พจนานุกรม

รัสเซียลงดาบ แก๊งค์สาวเต้นหน้าอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2
รัสเซีย /  สงครามโลกครั้งที่2 / 

กลุ่มนักเต้นสาว 6 ราย ถูกศาลรัสเซียตัดสินจำคุก หลังเต้นยั่วด้านหน้าอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 โทษฐานไม่ให้เกียรติสถานที่และผู้เสียชีวิตในสงคราม วานนี้ (26 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว ศาลรัสเซีย พิพากษาจำคุกกลุ่มนักเต้นหญิง จำนวน 6 ราย หลังจากถ่ายทำคลิปวีดีโอ เพื่อโปรโมทสถานบันสอนเต้น พร้อมทั้งเผยแพร่เพื่อโปรโมท ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ 'ยูทูป' ซึ่งจุดถ่ายทำ อยู่บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ "มหาสงครามรักชาติ" ที่สหภาพโซเวียตหรือรัสเซียในปัจจุบันทำสงครามร่วมกับเยอรมันนาซีในช่วงปี 1941-1945 พร้อมกันนี้อัยการกล่าวว่า การแสดงดังกล่าวด้านหน้าสถานที่ที่มีความสำคุญทางประวัติศาสตร์ เป็นการหมิ่น และไม่ให้เกียรติสถานที่ และผู้เสียชีวิตในสมรภูมิสงครามในอดีต ทั้งยังแสดงท่าทางเสมือนการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศด้วยท่าเต้น  ทเวิร์ก (twerking) หรือท่าเต้นก้มโค้งที่มีท่าทางคล้ายการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ 'เหตุการณ์ดังกล่าว แสดงถึงความไม่เคารพสถานที่ ซึ่งเป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ ' อัยการกล่าว อย่างไรก็ตามท่าเต้น ทเวิร์กิ่ง  (twerking)  เป็นท่าเต้นที่โด่งดัง จนกระทั่ง คณะผู้จัดทำพจนานุกรมภาษาอังกฤษในสหรัฐฯ  'ออกซ์ฟอร์ด ดิกชนารี' เล็งเพิ่มศัพท์คำว่า “ทเวิร์ค” (twerk) ซึ่งผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ใช้เรียกท่าเต้นยั่วยวนของ 'ไมลีย์ ไซรัส'  นักร้องหญิงวัยรุ่นชื่อดังชาวอเมริกัน ที่แสดงบนเวทีประกาศรางวัลเอ็มทีวี ซึ่งจัดขึ้นที่นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เมื่อ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา จนกลายเป็นกระแสร้อนแรงเพียงชั่วข้ามคืน MThai News ที่มา upi

ชูวิทย์ซัด! เมื่อโบนันซ่าผิด คีรีมายาจะถูกได้อย่างไร?
คีรีมายา /  บุกรุกที่ดิน / 

ชูวิทย์ซัด กฎหมายฉบับเดียวกัน โบนันซ่าผิด คีรีมายา เอาที่ดินของเกษตรกรผู้ยากไร้ ไปทำสนามกอล์ฟ รีสอร์ท จะถูกได้อย่างไร? วันนี้ (17เม.ย.) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ค ชูวิทย์ I′m No.5 ได้มีการโพสต์ถึงกรณีการถือครองเอกสารสิทธิ์ที่ดินของบุคคลบางกลุ่ม ที่อาจเข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ระบุว่า การตรวจสอบสมบัติของชาติ ผืนป่า ทรัพยากร มีความซับซ้อนอยู่ที่ คุณสมบัติและวัตถุประสงค์ เพราะคำว่า "เกษตรกร" กับ "นายทุน" เปิดพจนานุกรมเล่มไหนก็มีความหมายแตกต่างกันลิบลับ ส่วนวัตถุประสงค์ของที่ดิน กฎหมายยังกำหนดให้เกษตรกรยากจนทำกิน ไม่ได้ให้นายทุนเอาไปทำธุรกิจต่อความรวย แล้วทำตัวกร่างท้าทาย เมื่อ "โบนันซ่า" เอาผืนป่าไปทำสนามแข่งรถแล้วถูกดำเนินคดี แล้ว "คีรีมายา" เอาที่ดินของเกษตรกรผู้ยากไร้ ไปทำสนามกอล์ฟ รีสอร์ท จะถูกได้อย่างไร? กฎหมายก็ฉบับเดียวกัน ใช้กับคนไทยทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าสีไหน รวยหรือจน ถึงจะเกลียดผม อยากสาปแช่งให้ตายโหง แต่เมื่อผมพูดเป็นประโยชน์ ก็อย่าดัดจริตแบ่งเขาแบ่งเรานักเลย MThai News

เปิดตำนาน เสี่ยงเซียมซี! ความเชื่อจากจีนสู่ไทยนานกว่า 400 ปี
ดูดวง /  ทำนายโชคชะตา / 

เสี่ยงเซียมซี ตำนานบทกลอนพยากรณ์ ยาวนานกว่า 400 ปี สภาพจอแจภายในบริเวณวัดหรือศาลเจ้า และกลิ่นควันธูปลอยคลุ้งชวนแสบตา เสียงสวดมนต์อธิฐานดังระงมไปทั่วสารทิศ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจที่จะตั้งจิตเพื่อเสี่ยงทายจากการ เสี่ยงเซียมซี ลดน้อยลงไปเลยสักนิด แคร่กๆๆๆๆ เสียงแผ่นไม้กระทบกับกระบอก เป็นเสียงที่หลายท่านคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี สองมือพนม เปลือกตาปิดลง ตั้งจิตตั้งใจอธิฐานขอพรสิ่งที่ต้องการ ก่อนลืมตาแล้วเขย่าอย่างเบามือ ปล่อยให้โชคชะตา บุญกรรมที่ทำมาในชาตินี้ ได้ผลักดันผลคำทำนายที่ร้อยเรียงจากตัวหนังสือนับร้อย ให้มีความสละสลวย แต่แฝงไปด้วยความหมาย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของเซียมซีว่า คือ ใบทำนายโชคชะตาตามศาลเจ้าหรือวัดมีเลขหมายเทียบกับเลขหมายบนติ้วที่เสี่ยงได้ ส่วนความเชื่อเรื่องของต้นกำเนิดนั้น คาดเดากันว่ามาจากประเทศจีน ซึ่งในสมัยนั้นมีการทำนายโดยผู้รู้อย่างแท้จริง แต่ต่อมาผู้รู้เหล่านี้เริ่มหายากมากขึ้น ประกอบกับศาลเจ้า มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงได้ทำการเขียนคำทำนายเอาไว้บนแผ่นกระจก โดยอาศัยข้อความในคัมภีร์อี้จิงซึ่งมีอยู่ 64 บท เป็นหลักในการทำนาย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการจัดงานเสี่ยงเซียมซีที่วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี ซึ่งภายในงานมีใบคำนายเป็นภาษาไทย ถูกเขียนและเรียงไว้บนแผ่นกระจกจำนวน 28 แผ่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมีคำทำนายเซียมซีเป็นภาษาไทยครั้งแรก คำทำนายที่ถูกเรียบเรียงผ่านบทกลอนที่แสนไพเราะนั้น มีความหมายทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี หากว่าคุณรู้สึกไม่สบายใจกับคำทำนาย ก็สามารถเก็บกระดาษใบนั้นคืนไว้ที่วัดหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ก็ได้ เปรียบเสมือนการทิ้งสิ่งไม่ดีไว้ที่วัด เรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

หน้าไม่ไหวแล้ว!!! พี่เวียร์ เมาไม่ขับเบลล่า พร้อมรับ-ส่ง ถึงบ้าน
เบลล่า ราณี /  เวียร์ ศกลวัฒน์

ช่วยกันเหยียบ ช่วยกันปกปิด ไม่ยอมเปิดเผยสถานะทางหัวใจทั้งคู่ สำหรับ เวียร์ ศุกลวัฒน์ & เบลล่า ราณี ที่มีข่าวด้วยกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ทั้งคู่ก็ยังคงปากแข็งยืนยันความสัมพันธ์ว่าเป็นแค่พี่น้องกันเท่านั้น ตามแบบฉบับพจนานุกรมของซุป’ตาร์ไทย แม้ว่าช่วงหลังๆ ทั้งคู่จะไปมีข่าวกับคนอื่นชวนให้สงสัย ว่าคนไหนคือตัวจริงหรือว่าตัวหลอก โดยเฉพาะหนุ่มเวียร์ที่ยังแอบไปจิ๊จ๊ะกับอดีตกิ๊กเก่าอย่าง กีฟ อรลีฬห์ จนโดนปาปารัซซี่แชะภาพทั้งคู่ขณะกำลังซับเหงื่อให้กัน แม้แต่ตัวสาวเบลล่าเอง ก็ยังมีภาพแนบชิดสนิทสนมกับพระเอกหนุ่ม เจมส์ จิรายุ ออกมาอย่างถี่ยิบ จนกลายเป็นคู่จิ้นพระนางที่แฟนคลับเชียร์อยากให้ทั้งคู่เป็นแฟนกันนอกจอจริงๆ แต่งานนี้ดูท่าทางแฟนคลับคงจะต้องอารมณ์เสีย เพราะตัวจริงของกันและกันเขาก็แอบย่องมาเจอกันอยู่ดี ล่าสุดปาปารัซซี่ตาไวของเราก็สอยหลักฐานเด็ดๆ มัดตัวทั้งระหว่าง เวียร์-เบลล่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งสวีทกินดื่มอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านเลียบทางด่วน ซึ่งดูจากสภาพหน้าตาของหนุ่มเวียร์แล้วคาดการณ์ว่าน่าจะดื่มไปแล้วหลายแก้ว แต่แหม...จะไม่ให้ดื่มหลายแก้วได้อย่างไร ก็ในเมื่อสาวเบลล่าเธอเล่นเป็นคนรินให้เองกับมือ งานนี้สาวเบลล่าไม่มีการห้ามปรามแต่ประการใด มีแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียร์ดริ๊งก์ให้พี่เวียร์เต็มที่กับการดื่ม & ดูดตามสไตล์ มีหวานใจดี๊...ดี เข้าใจหัวอกลูกผู้ชายอย่างเวียร์แบบนี้ ถึงว่าสิทำไมหนุ่มเวียร์ถึงเลือกที่จะคบหากับสาวเบลล่า ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หนุ่มเวียร์มีสาวๆ เป็นร้อยวิ่งเข้าหาอยากจะนั่งซ้อนทั้งท้ายรถ & ท้ายคน อิอิอิ!!! ก็ไม่รู้คืนนั้นหนุ่มเวียร์จะเมาหนักขนาดไหน แต่เชื่อว่าคงไม่ได้ขับรถกลับบ้านเองแน่นอน สงสัยสารถีที่ไปส่งถึงบ้านก็คงหนีไม้พ้นหวานใจอย่างสาวเบลล่าแหงๆ เบลล่า-เวียร์ เบลล่า-เวียร์ เบลล่า-เวียร์

ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น!
ข่าวการศึกษา /  ประเทศญี่ปุ่น / 

