พญานาคสกลนคร

เตือน20จว.รับมือฝนหนัก-เชียงใหม่เสี่ยงดินถล่ม
ดินถล่ม /  ฝนตกหนัก / 

กระทรวงมหาดไทย ร่อนหนังสือเตือน 20 จังหวัด รับมือฝนตกหนัก ด้านเชียงใหม่ เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม นาย สุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผจว.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางจังหวัดได้รับหนังสือแจ้งเตือนด่วนที่สุดที่ มท.0616/ว 088 เรื่อง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 20 จังหวัด โดยมี 13 จังหวัดของภาคเหนือ ได้แก่ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และ 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ จ.นครพนม สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี เลย หนองบัวลำภู ให้กำชับทุกภาคส่วนได้เตรียมความพร้อม เฝ้าระวัง แจ้งเตือนประชาชน และปฏิบัติตาม แผนรองรับสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย ดินถล่ม อาจเกิดฝนตกหนักได้ในช่วง 19-21 ส.ค.57 เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านพม่า ลาว เวียดนามตอนบน ประกอบกับ ลมมรสุมตะวันตกพัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนัก หากเกิดสถานการณ์ ก็ให้รายงานเพื่อการอำนวยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่อหน่วยบังคับบัญชา และ ปภ.ทราบทันที ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้วิทยุแจ้งด่วนถึงนายอำเภอทั้ง 25 แห่ง และหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวัง พร้อมให้ทำการตรวจสอบอ่างเก็บน้ำจุดต่างๆ รวมถึงพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม ดินสไลด์ ที่เคยเกิดเหตุประจำเพื่อประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังด้วย

ฮือฮา ! พบรอยปริศนา คล้ายพญานาคหน้าตึกอักษรจุฬา
พญานาค /  รอยพญานาค / 

แห่พิสูจน์ รอยปริศนา เชื่อ ! เป็นรอยพญานาค บริเวณหน้าตึกอักษรจุฬา วันนี้(10ก.ย.)พบรอยประหลาดหน้าตึกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าที่มหาวิทยาลัย นักศึกษา และบุคคลภายนอกที่ทราบข่าวแห่ถ่ายภาพขอเลขเด็ดที่ หน้าตึกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประชาชน นิสิตนักศึกษา และเจ้าหน้าที่ประจำมหาวิทยาลัย กว่า 50 คน แห่มาดูปรากฎการณ์ประหลาดบริเวณหน้าตึก พบร่องรอยคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน บนพื้นและตามผนังตึก ซึ่งผู้ที่พบเห็นต่างคาดเดาว่ารอยดังกล่าวน่าจะเป็นรอยพญานาค ที่รายล้อมรอบอาคาร ทำให้ผู้ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาดูปรากฎการณ์ดังกล่าว และถ่ายภาพเก็บไว้ ซึ่งบางคนถึงกับยกมือไหว้รูปปั้นพญานาคที่ราวบันไดหน้าตึก พร้อมกับขอเลขเด็ด จากคำบอกเล่าของ นายสงัด ปันสัน อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่ รปภ. เวรกลางคืน ประจำอาคารคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนเป็น รปภ. เวรกลางคืนทำงานมากว่า 10 ปี ไม่เคยพบรอยดังกล่าวมาก่อน แต่เมื่อเช้า เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอาคารดังกล่าว ได้มาตามตนให้มาดูรอยดังกล่าว ก็คาดว่าน่าจะเป็นรอยพญานาค ซึ่งตนได้ขี่จักรยานตรวจพื้นที่โดยรอบอาคารทั้งคืนไม่มีเหตุการณ์ใดๆ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอาคารมาพบในช่วงเช้า อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ได้สั่งห้ามไม่ให้บุคคลภายนอก และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าไปยังจุดดังกล่าวแล้ว และเหตุการณ์นี้ทางผู้บริหารจะหารือในเรื่องดังกล่าวต่อไป Mthai News

ประกาศ! ข้าวต้มมัด-เมี่ยงคำ เป็นมรดกเสี่ยงสูญหายของชาติ
ข่าววันนี้ /  ข้าวต้มมัด / 

สวธ.ประกาศขึ้นทะเบียน ข้าวต้มมัด เมี่ยงคำ  เป็นมรดกเสี่ยงสูญหายของชาติ ประจำปี 2557 รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (10 ก.ย. 57) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติประจำปี 2557 ใน 7 สาขา จำนวน 76 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้มีข้าวต้มมัด และเมี่ยงคำรวมอยู่ด้วย โดยนายชาย นครชัย อธิบดีสวธ. เผยว่าสาเหตุที่ต้องมีการประกาศให้ภูมิปัญญาดังกล่าวเป็นมรดกของชาตินั้น เนื่องจากต้องการให้สังคมรับรู้และช่วยกันปกป้องคุ้มครองมิให้ภูมิปัญญาดังกล่าวสูญหาย รวมถึงผลักดันให้เกิดการอนุรักษ์พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรองรับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก สำหรับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เสี่ยงต่อการสูญหาย ถูกขึ้นทะเบียนประจำปี 2557 ประกอบด้วย 1.สาขาศิลปะการแสดง อาทิ เค่ง เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงนา แตรวง หนังประโมทัย เป็นต้น 2.สาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม อาทิ ผ้าทอเกาะยอ รูปหนังใหญ่ งานตีทองคำเปลว เป็นต้น 3.สาขาวรรณกรรมพื้นบ้าน อาทิ นิทานนายดัน ตำนานชาละวัน ตำนานพญากงพญาพาน ตำรานรลักษณ์ เป็นต้น 4.สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย อาทิ แนดข้ามส้าว เสือข้ามห้วย อีตัก แข่งเรือ ตีไก่คน เป็นต้น 5.สาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล อาทิ ประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี ประเพณีลากพระ การแต่งงานแบบไทย เป็นต้น 6.สาขาความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล อาทิ ข้าวต้มมัด เมี่ยงคำ เป็นต้น 7.สาขาภาษา อาทิ ภาษาผู้ไทย ภาษามอแกน ภาษาแสก เป็นต้น MThai news

ส.วอลเลย์ แบโผ12ดาวตบ ลูกยางสาวไทย บู๊อชก.ดาวดังเพียบ
กัปตันกิ๊ฟ /  คัทลีย์ ปิ่นสุวรรณ / 

สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยรายชื่อ ลูกยางสาวไทย ทั้ง 12 คนออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 17 “อินชอนเกมส์” ณ เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 19 ก.ย.-4 ต.ค.57 ภายใต้การนำทีมของ “โค้ชยะ” ณัฐพงษ์ ศรีสมุทรนาค ผู้ฝึกสอนเป็น และ“โค้ชด่วน” ดนัย ศรีวัชรเมธากุล เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอน โดยดาวดัง ลูกยางสาวไทย ชุดใหญ่อยู่กันพร้อมหน้าไม่ว่าจะเป็น “กัปตันกิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ, “หนูอร” อรอุมา สิทธิรักษ์, “นิ้งหน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว, “ปู” มลิกา กันทอง, “น้องแนน” ทัดดาว นึกแจ้ง, “บะหมี่” ฐาปไพพรรณ ไชยศรี และ“น้องแป้น” ปิยะนุช แป้นน้อย นอกจากนี้ยังมี เอมอร พานุสิทธิ์ กลับมาติดทีมชาติไทยอีกครั้ง ส่วนอีก 3 คนคือ ปริญญา พานแก้ว, แก้วกัลยา กมุทะลา และคัทลีย์ ปิ่นสุวรรณ ซึ่งทั้ง 3 รายหลังเป็นดาวรุ่งฝีมือดี สำหรับโปรแกรมวอลเลย์บอลเอเชี่ยนเกมส์ ลูกยางสาวไทย รอบแรก 21 ก.ย.57 พบ ญี่ปุ่น, 23 ก.ย.57 พบ เกาหลีใต้ และ24 ก.ย.57 พบกับ อินเดีย

