ฝิ่น

แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า
ถ้ำปลา /  ถ้ำลอด / 

ปางมะผ้า อำเภอเล็กๆ ที่แฝงตัวอยู่ในขุนเขาสีเขียวชอุ่ม อำเภอหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 77 กิโลเมตร ที่นี่มีทีเด็ดที่นักเดินทางที่ชอบผจญภัยไม่อาจพลาดได้ แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า ปางมะผ้า อยู่ระหว่างการเดินทางจากปาย ไปแม่ฮ่องสอน หลายคนรู้จักปางมะผ้าจากหนังเรื่อง "รักจัง" ในฉากหมู่บ้านชาวเขาเล็กๆ เรียบง่าย ใสซื่อ ของวิถีชีวิตที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ อากาศหนาวๆ มีหมอกขาวๆ โรแมนติกสุดๆ ด้วยกลิ่นอายแห่งธรรมชาติ ที่แสนบริสุทธิ์ของเมืองเล็กๆ ในแดนสามหมอกเมืองนี้ ทำให้เราตัดสินใจเดินทางไปทันทีได้ไม่ยาก อยากจะสูดอากาศให้เต็มปอด เติมพลังก่อนกลับสู่โลกการทำงานในเมืองกรุง ปางมะผ้า ไม่ได้มีจุดเด่นอยู่เพียงแค่ธรรมชาติและทิวเขา อันบริสุทธิ์ เท่านั้นนะคะ ทุกวันนี้ปางมะผ้า เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์พลาดไม่ได้แห่งหนึ่งทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม ล่องแพ พายเรือคายัค เที่ยวหมู่บ้านกะเหรี่ยง ชมวิวที่ดอยกิ่วลม ในความบุกบั่นลัดเลาะขุนเขามาตามเส้นทางสู่แม่ฮ่องสอน นำพาให้เรามาพบธรรมชาติอันงดงามที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังขุนเขาหลายสิบลูก ที่ลัดเลาะผ่านมา ชมวิวดอยกิ่วลม จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอก เป็นทางผ่านที่ต้องจอดแวะถ่ายภาพ สูดบรรยากาศก่อนเดินทางต่อ ไม่ว่าจะทั้งขาไปและขากลับ ในช่วงหน้าหนาวนี้ที่สวยงามมีชื่อเสียงมาก เป็นลานกว้างบนสันเขา นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศา ณ จุดชมวิวดอยกิ่วลม มีความสูงประมาณ 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดชมวิวนี้สามารถชมได้ทั้งสองฟากถนน มีทัศนียภาพที่สวยงามและหลากจินตนาการของทิวเขาที่สลับซับซ้อนของยอดดอย เชียงดาว มีเมฆขาวสลับกันสวยงาม มีร้านขายของอาคารขายสินค้าของพี่น้องชาวเขาเผ่าลีซอ มีสินค้าหัตถกรรม และสินค้าอื่นๆ วางขายบริการแก่นักท่องเที่ยว ปัจจุบัน จุดชมวิวดอยกิ่วลม ได้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีจุดบริการนักท่องเที่ยวซึ่งสร้างอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ และมีร้านกาแฟชื่อเท่ “กาแฟปลายฟ้า” ร้านกาแฟชาวไทยภูเขาจุดเริ่มต้นเล็กๆจากการส่งเสริมชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการปลูกกาแฟ ซึ่งใครที่ชอบ จิบ ชา กาแฟ ก็ต้อง มาแวะกัน อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา – ผาเสื่อ ดินแดนอุทยานแห่งเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ภายในอุทยานมี ถ้ำปลาหรือวนอุทยานถ้ำปลา ให้เราได้แวะไปชม และพักผ่อนหย่อนใจ ในบรรยากาศลำธาร กลางป่าเขา ถ้ำปลา มีลักษณะเป็นโพรงปากถ้ำ และมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่กว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 1.50 เมตร ภายในแอ่งน้ำมีน้ำไหลออกจากถ้ำใต้ภูเขาอยู่ตลอดเวลา และมีปลาตัวโตๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เรียกว่าปลามุง หรือปลาคัง เป็นปลามีเกล็ดขนาดใหญ่ ในวงศ์เดียวกับปลาคาร์พ และถึงแม้จะมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอันตราย เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นปลาเจ้า