พจนานุกรม

หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript
ตำนานลี้ลับ /  ต่างประเทศ / 

หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript?ห้องสมุดเบนเนคเก้ (Beinecke Rare Bood & Manuscript Library) ของมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา เป็นแหล่งหนังสือหายาก รวมทั้งเอกสารต้นฉบับ สมุดบันทึกด้วยลายมือของเจ้าของหลายพันเล่ม? จากยุคกลางและเรอเนสซองส์ มีสมุดบันทึกที่มีนักวิชาการจำนวนมากได้แวะเวียนเข้ามาศึกษาโดยตลอด แต่ไม่มีผู้ใดสามารถทำความเข้าใจสาระที่บันทึกไว้ในสมุดเล่มนี้ได้เลย หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript หนังสือเล่มนี้พบในปี 1912 โดยนักค้าหนังสือเก่าชาวอเมริกัน-รัสเซีย ชื่อนาย วิลฟริด เอ็ม. วอยนิช (Wilfrid M.Voynich) ขนาด 6 x 9 นิ้ว หนา 1 1/2 นิ้ว มีอยู่ 240 หน้า แต่บางหน้าขาดหายไป ปกสมุดทำจากหนังลูกวัวสีครีม ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียน ชื่อเรื่องหรือปีที่เขียนใดๆ ทั้งสิ้น รายละเอียดมีทั้งภาพและอักษรในสมุดมีความเฉพาะตัวเขียนด้วย ปากกาขนนกซึ่งทำให้ดูสง่างาม เป็นตัวอักษรที่ไม่เคยพบเห็นในที่ใดๆ ในโลกมาก่อนและแทบทุกหน้ามีวาดภาพประกอบ มีทั้งพืชพรรณแปลกๆ ภาพผู้หญิงเปลือยเชื่อมด้วยท่อที่ดูคล้ายเส้นโลหิต มีภาพคล้ายแผนผังเกี่ยวกับดาราศาสตร์ที่มองจากกล้องเทเลสโคป และภาพคล้ายเซลล์สิ่งมีชีวิตที่มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ นายวอยนิชได้มาจากอิตาลีและกลับไป อเมริกาเพื่อประกาศหาผู้เชี่ยวชาญมาดูเพื่อศึกษาและแปลอักขระ จนถึงวันนี้เกือบ 100 ปี ก็ยังไม่มีใครสามารถแปลความหมายของสมุดบันทึกเล่มนี้ได้แม้แต่คำเดียว สิ่งที่บอกได้คืออายุและแหล่งที่มาของ สมุด จากการวิเคราะห์ลักษณะของภาพวาด เสื้อผ้า ทรงผมของรูปคน รูปปราสาท รวมถึงหนังสัตว์และสีที่ใช้ภายในเล่ม สันนิษฐานว่า เขียนขึ้นโดยชาวยุโรป ราวศตวรรษที่ 15 หรือ ระหว่างปี 1450-1520 ภายในสมุดมีจดหมายสอดอยู่ เขียนด้วยภาษาลาติน วันที่ 19 สิงหาคม 1666 เป็นจดหมายที่ โจฮันส์ มาร์คุส มาร์ซี่ อดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชาร์ลส์แห่งกรุงปราก (ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเชค) เขียนถึง อธานาเซียส เคอร์เชอร์ นักวิชาการนิกายเจซูอิทแห่งวิทยาลัยโรมาโนในกรุงโรม เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษา ผู้จัดทำพจนานุกรมภาษาคอปติค (เป็นภาษาอียิปต์โบราณที่ใช้ในระหว่าง ปีค.ศ. 200-1100) ภายในจดหมายมีใจความว่า ?สมุดบันทึกที่ส่งมาด้วยนี้ จอร์จ บาเรช (Georg Baresch) เพื่อนสนิทได้มอบให้ข้าพเจ้าก่อนเสียชีวิต และเป็นผู้ซึ่งเคยได้ส่งสำเนาบางส่วนของสมุดเล่มนี้มาให้ท่านเพื่อลองศึกษา และแปลความหมายดูแล้ว แต่เวลานั้นท่านได้ขอให้ส่งสมุดทั้งเล่มมา แต่ บาเรช ได้ปฏิเสธ ทำให้เรื่องหายเงียบไปอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังมั่นใจว่าท่านจะสามารถแปลความหมายในสมุดบันทึกเล่มนี้ได้อย่าง แน่นนอน...? นอกจากนี้ในจดหมายได้เล่าว่าสมุดเล่มนี้เคยอยู่ในครอบครอง ของจักรพรรดิรูดอล์ฟที่ 2 แห่งโบฮีเมีย ปี 1552-1612 ซึ่งซื้อมาด้วยเหรียญทองคำถึง 600 เหรียญ (เทียบเท่าทองคำที่น้ำหนักประมาณ 3.5 กิโลกรัมในปัจจุบัน) ในสมุดเล่มนี้ได้บันทึกอะไรไว้บ้างไม่มีใครสามารถบอกได้ เนื่องจากอักขระที่ใช้เขียนนั้นไม่มีผู้สามารถถอดความได้ สิ่งเดียวที่จะชี้นำก็คือ รูปภาพภายในเล่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพของพืชพรรณคล้ายสมุนไพรและแผนผังดาราศาสตร์ จึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นสมุดบันทึกทางสายวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้านยาที่ทำจากสมุนไพร ซึ่งมีการพัฒนากันมากในยุคกลาง แต่บางแหล่งก็มีข้อสันนิษฐานเป็นบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับการแปรธาตุในช่วง ศตวรรษที่ 15 ที่พยายามแปรโลหะชนิดต่างๆ ให้เป็นทอง เพราะพบบางภาพในสมุดมีลักษณะคล้ายกับสัญลักษณ์ที่ใช้ในเรื่องของแร่ธาตุและ เหตุผลที่สำคัญ พบว่า จักรพรรดิรูดอล์ฟที่ 2 ยอมซื้อสมุดเล่มนี้ถึง 600 เหรียญ พระองค์เป็นจักรพรรดิที่มีความสนใจสิ่งแปลกประหลาดยิ่งกว่ากษัตริย์อื่นๆ ของยุโรป ทั้งยังเป็นผู้ที่ชอบเรื่องเวทมนต์ เล่มเกม ทำรหัส ทรงมีนักโหราศาสตร์รายล้อมอยู่มากมาย พระองค์เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการค้นคว้าและเผยแพร่เรื่องการแปรธาตุอีก ด้วย ลักษณะพื้นฐานของ หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript ?แบ่งเป็น 5 ส่วน 1. ส่วน พฤกษศาสตร์ มีสาระประมาณครึ่งหนึ่งของสมุด ราว 130 หน้า แต่ละหน้าจะมีภาพวาดของพรรณไม้ชนิดหนึ่ง พร้อมกับตัวอักษรกำลังอยู่ข้างๆ ซึ่งน่าจะเป็นรายละเอียดของพันธุ์ไม้นั้นๆ และอักษรบนแต่ละหน้านั้นก็เป็นชื่อพรรณไม้ 2. ส่วนดาราศาสตร์และจักรวาล ภาพส่วนใหญ่จะวาดในลักษณะของทรงกลม มีพระอาทิตย์ พระจันทร์และกลุ่มดาวต่างๆ แต่บางภาพมีองค์ประกอบแปลกๆ เช่น ภาพแผนภูมิจักรราศี มีภาพผู้หญิงเปลือยถือดวงดาวล้อมรอบจักรราศีอยู่ บางหน้าก็สามารถคลี่ออกมาได้อีกเป็น 6 หน้า มีภาพวาดหน้าผังดาราศาสตร์ ภาพคล้ายกาแลคซี่แอนโดรมีดาที่มองจากกล้องเทเลสโคป ส่วนนี้มี 26 หน้า 3. ส่วนชีววิทยา มีภาพวาดที่ดูคล้ายอวัยวะในร่างกาย ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแปลก มีภาพผู้หญิงเปลือยอยู่ในสระที่มีท่อเชื่อมโยงคล้ายเส้นเลือด ผู้หญิงบางคนก็สวมมงกุฎ ส่วนนี้มี 4 หน้า กับ 28 ภาพวาด 4. ส่วนเภสัชศาสตร์ มีความคล้ายกับส่วนพฤกษศาสตร์ ส่วนนี้มีภาพคล้ายภาชนะที่ใช้ในร้านขายยายุค ศตวรรษที่ 15 และมีตัวอักษรเขียนกำกับที่ตัวภาชนะ ส่วนนี้มี 34 หน้า 5. สูตร คาดว่าเกี่ยวกับสูตรยา เพราะมีการเขียนด้วยย่อหน้าสั้นๆ ถึง 324 ย่อหน้า แต่ถ้านับรวมกับส่วนที่ขาดหายไปแล้ว มีมากถึง 360-365 ย่อหน้า ทุกย่อหน้าเริ่มต้นด้วยรูปดอกจัน แต่มีผู้สันนิษฐานว่าส่วนนี้อาจเป็นปฏิทินแบบพิศดาร มีการระบุเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไว้ด้วย ส่วนนี้มี 23 หน้า โดยหน้าส่วนท้ายสันนิษฐานกันว่าเป็นบันทึกกุญแจไขปริศนาอักษร อีก 1 หน้า ที่ใช้ในสมุดบันทึกเล่มนี้ทั้งหมด เมื่อแรกเห็นสมุดนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากมักคิดว่าไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่ในที่สุดก็พบว่า ตัวอักษรที่บันทึกไว้ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากภาษาลาติน อังกฤษ เยอรมันหรือภาษาใดๆ ที่เคยพบมาก่อน จากการวิเคราะห์ในแง่ภาษาศาสตร์ พบว่าการเขียนเป็นไปอย่างต่อเนื่องเหมือนกับว่าผู้เขียนมีความชำนาญในภาษา นั้นอย่างยิ่ง ไม่มีลักษณะที่ต้องหยุดคิดก่อนเขียนพยัญชนะแต่ละตัวทั้งยังไม่พบร่องรอยการ ลบหรือแก้ไขใดๆ เลย เป็นการเขียนจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่าง การตั้งสมมุติฐานผู้เขียนหนังสือ หนังสือที่ลึกลับที่สุดในโลก Voynich Manuscript ?เล่มนี้ คนแรก คือ โรเจอร์ เบค่อน เพราะเป็นชื่อที่ทำให้จักรพรรดิรูดอล์ฟ ยอมจ่ายถึง 600 เหรียญทองคำ ซึ่งในปี 1919 วิลเลียม โรเมน นิวโบลด์ ได้ยืนยันว่าสมุดเล่มนี้เป็นงานของ โรเจอร์ เบค่อน จริง เพราะเบค่อนคือผู้ประดิษฐ์กล้องเทเลสโคปและกล้องจุลทรรศน์ แต่ในปี 1931 ก็ถูกโต้แย้งว่าการมองเห็นกาแลคซีแอนโดรมีดาและโครงสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตนั้น ต้องใช้กล้องเทเลสโคปและกลอ้งจุลทรรศน์ที่ทันสมัยเท่านั้น สมมุติฐานที่น่าสนใจที่สุด ดร. อีดิธ เชอร์วูด (Edith Sherwood) ได้เสนอในปี 2002 นี้เองว่า สมุดเล่มนี้เป็นของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี - Davinci code ของจริง ประเด็นที่เขาหยิบยกขึ้นมามีน้ำหนักไม่น้อย 1. คือ ส่วนดาราศาสตร์นั้นมีภาพหนึ่งที่มีสัญลักษณ์ราศีเมษอยู่ตรงกลางและมีผู้หญิง เปลือย 15 คน ยืนอยู่ในถัง ซึ่งรายล้อมรอบจักรราศี ส่วนใหญ่กำลังตั้งท้อง ในถังใบหนึ่งแปลกออกไปคือมีผู้หญิงอยู่กับเด็กคนหนึ่ง โดยผู้หญิงนั้นมีหน้าท้องแบน เธอถือคฑา ในยุคกลางนั้นจะทำการคลอดลูกในถังน้ำ ทำให้สันนิษฐานว่าเป็นการบันทึกกำเนิดของใครสักคนในวันที่ 15 เมษายน ระหว่าง 21 นาฬิกา-เที่ยงคืน เพราะตำแหน่งของถังน้ำที่มีเด็กกับผู้หญิงนั้นอยู่ตรงกลางระหว่างเลข 9 ถึงเลข 12 ของหน้าปัด นาฬิกาในยุคกลางนั้นแตกต่างจากปัจจุบัน ทั้ง 24 ชั่วโมงบนหน้าปัดและมีเข็มชี้เวลาเพียงก้านเดียว ดร. เชอร์วูดบอกว่า ในยุคนั้นจะเริ่มนับวันใหม่หลังจากพระอาทิตย์ตกและเขายังเคยอ่านพบบันทึกปู่ ของดาวินชีเกี่ยวกับการเกิดของหลานชายคือ ดาวินชี ในปี 1452 ว่า " หลานชายของฉัน ลูกชายของ Ser Piero เกิดในวันที่ 15 เมษายน วันเสาร์ เวลา 3 นาฬิกากลางคืน เขาชื่อว่า Lionardo" และเมื่อเช็คจากปฏิทินของยุคนั้นพบเป็นเวลา 3 นาฬิกากลางคืน หมายถึงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ภาพในถังน้ำที่มีเด็กมีตัวเลข 1452 และยังมีอีกคำหนึ่งที่อยู่ใกล้กับภาพที่พอแปลได้ จากการมองภาพสะท้อนในกระจกเงา คือ "Sabatta Notto" ซึ่งแปลว่า Saturday Night จะเห็นได้ว่า ความบังเอิญนี้เกิดขึ้นได้ยากที่จะมีคนอื่นที่กำเนิดวันและเวลาเดียวกันกับ ลีโอนาร์โด ดาวินชี 2. คือจุดตรงกลางของภาพเดียวกันนั้นมีภาพแกะที่เป็นสัญลักษณ์ของราศีเมษอยู่ และตัวอักษรใต้ภาพแกะนั้น เมื่อมองในกระจกเงาจะเห็นคล้ายคำว่า "Lionardo" โดยมีตัว r เขียนเสริมไว้ด้านบน ซึ่งเห็นว่าคล้ายกับลายเซ็นของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี ซึ่งเขาสะกดชื่อตัวเองว่า "Lionardo" ไม่ใช่ "Leonardo" อย่างที่ใช้กันในปัจจุบัน ข้อสุดท้าย ในส่วนดาราศาสตร์นั้นต้องมองผ่านกระจกเงาจึงจะเข้าใจ เป็นภาพเกี่ยวกับแผนภูมิจักราศี แต่ละราศีก็มีชื่อกำกับไว้ ก็พอจะอ่านชื่อของแต่ละภาพได้ แต่บางชื่อก็ไม่ได้เขียนแบบกลับด้าน??? ภาพคล้ายแกแลคซีที่แสดงทิศทางตามเข็ม นาฬิกา ซึ่งตามจริงคือต้องทวนเข็มนาฬิกา เพราะฉะนั้นเป็นภาพที่ต้องมองผ่านกระจกเงาเช่นกัน และเป็นที่ทราบกันดีว่า ดาวินชี มีความชำนาญวาดภาพและเขียนตัวหนังสือกลับด้าน? ภาพแกแลคซี แอนโดรมีดา สังเกตว่าวงรัศมีกลับด้านกัน เพราะเขาเขียนกลับด้านนั่นเอง ภาพวาดฝีมือ ดาวินชี จากการสันนิษฐาน ถ้าหากว่า ดาวินชีเขียนหนังสือเล่มนี้จริง ก็คงไม่ใช่งานเขียนตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่ เพราะมีหลายภาพมีการเขียนแบบ เด็กๆ เช่น ภาพของพืชพรรณในส่วนพฤกษศาสตร์ แต่ละต้นมีดอก รากและใบที่ไม่สอดคล้องกัน ภาพราศีและภาพในส่วนของชีววิทยาก็ดูคล้ายฝีมือเด็ก และบางภาพจะเห็นว่าภาพผู้หญิงที่มีเต้านมและอวัยวะเพศชาย ซึ่งแสดงถึงการเขียนที่ผู้เขียนไม่เข้าใจถึงสรีระของเพศหญิงอีกด้วย ส่วนเรื่องราวในวัยเยาว์ของดาวินชี นั้นไม่สามารถหาได้ จึงยากแก่การสันนิษฐาน อย่างไรก็ตาม ดร.เชอร์วูด สรุปว่า ลีโอนาร์โด ดาวินชี คือผู้ที่เขียนขึ้นมา เมื่อเขาอายุ 8 ขวบ ราวปี 1460 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ค้นหาภาพที่เป็นงานเขียนของดาวินชี เช่น ภาพ Embryos และ ภาพ Vitruvian Man มาเปรียบเทียบกับสมุดบันทึกแล้วจะดูไปในทิศทางเดียวกัน ?อย่างไรก็ตามสมุดบันทึกเล่มนี้ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนของใคร ผู้เขียนสามารถเขียนอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างชำนาญและยังสามารถรักษาความลับของผู้เขียนได้นานเกือบ 600 ปี ยังไงก็คงต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะไขปริศนาในสมุดเล่ม นี้ได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงยกให้เป็น สมุดบันทึกที่ลึกลับที่สุดในโลก. ขอบคุณข้อมูล creatures.igetweb.com

