มีเพศสัมพันธ์

เจนี่ มองเป็นเรื่องเซนซิทีฟ!! หญิง รฐา เอ่ยชื่อร่วมแฉ ใหม่ ดาวิกา
เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ /  หญิง รฐา / 

ยังคงเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในขณะนี้ สำหรับกรณีดีไซเนอร์ตัวท็อปของไทยส่งไอคอนสตรอเบอร์รี่ให้นางเอกพันล้าน ใหม่ ดาวิกา โดยงานนี้มีนักแสดงสาว หญิง รฐา คอมเม้นท์ร่วมวงแฉด้วย แถมยังเอ่ยชื่อเพื่อนซี้อย่าง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ให้ไปเล่าต่อ!! ล่าสุดมีโอกาสเจอ สาวเจนี่ ในงานแถลงข่าว "GIT World's Jewelry Design Awards 2016" เจ้าตัวขอไม่ตอบและแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะไม่เกี่ยวกับตนเองและมองเป็นเรื่องเซนซิทีฟ!! "มีข่าวว่าพี่กึ้งพา ซง จุงกิ มาไทยเพื่อเอาใจเจนี่ เอาจริงๆ มั้ยพี่ เจนี่ไม่เคยดูซีรี่ย์นี้เลยอ่ะ มีข่าวนี้ก็ไม่งงหรอกค่ะ ด้วยความที่อะไรคุณกึ้ง ก็ต้องอะไรก็เจนแบบนี้ คนเลยคิดว่าเพราะเจนี่ชอบหรือเปล่า วันนั้นไม่ได้ไปค่ะ ไม่ใช่ไม่ชื่นชอบ แต่เจนี่ยังไม่ได้ดูซีรี่ส์ เลยยังไม่รู้ว่าจะชอบหรือยังไม่ชอบ พี่กึ้งก็ไม่ได้ชวน เพราะตอนพี่กึ้งบอกจะเอามา เจนถามว่าใครเหรอ (หัวเราะ) คือถ้าเป็นลีโอนาร์โดจะไปรับถึงอเมริกาเลยค่ะ (หัวเราะ)" "กระแสเค้าฮอตมากในไทย แต่ไม่ใช่สเป็กอ่ะ คือเจนี่ไม่ได้ดูซีรี่ส์ สเป็กเจนี่ชอบฝรั่งค่ะ เพื่อนก็มีมาขอบัตร แต่เจนี่ก็ไม่รู้จักเลย ก็ไม่รู้จะพูดยังไง ก็มีคนเข้ามาดราม่าว่าไม่ได้บัตรนู้นนี่นั่น เจนก็บอกเจนก็ไม่ได้บัตร และไม่ได้ไปเลย ไม่ได้ไปรับ ไม่ได้ไปส่ง ไม่ได้ไปดู ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ บางกระแสบอกเราไม่กล้าโพสต์รูปคู่เพราะกลัวแฟนคลับดราม่า คือตอนนั้นหนูอยู่นิวยอร์ก ถ่ายเมเบลลีน ไม่มีไม่กล้าโพสต์รูป ถ้าเป็นคนที่เราชอบเราก็ต้องโพสต์อยู่แล้วเป็นปกติค่ะ แต่เจนไม่ได้ดูซีรี่ส์ ก็เลยไม่รู้จัก ก็เชยนิดนึงค่ะ" "มีคนเห็นเราไปกระบี่กับพี่กึ้งมา ไม่ได้ไปค่ะ เจนี่ไปถ่ายแบบ พี่กึ้งไม่ได้ไปค่ะ ช่วงนี้ก็มีเวลาเจอกันบ้าง ความสัมพันธ์ปกติ ไม่ได้พัฒนา ก็เราโตแล้ว เราไปแบบปกติไม่ได้มีอะไรหวือหวา ตอนนี้ทำงาน งานมันถล่มเจนี่จนไม่ได้มานั่งโฟกัสอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า เรื่องงานเป็นเรื่องที่เค้าต้องเข้าใจได้นะ" "อีกเรื่องที่หญิงโยงกับ ใหม่ ดาวิกา ไม่พูดเรื่องคนอื่นเนอะ เจนี่ขอตอบเลยดีกว่าว่ามันไม่เกี่ยวกับเจนี่ค่ะ หญิงแท็กมาทำไมเหรอ เจนี่ว่าเรื่องนี้มันเซ็นซิทีฟค่ะ อะไรที่ไม่เกี่ยวกับเจนี่ อย่าให้เจนี่ต้องตอบเลยดีกว่าค่ะ อะไรที่เป็นเรื่องของเจนี่เราก็ต้องรับผิดชอบเรื่องของเราค่ะ อะไรๆ ก็เจนี่ (หัวเราะ)" เจนี่ กล่าว ขอบคุณภาพจาก IG @davikah และเพจใต้เตียงดารา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ หญิง เอ่ยชื่อร่วมแฉ ใหม่ ดาวิกา

เคช่า ชูนิ้วกลาง ใส่ ไม่แคร์พวกเกรียนคีย์บอร์ด
Celebrities /  Kesha / 

ใครที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวของนักร้องสาว เคช่า (Kesha) อย่าเพิ่งนึกรำคาญ เพราะถ้าได้อ่านอินสตาแกรมของเธอแล้ว คุณอาจจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันทีก็เป็นได้!! เคช่า เปิดเผยถึงชีวิตที่ต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพจิต, ความผิดปกติของการทานอาหาร (eating disorder), การต่อสู้กับอารมณ์ของตัวเอง, การคุกคามทางเพศซึ่งเธอต้องทนรับมืออดีตโปรดิวเซอร์ ดร.ลุค (Dr. Luke) รวมถึงพวกเกรียนคีย์บอร์ดที่รังควานเธออยู่ เคช่า ก็เลยขอโพสต์รูปชูนิ้วกลางจากมือทั้งสองขึ้นฟ้า พร้อมบอกเล่าเรื่องราวสารพัดปัญหาที่เธอเผชิญผ่าน Instagram ส่วนตัว I have been battling depression and an eating disorder for a while now. my career is in a strange place and it feels like I'm fighting an uphill fight some days. but I have decided to take my life back. my freedom. my happiness. my voice. my worth. I will not just fucking be quiet and hide. today I will say fuck it and live. So FUUUUUUUUCK it. today I'm making that choice. AND IM HAPPY AS A DAMN CLAM. and also a big ol fuck u if u wanna hate on my body. just remember that makes u look like a dickhead. ✌🏼️ A photo posted by Kesha (@iiswhoiis) on May 15, 2016 at 10:44am PDT เคช่าโพสต์ข้อความยาวเหยียดว่า "ฉันกำลังต่อสู้อยู่กับความกดดันและความผิดปกติของการทานอาหารมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้หน้าที่การงานของฉันมันอยู่ในจุดประหลาด และฉันรู้สึกว่าฉันต้องต่อสู้ เป็นการต่อสู้ที่บางวันก็ยากลำบาก แต่ฉันก็ตัดสินใจจะกลับมามีชีวิตของตัวเอง อิสระ ความสุข เสียงร้อง และทรัพย์สินเงินทองของฉัน ฉันจะไม่นั่งเงียบและหลบหนีอีกต่อไป วันนี้ฉันจะบอกว่าช่างแม่...และมีชีวิตต่อไป วันนี้ฉันตัดสินใจจะมีความสุขให้สุดๆ และถ้าใครเกลียดฉัน ก็แค่จำไว้ว่าคุณมันก็แค่พวกงี่เง่า" อย่างไรก็ตาม งาน Billboard Music Awards ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคมนี้ เคช่าจะขึ้นแสดง พร้อมบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้กับดร.ลุค ที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ด้วย. ดูบทความต้นฉบับ : Kesha kindly reminds body shamers that they look like 'dickheads'

