รอยสักยันต์ห้าแถว

เล้าเล็กเกิน! โปเช็ตติโน่บ่นสนามแคบทำ สเปอร์ส ผลงานในบ้านห่วย
กีฬา /  ข่าวกีฬา / 

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือ ท็อตแน่ม ฮ็อต สเปอร์ส ออกมาชี้ว่าขนาดสนามเหย้าของสโมสรมีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมของเขาเล่นยากขึ้น กุนซือชาวอาร์เจนติน่าเชื่อว่า สนามไวท์ ฮาร์ท เลน มีขนาดพื้นสนามที่แคบเกินไปทำให้ลูกทีมของเขาเล่นเกมรุกลำบากยามที่ทีมเยือนลงไปตั้งรับกันต่ำ โดยรังเหย้าของทีมไก่เดือยทองมีพื้นสนามขนาด 100x67 เมตรเล็กกว่าขนาดสนามของทีมอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีกหลายทีม ยกเว้นเพียงสองทีมคือ สโต๊ค ซิตี้ และ คิวพีอาร์ ที่มีพื้นสนามเล็กกว่า โปเช็ตติโน่ ที่ฤดูกาลนี้ทำทีมไก่เดือยทองพ่ายไปแล้วสามจากห้าเกมในบ้าน บอกว่า “สไตล์ของเราต้องการพื้นที่ในการเล่นเพราะเราเล่นกันแบบยืนตำแหน่ง ไวท์ ฮาร์ท เลน แคบเกินไปจริงๆ และมันไปส่งผลดีต่อทีมคู่แข่งที่มาตั้งรับลึก เรายังต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวให้เข้าใจการยืนตำแหน่งในสนามให้ดีขึ้น”

มาแล้ว ทีเซอร์ The Technicians นำแสดงโดย คิมอูบิน
คิมอูบิน /  ซีรีส์เกาหลี / 

มาแล้ว ทีเซอร์ The Technicians นำแสดงโดย คิมอูบิน .. ภาพยนตร์เรื่อง 'The Technicians' เผยภาพโปสเตอร์ตัวละคร และภาพตัวอย่างภาพยนตร์ออกมาให้ชมกันเป็นครั้งแรก สร้างความคาดหวังให้กับผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง มาแล้ว ทีเซอร์ The Technicians นำแสดงโดย คิมอูบิน  เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม Trinity Entertainment บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ ได้เปิดเผยภาพโปสเตอร์ตัวละครและภาพตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง 'The Technicians' ออกมาให้ชมกันแล้ว 'The Technicians' เป็นภาพยนตร์ที่เล่าถึงเรื่องราวของเหล่าช่างเทคนิคที่มารวมตัวกันเพื่อขโมยดาบที่ซ่อนอยู่ในศุลกากรอินชอนที่มีมูลค่า 150,000 ล้านวอน ในเวลา 40 นาที โดยมีผู้กำกับ คิมฮงซอน ที่เคยกำกับภาพยนตร์เรื่อง 'Traffickers' มารับหน้าที่กำกับ นำแสดงโดย คิมอูบิน, คิมยองชอล, โกชางซอก, อีฮยอนอู, โจยุนฮี และอิมจูฮวาน สำหรับภาพโปสเตอร์ตัวละครที่เปิดเผยออกมาในครั้งนี้ เผยให้เห็นภาพของคิมอูบิน โกชางซอก และอีฮยอนอู ซึ่งในภาพโปสเตอร์ที่ถ่ายแบบโคลสอัพ แสดงให้เห็นสีหน้าอย่างชัดเจนนั้น คิมอูบินได้เผยรอยยิ้มเยือกเย็น ส่วนโกชางซอกแสดงสีหน้าที่พอใจ ในขณะที่อีฮยอนอูเผยให้เห็นอิมเมจที่แตกต่างด้วยรอยยิ้มเย็นกับแววตาที่เฉียบคมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง  'The Technicians' ที่สร้างความฮือฮาจากการร่วมงานกันของนักแสดงวัยรุ่น คิมอูบิน และอีฮยอนอู กับนักแสดงมากความสามารถ คิมยองชอล และโกชางซอก ก็กำลังได้รับความคาดหวังและจับตามองเป็นอย่างมากว่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ชมได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูลจาก www.popcornfor2.com

ปุ๊กลุก ยก อั้ม ขึ้นหิ้ง ตามรอย คุณนาย ขึ้นแท่นซุป’ตาร์
ปุ๊กลุ๊ค ฝนทิพย์ /  อั้ม พัชราภา / 

ยังคงดีกรีความฮอตไม่ตกอันดับเลยจริงๆ สำหรับผู้หญิงคนนี้ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ นางเอกสาวคิวแน่นแห่งวิกหมอชิต ที่มีประเด็นข่าวออกมาให้ชี้แจงเป็นระลอก เพราะไม่ว่าคุณเธอจะทำอะไรก็ถูกโยงประเด็นเกาเหลาไปซะหมด แต่ทุกครั้งสาวปุ๊กลุกเธอก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ ตอบชัดเจนทุกคำถามสมกับเป็นนางงามฝุดๆ แหมๆๆ เป็นสาวสาวมั่นอย่างนี้นี่เองแฟนคลับถึงได้รัก ได้หลงเช่นนี้ เอ้า!!! พูดแล้วจะหาว่ามโนไปเองรึเปล่า แต่มันคือเรื่องจริงค้า...วันก่อนเจอสาวปุ๊กลุกออกงานโชว์ตัว เดินแบบพร้อมมงกุฎประจำตำแหน่ง ขุ่นพระ!!! เพียงแค่คุณเธอย่างก้าวออกมาเท่านั้นละค่ะ บรรดาแฟนคลับก็พากันกรี๊ดๆๆ คอแทบแตก ฮอตจริงอะไรจริงนะคะเนี่ยคุณน้อง จุดนี้สงสัยว่าสาวปุ๊กลุกเธอกำลังเจริญรอยตามนางเอกรุ่นพี่อย่าง อั้ม พัชราภา แน่ๆ เพราะตั้งแต่เข้าวงการคุณเธอก็พยายามตีซี้กับนางเอกรุ่นพี่หลายต่อหลายคน จนพวกขาเม้าท์พากันเม้าท์มอยไปว่า She เกาะกระแสดัง แต่ถึงยังไงเธอไม่สนใจกับเสียงนกเสียงกา และช่วงนี้เธอดูจะสนิทสนมกับสาวอั้มเป็นพิเศษ ส่องในไอจีรูปส่วนใหญ่ก็มีแต่รูปคู่ ไปไหนมาไหนก็จะเห็นสองพี่น้องเดินเล่นช็อปปิ้งด้วยกันบ่อยๆ ไม่รู้ว่าสนินสนมกันอย่างนี้ สาวปุ๊กลุกมีแอบถามเคล็ดลับจากซุป’ตาร์อั้มบ้างอ๊ะเปล่า “พี่อั้มคือไอดอลของปุ๊กลุกเลยค่ะ เราชื่นชอบผลงาน ติดตามดูผลงานพี่อั้มมาตลอด พี่อั้มเป็นคนน่ารักมาก จริงๆ กับพี่อั้มก็คุยๆ กันเรื่องละคร เรื่องผลงานอะไรอย่างนี้ เพราะปุ๊กลุกชื่นชอบผลงานพี่อั้มอยู่แล้ว ส่วนใหญ่พี่อั้มจะแนะนำว่าเวลาเล่นละครให้เราเล่นออกมาตามความรู้สึกของตัวละคร เราต้องเข้าให้ถึงตัวละคร คือต้องรู้สึกออกมาจริงๆ ไม่ใช่ว่าเมคขึ้นมาเอง ส่วนเรื่องที่จะไปโกอินเตอร์ร่วมเล่นหนังบอลลีวูด ที่ติดปัญหาอยู่ตอนนี้จริงๆ คือเรายังไม่สามารถให้คิวได้ ก็จะเริ่มให้คิวได้ช่วงปลายปีหน้าเลย” แหม...มีคุณนายอั้มเป็นไอดอลอย่างนี้ สงสัยจะได้เป็นซุป’ตาร์ดังในต่างแดน สมใจอยากแน่นอนจ้า.. ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์

World Boys บอยแบนด์เขมร ที่กำลังมาแรงตอนนี้
AEC /  Nak na prab tha bong kbot / 

ขานรับกระแส AEC กับวง World Boys บอยแบนด์เขมร ที่ว่ากันว่า ฮอตที่สุดตอนนี้ ใน กัมพูชา   วง World Boys จากกัมพูชา วง World Boys จากกัมพูชา ฮอตสุดๆ เมื่อบรรดาชาวเน็ตแห่แชร์ คลิป บอยแบนด์ กัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เองที่ว่ากันว่า มาแรงที่สุดตอนนี้ ที่กัมพูชา กันสนั่นโลกโซเชียล เลยทีเดียว ผมกำลังพูดถึง วง World Boys ที่มาพร้อมกับเพลง Nak na prab tha bong kbot จากอัลบั้ม WORLD SONG Production VCD vol-01 ที่เปรียบเหมือนเป็นอัลบั้ม Compilation แนะนำศิลปิน ของค่ายนี้ งั้นเราลองไปฟังเพลงของวง World Boys กันสักนิดสักหน่อยดีกว่า เพลง Nak na prab tha bong kbot ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ยังมีเพลงของ World Boys ที่เราอยากให้ได้ลองฟัง ลองชมกัน ซึ่งเพลงของวง World Boys จะถูกบรรจุอยู่ใน Compilation WORLD SONG Production VCD ทั้งหมด 2 ชุด ตกชุดละประมาณ 3 เพลง เราเลือกบางเพลง ที่คิดว่า ท่าเต้นเด็ด ไม่แพ้เพลง Nak na prab tha bong kbot ที่ถูกแชร์อย่างกระหน่ำตอนนี้มาให้ได้ลองฟัง ลองชมกัน เพลง Kom Lors Borisuth เพลง Kom Ang Kloun Sa art นี่เป็นบางส่วนของเพลงจากวง World Boys ที่ มิวสิคเอ็มไทย แชร์มาให้เพื่อนๆได้ชมกัน แม้สเต็ปอาจจะไม่แม่นเป๊ะ ออกไปทางเต้นแอโรบิคบิ๊กซี โลตัส ไปหน่อย แต่เราก็ขอเป็นกำลังใจให้ พัฒนา ศักยภาพความเป็น บอยแบนด์ ต่อไป สู้สู้นะ ^__^ เรื่องโดย Ryu Ryan / ภาพประกอบจาก Facebook WORLD SONG Production

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

เห็นด้วยกะเฮียนะ! คีน จับผิด สโคลส์ แขวนสตั้ด แล้วออกสื่อบ๋อยบ่อย
คีน /  ปีศาจแดง / 

รอย คีน ผู้ช่วยผู้จัดการทีม แอสตัน วิลล่า เกิดอาการคันปากออกมาเน็บแนมอดีตเพื่อนร่วมทีม อย่าง พอล สโคลส์ ว่าในสมัยที่เป็นนักเตะ เขาไม่ค่อยกล้าจะออกสื่อ แต่พอเลิกเล่น กลับกล้าที่จะมารับงานวิเคราะห์ฟุตบอลซะงั้น พอล สโคลส์ อดีตมิดฟิลด์ตัวรุก ของ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วัย 39 ปี ที่ปัจจุบันหันไปเป็นนักวิเคราะห์ฟุตบอล ซึ่งภาพลักษ์ในอดีตของเขานั้น ผู้คนต่างมองว่า เขาเป็นนักเตะที่พูดน้อย เขินอาย ไม่ค่อยกล้าที่จะออกสื่อสักเท่าไหร่ แต่พอเขาได้แขวนสตั้ตเลิกเล่นไปแล้วนั้น กลับมาทำงานทางด้านสื่อ ในการวิเคราะห์เกมฟุตบอล ทำให้ รอย คีน อดีตกัปตันทีม ปีศาจแดง ออกมาแฉว่าเป็นเพราะเรื่องเงิน โดย คีน ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า "ผู้คนไม่ค่อยตระหนักกันนักว่าสโคลซี่สามารถออกรายการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับยูไนเต็ดได้ แต่เขาไม่สนใจมันหรอก ผู้คนอาจจะคิดกันว่าเขาเป็นคนที่เขินอายต่อกล้องแต่จริงๆ แล้ว เป็นเพราะเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้เองต่างหาก ไม่มีใครที่ชอบการให้สัมภาษณ์ต่างๆ แต่มันเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง และคุณก็ต้องแชร์สิ่งนี้กันสำหรับนักเตะภายในห้องแต่งตัวของทีม เขาอาจจะอ่อนน้อมเกินไปที่จะทำแบบนั้น แต่ตอนนี้เขามารับงานออกสื่อต่างๆ บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเขานั่งอยู่กับผม ผมก็จะบอกเขาเรื่องนี้นะ"