เมืองอุดรฯ ฮือฮา หนุ่มใหญ่แจกไข่ไก่ 2 แสนฟอง
ข่าววันนี้ /  ถูกหวยแจกไข่ / 

นักธุรกิจเมืองอุดรฯ ถูกหวยรวยอื้อซ่ากว่า 20 ล้าน  ลงทุนซื้อไข่ไก่ 200,000 ฟองแจกชาวบ้าน วันนี้ (26 ส.ค.) ที่หน้าห้างหุ้นส่วนจำกัดเทพสร้าง บ้านนาดี ต.นาดี อ.เมือง จ.อุดรธานี นายสุเทพ คำขันตี อายุ 49 ปี ได้นำไข่ไก่ 200,000 ฟองมาแจกจ่ายให้ชาวบ้าน นายสุเทพเปิดเผยว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้ขายห้างสำเพ็งอุดรธานีให้เพื่อนไป 35 ล้านบาท แล้วมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยสร้างอาคารพาณิชย์ขาย ซึ่งป็นสำนักงานเอยู่ในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้เป็นที่ดินว่างเปล่า มีสระน้ำขนาดใหญ่ จึงได้ซื้อเอาไว้แล้วทำการสร้างอาคารพาณิชย์ขาย ต่อมาได้ฝันว่ามีชายสูงอายุห่มขาว มัดผมจุกมาชี้ป้ายทะเบียนรถ จึงได้ซื้อหวยงวดแรกถูกเลข 3 ตัว ได้เงิน 4.6 ล้านบาท งวดที่สองฝันว่ามากระซิบข้างหูบอกเป็นตัวเลข ถูก 3 ตัว ได้เงิน 11.8 ล้านบาท และงวดที่สามมากระซิบข้างหูบอกเป็นตัวเลขถูกเลข 2 ตัว ได้เงิน 4.9 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 21.3 ล้านบาท ซึ่งตนเคยบนบานเอาไว้ว่าถ้าถูกหวยจะสร้างศาลพระพรหมและศาลเจ้าที่ ให้พญานาคราชมาอยู่ พร้อมทั้งแจกไข่ไก่ 200,000 ฟองแก่ชาวบ้านเพื่อเป็นการทำบุญใหญ่ด้วย โดยเมื่อวานนี้ได้ตั้งศาลพระพรหม และศาลเจ้าที่เสร็จ วันนี้จึงได้ซื้อไข่ไก่มาแจกชาวบ้าน และตำรวจทุกโรงพักในจังหวัด เนื่องจากตนเป็น กต.ตร.จังหวัด ส่วนสาเหตุที่เลือกแจกไข่ไก่นั้น เพราะท่านพญานาคราชชอบไข่และรังผึ้ง จึงได้นำไข่ไก่มาแจก MThai News ขอบคุณข้อมูลจาก

อ.เจษฎ์ เคลียร์ชัด รอยปริศนาคล้ายพญานาคหน้าตึกอักษรจุฬา
พญานาค /  รอยพญานาค / 

อ.เจษฎา โพสเฟซบุ๊กเฉลยกรณีรอยปริศนาหน้าตึกอักษรจุฬา วันนี้(11ก.ย.)ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Jessada Denduangboripant ความว่า "เมื่อคืนนึกสนุก เลยเข้าบิ๊กซีไปซื้อเครื่องฉีดน้ำความดันสูงมาลองเล่นดู ได้มาตัวราคาประมาณ1700 ฉีดที่หลังตึก ที่พื้นเป็นคราบตะไคร่คล้ายๆที่ดูที่อักษร คิดว่าก็เหมือนพอใช้ได้นะ แต่ยังไม่คม-กลมเท่าที่เห็นที่อักษร ... เช็คเฟซบุ้คอีกที คนแชร์กันใหญ่ว่า จริงมันเป็นเครื่องฉีดน้ำล้างพื้นคล้ายๆกัน แต่มีหัวกลมๆหมุนๆเอาไว้ล้างขีดโดยเฉพาะ ... อย่างนึ้นี่เอง ฮะๆๆๆ มิน่า ถึงเนียนนัก " พร้อมโพสรูปภาพประกอบ ภายหลังจากกรณีการเผยแพร่รูปภาพคล้ายรอบพญานาคจนกลายมาเป็นกระแสโด่งดัง และพูดถึงกันอย่างมากในโลกโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค Mthai News

จับแล้ว บุญธรรม ทับทิมนาค ผู้ต้องหาที่หลบหนีจากรพ.ตำรวจ
ข่าววันนี้ /  บุญธรรม ทับทิมนาค / 

ตำรวจนำกำลังจับกุมแล้ว บุญธรรม ทับทิมนาค ผู้ต้องหาที่หลบหนีออกจากโรงพยาบาลตำรวจ หลังสืบพบหนีไปกบดานบ้านญาติย่านลาดกระบัง จากกรณีที่นายบุญธรรม หรือ เปี๊ยก ทับทิมนาค อายุ 52ปี ผู้ต้องหาในคดีพยายามฆ่า ได้ถอดพันธนาการ ก่อนจะหลบหนีไป ขณะรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 14ส.ค. ที่ผ่านมานั้น วันนี้ (21 ส.ค. 57) เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้แล้ว ที่บ้านพักเลขที่ 41 ถนนประชาอุทิศ เขตลาดกระบัง แต่ระหว่างที่เข้าจับกุม ผู้ต้องหาได้ต่อสู้ขัดขืน เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้กำลังจนทำให้ผู้ต้องหาได้รับบาดเจ็บเพิ่ม เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหากับนายบุญธรรม อีก 1 กระทง ก่อนจะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป รวมถึงเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาในวันเกิดเหตุ ถึงสาเหตุที่ผู้ต้องหาหลบหนีไปได้ด้วย MThai news .............................................................................................. ข่าวที่เกี่ยวข้อง ตร.เร่งล่าผู้ต้องหาหลายคดีหนีออกจากร.พ.ตร. ตำรวจ สน.ปทุมวัน เร่งติดตามผู้ต้องหาหมายจับหลายคดี มาดำเนินคดี หลังหลบหนีออกจากห้องควบคุมตัว โรงพยาบาลตำรวจ

กรมอุตุฯ เผย ฝนตกหนักภาคเหนือ อีสาน กลางตอ.ใต้-กทม.60%
กรมอุตุนิยมวิทยา /  พยากรณ์อากาศ / 

กรมอุตุฯ เผย ประเทศไทยมีฝนตกหนักร้อยละ 70-80 ฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ - กทม.ฝนร้อยละ 60 กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานลักษณะอากาศทั่วไป หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศเวียดนามและลาวตอนบน กำลังเคลื่อนทางทิศตะวันตกตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดยังคงปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนาแน่น ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ในภาคเหนือบริเวณจังหวัดเชียงราย ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี สระบุรี กาญจนบุรี ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด และภาคใต้ บริเวณจังหวัดระนอง และพังงา ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีเมฆมาก โอกาสมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

บินไทยออก 7 มาตรการป้องกันเชื้ออีโบลา
การบินไทย /  มาตรการป้องกันเชื้อไวรัสอีโบลา / 

