พญานาคสกลนคร

‘ธุดงควัตร’  - เล่า 'พุทธ' ด้วยภาพ
ธุดงควัตร /  บุญส่ง นาคภู่ / 

โดยกองบรรณาธิการ BIOSCOPE แม้จะรู้จักกันมาอย่างยาวนาน และเคยได้ร่วมงานกันมาบ้าง แต่สำหรับผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดของ สืบ-บุญส่ง นาคภู่ อย่าง ‘ธุดงควัตร’ ที่ชักชวน ต้อย-อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ มิตรสหายต่างรุ่นมาร่วมงานในฐานะผู้กำกับภาพ แม้ในสไตล์หนังของทั้งสองคนโดยส่วนตัวจะแตกต่างกัน แต่กระนั้นทั้งคู่ก็มีจุดร่วมหลายอย่าง ทั้งสไตล์การด้นสดกับสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดตรงหน้า การทำหนังทุ่มเทสุดตัวภายใต้ข้อจำกัด ไปจนถึงการนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะผู้ถ่ายทอดเรื่องราวสู่ผู้คนได้อย่างเก่งกาจ นั่นจึงทำให้ทั้งบุญส่งและอุรุพงศ์ ตั้งใจทำให้ ‘ธุดงควัตร’ กลายเป็นหนังที่เล่าเรื่องศาสนาพุทธอย่างถึงแก่น โดยใช้งานด้านภาพมาถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมด ในแบบทำน้อยแต่ได้มาก เพื่อเล่าเรื่องการดิ้นรนพ้นทุกข์ของชายปริศนาผู้สูญเสียทุกสิ่งอย่าง ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ใน ‘ธุดงควัตร’ พี่ทั้งสองเตรียมตัวในการทำงานอย่างไรบ้าง อุรุพงศ์ : ก็คุยกันลงตัวอยู่แล้ว คุยกันก่อนว่าจะใช้อะไร แต่ในระยะเริ่มต้นก็มีขัดกันบางอย่าง ด้วยเรา เป็นผู้กำกับภาพก็จะมองในด้านเทคนิค ที่ทำให้ได้ภาพออกมาว่ามันต้องได้ตามที่เราคิด แต่พี่สืบก็จะยืนยันอะไรบางอย่างของแก ด้านอุปกรณ์ แกก็จะเชื่อมั่นในเลนส์ 16 มม. แกเชื่อมั่นในลุคอะไรที่มันจะออกมาแบบนี้ ฟิล์ม 16 แต่แท้จริงฟรอกซิคอนอะไรมันไม่ได้ การเล่ามันไม่ได้ ขนาดภาพมันเล่าไม่ได้ เนี้ย เราก็จะต้องทะเลาะกับแกว่า โอเคพี่ พี่ยืนยันอย่างนั้นมันก็จริง มันดีอยู่ แต่มันอาจไม่ได้เหมาะกับหนัง คือภาพมันต้องสร้างอารมณ์ พี่จะต้องปล่อยวางตรงนั้นไปกับการยึดติดในความรู้สึกของฟิล์ม 16 มม. มาสู่ภาพกว้างของเลนส์ 24 มม. เพื่อจะให้สื่ออารมณ์ของหนังให้ได้ ซึ่งในที่สุดก็ตกลงกันได้ คือส่วนอื่นๆเนี้ยมันไม่มีปัญหาในการทำงาน ถ้าเรายืนยันว่ามันดีกว่าพี่สืบแกยอม ถ้าเราอธิบายได้ว่ามันดีกว่าจริงๆนะพี่ แสดงให้เห็นเลย แต่ไม่มีปัญหา ถ้าแกเห็นมันไม่ได้ต้อย มันอย่างนี้พี่ต้องการอย่างนี้ ฉากจะเล่าอย่างนี้ ถามว่าเพราะอะไร แกอธิบายได้ เราก็เข้าใจได้ ทำไมพี่สืบถึงชวนพี่ต้อยมาทำงานในเรื่องนี้ครับ บุญส่ง : เราเลือกต้อยเรื่องนี้เพราะว่าความเป็นต้อยมันเหมาะกับหนังเรื่องนี้ นิสัยต้อยคือใจเย็น ผมเนี้ยใจร้อน ทำเร็ว ต้อยจะช่วยผมตรงนี้ได้  เชื่อมั่นว่าภาพของต้อยช่วยให้หนังของเรางดงามขึ้น เราเลือกต้อยเพราะตรงนี้ โอเคงานทางด้านภาพเราต้องค้นหาต่อไป เราทำหนังด้วยเหตุปัจจัยที่มี เราไม่ได้ทะเยอะทะยานมีของมากองให้เลือกได้ เราไม่มีทางเลือกเลย เรามีเงินแค่นี้ แต่ทำหนังเราทะเยอทะยานขนาดนี้ ซึ่งเราบอกต้อยว่า ถึงเรามีแค่นี้ แต่เราจะทำหนัง เราหยุดไม่ได้ โอเค ต้อยบอกแล้วแต่พี่ พี่เอาไงก็ว่าไป สรุปแล้วเมื่อถึงเวลาทำงาน สิ่งที่เราสองคนฝันก็คือ เราต้องทำหนังด้วยเหตุปัจจุบันที่มีอยู่ตรงหน้า ไม่มัวมาเถียงกันเรื่องอีโก้ สำคัญที่สุดคือสิ่งที่เราจะพูดคืออะไร เราจะวางคนดูไว้ตรงไหน ให้คนดูเป็นผู้สังเกตุการณ์ สร้างเรื่องไปกับเรา แล้วค่อยๆ ค้นหาวิถีทางไปเรื่อยๆ แชร์ความคิดเห็นกันไปเรื่อยๆ หน้าที่ของเราในฐานะผู้กำกับคือพยายามสร้างแอ็กชั่นที่คิดไว้ในใจ แล้วต้อยหาจุดที่กล้องลงตัวที่สุดในการถ่ายทอด ณ โมเม็นต์นั้น เวลานั้น ด้วยเหตุปัจจัย ด้วยการเซ็ตติ้งที่มีอยู่ ไปจนถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ เราทำงานกันอย่างนี้ อุรุพงศ์ : ความสนุกคือ พี่สืบแกมีทิศทางในการกำกับชัดเจนอยู่แล้ว หนังมันไม่ไปไหนหรอก มันอยู่ภายใต้การดูแลของเรา แต่ความสนุกคือ ทุกอย่าง บทมันถูกเขียนแค่เป็นโครงไว้ มัสำหรับการออกกกองถ่ายแต่ละวัน พวกเราสนุกกับสถานการณ์ตรงหน้า เพราะเราต้องคิดตลอด คิดบทให้เสร็จ ต้องคิด ต้องคุยกัน อะไรไม่ดี เปลี่ยน คุยกันกับนัดแสดง ฯลฯ คือมันทำแล้วสนุกกว่า ถ้าเราออกไปทำอะไรที่มีสำเร็จรูปแล้วมันจะไม่สนุก ผมรู้สึกว่าแบบนี้ มันมีชีวิตจิตใจมากกว่า ทำไมพวกพี่ถึงชื่นชอบในการด้นสดบทหนังกัยเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้า อุรุพงศ์ : เราชอบมองหาไปเรื่อยๆ เป็นสายด้นสดทางสารคดี มองเห็นเสน่ห์ของอะไรตรงนี้อยู่ บุญส่ง : แต่ของเราคือฟิกชั่นล้วนๆนะ ตรงหน้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ แต่เราจับอะไรให้มันเกิดขึ้น แต่ความเป็นต้อยคือ impress กับอะไรที่มันเกิดขึ้นตรงหน้า คือพวกเราก็ช่วยกันเลือก จริงๆ การทำหนังของเราจะเว้นช่องว่างบางอย่างไว้ให้ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดมาแต่แรก เราจงใจเหลือไว้ครึ่งหนึ่งเสมอก่อนเปิดกล้อง อีก 50%  คือรอแสง รอทุกอย่างมาเติมเต็ม อุรุพงศ์ : อีก 50% เป็นจิตวิญญาณ ครึ่งนึงเป็นแค่ร่างกาย บอดี้  หนังของผมก็เหมือนกัน พี่ว่าไหม อาจจะ 30% เป็นรูปร่างภายนอก เป็นโครงสูงต่ำดำขาว แต่อีกเจ็ดสิบ ห้าสิบ เป็นจิตวิญญาณ ที่มันวิ่ง เป็นจังหวะเป็นชีวิตที่มันวูบวาบ เป็นอะไรไม่รู้แต่มันมีชีวิต ที่เราจับไปใส่ในบอดี้ ร่างกายนั้น แล้วมันน่าสนุก บุญส่ง : เราทำ ‘ธุดงควัตร’ กันด้วยวิธีนี้ ค่อยๆค้นหาไป พอเจออะไรหรือสถานการณ์ที่น่าสนใจเราก็จะถามต้อยละ  ต้อย...ตอนนี้ฝนตกนะ เอาไง ต้อย...วันนี้ไม่ตกนะเอาไงดี คือมันต้องถ่ายตลอดเวลา ก็ถ่ายเท่าที่มีนี่แหละ เอาฝนเอาเมฆเป็นส่วนหนึ่งของหนังไปเลย เราก็บอก ต้อย ฝนตกกูก็ถ่ายนะ เตรียมเซฟอุปกรณ์ให้ดีๆ เหมือนพี่สืบเองก็รู้ธรรมชาติพี่ต้อยด้วย บุญส่ง : คือเราเป็นคนเร็วมากเรื่องนี้ ไม่ได้ยกยอตัวเองเราเร็วเรื่องหยิบสรรพสิ่งรอบตัวมาใช้งาน หยิบนั้นนี่มาบางทีโยนทิ้งบท เอานั้นนี่มา เปลี่ยน เดี๋ยวนี้เลย เราทำงานกับเปียก็เร็วเหมือนกัน แต่เร็วอีกแบบ แต่ไม่เร็วแบบต้อย เราฉกบางอย่างของเปีย ทำงานกับต้อย ก็ฉกบางอย่างของต้อย เราไปทำงานที่ไหน ก็ฉกความดีงามของตรงนั้นมาใช้ เราไม่เคย ถึงแม้ทำงานเร็วแต่ไม่เคยชุ่ย เราจะบอกต้อย ดีที่สุดหรือยัง ยังไม่ดีไปปรับนะ ยังคิดได้อีกไหม ยังดีกว่านี้ได้อีกไหม ใช่ไหม ทุกครั้ง ทุกคัต แต่อยู่บทพื้นฐานเท่าที่เป็นไปได้ ‘ธุดงควัตร’ เข้าฉายแล้วที่ House Rama RCA สามารถติดตามรอบฉายได้ที่ www.facebook.com/houseRCA และติดตามข่าวสารต่างๆ ของภาพยนตร์ได้ที่ www.facebook.com/Wandering-ธุดงควัตร https://www.youtube.com/watch?v=HskOgb3LBNM ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม 2559
ศึกจ้าวมวยไทย /  ศึกมวยไทยลุมพีนีเกริกไกร / 