รู้จักศิลปะบนเรือนร่าง ที่เรียกว่า
ญี่ปุ่น /  นิวซีแลนด์ / 

ลวดลายอันสีดำเข้ม น่าเกรงขาม ดุดัน ดูมีพลัง อำนาจ บางครั้งลวดลายเป็นเส้นสายอันอ่อนช้อยดูนุ่มนวล หลากสีสันชวนให้มอง หรือในบางครั้งคนไหนยังใจไม่กล้าพอก็เอาเพียงแค่ลายเล็กๆ เพื่อลองพิสูจน์ใจตัวเองก่อน ความสวยงามบนเรือนร่างที่แลกมาด้วยความเจ็บตัวทั้งหมดนี้ เรากำลังพูดถึง ‘รอยสัก’ การวาดลายบนเนื้อตัวถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งติดตัวคนนั้นไปแทบตลอดชีวิต ถ้าเจ้าตัวไม่ไปลบเสียก่อนว่ากันว่าการลบนั้นทำได้ยากกว่าการสักเสียด้วยซ้ำ ละครพีเรียดหลายเรื่อง รอยสักของตัวละครแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นนักรบ นักบวชหรือแม้แต่ทาส แต่ละคนมีลวดลายบนเรือนร่างที่ต่างออกไป ลงวิชาอาคมต่างๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจว่าเป็นคนมีของ ไม่ใช่เพียงแค่ภาพยนตร์ไทย แต่เมื่อชมภาพยนตร์ญี่ปุ่น เหล่ายากูซ่าก็มีรอยสักที่เป็นสีสันชวนมองยิ่งนัก ไม่ว่าจะประเทศใด ศิลปะแขนงนี้ดูจะเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย แถมยังมีนักแสดง ดารา นักร้องที่โด่งดังระดับอินเตอร์บินตรงมาเมืองไทยและให้อาจารย์สำนักชื่อดังสักให้พร้อมลงคาถาเมตตามหานิยมให้การงานรุ่งเรืองเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนคลับมากมาย ได้ยินแบบนี้แล้วเริ่มอยากรู้จักที่มาของ "การสัก" ที่แท้จริงกันแล้วไหมล่ะคะ การสักในเมืองไทยมีมาแต่โบราณก่อนอาณาจักรสุโขทัย ต้นแบบน่าจะมาจากขอมเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว ส่วนสมัยอยุธยาตอนต้น แผนกทะเบียนจะบันทึกรวบรวมสถิติชายโดยทำเครื่องหมายสักที่ข้อมือเพื่อแสดงว่า มีสังกัดกรมกองแล้ว นอกจากนั้นยังมีการสักด้วยเหตุผลอื่นเช่นเพื่อความแข็งแกร่งของจิตใจ อยู่ยงคงกระพัน คลาดแคล้ว ปลอดภัยซึ่งจะนิยมสักลวดลายซึ่งเป็นตัวแทนของความดุร้าย ความปราดเปรียว ความสง่างาม ความกล้า ได้แก่ ลายเสือเผ่น หนุมานคลุกฝุ่น หงส์ และลายสิงห์ หรือลายที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันภัยอันตราย เช่นลายเก้ายอดยันต์เกราะเพชร ส่วนอีกประเภทเป็นผลทางเมตตามหานิยม ได้แก่ลายสักรูปจิ้งจกหรือนกสาริกาเพื่อเป็นตัวแทนของความมีเสน่ห์เป็นที่รักของคนทั่วไปโดยเฉพาะเป็นผลดีทางการเจรจา ค้าขายเจริญรุ่งเรือง ส่วนประเทศญี่ปุ่น ดิฉันมักเห็นตัวร้ายให้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นมีรอยสักที่แตกต่างจากที่เราเห็นทั่วไป ลวดลายสวยงามเป็นพิเศษและมีสีสันสวยงามดั่งเช่นแผ่นเนื้อเป็นผืนผ้าใบก็ไม่ปาน ความสวยงามที่แฝงความคมเข้มที่ดูขลังมาก การสักไม่ใช่เป็นสัญลักษณ์ของตัวร้ายนะคะ เพียงแต่ดิฉันเห็นในหนังเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้วการสักในญี่ปุ่นก็มีมาแต่โบราณเช่นกัน การสักมี 2 ชนิดด้วยกัน การสักที่เป็นการลงโทษผู้กระทำความผิด การสักแบบนี้จะสักเป็นสามแถบ กว้างแถบละหนึ่งในสามของนิ้ว จะสักที่แขนของนักโทษส่วนการสักอีกชนิดของญี่ปุ่นเรียกกันว่า โฮริโมโน เพิ่งแพร่หลายกันในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นิยมสักกันทั้งหญิงและชาย เป็นการสักที่สวยงามมาก เป็นวิวธรรมชาติบ้าง รูปเสือ รูปมังกร มีการลงสีสันสวยงามด้วยสีดำ สีน้ำเงินและสีแดง การสักของญี่ปุ่นนอกจากแสดงความกล้า ความสวยงามแล้ว บางครั้งยังเป็นสิ่งที่มีไว้ดึงดูดเพศตรงข้ามอีกต่างหาก อย่างพวกเกอิชาก็จะมีการสักรูปซามิเซนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีสามสายไว้ที่แขนหรือไหล่ นางเชื่อว่าจะได้เล่นดนตรีได้เก่งไพเราะเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า ข้ามมาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ชนเผ่าเมารีพื้นเมืองก็มักจะมีรอยสักที่สวยงามเช่นกัน รอยสักของชนเผ่านี้มีการสักตั้งแต่ใบหน้าลงมา สักทั้งผู้หญิงและผู้ชาย บางคนก็สักเฉพาะบริเวณเท่านั้น การสักลงน้ำหมึกสีดำมีลวดลายที่สวยงามเป็นรูปโค้งหรือรูปเถาวัลย์เลื้อยสวยงามมาก รอยสักของแต่ละคนไม่ซ้ำกันเป็นลายเฉพาะบุคคลหรือแต่ละครอบครัวนั้นๆ ไม่มีรูปแบบตายตัว ความน่าสนใจนอกจากลายสักของชนเผ่า ท่วงท่าการเต้นระบำพื้นเมืองก็น่าสนใจอีกด้วยการเต้นที่ดูน่าเกรงขาม ร้องเพลง พร้อมแลบลิ้น ปลิ้นตาอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้รอยสักบนใบหน้าดูน่าเกรงขามและเร้าใจยิ่งนักค่ะ รอยสักที่ปรากฏบนร่างกายของแต่ละประเทศมีรูปลักษณ์และจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ‘ใจรักที่กล้าหาญ’ของเจ้าของรอยสักมากกว่า เพราะต้องแลกมาด้วยความเจ็บเลือดซิบๆ 

อย่างหล่อ!! ฌอห์ณ โพสต์อวยพรวันเกิด(อดีต)คู่จิ้น เอสเธอร์
คู่จิ้น /  ข่าว ฌอห์ณ จินดาโชติ / 

     แม้จะเป็นคู่จิ้นที่ไม่ได้ไปต่อ... จากที่เหมือนจะเป็นคู่จริงแต่อยู่ๆ ก็ออกมาประกาศตัวว่าไม่ได้สนิทกันเหมือนเคยแล้ว ตอนนั้นเล่นเอาติ่งจิ้นนอยด์กันไปพักใหญ่ แต่ล่าสุดก็แอบมีเรื่องให้กลับมาชุ่มฉ่ำหัวใจกันพอกรุบกริบ เมื่อหนุ่ม ฌอห์ณ จินดาโชติ โพสต์อวยพรวันเกิดให้กับอดีตคู้จิ้นอย่าง เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา แบบนี้    “*Hbd Esther supree | แด่หญิงสาวในวัย 22 ปี พี่ขอให้น้องมีแต่ความสุขในชีวิต พบเจอแต่เรื่องราวดีๆที่เข้ามา พบความแข็งแรงในร่างกาย พบแต่ความโชคดีในทุกสิ่งอย่างในทุกๆวัน เสมอมาและเสมอไปนะน้องนะ... จาก.จินดาโชติ” ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ยังไม่จืดจางในฐานะพี่น้องในวงการ จุดนี้หล่อเลย!! จ้าาาาาาขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากอินสตาแกรม @seanjindachot   ฌอห์ณ - เอสเธอร์   ฌอห์ณ - เอสเธอร์   ฌอห์ณ จินดาโชติ   ฌอห์ณ จินดาโชติ  

