พรก.ฉุกเฉิน

ด่วน! โปรดเกล้าฯ ยกเลิกใช้กฎอัยการศึก
กฎอัยการศึก /  ม.44 / 

โปรดเกล้าฯยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก คสช.ออกประกาศใช้คำสั่ง ม.44 แทน งัด 14 ข้อเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เมื่อเวลา 21.30 น. วันนี้(1 เม.ย.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ยกเลิกใช้กฎอัยการศึกแล้ว โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.ออกประกาศคำสั่งที่ 3/2558  โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับ ปี 2557 เพื่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ โดยมีคำสั่งดังต่อไปนี้ 1.คำสั่งนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 2.ในคำสั่งนี้ โดยให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งหมายถึงทหาร ที่มียศตั้งแต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรีขึ้นไป และผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งหมายถึงข้าราชการทหารที่มียศต่ำกว่าร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ 3.ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยป้องกันการกระทำผิดดังต่อไปนี้ อาทิ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 107-112 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ความผิดอันฝ่าฝืนคำสั่งของคสช. หรือหัวหน้าคสช. ข้อ 4 ในการดำเนินการตามข้อ 3 ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานต่อเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามข้อ 3 (2) จับกุมตัวบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า และควบคุมผู้ถูกจับนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป (3) ช่วยเหลือสนับสนุน หรือเข้าร่วมในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนในความผิดตามข้อ 3 ในการเข้าร่วมดังกล่าวให้ถือว่า เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (4) เข้าไปในเคหะสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคล หรือยานพาหนะใดๆ ทั้งนี้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยอันตามสมควรว่าบุคคลกระทำความผิดตามข้อ 3 หลบซ่อนอยู่ หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้ หรือจะใช้ในการกระทำความผิดตามข้อ 3 หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ บุคคลนั้นจะหลบไป หรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม (5) ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบตาม (4) (6) กระทำการอื่นใดตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย ข้อ 5 ในกรณีที่มีความจำเป็นที่แก้ไขสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ยุติลงโดยเร็ว หรือป้องกันไม่ให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลาย ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนกระทบต่อความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการออกคำสั่งดังกล่าวเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยจะกำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามคำสั่งด้วยก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง หัวหน้าคสช.จะกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยก็ได้ ข้อ 6 ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย โดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดตามข้อ 3 ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจเรียกตัวบุคคลนั้นมาเพื่อสอบถามข้อมูล หรือให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการตามข้อ 3 และในกรณีที่ยังสอบถามไม่แล้วเสร็จจะควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ก็ได้แต่ต้องไม่เกิน 7 วัน แต่การควบคุมตัวดังกล่าวต้องควบคุมไว้ในสถานที่อื่นที่มิใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้ต้องหาไม่ได้ เมื่อมีเหตุอันจะต้องดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งในฐานะเป็นผู้ต้องหา ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจดำเนินการต่อไป ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อ 7 ให้ผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ ตามที่เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยสั่งการหรือมอบหมาย ข้อ 8 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจตามมาตราประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อ 9 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย หรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยตามข้อ 4 (1) ข้อ 5 หรือข้อ 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อ 10 ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย หรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ ต้องระวางโทษจำคุก/ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อ 11 ในกรณีที่บุคคลใดถูกควบคุมตัวตามข้อ 6 วรรคหนึ่ง เนื่องจากการกระทำความผิดตามข้อ 3 (4) เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยอาจปล่อยตัวไป โดยมีหรือไม่มีเงื่อนไขก็ได้เงื่อนไขในการปล่อยตัวตามวรรคหนึ่งหมายถึง การกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 (2) ถึง (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา การห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย หรือการสั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อ 12 ผู้ใดมั่วสุมหรือชุมนุมการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปต้องระว่างโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งที่สมัครใจเข้ารับการอบรมจากพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นสมควรปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข หรือไม่มีเงื่อนไขตามข้อ 11 วรรคสอง ให้ถือว่าคดีเลิกกัน ตามมาตรา 37 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2529 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปล่อยตัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อ 13 การกระทำตามคำสั่งนี้ไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีการปฏิบัติราขการทางการปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ข้อ14 เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักความสงบเรียบร้อยที่กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 17 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เรียกร้องค่าเสียหาย จากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ สั่ง ณ วันที่ 1 เม.ย. พุทธศักราช 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ MThai News

ละครสุดแค้นแสนรัก , เรื่องย่อสุดแค้นแสนรัก
เรื่องย่อละคร สุดแค้นแสนรัก /  ละครสุดแค้นแสนรัก / 