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม 2559 ศึกจ้าวมวยไทย เวทีมวย สยามอ้อมน้อย เวลา 12:15 น. 1. ดาวเด่น ช.เกตุวีณา  Vs  เพชรบ้านแขก ส.สมหมาย 2. ค้างคาวแดง ฮัวโรงน้ำแข็ง  Vs  น้องวิว เพชรโกศล 3. เพชรมะกอก ศิษย์ดาบไหม  Vs  พญาหลวง ฟลุ๊คบะหมี่เกี้ยว 4. จักรณรงค์เล็ก ต.ศิลาชัย  Vs  แสงศักดา ศิษย์เจ๊เหมียว ศึกไบร์ทีวี เวทีมวย ลุมพีนี เวลา 14:00 น. 1. เสือพยัคฆ์ ภ.เจริญแพทย์  Vs  มูเซอร์ดำ ต.ผิวหล่อภักดี 2. อาณาจักร ศิษย์แก้วประยูร  Vs  ชัยณรงค์ จ่ายุทธกองสืบ 3. น้องบีเล็ก ท.เทพสุทิน  Vs  ก้องไกร แก้วสัมฤทธิ์ 4. สิงห์ดำ ศิษย์มิตรใหม่  Vs  ลูกเต้ ส.คงเดช ศึกยอดมวยไทยรัฐทีวี เวทีมวย มนตรีสตูดิโอ เวลา 15:00 น. 1. ยอดวิชา ซูจีบ๊ะหมี่เกี้ยว  Vs  เพชรเสกสรร เหลี่ยมธนวัฒน์ 2. ระฆังทอง ศิษย์อิติสุคโต  Vs  แสงตะวัน เกียรติกำธรยิมส์   3. เพชรเกรียงไกร ต.ศิลาชัย  Vs  ชนะเพชร 91รุ่งโรจน์ 4. ฟ้าสะท้าน ราชานนท์  Vs  ฉลามศึก สข.วาณิชสังข์รอด ศึกมวยไทยลุมพีนีเกริกไกร เวทีมวย ลุมพีนี เวลา 16:30 น. 1. มังกรเงิน ต.หมอศรี  Vs  ใจสิงห์ กีล่าสปอร์ต 2. เด่นพิชิต ศักดิ์บุรีรัมย์  Vs  โลตัส ต.เทวิน 3. มนต์ขาว ช.จันมณี  Vs  เทพบุตร ศิษย์อุ๊อุบล 4. ชัดเจน วิสูครเจริญยนต์  Vs  เสือเทพ เกียรติเจริญชัย ** หมายเหตุ อาจมีการเปลี่ยนแปลงคู่ชก

รวมเด็ด 12 สถานที่ขอหวย! ใกล้ที่ไหนรีบไปที่นั่นเลยจ้าาาาา
ขอหวย /  สถานที่ขอหวย / 

