มังคุด

หนุ่มซิ่งเก๋งป้ายแดงตกแหลมพรหมเทพ รอดตายปาฏิหาริย์
จุดชมวิวกังหันลม /  ซิ่งเก๋ง / 

หนุ่มใหญ่ซิ่งเก๋งป้ายแดงตกทะเลบาดเจ็บ บริเวณจุดชมวิวกังหันลมแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ร.ต.ท.วุฒิวัฒน์ เลี้ยงบุญจินดา พนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า เกิดเหตุรถเก๋งตกลงไปในทะเล บริเวณจุดชมวิวกังหันลมแหลมพรหมเทพ เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. (18 ธ.ค.) ชาวบ้านที่ตกปลาในบริเวณดังกล่าวได้ยินเสียงรถตกทะเล จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบรถที่ตกลงไปคือรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีเปลือกมังคุด ทะเบียน ก-3179 ภูเก็ต ป้ายแดง เจ้าหน้าที่สามารถช่วยคนขับได้ เป็นชายอายุประมาณ 35-40 ปี นำส่ง ร.พ.วชิระภูเก็ต ด้านสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าคนขับรถดังกล่าวไม่ชำนาญพื้นที่เนื่องจากจุดดังกล่าวแคบ ชัน และไม่มีที่กลับรถ หลังจากนี้จะทำการสอบปากคำคนขับรถถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ขอบคุณภาพจาก FM. 91 Trafficpro

อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน Fruits Festival 2557
เทศกาลผลไม้ /  เที่ยวจันทบุรี / 

ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวไปชิมผลไม้สดๆ จากต้น ณ สวนผลไม้ระยอง สวนผลไม้จันทบุรี สวนผลไม้ตราด มีทั้งทุเรียน เงาะ สละ ลองกอง มังคุด แก้วมังกร ฯลฯ พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตแบบชาวสวน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน Fruits Festival 2557 ใครรอคอยการไปลิ้มรสชิมความอร่อยของผลไม้สดๆ จากต้น ภายในบรรยากาศสบาย ๆ ของสวนผลไม้ ที่เป็นของดีขึ้นชื่อของภาคตะวันออกแล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดกับโครงการ “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน Fruits Festival 2557″ เพราะในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมของทุกปี ผลไม้ของภูมิภาคแห่งชายทะเลตะวันออกของไทย รอคอยให้นักท่องเที่ยวมาชิมผลไม้ไทยสดใหม่จากต้น โดยถือเป็นโครงการที่ดีในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกในหัวข้อ สีสันตะวันออก โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก ขอนำเสนอรายชื่อสวนผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีทั้งหมด 42 สวน โดยมีรายละเอียดดังนี้ ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก โทรศัพท์ 02 250 5500 ต่อ 3915-7 หรือเว็บไซต์ www.traveleastthailand.org, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง โทรศัพท์ 03-865-5420-1, 03-866-4585 หรือเว็บไซต์ www.tat-rayong.com, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด โทรศัพท์ 03-959-7255, 03-959-7259-60 และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก โทรศัพท์ 03-731-2282, 03-731-2284 หรือเว็บไซต์ www.tat8.com นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมดีๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกกัน นั่นก็คือ อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน Fruits Festival 2557 โดยสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมเช็กอิน “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ที่ 20 สวนผลไม้ภาคตะวันออก เพื่อลุ้นรับของรางวัลมากมายจาก ททท. ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-15 กรกฎาคม 2557 ประกาศผลรูปที่ชนะใจกรรมการ และได้รับการกด Like จากมหาชนมากที่สุด ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/FunnyTravelEastThailand และ www.TravelEastThailand.org ขอบคุณข่าวสารจาก  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก

'ปู' แวะชมสวน-ชิมทุเรียนออร์แกนิค ที่นครนายก
ทุเรียน /  นครนายก / 

ยิ่งลักษณ์ ชมสวน ละอองฟ้า จ. นครนายก ชิมทุเรียนหลากสายพันธุ์ ชวนประชาชนแวะมาเที่ยวชม วันที่ 11 มิถุนายน เพจเฟซบุ๊ค 'Yingluck Shinawatra' ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่รูปภาพพร้อมระบุข้อความ มีเนื้อหาดังต่อไปนี้ 'วันนี้แวะมาชิมทุเรียนของสวนละอองฟ้า จ. นครนายกค่ะ ที่นี้มีทุเรียนมากกว่า 50 สายพันธุ์ ที่เด่นๆ ก็คือสายพันธุ์ละอองฟ้า ลำเจียก ฟักข้าว ชายมังคุด ชะนีก้านยาว หมอนทอง กบแม่เฒ่า และทุเรียนนมสด นอกจากทุเรียนแล้ว ยังมี มังคุด สับปะรด เงาะ กะท้อน ขนุน ผลไม้ทุกชนิดของสวนละอองฟ้า ล้วนแล้วแต่ปลอดสารพิษ เพราะที่นี่ใช้การปลูกแบบออร์แกนิค ตามแนวคิดที่ว่า ความสมบูรณ์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี เปรียบเสมือน การปลูกเพื่อคนที่เรารัก ความอร่อยก็จะออกมาเองค่ะ เลยทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเรียนรู้การใช้วิถีชีวิตของชาวสวนและการปลูกผัก ผลไม้ ที่ยังคงรักษาระบบนิเวศน์ ไว้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น สวนนี้ใช้การเพาะเมล็ดพันธุ์แบบดั้งเดิม และต้นทุเรียนที่นี่มีอายุเฉลี่ยเกินกว่า 50 ปี ใครมาที่ จ.นครนายก ก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่สวนทุเรียนละอองฟ้ากันนะคะ' MThai News ที่มา FB : 'Yingluck Shinawatra'

ททท. เปิดตัวไกด์บุ๊ค I am Creative Tourist
ททท.

คู่มือสำหรับนักเดินทางสร้างสรรค์ที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ให้ชีวิต .. พบกับ 20 ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ทั่วไทยที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยว ให้เป็นที่สุดแห่งทริปสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง ททท. เปิดตัวไกด์บุ๊ค I am Creative Tourist เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ลานอีเดน เซ็นทรัลเวิล์ด นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธาน จัดงานเปิดตัวเปิดตัวไกด์บุ๊ค “I am Creative Tourist” หนังสือคู่มือที่รวบรวบ 20 ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ทั่วไทยที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวให้เป็นที่สุดแห่งทริปสร้างแรงบันดาลใจจากเว็บไซต์ www.mycreativetourismthailand.com นางวิไลวรรณ ทวิชศรี กล่าวว่า “ ในการเดินทางออกไปท่องเที่ยวแต่ละครั้ง ทุกท่านอาจพบเจอและประทับใจกับเรื่องราวในการเดินทางครั้งนั้น แต่ไม่นานความรู้สึกนั้นจะค่อยๆ จางหายไปจากความทรงจำของคุณ แต่หากใครได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” Creative tourism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักเดินทางทั่วยุโรปและอเมริกา หัวใจหลักของ“การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” คือการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้วิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม และเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ ซึ่ง ททท ได้รวบรวมเรื่องราวของ 20 ชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของไทยมานำเสนอในไกด์บุคเล่มนี้ เพื่อให้นักเดินทางได้มีโอกาสไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ จาก 20 ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ทั่วไทย ตัวอย่างเช่น เรียนรู้การทำแฟชั่นหมวกใบจาก จังหวัดตราด , เรียนรู้การทำผ้าฝ้ายนุ่มจากโคลน จังหวัดสุโขทัย, เรียนรู้การทำสบู่จากมังคุดสามน้ำ จังหวัดตราด, เรียนรู้การปักผ้าชาวม้ง จังหวัดเชียงราย, เรียนรู้หัตถกรรมสาดแหย่ง จังหวัดลำพูน นางวิไลวรรณ ทวิชศรี กล่าวเสริมอีกว่า “ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของไทยช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนเพราะเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่นระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนเจ้าของวัฒนธรรม การท่องเที่ยวรูปแบบนี้ช่วยสร้างความผูกพัน ความประทับใจอย่างลึกซึ้งกับนักท่องเที่ยวมากกว่าการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิมๆ ททท ขอเชิญนักเดินทางทุกคนมาร่วม เปิดประสบการณ์ใหม่ในฐานะ นักเดินทางสร้างสรรค์ creative tourist สำหรับผู้สนใจหนังสือไกด์บุ๊ค “I am Creative Tourist” คู่มือท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สามารถติดต่อขอรับได้ที่ กองส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว-ททท. โทร 02-250 5500 ต่อ 4447 หรือ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.mycreativetourismthailand.com    ข้อมูล Creative Tourism “ทางองค์การยูเนสโก ให้คำนิยามว่า การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ คือการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นให้คนที่ไปเที่ยวมีส่วนร่วมเรียนรู้ (Participation) จากประสบการณ์ที่แท้จริงจากสถานที่นั้นๆ เช่น เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ ประเพณีท้องถิ่น และความมีอัตลักษณ์เฉพาะของชุมชนก่อให้เกิดความเชื่อมโยง (Connect) ระหว่างนักท่องเที่ยวกับเจ้าของชุมชนนั้น.. ตัวอย่าง Creative Tourism จากทั่วโลก เช่น ทริปทำน้ำหอมสูตรของตนเองที่ฝรั่งเศส หรือ ทริปเรียนทำเมอแรงค์ขนมหวานพื้นเมืองที่นิวซีแลนด์ นอกจากนี้ยังมีกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โปรโมทโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เม็กซิโก , อังกฤษ, ฝรั่งเศส ,ออสเตรีย ,นิวซีแลนด์,สเปน,ชิลี,คิวบา เป็นต้น นอกจากนี้ประชาคมเศรษฐกิจอาเชียนยังได้กำหนดให้การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้านการท่องเที่ยวสำหรับภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย 20 ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ทั่วไทยที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยว ให้เป็นที่สุดแห่งทริปสร้างแรงบันดาลใจจากเว็ปไซต์ www.mycreativetourismthailand.com ได้แก่ 1. เรียนรู้ : ทำลูกประคบ ที่ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยไร่คุณมน จังหวัดกาญจนบุรี 2. เรียนรู้ : การเป็นควาญช้าง ที่ไทยอิแลแฟนท์โฮม จังหวัดเชียงใหม่ 3. เรียนรู้ : การเป็นชาวประมง ที่แหลมสิงห์โบ๊ทเฮ้าส์โฮมสเตย์ จังหวัดจันทบุรี 4. เรียนรู้ : การทำปั้นหม้อเขียนสี ที่กลุ่มโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี 5. เรียนรู้ : การทำมาลัยข้าวตอก ที่ชุมชนคุ้มโฮงเหนือวัดฟ้าหยาด จังหวัดยโสธร 6. เรียนรู้ : แกะภาพหนังตะลุง ที่กลุ่มหัตถศิลป์แกะภาพหนังเมืองลุง จังหวัดพัทลุง 7. เรียนรู้ : การทำผ้าไหมครบวงจร ที่ชุมชนบ้านโพน จังหวัดกาฬสินธุ์ 8. เรียนรู้ : การเพ้นท์สีบนเครื่องเบญจรงค์ ที่กลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร 9. เรียนรู้ : การปักผ้าชาวม้ง ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านสันกอง จังหวัดเชียงราย 10. เรียนรู้ : การทำน้ำตาลมะพร้าว ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม 11. เรียนรู้ : การทำเรือหัวโทงจำลอง ที่กลุ่มผลิตเรือหัวโทงจำลองชุมชนบ้านเกาะกลาง จังหวัดกระบี่ 12. เรียนรู้ : การทำผ้าหมักโคลนที่กลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย 13. เรียนรู้ : การปั้นตุ๊กตาชาววัง ที่ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง 14. เรียนรู้ : การทำงอบใบจาก ที่กลุ่มท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด 15. เรียนรู้ : การเขียนลายผ้าภูมิปัญญาชาวม้ง ที่ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านชนเผ่าม้งบ้านแม่สาใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 16. เรียนรู้ : การสานกระจูด ที่กลุ่มสตรีสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช 17. เรียนรู้ : การทำสมุนไพร ที่โรงเรียนบ้านหอมสมุนไพร จังหวัดเชียงใหม่ 18. เรียนรู้ : การสาดแหย่ง ที่อุโมงค์โฮมสเตย์ จังหวัดลำพูน 19. เรียนรู้ : การทำชาเจียวกู่หลาน ที่ชุมชนบ้านท่าขันทอง จังหวัดเชียงราย 20. เรียนรู้ : การทำสบู่มังคุด ที่กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงนิเวศตำบลห้วยแร้ง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัดตราด

ทุเรียน-มังคุดมาแรง! พณ.หวั่น ยาง-ปาล์ม ถูกโค่น เหตุราคาตกต่ำ
กระทรวงพาณิชย์ /  ทุเรียน / 

กระทรวงพาณิชย์ หวั่น เกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์ม แห่เปลี่ยนพื้นที่เกษตร โค่นยางและ ปลูกทุเรียน-มังคุด แทน เนื่องจากขายได้ราคาดีกว่า นางดวงกมล เจียมบุตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เกษตรกรในหลายพื้นที่โดยเฉพาะ ชาวสวนยางและสวนปาล์ม รวมถึงพื้นที่เกษตรอื่นๆ เริ่มปรับเปลี่ยนสวน หันมาปลูกทุเรียนและมังคุดแทน เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศสูงขึ้นทำให้ขายได้ราคาดี โดยมีพ่อค้าจากทั้งประเทศจีนและอาเซียน เข้ารับซื้อทุเรียนและมังคุดถึงหน้าสวน ทางกระพาณิชย์ จึงมีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เกษตร เพราะการปลูกผลไม้ประเภทใหม่ต้องใช้เวลา 4-5 ปี กว่าจะออกผล ซึ่งราคาทุเรียนและมังคุดใน4-5ปี ข้างหน้าอาจจะขายไม่ได้ราคาดีเท่าตอนนี้ ทั้งนี้ เมื่อ 3-4 ปีก่อนหน้านั้น ได้เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกันคือ เกษตรกรโค่นต้นทุเรียน-มังคุด เพื่อปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันแทน เนื่องจากมีราคาดีกว่า ทำให้สวนทุเรียน-มังคุดลดลง และส่งผลให้เมื่อปีที่ผ่านมายางพาราล้นตลาด จนชาวสวนยางขาดทุนไปหลายราย นอกจากนี้เหตุอุทกภัยเมื่อปี2554 ยิ่งทำให้สวนทุเรียน-มังคุดลดลงอย่างต่อเนื่อง จนผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงสวนทางกับราคายางพาราและปาล์มน้ำมันในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก ถึงแม้ว่าความต้องการผลไม้ในตลาดส่งออกมีมาก จนต้องมีการจัดหาพ่อค้าไปรับซื้อผลไม้ถึงหน้าสวน แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรนั้นต้องใช้เวลา และการตลาดในอนาคตที่ไม่แน่ไม่นอนว่าผู้บริโภคจะมีความต้องการสิ่งไหนมากกว่ากัน ขอบคุณข้อมูลจาก...Dailynews ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

