พจนานุกรม

ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ว่าไง หมาก ถามเป็นแฟนกันเหรอ??
ฌอห์ณ จินดาโชติ /  เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา / 

เมื่อพระเอกหนุ่ม หมาก ปริญ ผู้มีประสบการณ์พัฒนาคู่จิ้นเป็นคู่จริง เกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ของพี่ชายอย่าง ฌอห์ณ จินดาโชติ และนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา จึงขอพลีชีพคอมเม้นท์ถามตรงๆ แทนใจติ่งหลายคนว่า "เป็นแฟนกันหรอครับพี่" และคำตอบที่ได้จาก หนุ่มฌอห์น คือ "พี่ก็ตอบเหมือนเดิมแหละว่า เอ็นดู น้อง... :)) ไม่เอาสิ พี่น้องกันเขาไม่แกล้งกันนะ" งานนี้ติ่งฟินไปอีกกกกก!! เพราะคำว่า "เอ็นดู" ตามความหมายพจนานุกรมไทย แปลว่า "มีใจรักใคร่ ปรานี" แบบนี้จะไม่ให้จิ้นได้ไง ชิมิทุกคน!! ขอบคุณภาพจาก IG @seanjindachot, esthersupree และสมาชิกพันทิป Memories In The Rain หมาก ถามรูปคู่ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์

เมื่อลูกศิษย์อยากเล่าความประทับใจถึงครู
เรื่องน่ารู้

วันนี้ทีนเอ็มไทย นำเรื่องราวน่ารักๆ ระหว่างลูกศิษย์กับครู มาฝากกันค่ะ จะเป็นอย่างไร เมื่อลูกศิษย์อยากเล่าความประทับใจถึงครู ที่คอยสั่งสอน จ้ำจี้จ้ำไชให้พวกเขาดีขึ้น และเชื่อว่าทั้ง 8 เรื่องต่อไปนี้จะต้องตรงกับเพื่อนๆ หลายคนแน่นอน แต่จะมีเรื่องราวอะไรบ้าง มาติดตามพร้อมๆ กันเลยค่ะ...  เมื่อลูกศิษย์อยากเล่าความประทับใจถึงครู 1. The Transformer เมื่อตอนที่ฉันเรียนไฮสคูล คุณครู Caryl Gatzlaff คือคนที่เปลี่ยนสไตล์การเรียนให้ฉัน จากเมื่อก่อนการเขียนของฉันแย่มาก แต่ก็ได้คุณครูที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชให้ จนทุกวันนี้สไตล์การเขียนของฉันดีกว่าเมื่อก่อนมาก —Candace Lowry  2. The Life Coach คุณครู Gould เป็นคุณครูเมื่อสมัยที่ฉันยังเรียนมัธยมต้น คุณครูไม่เพียงแต่สอนความรู้ให้ห้องเรียน แต่คุณครูสอนการใช้ชีวิตให้กับฉัน เช่น ให้ถอดแว่นดำเวลาคุยกับผู้อื่น ตอนนั้นมันอาจจะดูน่าเบื่อ แต่มาตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า คุณครูเป็นมากกว่าผู้ให้ความรู้จริงๆ—Kasia Galazka 3. The Idiom Idol ฉันย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยอยู่ที่เมืองเล็กๆใน Tennessee ตอนอายุได้ 11 ขวบ ตอนนั้นฉันพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง แต่ก็มีความอยากที่เรียนฝึก ก็ได้คุณครู Jones ที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนอเมริกันอย่างแท้จริง เพราะเธอมักจะสอนสุภาษิตใหม่ๆ ที่ฉันไม่รู้จักอยู่เสมอ —Senka Hadzimuratovic 4. The Buddy Abroad ฉันเคยได้ไปเรียนต่างประเทศที่เยอรมนี ที่เมือง Heidelberg ตอนนั้นฉันแทบจะไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักใคร แต่ก็มีคุณครู Frau Wuttke ที่เป็นมากกว่าคุณครู เพราะครูคอยให้คำปรึกษาต่างๆ พาไปเที่ยว พาไปกินข้าว คุณครูเปรียบเสมือนเพื่อนชาวต่างชาติที่สนิทที่สุดของฉันเลยหล่ะ —Candace Lowry 5. The Tumbler คุณครู Koehnemann เป็นครูที่ฉันรักที่สุดในชีวิต เธอจะสร้างสีสันให้กับห้องเรียนด้วยรอยยิ้มของเธอ เธอสอนเด็กนักเรียนในชั้น ป.4 ของเธอทุกคนด้วยความรัก ราวกับว่าเด็กทุกคนคือคนที่สำคัญที่สุดของเธอ และคุณครูเป็นคนที่ไม่ชอบความรู้สึกเวลาจามไม่ออก และเมื่อไหร่ที่เธอจากได้ เธอก็จะดีใจสุดขีด และเด็กนักเรียนก็จะพากันดีใจไปกับคุณครู ความทรงจำดีๆแบบนั้นฉันจะไม่ลืมเลย —Maycie Thornton 6. The Tireless Tutor เมื่อตอนที่ฉันอยู่ ป.3 คุณครู Warter เป็นคุณครูคอยเอาใจใส่เด็กๆนักเรียนดีมาก เธอยอมที่จะสละเวลาว่างของเธอ เพื่อที่จะสอนเด็กนักเรียนที่ไม่เข้าใจนอกเวลาเรียน และเธอยังเป็นคนที่สอนให้ฉันลบคำว่า “ทำไม่ได้” ออกจากพจนานุกรมส่วนตัวของฉันอีกด้วย—Deena Shanker 7. The Encourager คุณครู Hardisty เป็นคุณครูชั้น ป.5 ของฉัน ที่เคยบอกฉันว่าฉันเป็นผู้เขียนที่ดี และยังเป็นผู้อ่านที่ดี เธอเป็นคนที่ทำให้ฉันค้นพบตัวเองว่าฉันมีความสามารถอะไร ครูคือคนที่ทำให้ฉันกลายมาเป็นฉันในวันนี้ได้—Chelsea Marshall 8. The Reassurer เมื่อตอนที่ฉันเรียนในระดับวิทยาลัย ฉันเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย แต่ความคิดนั้นก็เปลี่ยนไปเมื่อฉันเรียนกับคุณครูคนหนึ่ง เธอคอบบอกฉันเสมอว่าฉันเป็นคนที่ฉลาด ฉันสามารถที่จะทำอะไรได้หลายๆอย่าง จนทำให้ฉันกลายเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองแบบทุกวันนี้—Deena Shanker ว้าวววว เห็นแบบนี้แล้ว อยากรู้ความรู้สึกของเด็กบ้านเราบ้างจัง ว่าถ้าจะถ่ายทอดถึงครูในดวงใจออกมาเป็นยังไง และเชื่อว่าต้องซึ้งกว่าเมืองนอกแน่นอน... ข้อมูลจาก: BuzzFeed, wegointer

Haken no Hinkaku EP1-1
Haken /  no / 

Haken no Hinkaku EP1-1 โอมาเอะ ฮารุโกะ พนักงานชั่วคราวเกรดเอ ผู้ซึ่งไม่เคยยิ้มและไม่ค่อยพูดถ้าไม่จำเป็น และเลิกงานตรงเวลาทุกครั้ง พจนานุกรมของเธอไม่มีคำว่า "เป็นไปไม่ได้" กับคำว่า "ล่วงเวลา" เธอเซ็นสัญญาทำงานในบริษัทต่างๆ มากมาย และหลังจากทำงานที่บริษัทแห่งนั้นครบ 3 เดือน เธอก็จะหายไปอย่างไรร่องรอยเสมอ ฮารุโกะได้เข้ามาทำงานในบริษัท S&F เพื่อช่วยงานแผนกใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นเวลา 3 เดือน แต่ในความแปลกประหลาดของเธอ ได้แสดงให้เห็นว่าเธอมีความปวดร้าวอยู่ข้างใน ซาโตนากะ เคนสุเกะ ผู้ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าแผนกการตลาดที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่ ของบริษัท S&F เนื่องจากบุลลากรในแผนกไม่เพียงพอ เขาประสบกับความยากในการเริ่มต้นแผนกใหม่มาก จนกระทั้ง โอมาเอะ ได้เข้ามาช่วยงานในแผนกของ เคนสุเกะในฐานะ (ฮาเคน) พนักงานชั่วคราว เธอทำงานในแผนกใหม่ของ เคนสุเกะได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยความสามารถของเธอ ซีรีส์เรื่องนี้การนำเสนอทัศนะคติที่แตกต่างระหว่าง พนักงานประจำ กับ พนักงานชัวคราว (ฮาเคน) ได้อยางสนุกสนานและให้ข้อคิดได้อย่างดีอีกด้วย

Garin X Guardian ภาค : อสูร X ผู้พิทักษ์ X อาถรรพ์
Garin X Guardian /  การิน / 

ในโลกที่มีเผ่าพันธุ์อสูร ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด “บริษัทพิทักษ์คุณหนู” จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อปกป้องหญิงสาวจากอสูรร้าย หากแต่ศึกครั้งนี้กลับอันตรายกว่าภารกิจครั้งไหนๆ เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับ “อาถรรพ์” ศาสตร์มืดของมนุษย์ ที่เด็กสาวคนหนึ่งใช้เพื่อหมายเอาชีวิตของพวกเขา ----------------------------------------------- จากการ์ตูนสุดฮิตติดอันดับท็อปชาร์ตของพูนิก้าที่มียอดขายหนังสือรวมกันทะลุ 1ล้านเล่ม สู่ภาพยนตร์ Black Action Fantasy สุดมันเข้าฉาย 12 ธันวาคม 2558นี้ ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า ภาพยนตร์เรื่อง Garin x Guardian (การิน ครอสการ์เดียน) นี้ เกิดขึ้นเป็นซีซั่น 2 แล้วต่อจาก GarinMovie Project เมื่อ 5 ปีก่อนซึ่งเกิดขึ้นจากจดหมายฉบับเล็กๆที่เขียนว่า “อยากเห็นการินเป็นหนัง” จุดประกายความเป็นไปได้ ให้กับกองบรรณาธิการ นักเขียน นักวาดและทีมงานทุกคน หลายคนอาจตั้งคำถามว่า แฟนคลับจะสามารถสร้างหนังได้จริงหรือ? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงแล้วกับหนังเรื่องนี้ด้วยความฝัน ความน่าสนุกของเนื้อหาที่แปลกใหม่ การตีความเอกลักษณ์ความเป็นไทยในรูปแบบ Black Fantasy ดึงดูดคนที่มีความชื่นชอบในเรื่องเดียวกันเข้ามาร่วมสรรสร้างจนสำเร็จออกมาเป็นหนัง ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับ นักแสดง ทีมงานเบื้องหลัง จนกระทั่งวันที่หนังGarin Movie Projectออกฉาย เสียงตอบรับที่ได้นั้นเกินความคาดหมายไว้มากจนต้องเพิ่มรอบฉายจากที่ประมาณการณ์ไว้แค่ 4 รอบเป็น 7 รอบ ยังไม่รวมรอบที่ไปฉายตามอีเวนต์ต่างๆ ทั้งยังมีการจัดอีเวนต์พิเศษที่โรงภาพยนตร์สกาล่าอีกด้วย ในซีซั่นที่ 2 นี้ ความตั้งใจจริงที่อยากเห็นเรื่องราวจากหนังสือที่รักกลายเป็นหนังนั้นยังคงอยู่ และถูกส่งออกไปเป็นวงกว้าง ดึงดูดทีมงานมากฝีมือเข้าร่วมโปรเจ็กต์อย่างไม่รีรอ ไม่ว่าจะเป็นแอคติ้งโค้ชที่เคยผ่านการอบรมจากช่อง 3! กระทั่งนักทำซาวด์ที่อยู่ไกลถึงฮอลลีวู้ดก็สนใจเข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้ด้วย!!ทำให้Garin X Guardianถูกยกระดับขึ้นมากกว่าซีซั่นที่ 1 มากมายนักโปรเจกต์นี้แม้งบกำลังเงินจะน้อย แต่งบกำลังใจนั้นมหาศาล จนทีมงานเชื่อว่าถ้าตีค่ากำลังใจจากแฟนคลับนั้นเป็นกำลังเงิน ภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องติดอันดับต้นทุนสร้างสูงสุดเรื่องหนึ่งของประเทศไทยแน่นอน!! นอกจากจะเป็นวันฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ Garin X Guardian แล้ว วันที่ 12 ธันวา ยังมีอีเวนต์กิจกรรมรวมพลคนหัวใจแฟนตาซี ที่รวบรวมเอาสำนักพิมพ์แฟนตาซีชื่อดังของประเทศไทยมาร่วมออกบูธขายหนังสือเพื่อสร้างสีสันให้บรรยากาศโรงภาพยนตร์สกาล่าเต็มไปด้วยความครึกครื้น สุดท้ายนี้จึงอยากจะขอเชิญชวนผู้ที่หลงใหลในความลึกลับแฟนตาซีทุกท่านมาร่วมสัมผัสกับอาถรรพ์และอสูร ในมุมมองใหม่ กับหนังที่เกิดจากหนังสือฝีมือคนไทย Garin X Guardian ในวันที่12 ธันวาคม 2558 ที่โรงภาพยนตร์สกาล่าที่กำลังใกล้จะถึงนี้ ------------------------------------------------ นักแสดงใน Garin x Guardian “การิน” รับบทโดย วิศรุตต์ ปองธนพิสิฐ (อาร์ต) เด็กหนุ่มที่มีนิสัยชอบเก็บตัว ถูกใครต่อใครมองว่าเป็นคนเย็นชา ด้วยความที่เขาคลั่งไคล้อาถรรพ์เป็นอย่างมาก ทำให้ผู้คนที่อยู่รอบตัวต่างหวาดกลัวที่จะเข้าใกล้ “ลัลทริมา” รับบทโดย ธนพร ปุกกูล (ซาร่า) เด็กสาวผู้มีเบื้องหลังอันโหดร้ายจาก “ญาณอาถรรพ์” ที่ติดตัวมา ซึ่งสิ่งนี้เองที่มีพลังในการดึงดูดความชั่วร้ายเข้าหาตัวเธอ ทั้งที่จริงแล้ว เธอปรารถนาจะมีชีวิตปกติอย่างคนธรรมดาเท่านั้น “อคิน” รับบทโดย ยงยศ ประวันนา (เอก) บอดี้การ์ดขาลุย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการ์เดียนคอร์ปอเรชัน รับบทบาทกองหน้าจอมบู๊แหลก ไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งแค่ไหยก็ไม่เคยมีคำว่าถอยอยู่ในพจนานุกรมของเขา “แคปเปอร์” รับบทโดย พีระนัน พัฒนากุล (อาร์ม) มันสมองเพียงหนึ่งเดียวของการ์เดียนคอร์ปอเรชัน แม้เขาจะชอบใช้ความคิดมากกว่ากำลัง แต่ก็จัดการศัตรูตัวฉกาจอยู่หมัดได้ในพริบตา “เชียร” รับบทโดย สรณ ขุนพลพิทักษ์ (เทมส์) ชายหนุ่มปริศนาผู้มีรอยยิ้มและการจิบชาเป็นเอกลักษณ์ เขาก้าวเข้ามาพร้อมความลับและกลิ่นอายแห่งอาถรรพ์ โดยไม่มีใครรู้เป้าหมายที่แท้จริงของเขาเลย “แพรวา” รับบทโดย ริญรภัสร์ อริยกรวิจิตร์ (เนย) และ  “ปลายฟ้า” รับบทโดย ณัฐติญา พงษ์วิญญาคม (คะนิ้ง) สองพี่น้อง “แพรวา” และ “ปลายฟ้า” คือตัวละครใหม่ที่ปรากฏขึ้นครั้งแรกในโลกของ Garin X Guardian พวกเธอเป็นพี่น้องที่รักกันและอยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ชะตากลับพลิกผันเมื่อพ่อและแม่ของเธอกลับถูกอสูรฆ่า ทำให้แพรวาและปลายฟ้าต้องมาขอความช่วยเหลือจากการ์เดียนคอร์ปอเรชัน -----------------------------------------

