ย่านวังหิน

ต้อนรับตรุษจีน ตามส่อง แฟชั่นสาวหมวย สวย น่ารัก!!!
snap signature /  คริส-หอวัง / 

ต้อนรับตรุษจีนกันหน่อยจ้า วันนี้ Snap จะพามาส่อง แฟชั่นสาวหมวย ในวงการที่ไม่ว่าจะแต่งตัวสไตล์ไหนก็ดูน่ารักไปหมด เห็นหมวยๆแบบนี้แต่เวลาแต่งตัวเนี่ยแต่ละคนก็มีสไตล์แตกต่างกันไปทั้ง เท่ เซ็กซี่ เปรี้ยว น่ารัก หรือเวลาแต่งแนวสตรีทๆก็มี ว่าแล้วเราก็รวบรวม 10 สาวหมวยมาให้ดูให้เข้ากับเทศกาลซะหน่อย ส่วนจะมีหมวยคนไหนบ้างต้องขยับตามมาสิ๊ 1.เก้า สุภัสรา 1.เก้า สุภัสรา 2 ลุคนี้มาแบบสตรีทเท่ๆด้วยกางเกงยีนส์เยื้อยืด กับสไตล์น่ารักๆด้วยจั๊มสูทขาสั้น 2.แก้ว จริญญา 2.แก้ว จริญญา เปลี่ยนแนวดูเป็นสาวขึ้นเป็นกอง 3 ลุคนี้ทั้งเซ็กซี่ สวย แล้วก็ชิลล์ๆ แบบสตรีทด้วยกางเกงยีนส์เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ 3.คริส หอวัง 3.คริส หอวัง เมนเทอร์คริสเป็นสาวหมวยที่เซ็กซี่ สุดเฉี่ยวสมกับเป็นตัวแม่ด้านแฟชั่น 4.ฐิสา วริฏฐิสา 4.ฐิสา วริฏฐิสา สาวคนนี้ต้องติดโผเข้าในกรุ๊ป แฟชั่นสาวหมวย แน่นอน ซึ่งถึงจะเป็นหมวยหน้าหวายแต่สาวฐิสาก็แต่งได้หลายลุคเท่ก็มีนะจ๊ะ 5.เต้ย จรินทร์พร 5. เต้ย จรินทร์พร เป็นสาวหมวยไซส์มินิ แต่เวลาแต่งตัวสาวเต้ยก็มีไสตล์แต่งได้น่ารักทุกลุค 6.พลอย หอวัง 6.พลอย หอวัง สาวหมวยคนนี้ก็เจ้าแม่ฟั่นตัวจริง ไม่ว่าจะแต่งลุคไหนก็รอดทุกลุคอย่างที่เราเอามาฝากก็ทั้งเก๋ เท่สมชื่อพลอย หอวัง 7.ยิปซี คีรติ 7.ยิปซี คีรติ สาวหมวยลุคเซ็กซี่ที่มักจะมาพร้อมกับเสื้อครอปไอเทมสุดโปรดของเธอ ที่หยิบมาแมทช์กับกางเกงขาสั้น หรือขายาวก็เซ็กซี่ 8.ยิปโซ อริย์กันตา 8.ยิปโซ อริย์กันตา ตามพี่สาวมาติดๆ แต่คนละสไตล์สาวยิปโซเจ้าแม่เด็กแนวสายวินเทจ 9.ออม สุชาร์ 9. ออม สุชาร์ นี่ก็หมวยไซส์เล็กที่สนุกกับการแต่งตัวไปได้หลายๆแนว อย่างที่เราเอามาให้ดูนี่ก็มีทั้งสไตล์สาวเกาหลี หรือจะลุคน่ารักใสๆ สาวออมก็ได้หมด 10.บัว วันสิริ 10.บัว วันสิริ ปิดท้ายกับสาวคนนี้ด้วยลุคสตรีทเท่ๆ หรือจะหวานนิดๆก็ได้ถึงจะไม่ค่อยถนัดแต่ก็เข้ากับหน้าหวานๆ ของสาวบัวเขาล่ะ ติดตามเรื่องราวแฟชั่นได้ที่ https://www.facebook.com/SnapSignature/?fref=ts และอ่านออนไลน์ได้ที่ http://www.mbookstore.com/book-details/8136/Teen-Magazine-%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99/Snap-Magazine-issue-22-:-Jan-2016/?v=2

เผยพระรูปของพระราชโอรสแห่งภูฏานอย่างเป็นทางการ
กษัตริย์ /  จิกมี เคนเซอร์ / 

ชาวภูฏานกำลังฉลองวันโลซาในวันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นวันแห่งความรักที่ทุกคนจะอยู่กับครอบครัวหรือคนรัก นอกเหนือจากนี้แล้ววันนี้ยังพิเศษมากๆ ที่ราชวงศ์ภูฏานได้เผยพระรูปของพระราชโอรสองค์แรกอย่างเป็นทางการ ภาพบรรยากาศการฉลองวันโลซาจากสำนักพระราชวังลิงกานา พระราชโอรสรายล้อมไปด้วยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก,สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุกและสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก พระราชโอรสประสูติเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 ขอบคุณข่าวจาก Facebook Jetsun Pema

สาวโพสต์แจง ไม่ใช่หญิงถูกแก๊งวัยรุ่นรุมข่มขืน-โยนทิ้งเหว
ข่าวข่มขืน /  ข่าวจังหวัดพัทลุง / 

สาวโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง หลังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเหยื่อถูกแก๊งวัยรุ่นรุมข่มขืน-โยนทิ้งเหว  หลังจากเกิดคดีสะเทือนขวัญที่กลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่า และทำการข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ หลังเรื่องดังกล่าวตกเป็นข่าวดังตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งได้เข้าไปค้นหาเฟซบุ๊กฝ่ายชายซึ่งเป็นผู้เสียชีวิต และย้อนดูในไทม์ไลน์เฟซบุ๊กของผู้ตายประมาณ ช่วงเดือนเมษายน 2558 ที่ผ่านมา ก็ได้พบว่าผู้ตายได้ถ่ายภาพคู่กับหญิงสาวท่านหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก ดูท่าทางสนิทกัน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งตีความไปว่า หญิงที่ปรากฏในภาพดังกล่าวคือเหยื่อที่ปรากฏอยู่ในข่าว ถูก 4 วัยรุ่นขืนใจก่อนโยนทิ้งเหว แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา สมาชิกเฟซบุ๊ก น้อง' ฟิล์ม  ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในภาพดังกล่าวได้ออกมายืนยันว่า เธอไม่ใช่เหยื่อเคราะห์ร้ายที่ปรากฏอยู่ในข่าว เธอไม่ได้ถูกแทงและถูกข่มขืนอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิด แต่ยอมรับว่าเป็นแฟนเก่าของผู้ตาย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พยายามของให้ผู้ตายลบภาพเธอออกไปแล้ว แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ลบ อยากจะให้ทุกคนเข้าใจเพราะ ขณะนี้เครียดหนัก พร้อมระบุว่าเธอไม่รู้จักคนร้ายสักคน MThai News --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'บิ๊กตู่' ชี้ เปลี่ยนกฎหมายคดีข่มขืนเท่ากับประหารสุดโต่งเกินไป เหมือนการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ! วานนี้ (4 ก.พ. 59) มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่มีคนเสนอให้เปลี่ยนกฎหมายคดีข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ว่า นี่คือคนไทยที่มีแต่ความสุดโต่งเหมือนกับการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ซึ่งจะประหารชีวิตอย่างเดียวไม่ได้ เพราะกฎหมายมีขั้นตอน และปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายว่าทำได้หรือไม่ได้ และจิตสำนึกของคน ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงความหมายของคำว่า 'สุดโต่ง' ที่ท่านนายกฯ กล่าวไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องหรือเข้าข้างผู้กระทำผิด แต่ต้องการให้สังคมร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ แท้จริงแล้วต้นเหตุของปัญหาคืออะไร การใช้กฎหมายรุนแรงบังคับแต่เพียงอย่างเดียว จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้นายกฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไปศึกษาข้อมูลและหาทางออกในเรื่องดังกล่าว โดยนำกรณีศึกษาจากประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับตามหลักสากล MThai News --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วันนี้ (4 ก.พ. 59) เน วัดดาว จัดนักโพสต์ขู่แก๊งฆ่าโจ๋ฝังดิน ข่มขืนแฟน บอกนักโทษทุกคนรออยู่ แนะยิ้มให้เต็มที่ เพราะนี่อาจเป็นยิ้มสุดท้าย วานนี้ (3 ก.พ. 59) ที่เฟซบุ๊ก @Makharin Phumssart ซึ่งเป็นของ "เน วัดดาว" ได้มีการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงกรณีที่แก๊งโจ๋ฆ่าฝังดินคู่อริ ก่อนข่มขืนแฟนสาวและนำร่างทิ้งลงเหว ที่จ.พัทลุง จนทำให้มีคนออกมาเรียกร้องผ่านโลกออนไลน์ให้มีการแก้กฎหมาย "ข่มขืนโทษประหารชีวิต" ว่า กฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องอย่างบทลงโทษผู้กระทำความผิดฆ่าข่มขืน เรียกร้องให้มีโทษประหารกัน แต่ก็ไม่มีใครมาดำเนินการ พร้อมทั้งฝากข้อความถึง 4 โจ๋ใจเหี้ยมว่า คดีแบบนี้หากเข้าไปในคุกโดนหนักแน่ เชิญยิ้มให้สบาย เพราะอาจจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายก็ได้ "ยิ่งอยู่ไปอยู่ไป กฎหมายจราจรยิ่งแก้ให้หนักขึ้นๆ ปรับแพงขึ้น อนาคต ขับย้อนศรหรือไม่ใส่หมวกคงแก้เป็นติดคุกสัก 10 ปี ละมั้ง และดูกฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องกันสิ ฆ่าข่มขืนเท่ากับประหารกี่ศพและที่เขาเรียกร้องให้แก้กัน ไม่เห็นมีใครออกมาดำเนินการหรือออกมาพูดคุยให้ประชาชนฟังกันบ้างหรอ ผมก็ 1ในขี้คุก แต่คดีแบบนี้ "บอกตรงๆ เข้าไปข้างในมึงหนัก. ตอนโดนจับพวกมึงยิ้มแบบไม่สลด เดี๋ยวเข้าไปมึงจะไม่มีรอยยิ้มอีกเลย รีบยิ้มสะให้เต็มที่เลยนะพวกมึงเพราะมันอาจเป็นรอยยิ้มสุดท้ายของพวกมึง กูเชื่อว่าทุกคุกเขารอพวกมึงอยู่" เน วัดดาว --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คดีฆ่าหนุ่มหมกป่า-ข่มขืนสาวทิ้งเหว สามารถย้ายมาศาลอาญาได้ ส่วนเยาวชน 2 ราย ยังไม่มีข้อสรุปว่าขึ้นกับศาลใด พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เผยคดีฆ่าโหดหนุ่มหมกป่า ข่มขืนแฟนสาวจับทิ้งเหว หากจะมีการย้ายจากศาลเยาวชนมายังศาลปกติสามารถทำได้ ส่วนสำนวนคดีที่จะนำส่งศาลเพื่อสั่งฟ้องนั้นรวบรวมได้แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่จับตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย เป็น เยาวชน 2 ราย ผู้ใหญ่ 3 ราย และได้ขออำนาจศาลฝากขังไปแล้ว 4 ราย ทั้งนี้ ยังกล่าวถึงผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่เข้ามามีส่วนในเรื่องนี้ว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ไม่ได้มีการพูดถึงว่ามีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มองว่าไม่น่าจะมีส่วนร่วมเนื่องจากเพียงแค่ผ่านดื่มน้ำมาเท่านั้น นอกจากนี้ นางยุพิน องอาจ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพัทลุง เผยขณะนี้เยาวชนชาย 2 ราย อยู่ในความดูแลของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรัง เนื่องจากในขณะนี้สถานพินิจฯ พัทลุง อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดเป็นสถานแรกรับ จึงต้องไปฝากไว้ที่สถานพินิจฯ ตรัง เป็นการชั่วคราวก่อน ส่วนประเด็นว่าผู้ต้องหา 2 รายนี้ จะถูกพิจารณาในศาลเด็กและเยาวชน หรือศาลอาญาปกตินั้น ขณะนี้ศาลยังไม่ได้มีการพิจารณา ยังอยู่ในระหว่างการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ซึ่งกระบวนการต่อไปต้องดำเนินการไปตามกฎระเบียบที่วางเอาไว้ อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.วิชัย กล่าวถึงหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บขณะนี้ว่า อาการดีขึ้นแล้ว ซึ่งได้มีการจัดชุดดูแลความ ปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงหลังจากออกจากโรงพยาบาลด้วย เพื่อคุ้มครองพยานในคดี ที่มา : INN MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- โลกออนไลน์ระอุ!! คนแห่โพสต์ภาพรณรงค์แก้โทษฆ่าข่มขืน ชี้ ‘กี่ศพแล้ว กี่ศพเล่า กฎหมายไทย ทำไมไม่แก้’ รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดช่วงวันของวันนี้ (3 ก.พ. 59) ผู้คนในโลกออนไลน์ พร้อมใจกันโพสต์ภาพเขียนข้อความ เรียกร้องให้ทางการไทยแก้กฎหมาย "ยกเลิกอภัยโทษคดีฆ่าข่มขืน" ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นผู้ใหญ่บรรลุนิติภาวะ หรือเป็นเพียงเยาวชน ซึ่งการรณรงค์เรียกร้องดังกล่าวเกิดเป็นกระแสในสังคมอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกลุ่มวัยรุ่นลวงฆ่าคู่อริฝังดิน ก่อนจะข่มขืนแฟนสาว และพยายามฆ่าอำพรางด้วยการทิ้งลงเหว แต่โชคดีที่รอดมาได้ ขณะที่ข้อความรณรงค์ให้แก้กฎหมายข่มขืนให้ได้รับโทษสูงสุด ระบุว่า "ฆ่าข่มขืน กี่ศพแล้ว กี่ศพเล่า กฎหมายไทย ทำไมไม่แก้" สำหรับการเรียกร้องแก้กฎหมายข่มขืนเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะเกิดคดีพนักงานบนรถไฟฆ่าข่มขืนด.ญ.วัย 13 ปี บนรถไฟก่อนโยนศพทิ้งป่าทางเมื่อปี 2557 แต่จนถึงทุกวันนี้กฎหมายก็ยังไม่รับการปรับเปลี่ยนแก้ไขแต่อย่างใด รวบสาวทอม 1 ในแก๊งฆ่าหมกป่าแฟนหนุ่ม ก่อนข่มขืนแฟนสาวท้องต่อหน้า และจับโยนทิ้งเหว จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดผู้ต้องหาให้การซักทอดถึงสาวทอมคนร้ายอีก 1 คน คือ น.ส.ศิริมา ภูพวก อายุ 20 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้แล้ว ขณะที่ผู้ต้องหากำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในสวนยางพารา ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ร่วมในขบวนดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วมลงมือในการสังหารโหดเหยื่อแต่อย่างใด เพียงทำหน้าที่คอยซื้ออาหารให้กลุ่มคนร้ายตามคำสั่งของ นายคิว เท่านั้น ด้าน พ.ต.อ.วิชัย กล่าวว่า น.ส.ศิริมา ผู้ต้องหารายนี้ ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน มารับจ้างเป็นลูกจ้างกรีดยางในสวนยางพารา โดยเจ้าของสวนยางเป็นญาติขของ นายคิว จึงได้นำตัวไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีนครินทร์ ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทุกคนได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาเยาวชน 2 ราย ส่งตัวไปฝากขังที่สถานพินิจของ จ.พัทลุง คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้องต่อศาลเยาวชน ขณะที่ผู้ต้องหา อีก 3 คน ที่อายุเกิน 18 ปี เจ้าหน้าที่ได้ฝากขังไปยังเรือนจำ ก่อนจะเร่งส่งสำนวนคดีต่อศาล เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร็วที่สุด MThai News ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บุ๋ม ปนัดดา ปรี๊ด!! โพสต์ IG วอนศาล ตัดสินสถานหนักคดี 2 โจ๋ พัทลุง ฆ่า - ข่มขืน คู่แฟนวัยรุ่น แฟนคลับแห่โพสต์กระหน่ำ เห็นด้วย จากเหตุการณ์ แก๊งวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพรางคดี แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน แต่อีก 2 คน ยังหลบหนีอยู่ และได้ติดต่อมอบตัวแล้วแต่ยังไม่ระบุสถานที่และเวลา ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นกระเด็นร้อน ที่คนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุด นักแสดงสาว "บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้โพสต์อิสตาแกรมส่วนตัว @boompanadda เรียกร้องต่อศาล ขอให้ลงโทษเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้สถานหนัก โดยมีข้อความระบุว่า "โจ๋พัทลุง เรียกคู่แฟนวัยรุ่นออกไปพบ ขุดหลุมมัดผู้ชายลงก้นหลุมให้ดูแฟนตัวเองที่กำลังท้อง 3 เดือน โดนข่มขืนเรียงคิวต่อหน้าและยิงให้ตายฝังหลุม ส่วนผู้หญิงก็โดนแทงยับแล้วโยนก้นเหว ด้วยแรงฮึดสาวท้องปีนจากก้นเหวออกมาขอความช่วยเหลือ วัยรุ่นกลุ่มนี้รวมตัวเป็นแก๊งทำมาหลายคดี รอดเพราะเป็นเยาวชน แต่ครั้งนี้มันเกินไปไหมคะ บุ๋มเล่นละครเป็นตัวร้ายขนาดไหนยังไม่เคยเหี้ยมโหดขนาดนี้เลย นี่มันยิ่งกว่ามาเฟีย คนร้ายที่มอบตัว 2 คน อายุแค่ 19 กับ 17 ปี?!? ต่อให้ต้องโทษประหาร แต่ถ้ารับสารภาพก็ลดโทษกึ่งนึง และศาลยังลดได้อีกส่วนนึงตามดุลยพินิจของศาล เรียนศาลที่เคารพ หนูรู้ว่าเราต้องให้โอกาสแก่เยาวชน แต่เรายังมีเด็กยากจนและเป็นคนดีอีกมากที่อยากได้โอกาส ไม่ใช่เด็กกลุ่มนี้ที่ไม่เคยทำอะไรดีต่อพ่อแม่และสังคมเลย เราถึงเวลาแล้วไหมคะ ที่ต้องคัดเลือกเยาวชนที่มีคุณภาพ!!! เราไม่ต้องการเยาวชนที่ฆ่าคนอื่นได้อย่างโหดเหี้ยมค่ะ ปล่อยให้อยู่ในคุกยาว ๆ ไปเลยนะคะ ช่วยคุ้มครองพวกเราด้วยค่ะ" ทั้งนี้เมื่อข้อความดังกล่าวได้โพสต์ออกไปมีแฟนคลับเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยมีความเห็นไปในทางเดียวกันให้ศาลตัดสินลงโทษ แก๊งวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างสถานหนัก เช่นกัน ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก INN -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- โฆษก ยธ. ชี้ทำได้โอนคดีฆ่า-ข่มขืนแฟนโยนเหว ไปศาลปกติ เหตุ "แก่เกินวัยใจอาชญากร" นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ ได้เรียกร้องให้การดำเนินคดีฆ่าแฟนหนุ่ม - ข่มขืนแฟนสาวท้องก่อนโยนลงเหวที่พัทลุง เป็นเหมือนกับคดีของผู้ใหญ่ และให้มีบทลงโทษเทียบเท่า แม้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดจะเป็นเพียงเยาวชนนั้น ว่า จากคดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นการดำเนินคดีสามารถโอนจากศาลเยาวชนและครอบครัว ไปพิจารณาในคดีธรรมดาได้ เนื่องจากพฤติการของผู้ก่อเหตุ "แก่เกินวัยใจอาชญากร" เพราะ 1.มีการวางแผนเตรียมการมาก่อน 2.มีลักษณะอุกอาจ โหดร้ายทารุณ 3.ผลที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง หรือ เกิดความเสียหายแก่สังคมโดยรวม 4.กระทำโดยขาดความเห็นอกเห็นใจเหยื่อ และ 5.เคยมีประวัติการกระทำผิดในทำนองเดียวกันมาก่อน ไม่ว่าจะถูกจับกุมหรือไม่ โดยตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาตรา 97 วรรคสองระบุว่า คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัว พิจารณาโดยคำนึงถึงร่างกาย สติปัญญา สุขภาพภาวะแห่งจิตและนิสัย แล้วเห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือ ในระหว่างการพิจารณาเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาว่า กระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ก็ให้มีอำนาจสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้   ไม่สลด! 2 โจ๋ฆ่าหมกป่า-ข่มขืนสาวทิ้งเหว นั่งหัวเราะยิ้มขณะให้การ ขณะที่บุ๋ม ปนัดดา จี้ลงโทษ "ประหารชีวิต" จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด (2 ก.พ. 59) พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เผยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 4 ราย โดยให้การรับสารภาพทั้งหมด และในวันนี้จะนำตัวบางคนไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านผู้ต้องหา บริเวณจุดที่ผู้ต้องหาทำการข่มขื่นและฝังศพ รวมทั้งจุดที่ทำร้ายร่างการเหยื่อสาว ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพรางคดี ขณะที่ในโลกออนไลน์ ได้มีการส่งต่อข้อความเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด แม้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดจะเป็นแค่เยาวชนก็ตาม เพราะนับว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ และมีจิตใจเหี้ยมโหดเกินจะรับได้ โดยเฉพาะดาราสาวชื่อดัง บุ๋ม ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ที่ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นอย่างดุเดือดถึงเรื่องดังกล่าวผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว เรียกร้องให้ศาลตัดสินคดีขั้นสูงสุด (ประหารชีวิต) เพราะเห็นว่ากลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้สำนึกผิดในที่ได้ก่อเหตุในครั้งนี้ "นี่คือสีหน้าของคนที่เพิ่งฆ่าคน ข่มขืนคนท้อง ลงมือกระทำอย่างโหดเหี้ยม??? ไว้ชีวิตแม่งเพื่ออะไร ในเมื่อมันดูไม่สำนึกอะไรเลย???" ภาพจาก instagram @boompanadda MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ญาติสาวถูกข่มขืนจับโยนทิ้งเหวอำพราง สั่งงดเยี่ยมหลังพบชายฉกรรจ์ 5 บุกโรงพยาบาลตามหาตัวหลานสาว จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด (1 ก.พ. 59) มารดาและคนในครอบครัวของเหยื่อสาว ได้เดินทางมาจาก อ.นาทวี จ.สงขลา เพื่อมาเฝ้าอาการของหญิงสาวด้วยความห่วงใยและเป็นกังวล เนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. มีชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันที่ทางญาติไม่รู้จักถึง 5 คน พยายามมาค้นหาสืบเสาะว่า หญิงสาวพักอยู่ชั้นไหนห้องใด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรู้สึกผิดสังเกตจึงปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม ญาติจึงขอเคลื่อนย้ายคนเจ็บไปตึกอื่นที่ไม่ใช่ตึกรวม เพื่อป้องกันอันตราย เพราะคิดว่าอาจเป็นคนของฝ่ายผู้ต้องหา นอกจากนี้ทาง รพ.ก็สั่งเฝ้าตรวจเข้มตลอด 24 ชม. ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ MThai News ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- มอบตัวแล้ว! 2 โจ๋โหด ลวงฆ่าคู่อริหมกป่า ก่อนข่มขืนแฟนสาวโยนทิ้งเหวอำพราง วันนี้ (1 ก.พ. 59) มีรายงานความคืบหน้ากรณี กลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวง นายภาสกร คงสวัสดิ์ อายุ 19 ปี และแฟนสาว อายุ 19 ปี ไปฆ่าหมกป่า ก่อนข่มขืนแฟนสาวของผู้ตายและจับโยนทิ้งเหว โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน แต่อีก 2 คน ได้หลบหนีออกจากหมู่บ้าน ล่าสุดญาติของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน คือ นายนพพร ทองเอียด หรือคิว อายุ 19 ปี และนายวรเมธ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ได้ติดต่อขอนำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เข้ามอบตัวที่ สภ.หลังสวน จ.ชุมพร ทั้งนี้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ข่มขืนแฟนสาวของผู้ตาย โดยให้ผู้ตายนั่งดูและขู่บังคับให้ผู้ตายลงไปนั่งในหลุมเพื่อทดลองว่าลึกพอหรือยัง และให้โอกาสผู้ตายได้สั่งเสียถึงคนที่บ้าน ก่อนใช้ปืนยิงนัดแรก ตามด้วยอีกคน ยิงนัดที่ 2 จน นายภาสกร เสียชีวิต ส่วนแฟนสาวของผู้ตาย หลังถูกข่มขืนได้ร้องขอชีวิต ตนจึงใจอ่อนไม่ฆ่าทิ้ง ซึ่งระหว่างที่ขุดหลุมและข่มขืนได้ถ่ายคลิปวีดีโอเก็บเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า แฟนสาวของผู้ตายตั้งครรภ์อยู่ 3 เดือน อย่างไรก็ตามคดีนี้พบมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีกอย่างน้อย 3 คน เป็นผู้หญิง 1 คน สาวทอม 1 คนและเป็นผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องสอบปากคำผู้ต้องหา ญาติของผู้ตายและฝ่ายผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บ ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วัยรุ่นพัทลุง ลากคู่อริกับแฟนสาวเข้าป่า ก่อนข่มขืนฝ่ายหญิงแล้วทิ้งลงเหว ส่วนฝ่ายชายถูกยิงดับจับฝังอำพราง วานนี้ (30 ม.ค. 59) มีรายงานว่า นายสาคร คงทรัพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง แจ้งว่า นายภาสกรณ์ (อัฐ) คงสวัสดิ์ อายุ 18 ปี ชาวบ้านในตำบลเดียวกัน ได้หายตัวไปจากบ้านพักพร้อมแฟนสาว ชื่อ น.ส.จุฑามาศ อายุ 19 ปี อาศัยอยู่ที่ ต.สะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. 59 ก่อนมีคนพบ น.ส.จุฑามาศ ถูกทำร้าย แทงด้วยของมีคม และทุบตีด้วยของแข็ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลนาโยง และนำส่งต่อโรงพยาบาลตรัง เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 59 โดย น.ส.จุฑามาศ ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีนครินทร์ ว่า ตนและแฟนหนุ่มถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ในหมู่บ้าน หลอกเข้าไปในป่า และช่วยกันขุดหลุมเพื่อฝังแฟนหนุ่มของตน ก่อนข่มขืนตนต่อหน้าแฟนหนุ่ม โดยหลังจากขุดหลุมเสร็จได้นำแฟนหนุ่มไปนั่งในหลุมและใช้ปืนยิงจนเสียชีวิต พร้อมช่วยกันฝังศพ โดยหลังจากนั้น กลุ่มวัยรุ่นได้ใช้หินทุบตีและมีดแทงตนจนหมดสติ และนำร่างตนไปโยนทิ้งเหว ซึ่งตนหมดสติไป 1 คืน เมื่อฟื้นขึ้นมา จึงพยายามคลานขึ้นจากเหวลึก มานอนขอความช่วยเหลือบนถนน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จึงออกค้นหาศพ พบถูกฝังลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 50 เซนติเมตร ในป่าบนเทือกเขาบรรทัด ห่างไปทางทิศตะวันตกของสำนักสงฆ์ป่าสนเขาคราม หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ประมาณ 5 กิโลเมตร และในเหวห่างจากสถานที่พบศพ ประมาณ 2 กิโลเมตร เจอรถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกนำไปทิ้งไว้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย คือ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เป็นชาวบ้านพื้นที่ ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ และ นายบี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย อยู่ระหว่างการหลบหนี ที่มา : INN MThai News

