มาสค์ไรเดอร์ โฟเซ่

The Light Between Oceans ส่ง 6 ประโยครัก ที่จะทำให้ทุกหัวใจอบอุ่นในหน้าหนาว
Alicia Vikander /  Derek Cianfrance / 

  “ความรักไม่ได้เลือกคนที่ดีที่สุด แต่ความรักเลือกคนที่จะไม่มีวันทิ้งเราไปไหน” ทอม รับบทโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ (Michael Fassbender) คือคนที่มั่นคงในความรักต่อ อิซาเบล รับบทโดย อลิเซีย วิกานเดอร์ (Alicia Wikander) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาไปไม่มีวันจะทิ้งเธอไปไหน ความรักของทอมจึงชนะใจอิซาเบล “ความคิดถึงจะมีคุณค่า เมื่อได้รู้ว่าเราคิดถึงใคร” ความรักของทอมและอิซาเบล ใช้เวลาศึกษาและรอคอยกันนานนับปี ทอมเลือกใช้วิธีการส่งจดหมายรักหาอิซาเบล และรอคอยจดหมายตอบกลับจากเธอ “บางครั้งก็กลัวเวลามีความสุขมาก ๆ กลัวว่า ความสุขจะหายไป” อิซาเบลเป็นผู้หญิงสดใสและเด็ดเดี่ยว เธอมองโลกมุมบวกและรักทอมมาก แต่วันหนึ่งความสดใสของเธอก็ลดลง เมื่อพบว่าตัวเองมีลูกไม่ได้ “การกลัวความรัก อาจไม่ใช่เพราะรักไม่เป็น แต่เพราะกลัวว่าจะเป็นคนที่ดีไม่พอ” ก่อนหน้าที่ทอมจะขออิซาเบลแต่งงาน เขากลัวว่าจะไม่ดีพอที่จะดึงเธอมาอยู่ด้วยบนเกาะที่โดดเดียวกับเขา แต่สุดท้ายความรักของทอมก็ได้พิสูจน์แล้วว่า หากเรารักคน ๆ นั้นจริง ก็ไม่ต้องกลัวว่า จะเป็นคนที่ดีไม่พอ “หัวใจที่ด้านชาของผู้ชาย มักจะโดนละลายด้วยรักแท้จากผู้หญิง” ทอมเคยเป็นนายทหารที่ไปออกรบในสงคราม ทำให้เขาเป็นคนเย็นชาและยิ้มยาก เขาทำโทษตัวเองหนีจากผู้คนไปรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลประภาคารบนเกาะอันห่างไกล จนเมื่อได้เจอกับอิซาเบล ผู้หญิงที่มีรักแท้ให้กับเขา หัวใจของทอมก็เริ่มเปลี่ยนไป “เพราะคุณคือคนสำคัญ ผมถึงไม่เคยปล่อยมือไปไหน” ทอมและอิซาเบลเก็บเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้บนเรือที่กำลังจะจมมาเลี้ยง ในความเป็นจริง พวกเขาช่วยชีวิตเด็กไว้ แต่ก็ไม่ได้ตามหาครอบครัวที่แท้จริงของเด็กคนนั้น สุดท้ายแล้ว ความรักที่แสนบริสุทธิ์ของพวกเขาอาจทำให้อีกครอบครัวต้องเจ็บปวด แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทอมและอิซาเบล ก็ไม่มีวันที่จะยอมปล่อยมือจากกัน The Light Between Oceans เข้าฉายในไทย 8 ธันวาคม 2016

คิมเบอร์ลี เพียร์ซ เตรียมกำกับหนังที่สุดแห่งแรงบันใจของชีวิต Man's Search For Meaning
Kimberly Pierce /  Man’s Search For Meaning / 

คิมเบอร์ลี เพียร์ซ เตรียมกำกับหนังที่สุดแห่งแรงบันใจของชีวิต Man's Search For Meaning คิมเบอร์ลี เพียร์ซ (Kimberly Pierce) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Boys Don’t Cry กำลังจะได้กำกับในภาพยนตร์เรื่องล่าสุด Man’s Search For Meaning จากนวนิยายายดีของ วิกเตอร์ ฟรังเคิล (Viktor Frankl) โดยผู้กำกับ คิมเบอร์ลี เพียร์ซ ได้บอกเล่าถึงความรู้สึกที่ได้มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยสรุปว่า “ผมได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ผมสามารถสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่สามารถผลักดันให้อยากใช้ชีวิตต่อไปอย่างกล้าแกร่ง ซึ่งผมได้นำไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของผม ไม่กี่ปีมานี้ผมกลับมาอ่านนวนิยายเรื่องนี้อีกครั้ง มันได้ให้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ กับผม และมันเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้นำเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์ของ วิกเตอร์ ฟรังเคิล มาอยู่ในโลกของภาพยนตร์” นวนิยายเรื่อง Man’s Search For Meaning แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ชีวิตไม่ไร้ความหมาย โดย นพมาส แววหงส์ เป็นผู้แปล จัดพิมพ์โดย แพรว สำนักพิมพ์ ว่าด้วยเรื่องราวบันทึกความทรงจำของจิตแพทย์ชาวออสเตรเลีย วิกเตอร์ ฟรังเคิล (Viktor Frankl) ในช่วงเวลาที่เขาถูกกักกันอยู่ในค่ายนาซี การไร้ซึ่งอิสรภาพ จมจ่อมอยู่กับความทุกข์ทรมาน ไร้ซึ่งความหวัง ไม่รู้แม้กระทั่งคนรักจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ในขณะนั้นกลับทำให้เขาและนักโทษคนอื่น ๆ มองหาความหมายของชีวิตได้ และเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่ามนุษย์อาจไม่ได้เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้เสมอไป ตราบใดที่เราไม่ได้ก้มหัวกับชะตากรรม ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ comingsoon.net

หวั่นไม่ปลอดภัย!! สายป่าน โร่ลงบันทึกประจำวัน หลังมีบุคคลต้องสงสัยมาส่องร้าน!!
สายป่าน อภิญญา /  เบย์ ณรัฐ / 

  หลังเกิดเหตุการณ์มีบุคคลต้องสงสัยท่าทางไม่น่าไว้วางใจมาสอดส่องร้านกาแฟ 29 Nov.coffee ของนักแสดงสาวร่างน้อย สายป่าน อภิญญา จนเจ้าตัวรู้สึกหวาดกลัวเกรงว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้น จึงชวนแฟนหนุ่ม อาเบย์ ณรัฐ ขึ้นโรงพักลงบันทึกประจำวันเพื่อความอุ่นใจไว้ก่อน   "คือจริงๆ แล้วต้องบอกก่อนว่าป่านไม่ได้ไปแจ้งความ ในเนื้อข่าวบางส่วนอาจจะเขียนผิดพลาดไปว่าไปแจ้งความ แจ้งความคือมันต้องเกิดเหตุไม่ดีก่อนแล้วถึงแจ้งความได้ แต่สิ่งที่ป่านทำคือไปลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ เพราะป่านรู้สึกว่ามีบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจเข้ามาในร้าน ซึ่งในร้านก็มีพนักงานอยู่ 2 คน แล้วก็มีป่านกับพี่เบย์อยู่ด้วย เราก็รู้สึกว่าต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าน้องๆ ก็เป็นเด็กผู้หญิงด้วย เลยไปลงบันทึกประจำวันไว้ เพราะว่าเรารู้สึกไม่ปลอดภัย"   "เขามีทีท่าสังเกตการณ์ค่ะ เป็นทีท่าสังเกตการณ์ สอดส่อง หรือเรียกว่าดูลาดเลาประมาณนี้ เขาไปที่ร้านครั้งแรกค่ะ ก็ถ้าเกิดเป็นคนปกติเข้าไปทุกคนต้องเข้าไปกินกาแฟอยู่แล้ว แต่พฤติกรรมเขาคือดูว่ากล้องวงจรปิดอยู่ตรงไหน ดูท่าทีว่าเราทำงานกันยังไงในร้าน"   "จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้มันเป็นเซ้นส์ คือเราเชื่อเซ้นส์ตัวเราเองก่อน เราเจอลูกค้าทุกวัน เราจะรู้ว่าคนแต่ละคนเข้ามาในท่าทีไหน เป็นมิตรหรือไม่เป็นมิตร พอเรามีเซ้นส์เราก็ค่อยๆสังเกต ตอนที่ออกไปเราก็มาดูกล้องวงจรปิดอีกทีนึง มันก็เลยชัดเจน เขาแต่งตัวไม่ได้น่ากลัวค่ะ แต่ว่าการจอดรถ การเข้ามาแล้วสอดส่อง เราก็จะรู้แล้วว่าสายตาไม่เป็นมิตร น้ำเสียง การไม่พูดจาพาที"   "เขาก็สั่งเครื่องดื่มค่ะ เขาเข้ามา 5 นาทีแล้วก็ออกไป แปลกมาก เขาไม่อยากคุยกับป่านเลยหรอ คือวันนั้นพี่เบย์เดินออกมาจากหลังร้านค่ะ พอเห็นพี่เบย์เขาก็ไป พี่เบย์คงน่ากลัวกว่า(หัวเราะ)"   “หลังจากไปลงบันทึกประจำวันแล้ว เขาไม่มาค่ะ คือเพิ่งไปลงบันทึกประจำวันวันที่ลงอินสตราแกรมเลย หลังจากนั้นมาก็ไม่มีเพราะว่าทุกวันก็จะมีพี่ๆเจ้าหน้าที่วงเวียนมาตามเวรค่ะ เขาจะแบ่งเป็นเวรกัน ตอนนี้ก็อุ่นใจขึ้น คืออย่างน้อยถ้าเกิดจะเกิดเหตุอะไรก็รู้สึกว่าเราได้ลงบันทึกประจำวันไว้แล้วไม่ได้โดดเดี่ยวถูกทอดทิ้งอะไร"   "เราไม่เคยเลยไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ชีวิตเหมือนไม่เคยมีความเสี่ยงแบบนี้มาก่อนเลย หลังจากวันนี้เขาก็ไม่มีอีกเลบ ก็ไม่ทราบเลยค่ะว่าเห็นข่าวหรือเปล่า เราเดาใจไม่ออกหรอก ส่วนใหญ่พวกเราทุกคน ทั้งหมดแหละค่ะอยู่ร้านเป็นหลัก" สายป่าน อภิญญา   สายป่าน อภิญญา   สายป่าน อภิญญา   สายป่าน อภิญญา   สายป่าน อภิญญา  

