มีเพศสัมพันธ์

หญิงแกร่ง ชาวปากี ไม่สิ้นหวัง ชีวิตเปลี่ยน หลังถูก สาดน้ำกรด
ปากีสถาน /  ผู้หญิงต้นแบบ / 

Musarat Misbah เจ้าของร้านทำผมชื่อดัง ชาวปากีสถาน นอกจากรังสรรค์ความงามให้แก่ลูกค้ามามากมายนับไม่ถ้วน เธอยังเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรการกุศล " Smile Again" เพื่อชุบชีวิตให้กับเหยื่อที่ถูกทำร้ายจากการ สาดน้ำกรด ให้กลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง และ เธอก็ทำสำเร็จ เธอได้เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากพวกหล่อนกลับมาได้จริงๆ ณ ร้านทำผมของ Musarat Misbah ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ พูดคุยสนุกสนาน สลับกับเสียงดังสนั่นของไดร์เป่าผมที่กำลังทำงาน Bushra Shafi ช่างทำผมมือหนึ่ง คือ จุดเริ่มต้นกำเนิดของโครงการนี้ Musarat Misbah เล่าว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีหญิงผู้เคราะห์ร้ายได้เข้ามาหาเธอในร้านด้วยผ้าคลุมหน้า แต่เมื่อเธอเปิดผ้าคลุมหน้าออก ทำให้เจ้าของร้านผู้ใจบุญถึงกับแทบไม่มีแรงยืน " ฉันเห็นผู้หญิงที่ไม่มีหน้า เมื่อส่วนตาและจมูกหลอมรวมเป็นส่วนเดียวกัน ลำคอและใบหน้าติดกันเป็นหนึ่งเดียว เธอไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย" ...เจ้าของร้านผู้ใจบุญได้พาเธอไปรักษา และ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ องค์กรการกุศล " Smile Again" Musarat Misbah ได้ช่วยชุบชีวิตใหม่ให้ผู้เคราะห์ร้ายนับร้อยๆ คนมาตลอดด้วยการบริจาคเงินเข้าองค์กร เพื่อใช้สำหรับเยียวยารักษาให้หายดี และ ฝึกอาชีพให้แก่พวกเธอ ซึ่งบ้างก็มาทำงานในร้านซาลอนของ Musarat Misbah Bushra Shafi คือหนึ่งในหญิง(เคย)งามที่สุด เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากความช่วยเหลือของเจ้าของซาลอนแห่งนี้ เธอถูกสามีและครอบครัวของสามีจับล็อคและราดน้ำกรดใส่เนื่องจากเธอไม่จ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายสามีได้ครบตามจำนวน และยังถูกแม่สามีล่ามเธอทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นเวลา 10 วัน โดยไม่มีใครสนใจพาเธอไปรักษา จนหน้าเธอละลาย ตา และจมูกได้รวมกันเป็นก้อนเดียว หูบางส่วนได้ละลายไปแล้ว เธอรอดมาได้เพราะความช่วยเหลือจาก Musarat เธอใช้เวลาเป็นปีๆ เพื่อผ่าตัดศัลยกรรมนับ 150 ครั้ง กว่าเธอจะได้เริ่มชีวิตใหม่ " ฉันดีใจมากที่ฉันสามารถมองเห็นและได้ยินเสียงได้อีกครั้ง หมอได้สร้างจมูกให้ฉันได้หายใจ และจัดแต่งลิ้นฉันใหม่เพื่อให้ฉันสามารถพูดได้อีกครั้ง " เธอกล่าวทั้งๆ ที่ ยังมีแผลเป็นอยู่บนใบหน้า แต่นั่นไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มในวันนี้ของเธอได้ องค์กรการกุศลของ Musarat เป็นหนึ่งในไม่กี่องค์กรในปากีสถานที่ออกมาช่วยเหลือสตรีที่ถูกทำร้ายจนเสียโฉมแบบนี้ เธอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาให้ความช่วยเหลือสตรีเหล่านี้ให้มากขึ้น " นั่นเป็นเพราะว่า สำหรับรัฐบาลแล้ว ประเด็นเรื่องสิทธิสตรีถูกจัดให้เป็นเรื่องระดับล่าง คดีอย่างนี้เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศที่ไม่ควรให้เป็นข่าว นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมปัญหาเรื่องนี้จึงถูกปัดซุกเอาไว้ใต้พรม" สถิติเหยื่อผู้ถูกทำร้ายด้วยการสาดน้ำกรดจากมูลนิธิแห่งนี้ในปี 2014 เพียงแค่ปีเดียว พบอย่างต่ำ 160 ราย ซึ่งไม่ได้ใกล้เคียงกับจำนวนเหยื่อที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย เหยื่อหลายรายมักเลือกที่จะอยู่อย่างเงียบๆ เก็บเนื้อเก็บตัว เนื่องจากกลัวว่าจะถูกทำร้ายซ้ำ และถึงแม้ว่าเหยื่อจะแจ้งความแต่ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่ก็ยังลอยนวล Saad Rasool ทนายความผู้รับตัดสินคดี สาดน้ำกรด ตามกฎหมายใหม่กล่าวว่า "บรรทัดฐานทางสังคมจะกดดันเหยื่อและครอบครัว ยังไม่เคยมีโจทก์คดีไหนเลยที่ชนะคดีแบบนี้ " Huma Shahid เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนวันแต่งงานของเธอเพียง 10 วัน ที่หน้าบ้านเธอนั่นเอง ผู้ร้ายได้ สาดน้ำกรด ใส่เธอแล้วขับจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างลอยนวล และนั่นเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปตลอดกาล Huma ใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในโรงพยาบาล และเธอยังต้องผ่าตัดอีกหลายครั้ง ทุกวันนี้เธอยังต้องเคลือบปกป้องเนื้อเยื่อผิวหน้าด้วยมาส์คแล้วค่อยใช้ผ้าคลุมศีรษะอีกครั้ง ทุกวันนี้เธอยังไม่กล้าแม้กระทั่งจะมองหน้าตัวเองในกระจก "ฉันต่อต้านอาชญากรรมที่แสนโหดร้ายเยี่ยงนี้ ใครๆ เรียกฉันว่า หญิงแกร่ง แต่เปล่าเลย ฉันยังเจ็บปวดมากกับเรื่องแบบนี้ ฉันไม่กล้าแม้แต่จะมองตัวเองด้วยซ้ำ" Huma Shahid กล่าว และยังกล่าวต่ออีกว่า เธอไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเธอ ปัญหาของคดีการสาดน้ำกรดน่าจะมาจาก ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ชนชั้นล่างไม่ได้รับการศึกษาเพียงพอเนื่องจากความยากจน " ฉันคิดว่า เป็นเพราะ ผู้คนเชื่อว่าการทำร้ายผู้หญิงด้วยวิธีนี้คือกระบวนการทางสังคมที่ทำได้โดยยุติธรรม ไม่ผิดกฎหมาย และเหยื่อโดยมากคือผู้หญิง ซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า " คดีของ Huma เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว แม้เธอเองจะไม่ได้อยู่ในฐานะที่ยากลำบาก แต่เธอต้องการชีวิตและหน้าที่การงานของเธอคืน ซึ่งเรื่องมันก็ไม่ง่ายดายขนาดนั้น "ฉันท้อแท้ที่จนป่านนี้ยังตามจับคนร้ายไม่ได้ จนบางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนจนปัญญากับมันแล้ว" และทุกวันนี้แม้เธอจะยังต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกหลายครั้ง นั่นก็ด้วยความหวังที่ว่า สักวันเธอจะกล้ากลับมาส่องกระจกอีกครั้งนั่นเอง เรียบเรียงเนื้อหาโดย Women Mthai Team ที่มาจาก BBC 

หมาก ไม่สน! หมอดูทัก ปีหน้าเลิก คิม
หมาก ปริญ /  คิมเบอร์ลี่ / 

โชว์ภาพคู่แสนหวานลงอินสตาแกรมอยู่บ่อยๆ สำหรับคู่จิ้นที่กลายเป็นคู่จริงอย่าง หมาก ปริญ และ คิมเบอร์ลี่ แต่ล่าสุดดันถูกหมอดูทักว่า ปีหน้ามีเกณฑ์ต้องเลิกรากันแน่นอน! งานนี้ หนุ่มหมาก ออกปากไม่สน เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บอกทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า ส่วนคสามสัมพันธ์กับ สาวคิม ยังคงหวานชื่นราบรื่นดี!! "มีข่าวว่าเบี้ยวงานอีเว้นท์เมื่อวานจนบอย ปกรณ์ต้องมาเสียบแทน อ๋อ อันนี้พอทราบแล้วครับเป็นงานของพี่ก้อง เป็นการสื่อสารกันผิดครับไม่มีอะไรนะ ผมก็โทรถามโทรคุยกับพี่ก้องแล้วเกิดการผิดพลาดนิดหน่อยครับ อย่าใช้คำว่าเสียบแทนเลยครับ มันเกิดการผิดพลาดเล็กน้อยเลยเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมา กับพี่บอยไม่ได้คุยครับ ได้คุยกับพี่ก้องครับ หลายคนมองว่าเป็นเพราะข่าวเสียหายก่อนหน้านี้หรือเปล่าเลยโดนปลด อันนี้คงไม่น่าใช่นะครับ" "ส่วนที่หมอดูทักบอกว่าเราจะเลิกคิม ผมบอกแล้วเหรอว่าคบกัน หมอดูก็คือหมอดูครับ เชื่อได้แค่ครึ่ง จริงๆ มันอยู่ที่ตัวเราเองและสิ่งที่เราทำมากกว่าไม่ใช่ใครมาบอก เราเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอะเนอะ บางคนก็ดูว่าปีหน้าเลิก บางคนก็ดูว่าอีก 2 ปีแต่ง ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างครับ ความสัมพันธ์กับคิมช่วงนี้ก็สบายดีครับ ราบรื่นดีครับ หวานขึ้นมั้ยก็ธรรมดาครับ ขึ้นๆ ลงๆ" "ที่ช่วงนี้เค้าดูผอมลงเพราะเค้าโตขึ้นด้วยแหละแหละครับ ด้วยโครงร่าง โครงหน้า เค้าก็น่าจะสวยเต็มที่แล้วแหละมั้ง สำหรับเราเค้าก็สวยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ เค้าก็ดูแลตัวเองมากขึ้น ควบคุมการกิน ไม่ได้เป็นเพราะเราขอหรอกครับ เค้าคงอยากทำเอง เพราะเปิดกล้องละครใหม่ด้วยเลยอยากจะเปลี่ยนลุคมั้ง ก่อนหน้าก็แซวเค้าบ่อยเรื่องอ้วน ก็แซวกันไปแซวกันมาคงถึงเวลาที่เราต้องจริงจังแล้วครับ ก็ชวนกันออกกำลังกายครับ" "กับข่าวด้านลบเมื่อก่อนเครียดนะ แต่ตอนนี้ชินแล้วครับ ถามมาผมก็ตอบ คิมเค้าก็คงเหมือนกันที่จะซีเรียสตอนแรก ต่อมาคงชินและเข้าใจว่าการทำงานของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนละกัน ผู้ใหญ่ไม่มีเรียกคุยเลยนะครับ ก็ถือว่ามีภูมิคุ้มกันเยอะแล้ว เราก็ชินแล้ว เวลาไปไหนกับคิมก็เหมือนเดิมปกติ ไม่ได้ระวังตัว อย่างที่เห็นจากข่าวก็ไม่ได้ปิดอะไรนะ" หมาก กล่าว ขอบคุณภาพจาก IG @ mark_prin หมาก ปริญ หมาก ปริญ หมาก ปริญ หมาก ปริญ หมาก-คิม หมาก-คิม