ร้อนแบบนี้ ต้องระวัง! โรคพิษสุนัขบ้า
พิษสุนัขบ้า /  โรคพิษสุนัขบ้า

โรค พิษสุนัขบ้า เป็นโรคที่เกิดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด เกิดจากเชื้อไวรัส อยู่ในสกุล Rhabdoviridae , Genus Lyssavirus ไม่ทนทานต่อบรรยากาศแวดล้อม เชื้อจะถูกทำลายง่ายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ การกระจายของโรค พบได้ทั่วโลกพบมากในทวีป เอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรค พิษสุนัขบ้า ทั่วโลกในปี 2541 ประมาณ 35,000 - 50,000 ราย สาเหตุการติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากสุนัขโดยการถูกสุนัขกัด, ข่วน หรือเลียบริเวณเยื่อเมือก( เช่นริมฝีปาก, เยื่อตา ) โดยเชื้อไวรัสในน้ำลายสัตว์ผ่านเข้าทางบาดแผลหรือเยื่อเมือกของผู้สัมผัส ระยะฟักตัวของเชื้อในคน จากการสำรวจในประเทศไทย ในปี 2522 –2528 พบว่า 87% มีระยะฟักตัวของโรค 3 เดือน   71% มีระยะฟักตัวของโรค 1 เดือน แต่ทุกรายมีระยะฟักตัวของโรคไม่เกิน 1 ปี แต่ยังขึ้นกับปัจจัยดังนี้ อวัยวะที่ถูกกัด ความรุนแรงของแผลที่ถูกกัด ชนิดของสัตว์ที่กัด ปริมาณของเชื้อไวรัสที่เข้าไปในบาดแผล วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาหลังสัตว์กัด การติดเชื้อโรค พิษสุนัขบ้า ในคนและสัตว์ แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่เชื้อเดินทางจากตำแหน่งที่เข้าไปยังระบบประสาท ระยะเชื้อเพิ่มจำนวนในระบบประสาทส่วนกลาง ระยะที่เชื้อเดินทางจากระบบประสาทส่วนกลางออกสู่อวัยวะอื่น จากการสำรวจผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยปี พ.ศ. 2543 พบว่า การเกิดโรคในเพศชาย มากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่ถูกสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด ส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหลังรับเชื้อ กลุ่มอายุที่พบมากจะอยู่ระหว่าง 5 - 9 ปี การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคน องค์การอนามัยโลกได้มีการกำหนดให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กลุ่มคนที่มีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าดังนี้ กลุ่มที่เสี่ยงมากต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการวิจัยเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า กลุ่มดังกล่าวนี้จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า กลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าปานกลาง เช่น เจ้าหน้าที่ชันสูตรโรคพิษสุนัขบ้า สัตวแพทย์ นักสัตววิทยา ผู้ปฏิบัติงานควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในภาคสนาม ผู้พิทักษ์สัตว์ป่า ผู้มีอาชีพเลี้ยงสัตว์(โดยเฉพาะสุนัข แมว และสัตว์ป่า) และรวมถึงบุคลากรในสถานบริการสาธารณสุข วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย วัคซีนที่เตรียมจากเซลล์เพาะเลี้ยง มี 3 ชนิด Human Diploid Cell Rabies Vaccine หรือ HDCV Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine หรือ PCEC Purified Vero Cell Rabies Vaccine หรือPVRV วัคซีนที่เตรียมจากไข่เป็ดฟัก Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine หรือ PDEV การใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคน การใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ โปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า (Pre-Exposure Immunization) องค์การอนามัยโลกกำหนดโปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้าโดยฉีด 3 ครั้ง ในวันที่ 0 7 และ 21 หรือ 28 หลังจากนั้นฉีดกระตุ้นเมื่อสัมผัสเชื้ออีก 1 หรือ 2 เข็ม แต่ถ้าม่มีประวัติสัมผัสแต่ต้องทำงานสัมผัสกับเชื้อตลอดเวลาอาจฉีดกระตุ้นทุก 3 – 5 ปี โปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันหลังจากสัมผัสกับโรค (Post-Exposure Immunization) องค์การอนามัยโลกกำหนดแนวทางการพิจารณารักษาผู้ที่สัมผัสกับโรคพิษสุนัขบ้าไว้ดังนี้ (1) หยุดฉีดวัคซีนเมื่อสัตว์(เฉพาะสุนัขและแมว)ยังเป็นปกติตลอดเวลากักขังเพื่อดูอาการ 10 วัน (2) กรณีถูกกัดเป็นแผลที่บริเวณใบหน้า ศีรษะ คอ มือและนิ้วมือ หรือแผลลึก แผลฉีกขาดมากหรือถูกกัดหลายแผลถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูงและระยะฟักตัวมักสั้น จึงจำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลิน โดยเร็วที่สุด โปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันหลังจากสัมผัสกับโรคในประเทศไทยที่ใช้กันแพร่หลายมีอยู่ 2 แบบ โปรแกรมการฉีดวัคซีนแบบปกติ โดยฉีดวัคซีน 1 โด๊ส ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 30 โปรแกรมการฉีดแบบประหยัด ใช้ได้กับวัคซีนPVRV โดยฉีด 2 จุดในวันที่ 0, 3, 7 จากนั้นฉีด 1 จุด ในวันที่ 30 และ 90 ขอบคุณที่มาจาก : กองสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สรุปจากบทความ แนวทางการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคน โดย ชาญณรงค์ มิตรมูลพิทักษ์ และวีระ เทพสุเมธานนท์ วารสารสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กรกฎาคม – กันยายน 2544