เจ.เค. โรวลิง ทวีตเหมือนบอกใบ้ในภาพยนตร์ภาคต่อ Fantastic Beasts
Dan Fogler /  David Yates / 

เจ.เค. โรวลิง ทวีตเหมือนบอกใบ้ในภาพยนตร์ภาคต่อ Fantastic Beasts ภาพยนตร์เรื่อง Fantastic Beasts and Where to Find Them สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ก็ได้เข้าฉายในไทยไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งผู้ที่เข้าไปชมแล้วส่วนใหญ่ต่างชื่นชอบ และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นเหล่าพ่อมดแม่มดกันอีกครั้ง ซึ่งผู้ประพันธ์เรื่องราวและเขียนบทภาพยนตร์อย่าง เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน วันพุธที่ผ่านมา สำหรับคนที่มีโอกาสได้เข้าไปชมภาพยนตร์รอบพรีเมียร์ที่จัดขึ้นที่ต่างประเทศนั้น โรวลิง ได้ทวีตเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวทวิตเตอร์ที่กำลังพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เธอเริ่มต้นด้วยการขอบคุณทุก ๆ คน สำหรับฟีดแบ็กที่ได้กลับมา Thank you so much for your wonderful comments about #FantasticBeasts. You have no idea how much they mean to me! — J.K. Rowling (@jk_rowling) November 17, 2016 ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ สำหรับหลาย ๆ คอมเมนต์เกี่ยวกับ Fantastic Beasts คุณไม่รู้เลยว่ามันมีความหมายต่อฉันมากแค่ไหน All kudos to the genius that is David Yates, our extraordinary cast and the incomparable creative and technical team at Leavesden Studios. — J.K. Rowling (@jk_rowling) November 17, 2016 คำชื่นชมทั้งหลายคงต้องยกให้ผู้กำกับ เดวิด เยตส์ (David Yates), ทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม, ทีมครีเอทีฟและทีมเทคนิคที่หาที่เปรียบไม่ได้จาก Leavesden Studios จากนั้นเธอได้ตอบทวีตจากแฟน ๆ ที่แท็กมาหาเธอ @jk_rowling Dan Fogler! This muggle is extraordinary amiable and hilarious. Loved him from minute one <3 (Thank you for this amazing world!) — Jiju (@Jiju) November 17, 2016 แดน ฟอกเลอร์ (Dan Fogler) มักเกิ้ลคนนี้น่ารักน่าคบหาและดูเฮฮามาก รักตั้งแต่นาทีแรกที่ได้เห็นเลย (ขอบคุณสำหรับโลกเวทมนตร์อันมหัศจรรย์นี้) Completely agree! https://t.co/TN8RCoQ8Dr — J.K. Rowling (@jk_rowling) November 17, 2016 เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ Eddie Redmayne is the perfect person to play Newt Scamander. What d'you think @jk_rowling movie is AWESOME, PERFECT and def FANTASTIC 💜 — wella 엘라 (@ouella) November 17, 2016 เอ็ดดี เรดเมย์น (Eddie Redmayne) เป็นนักแสดงที่รับบท นิวท์ สคามันเดอร์ ได้ยอดเยี่ยมที่สุด คุณคิดอย่างไร ภาพยนตร์เลิศเลอมาก เป็นแฟนตาซีที่ยอดเยี่ยมทีเดียว Yes, he undoubtedly is! https://t.co/XoINlwHMMi — J.K. Rowling (@jk_rowling) November 17, 2016 ใช่ค่ะ เขาไม่ทำให้ผิดหวังอยู่แล้ว @jk_rowling I fell in love with queenie the minute I saw her! she's so quirky and adorable but also SO SMART! I love her — tylieta scamander (@hailtothe6661) November 17, 2016 ฉันตกหลุมรักควีนนีตั้งแต่นาทีแรกที่เห็นเธอ เธอดูแปลกและน่าหลงใหล แต่เก่งมาก ฉันรักเธอ Everyone's in love with Queenie! @AlisonSudol https://t.co/mEuCJ1rekx — J.K. Rowling (@jk_rowling) November 17, 2016 ทุกคนตกหลุมรักควีนนีค่ะ จากนั้นเธอได้พูดถึงตัวละครที่ชื่อ ทีนา ซึ่งจากเสียงส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนอยากจะเห็นเธอมีบทบาทมากขึ้นในภาพยนตร์ภาคต่อ Katherine Waterston understands Tina inside out (Tina has a particular place in my heart). https://t.co/5pkFxnlJ6Q — J.K. Rowling (@jk_rowling) November 17, 2016 แคทเธอรีน วอเตอร์สตัน (Katherine Waterston) ตีบทของ ทีนา แตก เล่นได้ปังมา ทำให้ ทีนา เป็นตัวละครที่อยู่ในใจของฉันไปแล้วค่ะ  @jk_rowling @pottermore I love Tinaaaaaaarghh. She's more lovely with Newt, though. — Dias Oscuras (@cielharrland) November 17, 2016 ฉันรัก ทีนา อ้า อ้า อ้า อ้า เธอน่ารักมากเมื่ออยู่กับ นิวท์ สคามันเดอร์ She's lovely all along. She's just had a hard life. https://t.co/B5xZGM8oSM — J.K. Rowling (@jk_rowling) November 17, 2016 เธอน่ารักแต่ไหนแต่ไรแล้วนะคะ เธอแค่มีชีวิตที่ยากลำบาก @jk_rowling are we going to see more of her? I really want to see more of Tina being badass — Gizzle (@gnscmnt) November 17, 2016 เราจะได้เห็นเธอมากกว่านี้ไหม ฉันอยากจะเห็นเธอโชว์เทพมากกว่านี้ Yes, and I think you'll get your wish... https://t.co/C28OWmvx5U — J.K. Rowling (@jk_rowling) November 17, 2016 ใช่ค่ะ และฉันคิดว่าเธอจะได้ในสิ่งที่หวังนะ แม้ว่าจะไม่ได้บอกอะไรเรามากเกินไปนัก แต่อย่างน้อยที่สุดก็รู้ว่า ทีนา น่าจะได้รับบทสำคัญในภาพยนตร์ภาคต่อ เพราะเธอเป็นหนึ่งในตัวละครที่โรวลิงชอบ ดูบทความต้นฉบับ : J.K. Rowling just dropped 'Fantastic Beasts' hints on Twitter