เมโกะ ชนนิกานต์ เผยทุกสิ่งที่คุณอยากรู้ กับการเห็นผีสุดสะพรึงใน The Eyes Diary
The Eyes Diary /  คิว กิตติชนม์ กุลรัตน์ชล / 

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตา สำหรับนักแสดงสาวหน้าเก๋ เมโกะ ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย กัลผลงานล่าสุดสุดสะพรึง The Eyes Diary คนเห็นผี หลังจากสาว เมโกะ เคยฝากผลงานไว้ในหนังอินดี้เมื่อปีกลายกับ Marry is happy, Marry is happy และ ตั้งวง ไปแล้ว การกลับมาปล่อยของใน The Eyes Diary ก็โรแมนติคสยองขวัญ ชวนขนลุกจนผู้กำกับ มะเดี่ยว ยังต้องยกนิ้วให้ และในวันนี้ เราจะมารู้จัก เมโกะ หรือ มดตะ ในหนังเรื่องล่าสุดนี้กัน เมโกะ ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย ก่อนอื่นแนะนำตัวกันก่อนเลย? "สวัสดีค่ะ เมโกะ ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพค่ะ ถ้าถามถึงความฝันจริงๆ เมอยากเป็นแอร์โฮสเตสคะ ฟังๆดูแล้วมันดูขัดๆกันนะ จริงๆก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงด้วย ตอนเด็กๆก็ชอบแสดงออกนะคะ เป็นงานเวทีที่โรงเรียนประมาณนี้มากกว่า ผลงานที่ผ่านมาก็มีโฆษณาเล็กๆ น้อยๆ ก็สก็อตเพรียวเร่ค่ะ แล้วก็มี MV บ้าง ส่วนผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาก็มีเรื่องตั้งวง และ marry is happy ที่คนจะจดจำได้เยอะสุด" เมโกะคิดอย่างไรกับการแสดงครับ? "เมว่าเมชอบการแสดงนะ หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของการแสดงค่ะ หลังๆ มานี่ก็จะมีผลงานเยอะขึ้น อาจจะเป็นเพราะคนเห็นผลงานเราเยอะขึ้นและชื่นชอบในตัวละครที่เราได้รับบทให้เล่นมากกว่า ล่าสุดตอนนี้ก็กำลังจะมีหนังเรื่อง The Eyes Diary ซึ่งเมแสดงเป็น มดตะ ค่ะ" เป็นมาอย่างไรถึงได้เข้ามารับบทเป็น 1 ตัวละครสำคัญในหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับ มะเดี่ยว? "เมไม่รู้ว่าพี่มะเดี่ยวเห็นอะไรในตัวเมรึเปล่า หรืออะไรเขาถึงไว้วางใจให้เมมารับบทเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะว่ามันไม่ใช่หนังผีทั่วไปธรรมดาๆ ค่ะ มันเป็นหนังผีที่มีความโรแมนติคเข้าไปด้วย ซึ่งมันหายากมากเลยนะในประเทศไทยเราตอนนี้ โดยปกติแล้วหนังผีทั่วไปก็จะเป็นผีออกมาหลอกแบร้ แต่เรื่องนี้มีการผสมผสานเรื่องโรแมนติคเข้าไปทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจขึ้นมาค่ะ คือพี่มะเดี่ยวให้พี่โปรดิวเซอร์ติดต่อมาค่ะ" พอได้มาร่วมงานกับพี่มะเดี่ยวรู้สึกอย่างไรบ้างครับ? "เมชอบผลงานเรื่อง Home ของพี่มะเดี่ยวมาก แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ความไว้วางใจในการรับเลือกมาเล่นหนังของพี่เขา เพราะว่าเมอยู่ในสายอินดี้มาตลอด คนก็จะมองว่าเมเล่นหนังแบบปกติทั่วไปไม่ได้ พอได้มาร่วมงานกับพี่มะเดี่ยวแล้วเรารู้เลยว่าพี่มะเดี่ยวเป็นคนตั้งใจทำงานค่ะ เขาเป็นคนดุนะ แต่เราเข้าใจเขาว่าที่เขาดุเพราะอยากให้ทั้งตัวเราและทั้งตัวหนังเป็นอะไรที่ออกมาแล้วเฟอร์เฟ็คที่สุด ซึ่งเมชอบการทำงานของเขา มีวันหนึ่งที่พี่มะเดี่ยวไม่สบาย ก็ยังต้องมีการถ่ายทำ ถึงแม้จะมีการถ่ายแบบเฟสไทม์มา แล้วก็สั่งคิว เราเห็นสปีริทความตั้งใจในการทำหนังของพี่มะเดี่ยว มันเลยทำให้หนังแสดงมีสปิริทที่อยากจะทำงานกับเขาค่ะ คือพี่มะเดี่ยวเป็นหนัก แต่ยังมีสปิริทในการเป็นผู้กำกับ เมว่าพี่มะเดี่ยวเป็นคนที่มีวิชชั่นที่แปลกแต่ดี มันจะไม่ค่อยเหมือนผู้กำกับทั่วไปในประเทศเราค่ะ คือเขาจะมีมุมกล้องแปลกๆ ของเล่นแปลกๆ และอะไรที่มันน่าตื่นเต้นในการเสนอดำเนินเรื่อง ในบทในคำพูดเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นอะไรที่มีความใหม่ มีความสด และน่าสนใจ พี่มะเดี่ยวเป็นคนทำหนังที่เมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกับคนค่ะ หนังมันคือการถ่ายทอดความรู้สึกของผู้กำกับ ทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ผู้กำกับเลย มันคือการถ่ายทอดในสิ่งที่เขาได้ไปเจอะเจอมา สิ่งจากคนรอบข้างเขา ประสบการณ์ต่างๆ คือเมรู้สึกว่าหนังพี่มะเดี่ยวล้วนสร้างมาจากพื้นฐานความเป็นจริงค่ะ" ตอนที่ได้มีโอกาสอ่านบทครั้งแรกรู้สึกอย่างไรบ้างครับ? "ตั้งแต่เห็นบทครั้งแรกตื่นเต้นค่ะ ไม่เคยเล่นหนังผี ไม่เคยเจอผี ไม่เคยรู้ว่าผีเป็นยังไง ต้องกลัวผียังไง คือเมว่าการเล่นหนังผีเป็นอะไรที่ท้าทายมากเลยนะ เราไม่เคยสัมผัสว่าผีเขาเป็นยังไงแต่เราต้องแสดงความรู้สึก สิ่งที่เรามโนขึ้นมาว่ามันเป็นรูปร่างยังไง เมดูหนังผีเยอะมาก จริงๆ เป็นคนชอบดูหนังผีอยู่แล้วค่ะ แล้วก็พยายามสังเกตตัวละครที่เขาเล่นหนังผีว่าเขากลัวยังไง เวลาเจอเขาแสดงออกยังไง คือหนังเรื่องนี้เป็นการรวบรวมความรู้สึกของตัวละครต่างๆ เข้ามา ทำให้มันเกิดเรื่องราวขึ้น คือตัวละครแต่ละตัวจะมีอารมณ์ มีออฟเจ็คต์ที่แตกต่างกันออกไป แล้วมันทำให้เกิดเป็นเรื่องราวซึ่งมีทั้งแอคชั่น ฮอร์โรร์ และก็โรแมนติก ผสมผสานกันจนเป็นเรื่องเป็นราว เป็นหนังเรื่อง The Eyes Diary ซึ่งน่าสนใจมากค่ะ" ตัวละคร มดตะ ที่ได้รับ มีบทบาทและคาแร็คเตอร์แบบไหนครับ? "มดตะ เป็นเด็กสาววัยรุ่นทั่วๆ ไปที่มีชอบไปเที่ยวกับเพื่อน สังสรรค์กับเพื่อน  เพียงแต่ที่ผ่านมามด ตะอาจจะเจอเรื่องราวต่างๆในชีวิตมาเยอะพอสมควร ทำให้เขามีปมลึกๆ ในจิตใจ แต่เป็นคนเลือกที่จะปิดความรู้สึกนั้นไว้ อาจจะเป็นการหลอกตัวเอง หรือเป็นการพยายามสร้างความสุขให้ตัวเองในการใช้ชีวิต โดยไม่เอาปมของตัวเองไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน และปมที่ว่านี้ มันดันไปคอนเน็กกับน็อต ซึ่งเราสองคนมีปมคล้ายๆ กัน เป็นเรื่องความรัก เป็นเรื่องคนใกล้ตัวเนี้ยแหละค่ะ" การรับบทใน The Eyes Diary เรื่องนี้ มีความท้ายทายอะไรบ้างไหมครับ? "มันยากเลยแหละ มันไม่ใช่แค่คำว่าท้าทายหรอก จริงๆ มันท้าทาย มันน่าสนใจค่ะ แต่ว่ามันก็ยากนะ เพราะเราไม่เคยเจอผี ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นรูปร่างแบบนี้นะ เราต้องกลัวเขาอย่างนี้นะ ต้องแสดงออกกับเขาแบบนี้นะ คือเมรู้สึกนะว่าถ้าในชีวิตประจำวันเจอผี อยากคุยกับเขาด้วยซ้ำว่าทำไมถึงเป็นผี" (หัวเราะ) อะไรคือเสน่ห์ของ The Eyes Diary? "เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือโลกคนเป็นกับโลกคนตายมันเชื่อมต่อกัน เชื่อมโยงกัน ซึ่งเมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันยังมีอยู่ในชีวิตจริง แม้แต่กระทั่งไม่ใช่ในหนังนะค่ะ ในชีวิตจริงคนเรามันยังมีความเชื่อที่จะไปวัด ไปทำบุญโลงศพ เพื่อที่จะคอนเน็กกับเขารึเปล่า เมไม่รู้ว่าคนที่ทำแบบนี้เพื่ออะไร มีพิธีบูชาโน้นนี้ มันทำให้รู้สึกว่า หนังเรื่องนี้แหละมันคือการถ่ายทอดเรื่องราวอารมณ์ของคนเหล่านั้น ว่าเราเองรึเปล่าที่เป็นคนเปิดรับเขาเข้ามา เราเป็นคนเลือกที่จะให้สิ่งพวกนี้เข้ามาวนเวียนอยู่รอบกายเรา และเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือเราได้เห็นอีกโลกของวิญญาณ ได้เห็นอีกโลกหนึ่งของคนตายที่เขาตายไปแล้วเขารู้สึกยังไง เขาอยากจะคอนเน็กกับเราเพื่ออะไร มีจุดประสงค์อะไร เรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของคนที่ตายไปแล้ว แล้วก็ความต้องการของคนตาย หนังเรื่องนี้มีความใหม่ค่ะ คืออย่างที่บอกไม่เคยมีใครเห็นผีตัวเป็นๆ มันต้องใช้ความพยายามซึ่งยากมากในการครีเอทมันขึ้นมา ว่ามันต้องมีรูปร่างแบบนี้ ลักษณะแบบนี้ ท่าทางแบบนี้ เสียงแบบนี้ เมรู้สึกว่าพี่มะเดี่ยวดีไซน์มันออกมาได้เพอร์เฟ็คค่ะ แล้วทุกตัวละครล้วนมีเสน่ห์ในตัวเองคือทุกตัวละครจะมีความต้องการแตกต่างกัน เมรู้สึกว่าทุกคนมีปมในใจ มีเรื่องที่เกิดขึ้นในใจแตกต่างกัน แต่ว่าเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมันจะสามารถเชื่อมโยงกันได้ทุกตัวเลย อันนี้คือเสน่ห์ของตัวละครในเรื่องนี้ แล้วทุกคนคอนเน็กกันจริงๆ ค่ะ มีเรื่องราวที่ผสมผสานกันจนเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวโยงกันได้" ลองเล่าถึงความหลอนสยองของ The Eyes Diary ให้คุณผู้ชมฟังหน่อย? "คือเรื่องนี้เป็นหนังผีที่เหนื่อยค่ะ เมรู้สึกว่าคนดูก็จะเหนื่อยตามเมไปด้วย เมรู้สึกว่าในหนังเรื่องนี้ตัวละครของเราเจอผีกันไม่หยุดไม่หย่อน ผีมีหลายตัวมาก ซึ่งผีแต่ละตัวไม่เหมือนกันเลยค่ะ บางทีผีวิ่งตาม เราพยายามหนีจนเหนื่อย จนล้า คือไม่เอาแล้วค่ะ มันก็ยังตามมา แล้วด้วยมุมกล้องนะคะ ทำให้ไอเดียนี้เป็นอะไรที่ใหม่ และคนดูน่าจะกลัวตามๆ นักแสดงไปด้วย มันมีซีนหนึ่งที่ผีต้องเดินตามเม คือเราก็คิดว่าแค่เดินตามธรรมดา พอถ่ายจริงคือมันน่ากลัวมาก มากๆ ด้วยสถานที่ ด้วยมุมกล้อง พอเมไปดูในมอนิเตอร์แล้วขนลุกมาก คือมันเดินตามจริงๆ แล้วชิดมากแบบหายใจรดต้นคอ แล้วเราก็ไม่รู้จุดประสงค์ของเขาว่าเขาจะมาทำร้ายเรารึเปล่า หรือเขาต้องการอะไรจากเรา คือเมใช้คำว่าหนีไม่พ้น หนีไม่รอด หนีไม่ได้ จนมุมเลยดีกว่าค่ะ ผีตามไม่เลิกลาเลยจริงๆ เขาเป็นผีเขาคงไม่เหนื่อยหรอกนะ คือมันหนีจนไม่มีทางหนีแล้วค่ะ แต่เดี๋ยวต้องไปดูในหนังว่าเราจะสามารถหนีมันพ้นรึเปล่า" ได้ข่าวว่ามีการเพิ่มดีกรีความหลอน จากะสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำด้วย จริงหรือเปล่าครับ? "สถานที่ทุกสถานที่ที่ไปถ่ายเป็นสถานที่ร้างจริงๆ ไม่ได้เซ็ตอัพขึ้นมา หนังเรื่องอื่นอาจจะเซ็ตอัพขึ้นมา แต่เรื่องนี้ใช้สถานที่จริงๆ แล้วก็พร็อพบางชิ้นที่อยู่ในหนัง เมคิดว่ามันเป็นของจริงที่อยู่กับสถานที่นี้ด้วยซ้ำ เมนั่งมอเตอร์ไซต์พี่ปั้นจั่นแล้วเมยังคุยกับพี่ปั้นดูซิ เห็นเปล่า เหมือนเชือกผูกคอตาย พี่ปั้นก็บ้าเหรอ ไม่มีหรอก แต่มันเป็นสิ่งที่เขาเซ็ตขึ้นมาค่ะ แล้วมันเหมือนจนทำให้เมหลอนมาก อยากจะหยาบคายออกมาว่า หลอนโคตรโคตร แล้วเวลาเดินไปไหน อย่างพื้นที่โรงพยาบาลร้างที่เวชปัญญามันมีหลุม มีอะไรเหมือว่าเป็นสถานที่ที่มีอันตรายอยู่รอบตัวเลยค่ะ  แล้วทีมงานทุกคนก็เหมือนแบบ เดี๋ยวเจอโน้น เดี๋ยวเจอนี้ แล้วเมก็ชอบทีมเมคอัพเอฟเฟกต์มาก (แต่งโดย คิว กิตติชนม์ กุลรัตน์ชล - Special Effect make up) จากคิวเอฟเฟกต์เวิร์คช็อพQ FX workshop ผู้เชี่ยวชาญพิเศษในการสร้างสรรค์งานเมคอัพเอฟเฟกต์ในโลกภาพยนตร์มือ 1 ของไทยที่มีความสามารถโดดเด่นในระดับโลกอยู่เบื้องหลังความยับเยินปางตายของไรอัน กอสลิงใน Only God Forgives ,แปลงโฉมหน้าของ โจวเหวินฟะให้กลายเป็นขงจื้อตอนแก่ใน Confucius ,ดอนนี่ เยน ใน ICEMAN3D, Hang over , WUXIAเดชไอ้ด้วนเวอร์ชั่นดอนนี่ เยน-ปีเตอร์ ชาน  ฯลฯ) คือเขาแต่งตัวผีออกมาได้เหมือนมาก ตัวแผล หรือว่าตัวผีต่างๆ เขามีความครีเอทีฟมากๆ ว่ามันจะต้องออกมาอย่างนี้นะ เลือดมันควรจะไหลไปทางนี้นะ คือจริงๆ ทุกคนมีพื้นฐานของความตั้งใจทำงานมาก มันเลยทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาหลอน ทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงพลังงานอะไรบางอย่างแน่นอน" ถ่ายหนังผีอย่างนี้ มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเห็นผีบ้างรึเปล่า? "เมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีเซ้นส์ มันเป็นความรู้สึกว่าเราคิดไปเองรึเปล่า เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่เรามโนจิตไปเอง แต่ว่าแจ๊คค่ะ แจ๊คจะเจอหนักมาก คือตื่นมาแล้วมีรอยมือที่ท้อง เป็นรอยมือซึ่งครบ 5 นิ้วเลย ถ้ามันเกิดด้วยตัวแจ๊คเองนะ คนเรามันตื่นมาสักพักแล้วรอยพวกนั้นมันต้องหายไปแล้วค่ะ แต่นี่รอยมันยังอยู่ แล้วแจ็คก็เจอกดคาง ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วไปทำอะไรใครมารึเปล่าไม่รู้" ที่ว่าหนังเรื่องนี้เป็นประสบการณ์การทำงานที่มีครบทุกรสชาติที่ไม่มีวันลืม จริงหรือเปล่า? "ได้ทำอะไรเยอะมากค่ะ ไม่เคยถ่ายอะไรที่แบบ 6 โมงเย็น ถึง 6 โมงเช้าของอีกวันค่ะ เราเคยแต่ทำงานที่ ม. หรือทำงานหนักๆ แต่ว่านี่เราต้องอยู่เช็ตตั้งแต่ 6 โมงเย็น จนถึง 6 โมงเช้า แล้วฝนก็ตก อากาศก็มืด ยุงก็กัด คืออะไรๆ มันก็เอื้ออำนวยเรา ด้วยความที่เรามาอยู่เชียงใหม่ แต่ว่าเมรู้สึกว่ามันสนุกและอยากจะทำมัน ไม่ได้รู้สึกว่าโดนบังคับหรืออะไรเลย อย่างต้องวิ่งกันจนปวดขาเลยทีเดียว คือตัวละครที่เป็นคนนี้ เราก็ต้องหนีผีคะ เราคงไม่ไปนั่งคุยกับผีหรอก ในฉากมีเมกับพี่ปั้น แล้วพี่ปั้นเขาตัวใหญ่แรงเยอะมาก เวลาถ่ายเขาต้องลากหนูค่ะ แล้วมันเจ็บมาก เขาเป็นคนวิ่งเร็วคะ หนูวิ่งตามเขาไม่ทัน จนแบบต้องใส่เกียร์หมาวิ่ง แต่ยังวิ่งตามไม่ทันเลยอ่ะ ที่สำคัญเมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีเสน่ห์ในตัวของมันเองค่ะ แม้วันที่เมไม่มีคิว เมยังอยากที่จะมากองเพื่อที่จะมาให้กำลังใจนักแสดงคนอื่น ฮาๆๆ แต่จริงๆ แล้วเมว่าเป็นเพราะความหลอนไม่อยากอยู่โรงแรมคนเดียวมากกว่า" (หัวเราะ) พอรู้ว่าจะต้องมาเล่นหนังผี คนรอบข้างมีใครให้คำแนะนำอะไรบ้างไหมครับ? "เมเป็นคนซนค่ะ ทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าเมเป็นคนซนมาก จะชอบพูดโน้นพูดนี้ แหย่โน้นแหย่นี้ แต่ถ้าถามว่ากลัวมั๊ย เมเป็นคนไม่กลัวผีนะ แต่ว่าไม่เคยลบหลู่ คือก่อนนอน คุณพ่อก็จะให้สวดมนต์ แต่เมเชื่อเองว่าเมไม่ได้ไปล้ำเส้นของเขา เขาก็จะไม่มาล้ำเส้นของเม" ทราบมาว่ามีการคิดค้นมุมภาพใหม่ๆแปลกๆ เพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นหนังผีโรแมนติคสยองขวัญเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษด้วย เล่าให้ฟังหน่อย? "คือทางพี่มะเดี่ยว และผู้กำกับภาพมีการนำเอาเจ้าDRONE มาใช้ในการถ่ายทำในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือเมชอบอุปกรณ์เครื่องนี้มาก เป็นเครื่องที่มีใบพัด 4 ใบหมุนติ้วๆ คล้ายๆเครื่องบังคับวิทยุโดยมีกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ติดอยู่ ชอบมากค่ะ อยากขโมยกลับ อยากเห็นภาพที่จะฉายในโรงภาพยนตร์ด้วย สำหรับในภาพยนตร์เราจะได้เห็นในฉากที่น็อตกับมดตะเข้าไปในโรงพยาบาลร้าง ซึ่ง Drone จะถ่ายตอนที่เราขับมอเตอร์ไซด์เข้าไปภาพจะเห็นเป็นมุมกว้าง เมพูดกับพี่ปั้นตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่าเมชอบมาก อยากได้กลับไปเล่นที่บ้านมาก มันเป็นเครื่องที่มีมาสักพักแล้วล่ะคะ แล้วต่างชาติเขาก็ใช้กัน เมยังไม่ค่อยเห็นหนังไทยเรื่องไหนใช้เลยนะ วันแรกที่เมลงมาจากโรงแรมแล้วมาเจอเครื่องนี้ เมโทร.ไปบอกเพื่อนว่าอยากได้มาก เมคุยกับพี่ที่เป็นคนบังคับว่าเดี๋ยวหนูขอเล่นนะคะ เมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ยุโรปมากเลยค่ะ รู้สึกเป็นอะไรที่มันใหม่แล้วก็สวยงามมาก เมนั่งคุยกับพี่ปั้นว่าถ้ามุมกล้องมันเป็นแบบนี้มันต้องออกมาสวยแน่เลย คือมันอำนวยความสะดวกเราด้วยแหละ กล้องแฮนดี้แคมมันจะไม่สามารถถ่ายได้มุมสวยขนาดนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในฉากนี้เราจะได้เห็นว่ามดตะเป็นคนที่ขาดความอบอุ่นเล็กๆ นะคะ เขาพยายามโหยหาความอบอุ่นที่เขาไม่เคยได้รับ จากเหตุการณ์ จากปมในใจของเขา จนเขาเลือกน็อตเป็นตัวแทนในการแชร์ความรู้สึกหรือว่าในการเอาอารมณ์ความรู้สึกของน็อตเข้ามาร่วมกับตัวมดตะ แล้วก็ในฉากนี้มันคือการเริ่มต้นของการผจญภัยของทั้งคู่ในหนังผีเรื่องนี้ แล้วภาพที่ออกมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดูในมอนิเตอร์ แต่ได้เห็นตอนมันขึ้น หรือว่ามันถ่าย มันต้องออกมาสวยมากๆ แน่เลย แล้วทุกคนจะได้เห็นความดาร์ก ความน่ากลัวของสถานที่แห่งนี้ค่ะ" สุดท้ายครับ อยากฝากบอกอะไรกับแฟนๆของเมโกะเกี่ยวกับ The Eyes Diary หนังเรื่องล่าสุดของเราบ้างไหม "ฝากผลงานหนังเรื่องที่ 3 ในชีวิตของเมด้วยนะคะ กับ The Eyes Diary ค่ะ ก็หนังผี หนังโรแมนติก แอคชั่น เป็นอะไรที่ครบรสมากๆ ก็อยากให้ทุกคนติดตามกันในมุมมองการแสดงใหม่ๆ ของเมด้วยค่ะ" ติดตามผลงานของ เมโกะ ที่จะมาทำให้ทุกคนต้องสะพรึงจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ไปกับ The Eyes Diary คนเห็นผี ได้แล้ววันนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกดูตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ The Eyes Diary ได้ที่นี่เลย ------------------------------