หน้าไม่ไหวแล้ว!!! พี่เวียร์ เมาไม่ขับเบลล่า พร้อมรับ-ส่ง ถึงบ้าน
เบลล่า ราณี /  เวียร์ ศกลวัฒน์

ช่วยกันเหยียบ ช่วยกันปกปิด ไม่ยอมเปิดเผยสถานะทางหัวใจทั้งคู่ สำหรับ เวียร์ ศุกลวัฒน์ & เบลล่า ราณี ที่มีข่าวด้วยกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ทั้งคู่ก็ยังคงปากแข็งยืนยันความสัมพันธ์ว่าเป็นแค่พี่น้องกันเท่านั้น ตามแบบฉบับพจนานุกรมของซุป’ตาร์ไทย แม้ว่าช่วงหลังๆ ทั้งคู่จะไปมีข่าวกับคนอื่นชวนให้สงสัย ว่าคนไหนคือตัวจริงหรือว่าตัวหลอก โดยเฉพาะหนุ่มเวียร์ที่ยังแอบไปจิ๊จ๊ะกับอดีตกิ๊กเก่าอย่าง กีฟ อรลีฬห์ จนโดนปาปารัซซี่แชะภาพทั้งคู่ขณะกำลังซับเหงื่อให้กัน แม้แต่ตัวสาวเบลล่าเอง ก็ยังมีภาพแนบชิดสนิทสนมกับพระเอกหนุ่ม เจมส์ จิรายุ ออกมาอย่างถี่ยิบ จนกลายเป็นคู่จิ้นพระนางที่แฟนคลับเชียร์อยากให้ทั้งคู่เป็นแฟนกันนอกจอจริงๆ แต่งานนี้ดูท่าทางแฟนคลับคงจะต้องอารมณ์เสีย เพราะตัวจริงของกันและกันเขาก็แอบย่องมาเจอกันอยู่ดี ล่าสุดปาปารัซซี่ตาไวของเราก็สอยหลักฐานเด็ดๆ มัดตัวทั้งระหว่าง เวียร์-เบลล่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งสวีทกินดื่มอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านเลียบทางด่วน ซึ่งดูจากสภาพหน้าตาของหนุ่มเวียร์แล้วคาดการณ์ว่าน่าจะดื่มไปแล้วหลายแก้ว แต่แหม...จะไม่ให้ดื่มหลายแก้วได้อย่างไร ก็ในเมื่อสาวเบลล่าเธอเล่นเป็นคนรินให้เองกับมือ งานนี้สาวเบลล่าไม่มีการห้ามปรามแต่ประการใด มีแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียร์ดริ๊งก์ให้พี่เวียร์เต็มที่กับการดื่ม & ดูดตามสไตล์ มีหวานใจดี๊...ดี เข้าใจหัวอกลูกผู้ชายอย่างเวียร์แบบนี้ ถึงว่าสิทำไมหนุ่มเวียร์ถึงเลือกที่จะคบหากับสาวเบลล่า ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หนุ่มเวียร์มีสาวๆ เป็นร้อยวิ่งเข้าหาอยากจะนั่งซ้อนทั้งท้ายรถ & ท้ายคน อิอิอิ!!! ก็ไม่รู้คืนนั้นหนุ่มเวียร์จะเมาหนักขนาดไหน แต่เชื่อว่าคงไม่ได้ขับรถกลับบ้านเองแน่นอน สงสัยสารถีที่ไปส่งถึงบ้านก็คงหนีไม้พ้นหวานใจอย่างสาวเบลล่าแหงๆ เบลล่า-เวียร์ เบลล่า-เวียร์ เบลล่า-เวียร์

เทคนิคเรียนภาษาที่ 3 ด้วยตัวเอง
นิค นิคโค้ โวกูก้า /  เทคนิคการเรียน / 

เรียนเอง เก่งเองเทคนิคเรียนภาษาที่ 3 ด้วยตัวเองในแบบเด็กลูกครึ่ง ของ 2 หนุ่ม แอนดรูว์ นักร้องวง Evo nine และ นิค นิคโค้ พิธีกรรายการสตรอเบอร์รีครับเค้ก ทั้งคู่มีวิธีการที่น่าสนใจมากๆ เลยอยากนำมาเสนอให้น้องๆ ที่สนใจฝึกภาษาด้วยตัวเอง ได้ลองเป็นอีกหนึ่งแนวทางกันค่ะ งั้นวันนี้เราไปติดตามเทคนิคพวกเขากันเลย... เทคนิคเรียนภาษาที่ 3 ด้วยตัวเอง ศรันยู ศรุติสุต ชื่อเล่น แอนดรูว์ อายุ 22 ปี นักร้องวง Evo nine แอนดรูว์เด็กไทยสัญชาติอเมริกัน พ่อ-แม่เปิดธุกิจและอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขาเกิดและโตที่แอลเอ จนถึงอายุ 18 ปี จึงตัดสินใจย้ายจากโรงเรียน Stamforcl Uni nter เกรด 11 มาเรียนต่อโรงเรียนนานาชาติที่เมืองไทย เพื่อเป็นเด็กเทรนด์ โดยสำหรับแอนดรูว์แล้ว การพูดภาษาไทยให้ชัดเป็นสิ่งที่เขาพยายามมากที่สุด ถ้าอย่างนั้นเรามาฟังกันว่าเด็กไทยที่ไม่เคยอยู่เมืองไทยเลย แต่อยากพูดสำเนียงใช้ชัด เค้ามีเทคนิคการใช้ภาษาไทยอย่างไร ช่วงแรกผมเครียดมาก เพราะต้องสื่อสารเป็นภาษาไทยกับคนไทยให้เข้าใจ เชื่อไหมว่าตอนนั้นผมไม่มีเพื่อนเลย จนค่อยๆ ปรับตัวได้ หลังจากนั้นเวลาคนไทยพูดภาษาอังกฤษกับผม ผมจะพยายามพูดกลับเป็นภาษาไทยอย่างเดียว ไม่อยากให้คนคิดว่าเป็นเด็กนอก พูดไทยคำอังกฤษคำ ซึ่งสำหรับคนไทยที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ อย่างแรกที่ผมอยากแนะนำคือห้ามอาย คนไทยที่ผมสังเกตหลายคนเขาสามารถพูดได้ แต่อายที่จะพูด กลัวว่าพูดผิด พูดแล้วดูตลก ผมแนะนำว่าอย่าอาย ยิ่งถ้ามีเพื่อนอินเตอร์พูดกับเขาเยอะๆ ฝึกพูดเองง่ายกว่าที่จะต้องไปเรียน แล้วภาษาอังกฤษก็ง่ายกว่าภาษาไทยเยอะครับ นิค นิคโค้ โวกูก้า อายุ 19 ปี ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน พิธีกรรายการสตรอเบอร์รีครับเค้ก นิคเกิดที่สเปน เรียนอนุบาลที่สเปนก่อนจะย้ายไปอยู่ออสเตรียและใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก จนเมื่อ 4 ปีก่อนนิคและคุณแม่มาเที่ยวเมืองไทย แล้วตัดสินใจอยู่ที่จังหวัดโคราช ฝรั่งสำเนียงโคราชมีขั้นตอนการฝึกภาษาไทยยังไงจากที่พูดไทยไม่ได้เลย จนกลายมาเป็นพิธีกรรายการวัยรุ่น จนถึงทุกวันนี้ได้ ?ผมมาอยู่อำเภอประทายที่โคราช เป็นเด็กฝรั่งบ้านนอก นี่ก็ติดสำเนียงโคราชมาด้วยครับ ผมเริ่มฝึกภาษาไทยเอง ฟังเอง คุณแม่ไม่ได้สอน คุณแม่พูดชัดเลยเอามาใช้ ตอนย้ายมาพูดภาษาไทยไม่ได้เลย ก็เลยต้องเริ่มหัดพูดเองจากคำง่ายๆ อย่างคำว่า ไปไหน? ไปทำอะไร? มีคำพื้นเป็นคำว่า ?ไป? ถ้าจำไม่ได้ก็จดแล้วก็ฟังคนอื่นเขาพูดเยอะๆ พอเขาพูด เฮ้ย...ไปไหน? เราก็เข้าใจคำว่า เฮ้ย เพิ่มล่ะ แต่พวกคำว่า แก ฉัน จะไม่ใช้ จะใช้คำว่า ผม กับ คุณ อย่างเดียว เพราะคนไทยมีสรรพนามเยอะ ฝึกพูดกับเพื่อนเยอะๆ ก็จะพูดได้ เทคนิคการเรียนต่างประเทศ อย่างเช่น ภาษาอังกฤษเองง่ายๆ 1. การฟัง การฟังเป็นการเรียนรู้ที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะแค่ 1 นาที 5 นาที หรือเป็นชั่วโมง การฝึกที่ดีที่สุดคือ การฟังข่าวภาษาอังกฤษ ช่องทางการฟังมีหลากหลายมาก เช่น ดูข่าวผ่านทีวี CNN, BBC หรือช่องอื่นๆ หรือ ฟังข่าวออนไลน์ผ่านมือถือ ซึ่งหาดาวน์โหลด Application เหล่านี้ได้ง่ายมาก ประเด็นคือฟังไม่รู้เรื่อง มันมืดไปหมด แล้วอย่างนี้จะเรียนรู้ได้อย่างไร อย่าเพิ่งถอดใจเพราะเป็นเรื่องธรรมดาหากฟังไม่เข้าใจ เพราะแม้กระทั่งคนที่ระดับภาษาอังกฤษค่อนข้างดีแล้ว บางทีเขายังฟังข่าวไม่ค่อยรู้เรื่องก็มี สิ่งที่จะแนะนำคือพยายามฟังบ่อยๆ หากมีเวลาพยายามตั้งใจฟังและพยายามจับให้ได้ว่าเขากำลังรายงานข่าวเรื่องอะไรอยู่ พยายามแยกแยะคำศัพท์แต่ละคำออกจากกันให้ได้ ถึงแม้จะไม่รู้ความหมายของคำนั้นๆ ก็ตาม เพราะถ้าเราฟังเฉยๆ ลอยๆ จะเหมือนกับเวลาฝรั่งอ่านหนังสือภาษาไทยที่ไม่รู้ว่าแต่ละคำจบตรงไหน เพราะเขียนติดกันเป็นพืดไปหมด ดังนั้นช่วงเริ่มฟังใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายหรือรู้เรื่องทั้งหมด แค่พยายามจับคำของนักข่าวให้ได้ก็พอ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ อย่าเพิ่งท้อ เพราะการฟังบ่อยก็ช่วยให้เราคุ้นชินกับสำเนียง ท่วงทำนอง ระดับสูงต่ำ ของภาษาได้ไปในตัว ฟังไปนานๆ มันจะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกเราเอง และไม่ช้าเราจะจับคำพูดที่เราฟัง ได้โดยที่ไม่ต้องพยายามอีกต่อไป ดังนั้นว่างๆ หากมีสมาร์ทโฟนให้เข้าไปดาวโหลด Podcast ข่าวของ CNN หรือ BBC มาไว้ในมือถือ ขึ้นบีทีเอสหรือรอรถเมย์เมื่อไหร่ก็หยิบออกมาฟังเพลินๆ หรือเข้าไปที่ Leaning English ของ Voice of America จาก http://learningenglish.voanews.com ในนี้จะรวบรวมข่าวพร้อมคลิปเสียงการบรรยายข่าวนั้นๆ โดยเขาทำไว้เพื่อให้คนฝึกฟังภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ดังนั้นการรายงานข่าวจึงไม่เร็วเกินไปและชัดถ้อยชัดคำมาก การฝึกฟังจากการดูหนัง หรือซีรีส์ฝรั่ง คำแนะนำคือห้ามมี Subtitle หรือถ้าต้องมีจริงๆ ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ห้ามเป็นภาษาไทยโดยเด็ดขาด เพราะคุณจะไม่ได้อะไรเลยจากการดูหนังในครั้งนั้น การดูหนังหรือซีรีส์ภาษาอังกฤษจะดีตรงที่ภาษาจะเป็นภาษาพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป แนะนำอย่าเลือกหนังที่เป็นหนังประวัติศาสตร์ย้อนยุค เพราะเราจะไม่เข้าใจภาษา ถ้าเลือกได้แนะนำหนังการ์ตูนของ Walt Disney ดูน่ารักเพลินๆ และภาษาเข้าใจง่าย ส่วนซีรีส์ก็เลือกดูที่เราถนัด การฟังจากการฟังเพลง เชื่อว่าทุกคนฟังเพลงสากล แต่มีกี่คนที่รู้ว่าเพลงที่ฟังอยู่สื่อถึงอะไร หรือเนื้อเพลงแปลว่าอะไร หากฟังแบบนั้นจะเป็นแค่การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน การฟังที่ได้เรียนรู้ไปด้วยแนะนำให้เปิดหาความหมายของเนื้อร้องประกอบไปด้วย อาจจะฝึกแปลเองหรือเข้าไปหาดูบทแปลจากอินเทอร์เน็ต แต่ระวังนิดนึงเพราะบางเว็บที่แปลเพลงสากลอาจแปลได้ไม่ค่อยตรงความหมายของเพลง หรือความหมายไม่ได้ตามอารมณ์ที่ควรจะเป็นของเพลงนั้นๆ ข้อดีของการฟังเพลงคือเพลงหนึ่งเพลง ปกติเราไม่ฟังแค่รอบเดียวแล้วเลิกฟัง เรามักจะฟังซ้ำๆ ทุกวัน จึงทำให้เกิดการคุ้นหูและเคยชินกับประโยคในเพลง หากเรารู้ความหมายจะเป็นการดีที่เราได้เรียนรู้ทั้งคำศัพท์และตัวอย่างการใช้ไปในตัว เวลาจำไปใช้ก็เอาไปทั้งประโยคได้เลย 2. การอ่าน อ่านน้อยได้น้อย อ่านมากได้มาก อันนี้ขึ้นอยู่กับความขยันของตัวบุคคลจริงๆ ทุกครั้งที่เราอ่านเราจะได้อะไรเสมอ สำหรับการอ่านภาษาอังกฤษไหนๆ ก็จะเริ่มอ่านแล้ว ควรอ่านให้ได้ประโยชน์มากที่สุด แนะนำให้อ่านข่าวภาษาอังกฤษ บทความ หรือนิตยสารภาษาอังกฤษ การอ่านจะต่างจากการฟังตรงที่เวลาอ่านพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังอ่าน หากเจอคำศัพท์แปลกที่เราไม่รู้ความหมายให้เปิดพจนานุกรมและเขียนกำกับไว้เลย (แนะนำให้เขียนลงในเนื้อหาที่เราอ่านเลย) หากเป็นไปได้ควรอ่านทุกวัน อย่างน้อยวันละหนึ่งหัวข้อข่าว หรือหนึ่งบทความ เจอคำที่ไม่รู้ให้เปิดพจนานุกรมและเขียนไว้ ถึงแม้จะเป็นคำเดิมที่เราเคยเจอ และเคยเปิดมาแล้ว เพราะถ้าเปิดอีกรอบนั่นหมายความว่าเรายังจำไม่ได้ หากอ่านทุกวันเราจะเห็นว่าเราจะเจอคำศัพท์เดิมๆ บ่อยครั้ง ในที่สุดเราจะจำคำนั้นๆ ได้โดยอัตโนมัติ แต่การอ่านไม่จำเป็นต้องเปิดแบบละเอียดทุกคำ เพราะมันจะทำให้เราเกิดอาการหงุดหงิด ท้อและเลิกอ่านไปในที่สุด บางทีเราสามารถเดาความหมายจากบริบทได้ อันนี้อาจต้องฝึกบ่อยๆ นะคะ การเรียนรู้ภาษาที่สามจะต้องมาควบคู่กับความขยันและอดทน หากขาดสิ่งนี้การเรียนรู้แทบจะไม่ได้ผลเลย ยังไงก็พยายามกันนะคะ โดยเฉพาะสากลอย่างภาษาอังกฤษ ไม่ใช่สิ่งที่ยากหรือน่ากลัว แต่หากเราไม่รู้แล้วเกิดจำเป็นต้องใช้ในวันข้างหน้าความน่ากลัวจะมาเยือน ที่มา นิตยสารแคนดี้, เรียบเรียงโดย http://teen.mthai.com/หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ

ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น!
ข่าวการศึกษา /  ประเทศญี่ปุ่น / 

จากหนังสือขายดีของญี่ปุ่น เรื่องราวของ "ซายากะจัง" นักเรียนสาว แต่งตัวจัด นิสัยเกเร ไม่ตั้งใจเรียน ในขณะที่เธอเรียนอยู่ ม. 5 แต่ความรู้ที่เธอมีนั้นแค่เด็ก ป.4!! แต่แล้วชีวิตของเด็กสาวคนนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อเธอได้เจอกับครูติวเตอร์คนหนึ่ง ครูคนนี้ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้เด็กสาวไม่เอาไหนคนนี้สอบเข้ามหาลัยที่สอบเข้ายากที่สุดของญี่ปุ่นได้ ภายในเวลา 1 ปี! แล้วครูติวเตอร์คนนี้เขาทำยังไงล่ะ? อย่ารอช้าไปติดตามเรื่องราวที่ทีนเอ็มไทยนำมาฝากกันเลยดีกว่าค่ะ ^^ ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น! ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น! ครืด ... เสียงเปิดประตู เด็กสาวหัวทอง ใส่เสื้อเอวลอยกับกระโปรงสั้นจู๋ ทาเล็บสีสด ใส่น้ำหอมกลิ่นแรงสุดๆ เดินเข้ามาที่โรงเรียนกวดวิชาพร้อมคุณแม่ คุณแม่บอกว่า “รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะดูแรง แต่ลูกสาวเป็นเด็กดีมากค่ะ” นั่นคือวันแรกที่ Tsubota Nobutaka (ครูติวเตอร์) ได้พบกับ ซายากะจัง เด็กสาวสุดเปรี้ยวที่สอบได้คะแนนติดอันดับโหล่ของโรงเรียน ซายากะถูกพักการเรียนตอน ม. 5 เพราะทำผิดกฎโรงเรียน แม่เห็นซายากะว่างๆ เลยส่งมาเรียนพิเศษที่โรงเรียนของครู Tsubota ซึ่งสิ่งแรกที่ครู Tsubota ให้ ซายากะ ทำคือ สอบวัดระดับ เช่น ครู Tsubota : “คำว่า Strong แปลว่า อะไร” ซายากะ : “อือ … วันอาทิตย์?” ครู Tsubota : “คำว่า “พวกเขา” ภาษาอังกฤษคือคำว่า ?” ซายากะ : “Hi” (น้องคงจะอยากตอบคำว่า “ฮี” แต่สะกดผิด แต่คำตอบที่ถูกคือ “They”) ผลการประเมิน ซายากะมีผลการเรียนเท่ากับเด็ก ป.4 (ตอนที่เธออยู่ ม. 5) ถ้าเพื่อนๆ เป็นติวเตอร์จะทำยังไงคะ? คงจะคืนเงินคุณแม่แล้วเชิญหนูน้อยไปเรียนที่อื่นดีกว่า ใช่ไหมล่ะ แต่ครู Tsubota ไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาถามซายากะว่า .. ครู Tsubota : อยากเข้ามหาวิทยาลัยไหน? ซายากะ :  "ไม่รู้สิ" >,< ครู Tsubota :  แหย่ว่า “ลองเข้าโตไดไหม” ซายากะ :  “ไม่เอาอ่ะ มีแต่ผู้ชายบ้าเรียนใส่แว่นหนาๆ” ครู Tsubota : “งั้น สอบเข้า Keio ไหม? เคยได้ยินคำว่า Keio Boy ไหม?” ซายากะ : “ว้ายยย!! หนุ่มหล่อเยอะนิ่ ซายากะกับเคโอ น่าสนๆ” กับเด็ก ม.5 ที่ยังแปลคำว่า “Strong” ไม่ออก ครู Tsubota ยุให้เด็กคนนี้สอบเข้า 'เคโอ' มหาวิทยาลัยเอกชนที่สอบเข้ายากที่สุดในญี่ปุ่น ครูคิดอะไรอยู่ … ?? “อ่านเด็กให้ขาด!!” เด็กแต่ละแบบ มีวิธีสอนและวิธีกระตุ้นไม่เหมือนกัน นอกจากแบบทดสอบวัดระดับความรู้ ครู Tsubota ให้เด็กๆ ทุกคนทำแบบทดสอบจิตวิทยา (เอ็นเนียแกรม) และแบ่งเด็กๆ เป็น 9 ประเภท ซึ่งซายากะเป็นประเภท “ผู้เสพย์สุข” มองโลกในแง่ดี เวลาสอน ต้องขายฝัน โม้เป้าหมายสูงๆ ก็ไม่เป็นไร เด็กพวกนี้ไม่สงสัย ครู Tsubota จึงบอกซายากะว่า “ถ้าไป Keio เธอจะได้เจอคนเก๋ๆ คูลๆ นะ ได้อยู่โตเกียวด้วยนะ” ซายากะผู้มองโลกในแง่ดีก็เริ่มฝันหวาน และมีแรงอ่านหนังสือสอบ ในทางกลับกัน ถ้าเด็กเป็นประเภท "Realistic" ขืนครูมานั่งขายฝันแบบนี้ เด็กคงดูถูก หาว่าครูไม่ได้เรื่องแน่ๆ ถ้าเป็นเด็กประเภท "Perfectionist" เด็กจะมีนิสัยชอบทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ละเอียดที่สุด แต่สุดท้าย จะเครียดเพราะไม่เป็นไปตามแผน ครูจึงไม่ตั้งเป้าหมายให้เด็กกลุ่มนี้ และพยายามเน้นเรื่องการจับเวลา และแบ่งเวลาตอบข้อสอบ “ไม่มีเด็กที่เกลียดความก้าวหน้าของตัวเอง” ครู Tsubota ไม่ได้รู้สึกท้อใจหรือหนักใจเลย ที่เห็นซายากะสอบได้แค่ระดับ ป.4 ครูเชื่อว่าเด็กที่ทำคะแนนไม่ดี ไม่ใช่เด็กไม่เก่ง เพียงแต่พวกเขาแค่ยังไม่ได้เรียน หรือไม่รู้เกี่ยวกับความรู้นั้นๆ เท่านั้น สิ่งสำคัญ คือจะทำอย่างไรให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่า การเรียน ก็คือการฝึกทำสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ ให้ทำได้และสนุกไปกับ process นั้น เด็กที่แยกคำว่า They กับ He ไม่ออก เพราะเขาไม่เข้าใจ แต่ถ้าเขาเข้าใจความหมาย เข้าใจวิธีใช้ และใช้คำเหล่านั้นมาแต่งประโยคใหม่ๆ ได้ เขาย่อมทึ่งกับความสามารถกับตัวเอง เขาย่อมอยากรู้ศัพท์คำใหม่ๆ อีก นั่นคือ วิธีที่ ครู Tsubota ทำให้เด็กหนีเรียนอย่างซายากะหันมาสนุกกับการเรียนได้ ก่อนอื่น ครูสอนโครงสร้างภาษา เอาให้พื้นฐานแน่น จากนั้นค่อยๆ ทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ฝึกให้ใช้พจนานุกรม พอเริ่มอ่านบทความง่ายๆ เข้าใจ เด็กก็เริ่มสนุกและอยากอ่านอีก ครูก็ป้อนบทความที่ยาวขึ้น ยากขึ้นให้อ่าน เมื่อซายากะไปโรงเรียน เธอตกใจที่เธอทำข้อสอบที่โรงเรียนได้ ทั้งๆ ที่ผ่านมาส่งกระดาษเปล่าตลอด! เธอเริ่มมั่นใจ และรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งอ่านหนังสือหนักขึ้น ครู Tsubota เชื่อว่าในโลกนี้มีเด็กที่เกลียดการเรียนอยู่เยอะ แต่ไม่มีเด็กคนไหนที่เกลียดความก้าวหน้าของตัวเอง และครู Tsubota เป็นผู้ชี้ทางให้เด็กเห็น “ความก้าวหน้า” ของตัวเอง "ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองเมื่อวาน ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองในเดือนก่อนมากๆ" นี่คือบางส่วนของจดหมายที่ซายากะเขียนถึงครู .. “ก่อนที่จะได้เจอครู หนูเกลียดผู้ใหญ่รอบตัวมาก ทุกคนมองว่าหนูเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง คนที่เข้าใจหนู มีแต่เพื่อนเท่านั้น เพื่อนสำคัญที่สุด ถ้าไม่ได้เจอครู หนูคงไม่คิดจะเรียนต่อมหาลัย คงหางานอะไรสักอย่างทำไปวันๆ แต่งงาน มีลูก แต่พอเจอครู ครูรับที่หนูเป็นหนู ครูชมหนูบ่อยๆ ครูไม่หน้าบึ้งใส่หนูเหมือนผู้ใหญ่คนอื่น แถมครูยิ้มและหัวเราะบ่อยๆ ด้วย ครูยังฟังเรื่องที่หนูเล่าโน่นเล่านี่ด้วย ตอนที่หนูบอกคนรอบตัวว่าจะเข้าม. เคโอ มีแต่คนบอกว่าหนูบ้าไปแล้ว  แต่ครูทำให้การเรียนที่เคโอ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น่าสนุกสำหรับหนู ทำให้หนูเริ่มสนใจ … แต่ว่า พอลองตั้งใจเรียนจริงๆ หนูตกใจมากว่า ทำไมหนูไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรขนาดนี้ ขณะเดียวกัน การได้รู้ว่าเราไม่รู้อะไร มันเป็นเรื่องที่สนุกมากๆ หนังสือที่อ่านสนุกกว่าที่คิด หนูยังรู้สึกเสียดายเลยว่า หนูกลับมาเรียนช้าไป เวลาครูเล่าเรื่องการเมืองให้ฟัง หนูกลับไปบ้าน ก็เริ่มฟังข่าวเข้าใจมากขึ้น เวลาหนูอ่านการ์ตูนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ครูแนะนำ หนูก็เริ่มฝันอยากเดินทางไปดูของจริงที่โน่นที่นี่ หนูเสียดายเวลาที่ผ่านมาเหลือเกิน เวลาที่หนูทำตัวไร้สาระ โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกตั้งเยอะนะคะ ตอนที่หนูสอบเข้าเคโอได้ หนูสัมผัสได้ถึงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากในตัวหนู ครูบอกว่า “เธอจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น” หนูยังจำคำนี้ได้ไม่ลืมเลยค่ะ  "หนูได้เรียนรู้ว่า หากเราพยายามอะไรถึงที่สุด พยายามจนเกือบตาย ชีวิตมันเปลี่ยนไปจริงๆ  ชีวิต … ขึ้นอยุ่กับการที่เราเลือกเดินจริงๆ" เรื่องราวของ ซายากะ จัง ถูกถ่ายทอดลงในหนังสือที่เขียนโดยครู Tsubota และมียอดขายมากกว่า 100 ล้านเล่ม เป้นหนังสือที่ขายที่สุดของญี่ปุ่น รวมถึงได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย! ขอบคุณข้อมูล : แปลโดย facebook - Japan Gossip by เกตุวดี Marumura เพื่อนๆ สามารถติดตามเรื่องราวชีวิต สังคม และสิ่งต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น เพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ ^^

