มังคุด

อาร์มี่ เปิดบ้านสยบ ราชันมังกร3-1ทะยานขึ้นจ่าฝูงไทยลีก
บอลไทย /  ผลฟุตบอล / 

ผลฟุตบอลโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก 2015 วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558 อาร์มี่ ยูไนเต็ด 3-1 ราชบุรี มิตรผล เอฟซี  ประตู : 1-0 อนุวัติ น้อยชื่นพันธ์ น.58, 2-0 อนุวัติ น้อยชื่นพันธ์ น.66, 3-0 ไค ฮิราโนะ น.86, 3-1 เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ น.89 สนาม : กองทัพบก เวลา : 18.00 น. การแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก 2015 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558 สุภาพบุรุษวงจักร อาร์มี่ ยูไนเต็ด เปิดสนามกองทัพบก รับมือทีมแกร่ง ราชันมังกร ราชบุรี มิตรผล เอฟซี เริ่มครึ่งแรก ราชันมังกร ผู้มาเยือนครองเกมได้ดีกว่า นาทีที่ 9 ราชบุรี ได้มีโอกาสทักทายก่อน เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ ได้ปั่นฟรีคิกกว่า 30 หลา ข้ามคานออกไปเพียงนิดเดียว จากนั้นนาทีที่ 12 เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ คนเดิมได้ยิงฟรีคิกระยะ 20 หลาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะเป็นประตู นาทีที่ 22 เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ ได้ลักไก่ยิงไกลจากมุมขวาของสนาม บอลพุ่งชนคานอย่างจัง โชคดีของ สุภาพบุรุษวงจักร ที่ผู้เล่นทีมเยือนเข้าซ้ำไม่ทัน ก่อนที่นาทีที่ 27 ยังคงเป็นโอกาสของ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี เมื่อ ใหญ่ นิลวงษ์ ไดลากบอลไปด้านซ้าย ก่อนจะไหลให้ เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ ชิ่งต่อให้ บรูโน โลเปซ ไดยิงไปติดหัวไหล่ โกสินทร์ เหมบุตร นายด่านเจ้าถิ่น นาทีที่ 38 เป็นโอกาสได้ลุ้นแบบจังๆ ครั้งแรกของ อาร์มี่ เมื่อ พิชิต เกสโร ได้หลุดไปทางขวาก่อนจะจ่ายบอลเข้ากรอบเขตโทษให้ เมลวิน เด ลูว์ ได้ยิงไปติดเซฟของ อุกฤษณ์ วงศ์มีมา จากนั้นทั้ง 2 ทีมก็เล่นกันแบบประครองตัว ทำให้จบครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0 กลับมาสู้กันต่อในครึ่งเวลาหลังทั้ง 2 ทีมเปิดเกมแลกกันสนุกตื่นเต้นกว่าครึ่งแรก แต่ก็ยังไม่มีประตูแรกของเกมเกิดขึ้น นาทีที่ 57 เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ เปิดลูกเตะมุม ชุมพล บัวงาม ได้โขกติดเซฟ โกสินทร์ เหมบุตร จากนั้นไม่ถึงนาที อาร์มี่ ยูไนเต็ด ก็มาได้ประตูทะยานออกนำเมื่อ ไค ฮิราโนะ ไหลบอลให้ เจ้าหน่อง อนุวัติ น้อยชื่นพันธ์ ได้ง้างเท้ายิงบอลพุ่งหายเขาประตูไป สุภาพบุรุษวงจักร ออกนำ ราชันมังกร 1-0 นาทีที่ 66 สกอร์ในสนามก็เปลี่ยนเป็น 2-0 เมื่อ แทงจินี่ ชิเปา เบียดแย่งบอลได้จากกองหลังหน้ากรอบเขตโทษก่อนจะไหลให้ อนุวัติ น้อยชื่นพันธ์ ได้วิ่งเข้าไปกดเลียดบอลพุ่งเสียบเสาเข้าประตูไป อาร์มี่ นำ 2-0 หลังจากโดนนำห่าง ราชันมังกร ราชบุรี มิตรผล เอฟซี พยายามโหมบุกหนักขึ้นหวังที่จะเอาประตูตีไข่แตกให้ได้โดยเร็ว แต่จังหวะสุดท้ายยังทำได้ไม่ดีเอง และนาทีที่ 86 อาร์มี่ ก็มาได้ประตูหนีเป็น 3-0 เมื่อ โกสินทร์ เหมบุตร เตะยาวจากประตูขึ้นหน้า ไค ฮิราโนะ โฉบแย่งบอลได้กลางอากาศ ก่อนที่จะได้ซัดเต็มแรงในกรอบเขตโทษบอลหายเขาประตูไป ทว่าก่อนหมดเวลานาทีเดียว ราชันมังกร ก็มาได้ประตูตีไข่แตก ไล่มาเป็น 1-3 จาก เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ จากนั้นก็ไม่มีประตูเพิ่มจบเกม สุภาพบุรุษวงจักร อาร์มี่ ยูไนเต็ด เอาชนะ ราชันมังกร ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ไปได้ 3-1 คว้า 3 คะแนน พร้อมขึ้นไปรั้งจ่าฝูง รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามของทั้ง 2 ทีม อาร์มี่ ยูไนเต็ด : โกสินทร์ เหมบุตร (GK), พิชิต เกสโร, ศิวะเมต ธนูศร, ชัยวัฒน์ นาคเอี่ยม, ดาวุฒิ ดินเขต, เออร์เนสโต ภูมิภา, ธนพัต ณ ท่าเรือ, อนุวัติ น้อยชื่นพันธ์ (ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร น.77), แทงจินี่ ชิเปา, ไค ฮิราโนะ (ธนากร แดงทอง น.90+1), เมลวิน เด ลูว์ (มงคล ทศไกร น.88) ราชบุรี มิตรผล เอฟซี : อุกฤษณ์ วงศ์มีมา (GK), ศิลา ศรีกำปัง (อัษดิน มังคุด น.78), ชุมพล บัวงาม, อองรี โจเอล (ฟลาเวียง มิเชลลินี่ น.66), เอกลักษณ์ ทองกริต, ใหญ่ นิลวงศ์, รัตนะ เพ็ชรอาภรณ์, ชุติพนธ์ ทองแท้ (อรรถวิท สุขช่วย น.69), เก็นกิ นากาซาโตะ, เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ, บรูโน โลเปซ

เที่ยวจันทบุรี สีสันอัญมณี แห่งอ่าวไทย
ทะเล /  หาด / 

จันทบุรี หนึ่งในจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออก เป็นจังหวัดที่รวมสุดยอดของสถานที่ท่องเที่ยว ที่น้อยคนนักจะได้มาเยือน แต่หากลองได้มาสัมผัสสักครั้งหนึ่งแล้ว คุณจะกลายเป็นแขกประจำของที่นี่ไปเลย เพราะจันทบุรี มีสมญานามว่า “อัญมณีแห่งทะเลอ่าวไทย” ชวนเพื่อน Travel.mthai มา เที่ยวจันทบุรี กันนะครับ หาดคุ้งวิมาน...เงียบสงบ จันทบุรี หรือเมืองจันท์ ขึ้นชื่อเรื่องพลอยอัญมณีนานาชนิด ว่ากันว่า.. ใต้แผ่นดินแห่งนี้สมัยก่อนเพียงแค่ขุดลงไปก็เจอของล้ำค่าแล้ว  ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังขึ้นชื่อในเรื่องของสวนผลไม้ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจประจำจังหวัด ทั้งมังคุด เงาะ ทุเรียน ระกำ สละ กล้วยไข่คุณภาพส่งออกต่างประเทศ เรียกได้ว่าถ้ามา เที่ยวจันทบุรี หรือเมืองจันทร์ มีผลไม้ให้กินกันตลอดปีแน่นอน ซึ่งเราได้มีโอกาสไปลองชิมผลไม้จากสวนของบ้านเขาบายศรี สวนผลไม้สำหรับส่งออกต่างประเทศ ที่นี่ไม่ได้ขายผลไม้อย่างเดียว แต่ยังเปิดให้เป็นที่พักแบบโฮมสเตย์เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบสัมผัสชีวิตแบบชาวสวน เที่ยวจันทบุรี หน้าฝนนี้อิ่มท้องด้วยผลไม้สดจากสวน ทุเรียนเมืองจันทร์ พลูโตๆ เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของ จันทบุรี คือหาดทรายและท้องทะเลที่ทอดยาวเงียบสงบ และเป็นส่วนตัวมาก หลายหาดในจังหวัดจันทบุรีมักจะใช้เป็นฉากถ่ายทำละครและโฆษณาอยู่เสมอ เช่น หาดคุ้งวิมาน หาดเจ้าหลาว หาดคุ้งกระเบน และหาดแหลมสิงห์ โดยมีตำนานที่มาของชื่อหาดแหลมสิงห์ว่า มีหินรูปร่างใหญ่ที่หากเราลองนั่งเรือออกไปกลางทะเลแล้วมองกลับเข้ามาที่ชายฝั่งจะพบกับก้อนหินขนาดใหญ่ มีรูปร่างคล้ายสิงห์ขนาดยักษ์นอนเฝ้าทะเล ตามตำนานจะมีหินสิงห์คู่ตัวผู้ตัวเมีย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงหินสิงห์ตัวผู้ เนื่องจากตัวเมียถูกทหารชาวฝรั่งเศสทำลายไปแล้ว จุดชมวิวสะพานข้ามทะเล พระเจ้าตากสินมหาราช นอกจากจะเป็นเมืองที่มีความสวยงามทางธรรมชาติแล้ว ยังมีสถาปัตยกรรมที่เป็นร่องรอยจารึกแห่งประวัติศาสตร์และความทรงจำอันยากลบเลือน เนื่องจากในสมัยช่วงวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ.112 ทหารฝรั่งเศสเคยยึดจันทบุรีไว้ นานถึง 11ปี ซึ่งสยามต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเพื่อขอแลกพื้นที่จังหวัดจันทบุรีกับตราดไว้ ตึกเรซิดองห์ โดยร่องรอยที่ทหารฝรั่งเศสทิ้งเหลือไว้ให้เป็นอนุสรณ์แห่งความเจ็บปวดคือ 1.ตึกเรซิดองห์ หรือตึกบัญชาการทหารฝรั่งเศส เป็นอาคาร 1 ชั้น และมีดาดฟ้าชั้นบนทาด้วยสีแดง มุงกระเบื้องแบบพิเศษที่ขนมาจากฝรั่งเศส ตึกนี้ตั้งอยู่ภายในค่ายพระเจ้าตากสินมหาราช 2.ตึกแดง เป็นอาคารชั้นเดียวทาสีแดงทั้งหลัง มุงกระเบื้องแบบพิเศษที่ขนมาจากฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน ใจกลางของอาคารมีปืนใหญ่ฝรั่งเศสของแท้ตั้งอยู่ ด้านข้างของตึกมีต้นมะขาม 8 ต้นอายุหลายร้อยปี ชาวจันท์เชื่อว่าปลูกตามพระราชดำริของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3 เพื่อสร้างความเกรงขามให้กับกองทัพไทย 3.คุกขี้ไก่ อาคารสี่เหลี่ยมทรงสูงขนาดเล็ก ก่อด้วยอิฐ ข้างในแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นล่างสุดไว้ขังนักโทษลหุโทษ ชั้นกลางไว้ขังนักโทษสถานหนัก ชั้นบนสุดเป็นเล้าไก่เลี้ยงไก่ไว้ประมาณ 200 ตัว ให้ขี้รดหัวนักโทษที่เป็นเชลยไทย แสดงถึงความขมขื่นที่ไทยต้องได้รับ ณ สถานที่แห่งนี้มีนักโทษหลายคนตรอมใจตายในคุกขี้ไก่ด้วย ทั้งตึกแดงและคุกขี้ไก่ ตั้งอยู่บริเวณ อำเภอแหลมสิงห์ ภายในตึกเรซิดองห์ กระเบื้องนำเข้าจากฝรั่งเศสอายุกว่า 100ปี ตึกแดง ปืนใหญ่ฝรั่งเศสอายุ 100กว่าปี โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล หรือ อาสนวิหารพระนางมารีปฏิสนธินิรมล โบสถ์คาทอลิก ที่มีประวัติการก่อสร้างยาวนานถึง 275 ปี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งชาวญวนคาทอลิกและชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างขึ้น โดยโบสถ์แห่งนี้มีความยิ่งใหญ่เหมือนกับต่างประเทศ ภายในตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกระจกสี พื้นกระเบื้องโบราณ และพระแม่มารีอาประดับพลอย โดยที่นี่ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมที่คู่บ่าวสาวมาจัดงานแต่งงานแบบพิธีคริสต์ สถานที่ยอดนิยมที่คู่บ่าวสาว มาจัดงานแต่งงานแบบพิธีคริสต์ โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล โบสถ์คริสต์ที่สวยที่สุดในประเทศ โอเอซิส ซีเวิลด์ ศูนย์แสดงโชว์ปลาโลมาที่ใกล้ชิดคนดูมากที่สุดอีกด้วย โดยโอเอซิสจะจัดแสดงโชว์เป็นรอบ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลงไปว่ายน้ำกับปลาโลมา สัมผัสความใกล้ชิดให้ปลาโลมาหอมแก้มได้ด้วย นอกจากจะได้ชมปลาโลมาแล้วยังมีถ้ำปลาการ์ตูน บ่อปลาหมอทะเลยักษ์หลายพันตัวให้ได้เพลิดเพลินกันในแบบท่องเที่ยวครอบครัวได้ด้วย หลังจากท่องเที่ยวในช่วงกลางวันแล้ว ในยามค่ำคืนที่ ท่าเรือThe Pier มีบริการพานักท่องเที่ยวออกเรือไปตกหมึกกลางทะเลซึ่งช่วงฤดูที่ปลาหมึกจะเยอะจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือน ตุลาคม – พฤษภาคม โดยจะมีเรือลำใหญ่พาคุณออกสู่กลางทะเลและตกปลาหมึกขึ้นมาทำอาหารกินกันแบบสดๆ เป็นรสชาติที่คุณไม่มีวันลืมแน่นอนเพราะความหวานของเนื้อปลาหมึกที่ตกได้จากท้องทะเลกับปลาหมึกตลาดนั้นแตกต่างกันอย่างชนิดเทียบกันราวฟ้ากับดิน ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น หากอยากลองไปเที่ยวสนุก ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวผู้คนไม่พลุกพล่านลองไปเที่ยวที่จันทบุรี หรือลองดูรายละเอียดอื่นๆได้ที่ https://www.facebook.com/visitchanthaburi