สุขภาพดี โหงวเฮ้งดี กับอ.คฑา ชินบัญชร ! ตอนที่ 1 ธาตุดิน
ธาตุดิน /  สุขภาพดี / 

การรับประทานอาหารตามธาตุ จะทำให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และส่งผลให้โหงวเฮ้งเราดีขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อโหงวเฮ้งเราดี ก็จะทำให้เราทำอะไรก็ราบรื่น ประสบผลสำเร็จ เราทุกคนมีธาตุทั้ง 4 อยู่ในร่างกาย แต่จะมีลักษณะเด่นเพียงหนึ่งธาตุ ถ้า รู้จักตัวเอง ก็สามารถปรับสมดุลเพื่อรับมือกับความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นในแต่ละช่วง ฤดูกาลต่างๆ ก็ควรมีการปรับธาตุของร่างกายให้สมดุลกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ด้วยอาหารการกิน   ฤดูร้อน มักเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ ควรรับประทานผัก ผลไม้ที่มีรสขม เย็น จืด เช่น สะเดา มะระ แตงโม หัวผักกาด แตงกวา ฝักเขียว คะน้า บวบ ฯลฯ ฤดูฝน มักเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ ควรรับประทานผัก ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ ส้ม มะนาว สับปะรด ยอดมะขามอ่อน ฯลฯ ฤดูหนาว มักเจ็บป่วยด้วยธาตุลม ควรรับประทานผัก ผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ขิง ข่า กระเทียม ขึ้นฉ่าย ฯลฯ ผู้ที่เกิด ธาตุดิน คือ... ราศีพฤษภ 14 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน ราศีกันย์ 17 กันยายน - 16 ตุลาคม ราศีมังกร 14 มกราคม - 12 กุมภาพันธ์ คนที่มีธาตุดิน เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ เสียงดังฟังชัด เป็นคนหนักแน่น เยือกเย็น อดทน เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า รักการประนีประนอม จึงเหมาะกับการทำงานประจำ คนธาตุนี้มักชอบกิจกรรมเกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นคนผิวเย็น ควรออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อลดความเฉื่อยชา และควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผสไม้ที่มีรสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น หัวปลี กะหล่ำปลี ผักกะเฉด ถั่วพู เผือก มัน แห้ว มะพร้าว ถั่วลิสง งาดำ ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า ตัวอย่างอาหารคาว : ถั่วงอกผัดเต้าหู้ ข้าวซอยไก่ แกงจืดเต้าหู้ ยำถั่วพู ตัวอย่างอาหารหวาน : ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ฟักทองนึ่ง มะพร้าวขูด กล้วยบวชชี ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำฝรั่ง น้ำฟักทอง น้ำแตงโมง น้ำเต้าหู้ ตัวอย่างผลไม้ : ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก มะม่วงสุก มังคุด เงาะ ลำไย รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

มั่วแล้ว! อาหาร 22 อย่าง ที่บอกว่า ห้ามกินคู่กัน
กินคู่กัน /  ห้ามกินคู่กัน / 

ช่วงนี้เห็นบทความที่แชร์กันเยอะ เกี่ยวกับ อาหาร 22 อย่าง ที่บอกว่า ห้ามกินคู่กัน บ้างก็ว่าหากกินคู่กันจะมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต บางอย่างก็ทำให้เกิดโรคร้ายในร่างกายได้ ทั้งที่อาหารแต่ละอย่างนั้น ก็ไม่ได้ดูมีพิษภัยหรืออันตรายอะไรเลย ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในชีวิตประจำวันเรื่อย วันนี้ Health Mthai มีคำตอบที่แท้จริง เกี่ยวกับเรื่อง อาหาร 22 อย่าง ที่ห้ามกินคู่กัน ว่าจริงหรือมั่ว โดย อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ว่าทั้งหมดนี้ มั่วแหลกโดยสิ้นเชิง.. มาดูกันว่า อะไรบ้างที่เค้าบอกว่าห้ามกินคู่กัน 1. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ ขอแนะนำ Choya Ume Plum Wine สาเกรสอร่อยดองลูกพลับ ถ้ากินแล้วเป็นพิษก็คงเพราะมันอร่อยมากเลยละครับ ฟันธง คนญี่ปุ่นและผู้เขียนยังไม่ได้ตาย4ตาย5จากการกิน Choya Ume แต่ประการใด 2. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง โรคผิวหนัง เกิดได้จาก เชื้อโรค หรือ จากกรรมพันธุ์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง หรืออาจเป็นอาการทางผิวหนัง ที่เกิดจากการแพ้ ไม่ใช่ว่ากินด้วยกันแล้วจะแพ้ อาการแพ้เป็นเฉพาะคนครับ 3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง – ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก แนะนำอาหาร ผัดเต้าหู้ ซอสน้ำผึ้งมัสตาร์ด ต้องบอกมั๊ยว่าข้อนี้มั่วสาดดดด แล้วครับ http://allrecipes.com//Recipe/honey-mustard-tofu/Detail.aspx 4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า ฝ้า Melasma เกิดได้จากหลายปัจจัยเช่น แสงแดด ฮอร์โมน ยา เครื่องสำอาง พันธุกรรม ทุพโภชนาการ ส่วนปฏิกิริยาระหว่างมันฝรั่งและกล้วยนั้นไม่มีละครับ มั่วเด็ดๆเลยครับ http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1608&pagetype=articles 5. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด ท้องอืดเกิดจากอาหารไม่ย่อย ทั้งกล้วยและเผือกก็ใช้เวลาในการย่อยจริงครับ สำคัญคือกินแต่พอดีครับ กินน้ำมากๆคนก็อืดน้ำได้ครับ 6. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ แกงฟักทองใส่ถั่วลิสงก็เข้ากันนะครับ อร่อยดี ประโยชน์ของถั่วลิสงและฟักทอง ดูตามนี้ละกันครับ http://www.yourhealthyguide.com/article/an-6herb-health.html 7. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร คิดว่าคนเขียนคงมั่วเพลินครับ กระเพาะอาหารไม่มีนิ่วเพราะมีกรดอยู่ ทำให้ความสามารถในการละลายของแคลเซี่ยมสูงและโดยที่ทางกายภาพมันมีช่องใหญ่ต่อเนื่องไปสู่ลำไส้ ถ้ามีนิ่วขึ้นมา หรือกลืนเม็ดมะขามหรือเม็ดอะไรลงไป มันก็หลุดออกไปกับขี้ละนะครับ ถ้ามั่วว่ากระเพาะปัสสาวะยังจะดีกว่า 8. มันฝรั่งกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ นิ่วเป็นก้อนผลึกของธาตุจำพวกแคลเซียม แมกนีเซียม กรดยูริค ปัจจัยการเกิดนิ่วมักมีร่วมกับการทานน้ำน้อย หรือเสียเหงื่อเยอะหรือการอักเสบครับ เผื่อไว้ด้วยเลยก็แล้วกัน การกินน้ำกระด้างก็ไม่ได้ทำให้เกิดนิ่ว ร่างกายคนเราต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกเป็นปรกติอย่างไรของเหลวในร่างกายคนก็จะต้องมีสิ่งที่จะเกิดเป็นนิ่วอยู่แล้ว มันฝรั่งกับลูกพลับกินแล้วเกิดนิ่วเรียกว่าเพ้อกันเลยทีเดียว (ข้อมูลเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Bladder_stone ) 9. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก โรคคอพอกหรือ Goiter เป็นการขาดไอโอดีนครับ คือร่างกายได้รับไอโอดีนน้อยเกินไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่ว่ากินอะไรเข้าไปครับ ( ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thaiclinic.com/goiter2.html ) 10. น้ำเต้าหู้ นมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ ถ้ากินแต่โปรตีนท้องก็ผูกละครับ ทานใยอาหารบ้าง คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเส้นเลือดตีบเกิดจากอะไร มันก็คำแนะนำทั่วไปของคนมีปัญหาภาวะคลอเรสเตอรอลสูง ไม่ใช่ว่ากินปุ๊บแล้วโอ๊ววววว ท้องผูกปั๊บ เส้นเลือดในสมองก็ตีบทันที 11. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทานกับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง ไปดูว่า นิ่วคืออะไรซะนะครับ ข้อนี้ขนาดเขียนยังผิดเลย โรคที่ว่าเรียกให้ถูกต้องคือโรคหินปูนเกาะที่กระดูกสันหลัง Osteophyte ซึ่งเป็นอาการของการแก่ครับ มันคือความพยายามที่ร่างกายจะค้ำจุนเนื้อเยื่อโครงสร้างที่ฉีกขาดไป แต่ก็อาจก่อปัญหาได้ถ้าไปเกาะที่ตัวเส้นประสาท หาอ่านต่อที่ ( ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thaispine.com/webboard/index.php?showtopic=493 ) 12. กล้วยมะละกอ แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน โอย ปวดตับเว้ยครัฟ โรคเบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์ ส่วนโรคไต มั่วไว้กว้างมากไปหน่อยมั๊งครับ 13. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ กระเพาะทะลุกันทีเดียว กรดในกระเพาะน่ะ pH = 1.6 – 2.5 เชียวนะ มะนาวน่ะ pH 2.4 เรื่องผสมแล้ว pH มากขึ้น ไปเรียนเคมีใหม่ได้เลยนะครับ 14. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ดูอันตรายของสุรา ไม่ว่าจะรับประทานด้วยกันหรือไม่มันไม่ได้มีผลส่งเพิ่มหรอกครับ แค่กินมากไปละไม่ว่า 15. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับ ผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง คนเกาหลีตาย5 หมดประเทศเพราะกินปลากับกิมจิ เรื่อง Carcinogen ในอาหารหมักดองก็มีอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกถั่วเหลือง แต่โดยรวมผมกลัวมะเร็งสังคมอย่างคนมั่วสร้าง FWD นี้ขึ้นมามากกว่า 16. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง จะให้ต้องบอกไหมว่า มะเร็งเกิดจากความผิดปรกติของเซลล์ ซึ่งกระตุ้นได้ด้วยสารที่มีการระคายเคือง หรือ การระคายเคืองด้วยความร้อนเสียดสีบ่อยๆหรือกินของร้อนบ่อยๆ ไปกลัวเรื่องการกินชาร้อนๆจะดีกว่านะครับ 17. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน วิตามินในเต้าหู้คือวิตามิน B น่ะครับ และยัด5กับน้ำตาลได้ครับ ไม่หายแน่ๆ คาราบาวแดงมันยังใส่กับน้ำตาลเลย แล้วน้ำตาลแดงมันก็น้ำตาลน่ะแหละ ไม่มีอะไรมาก แค่ไม่ได้สกัดเอาสีของวัตถุดิบออกหมดเท่านั้นเอง (ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.soya.be/nutritional-values-of-tofu.php ) 18. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน เด็กมันโตมาได้ไงถ้านมมีปฏิกิริยาทำลายวิตามิน B เด็กทารกได้สารอาหารทั้งหมดจากนมนะครับ 19. น้ำผึ้ง – ห้ามชงด้วยน้ำร้อน จะทำให้เสียวิตามิน อันนี้จริง วิตามินถูกทำลายได้ด้วยความร้อน อุแม่เจ้า มีตั้งข้อนึงที่ผมเห็นด้วยแน่ะ แต่ชงด้วยน้ำร้อนเร็วดี เสียนิดๆหน่อยๆก็ยังเหลืออีกตั้งเยอะ 20. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง เบาหวานเกิดจาก กรรมพันธุ์ ส่วนเชื้ออสุจิไม่แข็งแรง หัวไชเท้านี่เป็นสมุนไพรช่วยโด๊ปด้วยซ้ำครับ ว่าแต่คนทำ FWD จะเอาลูกสาวมาให้ลองเชื้อไหม 21. มังคุดกับน้ำตาล- กินร่วมกันจะทำให้เสียชีวิต มันจะไม่อร่อย เพราะหวานเกิน แต่ในมังคุดก็มีน้ำตาลอยู่ละ ไล่เช็คดูน่าจะมาจาก FWD เก่าแก่ที่เชื่อว่ามันจะออกมาเป็นไซยาไนด์ เรื่องนี้ หมอแมง ยังเคยมาแกะมังคุดจิ้มน้ำตาลกินให้ดูจะๆเลยว่า ไม่ตาย ที่มาเรื่องจาก http://topicstock.pantip.com

'ประยุทธ์' เน้นย้ำแผนแม่บทป้องกันรุกป่า
คสช. /  ประยุทธ์ / 

หัวหน้า คสช. เน้นย้ำแผนแม่บทป้องกันปัญหาบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลเอกอักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการส่วนรักษาความสงบ คสช. ได้รับมอบหมายเป็นประธานการประชุม คสช. เพื่อติดตามงานแต่ละส่วน โดยระบุว่า หัวหน้า คสช. เน้นย้ำเรื่องการจัดทำแผนแม่บท หรือ โรดแมป ป้องกันแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้หน่วยรับผิดชอบ ทั้งในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้สรุปแผนแม่บทดังกล่าวให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเน้นรายละเอียด ว่าด้วยเรื่องของการป้องกันการบุกรุกเพิ่มเติม การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบค้าซากสัตว์ การฟื้นฟูผืนป่า รวมถึงการคุ้มครองตามอนุสัญญาไซเตส ว่าด้วยเรื่องของสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นอกจากนี้ ในส่วนของส่วนงานขึ้นตรงหัวหน้า คสช. โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เร่งดำเนินการตามสั่งการหัวหน้า คสช. ในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในการระบายผลผลิตทางการเกษตรด้วย โดยเฉพาะมังคุด ลองกอง ซึ่งให้กระทรวงพาณิชย์เป็นแม่งานหลักดำเนินงาน

คมกริบ! กิเลนฟอร์มเเกร่งเปิดรังถล่ม ราชบุรี ขึ้นจ่าฝูง
ราชบุรี มิตรผล เอฟซี /  อดิศักดิ์ ไกรษร / 

“กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ฟอร์มยังเเกร่งเปิดบ้านเชือด “ราชันมังกร”  ราชบุรี มิตรผล เอฟซี 3-0 โดยได้ประตูจาก อดิศักดิ์ ไกรษร, ธีรศิลป์ เเดงดา เเละพีรดนย์ ฉ่ำรัศมี กระโดดขึ้นจ่าฝูงหลังเเข่ง 3 นัดเก็บได้ 9 คะเเนนเต็ม ผลฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก วันเสาร์ 12 มีนาคม 2559 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 3 - 0 ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ผู้ทำประตู : อดิศักดิ์ ไกรษร น.10, ธีรศิลป์ เเดงดา น.65, พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี 90+3 สนาม : เอสซีจี สเตเดียม เวลา 19.00 น. การเเข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2016 วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 2559 เป็นการพบกันระหว่างเจ้าบ้าน “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมอันดับที่ 3 มีอยู่ 6 คะเเนน เปิดบ้านรับการมาเยือน “ราชันมังกร” ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ทีมจ่าฝูงของตาราง เริ่มเกมในครึ่งเเรกได้เพียง 5 นาทีเจ้าถิ่นได้ทักทายก่อนเมื่อ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา เปิดลูกฟรีคิกทางฝั่งขวาให้ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ได้โขกเสาสองเเต่บอลยังไม่ตรงกรอบ นาทีที่ 9 ทีมเยือนตั้งเกมได้เเละมาได้ลุ้นจากจังหวะซัดไกลระยะ 30 หลาของ ปฐมชัย เสือสกุล บอลจะมุดเสียบใต้คานเเต่ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ยังไม่พลาดลอยตัวปัดบอลออกไปได้ จากนั้นนาทีที่ 10 เเฟนบอลเจ้าถิ่น “กิเลนผยอง” ได้เฮกันสนั่นเมื่อเเนวรับ ราชบุรี เสียสมาธิถูก อดิศักดิ์ ไกรษร ฉกบอลจากเท้าลากบอลเข้าไปซัดบอลเสาเเรกสวนตัวประตู ราชบุรี เข้าไปตุงตาข่ายให้ เมืองทอง ออกนำเร็ว 1-0 นาทีที่ 28 เกมเปิดเเลกกันสนุก เมืองทอง ได้สวนกลับ เคลตัน ซิลวา อาศัยความขยันวิ่งเเย่งบอล ศิลา ศรีกำปัง จากนั้นพยายามยิงชิพข้ามตัว อุกฤษณ์ วงศ์มีมา เเต่บอลไม่ตรงกรอบหลุดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย จากนั้นยังทำอะไรกันไม่ได้จบครึ่งเเรก เมืองทอง นำอยู่ 1-0 เกมครึ่งหลังนาทีที่ 58 เจ้าถิ่นได้โอกาส ทริสตอง โด ลากบอลไปสุดเส้นฝั่งขวา เปิดบอลไปให้ เคลตัน ซิลวา เข้าชาร์จเสาเเรกเเต่บอลหลุดเสาออกไป จากนั้นเข้าสู่นาทีที่ 65 เเฟนบอล เมืองทอง มาได้เฮกันอีกครั้งจากจังหวะที่ต่อบอลกันสวยงามทางฝั่งซ้าย พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา เปิดบอลมาหน้าประตูเเละเป็น ธีรศิลป์ เเดงดา ที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงสนามมาได้ไม่นานเติมมาทิ้งตัววอลเลย์ด้วยขวาเป็นประตูอย่างสวยงามให้ เมืองทอง นำห่างเป็น 2-0 หลังจากนั้นเข้าสู่ช่วงท้ายเกมนาทีที่  90+3 "กิเลนผยอง" มาได้ประตูปิดฝาโรงจากการซัดเเถวนอกกรอบเข้าประตูไปอย่างสุดสวยของ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ก่อนสุดท้ายจบเกมเป็น เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เปิดบ้านถล่มเอาชนะ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี 3-0 กระโดดขึ้นจ่าฝูงเรียบร้อย รายชื่อ 11 ตัวเเรกทั้งสองทีม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด: กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (GK) - ทริสตอง โด , ธนบูรณ์ เกษารัตน์ , อาทิตย์ ดาวสว่าง , พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา - ดัสกร ทองเหลา (ธีรศิลป์ แดงดา น.58) , สารัช อยู่เย็น, ชนาธิป สรงกระสินธ์ - ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, เคลตัน ซิลวา (ไมเคิล เอ็นดรี้ น.89) , อดิศักดิ์ ไกรษร (พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี น.80) ราชบุรี มิตรผล เอฟซี : อุกฤษณ์ วงศ์มีมา (GK) - ศิลา ศรีกำปัง (สิงขร มังคุด น.78) , อภิวัฒน์ งั่วลำหิน , คาร์ลอส ซานโต้ส , เอกลักษณ์ ทองกริต - ชุติพนธ์ ทองแท้ (วิศรุต ผลหิรัญ น.69) , ปฐมชัย เสือสกุล , ทาคุยะ มุรายาม่า - ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา , ยานนิค ยาโล่ , เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดซ

กิน ทุเรียน ลดความอ้วนได้จริงหรือ?
ทุเรียนหมอนทอง /  ลดความอ้วน / 

จากกระแสในสังคมออนไลน์ที่แชร์บทความที่บอกว่า กิน ทุเรียน สามารถช่วยลดความอ้วนได้ โดยให้ "กินหลังตื่นนอนตอนเช้า ช่วงเวลา 5.00-7.00 น กินครั้งละไม่เกิน 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูกกินได้ทุกพันธุ์ หลังจากนั้นก็ให้ ดื่มน้ำอุ่นตาม คำแนะนำควร งดอาหารเช้าของวันนั้นๆ และกินติดต่อกันเป็นเวลา 2 วัน เพราะความร้อนจากสารกำมะถันและเส้นใยใน ทุเรียน จะไปชวยชะล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ภายในลำไส้ จึงทำให้คุณนั้นผอมลงและยังช่วยให้ร่างกายสดชื่นอีกด้วย อาจกิน 2 พูแทนข้าวมื้อเย็นได้ " บทความนี้ถูกแชร์ออกไปมากในเฟสบุค ทำให้เหล่าสาวก ทุเรียน แต่กลัวอ้วนกลับมาตื่นเต้น ดีใจอีกครั้งที่จะได้กินทุเรียนแบบไม่ต้องกลัวอ้วนอีกแล้ว แค่บทความนี้ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน วันนี้เราจะมาพูดถึง ทุเรียน กันค่ะ ว่าจริงๆแล้วการกิน ทุเรียน ครึ่งลูกแบบที่บทความนี้บอก ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ? ในเนื้อเหลืองอวบของ ทุเรียน ประกอบด้วย 3 อย่างหลัก คือ แป้ง จากเนื้อเหลืองแน่นที่กินแล้วหวานมันอร่อยลิ้น ไขมัน มีปนมาอยู่บ้างซึ่งมากกว่าพืชทั่วไป แต่การมีไขมันนี้ทำให้ทุเรียนมีวิตามินอีเยอะ วิตามินแร่ธาตุและกำมะถัน หรือซัลเฟอร์ โดยกำมะถันตัวนี้เองคือตัวร้อน เป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดอาการร้อนในและกลิ่นไร้เทียมทาน สรรพคุณของ ทุเรียน ช่วยฆ่าเชื้อ จากกำมะถันในเนื้อเป็นเสมือนยาปฏิชีวนะอ่อน ๆ ช่วยเผาผลาญ จากความร้อนของกำมะถันและน้ำตาลในเนื้อ ช่วยระบาย จากกากที่เป็นเส้นใยยุ่บยั่บในเนื้อ ช่วยทำให้ฝีแห้ง (เนื้อทุเรียน) สรรพคุณทุเรียนช่วยแก้โรคผิวหนัง (เนื้อทุเรียน) สารสกัดจากใบและรากทุเรียนใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ ด้วยการใช้น้ำจากใยวางบนศีรษะของผู้ป่วยจะช่วยลดไข้ได้ (ราก,ใบ) ทุเรียน สรรพคุณช่วยแก้อาการท้องร่วง (ราก) สรรพคุณของทุเรียนช่วยขับพยาธิ (ใบ,เนื้อทุเรียน) ทุเรียน สรรพคุณทางยาช่วยแก้ดีซ่าน (ใบ) ช่วยทำให้หนองแห้ง (ใบ) ช่วยแก้ตานซาง (เปลือก) ช่วยรักษาโรคคางทูม (เปลือก) ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (เปลือก) ช่วยแก้ฝี (เปลือก) ช่วยรักษาแผลพุพอง (เปลือก) ใช้สมานแผล (เปลือก) เปลือกทุเรียนใช้ไล่ยุงและแมลง (เปลือก) นอกจากนี้ ทุเรียน ยังมีฤทธิ์ไล่พยาธิได้ ด้วยกำมะถันที่รุ่มร้อนทำให้ลำไส้ไม่เป็นบ้านแสนสุขของพยาธิอีกต่อไป อีกทั้งกากใยในเนื้อที่ช่วยขัดล้างลำไส้ด้วย การทาน ทุเรียน เพื่อสุขภาพ ควรทานครั้งละไม่เกิน 2 เม็ดขนาดกลาง น้ำหนักเฉพาะเนื้อประมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานสูงถึงประมาณ 190 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย ไขมัน 4.0 กรัม โปรตีน 2.6 กรัม และให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ ประมาณ 17 มก. 36 มก. 1 มก. และ 21 มก.ตามลำดับ แต่ ถ้า หากกินครั้งละ 2-3 พู หรือประมาณ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูกนั้น ก็จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากทุเรียนสูงถึงประมาณ 400 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบได้กับทานข้าว 5 ทัพพี หรือน้ำอัดลม 2 กระป๋อง หรือก๋วยเตี๋ยวหมู 1 ชาม สำหรับ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ระมัดระวังในการทานทุเรียน ทานได้แต่ในปริมาณที่น้อยกว่าคนปกติ นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการทานทุเรียน คือ ต้องไม่ทานร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะในทุเรียนมีสารกำมะถันหรือซัลเฟอร์อยู่มาก ซึ่งจะละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว ทำให้เมาเร็วและเมาหนักขึ้น อาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่อระบบหายใจ เกิดอาการร้อนใน เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเสี่ยงเสียชีวิตได้ ส่วนความเชื่อที่ว่า กิน ทุเรียน แล้วให้กินมังคุดตามเพื่อแก้ร้อนใน ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แม้จะไม่มีงานวิจัยรองรับ แต่คิดว่าเป็นกุศโลบายของคนรุ่นเก่า ที่คิดว่าทุเรียนเป็นของร้อน แล้วให้กินมังคุดเป็นของเย็นแก้กัน และคงต้องการให้คนกินผลไม้ที่หลายหลากชนิดด้วย ดังนั้นสำหรับคนที่กินทุเรียนจนร้อนใน ควรกินอาหารธาตุเย็นที่มีฤทธิ์แก้ร้อนในตามลงไป ซึ่งมีให้เลือกมากมายตามความเหมาะสมและความชอบของคุณ เช่น ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ บางคนชงน้ำเกลือเจือจางดื่มสักแก้วก็ดีขึ้นได้เช่นกัน กินผักสดต่างๆ ให้มากขึ้น กินผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ประเภทแตงโม แตงล้าน หรือผลไม้รสเปรี้ยวหรือหวานอมเปรี้ยว เช่น ส้ม สับปะรด มะนาวให้มากขึ้น หลายคนนิยมกินมังคุดตามหลังกินทุเรียน ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ช่วยแก้ร้อนใน เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำหล่อฮั่งก๊วย น้ำรากบัว น้ำมะนาว น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย เฉาก๊วย แนะนำเคล็ดในการกินทุเรียนให้ไม่อ้วน และสุขภาพดี เลือกทุกเรียนห่ามจะดีเพราะมีน้ำตาลน้อย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็กินทุเรียนสุก เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อเคอซิทิน ซึ่งเป็นตัวเดียวกับในหอมใหญ่และองุ่น ทั้งนี้พลังต้านอนุมูลอิสระของทุเรียนสุกจะมีมากกว่า มังคุด ลิ้นจี่ ฝรั่ง มะม่วง ตามลำดับ ถ้าจะกินเพื่อสุขภาพก็ให้กินได้ครั้งละไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์ และถ้ามื้อไหนกินทุเรียน ก็ไม่ต้องกินข้าวมาก ทุเรียนน้ำกะทิควรหลีกเลี่ยง เพราะอุดมไปด้วยน้ำตาลทั้งจากทุเรียน ข้าวเหนียว และไขมันจากกะทิ และอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ด้วย ขอให้กินทุเรียนกับผลไม้เนื้อเย็นน้ำเยอะ เช่น มังคุด ลองกอง แตงโมเพราะจะช่วยดับร้อนได้ดี อย่ากินทุเรียนร่วมกับเหล้า แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะจะทำให้ยิ่งร้อนจัดขาดน้ำและช็อกได้ เนื่องจากกำมะถันในทุเรียนละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ได้ทราบถึงข้อดี ข้อเสียของทุเรียนกันไปแล้วนะคะ กับบทความที่บอกว่า กินทุเรียนครั้งละไม่เกิน 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูกกินได้ทุกพันธุ์ นั้น ก็คงจะเกินความเป็นจริงไปหน่อย เพราะการกินทุเรียนที่ดีต่อสุขภาพนั้นแค่ไม่เกิน 1-2 เม็ดเท่านั้น หากกิน 4-6 เม็ดหรือครึ่งลูกอย่างที่บทความนั้นว่าไว้ แทนที่จะได้ลดความอ้วนกัน โรคอ้วนได้ถามหาแน่ๆค่ะ  อย่างไรก็ตาม ผลไม้หรืออาหารทุกชนิดมีประโยชน์หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ หวังว่าวันนี้ เราคงไข้ข้อสงสัยให้ผู้อ่านได้ ไม่มากก็น้อยใช่ไหมคะ? ขอบคุณที่มาจาก : www.bodyshape.co.th www.goodfoodgoodlife.in.th frynn.com

เฮเบอร์ตี้ กดแฮตทริกพา ราชันมังกร บุกดับ บีจี สรุปผลบอลไทย
กระต่ายแก้ว /  ธีรเทพ วิโนทัย / 

ผลฟุตบอลโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก วันอาทิตย์ที่1 มิถุนายน 2557 บางกอกกล๊าส เอฟซี 2-4 ราชบุรี มิตรผล ประตู : 0-1 เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ น.15, 0-2 เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ น.48, 0-3 เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ น.55, 1-3โกชิ โอคูโบะ น.66, 2-3ดาร์โก้ ทาเซฟสกี้ (จุดโทษ) น.81, 2-4 รัตนะ เพ็ชรอาภรณ์ น.89 สนาม : ลีโอ สเตเดี้ยม เวลา : 18.00 น. ศึกฟุตบอลโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก 2014 นัดที่ 15 ของฤดูกาล กระต่ายแก้ว บางกอกกล๊าส เอฟซี ทีมอันดับ 7 ของตาราง มีอยู่ 23 แต้ม จากการลงสนาม 14 นัด ต้อนรับการมาเยือนของทีมราชันมังกรราชบุรี มิตรผล เอฟซี ทีมอันดับ 13 ของตาราง ที่มีอยู่ 18 แต้ม โดยเกมในนัดนี้ “โค้ชแต๊ก” อรรถพล ปุษปาคม กุนซือบีจี ปรับเปลี่ยนผู้เล่นจากเกมที่บุกไปเอาชนะ สงขลา ยูไนเต็ด 2-1 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงแค่ตำแหน่งเดียว โดย ศุภเสกข์ ไก่แก้ว ได้กลับมาเป็นผู้เล่น 11 ตัวจริงแทนที่ของ ภูริทัต จาริกานนท์ กองกลางที่ไม่ผ่านความฟิตเกมนี้ ด้านทีมเยือน ราชบุรี มิตรผล เกมนี้ ริคาร์โด้ โรดริเกวซ กุนซือเลือดกระทิง ยังคงนำทัพโดยนักเตะตัวกลั่นอาทิ อองรี โจเอล, อภิวัฒน์ งั่วลำหิน, เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ และดั๊กลาส กาโดโซ่ มือปืนจากแดนแซมบ้า ออกสตาร์ทเกมในครึ่งแรกไม่ถึงหนึ่งนาทีเดียว บีจี เกือบได้ประตูขึ้นนำ เมื่อแนวรับ ราชบุรีฯ จ่ายบอลพลาดโดน ลาซารัส คาอิมบี้ ฉกบอลเข้าไปยิงด้วยซ้าย แต่ อุกฤษณ์ วงศ์มีมา นายทวารราชบุรีฯ ยังล้มตัวรับไว้ได้ บีจี ยังค่อยๆ ต่อเกมรุกเข้าใส่ ราชบุรีฯ อย่างต่อเนื่อง นาทีที่ 10 เป็นโอกาสลุ้นประตูของ บีจี เมื่อ ศุภเสกข์ ไก่แก้ว เปิดลูกฟรีคิกเข้าไปหน้าประตูให้ อำนาจ แก้วเขียว พุ่งโหม่งหลุดกรอบนิดเดียว แต่ว่านาทีที่ 15 เป็นราชบุรีฯ ที่บุกน้อยกว่ามาได้ประตูออกนำก่อน เมื่อ เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ ลากบอลจากกราบขวาตัดเข้าใน ก่อนจะหลอกแนวรับ บีจี 2 คน แล้วซัดด้วยซ้ายหน้ากรอบเขตโทษส่งบอลตุงแรงตาข่าย ให้ทีม ราชันมังกร บุกมานำ บีจี ก่อน 1-0 หลังจากเสียประตู บีจี พยายามบุกมากขึ้นเพื่อทวงประตูตีเสมอ นาทีที่ 16 ลาซารัส คาอิมบี้ ได้บอลบริเวณกลางสนามก่อนจะตัดสินใจยิงไกลระยะ 25 หลา แต่อุกฤษณ์ วงศ์มีมา นายด่านราชบุรีฯ ยังไม่พลาดรับไว้ได้สบาย ถัดมา 3 นาที บีจี น่าจะได้ประตูตีเสมอ เมื่อ ลาซารัส คาอิมบี้ ลากบอลไปสุดเส้นหลัง ก่อนจะเปิดบอลเรียดมาหน้าประตู ศุภเสกข์ ไก่แก้ว ข้ามหลอกให้ ดาร์โก้ ทาเซฟสกี้ วิ่งเข้ามายิงด้วยขวา บอลไปตรงตัว อุกฤษณ์ รับกระฉอกจังหวะแรก ก่อนที่จอมทัพมาซิโดเนีย จะตามเก็บบอลยิงจังหวะสอง แต่บอลไปติดบล็อกแนวรับราชบุรีฯ อย่างน่าเสียดาย นาทีที่ 22 เป็นโอกาสลุ้นประตูของราชบุรีฯ บ้าง เมื่อ อัษดิน มังคุด ได้โอกาสส่องไกลระยะ 30 หลา แต่บอลถากเสาออกหลังไปเฉียดฉิว บีจี ยังเจาะทำประตูไม่ได้ นาทีที่ 28 ดารโก้ ทาเซฟสกี้ ตัดสินใจยิงไกลระยะ 20 หลา แต่ว่าบอลไปตรงตัว อุกฤษณ์ วงศ์มีมา นายทวารราชบุรีฯ รับไว้ได้ ช่วงท้ายนาทีที่ 42 ราชบุรีฯ ได้ลุ้นประตูบ้าง เมื่ออัษดิน มังคุด เปิดบอลจากกราบซ้ายมาหน้าประตูให้ ดักลาส กาโดโซ่ พักอกคืนให้ เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ ยิงด้วยซ้าย แต่บอลไปติดบล็อกแนวรับ บีจี ออกหลังไป จากนั้นไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้ หมดครึ่งเวลาแรก บางกอกกล๊าส เอฟซี ตามหลัง ราชบุรีฯ อยู่ 0-1 แก้เกมในครึ่งหลัง บีจี ถอดเอา ชาตรี ฉิมทะเล ออกแล้วให้ โกชิ โอคูโบะ ลงไปแทน ขณะที่ราชบุรีฯ ถอดเอาใหญ่ นิลวงศ์ ออกแล้วส่ง ชุติพนท์ ทองแท้ ลงไปแทน นาทีที่ 48 รัตนะ เพ็ชรอาภรณ์ กองกลางราชบุรีฯ วางบอลยาวไปหน้าประตู ธีรพงศ์ พุทธสุขา นายทวาร บีจี กะจังหวะออกมาตัดบอลพลาดทำให้ เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ ส้มหล่นได้บอลหลุดเข้าไปแปง่ายๆ เข้าประตูไปให้ ราชบุรีฯ หนี บีจี เป็น 2-0 นาทีที่ 55 ราชบุรีฯ โต้กลับเร็ว ดักลาส กาโดโซ่ ได้บอลทางกราบขวา ก่อนจะปาดบอลขวางสนามไปหน้าประตูให้ เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ ซัดด้วยซ้ายเข้าประตูให้ ราชบุรีฯ หนีห่าง บีจี เป็น 3-0 ซึ่งประตูนี้ถือเป็นแฮตทริกของกองกลางเลือดแซมบ้าด้วย อีกทั้งยังเป็นนักเตะของทีมคู่แข่งคนแรกที่ยิงแฮตทริกในสนามลีโอ สเตเดี้ยม อีกด้วย เกมของ บีจี ช็อตไปดื้อๆ นาทีที่ 61 ราชบุรีฯ ได้โอกาสลุ้นประตูอีกครั้ง เมื่อ เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ จ่ายบอลให้ อัษดิน มังคุด ยิงแต่ ธีรพงศ์ พุทธสุขา ยังเซฟไว้ได้อย่างสุดยอด นาทีที่ 63 บีจี เกือบได้ประตูตีไข่แตก เมื่อศุภชัย คมศิลป์ เปิดบอลไปหน้าประตู แนวรับราชบุรีฯ โหม่งสกัดออกมาไม่ได้ บอลมาเข้าทาง ฟลาเวียน มิเชลินี่ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองยิงด้วยขวา แต่บอลไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย แต่ว่านาทีที่ 66 บีจีมาตามประตูไล่มาเป็น 1-3 เมื่อ ลาซารัส คาอิมบี้ เปิดบอลจากกราบซ้ายมาหน้าประตู ดาร์โก้ ทาเซฟสกี้ สะกิดบอลจังหวะแรกไม่ดี แต่บอลยังไปเข้าทาง โกชิ โอคูโบะ โหม่งสะบัดเหน่งๆ ระยะ 6 หลา เข้าประตูไปท่ามกลางความสะใจแฟนบอล บีจี ในสนามลีโอ สเตเดี้ยม นาทีที่ 74 บีจี ได้ลุ้นประตูอีกครั้ง เมื่อได้ฟรีคิกระยะ 25 หลา แล้วเป็น ศุภเสกข์ ไก่แก้ว ที่รับหน้าที่สังหาร แต่บอลหลุดกรอบออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย ช่วงท้ายเกมนาทีที่ 81 บีจี มาได้ลูกจุดโทษ เมื่อ ลาซารัส คาอิมบี้ โดน อุกฤษณ์ วงศ์มีมา นายทวารราชบุรีฯ รวบล้มลงในเขตโทษ และเป็นดาร์โก้ ทาเซฟสกี้ รับหน้าที่สังหารไม่พลาดเข้าประตูไปให้ บีจี ไล่ ราชบุรีฯ มาเป็น 2-3 บีจี เดินเครื่องบุกแหลกเพื่อตีเสมอให้ได้ นาทีที่ 86 ฟลาเวียน มิเชลินี่ เปิดบอลจากกราบขวาไปหน้าประตู แนวรับ ราชบุรีฯ สกัดบอลไม่ดีมาเข้าทาง “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย ที่เพิ่งถูกส่งลงสนามยิงด้วยขวา แต่บอลหลุดกรอบนิดเดียว แต่ว่านาทีที่ 89 เป็นราชบุรีฯ มาได้ประตูหนีห่างเป็น 2-4 เมื่อ ภูวดล สุวรรณชาติ ตัวสำรองจ่ายบอลจากสุดเส้นหลังไปหน้าประตูให้ รัตนะ เพ็ชรอาภรณ์ ที่แตะหลบ ธีรพงศ์ พุทธสุขา นายทวาร บีจี ก่อนยิงด้วยขวาอย่างเลือดเย็นเข้าประตูไป จากนั้น บีจี จะพยามบุกหนักเพื่อทวงประตูคืน แต่ก็ทำไม่สำเร็จ จบเกม บางกอกกล๊าส เอฟซี เปิดบ้านพ่ายให้กับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ไป 2-4 รายชื่อผู้เล่นของทั้ง 2 ทีม บางกอกกล๊าส เอฟซี : ธีรพงศ์ พุทธสุขา (GK), สุวรรณภัทร์ กิ่งแก้ว (ฟลาเวียน มิเชลินี่ น. 62), อำนาจ แก้วเขียว (C), ประวีณวัช บุญยงค์, ศุภชัย คมศิลป์, เจษฎากร เหมแดง, เอกพันธ์ อินทเสน, ดาร์โก้ ทาเซฟสกี้, ศุภเสกข์ ไก่แก้ว (ธีรเทพ วิโนทัย น. 83), ชาตรี ฉิมทะเล (โกชิ โอคูโบะ น. 46), ลาซารัส คาอิมบี้ ราชบุรี มิตรผล : อุกฤษณ์ วงศ์มีมา (GK), ชุมพล บัวงาม (เกนกิ นากาซาโตะ น. 68), อองรี่ โจเอล (C), อภิวัฒน์ งั่วลำหิน, เอกลักษณ์ ทองกริต, รัตนะ เพ็ชรอาภรณ์, ใหญ่ นิลวงศ์ (ชุติพนท์ ทองแท้ น.46), อัษดิน มังคุด, ศิลา ศรีกำปัง, เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นันเดซ, ดักลาส กาโดโซ่ (ภูวดล สุวรรณชาติ น.78)

ร้าน ABC essence in eatery อาหารเพื่อสุขภาพ ย่านทองหล่อ
กาแฟ /  ขนมหวาน / 

กลางใจเมืองที่วุ่นวายและจราจรติดขัด คนเมืองก็ต้องการหาที่พักผ่อนหย่อนใจเป็นธรรมดา หากนึกถึงซอยทองหล่อ ก็จะนึกถึงร้านอาหารมากมาย ให้เลือกทาน แต่ในเวลานี้ คนกลับมารักสุขภาพของตัวเองกันมากขึ้น เราก็ลองไปตามเซาะหาว่าร้านไหนที่เหมาะกับคนที่รักสุขภาพกันบ้าง เพื่อชีวิตที่เรียบง่ายกับร้าน ABC essence in eatery อาหารเพื่อสุขภาพ มากันที่ร้าน ABC essence in eatery ตั้งอยู่ชั้น 3 ของ Community Mall ซอยทองหล่อ 9 ร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย และหรูหราไปในตัวเพราะด้วยร้านใช้โทนสีขาว สบายตา ประกอบด้วยวัสดุที่ทำจากไม้ ทำให้ร่มรื่น สบายทุกครั้งที่ได้เข้ามานั่ง แสงแดดอุ่นๆ กับห้องสีขาวเป็นอะไรที่เข้ากันอย่างลงตัว กับร้านที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นที่มันมีมากกว่าความอร่อยที่สัมผัสในเวลาทาน ยังมีความอิ่มใจได้ในเรื่องของศิลปะ การจัดวางองค์ประกอบของร้านที่ตกแต่งไว้เป็นอย่างดี มากันในเรื่องของอาหาร ภายใต้คอนเซ็ปต์ พื้นฐานที่เรียบง่าย ไม่ใช่หน้าตาของอาหารที่สวยงามอย่างเดียว ความสวย ความอร่อยนั้นควรมากับประโยชน์ตามหลักโภชนาการณ์ สังเกตุได้ว่าเมนูอาหารทุกเมนูจะครบ 5 หมู่ มีทั้งผัก ผลไม้ แป้ง โปรตีนหลายชนิด รับรองได้เลยว่ามาทานอาหารที่นี่ได้รับสารอาหารกลับไปอย่างครบถ้วน และเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ทานง่าย ใครๆ ก็ทานได้ มาเริ่มสั่งเมนูกันเลย โดยเลือกเมนูผ่านแท็บแล็ต เมนูที่นี่มีให้เลือกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเมนูหลัก ของทานเล่น ขนมหวาน และ รวมไปถึง กาแฟและน้ำผลไม้ Pink Guava ราคา 120 Pink Guava สมูตตี้ที่มี เสาวรส ลิ้นจี่ มังคุด และฝรั่งสีชมพู เพื่อเพิ่ใความสดชื่นระหว่างวันได้เป็นอย่างดี ABC Signature Iced Coffee เป็นเมนูซิกเนเจอร์ตามชื่อเมนูเลยค่ะ ใครมาที่นี่จะต้องสั่งเป้นอันดับแรก เสิร์ฟมากับแก้วที่มีนมสด ตามด้วยกาเล็ก 2 ใบที่มีกาแฟและน้ำเชื่อมใก้เรามิกซ์ด้วยตัวเอง เป็นการควบคุมความหวานได้เอง และในชุดก้มีคุกกี้วางอยู่ด้านข้าง ไว้ทานคู่กัน ABC Butterfly Pea - Lemon Tea น้ำดอกอัณชันกับเลมอน เสิร์ฟกับน้ำเชื่อมและคุกกี้หนึ่งชิ้น เมนูนี้คงจะถูกใจสำหรับคนไทยมากที่สุด น้ำสลัดเป็นน้ำจิ้มแจ่ว เพื่อให้เข้ากับเสเต็กเนื้อย่าง กินกับผักชนิดต่างๆ ไก่เทอริยากิที่วางทับเส้นพาสต้าต้มและด้านบนเป็นบะหมี่ทอดกรอบ เมนูปลา ชื่อเมนูตรงๆ คำเดียวสั้นๆ เพราะตัวเนื้อปลาจะเปลี่ยนไปตามเมนูปลาประจำวันนั้นๆ แต่ในตอนนี้เป็นปลาแซลมอน  ทานคู่กับซอสเนย ซอสฝรั่งเศส วาฟเฟิลแผ่นใหญ่ทานคู่กับผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหลากหลายชนิดอย่างเชน บลูเบอรี่ สตรอเบอร์รี่ และมากับซอสบลูเบอร์รี่  กับคู่กับไอศครีมรสกาแฟ สำหรับคนที่ชอบมานั่งทานอาหารแบบสบายๆ และรักในการถ่ายรูปลงโซเชียล แนะนำเป็นร้าน  ABC essence in eatery เชื่อได้เลยว่าต้องตอบโจทย์ Life style ของใครหลายๆ คนแน่นอน พิเศษสำหรับสมาชิก MThai Gift voucher มูลค่า 500 บาท 6 รางวัล  เพียงตอบคำถามว่า?  ร้านที่รีวิวนี่ชื่อว่าอะไร และ ตั้งอยู่ที่ไหน ? *** รายชื่อผู้โชคดี *** PollaTay khunyu nukooh nutjank MinttoLuk vanila_moose *หมดเขตวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ประกาศรางวัลวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ** ผู้ที่ร่วมกิจกรรม ควรทำการ ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก ก่อนตอบ และทำการอัพเดทข้อมูล ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ ในProfileของคุณให้เรียบร้อย เพื่อการจัดส่งของรางวัลง่ายขึ้น ผู้ที่มีชื่อได้รางวัลแต่ไม่มีที่อยู่ในการจัดส่ง ทางเราจะถือว่าสละสิทธิ์ให้ผู้อื่นทันที พิเศษจากทรูยู ลูกค้าทรูการ์ด ลด 15% ค่าอาหาร ลูกค้าทรู ลด 10% ค่าอาหาร หมดเขต 31 ธันวาคม  2558 แผนที่

100 เมนูอาหารที่เหมาะกับธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ! โดย อ.คฑา ชินบัญชร
อาหารตามธาตุ /  โหงวเฮ้ง