เรื่องย่อละคร สุดแค้นแสนรัก บทประพันธ์: จุฬามณีบทโทรทัศน์: ยิ่งยศ ปัญญาสร้างโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัดกำกับโดย: กฤษณ์ ศุกระมงคล, อดุลย์ ประยันโต ภาคสุดแค้น พ.ศ.2515 เรื่องราวความรัก ความแค้น ระหว่างสองครอบครัว ที่รอยแค้นฝังลึกมิอาจคืนดีกันได้ ทำให้ความรักแท้ของหนุ่มสาวถูกอำนาจของความแค้นของคนๆ เดียว กีดกัน ทำลายจนพังพินาศไปอย่างน่าเสียดาย…เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านหนองนมวัว จ.นครสวรรค์ เมื่อปี 2515 ซึ่งยังเป็นหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศท้องทุ่ง ชาวบ้านต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันดีเสมอมา…จนกระทั่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อสองครอบครัว คือ ครอบครัว “นางแย้ม”(รัดเกล้า อามระดิษ) กับ ตาเทือง (นึกคิด บุญทอง) ที่มีลูกชายคือ ประยงค์ (พัชฏะ นามปาน) ได้แต่งงานกับ อัมพร (มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล) ลูกสาวของ ตาขัน (อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) กับ นางอ่ำ (จินตหรา สุขพัฒน์) ชาวบ้านหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งๆ ที่นางแย้มเองก็ไม่ค่อยถูกใจลูกสะใภ้คนนี้สักเท่าไหร่ แต่เธอก็ต้องตัดใจให้ทั้งคู่แต่งงานกัน เพราะประยงค์รักอัมพรมาก พร้อมกับตอนนี้อัมพรเองก็กำลังตั้งท้องลูกของประยงค์อยู่… แต่เหตุการณ์กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อตาเทือง สามีนางแย้มตายกะทันหันจากฝีมือของ ตาขัน พ่อของอัมพร เนื่องจากทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่องปล่อยน้ำเข้านา นางแย้มโกรธแค้นเป็นอย่างมาก สาปแช่งตาขันให้ถูกฟ้าผ่าตายทันทีที่รู้เรื่อง และคำสาปแช่งดูเหมือนจะได้ผล เพราะคืนนั้นเองตาขันก็ถูกฟ้าผ่าตายตามตาเทืองไป สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับครอบครัวของอัมพรเป็นอย่างมาก และวันนั้นอัมพรก็ปวดท้องคลอดลูกพอดีความโกรธแค้นของนางแย้มที่มีต่อครอบครัวอัมพร เพิ่มขึ้นทวีคูณ นางแย้มเกลียดชังลูกสะใภ้มากกว่าเดิม ขัดขวางไม่ให้ประยงค์ไปดูแลอัมพรและลูกที่โรงพยาบาล นางแย้มยังไม่ยอมให้ศพของตาขันสวดและเผาวัดเดียวกับตาเทือง อุไร (พรชิตา ณ สงขลา) น้องสาวของอัมพร ทนไม่ได้ไปด่ากราดถอนหงอกแย้มถึงศาลาสวดศพตาเทือง จนเป็นที่ร่ำลือถึงความปากจัดของอุไรที่กำลังปลูกต้นรักกับ ลือพงษ์ (วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์) เจ้าของคิวรถประจำทางและกิจการห้องเช่าประจำหมู่บ้าน ทำให้เป็นช่องทางของแย้มที่ยุยง โกตา (สุทธิพงษ์ วัฒนจัง) และ นกเล็ก (ไปรมา รัชตะ) พ่อแม่ของลือพงษ์ให้เกลียดชังอุไร พร้อมทั้งหมายตาลือพงษ์ไว้ให้ พะยอม (น้ำฝน กุลณัฐ) ลูกสาวคนเล็กที่แอบชอบลือพงษ์ หลังจากอัมพรคลอดลูกชาย แย้มตั้งชื่อให้ว่า ยงยุทธ (คณิน ชอบประดิถ) อัมพรกล้ำกลืนกลับมาอยู่ที่บ้านประยงค์ แย้มก็คอยด่าว่าเหน็บแนมไม่หยุดหย่อน อัมพรพยายามอดทน แต่ความอดทนของอัมพรก็สิ้นสุดลง เมื่อแย้มพยายามจับคู่ประยงค์ให้กับ สุดา (รฐา โพธิ์งาม) ลูกสาวของเพื่อนรัก เมื่ออัมพรรู้เรื่องจึงเกิดความหึงหวง และทะเลาะวิวาทอย่างหนัก เหตุการณ์นี้เองที่ทำให้แย้มถือโอกาสไล่อัมพรกลับบ้านและไม่ให้กลับมาอีก อัมพรกลับบ้านด้วยความชอกช้ำ และคิดหาทางเอาลูกที่ยังอยู่กับนางแย้มคืนด้านอุไรก็เผลอใจแอบได้เสียกับลือพงษ์ ซึ่งมิอาจรอดพ้นสายตาของแย้ม อุไรกลัวแย้มจะเอาไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้ จึงขอร้องให้ลือพงษ์รีบบอกพ่อแม่มาสู่ขอโดยเร็ว ลือพงษ์รับปากไปทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่าพ่อแม่ไม่ยอม เพราะทั้งคู่ไม่ชอบอุไร ส่วนประยงค์ทนความคิดถึงอัมพรไม่ไหว ดื่มเหล้าย้อมใจเมาเละที่กระท่อมปลายนา จนอัมพรไปเจอ เธอช่วยเช็ดตัวและหาอาหารให้สามีกิน ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกัน อัมพรขอลูกคืน แต่ประยงค์ขอลูกไว้เพื่อเป็นตัวแทนรักของอัมพร และสัญญาว่าจะไม่แต่งงานใหม่ หากวันใดเขาแต่งงาน อัมพรจะได้ลูกคืน อัมพรตัดสินใจยกลูกให้ประยงค์และให้รักษาสัญญาให้ดี ด้านแย้มยังไม่หยุดความแค้น วางแผนให้ ประยูร (พิษณุ นิ่มสกุล) ลูกชายคนกลาง ทำให้อุไรกับลือพงษ์เข้าใจผิดและเลิกกัน โดยมีรถยนต์เป็นรางวัลหนึ่งคัน ประยูรรับปากอย่างไม่กลัวบาปกรรม และทำตามแผนของแม่ ตามพัวพันอุไร จนลือพงษ์เข้าใจผิด อุไรเสียใจ คิดว่าลือพงษ์ได้เธอแล้วก็ไม่ใยดี ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรง แย้มพอใจมาก เวลาผ่านไป อัมพรยังแอบเอาข้าวไปส่งให้ประยงค์ทุกกลางวัน ความรักของทั้งคู่ยังเหมือนเดิม ทั้งอัมพรเองก็ยังแอบไปหายงยุทธ โดยพะยอมคอยช่วย ในที่สุดแย้มก็จับได้ ทำให้แย้มและอัมพร มีเรื่องตบตีกันจนต้องขึ้นโรงพัก ทำให้อุไรและอัมพรได้พบกับ ร้อยตำรวจตรีทวี (ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) ร้อยเวรบันทึกการแจ้งความ ชายหนุ่มถูกชะตากับสองพี่น้องมาก อาสาไปส่งถึงบ้าน แย้มจึงวางแผนทำให้ลือพงษ์กับอุไรประกาศตัดขาดกัน ลือพงษ์เองก็เผลอไผลมีอะไรกับพะยอม สุดท้ายลือพงษ์ต้องเแต่งงานกับพะยอมอย่างไม่เต็มใจ ส่วนอุไรก็รู้ว่าตัวเองท้องประยงค์ถูกหมากัดและเป็นไข้สูงจนต้องไปโรงพยาบาล และได้รู้ว่าประยงค์เป็นโรคพิษสุนัขบ้าระยะสุดท้ายและคงไม่รอดแน่ อัมพรมาดูใจประยงค์ทันในนาทีสุดท้าย ก่อนที่ประยงค์ก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากประยงค์ตาย อัมพรก็แน่ใจแล้วว่าไม่มีทางได้ลูกชายคืน ตัดสินใจจะพาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อื่นโดยมีทวีช่วยเหลือพาทั้งหมดไปหาทำเลค้าขายอยู่ในเมือง เพื่อตั้งหลักชีวิตใหม่ต่อไป ภาคแสนรัก พ.ศ. 2534 หลังจากตัดสินใจย้ายมาอยู่ในตัวเมือง อุไรก็หาทำเลเปิดร้านข้าวแกง ส่วนทวีพลาดรักจากอุไร ก็ได้ตกลงปลงใจแต่งงานกับอัมพร มีลูกสองคน คือ ธนา (ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์) กับ มยุรีย์ (พรรณปพร ศรีดุรงคธรรม) ส่วนอุไรก็คลอดลูกสาว ชื่อ ระพีพรรณ(อนุธิดา อิ่มทรัพย์) และฝ่ายครอบครัวของลือพงษ์กับพะยอม มีลูกชายชื่อ ลือชัย(อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์) ส่วนประยูรลูกชายคนเล็ก แย้มก็ให้แต่งงานกับสุดามีลูกด้วยกันสองคน คือ ปวริศ(เศรษฐพงศ์ เพียงพอ) และ ลลดา(ชุติมณฑน์ สกุลไทย)ยงยุทธนั้น แย้มไม่เคยคิดจะให้เจอกับแม่อย่างอัมพร แถมยังเสี้ยมสอนให้เกลียดแม่ โดยบอกว่าอัมพรมีคนมาติดพันจนทิ้งสามี แล้วพ่อก็ตรอมใจตาย เด็กชายถูกกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้ฝังหัวว่าแม่ตัวเองเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย เมื่อเวลาผ่านไปจนทุกชีวิตเติบโตและรู้จักกันในฐานะนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน สร้างความระทมทุกข์ให้กับอัมพรเป็นอย่างมาก เพราะเวลาเจอลูกที่โรงเรียนตอนไปรับธนากับมยุรีย์ ยงยุทธจะหลบลี้หนีหน้า เมินเฉย ไม่สนใจใยดี เพราะแย้มกีดกันทุกวิถีทางและบอกว่าแม่ตนมีครอบครัวใหม่อย่างมีความสุขและไม่คิดเหลียวแลตน สำหรับธนากับมยุรีย์ ก็ไม่เคยนับถือยงยุทธเป็นพี่ชายเพราะเห็นการกระทำที่ยงยุทธแสดงกับอัมพรและไม่เคยเห็นเขากับมยุรีย์อยู่ในสายตาว่าเป็นพี่เป็นน้องด้วย ความห่างเหินทำให้น้อยคนนักจะรู้ว่าเป็นพี่น้องกัน ส่วนยงยุทธเองก็มีโรคประจำตัวคือ หอบหืดตั้งแต่เด็ก ทำให้เขากลายเป็นคนอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ยังดีที่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ยงยุทธเหนือกว่าธนาพี่น้องต่างพ่อ ก็คือ หทัยรัตน์ (ศิรินทร์ ปรีดียานนท์) ลูกสาวเจ้าของกิจการร้านทอง ที่มีใจให้เขาคนเดียวมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ธนาก็หลงรักหทัยรัตน์อย่างหัวปักหัวปำ และพยายามตามตื้อหทัยรัตน์ทุกวิถีทางจนฝ่ายหญิงรำคาญ หทัยรัตน์ไม่เคยรู้ความสัมพันธ์ของยงยุทธกับธนา ส่วนปวริศลูกชายประยูรก็มาตามจีบระพีพรรณ โดยที่อุไรไม่เคยชอบใจสักนิด ทำให้ระพีพรรณคิดเรื่องของตนเองไม่ตก กระทั่งช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย แย้มอยากให้ยงยุทธติดคณะแพทยศาสตร์ แต่ยงยุทธอยากเรียนวิศวกรรมศาสตร์มากกว่า ผลออกมายงยุทธสอบไม่ติดคณะแพทย์สร้างความเสียใจให้แย้มจนเป็นลมพับ ส่วนระพีพรรณก็ทำให้อุไรสมหวังเพราะเธอคือแพทย์หญิงในอนาคต เคียงคู่ไปกับหทัยรัตน์ที่ติดคณะแพทย์เหมือนกัน แต่ในที่สุดยงยุทธสอบติดที่เชียงใหม่ ส่วนปวริศ สอบติดนายร้อยทำให้นางแย้มปลื้มนักหนา และธนาก็ได้โควตาด้านกีฬาของมหาลัยแห่งหนึ่ง ส่วนลือชัยเรียน วิทยาลัยเทคนิค คบเพื่อนไม่ดี วันๆ ไม่สนใจการเรียน เข้าไปพัวพันกับยาเสพติดทำให้ถูกตำรวจจับติดคุกเสียผู้เสียคน สร้างความเสียใจให้กับพะยอมและลือพงษ์มาก ลือพงษ์เองก็ทำตัวเป็นเสี่ยยุ่งกับสาวๆ มากหน้าหลายตา ด้านอุไรเองก็สั่งระพีพรรณเด็ดขาดว่าห้ามไปข้องเกี่ยวกับลือพงษ์ที่แอบมาหาลูกอยู่บ่อยๆ ส่วนระพีพรรณกลุ้มใจที่อุไรขอให้เธอแกล้งทำดีกับปวริศแล้วตีจากเพื่อให้ปวริศเจ็บช้ำมากที่สุด เพราะระพีพรรณอ่อนไหวทุกครั้งที่ได้เจอปวริศ และปวริศก็รักระพีพรรณจนถอนใจไม่ขึ้น ธนายังตามรักหทัยรัตน์ไม่เสื่อมคลาย -จบภาคแสนรัก- ภาคสุดแค้นแสนรัก พ.ศ. 2544 เวลาผ่านไปธนากลายเป็นนักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียง เช่นเดียวกับลลดาซึ่งกลายเป็นดาราสาวสุดฮอต ลลดาแอบชอบธนามานานแล้ว แต่ธนาไม่เคยสนใจ ส่วนมยุรีย์เรียนจบกลับมาเป็นคุณครู ยงยุทธเองก็ได้เป็นผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่ง หทัยรัตน์กับระพีพรรณเรียนจบแพทย์ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน ความสัมพันธ์ของหทัยรัตน์กับยงยุทธนับวันยิ่งห่างเหิน ผิดกับธนาที่ยังรักมั่นคงเสมอต้นเสมอปลายกับหทัยรัตน์จนทำให้หทัยรัตน์หวั่นไหวขึ้นทุกวัน พอๆ กับ ปวริศที่ยังมั่นคงเหนียวแน่นต่อระพีพรรณ ซึ่งยิ่งทำให้ระพีพรรณหนักใจเพราะอุไรไม่ยอมรับในตัวปวริศแน่นอน คนที่สร้างปัญหาให้ระพีพรรณอีกคนคือ ลือชัย ที่หลังออกจากคุกก็ติดยาบ้า ทำให้พะยอมผู้เป็นแม่เครียด ระพีพรรณต้องทำหน้าที่พาน้องต่างมารดาไปบำบัด และคอยดูแล ทำให้พะยอมซาบซึ้งใจระพีพรรณมาก ส่วนอัมพรเองก็ตรอมใจเรื่องยงยุทธหนักขึ้นทุกวัน ในที่สุดก็ล้มป่วยหนัก ทุกคนพยายามให้ยงยุทธมาเยี่ยมอัมพรทำให้หทัยรัตน์รู้ความจริงว่ายงยุทธกับธนาเป็นพี่น้องแม่เดียวกัน จากระพีพรรณเพราะมาขอร้องให้หทัยรัตน์พายงยุทธมาหาอัมพรให้ได้ หลังจากหทัยรัตน์พยายามอย่างหนัก สุดท้ายยงยุทธก็ใจอ่อนยอมมาเยี่ยมอัมพรจนได้เมื่ออัมพรเจอยงยุทธก็ดีใจมาก สั่งเสียให้พี่น้องอย่าทอดทิ้งกัน ช่วยเหลือกันเวลามีเรื่องเดือดร้อน ให้รักย่าให้มากๆ และขอร้องอุไรไม่ให้ขัดขวางความรักของปวริศกับระพีพรรณ อุไรจำใจตอบตกลงเห็นแก่พี่สาวที่กำลังจะจากโลกนี้ไป อัมพรสิ้นใจอย่างสงบ… สุดาตัดสินใจบอกเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่เป็นปมขัดแย้งระหว่างย่าแย้มกับอัมพรให้ยงยุทธรู้ เพื่อกำจัดคนที่จะได้รับมรดกจากแย้มได้อีกหนึ่งคน เมื่อยงยุทธรู้เรื่องราวแล้วก็รับไม่ได้กับการกระทำของผู้เป็นย่า เขาโกรธย่ามากกลับไปทะเลาะกับแย้มยกใหญ่ และเก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้าน ยอมทิ้งทุกอย่างมุ่งหน้าไปเชียงใหม่ ทำให้แย้มเกือบหัวใจสลาย งานศพอัมพร แย้มตามหายงยุทธในงาน แต่ก็ไม่พบเพราะเขาไม่ได้มางานศพ ปวริศเองก็ตัดสินใจไปหาอุไรขอแต่งงานกับระพี อุไรรับปากง่ายดาย แต่ก็มีเงื่อนไขคือนางแย้มย่าของปวริศต้องตายก่อน ทำให้ระพีพรรณไม่พอใจที่อุไรทำร้ายจิตใจปวริศแบบนั้น ความขุ่นใจเรื่องนี้ไม่ทันหาย ระพีพรรณก็ได้รับข่าวร้ายเรื่องพ่อคือลือพงษ์ขับรถลงข้างทางเข้าห้องฉุกเฉินและถึงขั้นเป็นอัมพาต สร้างความทุกข์ให้พะยอมเพิ่มขึ้น ส่วนยงยุทธหลังจากออกจากบ้านไป ก็ได้ไปเป็นผู้จัดการรีสอร์ทที่ลำปาง ซึ่งเป็นของวสันต์เพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้สนใจครอบครัวอีกเลย โดยเฉพาะแย้มที่ตอนนี้กำลังเกิดปัญหากับลูกหนี้ ไม่ยอมผ่อนดอกเบี้ยทะเลาะตบตีกันจนทำให้นางแย้มแค้นและจ้างคนไปแก้แค้นลูกหนี้คนนี้จนเรื่องถึงตำรวจ ทำให้ประยูรหนักใจ ธนาอยากพาหทัยรัตน์ไปพักผ่อนต่างจังหวัด จึงชวนปวริศ ระพีพรรณ ไปด้วยกัน บังเอิญมาพักรีสอร์ทที่ยงยุทธทำงานอยู่ ทำให้ยงยุทธเห็นความสนิทสนมของธนากับหทัยรัตน์และนึกน้อยใจว่าหทัยรัตน์คงคิดเปลี่ยนใจจากเขาแน่ ยงยุทธก็ได้พูดคุยกับหทัยรัตน์ที่รีสอร์ท เขาถามให้มั่นใจว่าความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิมหรือไม่ หทัยรัตน์รู้ใจตัวเองว่าไขว้เขวมาทางธนา แต่ตอนนี้ก็ไม่อาจทำร้ายใจยงยุทธได้ จึงถนอมใจว่ายังคงเหมือนเดิม ลลดาขับรถชนมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ตกใจโทรหาก้องภพ ทำให้ลลดารู้สึกดีกับก้องภพมากที่มาช่วยเหลือ ข่าวร้ายของประยูรก็มาถึงเมื่อแย้มเกิดป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้ต้องพยายามตามหายงยุทธกลับมาเป็นกำลังใจให้ย่า ส่วนธนาดูท่าทางแล้วว่าหทัยรัตน์คงจะยังตัดสินใจไม่เด็ดขาดว่าจะเลือกใคร เขาเลือกจะเป็นฝ่ายไปโดยจะไปเรียนต่อเมืองนอก หทัยรัตน์ใจหายรีบเผยความรู้สึกที่แท้จริงในใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปเพราะเธอรู้ใจตัวเองแล้วว่าเธอรักธนาไม่ใช่ยงยุทธอีกต่อไป นาดีใจมากและไม่ไปเรียนต่อยอมทำตามใจหทัยรัตน์ทุกอย่างเพียงเธอต้องการอาการแย้มไม่ดีขึ้นและยังคิดถึงหลานมาก ในที่สุดยงยุทธก็ติดต่อกลับมาที่หทัยรัตน์และคิดจะกลับมาเยี่ยมย่า แต่พอดีเขามีอาการหอบหืดกำเริบเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ระพีพรรณกับลลดาจึงมาตามเขา พาเขากลับมาหาย่าจนได้ แต่เมื่อมาถึงยงยุทธกลับตัดพ้อเรื่องในอดีต และบอกว่าเกลียดย่า ทำให้แย้มเสียใจ ในขณะที่สุดาสะใจที่ได้เห็นภาพสุดแค้นแสนรักของย่าหลาน และหวังว่าครอบครัวตนจะได้ครอบครองสมบัติแต่เพียงผู้เดียว พะยอมต้องกลับไปดูแลลือพงษ์แทนอ้อย เมียของลือชัยที่กำลังแพ้ท้อง ทำให้หน้าที่ดูแลแย้มเป็นของสุดา ซึ่งเป็นโอกาสดีที่สุดาจะเป่าหูแย้มเรื่องที่ยงยุทธเนรคุณและยุยงให้เปลี่ยนพินัยกรรม แย้มเมื่อฟังสุดาให้ร้ายหลานรักก็นึกอยากเปลี่ยนพินัยกรรมใหม่โดยไม่บอกอะไรกับสุดา คือ ยกที่นาต.หนองกะโดนหกสิบห้าไร่ที่จะยกให้ประยูรกับสุดาเปลี่ยนให้เป็นยงยุทธแทน ยงยุทธพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับหทัยรัตน์ เพราะเริ่มรู้สึกแล้วว่าหทัยรัตน์เปลี่ยนไปและคงเป็นเพราะธนา ยงยุทธรุกหนักโทรคุยเรื่องแต่งงานกับหทัยรัตน์ ทำให้เธอตัดสินใจบอกความจริง แต่ไม่ทันพูดอะไรยงยุทธก็มีอาการหอบหืดกำเริบเพราะเขาดื่มเหล้าย้อมใจ ลลดารีบช่วยพาส่งโรงพยาบาล หลังจากหายป่วยยงยุทธกลับบ้านมาเห็นรองเท้าคู่เท่าฝาหอยคู่เก่าเก็บของเขาวางบนเตียง ทำให้เขาสำนึกในบุญคุณที่ย่าเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็กจึงรีบไปหาย่า ทำให้สุดาระแวงว่าแย้มจะเปลี่ยนใจยกสมบัติให้ยงยุทธอีก ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าพินัยกรรมที่แย้มเปลี่ยนไปนั้นตัวเองได้เสียผลประโยชน์แล้ว สุดาจึงลักลอบเพิ่มความเร็วของสายน้ำเกลือให้เร็วขึ้นจนแย้มหัวใจวายตาย ยงยุทธเสียใจมาก แต่สุดากลับไล่เขาทางอ้อมให้ขยับขยายเพราะย่าอาจจะไม่ยกสิ่งใดให้เขาเลยก็ได้ แต่เมื่อพินัยกรรมของแย้มเปิด สุดาเองที่ต้องกลายเป็นคนที่ได้น้อยที่สุด ยงยุทธทำให้เขาตื้นตันใจที่ย่ารักเขามากถึงเพียงนี้ สุดาเจ็บใจที่สมบัติที่ตนจะได้กลายเป็นของยงยุทธจากความโลภของตนเองหทัยรัตน์ตัดสินใจบอกเลิกยงยุทธทางจดหมาย เพราะไม่กล้าที่จะบอกต่อหน้าเนื่องจากยงยุทธต้องเจอกับเรื่องสะเทือนใจมากมาย แต่ถ้าไม่บอกตอนนี้ปัญหาก็จะคาราคาซังต่อไปไม่จบ ยงยุทธอ่านจดหมายแล้วเสียใจมาก เขาเขียนพินัยกรรมยกสมบัติทั้งหมดให้กับลลดาลูกของประยูรกับสุดาที่มักจะคอยห่วงใยเขาเสมอ และตัดสินใจฆ่าตัวตาย แต่ ลลดา ธนา และหทัยรัตน์ช่วยไว้ได้ทัน ธนารู้สึกผิดที่เขาได้ทำร้ายยงยุทธจึงขอให้หทัยรัตน์เลือกยงยุทธเสีย แต่หทัยรัตน์ไม่ยอมเพราะยงยุทธน่าจะค่อยๆ เรียนรู้การสูญเสีย แต่ธนากลัวว่ายงยุทธจะคิดสั้นอีก ธนาจึงพยายามออกห่างหทัยรัตน์ แต่ยงยุทธรู้แล้วว่าหทัยรัตน์ไม่ได้รักเขาต้นเหตุก็เกิดจากตัวเขาเอง และเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นทำให้เขาตัดสินใจบวช หทัยรัตน์กับธนาจึงมาขอขมายงยุทธในงานบวชส่วนปวริศกับระพีพรรณ ธนาก็ช่วยพาสุดาและประยูรไปสู่ขอกับอุไร อุไรตอบตกลงแต่มีข้อแม้ให้ใช้นามสกุลฝ่ายหญิง เพราะเธอไม่มีลูกผู้ชายสืบสกุล ทำให้ระพีพรรณขุ่นเคืองใจแม่มาก แต่ในที่สุดประยูรกับสุดาก็ยอมมาขอขมาทั้งน้ำตาเพื่อความสุขของลูกทั้งสองฝ่าย อย่าได้เหมือนกับรุ่นพ่อแม่ที่ต้องผิดหวัง ทำให้อุไรยอมอโหสิกรรมทั้งน้ำตาเช่นกัน มยุรีย์น้องของธนาอีกคนก็มีแฟนเป็นผู้กองวันชนะคอยดูแลทำให้ธนาหายห่วงไปอีกคน พระยงยุทธขึ้นธรรมมาสเทศน์ โดยมีแม่ชีอ่ำ ยายของเขาและทุกคนมาพร้อมหน้ากัน เทศนาธรรมที่ซาบซึ้งในเรื่องของความรัก ที่ก่อให้เกิดทั้งสุข ทุกข์ หรือแม้แต่ความเจ็บปวด อานุภาพของความรักช่างยิ่งใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลืกให้เป็นอานุภาพที่สุดแค้น หรือแสนรัก…