'ประยุทธ์' เน้นย้ำแผนแม่บทป้องกันรุกป่า
คสช. /  ประยุทธ์ / 

หัวหน้า คสช. เน้นย้ำแผนแม่บทป้องกันปัญหาบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลเอกอักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการส่วนรักษาความสงบ คสช. ได้รับมอบหมายเป็นประธานการประชุม คสช. เพื่อติดตามงานแต่ละส่วน โดยระบุว่า หัวหน้า คสช. เน้นย้ำเรื่องการจัดทำแผนแม่บท หรือ โรดแมป ป้องกันแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้หน่วยรับผิดชอบ ทั้งในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้สรุปแผนแม่บทดังกล่าวให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเน้นรายละเอียด ว่าด้วยเรื่องของการป้องกันการบุกรุกเพิ่มเติม การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบค้าซากสัตว์ การฟื้นฟูผืนป่า รวมถึงการคุ้มครองตามอนุสัญญาไซเตส ว่าด้วยเรื่องของสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นอกจากนี้ ในส่วนของส่วนงานขึ้นตรงหัวหน้า คสช. โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เร่งดำเนินการตามสั่งการหัวหน้า คสช. ในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในการระบายผลผลิตทางการเกษตรด้วย โดยเฉพาะมังคุด ลองกอง ซึ่งให้กระทรวงพาณิชย์เป็นแม่งานหลักดำเนินงาน

เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย
เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย /  เทศกาลผลไม้ / 

เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้า เจ เจ มอล์ ในวันที่ 4-8 มิถุนายน นี้ เชิญเที่ยว เทศกาลบริโภคผลไม้ไทย ใกล้ถึงวันแล้วนะครับเตรียมพร้อมหรือยัง กับเทศกาลบริโภคผลไม้ไทย สำหรับคนที่หลงรักการทานผลไม้เชิญ ช้อบ เชิญ ชิม กับราชินีและราชา แห่งผลไม้มากมาย คนรักสุขภาพอย่าพลาดกัน ในงานจะมีผลไม้มาให้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย ทั้งราชาผลไม้ (ทุเรียน) และราชินี(มังคุด) รวมกระทั้ง ลิ้นจี่,สับปะรด,เงาะ,ชมพู่ ผลไม้สดๆ ที่มีคุณภาพอีกทั้ง ผลไม้แปรรูปอื่นๆ อีกมากมาย อย่าพลาดแวะไปเที่ยวกันนะครับ ดูข้อมูลเพิ่มเติม >> www.facebook.com/pages/JJmall-Fanpage ขอบคุณข่าวสารจาก เที่ยวภาคกลาง.com

เตือนพายุมังคุดเหนืออีสานมีฝนหนักตอ.ใต้ฝั่งตต.ตกหนัก
พยากรณ์อากาศ /  พายุมังคุด

กรมอุตุฯ ประกาศเตือน ฉบับ 5 พายุโซนร้อน "มังคุด" ระบุ ขึ้นฝั่งเวียดนาม ศูนย์กลางห่างนครพนม 280 กม. ส่งผลภาคอีสานและภาคเหนือ มีฝนหนัก 8-9 สิงหาคมนี้ ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุ "มังคุด" ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 08 สิงหาคม 2556 เมื่อเวลา 01.00 น. วันนี้ (8 ส.ค.56) พายุโซนร้อน "มังคุด" (MANGKHUT) บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนแล้ว และ เมื่อเวลา 04.00 น.วันนี้ พายุนี้ มีศูนย์กลางอยู่ห่าง ประมาณ 280 กม. ทางทิศเหนือค่อนตะวันตกเล็กน้อยของจังหวัดนครพนม หรือที่ละติจูด 20.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 104.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กม./ชม. กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 15 กม./ช.ม. มีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ในช่วงวันที่ 8-9 สิงหาคม 2556 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม และมุกดาหาร ส่วนภาคเหนือ บริเวณจังหวัดเชียงราย ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากสภาวะอากาศดังกล่าวไว้ด้วย อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้บริเวณภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณจังหวัดจันทบุรี ตราด ระนอง พังงา และภูเก็ต ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในระยะนี้ไว้ด้วย ส่วน กรุงเทพและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีโอกาสฝนตก ร้อยละ 60 ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ช.ม.

ผลไม้ สื่อถึงตัวตนของผู้รับประทาน
คำทำนาย /  คำทำนายจากผลไม้ / 

ผลไม้ ไม่ได้แค่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่มันยังสามารถนำมาทำนายนิสัยใจคอของผู้ที่ชอบรับประทานมันได้อีกด้วย หากคุณไม่เชื่อก็ลองมาดูข้อมูลที่ Horoscope.Mthai.com นำมาบอกกันในวันนี้ครับ ผลไม้ สื่อถึงตัวตน แอปเปิ้ล คุณเป็นคนอดทน สู้งาน และมีความรับผิดชอบสูง เมื่อไรก็ตามคุณได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่งชิ้นใด คุณมักจะทำอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าจะยากลำบากมากแค่ไหน แต่สำหรับเรื่องความรักแล้วกลับตรงกันข้าม คุณเป็นคนที่รักง่าย หน่ายเร็ว ไม่ค่อยอดทนในเรื่องรัก องุ่น ไม่บ่อยนักที่คุณจะเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของคุณ แก่คนที่คุณเพิ่งรู้จักครั้งแรก ดังนั้นคุณจะดูไม่น่าสนใจนัก สำหรับคนที่ไม่รู้จักคุณดี แต่ถ้าเป็นเพื่อน ๆ ในกลุ่มของคุณล่ะก็ คุณนับเป็นดาวเด่นเลยล่ะ กล้วย คุณเป็นคนขี้ใจน้อย ขี้งอน แต่ไม่ค่อยแสดงออก ภายนอกดูจะเป็นคนเงียบขรึม เข้มแข็ง แต่ภายในแล้วคุณอารมณ์คุณช่างอ่อนไวเหลือเกิน จะเรียกแข็งนอกอ่อนในก็ว่าได้ แตงโม คุณมีความตื่นตัวกระฉับกระเฉงตลอดเวลา ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปอย่างไร้ค่า คุณมักจะมองโลกในแง่ดี และไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับ ปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา เนื่องจากคุณมั่นใจว่าปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ เมื่อถึงเวลาที่ควร ชมพู่ คุณเป็นคนที่มีน้ำอดน้ำทนสูง ไม่ชอบขัดใจคนอื่น รักเพื่อนมากกว่าตัวเอง และค่อนข้างที่จะมองโลกในแง่ร้าย ส้ม คุณเป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่าย ร่าเริงสนุกสนาน ใครชวนไปไหนก็ไป เชื่อคนง่าย รู้เรื่องคนอื่นไปซะหมด แต่เรื่องตัวเองไม่ค่อยรู้ มังคุด คุณเป็นคนช่างฝัน อารมณ์อ่อนไหว โรแมนติก ตกหลุมรักได้บ่อย ๆ ไม่มีเบื่อ เห็นใครถูกใจก็เก็บเอาไปฝัน แต่ไม่นานก็ลืม พอเจอคนใหม่ก็เป็นอีก เพลงเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดเลย ของนูโว ดูจะเหมาะกับคุณนัก มะม่วง คุณเป็นคนชอบความท้าทาย มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบทดลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ กับเรื่องความรักก็ไม่เว้น คุณชอบหารักใหม่ ๆ เสมอ หรือเรียกอีกอย่างว่าเจ้าชู้นั่นเอง สตรอเบอรี่ คุณรักความสบาย ชอบอยู่อย่างหรูหราฟู่ฟ่า ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวต้องสวย เฉียบ เนียบ เสมอ จัดว่าคุณมีรสนิยมในการแต่งกายไม่ใช่เล่น คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี ชอบเข้าสังคม คุยสนุก และมีอารมณ์ขัน ทำให้เพื่อนในวงสนทนาหัวเราะได้ตลอดเวลา สับปะรด คุณเป็นคนที่ช่างเอาอกเอาใจคน คอยเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนของคุณตลอดเวลา หากใครมีเรื่องทุกข์ร้อนขอให้บอก คุณยินดีช่วยเสมอ ลูกแพร คุณเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน ใจดี และมักจะมองคนที่อยู่รอบข้างคุณในแง่ดีเสมอ ไม่เคยคิดร้ายกับใคร จึงทำให้เป็นที่เคารพ รักใคร่ของผู้คนที่ได้รู้จัก เงาะ คุณเป็นคนขี้เล่น อยู่ไม่ค่อยเป็นสุข ชอบแหย่คนโน้นคนนี้ที หากอยู่ในวงสนทนา คุณก็มักจะเป็นตัวโจ๊กประจำวง คอยปล่อยมุขเด็ด ๆ ให้ได้เฮกัน ทุเรียน คุณเป็นคนที่มี 2 บุคลิกในตัวเอง อยู่นอกบ้านใคร ๆ ก็มักจะกลัวคุณ แต่เมื่อกลับถึงบ้าน คุณจะกลายเป็นคุณหนูในทันที คุณเป็นคนใจกว้าง เอื้อเฟื้อ ใครมีปัญหามักจะมาขอให้คุณช่วยเสมอ และมักจะเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมของกลุ่มเพื่อน มะพร้าว คุณออกจะเป็นคนเจ้าสำอาง ไม่ชอบการใช้กำลัง และการทำงานหนัก ไม่ชอบทำงานกลางแจ้ง คุณเหมาะกับงานในออฟฟิศมากกว่า ข้อดีของคุณคือ คุณเป็นคนใจเย็น ประณีต งานที่ใช้ฝีมือน่ะต้องยกให้คุณเลย ฝรั่ง คุณเป็นคนที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน ลุยไหนลุยกัน ชอบท่องเที่ยวสูดกลิ่นไอธรรมชาติ เป็นคนรักเดียวใจเดียว มั่นคง แต่มักจะโดนหักอกอยู่บ่อย ๆ ขอบคุณข้อมูลจาก Forward Mail