คลื่นลูกใหม่ถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ! Moana ซัดสองผู้ร่ายคาถาลงไปอยู่อันดับที่สองและสาม
Doctor Strange /  Dwayne Johnson / 

ส่งท้ายเดือนพฤศจิกายนที่มีภาพยนตร์น่าติดตามชมหลายเรื่องในบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของค่ายต่าง ๆ ก็ยังคงยึดตำแหน่งอันดับต้น ๆ ของบ็อกซ์ออฟฟิศไว้ได้อย่างเหนียวแน่นทีเดียว สัปดาห์นี้กับภาพยนตร์คลื่นลูกใหม่มาแรงสามารถเบียดขึ้นอันดับที่หนึ่งแทนนักสัตววิเศษวิทยาลงไปอยู่อันดับที่สองได้ มาดูกันว่าสัปดาห์นี้สามภาพยนตร์สามอันดับแรกจะมีเรื่องใดบ้าง เริ่มจากภาพยนตร์ที่เพิ่งเข้ามาในสัปดาห์แรกและก็ขึ้นอันดับที่หนึ่งได้ในทันทีกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่หลายคนรอคอย Moana ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้ การเดินทางของสาวน้อยจากเกาะบ้านเกิดออกไปตามหาครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพอย่าง มาวอิ ให้เสียงพากย์โดย ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) เพื่อมาช่วยเหลือให้เกาะที่ตนอาศัยนั้นรอดปลอดภัย การเดินทางออกสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่คือสิ่งที่ท้าทายให้โมอานาและผู้ชมต่างอยากรู้อยากเห็น และอยากออกเดินทางไปพร้อมกับเธอ เปิดตัวสัปดาห์แรกอย่างสวยงามด้วยรายได้ 55.5 ล้านเหรียญ แม้ว่าจะอยู่ในอันดับที่หนึ่งเพียงแค่สัปดาห์เดียว แต่ความตื่นตาตื่นใจที่มักเกิ้ลทั่วโลกจะได้เห็นสัตว์วิเศษในโลกเวทมนตร์ก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง Fantastic Beasts and Where to Find Them สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ เรื่องราวของ นิวท์ สคามันเดอร์ รับบทโดย เอ็ดดี เรดเมย์น (Eddie Redmayne) ที่เดินทางมายังมหานครนิวยอร์ก พร้อมกับสัตว์วิเศษทั้งหลายแหล่ แต่การเดินทางมานิวยอร์กครั้งนี้ เขามีจุดประสงค์อะไร ในขณะที่นิวยอร์กก็เกิดเรื่องราวประหลาดขึ้น ยังคงรั้งตำแหน่งอยู่ในอันดับที่สอง สัปดาห์นี้ทำรายได้เพิ่มไป 45.1 ล้านเหรียญ ดูเหมือนว่าจักรวาลเวทมนตร์ของ เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) จะยังไม่เสื่อมมนต์ขลัง แต่เรื่องราวเวทมนตร์ในจักรวาลมาร์เวลกำลังเปิดฉากขึ้น เมื่อหนุ่มศัลยแพทย์ฝีมือขั้นเทพต้องประสบกับอุบัติเหตุที่ทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลนั้น แม้จะยังใช้เวทมนตร์ได้ไม่คล่องนัก แต่ Doctor Strange จอมเวทย์มหากาฬ ในภาคแรกนี้ก็เปิดตัวได้อย่างน่าสนใจ และตัวละครตัวนี้กำลังจะมีบทบาทในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลเรื่องอื่น ๆ อีกด้วย แม้จะอยู่ในบ็อกซ์ออฟฟิศมาถึงสัปดาห์ที่สี่แล้ว แต่ก็ยังรั้งตำแหน่งในสามอันดับแรกได้ สัปดาห์นี้ทำรายได้เพิ่มที่ 13.3 ล้านเหรียญ ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ boxofficemojo.com

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

น้ำตาแห่งความสุข!! งานแต่ง เอ็ม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก ฉลองวิวาห์ชื่นมื่น!!
เอ็ม บุษราคัม /  หม่ำ จ๊กมก / 

