ยายช่วยยาย

PLAY COLOR !! แฟชั่น เสื้อผ้าสีสัน แค่แต่งให้ดี รับรองหล่อมาก
Snap Signature /  สตรีทแฟชั่น / 

PLAY COLOR !! แฟชั่น เสื้อผ้าสีสัน แค่แต่งให้ดี รับรองหล่อมาก ใครว่าสไตล์ เสื้อผ้าสีสัน colorful เป็นแฟชั่นของผู้หญิงอย่างเดียว จริงๆแล้วหนุ่มๆก็สามารถแต่งได้เช่นกัน เพียงแต่วิธีการนำเสนออาจจะไม่ถึงขั้นสีหวาน สีฉูดฉาดอะไรมากมาย เพราะจะทำให้ลุคที่เข้มขรึมของผู้ชาย ดูอ่อนหวานแหววจนเกินไป ใน issue 08 นี้เรามีวิธีช่วยหนุ่มๆในการครีเอทสไตล์เสื้อผ้าสีสัน ไม่ว่าจะเป็นการจับแมตช์คู่สี การเลือกใส่ไอเท็มสี ไปจนถึงสร้างลุคสีสันให้สนุกแปลกใหม่ แต่เดินบนถนนออนสตรีทกันอย่างมั่นใจ TOTAL COLOR LOOK หนึ่งทางเลือกในการแมตช์เสื้อผ้าสีสันกับสไตล์โททัลลุคแบบสีเดียวจบ ซึ่งสไตล์นี้ก็ไม่ได้ไกลตัวหนุ่มๆซักเท่าไหร่ เพราะเอาจริงๆแค่เปลี่ยนจากการสวมทักซิโด้สีดำล้วนมาเป็นสีสว่างล้วนก็เท่านั้นเอง แต่ก็ยังสามารถที่จะสร้างสไตล์แบบสตรีทแวร์ได้เช่นเดิม แต่พยายามหาไอเท็มที่มีสีในโทนเดียวกันจะเวิร์คสุด สำหรับใครที่รู้สึกไม่ชินตากับโทนสีสว่างก็สามารถใส่อินเนอร์จำพวกเสื้อคอเต่า เสื้อยืด หรือเชิ้ตเป็นโทนเข้ม จะเป็นการช่วยลดความสว่างของสีเสื้อตัวนอกให้ดูบาลานซ์มากขึ้น TIP: สิ่งสำคัญคือต้องโฟกัสโทนสีแค่เอาท์แวร์กับกางเกงให้เป็นสีเดียวกัน แต่ไม่ควรแต่งสีเดียวกันด้วยการเล่นเลเยอร์ของเสือผ้า เพราะจะทำให้ท่อนบนดูกลืนไม่น่าสนใจ LAYER COLOR LOOK ลุคนี้ผนวกระหว่างความเป็น total look กึ่ง bright & bold ซึ่งเป็นการเล่นเลเยอร์ของเสื้อผ้าในโทนสีเดียวแต่มีความต่างในเรื่องของเฉดสี ใช้ระดับความเข้มของสีมาเป็นการแมตช์เสื้อผ้า เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีในการแมตช์เสื้อผ้าสีที่สนุกอีกเช่นกัน อย่างเช่น อาจใส่ท่อนบนด้วยแจ๊คเกตหนังสีเนวี่สวมทับเชิ้ตยีนส์สีไลท์บลูจับคู่กับกางเกงยีนส์สีอินดิโก้แบบเข้มๆ ก็เป็นการสร้างเลเยอร์ของเสื้อผ้าได้อย่างน่าสนใจและดูโดดเด่น TIP: พยายามจับคู่สีที่ไปในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างลุคที่มีมิติมากยิ่งขึ้น COLOR BLOCK แน่นอนว่าถ้าพูดถึงสไตล์สีสันก็ต้องมาพร้อมกับสไตล์ที่เป็นตัวเลือกต้นๆในลิสต์สตรีทแวร์อย่างสไตล์ color block เรียกได้ว่าฉูดฉาดและสร้างความโดดเด่นได้มาก ด้วยการแมตช์สีเสื้อที่ contrast กันอย่างสิ้นเชิงทำให้เหล่าสาวกสตรีทพีเพิ้ลไม่ควรพลาดที่จะแต่ง ซึ่งหนุ่มๆอาจใส่เสื้อสเวตเตอร์สีเขียวเทอร์ควอยซ์ทับด้วยสูทสีกรมแล้วหาหมวกไหมพรมสีเลือดหมูมาใส่ ก็จะทำให้ลุคดูทันสมัยและเด่นไม่ซ้ำใครอีกด้วย TIP: สำหรับใครที่ไม่อยากให้ดูสีเยอะไปทั้งตัว อาจเลือกใส่ลวดลายแทรกเข้าไปก็ถือว่าไม่ผิดแปลกจากสไตล์ color block เท่าไร ALL IN THE DETAILS COLOR   Accessories แบบสีๆก็ทำให้ลุคโดดเด่นได้ไม่แพ้เอาท์ฟิตต่างๆ ง่ายที่สุดคือแต่งเสื้อผ้าด้วยโทนสีพื้นออกไปทางสีเข้มสร้างลุคให้มินิมัลไปก่อนแล้วค่อยเติมไอเท็มสีสันแทรกเข้าไป เช่น เนคไท ผ้าพันคอ ถุงเท้า แว่นตา หรือ หมวก แค่นี้ก็ได้ลุคสีสันด้วยไอเท็มดีเทลต่างๆ สามารถใส่เดินบนถนนหรือตามงานต่างๆได้อย่างมั่นใจ หรือใครอยากขั้นกว่าลองจับกางเกงสแลคแบบสีๆมาใส่เพิ่มก็ไม่ว่ากัน TIP:  ไอเท็มสีที่นำมาแมตช์ควรมีอย่างน้อย 1-2 ชิ้น เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับลุคได้อย่างพอดี Men.MThai ขอขอขคุณเนื้อหาจาก Snap Signature คลิกดาวน์โหลด

ผบ.ทบ. ติง โอ๊ค โพสต์เบาๆ ไม่กีดกั้น แต่ห้ามก่อปัญหา
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร

ผู้บัญชาการทหารบก เตือน พานทองแท้ แสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องเหมาะสม ไม่ก่อปัญหา โต้ มติถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" เป็นเรื่องถูกผิด  ไม่ใช่ สกัดกั้นคนชินวัตรออกเวทีการเมือง  เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2558 จากกรณีที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความถาม "พร้อมไหม" หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวว่า ขอให้ระมัดระวังและใช้วิจารณญาณในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ หากเรื่องใดก่อให้เกิดปัญหา ก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง ควรให้อยู่ในกรอบ แสดงพอเหมาะสม เพื่อช่วยกันให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็นไปตามโรดแม็ป คสช. ส่วนเรื่องใด ที่ยอมรับได้ ไม่ก่อให้เกิดปัญหา ทาง คสช.ก็จะไม่ดำเนินการใด เพราะขณะนี้บ้านเมืองยังอยู่ในสถานการณ์ปกติ โดย ย้ำ จะมีการเฝ้าระวังในเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่า เรื่องมติการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่การสกัดกั้นคนตระกูลชินวัตรออกจากการเมืองไทย เพราะคดีนี้เป็นเรื่องของ สนช. ที่ต้องฟังเหตุและผล ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพราะเป็นเรื่องที่ว่ากันไปตามกฏหมาย ภาพ  oak_ptt MThai News 

คุณพระช่วย! เจ้าเลมอน นักตะกร้อทีมชาติ รถชนพังยับรอดปาฎิหาริย์
ซันชิโร /  ตะกร้อทีมชาติไทย / 

เกิดเรื่องน่าตกใจขึ้นในวงการกีฬาอีกครั้งเมื่อ เจ้าเลมอน วีระวุฒิ ณ หนองคาย นักตะกร้อทีมชาติไทย เจ้าของฉายาโป้งปิดบัญชี ลูกชายของ ซันชิโร วีรัส ณ หนองคาย ที่เวลานี้มีอาการบาดเจ็บจนต้องพักจากทีมชาติ ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนตร์ บนทางพิเศษมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี โดยเป็นการขับรถส่วนตัวไปเสยกับท้ายรถกระบะ ก่อนแฉลบไปชนท้ายรถพ่วง 18 ล้อ แต่ก็เกิดเรื่องน่าตื่นใจและกลายเป็นปาฎิหาริย์เมื่อ เจ้าเลมอน จอมเสิร์ฟหวายไทย ชุดเอเชียนเกมส์ 2010 ได้รับบาดเจ็บเพียง เอ็นมือขวาฉีกเท่านั้น ทั้งที่รถที่ประสบอุบัติเหตุพังยับเยิน

10 ทรงผมนางงาม ที่คว้าตำแหน่งมาแล้ว ทรงผมรับมงกุฎ เชิญชม!
Miss-Universe /  ทรงผม / 

         เทรนด์แฟชั่นเปลี่ยนไป ทรงผมนางงาม ก็เปลี่ยนตามยุคสมัยเช่นกัน จากแต่ก่อนที่ต้องตีโป่ง ปัจจุบันแค่ผมตรงยาวเรียบง่าย ก็รับมงกุฎไปครองได้เช่นเดียวกัน สาวๆ women mthai เรามาแอบส่องทรงผมนางงามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่าทรงไหนที่ชนะใจกรรมการมาแล้วบ้างน๊า..... ภาพจาก http://www.quazoo.com/q/Armi%20Kuusela  นี่คือโฉมหน้านางงามคนแรก ของเวทีการประกวด Miss Universe สาวผมสั้นก็คว้ามงกุฎมาแล้ว สมัยก่อนสาวๆนิยมไว้ผมสั้น นางงามในยุคนั้นจึงเป็นสาวผมสั้นกันแทบทุกคน ภาพจาก http://www.chococlubz.com/index.php?topic=1537.0 ยุคต่อมาคือ ทรงผมฟาร่า เน้นการม้วนผมลอนใหญ่ๆเพื่อเพิ่มวอลลุ่มให้เส้นผม จนทำให้ใบหน้าสวยหวานขึ้นมาทันตา นางงามที่ทำทรงนี้จนคว้าตำแหน่ง Miss Universe 1988 มาครอง ก็คือ ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ทรงฟาร่ายังคงฮิตตลอดกาล เรียกว่าเป็นทรงผมของคุณหญิง คุณนาย ออกงานเมื่อไรต้องทรงนี้เลย ภาพจาก http://listas.20minutos.es/lista/antes-de-ser-famosas-350296/ เข้ายุค 2000 ทรงผมแสกกลางเรียบง่าย ก็คว้ามงกุฎไปครอง Miss Universe 2003 สาวงามจากประเทศ โดมินิกัน รีพลับลิค ภาพจาก http://www.huahinnow.com/?p=6725 นางงามคนถัดมา นาตาลี เกลโบวา แค่ทำผมแสกกลาง ม้วนปลายผมนิดหน่อยเพื่อให้เส้นผมดูมีวอลลุ่ม ก็คว้าตำแหน่ง Miss Universe 2005 ไปครอง ภาพจาก http://www.as.com/baloncesto/fotogaleria/zuleyka-engancha-mavericks/20110513dasdasbal_1/Zes เพิ่มความสวยเซ็ก แค่มีเจลผม เพื่อเซ็ทให้ผมอยู่ทรง แค่นี้คุณก็สวยราวกับออกมาจากเวทีนางงามเลยล่ะ สาวงามคนนี้คว้าตำแหน่ง Miss Universe 2006 ไปครอง ภาพจาก http://www.fashionlovevenezuela.com/cronologia-venezuela-en-el-miss-universo/ ทรงผมปัดข้าง แค่ม้วนลอนผมใหญ่ๆ เพื่อให้เส้นผมดูมีวอลลุ่มมากขึ้น แล้วปัดผมไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็เปลี่ยนลุคเป็นสาวเซ็กซี่ได้ในทันที นางงามเวเนซุเอล่า คว้ามงกุฎ Miss Universe 2009 ไปครองสวยๆ ภาพจาก http://watch-missuniverse2011.blogspot.ca/ ลุคสาวสุดเซ็กซี่ต้องเธอคนนี้ Jimena Navarrete คว้าตำแหน่ง Miss Universe 2010 ทำผมลอนใหญ่ๆ แล้วปล่อยผมสลวยไว้ด้านหลัง แล้วปัดข้างนิดนึง รับรองสวยเริ่ด! ภาพจาก http://nhanong.tinngan.vn/Tan-Hoa-hau-Hoan-vu-dung-ruou-truoc-tuoi-cam_3-319-378167.html เกล้าผมมวยสูง ทรงนี้มีนางงามหลายคนที่ได้รับมงกุฏไปครอง เพียงรวบผมตึงแล้วมวยผมสูงๆ ช่วยทำให้ดูเด่นโดดมากขึ้น ภาพจาก http://www.usmagazine.com/celebrity-news/news/miss-universe-2013-miss-venezuela-gabriela-isler-wins-drops-crown-20131011 ทรงผมแสกกลาง เป็นทรงผมที่เหมาะกับทุกรูปหน้า ม้วนผมให้เป็นลอนแล้วปัดข้าง ทรงนี้ก็สวยเริ่ดไม่แพ้ทรงไหน สาวงามเวเนซุเอล่า ได้คว้าตำแหน่ง Miss Universe 2013  ภาพจาก http://www.esmitv.com/lo-ultimo/memes-miss-universo-colombia/ ปีนี้นางงามคนล่าสุดพอลินา เวกา จากโคลอมเบีย คว้ามงกุฎ Miss Universe 2014  กับ ทรงผมแสกกลาง ม้วนลอนผมอ่อนๆ พริ้วไหวเป้นธรรมชาติ ขอบอกว่าเทรนด์ปีนี้ต้องสวยแบบธรรมชาติ ไม่ดูประดิษฐ์จนมากเกินไป รับรองชนะเลิศ! ภาพจาก http://www.people.com/article/miss-world-2014-rolene-strauss ส่วนเวที Miss World สาวงามคนล่าสุด ที่คว้าตำแหน่ง Miss World 2014  โรลีน สเตราส์ จากแอฟริกาใต้ เทรนด์ทรงผมปีนี้ ม้วนผมให้มีดูมีวอลลุ่ม แล้วปัดข้างไปด้านใดด้านหนึ่ง ส่วนผมอีกข้างก็เหน็บหูไว้เก๋ๆยังไงล่ะ เรียบเรียงโดย Women mthai team