8 แอพฯ ช่วยให้ชีวิตสบายเมื่อเรียนต่อต่างประเทศ
ต่างประเทศ /  เคล็ดลับ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยมีแอพพลิเคชั่นมาแนะนำเพื่อนๆ น้องๆ สำหรับคนที่กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือกำลังเตรียมความพร้อมกันอยู่ การไปเรียนต่อต่างประเทศนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมทางด้านภาษา สถานที่ต่างๆ บริเวณนั้น นี่เป็น 8 แอพฯ ช่วยให้ชีวิตสบายเมื่อเรียนต่อต่างประเทศ ที่อาจจะช่วยให้การใช้ชีวิตในต่างประเทศของเพื่อนๆ ง่ายขึ้นก็ได้นะคะ ^^ ต้องโหลด!! 8 แอพฯ ช่วยให้ชีวิตสบายเมื่อเรียนต่อต่างประเทศ 1 . AroundMe  แอ พนี้จะสามารถบอกให้เรารู้ว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนและรอบตัวเรามีร้านค้า ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล โรงหนัง ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือ บาร์ ฯลฯ อะไรอยู่ใกล้ๆ บ้าง พร้อมทั้งยังบอกระยะทางและสามารถดูเส้นทางจากแผนที่ แถมยังมีที่อยู่และเบอร์โทรของสถานที่นั้นๆ ให้อีกด้วย ของดีฟรีๆ แบบนี้รีบโหลดด่วนเลยจ้า 2. Skype แอ พสุดฮิตสำหรับการติดต่อสื่อสารกันข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ ที่สามารถส่งได้ทั้งข้อความ เสียง และภาพเคลื่อนไหว แอพนี้จึงนิยมใช้คุยกันแบบเห็นหน้า (Video Call) เรียกได้ว่าคิดถึงคนที่บ้านเมื่อไหร่ก็ Skype คุยกันได้ทันทีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ขอแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น หรือหากพ่อแม่ไม่ถนัดใช้เทคโนโลยี Skype ก็ยังสามารถใช้โทรหาโทรศัพท์ได้ทั่วโลก ในราคาประหยัดกว่าการโทรศัพท์ข้ามประเทศทั่วไป 3. Weather Channel การ ใช้ชีวิตต่างแดนนั้น สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือเรื่องของสภาพอากาศในแต่ละวัน โดยเฉพาะเมื่อคุณเลือกไปอยู่ประเทศที่มีอากาศแตกต่างจากเมืองไทยค่อนข้างมาก การเตรียมพร้อมล่วงหน้าเกี่ยวกับสภาพอากาศในแต่ละวัน จะช่วยให้ชีวิตคุณราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน แอพพยากรณ์อากาศยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ทั่วโลกอย่าง Weather Channel จึงเป็นอีกแอพหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาด 4. Dropbox แอ พสำหรับจัดเก็บและแชร์ไฟล์ตัวนี้ จะช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้ไฟล์งานต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยมีพื้นที่ให้ใช้ฟรีมากถึง 2GB ใช้งานได้ทั้งบนแล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน ซึ่งนอกจากจะใช้ในการจัดเก็บไฟล์ส่วนตัวแล้ว คุณยังสามารถใช้ Dropbox ในการแชร์โฟลเดอร์ต่างๆ เพื่อการทำงานกลุ่มร่วมกับคนอื่นได้อีกด้วย 5. Thai Fast Dict ช่วง ปรับตัวในการไปเรียนต่อเมืองนอก หลายคนอาจจะยังมีอุปสรรคด้านภาษาอยู่บ้าง ก็อย่าลืมโหลดแอพพจนานุกรมที่ช่วยในการแปลศัพท์ต่างๆ ติดตัวไว้สักหน่อย โดยจุดเด่นของแอพ Thai Fast Dict ก็คือการใช้งานที่สะดวก ง่ายดาย และรวดเร็ว มีภาพประกอบช่วยให้เข้าใจคำศัพท์มากขึ้น สามารถฟังคำศัพท์เพื่อฝึกออกเสียงได้ แถมยังมีเกม Hangpig ไว้สำหรับฝึกฝนคำศัพท์ใหม่ๆ พ่วงมาให้ด้วย 6. iTunes U แอ พนี้ช่วยให้นักศึกษาที่ใฝ่หาความรู้ทั้งหลาย สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้จากคอร์สที่เรียนอยู่ ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว โดยแหล่งข้อมูลจะมีทั้งไฟล์หนังสือเรียน แบบฝึกหัด และเสียงหรือวิดีโอแลคเชอร์ ที่สามารถเข้าไปอ่าน ส่งการบ้าน ทำเลคเชอร์ส่วนตัวได้  เป็นเจ๋งสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ มหาวิทยาลัยใน UK ที่ใช้แอพนี้ Harvard, Imperial, Cambridge ส่วนใน USA จะมี Standford, Yale และ Columbia 7. Skyscanner ของ ฟรีอีกแอพที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนนอกคือ Skyscanner แอพหาข้อมูลตั๋วเครื่องบินที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ สามารถเปรียบเทียบข้อมูลสายการบินได้ทั่วโลก จึงช่วยหาตั๋วราคาถูกที่สุดได้ในเวลาไม่กี่วินาที แถมยังรองรับภาษาและสกุลเงินของไทยอีกด้วย จะหาตั๋วบินกลับบ้านหรือหาตั๋วไปเที่ยวก็สะดวกสบายสุดๆ 8. TripAdvisor คน รักการท่องเที่ยวหาประสบการณ์นอกห้องเรียนต้องไม่พลาดแอพ TripAdvisor ผู้ช่วยสุดเจ๋งในการวางแผนการท่องเที่ยว พร้อมให้คำแนะนำต่างๆ จากรีวิวของนักท่องเที่ยวที่เคยไปมาก่อน ไม่ว่าจะเรื่องที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว หรือการเดินทาง ก็มีข้อมูลให้บริการอย่างครบครัน และรองรับหลากหลายภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทยด้วย ขอบคุณข้อมูล SUTASINEE LERTWATCHA hotcourses.in.th

9 เรื่องชวนอึ้ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่คุณอาจไม่เคยรู้
ซลาตัน /  ซลาตัน อิบราฮิโมวิช / 

หากจะกล่าวถึงกองหน้าที่ดีที่สุดในโลก 1-10 นั้นต้องมี ซลาตัน อิบราฮิโมวิช อยู่ในลิสต์รายชื่อแน่นอน เพราะทักษะการทำประตูที่หาเลียนแบบไม่ได้แล้ว ซลาตัน กองหน้าชาวสวีเดนรายนี้ยังมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากนักฟุตบอลอาชีพคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งบุคลิก พฤติกรรมการแสดงออก การพูดจา แต่เหนือสิ่งอื่นใดยังมีเรื่องราวเด็ดๆชวนอึ้งอีก 9 เรื่องของกองหน้าคนนี้ เรื่องที่ 1. ซลาตัน มองเห็นอนาคต : เมื่อตอนเขาอายุ 16 ปี อาจารย์ที่โรงเรียนมอบหมายงานให้เขียนเรียงความว่า "5 ปี หลังจากนี้คุณจะเป็นอะไร" ยังไม่ทันเริ่มเขียน ซลาตัน ก็ตอบอาจารย์ไปว่า "ผมจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่อิตาลีและจะสร้างรายได้มหาศาล" แต่ความจริงแล้ว ซลาตัน ใช้เวลา 6 ปีถึงได้เซ็นสัญญาค้าแข้งกับ ยูเวนตุส และแน่นอนเขาประสบความสำเร็จทำรายได้มหาศาลที่ตามที่เขาบอกกับอาจารย์เอาไว้ตอนนั้น เรื่องที่ 2. ซลาตัน คือขี้ขโมยตัวพ่อ : เมื่อสมัยเด็กๆ ซลาตัน ชอบสะสมจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ แต่จักรยานส่วนมาจากการขโมย! ครั้งหนึ่งสมัยที่ยังเป็นนักฟุตบอลเยาวชนกับ มัลโม่ ซลาตัน ขี่จักรที่ขโมยมาก่อนจะถูกขโมยไป ซลาตัน แก้ปัญหาด้วยการขโมยจักรยานแถวนั้นคืนก่อนจะขี่กลับบ้านแบบไม่รู้สึกอะไร หลังจากนั้นราวๆ หนึ่งสัปดาห์ก็มีการแจ้งว่าจักรยานของผู้ช่วยผู้จัดการทีม มัลโม่ หายไปจนกลายเป็นเรื่องราวยกใหญ่ เรื่องที่ 3. ซลาตัน เกือบเป็นนักเตะ เซาธ์แฮมป์ตัน : หลังจากย้ายมาเป็นนักเตะกับ อาแจ็กซ์ ได้หนึ่งปี ซลาตัน ไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ และพยายามจะหาความท้าทายใหม่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน แต่สุดท้ายโชคดีที่ ยูเวนตุส ยังเห็นแววในตัวเขาคว้าตัวไปเสียก่อน เรื่องที่ 4. ความหมายของคำว่า "ซลาตัน" : ชื่อนี้มีที่มาจากทางใต้ของ ซลาวิค หรือละแวกประเทศโคเอเชีย เซอร์เบียและสโลเวเนีย ที่คำว่า "ซลาตัน" นั้นแปลว่า "ทองคำ" เรื่อง 5. ซลาตัน กับธุรกิจ : ซลาตัน เป็นนักกีฬาฟุตบอลคนแรกที่นำชื่อของตนเองไปทำเป็นเครื่องหมายการค้าไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผม ยานยนต์ เบียร์ ของใช้อุปโภคบริโภค และสุดท้ายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรื่องที่ 6. ซลาตัน ในพจนานุกรม : พจนานุกรมในสวีเดนบัญญัติคำว่า ซลาตาเนร่า ลงในพจนานุกรมของประเทศเพื่อยกย่อง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช พร้อมกับมีความหมายว่า "ขจัดให้สิ้นด้วยพลังที่แก่กล้า" เรื่องที่ 7. สถิติที่ยอดเยี่ยมในแชมเปี่ยนส์ลีก : ซลาตัน เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำประตูได้ในแชมเปี่ยนส์ลีกจากการลงเล่น 6 สโมสร อาแจ็กซ์ ยูเวนตุส อินเตอร์ มิลาน บาร์เซโลน่า เอซี มิลาน และ ปารีส แต่ถึงอย่างไรเขายังไม่เคยได้ชูถ้วยใบนี้เสียที เรื่องที่ 8. ไอดอล ของ ซลาตัน : ซลาตัน เติบโตมากับการชื่นชม "โล้นทองคำ" โรนัลโด้ กองหน้าโคตรคงาสสิคคนหนึ่งที่โลกเคยมี ซลาตัน เคยบอกว่า "โรนัลโด้ คือ นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดตลอดกาล" เรื่องที่ 9. ซลาตัน กับสนามฟุตบอลแรกในชีวิต : ซลาตัน เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกตอน 6 ขวบแถวลานหินกรวดละแวกบ้าน ต่อมาในปี 2007 ซลาตัน จับมือกับ ไนกี้ ร่วมกันเนรมิตลานหินกรวดดังกล่าวให้เป็นสนามบอลขนามย่อมที่ทันสมัย นอกจากนี้ ซลาตัน ยังสลักข้อความไว้ที่สนามแห่งนี้ด้วยว่า "ที่แห่งนี้คือหัวใจ ที่แห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราว ที่แห่งนี้คือที่ที่ผมโลดแล่น และมันสร้างอนาคต"

