มังคุด

สมุนไพรแก้ ท้องเดิน ท้องร่วง
กระชาย /  ท้องร่วง / 

 " มะเดื่อไทย " หมายเหตุ :  มะเดื่อไทย  Ficus spp. ในที่นี้ขอใช้มะเดื่ออุทุมพรเป็นข้อมูล ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus racemosa  L. วงศ์ :   Moraceae ชื่ออื่น :  เดื่อเกลี้ยง (ภาคเหนือ มะเดื่อเกลี้ยง มะเดื่อ มะเดื่อชุมพร กูแซ เดื่อน้ำ (ภาคใต้) มะเดื่อน้ำ เดื่อเลี้ยง มะเดื่อหอม หมากเดื่อ (ภาคอีสาน) มะเดื่อดง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10–20 เมตร ลำต้นเกลี้ยงสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนสีเขียว หรือสีเขียวในน้ำตาล กิ่งแก่มีสีน้ำตาลเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ ใบบาง รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมนหรือกลม ผิวใบเกลี้ยง หรือมีขน ไม่หลุดร่วงง่าย ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอก มีก้านเกิดเป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ที่แตกออกจากลำต้น และกิ่งขนาดใหญ่ ผล รูปกลมแป้นหรือรูปไข่ มีขน ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น เมื่อฉีกออกจะพบเกสรเล็กๆ อยู่ภายในผล ผลสุกมีสีแดง ส่วนที่ใช้ :  ผลอ่อน เปลือกต้น ราก สรรพคุณ ผลอ่อน - รับประทานเป็นอาหาร เปลือกต้น  - มีรสฝาด - รับประทานแก้ ท้องเดิน ท้องร่วง - ชะล้างบาดแผล เป็นยาสมานดี ราก   - เป็นยาแก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้หัว ไข้กาฬ ไข้พิษทุกชนิด - กล่อมเสมหะ และโลหิต  " กระชาย " ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ชื่อสามัญ :   Kaempfer วงศ์ :    Zingiberaceae ชื่ออื่น :  กระชายดำ กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ระแอน (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ละแอน (ภาคเหนือ)  ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :  ไม้ล้มลุก มีเหง้าสั้น แตกหน่อได้ รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายเรียว กว้าง 1-2 ซม. ยาว 4-10 ซม. ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นใบ มี 2-7 ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี กว้าง 5-12 ซม. ยาว 12-50 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนมนหรือแหลม ขอบเรียบ เส้นกลางใบ ก้านใบ และกาบใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนเป็นสัน ก้านใบเรียบ ยาว 7-25 ซม. กาบใบสีชมพู ยาว 7-25 ซม. ระหว่างก้านใบและกาบใบมีลิ้นใบ ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด ยาวประมาณ 5 ซม. แต่ละดอกมีใบประดับ 2 ใบ สีขาวหรือขาวอมชมพูอ่อน รูปใบหอก กว้างประมาณ 8 มม. ยาว 3.5-4.5 ซม. กลีบเลี้ยงสีขาวหรือขาวอมชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.7 ซม. ปลายแยกเป็น 3 แฉก กลีบดอกสีขาวหรือขาวอมชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 6 ซม. ปลายแยกเป็น 3 กลีบ รูปใบหอก ขนาดไม่เท่ากัน กลีบใหญ่ 1 กลีบ กว้างประมาณ 7 มม. ยาวประมาณ 1.8 ซม. อีก 2 กลีบ ขนาดเท่ากัน กว้างประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. เกสรเพศผู้ 6 อัน แต่ 5 อัน เปลี่ยนไปมีลักษณะเหมือนกลีบดอก โดย 2 กลีบบนสีชมพู รูปไข่กลับ ขนาดเท่ากัน กว้างประมาณ 1.2 ซม. ยาวประมาณ 1.7 ซม. อีก 3 กลีบล่างสีชมพูติดกันเป็นกระพุ้ง กว้างประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 2.7 ซม. ปลายแผ่กว้างประมาณ 2.5 ซม. มีสีชมพูหรือม่วงแดงเป็นเส้นๆ อยู่เกือบทั้งกลีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกระเปาะและปลายกลีบ มีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ 1 อัน ก้านชูอับเรณูหุ้มก้านเกสรเพศเมีย ผลแก่แตกเป็น 3 เสี่ยง เมล็ดค่อนข้างใหญ่ สรรพคุณ เหง้าใต้ดิน - มีรสเผ็ดร้อนขม แก้ปวดท้อง มวนในท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด แก้กามตายด้าน เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร เหง้าและราก - แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใช้เป็นยาภายนอกรักษาขี้กลาก ใบ - บำรุงธาตุ แก้โรคในปาก คอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่างๆ วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ แก้ ท้องเดิน ท้องร่วง ใช้เหง้าสด 1-2 เหง้า ตำหรือฝนเหง้าที่ปิ้งไฟแล้วกับน้ำปูนใส หรือคั้นให้ข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดมวนในท้อง ใช้เหง้าและราก ประมาณครึ่งกำมือ (สดหนัก 5-10 กรัม, แห้ง 3-5 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม หรือใช้ปรุงเป็นอาหารรับประทาน แก้บิด ใช้เหง้าสด 2 เหง้า บดให้ละเอียด เติมน้ำปูนใส คั้นเอาแต่น้ำดื่ม เป็นยาบำรุงหัวใจ ใช้เหง้าและรากกระชายปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นตากแห้ง บดเป็นผง ใช้ผงแห้ง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ½ ถ้วยชา รับประทานครั้งเดียว ยารักษาริดสีดวงทวาร ใช้เหง้าสด 60 กรัม ประมาณ 6-8 เหง้า ผสมกับเนื้อมะขามเปียก 60 กรัม เกลือแกง 3 ช้อนแกง ตำแล้วต้มกับน้ำ 6 แก้ว เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว รับประทานครั้งละ ½ แก้ว ก่อนนอน รับประทานติดต่อกัน 1 เดือน ริดสีดวงทวารควรจะหาย สารเคมี ทั้งส่วนรากและส่วนต้น ประกอบด้วยสาร alpinetin, pinocembrin, cardamonin,boesenbergin A, pinostrobin และน้ำมันหอมระเหย และในส่วนรากยังพบ chavicinic acid อีกด้วย  " ฝรั่ง " ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Psidium guajava  L. ชื่อสามัญ :  Guava วงศ์ :    MYRTACEAE ชื่ออื่น :  สุราษฎร์ธานี จุ่มโป่, ปัตตานี ชมพู่, เชียงใหม่ มะก้วย, เหนือ มะก้วยกา มะมั่น, แม่ฮ่องสอน มะกา, ตาก มะจีน, ใต้ ยามู ย่าหมู, นครพนม สีดา, จีนแต้จิ๋ว ปั๊กเกี้ย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น ขนาดกลาง สูง 3-5 เมตร ผิวเปลือกต้นเรียบเกลี้ยง กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบ หนา หยาบ ใต้ท้องใบเป็นริ้ว เห็นเส้นใบชัดเจน ขนขึ้นนวลบาง ใบยาวประมาณ 10 ซม. กว้างประมาณ 6 ซม. ดอกช่อ ช่อหนึ่งมีดอกย่อย 3 - 5 ดอก ดอกเล็ก สีขาวอมเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงแข็ง ผล รูปทรงกลม รูปไข่ หรือรูปรี ผิว เกลี้ยง สีเขียว เนื้อในขาว รสหวาน กรอบ ผลสุกสีเหลือง- เขียว มีเมล็ดเล็กๆ แข็งอยู่ภายใน ส่วนที่ใช้ : ใบเพสลาด ผลอ่อนสด ผลสุก เปลือกต้นสดๆ ราก สรรพคุณ ฝรั่งมีสารแทนนินอยู่มาก สารนี้มีฤทธิ์ฝาดสมานน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่ง    สารแทนนินในฝรั่งยังยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรค ช่วยสมานท้องและลำไส้ โดยช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะลำไส้ และช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยอาการเกร็งตัวของลำไส้ ทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลงได้ แก้ปวดเบ่ง ใบ  -   แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค)  เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ใช้ใบ 2-3 ใบเคี้ยวๆ ระงับกลิ่นปาก แก้ฝี เป็นยาล้างแผล ดูดหนองและถอนพิษบาดแผล แก้เหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวดเนื่องจากเล็บขบ แก้แพ้ยุง ผลอ่อน - แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ระงับกลิ่นปาก แก้บิดมูกเลือด มีไวตามินซีมาก เป็นกันหรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ ผลสุก - มีสารเพ็กตินอยู่มาก ใช้รับประทานเป็นยาระบายได้ ราก - แก้น้ำเหลืองเสีย เป็นฝี แผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล วิธีและปริมาณที่ใช้ ใช้ฝรั่งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน วิธีที่ 1 รับประทานสด - ใช้ส่วนที่เป็นยอดอ่อนๆ 7 ยอด หรือใบเพสลาด 6-8 ใบ ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดทีละน้อย ค่อยๆ กลืน แล้วดื่มน้ำตาม ถ้าเคี้ยวทีละมากๆ จะรู้สึกฝาดขม ถ้าเคี้ยวกับเกลือเล็กน้อย จะช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะรับประทานทั้งน้ำและเนื้อของใบฝรั่งจนหมด ได้ตัวยาครบถ้วน - อาจรับประทานผลดิบ ครั้งละ 1-2 ผล โดยเคี้ยวก่อนค่อยกลืนก็ได้ วิธีที่ 2 ต้มดื่ม - ใช้ใบเพสลาด 5-10 ใบ หรือเปลือกต้นสดๆ 1 ฝ่ามือ ใส่น้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเดือดนาน 5-30 นาที เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ รับประทานครั้งละ ½ - 1 แก้ว วันละ 2 ครั้งรับประทานตามอาการหนักเบา เวลาดื่มเติมเกลือเล็กน้อยทำให้ดื่มง่ายขึ้น วิธีที่ 3 ชงน้ำร้อนดื่ม - เอายอดฝรั่ง  7 ยอด หรือใบฝรั่ง 6-10 ใบ ชงกับน้ำเดือด 2 แก้ว ปิดฝาไว้ 15-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ดื่มบ่อย ๆ วิธีที่ 4 ต้มคั้นเอาน้ำ - เอาใบฝรั่ง  6-10 ใบ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำสุก 3-5 ช้อนแกง ต้มให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาว เอาน้ำผสมเกลือเล็กน้อยดื่มจนหมด วิธีที่ 5 บดผงรับประทาน - ใช้ผลฝรั่งที่เกือบแก่ หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½-1ช้อนชา โดยผสมน้ำ วิธีนี้รสชาติดีเด็กดื่มได้ง่าย ใช้เป็นยาห้ามเลือด   -  ใช้ใบสดล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียดพอกแผลที่มีเลือดออก เลือดจะหยุด ช่วยระงับกลิ่นปาก -  ใช้ใบสด 3-5 ใบ เคี้ยวและคายกากออกทิ้ง เป็นยากันหรือแก้โรคลักปิดลักเปิด ฝรั่งมีไวตามินซีมาก -  ใช้ผลโตเต็มที่แต่ไม่สุก รับประทานเป็นผลไม้ จะเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาท้องลำไส้ไม่ให้ผูก ช่วยบำรุงผิวพรรณ คนที่ชอบเป็นฝีเป็นแผลพุพอง ถ้ารับประทานฝรั่งบ่อย ๆ ก็ช่วยบรรเทาลงไปได้     หมายเหตุ        ฝรั่งที่ควรปลูก ควรเป็นฝรั่งขี้นก เพราะมีโรคน้อย มีเพลี้ยแป้งน้อย ดูแลรักษาง่าย ที่สำคัญมีสรรพคุณทางยาที่ดีที่สุด มีไวตามินซีสูงกว่าฝรั่งพันธุ์อื่น ๆ     สารเคมี ใบ  มีน้ำมันหอมระเหย  ซึ่งประกอบด้วย Caryophyllene cineol, นอกจากนี้ยังมี Tannin, sesquiter penoids และ triterpenoid compounds. ผล  มี fixed oil 6%  Volatile oil 0.365%  tannin 8-15%  beta-sitosterol, quercetin, Vitamin C (330 mg.%), Arabinose, " มังคุด " ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Garcinia mangostana  L. ชื่อสามัญ :   Mangosteen วงศ์ :   Guttiferae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 10 - 12 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 6 - 11 ซม. ยาว 15 - 25 ซม. เนื้อใบหนา และค่อนข้างเหนียว คล้ายหนัง หลังใบสีเขียวเข้ม เป็นมัน ท้องใบสีอ่อน ดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกที่ซอกใบ ใกล้ปลายกิ่ง สมบูรณ์เพศ หรือแยกเพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม ส่วนที่ใช้ :  เปลือกผลแห้ง สรรพคุณ รักษาโรคท้องเสียเรื้อรัง และโรคลำไส้ ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน ยาแก้บิด (ปวดเบ่งและมีมูก และอาจมีเลือดด้วย) เป็นยาคุมธาตุ เป็นยารักษาน้ำกัดเท้า รักษาบาดแผล รสฝาด สมานแผล ใช้ชะล้างบาดแผล แก้แผลเปื่อย แผลเป็นหนอง ยาฟอกแผลกลาย ทาแผลพุพอง วิธีและปริมาณที่ใช้ รักษาโรคท้องเสียเรื้อรัง และโรคลำไส้ ใช้เปลือกมังคุดครึ่งผล (ประมาณ 4-5 กรัม) ต้มกับน้ำ ความแรง 1 ใน 10 รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ถ้าเป็นยาดองเหล้า ความแรง 1 ใน 10 รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ยาแก้อาการท้องเดิน ท้องร่วง ใช้เปลือกผลมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำปูนใส หรือฝนกับน้ำรับประทาน ใช้เปลือกต้มน้ำให้เด็กรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา ทุก 4 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุก 4 ชั่วโมง ยาแก้บิด (ปวดเบ่งและมีมูกและอาจมีเลือดด้วย) ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ ½ ผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผง ละลายน้ำสุก รับประทานทุก 2 ชั่วโมง เป็นยารักษาแผลน้ำกัดเท้า และแผลพุพอง แผลเน่าเปื่อย เปลือกผลสด หรือแห้ง ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ๆ พอควร ทาแผลน้ำกัดเท้า วันละ 2-3 ครั้ง  จนกว่าจะหาย ทาแผลพุพอง แผลเปื่อยเน่า ข้อควรระวัง ก่อนที่จะใช้ยาทาที่บริเวณน้ำกัดเท้า ควรที่จะ ล้างเท้าฟอกสบู่ให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ถ้ามีแอลกอฮอล์เช็ดแผล ควรเช็ดก่อนจึงทายา คุณค่าด้านอาหาร มังคุดประกอบด้วย แร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย สารเคมี Chrysanthemin, Xanthone, Garcinone A, Garcinone B, Gartanin, Mangostin, Kolanone ขอบคุณที่มาจาก : โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอบคุณภาพจาก : อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล / ไทยเกษตรศาสตร์