  ขอแสดงความยินดีกับ เอ็ม บุษราคัม ลูกสาวคนสวยของตลกชื่อดัง หม่ำ จ๊กมก ที่ล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ (20พ.ย.59) ถือฤกษ์ดีเข้าพิธีหมั้นและรดน้ำสังข์ตามประเพณีไทยกับแฟนหนุ่ม กอล์ฟ กรวัฒน์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในเวลา 16.00น. เอ็ม-กอล์ฟ ได้ควงคู่กันมาให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน เผยความรู้สึกทั้งน้ำตาในวันสำคัญเช่นนี้ ก่อนเข้าพิธีฉลองมงคลสมรสในช่วงเย็น ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ แต่งานนี้พิเศษตรงที่ว่า คุณพ่อเจ้าสาวอย่าง หม่ำ มกจ๊ก ร่วมวงให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ด้วย!! งานเมื่อเช้าเป็นพิธีหมั้น? เอ็ม- ใช่ค่ะ บรรยากาศก็ดูครึกครื้นนะคะ มีแบ่งญาติฝั่งเอ็มส่วนนึงมาสร้างความสนุกสนานให้กับฝั่งญาติเจ้าบ่าว เพราะเขาจะเขินๆ และเขาไม่ค่อยทราบประเพณีไทยสักเท่าไหร่ เพราะเป็นคนจีนค่ะ กอล์ฟ- ตื่นเต้นมากครับ ภาพที่ถ่ายเซลฟี่ตอนเจ้าสาวไหว้เพื่อตัวเองจะได้รีแลกซ์ไม่ร้องไห้ เอ็ม- ช็อตนั้นเขารอมานานแล้ว เขาบอกว่ารอวันนั้นที่เอ็มจะกราบตักเขา เขาจะถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะจะเป็นรูปเดียวและครั้งเดียว สุดท้ายได้กราบอก ก็เสียใจเหมือนกันที่ไม่ได้กราบตัก   ฝ่าด่านเพื่อนเจ้าสาวยากไหม? กอล์ฟ- ยากมากครับ ยากพอสมควรเลย ทั้งหมด 9 ด่าน ซีนซึ้งพ่อรดน้ำสังข์? เอ็ม- เอ็มมองที่ตาพ่อแล้วเอ็มรู้ได้ หม่ำ- ไม่กล้าพูดมาก ถ้ามองตาแล้วผมจะไปก่อน ก็เลยตัดใจไม่มอง ก็บอกขอให้อยู่เย็นเป็นสุขนะลูก คนนึงเป็นน้ำ คนนึงเป็นไฟ ผมเป็นคนบ่อน้ำตาตื้นครับ เอ็ม- เอ็มมั่นใจว่างานเช้าพ่อต้องร้องไห้แน่ๆ แต่พอดีแพลนเนอร์เผลอทิ้งไมค์ไว้ที่คุณพ่อ เขาก็เลยถือไมค์แล้วพูดตลกกลบเกลื่อน ไม่สบตา ไม่ยอมเลย หยดนึงก็ไม่เห็นเลยนะ หม่ำ- ไม่ได้หรอก ลูกเขยมาจะไม่ให้เห็นน้ำตาของพ่อตา ผมก็เป็นคนสนุกสนาน กลัวจะเป็นทางการไป ก็เลยพูดให้สนุกเหมือนชิงร้อยชิงล้านเลย กลัวน้ำตาไหลก็เลยกลบเกลื่อนฮาๆ ไป ถามเขาว่าเอาสินสอดมาเท่าไหร่ รักกันจริงหรือเปล่า พูดไปตามสไตล์ ถ้าผมร้องไห้เดี๋ยวจะพูดอะไรไม่ออก ไม่อยากร้องไห้ ความรู้สึกของพ่อตา? หม่ำ- ดีใจครับ เหมือนพ่อแม่ทุกคนนั่นแหละ ตอนที่ลูกทำเรือนหอเสร็จแล้วขนของออกจากบ้าน พอเปิดประตูไปก็น้ำตาซึมเห็นโต๊ะเครื่องแป้งไม่มีเครื่องสำอางลูก ไม่เห็นเสื้อผ้าลูก เราเห็นกันมาตั้งแต่เกิด 29 ปี ตอนก่อนเราจะไปทำงานก็มาดักแกล้งพ่อ แต่วันนึงเปิดไปแล้วไม่เจอ มองเห็นผ้าห่มลูก เห็นโต๊ะเครื่องแป้งโล่งๆ ไปเปิดดูแล้วไม่มี ผมก็หดหู่ใจ แต่มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีคู่ ใจจริงก็อยากให้อยู่ด้วยนั่นแหละ แต่เขาคงอยากเป็นส่วนตัว บ้านผมคนเยอะ ลูกหลานเยอะ วันนี้ฝั่งเจ้าบ่าวแต่งตัวมาดี๊ดี แต่งมาสุภาพมาก แต่ฝั่งผมเหมือนแต่งตัวมางานผ้าป่า ก่อนย้ายออกมาได้บอกพ่อตายังไงบ้าง? กอล์ฟ- ก็มีคุยกันก่อนที่จะไปทำบ้านตรงนั้นว่า อยากออกไปอยู่ด้วยกันเองมากกว่า ไม่อยากอยู่ทั้งฝ่ายกอล์ฟและเอ็ม ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง มันอาจจะมีการทะเลาะกันที่ไม่ได้เกิดจากเราสองคน ก็บอกว่าจะดูแลให้ดีที่สุดครับ เรือนหอเป็นบ้านที่ใหม่เลยครับ เอ็ม- ย้ายออกมาแล้วก็มีใจหายนะคะ ปกติถึงแม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกันก็ตาม แต่ก็คลาดกันตลอด พอย้ายออกมาจริงๆ เดินไปไม่เห็นพ่อ บรรยากาศบ้านก็แปลกๆ เหงาๆ ประทับใจอะไรลูกเขย? หม่ำ- ผมว่าเขาเป็นคนเข้ากับคนง่าย วันแรกที่เขามา ซื้อของมาฝาก ตั้งใจมาให้เองเลย แต่ผมบอกเอ็มไปแล้วว่ายังไม่พร้อมที่จะเจอกอล์ฟนะ แต่กอล์ฟซื้อของมาให้แล้วก็มาเดินหาผม ผมก็ถามมีอะไร กอล์ฟบอกผมกับเอ็มไปเที่ยวที่เหนือมาซื้อขนมมาฝาก เขาก็เขินๆ พูดอะไรไม่ออกหรอก พอเจอกันครั้ง 2-3 ก็เริ่มคุ้น จริงๆ เขาเป็นคนตลกกว่าผมนะ พ่อเขาก็ตลกเฮฮา ผมว่าเขาเป็นคนพูดจริงใจดี ดูอบอุ่น เขาคงดูแลลูกเราได้ ผมดูมา 2 ปีก็ว่าเป็นคนดีนะ เมียผมก็บอกว่ากอล์ฟโอเคนะ เข้าตามตรอกออกตามประตูก็รู้สึกดี คนเขารักกันเราไปห้ามไม่ได้หรอก ว่าไงก็ว่ากันไป ตอนมาสู่ขอก็ว่ากันไป ไม่ซีเรียสเรื่องสินสอดเท่าไหร่หรอก ขอให้รักกันจริง พาครอบครัวมาสู่ขอ ผมดีใจที่สุดว่าเขาพาลูกผมไปได้ เขาเป็นผู้ใหญ่พอ ถามเรื่องทายาท เรื่องหลานหน่อย? หม่ำ- ใจอยากได้พรุ่งนี้เลยแหละ แต่ว่าเขาก็ยังไม่พร้อมกัน เราก็บอกว่าไม่เป็นไรลูก เอ็ม- ใจเอ็มกับกอล์ฟก็อยากอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา ไปเที่ยวไปไหนมาไหนด้วยกันก่อน สักปีหนึ่ง รอให้พร้อมด้วยกันทั้งคู่แล้วค่อยเริ่มเปิดอู่ กอล์ฟ- เราอยากมีสักสองหรือสี่ หม่ำ- จะเอาเท่าไรนะ อย่าตามเปิ้ลเลย สองพอ แพลนฮันนีมูน วางแผนจะไปไหน? หม่ำ- เขื่อนน้ำงึม น่าเที่ยวมาก เอาจริงๆ ไม่ได้พูด เล่นนะ สวยมากเลยผมไปมา เขื่อนน้ำงึม เอ็ม- ก็มีแพลนไว้ว่า อยากไปโซนยุโรป แต่ยังไม่สรุปว่าจะไปไหนดี ระหว่างฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี คือจริงๆ แล้วพ่ออยากให้ไปอิตาลีมาก เพราะว่าถ้าไปแล้วมาบอกให้พ่อฟังหน่อยว่าการล่องเรือแล้วมีคนมาร้องเพลงมันโรแมนติกขนาดไหน แต่เขาไม่ไปนะ เขาให้เอ็มไปดู แล้วมาเล่าให้ฟัง หม่ำ- เราเคยไปเจอที่มาเก๊า ที่เขาพายเรือแล้วร้องเพลง ของจริงจะเพราะขนาดไหน ระหว่างพ่อตากับแม่ยายฝ่าด่านใครยากกว่ากัน? กอล์ฟ- สำหรับเรา เราว่าถ้าลูกสาวก็ต้องเป็นพ่อเนอะ ตอนแรกเขาก็วางมาดเข้ม เข้มจนในใจเราเต้นตุ๊บๆๆ ตัวก็ห่ออยู่แล้ว พูดกับเราไม่กี่คำจนเราคิดว่ากลับดีกว่า วันหลังค่อยมาใหม่ ขอกลับไปตั้งสติก่อน ตอนที่เจอกันพ่อรู้ไหมว่าเราเป็นแฟน? หม่ำ- รู้ๆ คือเราไม่อยากถามด้วย ไม่อยากยุ่งเรื่องของลูกด้วย ไม่อยากถามเรื่องส่วนตัวของลูก ถ้าพร้อมก็เดินเข้ามาแล้วกัน เราจะเป็นคนอย่างนี้มากกว่า แต่ว่าดีแล้วได้แต่งงาน เพราะผมกับเมียหนีกันมาตามประเพณี ทางฝ่ายชายก็เพิ่งเคยแต่งงานลูกชายคนเล็ก ผมก็แต่งลูกสาว ก็เลยคุยกันแบบบ้านๆ ตามสไตล์ เอ็ม- รู้ๆ แต่ว่าตอนนั้นเราก็ไม่ได้พูดว่าเป็นแฟน ใช้คำว่าเพื่อนตลอดเลย ความรู้สึกเอ็มเป็นยังไงบ้าง? เอ็ม- ตื่นเต้นมาก รอวันนี้มาปีนึงได้แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษคงเป็นความรู้สึกใจหาย ก่อนจะถึงวันงานก็เอาการ์ดแต่งงานให้แม่ดู แม่ก็เล่นมุกว่าพิมพ์ผิด แม่ยังเป็นนางสาวอยู่เลย แม่ก็ร้องไห้แล้วบอกว่าเคยเห็นแต่การ์ดของคนอื่น วันนี้มาเห็นของลูกตัวเอง พอพาไปลองชุดแม่ก็ร้องไห้ตลอด หม่ำ- แม่เขาดีใจได้เห็นลูกแต่งงาน เขาดีใจแทนลูก ทำไมเอ็มถึงเลือกกอล์ฟเป็นคู่ชีวิต? เอ็ม- น่าจะเป็นความคิดของกอล์ฟและความอารมณ์ดี สนุกสนาน เอ็มเคยตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้าเราจะมีแฟนอยากให้คนนั้นมีลักษณะนิสัยคล้ายคลึงกับพ่อให้มากที่สุด และเขาก็เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เป็นคนอบอุ่น อารมณ์ดี ดูแลเราได้ และในวันที่ลำบาก เขาก็เป็นเพื่อนคู่คิดที่ดี ทำไมกอล์ฟถึงเลือกเอ็ม? กอล์ฟ- เอ็มเป็นคนจริงใจตั้งแต่วันแรกที่เราเจอ รับรู้ได้ว่าเขาเปิดเผย เขาอยู่ในที่แจ้งไม่เหมือนเรา เขายังเปิดเผยว่าคบกับเราไม่ได้ปกปิด ไม่ให้เราอึดอัดเวลาคบกัน ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าดีใจหรือเปล่าที่มีเราเป็นแฟน ทุกครั้งที่อยู่ด้วยก็รับรู้ถึงความรักที่มีให้เรา คำมั่นสัญญาที่มีให้กัน? กอล์ฟ- จะดูแลเอ็มให้ดีที่สุด ดูแลให้เหมือนที่เขาเคยได้รับการดูแลจากพ่อ เอ็ม- เหมือนกัน ที่ผ่านมาก็มีทั้งดีและไม่ดี เอ็มขอบคุณที่อยู่ข้างกันมาตลอด (ร้องไห้) คือเราเป็นลูกพ่อ ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาในชีวิตเราจะหวังผลประโยชน์จากเอ็มและพ่อ และอยากได้เงินทองชื่อเสียงจากเรา แต่กอล์ฟไม่เคยทำอย่างนั้นกับเรา ขอบคุณความรักที่ดีที่มีให้ กอล์ฟรักเอ็มและครอบครัวเอ็ม เอ็มจะดูแลกอล์ฟอย่างดีเหมือนที่กอล์ฟดูแลเอ็ม และจะดูแลอย่างดีตลอดไป หม่ำ- ผมก็รักกอล์ฟเหมือนลูก ผมชอบทำกับข้าวและกอล์ฟก็ชอบกิน เขาไม่เคยกินปลาร้า เขาก็ต้องกิน ไม่กินก็ไม่ยกให้ สินสอดทองหมั้น? หม่ำ- เป็นแก้วแหวนเงินทอง และโฉนดที่ดิน แต่ว่าเราไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้ เด็กรักกันก็โอเค มูลค่าก็ประมาณนึง ลูกย้ายเรือนไปเราก็เอาโฉนดที่ดินและบ้าน 6 ไร่แถวบางใหญ่ให้เขาไปเป็นขวัญถุง เอ็ม- คบมาสองปีกว่า จากวันที่เขาขอแต่งงานปีหนึ่งก็ปีกว่า รวมเป็นสองปีกว่า แหวนแต่งงานของเอ็ม 1 กะรัต ของกอล์ฟเกือบ 1 กะรัต งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก   งานแต่ง เอ็ม บุษราคัม ลูกสาว หม่ำ จ๊กมก  