รักแท้มีอยู่จริง! รู้จักกัน 7 วัน แต่งงาน...สู่รักนิรันดร์
ความรัก /  รักแท้ / 

วันที่หนึ่ง พึงใจในหน้าตา วันที่สองวาจาเลื่มใส วันที่สามกิริยาน่าพอใจ วันที่สี่ นิสัยคล้ายๆกัน วันที่ห้า ความรู้คู่กันได้ วันที่หก ชอบในอสรมรืขัน ชาติตระกูลเกิดมาเหมาะสมกัน เพียงเจ็ดวันร่วมชีวิตนิจนิรันดร์ เมื่อ 50 ปีก่อน คุณใหญ่-ภัทรา ไรวา สาวสวยเปรี้ยวนักเรียนนอกจากบอสตัน เพิ่งเรียนจบกลับมาเมืองไทยและใช้ชีวิตการทำงานที่แรกในตำแหน่งเศรษกรโทแห่งสภาพัฒน์ ส่วนคุณอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นหนุ่มอนาคตไกลในบริษัทเชลล์ และที่สำคัญขณะนั้นทั้งคู่ยังโสด! ด้วยความที่เพื่อนของทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน ด้านเพื่อนคุณอมเรศนั้นคือคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ เห็นว่าเพื่อนหนุ่มคนนี้ยังไม่ใครจึงคิดจับคู่ไบลด์เดทให้ ส่วนคุณภัทรานั้นเป็นเพื่อนน้องชายของเธอ คุณวงศ์วุฒิ วุฑฒินันท์ เพื่อนๆคุณอมเรศจึงได้นัดรับประทานอาหารกันที่โรงแรมรามาย่านสีลม "ครั้งแรกที่เจอคุณอมเรศรู้สึกเฉยๆนะคะ แต่เขาสิคงมองว่าเราแปลก แต่งตัวเปรี้ยว ทำผมฟูเป็นมนุษย์ดาวอังคาร ดูไม่น่าเข้ากันได้เลย คุณอมเรศเล่าว่าประทับใจที่เราพุดฝรั่งเศสได้แปลเมนูให้เขาฟังได้ ส่วนเราน่ะรู้สึกดีตรงที่เขารู้ใจจำได้ว่าทานอาหารเสร็จ เขาหยิบกระเป๋าส่งให้ทันทีเพราะรู้ว่าเราต้องทาลปสติก...สเป๊กเลย" นั่นคือเดทแรกของทั้งคู่ กลับจากรับประทานอาหารวันนั้น คุณอมเรศได้ขับรถไปส่งคุรภัทรซึ่งมีบ้านอยู่ย่านฝั่งธนเช่นกัน จึงเป้นโอกาสดีที่ได้ทำความรู้จักกันมากชึ้น หลังจากนั้นได้พบเจอพูดคุยกันทุกวัน จนครบสัปดาห์เต็ม คุณภัทราจึงเอ่ยปากขึ้นว่า "คุณอมเรศ ส่งผู้ใหญ่มาขอได้แล้ว เป็นคนตัดสินใจเร็วค่ะ ถ้าคิดว่าใช่คือใช่ จึงพูดออกไปแบบนั้น ตอนแรกคุณอมเรศคงงง พอสักพักก็เข้าใจ เพราะเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว 2 เดือนเขาจึงพาผู้ใหญ่มาขอ...และนี่คือที่มาของกลอนเลือกคู่ที่แต่งขึ้น" ด้านการครองรักครองเรือนของผู้ใหญ่คู่นี้ก็นาาสนใจโดยท่านได้ทิ้งท้ายไว้เป็นข้อคิดว่า "เราไม่ได้ปรับตัวอะไรกันมาก เพราะรสนิยม ความรู้และความคิดคล้ายๆกัน เลยเข้ากันง่าย เขาเป็นคนมีมารยาทมาก รู้จักกาลเทศะ ซึ่งเราชอบ...ส่วนตัวคุณอมเรศเองจะมีหลักครองเรือนอยู่ว่าต้องไม่โกรธพร้อมกัน เมื่อไรที่ฌกรธอีกคนต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เพราะฉะนั้นหลังมานี้เราต้องรีบโกรธล่วงหน้าก่อน" คุณภัทราปิดท้ายการสนธนาพร้อมเสียงหัวเราะสดใส นับเป็นแง่คิดการใช้ชีวิตคู่ที่น่าลองไปปรับใช้ดูไม่น้อยเลยทีเดียว ติดตามเรื่องราวเทั้งหมดได้จาก นิตยสาร HELLO! Wedding (Special Edition 2014)

อันแจฮยอน จัดแฟนปาร์ตี้ครั้งแรกประเดิมที่ไทย 6 ธ.ค.!
2014 Blind Date Meeting with Ahn Jae Hyeon in Bangkok /  Ahn Jae Hyeon / 

the Lime Thailand ชวนสาวไทยร่วมงานปาร์ตี้นัดบอด ลุ้นเป็นสาวผู้โชคดีได้ใกล้ชิด กับ อันแจฮยอน หนุ่มเจ้าเสน่ห์มิติที่ 4 ใน 2014 Blind Date Meeting with Ahn JaeHyeon in Bangkok ประเดิมที่ไทยเป็นที่แรกรับประกันความฟิน The Lime Thailand(เดอะ ไลม์ ไทยแลนด์) ผุดโปรเจคพิเศษ จัดปาร์ตี้นัดบอดให้สาวไทยมีโอกาสลุ้นได้ใกล้ชิดกับดาราหนุ่มมาดนายแบบบุคลิกเท่ไม่เหมือนใคร อันแจฮยอน(Ahn Jaehyun) ในงาน 2014 Blind Date Meeting with Ahn Jae Hyeon in Bangkok (ไบลด์ เดท มีทติ้ง วิท อันแจฮยอน อิน แบงคอก) งานแฟนปาร์ตี้ครั้งแรกในชีวิตของอันแจฮยอนประเดิมจัดที่ประเทศไทยเป็นที่แรก เปิดโอกาสให้สาวไทยได้ใกล้ชิดก่อนใคร ถือเป็นโอกาสพิเศษสุดๆ ของสาวไทย ที่จะได้มีโอกาสรู้จักและได้เห็น อันแจฮยอน ในมิติที่หลากหลายผ่านงานแฟนปาร์ตี้ครั้งนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ อันแจฮยอน จะมาเผยความเป็นตัวตนให้สาวไทยได้รู้จักอย่างหมดเปลือก หลังจากที่ทุกคนติดใจในผลงานละครแจ้งเกิดมาแล้วอย่างเรื่อง You Who Came From The Stars ที่รับบทเป็น ยุนแจ น้องชายของนางเอกในเรื่อง ได้เล่นประกบทั้งคิมซูฮยอนและจอนจีฮยอน จนโด่งดังเป็นพลุแตกในเวลาอันรวดเร็ว และด้วยกระแสความแรงของละครเรื่องนี้ที่ฮิตติดลมบนในหลายประเทศ ส่งผลให้ชื่อของ อันแจฮยอน ถูกค้นหาและมีสาวๆ ทั่วเอเชียอยากรู้จักหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้น ซึ่ง อันแจฮยอน เริ่มเข้าวงการด้วยการเป็นนายแบบมาดเท่ ก่อนจะมาเดบิวท์ผลงานการแสดง โดยมีผลงานละคร You Who Came From The Stars, You’re All Surrounded และหนัง Fashion King ออกมาสู่สายตาผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชื่อของ อันแจฮยอน เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็วและมีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่ไทยมีสาวๆ แอบกรี๊ดอยู่มากมาย เช็คเรตติ้งได้จากตอนที่เขาเดินทางมาพักผ่อนส่วนตัวที่ประเทศไทย พอมีคนรู้ข่าวก็มีแฟนคลับไปตามรุมล้อมอยู่มากมาย สร้างความเซอร์ไพรส์ให้หนุ่มคนนี้เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นงานแฟนปาร์ตี้ในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสพิเศษแถมยังเป็นแฟนปาร์ตี้ครั้งแรกในชีวิตของ อันแจฮยอน เชื่อแน่ว่าน่าจะมีอะไรพิเศษให้แก่ผู้ชมในงานอย่างแน่นอน ฟินแรกที่ไม่ต้องรอลุ้น! คือการได้รับสิทธิ์ Hand Shake สัมผัสมือนุ่มๆ ของ อันแจฮยอน ทุกที่นั่ง โดย อันแจฮยอน ฝากข้อความถึงไทยทุกคน "อยากให้งานในครั้งนี้ทำให้เราได้ใกล้ชิดกันขึ้น ผมอยากจะแบ่งปันเรื่องราวให้มากที่สุดถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ อีกไม่นานก็จะได้เจอกันแล้วครับอยากให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ แล้วก็หยุดเวลาช่วงนั้นไว้คงจะดีมากๆ เลยครับ ถ้าอยากรู้ว่าเราจะได้ใกล้ชิดกันขนาดไหนต้องมากันให้ได้นะครับ" เรียกได้ว่างานแฟนปาร์ตี้ในครั้งนี้น่าจะเป็นงานนัดบอดในฝันของสาวไทย ที่อยากจะมีโอกาสได้เดทใกล้ชิดกับ อันแจฮยอน สักครั้งหนึ่งในชีวิต โอกาสนั้นมาถึงแล้ว! ร่วมลุ้นเป็นสาวผู้โชคดีที่จะได้มีโอกาสขึ้นเวทีแบบใกล้ชิดประกบกับเขา ได้ในงานแฟนมีตติ้งครั้งแรกของ อันแจฮยอน ใน 2014 Blind Date Meeting with Ahn Jae Hyeon in Bangkok วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2557 เวลา 17.00 น. ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) บัตรราคา : 3,800 / 2,800 / 1,800 และ 1,300 บาท สามารถซื้อบัตรได้ที่หน้าเว็บไซต์หลัก www.thelimethailand.com ในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน2557 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม(เกี่ยวกับเรื่องการจองบัตรเท่านั้น) ติดต่อ thelimeticket@gmail.com หรือ Hot Line 095-748-3602, 0910294710 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/TheLimeThailand สิทธิพิเศษสำหรับบัตรแต่ละราคา 1. รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Hand Shake กับ อันแจฮยอน สำหรับบัตรทุกที่นั่ง ทุกราคา ทุกโซน 2. รับ Official Poster ฟรีทุกที่นั่ง ทุกราคา ทุกโซน 3. สำหรับบัตร VVIP ราคา 3,800 บาท ลุ้นรับสิทธิ์ถ่ายภาพหมู่ (Group Photo) ร่วมกับอันแจฮยอนทั้งหมด 300 คน โดยแบ่งเป็นกรุ๊ปละ 30 คน จำนวน 10 กรุ๊ป โดยใช้วิธีสุ่มจากบัตรราคา 3,800 บาท เท่านั้น! 4. พิเศษ! สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรแฟนมีตติ้ง 7 วันแรก ลุ้นรับโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นของอันแจฮยอน จำนวน 10 รางวัล โดยจะสุ่มจากที่นั่งทุกราคา ทุกโซน ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย  มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