การรับประทานอาหารตามธาตุ จะทำให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และส่งผลให้โหงวเฮ้งเราดีขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อโหงวเฮ้งเราดี ก็จะทำให้เราทำอะไรก็ราบรื่น ประสบผลสำเร็จ เราทุกคนมีธาตุทั้ง 4 อยู่ในร่างกาย แต่จะมีลักษณะเด่นเพียงหนึ่งธาตุ ถ้ารู้จักตัวเอง ก็สามารถปรับสมดุลเพื่อรับมือกับความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นในแต่ละช่วง ฤดูกาลต่างๆ ก็ควรมีการปรับธาตุของร่างกายให้สมดุลกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ด้วยอาหารการกิน ผู้ที่เกิด ธาตุดิน คือ… ราศีพฤษภ 14 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน ราศีกันย์ 17 กันยายน – 16 ตุลาคม ราศีมังกร 14 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ คนที่มีธาตุดิน เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ เสียงดังฟังชัด เป็นคนหนักแน่น เยือกเย็น อดทน เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า รักการประนีประนอม จึงเหมาะกับการทำงานประจำ คนธาตุนี้มักชอบกิจกรรมเกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นคนผิวเย็น ควรออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อลดความเฉื่อยชา และควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผสไม้ที่มีรสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น หัวปลี กะหล่ำปลี ผักกะเฉด ถั่วพู เผือก มัน แห้ว มะพร้าว ถั่วลิสง งาดำ ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า ตัวอย่างอาหารคาว : ถั่วงอกผัดเต้าหู้ ข้าวซอยไก่ แกงจืดเต้าหู้ ยำถั่วพู ตัวอย่างอาหารหวาน : ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ฟักทองนึ่ง มะพร้าวขูด กล้วยบวชชี ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำฝรั่ง น้ำฟักทอง น้ำแตงโมง น้ำเต้าหู้ ตัวอย่างผลไม้ : ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก มะม่วงสุก มังคุด เงาะ ลำไย ผู้ที่เกิด ธาตุน้ำ คือ… ราศรีกรกฎ 16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม ราศีพิจิก 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม ราศีมีน 14 มีนาคม – 12 เมษายน คนที่มีธาตุน้ำ เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส อารมณ์เย็น ความ จำดี นุ่มนวล มักจะเก็บความรู้สึกได้ดี มีความสงบ มีอารมณ์อ่อนไหว เชื่อในเรื่องโชคชะตา และพรหมลิขิต มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบเป็นห่วงเป็นใยคนรอบข้าง ทำให้คุณเป็นที่รักของเพื่อนๆ และควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะขามป้อม ยอดมะขามอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด เพราะอ้วนง่าย ตัวอย่างอาหารคาว : ข้าวคลุกกะปิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ต้มยำไก่ฝบมะขามอ่อน น้ำพริกมะขามสด ตัวอย่างอาหารหวาน : กระท้อนลอยแก้ว สับปะรดลอยแก้ว ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำระกำ น้ำสับปะรด ตัวอย่างผลไม้ : สับปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง ลางสาด มะม่วงดิบ ผู้ที่เกิด ธาตุลม คือ… ราศรีกรกฎ 15 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม ราศีตุลย์ 17 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน ราศีกุมภ์ 13 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม คนที่มีธาตุลม เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างโปร่ง ผอมบาง คิดเร็ว พูดเร็ว ทำอะไรเร็ว คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ช่างพูด ขี้หนาว อารมณ์หวั่นไหวง่าย ไม่ชอบทำงานประจำ มีความคิดสร้างสรรค์และมีความยืดหยุ่น ปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่าย สภาพผิวแห้งง่าย ระบบการเผาผลาญในร่างกายทำงานเร็วผิดปกติ จึงทำให้มีรูปร่างค่อนข้างผอม กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน นอนไม่ค่อยหลับ  เป็นคนที่คิดอะไรอย่างมีหลักเกณฑ์ และจะยึดความถูกต้องของเหตุและผล ชอบคบค้าสมาคมกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่อคติกับใคร และควรดูแลสุขภาพด้วย การรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา  กะเพรา กระชาย หอม กระเทียม ขมิ้น ขึ้นฉ่าย ตัวอย่างอาหารคาว : ผัดผักบุ้งไฟแดง โจ๊กหมูใส่ขิง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ แกงเลียง ปลาทอดราดพริก ตัวอย่างอาหารหวาน : เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยน้ำขิง มันต้มน้ำตาลใส่ขิง ขนมเทียนไส้เค็ม ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำขิง น้ำตะไคร้ ตัวอย่างผลไม้ : ชมพู่ แตงโม แตงไทย ผู้ที่เกิด ธาตุไฟ คือ… ราศรีเมษ 13 เมษายน – 13 พฤษภาคม ราศีสิงห์ 17 สิงหาคม – 16 กันยายน ราศีธนู 16 ธันวาคม – 13 มกราคม คนที่มีธาตุไฟ เป็นธาตุเจ้าเรือน มักขี้ร้อน เคลื่อนไหวเร็ว อารมณ์ร้อน หิว บ่อย กินเก่ง มีแนวโน้มที่จะเป็นคนอ้วนได้ มักตัดสินใจเร็ว กระตือรือร้น มีความจริงจัง ชอบวางแผนและชอบการแข่งขัน จึงทำให้เป็นคนมีระเบียบแบบแผน ขาดความอดทนและชอบทำตัวเป็นผู้นำ เป็นคนมองโลกในแง่ดี และควร ดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผลไม้ทีมีรสขม รสเย็น รสจืด เช่น สะเดา มะระ มะเขือพวง บวบ ตำลึง แค  แตงโม แตงกวา ผักบุ้ง บัวบก ขี้เหล็ก หัวผักกาด ฟักทอง คะน้า และหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน ตัวอย่างอาหารคาว : ซุปรากบัวเห็ดหอม ตุ๋นมะระ ต้มจับฉ่าย แกงขี้เหล็ก ห่อหมกใบยอ แกงจืดตำลึงหมู ตัวอย่างอาหารหวาน : เฉาก๊วย รากบัวต้ม เต้าฮวย ฟรุ๊ตสลัด ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะตูม น้ำแตงโม ตัวอย่างผลไม้ : ชมพู่ แตงโม มะละกอ แตงไทย ลูกตาลอ่อน รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย
เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย /  เทศกาลผลไม้ / 

เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้า เจ เจ มอล์ ในวันที่ 4-8 มิถุนายน นี้ เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย ใกล้ถึงวันแล้วนะครับเตรียมพร้อมหรือยัง กับเทศกาลบริโภคผลไม้ไทย สำหรับคนที่หลงรักการทานผลไม้เชิญ ช้อบ เชิญ ชิม กับราชินีและราชา แห่งผลไม้มากมาย คนรักสุขภาพอย่าพลาดกัน ในงานจะมีผลไม้มาให้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย ทั้งราชาผลไม้ (ทุเรียน) และราชินี(มังคุด) รวมกระทั้ง ลิ้นจี่,สับปะรด,เงาะ,ชมพู่ ผลไม้สดๆ ที่มีคุณภาพอีกทั้ง ผลไม้แปรรูปอื่นๆ อีกมากมาย อย่าพลาดแวะไปเที่ยวกันนะครับ ดูข้อมูลเพิ่มเติม >> www.facebook.com/pages/JJmall-Fanpage ขอบคุณข่าวสารจาก เที่ยวภาคกลาง.com

สวนละไม สวนผลไม้ท่ามกลางหุบเขาและฟาร์มแกะ ระยอง
ระยอง /  สวนทุเรียน / 

ช่วงนี้เป็นเทศกาลผลไม้ Travel MThai จึงพลาดไม่ได้ที่จะแนะนำสวนผลไม้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลไม้ไทยๆ ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลางสาด ฯลฯ และที่เป็นที่ขึ้นชื่อด้านผลไม้จริงๆ ก็คงจะไม่พ้นจังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรีนะครับ สำหรับวันนี้ผมจะแนะนำสวนผลไม้ของจังหวัดระยอง ที่มีชื่อว่า "สวนละไม" ซึ่งเป็นสวนผลไม้ที่กำลังเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชิม เมื่อ 1 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมานี่เองครับ สวนละไม (ระยอง) "อาณาจักรไม้ผล...ท่ามกลางขุนเขา" ทุเรียนหมอนทอง สวนละไม เป็นสวนผลไม้ที่มีเนื้อที่กว่า 500 ไร่ โอบล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้ธรรมชาติอากาศเย็นสบายด้วยพรรณไม้นานาชนิด มีการจัดวางผังปลูกผลไม้แต่ละชนิดอย่างเป็นระบบ มีผลไม้ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว หลากหลายชนิด อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด ส้มโอ ชมพู่ ลำไย สละแก้วมังกร ลองกอง มะเฟือง มะยงชิด องุ่น ฯลฯ เป็นต้น นักท่องเที่ยวจะได้สนุกกับบรรยากาศ และความสุขจากการเก็บผลไม้สดๆ จากต้น สะดวกสบายด้วย รถบริการเข้าชมสวน มีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้และข้อมูลตลอดการชมสวน บรรยากาศสวนท่ามกลางหุบเขา เงาะโรงเรียน ลองกองของสวน เปิดสวนให้นักเที่ยวเข้าไปเก็บผลไม้ได้อย่างสนุกสนาน (โทรสอบถามก่อน) สัมผัสบรรยากาศฟาร์มแกะบนเนินเขา ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ร่มรื่นที่...สวนละไม Sheep Farm พบกับความน่ารักของฝูงแกะ ขนฟู ขนหนานุ่ม ที่ทุกๆท่านสามารถให้อาหารและถ่ายรูปกับฝูงแกะได้อย่างใกล้ชิด ชมแกะน่ารักๆ ในฟาร์มแกะ สวนละไม เปิดบริการให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวทุกท่านเข้ามาสัมผัสบรรยากาศความสุข สนุกสนาน และความสงบที่ลงตัว ทุกวันตั้งแต่เวลา 8:00-18.00 น. แผนที่การเดินทางไปชิมผลไม้ ติดต่อสอบถามได้ที่ 098-737-4983 ราคาสำหรับลูกค้าทั่วไป ลูกค้าคนไทย - ผู้ใหญ่ = 300 บาท/ท่าน - เด็ก = 150 บาท/ท่าน (เด็กคิดตามความสูงตามมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว) --- เด็กความสูงมากกว่า 120 ซม. คิดราคาผู้ใหญ่ 300 บาท --- เด็กความสูง 100-120 ซม. คิดราคาเด็ก 150 บาท --- เด็กความสูงน้อยกว่า 100 ซม. เข้าฟรี ลูกค้าชาวต่างชาติ - ผู้ใหญ่ และเด็กความสูง > 120 ซม. = 400 บาท/ท่าน - เด็ก ความสูง < 120 ซม. = 250 บาท/ท่าน ค่าใช้จ่ายในการเข้าไปสวนผลไม้ ทำอะไรได้บ้าง? ค่าเข้าชมและเที่ยวในสวน บุฟเฟ่ต์ผลไม้ไม่อั้นในสวน และทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ที่ซุ้มผลไม้บนจุดชมวิว เที่ยวชมแปลงผักสวนครัว และสวนดอกไม้เมืองร้อน เข้าชมฟาร์มแกะ บนเนินเขาพร้อมให้อาหารแกะ และถ่ายรูปกับน้องแกะอย่างใกล้ชิด ขอบคุณภาพจาก suanlamai.com Facebook : สวนละไม

10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว
10 สถานที่ /  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม / 