ชีวอน, BTS นำทัพไอดอลเกาหลี มาเปิดร้านอาหารที่ SHOW DC ประเทศไทย!
Bangtan Boys /  BTS / 

แฟนคลับเกาหลีฟินแน่นอน! เมื่อร้านอาหารของเหล่าศิลปิน K-POP ชื่อดัง กำลังจะมาเปิดที่เมืองไทย ณ K-Celebrity Street Food by The Mall of Korea at SHOW DC ที่ชั้น1 ศูนย์การค้า SHOW DC เริ่มเปิดให้บริการ 22 มกราคม 2560 (คลิปวิดีโอแนะนำร้านอาหารต่างๆ ที่จะมาเปิด ณ K-Celebrity Street Food by The Mall of Korea at SHOW DC บรรยายโดย มิส โน ฮียอง มาสเตอร์เชฟหญิงเซเลบริตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและไลฟ์สไตล์จาก The Mall of Korea และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YG FOODS บริษัทในเครือ YG Entertainment) K-Celebrity Street Food by The Mall of Korea at SHOW DC จะเป็นศูนย์รวมร้านอาหารของดารา/นักร้องแดนกิมจิ ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยเหล่าศิลปินชื่อดังของเกาหลีเลือกมาเปิดร้านของตัวเองเพื่อแฟนๆ ชาวไทยเป็นแห่งแรก! AFTER THE RAIN ร้านอาหารฟิวชั่นสไตล์อิตาเลี่ยนและเบเกอรี่สไตล์เกาหลีเพื่อสุขภาพ ของนักร้อง-นักแสดงซุปเปอร์แห่งเอเชีย เรน PSY-MIEN ร้านราเมงสไตล์เกาหลีรสชาติจัดจ้านพิเศษสำหรับคนไทย ของ ไซ เจ้าของเพลงฮิตระดับโลก Gangnum Style BTS BRICK LIVE CAFE ร้านกาแฟและวาฟเฟิลที่ตกแต่งด้วยเลโก้เพื่อเอาใจเหล่าแฟนคลับของบอยแบนด์สุดฮอตวง BTS โดยเฉพาะ BUGSY DOG ร้านฮอทด็อกสไตล์เกาหลี พร้อมเบอรี่โซดาที่ทานคู่กันกับฮอทด็อกได้อย่างลงตัว ของ ชเว ชีวอน Super Junior นอกจากนั้นที่ K-Celebrity Street Food by The Mall of Korea at SHOW DC ยังมี ร้านต๊อกโบกิที่สามารถเลือกซอสและท๊อปปิ้งได้เองตามใจชอบ LEE SEUNG GI'S MILL ของพระเอกหนุ่ม ลีซึงกิ, ร้านข้าวผัดกิมจิ KIM'S FULL HOUSE ของนักแสดงหนุ่ม คิมซองซู, ร้านไก่ทอดสไตล์เกาหลี SEOJINI'S CHICKEN ของ ลีซอจิน และโซนอาหารแนว Street Food จากเมียงดง ยกมาให้ชิมที่เมืองไทยด้วย สาวกเกาหลีห้ามพลาดจริงๆ เพราะจะได้อิ่ม อิน และฟินกันอย่างเต็มที่... เตรียมยกพลกันไปศูนย์การค้า SHOW DC ได้เลย เปิดให้บริการ 22 มกราคมปีหน้า!

อีจุน อดีต MBLAQ ร่วมชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดี!
Lee Joon /  Lee Jun / 

อีจุน นักแสดง-ไอดอลหนุ่ม อดีตสมาชิกบอยแบนด์วง MBLAQ (เอ็มแบล็ค) ร่วมชุมนุมที่จตุรัสกวังฮวามุน เพื่อขับไล่ ปาร์ค กึนฮเย ซึ่งพัวพันเรื่องอื้อฉาว ให้พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ วง MBLAQ อีจุน อีจุน อัพเดทภาพของเขาซึ่งจุดเทียนแสดงจุดยืนในการต่อต้าน รวมทั้งเขียนข้อความปลุกใจผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวหลายครั้ง อาทิ "ตอนนีที่กวังฮวามุนมีผู้คนกว่า 250,000 คนแล้วครับ เป้าหมายอยู่ที่ 500,000 คน รีบออกมาสมทบกันเถอะครับ!" และ "แม้ฝนจะตก แต่การชุมนุมยังดำเนินต่อไป ออกมากันนะครับ~" 현재 광화문25만입니다 오늘 목표는 50만이라고하네요 어서 모여주세요 ..!!! A photo posted by 이준 (@leechangsun27) on Nov 19, 2016 at 1:04am PST 비가와도 계속됩니다 모여주세요 ~~~ A photo posted by 이준 (@leechangsun27) on Nov 19, 2016 at 1:05am PST 드라마가 끝나서 저도 모였습니다 여기 현장은 정말 엄청납니다 이럴때일수록 우리가 힘을 합쳐야합니다 <이제는 좀 내려오시죠> A photo posted by 이준 (@leechangsun27) on Nov 19, 2016 at 1:10am PST นอกจาก อีจุน แล้ว ยังมีผู้พบเห็นนักแสดงหนุ่มชื่อดัง ยู อาอิน มาร่วมชุมนุมเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีนักร้อง-นักแสดงเกาหลีคนอื่นๆ ที่แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองของเกาหลีใต้ในขณะนี้อย่างเปิดเผย อาทิ อี ซึงฮวาน, อี ฮโยริ, ชิน ฮยอนจุน และ คิม เจดง การชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ปาร์ค กึนฮเย ดำเนินมาเป็นสัปดาห์ที่ 4 แล้ว รวมจำนวนผู้ชมนุมทั้งหมดมากถึงหลายล้านคนทีเดียว.