“หวย” หนึ่งในกิจกรรมเสี่ยงโชคยอดฮิตของคนไทย จนในแต่ละเดือนจะเกิดเงินหมุนเวียนทางด้านหวยเป็นหลักหลายล้านบาท เหล่าผู้คนต่างใช้สารพัดวิธีในการหาตัวเลขนำโชคจากรอบกายเพื่อให้ได้เลขเด็ดๆ ทั้งเลขจากอาจารย์ชื่อดัง การตีเลขจากความฝันหรือจากเหตุการณ์ที่ได้พบเจอ หรือแม้แต่การไปขอเลขจากสถานที่ที่มีคนไทยจำนวนมากเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งในวันนี้เราจะยกมาทั้งหมด 12 สถานที่ขอหวย แสนศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการกล่าวขานว่าให้เลขเด็ดแม่นสุดๆ 1. หลวงพ่อเหลือ – วัดสร้อยทอง สะพานพระราม 7 กรุงเทพฯ วัดสร้อยทองเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2394 ปูชนียวัตถุชิ้นสำคัญคือ พระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะทองเหลืองที่เหลือจากการสร้างพระประธานในปี พ.ศ.2445 มีนามว่า “หลวงพ่อเหลือ” มีผู้ศรัทธาเดินทางมากราบไหว้บูชาขอโชคลาภกันอย่างไม่ขาดสาย และหลังจากได้รับประทานพรแล้วสิ่งของที่นิยมนำมาแก้บนคือ ดอกไม้ธูปเทียนและอาหารคาวหวานต่างๆ คาถาบูชาหลวงพ่อเหลือ กล่าวนะโม 3 จบ แล้วว่าคาถาดังนี้ นะ โม พุท ธา ยะ นะ เหลือดี โม เหลือยิ่ง พุท เหลือใช้ ธา เหลือล้น ยะ เหลือรวย 2. ศาลตายาย – สนามบินเล็ก ถนนเดชะตุงคะ ดอนเมือง กรุงเทพฯ ศาลตายายเป็นศาลที่ประดิษฐานอยู่ใกล้กับสนามบินเล็ก แถบดอนเมือง ถึงศาลตายายจะไม่ได้ประดิษฐานอยู่ในวัดอันใหญ่โต แต่ผู้ที่ศรัทธาในปฏิหาริย์อันศักดิ์สิทธิ์และได้รับความสมหวังก็มีอยู่นับไม่ถ้วน การขอเลขเด็ดจากศาลเจ้าตายายครั้งในอดีตเคยใช้วิธีรอให้ตากับยายมาเข้าฝัน หรือสังเกตการคดงอของก้านธูปว่าเป็นเลขอะไร แต่ในปัจจุบันชาวบ้านนิยมการใช้การเขย่าเซียมซีแทน มีการเล่าขายกันมาว่าอาหารที่ตากับยายชื่นชอบมากคือ หัวหมู ไก่ต้ม ไข่ต้ม ของหวานเป็นทองหยิบ ทองหยอด ยาเส้นหรือหมากพลู   3. ศาลแม่นาคพระโขนง – วัดมหาบุศย์ เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ประวัติความเป็นมาของแม่นาคพระโขนงคิดว่าคงเป็นที่คุ้นเคยของคนไทยดี เพราะได้มีการนำเรื่องราวมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครมากมาย แถมตัวศาลแม่นาคพระโขนงยังเป็นสถานที่ยอดนิยมติดอันดับต้นๆที่ผู้คนนิยมเดินทางไปขอเลขเด็ด วิธีขอเลขจากศาลเม่นาคพระโขนง ใช้วิธีเสี่ยงดวงเขย่าเซียมซีและขูดหาเลขจากซากต้นตะเคียนข้างศาล ผู้คนส่วนใหญ่นิยมนำของหวาน เสื้อผ้าผู้ใหญ่ และของเล่นเด็กมาแก้บนแม่นาคในศาล โดยตัววัดมหาบุศย์ ตั้งอยู่บนถนนอ่อนนุช7 เขตพระโขนง กรุงเทพ   4. พระแม่ธรณีบีบมวยผม – สนามหลวง ใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ สร้างเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2541 โดยพระแม่ธรณีบีบมวยผมนั้น หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากเรื่องการขอหวยแล้ว ชาวบ้านยังนิยมมาบนบานศาลกล่าวให้ช่วยเหลือเรื่องต่างๆนับไม่ถ้วน หากสมหวังแล้วผู้คนนิยมใช้ดอกดาวเรืองและผลไม้สดสำหรับการแก้บน ศาลประดิษฐานอยู่ที่มุมท้องสนามหลวงด้านทิศตะวันออกฉียงเหนือ ใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร คาถาพระแม่ธรณีบีบมวยผม ท่องนะโม 3 จบ ตัสสา เกสีสะโต ยะถาคงคา โสตัง ปะวันตันติ มาระเสนา ปะฎิฐาตุง อาสักโถนโต ปะลายิงสุปาริมานุภาเวนะมาระ เสนาปะราชิตาทิโส ทิสัง ปะลายันติ วิทังเวนติ อะเสสะโต   5. ศาลขุนด่านเจ้าพ่อเสือ – บางเขน กรุงเทพฯ ศาลเจ้าพ่อเสือ ไม่มีปรากฏประวัติความเป็นแม่อันแท้จริง มีแต่ตำนานที่ชาวบ้านเล่าขานกันมาปากต่อปากเท่านั้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อเจ้าพ่อเสือเสื่อมคลายลง ในทุกๆวันมักจะมีผู้คนแวะเวียนมากราบไหว้เจ้าพ่อเสือกันอย่างไม่ขาดสาย ทั้งการขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล มีเรื่องให้ช่วยเหลือ หรือแม้แต่การขอเลขเด็ดก็ตาม โดยจะนิยมกราบไหว้ด้วย เนื้อสด, ผลไม้สด, ไข่ไก่ต้ม, ดอกดาวเรือง, ชุดหมาก, น้ำเปล่า   6. ศาลหลวงปู่เหมือน นนทฺสร – วัดนาวง (วัดโรงหีบเดิม) อำเภอเมือง จ.ปทุมธานี หลวงปู่เหมือน ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์จอมขมังเวทย์อีกรูปหนึ่งในยุคสมัยนั้น มีลูกศิษย์ที่ให้ความเคารพมากมาย เป็นเหมือนที่พึ่งทางจิตใจของชาวบ้านในละแวกวัดนาวงและเมืองเอก จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่ระดับชาวบ้านไปจนถึงข้าราชการระดับสูง แม้ในปัจจุบันหลวงปู่จะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้เลือนหายไปไหน ทำให้ยังคงมีผู้คนแวะเวียนมาที่ศาลหลวงปู่เหมือนกันอย่างต่อเนื่อง โดยรูปปั้นหลวงปู่เหมือน นนทฺสร จะประดิษฐานอยู่ที่ วัดนาวง (วัดโรงหีบเดิม) อ.เมือง จ.ปทุมธานี   7. ศาลองค์เทพพระวิษณุ (พระนารายณ์) – ศาลข้างวัดสุทัศนฯ และใกล้ศาลว่าการกรุงเทพมหานคร องค์เทพพระวิษณุ (พระนารายณ์) สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นของลัทธิฮินดู ที่ได้รับการเผยแพร่มาจากประเทศอินเดีย ประดิษฐานอยู่ที่ศาลข้างวัดสุทัศนฯ ใกล้กับศาลาว่ากลางกรุงเทพมหานคร ถนนอุณากรรณ เสาชิงช้า กรุงเทพ เหล่าผู้นับถือนิยมใช้ดอกดาวเรือง, นมสด, ธูป, สับปะรด, กล้วยน้ำว้าสุก เป็นเครื่องสำหรับสักการะบูชา คำอธิษฐานขอพรพระวิษณุ (พระนารายณ์) โอม สะศางขะจักรัม สะกิริฏะกุณตะลัม สะปิตะวัสตรัม สะระสีรูเหกะษะณัม สะหาระวักษะสะถะละ เกาสะตุภะ ศะริยัม นะมานิวิษณุม ศิระสา จะคุระภุชัม (ท่อง1จบ หรือ 3 จบ หรือ 12จบ) 8. ศาลเจ้าแม่ต้นไทร – ถนนมุ่งหน้าไปอำเภอสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ตามถนนที่ทอดตัวยาว เรามักจะได้พบกับศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ หรือต้นไม้ใหญ่ อยู่ตามริมทางเสมอ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักมีความเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะมีองค์เทพารักษ์ หรือนางไม้ประทับอยู่ เช่นเดียวกับเจ้าแม่ต้นไทรที่มีอายุกว่าร้อยปี ยืนต้นสูงตระหง่านพร้อมผ้าแพรบาง 7 สีผูกอยู่โดยรอบ รอยแป้งสีขาวที่เกิดจากการขูดหาเลขกระจัดกระจายตามลำต้น เครื่องสักการะบูชาวางเรียงรายเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ต้นไทรแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเจ้าแม่ต้นไทรแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนนที่มุ่งหน้าไปอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี   9. ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง (วัดหนองผักชี) – ตรงข้ามตลาดยิ่งเจริญ สะพานใหม่ เขตบางเขน กรุงเทพฯ มีความเชื่อกันว่า นางฟ้าจากสวรรค์จุติลงมาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นจากความทุกข์ โดยนางฟ้าเหล่านั้นจะสถิตอยู่ที่ต้นตะเคียน จึงได้ตั้งชื่อว่าเจ้าแม่นางตะเคียนนับตั้งแต่ตอนนั้นเป้นต้นมา และที่วัดหนองฝักชีก็มีต้นตะเคียนทองที่มีอายุมากกว่า 100 ปี โดยใช้ชุดไทยโบราณ, เครื่องแป้ง, กระจกเงา, ดอกไม้สด ในการแก้บนเจ้าแม่ตะเคียนทอง คาถาขอพรเจ้าแม่ตะเคียนทอง ตั้งนะโม 3 จบ สัมปะจิตฉามิ นาสังสีฆ พรหมมา จะ มะหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมมา จะ มะหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม มะหาปุญโญ มะหาลาโภ ภะวันตุเม มิเตพาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาวส วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม สัมปะติจฉามิ เพ็ง เพ็ง พา พา หา หา ฤาฤา 10. ศาลเจ้าพ่อเขาสามชั้น – เส้นทางไปอำเภอทองผาภูมิ-สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หากเดินทางไปบนสายที่จะมุ่งหน้าเข้าอำเภอทองผาภูมิ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี บางครั้งจะเห็นว่าเหล่ารถราที่ขับผ่านศาลเจ้าพ่อเขาสามชั้นมักจะบีบแตรเพื่อให้สัญญาณแสดงความเคารพต่อเจ้าพ่อ และขอคำอวยพรเพื่อให้เจ้าพ่อเขาสามชั้นคุ้มครองให้เดินทางรอดปลอดภัยตลอดทาง นอกจากเรื่องคุ้มครองภัยแล้ว ชาวบ้านยังว่ากันว่าเจ้าพ่อเขาสามชั้นให้หวยแม่นมาก มีชาวบ้านที่ได้รับโชคลาภไปนับไม่ถ้วน หากใครมีโอกาสเดินทางไปแถวนั้น อย่าลืมแวะจอดรถไปกราบไหว้ขอพรจากศาลเจ้าพ่อเขาสามชั้น ไม่แน่บางทีอาจจะได้รับลาภลอยเข้ามาโดยไม่รู้ตัว   11. ศาลอนุสาวรีย์เจ้าแม่หมูทองคำ – ตรงข้ามกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพฯ ศาลอนุสาวรีย์เจ้าแม่หมูทองคำ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อนุสาวรีย์สหชาติ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2456 ในแต่ละวันมีผู้คนที่ศรัทธาเดินทางมาสักการะบูชากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งขอเลขเด็ดเพื่อไปเสี่ยงโชคหรือเรื่องหน้าที่การงานก็ดี ต่างก็ได้รับความช่วยเหลือและสมหวังกันไปถ้วนหน้า ก่อนเดินทางไปไหว้เจ้าแม่หมูทองคำ อย่าลืมเตรียมเครื่องเซ่นไหว้เป็นผลไม้สดทุกชนิด ยกเว้นมังคุด ติดไม้ติดมือไปด้วย บทสวดบูชา สวดนะโม 3 จบ โอมพระปิยะมะหาราชินี สัพพะโสตถี ภะวันตุเม สัพพะลาภา สัพพะยศา สุขิตา โหติ สัพพะทุกขะ สัพพะภะยะ วินัสสันติ พระปิยะมะหาราชินี ปิยังมะมา 12. ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง (วังสราญรมย์) – สวนวังสราญรมย์ ใกล้วัดโพธิ์-วัดพระแก้วมรกต ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง (วังสราญรมย์ ประดิษฐานอยู่ในสวนวังสราญรมย์ ก็เป็นอีกแห่งที่ร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ในบรรดานักเสี่ยงโชคกันอย่างหนาหู ผู้คนนิยมเดินทางมาขอโชคลาภด้วยวิธี 3 แบบคือ จุดธูปอธิษฐานให้เจ้าแม่ตะเคียนทองมาเข้าฝันเพื่อบอกเลข การเสี่ยงเซียมซี หรือขูดซากตอตะเขียนเพื่อหาเลข หลายคนที่มีแรงศรัทธาแรงกล้าก็ได้รับการช่วยเหลือให้สมหวังไปตามๆกัน    ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ : เคล็ดลับขอหวย ๑๒ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

เยือนแดนปราสาทสองยุค...แซ่บนัวอาหารถิ่น จ.บุรีรัมย์
Thunder Castle /  ของดีบุรีรัมย์ / 