สื่อออนไลน์ แฉ ตีแผ่เปิดโปง หรือสะท้อนสังคม??
คลิปนักเรียนตบ /  นิสิต ม.เกษตรฯ / 

ในปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิร์คแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราไปแล้ว ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร อยู่ที่ไหน อยู่กับใครก็กลายเป็นประเด็นชวนคุยในโลกออนไลน์ได้เสมอ หากประเด็นไหนน่าสนใจก็จะถูกพูดถึงจนกลายเป็นกระแสสังคม จึงทำให้สื่อมวลชนต้องมีการปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์โลกยุคโซเชียลที่มาเร็วไปเร็ว การนำเสนอข่าวจากโลกออนไลน์ จึงมาเป็นอีก 1 ช่องทางทำข่าวของสื่อทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อออนไลน์ ตามเว็บไซต์ต่างๆ แน่นอนว่าประเด็นที่สื่อมวลชนจับมาเล่น มักเกิดจากการส่งต่อ การถูกประโคมข่าวจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนเกิดเป็นกระแส และถูกนำเสนอเป็นข่าวในที่สุด ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะเป็นเรื่องดี ไม่ดี ข่าวฉาว ข่าวสร้างสรรค์ แต่หากเป็นที่สนใจของคนในสังคมออนไลน์ขึ้นมา เรื่องราวนั้นมักถูกตีแผ่เป็นข่าวได้เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับ ความหมายของคำว่า "ข่าว" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ หมายถึง "น. คําบอกเล่าเรื่องราวซึ่งโดยปกติมักเป็นเรื่องเกิดใหม่หรือเป็นที่สนใจ, คําบอกกล่าว, คําเล่าลือ." ประเด็นที่มักได้รับความสนใจนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกระทบกับความรู้สึกของคนเรา อย่างที่เรียกกันว่า Human Interest และสิ่งที่ตามมาจากการอ่านข่าว ก็คือการแสดงความคิดเห็นต่อข่าวนั้นๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล ซึ่งข่าวเหล่านี้อาจแยกเป็นหลากหลายประเภท ดังนี้ กระแสชื่นชม อย่างกรณีภาพ นิสิตชายม.เกษตรศาสตร์ นำอิฐวางบนถนนเพื่อให้นิสิตหญิงเดินข้ามไปท่ามกลางสายฝน เมื่อภาพนี้ถูกนำมาทำเป็นข่าวก็ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมาก หรือกรณีล่าสุดที่นักศึกษาสาวรายหนึ่ง ป้อนขนมให้กับขอทานพิการไม่มีแขน บนสะพานลอยที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ก็เรียกคะแนนความชื่นชมจากผู้คนบนโลกออนไลน์ได้เยอะเช่นกัน หรือจะเป็นคลิปสาวชาวต่างชาติที่ร้องเพลง “ฉันไม่พูดภาษาไทย” บอกเล่าเรื่องราวการเรียนรู้ภาษาไทยของเธอ เมื่อคลิปนี้ถูกจับมานำเสนอ ก็มีผู้ติดตามดูและชื่นชมในความพยายามของเธอ กระแสถก เป็นกระแสที่นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคน จึงทำให้มีทั้งผู้เห็นด้วยและมองต่างมุมออกไป กรณีการรับน้องด้วยระบบโซตัสของมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นกระแสข่าวคึกโครม เนื่องจาก มีการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นกันผ่านเฟสบุ๊ก และถูกนำมาเผยแพร่ต่อ คนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับระบบโซตัส มองว่าเป็นระบบที่สร้างความแตกแยกให้นิสิตนักศึกษา เป็นระบบที่ต่างชาติไม่มี เพราะไม่ได้คารพกันที่อายุ แต่เคารพกันที่วุฒิภาวะ มีผู้แสดงความเห็นเข้ามามากมาย แต่ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการแสดงความเห็นที่บอกเล่าทั้งความรุ้สึกและแง่คิดให้สังคมได้ ความเห็นจากสมาชิกเว็บไซต์ MThai.com คุณ A344GT5 ได้แสดงความเห็นว่า ..."ต่างชาติเค้าไม่มา สนใจว่าคุณอายุเท่าไร แต่เค้ามองแค่คุณมีความสามารถแค่ไหน ไม่แคร์ว่าคุณแก่หรือเด็ก ถ้าความสามารถคุณมีพร้อม ก็ได้รับการนับหน้าถือตา มีเครดิต แต่เมืองไทยนี่อะไร บ้าบอคอแตกกับระบบโซตัส รุ่นน้องต้องกราบรุ่นพี่ เพราะ มันเข้าเรียนก่อน ทำมาอ้างว่า เด็กจะได้เรียนรู้การอยู่ในสังคม ถุ_ย….ชีวิตในสังคมจริงๆ กับมหาลัยมันคนละเรื่องเลย" ขณะที่ผู้ที่เห็นด้วยกับระบบโซตัสก็แสดงความเห็นในอีกด้านว่า การรับน้องจะช่วยหล่อหลอมพฤติกรรมได้ คุณ  sarasin ได้แสดงความคิดเห็นว่า  ..."เอาแค่พอควร ไม่ต้องหักดิบ ค่อยเป็นค่อยไป รุ่นน้องมาใหม่ร้อยพ่อพันแม่ บางคนมาแข็งท้าต่อยรุ่นพี่ sotus หลอมกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนพลิกหน้ามือเป็นหลังมือก็มี จบไปได้ดีหลายคน อีกอย่าง sotus ไม่ใช่แค่รับน้อง มันเป็นรากฐานปูไปถึงอนาคต รุ่นพี่จบไปเขาก็ดูความประพฤติน้องๆนั่นแหละ น้องทำตัวดี สอนง่าย คุยง่าย เขาก็เอาไปทำงานด้วย น้องแข็งกร้าว ไม่เคารพ เกรงใจผู้ที่มีคุณวุฒิหรือวัยวุฒิมากกว่า เขาก็ไม่ค่อยเอาเข้าร่วมงานหรอก แม้จะเกียรตินิยมก็เถอะ"... กระแสดราม่า นอกจากประเด็นนี้แล้ว ยังมีกระแสข่าวอีกมากมายที่เกิดขึ้นเพราะโลกออนไลน์ ที่เกิดเป็นกระแสแบบปากต่อไป ในเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก กลายเป็นคำที่ชาวบ้านเรียกว่า "แฉ" ที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคงหนีไปพ้น คลิปหลุดการทำอนาจาร หรือคลิปเด็กนักเรียนตบตีกัน อย่างคลิปพระสงฆ์นั่งเครื่องบิน ก็ถือเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างหนักและเกิดการขุดคุ้ยค้นหาข้อมูลที่ลึกลงไปเรื่อยๆ  ล่าสุดกับการเผยโฉมบ้านสุดหรูของพ่อแม่ของพระสงฆ์ที่ตกเป็นข่าว หรือภาหลุดคล้ายพระองค์ดังกล่าวนอนกับหญิงสาว ก็เช่นกัน ปฎิเสธไมได้ว่าโลกออนไลน์เป็นอีกแหล่งข่าวที่ถึงคนยุคโซเชียล จึงเป็นอีกช่องทางในการนำเสนอแง่มุมต่างๆให้สังคมรับรู้ ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเหรียญนั้นมี 2  ด้าน ขณะที่ผู้รับสาร คนดูข่าวบางคนพอใจกับการได้รับรู้ข่าว เพราะถือเป็นความจริงของสังคม และสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตให้ดีขึ้นได้ ในมุมกลับกันก็มีคนบางกลุ่มที่มองว่าไม่สมควรถูกตีแผ่ เพราะจะทำให้สภาพสังคมแย่ลง ถือเป็นการส่งเสริมให้คนเห็นช่องทางในการกระทำผิดมากขึ้น ดังนั้นแล้วก็ต้องขึ้นอยู่ที่วิจารณญาณของผู้รับสารเอง ที่จะเป็นผู้เลือกรับสาร หรือเลือกนำข้อคิดจากข่าวสารมาประยุกต์ใช้กับชีวิตอย่างรู้เท่าทัน MThai News

ผลฟุตบอล พรีเมียร์ลีก : 6 นาที 2 เม็ด! เรือใบ ปล่อยสึนามิซัด สิงห์ผยอง ท้ายเกมแบบสุดช้ำ 2-0
คีแรน ริชาร์ดสัน /  ชาร์ลส เอ็นซ็อกเบีย / 

ผลฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2557 แอสตัน วิลล่า 0-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รายชื่อคนทำประตู : 0-1 ยาย่า ตูเร่ น.82, 0-2 เซร์คิโอ อเกวโร่ น.88 เวลา : 23.30 น. สนาม : วิลล่า ปาร์ค ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 5 ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก นัดสุดท้ายของค่ำคืนวันเสาร์ แอสตัน วิลล่า เปิดรัง วิลล่า ปาร์ค รับการมาเยือนของแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ น่าสนใจว่าเจ้าบ้านจะรับเมือยังไงหลังจากพวกเขาฟาดแข้งกับ บิ๊กทีม มาตลอด 3 เกมในลีก ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล, เชลซี และวันนี้จะเจอกับ แมนฯ ซิตี้ ต้องมาดูว่างานนี้ ลูกทีมของ พอล แลมเบิร์ต(แอสตัน วิลล่า) และมานูเอล เปเยกรินี่(แมนฯ ซิตี้) จะทำได้ดีแค่ไหน เริ่มเกมได้ 5 นาที บอลยังอยู่บริเวณกลางสนามซะส่วนใหญ่ แต่เป็นทางฝั่งทีมเยือนที่ดูจะมีลูกล่อลกชนมากกว่า นาที 11 เรือใบสีฟ้า เกือบขึ้นนำจากลูกยิงของ กุน อเกวโล่ ได้ยิงแต่ไปติดบล็อค บอลหลุดมาถึง อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ ได้หวดด้วยซ้ายเต็มแข้งบอลพุ่งชนเสาออกหลังไปแบบหวุดหวิด ผ่านมาถึง นาที 17 แมนฯ ซิตี้ เอาบอลมาครองได้เกือบทั้งหมดและค่อยๆต่อเกมกันขึ้นไป โดย "สิงห์ผยอง" ลงไปรับกันลึกและรอสวนกลับจากบรรดาแนวรุกคความเร็วสูง นาที 22 เจ้าบ้านเกือบขึ้นนำ! ชาร์ลส เอ็นซ็อกเบีย ได้ลุยสวนขึ้นมาก่อนจะเปิดตัดไปให้ อันเดรียส ไวมันน์ โฉบเข้ามาจับบอลในกรอบเขตโทษ แต่สุดท้ายบอลแรงจนหลุดไปถึงมือ โจ ฮาร์ท อย่างน่าเสียดาย นาที 28 "เรือใบสีฟ้า" โหมบุกใส่ทางเจ้าบ้านจนแทบไม่ได้หายใจ จังหวะนี้เป็นทาง โคลารอฟ บรรจงเปิดเข้ากรอบเขตโทษให้ อเกวโร่ สบัดหัวโขกไปทางเสาสอง แบร็ด กูซาน หมดสิทธิเซฟไปแล้ว แต่บอลดันหลุดออกหลังไป นาที 34 แมนฯ ซิตี้ พลาดโอกาสขึ้นนำแบบเหลือเชื่อ หลังจากที่ ซาบาเลต้า ลุยขึ้นมาทางขวาก่อนตัดเข้ากลางให้ เซโก้ อย่างสวย แต่จังหวะจบดันยิงสอยนกตายห้าตัว นาที 41 แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้ประตูขึ้นนำอีกแล้ว และเป็นทาง เอดิน เซโก้ คนเดิมที่ล็อกซ้าย,ขวาจนช้า สุดท้ายจะยิงก็โดนบล็อคผู้เล่น วิลล่า ตามมาสกัดไว้ได้ทัน นาที 45 "เรือใบสีฟ้า" บุกขึ้นมาอีกชุด ครั้งนี้เป็น เจมส์ มิลเนอร์ ได้กดด้วยซ้าย บอลแฉลบแนวรับ "สิงห์ผยอง" ชนหน้าต่างออกไป ผู้ตัดสินเวลาบาดเจ็บ 1 นาที ทีมเยือนระดมยิงเจ้าบ้านอย่างต่อเนื่องแต่สุดท้ายทำอะไรกันไม่ได้ จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า อาศัยความเหนีวยันเจ๊า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้สำเร็จ 0-0 เริ่มครึ่งหลังมาไม่ทันไรเผ็ดร้อนทันที เป็นจังหวะของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลุดเดี่ยวแต่ดันซัดไปชนเสา หลังจากนั้น "สิงห์ผยอง" รีบโต้กลับเร็ว บอลหลุดไปถึง คีแรน ริชาร์ดสัน เข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่จังหวะง้างเท้า ปาโบล ซาบาเลต้า สอดตัวเข้ามาบล็อคช่วยทีมเอาไว้ได้ นาที 51 แมนฯ ซิตี้ เริ่มตั้งตัวได้ คราวนี้ โคลารอฟ ดันขึ้นสูง ก่อนจะเปิดยัดเข้ามาในกรอบเขตโทษ บอลเกือบหลุดเข้าเสาสอง แต่โชคไม่ดีที่น้ำหนักขาดไปนิด สุดท้ายก็หลุดออกหลังไป นาที 56 ทางฝั่งทีมเยือนจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเป็นคนแรก หลังจาก แฟร์นานดินโญ่ ได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว และส่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ลงมาแทน นาที 61 แอสตัน วิลล่า เปลี่ยนตัวโดยการถอด อันเดรียส ไวมันน์ ออกไปพักและส่ง คริสเตียน เบนเตเก้ ที่เพิ่งกลับมาหลังหายหน้าไปกับอาการบาดเจ็บร่วมครึ่งปี ลงสนามในแมตช์นี้เป็นครั้งแรก ผ่านไปถึงนาที 70 แมนฯ ซิตี้ โอกาสลุ้นประตูแบบสมควรจะได้หลายครั้ง แต่จังหวะจบยังไร้คำว่าเฉียบขาดในพจนานุกรม GOAL!นาที 82 ยาย่า ตูเร่ ครองบอลหน้ากรอบเขตโทษก่อนตัดสินใจแปรยัดบอลมุดก้นตาข่ายอย่างสวยงาม ช่วยให้ "เรือใบสีฟ้า" ปลดล็อคขึ้นนำ "สิงห์ผยอง" ไปแล้ว 1-0 นาที 84 ดาบิด ซิลบา ถูกเปลี่ยนตัวออก และส่ง เฆซุส นาบาส ลงมาแทน GOAL! นาที 88 หลังจากที่ขึ้นนำ เรือใบสีฟ้า ยังไม่เพลาเกมบุก ไล่นวด วิลล่า ไปเรื่อนจนถึงจังหวะ เซร์คิโอ อเกวโร่ คลึงบอลนิดๆ ก่อนจะซัดเต็มข้อเข้ามุมไปอย่างเวิล์ดคลาส ช่วยให้ทีมตอกฝาโรงเจ้าบ้านเป็น 2-0 นาที 90 ทดเจ็บ 4 นาที เวลาที่ทำอะไรกันไม่ได้ สุดท้ายแชมป์เก่า เชือดท้ายเกมเจ้าบ้าน วิลล่า ไป 2-0 เก็บ 3 แต้มได้ตามเป้า รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม แอสตัน วิลล่า : แบร็ด กูซาน, อลัน ฮัตตัน, นาธาน เบเกอร์, ฟิลิปป์ เซนเดอรอส, อาลี ซิสโซโก้, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด, ฟาเบียง เดล์ฟ, ทอม เคลเวอร์ลี่ย์, คีแรน ริชาร์ดสัน, ชาร์ลส เอ็นซ็อกเบีย, อันเดรียส ไวมันน์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : โจ ฮาร์ท, ปาโบล ซาบาเลต้า, แวงซ็อง ก็องปานี, อีเลียกิม ม็องกาล่า, อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ, เจมส์ มิลเนอร์, แฟร์นานดินโญ่, ยาย่า ตูเร่, ดาบิด ซิลบา, เอดิน เซโก้, เซร์คิโอ อเกวโร่