5 นิสัย เสี่ยงเป็น
ความรักวัยรุ่น /  ปัญหาวัยรุ่น

นะ ถ้าหนุ่มๆยังส่งสัยว่า ป่านนี้ทำไมตัวเองถึงยัง โสด ไม่มีแฟนกับเขาสักที แบบนี้ teen.mthai คงต้องพาหนุ่มไปเช๊คกับหน่อยซะแล้วว่า นิสัยแบบไหนเสี่ยงเป็น ผู้ชาย ขึ้นคาน!!! 5 นิสัย เสี่ยงเป็น "ผู้ชายขึ้นคาน!" แสดงความต้องการของตัวเองมากเกินไป ?เมื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์กับผู้หญิงใหม่ ๆ ผู้ชายบางคนก็มักออกตัวแรง แสดงความต้องการอย่างชัดเจนว่าอยากคบหาเป็นแฟนกับเธอมาก จนพฤติกรรมบางอย่างของคุณทำให้เธอรู้สึกอึดอัด เช่น โทรหาเธอตลอดทั้งวัน โดยไม่สนใจว่าเธอจะทำธุระอยู่หรือเปล่า ส่งข้อความพร่ำเพ้อหาเธอไปบ่อย ๆ หรือพยายามหาของขวัญมามอบให้เธอทุกวัน ซึ่งถ้ามันไม่เยอะจนเกินไปผู้หญิงเขาก็อาจจะรู้สึกดีกับสิ่งที่คุณทำอยู่หรอก แต่พอให้จนล้นเธอคงมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายอยู่เหมือนกันนะ ไม่รู้จักสร้าง เสน่ห์ ให้กับตัวเอง ผู้ชายบางคนดูมีคุณสมบัติเพียบพร้อมไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตาที่สุดแสนจะเพอร์เฟคท์ รวมไปถึงมีการศึกษาดี และตำแหน่งงานที่มีความมั่นคง ซึ่งน่าจะเป็นอะไรที่ผู้หญิงหลายคนอยากจะมีชายในฝันที่มีลักษณะแบบนี้ ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเธอเมินเฉยนั่นคือ คุณไม่มีเสน่ห์ ไม่รู้ว่าต้องคุยกับผู้หญิงยังไงถึงจะทำให้เธอสนใจในตัวคุณ ฉะนั้น คุณควรเรียนรู้ที่จะสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเองบ้าง เช่น สังเกตว่าเธอมีความคิดแบบไหน ชอบอะไรเป็นพิเศษ รวมไปถึงวิธีการพูดเพื่อเป็นการดึงดูดให้เธอหันมาสนใจในตัวคุณ ขาดความมั่นใจในตัวเอง ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยชอบผู้ชายที่มีความมั่นใจในตัวเอง เพราะเธอเชื่อว่าคนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมันให้กับเธอได้ เมื่อเทียบกับคนที่ขาดความมั่นใจ จะตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองก็ไม่กล้า ต้องคอยถามความเห็นจากคนอื่นก่อนตลอดเวลา แล้วแบบนี้เธอจะมั่นใจได้อย่างไรล่ะว่าจะดูแลเธอได้ในอนาคต จริงไหม? เป็นคนไม่มีความพยายาม ริจะจีบผู้หญิงทั้งทีหากขาดความพยายามแล้วล่ะก็ คงอยากที่จะพิชิตใจเธอมาครองได้ บางทีเธออาจอยากทดสอบคุณดู ก่อนตัดสินใจเลื่อนขั้นจากเพื่อนมาเป็นแฟน ประเภทที่ลองตื้อ 2-3 ครั้ง และหากเธอยังไม่แสดงออกถึงความสนใจในตัวคุณสักที คุณก็ยกธงขาวยอมแพ้ไปก่อนเสียแล้ว กรณีนี้เธอคงนึกโล่งใจอยู่เหมือนกันที่ไม่เลือกคุณให้เข้ามาในชีวิต เพราะนั่นหมายถึง หากในอนาคตคบกันไปแล้วดันเกิดมีปัญหา คุณก็คงเลือกที่จะถอดใจ ไม่คอยยืนหยัดเคียงข้างเธออย่างแน่นอน อันนี้ก็ไม่ไหวนะ มองหาสาวจากแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืน ต่อให้เป็นผับ บาร์ ที่มีชื่อเสียงชั้นเลิศแค่ไหนก็ตาม สถานบันเทิงเหล่านี้ก็ไม่ใช่ที่ที่คุณจะมองหาความสัมพันธ์แบบยืนยาวสักเท่าไหร่ แม้จะมีบางคู่ที่สามารถคบกันได้จนถึงขั้นแต่งงานมีครอบครัว แต่คงมีไม่บ่อยนักหรอก เพราะสาว ๆ ส่วนใหญ่ที่มาในสถานที่แบบนี้ต้องการเพียงแค่ความสนุก ผ่อนคลายกับเพื่อน ๆ มากกว่าจะมาหาคู่แท้ อีกอย่างพวกเธออาจคิดว่าชายที่เข้ามาแสดงความสนใจในตัวเธอ คงต้องการมีความสัมพันธ์แบบ one-night stands มากกว่าจะสานสัมพันธ์แบบจริง ๆ จัง ๆ ถ้าไม่อยากมี สโลแกน ที่ว่า .. "หน้าร้อนก็ โสด หน้าหนาวก็ โสด หน้าฝนก็ โสด คงไม่ใช่เพราะ ร้อน หนาว ฝน คง แต่คงเป็นเพราะ "หน้าผม" นี่แหละ !?" ก็ลองเช๊คกันดูนะคะว่า 5 ข้อที่ teen.mthai พูดถึงมานี้มีใกล้เคียงกับหนุ่มๆบ้างไหม ^^

แปม ไกอา ยืนยันความสัมพันธ์ เพชร ยังเหมือนเดิม
GAIA /  เพชร KPN / 

แปม ไกอา บอกปัด! ยันโพสไอจีปริศนา ไม่ได้น้อยใจ เผ่าเพชร - เมินคนมอง 'เกาะกระแสดัง' หลังจากโพสอินสตาแกรมส่วนตัวออกแนวตัดพ้อน้อยใจ ก็มีคนโยงประเด็นว่า นักร้องสาว แปม ศิรภัสรา สินตระการผล หรือ แปม ไกอา บอกใบ้ว่าความรักของเธอกับดาราหนุ่ม เพชร เผ่าเพชร เจริญสุข กำลังจะสั่นคลอนหรือเปล่า? งานนี้สาว แปม เปิดใจว่าไม่ได้น้อยใจ เป็นเพียงแค่การโพสธรรมดาทั่วไปเท่านั้น... "ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะว่าต่างคนต่างทำงานค่ะ แต่แคปชั่นในไอจีที่บอกว่า 'เธอมองข้ามไป' อันนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขาค่ะ อันนั้นคือเป็นแคปชั่นในภาพท้องฟ้า ซึ่งเราก็มองว่ามันสวยดี แค่รู้สึกว่าบางทีคนเราลืมที่จะมองไปข้างบน มองธรรมชาติซึ่งมันเป็นอะไรที่สวยนะแค่นั้นเอง" เธอมองข้ามมันไปรึเปล่า 🍃 A photo posted by Pam Sirapassara ❄️ (@pam_gaia) on May 8, 2016 at 9:41pm PDT "ความสัมพันธ์ตอนนี้ก็เหมือนเดิมค่ะ ยังคุยๆ กันอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่อยากเปิดตัวหรืออะไร แต่เราไม่รู้ว่าในอนาคตมันจะเกิดอะไรขึ้น ก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไป ทุกวันนี้ก็ยังคุยๆ อยู่เหมือนเดิม เรื่องที่มีคนบอกว่าเราเกาะกระแสเขาดัง อันนี้ไม่ได้คุยกันเลยค่ะ เราก็ทำงานตรงนี้มาค่อนข้างนานแล้วเหมือนกัน เราก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนคิดอย่างนั้น เราก็ไม่ได้นอยด์นะคะก็ทำงานปกติ ทำตัวปกติเหมือนเดิม ตอนนี้ต่างคนก็ต่างทำงานเยอะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแล้ว แปมว่ามันเป็นอะไรที่ต่างคนได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วก็ได้พัฒนาฝีมือตัวเองด้วย ไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้น้อยใจอะไรกันเลย ยังคุยกันเหมือนเดิม เวลาว่างก็มีเจอกันบ้าง เรื่องคู่จิ้นของเขากับเจเจหนูก็จิ้นนะคะ(หัวเราะ) หนูก็ชอบ(ยิ้ม) น่ารักดีดูเข้ากันดีค่ะ" เจเจ - เพชร เผ่าเพชร แปม ไกอา - เพชร เผ่าเพชร Good morning 🐱🐶✨ A photo posted by Pam Sirapassara ❄️ (@pam_gaia) on Dec 13, 2015 at 8:10pm PST ข้อมูลจาก บันเทิง 8 HOT NEWS ทาง ช่อง 8 หมายเลข 27 มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

หนังโลกที่เราอยากดู : The Pearl Button - ระลึก 'ชาติ' ผ่านเม็ดกระดุม
The Pearl Button