จากหนังสือขายดีของญี่ปุ่น เรื่องราวของ "ซายากะจัง" นักเรียนสาว แต่งตัวจัด นิสัยเกเร ไม่ตั้งใจเรียน ในขณะที่เธอเรียนอยู่ ม. 5 แต่ความรู้ที่เธอมีนั้นแค่เด็ก ป.4!! แต่แล้วชีวิตของเด็กสาวคนนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อเธอได้เจอกับครูติวเตอร์คนหนึ่ง ครูคนนี้ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้เด็กสาวไม่เอาไหนคนนี้สอบเข้ามหาลัยที่สอบเข้ายากที่สุดของญี่ปุ่นได้ ภายในเวลา 1 ปี! แล้วครูติวเตอร์คนนี้เขาทำยังไงล่ะ? อย่ารอช้าไปติดตามเรื่องราวที่ทีนเอ็มไทยนำมาฝากกันเลยดีกว่าค่ะ ^^ ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น! ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น! ครืด ... เสียงเปิดประตู เด็กสาวหัวทอง ใส่เสื้อเอวลอยกับกระโปรงสั้นจู๋ ทาเล็บสีสด ใส่น้ำหอมกลิ่นแรงสุดๆ เดินเข้ามาที่โรงเรียนกวดวิชาพร้อมคุณแม่ คุณแม่บอกว่า “รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะดูแรง แต่ลูกสาวเป็นเด็กดีมากค่ะ” นั่นคือวันแรกที่ Tsubota Nobutaka (ครูติวเตอร์) ได้พบกับ ซายากะจัง เด็กสาวสุดเปรี้ยวที่สอบได้คะแนนติดอันดับโหล่ของโรงเรียน ซายากะถูกพักการเรียนตอน ม. 5 เพราะทำผิดกฎโรงเรียน แม่เห็นซายากะว่างๆ เลยส่งมาเรียนพิเศษที่โรงเรียนของครู Tsubota ซึ่งสิ่งแรกที่ครู Tsubota ให้ ซายากะ ทำคือ สอบวัดระดับ เช่น ครู Tsubota : “คำว่า Strong แปลว่า อะไร” ซายากะ : “อือ … วันอาทิตย์?” ครู Tsubota : “คำว่า “พวกเขา” ภาษาอังกฤษคือคำว่า ?” ซายากะ : “Hi” (น้องคงจะอยากตอบคำว่า “ฮี” แต่สะกดผิด แต่คำตอบที่ถูกคือ “They”) ผลการประเมิน ซายากะมีผลการเรียนเท่ากับเด็ก ป.4 (ตอนที่เธออยู่ ม. 5) ถ้าเพื่อนๆ เป็นติวเตอร์จะทำยังไงคะ? คงจะคืนเงินคุณแม่แล้วเชิญหนูน้อยไปเรียนที่อื่นดีกว่า ใช่ไหมล่ะ แต่ครู Tsubota ไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาถามซายากะว่า .. ครู Tsubota : อยากเข้ามหาวิทยาลัยไหน? ซายากะ :  "ไม่รู้สิ" >,< ครู Tsubota :  แหย่ว่า “ลองเข้าโตไดไหม” ซายากะ :  “ไม่เอาอ่ะ มีแต่ผู้ชายบ้าเรียนใส่แว่นหนาๆ” ครู Tsubota : “งั้น สอบเข้า Keio ไหม? เคยได้ยินคำว่า Keio Boy ไหม?” ซายากะ : “ว้ายยย!! หนุ่มหล่อเยอะนิ่ ซายากะกับเคโอ น่าสนๆ” กับเด็ก ม.5 ที่ยังแปลคำว่า “Strong” ไม่ออก ครู Tsubota ยุให้เด็กคนนี้สอบเข้า 'เคโอ' มหาวิทยาลัยเอกชนที่สอบเข้ายากที่สุดในญี่ปุ่น ครูคิดอะไรอยู่ … ?? “อ่านเด็กให้ขาด!!” เด็กแต่ละแบบ มีวิธีสอนและวิธีกระตุ้นไม่เหมือนกัน นอกจากแบบทดสอบวัดระดับความรู้ ครู Tsubota ให้เด็กๆ ทุกคนทำแบบทดสอบจิตวิทยา (เอ็นเนียแกรม) และแบ่งเด็กๆ เป็น 9 ประเภท ซึ่งซายากะเป็นประเภท “ผู้เสพย์สุข” มองโลกในแง่ดี เวลาสอน ต้องขายฝัน โม้เป้าหมายสูงๆ ก็ไม่เป็นไร เด็กพวกนี้ไม่สงสัย ครู Tsubota จึงบอกซายากะว่า “ถ้าไป Keio เธอจะได้เจอคนเก๋ๆ คูลๆ นะ ได้อยู่โตเกียวด้วยนะ” ซายากะผู้มองโลกในแง่ดีก็เริ่มฝันหวาน และมีแรงอ่านหนังสือสอบ ในทางกลับกัน ถ้าเด็กเป็นประเภท "Realistic" ขืนครูมานั่งขายฝันแบบนี้ เด็กคงดูถูก หาว่าครูไม่ได้เรื่องแน่ๆ ถ้าเป็นเด็กประเภท "Perfectionist" เด็กจะมีนิสัยชอบทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ละเอียดที่สุด แต่สุดท้าย จะเครียดเพราะไม่เป็นไปตามแผน ครูจึงไม่ตั้งเป้าหมายให้เด็กกลุ่มนี้ และพยายามเน้นเรื่องการจับเวลา และแบ่งเวลาตอบข้อสอบ “ไม่มีเด็กที่เกลียดความก้าวหน้าของตัวเอง” ครู Tsubota ไม่ได้รู้สึกท้อใจหรือหนักใจเลย ที่เห็นซายากะสอบได้แค่ระดับ ป.4 ครูเชื่อว่าเด็กที่ทำคะแนนไม่ดี ไม่ใช่เด็กไม่เก่ง เพียงแต่พวกเขาแค่ยังไม่ได้เรียน หรือไม่รู้เกี่ยวกับความรู้นั้นๆ เท่านั้น สิ่งสำคัญ คือจะทำอย่างไรให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่า การเรียน ก็คือการฝึกทำสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ ให้ทำได้และสนุกไปกับ process นั้น เด็กที่แยกคำว่า They กับ He ไม่ออก เพราะเขาไม่เข้าใจ แต่ถ้าเขาเข้าใจความหมาย เข้าใจวิธีใช้ และใช้คำเหล่านั้นมาแต่งประโยคใหม่ๆ ได้ เขาย่อมทึ่งกับความสามารถกับตัวเอง เขาย่อมอยากรู้ศัพท์คำใหม่ๆ อีก นั่นคือ วิธีที่ ครู Tsubota ทำให้เด็กหนีเรียนอย่างซายากะหันมาสนุกกับการเรียนได้ ก่อนอื่น ครูสอนโครงสร้างภาษา เอาให้พื้นฐานแน่น จากนั้นค่อยๆ ทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ฝึกให้ใช้พจนานุกรม พอเริ่มอ่านบทความง่ายๆ เข้าใจ เด็กก็เริ่มสนุกและอยากอ่านอีก ครูก็ป้อนบทความที่ยาวขึ้น ยากขึ้นให้อ่าน เมื่อซายากะไปโรงเรียน เธอตกใจที่เธอทำข้อสอบที่โรงเรียนได้ ทั้งๆ ที่ผ่านมาส่งกระดาษเปล่าตลอด! เธอเริ่มมั่นใจ และรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งอ่านหนังสือหนักขึ้น ครู Tsubota เชื่อว่าในโลกนี้มีเด็กที่เกลียดการเรียนอยู่เยอะ แต่ไม่มีเด็กคนไหนที่เกลียดความก้าวหน้าของตัวเอง และครู Tsubota เป็นผู้ชี้ทางให้เด็กเห็น “ความก้าวหน้า” ของตัวเอง "ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองเมื่อวาน ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองในเดือนก่อนมากๆ" นี่คือบางส่วนของจดหมายที่ซายากะเขียนถึงครู .. “ก่อนที่จะได้เจอครู หนูเกลียดผู้ใหญ่รอบตัวมาก ทุกคนมองว่าหนูเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง คนที่เข้าใจหนู มีแต่เพื่อนเท่านั้น เพื่อนสำคัญที่สุด ถ้าไม่ได้เจอครู หนูคงไม่คิดจะเรียนต่อมหาลัย คงหางานอะไรสักอย่างทำไปวันๆ แต่งงาน มีลูก แต่พอเจอครู ครูรับที่หนูเป็นหนู ครูชมหนูบ่อยๆ ครูไม่หน้าบึ้งใส่หนูเหมือนผู้ใหญ่คนอื่น แถมครูยิ้มและหัวเราะบ่อยๆ ด้วย ครูยังฟังเรื่องที่หนูเล่าโน่นเล่านี่ด้วย ตอนที่หนูบอกคนรอบตัวว่าจะเข้าม. เคโอ มีแต่คนบอกว่าหนูบ้าไปแล้ว  แต่ครูทำให้การเรียนที่เคโอ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น่าสนุกสำหรับหนู ทำให้หนูเริ่มสนใจ … แต่ว่า พอลองตั้งใจเรียนจริงๆ หนูตกใจมากว่า ทำไมหนูไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรขนาดนี้ ขณะเดียวกัน การได้รู้ว่าเราไม่รู้อะไร มันเป็นเรื่องที่สนุกมากๆ หนังสือที่อ่านสนุกกว่าที่คิด หนูยังรู้สึกเสียดายเลยว่า หนูกลับมาเรียนช้าไป เวลาครูเล่าเรื่องการเมืองให้ฟัง หนูกลับไปบ้าน ก็เริ่มฟังข่าวเข้าใจมากขึ้น เวลาหนูอ่านการ์ตูนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ครูแนะนำ หนูก็เริ่มฝันอยากเดินทางไปดูของจริงที่โน่นที่นี่ หนูเสียดายเวลาที่ผ่านมาเหลือเกิน เวลาที่หนูทำตัวไร้สาระ โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกตั้งเยอะนะคะ ตอนที่หนูสอบเข้าเคโอได้ หนูสัมผัสได้ถึงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากในตัวหนู ครูบอกว่า “เธอจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น” หนูยังจำคำนี้ได้ไม่ลืมเลยค่ะ  "หนูได้เรียนรู้ว่า หากเราพยายามอะไรถึงที่สุด พยายามจนเกือบตาย ชีวิตมันเปลี่ยนไปจริงๆ  ชีวิต … ขึ้นอยุ่กับการที่เราเลือกเดินจริงๆ" เรื่องราวของ ซายากะ จัง ถูกถ่ายทอดลงในหนังสือที่เขียนโดยครู Tsubota และมียอดขายมากกว่า 100 ล้านเล่ม เป้นหนังสือที่ขายที่สุดของญี่ปุ่น รวมถึงได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย! ขอบคุณข้อมูล : แปลโดย facebook - Japan Gossip by เกตุวดี Marumura เพื่อนๆ สามารถติดตามเรื่องราวชีวิต สังคม และสิ่งต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น เพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ ^^

กันกัน สนิท แพรวา เข้าฉากฉลุย อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ
กันกัน /  ขนมปัง / 

กันกัน ณัฐวัฒน์ ชัยณรงค์โสภณ หนุ่มหน้าใสมาแรง หลังจากสร้างความประทับใจ เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ด้วยผลงานการแสดงทั้งภาพยนตร์และซีรี่ส์ รักนี้ชั่วนิจนิรันดร์, สิ่งเล็กเล็กที่น่าร็อค, รูม อะโลน 401-410 มาแล้ว ล่าสุดมาในบทบาทนักร้องน้องใหม่ พร้อมออกซิงเกิ้ลแรก “อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ” จาก “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ประโยคบอกเล่าเชิงตัดพ้อที่เหมือนคำพูดลอยๆ แต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยใจกับความรัก ที่รู้คำบอกลา ก่อนที่จะถามว่ายังรักกันอยู่ไหม ถ่ายทอดเป็นมิวสิกวิดีโอ โดยมี แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ หรือ “ขนมปัง” จากฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 รับบทเป็นนางเอก “กันกัน” รับบทเป็นพระเอก และ “เต-ตะวัน วิหครัตน์” พิธีกรจาก “Five Live Fresh” รับบทเป็นแฟนของแพรวา พูดถึงเรื่องราวความรักที่ฝ่ายหนึ่ง “ถามหา” แต่อีกฝ่ายจงใจที่จะ “เงียบ” จนในที่สุด “กันกัน” ก็ได้คำตอบว่าคือความรักที่หมดใจและผู้ชายอีกคนที่เข้ามาแทนที่ ซึ่งวันนี้มีเบื้องหลังฉาก “กันกัน” ประชันหน้ากับ “แพรวา” กับแฟน ที่สยามฯ เรียกว่าเป็นซีนดราม่าสุดๆ “กันกัน” เลยต้องทำอารมณ์ทำสมาธิ เพราะต้องทั้งช็อกทั้งอึ้งทั้งเศร้าเสียใจจนร้องไห้ “สนุกและตื่นเต้นมากครับ ถ่ายทำที่สยามฯ คนเยอะมาก แต่ไม่เกร็ง เพราะผมรู้จักกับแพรวาอยู่แล้ว เลยรับส่งอารมณ์กันไม่ยากครับ ความหมายเพลงนี้คือเมื่อความรักไม่สมบูรณ์ก็ไม่ต้องไปถามหา อยู่กับตัวเองนี่แหละดีที่สุด เพราะยิ่งหายิ่งไม่เจอ สำหรับฉากที่เจอแพรวาอยู่กับแฟน ผมต้องเศร้า เสียใจ และร้องไห้ ก็พยายามทำอารมณ์ทำสมาธิ แล้วก็นึกว่าถ้าตัวเองต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้จะรู้สึกเศร้าแค่ไหน กว่าพี่ผู้กำกับฯ จะให้ผ่าน ก็หลายเทคเหมือนกันครับ ยังไงก็ขอฝาก อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ ด้วยนะครับ เป็นซิงเกิ้ลแรก ผมร้องและเล่นมิวสิกฯ เองด้วย อยากให้ฟังกันเยอะๆ และเป็นกำลังให้ด้วยนะครับ” กันกัน ณัฐวัฒน์ เผย ติดตามชมมิวสิกวิดีโอ “อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ” ของศิลปินหนุ่มหน้าใหม่ “กันกัน” พร้อมกันครั้งแรก วันที่ 23 ก.พ.นี้ รายการ “Five Live Fresh” เวลา 17.15 น. ทาง Bang Channel หรือดาวน์โหลดได้ที่ *1234500 หรือทาง Itunes Store และฟังได้ทาง Application KKBOX -------------------------------------------------------------------- ฟังเพลง อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ ภาษาอะไรอยากหาความหมาย ก็มีในพจนานุกรม นาฬิากาที่มันตาย ยังบอกเวลาสองครั้งต่อวัน ฟ้ามืดมนหรือดาวเต็มฟ้า ปฏิทินยังบอกให้รู้ อุณหภูมิจะร้อนหรือว่าเย็น ก็มีครื่องมือที่วัดได้ แต่กับเธอเธอที่เคยรักกัน และวันนี้กลับไม่รู้เลย ว่าเธอคิดอะไร แต่ก็เริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไร ก็อย่าไปถามหาเลยไอ้คำว่ารัก กับคนที่หมดใจ ก็รู้ว่าคงไม่ได้อะไร ใจคนที่มันไม่มีแล้ว ยิ่งค้นเข้าไปยิ่งว่างเปล่า ก็เหลือเพียงคำตอบเดียว คือเธอไม่รักกัน คำว่ารัก คำว่าเรา มันคงไม่เหลือในใจของเธอ เดินเข้าไปแต่เหมือนว่ายิ่งไกล คือความห่างเหินที่รู้ได้ แต่กับเธอเธอที่เคยรักกัน และวันนี้กลับไม่รู้เลย ว่าเธอคิดอะไร แต่ก็เริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไร ก็อย่าไปถามหาเลยไอ้คำว่ารัก กับคนที่หมดใจ ก็รู้ว่าคงไม่ได้อะไร ใจคนที่มันไม่มีแล้ว ยิ่งค้นเข้าไปยิ่งว่างเปล่า ก็เหลือเพียงคำตอบเดียว คือเธอไม่รักกัน แต่กับเธอเธอที่เคยรักกัน และวันนี้กลับไม่รู้เลย ว่าเธอคิดอะไร แต่ก็เริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไร ก็อย่าไปถามหาเลยไอ้คำว่ารัก กับคนที่หมดใจ ก็รู้ว่าคงไม่ได้อะไร ใจคนที่มันไม่มีแล้ว ยิ่งค้นเข้าไปยิ่งว่างเปล่า ก็เหลือเพียงคำตอบเดียว คือเธอไม่รักกัน สุดท้ายคือคำตอบเดียว คือเธอไม่รักกัน -------------------------------------------------------------------- อย่าถามหาความรักจากคนหมดใจ ศิลปิน : กันกัน คำร้อง/ทำนอง เหมือนเพชร อำมะระ เรียบเรียง ศุภวัฒน์ เพ็ชรบุรี มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

