มือปืนถุงป๊อปคอร์น

เทคนิคย้อนวัยสุดเนียนของ Captain American กลายเป็นอนาคตวงการหนัง
Ant Man /  BIOSCOPE / 

โดย Okami.G งานละเอียดด้านสเปเชี่ยลเอฟเฟคของ Captain America: Civil War ที่กำลังฮือฮาในวงการหนังไม่ใช่การปรากฎตัวของสไปเดอร์แมนหรือความอลังการในฉากแอ็คชั่นแต่อย่างใด ทว่ามันคือการใช้เทคนิคพิเศษในการย้อนวัยใบหน้าของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.) สำหรับการกลับไปเป็น โทนี่ สตาร์ก ฉบับวัยรุ่นในฉากสะเทือนอารมณ์เล็กๆช่วงนึงของหนังนั่นเอง แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์เวลพาดารารุ่นเก๋าจับยกกระชับใบหน้าให้ดูหนุ่มดูสาวขึ้น อย่างที่แฟนเคยได้เห็นไปแล้วใน Ant-Man กับการพา ไมเคิล ดักลาส ให้กลับไปหล่อเหลาใบหน้าเรียบเนียนอีกครั้งในบท Hank Pym ตอนหนุ่ม ซึ่งทั้งสองครั้งที่มาร์เวลได้นำเสนอเทคนิคพิเศษนี้ให้กับคนดู เป็นอะไรที่น่าสนใจมากว่าเทคนิคพิเศษไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกขัดหูขัดตากับการย้อนวัยดาราเหล่านี้ แถมบางคนแทบจะไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำไป คลิปของดักลาสจาก Ant-Man โดย 20 วินาทีแรก คือตัวเขาในบท Hank Pym ที่ถูกย้อนวัยให้กลับมาหนุ่มอีกครั้งด้วย CGI https://www.youtube.com/watch?v=kg6yVfr8K4s งานนี้ก็ต้องยกประโยชน์ให้กับบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังเทคนิคนี้อย่าง Lola VFX (โลล่า วีเอฟเอ็กซ์) ซึ่งเป็นเจ้าเดียวกันกับที่สร้างสรรค์ใบหน้าของ แบร็ต พิตต์ ในหลายๆวัยจากหนัง The Curious Case of Benjamin Button เผยว่าเทคนิคนี้สามารถทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ลบรอยเหี่ยว กำจัดถุงใต้ตา ไปจนยกกระชับใบหน้าให้ดูอวบอิ่มสมวัย และยิ่งคุณเป็นดาราดังที่มีผลงานมากมายในอดีต การสแกนใบหน้าวัยใสก็จะทำได้ง่ายขึ้น และจับมาใช้งานได้เนียนมากขึ้นด้วย โดยหัวหน้าฝ่ายวิชวลเอฟเฟคจาก Benjamin Button เคยเอ่ยถึงประโยชน์ของเทคนิคนี้ไว้ว่า “เทคโนโลยีนี้สามารถทำให้ดาราสามารถกลับไปแสดงเป็นตัวเองในอดีตได้อย่างแนบเนียน และยิ่งพัฒนาไปไกลเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งถูกใช้งานมากขึ้นแน่นอน” **เพิ่มเติม คลิปเบื้องหลังจาก Terminator Genisys ที่ใช้เทคนิคการย้อนวัยมาสร้างฉากต่อสู้ของคนเหล็กตัวเดียวกัน 2 เวอร์ชั่น https://www.youtube.com/watch?v=ViXhMVdjcBw ... ติดตามข่าวสารวงการภาพยนตร์และบันเทิงแบบเจาะลึกได้ ทางรายการ Entertainment Now วันจันทร์ ถึง ศุกร์ – เวลา 8.00-9.00 น. ทางช่อง MONO 29

คนเราต้องมีพลาดกันบ้าง! กับทีมสุดห่วยแห่งศตวรรษที่ 21 ของ ลิเวอร์พูล
ดิยุฟ /  ดิเยา / 

จริงอยู่ที่ว่า ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และมีผู้เล่นมากหน้าหลายตาต่างๆ เข้า-ออกสโมสรตามวัฏจักรโลกฟุตบอล แน่นอนว่าผู้เล่นเหล่านั้นย่อมมีทั้งเล่นได้ดีและไม่ดีพอสำหรับสโมสร เราเลยมาลองจัดทีมที่ลิเวอร์พูลถือว่า "พลาด" ที่คว้าตัวพวกเขามาร่วมทีม นับตั้งแต่ขึ้นปี 2000 กันดีกว่า ผู้รักษาประตู: อดัม บ็อกดาน ท่าไม้ตาย: ถุงมือหล่อลื่น มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ สำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตูฟอร์มสุดบู่นี้  แม้เขาจะสวมบทฮีโร่ในการเซฟ 3 จุดโทษ ช่วงดวลจุดโทษ ในเกมลีก คัพกับคาร์ไลส์ ยูไนเต็ด พาทีมเข้ารอบต่อไป แต่บ็อกดานกลับโชว์เหวอ 2 เกมติดต่อกันที่ได้เขาได้รับโอกาสลงเฝ้าเสา ด้วยการทำหมูหกในเกมที่แพ้วัตฟอร์ด 3-0 และเสียประตูจากลูกเตะมุมในเกมกับเอ็กเซเตอร์ ซิตี้ ด้วยผลงานอันงามหน้า ทำให้บ็อกดานไม่มีชื่อติดทีมชุดใหญ่หลังจากนั้นอีกเลย แบ็กซ้าย: พอล คอนเชสกี้ ท่าไม้ตาย: เปิดบอลไปหาใครไม่รู้!? เขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่รอย ฮอดจ์สัน ดึงตัวมาร่วมทีม อดีตฟูลแบ็กของชาร์ลตันและฟูแล่มไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้ในถิ่นเมอร์ซีย์ไซด์ นอกจากจะเติมเกมรุกไม่ได้เรื่องแล้ว คอนเชสกี้ยังโชว์ความเป็นบ่อน้ำมันให้กับทีมทุกครั้งที่ลงเล่น แน่นอนว่าเวลาของคอนเชสกี้กับลิเวอร์พูลย่อมสั้นมาก ไม่ต่างอะไรจากเวลาของลิเวอร์พูลกับรอย ฮอดจ์สันที่เป็นคนดึงตัวเขามา เซ็นเตอร์: ฌิมี ตราโอเร่ ท่าไม้ตาย: แตะบอลลอดขาตัวเอง ต้องยอมรับในความจริงที่ว่า ชายผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งในค่ำคืนที่อิสตันบูล ตราโอเร่ สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง แต่ขาดซึ่งความสามารถด้านฟุตบอล เขามักจะทำฟาล์วคู่แข่งบริเวณใกล้กับกรอบเขตโทษของตัวเอง และมักจะโชว์ทักษะอันแพรวพราว อันนำมาซึ่งการเสียประตูของฝั่งตัวเองในท้ายที่สุด เซ็นเตอร์: เมาริซิโอ เปเยกริโน่ ท่าไม้ตาย: กลับตัวราวดวงจันทร์หมุนรอบตัวเอง เซ็นเตอร์แบ็กประสบการณ์สูง ที่ราฟา เบนิเตซหวังจะมาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแนวรับของทีมตัวเอง (ในเวลานั้น) แต่ในความเป็นจริงแล้ว เปเยกริโน่ ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเร็วและพละกำลังในเกมฟุตบอลที่อังกฤษได้เลย ก่อนจะย้ายไปอลาเบส และกลับมาร่วมงานกับราฟา เบนิเตซ ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ในปี 2008 แบ็กขวา: ฟิลิปป์ เดเก้น ท่าไม้ตาย: ใช้ปากทำงานมากกว่าเท้าตัวเอง หนึ่งในผู้เล่นที่แทบจะถูกลืมไปจากความทรงจำของแฟนบอล เดเก้นวนเวียนไปกับการรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองในถิ่นแอนฟิลด์ จะว่าไป เขามีบทสัมภาษณ์ที่มากกว่าจำนวนเกมที่ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลเสียด้วยซ้ำ! กองกลางตัวกลาง: คริสเตียน โพลเซ่น ท่าไม้ตาย: แย่งบอล และเสียบอลอย่างรวดเร็ว เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้ไม่น่าประทับใจเลยที่ลิเวอร์พูล และแน่นอนว่ารอย ฮอดจ์สันเป็นคนดึงเขามาร่วมทีม ปกติแล้ว โพลเซ่นจะเล่นเป็นกองกลางตัวรับ ในระบบกองกลาง 3 ตัว แต่กลับที่ลิเวอร์พูล เขาต้องเล่นเป็นกองกลางสไตล์บ็อก-ทู-บ็อก ในระบบกองกลาง 2 ตัว โพลเซ่น มีจุดด้อยตรงการส่งบอลในระยะไกล ความคล่องตัวและความเร็วที่ช้าเป็นเรือเกลือ ก่อนจะเก็บกระเป๋าย้ายออกจากทีมไป โดยเล่นให้กับลิเวอร์พูลเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น กองกลางตัวกลาง: ซาลิฟ ดิเยา ท่าไม้ตาย: ส่งคืนหลังที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ดิเยา ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล หลังประสบความสำเร็จกับทีมชาติเซเนกัล ในศึกฟุตบอลโลก 2002 โดยตำแหน่งที่เขาถนัด คือ กองกลางตัวกลาง แต่มักจะถูกโยกไปเล่นเซ็นเตอร์และฟูลแบ็กอยู่บ่อยครั้งในทีมลิเวอร์พูล หลังจากไม่ประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูล ดิเยา ย้ายไปเล่นในรูปแบบสำรองหลายทีม ก่อนย้ายไปสโต๊ก ซิตี้ เป็นการถาวรในปี 2007 ปีกซ้าย: มิลาน โยวาโนวิช ท่าไม้ตาย: เลี้ยงบอลไปไหนไม่รู้!? เจ้าของฉายา "งูเลื้อยแห่งเซอร์เบีย" จากสไตล์การลากเลื้อยที่พลิ้วไหวของเขา แต่กลับโชว์การเลื้อยไม่ออก ยามเล่นให้กับลิเวอร์พูล เหมือนครั้งที่โชว์ฟอร์มให้กับสตองดาร์ด ลีแอช ก่อนระเห็จออกจากลิเวอร์พูล หลังลงเล่นไปเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ปีกขวา: เอล-ฮัดจิ ดิยุฟ ท่าไม้ตาย: พ่นน้ำลาย หนึ่งในผู้เล่นที่แฟนบอลทุกทีม (แม้กระทั่งทีมตัวเอง) ร้อง "ยี้!" บนหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังสมัยใหม่ ดิยุฟ ลงเล่นให้ลิเวอร์พูล 80 เกม ทำได้เพียง 8 ประตู หนึ่งในวีรกรรมอันเลื่องชื่อของดิยุฟ คือ การถ่มน้ำลายใส่แฟนบอลเซลติก ในเกมยูฟ่า คัพ (ยูโรป้า ลีก ในปัจจุบัน) นำมาซึ่งการถูกแบน 2 เกม และปรับเงินเดือน 2 เดือน เพื่อบริจาคให้กับมูลนิธิของเซลติก กองหน้า: ยาโก้ อัสปาส ท่าไม้ตาย: ลูกเตะมุมสั้น บางครั้งผู้เล่นก็ต้องมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการปรับเข้ากับสโมสรและลีกใหม่ๆ ยาโก้ อัสปาส เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกคนหนึ่ง เขาอยากฝากอนาคตไว้กับลิเวอร์พูล และแฟนบอลก็อยากเห็นพี่แกประสบความสำเร็จกับต้นสังกัด แต่ปัญหาหลักของอัสปาส คือ สภาพร่างกายที่บอบบางราวกระดาษ A4 ทำให้เขาต้องกลับไปเล่นให้กับเซลต้า บีโก้ หลังไม่สามารถสอดขึ้นมาเล่นให้กับลิเวอร์พูลได้ ปัจจุบัน อัสปาส ทำไป 14 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์ ให้กับเซลต้า บีโก้ ในฤดูกาลนี้ กองหน้า: อังเดร โวโรนิน ท่าไม้ตาย: ผมหางม้า หากยังไม่ตัดสินผลงานของ คริสติยง เบนเตเก้ ที่กำลังต่อสู้เพื่อตำแหน่งตัวจริงในทีม (ตอนนี้มีอาการบาดเจ็บ) โวโรนินคือศูนย์หน้าสุดห่วยของทีมนี้ไปโดยปริยาย อดีตเจ้าของหมายเลข 10 ในถิ่นแอนฟิลด์ สามารถลงเล่นได้หลายตำแหน่งในเกมรุก แต่กลับไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้สักตำแหน่ง ก่อนย้ายออกจากทีมไปในปี 2010

บริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ อีโคคาร์ใหม่ที่ให้ความอุ่นใจในทุกการขับขี่
amaze /  brio / 

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว"บริโอ้ ใหม่" และ "บริโอ้ อเมซ ใหม่" ยนตรกรรมอีโคคาร์ที่สะท้อนความโฉบเฉี่ยว ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบภายนอกและภายในใหม่ นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังได้แนะนำข้อเสนอพิเศษทั้งสำหรับเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น และลูกค้าใหม่ทุกท่าน ยนตรกรรมอีโคคาร์ บริโอ้  และบริโอ้ อเมซ ใหม่ มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่ทันสมัย และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้า และกันชนหน้าสไตล์สปอร์ต ล้ออัลลอยลายใหม่ รวมถึงการออกแบบภายในห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมยิ่งขึ้น ด้วยแผงคอนโซลดีไซน์ใหม่ สะดวกสบายในทุกการขับขี่ด้วยปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย และช่องเชื่อมต่อ USB นอกจากนี้ บริโอ้ อเมซ ใหม่ ยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่แบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้า และสปอยเลอร์หลังดีไซน์สปอร์ต พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ยิ่งขึ้น ได้แก่ หน้าจอแสดงข้อมูลแบบ MID ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ บริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ ใหม่ เปี่ยมด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ SOHC i-VTEC ขนาด 1.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว 90 แรงม้า และระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้ความคล่องตัว พร้อมให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานมลพิษระดับ EURO4 ทั้งยังครบครันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยในทุกรุ่น อาทิ ถุงลมอัจฉริยะด้านคนขับ (i-SRS) ถุงลมด้านผู้โดยสารด้านหน้า (SRS)  ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบสัญญาณกันขโมย บริโอ้ ใหม่ รุ่น V CVT ราคา 495,000 บาท และ บริโอ้ อเมซ ใหม่ มีให้เลือก 2 รุ่นได้แก่ รุ่น V CVT ราคา 517,000 บาท และรุ่น SV CVT ราคา 577,000 บาท โดยทั้งบริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวทาฟเฟต้า และสีใหม่เงินลูนาร์ (เมทัลลิก) ในโอกาสนี้ ฮอนด้านำเสนอแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น (Honda Loyalty) และสำหรับลูกค้าทุกท่าน รับฟรีค่าบริการตรวจเช็คระยะ ค่าแรง และค่าอะไหล่ ตั้งแต่ระยะ 10,000 – 50,000 กิโลเมตร ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ พบกับฮอนด้า บริโอ้ และ ฮอนด้า บริโอ้ อเมซ ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.honda.co.th/brioamaze-brio  

