ฝิ่น

ลัดฟ้ามวยไทยไปกับ ป๋อง ลำปาง 13 ต.ค.2554
muaythai /  มวยไทย

สวัสดีครับแฟนหมัดมวยที่รักเคารพทุกท่าน ป๋อง ลำปาง มารับใช้ข่าวสารวงการหมัดมวยไทยไปนอก  ตามแบบฉบับมวยไทยนานาชาติหรือมวยไทยโลก เริ่มต้นข่าวแรกขอรายงานผลการแข่งขัน รายการมวยไทยพรีเมียร์ลีก ครั้งที่ 2 ณ เมืองปาโดว่า อิตาลี เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม มี 2 นักชกไทยเข้าร่วมมวยรอบถึง 2 รุ่น เริ่มจากรอบแรก ในรุ่น 147 ปอนด์ (66.7 กก.) “ขุนศอกโกอินเตอร์ฯ” ไทรโยค วินดี้สปอร์ต (พุ่มพันธ์ม่วง) แค่ยกแรกกระโดดเข่าลอยเต็มพุงเล่นงานเอา Mauro Serra นักมวยอิตาเลี่ยนลงไปกองนับแปด แต่นักมวยเมืองมะกะโรนีก็สู้ยิบตาทนทายาทไม่ยอมทุกน็อค ชกเสร็จไทรโยคเป็นฝ่ายชนะคะแนนไปแบบขาดลอย  ขณะที่ “แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์” ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ขึ้นชกรอบแรกในรุ่นครุยเซอร์เวท (82.5 กก) เป็นฝ่ายใช้จังหวะฝีมือที่เหนือกว่าดักเตะดักต่อยเอาชนะ Roberto Coccoo นักมวยชาวเลี่ยนไปแบบขาดลอย ส่วนคู่ประกอบรายการอื่นๆ ในรุ่น เวลเตอร์เวท (147 ปอนด์) โมติ คาเมล นักชกฮอลแลนด์บวกโมร็อคโก เอาชนะคะแนน เลียม แฮริสัน สำหรับ โมติ คาเมล เป็นอีกนักชกตัวเต็ง ซึ่งหากไม่พลิกโผน่าที่จะทะลุเข้าไปเจอไทรโยค ในรอบลึกๆเผลอๆเจอกันในนัดชิงชนะเลิศ สำหรับรายการซุปเปอร์ไฟท์ “ไอ้แมงมุมดำ” ขาวผ่องเล็ก ลูกสุรธรรม เขยอิตาลี ฟันศอกชนะแตก ชาร์ล ฟร้องชัวร์ นักชกผิวสีจากฝรั่งเศส สำหรับคู่มวยประกอบรายการคู่อื่น รุ่น 82.5 กก. มาร์ค เด มอนเทล (เบลเยียม) เสมอ เจริ แซค (เช็ค) รุ่น  72.5 กก. วลาดิเมียร์ วาโรวิค (สโลวาเกีย) เสมอ ซ่าโร่ เพรสตี้ (อิตาลี) และ จอร์แดน วัตสัน (อังกฤษ) พลิกแพ้คะแนนให้แก่  กีร์ ฮอลแลนเบค นักมวยอเมริกาแบบได้เลือดแตกเละเทะ ส่วนมวยหญิง ชานเทา อูก้า (อิตาลี) พลิกแพ้ในถิ่นให้แก่  เอลโลนา วิลเจม (ฮอลแลนด์) และเทเลน่า บริสเตียน (เบลารุส) ชนะคะแนน  แซนดร้า บรัสเตียน (แคนาดา) สำหรับนัดหน้าครั้งที่ 3 ย้ายสังเวียนสัญจรไปที่ ฮอลแลนด์ โดยนักชกที่ชกเดือน กันยายนที่ อเมริกาจะเดินทางไปชกยังนัดนี้ ในส่วนของนักมวยที่ชกที่อิตาลี ก็จะบินมาต่อยรายการ มวยไทยพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 5 ธันวาคม ที่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงบ้านเรา ดังนั้น ปีนี้ สภามวยไทยโลก ร่วมกับทีมงาน วอริออร์ ของ คลิฟตัน บราวน์ บอสส์ใหญ่ ทัวร์นาเม้นต์นี้ จะจัดรายการนัดนี้ที่ สนามหลวงอย่างยิ่งใหญ่อลังการ จะมียอดมวยไทยชื่อดังก้องโลกอย่าง ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง และ ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์ มาร่วมต่อยมวยรอบให้ได้ดูกันแบบฟรีๆไม่มีการตีตั๋วแต่อย่างใดทั้งสิ้น เนื่องในวโรกาสร่วมเฉลิมฉลองในงานครบรอบพระราชสมภพ 84 พรรษาของ องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของพวกเราที่ปีนี้คิดว่าทุกๆหน่วยงานต้องจัดงานร่วมฉลองพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 5 ธันวาคม 2553 ในส่วนของมวยรอบ ตอนนี้ ทั้ง ก้าวไกลและไทรโยค เปิดตัวต่อยหนแรกกันไปแล้วยังคงเหลือแต่ ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์ ที่ถอนชกไปในไฟท์แรกที่ อเมริกา ซึ่งจากการเปิดเผยของทีมงานยังบอกว่า ยอดแสนไกล ยังยืนยันที่จะชกในมวยรอบรุ่น 72.5 กก.อย่างแน่นอน ในวันที่ 6 พ.ย. ที่ฮอลแลนด์ แต่คงคิดว่าเป็นงานหนักของ ยอดแสนไกลอย่างแน่นอน เพราะคิวรายการแน่นเอี้ยดจากการเดินทางไปชกวันที่ 21 ต.ค. จากการไปต่อยรายการ King of Rumble กรุงสตอคโฮมส์ สวีเดน จากนั้นปลายเดือนกลับมาชกมวยรอบ โตโยต้ามาราธอน หลังจากรับรายการตอนต้นเดือนอีกที ก็ไม่รู้ว่า”เจ้ายอด”จะมีคิวชกจริงๆรายการไหนบ้างเดี๋ยวคงได้รู้ว่ารายการไหนของจริงหรือฝิ่น ขึ้นป้ายไว้หลอกลวงแฟนมวย หมดรายการที่ อิตาลี 21 ต.ค. มหานครลอสแอนเจลิส ระเบิดศึก M-1 Grand Muaythai จากการประกบคู่โดย “มาสเตอร์กบ” ฐากูร ผ่องสุภา ที่รับประกบคู่มวยในรายการนี้มี4 นักชกไทยขึ้นต่อยร่วมรายการนี้  นำทีมลุยโดย “แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์” ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ สะเก็ดดาว เพชรพญาไท รุ่งราวี และ หลังสวนเล็ก ศศิประภายิม รายการนัดนี้มีการถ่ายทอดสดกลับมาเมืองไทยทางช่อง 9 อสมท.ตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้าเป็นต้นไป นัดนี้ “มิสเตอร์กบ”ถอดหัวใจประกบคู่มวยเอาใจคอมวยแดนมะกันและแฟนคลับมวยไทยทั่วโลก รายการมวยไทยที่น่าดูอีกรายการหนึ่งแต่ข้ามไปยังทวีปออสเตรเลีย ยังเมืองบริสเบรน รัฐควีนแลนด์ รายการ REPUTATION 2 Thailand Vs Australia จากการจัดของโปรโมเตอร์เอียน บรอนสัน  มี 10 นักชกไทยร่วมชกกะยอดมวยชื่อดังของแดนจิงโจ้ คู่เอกนำรายการ “เดอะบอดี้การ์ด” โนนไทร ส แสนยากร ขึ้นตามล่าแค้น “ไอ้หัวสี” บรู๊ค แมคฟรี่ พิกัด 72.5 กก.ตามด้วย อามีน แบล๊คดราก้อนสวิสฯ, ขวัญข้าว ช ราชพัสดุอีสาน, พลังชล และ จ่าแมว –เขียวส่องแสง พุ่มพันธ์ม่วง, ฤทธิ์ เคอาร์เอสยิม, รุ่งจรัส พิชิตมาร, ขุมทรัพย์ เกียรตินครชล, ยอดแสนเก่ง มวยไทยพลาซ่า 2004 รายการนัดนี้มีการถ่ายทอดสทางทีวีของออสเตรเลียเต็มอิ่มถึง 3 ชั่วโมง ชกกันภายใต้กติกามวยไทยครบเครื่องหมัดเท้าเข่าศอก โดยนัดนี้จะมีแขกวีไอพีจากเมืองไทย “พีมด” นพพร วาทิน บอสส์ใหญ่ของ ไทยไฟท์ร่วมเดินทางไปชมรายการนัดนี้โดย ทางไทยไฟท์แปลนงานเอางานไว้แล้วว่าปีหน้า จะนำเอา THAI FIGHT EXTREAM 2012 สัญจรมาต่อยที่ เมืองโกลด์คอต และเปิดค่ายมวย ไทยไฟท์แห่งแรกขึ้นที่ เมืองซีดนีย์อีกด้วย เดินทางมาติดต่อนักมวยไทยแต่เนิ่นๆสำหรับ มิสเตอร์เดฟเลส ชาวเยอรมันนี ซึ่งติดต่อนำพาเอา ไทรโยค วินดี้สปอร์ต โนนไทร ส แสนยากร และ อามีน แบล๊คดราก้อนสวิสฯ ไปชกในรายการฉลองความสัมพันธ์ 150 ปี ไทย-เยอรมันนี ในเดือน เมษายนปีหน้าที่ ณ เมืองดูเบต เมืองประวัติศาสตร์ของไทยและเยอรมันนี โดยคู่ชกจะเป็นยอดนักสู้ลูกหลานของ อดอฟ ฮิตเล่อร์ เจ้าถิ่นอย่างแน่นอน ก่อนจะถึงปีหน้า 6 พ.ย. รายการ THAILAND VS CHALLENGER นำทีมลุย โดย เบอร์หนึ่ง ท๊อปคิงส์บ๊อกซิ่ง, จ้าวฉลาม ฉัตรกนกยิม, ใจเพชร เกียรติเมืองกาฬ ปลายเดือนสุดสัปดาห์ อย่าพลาดกะความมันของมหากาพย์มวยไทย THAI FIGHT ครั้งที่ 2 ล่าสุดทีมงานออกคู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บัวขาวถล่ม มิเกล พิเชลโล่ นักชกแดนน้ำหอม แฟร้งกี้ จอร์จี้ ยอดนักสู้แดนจิ้งโจ้ลุย นักชกแดนกระทิงโหด รุ่น 67 กก เข้มต่อยกะนักมวยเกาหลีใต้ และ มูซาบ อามรานี่ซัด “แชมป์เก่า”ฟราบิโอ ปินก้า ตอนนี้คงพอจะเห็นเค้าลางของมวยคู่ชิงชนะเลิศกันแบบลางๆแล้ว คิวชกยังขายดีต่อเนื่อง นอกจากจะเดินทางไปสอนมวยไทยอยู่แดนนาฬิกาโรเล็กซ์ ล่าสุด อามีน แบล๊คดราก้อนสวิสฯ ขึ้นลุยกะนักมวยสวิสฯอีกรอบในวันที่ 15 ต.ค.นี้ จากนั้นก็จะต่อเครื่องเดินทางกลับเมืองไทยแล้วมีคิวลุย เกาะยูเรเนี่ยนพร้อมกะ ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง และ อภิสิทธิ์ เคทียิม อีกที ในวันที่9 พ.ย. นำทีมลุย โดย เลี่ยเล็ก เอสเควียิม ดาบเขี้ยว ปากช่อง และ มิสเตอร์อดัม อุสา ponglpg@yahoo.com

เหวี่ยงใหญ่...ให้ติดดิน 2/2 จบ
หนังจีน

หยวนเปียว - เจิ้นจื้อตัน : นําแสดง เนื้อเรื่องโดยย่อ : คณะกายกรรมชางฟางโดนระเบิดจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องอพยพจากเซี่ยงไฮ้มาที่เมืองหนาน เเละหาที่ตั้งกายกรรมใหม่ เเต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการค้าฝิ่น ของญี่ปุ่น เเละต้องร่วม มือกันทั้งคณะกายกรรมทลายการค้าผิ่นนี้ให้­ได้ โดยมี อาตง (รับบทโดย หยวนเปียว ) เเละ ความช่วยเหลือจาก ตงฟา ตำรวจหนุ่ม (รับบทโดย ดอนนี่ เยน) ร่วมมือกันต่อสู้เเละจะทลาย การค้าฝิ่นได้หรือไม่ต้องติดตาม แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=7uDdRWs8GcI

10 อันดับแหล่งท่องเที่ยวประเภทป่าเขา น้ำตก ในประเทศไทย ประจำปี 2553
ดอย /  ดอยปุย / 

ใกล้เข้าหน้าหนาวแล้ว ได้เวลาขึ้นเขาไปพิชิตยอดดอย สูดอากาศสดชื่นกันอีกแล้ว ลองมาดูกันซิว่า 10 อันดับป่าเขา น้ำตกของไทย ประจำปี 2553 มีที่ไหนน่าไปเที่ยวชมกันบ้าง... ชอบ-ไม่ชอบยังไง แนะนำที่เที่ยวในใจเพื่อนๆ กันเข้ามาได้นะคะ อันดับที่ 10 อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ ดอยฟ้าห่มปก ดอยสูงอันดับ 2 ของประเทศไทย ด้วยความสูงประมาณ 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนยอดดอยสูงเป็นทุ่งโล่งอันเกิดจากสภาพธรณี วิทยาที่มีชั้นดินตื้น พื้นเป็นหินแกรนิต ประกอบกับมีลมกระโชกแรงตลอดทั้งปี จากยอดดอยจะเห็นทิวทัศน์ทะเลหมอกและถนนบนสันเขาขนานกับชายแดนไทย-พม่า จุดเด่นอีกอย่างของอุทยานฯ แห่งนี้คือ บ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่เกิดจากความร้อนใต้ดินมีจำนวนมากมายหลายบ่อ ในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ไอร้อนกรุ่นพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา อุณหภูมิของน้ำประมาณ 40-88 องศาเซลเซียส บ่อหนึ่งทางอุทยานฯ เจาะช่องใส่ท่อให้น้ำพุร้อนขึ้นสูงถึง 40-50 เมตร พร้อมทั้งได้จัดบริการห้องอาบน้ำแร่และอบไอน้ำ บ่อน้ำร้อนจะอยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติขึ้นเขาผ่านป่าเบญจพรรณ มาถึงบ่อน้ำร้อน ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตรอีกด้วย อันดับที่ 9 อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร โดดเด่นในความเป็นอุทยานแห่งชาติที่เน้นการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ด้วยมีแอ่งอาบน้ำอุ่นที่เกิดจากน้ำร้อนในบ่อน้ำพุร้อนมาบรรจบกับน้ำเย็นที่ มาจากน้ำตกแจ้ซ้อน ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริในการใช้พลังงานน้ำธรรมชาติมาประยุกต์ อุทยานฯ ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองจาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแจ้ซ้อน ที่บนเส้นทางพบสัตว์หายากอย่างนกเขนเทาหางแดง ปลาปุง รวมทั้งพรรณไม้ต่างๆ สามารถศึกษาระบบนิเวศและสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบลานน้ำพุร้อน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่เปียก ศึกษาความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและการนำทรัพยากรจากป่ามาใช้ประโยชน์ อันดับที่ 8 อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดเลย- พิษณุโลก-เพชรบูรณ์ แหล่งธรรมชาติที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สอดแทรกอยู่ แหล่งท่องเที่ยวจึงแบ่งออกเป็นด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่ สถานที่ต่างๆ ที่อดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยใช้เป็นฐานที่มั่น ซึ่งสถานที่เหล่านี้ได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิม เช่น ผาชูธง โรงเรียนการเมืองการทหาร ในขณะที่ด้านธรรมชาติ ภูหินร่องกล้าก็ยังมีสภาพภูมิทัศน์สวยงาม แปลกตา ผิดจากเทือกเขาโดยทั่วไป ได้แก่ ลานหินแตก ลานหินปุ่ม ซึ่งเกิดจากการโก่งตัวหรือเคลื่อนตัวของผิวโลก การสึกกร่อนตามธรรมชาติของหิน ปกคลุมไปด้วยมอส ไลเคน ตะไคร่ เฟิร์น และกล้วยไม้ชนิดต่างๆ ทั้งยังอุดมด้วยน้ำตกสวยอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกหมันแดง น้ำตกร่มเกล้าภราดร น้ำตกศรีพัชรินทร์ น้ำตกแก่งลาด และน้ำตกตาดฟ้า อันดับที่ 7 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี อุทยานฯ ที่มีพื้นที่มากที่สุดของประเทศไทย คือ 2,915 ตารางกิโลเมตร เป็นป่าดิบชื้น ภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี สภาพภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่ามากจึงมีชื่อเสียงในด้านการเป็นแหล่งดูนกที่มีนกให้ดูมากที่สุด แห่งหนึ่ง คือ 430 ชนิด จาก 900 กว่าชนิดที่มีในประเทศไทย ทั้งยังเป็นแหล่งดูผีเสื้อแห่งสำคัญเพราะมีมากกว่า 150 ชนิด โดยมีจุดพักค้างแรมกางเต็นท์สำหรับผู้สนใจดูนกและผีเสื้อที่บ้านกร่างแคมป์ ในขณะเดียวกันยังมีจุดชมทะเลหมอกในตอนเช้าได้สวยงาม คือที่แคมป์พะเนินทุ่ง หรือ กม. 30 อันเป็นจุดกางเต็นท์พักแรมของอุทยานฯ อันดับที่ 6 อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เหนือภูเขาสูงสลับซับซ้อนหลายลูก อันได้แก่ ดอยสุเทพ ดอยบวกห้าและดอยปุย เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารลำห้วย เช่น ห้วยแก้ว ห้วยช่างเคี่ยน ห้วยแม่ปาน ที่ไหลลงสู่แม่น้ำปิง และน้ำตกงามอีกหลายแห่ง ได้แก่ น้ำตกมณฑาธาร น้ำตกแม่สา เป็นน้ำตกที่สวยงาม น้ำตกตาดหมอก-วังฮาง น้ำตกตาดหมอกฟ้า น้ำตกมหิดล น้ำตกศรีสังวาล น้ำตกผาลาด และน้ำตกห้วยแก้ว ยังมีหน้าผาอันเป็นจุดชมทิวทัศน์หลายแห่ง โดยเฉพาะยอดดอยปุยซึ่งเป็นป่าสนเขา มองเห็นทัศนียภาพได้โดยรอบ ทั้งยังสามารถเยี่ยมเยือนหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ เช่น ม้ง เย่า อาข่า ลีซอ มูเซอ ได้สะดวก เพราะมีทางเดินไปถึงทุกหมู่บ้าน บนเส้นทางขึ้นสู่อุทยานฯ ยังมีจุดแวะน่าสนใจอย่างอนุสาวรีย์ครูบาวิชัย และพระตำหนักภูพิงราชนิเวศน์ ซึ่งประดับประดาด้วยดอกไม้นานาพรรณงดงามตระการตา อันดับที่ 5 อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จังหวัดเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน เป็นผืนป่าต้นน้ำลำธารที่โดดเด่นด้วยป่าและธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และทิวเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน มีจุดชมทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย คือ จุดชมวิวห้วยน้ำดัง อันเป็นสถานที่ซึ่งสามารถชมทะเลหมอกยามเช้าได้อย่างชัดเจนงดงาม ท่ามกลางแสงสีทองของอรุณรุ่ง แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวนับพันมาพักแรมเพื่อรอชม นอกจากนี้ ยังมียอดดอยที่มีธรรมชาติงดงามอีกหลายแห่ง เช่น ดอยช้าง ดอยสามหมื่น รวมทั้งโป่งเดือดซึ่งเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ทางอุทยานฯ ได้จัดสร้างบ้านพักพร้อมบ่อสำหรับอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนครบวงจรพร้อมบริการ อันดับที่ 4 สถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ สถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ที่ทรงต้องการเปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่นของชาวไทยภูเขามาเป็นแปลงเกษตรเมือง หนาวที่สามารถสร้างรายได้ วันนี้ดอยอ่างขางได้เปลี่ยนสภาพจากภูเขาซึ่งถูกตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นพื้นที่ อุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจให้เที่ยวชมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกเมืองหนาวกว่า 20 ชนิด พันธุ์ไม้ผลกว่า 12 ชนิด และแปลงผักเมืองหนาวอีกกว่า 60 ชนิด รวมทั้งหมู่บ้านชาวไทยภูเขาหลายเผ่า คือ จีนฮ่อ ไทยใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง ทิวทัศน์ชายแดนไทย-พม่า อีกทั้งยังเป็นแหล่งดูนกสำคัญที่มีนกน่าสนใจหลายชนิด อันดับที่ 3 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา-นครนายก-ปราจีนบุรี-สระบุรี อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2505 ได้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยขึ้นทะเบียนร่วมกับป่า 5 ผืนใหญ่ คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติตาพระยา อุทยานแห่งชาติทับลาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ถือว่าเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 2 ของไทย ต่อจากผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เขาใหญ่เป็นแหล่งที่สามารถพบเห็นสัตว์ป่าน้อยใหญ่นานาชนิด ทั้งยังมีน้ำตกใหญ่ที่สวยงาม เช่น น้ำตกเหวนรก น้ำตกเหวสุวัต น้ำตกผากล้วยไม้ และน้ำตกอื่นๆ อีกมากมายกว่า 20 แห่ง รวมทั้งยังมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติอีก 13 เส้นทาง จึงเป็นขวัญใจของบรรดานักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดมา ตลอดทุกยุคทุกสมัย อันดับที่ 2 อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย อุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของประเทศไทยต่อจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เหนือที่ราบกว้างใหญ่บนยอดภูสูง 1,200 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง งามตาด้วยทิวสนเรียงราย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชื่นชอบภูกระดึงเพราะความหลากหลายในด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากมีหน้าผาจุดชมทิวทัศน์มากมายหลายจุด ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักคือจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นและจุดชมพระ อาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ทั้งยังมีน้ำตกขนาดกลางและขนาดเล็กที่สวยงาม เช่น น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกวังกวาง น้ำตกธารสวรรค์ ฯลฯ อีกทั้งสภาพป่าที่มีทั้งป่าสนเขา ป่าดิบเขา ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ทำให้มีพรรณไม้แปลกๆ สวยงามในยามดอกไม้ป่าสะพรั่งบานเปรียบเสมือนกับอุทยานบนสรวงสวรรค์ อันดับที่ 1 อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ สุดยอดเหนือใครในสยามประเทศด้านความสูงด้วยดอยอินทนนท์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย 2,565 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน อากาศหนาวเย็นตลอดปี แวดล้อมด้วยสภาพป่าแบบดึกดำบรรพ์ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้หลากหลายชนิด และนกสวยงามนานาพันธุ์ ด้วยเป็นป่าต้นน้ำ จึงมีน้ำตกสวยงามขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น น้ำตกแม่ยะ น้ำตกสิริภูมิ น้ำตกแม่กลาง ฯลฯ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของพระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ซึ่งกองทัพอากาศสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบอีกด้วย ที่มา : http://www.toptenthailand.com/display.php?id=1333