The Light Between Oceans /  ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ / 

จากปรากฏการณ์หนังสือขายดีที่เรียกน้ำตาผู้อ่านทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากที่สุดถึง 40 ภาษา ในปีนี้ The Light Between Oceans กำลังจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยฝีมือผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของฮอลลีวู้ด ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ จาก Blue Valentine พร้อมทั้งรวมพลัง 3 นักแสดงระดับรางวัลออสการ์ อลิเซีย วิกันเดอร์ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Danish Girl ราเชล ไวซ์ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Constant Gardener ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ นักแสดงผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก Steve Jobs และ 12 Years a Slave ด้วยงานด้านภาพที่สวยสะกดทุกฉากจากฝีมือผู้ออกแบบงานสร้างของ The Great Gatsby และถ่ายทำใน 2 ประเทศ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สถานที่ถ่ายทำเดียวกับ The Hobbit อีกทั้งยังได้โปรดิวเซอร์มือทอง เดวิด เฮย์แมน ผู้ปลุกปั้นหนังดังอย่าง Harry Potter และ Fantastic Beast and Where to Find Them มาอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ ทอม เชอร์บอร์น (รับบทโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) อดีตนายทหารผู้ทำหน้าที่เฝ้าประภาคารอันห่างไกลกับชุมชน เขาและ อิซาเบล ผู้เป็นภรรยา (รับบทโดย อลีเซีย วิกันเดอร์) ที่เสียลูกไปหลังคลอด เธอตกอยู่ในอาการซึมเศร้า จนทอมใกล้หมดพลังใจที่จะทำให้เธอกลับมาสดใสดังเดิม ไม่นานนัก ปาฏิหาริย์ก็คล้ายจะเป็นจริงขึ้นมา พวกเขาพบทารกหญิงคนหนึ่งอยู่บนเรือที่ถูกทิ้งกลางทะเล พวกเขาไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มาจากไหน และเรือที่อับปางลงนั้นคือเรือของใคร แต่ที่แน่ ๆ มันคือของขวัญจากเบื้องบนที่พวกเขาเฝ้ารอมานาน พวกเขาตั้งชื่อเด็กทารกว่า ลูซี่ ฟูมฟักหนูน้อยด้วยความรักทั้งหมดที่มี แต่เมื่อทอมและอิซาเบลเดินทางเข้าไปในเมือง และพบว่าหญิงคนหนึ่ง (รับบทโดย เรเชล ไวซ์) กำลังบ้าคลั่งหัวใจสลาย เพราะสูญเสียลูกน้อยจากอุบัติเหตุทางเรือเมื่อไม่กี่ปีก่อน เทียบวันและเวลาดูแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากว่าทารกของหญิงคนนั้น คือ ลูซี่ แก้วตาดวงใจของทอมและอิซาเบลนั่นเอง แล้วทั้งคู่ควรเก็บเด็กคนนี้ไว้ หรือ คืนเธอให้แม่ที่แท้จริงของเธอ The Light Between Oceans เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 8 ธันวาคมนี้

โลเกชั่น และ 4 คาแรกเตอร์เฉพาะกิจ ที่คุณจะพบได้เฉพาะที่
ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ /  ปรมะ อิ่มอโนทัย / 

กลับมาอีกครั้งกับผลงานภาพยนตร์จากผู้กำกับดอกไม้เหล็กแห่งประเทศไทย กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ภายใต้ชื่อเรื่อง ปั๊ม-น้ำ-มัน กับการเนรมิตฉากปั๊มน้ำมันสไตล์ตะวันตกขึ้นเพื่อเป็นโลเกชั่นสำคัญ ซึ่งจุดนี้ผู้กำกับของเราได้เล่าว่า... “มีการสร้างปั๊มน้ำมันขึ้นมาจริง ๆ เพื่อถ่ายทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเราหาโลเกชั่นปั๊มน้ำมันสไตล์อเมริกาแบบนี้ในไทยไม่ได้เลย กอล์ฟเลยทำโปรดักชั่นดีไซน์เองทั้งหมด ซึ่งความตั้งใจดีไซน์หนังทั้งเรื่องว่าปั๊มนี้ต้องอยู่ห่างไกลความเจริญ มีพื้นเป็นดินแดง ๆ เหมือนในเท็กซัส มีฉากหลังเป็นภูเขาล้อมรอบกั้นตัวละครไม่ให้ออกไปไหนได้ เพราะฉะนั้นปั๊มก็ต้องอยู่ในที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีบ้านคน ณ บริเวณนั้น ซึ่งต้องไม่ใช่กรุงเทพและปริมณฑล ตอนแรกคิดว่าจะไปหาโลเกชั่นแถวจ.ลพบุรี หรือเขาใหญ่ แต่มันก็ไม่มีที่แบบนั้น พอดีโปรดิวเซอร์บอกว่าแถวบ้านเขามีที่ลักษณะแบบนั้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โปรดิวเซอร์ก็ขับรถกลับบ้านไปตระเวนถ่ายรูปปั๊มน้ำมันทั้งอำเภอมาให้ดู ตอนแรกกอล์ฟรู้สึกว่ามันยังไมใช่ก็เลยเดินทางไปดูด้วยตัวเอง ไปดูตามปั๊มต่าง ๆ มันก็เป็นปั๊มริมถนนทางหลวง ถนนลาดยาง มีเสาไฟฟ้า ถึงแม้จะมีทุ่งนาสวย ๆ แบบที่เราอยากได้ แต่ภูเขาก็มีฝั่งเดียวบ้าง ดินถนนก็ไม่เป็นดินแดง จนกระทั่งโปรดิวเซอร์ขับรถพาไปดูที่อ่างเก็บน้ำ ระหว่างทางขับผ่านเวิ้งก่อนถึงอ่างเก็บน้ำ กอล์ฟเงยหน้าขึ้นไปดูบอกให้รถตู้จอดพอลงไปปุ๊บก็บอกโปรดิวเซอร์ว่าเอาตรงนี้แหละ ทั้งโปรดิวเซอร์กับอาร์ตไดเร็คเตอร์มองหน้ากันแบบงงๆ  สรุปตกลงกันว่าเราจะสร้างปั๊มน้ำมันขึ้นมา โดยให้อาร์ตไดเร็คเตอร์สเก็ตภาพปั๊มน้ำมันสไลต์เท็กซัสตามแบบที่อยากได้ มีทั้งปั๊ม บ้านพักทุกอย่างอยู่ในนั้นครบหมด เราใช้เวลาสร้างปั๊มน้ำมันสามสัปดาห์ ต้องไปขนเอาไม้เก่าที่อยู่อีกอำเภอหนึ่งมาสร้าง เพื่อให้ได้ความเก่าของปั๊มที่สมจริง กอล์ฟดีไซน์เอาไว้ว่าต้องมีครัวอยู่หลังปั๊ม ต้องมีห้องน้ำอยู่ข้างปั๊ม ต้องมีเสาหมุน ๆ ทุกอย่างอาร์ตไดเร็คเตอร์จัดมาให้เหมือนในฝันทุกอย่างเป๊ะ ส่วนงบในการสร้างก็ไม่มโหฬารเท่าไหร่นัก เพราะเรามีงบประมาณที่ค่อนข้างชัดเจน  เราก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งมีเวลาในการถ่ายประมาณ 1 เดือน พอเราตัดร่างแรกเสร็จความยาวของหนังประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ เลยต้องทำให้เราต้องใช้เวลาตัดต่อเลือกฉากบางฉากทิ้งไปบ้าง ซึ่งรวมเวลาช่วงโพสโปรดักชั่นในการตัดต่อเกือบปีเพราะเรามีฟุตเทจเยอะมาก เราตระเวนถ่ายรอบ ๆ อำเภอนั้นเกือบทั้งหมดทุกแห่ง    โลเกชั่นหลักอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน และระหว่างเรื่องเรามีไปถ่ายที่น้ำตก กระท่อมปลายนา ทุ่งนา เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ถนนเวิ้งว้าง สิ่งที่เราต้องทำการบ้านหนักมากคือการทำแผนที่การถ่ายทำให้สถานที่ต่าง ๆ เราส่งทีมผู้ช่วยไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่เป็นเดือน ๆ เราต้องวางแผนกันอย่างรัดกุม เพราะดาราแต่ละคนมีคิวที่จะต้องไปทำงานที่อื่น ๆ อีก แถมวันสุดท้ายที่ปิดกล้องหนังเรื่องนี้คือวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นวันหยุดปีใหม่ซึ่งไม่มีใครทำงานแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ช่วยต้องเวลาเรื่องแผนที่ เวลาในการเดินทางไปแต่ละโลเกชั่น จัดลำดับรถของทีมงานเพื่อมาให้เป็นการเสียเวลาในการทำงาน แผนที่ต้องเป๊ะ เพราะไม่มีใครเคยไปจะทำให้หลงกันง่ายมาก…” ส่วนในแง่นักแสดงนำของเรื่องทั้ง 4 คน ก็มีบทบาทที่โดดเด่นและแตกต่างกัน ได้แก่... ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย รับบทเป็น มั่น เจ้าของปั้มเป็นชายหนุ่มหล่อที่ชื่นชอบการสวมชุดคาวบอยอยู่ตลอดเวลา เขาอาศัยอยู่เพียงลำพัง หลังจากคนรักหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มั่นเฝ้ารอยคอยการกลับมาของคนรักมานานกว่า 20 ปี เขาเป็นคนยึดมั่นถือมั่นในความรักเหมือนชื่อของเขา ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบทเป็น เจ๊มัท สาวใหญ่อดีตนางนพมาศค้างปี เจ๊มัทชอบใส่ชุดไทยสีแดงสด นางเป็นแม่ค้าขับรถพุ่มพวงขายของชําอยู่ในหมู่บ้าน สาวใหญ่ที่ตกหลุมรักมั่น เธอมักจะเอาข้าวเอาน้ำเอาของใช้ต่าง ๆ มาให้เขาอยู่เสมอ เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบผูกมัดเรืองราวของความรักไว้เสมอ แม็กกี้ อาภา ภาวิไล รับบทเป็น ฝน เด็กสาว ม.ต้นอายุ 15 ปีที่ชอบสวมชุดเจ้าหญิงดิสนี่ย์และซุปเปอร์ฮีโร่สาว เธอชอบขี่มอเตอร์ไซค์มาหามั่นที่ปั๊มน้ำมัน และชอบมานั่งเล่าว่ามีใครเรียนอยู่ห้องไหนมาจีบเธอบ้าง  ถึงแม้มั่นจะไม่สนใจแต่เธอก็เล่าของเธอไปเรื่อย ๆ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็ขี่รถกลับบ้าน เธอเป็นเด็กสาวที่ไม่ยึดติดกับความรัก หนูจ๋า อาชิรญาณ์ แก้วกัญญา รับบทเป็น นก คนรักของมั่นที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เธอเป็นหญิงสาวรักอิสระ เธอมักจะซ่อนความรู้สึกไว้ภายในสายตาเศร้า ๆ ของเธอ ปั๊ม-น้ำ-มัน เข้าฉาย 8 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