รวมของเล่นในขนมวันวานยอดฮิต
กิจกรรมวัยรุ่น /  ขนมยอดฮิต / 

ครั้งที่แล้วทีนเอ็มไทยเคยนำเสนอเรื่องราวของ 10 อันดับของสะสมวัยเรียนสุดฮิต กันไปแล้ว และก็ทำให้เราพบว่าของแถมในขนมเมื่อวันวาน ก็น่าสนใจดีเหมือนกานนะ เพราะในปัจจุบันแทบไม่เห็นแล้ว และก็ไม่รู้ว่าเพื่อนๆ คนไหนจำกันได้หรือเปล่า ถ้ายังจำไม่ได้ เรามารื้อฟื้นอดีตกับ รวมของเล่นในขนมวันวานยอดฮิต พร้อมๆ กันเลยค่ะ... รวมของเล่นในขนมวันวานยอดฮิต เริ่มจากขนมกากา ใครจำได้บ้างคะ นิยมมากๆ ในสมัยนั้น เพราะแถมของเล่นถูกใจเด็กๆ กล่องขนม Toy ของกูลิโกะ เห็นกล่องเล็กๆ แค่นี้ แต่ของเล่นข้างในสวย น่าเล่นมากสามารถยัดลงไปในกล่องได้ 1 ชิ้น ขนมกรอบ คัมคัม โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ถุงสีแดง และเด็กชายหญิงคู่นี้ ดูหน้าซองแล้วน่าจะเป็นของเล่นแบ๊วๆ แต่กลับเป็นตัวหุ่นยางหลากสีให้สะสม (มีกันป่ะ) ขนมโจ๊กโก้ ขนมปังเคลือบโกโก้ที่แถมมาพร้อม รูปสัตว์โลกน่ารัก ภายในกล่องเจ้าหนูรถแข่ง มีขนมบ๊วยเค็ม และก็รถแข่งคันเล็กไว้ไปซิ่งแข่งกัน มาถึงขนมน้ำเต้า ปู ปลา คราวนี้ไม่ใช่ของเล่นอยู่ในกล่อง แต่ตัวกล่องนี้แหละค่ะที่เป็นของเล่น และเพื่อนๆ จำได้ไหมคะว่า ภายในกล่องนี้มันมีอะไรอยู่ แท่นแท๊น มันก็คือลูกอมเม็ดสีขาวๆ 1 ลูกอยู่ด้านใน ส่วนด้านนอกก็ไว้เป็นลูกเต๋าโยนทายน้ำเต้า ปูปลา แต่อย่าเล่นพนันกันนะคะ เพราะการพนันเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักจบสิ้น เล่นได้ก็เล่นอีก เล่นเสียก็เล่นอีก ไม่ดีเลย เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็น บ้านญี่ปุ่นกระดาษนี้ที่อยู่ในขนมข้าวโพดอบกรอบจาจาโฮม และเคยเล่นแน่ๆ เลย บ้านที่ประกอบหลังเล็กๆ หลายสไตล์ตามแบบฉบับญี่ปุ่น ฮอตฮิตมากในช่วงนั้น และปัจจุบันขนมจาจาโฮมก็ยังมีอยู่นะจ้ะ แต่จะมีเวอร์ชั่นบ้านต่างๆ เพิ่มขึ้น ปิดท้ายด้วยขนมโรตีสายไหมที่แหวกแนวกว่าอันอื่นซะหน่อย แต่ถือว่าเป็นขนมดั้งเดิมแบบไทยๆ และถูกอกถูกใจเด็กๆ สมัยนั้น เพราะได้ทั้งของกินด้วย ได้เล่นสนุกด้วยคุ้มด้วยจริงๆ ค่ะ อย่างเมื่อก่อนหยอดเหรียญ 1 บาทได้เบอร์ 1 ก้ได้กิน 1 อันก็เท่าทุน แต่ถ้าหมุนได้เบอร์ 5 ก็อิ่มหนำกันไป อิอิ แต่สมัยนี้น่าจะ 10 บาทต่อรอบแล้วนะคะ วันเวลาราคาของก็ถูกปรับเปลี่ยนไปหมด นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่เราลองย้อนวันวานให้เพื่อนๆ ได้คิดถึงภาพกัน แต่จริงๆ แล้วยังมีของอีกมากมายที่เราอาจลืมเลือนไป เพราะด้วยเทคโนโลยีของใหม่ๆ ในปัจจุบันเขามาแทนที่ และถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีของเล่นในขนมวัยเด็กอื่นๆ ที่น่าสนใจนอกเหนือจากนี้ก็สามารถมาบอกเล่ากันได้นะคะ... เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ภาพ Google

มีความไทย! ลีมินโฮ กินกล้วยทอด จิบน้ำมะพร้าว ใน Bounty Hunters
Bounty Hunters /  Lee Min Ho / 

นักร้องและพระเอกหนุ่มแดนกิมจิ ลีมินโฮ (Lee Min Ho) กำลังจะมีผลงานออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง Bounty Hunters ประกบคู่กับนางเอกสาวดาวรุ่งจากจีน ถัง เยียน (Tiffany Tang) ซึ่งภาพเบื้องหลังกองถ่ายเซ็ทนี้ ทีมงานได้ยกกองมาถ่ายทำที่ประเทศไทย เป็นภาพหนุ่มมินโฮนั่งอยู่ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง โดยมีถุงกล้วยทอด และน้ำมะพร้าวตั้งอยู่ แถมยังมีปลาตะเพียนสานห้อยอยู่ เห็นแบบนี้แล้วต้องชื่นชมทีมงานที่เซ็ตฉากนี้ให้มีความเป็นไทยได้พอดิบพอดีจริงๆ สำหรับภาพยนตร์ Bounty Hunters เป็นภาพยนตร์แนวแอคชั่น-คอมเมดี้ เรื่องราวของ 5 นักล่ารางวัลที่ตระเวนไปทั่วเอเชีย โดยการร่วมทุนสร้างของเกาหลี , จีน และฮ่องกง ร่วมด้วยดาราหนุ่มจากฮ่องกง จง ฮั่นเหลียง (Wallace Chung) ทั้งยังยกกองไปถ่ายทำในหลายประเทศคือ เกาหลี, จีน ,ฮ่องกง, ไทย และอีกหลายประเทศในเอเชีย ทุนสร้างราว 30 ล้านเหรียญดอลลาร์ฯ กำหนดฉายอย่างไม่เป็นทางการคือ 2 กันยายน 2016 ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.dramafever.com , http://asianwiki.com/ , http://www.weibo.com/u/2782682084 

5 เมนูแสนง่าย แค่เตาบาร์บีคิวก็ทำได้ !
กุ้งย่าง /  บาร์บีคิว / 

วันหยุดแบบนี้ ถ้าหากไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหน 'ดิฉัน' มีเมนูน่าอร่อยที่ใช้เวลาทำเพียงชั่วพริบตา แถมยังไม่ต้องใช้เตาอบหรือกระทะให้ยุ่งยากเลยค่ะ เพียงแค่คุณมีเตาย่างบาร์บีคิวเพียงอย่างเดียว ก็สามารถครีเอทเมนูสุดอร่อยเหล่านี้ได้แล้วค่ะ Grilled salmon with apple เป็นเมนูที่ใช้เวลาเพียง10 นาทีเท่านั้น เพียงน้ำเนื้อปลาแซลมอนเกรดเอมาล้างด้วยน้ำสะอาด ซับน้ำออกจนแห้งแล้วนำสเปรย์น้ำมันมะกอกพ่นลงไปให้ทั่วทั้งด้านที่เป็นเนื้อปลาและหนังปลา ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย จากนั้นพักแซลมอนไว้ไปเตรียมเตาบาร์บีคิวและถ่าน พอร้อนได้ที่ก็นำปลาแซลมอนลงไปย่างบนเตา ย่างทั้งด้านที่เป็นเนื้อปลาและด้านที่เป็นหนัง ใช้เวลาเพียงข้างละ 2-3 นาทีเท่านั้นเองค่ะ เมนูสุดง่ายที่ทั้งรวดเร็วและแสนอร่อย Grilled Corn with Garlic Butter เมนูข้าวโพดก็ถือเป็นเครื่องเคียงที่เราชอบนำมารับประทานเวลามีปาร์ตี้บาร์บีคิวกัน เริ่มจากไปซื้อข้าวโพดดิบมา ลอกเปลือกออกแต่ไม่ต้องดึงออกหมดนะคะ เอาไว้เป็น Gimmick เล็กน้อย จากนั้นนำข้าวโพดไปแช่น้ำเย็นเอาไว้ครึ่งชั่วโมง แล้วเอาขึ้นมาสะบัดออก นำฟอยล์มาห่อข้าวโพดเอาไว้และปิดเตาย่างเอาไว้ 15-20 นาที จึงเปิดฟอยล์ด้านบนออกและนำเนย กระเทียมมาทาให้ทั่ว อาจจะเพิ่มความหอมโดยการโรยต้นหอมหรือเพิ่มชีสก็ได้ค่ะ อ้อ ! อย่าลืมโรยเกลือและพริกไทยด้วยนะคะ จะทำให้อร่อยยิ่งกว่าเดิม 10 เท่า Grilled Shrimp with Garlic เราสามารถใช้เตาบาร์บีคิวทำอาหารทะเลได้เช่นกันค่ะ เริ่มจากการแกะเปลือกกุ้ง ล้าง และนำไปย่างบนเตา หลังจากนั้นนำน้ำหมักที่มีส่วนผสมของ น้ำมันมะกอก ใบไทม์ และกระเทียมสับ มาทาให้ชุ่มตัวกุ้ง เร่งไฟให้แรงขึ้นหน่อย ย่างจนเปลือกกุ้งมีสีส้มสวย สักข้างละประมาณ 1-1นาทีครึ่งก็เป็นอันใช้ได้ค่ะ เห็นมั้ยคะว่าง่ายขนาดไหน Baked Baby Potatoes มันฝรั่งเป็นเครื่องเคียงอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยในปาร์ตี้บาร์บีคิว เพราะฉะนั้นการปรุงมันฝรั่งให้สุกและอร่อยไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ นำ Baby Potatoes ต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อยประมาณ 7 นาทีให้นิ่มลงเล็กน้อยและนำมาหั่นครึ่ง จากนั้นในกระทะ ทอดเบค่อนให้กรอบ ปรุงรสด้วยเครื่องเทศต่างๆ อย่าง ผงยี่หร่า ผงปาปริก้า และผงลูกผักชีป่น ผัดให้เข้ากัน นำ Baby Potatoes ที่หั่นครึ่งไว้ลงไปผัดกับเบค่อนในกระทะจนเข้ากัน หลังจากนั้นนำฟอยล์มาสร้างเป็นรูปชาม นำมันฝรั่งทั้งหมดลงไปและเอาไปย่างบนเตาบาร์บีคิว อาจจะเพิ่มชีสลงไปด้วยก็แล้วแต่เลยค่ะ ย่างสักประมาณ 30 นาทีก็เปิดฟอยล์ พร้อมทาน ! Marshmallow Kebabs with Raspberry Sauce เมนูของหวานหนึ่งเดียวนี้ทำง่ายและเป็นเมนูที่เด็กๆ น่าจะชอบกันด้วยค่ะ กับมาร์ชเมลโลว ส่วนผสมมีแค่สามอย่างเท่านั้นคือ ราสเบอร์รี่ มาร์ชเมลโล่ว และไม้ลูกชิ้นหรือไม้ไผ่เส้นเล็กก็ได้ค่ะ เริ่มจากการปั่นราสเบอร์รี่กับน้ำตาลให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำซอสมากรองและพักไว้ในตู้เย็น หันมาเปิดเตาย่าง นำมาร์ชเมลโล่วมาเสียบไม้และนำไปย่างบนเตา แต่อย่าลืมใส่ถุงมือกันร้อนนะคะ เมื่อเห็นว่ามาร์ชเมลโล่วมีสีเหลืองทองให้รีบนำขึ้น ราดด้วยซอสหวานๆ เปรี้ยวๆ จบปาร์ตี้บาร์บีคิวอย่างสวยงามค่ะ ขอบคุณภาพจาก: foodnetwork.com, http://www.telegraph.co.uk, http://www.taste.com.au/