ผลการศึกษาพบ เคี้ยวหมากฝรั่ง 10 นาที ทำลายแบคทีเรียล้านตัว !
ช่องปาก /  ฟัน / 

เวลาเห็นใครเคี้ยวหมากฝรั่ง ก็มักจะทำให้ดูบุคลิกภาพไม่ดีไปโดยปริยายใช่ไหมคะ บ้างก็ตัดสินไปต่างๆนานา ว่าไม่เอาไหน ไม่โต ไม่รู้จักกาลเทศะ แต่นี่.. สาวๆรู้มั้ยว่า หมากฝรั่งน่ะ มีประโยชน์ในการทำลายแบคทีเรียด้วยนะเอ้อ ไม่เชื่อลองมาดูกัน ผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร PLOS One พบว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งนั้นสามารถทำลายแบคทีเรียได้กว่า 100 ล้านตัว จากปากของเรา!  นักวิจัยจาก University of Groningen ในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง ก่อน มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ พบว่า เวลาในการเคี้ยวเองนั้นก็มีผลเช่นกัน โดยหากคุณเคี้ยวหมากฝรั่ง เป็นเวลา 10 นาที ถือว่าเป็นระยะเวลาปลอดภัย คือ จะช่วยทำลายแบคทีเรียในช่องปาก แต่ถ้าหากมากกว่า 10 นาทีล่ะก็ หมากฝรั่งเจ้ากรรมก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียกลับเข้าไปในปาก  ยิ่งไปกว่านั้น หมากฝรั่ง ยังเกี่ยวข้องกับการตื่นตัวมากขึ้นและอารมณ์ที่เป็นบวกมากขึ้น โดยจะทำให้คนเคี้ยวมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วกว่าคนที่ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง และ ยังช่วยพัฒนาระบบความคิดและความสนใจหรือจดจ่อต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเป็นพิเศษด้วย   ( สังเกตได้จากหากเราเคี้ยวหมากฝรั่ง เราจะมีสติสัมปชัญญะมากขึ้น เช่นตอนขับรถ ) แถมอัตราการเต้นหัวใจและระดับ cortisol สูงขึ้่นอย่างชัดเจน  แต่อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยที่ผ่านมา ก็บอกข้อเสียของหมากฝรั่งเช่นกันคือ จะทำให้ลดความสามารถในการจดจำนะเธอ   อันนี้ก็ต้องชั่งใจกันเองแล้วล่ะนะ ว่าอะไรสำคัญกว่า เคี้ยวหมากฝรั่ง นานๆ ที ก็ไม่เป็นอะไรหรอกเนอะ ที่มาภาพจาก thankyourbody.com เรื่อง Metro.co.uk , ncbi.nlm.nih.gov เรียบเรียงโดย Women Mthai Team  

ละครแก้วตาหวานใจ , เรื่องย่อแก้วตาหวานใจ
บอย ปกรณ์ แก้วตาหวานใจ /  มิ้นต์ ชาลิดา แก้วตาหวานใจ / 