7 สุดยอดสมุนไพร ลดความอ้วน
ความอ้วน /  ลดความอ้วน / 

แน่นอนว่าเรื่องความอ้วนเป็นปัญหาของทุกๆคน และมันก็ยากที่จะแก้ไขด้วยสิ บางคนไม่มีเวลาไปออกกำลังกายจริงๆจังๆ หรือบางคนก็เป็นคนที่ชอบกินของอร่อยๆ น้ำหนักเลยไม่ลดสักที แต่ความอ้วนนอกจากจะทำให้บุคลิกภาพไม่ดีแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราอีกด้วย เผลอๆมีโรคตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันต่างๆ วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับดีๆมาฝาก เกี่ยวกับสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วย ลดความอ้วน ได้ด้วย แถมยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆอีกมากมาย เราไปดูกันเลยจ้า 1. พริกไทยดำ นักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า พริกไทยดำ มีคุณสมบัติในการช่วย ลดความอ้วน เนื่องจาก ในพริกไทยดำ มีส่วนประกอบของสารไพเพอร์รีน (Piperine) ซึ่งจะมีจุดเด่นในเรื่องความฉุน และรสชาติที่เผ็ดร้อน ที่ช่วยควบคุมยีนส์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่าที่สะสมอยู่ภายในร่างกายให้มีจำนวนน้อยลง พริกไทยดำ จะมีคุณสมบัติช่วยในการ ลดความอ้วน ดังต่อไปนี้ ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันที่อยู่ในร่างกาย โดยทำให้เซลล์ไขมันเก่าที่สะสมอยู่ในร่างกายตาย พร้อมกับควบคุมการเกิดขึ้นใหม่ของเวลล์ไขมัน ทำให้ผอมลงและกลับมาอ้วนอีกยากขึ้น ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานได้อย่างสมบูรณ์ จึงไม่ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย ซึ่งเป้นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความอ้วนขึ้น ข้อความระวัง : แนะนำ ให้รับประทานพริกไทยดำจากการปรุงอาหาร มากกว่าผลิตภัณฑ์ ลดความอ้วน ต่างๆที่ทำจากพริกไทยดำ โดยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ได้ทำการวิจัยแล้วว่า การกินผลิตภัณฑ์ ลดความอ้วน พริกไทยดำ ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานานนั้น ทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ 2. ขิง ถ้าหากจะพูดถึงขิงในมุมของยาแผนโบราณแล้วล่ะก็ ขิงนั้นจะมีสรรพคุณในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารนั่นคือ ท้องผูก, มีแก็ส, ท้องเสีย, คลื่นไส้, และจุกเสียด และไม่ใช่เพียงแต่นี้ ขิงก็มีประโยชน์ในด้านลดน้ำหนักเช่นกัน นั่นคือมันช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ได้มากขึ้น กำจัดของเสียได้มากขึ้น และทำให้ร่างกายนำพลังงานที่เก็บไว้ในรูปแบบของไขมันออกมาใช้ได้มากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ขิงยังมีช่วยเพิ่มพลังให้กับการเผาผลาญ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเพิ่มได้มากถึง 20% เลยทีเดียว และยังช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วอันเนื่องมาจากเส้นใยอาหารที่มากอีกด้วย 3. บุก บุก มีสารสำคัญตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า กลูโคแมนแนนเป็นคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วย กลูโคส แมโนส ฟรุคโทส มีลักษณะข้นๆ เหนียวๆ ก่อนจะนำมาบริโภคจะต้องผ่านกรรมวิธีที่มากมายในการกำจัดยางและล้างพิษที่อาจจะทำให้คันได้ นำมาขายเป็นเส้นๆ หรือเป็นชิ้นๆ ซึ่งนำไปประกอบอาหารแทนเนื้อสัตว์ได้ เพราะไม่มีรสชาติจึงสามารถปรุงรสได้ตามความชอบ บางครั้งอาจนำมาขายในลักษณะผงชงเป็นเครื่องดื่มรสต่างๆ ความเหนียวหนืดของกลูโคแมนแนนจะชะลอการดูดซึมของกลูโคสจากทางเดินอาหารไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ช่วยถ่วงท้องให้อิ่มเร็ว การบริโภคอาหารอื่น ๆ จึงน้อยลงโดยปริยายทำให้นิยมมากในวงการผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักใยและกากอาหารจะทำให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้นทำให้การขับถ่ายเป็นไปได้ดี การควบคุมหรือลดน้ำหนักด้วยการบริโภคบุกพร้อมกับการรับประทานอาหารอื่น ๆ ครบ 5 หมู่ ไม่มีอันตรายต่อร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นใยอาหารธรรมชาติไม่ใช่สารเคมีสกัด 4. ส้มแขก ส้มแขก มีสาร HAC (สารไฮดรอกซีซิตริกแอสิด) อยู่เป็นจำนวนมาก เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการเข้าไปสกัดกั้นและยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินไนร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ทำให้น้ำหนักลด หน้าท้องยุบ ลดพุง รูปร่างเพรียวขึ้น มีผลดีมากในการ ลดความอ้วน HAC ทำให้ยับยั้งการนำน้ำตาล จากอาหารประเภท แป้ง ข้าว และน้ำตาล ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกายแต่จะนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่นไม่อ่อนเพลีย และ เมื่อในกระแสเลือดไม่ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลง ไปด้วย ขณะเดียวกัน ก็ จะนำไปสะสมเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ ทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีพลังงานสำรองเพียงพอ ทำให้ไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ ยังมีผลไปกระตุ้น ให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงานทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลง ซึ่งจะมีผลทำให้รูปร่างดีขึ้นนั่นเอง 5. ชาเขียว จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์พบว่า สารคาเฟอีน และสารฝาดแคททิคิน ในชาเขียว มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มอัตราการเมทาบอลิซึ่มของร่างกายให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรค และการออกซิเดชันของไขมันเมื่อออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถึง 4 % เมื่อเกิดการเผาผลาญพลังงานได้มาก จึงส่งผลช่วยในการสลายไขมันทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยที่ไม่กระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ  นอกจากนี้ ชาเขียวยังช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้มีการทำงานที่ดีมากยิ่งขึ้น จึงทำให้การเผาผลาญอาหารของร่างกายดีมากยิ่งขึ้น 6. กระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบแดง ที่เรานำมาต้มทำเป็นเครื่องดื่ม นอกจากจะแก้กระหายแล้ว ยังสามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วย ลดความอ้วน หรือลดน้ำหนักได้ช่วยลดความดันโลหิต โดยไม่มีผลข้างเคียง ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ ช่วยให้ความเหนียวข้นของโลหิตลดลง ช่วยขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันด้วย ไม่เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพราะ ทำให้ช่วยย่อยอาหารได้ดีอีกด้วย 7. พริก โดยทั่วไปพริกทุกชนิดจะมีวิตามินซี สามารถช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น และมีส่วนช่วยระบบขับถ่าย และในพริกยังมีวิตามินเอซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งช่วยสร้างภูมิต้านทาน ทำให้กระดูกและฟันของเราแข็งแรง ผิวหน้าและปัญหาจุดด่างดำดีขึ้นอีกด้วย นอกจากวิตามินแล้ว ในพริกยังมีสาร Capsaicin และ Oleoresin และกรด Ascorbic acid ซึ่งสาร Ascorbic acid นี่เองที่มีบทบาทสำคัญในการ ลดความอ้วน เพราะว่ามันสามารถช่วยให้ไขมันถูกเผาผลาญกลายเป็นพลังงานได้ดี ดังนั้นหากใครที่เป็นคนที่ร่างกายมีการเผาผลาญต่ำ การกินพริกเข้าไปบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น หลักจากที่ร่างกายได้กินพริก หรือกินสารสกัดจากพริกเข้าไปแล้ว ร่างกายจะได้รับกรด Ascorbic acid ทำให้ร่างกายสามารถนำไขมันไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้ดีขึ้น หากเราควบคู่กับการควบคุมอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าที่ต้องใช้ในแต่ละวัน โดยมีพริกเป็นตัวเสริมช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ในไม่ช้าเราก็จะสามารถ ลดความอ้วน ได้อย่างเป็นธรรมชาติ พริกมีคุณสมบัติเด่นๆ ที่ออกฤทธิ์ในด้านการช่วยลดน้ำหนักก็คือ ทำให้ร่างกายสร้างกรดไขมันน้อยลง เรียบเรียงโดย : health.mthai.com อ้างอิงจาก : mahosot.com / www.foodslender.com www.lovefitt.com / www.wecandiet.com

สุดยอดภาพถ่ายสไตล์มินิมอล กับทิวทัศน์ทั่วยุโรป
ท่องเที่ยวรอบโลก /  ภาพถ่ายสไตล์มินิมอล / 

ภาพถ่ายสไตล์มินิมอล ฟังดูอาจจะแปลกหูไปสักหน่อย แต่ในวงการช่างภาพ ภาพถ่ายสไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดการถ่ายภาพแบบ Minimalism หรือปัจจุบันเรียกกันสั้นๆ ว่า MiniM โดยถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า "ลัทธิจุลนิยม" เป็นการปลอกเปลือกรายละเอียดจนเหลือแต่แก่น ด้วยการตัดสิ่งที่ “ไม่จำเป็น” ออกไป ในด้านการถ่ายภาพ MiniM จะหมายถึงภาพที่คัดเลือกองค์ประกอบมาอย่างดี มีรายละเอียดน้อย แสดงรูปทรงชัด เพื่อสื่อความเรียบง่ายและชัดเจนที่สุด อาจดูเหมือนง่าย แต่แท้จริงแล้ว การถ่ายภาพแบบ minimalism ต้องใช้ความพยายามค่อนข้างสูงในการลดทอนองค์ประกอบ โดยที่ความงดงามของภาพยังคงอยู่ สุดยอดภาพถ่ายสไตล์มินิมอล กับทิวทัศน์ทั่วยุโรป ทาง Travel.mthai.com จึงได้รวบรวม สุดยอดภาพถ่ายสไตล์มินิมอล มาฝากทุกท่านครับ โดยภาพชุดนี้เป็นผลงานของคุณ Christian Richter ช่างภาพชาวเยอรมัน ที่เขาได้ถ่ายเอาไว้ขณะเดินทางทั่วทวีปยุโรป โดยมีการตั้งชื่อของแต่ละภาพเอาไว้ด้วย เรียกได้ว่าทั้งเท่และอาร์ตสุด ๆ Four Friends Concrete Slab Rocks on Sunrise First Light Blue Mood Path to you Love Boat Where is the Hobbit ? Wooden Dreams Cold Time Place to be Wooden Legs Last Prove Blue Mountains House Party Way to the end of World ที่มา : www.boredpanda.com ,  เรียบเรียงข้อมูลโดย Muztong Uniquely (Travel MThai) ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง : ภาพถ่ายทิวทัศน์ แบบ minimalism ผลงานของ Hengki Koentjoro

โฟกัส จิระกุล เผยทุกสิ่ง กับบทสาวขี้หึง ไม่ว่าเป็นหรือตาย!! ใน The Eyes Diary
The Eyes Diary /  คนเห็นผี / 