มุ่งหน้าสู่ภาคอีสาน ดินแดงแห่งความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ทำให้ภาคอีสานมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้ภาคอื่นๆ วันนี้ Travel.MThai ได้มีโอกาสเยือนถิ่นอีสานใต้จ.บุรีรัมย์ หลายคนอาจยังติดภาพของอีสานในวันวานว่าแห้งแล้ง ความเจริญยังไปไม่ถึง แต่ขอบอกว่าวันนี้กับวันวานเปลี่ยนไปแล้วค่ะ สลัดภาพเก่าๆ แล้วมาเต็มอิ่มกับแหล่งท่องเที่ยวที่เราจะพาทุกท่านไป... เยือนแดนปราสาทสองยุค...แซ่บนัวอาหารถิ่น จ.บุรีรัมย์ "เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม" คือคำขวัญของจังหวัดบุรีรัมย์ การเดินทางไปจังหวัดแห่งนี้ใช้เวลาไม่นานอีกต่อไป สะดวกยิ่งขึ้นกับสายการบินนกแอร์ ที่บินตรงสู่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ในเวลา 1 ชั่วโมงเศษ จากนั้นนั่งรถมุ่งหน้าสู่อ.เฉลิมพระเกียรติ ชมสัญลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ทางผ่านแอบแวะรองท้อง ที่อ.นางรอง ร้านจิ้งนำ นางรองขาหมู รสเด็ดเข้มข้นที่เปิดมายาวนานกว่า 50 ปี ขาหมู (คากิ)อวบๆ กินคู่กับหมั่นโถวนุ่มๆ อิ่มท้องแล้ว ลุยขึ้นเขาสู่สถานที่แรก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นปราสาทหินทรายสีชมพู ที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 เพื่อถวยแด่พระศิวะ บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิท และยังเป็นปราสาทที่จะเกิดปรากฎการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องบานประตูเป็นประจำทุกปี ปีละ 4 ครั้ง ในเดือนเมษายนกับเดือนกันยายน และดวงอาทิตย์ตรงในเดือนมีนาคมและตุลาคม เรียกว่าที่นี้ยังเป็นปราสาทขอมโบราณที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และยังได้รับทราบข้อมูลทางประวัติศาสตร์อีกมากมาย จากวิทยากร รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ หัวหน้าสาขาวิชาเขมร ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ห้ามพลาดชม ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนที่เคยไปอยู่ไกลถึงประเทศอเมริกา ก่อนจะใช้ภาพถ่ายยืนยันเพื่อนำกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น.ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่แรก เราก็เดินทางมาชม ปราสาทเมืองต่ำ ที่ชื่อว่าเมืองต่ำนั้น เนื่องจากอยู่ต่ำลงมาจากปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทแห่งนี้เป็นศิลปะแบบบาปวน ความโดดเด่นของปราสาทแห่งนี้คือ รูปปั้นพญานาคห้าเศียร ศีรษะเกลี้ยงไม่มีเครื่องประดับเหมือนพญานาคแห่งอื่นในปราสาทขอม และสระน้ำหักมุมประจำอยู่ทั้งสี่มุมในบริเวณปราสาท ปราสาทเมืองต่ำ ตั้งอยู่พื้นล่างห่างจากปราสาทพนมรุ้ง เพียง 8 กม. ในอ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 6:00 - 18:00 แวะพักทานอาหารกลางวัน ณ สวนแสงสว่าง ชิมอาหารอีสาน กับผัก organic (ออร์แกนิค) โดยเฉพาะ ต้นสลัดน้ำ ในเมนู ส้มตำวอเตอร์เครส อร่อยเด็ดเคี้ยวเพลิน ข้าวเหนียวไม่ได้มาเป็นกระติ๊บอย่างที่คิด แต่มาเป็นห่อใบตองสวยๆ หรือลองทางอาหารแกล้มด้วยผักสมุนไพร อย่าง มะม่วงหาว มะนาวโห่ ที่หาทานไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่เกริ่นในหัวเรื่องว่าปราสาทสองยุค นั้นคือยุคประวัติศาสตร์ ปราสาทหินสมัยขอม กับไฮไลท์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับชาวจ.บุรีรัมย์ ไม่แพ้กันนั้นคือ ปราสาทสายฟ้า (Thunder Castle) ปราสาทยุคใหม่ทันสมัย หรือก็คือ สนามฟุตบอล i-mobile สเตเดียม ที่เป็นสโมสรบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นั่นเอง สนามที่ได้มาตรฐานระดับโลก จุผูเข้าชมได้ถึง 32,600 คน และใช้เวลาก่อสร้างเพียง 256 วัน ครั้งนี้สื่อได้มีโอกาสชมรอบสนามขนาดใหญ่ ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชน ร้ายขายสินค้าที่ระลึก ห้องนักกีฬาทีมเหย้า-เยือน ไปจนถึงห้องอาบน้ำกันเลย แวะพักเหนื่อยที่ โรงแรมอัลวาเรซ (Alvarez Hotel) ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ไม่ไกลจาก สนามฟุตบอล i-mobile สเตเดียม และรับประทานมื้อเย็นให้เต็มอิ่ม กับร้านอาหารถิ่น ณ บ้านชายน้ำ บุรีรัมย์ โดยเฉพาะ เมนูเด็ดขึ้นชื่อบุรีรัมย์ อย่าง “ยำแตร็ยปรัย” หรือ ยำกุ้งจ่อม ส่วนผสมหลัก คำว่า "แตร็ยปรัย" เป็นภาษาเขมร แตร็ยแปลว่า “ปลา” และ "ปรัย" แปลว่า “เค็ม” คนในพื้นที่นิยมนำปลาและกุ้งตัวเล็กๆ มาหมักเค็มหรือที่คนอีสานเรียกว่าการ “จ่อม” ด้วยน้ำปลาและข้าวคั่ว ก่อนนำมายำเสริมรสอีกที แซ่บนัวจริงๆ (ติดตามสูตร "ยำแตร็ยปรัย" สุดยอดอาหารถิ่นอีสาน ได้ที่นี่เลย) พร้อมเสิร์ฟเมนู ออร์เดิร์ฟอีสาน ทานเล่น ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอกอีสาน แหนม หมูแดดเดียว ลาบทอด, ไข่เจียวห่อหมกทานตะวัน เต็มอิ่มจัดหนักตะลุยกินตะลุยเที่ยวครบ ขอขอบคุณ ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

หรือเราดูบอลไม่เป็น! เสี่ยแมนสุดงง “กิตติพงษ์” โดนแค่ใบเหลือง
กิตติพงษ์ ภูแววเชือก /  ธัญญะ วงศ์นาค / 

ผู้อำนวยการสโมสรมังกรไฟ ยืนยันอีกหนึ่งเสียงรับสุดงงจังหวะฟาวล์ของนายด่านแข้งเทพต้องใบแดง ตัดเพ้อหรือว่าเราดูบอลไม่เป็น ธัญญะ วงศ์นาค ผู้อำนวยการสโมสรบีอีซี เทโรศาสน ออกโรงโพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวถึงจังหวะปัญหาในเกมบีอีซี เทโรศาสน เปิดบ้านพ่าย แบงค็อก ยูไนเต็ด 2-3 ในศึกโตโยต้า ไทยลีก เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังงงกับจังหวะฟาวล์ตัวสุดท้ายของ กิตติพงษ์ ภูแววเชือก ว่าทำไมถึงโดนเเค่ใบเหลือง เกมดังกล่าวผู้ตัดสินทำหน้าที่ผิดพลาดหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงต้นเกมที่นายทวารแบงค็อก ยูไนเต็ด ออกมาเสียบฟาวล์หนักใส่ ลูคัส กิคิวิชซ์ กองหน้าของบีอีซี เทโรศาสน ในจังหวะหลุดเดี่ยวหน้ากรอบเขตโทษ เเต่ทางผู้ตัดสินกลับให้แค่ใบเหลืองซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม โดยล่าสุดทางผู้อำนวยการ “มังกรไฟ” ได้ออกมาโพสต์ถึงจังหวะปัญหาดังกล่าวว่า “เกมนี้เราเล่นดีเสียดายไม่มีแต้ม แต่งงกับใบเหลืองประตูแบ็งค็อก หรือเราดูบอลไม่เป็น สู้ต่อไปเทโร”               

โหน่ง ชะชะช่า ปริ่ม! ลูกชายคนเล็กบวชแทนคุณเช้านี้
ข่าว โหน่ง ชะชะช่า /  บุหรี่ ลูกชาย โหน่ง / 

ตลกชื่อดัง โหน่ง ชะชะช่า สุดปลื้ม! ลูกชายคนเล็ก บุรี หรือชื่อเดิม บุหรี่ ศิวนาถ เอี่ยมสุข ถือฤกษ์ดีเมื่อช่วงเช้าของวันนี้(21 มิ.ย.) ปลงผมเข้าพิธีอุปสมบททดแทนคุณพ่อแม่ ณ วัดเอี่ยมประดิษฐ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ได้รับฉายาทางธรรมว่า "ถาวโร" แปลว่า "ผู้มั่นคง" งานนี้มีเหล่าพี่น้องในวงการตลกแห่มาร่วมอนุโมทนาบุญกันเพียบ อาทิ เท่ง เถิดเทิง, ตุ๊กกี้ ชิงร้อย กับบูบู้ แฟนหนุ่ม, โน้ต เชิญยิ้ม, เจี๊ยบ เชิญยิ้ม, ส้มเช้ง สามช่า ฯลฯ สำหรับขบวนแห่นาคนั้นก็เก๋กู๊ดไปอีก เพราะได้นำรถคลาสสิคของนาคบุรีมาร่วมขบวนด้วยนั่นเอง ยังไงทีมข่าว Gossipstar.mthai.com ต้องขอร่วมอนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ด้วยจ้าาาาาาาขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจาก ห้องข่าวบันเทิง workpoint และอินสตาแกรม @nong_chachacha ลูกชาย โหน่ง ชะชะช่า บวช ลูกชาย โหน่ง ชะชะช่า บวช ลูกชาย โหน่ง ชะชะช่า บวช ลูกชาย โหน่ง ชะชะช่า บวช ลูกชาย โหน่ง ชะชะช่า บวช ลูกชาย โหน่ง ชะชะช่า บวช ลูกชาย โหน่ง ชะชะช่า บวช