10 สูตรเมนูเครื่องดื่มหวานเย็น ที่จะช่วยพยุงชีวิตกลางแดดร้อนๆ
นม /  น้ำดื่ม / 

อากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง การดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ช่วยคลายร้อนได้ดี และยิ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติหวานแล้วยิ่งทำให้ร่างกายสดชื่นไปตลอดทั้งวัน วันนี้จำมานำเสนอ สูตรเครื่องดื่ม 10 เมนู ที่จะช่วยให้มีชีวิตอยู่กลางแดดจัดๆ 10 สูตรเมนูเครื่องดื่มหวานเย็น ที่จะช่วยพยุงชีวิตกลางแดดร้อนๆ Double Chocolate Chip Frappe ส่วนผสม - นมสด 120 ml. - ช็อคโกแลตชิป 1/3 ถ้วย - นมข้นหวาน/น้ำเชื่อม 50 ml. - ช็อคโกแลตไซรัป 3 ช้อนโต๊ะ - น้ำแข็ง 1 แก้ว (16 ออนซ์) - วิปปิ้งครีม - ช็อคโกแลตซอส วิธีทำ 1. เทนมสด ช็อคโกแลตชิป นมข้นหวาน/น้ำเชื่อม ช็อคโกแลตไซรัป และน้ำแข็ง ลงในเครื่องปั่น ปั่นให้จนเนียน 2. เทใส่แก้ว บีบวิปปิ้งครีม ราดด้วยช็อคโกแลตซอส พร้อมเสิร์ฟ ปล. สำหรับใครชอบแบบเข้มข้น หอมกาแฟ สามารถใส่กาแฟเอสเปรสโซ่ลงไป 1 ออนซ์ โดยลดปริมาณนมสดลง ----------------------------------------------------------------------------------------- มอคค่ากาแฟก้อนน้ำแข็ง ส่วนผสม - กาแฟเอสเปรสโซ่ 4 ออนซ์ - ผงโกโก้ 2 ช้อนชา - นมข้นหวาน/น้ำเชื่อม - นมอุ่น - คาราเมลไซรัแ วิธีทำ 1. กลั่นกาแฟเอสเปรสโซ่ 4 ออนซ์ หรือใช้กาแฟผง ประมาณ 3-4 ช้อนชา (แล้วแต่ชอบ) ชงกับน้ำร้อน 2. ใส่ผงโกโก้ลงไป คนให้เข้ากัน อาจจะใส่น้ำเชื่อมหรือนมข้นหวานเพิ่มลงไปตามใจชอบ (หรือถ้าใครไม่ชอบหวานก็ไม่ต้องใส่ค่ะ) 3. เทใส่พิมพ์น้ำแข็ง แช่ในช่องฟรีซ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืนก็ได้ 4. เอาก้อนน้ำแข็งกาแฟออกจากพิมพ์ ตักใส่แก้ว 5. เวลาเสิร์ฟ เสิร์ฟพร้อมกับนมสดอุ่น และคาราเมลไซรัป 6. รินนมลงในแก้วกาแฟ เทคาราเมลไซรัปลงไป พร้อมดื่ม ----------------------------------------------------------------------------------------- กรีนทีมัคคิอาโต้ ส่วนผสม - น้ำชาเขียว - วานิลลาไซรัป - นมสดเย็น - น้ำแข็งก้อน - ฟองนม วิปปิ้งครีม คาราเมลซอส วิธีทำ 1. ชงชาเขียว ใช้ผงชาเขียว 1-2 ช้อนชาใส่ถุงกรองแช่ในน้ำร้อน 3-5 นาที หรือชงผงมัชฉะกับน้ำร้อน 2. เทวานิลลาไซรัปลงในแก้ว (ถ้าไม่ชอบหวานไม่ต้องใส่เยอะ) 3. เทนมสดเย็นลงไปครึ่งแก้ว 4. ใส่น้ำแข็งก้อนลงไป 5. ค่อยๆรินชาเขียวลงไป 6. ใส่ฟองนม บีบวิปครีมด้านบน อาจจะราดด้วยคาราเมลซอส ----------------------------------------------------------------------------------------- เฉาก๊วยโกโก้ ส่วนผสม - ผงโกโก้ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ (มากน้อยแล้วแต่ชอบ) - น้ำร้อน 75 ml. - น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ - นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ (ส่วนของความหวานแล้วแต่ชอบ) - นมสด - น้ำแข็ง - เฉาก๊วยหั่นเต๋า วิธีทำ 1. ผงโกโก้และน้ำตาลทรายใส่แก้ว เติมน้ำร้อน คนให้ละลาย ใส่นมข้นหวาน คนอีกครั้งให้เข้ากัน (ส่วนนี้จะค่อนข้างเข้มข้น) พักไว้ให้เย็น 2. ตักน้ำแข็งใส่แก้ว 3/4 แก้ว เทส่วนผสมโกโก้เทลงไปในแก้ว 3. ค่อยๆเทนมสดลงไป 4. ตักเฉาก๊วยวางด้านบนแก้ว (จะใส่น้ำตาลทรายแดงเพิ่มก็ได้นะคะ) พร้อมเสิร์ฟ ----------------------------------------------------------------------------------------- ชาเขียวลาเต้ ส่วนผสม - ผงชาเขียวตรามือ(หรือมัทชะชาเขียว) 2 ช้อนชา - น้ำร้อน - นมสดเย็น 150 ml. - วานิลลาไซรัปหรือน้ำเชื่อม - นมสำหรับทำฟองนม วิธีทำ 1. ชงชาเขียว >>> นำผงชาเขียวลงในถุงกรอง แช่ในน้ำร้อน 3-5 นาที หรือชงผงมัทชะกับน้ำร้อนคนให้ละลาย 2. นำนมสดกับวานิลลาไซรัปผสมกันลงในแก้ว (อาจจะตีให้เหมือนฟองนมก็ได้นะคะ จะช่วยให้แยกชั้นสวย) 3. ตักน้ำแข็งใส่แก้ว เทนมที่ผสมไว้ลงในแก้ว 3/4 แก้ว 4. เทชาเขียวลงไปให้เกือบเต็มแก้ว 5. ราดด้วยฟองนมด้านบน อาจจะราดคาราเมลซอสเพิ่มก็ได้ ----------------------------------------------------------------------------------------- มิลล์เชคโอวัลตินภูเขาไฟ  ส่วนผสม - นมสด 1 กล่อง - ผงโอวัลติน - นมข้นหวาน - ช็อคโกแลตซอส - โอรีโอ้ - คิดแคท วิธีทำ 1. นำนมกล่องไปแช่ตู้เย็นในช่องฟรีซจนแข็ง 2. นำนมกล่องแช่น้ำ 30 วินาที ใช้มีดปาดฝากล่อง ใช้ไม้เสียบลงไปบนก้อนนม 3. ใช้ช้อนส้อมหรือมีดขูดนมให้เป็นฝอยกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง จนหมด 4. เทช็อคโกแลตซอส ลงก้นแก้ว ตักส่วนของนมลงในแก้วครึ่งแก้ว 5. ใส่นมข้นหวาน ตักส่วนของนมลงในแก้วเพิ่มจนหมด 6. ทุบโอริโอ้พอแหลก โรยบนส่วนของนม ราดด้วยซอสช็อคโกแลตอีกครั้ง 7. ตักผงโอวัลตินลงไป ราดด้วยนมข้นหวาน ตกแต่งด้วยคิดแคท พร้อมเสิร์ฟ ----------------------------------------------------------------------------------------- สตรอเบอรี่โยเกิร์ตสมูทตี้ ส่วนผสม - สตรอเบอรี่แช่แข็ง 3-5 ลูก - น้ำสตรอเบอรี่เข้มข้น (ติ่งฟง) 2-3 ออนซ์ - น้ำเชื่อม 2-3 ช้อนโต๊ะ - น้ำเปล่า 2 ออนซ์ - น้ำแข็ง - โยเกิร์ตสตรอเบอรี่/ธรรมชาติ 1/2 ถ้วย - สตรอเบอรี่ซอสสำหรับราด วิธีทำ 1. นำน้ำแข็ง น้ำสตรอเบอรี่ น้ำเชื่อม น้ำเปล่า ใส่ลงในเครื่องปั่น ปั่นจนเนียน 2. ใส่โยเกิร์ตลงไปปั่น 3. ตักโยเกิร์ตลงในแก้ว เทสตรอเบอรี่ปั่นตามลงไป 4. ราดด้วยสตรอเบอรี่ซอส ----------------------------------------------------------------------------------------- โกโก้โอริโอ้ปั่น ส่วนผสม - ผงโกโก้ 3 ช้อนโต๊ะ - น้ำร้อนสำหรับชงโกโก้ - นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำแข็ง 1-2 แก้ว - นมจืด 2 ช้อนโต๊ะ - โอริโอ้ 4 ชิ้น - วิปปิ้งครีมสำหรับตกแต่ง - ผงโกโก้สำหรับโรยหน้า วิธีทำ 1. ใส่ผงโกโก้ลงในแก้ว เติมน้ำร้อน และนมข้นหวาน คนผสมจนเข้ากันดี ชิมรสตามชอบ พักทิ้งไว้ให้เย็น 2. ใส่น้ำแข็งลงในเครื่องปั่น เทส่วนผสมโกโก้และนมสดลงไป ปั่นผสมให้เข้ากันจนเนื้อเนียนละเอียด ใส่โอริโอ้ลงปั่นพอหยาบๆ เทใส่แก้ว 3. บีบวิปปิ้งครีม โรยหน้าด้วยผงโกโก้ แต่งด้วยโอริโอ้ ----------------------------------------------------------------------------------------- เฉาก๊วยคาราเมลนมสด ส่วนผสม - เฉาก๊วยหั่นเต๋า - คาราเมลไซรัป (ใช้น้ำเชื่อมแทนก็ได้ค่ะ) - นมสด - ซีเรียล - ไอศกรีม - น้ำแข็ง วิธีทำ ตักเฉาก๊วยลงในแก้ว เทคาราเมลไซรัป ตักน้ำแข็งใส่ 3/4 ของแก้ว เทนมสดลงไปพอดีกับน้ำแข็ง โรยด้วยซีเรียลจนเต็มแก้ว ตักไอศกรีมวางด้านบน พร้อมเสิร์ฟ ----------------------------------------------------------------------------------------- ไอซ์สตรอเบอร์รี่ลาเต้ ส่วนผสม - สตรอเบอร์รี่ไซรัป 50 ml. - นมสด 120 ml. - กาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ชอต - น้ำแข็ง 1 แก้ว - แก้ว 16 ออนซ์ วิธีทำ 1. เทสตรอเบอร์รี่ไซรัปลงในแก้ว ตักน้ำแข็งใส่จนเต็ม 2. เทนมสดลงในแก้วเกือบเต็ม 3. ค่อยๆรินกาแฟเอสเปรสโซ่ (หรือกาแฟสำเร็จรูปชงกับน้ำร้อน 30 ml.) วนรอบปากแก้ว อาจจะตีฟองนมตักลงในแก้ว วางสตรอเบอร์รี่สดลงด้านบน ----------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณสูตรจาก Bakery Maker มือใหม่หัดทำขนม

เชฟโรเลต เปิดตัว The All New Colorado แกร่งกว่าเดิมเพิ่มเติมความหรูหรา
car /  Chevrolet / 

เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย เผย The All New Colorado ที่จะสานต่อตำนานความสำเร็จของรถกระบะเชฟโรเลตที่มีประวัติอันยาวนานเกือบ 100 ปี โคโลราโดใหม่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่ครบครันทุกด้านในแบบฉบับรถกระบะอเมริกันของเชฟโรเลต มาพร้อมการออกแบบภายนอกและภายในใหม่ สมรรถนะที่เหนือชั้นกว่าเดิม ความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้น ความหรูหรามากกว่าเดิม และเทคโนโลยีระดับผู้นำเซกเมนท์ โคโลราโด รุ่นใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและความประณีต มีลวดลายเส้นสายที่สวยงามและชัดเจน เปี่ยมไปด้วยดีเอ็นเอแบบฉบับรถกระบะอเมริกันพันธุ์แท้ ตัวถังรถมีสัดส่วนที่บึกบึน เสริมภาพลักษณ์ความสมบุกสมบัน สะท้อนศักยภาพการลุยเส้นทางออฟโรดได้อย่างเต็มที่ รถกระบะรุ่นนี้มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบระดับโลกที่ถ่ายทอดพละกำลังและความแข็งแกร่ง ด้วยการออกแบบด้านหน้าใหม่ที่เน้นความสปอร์ตทั้งแผงกันชน กระจังหน้า ฝากระโปรง และไฟหน้า ซึ่งทำให้รถกระบะรุ่นนี้โดดเด่นเหนือกว่ารถกระบะทั่วไป รูปลักษณ์ใหม่เน้นความสะดุดตาด้วยไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวันแอลอีดีรูปทรงเรียวบางที่พร้อมดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน ภายในห้องโดยสารของโคโลราโดรุ่นใหม่ ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่งและความหรูหราเหมือนกับภายนอก ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งหมดที่เน้นความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง ความประณีต และเทคโนโลยี แผงแดชบอร์ดและการตกแต่งเบาะที่นั่งใหม่ยกระดับความรู้สึกพรีเมียม  ขณะที่คอนโซลกลางที่ถูกปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ใช้งานได้ง่ายดาย สะดวกสบายด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่น) และระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ รวมไปถึงวัสดุผ้าให้พื้นผิวสัมผัสนุ่มนวล การตกแต่งทั่วทั้งห้องโดยสารให้ความสะดวกสบาย โคโลราโดรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ที่ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อสมรรถนะที่ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า และลดมลพิษไอเสีย ด้วยการใช้ระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตร มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 6 สปีดตามแต่รุ่นย่อย โดยระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดได้รับการปรับแต่งอัตราทดเกียร์ใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตรถูกติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อให้ทำงานได้เงียบขึ้น โคโลราโดทุกรุ่นยังมาพร้อมยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่ ซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง จากการทดสอบของทีมวิศวกรแสดงให้เห็นว่าห้องโดยสารของโคโลราโดรุ่นใหม่เงียบลง 2-4 เดซิเบล และมีแรงสั่นสะเทือนลดลง โคโลราโดพัฒนาบนระบบช่วงล่างที่มีความแข็งแกร่ง ทำให้มีความเสถียรยิ่งกว่าเดิม ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ ห้องโดยสารถูกแยกจากระบบช่วงล่างด้วยยางรองตัวถัง ทำให้สามารถลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนลง พร้อมกับทำให้มีการขับขี่ที่คล่องตัวและหนึบมากขึ้น จานดิสก์เบรกชุดใหม่มีเสียงการทำงานที่ลดลง นอกจากนี้ ระบบกันสะเทือนชุดใหม่ยังถูกปรับตั้งพร้อมช็อกอัพแบบไดเกรสซีฟ ซึ่งช่วยให้โคโลราโดมีการขับขี่ที่สะดวกสบายและเสถียรภาพที่เหนือชั้น โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด ยังมาพร้อมระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการบังคับพวงมาลัยสำหรับการขับขี่ในเมืองและขณะจอดรถ อีกทั้งยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ ดังนั้นโคโลราโดรุ่นใหม่จึงมีน้ำหนักพวงมาลัยที่เหมาะสมเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงขึ้น ในเรื่องของความปลอดภัยมาพร้อม ระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ (ขึ้นอยู่กับรุ่น), ทั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด โดดเด่นด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร, ระบบเตือนการชนด้านหน้า, ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง, ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง, เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน, ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ, และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเวลาจอดกลางแจ้งด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ, ขณะที่ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น