ชวนชิม 10 ของหร่อยเมืองคอน
ของหร่อยเมืองคอน /  ชวนชิม 10 / 

ขณะที่ส้มตำดูเหมือนจะกลายเป็นอาหารประจำชาติไปโดยปริยาย อาหารรสชาติจัดจ้านจาก ภาคใต้เองก็ไม่น้อยหน้าและค่อย ๆ กระจายตัวไปยังพื้นที่ในภาคต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หากแต่อาหารใต้ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของรสชาติดั้งเดิมมากที่สุดหนีไม่พ้น “ข้าวแกง เมืองคอน” ที่คล้ายจะเป็นยี่ห้อชั้นนำ ของบรรดาอาหารปักษ์ใต้ด้วยกันเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาหารจากนครศรีธรรมราชได้รับความนิยมมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ น่าจะมาจากอุปนิสัยของคนนครเองที่เรียกได้ว่าเป็นนักชิมตัวยง และให้ความสำคัญกับอาหาร การกิน ในแต่ละมื้อแบบไม่มีน้อยหน้ากัน ขณะที่ภูมิประเทศของเมืองนครศรีธรรมราชเอง ก็ดูจะเอื้อต่อการเป็นแหล่งอาหารชั้นยอดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ไม่เพียงแค่ในท้องทะเล แต่ยังรวมถึงบนบกที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญด้วยชาวนครจะเริ่มต้นยามเช้าด้วยการจิบกาแฟ หรือชาโบราณรสเข้มดั้งเดิม วัฒนธรรมการจิบกาแฟ ของคนที่นี่เรียกได้ว่าจิบกันทั้งวัน ทั้งจิบควบคู่ไปกับติ่มซำซาลาเปาที่มีหลากหลาย กว่า 50 ชนิด จิบกับอิ่วจาก้วย ตัวอวบๆ จิ้มนม หรือสังขยา ที่เราเรียกันว่าปาท่องโก๋  หรือจะจิบ หลังอาหารเช้าทั้งแบบปักษ์ใต้ อย่างข้าวยำปักษ์ใต้ ขนมจีนที่มีน้ำแกงให้เลือกถึง 5 อย่าง ทั้งแกงไก่ แกงพุงปลา น้ำยาปักษ์ใต้ น้ำยาปลา น้ำพริก ที่กินกับทั้งผักสดพื้นบ้าน และผักดอง อนามัยอาหารเช้าอีกอย่างหนึ่งที่ขึ้นชื่อของเมืองคอนก็คือ บะกุ๊ดเต๋ รสเข้ม หอมกรุ่นด้วย เครื่องยาจีน ในน้ำแกงที่ตุ๋นกระดูกหมูจนเนื้อเปื่อยนุ่ม รวมไปถึงขาหมูพะโล้ตุ๋นเครื่องยาจีน ที่ตุ๋นจน น้ำพะโล้ เข้าเนื้อกลมกล่อมขณะที่กลางวัน และเย็นก็มีทางเลือกมากมายให้นักชิม ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวแกงริมทาง ไปจนถึงร้าน อาหารเก่าแก่ขึ้นชื่อของเมืองคอน และด้วยความที่เป็นเมืองติดน้ำติดทะเลนี้เอง อาหารของที่นี่จึงหนีไม่พ้น กุ้ง หอย ปู ปลาสด ๆ ปรุงแบบง่าย ๆ เช่น นึ่ง ปิ้ง หรือย่างจิ้ม น้ำจิ้มซีฟู๊ด โดยเฉพาะตามเมืองชายฝั่งทะเลอย่างปากพนัง สิชล ท่าศาลา และขนอมหรือจะนำมาปรุงรส พร้อมกับน้ำพริกแกงที่ตำจากเครื่องแกงสมุนไพรสด ๆ หอมฟุ้ง กะปิรสดี หรือต้มกับกะทิ แบบครัวชาวใต้ กินกับน้ำพริกหลากหลายและผักสดปลอดสาร และผักพื้นบ้าน เต็มกระจาดแต่อาหารที่ขึ้นชื่อที่นี่ที่ชาวภาคกลางคุ้นเคยหนีไม่พ้นแกงส้ม หรือแกงเหลือง ปลาต่าง ๆ เช่นปลากุเลา ปลากระบอก ปู หรือกุ้ง กับมังคุดคัด โชน หน่อไม้ดอง หรือยอดมะพร้าว กุ้งต้มกะทิ ใบเหลียงผัดไข่ สะตอผัดกะปิกุ้ง ปลาทอดขมิ้น แกงเผ็ดปลาดุกใบชะพลูแบบใต้ ใส่ขมิ้น และใบยี่หร่า หรือจะเป็นปลากุเลา ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว หรือต้มเต้าเจี้ยวส่วนอาหารว่างของชาวเมืองนครเริ่มตอนบ่ายแก่ ๆ จนกระทั่งดึกดื่นนั่นก็คือ ชาและกาแฟ ที่มีอยู่แทบทุกมุมเมือง ชากาแฟไม่ว่าจะร้อนหรือเย็น ถ้าได้กินกับโรตีมะตะบะ โรตีไส้กล้วย โรตีจิ้มน้ำแกง โรตีใส่ไข่ หรือโรตีแบบธรรมดาสูตรจิ้มนมข้นและน้ำตาล นับเป็นอาหารว่าง ของเมืองนครที่ไม่ควรพลาดเช่นกันนอกจากของอร่อยที่ต้องไปลิ้มลองถึงถิ่นแล้ว ของฝากขึ้นชื่อทั้งของคาว ของหวาน และผลไม้ ที่ชุมชน แต่ละชุมชนร่วมมือกันผลิตให้เป็นของดีเมืองคอนระดับโอท็อปยังมีอีกมากมายนำทีม โดย ส้มโอทับทิมสยาม เงาะสั่งได้ชะอวด แตงโมท่าขึ้น มังคุดคัดเมืองคอน มังคุดอินทรีย์ ท่าข้าม สละ สวนธานินทร์ ทุเรียน ลุงคล่อง สละอินทรีย์ ลุงจารึก แก้วมังกร ผู้ใหญ่จรูญ มังคุดภูเขาคีรีวง มังคุดภูเขาควนยาว ปลาดุกร้าอนามัยท่าชัก อร่อยติดดาว เครื่องแกง บ้านแก้วสุรกานต์ ผลิตจากวัตถุดิบจากชุมชนอากาศดีที่สุดในประเทศไทย ฝรั่งกิมจู หวานกรอบคู่ขนอมลุงอรุณ กุ้งส้มโบราณนายหาญ ปลาบอกร้าอนามัยลุงไข่ป้าอองปากพนัง กล้วยหอมทองสี่ขีด ลองกองพิปูน จำปาดะในปริก ส้มโอบัณฑิต ฝรั่งกิมจูลุงอรุณ กล้วยไข่ บ้านลุงเขียว กล้วยน้ำว้าไส้เหลืองบ้านเพิง มังคุดส่งออกสี่กั๊ก มังคุด 100 ปีต้นกอ ทุเรียนห้วยแห้ง มะละกออินทรีย์ลุงเขียว แก้วมังกรสกุลทิพย์ มะพร้าวอ่อนลุ่มน้ำ แนะนำร้านน่าลอง ร้านโกปี๊ ร้านตังเกียแต่เตี้ยม ชิมกาแฟรสเข้ม รสชาติดั้งเดิม แกล้มด้วยบักกุดเต๋            หอมเครื่องยาสูตรดั้งเดิม โรตีป้าหนอม โรตีบังบาว จิบน้ำชายามบ่าย-ค่ำ ร้านอาหารชาวเรือ ครัวอันดามัน แกงเผ็ดปลาดุกใบชะพลู ปลากุเลาต้มเต้าเจี้ยว เรือนผักกูด ชมสวนผักปลอดสารพิษพร้อมชิมเมนูสุขภาพจากผักและดอกไม้พื้นบ้าน อาหารทะเลสด ปากพนัง สิชล ท่าศาลา ขนอม ฯลฯ ขนมจีนแม่แอ๊ด ขนมจีนพานยม ขนมจีนป้าเขียว

ตลาดวังหลัง อิ่มจัง ช็อปเพลิน เดินสนุก
กรุงเทพ /  ตลาดวังหลัง / 

“ต้นแบบ” ของตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ แหล่งรวมความอิ่มอร่อย เสียงเซ็งแซ่และความขวักไขว่วุ่นวาย เป็นสิ่งที่อยู่คู่ตลาดทุกแห่งทั่วโลก แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ตลาดแต่ละแห่งนั้นล้วนมีที่มา และเอกลักษณ์ของตัวเองที่ต่างกันไป หลายคนคงเถียงอยู่ในใจ ตลาดที่ไหนๆ ก็เหมือนๆ กันหมด ของสด ของแห้ง อาหารหวานคาว หรือถ้าเป็นสมัยนี้จะเพิ่มเสื้อผ้าของใช้เข้าไปด้วยก็ได้ แต่ตลาดแห่งหนึ่งที่ถือว่าเป็น “ต้นแบบ” ของตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่นิยมของดีราคาย่อมเยา และมีของแปลกใหม่ให้เลือกซื้อเลือกชมตลอดสองข้างทาง แถมยังเป็นแหล่งรวมความอิ่มอร่อยมาช้านาน ถ้าให้เลือกขึ้นมาชื่อหนึ่งแล้ว เชื่อว่า “ตลาดวังหลัง” ต้องติดผังตลาดยอดนิยมที่ครองใจคนกทม.อย่างไม่ต้องสงสัย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างท่าน้ำศิริราช และถ.อรุณอัมรินทร์ ยังมีตรอกเล็กๆ ที่คึกคักไปด้วยผู้คนมาจับจ่าย บ้างก็เล่นเดินทอดน่องหาของกินรองท้อง บ้างก็จับจองเป็นพื้นที่ค้าขาย อวดฝีมือของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร รวมๆ กันไปเป็นลมหายใจของตลาดคนเดินแห่งนี้ สำหรับที่มาของชื่อเรียกติดปากว่า “วังหลัง” นั้น ดั้งเดิมแล้วบริเวณที่ตั้งส่วนหนึ่งของตลาดในปัจจุบัน คือ พระราชวังของสมเด็จ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถัดจากวังหลังลงไปทางวัดระฆังฯ เป็นตำบลสวนมังคุด ซึ่งมีวังที่ประทับเดิมของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี และยังมีร่องรอยแนวกำแพงอิฐเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีให้เห็นอยู่ ในปัจจุบัน วังหลัง เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลศิริราช แต่ก่อนเคยเป็นโรงเรียนสตรีแห่งแรกของประเทศ ชื่อว่า “โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง” ต่อมาย้ายไปอยู่ที่ซอยวัฒนา ถนนสุขุมวิท คือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน ต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลศิริราชขึ้นแทน ตลาดวังหลัง เป็นย่านเก่าลักษณะเป็นซอยยาวมีตรอกแยกออกไป ปัจจุบันตลาดนี้เป็นที่รู้จักดีของคนวัยทำงาน นักศึกษา นักเรียน เพราะมีทั้งของอร่อย และสินค้าทันสมัย กับสินค้ามือสองให้เลือกซื้อมากมาย เสน่ห์ของ ตลาดวังหลัง อยู่ที่สินค้าราคาน่าคบ หากเป็นวัยรุ่นจะคุ้นเคยกับการเดินเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองราคาถูกที่หลายๆ ร้านก็มักจะรับมาจากตลาดโรงเกลือ เพื่อนำมาขายในราคาที่แทบจะแจกฟรี สาวๆ วัยเรียนตลอดจนวัยทำงานที่นิยมแต่งตัวแนวๆ มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร จึงสนุกสนานกับการจับกลุ่มขยุ้มกองเสื้อผ้าหาของดีไปแมทช์กับการแต่งตัว หรือใครอยากจะอัพเดทแฟชั่น คอลเลคชั่นใหม่ๆ เก๋ๆ เขาก็มีให้เลือกให้ลองแบบไม่ต้องเกรงใจ แต่เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของ ตลาดวังหลัง ที่ดูจะเข้าถึงทุกระดับทุกเพศทุกวัย ก็คือ สารพันอาหารหวานคาวชวนให้อิ่มอร่อย ใครที่หวังจะฝากท้องไว้ที่ตลาดแห่งนี้ทุกคนจะรู้ดีว่าอาจได้เจอร้านโดนๆ ที่พร้อมจะฝากท้องกันต่อไปในอนาคตได้อีกอย่างน้อยๆ ก็คนละร้าน ร้านอร่อยต้นตำรับวังหลังหากจะให้นึกว่ามีอะไรบ้าง ร้านขนมอบเก่าแก่อย่าง “วังหลังเบเกอรี่” น่าจะเป็นลำดับแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะเจ้านี้คือต้นตำรับของขนมปังอบสดใหม่ๆ และขนมปังปอนด์หลากหลาย โดยเฉพาะขนมปังไส้หมูหยองน้ำพริกเผา กับรสชาติกลมกล่อมหอมนุ่มขนมปังที่ยังไม่แปรเปลี่ยน ส่วนเมนูอิ่มอร่อยขึ้นชื่อ ขาประจำของตลาดแห่งนี้ต้องคุ้นเคยกันดีกับ “ร้านข้าวแกงป้าสินธุ์” ร้านอาหารสำเร็จรูปปรุงสดใหม่ ทว่าในบางเมนูที่เรียบง่ายก็ยังแฝงด้วยรสชาติแบบแกงไทยๆ แถมด้วยเมนูพิเศษประจำวันที่จะเป็นอาหารไทยที่หาทานได้ยาก อย่างเช่น ปลาทูต้มเค็ม ซึ่งเป็นเมนูพิเศษประจำวันอังคาร เหล่านี้คือเมนูอาหารที่หลายบ้านหอบหิ้วใส่ถุงอิ่มอร่อยไม่ต้องปรุงมา นานกลายสิบปี หรือจะขยับไปที่ร้านอร่อยดั้งเดิมที่เปิดมานานกว่า 40 ปี ก็ต้องเป็นร้านนี้ “หอยทอดตี๋ใหญ่” สูตรแป้งกรอบร่วนและน้ำซอสทำเองจึงมีรสชาติอร่อยเฉพาะตัวและยังคงเป็นขวัญใจ ของเดินตลาดมาจนถึงทุกวันนี้ เราสาธยายมาจนจะหมดพื้นที่ แต่ก็ยังบอกได้แค่เสี้ยวเดียวของสีสันแห่ง ตลาดวังหลัง ซึ่งยังคงมีคสามตื่นตาตื่นใจรอให้ไปเดินสำรวจกันทั้งอาหารปาก อาหารตา และอาหารใจ ใครมีเวลาว่างยามสายๆ หรือบ่ายคล้อยๆ ลองนั่งเรือด่วนไปเดินเล่นที่ตลาดวังหลัง ตรงจากท่าศิริราชหรือท่าวังหลังเพียงไม่กี่อึดใจก็จะพบกับความละลานตาไม่มี สิ้นสุดของตลาดแห่งนี้กันแล้ว ตลาดวังหลัง เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 10.00 – 17.00 น. หากมาจากใจกลางเมือง สามารถใช้บริการรถไฟฟ้า BTS โดยลงที่สถานีสะพานตากสิน ออกทางออกที่ 2 ต่อเรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่าสาทรเพื่อไปขึ้นที่ท่าวังหลัง (ท่าศิริราช) ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากห้างหรูแอร์เย็นฉ่ำ หรือคอนเซปท์มอลล์ที่ล่อใจให้นั่งเล่นด้วยร้านเก๋ๆ แต่แบรนด์ฝรั่ง มาเดินดูวิถีไทยแท้แต่มีสีสันแบบไทยๆ เราบ้าง ก็จะสร้างความอิ่มเอมใจได้ไม่ต่างกัน และที่สำคัญ อิ่ม-คุ้ม-ถูก แบบนี้ คงไม่มีให้เลือกในห้างติดแอร์อย่างแน่นอน บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map