หน้าไม่ไหวแล้ว!!! พี่เวียร์ เมาไม่ขับเบลล่า พร้อมรับ-ส่ง ถึงบ้าน
เบลล่า ราณี /  เวียร์ ศกลวัฒน์

ช่วยกันเหยียบ ช่วยกันปกปิด ไม่ยอมเปิดเผยสถานะทางหัวใจทั้งคู่ สำหรับ เวียร์ ศุกลวัฒน์ & เบลล่า ราณี ที่มีข่าวด้วยกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ทั้งคู่ก็ยังคงปากแข็งยืนยันความสัมพันธ์ว่าเป็นแค่พี่น้องกันเท่านั้น ตามแบบฉบับพจนานุกรมของซุป’ตาร์ไทย แม้ว่าช่วงหลังๆ ทั้งคู่จะไปมีข่าวกับคนอื่นชวนให้สงสัย ว่าคนไหนคือตัวจริงหรือว่าตัวหลอก โดยเฉพาะหนุ่มเวียร์ที่ยังแอบไปจิ๊จ๊ะกับอดีตกิ๊กเก่าอย่าง กีฟ อรลีฬห์ จนโดนปาปารัซซี่แชะภาพทั้งคู่ขณะกำลังซับเหงื่อให้กัน แม้แต่ตัวสาวเบลล่าเอง ก็ยังมีภาพแนบชิดสนิทสนมกับพระเอกหนุ่ม เจมส์ จิรายุ ออกมาอย่างถี่ยิบ จนกลายเป็นคู่จิ้นพระนางที่แฟนคลับเชียร์อยากให้ทั้งคู่เป็นแฟนกันนอกจอจริงๆ แต่งานนี้ดูท่าทางแฟนคลับคงจะต้องอารมณ์เสีย เพราะตัวจริงของกันและกันเขาก็แอบย่องมาเจอกันอยู่ดี ล่าสุดปาปารัซซี่ตาไวของเราก็สอยหลักฐานเด็ดๆ มัดตัวทั้งระหว่าง เวียร์-เบลล่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งสวีทกินดื่มอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านเลียบทางด่วน ซึ่งดูจากสภาพหน้าตาของหนุ่มเวียร์แล้วคาดการณ์ว่าน่าจะดื่มไปแล้วหลายแก้ว แต่แหม...จะไม่ให้ดื่มหลายแก้วได้อย่างไร ก็ในเมื่อสาวเบลล่าเธอเล่นเป็นคนรินให้เองกับมือ งานนี้สาวเบลล่าไม่มีการห้ามปรามแต่ประการใด มีแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียร์ดริ๊งก์ให้พี่เวียร์เต็มที่กับการดื่ม & ดูดตามสไตล์ มีหวานใจดี๊...ดี เข้าใจหัวอกลูกผู้ชายอย่างเวียร์แบบนี้ ถึงว่าสิทำไมหนุ่มเวียร์ถึงเลือกที่จะคบหากับสาวเบลล่า ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หนุ่มเวียร์มีสาวๆ เป็นร้อยวิ่งเข้าหาอยากจะนั่งซ้อนทั้งท้ายรถ & ท้ายคน อิอิอิ!!! ก็ไม่รู้คืนนั้นหนุ่มเวียร์จะเมาหนักขนาดไหน แต่เชื่อว่าคงไม่ได้ขับรถกลับบ้านเองแน่นอน สงสัยสารถีที่ไปส่งถึงบ้านก็คงหนีไม้พ้นหวานใจอย่างสาวเบลล่าแหงๆ เบลล่า-เวียร์ เบลล่า-เวียร์ เบลล่า-เวียร์

จูบใครคิดว่าไม่สำคัญ! 13 สิ่งที่มั่นใจว่าคุณไม่รู้ เกี่ยวกับการจูบ
การจูบ /  การแสดงความรัก / 

การแสดงออกทางความรักที่ออกจะโรแมนติกก็คือ  "การจูบ"  ไม่ว่าหนังไทย หนังจีน หนังฝรั่ง หนังเกาหลี ก็ล้วนใช้การจูบเป็นตัวแสดงความรักของคนสองคน แล้วในชีวิตจริงเรารู้อะไรเกี่ยวกับการจูบบ้างล่ะ? หรือรู้แค่ว่าจูบก็เพื่อแสดงความรักกับคนรักเพียงอย่างเดียว ? วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับการจูบมาฝากกัน ซึ่งมั่นใจเลยล่ะว่าน้อยคนนักที่จะรู้! 1. 2ใน3 ของคนที่จูบมักจะเอนหัวไปทางขวาเมื่อจูบ น่าแปลกเหมือนกันนะ แต่จริงๆแล้วเป็นนิสัยที่เราทำกันตั้งแต่เป็นทารกแล้วล่ะ เพราะทารกในครรภ์ส่วนใหญ่มักหันหัวไปทางขวาตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว 2.การจูบเป็นตัวชี้ชะตาในชีวิตคู่ได้เลย ถ้าคู่รักคู่ไหนจูบได้ดี เล้าโลมด้วยลิ้นเก่ง จะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเลยล่ะ  3.การจูบช่วยปล่อยฮอร์โมนเอนโดรฟินและอ็อกซิโตซิน ซึ่งไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจูบแล้ว สมองมันถึงปลอดโปร่งและมีความสุขอย่างประหลาดเลยล่ะ  4.จูบทำให้อายุยืนได้ด้วย ผลการศึกษามากมาย เผยว่า คู่รักที่จูบกันเป็นประจำมีแนวโน้มจะมีอายุยืน 5.ชาวฝรั่งเศสระบุคำว่า french kiss ในพจนานุกรมตั้งแต่ปี 2013 แม้จะได้ยินกันมาบ่อยกับคำว่า french kiss ที่หมายถึงการจูบดูดดื่มแบบแลกลิ้นกันนั่นแหละ แต่จริงๆแล้วคำนี้เพิ่งระบุคำว่า galocher ที่แปลว่าจูบด้วยลิ้นลงพจนานุกรมเมื่อปี 2013 นี้เอง 6.จูบช่วยให้สุขภาพดี หนึ่งในผลการศึกษาพบว่า การจูบช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าป่วยคราวหน้าก็แค่ดื่มน้ำมะนาวแล้วจูบแฟนได้เลย อิอิ 7.จูบที่นานที่สุดตามสถิติโลกคือ  58 ชั่วโมง 35 นาที 58 วินาที 8.แม้เรื่องจูบจะดูเป็นเรื่องธรรมด๊า แต่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังนะ โดยศาสตร์แห่งการศึกษาเรื่องจูบนั้นเรียกว่า  philematology 9.ไม่ใช่ทุกประเทศที่แสดงความรักด้วยการจูบ มีมากมายหลายประเทศนะที่ไม่ได้แสดงความรักด้วยการจูบ จนกระทั่งชาวยุโรปได้เริ่มแนะนำการจูบ โดยบางที่อาจใช้การสัมผัสที่จมูกและหอมแก้มเท่านั้น  10.มีเหตุผลว่าทำไมเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องจูบกัน จากนักเขียน  Michael Philip Penn กล่าวว่า การจูบนั้น เป็นการให้สัญญาแก่กันว่าจะดูแลกันไปตลอดชีวิต ไม่ใช่จูบโชว์อย่างเดียวนะจ๊ะ 11.ไม่ใช่มนุษย์อย่างเดียวที่จูบนะ วัว กระรอก หอยทาก หรือนกพัฟฟินก็ใช้การจูบเหมือนกันนะ แต่ก็มีเพียงเจ้าชิมแปนซีที่พอจะเป็นสัตว์ที่จูบเหมือนคนมากที่สุด 12.จูบแบบ French kiss ใช้กล้ามเนื้อ 34 ส่วนในใบหน้า ในขณะที่จูบธรรมดาใช้กล้าวเนื้อเพียงแค่ 2 ส่วนเท่านั้น แต่ถ้าจูบจริงจูบแรงล่ะก็ ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเหนื่อย เพราะคุณใช้กล้ามเนื้อไปถึง 32 ส่วนเลยล่ะ 13.จูบช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้ถึง 5 กิโลแคลอรี่ในไม่กี่นาที ถ้าวันๆไม่คิดจะทำอะไร จูบกันทั้งวันเป็น 10 ชั่วโมง ก็ไม่ต้องไปออกกำลังกายยังได้เลย ที่มา seventeen เรียบเรียงโดย Women Mthai Team 

รับน้องได้ แต่ไม่ว้ากได้ไหมพี่  MThai ข่าวภาคซ่าส์
ANTI SOTUS /  Mthaiข่าวภาคซ่าส์ / 