สมุนไพรแก้ ท้องเดิน ท้องร่วง
กระชาย /  ท้องร่วง / 

 " มะเดื่อไทย " หมายเหตุ :  มะเดื่อไทย  Ficus spp. ในที่นี้ขอใช้มะเดื่ออุทุมพรเป็นข้อมูล ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus racemosa  L. วงศ์ :   Moraceae ชื่ออื่น :  เดื่อเกลี้ยง (ภาคเหนือ มะเดื่อเกลี้ยง มะเดื่อ มะเดื่อชุมพร กูแซ เดื่อน้ำ (ภาคใต้) มะเดื่อน้ำ เดื่อเลี้ยง มะเดื่อหอม หมากเดื่อ (ภาคอีสาน) มะเดื่อดง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10–20 เมตร ลำต้นเกลี้ยงสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนสีเขียว หรือสีเขียวในน้ำตาล กิ่งแก่มีสีน้ำตาลเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ ใบบาง รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมนหรือกลม ผิวใบเกลี้ยง หรือมีขน ไม่หลุดร่วงง่าย ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอก มีก้านเกิดเป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ที่แตกออกจากลำต้น และกิ่งขนาดใหญ่ ผล รูปกลมแป้นหรือรูปไข่ มีขน ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น เมื่อฉีกออกจะพบเกสรเล็กๆ อยู่ภายในผล ผลสุกมีสีแดง ส่วนที่ใช้ :  ผลอ่อน เปลือกต้น ราก สรรพคุณ ผลอ่อน - รับประทานเป็นอาหาร เปลือกต้น  - มีรสฝาด - รับประทานแก้ ท้องเดิน ท้องร่วง - ชะล้างบาดแผล เป็นยาสมานดี ราก   - เป็นยาแก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้หัว ไข้กาฬ ไข้พิษทุกชนิด - กล่อมเสมหะ และโลหิต  " กระชาย " ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ชื่อสามัญ :   Kaempfer วงศ์ :    Zingiberaceae ชื่ออื่น :  กระชายดำ กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ระแอน (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ละแอน (ภาคเหนือ)  ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :  ไม้ล้มลุก มีเหง้าสั้น แตกหน่อได้ รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายเรียว กว้าง 1-2 ซม. ยาว 4-10 ซม. ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นใบ มี 2-7 ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี กว้าง 5-12 ซม. ยาว 12-50 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนมนหรือแหลม ขอบเรียบ เส้นกลางใบ ก้านใบ และกาบใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนเป็นสัน ก้านใบเรียบ ยาว 7-25 ซม. กาบใบสีชมพู ยาว 7-25 ซม. ระหว่างก้านใบและกาบใบมีลิ้นใบ ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด ยาวประมาณ 5 ซม. แต่ละดอกมีใบประดับ 2 ใบ สีขาวหรือขาวอมชมพูอ่อน รูปใบหอก กว้างประมาณ 8 มม. ยาว 3.5-4.5 ซม. กลีบเลี้ยงสีขาวหรือขาวอมชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.7 ซม. ปลายแยกเป็น 3 แฉก กลีบดอกสีขาวหรือขาวอมชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 6 ซม. ปลายแยกเป็น 3 กลีบ รูปใบหอก ขนาดไม่เท่ากัน กลีบใหญ่ 1 กลีบ กว้างประมาณ 7 มม. ยาวประมาณ 1.8 ซม. อีก 2 กลีบ ขนาดเท่ากัน กว้างประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. เกสรเพศผู้ 6 อัน แต่ 5 อัน เปลี่ยนไปมีลักษณะเหมือนกลีบดอก โดย 2 กลีบบนสีชมพู รูปไข่กลับ ขนาดเท่ากัน กว้างประมาณ 1.2 ซม. ยาวประมาณ 1.7 ซม. อีก 3 กลีบล่างสีชมพูติดกันเป็นกระพุ้ง กว้างประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 2.7 ซม. ปลายแผ่กว้างประมาณ 2.5 ซม. มีสีชมพูหรือม่วงแดงเป็นเส้นๆ อยู่เกือบทั้งกลีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกระเปาะและปลายกลีบ มีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ 1 อัน ก้านชูอับเรณูหุ้มก้านเกสรเพศเมีย ผลแก่แตกเป็น 3 เสี่ยง เมล็ดค่อนข้างใหญ่ สรรพคุณ เหง้าใต้ดิน - มีรสเผ็ดร้อนขม แก้ปวดท้อง มวนในท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด แก้กามตายด้าน เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร เหง้าและราก - แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใช้เป็นยาภายนอกรักษาขี้กลาก ใบ - บำรุงธาตุ แก้โรคในปาก คอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่างๆ วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ แก้ ท้องเดิน ท้องร่วง ใช้เหง้าสด 1-2 เหง้า ตำหรือฝนเหง้าที่ปิ้งไฟแล้วกับน้ำปูนใส หรือคั้นให้ข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดมวนในท้อง ใช้เหง้าและราก ประมาณครึ่งกำมือ (สดหนัก 5-10 กรัม, แห้ง 3-5 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม หรือใช้ปรุงเป็นอาหารรับประทาน แก้บิด ใช้เหง้าสด 2 เหง้า บดให้ละเอียด เติมน้ำปูนใส คั้นเอาแต่น้ำดื่ม เป็นยาบำรุงหัวใจ ใช้เหง้าและรากกระชายปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นตากแห้ง บดเป็นผง ใช้ผงแห้ง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ½ ถ้วยชา รับประทานครั้งเดียว ยารักษาริดสีดวงทวาร ใช้เหง้าสด 60 กรัม ประมาณ 6-8 เหง้า ผสมกับเนื้อมะขามเปียก 60 กรัม เกลือแกง 3 ช้อนแกง ตำแล้วต้มกับน้ำ 6 แก้ว เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว รับประทานครั้งละ ½ แก้ว ก่อนนอน รับประทานติดต่อกัน 1 เดือน ริดสีดวงทวารควรจะหาย สารเคมี ทั้งส่วนรากและส่วนต้น ประกอบด้วยสาร alpinetin, pinocembrin, cardamonin,boesenbergin A, pinostrobin และน้ำมันหอมระเหย และในส่วนรากยังพบ chavicinic acid อีกด้วย  " ฝรั่ง " ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Psidium guajava  L. ชื่อสามัญ :  Guava วงศ์ :    MYRTACEAE ชื่ออื่น :  สุราษฎร์ธานี จุ่มโป่, ปัตตานี ชมพู่, เชียงใหม่ มะก้วย, เหนือ มะก้วยกา มะมั่น, แม่ฮ่องสอน มะกา, ตาก มะจีน, ใต้ ยามู ย่าหมู, นครพนม สีดา, จีนแต้จิ๋ว ปั๊กเกี้ย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น ขนาดกลาง สูง 3-5 เมตร ผิวเปลือกต้นเรียบเกลี้ยง กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบ หนา หยาบ ใต้ท้องใบเป็นริ้ว เห็นเส้นใบชัดเจน ขนขึ้นนวลบาง ใบยาวประมาณ 10 ซม. กว้างประมาณ 6 ซม. ดอกช่อ ช่อหนึ่งมีดอกย่อย 3 - 5 ดอก ดอกเล็ก สีขาวอมเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงแข็ง ผล รูปทรงกลม รูปไข่ หรือรูปรี ผิว เกลี้ยง สีเขียว เนื้อในขาว รสหวาน กรอบ ผลสุกสีเหลือง- เขียว มีเมล็ดเล็กๆ แข็งอยู่ภายใน ส่วนที่ใช้ : ใบเพสลาด ผลอ่อนสด ผลสุก เปลือกต้นสดๆ ราก สรรพคุณ ฝรั่งมีสารแทนนินอยู่มาก สารนี้มีฤทธิ์ฝาดสมานน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่ง    สารแทนนินในฝรั่งยังยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรค ช่วยสมานท้องและลำไส้ โดยช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะลำไส้ และช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยอาการเกร็งตัวของลำไส้ ทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลงได้ แก้ปวดเบ่ง ใบ  -   แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค)  เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ใช้ใบ 2-3 ใบเคี้ยวๆ ระงับกลิ่นปาก แก้ฝี เป็นยาล้างแผล ดูดหนองและถอนพิษบาดแผล แก้เหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวดเนื่องจากเล็บขบ แก้แพ้ยุง ผลอ่อน - แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ระงับกลิ่นปาก แก้บิดมูกเลือด มีไวตามินซีมาก เป็นกันหรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ ผลสุก - มีสารเพ็กตินอยู่มาก ใช้รับประทานเป็นยาระบายได้ ราก - แก้น้ำเหลืองเสีย เป็นฝี แผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล วิธีและปริมาณที่ใช้ ใช้ฝรั่งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน วิธีที่ 1 รับประทานสด - ใช้ส่วนที่เป็นยอดอ่อนๆ 7 ยอด หรือใบเพสลาด 6-8 ใบ ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดทีละน้อย ค่อยๆ กลืน แล้วดื่มน้ำตาม ถ้าเคี้ยวทีละมากๆ จะรู้สึกฝาดขม ถ้าเคี้ยวกับเกลือเล็กน้อย จะช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะรับประทานทั้งน้ำและเนื้อของใบฝรั่งจนหมด ได้ตัวยาครบถ้วน - อาจรับประทานผลดิบ ครั้งละ 1-2 ผล โดยเคี้ยวก่อนค่อยกลืนก็ได้ วิธีที่ 2 ต้มดื่ม - ใช้ใบเพสลาด 5-10 ใบ หรือเปลือกต้นสดๆ 1 ฝ่ามือ ใส่น้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเดือดนาน 5-30 นาที เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ รับประทานครั้งละ ½ - 1 แก้ว วันละ 2 ครั้งรับประทานตามอาการหนักเบา เวลาดื่มเติมเกลือเล็กน้อยทำให้ดื่มง่ายขึ้น วิธีที่ 3 ชงน้ำร้อนดื่ม - เอายอดฝรั่ง  7 ยอด หรือใบฝรั่ง 6-10 ใบ ชงกับน้ำเดือด 2 แก้ว ปิดฝาไว้ 15-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ดื่มบ่อย ๆ วิธีที่ 4 ต้มคั้นเอาน้ำ - เอาใบฝรั่ง  6-10 ใบ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำสุก 3-5 ช้อนแกง ต้มให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาว เอาน้ำผสมเกลือเล็กน้อยดื่มจนหมด วิธีที่ 5 บดผงรับประทาน - ใช้ผลฝรั่งที่เกือบแก่ หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½-1ช้อนชา โดยผสมน้ำ วิธีนี้รสชาติดีเด็กดื่มได้ง่าย ใช้เป็นยาห้ามเลือด   -  ใช้ใบสดล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียดพอกแผลที่มีเลือดออก เลือดจะหยุด ช่วยระงับกลิ่นปาก -  ใช้ใบสด 3-5 ใบ เคี้ยวและคายกากออกทิ้ง เป็นยากันหรือแก้โรคลักปิดลักเปิด ฝรั่งมีไวตามินซีมาก -  ใช้ผลโตเต็มที่แต่ไม่สุก รับประทานเป็นผลไม้ จะเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาท้องลำไส้ไม่ให้ผูก ช่วยบำรุงผิวพรรณ คนที่ชอบเป็นฝีเป็นแผลพุพอง ถ้ารับประทานฝรั่งบ่อย ๆ ก็ช่วยบรรเทาลงไปได้     หมายเหตุ        ฝรั่งที่ควรปลูก ควรเป็นฝรั่งขี้นก เพราะมีโรคน้อย มีเพลี้ยแป้งน้อย ดูแลรักษาง่าย ที่สำคัญมีสรรพคุณทางยาที่ดีที่สุด มีไวตามินซีสูงกว่าฝรั่งพันธุ์อื่น ๆ     สารเคมี ใบ  มีน้ำมันหอมระเหย  ซึ่งประกอบด้วย Caryophyllene cineol, นอกจากนี้ยังมี Tannin, sesquiter penoids และ triterpenoid compounds. ผล  มี fixed oil 6%  Volatile oil 0.365%  tannin 8-15%  beta-sitosterol, quercetin, Vitamin C (330 mg.%), Arabinose, " มังคุด " ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Garcinia mangostana  L. ชื่อสามัญ :   Mangosteen วงศ์ :   Guttiferae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 10 - 12 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 6 - 11 ซม. ยาว 15 - 25 ซม. เนื้อใบหนา และค่อนข้างเหนียว คล้ายหนัง หลังใบสีเขียวเข้ม เป็นมัน ท้องใบสีอ่อน ดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกที่ซอกใบ ใกล้ปลายกิ่ง สมบูรณ์เพศ หรือแยกเพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม ส่วนที่ใช้ :  เปลือกผลแห้ง สรรพคุณ รักษาโรคท้องเสียเรื้อรัง และโรคลำไส้ ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน ยาแก้บิด (ปวดเบ่งและมีมูก และอาจมีเลือดด้วย) เป็นยาคุมธาตุ เป็นยารักษาน้ำกัดเท้า รักษาบาดแผล รสฝาด สมานแผล ใช้ชะล้างบาดแผล แก้แผลเปื่อย แผลเป็นหนอง ยาฟอกแผลกลาย ทาแผลพุพอง วิธีและปริมาณที่ใช้ รักษาโรคท้องเสียเรื้อรัง และโรคลำไส้ ใช้เปลือกมังคุดครึ่งผล (ประมาณ 4-5 กรัม) ต้มกับน้ำ ความแรง 1 ใน 10 รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ถ้าเป็นยาดองเหล้า ความแรง 1 ใน 10 รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ยาแก้อาการท้องเดิน ท้องร่วง ใช้เปลือกผลมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำปูนใส หรือฝนกับน้ำรับประทาน ใช้เปลือกต้มน้ำให้เด็กรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา ทุก 4 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุก 4 ชั่วโมง ยาแก้บิด (ปวดเบ่งและมีมูกและอาจมีเลือดด้วย) ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ ½ ผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผง ละลายน้ำสุก รับประทานทุก 2 ชั่วโมง เป็นยารักษาแผลน้ำกัดเท้า และแผลพุพอง แผลเน่าเปื่อย เปลือกผลสด หรือแห้ง ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ๆ พอควร ทาแผลน้ำกัดเท้า วันละ 2-3 ครั้ง  จนกว่าจะหาย ทาแผลพุพอง แผลเปื่อยเน่า ข้อควรระวัง ก่อนที่จะใช้ยาทาที่บริเวณน้ำกัดเท้า ควรที่จะ ล้างเท้าฟอกสบู่ให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ถ้ามีแอลกอฮอล์เช็ดแผล ควรเช็ดก่อนจึงทายา คุณค่าด้านอาหาร มังคุดประกอบด้วย แร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย สารเคมี Chrysanthemin, Xanthone, Garcinone A, Garcinone B, Gartanin, Mangostin, Kolanone ขอบคุณที่มาจาก : โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอบคุณภาพจาก : อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล / ไทยเกษตรศาสตร์

อยากสุขภาพดี แนะนำ อาหารปรับธาตุ ที่ควรกิน
กินอาหารตามธาตุ /  ธาตุประจำตัว / 

อาหารปรับธาตุ ที่ควรรับประทาน สุขภาพเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกรับประทานอาหาร ที่ถูกต้องโฉลก กับธาตุประจำตัวของเราแล้ว จะช่วยเพิ่มบำรุงร่ายกายให้ดีขึ้น Horoscope.mthai.com มี อาหารปรับธาตุ มาฝากจร้า สำหรับผู้ที่มี ธาตุดิน อาหารปรับธาตุ ที่ควรรับประทาน อาหารรสฝาด เชน กะหล่ำปลี ชะอม ถั่วพู ใบบัวบก ผักกวางตุ้ง ยอดกระถิน ยอดมะม่วงหิมพานต์ รากบัว สะตอ หัวปลี อาหารเหล่านี้รับประทานได้ทุกวัน อาหารรสมัน เช่น กะทิ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง นม เนย เผือก ฟักทอง มัน แห้ว อาหารเหล่านี้ควรรับประทานพอประมาณ สัปดาห์ละ ๑-๒ ครั้ง อย่าให้มากกว่านั้น จะเป็นโทษ อาหารรสหวาน เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก เงาะ แตงโม ฝรั่ง มังคุด มะม่วงสุก มะละกอ และน้ำผึ้ง นอกจากนี้รับประทานได้แต่นิดหน่อย อาหารที่บำรุงธาตุได้ดี คือ น้ำนมข้าวผสมน้ำผึ้ง ใส่เกลือนิดหน่อย หรือไม่ก็น้ำข้าวกล้องข้นๆ ผสมน้ำผึ้งพอหวาน ใส่เกลือลงไปพอปะแล่มๆ รับประทานทุกเช้าตอนท้องว่าง แล้วจึงออกกำลังกาย สุดแต่สังขารอำนวย สำหรับผู้ที่มี ธาตุน้ำ อาหารปรับธาตุที่ควรรับประทาน อาหารรสเปรี้ยว ได้แก่ กระท้อน กระเทียมดอง ขี้เหล็ก ดอกแค มะกอก มะเขือเทศ มะดัน มะนาว มะปราง มะม่วง ยอดมะขามอ่อน สับปะรด ส้มทุกชนิด และผักใบเขียวทุกชนิด อาหารรสเปรี้ยว แม้จะถูกกับผู้ที่มีธาตุน้ำมาก แต่ถ้ารับประทานมากไปก็จะทำให้ท้องอืด ถ้าเป็นแผลก็จะหายยาก อาจทำให้เกิดแผลในปาก และร้อนในได้ ลำดับของอาหารที่ควรรับประทาน เปรี้ยว เผ็ด หวาน เค็ม มัน พยายามหลีกเลี้ยงอาหารมันๆ อาหารที่บำรุงธาตุได้ดี เช้าๆ ควรดื่มน้ำผักผลไม้รวม หรือน้ำข้าวกล้องผสมน้ำผึ้งก่อนออกกำลังกาย จะทำให้สุขภาพดี อาหารที่กล่าวมาแล้ว ควรรับประทานทุกมื้อ รับประทานแต่พอดี สำหรับผู้ที่มี ธาตุลม อาหารปรับธาตุ ที่ควรรับประทาน อาหารที่รับประทานแล้วทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย เช่น อาหารรสเผ็ด ได้แก่ กระชาย กระเทียม ขิง ขึ้นฉ่าย ขมิ้นขาว ตะไคร้ ถั่วต่างๆ ใบกะเพรา ใบชะพลู ใบแมงลัก ใบโหระพา ใบสะระแหน่ ผักชีฝรั่ง พริก ฟักทอง ยี่หร่า และพืชผักใบเขียวต่างๆ เช่นผักบุ้ง ผลไม้ ก็มี ชมพู่ แตงไทย แตงโม พุทรา เม็ดบัว เม็ดแมงลัก อาหารดังกล่าวมานี้ ควรเป็นส่วนประกอบของอาหารแต่ละมื้อ และรับประทานพอประมาณ ลำดับของอาหารที่ควรรับประทาน เผ็ดร้อน เค็ม หวาน เปรี้ยว ควรหลีกเลี่ยง อย่างปรุงให้รสใดรสหนึ่งจัดเกินไปจะเป็นโทษกับร่างกายได้ อาหารบำรุงธาตุได้ดี น้ำกระชายหมัก น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำลูกเดือย หรือเม็ดแมงลักกับน้ำผึ้ง หรืองาดำคั่วแล้วบดนำมาผสมน้ำผึ้งและน้ำอุ่น ดื่มวันละแก้วตอนเช้าก่อนออกกำลังกาย จะช่วยรักษาสมดุลของธาตุภายในได้ดี สำหรับผู้ที่มี ธาตุไฟ อาหารปรับธาตุ ที่ควรรับประทาน อาหารที่เหมาะสำหรับธาตุไฟ มีรสขม รสจืด รสเย็น รสขม ได้แก่ ใบปอ ใบยอ ผักขมจีนและไทย มะระขี้นก มะระจีน รสจืด ได้แก่ กระเจี๊ยบขาว ดอกกะหล่ำปลี ดอกสลิด ดอกโสน ถั่วพู ถั่วฝักยาว บวบงู บวบอ่อน ใบทองหลาง ผักกาดขาว ผักกระเฉด ผักกูลป่า ผักชีฝรั่ง ผักบุ้งจีน มะเขือยาว ยอดผักปลัง สายบัว รสเย็น ได้แก่ เก๊กฮวย เฉาก๊วย แตงกวา แตงไทย แตงล้าน แตงโม น้ำใบเตย ใบตำลึง ใบบัวบก ฟักเขียว มะตูม มะละกอ รากบัวหลวง ลูกตำลึงอ่อน สายบัว หัวไชเท้า อาหารที่บำรุงธาตุไฟได้ดี คือ มะระจีนตุ๋น กับเห็ดหอม น้ำใบบัวบก ที่มาจาก : http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538721993&Ntype=47