การบินไทย ออก 7 มาตรการป้องกันโรคไวรัสอีโบลา สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ร.ต.อนุสสรณ์ นาคศรีชุ่ม รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หน่วยธุรกิจการบิน การบินไทย เปิดเผยว่า การบินไทยไม่มีเที่ยวบินไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสอีโบลา ได้แก่ ประเทศกินี เซียร์ราลีโอน ไลบีเรีย และเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย แต่มีเฉพาะเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ของแอฟริกาใต้ สัปดาห์ละ 3 เที่ยว แต่เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ การบินไทยจึงได้ออกมาตรการป้องกันการระบาดของโรคดังนี้ มาตรการคัดกรองในการตรวจรับผู้โดยสารและการบริการภาคพื้นดินเช่นการสังเกตอาการผู้โดยสารก่อนเช็คอิน มาตรการในการให้บริการบนเครื่อง อาทิ การเฝ้าระวัง สังเกตอาการของผู้โดยสารระหว่างเดินทาง มาตรการในการจัดเตรียมอากาศยานและฆ่าเชื้อโรค อาทิ การพ่นยาฆ่าเชื้อโรคภายวนอากาศยานระหว่างจอดที่สนามบิน มาตรการทำความสะอาดภายในอากาศยาน อาทิ การเพิ่มการทำความสะอาด 36 จุดภายในห้องโดยสาร มาตรการในการป้องกันและเฝ้าระวังสุขอนามัยของพนักงาน โดยจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลประจำเครื่องบิน มาตรการด้านการรับขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์และมาตรการด้านโภชนาการ อาทิ การคัดเลือกวัตถุดิบและวิธีการปรุงอาหารที่สะอาด ได้มาตรฐานและไม่มีความเสี่ยงต่อการเป็นพาหะของโรค ทางบริษัทฯยังได้ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อติดตามสถานการณ์และมาตรการต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการป้องกัน MThai News

กิจกรรมชมเหยี่ยวอพยพ ณ เขาเรดาร์
กิจกรรมชมเหยี่ยวอพยพ /  เขาดินสอ / 

ในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายนของทุกปี เหยี่ยวนับร้อย นับพันตัว บินอพยพหนีสภาพอากาศหนาวเย็น ภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง เหนือถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ที่บริเวณโดยรอบขั้วโลกเหนือและเขตอบอุ่น อาทิ ประเทศรัสเซีย จีน มองโกเลีย เกาหลี และญี่ปุ่น มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ผ่านประเทศไทยมาอาศัยในฤดูหนาวในภาคใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ กิจกรรมชมเหยี่ยวอพยพ ณ เขาเรดาร์ นับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่ใครหลาย ๆ คนไม่ควรพลาด กับการเดินทางระยะไกลกว่า 2,000 – 4,000 กิโลเมตร ซึ่งเหยี่ยวอพยพจะบินในช่วงกลางวัน และรวมฝูงกันกลางอากาศนับร้อยนับพันตัวบินลอยละล่องบนท้องฟ้ากระจายออกเป็นเสมือนสายน้ำ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดูฝูงเหยี่ยว คือ ช่วง 07.00 -11.00 น. และ 14.00 – 17.00 น. สำหรับเส้นทางที่เหยี่ยวอพยพบินเข้าประเทศไทยมี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1 : เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหยี่ยวอพยพบินลัดเลาะตามชายฝั่งทะเลจีนใต้ จากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่นและจีน บินผ่านประเทศเวียดนาม และลาว เข้าสู่ประเทศไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อพยพมาตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ในตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง สู่อีสานใต้ตามแนวเทือกเขาดงพญาเย็นและภาคกลาง แล้วเบี่ยงเส้นทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดตามชายฝั่งทะเลอ่าวไทย อาทิ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี เส้นทางที่ 2 : เส้นทางตะวันตก เหยี่ยวอพยพ บินย้ายถิ่นเหนือเทือกเขาในภาคใต้ของประเทศจีน เข้าสู่ประเทศไทยในภาคเหนือ อพยพตามแนวเทือกเขาภาคตะวันตก และรวมพลกับเหยี่ยวสายตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อมุ่งหน้าผ่านจังหวัดชุมพรไปยังประเทศมาเลเซีย นับเป็นความสมดุลของธรรมชาติ ที่เหยี่ยวเป็น “ผู้ล่า” เพื่อควบคุมประชากรของแมลง ศัตรูพืช และหนู ไม่ให้มีปริมาณมากเกินไป และเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างหนึ่ง ที่ไม่ควรพลาดที่จะเรียนรู้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สร้างขึ้นมา กลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี (Thai Raptor Group) นำโดย ผศ.นายสัตวแพทย์ ดร. ไชยยันต์ เกษรดอกบัว ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ขอเชิญนักนิยมธรรมชาติ และเยาวชน เดินทางของไปชมเหยี่ยวอพยพ ณ เขาเรดาร์ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ก่อนถึงศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์ บนถนนเพชรเกษม หลักกิโลเมตรที่ 330 มุ่งหน้าลงทิศใต้) ในวันที่ 11-12 ตุลาคม 2557 ผศ.นายสัตวแพทย์ ดร. ไชยยันต์ เกษรดอกบัว กล่าวว่า “พิเศษในปีนี้ ท่านจะได้พบกับเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน เหยี่ยวผึ้ง ซึ่งอพยพมาถึงเมืองไทยแล้ว โดยเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน กองทัพหน้าหลายหมื่นตัวจะยกโขยงกันร่อนผ่านม่านฟ้าเมืองประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ตั้งแต่กลางเดือนกันยายน เป็นต้นไป แล้วตามหลังด้วยกองหนุน ของเหยี่ยวผึ้ง เหยี่ยวหน้าเทา เหยี่ยวนกเขาชิครา และปิดท้ายด้วยทัพหลวง ของเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำนับแสนตัว ภายในช่วงเวลา 3 สัปดาห์ อย่างที่เรียกว่า “มืดฟ้ามัวดิน”เลยทีเดียว” ซึ่งจุดชมเหยี่ยวอพยพที่สำคัญในประเทศไทย และยิ่งใหญ่ในด้านความหลากหลายของชนิดเหยี่ยว และจำนวนต่อฤดูกาล คือ 1. เขาเรดาร์ (ก่อนถึงศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์) ถนนเพชรเกษม ตำบลทรายทอง อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2. เขาดินสอ ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ท่านใดที่สนใจชมเหยี่ยวอพยพ สามารถพบกันบนลานนับเหยี่ยวเขาเรดาร์ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในเวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ในวันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2557 รับฟังข้อมูลจาก ผศ.นายสัตวแพทย์ ดร. ไชยยันต์ เกษรดอกบัว ให้ท่านเตรียมอุปกรณ์ในการส่องนกกำลังขยาย 8 เท่า เช่น 8 x 32, 8 x 40, 8 x 42 (เหมาะสำหรับมือใหม่) เนื่องจากมีอาจจะมีอุปกรณ์ไม่เพียงพอ และไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ช่างน้อย เจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ (เขาเรดาร์) โทร. 086-165-1352 และดูรายละเอียดที่ www.BirdsofThailand.org  หรือขอรับเอกสารในการชมเหยี่ยวได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ 39/9 ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032- 513885, 032-513874, 032 -513871 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. Fan Page : TAT PRACHUAP ขอบคุณข่าวสารจาก เที่ยวภาคกลาง.com