ตามไปดู 10 ที่เที่ยวอันซีนเมืองไทยที่น้อยคนจะรู้จัก
10 สถานที่ /  ท่องเที่ยวไทย / 

ด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยของเรา มีอยู่มากมายมหาศาล จนบางครั้งคุณจะต้องทึ่ง เมื่อได้เห็นบางสถานที่ ว่ามันมีอยู่ด้วยหรือ ? ความอันซีนยังถูกค้นพบขึ้นเรื่อยๆ สถานที่เหล่านี้ต่างรอคุณให้ไปเยี่ยมเยือนและสัมผัส บางท่านอาจรู้จักแต่ไม่เคยไป ทาง Travel.mthai.com จึงขอรวบรวม 10 ที่เที่ยวอันซีนเมืองไทยที่น้อยคนจะรู้จัก มาให้ท่านได้เพลินเพลินกัน แต่จะฟินกว่า หากท่านได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเอง จริงมั้ยครับ ? ตามไปดู 10 ที่เที่ยวอันซีนเมืองไทยที่น้อยคนจะรู้จัก 1. แก่งชมดาว จ.อุบลราชธานี เห็นแว้บแรก หลายท่านคงคิดว่าที่นี่คือสามพันโบกแน่ ๆ แต่ผิดครับ เพราะนี่คือแก่งชมดาว ตั้งอยู่ที่ อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เป็นแก่งหินที่ถูกกัดเซาะโดยน้ำวน จนเกิดเป็นผาหินและแอ่งหลุมรูปทรงแปลกตาซึ่งจะมีน้ำสีเขียวใสปรากฏให้เห็นอยู่ตลอด ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ยามเช้าและช่วงโพล้เพล้ เพราะแสงจะสวยมากๆ  ช่วงเวลาที่แนะนำให้มาเที่ยวคือ ตั้งแต่เดือน มกราคม - มิถุนายน 2. วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จังหวัดอุบลราชธานี วัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เมื่อเวลาพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า จะปรากฏแสงเรืองรองขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ เกิดจากศิลปกรรมต้นไม้เรืองแสง ที่ค่อยๆ เผยความพิเศษขึ้นมาทีละน้อย จนกลายเป็น Unseen Thailand อีกแห่งที่น่าหลงใหล นอกจากนี้ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว ยังเหมาะแก่การชมดวงดาวที่สุกสกาวอยู่เต็มท้องฟ้า 3. ซุ้มต้นลีลาวดี พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จังหวัดน่าน ซุ้มต้นลีลาวดีหรือต้นลั่นทม บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จังหวัดน่าน ที่ขึ้นเป็นแถวเรียงรายแผ่ขยายกิ่งก้านโค้งเข้าหากัน ราวกับอุโมงค์ต้นไม้ยิ่งใหญ่อลังการ ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และเหมาะอย่างยิ่งที่จะมาพักผ่อนหย่อนใจด้วยการปั่นจักรยาน เก็บภาพสวยๆ กลับบ้านไปอย่างชื่นมื่น 4. ดอยเมี่ยง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดอยเมี่ยง สวรรค์แห่งใหม่แห่งเมืองปาย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นดอยสูงประมาณ 1,600 เมตร ภูมิประเทศเป็นป่าดิบชื้นและภูเขาสลับซับซ้อน อุดมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ เช่น ต้นสน ต้นพญาเสือโคร่ง และต้นมะค่า มีจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นเมืองปายได้แบบ 360 องศา มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่คุณไม่ควรพลาด 5. วัดป่าภูก้อน จังหวัดอุดรธานี ด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์กว่า 3,000 ไร่ ของป่าสงวนแห่งชาตินายูงและป่าน้ำโสม ที่รายล้อมวัดป่าภูก้อนแห่งนี้เอาไว้ วัดแห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่วิวทิวทัศน์รอบนอกเท่านั้น แต่ภายในวัดยังมีพระมหาวิหารที่ตกแต่งด้วยสำริดทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้มากราบนมัสการ “พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี” ความยาว 20 เมตร ที่สร้างขึ้นด้วยหินอ่อนสีขาวจากประเทศอิตาลี รวมถึง “องค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์” ซึ่งบริเวณชั้นบนของยอดเจดีย์ ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ให้ประชาชนผู้ศรัทธาได้มากราบสักการะ 6. วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จังหวัดลำปาง แหล่งท่องเที่ยวสุดอันซีนในจังหวัดลำปาง ที่จะทำให้คุณได้ยลโฉมวิวสวยอลังการของอำเภอแจ้ห่ม เห็นลำน้ำแม่สอย แม่มอญและแม่วัง ขนานไปกับบท้องนาเขียวขจีสุดขอบฟ้า โดยมีภูเขาดอยปู่ยักษ์ทอดแนวยาว การเดินทางขึ้นไปอาจจะลำบากสักหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่คุณจะเห็นแน่นอน 7. ถนนดอกไม้ตาเบบูญ่า จังหวัดสุพรรณบุรี บนถนนหมายเลข 3502 อ.สามชุก- อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี สองข้างทางจะเต็มไปด้วยสีเหลืองทองอร่ามจากดอกตาเบบูญ่า (เหลืองปรีดียาธร) ที่บานสะพรั่งสวยงามจนต้องหยุดรถลงไปถ่ายรูป แต่เจ้าดอกนี้มันจะปรากฏโฉมให้ชื่นชมในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1 ถึง 2 สัปดาห์เท่านั้น ราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม 8. เกาะไม้ท่อน จังหวัดภูเก็ต หลังจากถูกปิดไว้นานนับสิบปี เกาะสวรรค์แห่งนี้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว เกาะเล็กๆ บรรยากาศโรแมนติกเงียบสงบเป็นส่วนตัว จนได้รับฉายาว่า Honeymoon Private Island เหมาะกับคู่รักที่จะมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์อย่างยิ่ง ด้วยน้ำทะเลสีเขียวใสบริสุทธิ์ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติบนเกาะ รวมทั้งโลกใต้ทะเล ที่รอให้คุณมาแหวกว่ายจนชุ่มฉ่ำ รับรองจะต้องติดใจจนไม่อยากกลับบ้านเลยล่ะ !! 9. วิหารเทพวิทยาคม วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความอุตสาหะและความสามัคคีของชาวบ้าน ทำให้เกิดวิหารเซรามิคโมเสกกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย! สร้างขึ้นจากความตั้งใจของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่ต้องการให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาได้อย่างง่ายๆ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่สุดแสนอลังการ ตั้งแต่ รูปปั้นพญานาค19 เศียร ประตูท้าวจตุโลกบาล และเศียรช้างขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สุดแสนจะจรรโลงใจ 10. แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจ จังหวัดสุโขทัย แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจหรือเกาะรูปหัวใจ ถูกเนรมิตขึ้นมาได้อย่างงดงาม เกิดจากแนวคิดโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้ง โดยทำพื้นที่เก็บน้ำไว้ใช้ จากนั้นมีการทำ “บุญพิธีกลั่นแผ่นดิน” นำดินจากทุกหมู่บ้านในจังหวัดสุโขทัย 843 หมู่บ้าน มาปลุกเสกและนำมาไว้ใต้ฐานของมณฑป ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธรัตนสิริสุโขทัย” จึงนับเป็นการนำความศักดิ์สิทธิ์มาสู่แผ่นดิน และรูปหัวใจยังสะท้อนถึงความรักใคร่สามัคคีของคนสุโขทัย ที่ช่วยกันรักษาสถานที่สำคัญแห่งนี้ไว้ให้คนทั่วโลกได้จดจำ ที่มา : painaidii.com   เรียบเรียงข้อมูลโดย : Travel MThai ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง : 10 วัดสวยที่สุดในเมืองไทย , แนะนำ 10 ที่เที่ยวเปิดใหม่ ปี 57

โปรไฟล์เริ่ดมาก! จณิน สาวสวยผู้คว้า Gold Buzzer จาก ดี้ นิติพงษ์
TGT6 /  Thailand Got Talent / 