รีวิว บุฟเฟ่ต์ทุเรียน  และผลไม้หลากชนิดที่ สวนละไม จ.ระยอง
ทุเรียน /  บุฟเฟ่ต์ทุเรียน / 

ช่วงนี้เป็นหน้าผลไม้ ที่ใครๆ ก็ต้องนึกถึง เงาะ ทุเรียน และจังหวัดที่คิดถึงแรกๆ คงไม่พ้นจังหวัด ระยองและจันทบุรี เมื่อปีก่อน เห็นมีในกรุงเทพฯ ที่เปิดบริการ บุฟเฟ่ต์ทุเรียน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมากๆ มีคนแชร์ และพูดถึงกันเยอะมากๆ แต่วันนี้ ผมมีโอกาสไป รีวิวบุพเฟ่ต์ผลไม้ ถึงสวนกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพอเฟ็คมากๆ เพราะเขาบริหารจัดการดี และเข้าใจถึงลูกค้าทุกขั้นตอนเลย นับว่าเป็นสวนผลไม้ที่น่าจับตามองเลยทีเดียว ซึ่งสวนที่ผมเพิ่งไปรีวิวมาก็คือ สวนละไม สวนผลไม้บนเขา พร้อมกับฟาร์มแกะ ที่มีไว้ต้อนรับลูกค้าที่ชอบแกะด้วยอีกทางหนึ่ง ป้ายหน้าทางเข้าสวนละไม บุฟเฟ่ต์ผลไม้ ที่สวนละไม มีบริการทั้งผลไม้ นานาชนิด เช่น เงาะ, ทุเรียน, ลองกอง, มังคุด, แก้วมังกร, มะม่วง, ขนุน, แตงโม  และส้มตำรสเด็ด โดยเฉพาะทุเรียนนั้น สามารถทานได้ไม่อั้น ถ้าไม่กลัวร้อนในซะก่อน ก็ทานได้เต็มที่เลย บางคนไม่ชอบทุเรียน ก็มีอย่างอื่นให้เลือก และส้มตำก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายๆ คนชอบ วันที่ผมไปนั้นส้มตำ ตำแทบไม่ทันเลย เพราะอร่อยจริงๆ ทุกอย่างนี้คือฟรี ในราคา 300 บาทครับ สำหรับเด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. คิดครึ่งราคา คุ้มจริงๆ เพราะเด็กๆ ชอบไปดูแกะด้วย โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย เสียแค่ค่าหญ้า กำละ 10 บาทเท่านั้นเอง เริ่มต้นจากการเดินทาง เราไปแต่เช้าหน่อย คนจะไม่เยอะ ทางสวนบอกว่า ราวๆ 8-9 โมงเช้ากำลังดี ถ้าสายๆ คนจะเยอะมาก ทำให้ต้องรอคิวเยอะ และบางครั้งผลไม้อาจจะเติมไม่ทันบ้าง โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์ จะยิ่งเยอะมากๆ บางวันลูกค้ามากกว่า 1.5 พันคนเลยทีเดียว ซึ่งถึอว่าเยอะจริงๆ ครับ มาจากกรุงเทพฯ วิ่งราวๆ 2 ชั่วโมง จากมอเตอร์เวย์ วิ่งเส้น บ้านบึง-ระยอง แล้วไปกลับรถที่ กม.67 และเลี้ยวซ้ายก่อนถึงปั้ม ปตท. สังเกตป้ายบอกทาง ไปสวนละไม เป็นระยะๆ ไม่น่าหลง หลังจากจอดรถแล้ว ก็เดินไปที่เคาท์เตอร์ ซื้อตั๋วซะก่อน และก็ดูราคาต่างๆ ตามป้ายนี้เลยครับ หลังจากซื้อตั๋วแล้วก็รอให้เจ้าหน้าที่เรียกขึ้นรถครับ โดยจะนั่งแถวละ 4 คน/คันๆ หนึ่งก็ได้ราวๆ 10 - 20 คนนะ บัตรเข้าสวนละไม เพื่อชิมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ เจ้าหน้าที่จะฉีกเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เราเก็บไว้ด้วยเพื่อเอามาเข้าชมฟาร์มแกะอีกครั้ง อย่าเพิ่งทิ้งบัตรนะครับ เสร็จแล้วก็ขึั้นรถวิ่งขึ้นเขา เพื่อไปชิมผลไม้สดๆ จากต้นกันเลย ถึงแล้วจุดแรก จะจอดให้เรากินเงาะ ที่ทางสวนเก็บไว้ให้ครับ ซึ่งตอนที่เราไป เงาะยังไม่สุกเลย ทางสวนก็เลยไปเก็บจากต้นที่สุกแล้วมาไว้ให้เรา พร้อมมีเงาะลอยแก้ว และน้ำดื่มต่างๆ บริการฟรีจุดนี้ เงาะยังไม่สุกมันก็เขียวๆ แบบนี้ล่ะครับ ใจจริงอยากเก็บเงาะจากต้นเลยนะ ไปเร็วเกินยังไม่สุกก็ได้แต่ถ่ายรูปมาฝากนี่แหละ ไว้ราวๆ ปลายเดือนพฤษภาคม ถึงต้นๆ เดือนมิถุนายน น่าจะสุกแดงเต็มที่แล้วครับ จากนั้น นั่งรถต่อไปบนเขาอีกนิดหน่อย ก็จะเจอจุดทานทุเรียนและผลไม้อื่นๆ เป็นซุ้มใหญ่เลยนะครับ ราวๆ 3 ซุ้ม และมีเป็นโต๊ะๆ บริเวณที่โล่งๆ อีกหลายจุดไว้บริการ เลือกได้เลยว่าจะนั่งตรงไหน ขนาดผมไปถึงราวๆ 9 โมงกว่าๆ คนก็เยอะแล้วนะครับเนี่ย ไว้คราวหน้าไปวันธรรมดาดีกว่า คนน่าจะน้อยกว่านี้ จุดนี้จะมีต้นทุเรียนเยอะแยะ ซึ่งที่นี่จะมีเฉพาะ ทุเรียนหมอนทองนะ มีก้านยาวต้นเดียว ส่วนชะนีไม่มีเลย ส่วนใหญ่ไปถ่ายรูปนะครับ ส่วนทุเรียนที่เราไปกินเขาจะมีแกะไว้ให้อยู่แล้ว บุฟเฟ่ต์ทุเรียน ที่ จ.ระยอง จุดที่เราไปยืนต่อแถวรับทุเรียนไปทานครับ มีทั้งหมอนทอง และ ชะนี แต่ที่รอๆ กันนี่คือรอหมอนทองทั้งนั้นเลย ส่วนชะนี ก็ที่เห็นๆ นี่แหละครับ คนกินน้อยกว่าหมอนทอง ผลไม้อย่างอื่นก็มีนะครับ ที่ทางสวนเตรียมไว้ให้กลัวลูกค้าไม่อิ่ม นอกจากผลไม้ ก็มีส้มตำไว้บริการด้วย ส้มตำขายดีจริงๆ รอคิวกันยาวเหยียด ตำแทบไม่ทันเลย จุดบริการทุเรียนอีกจุดหนึ่ง แกะแล้วกินเลย สดๆ อร่อยมากๆ ใครอยากกินข้าวเหนียวทุเรียนก็มีบริการนะครับ ทุกอย่างฟรีหมด มีแรงกินกินเลยทั้งวัน ไหนก็มาแล้ว ทำตามกติกากันหน่อยครับ ป้ายชี้แจงเรื่อง รับทุเรียนครั้งละ 1 จาน เพราะบางคนหยิบไปเยอะแล้วกินไม่หมด จะเสียของนะครับ หลังกินเสร็จก็มีจุดให้ล้างมือ ดับกลิ่นทุเรียนด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นบนรถไม่มีแน่นอน สุดท้าย หลังจากกินทุเรียน ผลไม้อื่นๆ และส้มตำอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็นั่งรถลงมา เพื่อชมฟาร์มแกะที่ด้านล่างกันต่อ ซึ่งใครพาเด็กๆ ไปก็รับรองไม่ผิดหวังครับ สนุกสนานเขาล่ะ โดยเฉพาะถ้าไปวันที่ไม่ค่อยมีแดด ไม่มีฝนด้วยละก็ เด็กๆ ไม่อยากกลับบ้านกันเลยทีเดียว สำหรับทริปนี้คงจะพอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้คราวหน้า ผมจะเสาะหาสวนเงาะ สวนทุเรียนแห่งใหม่ มาแนะนำเพื่อนๆ อีกเช่นเคย แล้วพบกันครับ ติดต่อสอบถามได้ที่ 098-737-4983, 098-737-4984, 098-737-4985 ข้อมูลอื่นๆ ในการชม สวนละไม คลิกที่นี่

ททท. เปิดตัวไกด์บุ๊ค I am Creative Tourist
ททท.

คู่มือสำหรับนักเดินทางสร้างสรรค์ที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ให้ชีวิต .. พบกับ 20 ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ทั่วไทยที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยว ให้เป็นที่สุดแห่งทริปสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง ททท. เปิดตัวไกด์บุ๊ค I am Creative Tourist เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ลานอีเดน เซ็นทรัลเวิล์ด นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธาน จัดงานเปิดตัวเปิดตัวไกด์บุ๊ค “I am Creative Tourist” หนังสือคู่มือที่รวบรวบ 20 ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ทั่วไทยที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวให้เป็นที่สุดแห่งทริปสร้างแรงบันดาลใจจากเว็บไซต์ www.mycreativetourismthailand.com นางวิไลวรรณ ทวิชศรี กล่าวว่า “ ในการเดินทางออกไปท่องเที่ยวแต่ละครั้ง ทุกท่านอาจพบเจอและประทับใจกับเรื่องราวในการเดินทางครั้งนั้น แต่ไม่นานความรู้สึกนั้นจะค่อยๆ จางหายไปจากความทรงจำของคุณ แต่หากใครได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” Creative tourism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักเดินทางทั่วยุโรปและอเมริกา หัวใจหลักของ“การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” คือการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้วิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม และเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ ซึ่ง ททท ได้รวบรวมเรื่องราวของ 20 ชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของไทยมานำเสนอในไกด์บุคเล่มนี้ เพื่อให้นักเดินทางได้มีโอกาสไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ จาก 20 ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ทั่วไทย ตัวอย่างเช่น เรียนรู้การทำแฟชั่นหมวกใบจาก จังหวัดตราด , เรียนรู้การทำผ้าฝ้ายนุ่มจากโคลน จังหวัดสุโขทัย, เรียนรู้การทำสบู่จากมังคุดสามน้ำ จังหวัดตราด, เรียนรู้การปักผ้าชาวม้ง จังหวัดเชียงราย, เรียนรู้หัตถกรรมสาดแหย่ง จังหวัดลำพูน นางวิไลวรรณ ทวิชศรี กล่าวเสริมอีกว่า “ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของไทยช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนเพราะเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่นระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนเจ้าของวัฒนธรรม การท่องเที่ยวรูปแบบนี้ช่วยสร้างความผูกพัน ความประทับใจอย่างลึกซึ้งกับนักท่องเที่ยวมากกว่าการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิมๆ ททท ขอเชิญนักเดินทางทุกคนมาร่วม เปิดประสบการณ์ใหม่ในฐานะ นักเดินทางสร้างสรรค์ creative tourist สำหรับผู้สนใจหนังสือไกด์บุ๊ค “I am Creative Tourist” คู่มือท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สามารถติดต่อขอรับได้ที่ กองส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว-ททท. โทร 02-250 5500 ต่อ 4447 หรือ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.mycreativetourismthailand.com    ข้อมูล Creative Tourism “ทางองค์การยูเนสโก ให้คำนิยามว่า การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ คือการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นให้คนที่ไปเที่ยวมีส่วนร่วมเรียนรู้ (Participation) จากประสบการณ์ที่แท้จริงจากสถานที่นั้นๆ เช่น เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ ประเพณีท้องถิ่น และความมีอัตลักษณ์เฉพาะของชุมชนก่อให้เกิดความเชื่อมโยง (Connect) ระหว่างนักท่องเที่ยวกับเจ้าของชุมชนนั้น.. ตัวอย่าง Creative Tourism จากทั่วโลก เช่น ทริปทำน้ำหอมสูตรของตนเองที่ฝรั่งเศส หรือ ทริปเรียนทำเมอแรงค์ขนมหวานพื้นเมืองที่นิวซีแลนด์ นอกจากนี้ยังมีกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โปรโมทโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เม็กซิโก , อังกฤษ, ฝรั่งเศส ,ออสเตรีย ,นิวซีแลนด์,สเปน,ชิลี,คิวบา เป็นต้น นอกจากนี้ประชาคมเศรษฐกิจอาเชียนยังได้กำหนดให้การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้านการท่องเที่ยวสำหรับภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย 20 ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ทั่วไทยที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยว ให้เป็นที่สุดแห่งทริปสร้างแรงบันดาลใจจากเว็ปไซต์ www.mycreativetourismthailand.com ได้แก่ 1. เรียนรู้ : ทำลูกประคบ ที่ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยไร่คุณมน จังหวัดกาญจนบุรี 2. เรียนรู้ : การเป็นควาญช้าง ที่ไทยอิแลแฟนท์โฮม จังหวัดเชียงใหม่ 3. เรียนรู้ : การเป็นชาวประมง ที่แหลมสิงห์โบ๊ทเฮ้าส์โฮมสเตย์ จังหวัดจันทบุรี 4. เรียนรู้ : การทำปั้นหม้อเขียนสี ที่กลุ่มโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี 5. เรียนรู้ : การทำมาลัยข้าวตอก ที่ชุมชนคุ้มโฮงเหนือวัดฟ้าหยาด จังหวัดยโสธร 6. เรียนรู้ : แกะภาพหนังตะลุง ที่กลุ่มหัตถศิลป์แกะภาพหนังเมืองลุง จังหวัดพัทลุง 7. เรียนรู้ : การทำผ้าไหมครบวงจร ที่ชุมชนบ้านโพน จังหวัดกาฬสินธุ์ 8. เรียนรู้ : การเพ้นท์สีบนเครื่องเบญจรงค์ ที่กลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี จังหวัดสมุทรสาคร 9. เรียนรู้ : การปักผ้าชาวม้ง ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านสันกอง จังหวัดเชียงราย 10. เรียนรู้ : การทำน้ำตาลมะพร้าว ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม 11. เรียนรู้ : การทำเรือหัวโทงจำลอง ที่กลุ่มผลิตเรือหัวโทงจำลองชุมชนบ้านเกาะกลาง จังหวัดกระบี่ 12. เรียนรู้ : การทำผ้าหมักโคลนที่กลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย 13. เรียนรู้ : การปั้นตุ๊กตาชาววัง ที่ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง 14. เรียนรู้ : การทำงอบใบจาก ที่กลุ่มท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด 15. เรียนรู้ : การเขียนลายผ้าภูมิปัญญาชาวม้ง ที่ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านชนเผ่าม้งบ้านแม่สาใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 16. เรียนรู้ : การสานกระจูด ที่กลุ่มสตรีสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช 17. เรียนรู้ : การทำสมุนไพร ที่โรงเรียนบ้านหอมสมุนไพร จังหวัดเชียงใหม่ 18. เรียนรู้ : การสาดแหย่ง ที่อุโมงค์โฮมสเตย์ จังหวัดลำพูน 19. เรียนรู้ : การทำชาเจียวกู่หลาน ที่ชุมชนบ้านท่าขันทอง จังหวัดเชียงราย 20. เรียนรู้ : การทำสบู่มังคุด ที่กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงนิเวศตำบลห้วยแร้ง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัดตราด

ราชันมังกรเปิดตัวทุ่ม80ล้านวางเป้าท็อปเทน
ธนวัชร์ นิติกาญจนา ผจก.ทีม /  นากาซาโตะ เก็นกิ / 

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬา จ.ราชบุรี "ราชันมังกร" ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวในการสู้ศึกไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2014 โดยมี บุญยิ่ง นิติกาญจนา ประธานสโมสร พร้อมด้วย นิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, วิวัฒน์ นิติกาญจนา ที่ปรึกษา, ธนวัชร์ นิติกาญจนา ผจก.ทีม และเหล่าสตาฟฟ์โค้ช, นักเตะ รวมไปถึงตัวแทนจากผู้สนับสนุนรายต่างๆเช่น น้ำตาลมิตรผล, บ.คูโบต้า, บ.ไทยเบฟฯ, บ.บ้านปู, บ.กรีนสปอร์ต, มิซูโน่, หนองโพราชบุรี เข้าร่วมงานแถลงข่าวกันอย่างพร้อมเพรียง โดย บุญยิ่ง นิติกาญจนา ประธานสโมสร กล่าวว่า ทางสโมสรราชบุรี มิตรผล เอฟซี ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ทุกรายที่ให้การสนับสนุนสโมสร และต้องขอขอบคุณแฟนบอลชาวจังหวัดราชบุรีทุกคนที่ให้กำลังทีมตลอดมา ซึ่งดิชั้นหวังว่าในปีนี้จะยังได้รับการสนับสนุนที่ดีเหมือนเดิม ธนวัชร์ นิติกาญจนา ผจก.ทีม กล่าวว่า ปีนี้แฟนบอลราชบุรีจะได้รับความสนุก และความประทับใจมากขึ้นจากการเชียร์ฟุตบอล เพราะเราทุ่มงบกว่า 80 ล้านบาท และได้เสริมทัพนักเตะใหม่ที่มากความสามารถเข้ามามากมาย รวมถึงดึงตัวโค้ชที่มีฝีมือเข้ามาคุมทัพ ดังนั้นทีม ราชบุรี มิตรผล เอฟซี จะลงสนามด้วยประสิทธิภาพที่มากกว่าเดิมแน่นอน ส่วนเป้าหมายในปีนี้เราจะต้องจบซีซั่นด้วยอันดับเลขตัวเดียวให้ได้ สำหรับงานแถลงข่าวครั้งนี้ได้มีการเปิดตัวนักเตะใหม่อย่าง ศุภวัฒน์ สีโนทัย, วรุตม์ วงศ์ดี, อัษดิน มังคุด, ใหญ่ นิลวงษ์, ภูวดล สุวรรณชาติ, อภิวัฒน์ งั่วลำหิน และนักเตะต่างชาติอย่าง นากาซาโตะ เก็นกิ และอันดริจา เดลิเบซิค นอกจากนั้นยังได้มีการเปิดตัวชุดแข่งขันใหม่ที่จะใช้ในฤดูกาล 2014 โดยมี 3 แบบทั้งเหย้าและเยือน ซึ่งจะได้การสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์มิซูโน่ โดยมีแฟนบอลราชบุรีฯจำนวนมากที่ให้ความสนใจจับจองเป็นเจ้าของ

มั่วแล้ว! อาหาร 22 อย่าง ที่บอกว่า ห้ามกินคู่กัน
กินคู่กัน /  ห้ามกินคู่กัน / 

ช่วงนี้เห็นบทความที่แชร์กันเยอะ เกี่ยวกับ อาหาร 22 อย่าง ที่บอกว่า ห้ามกินคู่กัน บ้างก็ว่าหากกินคู่กันจะมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต บางอย่างก็ทำให้เกิดโรคร้ายในร่างกายได้ ทั้งที่อาหารแต่ละอย่างนั้น ก็ไม่ได้ดูมีพิษภัยหรืออันตรายอะไรเลย ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในชีวิตประจำวันเรื่อย วันนี้ Health Mthai มีคำตอบที่แท้จริง เกี่ยวกับเรื่อง อาหาร 22 อย่าง ที่ห้ามกินคู่กัน ว่าจริงหรือมั่ว โดย อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ว่าทั้งหมดนี้ มั่วแหลกโดยสิ้นเชิง.. มาดูกันว่า อะไรบ้างที่เค้าบอกว่าห้ามกินคู่กัน 1. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ ขอแนะนำ Choya Ume Plum Wine สาเกรสอร่อยดองลูกพลับ ถ้ากินแล้วเป็นพิษก็คงเพราะมันอร่อยมากเลยละครับ ฟันธง คนญี่ปุ่นและผู้เขียนยังไม่ได้ตาย4ตาย5จากการกิน Choya Ume แต่ประการใด 2. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง โรคผิวหนัง เกิดได้จาก เชื้อโรค หรือ จากกรรมพันธุ์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง หรืออาจเป็นอาการทางผิวหนัง ที่เกิดจากการแพ้ ไม่ใช่ว่ากินด้วยกันแล้วจะแพ้ อาการแพ้เป็นเฉพาะคนครับ 3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง – ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก แนะนำอาหาร ผัดเต้าหู้ ซอสน้ำผึ้งมัสตาร์ด ต้องบอกมั๊ยว่าข้อนี้มั่วสาดดดด แล้วครับ http://allrecipes.com//Recipe/honey-mustard-tofu/Detail.aspx 4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า ฝ้า Melasma เกิดได้จากหลายปัจจัยเช่น แสงแดด ฮอร์โมน ยา เครื่องสำอาง พันธุกรรม ทุพโภชนาการ ส่วนปฏิกิริยาระหว่างมันฝรั่งและกล้วยนั้นไม่มีละครับ มั่วเด็ดๆเลยครับ http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1608&pagetype=articles 5. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด ท้องอืดเกิดจากอาหารไม่ย่อย ทั้งกล้วยและเผือกก็ใช้เวลาในการย่อยจริงครับ สำคัญคือกินแต่พอดีครับ กินน้ำมากๆคนก็อืดน้ำได้ครับ 6. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ แกงฟักทองใส่ถั่วลิสงก็เข้ากันนะครับ อร่อยดี ประโยชน์ของถั่วลิสงและฟักทอง ดูตามนี้ละกันครับ http://www.yourhealthyguide.com/article/an-6herb-health.html 7. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร คิดว่าคนเขียนคงมั่วเพลินครับ กระเพาะอาหารไม่มีนิ่วเพราะมีกรดอยู่ ทำให้ความสามารถในการละลายของแคลเซี่ยมสูงและโดยที่ทางกายภาพมันมีช่องใหญ่ต่อเนื่องไปสู่ลำไส้ ถ้ามีนิ่วขึ้นมา หรือกลืนเม็ดมะขามหรือเม็ดอะไรลงไป มันก็หลุดออกไปกับขี้ละนะครับ ถ้ามั่วว่ากระเพาะปัสสาวะยังจะดีกว่า 8. มันฝรั่งกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ นิ่วเป็นก้อนผลึกของธาตุจำพวกแคลเซียม แมกนีเซียม กรดยูริค ปัจจัยการเกิดนิ่วมักมีร่วมกับการทานน้ำน้อย หรือเสียเหงื่อเยอะหรือการอักเสบครับ เผื่อไว้ด้วยเลยก็แล้วกัน การกินน้ำกระด้างก็ไม่ได้ทำให้เกิดนิ่ว ร่างกายคนเราต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกเป็นปรกติอย่างไรของเหลวในร่างกายคนก็จะต้องมีสิ่งที่จะเกิดเป็นนิ่วอยู่แล้ว มันฝรั่งกับลูกพลับกินแล้วเกิดนิ่วเรียกว่าเพ้อกันเลยทีเดียว (ข้อมูลเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Bladder_stone ) 9. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก โรคคอพอกหรือ Goiter เป็นการขาดไอโอดีนครับ คือร่างกายได้รับไอโอดีนน้อยเกินไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่ว่ากินอะไรเข้าไปครับ ( ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thaiclinic.com/goiter2.html ) 10. น้ำเต้าหู้ นมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ ถ้ากินแต่โปรตีนท้องก็ผูกละครับ ทานใยอาหารบ้าง คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเส้นเลือดตีบเกิดจากอะไร มันก็คำแนะนำทั่วไปของคนมีปัญหาภาวะคลอเรสเตอรอลสูง ไม่ใช่ว่ากินปุ๊บแล้วโอ๊ววววว ท้องผูกปั๊บ เส้นเลือดในสมองก็ตีบทันที 11. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทานกับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง ไปดูว่า นิ่วคืออะไรซะนะครับ ข้อนี้ขนาดเขียนยังผิดเลย โรคที่ว่าเรียกให้ถูกต้องคือโรคหินปูนเกาะที่กระดูกสันหลัง Osteophyte ซึ่งเป็นอาการของการแก่ครับ มันคือความพยายามที่ร่างกายจะค้ำจุนเนื้อเยื่อโครงสร้างที่ฉีกขาดไป แต่ก็อาจก่อปัญหาได้ถ้าไปเกาะที่ตัวเส้นประสาท หาอ่านต่อที่ ( ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thaispine.com/webboard/index.php?showtopic=493 ) 12. กล้วยมะละกอ แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน โอย ปวดตับเว้ยครัฟ โรคเบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์ ส่วนโรคไต มั่วไว้กว้างมากไปหน่อยมั๊งครับ 13. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ กระเพาะทะลุกันทีเดียว กรดในกระเพาะน่ะ pH = 1.6 – 2.5 เชียวนะ มะนาวน่ะ pH 2.4 เรื่องผสมแล้ว pH มากขึ้น ไปเรียนเคมีใหม่ได้เลยนะครับ 14. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ดูอันตรายของสุรา ไม่ว่าจะรับประทานด้วยกันหรือไม่มันไม่ได้มีผลส่งเพิ่มหรอกครับ แค่กินมากไปละไม่ว่า 15. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับ ผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง คนเกาหลีตาย5 หมดประเทศเพราะกินปลากับกิมจิ เรื่อง Carcinogen ในอาหารหมักดองก็มีอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกถั่วเหลือง แต่โดยรวมผมกลัวมะเร็งสังคมอย่างคนมั่วสร้าง FWD นี้ขึ้นมามากกว่า 16. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง จะให้ต้องบอกไหมว่า มะเร็งเกิดจากความผิดปรกติของเซลล์ ซึ่งกระตุ้นได้ด้วยสารที่มีการระคายเคือง หรือ การระคายเคืองด้วยความร้อนเสียดสีบ่อยๆหรือกินของร้อนบ่อยๆ ไปกลัวเรื่องการกินชาร้อนๆจะดีกว่านะครับ 17. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน วิตามินในเต้าหู้คือวิตามิน B น่ะครับ และยัด5กับน้ำตาลได้ครับ ไม่หายแน่ๆ คาราบาวแดงมันยังใส่กับน้ำตาลเลย แล้วน้ำตาลแดงมันก็น้ำตาลน่ะแหละ ไม่มีอะไรมาก แค่ไม่ได้สกัดเอาสีของวัตถุดิบออกหมดเท่านั้นเอง (ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.soya.be/nutritional-values-of-tofu.php ) 18. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน เด็กมันโตมาได้ไงถ้านมมีปฏิกิริยาทำลายวิตามิน B เด็กทารกได้สารอาหารทั้งหมดจากนมนะครับ 19. น้ำผึ้ง – ห้ามชงด้วยน้ำร้อน จะทำให้เสียวิตามิน อันนี้จริง วิตามินถูกทำลายได้ด้วยความร้อน อุแม่เจ้า มีตั้งข้อนึงที่ผมเห็นด้วยแน่ะ แต่ชงด้วยน้ำร้อนเร็วดี เสียนิดๆหน่อยๆก็ยังเหลืออีกตั้งเยอะ 20. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง เบาหวานเกิดจาก กรรมพันธุ์ ส่วนเชื้ออสุจิไม่แข็งแรง หัวไชเท้านี่เป็นสมุนไพรช่วยโด๊ปด้วยซ้ำครับ ว่าแต่คนทำ FWD จะเอาลูกสาวมาให้ลองเชื้อไหม 21. มังคุดกับน้ำตาล- กินร่วมกันจะทำให้เสียชีวิต มันจะไม่อร่อย เพราะหวานเกิน แต่ในมังคุดก็มีน้ำตาลอยู่ละ ไล่เช็คดูน่าจะมาจาก FWD เก่าแก่ที่เชื่อว่ามันจะออกมาเป็นไซยาไนด์ เรื่องนี้ หมอแมง ยังเคยมาแกะมังคุดจิ้มน้ำตาลกินให้ดูจะๆเลยว่า ไม่ตาย ที่มาเรื่องจาก http://topicstock.pantip.com