ภาค 2 คลิปจับงูเห่าหลังหล่นจากอ่างล้างหน้า
งูเห่า /  งูเห่าบนอ่างล้างหน้า / 

คลิปจับ งูเห่าหลังหล่นจากอ่างล้างหน้า จับง่ายยิ่งกว่าตบยุง วันนี้(16ก.ย.)จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปการจับงูเห่าที่แอบอยู่ในอ่างล้างหน้าในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งผู้จับงูมีความคล่องแคล่วและไม่เกรงกลัวว่างูจะฉกเลย ทำเอาหลายๆคนที่ได้ชมคลิปพากันออกปากชื่นชม ล่าสุดทางแฟนเพจมูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย PHUKET RAUMJAI RESCUE FOUNDATION ได้เผยคลิป การจับงูเห่าภาค2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชายในคลิปกำลังพยายามจับงูเห่าหลังหล่นจากอ่างล้างหน้าแล้วนำงูลงถังน้ำแบบไม่เกรงกลัวสร้างความตกตะลึงให้ผู้ทีได้ชมคลิปอีกครั้ง นอกจากคลิปดังกล่าวทำเอาหลายๆท่านผวาว่างูจะเข้ามาอยู่ในห้องน้ำหรือในบ้าน เนื่องจากฤดูฝนงูมักจะไปอยู่ในที่ชื้นซึ่งห้องน้ำอาจตกเป็นเป้าหมายแรกๆที่งูจะเข้าไปแอบซ่อนตัวอยู่ สำหรับวิธีป้องกันไม่ให้งูเข้าใกล้บ้าน หากบ้านหลังใดมีการเลี้ยงสุนัขอาจจะช่วยได้เพราะเสียงเห่าของสุนัขจะทำให้งูเกิดความรำคาญและเผ่นหนี แต่ถ้าเป็นงูหลามหรือเหลือมเสียงเห่าของสุนัขก็ไม่สามารถช่วยได้และสุนัขอาจะได้รับอันตรายจากงูอีกด้วย แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่า กำมะถัน ใช้กันงูได้จริงหรือไม่ แต่หลายบ้านก็นิยมใช้กำมะถันผสมน้ำแล้วโรยเอาไว้รอบบ้าน เพื่อป้องกันงูเช่นกัน เนื่องจากเชื่อว่ากลิ่นฉุนของกำมะถันจะทำให้งูเลี่ยงไปทางอื่น หรือการโรยหรือราดสิ่งของที่มีกลิ่นแรงอย่างเช่นน้ำมันก๊าด น้ำมันเครื่องไว้ในบริเวณรอบๆ บ้าน อาจะช่วยป้องกันการรุกรานจากงูได้ แต่ถ้าเป็นวิธีตามความเชื่อ หากมีต้นไม้ชนิดที่เป็นตระกูลเดียวกันกับตะบองเพชรอย่าง ต้นพญานาคราช ซึ่งหากดูตามรูปร่างของลำต้น จะมีลักษณะคล้ายกับลำตัวของพญานาค ซึ่งเป็นพญางูตามตำนาน งูที่เห็นว่าบ้านไหนมีต้นพญานาคราชปลูกอยู่ มักจะไม่กล้าเข้าใกล้ MThai News ขอบคุณ คลิปจากเพจ มูลนิธิภูเก็ตร่วมใจกู้ภัย PHUKET RAUMJAI RESCUE FOUNDATION

ชาวบ้านแห่ดื่ม น้ำบ่อพญานาค ผุดกลางบ้าน เชื่อรักษาโรค
ข่าวจังหวัดสุรินทร์ /  ข่าวพญานาค / 

ชาวสุรินทร์ตื่น! น้ำผุดกลางบ้าน เชื่อเป็นอิทธิฤทธิ์พญานาคทำมาช่วยคนจน รักษาโรค ให้โชคลาภ รายงานข่าวแจ้งว่า ที่จ.สุรินทร์ ได้เกิดเรื่องราวสุดแปลกสร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้าน บ้านแคนน้อย ม.2 ต.แคน อ.สนม และหมู่บ้านใกล้เคียง จนต้องต่างพากันมาเดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่ง ภายหลังปรากฎมีบ่อน้ำประหลาดผุดขึ้นกลางบ้านทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าวไม่มีการวางท่อน้ำประชาแต่อย่างใด โดยน.ส.อุบลรัตน์ นามโคตร อายุ 18 ปี ลูกสาวเจ้าของบ้าน เผยว่า ตอนแรกเห็นน้ำซึมขึ้นมาด้วยความความสงสัยจึงให้พี่ชายขุดดูกลับไม่พบว่ามีท่อน้ำฝังอยู่ แต่น้ำได้ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด หาข้อสรุปไม่ได้ และเป็นลักษณะเช่นนี้มานับเดือนแล้ว ทั้งๆ ที่ได้มีการตักน้ำออกตลอดเวลา ทั้งนี้เมื่อข่าวบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นในบ้านได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีชาวบ้านแห่เข้ามาชมและนำไปดื่มกินจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคที่ทำขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนยากจน เนื่องจากการวนของน้ำมีลักษณะคล้ายกับเกล้ดพญานาคนั่นเอง สำหรับข่าวบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ผุดจากพื้นดินเคยเกิดขึ้นมาแล้วบ่อยครั้ง โดยเมื่อประมาณปี 2550 เคยมีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวมาแล้วที่ จ.แพร่ ก่อนที่จะมีข้อสรุปออกมาว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผุดจากพื้นดินเป็นเพียงน้ำจากท่อส้วมเก่าที่แตกเสียหายเท่านั้น MThai news

ซาเล้งตัดหน้าปิกอัพ!! เสียหลักพุ่งชนคันดิน ดับ 1เจ็บ 5
ซาเล้ง /  พุ่งชน / 

อุบัติเหตุ รถปิกอัพเดินทางร่วมฉลองวันเกิดเจ้าอาวาส ถูกชนซาเล้งตัดหน้าเสียหลักพุ่งชนคันดิน บาดเจ็บ 5 เสียชีวิต 1          วันนี้ (5 ก.ย.) บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 10-11 ถนนสายเขาสมิง-สระใหญ่ ตำบลวังตะคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ร.ต.ท.ประริตร์ เลิศเธียร์ ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรเขาสมิง ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า เกิดอุบัติเหตุ รถยนต์กับซาเล้งชนกัน มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ในที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 ราย และอีก 3 ราย เป็นพระลูกวัดวัดบ้านโป่ง ต.วังตะเคียน อำเภอเขาสมิง พลเมืองดีนำตัวส่งโรงพยาบาลตราด อีก 2 ราย ชื่อ นายประเสริฐ อู่ขำ อายุ 58 ปี พักอาศัยอยู่ภายในตำบลวังตะเคียน บาดเจ็บที่ศีรษะและหมดสติ และคนสุดท้าย ชื่อ ด.ช.ชลธี ทรัพย์ประเสริฐ อายุ 12 ปี เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโป่ง บริเวณใบหน้าเป็นรอยบวมปูด ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวผู้บาดเจ็บทั้งสองคน ส่งโรงพยาบาลเขาสมิง ใกล้กับที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บจ 3106 ตราด สภาพชนกับคันดิน หน้ารถพังเสียหาย  ท้ายรถพบศพผู้เสียชีวิต ชื่อ นายบุญมี พญาไชยสุนทร อายุ 59 ปี เป็นมัคทายก วัดบ้านโป่ง  มีบาดแผลที่ศีรษะ และห่างจากรถยนต์ประมาณ 50 เมตร พบรถจักรยานยนต์ที่ดัดแปลงพ่วงข้าง ไม่มีทะเบียน ถูกชนจนขาดสองท่อน จากการสอบถาม ด.ช.ชลธี ทราบว่า ตนกับพระวัดบ้านโป่ง กำลังเดินทางไปร่วมพิธีฉลองวันเกิดเจ้าอาวาสวัดชากกลาง ตำบลเทพนิมิต อำเภอเขาสมิง โดยมีตน นายบุญมี พญาไชยสุนทร และพระลูกวัดอีก 3 รูป นั่งท้ายกระบะ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ มีรถซาเล้งขี่ออกมาตัดหน้า ทำให้รถพุ่งชน รถยนต์เสียหลักหมุน กระเด็นไปชนกับคันดิน ทำให้ผู้ที่นั่งมาด้านหลังกระบะกระเด็นตกจากรถ จนพระบาดเจ็บและนายบุญมีเสียชีวิต MThai News ขอบคุณภาพจาก : ข่าวสด