หลังจากที่แอบปลื้มนาน ในที่สุดนักแสดงสาว โฟกัส จิระกุล ก็ได้ร่วมงานกับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ผู้กำกับในดวงใจ ในภาพยนตร์ The Eyes Diary คนเห็นผี งานนี้ โฟกัสขอท้าทายตัวเอง สวมบทบาทหญิงสาวขี้หึงและชอบให้แฟนแสดงออกว่ารักตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย และในวันนี้ โฟกัส จะมาเผยทุกข้อสงสัยและทุกสิ่งที่คุณอยากรู้ เกี่ยวกับผลงานเรื่องล่าสุดนี้กัน โฟกัส จิระกุล ก่อนอื่นเลย ขอให้โฟกัสอัพเดตตัวตน และผลงานที่ผ่านมาหน่อยครับ? "สวัสดีค่ะ โฟกัส จิระกุล นะคะ เริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบเริ่มจากพวกโฆษณา และมีโอกาสได้มาเล่นหนังเรื่องแรกเรื่องแฟนฉันตอนอายุ 9 ขวบ จากนั้นก็เล่นหนัง เล่นละคร แสดงเอ็มวี ทำหลายอย่างค่ะในระหว่างหลายปีที่ผ่านมา เป็นพิธีกรก็เป็นมาแล้ว ล่าสุดตอนนี้กำลังมีผลงานหนังเรื่อง The Eyes Diary ค่ะ" หลายๆคน คุ้นเคยกับโฟกัสในภาพยนตร์ โดยส่วนตัวแล้วผูกพันกับงานภาพยนตร์มากน้อยแค่ไหนครับ? "จริงๆก็โตมากับหนังค่ะ จุดเริ่มต้นของเราคือภาพยนตร์ ก็เหมือนสนใจภาพยนตร์เรื่อยๆมาโดยตลอด ก็คิดไว้ว่าอยากจะเรียนภาพยนตร์ ต่อมาได้มีโอกาสมาเล่นละคร แต่ก็รู้สึกได้เลยว่าเราชอบเล่นหนังมากกว่า คนที่เล่นหนังก็จะชอบเล่นหนัง แต่สำหรับคนเล่นละครมาก็จะบอกว่าเล่นละครง่ายกว่า จนกระทั่งพอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยเลือกเรียนภาพยนตร์ ตอนนี้ก็เรียนอยู่ชั้นปี4 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒค่ะ จริงๆก็อยากลองเขียนบทค่ะ ก็ได้เรียนเขียนบทกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย รู้สึกว่าเราก็พอเขียนได้ พอเริ่มเรียนก็รู้สึกว่าอยากลองเขียนดู แต่ยอมรับว่าการจะเขียนบทสักเรื่องหนึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะต้องใช้เวลานานมาก ขนาดเรื่องที่เขียนส่งอาจารย์ ก็ยังรู้สึกว่ามันยาก จริงๆหนูเป็นคนชอบดูหนังค่ะ การเป็นคนชอบดูหนังมันก็จะทำให้เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาอันนั้นผสมกับอันนี้แล้วมันอาจจะออกมาเวิร์คมากกว่า แต่เราก็ไม่ได้เป็นคนจินตนาการสูงขนาดนั้น" ในผลงานล่าสุด The Eyes Diary คนเห็นผี เป็นไงมาไงถึงได้มาเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องนี้ครับ? "พอดีมีพี่ที่รู้จักกันทำงานอยู่กับพี่มะเดี่ยวเป็นแคสติ้งค่ะ พอเขาเห็นบทแล้วนึกถึงเราว่าเราเล่นได้ เลยลองเสนอกับพี่มะเดี่ยวดู ซึ่งพี่มะเดี่ยวก็โอเคให้มาแคสติ้ง กัสอ่านบทแล้วก็โอเค เพราะแค่ขึ้นชื่อว่าพี่มะเดี่ยวกลับมาทำหนังสยองขวัญก็ตื่นเต้นแล้ว กัสติดตามพี่เขามาตั้งแต่ 13 เกมสยอง คือพี่เขาทำไว้สยองจริงๆ ค่ะ ชื่นชมผลงานพี่เขาด้วย เลยตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้" ตอนที่เห็นบท-อ่านบทครั้งแรกรู้สึกอย่างไรบ้างครับ? "ตอนเห็นบทหนังเรื่องนี้ครั้งแรกก็นึกถึงพี่มะเดี่ยวก่อนเลยค่ะ ว่าเขาจะทำออกมาได้สยองขนาดไหน เพราะจากเรื่อง 13 เกมสยองพี่เขาทำไว้ได้โอเคมากๆ และพอมาเรื่องนี้อ่านบทดูก็คิดว่าน่าจะมีจุดเด็ดๆอยู่หลายจุด เพราะในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่หนังแนวสยองขวัญเพียงอย่างเดียว แต่มันมีในเรื่องของความรักในวัยรุ่นด้วย เป็นความรักหนุ่มสาว แต่มันจะเกี่ยวกับความสยองขวัญยังไงต้องไปดูค่ะ" แบบนี้ต้องให้โฟกัสเล่าให้ฟังแล้วว่า ความน่าสนใจของคาแรคเตอร์ที่ได้รับเป็นอย่างไรบ้าง? "คาแรคเตอร์ของปลาก็จะเป็นผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งที่จริงจังในเรื่องความรักมาก มีนิสัยเหมือนผู้หญิงทั่วไป คือขี้งอน ขี้หึง เรียกร้องความสนใจ อยากให้แฟนสนใจ อยากให้เขาแสดงความรักกับเรามากกว่านี้ ในขณะที่น็อต (แสดงโดย ปั้นจั่น)ที่เป็นแฟนเราเขาก็แบบไม่ค่อยแสดงออก แบบแค่นี้ก็พอรึเปล่า นอกจากนี้ตัวปลาเองก็จะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งของทุกอย่างที่แฟนให้มาไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาที่เคยได้มาในวันครบรอบ หรือตัวเขาก็จะรักตุ๊กตาตัวนี้มาก พูดได้ว่าตัวละครปลาจะเน้นหนักไปในเรื่องของความรัก ทั้งเรื่องก็จะอยู่กับความรัก ส่วนในเรื่องของผีนี่ถ้านับจริงๆเรียกได้ว่าปลาเป็นคนที่เจอผีบ่อยที่สุด เยอะที่สุด โดยที่ตัวปลาเองไมได้อยากจะเห็นผีเลย แต่ก็ต้องมาเห็น" คาแรคเตอร์ของปลากับโฟกัส เหมือนหรือแตกต่างกันบ้างไหมครับ? "ปลาเป็นผู้หญิงร่าเริง โลกสวย ยิ้มง่าย เหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่ในเรื่องความรักเขาจะเป็นคนที่ใส่ใจมากๆ รักแฟน หวงแฟน ขี้หึง ขี้งอน โกรธง่าย ซึ่งมันคนละแบบกับกัสนะ เรียกได้ว่าไม่ใกล้กันเลย คือตัวจริงกัสจะเป็นคนที่เฮฮากว่าเยอะ ส่วนในเรื่องของความรักก็ไม่ได้เป็นคนขี้งอนขนาดนั้น ไม่ได้แบบว่าเธอต้องจดวันสำคัญวันนี้ให้ได้นะ และกัสก็ไมได้ขี้หึงขนาดนั้นด้วย แต่ส่วนในเรื่องรักใครรักจริง รักแฟนมากๆ กัสว่าเป็นแบบนี้ทุกคนแหละเวลาที่เรารักใครนะ" ภาพยนตร์ The Eyes Diary มีเรื่องราวเป็นยังไงบ้างครับ? "ก็เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่เขารักและผูกพันกับแฟนของเขามาก แต่คืนหนึ่งก็มีเหตุให้ทะเลาะกันแล้วก็ขับรถไปชน ทำให้แฟนตัวเองตาย ชีวิตก็เปลี่ยนไป ฝังตัวเองอยู่กับความเศร้า คิดแต่ว่าอยากจะเจอแฟนสักครั้ง เลยพยายามหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองเห็นผีแล้วหวังว่าหนึ่งในผีเหล่านั้นก็อาจจะเป็นแฟนตัวเอง ก็เริ่มจากไปเป็นอาสาเก็บศพแล้วก็แอบเก็บของคนตายโหงกลับมาบ้าน แต่จะเห็นผีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  เพื่อนๆมหาวิทยาลัยที่เรียนมาด้วยกันหรือแม้แต่เพื่อนที่มูลนิธิพยายามเตือนก็ไม่ฟัง เริ่มถลำตัวเองลงไปลึกอีกเรื่อยๆ  และกลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากมันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดแล้ว แต่มันกลับส่งผลต่อทุกชีวิตที่อยู่รอบตัวเขาแทน" ลองเล่าถึงมิติความหลอนของ The Eyes Diary หน่อยครับ "อันแรกก็คือในส่วนของผีในภาพยนตร์เรื่อง The Eyes Diary คือมีผีเยอะมากๆ แล้วผีทุกตัวก็จะมีเรื่องราว จะไม่ใช่แค่โผล่ออกมาหลอกแฮ่แล้วจบ ซึ่งผีแต่ละตัวจะถูกออกแบบมาให้มีสภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งอันนี้ต้องยกนิ้วให้พี่ทีมเอฟเฟกต์ค่ะ เก่งมากจริงๆ คือแต่งออกมาได้เหมือนมาก น่ากลัวมากๆ แล้วก็สถานที่และบรรยากาศในการถ่ายทำด้วยความที่เป็นหนังผี ความโหดร้ายจะอยู่ตรงสถานที่ และที่ฟังมาสถานที่ถ่ายทำทุกที่คือเป็นสถานที่ที่ร้างจริงๆ โรงพยาบาลร้างที่สร้างไม่เสร็จแล้วทุกอย่างมันก็คือยังไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นบันได รูลิฟท์ แล้วยังมีพวกท่อที่สามารถเดินตกลงไปได้เลย แล้วตอนที่ถ่ายเป็นกลางคืนด้วย ต้องมีคนคอยส่องไฟฉายให้ตลอดเวลา เพราะถ้าพลาดนิดหนึ่งนี่คือตกลงมาข้างล่างเลยนะ เพราะเราถ่ายกันอยู่ที่ชั้น 3-4 ตกลงมาก็มีขาหักได้ค่ะ ส่วนบ้านร้างก็คือร้างจริงๆ แอบน่ากลัว คือสถานที่โหด จริงๆ ไม่ได้กลัวนะคะ อาจเป็นเพราะว่าเราชอบอะไรแนวนี้อยู่แล้วด้วย แต่ถ้าให้ไปถ่ายคนเดียวคงไม่กล้า เพราะมันร้างจริงๆ แต่บ้านสวยนะ ถ้าไม่ร้างจะดีมาก" ทราบมาว่าในการถ่ายทำหนังผีเรื่องนี้ มีอุปสรรคพอสมควร จริงหรือเปล่าครับ? "อุปสรรคในเรื่องนี้ที่จริงมีเยอะมากค่ะ อย่างแรกเลยเราถ่ายช่วงที่มีฝนตก(พายุฤดูร้อน) แล้วยุงเยอะมาก เหมือนเป็นแหล่งชุกชุมของยุง คนที่แต่งเอฟเฟกต์ก็ร้อนเห็นแล้วสงสารเลย ที่เห็นว่าออกมาน่ากลัวขนาดนี้จริงๆ แล้วเขาทนร้อน ทนยุง ทนเหงื่อ แบบทุ่มทุนกันสุดๆ ฝุ่นเยอะด้วยค่ะทั้งกัสทั้งพี่มะเดี่ยวก็แพ้ฝุ่นคันตามตัว และด้วยอากาศแบบฝนๆ ร้อนๆ สถานที่ก็มีฝุ่นเยอะพี่มะเดี่ยวถึงขั้นป่วยเข้าโรงพยาบาล แต่ด้วย สปีริทของผู้กำกับเขาก็กำกับผ่านเฟสไทม์ค่ะ แต่นักแสดงเรื่องนี้ก็ทุ่มเทกันสุดๆนะ อย่างกัสนี่แพ้ฝุ่นและเป็นตากุ้งยิงด้วย พักผ่อนน้อย ส่วนแจ๊คก็คอเคล็ดเพราะต้องแสดงฉากแอคชั่น น่าสงสารนะ กัสเข้าใจเวลาคอเคล็ดมันก็จะหันลำบาก พอแจ๊คต้องมาเข้าฉากมันก็ลำบากเวลาหันมาคุยกันก็ต้องหันทั้งตัว และยังมีพี่ปั้นจั่นอีก คนนี้เหนื่อยหน่อยเพราะระหว่างที่เขาถ่ายหนัง ก็มีถ่ายละครด้วย เขาจะต้องบินไปบินกลับ เหนื่อยสุดๆ แล้วเขาก็ปวดไหล่ด้วย นี่แหละค่ะอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ กระดูกไม่แข็งแรง (หัวเราะ)ที่จริงในเรื่องนี้เราเล่นจริงกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นโดนผีกระชากขาบ้าง ก็เล่นเองหมดเลย ก็เป็นคนชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้วด้วย สนุกดีค่ะ ก็เป็นประสบการณ์แบบใหม่ดี เคยเล่นหนังผีมาก่อนนะ แต่มันคนละแนวกันเลย" มีการใช้เทคนิคใหม่ๆ และมุมกล้องทางด้านภาพ มาช่วยเพิ่มระดับดีกรีความหลอนอีกด้วย เล่าให้ฟังหน่อยครับ? "หนังเรื่องนี้มีเทคนิคการถ่ายทำเยอะมาก ไม่ใช่แค่วางกล้องแล้วจบนะคะ เพราะเรามีถ่ายบน Drone เหมือนเอากล้องไปติดไว้กับเครื่องบินบังคับ ก็ถ่ายกันทั้งมุมเบิร์ดอายวิว (มุมกล้องทางอากาศ) ไหนยังมี สเตดิแคมที่แทนสายตาคนดู (ผกก.