หากใครนำไปรับประทานแล้วจะต้องมีอันเป็นไป นอกจากนี้่ ยังมี น้ำตกผาเสื่อ น้ำตกแห่งนี้ไหลลงมาจากน้ำตกแม่สะงาในพม่า เป็นน้ำตกขนาดกลางสูงประมาณ 10 เมตร กว้าง 15 เมตร ช่วงฤดูฝนสายน้ำจะตกลงมาเต็มหน้าผาหินกว้างลักษณะคล้ายเสื่อปูลาด มีน้ำตลอดปีช่วงที่เหมาะสมจะไปท่องเที่ยวคือ เดือนกรกฎาคม-กันยายน หมู่บ้านกะเหรี่ยงบ้านในสอย มาสัมผัสความสุขในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงกันหน่อยเป็นไร ที่ หมู่บ้านกะเหรี่ยงบ้านในสอย เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว ที่อพยพมาจากบ้านน้ำเพียงดิน บ้านในสอยเป็นชุมชนกะเหรี่ยงขนาดใหญ่ มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่สร้างความสุขให้แก่ผู้มาเยือน ชาวกะเหรี่ยงบ้านในสอยจะตั้งบ้านเรือนอยู่ในหุบเขา มีลำห้วยไหลผ่าน บ้านจะมีหลังคามุงจากบ้าง สังกะสีบ้าง ผู้คนที่นี่น่ารัก เด็กกะเหรี่ยงตัวน้อยๆ วิ่งเล่นเต็มไปหมด แต่ละครอบครัวจะมีการนำของเก่า ของที่ระลึกมาวางขาย บ้างก็นั้นดีดกีต้าร์ขับกล่อมให้ฟัง บ้างก็นั่งทอผ้าผืนสวยเพื่อไว้ขาย หรือถ้าใครอยากลองยิงปืนหน้าไม้ ที่นี่ก็มีให้ประลองฝีมือกันสักตั้ง ที่บ้านในสอยแห่งนี้ ยังมีกะเหรี่ยงคอยาวที่ใส่ห่วงเหลือไว้ให้เราดูอยู่ พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวการใส่ห่วงที่พวกเขายังคงอนุรักษ์ไว้ ซึ่งถ้าใครอยากถ่ายรูปแบบใส่ห่วงคอสีทองอร่าม ที่นี่ก็มีให้เราใส่ถ่ายรูปเก๋ๆ กันด้วย แวะผจญภัย ที่ถ้ำน้ำลอด “ถ้ำน้ำลอด” เป็นถ้ำหินธรรมชาติ ถือเป็นสถานที่แอดเวนเจอร์ทีเด็ด แห่งอำเภอปางมะผ้า โถงถ้ำกว้างที่มีลำน้ำลางไหลลอดผ่านเป็นสายทะลุออกจากภูเขา ซึ่งภายใน จะมีถ้ำที่จะให้ผู้มาเยือนได้ล่องแพเข้าไปชมความงามภายในถึง 3 ถ้ำ เริ่มตั้งแต่ถ้ำเสาหินหลวง ถ้ำตุ๊กตา ไปจนสิ้นสุดที่ถ้ำผีแมน แต่ก่อนที่จะพบความตื่นตาที่แตกต่างกันไปภายในแต่ละโถงถ้ำ นักเดินทางทุกคนจะได้สนุกไปกับการล่องแพธรรมชาติไปตามธารน้ำ เพื่อไปขึ้นชมโถงถ้ำแต่ละโถง ภายใต้ความมืดมิด มีเพียงแสงตะเกียงจากชาวบ้านผู้นำทางพาเราชมถ้ำ ทันทีที่แสงจากตะเกียงสาดส่อง ทัศนียภาพภายในปรากฏขึ้นมาทันตา เพดานหินย้อยไล่ระดับลดหลั่นกันไป อีกทั้งหินที่ตั้งสูงเสมือนเสา บ้างก็เป็นหินทรายขาว ประกายระยิบแวววับคล้ายเพชร บ้างก็ย้อยเป็นรูปหุ่น รูปหัวโขน งอกเป็นรูปตุ๊กตาหลากหลายรูปลักษณ์ ตามธรรมชาติสรรสร้างให้เป็น และยิ่งเดินเข้าไปลึกๆ ก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ ถือเป็นเมืองเล็กๆ แต่บรรยากาศของที่ ปางมะผ้า แห่งนี้ นั้นล้นเหลือ ทั้งสวย ทั้งบริสุทธิ์ และมีอะไรสนุกๆ ให้เราได้โลดโผนผจญภัย ถ้าได้มาเที่ยวที่นี่แล้ว จะไม่หลงรัก ปางมะผ้า ได้ยังไง…. บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า

ดอกฝิ่นผ้าไทย รังสิต ร้าน

ผู้ผลิตและขายส่งผ้าไหม จำหน่ายผ้าไหม / ชุดออกงาน / เสื้อผ้าสำเร็จรูปบุรุษ-สตรี

26-10-55ยาบ้าล็อตใหญ่ สองล้านเม็ด
26-10-55ยาบ้าล็อตใหญ่ 2 /  000 / 