รวมที่เที่ยวหน้าหนาว นักท่องเที่ยวห้ามพลาด!
เที่ยวดอยอินทนนท์ /  เที่ยวภูเรือ / 

ในที่สุด ก็ใกล้ถึงช่วงปลายฝน ต้นหนาว กันแล้ว ช่วงเวลาที่ว่านี้ คงถูกอกถูกใจขาเที่ยวอย่างแน่นอน อย่างที่หลายๆ คน ทราบกันดีว่า ช่วงหน้าหนาวปลายปี เป็นช่วงเหมาะกับการท่องเที่ยวมากที่สุด จะบุกขึ้นดอยก็สวยแบบเย็นๆ หรือลงทะเลเพื่อพบน้ำทะเลใส ก็งามไม่ด้อยไปกว่ากัน แถมเป็นอีกช่วงเวลาในการถ่ายรูปที่สวยที่สุดอีกด้วย!!! แต่ขึ้นชื่อว่า "ฤดูหนาว" กำลังมาเยือน นักท่องเที่ยวควรที่จะไปสัมผัสความเย็นบนดอยสูงน่าจะเหมาะสมที่สุด ถึงถูกต้องตามฤดูกาลท่องเที่ยวในหน้าหนาว และสำหรับสมาชิก Travel MThai มิตรรัก ยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะไปท้าความหนาวเย็นกันที่ไหนดี วันนี้ทีมงานมีตัวเลือกที่เที่ยวน่าสนใจ กับ รวมที่เที่ยวหน้าหนาว นักท่องเที่ยวห้ามพลาด! ให้เหล่าบรรดาสานุแฟน ได้ลองไปพิจารณากันนะครับ 1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชื่อนี้มักจะเป็นติดอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยว เดิมชื่อว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า ดอยอ่างกานั้น เพราะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือน อ่างน้ำ มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา หรือ ดอยอ่างกา ดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,599 เมตร) จึงทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ มี น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา โครงการหลวงอินทนนท์ และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติหลายจุด 2. ดอยอ่างขาง เป็นที่ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ภายในสถานีมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ แปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว สวนบอนไซ มีการจำหน่ายผลิตผลพืชผักเมืองหนาวที่ปลูก ในบริเวณโครงการฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล ในสถานีฯ มีที่พัก และมีสถานที่กางเต็นท์บริการแก่นักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ 3. เขาค้อ – อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ชื่อว่าเขาค้อเป็นเพราะ ป่าบริเวณนี้มีต้นค้อขึ้นอยู่มาก เนื่องจากภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี ค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว และมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของเพชรบูรณ์ สถานที่น่าสนใจบนเขาค้อได้แก่ อนุสาวรีย์จีนฮ่อ ฐานอิทธิเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ หอสมุดนานาชาติเขาค้อ พระตำหนักเขาค้อ น้ำตกศรีดิษฐ์ สวนสัตว์เปิดเขาค้อ และเนินมหัศจรรย์ หมู่บ้านคุ้มจุดชมวิวกิ่วลม หมู่บ้านนอแล และหมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านหลวง 4. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีเทือกเขาและภูเขาสูง สลับซับซ้อน ครอบคลุมอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ฤดูหนาวอากาศเย็น ลมแรง 5. ภูชี้ฟ้า-ผาตั้ง จ.เชียงราย ภูชี้ฟ้า เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ่งตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมาตรงระหว่างปลายยอดเขา จะดูเหมือน เสือคาบแก้วมาก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร ส่วนของหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว ดอยผาตั้ง อยู่บนเทือกดอยผาหม่น เป็นจุดชมวิวสองฝั่งโขง ไทย-ลาว และทะเลหมอก บนดอยมีหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะ ชาวจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็น ส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล 6. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย เพราะมีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและ ภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและ หน้าผาชมทิวทัศน์ ลักษณะเด่นของอุทยานฯ แห่งนี้คือเป็นภูเขาหินทราย ยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่คล้ายใบบอนหรือรูปหัวใจ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จุดท่องเที่ยวประทับใจได้แก่ ผานกแอ่น ผาหล่มสัก ผาหมากดูด น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำสอเหนือ-ใต้ สระอโนดาด เป็นต้น 7. อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัดคือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ไร่ภูหินร่องกล้ามียอดเขาสูง 1,617 เมตร มีทิวทัศน์สวยงาม ปกคลุมด้วยป่าเต็งรังป่าดิบเขา และป่าสนเขา มีสนสองใบและสนสามใบ ขึ้นปะปนกัน และพบกล้วยไม้ดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เคยเป็นศูนย์กลางที่ตั้งฐานที่มั่นการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของภาคเหนือ จุดที่น่าสนใจ ลานหินปุ่ม ลานหินแตก น้ำตกหมันแดง เป็นต้น 8. ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ – ดอยแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน ดอยแม่อูคอ เป็นทุ่งดอกบัวตองที่มีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้าง ประมาณ 1 พันไร่ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อม ๆ กันในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม จะเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วทั้งภูเขา ดอยแม่เหาะ อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 10-8 ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 84 เขตตำบลแม่เหาะ เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณนี้ มีภูมิประเทศที่งดงาม มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อยู่เป็นส่วนมาก ในเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ของทุกปี ดอกบัวตอง หรือทานตะวันป่า จะบานสะพรั่ง ไปทั่วหุบเขา สวยงามมากทีเดียว 9. อุทยานแห่งชาติภูเรือ เป็นภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน มีลักษณะแปลกคือ มีส่วนหนึ่งเป็นผา ชะโงกยื่นออกมาเหมือน หัวเรือสำเภาใหญ่ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จุดที่น่าสนใจบนอุทยานได้แก่ ผาโหล่นน้อย ภูผาสาด และทะเลภูเขา ผาซับทอง หรือ ผากุหลาบขาว เป็นหน้าผาสูงชัน และแหล่งน้ำซับที่มีพืชน้ำไลเคนสีเหลืองคล้ายสีทอง ขึ้นเต็มไปทั่ว น้ำตกห้วยไผ่ เป็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาสูงชัน ยอดภูเรือ เป็นจุดสูงสุดในอุทยานฯ สามารถมองเห็น แม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว 10. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว พื้นที่วนอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุมอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี การเดินทางขึ้นดอยค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะพบดอกไม้ป่า พันธุ์ต่าง ๆ เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่าง ๆ สวยงามมาก แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่น้ำตกภูสอยดาว และลานสน 11. ปางอุ๋ง หมู่บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ในพระบรมราชินูปถัมป์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บน ยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นแนวสนที่ปลูกเรียงรายอย่างกลมกลืน ยามพระอาทิตย์ขึ้นจะสะท้อนผืนน้ำเป็นลำแสงสีทองผ่านแนวสนเขียวขจี งดงามจนถือได้ว่าเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในเมืองไทย เปรียบได้กับ นิวซีแลนด์เมืองไทย และเมื่อได้สัมผัสกับแปลงพันธ์ไม้เมืองหนาวหลากสีสันที่ปลูกประดับในโครงการ ฯ ซึ่งเปรียบเสมือนกับ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ปางอุ๋ง …เมื่อฟากหนึ่งเป็นนิวซีแลนด์ และอีกฝั่งหนึ่งเป็นสวิสเซอร์แลนด์ 12. ปาย ในฤดูหนาวที่เยือนมาอีกรอบหนึ่งของเมืองไทย หลายๆ คนจัดแจงวางแผนบุกป่าผ่าเขา เพื่อค้นหาความเยือกเย็นที่ปีหนึ่งจะมีสัก ครั้งที่แน่ๆ เกือบทั้งหมดนั้นเดินทางขึ้นเหนือ จะไปที่ไหนก็ตามแต่ ที่นี่หลายคนบอกว่าไม่ควรพลาด อ.ปาย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปาย เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆ ยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ “ปาย” ได้ดึงดูดนักเดินทางให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้ 13. ภูทับเบิก ตั้ง อยู่ที่ บ้านทับเบิก ต.วังตาล ห่างจากอ.หล่มเก่า 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 97 กม. มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร และเป็นจุดที่สูงที่สุดของเพชรบูรณ์ ชาวเพชรบูรณ์เรียกว่า “ภูทับเบิก” ภูทับเบิก มีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามด้วยธรรมชาติแบบทะเลภูเขา ป่าไม้ ต้นไม้เมืองหนาวและน้ำตก มีอากาศบริสุทธิ์ สภาพภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี เนื่องจากร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยและอยู่บนที่สูง จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยช่วงเข้าจะมองเห็นกลุ่มเมฆ และทะเลหมอกตัดกับยอดเทือกเขาเพชรบูรณ์ 14. ผาชะนะได อุทยานแห่งชาติผาแต้ม “รับตะวันก่อนใครในสยาม” คำขวัญแห่ง ผาชะนะได ผาริมโขง ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ดินแดนตะวันออกสุดสยาม ผาชะนะได เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจด้วยหน้าผาที่ยื่นออกไปรับลมบนที่สูง ปกคลุมด้วยป่าสนสองใบ ทิวทัศน์เบื้องหน้าเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน อีกหลายจุดชมวิวทางผ่านไปสู่ของ ผาชะนะได คือ ลานดอกไม้ดิน และการชมพะลานหิน ได้แก่ พะลานหินวัดภูอานนท์ พะลานถ้ำไฮ เป็นต้น หรือจะท่อง ป่าดงนาทาม ซึ่งมีความหลากหลายทางธรรมชาติ เป็นแหล่งเดินป่ายอดนิยมสำหรับนักผจญภัย และจุดสำคัญที่พลาดไม่ได้ คือ ทะเลหมอก คือหนึ่งไฮไลท์ของ ผาชะนะได เชื่อกันว่า ใครมีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นคนแรก เปรียบเสมือนการเพิ่มพลังให้ชีวิตโชติช่วงดังแสงที่ตัดเส้นขอบฟ้า ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของการเที่ยว ผาชนะได คือ ปลายฝนต้นหนาว (ปลายตุลาคม-กุมภาพันธ์) เพราะอากาศที่เริ่มเย็นทำให้ดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่ง 15. ดอยม่อนจอง ขึ้นไปดอยรับลมหนาว หาวเป็นไอ บน ดอยม่อนจอง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งดอยที่หลายคนตั้งใจมาฝากรอยจารึก แม้ต้องฝ่าฟันเส้นทางเดินบน สันดอยไปสู่ยอดสูงสุดกว่า 3 กิโลเมตร แต่พี่ไทยก็ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย ขอเพียงพิชิต ดอยม่อนจอง ดอยม่อนจอง ตั้งอยู่ในเขตลึกของป่าอมก๋อย ทิศตะวันออกจรดเขื่อนภูมิพล ทิศตะวันตกติดกับถนนสายอมก๋อย-บ้านแม่ตื่น ทิศเหนือจรดกับพื้นที่อำเภอดอยเต่า ทิศใต้จรดกับลำห้วยแม่ตื่นที่ไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล สูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย จุดสูงสุดของ ดอยม่อนจอง เรียกว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโตสูง และแน่นอนว่าสูงๆ อย่างนี้ ดอยม่อนจอง ก็หนีไม่พ้นสถานที่ที่ชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง แถมยามค่ำคืนยังสามารถนอนคุดคู้นับดาวกันตัวสั่น เพราะอากาศบน ดอยม่อนจอง นั้นหนาวมาก อมก๋อยว่าหนาวแล้ว พี่ม่อนจองของเราหนาวเสียยิ่งกว่า ฉะนั้นเสื้อผ้า อุปกรณ์คลายหนาวต่างๆ จัดให้พร้อม! 16. ดอยม่อนแจ่ม ยอดดอยม่อนแจ่ม อยู่ใน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางไม่ทุลักทุเล ใครมีรถพารถมาหย่อนไว้ แล้วเดินสูดบรรยากาศให้ฉ่ำปอด กอดภูเขา สูดเอากลิ่นดอกไม้กันได้เต็มที่ เพราะพื้นที่บน ดอยม่อนแจ่ม ไม่ กว้างใหญ่นัก เดินยังไม่ทันเมื่อยก็ได้สัมผัสทิวทัศน์โดยรอบ เตร็ดเตร่ทุกมุมแล้วก็นั่งจิบกาแฟ แชร์ประสบการณ์ สำราญไอเย็นกันแบบเบาๆ จุดชมวิวหลักๆ ของ ดอยม่อนแจ่ม มีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งเป็นทิวเขาสลับกันไปไกลสุดลูกหูลูกตา อีกด้านก็จะเป็นไร่ปลูกพืชต่างๆของโครงการหลวง ซึ่งจะเปลี่ยนพืชพรรณไปตามฤดูกาล 17. โมโกจู อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ กิเลสแห่งการเดินทางไม่เคยสิ้นสุด แม้จะ “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” แต่ “ยิ่งสวย ก็ยิ่งอยากเห็น” มนุษย์นี่แหละน้าไม่เคยหยุดดั้นด้น ต่อให้ต้องข้ามเขาจนขาพับขาอ่อนก็ไม่ยอมแพ้ ขอแค่สายตาได้แลในสิ่งที่อยากเห็น และที่เที่ยวชวนสัมผัสช่วงหน้าหนาวอย่าง ยอดเขา โมโกจู อีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการเดินทาง ด้วยความสูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล โมโกจู จึงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดใน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร , จังหวัดนครสวรรค์ คำว่า โมโกจู มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “เหมือนฝนจะตก” เนื่อง จากมีหมอกปกคลุมจัดบนยอดเขา โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เย็นยะเยือก ควันออกปาก พ่นเล่นกันได้ทั้งวัน มองจากยอดเขาลงไปก็จะเห็นทะเลหมอกแห่งป่าตะวันตกอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่วงก์อันเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสะแกกรัง นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ อุทยานมีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในเขตพื้นที่อุทยานด้วย (ที่มา วิกิพีเดีย) 18. หมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช แม้ที่นี่จะไม่ได้อยู่ตอนเหนือของประเทศก็ตาม แต่ธรรมชาติที่สวยงามอยู่ในท่ามกลางธรรมชาติ ย่อมน่าสนใจไม่ใช่น้อยๆ ที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือญาติ จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง ก็คือ ทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ และสายน้ำ ถ้าหากว่าใครต้องการที่จะไปเที่ยวที่นี่ กิจกรรมที่น่าสนใจในหมู่บ้านคีรีวง ได้แก่ การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ การลองชิมอาหารพื้นเมือง ฯลฯ 19. สิงห์พาร์ค เชียงราย จ.เชียงราย ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดไฮไลท์การท่องเที่ยวหน้าหนาวที่ใครต่อใครก็ ต้องมาเมื่อมีโอกาส และดูเหมือนว่า ภาพเชียงรายกับการท่องเที่ยวนับจากนี้ก็คงถึงคราวเปลี่ยนโฉม อีกครั้ง เมื่อ บุญรอด เทรดดิ้ง ได้พัฒนาปรับปรุงไร่บุญรอดเดิม บนพื้นที่ริม ถ.สายเด่นห้า-ดงมะดะ ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย ที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 8,600 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมด้วยกิจกรรมสันทนาการหลากหลาย ในชื่อใหม่ไฉไลว่า “สิงห์พาร์ค เชียงราย” ที่ จะรวมทั้งบรรยากาศของไร่เกษตรอินทรีย์ ที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวตลอดทั้งปี ดื่มด่ำการพักผ่อนท่ามกลางทิวทัศน์ขุนเขาอันสุดวิเศษพร้อมเมนูอาหารรสเลิศ และเต็มอิ่มกับกิจกรรมพิเศษ ที่ถูกใจคอเอ็กซ์ตรีม สามสิ่งที่ดูเหมือนมีความต่างจึงถูกสร้างให้เกิดขึ้นบนพื้นที่เดียวกันอย่างลงตัว 20. สามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย อยู่ห่างจากอำเภอแม่สายประมาณ 28 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๑๒๙๐ เป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกมาบรรจบกัน หรือที่เรียกว่า สบรวก เป็นพรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว พม่า บริเวณนี้ในอดีตเคยมีการค้าฝิ่น โดยแลกเปลี่ยนกับทองคำ แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงบริเวณนี้มีความงดงามโดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอกด้านฝั่งพม่า และลาว นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ถ้าต้องการนั่งชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงไปไกลถึงเชียงแสนและเชียงของ ก็สามารถหาเช่าเรือได้ แต่ค่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล นักท่องเที่ยวที่สนใจล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น สิบสองปันนา คุนหมิง สามารถติดต่อกับบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดเชียงรายได้ หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง 21. ภูป่าเปาะ ฟูจิเมืองเลย ชมบรรยากาศ 360 องศา สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ อำเภอหนองหิน และของจังหวัดเลย นั่นก็คือ “ภูป่าเปาะ” หรือที่นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟูจิเมืองเลย” ซึ่งสวยงามไม่แพ้ที่เที่ยวอื่นๆ เลยนะ คำว่า ภูป่าเปาะ นั้นมาจากภูเขาที่มีป่าไผ่เปาะ ไผ่เปาะ เป็นไผ่ชนิดหนึ่งที่ขึ้นได้ทั่วไปตามภูเขายังสามารถพบได้ทุกๆ อำเภอ ของจังหวัดเลย ลักษณะของ ไผ่เปาะนั้น เป็นไผ่ที่เปาะแตกหักง่าย และนี่คือที่มาของคำว่า ภูป่าเปาะ ส่วนที่เป็นจุดเด่น และเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ก็คือ การได้ขึ้นไปชมบรรยากาศ และมองเห็นยอดของ ภูหอ “ภูหอ” มีลักษณะเป็นภูเขาสูงปลายยอดตัดราบบนภู ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิยามา ที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเรียกกันว่า “ฟูจิเมืองเลย” 22. อุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 524 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนของทิวเขาผีปันน้ำ มีความสูงตั้งแต่ 400 – 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีดอยสำคัญได้แก่ ดอยฟ้าห่มปก ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยอ่างขางสภาพป่าทั่วไปมีความอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำแห่งแม่น้ำฝาง สถานที่น่าสนใจใน อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ได้แก่ โป่งน้ำร้อนฝาง ดอยฟ้าห่มปก สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากตั้งแค้มป์พักแรม ต้องไปที่ กิ่วลม เท่านั้น เนื่องจากทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้พักแรมบนยอด ดอยฟ้าห่มปก เพราะเป็นหน้าผาสูงชัน อาจเกิดอันตรายได้ง่าย การเดินทางขึ้นยอด ดอยฟ้าห่มปก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน ก่อนเดินทางควรติดต่อขออนุญาต ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ฝาง 23. ดอยวาว อุทยานแห่งชาตินันทบุรี จ.น่าน ณ ดอยวาว อุทยานแห่งชาตินันทบุรี จ.น่าน ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่นักเดินทางต้องหาโอกาสไปสัมผัส ยิ่งถ้าไปช่วงโอกาสเหมาะในฤดูหนาว จะได้ตื่นตากับซากุระ หรือ ดอกพญาเสือโคร่ง บานชมพูสะพรั่งทั่วดอย คละเคล้าสายหมอกยามเช้า เสริมสีสันให้ ดอยวาว เป็นหนึ่งสถานที่พาลให้อยากเที่ยว! ยอด ดอยวาว มีความสูง 1,674 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นจุดที่สูงสุดของ อุทยานแห่งชาตินันทบุรี และเป็นแหล่งต้นน้ำหลายสาย ได้แก่ ลำน้ำสมุน ลำน้ำสะเนียน ลำน้ำวาว ลำน้ำยาว ลำน้ำพี้ ลำน้ำตึม ลำน้ำสีพัน ลำน้ำไสล ลำน้ำระพี และลำน้ำคาง เป็นต้น ดอยวาว ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับการกางเต็นท์ พักแรม กินลม ชมวิว ชิลล์ไอหมอก 24. ดอยเชียงดาว ทัศนียภาพ 360 องศา ที่ต้องสัมผัส ดอยเชียงดาว อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่มีลักษณะเป็นเทือกเขา เป็นภูเขาหินปูน ซึ่งประกอบไปด้วยยอดเขาสูงหลายยอด ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ “ดอยหลวงเชียงดาว”สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของบ้านเรา สูงพอจะทำให้ “น้ำ” ท้อใจ ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,225เมตรรองจากดอยอินทนนท์ และดอยผ้าห่มปก ยอดดอยกิ่วลม และยอดดอยสูงสุด และการขึ้นดอยแต่ละครั้ง จะต้องได้รับอนุญาตจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เท่านั้น โดยจะมีคนนำทางพาเราไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ด้วยการจ่ายค่าเหงื่อให้พี่เค้าวันละ 400 บาท สัมภาระอย่าให้รก เดินกันคล่องๆ จ้างลูกหาบ ลดอาการหอบ ค่าหาบอยู่ที่วันละ 300 ต่อลูกหาบ 1 คน เชื่อเถอะว่าเรามีโอกาสเสียค่าลูกหาบแน่ๆ เพราะที่นั่นไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ น้ำดื่ม น้ำอาบ ก็ต้องขนขึ้นไปด้วย ใครไม่ใช่ขาลุยถอดใจอยู่บ้านซะ จะได้ไม่เป็นภาระเพื่อนฝูง อิอิ 25. สะพานเมฆ ณ เขาช้างเผือก แหล่งท่องเที่ยวในฝันที่ กาญจนบุรี “เขาช้างเผือก” เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงาม น่าตื่นตา จนทำให้นักเดินป่าทั่วไทยทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า ปรารถนาจะได้มาพิชิตซักครั้งหนึ่งในชีวิต เส้นทางเดินไปสู่ยอดเขาช้างเผือก เป็นป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้า มีจุด Highlight ของการเดินทางอยู่ที่ “สันคมมีด” สันเขาที่สวยงาม และน่าหวาดเสียวไปพร้อมกัน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขา จะสามารถมองเห็นวิวได้รอบทิศทาง 360 องศา เส้นทางพิชิตยอดเขาช้างเผือก มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการผจญภัย และมีร่างกายที่แข็งแรง ใช้เวลาเดินเท้า จากหมู่บ้านอีต่อง ประมาณ 6 ชั่วโมง และต้องพักค้างแบบกางเต้นท์บนยอดเขา โดยต้องประสานงานติดต่ออุทยานฯ จัดเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทาง และสามารถติดต่อจ้างในการช่วยขนสัมภาระ หวังว่าสมาชิกมิตรรักทุกท่าน คงได้ที่เที่ยวโดนใจในหน้าหนาวกันบ้างแล้ว สุดท้ายขอให้ทุกท่าน วางโปรแกรมเที่ยวให้สะดวก เที่ยวสนุกอย่างมีความสุข และขอให้เดินทางปลอดภัยกันทุกคนนะครับ สวัสดี.. :) ขอบคุณภาพจาก flickr.com / dog-hall.com / ททท. เรียบเรียงโดย Travel MThai