ว่าด้วยเรื่องอารมณ์! จาก 'พุทธะอิสระ' ฝากถึง 'นายกฯ'
นายกฯ /  นายกฯโมโห / 

"พุทธะอิสระ" โพสต์ถึง "นายกฯ" เตือน เรื่องของอารมณ์ หวั่น ติดกับดัก ชี้ เร่งคืนความสุขให้ตนเอง และ จะคืนความสุขให้ชาติได้สง่างาม  จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวขณะสื่อมวลชนสัมภาษณ์กรณีเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และ การแต่งตั้งทหาร ต่อมา จนฝ่ายการเมืองต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์หลายทิศทาง ต่อมา นายกฯ ได้ขอโทษสื่อฯและประชาชนผ่านการแถลงของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมรับปากจะพยายามปรับปรุงตัวในเรื่องของอารมณ์ ขณะเดียวกัน หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)" ระบุถึงกรณีดังกล่าว โดยการแสดงความเข้าใจถึงภาวะอารมณ์ในการต้องแบกรับหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศ ของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมแสดงความห่วงใย หวั่น อาจติดกับดับเรื่องของอารมณ์ ข้อความระบุว่า ... หรือท่านผู้นำกำลังจะติดกับดักอารมณ์ พวกเราพอจะเข้าใจนะ กับการที่ท่านผู้นำมีอารมณ์หลุดโลกฉุนเฉียว ทำให้คนรอบข้างต่างพากันเสียวตามๆ กันทั่วหน้า ด้วยเพราะต้องแบกรับภาระให้กับคนทั้งประเทศโดยมิได้ตั้งใจและคาดคิดมาก่อน คล้ายๆ กับคนที่ใจไม่รัก ไม่อยากทำ พอจำเป็นต้องมาทำ ทั้งที่พยายามทุ่มเททำงานเสียสละเพื่อชาติเพื่อประชาชนทั้งชีวิตในครั้งนี้ แต่ยังมีคนคอยตำหนิติด่า ทำให้ท่านต้องมาเสียอารมณ์ เสียความตั้งใจอารมณ์เหมือนว่าท่านทำดีแทบตาย แต่ใครๆ ทำไมไม่เห็นดีของท่านเลยหรืออารมณ์เช่นนี้ มันเกิดขึ้นมาได้เพราะท่านตั้งใจมาก พยายามมาก หวังดีอย่างยิ่งมากๆ แต่เหมือนโยนหินลงทะเล ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ในมุมมองของคนที่ด่าท่านยังไงๆ ก็อยากจะบอกท่านผู้นำว่าอย่าไปคาดหวังให้คนทั้งประเทศยอมรับท่านเลย ขอแค่ท่านยอมรับตัวเองให้ได้ ไหว้ตัวเองให้สนิทไม่ต้องไปคิดว่าใครจะยอมรับหรือไม่ขอแค่ท่านผู้นำทำทุกอย่างด้วยวิธีอันเลิศ ผลที่ประเสริฐจักเกิดตามมาเองงานระดับชาติเช่นนี้ ท่านคงทำคนเดียวไม่ได้ สิ่งสำคัญต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ร่วมงานที่รู้ใจ รู้ฝีไม้ลายมือ มีเป้าหมายตรงกัน พร้อมที่จะร่วมกันลุยไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่นหวาดสะดุ้งผวา ใช้สติปัญญาค้นหาวิธี บุคลากร และทรัพยากรที่สามารถสนับสนุนให้งานเพื่อชาติประชาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างรวดเร็วรวบรัด สิ่งที่ท่านผู้นำกำลังเผชิญอยู่นี้มันไม่ใช่งานของคนธรรมดาที่จะทำได้ หากท่านผู้นำรู้จักทำความเข้าใจ ท่านผู้นำก็ต้องเตรียมใจรับแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ตัวท่านทั่วทุกสารทิศ หากท่านผู้นำรู้จักพัฒนาแรงกดดันเหล่านั้นให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนส่งให้ตัวท่านมีแรงพลังเพิ่มพูนทั้งกายใจในการทำงานให้มากขึ้น คำตำหนิติว่าของผู้คนทั้งหลายจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ สามารถที่จะฝ่าฟันต่อปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายได้โดยไม่นำพาตัวอารมณ์และกิริยาของผู้ติด่ามาบั่นทอนกำลังตนมีความพากเพียรมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง อย่างไม่ย่อท้อ ชนิดที่ไม่ต้องต่อรองร้องขอความเห็นใจหรือกำลังใจจากใคร ขอเพียงเชื่อมั่นศรัทธาในปัญญาและความดีที่กำลังกระทำ หากท่านผู้นำทำตัวได้เช่นนี้ ท่านจักกลายเป็นวีรบุรุษสุดสง่า องอาจ มีสติปัญญา สามารถเอาชนะได้ทั้งปัญหาภายในและปัญหาภายนอก ยังไงๆ พวกเราก็ยังหวังว่าท่านผู้นำคงจะสามารถเอาชนะปัญหาภายในของตัวท่านเองได้อย่างสง่างาม ไหนๆ ท่านปฏิญาณว่าจะคืนความสุขให้แก่คนทั้งประเทศ แต่หากตัวท่านผู้นำยังทำงานอย่างไม่มีความสุข แล้วท่านจะคืนความสุขให้แก่คนไทยทั้งชาติได้กระนั้นหรือ ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

ฮ่องกงแห่ขบวนพาเหรด ฉลองต้อนรับตรุษจีนปีวอก 2559
จิมซาจุ่ย /  ตรุษจีนฮ่องกง / 

ฮ่องกงแห่ขบวนพาเหรด ฉลองต้อนรับตรุษจีนปีวอก 2559 ร่วมโชว์สีสันการแสดงนานาชาติสุดยิ่งใหญ่อลังการ ตรุษจีนปีนี้ ฮ่องกงเตรียมแปลงโฉมย่านจิมซาจุ่ยให้เป็นลานกิจกรรมขนาดยักษ์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2559 อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยพาครอบครัว เพื่อน ๆ และคนรักมาสัมผัสบรรยากาศความรื่นเริงสนุกสนานของเทศกาลปีใหม่จีนกันที่ฮ่องกง ต้อนรับโชคลาภและความมั่งมีศรีสุขร่วมกับคนที่คุณรักตลอดปีวอกนี้ ชุดขบวนพาเหรดสีสันสุดตระการตา 13 ขบวน พร้อมด้วยเหล่าผู้แสดงจากฮ่องกงและทั่วโลกกว่า 22 คณะ จะมาร่วมกันเดินพาเหรดต้อนรับงานเทศกาลตรุษจีนประจำปีนี้อย่างคับคั่ง จัดโดยการท่องเที่ยวฮ่องกงและสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค โดยปีนี้ จะมีโชว์การแสดงสุดพิเศษมากมายจากคณะนักแสดงกว่า 30 คณะตั้งแต่เวลา 18.00 น. ปิดท้ายด้วยโชว์ขบวนพาเหรดสุดอลังการที่จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 20.00 เป็นต้นไป โปรแกรมโชว์การแสดงที่น่าสนใจ มีดังต่อไปนี้ โชว์ตัวละครและตัวการ์ตูนยอดนิยมจากภาพยนตร์และการ์ตูนชื่อดังมากมาย อาทิ ดาร์ธ เวเดอร์และเหล่าสตาร์วอร์สตอร์มทรูปเปอร์ส เฮลโลคิตตี้จากครอบครัวซานริโอ เจ้าหมาน้อย ปอม ปอม พูริน และตัวละครอื่น ๆ ที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างใกล้ชิด โซนดนตรี 10 โซน พร้อมโชว์คอนเสิร์ตสด ๆ จากบรรดาวงนักร้องวัยรุ่นฮ่องกง หุ่นลมสนู๊ปปี้ยักษ์ในชุดกี่เพ้ารับเทศกาลตรุษจีน พร้อมรอต้อนรับแขกผู้มาเยือนทุกท่าน บริเวณใกล้พิพิธภัณฑ์อวกาศฮ่องกง ตลอดช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ นักท่องเที่ยวห้ามพลาดชม โชว์แรแสดงพลุดอกไม้ไฟฉลองวันขึ้นปีใหม่จีน พร้อมด้วยโชว์แสงสีสามมิติ ฮ่องกง พัลซ์ ทรีดี ไลท์ และเทศกาลฮ่องกง เวลล์ วิชชิ่ง เฟสติวัล (Hong Kong Well-Wishing Festival) เพื่อร่วมอธิษฐานขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดปีใหม่นี้ รีบจองตั๋วเครื่องบิน แล้วมาร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนอันสนุกสนานเร้าใจรับปีวอก 2559 ด้วยกันกับชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์การท่องเที่ยวฮ่องกง (DiscoverHongKong.com/ChineseNewYear) และแพลนการเดินทางของคุณได้ง่าย ๆ พร้อมชวนครอบครัวและเพื่อน ๆ ร่วมทริปต้อนรับปีใหม่จีนกันที่ฮ่องกง เพื่อความมั่งมีศรีสุข เฮง เฮง กันตลอดปีวอกนี้ด้วย!