แคร์เหรอ ผู้หญิง หน้าอกไม่เท่ากัน Jennifer Lawrence ก็เป็นนะจ๊ะ
Jennifer Lawrence /  ศัลยกรรมหน้าอก / 

ปัญหา หน้าอกไม่เท่ากัน อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะผู้หญิงทุกคน (ที่ไม่ได้ศัลยกรรมหน้าอกหน้าใจ ) จะมีสรีระหน้าอกเล็กข้าง ใหญ่ข้างเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ  สเกลจะผิดเพี้ยนกันไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้เป็นการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด   เว้นเสียแต่ว่าจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด อันนี้ควรไปพบแพทย์  ( Oops! ต๊าย ตาย ดิฉันก็เผลอแบไต๋ให้คุณผู้ชายได้รู้หมดเลยว่า ที่หน้าอกเป๊ะๆ อยู่ทุกวันนี้ คือของเทียม อ่ะ เอาไว้ใช้สังเกต ผู้หญิงของคุณดูล่ะกันนะคะ คุณผู้ชายขา ) แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผู้หญิงบางคนอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า เธอๆๆๆ และ เธอ มี หน้าอกไม่เท่ากัน วิธีการสังเกตง่ายๆ คือ นั่งตัวตรง หลังตรง และส่องกระจกค่ะ โดยผู้หญิงแต่ละคนจะมีสรีระหน้าอกที่แตกต่างกันไปนะ ไม่ต้องตกอกตกใจกันไป ธรรมชาติเขาสร้างมาแบบนี้ล่ะ และนี่คือเหตุผล ที่ สาวๆ ไม่ต้องตื่นเต้นหากพบว่าคุณเองก็มีขนาดหน้าอกไม่เท่ากันเหมือนๆ กับเรา 1. แม้กระทั่ง ดาราดัง หุ่นเป๊ะ  Jennifer Lawrence ก็เป็น Jennifer Lawrence พบว่า ขนาดหน้าอกของเธอไม่เท่ากัน เธอเริ่มกังวลจนต้องไปพบแพทย์ ทางทีมแพทย์จึงตรวจปอดของเธอเพื่อเช็คสภาพ และเธอก็ไม่ได้ป่วยแต่อย่างใด  เชื่อเถอะว่า เรื่องแบบนี้มันปกติมาก  มันไม่ใช่เรื่องขนาดอย่างที่ดาราชื่อดังกังวล 2. ขอย้ำอีกเป็นครั้งที่ 2 ของแท้ แม่ให้มา ต้องไม่เท่ากันนะค๊า คู้ณผู้ชม 3. อะไรที่มันเท่าๆ กัน เดิมๆ ซ้ำๆ มันก็ไม่หวือหวา น่าเบื่อจะตาย ดูอย่างแฟชั่นทรงผม เสื้อผ้าสิ ทรงผมเทข้าง กระโปรงแฉลบข้าง ผ่าข้าง ออกจะให้ฟิลลิ่งสุดเปรี้ยวเฟี้ยวเงาะ รึไม่จริง ? 4. โชคดีแค่ไหนที่ เรายังมีหน้าอก ไม่ว่าจะด้วยรูปทรงแบบไหน ขนาดไหน แต่นี่คือสัญลักษณ์ของเพศหญิงที่เราภาคภูมิใจ 5. คุณอาจจะยังไม่มั่นใจในสิ่งที่ธรรมชาติให้มาแบบนี้ จนกว่ามันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มั่นใจเถอะค่ะ ก่อนที่คุณจะสูญเสียมันไป 6. มันช่วยจุดไฟรักให้คุณกับดาร์ลิ่งของคุณได้นะ ลองชี้ชวนให้แฟนคุณมองมันสิ 7. มันเป็นสิ่งเฉพาะตัวสำหรับคุณ เพราะความที่มันไม่เท่ากัน แบบไม่มีใครเหมือน นั่นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง และไม่เหมือนใคร รู้ไว้นะจ๊ะ ว่าในชีวิตลูกผู้หญิงต้องเปลี่ยนบราอย่างน้อยๆ 5 ครั้งในชีวิต  สาเหตุที่ทำให้ขนาดของหน้าอกเปลี่ยนแปลงเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้  การท้อง , การให้นมลูก, น้ำหนักที่ขึ้นหรือลง , การรักษาโรคด้วยยา, การศัลยกรรมทรวงอก และ การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือ วัยทอง แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เราต้องเปลี่ยนบรา ?  คำตอบง่ายๆ เลยจ้า เมื่อใส่แล้วไม่พอดีกับสรีระ อึดอัดไป หรือ ไม่ซัพพอร์ตรูปทรงของคุณ ปัจจัยเหล่านี้จะมีผลกระทบให้ เรามีเล็กข้าง ใหญ่ข้างอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น นะจ๊ะ แล้วจะเลือกบราอย่างไรล่ะ ให้พอดีกับหน้าอกของเรา... ในกรณีที่ หน้าอกไม่เท่ากัน ให้เลือกบราที่สวมใส่แล้วพอดีกับข้างที่ใหญ่กว่าค่ะ ขีดเส้นใต้คำว่า "พอดี"  เพราะถึงแม้อีกข้างจะเล็กกว่า ไม่พอดีคัพ แต่ยุคนี้เค้ามีฟองน้ำเสริมหน้าอกแล้ว หนุนเข้าไปจ๊ะ อย่าแก้ปัญหาด้วยการปรับสายบราเพื่อให้พอดีข้างเด็ดขาด หรือ การใส่บราเล็กกว่าขนาดจริงจะยิ่งย้ำให้ผิดรูปทรง ไม่เท่ากันเข้าไปใหญ่ แล้วมีวิธีแก้ได้บ้างป่ะนะ ? 1.  ใส่บราที่เก็บทรง มีสาย และมีฟองน้ำเสริมนะคะ แต่มันแค่แก้ได้แค่ชั่วคราว หน้าอกจริงก็ยังมีขนาดไม่เท่ากันอยู่ดีนะ หากคุณจำเป็นต้องใส่บราไร้สาย ก็ให้เลือกแบบที่มีฟองน้ำเสริมเข้าไว้ค่ะ 2. หากหน้าอกคุณมีขนาดแตกต่างกันแค่เล็กน้อย ให้เลือกใส่บราแบบที่สามารถถอดฟองน้ำออกได้นะ จะได้ถอดฟองน้ำออกข้างนึงมาใส่อีกข้างหนึ่งได้ เป็นอีกหนึ่งทริคที่ทำให้ ดูเท่ากันได้แบบง่ายๆ 3. อุปกรณ์เสริมหน้าอกหน้าใจ เดี๋ยวนี้มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมายค่ะ ใช่มีแค่ฟองน้ำอย่างเดียว แต่มีทั้งทำจากซิลิโคน  จากน้ำ หรือจากเจลก็มี ซึ่งซัพพอร์ตรูปทรงของหน้าอกได้แตกต่างกันไป ปรับใช้ให้เข้ากับชุด เข้ากับขนาดได้ ตามชอบนะคู้ณ 4. เต้าเทียม ก็สามารถใช้ได้ตามใจเลือกนะจ๊ะ เผื่อไว้ในกรณีที่อยากให้เหมือนโนบรา 5. สำหรับ หน้าอกที่มีขนาดแตกต่างกันมาอย่างเห็นได้ชัด ควรเลือกใส่แผ่นเสริมที่ทำจากซิลิโคนหรือผ้า มาซัพพอร์ตหน้าอกข้างที่เล็กให้ใหญ่กว่า 1 คัพ 6. อย่าใส่ซิลิโคนซ้อนกันในข้างเดียว เพราะมันจะดูไม่เป็นธรรมชาติ ถ้าให้แนะนำการใส่ให้หน้าอกดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ ควรใช้ แผ่นเสริมที่ทำจากผ้าและฟองน้ำมากกว่าค่ะ 7.  ทุกครั้งที่ใส่แผ่นเสริมหน้าอกแล้ว อย่าลืมปรับสายบราและที่คาดให้กระชับพอดีตัว 8. ระวังอย่าให้แผ่นเสริมหน้าอก โผล่ อาจติดบอดี้เทปเสริมลงไปเพื่อความมั่นใจ และกระชับทรวงอกมากขึ้น วิธีนี้เหมาะกับชุดแฟชั่นแบบโชว์หลังด้วยน๊าตัว 9. แม้กระทั่งขณะว่ายน้ำ อย่าลืมใส่ฟองน้ำและอย่าลืมแปะบอดี้เทปกันหลุดไว้อีกชั้น  เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน !!! 10. อาจมีบางรายที่วิตกกังวลกับขนาดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดมากๆ จึงเลือกแก้ด้วยการ ศัลยกรรม  ซึ่งเราขอเป็นคำตอบสุดท้าย ก็ตอนนี้ฉันพอใจ กับของธรรมชาติแม่ให้มานี่นา แล้วคุณสาวๆ ล่ะ พอใจกับ หน้าอกของคุณแล้วหรือยังนะ เรียบเรียงเนื้อหาโดย Women Mthai Team ภาพและที่มาจาก gurl 