Travel.mthai.com ขอนำเสนอ 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาให้ทุกท่านได้ชมกัน เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพัฒนาพื้นที่ชนบทให้มีทั้งคุณค่าทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่ง โครงการหลวงของพระองค์นั้นมีอยู่เกือบ 40 แห่ง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูหนาว ใครที่มีโปรแกรมขึ้นเหนือ อย่าลืมแวะไปชมโครงการหลวงต่างๆ กันด้วยนะ หรือจะเอาไว้เที่ยวในเดือนอื่นในฤดูหนาว ก็ตามสะดวกเลยครับ รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจกลับไปแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร วัฒนธรรม และธรรมชาติ  1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่ สภาพพื้นที่ของโครงการส่วนใหญ่ล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน มีแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาเพียงเล็กน้อย มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ 29,178 ไร่  โดยแบ่งพื้นที่ในการดำเนินการของโครงการประมาณ 30 ไร่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,300 – 1,400 เมตร มีแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำขุนวาง  ประชากรในพื้นที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและม้ง รวมทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน ขึ้นอยู่กับตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ เช่น องุ่นไร้เมล็ด โรงเรือนวนิลา ฯลฯ - ชมแปลงปลูกผัก โรงเรือนเห็ดเมืองหนาว แปลงปลูกดอกเบญจมาศหลากสีสัน ฯลฯ - สาธิตการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ดำ กระต่ายพันธุ์เนื้อ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชาวเผ่าม้ง และกะเหรี่ยง - ชมการปักผ้า และการตีมีด ฯลฯ - งานปีใหม่ของม้ง จัดช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม มีการละเล่น ชาวเขาจะแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงามมาร่วมงานที่ลานกิจกรรมหมู่บ้าน การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ตามเส้นทางมีพรรณไม้ พืชสมุนไพร และนก ระยะทางเดินประมาณ 3 กิโลเมตร เดินประมาณ 2 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกเต๊ะเละโพ (อวบน้อย) ที่มีอ่างเก็บน้ำเหมาะแก่การลงเล่นน้ำ - ชมทุ่งกุหลาบพันปีสีแดง ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ที่บริเวณผาแง่ม ซึ่งเป็นยอดเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม - ชมดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย) ซึ่งจะบานสะพรั่งช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 106 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข  108 (เชียงใหม่-ฮอด) ก่อนถึงอำเภอจอมทอง มีทางแยกขวามือขึ้นดอยอินทนนท์ ตามทางหลวงหมายเลข 1009 ราว หลัก กม. ที่30-31 มีทางแยกทางขวามือผ่านบ้านขุนกลาง จุดกางเต็นท์ป่าสน ตรงไปอีก 16 กิโลเมตร จนถึงบ้านขุนวางสังเกตป้ายโครงการทางขวามือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-939-102, 085-717-0399 2. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 เป็นศูนย์ขนาดเล็ก พื้นที่รับผิดชอบ 48.54 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน 995 ครัวเรือน ประกอบด้วยคนพื้นเมืองและชาวเขาเผ่าม้ง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเล 450 เมตร ประกอบด้วยป่าโปร่งผลัดใบ ดิน มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทรายและดินลูกรัง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,277 มิลลิเมตรต่อปี การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเขตร้อน เช่น มะละกอ มะม่วง มะปราง พุทรา ขนุน ฯลฯ ที่นี่เป็นแหล่งปลูกมะม่วงหลายชนิด มะม่วงพันธุ์ออร์วิน มะม่วงนวลคำ ที่มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม รับประทานได้ทั้งดิบและสุก - ชมแปลงสาธิตพืชผักหลายหลากชนิด เช่น มะระขาว มะระหยก ซาโยเต้ ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเขาเผ่าม้ง - ประเพณี ที่น่าสนใจ คือ ประเพณีปีใหม่ม้ง ประเพณีสืบชะตาหลวงประจำหมู่บ้าน จัดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และประเพณีตานข้าวใหม่ จัดขึ้นหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมของทุกปี การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกตาดครก เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีน้ำตลอดปี มีโขดหินสวยงาม เป็นแหล่งที่มีปลามุงอาศัยอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นปลาหายากของประเทศไทย - น้ำตกตาดน้อย เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีกล้วยไม้ป่า แมลง ผีเสื้อ และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทาง 108 เชียงใหม่-ฮอด ประมาณ กม. ที่ 10-11 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง 1269 หางดง-สะเมิง ระยะทาง 12 กม. จะพบป้ายโครงการห้วยเสี้ยวด้านซ้าย เข้าถนนลูกรังอีก 3.5 กม. รวมระยะทาง 29 กม. ฤดูฝนการคมนาคมลำบาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-248-425, 089-850-6586 3. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ. 2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยได้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยทอดพระเนตรเห็นพื้นที่แล้ว ประกอบกับเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นศูนย์กลางพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 91.75 ตารางกิโลเมตร หรือ 57,368 ไร่ ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าลั๊ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงกาแฟอาราบิก้า พร้อมชิมกาแฟสดรสดีผลิตภัณฑ์คุณภาพจากบ้านห้วยห้อม สวนกาแฟที่ได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตร ส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง และสตาร์บัคส์ - ชมวิวความสวยงามของนาข้าวแบบขั้นบันได - ชมการทอผ้าขนแกะของกลุ่มแม่บ้านห้วยห้อม มีทั้งผ้าทอขนแกะล้วน และผ้าทอขนแกะผสม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - พิธีกรรมเซ่นไหว้เจ้าที่เพื่อการเกษตรให้ผลผลิตที่ดี จะเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยว - การเรียกขวัญและผูกด้ายขวัญ พิธีนี้กระทำขึ้นในหลายโอกาส อาทิ ขึ้นปีใหม่ แต่งงาน รับขวัญเด็กแรกเกิด การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกทีราชันย์ น้ำตกขนาดกลาง สูง 3 ชั้น ระยะทางห่างจากศูนย์ฯ 6 กิโลเมตร - น้ำตกทีลอเล สูง 5 ชั้น ระยะทางจากศูนย์ฯ 15 กิโลเมตร เดินเท้าต่ออีก 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินชมธรรมชาติ พรรณไม้ป่า การเดินทาง จากตัวเมืองชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ผ่านแม่สะเรียง มุ่งหน้าอำเภอแม่ลาน้อย ถึง กม.132 ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 1266 ขึ้นดอยอีก 30 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-619-533-4 , 083-324-3062 4. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก จ.เชียงใหม่  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก ก่อตั้งในปี พ.ศ.2526 เป็นศูนย์ฯ พัฒนาขนาดกลาง ตั้งอยู่ในหุบเขาด้านหลังเทือกดอยอินทนนท์ มีสภาพอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว และเย็นสบายในช่วงฤดูร้อน มีความร่มรื่นทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตแปลงส่งเสริมผลผลิตตามฤดูกาล เช่น เบบี้ฮ่องเต้ โอ๊คลีฟแดง โอ๊คลีฟเขียว คอสสลัด เรดโครอล ร็อคเก็ตสลัด บัตเตอร์เฮด ผักกาดหวาน ฯลฯ - ชมการปลูกผักและสมุนไพรระบบอินทรีย์ เช่น ซุกินี คะน้าเห็ดหอม มะระขาว ฯลฯ - ชมนาขั้นบันไดที่สวยงามของชาวกะเหรี่ยง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีปีใหม่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีการละเล่นและเลี้ยงฉลองตามบ้าน ชาวเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่ามาร่วมงานกันทุกคน - ชมงานหัตถกรรมการทอผ้าของกะเหรี่ยงที่มีลวดลายสวยงาม การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ปางช้างแม่สะป๊อก น้ำตกแม่สะป๊อก น้ำตกแม่วาง และน้ำตกผาหม่น - ล่องแพไม้ไผ่ชมธรรมชาติลำน้ำแม่วาง บริเวณบ้านสบวิน การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 68 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่-ฮอด) เมื่อถึงอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ตรงไปประมาณ 38 กิโลเมตร จากนั้นจะมีทางแยกซ้ายเข้าบ้านแม่สะป๊อกเหนือ  ระยะทางประมาณ 500 เมตร  ถึงที่ทำการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-322 , 085-716-3134 5. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำแม่แรมและแม่สา มีพื้นที่ 21.17 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 13,231 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเล 780-1,430 เมตร ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 6 หมู่บ้าน 371 ครัวเรือน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าม้ง เผ่าลีซอ คนพื้นเมืองและจีนยูนนาน นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธลัทธิผี และศาสนาคริสต์ลัทธิผี ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ เช่น เลมอนทายม์ เลมอนบาล์ม มิ้นต์ คาโมมายล์ โรสแมรี่ หญ้าหวาน ฯลฯ - ชมแปลงงานวิจัยผักเมืองหนาว แปลงผักไฮโดรโพนิกส์ เทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน - แปลงผักอินทรีย์และแปลงผักขั้นบันไดของชาวบ้านเผ่าม้งที่มีผักมากมายหลากหลายชนิด เช่น ผักกาดขาวปลี แครอท ปวยเหล็ง ฯลฯ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม - ชมการละเล่นพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าม้ง เช่น ตีกลอง เป่าแคน ขลุ่ย การละเล่นชู้จ่าง ฯลฯ - ชมหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การปักผ้าของหญิงม้ง การต้มเหล้าข้าวโพด ฯลฯ - ประเพณีปีใหม่ม้ง จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม – มกราคมของทุกปี ชาวเขาทั้งหมู่บ้านจะรวมกันแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงาม มีการประกวดธิดาดอย การแข่งขัน ล้อเลื่อนไม้ พร้อมกิจกรรมบันเทิงต่างๆ มากมาย การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนล่อง จุดชมวิวที่สูงที่สุดของอำเภอแม่ริม สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร สามารถ ชมทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ตกและทะเลหมอกในฤดูหนาวเป็นมุมกว้าง - จุดชมวิวม่อนดอย น้ำตกตาดหมอก น้ำตกวังฮาง - ดอยม่อนแจ่ม จุดชมวิวและลานกางเต็นท์ที่สวยงาม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 39 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ผ่านที่ว่าการอำเภอแม่ริม ถึงหลักกิโลเมตรที่ 17  เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ประมาณ กม.ที่ 15 บริเวณบ้านโป่งแยง ให้สังเกตป้ายศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ด้านขวามือให้เลี้ยวขวาตรงตามถนนหลักระยะทางขึ้นเขาอีก  6  กิโลเมตร จนถึงที่ทำการศูนย์  สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยางตลอด รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้  มีรถประจำทางผ่านบริเวณทางแยกก่อนขึ้นศูนย์ สายสะเมิงเหนือ-เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-950-9767 , 083-324-0610 6. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า จ.พะเยา  ปี พ.ศ. 2530 มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่าขึ้น เริ่มต้นโดยกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการบุกเบิกพื้นที่ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดสรรพื้นที่ทำมาหากินให้แก่ราษฎร จากนั้นส่งเสริมให้ปลูกไม้ผลเมืองหนาวศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า สูงจากระดับน้ำทะเล 640 เมตร พื้นที่รับผิดชอบ 22,505 ไร่ ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าเย้าและม้ง ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเขาและภูเขาสูง มีลำน้ำสายสำคัญ คือ ลำน้ำแม่คะ และลำน้ำเงิน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงผลผลิต เช่น ฟักทองยักษ์ ฟักทองสีขาว ฯลฯ - ชมแปลงไม้ดอกไม้ประดับ เช่น แว็กซ์ฟลาวเวอร์ มะเขือการ์ตูน ฯลฯ - ชมแปลงไม้ผล เช่น อะโวกาโด มะม่วง ส้มโนรีตะ ส้มคัมควอท ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านสิบสองพัฒนา และบ้านปางค่าเหนือ - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าเย้าที่บ้านปางค่าใต้ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ยอดดอยภูลังกา เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำยม สูง 1,720 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นสันเขาแคบๆ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้า โดยจุดนี้สามารถมองเห็น สปป.ลาว และสามเหลี่ยมทองคำได้อย่างชัดเจน - ดอยภูนม เป็นสันเขาแคบๆ ทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ - ดอยหัวลิง ถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรง การเดินทาง จากจังหวัดพะเยา ผ่านอำเภอดอกคำใต้-จุน มุ่งหน้าไปอำเภอเชียงคำ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1179 เลี้ยวขวาที่ กม.8 เข้าทางหลวงสาย 1148 สายเชียงคำ-น่าน จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ กม.90 ขับต่อไปตามถนนรพช. อีกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางไปจนถึงวนอุทยานภูลังกา รถเก๋งสามารถขึ้นไปได้อย่างสบาย หากจะขึ้นไปเที่ยวที่ดอยภูลังกา ให้ติดต่อเหมารถ 4WD ที่วนอุทยานภูลังกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-883-0307 7. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง มีพื้นที่รับผิดชอบ 17 หมู่บ้าน 451 ครัวเรือน บนพื้นที่ 84.27 ตารางกิโลเมตร หรือ 52,670 ไร่ ประชากรประกอบด้วยคนพื้นเมืองและเผ่าม้ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน ที่ราบมีน้อยมาก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 700-1,250 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมวิวทิวทัศน์สวยงามของแปลงปลูกชาลุงเดช - เรียนรู้วิธีการชงชาและชิมชา ตลอดจนขั้นตอนกรรมวิธีการแปรรูปชาและการบรรจุหีบห่อที่โรงงานชาบ้านปงตอง - ชมโรงเรือนเพาะเห็ดระบบปิด เช่น เห็ดนางรมภูฎาน เห็ดนางรมฮังการี เห็ดปุยฝ้าย ฯลฯ - ชมแปลงกล้วยไม้ซิมบิเดี้ยมขนาดใหญ่หลากหลายสีสัน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีม้ง (กินวอ) คืองานประเพณีขึ้นปีใหม่ของขาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1-3 ค่ำเดือน 1 ซึ่งตรงกับเดือนมกราคมของทุกปี - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง บ้านม่อนเงาะ การละเล่นโยนลูกช่วง ลูกข่าง การปักผ้าชาวเขา การตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำเมี่ยงแบบดั้งเดิม ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ชมการเก็บใบเมี่ยง ใบชา และชิมยำใบเมี่ยงอาหารขึ้นชื่อของชุมชน การท่องเที่ยวธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนเงาะ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,425 เมตร ด้วยความสวยงามของชั้นเขา จึงสามารถชมทะเลหมอก และชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เป็นมุมกว้าง 360 องศาได้อย่างสุดลูกหูลูกตา - เงือกผา เป็นหินงอกที่มีลักษณะคล้ายนางเงือกหันหน้าเกาะผาอยู่ - บ่อน้ำทิพย์ เป็นแอ่งน้ำซึมอยู่ภายในถ้ำ และมีน้ำตลอดทั้งปี - ถ้ำลม จะมีลมพัดออกมาจากถ้ำตลอดเวลา รู้สึกได้อย่างชัดเจนเมื่อยืนอยู่บริเวณปากถ้ำ - ล่องแพผจญภัยที่บ้านสบก๋าย ชมธรรมชาติที่สวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ชมโขดหินที่มีลักษณะแตกแต่งกัน รวมถึงต้นไม้ใหญ่อายุกว่าพันปีที่โค่นล้มโดยธรรมชาติ โดยมีทั้งล่องแพไม้และแพยาง โดยแพไม้ไผ่จะงดล่องในช่วงฤดูฝน ส่วนแพยางสามารถล่องได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ประมาณ 37 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาดแม่มาลัย-อ.ปาย ประมาณ 2-3 กิโลเมตร จะมีเส้นทางเลี่ยงเมืองตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือ (อยู่ตรงข้ามกับวัดสบเปิง) เข้าไปม่อนเงาะอีกประมาณ 17 กิโลเมตร (เส้นทางเดียวกับไปวัดผางาม) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-308 8. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้ช่วยเขา ช่วยตัวเอง” มีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยภูเขาที่พักอาศัยอยู่ตามดอยต่างๆ ทางภาคเหนือเลิกปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่าไม้ และต้นน้ำลำธารของประเทศถูกทำลาย จากเดิมที่เป็นดอยหัวโล้นแปรสภาพเป็นขุนเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้ผล กว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และดอกไม้เมืองหนาวกว่า 20 ชนิด เป็นถิ่นที่อยู่ของ ชาวไทยภูเขาเผ่าจีนยูนาน ไทใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - สวนกลางแจ้ง บริเวณสโมสรอ่างขางมีสวนกลางแจ้งหลายสวนที่ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้แตกต่างกันตามความเหมาะสมของฤดูกาล ได้แก่ สวนแปดสิบ สวนดอยคำ สวนหอม สวนสมเด็จ และสวนกุหลาบอังกฤษ - โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผักเมืองหนาว จัดแสดงพันธุ์ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่โครงการหลวง - โรงเรือนไม้ดอก เป็นการจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวชนิดต่างๆ มากมาย เช่น บีโกเนีย รองเท้านารี พืชกินแมลง มุมน้ำตกในสวนสวย ซึ่งดอกดอกไม้ในสวนเหล่านี้จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกดอกตลอดทั้งปี - สวนบอนไซ ภายในสวนจัดแสดงต้นไม้ประเภทสาลี่ เมเปิ้ล สน ที่ปลูกแบบบอนไซ นอกจากนี้ยังมีโดมทรงหกเหลี่ยมจัดแสดงพันธุ์พืชภูเขาเขตร้อนและดอกกล้วยไม้จิ๋วที่สุด ซึ่งจะออกดอกเดือนมกราคมของทุกปี - พระตำหนักเรือนที่ประทับแรมและศาลาทรงงานเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จยังสถานีฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านนอแล ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องเชื้อสายพม่า มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง นับถือศาสนาพุทธ หากใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพชาวเขาจะไม่ผิดหวังแน่นอน - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านขอบด้ง เป็นชาวเขามูเซอดำและมูเซอแดง นับถือผี มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย บริเวณหน้าหมู่บ้านจะมีการจำลองบ้านและวิถีชีวิตของชาวมูเซอ - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านหลวง เป็นชาวจีนยูนานที่อพยพมาจากประเทศจีนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมกุหลาบพันปี (Rhododendron) ในช่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะออกดอกผลิบานตลอดทางเดิน - จุดชมวิวกิ่งลม สามารถชมทะเลหมอกและวิวพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากท้องฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย - จุดชมวิวหมู่บ้านนอแล นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ความสวยงามของธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยสัมผัสกับแสงแรกแห่งอรุณ และตะวันลับขอบฟ้าที่สวยงามได้ - กิจกรรมชมหิ่งห้อย ในยามค่ำคืนนักท่องเที่ยวจะเห็นแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยเป็นจำนวนมาก - ขี่จักรยานชมธรรมชาติที่สวยงามของแปลงเกษตรภายในสถานีฯ ในช่วงฤดูหนาว ช่วยเพิ่มความสนุกสนานน่าตื่นเต้นในการเที่ยวชม - ขี่ล่อชมธรรมชาติ สถานีฯ มีการจัดกลุ่มชาวบ้านนำล่อมาให้บริหารแก่นักท่องเที่ยวได้ขี่ชมสถานที่บริเวณแปลงต่างๆ ล่อเป็นสัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ผู้สนใจสามารถติดต่อเช่าขี่ล่อได้ที่สถานีฯ - ดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ดูนกที่มีนกหลากหลายสายพันธุ์โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่จะมีนกอพยพที่หาดูยาก การเดินทาง เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ผ่านอำเภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ ถึงกิโลเมตรที่ 137 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 ขึ้นไปอีก 25 กิโลเมตร ถึงดอยอ่างขาง เส้นทางชันและคดเคี้ยว เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังดอยอ่างขาง ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมาประมาณ 1,000-1,500 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-450-107-9 9. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์  มีลักษณะพื้นที่เป็นหุบเขาลาดชัน โดยแนวเขาที่ทอดไปในแนวเขาสันปันน้ำเป็นได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองทิศทาง คือทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซึ่งด้านตะวันออกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำปิง และด้านตะวันตกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำแจ่ม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1, 300 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก ผักไฮโดรโพนิกส์ และงานวิจัยพืชเมืองหนาว - สวนแปดสิบพรรษา สวนเฉลิมพระเกียรสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2550 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ภายในสวนตกแต่งด้วยกุหลาบพันปี และไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงเฟิร์น แหล่งเก็บรวบรวมพันธุ์เฟิร์นหายากและใกล้สูญพันธุ์ ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและพืชสวน รวบรวมพันธุ์เฟินไว้กว่า 50 สกุล 140 ชนิด - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงพืชกินสัตว์ เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง พิงกุย ซาราซีเนียชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบนพื้นที่สูง - สวนกุหลาบพันธุ์ปี รวบรวมพืชสกุล Rhododendron เช่น อาซาเลีย (Azalia) และกุหลาบพันปีชนิดต่างๆ หลายชนิด เป็นพืชการค้าในต่างประเทศและหลายชนิดได้ขยายพันธุ์มาจากต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ เช่น คำแดง หรือคำดอย (Rhododendron arboreum) ที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ตามพื้นที่สูงของประเทศไทย เช่น ดอนอินทนนท์ ดอยอ่างขาง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - หมู่บ้านม้งขุนกลาง ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง การแต่งกาย การละเล่น เลือกซื้อสินค้าและงานหัตถกรรมที่ตลาดม้ง การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดในประเทศ 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชมพืชพรรณไม้ป่าดิบเขา มอส ไลเคน และแหล่งดูนกนานาชนิด - พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่ กม.ที่ 41 เมื่อ พ.ศ.2530 กองทัพอากาศสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษา 5 รอบ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของชั้นเขา และสวนดอกไม้โดยรอบ - น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ / สวนหลวงสิริภูมิ ภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ บริเวณหน้าน้ำตกสิริภูมิมีสวนธรรมชาติตกแต่งด้วยพรรณไม้ ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะประมาณ 500 เมตร เรียกว่า “ สวนหลวงสิริภูมิ ” สามารถเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ไปตามเส้นทางสายนี้จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 มีทางแยกขวามือบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงสถานีฯ 91 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-286-777-8 , 080-769-1944 10. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ จ.เชียงราย การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ เริ่มต้นในรูปแบบของงานอาสาพัฒนาชาวเขา โดยมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ งานส่งเสริมของศูนย์จึงไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก จนปี พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ และทรงมีพระราชดำรัสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวบ้านดอยสะโง๊ะให้มากขึ้น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะจึงก่อตั้งขึ้น มีพื้นที่รับผิดชอบ 7 หมู่บ้าน 636 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 38 ตารางกิโลเมตร หรือ 23,750 ไร่ ประชากรประกอบด้วยชาวเขาเผ่าอาข่า ไทลื้อ และคนพื้นเมือง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมงานพัฒนาและงานส่งเสริมการปลูกพืชผัก สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอก และพืชไร่ ผลผลิตที่โดดเด่น คือ ดอกคาโมมายล์ และดอกหน้าวัว - เกษตรธรรมชาติร่มโพธิ์ทอง (สวนตาคม) นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและชิมผลไม้ตามฤดูกาล เช่น องุ่น ส้มโอ ลองกอง มังคุด เงาะ ฯลฯ พร้อมทั้งเรียนรู้ระบบการเกษตรแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวบนดอยสะโง๊ะ สามารถมองเห็นวิวสามเหลี่ยมทองคำและแม่น้ำโขง (สันนิฐานว่าในอดีตเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่สามารถมองเห็นได้ทุกทิศทาง มีร่องรอยคูเมือง มีแผ่นอิฐเก่าเป็นร่องน้ำ) - สามเหลี่ยมทองคำ ทะเลสาบเชียงแสน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ่อล้างทอง การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงสาย 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด-เวียงป่าเป้า-แม่สรวย เข้าทางหลวงสาย 1 ผ่านอำเภอเมืองเชียงราย เลี้ยวขวาเข้าอำเภอแม่จัน ตามทางหลวงสาย 1016 ถึงอำเภอเชียงแสน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1290  ผ่านสามเหลี่ยมทองคำ ถึง กม.18  เลี้ยวซ้ายเข้าไป 3 กิโลเมตร  สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ทุกประเภท สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยาง ก่อนถึงศูนย์เป็นถนนลูกลัง 1.5 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-163-346 , 081-951-9711 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ วันหยุดยาวในเดือนนี้ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวภาคเหนือ อย่าลืมแวะเวียนไปชมโครงการหลวงต่างๆ ด้วยนะครับ แล้วคุณจะค้นพบความสุขอีกมุมหนึ่ง ที่ธรรมชาติและผู้คนท้องถิ่นจะมอบให้ :) ขอบคุณที่มาและรูปภาพ : www.thairoyalprojecttour.com , เรียบเรียงโดย : Travel MThai