อาลัย!! 4 คนบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ “มิตร-พุ่มพวง-บิ๊ก-ปอ”
ปอ ทฤษฎี /  ข่าวปอ ทฤษฎี ล่าสุด / 

เป็นสัจธรรมที่ว่ามีเกิดขึ้นก็ต้องมีดับไป และการสูญเสียที่เกิดขึ้นแก่คนในวงการบันเทิงที่ผ่านมาก็มีไม่น้อย แม้ตัวจะจากไปแล้วแต่พวกเขาได้สร้างความดี ความประทับใจ เป็นคนบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ และยังคงอยู่ในใจเสมอ!!! ฮีโร่แห่งตำนาน “มิตร ชัยบัญชา” มิตร ชัยบัญชา เป็นตำนานที่น่าจดจำสำหรับฮีโร่วีระบุรุษชุดดำขวัญใจมหาชน ซึ่งโด่งดังในบทของ อินทรีแดง มิตร ชัยบัญชา เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงไทยช่วงปลายปี 2499 และเป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ.2500 – 2513 รวมผลงานในขณะนั้น 266 เรื่องจากทั้งสิ้น 300 กว่าเรื่อง ซึ่ง มิตร ชัยบัญชา มีผลงานการแสดงที่โดดเด่นมากและหลากหลายทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นบทบู๊ รัก ตลก หรือ ดราม่า เขาทำได้หมด มิตร ชัยบัญชา ภาพยนตร์อินทรีแดง เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2513 มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นฉากสุดท้ายจากภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง ในภาพยนตร์ชุด อินทรีแดง เรื่องที่ 6 ที่ มิตร ชัยบัญชา แสดงในบท โรม ฤทธิไกร หรือ อินทรีแดง โดยเขาตกลงว่าจะแสดงฉากนี้ด้วยตัวเอง แต่ด้วยความผิดพลาดทางเทคนิคและแรงกระตุกของเครื่องบิน ทำให้เขาไม่ได้เหยียบบนบันได ต้องโหนตัวอยู่เป็นเวลานาน และได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการใช้ข้อมือซ้ายเกี่ยวพันกับบันไดลิง แต่เชือกบากข้ดมือจนเกือบขาด เขาจึงตัดสินใจแกะเชือกที่รัดข้อมือแล้วปล่อยตัวลงมา โดยตั้งใจว่าจะลงสู่บึง แต่ด้วยแรงลมทำให้เขาตกลงมากระแทกพื้นตรงจอมปลวก จากความสูง 300 ฟุต เสียชีวิตทันที มิตร ชัยบัญชา ภาพยนตร์อินทรีทอง ศพของ มิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง หลังจากครบ 100 วัน มีการพระราชทานเพลิงศพโดยได้ย้ายจากวัดแคนางเลิ้งไปวัดเทพศิรินทร์ มีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมงานกว่า 3 แสนคนมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และได้มีการตั้งศาลบริเวณ หาดจอมเทียน พัทยาใต้ สถานที่ที่ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต และได้มีการปรับปรุงสร้างรูปหล่อของ มิตร ชัยบัญชา ในชุดอินทรีทอง ไว้ที่ศาลด้วย หลังจากนั้นช่วง พ.ศ.2549 – 2550 มีการรวมใจสร้างอนุสรณ์สถานมิตร ชัยบัญชา พร้อมหุ่นไฟเบอร์กลาส ที่บ้านไสค้าน จ.เพชรบุรี บ้านเดิมของ มิตร ชัยบัญชา ฮีโร่ในตำนานด้วย มิตร ชัยบัญชา มิตร ชัยบัญชา โปสเตอร์ภาพยนตร์ มิตร ชัยบัญชา ราชินีลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” พุ่มพวง ดวงจันทร์ พุ่มพวง ดวงจันทร์ หรือ ผึ้ง นักร้องเพลงลูกทุ่ง เจ้าของฉายา ราชินีลูกทุ่ง ผู้มีน้ำเสียงไพเราะ โดดเด่น จำเนื้อเพลงได้โดยที่เธอไม่รู้หนังสือ และยังเป็นแม่แบบให้กับนักร้องรุ่นหลัง แม้จะไม่ได้เรียนและอ่านหนังสือไม่ออก แต่ความจำดีเยี่ยม เริ่มหัดร้องเพลงและเข้าประกวดตามงานต่างๆ ตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยใช้ชื่อว่า น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย พุ่มพวง ดวงจันทร์ เมื่อไวพจน์ เพชรสุพรรณ นำวงดนตรีมาแสดงที่วัดทับกระดาน และได้เห็นความสามารถของผึ้งจึงรับเป็นบุตรบุญธรรมและพาไปอยู่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะแต่งเพลงและอัดแผ่นเสียงชุดแรกให้ ชื่อเพลง แก้วรอพี่ เพลงแต่งแก้กับเพลง แก้วจ๋า โดยใช้ชื่อในการร้องเพลงว่า น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ และได้แยกออกจากวงดนตรีของไวพจน์ ไปอยู่วงดนตรีอื่นๆ ในเวลาต่อมา ครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง มนต์ เมืองเหนือ รับเป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อให้เป็น "พุ่มพวง ดวงจันทร์" ได้รับบันทึกเสียง และได้ตั้งวงดนตรีเป็นของตนเองมีเพลงดังมากมาย อาทิ หนูไม่รู้, หนูไม่เอา, ตั๊กแตนผูกโบว์ ฯลฯ และมีงานภาพยนตร์หลายเรื่อง พุ่มพวง ดวงจันทร์ พุ่มพวงได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ในปี พ.ศ.2521 จากเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” นอกจากนี้ ยังได้เป็นผู้ร้องเพลง "ส้มตำ" พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ช่วงบั้นปลายของชีวิต พุ่มพวง ดวงจันทร์ ป่วยเป็นโรตไตขั้นรุนแรง จนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวทะเลาะกับสามี ไกรสร แสงอนันท์ กระทั่ง พุ่มพวง ย้ายตัวมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่าเธอป่วยด้วยโรคเอสแอลอี หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการขั้นรุนแรง ลุกลามถึงไต ในเวลาต่อมาแพทย์เจ้าของไข้ได้เปิดเผยว่าอาการของพุ่มพวงดีขึ้น แต่ทางด้านญาติของพุ่มพวงมีความเห็นว่าควรรักษาด้วยไสยศาสตร์ จึงพาพุ่มพวงไปรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ที่ จ.พิษณุโลก หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราช พุ่มพวงก็เกิดอาการช็อกและหมดสติ ญาตินำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช กระทั่งถึงแก่กรรมอย่างสงบในวันที่ 13 มิ.ย.2535 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่วัดทับกระดาน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2535 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี นอกจากนี้ยังมีการสร้างหุ่นพุ่มพวง ตั้งอยู่ในศาลาริมสระน้ำ วัดทับกระดาน ซึ่งมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวงทุกปี ช่วง 13-15 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของเธอ และได้มีการนำชีวิตของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง พุ่มพวง ดวงจันทร์ หุ่นขี้ผึ้ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ “บิ๊ก ดีทูบี” บอยแบนด์ขวัญใจวัยรุ่น บิ๊ก ดีทูบี บิ๊ก อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ หนึ่งหนุ่มบอยแบนด์ในสมาชิกวงดีทูบี ค่าย อาร์เอสฯ เข้าสู่วงการด้วยการประกวดร้องเพลงโครงการ Panasonic Star Challange และมีผลงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณาตามลำดับก่อนจะมาเป็นสมาชิกวงดีทูบี ขณะที่วงดีทูบี กำลังโด่งดังถึงขีดสุด บิ๊กเกิดประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์ส่วนตัวตกคูน้ำย่านศรีนครินทร์ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ซึ่งบิ๊กมีอาการน้ำคำท่วมปอด แต่การรักษาเป็นไปได้ด้วยดี บิ๊กสามารถทักทายแฟนเพลงได้อีกครั้งด้วยการชูสองนิ้วสู้ตาย พร้อมการเขียนเป็นตัวอักษรบอกแฟนๆ ว่า "ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงครับเจอกันแน่นอนครับ" ก่อนที่บิ๊กจะอาการโคม่า บิ๊ก ดีทูบี แพทย์ตรวจพบเชื้อรา Scedosporium ในสมอง ซึ่งโอกาสรอดชีวิตมีเพียง 0.01% เท่านั้น และได้เปลี่ยนชื่อเป็น ปาณรวัฐ ซึ่งเป็นชื่อขอพระราชทานจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มีความหมายว่า "ผู้มีชีวิตอยู่ตามคำขอ" เพื่อเป็นศิริมงคล บิ๊ก ดีทูบี ภายหลังการรักษาด้วยวัคซีนเฉพาะโรคและได้รับกำลังใจอย่างมากมาย บิ๊กรอดชีวิตและออกจากห้องไอซียูในเวลาต่อมา แต่กลายเป็นเจ้าชายนิทราซึ่งสร้างความเศร้าโศกแก่แฟนเพลงเป็นอย่างมาก บรรดาแฟนคลับต่างทั้งสวดมนต์ พับนกกระเรียน และทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้บิ๊กกลับมา แต่เบื้องหลังการดูแลบิ๊กทั้งหมดก็คือ นายอุดมและนางยุพา กิตติกรเจริญ คุณพ่อคุณแม่ของ บิ๊ก ที่อยู่เคียงข้างลูกชายเสมอ บิ๊ก ดีทูบี สุดท้าย บิ๊ก ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2550 ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดทางปอดที่โรงพยาบาลศิริราช หลังเป็นเจ้าชายนิทราจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึง 4 ปี ด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น ในช่วงที่เขาโด่งดังถึงสุดขีด บีม - แดน - บิ๊ก วงดีทูบี บีม - แดน - บิ๊ก วงดีทูบี "ปอ ทฤษฎี" พระเอกนิสัยดีตลอดกาล ปอ ทฤษฎี ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2523 เป็นชาว จ.บุรีรัมย์ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนายแบบโฆษณา กระทั่งได้รับรางวัลสุดยอดหนุ่มคลีโอ ปี 2004 ทางบางกอกดราม่า ค่ายละครของช่อง 3 เห็นแววจึงเรียกเข้าไปแคสงาน หลังจากผ่านการแคสติ้งได้เข้าเรียนการแสดงกับช่อง 3 และได้เล่นละครเรื่อง “ลิขสิทธิ์หัวใจ” เป็นเรื่องแรกโดยแสดงคู่กับ แพท ณปภา ตันตระกูล ในนามของ Power 3 และมีผลงานละครอย่างต่อเนื่อง 30 เรื่องด้วยกัน สำหรับละครที่โด่งดังสร้างชื่อเสียงให้กับเขาก็คือเรื่อง ผู้ใหญ่ลีกับนางมา, ทัดดาว บุษยา, ดาวเรือง, ต้มยำลำซิ่ง ซึ่งละครเรื่อง “สาวน้อยร้อยล้าน” กำลังออนแอร์ในปัจจุบัน และละคร “ท่านชายกำมะลอ” มีกำหนดออนแอร์ในปี 2559 นี้ ปอ ทฤษฎี และจากการรับบทหนุ่มบ้านๆ จากละคร ผู้ใหญ่ลีกับนางมา ปอ ทฤษฎี จึงได้รับฉายาว่า “พระเอกภูธร” และ ปอก็ยังค้นพบตัวเองหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำอาชีพชาวนาจริงๆ จนได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นพระเอกติดดินใช้ชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อ ปอ ทฤษฎี นอกจากนี้ ปอ ทฤษฎี ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมากมายทั้งงานร้องเพลง งานภาพยนตร์ พากษ์เสียงภาพยนตร์ ละครเวทีอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "นางเสือง" และละครเพลงกลางแจ้ง "พระมหาชนก เดอะ ฟีนอมินอลไลฟ์โชว์" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557 ปอ ทฤษฎี ในเดือนสิงหาคม 2558 ปอ ทฤษฎี รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งด้วยโรคไข้เลือดออก และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2558 อาการของ ปอ ทฤษฎี ทรุดหนักเข้าขั้นวิกฤติ เกิดภาวะตับวายและไตวายเฉียบพลัน มีภาวะตกเลือดอย่างมากในโพรงเยื่อหุ้มปอดข้างซ้าย มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จึงใช้เครื่องมือฟอกไต และเครื่องมือพยุงการหายใจนับตั้งแต่นั้น และได้มีการตัดขาเหนือข้อเท้าข้างซ้าย ตัดปอดซ้าย และรับการผ่าตัดเป็นระยะๆ เพื่อพยุงอาการตามลำดับ ปอ ทฤษฎี แต่ต่อมาอาการของ ปอ ทฤษฎี ก็ทรุดลงอย่างหนักเนื่องจากการติดเชื้อที่ปอดข้างขวา ลุกลาม จนสุดท้ายร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษา และเสียชีวิต ณ โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2559 เมื่อเวลา 11.50 น. ก่อนวันเกิดของ ปอ ทฤษฎี อีก 5 วันก็จะครบอายุ 36 ปีบริบูรณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพ ปอ ทฤษฎี ร่างของ ปอ ทฤษฎี ได้ถูกนำไปทำพิธีที่วัดกลางอารามหลวง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีประชาชนมาร่วมแสดงความไว้อาลัยอย่างหนาแน่น และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 24 ม.ค.2559 ทั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงประทานผ้าไตร - ดอกไม้จันทน์ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ปอ ทฤษฎี ด้วย ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ ขณะที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล โบว์ แวนดา ภรรยาสาว ได้พา น้องมะลิ พาขวัญ สหวงษ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของ ปอ ทฤษฎี มาเยี่ยมอยู่เสมอ ซึ่ง ปอ ทฤษฎี ยังไม่เคยเปิดเผยภรรยาและลูกต่อหน้าสื่อมาก่อนสร้างความเซอร์ไพร้สให้แฟนละครไม่น้อย แต่ความน่ารักของน้องมะลิก็ทำให้เธอกลายเป็นขวัญใจมหาชนไปซะแล้ว และแม้พระเอกหนุ่มจะลาจากไปแล้ว แต่ความดีที่ ปอ ทฤษฎี ได้เคยทำไว้ ค่อยๆ หลั่งไหลพรั่งพรูให้เราได้รับรู้และถือเป็นแบบอย่างในการทำดีต่อไป... ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ - โบว์ แวนดา ขอบคุณภาพจาก www.thaifilm.com, FB พุ่มพวง ดวงจันทร์, บิ๊ก ดีทูบี อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ, IG portid

ตร.เผยผลสอบการเสียชีวิต 'ร.ต.อ.ทวี' ได้ข้อสรุป 5 ก.พ.นี้
คดียึดรถ 200 คัน /  คลิปเสียง / 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ เผยผลสอบสาเหตุการเสียชีวิต 'ร.ต.อ.ทวี' ได้ข้อสรุป 5 ก.พ.นี้ ส่วนความคืบหน้าคดียึดรถ 204 คัน ขณะนี้ตรวจสอบความถูกต้องในการถือครองรถได้หมดแล้ว วันนี้ 3 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในการสอบสวนเรื่องของคดีการยึดรถจำนวน 204 คัน ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้เร่งตรวจสอบ เกี่ยวกับความถูกต้องในการถือครองรถโดยล่าสุดพนักงานสอบสวนในคดี โดย พ.ต.อ.คมศักดิ์ สุมังเกษตร รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานสืบสวนข้อเท็จจริง ชี้แจงว่า ทางพนักงานสอบสวน สามารถตรวจสอบความถูกต้องในการถือครองรถของกลางที่มีการตรวจยึดได้ทั้งหมด 204 คันแล้ว ในส่วนของการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ ร.ต.อ. ทวี หมื่นรักษ์ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง จะทราบผลการตรวจสอบทั้งหมดภายในวันที่ 5 ก.พ.นี้ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตน่าจะเกิดจากความเครียดเรื่องงานสอบสวนจากหลายฝ่ายจึงทำให้เกิดเหตุสลดขึ้น ทั้งนี้ สอดคล้องกับพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ระบุว่า ทราบตัวนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีกระแสข่าวว่าเข้าไปกดดันในการทำคดี ยึดรถ 204 คัน เพื่อให้ปล่อยรถคืนให้กับผู้รับจำนำรถแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นใคร ขอบคุณข้อมูล TNN24 __________________________________________________________________________________________________ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กำชับ ผบช.น. ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กรณี ร.ต.อ.ทวี ยิงตัวตาย ชี้การโยกย้าย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง ต้องพิจารณาจากหลายๆด้าน วันนี้ 2 ก.พ. พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้า กรณี ร.ต.อ.ทวี หมื่นลักษณ์ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ยิงตัวเองเสียชีวิต ภายในแฟลตตำรวจ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา และมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแรงจูงใจในการก่อเหตุว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียึดรถ 204 คัน ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านหลักสี่ หรือไม่ หรือเป็นผลมาจากความกดดันของผู้บังคับบัญชา โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่า ได้กำชับ พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทน ผบช.น. ให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ส่วนจะมีการโยกย้าย พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง รวมถึง การบังคับบัญชาที่ผ่านมาด้วย แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ส่วนกระแสข่าวว่า มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เข้าไปกดดันการทำคดี ยึดรถ 204 คัน เพื่อให้ปล่อยรถคืนให้กับผู้รับจำนำรถนั้น ขณะนี้ทราบตัวนายตำรวจคนดังกล่าวแล้วว่าเป็นใคร และอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ขอบคุณ INN __________________________________________________________________________________________________ ชาวบ้านเตรียมยื่นเรื่องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอโยกย้าย พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง กรณี ร.ต.อ.ทวี ยิงตัวตาย ล่าสุดตั้งคณะกรรมการสอบแล้ว คืบหน้าล่าสุด วันนี้ 1 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวบ้านในพื้นที่ เตรียมยื่นเรื่องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอโยกย้าย พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง เนื่องจากบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ โดยนายสิระ เจนจาคะ ประธาน กก.ตร. สน.ทุ่งสองห้อง ได้นำพยานที่พูดคุยโทรศัพท์กับ ร.ต.อ.ทวี หมื่นรักษ์ พนักงานสอบสวนทุ่งสอง ก่อนยิงตัวตายในแฟลตตำรวจ โดยมายืนยันสาเหตุเกิดจากถูก ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง บีบบังคับให้คืนรถ 204 คัน ที่ยึดมาจากลานจอดรถห้างสรรพสินค้าย่านหลักสี่ให้แก่เจ้าของเต็นท์ แต่ ร.ต.อ.ทวี ไม่สามารถทำได้เพราะผิดกฎหมายและจะเดินทางไปร้องเรียน ผบ.ตร. ต่อไปในวันที่ 17 ก.พ.นี้ ขณะที่ชาวบ้านอีกกลุ่มได้เข้าให้กำลังใจ ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง ทั้งนี้ ผกก.สน.ทุ่งสองห้องได้ชี้แจงการเสียชีวิตของ ร.ต.อ.ทวี ว่าได้เรียก ร.ต.อ.ทวี มาคุยเรื่องคดีก่อนเสียชีวิต 5 วัน จากนั้นก็ไม่ได้เจอหน้าหรือพูดคุยอีก ส่วนคดียึดรถ ร.ต.อ.ทวี ไม่ได้ทำงานคนเดียว มีการทำงานเป็นคณะ เมื่อคณะทำงานยืนยันว่าไม่ส่งรถคืน ตนก็ไม่มีอำนาจไปบีบบังคับเชื่อว่า ร.ต.อ.ทวี มีความเครียดเรื่องอื่น เพราะได้ข้อมูลว่า มีปากเสียงกับภรรยาอย่างรุนแรงก่อนเสียชีวิตและยังมีปัญหาการทำคดีฉ้อโกง 2 ล้านบาทที่พนักงานสอบสวนคนเก่าทำผิดพลาด อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้มีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยจะมีการพิจารณาสาเหตุการเสียชีวิตและแรงจูงใจว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียึดรถ 204 คันหรือไม่ รวมทั้งประเด็นแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา ขอบคุณข้อมูล TNN24 __________________________________________________________________________________________________ เตรียมเปิดคลิปเสียง ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง กดดันทีมสอบสวนในคดี ยึดรถกว่า 200 คัน คาดว่าเป็นชนวนเหตุให้ ร.ต.ท.ทวี หมื่นรักษ์ ใช้อาวุธปืนยิงตัวตาย จากกรณี ร.ต.ท.ทวี หมื่นรักษ์ นักงานสอบสวน สน.ทุ่งห้องห้อง ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิต ภายในแฟลตตำรวจ ซึ่งขณะเกิดเหตุ อยู่กับภรรยา และลูกอีก 2 คน โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางด้าน พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า กรณีที่ ร.ต.อ.สังกัด สน.ทุ่งสองห้อง ยิงตัวตาย โดยสาเหตุจากความเครียดคดีสำคัญ อย่างคดียึดรถ กว่า 200 คัน มาตรวจสอบนั้น ล่าสุด ต้องเดินหน้าสรุปสำนวนคดีนี้ต่อไป เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ เพียงแต่ที่ผ่านมายอมรับว่า มีแรงกดดันอย่างสูงในคดีนี้ เพราะมีทั้งเจ้าทุกข์ที่เป็นเจ้าของรถและผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหา ที่มีความรู้ด้านกฎหมาย เข้ามาเพื่อเคลียร์คดีในหลากหลายรูปแบบ จนทำให้ตำรวจที่ทำคดีนี้รู้สึกเครียด ไม่เป็นอันทำอะไร จนเป็นสาเหตุเกิดเหตุสลดดังกล่าว อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าวันนี้ 1 ก.พ. เวลาประมาณ 13.00 น. กลุ่มตำรวจและชาวบ้านเตรียมประท้วงไล่ ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง พร้อมเตรียมเปิดคลิปเสียง ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง กดดันทีมสอบสวน ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุให้ ร.ต.ท.ทวี ตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงตัวตาย ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะรายงานให้ทราบต่อไป ขอบคุณ INN ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

ละครวิมานเมขลา  , เรื่องย่อวิมานเมขลา
ละครวิมานเมขลา /  เรื่องย่อละครวิมานเมขลา / 