อยากให้เข้าใจ ทำไมตำรวจถึงต้องตั้งด่าน MThai ข่าวภาคซ่าส์
Mthaiข่าวภาคซ่าส์ /  ข่าวตำรวจ / 

MThai ข่าวภาคซ่าส์วันนี้ ได้หยิบยกเอาประเด็นที่เรียกได้ว่า เป็นกระแสดราม่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านเลยก็ว่าได้สำหรับ กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปืนยิงหนุ่มขับขี่บิ๊กไบค์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากขับรถฝ่าด่านตรวจ ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จากนั้นผู้บาดเจ็บจากเหตุดังกล่าวก็ได้เสียชีวิต หลังถูกนำตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ความคืบหน้าล่าสุดพบว่า ผู้การฯชลบุรี สั่งให้ ด.ต.สุพรรณ ชำนิจ ผบ.หมู่ ป. สภ.หนองขาม  มือยิงหนุ่มบิ๊กไบค์ ออกจากราชการพร้อมทั้งถูกแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เรื่องราวด้านลบของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีให้เราเห็นอยู่บ่อยครั้ง จนประชาชนหลายท่านเกิดความไม่ไว้วางใจ และกรณีตำรวจใช้ปืนยิงหนุ่มขับขี่บิ๊กไบค์ เนื่องจากฝ่าด่านตรวจ ทำให้ชาวสังคมออนไลน์จำนวนมากเกิดความสงสัยว่า พวกเขามักจะเห็นด่านตรวจตามมุมมืดมุมอับลับตาคน จนทำให้คิดว่าเจ้าหน้าที่ มีจุดประสงค์อื่นแบบแฝง เรื่องราวในลักษณะเช่นนี้ ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอด ซึ่งทางแฟนเพจ Thailand Police Story เพจที่มักจะนำเอาเรื่องราวการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเผยแพร่ ได้มีการโพสต์ข้อความชี้แจงเกี่ยวกับการตั้งด่านตรวจในวันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงหนุ่มขี่บิ๊กไบค์ว่า การตั้งด่านของตำรวจนั้นอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า มีทั้งด่านของจราจรกับด่านอาชญากรรม ซึ่งวันเกิดเหตุเป็นด่านอาชญากรรม มีสารวัตร พันตำรวจโทเป็นหัวหน้าด่าน ตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายจำพวกรถหาย อาวุธปืนหรือยาเสพติด การทำงานเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สภาพการตั้งด่านต้องรู้จุดหรือซอยที่คนร้ายมักผ่าน ซึ่งทำให้หลายคนมองว่าตำรวจซุ่มหรือดูน่ากลัวก็ตาม ถ้าตำรวจไม่ตั้งด่านป้องปรามอาชญากรรมรับรองว่า สิ่งผิดกฎหมายจะเคลื่อนไหวง่ายกว่านี้ และผลร้ายจะย้อนกลับไปที่ประชาชนเอง จึงอยากขอความร่วมมือ เมื่อเจอด่านให้ชะลอรถไว้ก่อน ถ้าตำรวจขอตรวจให้จอด การไม่จอดนั่นหมายถึง พุ่งมอเตอร์ไซค์ เหล็กทั้งดุ้น ใส่ตำรวจและไม่ให้เกียรติต่อกฎหมาย เป็นตำรวจคนไหนก็ต้องโกรธ เพราะตำรวจก็บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเป็นเหมือนกัน และให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า คนนั้นอาจมีสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าเป็นต่างประเทศที่กฎหมายเข้มงวดก็มีมาตรการรุนแรงเหมือนกัน อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แก่ทุกๆฝ่าย ที่ตำรวจและประชาชนจะให้เกียรติกันและกัน จะได้ไม่เกิดการสูญเสียขึ้นอีก การตั้งด่าน เป็นคำเรียกใช้ในภาษาชาวบ้านทั่วไป ตำรวจมีมาตรการเกี่ยวกับการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด 3 กรณี ดังนี้ ด่านตรวจ หมายถึง สถานที่ทำการที่เจ้าพนักงานตำรวจออกปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจค้น เพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดในเขตทางเดินรถ โดยระบุสถานที่ไว้ชัดแจังเป็นการถาวร การตั้งด่านตรวจ จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแล้วแต่กรณี จุดตรวจ หมายถึง สถานที่ที่เจ้าพนักงานตำรวจออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้น เพื่อจับกุมผู้กระทำผิดความผิดในเขตทางเดินรถหรือทางหลวงในกรณีปกติเป็นการชั่วคราว โดยมีกำหนดระยะเวลาเท่าที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว แต่ต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว จะต้องยุบเลิกจุดตรวจดังกล่าวทันที จุดสกัด หมายถึง สถานที่เจ้าพนักงานตำรวจออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นเพื่อจับกุม ผู้กระทำความผิดในเขตทางเดินรถ หรือทางหลวง ในกรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราวและจะต้องยุบเลิกเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว - การ ปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจ ณ จุดตรวจนั้นจะต้องมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นหัวหน้า (ยศตั้งแต่นายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป) และต้องแต่งเครื่องแบบให้ถูกต้องในการปฎิบัติหน้าที่ดังกล่าวด้วย - การปฎิบัติในการตรวจค้น จับกุม จะต้องปฎิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและระเบียบการของตำรวจ - ตรง จุดตรวจหรือด่านตรวจของตำรวจนั้นจะ ต้องมีแผงกั้นที่มีเครื่องหมายจราจรคำว่า "หยุด" หรือ “หยุดตรวจ” ในเวลากลางคืนจะต้องมีแสงไฟส่องสว่างให้เห็นอย่างชัดเจนระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร - ก่อนถึงจุดตรวจ และให้มีแผ่นป้ายแสดงยศ ชื่อ นามสกุล และตำแหน่งของหัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำด่านตรวจและจุดตรวจดังกล่าวนอกจากนั้นให้มีแผ่นป้ายแสดงข้อความว่า “หากพบเจ้าหน้าที่ทุจริต หรือประพฤติมิชอบให้แจ้ง ผู้บังคับการ โทร...............................” (ให้ใส่หมายเลขโทรศัพท์ของ ผบก. ไว้ ข้อความดังกล่าวข้างต้น ให้มองเห็นได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 15 เมตร อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสข่าวด้านลบของเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาให้เราเห็นอยู่บ่อยครั้ง จนหลายๆคนรู้สึกไม่ไว้วางใจตำรวจไปแล้ว บางคนตำหนิเจ้าหน้าที่เพียง เพราะเขาตั้งด่านตรวจ ทั้งๆที่นั่นคือหน้าที่ของเขา หากเขาไม่ทำก็เหมือนการละเลยการปฎิบัติหน้าที่ ฉะนั้นแล้วอย่าตัดสินว่าตำรวจทุกคนไม่ดี ทุกสิ่งทุกอย่างต้องว่ากันด้วยเหตุผลและความถูกต้อง MThai News ขอบคุณภาพและข้อมูลจากThailand Police Story ,เรารักด่านตรวจ

คลิปนายกฯ ปะทะคารมสมจิตต์ หลังถูกซักเลิกอัยการศึก
กฎอัยการศึก /  ประยุทธ์ จันทร์โอชา / 

นายกฯ สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบนักข่าวหลังถูกถามเลิกกฎอัยการศึก ตอกกลับ กสม. หลังแนะให้พรบ.มั่นคง แทน ม.44  รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา (30 มี.ค. 58) ที่กรมขนส่งทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากร่วมพิธีศพอดีตผู้นำสิงคโปร์ ถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยหากจะมีการประกาศใช้ ม.44 แทนกฎอัยการศึก เนื่องจากเห็นว่ามาตราดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ได้เสนอแนะหากรัฐบาลจะยกเลิกกฎอัยการศึก ก็ควรพิจารณา ใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน ว่า ที่ผ่านมาใช้ทั้งพ.ร.บ.ความมั่นคง และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วบ้านเมืองยังไม่สงบ มันถึงต้องมีวันนี้ ทั้งนี้หากอยากจะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงจริง ไปบอก กสม.ให้มาดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย แค่เรียบร้อยยังทำไม่ได้เลย ซึ่งไม่ว่าจะใช้มาตราการอะไรมาควบคุมความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองก้เพื่อคนไทยทุกคน ส่วนที่กลัวว่าต่างชาติจะไม่เห็นด้วยนั้น นายกฯ กล่าวว่า เอาคนในประเทศเป็นหลัก วันนี้คนในประเทศลำบากยากเข็ญพอสมควรแล้ว อย่าเอาใครมารบกับเราอีกเลย รับผิดชอบกันบ้าง เอาเรื่องที่มีสาระกว่านี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของตน "ถามว่านานาชาติไหน วันนี้เจออดีตประธานา ธิบดีสหรัฐ อดีนายกฯญี่ปุ่น อดีตนายกฯเกาหลีใต้ แสดงความยินดีที่ไทยสงบสุข ไม่เห็นติสักคน แต่มีบางคนของเราที่เอาอะไรไปให้เขาว่าต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ถามว่าทำไมต้องให้เขาบังคับเรา แล้วไปทำตามที่เขาบังคับ จะทำตามกติกาเขาได้หรือไม่ ผมไม่กลัวใคร ทำไมต้องกลัว ผมทำเพื่อคนไทย ถ้าคุณไม่ใช่คนไทย ไม่ต้องมายุ่งกับผม ใครเป็นคนไทยยกมือสิ"" ทั้งนี้หลังให้สัมภาษณ์เสร็จ นายกฯ ได้ตะโกนเสียงดังว่า นักข่าวคนไหนที่ถามเรื่องกฎอัยการศึก ผู้หญิง 1 คน ผู้ชาย 1 คน เดี๋ยวให้คสช.ไปดูว่าเขาเดือดร้อนไหมจากกฎอัยการศึก จากนั้นได้เดินขึ้นรถส่วนตัวเพื่อกลับที่พักต่อไป MThai News คลิปจาก มติชนออนไลน์