ททท.ชวนเที่ยวงานวันผลไม้ ของดีอำเภอทองผาภูมิ
ของดีอำเภอทองผาภูมิ /  เทศกาลผลไม้ / 

ททท.สำนักงานกาญจนบุรี ขอชวนไปชิม อิ่ม อร่อย กับผลไม้หลากหลายชนิด พร้อมตื่นตากับการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ในงาน “วันผลไม้ของดีอำเภอทองผาภูมิ และสืบสานประเพณีลานบ้าน ลานวัฒนธรรม ปี 2557″ ททท.ชวนเที่ยวงานวันผลไม้ ของดีอำเภอทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน เกษตรกรชาวสวนผลไม้ และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนวชิราลงกรณ  ขอเชิญนักท่องเที่ยวร่วมงาน “วันผลไม้ของดีอำเภอทองผาภูมิ และสืบสานประเพณีลานบ้าน ลานวัฒนธรรม ปี 2557″ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น. ณ บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ภายในเขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลผลิตทางด้านผลไม้ที่มีชื่อเสียงของอำเภอทองผาภูมิ เพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า ทุกเขื่อนของ กฟผ. มีความมั่นคงปลอดภัย และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จัก และสนใจมาเที่ยวอำเภอทองผาภูมิเพิ่มมากขึ้น ภายในงานมีการจำหน่ายผลไม้ชั้นดี รสชาติอร่อย ที่ขึ้นชื่อของอำเภอทองผาภูมิ อาทิ เงาะทองผาภูมิ ที่หวานล่อนกรอบอร่อย ทุเรียนเนื้อดีหวานหอม สับปะรด ส้มโอ มังคุด ลองกอง มะไฟ สะตอ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดสามารถปลูกได้ผลผลิตดีในเขตพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ  ภายในงานยังมีการจำหน่ายพืชผักปลอดสารพิษ พันธุ์ไม้ท้องถิ่น สินค้าโอท็อปชื่อดังของอำเภอ ชิม “ขนมทองโยะ” ขนมพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง ชมการสาธิตศิลปวัฒนธรรม และการแสดงประกอบแสงเสียงบอกเล่าเรื่องราวของชนเผ่าต่างๆ อาทิ มอญ กะเหรี่ยง ไทยอีสาน ม้ง เย้า ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ทุกคืน นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  ที่ทำการปกครองอำเภอทองผาภูมิ โทร.034 599745 สำนักงานเกษตรอำเภอทองผาภูมิ โทร.034 599482 และ ททท.สำนักงานกาญจนบุรี โทร.034 511200 หรือ 034 512500 ได้ทุกวันในเวลาราชการ ขอบคุณข่าวสารจาก การท่องเที่ยวแห่วแระเทศไทย สำนักงานภาคกลาง