จ่อสอบดารา-เซเลบ 7 คนหลังพบเอี่ยวแคมเปญเบียร์ดัง
ดารา เบียร์ /  ดาราโพสต์ดื่มแอลกอฮอล์ / 

จ่อสอบดารา-เซเลบ 7 คนหลังพบเอี่ยวแคมเปญเบียร์ดัง ขณะที่รองผบ.ตร. วอนประชาชนอย่าวิตก หลังตำรวจระบุผิดโพสต์ภาพแอลกอฮอล์ลงโซเชียล ชี้หากไม่มีเจตนาก็ไม่ผิด ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบเอาผิดกับเหล่าศิลปินดารา-เซเลบชื่อดัง หลังจากมีการโพสต์ภาพโชว์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัวเข้าข่ายเป็นการโฆษณาหรือไม่นั้น ล่าสุดวานนี้ (12 ต.ค. 58) นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ออกแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าวว่า ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551 ศิลปินดาราที่โพสต์รูปคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าข่ายความผิดกฎหมายชัดเจน แม้ไม่มีเจตนาส่งเสริมการขายให้กับยี่ห้อนั้น หรือไม่ได้รับการว่าจ้างก็ตาม และขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีคนดังจาก 7 ใน 10 คน เข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย เนื่องจากมีหลักฐานพบการว่าจ้าง อีกทั้งยังมีการเชิญชวนให้โพสต์รูปตัวเอง พร้อมติดแฮชแทกชื่อแคมเปญ และระบุชื่อดาราเซเลบใน 7 คนที่อยากถ่ายรูปผ่านโซเชียลมีเดีย และจะให้รางวัลเป็นไอโฟน 7 คน 7 เครื่อง เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนเตรียมจะส่งหนังสือเชิญดาราเหล่านั้นมาให้ปากคำ รวมถึงดาราที่เคยเข้าให้ปากคำก่อนหน้านี้ มาสอบสวนอีกภายในสัปดาห์นี้ และให้เวลามาชี้แจงภายใน 7-15 วัน ขณะที่พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างงานแถลงข่าวถึงความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียล ภายหลังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาระบุว่าผิดกฎหมายนั้นว่า ก็ต้องตรวจสอบดูว่ามีการกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายผิดข้อบังคับตามกฎหมายมาตรา 32 หรือไม่ ถ้ามีก็ถือว่าผิด แต่ถ้าประชาชนคนธรรมดาโพสต์ไปโดยไม่มีเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็ไม่ต้องกังวลอะไร ภาพจาก INN ........................................................ วุ้นเส้น-หญิงแย้ พบตำรวจแจงโพสต์แอลกอฮอล์ลงอินสตาแกรม ขณะที่ ไทยเบฟฯ ยันไม่เคยจ้างดาราช่วยโปรโมทสินค้า รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมา นักแสดงสาวและพริตตี้ชื่อดัง อย่าง "วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์" และ "หญิงแย้ นนทพร ธีระวัฒนะสุข" ได้เดินทางเข้าพบ"พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ" รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้ว เพื่อแสดงชี้แจงกรณีโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง ลงอินสตาแกรมส่วนตัว โดยวุ้นเส้นได้เผยว่า "ยอมรับว่าการโพสต์ภาพดังกล่าวเป็นการช่วยโปรโมทสินค้า หลังจากเพื่อนที่ทำงานในองค์กรนั้นให้ช่วยโปรโมทเนื่องจากมีการปรับโฉมใหม่ ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่ามีกฎหมายนี้อยู่จึงได้กระทำการดังกล่าวลงไป พร้อมทั้งขอยอมรับผิดที่เป็นตัวอย่างไม่ดีด้วย ขณะเดียวกันยืนยันว่าไม่ได้รับจ้างในการช่วยโพสต์สินค้าแอลกอฮอล์ดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วน หญิงแย้ เผยต่อว่า "ขอโทษภาพที่ออกไปเพราะมันค่อนข้างแรง ยืนยันว่าไม่มีการว่าจ้างเช่นกัน ที่ทำไปเพราะรู้จักกับคนในองค์กรนั้น โดยมีเพื่อนมาขอความช่วยเหลือให้ทำ ซึ่งตนยินดีที่จะรับผิดชอบไปตามกฎหมาย และตั้งใจจะทำประโยชน์ให้สังคมมากขึ้น และอยากฝากถึงคนใช้สื่อออนไลน์ และคนที่มีชื่อเสียงให้ระวังในเรื่องนี้ด้วย" ด้านทาง พล.ต.อ.พงศพัศ เผยว่า เรื่องนี้จะต้องมีการหารือกับทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยงข้องถึงทิศทางในการดำเนินการก่อน ถึงจะเรียกนักแสดงที่เหลือเพื่อมาเข้าพบ โดยตอนนี้ยังไม่สามารถระบุข้อหาหรือบทลงโทษได้ ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะไม่มีอะไรที่รุนแรง และยังไม่ดำเนินการกับทางผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้น นอกจากนี้ รายงานข่าวได้ระบุว่า วานนี้ 10 ต.ค.58 นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มธุรกิจเบียร์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับดาราถือเบียร์ของสินค้าตัวใหม่ยี่ห้อหนึ่ง โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่มีนโยบายให้ดาราที่มีชื่อเสียงประชาสัมพันธ์สินค้าประเภทแอลกอฮอล์แต่อย่างใด และยินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มทที่ในการตรวจสอบดังกล่าว ภาพจาก  @Pananat_PPTV ........................................................ เสก โลโซ โพสต์แนะจะเอาผิดควรฟังเสียง ปชช. ปมเล็งเอาผิดประชาชนโพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านเฟซบุ๊ก ด้านอัยการฯ บอกจะเอาผิดได้ต้องดูที่เจตนา ความคืบหน้าในประเด็นร้อนตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเหล่าศิลปินดารา จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เนื่องจากมีความผิดเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เรื่องห้ามโฆษณา-โฆษณาแฝง ก่อนที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เตรียมจะเรียกเหล่าดาราเหล่านั้น มาให้ปากคำที่เรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งฝากเตือนไปยังประชาชนคนธรรมดาว่า อย่าโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ผ่านสังคมโซเชียล เนื่องจากถือว่ามีความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 ด้วย หากในภาพถ่ายนั้นเห็นภาพฉลากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ล่าสุดทางนายยรรยง เดชภิรัตนมงคล อัยการผู้เชี่ยวชาญในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกมากล่าวถึงคำกล่าวเตือนของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า การจะเอาผิดผู้โพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ต้องดูที่เจตนา ว่า โฆษณาตามนิยามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งคำว่า การโฆษณา กฎหมายให้นิยามของว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด ฉะนั้นการกระทำที่จะเป็นความผิดจะต้องมีเจตนาเพื่อประโยชน์ในทางการค้า หากการกระทำไม่ได้มีเจตนาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าหรือการสื่อสารการตลาดแล้ว ย่อมไม่อยู่ในบทนิยามและไม่มีความผิด แต่หากมีคนไปแอบจ้างประชาชนจำนวนมากไปชูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหากถูกสอบสวนได้ข้อเท็จจริงเพื่อการโฆษณาก็อาจนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายได้ บทนิยามของคำว่าโฆษณาใน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 นั้นมีเจตนาพิเศษกว่าในพจนานุกรม งานกฎหมายหรือการพิจารณานั้นจะต้องดูเจตนาและข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป เช่น คน 4 คนไปดื่มเบียร์ แล้วชูขวดที่มีโลโก้ยี่ห้อเบียร์ทั้ง 4 คน และถ่ายรูปเห็นฉลากทุกคนหันไปทางเดียวกันก็อาจเข้าข่ายมีเจตนา ทั้งนี้นอกจาก อัยการผู้เชี่ยวชาญในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จะได้ออกมาแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าวแล้ว ร็อคสตาร์ชื่อดังของเมืองไทย นายเสกสรร สุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ก็ได้แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า "POWER 2 DE PEOPLE!! จะทำอะไรให้คิดถึงประชาชนด้วย อ่านคอมเม้นท์ความคิดเห็นประชาชนหน่อย ด้วยความปรารถนาดี ..."S. LOSO ..." พร้อมโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อที่ตนเองผลิตเอง โดยระบุว่า "ผมทำธุรกิจถูกกฎหมาย {ไม่ได้ขายยาเสพติด} ผมเป็นเจ้าของเอง ..." ด้วย ........................................................ จ่อเรียก24 'ดาราโพสต์เบียร์'สอบ เตือน ปชช.โพสต์โชว์ฉลากผิดด้วย สคบ.แจง ดาราโพสต์เบียร์-ดื่มแอลกอฮอล์ ผิดกฎหมาย ม.26 ขณะ "พงศพัศ" จ่อเรียก24ดาราสอบ ยัน ประชาชนโพสต์รูปโชว์ฉลากผิดกฎหมายเช่นกัน วันที่ 10 ต.ค.58 พลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชุมร่วมกับตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ปคบ. สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. และกรมสรรพสามิต ถึงกรณีนักแสดง และบุคคลมีชื่อเสียง โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดย สคบ.ชี้แจงกรณี ดาราโพสต์ดื่มแอลกอฮอล์ลงอินสตาแกรมเข้าข่ายผิดกฏหมาย ม.26 ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ตามมาตรา 26 ว่าด้วยฉลาก มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจง ประชาชนทั่วไปหากมีการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะจงใจ หรือไม่มีเจตนา หรือไม่ทราบกฎหมาย ถือว่ามีความผิดตามมาตรานี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากในภาพถ่ายนั้น เห็นภาพฉลากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึง หากมีการใส่ข้อความเพื่อโฆษณา จะถือว่ามีความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ตามมาตรา 32 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ นอกจาก ได้เตรียมเรียกดารา 24 คน เข้าสอบเพิ่มเติม อาทิ โดม ปกรณ์ ลัม วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ ดีเจภูมิ ภูมิใจ ตั้งสง่า และ ดีเจเพชรจ้า วิเชียร กุศลมโนมัย ที่มา matichon ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

จูบใครคิดว่าไม่สำคัญ! 13 สิ่งที่มั่นใจว่าคุณไม่รู้ เกี่ยวกับการจูบ
การจูบ /  การแสดงความรัก / 

การแสดงออกทางความรักที่ออกจะโรแมนติกก็คือ  "การจูบ"  ไม่ว่าหนังไทย หนังจีน หนังฝรั่ง หนังเกาหลี ก็ล้วนใช้การจูบเป็นตัวแสดงความรักของคนสองคน แล้วในชีวิตจริงเรารู้อะไรเกี่ยวกับการจูบบ้างล่ะ? หรือรู้แค่ว่าจูบก็เพื่อแสดงความรักกับคนรักเพียงอย่างเดียว ? วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับการจูบมาฝากกัน ซึ่งมั่นใจเลยล่ะว่าน้อยคนนักที่จะรู้! 1. 2ใน3 ของคนที่จูบมักจะเอนหัวไปทางขวาเมื่อจูบ น่าแปลกเหมือนกันนะ แต่จริงๆแล้วเป็นนิสัยที่เราทำกันตั้งแต่เป็นทารกแล้วล่ะ เพราะทารกในครรภ์ส่วนใหญ่มักหันหัวไปทางขวาตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว 2.การจูบเป็นตัวชี้ชะตาในชีวิตคู่ได้เลย ถ้าคู่รักคู่ไหนจูบได้ดี เล้าโลมด้วยลิ้นเก่ง จะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเลยล่ะ  3.การจูบช่วยปล่อยฮอร์โมนเอนโดรฟินและอ็อกซิโตซิน ซึ่งไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจูบแล้ว สมองมันถึงปลอดโปร่งและมีความสุขอย่างประหลาดเลยล่ะ  4.จูบทำให้อายุยืนได้ด้วย ผลการศึกษามากมาย เผยว่า คู่รักที่จูบกันเป็นประจำมีแนวโน้มจะมีอายุยืน 5.ชาวฝรั่งเศสระบุคำว่า french kiss ในพจนานุกรมตั้งแต่ปี 2013 แม้จะได้ยินกันมาบ่อยกับคำว่า french kiss ที่หมายถึงการจูบดูดดื่มแบบแลกลิ้นกันนั่นแหละ แต่จริงๆแล้วคำนี้เพิ่งระบุคำว่า galocher ที่แปลว่าจูบด้วยลิ้นลงพจนานุกรมเมื่อปี 2013 นี้เอง 6.จูบช่วยให้สุขภาพดี หนึ่งในผลการศึกษาพบว่า การจูบช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าป่วยคราวหน้าก็แค่ดื่มน้ำมะนาวแล้วจูบแฟนได้เลย อิอิ 7.จูบที่นานที่สุดตามสถิติโลกคือ  58 ชั่วโมง 35 นาที 58 วินาที 8.แม้เรื่องจูบจะดูเป็นเรื่องธรรมด๊า แต่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังนะ โดยศาสตร์แห่งการศึกษาเรื่องจูบนั้นเรียกว่า  philematology 9.ไม่ใช่ทุกประเทศที่แสดงความรักด้วยการจูบ มีมากมายหลายประเทศนะที่ไม่ได้แสดงความรักด้วยการจูบ จนกระทั่งชาวยุโรปได้เริ่มแนะนำการจูบ โดยบางที่อาจใช้การสัมผัสที่จมูกและหอมแก้มเท่านั้น  10.มีเหตุผลว่าทำไมเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องจูบกัน จากนักเขียน  Michael Philip Penn กล่าวว่า การจูบนั้น เป็นการให้สัญญาแก่กันว่าจะดูแลกันไปตลอดชีวิต ไม่ใช่จูบโชว์อย่างเดียวนะจ๊ะ 11.ไม่ใช่มนุษย์อย่างเดียวที่จูบนะ วัว กระรอก หอยทาก หรือนกพัฟฟินก็ใช้การจูบเหมือนกันนะ แต่ก็มีเพียงเจ้าชิมแปนซีที่พอจะเป็นสัตว์ที่จูบเหมือนคนมากที่สุด 12.จูบแบบ French kiss ใช้กล้ามเนื้อ 34 ส่วนในใบหน้า ในขณะที่จูบธรรมดาใช้กล้าวเนื้อเพียงแค่ 2 ส่วนเท่านั้น แต่ถ้าจูบจริงจูบแรงล่ะก็ ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเหนื่อย เพราะคุณใช้กล้ามเนื้อไปถึง 32 ส่วนเลยล่ะ 13.จูบช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้ถึง 5 กิโลแคลอรี่ในไม่กี่นาที ถ้าวันๆไม่คิดจะทำอะไร จูบกันทั้งวันเป็น 10 ชั่วโมง ก็ไม่ต้องไปออกกำลังกายยังได้เลย ที่มา seventeen เรียบเรียงโดย Women Mthai Team 