เถียงกัน อาทิตย์ละครั้ง...ชีวิตรัก ยั่งยืน
ชีวิตรัก /  ยั่งยืน / 

เถียงกัน อาทิตย์ละครั้ง...ชีวิตรัก ยั่งยืน      คู่รัก ต่อให้รักกันมากเพียงใด ก็ย่อมมีเรื่องที่คิดไม่ตรงกัน ทำให้มีการโต้เถียงกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะดูเป็นความขัดแย้ง แต่มีผลการวิจัยสรุปว่า การโต้เถียงกันของคู่รักทำให้ชีวิตรักมั่นคงยั่งยืน      จากผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตคู่จากทั่วโลกของเดลิเมลประเทศอังกฤษ พบว่า "การที่คู่รักโต้เถียงกันนั้นเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ชีวิตรักมั่นคง ยืนยาว มีความสุข เนื่องจากทุกครั้งที่เถียงกันจะทำให้คู่รักเกิดความเข้าใจกันมากขึ้นกว่าการเก็บความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้อยู่คนเดียว"      และจากผลการวิจัยคู่รักในประเทศอินเดียพบว่า ร้อยละ 44 ของคู่รักมีความคิดเห็นว่า "การโต้เถียงกันสัปดาห์ละครั้ง สามารถทำให้เข้าใจกันมากขึ้น และมีชีวิตคู่ยืนยาว"      ซึ่งเว็ปไซต์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์อย่าง Shaadi.com ได้กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า "การที่คู่รักโต้เถียงปัญหาต่างๆกันนั้น เป็นการปลดปล่อยความเครียด ความไม่พอใจระหว่างกันออกมา เป็นการแชร์ความรู้สึก ความคิดเห็นของตัวเองให้อีกฝ่ายได้รับรู้ จะได้ไม่ต้องเก็บเอาความรู้สึกไม่ดีเอาไว้ให้อึดอัดในอก โดยไม่พูดจากัน เมื่อความรู้สึกไม่ดีสะสมพอกพูนไว้มากๆ วันหนึ่งชีวิตรักก็จะพังลงได้"      เกี่ยวกับประเด็นนี้ศาสตราจารย์วิลเลี่ยม โดเฮอร์ตี้ คณะวิทยาศาสตร์สังคมครอบครัว มหาวิทยาลัยมินเนสโซตา กล่าวว่า "แม้ว่าการโต้เถียงกันของคู่รักจะทำให้ชีวิตรักยั่งยืน แต่ก็มีข้อแม้ว่า การโต้เถียงต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล โต้เถียงกันอย่างสร้างสรรค์ จึงจะส่งเสริมพัฒนาให้ความสัมพันธ์มั่นคงได้ แต่ถ้าโต้เถียงเพื่อเอาชนะ นำไปสู่ความรุนแรง ความสัมพันธ์ก็จะอ่อนแอและขาดสะบั้นลงในที่สุด"      ทางด้านทางด้านนายเบอร์นี่ สลุตสกี้ ผู้ให้คำปรึกษาด้านชีวิตสมรสจากรัฐมินเนสโซตา ก็ได้ให้ความเห็นว่า "การโต้เถียงกันแสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยคู่รักก็พยายามเข้าถึงอีกฝ่าย อธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ บางครั้งอาจเกิดการขึ้นเสียงใส่กันและกัน เช่น "ก็คุณไม่ฟังผมเลยนี่ ผมถึงต้องอธิบายให้คุณฟังด้วยเสียงดังๆ" อย่างไรก็ตามต้องบังคับสถานการณ์ให้เบาลงในที่สุด การโต้เถียงกันลักษณะนี้ แม้จะดูค่อนข้างรุนแรง แต่ก็ยังดีกว่าเอามองกันเงียบๆโดยไม่มีการพูดคุยกันเลย เพราะนั่นจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจและความไม่พอใจสะสมอยู่ภายในใจ และมันจะค่อยๆทำลายความสัมพันธ์ไปทีละน้อย เถียงกันด้วยเหตุผลและความเข้าใจ ไม่ใช้อารมณ์ ปรุงรสความรักให้เข้มข้น ดีเหมือนกันนะคะ

UN ถกมติ ยุติปัญหา เจ้าสาววัยเยาว์ทั่วโลก
ยูเอ็น /  องค์การสหประชาชาติ / 

องค์การสหประชาชาติ จ่อออกกฏหมาย ห้ามเด็กหญิงแต่งงานตั้งแต่เด็ก มีผลใช้ในเดือนธันวาคมนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าว องค์การสหประชาชาติ ตกลงร่วมกันเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ถึงเรื่องราวของการออกกฏหมาย ห้ามเด็กหญิงแต่งงาน ซึ่งจะเป็นการยุติการบังคับอย่างไม่เต็มใจและส่งผลไปถึงเด็กหญิงราวๆกว่า 15 ล้านคนทั่วโลก ทั้งนี้คณะกรรมการสมัชชาใหญ่กว่า 193 ประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน มีฉันทามติเรียกร้องให้ทุกรัฐยุติปัญหาดังกล่าว ขณะนี้มีเด็กหญิงกว่า 700 ล้านคนที่ต้องเข้าพิธีแต่งงานทั้งที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีด้วยซ้ำไป โดยมีสาเหตุอันเนื่องมาจากปัญหาความยากจนและความไม่มั่นคงทางการเงินในครอบครัว คริสติน กาเลมวินาร์ รองผู้อำนวยผู้แทนถาวรของแซมเบีย ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่าวกับประเทศแคนาดา กล่าวว่า การแต่งงานตั้งแต่วัยเด็กขัดขวาง ไม่ได้ช่วยลดปัญหาความยากจน การศึกษา หรือความเสมอภาคทางเพศ รวมถึงยังส่งผลไปถึงเรื่องโรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ และปัญหาสุขภาพของพวกเธออีกด้วย ในหลายประเทศมีค่านิยมที่พ่อแม่จัดแจงให้ลูกสาวเข้าพิธีการแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก จนกลายเป็นเรื่องปกติในเอเชียใต้และประเทศแถบแอฟริกา โดยประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตกจะมีอัตราโดยรวมร้อยละ 77 ของผู้หญิงระหว่าง 20 และ 49 ที่ได้เข้าพิธีแต่งงานก่อนอายุ 18 ปี ส่วนบังคลาเทศ ส่วนใหญ่ที่แต่งงานอายุต่ำกว่า 15 ในขณะที่อินเดียมีจำนวนเด็กหญิงถูกบังคับให้แต่งงานคิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของโลก อย่างไรก็ตามมติดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม แม้มติดังกล่าวที่ประชุมในสมัชชาใหญ่ อาจจะไม่ผลผูกพันธ์ทางกฎหมาย แต่สามารถเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองในประเทศได้ไม่มากก็น้อย และยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรระดับโลกกว่า 400 องค์กรในการแก้ปัญหาดังกล่าว MThai News