MThai ลุย ดงฝิ่นกลางป่าลึกภาคเหนือ นายทุนพื้นที่ต้นเหตุทำระบาด
ปลูกฝิ่น /  ฝิ่น / 

ทหารผู้ปิดทองหลังพระ เดินเท้าลุยเข้าทำลาย MThai News ฝิ่น ยาเสพติดประเภทที่ 2 ที่มีบทบาทเป็นวัตถุดิบนำไปสู่การปรุงเพื่อเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 และพร้อมเป็นยาแรงทำลายโสตประสาทถาวร นั่นจึงทำให้ทางกรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เล็งเห็นความสำคัญด้านสิ่งเสพติดระยะเริ่มต้น จึงจับมือกองทัพภาคที่ 3 สำรวจพื้นที่ป่ากลางหุบเขา ซึ่งดัดแปลงใช้เป็นพื้นที่ป่านรก ปลูกและผลิตสิ่งเสพติดอย่างเช่นต้นฝิ่น จากสิถิติการลงพื้นที่สำรวจของ ผู้สื่อข่าว MThai News นั้นจำนวนไร่ฝิ่นที่สำรวจพบ มากถึงจำนวน 54,854 ไร่ จนถึงปี 2555 นั้นไร่ฝิ่นที่สำรวจพบ มีจำนวน 1,257 ไร่ ทั้งนี้สาเหตุหลักที่ทำให้การปลูกลดลง คือ การใช้มาตรการตัดฟันทำลาย ซึ่งในฤดูการปลูกปี 2527 – 2528 เป็นปีแรกที่ใช้มาตรการนี้อย่างเป็นทางการ โดยได้ให้โอกาส แก่ผู้ปลูกในพื้นที่ต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมของชุมชนบนที่สูงต่างๆ ผ่านทางโครงการ พัฒนาที่สูงหลายโครงการ  ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่อยากเห็น ความอยู่ดีกินดี ความเสมอภาค ของชนเผ่าต่างๆ ให้มีชีวิต ที่ไม่ต้องพึ่งพาราย ได้จากฝิ่น โดยการพระราชทานโครงการหลวง เป็นโครงการนำร่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 และยังมีโครงการในลักษณะคล้ายกันตามมาจากภาคราชการอีกมากมายคลุม พื้นที่ที่มีการปลูกฝิ่นเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในเวลานั้น แต่กระนั้น สถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ยังคงมีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่ โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดน จังหวัดที่มีการลักลอบปลูกฝิ่นหนาแน่นคือ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา และน่าน รูปแบบการปลูกมีทั้งปลูกเพื่อใช้เสพ และปลูกเพื่อการค้าโดยมี นักการเมืองพื้นที่ (ท้องถิ่น) นายทุนสนับสนุน อีกทั้งวิธีการปลูกได้มีการพัฒนาเทคนิคเพื่ออำพรางการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ โดยจะปลูกปะปนกับพืชผักชนิดอื่น และอาจปลูกฝิ่นนอกฤดู แนวโน้มการปลูกฝิ่นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาลดลง ร้อยละ 20 – 30 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปวน ความเข้มงวดและจริงจังของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ประสิทธิภาพในการตัดทำลายไร่ฝิ่น ความเข้มงวดด้านกฎหมาย แต่ยังมีปัจจัยและเงื่อนไขที่จูงใจให้ผู้ลักลอบปลูกอยู่ คือ ราคาของฝิ่นดิบยังค่อนข้างสูง จำนวนผู้เสพมากขึ้น อีกทั้งยังมีกลุ่มบุคคลที่อาศัยประโยชน์จากฝิ่นเป็นรายได้และค่าจ้างแรงงาน จึงเชื่อได้ว่า สถานการณ์ในเรื่องราคาและความต้องการใช้ฝิ่นเพื่อป้อนโรงงานผลิตยาเสพติด ชนิดต่างๆ ยังไม่ลดลง และจะมีการขยายพื้นที่ปลูกในบริเวณชายแดนรวมทั้งการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพื้นที่การปลูกฝิ่นที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 3 ได้กำหนดเป็นกลุ่มพื้นที่ที่มีแนวโน้มในการลักลอบปลูกฝิ่นและการเฝ้าระวัง คือ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และ ลำปาง มีทั้งสิ้น 65 พื้นที่เป้าหมาย โดยมีพื้นที่การปลูกฝิ่นมีทั้งที่เป็นแปลงเก่า และมีการเปิดพื้นที่ใหม่ ในพื้นที่แปลงเก่าส่วนใหญ่อยู่พื้นที่แม่สะต๊อบ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และพื้นที่เชียงดาว-ดอยนาง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เปิดพื้นที่ใหม่ พื้นที่แปเปอร์ และ พื้นที่ท่าสองยาง-ปิตุคี เขตติดต่อระหว่าง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กับ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เป็นจำนวนมาก โดยย้ายพื้นที่ปลูกเข้าไปในป่าลึก เพื่อหลบเลี่ยง ขณะที่รูปแบบของการปลูกฝิ่นนั้น พื้นที่การปลูกนั้นจะอยู่ห่างไกลและกันดารยิ่งขึ้น เป็นบริเวณพื้นที่สูงได้มีการย้ายพื้นที่ปลูกเข้าไปในป่าลึกห่างจากหมู่บ้านยิ่งขึ้น ซึ่งลักษณะแปลงฝิ่นจะมีขนาดเล็กลง แต่จะมีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณเดียวกันหลายแปลง เช่น แปลงฝิ่นที่ปลูกกระจายหลายแปลงในบริเวณเดียวกัน การปลูกฝิ่นกระจายเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยยากแก่การเข้าตัดทำลาย แปลงฝิ่นที่ปลูกกระจายตัว ฝิ่นที่ปลูกเป็นแปลงเล็กๆ หลายแปลง แปลงฝิ่นที่ปลูกกระจายหลายแปลงในบริเวณเดียวกัน แปลงฝิ่นที่ปลูกเป็นแนวตามร่องน้ำ นั่นจึงทำให้ กองทัพภาคที่ 3 และศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดตั้ง กองบัญชาการเฉพาะกิจศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดกองทัพภาคที่ 3 และมอบให้ กองทัพน้อยที่ 3 จัดผู้บังคับบัญชาและกำลังพลปฏิบัติงาน ใน กองบัญชาการเฉพาะกิจฯ ควบคุม อำนวยการ กำกับดูแลและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวิธีการป้องกันปราบปรามนั้น เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งประสานงานกับ ส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมปฏิบัติ และ ใช้กำลังพลของหน่วยปฏิบัติ ระดับพื้นที่ ในการควบคุมพื้นที่ และการตัดทำลายไร่ฝิ่น ในพื้นที่เป้าหมาย โดยกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นคือขั้นการสำรวจ ดำเนินการด้วยการลาดตระเวนป้องปราม และสำรวจพื้นที่การปลูกฝิ่น รวมถึง ปฏิบัติการจิตวิทยาและประชาสัมพันธ์ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับราษฎรในพื้นที่เป้าหมายควบคู่ไปด้วย ขั้นการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น และการตัดทำลาย เจ้าหน้าที่จะจัดกำลังเข้าปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น และการตัดทำลายไร่ฝิ่นในพื้นที่ ตามที่ได้กำหนดมอบให้และ ในพื้นที่ที่มีการตรวจพบเพิ่มเติม และขั้นการดำเนินการหลังการตัดทำลายไร่ฝิ่น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ ปฏิบัติการจิตวิทยา และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่หลังการตัดทำลาย อย่างไรก็ตาม ฝิ่นเป็นพืชล้มลุก ขึ้นในที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 3,000 ฟุตขึ้นไป เป็นยาเสพติด ที่เป็นต้นตอของยาเสพติดร้ายแรง เช่น มอร์ฟิน เฮโรอีน และโคเคอีน เนื้อฝิ่น ได้มาจากยางของผลฝิ่นที่ถูกกรีดจะมีสีขาว นายทุน เมื่อถูกอากาศจะมีสีคล้ำลงกลายเป็น ยางเหนียวสีน้ำตาลไหม้ หรือดำ มีกลิ่นเหม็นเขียวและรสขม เรียกว่า ฝิ่นดิบ ส่วนฝิ่นที่มีการนำมาใช้เสพเรียกว่าฝิ่นสุก ได้มาจากการนำฝิ่นดิบไปต้มหรือเคี่ยวจนสุก นี่จึงถือเป็นบทบาทที่ปิดทองหลังพระของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ยอมเหน็ดเหนื่อยกับการเดินเท้านานนับวันข้ามเขาปีนป่า เพื่อทำลายแปลงฝิ่นที่ไม่มีวันรู้จบ MThai News

83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์
ความรู้รอบโลก /  วิทยาศาสตร์ / 