เสียงปรบมือดังเกรียวกราว ไม่ผ่านก็ให้มันรู้ไป สำหรับเสียงร้องสุดไพเราะของสาวสวย อลิสา จณิน โวลล์มันน์! ที่ทำเอา ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค โดนใจอย่างแรงจนลุกขึ้นมากดปุ่ม Gold Buzzer (โกลด์ บัซเซอร์) ทำให้ จณิน ผ่านฉลุยเข้าสู่รอบเซมิไฟนอลเป็นคนแรกของ รายการ ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ซีซั่น 6 ท่ามกลางความชื่นชมของสี่คณะกรรมการ ดี้-นิติพงษ์, กาละแมร์-พัชรศรี, เบน-ชลาทิศ, แหม่ม-คัทลียา รวมทั้งผู้ชมทั้งสตูดิโอและผู้ชมที่หน้าจอทางบ้าน ... อ่านข่าวเพิ่มเติม เจ๋งจนต้องกด! รวมโชว์เด็ด พิชิต Gold buzzer จากไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ อลิสา จณิน โวลล์มันน์ สาวสวยสัญชาติเยอรมัน เป็นบุตรสาวของ ดร. ธอร์สเทน โวลล์มันน์ นักแต่งเพลงฮอลลีวู้ดและนักดนตรีแจ๊สชื่อดังระดับนานาชาติ เธอสามารถพูดภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาเยอรมัน ก่อนที่ จณิน จะก้าวสู่การเป็น จณิน TGT เธอเป็นนักศึกษาในสาขาเทคโนโลยีดนตรี ของ The British International School of Northern Thailand สถาบันอังกฤษเพื่อการศึกษาประยุกต์ วิทยาเขตลำปาง เธอเคยเป็น 1 ใน 6 นักเรียนจากประเทศไทย ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุน YES Academy 2015 เข้าร่วมเวิร์คช็อปปฏิบัติการดนตรีแร็พและการผลิตดนตรี สอนโดยนักร้องและโปรดิวเซอร์แร็พชื่อดังระดับโลกชาวสหรัฐอเมริกา Farbeon ทึ่งมากขึ้นไปอีก เมื่อข้อมูลเผยว่า สาวสวย จณิน เคยผ่านเวทีการร้องเพลงคอนเสิร์ตกับศิลปินชาวต่างชาติมาแล้วมากมาย ทั้งจากสหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งเธอยังเคยไปร้องเพลงกับวง ETC ในเทศกาลดนตรีแจ๊สเฟสติวัลอีกด้วย นอกจากนั้น จณิน ยังเคยมีผลงานซิงเกิ้ลซึ่งวางจำหน่ายในประเทศกัมพูชา โดยโปรดิวเซอร์ Kenny Chase ค่าย RAD บริษัท Noizy Network เป็นเพลงสไตล์แร็พฟิวชั่น ซึ่งมีกลิ่นอายของดนตรีตะวันออกผสมกับแร๊พดั้งเดิมในสไตล์นิวยอร์ค ซึ่งเธอแสดงความสามารถแต่งเนื้อร้อง ทำนอง ขับร้อง และเล่นดนตรีเองทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น เพราะเธอยังเคยมีผลงานภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู้ดมาแล้วอีกต่างหาก โดย จณิน มีส่วนร่วมในภาคสองของภาพยนตร์ฮิตติดอันดับบ๊อกซ์ออฟฟิซของเยอรมนี 'Fack Ju Goethe' หรือชื่อภาษาอังกฤษ 'Suck Shakespeare' จากสังกัดคอนสแตนตินฟิล์มผู้สร้างภาพยนตร์คุณภาพที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย ลองย้อนไปดูผลงานที่สาวคนนี้เคยฝากผลงานร้องเพลงโคฟเวอร์เอาไว้ มั่นใจได้เต็มร้อยว่า อนาคตของ จณิน TGT จะสดใสแน่นอน! ข้อมูลจาก www.facebook.com/thailandsgottalent และ www.facebook.com/thebritishinstituteofappliedlearning มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เที่ยวไหนดี? แนะนำ 5 สถานที่ท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝน
ที่เที่ยวหน้าฝน /  ทุ่งแสลงหลวง / 