ตลาดวังหลัง อิ่มจัง ช็อปเพลิน เดินสนุก
กรุงเทพ /  ตลาดวังหลัง / 

“ต้นแบบ” ของตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ แหล่งรวมความอิ่มอร่อย เสียงเซ็งแซ่และความขวักไขว่วุ่นวาย เป็นสิ่งที่อยู่คู่ตลาดทุกแห่งทั่วโลก แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ตลาดแต่ละแห่งนั้นล้วนมีที่มา และเอกลักษณ์ของตัวเองที่ต่างกันไป หลายคนคงเถียงอยู่ในใจ ตลาดที่ไหนๆ ก็เหมือนๆ กันหมด ของสด ของแห้ง อาหารหวานคาว หรือถ้าเป็นสมัยนี้จะเพิ่มเสื้อผ้าของใช้เข้าไปด้วยก็ได้ แต่ตลาดแห่งหนึ่งที่ถือว่าเป็น “ต้นแบบ” ของตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่นิยมของดีราคาย่อมเยา และมีของแปลกใหม่ให้เลือกซื้อเลือกชมตลอดสองข้างทาง แถมยังเป็นแหล่งรวมความอิ่มอร่อยมาช้านาน ถ้าให้เลือกขึ้นมาชื่อหนึ่งแล้ว เชื่อว่า “ตลาดวังหลัง” ต้องติดผังตลาดยอดนิยมที่ครองใจคนกทม.อย่างไม่ต้องสงสัย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างท่าน้ำศิริราช และถ.อรุณอัมรินทร์ ยังมีตรอกเล็กๆ ที่คึกคักไปด้วยผู้คนมาจับจ่าย บ้างก็เล่นเดินทอดน่องหาของกินรองท้อง บ้างก็จับจองเป็นพื้นที่ค้าขาย อวดฝีมือของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร รวมๆ กันไปเป็นลมหายใจของตลาดคนเดินแห่งนี้ สำหรับที่มาของชื่อเรียกติดปากว่า “วังหลัง” นั้น ดั้งเดิมแล้วบริเวณที่ตั้งส่วนหนึ่งของตลาดในปัจจุบัน คือ พระราชวังของสมเด็จ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถัดจากวังหลังลงไปทางวัดระฆังฯ เป็นตำบลสวนมังคุด ซึ่งมีวังที่ประทับเดิมของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี และยังมีร่องรอยแนวกำแพงอิฐเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีให้เห็นอยู่ ในปัจจุบัน วังหลัง เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลศิริราช แต่ก่อนเคยเป็นโรงเรียนสตรีแห่งแรกของประเทศ ชื่อว่า “โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง” ต่อมาย้ายไปอยู่ที่ซอยวัฒนา ถนนสุขุมวิท คือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน ต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลศิริราชขึ้นแทน ตลาดวังหลัง เป็นย่านเก่าลักษณะเป็นซอยยาวมีตรอกแยกออกไป ปัจจุบันตลาดนี้เป็นที่รู้จักดีของคนวัยทำงาน นักศึกษา นักเรียน เพราะมีทั้งของอร่อย และสินค้าทันสมัย กับสินค้ามือสองให้เลือกซื้อมากมาย เสน่ห์ของ ตลาดวังหลัง อยู่ที่สินค้าราคาน่าคบ หากเป็นวัยรุ่นจะคุ้นเคยกับการเดินเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองราคาถูกที่หลายๆ ร้านก็มักจะรับมาจากตลาดโรงเกลือ เพื่อนำมาขายในราคาที่แทบจะแจกฟรี สาวๆ วัยเรียนตลอดจนวัยทำงานที่นิยมแต่งตัวแนวๆ มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร จึงสนุกสนานกับการจับกลุ่มขยุ้มกองเสื้อผ้าหาของดีไปแมทช์กับการแต่งตัว หรือใครอยากจะอัพเดทแฟชั่น คอลเลคชั่นใหม่ๆ เก๋ๆ เขาก็มีให้เลือกให้ลองแบบไม่ต้องเกรงใจ แต่เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของ ตลาดวังหลัง ที่ดูจะเข้าถึงทุกระดับทุกเพศทุกวัย ก็คือ สารพันอาหารหวานคาวชวนให้อิ่มอร่อย ใครที่หวังจะฝากท้องไว้ที่ตลาดแห่งนี้ทุกคนจะรู้ดีว่าอาจได้เจอร้านโดนๆ ที่พร้อมจะฝากท้องกันต่อไปในอนาคตได้อีกอย่างน้อยๆ ก็คนละร้าน ร้านอร่อยต้นตำรับวังหลังหากจะให้นึกว่ามีอะไรบ้าง ร้านขนมอบเก่าแก่อย่าง “วังหลังเบเกอรี่” น่าจะเป็นลำดับแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะเจ้านี้คือต้นตำรับของขนมปังอบสดใหม่ๆ และขนมปังปอนด์หลากหลาย โดยเฉพาะขนมปังไส้หมูหยองน้ำพริกเผา กับรสชาติกลมกล่อมหอมนุ่มขนมปังที่ยังไม่แปรเปลี่ยน ส่วนเมนูอิ่มอร่อยขึ้นชื่อ ขาประจำของตลาดแห่งนี้ต้องคุ้นเคยกันดีกับ “ร้านข้าวแกงป้าสินธุ์” ร้านอาหารสำเร็จรูปปรุงสดใหม่ ทว่าในบางเมนูที่เรียบง่ายก็ยังแฝงด้วยรสชาติแบบแกงไทยๆ แถมด้วยเมนูพิเศษประจำวันที่จะเป็นอาหารไทยที่หาทานได้ยาก อย่างเช่น ปลาทูต้มเค็ม ซึ่งเป็นเมนูพิเศษประจำวันอังคาร เหล่านี้คือเมนูอาหารที่หลายบ้านหอบหิ้วใส่ถุงอิ่มอร่อยไม่ต้องปรุงมา นานกลายสิบปี หรือจะขยับไปที่ร้านอร่อยดั้งเดิมที่เปิดมานานกว่า 40 ปี ก็ต้องเป็นร้านนี้ “หอยทอดตี๋ใหญ่” สูตรแป้งกรอบร่วนและน้ำซอสทำเองจึงมีรสชาติอร่อยเฉพาะตัวและยังคงเป็นขวัญใจ ของเดินตลาดมาจนถึงทุกวันนี้ เราสาธยายมาจนจะหมดพื้นที่ แต่ก็ยังบอกได้แค่เสี้ยวเดียวของสีสันแห่ง ตลาดวังหลัง ซึ่งยังคงมีคสามตื่นตาตื่นใจรอให้ไปเดินสำรวจกันทั้งอาหารปาก อาหารตา และอาหารใจ ใครมีเวลาว่างยามสายๆ หรือบ่ายคล้อยๆ ลองนั่งเรือด่วนไปเดินเล่นที่ตลาดวังหลัง ตรงจากท่าศิริราชหรือท่าวังหลังเพียงไม่กี่อึดใจก็จะพบกับความละลานตาไม่มี สิ้นสุดของตลาดแห่งนี้กันแล้ว ตลาดวังหลัง เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 10.00 – 17.00 น. หากมาจากใจกลางเมือง สามารถใช้บริการรถไฟฟ้า BTS โดยลงที่สถานีสะพานตากสิน ออกทางออกที่ 2 ต่อเรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่าสาทรเพื่อไปขึ้นที่ท่าวังหลัง (ท่าศิริราช) ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากห้างหรูแอร์เย็นฉ่ำ หรือคอนเซปท์มอลล์ที่ล่อใจให้นั่งเล่นด้วยร้านเก๋ๆ แต่แบรนด์ฝรั่ง มาเดินดูวิถีไทยแท้แต่มีสีสันแบบไทยๆ เราบ้าง ก็จะสร้างความอิ่มเอมใจได้ไม่ต่างกัน และที่สำคัญ อิ่ม-คุ้ม-ถูก แบบนี้ คงไม่มีให้เลือกในห้างติดแอร์อย่างแน่นอน บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map

สวนละไม สวนผลไม้ท่ามกลางหุบเขาและฟาร์มแกะ ระยอง
ระยอง /  สวนทุเรียน / 

ช่วงนี้เป็นเทศกาลผลไม้ Travel MThai จึงพลาดไม่ได้ที่จะแนะนำสวนผลไม้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลไม้ไทยๆ ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลางสาด ฯลฯ และที่เป็นที่ขึ้นชื่อด้านผลไม้จริงๆ ก็คงจะไม่พ้นจังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรีนะครับ สำหรับวันนี้ผมจะแนะนำสวนผลไม้ของจังหวัดระยอง ที่มีชื่อว่า "สวนละไม" ซึ่งเป็นสวนผลไม้ที่กำลังเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชิม เมื่อ 1 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมานี่เองครับ สวนละไม (ระยอง) "อาณาจักรไม้ผล...ท่ามกลางขุนเขา" ทุเรียนหมอนทอง สวนละไม เป็นสวนผลไม้ที่มีเนื้อที่กว่า 500 ไร่ โอบล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้ธรรมชาติอากาศเย็นสบายด้วยพรรณไม้นานาชนิด มีการจัดวางผังปลูกผลไม้แต่ละชนิดอย่างเป็นระบบ มีผลไม้ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว หลากหลายชนิด อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด ส้มโอ ชมพู่ ลำไย สละแก้วมังกร ลองกอง มะเฟือง มะยงชิด องุ่น ฯลฯ เป็นต้น นักท่องเที่ยวจะได้สนุกกับบรรยากาศ และความสุขจากการเก็บผลไม้สดๆ จากต้น สะดวกสบายด้วย รถบริการเข้าชมสวน มีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้และข้อมูลตลอดการชมสวน บรรยากาศสวนท่ามกลางหุบเขา เงาะโรงเรียน ลองกองของสวน เปิดสวนให้นักเที่ยวเข้าไปเก็บผลไม้ได้อย่างสนุกสนาน (โทรสอบถามก่อน) สัมผัสบรรยากาศฟาร์มแกะบนเนินเขา ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ร่มรื่นที่...สวนละไม Sheep Farm พบกับความน่ารักของฝูงแกะ ขนฟู ขนหนานุ่ม ที่ทุกๆท่านสามารถให้อาหารและถ่ายรูปกับฝูงแกะได้อย่างใกล้ชิด ชมแกะน่ารักๆ ในฟาร์มแกะ สวนละไม เปิดบริการให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวทุกท่านเข้ามาสัมผัสบรรยากาศความสุข สนุกสนาน และความสงบที่ลงตัว ทุกวันตั้งแต่เวลา 8:00-18.00 น. แผนที่การเดินทางไปชิมผลไม้ ติดต่อสอบถามได้ที่ 098-737-4983 ราคาสำหรับลูกค้าทั่วไป ลูกค้าคนไทย - ผู้ใหญ่ = 300 บาท/ท่าน - เด็ก = 150 บาท/ท่าน (เด็กคิดตามความสูงตามมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว) --- เด็กความสูงมากกว่า 120 ซม. คิดราคาผู้ใหญ่ 300 บาท --- เด็กความสูง 100-120 ซม. คิดราคาเด็ก 150 บาท --- เด็กความสูงน้อยกว่า 100 ซม. เข้าฟรี ลูกค้าชาวต่างชาติ - ผู้ใหญ่ และเด็กความสูง > 120 ซม. = 400 บาท/ท่าน - เด็ก ความสูง < 120 ซม. = 250 บาท/ท่าน ค่าใช้จ่ายในการเข้าไปสวนผลไม้ ทำอะไรได้บ้าง? ค่าเข้าชมและเที่ยวในสวน บุฟเฟ่ต์ผลไม้ไม่อั้นในสวน และทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ที่ซุ้มผลไม้บนจุดชมวิว เที่ยวชมแปลงผักสวนครัว และสวนดอกไม้เมืองร้อน เข้าชมฟาร์มแกะ บนเนินเขาพร้อมให้อาหารแกะ และถ่ายรูปกับน้องแกะอย่างใกล้ชิด ขอบคุณภาพจาก suanlamai.com Facebook : สวนละไม

'ปู' แวะชมสวน-ชิมทุเรียนออร์แกนิค ที่นครนายก
ทุเรียน /  นครนายก / 

ยิ่งลักษณ์ ชมสวน ละอองฟ้า จ. นครนายก ชิมทุเรียนหลากสายพันธุ์ ชวนประชาชนแวะมาเที่ยวชม วันที่ 11 มิถุนายน เพจเฟซบุ๊ค 'Yingluck Shinawatra' ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่รูปภาพพร้อมระบุข้อความ มีเนื้อหาดังต่อไปนี้ 'วันนี้แวะมาชิมทุเรียนของสวนละอองฟ้า จ. นครนายกค่ะ ที่นี้มีทุเรียนมากกว่า 50 สายพันธุ์ ที่เด่นๆ ก็คือสายพันธุ์ละอองฟ้า ลำเจียก ฟักข้าว ชายมังคุด ชะนีก้านยาว หมอนทอง กบแม่เฒ่า และทุเรียนนมสด นอกจากทุเรียนแล้ว ยังมี มังคุด สับปะรด เงาะ กะท้อน ขนุน ผลไม้ทุกชนิดของสวนละอองฟ้า ล้วนแล้วแต่ปลอดสารพิษ เพราะที่นี่ใช้การปลูกแบบออร์แกนิค ตามแนวคิดที่ว่า ความสมบูรณ์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี เปรียบเสมือน การปลูกเพื่อคนที่เรารัก ความอร่อยก็จะออกมาเองค่ะ เลยทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเรียนรู้การใช้วิถีชีวิตของชาวสวนและการปลูกผัก ผลไม้ ที่ยังคงรักษาระบบนิเวศน์ ไว้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น สวนนี้ใช้การเพาะเมล็ดพันธุ์แบบดั้งเดิม และต้นทุเรียนที่นี่มีอายุเฉลี่ยเกินกว่า 50 ปี ใครมาที่ จ.นครนายก ก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่สวนทุเรียนละอองฟ้ากันนะคะ' MThai News ที่มา FB : 'Yingluck Shinawatra'