อมตะ? เพจYoulike ฟื้นคืนชีพ ลั่น ไม่ได้เปิดเพจใหม่
คลิปเด็ด /  เพจYoulike / 

อมตะ? เพจYoulike ฟื้นคืนชีพ ลั่น ไม่ได้เปิดเพจใหม่  จากกรณีที่ทางเฟซบุ๊คได้มีคำสั่งปิดแฟนเพจ YouLike (คลิปเด็ด) ซึ่งเป็นแฟนเพจนำเสนอคลิปวิดีโอที่มีผู้คนบนโลกออนไลน์กดไลค์มากกว่า8ล้านคน สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อสงสัยต่อชาวเน็ตว่า แท้ที่จริงแล้วเพจดังกล่าวถูกปิดด้วยสาเหตุอะไร โดยมีการตั้งข้อสงสัยว่า เพจยูไลค์อาจโดนแจ้งละเมิดลิขสิทธิ์และการโพสต์คลิปอนาจาร ล่าสุดหลังจากโดนปิดไปเกือบ 24 ชั่วโมง แฟนเพจ YouLike (คลิปเด็ด) ได้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยไม่ได้มีการเผยถึงสาเหตุที่ถูกปิดแต่ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ขอบคุณเพื่อนๆชาวYouLike‬ ทุกๆท่าน และขอโหสิกรรมกับกรรมใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำลงไป ซึ่งขอชี้แจงดังต่อไปนี้ ตนมิได้สร้างเพจใหม่หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจอื่นตามข่าวลือ (ยกเว้น www.facebook.com/crclip 'สร้างไว้เผื่อฉุกเฉิน') และตนไม่เคยออกมาพูดไม่ว่าทางเฟสบุ๊คหรือให้ข่าวแต่อย่างใด(ยกเว้น NEWTV ติดต่อโทรมาทางไลน์) สุดท้ายนี้ ที่ห่างกัน'20ชม. ไม่มีคำกล่าวๆใดๆมากไปกว่าคำว่า... "คิดถึงเพื่อนๆมาก T_T" MThai News

กีฬาเอ็กซ์ตรีม Free Running กับน้องนนท์ นนทกาต์
free running /  กิจกรรมวัยรุ่น / 

กีฬาเอ็กซ์ตรีม Free Running กับน้องนนท์ นนทกาต์ FREE RUNNING!!! ถือว่าเป็นกีฬาสุดท้าทายของ “น้องนนท์-นนทกาต์ มีสาย” นักศึกษาปี 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มาดูกันดีกว่าว่า กีฬานี้มันคืออะไร และอะไรที่ทำให้มีคนสนใจเล่นกัน... กีฬาเอ็กซ์ตรีม Free Running กับน้องนนท์ นนทกาต์ จุดเริ่มต้นของการเล่น Free running เริ่มแรกเลยคือ ผมเคยเต้นพวก B-Boy มาก่อนครับ แล้วพอดีเห็นว่าเขามีเล่น Free running กัน ก็เลยรู้สึกสนใจ อยากจะลองเล่นดูบ้าง เป็นกีฬาที่เท่ๆ ดี อยากจะได้ความรู้ ทักษะใหม่ๆ ด้วย ก็เลยเริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลการเล่น และอาศัยดูคลิปต่างๆ เอาว่าเขาเล่นกันยังไงบ้าง เริ่มเล่นตั้งแต่ตอนอายุ 17 ตอนนี้ก็เล่นมาได้ 2 ปีแล้วครับ Free running คือ..? การข้ามผ่านอุปสรรคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือในสถานะการฉุกเฉิน โดยทักษะต่างๆ เช่น การกระโดด การปีน หรือท่าทางพิเศษอื่นๆ ในการที่จะไปจากสถานที่หนึ่ง ไปสถานที่อื่นๆ โดยใช้เฉพาะร่างกายของเรา และของต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมช่วยให้ไปถึงจุดหมาย หรือพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ช่วงแรกที่เล่นมีมีอุปสรรคยังไงบ้าง ของผมจะดีหน่อยที่มีทักษะ ความแข็งแรงมาตั้งแต่เล่น B-Boy แล้ว ก็เลยไม่ค่อยเป็นปัญหามาก ที่เป็นอุปสรรคจริงๆ ก็คือเรื่องของท่าต่างๆ ในการเล่น เทคนิคต่างๆ ต้องมีคนที่รู้จริงๆ มาสอน เพราะว่าถ้าเล่นผิด หรือเล่นพลาดก็สามารถทำให้แขนหัก ขาหักได้ครับ ซึ่งการที่จะหาคนมาสอนก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน เพราะในไทยยังไม่ค่อยมีคนเล่นมากนัก แต่ก็ได้มารวมกลุ่มฝึกกับพี่ๆ Thailand Free running ได้พี่วุธ มาช่วยแนะนำซึ่งพี่เขาก็จะเป็นเหมือนคนกลางดึงพวกเราที่มีความสนใจด้านนี้มารวมตัวกัน พอเป็นทีมก็จะมีทั้งพี่ๆ เพื่อนๆ มาช่วยกันฝึก ท่าแรกที่ทำได้ก็เป็นท่าตีลังกากลับหลัง (Back Flip) ครับ มันก็ยากนะ เพราะเริ่มแรกมาเลยเราเล่น B-Boy ก็จริง แต่ไม่ได้เล่นท่าแบบที่ต้องตีลังกากลับหลัง ฝึกอยู่นานเหมือนกันกว่าจะได้ท่าแรกนี้ ฝึกเป็นเดือนเลย เพราะตอนแรกเราก็ไม่รู้หลักในการเล่น แต่ก็จะมีพี่ๆ มาคอยช่วยเซฟตลอดไม่ให้เกิดอันตราย พอทำได้ปุ๊บก็รู้สึกแบบ เฮ้ย เราทำได้แล้ว แค่ท่าแรกก็ดีใจแล้ว เหมือนเราผ่านอุปสรรคไปขั้นหนึ่ง ความสนุก และความท้าทายในการเล่น ความสนุกของการเล่นในความคิดผมก็คือ การได้ลองฝึก ลองเล่นในแต่ละท่ากับเพื่อนๆ ครับ ยิ่งท่ายากๆ แล้วเราได้ลองทำไปเรื่อยๆ ช่วยๆ กันฝึกจนทำได้ มันจะสนุกมาก พอทำได้มันก็ทำให้เราดีใจด้วยที่ทำสำเร็จสักที ส่วนเรื่องความท้าทาย ท่าทุกท่าคือความท้าทายสำหรับผมทั้งหมดนะ เพราะว่าทุกท่ามีความยากของมัน สำหรับที่เล่นมา 2 ปี ตัวผมเองก็คิดว่าตัวเองมีการพัฒนาไประดับหนึ่ง เรื่องที่เด่นชัดเลยก็คือร่างกายแข็งแรง และมีสมาธิมากขึ้น เพราะการเล่นอันนี้เป็นอะไรที่ต้องใช้สมาธิมากๆ เราต้องตั้งสติ มีสมาธิในการตัดสินใจที่จะทำท่าต่างๆ ในพื้นที่ และสถานการณ์ที่ต่างกัน คือเวลาเล่นจริงๆ จะไม่ได้มีเวลาให้เราคิดมาว่าต้องทำท่านี้ หรือท่านั้น พอวิ่งออกไปก็ต้องทำเลยไม่มีเวลามาคิดมากมันก็เลยเป็นความท้าทาย บวกกับความสนุกของกีฬาชนิดนี้ ไอดอลในการเล่น Free running ไอดอลของผมต้องคนนี้เลยครับ พี่อนัน อันวา คือเขาเป็นคนที่เก่งมากครับ แล้วก็เป็นคนที่ทำให้ฟรีรันนิ่งเข้ามาบูมในไทย เรียกได้ว่าน่าจะเป็นไอดอลส่วนใหญ่ของคนที่เล่นฟรีรันนิ่งในไทยเลยก็ว่าได้ ความสามารถของเขาเยอะมาก ได้เห็นเขาทัวร์ไปรอบโลก เพื่อให้ฟรีรันนิ่งเป็นที่รู้จักแล้ว รู้สึกว่าพี่เขาเท่มากเลยครับ ความฝันในอนาคต ถ้าเป็นไปได้ตัวผมเองก็อยากจะไปให้ได้ไกลๆ แบบได้ไปโชว์ต่างประเทศ ได้ทำแบบพี่อนัน แต่ด้วยตัวประเทศไทยเองก็ยังไม่ค่อยมีการแข่งขันด้านฟรีรันนิ่งเท่าไหร่ ทำให้เราไม่ค่อยได้เข้าแข่งขันชิงรางวัลไปต่างประเทศเลย เรายังขาดเรื่องการสนันสนุนด้านนี้จริงๆ จังๆ อีกเยอะเลยครับ ผมเองก็เชื่อนะว่าถ้ามีโอกาส ฟรีรันนิ่งของเด็กไทยเองก็ไม่แพ้ต่างประเทศเหมือนกัน ขอบคุณ : thailandfreerunner.wordpress.com เครดิตรูป อนัน อันวา : movie.mthai.com/movie-news/153854.html ติดตามคอลัมน์ Show Off ได้ที่นิตยสาร Campus Star No.23 Facebook : www.facebook.com/campusstar

'พระสุเทพ'แจง สั่งการเองสลายม๊อบแดง-มาร์คไม่เกี่ยว
คดีสลายม๊อบแดง /  คดีสลายเสื้อแดง / 

'พระสุเทพ ' ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. สลายม็อบแดงปี53 ไม่ขอเพิ่มพยาน ยัน เป็นผู้สั่งการลงนามเองถูกต้อง 'อภิสิทธิ์'ไม่เกี่ยว นัดสอบอีก 21 เม.ย. วันที่ 26 มี.ค.58 พระสุเทพ ปภากโร หรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวภายหลังเข้าแก้ข้อกล่าวหา กรณีสั่งการสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. ปี 2553 ต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า การชี้แจงวันนี้ จะไม่ขอยื่นพยานบุคคลในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด โดยได้นำหนังสือชี้แจงที่มีความหนา 155 หน้า ที่เรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ได้รับมอบหมายจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ดูแลสถานการณ์ รวมถึงชี้แจงการออกคำสั่งของ ศอฉ.ถูกต้องตามขั้นตอนโดยมีตนเป็นผู้ลงนาม ไม่เกี่ยวกับนายอภิสิทธิ์ ซึ่ง ศอฉ.มีการปรับเปลี่ยนแผนปฏิบัติการภายหลังจากพบว่ามีประชาชนเสียชีวิต แต่ไม่สามารถยุติการปฏิบัติหน้าที่ได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ขอเวลาอ่านรายละเอียดหนังสือชี้แจง และนัดให้มาตอบข้อสงสัยอีกครั้งในวันที่ 21 เม.ย.นี้ MThai News 