วันนี้ teen.mthai มี 83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์?มาฝากเพื่อนๆ กันคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ร่างกาย อวัยวะของเรา หรือแม้กระทั้งเรื่องของธรรมชาติ สัตว์ สิ่งของด้วย ลองไปดูกันคะว่า เรื่องน่ารู้นี้จะมีอะไรที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อนบ้างนะ ^^ 83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ 1. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์พลังงาน เชื่อหรือไม่ว่าร่างกายของคนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ คนแต่ละคนจะมีพลังงานเทียบเท่ากับการเปิดหลอดไฟฟ้าขนาด 120 วัตต์ เพราะคนที่กินอาหารเข้าไปปริมาณ 2,500 แคลอรีในแต่ละวันจะให้พลังงานความร้อน 104 แคลอรีต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากระแสไฟฟ้าที่มีพลังงาน 120 วัตต์ 2. กะพริบตา ตลอดชีวิตของคนเรานั้นเราต้องกะพริบตาถึง 250 ล้านครั้งทีเดียว เพราะเราจะต้องกะพริบตาทุก ๆ 6 วินาที ทำให้กล้ามเนื้อตาเคลื่อนไหวประมาณ 10,000 ครั้งต่อวัน ถ้าเปรียบกับการทำงานของกล้ามเนื้อขาแล้ว จะ เท่ากับวิ่งระยะทาง 80 กิโลเมตรต่อวัน 3. สมองบริโภค เชื่อหรือไม่ว่าตอนแรกเกิดสมองของเราหนักประมาณ 3% ของน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่เมื่ออายุได้ประมาณ 15 ปี สมองจะหนักถึง 1.4 กิโลกรัมและจะมีขนาดคงที่ สมองเติบโตได้เพราะใช้พลังงานจากอากาศที่เราหายใจเข้าไป 20% และใช้เลือดหล่อเลี้ยงถึง 15% ของเลือดทั้งหมดในร่างกาย 4. กระบวนการคิด นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า อิริยาบถต่าง ๆ มีผลต่อการคิดและการตัดสินใจของมนุษย์ การนอนคิดจะทำให้ความคิดกว้างไกล การยืนทำให้ความคิดแคบลงสามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น ส่วนการนั่งเป็นอิริยาบถที่เหมาะกับการตัดสินใจที่ไม่รีบร้อนเท่าใดนัก ผมงอก โดยปกติ ใน 1 สัปดาห์ผมจะงอกออกมา 2 มิลลิเมตรใน 1 วัน จะมีช่วงที่ผมงอกได้ดี 2 ช่วง คือ ระหว่างเวลา 10.00 ? 11.00 น. และ 16.00 ? 18.00 น. แต่ไม่ต้องเอากระจกไปส่องดูการงอกของเส้นผมหรอกนะ เพราะมันแทบจะมองไม่เห็นเลย 5. เส้นขนแข็งแรง โดยเฉลี่ยแล้ว คนเราจะมีเส้นขนประมาณ 5 ล้านเส้นทั่วร่างกาย ยกเว้นบริเวณริมฝีปาก ฝ่ามือและฝ่าเท้า เส้นขนที่แข็งแรงที่สุดคือหนวด เชื่อหรือไม่ว่าหนวดแข็งแรงพอ ๆ กับลวดทองแดงที่มีขนาดเท่ากันเลยทีเดียว 6. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตาแหลมคม ตาของเหยี่ยวสามารถมองเห็นแมลงวันที่อยู่ในระยะครึ่งไมล์ได้ ส่วนเสือดาวก็สามารถมองเห็นคนกะพริบตาที่ระยะห่าง 100 หลาได้ ตาของคนก็มีความพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีได้มากถึง 17,000 สี 7. ตาที่สาม เชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์มีสามตา ตาที่สามนี้ก็คือต่อมไพเนียลซึ่งอยู่ด้านหลังของกะโหลกศีรษะ ภายในต่อมมีสารเคมีที่มีชื่อว่าเซโรโตนินอยู่เป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่า สารชนิดนี้ช่วยส่งผลให้มนุษย์มีการคิดอย่างสมเหตุสมผล นักวิทยาศาสตร์จึงเปรียบต่อมนี้ว่าเป็นตาที่สามของมนุษย์ 8. ฮัดเช้ย! เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำให้จมูกของเราเกิดการระคายเคือง เราจะจามออกมาโดยอัตโนมัติ ทุกครั้งที่เราจามจะมีน้ำลายฟุ้งกระจายออกมาถึง 100,000 หยด ด้วยอัตราเร็ว 152 ฟุตต่อวินาที 9. ริมฝีปาก เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่าทำไมริมฝีปากของเราจึงมีสีแดงมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผิวหนังบริเวณริมฝีปากบางกว่าส่วนอื่น ๆ นั่นเอง จึงทำให้สามารถมองเห็นสีของเลือดใต้ผิวหนังได้ 10. ยิ้มแย้ม ร่างกายของเราประกอบด้วยกล้ามเนื้อประมาณ 650 มัด หากเราหน้าบึ้งจะต้องใช้กล้ามเนื้อประมาณ 400 มัด ในขณะที่การยิ้มใช้กล้ามเนื้อ 15 มัด เท่านั้น และพลังงานที่ใช้ก็น้อยกว่าการขมวดคิ้ว 1 ครั้งเสียอีก เชื่อกันว่าการขมวดคิ้ว 200,000 ครั้ง ทำให้เกิดรอยตีนกา 1 รอย 11. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ฟันปลา เชื่อกันว่าเมื่อประมาณ 1 ล้านปีที่แล้ว ฟันของมนุษย์มีลักษณะคล้ายกับฟันปลาเพราะมีการค้นพบฟันลักษณะเดียวกันกับของมนุษย์อยู่ในกรามของปลาฉลามยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังนั้น ฟันของมนุษย์และปลาฉลามจึงมีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน แต่ฟันของมนุษย์ได้พัฒนาจนมีรูปร่างเหมือนในปัจจุบัน ปลาเปคู (Pacu) ปลาฟันคน >?http://teen.mthai.com/variety/59011.html 12. การทรงตัว เชื่อหรือไม่ว่าหูมีผลต่อการทรงตัว อวัยวะที่ช่วยให้เราสามารถทรงตัวอยู่ได้คือ เซมิเซอร์คิวลาร์ คาแนล (semicir-cular canel) ในหูซึ่งภายในมีของเหลวที่ไวต่อการกระตุ้นของเหลวนี้จะทำหน้าที่ในการรับรู้สมดุล หากเราหมุนไปรอบ ๆ ตัวเร็ว ๆ หลาย ๆ ครั้ง จะทำให้อวัยวะนี้เกิดความสับสน เราจึงรู้สึกเวียนศีรษะ 13. เสียงกรน เสียงกรนเป็นเสียงที่สร้างความรำคาญแก่ผู้ได้ยินเพราะดังพอ ๆ กับเสียงของสว่านไฟฟ้าซึ่งดังถึง 70 เดซิเบล 14. พลังปอด เชื่อหรือไม่ว่าปกติเราจะหายใจเอาอากาศเข้าไปประมาณ 6 ลิตรต่อนาที แต่ระหว่างออกกำลังกายและหลังออกกำลังกายใหม่ ๆ เราอาจหายใจเอาอากาศเข้าไปได้มากถึง 100 ลิตรต่อนาที 15. น้ำหนักวิญญาณ เชื่อหรือไม่ครับว่าวิญญาณของพวกเราก็มีน้ำหนักด้วยเหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์ทดลองชั่งน้ำหนักของวิญญาณโดยชั่งน้ำหนักของคนในขณะที่มีชีวิตอยู่เปรียบเทียบกับน้ำหนักหลังจากเสียชีวิตทันที พบว่าน้ำหนักหายไป 21 กรัม จึงสรุปว่าดวงวิญญาณของพวกเรามีน้ำหนัก 21 กรัมด้วย 16. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สารฆ่าความเจ็บปวด น้องๆเคยสังเกตไหมว่าทำไมบางครั้งนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขันยังสามารถลงแข่งขันได้จนจบหรือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสนามรบยังคงทนต่อสู้ข้าศึกอยู่ได้ พวกเขาไม่เจ็บกันหรือ นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วครับว่าเมื่อมนุษย์เผชิญสถานการณ์ที่ตึงเครียด สมองจะปล่อยสารออกมายับยั้งความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ ทำให้มนุษย์ต่อสู้กับความเจ็บปวดได้ 17. ไม่มีน้ำตา รู้หรือปล่าวว่าตอนที่เราอายุ 4-5 เดือน เราร้องไห้ไม่มีน้ำตากันหรอกครับ แม้จะร้องเสียงดังแค่ไหนก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะต่อมน้ำตาของคนเราจะพัฒนาขึ้นหลังจากเกิดมาแล้ว 4-5 เดือน ตอนนี้พวกเราคงจะร้องไห้มีน้ำตากันทุกคนแล้วนะครับ 18. หิวเพราะกลิ่น พอกลิ่นหอมของอาหารลอยมา พวกเราคงเคยรู้สึกหิวตามกลิ่นนั้นไปด้วยใช่ไหมล่ะ ก็กลิ่นอาหารเข้าไปกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของเราน่ะสิครับ ทำให้น้ำย่อยในปากและท้องทำงาน เราจึงรู้สึกหิวทั้งๆที่บางครั้งเราไม่ต้องการกินอีกแล้ว 19. กระเพาะแข็งแกร่ง ในกระเพาะอาหารของเรามีน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูงมาก จนสามารถละลายสังกะสีได้ แต่กรดเหล่านี้ไม่สามารถละลายผนังกระเพาะของเราได้ เนื่องจากทุกนาทีเซลล์ผนังกระเพาะเก่า 5000 เซลล์ จะถูกเซลล์ใหม่แทนที่และเปลี่ยนเป็นเซลล์ใหม่ทั้งหมดทุกๆ 3 วัน 20. ท้องร้องจ๊อกๆ พวกเราเคยได้ยินเสียงท้องร้องเมื่อรู้สึกหิวบ้างไหมครับ สาเหตุที่ท้องร้องก็เพราะสมองซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความรู้สึกหิวของเรา จะคอยจัดลำดับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้าในเลือดมีสารอาหารพอเพียง สมองก็จะสั่งให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แต่เมื่อใดที่มีสารอาหารในเลือดน้อยระบบย่อยอาหารจะทำงานเร็วขึ้นเราจึงได้ยินเสียงท้องร้อง 21. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตกใจจนหน้าซีด เมื่อเราตกใจหน้าจะซีด เนื่องจากเลือดบริเวณแก้มจะไหลย้อนกลับอย่างรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ฉุกเฉิน คือให้สารอาหารและออกซิเจนแก่กล้ามเนื้อส่วนอื่น เนื่องจากร่างกายไม่ได้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเผชิญความตกใจ เมื่อเลือดจากแก้มไหลออกไป หน้าเราจึงซีด 22. เขินอาย เมื่อเรารู้สึกเชินอายหน้าเราก็จะแดง โดยเฉพาะบริเวณแก้มและลำคอ เพราะขณะที่เราเขินอาย เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยสารเคมีที่พลังงานสูงชื่อว่า เปปไตด์ (peptide) ออกมา ทำให้เส้นเลือดที่แก้มและลำคอขยายตัว หน้าของเราจึงแดงมากกว่าปกติ 23. มาจากดวงดาว ร่างกายของเราประกอบด้วยอะตอมจำนวนมาก อะตอมเหล่านี้มาจากไหน นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่าอะตอมเกิดมาจากดวงดาวที่ดับแล้วเมื่อ 5000 ล้านปี ก่อนที่จะมีพระอาทิตย์เกิดขึ้น และดวงดวงนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก่อนเมื่อโลกเกิดขึ้น เซลล์ของสิ่งมีชีวิตนี้ก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นคน 24. สารพัดสาร เชื่อหรือไม่ว่าในร่างกายของเรามีสารอยู่มากมาย เช่น มีฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากพอจะทำหัวไม้ขีดไฟ 2,000 ก้าน มีไขมันพอที่จะทำสบู่ได้ 7 ก้อน มีเหล็กมากพอที่จะทำตะปูได้ 1 ตัว มีปูนขาวที่สามารถละลายน้ำแล้วนำไปทาห้องเล็ก ๆ ได้ 1 ห้อง มีซัลเฟอร์ 1 ช้อนชาและโลหะอีกประมาณ 30 กรัม 25. นอนแล้วสูง การนอนช่วยให้เราสูงขึ้นได้ เพราะเมื่อเรายืนหรือนั่ง แผ่นกระดูกอ่อนที่กระดูกสันหลังจะถูกแรงดึงดูดของโลกกดลง การนอนช่วยให้แรงกดนี้หายไป แผ่นกระดูกอ่อนที่ถูกกดก็จะพองตัว ทำให้เราสูงขึ้นได้อีก 8 มิลลิเมตร แต่เมื่อตื่นมาเราก็จะสูงเท่าเดิม 26. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ พลังกาย ร่างกายของคนเราแข็งแกร่งมากกว่าที่เราคิดเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการยกน้ำหนัก เช่น ถ้าเรานอนหลับโดยห่มผ้าหนัก 2.5 กิโลกรัม หายใจโดยเฉลี่ย 16 ครั้งต่อนาที และนอนนานประมาณ 8 ชั่วโมง ทรวงอกของเราสามารถยกน้ำหนักได้ถึง 20 ตัน 27. ฉันทำไม่ได้ สิ่งที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถทำได้ คือหายใจและกลืนอาหารไปพร้อม ๆ กัน เพราะกระบวนการกลืนจะไปรบกวนกระบวนการหายใจด้วยการปิดกั้นอากาศไม่ให้ผ่านเข้าไปขณะที่อาหารเคลื่อนจากปากไปยังคอหอยและผ่านไปที่กระเพาะอาหาร 28. หัวใจที่รัก ในช่วงชีวิตของมนุษย์นั้น หัวใจจะสูบฉีดโลหิตประมาณ 500 ล้านลิตรและเต้น 2,000 ล้านครั้ง ดังนั้น ใน 1 วัน หัวใจจะสูบฉีดโลหิตมากกว่า 13,500 ลิตร และเต้น 100,000 ครั้ง แต่ละวันหัวใจจึงต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้พลังงานมากพอ เชื่อหรือไม่ว่าพลังงานที่ได้นี้สามารถยกรถยนต์ได้สูงถึง 15 เมตรเลยทีเดียว 29. เรื่องของผิวหนัง เชื่อหรือไม่ว่าพื้นที่เพียง 1 ตารางนิ้วบนผิวหนังของเรานั้นประกอบไปด้วยเซลล์ถึง 19 ล้านเซลล์ ขน 60 เส้น ต่อมน้ำมัน 90 ต่อม ต่อมเหงื่อ 625 ต่อม เส้นเลือดยาว 19 ฟุต และเซลล์รับความรู้สึก 19,000 เซลล์ 30. เซลล์เม็ดเลือด มีผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าถ้านำเซลล์เม็ดเลือดของเรามาต่อเป็นสายยาวจะสามารถพันรอบเส้นศูนย์สูตรได้ถึง 4 รอบเลยทีเดียว 31. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ น้ำในร่างกาย น้อง ๆ คิดว่า ร่างกายของเรามีสถานะใดตามหลักวิทยาศาสตร์ หลายคนอาจจะคิดว่า มีสถานะเป็นของแข็ง แต่น้อง ๆ รู้หรือไม่ว่าร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 2 ใน 3 ด้วยเหตุนี้ตลอดชีวิตของคน 1 คนจึงต้องดื่มน้ำเป็นจำนวนมากถึง 70,000 ลิตร 32. ความสำคัญของเกลือแร่ เกลือแร่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง หากนำเกลือแร่ออกจากกระดูกโดยนำกระดูกไปแช่ในน้ำกรด เกลือแร่จะละลายออกมาจนสามารถนำกระดูกนั้นมาผูกให้เป็นปมได้ 33. หนาวสั่น อาการหนาวสั่นเป็นอาการที่ร่างกายแสดงออกมาเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หลังจากที่ได้รับความเย็นมากเกินไป เพราะความเย็นจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานช้าลง และเป็นอันตรายได้หากอุณหภูมิลดต่ำลงมาก ๆ ดังนั้น กล้ามเนื้อจึงผลิตความร้อนด้วยการทำให้กล้ามเนื้อหดตัวไปมาอย่างรวดเร็ว 34. สูงและต่ำ ตอนกลางวัน อุณหภูมิในร่างกายของเราอาจสูงขึ้นได้มาก ๆ หากเรารับประทานอาหารมื้อใหญ่ อยู่ในที่อากาศร้อน หรือออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ตอนกลางคืน อุณหภูมิในร่างกายของเราจะค่อย ๆ ลดลงจนต่ำที่สุดเมื่อเรานอนหลับเพื่อเป็นการรักษาสมดุล 35. ลูกผู้ชาย การที่ผู้ชายเชื่อว่าลูกผู้ชายต้องไม่หลั่งน้ำตานั้น ส่งผลกระทบให้ผู้ชายเป็นโรคเครียดได้ง่ายกว่าผู้หญิง เพราะมีโอกาสปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกกดดันได้น้อย รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังเครียดก็ลองหาโอกาสปลดปล่อยอารมณ์บ้างก็ดีนะครับ แต่ไม่ใช่เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ล่ะ การออกกำลังกายก็สามารถช่วยคลายเครียดได้เช่นกัน 36. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตัวยารักษาโรค การฉีดยาเป็นวิธีการรักษาโรคอีกวิธีหนึ่งที่แพร่หลาย ทราบหรือไม่ว่าแพทย์ได้ตัวยามาจากไหน ในยาฉีดนั้นมีส่วนประกอบของแบคทีเรียที่ทำให้มีฤทธิ์อ่อนลง ซึ่งได้มาจากเชื้อโรคของผู้ป่วยรายอื่นที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับเรา นอกจากนำไปทำเป็นยาฉีดแล้ว เชื้อโรคเหล้านั้นยังสามารถนำไปทำเป็นวัคซีนป้องกันโรคได้อีกด้วย โดยวัคซีนจะเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันโรคชนิดนั้น ๆ ในร่างกาย 37. หาวนอน อาการง่วงเหงาหาวนอนเกิดจากการที่เรารู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย ระบบทางเดินหายใจของเราจึงทำงานช้าลงเป็นผลให้กล้ามเนื้อคอหอยปิดโดยอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายต้องการอากาศเพิ่มขึ้น เราจึงต้องหาวเพื่อเอาอากาศเข้าไปใช้ในกระบวนการหายใจ 38. ใบหน้า วันหนึ่ง ๆ เราอาจมีอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาบ่อยครั้งทางใบหน้า เชื่อหรือไม่ว่ากล้ามเนื้อทั้งที่เป็นวงกลมและเป็นเส้นบนใบหน้าสามารถแสดงอารมณ์ที่หลากหลายได้มากกว่า 1,000 รูปแบบ 39. นอนหลับ ขณะนอนหลับเราสามารถเรียนรู้ได้หรือไม่ ในสมัยก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้ในขณะนอนหลับได้ แต่จากการทดลองอย่างละเอียดของนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังพบว่า มนุษย์จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ในขณะที่นอนหลับสนิท แต่จะสามารถเรียนรู้ได้ในขณะที่อยู่ในช่วงสะลึมสะลือ 40. ล้มตัวลงนอน เชื่อหรือไม่ว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิต มีสัตว์เพียง 2-3 ชนิดเท่านั้น ที่นอนหลับโดยเอนหลังแนบกับพื้น และสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถทำเช่นนี้ได้ก็คือมนุษย์ 41. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์?