The Pearl Button (2015) ระลึก 'ชาติ' ผ่านเม็ดกระดุม ปาตริซิโอ กุซมัน บันทึกผืนฟ้ากับทะเลทรายเคียงคู่ประวัติศาสตร์ของชาติได้ทรงพลังแค่ไหนใน Nostalgia for the Light (2010) พลังและความมหัศจรรย์เกินบรรยายของผืนมหาสมุทรแปซิฟิกที่ดูดกลืนความทรงจำอันเจ็บปวดของประเทศชิลีก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันใน The Pearl Button ชิลีคือประเทศเจ้าของพื้นที่หมู่เกาะที่กว้างขวางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่คนในประเทศกลับมีความสัมพันธ์กับน้ำน้อยเหลือเกิน การรับรู้ในลักษณะดังกล่าวนี้เองที่ทำให้เกิด ‘ผู้ถูกลืม’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า – นอกจากกระดุมไข่มุกแห่งยุคล่าอาณานิคมที่ถูกค้นพบบริเวณก้นมหาสมุทร และเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีต น้ำคือตัวละครสำคัญของสารคดีเรื่องนี้ ไม่เพียงเป็นอุปลักษณ์อันเฉียบคมถึงเครื่องบันทึกความทรงจำ ยังเป็นสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์เลือดแห่งประเทศชิลีถึงสองช่วงยุคสมัย ตั้งแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนพื้นถิ่นกาเวสการ์ที่อาศัยอยู่บนผืนน้ำในยุคยุโรปล่าอาณานิคม มาถึงการกักขังฆ่าปิดปากฝ่ายต่อต้านในยุคเผด็จการปิโนเชต์ที่ใช้มหาสมุทรเป็นค่ายกักกันและพื้นที่อำพรางศพ นี่คือการลากเส้นต่อจุดทางประวัติศาสตร์ที่อหังการ์ น่าตื่นตะลึง และเปี่ยมอารมณ์ที่ถาโถมซัดสาดที่สุดครั้งหนึ่งของโลกภาพยนตร์ เพราะกุซมันไม่เพียงให้หนังทำงานกับคนดูในเชิงสังคมการเมืองเท่านั้น ทว่าสั่นสะท้านไปถึงความรู้สึกส่วนลึกในจิตใจ ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่มีใครเหมือน เขาขับเน้นสภาวะสัจนิยมมหัศจรรย์ให้โดดเด่นขึ้นจากปากคำของผู้รอดชีวิต ไฮไลต์ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติให้กับโลกสมัยใหม่กระทั่งผู้ชมอาจรู้สึกดังที่เขาต้องการได้จริง ๆ ว่าผืนน้ำที่ระเหยไอกลายเป็นเมฆและควบแน่นเป็นเม็ดฝนวนเวียนเป็นวัฏจักรทั้งบนโลกและนอกโลก ไม่เพียงเป็นภาชนะบรรจุความทรงจำ แต่ยังเปล่งเสียงแทนผู้ถูกลืมได้อย่างไม่มีใครเทียบ **ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 169 (ก.พ. 2559) https://www.youtube.com/watch?v=Atra27D18g4 ...... ใครที่สนใจชม The Pearl Button พร้อมสนทนากับ โสรยา นาคะสุวรรณ (ผกก. หนังสารคดี 'Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์') พบได้ที่งาน "เทศกาลภาพยนตร์คัดสรร" Cinema Diverse: Director's Choice 2016 The Female Perspective วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2559 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ฉายเวลา 17.00 น.(ลงทะเบียนสำรองที่นั่ง 13.00 น.เป็นต้นไป) **ค่าสนับสนุนกิจกรรม ท่านละ 60 บาท (พร้อมรับสูจิบัตรฟรี) หมายเหตุ *มีบทบรรยายภาษาไทยและภาษาอังกฤษ *การพูดคุยหลังภาพยนตร์จะมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย *กิจกรรมนี้เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป

รีวิวภาพยนตร์ Equals ฝ่ากฎล้ำ โลกห้ามรัก : ความเท่าเทียมที่ไม่เสมอภาค
Equals /  Kristen Stewart / 

รีวิวภาพยนตร์ Equals ฝ่ากฎล้ำ โลกห้ามรัก : ความเท่าเทียมที่ไม่เสมอภาค ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของจินตนาการในอนาคตว่าสังคมมนุษย์จะอยู่กันอย่างไร ใช้ชีวิตกันแบบไหน มีให้เห็นมากขึ้นในยุคปัจจุบัน และหนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์เรื่อง Equals ฝ่ากฎล้ำ โลกห้ามรัก ที่กำลังเข้าฉายในบ้านเรา และได้นักแสดงนำสุดหล่ออย่าง นิโคลัส ฮอลต์ (Nicholas Hoult) และ คริสเทน สจ๊วต (Kristen Stewart) มารับบทนำ ซึ่งน่าจะเชื้อเชิญให้บรรดาแฟนคลับของนักแสดงทั้งสองคนเข้าไปชมภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งพล็อตใหม่ที่น่าสนใจ และแฟน ๆ ภาพยนตร์แนวโลกอนาคตสังคมยูโทเปียอย่างผมก็ไม่พลาดที่เข้าไปชม Equals ฝ่ากฎล้ำ โลกห้ามรัก ว่าด้วยเรื่องราวของโลกในยุคอนาคตที่มนุษย์ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้กลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ โดยปรับเปลี่ยนให้มนุษย์ปราศจากความรู้สึกใด ๆ ไร้ซึ่งความรุนแรง ไม่แบ่งแยกชนชั้น กลายเป็นสังคมที่ “เท่าเทียมกัน” ความสมบูรณ์ไม่มีในโลก เมื่อมีโรคที่เรียกว่า SOS (Switched on Syndrome) โรคที่ทำให้มนุษย์มีอารมณ์และความรู้สึก ผู้ที่เป็นโรคนี้จะถูกส่งไปที่สถานบำบัดและไม่เคยมีใครได้กลับมา ซึ่ง ไซลัส รับบทโดย นิโคลัส ฮอลต์ (Nicholas Hoult) และ นีอา รับบทโดย คริสเทน สจ๊วต (Kristen Stewart) เมื่อทั้งสองได้พบกันก็ไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกต่อกันได้ นำพาอันตรายที่ไม่คาดคิดมาเยือนคนทั้งคู่ การเสี่ยงกับทุกอย่างเพื่อให้รู้สึกอะไรบางอย่างคือสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ ภาพยนตร์เดินเรื่องเส้นตรงอีกเช่นกัน ไม่มีการตัดสลับให้เกิดความสับสนงงงวยใด ๆ ทั้งสิ้น โดยในช่วงแรกนั้นแนวทางการเล่าเรื่องคล้ายกับภาพยนตร์ยุคอนาคตทั่วไปที่จะต้องปูพื้นให้ผู้ชมเข้าใจสภาพแวดล้อมในช่วงเวลานั้นก่อน ตัวภาพยนตร์พยายามบอกเล่าถึงประเด็นสำคัญของเรื่องอย่างโรค SOS ตั้งแต่วินาทีแรกที่ภาพยนตร์เริ่มฉาย แม้ตัวเนื้อเรื่องจะไม่มีอะไรหวือหวาให้รู้สึกตื่นเต้น โฟกัสที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ไซลัส และ นีอา เท่านั้น แต่เรื่องราวในภาพยนตร์เดินเร็วกว่าที่คิด ไม่อืดอาด ทำให้ภาพรวมของภาพยนตร์ไม่น่าเบื่อและน่าติดตามต่อไปเรื่อย ๆ ตอนจบของเรื่องเหมือนภาพยนตร์ตั้งใจทิ้งประเด็นไว้ให้ผู้ชมพูดคุยกันต่อดูจะจบห้วนไปเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจก็คือ เมื่อความรักระหว่างมนุษย์คือสิ่งต้องห้ามแล้ว พระนางจะทำอย่างไรเพื่อให้ความรักของทั้งสองอยู่รอดต่อไป พัฒนาการทางอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ที่ ไซลัส ยังไม่มีอาการของโรค SOS กระทั่งได้เริ่มรู้จักกับ นีอา ร่างกายก็เริ่มตอบสนองต่อความรู้สึกอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งจะว่าไปแล้วมันคงเป็นธรรมชาติของผู้ชายที่เมื่อเจอผู้หญิงที่ชอบก็เริ่มสังเกตผู้หญิงคนนี้มากขึ้น อยากเข้าหาและอยากทำความรู้จัก ซึ่ง ไซลัส เสมือนเป็นหนุ่มน้อยวัยใสที่เริ่มรู้จักกับความรักครั้งแรกของชีวิต และเมื่อทั้งสองได้รู้จักกัน ได้เติมเต็มช่วงเวลาด้วยกัน อารมณ์ที่ถูกปิดกั้นมาตลอดด้วยสารเคมีบางอย่างก็ไม่อาจขวางกั้นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ในการสืบพันธุ์ได้ และทันทีที่ความต้องการทางอารมณ์ของทั้งสองคนพลุ่งพล่าน ทุกอย่างดูใหม่ ดูเก้กัง ดูเก้อเขิน ทำให้รู้สึกถึง "ครั้งแรก" ของทั้งสองคนได้ดีทีเดียว ในวันที่โลกเกิดความระส่ำระสายไม่สงบสุข โลกที่เต็มไปด้วยสงคราม ประชาชนล้มตาย โลกที่เต็มไปด้วยความแร้นแค้น การกอบโกยผลประโยชน์ การแก่งแย่งชิงดี ความไม่เท่าเทียม ฯลฯ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ทั้งสิ้น เช่นนั้นแล้ว หากวันหนึ่งความรู้สึกเหล่านี้หมดไปกลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ไร้ซึ่งความรู้สึกทางอารมณ์ในสังคมแห่งความเท่าเทียมกัน มนุษย์จะยอมรับมันได้หรือ แต่ที่สุดแล้วมนุษย์เกิดมาพร้อมอารมณ์และความรู้สึก แม้วันนี้จะถูกอะไรบางอย่างกดทับไว้ แต่วันหนึ่งก็ไม่สามารถกดทับได้อีกต่อไป เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณที่สิงสู่และขับเคลื่อนก้อนเนื้อที่เรียกว่ามนุษย์ คะแนน 3.5/5 จดจำทุกอารมณ์และความรู้สึกที่มีให้ดีที่สุด เพราะมันคือสิ่งยืนยันความเป็นมนุษย์ในตัวเรา  บทความโดย ธ.เชิดวรพงศ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