กิจกรรมรับน้องเป็นสิ่งที่นักเรียนนักศึกษาใหม่หลายๆ คนให้ความสนใจและอยากจะเข้าร่วม ในอดีตกิจกรรมนี้คงมีเพียงในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันบางโรงเรียนเองก็มีการจัดกิจกรรมนี้ขึ้นเช่นกัน วัตถุประสงค์หลักๆ คงเป็นเรื่องของการละลายพฤติกรรมให้เหล่านักเรียนนักศึกษาได้ผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนใหม่ ที่มาจากต่างที่ต่างสถาบันได้อยู่ร่วมกัน เมื่อยุคสมัยมันเปลี่ยนไปกิจกรรมที่ทางรุ่นพี่ได้จัดเตรียมไว้ให้รุ่นน้องได้ร่วมสนุก บางกิจกรรมดูจะไม่ถูกใจทั้งผู้ร่วมกิจกรรมและผู้ปกครอง MThai ข่าวภาคซ่าส์ วันนี้จะมาพูดถึงประเด็นนี้กัน รับน้องให้อะไร ทำไมต้องมี…? แม้จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยมองว่า กิจกรรมรับน้องไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ และตั้งคำถามว่ามีไปแล้วได้อะไรมันช่วยอะไร? แต่ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยเห็นว่า กิจกรรมรับน้องเป็นสิ่งมีประโยชน์ ซึ่งกิจกรรมการรับน้องใหม่ ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน นั้นหมายถึง “สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ กันมา จนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือจารีตประเพณี” ซึ่งกิจกรรมรับน้องนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่มีการสืบทอดต่อ ๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น อาจเรียกได้ว่ามันคือประเพณีหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัย ผู้จัดกิจกรรมต่างมองว่า หากน้องๆได้เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถละลายพฤติกรรม สร้างความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยที่กว้างขวาง มันจะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน พี่น้อง ที่อยู่ในสถาบันเดียวกัน อีกทั้งยังมองว่า หากไม่มีอาจทำให้นักเรียนนักศึกษาต่างคนต่างอยู่ไม่รักใคร่กัน มีได้แต่ไม่ว้ากได้ไหมหล่ะรุ่นพี่…? ทางกลุ่ม ANTI SOTUS ได้ร่วมกับ สมัชชาเสรีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชิญร่วมลงชื่อสนับสนุน ยกเลิกการว้ากในกิจกรรมรับน้องประชุมเชียร์ เพื่อนำรายชื่อไปเสนอแก่ ทางมหาวิทยาลัย และ กระทรวงให้พิจารณาต่อ ซึ่งทางกลุ่มมองว่า การที่รุ่นพี่ว้ากรุ่นน้อง เป็นการละเมิดสิทธิขึ้นพื้นฐาน นักศึกษาซึ่งถือเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรมีความเข้าใจและเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน อันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยัง เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยออกระเบียบว่า ด้วยการทำกิจกรรมการรับน้อง โดยให้เป็นไปตามกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่อนุญาตให้มีการรับน้องนอกสถานที่ ทางกลุ่มมองว่า การรับน้องที่รุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ไม่ได้ต้องการให้ยกเลิกกิจกรรมแต่อยากให้มีการรับน้องแบบสร้างสรรค์ไม่กระทบต่อชีวิตผู้อื่น โดยเริ่มต้นจาก เลิกว้าก อย่างไรก็ตามกิจกรรมรับน้องในแต่ละสถาบัน จะมีการสอบถามความสมัครใจของผู้เข้าร่วมก่อน โดยมีการทำหนังสือขออนุญาตผู้ปกครอง แต่นักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่ก็จะเข้าร่วมทั้งนั้น หากใครไม่เข้าอาจถูกมองว่า น้องคนนี้ไม่เอาระบบ น้องคนนั้นไม่เอารุ่น สิ่งที่จะตามมาสำหรบคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ พวกเขาอาจตกเป็น เป้าสายตาถูกวิพากษ์วิจารณ์ และสุดท้ายพวกเขาอาจอยู่ในรั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ การยกเลิกกิจกรรมอาจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะพวกเขาอาจแอบไปจัดกิจกรรมกันเอง โดยที่อาจารย์หรือผู้ปกครองไม่รู้ ยิ่งจะควบคุมกันยากเข้าไปอีก หากคงกิจกรรมไว้ก็ควรมีอาจารย์ดูแลและส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งมีบทลงโทษชัดเจนหากรุ่นพี่ฝ่าฝืนทำกิจกรรมที่รุนแรง MThai News

ช่วยกันสนับสนุน! ชื่นชม น้องอาร์ม ขายหนังสือหาเงินเรียน
ขายหนังสือ /  น้องอาร์ม / 

ช่วยกันสนับสนุน! ชื่นชม น้องอาร์ม ขายหนังสือหาเงินเรียน ชาวสังคมออนไลน์ชื่นชมเด็กใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ โดยได้มีการแชร์เรื่องราวของน้องอาร์ม เด็กนักเรียนที่ตระเวนขายหนังสืออ่านนอกเวลาตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ถูกเผยแพร่โดยสมาชิกเฟซบุ๊คชื่อคุณ Wanicha Watanawanichkorn ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า น้องชื่อน้องอาร์ม เรียนโรงเรียนวัดสังเวช แถวบางลำพู เราเจอน้องที่ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร น้องมาขายหนังสืออ่านเล่นนอกเวลา เพื่อการศึกษาตัวเอง น้องบอกว่าแม่ตอนนี้ ขายข้าวแกง ไอเดียที่มาขายหนังสือได้จากแม่เพื่อน ตนช่วยซื้อด้วยความหวังดี ไม่ได้คิดมากอะไร น้องอาร์มขายหนังสือตามราคาปก หนังสือเช่น พจนานุกรม หนังสือนิทานอีสป หนังสือธรรมมะ เป็นต้น "ใครเจอน้องก็ช่วยซื้อบ้างนะคะ เราบอกว่าเอาเงินไปเรียนนะ อย่าเอาเงินไปเล่นเกมส์ น้องก็ครับ ยิ้ม และไหว้ " ทั้งนี้เรื่องราวดังกล่าวชาวสังคมออนไลน์ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมและเป็นกำลังใจให้น้องอาร์ม และมองว่าเป็นเด็กที่ขยัน รู้จักคิดใช้เวลาเป็นประโยชน์กว่าเด็กคนอื่น ขอบคุณภาพจากสมาชิกเฟซบุ๊ค Wanicha Watanawanichkorn MThai News

9 เรื่องชวนอึ้ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่คุณอาจไม่เคยรู้
ซลาตัน /  ซลาตัน อิบราฮิโมวิช / 

หากจะกล่าวถึงกองหน้าที่ดีที่สุดในโลก 1-10 นั้นต้องมี ซลาตัน อิบราฮิโมวิช อยู่ในลิสต์รายชื่อแน่นอน เพราะทักษะการทำประตูที่หาเลียนแบบไม่ได้แล้ว ซลาตัน กองหน้าชาวสวีเดนรายนี้ยังมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากนักฟุตบอลอาชีพคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งบุคลิก พฤติกรรมการแสดงออก การพูดจา แต่เหนือสิ่งอื่นใดยังมีเรื่องราวเด็ดๆชวนอึ้งอีก 9 เรื่องของกองหน้าคนนี้ เรื่องที่ 1. ซลาตัน มองเห็นอนาคต : เมื่อตอนเขาอายุ 16 ปี อาจารย์ที่โรงเรียนมอบหมายงานให้เขียนเรียงความว่า "5 ปี หลังจากนี้คุณจะเป็นอะไร" ยังไม่ทันเริ่มเขียน ซลาตัน ก็ตอบอาจารย์ไปว่า "ผมจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่อิตาลีและจะสร้างรายได้มหาศาล" แต่ความจริงแล้ว ซลาตัน ใช้เวลา 6 ปีถึงได้เซ็นสัญญาค้าแข้งกับ ยูเวนตุส และแน่นอนเขาประสบความสำเร็จทำรายได้มหาศาลที่ตามที่เขาบอกกับอาจารย์เอาไว้ตอนนั้น เรื่องที่ 2. ซลาตัน คือขี้ขโมยตัวพ่อ : เมื่อสมัยเด็กๆ ซลาตัน ชอบสะสมจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ แต่จักรยานส่วนมาจากการขโมย! ครั้งหนึ่งสมัยที่ยังเป็นนักฟุตบอลเยาวชนกับ มัลโม่ ซลาตัน ขี่จักรที่ขโมยมาก่อนจะถูกขโมยไป ซลาตัน แก้ปัญหาด้วยการขโมยจักรยานแถวนั้นคืนก่อนจะขี่กลับบ้านแบบไม่รู้สึกอะไร หลังจากนั้นราวๆ หนึ่งสัปดาห์ก็มีการแจ้งว่าจักรยานของผู้ช่วยผู้จัดการทีม มัลโม่ หายไปจนกลายเป็นเรื่องราวยกใหญ่ เรื่องที่ 3. ซลาตัน เกือบเป็นนักเตะ เซาธ์แฮมป์ตัน : หลังจากย้ายมาเป็นนักเตะกับ อาแจ็กซ์ ได้หนึ่งปี ซลาตัน ไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ และพยายามจะหาความท้าทายใหม่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน แต่สุดท้ายโชคดีที่ ยูเวนตุส ยังเห็นแววในตัวเขาคว้าตัวไปเสียก่อน เรื่องที่ 4. ความหมายของคำว่า "ซลาตัน" : ชื่อนี้มีที่มาจากทางใต้ของ ซลาวิค หรือละแวกประเทศโคเอเชีย เซอร์เบียและสโลเวเนีย ที่คำว่า "ซลาตัน" นั้นแปลว่า "ทองคำ" เรื่อง 5. ซลาตัน กับธุรกิจ : ซลาตัน เป็นนักกีฬาฟุตบอลคนแรกที่นำชื่อของตนเองไปทำเป็นเครื่องหมายการค้าไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผม ยานยนต์ เบียร์ ของใช้อุปโภคบริโภค และสุดท้ายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรื่องที่ 6. ซลาตัน ในพจนานุกรม : พจนานุกรมในสวีเดนบัญญัติคำว่า ซลาตาเนร่า ลงในพจนานุกรมของประเทศเพื่อยกย่อง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช พร้อมกับมีความหมายว่า "ขจัดให้สิ้นด้วยพลังที่แก่กล้า" เรื่องที่ 7. สถิติที่ยอดเยี่ยมในแชมเปี่ยนส์ลีก : ซลาตัน เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำประตูได้ในแชมเปี่ยนส์ลีกจากการลงเล่น 6 สโมสร อาแจ็กซ์ ยูเวนตุส อินเตอร์ มิลาน บาร์เซโลน่า เอซี มิลาน และ ปารีส แต่ถึงอย่างไรเขายังไม่เคยได้ชูถ้วยใบนี้เสียที เรื่องที่ 8. ไอดอล ของ ซลาตัน : ซลาตัน เติบโตมากับการชื่นชม "โล้นทองคำ" โรนัลโด้ กองหน้าโคตรคงาสสิคคนหนึ่งที่โลกเคยมี ซลาตัน เคยบอกว่า "โรนัลโด้ คือ นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดตลอดกาล" เรื่องที่ 9. ซลาตัน กับสนามฟุตบอลแรกในชีวิต : ซลาตัน เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกตอน 6 ขวบแถวลานหินกรวดละแวกบ้าน ต่อมาในปี 2007 ซลาตัน จับมือกับ ไนกี้ ร่วมกันเนรมิตลานหินกรวดดังกล่าวให้เป็นสนามบอลขนามย่อมที่ทันสมัย นอกจากนี้ ซลาตัน ยังสลักข้อความไว้ที่สนามแห่งนี้ด้วยว่า "ที่แห่งนี้คือหัวใจ ที่แห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราว ที่แห่งนี้คือที่ที่ผมโลดแล่น และมันสร้างอนาคต"

ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น!
ข่าวการศึกษา /  ประเทศญี่ปุ่น / 