ดูดวง ลักษณะคิ้วสะท้อนนิสัย
คิ้ว /  ดูดวง / 

รูป คิ้ว ของคุณเป็นอย่างไรกันครับ วันนี้ Horoscope.Mthai.com มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการทำนายทายนิสัย จากลักษณะของ คิ้ว มาฝากกัน ลองมาดูกันครับว่าจะแม่นขนาดไหน 1. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว เรียบเสมอต้นเสมอปลายและไม่หนาบางกว่ากันทั้งสองข้าง เป็นเครื่องหมายแสดงว่า เป็นคนมีสติปัญญาดี ใจคอกว้างขวาง รักเกียรติยศชื่อเสียง มักใหญ่ใฝ่สูง ใจเร็ว อารมณ์ร้อน มีความรักไม่ค่อยแน่นอน 2. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว มีบริเวณใหญ่ เส้นแข็งดกดำ เป็นเครื่องหมายของบุคคลที่พูดอย่างตรงไปตรงมา และมักหาเหตุผลมาประกอบให้เห็นจริงจัง ส่วนหัวใจที่แท้จริงนั้นไม่ค่อยจะตรงกับคำพูดนัก มักใช้ปัญญาพูดมากกว่าที่จะหลุดออกมาจากหัวใจอันแท้จริง มีความพยาบาทมาดร้าย กามารมณ์รุนแรง คิดคดทรยศ และใจเร็ว โมโหร้าย 3. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว ดำ ดำตอนกลางหรือตอนปลาย เป็น เครื่องหมายของคนที่ไม่ค่อยจะมีศีลธรรม มักหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายบ้านเมือง หรือมิฉะนั้นจะเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงทะเยอทะยาน อย่างชนิดที่เรียกว่า “ใฝ่สูงเกินศักดิ์” รักในทางนักเลง ชอบอำนาจอิทธิพล แต่มีปัญญาเฉลียวฉลาดดี มีความสามารถในทางหาเงินทอง 4. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว ดกดำตอนหัว คิ้ว เป็น เครื่องหมายของคนที่มีอัธยาศัยใจคอดี มีใจโอบอ้อมอารี มีความรักอันมั่นคงถาวร รักสงบและชอบมีความเป็นอยู่อย่างปกติ ไม่โลดโผน มีความซื่อสัตย์สุจริต สุขุมรอบคอบ รักศิลปะดนตรี มีความละเอียดประณีต รักสวยรักงาม ปากเก่งพูดคล่อง มีความมานะ อยู่อย่างสงบไม่โลดโผน เหมาะสมกับการเป็นครู แพทย์ และนักศิลปิน นักประพันธ์ หรือจิตรกร 5. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว บริเวณใหญ่แต่บาง ขนไม่ดก เป็น เครื่องหมายของคนที่มีความคิดสูง รักสงบ และเป็นผู้มีเมตตาปราณี สุภาพอ่อนน้อม ซื่อตรง รักความเจริญรุ่งเรืองในส่วนกลาง รักเกียรติยศและชื่อเสียงยิ่งกว่าชีวิตจิตใจ ยอมตายเพื่อหมู่คณะและประเทศชาติหรือผู้มีพระคุณ รักศิลปะวรรณคดีและมีศิลปะในทางช่าง เคร่งครัดในศาสนา และรักความเจริญในด้านวัฒนธรรมและความเป็นธรรม 6. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว มีขนาดเล็กและบาง เป็น เครื่องหมายของคนที่ทำอะไรไม่แน่นอน มักเปลี่ยนความตั้งใจไปตามความผันแปรของอารมณ์ เป็นคนรักสวยรักงาม สนุกร่าเริง เจ้าระเบียบและรักศิลปะ ตลอดจนวรรณกรรม เป็นคนรักความสงบมากกว่าการตื่นเต้นโลดโผน โกรธง่ายใจร้อน กามารมณ์รุนแรง และมีความหึงหวงเป็นเจ้าเรือนของจิตใจ ปากหวานเจ้ามารยา 7. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ที่หัว คิ้ว สูงกว่าหาง คิ้ว เรียกว่า คิ้ว ตงฉิน เป็น เครื่องหมายของบุคคลที่มีความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ สุจริต เฉลียวฉลาด สุขุมรอบคอบ เป็นคนพิถีพิถัน เจ้าระเบียบ มีความละเอียดถี่ถ้วน ใจร้อนฉุนเฉียว โกรธง่าย โทสะร้าย มีความมานะ พากเพียร 8. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ตรง คือ หาง คิ้ว กับหัว คิ้ว เป็นเส้นตรงไม่โค้งงอ เป็น เครื่องหมายแสดงว่า เป็นคนชอบใช้ความคิด เฉลียวฉลาด รักการเก็บตัว และปฏิบัติความเป็นไปให้ดีและเจริญขึ้น เบื่อหน่ายในสิ่งที่สนุกร่าเริงบันเทิงใจ รักความยุติธรรม ซื่อตรง รักความจริงใจ มีความรักที่แท้จริง เด็ดเดี่ยว ใจเย็น มีความเมตตากรุณา 9. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ต่อ คือหัว คิ้ว ทั้งสองติดต่อกันประดุจเป็นเส้นเดียวกัน เป็น เครื่องหมายแสดงว่าเป็นคนมีวาทศิลป์ไปในทางหยาบคาย ใจดำอำมหิต โกรธง่าย โทสะร้าย ใจน้อย มีความพยาบาทอาฆาต มีเล่ห์เหลี่ยมไหวพริบดี รักดนตรีและนาฏศิลป์ กามารมณ์รุนแรง กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความลับลมคมนัย ไว้ใจยากอยู่สักหน่อย 10. คนที่ลักษณะ คิ้ว ถ่าง คือ หัว คิ้ว ทั้งสองห่างกันมาก เป็น เครื่องหมายของคนที่ไม่มีความลับกับใคร ชอบพูดอะไรตรงไปตรงมา ใจเร็ว จะคิดทำอะไรจะต้องทำให้ได้อย่างที่คิดไว้ คิดจะทำอะไรมักจะไม่ปิดบังผู้อื่น พูดจาอ่อนหวาน แต่บางครั้งก็ปากเก่ง เมื่อบันดาลโทสะจนอดกลั้นไว้ไม่อยู่ มักจะมีนิสัยขี้หึงริษยา กามารมณ์ร้อนแรง ถ้าเกิดความต้องการขึ้นทางจิตใจมักไม่ค่อยจะคิดถึงผลเสียหายภายหลัง 11. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่ง คือ คิ้ว ที่มีส่วนคล้ายกับคันศร เป็น เครื่องหมายแสดงว่าคนผู้นั้นจะต้องมีนิสัยชอบอุดมคติมีศีลธรรม มารยาทอันดีงาม มีผู้ยกย่องนับถือ มีใจเอื้อเฟื้อ เมตตากรุณา ชอบช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากหรือญาติมิตร สติปัญญาปานกลาง ชอบความสนุกเฮฮานิยมในช่างศิลป์ รักความสงบ ชอบความยุติธรรม อาภัพในวาสนา แต่มีมานะความพยายามแรงกล้า ไม่ลืมบุญคุณคนง่าย มีไหวพริบทันเล่ห์เหลี่ยมคนอื่น มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี แต่มักมีคนคิดอิจฉาริษยา ชอบช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คิดถึงผลเสียหายจะเกิดแก่ตัวเอง 12. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่งยาว คือ คิ้ว ที่โก่งมีส่วนยาวเหมือนส่วนโค้งของวงกลม เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้นจะมีน้ำใจที่น่าสรรเสริญ มีน้ำใจกรุณา เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีเสน่ห์ในตัวเอง เป็นที่ถูกตาถูกใจเพศตรงข้าม ชอบความรื่นเริง รักสวยรักงาม ขี้โอ่ ชอบสะอาด เจ้าชู้ เป็นคนทำงานได้ทุกๆ อย่าง แต่ชอบในทางค้าขาย รักเกียรติยศชื่อเสียง และเป็นผู้ทำให้ตระกูลของตัวเองรุ่งโรจน์ต่อไป 13. คนที่มีลักษณะ คิ้ว กังฉิน คือ คิ้ว ที่มีหาง คิ้ว สูงกว่าหัว คิ้ว เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดไปในทางอธรรม เจ้าเล่ห์ลึกลับ ปากกับใจไม่ค่อยจะตรงกัน หรือที่เรียกว่าปากหวานใจขม ชอบวางตัวเหนือผู้อื่น มีความพอใจในเกมกีฬา รักอย่างร้อนแรง รักสวยรักงาม ขี้โอ่ ขี้เห่อ ชอบทะเยอทะยาน ใฝ่ฝันหวังในตำแหน่งหน้าที่ มีความสนใจหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นผู้ที่ขาดความเมตตาปราณี มีความทรยศหักหลัง อิจฉาอยู่ในใจ ทะนงตัวยกตัวว่าดีเด่นด้วยทางที่ผิด เชื่อคนง่าย ชอบยอ ไม่ชอบความจริง ถ้าคนอื่นโกหกมักจะเชื่อถือเป็นจริงจัง 14. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ลอน คือ คิ้ว ที่เป็นลูกคลื่นหนาๆ บางๆ ไม่สม่ำเสมอ ใหญ่ๆ เล็กๆ เป็นตอนๆ เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้น มีใจไม่ค่อยจะแน่นอน ไม่มีความเด็ดขาดอยู่ในตัวเอง ทำงานจับจด เบื่อหน่ายเร็ว รักง่ายหน่ายเร็ว ไม่มีความรักจริงจังกับใคร ชอบมีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แต่เป็นคนมีความอดทน บึกบึน มานะพยาบาทแรงกล้า ขาดความกรุณาในด้านศีลธรรม ไม่ยอมเสียเปรียบผู้อื่น แต่ชอบจะเอาเปรียบ จิตใจคล้ายกับคน คิ้ว กังฉิน มักมากในกามารมณ์ บางทีก็จะดี แต่ในเวลาเดียวกันอารมณ์เปลี่ยนแปลงเป็นร้ายที่สุดก็ได้ ยากที่ผู้จะคบค้าสมาคมได้ยืดยาว 15. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่ง คือ คิ้ว ที่โก่งคล้ายดวงจันทร์ หาง คิ้ว ต่อ คิ้ว พอดีต่อหางตา หรือจดระดับหางตา กลางใหญ่ปลายเล็ก เป็น เครื่องหมายแสดงว่าคนผู้นั้นมีเสน่ห์ในตัวเอง อัธยาศัยดี เยือกเย็น มีสติปัญญาดี มีปฏิภาณเฉียบแหลม มีนิสัยละมุนละไม มีคนรักใคร่นับถือ ชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ญาติมิตร มีความกตัญญู ซื่อสัตย์ สุจริต ชอบการสมาคมรื่นเริง รักความสวยงาม พูดจาก็อ่อนหวาน ใฝ่ฝันทะเยอทะยานหาเกียรติยศชื่อเสียง อนาคตภายหน้าจะเป็นผู้ที่มีความรุ่งโรจน์ในวิถีชีวิตของตัวเอง (ขอบคุณข้อมูลจาก Forward Mail) (ขอบคุณภาพจาก postjung )

แปลอักษร สีสันประจำงานจตุรมิตร 27 ขนทัพคนดังมาเพียบ
จตุรมิตรสามัคคี /  ประวัติแปรอักษร / 

แปลอักษร สีสันประจำงานจตุรมิตร 27 ขนทัพคนดังมาเพียบ ถือเป็นไฮไลท์ทุกสองปี ที่หลายคนต่างเฝ้าลุ้นเฝ้ารอการแปรอักษรของทั้ง 4 โรงเรียนชาย ว่าแต่ละครั้งที่จัดงานจตุรมิตรนั้น จะปรากฎภาพใครอยู่ด้านบนบ้าง ซึ่งในครั้งที่ 27 นี้ก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นภาพของในหลวง พ่อของแผ่นดิน ศิษย์เก่า นักการเมือง คนดัง รวมถึงเกาะกระแสเทรนด์ "ผมนี่ยืนขึ้น" ฮาๆ และอื่นๆ ขนทัพมาแน่นอัฒจันทร์ สร้างความสนุก และ เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างต่อเนื่อง แปลอักษร สีสันประจำงานจตุรมิตร 27 ขนทัพคนดังมาเพียบ ในการแปรอักษร จะต้องมีการวางแผนและประสานงานกับสมาชิกยกป้ายอย่างดีมากๆ เมื่อรวมกันแล้วจะสามารถสร้างเป็นภาพที่รับรู้ได้ ภาพที่สร้างนั้นมีได้หลากหลาย นอกจากนี้ป้ายเดียวกันยังสามารถสร้างภาพต่าง ๆ กันได้โดยเปลี่ยนวิธีการยกป้ายอย่างเป็นระบบ และการแปรอักษรมักสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอเมริกันฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอลวิทยาลัย ทว่า เทศกาลอารีรังของเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกที่ขยายการแปรอักษรเป็นรูปแบบศิลปะ โดยใช้ป้ายสมุดพลิกเพื่อสร้างลำดับแอนิเมชันมหึมานานนับชั่วโมง การแปรอักษรในประเทศไทยมีขึ้นครั้งแรกในปี 2487 โดยเฉิด สุดาราแห่งโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็น "บิดาแห่งการแปรอักษร"โดยได้ความคิดมาจากศิลปะ Mosaic โดยการแปรอักษรครั้งแรกนั้น ม.เฉิดได้ให้นักเรียนแต่งชุดและหมวกสีขาวมานั่งเรียงเป็นพื้นแล้วเว้นช่องว่างเอาไว้เป็นคำว่า อ ส ช แล้วให้ยุวชนทหารใส่ชุดสีกากีแกมเชียวมานั่งให้เต็มทำให้เกิดเป็นคำว่า อ ส ช อย่างชัดเจนและมีการพัฒนาเรื่อยมาในการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี ตลอดจน งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ระยะแรกเป็นการแปรอักษรโดยใช้ผ้าสี มีการพัฒนาการแปรอักษรเป็นภาพเคลื่อนไหว โดยใช้ร่ม หรือการปรบมือซึ่งโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นผู้ริเริ่มรูปแบบนี้ขึ้น ประกอบการร้องเพลงเชียร์ ส่วนการแปรอักษรเป็นภาพสี ในระยะแรกเป็นสมุดสีเย็บติดบนแผ่นไม้อัด ไม้อัดหนึ่งแผ่นมีสมุดสี 9 เล่มต่อด้าน เรียกว่า "เพลท 1:9" เวลาแปรอักษรจะใช้เพลทวางบนตักของผู้แปร ปัจจุบันเพลทแปรอักษรมักเป็นสมุดสีเย็บติดบนโครงลวด เพื่อให้มีน้ำหนักเบา เก็บรักษาและเคลื่อนย้ายสะดวก และมีช่องให้ผู้แปรสามารถมองเห็นกิจกรรมในสนามด้วย ความละเอียด 1:16 เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2528 เพลทแปรอักษรในปัจจุบันมักมีความละเอียด 1:16 มีขาตั้ง เพื่อความสะดวกสบายของผู้แปร และได้ภาพที่แปรเป็นระเบียบ พร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้เพลทแปรอักษรในปัจจุบันสามารถเป็นได้ตั้งแต่ 1:1 ไปจนถึง 1:576 คราวนี้เรามาดูการแปลอักษรในงานการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 27 "50ปี สี่พี่น้องต่างปรองดองกัน" ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทั้ง 4 ทีม ต่างก็งัดไม้เด็ดออกมาแปรอักษรบนอัฒจันทร์ สร้างความสนุก และ ฮือฮาต่อผู้พบเห็นได้ทุกปี ซึ่งการแปรอักษรนั้นจะมีแสดงเพียงสองวัน นั้นก็คือ วันเปิดและปิดงานเท่านั้น เช่นเดียวกับทีมเชียร์ลีดเดอร์ ของ 4 โรงเรียนชายล้วน ก็จะแต่งตัวเต็มยศพร้อมเต้น งั้นอย่ารอช้า ไปชมภาพของแต่ละโรงเรียนพร้อมๆ กันเลย เริ่มจากโรงเรียนอัญสัมชัญ เจ้าภาพครั้งที่ 27 ปี 2557 นี้ กับการแปรอักษร  ต่อด้วยการแปรอักษร ของโรงเรียนสวนกุหลาบ  แปรอักษรอดีตศิษย์เก่าสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และวีระ สมความคิด พร้อมข้อความ "-1 (OSK) +1 (OSK) = 0" การแปรอักษร ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ การแปรอักษร ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ต่อด้วย ภาพแปรอักษรองค์พระเทพฯของโรงเรียนทั้งสี่ ยามเย็นก่อนชิงชัยคู่อัสสัมชัญกับกรุงเทพคริสเตียน เพื่อหวังครองถ้วยพระราชทานขององค์หญิงแห่งแผ่นดิน!!! และช็อตเด็ดที่พลาดไม่ได้ กับการแปรอักษร ศิษย์เก่าคนดังจาก 4 โรงเรียนชายล้วน ในงานจตุรมิตรสามัคคี 1. โรงเรียนอัสสัมชัญ / อเล็กซ์ ธีรเดช 2. โรงเรียนเทพศิรินทร์ / เต๋า สมชาย 3. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน / ฌอห์ณ จินดาโชติ 4. โรงเรียนสวนกุหลาบ / มาร์ช จุฑาวุฒิ เป็นยังไงกันบ้างคะ กับภาพบรรยากาศในงาน จตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 27 นี้ สุดยอดไปเลยเนอะ และต้องขอชื่นชมเด็กๆ จากทุกโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการแปรอักษร นักกีฬา กองเชียร์ ลีดเดอร์ ผู้นำ ที่มีความอดทน สามัคคี เต็มที่เพื่อชื่อเสียงของโรงเรียนค่ะ นอกจากนี้เพื่อนยังสามารถติดตามภาพบรรยากาศอื่นๆ กันต่อได้ที่ FB: Jaturamitr ค่ะ แล้วคอยติดตามสีสันในปี 2559 กับ งาน จตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 28 กันต่อนะคะ ว่าจะมีไฮไลท์เด็ดๆ สร้างความแปลกใหม่อย่างไรบ้าง^^ ข้อมูลและภาพ วิกิพีเดีย โรงเรียนอัสสัมชัญ, โรงเรียนสวนกุหลาบ, โรงเรียนเทพศิรินทร์, โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน, จตุรมิตรสามัคคี, การแปรอักษร เครดิตภาพFB: Jaturamitr, #jaturamitr