จะ
Anna Kendrick /  Mr. Right / 

จะ "เท" หรือ "ทุ่ม"!? เมื่อแฟนใหม่เป็นนักฆ่า ใน Mr. Right คู่มหาประลัย นักฆ่าเลิฟ เลิฟ หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์แอคชั่นดราม่ากันไปแล้วกับภาพยนตร์เรื่อง Criminal คนสมองเดือด เร็ว ๆ นี้ทาง MONO Film ก็เตรียมจัดภาพยนตร์แอคชั่นแนวคอเมดีมาผ่อนคลายความตึงเครียดกันบ้างกับภาพยนตร์เรื่อง Mr. Right คู่มหาประลัย นักฆ่าเลิฟ เลิฟ จากผู้กำกับชาวสเปน ปาโก คาเบซาส (Paco Cabezas) Mr. Right คู่มหาประลัย นักฆ่าเลิฟ เลิฟ ว่าด้วยเรื่องราวของ มาร์ธา รับบทโดย แอนนา เคนดริก (Anna Kendrick) สาวสวยที่ถูกแฟนทิ้ง ทำให้ตัวเธอสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป จนกระทั่งไปพบกับ ฟรานซิส รับบทโดย แซม ร็อคเวลล์ (Sam Rockwell) ผู้ชายคนใหม่ที่ใช่สำหรับเธอ และดูเหมือนว่าความรักของทั้งคู่จะดำเนินไปได้ด้วยดี ทว่าวันหนึ่งมาร์ธารู้ว่าแฟนหนุ่มคนใหม่รายนี้เป็นนักฆ่ารับจ้าง งานนี้เธอจะหยุดหรือเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อ ผู้กำกับชาวสเปนได้บอกเล่าความรู้สึกในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ผมรู้สึกได้ทันทีว่า Mr. Right จะเป็นหนังแนวที่ผมอยากจะทำ และเมื่อผมได้เจอ แมกซ์ แลนดิส คนเขียนบทเรื่องนี้ ผมรู้สึกได้ว่าเรามีความเหมือนกันในหลาย ๆ  ด้าน ในเรื่อง Mr. Right นี้ เป็นเรื่องที่มีความหลากหลายแนวอยู่ในเรื่องเดียว ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ ไอเดียของเราคือต้องการจะผสมเอาโรแมนติกคอเมดีแล้วทำมันออกมาให้น่าสนใจ นอกจากนี้เรายังรวมเอาฉากแอคชั่นและพวกตลกร้ายเข้ามาด้วย ทางด้านนักแสดงเรานึกถึงแซม ร็อคเวลล์ ทันทีที่อ่านบทเสร็จ เราต้องการคนที่ดูน่ากลัวในสายตาคนอื่น ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความโรแมนติกอยู่ในตัวด้วย และยังต้องลดความโรแมนติกลงเมื่อต้องควบคุมสถานการณ์ให้คนอื่นยำเกรง มันไม่ง่ายเลยที่จะให้คน ๆ หนึ่งทำทั้งหมดที่เราต้องการได้ แต่แซมทำให้เราได้ ซึ่งเราไม่กังวลกับการแสดงของแซมเลย ส่วนนักแสดงหญิง เราได้พูดคุยกับแอนนา เคนดริก ได้ลองแลกเปลี่ยนแนวความคิดและทัศนคติที่มีต่อบทกัน แอนนาสามารถผสมผสานความสนุกสนานในบทของมาร์ธาที่ดูเป็นโรคจิตนิด ๆ  มีความระห่ำหน่อย ๆ และที่สำคัญก็ยังแฝงไว้ด้วยความโรแมนติก ซึ่งเราเชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักเธอแน่นอน”

ปนัดดา เล่าเรื่องผ่านคู่รัก 'ชาย-ชาย'! ผ่านเอ็มวีสุดจี๊ด รักไปเจ็บไปไม่เอา
ปนัดดา เรืองวุฒิ /  รักไปเจ็บไปไม่เอา