น้ำหนักลด ไม่ว่าเราจะมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใดก็ตาม น้ำหนักของเราจะสามารถลดลงได้ 300 กรัม ทุกวันในขณะที่เรานอนหลับแต่อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ เพราะทันทีที่ตื่นขึ้นมา น้ำหนักของเราก็จะเท่าเดิม 42. อาณาจักรแห่งความฝัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า ถ้าวันหนึ่ง ๆ เรานอนหลับประมาณ 8 ชั่วโมง เราจะฝัน 3-5 ครั้งต่อคืน โดยช่วงความฝันแต่ละครั้งใช้เวลานานประมาณ 10-30 นาที และถ้าเราถูกปลุกขึ้นมาในระหว่างที่กำลังฝันอยู่ เราอาจจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ได้ก็ได้ 43. ความฝัน เชื่อหรือไม่ว่า ความฝันช่วยทำให้จิตใจของเราสดชื่นเบิกบานได้ ไม่ว่าเราจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ก็ตาม เพราะความฝันจะแสดงถึงสิ่งที่เราอยากทำเมื่อตื่น แต่เราไม่สามารถทำได้ด้วยเหตุผลนานาประการ 44. เวลาของความฝัน ผู้เชี่ยวชาญแสดงทัศนะเกี่ยวกับเวลาในช่วงของความฝันไว้ว่า เวลาที่เราตื่นอยู่ประสาทความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาของเราจะเป็นแนวตั้ง ดังนั้น เราจึงรับรู้แต่ขณะปัจจุบันเท่านั้น แต่เมื่อเราหลับมันจะกลายเป็นเส้นแนวนอน ทำให้เราสามารถเดินทางไปในอดีตและอนาคตได้ 45. สร้างความฝัน ถ้าอยากให้ความฝันสวยงามลองงดดื่มเครื่องดื่มทุกชนิดประมาณ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนสิครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะทำให้ความฝันยิ่งใหญ่ และถ้าใครเห็นความฝันของตนเองเป็นสีต่าง ๆ ละก็แสดงว่าเป็นคนที่ไวต่อการกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัวมากทีเดียว 46. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ จมูกของมด ใครรู้บ้างว่ามดใช้อะไรในการดมกลิ่น คำตอบก็คือใช้เท้านั่นเอง การใช้เท้าดมกลิ่นช่วยให้มันสามารถตามกลิ่นที่เพื่อนของมันทิ้งไว้ตามทางได้ นอกจากนี้มันยังสามารถใช้ข้อต่อที่หนวดรับกลิ่นได้อีกด้วย 47. นายช่างใหญ่ บีเวอร์เป็นสัตว์ที่ชอบสร้างเขื่อนและบ้านของมันมาก มันจะคาบกิ่งไม้และกินไม้เป็นอาหาร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะถ้าไม่ได้กัดไม้ทุกวัน ฟันของมันก็จะงอกและยาวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มันกินอาหารไม่ได้และอดตายในที่สุด 48. อูฐลื่น อูฐเป็นสัตว์ที่ขาแต่ละข้างประกอบด้วยนิ้วขนาดใหญ่ 2 นิ้ว ปกคลุมด้วยแผ่นรองเท้าที่หนาและเหนียวทั้งยังมีแผ่นหนังบาง ๆ เชื่อมนิ้วเท้าให้ติดกัน ทำให้เท้าอูฐแข็งแรงเหมาะสำหรับเดินในทะเลทราย แต่หากจับอูฐมาอยู่ในโคลนละก็ เท้าแบบนี้ก็ไร้ประโยชน์เพราะจะทำให้อูฐลื่นไถลได้ง่าย 49. หางเก็บอาหาร มีสัตว์อยู่หลายชนิดที่มีหางและหางของมันก็ใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันไป อย่างเช่น แกะพันธุ์หนึ่งที่ใช้หางของมันทำหน้าที่เก็บหญ้าซึ่งเป็นอาหารของมันไว้ เมื่อหญ้าขาดแคลน หญ้าที่ถูกสะสมไว้ที่หางก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย 50. หูหนวกเต้นระบำ หากใครเคยชมภาพยนตร์อินเดียคงจะเคยเห็นงูที่เต้นระบำเมื่อได้ยินเสียงปี่ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เต้นระบำเพราะเสียงปี่หรอกครับ งูเป็นสัตว์ที่หูหนวกจึงไม่ได้ยินเสียงปี่ แต่ที่มันเต้นส่ายไปส่ายมาก็เพราะจังหวะการเคลื่อนไหวของหมองูต่างหาก ถ้าลองใช้ไม้แทนปี่ งูก็ยังคงเต้นระบำได้เหมือนกั 51. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สุนัขน้ำร้อน สุนัขเป็นสัตว์ที่คนนิยมเลี้ยงกันโดยทั่วไป เพราะนอกจากจะใช้เฝ้าบ้านแล้ว สุนัขยังทำหน้าที่ได้หลายอย่าง นานมาแล้วชาวอินเดียนแอซเทคนำสุนัขพันธุ์เม็กซิโกซึ่งตัวเล็กนิดเดียวและมีขนสั้นบางมาใช้แทนกระเป๋าน้ำร้อน เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่เท้าเจ้าของเมื่ออากาศหนาว 52. ช้างนักกิน ช้างแอฟริกามีขนาดใหญ่มาก หนักถึง 7 ตัน ที่ตัวใหญ่ขนาดนี้เพราะมันใช้เวลาในการกินประมาณ 18-20 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน โดยกินพืชผักประมาณวันละ 350 กิโลกรัมและกินน้ำ 90 ลิตร 53. กินทางตา โดยปกติสัตว์จะกินอาหารทางปาก แต่สำหรับคางคกและกบแล้ว พวกมันจะกินอาหารทางตา เมื่อกินอาหารมันจะปิดตาแน่น ดันลูกตาที่แข็งให้ชนเพดานปากทำให้เพดานปากถูกกดลงมาแนบกับลิ้นแล้วดันอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร นอกจากนี้มันยังดื่มน้ำโดยการดูดซึมน้ำผ่านทางผิวหนังด้วย 54. ปลิงป้องกันตัว ปลิงทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีวิธีป้องกันตัวเองที่แปลกคือ เมื่อถูกทำร้ายมันจะหดตัวทันทีและจะดันอวัยวะภายในของมันออกมา แต่มันก็ยังไม่ตาย อวัยวะเหล่านั้นจะเป็นอาหารของผู้ที่ทำร้ายมัน แล้วมันจะค่อย ๆ หลบหนีไป จากนั้น 2 ?3 สัปดาห์อวัยวะภายในของมันก็จะงอกใหม่ 55. ตาเคลื่อนที่ ปลาลิ้นหมาไม่ได้มีตาเดียวอย่างที่พวกเราเห็นกัน ตอนแรกที่มันเกิดมามันจะมี 2 ตา แต่เมื่ออายุมากขึ้น ตาของมันจะย้ายตำแหน่งมารวมกัน โดยเคลื่อนที่ไปรวมกับตาอีกข้างหนึ่งซึ่งอยู่บนหัว 56. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ระเบิดควัน ปลาหมึกยักษ์มีวิธีการป้องกันตัวคล้ายการสร้างระเบิดควันของทหาร เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู มันจะพ่นหมึกดำในถุงด้านหลังลำตัวออกมาทำให้น้ำบริเวณรอบ ๆ ขุ่นดำ แล้วมันจะรีบหนีไป นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันสามารถเปลี่ยนสีหมึกของมันให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ด้วย เช่น สีแดง สีเหลือง สีเทา เป็นต้น 57. กบหดตัว กบพาราดอกซิคัล (Paradoxical) ในอเมริกาใต้มีความพิเศษคือยิ่งมันเจริญเติบโตขึ้นตัวก็ยิ่งเล็กลง เมื่อเป็นลูกอ๊อดมันมีลำตัวยาวถึง 10 นิ้ว แต่เมื่อโตเป็นกบลำตัวจะหดลงจนเหลือขนาดไม่เกิน 3 นิ้วเท่านั้น 58. หนอนกระสือ หนอนกระสือตัวเมียจะมีอวัยวะที่เรืองแสงอยู่บริเวณใต้ท้องซึ่งใช้ส่งสัญญาณไปยังปีกของตัวผู้ที่บินอยู่ด้านบน หนอนกระสือตัวเมียสามารถควบคุมการเปล่งแสงได้ โดยจะใช้แสงต่อเมื่อต้องการดึงดูดตัวผู้เท่านั้น 59. แสงนำทาง รู้ไหมทำไมผีเสื้อกลางคืนจึงชอบบินเข้าหาแสงไฟในตอนกลางคืน เพราะปกติผีเสื้อกลางคืนจะใช้แสงจันทร์นำทาง แต่แสงอื่นทำให้มันสับสนและประสาททางด้านทิศทางเสียไป ดังนั้น มันจึงพยายามปรับแสงจันทร์ปลอมให้ทำมุมเดียวกันกับแสงจันทร์จริง ๆ โดยการบินเป็นวงกลมเข้ามาใกล้แสงนั้นมากขึ้น 60. เครื่องขยายเสียง จิ้งหรีดตัวผู้จะใช้เสียงเพลงซึ่งเกิดจากขาหน้าเสียดสีกันการดึงดูดตัวเมีย แต่จะไม่ดังนัก มันจึงสร้างเครื่องขยายเสียงชนิดพิเศษ โดยการขุดรังใต้ดินให้มีอุโมงค์ทางเข้าสองทาง แล้วก็ยืนส่งเสียงไพเราะอยู่ทางอุโมงค์ด้านหนึ่ง แต่ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือ หูที่ไวต่อเสียงของมันไม่ได้อยู่ที่หัวแต่ที่อยู่ที่ขา 61. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์?สัตว์มีเหงื่อหรือไม่ สุนัขก็มีเหงื่อครับ แต่เหงื่อของมันจะออกบริเวณฝ่าเท้า นอกจากนี้สัตว์อื่น ๆ เช่น วัว จะมีเหงื่อออกทางจมูก ส่วนเหงื่อของฮิปโปโปเตมัสจะออกมาจากทุกส่วนของร่างกายและจะเป็นเหงื่อสีแดง ลองสังเกตนะครับว่าสัตว์อื่น ๆ มีเหงื่อออกที่ส่วนใดของร่างกาย 62. หนึ่งไม่มีสอง คนเรามีลายนิ้วมือไม่เหมือนกัน ม้าลายแต่ละตัวก็มีแถบลายเฉพาะที่ซึ่งจะไม่ซ้ำกับม้าลายตัวอื่น ๆ เช่นกัน 63. หนูนักร้อง หนูเป็นสัตว์ที่สามารถร้องเพลงได้ แต่เสียงร้องของมันจะเป็นเสียงซูเปอร์โซนิค (Supersonic) ซึ่งมีลักษณะเป็นเสียงสูงและรัว ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเพลงของมัน แต่ถ้ามันลดระดับเสียงให้ต่ำลงจนถึงระดับปกติที่เราสามารถได้ยิน เราก็จะได้ยินเสียงเพลงจากหนูได้ 64. สัตว์ปากกว้าง สัตว์ที่สามารถอ้าปากได้กว้างที่สุดคืองูเหลือมเรติคูเลเตด (Reticulated python) มันสามารถยืดตัวได้ถึง 10 เมตร และอ้าปากกว้างจนกลืนกินสัตว์ที่มีน้ำหนัก 55 กิโลกรัม จึงไม่แปลกที่จะมีคนพบสัตว์ใหญ่ ๆ อย่างเสือดาวในท้องของมัน 65. ไม่เอาไมโครโฟน ไซเมียง (Simiang) เป็นสัตว์บกที่มีถุงลมขนาดใหญ่ จึงตะโกนได้เสียงดังกว่าสัตว์อื่น ๆ มันสามารถตะโกนให้สัตว์ที่อยู่ห่างออกไปถึง 8 กิโลเมตรได้ยินได้ ส่วนสัตว์น้ำที่สามารถตะโกนได้เสียงดังที่สุดคือ ปลาวาฬรอร์ควอล (Rorqual whale) มันสามารถร้องเพลงด้วยความถี่ 20 เฮิรตซ์ ให้ได้ยินไปไกลถึง 150 กิโลเมตรเลยทีเดียว 66. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ นักแม่นธนู ปลาเสือมีวิธีจับเหยื่อที่คล้ายกับการยิงธนู โดยมันจะพ่นน้ำไปยังแมลงที่เกาะอยู่บนต้นพืชเหนือน้ำ ทำให้แมลงตกลงในน้ำ จากนั้นก็จะตรงเข้าไปฮุบแมลงนั้นไว้ทันที ปลาเสือสามารถพ่นน้ำใส่เหยื่อของมันในระยะ 3 เมตรได้อย่างแม่นยำ 67. อาวุธของทากทะเล ทากทะเลไม่มีเปลือกห่อหุ้มร่างกาย ดังนั้น มันจึงป้องกันตัวโดยการกินเซลล์เข็มพิษของแมงกะพรุนเข้าไปเพื่อใช้เป็นอาวุธ เข็มพิษนี้จะไม่ถูกย่อยไปพร้อมกับอาหาร แต่จะถูกส่งไปเก็บไว้ที่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านหลัง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูมันก็จะป้องกันตัวด้วยการปล่อยเข็มพิษออกมา 68. ปลาฉลามว่ายน้ำ ถ้าเรามีโอกาสได้เฝ้าดูปลาฉลามอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าปลาฉลามต้องว่ายน้ำตลอดเวลา หากหยุดว่ายน้ำมันจะตาย เพราะปลาชนิดอื่น ๆ จะมีถุงลมทำให้หายใจได้แม้ไม่เคลื่อนที่ แต่ปลาฉลามไม่มีถุงลม ดังนั้น ถ้ามันหยุดว่ายน้ำก็จะทำให้ไม่มีออกซิเจนไหลผ่านเหงือกจึงไม่มีออกซิเจนใช้ในการหายใจ 69. สุดยอดตัวอ่อน ตัวอ่อนของสัตว์ที่กินเก่งที่สุดในโลกคือตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนในอเมริกาเหนือ เนื่องจากมันสามารถกินอาหารที่มีน้ำหนักมากถึง 86,000 เท่าของน้ำหนักตัวภายในเวลา 48 ชั่วโมงแรกที่มันเกิดมา 70. หมอกเพื่อชีวิต ด้วงแอฟริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายนามิบมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินหมอก ปกติมันจะอาศัยอยู่ใต้เนินทรายซึ่งอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ แต่เมื่อมันกระหายน้ำ มันก็จะบินออกมาเกาะยอดเนินแล้วปล่อยให้ลดพัดพาหมอกมาจับบนตัวของมัน เมื่อหมอกเกิดการควบแน่นจนกลายเป็นหยดน้ำมันก็จะกินน้ำนั้นแก้กระหาย 71. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ เพลงรัก ปูทรอปิคัล ฟีดเดลอร์ (Tropical Fiddler) เป็นปูที่มีสีสันสวยงาม ก้ามข้างซ้ายของปูตัวผู้จะมีขนาดใหญ่สะดุดตา ซึ่งมันจะใช้ดึงดูดตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ โดยจะขยับก้ามไปข้างหลังและข้างหน้าสลับกันคล้ายการสีไวโอลิน แม้จะไม่มีเสียงออกมา แต่ก็สร้างความประทับใจและดึงดูดตัวเมียให้เข้าไปหามันอย่างรวดเร็วได้ 72. เวลาของพืช คน สัตว์ และพืชเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน แต่สิ่งที่คนและสัตว์ต่างจากพืชก็คือ การเจริญเติบโต คนและสัตว์จะมีช่วงที่เจริญเติบโตและหยุดโตเมื่อถึงอีกช่วงอายุหนึ่ง แต่สำหรับพืชแล้ว มันจะยังคงเจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ และจะหยุดก็ต่อเมื่อมันตายเท่านั้น 73. ราโตเร็ว ราบราซิเลียน (Brazillian fungus) เป็นพืชที่โตเร็วที่สุดมันจะงอกจากพื้นดินด้วยอัตราเร็ว 5 มิลลิเมตรต่อนาที และเจริญเติบโตเต็มที่ภายใน 20 นาที น้ำจะช่วยให้มันเจริญเติบโตได้ดีเป็นพิเศษ และเรายังสามารถได้เยินเสียงปริแตกเนื่องจากอาการบวมน้ำและเห็นน้ำไหลออกมาได้ด้วย 74. ต้นไม้พูดได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าต้นไม้สามารถสื่อสารกันได้หากอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน พืชมีความรู้สึกชอบและไม่ชอบเช่นเดียวกับคน ดังนั้น หากมีต้นไม้ที่มันไม่ชอบขึ้นบริเวณนั้น มันก็จะปล่อยสารฟีโรโมน (Pheromones) เพื่อสื่อสารให้ต้นอื่นรับรู้ สารนี้จะไปกระตุ้นให้พืชที่มันชอบเจริญเติบโตและจะทำลายพืชที่มันไม่ชอบ 75. พืชป้องกันตัว มีพืชอยู่หลายชนิดที่จะป้องกันตัวเองเมื่อถูกแมลงรบกวน โดยภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากถูกรบกวน พืชจะปล่อยสารที่มีชื่อว่าเทอร์เพนและแทนนิน (Terpene, Tannin) ที่บริเวณใบโปรตีนในใบจะเปลี่ยนเป็นโปรตีนที่ย่อยยากขึ้น แมลงที่บุกรุกก็จะขาดโปรตีน พืชก็จะรอดพ้นจากการถูกแมลงรบกวน 76. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ชีวิตในความตาย ต้นปาล์มทาลิพอต (Talipot) เป็นไม้ดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีช่วงชีวิตประมาณ 70 ปี แต่ตลอดชีวิตของมันจะออกดอกเพียงครั้งเดียว ดอกสูงถึง 6 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร กว่าเมล็ดทั้งหมดจะสุกเป็นผลใช้เวลาประมาณ 1 ปี ต่อจากนั้นเมื่อมีการผสมพันธุ์อีกครั้งมันก็จะตาย 77. เรื่องบังเอิญ เมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว คนดูแลฝูงแกะชาวอบิสซีเนียค้นพบกาแฟโดยบังเอิญ เพราะวันหนึ่งเขาได้กลิ่นหอมของพุ่มไม้ป่าที่ถูกเผาจึงลองชิมดูและเกิดติดใจในรสชาติ เขาจึงนำไปต้มในน้ำเดือด ตั้งแต่นั้นมากาแฟจึงกลายเป็นสิ่งที่นิยมบริโภค 78. ต้นสารพัดประโยชน์ ปาล์มเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์คล้ายต้นกล้วยเพราะทุกส่วนนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่นำใบมามุงหลังคา ก้านนำมาทำเป็นเชือก ผล ลำต้น และใบอ่อนนำมาทำเป็นอาหาร เปลือกใช้ทำผ้าและกระดาษ เมล็ดนำมาทำกระดุม นอกจากนี้ยางของปาล์มยังสามารถใช้ทำไวน์ได้อีกด้วย 79. ไฟช่วยชีวิต สนเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ไฟป่าในการแพร่ขยายพันธุ์ ความร้อนของไฟจะทำให้ผลของสนปริแตก เมล็ดก็จะกระเด็นไปตกบริเวณอื่นแล้วเกิดเป็นสนต้นใหม่ แต่ถึงอย่างไรป่าสนที่ถูกไฟไหม้ก็จะต้องถูกทำลายไปเพื่อแลกกับป่าสนที่จะเกิดขึ้นใหม่ 80. บานวันละดอก ต้นหญ้าบลูอาย มีก้านดอกไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนักของดอกที่บานมากกว่า 1 ดอก ดังนั้น ธรรมชาติจึงสร้างให้ดอกของมันบานในตอนเช้าแล้วเหี่ยวแห้งตายในตอนกลางคืน เพื่อจะได้มีดอกไม้ดอกใหม่ผลิบานในวันรุ่งขึ้น 81. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ เพราะแสงอาทิตย์ ต้นอินเดียนเทเลกราฟ (Indian Telegraph) สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า ใบของมันจะเคลื่อนที่ขึ้นลงและจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง แล้วจะหยุดเคลื่อนไหว หลังจากนั้นอีก 2-3 นาทีมันก็จะเคลื่อนไหวแบบนี้อีกครั้ง 82. สมองพืช เชื่อหรือไม่ว่าพืชสามารถผลิตสารชนิดเดียวกับที่สมองของคนและสัตว์ผลิตได้ ต้นฝิ่นสามารถผลิตสารที่คล้ายกับเอนโดฟีน (Endorphin) ซึ่งถูกปล่อยออกมาจากสมองของคน นอกจากนี้ต้นโจโจบายังสามารถให้น้ำมันซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายสารที่ได้จากปลาวาฬเสปิร์มอีกด้วย 83. ต้นไผ่พิศวง ในหนึ่งวัน ต้นไผ่ฮัมเบิลสามารถเจริญเติบโตได้สูงกว่า 40 เซนติเมตร คนจีนโบราณจะใช้ต้นไผ่นี้เป็นเครื่องทรมาน โดยผู้เคราะห์ร้ายจะถูกนำมามัดติดไว้ที่ต้นไผ่โดยมีหน่ออ่อนของมันแทงอยู่ที่หลัง ภายใน 2-3 ชั่วโมง หน่อไผ่ก็จะแทงทะลุหลังของผู้เคราะห์ร้าย เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง atcloud