ธาตุเจ้าเรือน ตามหลักแพทย์แผนไทย
ธาตุดิน /  ธาตุน้ำ / 

ธาตุเจ้าเรือนคืออะไร ในทฤษฎีการแพทย์แผนไทย เชื่อว่า การเกิดชีวิตใหม่จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีพ่อมีแม่ที่มีลักษณะของหญิง-ชาย ครบถ้วน หมายถึง พ่อมีลักษณะของชายครบ และแม่มีลักษณะของหญิงครบ โดยให้ความหมายของชีวิตไว้ว่า ชีวิตคือขันธ์ 5 อัน ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รูป หมายถึง รูปร่าง ร่างกาย หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรม ซึ่งในพระไตรปิฎกได้อธิบายไว้ว่า รูปมีมหาภูตรูป 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และรูปที่เกิดจากมหาภูตรูป เรียกว่าอุปทายรูป ได้แก่ อากาศ ประสาททั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดรูป รส กลิ่น เสียง เป็นอาภรณ์ 4 เวทนา ได้แก่ ความรู้สึกต่างๆ ซึ่งเกิดจากประสาททั้ง 5 เป็นต้น สัญญา ได้แก่ ความจำต่างๆ การกำหนดรู้อาการ จำได้หมายรู้ สังขาร หมายถึง การปรุงแต่งของจิต ความคิดที่ผูกเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าสังขารคือร่างกาย เช่น มักพูดว่า "คนแก่ไม่เจียมสังขาร" หมายถึง ทำอะไรเกินกว่าร่างกายซึ่งชราจะรับได้แท้จริงสังขารเป็นความนึกคิดก่อ หรือผูกเป็นเรื่องราวนั่นเอง วิญญาณ คือ ความรู้แจ้งของอารมณ์เช่น วิญญาณนักต่อสู้ หมายถึง เป็นผู้มีอารมณ์บากบั่นตั้งมั่น ต้องสู้สุดใจ ผู้มีวิญญาณเป็นนักประชาธิปไตย หมายถึง การมีอารมณ์ลึกซึ้ง ชัดแจ้ง จะทำอะไรก็อยู่ในอารมณ์ของนักประชาธิปไตย มีใจตั้งมั่นในสิทธิเสรีภาพ เป็นต้น คนทั่วไปคิดว่าวิญญาณคือผี เชื่อว่าเมื่อตายไปแล้ววิญญาณออกจากร่างไปเป็นผีแท้จริงแล้วเมื่อตายไปแล้วก็หมดความรู้สึก ไม่มีอารมณ์อีกแล้วนั่นเอง จะเห็นได้ว่าชีวิตคือขันธ์ 5 ซึ่งคือร่างกายและจิตใจนั่นเอง มนุษย์ที่เกิดมาต่างก็มีชีวิตแตกต่างกันไป มีรูปร่าง หน้าตาแตกต่างกัน มีความรู้สึกนึกคิดและจิตสำนึก ความรู้แจ้งทางอารมณ์หรือที่เรียกว่าวิญญาณที่แตกต่างกันไป ทาง การแพทย์แผนปัจจุบันเชื่อว่า การที่มีความแตกต่างและความเหมือนกัน ถูกกำหนดโดยสารพันธุกรรมที่เรียกว่า "ดีเอ็น เอ" เป็นรหัสของชีวิตที่มนุษย์ได้รับการถ่ายทอดจากมารดาและบิดา nederlandsegokken.nl เป็นลักษณะทั่วๆ ไปของมนุษย์ ทางการแพทย์แผนไทยมีความเชื่อในเรื่องธรรมชาติว่า การเกิดรูปครั้งแรกในครรภ์มารดามีขนาดเล็กมาก ขนาดเท่ากับหยดน้ำมันงาที่ติดอยู่ปลายขนจามรี หลังจากถูกสะบัด ถึง 7 ครั้ง และด้วยอิทธิพลของธาตุไฟก่อน จึงเกิดธาตุอื่น ตามมาจนครบธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ แล้วจึงเกิดเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณจนครบขันธ์ 5 เมื่อครรภ์ ครบ 5 เดือน นั่นคือชีวิตได้เกิดแล้ว และด้วยอิทธิพลธรรมชาติ ได้แก่ ความร้อน ความเย็นของภูมิอากาศตามฤดูกาล ได้ทำให้ธาตุทั้ง 4 ของแต่ละคนแตกต่างกันไปและเริ่มมีอิทธิพลแล้วในครรภ์มารดา ดังพระคัมภีร์ปฐมจินดากล่าวไว้ว่า เมื่อตั้งครรภ์ในฤดูอันใด ธาตุอันใด ให้เอาธาตุของฤดูนั้นเป็นที่ตั้งแห่งธาตุกำเนิดของกุมารกุมารีนั้นๆ เช่น ตั้งครรภ์ในเดือน 5, 6, 7 เป็นลักษณะแห่งไฟ ตั้งครรภ์ในเดือน 8, 9, 10 เป็นลักษณะแห่งลม ตั้งครรภ์ในเดือน 11, 12, 1 เป็นลักษณะแห่งน้ำ ตั้งครรภ์ในเดือน 2, 3, 4 เป็นลักษณะแห่งดิน นั่นคือ ธาตุเจ้าเรือน นั่นเอง แต่คนส่วนใหญ่มักจำได้เพียงแต่วันเกิด คำว่าตั้งครรภ์ในเดือนใดหมายถึง การเริ่มมีครรภ์ หรือมีการปฏิสนธิ ดังนั้นจากข้อสังเกตของคนโบราณดังกล่าว ถ้านำอายุการตั้งครรภ์มาพิจารณาแล้วสามารถประมาณการได้ว่า ผู้ที่เกิดเดือน 5, 6, 7 จะมีธาตุลมเป็นเจ้าเรือน ผู้ที่เกิดเดือน 8, 9, 10 จะมีธาตุน้ำเป็นเจ้าเรือน ผู้ที่เกิดเดือน 11, 12, 1 จะมีธาตุดินเป็นเจ้าเรือน ผู้ที่เกิดเดือน 2, 3, 4 จะมีธาตุไฟเป็นเจ้าเรือน การแบ่งแบบนี้เป็นการแบ่งอย่างหยาบ คือ แบ่งบุคลิกหรือลักษณะจำเพาะของคนออกเป็น 4 แบบ แต่ละแบบจะมี จุดอ่อน หรือลักษณะของธาตุเสียสมดุลแตกต่างกันตามธาตุเจ้าเรือนนั้นๆ ลักษณะของ ธาตุเจ้าเรือน เป็นอย่างไร องค์ประกอบของธาตุที่รวมกันอยู่อย่างปกตินั้น จะมีธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งเด่น หรือมากกว่าอย่างหนึ่ง เรียกว่า เจ้า เรือน ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยแต่ละธาตุหลักทั้ง 4 จะมีลักษณะที่แสดงออกเป็นเจ้าเรือน ดังนี้ ธาตุดินเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ เสียงดังฟังชัด ข้อกระดูกแข็งแรง กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ล่ำสัน อวัยวะสมบูรณ์ ธาตุน้ำเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสมบูรณ์ อวัยวะสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใสเต่งตึง ตาหวาน น้ำในตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำงาม กินช้า ทำอะไรชักช้า ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดีเสียงโปร่ง มีลูกดกหรือมีความรู้สึกทางเพศดีแต่มักเฉื่อยและค่อนข้างเกียจคร้าน ธาตุไฟเจ้าเรือน มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมหงอกเร็ว มักหัวล้าน หนังย่น ผม ขนหนวด ค่อนข้างนิ่ม ไม่ค่อยอดทน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง ความต้องการทางเพศปานกลาง ธาตุลมเจ้าเรือน จะมีผิวหนังหยาบแห้ง รูปร่างโปร่ง ผอม ผมบาง ข้อกระดูกลั่นเมื่อเคลื่อนไหว ขี้อิจฉา ขี้ขลาด รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่คอยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัด มีลูกไม่ดก คือความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี สถานที่ถิ่นที่อยู่อาศัยแยกตาม ธาตุเจ้าเรือน ที่อยู่อาศัย หรือสิ่งแวดล้อม เรียกว่า "ประเทศสมุฏฐาน" ย่อมมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพ ได้แก่ ประเทศร้อน สถานที่ที่เป็นภูเขาสูง เนินผา มักเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ เช่น คนภาคเหนือ จะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับไข้ต่างๆ ประเทศเย็น สถานที่ที่เป็นน้ำฝน โคลนตม มีฝนตกชุก มักเจ็บป่วยด้วยธาตุลม เช่น คนภาคกลาง จะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับลมต่างๆ ประเทศอุ่น สถานที่ที่เป็นน้ำฝนกรวดทราย เป็นที่เก็บน้ำไม่อยู่ มักเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ เช่น คนภาคอีสาน จะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับนิ่ว ประเทศหนาว สถานที่ที่เป็นน้ำเค็ม มีโคลนตมชื้นแฉะ ได้แก่ ชายทะเล มักเจ็บป่วยด้วยธาตุดิน เช่น ภาคใต้ จะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับฝี การวินิจฉัย ธาตุเจ้าเรือน นำอาการที่ได้จากการบอกเล่า และตรวจพบมาประมวล จะสามารถบอกถึงสภาวะสุขภาพของผู้ป่วย โดยยึด หลักเกณฑ์เกี่ยวกับตัวสุขภาพ หรือตัวควบคุมธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ธาตุดิน มีสิ่งสำคัญในการควบคุมสุขภาพอยู่ 3 อย่าง คือ - หทัยวัตถุมีที่ตั้งที่หัวใจ ควบคุมความสมบูรณ์ของหัวใจ เช่น ลักษณะ ขนาด การทำงาน การเต้น ความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อหัวใจ บางตำรากล่าวว่าหทัยวัตถุเป็นที่ตั้งของจิต - อุทริยะ หมายถึง อาหารใหม่ คืออาหารที่รับประทานเข้าไปใหม่ๆ นั่นเอง การซักประวัติการกินอาหารก่อนป่วย มีความจำเป็นมาก เพราะอาหาร คือธาตุภายนอกที่เรานำเข้าไปบำรุง หรือปรับธาตุภายใน เรื่องอาหารจึงสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนใด โรคทางแผนโบราณจึงมีเรื่องเกี่ยวกับการกินที่เรียกว่า "กินผิด" คือกินไม่ถูกกับธาตุจะเจ็บป่วย กินไม่ถูกกับโรคทำให้อาการแย่ลง ดังนั้น การแพทย์แผนไทยใช้วิธีการกินสมุนไพร อาหารสมุนไพร มาแก้ไขการเสียสมดุลนี้เป็นการลองผิดลองถูกมายาวนาน จนสรุปเป็นหลักการและเหตุผล - กรีสัง หมายถึง อาหารเก่า คือ กากอาหารในลำไส้ใหญ่ที่จะออกมาเป็นอุจจาระนั่นเอง ลักษณะของอุจจาระเป็นตัวบ่งบอกสุขภาพ อุจจาระหยาบ ละเอียด ก้อนแข็งหรือเหลว กลิ่นอุจจาระเป็นเช่นไร เช่น กลิ่นเหมือนปลาเน่าธาตุน้ำเป็นเหตุกลิ่นเหมือนหญ้าเน่าธาตุไฟเป็นเหตุ กลิ่นเหมือนข้าวบูดธาตุลมเป็นเหตุกลิ่นเหมือนศพเน่าธาตุดินเป็นเหตุ เป็นต้น โบราณว่าไว้สุขภาพจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับกรีสะ (อุจจาระหรืออาหารเก่า) เป็นตัวควบคุม ธาตุน้ำ มีสิ่งสำคัญในการควบคุมสุขภาพอยู่ 3 อย่าง คือ - ศอเสมหะ ควบคุมน้ำบริเวณคอขึ้นไปเกี่ยวกับเสมหะ น้ำมูกมีหรือไม่อย่างไร มีมากเวลาใด อาจหมายถึงการทำงานของต่อมต่างๆ ที่ผลิตน้ำเมือก น้ำมูกบริเวณดังกล่าว - อุระเสมหะ ควบคุมน้ำบริเวณอกเหนือกลาง ตัวจากคอมาถึงบริเวณลิ้นปี่ เหนือสะดือ การซักถามจะต้องถามถึงการไอ เสมหะเป็นอย่างไร การหอบ การอาเจียน น้ำที่ออกมาเป็นอย่างไร การปวดท้องเกี่ยวกับน้ำย่อยในกระเพาะ อาจจะหมายถึงการทำงานของต่อมน้ำมูก เมือกในปอด หลอดลม น้ำในกระเพาะอาหาร น้ำดี น้ำย่อยในลำไส้เล็ก - คูถเสมหะ ควบคุมน้ำช่วงล่างจากสะดือลงไป อาจเป็นน้ำมูกเมือก น้ำในลำไส้น้ำในอุจจาระ น้ำปัสสาวะ น้ำในมดลูก ช่องคลอด (ถ้าเป็นหญิง) และน้ำอสุจิ (ถ้าเป็นชาย) จึงต้องซักประวัติเกี่ยวกับอาการที่เกี่ยวข้อง เช่น การถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ ลักษณะเหลว หรือแข็ง มีน้ำมากน้อยเพียงใด ผิดปกติอย่างไร ธาตุลม มีสิ่งสำคัญในการควบคุมสุขภาพอยู่ 3 อย่าง คือ - หทัยวาตะ ลมที่ควบคุมอารมณ์ จิตใจ การเต้นของหัวใจ ความหวั่นไหว ความกังวล - สัตถกะวาตะ ลมที่คมเหมือนอาวุธ หมายถึง เมื่อเกิดอาการจะมีอาการฉับพลัน เจ็บปวดลึกๆ เหมือนดังอาวุธเสียบแทง จากลักษณะดังกล่าวอาการคล้ายกับภาวะขาดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรืออวัยวะใดๆ ขาดเลือดจะมีอาการเจ็บปวดรุนแรง - สุมนาวาตะ ลมที่ควบคุมพลังที่อยู่เส้นกลางลำตัวตามแนวดิ่ง ในตำราการนวดไทยเส้นสุมนาถูกจัดเป็นเส้นสำคัญในเส้นสิบ เส้นนี้จะวิ่งกลางลำตัวจรดปลายลิ้น จึงน่าจะเป็นตัวควบคุมระบบประสาท การไหลเวียนโลหิตสมอง ไขสันหลัง ระบบอัตโนมัติต่างๆ การซักถามอาการควรถามเกี่ยวกับการทำงานของแขนขา การปวดเจ็บหลัง การชัก การกระตุก ตำราโบราณกล่าวว่าอาการลิ้นกระด้างคางแข็งเกิดจากสุมนา แสดงว่าน่าจะเกี่ยวกับสมอง ประสาท ธาตุไฟ มีสิ่งสำคัญในการควบคุมสุขภาพอยู่ 3 อย่าง คือ - พัทธปิตตะ คือดีในฝัก บางท่านอาจสับสนว่าน้ำดีคือธาตุน้ำ เหตุใดจึงจัดเป็นไฟ ผู้เขียนเข้าใจว่าพัทธปิตตะในที่นี้ คือการควบคุมการทำงานของน้ำดีและการย่อยสลายจากการทำงานของน้ำดี ส่วนน้ำดีจัดเป็นธาตุน้ำ อาการบ่งบอกการทำงานที่ผิดปกติไป จึงน่าจะหมายถึงการปวดท้อง น้ำดีอุดตัน ภาวะการผลิตน้ำดีของตับผิดปกติ ตับอักเสบเกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดน้ำดีอักเสบเป็นนิ่ว เป็นต้น เป็นเรื่องที่ควบคุมการทำงานของธาตุน้ำเป็นอาการบ่งบอกถึงการทำงานที่ผิดปกติไป จึงน่าจะหมายถึงการปวดท้อง น้ำดีอุดตัน เป็นเรื่องที่ควบคุมการทำงานของน้ำดีในตับ และถุงน้ำดีที่เรียกว่าในฝักนั่นเอง - อพัทธะปิตตะ ดีนอกฝัก หมายถึง การทำงานของน้ำดีในลำไส้ การย่อยอาหาร อาการคือจุกเสียด อืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ดีนอกฝักพิการ จะทำให้เหลืองทั้งตัว ดีในฝักพิการจะมีอาการคุ้มคลั่งเหมือนผีเข้า ถ่ายเป็นสีเขียว - กำเดา องค์แห่งความร้อน เป็นตัวควบคุมความร้อนในร่างกาย น่าจะหมายถึงศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายนั่นเอง การตรวจสามารถดูที่อาการไข้ว่าตัวร้อนจัดหรือไม่เพียงใด อาหารประจำ ธาตุเจ้าเรือน ธาตุดิน ควรรับประทานอาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม ได้แก่ มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง เผือก ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย เกลือ ฯลฯ ธาตุน้ำ ควรรับประทานอาหารรสเปรี้ยว รสขม ได้แก่ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ มะระ สะเดา ฯลฯ ธาตุลม ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา ฯลฯ ธาตุไฟ ควรรับประทานอาหารรสขม เย็น จืด ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง แตงโม บัวบก ขี้เหล็ก ฯลฯ ขอบคุณที่มาจาก : กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขอบคุณภาพจาก : looseweightwith100dietfoods.blogspot.com

เจาะร้านเด็ดเมืองสุดอาร์ต George Town !
George Town /  ท่องเที่ยว / 

หากใครมีแพลนจะตะลุยปีนังในช่วงนี้ หรือปีหน้า ต้องขอบอกเลยว่าอย่าพลาด ! กับเมืองสตรีทอาร์ตที่สร้างสรรค์งานศิลปะไว้ทุกตรอกซอกซอย รวมถึงความสนุกจากการสื่อสารที่จะทำให้คุณได้เพลิดเพลินไปเกือบทุกภาษาอีกซะด้วย ว้าว ว้าว ว้าว ! เริ่มอยากรู้แล้วสิ ที่เมืองนี้มันมีอะไร แต่จะให้ร่ายทั้งหมดเลยเห็นท่าทีว่าคนจะไปคงต้องเหนื่อยขาลากแน่ ๆ เราขอเริ่มต้นสำรวจสุดยอดร้านกินที่จะทำให้ทุกคนอเมซิ่งแบบพลาดไม่ได้ของ George Town มาเป็นลายแทงให้ทุกคนได้เช็คอินเก๋ ๆ แล้ว 1. Kar be Café ร้านนี้เป็นที่มาของคำว่า ‘มาสิบชาม หมดสิบชาม’ ร้านก๋วยเตี๋ยวทะเลที่มีรสชาติน้ำซุปเด็ดดวงถึงใจมากมาก แถมกุ้งหอยปูปลาที่นำมาเป็นเครื่องวัตถุดิบ ก็ทั้งสดและชิ้นใหญ่ชิ้นโตซะด้วย มาคนเดียวแนะนำสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำคู่กับปลาทอดที่เสิร์ฟพร้อมกระเทียมเจียว แต่หากมาเป็นกลุ่มต้อง ก๋วยเตี๋ยวหม้อไฟ ได้กุ้งที่ใหญ่มาก ! ชอบเผ็ด ๆ ก็ต้มยำไปเลยจ้า รับรองแซ่บจนปากพองกันแน่ ๆ 2. Red Garden ตรงนี้เป็นแหล่งอาหารนานาชาติที่ถึงแม้จะไปคนเดียวก็ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะกลางลานจะมีการแสดงจากศิลปินเจ้าถิ่นมาร้องเพลงให้เหมือนว่าเรากำลังย้อนยุคกลับไปหาคาเฟ่โบราณ ที่มีบริกรใส่เครื่องแบบหูกระต่าย และให้เราเขียนเพลงส่งให้ร้อง ถือว่าเป็นสถานที่นั่งกินแบบเพลิดเพลินสำราญใจได้ดีเลยล่ะ 3. Sele Café ถึงแม้ร้านนี้จะขึ้นชื่อในเรื่องของรสชาติกาแฟมากแค่ไหน แต่คงไม่ฮอตเท่าเรื่องการเซลฟี่ในร้านแน่ ๆ มันแปลกตรงไหน มันฮอตได้อย่างไรหรอ ร้านไหนก็ให้ถ่ายรูปได้ทั้งนั้น ? อะ ๆ แต่ที่ไหนเล่าจะให้เราเอารูปหน้าเราไปอยู่บนแก้วกาแฟถ้าไม่ใช่ที่นี่  ชอบก็ตรงนี้แหละแม่คุณณณ ! ที่นี่จะมีมุมให้ถ่ายรูปเสร็จสรรพ และมีโน๊ตบุ๊คหนึ่งเครื่องและไอโฟน หลังจากนั้นก็ให้นักท่องเที่ยวเลือกถ่ายให้สวยหล่อจนพอใจ จากนั้นภาพที่เราแชะนั้น ก็จะมาแปะบนกาแฟของเรา ช่างคิดให้เหมาะกับกระแสพฤติกรรมมนุษย์จริง ๆ เลยนะคะ เดี๊ยนชอบจังเลยค่ะ 5555 4. The China House ที่สุดของความลงตัว Contemporary George Town อาคารเฮอริเทจสามหลังที่ถูกโมใหม่และแบ่งออกเป็น 2 ชั้น มีส่วนของร้านอาหาร เบเกอรี่ คาเฟ่แกเลอรี่ และพื้นที่จัดแสดง Performance ส่วนมุมที่น่านั่งที่สุด ชิลจนคิดว่ากำลังนั่งเล่นสวนหลังบ้านเพื่อนที่ไหนสักแห่งแล้วก็ Courtyard ทางด้านหลังเลย 5. Ecco Café แจ๊สในห้องแถวและพิซซ่าหน้ามะกอก ค้นพบร้านนี้ได้เพราะหลงประตูเหล็กซี่สีเปลือกมังคุด แล้วทฤษฎีของความไม่บังเอิญก็เกิดขึ้น มันใช่เลย เป็นร้านที่น่านั่งมาก สวย เท่ ละมุน ไม่ป้า ไม่ฮิพ แถมเปิดแผ่นเพลงแจ๊สตลอดทั้งวันด้วย ส่วนรสชาติอาหารไม่ต้องห่วงเลยเพราะเจ้าของร้านเรียนรู้การทำอาหารด้วยตัวเองมาร่วม 4 ปี จนมั่นใจในฝีมือจนเปิดร้าน ไม่ต้องกลัวว่าจะหาร้านไม่เจอนะคะ เพราะที่นี่มีรถบัสนั่งฟรี ! ที่จะแวะตามแหล่งท่องเที่ยวทุกจุดเลยนะจ๊ะ