บทประพันธ์ : กันยา กุมารีบทโทรทัศน์ : เอื้องอรุณ สมิตสุวรรณ /เทิดโชค เกียรติสุขเกษม / วิริยาภรณ์ จุนหะวิทยะกำกับการแสดง : แชมป์-อินทนนท์ รัตนากาญจน์ออกอากาศ : ศุกร์ เวลา 20.00 น. เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทาง ช่อง 3 และ 3HD เมขลา (เบลล่า-ราณี) นางเอกละครโทรทัศน์ชื่อดัง เล่นนอกคิวแบบแม่ไม้มวยไทยกับ จ๊ะเอ๋(ออย-มิรา) นางร้ายจอมเซ็กซี่ เพราะเมขลาจับได้ว่าจ๊ะเอ๋ทำตีสนิท คิดจับ แจ๊ค (เบิร์ด-กิตติธัช) แฟนหนุ่มของเธอ นิสัยวีนแตกของเมขลาคราวนี้เป็นข่าวใหญ่ เธอถูกสังคมประณามถึงความอารมณ์ร้าย เอาแต่ใจ แต่เมขลาก็ไม่แคร์ เชิดใส่ทุกคน เป็นสาวมั่นที่คิดว่าตัวเองสวย และผู้จัดละครทุกคนต้องเอาใจ แต่เรื่องคราวนี้กลับทำให้เธอกลายเป็นนางฟ้าตกกระป๋อง เพราะทั้งทางสถานีและผู้จัดต่างๆ พากันยกเลิกงานทั้งหมด เพื่อดัดนิสัยขี้วีนแตกของเมขลาสักที ละครเรื่องล่าสุด เมขลาต้องสวมบทบาทเป็น ลาล่า นักฆ่าสาว เมขลาทุ่มเทหัดคิวบู๊จนคล่องเคล่ว เพื่อให้ตัวเองอินกับบทบาท แต่เมื่อต้องถูกปลดกลางอากาศ ทำให้เธอทั้งเสียใจและนึกอายมาก แต่ก็ยังเชิดใส่สื่อ ทำเป็นไม่แคร์ เมขลาเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ระดับมหาเศรษฐี แต่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก ทำให้เมขลาอยู่ในความดูแลของ ไข่มุก (แก้ว-อภิรดี) น้าสาว ไข่มุกช่วยผลาญเงินของหลานอย่างสนุกสนาน เธอเลี้ยงเมขลามาอย่างผิดๆ ตามใจจนเสียนิสัย ขณะเดียวกันไข่มุกก็หาทางถ่ายเงินของเมขลามาเป็นของเธอและ มาการีน (โจอี้-อรวิภา) ลูกสาว ด้วยนิสัยใช้เงินอย่างมือเติบของสามสาว ทำให้ฐานะการเงินของเมขลามีปัญหา จนเมื่อรู้ตัวอีกที เธอก็กลายเป็นลูกหนี้ของพวกกู้เงินนอกระบบไปร่วมๆ ห้าล้านบาท เมขลาถูกแก๊งทวงหนี้ตามรังควาน เธอใช้เล่ห์เหลี่ยมสารพัด เอาตัวรอดไปได้ เมขลาได้พบ เสี่ยส่ง(แจ๊ค-เกริก) ที่มาติดต่อด้วยตัวเอง เพื่อเสนอซื้อ ป่าสวนน้ำผึ้ง ป่าไม้สักที่สวยที่สุด ที่ ตระกล (สมภพ เบญจาธิกุล) ยกให้เธอเป็นมรดก ในราคาห้าล้านบาท ตระกลเป็นลุง ที่ไม่เคยติดต่อกับเมขลาเลย เธอแปลกใจมากที่ลุงยังคิดถึง เมขลาดูออกว่าเสี่ยส่งอยากได้ที่ดินผืนนี้มาก เลยทำเล่นตัว หวังโก่งราคา เมขลาแอบเดินทางไปป่าสวนน้ำผึ้ง โดยไม่บอกไข่มุกระหว่างทางเธอได้พบกับ ครูปริม (เตย-อรัชมน) ที่กำลังเดินทางจะไปสอนหนังสือที่ป่าสวนน้ำผึ้ง ครูปริมเป็นแฟนพันธ์แท้ของเมขลา ปลื้มและชื่นชม ในขณะที่เมขลาแสนจะเบื่อหน่ายในความเชย สุดเรียบร้อยของเธอ เมขลาเห็นครูปริมชอบแหวนเพชรที่แจ๊คซื้อให้ ก็เอ่ยปากยกให้ โดยแลกกับสร้อยจี้เพชรเก่าแก่ของครูปริม ครูปริมดีใจมากรีบแลกด้วย เมขลาได้แต่แอบยิ้มในความซื่อจนโง่ของปริม เพราะแหวนของแจ๊คเป็นของเก๊ แต่เพชรของครูปริม เป็นของแท้ พญา (แอนดริว เกร้กสัน) มารับครูปริมที่สถานีรถไฟ เมขลาที่แสนเย่อหยิ่ง คิดว่าพญาเป็นแค่ลูกจ้าง ก็วางมาดเป็นเจ้าของป่าคนใหม่ทันที พญาเกลียดความปากร้ายของเธอแทบจะทันทีที่ได้คุยกัน เมขลาวางท่าข่มพญาทุกทาง เผลอคุยว่าจะขายป่าให้เสี่ยส่ง พญาพยายามบอกถึงความสำคัญของป่าสวนน้ำผึ้ง ที่เป็นป่าต้นน้ำ เสี่ยส่งเคยเป็นเจ้าของที่มาก่อน แต่ตัดป่าจนหมด ปีนั้นน้ำท่วมใหญ่ทั้งจังหวัด ทำให้มีคนตายจำนวนมาก ถ้าขายให้เสี่ยส่งอีก ก็จะต้องเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ แบบที่เคยเป็น เมขลาบอกไม่แคร์ สนใจแต่เงินที่จะได้ และยังยืนยันจะขายป่าให้เสี่ยส่ง ระหว่างการเดินทางสู่ป่าสายน้ำผึ้งนั้นเอง ฝนเกิดตกหนัก ฟ้าผ่าสะพานขาด รถจิ๊ปตกลงไปในเหวทุกคนในรถกลิ้งกระจายกระแทกหมุนตลับ พญารู้สึกตัวว่าลอยจากรถหล่นลงมาในน้ำ จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป เมื่อพญาฟื้นขึ้นมา อรัญ (ตุ้ย-เกียรติกมล) บอกว่าเมขลาตายเสียแล้ว กระดูกทุกส่วนแหลกเหลวและถูกเผาไปพร้อมกับรถจิ๊ป ส่วนครูปริมสิ้นสติถูกพัดไปติดที่โขดหินน้ำตกแสงอุษา พญานึกสงสัยแอบไปดูศพผู้ตาย เขารู้ทันทีว่าเกิดการเข้าใจผิดขึ้นแล้ว เนื่องมาจากเสื้อผ้าที่สลับกันของคนทั้งสอง ที่ยังไม่เคยมีใครเคยเห็นหน้าและรู้จักมาก่อน คนที่ตายคือครูปริมและคนที่รอดคือเมขลา เรื่องวุ่นๆ ยิ่งวุ่นหนักเมื่อเมขลาฟื้นคืนสติขึ้นมา ความจำของเธอเกิดเลอะเลือนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครอยู่ที่ไหน พญาจึงเกิดแผนร้ายวูบขึ้นมาในสมองทันที ถ้าเขาไม่บอกความจริงเรื่องนี้แก่ใคร เมขลาผู้ความจำเสื่อมก็จะกลายเป็นครูปริม ต้องใช้ชีวิตสอนหนังสือในป่า โดยไม่มีทางรู้เลยว่าตนคือทายาทมรดกร้อยล้าน ป่าสายน้ำผึ้งจะไม่ต้องถูกขาย ชาวบ้านจะได้รับความสงบสุขอย่างเดิม ที่พญาปกป้องป่าสายน้ำผึ้งยิ่งกว่าชีวิต เพราะน้ำท่วมคราวนั้น ทำให้พ่อของเขาต้องเสียชีวิต เมื่อโตขึ้นพญา จึงเลือกเรียนวิชาวนศาสตร์ และเมื่อจบแล้วก็มุ่งหน้าออกสู่ชนบท เพื่อเสนอโครงการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมให้กับนายทุนป่าไม้ทางภาคเหนือ แต่ก็ไม่มีใครฟังเขา ทุกคนหาว่าพญาบ้าทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งพญามาเจอ ลุงตระกล ชายชราผู้ซื้อที่ดินเสื่อมโทรมมาในราคาถูก ตั้งใจจะอยู่อย่างเงียบสงบในบั้นปลายชีวิตตระกลเกิดถูกชะตากับพญาและทุ่มเงินก้อนสุดท้ายให้พญาใช้ในการฟื้นชีวิตผืนป่าชื่อป่าสายน้ำผึ้ง โดยไม่ได้คิดจะหวังผลทางธุรกิจ ห้าปีต่อมาพญาทำได้สำเร็จ ที่ดินร้อยไร่กลายเป็นป่าสักทองที่เติบโตงดงาม และตัวพญาเอง เขามีที่ดินของครอบครัว อยู่ตรงเชิงเขา พญาจึงทำกิจการไร่ของตนเอง เพาะกล้าไม้ ทำสวนดอกไม้สวยงาม เพื่อให้คนท้องถิ่นได้มีงานทำ โดยเขาได้ช่วยเหลือ อุดหนุนผลผลิตของป่าสวนน้ำผึ้งมาตลอด ไข่มุกกับแจ๊ค ถูกตามมาให้ดูศพเมขลา แต่ทั้งคู่กลัวผีมาก ไม่กล้ามองศพ แจ๊คเห็นแค่แหวนในมือก็นึกว่าเป็นศพเมขลาจริง เลยรีบจัดการเผาอย่างรีบร้อนโดยไม่กล้าดูศพและไม่ใส่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างดูจะเป็นใจให้พญาอย่างยิ่ง เขาพาเมขลาเดินทางกลับป่าสายน้ำผึ้งทันที ในนามของครูปริม แม้จะจำอดีตของตัวเองไม่ได้ แต่เมขลาก็ยังมีนิสัยรักสวยงามติดหรูหราเหมือนเดิม จึงต้องทนทุกข์ทรมานกับสภาพบ้านป่าที่ปราศจากความสะดวกสบาย แถมยังถูกพญาแกล้งให้ได้รับความลำบากสารพัดเมขลาต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างเธอและพวกคนงานที่หมั่นไส้ความเว่อร์ของเธอ ต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งของลูกศิษย์ทโมนอย่างน้ำตาล (ด.ญ.วาสิตา) และเพื่อนๆ จนเธอทนไม่ไหวขอลาออก แต่พญาไม่ยอมให้ออก โดยกล่าวหาว่าเมขลาในนามครูปริม ได้รับเงินเดือนล่วงหน้าไปแล้วหนึ่งปี และเธอต้องทำงานชดใช้ให้จนกว่าจะครบกำหนด ถึงจะลาออกได้เมขลาเริ่มดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ เธอเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหาคนอื่น เหมือนต้นไม้ที่เปลี่ยนสีในฤดูแล้งเพื่อความอยู่รอด การปรับตัวของเมขลาไม่เพียงทำให้เมขลาได้เรียนรู้ชีวิตแท้จริง ที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่มันยังได้เริ่มบ่มเพราะความคิดดีงามใหม่ๆ ลงในจิตใจของเมขลาทีละน้อย ในที่สุดเมขลาเอาชนะหัวใจเด็กๆ ที่เกลียดชังเธอได้ด้วยวิธีการของเธอเอง และยังได้ช่วยพัฒนาหญิงสาวในหมู่บ้าน ด้วยการส่งเสริมให้ผู้หญิงหารายได้จากการทอผ้า เป็นหัวหอกปลุกปั่นหญิงสาวชาวบ้านให้ลุกขึ้นมามีบทบาทในครอบครัวทัดเทียมสามีพญาติดต่อขอซื้อป่าสายน้ำผึ้งจากไข่มุก แต่มาการีนเห็นพญาก็ปิ๊งมาก ไข่มุกคิดมีลูกเขยรวย เลยยังยักท่าไม่ยอมขายง่ายๆ พามาการีนมาที่ป่าสายน้ำผึ้ง เพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพญา ไข่มุกกับมาการีนหาอุบายไปพักที่ไร่ของพญา ทำให้ได้พบกับเมขลาในนามของครูปริม ไข่มุกกับมาการีนนึกว่าผีหลอกไข่มุกนึกว่าเมขลาสร้างเรื่อง ทำเป็นความจำเสื่อม เพื่อจะหนีหนี้และจับพญา แต่หลังจากทดสอบหลายครั้ง จนแน่ใจว่าเมขลาความจำเสื่อมจริง ไข่มุกก็คิดแผนชั่ว ไม่ยอมบอกความจริง เพราะนึกว่าพญาไม่รู้เรื่องนี้ไข่มุกคิดให้เมขลาเป็นครูจนๆ แบบนี้ตลอดไป แล้วเธอจะกับลูกสาว จะได้ครอบครองป่าสายน้ำผึ้งและพญา แต่ไข่มุกต้องเจออุปสรรคสำคัญ แอนนี่ (เมจิ-รัศม์ประภา) ก็หวังในตัวพญา แถมเธอยังเหนือกว่าทุกคนตรงที่ พญาเองแอบหลงรักแอนนี่มาตลอด ไข่มุกกับมาการีนจึงต้องชิงไหวชิงพริบกับแอนนี่อย่างดุเดือด โดยมี แม่เพ็ญ(จิ๊ก-เนาวรัตน์) คอยจับตา เพราะเพ็ญเอง ก็ไม่ถูกชะตากับไข่มุกอย่างแรง มีเรื่องปะทะกันตลอด เสี่ยส่งทำมาตีสนิทจีบไข่มุก หวังได้ทั้งตัวเธอ และป่าสายน้ำผึ้งฟรีๆ แต่กลับเจอความร้ายกาจของไข่มุก ที่ไม่เสียทีใครง่ายๆ ไข่มุกกลับคิดว่า จะต้องได้ทั้งตัวเสี่ยส่งและทรัพย์สินของเขาทั้งหมด ความจำของเมขลาเริ่มกลับมาบางส่วน เธอเห็นตัวเองฝึกการต่อสู้ เป็นนักฆ่า เมขลาไม่รู้ว่านั่นคือบทในละครเรื่องใหม่ เธอกลับคิดว่าตัวเองเป็นนักฆ่าจริงๆ แจ๊คติดหนี้การพนัน จนเสี่ยส่งคิดเล่นงานแจ๊คได้เจอกับเมขลาโดยบังเอิญ เมขลาเข้าใจผิด คิดว่าแจ๊คเป็นคนที่สอนเธอต่อสู้ ส่งสวมรอยเป็นหัวหน้าลาล่า สั่งเมขลาว่าเธอมีงานสำคัญต้องทำ เล่นงานพญาเมขลารู้ตัวว่าเธอแอบหลงรักพญาเข้าให้แล้ว ในขณะที่พญานั้นกลับพยายามบอกตัวเองว่าเมขลาคือตัวมารของเขา มารของป่าสายน้ำผึ้ง เขารักเธอไม่ได้และจะไม่มีวันเผลอใจเป็น อันขาด เมขลาถึงหนักใจมาก ที่นักฆ่าสาวอย่างเธอ ต้องมาจัดการคนที่รัก เมขลาพยายามหาทางเล่นงานพญา แต่เธอไม่ได้มีฝีมือต่อสู้เก่งกาจจริง เคยแต่ฝึกตามคิวเท่านั้น ทำให้การกำจัดพญาผิดพลาดทุกครั้งไป พญาชักสงสัย จนได้รู้ว่าเมขลาเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองเป็นนักฆ่า เขาได้แต่นึกขำ และแกล้งเธอกลับ จนเมขลากลับเป็นฝ่ายเสียท่าตลอด แจ๊คอยากบอกความจริงกับเมขลา แต่โดนแอนนี่ขู่ แจ๊คได้เห็นถึงความเหี้ยมโหดของแอนนี่ ศนิ (เกล-เวธกา) เดินทางมาป่าสายน้ำผึ้ง เพื่อมาตรวจคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก ศนิมาถึงก็ตกตะลึง เมื่อพบว่าคนที่ใครๆ เข้าใจว่าเป็นครูปริม ที่แท้คือเมขลาศนิทำแกล้งจำเมขลาไม่ได้ เพื่อไข่มุกกับมาการีนจะได้ไม่สงสัย ศนิพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวและสงสัยว่าพญาวางแผนทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ โดยมีไข่มุกกับมาการีนร่วมด้วย แต่เมื่อเธอบอกความจริงแก่เมขลา เมขลากลับไม่เชื่อศนิ เรื่องยิ่งขมวดเกลียวหนักขึ้น เมื่อเสี่ยส่งวิ่งเต้นให้ทางราชการออกนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอำเภอสายน้ำผึ้ง พญาและเมขลาไม่เห็นด้วยกับการเอาป่าไปพัฒนาอย่างไม่คำนึกถึงทรัพยากรและชาวบ้านในท้องถิ่น จึงนำชาวบ้านลุกขึ้นประท้วง ปรากฏว่าการประท้วงมีผลทำให้นโยบายถูกยับยั้ง เสี่ยส่งโกรธพญาและเมขลามาก ถึงกับส่งคนมาทำร้าย เมขลาที่ถูกสั่งมาให้กำจัดพญา ก็มาร่วมด้วย แต่เมขลากลับทำร้ายพญาไม่ลง และหันไปเล่นงานลูกน้องเสี่ยส่งแทน แอนนี่ผลักเมขลาตกไปในน้ำ ทำให้หัวเธอกระแทกหินอย่างแรง ความจำของเมขลากลับคืนมาเมขลาจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ก็เสียใจมากที่พญาหลอกลวงเธอและพลอยเข้าใจผิดว่าพญานั่นเองที่คิดจะกำจัดเธอ เมขลาจึงประกาศที่จะขายที่ดินให้เสี่ยส่ง และกลับกรุงเทพฯฯ ไปใช้ชีวิตอย่างเดิม สถานีป้อนงานละครให้เมขลาหลายเรื่อง แฟนคลับดีใจมากที่เธอกลับมา เธอกลายเป็นเจ้าหญิงแห่งวงการอีกครั้ง ชื่อเสียงและเงินทองไหลมาเทมา ไข่มุกกับมาการีนที่โดนเสี่ยส่งไล่มา เพราะไร้ประโยชน์แล้ว ทั้งคู่ของ้อให้เมขลายกโทษให้ เมขลาให้เงินไข่มุกไปจำนวนหนึ่ง ตอบแทนที่มีบุญคุณ แต่ต่อไปเธอกับมาการีนต้องหางานทำ ช่วยตัวเอง เพราะไข่มุกจะไม่ช่วยอะไรอีกแล้วไข่มุกออกทีวีรายการสด มีการเปิดให้แฟนๆ ที่เข้ามาดูรายการ ซักถามเมขลา พญาปรากฏตัว ถามว่าเธอจะยกโทษให้เขาได้มั้ย พร้อมเอ่ยปากขอโทษ ให้คนทั้งประเทศได้เห็น แต่เมขลาว่าสายเกินไปแล้วเสี่ยส่งประกาศขายที่ดินล่วงหน้าเก็บเงินมัดจำอย่างเอิกเกริก เมขลาเดินทางกลับมาป่าสายน้ำผึ้งอีกครั้งในมาดดาราสาวผู้เย่อหยิ่ง เพื่อจัดการเซ็นสัญญาขายป่าเมขลากำลังจะลงชื่อในสัญญาขายที่ดินตามที่ลั่นปากไว้ แต่แล้วความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความรับผิดชอบที่มีผืนป่าที่ถูกปลูกฝังมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน รวมทั้งหลักฐานสำคัญที่ทำให้เธอรู้ความจริงว่าพญาไม่ใช่คนที่ทำร้ายเธอ ก็เอาชนะความรู้สึกโกรธแค้นส่วนตัวของเธอลงได้ ในที่สุดเมขลาตัดสินใจที่จะไม่ขายที่ดินป่าสายน้ำผึ้ง เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ป่าสายน้ำผึ้งอย่างถาวรและร่วมกับพญาปกป้องดูแลป่ารวมทั้งเป็นปากเสียงแทนชาวอำเภอสายน้ำผึ้งต่อไป… รายชื่อนักแสดง แอนดริว เกร้กสัน รับบท พญา ชายหนุ่ม หน้าตาดี แข็งแรง บึกบึน เป็นคนมุ่งมั่น อดทน ทำงานหนัก ไม่สนใจแสงสี เป็นผู้บุกเบิกป่าสายน้ำผึ้งที่ถูกทำลายให้กลับสมบูรณ์ขึ้นมาด้วยสองมือแต่อารมณ์โกรธชั่ววูบทำให้สร้างเรื่องหลอกลวงวุ่นวายใหญ่โตขึ้นมา ราณี แคมเปน (เบลล่า) รับบท เมขลาสาวสวย สวยจัด รูปร่างนางแบบ เป็นดาราสาวสวยมีชื่อเสียงโด่งดัง รวยจัดเพราะใครๆ ก็ต้องการตัวไปเล่นหนัง มีสองบุคลิก ก่อนประสพอุบัติเหตุเป็นสาวเว่อร์สุดขีดหัวสูงไม่ติดดิน ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่สนใจสังคม กรีดกรายเอาแต่ใจ ขี้โวยวาย ทำอะไรไม่เป็นพอประสบอุบัติเหตุความจำเสื่อม กลายเป็นคุณครูสาวผู้สงบเสงี่ยมตามรูปแบบที่คิดเอาเองว่าตนควรจะเป็น เหมือนเกิดใหม่กลายเป็นคนง่ายๆ ติดดิน ได้สัมผัสและเรียนรู้ที่จะรักธรรมชาติ รักชาวบ้าน รักเด็ก เกียรติกมล ล่าทา (ตุ้ย) รับบท อรัญหนุ่มใหญ่ นายอำเภอ รูปหล่อ นิสัยอ่อนโยน ใจเย็น หลงรักเมขลา เวธกา ศิริวัฒนา (เกล) รับบท ศนิ เพื่อนเมขลา อาจารย์หญิง โสด แฟนพันธ์แท้ของวงการมายา รู้จักดาราทุก คนดีกว่าเมขลาอีก นิสัยสอดรู้สอดเห็น ชอบทำตัวเป็นนักสืบพันทิป รัศม์ประภา วิสุมา (เมจิ) รับบท แอนนี่สาวสวยมาดดี ทำอ่อนหวาน แต่ที่แท้ร้ายลึก ร้ายเงียบ แอนนี่ใช้ความรักความหวังดีของพญาที่มีต่อเธอ หาประโยชน์จากเขาทุกทาง กิตติธัช ประดับ (เบิร์ด)รับบท แจ๊คกี้ ชายหนุ่ม มาจากครอบครัวรวย ชอบทำตัวเป็นคุณหนู สำรวย หยิบโหย่ง งานไม่ทำ ดีแต่ทำเท่ห์คอยตามจีบดารา อภิรดี ภวภูตานนท์ (แก้ว)รับบท ไข่มุกน้าเมขลา งก เห็นแก่เงินและเห็นแก่ตัว นิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบายสารพัด

เคน-ชมพู่ นำทีมฟิตติ้ง ซีรีส์ The Cupids บริษัทรักอุตลุด
ซีรีส์ The Cupidsบริษัท รักอุตลุด /  เคน ธีรเดช - ชมพู่ อารยา กามเทพปราบมาร‬ / 

ฟิตติ้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับซีรี่ส์ The Cupidsบริษัท รักอุตลุด ของค่ายบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่นนำทีมโดยพระนางทั้ง 8 คู่ที่มาถ่ายภาพฟิตติ้งให้แฟนละครได้ฟินและจิ้นกันไปก่อน เรียกว่าเป็นการโคจรมาพบกันเป็นครั้งแรกของพระ-นางบางคู่ และบางคู่ก็เป็นการโคจรมาพบกันอีกครั้ง วันนี้เราเลยขอนำภาพมาเสิร์ฟให้แฟนๆได้ชมกัน เริ่มต้นที่ กามเทพปราบมาร‬ : เคน ธีรเดช - ชมพู่ อารยา กามเทพออนไลน์ : เคน ภูภูมิ - น้ำตาล พิจักขณา กามเทพหรรษา : บอย ปกรณ์ - เต้ย จรินทร์พร กามเทพออกศึก : ปั้นจั่น ปรมะ - คริส หอวัง ลูบคมกามเทพ : อินดี้ อินทัช - วาววา ณิชารีย์ ซ่อนรักกามเทพ : เต้ย พงศกร - เชียร์ ฑิฆัมพร กามเทพซ้อนกล : โตโน่ ภาคิน - ณิชา ณัฏฐณิชา กามเทพจำแลง : อาเล็ก ธีรเดช - ปราง กัญญ์ณรัณ

ชาวเน็ต รุมประณาม รับน้องเทคนิคดัง พ่นสีโขดหินริมทะเล
ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ /  ปราณบุรี / 

ชาวเน็ต รุมประณาม รับน้องเทคนิคดัง พ่นสีโขดหินริมทะเล  บนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพและข้อความระบุพฤติกรรมยอดแย่ของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ได้รวมตัวไปจัดกิจกรรมรับน้องที่ชายหาดทรายน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้ใช้สีสเปรย์พ่นลงไปที่โขดหินริมทะเล เป็นข้อความว่า "รับน้องช่างยนต์ ทนฐ." โดยชาวสังคมออนไลน์ได้ตำหนิการกระทำดังกล่าวเพราะถือว่าทำลายสิ่งแวดล้อมและทำลายสถานที่ท่องเที่ยว พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางสถานศึกษาหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ตักเตือนไม่ให้ก่อเหตุเช่นนี้อีก อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาเพิ่งจะมีกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวมักง่ายที่ชอบจารึกชื่อไว้ตามหน้าผาและต้นไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งหลายคนมองว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงแต่ทางนักเที่ยวเองควรจะมีจิตสำนึกในการรักษาพื้นที่ส่วนรวมด้วย ทั้งนี้ได้มีการเตือนไปยังนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นว่าอย่ากระทำเพราะเสี่ยงผิดกฎหมาย ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พศ.2504 มาตรา 14 ระบุว่า หากผู้ใดปิดป้ายประกาศ โฆษณาหรือขูดลบขีดเขียนในเขตอุทยานฯ โทษปรับไม่เกิน 500 บาท

ฟังอีกมุม! นศ.มหาวิทยาลัยดัง แจงปมสวมมงกุฎซ้อมรับปริญญา
บัณฑิต /  มงกุฎ / 

คลายฉงน! อาจารย์มหาวิทยาลัยดัง แจงปมบัณฑิตสวมมงกุฎซ้อมรับปริญญา แค่ใส่ถ่ายรูปหมู่ไม่ได้นำเข้าพิธีซ้อมหรือรับจริง จากกรณีกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ ภาพบัณฑิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สวมมงกุฎในวันซ้อมรับปริญญา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ล่าสุด อาจารย์ท่านหนึ่งประจำมหาวิทยาลัยดังที่เป็นข่าว ได้ออกมาเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ภาพที่บัณฑิตสวมมงกฎพร้อมชุดครุยยืนถ่ายรูปนั้น เป็นภาพในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ณ สวมอัมพร พระราชวังดุสิต "ภาพที่ออกมาที่นักศึกษาสวมมงกุฎที่ทำจากกระดาษนั้น เป็นช่วงที่ให้นักศึกษาถ่ายภาพหมู่บนแสตนด์เท่านั้น โดยภาพหมู่บนแสตนด์จะมี 2 แบบคือแบบสวมมงกุฎ และแบบปกติ ไม่มีการสวมมงกุฎกระดาษเข้าไปในพิธี ทั้งช่วงซ้อมและช่วงรับจริงเลย โดยทางมหาวิทยาลัยได้จัดทำมงกุฎกระดาษขึ้นแจกให้กับบัณฑิตและญาติของบัณฑิตผู้ที่มาร่วมงานด้วย จุดประสงค์เพื่อใช้แทนมงกุฎดอกไม้ที่ใส่เพื่อประดับความสวยงาม เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนที่มีภาพหนึ่ง ที่ท่านอธิการบดีได้ครอบมงกุฎบนศีรษะนั้น เป็นการครอบเฉยๆ ในช่วงพิธีเช้า ไม่ได้เป็นการสวมแต่อย่างใด อีกทั้งเพื่อเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าจบจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้" ที่มา dailynews ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ มหาวิทยาลัยชื่อดัง ผุดไอเดียเก๋สวมมงกุฎให้บัณฑิตในงานซ้อมรับปริญญา กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อมีการแชร์ภาพมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเป็นมงกุฎ ได้ให้บัณทิตสวมมงกุฎในพิธีซ้อมรับปริญญา โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กท่านหนึ่งได้โพสต์ภาพบัณฑิตจำนวนมาก สวมมงกุฎภายใต้ชุดครุยรับปริญญา พร้อมข้อความว่า "เพื่อนอาจารย์(ระดับคณบดี) ส่งภาพมาให้ครับ เทรนด์ใหม่ในการรับปริญญา รับกันไปที่สวนอัมพร เห็นแล้วอึ้ง...ยังกะนางงามรับมง(กุฏ) เสียดาย...ขาดสายสะพาย" หลังจากที่ภาพดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่าอาจจะไม่เหมาะสม เพราะไม่ควรสวมอะไรเหนือชุดรับปริญญา ขณะที่บางส่วนก็แสดงความเห็นว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์และคิดนอกกรอบ ต่อมาได้มีผู้เข้ามาชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวเป็นวันซ้อมย่อย เพื่อให้บัณทิตถ่ายรูปออกมาสวยๆ แต่วันจริงจะไม่มีการสวมมงกุฎ เพราะเป็นการรับพระราชทานปริญญาบัตร ภาพจาก ษัฑวัฒก์ จิตราภิรมย์ , Bulim Natthawoot Nindee MThai News

เปิดกิจการในมือ
บิ๊กซี /  เจริญ สิริวัฒนภักดี / 

เปิดชื่อกิจการในการดูแลของ "เจ้าสัวเจริญ" เจริญ สิริวัฒนภักดี ชายผู้ได้ฉายาเจ้าพ่อน้ำเมา-ราชาเทกโอเวอร์เมืองไทย หลังปิดดีลสนั่นตลาดหุ้นคว้าบิ๊กซีมาครอบครองสำเร็จ จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ อย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจไทยตลอดทั้งวันของวันนี้ (8 ก.พ. 59) ภายหลัง นาย เจริญ สิริวัฒนภักดี หรือที่รู้จักกันในนาม "เจ้าสัวเจริญ" เจ้าของอาณาจักรทีซีซี คอร์ปอเรชั่น และไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้บรรลุข้อตกลง ทำสัญญาเทกโอเวอร์ห้างสรรพสินค้าดังอย่างบิ๊กซี จากบริษัทฝรั่งเศสภายใต้ชื่อ "คาสิโนกรุ๊ป" ด้วยมูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาทสำเร็จ ซึ่งจากดีลดังกล่าวก็ทำให้ฉายา "ราชาเทกโอเวอร์ของเมืองไทย" ชัดเจนเป็นตัวตนของ "เจ้าสัวเจริญ" มากยิ่งขึ้น "เจ้าสัวเจริญ" มีชื่อ-นามสกุลว่า "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ชื่อจีน “โซวเคียกเม้ง” เกิดและเติบโตในย่านธุรกิจทรงวาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไชน่าทาวน์  โดยในช่วงวัยเด็ก "เจ้าสัวเจริญ" จะทำการค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ ควบคู่ไปกับการเรียนด้วย เมื่อเขา 11 ปี ได้รับจ้างเข็นรถส่งสินค้า ย่านสำเพ็ง ทรงวาด จากนั้นก็ขยับเป็นพ่อค้าหาบของขาย ปี 2504 ได้เป็นลูกจ้างของชาวจีนที่อพยพมาอยู่เมืองไทยคนหนึ่ง ในบริษัทย่งฮะเส็ง และห้างหุ้นส่วนจำกัด แพนอินเตอร์ ที่จัดส่งสินค้าให้โรงงานสุราบางยี่ขั้น และเพียงปีเดียวเขาได้เป็น ”ซัพพลายเออร์” ให้โรงงานสุราบางยี่ขันเอง นำมาสู่การรู้จักกับนายจุล กาญจนลักษณ์” ผู้เชี่ยวชาญการปรุงรสสุรา โดยเฉพาะสูตร ”แม่โขง” และคุ้นเคยกับเจ้าสัว เถลิง เหล่าจินดา” ผู้มีอำนาจในการจัดซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างของโรงงาน โซเคียกเม้ง” กลายเป็นขุนพลคู่ใจของเจ้าสัวเถลิงในเวลาไม่นาน เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ กลยุทธ์ แลเคล็ดลับในการทำธุรกิจสุราจึงเป็นของเขาในที่สุด เมื่ออยู่ในวงการของเจ้าสัวแล้ว จึงได้มีโอกาสพบกับ "วรรณา แซ่จิว" หรือปัจจุบันคือ "คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี" (ภรรยาของเจ้าสัวเจริญ) บุตรสาวของเจ้าสัวกึ้งจู แซ่จิว ปี 2518 บริษัทธารน้ำทิพย์ ผู้ผลิต "ธาราวิสกี้" ของ "พงส์ สารสิน" และ "ประสิทธิ์ ณรงค์เดช" ประสบภาวะขาดทุนและประกาศขาย กลุ่มเจ้าสัวเถลิงและ "เจริญ" จึงเข้าซื้อกิจการ ซึ่งก็คือบริษัทแสงโสมในปัจจุบัน ปี 2529 "เจริญ" ที่ได้กลายเป็น "เจ้าสัว" ไปแล้ว ได้เข้าสู่ธุรกิจธนาคาร และการเงิน ด้วยความช่วยเหลือของ "พ่อตา" เข้าไปซื้อหุ้นในธนาคารมหานคร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ ซื้อหุ้นในบริษัทอาคเนย์ประกันภัย และอีกหลายกิจการ ปี 2537 ซื้อกิจการกลุ่มโรงแรมอิมพีเรียล ที่มีโรงแรมในเครือจำนวนมากจากนายอากร ฮุนตระกูล และจากนั้น "เจ้าสัวเจริญ" ก็ขยายธุรกิจอย่างไม่เคยหยุดยั้ง จนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยมีทายาท 5 คน พร้อมสานต่อ คือ อาทินันท์ วัลลภา ฐาปน ฐาปนี และปณต ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่เป็นเลื่องลือของ "เจ้าสัวเจริญ" คือ การซุ่มซ่อนยาวนาน สะสมทุน รอคอยโอกาส ที่สำคัญ "คุณธรรมน้ำมิตร" ที่ว่า "บุญคุณต้องทดแทน" ทำให้เส้นทางของ "เจ้าสัวเจริญ" ยังมีโอกาสอีกยาวไกล ทั้งนี้นอกจากการรวมกิจการต่างๆ ข้างต้นแล้ว "เจ้าสัวเจริญ" ก็ได้เทกโอเวอร์กิจการต่างๆ เรื่อยมาตลอดการทำธุรกิจ ซึ่งที่ฮือฮาและถูกพูดถึงมากที่สุดไม่แพ้ดีลบิ๊กซีที่ปิดไปวานนี้ (7 ก.พ. 59) นั้น ก็คือการเทกโอเวอร์ โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) ของ ตัน ภาสกรนที ปี 2549, หุ้นยูนิเวนเจอร์ (UV) ปี 2550, ตึกเนชั่น เมื่อปี 2551, และบริษัทเสริมสุข ปี 2553 เป็นต้น ส่วนผลิตภัณฑ์ภายใต้กิจการของ "เจ้าสัวเจริญ" ที่พบเห็นกันบ่อยเป็นประจำประกอบด้วย โออิชิ (ทั้งร้านอาหาร และเครื่องดื่ม), เบียร์ช้าง , สุราแสงโสม, Blend285, แรงเยอร์, est, รวมถึงแลนด์มาร์คดังริมเจ้าพระยาอย่างเอเชียทีค ล้วนแล้วเป็นของชายที่ชื่อว่า "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ทั้งสิ้น ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก wikipedia ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5
กำไลมาศ /  ประวัติศาสตร์ไทย / 