เศร้า! หมาผู้ภักดีไปรพ.ทุกวัน  รอเจ้าของที่เสียชีวิตไปแล้ว
ข่าววันนี้ /  หมา / 

หมาผู้ภักดีไปโรงพยาบาลทุกวัน  เพื่อรอเจ้าของที่เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ไซบีเรียนไทมส์ ได้เผยแพร่เรื่องราวสุดเศร้าของเจ้าเจ้ามาช่า สุนัขผู้ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ แม้เจ้าของจะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่มันก็ยังคงวนเวียนและเข้ามานอนรออยู่ที่โรงพยาบาลทุกวัน เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานที่สุดท้ายที่มันได้พบกับเจ้าของ ในรายงานระบุว่า เจ้ามาช่าเป็นสุนัขเพศเมีย มันมักจะปรากฏตัวขึ้นในโรงพยาบาลโนโวซิเบิร์สก์ ในไซบีเรีย มันมาโรงพยาบาลครั้งแรกเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว เพราะเจ้าของของมันได้ล้มป่วยและเดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยพามันมาด้วย จากนั้นเจ้าของสุนัขตัวดังกล่าวก็เริ่มรักษาตัวที่โรงพยาบาลและนับแต่นั้นมามาช่าก็แวะเวียนมาเยี่ยมเจ้าของที่โรงพยาบาลทุกวัน สุดท้ายเจ้าของของมันก็เสียชีวิตลงในโรงพยาบาล แต่เจ้ามาช่าก็ยังคงแวะเวียนมาที่โรงพยาบาลทุกวัน ทำให้บรรดาผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพากันสงสารและหาที่นอนและอาหารให้มัน ทางโรงพยาบาลได้ประกาศหาบ้านใหม่ให้กับเจ้ามาช่า แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันมักจะหนีออกจากบ้านมาโรงพยาบาลเช่นเดิม จนเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลมีความเห็นว่า มันยังคงรอคอยเจ้าของกลับมา MThai News

เจ๊เดือด! เวนเกอร์ สวนผู้ถือหุ้นใหญ่เปิดอกคุยกันเลยดีกว่า
อลิเวอร์ อุสมานอฟ /  อาร์เซนอล / 

งานนี้เจ๊สุดทน เมื่อ อาร์แซน เวนเกอร์ ออกมาสวนโต้ อลิเวอร์ อุสมานอฟ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ ไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซนอล ให้คุยกันต่อหน้าดีกว่าที่จะใช้การวิจารณ์ผ่านสื่อ หลังจากที่ผลงานของ อาร์เซนอล ในฤดูกาลนี้ดูไม่ค่อยจะดีนั้น อลิเวอร์ อุสมานอฟ เศรษฐี วัย 61 ปี ที่เป็นผู้ถือหุ้นของสโมสรอันดับ 2 ก็ได้ออกมาวิจารณ์การคุมทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ผ่านสื่อถึงผลงานที่ย่ำแย่ ไม่เป็นไปตามที่คาดคิดกันไว้ ซึ่งทำให้นายใหญ่ของ ไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซนอล ถึงกับลมออกหู ออกอาการหัวเสียและตอบโต้ตอกกลับไปแบบคันๆ ให้มาคุยกันตัวต่อตัวดีกว่า จะรู้กันไปเลยว่า เราทำงานกันอย่างไร โดย อาร์แซน เวนเกอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ประการแรก คือ เมื่อไหร่ที่เราผ่านช่วงเวลาอันย่ำแย่ เราแสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นซึ่งสำคัญมาก ประการที่สอง คือ เมื่ออยากบอกอะไรใคร เราคุยกันตัวต่อตัว ไม่จำเป็นต้องออกสื่อ เชื่อผมสิ ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา ผมแสดงให้เห็นว่าผมรับคำวิจารณ์ได้ มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เรารู้ว่ากลไกการทำงานเป็นอย่างไร สำคัญคือ ภายในเรามีสายสัมพันธ์กันขนาดไน และเราจะตอบสนองต่อคำถามถึงคุณภาพของเราได้มากเท่าไหร่"

ปรมาจารย์กังฟูแดนมังกร โชว์ใช้ดุ้นสวรรค์ ยกก้อนอิฐหนัก 80 โล
จีน /  อวัยวะเพศชาย / 

ปรมาจารย์กังฟู วัย 70 ปี โชว์วิชาหายากและฝึกยากที่สุดของสำนัก “เส้าหลิน” โดยการใช้เจ้าโลกยกก้อนอิฐหนัก 80 กิโล สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว นายจ้าว เจิ้นหัว ปรมาจารย์กังฟู วัย 70 ปี ชาวจีน โชว์ใช้อวัยวะเพศของเขา ผูกติดกับก้อนอิฐขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักถึง 80 กิโลกรัม ยกขึ้นแกว่งไปมา เป็นเวลานานถึง 10 นาที นายจ้าว แกว่งก้อนอิฐดังกล่าวไป-มามากถึง 320 ครั้งก่อนจะวางมันลง พร้อมกล่าวว่า การฝึกด้วยวิธีนี้สามารถทำให้สุขภาพของเขาแข็งแรงและยกระดับคุณภาพชีวิตได้ อย่างไรก็ตามนายจางเผยว่า ได้เริ่มฝึกวิชา “เจ้าโลกเหล็ก” ซึ่งเป็นวิชาหายากและฝึกยากที่สุดของสำนัก “เส้าหลิน”ซึ่งเป็นสำนักกังฟูชื่อดังของจีน เนื่องจากเขาได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า เป็นโรคตับแข็งจึงต้องการทำให้ร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้เขายังสอนวิชาดังกล่าวให้กับบุคคลทั่วไปในสวนสาธารณะเพื่อแบ่งปันวิชาดังกล่าวอีกด้วย โดยเมื่อปี 2555 ได้มีรายงานข่าวชาย 3 คนในมหานครไทเป ซึ่งเป็นเมืองเอกของไตหวัน ใช้อวัยวะเพศของพวกเขา ลากรถที่บรรทุกผู้โดยสารเต็มคัน ซึ่งความแข็งแรงของอวัยวะเพศของพวกเขา เกิดจากการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ซึ่งการฝึกเช่นนี้ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นเท่าไหร่ในปัจจุบัน แต่สาเหตุที่ยังคงมีการฝึกเช่นนี้อยู่มาจากเหตุผล 2 ประการ คือกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ยังต้องการรักษาวิชานี้ และประการที่สองคือความเชื่อว่าเป็นการสร้างความแข็งแรงให้อวัยวะสืบพันธ์ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวอ้างสรรพคุณของวิชาดังกล่าวแบบครอบจักรวาลว่า เป็นการชะลอวัย เพิ่มพลัง สร้างความแข็งแรงให้กร้ามเนื้อ ลดการอุดตันของหลอดเลือดระดับคอเลสเตอรอล โรคเบาหวาน และโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้แน่นอนมันมากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ ด้วยการเพิ่มจำนวนอสุจิและเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชายในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ MThai News