กลับมาครั้งนี้ ปนัดดา เรืองวุฒิ ไม่ได้เพียงแค่ส่งเพลงใหม่ รักไปเจ็บไปไม่เอา มาแทงใจ 'คนมีความรักแต่กลับได้รับสถานะที่ไม่ชัดเจน' เท่านั้น แต่มิวสิควิดีโอเพลงนี้ยังเป็น Talk of the Town สุดๆ กับการเล่าเรื่องผ่านคู่รัก 'ชาย-ชาย'!! หลังปล่อยเพลง ผู้ชายแบบไหน ภายใต้สังกัด เวิร์กแก๊งค์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่เนื้อหาแรงได้ใจผู้หญิงทั่วประเทศ ออกมาให้ฟังกันเมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุด นักร้องสาวเสียงสวย นัท ปนัดดา เรืองวุฒิ ส่งทั้งเพลงและมิวสิควิดีโออีกหนึ่งซิงเกิ้ล กับ รักไปเจ็บไปไม่เอา เพลงช้าๆ ฟังสบายๆ แต่เนื้อหานี่บาดใจสุดๆ เรียกว่า ไม่ทิ้งสไตล์สาวหัวใจแกร่ง ให้ได้อินกันต่อ ปนัดดา เผยว่า “ขอบคุณแฟนเพลงทุกคนที่คอยติดตามผลงานของนัทมาตลอด ตอนนี้ก็มีซิงเกิลใหม่มาให้ฟังกันอีกเพลงค่ะ ชื่อเพลง รักไปเจ็บไปไม่เอา เป็นเพลงช้าๆ ฟังสบายๆ ที่ได้พี่กฤช กฤษณาวารินทร์ มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ เนื้อหาและอารมณ์ของเพลงก็จะพูดถึงมุมมองความรักของคนในยุคนี้ ที่คนเราไม่ค่อยมีความชัดเจนกันในเรื่องการระบุสถานะความสัมพันธ์กันเท่าไหร่ บางทีไปไหนมาไหนด้วยกัน สนิทกัน เหมือนเป็นคู่รักกันเลย แต่ว่าไม่ได้เป็นอะไรกันเลยนะ(หัวเราะ) มันเป็นสถานการณ์ที่สุข ปนๆไปกับความเศร้า คือตอนอยู่ด้วยกันก็มีความสุขดี แต่มันก็จะเจ็บปวดตรงที่มันไม่มีความชัดเจน สถานการณ์แบบนี้มันจะบีบให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกเจ็บขึ้นมาเสมอ เหมือนมีความรักแล้วมีความเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วคงต้องมีคนหนึ่งยอมเดินจากไป" รักไปเจ็บไปไม่เอา - ปนัดดา เรืองวุฒิ [Official MV] youtube channel : werkgang "นัทเชื่อว่าเหตุการณ์แบบนี้น่าจะเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ไม่ใช่เฉพาะกับผู้หญิงนะคะ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังมีปัญหาความรักคล้ายๆ แบบนี้อยู่ ให้มีหัวใจที่แกร่งพอค่ะ และอยากฝากให้ติดตามทั้งเพลงและมิวสิควิดีโอเพลง รักไปเจ็บไปไม่เอา ด้วยนะคะ” สามารถติดตามซิงเกิ้ล รักไปเจ็บไปไม่เอา ของศิลปิน ปนัดดา เรืองวุฒิ ค่าย Werkgang ได้ทาง https://www.youtube.com/user/werkgang ดาวน์โหลดได้ที่ กด *1230031 โทรออก, ไอจูนสโตร์, KKBox และติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/werkgang มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เตือนภัยโรคบ้างาน อันตราย ปวดคอร้าวลึก ชาที่นิ้วมือ มืออ่อนแรง
office syndrome /  กล้ามเนื้ออ่อนแรง / 

เตือนภัย โรคบ้างาน อันตรายปวดคอร้าวลึก พนักงานออฟฟิศ ถือเป็นคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในสังคมปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ จากการทำงาน โรคติดงาน หรือ โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า โรคบ้างาน ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดท้ายทอย สายตาพร่ามัว ปวดกล้ามเนื้อตา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกาย จนกลายเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคกระเพาะ เบาหวาน และความดัน เป็นต้น ส่วนอาการในด้านอารมณ์ คือ กลายเป็นผู้ที่มองอะไรขวางหูขวางตาไปหมด เกรี้ยวกราดกับเพื่อนร่วมงาน การพูดคุยไม่เหมือนเดิม จะให้ความสนใจแต่เฉพาะในเรื่องของการทำงาน จนส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว นพ.ปราโมทย์ อุดมเลิศวนสิน ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ร.พ.ปิยะเวท เผยว่า อวัยวะที่สำคัญมาก และมักเป็นต้นเหตุของอาการปวด คือ คอ ซึ่งเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีการใช้มากที่สุด ยิ่งการทำงานในยุคปัจจุบันต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ ต้องก้มหน้าเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา ใช้สมองมาก ทำให้เกิดความเครียด เกิดอาการปวดคอ และปวดศีรษะ "คอ" อวัยวะที่บอบบาง บาดเจ็บได้ง่าย คอยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับคำสั่งจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาการปวดคอที่พบบ่อยที่สุด คือ กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง ทำให้เอี้ยวคอหรือเคลื่อนไหวศีรษะไม่ได้ หรือที่เรียกว่าตกหมอน ซึ่งส่วนใหญ่จะหายเองได้ สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย มักจะเกิดจากอิริยาบถหรือท่าที่ผิดลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยล้าเกินไป และความเครียดทางจิตใจก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เกิดจากสถานที่ทำงาน การดูแลผู้ที่ปวดคอเรื้อรัง เนื่องจากการทำงาน เบื้องต้น ได้แก่ กินยาแก้ปวด ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่นไว้ อาจทำภายหลังจากการอาบน้ำอุ่นหรือประคบร้อนแล้ว 10-15 นาที และสิ่งจำเป็น คือ การออกกำลังกล้ามเนื้อคอ สัญญาณอาการอันตราย ที่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ ได้แก่ ปวดต้นคอร้าวลงไหล่ถึงแขน หรือข้อมือ ปวดต้นคอร่วมกับชาที่นิ้วมือ ปวดต้นคอร่วมกับอาการมืออ่อนแรง ปวดต้นคอหรือปวดสะบักเรื้อรัง เมื่อมาพบแพทย์ ในรายที่เป็นไม่มาก อาจทำกายภาพบำบัด หรืออาจใช้ยารับประทานประเภทแก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ การใช้อุปกรณ์ประคอง รายที่เป็นมากปวดคอร่วมกับมีอาการชาแปลบๆ หรือปวดร้าวลงแขน อาจจะรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การฉีดยาไปที่เส้นประสาท การจี้ด้วยคลื่นความร้อน หรือรายที่เป็นมากก็ต้องผ่าตัด เช่น เอาหมอนรองกระดูกออก แล้วเชื่อมต่อให้ติดกันหรือใส่หมอนรองกระดูกเทียม การดูแลตนเองให้ห่างจากโรคออฟฟิศซินโดรมง่ายๆ คือ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานที่หนักเกินไป ให้สมดุลกับเวลาพักผ่อน และควรผ่อนคลายระหว่างการทำงาน เช่น พักสายตา หายใจลึกๆ เป็นต้น