ตอนนี้ละครเรื่อง "กำไลมาศ" กำลังเข้มข้นสนุกเลยทีเดียว ซึ่งละครเรื่องนี้สร้างมาจากนิยายของพงศกร นักเขียนนิยายชื่อดัง และเพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่า? "กำไลมาศ" คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ สมัยรัชกาลที่ 5 กำไลชิ้นนี้เป็นของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เจ้าจอมพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงโปรดและรักมาก และเป็นเจ้าจอมคนสุดท้ายของราชวงศ์จักรีที่ยังดำรงชีพและถึงแก่อนิจกรรมในรัชกาลปัจจุบัน ไปติดตามตำนานความรักอันแสนเศร้านี้พร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นจริงของ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาท่านขึ้นเป็นเจ้าจอมพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นคนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดและรักมาก นั่นทำให้ท่านเป็นที่ริษยาของเจ้าจอมคนอื่นๆ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2433 เป็นธิดาในหม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ กับหม่อมช้อย ลดาวัลย์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม นครานนท์) เมื่ออายุได้ 11 ปี ได้เข้าถวายตัวเป็นข้าหลวง เมื่อท่านมีอายุได้ 11 ปี หม่อมยายได้พาท่านไปถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนักพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งพระองค์ได้ทรงอบรมเลี้ยงดูหม่อมราชวงศ์สดับในฐานะพระญาติ และยังโปรดให้เรียนหนังสือทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ รวมทั้งหัดงานฝีมือ ตลอดจนการอาหารคาวหวานจนเชี่ยวชาญ นอกจากความอัจฉริยภาพและความงามแล้ว เสียงอันไพเราะของท่าน ยังเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นอีกด้วย เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 หม่อมราชวงศ์สดับได้เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันนี้ท่านได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กำไลมาศ เป็นกำไลทองคำแท้จากบางสะพาน หนักสี่บาท ทำเป็นรูปตาปูโบราณสองดอกไขว้กัน ปลายตาปูเป็นดอกเดียวกัน ถ้ามองตรงๆ เป็นอักษร S (มาจากชื่อย่อของเจ้าจอมสดับ) หากพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อยมองอีกด้านหนึ่งจะกลับเป็นอักษร C (จุฬาลงกรณ์) สิ่งที่ทำให้กำไลทองวงนี้มีชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องประดับสูงค่าของรัตนโกสินทร์ไม่ใช่ราคา หรือการออกแบบ แต่เป็นตัวอักษรซึ่งเป็นบทกลอนพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสลักไว้บริเวณด้านบนของกำไลว่า กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย ตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย คราวที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้บันทึกไว้ว่า "ในวันเฉลิมพระที่นั่งนี้ทรงพระมหากรุณาสวมกำไลทองรูปตาปูพระราชทานข้าพเจ้า ทรงสวมโดยไม่มีเครื่องมือ บีบด้วยพระหัตถ์ รุ่งขึ้นจึงต้องรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์พาช่างทองแกรเลิตฝรั่งชาติเยอรมันนำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย" วันที่สุขที่สุด! วันที่ท่านได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" ถือว่าเป็นวันที่ท่านมีความสุขมากที่สุด และทั้งตลอดชีวิตของท่าน เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับมิได้ถอดออกจากข้อมือเลย จวบจนชีวิตท่านหาไม่แล้ว หม่อมหลวงพูนแสง สูตะบุตร ผู้เป็นหลานสาวจึงเป็นผู้ที่ถอดออกให้ และได้ถวาย "กำไลมาศ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในงานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับนั้นเอง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เก็บไว้ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ สถานที่ที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้เคยถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ได้รับพระราชทานเครื่องยศ ประกอบด้วย หีบหมากทองคำลงยาราชาวดี พานทอง เป็นพานหมากมีเครื่องในทองคำกับกระโถนทองคำ และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้าฝ่ายใน ซึ่งเป็นเครื่องยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นพระสนมเอก ท่านจึงเป็น พระสนมเอก ท่านสุดท้ายในรัชกาล วันที่ทุกข์ที่สุด!  วันที่หม่อมราชวงศ์ได้เล่าว่าเป็นวันที่ทุกข์ที่สุดก็คือ วันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2450 เนื่องจากก่อนรัชกาลที่ 5 จะเสด็จพระราชดำเนินนั้น มีพระราชดำริที่จะให้เจ้าจอมสดับตามเสด็จไปยุโรปด้วย ในฐานะข้าหลวงในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตตินารี ถึงกับสอนภาษาอังกฤษพระราชทานเองก่อนเสวยพระกระยาหารทุกคืน แต่มีเหตุขัดข้อง จึงมิอาจเป็นไปตามพระราชดำรินั้นได้ แม้กระนั้น พระองค์ก็มิได้ทรงเพิกเฉย เมื่อเสด็จออกนอกอ่าวไทยจนไปถึงในหลายๆ ประเทศ ทรงมีพระราชนิพนธ์กลอนด้วยลายพระหัตถ์รำพึงถึงความในพระราชหฤทัยมาถึงเจ้าจอมสดับทุกสัปดาห์ เมื่อได้รับลายพระราชหัตถเลขาแล้ว ท่านก็แสดงอาการดีใจออกมาทุกครั้ง แต่อาการนั้นทำให้เกิดความรู้สึกริษยาจากคนรอบข้างโดยที่ท่านไม่รู้ตัว ทำให้พระวิมาดาเธอฯ ในฐานะผู้ปกครองจึงทรงต้องเข้มงวดกวดขันกิริยาอาการ ตลอดไปถึงข้อความในจดหมาย ด้วยเกรงว่าจะเขียนกราบทูลในเรื่องไม่สมควรไป ความรัก บ่อเกิดแห่งความริษยา ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับถึงพระนคร ก็ทรงซื้อเครื่องเพชรมาพระราชทาน โปรดให้แต่งเครื่องเพชรแล้วให้ช่างถ่ายรูปชาวต่างชาติมาถ่ายรูป โดยทรงพระกรุณาจัดท่าพระราชทาน และโปรดพระราชทานตู้ที่ระลึก ยังทรงจัดของตั้งแต่งในตู้นั้นอีกด้วย อีกทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาท่านขึ้นเป็นพระสนมเอก อันเป็นตำแหน่งที่แม้เจ้าจอมมารดาบางท่านรับราชการมาช้านานยังไม่ได้รับพระราชทาน แต่ท่านซึ่งเป็นเพียงเด็กสาวรุ่น และเพิ่งเข้ามารับราชการไม่นานนักกลับได้รับพระเมตตาไว้ในตำแหน่งที่สูงถึงเพียงนี้ ยิ่งก่อให้เกิดความริษยาจากคนรอบข้าง ด้วยวัยเพียง 17 ปี ท่านจึงได้เล่าถึงความรู้สึกครั้งนั้นว่า "เหลียวไปพบแต่ศัตรู คุณจอมนั้นส่อเสียดว่าอย่างนั้น คุณจอมนี้ว่าอย่างนี้ ตรองดูทีหรือข้าพเจ้าจะย่อยยับแค่ไหน" ด้วยความอายุยังน้อย ขาดความยั้งคิด ท่านจึงตัดสินใจทำลายชีวิตตนเองด้วยการดื่ม น้ำยาล้างรูป! แต่ว่าแพทย์ประจำพระองค์ช่วยชีวิตไว้ทัน เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ คนสุดท้ายที่ได้ร้องเพลง 'นางร้องไห้' ครั้นเมื่อท่านมีอายุได้ 20 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ท่านมีความทุกข์ และเศร้าโศกอย่างยิ่ง และนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าจอมสดับได้มีโอกาสสนองพระเดชพระคุณคือ การเป็นต้นเสียงนางร้องไห้ หน้าพระบรมศพ ท่านได้กล่าวไว้ว่า "ใจคิดจะเสียสละได้ทุกอย่าง จะอวัยวะหรือเลือดเนื้อ หรือชีวิตถ้าเสด็จกลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นใจที่คิดแน่วแน่ว่าตายแทนได้ไม่ใช่แค่พูดเพราะๆ คุณจอมเชื้อเอาผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาให้ข้าพเจ้า บอกว่าท่านได้ประทานไว้ซับพระบาท ข้าพเจ้าจึงเอาผ้าที่ซับพระบาทนั้นแล้วพันมวยผมไว้ แล้วก็นั่งร้องไห้กันต่อไปอีก ..." 'ความรักยิ่งใหญ่กว่าสิ่งอื่นใด' ในปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตนั้น เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับมีอายุเพียง 20 ปี ทำให้ท่านเป็นที่จับตามองจากคนรอบข้างว่าจะสามารถครองตัวครองใจเป็นหม้ายได้ต่อไปตลอดหรือไม่ แต่นับตั้งแต่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ท่านยังจงรักภักดีครองตัวรักษาพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงสถานะพระสนมเอกอย่างงดงาม เจ้าจอมท่านยังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณลูบคลำกำไลทองแห่งความรักที่สวมใส่ไม่เคยถอดวาง ตามคำกลอน พระราชนิพนธ์ที่พระราชทานกำชับไว้ตราบจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต หลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านได้ถวายคืนเครื่องเพชรทั้งหลายที่ได้รับพระราชทานมาแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จนหมดสิ้น เหลือเพียงกำไลมาศซึ่งเจ้าจอมสดับได้สวมติดข้อมือตั้งแต่วันแรกที่ทรงสวม สมเด็จฯ ก็ได้ทรงรับไว้แล้วโปรดเกล้าฯ ให้นำไปขายที่ยุโรป แล้วนำเงินมาสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทั้งสิ้น นอกจากนั้นท่านยังหันไปยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอีกด้วย ท่านเจ้าจอมในวัยชรา จนเมื่อท่านเจ้าจอมนั้นมีวัยชราแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้ท่านกลับเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ในช่วงเวลานี้นี่เอง ที่ท่านได้มีโอกาสทำคุณประโยชน์อีกครั้ง โดยการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ชนรุ่นหลัง เช่น วิธีถักตาชุนหรือ ถักสไบ ที่เรียกกันว่า กรองทอง วิธีทำน้ำอบ น้ำปรุง ยาดมส้มโอมือ ฯลฯ ตลอดจนถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆในพระราชสำนักเมื่อครั้งกระนั้น ให้ชนรุ่นหลังได้ฟังและจดบันทึกไว้ นับเป็นประโยชน์มาก เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2526 สิริรวมอายุได้ 93 ปี ขอบคุณข้อมูล th.wikipedia.org, www.bloggang.com ขอบคุณรูปภาพประกอบ topicstock.pantip.com

เทคนิค การเลือกชุดสูทให้พอดีตัว ไม่ต้องตามแฟชั่นแต่หล่อเว่อวัง!!
ชุดสูท /  เสื้อสูท. เทคนิคการเลือกสูท

สำหรับหนุ่มเซอร์ที่ใส่ยีนส์เป็นชีวิตประจำวันนั้น ในหลายๆ ครั้งที่ต้องออกงานหรูซึ่งต้องใส่สูทและมันมักจะออกมาดูไม่ดีเลย วันนี้ Men.MThai จะพาไปดู เทคนิคในการเลือกชุดสูทแบบง่ายๆ พร้อมทั้งสแล็คที่เข้าชุดกันแบบไม่ยุ่งยาก และออกมาดูดีเลยทีเดียว ซึ่งสไตล์ของสูทนั้นก็สำคัญ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรานั้นก็แค่ใช้เทคนิคง่ายๆ โดยการเน้นให้มันพอดีกับตัวเราไว้ก่อนครับ เพราะสูทสมัยนี้นั้นจะทำออกมาตามแฟชั่นที่มีลักษณะเข้ารูป แต่ถ้ามันเล็กไปนั้นก็จะทำให้ดูน่าเกลียดเหมือนใส่เสื้อเด็กอะไรประมาณนั้น และถ้ามันใหญ่เกินไปก็จะดูเหมือนเราเป็นเด็กที่ใส่เสื้อผู้ใหญ่ รวมไปถึงการเลือกกางเกงด้วยนะครับ เข้ารูปก็ดูสวยดีแต่ถ้าเล็กไปมันจะถ้าให้ช่วงเป้าและบริเวณก้นของเราออกมาน่าเกลียดมาก และถ้ามันใหญ่เกินไปก็จะแลดูไม่ดีเท่าไร เอ้า... แล้วความพอดีมันอยู่ที่ไหน!? งั้นลองไปดูเทคนิคง่ายๆ ในความพอดีที่จะทำให้เราใส่สูทออกงานแล้วดูหล่อเนียบกันเลยดีกว่า รับรองว่าถ้าเลิอกได้ตามนี้ไม่ต้องแฟชั่นจ้า ก็ออกมาดูดีลุยได้ทุกงานแน่นอนครับ ที่มา http://alldaychic.com/real-men-real-style-guide-to-fit/

กระจกเงา แฉ ขอทานใช้เด็กบังหน้า 4วัน ได้เงิน3พันกว่าบาท
10 หมวดธุรกิจ /  JAS ผู้ชนะการประมูล 4G / 

กระจกเงา แฉ ขอทานใช้เด็กบังหน้า 4 วัน ได้เงิน 3 พันกว่าบาท แฟนเพจ โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ได้โพสต์ข้อความเผยว่า ทางโครงการฯ ได้ดำเนินการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบตามที่พลเมืองดีแจ้งเบาะแสมาเรียบร้อยแล้วครับ โดยพบผู้หญิงอายุ 55 ปี มาขอทานกับเด็กชายอายุ 9 ปี จึงได้ประสานไปยัง สน.ตลิ่งชัน ให้มาทำการช่วยเหลือ เบื้องต้นพบว่าผู้หญิงและเด็กเป็นชาวกัมพูชา อ้างว่ามีความสัมพันธ์เป็นยาย - หลานกัน มีที่พักอยู่ย่านอ้อมน้อย เพิ่งมาทำการขอทานได้เพียง 4 วันเท่านั้น ทาง สน.ตลิ่งชัน จึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนนำส่งทั้งหมดไปยังศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขอทานและคนไร้ที่พึ่ง (ศปข.) เพื่อทำประวัติและส่งเข้ารับการคุ้มครองในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งฯ เป็นการชั่วคราว โดยลำดับต่อไปจะมีการสืบข้อมูลเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างเด็กกับผู้ที่พาเด็กมาขอทานต่อไป "จากการตรวจค้นทรัพย์สินของขอทานและพบเงินสด จำนวน 3,310 บาท พร้อมกับโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องเธอบอกกับเราว่า เพิ่งมาขอทานได้ 4 วัน การพาเด็กมาขอทานสามารถสร้างรายได้ต่อเดือน / ต่อปี ให้กับขบวนการค้ามนุษย์มากเท่าไหร่ก็ลองคิดจากกรณีนี้ดูครับ คำตอบที่ท่านได้อาจทำให้ท่านเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่า ทำไมเราจึงนิยามการนำเด็กมาขอทานว่าเป็น "ธุรกิจบาป" และถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกคนในสังคมจะร่วมกันหยุดให้เงินกับเด็กขอทานอย่างจริงจัง" ที่มา แฟนเพจ โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

DSI ชี้อาจมีผู้อยู่เบื้องหลัง เหตุผู้ค้าเขมรทำร้ายและทุบรถ จนท.
DSI /  ดีเอสไอ / 

DSI  ตั้งข้อสังเกต เหตุกลุ่มผู้ค้าชาวเขมรเข้าทำร้ายร่างกายและทุบรถเจ้าหน้าที่ ขณะบุกจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ อาจมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง  คืบหน้ากรณีกลุ่มผู้ค้าชาวเขมรกว่า 500 คน ในตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เข้าทำร้ายและทุบรถของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยสามารถจับกุมชาวเขมรได้ 2 ราย เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ล่าสุดศาลสั่งจำคุก 3 เดือน ทั้งนี้ทางดีเอสไอได้ตั้งข้อสังเกตของการเข้าปิดล้อมของมวลชนต่างชาติในครั้งนี้ที่กระทำโดยรวดเร็ว มีแกนนำ เป็นขั้นเป็นตอน จึงอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังมวลชนซึ่งอาจเป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากขบวนการค้าสิ่งของละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และอาจเป็นความผิดอาญาเรื่องฟอกเงิน ซึ่งดีเอสไอจะได้สืบสวนขยายผลต่อไป ขณะที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ตลาดโรงเกลือเป็นพื้นที่สีแดง เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แหล่งใหญ่ และกำหนดสระแก้วโมเดลมาเป็นปี แต่กลับไม่มีผลปฏิบัติการ ทำให้มีปัญหาร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ยืนยันว่ามีการแจ้งตำรวจพื้นที่ก่อนแล้ว และเข้าปฏิบัติการพร้อมผู้เสียหาย ทั้งตัวแทนสถานทูตฝรั่งเศส และตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้า น้ำหอมฝรั่งเศส ทางด้าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า โรงเกลือเป็นแหล่งขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ขนาดใหญ่ ไม่เชื่อว่าข้าราชการปกครอง ข้าราชการศุลกากร ข้าราชการทหาร ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจะไม่รู้ ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องตอบโจทย์สังคมเองให้ได้ จะปฏิเสธความไม่รับรู้ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องปัญหาสังคม การใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย คือสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องดูแล เพราะดีเอสไอเป็นคนนอกพื้นที่ ขอบคุณข้อมูล จส.100 _________________________________________________________________________________________________ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงชี้แจงเหตุกลุ่มผู้ค้าชาวเขมรในตลาดโรงเกลือเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ ขณะบุกจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยืนยันมีหลักฐานชัดเจน ล่าสุดควบคุมตัวได้แล้ว 2 ราย จากกรณีเกิดเหตุมวลชนแรงงานต่างชาติประมาณ 400 คน เข้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่ตรวจค้นจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บริเวณตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว เมื่อวานนี้ (3 ก.พ.) ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้แถลงข้อเท็จจริงให้สาธารณชนในการปฏิบัติงาน สืบเนื่องจากเรื่องนี้ทางดีเอสไอได้รับการร้องขอจากสถานเอกอัครราชฑูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย มาตั้งแต่ประมาณเดือน ก.ย. 58 โดยขอให้ปราบปรามจับกุมผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทน้ำหอมซึ่งมีจำนวนมากบริเวณตลาดโรงเกลือ อธิบดีฯจึงได้อนุมัติให้ทำการสืบสวน เป็นสำนวนสืบสวนที่ 141/2558 โดยผู้สืบสวนได้ ทำการสืบสวนเรื่องนี้มาโดยตลอด จนพบว่ามีมูลความผิด มีของละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก ทำเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และเป็นเรื่องที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นแหล่งจำหน่ายของละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแหล่งใหญ่ และน่าจะเป็นเครือข่าย ซึ่งก่อนเกิดเหตุ วันที่ 2 ก.พ.59 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำพยานหลักฐานขอหมายค้นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำนวน 3 จุด ซึ่งศาลได้ตรวจพยานหลักฐานและอนุมัติหมายค้นให้ตามขอ โดยขอเข้าตรวจค้นในวันที่ 3 ก.พ. 59 เวลา 10.00 น โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักปฏิบัติการพิเศษ ประมาณ 50 คน และตัวแทนผู้เสียหาย ได้เข้าตรวจค้นตามหมายทั้งสามจุด เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและแสดงหมายค้นให้เจ้าของสถานที่ทราบ ซึ่งจากการตรวจค้นทั้งสามจุดพบของกลางเป็นน้ำหอมยี่ห้อต่างๆรวมแล้วมากกว่า 20,000 ขวด และมีการควบคุมผู้ครอบครองไว้เพื่อบันทึกจับกุม ระหว่างนั้นเริ่มมีกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาเข้ามาล้อมส่งเสียงข่มขู่เจ้าหน้าที่และเริ่มขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทะยอยขนของกลางขึ้นใส่รถทึ่เตรียมไปด้วย กลุ่มมวลชนซึ่งมีแกนนำก็เข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ มีการขว้างก้อนอิฐ ก้อนหินใส่รถเจ้าหน้าที่จนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ทางราชการเสียหาย นอกจากนี้กลุ่มมวลชนยังได้ลงมือชิงตัวผู้ต้องหาและของกลางที่เจ้าหน้าที่ขนขึ้นรถออกมาบางส่วน เมื่อสถานการณ์บานปลาย จึงมีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมา ระงับเหตุ และได้ถอนกำลังออกมา ในเวลาประมาณ 10.30 น. ทั้งนี้ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนที่ก่อเหตุไปที่ สภ.คลองลึก 2 คน ตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ทำร้ายทรัพย์สินของทางราชการและขัดขวางการทำหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ทั้งสองคน ให้การว่า ไม่ทราบว่า เป็นเจ้าหน้าที่เพราะปกติมีคนมาแอบอ้างขอเก็บเงินจนกลุ่มผู้ค้าแทบจะอยู่ไม่ได้เพราะการค้าขายไม่ดี _________________________________________________________________________________________________ เกิดเหตุกลุ่มผู้ค้าชาวเขมรในตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ กว่า 500 คน ทำร้ายเจ้าหน้าที่ DSI และทุบรถ หลังไม่พอใจที่เข้ายึดสินค้าลิขสิทธิ์ วันนี้ 3 ก.พ. ตำรวจ สภ.คลองลึก อ.อรัญประเทศ รับแจ้งจากกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่าถูกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดโรงเกลือ เข้าทำร้ายและทุบรถจนเสียหาย เมื่อถึงที่เกิดเหตุชาวกัมพูชากว่า 500 คนล้อมรถอีซุซุ มิวเซเว่น ทะเบียน ฎห–3816 กทม  จึงรีบประสานฝ่ายทหารจากมณฑลทหารบกที่ 19 ส่งกำลังทหารเข้ามาช่วยระงับเหตุ เพราะกลัวเรื่องบานปลาย เหตุการณ์รวมตัวปิดล้อม รุมทำร้าย::--> เหตุการณ์รวมตัวปิดล้อม-รุมเจ้าหน้าที่ตรวจจับลิขสิทธิ์ ที่–#ตลาดโรงเกลือ (3/259) <--::[@ยัยน้ำ ดื้อตาใส ]_ได้โพสต์ไว้ว่า: ข่าวด่วน!! วันนี้ 3 ก.พ. 59 เกิดเหตุวุ่นวายเมื่อตัวแทนลิขสิทธิ์ เมื่อเข้าตรวจจับสินค้าลิขสิทธิ์ที่ ตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ สระแก้ว ทำให้ตัวแทนลิขสิทธิ์เกือบถูกชาวเขมรรุมประชาทัณฑ์โปรดใช้วิจารณญาณ ~CREDIT: *************************ขอบคุณคลิปแนะนำจาก––@ยัยน้ำ ดื้อตาใส Posted by YouLike (คลิปเด็ด) on 2 กุมภาพันธ์ 2016 จากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้าที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า กลุ่มชายดังกล่าวอ้างว่าเป็นดีเอสไอได้เข้ามายึดเอาข้าวของภายในร้านของชาวกัมพูชาขึ้นรถ 6 ล้อไปจำนวนมาก ทำให้ชาวกัมพูชาโกรธแค้นฮือกันเข้ารุมประชาทัณฑ์กลุ่มชายดังกล่าว จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ สภ.คลองลึก เบื้องต้นทราบว่าสาเหตุที่ทำให้พ่อค้าชาวกัมพูชาเดือดและโกรธแค้น เนื่องมาจากปัจจุบันตลาดโรงเกลือ เศรษฐกิจซบเซาจนจะกลายเป็นตลาดร้างอยู่แล้ว ทั้งนี้มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอรัญประเทศ รวม 6 คน ประกอบด้วย พ.ต.ต.สนทวีย์ จัยสิน อายุ 42 ปี ร.ต.ท. โสรัจ กลิ่นภิรมย์ อายุ 39 ปี นายกิตติคม คงสมโภชย์ อายุ 45 ปี นายกอบคุณ กลิ่นภิรมย์ 39 ปี น.ส.ณัฐกานต์ พงษ์พิริยะ อายุ 37 ปี และ น.ส.พรทิพย์ เชาววนิชย์ อายุ 49 ปี แพทย์ได้ทำบาดแผลให้และให้กับไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ พล.ต.สุริยา ปาวรีย์ ผู้บัญชาการมณฑล ทหารบกที่ 19 ได้เรียกเข้าพบที่ค่ายทหารแล้ว ขอบคุณข้อมูล ข่าวสด / คลิปจาก YouLike ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