ชวนอึ้ง !! หมีพูห์ถูกแบนในโปแลนด์เพราะ...??
หมีพูห์ /  หมีพูห์โดนแบน / 

นักการเมืองโปแลนด์ เสนอให้แบนตัวการ์ตูนหมีพูห์ สาเหตุมาจากหมีพูห์ไม่สวมกางเกง และยังไม่มีเพศที่แน่ชัด หวั่นส่งผลกระทบทำให้เด็กสับสนทางเพศ ? วานนี้ (24พ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวนักการเมืองสมาชิกสภาโปแลนด์ ได้กล่าวในที่ประชุมว่าตัวละคร หมีพูห์ ตัวละครในการ์ตูนชื่อดังเรื่อง วินนี่ เดอะ พูห์ มีการการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือเปลือยท่อนล่าง ทั้งยังไม่มีความแน่ชัดทางเพศ และยังมีความสัมพันธ์ทางเพศที่น่าสงสัย และอาจส่งผลให้กลายเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมแก่เด็ก ๆ ได้ โดยที่มาของตัวตนในเรื่องหมีพูห์ มีที่มาจากผู้เขียนเรื่องราวอันโด่งดัง และเป็นที่จดจำของเด็กๆ ทั่วโลกนี้ ซึ่งผู้เขียนเรื่องดังกล่าวมีจุดประสงค์ที่ต้องการถ่ายทอดตัวละครตัวนี้ ให้มีความคล้ายคลึงกับตนเอง ที่ได้ตัดอวัยวะเพศของตัวเองออก จึงสร้างให้หมีพูห์ไม่มีอวัยวะเพศเช่นกัน ทั้งยังทำให้คนดูเข้าใจแบบเป็นนัยว่าแท้ที่จริงแล้วหมีพูห์เป็นเพศที่ 3 ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นประเด็นถกเถียงในสภา เพราะสาเหตุที่มันไม่ใส่กางเกง เพราะมันไม่มีอวัยวะเพศนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนมองว่าการนำเอาปัญหาดังกล่าวมาถกเถียงเป็นประเด็นในสภาเป็นเรื่องที่ไร้สาระ รวมถึงยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดในการถกเถียงถึงประเด็นดังกล่าว MThai News

ซุป’ตาร์ชื่อเหมือนต่างคนต่างวาระ!!!
ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก /  บี้ สุกฤษณ์ / 

ชื่อซ้ำไม่ใช่เรื่องแปลก! แต่จะว่าไปแล้วเหล่าบรรดาซุป’ตาร์และคนในวงการบันเทิงที่ชื่อซ้ำกันก็ออกจะมีเยอะแยะมากมาย อยู่ที่ว่าใครตั้งใจตั้งชื่อให้ซ้ำให้จำง่าย หรือถือเคล็ดชื่อซ้ำคนดังแล้วจะดังตามไปด้วย มาดูกันว่าซุป’ตาร์เมืองไทยมีใครที่ชื่อเล่นซ้ำกันบ้าง และถึงแม้จะชื่อเหมือนแต่ก็ต่างคนต่างวาระกันนะคะ! บี้ The Star VS บี้ KPN ก้าวเข้าสู่วงการจากการประกวดร้องเพลงในรายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 3 ด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 แต่ บี้ เดอะสตาร์ หรือบี้ สุกฤษฎิ์ ก็กลายเป็นนักร้องขวัญใจมหาชนที่ทั้งร้อง เต้น เล่นละครสารพัด แถมยังได้คุณหนูบอย ถกลเกียรติ เป็นแบ็คดี ป้อนงานต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ แถมยังดันให้ไปดังที่ประเทศจีนอีกต่างหาก ส่วนด้าน บี้ KPN หรือ บี้ ธรรศภาคย์ หนุ่มลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ที่ไต่เต้าแจ้งเกิดจากการประกวดร้องเพลงเช่นกัน แต่เป็นเวทีเคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 20 และนับว่า He ดังในยุค KPN อยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น แถมยังโกอินเตอร์ร่วมงานกับเกาหลีอีกต่างหาก เรียกได้ว่าความหล่อและเสียงกินกันไม่ลงสำหรับคู่นี้ เจมส์ จิ VS เจมส์ มาร์ ถือเป็นโอกาสงามๆ ของ 2 สิงห์หนุ่มแห่งวังจุฑาเทพซะจริง ที่ทางช่องทั้งผลักทั้งดันกันสุดฤทธิ์สำหรับ เจมส์ จิรายุ และ เจมส์ มาร์ ทั้งคู่เป็นที่รู้จักและแจ้งเกิดจากละครโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ สุภาพบุรุษจุฑาเทพ แม้ทั้งคู่จะแจ้งเกิดจากละครเรื่องเดียวกันแถมมีแฟนคลับอยู่กลุ่มเดียวกันก็ตาม แต่ทั้ง เจมส์ จิ และเจมส์ มาร์ ก็วาดลวดลายโชว์ลีลาความเป็นพระเอกจนกลายเป็นซุป’ตาร์หน้าใหม่ที่ออกมาตักตวงเรตติ้งและตักตวงหัวใจจากแฟนคลับทั่วประเทศไปซะแล้วโดยเฉพาะเจ้าลิงน้อยเจมส์ จิเพราะงานนี้ได้ผู้จัดการอย่างปิ๊ก ฌาณฉลาด ให้ดังทั้งในประเทศรวมทั้งผลักทั้งดันให้โกอินเตอร์ที่เกาหลีอีกต่างหาก เคน ธีรเดช VS เคน ภูภูมิ ปล่อยให้รุ่นใหญ่ชิลล์นำหน้าไปก่อน เพราะคุณพ่อลูกสองอย่าง เคน ธีรเดช กลายเป็นพระเอกค้างฟ้ารุ่นใหญ่ไปซะแล้ว แต่สำหรับ เคน ภูภูมิ ก็ไม่น้อยหน้าถือว่าเป็นพระเอกดาวรุ่งที่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์ 30 กำลังแจ๋ว ประกบคู่นางเอกซุป’ตาร์ อั้ม พัชราภา แถมยังโด่งดังจากบทบาทของสุภาพบุรุษหนุ่ม วีกิจ ในละครฮิต แรงเงา ที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้มีกระแสเม้าท์ว่า เคนน้อย เตรียมตัวก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกแทนที่รุ่นพี่ เคนใหญ่ อย่างแน่นอน มิ้นท์ ณัฐวรา VS มิ้นต์ ชาลิดา สำหรับ 2 สาว ม.มิ้น ที่แจ้งเกิดในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ มิ้นท์ ณัฐวรา ดังแซงหน้ามาก่อน แถมยังมีข่าวพัวพันถึงความสัมพันธ์อันคลุมเครือระหว่าง หมาก ปริญ ส่วน สาว มิ้นต์ ชาลิดา ก็ดันเป็นข่าวไม่ลงรอยกับหนุ่มหมาก กรณีพิพาทถึงแม่ จนเป้นข่าวใหญ่โตขึ้นหน้าหนึ่งอยู่หลายวัน แต่พักหลังดูเหมือนว่า มิ้นท์ ณัฐวรา จะเฟดตัวจากนางเอกไปเป็นนางร้ายซะส่วนใหญ่ ส่วนด้าน สาวมิ้นต์ ชาลิดา กลับยิ่งแรงแซงโค้งเป็นนางเอกแถวหน้าที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่ทางช่อง แถมเรื่องรักก็ยังโดดเด่น แถมตอนนี้นางกำลังคบหาดูใจอยู่กับทายาทโบนันซ่า เขาใหญ่ อย่างหนุ่ม ภูผา เตชะณรงค์ อีกด้วยถึงตอนนี้ความสัมพันธ์จะยังไม่บ่งชัดแต่คอนเฟิร์มว่าตอนนี้ทั้งคู่สนิทกันจริงจัง เมย์ เฟื่องอารมย์ VS เมย์ พิชญ์นาฏ นับเป็นนางร้ายสุดเซ็กซี่ทั้ง 2 ภาค สำหรับ เมย์ เฟื่องอารมย์ คุณแม่มือใหม่นางร้ายมือโปรนิสัยดี๊ดีแถมฝีมือยังระดับพระกาฬ ที่ตอนนี้นางหันมาเป็นผู้จัดละครปั้นนักแสดงเองกับมือ ส่วนด้านนางร้ายเซ็กซี่ชื่อเหมือนอีกนางหนึ่ง เมย์ พิชญ์นาฏ นอกจากฝีมือจะฉกาจขึ้นแท่นแล้ว คุณเธอก็ยังแบ๊วไม่เลิก เพราะที่ผ่านมานางก็เข้าร่วมชมรมคนรักเด็ก แต่ดูแล้วเรื่องรักๆของสาวเมย์ พิชญ์ ก็ยังดูไม่ลงตัวสักที ไม่ใช่เพราะนางเลือกเยอะหรอกค๊า เพราะบรรดาผู้ชายที่เข้ามาข้องแวะกับนางแต่ละคนนี่สิคะแสบตัวพ่อเลยทีเดียว กระแต ศุภักษร VS กระแต อาร์สยาม แม้ชื่อจะเหมือนแต่ก็คนละไซส์นะขอบอก เพราะใครๆ ก็รู้ว่าด้านสาวทรงตู้ม กระแต ศุภักษร ไม่เคยยิ่งหย่อนเรื่องความเซ็กซี่ ซึ่งล่าสุดคุณเธอจะแขวนเต้าหันไปควบรถแข่งโดยมีแฟนหนุ่มนักแข่ง หลุยส์ คอยเทคแคร์ดูแลไม่ห่างจนทั้งคู่จะลั่นระฆังวิวาห์ในต้นปีหน้า58 ส่วนด้าน สาว กระแต อาร์สยาม ชื่อแฝดคนละฝาแต่ความดังของนางยิ่งกว่าพลุแตกซะอีก นอกจากความเซ็กซี่ในการเป็นนักร้องลูกทุ่งสาวยุคใหม่แล้ว ที่ผ่านมานางก็สร้างกระแสความฮือฮาไม่แพ้ใคร เพราะตกเป็นข่าวมือที่ 3 ระหว่างความสัมพันธ์ของ ซี-เอมี่ คู่รักคู่หวานของวงการทำให้ She ฮอตฮิตติดลมบนเป้นที่เม้าท์มอยจนมาถึงทุกวันนี้!! นุ่น วรนุช VS นุ่น ศิรพันธ์ เรียกได้ว่าเป็นสองเจ้าแม่ดราม่าที่เดินตามรอยกันมาก็ว่าได้ สำหรับสองสาว น.นุ่น โดยนางหนึ่งเป็นถึงนางเอกซุป’ตาร์เจ้าแม่ดราม่าตัวจริงเสียงจริง เพราะ นุ่น วรนุช ไม่เคยทำให้แฟนละครผิดหวัง แม้ล่าสุดคุณเธอจะผันมาเป้นนักแสดงอิสระ ก็มีบรรดาผู้จัดของแต่ละช่องต่างหมายจ้องจองคิวนางกันให้จ้าระหวั่น จนตอนนี้นางไม่มีเวลาปั๊มทายาทสิงห์น้อยกับกับสามีคุณที่รักกันเลยทีเดียว ส่วนด้าน นุ่น ศิรพันธ์ แม้ประสบการณ์จะน้อยกว่าแต่นางก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เรื่องดราม่านี่ก็ต้องยกให้นางเช่นกันและถึงตอนนี้นางจะยังติดสัญญาอยุ่กับทางบรอดคาทซ์แต่นางก็ขออนุญาติจากผุ้จัดคนเก่งขอข้ามไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกค่ายดูบ้างทำให้หลายคนรอดูบทบาทใหม่ของสาวนุ่น ศิรพันธ์ ในผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก VS ใบเฟิร์น มกจ๊ก ทำเอาสับสนไม่น้อยสำหรับชื่อของ 2 สาวที่เหมือนกันทั้งชื่อเล่นและชื่อจริง แต่จะแตกต่างกันที่สาว ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ สาวน้อยน่ารักที่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รัก กลับกลายมาเป็นนางเอกของช่อง 7 ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆ กระแสความดังของนางจะทะลุจอแต่พักหลังๆ มาดูจะแผ่ว ไปดังเปรี๊ยงปร้างทางด้านภาพยนตร์มากซะกว่า ส่วน สาวใบเฟิร์น พิมพ์ชนก พลบูรณ์ หรือที่รู้จักกันในนามลูกสาวดาวตลก จาตุรงค์ มกจ๊ก แม้จะเป็นลูกตลกแต่เธอก็น่ารักน่าชังเอาการทีเดียว เพราะเธอแจ้งเกิดจากการประกวดมิสทีน ไทยแลนด์ 2003 ก่อนที่จะผันตัวมารับงานแนวคอมเมดี้ตามรอยพ่อ