แก้วตาหวานใจบทประพันธ์ ดวงตะวันบทโทรทัศน์ ศิริรัตน์ สุขสามัคคี / จิรมน เณวิกาน / สร้างสรรค์ สันติมณีรัตน์ออกอากาศ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เวลา 20.15-22.45 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อชายหนุ่มที่เป็น “กุลสตรี” กับ หญิงสาว “มาดแมน” บังเอิญมาร่วมชายคาเดียวกัน โดยเหตุผลหลักของการโคจรมาพบกันของทั้งคู่ก็คือ เด็กหญิง “มดตะนอย” ตัวน้อยๆที่จะกัดหัวใจของเขาและเธอให้แสบๆคันๆกันเลยทีเดียว ในงานแข่งขันกีฬาสีของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มของกองเชียร์สีฟ้า หนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มห้าคนตั้งหน้าตั้งตาเต้นนำเชียร์อย่างสุดกำลัง และในท่ามกลางหมู่กองเชียร์แม่ๆป้าๆ มีชายหนุ่มแปลกปลอมสองคนแต่งตัวด้วยชุดสีฟ้ายืนโดดเด่นสะดุดตาอยู่ พวกเขาคือ อนลและอนิล วโรดม สองหนุ่มที่มาให้กำลังใจ “เด็กหญิงมดตะนอย” หลานสาวคนเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเชียร์ลีดเดอร์ อนล หรือ ลุงเสือ พี่ชายสวมแว่นตาดำปกปิดหน้าตา แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็กส์ ค่อนข้างระวังพฤติกรรมของตน ต่างกับ อนิล หรือ ลุงช้าง ผู้เป็นน้องชายที่แต่งตัวด้วยเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ สะพายกระเป๋าเป้สีชมพูแปร๋น คอยตะโกนร้องเพลงเชียร์ให้กำลังใจมดตะนอยเสียงดัง ทุกครั้งที่พักเบรกลุงช้างก็จะเข้าไปซับหน้า ซับเหงื่อ ป้อนขนมหลานสาวสุดสวาทคนนี้ทันที สร้างความฉงนปนสนใจแก่คนที่พบเห็น จนเอาไปซุบซิบกันว่า คุณพ่อของมดตะนอยควงแฟนหนุ่มมาดูแลลูกสาว!?! ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีใครเคยเห็นแม่ของมดตะนอยเลย ...แม้แต่ตัวเด็กหญิงมดตะนอยเอง... เมื่อ “หวันยิหวา” หรือ “ไข่หวาน” ลูกสาวคนเล็กหัวแก้วหัวแหวนของ “นายแม่ดาวเรือง” เจ้าของกิจการเดินรถทัวร์สายอีสาน ตัดสินใจลงสมัครประกวดซุปเปอร์โมเดลที่บริษัทนำเข้ารถหรูแห่งหนึ่งจัดขึ้นตามแรงยุของเพื่อนรัก “นิกกี้” ลูกสาวเศรษฐีครอบครัวใหญ่สุดมั่น ผู้รักอิสระและสนุกกับการทำงานในบริษัทนี้ นิกกี้จึงอยากดันเพื่อนเข้ามาทำงานด้วยกันไข่หวานฟังดูแล้วก็สนใจเพราะเธอชอบด้านเครื่องยนต์อยู่แล้ว และหวังว่าหากเธอชนะการประกวด จะได้เงินรางวัล และมีโอกาสไปดูงานที่โรงงานผลิตรถยนต์ต่างประเทศที่เธอใฝ่ฝัน ไข่หวานทะเลาะกับนายแม่อย่างแรงเรื่องที่จะขอไปประกวดซุปเปอร์โมเดล เพราะนายแม่ดูถูกว่าอุตส่าห์เรียนจบมาสูงๆจะไปประกวด “พริตตี้รถยนต์” ทำไม ไข่หวานอธิบายอย่างไรนายแม่ก็ไม่เข้าใจซักที ว่าหากชนะการประกวดนั้นเธอจะได้เป็น Brand Ambassador ที่ใช้ทั้งสมองและหน้าตาสวยงามในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจรถยนต์ นายแม่ดาวเรืองประกาศก้องไม่ยอมให้ไข่หวานไปประกวดเด็ดขาด หากไปจะตัดเบี้ยเลี้ยงทั้งหมด แต่ไข่หวานก็ดื้อมาก อยากเอาชนะนายแม่ อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่เธอต้องไปกรุงเทพคือ เธอได้รับภารกิจโลกแตกจากพี่ชาย “พี่หมึก” หรือ “มุรธา” ที่บังเอิญพบว่าตัวเองอาจจะมีลูกกับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อหกปีที่แล้ว!!! แสดงว่าเธอก็อาจจะมีหลาน หลานที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรือรู้ว่ามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ พระเจ้า...งานเข้าไอ้ไข่หวานอย่างจัง! ความลับนี้จะบอกให้นายแม่รู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะนายแม่ขึ้นชื่อเรื่องหวงห่วงลูกชายสุดพลัง และก็หมายมั่นปั้นมือวางแผนให้ หมึก แต่งงานกับ อณิมา หรือ หนูเล็ก ลูกสาวของ อธิป ครองจินดา(วโรดม) เพื่อนของเธอด้วย ไข่หวานกลุ้มใจมาก เพราะเธอต้องไปกรุงเทพจริงๆแต่ไม่มีเงินเลย หมึกเอาเงินเก็บส่วนตัวช่วยสมทบทุนน้องสาวส่วนหนึ่ง แต่หากไข่หวานต้องอยู่กรุงเทพนานไม่มีกำหนดเพื่อตามหาหลาน เงินจำนวนนั้นคงไม่มากพอจ่ายค่าที่พักตลอดไปแน่ๆ หนูเล็กซึ่งสนิทกับไข่หวานเช่นกันจึงเสนอให้ไข่หวานให้ไปพักกับญาติของเธอ โดยรับประกันความปลอดภัย 100% เพราะลุงช้างมีบ้านอยู่ชานเมือง อยู่กับหลานสาวเพียงหนึ่งคน และเขาใจดีมากๆๆๆๆ จากคำอธิบายของหนูเล็กทำให้ไข่หวานเห็นภาพคุณลุงแก่ๆ วัยห้าสิบที่มีรอยยิ้มแสนใจดีทันที ลุงช้างของเด็กหญิงมดตะนอย เป็นนักเขียนบทโทรทัศน์ซึ่งเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานที่บ้าน บ้านซึ่งมีเพียงเขาและหลานสาววัยหกขวบอาศัยอยู่ โดยมีท่านเลขาฯรัฐมนตรี “ดร.อนล วโรดม” หรือ “ลุงเสือ” พี่ชายคนโตของอนิลมาเยี่ยมเยียนอยู่สม่ำเสมอหากเขาไม่ต้องเดินทางไปราชการที่ต่างประเทศ นอกจากนี้อนลและอนิลยังมีน้องสาวสุดรักสุดหวงอีกหนึ่งคนคือ กวาง “อนุช วโรดม” ในอดีต กวางเติบโตมาดุจไข่ในหิน พ่อแม่รักและดูแลดั่งแก้วตา แต่เมื่อเธอเติบโตเป็นวัยรุ่น พ่อก็เลิกกับแม่ กวางรักพ่อมากจึงเข้าใจว่าพ่อทิ้งเธอไป พ่อไม่รักเธอแล้ว กอปรกับกวางเริ่มมีความรักครั้งแรกกับหมึก ทำให้เธอออกห่างจากครอบครัว ติดแฟนมากจนพลาดพลั้งตั้งท้องในวัยเรียน กวางชวนหมึกแต่งงานทั้งๆที่หมึกยังไม่พร้อมและยังไม่รู้ว่ากวางท้อง หมึกจึงปฏิเสธเธอไป กวางเสียใจมาก หลังจากเธอให้กำเนิดเด็กหญิงมดตะนอยแล้ว เธอก็บินไปอาศัยอยู่กับมารดาที่อเมริกา และไม่กลับมาเหลียวแลลูกสาวที่ทำให้ชีวิตวัยสาวของเธอพังยับลงในปีที่สามของการเรียนมหาวิทยาลัยอีกเลย กวางไม่แม้แต่จะบอกครอบครัวของเธอว่าพ่อของเด็กคือใคร เธอเลือกที่จะหนีความจริงและบาดแผลอันปวดร้าวไปพร้อมกับการทิ้งภาระให้กับพี่ชายคนรองเลี้ยงดูลูกสาวของเธอเพียงลำพัง แขกประจำอีกคนของลุงช้างก็คือ ไฮโซสาวที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการเพราะความอยากดัง “ภารวี เกียรติธำรง” หรือ “คุณอาพาราวี” ที่หนูน้อยมดตะนอยเรียกขาน ภารวีเป็นอดีตรุ่นน้องและเพื่อนบ้านเก่าของลุงช้าง เธอแอบชอบลุงช้างตั้งแต่สมัย ม.ปลาย ก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อต่างประเทศ และลุงช้างก็ย้ายบ้านไปอยู่ชานเมือง ไฮโซสาวมักจะหาเรื่องแวะเวียนมาทำคะแนนกับลุงช้างเสมอๆ โดยเฉพาะหลังจากได้ข่าวว่าลุงช้างมีญาติสาวมาพักด้วย ไข่หวานแทบช็อกเมื่อพบว่า “ลุงช้าง” ญาติของหนูเล็กที่ฝากฝังให้มาพักด้วยนั้นไม่ใช่ “คุณลุงแก่ๆ วัยห้าสิบ” ดังภาพที่เธอจินตนาการไว้ แต่ลุงช้างกลับกลายเป็นหนุ่มหล่อ เข้ม ที่สำคัญแววตาคมกริบ วิบวับ ที่มองหล่อนก็ทำให้ใจมันหวั่นๆหวิวๆ ลุงช้างเองก็ตกใจไม่ต่างกันเมื่อพบหน้า “คุณยายไข่หวาน” ที่ตนเองจินตนาการถึงยายแก่ตกยากหอบหิ้วสังขารเข้าเมืองกรุงมาเพื่อตามหาลูกหลาน แต่ผู้หญิงตรงหน้าเขากลับกลายเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่ง มั่นใจในตัวเอง ทะมัดทะแมง แถมยังเก่งเรื่องเครื่องยนต์กลไกอีกด้วย บางครั้งเวลาลุงช้างเขียนบทไม่ทันก็ได้ไข่หวานนี่แหละช่วยเลี้ยงมดตะนอย ลุงช้างปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีไข่หวานอยู่ในบ้านนั้นเป็นความรู้สึกที่ชุ่มชื่นหัวใจ...อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน อีกทั้ง มดตะนอยตัวน้อยก็ดูท่าว่าจะติดอาไข่หวานแจ แถมยังชอบสาธยายความสามารถพิเศษพิสดารของเขาให้เธอได้รับรู้อยู่เสมอๆ เช่น “ถ้าอาไข่หวานนอนไม่หลับให้ลุงช้างเกาหลังให้ก็ได้นะคะ ลุงช้างเกาหลังเก่งมากเลยค่ะ” หรือ “ลุงช้างเต้นควีโยมีเก่งที่สุดเลยค่ะอาไข่หวาน” และที่เด็ดสุดคือ “ลุงช้างแต่งเป็นเดอะลิตเติลเมอร์เมดซ้วยสวยค่ะอาไข่หวาน” โธ่เอ้ยยายมดตะนอย แล้วอย่างนี้อาไข่หวานจะคิดว่าลุงช้างเป็นคนอย่างไรกันล่ะเนี่ย! ภารกิจโลกแตกที่พี่หมึกฝากฝังไข่หวานเริ่มต้นด้วยการตามหาตัว “อนุช วโรดม” หญิงสาวที่พี่ชายของเธอคิดว่ามีอาจลูกด้วยกันตามคำบอกเล่าของ “จามร” เพื่อนสนิทของมุรธา ตามรูปและที่อยู่ที่เจ้าตัวให้มา แต่ไข่หวานก็คว้าน้ำเหลวเมื่อพบว่าเจ้าของบ้านได้ย้ายบ้านไปนานหลายปีแล้ว ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เธอรู้สึกท้อ มีลุงช้างนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ แถมยังทำกับข้าวอร่อยๆให้เธอฟื้นกำลังขึ้นมาตามหาพวกเขาอีกครั้ง ลุงช้างไม่เคยถามว่าเธอตามหาใคร ส่วนเธอเองก็ยังไม่พร้อมที่จะเล่าปมอันแสนเจ็บปวดของครอบครัวให้ใครฟัง ทั้งสองต่างรู้สึกอบอุ่นที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน...แม้ไม่ต้องพูดจา... ในที่สุดไข่หวานก็ได้พบกับเบาะแสสำคัญที่อาจทำให้เธอได้พบพี่สะใภ้กับหลานที่ตามหาอยู่ “สริดา รุจิอาภรณ์” คือเพื่อนสนิทของอนุช วโรดมสมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่เมื่อไข่หวานได้พบพูดคุยกับสริดาเรื่องอนุชและลูก เธอต้องผิดหวังกลับมาอีกครา เมื่อสริดาไม่ได้ให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลใดๆแม้แต่น้อย เหตุเพราะความเคียดแค้นเพื่อนรัก ในอดีต อนุชและสริดาเป็นเพื่อนรักกันมาก และต่างชอบรุ่นพี่ปีสี่คนเดียวกันนั่นคือ หมึก แต่หมึกกลับชอบอนุชมากกว่าสริดา ในงานปาร์ตี้คืนหนึ่งสริดาแกล้งดื่มเหล้าให้เมาเพื่อให้หมึกขับรถไปส่ง หมึกรับปากเธอด้วยความเป็นห่วงอย่างเพื่อน แต่เขาก็กลับไปส่งอนุชแทน หมึกลืมสริดาเสียสนิทจนกระทั่งตอนเช้า หมึกได้ข่าวว่าสริดาประสบอุบัติเหตุรถชนจากการเมาแล้วขับ สริดาถูกตัดขาทั้งสองข้างไปพร้อมๆ กับการตัดความสัมพันธ์อย่างถาวรกับคนที่เธอเคยรักทั้งคู่ อนาคตของเธอดับวูบลงพร้อมกับความเจ็บปวดที่ก่อขึ้นเป็นกำแพงแห่งความขมขื่น เคียดแค้น มองโลกในแง่ร้าย และปิดกั้นตัวเองจากสังคมภายนอก ในเมื่อเธออยู่ในโลกนี้อย่างไม่มีความสุข อย่าหวังที่จะได้เห็นอนุชและหมึกมีความสุขด้วยกันเลย สริดาปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางแก่ไข่หวาน ซ้ำยังไม่ยอมรับการติดต่อจากเธออีกเลย ไข่หวานยังพยายามติดต่อเพื่อขอพบสริดาอยู่เรื่อยๆ พร้อมๆกับที่เธอก็ต้องเตรียมตัวเข้าประกวดซุปเปอร์โมเดลอย่างเต็มที่ การประกวดครั้งนี้ทำให้ไข่หวานพบกับ “สาริศ” เจ้านายของนิกกี้ ลูกชายคนโตของบริษัทนำเข้ารถยนต์หรูซ้ำยังเป็นพี่ชายแท้ๆของสริดา ซึ่งสาริศทำท่าว่าจะหลงเสน่ห์สาวอุบลฯเข้าอย่างจัง ถึงกับสะกดรอยตามไข่หวานมาหาถึงบ้านลุงช้างเพื่อตามจีบอย่างชัดเจน สร้างความไม่พอใจให้แก่ไข่หวานไม่น้อย แต่ต้องยอมติดต่อด้วยก็เพื่อหวังว่าสาริศจะช่วยพูดให้สริดาใจอ่อนยอมบอกความจริงกับเธอ ลุงช้างก็พลอยหงุดหงิดแกมงอนหน่อยๆ เพราะหวงก้าง เอ้ย ห่วงความรู้สึกของเพื่อนร่วมบ้านคนนี้ ที่สำคัญนายสาริศนั่นเข้าออกบ้านเป็นว่าเล่น แถมยังมีข้อมูลใหม่ๆ ของคนที่ไข่หวานตามหามาหลอกล่อให้เธอออกไปกับเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นิกกี้ได้เข้ามาทำงานเป็นเลขาของสาริศและคอยช่วยงานการประกวดทุกอย่าง แต่ก็ต้องเจออุปสรรคชิ้นใหญ่ คือ “ตวงพร” อาของสาริสและสริดา ตวงพรเป็นน้องสาวแท้ๆ ของพ่อสาริศที่บริหารงานแทนสาริศในช่วงที่พ่อเขาเพิ่งเสีย และเขายังเรียนอยู่เมืองนอก เมื่อสาริศกลับมา เขาก็อยากจะดึงอำนาจกลับสู่ตัวเอง แต่ตวงพรซึ่งอยากฮุบสมบัติไว้เพียงคนเดียวก็ไม่ยอม ตวงพรล๊อบบี้ผู้ถือหุ้นต่างๆ นานาให้เลิกสนับสนุนการประกวด และใช้ภารวีซึ่งเป็นลูกสาวของเพื่อนรักให้คอยขัดขวางงานทุกอย่างของสาริศ ทำให้สาริศกับนิกกี้ต้องคอยช่วยกันแก้ปัญหาตลอดเวลา นิกกี้เห็นอกเห็นใจสาริศมากขึ้นจนกลายเป็นความรัก ไข่หวานผ่านเข้ารอบสองของการประกวด สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากให้กับภารวีและตวงพรเป็นอย่างมาก เจ้าตัวแสดงออกนอกหน้าว่าไม่ชอบนางสาวหวันยิหวาตั้งแต่แรกพบ เนื่องจากแอนตี้การเป็นนักเรียนนอกของไข่หวาน และให้เหตุผลว่า หล่อนไม่เหมาะกับการเป็นตัวแทนของสาวไทยสมัยใหม่ที่ยังต้องคงความเป็นไทยไว้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไข่หวาน คือคนๆเดียวกับญาติห่างๆที่มาพักกับลุงช้างชายหนุ่มที่เธอสนใจ ตามที่กาคาบข่าวอย่าง “น้องพลอย” สาววัยรุ่นบ้าดาราข้างบ้านลุงช้างคอยสอดสืบให้เธออยู่เนืองๆ น้องพลอยเข้าออกบ้านลุงช้างได้สะดวกเพราะลุงช้างจ้างให้มาช่วยดูแลมดตะนอยในวันที่เขาไม่อยู่บ้าน หรือปั่นงานไม่เสร็จ พลอยอยากทำงานพิเศษเก็บเงินไปเรียนแอ็คติ้ง ความฝันของพลอยคือการได้เป็นดาราเหมือนภารวี ไข่หวานได้รับข่าวดีอีกเรื่องคือสาริศเล่าว่าอนุชเป็นน้องสาวแท้ๆของท่านเลขาฯ ดร.อนล วโรดม ไข่หวานดีใจมากและติดต่อไปยังดร.อนลทันที แต่เขาไปราชการที่อเมริกาแถมยังขอลาพักร้อนต่ออีกหนึ่งเดือน เธอตัดสินใจส่งอีเมลไปแต่ก็ไม่ได้รับอีเมลตอบกลับจากเขาเลย ด้านฝั่งลุงช้างก็ได้รับข่าวคราวบอกเล่าจากพี่ชายที่ไปเยี่ยมแม่และน้องสาวที่อเมริกาว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งติดต่อเขาเพื่อขอเจรจาเรื่องอนุชและลูก แต่ไม่มีทางเสียหรอกที่เขาจะยอมยกมดตะนอยผู้เป็นแก้วตาของเขาไปให้คนไม่มีความรับผิดชอบพรรค์นั้น!