ฤกษ์ออกรถ ปี 2557
ดูดวงปี 2557 /  ฤกษ์ / 

ความเชื่อในสมัยโบราณเกี่ยวกับ ฤกษ์ออกรถ เพื่อความเป็นสิริมงคลและให้พ้นภัยอันตรายจากการขับขี่ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ได้รับทรัพย์และโชคอีกด้วย สำหรับใครที่วางแผนจะออกรถใหม่ในปี 2557 แต่ยังไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นวันดีที่เหมาะกับคุณ วันนี้ Horoscope.Mthai.com มี ฤกษ์ออกรถ ปี 2557 มาฝากครับ ฤกษ์ออกรถ ปี 2557 ปีชวด เวลา 07.00 – 08.59 น. และ 15.00 – 16.59 น. ปีฉลู เวลา 09.00 – 10.59 น. และ 17.00 – 18.59 น. ปีขาล เวลา 11.00 – 12.59 น. ปีเถาะ เวลา 13.00 – 14.59 น. ปีมะโรง เวลา 15.00 – 16.59 น. และ 17.00 – 18.59 น. ปีมะเส็ง เวลา 17.00 – 18.00 น. ปีมะเมีย เวลา 13.00 – 14.59 น. ปีมะแม เวลา 11.00 – 12.59 น. และ 05.00 – 16.59 น. ปีวอก เวลา 07.00 – 08.59 น. ปีระกา เวลา 07.00 – 08.59 น. และ 09.00 – 10.59 น. ปีจอ เวลา 11.00 – 12.59 น. และ 05.00 – 06.59 น. ปีกุล เวลา 13.00 – 14.59 น. และ 05.00 – 06.59 น ฤกษ์ออกรถ ตามวัน (อาทิตย์ – ศุกร์) ไม่ซื้อรถวันอาทิตย์ ซื้อแล้วจะมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ซื้อรถวันจันทร์ ซื้อแล้วมักโชคดีได้ลาภเสมอ ไม่ซื้อรถวันอังคาร ซื้อแล้วมีปัญหาเงินทอง หรือ อุบัติเหตุ ไม่ซื้อรถวันพุธ ซื้อแล้วมีปัญหาเงินทอง ไม่ซื้อรถวันพฤหัสบดี ซื้อแล้วการงานติดขัด ซื้อรถวันศุกร์ ซื้อแล้วมักโชคดีได้ลาภ ไม่ซื้อรถวันเสาร์ ซื้อแล้วมักเจออุบัติเหตุ ไม่ซื้อรถวันพระ ซื้อแล้วมักจะเจ็บป่วย ฤกษ์ออกรถ ตามเวลามงคลในการถอยรถออกจากอู่ วันอาทิตย์  06:09-08:29 หรือ 13:39-14:59 วันจันทร์ 09:39-10:00 หรือ 16:39-17:49 วันอังคาร 11:09-12:59 วันพุธ 08:59-10:59 หรือ 13:39-14:59 วันพฤหัสบดี 10:39-11:00 วันศุกร์ 06:39-08:59 หรือ 13:39-14:59 ออกรถ 2557 ฤกษ์ออกรถ ตามวันเกิดของเจ้าของรถ คนเกิดวันอาทิตย์ เลขทะเบียนรถห้าม ไม่ให้มีเลข 6 และเลข 3 และไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันศุกร์ เพราะเป็นกาลกิณีในวันเกิดและไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันอังคาร เพราะเป็นวันคู่ศัตรูวันเกิด ถ้าจะออกรถ สีรถที่ควรเลือกใช้หรือสีรถที่ถูกโฉลก ของคนเกิดวันอาทิตย์ รถสีแดงก่ำหรือสีแดงเลือดหมู เสริมสง่าราศี มากด้วยบุญญาบารมี มีอำนาจวาสนา คนนบนอบยำเกรง รถสีดำ เสริมความน่าเคารพนับถือ เสริมดวงเรื่องทรัพย์สินเงินทอง การเงิน รถสีขาว สีครีม เสริมความสงบปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง รถสีม่วงเปลือกมังคุด เสริมดวงด้านศรัทธา ความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ และดวงเรื่องการเงิน รถสีเขียว เสริมดวงให้คนรักเมตตา อุปถัมภ์ค้ำชู ช่วยเหลือทำให้สะดวกราบรื่นในเรื่องต่างๆ รถสีบรอนซ์ สีเทา สีทอง เสริมดวงเรื่องเมตตามหานิยม เสริมเสน่ห์ การสนับสนุนเกื้อกูล รถสีฟ้า สีน้ำเงิน ไม่ควรออกรถสีนี้ เพราะเป็นกาลกิณี หมายถึง โชคร้าย อัปมงคล ความเป็นเสนียด ศัตรูคู่แข่ง อุปสรรคในการดำเนินชีวิต คนเกิดวันจันทร์ เลขทะเบียนรถห้าม ไม่ให้มีเลข 1 และเลข 5 และไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันอาทิตย์ เพราะเป็นกาลกิณีในวันเกิดและไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันคู่ศัตรูวันเกิด ถ้าจะออกรถ สีรถที่ควรเลือกใช้หรือสีรถที่ถูกโฉลก ของคนเกิดวันจันทร์ รถสีส้ม สีเหลืองแก่ เสริมดวงเรื่องการเงิน ความมั่นคง ทุนทรัพย์ ราคาและคุณค่าที่จะเพิ่มพูนให้แก่ตนเองในปัจจุบันและภายภาคหน้า รถสีดำ เสริมความสงบปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง รถสีน้ำเงิน สีทอง เสริมเสน่ห์ ผู้ใหญ่รักเมตตาและเอ็นดู มีแต่สิ่งที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลักทรัพย์ โชคลาภ เสน่ห์ที่ทำให้คนรักใคร่เมตตา และศรัทธาในตัวเรา รถสีม่วงเปลือกมังคุด เสริมดวงด้านความสะดวกราบรื่นทุกอย่าง รถสีชมพู เสริมดวงให้ประสพผลสำเร็จได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ได้รับการสงเคราะห์เกื้อหนุนจากผู้ใหญ่ ได้รับการส่งเสริม ในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน รถสีฟ้า เสริมดวงให้ประสพความสำเร็จในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน รถสีเขียว อำนาจ วาสนา บารมี เกียรติยศ และชื่อเสียงตำแหน่งหน้าที่การงาน อานุภาพอิทธิพลที่ทำให้คนเคารพยำเกรง มีความสามารถในการควบคุมบังคับบัญชาคน รถสีแดง สีต้องห้าม เพราะเป็น กาลกิณี หมายถึง โชคร้าย อัปมงคล ความเป็นเสนียด ศัตรูคู่แข่ง อุปสรรคในการดำเนินชีวิต คนเกิดวันอังคาร ตามหลักทักษาคนที่เกิดวันอังคาร ห้ามใช้ ก ข ค ฆ ง เพราะเป็นอักษรกาลกิณี เลขทะเบียนรถห้าม ไม่ให้มีเลข 2 และเลข 1 และห้ามเลข เพราะทะเบียนที่มีเลข จะมีเรื่องและเกิดอุบัติบ่อยๆ ทำให้เสียเงินทองหรือทำให้เจ้าของได้รับบาดเจ็บ และไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันจันทร์ เพราะเป็นกาลกิณีในวันเกิดและไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันคู่ศัตรูวันเกิด ถ้าจะออกรถ สีรถที่ควรเลือกใช้หรือสีรถที่ถูกโฉลก ของคนเกิดวันอังคาร รถสีม่วงแก่ เสริมวาสนาบารมี โชคลาภ ความโชคดี รถสีดำ เสริมดวงด้านพลังอำนาจ เกียรติยศ และชื่อเสียงตำแหน่งหน้าที่การงาน อานุภาพอิทธิพลที่ทำให้คนเคารพยำเกรง มีความสามารถในการควบคุมบังคับ รถสีบรอนซ์ สีเทา เสริมความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ รถสีทอง สีแสด เสริมความสงบปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง รถสีน้ำตาล เสริมดวงด้านความมั่นคงในชีวิต เช่นมั่นคงเรื่อง หลักทรัพย์ ทรัพย์สิน หน้าที่การงาน รถสีเขียว เสริมดวงด้านการแก้ปัญหา ไร้อุปสรรค ไร้ศัตรูและคู่แข่ง รถสีแดง สีชมพู เสริมดวงให้ประสพผลสำเร็จได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ได้รับการสงเคราะห์เกื้อหนุนจากผู้ใหญ่ ได้รับการส่งเสริม ในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน รถสีขาว สีเหลืองนวล เป็นสีต้องห้าม เพราะเป็น กาลกิณี หมายถึง โชคร้าย อัปมงคล ความเป็นเสนียด ศัตรูคู่แข่ง อุปสรรคในการดำเนินชีวิต คนเกิดวันพุธ  (กลางวัน 06.01-18.00) ตามหลักทักษาคนที่เกิดวันพุธ (กลางวัน) ห้ามใช้ จ ฉ ช ซ ฌ ญ เพราะเป็นอักษรกาลกิณี เลขทะเบียนรถห้าม ไม่ให้มีเลข 3 และเลข 8 และไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันอังคาร เพราะเป็นกาลกิณีในวันเกิดและไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันพุธ (กลางคืน) เพราะเป็นวันคู่ศัตรูวันเกิด ถ้าจะออกรถ สีรถที่ควรเลือกใช้หรือสีรถที่ถูกโฉลก ของคนเกิดวันพุธ (กลางวัน) รถสีน้ำเงิน สีฟ้า เสริมดวงด้านความเคารพนับถือ ยกย่องยอมรับ รถสีน้ำตาล สีทอง เสริมดวงด้านพลังอำนาจ เกียรติยศ และชื่อเสียงตำแหน่งหน้าที่การงาน อานุภาพอิทธิพลที่ทำให้คนเคารพยำเกรง มีความสามารถในการควบคุมบังคับ รถสีขาว สีเหลืองอ่อน เสริมดวงให้ประสพผลสำเร็จได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ได้รับการสงเคราะห์เกื้อหนุนจากผู้ใหญ่ ได้รับการส่งเสริม ในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน รถสีเทา สีบรอนซ์ เสริมความสงบปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง รถสีดำ เสริมดวงด้านการแก้ปัญหา ไร้อุปสรรค ไร้ศัตรูและคู่แข่ง ชีวิตมีแต่ความสะดวก ราบรื่น รถสีม่วงแก่ เสริมโชควาสนา เสริมวาสนาบารมี โชคลาภ ความโชคดี รถสีเขียว เสริมดวงด้านเสน่ห์ที่ทำให้คนรักใคร่เมตตา และศรัทธาในตัวเรา รถสีชมพู สีแสด เป็นสีต้องห้าม เพราะเป็น กาลกิณี หมายถึง โชคร้าย อัปมงคล ความเป็นเสนียด ศัตรูคู่แข่ง อุปสรรคในการดำเนินชีวิต คนเกิดวันพุธ  (กลางคืน 18.01-06.00) ตามหลักทักษาคนที่เกิดวันพุธ (กลางคืน) ห้ามใช้ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม เพราะเป็นอักษรกาลกิณี เลขทะเบียนรถห้าม ไม่ให้มีเลข 5 และเลข 4 และไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันพฤหัสบดี เพราะเป็นกาลกิณีในวันเกิดและไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันพุธ (กลางวัน)เพราะเป็นวันคู่ศัตรูวันเกิด ถ้าจะออกรถ สีรถที่ควรเลือกใช้หรือสีรถที่ถูกโฉลก ของคนเกิดวันพุธ (กลางคืน) รถสีชมพู เสริมดวงให้คนเชื่อถือและไว้วางใจ รถสีดำ เสริมดวงด้านความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน รถสีเทา สีบรอนซ์ เสริมความสงบปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง รถสีม่วงแก่ เสริมดวงให้ประสพผลสำเร็จได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ได้รับการสงเคราะห์เกื้อหนุนจากผู้ใหญ่ ได้รับการส่งเสริม ในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน รถสีน้ำเงิน สีฟ้า เสริมดวงด้านการแก้ปัญหา ไร้อุปสรรค ไร้ศัตรูและคู่แข่ง ชีวิตมีแต่ความสะดวก ราบรื่น รถสีแดง สีน้ำตาล เสริมโชควาสนา เสริมวาสนาบารมี โชคลาภ ความโชคดี รถสีส้ม สีทอง เป็นสีต้องห้าม เพราะเป็น กาลกิณี หมายถึง โชคร้าย อัปมงคล ความเป็นเสนียด ศัตรูคู่แข่ง อุปสรรคในการดำเนินชีวิต คนเกิดวันพฤหัสบดี ตามหลักทักษาคนที่เกิดวันพฤหัสบดี ห้ามใช้ ด ต ถ ท ธ น เพราะเป็นอักษรกาลกิณี เลขทะเบียนรถห้าม ไม่ให้มีเลข 7 และไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันเสาร์ เพราะเป็นกาลกิณีในวันเกิด ถ้าจะออกรถ สีรถที่ควรเลือกใช้หรือสีรถที่ถูกโฉลก ของคนเกิดวันพฤหัสบดี รถสีแดง เสริมดวงด้านความสงบปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง รถสีเทา สีบรอนซ์ เสริมดวงด้านการแก้ปัญหา ไร้อุปสรรค ไร้ศัตรูและคู่แข่ง ชีวิตมีแต่ความสะดวก ราบรื่น รถสีฟ้า เสริมโชควาสนา เสริมวาสนาบารมี โชคลาภ ความโชคดี รถสีเขียว เสริมดวงให้ประสพผลสำเร็จได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ได้รับการสงเคราะห์เกื้อหนุนจากผู้ใหญ่ ได้รับการส่งเสริม ในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน รถสีส้ม สีทอง เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลักทรัพย์ โชคลาภ เสน่ห์ที่ทำให้คนรักใคร่เมตตา และศรัทธาในตัวเรา รถสีดำ สีม่วง สีน้ำเงิน เป็นสีต้องห้าม เพราะเป็น กาลกิณี หมายถึง โชคร้าย อัปมงคล ความเป็นเสนียด ศัตรูคู่แข่ง อุปสรรคในการดำเนินชีวิต คนเกิดวันศุกร์ เลขทะเบียนรถห้าม ไม่ให้มีเลข 8 และเลข 7 และไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันพุธ (กลางคืน) เพราะเป็นกาลกิณีในวันเกิดและไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันเสาร์ เพราะเป็นวันคู่ศัตรูวันเกิด ถ้าจะออกรถ สีรถที่ควรเลือกใช้หรือสีรถที่ถูกโฉลก ของคนเกิดวันศุกร์ รถสีเขียว เสริมดวงให้คนเชื่อถือและไว้วางใจ รถสีสีแดง สีทอง เสริมดวงด้านความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน รถสีแดง สีชมพู เสริมดวงด้านความสงบปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง รถสีเหลือง เสริมดวงให้ประสพผลสำเร็จได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ได้รับการสงเคราะห์เกื้อหนุนจากผู้ใหญ่ ได้รับการส่งเสริม ในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน รถสีดำ เสริมดวงด้านการแก้ปัญหา ไร้อุปสรรค ไร้ศัตรูและคู่แข่ง ชีวิตมีแต่ความสะดวก ราบรื่น รถสีน้ำตาล เสริมโชควาสนา เสริมวาสนาบารมี โชคลาภ ความโชคดี รถสีฟ้า สีน้ำเงิน เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลักทรัพย์ โชคลาภ เสน่ห์ที่ทำให้คนรักใคร่เมตตา และศรัทธาในตัวเรา รถสีเทา สีบรอนซ์ สีม่วง เป็นสีต้องห้าม เพราะเป็น กาลกิณี หมายถึง โชคร้าย อัปมงคล ความเป็นเสนียด ศัตรูคู่แข่ง อุปสรรคในการดำเนินชีวิต คนเกิดวันเสาร์ ตามหลักทักษาคนที่เกิดวันเสาร์ ห้ามใช้ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เพราะเป็นอักษรกาลกิณี เลขทะเบียนรถห้าม ไม่ให้มีเลข 4 และเลข 6 และไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันพุธ (กลางวัน) เพราะเป็นกาลกิณีในวันเกิดและไม่ควรทำการมงคลต่างๆ ในวันศุกร์ เพราะเป็นวันคู่ศัตรูวันเกิด ถ้าจะออกรถ สีรถที่ควรเลือกใช้หรือสีรถที่ถูกโฉลก ของคนเกิดวันเสาร์ รถสีแดง เสริมดวงให้คนยอมรับเชื่อถือและไว้วางใจ รถสีชมพู เสริมดวงให้ประสพผลสำเร็จได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ได้รับการสงเคราะห์เกื้อหนุนจากผู้ใหญ่ ได้รับการส่งเสริม ในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน รถสีน้ำเงิน สีฟ้า เสริมดวงด้านความสงบปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง รถสีทา สีบรอนซ์ เสริมโชควาสนา เสริมวาสนาบารมี โชคลาภ ความโชคดี รถสีทอง สีเหลือง เสริมดวงด้านการแก้ปัญหา ไร้อุปสรรค ไร้ศัตรูและคู่แข่ง ชีวิตมีแต่ความสะดวก ราบรื่น รถสีดำ สีม่วงแก่ เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลักทรัพย์ โชคลาภ เสน่ห์ที่ทำให้คนรักใคร่เมตตา และศรัทธาในตัวเรา รถสีเขียว สีแสด เป็นสีต้องห้าม เพราะเป็น กาลกิณี หมายถึง โชคร้าย อัปมงคล ความเป็นเสนียด ศัตรูคู่แข่ง อุปสรรคในการดำเนินชีวิต Horoscope.Mthai.com ต้องการนำเสนอข้อมูลเพื่อเป็นความรู้ ซึ่งรู้ไว้ก็ไม่เสียหายครับ เพราะฉะนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ขอบคุณข้อมูลจาก mirage.in.th ดูดวงปี 2557 ดวงปีชง 2557 ฤกษ์แต่งงานปี 2557