มิน พีชญา เผยยังไม่ได้ขนกระเป๋ากลับไทย ชี้แจงกรมศุลฯ แล้ว
ข่าว มิน พีชญา /  มิน พีชญา โพสต์กระเป๋า / 

เคลียร์แล้วจ้าาาาา นางเอกสาว มิน พีชญา ควงคุณพ่อและคุณแม่เดินทางไปทำบุญวันเกิดที่มูลนิธิบ้านนกขมิ้น พร้อมชี้แจงกับสื่อกรณีดราม่าโพสต์ภาพกล่องและถุงใส่กระเป๋าแบรนด์หรูนับ 10 ใบ ซึ่งเป็นการซื้อของขวัญวันเกิดล่วงหน้าให้กับตัวเอง ไม่วายถูกจับผิดเรื่องการเสียภาษี ทำให้ทางกรมศุลกากรต้องเชิญเธอไปชี้แจง โดยวันนี้(28 เม.ย.) สาวมินเผยกระเป๋าเหล่านั้นอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ยังไม่ได้เอากลับมาที่ไทย ส่วนภาพที่อัพลงโซเชียลก็ถ่ายที่นั่น ยันเดินทางไป-กลับด้วยกระเป๋าเดินทางใบเดียว และทำตามกฏหมายทุกอย่าง ไม่มีสิทธิพิเศษอะไรทั้งนั้น สำหรับตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกังวลอะไร เพราะเธอมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ส่วนเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้เข็ดขยาดกับการโพสต์อะไรลงโซเชียลมั้ย เธอบอกคงไม่จ้าาาาาาขอขอบคุณ ภาพประกอบจากอินสตาแกรม @minpechaya มิน พีชญา มิน พีชญา และคุณพ่อ คุณแม่ มิน พีชญา ดราม่ากระเป๋าแบรนด์หรู มิน พีชญา ดราม่ากระเป๋าแบรนด์หรู

Captain America /  Civil War / 

โรงภาพยนตร์ เอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน จับมือ เอไอเอส ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ ทั้ง ความสนุก ความบันเทิง และความสุข พร้อมการบริการที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพิเศษที่จะเกิดขึ้นไปด้วยกันโดยเฉพาะการเปิดประสบการณ์ทางด้านความบันเทิง ที่เอไอเอสไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ลูกค้าชื่นชอบและพึงพอใจในหลากหลายรูปแบบ ในครั้งนี้ เอไอเอสจับมือกับ โรงภาพยนตร์ เอ็มบาสซี ดิโพลแมทสกรีน โดยเอไอเอส โรงภาพยนตร์ระดับ 6 ดาว จัดกิจกรรม AIS Exclusive Movie ครั้งแรกของปีนี้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่คนทั่วโลกรอคอย เรื่อง Captain America : Civil War เพื่อมอบความสุขสนุกสนานให้ลูกค้าทุกท่านที่ซื้อบัตรเข้าชมในรอบปฐมทัศน์ นอกจากจะได้รับสิทธิพิเศษส่วนลดแล้ว ยังได้รับความบันเทิงจากโชว์พิเศษของศิลปินชื่อดัง เจมส์ จิรายุ รวมถึงอร่อยกับอาหาร และเครื่องดื่ม พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมายด้วย ซึ่งงานนี้ หนุ่มเจมส์จิ ก็ได้เล่าว่า "วันนี้ผมมีภารกิจพิเศษร่วมกับเอไอเอสครับ นั่นก็คือภารกิจมอบความสุขให้กับลูกค้าเอไอเอส จะสังเกตได้ว่าวันนี้ผมไม่ได้มา คนเดียว ผมยังพา กัปตันอเมริกา, ไอรอนแมน, วอร์ แมชชีน, แอนท์แมน , ฟอลคอน และวันนี้หลายคนคงสงสัย ว่าทำไมผมพา ดาค เวเดอร์มาด้วย นั้นก็เป็นเพราะว่า นอกจากในวันนี้ทุกท่านทุกท่จะได้รับชมภาพยนตร์เรื่องกัปตันอเมริการ่วมกันแล้ว ภายในปีนี้ทางเอไอเอส ยังมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกหลายเรื่องครับ ที่ทุกท่านจะได้ร่วมสนุกกับผมและเอไอเอสแน่นอนครับ ถ้าให้ผม เลือกได้ว่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ตัวไหนเหรอครับ ผมอยากเป็นไอรอนแมนครับ แต่ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ตัวไหนก็ตาม ก็จะมีความสำคัญเท่าเทียมกันครับ เพราะเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ก็ล้วนแต่ปกป้อง ดูแลและทำทุกอย่างเพื่อมวลมนุษย์ เหมือนกับผมและเอไอเอสที่จะคอยดูแล ใส่ใจ ทุกท่าน เสมอมาและตลอดไปครับ" และก็ถึงช่วงเวลา ที่ โรงภาพยนตร์สุดพรีเมี่ยม พร้อมต้อนรับและบริการทุกท่านแบบเอ็กคลูซีฟ ซึ่งทุกท่านจะได้รับประสบการณ์ที่สุดของที่สุดครั้งหนึ่งในการชมภาพยนตร์ระดับเวิลด์คลาส ( World Class) ที่พร้อมบริการทั้งป๊อปคอร์น และเครืองดื่มตลอดการชมภาพยนตร์ และท้ายสุด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และโรงภาพยนตร์ เอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน ขอขอบคุณทุกท่านผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนทุกท่าน ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมงาน AIS Exclusive Movie รอบ Captain America: Civil war ซึ่งเราจะมีกิจกรรมแบบนี้อีกตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน

เทคนิคการ ล้างรถ ฉบับพิเศษ ที่คุณก็ทำเองได้ง่ายๆ
ดูแลรถยนต์ /  ล้างรถ / 

การ ล้างรถ คือการล้างสิ่งสกปรก หรือคราบต่างๆ ออก ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม แต่การล้างรถแบบธรรมดาที่เราทำกันอยู่บ่อยๆ นั้นไม่ได้คำนึงถึงขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นสเต็ปการล้าง หรือ อุปกรณ์ที่ใช้ และดูว่าจะส่งผลกระทบอะไรกับสีรถหรือไม่ วันนี้จะมาแนะนำการล้างรถที่ถูกวิธี และง่ายๆ มาฝากกัน เตรียมอุปกรณ์ 1. ถังน้ำ 2 ใบ 2. แชมพูล้างรถ 3. ฟองน้ำหรือถุงมือ ล้างรถ 4. น้ำ + สายยาง 5. ผ้าไมโครไฟเบอร์สำหรับเช็ดแห้ง ซัก3ผืน แยกบนล่าง เหตุผลที่ใช้ถังน้ำ 2 ถัง ก็คือ ถังแรกเอาไว้ใส่น้ำผสมกับแชมพู ล้างรถ ส่วนถังที่ 2 ใส่น้ำเปล่าไว้ เพื่อเอาไว้ล้างฟองน้ำเมื่อเกิดความสกปรกจากการล้างมากๆ วิธีการล้าง 1. ในเบื้องต้น ให้ฉีดน้ำล้างเศษฝุ่น ทราย ออกไปก่อน ถ้าวิธีแบบบ้านๆ คือเอาปลายนิ้วปิดปลายสายยางไว้นิดนึงเพื่อให้น้ำไหลแรงขึ้น หรืออาจจะใช้พวกหัวฉีดที่ขายตามโลตัสก็ได้ 2. ผสมแชมพูกับน้ำที่เตรียมไว้ในถังแรก แล้วใช้ฟองน้ำชุบล้างทำความสะอาด โดยไล่จากบนลงล่าง เมื่อฟองน้ำสกปรกมากๆ ให้นำไปล้างในถังน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ ล้างฟองน้ำให้สะอาดก่อน แล้วค่อยนำไปชุบกับแชมพูอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เศษดินทราย ไม่ทำลายสีรถ 3. เมื่อล้างด้วยแชมพูทั่วคันแล้ว ให้ใช้สายยางฉีดล้างฟอง ออกให้เรียบร้อย 4. ขั้นตอนนี้ จะฉีดน้ำล้าง โดยจะเปิด น้ำให้เบาลง แล้วค่อยๆไล่จากบนลงล่าง อีก 1 รอบ เหตุผลเพราะน้ำแรงๆ จะกระจายมาก เวลาล้างเสร็จน้ำจะเป็นละอองและเปียกบนพื้นผิวเยอะ แต่ถ้าเราเปิดน้ำเบาๆ ไล่ ละอองน้ำจะไม่กระจายบนพื้นผิวมาก รวมถึงน้ำเบาที่เปิดไล่จะช่วยให้เหลือน้ำบนรถ หลังจากการล้างน้อยที่สุด และมันจะทำให้เช็ดสบาย 5. เช็ดแห้ง - ผ้าที่ใช้ในท้องตลาดมีหลายแบบครับ ผ้าชามัวร์ ผ้าไมโครไฟเบอร์ ผ้าไมโครไฟเบอร์เนื้อวาฟเฟิล เช็ดไล่จากบนลงล่าง หลังจากนั้นให้เช็ดซ้ำ อีก 1 รอบ โดยใช้ผ้าแห้งอีกผืน เพราะการเช็ดครั้งแรกผ้าจะชื้นมากมีโอกาสเกิดคราบน้ำสูง 6. เก็บรายละเอียด - ตามซอกประตู ซอกฝากระโปรง เก็บล้อและยางให้แห้ง ลองเอาวิธีนี้ไปใช้กันดูนะครับ รถของคุณจะสะอาดขึ้นและเสร็จไวขึ้นด้วย

ละครมือปราบสายเดี่ยว , เรื่องย่อมือปราบสายเดี่ยว
ละครมือปราบสายเดี่ยว ตอนแรก /  ละครมือปราบสายเดี่ยว ตอนจบ / 