ระยอง เมืองเอกแห่งชายฝั่งตะวันออก
ทะเลอ่าวไทย /  เที่ยวทะเล / 

ระยอง เมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกที่ได้รับการเรียกขานว่า เมืองแห่งผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู และสุนทรภู่กวีเอก ด้วยว่าผลงานชิ้นเอกของสุนทรภู่อย่างพระอภัยมณีนั้น มีฉากหลังเป็นทะเลน้อยใหญ่ และท้องทะเลอันสวยงามของจังหวัดระยองนั่นเอง ซึ่งความสวยงามนั้นไม่เพียงปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเพียงเท่านั้น แต่ความสวยงามของท้องทะเลจังหวัดระยอง ยังทำให้ระยองกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศเลยทีเดียว ระยอง เมืองเอกแห่งชายฝั่งตะวันออก ด้วยทำเลที่ตั้งของจังหวัดที่นับเป็นเสมือนเมืองท่า และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยองในปัจจุบันจึงเป็นเมืองอุตสาหกรรม และที่ตั้งของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกมากมาย เกาะเสม็ด คือเพชรน้ำเอกของจังหวัดที่หากใครต้องการมาเที่ยวทะเลระยองแล้วมักไม่พลาด ด้วยว่าเกาะเสม็ดนั้นตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และความสวยงามของท้องทะเลไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะบริเวณหาดทรายแก้ว และอ่าววงเดือน เป็นต้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปดำน้ำ และเที่ยวชมความงดงามของท้องทะเลบริเวณโดยรอบเกาะเสม็ดได้ ไม่ว่าจะเป็น เกาะกุฎี หรือเกาะทะลุ นอกจากนั้นบริเวณท่าเรือบ้านเพ ยังเป็นท่าเทียบเรือ และตลาดปลา นับเป็นแหล่งอาหารทะเลขนาดใหญ่ของจังหวัดอีกด้วย แต่ใช่ว่าระยองจะมีเฉพาะเกาะเสม็ดเท่านั้นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเล แต่ระยองยังมีชายหาดที่สวยงามอย่าง หาดแม่รำพึง หาดแหลมเจริญ หาดแสงจันทร์ แหลมแม่พิมพ์ รวมไปถึงเกาะมันนอก มันใน ไว้ให้เที่ยวชมด้วยเช่นกัน และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นเมืองชายทะเลที่อุดมสมบูรณ์ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าแวะไปเที่ยวชมคือ บริเวณปากน้ำประแส ที่นับเป็นชุมชน แหล่งการค้า และแหล่งผลิตสินค้าทางการประมงมากมาย และที่เป็นจุดเด่นของชุมชนนี้คือ สะพานชมป่าชายเลนที่ทอดตัวยาวลัดเลาะไปตามแนวต้นโกงกาง พาดผ่านไปยอดไม้สีเขียวอร่ามตาของต้นโปรงทอง โดยสะพานแห่งนี้นับเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน และจุดชมหิ่งห้อยที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของระยอง และในบริเวณไม่ไกลกัน ยังเป็นจุดจอดเรือรบหลวงประแส เรือรบหลวงของไทยที่ผ่านสมรภูมิรบเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยจากอริศัตรูมาอย่างยาวนานอีกด้วย แต่ใช่ว่าระยองจะมีดีแค่ชายทะเลเท่านั้น เพราะจริงแล้วอีกหนึ่งสิ่งเชิดหน้าชูตาให้กับระยองอีกสิ่งคือ ผลไม้มากมายตามฤดูกาลที่มีให้เลือกชิมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน เงาะ ส้มโอ มังคุด และลองกอง โดยหากมีโอกาส ลองหาเวลาเข้าเที่ยวชมสวน และแวะชิมผลไม้ได้สดๆจากต้นดู รับรองได้ถึงความสนุก และสดอร่อยของผลไม้ ซึ่งสวนผลไม้ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม เช่น สวนผลไม้สุภัทราแลนด์ สวนยายดา หรือสวนคุณไพบูลย์ เป็นต้น นอกจากความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ระยองก็มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเช่นกัน โดยเฉพาะกับเจดีย์กลางน้ำที่อยู่คู่กับเมืองระยองมานาน เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์บอกกับชาวเรือว่า ได้มาถึงเมืองระยองแล้ว โดยเจดีย์สีขาวกลางน้ำแห่งนี้สร้างขึ้นโดย พระยาศรีสมุทรโภคชัยโชติสงคราม อดีตเจ้าเมืองระยอง หากจะบอกว่า ระยองคือเพชรน้ำเอกของพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะด้วยความพร้อมเพรียงของทำเลที่ตั้ง ความอุดมสมบูรณ์ของชายทะเล และความหลากหลายของผลผลิตทางเกษตรแล้ว จะเห็นได้ว่าจังหวัดระยองนั้นนับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเลยทีเดียว บทความโดย : www.ilovetogo.com/Article/127/17549  ,  ภาพและข้อมูล : กรมการท่องเที่ยว

เทศกาลผลไม้ ของดีเมืองแกลง จ.ระยอง เริ่มขึ้นแล้ว
ของดีเมืองแกลง /  เทศกาลผลไม้ / 

เริ่มขึ้นแล้วงานเทศกาลผลไม้และของดีเมืองแกลง ประจำปี 2557 โดยชาวสวนนำผลผลิต คุณภาพดีมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เทศกาลผลไม้ ของดีเมืองแกลง จ.ระยอง เริ่มขึ้นแล้ว งานนี้จัดขึ้นที่บริเวณตลาดกลางผลไม้เขาดิน ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยนายอำเภอแกลงเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันนี้ ภายในงานมีการประกวดขบวนแห่รถ ผลไม้ สาวงามผลไม้แล้ว ยังมีการจำหน่ายผลไม้คุณภาพดีจากสวนของเกษตรกรโดยตรงทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด และผลไม้อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งรับประกันคุณภาพจากชาวสวนและทางอำเภอ สำหรับราคาผลไม้ปีนี้ นับว่ายังดีอยู่ เนื่องจากผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด โดยราคาทุเรียนหมอนทองอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-65 บาท, ชะนี กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนเงาะโรงเรียนกิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งงานจะมีไปถึงวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ขอบคุณข่าวสารจาก krobkruakao

ชาวสวนผลไม้มีเฮ! รัฐจ่ายเงินช่วย50ล้าน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ /  ชาวสวน / 

กรมบัญชีกลางอนุมัติจ่ายเงินช่วยชาวสวนผลไม้กว่า 50 ล้านบาท ลดขาดทุนจากปริมาณผลไม้ภาคตะวันออกเพิ่มสูงขึ้น นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเผยว่า การประชุมเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2557 เพิ่มขึ้นจากปี 2556 อย่างมาก ทำให้เกิดการจำหน่ายผลไม้ออกสู่ตลาดกระจุกตัวสูงมากในช่วงเดือนมิถุนายน 2557 โดยเฉพาะมังคุดและเงาะ ทั้งนี้ปริมาณผลไม้ที่มากขึ้นส่งผลให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2557 โดยอนุมัติวงเงิน 50.93 ล้านบาท จากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือในด้านการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และการส่งเสริมการแปรรูป เริ่มต้นระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2557 - 31 ธันวาคม 2558 MThai News

ผลไม้ ที่ชอบบอกอะไรในตัวคุณ
ดูดวง /  ทายนิสัย / 

หากคุณชอบกิน ผลไม้ ต้องดูข้อมูลที่ Horoscope.Mthai.com นำมาฝากกัน ผลไม้ ที่คุณชอบกินเป็นพิเศษหรือกินเพื่อสุขภาพ คุณหรือไม่ว่า สามารถนำมาทายนิสัยของคุณได้เป็นอย่างดีครับ ผลไม้ ที่คุณชอบ บอกอะไรในตัวคุณ แอปเปิ้ล คุณเป็นคนอดทน สู้งาน และมีความรับผิดชอบสูง เมื่อไรก็ตามคุณได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่งชิ้นใด คุณมักจะทำอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าจะยากลำบากมากแค่ไหน แต่สำหรับเรื่องความรักแล้วกลับตรงกันข้าม คุณเป็นคนที่รักง่าย หน่ายเร็ว ไม่ค่อยอดทนในเรื่องรัก องุ่น ไม่บ่อยนักที่คุณจะเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของคุณ แก่คนที่คุณเพิ่งรู้จักครั้งแรก ดังนั้นคุณจะดูไม่น่าสนใจนัก สำหรับคนที่ไม่รู้จักคุณดี แต่ถ้าเป็นเพื่อน ๆ ในกลุ่มของคุณล่ะก็ คุณนับเป็นดาวเด่นเลยล่ะ กล้วย คุณเป็นคนขี้ใจน้อย ขี้งอน แต่ไม่ค่อยแสดงออก ภายนอกดูจะเป็นคนเงียบขรึม เข้มแข็ง แต่ภายในแล้วคุณอารมณ์คุณช่างอ่อนไวเหลือเกิน จะเรียกแข็งนอกอ่อนในก็ว่าได้ แตงโม คุณมีความตื่นตัวกระฉับกระเฉงตลอดเวลา ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปอย่างไร้ค่า คุณมักจะมองโลกในแง่ดี และไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับ ปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา เนื่องจากคุณมั่นใจว่าปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ เมื่อถึงเวลาที่ควร ชมพู่ คุณเป็นคนที่มีน้ำอดน้ำทนสูง ไม่ชอบขัดใจคนอื่น รักเพื่อนมากกว่าตัวเอง และค่อนข้างที่จะมองโลกในแง่ร้าย ส้ม คุณเป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่าย ร่าเริงสนุกสนาน ใครชวนไปไหนก็ไป เชื่อคนง่าย รู้เรื่องคนอื่นไปซะหมด แต่เรื่องตัวเองไม่ค่อยรู้ มังคุด คุณเป็นคนช่างฝัน อารมณ์อ่อนไหว โรแมนติก ตกหลุมรักได้บ่อย ๆ ไม่มีเบื่อ เห็นใครถูกใจก็เก็บเอาไปฝัน แต่ไม่นานก็ลืม พอเจอคนใหม่ก็เป็นอีก เพลงเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดเลย ของนูโว ดูจะเหมาะกับคุณนัก มะม่วง คุณเป็นคนชอบความท้าทาย มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบทดลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ กับเรื่องความรักก็ไม่เว้น คุณชอบหารักใหม่ ๆ เสมอ หรือเรียกอีกอย่างว่าเจ้าชู้นั่นเอง สตรอเบอรี่ คุณรักความสบาย ชอบอยู่อย่างหรูหราฟู่ฟ่า ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวต้องสวย เฉียบ เนียบ เสมอ จัดว่าคุณมีรสนิยมในการแต่งกายไม่ใช่เล่น คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี ชอบเข้าสังคม คุยสนุก และมีอารมณ์ขัน ทำให้เพื่อนในวงสนทนาหัวเราะได้ตลอดเวลา สับปะรด คุณเป็นคนที่ช่างเอาอกเอาใจคน คอยเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนของคุณตลอดเวลา หากใครมีเรื่องทุกข์ร้อนขอให้บอก คุณยินดีช่วยเสมอ ลูกแพร คุณเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน ใจดี และมักจะมองคนที่อยู่รอบข้างคุณในแง่ดีเสมอ ไม่เคยคิดร้ายกับใคร จึงทำให้เป็นที่เคารพ รักใคร่ของผู้คนที่ได้รู้จัก เงาะ คุณเป็นคนขี้เล่น อยู่ไม่ค่อยเป็นสุข ชอบแหย่คนโน้นคนนี้ที หากอยู่ในวงสนทนา คุณก็มักจะเป็นตัวโจ๊กประจำวง คอยปล่อยมุขเด็ด ๆ ให้ได้เฮกัน ทุเรียน คุณเป็นคนที่มี 2 บุคลิกในตัวเอง อยู่นอกบ้านใคร ๆ ก็มักจะกลัวคุณ แต่เมื่อกลับถึงบ้าน คุณจะกลายเป็นคุณหนูในทันที คุณเป็นคนใจกว้าง เอื้อเฟื้อ ใครมีปัญหามักจะมาขอให้คุณช่วยเสมอ และมักจะเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมของกลุ่มเพื่อน มะพร้าว คุณออกจะเป็นคนเจ้าสำอาง ไม่ชอบการใช้กำลัง และการทำงานหนัก ไม่ชอบทำงานกลางแจ้ง คุณเหมาะกับงานในออฟฟิศมากกว่า ข้อดีของคุณคือ คุณเป็นคนใจเย็น ประณีต งานที่ใช้ฝีมือน่ะต้องยกให้คุณเลย ฝรั่ง คุณเป็นคนที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน ลุยไหนลุยกัน ชอบท่องเที่ยวสูดกลิ่นไอธรรมชาติ เป็นคนรักเดียวใจเดียว มั่นคง แต่มักจะโดนหักอกอยู่บ่อย ๆ ขอบคุณข้อมูลจาก Forward Mail