วันที่ 26 ต.ค 2012 เวลา 16:55 น. ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ 2 ราย ยึดของกลางยาบ้า 1,900,000 เม็ด ยาไอซ์อีก 50 กิโลกรัม รายแรกจับกุม นายมานพ ขุนไกร และ นายอนุวัต แซ่โซ้ง ขณะลำเลียงยาบ้า 900,000 เม็ด ยาไอซ์ 50 กิโลกรัม ที่ใส่ในกระสอบซุกซ่อนในรถบรรทุกถ่านหินลิกไนต์ บริเวณรอยต่ออำเภอเทิง และอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย อีกรายจับกุม นายอรรถพล เกิดอาชาชาญ ขณะไปรับยาบ้า 1,000,000 เม็ด ที่ส่งมาทางพัสดุกับรถขนส่ง ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็มีการจับกุมยาเสพติดได้เช่นกัน รายแรกจับกุม นายปุณรัสมิ์ เบญจเจริญลักษณ์ พร้อม ยา K 200 ขวด ขณะนัดนำไปส่งมอบให้กับผู้ซื้อที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ผู้ต้องหารับว่าขาย ยา K ให้นักเที่ยวตามสถานบันเทิง มีลูกค้าทั้งนักท่องเที่ยวและดารา อีกรายจับกุมชาวเขาเผ่าม้งเป็นชาย 2 หญิง 2 คน เครือข่ายผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดเชียงราย โดยจับกุมได้บริเวณห้องน้ำในห้างย่านพหลโยธิน ขณะผู้ต้องหาแอบเข้าไปเอายาเสพติดออกจากช่องคลอด และทวารหนัก ของกลางเป็นยาบ้า 32,000 เม็ด ยาไอซ์ อีก 276 กรัม นอกจากนี้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ยังเตรียมนำเครื่องตรวจหาสารเสพติด 7 ชนิด ได้แก่ กัญชา, โคเคน, ยา E, ยาบ้า, ยาไอซ์, เฮโรอีน และฝิ่น ที่สามารถใช้ตรวจหาจากเหงื่อและน้ำลาย ได้ผลเร็วใน 1-2 นาที โดยจะนำไปทดลองใช้ตรวจหาสารเสพติดกับนักเที่ยวในคืนนี้ ตำรวจยืนยันว่าเครื่องดังกล่าวมีความแม่นยำค่อนข้างสูง -------------

ถนนพญาเสือโคร่ง ดอยแม่สลอง
ดอยแม่สลอง /  ถนนพญาเสือโคร่ง / 

ถนนพญาเสือโคร่ง ดอยแม่สลอง นี่คือผืนแผ่นดินไทยที่งดงาม ที่รายล้อมไปด้วยดอกพญาเสือโคร่ง พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ นี่คือผืนแผ่นดินไทยที่งดงาม ด้วยตลอดสองข้างทางที่มุ่งขึ้นสู่ ดอยแม่สลอง นั้น รายล้อมไปด้วย ดอกพญาเสือโคร่ง หรือ ดอกซากุระเมืองไทย ที่บานสะพรั่งในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ จากเมืองไกลให้มาเยือน ซึ่งเมื่อได้มายืนเด่นตระหง่านอยู่บนยอดดอยสูงแห่งนี้ แทบจะไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่า นี่มันแผ่นดินไทยจริงๆ หรือ เพราะด้วยบรรยากาศที่หนาวเย็นจับใจในช่วงเหมันต์ ตลอดจนบรรยากาศ และทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในชนบทของประเทศจีนไม่มีผิดเพี้ยน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก ยอดดอยแม่สลองเป็นที่ลงหลักปักฐานของชาวจีนฮ่อแถบมณฑลยูนาน ที่ลี้ภัยมาหลบอาศัยอยู่ตั้งแต่ครั้งอดีต และพากันประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยปลูกชา และพืชผักเมืองหนาวเป็นหลัก ซึ่งชาที่โด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันดีคือ ชาอู่หลง นอกจากนี้ ดอยแม่สลอง ยังอบอวลไปด้วยวัฒนธรรมชาวจีน ไม่ว่าจะการแต่งกาย หรือ อาหารการกิน ซึ่งโดยเฉพาะอาหารนั้น จะเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่น ขาหมูยูนาน ที่เสริฟมาในจานใหญ่ และต้องกินเคียงคู่กับหมั่นโถเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าต้นตำหรับ ประวัติของแดนดินถิ่นดอยสูงนี้มีอยู่ว่า ในอดีตเคยเป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ยังชีพด้วยการทำไล่เลื่อนลอย จนเป็นเหตุให้ดอยแห่งนี้เตียนโล่ง ต่อมาดอยแม่สลองเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2504 จากการอพยพเข้ามาของทหารจีนกองพล 93 จากมณฑลยูนาน ที่ทำการรบอยู่ทางตอนใต้ของจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อจีนถูกพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจสำเร็จ จึงทำให้ทหารกองพล 93 กลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น และถูกกดดันอย่างหนัก จนถอยร่นเข้ามาในเขตพม่า แต่ก็ถูกทางฝ่ายพม่ากดดันจนถอยร่นมาถึงดอยตุงเขตแดนไทย ทางฝ่ายพม่าก็ได้ร้องเรียนกับทางสหประชาชาติ ให้กองกำลังพลัดถิ่นอพยพไปยังประเทศใต้หวัน แต่เนื่องจากผู้นำกองกำลังพล 93 โดย นายพลหลีเหวินฝาน และ นายพลต้วยซีเหวิน ได้ทำเรื่องร้องเรียนขอลี้ภัยในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่แน่ใจในอนาคต เพราะใต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ รัฐบาลไทยจึงอนุญาต โดยจัดแบ่งเป็นสองกอง โดยให้ทหารของนายพลหลีเหวินฝานไปอยู่ที่ ถ้ำงอบ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และทหารของนายพลต้วนซีเหวินอยู่บนดอยแม่สลอง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2515 ครม. มีมติให้รับทหารจีนอาศัยบนผืนแผ่นดินไทยอย่างเป็นทางการ และได้ยุติการค้าฝิ่น มีการปลดอาวุธ และให้หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยได้ริเริ่มโครงการปลูกชา และปลูกต้นสนสามใบเพื่อเป็นการพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้ง และได้มีการเปลี่ยนชื่อชุมชนบนดอยแม่สลองใหม่ โดยใช้ชื่อว่า บ้านสันติคีรี จึงทำให้ดอยแม่สลองจึงมีความสงบ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถานที่ท่องเที่ยวบนดอยแม่สลองยังมีอีกหลายแห่ง เช่น พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทร์สถิตมหาสันติคีรี ตั้งอยู่จุดสูงสุดบนดอยแม่สลอง ที่ความสูง 1,500 เมตร ซึ่งห่างจากหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางขึ้นคดเคี้ยว สูงชัน พระธาตุสร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี พ.ศ.2539 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่า เป็นเจดีย์แบบล้านนาประยุกต์ บนฐานสี่เหลี่ยมลดชั้น สูงประมาณ 30 เมตร ประดับกระเบื้องสีเทา นอกจากนั้น บริเวณนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะในยามเย็น ซึ่งองค์พระธาตุเองก็สามารถที่จะมองเห็นมาแต่ไกลด้วยเช่นกัน จึงพูดได้ว่า พระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของดอยแม่สลองอีกด้วย อีกหนึ่งสถานที่คือ สุสานนายพลต้วน ผู้นำทหารชาวจีนฮ่อแห่งกองพล 93 ที่ได้นำกองกำลังอพยพมาตั้งหลักปักฐานบนผืนแผ่นดินไทย ตัวสุสานทำด้วยหินอ่อนทั้งหมด มีแท่นหินอ่อนที่บรรจุร่างของนายพลต้วน อยู่ภายในเก๋งจีนสีขาวขนาดใหญ่ การเดินทางขึ้นมาเที่ยวบนยอด ดอยแม่สลอง นั้น สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การลิ้มลองชาพันธุ์แท้ ตลอดจนชมวิธีการชงชาแบบต้นตำหรับชาวจีนฮ่อ ซึ่งการเดินทางก็มาได้สะดวก หากมีโอกาสช่วงปลายปีนี้ ลองแวะไปสัมผัสบรรยากาศที่หนาวเย็น แล้วจิบชาอุ่นๆ บนถนนพญาเสือโคร่งกันดู รับรองว่าสัมผัสที่สุดประทับใจกำลังรอคุณอยู่ และนี่คือ ผืนดินถิ่นไทยจริงๆ เรื่องโดย Omyim บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map

83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์
เกร็ดความรู้ /  เรื่องแปลก