งูอนาคอนด้ายักษ์นะเฮ้ย! แม่มดึงเล่นเป็นปลาไหลเลย
งูอนาคอนด้ายักษ์ /  ปลาไหล

งูอนาคอนด้ายักษ์นะเฮ้ย! แม่มดึงเล่นเป็นปลาไหลเลย

พายุคัลแมกี เป็นดีเปรสชั่นแล้ว อุตุเตือนเหนืออีสานฝนหนักกทม.70%
พยากรณ์อากาศ /  พายุคัลแมกี

พายุคัลแมกี เป็นดีเปรสชั่นแล้ว อุตุเตือนเหนืออีสานฝนหนักกทม.70% กรมอุตุฯ เตือน ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง และตกหนักบางพื้นที่ ของภาคเหนือและอีสาน ส่วน ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนหนาแน่น ด้าน กทม-ปริมณฑล โอกาสมีฝนร้อยละ 70 ขณะที่ อ.แม่ลาว เชียงรายเขย่าอีก 2.8R ไม่กระทบ กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ลักษณะอากาศทั่วไป เมื่อเวลา 04.00น. วันนี้ พายุโซนร้อน“คัลแมกี” (KALMAEGI) ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาศต่ำแล้ว โดยเมื่อเวลา 04.00 น.วันนี้ (18 ก.ย.57) ได้ปกคลุมประเทศลาวและพม่าตอนบนโดยจะสลายตัวในบริเวณเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ในช่วงนี้ บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี และสกลนคร ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและลมแรงต่อไปอีก 1 วัน สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ระนอง ชุมพร พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบน และทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 19 กันยายน 2557 นี้ ด้าน พยากรณ์อากาศสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่เวลา 06:00 น.วันนี้ - 06:00 น.วันพรุ่งนี้ มีเมฆมาก โอกาสมีฝนฟ้าคะนองในเกณฑ์เกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

โผล่อีก! ชาวสกลนครพบเห็ดยักษ์-ตอไม้พญานาค
ขอเลขเด็ด /  ตอไม้พญานาค / 

ชาวอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พบเห็ดยักษ์และตอไม้พญานาค ชาวบ้านแห่กราบไหว้ บูชาและขอเลขเด็ด วันนี้ (11 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบเห็ดยักษ์ ที่บ้านของนายหวด สาริศรี อายุ 63 ปี เลขที่ 23 หมู่ที่ 3 บ้านวาน้อย ต.วาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร โดยมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งมุงดู กราบไหว้ บูชา และขอเลขเด็ดตามความเชื่อ โดยที่ข้างบ้าน พบดอกเห็ดยักษ์จำนวนหนึ่ง นับได้จำนวน 18 ดอก มีการตั้งโต๊ะบูชา นำเชือกฟางสีแดงมาขึงกั้น และนำข่ายสีเขียวมากั้นอีกชั้นหนึ่ง ป้องกันไม่ให้เป็ด ไก่ เข้ากัดกินเห็ด พร้อมกับมีป้ายห้ามจับ โดยนายหวด กล่าวว่า เมื่อสองวันก่อน ขณะที่นอนฝันว่า มีหญิงสาวสวยแต่งชุดโบราณโจงกระเบน เข้ามาหา พร้อมยื่นเนื้อสดให้ 2 กิโลกรัม อ้างว่าให้นำไปกิน จะมีโชค และในฝันหญิงสาวบอกว่า เป็นพญานาค จะมาอยู่ด้วยและให้โชค ซึ่งนายหวด ถามว่าจะอยู่นานหรือไม่ สาวดังกล่าวบอกไม่นานก็จะไป ตนจึงตกใจตื่นขึ้นมา จากนั้นรุ่งเช้า เดินเข้าห้องน้ำ และพบเห็ดจำนวนมากขึ้นข้างบ้าน จึงมาบอกภรรยา และเล่าให้ชาวบ้านฟัง  โดยชาวบ้านเรียกเห็ดตีนแฮด ห้ามกิน เกรงจะอันตราย จึงกลับบ้านพร้อมนำเชือกมาขึง และมีเพื่อนบ้านนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ ส่วนเงินที่ชาวบ้านนำมาบริจาค ร่วมทำบุญจึงนำไปถวายทางวัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ และจะเก็บไว้จนกว่าเห็ดจะเน่าเปื่อยไปเอง นอกจากนี้  ที่บ้านโพนงาม หมู่ 11 ต.โพนงาม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ห่างจากที่พบเห็ด 30 กม. มีชาวบ้านพบตอไม้ต้นลั่นทมโผล่ขึ้นริมรั้วหน้าบ้านของนายสามารถ บุญสุวรรณ อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 16 ต.โพนงาม ชาวบ้านเชื่อเป็นพญานาคา จึงพากันแห่กราบไหว้ ตามความเชื่อเช่นกัน นายสามารถ เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าตื่นขึ้นมา ได้นำสายยางไปรดต้นไม้บริเวณหน้าบ้าน เช่นทุกวัน แต่วันนี้เผอิญเหลือบไปเห็น ที่บริเวณดังกล่าวเป็นตอไม้ลั่นทมที่ตัดไปนานแล้ว  มีกิ่งคล้ายตอและเป็นรูปร่างคล้ายพญานาค โผล่ขึ้นมา 2 อัน ใกล้ๆ กัน ห่างกันไม่ถึงฟุต ตนตกใจมาก จึงเรียกนางอวยพร ภรรยามาดู ซึ่งภรรยาบอกว่าอาจเป็นสิ่งดีงามก็ได้ จากนั้นก็เล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ต่อมาชาวบ้านทราบข่าวแห่กันมาดู ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันนำเชือกฟางมาขึงกั้นและห้ามจับ ในช่วงสาย ได้มีชาวบ้านที่เป็นคนทรงมาทำพิธี ก็บอกว่า ที่เห็นเป็นพญานาค ชื่อ ปู่นาโค และอีกองค์ คือ นาคา มาปรากฏกายให้ชาวบ้านเห็นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ให้มีความรักสามัคคีกัน และจะให้โชคลาภขอให้ทุกคนทำดี แล้วจะมีโชค ชาวบ้านที่เชื่อถือเรื่องนี้ ต่างพากันนำธูปเทียนจัดอาหารหวานคาวมาต้อนรับกันอย่างคักคัก บางคนนำเลขที่บ้านและอายุเจ้าของบ้านนำไปซื้อหวยกันแล้ว ทำให้พ่อค้าลอตเตอรี่ ฉวยโอกาสนำลอตเตอรี่มาจำหน่ายขายดีทุกตัวเลข MThai News

เปิดประวัติ คณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(1)
ข่าววันนี้ /  คณะรัฐมนตรี / 