ระยะเวลาที่ไข่หวานพักอยู่กับลุงช้างและมดตะนอยนั้น ความใกล้ชิดสนิทสนมของคนทั้งคู่ทำให้ความคิดของชายหนุ่มและหญิงสาวเปลี่ยนแปลงไป เขาตระหนักว่าชีวิตเขาและหลานสาวต่างก็ขาดบางสิ่งบางอย่างไป เขาพบว่าไข่หวานคือแบบอย่างของหญิงสาวที่เขาอยากให้มดตะนอยเป็นเมื่อเติบโตขึ้น คือเป็นผู้หญิงมั่นใจในตนเอง และคิดว่าความสวยที่แท้จริงของผู้หญิงไม่ใช่การแต่งหน้าทาปาก หากแต่เกิดจากสมองและความคิดที่สวยงามมากกว่า นอกจากนั้นไข่หวานยังช่วยแก้พฤติกรรมเลียนแบบอันแสนแก่แดดแก่ลม ที่มดตะนอยเคยได้รับจากภารวีและน้องพลอยนั้นหายไปเสียด้วย และที่สำคัญที่สุด...เขาอยากให้ไข่หวานมาเป็นหวานใจของเขาเหลือเกิน... ไข่หวานเองก็ชักจะมีอาการใจสั่นกับผู้ชายท่าทางอบอุ่น ใจดี อีกทั้งแววตาเป็นประกายคู่นั้นมันชวนหลงใหลเสียนี่กระไร จากการปรึกษานิกกี้ นิกกี้ก็บอกให้ไข่หวานเช็คดูว่า เขาจะมีใจตรงกันกับเธอหรือเปล่า โดยการหว่านเสน่ห์ต่างๆนานา ลุงช้างรู้สึกแปลกๆกับพฤติกรรมก๋ากั่นเกินเหตุของไข่หวาน ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าไข่หวานมีแผนการยั่วเย้าเขาบางอย่าง เขารู้ดีแต่ที่ไม่กระโตกกระตากออกมา ก็เพราะว่าการที่มีไข่หวานมาวนเวียนใกล้ชิดมันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เรื่องอะไรอนิลจะพลาดโอกาสดีๆอย่างนี้ ก่อนการประกวดซุปเปอร์โมเดลรอบตัดสิน ไข่หวานออกไปทานข้าวนอกบ้านกับลุงช้างและมดตะนอย ตวงพรกับภารวีจ้างให้คนไปถ่ายรูปเพื่อสร้างข่าวว่าไข่หวานแอบมีครอบครัวอยู่แล้วก่อนเข้าประกวด “พิชิต” ลูกน้องคนสนิทของนายแม่ดาวเรืองบังเอิญเห็นเหตุการณ์พอดีจึงรายงานเรื่องนี้ให้นายแม่ทราบทันที เดือดร้อนถึงนายแม่ดาวเรืองจนทำให้นั่งไม่ติด โทรหามุรธาซึ่งกำลังทำธุระอยู่ที่กรุงเทพฯให้มาดูน้องว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มุรธาและพิชิตมาหาไข่หวานที่บ้านลุงช้าง ลุงช้างต้อนรับพี่ชายที่บอกว่ามาเยี่ยมไข่หวานเป็นอย่างดีและเชิญให้พักด้วยกัน ไข่หวานจึงจำต้องยอมตกกระไดพลอยโจนซะงั้น มดตะนอยดีใจมากที่มีลุงหมึกมาพักด้วยกันและกลายเป็นเพื่อนเล่นแสนวิเศษของเด็กน้อยอีกคน มุรธาก็รู้สึกถูกชะตากับหลานลุงช้างคนนี้ตั้งแต่แรกเห็นซึ่งเขาไม่รู้เลยว่ามดตะนอยคือลูกสาวแท้ๆ ของเขานั่นเอง ไข่หวานไม่ละความพยายามในการติดต่อขอพบสริดาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอใช้ความจริงใจตามที่ลุงช้างแนะนำมา เธออธิบายความต้องการของพี่ชายเธอที่ต้องการรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นและขอให้สริดาช่วยให้เธอได้ติดต่อกับอนุชโดยตรง และด้วยความช่วยเหลือของสาริศอีกแรงที่เกลี้ยกล่อมพี่สาวให้ยอมละทิฐิและเห็นแก่เด็กตาดำๆ สริดาจึงรับปากว่าจะลองคุยกับอนุชให้ หลังจากไข่หวานกลับไปแล้ว สริดาจึงติดต่ออนิลและบอกเรื่องราวทั้งหมดที่เธอได้พบหญิงสาวที่มาตามหาอนุชและลูกให้เขาฟัง แถมยังนัดให้อนิลไปเจอหน้าคนที่จะมาพรากมดตะนอยไปจากเขาในวันการจัดงานประกวดซุปเปอร์โมเดลรอบสุดท้ายอีกด้วย ลุงเสือส่งอีเมลมาหาลุงช้างอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับอีเมลอีกฉบับจากหญิงสาวที่เรียกร้องสิทธิของความเป็นญาติฝ่ายพ่อของมดตะนอยขอพบและเจรจา คราวนี้อนุชที่เคยปฏิเสธการรับรู้เรื่องใดๆของเด็กหญิงมดตะนอยถึงกับเปรยขึ้นมากับพี่ชายว่า อย่าให้ใครเอาลูกเธอไปได้ ถึงเธอไม่พูดอย่างนั้นอนิลก็ไม่มีความคิดยกมดตะนอยให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ทางด้านไข่หวานเองก็เริ่มท้อใจที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไถ่โทษให้พี่ชายของเธอ วันนั้นเองเธอก็เผยความอ่อนแอของผู้หญิงคนหนึ่งให้ลุงช้างเห็น เธอโอบกอดเขาเพื่อขอกำลังใจ แต่ไข่หวานหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายกลับฉวยโอกาสเผยความรู้สึกผ่านการปลอบประโลมเธอ ไข่หวานได้โอกาสที่จะพิสูจน์ความรู้สึกของลุงช้างว่าใจจะตรงกับเธอหรือเปล่าตามที่นิกกี้บอกมา ไข่หวานตัดสินใจค่อยๆเคลื่อนหน้ามาหอมแก้มลุงช้าง แทนที่ลุงช้างจะผลักไส เขากลับจุมพิตปลอบตอบเธออย่างนิ่มนวล ไข่หวานรู้ในวินาทีนั้นเองว่า ลุงช้างก็มีใจตรงกับเธอ กรี๊ดดดด! ในที่สุด สาริศกับนิกกี้ก็เอาชนะตวงพรจนสามารถจัดงานประกวดได้สำเร็จ ในวันประกวดรอบสุดท้ายของซุปเปอร์โมเดล ลุงช้างพามดตะนอยและลุงหมึกไปเชียร์ไข่หวานถึงขอบเวที ลุงช้างและไข่หวานดูมีความสุขมากเมื่อได้รับรู้ความรู้สึกในใจของกันและกัน ฝ่ายสาริศก็พาสริดามาดูการประกวดในครั้งนี้ หล่อนยอมออกจากบ้านก็เพื่อหวังจะชี้ตัวการให้อนิลรับทราบ ผลการประกวดปรากฏว่า นางสาวหวันยิหวา อัศวเรืองฤทธิ์ ได้รับตำแหน่ง Brand Ambassador ของบริษัทนี้ สร้างความดีใจตื่นเต้นให้กับทุกคนโดยเฉพาะลุงช้าง ระหว่างรอรับไข่หวานกลับบ้าน หมึกก็บังเอิญเจอกับสริดาเพื่อนสนิทของอนุช เขาเปิดเผยตัวตนของเขาเพื่อขอคุยเรื่องหญิงสาวและลูกของเขา ทันใดนั้นลุงช้าง มดตะนอยและไข่หวานเดินมาสมทบพอดี สริดาได้โอกาสบอกอนิลว่าคนตรงหน้าเขานี่แหละที่ต้องการพรากมดตะนอยไปจากเขา สองคนพี่น้องนี่เองที่เป็นคนไร้ความรับผิดชอบ ลุงช้างรู้ความจริงทั้งหมดก็โกรธมาก พามดตะนอยกลับบ้านทันที! สองพี่น้องหมึกและไข่หวานตามไปคุยกับลุงช้างที่บ้าน ความจริงที่เปิดเผยทำให้อนิลโกรธและเสียใจมาก ในขณะที่ไข่หวานก็พยายามจะอธิบายและขอโทษแทนพี่ชายตน เรื่องราวบานปลายจากการต่อว่าของอนิลในค่ำคืนนั้น ทำให้หมึกแอบลักพาตัวมดตะนอยไปในรุ่งสางของอีกวัน ยังไม่ทันที่ลุงช้างและไข่หวานออกตามหามดตะนอย อนุชก็โทรศัพท์มาหาอนิลในสายวันนั้นพอดิบพอดี อนุชร่ำไห้ทันทีที่ทราบเรื่องและบอกว่าตนจะกลับเมืองไทย พร้อมกันนั้นไข่หวานก็ได้รับโทรศัพท์จากนายแม่ดาวเรืองบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว พี่หมึกของเธอพาเด็กหญิงตัวเล็กๆมาบอกว่าเป็นลูกสาวของเขา ให้ไข่หวานรีบกลับบ้านด่วน อนิลตัดสินใจเดินทางไปอุบลฯพร้อมไข่หวานทันที นายแม่ดาวเรืองแทบจะลมจับเมื่อรู้ความจริงว่า ลูกชายของตนแอบไปมีหลานไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่ด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูของมดตะนอยทำให้เธอยอมรับความจริงได้ภายในค่อนวัน นายแม่ดาวเรืองพามดตะนอยออกไปเที่ยวตลาด ซื้อเสื้อผ้า ซึ่งที่ตลาดนั่นเองมดตะนอยก็ร้องเรียก “น้าหนูเล็ก” ของเธอดังลั่น ทำให้ความจริงอีกเรื่องกระจ่างขึ้นมาว่า หนูเล็ก อณิมาเพื่อนสนิทของไข่หวานเป็นน้องสาวคนละแม่ของลุงช้างนั่นเอง! ลุงช้างมาถึงอู่รถดาวเรืองก็พุ่งตรงไปยังมดตะนอยเพื่อรับกลับทันที แต่ฝ่ายไข่หวานและนายแม่ดาวเรืองไม่ยอมและถือความเป็นญาติฝ่ายพ่อของมดตะนอยเรียกร้องสิทธิในตัวหลาน ทำให้หนูเล็กต้องรีบเคลียร์สถานการณ์ตรงหน้าบอกให้ลุงช้างกลับไปพักที่บ้านเธอก่อน อนิลได้พบพ่อ “อธิป” กับแม่เลี้ยง หนูเล็กเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างหมึกกับอนุชให้พ่อฟัง อนิลได้รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วพ่อของเขาไม่ได้ทิ้งลูกๆ ไว้กับแม่ แต่พ่อคิดถึง “ใจลูก”เป็นหลักเพราะแม่เขาให้เหตุผลว่าลูกๆต้องการอยู่กับเธอ พ่อก็ยอมรับแต่โดยดีเพื่อความสุขของลูก ทั้งๆ ที่เขารักและอยากรับอนุชไปเลี้ยงใจจะขาด เช้าวันใหม่อนิลขับรถไปอู่ดาวเรืองแต่เช้าเพื่อหวังจะขโมยมดตะนอยกลับมา แต่มดตะนอยออกไปวัดกับนายแม่ดาวเรือง ไข่หวานรักและอยากให้มดตะนอยอยู่กับพี่ชายเธอมากกว่าจึงเฉไฉไม่ยอมไปตามหาไข่หวานให้ลุงช้างง่ายๆ ศึกย่อมๆ แย่งหลานตัวน้อยก็เกิดขึ้นระหว่างไข่หวานและอนิลที่ต่างอ้างสิทธิ์ในการดูแลหลาน ทั้งสองคนต่างเจ็บปวดที่ต้องทะเลาะกันเรื่องหลานจนคิดว่าความรักของทั้งคู่คงไม่มีทางเป็นจริงได้! หนูเล็กต้องไกล่เกลี่ยให้ลุงหลานได้อยู่ด้วยกันตอนกลางวัน แต่กลางคืนต้องนำหลานมานอนบ้านย่าแทน มดตะนอยสับสนไปหมดจนล้มป่วยเพราะปรับตัวไม่ทัน การที่มดตะนอยล้มป่วยนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนทำให้ทั้งสองบ้านตัดสินใจนัดเจรจายุติปัญหาว่ามดตะนอยควรอยู่กับใครกันแน่? ระหว่างนั้นสาริศและอนุชก็ตามมาสมทบกับอนิล อนุชเริ่มลดทิฐิลงหลังจากได้ฟังเรื่องราวในอดีตจากปากของพ่อ และรับรู้ว่าพ่อรักเธอมากขนาดไหน เช้าวันรุ่งขึ้นการเจรจาเริ่มต้นขึ้นระหว่างสองบ้านเพื่อหาข้อยุติ มุรธาพยายามปฏิบัติตัวดีต่ออนุชแต่กลับโดนเธอปฏิเสธอย่างไม่ไยดี นายแม่ดาวเรืองขอโทษอนุชและยอมรับผิดเรื่องมุรธาทุกประการ ดาวเรืองบอกว่าเธอเลี้ยงลูกไม่ดีเอง เธอคอยปกป้องลูกเกินไปจนลูกไม่กล้าตัดสินใจเอง อนุชแจ้งความต้องการว่าเธอจะเอามดตะนอยไปเลี้ยงที่ต่างประเทศ ไข่หวานไม่ยอมเพราะญาติฝั่งพ่อควรมีสิทธิ์เลี้ยงดูเช่นกัน อนิลทักท้วงว่ามดตะนอยไม่ได้รู้จักพ่อและแม่ของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ ให้มดตะนอยอาศัยอยู่กับลุงช้างตามเดิม ส่วนนายแม่ดาวเรืองจะซื้อบ้านที่กรุงเทพฯให้มุรธาได้อาศัยอยู่ ระหว่างนี้ทั้งมุรธาและอนุชเองต้องพิสูจน์ตัวเองและค่อยๆให้ลูกได้เรียนรู้และปรับตัวในการใช้ชีวิตกับพ่อแม่ เย็นวันนั้นเมื่อทุกอย่างเคลียร์ลงตัว ลุงช้างและอนุชรับตัวมดตะนอยเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยกันทันที จากนั้นไม่นานมุรธาก็ย้ายไปอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ เขากลายเป็นแขกประจำของบ้านลุงช้างไปอย่างรวดเร็ว นอกจากจะทำหน้าที่พ่อด้วยความรักและเต็มใจแล้ว มุรธายังพยายามเริ่มต้นกับอนุชอีกครั้ง และเขาก็ยังโชคดีที่ได้รับโอกาสใหม่จากอนุชเพื่อจะพิสูจน์ตัวเองและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทางด้านสาริศก็สารภาพกับไข่หวานว่าเขาแอบชอบเธอ แต่ไข่หวานปฏิเสธเพราะมีคนอยู่ในใจแล้ว นิกกี้คอยปลอบใจสาริศตลอด จนเขาคิดว่าเขาน่าจะเริ่มต้นให้โอกาสตัวเองลองคบคนใหม่ได้เสียที คนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเพียงแต่เขาไม่เคยเห็นความสำคัญนั่นคือ นิกกี้นั่นเอง ในที่สุดมุรธาก็เอาชนะใจอนุชได้ มดตะนอยกลายเป็นเด็กสดใสที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะเธอมีพ่อแม่ครบสมบูรณ์เฝ้าคอยสั่งสอนให้เธอเติบโตไปในทางที่ถูกที่ควร มุรธาและอนุชจะย้ายไปสร้างครอบครัวด้วยกันที่อเมริกา เมื่อลุงช้างและไข่หวานรู้เรื่องก็แทบใจจะขาด เพราะมดตะนอยเปรียบดัง “แก้วตา” อันเป็นที่รักยิ่งของเขาและเธอ แต่ลุงช้างจำต้องยอมรับความจริง เพราะคิดถึง “จิตใจของมดตะนอย” ซึ่งสำคัญที่สุด ไข่หวานสงสารและเห็นใจลุงช้างมากที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เพราะเธอเองก็ต้องกลับไปทำงานเป็นวิศวกรคุมอู่รถทัวร์ให้นายแม่ดาวเรืองเช่นกัน ลุงช้างน้อยใจไข่หวานมากที่ทิ้งเขาไป จนเขากลายเป็นคนเศร้าซึม และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อไข่หวานโทรตามลุงช้างให้ไปอุบลราชธานีด่วน เขาเดินทางไปหาเธอด้วยความคิดถึง แล้วก็พบเซอร์ไพรส์ว่า มุรธา อนุชและมดตะนอยย้ายกลับมาสร้างครอบครัวที่อุบลราชธานี เพราะมุรธาได้คิดทบทวนอีกครั้งแล้วว่าเขาควรกลับมาสืบทอดกิจการเพราะเป็นลูกชายคนโต ส่วนอนุชก็อยากลืมบรรยากาศความเจ็บปวดที่อเมริกา มาอยู่ใกล้อธิปเพื่อทดแทนวันเวลาที่หายไปให้ผู้เป็นพ่อ ไข่หวานตัดสินใจชวนลุงช้างมาสร้างครอบครัวด้วยกันที่อุบลราชธานี...เสมือนขอผู้ชายแต่งงานกลายๆ ลุงช้างใช้เวลาคิดไม่นานเลยเพราะเขาอยากอยู่กับ “หวานใจ” ของเขา ลุงช้างให้คำสัญญากับไข่หวานว่า เขาและเธอจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์ และมี “แก้วตา” ดวงใจน้อยๆ เป็นของตัวเองด้วยกัน... รายชื่อนักแสดง ละคร แก้วตาหวานใจ ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง รับบท หวันยิหวา อัศวเรืองฤทธิ์ หรือ ไข่หวาน ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ รับบท อนิล วโรดม หรือ ลุงช้างมาวิน ทวีผล รับบท มุรธา อัศวเรืองฤทธิ์ หรือ หมึกด.ญ.นิชัญญา สุดประเสริฐ รับบท อลิน วโรดม หรือ มดตะนอยคนัสนันท์ นักตะเฆ่ รับบท สาริศ รุจิอาภรณ์ หรือ ริศมัจฉา โมซิมันน์ รับบท นิจจารีย์ หรือ นิกกี้ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ รับบท อนุช วโรดม หรือ กวางวิรากานต์ เสณีตันติกุล รับบท สริดา รุจิอาภรณ์ หรือ ดา อภินันท์ ประเสริฐวัฒนกุล รับบท อนล วโรดม หรือ ลุงเสือพิมพ์ทอง วชิราคม รับบท ภารวี เกียรติธำรง หรือ ภาสิรินาถ สุคันธรัต รับบท พลอยคาลิยา นิฮุต รับบท อณิมา ครองจินดา หรือ หนูเล็กดารณีนุช โพธิปิติ รับบท นายแม่ดาวเรือง อัศวเรืองฤทธิ์เพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบท ตวงพรพุทธชาด พงศ์สุชาติ รับบท เพ็ญดีใจ ดีดีดี รับบท มะลิ วิชัย จงประสิทธิ์พร รับบท พิชิต