60 ปี ธนิตย์ จิตนุกูล กับ 4 หนังไทยระดับปรากฏการณ์ในอดีต
ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย /  ธนิตย์ จิตนุกูล / 

แม้หลังจาก 'แก๊งค์ตบผี' ในปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา ธนิตย์ จิตนุกูล จะถอยตัวเองไปทำงานเป็นโปรดิวเซอร์อยู่เบื้องหลังคนทำหนังไทยรุ่นใหม่ๆ แทน (โดยมีโปรเจ็กต์ฟอร์มยักษ์ที่เปิดแถลงข่าวไปแล้วอย่าง 'มหาราช 2 แผ่นดิน' ค้างคาอยู่ และยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเติม) แต่ถ้าพูดถึงในแง่ผลงานการกำกับภาพยนตร์แล้ว 23 ผลงานที่เขากำกับไว้ตลอดกว่า 30 ปีในวงการหนัง แม้คละเคล้าในแง่ผลตอบรับทางความสำเร็จ แต่ธนิตย์ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่อยู่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญของวงการหนังไทย โดยเฉพาะการเป็นหนึ่งในผู้กำกับรุ่นใหม่ที่บุกเบิกยุคหนังวัยรุ่นให้เฟื่องฟูช่วงต้น พ.ศ. 2530 ที่ส่งผลและอิทธิพลมาถึงตลาดหนังไทยในยุคปัจจุบันอย่างยิ่งยวด ในโอกาสที่ ธนิตย์ จิตนุกูล จะฉลองครบรอบวันเกิดในวัย 60 ปี (วันที่ 24 พ.ย.) เราจึงขอผ่านไปย้อนดู 4 ผลงานเรื่องสำคัญที่ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของวงการหนังไทย 'ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย' (พ.ศ. 2528) / 'ปลื้ม' (พ.ศ. 2529) จากเงินหนึ่งล้านบาทที่ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ในวัย 25 ปีหยิบยืมจากคุณพ่อ (และสมทบทุนอีก 5 แสนบาทจากคุณอา จรัล พูลวรลักษณ์) กลายเป็นทุนเริ่มต้นของ ไท เอ็นเตอร์เทนเม็นต์ ที่กลายมาเป็นหนึ่งในค่ายหนังสำคัญของวงการหนังไทยในเวลาต่อมา และหนังเรื่องแรกเปิดค่ายของบริษัทนี้ คือหนังตลกวัยรุ่นฝีมือการกำกับของสองนักเขียนใบปิดหนังอย่างธนิตย์ และ อดิเรก วัฏลีลา (ซึ่งเป็นผลงานเรื่องแรกของทั้งคู่เช่นกัน) 'ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย' ออกฉายเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 และประสบความสำเร็จอย่างสูง ซึ่งเมื่อมองไปที่ช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งวงการหนังไทยยังเต็มไปด้วยหนังดราม่าหนักๆ แถม 'ซึมฯ' เองยังใช้นักแสดงหน้าใหม่เกือบทั้งหมดเป็นตัวนำ การกวาดรายได้ถึง 5 ล้านบาท กลายเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปีนั้น ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2529 ธนิตย์และอดิเรกจะสร้างภาคต่อที่เล่าเรื่องต่อจาก 'ซึมฯ' ออกมานั่นคือ 'ปลื้ม' โดยมาพร้อมนักแสดงชุดเดิม ผลปรากฏว่าหนังทำเงินไปถึงระดับสิบล้านบาท แล้วในช่วงเวลาเดียวกันยังมีหนังในแนววัยรุ่นสนุกสนานถูกสร้างและได้รับผลตอบรับที่ดี เช่น 'คู่วุ่นวัยหวาน' (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล), 'เพื่อน' (อภิชาติ โพธิ์ไพโรจน์), 'รักกันเล่น ๆ ไม่เห็นเป็นไร' (ศุภักษร) จนกล่าวได้ว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ค่ายอื่นๆ หันมาสนใจทำหนังในแนวเดียวกันนี้มากขึ้นในเวลาต่อมา และเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการภาพยตร์ไทยจากยุคหนังชีวิตสะท้อนสังคมให้ก้าวเข้าสู่ยุคหนังวัยรุ่นอย่างเต็มตัว 'สยึ๋มกึ๋ย' (พ.ศ. 2534) หลังจากนั้น 'ซึมฯ' และ 'ปลื้ม' ธนิตย์และอดิเรกก็แยกย้ายไปทำหนังเดี่ยวๆ ของตน โดยอดิเรกไปทำหนังแอ็กชั่น-อาชญากรรมอย่าง 'ดีแตก' (พ.ศ. 2530) ก่อนจะประสบความสำเร็จกับหนังสุดดังอย่าง 'ฉลุย' (พ.ศ. 2531) ส่วนธนิตย์ก็มาทำหนังคอร์ทรูม ดราม่า (หรือหนังที่นำเสนอกระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาล) อย่าง 'อย่าบอกว่าเธอบาป' (พ.ศ. 2530) และหนังรัก (ที่ทำเสร็จแล้วแต่กลับไม่ได้ฉาย) อย่าง 'ทั้งดวงใจให้หมดเลย' (พ.ศ. 2531) ก่อนที่ ก่อนจะว่างเว้นไปอีก 3 ปี กับผลงานหนังแอ็กชั่น-แฟนตาซีที่อุดมไปด้วยสเปเซียลเอฟเฟ็กซ์เรื่องนี้ ในปีที่ ไท เอ็นเตอร์เทนเม็นต์ ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์กับ 'กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้' ก็ยังมีอีกเรื่องอย่าง 'สยึ๋มกึ๋ย' ที่ธนิตย์ได้ สุรศักดิ์ วงษ์ไทย (ที่ฮ็อตมากๆ ในช่วงเวลานั้น) มารับบทนำในหนังของตนอีกครั้งหลังจาก 'ซึมฯ' และ 'ปลื้ม' นอกจากเป็นหนังตลกที่ผสมแนวสยองขวัญเข้าไป จนทำให้หนังโดดเด่นเป็นพิเศษในช่วงเวลานั้น และทำรายได้ไปกว่า 18 ล้านบาท (อนึ่ง ปี พ.ศ. 2534 เป็นปีที่มีหนังไทยน่าสนใจอย่าง 'กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน' หนังฟิล์มนัวร์ไทยของ มานพ อุดมเดช หรือ 'วิถีคนกล้า' หนังอีพิกฟอร์มยักษ์ของ ยุทธนา มุกดาสนิท ที่สร้างตำนานหลายอย่างให้วงการหนังไทยไว้ด้วย เป็นต้น) 'บางระจัน' (พ.ศ. 2543) หาก 'นางนาก' ในปี พ.ศ. 2542 คือคลื่นลูกแรกที่ทำให้หนังไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากภาวะซบเซาและมีจำนวนการสร้างน้อยลงจนน่าใจหาย 'สตรีเหล็ก' และ 'บางระจัน' คืออีกสองหนังเรื่องสำคัญที่พาหนังไทยไปแตะร้อยล้านให้วงการหนังกระแสหลักได้คึกคักอีกครั้ง โดย 'บางระจัน' เป็นช่วงเวลาที่ธนิตย์ได้เข้ามาทำหนังในสตูดิโอน้องใหม่ Film Bangkok (ในเครือ BEC-Tero อีกยักษ์ใหญ่วงการสื่อสารมวลชน) ภายใต้การดูแลของเพื่อนสนิทอย่าง อดิเรก วัฏลีลา โดยธนิตย์ทำการรีบูตหนังอีพิกสงครามย้อนยุคให้ดูสนุกและทันสมัยขึ้น ทั้งการสร้างคาร์แรกเตอร์ตัวละครที่น่าจดจำ ไปจนถึงสไตล์การตัดต่อที่ฉับไวและดนตรีประกอบอันชวนหึกเหิมแบบหนังแอ็กชัน จนทำให้ผู้ชมตอบรับอย่างล้นหลามทำรายได้ไปกว่า 150 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้เดินทางไปฉายตามเทศกาลหนังอีกหลายแห่ง และถูกซื้อสิทธิ์ไปจัดจำหน่ายฉายในอเมริกาในอีกสี่ปีต่อมาอีกด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า 'บางระจัน' เป็นจุดสูงสุดในชีวิตการทำหนังของธนิตย์ก็ว่าได้ ตัวอย่าง  เบื้องหลัง 'บางระจัน'  http://www.dailymotion.com/video/xsayan_behind-the-scenes-bang-rajan-%E0%B8%AA-%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93-%E0%B8%98%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B8%A2-%E0%B8%88-%E0%B8%95%E0%B8%99-%E0%B8%81-%E0%B8%A5-english-subs_shortfilms ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ทีมสร้างโมเดลทุ่มแรงกายแรงใจกว่าจะได้เป็นเจ้าต้นไม้ยักษ์ใน
A Monster Calls /  มอนสเตอร์ / 