พระราชินี ทรงห่วงใยสังคมไทย แนะให้นำความสงบสุขกลับคืนโดยเร็ว
12สิงหา /  ถวายพระพร / 

12 ส.ค. 54 รายงานข่าวแจ้งว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ และพระบรมวงานุวงศ์ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 11 สิงหาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะรัฐมนตรี ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส องคมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พร้อมคณะบุคคลและประชาชนเข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 79 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดกรวยกระถงดอกไม้สดเพื่อแสดงความเคารพ ก่อนถวายพระพรชัยมงคลว่า ในนามพสกนิกรชาวไทย มีความปลาบปลื้มปีติ สำนึกพระมหากรุณาธิคุณที่ให้ปวงข้าพระพุทธเจ้าเฝ้าทูลละอองธุรีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล และประชาชาชาวไทยทั้งปวงชื่นชมโสมนัส มีพระสุขภาพพลานามัย ทรงพระเกษมสำราญ มุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อให้พสกนิกรพ้นความยากไร้ เป็นที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ข้าพุทธเจ้าพร้อมพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ขออำนาจพระศรีรัตนตรัย ทรงพระเกษมสำราญยิ่งยืนนาน สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสตอบว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และผู้แทนของข้าราชการทุกหมู่เหล่า ฝ่ายบริหาร นิติบัญญติ ตุลาการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน รวมทั้งผู้แทนของสภา สมาคม องค์กรต่างๆ ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ขอขอบคุณผู้ส่งจดหมาย คำประพันธ์คำอวยพรจำนวนมากผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ข้าพเจ้าทราบซึ้งในน้ำใจไมตรีของทุกท่าน เวลานี้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสบายขึ้นมากแล้ว แต่แพทย์แนะนำให้ทำกายภาพบำบัด พระองค์ทรงงานได้เพิ่มขึ้น ติดตามโครงการต่างๆ มากขึ้น ในระยะนี้ที่มีฝนตกหนัก น้ำท่วมในภาคเหนือ อีสาน ทรงเป็นห่วงมาก ได้พระราชทานสิ่งของประชานในพื้นที่น้ำท่วมหลายแห่ง เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือประชาชนมาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจะเห็นว่า คนไทยไม่เคยทอดทิ้งกันในยามทุกข์ยาก ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยดูแลราษฎรอย่างใกล้ชิด ทุกวันที่ 11 สิงหาคม ที่ท่านทั้งหลายมาชุมนุมกันเพื่ออวยพรวันเกิด ข้าพเจ้าก็จะมีโอกาสเล่าเรื่อง มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ที่เกิดขึ้นในรอบปี รวมทั้งบางเรื่องเล่าซ้ำ เพราตั้งใจจะเตือนความทรงจำ เรื่องแรก เป็นเรื่องโศกเศร้าของบ้านเมือง ในการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอพระองค์นี้ เมตตาประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ขอบคุณรัฐบาลที่จัดงานอย่างสมพระเกียรติ ข่าวเศร้าอีกข่าว เป็นข่าวใหญ่ข่าว ฮ.ตกในอุทยานแห่งชาติแก่งพระจาน จ.เพชรบุรี 3 ลำ สูญเสียกำลังพล 16 นาย และช่างภาพโทรทัศน์ 1 นาย ข้าพเจ้าเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง ผู้สูญเสียทุกคนเป็นกำลังแข็งแกร่ง หลายคนมีลูกเล็กๆ ที่ไร้เดียงสา แม่ต้องรับดูแลเป็นทั้งพ่อทั้งแม่อย่างดีที่สุด เพราะทุกท่านปฏิบัติภารกิจปกป้องผืนป่า ควรระลึกในความดี และร่วมกันปกป้องผืนป่า อย่าให้ความสูญเสียครั้งใหญ่เป็นความสูญเปล่า ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วย เมื่อออกมาจากป่าข้าพเจ้าก็โล่งใจ คิดว่าบุญกุศลที่ลำบาก คงเป็นอานิสงส์ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ตลอดจนเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน อยากขอความร่วมมือจากรัฐบาลจากคนไทยสังคมไทย นั่นคือ การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่บ่อนทำลายสังคมไทย ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น แต่ก่อนชาวไทยภูเขาปลูกฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งโครงการหลวงมาช่วยแก้ไขปัญหาชาวไทยภูเขาปลูกพืชเมืองหนาว จนเลิกปลูกฝิ่นหมดแล้ว ข้าพเจ้านึกว่าจะเบาใจเรื่องยาเสพติด ที่ไหนได้กลับมีผู้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของยาเสพติด มีผู้ลักลอบผลิต เวลานี้ที่เผยแพร่เร็วกว่าเชื้อโรค คือยาบ้า ยาบ้า ผลคือคนไทยตกเป็นทาสยาบ้าเป็นล้านคน มีสุขภาพทรุดโทรม ร่างกาย จิตใจ สติปัญหาเสื่อมถอย "ยาบ้ากำลังทำลายสังคมไทยอย่างน่ากลัว ไม่สบายใจเลยที่มีการระบุว่า ยาบ้ามีขายทุกตรอกซอกซอย ในโรงเรียน ในวัด ผู้ค้ากำลังทำตัวเป็นฆาตกร ฆ่าลูกหลานไทยอย่างเลือดเย็น" ก่อนหน้านี้เคยสนับสนุนเงินให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ต่อมา ป.ป.ส.ได้นำเงินไปสมทบกับงบประมาณของสำนักงานตั้งเป็นกองทุนต่อต้านยาเสพติดขึ้นชื่อว่า "กองทุนแม่ของแผ่นดิน" มอบให้หมู่บ้านเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในปี 2547 จำนวน 672 หมู่บ้าน ต่อมารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปขยายผลตั้งหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินขึ้นทั่วประเทศ เวลานี้มีทั้งหมด 12,189 หมู่บ้าน และรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ก็หาทุนมาสมทบอีก 300 ล้านบาท จึงมอบเงินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้ดำเนินการหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน "เชื่อแน่ว่ารัฐบาลต่อไปจะสานต่อโครงการนี้ แต่ถ้ารัฐบาลทำงานฝ่ายเดียว คงไม่สำเร็จ คนไทยต้องผนึกกำลังช่วยกัน เริ่มจากคนในคอรบครัว ต่อจากนั้นเป็นเรื่องสังคม ควรต่อต้านและประณามผู้ผลิต ผู้ค้า และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ทำไมปล่อยให้ลูกหลานติดยา ไม่รักษา คงต้องให้เวลา ให้กำลังใจ ในการฟื้นฟู เเพื่อเป็นกำลังของสังคมและครอบครัวต่อไป" นอกจากนั้น ยังไม่สบายใจในเหตุการณ์ภาคใต้ ที่ทราบมาว่า มีผู้ก่อความไม่สงบลอบทำร้ายพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาต บางรูปมรณภาพ บางรูปทุพพลภาพ การบิณฑบาตถือเป็นการปฏิบัติกิจตามหลักของสงฆ์ ในอดีตทีผ่านมาไม่เคยมีประวัติทำร้ายพระสงฆ์ เพราะการทำบุญ ใส่บาตร ทำด้วยความสมัครใจ ข้าพเจ้าตกใจ เสียใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามองย้อนกลับในอดีต สมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่ภาคใต้ ชาวไทยมุสลิมมาจุดเทียนเพื่อรอส่งเสด็จ เพราะหวั่นว่าจะเกิดอันตราย เพื่อเข้าไปในพื้นที่อันตราย ข้าพเจ้าซาบซึ้งในความมีน้ำใจชาวไทยมุสลิมอย่างไม่รู้ลืม เมื่อรู้ว่ามีการลอบทำร้ายพระสงฆ์ ชาวไทย ชาวไทยมุสลิม ข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการครูอาสาที่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัย ข้าพเจ้าได้มอบเงินจัดตั้งศูนย์ครูใต้ที่ จ.ปัตตานี มีห้องสมุด มีห้องประชุม ห้องสันทนาการ สำหรับครูได้พักผ่อน แลกเปลี่ยน มีโรงเรียนสำหรับลูกหลานครู "ข้าพเจ้าไม่อยากเชื่อว่าเป็นฝีมือของชาวไทยมุสลิมที่ทำร้ายพระสงฆ์และไม่คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ถือเป็นการกีดกันไม่ให้มีการใส่บาตร เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการประกอบกิจทางศาสนา รู้สึกสะเทือน ใจ ไม่อยากให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราอีกต่อไป ขอความร่วมมือได้ช่วยกันพาสันติสุขและความสงบกลับคืนมาสู่ภาคใต้โดยเร็ว" Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า
ถ้ำปลา /  ถ้ำลอด / 

ปางมะผ้า อำเภอเล็กๆ ที่แฝงตัวอยู่ในขุนเขาสีเขียวชอุ่ม อำเภอหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 77 กิโลเมตร ที่นี่มีทีเด็ดที่นักเดินทางที่ชอบผจญภัยไม่อาจพลาดได้ แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า ปางมะผ้า อยู่ระหว่างการเดินทางจากปาย ไปแม่ฮ่องสอน หลายคนรู้จักปางมะผ้าจากหนังเรื่อง "รักจัง" ในฉากหมู่บ้านชาวเขาเล็กๆ เรียบง่าย ใสซื่อ ของวิถีชีวิตที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ อากาศหนาวๆ มีหมอกขาวๆ โรแมนติกสุดๆ ด้วยกลิ่นอายแห่งธรรมชาติ ที่แสนบริสุทธิ์ของเมืองเล็กๆ ในแดนสามหมอกเมืองนี้ ทำให้เราตัดสินใจเดินทางไปทันทีได้ไม่ยาก อยากจะสูดอากาศให้เต็มปอด เติมพลังก่อนกลับสู่โลกการทำงานในเมืองกรุง ปางมะผ้า ไม่ได้มีจุดเด่นอยู่เพียงแค่ธรรมชาติและทิวเขา อันบริสุทธิ์ เท่านั้นนะคะ ทุกวันนี้ปางมะผ้า เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์พลาดไม่ได้แห่งหนึ่งทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม ล่องแพ พายเรือคายัค เที่ยวหมู่บ้านกะเหรี่ยง ชมวิวที่ดอยกิ่วลม ในความบุกบั่นลัดเลาะขุนเขามาตามเส้นทางสู่แม่ฮ่องสอน นำพาให้เรามาพบธรรมชาติอันงดงามที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังขุนเขาหลายสิบลูก ที่ลัดเลาะผ่านมา ชมวิวดอยกิ่วลม จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอก เป็นทางผ่านที่ต้องจอดแวะถ่ายภาพ สูดบรรยากาศก่อนเดินทางต่อ ไม่ว่าจะทั้งขาไปและขากลับ ในช่วงหน้าหนาวนี้ที่สวยงามมีชื่อเสียงมาก เป็นลานกว้างบนสันเขา นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศา ณ จุดชมวิวดอยกิ่วลม มีความสูงประมาณ 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดชมวิวนี้สามารถชมได้ทั้งสองฟากถนน มีทัศนียภาพที่สวยงามและหลากจินตนาการของทิวเขาที่สลับซับซ้อนของยอดดอย เชียงดาว มีเมฆขาวสลับกันสวยงาม มีร้านขายของอาคารขายสินค้าของพี่น้องชาวเขาเผ่าลีซอ มีสินค้าหัตถกรรม และสินค้าอื่นๆ วางขายบริการแก่นักท่องเที่ยว ปัจจุบัน จุดชมวิวดอยกิ่วลม ได้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีจุดบริการนักท่องเที่ยวซึ่งสร้างอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ และมีร้านกาแฟชื่อเท่ “กาแฟปลายฟ้า” ร้านกาแฟชาวไทยภูเขาจุดเริ่มต้นเล็กๆจากการส่งเสริมชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการปลูกกาแฟ ซึ่งใครที่ชอบ จิบ ชา กาแฟ ก็ต้อง มาแวะกัน อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา – ผาเสื่อ ดินแดนอุทยานแห่งเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ภายในอุทยานมี ถ้ำปลาหรือวนอุทยานถ้ำปลา ให้เราได้แวะไปชม และพักผ่อนหย่อนใจ ในบรรยากาศลำธาร กลางป่าเขา ถ้ำปลา มีลักษณะเป็นโพรงปากถ้ำ และมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่กว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 1.50 เมตร ภายในแอ่งน้ำมีน้ำไหลออกจากถ้ำใต้ภูเขาอยู่ตลอดเวลา และมีปลาตัวโตๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เรียกว่าปลามุง หรือปลาคัง เป็นปลามีเกล็ดขนาดใหญ่ ในวงศ์เดียวกับปลาคาร์พ และถึงแม้จะมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอันตราย เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นปลาเจ้า หากใครนำไปรับประทานแล้วจะต้องมีอันเป็นไป นอกจากนี้่ ยังมี น้ำตกผาเสื่อ น้ำตกแห่งนี้ไหลลงมาจากน้ำตกแม่สะงาในพม่า เป็นน้ำตกขนาดกลางสูงประมาณ 10 เมตร กว้าง 15 เมตร ช่วงฤดูฝนสายน้ำจะตกลงมาเต็มหน้าผาหินกว้างลักษณะคล้ายเสื่อปูลาด มีน้ำตลอดปีช่วงที่เหมาะสมจะไปท่องเที่ยวคือ เดือนกรกฎาคม-กันยายน หมู่บ้านกะเหรี่ยงบ้านในสอย มาสัมผัสความสุขในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงกันหน่อยเป็นไร ที่ หมู่บ้านกะเหรี่ยงบ้านในสอย เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว ที่อพยพมาจากบ้านน้ำเพียงดิน บ้านในสอยเป็นชุมชนกะเหรี่ยงขนาดใหญ่ มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่สร้างความสุขให้แก่ผู้มาเยือน ชาวกะเหรี่ยงบ้านในสอยจะตั้งบ้านเรือนอยู่ในหุบเขา มีลำห้วยไหลผ่าน บ้านจะมีหลังคามุงจากบ้าง สังกะสีบ้าง ผู้คนที่นี่น่ารัก เด็กกะเหรี่ยงตัวน้อยๆ วิ่งเล่นเต็มไปหมด แต่ละครอบครัวจะมีการนำของเก่า ของที่ระลึกมาวางขาย บ้างก็นั้นดีดกีต้าร์ขับกล่อมให้ฟัง บ้างก็นั่งทอผ้าผืนสวยเพื่อไว้ขาย หรือถ้าใครอยากลองยิงปืนหน้าไม้ ที่นี่ก็มีให้ประลองฝีมือกันสักตั้ง ที่บ้านในสอยแห่งนี้ ยังมีกะเหรี่ยงคอยาวที่ใส่ห่วงเหลือไว้ให้เราดูอยู่ พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวการใส่ห่วงที่พวกเขายังคงอนุรักษ์ไว้ ซึ่งถ้าใครอยากถ่ายรูปแบบใส่ห่วงคอสีทองอร่าม ที่นี่ก็มีให้เราใส่ถ่ายรูปเก๋ๆ กันด้วย แวะผจญภัย ที่ถ้ำน้ำลอด “ถ้ำน้ำลอด” เป็นถ้ำหินธรรมชาติ ถือเป็นสถานที่แอดเวนเจอร์ทีเด็ด แห่งอำเภอปางมะผ้า โถงถ้ำกว้างที่มีลำน้ำลางไหลลอดผ่านเป็นสายทะลุออกจากภูเขา ซึ่งภายใน จะมีถ้ำที่จะให้ผู้มาเยือนได้ล่องแพเข้าไปชมความงามภายในถึง 3 ถ้ำ เริ่มตั้งแต่ถ้ำเสาหินหลวง ถ้ำตุ๊กตา ไปจนสิ้นสุดที่ถ้ำผีแมน แต่ก่อนที่จะพบความตื่นตาที่แตกต่างกันไปภายในแต่ละโถงถ้ำ นักเดินทางทุกคนจะได้สนุกไปกับการล่องแพธรรมชาติไปตามธารน้ำ เพื่อไปขึ้นชมโถงถ้ำแต่ละโถง ภายใต้ความมืดมิด มีเพียงแสงตะเกียงจากชาวบ้านผู้นำทางพาเราชมถ้ำ ทันทีที่แสงจากตะเกียงสาดส่อง ทัศนียภาพภายในปรากฏขึ้นมาทันตา เพดานหินย้อยไล่ระดับลดหลั่นกันไป อีกทั้งหินที่ตั้งสูงเสมือนเสา บ้างก็เป็นหินทรายขาว ประกายระยิบแวววับคล้ายเพชร บ้างก็ย้อยเป็นรูปหุ่น รูปหัวโขน งอกเป็นรูปตุ๊กตาหลากหลายรูปลักษณ์ ตามธรรมชาติสรรสร้างให้เป็น และยิ่งเดินเข้าไปลึกๆ ก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ ถือเป็นเมืองเล็กๆ แต่บรรยากาศของที่ ปางมะผ้า แห่งนี้ นั้นล้นเหลือ ทั้งสวย ทั้งบริสุทธิ์ และมีอะไรสนุกๆ ให้เราได้โลดโผนผจญภัย ถ้าได้มาเที่ยวที่นี่แล้ว จะไม่หลงรัก ปางมะผ้า ได้ยังไง…. บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า

เจนนิเฟอร์ คิ้ม จัดเต็ม คอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย......ก่อนวัยทอง
45ปี เจนนิเฟอร์ คิ้ม...คอนเสิร์ตสุดท้ายก่อนวัยทอง /  Jennifer Kim / 

เจนนิเฟอร์ คิ้ม ครบรส ร้อง เล่น เต้น เม้าท์ ฉลองคอนเสิร์ต 45 ปี ก่อนวัยทอง ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับคอนเสิร์ต 45 ปี เจนนิเฟอร์ คิ้ม คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายก่อนวัยทอง ของนักร้องสาวเสียงดี เจนนิเฟอร์ คิ้ม เพราะเอ-ไทม์ โชว์บิช เนรมิตพารากอน ฮอลล์ ประหนึ่งเป็นเวทีละครเดอะมิวสิคัล จัดเต็มโปรดักชั่น แสง สี เสียง จำลองฉากย้อนกลับไปเมื่อ 45 ปี ที่เธอเติบและโตอยู่ในตรอกสลักหิน ที่เต็มไปด้วยซ่องและโรงฝิ่น พร้อมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อลังการบนเวทีด้วยชุดเดรสสีแดงเพลิง สลับกับการโชว์เพลง แสงสุดท้าย ตามด้วยโชว์เล่าเรื่องราวชีวิตที่ก้าวสู่อาชีพนักร้องกลางคืนที่ต้องเป็นนักร้องร่างทรงร้องเพลง ได้สารพัดแนว จนทำให้คิ้มคุ้นเคยกับเพลงฮิตทั้งเก่าและใหม่ ก่อนที่คิ้มจะขอโชว์ทักษะการร้องหยิบเอาเพลง ทั้ง ไทย จีน ฝรั่ง อย่าง Skyfall เหมยฮัว Can’t Fight The Moonlight มาร้องให้ฟัง และเพื่อให้สมกับเป็นคอนเสิร์ตส่งท้าย ก่อนย่างเข้าวัยทอง เจนนิเฟอร์ คิ้ม ขอสานฝันจัดเหล่าบรรดา แขกรับเชิญมาร่วมโชว์ที่งานนี้เรียกว่าเด็ดมาก เริ่มด้วยสาวสองพันปีหุ่นเซี๊ยะ ต่าย เพ็ญพักตร์ ที่ออกมาร้อง ฉันเลยโอเค คู่กัน ก่อนจะทิ้งเวทีให้ ต่าย ฉายเดี่ยวร้องเพลงไว้อาลัยให้กับบรรดาคนเหล่าคนรักเก่าของคิ้ม ในเพลง คนไม่รักดี แถมออกปากว่า 19 ปีที่ร้างไมค์ไป ยอมมาขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้เพราะต่างฝ่ายต่างปลื้มผลงานของกันและกัน จากนั้นแขกรับเชิญคนที่ 2 ก็ขึ้นมาสร้างเซอร์ไพร้ส์ให้กับคนดูทั้งฮอลล์เมื่อ นก ฉัตรชัย ก้าวออกมาในมาดท่านชายพจน์ร้องเพลง แค่คืบ พร้อมโชว์ซีนหวานสานฝันให้คิ้มที่ขอสวมบทเป็นนางเอก ทำเอาฟินกันไป ทั้งฮอลล์ อีกหนึ่งแขกรับเชิญที่ออกปากยอมรับว่าหลงเสน่ห์เสียงคิ้มมานาน พอมีโอกาสได้ขึ้นเวทีเลยขอโชว์ ความหวานร้องเพลงคู่กันใน อยากเป็นคนนั้น หวานจนคิ้มเคลิ้มอยากจะลดวัยไปเท่ากับ พอร์ช ศรัณย์ เลยจ้า ครั้นจะรวบรวมเฉพาะพระเอกรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กมาร้องเพลงคู่ดูจะไม่ครบรส งานนี้คิ้มเลยขอควงหนุ่มน้อยร่างท้วมน้องสนิท โก๊ะตี๋ มาโชว์ความสนุกสนานทั้งร้อง ทั้งเต้น ในเพลง คิดถึง จนเวทีสะเทือน แถมยังปะทะฝีปากดวลมุขสาดใส่กันกันไปมาแบบหมัดต่อหมัดจนคนดูในฮอลล์ขำจนขากรรไกรค้าง มาถึงช่วงเจ้ดัน เจนนิเฟอร์ คิ้ม ขอชวนเด็กๆ ในสังกัด กบ กลม และคิง เดอะวอยซ์ มาโชว์เพลง Stand by me ด้วยกัน ก่อนจะขนเพลงฮิตยุคปัจจุบัน ไกลแค่ไหนคือใกล้ รักแท้อยู่เหนือกาลเวลา และ ลมเปลี่ยนทิศ มาร้องคัฟเวอร์เอาใจคนดูในสไตล์คิ้มชนิดเพราะจับใจ จากนั้นเวทีลุกเป็นไฟอีกครั้งเมื่อ เบน ชลาทิศ ขึ้นมาร้องเพลง If I ain’t got you กับคิ้ม ถูกใจคนดูถึงกับส่งเสียงกรีดร้องพร้อมปรบมือดังลั่นฮอลล์ให้กับนักร้องคุณภาพทั้งสอง ปิดฉากความประทับใจกับ โก้ มิสเตอร์แซกแมน และ พี่นิ่ม สีฟ้า ในเพลงแรกที่แต่งให้เธอร้อง และแจ้งเกิดฐานะดีว่าแถวหน้าของเมืองไทยกับ คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว ส่งท้าย ไม่ยอมหมดหวัง เพลงที่แทนทุกเรื่องราวของคิ้มที่ฝ่าฟันมาจนมีทุกวันนี้ได้ และยังให้กำลังใจกับทุกคนที่ท้อแท้ได้สู้ต่อไป เล่นเอาเธอและคนดูกว่าหมื่นคนน้ำตารื้นไปตามๆ กัน และรายได้ส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตครั้งนี้ยังได้ร่วมทำบุญกับ “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศรีษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” อีกด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