ความเชื่อ...! น้ำมนต์รักษาโรค
ความเชื่อ /  ความเชื่อน้ำมนต์ / 

น้ำมนต์ กับความเชื่อในการรักษาโรค นั้น จริงๆแล้ว ก็มีมานานคู่กับคนไทย ไม่ว่าจะไปทำบุญที่ไหน วัดไหน ก็มักจะให้หลวงพ่อ หลวงพี่ รด น้ำมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคล หรือ ถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บอยู่ก็จะนำ น้ำมนต์ หลวงพ่อกลับมาอาบ มาดื่ม อีกด้วย น้ำมนต์  คือ น้ำที่ได้ผ่านพิธีทำ น้ำมนต์ ปกติจะสำเร็จด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ ในงานพิธีมงคลต่างๆ หรือการเสกของพระภิกษุ หรือ คฤหัสถ์ ผู้ทรงวิทยาคุณ ซึ่งก็คือ ผ่านการทำสมาธิ ที่แน่วแน่ และพระปริตร ที่เป็นมนต์ทางศาสนา มาแล้ว นั่นเอง น้ำมนต์ นิยมนำมาอาบ หรือดื่ม หรือประพรมที่ศีรษะ ประพรมภายในบ้าน บริเวณบ้าน ป้ายร้านค้า เป็นต้น  นี่เป็นความหมายของ น้ำมนต์ จากพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุดคำวัดของพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ ผู้จัดทำส่วนใหญ่จะนำ น้ำมนต์ จากพระอารามหลวง 75 จังหวัด มาเทผสมรวมกัน ซึ่ง น้ำมนต์ ที่ขึ้นชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากพระอารามหลวง ทั้ง 75 จังหวัดแล้ว ยังมีอีก 2 แห่ง คือ 1. น้ำมนต์ ศักดิ์สิทธิ์ จากเศียรหลวงพ่อทองสุข วัดตูม (พระอารามหลวง) อยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ตามตำนานกล่าวว่า …สมเด็จพระนเรศวรใช้ น้ำมนต์ วัดตูม ชุบพระแสง และเป็นอารามที่ประกอบพิธีปลุกเสกเครื่องพิชัยสงคราม มาแต่ครั้งสมัยอยุธยา 2. น้ำมนต์ จากเศียรหลวงพ่ออุ่นเมือง วัดน้ำฮูม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ตามตำนานกล่าวว่า …พระเกศา พระสุพรรณกัลยา บรรจุอยู่ในสถูปวัดน้ำฮูมแห่งนี้ คติความเชื่อเรื่อง น้ำมนต์ นั้น นอกจากความเป็นสิริมงคลสำหรับผู้ประพรม อาบและดื่มแล้ว ยังมีคติความเชื่อ ที่ว่าด้วย น้ำมนต์ ยังนำสิริมงคล และความสวัสดีมีโชคมาให้ ตลอดถึงกำจัด ปัดเป่าสิ่งอัปมงคล อันตราย และภัยพิบัติต่างๆ ได้ เช่น กรณีของ น้ำมนต์ เสือกินน้ำ ซึ่งเป็นตำรับการทำ น้ำมนต์ ของพระครูปลัดปริยัติวรวัฒน์ หรือหลวงพ่อบุญเลิศ เจ้าอาวาสวัดปราโมทย์ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดจากพระธุดงค์รูปหนึ่งเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ขอบคุณภาพจาก news.nipa watparsomdej1.com

Alex Face ศิลปิน กราฟิตี้ เจ้าของคาแร็คเตอร์เด็กน้อยสามตานหน้าบึ้ง
alex Face /  Graffit / 

มาทำความรู้จัก Alex Face ศิลปิน กราฟิตี้ ดังของเมืองไทย Alex Face ‘กำแพง’ ความหมายในพจนานุกรมคือเครื่องกั้น เครื่องล้อม ที่ก่อด้วยอิฐ ดิน หรือ หิน แต่สำหรับ กราฟิตี้ ‘กำแพง’ มีหน้าที่ ปลดปล่อยตัวตนออกมาเป็นผลงานที่จับต้องได้และเข้าถึงง่ายแก่ผู้พบเห็น เช่นเดียวกับ พัชรพล แตงรื่น หรือ  Alex Face ศิลปินกราฟิตี้มือฉมังที่หลายคนอาจคุ้นตากับคาแร็คเตอร์เด็กน้อยสามตาหน้าบึ้งหลากหลายอากัปกิริยาที่มักจะเล่นซนไปทั่วกำแพงกรุงเทพฯ และวันนี้เราก็มีนัดกับ Alex Face และเด็กน้อยคนเดิมที่กำแพงเก่าแห่งหนึ่งในซอยหลังสวน เริ่มทำงาน กราฟิตี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ? เริ่มพ่นประมาณ 2002 สีเต็มปอดแล้วล่ะตอนนี้  ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรรู้สึกว่ามันสนุกอย่างเดียว คัลเจอร์นี้มันมากับฮิปฮอปเมื่อ 10 ปีก่อน หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ จุดเริ่มต้นคาแร็คเตอร์เด็กผู้หญิงหน้าบึ้ง? งานช่วงแรกๆ จะเละมากเหมือนเราแค่สนุกแค่พ่นเหมือนเด็กมือบอน หลังจากนั้นเรามีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนพ่นเป็นหน้าคนทำมา 6 – 7 ปีแล้วแต่เหมือนจังหวะชีวิตเปลี่ยน ลูกสาว (Mardi) ได้กำเนิดขึ้นมาซึ่งเป็นแรงบันดาลใจชิ้นใหม่กลายเป็นรูปเด็กผู้หญิงหน้าบู้เหมือนลูกเราก็เลยเอาฟีลความรู้สึกของลูกตอนนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในงาน ซึ่งก็คิดว่ามันเข้ากันดีกลับสภาพแวดล้อมในเมืองที่วุ่นวายนะ งานของคุณสื่อถึงอะไรบ้าง? คาแร็คเตอร์นี้อาจเป็นตัวแทนของเราในการจะสื่อเมจเสจออกมาหลายคนบอกว่างานเราเป็นการเสียดสีสังคมแต่เรามองว่าเป็นเชิงอารมณ์ขันมากกว่า แน่นอนอยู่แล้วเราอยู่ในสังคมก็ต้องพูดเรื่องที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ตาที่สามของเด็กหมายถึงอะไร? ตาที่สามหมายถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาสองตาแต่มันมีอยู่อธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ อย่างความเชื่อเรื่องวิญญาณสืบทอดกันมายาวนานไม่มีใครตอบได้ว่ามันมีจริงหรือไม่ มันเป็นเรื่องจิตวิญญาณ ความเชื่อ คำจำกัดความของ Alex Face ? ที่จริงเราชอบทุกอย่างเลยทั้ง กราฟิตี้ วาดบนแคนวาส สเตนซิล เลยไม่รู้ว่าจะจำกัดความให้ตัวเองว่าอะไร อาจเป็นคนที่ชอบวาดรูปตามถนนมั้ง ทำงานเพ้นท์ติ้งอยู่บ้านด้วย ทุกอย่างเป็นงานที่เราชอบ ขั้นตอนการทำงาน? ต้องสเก็ตลงสมุดก่อน บางทีเราก็วาดรูปเล่นไปเรื่อยๆ บางทีรูปในนั้นอาจนำมาใช้พ่นจริงก็ได้ แต่บางทีเราเตรียมรูปมาพร้อมแต่พื้นที่จริงอาจไม่เอื้อในการทำงานทำให้ต้องใช้วิธีด้นสดตอนหน้างานบ่อยๆ อุปกรณ์ที่ต้องมี ? ไม่มีอะไรมาก สีสเปรย์ หน้ากาก สมุดสเก็ต ที่กลิ้งสีถ้าเกิดบางทีกำแพงไม่ค่อยเรียบร้อย อุบัติเหตุที่พบเจอบ่อยๆ ? บางทีต้องไปทำงานในสถานที่มีหนาม ตะปู รองเท้าควรต้องเป็นแบบเซฟๆ หน่อย ส่วนมากเป็นเรื่องทำๆ อยู่โดนไล่มากกว่าแต่ตอนหลังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่เพราะเราตั้งใจมาทำงานให้ดีเราคุยกับเค้าดีๆ อยากทำให้ดูดีสวยงามเป็นงานศิลปะ ต้องพลางตัวมั้ยเวลาทำงาน? บ้านเราไม่ค่อยซีเรียสเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ แต่บางที่ไม่อนุญาติ ในกรุงเทพมีพื้นที่ที่สามารถทำได้อยู่แต่สำหรับเราให้พรางตัวตอนนี้คงไม่ทันแล้วมาถึงขนาดนี้แล้ว กฏข้อห้ามสำหรับ กราฟิตี้ ? มันเป็นเรื่องของแพสชั่นไม่มีกฎตายตัว บางคนถามว่าทำเพื่ออะไรอีกไม่นานกำแพงก็ถูกทุบทิ้งแล้ว เราก็รู้แต่แค่ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก็พออย่างน้อยวันนึงก็มีคนได้เห็นก่อนที่จะถูกทำลายไป อยากให้คนที่เห็นงานเรานึกถึงอะไร? แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนว่าเห็นแล้วคิดอะไร แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าคนเห็นงานแล้วรู้สึกยังไงทั้งๆ ที่เราก็มีเมจเสจที่อยากจะบอกอยู่ อยากให้คนไทยได้อะไรจากงานของคุณ? คนไทยอาจไม่ค่อยได้เข้าไปดูงานในแกลเลอรี่นี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะได้เห็นงานศิลปะที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องเดินเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ กระแส กราฟิตี้ ในบ้านเรา? เป็นเวิลด์ไวด์หมดแล้วโดยเฉพาะระแวกเซาท์อีสท์ เอเชีย ไปมาหาสู่กันบ่อยเวลาอัพเฟสบุ๊คก็จะเห็นกันสำหรับคนที่ชอบแนวเดียวกันทุกอย่างมันง่ายไปหมดแล้ว ผลงานในต่างประเทศ? ไปทำที่ประเทศพม่า  เกาหลี ไต้หวัน อังกฤษ ล่าสุดอินโดนีเซีย กฎข้อห้ามของ กราฟิตี้ ?  ค่อนข้างจะฟรีสไตล์แต่จริงๆ แล้วก็มีอยู่ หลักๆ คือถ้าจะทำทับต้องให้งานดีกว่าไม่ใช่มาทับแบบเละๆ แต่บางทีมันก็มีแหกกฎกันตลอดเพราะไม่มีใครมาเฝ้ากำแพงทั้งวันทั้งคืน ปรัชญาในการทำงาน? พ่นแต่ละครั้งเสียตังค์ สีไม่ใช่กระป๋องละบาทสองบาทก็เลยต้องทำให้ดีที่สุดเพราะถ้าเราทำเละๆ มั่วๆ เอาตังค์ไปซื้อขนมให้ลูกกินดีกว่ามั้ย กราฟิตี้ ให้อะไรกับคุณบ้าง? ให้คนรู้จักเรามากขึ้น ได้พูดในสิ่งที่เราอยากพูดผ่านกำแพงเหมือนการปลดปล่อยอะไรบางอย่าง เป็นสิ่งที่โชคดีนะที่ได้มาทำสิ่งที่รักในขณะที่บางคนอาจไม่มีโอกาสแบบนั้น “Bon”  Graffiti Artist สไตล์งานของคุณ เป็นเรื่องราวในสังคม อย่างคาแร็คเตอร์นกแทนเป็นมนุษย์ที่ต้องการอิสรภาพแต่ไม่ใช่นกทุกตัวมีปีกแล้วจะบินได้ ใช้เทคนิค สีสเปรย์เป็นส่วนใหญ่ สถานที่ปล่อยของ กำแพงเก่าที่มีเรื่องราว สถานที่คนเยอะๆ สามารถของเห็นผลงานได้ชัดเจนงานเราสามารถพูดกับคนได้เต็มที่ สิ่งที่คาดหวังจากคนที่ได้เห็น อยากให้คนที่เห็นเกิดไอเดีย มุมมองความคิดต่องานของเรามากกว่าป้ายโฆษณาที่ชี้นำให้เขาไปกิน ซื้อ จับจ่ายใช้สอย จุดอิ่มตัว จะทำงานต่อไปจนกว่าไม่มีแรง จนกว่าไม่มีตังค์ซื้อสี ไม่มีกำแพงให้พ่นแต่ไม่ใช่หยุดทำเพราะเบื่อแน่นอน เพราะทุกครั้งที่ออกไปหาที่ใหม่ๆ ก็จะได้แรงบันดาลใจทุกครั้ง อารมณ์งานเปลี่ยนไปตามโลเกชั่น บางทีจะตระเวนออกไปหาสถานที่ใหม่ๆ ตามต่างจังหวัดที่ยังไม่มีกราฟิตี้เราก็ไปเผยแพร่ แต่ใจจริงก็ยังหลงใหลกับพื้นที่ในเมืองที่มีคนพลุกพล่านอยู่ดีเพราะเวลาไปทำงานต่างจังหวัดอารมณ์งานจะเปลี่ยน อาจจะดูชิลล์ขึ้นจะเอาเรื่องแรงๆ ไปใส่ตรงนั้นทำไมในเมื่อสังคมต่างจังหวัดมันดีอยู่แล้ว ข้อมูลจาก A'Lure Magazine 