ความคิดดี๊ดีของสามีแห่งชาติ
คุณเสกข์ /  ฌอห์ณ จินดาโชติ / 

หากคุณยังไม่รู้จักผู้ชายคิ้วเข้มตาคมคนนี้ แสดงว่าคุณพลาดแล้วล่ะค่ะ เพราะ "ฌอห์ณ จินดาโชติ" นักแสดงจากบท ‘คุณเสกข์’ ในละครเล่ห์รตี ที่โด่งดังเป็นที่ใฝ่ฝันของสาวๆครึ่งค่อนประเทศ จนถูกเรียกขานว่า‘สามีแห่งชาติ’ เป็นความสำเร็จสูงสุดที่น่าทึ่งมาก สำหรับคนที่ไม่เคยคิดจะเข้าวงการบันเทิงมาก่อน! "ผมไม่ตั้งใจเข้าวงการเลย ตั้งใจจะรับราชการมากกว่าคุณปู่ของผมเป็นทหาร คุณพ่อของผมเรียนนิติศาสตร์ ใจผมก็ก่ำกึ่งระหว่างรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ ผมอยากทำงานด้านการปกครอง อยากดูแลพื้นที่ชุมชน แล้วยิ่งเห็นพี่สาว (พลอย จินดาโชติ) ทำงานวงการนี้ เป็นงานที่ไม่เป็นเวล่ำเวลา เสาร์ อาทิตย์ไม่มีความหมาย สี่ทุ่ม ตีหนึ่งไม่มีความหมาย มันไม่ใช่ทางผม แต่สุดท้ายแล้วก็..หนีไม่พ้น (หัวเราะ)" "สามีแห่งชาตินี่มาจากตัวละครในเรื่องเล่ห์รตี คุณเสกข์นี่ผมเข้าใจเขานะ เขาให้เกียรติแม่และน้องสาว เขาพูดว่าถ้าวันนึงพี่ไม่อยู่ น้องต้องขึ้นแทนพี่ ผมว่าประโยคนี้ไม่ค่อยมีคนไทยพูด แล้วเขามีความเป็นสุภาพบุรุษ เวลาอยู่กับภรรยาจะเหมือนแมว อ้อน แฟนมาก่อน เป็นตัวอย่างของความเป็นสามีอยู่ที่ทำงานเป็นราชสีห์ อยู่บ้านเป็นแมว ดูแลครอบครัว รักน้องเทิดทูนแม่ คนแบบนี้แหละมั้งที่ผู้หญิงอยากได้เป็นสามี" "จริงๆผมรู้จักคำนี้จากชาริล ชัปปุยส์ พอตัวเองมาโดนเรียกบ้างก็ตกใจนะ (หัวเราะ) ขึ้นในพันทิปเยอะมากกก แต่อ่านแล้วยินดีนะครับ คนนี้มาจากไหน ทำไมเล่นละครดี ก่อนละครจบมีวันอำลาสามีแห่งชาติด้วย เราก็..อะไรวะ (หัวเราะ) มันเหมือนตำแหน่งของผมไปเลย ทุกวันนี้มันอยู่ในทุกสื่อมาหนึ่งปีเต็มๆ" ฌอห์นเติบโตมาเป็นผู้ชายคนเดียวของบ้าน ชีวิตของเขาแวดล้อมด้วยผู้หญิงแกร่ง ทั้งแม่และพี่สาว ทำให้เขาอาจจะได้เปรียบชายหนุ่มคนอื่นๆในเรื่องความเข้าใจในตัวผู้หญิง "เติบโตมาในบ้านที่มีแต่ผู้หญิง ผมบอกเลยว่าได้ความละเอียดอ่อนมา ทั้งคุณแม่และพี่สาวเป็นคนเข้มแข็งมาก พี่พลอยเป็นคุณแม่คนที่สอง ช่วยเลี้ยงผมด้วย แล้วการที่เด็กเอเชีย อยู่เมืองนอกมันต้องเอาตัวรอดให้ได้ หมายความว่าจะไม่มีญาติช่วยค้ำจุน ตารางชีวิตต้องเป๊ะ เพราะเราเสียเปรียบเรื่องชาติพันธุ์ โอกาสในสังคมน้อยกว่า ต้องสู้ พอเรากลับมาเมืองไทยมันก็เหมือนเริ่มช้ากว่าคนอื่น ทั้งเรื่องภาษาเรื่องอะไร เราได้ข้อดีตรงที่เรื่องเล็กๆน้อยๆมองข้ามไม่ได้ ต้องใส่ใจ ความแกร่งของเพศชายเราก็ได้จากเขาเหมือนกัน "ผมว่าทุกคนมีความแข็งแกร่งในตัวอยู่นะ อนาโตมี่ก็ไม่ได้ต่างกันมาก ทำให้เราเข้าใจผู้หญิงมากขึ้น แต่ไม่ทั้งหมด เพราะเราก็ยังมีความคิดต่าง มีความคิดแย้งอยู่ แต่ส่วนใหญ่จะยอม บางเรื่องไม่ยอมแต่เราจะยืดหยุ่นผู้หญิงบางคนปากบอกไม่ไปหรอก แต่ใจอยากไปแค่รอให้เราชวน ไม่ต้องบอกว่าคิดถึงหรอก แต่ลึกๆเราควรบอกเขาป่าววะ ไปเที่ยว ของฝากมีมั้ย เดินเร็วเหลือเกิน เคยรอบ้างมั้ย เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ผู้ชายบางคนอาจมองข้าม แต่มันไม่ใช่จุดแข็งจุดโฆษณาตัวเองของผมนะครับ ในกลุ่มเพื่อนผมอาจจะเข้าใจผู้หญิงมากกว่าคนอื่น เพื่อนมาปรึกษาเรา ทั้งๆที่เราไม่ได้ประสบความสำเร็จทางด้านความรักขนาดนั้น (ทำหน้าเซ็งเล็กน้อย) แต่เรื่องการดูแลผมไม่ได้เป็นรอง ก็พอรู้ ยิ่งทั้งแม่และพี่สาวเป็นคนไม่พูด เรายิ่งต้องแสดงออก" "เคยลองหาบุคลิกที่แตกต่างจากแม่และพี่สาวในตัวคนที่จะมาเป็นแฟน แต่ก่อนเราชอบคนที่ชอบตาม อะไรก็ได้ สุดท้ายมันไม่ได้ (หัวเราะ) กลายเป็นว่าไม่ได้ดั่งใจ ผมคิดว่าผู้หญิงที่คล้ายแม่และคุณพลอยจะทำให้ผมอยู่ด้วยได้มากกว่า เพราะความคุ้นเคยและความเข้าใจ...ไอ้ความดึงดูดใจนี่ต้องถามผู้หญิงนะครับ บางคนอาจจะชอบสรีระ ใบหน้า บางคนอาจจะชอบระบบความคิด การใช้ชีวิต บางคนบอกน่าสนใจที่มีความคิดของตัวเอง ไม่ขวางโลก บางคนกลับบอกว่าแข็ง ผมว่าไม่เหมือนกัน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวผมมีอะไรบ้างต้องให้คนอื่นพูดครับ" ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายที่เข้าอกเข้าใจผู้หญิงแบบนี้ยังไม่มีแฟน “ต้องถามผู้หญิงเขาครับ (หัวเราะ) เทคแคร์ เอาใจใส่ ผู้หญิงอาจจะชอบ แต่ผมอาจจะไม่ใช่” ความสำเร็จจากการแสดงทำให้เขาเป็นดาราที่หาคิวได้ยากมากคนหนึ่ง ตารางงานแน่นเต็มไปจนถึงปีหน้า เขายอมรับว่าแรกๆแฟนคลับก็ชื่นชมเขาจากบทบาทที่เขาเล่นแต่เขาต้องการให้ยอมรับและเข้าใจในตัวตนจริงๆของเขามากกว่า “ผมว่าถ้าเขารักเราที่ตัวละครนั้นมันอยู่ได้ไม่นานหรอก พรุ่งนี้ณเดชน์ก็จะเล่นเรื่องใหม่ พระเอกคนนั้นก็จะมีเรื่องใหม่ เหมือนอาหารเขาไม่กินอย่างเดิมทุกวันหรอก แต่เราจะทำยังไงให้เราเป็นข้าวกระเพรา ข้าวไข่เจียวที่เขานึกถึง ไม่เกินอาทิตย์ก็ต้องกลับมากิน ต้องกลับมาชิม ความจริงใจครับ ตัวตนของเรานั่นล่ะ เมื่อเขายอมรับได้ ผมก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด แต่ไม่ใช่โอเวอร์ที่สุดนะครับ ผมจะพูดคุยกับทุกคน ไม่ว่าจะมากี่คนใช้เวลาชั่วโมงสองชั่วโมง คุยกัน ถ่ายรูปกัน พยายามจำชื่อให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ยากที่สุด ถ้าจำไม่ได้ผมจะจำแคแร็กเตอร์ เช่นใส่แว่นสีอะไร ใส่นาฬิกาอะไร ฯลฯ ครั้งหน้าผมอาจจะจำชื่อเขาไม่ได้ แต่จำแว่นเขาได้ ผมก็จะทักเขา " ถ้าจะถามว่าผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ตรงไหน มีแรงดึงดูดอย่างไร ก็อาจจะต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับมุมมองและรสนิยมของแต่ละคน บางคนอาจจะหลงรักนัยน์ตาของเขา คิ้วเข้มหนาของเขา ริมฝีปากเขา แต่เมื่อได้รู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้แล้ว เสน่ห์ที่ล้นเหลือจนสัมผัสได้ของเขาอยู่ที่บุคลิกการวางตัว และสติปัญญาความคิดที่บอกเลยว่าดีงามมากๆ