มือปราบสายเดี่ยวบทละครโดย: ภูริตราอำนวยการผลิตโดย: บริษัท ควิซ แอนด์ เควส จำกัดกำกับการแสดงโดย: ชูศักดิ์ สุธีรธรรมออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - พฤหัสบดี เวลา 19.05 น. วันศุกร์ เวลา 18.45 น. เรื่องย่อละครเรื่องมือปราบสายเดี่ยว ในงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาจากเมืองนอกของ ภูวัช ลูกชายสุดรักสุดหวงของ สุรวิชญ์ เจ้าพ่อคลับ ผับ และคอมเพล็กเอ็นเตอร์เทนเม้นคนดัง มีนางแบบ ดารา ไฮโซ จำนวนมากมาร่วมงาน ท่ามกลางนักข่าวหลายสิบคน จิดาภา ลูกสาวบุญธรรมของสุรวิชญ์ สวมเพชรเม็ดใหญ่ราคานับสิบล้านบาทเดินแฟชั่นโชว์อวดความร่ำรวยของเจ้าของงาน ระหว่างนั้น ไฟก็ดับพรึบลง คนร้ายฉวยโอกาสเข้ามาปล้นเพชร ทันใดนั้น หญิงสาวในชุดราตรีสีแดงโดดเด่นก็ติดตามไปชิงเพชรจากคนร้าย พริม หรือ พริมาคือผู้หญิงในชุดแดงที่ขโมยเพชรเพื่อสืบหาคนที่ลักตัวน้องนุชน้องสาวไป แต่ในที่สุดก็ถูก ร.ต.อ. ชนิน นายตำรวจหนุ่มฝีมือดี แห่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ตามไปอย่างกระชั้นชิด ทั้งคู่เกิดการต่อสู้กัน ต่างก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะในที่สุดพริม ก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้ เธออาศัยจังหวะกรีดร้องลั่นบอกว่าชนินจะข่มขืนเธอ พอชนินเผลอ เธอก็เตะผ่าหมากและวิ่งหายไปในความมืด แต่สุดท้ายชนินก็ตามไปรวบตัวเธอไว้จนได้ชนินเห็นความสามารถในการต่อสู้ของพริมจึงเสนอเงื่อนไขให้พริมเข้ามาอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี หรือ "มือปราบสายเดี่ยว" แลกกับการไม่จับตัวเธอเข้าคุก พริมเลี่ยงไม่ได้จึงต้องยอมรับเงื่อนไข เพื่อใช้ความเป็นมือปราบ "สายเดี่ยว" ตามหาหนึ่งนุชน้องสาวที่หายตัวไป ละครมือปราบสายเดี่ยว อารตี - สาวสวยรวยเสน่ห์ เย่อหยิ่ง ดูถูกคน ไม่เป็นโล้ เป็นพาย เอาแต่เที่ยวเตร่และช๊อบปิ้ง ลูกสาวคนเดียวของ ยรรยง ผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี เดินทางกลับมาจากเมืองนอก แต่ถูกสมุน กลุ่มมังกรห้าเล็บ มาดักอุ้มตัวไปจากสนามบิน ยรรยง ออกคำสั่งให้ชนินนำกำลังซึ่งประกอบไปด้วย หมวดดอน นายตำรวจหนุ่มไฟแรง ที่เพิ่งจบมาจากโรงเรียนนายร้อย จ่าเข้ม และ จ่าดำ สองจ่าคู่หูตามไปช่วยได้ทันเวลาอารตีปลอดภัยกลับมา เธออาละวาดด่าว่าตำรวจเสียๆหายๆ ที่ปล่อยให้ลูกสาวระดับผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรีอย่างเธอถูกจับได้ ยรรยง หนักใจกับพฤติกรรมของลูกสาว จึงสั่งให้อารตีทำงานทำการเสียที จะได้ไม่หลักลอยอีกต่อไป.... แม้ว่า คุณสิรี แม่เลี้ยงของอารตีจะพยายามห้ามสามี เพราะสงสารลูกเลี้ยง แต่ยรรยงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว อารตีประท้วงไม่ยอมกินข้าว ขู่จะฆ่าตัวตาย ยรรยง ก็ไม่ยอมใจอ่อน ในที่สุดอารตี ก็ถูกส่งเข้าไปอยู่ในแก๊ง มือปราบสายเดี่ยว วันแรกที่ถูกส่งเข้าไปอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจ อารตีก็มีเรื่องกับพริม เพราะความเรื่องเยอะ ดูถูกคน เวอร์ ทั้งสองชกต่อยกันจนหมดแรง ท่ามกลางกลุ่มตำรวจ ที่เดิมพันกันอย่างเมามันว่าใครจะชนะก่อนจะมีใครพลาดพลั้ง ชนิน ก็เข้ามาสั่งห้าม และให้ทั้งสองจับมือกัน เพราะจะต้องเข้ามาอยู่ในทีมเดียวกันแล้วพริมและอารตีจับมือกันอย่างเสียไม่ได้ ชนิน แนะนำเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนคือ ศิริพร สาวเปิ่นเจ้าเสน่ห์ แต่เรื่องแฮกข้อมูลไม่มีใครเก่งเกิน ศิริพรถูกจับได้เพราะแฮกเงินจากธนาคารที่ทำงานอยู่เพื่อเอาไปให้แฟนหนุ่มถึง 20 ล้าน แต่เมื่อแฟนได้เงินก็เชิดหนีไปปล่อยให้ศิริพรถูกจับคนเดียว เนย มือปืนทีมชาติที่มีนิสัย มุทะลุ ดุดัน เนยเคยถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนตั้งแต่เล็กจริงไม่ใว้ใจผู้ชาย แต่เมื่อแฟนหนุ่มคนเดียวทำทีเป็นรักและดูแลอย่างดี เนยจึงทุ่มเทความรักให้ และเมื่อรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเจ้าชู้เพมือนพ่อเลี้ยงเธอจึงยิงแฟนตายเพราะความแค้น ทั้งหมดจะต้องมารวมตัวกันอยู่ในแก๊งมือปราบสายเดี่ยว ทำหน้าที่ปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ภายใต้การควบคุม และดูแลของ ร.ต.อ. ชนิน , ร.ต.ต. ดอน จ่าเข้ม และ จ่าดำ สองตำรวจคู่หู และสดใสครูฝึกสุดโหดการฝึกซ้อมการต่อสู้ และช่วยเหลือตนเองแบบทหารและตำรวจเต็มรูปแบบเต็มไปด้วยความทุลักทุเลเพราะทั้ง 4 สาวมีบุคลิกต่างกันสุดขั้ว แต่ต้องมาอยู่รวมกัน ปัญหาเลยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ให้ชนินปวดหัวต้องแก้ไขแทบทุกวันปัญหาหลักๆมักจะมาจากอารตี ที่รักความสะดวกสบาย ชอบเอาเปรียบเพื่อน เพราะคิดว่าตัวเองเป็นถึงลูกสาวของผู้บังคับการสำนักงานฯ ขณะที่พริมก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ เนยและ ศิริพรต้องคอยห้ามทัพอยู่เสมอ ละครมือปราบสายเดี่ยว ในขณะเดียวกัน พริมและอารตีต่างก็แข่งขันว่าใครจะได้ครอบครองหัวใจ ชนิน ผู้กองหนุ่มรูปหล่อ แต่ทั้งสองสาวก็ต้องอกหักดังเป๊าะเมื่อ จิดาภา นางแบบเพชรยอดมงกุฎ ประกาศตัวเป็นคนรักของชนินขณะที่ หมวดดอน นายตำรวจหนุ่มรูปหล่อ กลับแสดงความสนใจ ศิริพรสาวเปิ่นประจำหน่วย ทำให้เนยซึ่งแอบหลงรักหมวดดอนอยู่ลึกๆ กลายเป็นคนอกหัก ในช่วงนั้นเองก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อเด็กสาววัยรุ่น ถูกลักพาตัวบ่อยครั้งหนังสือ พิมพ์ และโทรทัศน์ได้นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ชนินสงสัยว่า สุรวิชญ์ เจ้าพ่ออาบอบนวดคนดังจะอยู่เบื้องหลังการหายตัวของเด็กสาวๆ เขาจึงพยายามจับตามองสุรวิชญ์อย่างใกล้ชิด คืนหนึ่ง ภูวัช ลูกชายสุรวิชญ์ ถูกลอบทำร้าย โชคดีที่อารตีผ่านมาเจอเข้าเลยช่วยไว้ทัน ภูวัชสลบเหมือด อารตีพาเขาไปทำแผลที่บ้าน ภูวัชฟื้นขึ้นมา คิดว่าอารตีเป็นคนทำ ก็โวยวายใหญ่ อารตีใช้ศิลปะป้องกันตัวทุ่มเขาลงไปนอนจุก ก่อนที่เธอจะทำอะไรมากกว่านั้น ยรรยงก็เข้ามาห้าม ทำให้ภูวัชรู้ว่า อารตีเป็นลูกสาวของ ผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ... .เขาสนใจเธอตั้งแต่แรกเห็น พยายามตามจีบแต่อารตีกลับมองเขาอย่างดูถูก ซ้ำยังเหยียดหยามหาว่าเขาเป็นลูกเจ้าพ่ออาบอบนวด กระจอกเกินไปสำหรับเธอ แต่เหตุผลที่แท้จริงก็คือ เธอหลงรักชนิน เข้าเต็มเปาอยู่แล้ว ภารกิจปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรีเริ่มขึ้นสี่สาวได้รับคำสั่งให้บุกเข้าไปช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัว ชนินมอบหมายให้ พริม เป็นหัวหน้าทีม สร้างความไม่พอใจให้อารตี เป็นอย่างมาก เพราะฝีไม้ลายมือของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพริมเลยแม้แต่น้อยเมื่อถึงเวลาปฏิบัติภารกิจ อารตีไม่ยอมทำตามแผนที่วางไว้ ทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย เด็กหญิงวิ่งไปเป็นลมหน้าภูวัช เขารับร่างเด็กหญิงไว้ อารตีวิ่งมาเจอเข้า ก็ตรงเข้าจับตัวภูวัช เขาพยายามชี้แจงว่าเขาไม่ใช่คนร้าย แต่อารตีไม่เชื่อพาภูวัชไปที่หน่วยแต่ด้วยอำนาจ และบารมีของเจ้าพ่อสุรวิชย์ ผู้เป็นพ่อ ภูวัชถูกปล่อยตัวโดยไม่มีการไต่สวน อารตีโวยวายและให้สัญญากับตัวเองสักวันเธอจะฉีกหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ อารตีรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนๆตกอยู่ในอันตรายและ ทำให้ศิริพรได้รับบาดเจ็บ จึงขอถอนตัวออกจากแก๊งมือปราบสายเดี่ยว ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้าย พริมคู่ปรับที่ไม่ค่อยลงรอยกับ อารตี ขัดขวางไม่ยอมให้อารตีออกไปจากทีม หากอารตีก้าวไปอีกก้าวเดียวเธอจะถือว่า อารตีเป็นฝ่ายแพ้ คำพูดของพริม ทำให้อารตีฮึดสู้ ประกาศก้องว่าเธอไม่มีวันที่เธอจะยอมแพ้พริมเด็ดขาด ทุกคนในหน่วยเฉพาะกิจต่างขบขันกับพฤติกรรมของสองสาว ชนินเปิดเผยว่า นี่เป็นแผนที่จะพิสูจน์ความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ของทีม หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ทั้งสี่สาวเริ่มผนวกใจเป็นหนึ่งเดียว ร่วมทุกข์ร่วมสุขและเห็นอกเห็นใจกันจนได้ ปฏิบัติการโค่นเจ้าพ่อจึงเริ่มขึ้น นั่นหมายความว่า ทั้งสี่สาวจะต้องหาหลักฐานมัดตัวสุรวิชญ์ และหาทางช่วยเด็กอีกจำนวนมากที่ถูกพาตัวไปส่งขายยังต่างประเทศชนินรู้ว่าภูวัชชอบอารตีก็สั่งให้อารตีเข้าไปเป็นคู่ควงของภูวัช เพื่อล้วงความลับและหาหลักฐานมัดตัวภูวัชว่ามีส่วนรู้เห็นในขบวนการค้าหญิงข้ามชาติ อารตีพยายามใช้เสน่ห์เล่ห์กลร้อยแปดเพื่อหลอกล่อให้ภูวัชสนใจ ความใกล้ชิด การเอาอกเอาใจและคารมของภูวัช ทำให้หัวใจของอารตีเริ่มอ่อนไหว พริม เนย ศิริพร ต้องปลอมตัวเป็นนักร้องวงทรแองเจิ้ลเข้าไปทำงานในบาร์ของเดี่ยวคนสนิทของสุรวิชจ่าดำตามไปเป็นผู้จัดการให้สาวๆเพื่อเข้าไปสืบว่าจริงๆแล้วสุรวิชหรือเดี่ยวกันแน่ที่เป็นเจ้าพ่อของแก๊งค้ามนุษย์ จิดาภา น้องสาวบุญธรรมของภูวัช ไม่พอใจที่ภูวัชควงอารตี ก็หาทางกลั่นแกล้งให้อารตี กระเด็นไปจากภวัศ ยิ่งจิดาภาพยายามขัดขวางมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้อารตีและภูวัชสนิทสนมกันมากขึ้น แต่อารตีก็พยายามปฏิเสธใจตัวเอง เพราะเธอมีชนินเป็นฮีโร่อยู่ในใจอยู่แล้ว ละครมือปราบสายเดี่ยว ทางด้าน พริมเนย และ ศิริพรที่กลายเป็นนักร้อง ด้วยความสวยของพริม เนยและศิริพร สามสาวโดดเด่นในบรรดานักร้องทั้งหมด ทำให้บรรดานักร้องประจำเริ่มไม่พอใจหาทางกลั่นแกล้ง แต่พริม เนย และศิริพรก็สวนกลับอย่างไม่มีใครยอมใคร จนในที่สุดนักร้องรุ่นเก่าต้องรวมตัวกันขอร้องให้สุรวิชญ์ไล่พริมเนยและศิริพรออกไป แต่เมื่อสุรวิชญ์ได้พบหน้าพริม เขาก็หลงใหลในรูปร่างหน้าตาของเธอ จึงเสนอรถสปอร์ตสุดหรู แลกกับการเป็นคู่ควง พริมได้โอกาสงัดกลเม็ดมารยาหญิงหลบเลี่ยงสารพัด ยิ่งพริมเล่นตัวเท่าไหร่ สุรวิชญ์ยิ่งอยากเป็นเจ้าของพริมมากขึ้นเท่านั้นศิริพรหาโอกาสพยายามเข้าไปแฮกข้อมูลโน๊ตบุ๊คของเดี่ยว โดยให้พริมเป็นตัวล่อ ศิริพรตกอยู่ในวงล้อมของสมุนเดี่ยว หมวดดอน และจ่าเข้มบุกเข้ามาช่วยสถานการณ์เริ่มไม่น่าไว้วางใจ ชนินปลอมตัวเป็นคนขับแท็กซี่คอยรับส่งพริม เพื่อคุ้มครองเธอให้ปลอดภัย ระหว่างปฏิบัติงาน