เปิดเทอมเฮี้ยน ! ตามมาดูว่าใครเป็นใครใน
นีโม ปุณณดา /  มนัสนันท์ พงษ์สุวรรณ / 

. เปิดเทอมเฮี้ยน ! ตามมาดูว่าใครเป็นใครใน "โรงเรียนผี" . "ทุกโรงเรียนมีเรื่องผีที่เล่าต่อกันมา จากรุ่นสู่รุ่น จากห้องสู่ห้อง… ไม่เว้นแม้กระทั่งโรงเรียนนี้...ที่ร่ำลือกันว่ามีผีอยู่แทบทุกแห่ง ถ้าอยากลองดีก็เขยิบเข้ามาใกล้ ๆ แล้วมาแข่งกันมั้ยว่าเรื่องผีของใครจะน่ากลัวกว่ากัน" เรื่องเล่าสยองขวัญผีโรงเรียนแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปีการศึกษาใหม่ เมื่อ เอ๋, เอ้อ, เด่น, ป๊อป, ดอน แก๊งนักเรียนมัธยมต้นสุดแสบประจำรุ่นได้รวมหัวกันหนีการปฐมนิเทศอันแสนน่าเบื่อ และหาเรื่องน่าตื่นเต้นทำแก้เซ็งแทน โดยพวกเขาขอลองดีด้วยการแข่งกันเล่าเรื่องผีสุดสยองในห้องเรียนของตึกเก่าที่เล่าลือกันว่าสุดหลอนจนไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป เพื่อเป็นการข่มขวัญว่าใครจะแน่กว่ากัน และแล้วเรื่องผี ๆ ไม่ว่าจะเป็น...ผีห้องสมุดสุดเฮี้ยนที่มักจะโผล่มาให้เหล่านักเรียนได้ขนหัวลุก, นักเรียนหญิงผู้ถูกเพื่อนกลั่นแกล้งจนต้องเอาคืนด้วยความอาฆาต, ครูสาวแสนสวยที่ทุกคนต่างรุมรักแต่แน่ใจแล้วหรือว่ารู้จักเธอดีพอ, ภารโรงกับหมาเห็นผี, ครูใหญ่ผู้โดดเดี่ยวกับบางสิ่งที่ไม่ยอมให้เขาอยู่คนเดียว และอีกหลากหลายเรื่องผีที่ถูกขุดขึ้นมาเล่าอย่างไม่รู้ว่าจะจบลงตรงไหน จนกระทั่ง... สมาชิกโรงเรียน เอ๋ (แสดงโดย อาไท กลมกิ๊ก) เด็กโข่งชั้น ม.3 ที่ซ้ำชั้นซ้ำซาก ชอบโชว์พาวข่มรุ่นน้อง รู้ดีทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่ควรรู้ ตัวตั้งตัวตีที่อยากลองดีกับเรื่องผีที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง เด่น (แสดงโดย สุชาติ แคปเจอร์) สมุนมือขวาของเอ๋ ความกล้าให้ 5 แต่ความมั่นหน้าให้ 100 นางขี้บ่น ขี้กลัว และที่สำคัญคือขี้อ่อย ไม่เก่งเรื่องผี แต่ถนัดเรื่องผีเห็นผีมากกว่า เอ้อ (แสดงโดย ออสการ์ ชยณัฐ) น้องเล็กสุด แต่แสบกวนป่วนไม่แพ้ใคร แม้จะยกเอ๋เป็นไอดอลแต่ก็ชอบจิกกัดเอ๋อย่างเนียน ๆ ปกติก็เล่นใหญ่รัชดาลัยเสมอ แล้วถ้าต้องมาเจอกับเรื่องผีตั้งแต่เปิดเทอมวันแรกล่ะ ป๊อป (แสดงโดย นีโม ปุณณดา) หญิงเดียวของกลุ่ม ลุคใส ๆ เห็นเงียบ ๆ แต่ความแสบเพียบนะคะ เรื่องผีไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมความกลัวของเธอ (เหรอ ?) ดอน (แสดงโดย ริว อิงครัต) นักเรียนใหม่หล่อหน้านิ่งที่บังเอิญโดนลากมาลองดีกับเรื่องผี ๆ แบบที่ต้องจดจำจนวันตาย ครูใหญ่ (แสดงโดย เท่ง เถิดเทิง) ครูใหญ่ใจดีผู้ชอบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักครูเพียงลำพัง โดยไม่รู้เลยว่ามีบางสิ่งที่ไม่เคยยอมให้เขาอยู่คนเดียว ครูแสงดาว (แสดงโดย แม็กกี้ อาภา) ครูประจำชั้นแสนสวยผู้ที่หนุ่ม ๆ ทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กต่างหลงรัก แต่แน่ใจแล้วใช่มั้ยว่ารู้จักเธอดีพอที่จะกล้ารัก ภารโรงโก๊ะ (แสดงโดย โก๊ะตี๋ อารามบอย) ถ้าตำแหน่งนี้เป็นเหมือนกล้องวงจรปิดของโรงเรียน เคยคิดมั้ยว่า 1 คน 1 หมา กับหน้าที่ดูแลโรงเรียนตลอด 24 ชั่วโมงแบบนี้ เขาจะได้เห็นอะไรที่คนทั่วไปไม่ได้เห็นบ้าง... โทนี่ (แสดงโดย หม่ำ จ๊กม๊ก) และ จรวย (แสดงโดย โจอี้ เชิญยิ้ม) คู่หูคู่เผือกที่มักจะเสือกไสตัวเองให้เข้าไปยุ่งกับเรื่องผี ๆ โดยไม่ว่างเว้น มีงานผีที่ไหนต้องมี #ทีมเผือก ทีมนี้ไปการันตีความสยอง โรงเรียนผี กำกับโดย มนัสนันท์ พงษ์สุวรรณ กำหนดเข้าฉาย 3 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

จะดีแค่ไหน ถ้าสามารถชุบชีวิตหนังสือเก่าขาดๆ ให้กลับมาใหม่เนี๊ยบ
ประเทศญี่ปุ่น /  หนังสือ / 

เอาใจคนรักหนังสือ ที่มีหนังสือเล่มโปรดชอบหยิบอ่านบ่อยๆ จนชำรุด หรือที่เก็บเอาไว้นานมาก จนกระดาษเริ่มเปื่อยขาด แต่ก็ยังอยากเก็บไว้ วันนี้เรามีเรื่องราวการชุบชีวิตหนังสือเก่าขาดๆ ให้กลับมาใหม่เนี๊ยบ โดยช่างฝีมือชาวญี่ปุ่น ที่ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมมากๆ ที่สามารถทำให้หนังสือกลับมาเหมือนใหม่ได้จนคุณต้องทึ่ง! จะดีแค่ไหน ถ้าสามารถชุบชีวิตหนังสือเก่าขาดๆ ให้กลับมาใหม่เนี๊ยบ ความพิเศษและคุณค่าของหนังสือเก่า ที่ไม่อยากจะซื้อใหม่ สำหรับคนที่ชื่นชอบหนังสือต้องเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นคนนี้ก็เช่นกัน นาย Nobuo Okano เปิดร้านซ่อมหนังสือ Okano ใน Suidobashi กรุงโตเกียว รับซ่อมหนังสือเก่ามานานกว่า 30 ปี เพื่อให้เหล่าคนรักหนังสือได้แวะเวียนหยิบหนังสือที่วางอยู่ในชั้นมาแรมปีได้มาซ่อมรักษาให้กลับมาเป็นหนังสือใหม่ โดยภาพตัวอย่างงานเล่มนี้ เป็นพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ภาษาญี่ปุ่น ที่ลูกค้าได้รับมาตั้งแต่ตอนที่เขาเริ่มเรียนม.ต้น จนจบการศึกษา และลูกค้ามีความตั้งใจอยากจะมอบหนังสือเล่มนี้ให้กับลูกสาว เพื่อใช้มันต่อในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยเวลาที่ผ่านมายาวนานจึงทำให้หนังสือดูทรุดโทรมไปมาก วิธีการซ่อมของ Nobuo Okano นี้ จะตรวจสภาพการชำรุดของหนังสือ หากมีบางหน้าที่มีการเปื่อยขาดไป เขาไม่สามารถกู้คืนเนื้อหาในส่วนนั้นกลับมาได้ เพียงแต่จะนำกระดาษมาแปะซ้อน เพื่อให้เปิดอ่านสะดวกขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ สันหนังสือไม่เหลือกาวให้เกาะ จนหลุดออกมา ช่างเริ่มเฉือนขอบหนังสือออกทีละหน่อยๆ นำหน้าที่ชำรุดออกมาซ่อมและใส่กลับเข้าไปใหม่ ส่วนมุมหนังสือที่เกิดรอยพับขึ้น ช่างจะทำการรีดให้รอยนั้นหายไปและเรียบขึ้น  ก่อนที่จะใช้เครื่องตัดกระดาษขนาดใหญ่ตัดให้ขอบหนังสือทั้งเล่มเท่ากันและติดหน้าปกที่คล้ายแบบเดิม เข้าไปใหม่เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ข้อมูลและภาพจาก en.rocketnews24.com

8 แอพฯ ช่วยให้ชีวิตสบายเมื่อเรียนต่อต่างประเทศ
ต่างประเทศ /  เคล็ดลับ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยมีแอพพลิเคชั่นมาแนะนำเพื่อนๆ น้องๆ สำหรับคนที่กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือกำลังเตรียมความพร้อมกันอยู่ การไปเรียนต่อต่างประเทศนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมทางด้านภาษา สถานที่ต่างๆ บริเวณนั้น นี่เป็น 8 แอพฯ ช่วยให้ชีวิตสบายเมื่อเรียนต่อต่างประเทศ ที่อาจจะช่วยให้การใช้ชีวิตในต่างประเทศของเพื่อนๆ ง่ายขึ้นก็ได้นะคะ ^^ ต้องโหลด!! 8 แอพฯ ช่วยให้ชีวิตสบายเมื่อเรียนต่อต่างประเทศ 1 . AroundMe  แอ พนี้จะสามารถบอกให้เรารู้ว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนและรอบตัวเรามีร้านค้า ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล โรงหนัง ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือ บาร์ ฯลฯ อะไรอยู่ใกล้ๆ บ้าง พร้อมทั้งยังบอกระยะทางและสามารถดูเส้นทางจากแผนที่ แถมยังมีที่อยู่และเบอร์โทรของสถานที่นั้นๆ ให้อีกด้วย ของดีฟรีๆ แบบนี้รีบโหลดด่วนเลยจ้า 2. Skype แอ พสุดฮิตสำหรับการติดต่อสื่อสารกันข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ ที่สามารถส่งได้ทั้งข้อความ เสียง และภาพเคลื่อนไหว แอพนี้จึงนิยมใช้คุยกันแบบเห็นหน้า (Video Call) เรียกได้ว่าคิดถึงคนที่บ้านเมื่อไหร่ก็ Skype คุยกันได้ทันทีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ขอแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น หรือหากพ่อแม่ไม่ถนัดใช้เทคโนโลยี Skype ก็ยังสามารถใช้โทรหาโทรศัพท์ได้ทั่วโลก ในราคาประหยัดกว่าการโทรศัพท์ข้ามประเทศทั่วไป 3. Weather Channel การ ใช้ชีวิตต่างแดนนั้น สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือเรื่องของสภาพอากาศในแต่ละวัน โดยเฉพาะเมื่อคุณเลือกไปอยู่ประเทศที่มีอากาศแตกต่างจากเมืองไทยค่อนข้างมาก การเตรียมพร้อมล่วงหน้าเกี่ยวกับสภาพอากาศในแต่ละวัน จะช่วยให้ชีวิตคุณราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน แอพพยากรณ์อากาศยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ทั่วโลกอย่าง Weather Channel จึงเป็นอีกแอพหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาด 4. Dropbox แอ พสำหรับจัดเก็บและแชร์ไฟล์ตัวนี้ จะช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้ไฟล์งานต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยมีพื้นที่ให้ใช้ฟรีมากถึง 2GB ใช้งานได้ทั้งบนแล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน ซึ่งนอกจากจะใช้ในการจัดเก็บไฟล์ส่วนตัวแล้ว คุณยังสามารถใช้ Dropbox ในการแชร์โฟลเดอร์ต่างๆ เพื่อการทำงานกลุ่มร่วมกับคนอื่นได้อีกด้วย 5. Thai Fast Dict ช่วง ปรับตัวในการไปเรียนต่อเมืองนอก หลายคนอาจจะยังมีอุปสรรคด้านภาษาอยู่บ้าง ก็อย่าลืมโหลดแอพพจนานุกรมที่ช่วยในการแปลศัพท์ต่างๆ ติดตัวไว้สักหน่อย โดยจุดเด่นของแอพ Thai Fast Dict ก็คือการใช้งานที่สะดวก ง่ายดาย และรวดเร็ว มีภาพประกอบช่วยให้เข้าใจคำศัพท์มากขึ้น สามารถฟังคำศัพท์เพื่อฝึกออกเสียงได้ แถมยังมีเกม Hangpig ไว้สำหรับฝึกฝนคำศัพท์ใหม่ๆ พ่วงมาให้ด้วย 6. iTunes U แอ พนี้ช่วยให้นักศึกษาที่ใฝ่หาความรู้ทั้งหลาย สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้จากคอร์สที่เรียนอยู่ ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว โดยแหล่งข้อมูลจะมีทั้งไฟล์หนังสือเรียน แบบฝึกหัด และเสียงหรือวิดีโอแลคเชอร์ ที่สามารถเข้าไปอ่าน ส่งการบ้าน ทำเลคเชอร์ส่วนตัวได้  เป็นเจ๋งสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ มหาวิทยาลัยใน UK ที่ใช้แอพนี้ Harvard, Imperial, Cambridge ส่วนใน USA จะมี Standford, Yale และ Columbia 7. Skyscanner ของ ฟรีอีกแอพที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนนอกคือ Skyscanner แอพหาข้อมูลตั๋วเครื่องบินที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ สามารถเปรียบเทียบข้อมูลสายการบินได้ทั่วโลก จึงช่วยหาตั๋วราคาถูกที่สุดได้ในเวลาไม่กี่วินาที แถมยังรองรับภาษาและสกุลเงินของไทยอีกด้วย จะหาตั๋วบินกลับบ้านหรือหาตั๋วไปเที่ยวก็สะดวกสบายสุดๆ 8. TripAdvisor คน รักการท่องเที่ยวหาประสบการณ์นอกห้องเรียนต้องไม่พลาดแอพ TripAdvisor ผู้ช่วยสุดเจ๋งในการวางแผนการท่องเที่ยว พร้อมให้คำแนะนำต่างๆ จากรีวิวของนักท่องเที่ยวที่เคยไปมาก่อน ไม่ว่าจะเรื่องที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว หรือการเดินทาง ก็มีข้อมูลให้บริการอย่างครบครัน และรองรับหลากหลายภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทยด้วย ขอบคุณข้อมูล SUTASINEE LERTWATCHA hotcourses.in.th