ไขความลับ เพราะเหตุใด 'cockpit' จึงถูกล็อกจากด้านใน
cockpit /  ล็อกจากด้านใน / 

หลายสมุมุติฐาน ‘เยอรมันวิงส์’  กรณีเงื่อนงำใหม่ เมื่อห้องนักบินถูกล็อกจากด้านใน จนทำให้หนึ่งในนักบินไม่สามารถเข้า cockpit ได้ก่อนเครื่องพุ่งชนเทือกเขาแอลป์ เป็นข่าวช็อกโลก ในกรณีเครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ320 เที่ยวบิน 4U 9525 เครื่องบินโดยสารของสายการบิน ‘เยอรมันวิงส์’ หลังจากการถอดเทปจากกล่องดำที่ยังคงสภาพและใช้ได้ดี ล่าสุดวันนี้สื่อนอกตีข่าว พบหลักฐานใหม่ ที่แสดงถึงเงื่อนงำบางอย่าง ของการเกิดโศกนาฏกรรมพุ่งชนบริเวณเชิงเขาของเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส ขณะเดินทางจากเมืองบาร์เซโลนา ของสเปน ไปยังเมืองดุสเซลดอร์ฟ ในเยอรมนี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา วันนี้ ทีมข่าวเอ็มไทยได้เกาะติดกระแสการไขปริศนาดังกล่าว จากรายงานของสำนักข่าว 'ดิ อินดิเพนเดนธ์' ที่ออกมาตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับกรณีที่ประตูห้องนักบิน หรือ 'cockpit' เกิดล็อกจากด้านในก่อนเครื่องจะดิ่งลงบริเวณที่เกิดเหตุ อันน่าสนใจดังนี้ 1.ระบบการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเครื่องบินส่วนใหญ่ จะมีฉากกั้นระหว่างห้องโดยสารและห้องนักบินที่ค่อนข้างบาง สายการบินส่วนใหญ่จึงมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ยกตัวอย่างจากกรณี เหตุการณ์ วินาศกรรมก้องโลก 9/11 เมื่อมีผู้ก่อการร้ายใช้อาวุธจี้ข่มขู่นักบินเพื่อเข้าควบคุมการบินในขณะทำการก่อความไม่สงบ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว สายการบินต่างๆได้ตระหนักถึงภัยจากการก่อการร้าย และเริ่มทุ่มทุนเพื่อทำการติดตั้งประตูเสริมสร้างความปลอดภัย ป้องกันห้องนักบิน ซึ่งเป็นห้องควบคุมเครื่องจากการบุกรุก และสามารถกันกระสุน ซึ่งน่าจะหมายรวมถึงระบบการป้องกันการลุกล้ำเข้าไปอย่างรัดกุมดังกล่าว คือการล็อกประตูจากด้านในนั่งเอง 2.มีวิธีที่ลูกเรือจะสามารถเข้าไปในห้องดังกล่าวหรือไม่ ? ในความเป็นจริงแล้ว หากนักบินออกมาทำธุระนอกห้อง cockpit สายการบินส่วนใหญ่จะมีระบบคีย์การ์ดหรือรหัสมาตรฐานที่จะสามารถนำพาลูกเรือกลับเข้าไปในห้องควบคุมได้ แต่ประตูจะไม่สามารถเปิดจากด้านนอกได้ในระยะเวลาที่ตั้งเวลาไว้ล่วงหน้า ประมาณ 5-20 นาที ซึ่งเป็นไปได้ว่า หลักฐานจากการถอดเทป คือเสียงที่ทำการเคาะประตู อาจจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 5 -20 นี้ก็เป็นได้ 3.มาตรฐานการบิน กับจำนวนของนักบิน มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ? ปัจจุบันมีสายการบินมากมายที่กำหนดให้เครื่องทะยาน ภายใต้การปฏิบัติงานของนักบินเพียงหนึ่งได้ จะสามารถควบคุมการบินแต่แบบเดี่ยวๆ จากสายการบิน มาเลเซีย แอร์ไลน์ กระนั้นเยอรมันวิงส์ มีนโยบายให้ประตูระหว่างห้องโดยสารและcockpit ถูกเปิดออกน้อยครั้งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 4.สองทฤษฏีที่ขัดแย้ง จนนำไปสู่โศกนาฏกรรม ! สองข้อสังเกตที่อาจเป็นไปได้ในกรณีของ เยอรมันวิงส์ คือนักบินผู้ที่ทำการควบคุมอยู่เพียง 1 รายใน cockpit มีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ต่อการปฏิบัติงาน เช่นเจ็บป่วย และพยายามจะนำเครื่องลงฉุกเฉิน โดยเริ่มต้นจากการลดระดับความสูงลง แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าโชคร้ายที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ หรืออาจเป็นเพราะระบบ keycode ล้มเหลว และอีกหนึ่งข้อสงสัยคือ นักบินที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น จงใจให้เกิดเหตุร้ายขึ้น กล่าวคือ มูลเหตุจากการฆ่าตัวตาย สองสมมุติฐานที่มีความเป็นไปได้ ถูกตั้งขึ้นท่ามกลางข้อกังขา 5.สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป BEA หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการไขปริศนา โศกนาฏกรรม ‘เยอรมันวิงส์’ จะถูกกดดันทั้งจากญาติผู้เสียชีวิตและสังคม ให้เปิดเผยสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเหตุการณ์สลดใจ ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สายการบินน้อยใหญ่เปลี่ยนแปลงนโยบายการดำเนินงาน เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการสายการบินทั่วโลก MThai News

พระสุเทพ แจงปปช.คดีสลายม็อบปี 53
นปช /  ป.ป.ช. / 

พระสุเทพ เข้าชี้แจงข้อกล่าวหาต่อป.ป.ช. ในคดีสั่งการสลายการชุมนุมนปช.ปี 53 ยืนยันไม่เคยสั่ง ศอฉ.เคลื่อนกำลังทำร้ายประชาชน มั่นใจหลักฐานครบถ้วน วันนี้(21 เม.ย.) พระสุเทพ ปภากโร หรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมด้วยทีมทนาย เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา ในคดีสั่งการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. จนเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศ.อ.ฉ.) เมื่อปี 2553 โดยวันนี้ เป็นการให้ปากคำและมอบหลักฐานเพิ่มเติมใน 6 ประเด็นสำคัญ อาทิเช่นภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวของชายชุดดำ และการออกคำสั่งของตน เกี่ยวกับการวางกำลัง โดยยืนยันว่าไม่เคยสั่งเจ้าหน้าที่เคลื่อนกำลัง และมีแต่กรณีชายชุดดำจู่โจมทหารทั้งสิ้น ทั้งนี้ พระสุเทพ กล่าวยืนยันว่าการปฏิบัติทางยุทธวิธีของ ศอฉ.ในเหตุการณ์เหล่านั้น เป็นการใช้เจ้าหน้าที่เพื่อล้อมกรอบกดดันให้คนเสื้อแดงเลิกการชุมนุมเท่านั้น และยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธทำร้ายผู้ชุมนุมแน่นอน และเชื่อว่าพยานหลักฐานที่นำมาแสดงเหล่านี้ มีความครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องมาให้ปากคำเพิ่มอีก ต่อจากนี้ให้เป็นเรื่องดุลยพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป MThai News

ข้อควรสังเกต และ วิธีการเอาตัวรอดจากคลื่นน้ำวน
ข้อควรระวัง /  ข้อควรรู้ / 

ทุกท่านคงเคยได้ยินเรื่องคลื่นน้ำวนริมชายฝั่ง ที่พร้อมจะดูดทุกสิ่งลงไป มันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะเคยมีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้ว ที่ขึ้นชื่อก็คงจะหนีไม่พ้นบริเวณหาดแม่รำพึง จ.ระยอง travel.mthai.com ขอนำเรื่องราวและภาพตัวอย่างลักษณะน้ำทะเลแบบนี้ มาให้ทุกท่านได้ชม เพื่อเตือนใจและพึงระวัง จะได้รอดพ้นจากภัยใต้น้ำกลืนร่าง ข้อควรสังเกต และ วิธีการเอาตัวรอดจากคลื่นน้ำวน ถ้าเจอน้ำทะเลลักษณะแบบนี้ เห็นว่าคลื่นขาดจากกันเป็นช่อง และน้ำมีสีเขียว ห้ามเผลอใจลงไปเล่นเด็ดขาด เพราะคลื่นน้ำวน มันจะดูดท่านจมหายไปทันที และมีโอกาสเสียชีวิตค่อนข้างสูง และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริง ๆ อย่าว่ายทวนเข้าหาฝั่งเด็ดขาด เพราะไม่มีทางสู้แรงน้ำมหาศาลได้ แต่ให้ตัดสินใจว่ายหันหน้าออก "แนวขนานกับฝั่ง " ขัดความรู้สึกหน่อย แต่ตามหลักฟิสิกส์ แรงน้ำจะเป็นคุณกับท่าน และจะรอดชีวิตราวปาฏิหารย์ ที่มาและภาพจาก : ระยองบอร์ด เว็บไซต์เพื่อคนระยองอันดับ 1 เพื่อชาวระยอง เรียบเรียงโดย : Travel MThai

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อัจฉริยะยิ่งขึ้น และประหยัดยิ่งขึ้น
car /  ford / 