เปิดประวัติ คณะรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งหมด 32 คน 34 ตำแหน่ง แบ่งเป็นพลเรือน 20 คน ทหารและตำรวจ 12 คน ประกอบด้วย เกิดเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2488 อายุ 69 ปี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 ปี 12 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 17 ปี 21 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก สำหรับตำแหน่งสำคัญที่รับราชการ อาทิ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ปี 32 เป็นผู้บังคับการกรมทหาราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 รอ.) ปี 39 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ในปี 40 ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 ปี 41 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 ปี 43 และผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ (ผช.เสธ.ทบ.ฝยก.) ได้รับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารบก ปี 47 เกิดเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2498 อายุ 59 ปี สมรสกับนางวิภาดา สีตบุตร สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 14 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 25 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ 65 เริ่มรับราชการตั้งแต่ปี 21 ผู้บังคับหมวดกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ส่วนตำแหน่งสำคัญ รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.), ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ พ.ศ.2545, รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ปี 47, เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ปี 49, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ปี 51, รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ.2552, แม่ทัพภาคที่ 1 พ.ศ.2553, เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ปี 55, รองผู้บัญชาการทหารบก ปี 56 เกิดเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2496 อายุ 60 ปี สมรสกับนางเพ็ญลักษณ์ ปฏิมาประกร (บุนนาค) จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 (ตท.12) และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 23 ตท.12 และ จปร.23 ร่วมรุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ทหารเสือราชินี) และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี และเคยเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยนี้มาก่อน นอกจากนี้ยังเคยเป็นผู้บังคับบัญชาคนแรกของหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจ 90 (ฉก.90) เกิดเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2493 อายุ 64 ปี สมรสกับนางนรีรัตน์ ปรมัตถ์วินัย นายดอนจบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนรับทุน ก.พ.เรียนต่อสหรัฐอเมริกา UCLA (ป.ตรีและโท) Fletcher School of Law and Diplomacy, Tufts University (ป.โท) เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และเคยเป็นทูตใหญ่ประจำในหลายประเทศ ก่อนเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ เกิดเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2494 อายุ 63 ปี สมรสกับนางวัชราภรณ์ เครืองาม มีบุตรชาย 1 คน ชื่อนายวิชญะ เครืองาม จบการศึกษาคณะนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดีมาก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ระดับปริญญาโท Master of Laws (LL.M.) และปริญญาเอก Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยทุนรัฐบาล เริ่มรับราชการโดยเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะย้ายไปประจำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มงานทางการเมืองในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2535 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร และได้เข้าทำงานการเมืองอีกครั้งในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ.2545 โดยรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย ต่อมาหลังการรัฐประหาร ปี 49 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ด้วย เกิดเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2490 อายุ 67 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เริ่มทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย แล้วมารับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เป็น รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2487 อายุ 70 ปี สมรสกับนางอรชุมา ยุทธวงศ์ จบโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับปริญญาตรีเคมี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และปริญญาเอกสาขาอินทรีย์เคมีจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้รับรางวัล "นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น" และได้รับการยกย่องเป็น "นักวิทยาศาสตร์อาวุโส" เคยเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ฯในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2499 อายุ 58 ปี จบโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร จากนั้นจึงติดตามครอบครัวไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ณ โรงเรียนเตรียมทหารคิงส์ ประเทศออสเตรเลีย โดยสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ และปริญญาโททางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก Brigham Young University สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นเข้ารับราชการในกองทัพบก ตำแหน่ง อาจารย์ สังกัดส่วนการศึกษา กองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ชั้นยศร้อยเอก จากนั้นได้โอนย้ายมารับราชการ สังกัดกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ทั้งรองผู้ว่าฯสมุทรสาคร รองผู้ว่าฯปทุมธานี และรองผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ต่อมาในเดือนพ.ค. 2550 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 10 (ชช.) ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเป็นผู้ว่าฯนครปฐม ในปี 2552 ต่อมาในปี 2553 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯเชียงใหม่ จนปี 2555 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และในปี 2557 คสช.ได้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อายุ 60 ปี เคยผ่านงานที่สำคัญของหน่วยข่าวกรอง อาทิ ทำงานปฏิบัติการที่ประเทศกัมพูชา ปฏิบัติงานที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านงานด้านการรักษาความปลอดภัย ผ่านงานด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ผ่านการปฏิบัติการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านงานการบริหารในสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เกิดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2492 สมรสกับนางกุลยา เผ่าจินดา มีบุตร-ธิดา 2 คน ชื่อนายยุทธพงษ์ เผ่าจินดา และ น.ส.วิมลิน เผ่าจินดา จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 21 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก จบศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการสำหรับนักบริหาร) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นนายทหารที่อยู่ในสายงานคุมกำลังรบมาตั้งแต่เริ่มรับราชการใหม่ เคยเป็นผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทหารเสือราชินี (ผบ.ร.21 รอ.) เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ก่อนจะได้เลื่อนเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งในขณะที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 นั้น ได้เป็นหนึ่งในทหารผู้ก่อการรัฐประหารในประเทศไทย 19 ก.ย. 49 ต่อมาได้รับเลือกให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก (คนที่ 36) เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 50 เกิดเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2493 ปัจจุบันอายุ 64 ปี สมรสกับนางต้องฤดี มากบุญ จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร จบรัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รับราชการครั้งแรกเมื่อปี 17 ในตำแหน่งปลัดอำเภอตรี อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี และได้รับการบรรจุเป็นนายอำเภอตาลสุม จ.อุบลราชธานี ปี 31 และย้ายสลับระหว่างตำแหน่งนายอำเภอและเป็นผู้อำนวยการกอง จนกระทั่งปี 2539 ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นในปี 40 เป็นรองผู้ว่าฯสกลนคร ลพบุรี นครสวรรค์ มุกดาหาร ตามลำดับ ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯยโสธร ปี 45 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯอุบลราชธานี ปี 48 และผู้ว่าฯนครราชสีมา ปี 50 กระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในปี 52 เกิดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2498 สมรสกับนางพจนี คุ้มฉายา จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอู่ทอง เป็นโรงเรียนประจำอำเภอ และจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 15 (ตท.15) และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 26 (จปร.26) รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ศึกษาต่อปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับราชการตำแหน่งหลักของกองทัพบก ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม ทั้ง 3 กรม ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ แม่ทัพภาคที่ 1 ก่อนขึ้นสู่ผู้ช่วย ผู้บัญชาการทหารบก เป็น ผบ.หน่วย ฉก.เพชราวุธ เป็นทหารหน่วยแรกนอก ทภ.4 ที่ไปปฏิบัติงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 47 และเป็นนายทหารสายวงศ์เทวัญเพียงคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางบูรพาพยัคฆ์ เกิดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2497 ชาวนครพนม อายุ 59 ปี สมรสกับนางอรัญญา อรัณยกานนท์ มีบุตรชาย 1 คน จบมัธยมโรงเรียนเทเวศร์ศึกษา เป็นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 29 จบปริญญาโทด้านพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนครพนม เริ่มต้นชีวิตราชการ รอง สวป.สน.ปทุมวัน ย้ายเป็นผู้บังคับหมวดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ จ.นครพนม เป็น สวป.เมืองมุกดาหาร สว.สภ.กิ่ง อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร สว.สภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร, เป็นหัวหน้าแผนก 3 ยุทธการ กก.ตชด.13 จ.กาญจนบุรี, รอง ผกก.อก.ตชด.ภาค 1, รอง ผกก.2 สสน.ตชด., อาจารย์ภาควิชาทหารและทหารฝึก ร.ร.นรต., รอง ผบก.รร.นรต., รอง ผบก.ตชด.ภาค 1, ผบก.สำนักงานแผนงานและงบประมาณ ผบก.จร., ผู้ช่วย ผบช.น., รอง ผบช.น., ผบช.ภ.3, ก่อนลงใต้เป็น ผบช.ภ.9 ทำหน้าที่ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า นำทัพกองกำลังตำรวจในภารกิจดับไฟใต้ กระทั่งเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ก็ยังคงอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปรึกษา (สบ 10), รอง ผบ.ตร. และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ก่อนเป็น ผบ.ตร.ในเดือน ต.ค. 55 และถูกย้ายไปประจำสำนักนายกฯหลังปฏิวัติ 22 พ.ค. 57 เกิดเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2498 อายุ 59 ปี สมรสกับ พล.ต.หญิง อัญรัช สาริกัลยะ จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 12 (ตท.12) และ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23 (จปร.23) รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เติบโตมาจากเหล่า "ทหารช่าง" และถือเป็น "ขุนศึก" ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ-การเงิน มากที่สุดคนหนึ่งของกองทัพบก ตำแหน่งสำคัญ เจ้ากรมการเงินทหารบก รองปลัดบัญชีทหารบก ผู้ช่วยเสธ.ทบ. ฝ่ายส่งกำลังบำรุง รอง เสธ.ทบ. ก่อนขยับขึ้นพลเอกในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ แล้วก้าวสู่ตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ.เคยเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5 จบการศึกษาปริญญาโทด้านการค้าระหว่างประเทศ Syracuse University, U.S.A รับราชการในกระทรวงพาณิชย์หลายตำแหน่ง อาทิ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ประจำองค์การการค้าโลก ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานบริหาร หัวหน้าคณะเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ เกิดเมื่อวันที่ 9 ก.ย. พ.ศ.2498 ปัจจุบันอายุ 59 ปี จบปริญญาเอก ด้านนโยบายและการจัดการสาธารณะจาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาเคยดำรงตำแหน่งทั้งหน่วยงานของรัฐและระดับมหาวิทยาลัยมากมาย อาทิ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรรมการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรรมการผู้คุณวุฒิในสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กรรมการมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย และที่ปรึกษาอธิการบดีด้านนโยบายและแผน มจธ. โดยถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับต้นๆ ของประเทศไทย เกิดวันที่ 7 ก.ย. 2497 อายุ 59 ปี สมรสกับ นางแสงอรุณ กาญจนรัตน์ มีบุตร 2 คน เพื่อนเตรียมทหาร รุ่น 12 (ตท.12) และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23 (จปร.23) ของ พล.อ.ประยุทธ์ เติบโตมาในสายกิจการพลเรือน โดยเป็นอาจารย์หัวหน้าวิชาการปฏิบัติการจิตวิทยา โรงเรียนกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือน ทบ. และผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ประกอบด้วย เจ้ากรมกิจการพลเรือน ทบ. ผู้ช่วย เสธ.ทบ.ฝ่ายกิจการพลเรือน ทบ. รองเสนาธิการ ทบ. หัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการ ทบ. และรองปลัดกระทรวงกลาโหม ก่อนได้รักษาราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมแทน พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ถูกโยกไปเป็นประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมตามคำสั่ง คสช. ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2557 เกิดเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2497 อายุ 60 ปี สมรสกับ นางจินตนา จั่นตอง มีบุตร 2 คน จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 13 (ตท.13), โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 20 (นรอ.20), วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (วปรอ.48) และสำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต จากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย เช่น ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมยุทธการ ทอ. ผู้บังคับการกองบิน 1 กองพลบินที่ 2 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทยประจำกรุงบอนน์ รักษาการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทยประจำกรุงปารีส รักษาการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทยประจำกรุงโรม เจ้ากรมข่าวทหารอากาศ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเสนาธิการ ทอ. ในปี 2552 ก่อนจะขยับขึ้นนั่งงเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการ ทอ. ในปี 2554 และรับตำแหน่งผู้บัญชาการ ทอ.ในปี 2555 (ยังมีต่อ) ข่าวที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรี ประยุทธ์ เข้าเฝ้าฯในหลวง ถวายสัตย์ปฏิญาณ นายกฯนำครม.เข้าเฝ้าฯในหลวง ถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อจากนั้นเดินทางกลับมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อถ่ายรูปหมู่ ... MThai News