เทคนิคเรียนภาษาที่ 3 ด้วยตัวเอง
นิค นิคโค้ โวกูก้า /  เทคนิคการเรียน / 

เรียนเอง เก่งเองเทคนิคเรียนภาษาที่ 3 ด้วยตัวเองในแบบเด็กลูกครึ่ง ของ 2 หนุ่ม แอนดรูว์ นักร้องวง Evo nine และ นิค นิคโค้ พิธีกรรายการสตรอเบอร์รีครับเค้ก ทั้งคู่มีวิธีการที่น่าสนใจมากๆ เลยอยากนำมาเสนอให้น้องๆ ที่สนใจฝึกภาษาด้วยตัวเอง ได้ลองเป็นอีกหนึ่งแนวทางกันค่ะ งั้นวันนี้เราไปติดตามเทคนิคพวกเขากันเลย... เทคนิคเรียนภาษาที่ 3 ด้วยตัวเอง ศรันยู ศรุติสุต ชื่อเล่น แอนดรูว์ อายุ 22 ปี นักร้องวง Evo nine แอนดรูว์เด็กไทยสัญชาติอเมริกัน พ่อ-แม่เปิดธุกิจและอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขาเกิดและโตที่แอลเอ จนถึงอายุ 18 ปี จึงตัดสินใจย้ายจากโรงเรียน Stamforcl Uni nter เกรด 11 มาเรียนต่อโรงเรียนนานาชาติที่เมืองไทย เพื่อเป็นเด็กเทรนด์ โดยสำหรับแอนดรูว์แล้ว การพูดภาษาไทยให้ชัดเป็นสิ่งที่เขาพยายามมากที่สุด ถ้าอย่างนั้นเรามาฟังกันว่าเด็กไทยที่ไม่เคยอยู่เมืองไทยเลย แต่อยากพูดสำเนียงใช้ชัด เค้ามีเทคนิคการใช้ภาษาไทยอย่างไร ช่วงแรกผมเครียดมาก เพราะต้องสื่อสารเป็นภาษาไทยกับคนไทยให้เข้าใจ เชื่อไหมว่าตอนนั้นผมไม่มีเพื่อนเลย จนค่อยๆ ปรับตัวได้ หลังจากนั้นเวลาคนไทยพูดภาษาอังกฤษกับผม ผมจะพยายามพูดกลับเป็นภาษาไทยอย่างเดียว ไม่อยากให้คนคิดว่าเป็นเด็กนอก พูดไทยคำอังกฤษคำ ซึ่งสำหรับคนไทยที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ อย่างแรกที่ผมอยากแนะนำคือห้ามอาย คนไทยที่ผมสังเกตหลายคนเขาสามารถพูดได้ แต่อายที่จะพูด กลัวว่าพูดผิด พูดแล้วดูตลก ผมแนะนำว่าอย่าอาย ยิ่งถ้ามีเพื่อนอินเตอร์พูดกับเขาเยอะๆ ฝึกพูดเองง่ายกว่าที่จะต้องไปเรียน แล้วภาษาอังกฤษก็ง่ายกว่าภาษาไทยเยอะครับ นิค นิคโค้ โวกูก้า อายุ 19 ปี ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน พิธีกรรายการสตรอเบอร์รีครับเค้ก นิคเกิดที่สเปน เรียนอนุบาลที่สเปนก่อนจะย้ายไปอยู่ออสเตรียและใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก จนเมื่อ 4 ปีก่อนนิคและคุณแม่มาเที่ยวเมืองไทย แล้วตัดสินใจอยู่ที่จังหวัดโคราช ฝรั่งสำเนียงโคราชมีขั้นตอนการฝึกภาษาไทยยังไงจากที่พูดไทยไม่ได้เลย จนกลายมาเป็นพิธีกรรายการวัยรุ่น จนถึงทุกวันนี้ได้ ?ผมมาอยู่อำเภอประทายที่โคราช เป็นเด็กฝรั่งบ้านนอก นี่ก็ติดสำเนียงโคราชมาด้วยครับ ผมเริ่มฝึกภาษาไทยเอง ฟังเอง คุณแม่ไม่ได้สอน คุณแม่พูดชัดเลยเอามาใช้ ตอนย้ายมาพูดภาษาไทยไม่ได้เลย ก็เลยต้องเริ่มหัดพูดเองจากคำง่ายๆ อย่างคำว่า ไปไหน? ไปทำอะไร? มีคำพื้นเป็นคำว่า ?ไป? ถ้าจำไม่ได้ก็จดแล้วก็ฟังคนอื่นเขาพูดเยอะๆ พอเขาพูด เฮ้ย...ไปไหน? เราก็เข้าใจคำว่า เฮ้ย เพิ่มล่ะ แต่พวกคำว่า แก ฉัน จะไม่ใช้ จะใช้คำว่า ผม กับ คุณ อย่างเดียว เพราะคนไทยมีสรรพนามเยอะ ฝึกพูดกับเพื่อนเยอะๆ ก็จะพูดได้ เทคนิคการเรียนต่างประเทศ อย่างเช่น ภาษาอังกฤษเองง่ายๆ 1. การฟัง การฟังเป็นการเรียนรู้ที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะแค่ 1 นาที 5 นาที หรือเป็นชั่วโมง การฝึกที่ดีที่สุดคือ การฟังข่าวภาษาอังกฤษ ช่องทางการฟังมีหลากหลายมาก เช่น ดูข่าวผ่านทีวี CNN, BBC หรือช่องอื่นๆ หรือ ฟังข่าวออนไลน์ผ่านมือถือ ซึ่งหาดาวน์โหลด Application เหล่านี้ได้ง่ายมาก ประเด็นคือฟังไม่รู้เรื่อง มันมืดไปหมด แล้วอย่างนี้จะเรียนรู้ได้อย่างไร อย่าเพิ่งถอดใจเพราะเป็นเรื่องธรรมดาหากฟังไม่เข้าใจ เพราะแม้กระทั่งคนที่ระดับภาษาอังกฤษค่อนข้างดีแล้ว บางทีเขายังฟังข่าวไม่ค่อยรู้เรื่องก็มี สิ่งที่จะแนะนำคือพยายามฟังบ่อยๆ หากมีเวลาพยายามตั้งใจฟังและพยายามจับให้ได้ว่าเขากำลังรายงานข่าวเรื่องอะไรอยู่ พยายามแยกแยะคำศัพท์แต่ละคำออกจากกันให้ได้ ถึงแม้จะไม่รู้ความหมายของคำนั้นๆ ก็ตาม เพราะถ้าเราฟังเฉยๆ ลอยๆ จะเหมือนกับเวลาฝรั่งอ่านหนังสือภาษาไทยที่ไม่รู้ว่าแต่ละคำจบตรงไหน เพราะเขียนติดกันเป็นพืดไปหมด ดังนั้นช่วงเริ่มฟังใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายหรือรู้เรื่องทั้งหมด แค่พยายามจับคำของนักข่าวให้ได้ก็พอ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ อย่าเพิ่งท้อ เพราะการฟังบ่อยก็ช่วยให้เราคุ้นชินกับสำเนียง ท่วงทำนอง ระดับสูงต่ำ ของภาษาได้ไปในตัว ฟังไปนานๆ มันจะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกเราเอง และไม่ช้าเราจะจับคำพูดที่เราฟัง ได้โดยที่ไม่ต้องพยายามอีกต่อไป ดังนั้นว่างๆ หากมีสมาร์ทโฟนให้เข้าไปดาวโหลด Podcast ข่าวของ CNN หรือ BBC มาไว้ในมือถือ ขึ้นบีทีเอสหรือรอรถเมย์เมื่อไหร่ก็หยิบออกมาฟังเพลินๆ หรือเข้าไปที่ Leaning English ของ Voice of America จาก http://learningenglish.voanews.com ในนี้จะรวบรวมข่าวพร้อมคลิปเสียงการบรรยายข่าวนั้นๆ โดยเขาทำไว้เพื่อให้คนฝึกฟังภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ดังนั้นการรายงานข่าวจึงไม่เร็วเกินไปและชัดถ้อยชัดคำมาก การฝึกฟังจากการดูหนัง หรือซีรีส์ฝรั่ง คำแนะนำคือห้ามมี Subtitle หรือถ้าต้องมีจริงๆ ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ห้ามเป็นภาษาไทยโดยเด็ดขาด เพราะคุณจะไม่ได้อะไรเลยจากการดูหนังในครั้งนั้น การดูหนังหรือซีรีส์ภาษาอังกฤษจะดีตรงที่ภาษาจะเป็นภาษาพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป แนะนำอย่าเลือกหนังที่เป็นหนังประวัติศาสตร์ย้อนยุค เพราะเราจะไม่เข้าใจภาษา ถ้าเลือกได้แนะนำหนังการ์ตูนของ Walt Disney ดูน่ารักเพลินๆ และภาษาเข้าใจง่าย ส่วนซีรีส์ก็เลือกดูที่เราถนัด การฟังจากการฟังเพลง เชื่อว่าทุกคนฟังเพลงสากล แต่มีกี่คนที่รู้ว่าเพลงที่ฟังอยู่สื่อถึงอะไร หรือเนื้อเพลงแปลว่าอะไร หากฟังแบบนั้นจะเป็นแค่การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน การฟังที่ได้เรียนรู้ไปด้วยแนะนำให้เปิดหาความหมายของเนื้อร้องประกอบไปด้วย อาจจะฝึกแปลเองหรือเข้าไปหาดูบทแปลจากอินเทอร์เน็ต แต่ระวังนิดนึงเพราะบางเว็บที่แปลเพลงสากลอาจแปลได้ไม่ค่อยตรงความหมายของเพลง หรือความหมายไม่ได้ตามอารมณ์ที่ควรจะเป็นของเพลงนั้นๆ ข้อดีของการฟังเพลงคือเพลงหนึ่งเพลง ปกติเราไม่ฟังแค่รอบเดียวแล้วเลิกฟัง เรามักจะฟังซ้ำๆ ทุกวัน จึงทำให้เกิดการคุ้นหูและเคยชินกับประโยคในเพลง หากเรารู้ความหมายจะเป็นการดีที่เราได้เรียนรู้ทั้งคำศัพท์และตัวอย่างการใช้ไปในตัว เวลาจำไปใช้ก็เอาไปทั้งประโยคได้เลย 2. การอ่าน อ่านน้อยได้น้อย อ่านมากได้มาก อันนี้ขึ้นอยู่กับความขยันของตัวบุคคลจริงๆ ทุกครั้งที่เราอ่านเราจะได้อะไรเสมอ สำหรับการอ่านภาษาอังกฤษไหนๆ ก็จะเริ่มอ่านแล้ว ควรอ่านให้ได้ประโยชน์มากที่สุด แนะนำให้อ่านข่าวภาษาอังกฤษ บทความ หรือนิตยสารภาษาอังกฤษ การอ่านจะต่างจากการฟังตรงที่เวลาอ่านพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังอ่าน หากเจอคำศัพท์แปลกที่เราไม่รู้ความหมายให้เปิดพจนานุกรมและเขียนกำกับไว้เลย (แนะนำให้เขียนลงในเนื้อหาที่เราอ่านเลย) หากเป็นไปได้ควรอ่านทุกวัน อย่างน้อยวันละหนึ่งหัวข้อข่าว หรือหนึ่งบทความ เจอคำที่ไม่รู้ให้เปิดพจนานุกรมและเขียนไว้ ถึงแม้จะเป็นคำเดิมที่เราเคยเจอ และเคยเปิดมาแล้ว เพราะถ้าเปิดอีกรอบนั่นหมายความว่าเรายังจำไม่ได้ หากอ่านทุกวันเราจะเห็นว่าเราจะเจอคำศัพท์เดิมๆ บ่อยครั้ง ในที่สุดเราจะจำคำนั้นๆ ได้โดยอัตโนมัติ แต่การอ่านไม่จำเป็นต้องเปิดแบบละเอียดทุกคำ เพราะมันจะทำให้เราเกิดอาการหงุดหงิด ท้อและเลิกอ่านไปในที่สุด บางทีเราสามารถเดาความหมายจากบริบทได้ อันนี้อาจต้องฝึกบ่อยๆ นะคะ การเรียนรู้ภาษาที่สามจะต้องมาควบคู่กับความขยันและอดทน หากขาดสิ่งนี้การเรียนรู้แทบจะไม่ได้ผลเลย ยังไงก็พยายามกันนะคะ โดยเฉพาะสากลอย่างภาษาอังกฤษ ไม่ใช่สิ่งที่ยากหรือน่ากลัว แต่หากเราไม่รู้แล้วเกิดจำเป็นต้องใช้ในวันข้างหน้าความน่ากลัวจะมาเยือน ที่มา นิตยสารแคนดี้, เรียบเรียงโดย http://teen.mthai.com/หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ

 TVXQ เปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 7 Tense 6 ม.ค.2014
TVXQ /  ประเทศเกาหลี

TVXQ จะเปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 7 'Tense' ในวันที่ 6 มกราคม ปี 2014 โดยการเปิดตัวอัลบั้มในครั้งนี้จะเป็นอัลบั้มใหม่ที่จะเปิดตัวออกมาต่อจากอัลบั้ม 'Catch Me' ที่เปิดตัวออกมาเมื่อเดือนกันยายน ปี 2012  TVXQ เปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 7 Tense 6 ม.ค.2014 สำหรับชื่ออัลบั้ม 'Tense' ออกเสียงคล้ายคลึงกับคำว่า '10th' ที่มาจากคำว่า '10th Anniversary' มีความหมายถึงครบรอบ 10 ปี และมีความหมายทางพจนานุกรมว่า 'ตึงเครียด', 'เกร็ง' ซึ่งก็เข้ากับสถานะของ TVXQ ที่เดบิวท์ครบ 10 ปี ในวันที่ 26 อย่างน่าอัศจรรย์ TVXQ เตรียมทำกิจกรรมโปรโมทอัลบั้มชุดที่ 7 ในรายการเพลงทางสถานีโทรทัศน์ช่องสาธารณะ โดยจะเริ่มจาก KBS 'Music Bank' ในวันที่ 3 มกราคม ตามด้วย MBC 'Show! Music Core' ในวันที่ 4 มกราคม และ SBS 'Inkigayo' ในวันที่ 5 มกราคม ตามลำดับ TVXQ ปิดฉากเวิลด์ทัวร์ที่อเมริกา ชิลี จีน และมาเลเซีย ตลอดปี 2013 ลงอย่างประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง TVXQ ยังเป็นนักร้องชาวต่างชาติวงแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้จัดคอนเสิร์ตขึ้นที่ Nissan Stadium ซึ่งเฉพาะทัวร์ที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตตลอดทั้งปี ทั้งสิ้น 850,000 นับเป็นนักร้องเกาหลีที่ทำสถิติผู้เข้าชมคอนเสิร์ตได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว อนึ่ง TVXQ จะจัดคอนเสิร์ตเดี่ยว 'SMTOWN Week' ขึ้นที่ Kintex อิลซาน ในวันที่ 26-27 ธันวาคม โดยหลังจากส่งท้ายปี 2013 อย่างมีความหมายแล้ว TVXQ ก็จะเข้าสู่การเตรียมตัวคัมแบ็คทันที ข้อมูลจาก popcornfor2.com

หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript
ตำนานลี้ลับ /  ต่างประเทศ / 

หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript?ห้องสมุดเบนเนคเก้ (Beinecke Rare Bood & Manuscript Library) ของมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา เป็นแหล่งหนังสือหายาก รวมทั้งเอกสารต้นฉบับ สมุดบันทึกด้วยลายมือของเจ้าของหลายพันเล่ม? จากยุคกลางและเรอเนสซองส์ มีสมุดบันทึกที่มีนักวิชาการจำนวนมากได้แวะเวียนเข้ามาศึกษาโดยตลอด แต่ไม่มีผู้ใดสามารถทำความเข้าใจสาระที่บันทึกไว้ในสมุดเล่มนี้ได้เลย หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript หนังสือเล่มนี้พบในปี 1912 โดยนักค้าหนังสือเก่าชาวอเมริกัน-รัสเซีย ชื่อนาย วิลฟริด เอ็ม. วอยนิช (Wilfrid M.Voynich) ขนาด 6 x 9 นิ้ว หนา 1 1/2 นิ้ว มีอยู่ 240 หน้า แต่บางหน้าขาดหายไป ปกสมุดทำจากหนังลูกวัวสีครีม ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน ชื่อเรื่องหรือปีที่เขียนใดๆ ทั้งสิ้น รายละเอียดมีทั้งภาพและอักษรในสมุดมีความเฉพาะตัวเขียนด้วย ปากกาขนนกซึ่งทำให้ดูสง่างาม เป็นตัวอักษรที่ไม่เคยพบเห็นในที่ใดๆ ในโลกมาก่อนและแทบทุกหน้ามีวาดภาพประกอบ มีทั้งพืชพรรณแปลกๆ ภาพผู้หญิงเปลือยเชื่อมด้วยท่อที่ดูคล้ายเส้นโลหิต มีภาพคล้ายแผนผังเกี่ยวกับดาราศาสตร์ที่มองจากกล้องเทเลสโคป และภาพคล้ายเซลล์สิ่งมีชีวิตที่มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ นายวอยนิชได้มาจากอิตาลีและกลับไป อเมริกาเพื่อประกาศหาผู้เชี่ยวชาญมาดูเพื่อศึกษาและแปลอักขระ จนถึงวันนี้เกือบ 100 ปี ก็ยังไม่มีใครสามารถแปลความหมายของสมุดบันทึกเล่มนี้ได้แม้แต่คำเดียว สิ่งที่บอกได้คืออายุและแหล่งที่มาของ สมุด จากการวิเคราะห์ลักษณะของภาพวาด เสื้อผ้า ทรงผมของรูปคน รูปปราสาท รวมถึงหนังสัตว์และสีที่ใช้ภายในเล่ม สันนิษฐานว่า เขียนขึ้นโดยชาวยุโรป ราวศตวรรษที่ 15 หรือ ระหว่างปี 1450-1520 ภายในสมุดมีจดหมายสอดอยู่ เขียนด้วยภาษาลาติน วันที่ 19 สิงหาคม 1666 เป็นจดหมายที่ โจฮันส์ มาร์คุส มาร์ซี่ อดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชาร์ลส์แห่งกรุงปราก (ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเชค) เขียนถึง อธานาเซียส เคอร์เชอร์ นักวิชาการนิกายเจซูอิทแห่งวิทยาลัยโรมาโนในกรุงโรม เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษา ผู้จัดทำพจนานุกรมภาษาคอปติค (เป็นภาษาอียิปต์โบราณที่ใช้ในระหว่าง ปีค.ศ. 200-1100) ภายในจดหมายมีใจความว่า ?สมุดบันทึกที่ส่งมาด้วยนี้ จอร์จ บาเรช (Georg Baresch) เพื่อนสนิทได้มอบให้ข้าพเจ้าก่อนเสียชีวิต และเป็นผู้ซึ่งเคยได้ส่งสำเนาบางส่วนของสมุดเล่มนี้มาให้ท่านเพื่อลองศึกษา และแปลความหมายดูแล้ว แต่เวลานั้นท่านได้ขอให้ส่งสมุดทั้งเล่มมา แต่ บาเรช ได้ปฏิเสธ ทำให้เรื่องหายเงียบไปอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังมั่นใจว่าท่านจะสามารถแปลความหมายในสมุดบันทึกเล่มนี้ได้อย่าง แน่นนอน...? นอกจากนี้ในจดหมายได้เล่าว่าสมุดเล่มนี้เคยอยู่ในครอบครอง ของจักรพรรดิรูดอล์ฟที่ 2 แห่งโบฮีเมีย ปี 1552-1612 ซึ่งซื้อมาด้วยเหรียญทองคำถึง 600 เหรียญ (เทียบเท่าทองคำที่น้ำหนักประมาณ 3.5 กิโลกรัมในปัจจุบัน) ในสมุดเล่มนี้ได้บันทึกอะไรไว้บ้างไม่มีใครสามารถบอกได้ เนื่องจากอักขระที่ใช้เขียนนั้นไม่มีผู้สามารถถอดความได้ สิ่งเดียวที่จะชี้นำก็คือ รูปภาพภายในเล่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพของพืชพรรณคล้ายสมุนไพรและแผนผังดาราศาสตร์ จึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นสมุดบันทึกทางสายวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้านยาที่ทำจากสมุนไพร ซึ่งมีการพัฒนากันมากในยุคกลาง แต่บางแหล่งก็มีข้อสันนิษฐานเป็นบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับการแปรธาตุในช่วง ศตวรรษที่ 15 ที่พยายามแปรโลหะชนิดต่างๆ ให้เป็นทอง เพราะพบบางภาพในสมุดมีลักษณะคล้ายกับสัญลักษณ์ที่ใช้ในเรื่องของแร่ธาตุและ เหตุผลที่สำคัญ พบว่า จักรพรรดิรูดอล์ฟที่ 2 ยอมซื้อสมุดเล่มนี้ถึง 600 เหรียญ พระองค์เป็นจักรพรรดิที่มีความสนใจสิ่งแปลกประหลาดยิ่งกว่ากษัตริย์อื่นๆ ของยุโรป ทั้งยังเป็นผู้ที่ชอบเรื่องเวทมนต์ เล่มเกม ทำรหัส ทรงมีนักโหราศาสตร์รายล้อมอยู่มากมาย พระองค์เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการค้นคว้าและเผยแพร่เรื่องการแปรธาตุอีก ด้วย ลักษณะพื้นฐานของ หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript ?แบ่งเป็น 5 ส่วน 1. ส่วน พฤกษศาสตร์ มีสาระประมาณครึ่งหนึ่งของสมุด ราว 130 หน้า แต่ละหน้าจะมีภาพวาดของพรรณไม้ชนิดหนึ่ง พร้อมกับตัวอักษรกำลังอยู่ข้างๆ ซึ่งน่าจะเป็นรายละเอียดของพันธุ์ไม้นั้นๆ และอักษรบนแต่ละหน้านั้นก็เป็นชื่อพรรณไม้ 2. ส่วนดาราศาสตร์และจักรวาล ภาพส่วนใหญ่จะวาดในลักษณะของทรงกลม มีพระอาทิตย์ พระจันทร์และกลุ่มดาวต่างๆ แต่บางภาพมีองค์ประกอบแปลกๆ เช่น ภาพแผนภูมิจักรราศี มีภาพผู้หญิงเปลือยถือดวงดาวล้อมรอบจักรราศีอยู่ บางหน้าก็สามารถคลี่ออกมาได้อีกเป็น 6 หน้า มีภาพวาดหน้าผังดาราศาสตร์ ภาพคล้ายกาแลคซี่แอนโดรมีดาที่มองจากกล้องเทเลสโคป ส่วนนี้มี 26 หน้า 3. ส่วนชีววิทยา มีภาพวาดที่ดูคล้ายอวัยวะในร่างกาย ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแปลก มีภาพผู้หญิงเปลือยอยู่ในสระที่มีท่อเชื่อมโยงคล้ายเส้นเลือด ผู้หญิงบางคนก็สวมมงกุฎ ส่วนนี้มี 4 หน้า กับ 28 ภาพวาด 4. ส่วนเภสัชศาสตร์ มีความคล้ายกับส่วนพฤกษศาสตร์ ส่วนนี้มีภาพคล้ายภาชนะที่ใช้ในร้านขายยายุค ศตวรรษที่ 15 และมีตัวอักษรเขียนกำกับที่ตัวภาชนะ ส่วนนี้มี 34 หน้า 5. สูตร คาดว่าเกี่ยวกับสูตรยา เพราะมีการเขียนด้วยย่อหน้าสั้นๆ ถึง 324 ย่อหน้า แต่ถ้านับรวมกับส่วนที่ขาดหายไปแล้ว มีมากถึง 360-365 ย่อหน้า ทุกย่อหน้าเริ่มต้นด้วยรูปดอกจัน แต่มีผู้สันนิษฐานว่าส่วนนี้อาจเป็นปฏิทินแบบพิศดาร มีการระบุเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไว้ด้วย ส่วนนี้มี 23 หน้า โดยหน้าส่วนท้ายสันนิษฐานกันว่าเป็นบันทึกกุญแจไขปริศนาอักษร อีก 1 หน้า ที่ใช้ในสมุดบันทึกเล่มนี้ทั้งหมด เมื่อแรกเห็นสมุดนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากมักคิดว่าไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่ในที่สุดก็พบว่า ตัวอักษรที่บันทึกไว้ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากภาษาลาติน อังกฤษ เยอรมันหรือภาษาใดๆ ที่เคยพบมาก่อน จากการวิเคราะห์ในแง่ภาษาศาสตร์ พบว่าการเขียนเป็นไปอย่างต่อเนื่องเหมือนกับว่าผู้เขียนมีความชำนาญในภาษา นั้นอย่างยิ่ง ไม่มีลักษณะที่ต้องหยุดคิดก่อนเขียนพยัญชนะแต่ละตัวทั้งยังไม่พบร่องรอยการ ลบหรือแก้ไขใดๆ เลย เป็นการเขียนจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่าง การตั้งสมมุติฐานผู้เขียนหนังสือ หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript ?เล่มนี้ คนแรก คือ โรเจอร์ เบค่อน เพราะเป็นชื่อที่ทำให้จักรพรรดิรูดอล์ฟ ยอมจ่ายถึง 600 เหรียญทองคำ ซึ่งในปี 1919 วิลเลียม โรเมน นิวโบลด์ ได้ยืนยันว่าสมุดเล่มนี้เป็นงานของ โรเจอร์ เบค่อน จริง เพราะเบค่อนคือผู้ประดิษฐ์กล้องเทเลสโคปและกล้องจุลทรรศน์ แต่ในปี 1931 ก็ถูกโต้แย้งว่าการมองเห็นกาแลคซีแอนโดรมีดาและโครงสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตนั้น ต้องใช้กล้องเทเลสโคปและกลอ้งจุลทรรศน์ที่ทันสมัยเท่านั้น สมมุติฐานที่น่าสนใจที่สุด ดร. อีดิธ เชอร์วูด (Edith Sherwood) ได้เสนอในปี 2002 นี้เองว่า สมุดเล่มนี้เป็นของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี - Davinci code ของจริง ประเด็นที่เขาหยิบยกขึ้นมามีน้ำหนักไม่น้อย 1. คือ ส่วนดาราศาสตร์นั้นมีภาพหนึ่งที่มีสัญลักษณ์ราศีเมษอยู่ตรงกลางและมีผู้หญิง เปลือย 15 คน ยืนอยู่ในถัง ซึ่งรายล้อมรอบจักรราศี ส่วนใหญ่กำลังตั้งท้อง ในถังใบหนึ่งแปลกออกไปคือมีผู้หญิงอยู่กับเด็กคนหนึ่ง โดยผู้หญิงนั้นมีหน้าท้องแบน เธอถือคฑา ในยุคกลางนั้นจะทำการคลอดลูกในถังน้ำ ทำให้สันนิษฐานว่าเป็นการบันทึกกำเนิดของใครสักคนในวันที่ 15 เมษายน ระหว่าง 21 นาฬิกา-เที่ยงคืน เพราะตำแหน่งของถังน้ำที่มีเด็กกับผู้หญิงนั้นอยู่ตรงกลางระหว่างเลข 9 ถึงเลข 12 ของหน้าปัด นาฬิกาในยุคกลางนั้นแตกต่างจากปัจจุบัน ทั้ง 24 ชั่วโมงบนหน้าปัดและมีเข็มชี้เวลาเพียงก้านเดียว ดร. เชอร์วูดบอกว่า ในยุคนั้นจะเริ่มนับวันใหม่หลังจากพระอาทิตย์ตกและเขายังเคยอ่านพบบันทึกปู่ ของดาวินชีเกี่ยวกับการเกิดของหลานชายคือ ดาวินชี ในปี 1452 ว่า " หลานชายของฉัน ลูกชายของ Ser Piero เกิดในวันที่ 15 เมษายน วันเสาร์ เวลา 3 นาฬิกากลางคืน เขาชื่อว่า Lionardo" และเมื่อเช็คจากปฏิทินของยุคนั้นพบเป็นเวลา 3 นาฬิกากลางคืน หมายถึงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ภาพในถังน้ำที่มีเด็กมีตัวเลข 1452 และยังมีอีกคำหนึ่งที่อยู่ใกล้กับภาพที่พอแปลได้ จากการมองภาพสะท้อนในกระจกเงา คือ "Sabatta Notto" ซึ่งแปลว่า Saturday Night จะเห็นได้ว่า ความบังเอิญนี้เกิดขึ้นได้ยากที่จะมีคนอื่นที่กำเนิดวันและเวลาเดียวกันกับ ลีโอนาร์โด ดาวินชี 2. คือจุดตรงกลางของภาพเดียวกันนั้นมีภาพแกะที่เป็นสัญลักษณ์ของราศีเมษอยู่ และตัวอักษรใต้ภาพแกะนั้น เมื่อมองในกระจกเงาจะเห็นคล้ายคำว่า "Lionardo" โดยมีตัว r เขียนเสริมไว้ด้านบน ซึ่งเห็นว่าคล้ายกับลายเซ็นของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี ซึ่งเขาสะกดชื่อตัวเองว่า "Lionardo" ไม่ใช่ "Leonardo" อย่างที่ใช้กันในปัจจุบัน ข้อสุดท้าย ในส่วนดาราศาสตร์นั้นต้องมองผ่านกระจกเงาจึงจะเข้าใจ เป็นภาพเกี่ยวกับแผนภูมิจักราศี แต่ละราศีก็มีชื่อกำกับไว้ ก็พอจะอ่านชื่อของแต่ละภาพได้ แต่บางชื่อก็ไม่ได้เขียนแบบกลับด้าน??? ภาพคล้ายแกแลคซีที่แสดงทิศทางตามเข็ม นาฬิกา ซึ่งตามจริงคือต้องทวนเข็มนาฬิกา เพราะฉะนั้นเป็นภาพที่ต้องมองผ่านกระจกเงาเช่นกัน และเป็นที่ทราบกันดีว่า ดาวินชี มีความชำนาญวาดภาพและเขียนตัวหนังสือกลับด้าน? ภาพแกแลคซี แอนโดรมีดา สังเกตว่าวงรัศมีกลับด้านกัน เพราะเขาเขียนกลับด้านนั่นเอง ภาพวาดฝีมือ ดาวินชี จากการสันนิษฐาน ถ้าหากว่า ดาวินชีเขียนหนังสือเล่มนี้จริง ก็คงไม่ใช่งานเขียนตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่ เพราะมีหลายภาพมีการเขียนแบบ เด็กๆ เช่น ภาพของพืชพรรณในส่วนพฤกษศาสตร์ แต่ละต้นมีดอก รากและใบที่ไม่สอดคล้องกัน ภาพราศีและภาพในส่วนของชีววิทยาก็ดูคล้ายฝีมือเด็ก และบางภาพจะเห็นว่าภาพผู้หญิงที่มีเต้านมและอวัยวะเพศชาย ซึ่งแสดงถึงการเขียนที่ผู้เขียนไม่เข้าใจถึงสรีระของเพศหญิงอีกด้วย ส่วนเรื่องราวในวัยเยาว์ของดาวินชี นั้นไม่สามารถหาได้ จึงยากแก่การสันนิษฐาน อย่างไรก็ตาม ดร.เชอร์วูด สรุปว่า ลีโอนาร์โด ดาวินชี คือผู้ที่เขียนขึ้นมา เมื่อเขาอายุ 8 ขวบ ราวปี 1460 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ค้นหาภาพที่เป็นงานเขียนของดาวินชี เช่น ภาพ Embryos และ ภาพ Vitruvian Man มาเปรียบเทียบกับสมุดบันทึกแล้วจะดูไปในทิศทางเดียวกัน ?อย่างไรก็ตามสมุดบันทึกเล่มนี้ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนของใคร ผู้เขียนสามารถเขียนอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างชำนาญและยังสามารถรักษาความลับของผู้เขียนได้นานเกือบ 600 ปี ยังไงก็คงต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะไขปริศนาในสมุดเล่ม นี้ได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงยกให้เป็น สมุดบันทึกที่ลึกลับที่สุดในโลก. ขอบคุณข้อมูล creatures.igetweb.com