จากหนังสือขายดีของญี่ปุ่น เรื่องราวของ "ซายากะจัง" นักเรียนสาว แต่งตัวจัด นิสัยเกเร ไม่ตั้งใจเรียน ในขณะที่เธอเรียนอยู่ ม. 5 แต่ความรู้ที่เธอมีนั้นแค่เด็ก ป.4!! แต่แล้วชีวิตของเด็กสาวคนนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อเธอได้เจอกับครูติวเตอร์คนหนึ่ง ครูคนนี้ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้เด็กสาวไม่เอาไหนคนนี้สอบเข้ามหาลัยที่สอบเข้ายากที่สุดของญี่ปุ่นได้ ภายในเวลา 1 ปี! แล้วครูติวเตอร์คนนี้เขาทำยังไงล่ะ? อย่ารอช้าไปติดตามเรื่องราวที่ทีนเอ็มไทยนำมาฝากกันเลยดีกว่าค่ะ ^^ ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น! ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น! ครืด ... เสียงเปิดประตู เด็กสาวหัวทอง ใส่เสื้อเอวลอยกับกระโปรงสั้นจู๋ ทาเล็บสีสด ใส่น้ำหอมกลิ่นแรงสุดๆ เดินเข้ามาที่โรงเรียนกวดวิชาพร้อมคุณแม่ คุณแม่บอกว่า “รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะดูแรง แต่ลูกสาวเป็นเด็กดีมากค่ะ” นั่นคือวันแรกที่ Tsubota Nobutaka (ครูติวเตอร์) ได้พบกับ ซายากะจัง เด็กสาวสุดเปรี้ยวที่สอบได้คะแนนติดอันดับโหล่ของโรงเรียน ซายากะถูกพักการเรียนตอน ม. 5 เพราะทำผิดกฎโรงเรียน แม่เห็นซายากะว่างๆ เลยส่งมาเรียนพิเศษที่โรงเรียนของครู Tsubota ซึ่งสิ่งแรกที่ครู Tsubota ให้ ซายากะ ทำคือ สอบวัดระดับ เช่น ครู Tsubota : “คำว่า Strong แปลว่า อะไร” ซายากะ : “อือ … วันอาทิตย์?” ครู Tsubota : “คำว่า “พวกเขา” ภาษาอังกฤษคือคำว่า ?” ซายากะ : “Hi” (น้องคงจะอยากตอบคำว่า “ฮี” แต่สะกดผิด แต่คำตอบที่ถูกคือ “They”) ผลการประเมิน ซายากะมีผลการเรียนเท่ากับเด็ก ป.4 (ตอนที่เธออยู่ ม. 5) ถ้าเพื่อนๆ เป็นติวเตอร์จะทำยังไงคะ? คงจะคืนเงินคุณแม่แล้วเชิญหนูน้อยไปเรียนที่อื่นดีกว่า ใช่ไหมล่ะ แต่ครู Tsubota ไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาถามซายากะว่า .. ครู Tsubota : อยากเข้ามหาวิทยาลัยไหน? ซายากะ :  "ไม่รู้สิ" >,< ครู Tsubota :  แหย่ว่า “ลองเข้าโตไดไหม” ซายากะ :  “ไม่เอาอ่ะ มีแต่ผู้ชายบ้าเรียนใส่แว่นหนาๆ” ครู Tsubota : “งั้น สอบเข้า Keio ไหม? เคยได้ยินคำว่า Keio Boy ไหม?” ซายากะ : “ว้ายยย!! หนุ่มหล่อเยอะนิ่ ซายากะกับเคโอ น่าสนๆ” กับเด็ก ม.5 ที่ยังแปลคำว่า “Strong” ไม่ออก ครู Tsubota ยุให้เด็กคนนี้สอบเข้า 'เคโอ' มหาวิทยาลัยเอกชนที่สอบเข้ายากที่สุดในญี่ปุ่น ครูคิดอะไรอยู่ … ?? “อ่านเด็กให้ขาด!!” เด็กแต่ละแบบ มีวิธีสอนและวิธีกระตุ้นไม่เหมือนกัน นอกจากแบบทดสอบวัดระดับความรู้ ครู Tsubota ให้เด็กๆ ทุกคนทำแบบทดสอบจิตวิทยา (เอ็นเนียแกรม) และแบ่งเด็กๆ เป็น 9 ประเภท ซึ่งซายากะเป็นประเภท “ผู้เสพย์สุข” มองโลกในแง่ดี เวลาสอน ต้องขายฝัน โม้เป้าหมายสูงๆ ก็ไม่เป็นไร เด็กพวกนี้ไม่สงสัย ครู Tsubota จึงบอกซายากะว่า “ถ้าไป Keio เธอจะได้เจอคนเก๋ๆ คูลๆ นะ ได้อยู่โตเกียวด้วยนะ” ซายากะผู้มองโลกในแง่ดีก็เริ่มฝันหวาน และมีแรงอ่านหนังสือสอบ ในทางกลับกัน ถ้าเด็กเป็นประเภท "Realistic" ขืนครูมานั่งขายฝันแบบนี้ เด็กคงดูถูก หาว่าครูไม่ได้เรื่องแน่ๆ ถ้าเป็นเด็กประเภท "Perfectionist" เด็กจะมีนิสัยชอบทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ละเอียดที่สุด แต่สุดท้าย จะเครียดเพราะไม่เป็นไปตามแผน ครูจึงไม่ตั้งเป้าหมายให้เด็กกลุ่มนี้ และพยายามเน้นเรื่องการจับเวลา และแบ่งเวลาตอบข้อสอบ “ไม่มีเด็กที่เกลียดความก้าวหน้าของตัวเอง” ครู Tsubota ไม่ได้รู้สึกท้อใจหรือหนักใจเลย ที่เห็นซายากะสอบได้แค่ระดับ ป.4 ครูเชื่อว่าเด็กที่ทำคะแนนไม่ดี ไม่ใช่เด็กไม่เก่ง เพียงแต่พวกเขาแค่ยังไม่ได้เรียน หรือไม่รู้เกี่ยวกับความรู้นั้นๆ เท่านั้น สิ่งสำคัญ คือจะทำอย่างไรให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่า การเรียน ก็คือการฝึกทำสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ ให้ทำได้และสนุกไปกับ process นั้น เด็กที่แยกคำว่า They กับ He ไม่ออก เพราะเขาไม่เข้าใจ แต่ถ้าเขาเข้าใจความหมาย เข้าใจวิธีใช้ และใช้คำเหล่านั้นมาแต่งประโยคใหม่ๆ ได้ เขาย่อมทึ่งกับความสามารถกับตัวเอง เขาย่อมอยากรู้ศัพท์คำใหม่ๆ อีก นั่นคือ วิธีที่ ครู Tsubota ทำให้เด็กหนีเรียนอย่างซายากะหันมาสนุกกับการเรียนได้ ก่อนอื่น ครูสอนโครงสร้างภาษา เอาให้พื้นฐานแน่น จากนั้นค่อยๆ ทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ฝึกให้ใช้พจนานุกรม พอเริ่มอ่านบทความง่ายๆ เข้าใจ เด็กก็เริ่มสนุกและอยากอ่านอีก ครูก็ป้อนบทความที่ยาวขึ้น ยากขึ้นให้อ่าน เมื่อซายากะไปโรงเรียน เธอตกใจที่เธอทำข้อสอบที่โรงเรียนได้ ทั้งๆ ที่ผ่านมาส่งกระดาษเปล่าตลอด! เธอเริ่มมั่นใจ และรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งอ่านหนังสือหนักขึ้น ครู Tsubota เชื่อว่าในโลกนี้มีเด็กที่เกลียดการเรียนอยู่เยอะ แต่ไม่มีเด็กคนไหนที่เกลียดความก้าวหน้าของตัวเอง และครู Tsubota เป็นผู้ชี้ทางให้เด็กเห็น “ความก้าวหน้า” ของตัวเอง "ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองเมื่อวาน ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองในเดือนก่อนมากๆ" นี่คือบางส่วนของจดหมายที่ซายากะเขียนถึงครู .. “ก่อนที่จะได้เจอครู หนูเกลียดผู้ใหญ่รอบตัวมาก ทุกคนมองว่าหนูเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง คนที่เข้าใจหนู มีแต่เพื่อนเท่านั้น เพื่อนสำคัญที่สุด ถ้าไม่ได้เจอครู หนูคงไม่คิดจะเรียนต่อมหาลัย คงหางานอะไรสักอย่างทำไปวันๆ แต่งงาน มีลูก แต่พอเจอครู ครูรับที่หนูเป็นหนู ครูชมหนูบ่อยๆ ครูไม่หน้าบึ้งใส่หนูเหมือนผู้ใหญ่คนอื่น แถมครูยิ้มและหัวเราะบ่อยๆ ด้วย ครูยังฟังเรื่องที่หนูเล่าโน่นเล่านี่ด้วย ตอนที่หนูบอกคนรอบตัวว่าจะเข้าม. เคโอ มีแต่คนบอกว่าหนูบ้าไปแล้ว  แต่ครูทำให้การเรียนที่เคโอ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น่าสนุกสำหรับหนู ทำให้หนูเริ่มสนใจ … แต่ว่า พอลองตั้งใจเรียนจริงๆ หนูตกใจมากว่า ทำไมหนูไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรขนาดนี้ ขณะเดียวกัน การได้รู้ว่าเราไม่รู้อะไร มันเป็นเรื่องที่สนุกมากๆ หนังสือที่อ่านสนุกกว่าที่คิด หนูยังรู้สึกเสียดายเลยว่า หนูกลับมาเรียนช้าไป เวลาครูเล่าเรื่องการเมืองให้ฟัง หนูกลับไปบ้าน ก็เริ่มฟังข่าวเข้าใจมากขึ้น เวลาหนูอ่านการ์ตูนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ครูแนะนำ หนูก็เริ่มฝันอยากเดินทางไปดูของจริงที่โน่นที่นี่ หนูเสียดายเวลาที่ผ่านมาเหลือเกิน เวลาที่หนูทำตัวไร้สาระ โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกตั้งเยอะนะคะ ตอนที่หนูสอบเข้าเคโอได้ หนูสัมผัสได้ถึงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากในตัวหนู ครูบอกว่า “เธอจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น” หนูยังจำคำนี้ได้ไม่ลืมเลยค่ะ  "หนูได้เรียนรู้ว่า หากเราพยายามอะไรถึงที่สุด พยายามจนเกือบตาย ชีวิตมันเปลี่ยนไปจริงๆ  ชีวิต … ขึ้นอยุ่กับการที่เราเลือกเดินจริงๆ" เรื่องราวของ ซายากะ จัง ถูกถ่ายทอดลงในหนังสือที่เขียนโดยครู Tsubota และมียอดขายมากกว่า 100 ล้านเล่ม เป้นหนังสือที่ขายที่สุดของญี่ปุ่น รวมถึงได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย! ขอบคุณข้อมูล : แปลโดย facebook - Japan Gossip by เกตุวดี Marumura เพื่อนๆ สามารถติดตามเรื่องราวชีวิต สังคม และสิ่งต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น เพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ ^^

ศัพท์ใหม่วัยโจ๋ สื่อสารได้ ไม่ทำให้วิบัติ
จุงเบย /  บ่องตง / 

ภาษาไทย ในยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะมีศัพท์ใหม่เกิดขึ้นมามากมาย เพราะการเปลี่ยนแปลงของภาษา เป็นไปตามกาลเวลา และกระแสของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้บรรดาผู้ใหญ่หลายคน ยังไม่คุ้นหูกับศัพท์ ที่ไม่คาดคิดว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยวันภาษาไทย ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป ทำให้มีการพิจารณาว่า "การใช้คำศัพท์ใหม่ๆของวัยรุ่นนั้น สามารถยอมรับได้หรือไม่" ซึ่งนายอุดม วิโรตม์สิกขดิตถ์ อุปนายกราชบัณฑิตยสถาน ได้ออกมาระบุว่า คำศัพท์ใหม่วัยรุ่นสามารถนำมาใช้ได้ ถ้าใช้สื่อสารได้เข้าใจ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะธรรมชาติของภาษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และที่ผ่านมา ราชบัณฑิตยสถานมีการรวบรวม พจนานุกรมคำใหม่ ทั้งคำศัพท์ใหม่-ศัพท์วัยรุ่น-คำแสลง ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 นับ 1,000 คำ เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลคำใหม่ต่างๆ และบันทึกคำเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานแสดงการเกิด และการเปลี่ยนแปลงของคำที่ใช้ในสังคมไทย ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงของภาษานั่นก็คือ เมื่อย้อนกลับไปดูวรรณกรรมไทยโบราณ ละครย้อนยุค หรือหลักฐานทางวรรณคดีต่างๆ ก็จะพบว่า มีบางคำที่วัยรุ่นไม่คุ้นหูเช่นเดียวกัน และถูกเลิกใช้ไป เป็นความเปลี่ยนแปลงของภาษาทั้งเกิดขึ้นใหม่ และสูญไป เช่นคำว่า ขอรับ(ครับ) อุรา(จิตใจ) แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การใช้คำให้ถูกต้องตามความหมายที่สื่อสาร และการเขียนให้ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นคำใหม่ ก็จะต้องเขียน และอ่านให้ตรงกับหลักภาษาเช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกับศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้น อาทิ จิ้น  หมายถึง จินตนาการ ตัวอย่าง ดาราทั้งสองเป็นคู่จิ้นกัน ฟิน  หมายถึง ที่สุด สุดๆ มาจากภาษาฝรั่งเศส ฟินาเล่ (Finale) และถึงจุดไคลแมกซ์ จุงเบย เพี้ยนมาจากคำว่า จังเลย ตัวอย่างเช่น น่ารักจุงเบย คีบับ มาจากคำว่า คือแบบ บ่องตง มาจากคำว่า บอกตรงๆ อัลไล มาจากคำว่า อะไร แอ๊ว หมายถึง ยั่วยวน จีบ ซั่ม หมายถึง มีเพศสัมพันธ์ โลกสวย หมายถึง ผู้ที่มองในแง่ดีไปทุกเรื่อง ติ่ง หมายถึง แฟนคลับ ผู้คลั่งไคล้ หรา มาจากคำว่า หรือ, เหรอ  เช่น จริงหรือ จิงเหรอ (คนละความหมายกับคำว่า โชว์หรา) หยั่มมา มาจากคำว่า อย่ามา เช่น อย่ามาทำอวดดี เตง หมายถึง ตัวเอง ใช้เรียกกับคนอื่น เช่น ไปทำอะไรมาอ่ะเตง น่ามคาน หมายถึง น่ารำคาญ ฝุดฝุด มาจากคำว่า สุดสุด เมายาคุม ใช้เรียกคนที่มีอาการเบลอ ทำอะไรไม่อยู่กับร่องกับรอย คล้ายกับคำว่า เวิ่นเว้อ ช๊ะ (ใช่ป่ะ) ใช้พูดต่อท้ายประโยค อุต๊ะ คำอุทานมาจากคำว่า อุ้ยตาย อย่างไรก็ตาม คำเหล่านี้ มักจะเกิดมาแล้วหายไปตามกระแส อยู่ได้เพียงไม่นาน แม่ว่าจะไม่ใช่เรื่องผิดในการสื่อสาร แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องคงรักษาภาษาไทยที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เอาไว้ ทั้งการพูดในที่ชุมชน การเขียนหนังสือรายงานต่างๆ รวมถึงการสื่อสารกับผู้ที่ไม่คุ้นเคยหรือพูดคุยอย่างเป็นทางการ เพราะภาษาไทย ถือเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ ชาวต่างชาติหลายคนก็ให้ความสนใจเรียนภาษาไทยกันมากขึ้น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็หันมาเรียนภาษาไทย จึงควรทำให้ภาษาไทยเข้าใจง่ายและถูกต้อง MThai News

แฟชั่นชุดว่ายน้ำ ปู ไปรยา ซีซั่นใหม่ กับ รูปร่างใหม่
ชุดว่ายน้ำ /  ชุดว่ายน้ำ ปู ไปรยา / 

แฟชั่นชุดว่ายน้ำ ปู ไปรยา ซีซั่นใหม่ กับ รูปร่างใหม่ ภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร VOGUE THAILAND Beach Chic on holiday with Praya Lundberg หากพจนานุกรมของ ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์กไม่มีคำว่าพยายามและวินัย แผนลาออกจากวงการบันเทิงของเธอคงสำเร็จไปแล้ว และอาจไม่มีครั้งนี้ที่เธอกลับมาในมาดใหม่ ความมั่นใจอัดแน่นเต็มทุกกล้ามเนื้อ ติดตามบทสัมภาษณ์และภาพแฟชั่นเซตสุดฮ็อตของเธอได้ในนิตยสารโว้กฉบับเดือนเมษายน 2558 PHOTOGRAPHS BY TADA VARICH http://www.vogue.co.th/fashion