สูดอากาศบริสุทธิ์ที่ หมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช
ธรรมชาติ /  นครศรีธรรมราช / 

หมู่บ้านคีรีวง, นครศรีธรรมราช หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่ เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลนอันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือญาติ อาชีพหลัก คือ การทำสวนผลไม้ผสม เรียกว่า “สวนสมรม” เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ชุมชนบ้านคีรีวง ได้แก่ กลุ่มมัดย้อมกลุ่มสมุนไพร กลุ่มจักสานกะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์ และกลุ่มทุเรียนกวน ซึ่งแต่ ละกลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวก็มักจะซื้อเป็นของฝากกันอยู่เสมอ สินค้าราคาไม่แพงและมีคุณภาพ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2531 (ปีเดียวกับเหตุการณ์ที่ กระทูน อ.พิปูน) ได้เกิดมหาอุทกธรณีภัย หมู่บ้านถูกน้ำพัดหายไปนับ 100 หลังซึ่งวัด และชาวคีรีวงได้รักษาพระอุโบสถ และบ้านที่ประสบภัยไว้เป็นอนุสรณ์สถาน จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง ก็คือ ทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ และสายน้ำ ถ้าหากว่าใครต้องการที่จะไปเที่ยวที่นี่ กิจกรรมที่น่าสนใจในหมู่บ้านคีรีวง ได้แก่ การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ การลองชิมอาหารพื้นเมือง ถ้าหากมาในฤดูผลไม้ จะได้อร่อยกับผลไม้นานาพันธุ์ ผลผลิตของคีรีวง ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน ชาวคีรีวง มีอาชีพหลักคือ การเพาะปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง เป็นต้น ดูเรือไม้ ของเก่า เป็นเรือที่ขุดขึ้น จากซุงทั้งต้น มีชื่อเรียกกันมาแต่เดิมว่า เรือเหนือ ชาวคีรีวงในอดีตใช้เรือนี้บรรทุกผลไม้ เพื่อนำไปแลกอาหารและของจำเป็นต่างๆ จากผู้คนซึ่งอยู่ในที่ราบ นอกพื้นที่ของภูเขาที่ล้อมรอบอยู่ ส่วนในช่วง เดือนเมษายน ถึง กันยายน ถ้าสนใจจะขึ้นเขาและเดินป่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสม ชุมชนคีรีวงมี ผู้นำทาง และลูกหาบให้นักท่องเที่ยวเสมอ ดูและถ่ายรูป สถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งอุทกภัย พ.ศ. 2518 และ พ.ศ. 2531 ถ่ายรูปกับภูมิสัญลักษณ์ รูปสายน้ำแห่งวิถีชีวิต ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP พร้อมกับชมจุดสาธิตสิ่งต่างๆ ความพิเศษของ คีรีวง ก็คือ เป็นแหล่งที่มีการทำสินค้า OTOP หลายประเภท ผลิตภัณฑ์คีรีวงที่ได้รับเลือกเป็น ผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ได้แก่ ผ้ามัดย้อม สีธรรมชาติ ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ( Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจากเป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิต แบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนาการบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน ประกอบด้วย การนำทาง เดินป่า ลูกหาบ การจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ โดยการจัดตั้งชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นองค์กร กลางของชาวชุมชนจัดแบ่งหน้าที่ไปยังกลุ่มต่าง ๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างทั่วถึง การมาท่องเที่ยว ที่หมู่บ้านคีรีวงนี้ ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้มาท่องเที่ยวในบริเวณที่มีธรรมชาติสวยงามแล้ว ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านพร้อมกับการกินอยู่แบบพื้นบ้านอีกด้วย สิ่งที่น่าสนใจในหมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช 1.สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวบ้าน เพลินตาและเพลินอารมณ์กับทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ และสายน้ำชิม อาหารพื้นบ้าน ในฤดูผลไม้ จะได้อร่อยกับผลไม้นานาพันธุ์ ผลผลิตของคีรีวง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันชาวคีรีวงมี อาชีพหลักคือ การเพาะปลูกผลไม้ ดูเรือไม้ของเก่า เป็นเรือที่ขุดขึ้นจากซุงทั้งต้น มีชื่อเรียกกันมาแต่เดิมว่า เรือเหนือ ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP ในช่วงเดือนเมษายน ถึง กันยายน ถ้าสนใจจะขึ้นเขาและเดินป่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสม ชุมชนคีรีวงมีผู้นำทาง และลูกหาบให้นักท่องเที่ยวเสมอ 2 เยี่ยมชมกลุ่มอาชีพต่างๆ ของหมู่บ้าน ชาวบ้านในชุมชนหมู่บ้านคีรีวง มีการรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มอาชีพหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มสมุนไพรกลุ่มจักสาน และผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์และกลุ่มทุเรียนกวน ซึ่งแต่ ละกลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ผ้ามัดย้อม เป็นผลิตภัณฑ์เด่น คีรีวง ในฐานะหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP จึงมีจุดท่องเที่ยวเชิงสาธิตซึ่งเกี่ยวเนื่องกับผ้า และความเป็นธรรมชาติ ในสวนต้นไม้สาธิต นักท่องเที่ยวจะได้เห็นต้นไม้ต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาแห่งสีธรรมชาติ ที่บริเวณสาธิตการทำสีจากธรรมชาติ นักท่องเที่ยวจะได้เห็นการสับใบไม้ แก่นไม้ เปลือกผลไม้และพืช ในโรงต้มสี โรงตากผ้า โรงทอผ้า โรงผ้ามัดย้อม และโรงผ้าบาติก นักท่องเที่ยวจะได้เห็นกระบวนการผลิตอีกหลายขั้นตอน หากนักท่องเที่ยวต้องการทำผ้ามัดย้อม ลานกิจกรรม หน้าศูนย์จำหน่ายสินค้า คือบริเวณซึ่งชาวคีรีวงจะช่วยแนะนำการทำผ้ามัดย้อม นักท่องเที่ยวจะได้ ลองทำด้วยตนเอง ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย โดยกลุ่มสินค้าที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจดู การสาธิตวิธีทำก็คือ การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ ซึ่งได้นำความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ถ่ายทอดกันมา หลายชั่วคนโดยวัสดุที่นิยมนำมาใช้ทำสีย้อมธรรมชาติจะได้มาจากส่วนต่างๆของ ต้นไม้ เช่น เปลือก ใบ แก่น ราก และผล ซึ่งจะให้สีสันที่แตกต่างกันไป เช่น ใบหูกวาง ให้สี เหลืองอมเขียว ใบมังคุด ให้สี ส้มกับชมพู ใบเพกา ให้สีเขียวเข้ม เปลือกลูกเหนียง ให้สี น้ำตาลเข้ม ฝักสะตอ ให้สีเทา แก่นขนุน ให้สีเหลืองสด 3.พักแบบโฮมสเตย์ร่วมกับชาวบ้าน ผู้สนใจจะเสียค่าที่พักคืนละ 100 บาท ค่าอาหาร 50 บาท แต่สำหรับผู้ที่ต้องการจะเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิต ชาวคีรีวง จะเสียค่านำเที่ยว 1300 บาท ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน นักท่องเที่ยวจะเข้าไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชุมชนคีรีวง ได้ตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูกาลผลไม้ออกชุกเดือนกรกฎาคม - กันยายน ก่อนไปติดต่อไปที่ ศูนย์ประสานงานบ้านคีรีวง โทร. 0 7553 3113 ติดต่อเพื่อขอพักแบบโฮมสเตย์ โดยทางกลุ่มคิดราคาที่พัก 120 บาทต่อคนต่อคืน และค่าอาหาร 100 บาทต่อคนต่อมื้อ ค่านำเที่ยวสวนสมรม 500 บาท การเดินทางไปหมู่บ้านคีรีวง การเดินทางไปบ้านคีรีวงจากอำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 4016 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4015 บริเวณกิโลเมตรที่ 9 เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านคีรีวง เข้าไป 9 กิโลเมตร หรือขึ้นรถสองแถวจากตลาดยาว ในอำเภอเมือง มีรถออก ตั้งแต่ เวลา 07.00-16.00 น. ราคา 20 บาท ***อัตราค่าโดยสาร และบริการอื่นๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจ**** View Larger Map หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ข้อมูลและภาพ : paiduaykan.com / travel.thaiza.com / kiriwongtour.com  / bloggang.com / youtube เรียบเรียงโดย Travel MThai

แห่ กินผลไม้ฟรี ในงาน
กินผลไม้ฟรี /  ของดีเมืองจันท์ / 

เป็นสัปดาห์สุดท้ายแล้ว สำหรับงาน "ของดีเมืองจันท์ วันผลไม้ สีสันตะวันออก" ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ วันที่ 23-31 พฤษภาคม 2558 ณ ลานศูนย์ปฏิบัติราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ยังมีเวลาเหลืออีก 2 วันคือเสาร์-อาทิตย์นี้นะครับ จุดเด่นไฮไลท์น่าจะอยู่ที่ มีเปิดให้ กินผลไม้ฟรี อีกด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำเปิดงาน กินผลไม้ฟรี ของดีเมืองจันท์ ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย นำโดยกิจกรรมกินผลไม้ฟรี ซึ่งภายในงานมีการนำผลไม้มาให้กินฟรีภายในช่วงเวลาที่กำหนด วันละ 2 ช่วง คือ รอบ 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 น. – 20.00 น. มีทั้ง ทุเรียนหมอนทองสุก มังคุด เงาะ สละ ลำไย ที่พร้อมเสิร์ฟไม่อั้นตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม ประชาชนแห่ กินผลไม้ฟรี เนืองแน่น ขายดีสุด น่าจะเป็นทุเรียนหมอนทองนี่แหละ เงาะโรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่คนไทยชอบ ล่าสุด รายงานมาว่า นักท่องเที่ยวแห่กินผลไม้ฟรี โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง หมดไปแล้ว 10 กว่าตัน และคาดว่า เสาร์อาทิตย์นี้ จะมีนักท่องเที่ยวแห่มากินผลไม้ฟรีกันมากกว่าเดิมแน่นอน เพราะเป็น 2 วันสุดท้ายแล้ว ซึ่งทางจังหวัดเอง ก็เตรียมพร้อมผลไม้ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วง เอาเป็นว่า ใครชอบผลไม้ อยากกินของฟรี ก็เชิญเลยครับ credit : chuntaburi.go.th