ขณะที่หมวดดอนปลอมตัวเป็นมอเตอร์ไซด์วินมาคอยรับส่งศิริพร ส่วนจ่าเข้ม ปลอมตัวเป็นตำรวจที่รับสินบน เพื่อช่วยกันหาหลักฐานมัดตัวเจ้าพ่อและนายเดี่ยวลูกน้องคนสำคัญ พริม และ ชนินต้องใกล้ชิดกันด้วยหน้าที่การงาน แต่ทั้งคู่ต้องซ่อนความรู้สึกในใจไว้ภายใต้ท่าทีที่เย็นชา และการทะเลาะเบาะแว้ง ต่างไม่มีใครยอมใคร.... แก๊งค้าหญิงข้ามชาติถูกขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบ่อยครั้ง สุรวิชญ์จึงได้ให้จิดาภา ลูกสาวบุญธรรมของเขาเข้าไปเป็นนางนกต่อ หาทางใกล้ชิดสนิทสนมกับชนินเช่นเดียวกัน จิดาภาพยายามใช้ความสวยยั่วยวนชนินเพื่อรู้ความลับของคู่ต่อสู้ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษบางครั้งชนินก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพชนินไปไหนมาไหนสองต่อสองกับจิดาภาทำให้พริมไม่พอใจและพาลไม่ชอบขี้หน้าจิดาภา เจอหน้ากันแต่ละครั้งทั้งสองสาวต่างก็ปะทะคารมกันอยู่เสมอขณะที่อารตีเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่าง ชนินและพริม สองสาวออกกำลังกันงัดข้อกันจนเหนื่อยแทบขาดใจ ต่างก็ระบายความในใจออกมา อารตีจึงรู้ว่าพริมรักชนินมาก และในขณะที่อารตีกำลังจะต้องหมั้นกับเขา ตามความต้องการของผู้ใหญ่ แต่หัวใจของเธอ กำลังหวั่นไหวกับภูวัชลูกชายเจ้าพ่อใหญ่ทั้ง 2 คู่จึงกลายเป็นความสับสนอลหม่านที่ยากจะลงตัวง่ายๆ สายสืบส่งข่าว จะมีการส่งเด็กและผู้หญิงล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อรู้วันเวลาแน่นอน ชนินเข้าไปตรวจค้น สุรวิชญ์ เดี่ยวและลูกน้อง ยิ้มต้อนรับและพร้อมให้พิสูจน์กับความบริสุทธิ์ของตัวเอง ชนินและลูกทีมคว้าน้ำเหลว หน้าแตกยับเยิน ยรรยงเชื่อว่าจะต้องมีหนอนบ่อนไส้ ให้ชนินสืบหาด่วน พริมโดนเพ่งเล็งมากกว่าใคร เพราะประวัติพื้นเพของเธอไม่สามารถชี้ชัดได้ พริมกลับไปถึงห้อง ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าข้าวของส่วนตัวของเธอถูกรื้อค้น รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีข้อความที่สุรวิชญ์ส่งถึงพริม ยิ่งทำให้ชนินสงสัยเธอมากกว่าเดิม อารตี เนย และศิริพรต่างก็กล่าวหาว่าพริมหักหลัง พริมขอเวลา 1 อาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่าเธอบริสุทธิ์ของตัวเอง เธอตามสืบหาน้อง แต่กลับติดไปกับกลุ่มเด็กสาวทีกำลังจะถูกส่งตัวไปขายต่อมาเลเซีย โชคดีที่ ชนิน หมวดดอน จ่าเข้ม และจ่าดำ ตามไปช่วยไว้ได้และช่วยผู้หญิงต่างชาติที่กำลังจะถูกส่งขายไปเมืองนอกได้จนกลายเป็นข่าวโด่งดังผ่านไปหลายวัน พริมก็ไม่สามารถหาหลักฐานได้ ในที่สุดพริมตัดสินใจยอมเป็นคู่ควงกับสุรวิชญ์ เพราะเริ่มสงสัยว่าสุรวิชต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญไม่ใช่เดี่ยว จนสุรวิชญ์ไว้ใจให้เธอเข้านอกออกในได้ทุกซอกทุกมุม จนพริมรู้ช่องทางลับที่สุรวิชญ์ แอบพาเด็กสาวหลบหนี พริมพบว่ามีเด็กสาวกำลังถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินนับสิบคน เธอสงสัยว่าอาจจะมีน้องนุช น้องสาวของเธอรวมอยู่ด้วย ถึงเวลาประชุมลับ พริมเสนอและขอร้องให้ชนินเข้าไปช่วยเหลือ แต่ชนินกลับปฏิเสธโดยบอกว่า ถ้าไปตรวจค้นแล้วคว้าน้ำเหลวเหมือนคราวที่แล้ว สำนักงานฯจะต้องหน้าแตก .... ทั้งคู่โต้เถียงกันอย่างรุนแรง ละครมือปราบสายเดี่ยว พริม เสียใจที่หน่วยปราบสายเดี่ยวไม่เชื่อถือ ตัดสินใจสวมหน้ากากเป็นสาวแก้มแดง บุกเดี่ยวเข้าไปช่วยเหลือเด็กสาวเหล่านั้น จนกลายเป็นข่าวโด่งดัง กล้องวงจรปิดกลายเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าพริมกำลังทำนอกเหนือคำสั่ง ชนินสั่งลงโทษพริมโดยสั่งขังเดี่ยว 3 วัน ทั้งที่เขาเองก็เจ็บปวดที่ต้องลงโทษผู้หญิงที่เขารัก ขณะที่พริมเดินหน้าเข้าห้องขังเดี่ยว แก๊งมือปราบสายเดี่ยวถูกสั่งให้ออกปฏิบัติการ หาหักฐานมัดตัว เอาผิด สุรวิชญ์ สุรวิชญ์ไหวตัวทันหลบหนีไปได้ ทั้งสี่สาวตกอยู่ในอันตราย ชนิน หมวดดอน จ่าเข้ม และจ่าดำมาช่วยไว้ทันเวลาพอดี ปฏิบัติการล้มเหลว มีผู้หญิง หลบหนีออกมาจากแก๊งค์ค้ามนุษย์ และถูกฆ่าตาย พริมได้พบสร้อยข้อมือที่เธอซื้อให้น้อง ด้วยความแค้น พริม ตัดสินใจสวมหน้ากากสาวแก้มแดงอีกครั้ง บุกเข้าไปเพื่อหวังจะช่วยน้องนุช ชนิน สงสัยในพฤติกรรมของ พริม จึงติดตามไปอย่างไม่ลดละ ขณะที่พริมพยายามหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากให้ความลับเปิดเผย ก่อนที่พริมจะเสียทีถูกกระชากหน้ากาก ภูวัชก็เข้ามา พริมจับตัวภูวัชเป็นตัวประกัน ให้พาเธอหลบหนีออกไปอารตีเป็นห่วงภูวัชตามไปอย่างไม่ลดล่ะ และพบว่าภูวัชถูกแก้ผ้าล่อนจ้อนอยู่ข้างทาง เธอช่วยเหลือเขา ระหว่างนั้นมีมือปืนตามฆ่าภูวัช อารตีช่วยพาเขาหนีไปก่อนที่ทั้งคู่จะเสียที พริมในชุดหน้ากากก็มาช่วยไว้ได้ทัน ชนินจับตัวพริมในชุดหน้ากากนางสิงห์แก้มแดงไว้ได้ พริมจนมุมหมดทางต่อสู้ ตัดสินใจจูบชนิน เมื่อชนินเคลิบเคลิ้ม พริมฉวยโอกาสหลบหนี ภูวัชเริ่มสงสัยว่า เขาเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มเหล่าร้ายต้องการเก็บอารตีบอกว่าอาจจะมีคนไม่หวังดีกับเขาหรืออยากฮุบสมบัติไว้คนเดียว ภูวัชสงวัยว่าจะเป็นจิดาภาซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของพ่อ .. ซึ่งจะเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด หากเขาเป็นอะไรไป อารตี บอกให้ภูวัชจับตามองจิดาภาอย่างเงียบๆอย่าให้รู้ตัวภูวัชไม่เชื่อเพราะรักจิดาภาเหมือนน้องสาวแท้ๆพริมได้พบน้องนุชน้องสาวจนได้ เธอเข้าไปช่วยน้องสาวออกมาได้ทันเวลา แต่พลาดท่าถูกคนของสุรวิชญ์ยิงได้รับบาดเจ็บ ภูวัชโผล่มาช่วยเธอได้ทันเวลา และยังพาพริมไปรักษาตัว เขารู้ความจริงว่า พ่อของเขาเป็นหัวหน้าแก๊งค้าผู้หญิงข้ามชาติ ภูวัช พยายามขอร้องให้สุรวิชญ์ยุติเรื่องทั้งหมด แต่สุรวิชญ์กลับปฏิเสธ บอกว่าเขามาไกลเกินจะคิดกลับตัว และบอกว่าที่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของภูวัช ภูวัชระเบิดอารมณ์บอกว่าพ่อทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ถ้ารักลูกจริงจะต้องเลิกเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายการชิงไหวพริบระหว่างชนินกับสุรวิชญ์เริ่มต้นขึ้น แต่ชนินก็พลาดกับข่าวลวงที่เป็นกับดักลวงมาฆ่า ภูวัชมาช่วยได้ทันก่อนที่ชนินและลูกทีมจะเอาตัวไม่รอดพริมย้อนกลับไปโกดังเพื่อหานาฬิกาที่ชนินซื้อให้ในวันเกิด จู่ๆคานโกดังดันหล่นมา ชนินใช้ตัวป้องกันพริม จนตัวเองได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ต่างก็กอดกันด้วยความรัก อารตีเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าชนินรักพริม อารตีเดินหนีมา เห็นสุรวิชญ์ถูกยิงเข้าพอดี ภูวัชหันไปเห็นอารตียืนถือปืนอยู่ เขาเข้าใจว่าอารตีฆ่าพ่อของเขา เขาโกรธจัดตรงเข้าไปกระชากแขนอารตีวิ่งหนีไปด้วยความแค้น แม้อารตีจะพยายามปฏิเสธอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ภูวัชพาอารตีขึ้นรถหนีรถตำรวจไล่ตามมาติดๆ เมื่อเจอด่านตรวจอยู่ข้างหน้า ภูวัชจึงหักรถเข้าป่า อารตีพยายามหนี ภูวัชจึงเอาเชือกมัดมือเธอและลากเข้าป่า เมื่ออารตีพยายามหาทางหนีอยู่เสมอจึงถูกภูวัชข่มขู่และทำร้ายต่างๆนานา ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็ถูกมือปืนตามเก็บอย่างกระชั้นชิด ชนินรู้ว่าอารตีและภูวัชตกอยู่ในอันตรายจึงตามไปช่วย พริมขอตามไปด้วยความเป็นห่วงเพื่อนร่วมแก๊ง หมวดดอน ศิริพร เนย จ่าดำ และจ่าเข้มนำกำลังไปสมทบขณะที่อารตีและภูวัชค้างคืนอยู่ในป่าด้วยกันอารตีถูกงูกัด ภูวัชเข้ามาช่วย อารตีอาศัยจังหวะแย่งปืนไปได้แต่ภูวัชไม่สนใจกลับดูดพิษงูออกด้วยความห่วงใย อารตีใจอ่อน ไม่สามารถยิงเขาได้ เธอคืนปืนให้เขา ภูวัชมั่นใจว่าอารตีจะไม่หนีไปไหนจึงแกะเชือกออก ทั้งสองหาทางออกจากป่าอย่างยากลำบาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งคู่ต่างก็เห็นอกเห็นใจกันและรักกันคนของจิดาภาตามมาเจอเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด หมวดดอน ตกอยู่ในอันตราย เนยพุ่งเข้าไปบังกระสุนแต่กลายเป็นศิริพรที่เข้าไปกอดบังเนยอีกทีและศิริพร เสียชิวิตในอ้อมกอดของหมวดดอนและเนยผู้ชายที่เธอรัก และเพื่อนรัก ทั้งหมดร้องไห้ด้วยความเสียใจ จิดาภาดักยิงภูวัชจนบาดเจ็บ แต่ชายหนุ่มก็รวบรวมกำลังหนีไปได้ อารตีช่วยทำแผลให้ จิดาภายังไม่หยุด หลังจากฆ่าสุรวิชญ์แล้ว ยังมีภูวัชเป็นเสี้ยนหนามขัดขวางหนทางที่จะได้มรดกทั้งหมด เธอจึงสั่งให้เดี่ยว คนสนิทของสุรวิชตามเก็บภูวัชให้ได้ ขณะที่ภูวัชและอารตีกำลังจะเสียที ชนินและพริมก็ตามมาช่วยไว้ได้ ละครมือปราบสายเดี่ยว จิดาภาถูกยิงตาย....ก่อนตายเธอได้สารภาพความจริงทั้งหมด ว่าพ่อของเธอถูกสุรวิชญ์ฆ่าตายและรับเธอมาเลี้ยงเพราะสงสาร แต่ใช้เธอเป็นนางนกต่อและด่าว่าเธอตลอด เธอแอบได้ยินสุรวิชญ์บอกภูวัชว่าไม่เคยรักเธอเหมือนลูกแต่เลี้ยงเอาไว้ใช้ เธอจึงคิดแก้แค้นแทนพ่อ และก่อนสิ้นใจตายเธอมอบตั๊มไดรว์ เปิดโปงขบวนการค้าหญิงข้ามชาติทั้งหมดให้ชนิน ... และขอให้ชนินกอดเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะสิ้นใจในอ้อมกอดของชนิน หลังจากเหตุการณ์ร้ายๆผ่านไป คุณสิรีขอให้ยรรยงบังคับให้ชนินแต่งงานกับอารตี สองคนตกใจไม่คิดว่าจะโดนมัดมือชก อารตีวางแผนหลอกคุณสิรีเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวเป็นภูวัช กว่าจะรู้คุณสิรีก็ต้องเลยตามเลย พริม เสียใจเพราะชนินผิดสัญญากับเธอ จึงหลบหนีไปทำใจ ชนินพยายามตามหาพริมจนเจอ เขาสารภาพรักพริมและขอให้เธอให้โอกาสเขา พริมบอกว่าเธอทำร้ายอารตีไม่ได้หรอก เพราะรู้ว่าอารตีก็รักชนิน อารตีเดินมากับภูวัชบอกว่าเธอเปลี่ยนใจแล้ว คนที่เธอรักคือภูวัชต่างหาก ขณะที่หมวดดอน สมหวังกับเนย พริม อารตี เนยไปที่หลุมฝังศพของศิริพร มือถือของสามสาวดังขึ้นพร้อมกับภารกิจใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น .. นักแสดงนำ ละครมือปราบสายเดี่ยว เอกพงษ์ จงเกษกรณ์ รับบท ภูวัชณฐณพ ชื่นหิรัญ รับบท ชนินตฤณญา มอร์สัน รับบท พริมชาเคอลีน มิ๊นซ์ รับบท อารตีเบญจวรรณ อาร์ดเน่อร์ รับบท เนยพราวฟ้า การัญชิดา รับบท ศิริพรกิตติธัช ประดับ รับบท หมวดดอนเจสสิก้า ภาสะพันธุ์ รับบท จิดาภาจักรกฤษณ์ อำมรัตน์ รับบท สุรวิชญ์

แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด'
ที่เที่ยวประจวบคิรีขันธ์ /  ท่องเที่ยวประจวบฯ / 

บางครั้งการที่เราออกไปเที่ยวคนเดียวไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม สิ่งนั้นยิ่งทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น แต่ก่อนที่เราจะเก็ยกระเป๋าก้าวออกจากบ้าน สิ่งที่เราต้องมีก็คือ "ความกล้า" เช่นครั้งหนึ่งเพจ LIFE IS A JOURNEY แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' ใครจะไปรู้ว่าที่นี่มีที่เที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามอยู่หลายที่เลย อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นี้เอง ตามไปดูกันเลย ^^ แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ไม่มีอะไรทำ นอนดูทีวีอยู่หอ พอดีเปิดไปเจอรายการท่องเที่ยวของช่อง 5 รายการอะไรจำชื่อไม่ได้ล่ะ จำได้แค่ว่า เค้าพาเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าบนยอดเขา เป็นพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเล!!! เห็นเท่านั้นล่ะ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดขึ้นมาทันใด (รู้สึกเหมือนตอนต้องออกไปยืนพูดหน้าเสาธงเป็นครั้งแรก) ดูจนจบเลยรู้ว่าไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นจุดชมวิวเขาแดง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้นเอง ด้วยความว้าวุ่น ว่าง เปลี่ยว และเหงา!!! ก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มีที่เที่ยวอะไร จะไปยังไงได้บ้าง ส่วนที่พักหน่ะหรอ ไม่ต้องจองล่วงหน้า Agoda ก็ยังไม่รู้จัก เพราะมีเต้นท์และถุงนอนส่วนตัวจะไปกลัวอะไร ไปตายเอาดาบหน้าละกัน จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าในคืนนั้น แล้วออกเดินทางทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยเอาของไปเท่าที่จำเป็น และของสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางเพียงลำพัง นั่นก็คือ "ความกล้า" "สูดหายใจเข้าให้ลึกสุดปอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน" แผนการผจญภัยคร่าวๆ ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ดังนี เดินทางด้วยรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปหัวหิน ต่อรถไฟฟรีไปลงสถานีสามร้อยยอด นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปเดินเล่นทุ่งสามร้อยยอด กางเต็นท์นอนค้างคืนริมชายหาดสามพระยา เดินขึ้นเขาตอนตีห้า พระอาทิตย์มาตอนหกโมง เดินข้ามเขา มุดเข้าถ้ำพระยานคร ยืนดูดาวตอนกลางวันในถ้ำแก้ว เพื่อนร่วมเดินทาง กระเป๋า 1 ใบ ข้างในมีเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์อาบน้ำ ฯลฯ กระเป๋าคาดหน้าอก 1 ใบ เอาไว้ใส่เงิน โทรศัพท์ กล้อง ฯลฯ ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน ขวดน้ำดื่ม เต้นท์ ขนาด 2 คนนอน 1 หลัง และถุงนอน 1 ใบ กล้องคอมแพค 1 ตัว 07.00 AM : ออกจากหอไปขึ้นรถตู้ กรุงเทพ-หัวหิน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินทางถึงหัวหินประมาณ 10 โมง แวะกินข้าวฟรีที่บ้านลุง กินอิ่มก็ไปรับตั๋วรถไฟฟรีที่สถานีหัวหิน ขบวนที่ 255 หรือใครอยากนั่งรถไฟฟรีมาจากกรุงเทพก็ได้นะ สถานีต้นทาง ธนบุรี ออกเวลา 07.30 สิ้นสุดที่สถานีหลังสวน 01.30 PM : รถไฟ รถไฟมา มาช้าหน่อยแต่ก็มา ตามประสารถไฟไทย รถไฟมาก็รีบกระโดดขึ้นไปหาที่นั่ง ขบวนนี้เบาะนุ่มสบายก้นมาก แนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่เดินทางคนเดียว ควรมีกระเป๋าคาดหน้าอกแบบในรูปไว้สักใบ เอาไว้ใส่เงิน ใส่โทรศัพท์ ใส่กล้อง ฯลฯ หยิบใช้ง่าย สะดวกมากๆ นั่งมาสักพักก็ได้พบกับนวัตกรรมที่น่าทึงของแม่ค้าไทย นั่นคืออุปกรณ์สำหรับแขวนของมาขายบนรถไฟ มีทั้งอาหารสด อาหารแห่ง และเครื่องดื่ม เวลาจะขายก็แค่เอาตะขอไปแขวนไว้กับชั้นวางของด้านบน 02.00 PM : รถไฟมาถึงสถานีสามร้อยยอด  ที่นี่สถานีสามร้อยยอด แดดร้อนมาก แผนที่จุดหมายของการเดินทางทั้งหมดในครั้งนี้ 1) สถานีรถไฟสามร้อยยอด 2) ทุ่งสามร้อยยอด (ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ บึงบัว) 3) ที่ทำการ อช.เขาสามร้อยยอด (Khao Sam Roi Yot National park) 4) หาดสามพระยา (Sam Phraya Beach) 5) จุดชมวิวเขาแดง (Khao Daeng View Point 6) ถ้ำพระยานคร (Phraya Nakhon Cave) 7) ถ้ำแก้ว (Kaeo Cave) หลังจากลงจากรถไฟ ก็เดินหาของกินรองท้อง และเตรียมเผื่อสำหรับมือเย็นที่ตลาดใกล้ๆสถานีรถไฟ เดินเลือกหาของกินอยู่สักพัก ก็มีเสียงทักเบาๆมาจากข้างหลังว่า "ไอ้หนู สะพายกระเป๋าพะรุงพะรังจะไปไหนเนี่ย" หันไปดูก็เห็นเป็นคุณป้าร้านขายลูกชิ้นกับข้าวเหนียวมะม่วง ดูท่าทางใจดี ก็เลยบอกป้าว่าจะไปทุ่งสามร้อยยอด ป้าก็ถามว่าแล้วจะไปยังไงล่ะ ไม่มีรถเข้าไปมันไกลนะ จึงบอกป้าไปว่าจะเดินเข้าไป หรือไม่ก็หาโบกรถเข้าไป ป้าก็อมยิ้ม แล้วบอกว่าจะไปส่ง แต่เราก็เกรงใจเพราะเห็นป้ากำลังตั้งร้านยังไม่เสร็จ ก็เลยปฏิเสธป้าไป แล้วก็ได้ยืนคุยกันอยู่สักพักก่อนจะออกเดินทางต่อ ป้าใจดีให้ลูกชิ้นมา 4 ไม้ ข้าวเหนียวมะม่วงมา 1 ถุง 03.00 PM : ออกเดินทางไปยังทุ่งสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดอยู่ห่างจากตลาดที่เราอยู่ประมาณ 8 กิโลเมตร ไม่มีรถประจำทาง ดังนั้น วิธีการที่เราเลือกใช้คือ "โบกรถ" ก็เลยเดินไปที่ปากทางเข้าเพื่อรอโบกรถ เดินไปสักระยะก็เจอกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 4-5 คน พร้อมมอเตอร์ไซด์กำลังจับกลุ่มคุยกัน กลุ่มวัยรุ่นเห็นเราเดินผ่านมาก็เลยตะโกนถามว่า "พี่จะไปไหนครับ" ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีหรือโดนปล้น ก็เลยบอกไปว่า "จะไปบ้านญาติที่อยู่ข้างใน" กลุ่มวัยรุ่นก็เลยบอกว่า "ให้ผมไปส่งไหมพี่" เราก็รีบปฏิเสธทันใดว่า "อยู่ใกล้ๆ เดินไปเดี๋ยวก็ถึง" จากนั้นก็รีบเดินห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เดินมาได้สักพัก ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์และเสียงพูดตามหลังว่า "มาๆ เดี๋ยวผมไปส่ง" เป็นเสียงของเด็กวัยรุ่นที่ขับมอเตอร์ไซด์มาคนเดียว ไอ้เราก็กลัวๆกล้าๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการขัดศรัทธา ก็เลยยอมนั่งไปด้วย และบอกว่าจะแวะไปที่ทุ่งสามร้อยยอดก่อน น้องเค้าก็มาส่งให้อย่างปลอดภัย แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่มองน้องเขาในทางไม่ดีในตอนแรก แต่การเดินทางเพียงลำพัง บางครั้งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็ควรคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อที่เราจะได้คิดหาวิธีการป้องกัน แต่ก็อย่าแสดงออกให้เค้ารู้ถึงความคิดนั้น เพราะผลลัพท์สุดท้ายที่ออกมาอาจจะเป็นเรื่องดี 03.15 PM : ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์มาลงที่หน้าทางเข้าทุ่งสามร้อยยอด บรรยากาศตรงหน้าคือทุ่งน้ำอันกว้างใหญ่ กลางแดดที่ไม่ร้อน เพราะมีสายลมแรงพัดมากระทบใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะเข้าไปเดินเล่น ได้แวะเข้าไปที่สำนักงาน เพื่อดูว่ามีใครอยู่รึเปล่า ขากลับจะได้ขอเค้าติดรถออกมาข้างนอกด้วย เพราะตั้งใจว่าจะไปพักค้างคืนที่ที่ทำการอุทยาน ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกประมาณ 34 กิโลเมตร และต้องอ้อมเขาที่เห็นในภาพไปอีกด้านหนึ่ง ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 2 คน แล้วจะออกมาข้างนอกตอน 4 โมงครึ่งหลังเลิกงาน ทุกอย่างเลยเป็นไปตามแผน ไม่งั้นต้องได้นอนอยู่ที่นี่แน่ๆ 04.30 PM : เดินสำรวจทุ่งกว้างบนเส้นทางที่ทอดยาว หลังจากสบายใจเรื่องการเดินทางกลับออกไปด้านนอก ก็ถึงเวลาเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวสุดสายตา ผ่านทุ่งดอกบัวที่กำลังเก็บตัว เพื่อรอวันอวดโฉมความสวยงามในปีหน้า ผ่านทุ่งหญ้า(กก) ที่พลิ้วไหวเอนไปตามสายลมครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความรู้สึกเหมือนทุ่งหญ้ากำลังเต้นระบำ โดยมีสายลมเป็นเพลงบรรเลงอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางจะมีศาลาให้หลบแดดอยู่เป็นระยะ ให้เราได้นั่งพักชมบรรยากาศแบบพาโรนามา มีพื้นหลังของทุ่งหญ้าเป็นท้องฟ้าและภูเขาที่สูงตระหง่าน ท่ามกลางสายแดดอ่อนๆ มีเวิ้งน้ำน้อยใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด เหมาะแก่การมาศึกษาเรื่องนกเป็นอย่างมาก มุมที่เราถ่ายออกมาอาจจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ถ่ายยังไง ถ่ายเท่าไหร่ ก็ถ่ายไม่เบื่อ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสที่นี่ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความสงบท่ามกลางธรรมชาติเป็นเช่นไร 05.30 PM : ที่พักสุดหรูริมชายหาดสามพระยา ลาจากทุ่งสามร้อยยอดที่แสนสงบ แล้วออกเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของพี่เจ้าหน้าที่มาลงที่ปากทางริมถนนเพชรเกษม จากนั้นต่อรถทัวร์ขาลองใต้มาลงที่ปากทางเข้าที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโล ดักรอโบกรถเข้าไปข้างในอีกประมาณ 14 กิโล โบกไปโบกมา ผ่านหน้าไปประมาณ 5 คัน ก็มีรถกระบะสีแดงจอดรับ เลยรีบวิ่งไปสวัสดี แล้วขอติดรถไปด้วยหนึ่งคน ซึ่งด้านหลังรถมีถังใส่กุ้งพร้อมออกซิเจน เราก็เลยได้นั่งหน้าข้างรถขับ แต่ก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะบ้านพี่เค้าถึงก่อนจุดหมายของเราประมาณครึ่งทางเห็นจะได้ เลยมายืนโบกต่อหน้าบ้านพี่เค้า ไม่ทันไรก็มีรถมอเตอร์ไซด์จอดรับ จึงรีบกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายยังไงยังงั้น นั่งมาใกล้จะถึงที่ทำการอุทยานเจอลิงเยอะมาก พี่คนขับเลยบอกว่าอย่านอนที่นี่เลย ลิงเยอะ เดี๋ยวลิงจะมารื้อของซะก่อน ก็เลยแนะนำให้เราไปนอนที่หาดสามพระยา ซึ่งอยู่เลยจากที่ทำการอุทยานไปอีกประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะลิงเยอะมากจริงๆ แล้วพี่เค้าก็ไปส่งเราจนถึงจุดหมาย หลังจากมาถึงก็รีบเข้าไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บริเวณป้อมด้านหน้าหาด เพื่อเข้าไปสอบถามว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเขาแดงตอนตีห้า จะไปยังไงได้บ้าง เพราะไม่มีรถประจำทาง พี่เค้าก็เลยอาสาจะช่วยไปส่งให้ตรงทางขึ้นเขา เจอกันตีห้าที่หน้าป้อม จากนั้นก็รีบไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งตอนนั้นมีฝรั่งมาพักอยู่แถวนั้น 1 คน แต่สุดท้ายฝรั่งก็ออกไป หาดเลยตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว จนได้จุดยุทธศาสตร์ในการกางเต้นท์เป็นศาลาริมชายหาด เดินลงจากศาลาเท้าก็เหยียบหาดทรายพอดี หรูยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวริมทะเลอีกนะ หลังจากเตรียมที่หลับที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปเดินเล่นริมชายหาดก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า แสงยามเย็นตกมากระทบกับผืนโคลนปนทรายเป็นสีส้มอมทอง สำหรับเราแสงยามเย็นก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เป็นแสงที่มีเสน่ห์ที่สุด เดินเล่นจนแสงใกล้จะหมด จึงรีบกลับมาอาบน้ำ ห้องอาบน้ำที่นี่สะอาดมากๆ อาบน้ำเสร็จก็กลับมาที่เต้นท์ เต้นท์ปลิวครับท่านผู้ชม ปลิวไปติดอยู่มุมเสาของศาลา เพราะเวลาฟ้ามืดลมทะเลจะแรงมากๆ เราจึงไปหาก้อนหินมาทับมุมเต้นท์ไว้ทั้งสี่ด้านถึงเอาอยู่ 05.00 AM : ออกไปแตะขอบ(ทะเล)ฟ้า เสียงปุกของนาฬิกาบ่งบอกว่าได้เวลาออกไปตามหาพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้า ไม่ใช่สิ!!! ต้องบอกว่าขอบทะเลถึงจะถูก จึงไม่รอช้ารีบเก็บของ เก็บเต้นท์ น้ำไม่อาบ หน้าไม่ล้าง ฟันไม่แปลง แล้วรีบวิ่งไปหาพี่เจ้าหน้าที่ที่ป้อมตามที่นัดหมาย เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ผ่านความมืด โดยมีเพียงแสงไฟจากรถเป็นเครื่องนำทางมาลงที่ปากทางขึ้นจุดชมวิวเขาแดง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 300 เมตร หลังจากแสงไฟจากรถค่อยๆหายลับไป แสงของไฟฉายดวงน้อยๆก็สว่างขึ้นมาแทน ทำให้เส้นทางข้างหน้าที่จะต้องก้าวต่อไป มีขนาดเพียงแค่ลำแสงของไฟฉายที่สามารถฉายไปถึงเท่านั้น จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วออกเดินไปตามเส้นทางลูกรัง ฉายไฟไปเจอศาลหลังเล็กๆ บริเวณใกล้ๆตีนเขา ขนทุกเส้นที่มีบนร่างกาย ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใจหวิวๆยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ความกล้าที่มีในตอนแรกหายไปจนหมด เรายืนหยุดนิ่งพร้อมกับในใจก็ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีจะหันหลังกลับดีไหม แต่พอเริ่มมีสติก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วความกลัวนั้นเกิดมาจากภายในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น