Alex Face ศิลปิน กราฟิตี้ เจ้าของคาแร็คเตอร์เด็กน้อยสามตานหน้าบึ้ง
alex Face /  Graffit / 

มาทำความรู้จัก Alex Face ศิลปิน กราฟิตี้ ดังของเมืองไทย Alex Face ‘กำแพง’ ความหมายในพจนานุกรมคือเครื่องกั้น เครื่องล้อม ที่ก่อด้วยอิฐ ดิน หรือ หิน แต่สำหรับ กราฟิตี้ ‘กำแพง’ มีหน้าที่ ปลดปล่อยตัวตนออกมาเป็นผลงานที่จับต้องได้และเข้าถึงง่ายแก่ผู้พบเห็น เช่นเดียวกับ พัชรพล แตงรื่น หรือ  Alex Face ศิลปินกราฟิตี้มือฉมังที่หลายคนอาจคุ้นตากับคาแร็คเตอร์เด็กน้อยสามตาหน้าบึ้งหลากหลายอากัปกิริยาที่มักจะเล่นซนไปทั่วกำแพงกรุงเทพฯ และวันนี้เราก็มีนัดกับ Alex Face และเด็กน้อยคนเดิมที่กำแพงเก่าแห่งหนึ่งในซอยหลังสวน เริ่มทำงาน กราฟิตี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ? เริ่มพ่นประมาณ 2002 สีเต็มปอดแล้วล่ะตอนนี้  ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรรู้สึกว่ามันสนุกอย่างเดียว คัลเจอร์นี้มันมากับฮิปฮอปเมื่อ 10 ปีก่อน หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ จุดเริ่มต้นคาแร็คเตอร์เด็กผู้หญิงหน้าบึ้ง? งานช่วงแรกๆ จะเละมากเหมือนเราแค่สนุกแค่พ่นเหมือนเด็กมือบอน หลังจากนั้นเรามีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนพ่นเป็นหน้าคนทำมา 6 – 7 ปีแล้วแต่เหมือนจังหวะชีวิตเปลี่ยน ลูกสาว (Mardi) ได้กำเนิดขึ้นมาซึ่งเป็นแรงบันดาลใจชิ้นใหม่กลายเป็นรูปเด็กผู้หญิงหน้าบู้เหมือนลูกเราก็เลยเอาฟีลความรู้สึกของลูกตอนนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในงาน ซึ่งก็คิดว่ามันเข้ากันดีกลับสภาพแวดล้อมในเมืองที่วุ่นวายนะ งานของคุณสื่อถึงอะไรบ้าง? คาแร็คเตอร์นี้อาจเป็นตัวแทนของเราในการจะสื่อเมจเสจออกมาหลายคนบอกว่างานเราเป็นการเสียดสีสังคมแต่เรามองว่าเป็นเชิงอารมณ์ขันมากกว่า แน่นอนอยู่แล้วเราอยู่ในสังคมก็ต้องพูดเรื่องที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ตาที่สามของเด็กหมายถึงอะไร? ตาที่สามหมายถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาสองตาแต่มันมีอยู่อธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ อย่างความเชื่อเรื่องวิญญาณสืบทอดกันมายาวนานไม่มีใครตอบได้ว่ามันมีจริงหรือไม่ มันเป็นเรื่องจิตวิญญาณ ความเชื่อ คำจำกัดความของ Alex Face ? ที่จริงเราชอบทุกอย่างเลยทั้ง กราฟิตี้ วาดบนแคนวาส สเตนซิล เลยไม่รู้ว่าจะจำกัดความให้ตัวเองว่าอะไร อาจเป็นคนที่ชอบวาดรูปตามถนนมั้ง ทำงานเพ้นท์ติ้งอยู่บ้านด้วย ทุกอย่างเป็นงานที่เราชอบ ขั้นตอนการทำงาน? ต้องสเก็ตลงสมุดก่อน บางทีเราก็วาดรูปเล่นไปเรื่อยๆ บางทีรูปในนั้นอาจนำมาใช้พ่นจริงก็ได้ แต่บางทีเราเตรียมรูปมาพร้อมแต่พื้นที่จริงอาจไม่เอื้อในการทำงานทำให้ต้องใช้วิธีด้นสดตอนหน้างานบ่อยๆ อุปกรณ์ที่ต้องมี ? ไม่มีอะไรมาก สีสเปรย์ หน้ากาก สมุดสเก็ต ที่กลิ้งสีถ้าเกิดบางทีกำแพงไม่ค่อยเรียบร้อย อุบัติเหตุที่พบเจอบ่อยๆ ? บางทีต้องไปทำงานในสถานที่มีหนาม ตะปู รองเท้าควรต้องเป็นแบบเซฟๆ หน่อย ส่วนมากเป็นเรื่องทำๆ อยู่โดนไล่มากกว่าแต่ตอนหลังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่เพราะเราตั้งใจมาทำงานให้ดีเราคุยกับเค้าดีๆ อยากทำให้ดูดีสวยงามเป็นงานศิลปะ ต้องพลางตัวมั้ยเวลาทำงาน? บ้านเราไม่ค่อยซีเรียสเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ แต่บางที่ไม่อนุญาติ ในกรุงเทพมีพื้นที่ที่สามารถทำได้อยู่แต่สำหรับเราให้พรางตัวตอนนี้คงไม่ทันแล้วมาถึงขนาดนี้แล้ว กฏข้อห้ามสำหรับ กราฟิตี้ ? มันเป็นเรื่องของแพสชั่นไม่มีกฎตายตัว บางคนถามว่าทำเพื่ออะไรอีกไม่นานกำแพงก็ถูกทุบทิ้งแล้ว เราก็รู้แต่แค่ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก็พออย่างน้อยวันนึงก็มีคนได้เห็นก่อนที่จะถูกทำลายไป อยากให้คนที่เห็นงานเรานึกถึงอะไร? แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนว่าเห็นแล้วคิดอะไร แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าคนเห็นงานแล้วรู้สึกยังไงทั้งๆ ที่เราก็มีเมจเสจที่อยากจะบอกอยู่ อยากให้คนไทยได้อะไรจากงานของคุณ? คนไทยอาจไม่ค่อยได้เข้าไปดูงานในแกลเลอรี่นี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะได้เห็นงานศิลปะที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องเดินเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ กระแส กราฟิตี้ ในบ้านเรา? เป็นเวิลด์ไวด์หมดแล้วโดยเฉพาะระแวกเซาท์อีสท์ เอเชีย ไปมาหาสู่กันบ่อยเวลาอัพเฟสบุ๊คก็จะเห็นกันสำหรับคนที่ชอบแนวเดียวกันทุกอย่างมันง่ายไปหมดแล้ว ผลงานในต่างประเทศ? ไปทำที่ประเทศพม่า  เกาหลี ไต้หวัน อังกฤษ ล่าสุดอินโดนีเซีย กฎข้อห้ามของ กราฟิตี้ ?  ค่อนข้างจะฟรีสไตล์แต่จริงๆ แล้วก็มีอยู่ หลักๆ คือถ้าจะทำทับต้องให้งานดีกว่าไม่ใช่มาทับแบบเละๆ แต่บางทีมันก็มีแหกกฎกันตลอดเพราะไม่มีใครมาเฝ้ากำแพงทั้งวันทั้งคืน ปรัชญาในการทำงาน? พ่นแต่ละครั้งเสียตังค์ สีไม่ใช่กระป๋องละบาทสองบาทก็เลยต้องทำให้ดีที่สุดเพราะถ้าเราทำเละๆ มั่วๆ เอาตังค์ไปซื้อขนมให้ลูกกินดีกว่ามั้ย กราฟิตี้ ให้อะไรกับคุณบ้าง? ให้คนรู้จักเรามากขึ้น ได้พูดในสิ่งที่เราอยากพูดผ่านกำแพงเหมือนการปลดปล่อยอะไรบางอย่าง เป็นสิ่งที่โชคดีนะที่ได้มาทำสิ่งที่รักในขณะที่บางคนอาจไม่มีโอกาสแบบนั้น “Bon”  Graffiti Artist สไตล์งานของคุณ เป็นเรื่องราวในสังคม อย่างคาแร็คเตอร์นกแทนเป็นมนุษย์ที่ต้องการอิสรภาพแต่ไม่ใช่นกทุกตัวมีปีกแล้วจะบินได้ ใช้เทคนิค สีสเปรย์เป็นส่วนใหญ่ สถานที่ปล่อยของ กำแพงเก่าที่มีเรื่องราว สถานที่คนเยอะๆ สามารถของเห็นผลงานได้ชัดเจนงานเราสามารถพูดกับคนได้เต็มที่ สิ่งที่คาดหวังจากคนที่ได้เห็น อยากให้คนที่เห็นเกิดไอเดีย มุมมองความคิดต่องานของเรามากกว่าป้ายโฆษณาที่ชี้นำให้เขาไปกิน ซื้อ จับจ่ายใช้สอย จุดอิ่มตัว จะทำงานต่อไปจนกว่าไม่มีแรง จนกว่าไม่มีตังค์ซื้อสี ไม่มีกำแพงให้พ่นแต่ไม่ใช่หยุดทำเพราะเบื่อแน่นอน เพราะทุกครั้งที่ออกไปหาที่ใหม่ๆ ก็จะได้แรงบันดาลใจทุกครั้ง อารมณ์งานเปลี่ยนไปตามโลเกชั่น บางทีจะตระเวนออกไปหาสถานที่ใหม่ๆ ตามต่างจังหวัดที่ยังไม่มีกราฟิตี้เราก็ไปเผยแพร่ แต่ใจจริงก็ยังหลงใหลกับพื้นที่ในเมืองที่มีคนพลุกพล่านอยู่ดีเพราะเวลาไปทำงานต่างจังหวัดอารมณ์งานจะเปลี่ยน อาจจะดูชิลล์ขึ้นจะเอาเรื่องแรงๆ ไปใส่ตรงนั้นทำไมในเมื่อสังคมต่างจังหวัดมันดีอยู่แล้ว ข้อมูลจาก A'Lure Magazine 

8 กฎเหล็ก ของนักรบหน่วยที่ 7 แห่ง Last  Knights ล่าล้างทรชน
Last Knights /  กฎเหล็กของนักรบ / 

Last  Knights ล่าล้างทรชน เรื่องราวของนักรบหน่วยที่ 7 นำโดย เรเดน (ไคล์ฟ โอเว่น) อัศวินผู้นำที่ยังคงยึดถือกับความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ โดยเขาและพวกพ้องจะต้องมีกฎเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ และถือว่าเป็นกฎเหล็กของนักรบ และนี่คือกฎเหล็ก 8 ข้อ ที่เมื่ออ่านจบ คุณจะรู้เลยว่า คุณคู่ควรที่จะเป็นนักรบหน่วยที่ 7 ของ Last Knights ล่าล้างทรชน หรือไม่ กฎข้อที่ 1  ‘จงสละตนเอง เพื่อเคารพและเชื่อฟังต่อผู้บังคับบัญชาเพียงผู้เดียว’ เมื่อผู้บังคับบัญชาใหญ่ที่สุดในหน่วยรบ พวกเขาจะต้องเชื่อฟังและเคารพการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาไม่ว่าจะกรณีใดๆทั้งสิ้น และจะต้องสละชีวิตตนเองได้เพื่อหัวหน้า เพื่อจะได้แสดงถึงความจงรักภัคดีและความซื่อสัตย์ กฎข้อที่ 2 ‘จงอย่ากลัว ความตาย แต่จงยอมรับมัน’ คำว่า ‘กลัวตาย’ ต้องไม่มีในพจนานุกรมของนักรบหน่วยที่ 7  พวกเขาจะต้องพร้อมรับมือ พร้อมสู้ ถึงจะไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่พวกเขาจะต้องสละชีวิต เนื้อแลกเนื้อ เลือดแลกเลือด แม้จะอยู่บนเส้นด้ายหรือจนมุมแค่ไหน พวกเขาจะต้องสู้จนสุดลมหายใจที่มีอยู่ กฎข้อที่ 3 ‘จงปกป้องเพื่อนพ้อง ทั้งในและนอกสนามรบ’ เพราะพวกพ้องและความสามัคคีที่ทำให้พวกเขามีชีวิตรอดอยู่ถึงทุกวันนี้ กฎเหล็กอีกข้อที่พวกเขาต้องยึดมั่น ไม่ใช่เพียงต้องซื่อสัตย์ต่อหัวหน้าหรือผู้มีพระคุณอย่างเดียว พวกพ้องพวกเขาก็ต้องมีความซื่อสัตย์ด้วย คอยช่วยเหลือและปกป้องซึ่งกันและกัน กฎข้อที่ 4 ‘จงรักษาเกียรติยิ่งกว่าชีวิตของตน’ ความมีศักดิ์ศรีเป็นอีกสิ่งที่พวกเขายึดมั่น ถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิตเพื่อเขาก็ยอม ยอมที่จะไม่ต้องก้มหัวให้ใครง่ายๆ ยอมเพื่อศักดิ์ศรีของตนเอง เพื่อพวกพ้อง หรือเพื่อเกียรติของเหล่าทหาร กฎข้อที่ 5 ‘จงเสียสละประโยชน์ส่วนตน และอุทิศตนเองให้ส่วนรวม’ หากเพื่อจะให้ส่วนรวมมีชีวิตรอดต่อไป หรือเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม พวกเขาจะยอมเสียสละชีวิตตนเองทันที เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี การรักษาพวกพ้อง กฎข้อที่ 6 ‘หากเจ้าให้คำสัญญากับผู้ใดไว้ จงรักษาสัญญานั้น’ คำมั่นสัญญา คือ กฎเหล็กอีกข้อของเหล่าหน่วยรบที่ 7 หากพวกเขาให้คำมั่นสัญญากับใครไว้ พวกเขาจะไม่มีวันลืมและรักษาคำพูดเด็ดขาด กฎข้อที่ 7 ‘จงปกป้องประชาชน และไม่รังแกผู้ที่ด้อยกว่าตน เมื่อพวกเขาคือหน่วยรบที่ 7 การปกป้องประชาชนถือว่าเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่พวกเขาต้องปฏิบัติ และพวกเขาจะต้องไม่รังแกคนที่ด้อยกว่าตน และจะต้องคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน กฎข้อที่ 8 ‘จงรักษาความสามัคคีในหมู่เพื่อนพ้อง’ ความสามัคคี คือ ความอยู่รอดของพวกเขา ความพร้อมเพรียงกัน  ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน พวกเขาจะต้องต่อสู้ไปพร้อมๆกัน เพื่อที่จะแก้แค้นให้อาจารย์อันเป็นที่รัก เรื่องราวของนักรบหน่วยที่ 7 นำโดย ลอร์ด บาร์ทอค (มอร์แกน ฟรีแมน) และ เรเดน (ไคล์ฟ โอเว่น) พวกเขาถูกทรยศและถูกทำให้เสียเกียรติ โดยผู้ครองเมืองที่ไม่เป็นธรรมอย่าง เกซซ่า มอท (อัคเซล เฮนนี่) เรเดนและหน่วยรบของเขาจึงต้องหลบหนีออกจากเมือง และวางแผนเพื่อที่จะกลับมาทวงคืนศักดิ์ศรีและชำระแค้นด้วยการถล่มปราสาท ที่มั่นสุดท้ายของเกซซ่า มอท Last  Knights ล่าล้างทรชน  30 กรกฎาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