แชร์ว่อน!! ข้อสอบเข้าป.1 สุดหิน -  O-Net59 มึน-งง ไม่เข้าใจ
o-net /  กระทรวงศึกษาธิการ / 

ชาวเน็ตจี้กระทรวงศึกษาแก้ไขปัญหาด่วน หลังพบ ข้อสอบเข้าป.1 สุดหิน ข้อสอบO-Net 59 มึน-งง ไม่เข้าใจ หวังให้การศึกษาไทยทัดเทียมอารยะประเทศรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะมากกว่าการท่องจำ นับว่าเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงเสมอมา สำหรับการออกข้อสอบโอเน็ตประจำปี ซึ่งในปีนี้ก็เช่นกันมีคำถามในข้อสอบโอเน็ตจำนวนมากที่กำกวมยากเกินจะตอบคำถามให้ถุกต้องได้ โดยข้อสอบโอเน็ตที่ถูกแชร์อยู่ในโลกออนไลน์ในขณะนี้มีด้วยกัน 10 ข้อ เป็นการรวบรวมข้อสอบโอเน็ตตั้งแต่ปี 2555, 2557, 2558 และ 2559 ประกอบด้วย 1. ข้อใดไม่ใช้กฎหมายไทย 1.ทำผิดบนเครื่องบินสิงคโปร์ จอดอยู่สุวรรณภูมิ 2.ทำผิดบนการบินไทย ตอนบินอยู่น่านฟ้าเวียดนาม 3.ทำผิดบนเรือไทย ตอนอยู่น่านนำสากล 4.ทำผิดบนการบินไทย ตอนจอดอยู่ฮ่องกง 5.คนไทยหมิ่นประมาทคนไทยที่ญี่ปุ่น 2.ความสูง 600 เมตรมีอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ความสูงเพิ่ม อุณหภูมิลดลงเฉลี่ย 1000 เมตรต่อ 6.4 องศาเซลเซียส สูง 8848 อุณหภูมิเท่าใด 1. -62.7 2.-52.7 3.-42.7 4.-32.7 5.-22.7 3.ข้อใดปฏิบัติตนตามแนวทาง "นางจุฬสุภัททา" 1.ไหว้พระก่อนนอน 2.ไหว้พ่อแม่ก่อนออกจากบ้าน 3.ทบทวนบทเรียนที่อาจารย์สอน 4.ใช้ชีวิตไม่ประมาท 5.ทำบุญตักบาตรทุกเช้า 4.ข้อคิดใดที่ได้จากการศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ 1.น้ำขึ้นให้รีบตัก 2.สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง 3.ทุกสิ่งดำรงอยู่และดับไป 4.รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา 5.เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว 5.ถ้าพบรอยพญานาค และต้องการพิสูจน์ ไม่ควรทำขั้นตอนใดต่อไปนี้ 1.หาข้อมูลเกี่ยวกับพญานาค 2.สอบถามชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง 3.หาอุปกรณ์มาเทียบให้เหมือนรอย 4.สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 5.จุดธูปเข้าทรงถามเจ้าที่ 6.อาหารชนิดใดมีผลต่อการอนุรักษ์สัตว์หายาก 1.หูฉลามน้ำแดง 2.รังนก 3.ไส้กรอกอีสาน 4.ซุปเขากวางอ่อน 5.ขาแพะตุ๋น 7.ข้อใดเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางเพศมากที่สุด ? 1.นั่งรถไฟไปเที่ยวต่างจังหวัดกับกลุ่มเพื่อนต่างเพศ 2.ทบทวนบทเรียนให้รุ่นน้องต่างเพศที่บ้านตามลำพัง 3.เล่นอินเตอร์เน็ตกับเพื่อนที่บ้านจนดึก 4.ไปชมภาพยนตร์กับเพื่อนต่างเพศโดยไม่บอกผู้ปกครอง 5.เลือกเข้าชมรมกิจกรรมที่มีเพื่อนต่างเพศอยู่มาก 8.เป็นแฟนกันต้องแสดงออกอย่างไรให้ถูกประเพณีไทย ? 1.เดินโอบไหล่ซื้อของ 2.ชวนไปทานข้าวดูหนัง 3.นอนหนุนตักในที่สาธารณะ 4.ชวนกันไปทะเลค้างคืน 5.ป้อนข้าวกันในร้านอาหาร 9.อาการ'ลักเพศ'จะมีพฤติกรรมที่แสดงออกมาอย่างไร ? 1.สะสมชุดชั้นในเพศตรงข้าม 2.แต่งกายเลียนแบบเพศตรงข้าม 3.รักกับเพศเดียวกัน 4.โชว์อวัยวะเพศ 5.แอบดูเพื่อนต่างเพศในห้องน้ำ และ 10.ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง"ชีวิตลูกทะเล" เอกและประทุม ยืนอยู่นอกบ้าน ทั้งคู่รู้ว่าอีกไม่นานจะมีพายุ แต่เอกต้องออกทะเล เขาทั้งคู่อาจต้องจากกันระยะหนึ่งถามว่าประทุมควรแต่งกายอย่างไร ? 1.ชุดเดรสสีขาว ผูกผ้าพันคอหลวม ๆ 2.นุ่งผ้าถุง และเสื้อปล่อยชาย 3.ใส่ชุดนอนผ้าซาติน ขายาว 4.กางเกงขาสั้น เสื้อคอกลมสวมหมวก 5.เสื้อรัดรูปบาง ๆ กางเกงยีนส์ขาเดฟ ทั้งนี้นอกจากข้อสอบโอเน็ตในแต่ละปีที่ยากแล้ว คนในโลกออนไลน์ก็ยังได้แชร์ภาพข้อสอบเข้าป.1 ของเด็กอนุบาลที่ยากกว่าที่เด็กตัวเล้กๆ จะเข้าใจได้  โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Wiriyah Eduzones ได้เผยภาพข้อสอบเตรียมเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของเด็กอนุบาล พร้อมเขียนข้อความกำกับไว้ว่า "เรื่องท่องจำ" ไม่มีเด็กชาติไหนจะสู้เด็กไทยได้แล้ว จึงไม่แปลกใจที่คุณภาพการศึกษาของเราเป็นแบบนี้ เพราะเล่นท่องจำตั้งแต่ชั้นอนุบาลยันเรียนปริญญา ซึ่งเมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นมากมาย โดยส่วนใหญ่เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามาปรับปรุงแก้ไขเรื่องนี้เป็นการด่วน! เพื่อเด็กไทยจะได้พัฒนาในเรื่องการศึกษา รู้จักคิด และวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หากจะคิดข้อสอบก็ควรเป็นเรื่องที่เด็กเข้าใจและมีผลกระทบในชีวิตประจำวัน ขอบคุณข้อมูลจาก minimore.com ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

อยากอยู่ในสภาวะ #ทิ้งตัว เมื่อเจอ 29 ร้านบรรยากาศโรแมนติกรับวาเลนไทน์
Rooftop /  valentine / 