ภาพแบกกล้องติดกับตัว เดินหรือวิ่งเข้าไปถ่ายใกล้ชิดกับตัวละคร) เวลาถ่ายออกมามันจะทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังมากขึ้น และด้วยความที่เป็นหนังผี ถ้าภาพมันเหมือนกับการที่เราได้มีส่วนเข้าไปอยู่ในหนังด้วย เห็นเหตุการณ์ไปพร้อมๆ กับตัวละครนั้นด้วย มันก็จะเพิ่มดีกรีความหลอน ความสยองยิ่งขึ้นค่ะ" พูดถึงการทำงานร่วมกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่ชื่อ มะเดี่ยว หน่อยครับ? "พี่มะเดี่ยวเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของหนังมากๆ ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเฟรมภาพ แสงต้องได้แบบนี้นะ นักแสดงต้องเล่นได้ขนาดนี้ พี่เขาจะเป็นคนที่เป๊ะมากๆ เป๊ะจริงๆ แต่ละฉากนี้สังเกตได้เลยว่าทุกคนจะโดนเหมือนกันหมดคือพี่มะเดี่ยวจะบอกว่าดีๆ ขออีกทีเผื่อไว้ เขาจะบอกว่าแบบนี้ดีแล้ว แต่อยากให้ดีมากกว่านี้ ขออีกทีหนึ่ง เผื่อเก็บไว้ คือในเรื่องนี้เราต้องเล่นกันจริง ไม่ว่าจะโดนผีกระชากขา แต่งเอฟเฟกต์ที่ขา เจอผีก็ต้องกรี๊ด พี่มะเดี่ยวเขาจะมีสูตรว่าเวลาเจอผีต้องแบบนี้นะ ก่อนจะกรี๊ดต้องตกใจแบบนี้ พี่มะเดี่ยวก็จะเข้ามาสอนทุกๆ ฉากที่สำคัญ อย่างฉากเจอผีพี่เขาจะมาเล่นให้ดู มาคอยบอก คอยสอน กัสก็จะเก็บมาแล้วทำตาม เพราะบางครั้งเราคิดไม่ออกว่าจะต้องขนาดไหน ดีค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดีถือว่าได้ทำงานร่วมกับผู้กำกับมือทอง พี่มะเดี่ยวนอกจากจะเป็นผู้กำกับแล้ว ยังเหมือนเป็นแอคติ้งโค้ชให้ด้วยค่ะ ก็จะคอยมาบอกว่ามันเล่นแบบนี้นะ อยากให้มันเป็นแบบนี้ เขาก็จะมาคอยบอก คอยสอน   แล้วในแง่ความทุ่มเท อย่างตอนที่พี่มะเดี่ยวป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มากองไม่ได้ แต่ก็หยุดกองไม่ได้ เพราะคิวจะรวน ก็ต้องกำกับผ่านเฟสไทม์กัน คือทุกคนในกองไม่เคยเจอเรื่องอย่างนี้เลย ขนาดกำกับทางไกล พี่มะเดี่ยวก็ยังละเอียด สรุปพี่เขาก็นอนเช้าพร้อมพวกเราที่กองนั่นแหละ แค่ว่า อยู่คนละที่  ไม่รวมว่า พี่เขาก็จะเล่นเป็นเล่น ทำงานเป็นทำงาน จริงจังมาก ตอนเล่น พี่เขาจะฮามาก แต่พอทำงานจะดุ เป็นคนละคน กัสกับพี่ปั้นจั่นก็จะติดเล่นนิดนึง ก็โดนดุบ้าง" (หัวเราะ) พูดถึงเพื่อนนักแสดงที่ร่วมงานบ้าง ทำงานกับปั้นจั่นเป็นอย่างไรบ้างครับ ต้องถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกการเป็นคู่ที่รักกัน? "ในตัวบทเองมีอะไรให้เล่นเยอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นของพี่ปั้นจั่นหรือของโฟกัสเองก็จะมีหลายมุมค่ะในเรื่องนี้ แบ๊ว ดราม่า รักโรแมนติก มีครบหมดเลยค่ะในเรื่องนี้ ได้เล่นหมดเลย ได้เจอผีด้วย ก็ดีค่ะถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดี อย่างในเรื่องพี่ปั้นจั่นจะรับบทเป็นน็อต ซึ่งเป็นแฟนกับปลา เราอยู่บ้านเช่าหลังเดียวกัน การเป็นแฟนกันก็จะมีมุมหวานแหวว กุ๊กกิ๊ก งุ๊งงิ๊งกัน และก็ต้องมีทะเลาะกันด้วย ก็จะได้เห็นหลายมุมหน่อย ทำงานกับพี่ปั้นจั่นเหมือนเราคุยกันค่ะ อย่างฉากหวานจะหวานยังไง หวานขนาดไหน คนดูจะเชื่อรึเปล่าว่าเราเป็นแฟนกัน เราก็จะปรึกษากันตลอด ในมุมทะเลาะพี่เขาก็จะเสนอไอเดียให้ตบจริง กัสก็เกรงใจเขา แต่เขาก็ยังยืนยัน ตอนแรกๆก็ไม่กล้าตบเพราะไม่เคยตบใคร เลยตบเบาๆ พี่ปั้นก็บอกแรงๆ เลย ไม่เจ็บหรอก ตัวเล็กๆแบบนี้จะแรงเยอะขนาดไหนเชียว กัสก็เลยตบจริงๆ คือฉากนั้นเงียบทั้งกอง เพราะกัสตบแรงมาก ขึ้นรอยแดงเลยแหละ พี่ปั้นบอกเจ็บยิ่งกว่าเข้าฉากเตะต่อยเวลาไปถ่ายละครแอ็คชั่นอีกง กัสก็ว่าฟาดไม่หนักนะ (หัวเราะ) ถ้าถามว่าหนักใจอะไรมั้ย ก็คงหนักใจตอนที่รู้อายุพี่ปั้นจั่นมากกว่าค่ะ(หัวเราะ) เพราะว่าพี่เขาอายุ27แล้ว ส่วนคนอื่นๆก็จะอยู่ในช่วงมหาวิทยาลัยกันอยู่เลย ตอนที่ยังไม่เจอกันก็คิดนะว่าพี่เขาจะเล่นกับเรารึเปล่า เขาจะเป็นคนยังไง เพราะไม่เคยเจอกันเลย แต่พอมาเจอจริงๆ พี่เขาน่าเฮฮา ขี้เล่นดีค่ะ ก็สบายใจ แต่ไอ้ความขี้เล่นทำให้เวลาอยู่ในกองส่วนใหญ่เราจะเล่นกัน ทำให้เวลาเข้าฉากที่ต้องทำอารมณ์มากๆ กัสจะมีปัญหาหลุดขำ ยิ่งเวลาที่เขามองหน้าเราเมื่อไหร่ ก็จะเริ่มขำ ส่วนพี่ปั้นจั่นเขาจะไม่ค่อยมีปัญหา เขาจะทำเข้มๆตามบทไป แต่ชีวิตจริงเขาไม่ได้เข้มเหมือนพระเอกในเรื่องนะคะ พี่ปั้นจั่นเป็นคนที่ตั้งใจทำงานมาก อย่างซีนอารมณ์เขาก็จะเต็มที่ไม่ว่าจะกี่เทคและเต็มที่กับทุกๆเทคด้วย" เม้าส์ถึงเพื่อนๆ ในกองถ่ายหน่อยครับ มีอะไรสนุกๆบ้าง? "เริ่มจากแจ๊ค (Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ,เกรียนฟิคชั่น) ก่อนเลยค่ะ แจ๊คก็จะเป็นคนตั้งใจทำงาน เขาจะเป็นคนที่เตรียมตัวมาดีมากๆ อ่านบทท่องบทมาเป๊ะมากๆ แต่แจ๊คก็ชอบมาพูดบทข้างๆนะ อยู่ดีๆ เดินมานั่งแล้วพูดบทขึ้น กัสก็ห๊ะ..อะไรนะ..? แจ๊คก็จะอ่อ..เปล่า ท่องบทอยู่จะให้กัสต่อบทด้วย (หัวเราะ) ตอนแรกเลยแจ๊คเขาจะไม่ค่อยกล้าเข้ามาเล่นกับกัสนะ ไม่รู้ว่ากลัวหรืออะไร เหมือนยังเกร็งๆ ไม่กล้าทัก แต่พอมาหลังๆเริ่มสนิทกัน แต่ก็ยังไม่ค่อยกล้าแกล้งกัสอยู่ดี เพราะกัสเป็นมือแกล้งในกอง (หัวเราะ) ส่วนเมโกะ (ตั้งวง,Mary is Happy,Mary is Happy) ก็จริงๆ ไม่ค่อยได้เข้าฉากด้วยกันนะ ไม่มีบทสนทนากันเลยในเรื่อง แต่ด้วยความที่เราเป็นวัยใกล้ๆ กัน ร่วมงานกันครั้งแรกก็ดีนะ มีเล่นกันบ้าง เอาเป็นว่าเราจะไม่กัดผู้หญิงด้วยกันค่ะ (หัวเราะ) คนสุดท้ายพี่ปั้นจั่น คนนี้เขาจะพยายามแอ๊บเด็กตลอดเวลา ก็ชอบมาเล่นมาแกล้งน้องๆ ก็ทำให้บรรยากาศในกองสนุกสนานดีค่ะ ขอเม้าส์อีกหน่อยว่าพี่ปั้นจั่นเป็นคนที่กลัวผีมากๆ บางครั้งไม่มีคิวถ่ายแต่ถ้าต้องอยู่ห้องคนเดียวก็จะแบบเดี๋ยวไปให้กำลังใจเพื่อนดีกว่า แต่เอาลึกๆ แล้วคือกลัวมากกว่าอยากมาให้กำลังใจ ไม่กล้าอยู่คนเดียว" ถ่ายหนังผี เล่นหนังผี แบบนี้ มีการเจออะไรแปลกๆ หลอนๆ ในกองบ้างรึเปล่าครับ? "มันก็มีแหละคะ ด้วยความเป็นหนังผีนะ ส่วนใหญ่เราถ่ายทำกลางคืน และสถานที่ถ่ายทำมันก็คือสถานที่จริง อย่างแจ๊คก็เจอรอยนิ้วมือตรงท้อง รอยข่วนตรงคางซึ่งเราก็พิสูจน์ไม่ได้ น่ากลัวดีค่ะ เมโกะด้วยนะ เห็นน้องเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรเลยนี้เท่าไหร่ แต่พอถามปุ๊บก็จะค่อยๆ หลุดออกมาทีละนิดๆ ว่าเห็นเหมือนกัน ส่วนพี่ปั้นจั่นขานี้เขาไม่ค่อยเจออะไรค่ะ เพราะแขวนพระตลอดเวลา ด้วยความเป็นคนที่กลัวผีสุดฤทธิ์ แค่พูดว่าพี่ปั้นระวังนะ บ่นใหญ่เลย" แล้วโฟกัสล่ะ ได้เจออะไรแปลกๆ หลอนๆ บ้างรึเปล่าครับ? "ก็รู้สึกเหมือนมีอะไร ทั้งที่โรงแรมด้วย และที่กองด้วย แค่รู้สึกแต่เป็นคนไม่มีเซนส์ ในกองมันจะมีฉากที่ทีมงานทั้งหมดต้องออกไปอยู่ข้างนอกบ้าน และกัสต้องวิ่งออกจากบ้านไปข้างนอก ซึ่งในบ้านก็ไม่มีทีมงานอยู่เลย มืดมาก ไฟก็ถูกขนออกไปหมดแล้ว กัสอยู่ในบ้านคนเดียว ตอนที่เดินมาหน้าประตูก็รู้สึกเหมือนมีคนมองมาจากด้านหลังตลอดเวลา ตอนแรกก็คิดว่าคิดไปเอง ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แต่พอเมโกะมาเล่าว่าเห็นคนแก่หัวล้านอยู่ในบ้าน แล้วพี่ทีมงานก็มาบอกอีกว่าเห็นเหมือนเมโกะเลย ก็เลยรู้สึกว่าน่าจะมีแหละ เพราะตัวเองก็รู้สึกเหมือนมีใครมองมาจากด้านหลังเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าจะเจอไง รู้สึกโฟกัสจะมีเจอที่ห้องที่โรงแรมด้วยนะ เห็นเป็นเงาดำๆ ตอนแรกนึกว่าแม่ แต่ก็ไม่ใช่ แต่เขาก็ไม่ได้มากวนอะไร" มีอะไรให้อึ้ง ทึ่งกับการทำงานในภาพยนตร์เรื่อง The Eyes Diary ไหมครับ? "นอกจากตัวหนังแล้ว โฟกัสรู้สึกอึ้งทึ่งพี่ทีมงานและนักแสดงทุกคนมากกว่า เพราะหนังที่เราถ่ายทำกันอยู่มันเป็นหนังผี เวลาถ่ายก็ต้องถ่ายถึงเช้าแทบทุกวันเลย ด้วยพี่ๆทีมงานเองที่อดหลับอดนอนกันเพื่อหนังเรื่องนี้ การทำงานเรื่องนี้ถือว่าโหด เพราะมันเป็นการทำงานที่อดหลับอดนอนติดต่อกันหลายวันสัก4วันได้แล้วที่นอนเช้ากัน นับถือทีมงานและนักแสดงทุกคนจริงๆว่าสุดยอด โดยไม่มีใครบ่นค่ะว่าต้องนอนเช้า ทุกคนก็จะเต็มที่กับงานหมด ถ้าถามว่าโฟกัสรักตัวละครตัวนี้มั๊ย ก็รักค่ะ เพราะในเรื่องปลาเองก็มีจุดมุ่งหมายของเขาเหมือนกันคล้ายกับน็อตที่เขาก็มีจุดมุ่งหมายของเขา การดำเนินเรื่องทุกคนมันมีจุดมุ่งหมายว่าทำไม เพราะอะไร ดูมีมิติดีค่ะ น่าสนใจ" สำหรับโฟกัสแล้ว มีซีนไหนที่ยากโหดหินมากๆในการทำงานภาพยนตร์เรื่องนี้ไหมครับ? "ซีนที่ยากที่สุดและรู้สึกว่าไม่ชอบที่สุด และซีนที่โหดที่สุด ก็คงเป็นซีนที่มีอุบัติเหตุบนถนน ก็จะต้องปิดถนนกันค่ะไกลมากเลย แล้วก็มีอุบัติเหตุกัน มันก็จะต้องมีเอฟเฟกต์ใช่มั๊ยค่ะ มันก็จะมีเลือด แล้วเลือดมันเหนียวมาก แล้วหนูเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรเหนอะหนะ แล้วนี่ต้องเหนอะไปนอนกลางถนน ตอนนอนอยู่ก็คิด ว่าอยากผ่านซีนนี้ไปเร็วๆซึ่งจริงๆ ซีนนี้เป็นซีนที่ใช้เวลาถ่ายไม่ได้นานสักเท่าไร ใช้เวลาสักชั่วโมง แต่ว่ายากจริงเพราะว่ามันใช้ Drone ถ่าย(กล้องติดอุปกรณ์คล้ายๆวิทยุบังคับลอยบนท้องฟ้า) แล้วก็เป็นซีนอารมณ์นิดๆ ด้วย ยาก เหนียวด้วย แต่ก็ได้กลับไปอาบน้ำนะคะ แล้วก็กลับมาถ่ายใหม่ ตอนตี4ยังนอนอยู่กลางถนนแล้วก็กลับไปอาบน้ำ แล้วกลับมาถ่ายใหม่ตอนตี 5" ติดตามบทบาทของสาวโฟกัส ที่จะมาชวนคุณไปเห็นสิ่งที่ทุกคนกลัว! ไปกับ The Eyes Diary คนเห็นผี ได้แล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกดูตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ The Eyes Diary ได้ที่นี่ --------------------------------