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนขี้เกียจนอนอยู่บ้าน อยากออกทริปสนุกๆ แต่ไม่รู้ว่า หน้าฝนแบบนี้จะไปไหนดี? Travel.MThai มี 5 สถานที่ท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝน มาฝากกันค่ะ ซึ่งการท่องเที่ยวหน้าฝนแบบนี้ เราสามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด ได้ชมความงามของดอกไม้ ต้นไม้ที่ผลิบานหน้าฝน รับรองว่าทริปหน้าฝนนี้ประทับใจแน่นอน ^^ เที่ยวไหนดี? แนะนำ 5 สถานที่ท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝน น้ำตกทีลอซู : อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก หรือภาษากะเหรี่ยงแปลว่า น้ำตกดำ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และจะสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น (แต่ก็ต้องระวังเรื่องการเดินทางด้วยรถยนต์) มีจุดเด่นคือ "รุ้งกินน้ำ" โดยจะปรากฏให้เห็นช่วง 10 โมงเท่านั้น ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ห่างจากที่ทำการเขตฯ 3 กิโลเมตร น้ำตกทีลอซู มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้นๆ มากถึง 97 ชั้น มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย สิ่งที่น่าสนใจ ก่อนที่เราจะเดินทางขึ้นไปยังจุดมุ่งหมาย ก็คือ น้ำตกทีลอซู ระหว่างทางเราจะผ่านเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กม. ผ่านป่าไผ่และป่าเบญจพรรณ มีดอกกระเจียวขึ้นตามพื้นป่าระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติและพืชพันธุ์ตามจุดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา, ผ่านน้ำตกสายรุ่ง น้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 10 เมตร , ผ่านบ่อน้ำพุร้อน ซึ่งเราสามารถนั่งแช่กันได้ และผ่าน ผ่าผึ้ง เป็นบริเวณที่มีผึ่งอยู่เป็นจำนวนมาก ชมความงามของธรรมชาติกันอย่างใกล้ชิด การเดินทาง โดยรถยนต์ จากอำเภออุ้มผางใช้เส้นทางสายอุ้มผาง-แม่สอด ถึงหลักกิโลเมตรที่ 161 มีทางแยกซ้ายที่บ้านแม่กลองใหม่ไปด่านเดลอ หรือจุดตรวจ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง” เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางไปตามถนนลูกรังอีก 26 กิโลเมตร ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง เส้นทางช่วงนี้เป็นทางดิน ควรใช้รถปิคอัพ หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อที่ช่วงล่างมีความสูงมากพอสมควร ในฤดูฝนรถอาจเข้าไม่ได้ และจากที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร จึงถึงตัวน้ำตกทีลอซู สอบถามรายละเอียดได้ที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง โทร. 0 5550 0919-20 และที่ทำการชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุรักษ์อุ้มผาง โทร. 0 5556 1338 อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว : อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ยอดสูงสุดของภูสอยดาวสูงจากระดับน้ำทะเล 2,102 เมตร ซึ่งสูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย อุทยานแห่งนี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว เริ่มจากเดินเข้าอุทยานกว่าจะถึงยอดภูสอยดาวนั้นเราจะต้องออกเดินป่า แอดเวนเจอร์กันหน่อย โดยผ่านเนินส่งญาติ, เนินปราบเซียน เป็นที่สองต่อจากเนินส่งญาติ ระดับความสูง 780 เมตร, เนินป่าต่อ, เนินเสือโคร่ง และ เนินมรณะ เนินสุดท้ายก่อนถึงยอดภูสอยดาว ระดับความสูง 1410 เมตร น้ำตกภูสอยดาว : อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติ มีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นมีชื่อไว้อย่างไพเราะว่า ภูสอยดาว สกาวเดือน เหมือนฝัน กรรณิการ์ และสุภาภรณ์ มีน้ำไหลตลอดปี น้ำตกสายทิพย์ : เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มี 7 ชั้น ความสูงแต่ละชั้นประมาณ 5-10 เมตร สภาพป่าโดยรอบน้ำตกมีความชุ่มชื้นมาก จึงมีมอสส์สีเขียวขึ้นปกคลุมทั่วไปตามก้อนหินริมน้ำ ทุ่งดอกหงอนนาค : ในอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวผลิบานเต็มุท่งเฉพาะในช่วงฤดูฝนเท่านั้น รอรับนักท่องเที่ยวที่ได้ปีนป่ายขึ้นมาเยือน โดยดอกหงอนนาคจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ค่อนข้างหายาก ยามเช้าดอกหงอนนาคจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง ซึ่งทุ่งดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาวแห่งนี้ เป็นทุ่งดอกหงอนนาคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ก็จะมี ดอกสร้อยสุวรรณา และดอกหญ้ารากหอม ในฤดูหนาวจะมีดอกกระดุมเงิน, กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ และต้นเมเปิลซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสวยงามมาก ลานสนสามใบภูสอยดาว : เป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติเป็นที่ราบบนเทือกเขาภูสอยดาว มีพื้นที่ประมาณ 1,000 กว่าไร่ ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,633 เมตร สภาพพื้นที่ของลานสนสามใบจะเป็นเนินสูงต่ำสลับกันไป การเดินทางไปเที่ยวลานสนสามใบภูสอยดาว ต้องเดินทางเท้าจากน้ำตกภูสอยดาวริมเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1268 ขึ้นสู่ยอดภูสอยดาวระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 4-6 ชั่วโมง มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ และมีอากาศเย็นสบายตลอดปี บนยอดเป็นลานสนและมีพื้นที่สำหรับกางเต็นท์และตั้งแคมป์ การเดินทาง การเดินทางด้วยรถยนต์สามารถไปได้ 2 เส้นทางคือ โดยรถยนต์ จากจังหวัดพิษณุโลก ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 แล้วแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1246 ถึงบ้านแพะแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1143 ผ่านอำเภอชาติตระการแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1237 ผ่านบ้านบ่อภาคไปบรรจบกับเส้นทางแผ่นดินหมายเลข 1268 ถึงน้ำตกภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว รวมระยะทางประมาณ 188 กิโลเมตร[3] สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ ระยะทางประมาณ 133 กม. โดยใช้เส้นทาง อุตรดิตถ์-น้ำปาด (ทางหลวงหมายเลข 1047) ออกจากจังหวัดอุตรดิตถ์ พอถึง อ.น้ำปาดให้เลี้ยวรถเข้าไปใช้ ทางหลวงจังหวัด หมายเลข 1239 แล้วขับรถไปอีกประมาณ 46 กม. แล้วจึงเลี้ยวรถเข้าไปใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1268 ขับรถไปประมาณ 19 กิโลเมตรก็จะถึง อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว สอบถามรายละเอียดได้ที่ ททท. สำนักงานแพร่ (เขตรับผิดชอบ อุตรดิตถ์, แพร่, น่าน) โทร. 0 5452 1127 ภูทับเบิก : จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร อยู่ตำบลวังบาล ห่างจากอำเภอหล่มสักและหล่มเก่าประมาณ 40 กิโลเมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ซึ่งได้อพยพมาอาศัยอยู่ที่บ้านทับเบิก ภายในบริเวณจะมี ไร่กะหล่ำปลี ที่สวยงาม ตั้งอยู่เลยจุดชมวิวไม้กางเขน โดยชาวไทยภูเขาเผ่าม้งจะทำอาชีพทำการเกษตรแบบขั้นบันไดตามเชิงเขา กะหล่ำปลีจะมีให้ชมเยอะช่วงเดือนกรกฏาคมถึงพฤศจิกายน ส่วนหน้าหนาวมีดอกนางพญาเสือโคร่งบานเต็มภูทับเบิก นอกจานี้ยังมี ร้านค้าชุมชน ร้านขายของที่ระลึก, ที่พักสไตล์รีสอร์ทและโฮมเตย์ ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกพักตามสะดวก เช่น ไร่ภูทะเลหมอกทับเบิก และ ภูทะเลหมอกโฮมสเตย์ ตั้งอยู๋ใกล้ใกล้กับไร่กะหล่ำปลี ส่วน ไร่ริมผา ที่พักแนะนำใกล้จุดชมวิวทะเลหมอกสูงสุด จุดสูงสุดชมทะเลหมอก : จะมีลานกางเต็นท์ ใกล้กับบริเวณหอวัดอุณหภูมิ ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงสุดของภูทับเบิก พิกัด GPS : 16.896719, 101.106135 ที่อยู่ : 2331 ตำบล วังบาล อำเภอ หล่มเก่า เพชรบูรณ์ 42120 ทุ่งแสลงหลวง : จังหวัดพิษณุโลก หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งเมืองไทย” เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ถือเป็นแหล่งผืนป่าสะวันนาแห่งเดียวของภาคเหนือที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ พร้อมด้วยความแตกต่างแห่งพืชพรรณที่ไม่พบเห็นบ่อยนัก พื้นที่อุทยานตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่าง จ.พิษณุโลกและ จ.เพชรบูรณ์ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นา ประมาณ 25 กิโลเมตร มีพื้นที่เป็นที่โล่งกว้างใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 16 ตรกม. ตามเส้นทางจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณจะพบสัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทาง และมีพันธุ์ไม้ดอกมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่าสนสองใบ คือทุ่งหญ้าเมืองเลนและทุ่งโนนสน สิ่งที่น่าสนใจ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงมีพื้นที่ที่น่าท่องเที่ยวมากมายให้เราได้เลือกทำกัน ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกแก่งโสภา นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามได้จากทางด้านบนของตัวน้ำตก ทุ่งโนนสน ทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่าสนเขา ตั้งอยู่ใจกลางอุทยาน ทุ่งนางพญา เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา มีพื้นที่ ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร เหมาะแก่การนั่งรถชมวิว และตั้งค่ายพักแรม แก่งวังน้ำเย็น น้ำตกซอนโสม ถ้ำเดือน-ดาว ถ้ำพระวังแดง และถ้ำค้างคาว ปั่นจักรยานเสือภูเขา ชมดอกเอื้องพิสมร  เป็นดอกไม้บานในหน้าฝนเท่านั้น การเดินทาง สามารถใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก จากจังหวัดเพชรบูรณ์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 ไปทางอำเภอหล่มสัก ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงบ้านนางั่วแล้วเลี้ยวซ้าย ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2258 ขึ้นเขาค้อผ่านสี่แยกบ้านสะเดาพงษ์ผ่านพระตำหนักเขาค้อ ตรงไปจนถึงบ้านทานตะวันเลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตรจะถึงหน่วยพิทักษ์อุทยาน สล.8 (หนองแม่นา) เส้นที่สอง จากจังหวัดพิษณุโลกใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 เส้นพิษณุโลก-หล่มสัก ประมาณ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่เขาค้อผ่านหน้าอำเภอเขาค้อ ถึงสี่แยกบ้านสะเดาพงษ์แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2258 ผ่านพระตำหนักเขาค้อตรงไปบ้านทานตะวัน เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงหน่วยพิทักษ์อุทยาน สล. 8 (หนองแม่นา) ล่องแก่งหินเพิง : จังหวัดปราจีนบุรี แก่งหินเพิง เป็นแก่งหินตอนปลายสุดของแม่น้ำใสใหญ่ ซึ่งมีลักษณะทางธรณีวิทยา เป็นชั้นหินทราย ครั้นเมื่อถึงฤดูฝน กระแสน้ำจะไหลหลากอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดเกาะแก่งต่างๆ มากมาย แก่งหินเพิงเป็นที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทายกับสายน้ำอันเชี่ยวกราก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม กระแสน้ำบริเวณแก่งหินเพิงจะไหลรุนแรงมาก การล่องแก่งที่นี่ใช้แพยางนั่งได้ประมาณ 8-10 คน ล่องในลำน้ำใสใหญ่ สภาพแก่งน้ำอยู่ในระดับ 3 -5 
นักล่องแก่งจะต้องใช้ทักษะและความชำนาญในการพายสูง แก่งทั้ง 6 จะมีระดับที่ท้าทายแตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่ แก่งหินเพิง เป็นจุดเริ่มต้นของการล่องแก่ง ลักษณะหินของแก่งหินเพิง เป็นแก่งยาวประมาณ 150 เมตร ในช่วงฤดูฝน เป็นสุดยอดของการล่องแก่ง ทริปนี้ แก่งผักหนามล้อม มีลักษณะเป็นวังน้ำขนาดใหญ่กระแสไหลวนไปมา แก่งวังบอน เป็นแก่งหินสั้นๆ ยาวประมาณ 30 เมตร กระแสน้ำจะไหล ลาดเอียงลงมาประมาณ 30 องศาผ่านชั้นหินและเกาะต่างๆ จากนั้นน้ำจะไหล เอื่อยๆ ลงมายังแก่งลูกเสือ แก่งลูกเสือ มีลักษณะเป็นแก่งน้ำเล็กๆ มีร่องน้ำสามารถพายเรือยางผ่านไปได้ แต่ต้องระมัดระวังอันตรายจากกิ่งไม้ที่ยื่นออกมา แก่งวังไทร มีลักษณะเป็นแก่งหินกว้างประมาณ 50-60 เมตร ยาวประมาณ 150 เมตร ความกว้างของแก่งพอๆ กับแก่งลูกเสือ มีความลาดชันประมาณ 30 องศา กระแสน้ำจะไหลผ่านเกาะแก่งต่างๆ แล้วม้วนตัวเป็นวงคลื่น ต้องใช้ ทักษะความชำนาญในการพายเรือค่อนข้างสูง แก่งงูเห่า ตั้งอยู่บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าที่ ขญ.9 ถ้าปริมาณน้ำไม่มากนัก จะแลเห็นเกาะแก่งต่างๆ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝน กระแสน้ำ จะไหลท่วมเกาะแก่งต่างๆ จนมีลักษณะคล้ายกับฝายกั้นน้ำ การล่องแก่งหินเพิง ส่วนมากจะมาขึ้นฝั่งกันบริเวณแก่งวังไทร เพราะมีห้องสุขา และห้องอาบน้ำไว้บริการนักล่องแก่ง หรืออยากจะพักผ่อนนั่งรับประทาน อาหารกลางวันที่ทางรีสอร์ทจัดไว้ให้ก็ได้ เป็นอันสิ้นสุดการผจญภัยในแก่งหินเพิง ขอบคุณที่มาข้อมูล ททท., wikipedia

จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย /  จิรวิชญ์ พงษ์ไพจิตร / 

"อาม่า" พา สตรอง ! ชวนลูกหลานรำไทเก๊กก่อนไปชมความฮาฮวงซุ้ยแตก สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จัดงาน "อาม่านำลูกหลานรำไท้เก๊กเพื่อความสตรอง" เปิดตัวภาพยนตร์ฮาปนสยองเรื่อง อาม่า ต่อหน้าสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ สวนลุมพินี โดยงานนี้ได้นักแสดงหญิงเจ้าบทบาท ต๊งเหน่ง รัดเกล้า อามระดิษ นำลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวครบทีมทั้ง หม่ำ จ๊กม๊ก, ฮัท จิรวิชญ์ พงษ์ไพจิตร, จันจิ จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย, แม็กกี้ อาภา ภาวิไล, สุรพล พูนพิริยะ, กิ๊ฟ (โคกคูน) สิริพงศ์ สุขสมนาค, พัน (พลุแตก) ภานุพันธ์ ครุฑโต, อิคคิว ปองสิชฌ์ พิศิษฐการ, พลอย มงกุฎเพชร พงษ์สุวรรณ และสโตน นพสิต ฉั่วเจริญ พร้อมด้วยผู้กำกับใหม่น่าจับตา จืด บดีกร โลหะชาละ มาออกกำลังกายรำไทเก๊กเพื่อเพิ่มสกิลในการป้องกันตัวและความแข็งแรงให้กับร่างกาย และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภารกิจสุดป่วนในพินัยกรรมพิศวงของอาม่า รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งในการสู้ผีอย่างหาตัวจับยากด้วย และตามไปชมความเรื่องราวลุ้น ๆ เสียว ๆ ในภาพยนตร์ อาม่า ได้พร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์ 11 สิงหาคมนี้