iOS 7 beta พบบั๊ก bypass lockscreen เข้าถึงทุกแอพได้เพียงวิ !!
apple /  bug / 

" ระวัง iOS 7 beta บั๊กอื้อ !! ล่าสุดพบ bypass lockscreen "   แน่นอนว่า flat สไตล์บน iOS 7 ที่มากับ ลูกเล่น 3d เอียงหงายๆ นั้นน่าตื่นเต้นปลุกใจสาวก ให้อยากอัพเดทอย่างมาก แถมตอนนี้ก็มีตัวเบต้า มายั่วสำหรับนักลองของกันแล้วด้วย   แต่ด้วยความที่มันกำลังเบต้านี้เอง มันจึงเต็มไปด้วยสารพัด bug ซึ่งร้อยทั้งร้อยเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ก็ไม่แนะนำให้คุณรีบอัพเดท โดยเฉพาะกับมือใหม่ ล่าสุด หลังจากปล่อยให้ developer ดาวน์โหลดไปเพียง 2 วัน iOS 7 beta  ก็ถูกรายงานบั๊ก bypass lockscreen เข้าถึงทุกแอพ โดยไม่ต้องผ่านล๊อคสกรีนได้ ซึ่งก็เป็นบั๊กที่มักพบในโอเอส ที่เพิ่งเบต้าเสร็จหมาดๆ แทบทุกครั้ง   นอกจากปัญหาความปลอดภัย  bypass lockscreen แล้ว ใครที่ Download iOS 7 beta มารัน iDevice ยังจะต้องเผชิญกับบั๊กประปราย ที่ถูกรายงานบน sinfuliphone และ macrumors เหล่านี้ด้วยนะ ตุ้มบอกไว้ก่อน...     iOS 7  bug รวมฮิต   - บางทีวอลเปเปอร์ย่อส่วน หลังดูแอพใน Folder - บางที Messages แอพ Sending ก็ overlaps - บางที  Voicemail ก็ค้าง ข้อความใน voicemails ก็ overlap - ใน Settings บางทีก็โชว์ Wallpaper ผิด - Notification Center ไม่สามารถโชว์พรีวิวการแจ้งเตือน ( Alert Styles ) ได้ - ไอค่อนไม่ตรงกับเนื้อหาแอพ เช่น Camera, FaceTime, iTunes, Siri  ฯลฯ - Keypad ใส่ passcode บางที ก็เป็นสีเทาขาว มองไม่เห็นเลข -  แอพ Videos ยังเน่าเยอะ ทั้งสีเพี้ยน ค้าง เปิดแล้วก็หายไป - แอพ Messages มีอาการก๊ง ลบข้อความเอง - หน้า Lockscreen นาฬิกา ซ้อนกับ music controls - จิ้ม Define รันพจนานุกรม แต่กลับไปพิมพ์ข้อความไม่ได้ - แอพ Music ไม่โชว์ Album Artists - notification center ไม่โชว์ฟีเจอร์ missed - Automatic Updates ไม่ดาวน์โหลด ต้องรีสตาร์ทใหม่ - บางทีก็ไม่สามารถใช้งาน wi-fi ได้ตามปกติ - คียฺบอร์ดค้า ช้า , แจ้งเตือนซ้ำ Source : zdnet ,forbe , sinfuliphone , macrumors

จ่อสอบดารา-เซเลบ 7 คนหลังพบเอี่ยวแคมเปญเบียร์ดัง
ดารา เบียร์ /  ดาราโพสต์ดื่มแอลกอฮอล์ / 

จ่อสอบดารา-เซเลบ 7 คนหลังพบเอี่ยวแคมเปญเบียร์ดัง ขณะที่รองผบ.ตร. วอนประชาชนอย่าวิตก หลังตำรวจระบุผิดโพสต์ภาพแอลกอฮอล์ลงโซเชียล ชี้หากไม่มีเจตนาก็ไม่ผิด ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบเอาผิดกับเหล่าศิลปินดารา-เซเลบชื่อดัง หลังจากมีการโพสต์ภาพโชว์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัวเข้าข่ายเป็นการโฆษณาหรือไม่นั้น ล่าสุดวานนี้ (12 ต.ค. 58) นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ออกแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าวว่า ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551 ศิลปินดาราที่โพสต์รูปคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าข่ายความผิดกฎหมายชัดเจน แม้ไม่มีเจตนาส่งเสริมการขายให้กับยี่ห้อนั้น หรือไม่ได้รับการว่าจ้างก็ตาม และขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีคนดังจาก 7 ใน 10 คน เข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย เนื่องจากมีหลักฐานพบการว่าจ้าง อีกทั้งยังมีการเชิญชวนให้โพสต์รูปตัวเอง พร้อมติดแฮชแทกชื่อแคมเปญ และระบุชื่อดาราเซเลบใน 7 คนที่อยากถ่ายรูปผ่านโซเชียลมีเดีย และจะให้รางวัลเป็นไอโฟน 7 คน 7 เครื่อง เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนเตรียมจะส่งหนังสือเชิญดาราเหล่านั้นมาให้ปากคำ รวมถึงดาราที่เคยเข้าให้ปากคำก่อนหน้านี้ มาสอบสวนอีกภายในสัปดาห์นี้ และให้เวลามาชี้แจงภายใน 7-15 วัน ขณะที่พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างงานแถลงข่าวถึงความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียล ภายหลังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาระบุว่าผิดกฎหมายนั้นว่า ก็ต้องตรวจสอบดูว่ามีการกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายผิดข้อบังคับตามกฎหมายมาตรา 32 หรือไม่ ถ้ามีก็ถือว่าผิด แต่ถ้าประชาชนคนธรรมดาโพสต์ไปโดยไม่มีเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็ไม่ต้องกังวลอะไร ภาพจาก INN ........................................................ วุ้นเส้น-หญิงแย้ พบตำรวจแจงโพสต์แอลกอฮอล์ลงอินสตาแกรม ขณะที่ ไทยเบฟฯ ยันไม่เคยจ้างดาราช่วยโปรโมทสินค้า รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมา นักแสดงสาวและพริตตี้ชื่อดัง อย่าง "วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์" และ "หญิงแย้ นนทพร ธีระวัฒนะสุข" ได้เดินทางเข้าพบ"พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ" รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้ว เพื่อแสดงชี้แจงกรณีโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง ลงอินสตาแกรมส่วนตัว โดยวุ้นเส้นได้เผยว่า "ยอมรับว่าการโพสต์ภาพดังกล่าวเป็นการช่วยโปรโมทสินค้า หลังจากเพื่อนที่ทำงานในองค์กรนั้นให้ช่วยโปรโมทเนื่องจากมีการปรับโฉมใหม่ ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่ามีกฎหมายนี้อยู่จึงได้กระทำการดังกล่าวลงไป พร้อมทั้งขอยอมรับผิดที่เป็นตัวอย่างไม่ดีด้วย ขณะเดียวกันยืนยันว่าไม่ได้รับจ้างในการช่วยโพสต์สินค้าแอลกอฮอล์ดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วน หญิงแย้ เผยต่อว่า "ขอโทษภาพที่ออกไปเพราะมันค่อนข้างแรง ยืนยันว่าไม่มีการว่าจ้างเช่นกัน ที่ทำไปเพราะรู้จักกับคนในองค์กรนั้น โดยมีเพื่อนมาขอความช่วยเหลือให้ทำ ซึ่งตนยินดีที่จะรับผิดชอบไปตามกฎหมาย และตั้งใจจะทำประโยชน์ให้สังคมมากขึ้น และอยากฝากถึงคนใช้สื่อออนไลน์ และคนที่มีชื่อเสียงให้ระวังในเรื่องนี้ด้วย" ด้านทาง พล.ต.อ.พงศพัศ เผยว่า เรื่องนี้จะต้องมีการหารือกับทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยงข้องถึงทิศทางในการดำเนินการก่อน ถึงจะเรียกนักแสดงที่เหลือเพื่อมาเข้าพบ โดยตอนนี้ยังไม่สามารถระบุข้อหาหรือบทลงโทษได้ ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะไม่มีอะไรที่รุนแรง และยังไม่ดำเนินการกับทางผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้น นอกจากนี้ รายงานข่าวได้ระบุว่า วานนี้ 10 ต.ค.58 นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มธุรกิจเบียร์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับดาราถือเบียร์ของสินค้าตัวใหม่ยี่ห้อหนึ่ง โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่มีนโยบายให้ดาราที่มีชื่อเสียงประชาสัมพันธ์สินค้าประเภทแอลกอฮอล์แต่อย่างใด และยินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มทที่ในการตรวจสอบดังกล่าว ภาพจาก  @Pananat_PPTV ........................................................ เสก โลโซ โพสต์แนะจะเอาผิดควรฟังเสียง ปชช. ปมเล็งเอาผิดประชาชนโพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านเฟซบุ๊ก ด้านอัยการฯ บอกจะเอาผิดได้ต้องดูที่เจตนา ความคืบหน้าในประเด็นร้อนตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเหล่าศิลปินดารา จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เนื่องจากมีความผิดเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เรื่องห้ามโฆษณา-โฆษณาแฝง ก่อนที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เตรียมจะเรียกเหล่าดาราเหล่านั้น มาให้ปากคำที่เรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งฝากเตือนไปยังประชาชนคนธรรมดาว่า อย่าโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ผ่านสังคมโซเชียล เนื่องจากถือว่ามีความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 ด้วย หากในภาพถ่ายนั้นเห็นภาพฉลากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ล่าสุดทางนายยรรยง เดชภิรัตนมงคล อัยการผู้เชี่ยวชาญในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกมากล่าวถึงคำกล่าวเตือนของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า การจะเอาผิดผู้โพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ต้องดูที่เจตนา ว่า โฆษณาตามนิยามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งคำว่า การโฆษณา กฎหมายให้นิยามของว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด ฉะนั้นการกระทำที่จะเป็นความผิดจะต้องมีเจตนาเพื่อประโยชน์ในทางการค้า หากการกระทำไม่ได้มีเจตนาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าหรือการสื่อสารการตลาดแล้ว ย่อมไม่อยู่ในบทนิยามและไม่มีความผิด แต่หากมีคนไปแอบจ้างประชาชนจำนวนมากไปชูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหากถูกสอบสวนได้ข้อเท็จจริงเพื่อการโฆษณาก็อาจนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายได้ บทนิยามของคำว่าโฆษณาใน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 นั้นมีเจตนาพิเศษกว่าในพจนานุกรม งานกฎหมายหรือการพิจารณานั้นจะต้องดูเจตนาและข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป เช่น คน 4 คนไปดื่มเบียร์ แล้วชูขวดที่มีโลโก้ยี่ห้อเบียร์ทั้ง 4 คน และถ่ายรูปเห็นฉลากทุกคนหันไปทางเดียวกันก็อาจเข้าข่ายมีเจตนา ทั้งนี้นอกจาก อัยการผู้เชี่ยวชาญในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จะได้ออกมาแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าวแล้ว ร็อคสตาร์ชื่อดังของเมืองไทย นายเสกสรร สุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ก็ได้แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า "POWER 2 DE PEOPLE!! จะทำอะไรให้คิดถึงประชาชนด้วย อ่านคอมเม้นท์ความคิดเห็นประชาชนหน่อย ด้วยความปรารถนาดี ..."S. LOSO ..." พร้อมโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อที่ตนเองผลิตเอง โดยระบุว่า "ผมทำธุรกิจถูกกฎหมาย {ไม่ได้ขายยาเสพติด} ผมเป็นเจ้าของเอง ..." ด้วย ........................................................ จ่อเรียก24 'ดาราโพสต์เบียร์'สอบ เตือน ปชช.โพสต์โชว์ฉลากผิดด้วย สคบ.แจง ดาราโพสต์เบียร์-ดื่มแอลกอฮอล์ ผิดกฎหมาย ม.26 ขณะ "พงศพัศ" จ่อเรียก24ดาราสอบ ยัน ประชาชนโพสต์รูปโชว์ฉลากผิดกฎหมายเช่นกัน วันที่ 10 ต.ค.58 พลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชุมร่วมกับตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ปคบ. สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. และกรมสรรพสามิต ถึงกรณีนักแสดง และบุคคลมีชื่อเสียง โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดย สคบ.ชี้แจงกรณี ดาราโพสต์ดื่มแอลกอฮอล์ลงอินสตาแกรมเข้าข่ายผิดกฏหมาย ม.26 ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ตามมาตรา 26 ว่าด้วยฉลาก มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจง ประชาชนทั่วไปหากมีการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะจงใจ หรือไม่มีเจตนา หรือไม่ทราบกฎหมาย ถือว่ามีความผิดตามมาตรานี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากในภาพถ่ายนั้น เห็นภาพฉลากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึง หากมีการใส่ข้อความเพื่อโฆษณา จะถือว่ามีความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ตามมาตรา 32 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ นอกจาก ได้เตรียมเรียกดารา 24 คน เข้าสอบเพิ่มเติม อาทิ โดม ปกรณ์ ลัม วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ ดีเจภูมิ ภูมิใจ ตั้งสง่า และ ดีเจเพชรจ้า วิเชียร กุศลมโนมัย ที่มา matichon ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว? ความดัดจริตของสังคม ชอบมองคนจากภายนอก
Mthai ข่าวภาคซ่าส์ /  ความดัดจริต / 