สูดอากาศบริสุทธิ์ที่ หมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช
ธรรมชาติ /  นครศรีธรรมราช / 

หมู่บ้านคีรีวง, นครศรีธรรมราช หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่ เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลนอันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือญาติ อาชีพหลัก คือ การทำสวนผลไม้ผสม เรียกว่า “สวนสมรม” เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ชุมชนบ้านคีรีวง ได้แก่ กลุ่มมัดย้อมกลุ่มสมุนไพร กลุ่มจักสานกะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์ และกลุ่มทุเรียนกวน ซึ่งแต่ ละกลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวก็มักจะซื้อเป็นของฝากกันอยู่เสมอ สินค้าราคาไม่แพงและมีคุณภาพ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2531 (ปีเดียวกับเหตุการณ์ที่ กระทูน อ.พิปูน) ได้เกิดมหาอุทกธรณีภัย หมู่บ้านถูกน้ำพัดหายไปนับ 100 หลังซึ่งวัด และชาวคีรีวงได้รักษาพระอุโบสถ และบ้านที่ประสบภัยไว้เป็นอนุสรณ์สถาน จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง ก็คือ ทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ และสายน้ำ ถ้าหากว่าใครต้องการที่จะไปเที่ยวที่นี่ กิจกรรมที่น่าสนใจในหมู่บ้านคีรีวง ได้แก่ การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ การลองชิมอาหารพื้นเมือง ถ้าหากมาในฤดูผลไม้ จะได้อร่อยกับผลไม้นานาพันธุ์ ผลผลิตของคีรีวง ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน ชาวคีรีวง มีอาชีพหลักคือ การเพาะปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง เป็นต้น ดูเรือไม้ ของเก่า เป็นเรือที่ขุดขึ้น จากซุงทั้งต้น มีชื่อเรียกกันมาแต่เดิมว่า เรือเหนือ ชาวคีรีวงในอดีตใช้เรือนี้บรรทุกผลไม้ เพื่อนำไปแลกอาหารและของจำเป็นต่างๆ จากผู้คนซึ่งอยู่ในที่ราบ นอกพื้นที่ของภูเขาที่ล้อมรอบอยู่ ส่วนในช่วง เดือนเมษายน ถึง กันยายน ถ้าสนใจจะขึ้นเขาและเดินป่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสม ชุมชนคีรีวงมี ผู้นำทาง และลูกหาบให้นักท่องเที่ยวเสมอ ดูและถ่ายรูป สถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งอุทกภัย พ.ศ. 2518 และ พ.ศ. 2531 ถ่ายรูปกับภูมิสัญลักษณ์ รูปสายน้ำแห่งวิถีชีวิต ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP พร้อมกับชมจุดสาธิตสิ่งต่างๆ ความพิเศษของ คีรีวง ก็คือ เป็นแหล่งที่มีการทำสินค้า OTOP หลายประเภท ผลิตภัณฑ์คีรีวงที่ได้รับเลือกเป็น ผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ได้แก่ ผ้ามัดย้อม สีธรรมชาติ ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ( Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจากเป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิต แบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนาการบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน ประกอบด้วย การนำทาง เดินป่า ลูกหาบ การจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ โดยการจัดตั้งชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นองค์กร กลางของชาวชุมชนจัดแบ่งหน้าที่ไปยังกลุ่มต่าง ๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างทั่วถึง การมาท่องเที่ยว ที่หมู่บ้านคีรีวงนี้ ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้มาท่องเที่ยวในบริเวณที่มีธรรมชาติสวยงามแล้ว ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านพร้อมกับการกินอยู่แบบพื้นบ้านอีกด้วย สิ่งที่น่าสนใจในหมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช 1.สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวบ้าน เพลินตาและเพลินอารมณ์กับทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ และสายน้ำชิม อาหารพื้นบ้าน ในฤดูผลไม้ จะได้อร่อยกับผลไม้นานาพันธุ์ ผลผลิตของคีรีวง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันชาวคีรีวงมี อาชีพหลักคือ การเพาะปลูกผลไม้ ดูเรือไม้ของเก่า เป็นเรือที่ขุดขึ้นจากซุงทั้งต้น มีชื่อเรียกกันมาแต่เดิมว่า เรือเหนือ ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP ในช่วงเดือนเมษายน ถึง กันยายน ถ้าสนใจจะขึ้นเขาและเดินป่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสม ชุมชนคีรีวงมีผู้นำทาง และลูกหาบให้นักท่องเที่ยวเสมอ 2 เยี่ยมชมกลุ่มอาชีพต่างๆ ของหมู่บ้าน ชาวบ้านในชุมชนหมู่บ้านคีรีวง มีการรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มอาชีพหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มสมุนไพรกลุ่มจักสาน และผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์และกลุ่มทุเรียนกวน ซึ่งแต่ ละกลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ผ้ามัดย้อม เป็นผลิตภัณฑ์เด่น คีรีวง ในฐานะหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP จึงมีจุดท่องเที่ยวเชิงสาธิตซึ่งเกี่ยวเนื่องกับผ้า และความเป็นธรรมชาติ ในสวนต้นไม้สาธิต นักท่องเที่ยวจะได้เห็นต้นไม้ต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาแห่งสีธรรมชาติ ที่บริเวณสาธิตการทำสีจากธรรมชาติ นักท่องเที่ยวจะได้เห็นการสับใบไม้ แก่นไม้ เปลือกผลไม้และพืช ในโรงต้มสี โรงตากผ้า โรงทอผ้า โรงผ้ามัดย้อม และโรงผ้าบาติก นักท่องเที่ยวจะได้เห็นกระบวนการผลิตอีกหลายขั้นตอน หากนักท่องเที่ยวต้องการทำผ้ามัดย้อม ลานกิจกรรม หน้าศูนย์จำหน่ายสินค้า คือบริเวณซึ่งชาวคีรีวงจะช่วยแนะนำการทำผ้ามัดย้อม นักท่องเที่ยวจะได้ ลองทำด้วยตนเอง ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย โดยกลุ่มสินค้าที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจดู การสาธิตวิธีทำก็คือ การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ ซึ่งได้นำความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ถ่ายทอดกันมา หลายชั่วคนโดยวัสดุที่นิยมนำมาใช้ทำสีย้อมธรรมชาติจะได้มาจากส่วนต่างๆของ ต้นไม้ เช่น เปลือก ใบ แก่น ราก และผล ซึ่งจะให้สีสันที่แตกต่างกันไป เช่น ใบหูกวาง ให้สี เหลืองอมเขียว ใบมังคุด ให้สี ส้มกับชมพู ใบเพกา ให้สีเขียวเข้ม เปลือกลูกเหนียง ให้สี น้ำตาลเข้ม ฝักสะตอ ให้สีเทา แก่นขนุน ให้สีเหลืองสด 3.พักแบบโฮมสเตย์ร่วมกับชาวบ้าน ผู้สนใจจะเสียค่าที่พักคืนละ 100 บาท ค่าอาหาร 50 บาท แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิต ชาวคีรีวง จะเสียค่านำเที่ยว 1300 บาท ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน นักท่องเที่ยวจะเข้าไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชุมชนคีรีวง ได้ตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูกาลผลไม้ออกชุกเดือนกรกฎาคม - กันยายน ก่อนไปติดต่อไปที่ ศูนย์ประสานงานบ้านคีรีวง โทร. 0 7553 3113 ติดต่อเพื่อขอพักแบบโฮมสเตย์ โดยทางกลุ่มคิดราคาที่พัก 120 บาทต่อคนต่อคืน และค่าอาหาร 100 บาทต่อคนต่อมื้อ ค่านำเที่ยวสวนสมรม 500 บาท การเดินทางไปหมู่บ้านคีรีวง การเดินทางไปบ้านคีรีวงจากอำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 4016 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4015 บริเวณกิโลเมตรที่ 9 เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านคีรีวง เข้าไป 9 กิโลเมตร หรือขึ้นรถสองแถวจากตลาดยาว ในอำเภอเมือง มีรถออก ตั้งแต่ เวลา 07.00-16.00 น. ราคา 20 บาท ***อัตราค่าโดยสาร และบริการอื่นๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจ**** View Larger Map หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ข้อมูลและภาพ : paiduaykan.com / travel.thaiza.com / kiriwongtour.com  / bloggang.com / youtube เรียบเรียงโดย Travel MThai

อยากสุขภาพดี แนะนำ อาหารปรับธาตุ ที่ควรกิน
กินอาหารตามธาตุ /  ธาตุประจำตัว / 

อาหารปรับธาตุ ที่ควรรับประทาน สุขภาพเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกรับประทานอาหาร ที่ถูกต้องโฉลก กับธาตุประจำตัวของเราแล้ว จะช่วยเพิ่มบำรุงร่ายกายให้ดีขึ้น Horoscope.mthai.com มี อาหารปรับธาตุ มาฝากจร้า สำหรับผู้ที่มี ธาตุดิน อาหารปรับธาตุ ที่ควรรับประทาน อาหารรสฝาด เชน กะหล่ำปลี ชะอม ถั่วพู ใบบัวบก ผักกวางตุ้ง ยอดกระถิน ยอดมะม่วงหิมพานต์ รากบัว สะตอ หัวปลี อาหารเหล่านี้รับประทานได้ทุกวัน อาหารรสมัน เช่น กะทิ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง นม เนย เผือก ฟักทอง มัน แห้ว อาหารเหล่านี้ควรรับประทานพอประมาณ สัปดาห์ละ ๑-๒ ครั้ง อย่าให้มากกว่านั้น จะเป็นโทษ อาหารรสหวาน เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก เงาะ แตงโม ฝรั่ง มังคุด มะม่วงสุก มะละกอ และน้ำผึ้ง นอกจากนี้รับประทานได้แต่นิดหน่อย อาหารที่บำรุงธาตุได้ดี คือ น้ำนมข้าวผสมน้ำผึ้ง ใส่เกลือนิดหน่อย หรือไม่ก็น้ำข้าวกล้องข้นๆ ผสมน้ำผึ้งพอหวาน ใส่เกลือลงไปพอปะแล่มๆ รับประทานทุกเช้าตอนท้องว่าง แล้วจึงออกกำลังกาย สุดแต่สังขารอำนวย สำหรับผู้ที่มี ธาตุน้ำ อาหารปรับธาตุที่ควรรับประทาน อาหารรสเปรี้ยว ได้แก่ กระท้อน กระเทียมดอง ขี้เหล็ก ดอกแค มะกอก มะเขือเทศ มะดัน มะนาว มะปราง มะม่วง ยอดมะขามอ่อน สับปะรด ส้มทุกชนิด และผักใบเขียวทุกชนิด อาหารรสเปรี้ยว แม้จะถูกกับผู้ที่มีธาตุน้ำมาก แต่ถ้ารับประทานมากไปก็จะทำให้ท้องอืด ถ้าเป็นแผลก็จะหายยาก อาจทำให้เกิดแผลในปาก และร้อนในได้ ลำดับของอาหารที่ควรรับประทาน เปรี้ยว เผ็ด หวาน เค็ม มัน พยายามหลีกเลี้ยงอาหารมันๆ อาหารที่บำรุงธาตุได้ดี เช้าๆ ควรดื่มน้ำผักผลไม้รวม หรือน้ำข้าวกล้องผสมน้ำผึ้งก่อนออกกำลังกาย จะทำให้สุขภาพดี อาหารที่กล่าวมาแล้ว ควรรับประทานทุกมื้อ รับประทานแต่พอดี สำหรับผู้ที่มี ธาตุลม อาหารปรับธาตุ ที่ควรรับประทาน อาหารที่รับประทานแล้วทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย เช่น อาหารรสเผ็ด ได้แก่ กระชาย กระเทียม ขิง ขึ้นฉ่าย ขมิ้นขาว ตะไคร้ ถั่วต่างๆ ใบกะเพรา ใบชะพลู ใบแมงลัก ใบโหระพา ใบสะระแหน่ ผักชีฝรั่ง พริก ฟักทอง ยี่หร่า และพืชผักใบเขียวต่างๆ เช่นผักบุ้ง ผลไม้ ก็มี ชมพู่ แตงไทย แตงโม พุทรา เม็ดบัว เม็ดแมงลัก อาหารดังกล่าวมานี้ ควรเป็นส่วนประกอบของอาหารแต่ละมื้อ และรับประทานพอประมาณ ลำดับของอาหารที่ควรรับประทาน เผ็ดร้อน เค็ม หวาน เปรี้ยว ควรหลีกเลี่ยง อย่างปรุงให้รสใดรสหนึ่งจัดเกินไปจะเป็นโทษกับร่างกายได้ อาหารบำรุงธาตุได้ดี น้ำกระชายหมัก น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำลูกเดือย หรือเม็ดแมงลักกับน้ำผึ้ง หรืองาดำคั่วแล้วบดนำมาผสมน้ำผึ้งและน้ำอุ่น ดื่มวันละแก้วตอนเช้าก่อนออกกำลังกาย จะช่วยรักษาสมดุลของธาตุภายในได้ดี สำหรับผู้ที่มี ธาตุไฟ อาหารปรับธาตุ ที่ควรรับประทาน อาหารที่เหมาะสำหรับธาตุไฟ มีรสขม รสจืด รสเย็น รสขม ได้แก่ ใบปอ ใบยอ ผักขมจีนและไทย มะระขี้นก มะระจีน รสจืด ได้แก่ กระเจี๊ยบขาว ดอกกะหล่ำปลี ดอกสลิด ดอกโสน ถั่วพู ถั่วฝักยาว บวบงู บวบอ่อน ใบทองหลาง ผักกาดขาว ผักกระเฉด ผักกูลป่า ผักชีฝรั่ง ผักบุ้งจีน มะเขือยาว ยอดผักปลัง สายบัว รสเย็น ได้แก่ เก๊กฮวย เฉาก๊วย แตงกวา แตงไทย แตงล้าน แตงโม น้ำใบเตย ใบตำลึง ใบบัวบก ฟักเขียว มะตูม มะละกอ รากบัวหลวง ลูกตำลึงอ่อน สายบัว หัวไชเท้า อาหารที่บำรุงธาตุไฟได้ดี คือ มะระจีนตุ๋น กับเห็ดหอม น้ำใบบัวบก ที่มาจาก : http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538721993&Ntype=47