ผลบอลไทย : ปงโกลล์ไหน!ฉลามชลคืนฟอร์มโหดไล่ยำนกใหญ่แหลก
ชลบุรี เอฟซี /  ชัยนาท ฮอร์นบิล / 

โหดจัดฉลามชลดุเปิดรังถล่ม นกใหญ่พิฆาต สกอร์มโหฬาร ซิว 3 เเต้มในบ้านศึกโตโยต้า ไทยลีกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา  ผลบอล โตโยต้าไทยลีก 2016 วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน 2559 ชลบุรี เอฟซี 5-1 ชัยนาท ฮอร์นบิล ผู้ทำประตู:1-0 ปกเกล้า อนันต์ น.6,1-1 โช ชิโมจิ น.30(จุดโทษ),2-1 เลอันโดร อัสซัมเซา น.42,3-1 ปกเกล้า อนันต์ น.56,4-1 เลอันโดร อัสซัมเซา น. 64,5-1 ปริ๊นส์ อัมปองซ่า น.76, 5-2 ฟลอรองต์ ซินามา ปงโกลล์ น.78, 6-2 โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ้ น.89, 7-2 โรดริโก้ น.90 เวลา: 18.00 น. ถ่ายทอดสด: ทรูสปอร์ต เอชดี 3 ศึกโตโยต้า ไทยลีก 2016 ที่สนาม ชลบุรี สเตเดี้ยม “ฉามชล”​ชลบุรี เอฟซี เจ้าบ้าน ที่เพิ่งกระเด็นตกรอบ ฟุตบอลถ้วยโตโยต้า ลีกคัพ ส่ง นัสตพล มาลาพันธ์ นักเตะที่ยืมตัวจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ลงประเดิมสนาม ส่วนชัยนาท ที่ได้ ฟลอรองต์ ซินามา ปงโกลล์ อดีตกองหน้าจากลิเวอร์พูลมายังมีชื่อเป็นตัวสำรองเท่านั้น เริ่มเกมแค่ 6 นาที เจ้าบ้าน ชลบุรี เอฟซี ได้ประตูออกนำไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ้ พักบอลในแดนหน้าแล้วจ่ายบอลต่อให้ ปกเกล้า อนันต์ ทะลุขึ้นมา คล้องบอลแล้วลากไปยิงลอดขา พิศาล ดอกไม้แก้ว เข้าประตูไปให้ เจ้าบ้านขึ้นนำ นาที 30 เจ้าบ้าน ชลบุรี เอฟซี เสียจุดโทษ จากจังหวะที่ ปกเกล้า อนันต์ คนทำประตู จับบอลไม่ดีและไปเกี่ยว ธานัท จันทะยา ล้มลง นที ชูสุวรรณ เป่าให้เป็นจุดโทษทันที และ โช ชิโมจิ สังหารเข้าไปให้ ชัยนาท ตามตีเสมอ 1-1 นาที 33 ชลบุรี เอฟซี ที่พลาดท่าโดนตามตีเสมอเปิดเกมบุกใส่ทันที และลุยขึ้นมาตรงกลาง ณรงค์ จันทร์เสวก ยกบอลให้ ปกเกล้า ควบเข้าไปในกรอบเขตโทษ พยายามจะแตะหนี พิศาล ดอกไม้แก้ว บอลมาเข้าทาง นูรูล ศรียานเก็ม ได้ยิงก็ไปติดนายทวารทีมเยือนอีก นาที 42 อดุล หละโสะ เก็บบอลที่ ชัยนาท สกัดออกมาไม่ดีแล้วทำชิ่งกับ นรูล ก่อนเปิดเข้ากลางให้ โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ้ ข้ามหลอกให้ คู่หูเลือดแซมบ้าอย่าง เลอันโดร อัสซัมเซา สอดมายิงแสกหน้า พิศาล ให้ ชลบุรี เอฟซี ออกนำอีกครั้งที่สกอร์ 2-1 จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ที่ ชลบุรี เอฟซี ออกนำ ชัยนาท 2-1 ครึ่งหลัง ชัยนาท ส่ง ฟลอรองต์ ซินามา ปงโกลล์ ลงเล่นแทน จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ นาที 46 อดีตกองหน้าลิเวอร์พูล ใช้เวลาเพียงแค่ นาทีเศษๆเท่านั้นในการหาโอกาสจบสกอร์ครั้งแรกให้ตัวเองด้วยการขึ้นโขกในกรอบเขตโทษแต่ ชนินิทร์ แซ่เอียะ ยังพุ่งคว้าไว้ได้ นาที 56 เจ้าบ้านได้ประตูนำห่างเมื่อ นัสตพล มาลาพันธ์ วางบอลจากแดนหลังยาวไปให้ โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ้ โขกชงให้ ปกเกล้า แต่พิศาล อ่านทางได้และพยายามออกมาสกัดบอล แต่อ่านจังหวะผิดโขกไม่โดนทำให้บอลข้ามไปให้ ปกเกล้าโหม่งโล่งๆเข้าไปให้ ชลบุรีหนี 3-1 นาที 62 ฉลามชลยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ อดุล เก็บบอลได้หน้ากรอบเขตโทษก่อนจ่ายต่อให้ โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ้ ซัดด้วยซ้านข้างถนัดแต่บอลชนเสาเด้งมาเข้ามือพิศาล นาที 64 ปกเกล้า อนันต์ เบียดแย่งบอลกับ ไพโรจน์ โสคำ ก่อนที่จะล้มลงไปทั้งคู่แต่ ปกเกล้าลุกขึ้นมาไวกว่าและตอกส้นให้ เลอันโดร อัสซัมเซา หลุดเข้าไปแบบเน้นๆบอลลอดตัว พิศาล เข้าไปให้ชลบุรี หนีห่างชัยนาท 4-1 นาที 76 ปกเกล้า อนันต์ ใช้ความเร็ว กระชากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษแล้วจิ้มบอลผ่าน พิศาล บอลไปติดกองหลังที่เคลียร์กันไม่ขาดสุดท้ายเป็น ปริ๊นส์ อัมปองซ่า ที่ตามซ้ำเข้าไปเป็นประตูแรกในสีเสื้อชลบุรี จากการลงสนามนัดแรกช่วยให้ ชลบุรี เอฟซี หนีห่าง 5-1 นาที 78 ชัยนาท ได้ประตูตีตื้นขึ้นมาเมื่อ เดฟดี้ เรส ได้โอกาสพลิกบอลในกรอบเขตโทษทางซ้ายแล้วเปิดยัดเข้ามาตรงกลาง แล้วเป็น ซินามา ปงโกลล์ เข้าชารจ์จ่อๆ ไม่เหลือเป็นประตูแรกในการค้าแข้งในไทยให้ ชัยนาท ฮอร์นบิล ไล่ชลบุรี เอฟซีมาเป็น 5-2 นาที 89 อดุล หละโสะ ยกบอลให้ โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ้ ได้บอลก่อนดึงจังหวะเข้าซ้ายแล้วซัดเต็มข้อ บอลพุ่งเสาแบบหมดจดให้ ชลบุรี นำห่าง 6-2 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ชลบุรี เอฟซี ได้ประตูปิดท้าย จากความแข็งแกร่งของ โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ้ ที่ลากบอลแหวกผู้เล่นชัยนาท ก่อนซัดเต็มข้อบอลมุดเข้าเสาแรก เป็นประตูตอกย้ำชัยให้ ชลบุรี เอฟซี นำห่าง 7-2 จบเกม ชลบุรี เอฟซี คืนฟอร์มเก่ง เปิดรังถล่มเอาชนะ ชัยนาท ฮอร์นบิล ไปขาดลอย 7-2 ชลบุรี เอฟซี : ชนินทร์ แซ่เอียะ (GK)- นพนนท์ คชพลายุกต์, นัสตพล มาลาพันธ์,แอนเดอร์สัน ดอส ซานโต๊ส,อลงกรณ์ ประทุมวงศ์-อดุล หละโสะ, ณรงค์ จันทร์เสวก, ปกเกล้า อนันต์(สิทธิโชค ภาโส น.76)-เลอันโดร อัสซัมเซา(ปรินซ์ อัมปองซ่า น.71), นูรูล ศรียานเก็ม(ภานุพงศ์ พลซา น.61), โรดริโก้ เวอร์จิลิโอ้ ชัยนาท ฮอร์นบิล เอฟซี: พิศาล ดอกไม้แก้ว(GK)-ยอดรัก นาเมืองรักษ์,จีระ เจริญสุข,ไพโรจน์ โสคำ,สรศักดิ์ แก้วอินตา-คาซูโตะ คูชิดะ,อนุวัฒน์ น้อยชื่นพันธ์,ฉัตรชัย คุ้มพญา( เดฟดี้ เรส น.63),ธานัท จันทะยา(ลักษณะ คำรื่น น.69),จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์(ฟลอรองต์ ซินามา ปงโกลล์ น.46)-โช จิโมจิ