อยากโดนเป็นเจ้าของ อยากมีคนจับจอง.....วันวาเลนไทน์ใก้ลเข้ามาแล้ว เตรียมเล็งร้านอาหาร บรรยากาศเริ่ดไว้หรือยัง ช่อดอกไม้ก็ต้องมี ร้านบรรยากาศดีก็ต้องมานะจ๊ะ 1.ร้าน Chocolate Ville  “ช็อกโกแลต วิลล์” สำหรับเทศกาลวาเลนไทน์ เราขอยกให้ร้านนี้เป็นร้านแรกที่เพื่อนๆจะนึกถึงเนื่องจากบรรยายกาศสวยงามสไตล์ยุโรป เตรียมช่อดอกไม้สวยๆ และบอกแฟนของคุณเตรียมแต่งตัวให้พร้อม รับรองเซอร์ไพรส์แน่นอนกับช็อกโกแลตวิลเลจแห่งนี้ เหมาะกับวัยรุ่นอย่างเราหรือวัยกำลังตกหลุมรัก หวานโดนใจเอ็มไทยขอรับประกัน ที่ตั้ง : เกษตรนวมินทร์ 74 – ร่มเกล้า – รามอินทรา เวลา:  เปิด 16.00 – 24.00 น. (ช่วงเวลา 15.30 น.สามารถเข้าไปถ่ายรูปเล่นรอได้) ------------------------------------------ 2. ร้าน Wine I Love You “ไวน์ ไอ เลิฟ ยู”  ร้านสไตล์บิสโทร สุดชิคบรรยากาศดีแสนดี  ก็เป็นอีกตัวเลือกยอดฮิตสำหรับวาเลนไทน์นี้ ที่เราจะไม่ลืมนำเสนอ มีให้เลือก 4 สาขา สำหรับสาขาที่เราอยากจะแนะนำต้องเป็นสาขา Emquatier, Helix ชั้น 6 อย่างแน่นอน ก็บรรยากาศเห็นวิวรอบเมืองกรุง rooftop สวยซะขนาดนี้จะพลาดไปได้ยังไงละ  กับร้านอาหารอร่อยแถมบรรยากาศดี อย่าลืมเซอร์ไพรส์เล็กๆเป็นดอกกุหลาบแดงดอกโตสักหนึ่งดอก รับรองว่าคนที่คุณรักจะต้องประทันใจอย่างแน่นอน สาขา :  CDC ลาดพร้าว, Groove CTW ชิดลม ,Mega บางนา , Emquatier สุขุมวิท ------------------------------------------ 3. ร้าน The Deck by The River “เดอะ เดค บาย เดอะ ริเวอร์” ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่รับความนิยมทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ อยู่ภายในโรงแรมอรุณ เรสซิเด้นท์  หากอยากได้อารมณ์ชิลๆ จะต้องมานั่งช่วงเย็นรับแดดรอชมพระอาทิตย์ตก หรือช่วงค่ำคืนก็สุดแสนโรแมนติก ด้วยริมน้ำของร้านอาหารมีมุมที่ตรงข้ามกับวัดอรุณฯ  พอดิบพอดี  หากเลือกพาไปร้านนี้รำลึกความหลังแล้ว แฟนคุณจะว่าไม่โรแมนติกก็ให้รู้ไป Zone : วัดอรุณฯ – ท่าเตียน – พระนคร เวลา: เปิด 8.00 – 22.00 น. (ศุกร์,เสาร์,อาทิตย์ เปิดถึง 23.00 น.) ------------------------------------------ 4. ร้าน Mr.Jones' Orphanage “มิสเตอร์โจนส์”  ร้านขนมหวาน เบเกอรี่สุดน่ารัก  เปลี่ยนบรรยากาศจากการทานดินเนอร์มื้อหนัก ชวนคนที่คุณรักมาจิบชาร้อนเบาเบาเคล้าเสียงดนตรี และบรรยากาศน่ารักของร้านที่ตกแต่งด้วยโทนไม้สีสว่างพร้อมกันตุ้กตาน้องหมี เลือกเค้ก,มาการอง หรือขนมที่ชอบก็แทนความหวานกันได้แล้วในพิเศษแบบนี้คะ สาขา : Siam Center Fl.3 , Terminal21, CTW, Empire Tower, Mega บางนา และ The mall บางกะปิ เวลา: เปิด 11.00 – 22.00 น. ------------------------------------------ 5. ร้าน Fauchon Paris “โฟชอง ปารีส”  ที่สุดของร้านขนมระดับโลกชื่อดังจากฝรั่งเศส  เรียกว่าเป็นฑูตวัฒนธรรมทางอาหารฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ เพราะรังสรรค์ความลงตัวทั้งวัตถุดิบชั้นเลิศ และตกแต่งอย่างงดงาม ทั้งอาหารคาวและของหวาน  เหมาะที่จะเป็นมื้อพิเศษที่น่าจดจำและประทับใจ หากทานเป็นมื้อหนักก็ถือว่าดื่มด่ำได้อย่างคุ้มค่าและคู่ควร  หากอยากทางของหวานเราแนะนำให้ทาง Afternoon Tea Set ด้วยชาหอมละมุนกับมาการองชั้นเลิศที่กล้าการันตีว่าอร่อยที่สุด รักนี้หวานหอมสุดๆ ดูรีวิวร้าน Fauchon ฉบับเต็มได้ที่: http://food.mthai.com/mafia-food/109423.html สาขา: Siam Paragon, The Emquatier เวลา: เปิด 10.00 – 22.00 น. ------------------------------------------ 6. ร้าน Gram Cafe “แกรม คาร์เฟ่”  ร้านอาหารคาเฟสไตล์อเมริกัน มีเมนูให้เลือกทานมากมาย ที่สำคัญภายในร้านตกแต่งสไตล์บาร์อเมริกันในหนังฝรั่งที่เราเห็นกัน  ไปสัมผัสบรรยากาศคาเฟแบบ All day breakfast กันได้ที่ร้านแกรม คาร์เฟ่ สาขาท่ามหาราชกันนะจ๊ะ แถมทานเสร็จแวะไปถ่ายรูปริมน้ำในโครงการชิลชิล ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบกับวิวริมน้ำเจ้าพระยา ดูรีวิวร้าน Gram Cafe ฉบับเต็มได้ที่: http://food.mthai.com/mafia-food/106923.html Zone : ท่าพระจันทร์ – ท่ามหาราช เวลา : เปิด 10.00 – 21.00 น. ------------------------------------------ 7.ร้าน Grande Piatto ร้านอาหาร Grande Piatto อยู่ที่โครงการเวนิส ดิ ไอริส วัชรพล  ซึ่งเป็นโครงการที่จำลองเมืองเวนิสจากประเทศอิตาลี สวยงามประหนึ่งเป็นเวเนเชียน มาเก๊าเลยทีเดียว  ด้านในเป็น Shopping mall มีร้านอาหารต่างๆ ให้เลือกลองทานมากมาย ทางทีมงานขอเลือกร้านนี้มาให้เพื่อนๆ พาคนที่รู้ใจไปทาง เพราะมีกันถึง 3 สัญชาติทั้ง อิตาเลี่ยน, จีนและขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศส จะเป็นยังไงนั้นต้องมาชมรีวิวกัน ดูรีวิวร้าน Grande Piatto เพิ่มเติม : http://food.mthai.com/mafia-food/108119.html Zone: วัชรพล, รามอินทรา, นวมินทร์ เวลา: เปิด 10.00  - 22.00 น. ------------------------------------------ 8. ร้าน Humming Birds “ฮัมมิ่ง เบิร์ด” ร้านอาหารในสวนบรรยากาศน่ารักทำให้ชวนนึกถึงเพลง loving you เหมาะกับคู่รักที่รักธรรมชาติและความร่มรื่น หากใครเป็นแฟนพันธ์แท้ร้านกาแฟบ้านก้ามปู แล้วละก็จะหาร้านนี้ไม่ยากเลยคะ เพราะตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ภายในร้านมีความร่นรื่นจากสวนที่ใช้เชื่อมถึงกันกับบ้านก้ามปู รับรองว่าทานอาหารไปก็ได้ความสดชื่นและเป็นส่วนตัวอีกด้วยคะ ดูรีวิวร้าน The Humming Birds เพิ่มเติมได้ที่ : http://food.mthai.com/mafia-food/109390.html Zone :  โยธินพัฒนา 3 – เลียบด่วนรามอินทรา - ลาดพร้าว เวลา: เปิด 11.30  - 21.30 น. (ร้านปิดทุกวันพุธ) ------------------------------------------ 9.ร้าน บุรีธารา สัมผัสบรรยากาศดินเนอร์สุดแสนโรแมนติกกับโค้งริมน้ำเจ้าพระยา   บุรีธารา ตกแต่งแบบสไตล์ไทยโมเดิร์นมีกลิ่นอายของความเป็นบาหลีผสมอยู่  ภายในโปร่งโล่ง สบาย แต่ก็ดูดี ออกแบบเพื่อให้มองเห็นวิวริมแม่น้ำได้อย่างชัดเจน  ทำให้คุณพลาดทุกห้วงของความทรงจำในคำคืนวาเลนไทน์ ณ ที่แห่งนี้ Zone : พระราม 3 – สาทร – ฝั่งธนฯ เวลา : เปิด 17.00 – 24.00 น. ------------------------------------------ 10. ร้าน In the mood of love สัมผัสกลิ่นอายแห่งรักร้อนแรง กับการตกแต่งร้านโทนสีแดง ผสมผสานความเป็นเซี่ยงไฮ้ ยุค 70’S หรือช่วงได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ทำให้มีความโมเดิร์นและเรียบหรู ผสมผสานความเป็นเอเชียได้อย่างลงตัว การตกแต่งดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูภายในร้านซึ่งเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่น ณ ภายใต้บรรยากาศแห่งนครเซี่ยงไฮ้ “ห้วงแห่งความรัก” Zone : เอกมัย 1 – ทองหล่อ – สุขุมวิท เวลา: เปิด 11.00 – 14.00 น. และ 17.30 – 24.00 น. ------------------------------------------ 11. ร้าน Whale's Belly Restaurant & Bar “เวลส์ เบลลี่” เป็นร้านอาหารสไตล์ยูโรเปี้ยนซีฟู้ด ได้เชฟฝีมือดีจากการแข่งขันเชฟกระทะเหล็กหรือ Iron Chef  เชฟใหม่ อภิรวิต ชาวโพธิ์เอน เจ้าของรางวัล Top 5 Young Rising Star Chef 2014 มาการันตีในเรื่องของรสชาติความอร่อยของอาหารและการรังสรรค์ศิลปะประดับจานอาหาร  ร้านนี้เหมาะสำหรับคู่รักที่ชื่นชอบสีฟ้าเป็นพิเศษ เนื่องจากการออกแบบตกแต่งร้านสื่อถึงปลาวาฬ ท้องทะเลและประกายแสงดาว ให้ความรู้สึกคูลดาวน์ เพลินๆไปในตัวด้วยโทนสีเย็นอย่างสีฟ้าน้ำเงิน เรียกว่าคุณผู้หญิงจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน เราอยากให้คุณลองมาซึมซับกลิ่นอายของท้องทะเลและบรรยากาศโรแมนติก Zone : สุขุมวิท 39 – พร้อมพงษ์ – ทองหล่อ – เอกมัย เวลา: เปิด 17.30 – 23.00 น. ------------------------------------------ 12. ร้าน Red Sky @Centara Grand CTW “Red Sky” เป็นห้องอาหารของโรงแรมเซนทาราแกรนด์ ตั้งอยู่ชั้น 55 ของ Central World เรียกได้ว่าเป็น Rooftop ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ ทีเดียวก็ว่าได้ ทำให้เห็นบรรยากาศโดยรอบเมืองของกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะยามค่ำคืนได้อย่างสบายตา ด้วยบรรยากาศของ Nightlight ยามราตรีของเมืองกรุงแล้วนั้นหากได้เครื่องดื่มรสชาติดี พร้อมดนตรี Jazz บรรเลงคลอตามเบาเบาเรียกได้ว่าเป็นสุขไม่รู้ลืม ถึงจะไม่ได้เน้นเป็นร้านดินเนอร์จริงจังแต่ก็เรียกน้ำย่อยในเรื่องของบรรยากาศเมืองและความโรแมนติกได้ดีทีเดียว Zone : ราชประสงค์ – ชิดลม –สยาม – ประตูน้ำ เวลา: เปิด 18.00 – 01.00 น. ------------------------------------------ 13.The Roof @38th bar, โรงแรม Mode Sathorn “เดอะ รูฟ แอท 38 บาร์” ตั้งอยู่ที่โรงแรม Mode Sathorn หากใครไม่แน่ใจเกรงว่ารถจะติด ไม่ต้องเป็นกังวลใจ เพราะสำหรับเดอะรูฟ แอท 38 บาร์ตั้งอยู่ใกล้กับบีทีเอสสุรศักดิ์ทำให้เดินทางสะดวกสบายไม่ต้องกลัวพลาดเวลาสำคัญของค่ำคืนแห่งรัก นอกจากได้เห็นวิวพระอาทิตย์ตกและรถวิ่งผ่านไปมาแล้วนั้น คุณยังพลาดไม่ได้กับวิวริมน้ำเจ้าพระยาจากมุมสูงอีกด้วย Zone : สุรศักดิ์ – สาทร – เจริญนคร – ฝั่งธนฯ เวลา : เปิด 17.00 – 01.00 น. ------------------------------------------ 14. ร้าน River Wine “ริเวอร์ ไวน์” ร้านอาหารบรรยากาศสไตล์ Loft สุดแสนโมเดิร์น ด้วยเสน่ห์ของปูนเปลือยและการตกแต่งของไม้ทำให้รับกับสระน้ำและระนาบของแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่าหาใครชอบสไตล์ลอฟท์แล้วละก็ต้องอย่าพลาดมาที่นี่ เพราะต้องถูกใจแน่นอนกับริมน้ำและรับประทานอาหารพร้อมชมพระอาทิตย์ตกที่ร้านริเวอร์ไวน์ เชื่อไหมว่าร้านนี้ตั้งอยู่ปากเกร็ด จ.นนทบุรีแค่นี้เอง Zone : ปากเกร็ด – ชัยพฤกษ์ – นนทบุรี เวลา : เปิด 11.00 – 23.00 น. (กรุณาติดต่อสำรองที่นั่งก่อนเข้าใช้บริการ) ------------------------------------------ 15. ZOOM at Sathorn Sky Bar & Restaurant “ZOOM at Sathorn Sky”  ตั้งอยู่ที่ชั้น 40 โรงแรม Anantara Bangkok Sathorn เรียกได้ว่าเห็นทั้ง 360 องศาของเมืองกรุงฯ คงจะเป็นคำนิยามของ Rooftopแห่งนี้   โดยอาหารที่ร้านอาหารแห่งนี้จะเป็นอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย  จัดว่าเป็นสถานที่ชมวิวที่สวยที่สุดสำหรับการบอกต่อในหมู่คนที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบ rooftop ของกรุงเทพมหานคร Zone : สาธร – ฝั่งธนฯ – สีลม  -  เจริญนคร เวลา : เปิด 17.30 – 01.00 น. ------------------------------------------ 16. ร้าน Vogue Lounge “โว้ค” นิตยสารชั้นนำถึงกับมาเองกับเลาจน์ที่เรียกได้ว่าเป็นแห่งแรกในโลก  ในคอนเซปต์บาร์สุดหรูแบรนด์ดังระดับโลก หากคุณผู้หญิงคนไหนที่ชื่นชอบแฟชั่นหรือมีความเป็นแฟชั่นนิสต้าแล้วละก็คุณผู้ชายคนต้องพาเธอมาร้านนี้แล้วละคะ เรียกว่าเธอจะชมคุณจนคุณไม่ต้องออกตัวหรือเตรียมเซอร์ไพรส์พิเศษใดๆไว้เลย เพราะได้มาที่นี่ก็ถือว่าพิเศษที่สุดแล้ว Zone : ช่องนนทรี - สาธร- ฝั่งธนฯ – สีลม เวลา :  17.00 – 20.00 น. ------------------------------------------ 17. ร้าน Ad Lib ร้านอาหารสไตล์แคชชวลฟิวชั่น ที่หลีกหนีซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 1 บรรยากาศจะเหมือนส่วนการ์เด้นโปร่ง โล่งสบาย หากแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นของโทนสีไม้ และเฟอร์นิเจอร์ที่ประดับตกแต่งอย่างลักเซอรี่ เรียกว่าเรียบง่ายแต่หรูหราไปพร้อมกัน  “Ad Lib” เป็นภาษาลาตินมีความหมายว่า มากกว่าการต้อนรับให้อิสระกับผู้ที่มาพักผ่อนได้รู้สึกปลดปล่อยทุกอิริยาบถที่นี่ Zone : สุขุมวิท 1 – นานา – คลองเตยเหนือ เวลา : เปิด  6.00 – 24.00 น. ------------------------------------------ 18. Blue Sky @Sofitel Centara Grand หลังจากเจอแสงสีแดงจากเร้ดสกาย รอบนี้พากันมาต่อกันที่ “บลู สกาย” ตั้งอยู่ที่โรงแรมโซฟิเทล เซนทารา แกรนด์ (ด้านข้างเซ็นทรัลลาดพร้าว) บรรยากาศการตกแต่งจะให้ความรู้สึกคล้ายกับเร้ดสกาย เพียงแต่ใช้โทนแสงและสีฟ้าแทน ก็ได้ความโรแมนติกไปอีกแบบหนึ่ง Zone : ลาดพร้าว – วิภาวดี – จตุจักร เวลา: 18.00 – 02.00 น. ------------------------------------------ 19. ร้าน เวนิส วานิช ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ติดริมน้ำเจ้าพระยา ทำให้เห็นวิวฝั่งตรงข้ามเป็นโรงพยาบาลศิริราชและวัดอรุณฯ ได้อย่างชัดเจน  เหมาะสำหรับพาคนรักอย่างคุณพ่อคุณแม่ หรือครอบครัวมาทานอาหารรับบรรยายกาศริมน้ำก่อนพระอาทิตย์ตก ที่เมืองเวนิส วานิชแห่งนี้ Zone : พระอาทิตย์ – พระนคร –บางลำภู เวลา : เปิด  11.00 – 22.00 น. ------------------------------------------ 20. ร้าน สองฝั่งคลอง “ร้านอาหารสองฝั่งคลอง” ตกแต่งร้านในสไตล์โคโลเนียน มีอิฐสีแดงส้มดึงดูดสายตา ทำให้รู้สึกย้อนยุคแบบวินเทจเบาๆ แถมยังติดอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาได้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งร้านอาหารนี้หาได้ไม่ยากตั้งอยู่ที่โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ ปากเกร็ด Zone : ปากเกร็ด – นนทบุรี – แจ้งวัฒนะ เวลา : เปิด 6.00 – 01.00 น. ------------------------------------------ 21. ร้าน Al Majlis “อัล มาจิส” ชื่อนี้คงคุ้นหูกันเป็นอย่างดีในช่วง 5-6 ปีก่อนเนื่องจากเป็นร้านเดียวกับสาขาที่เคยให้บริการที่ทองหล่อ ให้สาวๆไปนั่งจิบชาโมรอคโค หรือชามิ้นท์พร้อมกับขนม วันนี้กลับมาแล้วที่สาขาสุขุมวิทหรืออโศก บรรยากาศดีกว่าเดิมเรียกว่าฟูลออฟชั่นพร้อมของคาวแบบโมรอคโคสไตล์เลยคะ เหมาะสำหรับคู่รักที่อยากลองร้านแปลกใหม่รับรองว่าชอบแน่นอน Zone : สุขุมวิท – อโศก – พระราม 9 Open :เวลา 11.30 – 24.00 น. (เปิดเวลา 16.00 น.เฉพาะวันอาทิตย์) ------------------------------------------ 22. Octave Rooftop Lounge & Bar “อ็อกเทฟ รูฟท๊อฟ เลาจ์น แอนด์ บาร์” ตั้งอยู่ที่ชั้น 45 ของโรงแรมมาริออท สุขุมวิท 57 ทำให้สามารถเห็นวิวมุมกว้างใจกลางกรุงเทพฯ เพลิดเพลินและอร่อยไปกับอาหาร เคล้าเสียงเพลงและบรรยากาศที่สุดยอดในช่วงเวลาเดียวกัน บรรยากาศดีแบบนี้อย่าลืมช่อดอกไม้สีแดงเล็กๆสักช่อ หรือเซอร์ไพรส์ให้คุณผู้หญิงด้วยนะจ๊ะ Zone : สุขุมวิท 57 – พร้อมพงษ์ – ทองหล่อ – เอกมัย Open : 18.00 – 01.00 น. ------------------------------------------ 23. ร้าน Water Library “วอเตอร์ ไลบรารี่”  สัมผัสรสชาติอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศ ภายในบรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติกมีให้เลือก 3 สาขา ได้แก่จามจุรีสแควร์, ทองหล่อ และสาขาเซ็นทรัลแอมบาสซี  โดยคอนเซปต์ที่แปลกและเก๋ไก๋นั่นก็คือ จะรวมน้ำแร่จากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ที่นี่ เรียกว่าหรูหราและราคาสูงพอสมควร แต่หากในค่ำคืนวาเลนไทน์แสนโรแมนติกของคุณต้องการ “อาหารฝรั่งเศสรสเลิศ” ก็ถือว่าสมกับราคาทั้งบรรยากาศ และวัตถุดิบอาหารจานเด็ดของคุณและคู่รัก สาขา :  Central Embassy ชิดลม, จามจุรี สแควร์,ทองหล่อ 12 ------------------------------------------ 24. ร้าน ISSAYA La Patisserie ร้านขนมของเชฟเอียน  กิตติชัย เชฟกะทะเหล็ก  โดนเน้นประดิษฐ์ประดอยเมนูขนมไทยให้เทียบเท่ากับระดับสากลเทียบเท่าขนมชนิดอื่นๆ  อาทิ มาการอง รสไข่เค็ม, ทับทิมกรอบ, ข้าวหอมมะลิ, กระทิงแดง หรือทาร์ตกะทิพร้อมเครื่องเคียง รวมไปถึงเอแคลร์กล้วยหอมละมุน  ความพิเศษแบบไทยผสมผสานขนมฝรั่งเศสจะลงตัวอย่างไร และน่าค้นหาเหมือนช่วงระยะเวลากำลังคบหาดูใจกับคนเราของเราหรือเปล่านั้น ต้องพากันไปลองนะจ๊ะ รับรองว่าไม่เหมือนใคร Zone : The Central Embassy ชิดลม เวลา :  เปิด 10.00 – 22.00 น. ------------------------------------------ 25. ร้าน The Speakeasy The Speakeasy ตั้งอยู่ในโรงแรม Muse Hotel เรียกได้ว่า rooftop ของที่นี่เป็นเสน่ห์แห่งค่ำคืนอันแสนหวาน ทั้งแสงไฟจากวิวทั่วกรุงเทพฯ และแสงไฟสีส้มระเรื่อสุดโรแมนติก  ซึ่งการตกแต่งร้านนั้นได้รับแรงบันดาลใจมากจากนครนิวยอร์คในยุคเก่า ทำให้ผู้ที่มาเยือนสามารถหลงรักสถานที่นี้ได้ตั้งแต่แรกพบ เปรียบประดุจกับรักแรกพบเลยก็เป็นได้ Zone : หลังสวน – ชิดลม – ปทุมวัน เวลา : เปิด  06.00 – 01.00 น. ------------------------------------------ 26. ร้าน Pata Plantation หากใครเคยดูหนังเรื่อง Vampire twilight แล้วจำฉากตอนนางเอกกับพระเอกแต่งงานกันได้นั้น ออกจะอิจฉาไปสักหน่อยว่าชีวิตอะไรจะดี๊ดีขนาดนั้น แต่งในสวนสวยอลังเชียว แต่ไม่ต้องอิจฉาไป เพราะสวนอลังแบบนั้นก็จำลองอารมณ์มาได้คล้ายกันอยู่ใกล้แค่นี้เอง ปากเกร็ด-ติวานนท์ 56เรียกว่าบรรยากาศดีมาก เบาสบายเหมาะกับคนรักธรรมชาติ เหมือนไปพักผ่อนเขาใหญ่เลยทีเดียว เพราะทั้งแมกไม้ที่ร่มรื่นและพันธุ์ไม้ต่างๆเข้ากันได้อย่างดับการออกแบบของร้าน ดูรีวิวแบบเต็มๆร้าน Pata Plantation ได้ที่ http://food.mthai.com/mafia-food/105681.html Zone : ติวานนท์ 56 -  ปากเกร็ด – แจ้งวัฒนะ – นนทบุรี เวลา : เปิด  8.00 – 22.00 น. ------------------------------------------ 27. ร้าน Audrey Cafe “ออเดรย์ คาเฟ” ร้านของสองพี่น้องคุณโบและแบม ดาราสาวคนสวยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Audrey  hepburn จนมาเป็นร้านออเดรย์คาเฟ่อยากที่เราเห็นกัน อาหารจะเน้นอาหารไทยผสมผสานฝรั่งเศสบ้าง รับรองว่าบรรยากาศร้านสไตล์ผู้ดีอังกฤษ หากแฟนสาวชอบสไตล์นี้หรือเป็นสาวหวาน รับรองว่าเทอจะต้องปลื้มแน่นอน สาขา : Thonglor 11, Siam Center, Central Embassy เวลา : เปิด 11.00 – 22.00 น. ------------------------------------------ 28. ร้าน TWG Tea Salon & Boutique ร้านชาหรูสัญชาติดังระดับโลก ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์  ภายในร้านแต่ละสาขาจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ Salon จะไว้สำหรับทานอาหารและดื่มชา และส่วนของ Boutique ที่จะมีสินค้าของทางแบรนด์ TWG หรือชาคุณภาพดีสุดหรูในราคาที่สามารถเอื้อมถึงไว้ให้เลือกสรรที่ชอบ  หากไม่อยากทานหนักเราแนะนำเป็นร้านนี้ จิบน้ำชายามบ่ายบอกรักกันเบาเบาก็เก๋ไปอีกแบบนะจ๊ะ แนะนำว่าให้ลอง 1837 Black Tea  ซึ่งเป็นชาเด่นของทางร้าน สาขา:  The Emquatier, The Emporium, Central Chidlom, Paragon, Airport เวลา : เปิด 10.00 – 22.00 น. ------------------------------------------ 29. ร้าน The Never Ending Summer สัมผัสประสบการณ์อาหารไทยแท้ สุดรัญจวนใจกับรสดั้งเดิม ลองพาคนที่คุณรู้ใจไปลิ้มลองรสชาติสัมผัสของเมนูต้นตำหรับไทยโบราณ บางเมนูนี่เป็นสูตรในวังเลยทีเดียว จะมีเมนูหาทานยากเช่น แตงโมปลาแห้ง, หรือเมนูข้าวตังหน้าตั้ง และเมนูไทยอีกหลายอย่าง บรรยายกาศจะตกแต่งด้วยแมกไม้ แต่โชว์ครัวกึ่งแบบลอฟท์สวยงาม ใครจะเชื่อว่าที่แห่งนี้เป็นโกดังเก่านำมารีโนเวทนะจ๊ะ  บอกเลยว่าหากุหลาบสีขาวสักช่อหรือดอกโตแอบเซอร์ไพรส์แฟนด้วย ปลื้มจนยิ้มแก้มปริแน่นอน ดูรีวิวร้าน The Never Ending Summer ได้ที่ http://food.mthai.com/mafia-food/108552.html Zone :  เจริญนคร – คลองสาน – ฝั่งธนฯ – สาทร เวลา : เปิด 11.00 – 23.00 น.

แปลกแต่จริง! นทท.รัสเซีย เลือก
นักท่องเที่ยวรัสเซีย /  เดินเท้าเที่ยวไทย / 

ครอบครัวนักท่องเที่ยวชาว รัสเซีย ใช้วิธี เดินเท้าเที่ยวไทย หลังงบน้อย และหวังสัมผัสวิถีชีวิต 2 ข้างทางเมืองไทยให้มากที่สุด ปลาบปลื้มน้ำใจคนไทย มอบน้ำ-อาหารมาตลอดทาง รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ จ. กระบี่ ได้เกิดเรื่องราวสุดแปลกขึ้น เมื่อปรากฏมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติครอบครัวหนึ่ง ใช้วิธีการเดินเท้าเพื่อท่องเที่ยวในเมืองไทย ซึ่งวิธีดังกล่าวแม้จะธรรมดาแต่ก็เชื่อว่าเกิดขึ้นน้อยมากในเมืองไทย ทราบต่อมาว่าครอบครัวดังกล่าวเป็นชาวรัสเซีย ทั้งนี้จากการสอบถามถึงสาเหตุของการตัดสินใจเดินเท้าท่องเที่ยวในเมืองไทยในครั้งนี้นั้น เป็นเพราะพวกเขางบน้อยแต่อยากท่องเที่ยวและสัมผัสวิถีชีวิต 2 ข้างทางของเมืองไทยให้มากที่สุด ตามระยะเวลาที่มีอยู่แค่ 3 เดือน จึงเลือกใช้วิธีการเดินเท้าดังกล่าว ซึ่งพวกเขาได้เริ่มเดินเท้ามาตั้งแต่จ.สตูล, จ.ตรัง เข้าสู่ จ.กระบี่ กำลังจะมุ่งหน้าไป จ.พังงา และจุดหมายคือ จ.ภูเก็ต และตลอดทางที่เดินผ่านมาได้มีประชาชนคนไทยแสดงน้ำใจไมตรีเป็นอย่างดี มอบสิ่งของ น้ำดื่ม อาหารต่างๆ ให้กับครอบครัวตลอดทาง สร้างความประทับใจอย่างมาก นอกจากนี้บางช่วงก็มีคนอาสาให้ติดรถเดินทางไปด้วย ส่วนที่พักอาศัยก็จะแวะพักผ่อนตามศาลาพักริมทาง ย่านชุมชนที่อยู่อาศัยต่างๆ สำหรับครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียดังกล่าวประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก รม 4 คน มีสัมภาระข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงรถเข็นเด็ก ป้ายติดด้านหลังเป้สะพายว่า “ครอบครัวของเราต้องการไปภูเก็ต แต่ไม่มีเงิน” ซึ่งหากผู้ใช้รถใช้ถนนท่านใดสังเกตเห็นก็ควรขับขี่ระมัดระวัง หรือเข้าช่วยเหลือให้พวกเขาไปยังจุดหมายปลายทางได้