ชาวบ้านตื่นตา หิ่งห้อยหลายหมื่นตัว ปรากฏกายกลางทุ่งพิจิตร
ข่าวจังหวัดพิจิตร /  หิ่งห้อย

ชาวบ้านต.ดงป่าคำ อ.เมืองพิจิตร แห่ชมหิ่งห้อยจำนวนมาก ส่องแสงเรืองรองกลางทุ่งนาร้าง ในพื้นที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เผยพบเป็นปีที่ 2 แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จ.พิจิตร มีชาวบ้านจำนวนมากพากันแห่ไปชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ หลังฝูงหิ่งจำนวนมากโผล่บินปรากฏกายให้เห็นที่บริเวณทุ่งนาร้างในพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านโฉง ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าวเป็นทุ่งโล่งกว้าง ไม่มีแม้ต้นลำภูสักต้นเดียว โดยนายนิกร วงษ์โพธิ์ อายุ 36 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เผยว่า จุดที่พบหิ่งห้อยดังกล่าวเป้นทุ่งนาร้างที่ถูกน้ำท่วมขัง และมีต้นข้าวขึ้นอยู่ประปราย โดยบริเวณทุ่งนากว้างประมาณ 13 ไร่ ได้มีหิ่งห้อยหลายหมื่นตัว บินวนส่งแสงระยิบระยับอยู่เหนือต้นข้าวทั่วบริเวณ เมื่อบวกกับความมืดทำให้มองคล้ายดวงดาวที่กำลังส่งแสงระยิบระยับไปทั่วท้องทุ่งนา ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามหาชมยากเป็นอย่างมาก ด้านนายสมคิด ทองละมูล อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 กล่าวว่า พื้นที่เป็นพื้นที่ของญาติที่ตนเองเช่าเพื่อทำนา ช่วงนี้เป็นช่วงที่หยุดทำนาเนื่องจากเกรงว่าน้ำจะไม่พอ ทำให้นามีพื้นที่รกร้าง มีน้ำขังและมีหญ้าระมานเกิดขึ้น เมื่อกลางเดือนตุลาคมเริ่มมีหิ่งห้อยในแปลงนาแต่ยังไม่มากนัก และเริ่มเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จนมีหลายหมื่นตัวในช่วงนี้ และจากการรวมตัวกันจำนวนมากทำให้มีความสวยงามจากแสงระยิบระยับของดวงไฟในตัวหิ่งห้อยสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ทั้งนี้การพบหิ่งห้อยดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก แต่เมื่อปีที่ผ่านมาได้มีหิ่งห้อยบินมารวมตัวกันบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยคราวนั้นมีมากกว่าแสนตัว และเชื่อว่าหิ่งห้อยจะบินมาให้ชมแสงจนถึงกลางเดือนธันวาคมนี้ หากใครสนใจก็สามารถไปชื่นชมความงามได้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังเรียบร้อย อย่าส่งเสียงดัง และต้องดับไฟทุกดวงให้มืดด้วย โดยในแต่ละคืนหิ่งห้อยจะออกมารวมตัวกันจำนวนมากโดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ไปจนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. สำหรับ หิ่งห้อย หรือ ทิ้งถ่วง เป็นแมลงปีกแข็งในวงศ์ Lampyridae ในอันดับ Coleoptera ทั่วทั้งโลกมีหิ่งห้อยประมาณ 2,000 ชนิด คำว่า “หิ่งห้อย” นี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้สั้นๆ ว่า แมลงชนิดหนึ่ง มีแสงเรืองๆ ที่ก้น ทิ้งถ่วงตัวเต็มวัยเพศผู้มีปีก ส่วนเพศเมียมีทั้งมีปีกและไม่มีปีก ทิ้งถ่วงมีอวัยวะทำแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง เพศผู้มีอวัยวะทำแสง 2 ปล้อง เพศเมียมี 1 ปล้อง แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทำแสงด้านข้างของลำตัว เกือบทุกปล้องแสงของทิ้งถ่วงเกิดจากปฏิกิริยาของสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทำแสงกับออกซิเจน มีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate,ATP) เป็นตัวให้พลังงานทำให้เกิดแสง ทิ้งถ่วงกะพริบแสงเพื่อการผสมพันธุ์และสื่อสารซึ่งกันและกัน หิ่งห้อย นับว่าเป็นแมลงที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือสามารถบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์และสมดุลของธรรมชาติได้ โดยเฉพาะมีคุณสมบัติที่สามารถใช้เป็น “ตัวห้ำ” ในการควบคุมศัตรูพืชตามหลักการทางชีวภาพ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การเกษตรกรรม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตหลักของคนไทย ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ว่าไง หมาก ถามเป็นแฟนกันเหรอ??
ฌอห์ณ จินดาโชติ /  เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา / 

เมื่อพระเอกหนุ่ม หมาก ปริญ ผู้มีประสบการณ์พัฒนาคู่จิ้นเป็นคู่จริง เกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ของพี่ชายอย่าง ฌอห์ณ จินดาโชติ และนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา จึงขอพลีชีพคอมเม้นท์ถามตรงๆ แทนใจติ่งหลายคนว่า "เป็นแฟนกันหรอครับพี่" และคำตอบที่ได้จาก หนุ่มฌอห์น คือ "พี่ก็ตอบเหมือนเดิมแหละว่า เอ็นดู น้อง... :)) ไม่เอาสิ พี่น้องกันเขาไม่แกล้งกันนะ" งานนี้ติ่งฟินไปอีกกกกก!! เพราะคำว่า "เอ็นดู" ตามความหมายพจนานุกรมไทย แปลว่า "มีใจรักใคร่ ปรานี" แบบนี้จะไม่ให้จิ้นได้ไง ชิมิทุกคน!! ขอบคุณภาพจาก IG @seanjindachot, esthersupree และสมาชิกพันทิป Memories In The Rain หมาก ถามรูปคู่ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์ ฌอห์ณ-เอสเธอร์

จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว? ความดัดจริตของสังคม ชอบมองคนจากภายนอก
Mthai ข่าวภาคซ่าส์ /  ความดัดจริต / 

อย่ามองคนแค่ภายนอก ประโยคนี้คงเคยได้ยินกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่กับบางคนที่ประเมินผู้อื่นจากการแต่งตัว คนไหนแต่งตัวดีใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมก็มักจะถูกมองว่า คนนี้รวย ฐานะดี น่าจะไว้ใจได้ หากเป็นเช่นนี้จะปฏิเสธได้อย่างไรว่าเราไม่ได้มองคนจากภายนอก MThai ข่าวภาคซ่าส์ วันนี้ จะมาพูดถึง ความดัดจริตของคนในสังคมกัน ดัดจริต แปลว่าอะไร ? ดัดจริต ประกอบไปด้วยคำสองคำ คือ ดัด+จริต ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 และให้ความหมายไว้ดังนี้ ดัด เป็นกิริยา หมายถึง ทำให้คดหรือตรงตามประสงค์ เช่นดัดไม้ ดัดนิสัยฯ จริต เป็นนาม หมายถึง ความประพฤติ กิริยาหรืออาการ เช่น พุทธจริต เสียจริตฯ เมื่อนำคำสองคำมารวมกันก็เป็นคำว่า “ดัดจริต” คำว่า ดัดจริต เมื่อแรกบัญญัติศัพท์นี้ ใช้ในทางที่ดี หมายถึง การดัดอุปนิสัยให้ดีให้งามขึ้น แต่ปัจจุบันคำว่า ดัดจริตใช้ในทางที่ไม่ดี กลายเป็น ดัดอุปนิสัยหรือดัดกิริยาท่าทางให้ดูเกินพอดีหรือเกินงาม หากจะถามว่าอะไรที่เข้าข่ายคำว่าดัดจริตบ้าง หลาย ๆ ท่านคงมีคำตอบเป็นร้อยเป็นพัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอิทธิพลของโซเชียล และที่สำคัญคือปัจจุบันเรารับรู้สื่อกันมาก ซึ่งการรับอะไรมากๆ ก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมได้เช่นกัน หากเรารับข้อมูลที่เป็นเรื่องดี ๆ แล้วนำไปปฏิบัติตามก็คงไม่เกิดปัญหาอะไร ซึ่งก็ต้องยอมรับด้วยว่า บางคนก็ขาดการกลั่นกรอง แยกแยะไม่ได้ว่าอะไรควรเอาอย่าง อะไรควรรับรู้และมองข้ามไป ดังเช่นคำว่า " อยู่เมืองดัดจริตชีวิตต้องป๊อป " ที่เคยฮอตฮิตบนโลกโซเชียล ดูจะเป็นอีกหนึ่งประโยคที่เสียดสีคนในสังคมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่การมองคนจากภายนอกแล้ว คิดเองเออเองว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้น เขาต้องเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เราจะประเมินคน ๆ นั้น  ได้ ก็ต่อเมื่อรู้จักและศึกษาเรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกันก่อน อย่าประเมินคนแค่ว่า เขาทำพฤติกรรมเช่นนี้เขาเป็นคนดัดจริต โซเชียลถือเป็นโลกใบใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปอยู่ในโลกนั้นได้ การที่คน ๆ หนึ่งโพสต์บางสิ่งบางอย่างลงในโซเชียล กลับถูกมองหาว่าโอ้อวด แท้จริงเขาอาจต้องการเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นความทรงจำ และส่งต่อความสุขไปให้เพื่อน ๆ แค่นั้นก็เป็นได้ YUI YUI : เรียบเรียง MThai News