- ฟอร์ด เรนเจอร์ พัฒนาต่อยอดจากสมรรถนะความแข็งแกร่งระดับโลก พร้อมอวดโฉมใหม่และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่จะช่วยให้รถมีสมรรถนะดียิ่งขึ้นกว่าเดิม กระจังหน้าสไตล์ใหม่ ดุดันและทันสมัย  ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ทั้งหรูหรา ประณีต และเปี่ยมด้วยประโยชน์ใช้สอย - เทคโนโลยีล้ำสมัยในฟอร์ด เรนเจอร์  รวมถึงระบบสั่งงานด้วยเสียงซิงค์ 2  (SYNC2)  ระบบรักษาช่องทางขับขี่ (Lane Keeping Aid)  ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้า (adaptive cruise control)  ระบบตรวจสอบผู้ขับขี่ (Driver Impairment Monitor) และเซนเซอร์ช่วยจอดหน้า-หลัง (Front and Rear Parking Sensors)  ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เป็นหนึ่งในรถกระบะที่ไฮเทคที่สุดบนท้องถนน - เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ พร้อมเทคโนโลยีสตาร์ทและดับเครื่องอัตโนมัติ (Start-Stop technology) พวงมาลัยพาวเวอร์ระบบไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering) ช่วยให้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ทั้งเงียบ และประหยัดน้ำมันได้มากกว่าถึง  22 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทรงสมรรถนะยิ่งกว่าเดิม - ช่วงล่างถูกปรับแต่งเพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายและความคล่องตัวมากขึ้น แต่ยังคงความสนุกพร้อมความนุ่มนวลยิ่งขึ้น ฟอร์ดเผยโฉมรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ พร้อมความแข็งแกร่งและอัจฉริยะยิ่งขึ้น พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะด้วยการผสมผสานสมรรถนะที่ดุดัน ความประณีตและเทคโนโลยีนำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน  โดยฟอร์ดจะเดินหน้าเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ในปีนี้ “ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จะสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านความสะดวกสบายและความหรูหรา โดยที่ยังรักษาไว้ซึ่งความสมบุกสมบันที่ลูกค้าของเราชื่นชอบ” มร. แบรท วีทลีย์ รองประธานฝ่ายการตลาด การขาย และบริการ ฟอร์ด เอเชียแปซิฟิก กล่าว “รถกระบะรุ่นล่าสุดนี้แสดงออกถึงรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งแต่ยังมีความอัจฉริยะได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้ลูกค้าของฟอร์ดใช้ชีวิตได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น ไม่ว่าในวันทำงานหรือวันพักผ่อน” ด้วยกระจังหน้ารูปลักษณ์ใหม่ และห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ที่เพียบพร้อมทั้งประโยชน์ใช้สอยและความหรูหรา จึงถือได้ว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้รับการสร้างขึ้นจากชื่อเสียงของรถกระบะตระกูลเรนเจอร์ที่มีสมรรถนะเป็นเลิศ พร้อมนวัตกรรมและความสะดวกสบายมากมาย ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ โดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งรถกระบะทั่วไป และยังล้ำหน้าเหนือใครด้วยเทคโนโลยีล่าสุดที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เอาชนะทุกความท้าทายในทุกวันได้มากกว่าที่เคย ดีไซน์แกร่ง ดูทันสมัย ความเปลี่ยนแปลงในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ทันสมัย ทรงพลังกว่าเดิม และสื่อถึงสมรรถนะของตัวรถได้อย่างชัดเจน กระโปรงหน้ารถมีเส้นสายที่ดุดันยิ่งขึ้น เข้ากับกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูได้เป็นอย่างดี ขณะที่ไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่เสริมให้ตัวรถดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก “เมื่อพิจารณาจากการขับขี่ของลูกค้าแล้ว เราเห็นว่าฟอร์ด เรนเจอร์ จะต้องมีรูปลักษณ์และประโยชน์ใช้สอยที่โดดเด่นอย่างรอบด้านไม่แพ้กัน เพื่อประกอบกันเป็นรถยนต์ที่สมบุกสมบันและพึ่งพาได้ในทุกสถานการณ์”  มร. เดฟ ดูวิท ผู้จัดการฝ่ายออกแบบ ฟอร์ด เอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริม “เราใช้โอกาสนี้ในการเสริมให้ดีไซน์ของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ดุดันกว่าในรุ่นก่อนหน้า และยังเน้นองค์ประกอบความเป็นกระบะพันธุ์แกร่งตามมาตรฐานฟอร์ด (Built Ford Tough)  อย่างช่องระบายอากาศบนตัวถัง โดยที่ยังคงรักษาสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมไว้เช่นเคย” รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับส่วนห้องโดยสาร ทำให้มีความสบายยิ่งขึ้น รวมถึงทันสมัยและสร้างบรรยากาศที่เหมือนกับรถยนต์นั่งสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เส้นสายต่างๆ ตามทางยาวช่วยขับเน้นให้ห้องโดยสารดูโอ่อ่า กว้างขวาง ก่อนจะมาบรรจบกันด้านหน้ารถที่บริเวณจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว กลางแผงคอนโซล ส่วนแผงหน้าปัดควบคุมแบบหน้าจอคู่ ทีเอฟที (Dual TFT) แสดงข้อมูลของตัวรถและสถานะของฟังก์ชันต่างๆ อย่างครบครัน ทั้งระบบความบันเทิง ระบบนำทาง และระบบปรับอากาศ “ห้องโดยสารของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ดูหรูหรา ทันสมัย และยังไฮเทคอีกด้วย” มร.ดูวิท กล่าว “เราได้เลือกใช้วัสดุภายในห้องโดยสารที่เข้ากับดีไซน์ใหม่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่ทิ้งความทนทาน สมบุกสมบัน และประโยชน์ใช้สอยในแบบรถกระบะพร้อมลุย ทำให้เหมือนห้องโดยสารของรถยนต์นั่งแต่ไม่ทิ้งความอเนกประสงค์” ฝ่าฟันทุกอุปสรรค พร้อมมาตรฐานใหม่ของความนุ่มนวล ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นหนึ่งในสุดยอดรถกระบะพันธุ์แกร่งในตลาด โดยสามารถขับขี่ลุยน้ำได้ที่ความลึกถึง 800 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าลึกที่สุดในรถประเภทนี้ ส่วนพื้นรถสูง 230 มิลลิเมตร ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเส้นทางวิบากได้อย่างคล่องตัว ด้วยมุมตัดที่  28 องศาและ มุมจากที่ 25 องศา ทำให้ผู้ขับขี่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ สามารถขับขี่ขึ้นลงทางลาดชันได้อย่างมั่นใจ ระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อที่ควบคุมแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ใน ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ สามารถเลือกโหมดทำงานได้ทั้งแบบขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อเกียร์สูงได้ด้วยการหมุนปุ่มที่คอนโซลกลาง ส่วนในสถานการณ์ที่ต้องใช้แรงบิดสูงที่ความเร็วต่ำ หรือกรณีที่ต้องเบรกขณะลงเขา ผู้ขับขี่ก็สามารถปรับไปใช้งานโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อเกียร์ต่ำได้ ส่วนชุดเฟืองท้ายแบบอิเล็กทรอนิกล็อค เสริมให้รถเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้นในสภาวะการขับขี่ที่ยากลำบาก ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่สามารถลากจูงน้ำหนักได้สูงสุด 3,500 กิโลกรัม และรับน้ำหนักบรรทุกสูงถึง 1,175 กิโลกรัม ถึงแม้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จะคงความทรงพลังเป็นเยี่ยม แต่ยังมอบการขับขี่นุ่มนวลซึ่งไม่สามารถพบได้จากรถกระบะโดยทั่วไป  ในขณะที่เรนเจอร์ รุ่นปัจจุบันได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการขับขี่และความคล่องตัว วิศวกรของฟอร์ดยังได้พัฒนาระบบช่วงล่างที่เสริมทั้งความสบายและการควบคุมที่คล่องแคล่ว แม่นยำ ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ระบบไฟฟ้า (EPAS) เสริมประสบการณ์ขับขี่ให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติ โดยระบบจะปรับให้พวงมาลัยมีน้ำหนักเบาในขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ เช่นกรณีเข้าช่องจอด ก่อนจะปรับมาเน้นความแม่นยำเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง โดยมีการตั้งค่าที่แตกต่างกันไปตามความเร็วของรถ มุมเลี้ยวของพวงมาลัย แรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้ง และอัตราการเร่งหรือลดความเร็ว ทั้งนี้ ระบบ EPAS ไม่มีอุปกรณ์ปั๊มน้ำมันอยู่ภายในเหมือนระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ทั่วไป จึงช่วยให้รถเดินเครื่องเงียบลง และประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์ วิศวกรของฟอร์ดได้เลือกใช้วัสดุเก็บเสียงคุณภาพสูงในห้องโดยสารเพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอก จึงทำให้ห้องโดยสารของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ทั้งเงียบและสะดวกสบายที่สุดในตลาด เทคโนโลยีอันทันสมัย ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุดมากมายที่เสริมคุณสมบัติในการเชื่อมต่อ และการควบคุมรถ ระบบสั่งงานด้วยเสียง ซิงค์ 2  ระบบเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารภายในตัวรถรุ่นล่าสุด ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมระบบต่างๆ ของตัวรถได้อย่างชาญฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยระบบการรับคำสั่งผ่านเสียง โดยผู้ขับขี่สามารถพูดคำสั่งภาษาอังกฤษเช่น “Temperature 20 degrees” “play AC/DC” หรือ “I’m hungry” เพื่อควบคุมระบบปรับอากาศ ระบบความบันเทิง หรือระบบนำทางของรถได้ทันที ส่วนจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว และคำสั่งแบบแยกสี ช่วยให้การเลือกใช้งานเมนูต่างๆ ง่ายยิ่งขึ้น ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ติดตั้งช่องชาร์จไฟแบบ 240 โวลต์ ซึ่งสามารถใช้ชาร์จไฟคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคที่ไหนก็ได้ ให้คุณไม่พลาดทุกงานเร่งด่วนนอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ที่จะช่วยให้ทุกการขับขี่ของคุณปลอดภัยมากยิ่งขึ้น - ระบบช่วยเตือนการขับขี่ในช่องทาง (Lane Keeping Alert) และระบบรักษาช่องทางขับขี่ (Lane Keeping Aid) โดยระบบทั้งสองจะทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่เบนตัวรถออกจากช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ในขณะที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง โดยหากกล้องด้านหน้ารถมองเห็นว่ารถกำลังเบนหัวออกจากช่องทางขับขี่ ระบบจะทำการแจ้งเตือนโดยจะทำการสั่นพวงมาลัยเพื่อเตือนผู้ขับขี่ และหากผู้ขับขี่ไม่หันหัวรถกลับเข้าสู่ช่องทางเดิม ระบบรักษาช่องทางขับขี่ก็จะใช้แรงบิดจากพวงมาลัยเพื่อเบนรถให้กลับสู่เลนที่ถูกต้อง - ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้า (Adaptive Cruise Control) ใช้อุปกรณ์เรดาร์ช่วยรักษาความเร็วตามที่ตั้งค่าไว้ และช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอีกด้วย เมื่อระบบตรวจพบว่ามีรถยนต์คันอื่นอยู่ข้างหน้า จะทำการลดความเร็วเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ก่อนจะเร่งกลับมาที่ความเร็วที่ตั้งไว้เมื่อถนนโล่ง ส่วนฟังก์ชั่นจำกัดความเร็วแบบตั้งค่าได้ ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่เร่งความเร็วเกินกว่าที่กำหนดไว้โดยไม่ตั้งใจ - ระบบเตือนป้องกันการชนรถคันหน้า (Forward Alert) ทำงานร่วมกับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้า เพื่อส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ด้วยสัญญาณไฟและเสียง หากตัวรถเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป ระบบจะเริ่มควบคุมการเบรกเพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันท่วงทีหากจำเป็น - สัญญาณเตือนระยะเดินหน้าและถอยหลัง (Front and Rear Park Assist) ใช้อุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางขณะจอดรถ และส่งสัญญาณเสียงเตือนหากรถเข้าใกล้สิ่งกีดขวางดังกล่าวที่ความเร็วต่ำ ส่วนกล้องมองหลังช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นด้านท้ายรถอย่างชัดเจน สามารถจอดรถหรือเตรียมการพ่วงรถได้อย่างมั่นใจ - ระบบตรวจสอบวัดและแจ้งเตือนลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) เสริมความปลอดภัยและช่วยประหยัดน้ำมันด้วยการเตือนผู้ขับขี่ หากความดันยางต่ำเกินไป - ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program) พร้อมระบบป้องกันการพลิกคว่ำและลดอาการส่ายขณะลากจูงเทรลเลอร์ ช่วยให้รถอยู่ในการควบคุมได้เสมอ แม้ในสภาวะการขับขี่ที่ยากลำบาก - ระบบตรวจสอบผู้ขับขี่ (Driver Impairment Monitor) ใช้กล้องหน้าและเซนเซอร์ตรวจจับผู้ขับขี่ว่ามีอาการง่วงหรือหลับในหรือไม่ โดยหากพบว่ารถเริ่มวิ่งออกจากเส้นทางหรือมีการกระตุกพวงมาลัยบ่อยครั้ง ระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือนผู้ขับขี่ โดยใช้ระดับเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะกลับสู่สภาวะปกติ - ในบางประเทศ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จะมาพร้อมกับระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านสัญญาณบลูทูธเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ โดยระบบจะแจ้งรายละเอียดและตำแหน่งของตัวรถโดยอัตโนมัติ ก่อนจะเปิดสายให้ผู้ขับขี่สนทนากับเจ้าหน้าที่ต่อไป - เทคโนโลยีอัจฉริยะอื่นๆ ในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่รวมถึง ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ขับบนทางลาดชันได้อย่างมั่นใจไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control) ที่ช่วยควบคุมการขับลงเขาที่เสริมแรงเบรกในความเร็วที่ต่อเนื่อง ระบบควบคุมการบรรทุก (Adaptive Load Control) ช่วยรักษาระบบควบคุมการทรงตัวขึ้นอยู่กับน้ำหนักของสัมภาระ และระบบเบรกฉุกเฉิน (Emergency Brake Assistance) ซึ่งจะส่งน้ำหนักไปที่ระบบเบรกเพื่อเพิ่มพลังในการเบรกเมื่อผู้ขับขี่เบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ขุมพลังที่มาพร้อมความประหยัด ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มอบสมรรถนะการขับขี่ชั้นยอดและพละกำลังในการลากจูงและบรรทุกของหนักได้อย่างเต็มที่ ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมัน พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติและธรรมดาแบบ 6 สปีด เครื่องยนต์มีให้เลือก 4 รุ่น ล้วนเปี่ยมด้วยสมรรถนะและความคุ้มค่าในทุกสภาพการขับขี่ และยังตอกย้ำเอกลักษณ์ความขับสนุกในสไตล์ฟอร์ดอีกด้วย เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ ขนาด 3.2 ลิตร แบบ 5 สูบ รุ่นล่าสุด ที่มีการติดตั้งระบบหมุนเวียนไอเสียแบบใหม่ เพื่อพัฒนาความสามารถในการประหยัดน้ำมันสูงถึง 18 เปอร์เซ็นต์ พร้อมมอบพละกำลังสูงสุด 147 กิโลวัตต์และแรงบิด 470 นิวตันเมตร สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะและแรงบิดสูงสุดในการลากจูง เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค รุ่น ขนาด 2.2 ลิตร แบบ 4 สูบ ให้ความประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังเดินเครื่องเรียบ นุ่มนวล แต่ยังทรงพลังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ เครื่องยนต์รุ่นนี้จะวางจำหน่ายในรูปแบบที่ต่างกันไปในแต่ละตลาด โดยบางประเทศจะได้เลือกใช้รุ่นสมรรถนะสูง ที่มีพละกำลัง 118 กิโลวัตต์พร้อมแรงบิด 385 นิวตันเมตร  หรือรุ่นเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังสูงสุด 96  กิโลวัตต์  ที่กินน้ำมันน้อยลงถึง 20 เปอร์ซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์เบนซิน ดูราเทค ขนาด 2.5 ลิตร ที่มอบพละกำลังสูงสุด 122 กิโลวัตต์ และแรงบิด 225 นิวตันเมตร# เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีการติดตั้งระบบสตาร์ทและดับเครื่องอัตโนมัติ (Automatic Start/Stop) ซึ่งจะดับเครื่องขณะที่รถหยุดนิ่งอยู่กับที่ เช่นขณะที่รอสัญญาณไฟเขียว ช่วยประหยัดน้ำมันสูงถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอัตราทดเฟืองท้ายได้รับการปรับแต่งยาวขึ้น ช่วยให้ประหยัดน้ำมันดียิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง

ห้ามเด็ดขาด! ใช้น้ำหัวแดงดับเพลิงเล่นสงกรานต์
คูคลอง /  ดับเพลิง / 

เตือน! ห้ามใช้น้ำจากหัวจ่ายดับเพลิง สาดน้ำ-จำหน่าย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ย้ำน้ำในคูคลองก็ห้ามเล่น เพื่อความปลอดภัย วันที่ 9 เม.ย.58 สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.  เตือนประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มักลักลอบใช้น้ำจากหัวจ่ายดับเพลิง บางรายถึงขั้นนำไปจำหน่าย เพื่อใช้สาดน้ำในเทศกาลนี้ ซึ่งในกรุงเทพฯ มีหัวจ่ายประมาณ 13,500 จุด ถ้ามีการพบเห็นว่าใช้น้ำจากจุดดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย พร้อมประสานเจ้าหน้าที่เทศกิจและตำรวจสอดส่องในพื้นที่ตลอดเทศกาลสงกรานต์ นอกจากนี้ ยังย้ำเตือนประชาชน ห้ามจอดรถกีดขวางหัวจ่ายน้ำดับเพลิงในที่สาธารณะ ควรจอดรถให้ห่างจากหัวจ่ายอย่างน้อย 5-10 เมตร เพื่อความสะดวกกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ทั้งนี้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประชาชนไม่ควรนำน้ำจากคูคลองมาเล่นสาดน้ำกัน เพราะไม่สะอาดปลอดภัยจะส่งผลต่อสุขอนามัยด้วย MThai News