ผลไม้ ที่ไม่ควรนำมาสักการะ บูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์
บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ /  ผลไม้ / 

ผลไม้ ที่ไม่ควรนำมาสักการะ บูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การ ทำบุญ สักการะ บูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เรานับถือ เพื่อขอพรให้ตัวเองมีแต่สิ่งที่ดีๆ เข้ามานั้น ถือว่าดีครับ แต่คุณรู้หรือเปล่าว่า ของที่คุณนำมา สักการะ บูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั้น เป็นมงคลหรือไม่ Horoscope.Mthai.com จึงนำข้อมูล ผลไม้ที่ไม่ควรนำมาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาฝากกันครับ ผลไม้ที่ไม่ควรนำมาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1. ละมุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักไม่โดดเด่น ปิดๆ ซ่อนๆ 2. มังคุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่ได้ดีเท่าที่ควร ไปไม่ถึงที่สุด มันกุด ๆ ด้วน ๆ ไม่โดดเด่น 3. พุทรา เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วดีในช่วงแรกๆ ช่วงหลังๆ ซาซา 4. มะเฟือง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักผืดเคือง ไม่อะไรก็อะไร สักอย่าง 5. มะไฟ เชื่อกันว่าทำอะไรแล้วมักต้อง เร่งๆ รีบๆ เหมือนไฟลน ไม่ได้คุณภาพ 6. น้อยหน่า เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักมีปัญหา อุปสรรค เล็กน้อย จุกๆจิกๆ อยุ่เสมอๆ ทำแล้วได้ผลเพียงน้อยนิด 7. น้อยโหน่ง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ได้ผลสมบรูณ์เพียงน้อยนิด มีอุปสรรคปัญหา ไม่สมบรูณ์แบบ 8. มะตูม เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่เจริญก้าวหน้า เช่นเดียวกับชื่อที่ตูมอยู่ตลอด ไม่ก้าวหหน้า ไปไม่ได้ไกล 9. มะขวิด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วมักจะประสบปัญหา วัสดุอุปกรณ์ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ครบ ขาดโน่น ขาดนี่เสมอ 10. ลูกจาก เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ยั่งยืน 11. ลูกพลับ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ผลงานต้องโดนเก็บใส่ลิ้นชัก ไม่ได้แสดงผลงาน ไม่ก้าวหน้า 12. ลูกท้อ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังใจ 13. ระกำ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ประสบความสำเร็จ 14. กระท้อน เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว สิ่งที่ดีๆ ที่ต้องการเผยแพร่ออกไป กลับสะท้อนมายังจุดเดิม 15. ลางสาด เชื่อกันว่า เป็นผลไม้ที่มียาง ทำอะไรแล้วมักจะมีเรื่อง ยุ่งยากวุ่นวาย ขอบคุณข้อมูลจาก board.palungjit ขอบคุณภาพจาก gotoknow ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ดูดวงปี 2556 ดูดวง 12 ราศี กับ อ.คฑา

เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย
เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย /  เทศกาลผลไม้ / 

เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้า เจ เจ มอล์ ในวันที่ 4-8 มิถุนายน นี้ เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย ใกล้ถึงวันแล้วนะครับเตรียมพร้อมหรือยัง กับเทศกาลบริโภคผลไม้ไทย สำหรับคนที่หลงรักการทานผลไม้เชิญ ช้อบ เชิญ ชิม กับราชินีและราชา แห่งผลไม้มากมาย คนรักสุขภาพอย่าพลาดกัน ในงานจะมีผลไม้มาให้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย ทั้งราชาผลไม้ (ทุเรียน) และราชินี(มังคุด) รวมกระทั้ง ลิ้นจี่,สับปะรด,เงาะ,ชมพู่ ผลไม้สดๆ ที่มีคุณภาพอีกทั้ง ผลไม้แปรรูปอื่นๆ อีกมากมาย อย่าพลาดแวะไปเที่ยวกันนะครับ ดูข้อมูลเพิ่มเติม >> www.facebook.com/pages/JJmall-Fanpage ขอบคุณข่าวสารจาก เที่ยวภาคกลาง.com

มังคุด ทุเรียนล้นตลาด เร่ขายตลาดนัดราคาถูก
ทุเรียนราคาถูก /  ทุเรียนล้นตลาด / 

มังคุด-ทุเรียนล้นตลาด พ่อค้าคนกลางต้องนำออกเร่ขายตามตลาดนัดในราคาถูก ชาวบ้านแห่เลือกซื้อจำนวนมาก ภาวะราคาผลไม้ในภาคใต้โดยเฉพาะมังคุดและทุเรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากผลไม้ล้นตลาดทำให้พ่อค้าคนกลางที่เข้าไปตระเวนรับซื้อจากสวนของชาวบ้านต้องนำมาเร่ขายตามตลาดนัดในราคาถูก เช่น ที่ตลาดนัดวันอาทิตย์ เขตเทศบาลนครสงขลา เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่นำมังคุดและทุเรียนใส่รถกระบะมาจอดวางขายกันริมถนน โดยมังคุดราคากิโลกรัมละ 10 บาท ขณะที่ในตลาดสดราคา 15 บาท ส่วนทุเรียนบ้านหรือทุเรียนพื้นเมืองกิโลกรัมละ 15 บาท ทุเรียนพันธุ์ทั้งก้านยาว กระดุมทอง ชะนี และหมอนทอง อยู่ที่กิโลกรัมละ 25-35 บาท ได้รับความสนใจจากประชาชนที่ไปเลือกซื้อเป็นจำนวนมาก นายสะฮารี ลาเตะ ชาวอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี หนึ่งในพ่อค้าที่นำมังคุดและทุเรียนมาจำหน่าย เปิดเผยว่า ต้องเร่งระบายสินค้าให้หมดโดยเร็วที่สุดเน้นราคาถูกหากเหลือมากจะขาดทุน เพราะราคาลดลงอย่างต่อเนื่องและผลไม้จะเสียไม่สวย เนื่องจากผลไม้ทั้งมังคุดและทุเรียนสดใหม่จะออกสู่ตลาดทุกวัน

10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว
10 สถานที่ /  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม / 