อย่ามองคนแค่ภายนอก ประโยคนี้คงเคยได้ยินกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่กับบางคนที่ประเมินผู้อื่นจากการแต่งตัว คนไหนแต่งตัวดีใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมก็มักจะถูกมองว่า คนนี้รวย ฐานะดี น่าจะไว้ใจได้ หากเป็นเช่นนี้จะปฏิเสธได้อย่างไรว่าเราไม่ได้มองคนจากภายนอก MThai ข่าวภาคซ่าส์ วันนี้ จะมาพูดถึง ความดัดจริตของคนในสังคมกัน ดัดจริต แปลว่าอะไร ? ดัดจริต ประกอบไปด้วยคำสองคำ คือ ดัด+จริต ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 และให้ความหมายไว้ดังนี้ ดัด เป็นกิริยา หมายถึง ทำให้คดหรือตรงตามประสงค์ เช่นดัดไม้ ดัดนิสัยฯ จริต เป็นนาม หมายถึง ความประพฤติ กิริยาหรืออาการ เช่น พุทธจริต เสียจริตฯ เมื่อนำคำสองคำมารวมกันก็เป็นคำว่า “ดัดจริต” คำว่า ดัดจริต เมื่อแรกบัญญัติศัพท์นี้ ใช้ในทางที่ดี หมายถึง การดัดอุปนิสัยให้ดีให้งามขึ้น แต่ปัจจุบันคำว่า ดัดจริตใช้ในทางที่ไม่ดี กลายเป็น ดัดอุปนิสัยหรือดัดกิริยาท่าทางให้ดูเกินพอดีหรือเกินงาม หากจะถามว่าอะไรที่เข้าข่ายคำว่าดัดจริตบ้าง หลาย ๆ ท่านคงมีคำตอบเป็นร้อยเป็นพัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอิทธิพลของโซเชียล และที่สำคัญคือปัจจุบันเรารับรู้สื่อกันมาก ซึ่งการรับอะไรมากๆ ก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมได้เช่นกัน หากเรารับข้อมูลที่เป็นเรื่องดี ๆ แล้วนำไปปฏิบัติตามก็คงไม่เกิดปัญหาอะไร ซึ่งก็ต้องยอมรับด้วยว่า บางคนก็ขาดการกลั่นกรอง แยกแยะไม่ได้ว่าอะไรควรเอาอย่าง อะไรควรรับรู้และมองข้ามไป ดังเช่นคำว่า " อยู่เมืองดัดจริตชีวิตต้องป๊อป " ที่เคยฮอตฮิตบนโลกโซเชียล ดูจะเป็นอีกหนึ่งประโยคที่เสียดสีคนในสังคมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่การมองคนจากภายนอกแล้ว คิดเองเออเองว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้น เขาต้องเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เราจะประเมินคน ๆ นั้น  ได้ ก็ต่อเมื่อรู้จักและศึกษาเรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกันก่อน อย่าประเมินคนแค่ว่า เขาทำพฤติกรรมเช่นนี้เขาเป็นคนดัดจริต โซเชียลถือเป็นโลกใบใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปอยู่ในโลกนั้นได้ การที่คน ๆ หนึ่งโพสต์บางสิ่งบางอย่างลงในโซเชียล กลับถูกมองหาว่าโอ้อวด แท้จริงเขาอาจต้องการเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นความทรงจำ และส่งต่อความสุขไปให้เพื่อน ๆ แค่นั้นก็เป็นได้ YUI YUI : เรียบเรียง MThai News

รัสเซียลงดาบ แก๊งค์สาวเต้นหน้าอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2
รัสเซีย /  สงครามโลกครั้งที่2 / 

กลุ่มนักเต้นสาว 6 ราย ถูกศาลรัสเซียตัดสินจำคุก หลังเต้นยั่วด้านหน้าอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 โทษฐานไม่ให้เกียรติสถานที่และผู้เสียชีวิตในสงคราม วานนี้ (26 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว ศาลรัสเซีย พิพากษาจำคุกกลุ่มนักเต้นหญิง จำนวน 6 ราย หลังจากถ่ายทำคลิปวีดีโอ เพื่อโปรโมทสถานบันสอนเต้น พร้อมทั้งเผยแพร่เพื่อโปรโมท ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ 'ยูทูป' ซึ่งจุดถ่ายทำ อยู่บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ "มหาสงครามรักชาติ" ที่สหภาพโซเวียตหรือรัสเซียในปัจจุบันทำสงครามร่วมกับเยอรมันนาซีในช่วงปี 1941-1945 พร้อมกันนี้อัยการกล่าวว่า การแสดงดังกล่าวด้านหน้าสถานที่ที่มีความสำคุญทางประวัติศาสตร์ เป็นการหมิ่น และไม่ให้เกียรติสถานที่ และผู้เสียชีวิตในสมรภูมิสงครามในอดีต ทั้งยังแสดงท่าทางเสมือนการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศด้วยท่าเต้น  ทเวิร์ก (twerking) หรือท่าเต้นก้มโค้งที่มีท่าทางคล้ายการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ 'เหตุการณ์ดังกล่าว แสดงถึงความไม่เคารพสถานที่ ซึ่งเป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ ' อัยการกล่าว อย่างไรก็ตามท่าเต้น ทเวิร์กิ่ง  (twerking)  เป็นท่าเต้นที่โด่งดัง จนกระทั่ง คณะผู้จัดทำพจนานุกรมภาษาอังกฤษในสหรัฐฯ  'ออกซ์ฟอร์ด ดิกชนารี' เล็งเพิ่มศัพท์คำว่า “ทเวิร์ค” (twerk) ซึ่งผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ใช้เรียกท่าเต้นยั่วยวนของ 'ไมลีย์ ไซรัส'  นักร้องหญิงวัยรุ่นชื่อดังชาวอเมริกัน ที่แสดงบนเวทีประกาศรางวัลเอ็มทีวี ซึ่งจัดขึ้นที่นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เมื่อ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา จนกลายเป็นกระแสร้อนแรงเพียงชั่วข้ามคืน MThai News ที่มา upi

แฟชั่นชุดว่ายน้ำ ปู ไปรยา ซีซั่นใหม่ กับ รูปร่างใหม่
ชุดว่ายน้ำ /  ชุดว่ายน้ำ ปู ไปรยา / 

แฟชั่นชุดว่ายน้ำ ปู ไปรยา ซีซั่นใหม่ กับ รูปร่างใหม่ ภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร VOGUE THAILAND Beach Chic on holiday with Praya Lundberg หากพจนานุกรมของ ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์กไม่มีคำว่าพยายามและวินัย แผนลาออกจากวงการบันเทิงของเธอคงสำเร็จไปแล้ว และอาจไม่มีครั้งนี้ที่เธอกลับมาในมาดใหม่ ความมั่นใจอัดแน่นเต็มทุกกล้ามเนื้อ ติดตามบทสัมภาษณ์และภาพแฟชั่นเซตสุดฮ็อตของเธอได้ในนิตยสารโว้กฉบับเดือนเมษายน 2558 PHOTOGRAPHS BY TADA VARICH http://www.vogue.co.th/fashion

จูบใครคิดว่าไม่สำคัญ! 13 สิ่งที่มั่นใจว่าคุณไม่รู้ เกี่ยวกับการจูบ
การจูบ /  การแสดงความรัก / 

การแสดงออกทางความรักที่ออกจะโรแมนติกก็คือ  "การจูบ"  ไม่ว่าหนังไทย หนังจีน หนังฝรั่ง หนังเกาหลี ก็ล้วนใช้การจูบเป็นตัวแสดงความรักของคนสองคน แล้วในชีวิตจริงเรารู้อะไรเกี่ยวกับการจูบบ้างล่ะ? หรือรู้แค่ว่าจูบก็เพื่อแสดงความรักกับคนรักเพียงอย่างเดียว ? วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับการจูบมาฝากกัน ซึ่งมั่นใจเลยล่ะว่าน้อยคนนักที่จะรู้! 1. 2ใน3 ของคนที่จูบมักจะเอนหัวไปทางขวาเมื่อจูบ น่าแปลกเหมือนกันนะ แต่จริงๆแล้วเป็นนิสัยที่เราทำกันตั้งแต่เป็นทารกแล้วล่ะ เพราะทารกในครรภ์ส่วนใหญ่มักหันหัวไปทางขวาตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว 2.การจูบเป็นตัวชี้ชะตาในชีวิตคู่ได้เลย ถ้าคู่รักคู่ไหนจูบได้ดี เล้าโลมด้วยลิ้นเก่ง จะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเลยล่ะ  3.การจูบช่วยปล่อยฮอร์โมนเอนโดรฟินและอ็อกซิโตซิน ซึ่งไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจูบแล้ว สมองมันถึงปลอดโปร่งและมีความสุขอย่างประหลาดเลยล่ะ  4.จูบทำให้อายุยืนได้ด้วย ผลการศึกษามากมาย เผยว่า คู่รักที่จูบกันเป็นประจำมีแนวโน้มจะมีอายุยืน 5.ชาวฝรั่งเศสระบุคำว่า french kiss ในพจนานุกรมตั้งแต่ปี 2013 แม้จะได้ยินกันมาบ่อยกับคำว่า french kiss ที่หมายถึงการจูบดูดดื่มแบบแลกลิ้นกันนั่นแหละ แต่จริงๆแล้วคำนี้เพิ่งระบุคำว่า galocher ที่แปลว่าจูบด้วยลิ้นลงพจนานุกรมเมื่อปี 2013 นี้เอง 6.จูบช่วยให้สุขภาพดี หนึ่งในผลการศึกษาพบว่า การจูบช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าป่วยคราวหน้าก็แค่ดื่มน้ำมะนาวแล้วจูบแฟนได้เลย อิอิ 7.จูบที่นานที่สุดตามสถิติโลกคือ  58 ชั่วโมง 35 นาที 58 วินาที 8.แม้เรื่องจูบจะดูเป็นเรื่องธรรมด๊า แต่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังนะ โดยศาสตร์แห่งการศึกษาเรื่องจูบนั้นเรียกว่า  philematology 9.ไม่ใช่ทุกประเทศที่แสดงความรักด้วยการจูบ มีมากมายหลายประเทศนะที่ไม่ได้แสดงความรักด้วยการจูบ จนกระทั่งชาวยุโรปได้เริ่มแนะนำการจูบ โดยบางที่อาจใช้การสัมผัสที่จมูกและหอมแก้มเท่านั้น  10.มีเหตุผลว่าทำไมเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องจูบกัน จากนักเขียน  Michael Philip Penn กล่าวว่า การจูบนั้น เป็นการให้สัญญาแก่กันว่าจะดูแลกันไปตลอดชีวิต ไม่ใช่จูบโชว์อย่างเดียวนะจ๊ะ 11.ไม่ใช่มนุษย์อย่างเดียวที่จูบนะ วัว กระรอก หอยทาก หรือนกพัฟฟินก็ใช้การจูบเหมือนกันนะ แต่ก็มีเพียงเจ้าชิมแปนซีที่พอจะเป็นสัตว์ที่จูบเหมือนคนมากที่สุด 12.จูบแบบ French kiss ใช้กล้ามเนื้อ 34 ส่วนในใบหน้า ในขณะที่จูบธรรมดาใช้กล้าวเนื้อเพียงแค่ 2 ส่วนเท่านั้น แต่ถ้าจูบจริงจูบแรงล่ะก็ ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเหนื่อย เพราะคุณใช้กล้ามเนื้อไปถึง 32 ส่วนเลยล่ะ 13.จูบช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้ถึง 5 กิโลแคลอรี่ในไม่กี่นาที ถ้าวันๆไม่คิดจะทำอะไร จูบกันทั้งวันเป็น 10 ชั่วโมง ก็ไม่ต้องไปออกกำลังกายยังได้เลย ที่มา seventeen เรียบเรียงโดย Women Mthai Team 

กันกัน สนิท แพรวา เข้าฉากฉลุย อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ
กันกัน /  ขนมปัง / 