แพ็กเกจพิเศษ พันเดียวเที่ยวเชียงราย
ททท. /  พันเดียวเที่ยวเชียงราย / 

ททท. สำนักงานเชียงรายจัดแพ็กเกจพิเศษ "พันเดียวเที่ยวเชียงราย" นำเที่ยว 7 เส้นทาง ในราคาพิเศษ เส้นทางละ 1,000 บาท ในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ปี 2557 แพ็กเกจพิเศษ พันเดียวเที่ยวเชียงราย ททท.สำนักงานเชียงราย ร่วมกับมัคคุเทศก์ในจังหวัดเชียงราย จัดนำเที่ยวในราคาพิเศษ “พันเดียวเที่ยวเชียงราย” ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2557 นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ สามารถสมัครเที่ยวในราคา 1,000 บาท ต่อหนึ่งเส้นทางต่อวัน โดยเลือกเดินทางท่องเที่ยวใน 7 เส้นทางที่กำหนดไว้ (สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางตามต้องการได้) ราคาดังกล่าวรวมค่ามัคคุเทศก์นำเที่ยว พาหนะรถตู้ อาหารกลางวัน อาหารค่ำสุดแสนประทับใจ และค่าธรรมเนียมการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ส่วนค่าที่พักและค่าใช้จ่ายการเดินทางมาเชียงรายนักท่องเที่ยวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง เส้นทางท่องเที่ยว “พันเดียวเที่ยวเชียงราย" มีให้เลือก 7 เส้นทางดังนี้ เส้นทางที่ 1 “สักการะพระหยก สัมผัสความงามงานศิลป์” (วัดพระแก้ว-วัดพระสิงห์-เสาสะดือเมืองที่วัดดอยจอมทอง-วัดร่องขุ่น-พิพิธภัณฑ์บ้านดำ-ไร่แม่ฟ้าหลวง) เส้นทางที่ 2 “ขึ้นดอยชิมชา ชมสวนไม้งาม นมัสการพระธาตุดอยตุง” (ชิมและชมไร่ชาบนดอยแม่สลอง-สวนแม่ฟ้าหลวง / พระตำหนักดอยตุง-พระธาตุดอยตุง) เส้นทางที่ 3 “ชมพิพิธภัณฑ์ ล่องลำน้ำกก เลียบโขงสู่เชียงแสน ขึ้นแดนสุดสยาม” (พิพิธภัณฑ์อูบคำ-หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร-ช็อปปิ้งแม่สาย-สามเหลี่ยมทองคำ-วัดพระ ธาตุผาเงา) เส้นทางที่ 4 “ศึกษาเรื่องราวของฝิ่น ล่องเรือชมวิวน้ำโขง” (นมัสการวัดพระธาตุผาเงา-ล่องเรือแม่น้ำโขง-หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ-ช็อปปิ้งแม่สาย) เส้นทางที่ 5 “เล่าขานตำนาน สักการะพระธาตุเก้าจอม” (กราบนมัสการพระธาตุเก้าจอม : จอมทอง จอมหมอกแก้ว จอมสัก จอมแจ้ง จอมแว่ จอมผ่อ จอมจันทร์ จอมกิตติ จอมจ้อ) เส้นทางที่ 6 “เที่ยววงรอบแบบครบวงจร” (ดอยตุง-แม่สาย-สามเหลี่ยมทองคำ-อำเภอเชียงแสน) เส้นทางที่ 7 “นมัสการพระเจ้าตนหลวง ล่องเรือไหว้พระกลางกว๊านพะเยา” (หอวัฒนธรรมนิทัศน์-นมัสการพระเจ้าตนหลวงที่วัดศรีโคมคำ-ล่องเรือไหว้พระกลางกว๊าน พะเยา-น้ำตกปูแกง-ศาลพระเจ้าจี้กง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 08 9635 3918, 0 5374 4674-5 ขอบคุณข่าวสารจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

10 สารยาเสพติดอันตราย
เกร็ดความรู้

ตอนนี้รู้กันดีอยู่แล้วว่า โลกสังคมออนไลน์ นั้นมันรวดเร็วซะเหลือเกิน ไม่ว่าจะเม้น จะแชร์ต่างๆ นาๆ มีทั้งเรื่องการทำความดี-ความชั่ว มีให้เห็นกันรวดเร็วมากๆ อย่างเช่น กรณีสดๆ ร้อนๆ ที่มีหญิงสาวให้เด็กชายซึ่งอายุเพียงไม่กี่ขวบ ได้สอนให้ทดลองสารเสพติดชนิดหนึ่ง! คลิปนี้ทำให้คนไทยแชร์คลิปกันอย่างรวดเร็ว และ รุมว่าหญิงสาวคนนี้อย่างรุนแรง! ว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพื่อนๆบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า สารเสพติด นั้นมีโทษอย่างไร มีกี่ประเภท teen.mthai ก็เลย ยกตัวอย่างให้เพื่อนๆได้อ่าน เป็นเกร็ดความรู้ กันคะ ^^ ทางที่ดีอย่าไปอยากรู้ อยากลอง ในสิ่งที่เรารู้ดีอยู่แล้วว่ามัน "อันตราย" ลองง่ายแต่เลิกยากนะจ๊ะ!! 10 สารยาเสพติดอันตราย 1. สารยาเสพติดอันตราย เฮโรอีน (Heroin)  เฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี จากปฏิกิริยาระหว่างมอร์ฟีนกับสารเคมีบางชนิด เช่น อาเซ-ติคแอนไฮไดรด์ (Aceticanhydride) หรือ อาเซติลคลอไรด์ (Acetylchloride) หรือเอทิลิดีนไดอาเซเตท (Ethylidinediacetate) เฮโรอีนออกฤทธิ์แรงกว่ามอร์ฟีนประมาณ 4-8 เท่า และออกฤทธิ์แรงกว่าฝิ่น ประมาณ 30-90 เท่า โดยทั่วไปเฮโรอีนจะมีลักษณะเป็นผงสีขาว สีนวล หรือสีครีม มีรสขม ไม่มีกลิ่น เฮโรอีนที่แพร่ระบาดในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1. เฮโรอีนผสม หรือเรียกว่าเฮโรอีนเบอร์ 3 หรือไอระเหย เป็นเฮโรอีนที่มีความบริสุทธิ์ต่ำ เนื่องจากมีการผสมสารอื่น เข้าไปด้วย เช่น ผสมสารหนู สตริกนิน ยานอนหลับ กาเฟอีน แป้ง น้ำตาลและอาจผสมสี เช่น สีม่วงอ่อน สีชมพูอ่อน สีน้ำตาล อาจพบในลักษณะเป็นผง เป็นเกล็ด หรืออัดเป็นก้อนเล็ก ๆ มีวิธีการเสพโดยการสูดเอาไอสารเข้าร่างกาย จึงเรียกว่า "ไอระเหย" หรือ "แคป" 2. เฮโรอีนเบอร์ 4 เป็นเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ที่มีความบริสุทธิ์สูง มีลักษณะเป็นผงละเอียด หรือเป็นเม็ดคล้ายไข่ปลา หรือพบในลักษณะอัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้า มักมีสีขาวหรือสีครีม ไม่มีกลิ่น มีรสขม เป็นที่รู้จัดทั่วไปว่า "ผงขาว" มักเสพโดยนำมาละลายน้ำและฉีดเข้าร่างกาย หรือผสมบุหรี่สูบ ฤทธิ์ในทางเสพติด เฮโรอีนออกฤทธิ์กดระบบประสาท มีอาการเสพติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีอาการขาดยาทางร่างกายอย่างรุนแรง มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดตามข้อ ปวดสันหลัง ปวดบั้นเอว ปวดหัวรุนแรง มีอาการจุกแน่นในอกคล้ายใจจะขาด อ่อนเพลียอย่างหนัก หมดเรี่ยวแรงมีอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ อึดอัดทุรุนทุราย นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย บางรายมีอาการชักตาตั้ง น้ำลายฟูมปาก ม่านตาดำหดเล็กลง ใจคอหงุดหงิดฟุ้งซ่าน มึนงง หายใจไม่ออก ประสาทเสื่อม ความจำเสื่อม ผู้เสพติดเฮโรอีนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะเป็นผู้แพร่ระบาด HIV เนื่องจากการจับกลุ่มใช้เข็มฉีดยาร่วมกันหรือ ในบางครั้งก็มีเพศสัมพันธ์ร่วมกัน โดยไม่ได้ป้องกัน โทษทางกฎหมาย จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 2. สารยาเสพติดอันตราย ยาบ้า (Amphetamine)  ยาบ้า เป็นชื่อที่ใช้เรียกยาเสพติดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ประเภทแอมเฟตามีน (Amphetamine) ยาบ้า จัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีลักษณะเป็นยาเม็ดกลมแบนขนาดเล็ก มีสีต่างๆ กัน เช่น สีส้ม สีน้ำตาล มีสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนเม็ดยา เช่น ฬ, M, PG, WY สัญลักษณ์รูปดาว เป็นต้น ฤทธิ์ในทางเสพติด : ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีอาการเสพติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่มีอาการขาดยาทางร่างกาย เมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายในระยะแรกจะออกฤทธิ์ทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ใจสั่น ประสาทตึงเครียด แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยา จะรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ประสาทล้าทำให้การตัดสินใจช้า และผิดพลาด เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้สมองเสื่อม เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หวาดระแวง คลุ้มคลั่ง เสียสติ เป็นบ้าอาจทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้ หรือในกรณีที่ได้รับยาในปริมาณมาก (Overdose) จะไปกดประสาท และระบบการหายใจทำให้หมดสติ และถึงแก่ความตายได้ โทษทางกฎหมาย จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 3. สารยาเสพติดอันตราย ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy) ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy) เป็นยาเสพติดกลุ่มเดียวกัน จะแตกต่างกันบ้างในด้านโครงสร้างทางเคมี ลักษณะ ของยาอี มีทั้งที่เป็นแคปซูลและเป็นเม็ดยาสีต่าง ๆ แต่ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบน ผิวเรียบ และปรากฏสัญลักษณ์บนเม็ดยาเป็นรูปต่าง ๆ เช่น กระต่าย ฯลฯ ฤทธิ์ในทางเสพติด  จะออกฤทธิ์ภายในเวลา 45 นาที และฤทธิ์ยา จะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6-8 ซม. แพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวกลางคืน ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทในระยะสั้น ๆ จากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาท มีอาการติดยาทางจิตใจ ไม่มีอาการขาดยา ทางร่างกาย เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ระบบประสาทการรับรู้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด (Psychedelic) ทำให้การได้ยินเสียงและการมองเห็นแสงสีต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โทษทางกฎหมาย จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 4. สารยาเสพติดอันตราย โคเคน (Cocaine) : โคเคน หรือ โคคาอีนเป็นยาเสพติด ที่สกัดได้จากใบของต้นโคคา  ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ลักลอบปลูกมากในประเทศแถบอเมริกาใต้ เช่น เปรู โบลิเวีย และโคลัมเบีย เป็นต้น โคเคนมีชื่อเรียกในกลุ่ม ผู้เสพว่า COKE, Snow, Speed Ball, Crack โคเคนที่พบในประเทศไทย มี 2 ชนิด ได้แก่ 1. โคเคนชนิดผง มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว รสขม ไม่มีกลิ่น 2. โคเคนรูปผลึกเป็นก้อน (Free base, Crack) ฤทธิ์ในทางเสพติด โคเคนออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีอาการเสพติดทางร่างกายเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับวิธีการและปริมาณที่เสพ มีอาการทาง จิตใจ อาจมีอาการขาดยาทางร่างกายแต่ไม่รุนแรง หัวใจเต้นแรง ความดันโลหิตสูง กระวนกระวาย ตัวร้อนมีไข้ นอนไม่หลับ มีอาการซึมเศร้า ผนังจมูกขาดเลือด ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกฝ่อ ขาดหรือทะลุ สมองถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการชักมีเลือดออกในสมอง เนื้อสมองตายเป็นบางส่วน หัวใจถูกกระตุ้นอยู่เสมอ กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมลง ทีละน้อยจนหัวใจบีบตัวไม่ไหวทำให้หัวใจล้มเหลว ผลจากการเสพเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดอาการโรคจิตซึมเศร้า โทษทางกฎหมาย จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 5. สารยาเสพติดอันตราย ฝิ่น (Opium) ฝิ่นเป็นสารประกอบชนิดหนึ่ง ซึ่งได้จากยางของผลฝิ่น ในเนื้อฝิ่นมีสารเคมีผสมอยู่มากมาย ซึ่งประกอบด้วย โปรตีน เกลือแร่ ยางและกรดอินทรีย์เป็นแอลคะลอยด์ (Alkaloid) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ฝิ่นกลายเป็นสารเสพติดให้โทษ ที่ร้ายแรง และเป็นยาเสพติดที่เป็นต้นตอของยาเสพติดร้ายแรง เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคอีน มีการลักลอบปลูกฝิ่น มากทางภาคเหนือของประเทศไทยบริเวณแนวพรมแดน ที่เรียกว่า "สามเหลี่ยมทองคำ" ฤทธิ์ในทางเสพ  ฝิ่นออกฤทธิ์กดระบบประสาท มีอาการเสพติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีอาการขาดยาทางร่างกาย หากเสพเกินขนาด จะทำให้กดระบบหายใจทำให้เสียชีวิต จิตใจเลื่อนลอย ง่วง ซึม แก้วตาหรี่ พูดจาวกวน ความคิดเชื่องช้า ไม่รู้สึกหิวชีพจรเต้นช้า โทษทางกฎหมาย จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 6. สารยาเสพติดอันตราย มอร์ฟีน (Morphine) มอร์ฟีนเป็นแอลคะลอยด์ (Alkaloid) ของฝิ่นที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นตัวการที่ออกฤทธิ์กดประสาท มอร์ฟีนเป็นผงสีขาว หรือเทาเกือบขาว ไม่มีกลิ่น มีรสขม มีฤทธิ์สูงกว่าฝิ่น เสพติดได้ง่าย มีลักษณะเป็นเม็ด เป็นผง และเป็นก้อน หรือละลาย บรรจุหลอดสำหรับฉีด นำเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีฉีดเป็นส่วนมาก  มอร์ฟีนใช้เป็นยาหลักหรือยามาตรฐานของยาแก้ปวด ยาจำพวกนี้กดระบบประสาทส่วนกลาง ลดความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้รู้สึกง่วงหลับไป และลดการทำงานของร่างกาย อาการข้างเคียงอื่น ๆ ก็คือ อาจทำให้คลื่นเหียนอาเจียน ท้องผูก เกิดอาการคันหน้า ตาแดงเพราะโลหิตฉีด ม่านตาดำ หดตีบ และหายใจลำบาก ฤทธิ์ทางเสพติด มอร์ฟีนออกฤทธิ์กดระบบประสาท มีอาการเสพติดทั้งร่างกายและจิตใจ มีอาการขาดยาทางร่างกาย คลื่นเหียนอาเจียน ท้องผูก เกิดอาการคันหน้า ตาแดง ซึม ง่วงนอน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ร่างการทรุดโทรม สมองมึนชา สติปัญญาเสื่อมโทรม โทษทางกฎหมาย จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 7. สารยาเสพติดอันตราย กัญชา (Cannabis) : กัญชา มีลักษณะใบจะแยกออกเป็นแฉกประมาณ 5-8 แฉกคล้ายใบมันสำปะหลังที่ขอบใบทุกใบจะมีรอยหยัก ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามของกิ่งและก้าน ส่วนที่คนนำมาเสพได้แก่ส่วนของกิ่ง ก้าน ใบ และยอดช่อดอกกัญชา โดยนำมาตากหรืออบแห้ง แล้วบดหรือหั่นให้เป็นผงหยาบๆ จากนั้นจึงนำมายัดไส้บุหรี่สูบ ยังอาจพบในรูปของ “น้ำมันกัญชา” (Hashish Oil) ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ฤทธิ์ทางเสพติด กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ที่ออกฤทธิ์หลายอย่างต่อระบบประสาทส่วนกลาง คือ ทั้งกระตุ้นประสาทกดและหลอนประสาท สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในกัญชามีหลายชนิด แต่สารที่สำคัญที่สุดที่มีฤทธิ์ต่อสมองและทำให้ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจเปลี่ยนแปลงไป ในเบื้องต้นจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพตื่นเต้น ช่างพูด และหัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะกดประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อนๆ เซื่องซึม และง่วงนอน หากเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ จะหลอนประสาททำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิด สับสน ควบคุมตนเองไม่ได้  ทำลาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำลายสมอง ปอด โทษทางกฎหมาย จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 8. สารยาเสพติดอันตราย กระท่อม (Kratom) กระท่อม เป็นพืชเสพติดชนิดหนึ่ง ส่วนมากพบในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศอินเดียและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศไทย ลักษณะเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางมีแก่นเป็นเนื้อไม้แข็ง ใช้ส่วนของใบเป็นสิ่งเสพติด ลักษณะใบคล้ายกระดังงาหรือใบฝรั่งต้นหนาทึบ ต้นกระท่อมมี 2 ชนิด คือ ก้านเขียวและก้านแดง ฤทธิ์ในทางเสพ  ในใบกระท่อมมีสารไมตราจัยนินที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีอาการเสพติดทางร่างกายเล็กน้อย มีอาการเสพติด ทางจิตใจ อาจมีอาการขาดยาทางร่างกายแต่ไม่รุนแรง ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทนแดดไม่รู้สึกร้อน ทำให้ ผิวหนังไหม้เกรียมมีอาการมีนงง ปากแห้ง นอนไม่หลับ ท้องผูก แต่จะรู้สึกหนาวสั่น เมื่อมีอากาศชื้น หรือเมื่อฝนฟ้า คะนอง ร่างการทรุดโทรม มีอาการประสาทหลอน จิตใจสับสน โทษทางกฎหมาย กระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 9. สารยาเสพติดอันตราย เห็ดขี้ควาย (Magic Mushroom) : เห็ดขี้ควายเป็นเห็ดพิษซึ่งขึ้นอยู่ตามกองมูลควายแห้ง สีของเห็ดจะมีสีเหลืองซีด คล้ายสีฟางแห้ง บนหัวของร่ม จะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำบริเวณก้าน (Stalk) บริเวณใกล้ตัวร่มจะมีแผ่นเนื้อเยื่อบางๆ สีขาว แผ่ขยายออก รอบก้าน แผ่นนี้มีลักษณะคล้ายวงแหวน ฤทธิ์ในทางเสพติด  ในเห็ดขี้ควายมีสารออกฤทธิ์ทำลายประสาทอย่างรุนแรงคือ ไซโลซีน และ ไซโลไซบีน ผสมอยู่ ซึ่งออกฤทธิ์ หลอนประสาท เมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้มีอาการเมา เคลิบเคลิ้มและบ้าคลั่งในที่สุด หากบริโภคเข้าไปมากๆ หรือผู้ที่บริโภคเข้าไปมีภูมิต้านทานน้อย อาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โทษทางกฎหมาย  เห็ดขี้ควายจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 10. สารยาเสพติดอันตราย ยาเค (ketamine) ยาเค มาจากคำว่า เคตามีน (ketamine) หรือชื่อทางการค้าว่า เคตาวา (Ketava) หรือเคตาลา (Ketalar) หรือคาสิบโชล ซึ่งตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 เป็นวัตถุออกฤทธิ์ใน ประเภท 2 หมายถึง ยาที่มีอันตรายสูงที่แพทย์จะจ่ายให้กับผู้ป่วย เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น สาเหตุที่ทำให้ยาเคกลายเป็นปัญหา เพราะวัยรุ่นบางกลุ่มได้นำยาเคมาใช้เป็นสิ่งมึนเมา โดยนำมาทำให้เป็นผง นำมาสูดดมเพื่อให้เกิดอาการมึนเมา และมักพบว่ามีการนำยาเค มาใช้ร่วมกับยาเสพติดร้ายแรงชนิดอื่น เช่น ยาอี และโคเคน ฤทธิ์ในทางเสพติด ยาเค เป็นยาที่ออกฤทธิ์หลอนประสานอย่างรุนแรง เมื่อเสพ เข้าไปจะรู้สึกเคลิบเคลิ้ม (Euphoria) รู้สึกว่าตนเองมีอำนาจพิเศษ (Mystical) มีอาการสูญเสียกระบวนการ ทางความคิด ความคิดสับสน การรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภาพ แสง สี เสียงจะเปลี่ยนแปลงไป ตาลาย ร่างกายเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน หากใช้ปริมาณมากจะเกิดการติดขัดในการหายใจ  หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะปรากฏอาการเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ เรียกว่า Flashback ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว จะทำให้ผู้เสพประสพกับสภาวะโรคจิต และกลายเป็นคนวิกลจริตได้ ความคิดสับสน ตาลาย หูแว่ว การรับรู้และ การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไป การเคลื่อนไหวของร่างกายไม่สัมพันธ์กัน กฎหมายยาเสพติด ที่วัยรุ่นควรรู้!! --> http://www.mukdahannews.com/h-ampata.htm <-- ข้อมูลเพิ่มเติม  http://elib.fda.moph.go.th/library/default.asp?page2=subdetail&id_L1=27&id_L2=15682&id_L3=1228 เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง nct.ago.go.th,คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 10 สารยาเสพติดอันตราย