Travel.mthai.com ขอนำเสนอ 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาให้ทุกท่านได้ชมกัน เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพัฒนาพื้นที่ชนบทให้มีทั้งคุณค่าทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่ง โครงการหลวงของพระองค์นั้นมีอยู่เกือบ 40 แห่ง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูหนาว ใครที่มีโปรแกรมขึ้นเหนือ อย่าลืมแวะไปชมโครงการหลวงต่างๆ กันด้วยนะ หรือจะเอาไว้เที่ยวในเดือนอื่นในฤดูหนาว ก็ตามสะดวกเลยครับ รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจกลับไปแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร วัฒนธรรม และธรรมชาติ  1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่ สภาพพื้นที่ของโครงการส่วนใหญ่ล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน มีแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาเพียงเล็กน้อย มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ 29,178 ไร่  โดยแบ่งพื้นที่ในการดำเนินการของโครงการประมาณ 30 ไร่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,300 – 1,400 เมตร มีแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำขุนวาง  ประชากรในพื้นที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและม้ง รวมทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน ขึ้นอยู่กับตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ เช่น องุ่นไร้เมล็ด โรงเรือนวนิลา ฯลฯ - ชมแปลงปลูกผัก โรงเรือนเห็ดเมืองหนาว แปลงปลูกดอกเบญจมาศหลากสีสัน ฯลฯ - สาธิตการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ดำ กระต่ายพันธุ์เนื้อ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชาวเผ่าม้ง และกะเหรี่ยง - ชมการปักผ้า และการตีมีด ฯลฯ - งานปีใหม่ของม้ง จัดช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม มีการละเล่น ชาวเขาจะแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงามมาร่วมงานที่ลานกิจกรรมหมู่บ้าน การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ตามเส้นทางมีพรรณไม้ พืชสมุนไพร และนก ระยะทางเดินประมาณ 3 กิโลเมตร เดินประมาณ 2 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกเต๊ะเละโพ (อวบน้อย) ที่มีอ่างเก็บน้ำเหมาะแก่การลงเล่นน้ำ - ชมทุ่งกุหลาบพันปีสีแดง ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ที่บริเวณผาแง่ม ซึ่งเป็นยอดเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม - ชมดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย) ซึ่งจะบานสะพรั่งช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 106 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข  108 (เชียงใหม่-ฮอด) ก่อนถึงอำเภอจอมทอง มีทางแยกขวามือขึ้นดอยอินทนนท์ ตามทางหลวงหมายเลข 1009 ราว หลัก กม. ที่30-31 มีทางแยกทางขวามือผ่านบ้านขุนกลาง จุดกางเต็นท์ป่าสน ตรงไปอีก 16 กิโลเมตร จนถึงบ้านขุนวางสังเกตป้ายโครงการทางขวามือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-939-102, 085-717-0399 2. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 เป็นศูนย์ขนาดเล็ก พื้นที่รับผิดชอบ 48.54 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน 995 ครัวเรือน ประกอบด้วยคนพื้นเมืองและชาวเขาเผ่าม้ง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเล 450 เมตร ประกอบด้วยป่าโปร่งผลัดใบ ดิน มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทรายและดินลูกรัง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,277 มิลลิเมตรต่อปี การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเขตร้อน เช่น มะละกอ มะม่วง มะปราง พุทรา ขนุน ฯลฯ ที่นี่เป็นแหล่งปลูกมะม่วงหลายชนิด มะม่วงพันธุ์ออร์วิน มะม่วงนวลคำ ที่มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม รับประทานได้ทั้งดิบและสุก - ชมแปลงสาธิตพืชผักหลายหลากชนิด เช่น มะระขาว มะระหยก ซาโยเต้ ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเขาเผ่าม้ง - ประเพณี ที่น่าสนใจ คือ ประเพณีปีใหม่ม้ง ประเพณีสืบชะตาหลวงประจำหมู่บ้าน จัดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และประเพณีตานข้าวใหม่ จัดขึ้นหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมของทุกปี การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกตาดครก เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีน้ำตลอดปี มีโขดหินสวยงาม เป็นแหล่งที่มีปลามุงอาศัยอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นปลาหายากของประเทศไทย - น้ำตกตาดน้อย เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีกล้วยไม้ป่า แมลง ผีเสื้อ และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทาง 108 เชียงใหม่-ฮอด ประมาณ กม. ที่ 10-11 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง 1269 หางดง-สะเมิง ระยะทาง 12 กม. จะพบป้ายโครงการห้วยเสี้ยวด้านซ้าย เข้าถนนลูกรังอีก 3.5 กม. รวมระยะทาง 29 กม. ฤดูฝนการคมนาคมลำบาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-248-425, 089-850-6586 3. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ. 2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยได้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยทอดพระเนตรเห็นพื้นที่แล้ว ประกอบกับเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นศูนย์กลางพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 91.75 ตารางกิโลเมตร หรือ 57,368 ไร่ ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าลั๊ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงกาแฟอาราบิก้า พร้อมชิมกาแฟสดรสดีผลิตภัณฑ์คุณภาพจากบ้านห้วยห้อม สวนกาแฟที่ได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตร ส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง และสตาร์บัคส์ - ชมวิวความสวยงามของนาข้าวแบบขั้นบันได - ชมการทอผ้าขนแกะของกลุ่มแม่บ้านห้วยห้อม มีทั้งผ้าทอขนแกะล้วน และผ้าทอขนแกะผสม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - พิธีกรรมเซ่นไหว้เจ้าที่เพื่อการเกษตรให้ผลผลิตที่ดี จะเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยว - การเรียกขวัญและผูกด้ายขวัญ พิธีนี้กระทำขึ้นในหลายโอกาส อาทิ ขึ้นปีใหม่ แต่งงาน รับขวัญเด็กแรกเกิด การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกทีราชันย์ น้ำตกขนาดกลาง สูง 3 ชั้น ระยะทางห่างจากศูนย์ฯ 6 กิโลเมตร - น้ำตกทีลอเล สูง 5 ชั้น ระยะทางจากศูนย์ฯ 15 กิโลเมตร เดินเท้าต่ออีก 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินชมธรรมชาติ พรรณไม้ป่า การเดินทาง จากตัวเมืองชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ผ่านแม่สะเรียง มุ่งหน้าอำเภอแม่ลาน้อย ถึง กม.132 ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 1266 ขึ้นดอยอีก 30 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-619-533-4 , 083-324-3062 4. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก จ.เชียงใหม่  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก ก่อตั้งในปี พ.ศ.2526 เป็นศูนย์ฯ พัฒนาขนาดกลาง ตั้งอยู่ในหุบเขาด้านหลังเทือกดอยอินทนนท์ มีสภาพอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว และเย็นสบายในช่วงฤดูร้อน มีความร่มรื่นทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตแปลงส่งเสริมผลผลิตตามฤดูกาล เช่น เบบี้ฮ่องเต้ โอ๊คลีฟแดง โอ๊คลีฟเขียว คอสสลัด เรดโครอล ร็อคเก็ตสลัด บัตเตอร์เฮด ผักกาดหวาน ฯลฯ - ชมการปลูกผักและสมุนไพรระบบอินทรีย์ เช่น ซุกินี คะน้าเห็ดหอม มะระขาว ฯลฯ - ชมนาขั้นบันไดที่สวยงามของชาวกะเหรี่ยง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีปีใหม่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีการละเล่นและเลี้ยงฉลองตามบ้าน ชาวเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่ามาร่วมงานกันทุกคน - ชมงานหัตถกรรมการทอผ้าของกะเหรี่ยงที่มีลวดลายสวยงาม การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ปางช้างแม่สะป๊อก น้ำตกแม่สะป๊อก น้ำตกแม่วาง และน้ำตกผาหม่น - ล่องแพไม้ไผ่ชมธรรมชาติลำน้ำแม่วาง บริเวณบ้านสบวิน การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 68 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่-ฮอด) เมื่อถึงอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ตรงไปประมาณ 38 กิโลเมตร จากนั้นจะมีทางแยกซ้ายเข้าบ้านแม่สะป๊อกเหนือ  ระยะทางประมาณ 500 เมตร  ถึงที่ทำการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-322 , 085-716-3134 5. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำแม่แรมและแม่สา มีพื้นที่ 21.17 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 13,231 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเล 780-1,430 เมตร ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 6 หมู่บ้าน 371 ครัวเรือน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าม้ง เผ่าลีซอ คนพื้นเมืองและจีนยูนนาน นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธลัทธิผี และศาสนาคริสต์ลัทธิผี ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ เช่น เลมอนทายม์ เลมอนบาล์ม มิ้นต์ คาโมมายล์ โรสแมรี่ หญ้าหวาน ฯลฯ - ชมแปลงงานวิจัยผักเมืองหนาว แปลงผักไฮโดรโพนิกส์ เทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน - แปลงผักอินทรีย์และแปลงผักขั้นบันไดของชาวบ้านเผ่าม้งที่มีผักมากมายหลากหลายชนิด เช่น ผักกาดขาวปลี แครอท ปวยเหล็ง ฯลฯ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม - ชมการละเล่นพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าม้ง เช่น ตีกลอง เป่าแคน ขลุ่ย การละเล่นชู้จ่าง ฯลฯ - ชมหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การปักผ้าของหญิงม้ง การต้มเหล้าข้าวโพด ฯลฯ - ประเพณีปีใหม่ม้ง จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม – มกราคมของทุกปี ชาวเขาทั้งหมู่บ้านจะรวมกันแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงาม มีการประกวดธิดาดอย การแข่งขัน ล้อเลื่อนไม้ พร้อมกิจกรรมบันเทิงต่างๆ มากมาย การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนล่อง จุดชมวิวที่สูงที่สุดของอำเภอแม่ริม สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร สามารถ ชมทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ตกและทะเลหมอกในฤดูหนาวเป็นมุมกว้าง - จุดชมวิวม่อนดอย น้ำตกตาดหมอก น้ำตกวังฮาง - ดอยม่อนแจ่ม จุดชมวิวและลานกางเต็นท์ที่สวยงาม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 39 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ผ่านที่ว่าการอำเภอแม่ริม ถึงหลักกิโลเมตรที่ 17  เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ประมาณ กม.ที่ 15 บริเวณบ้านโป่งแยง ให้สังเกตป้ายศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ด้านขวามือให้เลี้ยวขวาตรงตามถนนหลักระยะทางขึ้นเขาอีก  6  กิโลเมตร จนถึงที่ทำการศูนย์  สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยางตลอด รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้  มีรถประจำทางผ่านบริเวณทางแยกก่อนขึ้นศูนย์ สายสะเมิงเหนือ-เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-950-9767 , 083-324-0610 6. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า จ.พะเยา  ปี พ.ศ. 2530 มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่าขึ้น เริ่มต้นโดยกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการบุกเบิกพื้นที่ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดสรรพื้นที่ทำมาหากินให้แก่ราษฎร จากนั้นส่งเสริมให้ปลูกไม้ผลเมืองหนาวศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า สูงจากระดับน้ำทะเล 640 เมตร พื้นที่รับผิดชอบ 22,505 ไร่ ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าเย้าและม้ง ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเขาและภูเขาสูง มีลำน้ำสายสำคัญ คือ ลำน้ำแม่คะ และลำน้ำเงิน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงผลผลิต เช่น ฟักทองยักษ์ ฟักทองสีขาว ฯลฯ - ชมแปลงไม้ดอกไม้ประดับ เช่น แว็กซ์ฟลาวเวอร์ มะเขือการ์ตูน ฯลฯ - ชมแปลงไม้ผล เช่น อะโวกาโด มะม่วง ส้มโนรีตะ ส้มคัมควอท ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านสิบสองพัฒนา และบ้านปางค่าเหนือ - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าเย้าที่บ้านปางค่าใต้ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ยอดดอยภูลังกา เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำยม สูง 1,720 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นสันเขาแคบๆ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้า โดยจุดนี้สามารถมองเห็น สปป.ลาว และสามเหลี่ยมทองคำได้อย่างชัดเจน - ดอยภูนม เป็นสันเขาแคบๆ ทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ - ดอยหัวลิง ถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรง การเดินทาง จากจังหวัดพะเยา ผ่านอำเภอดอกคำใต้-จุน มุ่งหน้าไปอำเภอเชียงคำ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1179 เลี้ยวขวาที่ กม.8 เข้าทางหลวงสาย 1148 สายเชียงคำ-น่าน จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ กม.90 ขับต่อไปตามถนนรพช. อีกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางไปจนถึงวนอุทยานภูลังกา รถเก๋งสามารถขึ้นไปได้อย่างสบาย หากจะขึ้นไปเที่ยวที่ดอยภูลังกา ให้ติดต่อเหมารถ 4WD ที่วนอุทยานภูลังกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-883-0307 7. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง มีพื้นที่รับผิดชอบ 17 หมู่บ้าน 451 ครัวเรือน บนพื้นที่ 84.27 ตารางกิโลเมตร หรือ 52,670 ไร่ ประชากรประกอบด้วยคนพื้นเมืองและเผ่าม้ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน ที่ราบมีน้อยมาก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 700-1,250 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมวิวทิวทัศน์สวยงามของแปลงปลูกชาลุงเดช - เรียนรู้วิธีการชงชาและชิมชา ตลอดจนขั้นตอนกรรมวิธีการแปรรูปชาและการบรรจุหีบห่อที่โรงงานชาบ้านปงตอง - ชมโรงเรือนเพาะเห็ดระบบปิด เช่น เห็ดนางรมภูฎาน เห็ดนางรมฮังการี เห็ดปุยฝ้าย ฯลฯ - ชมแปลงกล้วยไม้ซิมบิเดี้ยมขนาดใหญ่หลากหลายสีสัน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีม้ง (กินวอ) คืองานประเพณีขึ้นปีใหม่ของขาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1-3 ค่ำเดือน 1 ซึ่งตรงกับเดือนมกราคมของทุกปี - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง บ้านม่อนเงาะ การละเล่นโยนลูกช่วง ลูกข่าง การปักผ้าชาวเขา การตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำเมี่ยงแบบดั้งเดิม ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ชมการเก็บใบเมี่ยง ใบชา และชิมยำใบเมี่ยงอาหารขึ้นชื่อของชุมชน การท่องเที่ยวธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนเงาะ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,425 เมตร ด้วยความสวยงามของชั้นเขา จึงสามารถชมทะเลหมอก และชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เป็นมุมกว้าง 360 องศาได้อย่างสุดลูกหูลูกตา - เงือกผา เป็นหินงอกที่มีลักษณะคล้ายนางเงือกหันหน้าเกาะผาอยู่ - บ่อน้ำทิพย์ เป็นแอ่งน้ำซึมอยู่ภายในถ้ำ และมีน้ำตลอดทั้งปี - ถ้ำลม จะมีลมพัดออกมาจากถ้ำตลอดเวลา รู้สึกได้อย่างชัดเจนเมื่อยืนอยู่บริเวณปากถ้ำ - ล่องแพผจญภัยที่บ้านสบก๋าย ชมธรรมชาติที่สวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ชมโขดหินที่มีลักษณะแตกแต่งกัน รวมถึงต้นไม้ใหญ่อายุกว่าพันปีที่โค่นล้มโดยธรรมชาติ โดยมีทั้งล่องแพไม้และแพยาง โดยแพไม้ไผ่จะงดล่องในช่วงฤดูฝน ส่วนแพยางสามารถล่องได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ประมาณ 37 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาดแม่มาลัย-อ.ปาย ประมาณ 2-3 กิโลเมตร จะมีเส้นทางเลี่ยงเมืองตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือ (อยู่ตรงข้ามกับวัดสบเปิง) เข้าไปม่อนเงาะอีกประมาณ 17 กิโลเมตร (เส้นทางเดียวกับไปวัดผางาม) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-308 8. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้ช่วยเขา ช่วยตัวเอง” มีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยภูเขาที่พักอาศัยอยู่ตามดอยต่างๆ ทางภาคเหนือเลิกปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่าไม้ และต้นน้ำลำธารของประเทศถูกทำลาย จากเดิมที่เป็นดอยหัวโล้นแปรสภาพเป็นขุนเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้ผล กว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และดอกไม้เมืองหนาวกว่า 20 ชนิด เป็นถิ่นที่อยู่ของ ชาวไทยภูเขาเผ่าจีนยูนาน ไทใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - สวนกลางแจ้ง บริเวณสโมสรอ่างขางมีสวนกลางแจ้งหลายสวนที่ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้แตกต่างกันตามความเหมาะสมของฤดูกาล ได้แก่ สวนแปดสิบ สวนดอยคำ สวนหอม สวนสมเด็จ และสวนกุหลาบอังกฤษ - โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผักเมืองหนาว จัดแสดงพันธุ์ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่โครงการหลวง - โรงเรือนไม้ดอก เป็นการจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวชนิดต่างๆ มากมาย เช่น บีโกเนีย รองเท้านารี พืชกินแมลง มุมน้ำตกในสวนสวย ซึ่งดอกดอกไม้ในสวนเหล่านี้จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกดอกตลอดทั้งปี - สวนบอนไซ ภายในสวนจัดแสดงต้นไม้ประเภทสาลี่ เมเปิ้ล สน ที่ปลูกแบบบอนไซ นอกจากนี้ยังมีโดมทรงหกเหลี่ยมจัดแสดงพันธุ์พืชภูเขาเขตร้อนและดอกกล้วยไม้จิ๋วที่สุด ซึ่งจะออกดอกเดือนมกราคมของทุกปี - พระตำหนักเรือนที่ประทับแรมและศาลาทรงงานเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จยังสถานีฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านนอแล ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องเชื้อสายพม่า มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง นับถือศาสนาพุทธ หากใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพชาวเขาจะไม่ผิดหวังแน่นอน - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านขอบด้ง เป็นชาวเขามูเซอดำและมูเซอแดง นับถือผี มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย บริเวณหน้าหมู่บ้านจะมีการจำลองบ้านและวิถีชีวิตของชาวมูเซอ - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านหลวง เป็นชาวจีนยูนานที่อพยพมาจากประเทศจีนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมกุหลาบพันปี (Rhododendron) ในช่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะออกดอกผลิบานตลอดทางเดิน - จุดชมวิวกิ่งลม สามารถชมทะเลหมอกและวิวพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากท้องฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย - จุดชมวิวหมู่บ้านนอแล นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ความสวยงามของธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยสัมผัสกับแสงแรกแห่งอรุณ และตะวันลับขอบฟ้าที่สวยงามได้ - กิจกรรมชมหิ่งห้อย ในยามค่ำคืนนักท่องเที่ยวจะเห็นแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยเป็นจำนวนมาก - ขี่จักรยานชมธรรมชาติที่สวยงามของแปลงเกษตรภายในสถานีฯ ในช่วงฤดูหนาว ช่วยเพิ่มความสนุกสนานน่าตื่นเต้นในการเที่ยวชม - ขี่ล่อชมธรรมชาติ สถานีฯ มีการจัดกลุ่มชาวบ้านนำล่อมาให้บริหารแก่นักท่องเที่ยวได้ขี่ชมสถานที่บริเวณแปลงต่างๆ ล่อเป็นสัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ผู้สนใจสามารถติดต่อเช่าขี่ล่อได้ที่สถานีฯ - ดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ดูนกที่มีนกหลากหลายสายพันธุ์โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่จะมีนกอพยพที่หาดูยาก การเดินทาง เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ผ่านอำเภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ ถึงกิโลเมตรที่ 137 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 ขึ้นไปอีก 25 กิโลเมตร ถึงดอยอ่างขาง เส้นทางชันและคดเคี้ยว เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังดอยอ่างขาง ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมาประมาณ 1,000-1,500 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-450-107-9 9. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์  มีลักษณะพื้นที่เป็นหุบเขาลาดชัน โดยแนวเขาที่ทอดไปในแนวเขาสันปันน้ำเป็นได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองทิศทาง คือทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซึ่งด้านตะวันออกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำปิง และด้านตะวันตกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำแจ่ม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1, 300 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก ผักไฮโดรโพนิกส์ และงานวิจัยพืชเมืองหนาว - สวนแปดสิบพรรษา สวนเฉลิมพระเกียรสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2550 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ภายในสวนตกแต่งด้วยกุหลาบพันปี และไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงเฟิร์น แหล่งเก็บรวบรวมพันธุ์เฟิร์นหายากและใกล้สูญพันธุ์ ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและพืชสวน รวบรวมพันธุ์เฟินไว้กว่า 50 สกุล 140 ชนิด - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงพืชกินสัตว์ เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง พิงกุย ซาราซีเนียชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบนพื้นที่สูง - สวนกุหลาบพันธุ์ปี รวบรวมพืชสกุล Rhododendron เช่น อาซาเลีย (Azalia) และกุหลาบพันปีชนิดต่างๆ หลายชนิด เป็นพืชการค้าในต่างประเทศและหลายชนิดได้ขยายพันธุ์มาจากต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ เช่น คำแดง หรือคำดอย (Rhododendron arboreum) ที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ตามพื้นที่สูงของประเทศไทย เช่น ดอนอินทนนท์ ดอยอ่างขาง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - หมู่บ้านม้งขุนกลาง ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง การแต่งกาย การละเล่น เลือกซื้อสินค้าและงานหัตถกรรมที่ตลาดม้ง การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดในประเทศ 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชมพืชพรรณไม้ป่าดิบเขา มอส ไลเคน และแหล่งดูนกนานาชนิด - พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่ กม.ที่ 41 เมื่อ พ.ศ.2530 กองทัพอากาศสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษา 5 รอบ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของชั้นเขา และสวนดอกไม้โดยรอบ - น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ / สวนหลวงสิริภูมิ ภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ บริเวณหน้าน้ำตกสิริภูมิมีสวนธรรมชาติตกแต่งด้วยพรรณไม้ ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะประมาณ 500 เมตร เรียกว่า “ สวนหลวงสิริภูมิ ” สามารถเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ไปตามเส้นทางสายนี้จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 มีทางแยกขวามือบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงสถานีฯ 91 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-286-777-8 , 080-769-1944 10. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ จ.เชียงราย การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ เริ่มต้นในรูปแบบของงานอาสาพัฒนาชาวเขา โดยมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ งานส่งเสริมของศูนย์จึงไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก จนปี พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ และทรงมีพระราชดำรัสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวบ้านดอยสะโง๊ะให้มากขึ้น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะจึงก่อตั้งขึ้น มีพื้นที่รับผิดชอบ 7 หมู่บ้าน 636 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 38 ตารางกิโลเมตร หรือ 23,750 ไร่ ประชากรประกอบด้วยชาวเขาเผ่าอาข่า ไทลื้อ และคนพื้นเมือง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมงานพัฒนาและงานส่งเสริมการปลูกพืชผัก สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอก และพืชไร่ ผลผลิตที่โดดเด่น คือ ดอกคาโมมายล์ และดอกหน้าวัว - เกษตรธรรมชาติร่มโพธิ์ทอง (สวนตาคม) นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและชิมผลไม้ตามฤดูกาล เช่น องุ่น ส้มโอ ลองกอง มังคุด เงาะ ฯลฯ พร้อมทั้งเรียนรู้ระบบการเกษตรแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวบนดอยสะโง๊ะ สามารถมองเห็นวิวสามเหลี่ยมทองคำและแม่น้ำโขง (สันนิฐานว่าในอดีตเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่สามารถมองเห็นได้ทุกทิศทาง มีร่องรอยคูเมือง มีแผ่นอิฐเก่าเป็นร่องน้ำ) - สามเหลี่ยมทองคำ ทะเลสาบเชียงแสน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ่อล้างทอง การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงสาย 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด-เวียงป่าเป้า-แม่สรวย เข้าทางหลวงสาย 1 ผ่านอำเภอเมืองเชียงราย เลี้ยวขวาเข้าอำเภอแม่จัน ตามทางหลวงสาย 1016 ถึงอำเภอเชียงแสน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1290  ผ่านสามเหลี่ยมทองคำ ถึง กม.18  เลี้ยวซ้ายเข้าไป 3 กิโลเมตร  สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ทุกประเภท สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยาง ก่อนถึงศูนย์เป็นถนนลูกลัง 1.5 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-163-346 , 081-951-9711 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ วันหยุดยาวในเดือนนี้ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวภาคเหนือ อย่าลืมแวะเวียนไปชมโครงการหลวงต่างๆ ด้วยนะครับ แล้วคุณจะค้นพบความสุขอีกมุมหนึ่ง ที่ธรรมชาติและผู้คนท้องถิ่นจะมอบให้ :) ขอบคุณที่มาและรูปภาพ : www.thairoyalprojecttour.com , เรียบเรียงโดย : Travel MThai