สิ่งที่เราเห็นภายนอก ไม่ได้มาทำอะไรเราเลย มีแค่เราเท่านั้นที่คิดไปเอง ดังนั้นเราก็ควรที่จะหยุดความกลัวนั้นจากข้างใน ไม่ใช่ให้ความกลัวมาหยุดสิ่งที่เราตั้งใจ จึงเริ่มเดินต่อไปจนถึงบริเวณตีนเขา พร้อมกับมองหาเส้นทางเดินขึ้นไป แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะเป็นภูเขาหินปูนที่ไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น หาอยู่สักพักก็ยังหาไม่เจอ เลยตัดสินใจเดินกลับไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อสอบถามเส้นทาง พอมาถึงก็พยายามมองหาเจ้าหน้าที่จนไปเจออยู่คนหนึ่งกำลังนอนอยู่ในเปล " พี่ครับๆ พี่ครับๆ" พี่เค้าตกใจตื่นเพราะเสียงและแสงไฟของเรา จึงรบกวนให้พี่เค้าช่วยแนะนำและชี้เส้นทางการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาแดง พี่เค้าก็พาเราเดินกลับไปชี้จุดเริ่มต้นของทางเดินขึ้นเขา โดยตามเส้นทางจะมีป้ายไม้บอกทางเป็นลูกศรสีเหลืองพื้นหลังสีน้ำตาล ซึ่งเล็กมากๆ ฝังติดอยู่ตามก้อนหิน ซึ่งตอนแรกเราหาไม่เจอ หลังจากนั้นพี่เค้าก็กลับไปนอนต่อ และก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปต่อด้วยตัวเอง โดยระหว่างทางต้องพยายามคอยมองหาป้าย และหลบคมหนามของต้นกระบอกเพชรที่มีอยู่มากมายรายทาง สุดท้ายอุปสรรคก็ช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราไปจนถึงจุดหมายได้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น รางวัลที่ได้รับคือวิวแบบพาโรนามา พร้อมกับสายลมเย็นๆที่สูดเข้าไปแล้วทำให้หายเหนื่อยได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้านหลังเป็นแนวภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของคำว่า "สามร้อยยอด" ก็เป็นได้ ด้านซ้ายและขวาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนด้านหน้าเป็นพระอาทิตย์และท้องทะเล และในที่สุดพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเลให้เราได้พิชิตด้วยสายตาของตนเองจนสำเร็จ ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ 08.00 AM : การขึ้นภูเขาไม่เหนื่อยเท่าลงจากภูเขา หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศบนจุดชมวิวจนแสงแดดอุ่นๆเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อน ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป นั้นก็คือ "ถ้ำพระยานคร" และ "ถ้ำแก้ว" โดยปกติการเดินขึ้นภูเขามักจะเหนื่อยมากกว่าการลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก แต่สำหรับเราการเดินขึ้นภูเขาเหนื่อยน้อยกว่าการเดินลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกถูกกำจัดหมดไปด้วยความตั้งใจที่แนวแน่และมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมาย ระหว่างทางที่กลับลงมาจากภูเขา ได้เจอกับค่างแว่นถิ่นใต้ที่ออกมาหากินในตอนเช้า ห้อยโหนอยู่ตามยอดไม้อยู่เป็นระยะ บ้างก็อยู่โดดเดียว บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หน้าตาน่ารักและช่างสงสัย ลักษณะของป้ายบอกทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งหากเป็นตอนกลางคืนจะยากต่อการมองเห็นสักหน่อย ระยะทางอาจจะดูไม่ไกล ถ้าหากไม่มั่นใจโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่จะดีกว่านะ ภูเขาหินปูนจะไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น และเป็นหินที่มีความแหลมคม จึงควรใส่รองเท้าผ้าใบเดินขึ้นไปจะดีที่สุด จุดชมวิวเขาแดงอยู่บนยอดของภูเขา ซึ่งอยู่ด้านหลังของภูเขาลูกที่เห็นอยู่นี้ หลังจากลงมาถึงพื้นราบแล้ว ได้แวะเข้าไปหาข้าวเช้ากินเพื่อเติมพลัง ภายในที่ทำการอุทยานซึ่งอยู่ไม่ไกล 09.00 AM : มุ่งหน้าไปยังถ้ำพระยานคร นั่งกินข้าวเช้าในที่ทำการอุทยาน พร้อมชมโชว์กายกรรมห้อยโหนไปมาของลิงแสมอย่างเพลิดเพลิน ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ห่างจากออกไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร วิธีการเดินทางที่เราเลือกใช้ก็ยังคงเป็นวิธีการเดิม นั่นก็คือ "การโบกรถ" โดยไปยืนดักรอโบกรถอยู่ข้างหน้าที่ทำการอุทยาน ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีรถผ่านไปมาซักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปกับรถของการไฟฟ้า ไม่รอช้ากระโดดขึ้นข้างหลังไปนั่งรวมอยู่กับเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ นั่งมาลงบริเวณสามแยกทางไปถ้ำพระยานคร เพราะพี่เค้าต้องตรงไป ส่วนเราต้องเลี้ยวไปทางขวา จากจุดที่ลงรถต้องเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโล จึงจะถึงจุดเริ่มต้นของทางเดินไปยังถ้ำพระยานคร เราเดินเข้าไปได้สักระยะ ผ่านรถสิบล้อที่อยู่ไกลๆในรูป เจอชาวบ้านกำลังนั่งคัดแยกกุ้งกันอยู่ เห็นเราเดินตากแดดมาคนเดียว ก็เลยแซวและถามว่าจะไปไหน พร้อมกับชวนให้ไปกินน้ำเย็นๆในกระติก เดินต่อไปกลางแดดจ้า บนถนนราดยางที่เริ่มจะร้อนระอุ ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับมาจอดอยู่ข้างๆ แล้วเปิดกระจกออกมาถามว่าจะเดินไปไหน พอดีไปทางเดียวกันก็เลยชวนเราติดรถไปด้วย พี่ๆ บอกว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ มากันสามคน เห็นเราแบกกระเป๋าเดินตากแดดคนเดียวแล้วรู้สึกสงสารเลยตัดสินใจแวะรับมาด้วย หลังจากมาถึงจุดเริ่มต้นทางเดินไปถ้ำพระยานคร ก็ได้แยกกับพี่ๆทั้งสามคน เพราะการเดินทางไปยังถ้ำนั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ นั่งเรืออ้อมภูเขาไปลงหน้าชายหาดทางเข้าถ้ำ กับเดินข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลไปยังปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งวิธีนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้แค่แรงกายและใจเท่านั้น เราเลือกที่จะเดินข้ามภูเขาไปตามทางเดินที่เป็นบันไดหินซึ่งไม่ราบเรียบเพียงลำพัง ส่วนพี่ๆ นั่งเรืออ้อมเขาไปลงที่หน้าหาดซึ่งเร็วกว่ามาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย  ระหว่างทางสามารถแวะชมวิวภูเขาและทะเลสีฟ้าใสได้ตลอดทาง ช่วยทำให้ความเหนื่อยลดลงไปได้เยอะ เดินขึ้นเขามาได้ประมาณครึ่งทางกว่าๆก็จะสามารถมองเห็นชายหาดขาวสะอาดที่เรือมาจอดส่งนักท่องเที่ยว ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการเดินทางข้ามภูเขา มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น 11.00 AM : สำรวจถ้ำพระยานคร ลงจากเขามาล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่ และฝากกระเป๋าไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าไปข้างในถ้ำอีกประมาณ 500 เมตร ผ่านบ่อพระยานคร ซึ่งตามประวัติเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด และเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดพักเรือหลบพายุที่ชายหาดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวัน และได้สร้างบ่อน้ำเพื่อใช้ดื่ม เรียกว่า "บ่อพระยานคร" เส้นทางเดินเป็นบันไดโขดหินตะปุ่มตะป่ำค่อนข้างเดินลำบากสักเล็กน้อย หลังจากเดินขึ้นมาได้สักพักก็ถึงปากทางเข้าถ้ำ และจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ภายในถ้ำจะมีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่ มีปล่องอากาศขนาดเล็ก และใหญ่ที่มีแสงแดดส่องลงมาถึงด้านล่างอยู่หลายจุด " พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" เป็นพลับพลา แบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง   หลังจากเดินสำรวจภายในถ้ำจนครบถ้วนและหายเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้าย นั้นก็คือ "ถ้ำแก้ว" 01.00 PM : จุดหมายสุดท้าย เมื่อออกมาจากถ้ำพระยานครก็กลับไปเอาของที่ฝากไว้แล้วเดินกลับด้วยวิธีการเดิม และแวะกินข้าวเที่ยงบริเวณตีนเขา ล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่แล้วเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านมาลงที่ปากทางไปถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงถ้ำพระยานครในตอนแรก เดินต่อไปตามทางลูกรังสีแดงอีกประมาณ 1 กิโล ก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งจะมีชาวบ้านมาคอยให้บริการเช่าไฟฉาย เพราะข้างในไม่มีแสงสว่าง ต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปด้วยทุกครั้ง แต่เราเตรียมไฟฉายมาเอง เลยไม่ต้องเสียตังค์เช่า ข้างในมีระยะทางประมาณ 128 เมตร ซึ่งตอนที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยสักคน เหงาเลยเรา ข้างในถ้ำมืดมากๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กใหญ่สลับกันไปตลอดทาง บางจุดต้องก้ม ต้องมุดผ่านหินงอกขนาดใหญ่ บางจุดต้องเดินผ่านช่องหินเล็กๆ บางจุดต้องเดินขึ้นสะพาน ลงสะพาน ซึ่งด้านล่างเป็นเหวลึกๆมึดๆ ที่ส่องไฟไปได้ไม่สุด ดินสำรวจไปได้ครึ่งทาง ไฟฉายคู่ใจที่พกมาด้วยแสงเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ฉายไปแทบจะไม่เห็นทางข้างหน้า เราพยายามเคาะขั้วถ่าน หมุนให้เน้นอยู่สักพักก็ไม่สำเร็จ ติดๆดับๆ สุดท้ายก็ดับสนิทนิ่งไปในทันใด เรายืนซ่อมไฟฉายท่ามกลางความมืดมิด ที่ไม่สามารถเดินขยับไปไหนได้เลย เพราะรอบตัวมีแต่หินงอกหินย้อย ยืนอยู่ที่เดิมประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็น 15 นาทีที่รู้สึกนานมากๆ กลัวว่าจะต้องติดอยู่ในถ้ำ เพราะไม่ค่อยมีคนเข้ามาเที่ยว แต่สุดท้ายก็มีแสงสว่างแห่งความหวังส่องเข้ามา ตอนนั้นรู้สึกโล่งใจมากๆ อย่างบอกไม่ถูก เป็นแสงไฟฉายของนักท่องเที่ยวสองคนสามีภรรยา ที่ฉายมาเจอเรายืนอยู่ท่ามกลางความมืดคนเดียว เค้าก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ เราก็เลยเล่าให้เค้าฟังแล้วขอเดินตามเค้าออกไปด้วย เดินตามพี่เค้ามาเรื่อยๆก็มาเจอกับจุดที่ได้นำไปตั้งเป็นชื่อของถ้ำนี้ ซึ่งเมื่อเราฉายไฟไปที่ผนังถ้ำ ก็จะมีแสงระยิบระยับสะท้อนกลับมาเป็นเหมือนเศษแก้วเล็กๆประดับอยู่อย่างสวยงาม ความรู้สึกเหมือนได้ยืนดูดาวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำยังไงยังงั้น สุดท้ายเราก็ออกมาจากถ้ำจนได้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทั้งสองเป็นอย่างมาก ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้ได้มาเจอกัน เกือบปิดท้ายทริปนี้ด้วยการนอนในถ้ำแก้วซะแล้วเชียว จริงๆมีอีกที่ที่อยากไปคือ "ถ้ำไทร" ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ตอนนั้นใกล้จะเย็นแล้วน่าจะไปไม่ทัน จึงตัดออกไปแล้วเดินทางกลับ เดินออกจากถ้ำไปสามแยกที่มาลงในตอนแรกอีกประมาณกิโลกว่าๆ เพื่อมายืนรอโบกรถกลับออกไปที่ถนนเพชรเกษม และได้ไปกับรถกระบะขนโต๊ะจีนเพื่อไปจัดงานแต่ง โดยยืนเกาะหลังคารถเอาหน้าโต้ลมสนุกมากๆ แต่ก็ไปไม่ถึงที่หมาย เพราะบ้านงานอยู่ถึงก่อน เลยโบกรถต่ออีกรอบ และไปได้กับรถกระบะของตายายใจดีไปลงถึงปากทางเข้าอุทยานริมถนนเพชรเกษม แล้วต่อรถทัวร์ไปยังอ.เมืองประจวบฯ ก็เป็นอันจบทริปอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเพียงเท่านี้ การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกเดินทางเพียงลำพัง ซึ่งความจริงแล้วการตัดสินใจออกเดินทางคนเดียวครั้งแรกนั้นมันยากมาก เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร จึงคิดและจินตนาการไปก่อนว่ามันน่าจะเหงา ลำบาก และอันตราย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเสมือนกำแพงที่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเราให้ยังคงอยู่ในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ทำให้เราไม่ได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างนอกกำแพงนั้นเสียที แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถทลายกำแพงนั้นก็ได้คือ "ความกล้า" กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะออกไปเรียนรู้ กล้าที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำและยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้มันจะคุ้มค่ามากๆ เพราะสิ่งรอเราอยู่หลังกำแพงนั้นคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน ได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัว ได้รู้จักและเข้าใจตัวเราเองเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถก้าวผ่านครั้งแรกไปได้แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีครั้งต่อๆไปอย่างแน่นอน " A journey of a thousand miles must begin with a single step." – Lao Tzu " การเดินทางนับพันไมล์ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ" ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook LIFE IS A JOURNEY ติดตามเพิ่มเติมได้ที่  https://th.readme.me/id/lifeisajourney, https://www.facebook.com/LifeIsAJourneyThailand, https://www.instagram.com/lifeisajourneythailand/