จิ๋วแต่แจ๋ว! เมื่อ แม่ใกล้คลอด น้อง หนูน้อย 4 ขวบ ทำในสิ่งที่คุณเองก็คาดไม่ถึง
คุณแม่ /  เด็กฉลาด / 

ตอน 4 ขวบ คุณจำได้มั้ยว่าคุณทำอะไรอยู่ โดดยาง เล่นหมากเก็บ เล่นวิ่งไล่จับ แม้แต่โทรศัพท์ก็ยังใช้ไม่เป็น ยิ่งถ้าแม่ท้องใกล้คลอด คุณคงไม่มีทางรู้เลยว่า คุณจะทำอะไรเพื่อช่วยแม่ได้บ้าง แต่ไม่ใช่กับหนูน้อย Calise Manning วัย 4 ขวบ คนนี้แน่ๆ เพราะ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า  เธอโทรหาตำรวจที่เบอร์ 911 เพื่อบอกคุณตำรวจว่า แม่เธอจะคลอดลูกแล้ว แถมยังบอกที่อยู่บ้านได้เป๊ะ!! Centerria Manning  อุ้มท้องมาจนถึงสัปดาห์สุดท้ายใกล้คลอด และเกิดอาการปวดท้องพร้อมคลอด เจ้าหนูน้อย Calise Manning ได้โทรไปที่ 911 ด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น และ ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ " แม่หนูตัวสั่น แม่หนูกำลังจะมีน้อง" " แม่ท้องจริงๆ แม่จะมีน้องชาย แม่ต้องการความช่วยเหลือ" ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวสถานีโทรทัศน์มิชิแกน WVMT บอกว่า เจ้าหน้าที่ได้ถามเด็กน้อยไปว่า เธออายุเท่าไหร่ เธอก็ตอบมาว่า "สี่" และยังบอกอย่างน่ารักอีกว่า " เดี๋ยวหนูก็โตขึ้นอีก "  ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนั้น เธอยังใจเย็นและสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีสุดๆ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่บางคน อาจอยู่ในอาการตื่นตระหนกอยู่ก็เป็นได้ .. โดยในบทสัมภาษณ์ คุณแม่ได้บอกแหล่งข่าวว่า เธอเป็นคนสอนลูกเอง ให้รู้จักวิธีการโทร 911 และบอกให้ลูกใจเย็นๆ เวลาพูดกับเจ้าหน้าที่ คนเป็นแม่สุดจะภูมิใจ เมื่อสิ่งที่เธอสอนไป ลูกของเธอได้ใช้จริงๆ ในช่วงเวลาฉุกเฉินขนาดนั้น  แถมลูกสาวคนนี้ยังบอกแม่อีกว่า  "หนูบอกแล้วว่า หนูจะช่วยแม่ ถ้าเกิดอะไรขึ้น " น่ารัก แถม ใจกล้า และยังใจเย็นอีก เห็นที คุณแม่อาจจะต้องสอนคุณลูกไว้แล้วล่ะค่ะ เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน ลูกของคนอาจกลายเป็นฮีโร่มากช่วยคุณเองก็เป็นได้นะ  ที่มา Cosmopolitan เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