มั่วแล้ว! อาหาร 22 อย่าง ที่บอกว่า ห้ามกินคู่กัน
กินคู่กัน /  ห้ามกินคู่กัน / 

ช่วงนี้เห็นบทความที่แชร์กันเยอะ เกี่ยวกับ อาหาร 22 อย่าง ที่บอกว่า ห้ามกินคู่กัน บ้างก็ว่าหากกินคู่กันจะมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต บางอย่างก็ทำให้เกิดโรคร้ายในร่างกายได้ ทั้งที่อาหารแต่ละอย่างนั้น ก็ไม่ได้ดูมีพิษภัยหรืออันตรายอะไรเลย ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในชีวิตประจำวันเรื่อย วันนี้ Health Mthai มีคำตอบที่แท้จริง เกี่ยวกับเรื่อง อาหาร 22 อย่าง ที่ห้ามกินคู่กัน ว่าจริงหรือมั่ว โดย อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ว่าทั้งหมดนี้ มั่วแหลกโดยสิ้นเชิง.. มาดูกันว่า อะไรบ้างที่เค้าบอกว่าห้ามกินคู่กัน 1. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ ขอแนะนำ Choya Ume Plum Wine สาเกรสอร่อยดองลูกพลับ ถ้ากินแล้วเป็นพิษก็คงเพราะมันอร่อยมากเลยละครับ ฟันธง คนญี่ปุ่นและผู้เขียนยังไม่ได้ตาย4ตาย5จากการกิน Choya Ume แต่ประการใด 2. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง โรคผิวหนัง เกิดได้จาก เชื้อโรค หรือ จากกรรมพันธุ์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง หรืออาจเป็นอาการทางผิวหนัง ที่เกิดจากการแพ้ ไม่ใช่ว่ากินด้วยกันแล้วจะแพ้ อาการแพ้เป็นเฉพาะคนครับ 3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง – ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก แนะนำอาหาร ผัดเต้าหู้ ซอสน้ำผึ้งมัสตาร์ด ต้องบอกมั๊ยว่าข้อนี้มั่วสาดดดด แล้วครับ http://allrecipes.com//Recipe/honey-mustard-tofu/Detail.aspx 4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า ฝ้า Melasma เกิดได้จากหลายปัจจัยเช่น แสงแดด ฮอร์โมน ยา เครื่องสำอาง พันธุกรรม ทุพโภชนาการ ส่วนปฏิกิริยาระหว่างมันฝรั่งและกล้วยนั้นไม่มีละครับ มั่วเด็ดๆเลยครับ http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1608&pagetype=articles 5. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด ท้องอืดเกิดจากอาหารไม่ย่อย ทั้งกล้วยและเผือกก็ใช้เวลาในการย่อยจริงครับ สำคัญคือกินแต่พอดีครับ กินน้ำมากๆคนก็อืดน้ำได้ครับ 6. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ แกงฟักทองใส่ถั่วลิสงก็เข้ากันนะครับ อร่อยดี ประโยชน์ของถั่วลิสงและฟักทอง ดูตามนี้ละกันครับ http://www.yourhealthyguide.com/article/an-6herb-health.html 7. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร คิดว่าคนเขียนคงมั่วเพลินครับ กระเพาะอาหารไม่มีนิ่วเพราะมีกรดอยู่ ทำให้ความสามารถในการละลายของแคลเซี่ยมสูงและโดยที่ทางกายภาพมันมีช่องใหญ่ต่อเนื่องไปสู่ลำไส้ ถ้ามีนิ่วขึ้นมา หรือกลืนเม็ดมะขามหรือเม็ดอะไรลงไป มันก็หลุดออกไปกับขี้ละนะครับ ถ้ามั่วว่ากระเพาะปัสสาวะยังจะดีกว่า 8. มันฝรั่งกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ นิ่วเป็นก้อนผลึกของธาตุจำพวกแคลเซียม แมกนีเซียม กรดยูริค ปัจจัยการเกิดนิ่วมักมีร่วมกับการทานน้ำน้อย หรือเสียเหงื่อเยอะหรือการอักเสบครับ เผื่อไว้ด้วยเลยก็แล้วกัน การกินน้ำกระด้างก็ไม่ได้ทำให้เกิดนิ่ว ร่างกายคนเราต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกเป็นปรกติอย่างไรของเหลวในร่างกายคนก็จะต้องมีสิ่งที่จะเกิดเป็นนิ่วอยู่แล้ว มันฝรั่งกับลูกพลับกินแล้วเกิดนิ่วเรียกว่าเพ้อกันเลยทีเดียว (ข้อมูลเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Bladder_stone ) 9. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก โรคคอพอกหรือ Goiter เป็นการขาดไอโอดีนครับ คือร่างกายได้รับไอโอดีนน้อยเกินไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่ว่ากินอะไรเข้าไปครับ ( ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thaiclinic.com/goiter2.html ) 10. น้ำเต้าหู้ นมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ ถ้ากินแต่โปรตีนท้องก็ผูกละครับ ทานใยอาหารบ้าง คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเส้นเลือดตีบเกิดจากอะไร มันก็คำแนะนำทั่วไปของคนมีปัญหาภาวะคลอเรสเตอรอลสูง ไม่ใช่ว่ากินปุ๊บแล้วโอ๊ววววว ท้องผูกปั๊บ เส้นเลือดในสมองก็ตีบทันที 11. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทานกับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง ไปดูว่า นิ่วคืออะไรซะนะครับ ข้อนี้ขนาดเขียนยังผิดเลย โรคที่ว่าเรียกให้ถูกต้องคือโรคหินปูนเกาะที่กระดูกสันหลัง Osteophyte ซึ่งเป็นอาการของการแก่ครับ มันคือความพยายามที่ร่างกายจะค้ำจุนเนื้อเยื่อโครงสร้างที่ฉีกขาดไป แต่ก็อาจก่อปัญหาได้ถ้าไปเกาะที่ตัวเส้นประสาท หาอ่านต่อที่ ( ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thaispine.com/webboard/index.php?showtopic=493 ) 12. กล้วยมะละกอ แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน โอย ปวดตับเว้ยครัฟ โรคเบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์ ส่วนโรคไต มั่วไว้กว้างมากไปหน่อยมั๊งครับ 13. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ กระเพาะทะลุกันทีเดียว กรดในกระเพาะน่ะ pH = 1.6 – 2.5 เชียวนะ มะนาวน่ะ pH 2.4 เรื่องผสมแล้ว pH มากขึ้น ไปเรียนเคมีใหม่ได้เลยนะครับ 14. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ดูอันตรายของสุรา ไม่ว่าจะรับประทานด้วยกันหรือไม่มันไม่ได้มีผลส่งเพิ่มหรอกครับ แค่กินมากไปละไม่ว่า 15. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับ ผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง คนเกาหลีตาย5 หมดประเทศเพราะกินปลากับกิมจิ เรื่อง Carcinogen ในอาหารหมักดองก็มีอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกถั่วเหลือง แต่โดยรวมผมกลัวมะเร็งสังคมอย่างคนมั่วสร้าง FWD นี้ขึ้นมามากกว่า 16. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง จะให้ต้องบอกไหมว่า มะเร็งเกิดจากความผิดปรกติของเซลล์ ซึ่งกระตุ้นได้ด้วยสารที่มีการระคายเคือง หรือ การระคายเคืองด้วยความร้อนเสียดสีบ่อยๆหรือกินของร้อนบ่อยๆ ไปกลัวเรื่องการกินชาร้อนๆจะดีกว่านะครับ 17. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน วิตามินในเต้าหู้คือวิตามิน B น่ะครับ และยัด5กับน้ำตาลได้ครับ ไม่หายแน่ๆ คาราบาวแดงมันยังใส่กับน้ำตาลเลย แล้วน้ำตาลแดงมันก็น้ำตาลน่ะแหละ ไม่มีอะไรมาก แค่ไม่ได้สกัดเอาสีของวัตถุดิบออกหมดเท่านั้นเอง (ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.soya.be/nutritional-values-of-tofu.php ) 18. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน เด็กมันโตมาได้ไงถ้านมมีปฏิกิริยาทำลายวิตามิน B เด็กทารกได้สารอาหารทั้งหมดจากนมนะครับ 19. น้ำผึ้ง – ห้ามชงด้วยน้ำร้อน จะทำให้เสียวิตามิน อันนี้จริง วิตามินถูกทำลายได้ด้วยความร้อน อุแม่เจ้า มีตั้งข้อนึงที่ผมเห็นด้วยแน่ะ แต่ชงด้วยน้ำร้อนเร็วดี เสียนิดๆหน่อยๆก็ยังเหลืออีกตั้งเยอะ 20. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง เบาหวานเกิดจาก กรรมพันธุ์ ส่วนเชื้ออสุจิไม่แข็งแรง หัวไชเท้านี่เป็นสมุนไพรช่วยโด๊ปด้วยซ้ำครับ ว่าแต่คนทำ FWD จะเอาลูกสาวมาให้ลองเชื้อไหม 21. มังคุดกับน้ำตาล- กินร่วมกันจะทำให้เสียชีวิต มันจะไม่อร่อย เพราะหวานเกิน แต่ในมังคุดก็มีน้ำตาลอยู่ละ ไล่เช็คดูน่าจะมาจาก FWD เก่าแก่ที่เชื่อว่ามันจะออกมาเป็นไซยาไนด์ เรื่องนี้ หมอแมง ยังเคยมาแกะมังคุดจิ้มน้ำตาลกินให้ดูจะๆเลยว่า ไม่ตาย ที่มาเรื่องจาก http://topicstock.pantip.com