โรคสครับไทฟัส
ตัวไรอ่อน /  ตัวไรแดง / 

โรคสครับไทฟัส เป็นไทฟัส (ไข้รากสาดใหญ่) ชนิดหนึ่งซึ่งทำให้มีอาการไข้สูง อาจมีผื่นแดงและสะเก็ดแผลไหม้ เกิดจากการติดเชื้อชนิดหนึ่ง ซึ่งมีตัวไรแดง (อยู่ตามพุ่มไม้) เป็นพาหะนำโรค มักพบในกลุ่มชาวไร่ ชาวสวน นักล่าสัตว์ นักท่องป่า ทหาร นักวิทยาศาสตร์ และผู้ที่ออกไปตั้งค่ายในป่า หากไม่ได้รับการรักษา มักมีไข้นาน 2-3 สัปดาห์ บางรายอาจหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ชื่อภาษาไทย  : สครับไทฟัส, ไข้แมงแดง ชื่อภาษาอังกฤษ  : Scrub Typhus สาเหตุของ โรคสครับไทฟัส เกิดจากเชื้อริกเกตเซีย ที่มีชื่อว่า โอเรียนเทียซูซูกามูชิ (Orientia tsutsugamushi ซึ่งเดิมเรียกว่า Rickettsia sutsugamushi หรือ Rickettsia orientalis) โดยมีไรอ่อน (chigger หรือ laval-stage trombiculid mites) เป็นพาหะนำโรค ระยะฟักตัว 4-18 วัน ตัวไรแก่อาศัยอยู่บนหญ้าและวางไข่บนพื้นดิน ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนที่มี 6 ขาและมีสีแดง ไรอ่อนจะกระโดดเกาะสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์แทะ นก หรือผู้ที่เดินผ่านไปมาเพื่อดูดน้ำเหลืองเป็นอาหาร ถ้าคนหรือสัตว์มีเชื้อริกเกตเซียชนิดนี้อยู่ เชื้อก็จะเข้าไปอยู่ในลำไส้และต่อมน้ำลายของไรอ่อน แล้วเจริญแบ่งตัวในขณะที่ไรอ่อนกลายเป็นตัวแก่ ตัวแก่เมื่อวางไข่ก็จะมีเชื้อโรคแพร่ติดอยู่ เมื่อฟักเป็นไรอ่อน ก็จะเป็นไรอ่อนที่มีเชื้อโรค เมื่อไปกัดคนหรือสัตว์ก็จะแพร่เชื้อให้คนหรือสัตว์นั้นต่อไป ในบ้านเราสัตว์ที่เป็นรังโรค (มีเชื้อโรคในร่างกาย) คือ หนูเป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยอาจพบในกระแต และกระจ้อน สัตว์ที่เป็นรังโรคและไรอ่อนที่เป็นพาหะนำโรค อาจอยู่ตามพื้นที่ที่เป็นทุ่งหญ้า ป่าละเมาะ ทุ่งหญ้าคา ไร่พริก สวนยาง พุ่มไม้เตี้ยๆ และป่าสูง ซึ่งมีอยู่แทบทุกภาคของประเทศ อาการของ โรคสครับไทฟัส หลังถูกไรอ่อนกัด 4-18 วัน จะมีอาการปวดศีรษะที่ขมับและหน้าผาก และจับไข้หนาวสั่น ไข้สูงตลอดเวลา (ไข้อาจเป็นอยู่นาน 2-3 สัปดาห์) หน้าแดง ตาแดง และกลัวแสง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องผูก บริเวณที่ถูกกัดจะเจ็บ และมีรอยไหม้ดำเหมือนถูกบุหรี่จี้ (สะเก็ดแผลไหม้) รอบๆ แผลจะมีอาการบวมแดง แต่ไม่เจ็บ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. และเป็นอยู่นาน 1-3 สัปดาห์ พบได้ประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วย มักจะพบที่รักแร้ ขาหนีบ รอบเอว ก้น อวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ๆ จะโตและเจ็บด้วย ประมาณวันที่ 5-7 หลังมีไข้จะมีผื่นสีแดงคล้ำ ขึ้นที่ลำตัวก่อน แล้วกระจายไปแขนขา ผื่นจะมีอยู่ 3-4 วันก็หายไป ผู้ป่วยอาจมีอาการไอร่วมด้วย จากการอักเสบของเนื้อปอด การแยกโรค อาการไข้สูง หนาวสั่น มีไข้นาน 2-3 สัปดาห์ อาจเกิดจากโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่พบได้บ่อยในบ้านเรา เช่น มาลาเรีย ผู้ป่วยมักมีประวัติอยู่ในเขตป่าเขา หรือเดินทางเข้าไปในป่าเขา จะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะและปวดเมื่อยมาก แต่จะไม่พบสะเก็ดแผลไหม้ ไทฟอยด์ (ไข้รากสาดน้อย) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงตลอดเวลา นาน 2-3 สัปดาห์ อาจมีอาการปวดแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก (มักพบในผู้ใหญ่) หรือถ่ายเหลว (มักพบในเด็ก) ร่วมด้วย เล็ปโตสไปโรซิส (ไข้ฉี่หนู) ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ตาแดง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ปวดน่อง มักพบในกลุ่มคนที่ย่ำน้ำหรือลงแช่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไข้เลือดออก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงอยู่ตลอดเวลา หน้าแดง ตาแดง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีจุดแดงจ้ำเขียวขึ้นตามตัว หัด ผู้ป่วยจะมีไข้สูงตลอดเวลา หน้าแดง ตาแดง เป็นหวัด ไอ คล้ายไข้หวัด มีผื่นแดงขึ้นวันที่ 4 ของไข้ การวินิจฉัย แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติอาชีพ (ชาวไร่ ชาวสวน) การเดินทางไปตั้งค่ายในป่า และตรวจพบสะเก็ดแผลไหม้ ซึ่งจะพบเพียง 1 แห่ง มักพบที่บริเวณรักแร้ ขาหนีบ รอบเอว ก้น หรืออวัยวะเพศ (ใต้อัณฑะ) หากพบสะเก็ดแผลไม้ ก็มักจะให้การวินิจฉัยได้ แต่จะพบได้เพียงร้อยละ 50 ของผู้ที่เป็นโรคนี้ นอกจากนี้อาจทำการตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ เอกซเรย์ และตรวจพิเศษอื่นๆ การดูแลตนเอง ผู้ที่เป็นไข้สูงตลอดเวลา ไข้หนาวสั่น หรือมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ และมีประวัติว่าอยู่ในถิ่นที่พบโรคนี้ หรือกลับจากการเดินทางไปตั้งค่ายในป่า หรือตรวจสะเก็ดแผลไหม้ตามผิวหนัง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ถ้าตรวจพบว่าเป็นสครับไทฟัส ควรจะกินยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่งให้ครบถ้วน และไปติดตามผลการรักษาตามที่แพทย์นัด การรักษา โรคสครับไทฟัส แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น ดอกซีโซคลีน (doxycycline) หรือเตตราไซคลีน (tetracycline) นาน 3 วัน ไรแฟมพิซิน (rifampicin) นาน 7 วัน หรืออะซิโทรไมซิน (azithromycin) ครั้งเดียว ในรายที่มีอาการรุนแรง เช่น หอบ หัวใจวาย ไตวาย ช็อก หรือหมดสติ จำเป็นต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ภาวะแทรกซ้อน ในรายที่เป็นรุนแรง อาจถ่ายอุจจาระดำ เพ้อคลั่ง หมดสติ หัวใจวาย (กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ) สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ ภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ARDS) ไตวายเฉียบพลัน หรือภาวะช็อกจากโลหิตเป็นพิษ การดำเนินโรค โรคนี้เมื่อได้รับการรักษา ไข้มักจะลดลงภายใน 24-72 ชั่วโมง และจะหายขาดโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างใด แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา บางรายอาจหายได้เอง โดยมีไข้อยู่นาน 2-3 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ การป้องกัน โรคสครับไทฟัส 1. ถ้าจะออกไปตั้งค่ายในป่า พยายามอย่าเข้าไปในพุ่มไม้ บริเวณที่ตั้งค่ายควรถางให้โล่งเตียน ควรพ่นยาฆ่าไรบนพื้นดิน และไม่ควรนั่งหรือนอนอยู่กับที่นานๆ ควรใส่เสื้อผ้ารัดกุมและทายาป้องกัน 2. กินยาป้องกัน โดยกินดอกซีไซคลีน 200 มก. สัปดาห์ละครั้ง ระหว่างที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรคนี้อยู่ โดยให้เริ่มกินครั้งแรกก่อนเดินทาง 3 วัน และกินต่อจนกระทั่ง 6 สัปดาห์หลังเดินทางกลับออกมาแล้ว  ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 383 