รับน้องได้ แต่ไม่ว้ากได้ไหมพี่  MThai ข่าวภาคซ่าส์
ANTI SOTUS /  Mthaiข่าวภาคซ่าส์ / 

กิจกรรมรับน้องเป็นสิ่งที่นักเรียนนักศึกษาใหม่หลายๆ คนให้ความสนใจและอยากจะเข้าร่วม ในอดีตกิจกรรมนี้คงมีเพียงในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันบางโรงเรียนเองก็มีการจัดกิจกรรมนี้ขึ้นเช่นกัน วัตถุประสงค์หลักๆ คงเป็นเรื่องของการละลายพฤติกรรมให้เหล่านักเรียนนักศึกษาได้ผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนใหม่ ที่มาจากต่างที่ต่างสถาบันได้อยู่ร่วมกัน เมื่อยุคสมัยมันเปลี่ยนไปกิจกรรมที่ทางรุ่นพี่ได้จัดเตรียมไว้ให้รุ่นน้องได้ร่วมสนุก บางกิจกรรมดูจะไม่ถูกใจทั้งผู้ร่วมกิจกรรมและผู้ปกครอง MThai ข่าวภาคซ่าส์ วันนี้จะมาพูดถึงประเด็นนี้กัน รับน้องให้อะไร ทำไมต้องมี…? แม้จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยมองว่า กิจกรรมรับน้องไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ และตั้งคำถามว่ามีไปแล้วได้อะไรมันช่วยอะไร? แต่ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยเห็นว่า กิจกรรมรับน้องเป็นสิ่งมีประโยชน์ ซึ่งกิจกรรมการรับน้องใหม่ ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน นั้นหมายถึง “สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ กันมา จนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือจารีตประเพณี” ซึ่งกิจกรรมรับน้องนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่มีการสืบทอดต่อ ๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น อาจเรียกได้ว่ามันคือประเพณีหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัย ผู้จัดกิจกรรมต่างมองว่า หากน้องๆได้เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถละลายพฤติกรรม สร้างความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยที่กว้างขวาง มันจะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน พี่น้อง ที่อยู่ในสถาบันเดียวกัน อีกทั้งยังมองว่า หากไม่มีอาจทำให้นักเรียนนักศึกษาต่างคนต่างอยู่ไม่รักใคร่กัน มีได้แต่ไม่ว้ากได้ไหมหล่ะรุ่นพี่…? ทางกลุ่ม ANTI SOTUS ได้ร่วมกับ สมัชชาเสรีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชิญร่วมลงชื่อสนับสนุน ยกเลิกการว้ากในกิจกรรมรับน้องประชุมเชียร์ เพื่อนำรายชื่อไปเสนอแก่ ทางมหาวิทยาลัย และ กระทรวงให้พิจารณาต่อ ซึ่งทางกลุ่มมองว่า การที่รุ่นพี่ว้ากรุ่นน้อง เป็นการละเมิดสิทธิขึ้นพื้นฐาน นักศึกษาซึ่งถือเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรมีความเข้าใจและเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน อันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยัง เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยออกระเบียบว่า ด้วยการทำกิจกรรมการรับน้อง โดยให้เป็นไปตามกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่อนุญาตให้มีการรับน้องนอกสถานที่ ทางกลุ่มมองว่า การรับน้องที่รุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ไม่ได้ต้องการให้ยกเลิกกิจกรรมแต่อยากให้มีการรับน้องแบบสร้างสรรค์ไม่กระทบต่อชีวิตผู้อื่น โดยเริ่มต้นจาก เลิกว้าก อย่างไรก็ตามกิจกรรมรับน้องในแต่ละสถาบัน จะมีการสอบถามความสมัครใจของผู้เข้าร่วมก่อน โดยมีการทำหนังสือขออนุญาตผู้ปกครอง แต่นักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่ก็จะเข้าร่วมทั้งนั้น หากใครไม่เข้าอาจถูกมองว่า น้องคนนี้ไม่เอาระบบ น้องคนนั้นไม่เอารุ่น สิ่งที่จะตามมาสำหรบคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ พวกเขาอาจตกเป็น เป้าสายตาถูกวิพากษ์วิจารณ์ และสุดท้ายพวกเขาอาจอยู่ในรั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ การยกเลิกกิจกรรมอาจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะพวกเขาอาจแอบไปจัดกิจกรรมกันเอง โดยที่อาจารย์หรือผู้ปกครองไม่รู้ ยิ่งจะควบคุมกันยากเข้าไปอีก หากคงกิจกรรมไว้ก็ควรมีอาจารย์ดูแลและส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งมีบทลงโทษชัดเจนหากรุ่นพี่ฝ่าฝืนทำกิจกรรมที่รุนแรง MThai News

Drag Queen ตัวแม่ รวมสุดยอด แดรกควีน ก่อนแต่งแบบจัดเต็ม
Drag Queen /  Gayaround / 

Drag Queen ตัวแม่  รวมสุดยอดแดรกควีนก่อนแต่งแบบจัดเต็ม ตามพจนานุกรมฝรั่งบอกว่า Drag หมายถึง คราด ,เครื่องกวาดถนน ,ลาก ,เลื่อน ,เทียมม้า ส่วนคำว่า Queen นอกจากความหมายว่าราชินีแล้วยังมีความหมายในเชิงว่าเป็นผู้นำ นางพญา ตัวแม่ จำพวกนี้ ซึ่งถ้าเราจะตีความหมายคำว่า แดรกควีน ก็คงจะให้ความหมายว่า เกย์ เก้ง-กวาง ที่แต่งจัดเต็มมากกว่าหญิงและวางมาดเป็นนางพญา เชิดๆ เริดๆ นั่นเอง Drag Queen กับ Transgender ไม่หมือนกัน เพราะ Transgender คือสาวประเภทสองที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว ส่วน Drag Queen คือเกย์ที่ยังคงเป็นผู้ชาย แต่แต่งตัวเป็นหญิงเนื่องในโอกาส หรืองานต่างๆ นั่นเอง และเมื่อเราจะพูดถึง แดรกควีน แล้วเราคงจต้องนึกถึงการแต่งหน้าแต่งตัวที่จัดเต็มตลอดเว จนเรียกว่าผู้หญิงยังอายเลยจริงๆ วันนี้ทาง Men.MThai เราเลยรวบรวมความเก๋เริดของเหล่า แดรกควีน ระหว่างก่อนแต่งและหลังแต่งมาฝากเพื่อนๆ กันครับ เริ่มต้นกันที่คุณแม่ของแดรกควีนนั่นก็คือ รูพอล Rupaul นั่นเอง ต่อกันที่ผู้ชนะ Drag Race ซีซั่น 2 ราชา ถัดมาที่ผู้ชนะซีซั่น 3 จาก Drag Race ชารอน นีดเดิล และต่อกันที่ผู้ชนะซีซั่น 4  Drag Race จิงซ์ มอนซูน สวยและเหมือนผู้หญิงที่สุด คอร์ทนี่ย์ แอ็ค