2PM ส่ง live chat อ้อนแฟนคลับไทย
2 PM /  2PM / 

2PM (ทูพีเอ็ม) live chat ตรงจากเกาหลี ร่วมกิจกรรม MEET & GREET 2PM AGAIN & AGAIN by LG MOBILE อ้อน Hottest ไทย "ตารางงานยุ่งมาก แต่จะไปเมืองไทยให้เร็วที่สุดครับ" แม้ตัวจริงๆ จะไม่ได้บินมาเมืองไทย แต่แค่หกหนุ่มบอยแบนด์สุดฮอต 2PM (ทูพีเอ็ม) ส่งสัญญาณ VDO Conference มาพูดคุยสดๆ กับ Hottest ชาวไทย ในกิจกรรม MEET & GREET 2PM AGAIN & AGAIN by LG MOBILE ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พ้อยท์ โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็ทำเอาแฟนๆ ทั้งอินทั้งฟินไปตามๆ กัน เพราะหกหนุ่มขยันหยอดลูกอ้อนตลอดงาน แถมยังเป็นกันเองกับแฟนคลับไทยชนิดพิเศษสุดๆ บรรยากาศ MEET & GREET 2PM AGAIN & AGAIN by LG MOBILE คึกคักด้วยเหล่าลูกค้าที่ซื้อสมาร์ทโฟนรุ่น LG Optimus G และ LG Optimus L Series II ผู้มีใจรัก 2PM จำนวน 100 คนที่ได้ร่วมสัมผัสความสนุกสนานภายในงาน แต่มีเพียง 10 คนเท่านั้นที่โชคดีได้ live chat กับไอดอลสัตว์ป่าสดๆ บนเวที โดยเริ่มเรียกน้ำย่อยด้วยการเล่นเกมสนุกๆ ให้สาวก 2PM ได้ของรางวัลติดไม้ติดมือ พร้อมซ้อมเรียกเสียงกรี๊ดด้วยกิจกรรมแข่ง 'โคลนนิ่ง 2PM' และชมการแสดงโคฟเวอร์แดนซ์จากหนุ่มๆ Divinity Party ที่พูดได้ว่า 'เป๊ะ' ไม่แพ้ศิลปินตัวจริงเลยทีเดียว แล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ Hottest ทุกคนรอคอย เมื่อหกหนุ่ม 2PM ส่งสัญญาณ VDO Conference ตรงมาจากเกาหลีเพื่อ live chat กับแฟนคลับไทย โดยเปิดโอกาสให้ 10 ผู้โชคดีได้ซักถามข้อข้องใจแบบสดๆ ไม่มีกั๊ก ไม่ว่าจะเป็นคำถามเรื่องคอนเสิร์ต JYP Nation ที่หนุ่มกล้ามโต แทคยอน อ้อนว่า "อยากไปเมืองไทยมากๆ แต่ตอนนี้ตารางงานของแต่ละคนยุ่งมากเลย" หรือคอนเสิร์ตของ 2PM ที่ทุกคนเฝ้ารอให้เกิดขึ้นในเมืองไทยอีกครั้ง จุนเค ก็สัญญาให้ได้ใจชื้นกันว่า "จะรีบเตรียมงานเพื่อไปเมืองไทยให้เร็วที่สุดแน่นอนครับ" และเพราะมาเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เมื่อถูกถามว่าอยากเที่ยวทะเลที่ไหนในไทยมากที่สุด หกหนุ่ม 2PM ก็ตอบอย่างคล่องปร๋อว่า "ภูเก็ต เกาะสมุย พัทยา" รวมทั้งอวดทักษะภาษาไทยอย่างไม่มีใครยอมใคร เริ่มจาก อูยองฝากคำหวานว่า "น่ารักจุ๊บๆ" ฟากแทคยอนพูดปนหัวเราะว่า "มังคุดอร่อยครับ" หนุ่มจุนเคชวน Hottest ประสานเสียงกับประโยคติดปาก "พรุ่งนี้... ฝนจะไม่ตก!" ชานซองมาในคาแร็กเตอร์หนุ่มสุภาพ "ไม่เป็นไรครับ" และจุนโฮยิ้มตาหยีพร้อมพูดว่า "ยินดีที่ได้พบคุณครับ" ก่อนส่งให้หนุ่มสายเลือดไทยแลนด์ อย่าง นิชคุณ หรเวชกุล ได้กล่าวปิดท้าย และส่งความปรารถนาดีให้ Hottest ไทยทุกคนอย่างน่ารักว่า "อย่าลืมทานข้าวกันเยอะๆ นะครับ" ไม่เพียงแต่การพูดคุยอย่างเป็นกันเองเท่านั้น เพราะหกหนุ่มไอดอลสัตว์ป่ายังพยายามส่งภาษากายออดอ้อนแฟนคลับอยู่ตลอดๆ ไม่ว่าจะเป็น จุนโฮ ที่ขยันทำท่าซารางแฮ หรือ แทคยอน ที่ทันทีที่ได้ยินแฟนคลับส่งเสียงว่า "แทคยอน ซารางแฮโย" เขาก็ถลามาส่งจุ๊บที่หน้ากล้องเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับภายในงานซะดังสนั่น นอกจากนั้นหกหนุ่ม 2PM ยังอวดเสียงร้องสดๆ ในเพลงใหม่ล่าสุดจากอัลบั้ม Grown ของพวกเขา อย่าง A.D.T.O.Y และ Come Back If You Hear This Song พลางโยกเบาๆ ให้ Hottest ในงานนี้ได้เป็นแฟนคลับในไทยกลุ่มแรกที่ได้ฟังกัน สร้างความพิเศษให้ผู้มาร่วมงาน MEET & GREET 2PM AGAIN & AGAIN by LG MOBILE ในครั้งนี้ได้ประทับใจขั้นสุดทีเดียว จุนเค โพสภาพบรรยากาศการ live chat ผ่าน IG ส่วนตัว อย่าลืมติดตามความพิเศษครั้งต่อไปได้ทาง www.facebook.com/thailandlifesgood และเกาะติดข่าวสารเกี่ยวกับแอลจีได้ที่ www.LGnewsroom.com และ www.lg.com/th ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย  มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

กิน ทุเรียน ลดความอ้วนได้จริงหรือ?
ทุเรียนหมอนทอง /  ลดความอ้วน / 

จากกระแสในสังคมออนไลน์ที่แชร์บทความที่บอกว่า กิน ทุเรียน สามารถช่วยลดความอ้วนได้ โดยให้ "กินหลังตื่นนอนตอนเช้า ช่วงเวลา 5.00-7.00 น กินครั้งละไม่เกิน 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูกกินได้ทุกพันธุ์ หลังจากนั้นก็ให้ ดื่มน้ำอุ่นตาม คำแนะนำควร งดอาหารเช้าของวันนั้นๆ และกินติดต่อกันเป็นเวลา 2 วัน เพราะความร้อนจากสารกำมะถันและเส้นใยใน ทุเรียน จะไปชวยชะล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ภายในลำไส้ จึงทำให้คุณนั้นผอมลงและยังช่วยให้ร่างกายสดชื่นอีกด้วย อาจกิน 2 พูแทนข้าวมื้อเย็นได้ " บทความนี้ถูกแชร์ออกไปมากในเฟสบุค ทำให้เหล่าสาวก ทุเรียน แต่กลัวอ้วนกลับมาตื่นเต้น ดีใจอีกครั้งที่จะได้กินทุเรียนแบบไม่ต้องกลัวอ้วนอีกแล้ว แค่บทความนี้ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน วันนี้เราจะมาพูดถึง ทุเรียน กันค่ะ ว่าจริงๆแล้วการกิน ทุเรียน ครึ่งลูกแบบที่บทความนี้บอก ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ? ในเนื้อเหลืองอวบของ ทุเรียน ประกอบด้วย 3 อย่างหลัก คือ แป้ง จากเนื้อเหลืองแน่นที่กินแล้วหวานมันอร่อยลิ้น ไขมัน มีปนมาอยู่บ้างซึ่งมากกว่าพืชทั่วไป แต่การมีไขมันนี้ทำให้ทุเรียนมีวิตามินอีเยอะ วิตามินแร่ธาตุและกำมะถัน หรือซัลเฟอร์ โดยกำมะถันตัวนี้เองคือตัวร้อน เป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดอาการร้อนในและกลิ่นไร้เทียมทาน สรรพคุณของ ทุเรียน ช่วยฆ่าเชื้อ จากกำมะถันในเนื้อเป็นเสมือนยาปฏิชีวนะอ่อน ๆ ช่วยเผาผลาญ จากความร้อนของกำมะถันและน้ำตาลในเนื้อ ช่วยระบาย จากกากที่เป็นเส้นใยยุ่บยั่บในเนื้อ ช่วยทำให้ฝีแห้ง (เนื้อทุเรียน) สรรพคุณทุเรียนช่วยแก้โรคผิวหนัง (เนื้อทุเรียน) สารสกัดจากใบและรากทุเรียนใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ ด้วยการใช้น้ำจากใยวางบนศีรษะของผู้ป่วยจะช่วยลดไข้ได้ (ราก,ใบ) ทุเรียน สรรพคุณช่วยแก้อาการท้องร่วง (ราก) สรรพคุณของทุเรียนช่วยขับพยาธิ (ใบ,เนื้อทุเรียน) ทุเรียน สรรพคุณทางยาช่วยแก้ดีซ่าน (ใบ) ช่วยทำให้หนองแห้ง (ใบ) ช่วยแก้ตานซาง (เปลือก) ช่วยรักษาโรคคางทูม (เปลือก) ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (เปลือก) ช่วยแก้ฝี (เปลือก) ช่วยรักษาแผลพุพอง (เปลือก) ใช้สมานแผล (เปลือก) เปลือกทุเรียนใช้ไล่ยุงและแมลง (เปลือก) นอกจากนี้ ทุเรียน ยังมีฤทธิ์ไล่พยาธิได้ ด้วยกำมะถันที่รุ่มร้อนทำให้ลำไส้ไม่เป็นบ้านแสนสุขของพยาธิอีกต่อไป อีกทั้งกากใยในเนื้อที่ช่วยขัดล้างลำไส้ด้วย การทาน ทุเรียน เพื่อสุขภาพ ควรทานครั้งละไม่เกิน 2 เม็ดขนาดกลาง น้ำหนักเฉพาะเนื้อประมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานสูงถึงประมาณ 190 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย ไขมัน 4.0 กรัม โปรตีน 2.6 กรัม และให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ ประมาณ 17 มก. 36 มก. 1 มก. และ 21 มก.ตามลำดับ แต่ ถ้า หากกินครั้งละ 2-3 พู หรือประมาณ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูกนั้น ก็จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากทุเรียนสูงถึงประมาณ 400 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบได้กับทานข้าว 5 ทัพพี หรือน้ำอัดลม 2 กระป๋อง หรือก๋วยเตี๋ยวหมู 1 ชาม สำหรับ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ระมัดระวังในการทานทุเรียน ทานได้แต่ในปริมาณที่น้อยกว่าคนปกติ นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการทานทุเรียน คือ ต้องไม่ทานร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะในทุเรียนมีสารกำมะถันหรือซัลเฟอร์อยู่มาก ซึ่งจะละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว ทำให้เมาเร็วและเมาหนักขึ้น อาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่อระบบหายใจ เกิดอาการร้อนใน เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเสี่ยงเสียชีวิตได้ ส่วนความเชื่อที่ว่า กิน ทุเรียน แล้วให้กินมังคุดตามเพื่อแก้ร้อนใน ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แม้จะไม่มีงานวิจัยรองรับ แต่คิดว่าเป็นกุศโลบายของคนรุ่นเก่า ที่คิดว่าทุเรียนเป็นของร้อน แล้วให้กินมังคุดเป็นของเย็นแก้กัน และคงต้องการให้คนกินผลไม้ที่หลายหลากชนิดด้วย ดังนั้นสำหรับคนที่กินทุเรียนจนร้อนใน ควรกินอาหารธาตุเย็นที่มีฤทธิ์แก้ร้อนในตามลงไป ซึ่งมีให้เลือกมากมายตามความเหมาะสมและความชอบของคุณ เช่น ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ บางคนชงน้ำเกลือเจือจางดื่มสักแก้วก็ดีขึ้นได้เช่นกัน กินผักสดต่างๆ ให้มากขึ้น กินผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ประเภทแตงโม แตงล้าน หรือผลไม้รสเปรี้ยวหรือหวานอมเปรี้ยว เช่น ส้ม สับปะรด มะนาวให้มากขึ้น หลายคนนิยมกินมังคุดตามหลังกินทุเรียน ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ช่วยแก้ร้อนใน เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำหล่อฮั่งก๊วย น้ำรากบัว น้ำมะนาว น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย เฉาก๊วย แนะนำเคล็ดในการกินทุเรียนให้ไม่อ้วน และสุขภาพดี เลือกทุกเรียนห่ามจะดีเพราะมีน้ำตาลน้อย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็กินทุเรียนสุก เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อเคอซิทิน ซึ่งเป็นตัวเดียวกับในหอมใหญ่และองุ่น ทั้งนี้พลังต้านอนุมูลอิสระของทุเรียนสุกจะมีมากกว่า มังคุด ลิ้นจี่ ฝรั่ง มะม่วง ตามลำดับ ถ้าจะกินเพื่อสุขภาพก็ให้กินได้ครั้งละไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์ และถ้ามื้อไหนกินทุเรียน ก็ไม่ต้องกินข้าวมาก ทุเรียนน้ำกะทิควรหลีกเลี่ยง เพราะอุดมไปด้วยน้ำตาลทั้งจากทุเรียน ข้าวเหนียว และไขมันจากกะทิ และอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ด้วย ขอให้กินทุเรียนกับผลไม้เนื้อเย็นน้ำเยอะ เช่น มังคุด ลองกอง แตงโมเพราะจะช่วยดับร้อนได้ดี อย่ากินทุเรียนร่วมกับเหล้า แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะจะทำให้ยิ่งร้อนจัดขาดน้ำและช็อกได้ เนื่องจากกำมะถันในทุเรียนละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ได้ทราบถึงข้อดี ข้อเสียของทุเรียนกันไปแล้วนะคะ กับบทความที่บอกว่า กินทุเรียนครั้งละไม่เกิน 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูกกินได้ทุกพันธุ์ นั้น ก็คงจะเกินความเป็นจริงไปหน่อย เพราะการกินทุเรียนที่ดีต่อสุขภาพนั้นแค่ไม่เกิน 1-2 เม็ดเท่านั้น หากกิน 4-6 เม็ดหรือครึ่งลูกอย่างที่บทความนั้นว่าไว้ แทนที่จะได้ลดความอ้วนกัน โรคอ้วนได้ถามหาแน่ๆค่ะ  อย่างไรก็ตาม ผลไม้หรืออาหารทุกชนิดมีประโยชน์หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ หวังว่าวันนี้ เราคงไข้ข้อสงสัยให้ผู้อ่านได้ ไม่มากก็น้อยใช่ไหมคะ? ขอบคุณที่มาจาก : www.bodyshape.co.th www.goodfoodgoodlife.in.th frynn.com