ทำนายดวงผู้เกิดวันอาทิตย์ …โดยละเอียด
ดูดวง /  ดูดวงคนเกิดวันอาทิตย์ / 

ทำนายดวงผู้เกิดวันอาทิตย์ จะเป็นอย่างไร พร้อมพระประจำวันอาทิตย์และบทสวดบูชาทั้งหมด Horoscope.Mthai.com ได้รวบรวมคำทำนายและข้อมูลต่างๆ มาฝากคนที่เกิดวันอาทิตย์ให้ได้รับทราบกันแล้วครับ คนเกิดวันอาทิตย์  พระประจำวันปางถวายเนตร ผู้ใดเกิดวันอาทิตย์ ผู้นั้นใจจิตจะพลันมักง่าย ทำการเสมอตัว ดีชั่วใด ๆ ทำคุณแก่ใครเหมือนไฟตกน้ำ จะมีผู้ใหญ่เป็นผู้อุปถัมภ์ เจรจาล้ำเลิศ ไม่มีความผิด น้ำใจซื่อตรง คงสัตย์ต่อมิตร รักง่ายใจจิต ไม่คิดเสียดาย ถ้อยความมาต้อง ถึงสองสามราย ร้ายแล้วกลับกลายเป็นดีภายหลัง เมื่อน้อยไร้ทรัพย์ เมื่อเติบโตกลับมั่งคั่งบริบูรณ์ พร้อมพรั่งมีมาก แต่จากที่อยู่ จิตใจนั้นใหญ่ มักชอบเจ้าชู้ จะมีความรู้ะเป็นที่สำคัญ พระอาทิตย์  ทรงพญาราชสีห์เป็นพาหนะ สิทธิการิยะ ผู้ใดเกิดวันอาทิตย์ ๑ เป็นอัตะ ทายว่าผู้นั้นจะมีวาสนา เมื่อคลอดมีแต่พี่น้องมาประชุมกันมากมาย เป็นคนเจรจาดี จะได้ดีเพราะตัวเอง ๒ เป็นหินะ ทายว่าผู้นั้นได้ข้าวของมักรักแต่ต้นมือ นานไปมักแหนงหน่าย ๓ เป็นธะนัง ทายว่าผู้นั้นเก็บทรัพย์ไว้กับตัวไม่ค่อยอยู่ มักจะมีคนคอยเบียดเบียน ๔ เป็นปิตา ทายว่าพ่อตายก่อนแม่ ๕ เป็นมาตา ทายว่าญาติพี่น้องข้างแม่สูงกว่าข้างพ่อ ๖ เป็นโภคา ทายว่าผู้นั้นมีข้าวของมักให้ผู้อื่น เก็บทรัพย์ไว้มิใคร่จะคงที่ ๗ เป็นมัชฌิมา ทายว่าผู้นั้นมิคค่อยสนใจในเรื่องผู้หญิง ชอบแต่ในการทหารแล คนเกิดวันอาทิตย์  สิทธิการิยะ ผู้ใดเกิดวัน ๑ คืออาทิตย์ อาทิตย์เป็นบริวาร มีลูกมากเมียหลาย แต่ว่าไปมาเชื่องช้า ๒ จันทร์เป็นอายุ เป็นคนที่เข้ากับพี่น้องมิใคร่ได้ ๓ อังคารเป็นเดช มีเดชังราชสีห์ ๔ พุธเป็นศรีมีทรัพย์ดังมหาเศรษฐี ๗ เสาร์ เป็นมูลละ มีรูปชั่วดำแดงเสมอดังชูชก ๕ พฤหัสบดี เป็นอุตสาหะ มีความรู้ยิ่งกว่าคนทั้งปวง ย่อมเป็นครูคน ๘ ราหูเป็นมนตรี มีลูกเมียข้าไท ย่อมว่าง่ายสอนง่าย ๖ ศุกร์เป็นกาลกิณีร้ายนัก ผู้ใดเกิดวันอาทิตย์  ทำชอบได้ผิด ดังไฟตกน้ำดับหาย มักง่ายอาภัพจนตาย มีพงษ์วงศ์ร้าย มักให้เสื่อมสูญรัศมี ชื่อต่างเพิ่มพูน ความคิดเสียสูญ มักผิดด้วยเขาหลายครา จะจากที่อยู่สามท่าจึงได้สุขา ธาตุหิน นามครุฑโดยนัย โชคชะตาของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ทำนายว่า เป็นดังนี้. สิทธิการิยะ อันว่านรชนหญิง ชายผู้ใดที่เกิดในวัน อาทิตย์ นับว่าเป็นครุฑสิทธิ์ โดยนาม จงรู้ความตามระบิล เป็นคนธาตุหินจินต์เป็นกุศลยิ่ง คุณคนประวิงใฝ่ที่จะกระทำ แต่ก็เหมือนตักน้ำรดต้นไม้ให้ชุ่มฉ่ำขั่วนิดเดียว เขาก็ปราดเปรียวผละจาก แถมยังฝากคำเย้ยเยาะว่าตนไม่เคยทำคุณให้ แต่ตนทำเป็ไม่สนใจแม้แต่น้อยนิด  ความมัวหมองมาสนิทเมื่อยี่สิบเอ็ด ยากเด็ดคัดตัดทิ้งทุกข์เข้าตีงต่อมี ในยี่สิบห้าโดยกล ยี่สิบปากตนยิ่งระวัง จะพลาดพลั้งผิดได้ ยี่สิบเจ็ดใซร้แสนทุกข์ยากลำบาก ตรากตรำ ทำให้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยหล้า จนตราบถึงชรากาล  สุขสำราญยิ่งนัก อันคนลักขณากล่าวนี้ ท่านกล่าชี้บังคับไว้ จงรู้นัยอย่าสูญ ทิศมูลของตนคือ พายัพ งามสรรพพระ ไว้ทิศทักษิณ ปลูกดอกไม้แสนโสภิณในทิศอิสาน บ่อน่ำใช้สารธารให้ไว้ทิศบูรพา ส่วนอาคะเนไว้ยุ้งฉาง บ่าวไพร่เรือนวางไว้ในทิศอุดร ศาสตราวุธรานรอนหนีข้าศึกไว้ทิศหรดี เตาอักคีครัวเอาไว้ทิศปัจจิมจงรู้จัก  เกิดมงคงดูเด่น ยิ่งนักแล. ทำนายผู้เกิดวันอาทิตย์อีกแบบหนึ่ง ผู้เกิดวันอาทิตย์ ดวงจิตมักง่าย ทำงานตามสบายหมายการบุญทาน หมายเอื้ิอเจือขาน ทุกคนที่ขอเหมือนไฟตกน้ำ บุญกรรมที่สรา้ง ทุกก้าวเหยียบย่าง ดังดับไฟต่อ ผู้ใหญ่เจือจุน อุดหนุนตนต่อเกิดงามตามพะนอ พอเหมาะสมตน เมื่อน้อยจนอับ พอใหญ่กลับสมบูรณ์ ข้าทาสมากมูล พร้อมพรั่งเคียงตัก จิตใจเติบนัก ความมักมาระคนราวสองสามหน จึงพ้นความหมอง มักจะเจ้าชู้ รอบรู้วิชา ทั้งมีปัญญา พาเกียรติ์ลำพอง พระปางถวายเนตร พิเศษสมปอง ควรแท้แต่ต้อง ตั้งหิ้งบูชา และจะนำพาให้ได้เกิดสุข ท่านเอย. บทสวดบูชาพระประจำวันอาทิตย์ อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะำภาโส ตังตัง นะมัสสามิ หะรัสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุทิวะสัง เย พราหมณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เตจะมัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมังโส ปะริตตัง กัตตะวา โมโร จะระติ เอสะนา. ให้สวดวันละ  ๖ จบ จะมีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และมีความสุขสวัสดีตลอดกาล