เดินทางไกล ควรเตรียม ยา อะไรติดกระเป๋าบ้าง
ยา /  ยาประจำตัว / 

องค์การเภสัชกรรม แนะนำช่วงเทศกาลสงกรานต์วันหยุดยาว เตรียม ยา ที่จำเป็นพื้นฐานสำหรับเดินทาง และควรเลี่ยงยาที่รับประทานแล้วทำให้ง่วง ภญ.วนิชา ใจสำราญ รอง ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีวันหยุดยาว ผู้เดินทางควรเตรียม ยา ในระหว่างเดินทางไม่ว่าจะเดินทางในประเทศ หรือต่างประเทศสำคัญที่สุดอันดับต้นๆ คือ การเตรียมยาในส่วนของผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว ซึ่งยาของผู้สูงอายุจะมียาที่ต้องกินเป็นประจำ ต้องเตรียมยาในปริมาณเท่ากับวันที่เดินทางหรือสำรองเพิ่ม 3-5 วัน และควรจะติดชื่อยาไปด้วยเพราะหากยาตกหล่นสูญหาย จะได้สามารถซื้อยาตัวเดิมหรือเข้าโรงพยาบาล แจ้งแพทย์ได้ว่าเดิมใช้ยาอะไรส่วนยารายการอื่นๆจะเป็น ยา พื้นฐานสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาทิ ยาแก้ปวดลดไข้ พาราเซตามอล ชนิดเม็ดหรือชนิดน้ำ ยาแก้แพ้ซึ่งสามารถลดน้ำมูก และใช้บรรเทาอาการคันได้ด้วย ยาลดกรด ชนิดเม็ดหรือชนิดน้ำ ผงเกลือแร่ ผงถ่านกรณีท้องเสีย ยาแก้เมารถ ยาแก้ปวดเมื่อย และอุปกรณ์ทำแผล สำหรับการกินยาในขณะที่ขับรถนั้นต้องศึกษาก่อนว่า ยาที่กินมียาตัวใดที่กินแล้วทำให้ง่วงนอน ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทยาแก้แพ้ลดน้ำมูก ยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือยาในกลุ่มแก้ปวด ไมเกรน ยาคลายกังวลบางชนิด ยาพวกนี้จะทำให้ง่วงนอน ความสามารถในการรับรู้เสียไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรหลีกเลี่ยง และหากกรณีไม่สามารถเลี่ยงได้ ควรปรับเวลาเพื่อพักผ่อนหลังทานยาสัก 1 - 2 ชั่วโมง แล้วจึงขับต่อไป รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวต่อไปว่า ในช่วงดังกล่าว อาจจะมี โรคที่เกิดขึ้นบ่อย ได้แก่ ไข้หวัด เนื่องจากอุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงฉับพลันจากอากาศร้อน จากร่างกายที่เปียกน้ำ พักผ่อนน้อย รวมถึงอยู่ในที่ชุมชนทำให้มีโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่าย และอีกโรคคือ ท้องเสีย ต้องเตรียมยาและสำรองเพิ่มสำหรับหลายคน ส่วนผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัว ห้ามลืมยาประจำที่คุณหมอให้กิน และถ้าหากมีอาการฉับพลันขึ้นมาให้เลือกใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลเท่านั้น เพื่อลดไข้แก้ปวดหรือใช้คลอเฟนิรามีนได้เพื่อลดน้ำมูก สำคัญที่สุดควรมีเบอร์โทรศัพท์ของแพทย์หรือพยาบาลที่ฝากครรภ์หรือแพทย์เจ้าของไข้ไปด้วย ถ้ามีปัญหาจะได้โทรปรึกษาหรือหากมีเหตุสุดวิสัยจริงๆ ให้เข้าพบแพทย์ที่สถานพยาบาลในพื้นที่นั้นๆ ทันที นอกจากนี้ยังมีโรคระหว่างการเดินทางกลับคือ โรคกระเพาะอาหาร เพราะว่าคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอาการจะกำเริบขึ้นมาได้ เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา และพักผ่อนน้อย อีกโรคที่จะพบมากสำหรับผู้หญิงก็คือ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากระหว่างการเดินทางในช่วงสงกรานต์ รถติด ห้องน้ำเข้าไม่ได้ ไม่สะดวก อั้นไว้ สุดท้ายแล้วก็เกิดการติดเชื้อขึ้น ซึ่งเป็นโรคที่พบมาก สุดท้ายก็คือการไปเที่ยวป่าหรือน้ำตก ต้องระวังในเรื่องของไข้เลือดออก หรือมาลาเรีย ถ้ามีไข้ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยและบำบัดรักษา ไม่ควรสรุปเองว่าอาจเป็นไข้กินยาพารา หรือกลับมาบ้านรอดูอาการซึ่งอาจจะไม่ทันการณ์ส่งผลถึงแก่ชีวิตได้ สำหรับประชาชนที่มีปัญหาเรื่องของการใช้ ยา สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1648 ในวันเวลาราชการ

สุดยอดคัมภีร์! 10 เคล็ดลับ ทำอย่างไร ไม่ให้จน
10 เคล็ดลับ /  การลงทุน / 

สุดยอดคัมภีร์หนีจน! รวม 10 เคล็ดลับ วิธีบริหารสุขภาพการเงินสุดเจ๋ง ไม่ว่าคุณเป็นใคร ถ้าทำได้ครบ รับรองชีวิตไม่จบด้วยความจน ได้เวลาดูแลกระเป๋าสตางค์กันแล้ว! ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่รู้จะเดินไปทิศทางไหน เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศเกือบทุกตัวดับหมด ตัวเลขเศรษฐกิจถูกหั่นทิ้งรายวัน ประชาชนคนตาดำ ๆ ยิ่งต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพทางการเงิน ที่จะทำให้ทุกคนสามารถผ่านวิกฤต หนีความยากจนได้ วันนี้ทีมข่าวเศรษฐกิจ MThai จะพาไปรู้จัก 10 เคล็ดลับ ทำอย่างไร ไม่ให้จน! 1.'ขยันขันแข็ง และพยายามหารายได้เพื่อกระจายความเสี่ยง' โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานออฟิศที่ทำงานประจำ ซึ่งมีความเสี่ยงจากการถูกปลดจากงานอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว เราจึงต้องมองหารายได้เสริมเพื่อรองรับความเสี่ยงทางการเงินด้วย 2.'เก็บวันนี้ มีวันหน้า ออมก่อน รวยก่อน' วิธีนี้ใช้ได้เสมอนะครับไม่ว่าจะยุคสมัยไหน และไม่ว่าจะคนปกติ หรือมหาเศรษฐี เพราะการออมเป็นรากฐานที่สำคัญของอนาคต เคล็ดลับง่าย ๆ คือแบ่งเงินออมก่อนที่จะใช้ครับ รับรองไม่จน 3.'พอเพียง พอกินพอใช้ อย่าหน้าใหญ่ ใช้เกินตัว' จริงอยู่นะครับว่าหาเงินได้มากก็ใช้ได้มาก แต่ต้องอย่าลืมนะครับว่าความพอดี หรือพอเพียงจะทำให้เราไม่ทุกข์ยากในยามที่เกิดปัญหา ยิ่งถ้าหาน้อย ใช้มากแล้วด้วยชีวิตนี้ลำบากแน่ครับ 4.'ออมไว้ ก่อนใช้ลงทุน' ทุกวันนี้หลายคนคงทราบดีนะครับว่า ดอกเบี้ยเงินฝากบ้านเราเรียดต่ำติดดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าการฝากเงินธนาคารไม่ดีนะครับ แต่เมื่อเก็บเงินไปสักระยะให้เปลี่ยนเป็นการลงทุนบ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยง และผลตอบแทน 5.'รับ ใช้ จ่าย รู้' วิธีนี้มีประโยชนื์อย่างมากครับ สำหรับใครที่ชอบมีคำถามว่า 'เงินเราหายไปไหน?' หรือ 'เราใช้อะไรไปบ้าง' การทำบัญชีรายรับรายจ่าย คือคำตอบครับ เพราะทำให้เรารู้การเคลื่อนไหวของเงิน และป้องกันเงินรั่วไหลอีกด้วย 6.'ไม่มีปัญญา มีหรือจะป้องทรัพย์ได้' ความมั่งคั่ง ความร่ำรวยเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนนะครับ แต่อาวุธที่สำคัญที่สุดในการรักษาความมั่งคั่ง หรือความเป็นอยู่ที่ดีคือ 'ปัญญา' ครับ ดังนั้นจึงต้องหมั่นหาความรู้ และติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด 7.'ความไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ' ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบ นอกระบบ บัตรเครดิตและอื่นๆ เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงครับ แต่หากมีโครงการที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน หรือซื้อรถ เราควรวางแผนการออมเงินล่วงหน้า และใช้เงินออมเป็นหลัก 8.'ใช้ชีวิตวันนี้ แต่อย่าลืมอนาคต' วันนี้ที่เรายังสามารถสร้างรายได้ เราควรเตรียมวางแผนการเงินไว้สำหรับอนาคต เช่น การวางแผนเกษียณ การศึกษาให้ลูก เตรียมพร้อมสำหรับกรณีฉุกเฉิน ด้วยการซื้อกรมธรรม์ประกันทรัพย์สิน ประกันชีวิต 9.'คบคนเช่นไร เป็นคนเช่นนั้น' การใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มเพื่อนเจ้าสำราญ วันๆ ชวนกันแต่ไปเที่ยวสังสรรค์ สุดท้ายเราก็หลงติดไปด้วย แต่หากคบเพื่อนกลุ่มนักลงทุน วันๆ ก็ชวนกันคุยแต่เรื่องการออม การลงทุน เราก็จะติดวิธีคิดใหม่ด้านการเงินไปด้วย 10.'ร่างกายสำคัญที่สุด' อย่าวิ่งหาเงินจนลืมตัวเองนะครับ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่มีเงินมากมาย แต่สุดท้ายไม่ได้ใช้ความสุขจากมัน รักษาตัวตอนแก่จนหมด เพราะฉะนั้นหันหลังให้เงินบ้าง แล้วหัวมาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจกัน MThai News

ระทึก !! สาวเทียมขาดสติ รุดโดดสะพาน กู้ภัยรุดช่วยรอดหวิด
ฆ่าตัวตาย /  สาวประเภทสอง / 

อาสาสมัคร มูลนิธิร่วมกตัญญู รุดช่วยชีวิต สาวประเภทสองน้องใจแฟนคิดสั้นโดดสะพานลอย วันนี้ (11 เม.ย.) เพจเฟซบุ๊คข่าวสารอุบัติเหตุ RKU News เผยแพร่ภาพนาทีฉุกเฉินเมื่อสาวประเภทสองวัย 18 ปี พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดสะพาน บริเวณพื้นที่ซอยพหลโยธิน 62 เขต สน.สายไหมลอยเมื่อช่วง 01.10 น. ของวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา โดย อาสาสมัคร มูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าประชิดตัวหญิงพยายามกระโดดสะพานลอยสามารถรุดเข้าช่วยชีวิตได้อย่างฉิวเฉียดในเวลาต่อมา ทั้งนี้ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจาก ยื้อกระชาก ลากถู และ ดึงตัวสาวประเภทสองคนดังกล่าวขึ้นมาได้ พร้อมกันนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุสุดระทึก อยู่ในลักษณะร้องไห้ฟูมฟาย และ มีอาการเมาสุรา ซึ่งเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร พอจับใจความได้ว่า เธอมีอาการน้อยใจคนรัก และได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน จนกระทั่งเกิดการลงไม้ลงมือ และถูกทำร้าย จนเกิดอาการน้อยใจ และ พยายามจะคิดสั้นในที่สุด อย่างไรก็ตามเวลาต่อมา สาวประเภทสองที่ไม่ถูกเปิดเผยชื่อรายดังกล่าว ได้มีเพื่อนมารับกลับบ้านไป ก่อนจะเอ่ยปาก ขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ช่วยชีวิตเธอไว้ได้ MThai News ภาพจากอาสาสมัคร มูลนิธิร่วมกตัญญู เขต บก.น.เหนือ ผ่านทาง ลุงสนอง รามคำแหง (นคร 002) ศูนย์วิทยุพระนคร มูลนิธิร่วมกตัญญู

ระทึก 'อลาสกา แอร์ไลนส์' ลงจอดฉุกเฉิน พนง.ติดในห้องเก็บของ
จอดฉุกเฉิน /  อลาสกา แอร์ไลนส์

ระทึก 'อลาสกา แอร์ไลนส์' ลงจอดฉุกเฉิน หลังพนักงานติดอยู่ในห้องโดยสาร วันนี้ (14 เม.ย. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว กรณี เครื่องบินโดยสารของสายการบิน 'อลาสกา แอร์ไลนส์'เที่ยวบินที่ 448 ซึ่งกำลังออกเดินทางไปยังนครลอสแองเจลิส ลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินนานาชาติซีแอตเทิล-ทาโคมา ในนครซีแอตเทิล เมื่อบ่ายวานนี้ (13 เม.ย. 2558) ตามเวลาท้องถิ่น ทั้งนี้สาเหตุเกิดขึ้น หลังจากพบว่ามีพนักงานอยู่ภายในบริเวณห้องเก็บของ ใต้ห้องโดยสาร โดยนักบินได้รับแจ้งว่ามีคนได้ยินเสียงดังมาจากใต้ห้องโดยสาร จึงจำเป็นต้องนำเครื่องกลับมาลงจอดหลังจากทะยานไปแล้วกว่า 14 นาที อย่างไรก็ตาม สายการบินอลาสกาแอร์ไลนส์ ได้ออกแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ดัง กล่าว พร้อมทั้งชี้แจงว่าพนักงานผู้ที่ติดอยู่นั้น ได้เผลอหลับไป แต่เขามีอาการปกติดี พร้อมทั้งถูกส่งไปยังโรงพยาบาลในทันทีหลังได้รับการนำตัวลงมาจากเครื่องบิน MThai News

ผู้สูงอายุ ลื่นล้ม นำไปสู่ พิการ-เสียชีวิต ความเสี่ยงอันดับ2 รองจากอุบัติเหตุท้องถนน
กระดูกสะโพกแตกหัก /  ดูแลผู้สูงอายุ / 

ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตจากการ พลัดตกหกล้ม สูงถึงปีละ 1,600 คน ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองในกลุ่มของการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ (Unintentional) รองจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน โดย 1 ใน 3 พบว่ามักอยู่ในกลุ่ม ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ และปัญหาที่พบบ่อยของผู้สูงอายุที่ได้รับอุบัติเหตุดังกล่าว คือ กระดูกสะโพกแตกหัก หรือnอุบัติเหตุทางสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีอัตราการความพิการและอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงมาก โรงพยาบาลกรุงเทพ จัดงานรณรงค์ลดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุเริ่มต้นได้จากที่บ้าน โดยเฉพาะในเทศกาลสงกรานต์และวัน ผู้สูงอายุ ที่จะมาถึงนี้ พร้อมเตือนลดความเสี่ยงได้โดยอาศัยลูกหลานและคนในครอบครัวเป็นหูเป็นตาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แพทย์หญิง สมจินตนา เอี่ยมสรรพางค์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ เปิดเผยว่า การเกิดอุบัติเหตุใน ผู้สูงอายุ มักมีสาเหตุจากความเสื่อมและการถดถอยของร่างกาย อีกทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ลดลง สำหรับอุบัติเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุก็คือ การหกล้ม เช่น ลื่นล้มในห้องน้ำ การตกเตียง ตกบันได เป็นต้น ซึ่งมักเกิดกับผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 65-75 ปี การบาดเจ็บที่พบบ่อยของผู้สูงอายุที่ได้รับอุบัติเหตุดังกล่าว ได้แก่ การหักของกระดูกสะโพก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีอัตราการความพิการและอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง เนื่องจาก ผู้สูงอายุมักจะมีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุน เมื่อหกล้มกระดูกจึงเกิดการแตกหรือหักได้ง่าย ดังนั้นผู้ป่วยสูงอายุที่ กระดูกสะโพกหัก จึงจำเป็นต้องได้รับการป้องกันการเกิดกระดูกหักซ้ำภายหลังการผ่าตัดร่วมด้วย อาการที่สงสัยว่ามีกระดูกสะโพกหัก คือ หลังจากหกล้มจะมีอาการปวดบริเวณสะโพกข้างที่หัก ลุกเดินไม่ได้ หรือลงน้ำหนักขาข้างที่สะโพกหักไม่ได้ หากญาติพบผู้ป่วยหกล้มและสงสัยกระดูกสะโพกหักให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบาย พยายามอย่าเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และโทรเรียกรถพยาบาลมารับผู้ป่วยไปตรวจโดยเร็ว อีกปัญหาหนึ่งที่อาจพบได้จากการหกล้มของผู้สูงอายุคือ การบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเลือดคั่งในสมองที่สูงขึ้น โดยอาการแสดงที่มีอาจไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงที่ได้รับ ผู้สูงอายุที่ได้รับการบาดเจ็บที่ศีรษะจึงควรได้รับการตรวจประเมินโดยแพทย์โดยเร็ว และพิจารณา ส่งตรวจสมองด้วยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์(CT)รวมถึงการสังเกตอาการในโรงพยาบาลตามข้อบ่งชี้ สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่หกล้มเบื้องต้น คือ ถ้ามีศีรษะกระแทกและไม่รู้สึกตัว ให้นอนในท่าเดิมและเรียกรถพยาบาล ผู้ป่วยรู้ตัวดีและมีอาการปวดต้นคอร่วมด้วยให้นอนราบไม่หนุนหมอนเรียกรถพยาบาล พยายามขยับผู้ป่วยให้น้อยที่สุด ในส่วนของผู้ป่วยที่ปวดสะโพกหรือต้นขาให้นอนในท่าที่ผู้ป่วยปวดน้อยที่สุดเรียกรถพยาบาล ไม่ควรเคลื่อนย้ายเองเพราะอาจจะทำให้มีการเคลื่อนของกระดูกมากขึ้นได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยศีรษะกระแทกไม่ปวดต้นคอ รู้ตัวดี ให้ญาตินำส่งโรงพยาบาล กรณีมีแผลเลือดออกให้ใช้ผ้าสะอาดกดไว้นาน 10-15 นาที ในแต่ละปี 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมักประสบการลื่นล้มและครึ่งหนึ่งลื่นล้มมากกว่า 1 ครั้ง ร้อยละ 10 ของการลื่นล้ม ทำให้ กระดูกสะโพกหัก ร้อยละ 25 ของการบาดเจ็บกระดูกสะโพกเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต การลื่นล้มมักเกิดขึ้นในที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในห้องน้ำและบันได พบว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยที่กระดูกหักในครั้งแรกไม่เคยตรวจหรือรักษาโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุที่เคยหกล้มในครั้งแรกแล้ว มีแนวโน้มที่จะหกล้มเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า นอกจากนี้มีผู้ป่วยกระดูกหักจากการลื่นล้มที่บ้านเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีโรคประจำตัวซึ่งได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง โรคหัวใจ บางรายมีไตวายเรื้อรัง ดังนั้นจึงทำให้การดูแลรักษาซับซ้อนมากขึ้น และขณะอยู่ในโรงพยาบาลก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ ปอดบวม ติดเชื้อในระบบต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามการลื่นล้มเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ โดยต้องทราบสาเหตุของการลื่นล้ม สาเหตุทางกาย เช่น การทรงตัวไม่ดี ขาอ่อนแรง ชา อ่อนเพลีย หน้ามืด มีปัญหาด้านสายตาและ การได้ยิน รับยาที่มีผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิต เป็นโรคกระดูกพรุน สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม พื้นลื่น เปียก มีหยดน้ำ พื้นผิวขรุขระมีขั้นสูงต่ำ ขอบไม่เรียบ แสงสว่างไม่เพียงพอ อุปกรณ์ของใช้ไม่มั่นคงชำรุด ใช้อุปกรณ์ช่วยเดินไม่เหมาะสม สวมใส่เสื้อผ้า รองเท้าไม่พอดี การดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงวัย ควรรับประทานอาหารให้เพียงพอ เน้นผักและผลไม้ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายและต้านทานโรค ไม่ควรงดอาหาร ทำให้อ่อนเพลีย มึนงง มีการเคลื่อนไหวทุกวันเดิน/ออกกำลังกายตามวัย เช่น ไทจี๋ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อและสมดุลของร่างกาย เข้าสู่โปรแกรมการออกกำลังกาย ตรวจสายและการได้ยินเป็นประจำสม่ำเสมอถ้าพบ ปัญหาควรใช้อุปกรณ์ช่วย สอบถามแพทย์/เภสัชทุกครั้งที่รับยาถึงผลข้างเคียงของยา ได้แก่ ยาที่ทำให้ง่วงซึม ยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต และยาขับปัสสาวะ หรือมีประวัติการใช้ยาเป็นประจำตั้งแต่ 4 ชนิดขึ้นไป (ไม่รวมวิตามิน) ถ้ารับยาที่มีผลทำให้ง่วงซึม หลับ ต้องปรับเปลี่ยนการทำกิจวัตรประจำวันเพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการลื่นล้ม ห้ามผสมยากับแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เพราะเป็นสาเหตุของการลื่นล้ม ไม่อายที่จะใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน จะทำให้เราปลอดภัย ตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยเดินให้มีความสูงเหมาะสม มั่นคง ปลายมียางหุ้ม เมื่อประสบกับการลื่นล้มพยายามเอาส่วนที่หนาหรือมีอุปกรณ์นุ่มรองลงสู่พื้น หลังลื่นล้มไม่ควรรีบลุกให้สำรวจการบาดเจ็บก่อน ไม่ต้องกลัวลื่นล้มซ้ำแต่ให้วิเคราะห์สาเหตุแล้วแก้ไข โดยแนวทางการป้องกันการลื่นล้มอาจทำได้โดยการส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้สูงวัย เช่น การฝึกเดินที่ถูกต้อง การส่งเสริมกำลังของกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกาย ฝึกกระดกข้อเท้าขึ้น การใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเดิน เช่นคอกอะลูมิเนียมที่มี 4 ขา หรือไม้เท้า ตลอดจนการปรับพฤติกรรมส่วนตัว เช่นการลุกขึ้นยืนช้าๆ มองหาวัตถุรอบตัวที่สามารถจับยึดได้ในกรณีฉุกเฉิน ไม่เดินเข้าไปในบริเวณที่เปียกน้ำ ส่วนมาตรการความปลอดภัยในบ้าน ผู้ป่วยที่มีการหกล้มแล้วก็มีแนวโน้มที่จะหกล้มได้อีกจึงควรค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่อาจต้องแก้ไข เช่น การติดตั้งหลอดไฟบริเวณมุมมืดที่เดินผ่านบ่อยๆ เตียงนอน เก้าอี้ และโถส้วม ควรมีความสูงพอเหมาะ และวัสดุที่ใช้ปูพื้นเป็นชนิดไม่ลื่น มีราวเกาะข้างฝาและบริเวณที่ต้องลุกอย่างมั่นคงใช้โถส้วมแบบชักโครก ห้องอาบน้ำมีที่นั่งขณะอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดวางของใช้ให้หยิบจับง่าย ในระดับข้อศอก ห้องนอนและห้องนั่งเล่นควรจัดของใช้ให้เป็นระเบียบ หยิบจับง่าย ไม่มีของเกะกะ ตามพื้นห้องโดยเฉพาะสายไฟ จัดให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอโดยเฉพาะทางเดินไปห้องน้ำ ไม่มีสิ่งกีดขวาง ทางเดินในห้องนอนและห้องน้ำให้โล่ง ไม่มีหยดน้ำตามทางเดิน เคลื่อนไหวหรือลุกจากเตียงอย่างช้าๆ ในห้องครัวควรจัดของข้าว/เครื่องปรุงให้ง่ายต่อการใช้ เก็บของใช้ที่หนักไว้ในที่ต่ำ เลี่ยงการขัดเงาที่พื้นห้อง หลีกเลี่ยงการใช้บันได ถ้าจำเป็นต้องใช้บันไดต้องมีความมั่นคง มีความกว้างพอดี ไม่รีบขึ้น/ลงบันได ควรดูแลทางเดินให้โล่ง ไม่มีหยดน้ำ /สิ่งของกีดขวางทางเดิน ทางเข้า-ออกสะดวก มีสว่าง เพียงพอ การป้องกันการพลัดตกหกล้มใน ผู้สูงอายุ ลูกหลานควรตรวจประเมินความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ เช่น หมั่นคอยสังเกตอาการ และความผิดปกติของการมองเห็นของผู้สูงวัย สังเกตอาการและความผิดปกติของการเดิน การทรงตัว เนื่องจากผู้สูงอายุมีกลไกการทำงานที่ควบคุมการทรงตัวของระบบอวัยวะต่างๆ ลดลง ทำให้สมดุลในการทรงตัวบกพร่อง สังเกตอาการและความผิดปกติทางด้านการรับรู้ เช่น สับสน หลงลืมเกี่ยวกับ วัน เวลา สถานที่ และบุคคล เป็นต้น รวมทั้งมีการรับรู้ ตัดสินใจ หรือตอบสนองได้ช้าลง ทบทวนและปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาที่ทำให้เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม หมั่นคอยประเมินสภาพบ้านที่อยู่อาศัย ทั้งในบ้านและบริเวณบ้าน อย่างไรก็ตามขอย้ำเตือนสำหรับลูกหลานและคนในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุในบ้านควรระมัดระวัง ทันทีที่ล้มควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คว่า กระดูกหักหรือไม่ โดยเฉพาะกระดูกสะโพก และสมองได้รับการกระทบกระเทือนหรือไม่ เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต อย่าคิดไปเองว่าอาการลุกยืนเดินไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของร่างกายตามปกติ หรือเกิดจากโรคประจำตัว เช่น โรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า ปัจจุบันโรงพยาบาลกรุงเทพ มีทีมแพทย์ซึ่งมีความชำนาญในสาขาการรักษากระดูกสะโพกหัก พร้อมทั้งจัดทำมาตรฐานแนวทางการดูแลผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหักขึ้นโดยตรง มีการดูแลจากทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น อายุรแพทย์ผู้สูงอายุ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โภชนากร และนักกายภาพบำบัด ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการประเมินความพร้อมก่อนการผ่าตัดจากอายุรแพทย์ และการประเมินร่างกายโดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ภาวะสับสนเฉียบพลัน ความสามารถในการเคลื่อนไหวและทำกิจวัตร การประเมินเพื่อป้องกันการหกล้ม เป็นต้น และจะได้รับการผ่าตัดรักษาภายในระยะเวลา 36 ชั่วโมง ซึ่งมีการศึกษาแล้วว่า หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดรักษาในเวลาอันรวดเร็วจะช่วย "ลด"ภาวะแทรกซ้อนและฟื้นตัวเร็วขึ้น รายงานโดย Health Mthai Team ข้อมูลจาก อายุรแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ

สิ้นสุดการรอคอย Fast & Furious 7 ฉายแน่นอน 1 เมษา
Fast & Furious 7 /  จา พนม / 

อึดอัดกันมานานพอสมควร เย็นวันนี้ เวลา 17. 10 น. 30 มี.ค. 57 ทางเฟซบุ๊คโรงเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ก็อัพเดตเป็นอย่างแน่ชัดแล้วว่า ฟาสท์เจ็ด ได้ฉายในบ้านเราเป็นที่แน่นอน ----------------------------- จากกรณีที่นายสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ หรือ “เสี่ยเจียง” ได้ยื่นฟ้อง “นายพนม หรือ ทัชชกร ยีรัมย์ หรือจา พนม อายุ 38 ปี พระเอกนักบู๊ชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่องต้มยำกุ้ง และองค์บาก, บริษัท ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 (ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส ภาค 7) และ บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด หรือยูไอพี ประเทศไทย เป็นจำเลยที่ 1 – 3 เรื่องละเมิด ผิดสัญญา เรียกค่าเสียหายจำนวน 1,600 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากกรณีที่ จา พนม ได้กระทำผิดสัญญาการแสดงกับบริษัท สหมงคลฟิล์มฯ ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2566 หรือเหลือสัญญาอีก 8 ปี พร้อมได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามไม่ให้มีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 ที่ จา พนม ได้ร่วมแสดง และมีกำหนดฉายในประเทศไทยในวันที่ 1 เม.ย.นี้ ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (30 มี.ค.) จำเลยทั้ง 3 ได้ยื่นคำร้องขอยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล ซึ่งศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เป็นผลให้ภาพยนตร์เรื่อง "ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส 7" สามารถออกฉายได้ตามกำหนดเดิม คือ วันที่ 1 เม.ย.นี้ ที่มา มติชน ----------------------------- ------------------------------ // สดๆร้อนๆเลย ข่าวดีของทุกคนสดๆร้อนๆ Fast and Furious 7 ฉายชัวร์ 1 เมษานี้ ครบทุกระบบ ตะโกนดังๆ เย้ๆๆๆๆ Posted by Major Cineplex Group (Thailand) on Monday, 30 March 2015 ------------------