กันกัน ณัฐวัฒน์ ชัยณรงค์โสภณ หนุ่มหน้าใสมาแรง หลังจากสร้างความประทับใจ เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ด้วยผลงานการแสดงทั้งภาพยนตร์และซีรี่ส์ รักนี้ชั่วนิจนิรันดร์, สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อค, รูม อะโลน 401-410 มาแล้ว ล่าสุดมาในบทบาทนักร้องน้องใหม่ พร้อมออกซิงเกิ้ลแรก “อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ” จาก “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ประโยคบอกเล่าเชิงตัดพ้อที่เหมือนคำพูดลอยๆ แต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยใจกับความรัก ที่รู้คำบอกลา ก่อนที่จะถามว่ายังรักกันอยู่ไหม ถ่ายทอดเป็นมิวสิกวิดีโอ โดยมี แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ หรือ “ขนมปัง” จากฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 รับบทเป็นนางเอก “กันกัน” รับบทเป็นพระเอก และ “เต-ตะวัน วิหครัตน์” พิธีกรจาก “Five Live Fresh” รับบทเป็นแฟนของแพรวา พูดถึงเรื่องราวความรักที่ฝ่ายหนึ่ง “ถามหา” แต่อีกฝ่ายจงใจที่จะ “เงียบ” จนในที่สุด “กันกัน” ก็ได้คำตอบว่าคือความรักที่หมดใจและผู้ชายอีกคนที่เข้ามาแทนที่ ซึ่งวันนี้มีเบื้องหลังฉาก “กันกัน” ประชันหน้ากับ “แพรวา” กับแฟน ที่สยามฯ เรียกว่าเป็นซีนดราม่าสุดๆ “กันกัน” เลยต้องทำอารมณ์ทำสมาธิ เพราะต้องทั้งช็อกทั้งอึ้งทั้งเศร้าเสียใจจนร้องไห้ “สนุกและตื่นเต้นมากครับ ถ่ายทำที่สยามฯ คนเยอะมาก แต่ไม่เกร็ง เพราะผมรู้จักกับแพรวาอยู่แล้ว เลยรับส่งอารมณ์กันไม่ยากครับ ความหมายเพลงนี้คือเมื่อความรักไม่สมบูรณ์ก็ไม่ต้องไปถามหา อยู่กับตัวเองนี่แหละดีที่สุด เพราะยิ่งหายิ่งไม่เจอ สำหรับฉากที่เจอแพรวาอยู่กับแฟน ผมต้องเศร้า เสียใจ และร้องไห้ ก็พยายามทำอารมณ์ทำสมาธิ แล้วก็นึกว่าถ้าตัวเองต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้จะรู้สึกเศร้าแค่ไหน กว่าพี่ผู้กำกับฯ จะให้ผ่าน ก็หลายเทคเหมือนกันครับ ยังไงก็ขอฝาก อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ ด้วยนะครับ เป็นซิงเกิ้ลแรก ผมร้องและเล่นมิวสิกฯ เองด้วย อยากให้ฟังกันเยอะๆ และเป็นกำลังให้ด้วยนะครับ” กันกัน ณัฐวัฒน์ เผย ติดตามชมมิวสิกวิดีโอ “อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ” ของศิลปินหนุ่มหน้าใหม่ “กันกัน” พร้อมกันครั้งแรก วันที่ 23 ก.พ.นี้ รายการ “Five Live Fresh” เวลา 17.15 น. ทาง Bang Channel หรือดาวน์โหลดได้ที่ *1234500 หรือทาง Itunes Store และฟังได้ทาง Application KKBOX -------------------------------------------------------------------- ฟังเพลง อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ ภาษาอะไรอยากหาความหมาย ก็มีในพจนานุกรม นาฬิากาที่มันตาย ยังบอกเวลาสองครั้งต่อวัน ฟ้ามืดมนหรือดาวเต็มฟ้า ปฏิทินยังบอกให้รู้ อุณหภูมิจะร้อนหรือว่าเย็น ก็มีครื่องมือที่วัดได้ แต่กับเธอเธอที่เคยรักกัน และวันนี้กลับไม่รู้เลย ว่าเธอคิดอะไร แต่ก็เริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไร ก็อย่าไปถามหาเลยไอ้คำว่ารัก กับคนที่หมดใจ ก็รู้ว่าคงไม่ได้อะไร ใจคนที่มันไม่มีแล้ว ยิ่งค้นเข้าไปยิ่งว่างเปล่า ก็เหลือเพียงคำตอบเดียว คือเธอไม่รักกัน คำว่ารัก คำว่าเรา มันคงไม่เหลือในใจของเธอ เดินเข้าไปแต่เหมือนว่ายิ่งไกล คือความห่างเหินที่รู้ได้ แต่กับเธอเธอที่เคยรักกัน และวันนี้กลับไม่รู้เลย ว่าเธอคิดอะไร แต่ก็เริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไร ก็อย่าไปถามหาเลยไอ้คำว่ารัก กับคนที่หมดใจ ก็รู้ว่าคงไม่ได้อะไร ใจคนที่มันไม่มีแล้ว ยิ่งค้นเข้าไปยิ่งว่างเปล่า ก็เหลือเพียงคำตอบเดียว คือเธอไม่รักกัน แต่กับเธอเธอที่เคยรักกัน และวันนี้กลับไม่รู้เลย ว่าเธอคิดอะไร แต่ก็เริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไร ก็อย่าไปถามหาเลยไอ้คำว่ารัก กับคนที่หมดใจ ก็รู้ว่าคงไม่ได้อะไร ใจคนที่มันไม่มีแล้ว ยิ่งค้นเข้าไปยิ่งว่างเปล่า ก็เหลือเพียงคำตอบเดียว คือเธอไม่รักกัน สุดท้ายคือคำตอบเดียว คือเธอไม่รักกัน -------------------------------------------------------------------- อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ ศิลปิน : กันกัน คำร้อง/ทำนอง เหมือนเพชร อำมะระ เรียบเรียง ศุภวัฒน์ เพ็ชรบุรี มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

AEC กับความสุขของคนไทย
AEC /  อาเซียน

AEC กับความสุขของคนไทย ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าประเด็น AEC  เป็นเรื่องท๊อปฮิต เพราะในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 หรืออีกสี่ปีข้างหน้าข้อตกลง AEC จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งทําให้ประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยด้วย ต้องเปิดเสรีทางการค้า มีภาษีต่อกันเป็นศูนย์การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานทําได้โดยเสรี พรมแดนต่าง ๆ จะจางหายไป คําถามที่น่าสนใจคือ คนไทยควรมีมุมมองอย่างไรที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงที่กําลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นไปอย่างมีความสุข 1)    มองอุปสรรคให้เป็นโอกาส AEC เป็นได้ทั้งโอกาสและอุปสรรค ขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์กรและมุมมองของแต่ละคน สําหรับองค์กรที่มีความพร้อม จะมองว่านี่คือโอกาสของบริษัทเพราะ •    เป็นการรวมตัวของ 10 ประเทศที่มีประชากรประมาณ 500 ล้านคน จะทําให้การค้าขายดีขึ้น ยังไม่นับรวมกับอีก 6 ประเทศที่เมื่อรวมกันแล้วมีประชากรถึงครึ่งโลก •    แรงงานที่จะมีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีจะทําให้อุปทาน (Supply) ของตลาดแรงงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ต่อไปจะสามารถคัดสรรคนเก่งคนดีมีความสามารถมาทํางานได้ง่ายขึ้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฏหมายน่าจะหมดไป •    ความยุ่งยากในการทําเอกสารขออนุญาตทํางานสําหรับชาวต่างชาติ (Work Permits) ก็จะลดลง การจ้างแรงงานต่างชาติที่มาจากประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ทําได้ง่ายขึ้น •    การจัดตั้งธุรกิจและเปิดสาขาในประเทศต่างๆ ในกลุ่ม จะทําได้ง่ายขึ้น นอกจากการดําเนินธุรกิจนอกประเทศจะสะดวกขึ้น ไม่ต่างจากการเปิดสาขาใหม่ในต่างจังหวัดการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนและกําไรก็จะทําได้ง่ายขึ้น อันมีผลทําให้การทําธุรกิจคล่องตัว ความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย •    จากผลสำรวจพบว่าศักยภาพและความพร้อมของไทยอยู่ในระดับ "กลางๆ" เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และเป็นรองแม้กระทั่งอินโดนีเซียและห่างไกลมากกับมาเลเซียที่มีศักยภาพเป็นอันดับสอง ส่วนสิงคโปร์นั้นมีศักยภาพสูงสุด ทำให้เรามองว่านี่เป็นโอกาสที่จะเรียนรู้เพิ่มขึ้น 2)    จะทำอะไรต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจจึงจะไม่เครียด •    ต้องเตรียมวัฒนธรรมองค์กรให้พร้อม วัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างของคนไทย ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป วัฒนธรรมเหล่านั้นอาจไม่เหมาะและกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา เช่น การใช้ระบบอาวุโส หรือการไม่เถียงผู้ใหญ่ เป็นต้น •    เราต้องสร้างวัฒนธรรมที่ให้พนักงานสามารถทํางาน ภายใต้ความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นเพความหลังที่แตกต่าง เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือแม้แต่ความคิดและความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน เราต้องเตรียมความรู้ด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ วันนี้หากพูดอ่านเขียนได้คล่อง ถือเป็นเรื่องพิเศษ อีกสัก 5 ปีจากนี้ไป ตลาดอาจถามหาภาษาที่ 3 แล้วก็ได้ •    ต้องเตรียมมองหาและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรให้ได้เพราะต่อไปการแย่งชิงตัว พนักงานโดยเฉพาะพนักงานเก่ง ๆ คงมากขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องสร้างบรรยากาศให้การทำงานมีความสุขพนักงานก็จะอยู่กับบริษัทได้นาน ไม่คิดจะย้ายไปทำงานที่อื่น •    ต้องเตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กําลังจะมาถึง จงบอกกับตัวเองว่า วิธีคิดและการทํางานแบบเดิม ๆ ที่เคยสําเร็จอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป องค์กรที่น่าเป็นห่วงคือองค์กรที่บุคลากรไม่เคยมีการหมุนเวียนงาน (Rotation) เลย เพราะคนเหล่านี้จะรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างยาก •    ต้องตัดคําว่า “ความมั่นคงในการทํางาน” (Job Security) และ “ความภักดี” (Loyalty) ออกจากพจนานุกรม เพราะต่อไปสองคํานี้คงไม่มีในการทํางาน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสามารถ (Employability) หากพนักงานมีความสามารถ การงานย่อมมั่นคง หากองค์กรมีความสุข พนักงานก็จะเกิดความภักดีขึ้นเอง 3)    เป็นผู้นำที่นำความสุขมาให้องค์กร •    ผู้นําต้องเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้และรับรู้ข่าวสาร เป็นคนแรกในองค์กรที่รับรู้และตื่นตัวเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ และมีหน้าที่สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้คนในองค์กรให้เกิดความตระหนัก ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก •    ผู้นําต้องมีหน้าที่ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ และทรัพยากรในการพัฒนาและรักษาคน เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องทําตั้งแต่วันนี้ •    ผู้นําควรปรับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมในการทํางานให้เป็นองค์กรน่าอยู่ เช่น ปรับปรุงสถานที่ให้มีบรรยากาศที่ดีในการทํางาน การจัดสิ่งอํานวยความสะดวกที่เหมาะสม ไม่ปล่อยปละละเลยหรือมองข้ามเพราะเห็นว่าไม่ใช่สิ่งจําเป็น เป็นต้น •    ผู้นำต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เพราะการแข่งขันจะมีมากขึ้น และวิธีการเดิม ๆ อาจจะใช้ไม่ได้ เช่น การลงคลาสิฟลายด์เพื่อรับสมัครงาน ต่อไปอาจจะต้องใช้เฟซบุ๊กในการสรรหาคน เป็นต้น 4)    สร้างสังคมให้มีความสุขเพื่อรับ AEC •    โลกวันนี้ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่คือ “โลกทั้งใบ” ที่เปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดนิ่ง เราจะต้องไม่ยึดติดกับอดีต หันมาให้ความสําคัญกับ “คน” สร้าง “สังคมแห่งความสุข” ที่มีการก้าวย่างที่รวดเร็วและรู้จักปรับตัว หรือไม่ยึดติดกับความคิดเดิม ๆ •    ช่วยกันส่งผ่านไอเดียเรื่อง “The Value of Happiness” คุณค่าของความสุข ตอกย้ำแนวคิดการสร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิต ในองค์กรที่เตรียมพร้อม ถ้าคุณดูแลคนของคุณดีเท่าไร คุณจะทํากําไรได้มากขึ้นเท่านั้น นี่คือคุณค่าของการสร้างความสุขร่วมกัน” •    จากผลสำรวจพบว่า การที่พนักงานรักกัน ทําให้ทํางานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการทํางานมากขึ้น แต่หากไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างก็จะกลับสู่ภาวะปกติ เราต้องสร้างองค์กรแห่งความสุขที่ตอบโจทย์รอบด้าน ไล่ตั้งแต่ “พนักงาน” ที่อยู่ในองค์กรมีความสุข รู้สึกมีคุณค่า “ลูกค้า” ที่สัมผัสได้ถึงคุณค่าของสินค้าและบริการนั้น “คุณค่าของงาน” ที่พนักงานมีความสุขเมื่อได้บริการหรือทําสิ่งดี ๆ ให้กับลูกค้า •    สุดท้ายคือ “คุณค่าขององค์กร” องค์กรมีคุณค่า จากการที่คนรู้จักคุณค่าของตัวเององค์กรแบบนี้จะเป็นองค์กรที่ไม่มีวันตาย ซึ่งไม่จําเป็นต้องใหญ่โตเลย แค่ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ ก็เป็นองค์กรแห่งความสุขได้โดยที่พนักงานทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนาน ท่ามกลางคนเยอะแยะไปหมด เพราะเขาคือองค์กรแห่งความสุข ที่ไม่ได้เอาระบบเป็นตัวนํา แต่เอาความสัมพันธ์ของคนในองค์กรเป็นตัวนํา” 5)    งานคือส่วนหนึ่งของชีวิต อดีตเรามองว่า “งานคือชีวิต” แต่กับคนวันนี้ “งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” ไปแล้ว เพราะเทคโนโลยีทําให้เป็นอย่างนั้น แต่ด้วยความสามารถของเด็กรุ่นใหม่ ในการจัดการและความรู้เรื่องเทคโนโลยีนี่เอง ที่ทําให้เขาสามารถทําอะไรได้เยอะกว่าคนรุ่นเก่ามหาศาล นี่เป็นความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและโลก วันนี้เราเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค ไม่ใช่อยู่คนเดียว ถ้ายังอยู่กับโลกใบเดิม คิดเหมือนเดิม ทําเหมือนเดิม เราจะเจอกับจุดอ่อนจากการเปลี่ยนแปลง อย่างการเปิด AEC อย่างน้อยคนของเราต้องเข้าถึงคําว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม ต้องเลิกความคิดดูถูกประเทศเพื่อนบ้าน หรือคิดว่าเราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้มันใช้ไม่ได้สําหรับอนาคต เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว โลกไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่คือโลกทั้งใบ การเตรียมพร้อมเรื่องคน ด้วยการเข้าใจไลฟ์สไตล์หรือวิธีคิด ของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องให้คนนํางานไม่ใช่งานนําคน และเข้าใจว่าสิ่งที่ยึดคนให้อยู่กับองค์กรได้ ไม่ใช่ตัวเลขเงินเดือนหรือสวัสดิการ แต่คือ การเป็นที่ที่เขา “มีความสุข” ได้รู้จัก “คุณค่าของตัวเอง” และเมื่อไรก็ตามที่คนไทยทุกคนรับรู้คุณค่าแห่งความสุขและการได้ใช้ชีวิตร่วมกัน วันนั้นคนไทยก็พร้อมแล้วที่จะอยู่ในยุค AEC ได้อย่างมีความสุขท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้จักจบสิ้น แล้วตอนนี้คุณล่ะได้สร้างความสุขให้กับองค์กรและสังคมของคุณบ้างหรือยัง? หนึ่งในกูรูของ Businessnetworkguru ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.slideshare.net/bright9977 http://www.facebook.com/Happinessforbetterlife http://www.facebook.com/businessnetworkguru