มติกมธ.ประกันวินาศภัยให้ 'พงษ์ชัย' นั่งปธ.
ข่าววันนี้ /  ประกันวินาศภัยให้ / 

ที่ประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย เห็นชอบ "พ.ต.ท.พงษ์ชัย" เป็น ปธ.กมธ. มอง เหมาะสม มีความรู้ ความชำนาญ การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย ครั้งที่ 1 หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ครั้งที่ 5 มีมติรับหลักการและกำหนดให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย และ ร่าง พ.ร.บ.ประกันชีวิต โดยในวันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยสมาชิกเห็นตรงกันว่า พ.ต.ท.พงษ์ชัย มีความเหมาะสม และมีความรู้ ความชำนาญเรื่องประกันวินาศภัย ขณะที่ พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย นายภิรมย์ กมลรัตนกุล และ พล.อ.อ.ไพศาล สีตบุร ทำหน้าที่รองประธาน นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ทำหน้าที่เลขาธิการ พล.ต.ไพโรจน์ ทองมาเอง ทำหน้าที่รองเลขาธิการ พล.ท.ภาณุวัชร นาควงษม์ และ นายยุทธนา ทัพเจริญ ทำหน้าที่โฆษก ทั้งนี้ พ.ต.ท.พงษ์ชัย กล่าวว่า จากที่ได้ศึกษากฎหมาย พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย และ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พบว่า มีความเชื่อมโยงกัน จึงเห็นว่าควรเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายดังกล่าวเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการฯ นำมาประกอบการพิจารณา เพื่อไม่ให้เกิดข้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อนกัน

โหด!จุดไฟเผารถกระหน่ำยิงสาวใหญ่สาหัส เด็ก 3 ขวบดับ
กระหน่ำยิง /  จุดไฟเผารถ / 

เกิดเหตุคนร้ายจุดไฟเผารถ ล่อเหยื่อออกมาหน้าบ้าน ก่อนใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงสาหัส ส่วนเด็กชายวัย 3 ขวบเสียชีวิต ร.ต.ท.ประมณฑ์ ผอบเพ็ชร ร้อยเวร สภ.ปราณบุรี รับแจ้งเหตุยิงกันที่ บ้านเลขที่ 42/2 ม.3 ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเพียงกองเลือด และปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. กว่าสิบนัด ส่วนผู้รับบาดเจ็บชื่อ นางรัศมี เดชลอ อายุ 48 ปี เจ้าของบ้าน อาชีพขายไก่ทอดตามตลาดนัดญาติได้นำส่งโรงพยาบาลปราณบุรีแล้ว พร้อมกับหลานชายวัย 3 ขวบ ด้าน น.ส.ณิชาพัชร์ นาคทัพ ลูกสาวผู้ที่รับบาดเจ็บ เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุตนและครอบครัว นั่งกันอยู่ในบ้าน ขณะนั้นรถยนต์เก๋งที่จอดหน้าบ้านยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน กจ 7615 สุพรรณบุรี เกิดไฟลุกไหม้ แม่จึงอุ้มลูกของตนวัย 3 ขวบเดินออกมาดู พร้อมกับเรียกคนในบ้านให้มาช่วยดับไฟ และในขณะนั้นเองก็เกิดเสียงปืนดังสนั่นจำนวนหลายนัด ตนออกตามมาเห็นว่า แม่ถูกยิงล้มอยู่จึงดึงร่างเข้ามาในบ้านพร้อมกับปิดประตู และได้ยินเสียงปืนตามมาอีกหลายนัด จากนั้นพบว่าแม่ถูกยิงบริเวณแขนและขาจำนวน 6 นัด ส่วนลูกของตนวัย 3 ขวบ ถูกกระสุนเจาะที่บริเวณหน้าผากทะลุท้ายทอย 1 นัด เลือดไหลนองท่วมบริเวณ จึงช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลปราณบุรี และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนแม่อาการปลอดภัย น.ส.ณิชาพัชร์ กล่าวอีกว่า ตนและครอบครัวไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร แต่อาจจะมาจากสาเหตุเรื่องของคดียาเสพติดที่แม่ได้ถูกจำคุกมาสองปีกว่าแล้ว และเพิ่งพ้นโทษมา ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุไม่สามารถจดจำใบหน้า และทิศทางหลบหนีได้ เพราะบริเวณข้างบ้าน เป็นพื้นที่ป่าหญ้ารก จากการตรวจสอบพื้นที่ พบซองบุหรี่ และร่องรอยเท้า คาดว่าผู้ก่อเหตุคงเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในป่าพรงหญ้าข้างบ้าน และได้ทำการจุดไฟเผารถ เพื่อให้เป้าหมายออกมา และก่อเหตุดังกล่าว MThai News