คสช.คะแนนลด หลังคนประเมินทำงาน ผ่าน 6เดือน
ข่าววันนี้ /  คสช. / 

โพลเผยคนให้คะแนน คสช. ลด หลังประเมินจากผลงาน 6 เดือน แต่มั่นใจคุมสถานการณ์ต่อไปได้แม้มีกลุ่มต้าน ด้าน มท. 1 ย้ำเดินหน้าลุยงานต่อ เชื่อคนส่วนใหญ่เข้าใจ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ผลการดำเนินงาน 6 เดือน ของ คสช.” จากจำนวนประชาชน 1,689 ตัวอย่าง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พบว่า 83.30% เชื่อว่า คสช. และรัฐบาลจะยังคงคุมสถานการณ์ต่อไปได้ แม้จะมีกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านก็ตาม 79.46% คสช. มีผลงานโดดเด่นในเรื่องการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามการทุจริตและผู้มีอิทธิพล 61.87% เห็นว่า คสชง ทำงานเด้ดขาด เน้นแก้ปัญหาให้ประชาชน เมื่อถาม “จุดเด่น” ของ คสช. ที่บริหารประเทศ ครบ 6 เดือน มีอะไรบ้างนั้น 39.35% การจัดระเบียบสังคม ทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น 32.75% ทำงานได้เด็ดขาด แตกต่างจากการบริหารของรัฐบาลที่มาจากนักการเมือง 27.90% มีแนวทางการทำงานชัดเจน เป็นระบบ แก้ปัญหาได้รวดเร็ว ส่วน อะไรที่เป็น“ปัญหา/อุปสรรค” ในการดำเนินงานของ คสช. 40.14% การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ มากขึ้น มีกระแสโจมตีการทางานของ คสช. 34.32% ความสัมพันธ์ระหว่าง คสช. กับ สื่อมวลชนที่มีปัญหาออกมาเป็นระยะ 25.54% ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองมานาน ต้องอาศัยเวลาในการแก้ปัญหา สำหรับสิ่งที่อยากฝากบอก คสช. เกี่ยวกับการบริหารประเทศ 42.01% คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ เน้นความยุติธรรมและเสมอภาค 36.06% อยากให้บริหารประเทศต่อไป ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ อดทน 21.93% เร่งสร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยเร็ว ทั้งนี้เมื่อถามความพึงพอใจของประชาชน ต่อ คสช. ในการบริหารประเทศ ครบ 6 เดือน พบว่า 54.46% ค่อนข้างพึงพอใจ เพราะ ให้ความสำคัญในการดูแลและช่วยเหลือประชาชน ลดค่าครองชีพ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร ฯลฯ 29.85% พึงพอใจมาก เพราะ ทำงานเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ มีการจัดระเบียบสังคมด้านต่างๆ บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ฯลฯ 10.93% ไม่ค่อยพึงพอใจ เพราะ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ยังล่าช้า เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น การชี้แจงที่ยังไม่ชัดเจน เข้าใจยาก ฯลฯ 4.76% ไม่พึงพอใจเลย เพราะ ประชาชนควรมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ฯลฯ เมื่อมีการเปรียบเทียบคะแนนที่ประชาชนให้ คสช. ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา 6 เดือนพบว่า ประชาชนให้คะแนนลดลงตามลำดับ คือ 1 เดือน 8.82 คะแนน, 2 เดือน 8.87 คะแนน, 3 เดือน 8.80 คะแนน, 4 เดือน 8.57 คะแนน, 5 เดือน 8.52 คะแนน, และ 6 เดือน ได้ 8.49 คะแนน ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผย หลังประชาชนให้คะแนนผลการทำงานลดน้อยลง ว่า ไม่น่าวิตก เพราะตนประเมินว่ายังดีอยู่ สังคมคงให้โอกาสรัฐบาลและ คสช.ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ เราก็ตั้งใจทำงานกันต่อไป ประชาชนส่วนใหญ่คงทราบกันดีว่าเราเร่งที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai news

ที่เที่ยวสำหรับครอบครัว /  ท่องเที่ยวประจวบฯ / 

ใกล้เข้ามาทุกที กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ "วานา นาวา หัวหิน" สวนน้ำสุดอลังการ ที่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สวนน้ำที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุด ใหญ่ที่สุด ยาวที่สุด และเสียวที่สุด ในเมืองไทย โดยมาในคอนเซ็ปท์ "วอร์เตอร์ จังเกิ้ล" สายน้ำในป่าใหญ่ พร้อมเปิดให้ทุกท่านกระโจนน้ำ ชุ่มฉ่ำพร้อมกัน 1 ธันวาคม 2557 แล้วไปสไลด์ลงน้ำกันนะครับ ขอบคุณรูปภาพจาก www.bloggang.com "วานา นาวา หัวหิน" สวนน้ำสุดอลังการ เสียวกว่านี้ไม่มีแล้ว สวนน้ำวานา นาวา หัวหิน วอเตอร์ จังเกิ้ล นับได้ว่าเป็นสวนน้ำภายใต้คอนเซ็ปต์ “วอเตอร์ จังเกิ้ล” แห่งแรกของเอเชีย ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากสวนน้ำแห่งอื่นๆ ในทุกด้าน โดยพร้อมจะมอบความสนุกตื่นเต้นและความประทับใจไม่รู้ลืมให้กับผู้มาเยี่ยมเยือนทุกเพศทุกวัย เริ่มตั้งแต่การผจญภัยไปกับสระว่ายน้ำและเครื่องเล่นนานาชนิดสำหรับเด็กๆ ไปจนถึงเครื่องเล่นสุดพิเศษที่พร้อมจะกระตุ้นอะดรีนาลีนและสร้างความเร้าใจให้กับผู้เล่นทุกเพศทุกวัย ด้วยพื้นที่กว่า 20 ไร่ และเครื่องเล่น 19 ชนิด รับรองว่าจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ แถมยังมีศาลาริมน้ำส่วนตัว คาเฟ่ ร้านค้า ร้านอาหาร เล้าจน์ ในบรรยากาศสบายๆ สำหรับผู้ใหญ่และผู้ปกครองไว้ด้วย ขึ้นชื่อเรื่องความหวาดเสียวแล้ว ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะที่นี่มีระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสากล โดยมีไลฟ์การ์ด คอยดูแลตามจุดต่างๆ กว่า 160 คน สนุกสุดเหวี่ยง แต่อุ่นใจได้ครับ มาเที่ยวที่นี่เรียกว่า สนุกสุดคุ้ม ได้ทั้งความมันส์ แถมได้ออกกำลังกายอีกต่างหาก กลับบ้านไปรับรองหมดแรงจนหลับปุ๋ยเลยล่ะ ขอบคุณรูปภาพจาก amazingthaitour.com ขอบคุณรูปภาพจาก amazingthaitour.com วานา นาวา หัวหิน เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 - 18.00 น. ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือช่วงหน้าท่องเที่ยว ทางสวนน้ำจะเปิดให้บริการยาวไปถึง 22.00 น. เลยครับ สำครับราคาค่าเข้า ผู้ใหญ่ 1000 บาท ส่วนเด็ก 600 บาท หรือมากันเป็นครอบครัว มีแพ็คเกจ 2600 บาท (ผู้ใหญ่ 2 เด็ก 2) ส่วนพิกัดที่ตั้งสวนน้ำ "วานา นาวา" จะอยู่เยื้องบริเวณซอยหัวหิน 12 ถนนเพชรเกษม สวนน้ำจะอยู่ติดถนนใหญ่ มีป้ายสวนน้ำบอกชัดเจน หาไม่ยากครับ สัปดาห์หน้าก็เปิดแล้ว อย่าลืมไปมันส์กันนะครับ เรียบเรียงโดย : Travel MThai

หนุ่มขอเลิกกับแฟนแต่ไม่สำเร็จเหตุเซ็กส์ดีเกินไป
ขอเลิกกับแฟน /  ข่าวล่าสุด / 

หนุ่มใหญ่วัย 50 ฟ้องศาลครอบครัวให้ช่วย หลังต้องการเลิกกับแฟนสาวแต่ไม่สำเร็จ เพราะเซ็กส์เธอดี เมื่อวันที่ 27 พ.ย เว็บไซต์ข่าวอังกฤษ “เดลิเมล” รายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่า  นายแบรด ซิปเปอร์ วัย 50 ปี เศรษฐีที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ "วอลสตรีท" ได้ยื่นฟ้องศาลครอบครัวในย่านแมนฮัตตัน ให้ออกคำสั่งห้ามคู่กรณีเข้าใกล้ ห้ามติดต่อไม่ว่าด้วยวิธีใดทั้งสิ้น และห้ามมาดักรอ ห้ามโทรศัพท์มาหา เหตุแห่งการฟ้องร้องครั้งนี้เกิดจาก นายซิปเปอร์ ต้องการจะแยกทางกับ นางสาวนิโคล รีฟ วัย 28 ปี แฟนสาวหลายครั้ง แต่การเลิกกันของทั้งคู่กับไม่สำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากทุกครั้งที่พวกเขาพยายามจะแยกทางกัน ทั้งคู่มักจบลงด้วยการมีเพศสัมพันธ์ และในความคิดของนายซิปเปอร์ แฟนสาวดูจะเป็นคนที่มีเพศสัมพันธ์ในแบบที่เขาพึงพอใจที่สุด ส่วนสาเหตุหลักที่นายซิปเปอร์ต้องการแยกทางกับแฟนสาว เกิดจากเธอชอบก่อเรื่องวุ่นวาย ขับรถหรูของเขาไปชน บางครั้ง  ขว้างขวดไวน์ใส่หน้าเขาในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง และทิ้งทรัพย์สินมีค่าของเขาบางอย่างลงไปในสระน้ำจนเสียหาย ด้านนางสาวรีฟกล่าวว่า เธอรู้สึกช็อคกับการกระทำของนายซิปเปอร์ เนื่องจากเมื่อเขาฟ้องร้องเธอเช่นนี้ เธอก็ต้องย้ายออกจากอพาร์ทเม้นต์ของเขาในนิวยอร์ก อยู่ในสภาพถังแตก ไม่มีบ้านและต้องจำนำแหวนเพชรเพื่อจ่ายค่าทนาย MThai News

น้ำตาซึม...กับตัวอย่างลายเส้นสุดซึ้ง ฉบับญี่ปุ่น จาก Big Hero 6
Big Hero 6 /  ซานฟรานโซเกียว / 

หลังจากที่ได้เห็นตัวอย่างมันส์ๆ รั่วๆ หลากหลายสไตล์ จาก Big Hero 6 จาก วอลท์ ดิสนีย์ มาก็มาก ครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เสียชื่อเมืองลูกครึ่งอเมริกา-ญี่ปุ่น ซานฟรานโซเกียว เราขอนำตัวอย่างสุดซึ้งเรียกน้ำตา ฉบับที่ฉายในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ มาให้ชมกัน โดยเป็นลายเส้นวาดมือ ฝีมือของ เทคเคน ศิลปินตลกชาวญี่ปุ่น ประกอบกับเพลง Story ของเออิ ที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้อง ฮิโระ และ ทาดาชิ และการมาถึงเพื่อช่วยเยียวยา ของเจ้าหุ่น เบย์แม็กซ์ เตรียมตัวไว้ให้ดี ตัวอย่างนี้อาจทำให้คุณยิ้มทั้งน้ำตา... ร่วมต่อกรกับเหล่าร้าย พร้อมฮีโร่สุดไฮเทค ไปกับ Big Hero 6 บิ๊กฮีโร่ 6 ในวันที่ 4 ธ.ค. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกชมตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ Big Hero 6 ได้ที่นี่เลย ------------------------------