เหวี่ยงใหญ่...ให้ติดดิน 2/2 จบ
หนังจีน

หยวนเปียว - เจิ้นจื้อตัน : นําแสดง เนื้อเรื่องโดยย่อ : คณะกายกรรมชางฟางโดนระเบิดจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องอพยพจากเซี่ยงไฮ้มาที่เมืองหนาน เเละหาที่ตั้งกายกรรมใหม่ เเต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการค้าฝิ่น ของญี่ปุ่น เเละต้องร่วม มือกันทั้งคณะกายกรรมทลายการค้าผิ่นนี้ให้­ได้ โดยมี อาตง (รับบทโดย หยวนเปียว ) เเละ ความช่วยเหลือจาก ตงฟา ตำรวจหนุ่ม (รับบทโดย ดอนนี่ เยน) ร่วมมือกันต่อสู้เเละจะทลาย การค้าฝิ่นได้หรือไม่ต้องติดตาม แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=7uDdRWs8GcI

Savages : ความเถื่อนไม่เคยปราณี ความพอดีไม่เคยอยู่ในสัจจะของหมู่โจร
Savages /  คนเดือดท้าชนคนเถื่อน / 

เป็นหนังที่ถึงแม้เนื้อเรื่องจะออกแนวซ้ำซาก และ เดิมๆ เกี่ยวกับธุรกิจเถื่อนค้ายา แต่ด้วยตัวอย่างที่สามารถตัดต่อออกมาได้อย่างน่าสนใจ พร้อมทั้งยังเป็นผลงานการกำกับของ โอลิเวอร์ สโตน ที่นำทัพดารามายกโหล ทั้งหน้าใหม่อย่าง เทเลอร์ คิชต์ และหน้าเก่าอย่าง จอห์น ทราโวลต้า ก็มีหรือที่ผมจะพลาดไป เบน และ ชอน ได้ร่วมกันดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นที่ได้กำไรงาม ด้วยการปลูกดอกฝิ่นพันธุ์ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาขึ้นมา นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีความรักที่พิเศษสุดให้กับหญิงงาม โอ เหมือนๆ กันด้วย ชีวิตของพวกเขาช่างสมบูรณ์แบบจนกระทั่ง แก๊งค้ายาชาวเม็กซิกันย้ายเข้ามาและเรียกร้องให้ทั้งสามคนเป็นหุ้นส่วนกับเขาเมื่อเอเลนา หัวหน้าผู้ไร้ปรานีของแก๊งค้ายาเม็กซิกันและลาโด ลูกสมุนผู้โหดเหี้ยมของเธอ ประเมินค่าความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างเพื่อนสามคนต่ำไป เบนและชอน ภายใต้ความช่วยเหลือแบบจำยอมจากเจ้าหน้าที่ยาเสพติดที่โกงกิน จึงได้เริ่มต้นทำสงครามที่ดูราวกับไม่มีหนทางชนะกับแก๊งค้ายาสุดเถื่อนนี่ Savages กำกับการแสดงโดย โอลิเวอร์ สโตน ที่คนรุ่นใหม่น่าจะได้ผ่านชื่อของเขามาบ้างกับ Wall Street : Money Never Sleep หรือแม้แต่ World Trade Center แต่ถ้าหากเป็นคนยุคเก่าจะรู้ดีว่าสมัยนั้นผู้กำกับคนนี่รุ่งเรืองแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นหนังคัลท์คลาสสิคขึ้นหิ้งอย่าง Natural Born Killers หรือแม้แต่หนังสงครามอย่าง Platoon ก็ล้วนแต่เป็นหนังที่นักวิจารณ์อเมริกายกย่องว่าควรดูก่อนตายทั้งนั้น แต่ดูเหมือนว่าช่วงหลังๆนี่ผู้กำกับจะฝีมือตกไปหน่อยถ้าเทียบกับผลงานเก่านับตั้งแต่ World Trade Center เพราะฉะนั้นการที่ผู้กำกับได้ห่างหายจากจอเงินไปนานนับ 2 ปี เขาก็คงจะมีไม้เด็ดๆมานำเสนอคนดูใน Savages ได้บ้างอย่างแน่นอน โดยถ้าหากใครมาถามผมว่า Savages นั้นเป็นหนังที่เป็นการคืนฟอร์มของ สโตน ได้หรือไม่ ผมก็คงต้องเสียใจที่ต้องตอบว่า ไม่เลยสักนิด เพราะไม่รู้ว่าการที่ผู้กำกับ โอลิเวอร์ สโตน พยายามที่จะทำให้ Savages เป็น Natural Born Killers ในฉบับกวนตีนขึ้นมากไปรึปล่าว จนทำให้ท้ายสุดตัวหนังจึงดูเหมือนจะหาทางออก และ สไตล์ ของตัวเองไม่เจอ แถมด้านของ ตัวบท ก็ดูเหมือนจะเปรียบเสมือนกับสุนัขไล่งับหางตัวเองอยู่เกือบชั่วโมงกว่าที่จะหาทางกลับเข้าเนื้อเรื่องหลักได้ จนทำให้แฟนๆปู่ โอลิเวอร์ สโตน สมัยหนังเรื่อง JFK มีผิดหวังและบ่นพึมพัมกันตั้งแต่ครึ่งแรกอย่างแน่นอน แต่สำหรับผมเป็นคนที่ค่อนข้างเฉยๆกับหนังของ สโตน มาตั้งแต่ไหนแต่ไร จึงคิดว่า ถึงแม้ Savages จะมีบทที่อืดอาด ธรรมดา และ หาทางออกให้กับบทสรุป และ สไตล์ไม่เจอก็ตาม แต่มันถือว่าสามารถหักล้าง และ พอถูไถ ไปได้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้กำกับ โอลิเวอร์ สโตน พยายามจะปรับเปลี่ยนให้ตัวหนังเข้ากับตลาดสมัยนี่ได้อย่าง ฉากแอ็คชั่น , การหักเหลี่ยม และ โทนตัวหนังสไตล์ แม็กซิกัน แก็งส์เตอร์ ที่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นสำหรับผมถือว่าผู้กำกับ โอลิเวอร์ สโตน ล้วนทำได้ผล โดยเฉพาะด้านของ ฉากแอ็คชั่น และ บทการหักเหลี่ยม ที่ถึงแม้จะค่อนข้างธรรมดาและสามารถเห็นได้จากหนังหลายเรื่องแล้ว แต่เมื่อมันมาผสมรวมกับอารมณ์ความเป็นหนัง แก๊งส์เตอร์ แบบ แม็กซิกัน ผลที่ออกมาจึงค่อนข้างน่าประทับใจในระดับนึง ที่มาพร้อมกับมุกตลกร้ายแนวรุนแรง พร้อมกับการยัดคติให้คนดูไปทีละนิดว่า 'ที่จริงแล้วเราทุกคนก็เป็นคนเถื่อน' จะต่างกันแค่ว่าเถื่อนแบบไหน เถื่อนแบบรูปลักษณ์ , จิตใจ หรือแม้แต่ อารมณ์ แต่เราทุกคนก็ต่างเถื่อนด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งหนังโปรยปรายด้านของเรื่อง 'ความเถื่อน' ออกมาผ่านจากการกระทำของตัวละคร และ ฉากความรุนแรง เซ็กห์ กัญชา และ อารมณ์บ้าๆในการกระทำ ที่ชี้ชัดว่าเมื่อมีสถานการณ์นึงมากดขี่ให้ตัวเราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง เราทุกคนก็ไม่ต่างอะไรกับ คนเถื่อน ทั้งนั้น โดยด้านของนักแสดงแถวหน้าที่ผู้กำกับเหมาโหลถูกกว่าสองมานั้น ก็ถือว่าสามารถสร้างสีสันได้แพ้สไตล์จัดจ้านของหนังเลยสักนิดไม่ว่าจะเป็น เทเลอร์ คิชต์ , แอร์รอน จอห์นสัน , เบลค ไลฟ์ลี่ , จอห์น ทราโวลต้า และ เบนนิซิโอ เดล โทโร่ ที่ล้วนแต่เป็นส่วนเติมเต็มให้ Savages ที่ถึงแม้จะไม่ใช่หนังที่เทียบกับยุคเก่าๆของสโตนได้ แต่ก็ดูสนุกพอถูไถได้อีกเรื่อง โดยสรุปแล้ว Savages จึงเป็นหนังที่ออกมาค่อนข้างน่าประทับใจในระดับนึง เพราะว่าหนังเต็มไปด้วย ความรุนแรง เซ็กห์ กัญชา และ นิสัยเถื่อนๆของมนุษย์ ที่มาด้วยอารมณ์หนัง แก๊งสเตอร์ แม็กซิกัน ที่ถึงแม้มันจะไม่สามารถเทียบกับ Natural Born Killers ได้ แต่ก็ถือว่าไม่ได้เป็นหนังที่ขี้เหร่อะไรมากมายนักครับ เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ โดย ลูกอบรสเขียด

ระวัง! ยาเสพติด ในคราบยาแก้ปวด เด็กกินผสมน้ำอัดลม วูบคาห้องเรียน
ดื่มน้ำอัดลม /  ฝิ่น / 

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.กุ้ง (นามสมมุติ) ผู้ปกครองของ ด.ช.เอ (นามสมมุติ) นักเรียนชั้นม. 2  ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ได้เข้าร้องเรียนกับสื่อ หลังลูกชายกินยาแก้ปวดผสมกับน้ำอัดลมแล้วหมดสติคาห้องเรียน เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ แพทย์ได้ลงความเห็นว่าด.ช.เอ กินยาแก้ปวดเกินขนาด เมื่อกลับบ้านน.ส.กุ้งจึงได้คาดคั้นหาความจริงกับด.ช.เอ ก่อนทราบว่าได้ถูกชักชวนจากพี่ม.4 ให้กินยาแก้ปวดดังกล่าวผสมกับน้ำอัดลม ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนในโรงเรียน โดยบอกว่ากินแล้วจะตัวลอย มีความสุข หากอยากให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็ว ต้องผสมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยหาซื้อยาดังกล่าวมาจากร้านตลาดปากน้ำ และย่านแพรกษา ซึ่งจะจำหน่ายให้เฉพาะกลุ่มนักเรียนที่ซื้อประจำ เคยซื้อได้มากสุดถึง 90 เม็ด ในราคาเม็ดละ 2-4 บาท น.ส.กุ้งกล่าวว่าช่วงหลังมานี้ ลูกชายมีพฤติกรรมติดน้ำอัดลม มีอาการคล้ายกับคนเมาเหล้า ทานอาหารไม่ค่อยได้ ถามตอบไม่ค่อยรู้เรื่อง จะทำอะไรต้องคิดนานกว่าปกติ เข้านอนเร็วขึ้น จนมาเกิดเหตุหมดสติคาห้องเรียน ต่อมาเมื่อนำยาดังกล่าวไปให้เพื่อนบ้านที่เป็นเภสัชกรตรวจสอบก็พบว่าเป็นยาแก้ปวดชนิดเฉียบพลัน ทั้งยังเป็นยาเสพติดรูปแบบใหม่  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประกาศเฝ้าระวัง ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสถานบันเทิง โดยมีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป หากกินพร้อมน้ำอัดลม, เครื่องดื่มชูกำลัง หรือน้ำร้อน ก็จะมีอาการคล้ายคนเมาฝิ่น ซึ่งยาดังกล่าวมีฤทธิ์คล้ายกับมอร์ฟีน หากใช้มากเกินความจำเป็น หรือผสมกับแอลกอฮอล์จะเป็นอันตรายต่อระบบประสาท ด้านพ.ต.อ. พัลลภ แอร่มล้า ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ กล่าวว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้แล้ว หลังจากประสานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดเพื่อตรวจสอบยาดังกล่าวพบว่าเป็นยาต้องห้าม ต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น พร้อมจัดส่งตำรวจไปร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าดูแลเด็กชาย รวมทั้งหารือผู้ปกครองเด็กถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นเพื่อดำเนินการต่อไป MThai News

Savages คนเดือดท้าชนคนเถื่อน
Savages /  จอห์น ทราโวลต้า / 

โอลิเวอร์ สโตน ผู้กำกับเจ้าของสามรางวัลออสการ์ ได้หวนคืนสู่จอเงินอีกครั้งด้วยทริลเลอร์ดุเดือด Savages ที่นำแสดงโดยทีมนักแสดงระดับแนวหน้าซึ่งประกอบไปด้วยเทย์เลอร์ คิทส์ช, เบลค ไลฟ์ลี่, แอรอน จอห์นสัน, จอห์น ทราโวลตา, ซัลม่า ฮาเย็ก, เบนิซิโอ เดล โทโร, ซัลมา ฮาเย็ก, เอมิล เฮิร์สช์และเดเมียน บิเชียร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากนิยายอาชญากรรมขายดีโดยดอน วินสโลว์ ที่ติดหนึ่งในท็อป 10 หนังสือแห่งปี 2010 ของนิวยอร์ก ไทม์ และได้เสียงชื่นชมจากผู้อ่านมากมายด้วย เบน (จอห์นสัน) นักธุรกิจจากลากูนา บีช ชาวพุทธผู้รักสงบและใจบุญสุนทาน และเพื่อนสนิทของเขา ชอน (คิทส์ช) อดีตนาวี SEAL และทหารรับจ้าง ได้ร่วมกันดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นที่ได้กำไรงาม ด้วยการปลูกดอกฝิ่นพันธุ์ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาขึ้นมา นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีความรักที่พิเศษสุดให้กับหญิงงาม โอฟิเลีย (ไลฟ์ลี) เหมือนๆ กันด้วย ชีวิตของพวกเขาในเมืองทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียช่างสมบูรณ์แบบ...จนกระทั่ง แก๊งค้ายาชาวเม็กซิกันย้ายเข้ามาและเรียกร้องให้ทั้งสามคนเป็นหุ้นส่วนกับเขาเมื่อเอเลนา (ฮาเย็ก) หัวหน้าผู้ไร้ปรานีของแก๊งค้ายาเม็กซิกันและลาโด (เดล โทโร) ลูกสมุนผู้โหดเหี้ยมของเธอ ประเมินค่าความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างเพื่อนสามคนต่ำไป เบนและชอน ภายใต้ความช่วยเหลือแบบจำยอมจากเจ้าหน้าที่ยาเสพติดที่โกงกิน (ทราโวลตา) จึงได้เริ่มต้นทำสงครามที่ดูราวกับไม่มีหนทางชนะกับแก๊งค้ายา และนี่เองยังเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการและลูกไม้ที่ร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ ในการประชันหน้าความเสี่ยงสูงที่แสนดุเดือดของสงครามสุดโฉดครั้งนี้เองแหละ ซาเวจส์ คนเดือดปะทะคนเถื่อน ภาพยนตร์ทริลเลอร์จาก โอลิเวอร์ สโตน ที่รวมดารารุ่นใหม่สุดฮอต อย่าง เทย์เลอร์ คิทส์ช, เบลค ไลฟ์ลี่,แอรอน จอห์นสัน มาปะทะกับรุ่นเก๋ายอดฝีมือ ซัลมา ฮาเย็ค, เบนิซิโอ เดล โทโร่, จอห์น ทราโวลตร้า ผลงานการแสดงชั้นเยี่ยมที่นักชมภาพยนตร์ห้ามพลาดเลย --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เหวี่ยงใหญ่...ให้ติดดิน 1/2
หนังจีน

หยวนเปียว - เจิ้นจื้อตัน : นําแสดง เนื้อเรื่องโดยย่อ : คณะกายกรรมชางฟางโดนระเบิดจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องอพยพจากเซี่ยงไฮ้มาที่เมืองหนาน เเละหาที่ตั้งกายกรรมใหม่ เเต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการค้าฝิ่น ของญี่ปุ่น เเละต้องร่วม มือกันทั้งคณะกายกรรมทลายการค้าผิ่นนี้ให้­ได้ โดยมี อาตง (รับบทโดย หยวนเปียว ) เเละ ความช่วยเหลือจาก ตงฟา ตำรวจหนุ่ม (รับบทโดย ดอนนี่ เยน) ร่วมมือกันต่อสู้เเละจะทลาย การค้าฝิ่นได้หรือไม่ต้องติดตาม แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=6Yfpm6GUOFg