25 ศัพท์ฮิตโซเชียล 2015
คำศัพท์ภาษาอังกฤษ /  ภาษาอังกฤษ / 

ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น กระแส "selfie" นั้นเป็นศัพท์ฮิตโซเชียลที่มาแรงสุดๆ รวมถึงแฮชแทค (# hashtag) และทวีพ (tweep)ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีคำอื่นๆที่ใช้บนโลกโซเชียลอีกมากมาย วันนี้ทีนเอ็มไทยเลยนำ 25 ศัพท์ฮิตโซเชียล 2015 มาฝากเพื่อนๆ กันคะ เผื่อว่าไปเห็นในสื่อโซเชียลไหนเราก็จะสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ^^ 25 ศัพท์ฮิตโซเชียล 2015 พจนานุกรมดัง ขายดีที่สุดในสหรัฐ "เมอร์เรียม-เว็บสเตอร์" ของสหรัฐ ก็ประกาศอัพเดทคำศัพท์ใหม่กว่า 150 คำ รวมนิยามคำใหม่ที่เกิดจากการใช้สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะโซเชียล มีเดียที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนยุคใหม่ ตอกย้ำอิทธิพลของเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนเพิ่มขึ้น 1. legsie มาจากคำว่า leg และ selfie หมายถึง การถ่ายภาพช่วงขาของตัวเองขณะนั่งหรือนอนเหยียดอยู่ที่สระว่ายน้ำหรือชายหาด เพื่อเป็นการอวดว่าตัวเองกำลังดื่มด่ำกับทิวทัศน์และบรรยากาศตรงหน้า 2. gelfie มาจากคำว่า gym และ selfie หมายถึง การถ่ายภาพตัวเองขณะออกกำลังกาย 3. couplie มาจากคำว่า couple และ selfie หมายถึง การถ่ายภาพตัวเองกับคนรัก 4. selfie stick หมายถึง วัตถุด้ามยาวที่สามารถติดตั้งสมาร์ทโฟนไว้สำหรับถ่ายรูปเซลฟี่ นอกจาก selfie แล้วยังมีคำศัพท์เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น 5. vaguebooking หมายถึง การโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่คลุมเครือโดยมีเจตนาให้ผู้อื่นเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเพียงเพื่อเรียกความสนใจ 6. subtweet มาจากคำว่า subliminal และ tweet หมายถึง การโพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์เกี่ยวกับคนใดคนหนึ่งโดยไม่เอ่ยชื่อ มักมีเจตนาที่จะล้อเลียนหรือวิพากษ์วิจารณ์ 7. BBFL เป็นคำย่อที่เกิดจากอักษรตัวแรกของคำในวลี best buddies for life ที่มีความหมายว่า เพื่อนคู่หูที่ดีที่สุดชั่วชีวิต 8. OP มาจาก original poster ที่มีความหมายว่า คนแรกที่โพสต์เรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นบนโซเชียลมีเดีย 9. Trowback  (โทรว์แบ็ค) คือการนำรูปเก่าๆมาเล่าใหม่ แต่ที่นิยมทำกันมากทาง instagram ก็คือต้องทำในวันพฤหัสบดี หรือเรียกกันว่า Throwback Thursday โดยที่ผู้ใช้เอารูปตอนเด็กๆมาลง รูปในอดีต รูปตลกๆ หรือรูปที่ตัวเองชื่นชอบมาลง แล้วก็แทก #throwback เพื่อความสนุกสนานของคนกลุ่มหนึ่ง จนเริ่มแพร่หลายกันมากในหมู่ผู้ใช้ IG 10. Staycation (สเตเคชั่น) ซึ่งจะคล้ายๆ กับคำว่า vacation นั่นเองเป็นการพักร้อนแต่แทนที่จะไปเที่ยวที่อื่น แต่ก็ดันเลือกที่จะติสแตกอยู่ที่บ้าน 11. Amazeballs (อเมซบอลซ์) คล้ายๆคำว่า Amazing แต่มันมากกว่าอเมซิ่งอีก ใช้ในเวลาที่รู้สึกว่า สิ่งๆนี้เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ แบบมันโดนมากๆ เราก็จะพูดว่า Amazeballs!!!! 12. Photobomb (โฟโต้บอม) คำนี้ใช้กับพวกที่เห็นชาวบ้านกำลังจะถ่ายรูป แล้วรีบโดดเข้าด้านหลังก่อนที่เค้าจะกดถ่ายรูป สรุปคือ ไปยืนข้างหลังเป็นแบล็คกราวน์ทำให้รูปเค้าเสียนั่นเอง เป็นการกลั่นแกล้งที่เจ็บแสบมากเลยว่ามั้ย ><” 13. Chillaxing (ชิลแลกซ์ซิ่ง) เกิดจากการการผสมคำ Chilling กับ Relaxing ร่วมกันแปลว่า ผักผ่อนแบบชิวๆ คือรีแลกซ์อย่างเดียวมันไม่สะใจพอ จึงกลายเป็นพักผ่อนอย่างชิวๆ ไปด้วยสิเออ 14. Frenemy (เฟรเนมี่) คำศัพท์ยอดฮิตเด็กไฮสคูล เกิดจากการที่เด็กๆ ชอบคิดว่า เพื่อนๆ บางคนแกล้งเป็นเพื่อนตัวเองแต่จริงๆคิดร้าย คำนี้เลยหมายถึง ศัตรูที่แกล้งเป็นเพื่อนเรานั่นเอง 15. Nano break (นาโนเบรค) หมายถึง เป็นการหยุดลาพักร้อนแต่แค่ 1คืนเท่านั้น 16. Trashion (แทรชชั่น) คำนี้ดกิดจากการเอาคำว่า ‘trash’ ที่แปลว่า ขยะ กับคำว่า ‘fashion’ ที่แปลว่า แฟชั่น เมื่อเอาสองคำพอรวมกันเลยหมายถึงแฟชั่นที่เอาของเก่าหรือใช้แล้วมาแต่งใหม่นั่นเอง (ครีเอทีฟสุดๆ ไปเลย) 17. Catfish (แคทฟิช) กล่าวถึงบุคคลที่ชอบทำโปรไฟล์ปลอม เอารูปของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง มโนว่าเป็นคนๆ นั้นบนโลกแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพื่อจุดประสงค์ไม่ดี 18. Adorkable (อะดอร์คเรเบิ้ล) หมายถึง ‘แปลกแต่น่ารัก’ หรือ ‘น่ารักแบบพิลึกๆ’ เป็นการผสมกันของคำว่า adorable = น่ารักน่าเอ็นดู กับ dork = คนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ (คล้ายๆnerd หรือ geek) แต่มีอารมณ์ขันและเข้าสังคมได้ดีเลยเป็นที่มาของคำว่า แปลกแต่น่ารักนะเออ!!! 19. Phubbing (ฟับบิ้ง) ‘โอมจงเงย’ เป็นอาการของคนที่ตัดขาดจากโลกภายนอก นั่งเล่นแต่โทรศัพท์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุค ไลน์ หรือทวิตเตอร์ โดยไม่สนใจเพื่อนหรือคนรอบตัวเลย 20. Attention seeker (แอทแทนชั่น ซีคเคอร์) คือพวกที่เรียกร้องความสนใจตลอดเวลา ต้องโพสข้อความ อัพรูปบ่อยๆ เขียนเรื่องเว่อร์ๆ เช็คเรตติ้งเป็นระยะเก็บสะสมยอดไลค์ 21. Crowdfunding (คราวด์ฟันดิ้ง) การรวบรวมทุนจากผู้คนจำนวนมากเพื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ทางธุรกิจ หรือเพื่อช่วยเหลือสังคมที่ในขณะนี้เริ่มมีการนำแนวคิดการระดมทุนรูปแบบดังกล่าวนี้มาเป็นเครื่องมือทางการเงินในยุคปัจจุบันแล้วด้วย และถูกพัฒนามาอยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ ที่จากเดิมการระดมทุนที่ทำได้เพียงวงแคบ เช่น กลุ่มคนรู้จัก หรือกลุ่มเพื่อนเท่านั้น 22. Big Data (บิ๊ก ดาต้า) การนำข้อมูลที่มีปริมาณมากๆ มาผ่านการประมวลผล การวิเคราะห์ และแสดงผลด้วยวิธีที่เหมาะสม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับองค์กรของท่านแล้วล่ะว่าต้องการจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจหรือจะปล่อยให้มันอยู่อย่างไร้ค่าและสิ้นเปลือง Storage ต่อไป 23. TGIF ย่อมาจาก Thanks God It’s Friday นิยมใช้กันมากในวันศุกร์ เพื่อปลดปล่อยความเครียดที่ผ่านมาทั้งสัปดาห์ 24.  LOL (Laughing Out Loud) เป็นการพิมพ์ความหมายว่า หัวเราะ แบบคนไทยที่ว่า ฮ่าๆๆๆๆ , 55555 , 555+ 25. LMAO (Laughing My Ass Off)  เป็นการพิมพ์ความหมายว่า หัวเราะ เหมือนกันแต่อันนี้ขำมากกว่า ประมาณว่า "ขำขี้แตกขี้แตน" ขอบคุณข้อมูล variety.teenee.com, www.scholarship.in.th

ผลฟุตบอล พรีเมียร์ลีก : 6 นาที 2 เม็ด! เรือใบ ปล่อยสึนามิซัด สิงห์ผยอง ท้ายเกมแบบสุดช้ำ 2-0
คีแรน ริชาร์ดสัน /  ชาร์ลส เอ็นซ็อกเบีย / 

ผลฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2557 แอสตัน วิลล่า 0-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รายชื่อคนทำประตู : 0-1 ยาย่า ตูเร่ น.82, 0-2 เซร์คิโอ อเกวโร่ น.88 เวลา : 23.30 น. สนาม : วิลล่า ปาร์ค ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 5 ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก นัดสุดท้ายของค่ำคืนวันเสาร์ แอสตัน วิลล่า เปิดรัง วิลล่า ปาร์ค รับการมาเยือนของแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ น่าสนใจว่าเจ้าบ้านจะรับเมือยังไงหลังจากพวกเขาฟาดแข้งกับ บิ๊กทีม มาตลอด 3 เกมในลีก ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล, เชลซี และวันนี้จะเจอกับ แมนฯ ซิตี้ ต้องมาดูว่างานนี้ ลูกทีมของ พอล แลมเบิร์ต(แอสตัน วิลล่า) และมานูเอล เปเยกรินี่(แมนฯ ซิตี้) จะทำได้ดีแค่ไหน เริ่มเกมได้ 5 นาที บอลยังอยู่บริเวณกลางสนามซะส่วนใหญ่ แต่เป็นทางฝั่งทีมเยือนที่ดูจะมีลูกล่อลกชนมากกว่า นาที 11 เรือใบสีฟ้า เกือบขึ้นนำจากลูกยิงของ กุน อเกวโล่ ได้ยิงแต่ไปติดบล็อค บอลหลุดมาถึง อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ ได้หวดด้วยซ้ายเต็มแข้งบอลพุ่งชนเสาออกหลังไปแบบหวุดหวิด ผ่านมาถึง นาที 17 แมนฯ ซิตี้ เอาบอลมาครองได้เกือบทั้งหมดและค่อยๆต่อเกมกันขึ้นไป โดย "สิงห์ผยอง" ลงไปรับกันลึกและรอสวนกลับจากบรรดาแนวรุกคความเร็วสูง นาที 22 เจ้าบ้านเกือบขึ้นนำ! ชาร์ลส เอ็นซ็อกเบีย ได้ลุยสวนขึ้นมาก่อนจะเปิดตัดไปให้ อันเดรียส ไวมันน์ โฉบเข้ามาจับบอลในกรอบเขตโทษ แต่สุดท้ายบอลแรงจนหลุดไปถึงมือ โจ ฮาร์ท อย่างน่าเสียดาย นาที 28 "เรือใบสีฟ้า" โหมบุกใส่ทางเจ้าบ้านจนแทบไม่ได้หายใจ จังหวะนี้เป็นทาง โคลารอฟ บรรจงเปิดเข้ากรอบเขตโทษให้ อเกวโร่ สบัดหัวโขกไปทางเสาสอง แบร็ด กูซาน หมดสิทธิเซฟไปแล้ว แต่บอลดันหลุดออกหลังไป นาที 34 แมนฯ ซิตี้ พลาดโอกาสขึ้นนำแบบเหลือเชื่อ หลังจากที่ ซาบาเลต้า ลุยขึ้นมาทางขวาก่อนตัดเข้ากลางให้ เซโก้ อย่างสวย แต่จังหวะจบดันยิงสอยนกตายห้าตัว นาที 41 แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้ประตูขึ้นนำอีกแล้ว และเป็นทาง เอดิน เซโก้ คนเดิมที่ล็อกซ้าย,ขวาจนช้า สุดท้ายจะยิงก็โดนบล็อคผู้เล่น วิลล่า ตามมาสกัดไว้ได้ทัน นาที 45 "เรือใบสีฟ้า" บุกขึ้นมาอีกชุด ครั้งนี้เป็น เจมส์ มิลเนอร์ ได้กดด้วยซ้าย บอลแฉลบแนวรับ "สิงห์ผยอง" ชนหน้าต่างออกไป ผู้ตัดสินเวลาบาดเจ็บ 1 นาที ทีมเยือนระดมยิงเจ้าบ้านอย่างต่อเนื่องแต่สุดท้ายทำอะไรกันไม่ได้ จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า อาศัยความเหนีวยันเจ๊า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้สำเร็จ 0-0 เริ่มครึ่งหลังมาไม่ทันไรเผ็ดร้อนทันที เป็นจังหวะของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลุดเดี่ยวแต่ดันซัดไปชนเสา หลังจากนั้น "สิงห์ผยอง" รีบโต้กลับเร็ว บอลหลุดไปถึง คีแรน ริชาร์ดสัน เข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่จังหวะง้างเท้า ปาโบล ซาบาเลต้า สอดตัวเข้ามาบล็อคช่วยทีมเอาไว้ได้ นาที 51 แมนฯ ซิตี้ เริ่มตั้งตัวได้ คราวนี้ โคลารอฟ ดันขึ้นสูง ก่อนจะเปิดยัดเข้ามาในกรอบเขตโทษ บอลเกือบหลุดเข้าเสาสอง แต่โชคไม่ดีที่น้ำหนักขาดไปนิด สุดท้ายก็หลุดออกหลังไป นาที 56 ทางฝั่งทีมเยือนจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเป็นคนแรก หลังจาก แฟร์นานดินโญ่ ได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว และส่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ลงมาแทน นาที 61 แอสตัน วิลล่า เปลี่ยนตัวโดยการถอด อันเดรียส ไวมันน์ ออกไปพักและส่ง คริสเตียน เบนเตเก้ ที่เพิ่งกลับมาหลังหายหน้าไปกับอาการบาดเจ็บร่วมครึ่งปี ลงสนามในแมตช์นี้เป็นครั้งแรก ผ่านไปถึงนาที 70 แมนฯ ซิตี้ โอกาสลุ้นประตูแบบสมควรจะได้หลายครั้ง แต่จังหวะจบยังไร้คำว่าเฉียบขาดในพจนานุกรม GOAL!นาที 82 ยาย่า ตูเร่ ครองบอลหน้ากรอบเขตโทษก่อนตัดสินใจแปรยัดบอลมุดก้นตาข่ายอย่างสวยงาม ช่วยให้ "เรือใบสีฟ้า" ปลดล็อคขึ้นนำ "สิงห์ผยอง" ไปแล้ว 1-0 นาที 84 ดาบิด ซิลบา ถูกเปลี่ยนตัวออก และส่ง เฆซุส นาบาส ลงมาแทน GOAL! นาที 88 หลังจากที่ขึ้นนำ เรือใบสีฟ้า ยังไม่เพลาเกมบุก ไล่นวด วิลล่า ไปเรื่อนจนถึงจังหวะ เซร์คิโอ อเกวโร่ คลึงบอลนิดๆ ก่อนจะซัดเต็มข้อเข้ามุมไปอย่างเวิล์ดคลาส ช่วยให้ทีมตอกฝาโรงเจ้าบ้านเป็น 2-0 นาที 90 ทดเจ็บ 4 นาที เวลาที่ทำอะไรกันไม่ได้ สุดท้ายแชมป์เก่า เชือดท้ายเกมเจ้าบ้าน วิลล่า ไป 2-0 เก็บ 3 แต้มได้ตามเป้า รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม แอสตัน วิลล่า : แบร็ด กูซาน, อลัน ฮัตตัน, นาธาน เบเกอร์, ฟิลิปป์ เซนเดอรอส, อาลี ซิสโซโก้, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด, ฟาเบียง เดล์ฟ, ทอม เคลเวอร์ลี่ย์, คีแรน ริชาร์ดสัน, ชาร์ลส เอ็นซ็อกเบีย, อันเดรียส ไวมันน์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : โจ ฮาร์ท, ปาโบล ซาบาเลต้า, แวงซ็อง ก็องปานี, อีเลียกิม ม็องกาล่า, อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ, เจมส์ มิลเนอร์, แฟร์นานดินโญ่, ยาย่า ตูเร่, ดาบิด ซิลบา, เอดิน เซโก้, เซร์คิโอ อเกวโร่