บีบหัวใจ ภาพแห่งความทรงจำสุดท้ายของแม่ หลัง แท้งลูก อายุครรภ์ 19 สัปดาห์
คลอดก่อนกำหนด /  คุณแม่ตั้งครรภ์ / 

ภาพเหล่านี้อาจจะกระทบกระเทือนจิตใจ อย่างสุดซึ้งสำหรับเหล่าบรรดาหัวอก ผู้เป็น คุณแม่ตั้งครรภ์ ทั้งหลาย แต่ในยุคที่วิทยาการทาง การแพทย์ก้าวหน้า แต่สถิติหญิงสาวออสเตรเลีย แท้งลูก ยังคงเกิดขึ้นทุกๆ 1 ใน 5 ราย และนี่คือ คุณแม่ชาวอเมริการายล่าสุดที่สูญเสีย ลูกชายวัย 19 สัปดาห์ไปหมาดๆ Alexis Fretz คุณแม่ตั้งครรภ์วัย 30 ปี กำลังอุ้มท้องลูกชายคนที่ 3 ในขณะที่มีอายุครรภ์เพียง 19 สัปดาห์ แต่เกิดมี เลือดออก ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอดดี จึงเดินทางเพื่อไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลเพื่อความแน่ใจ เมื่อเธอไปถึงโรงพยาบาล เธอเริ่มมีอาการปวดท้องน้อย นางพยาบาลให้เธอดื่มน้ำ 3 แก้วเพื่อ อัลตร้าซาวด์ แต่หลังจากดื่มน้ำไปได้ ไม่นาน เธอเริ่มมีอาการปวดบีบเป็นระยะ นางพยาบาลพาเธอไปอัลตร้าซาวด์ เพื่อฟังเสียงหัวใจลูกน้อยในครรภ์ แต่หลังจากอัลตร้าซาวด์ เสร็จ เธอก็ยังมีอาการเลือดออก และ ปวดท้องเหมือนอาการปวดท้องก่อนคลอด ประสบการณ์คลอดลูกมาแล้ว 2 ครั้งบอกกับเธอว่า ครั้งนี้ เธอกำลังจะคลอด และเธอมาถึงจุดที่ไม่มีทางเลือก แต่เธอไม่ถอดใจ ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วในใจเธอรู้ตัวดีว่าเธอกำลังจะสูญเสียลูกไป นางพยาบาลยังคงเดินมาบอกผลอัลตร้าซาวด์แก่เธอว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ในขณะที่เธอรู้ตัวดีว่า มันไม่โอเค เธอมีน้ำเดิน และ ทวีความ ปวดรุนแรงขึ้น คุณหมอได้มาเช็คสุขภาพเธออีกครั้ง และแจ้งว่าต้องทำการคลอดโดยด่วน Alexis Fretz เลือกที่จะคลอดวิธีธรรมชาติ ถึงแม้น้ำคร่ำได้แตกไปแล้ว แต่เธอยังต้องเบ่งอยู่หลายรอบเพื่อคลอดลูกคนนี้ "ฉันตั้งชื่อเขาว่า Walter Joshua Fretz เขาเกิดตอน 21.42 น. หลังจากตัดสายสะดือแล้ว เขาก็ถูกส่งมาถึงมือฉัน ฉัน ร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง เขาสมบูรณ์แบบมาก มีอวัยวะครบแล้ว เขามีในทุกสิ่งที่เด็กทารกควรจะมี ฉันเห็นหัวใจเขาเต้นอยู่ในหน้าอกน้อยๆ ทั้งโจซัวและฉันได้แต่อุ้มเขาไว้และร้องไห้เมื่อเฝ้ามองเขาอยู่อย่างนั้น ลูกชายตัวน้อยของฉัน" คุณแม่ผู้เพิ่งแท้งลูกกล่าว เนื่องจาก Alexis เป็นช่างภาพ และกล้องที่เธอติดตัวไปทำงานเมื่อวันก่อนแท้งลูกยังคงอยู่ในรถ โจซัว สามีของเธอจึงตัดสินใจ ไปหยิบกล้องมาเก็บภาพครั้งแรก และ ครั้งสุดท้ายของลูกชายคนนี้ไว้เป็นบันทึกความทรงจำที่งดงาม "ฉันดีใจสุดๆ ที่ โจซัวทำอย่างนั้น ในตอนแรกเราก็ไม่คิดว่าจะต้องการเก็บภาพอะไรไว้เลย แต่มันกลายเป็นสิ่งเดียวที่พอจะให้เราได้ ย้อนกลับไปดูได้อีกครั้ง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าถึงพาลูกจากเราไปเร็วขนาดนี้ ฉันอาจไม่มีวันเข้าใจเลยก็เป็นได้ แต่ฉันก็เชื่อว่านี่ คือช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับลูกของเราแล้ว ฉันแค่อยากรู้ว่าตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน อยากเห็นเขาอีกสักครั้ง ในช่วงชีวิตที่แสนสั้นของเขา กลับมีชีวิตชีวามากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ ทุกวันนี้ฉันยังคงช็อคเมื่อเห็นรูปภาพของเขา เห็นจำนวนคนแชร์และคำคอมเม้นต์เรื่องราวของเรา อยู่เรื่อยๆ " ภาพในครั้งนี้ ทำให้เป็นประเด็นถกเถียงถึงเรื่อง อาการแท้ง อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพ่อแม่ที่เคยสูญเสียลูกจากการ แท้งเหมือนกัน โดยมีสถิติที่น่าสนใจคือ ในอเมริกา ผู้หญิงแท้งเกือบ 1 ล้านคน ต่อปี ส่วนในออสเตรเลียพบการแท้งลูก ทุกๆ 1 ใน 5 รายของคุณแม่ตั้งครรภ์ ในขณะที่ครอบครัว Fretz ดีใจที่การสูญเสียครั้งนี้ของพวกเขา ได้เปิดให้สังคมได้ตระหนักถึง เรื่องการแท้ง " ฉันเขียนเรื่องราวของเราลงบล็อกก็เพราะฉันอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่ฉันต้องการลงหลักปักฐานไปจนเกษียณ เมื่อฉันกลับไปที่ Indiana โดยที่ไม่มีลูกกลับไปด้วย ฉันจะได้ไม่ต้องตอบคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันเขียนทุกสิ่งเอาไว้ในนี้ เพื่อให้มันช่วยบรรเทา ความเจ็บปวด และ ช่วยทำงานในการตอบคำถามของผู้คนแทนฉันซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉันไม่เคยเป็นจุดสนใจจนกลายเป็นไวรัลแบบนี้มาก่อน เลยในชีวิต ซึ่งเสียงตอบรับส่วนมาเป็นแง่ดี ทุกคนต่างช็อคว่าด้วยอายุเพียง 19 สัปดาห์เขามีพัฒนาการที่มาไกลมาก อย่างที่น้อยคนจะได้เห็น เขาไม่ใช่แค่เพียงเม็ดเซลล์แล้ว Walter มีรูปร่างที่สมประกอบ และ มีปฏิกิริยาตอบสนองได้ดีในขณะที่เขาอยู่ในมดลูก ถ้าเขาได้มีเวลาอยู่ในท้องมากกว่านี้อีกสักหน่อย เขาน่าจะมีโอกาสรอด ตอนนี้เขาได้กลายเป็นประเด็นในสังคม ที่คนต่างพูดถึง แน่นอนว่าฉันไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาในรูปแบบนี้ แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจที่ลูกฉันจะทำให้คนอื่นๆ ได้คิดทบทวนในเรื่องการแท้ง ฉันได้รับอีเมล์หลายฉบับ จากลูกผู้หญิงด้วยกันที่เข้ามาเล่าเรื่อง การคลอดก่อนกำหนด หรือ เรื่องลูกหาย ซึ่งในสังคมไม่ต้องการพูดถึง ผู้คนส่วนมากมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ คุณก็แค่ตั้งท้องอีกครั้งสิ แล้วพวกเขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใช้ชีวิตของพวกเขาต่อไป ในขณะที่หัวอกคนเป็นแม่และครอบครัวที่สูญเสียลูกไปกลับถูกทิ้่งให้จมจ่อมอยู่ในความโศกเศร้า ที่พวกเขาไม่เข้าใจเพราะไม่เคยเจอ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่ เจ้าหน้าที่จะมาเอาศพของลูกเราไปทิ้ง เหมือนเป็นขยะทางการแพทย์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น คุณแม่หลายคนที่ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหรือ อุ้มลูกของพวกเขา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ลูกเขาเป็นหญิง หรือ ชาย ฉันเจ็บปวดที่ได้ยินว่าพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เห็นลูกของตัวเอง ไม่มีแม้กระทั่งภาพให้เห็นว่า ลูกของพวกเขาได้รับการรักษาอย่างไร ฉันไม่รู้จะพูดถึงคุณหมอและนางพยาบาลที่ดูแลฉันอย่างไรให้ดีได้เท่าที่เขาทำให้ครอบครัวของฉัน เขาไม่เอ่ยเรียกลูกฉันว่าตัวอ่อนด้วยซ้ำ เขาสวดมนต์ไปกับฉัน ร้องไห้ไปกับฉัน และเป็นในทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันต้องการ พวกเขาให้กำลังใจเรา และดูแลลูกเราอย่างดี ฉันได้อุ้มลูก กอดลูกไว้แนบอก ในขณะที่หัวใจเขายังเต้นอยู่ ได้นับนิ้วเท้าของเขา ได้จูบหน้าผากเขา ฉันจะเก็บรักษาความทรงจำช่วงเวลานั้นที่ฉันมีเขาไปตลอดชีวิต " ที่มาจาก news.com.au เรียบเรียงโดย Women MThai Team  

ทำได้งัย ไม่มีตัดต่อ ผีหลอกหรือใช้ทริคอะไร
inception

"คลิปชวนสงสัย มาช่วยกันดูและช่วยกันเดา ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่บันไดมันจะวนเวียนได้เช่นนี้"

'พล.ต.ต.ชัชชรินทร์'เก็บตัวเงียบคาดเก็บของ
ข่าวจังหวัดสุพรรณบุรี /  บรรหาร ศิลปอาชา / 

อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี เก็บตัวเงียบ คาดเก็บของย้ายไปภาค 7 ตามคำสั่ง บรรยากาศกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นไปด้วยความเงียบเหงา โดยเฉพาะหน้าห้องผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากได้มีคำสั่งย้ายด่วนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี พล.ต.ต.ชัชชรินทร์ สว่างวงศ์ เนื่องจากมีการออกหนังสือราชการให้ข้าราชการตำรวจระดับ ผกก. สารวัตร และพนักงานสอบสวนที่ย้ายมารับตำแหน่งที่ ภ.จว.สุพรรณบุรี ให้เข้าไปรายงานตัวต่อ นายบรรหาร ศิลปอาชา ถึงบ้านพักที่กรุงเทพฯ ขณะที่ พล.ต.ต.ชัชชรินทร์ ยังคงเก็บตัวอยู่ในห้องทำงาน คาดว่ากำลังเก็บของเตรียมย้ายไปกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 7 ช่วยราชการตามคำสั่งดังกล่าว ด้าน พ.ต.อ.ชัยรัตน์ ทิพยจันทร์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ระบุว่า ไม่รู้สึกกดดันในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