นอกเหนือจากกระแสความซาบซึ้งใจที่อินกันถ้วนหน้าของเพจหนังชื่อดังและผู้ชมในรอบพิเศษต่าง ๆ แล้ว...ล่าสุด เดวิด มาร์ติ ทีมสเปเชียลเอฟเฟคต์เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Pan’s Labyrinth และเจ้าของผลงานเอฟเฟคต์สุดว้าวจากภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Hellboy ได้เผยภาพเบื้องหลังการสร้างโมเดลหุ่นมอนสเตอร์ในภาพยนตร์ A Monster Calls ที่มีจุดกำเนิดมาจากภาพร่างต้นแบบกว่า 200 แบบ ก่อนที่ทีมเอฟเฟคต์และผู้กำกับจะตัดสินใจเลือกแบบที่ใกล้เคียงกับมอนสเตอร์ตามวรรณกรรมต้นฉบับมาสร้างเป็นมอนสเตอร์ โดยอาศัยการสร้างหุ่นโมเดลอสูรกายขนาดยักษ์ที่สูงถึง 40 ฟุต ขึ้นมาจริง ๆ ควบคู่ไปกับการถ่ายทำ เลียม นีสัน รับบทเป็นมอนสเตอร์ด้วยเทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ โดยพยายามหลีกเลี่ยงซีจีโดยไม่จำเป็น ดีไซน์ของโมเดลมอนเสตอร์มีที่มาจากอสูรกายในตำนานเก่าแก่ของประเทศอังกฤษชื่อ เดอะ กรีน แมน ที่กำเนิดจากพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ผสมผสานกับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง King Kong ตัวโมเดลทำขึ้นจากโฟมที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันในการแกะสลักและลงสีให้เหมือนกับผิวของเปลือกไม้ให้มากที่สุด ควบคุมด้วยเทคโนโลยีไฮดรอลิกที่บังคับให้เคลื่อนไหวแม่นยำตามน้ำหนักของไม้ มีส่วนคอที่หมุนได้เพื่อให้การถ่ายทำโมเดลร่วมกับนักแสดงมีความสมจริง ละส่งผลต่ออารมณ์ทางการแสดงของนักแสดงที่ร่วมฉากด้วยมากที่สุด ชิ้นงานโมเดล มอนสเตอร์ต้นไม้ยักษ์ จาก A Monster Calls นับเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นสำคัญของสายงานสเปเชียลเอฟเฟคต์ในวงการภาพยนตร์ และยังเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ส่งให้เรื่องราวการผจญภัยในเรื่องเล่าของมอนสเตอร์ในภาพยนตร์ออกมาน่าตื่นตาตื่นใจ ลึกซึ้ง และตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมอย่างสมบูรณ์แบบ A Monster Calls ฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

ในที่สุด Deadpool ก็ได้ผู้กำกับ John Wick มาสร้างภาคต่อ
David Leitch /  Deadpool / 

ในที่สุด Deadpool ก็ได้ผู้กำกับ John Wick มาสร้างภาคต่อ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ผู้กำกับคนใหม่ที่จะมากำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ Deadpool ภาคต่อหลังจากที่ ทิม มิลเลอร์ (Tim Miller) ถอนตัวไปนั้นก็คือ เดวิด ลีทช์ (David Leitch) ผู้ที่เคยสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์เรื่อง John Wick นั่นเอง ภาพยนตร์ยังได้ เร็ตต์ รีส (Rhett Reese) และ พอล เวอร์นิก (Paul Wernick) มาเป็นผู้เขียนบทให้ และไรอัล เรย์โนลด์ นักแสดงนำหลักก็ทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ร่วมทีมกับ ไซมอน คินเบิร์ก (Simon Kinberg) และ ลอว์เรน ชูเลอร์ ดอนเนอร์ (Lauren Shuler Donner) ซึ่งเป็นอีกสองคนที่อยู่คู่กับภาพยนตร์แฟรนไชส์ X-Men ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ comingsoon.net

นี่คือเหตุผลที่ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ รับเล่นหนัง The Light Between Oceans
Alicia Vikander /  Derek Cianfrance / 

นี่คือเหตุผลที่ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ รับเล่นหนัง The Light Between Oceans นักแสดงคนดัง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ (Michael Fassbender) ที่รู้จักกันในบทบาทของ แม็กนีโต จากภาพยนตร์แฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ X-Men นั้น เขายังเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึงสองครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง 12 Years a Slave และ Steve Jobs อีกด้วย ล่าสุดกับผลงานเรื่อง The Light Between Oceans อย่าปล่อยให้รักสลาย ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่ต้องมารับบทเป็น ทอม เชอร์บอร์น ชายหนุ่มที่หลีกหนีผู้คนอยากใช้ชีวิตเพียงลำพังกระทั่งพบหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำให้เขาตกหลุมรักเธอ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจรับเล่นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเจ้าตัวได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า “จากการอ่านนิยายและบทหนังเรื่องนี้ ผมประทับใจทอมอย่างมาก ที่มีทั้งหลักการ ความซื่อสัตย์ และความแข็งแกร่ง เขายังเป็นคนที่อยากปรับปรุงแก้ไขตัวเอง คนที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากการรบอย่างเขา เมื่อได้พบกับหญิงสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างอิซาเบล มันทำให้เขาอยากเปิดใจเพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ในชีวิต..." "...ในช่วง 4 ปีที่ ทอมอยู่บนเกาะนั้นมันอาจยาวนานเหมือนเขาอยู่มาเป็น 10 ปี ซึ่งเขาน่าจะได้รับประสบการณ์ที่มีค่าไปไม่น้อยบนประภาคารที่เกาะนั้น แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความผิดพลาด แต่อย่างน้อย เขาก็ได้รู้จักความรัก” The Light Between Oceans อย่าปล่อยให้รักสลาย มีกำหนดเข้าฉายในไทย 8 ธันวาคม 2017