มาร์คจัดหนัก ชี้แจงปมพูดไม่เหมาะสม
ข่าวอีโง่ /  ผ่าความจริง / 

มาร์คจัดหนัก ชี้แจงปมพูดไม่เหมาะสม ชี้ต่อไปพจนานุกรมคงจะเล่มเล็กลงๆ เพราะหลายคำพูดไม่ได้ ยันไม่ได้หมายถึงใคร ซัดพวกดูถูกแม่ตัวเองนำผ้าถุงมามอบให้ มีรายงานว่า บนเวทีปราศรัยผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่โรงเรียนมัธยมเวฬุวนาราม เขตดอนเมือง เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (15 ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้ขึ้นเวทีชี้แจงถึงกรณีคำพูดไม่เหมาะสม จนถูกนำไปตั้งกกระทู้ถามสดในสภา โดยระบุว่า ตนข้อน้อมรับถ้าคำว่า อีโง่ เป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม แต่ต่อไปนี้พจนานุกรมคงจะเล่มเล็กลงๆ เพราะหลายคำพูดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น อีโง่ แรด หรือ กะหรี่ ถ้าผมไปเรียกใครอย่างนี้ ถึงเรียกว่า ไม่ได้ ไม่เหมาะสม แต่กลับยัดเยียดให้ผมพูด ยืนยันไม่ได้พูด แต่ส.ส.หญิงพรรคเพื่อไทยก็ยังย้ำถามว่าเป็นใคร ก็คิดกันอยู่แค่นั้นว่าเป็นคนคนนั้น ผมไม่มีที่จะไปดูหมิ่นสตรี แต่เตือนสิ่งที่นำมาเล่นงานอยู่นี้กำลังไปตอกย้ำสถานภาพสตรีในสังคมว่าตรวจสอบไม่ได้ ส่วนพวกที่นำผ้าถุงมาให้ตนแล้วคิดว่าเป็นการดูถูกผู้ชายนั้น เท่ากับว่าเป็นการดูถูกแม่ของตัวเอง เพราะในอดีตการไปออกรบผู้ชายยังพกผ้าถุงของแม่ไปด้วย ถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดังนั้นขอเรียกร้องให้สตรีและองค์กรเกี่ยวกับสตรีต่างๆ ออกมาต่อต้านผู้ที่มีความคิดเรื่องนี้ MThai News

จ่อสอบดารา-เซเลบ 7 คนหลังพบเอี่ยวแคมเปญเบียร์ดัง
ดารา เบียร์ /  ดาราโพสต์ดื่มแอลกอฮอล์ / 

จ่อสอบดารา-เซเลบ 7 คนหลังพบเอี่ยวแคมเปญเบียร์ดัง ขณะที่รองผบ.ตร. วอนประชาชนอย่าวิตก หลังตำรวจระบุผิดโพสต์ภาพแอลกอฮอล์ลงโซเชียล ชี้หากไม่มีเจตนาก็ไม่ผิด ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบเอาผิดกับเหล่าศิลปินดารา-เซเลบชื่อดัง หลังจากมีการโพสต์ภาพโชว์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัวเข้าข่ายเป็นการโฆษณาหรือไม่นั้น ล่าสุดวานนี้ (12 ต.ค. 58) นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ออกแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าวว่า ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551 ศิลปินดาราที่โพสต์รูปคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าข่ายความผิดกฎหมายชัดเจน แม้ไม่มีเจตนาส่งเสริมการขายให้กับยี่ห้อนั้น หรือไม่ได้รับการว่าจ้างก็ตาม และขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีคนดังจาก 7 ใน 10 คน เข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย เนื่องจากมีหลักฐานพบการว่าจ้าง อีกทั้งยังมีการเชิญชวนให้โพสต์รูปตัวเอง พร้อมติดแฮชแทกชื่อแคมเปญ และระบุชื่อดาราเซเลบใน 7 คนที่อยากถ่ายรูปผ่านโซเชียลมีเดีย และจะให้รางวัลเป็นไอโฟน 7 คน 7 เครื่อง เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนเตรียมจะส่งหนังสือเชิญดาราเหล่านั้นมาให้ปากคำ รวมถึงดาราที่เคยเข้าให้ปากคำก่อนหน้านี้ มาสอบสวนอีกภายในสัปดาห์นี้ และให้เวลามาชี้แจงภายใน 7-15 วัน ขณะที่พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างงานแถลงข่าวถึงความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียล ภายหลังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาระบุว่าผิดกฎหมายนั้นว่า ก็ต้องตรวจสอบดูว่ามีการกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายผิดข้อบังคับตามกฎหมายมาตรา 32 หรือไม่ ถ้ามีก็ถือว่าผิด แต่ถ้าประชาชนคนธรรมดาโพสต์ไปโดยไม่มีเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็ไม่ต้องกังวลอะไร ภาพจาก INN ........................................................ วุ้นเส้น-หญิงแย้ พบตำรวจแจงโพสต์แอลกอฮอล์ลงอินสตาแกรม ขณะที่ ไทยเบฟฯ ยันไม่เคยจ้างดาราช่วยโปรโมทสินค้า รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมา นักแสดงสาวและพริตตี้ชื่อดัง อย่าง "วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์" และ "หญิงแย้ นนทพร ธีระวัฒนะสุข" ได้เดินทางเข้าพบ"พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ" รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้ว เพื่อแสดงชี้แจงกรณีโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง ลงอินสตาแกรมส่วนตัว โดยวุ้นเส้นได้เผยว่า "ยอมรับว่าการโพสต์ภาพดังกล่าวเป็นการช่วยโปรโมทสินค้า หลังจากเพื่อนที่ทำงานในองค์กรนั้นให้ช่วยโปรโมทเนื่องจากมีการปรับโฉมใหม่ ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่ามีกฎหมายนี้อยู่จึงได้กระทำการดังกล่าวลงไป พร้อมทั้งขอยอมรับผิดที่เป็นตัวอย่างไม่ดีด้วย ขณะเดียวกันยืนยันว่าไม่ได้รับจ้างในการช่วยโพสต์สินค้าแอลกอฮอล์ดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วน หญิงแย้ เผยต่อว่า "ขอโทษภาพที่ออกไปเพราะมันค่อนข้างแรง ยืนยันว่าไม่มีการว่าจ้างเช่นกัน ที่ทำไปเพราะรู้จักกับคนในองค์กรนั้น โดยมีเพื่อนมาขอความช่วยเหลือให้ทำ ซึ่งตนยินดีที่จะรับผิดชอบไปตามกฎหมาย และตั้งใจจะทำประโยชน์ให้สังคมมากขึ้น และอยากฝากถึงคนใช้สื่อออนไลน์ และคนที่มีชื่อเสียงให้ระวังในเรื่องนี้ด้วย" ด้านทาง พล.ต.อ.พงศพัศ เผยว่า เรื่องนี้จะต้องมีการหารือกับทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยงข้องถึงทิศทางในการดำเนินการก่อน ถึงจะเรียกนักแสดงที่เหลือเพื่อมาเข้าพบ โดยตอนนี้ยังไม่สามารถระบุข้อหาหรือบทลงโทษได้ ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะไม่มีอะไรที่รุนแรง และยังไม่ดำเนินการกับทางผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้น นอกจากนี้ รายงานข่าวได้ระบุว่า วานนี้ 10 ต.ค.58 นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มธุรกิจเบียร์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับดาราถือเบียร์ของสินค้าตัวใหม่ยี่ห้อหนึ่ง โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่มีนโยบายให้ดาราที่มีชื่อเสียงประชาสัมพันธ์สินค้าประเภทแอลกอฮอล์แต่อย่างใด และยินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มทที่ในการตรวจสอบดังกล่าว ภาพจาก  @Pananat_PPTV ........................................................ เสก โลโซ โพสต์แนะจะเอาผิดควรฟังเสียง ปชช. ปมเล็งเอาผิดประชาชนโพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านเฟซบุ๊ก ด้านอัยการฯ บอกจะเอาผิดได้ต้องดูที่เจตนา ความคืบหน้าในประเด็นร้อนตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเหล่าศิลปินดารา จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เนื่องจากมีความผิดเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เรื่องห้ามโฆษณา-โฆษณาแฝง ก่อนที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เตรียมจะเรียกเหล่าดาราเหล่านั้น มาให้ปากคำที่เรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งฝากเตือนไปยังประชาชนคนธรรมดาว่า อย่าโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ผ่านสังคมโซเชียล เนื่องจากถือว่ามีความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 ด้วย หากในภาพถ่ายนั้นเห็นภาพฉลากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ล่าสุดทางนายยรรยง เดชภิรัตนมงคล อัยการผู้เชี่ยวชาญในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกมากล่าวถึงคำกล่าวเตือนของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า การจะเอาผิดผู้โพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ต้องดูที่เจตนา ว่า โฆษณาตามนิยามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งคำว่า การโฆษณา กฎหมายให้นิยามของว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด ฉะนั้นการกระทำที่จะเป็นความผิดจะต้องมีเจตนาเพื่อประโยชน์ในทางการค้า หากการกระทำไม่ได้มีเจตนาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าหรือการสื่อสารการตลาดแล้ว ย่อมไม่อยู่ในบทนิยามและไม่มีความผิด แต่หากมีคนไปแอบจ้างประชาชนจำนวนมากไปชูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหากถูกสอบสวนได้ข้อเท็จจริงเพื่อการโฆษณาก็อาจนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายได้ บทนิยามของคำว่าโฆษณาใน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 นั้นมีเจตนาพิเศษกว่าในพจนานุกรม งานกฎหมายหรือการพิจารณานั้นจะต้องดูเจตนาและข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป เช่น คน 4 คนไปดื่มเบียร์ แล้วชูขวดที่มีโลโก้ยี่ห้อเบียร์ทั้ง 4 คน และถ่ายรูปเห็นฉลากทุกคนหันไปทางเดียวกันก็อาจเข้าข่ายมีเจตนา ทั้งนี้นอกจาก อัยการผู้เชี่ยวชาญในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จะได้ออกมาแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าวแล้ว ร็อคสตาร์ชื่อดังของเมืองไทย นายเสกสรร สุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ก็ได้แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า "POWER 2 DE PEOPLE!! จะทำอะไรให้คิดถึงประชาชนด้วย อ่านคอมเม้นท์ความคิดเห็นประชาชนหน่อย ด้วยความปรารถนาดี ..."S. LOSO ..." พร้อมโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อที่ตนเองผลิตเอง โดยระบุว่า "ผมทำธุรกิจถูกกฎหมาย {ไม่ได้ขายยาเสพติด} ผมเป็นเจ้าของเอง ..." ด้วย ........................................................ จ่อเรียก24 'ดาราโพสต์เบียร์'สอบ เตือน ปชช.โพสต์โชว์ฉลากผิดด้วย สคบ.แจง ดาราโพสต์เบียร์-ดื่มแอลกอฮอล์ ผิดกฎหมาย ม.26 ขณะ "พงศพัศ" จ่อเรียก24ดาราสอบ ยัน ประชาชนโพสต์รูปโชว์ฉลากผิดกฎหมายเช่นกัน วันที่ 10 ต.ค.58 พลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชุมร่วมกับตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ปคบ. สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. และกรมสรรพสามิต ถึงกรณีนักแสดง และบุคคลมีชื่อเสียง โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดย สคบ.ชี้แจงกรณี ดาราโพสต์ดื่มแอลกอฮอล์ลงอินสตาแกรมเข้าข่ายผิดกฏหมาย ม.26 ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ตามมาตรา 26 ว่าด้วยฉลาก มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจง ประชาชนทั่วไปหากมีการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะจงใจ หรือไม่มีเจตนา หรือไม่ทราบกฎหมาย ถือว่ามีความผิดตามมาตรานี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากในภาพถ่ายนั้น เห็นภาพฉลากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึง หากมีการใส่ข้อความเพื่อโฆษณา จะถือว่ามีความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ตามมาตรา 32 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ นอกจาก ได้เตรียมเรียกดารา 24 คน เข้าสอบเพิ่มเติม อาทิ โดม ปกรณ์ ลัม วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ ดีเจภูมิ ภูมิใจ ตั้งสง่า และ ดีเจเพชรจ้า วิเชียร กุศลมโนมัย ที่มา matichon ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News