ภาพหาชมยาก !! กระเบนลอยกลางอากาศ เหนือน่านน้ำเม็กซิโก
ปลากระเบนบิน /  ปลากระเบนปีศาจ / 

ช่างภาพชาวเม็กซิโก จับภาพปรากฏการณ์สุดตื่นตะลึง เมื่อปลากระเบนปีศาจ หรือปลากระเบนบิน กระโดดพุ่งตัวลอยเหนือน่านน้ำของอุทยานแห่งชาติเม็กซิโก วานนี้ (26 ม.ค.) เว็บไซต์ข่าว 'เดอะมิรเรอร์ 'เผยแพร่ภาพ ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าตื่นตะลึง เมื่อนายออทาวิโอ เอเบิร์ทโต วัย ช่างภาพชาวเม็กซิโกวัย 41 ปี จับภาพปรากฏการณ์อันตื่นตะลึงเมื่อ ปลากระเบนปีศาจหรือสามารถเรียกได้อีกชื่อคือ 'ปลากระเบนบิน' กำลังกระโดดขึ้นมาเหนือน่านน้ำในอุทยานแห่งชาติในเม็กซิโก ปรากฏการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นปลากระเบนปีศาจนับพันตัว กำลังว่ายน้ำและพุ่งตัวออกมากลางอากาศ ลอยสูงกว่า 10 ฟุต ซึ่งนับได้ว่าเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่หาชมได้ยากยิ่ง โดยปลากระเบนชนิดนี้จะมีความสามารถในการกระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำได้อย่างสวยงามอย่างมาก ทั้งนี้นาย 'ออทาวิโอ เอเบิร์ทโต' ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารยร์แห่งสถาบันสมุทรศาสตร์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ให้ความเห็นว่าพฤติกรรมของปลาประเบนปีศาจถือเป็นสิ่งพิเศษ ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ทางสุทรศาสตร์ได้คาดเดาพฤติกรรมในการกระโดดขึ้นเหนือน้ำของปลากระเบนชนิดนี้ ซึ่งสามารถเป็นไปได้หลายเหตุผล อาธิเช่น เพื่อความสนุกสนาน หรืออาจจะต้อนสัตว์น้ำที่เป็นอาหารของพวกมันให้ง่ายต่อการล่าเหยื่อก็เป็นได้ MThai News ที่มา Mirror

เทคนิคชะลอความแก่ สำหรับหนุ่มยุคใหม่ ที่ไม่อยากหน้าแก่ก่อนวัย
ดูแลผิว /  ปัญหาสิว / 

เทคนิคชะลอความแก่ ถ้าไม่อยากหน้าเหี่ยวย้น ก็ไม่ควรมองข้าม ภาพจาก pharmabuy แน่นอนแหละว่าผู้ชายและผู้หญิง คงไม่มีใครที่อยากจะหน้าแก่ก่อยวัยหรอกนะ แต่ยังไงเราก็คงจะหนีกาลเวลาไม่พ้นหรอก เพราะคงไม่มีใครที่จะหน้าอ่อนเยาว ถาวรหรอกจริงไหมครับ สิ่งที่เราทำได้ที่สุดก็คือการชะลอมันออกไป เพื่อที่จะทำให้ใบหน้าที่อ่อนเยาว อยู่กับเรานานขึ้นนั่นเอง ซึ่งวันนี้ทาง Men.MThai เราจะขอแนะนำ เทคนิคชะลอความแก่ ทำให้ใบหน้าของเราอ่อนเยาวและดึงดูดสาวๆ ได้นานขึ้นครับ ภาพจาก cavangwearsomeprada กาลเวลา ถึงแม้อายุที่มากขึ้นจะทำให้มีริ้วรอยเพิ่มมากขึ้น แต่ เทคนิคชะลอความแก่ ที่ทำให้กาลเวลาทำร้ายเราไม่ได้จริงๆ แล้วมันอยู่ที่ทัศนคติครับ แค่เราปรับอารมณ์ ไม่เครียด แค่นี้ก็ป้องกันริ้วรอยได้ แต่ถ้าจะให้ได้ผลมากที่สุด แนะนำให้ใช้ครีมบำรุงชะลอริ้วรอยเป็นตัวช่วยครับ แสงแดด คงต้องยอมรับแหละครับว่าแสงแดดมันเป็นอะไรที่ เป็นตัวการบั่นทอนผิดวเราแบบเต็มๆ (โดยเฉพาะแดดไทยเนี่ยแหละ) เพราะแสงแดดทำลายเซลล์ชั้นใต้ผิวหนัง เกิดขึ้นตั้งแต่อายุ ย่างเข้า 20 ปี หากปล่อยไว้ผิวจะกลายเป็นฝ้า กระ และจุดด่างดำ ทางที่ดีควรใช้ครีมป้องกันแสงแดดเสมอ การนอนทับ ถึงแม้การนอนหลับจะเป็นการให้ร่างกายได้พักผ่อนซ่อมแซมส่วนทีเสียไปของวัน แต่การนอนมันก็ทำให้เราหน้าแก่ลงได้เหมือนกันนะครับ เพราะการนอนทับข้างใดข้างหนึ่ง แม้กระทั่งการนอนคว่ำ ก็สามารถทำให้เกิดริ้วรอย ควรเปลี่ยนท่าเป็นนอนหงายจะดีกว่า การแสดงอารมณ์ หลายๆ คนอาจจะงงว่า นี่จะไม่ให้ขยับหน้ากันเลยหรอ แต่เราขอบอกว่า มันก็ไม่ใช่นาดนั้นครับ เพราะริ้วรอยอาจมีสาเหตุจากสิ่งบางประการ ไม่ใช่ทั้งหมด เช่นการขมวดคิ้ว หัวเราะ อ้าปาก ยิ้ม (แบบสุดโต่ง ไม่ใช่ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะอะไรเลย) ซึ่งพบได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี โดยเราสามารถใช้ เทคนิคชะลอความแก่ ด้วยการ นวดหน้า คลายกล้ามเนื้อ รวมทั้งการใช้ครีมบำรุงครับ แรงโน้มถ่วง ริ้วรอยนี้เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะ บริเวณหนังตาและมุมปาก เมื่ออายุมากขึ้นจะเริ่มพบบริเวณร่องแก้ม คางและขากรรไกร ไม่สามารถลบเลือนได้ แต่ชะลอได้ด้วยการนวดหน้าและใช้ครีมชะลอริ้วรอย

บางแก้วโหด ขย้ำเด็ก 1ขวบเจ็บสาหัส แผลเหวอะตั้งแต่หัวถึงขา
ข่าวจังหวัดปราจีนบุรี /  บางแก้ว / 

สุนัขพันธุ์ไทยผสมบางแก้วกัดเด็ก 1 ขวบคาบ้านที่ปราจีนบุรี บาดเจ็บสาหัส ขณะเดินเล่นหน้าบ้าน เผยเป็นสุนัขของญาติเลี้ยงไว้ ต้องรอดูอาการ ก่อนตกลงค่าเสียหายอีกครั้ง รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ จ.ปราจีนบุรี ได้เกิดเหตุสุนัขพันธุ์บางแก้วเพศผู้กัดขย้ำเด็กชายวัย 1 ขวบเพื่อนบ้าน ขณะกำลังเดินเล่นรับลมอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านกับผู้เป็นย่า เป็นเหตุทำให้เด็กชายคนดังกล่าวมีแผลเหวอะหวะตั้งแต่หัว-ใบหน้า จนถึงโคนขา ญาติต้องเร่งประสานกู้ภัยให้ช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้เป็นย่าที่ยืนตื่นตกใจอยู่หน้าห้องฉุกเฉินได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุพาหลานชายออกมาเดินเล่น อยู่บริเวณริมถนนหน้าบ้าน จากนั้นมีสุนัขพันธุ์ไทยผสมกับพันธุ์บางแก้ว เพศผู้ อายุประมาณ 3 ปี ซึ่งเป็นสุนัขของญาติๆ กันที่เลี้ยงไว้ข้างบ้านรั้วติดกัน วิ่งออกมากัดแล้วขย้ำหลานชาย จนล้มลงนอนดิ้นอยู่กับพื้นส่งเสียงร้องไห้ดังลั่น ตนจึงรีบเข้าไปไล่สุนัขตัวดังกล่าวแล้วช่วยหลานขึ้นมาได้ แต่พบหลานชายถูกสุนัขกัดเป็นแผลเหวอะ หวะที่หัวและใบหน้า จึงรีบพาส่งโรงพยาบาลประจำตำบล แต่หมอเห็นว่าอาการสาหัสมากจึงทำแผลเบื้องต้นให้ ก่อนประสานกู้ภัยมารับตัวส่งมาที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี หลังเกิดเหตุยังไม่ได้แจ้งความ เพราะเห็นเป็นสุนัขของญาติพี่น้องกัน แต่ได้บอกให้พ่อแม่ของหลานรีบมาที่โรงพยาบาลแล้ว จากนั้นก็จะได้ตกลงกันอีกครั้งว่าจะเอายังไง และตกลงเรื่องค่ารักษาพยาบาลกันต่อไป MThai news

ดูถูกกันชัดๆ! บิ๊กหงส์ขาวหยัน โบนี่ ตูดด้านกับเรือใบแน่
ตลาดซื้อขายนักเตะ /  พรีเมียร์ลีก / 

จอห์น ฟาน ซวีเดน ผู้อำนวยการ “หงส์ขาว” สวอนซี ซิตี้ เชื่อว่า วินเฟร็ด โบนี่ ที่ย้ายไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์จะไม่สามารถสอดแทรกตำแหน่งตัวจริงในถิ่นเอติฮัดสเตเดี้ยมได้ โดยแข้งวัย28 ที่ทำเรื่องย้ายทีมเป็นที่เรียบร้อยและอยู่ในระหว่างไปช่วย ไอวอรี่โคสต์ บ้านเกิดลุยศึกแอฟริกันเนชั่นคัพอาจจะได้กลับมาอยู่กับต้นสังกัดใหม่อย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้หากทีมช้างดำแพ้ให้กับ แคเมอรูน ในวันพุธนี้  “แน่นอนว่าเราจะคิดถึงประตูที่เขาทำให้กับเรา และสิ่งที่น่าหวั่นใจที่สุดคือเขาจะทำได้แค่นั่งดูเพื่อนร่วมทีม แมนฯซิตี้ อยู่บนม้านั่งสำรอง” ผู้อำนวยการสวอนซีกล่าว “ยังไง เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็ยังคงเป็นตัวเหลือแรกในทีมของซิตี้อยู่ดี”

ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ชวนเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี จ่ายง่ายที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส
ตั๋วเครื่องบิน /  สายการบินราคาถูก / 

“ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์” สายการบินราคาประหยัดรายแรก ที่ให้บริการเส้นทางบินระยะไกล ร่วมกับ “เคาน์เตอร์เซอร์วิส”  นำเสนอนวัตกรรมในการจองที่นั่งและชำระค่าบัตรโดยสาร (Book&Pay) ในเส้นทางบินสู่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ของสายการบิน ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ได้ง่ายๆ เป็นครั้งแรก ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขาทั่วประเทศ  เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารได้มากยิ่งขึ้น เริ่ม 26 มกราคมนี้ พร้อมเปิดตัวโปรโมชั่นราคาประหยัด จองด่วนเฉพาะที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสเท่านั้น ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ชวนเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี จ่ายง่ายที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส นายนัดดา บุรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า ในฐานะสายการบินราคาประหยัดที่ให้บริการเส้นทางบินระยะไกลสู่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย เรารู้สึกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต่อยอดอีกหนึ่งความสะดวกสบายและทำให้ใครใคร… ก็บินได้ ในเส้นทางที่ไกลและตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น กับช่องทางใหม่ในการซื้อและชำระเงินค่าบัตรโดยสารใน 3 เส้นทางบินยอดนิยมของคนไทย อย่างกรุงโตเกียว นครโอซาก้า (ประเทศญี่ปุ่น) และกรุงโซล (ประเทศเกาหลี) ผ่านบริการของเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่มีอยู่ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และร้านค้าที่มีสัญลักษณ์เคาน์เตอร์เซอร์วิสทั่วประเทศ เชื่อว่าจะเพิ่มความสะดวกสบายและเข้าถึงผู้ใช้บริการในหลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้น “นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากบริการ Book&Pay เส้นทางบินในประเทศและระหว่างประเทศของสายการบินแอร์เอเชียกับทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ได้เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2557 ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ทุกคนจะสามารถซื้อและชำระเงินค่าบัตรโดยสารของสายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ สู่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้ง่ายๆ ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขา รวมทั้งบริการโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องได้สูงสุด 40 กิโลกรัม และบริการสั่งจองอาหารล่วงหน้าที่เราคัดมา 3 เมนูยอดนิยม ทั้ง ข้าวไก่เทอริยากิ ข้าวเหนียวไก่ย่าง และข้าวผัดกะเพราไก่ไข่เจียว โดยจองล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมงก็สามารถเดินทางได้เลย” “อย่างไรก็ตามไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์จะจัดโปรโมชั่นตั๋วราคาประหยัดที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดและขยายฐานผู้ใช้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นอีกทางเลือกของผู้โดยสาร นอกเหนือจากการสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ โมบาย หรือเคาน์เตอร์บริการต่างๆ” นายนัดดากล่าว ด้านนายวีรเดช อัครผลพานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าเคาน์เตอร์เซอร์วิสกว่า 9,900 สาขาทั่วประเทศ จะสามารถจองตั๋วเดินทางสู่ญี่ปุ่นและเกาหลี ของไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ได้ง่ายๆ รวมทั้งยังมีบริการเสริมต่างๆ ทั้งการโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องและการสั่งจองอาหารล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในการเป็นผู้นำบริการสะดวกจองและจ่าย ที่เข้าถึงคนทั่วประเทศ ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น และร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ของเรา “ขั้นตอนง่ายๆ ในการใช้บริการ Book&Pay กับไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ สู่ญี่ปุ่นและเกาหลี เริ่มจากการแจ้งพนักงานเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ กรอกรายละเอียดการเดินทาง เลือกเส้นทางและเที่ยวบิน ทั้งนี้เมื่อชำระเงินเรียบร้อย ท่านจะได้รับใบเสร็จใช้เป็น e-ticket ได้ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในการใช้บริการ เรามีการส่งข้อความ SMS ยืนยันอีกครั้ง โดยสามารถทำการซื้อตั๋วโดยสารได้สูงสุดถึง 4 ท่านต่อหนึ่งหมายเลขการจอง” นายวีรเดชกล่าว ทั้งนี้สำหรับการเปิดตัวบริการ Book&Pay ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส เส้นทางบินจากกรุงเทพฯสู่ญี่ปุ่นและเกาหลีของไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เป็นครั้งแรก ได้จัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษทันที 200 บาทต่อเที่ยวบิน และโปรโมชั่นเส้นทางบินใหม่ของไทยแอร์เอเชีย จากกรุงเทพฯ สู่น่าน เลย ร้อยเอ็ด และหลากหลายเส้นทาง เริ่มต้นเพียง 555 บาท จองด่วนตั้งแต่วันนี้ จนถึง 25 กุมภาพันธ์ 2558 และเดินทางตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 เมษายน 2558 จองเลยที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขาทั่วประเทศเท่านั้น

เรื่องจริง! เด็กหญิงวัลลียอดกตัญญู
ที่สุดในประเทศไทย /  ประเทศไทย / 

ก่อนหน้านี้เราจะได้เห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับ การร้องเรียนรายการทีวีรายการหนึ่งที่เล่นตลกล้อเลียนชีวิตของเด็กหญิงวัลลี ทำให้ทีนเอ็มไทยสงสัยว่า เขาคือใคร? แล้วทำไมถึงเอาชีวิจของเด็กหญิงคนนี้มาล้อเลียน เมื่อได้ค้นหาข้อมูลก็พบว่า คุณวัลลี หรือ เด็กหญิงวัลลี(ในอดีต) นั้นเธอเป็น ลูกยอดกตัญญู ซึ่งคนรุ่นหลังคงจะรู้จักและจดจำเธอได้ดี วันนี้ทีนเอ็มไทยจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ เรื่องจริง! เด็กหญิงวัลลียอดกตัญญู คนนี้กันค่ะ ^^  เรื่องจริง! เด็กหญิงวัลลียอดกตัญญู  เรื่องราวของ เด็กหญิงวัลลียอดกตัญญู .. ย้อนกลับไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2524 หรือเมื่อ 34 ปีที่แล้ว ชื่อของ เด็กหญิงวัลลี เป็นที่รู้จักและจำจดของคนทั้งประเทศ จากความกตัญญูที่เธอเลี้ยงดูแม่ที่ป่วย (นางวิไล ณรงค์เวทย์) และยายตาบอดเพียงลำพัง ขณะที่เธออายุ 12 ปี เรียนอยู่ชั้นป.5 โรงเรียนวัดโรงธรรม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ต่อมาครูที่โรงเรียนรู้เรื่องราวของเด็กหญิงวัลลีจึงพยายามหาทางช่วยเธอ เรื่องราวความกตัญญูของเธอแพร่ออกไปจนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐนำเสนอเรื่องราวชีวิตของเธอ ทำให้สื่อต่างๆ ให้ความสนใจ เด็กหญิงวัลลีจึงเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ และหลังจากนั้นเรื่องราวของเธอก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และเขียนเป็นหนังสือออกมา รวมถึงได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใจบุญ มูลนิธิต่างๆ หน่วยงาน และอีกมากมาย  เรียกได้ว่าเธอเป็น เครื่องหมายสุดยอดความกตัญญู ปี 2524 เลยก็ว่าได้ ปัจจุบัน เด็กหญิงวัลลี ณรงค์เวทย์ หรือ วัลลี บุญเส็ง (ในปัจจุบันอายุ 44 ปี) ยังคงอยู่ที่บ้านเดิมในจังหวัดสมุทรสงคราม และแต่งงานกับ พันตำรวจโท ธนพัฒน์ บุญเส็ง (ในขณะดำรงยศสิบตำรวจโท) มีบุตร 2 คน ปัจจุบันประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เด็กหญิงวัลลี เด็กหญิงสายตาสั้นที่ต้องนั่งอยู่แถวหน้าเสมอเพื่อจะได้มองครูสอนได้ชัดๆ ในตอนพักกลางวันของทุกวัน จะไม่มีใครเห็นวัลลีกินข้าว และนั่งเล่นกับเพื่อนๆ เหมือนเด็กคนอื่น เพราะเธอต้องวิ่งกลับบ้านระยะทางหลายกิโลเมตรเพื่อไปป้อนข้าวป้อนน้ำแม่ที่ป่วยเป็นอัมพาต รวมทั้งยายชราที่สายตาย่ำแย่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จากนั้นเธอก็ต้องวิ่งกลับไปเรียนในช่วงบ่าย ทุกคนสงสัยกับพฤติกรรมหายตัวไปในตอนพักกลางวันของวัลลี วันหนึ่งคุณครูตัดสินใจติดตามไปดูถึงได้รับรู้ชีวิตของเด็กหญิงยอดกตัญญูคนนี้ และเรื่องราวของเธอก็ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์ ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่เรียกน้ำตาได้ทุกครั้งเวลาเปิดดู ขอบคุณข้อมูล th.wikipedia.org87,

ไม่ชัวร์! ฟานเพอร์ซี่ รับยังไม่รู้อนาคตกับผีแดงหลังสัญญาใกล้หมด
พรีเมียร์ลีก /  ฟุตบอล / 

โรบิน ฟานเพอร์ซี่ ดาวยิงชาวดัตช์ ของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมายอมรับว่าฟอร์มของตัวเองในตอนนี้ยังไม่ดีและก็ยังไม่รู้อนาคตเกี่ยวกับสัญญาฉบับใหม่กับทีม โดยสัญญาของแข้งวัย 31 ปีเหลืออีกเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น แต่ฟอร์มระยะหลังของเจ้าตัวเริ่มตกลงอย่างน่าใจหายโดยในฤดูกาลนี้ยิงได้แค่ 8 ประตูจากการลงเล่น 20 นัด ผิดกับซีซั่นแรกที่ย้ายมาจากอาร์เซน่อลด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ราวฟ้ากับเหว เพราะซีซั่นนั้น RVPซัดไป 30 ประตูช่วยให้ทีมคว้าแชมป์สมัยที่ 20 และยังได้ตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกอีกด้วย “ปีนี้ผมเล่นไป 20 นัดแต่ยิงได้แค่ 8 ลูกแน่นอนผมไม่มีความสุขกับผมซักนิดผมอยากจะยิงให้ได้มากกว่านี้” ฟานเพอร์ซี่เผย “ในนัดหลังๆผมยิงไม่ค่อยได้ แต่ผมรู้ว่าต้องสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อน แต่ผมพยายามจะทำมันแม้ว่ามันจะยังไม่ดีพอผมรู้ดี” เมื่อถูกถามถึงเรื่องสัญญาที่เหลืออีก 18 เดือน “ผมไม่ได้ขึ้นอยู่กับผม” “ตอนนี้ผมบอกได้แค่ว่าจะอยู่กับทีมไปอีก 18 เดือน” “ผมไม่รู้ถึงอนาคตหรอก ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิขึ้นหลังจากนี้ เราทำได้แค่รอดูมันเท่านั้น”

นายกฯ เมิน สหรัฐ คงอัยการศึก โต้ แต่งตั้ง
U.S.A /  กปปส. / 

นายกรัฐมนตรี เมิน ผู้ช่วย รมต.กต.สหรัฐฯ จี้ ถามห่วงการเเสดงความเห็นทางการเมืองในไทย ยัน คงกฎอัยการศึก โต้ ไม่มีการแต่งตั้ง "ตั้น จิตภัสร์" อดีตแนวร่วม กปปส เป็น ครม.กระทรวงทรัพยากรฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ แสดงความห่วงใยเรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมืองนั้น แม้ขณะนี้มีกฏอัยการศึกก็ตาม แต่ก็ไม่ได้กีดกันการแสดงความคิดเห็น ให้มีการแสดงออกอย่างเสรี เพียงแต่ขอไว้บางเรื่องที่อาจส่งผลกระทบเท่านั้น และขอยืนยันประชาธิปไตยไม่เคยตายไปจากแผ่นดินไทย ส่วนเรื่องการยกเลิกกฏอัยการศึกนั้น ได้ถามกลับไปทางสหรัฐฯว่า หากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายแบบในไทย สหรัฐจะทำอย่างไร สหรัฐฯ ไม่สามารถตอบได้ ส่วนกรณี กระแสข่าวทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีการแต่งตั้ง นางสาวจิตภัสร์ กฤดากร อดีตแนวร่วม กปปส. ร่วมเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอยืนยัน ไม่มีการแต่งตั้งอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ หลายฝ่ายกังวลอาจจะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้น ยืนยันไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั่วไป หากไม่ได้เกิดการกระทำความผิด อีกทั้ง ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายขั้นตอน และจะถูกปรับแก้ในชั้นคณะกรรมาธิการของหรือ สนช. จึงยังไม่มีการบังคับใช้ได้โดยง่ายในช่วงนี้ MThai News