กระบี่พบปูทองหลางยักษ์-หอยแครงใหญ่
กระบี่ /  ปูทองหลางยักษ์ / 

กระบี่พบปูทองหลางยักษ์หนัก 3 กิโลกรัม ทุบสถิติที่พบในภูเก็ต เจ้าของร้านครัวสวนปาล์ม โชว์หอยแครงตัวใหญ่ หนัก 300 กรัม นายบุญพาศ รักนุ้ย นายอำเภออ่าวลึก จ.กระบี่ รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 2 บ้านอ่าวน้ำ ต.แหลมสัก อ.อ่าวลึก ว่า มีชาวบ้านตกปูขนาดใหญ่ได้ ตรวจสอบพบว่าเป็นปูทองหลาง หรือปูหน้าขาว เพศผู้ น้ำหนัก 3 กิโลกรัม วัดความกว้างของก้ามรวมลำตัวได้ 80 เซนติเมตร และที่บริเวณกระดองของปูพบว่ามีรูปคล้ายผู้หญิงด้วย ส่วนปูตัวนี้จะเลี้ยงไว้ในบริเวณดังกล่าวเพื่อให้ผู้ที่มาเที่ยวชมได้ดูต่อ ไป สำหรับปูทองหลาง หรือปูหน้าขาวที่พบตัวนี้ถือเป็นปูตัวที่มีน้ำหนักมากสุดในพื้นที่ จ.กระบี่ ทำลายสถิติตัวล่าสุดที่พบที่ จ.ภูเก็ต เมื่อต้นเดือนกันยายนที่หนัก 2.9 กิโลกรัม อีกด้วย ขณะที่นายธีรยุทธ ช่วยค้ำ เจ้าของร้านครัวสวนปาล์ม ตั้งอยู่ที่ท่าปอมคลองสองน้ำ ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง หนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ โชว์หอยแครงตัวใหญ่ที่ชาวประมงจับได้ในทะเลบริเวณตำบลเขาคราม เป็นหอยแครงที่หายาก หลังจากช่วงนี้ชาวประมงเริ่มออกทะเลหาหอยแครง แต่ละวันจะหาได้ประมาณ 10-20 กิโลกรัมเท่านั้น โดยแต่ละตัวพบว่ามีขนาดใหญ่กว่าหอยแครงทั่วไปหลายเท่า ตัวที่ใหญ่สุดหนัก 300 กรัม ทางร้านจำหน่ายราคากิโลกรัมละ 120 บาท หากลูกค้าต้องการให้ปรุงทั้งต้มหรือย่าง และแถมน้ำจิ้มจะคิดราคา 130 บาทต่อกิโลกรัม

 กันต์ รักจริงหวังแต่ง พลอย ไม่ทิ้งแน่นอน
กันต์ กันตถาวร /  พลอยแฟนกันต์ / 

รักแฟนมากหวงแฟนมากจริงจริ๊งงง...สำหรับหนุ่มตี๋หน้าหล่อ กันต์ กันตถาวร พระเอกลูกหม้อแห่งบ้าน โพลีพลัส เวลานี้นอกจากเรื่องงานจะรุ่งแล้ว เรื่องรักกับแฟนสาวสุดที่เลิฟอย่าง พลอย ก็กำลังฉ่ำได้ที่ คนนี้เรียกว่ารักจริงหลงจริง รักมากหวงมาก รักจริงหวังแต่ง ไม่ทิ้งให้ค้างคานแน่นอน ณ จุดนี้ควงกันหวานไม่แคร์สื่อเลยสักนิด เรียกว่าเป็นพระเอกที่ไม่กั๊กเรื่องรักๆ แบบฝุดๆ ข่าวคราวเรื่องตบเรื่องแต่งแว่วเข้าหูออกจะบ่อย แต่ก็ยังไม่มีบุญได้เห็นแพลนวิวาห์ของคนทั้งคู่สักที แม้หนุ่มกันต์จะเปรยว่าเคยพูดคุยบ้างแล้วก็เถอะ อ๊ะๆๆ ก็ไม่รู้หนุ่มกันต์จะควงสาวพลอยร่อนไปร่อนมาให้ความรักฉ่ำแฉะอีกนานแค่ไหน เอาเป็นว่ารู้แค่จะฉ่ำไปเรื่อยๆ รอจังหวะสอยให้ร่วงลงจากคานก็แล้วเนอะ คริๆ กันต์-พลอย กันต์-พลอย กันต์-พลอย

นัท รับหนีบ อั้ม สวีทญี่ปุ่น ยังไร้แววมีลูก!
นัท มีเรีย /  อั้ม อธิชาติ / 

เป็นคู่รักหนึ่งที่หลายคนลุ้นตัวโก่งว่าเมื่อไหร่จะมีทายาทคนแรกมาให้ชมเชยสักที ล่าสุดนักร้องสาว นัท มีเรีย เผยจัดทริปสวีทหวานกับคุณสามีสุดเลิฟ อั้ม อธิชาติ ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก่อนเปรยแบบขำๆ ว่าแอบนโมกับฝ่ายชายว่ากำลังตั้งท้องอยากกินนู้นกินนี่เป็นพิเศษ(อิอิ) บอกยังไร้แวววี่จะมีเจ้าตัวน้อยอยู่เลยจ้าาา!! "ก็เพิ่งกลับมาจากทริปญี่ปุ่นก็สนุกดีค่ะ ไปญี่ปุ่นครั้งนี้เดี๋ยวเดินเดี๋ยวกินอยู่ตลอด ทริปนี้เราไปกันกลุ่มใหญ่ประมาณ 8-9 คน มีครอบครัวน้องสาวของคุณอั้มก็ไปด้วย พอไปเที่ยวกันหลายคนเหมือนมีเรื่องคุยโจ๊กๆ สนุกดีค่ะ ส่วนซีนสวีทหวานของอั้ม-นัท ก็ปกติค่ะ เหมือนเราคุยเล่นเดินกัน อาจจะมีบ้างที่สวีทด้วยบรรยากาศของดอกไม้เปลี่ยนสีที่ยังเหลืออยู่บ้าง ถ่ายรูปตรงนั้นเป็นชั่วโมงเลยค่ะ" "ทริปนี้ก็ถือเป็นทริปพักผ่อนค่ะ แต่ก็มีบางช่วงที่เราอยากกินนู้นกินนี่ เปรี้ยวปากอยากกินอะไรๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่ากำลังจะท้อง แต่ถือว่าทริปสนุกดีน่ะ นัทจะทำแบบขำๆ ว่าคันไม้คันมืออยากจะกินนู้นนี่ หรือว่าจะเป็น?!! ก็ทำให้ลุ้นกันไปทำแบบเฮฮา ก็ไม่รู้เป็นอย่างไรไปเที่ยวต่างประเทศทีไร ไม่สำเร็จเรื่องนี้เลย คงปล่อยให้ลุ้นกันต่อไปค่ะ" นัท มีเรีย กล่าว นัท มีเรีย นัท มีเรีย นัท มีเรีย นัท มีเรีย - อั้ม อธิชาติ นัท มีเรีย - อั้ม อธิชาติ นัท มีเรีย - อั้ม อธิชาติ

เจ้าหญิงมาซาโกะแห่งญี่ปุ่นปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี
ญี่ปุ่น /  มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น / 

เจ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่นทรงปรากฏพระวรกาย เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี หลัง"มีความผิดปกติในการปรับตัว"  เมื่อวันพุธเจ้าหญิงมาซาโกะได้เสด็จเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ แห่งเนเธอร์แลนด์ และพระอัครมเหสีสมเด็จพระราชินีแม็กซิมาที่พระราชวังหลวงของญี่ปุ่น เป็นการปรากฏพระวรกายครั้งแรกในพระราชพิธีเลี้ยงต้อนรับในรอบห้าปีของพระองค์ พระราชพิธีครั้งนี้สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงเป็นเจ้าภาพ เจ้าหญิงมาซาโกะ พระชนมายุ 50 พรรษา พระชายาในเจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น เริ่มประชวรจากความเครียดหลังเข้าร่วมเป็นสมาชิกของราชวงศ์ญี่ปุ่นตั้งแต่ พ.ศ.2536 และนับตั้งแต่มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรกเมื่อ พ.ศ.2544 พระองค์ทรงปรากฏพระวรกายต่อสาธารณชนน้อยลงมาก และยังหลีกเลี่ยงการร่วมงานพระราชพิธี ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วเจ้าหญิงมาซาโกะและสมาชิกของราชวงศ์พระองค์อื่นได้เสด็จเข้าร่วมพิธีราชาภิเษกของพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ที่เนเธอร์แลนด์ เนื่องจากทรงเริ่มฟื้นจากอาการประชวรแล้ว ก่อนหน้าที่จะอภิเษกสมรส เจ้าหญิงมาซาโกะดำรงตำแหน่งนักการทูตที่ประสบความสำเร็จ พระองค์มีความเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศหลายภาษา แต่เนื่องจากระเบียบแบบแผนที่เข้มงวดในการใช้ชีวิตในวัง เจ้าหญิงมาซาโกะจึงปฏิเสธคำขออภิเษกสมรสจากเจ้าชายนะรุฮิโตะ ถึงสองครั้งก่อนที่จะมีการอภิเษกสมรสในปี พ.ศ.2536 ในระหว่างทรงพระครรภ์ พระองค์ตกพระโลหิตจากพระครรภ์แรก แต่ได้มีพระประสูติกาลเจ้าหญิงไอโกะในปี พ.ศ. 2544 หลังจากนั้นเจ้าหญิงมาซาโกะทรงประชวรจากความเครียดที่เกิดขึ้นจากการถูกสื่อมวลชนติดตาม และความเข้มงวดในพระราชวัง ซึ่งพระองค์ได้รับการวินิจฉัยว่า "มีความผิดปกติในการปรับตัว" สืบเนื่องมาจากความเครียดและความกังวล Mthai News BBC Thai