วันนี้ teen.mthai มี 83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ร่างกาย อวัยวะของเรา หรือแม้กระทั้งเรื่องของธรรมชาติ สัตว์ สิ่งของด้วย ลองไปดูกันคะว่า เรื่องน่ารู้นี้จะมีอะไรที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อนบ้างนะ ^^ 83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ 1. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์พลังงาน เชื่อหรือไม่ว่าร่างกายของคนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ คนแต่ละคนจะมีพลังงานเทียบเท่ากับการเปิดหลอดไฟฟ้าขนาด 120 วัตต์ เพราะคนที่กินอาหารเข้าไปปริมาณ 2,500 แคลอรีในแต่ละวันจะให้พลังงานความร้อน 104 แคลอรีต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากระแสไฟฟ้าที่มีพลังงาน 120 วัตต์ 2. กะพริบตา ตลอดชีวิตของคนเรานั้นเราต้องกะพริบตาถึง 250 ล้านครั้งทีเดียว เพราะเราจะต้องกะพริบตาทุก ๆ 6 วินาที ทำให้กล้ามเนื้อตาเคลื่อนไหวประมาณ 10,000 ครั้งต่อวัน ถ้าเปรียบกับการทำงานของกล้ามเนื้อขาแล้ว จะ เท่ากับวิ่งระยะทาง 80 กิโลเมตรต่อวัน 3. สมองบริโภค เชื่อหรือไม่ว่าตอนแรกเกิดสมองของเราหนักประมาณ 3% ของน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่เมื่ออายุได้ประมาณ 15 ปี สมองจะหนักถึง 1.4 กิโลกรัมและจะมีขนาดคงที่ สมองเติบโตได้เพราะใช้พลังงานจากอากาศที่เราหายใจเข้าไป 20% และใช้เลือดหล่อเลี้ยงถึง 15% ของเลือดทั้งหมดในร่างกาย 4. กระบวนการคิด นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า อิริยาบถต่าง ๆ มีผลต่อการคิดและการตัดสินใจของมนุษย์ การนอนคิดจะทำให้ความคิดกว้างไกล การยืนทำให้ความคิดแคบลงสามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น ส่วนการนั่งเป็นอิริยาบถที่เหมาะกับการตัดสินใจที่ไม่รีบร้อนเท่าใดนัก ผมงอก โดยปกติ ใน 1 สัปดาห์ผมจะงอกออกมา 2 มิลลิเมตรใน 1 วัน จะมีช่วงที่ผมงอกได้ดี 2 ช่วง คือ ระหว่างเวลา 10.00 – 11.00 น. และ 16.00 – 18.00 น. แต่ไม่ต้องเอากระจกไปส่องดูการงอกของเส้นผมหรอกนะ เพราะมันแทบจะมองไม่เห็นเลย 5. เส้นขนแข็งแรง โดยเฉลี่ยแล้ว คนเราจะมีเส้นขนประมาณ 5 ล้านเส้นทั่วร่างกาย ยกเว้นบริเวณริมฝีปาก ฝ่ามือและฝ่าเท้า เส้นขนที่แข็งแรงที่สุดคือหนวด เชื่อหรือไม่ว่าหนวดแข็งแรงพอ ๆ กับลวดทองแดงที่มีขนาดเท่ากันเลยทีเดียว 6. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตาแหลมคม ตาของเหยี่ยวสามารถมองเห็นแมลงวันที่อยู่ในระยะครึ่งไมล์ได้ ส่วนเสือดาวก็สามารถมองเห็นคนกะพริบตาที่ระยะห่าง 100 หลาได้ ตาของคนก็มีความพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีได้มากถึง 17,000 สี 7. ตาที่สาม เชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์มีสามตา ตาที่สามนี้ก็คือต่อมไพเนียลซึ่งอยู่ด้านหลังของกะโหลกศีรษะ ภายในต่อมมีสารเคมีที่มีชื่อว่าเซโรโตนินอยู่เป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่า สารชนิดนี้ช่วยส่งผลให้มนุษย์มีการคิดอย่างสมเหตุสมผล นักวิทยาศาสตร์จึงเปรียบต่อมนี้ว่าเป็นตาที่สามของมนุษย์ 8. ฮัดเช้ย! เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำให้จมูกของเราเกิดการระคายเคือง เราจะจามออกมาโดยอัตโนมัติ ทุกครั้งที่เราจามจะมีน้ำลายฟุ้งกระจายออกมาถึง 100,000 หยด ด้วยอัตราเร็ว 152 ฟุตต่อวินาที 9. ริมฝีปาก เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่าทำไมริมฝีปากของเราจึงมีสีแดงมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผิวหนังบริเวณริมฝีปากบางกว่าส่วนอื่น ๆ นั่นเอง จึงทำให้สามารถมองเห็นสีของเลือดใต้ผิวหนังได้ 10. ยิ้มแย้ม ร่างกายของเราประกอบด้วยกล้ามเนื้อประมาณ 650 มัด หากเราหน้าบึ้งจะต้องใช้กล้ามเนื้อประมาณ 400 มัด ในขณะที่การยิ้มใช้กล้ามเนื้อ 15 มัด เท่านั้น และพลังงานที่ใช้ก็น้อยกว่าการขมวดคิ้ว 1 ครั้งเสียอีก เชื่อกันว่าการขมวดคิ้ว 200,000 ครั้ง ทำให้เกิดรอยตีนกา 1 รอย 11. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ฟันปลา เชื่อกันว่าเมื่อประมาณ 1 ล้านปีที่แล้ว ฟันของมนุษย์มีลักษณะคล้ายกับฟันปลาเพราะมีการค้นพบฟันลักษณะเดียวกันกับของมนุษย์อยู่ในกรามของปลาฉลามยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังนั้น ฟันของมนุษย์และปลาฉลามจึงมีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน แต่ฟันของมนุษย์ได้พัฒนาจนมีรูปร่างเหมือนในปัจจุบัน ปลาเปคู (Pacu) ปลาฟันคน > http://teen.mthai.com/variety/59011.html 12. การทรงตัว เชื่อหรือไม่ว่าหูมีผลต่อการทรงตัว อวัยวะที่ช่วยให้เราสามารถทรงตัวอยู่ได้คือ เซมิเซอร์คิวลาร์ คาแนล (semicir-cular canel) ในหูซึ่งภายในมีของเหลวที่ไวต่อการกระตุ้นของเหลวนี้จะทำหน้าที่ในการรับรู้สมดุล หากเราหมุนไปรอบ ๆ ตัวเร็ว ๆ หลาย ๆ ครั้ง จะทำให้อวัยวะนี้เกิดความสับสน เราจึงรู้สึกเวียนศีรษะ 13. เสียงกรน เสียงกรนเป็นเสียงที่สร้างความรำคาญแก่ผู้ได้ยินเพราะดังพอ ๆ กับเสียงของสว่านไฟฟ้าซึ่งดังถึง 70 เดซิเบล 14. พลังปอด เชื่อหรือไม่ว่าปกติเราจะหายใจเอาอากาศเข้าไปประมาณ 6 ลิตรต่อนาที แต่ระหว่างออกกำลังกายและหลังออกกำลังกายใหม่ ๆ เราอาจหายใจเอาอากาศเข้าไปได้มากถึง 100 ลิตรต่อนาที 15. น้ำหนักวิญญาณ เชื่อหรือไม่ครับว่าวิญญาณของพวกเราก็มีน้ำหนักด้วยเหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์ทดลองชั่งน้ำหนักของวิญญาณโดยชั่งน้ำหนักของคนในขณะที่มีชีวิตอยู่เปรียบเทียบกับน้ำหนักหลังจากเสียชีวิตทันที พบว่าน้ำหนักหายไป 21 กรัม จึงสรุปว่าดวงวิญญาณของพวกเรามีน้ำหนัก 21 กรัมด้วย 16. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สารฆ่าความเจ็บปวด น้องๆเคยสังเกตไหมว่าทำไมบางครั้งนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขันยังสามารถลงแข่งขันได้จนจบหรือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสนามรบยังคงทนต่อสู้ข้าศึกอยู่ได้ พวกเขาไม่เจ็บกันหรือ นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วครับว่าเมื่อมนุษย์เผชิญสถานการณ์ที่ตึงเครียด สมองจะปล่อยสารออกมายับยั้งความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ ทำให้มนุษย์ต่อสู้กับความเจ็บปวดได้ 17. ไม่มีน้ำตา รู้หรือปล่าวว่าตอนที่เราอายุ 4-5 เดือน เราร้องไห้ไม่มีน้ำตากันหรอกครับ แม้จะร้องเสียงดังแค่ไหนก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะต่อมน้ำตาของคนเราจะพัฒนาขึ้นหลังจากเกิดมาแล้ว 4-5 เดือน ตอนนี้พวกเราคงจะร้องไห้มีน้ำตากันทุกคนแล้วนะครับ 18. หิวเพราะกลิ่น พอกลิ่นหอมของอาหารลอยมา พวกเราคงเคยรู้สึกหิวตามกลิ่นนั้นไปด้วยใช่ไหมล่ะ ก็กลิ่นอาหารเข้าไปกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของเราน่ะสิครับ ทำให้น้ำย่อยในปากและท้องทำงาน เราจึงรู้สึกหิวทั้งๆที่บางครั้งเราไม่ต้องการกินอีกแล้ว 19. กระเพาะแข็งแกร่ง ในกระเพาะอาหารของเรามีน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูงมาก จนสามารถละลายสังกะสีได้ แต่กรดเหล่านี้ไม่สามารถละลายผนังกระเพาะของเราได้ เนื่องจากทุกนาทีเซลล์ผนังกระเพาะเก่า 5000 เซลล์ จะถูกเซลล์ใหม่แทนที่และเปลี่ยนเป็นเซลล์ใหม่ทั้งหมดทุกๆ 3 วัน 20. ท้องร้องจ๊อกๆ พวกเราเคยได้ยินเสียงท้องร้องเมื่อรู้สึกหิวบ้างไหมครับ สาเหตุที่ท้องร้องก็เพราะสมองซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความรู้สึกหิวของเรา จะคอยจัดลำดับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้าในเลือดมีสารอาหารพอเพียง สมองก็จะสั่งให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แต่เมื่อใดที่มีสารอาหารในเลือดน้อยระบบย่อยอาหารจะทำงานเร็วขึ้นเราจึงได้ยินเสียงท้องร้อง 21. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตกใจจนหน้าซีด เมื่อเราตกใจหน้าจะซีด เนื่องจากเลือดบริเวณแก้มจะไหลย้อนกลับอย่างรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ฉุกเฉิน คือให้สารอาหารและออกซิเจนแก่กล้ามเนื้อส่วนอื่น เนื่องจากร่างกายไม่ได้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเผชิญความตกใจ เมื่อเลือดจากแก้มไหลออกไป หน้าเราจึงซีด 22. เขินอาย เมื่อเรารู้สึกเชินอายหน้าเราก็จะแดง โดยเฉพาะบริเวณแก้มและลำคอ เพราะขณะที่เราเขินอาย เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยสารเคมีที่พลังงานสูงชื่อว่า เปปไตด์ (peptide) ออกมา ทำให้เส้นเลือดที่แก้มและลำคอขยายตัว หน้าของเราจึงแดงมากกว่าปกติ 23. มาจากดวงดาว ร่างกายของเราประกอบด้วยอะตอมจำนวนมาก อะตอมเหล่านี้มาจากไหน นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่าอะตอมเกิดมาจากดวงดาวที่ดับแล้วเมื่อ 5000 ล้านปี ก่อนที่จะมีพระอาทิตย์เกิดขึ้น และดวงดวงนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก่อนเมื่อโลกเกิดขึ้น เซลล์ของสิ่งมีชีวิตนี้ก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นคน 24. สารพัดสาร เชื่อหรือไม่ว่าในร่างกายของเรามีสารอยู่มากมาย เช่น มีฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากพอจะทำหัวไม้ขีดไฟ 2,000 ก้าน มีไขมันพอที่จะทำสบู่ได้ 7 ก้อน มีเหล็กมากพอที่จะทำตะปูได้ 1 ตัว มีปูนขาวที่สามารถละลายน้ำแล้วนำไปทาห้องเล็ก ๆ ได้ 1 ห้อง มีซัลเฟอร์ 1 ช้อนชาและโลหะอีกประมาณ 30 กรัม 25. นอนแล้วสูง การนอนช่วยให้เราสูงขึ้นได้ เพราะเมื่อเรายืนหรือนั่ง แผ่นกระดูกอ่อนที่กระดูกสันหลังจะถูกแรงดึงดูดของโลกกดลง การนอนช่วยให้แรงกดนี้หายไป แผ่นกระดูกอ่อนที่ถูกกดก็จะพองตัว ทำให้เราสูงขึ้นได้อีก 8 มิลลิเมตร แต่เมื่อตื่นมาเราก็จะสูงเท่าเดิม 26. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ พลังกาย ร่างกายของคนเราแข็งแกร่งมากกว่าที่เราคิดเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการยกน้ำหนัก เช่น ถ้าเรานอนหลับโดยห่มผ้าหนัก 2.5 กิโลกรัม หายใจโดยเฉลี่ย 16 ครั้งต่อนาที และนอนนานประมาณ 8 ชั่วโมง ทรวงอกของเราสามารถยกน้ำหนักได้ถึง 20 ตัน 27. ฉันทำไม่ได้ สิ่งที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถทำได้ คือหายใจและกลืนอาหารไปพร้อม ๆ กัน เพราะกระบวนการกลืนจะไปรบกวนกระบวนการหายใจด้วยการปิดกั้นอากาศไม่ให้ผ่านเข้าไปขณะที่อาหารเคลื่อนจากปากไปยังคอหอยและผ่านไปที่กระเพาะอาหาร 28. หัวใจที่รัก ในช่วงชีวิตของมนุษย์นั้น หัวใจจะสูบฉีดโลหิตประมาณ 500 ล้านลิตรและเต้น 2,000 ล้านครั้ง ดังนั้น ใน 1 วัน หัวใจจะสูบฉีดโลหิตมากกว่า 13,500 ลิตร และเต้น 100,000 ครั้ง แต่ละวันหัวใจจึงต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้พลังงานมากพอ เชื่อหรือไม่ว่าพลังงานที่ได้นี้สามารถยกรถยนต์ได้สูงถึง 15 เมตรเลยทีเดียว 29. เรื่องของผิวหนัง เชื่อหรือไม่ว่าพื้นที่เพียง 1 ตารางนิ้วบนผิวหนังของเรานั้นประกอบไปด้วยเซลล์ถึง 19 ล้านเซลล์ ขน 60 เส้น ต่อมน้ำมัน 90 ต่อม ต่อมเหงื่อ 625 ต่อม เส้นเลือดยาว 19 ฟุต และเซลล์รับความรู้สึก 19,000 เซลล์ 30. เซลล์เม็ดเลือด มีผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าถ้านำเซลล์เม็ดเลือดของเรามาต่อเป็นสายยาวจะสามารถพันรอบเส้นศูนย์สูตรได้ถึง 4 รอบเลยทีเดียว 31. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ น้ำในร่างกาย น้อง ๆ คิดว่า ร่างกายของเรามีสถานะใดตามหลักวิทยาศาสตร์ หลายคนอาจจะคิดว่า มีสถานะเป็นของแข็ง แต่น้อง ๆ รู้หรือไม่ว่าร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 2 ใน 3 ด้วยเหตุนี้ตลอดชีวิตของคน 1 คนจึงต้องดื่มน้ำเป็นจำนวนมากถึง 70,000 ลิตร 32. ความสำคัญของเกลือแร่ เกลือแร่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง หากนำเกลือแร่ออกจากกระดูกโดยนำกระดูกไปแช่ในน้ำกรด เกลือแร่จะละลายออกมาจนสามารถนำกระดูกนั้นมาผูกให้เป็นปมได้ 33. หนาวสั่น อาการหนาวสั่นเป็นอาการที่ร่างกายแสดงออกมาเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หลังจากที่ได้รับความเย็นมากเกินไป เพราะความเย็นจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานช้าลง และเป็นอันตรายได้หากอุณหภูมิลดต่ำลงมาก ๆ ดังนั้น กล้ามเนื้อจึงผลิตความร้อนด้วยการทำให้กล้ามเนื้อหดตัวไปมาอย่างรวดเร็ว 34. สูงและต่ำ ตอนกลางวัน อุณหภูมิในร่างกายของเราอาจสูงขึ้นได้มาก ๆ หากเรารับประทานอาหารมื้อใหญ่ อยู่ในที่อากาศร้อน หรือออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ตอนกลางคืน อุณหภูมิในร่างกายของเราจะค่อย ๆ ลดลงจนต่ำที่สุดเมื่อเรานอนหลับเพื่อเป็นการรักษาสมดุล 35. ลูกผู้ชาย การที่ผู้ชายเชื่อว่าลูกผู้ชายต้องไม่หลั่งน้ำตานั้น ส่งผลกระทบให้ผู้ชายเป็นโรคเครียดได้ง่ายกว่าผู้หญิง เพราะมีโอกาสปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกกดดันได้น้อย รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังเครียดก็ลองหาโอกาสปลดปล่อยอารมณ์บ้างก็ดีนะครับ แต่ไม่ใช่เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ล่ะ การออกกำลังกายก็สามารถช่วยคลายเครียดได้เช่นกัน 36. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตัวยารักษาโรค การฉีดยาเป็นวิธีการรักษาโรคอีกวิธีหนึ่งที่แพร่หลาย ทราบหรือไม่ว่าแพทย์ได้ตัวยามาจากไหน ในยาฉีดนั้นมีส่วนประกอบของแบคทีเรียที่ทำให้มีฤทธิ์อ่อนลง ซึ่งได้มาจากเชื้อโรคของผู้ป่วยรายอื่นที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับเรา นอกจากนำไปทำเป็นยาฉีดแล้ว เชื้อโรคเหล้านั้นยังสามารถนำไปทำเป็นวัคซีนป้องกันโรคได้อีกด้วย โดยวัคซีนจะเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันโรคชนิดนั้น ๆ ในร่างกาย 37. หาวนอน อาการง่วงเหงาหาวนอนเกิดจากการที่เรารู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย ระบบทางเดินหายใจของเราจึงทำงานช้าลงเป็นผลให้กล้ามเนื้อคอหอยปิดโดยอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายต้องการอากาศเพิ่มขึ้น เราจึงต้องหาวเพื่อเอาอากาศเข้าไปใช้ในกระบวนการหายใจ 38. ใบหน้า วันหนึ่ง ๆ เราอาจมีอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาบ่อยครั้งทางใบหน้า เชื่อหรือไม่ว่ากล้ามเนื้อทั้งที่เป็นวงกลมและเป็นเส้นบนใบหน้าสามารถแสดงอารมณ์ที่หลากหลายได้มากกว่า 1,000 รูปแบบ 39. นอนหลับ ขณะนอนหลับเราสามารถเรียนรู้ได้หรือไม่ ในสมัยก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้ในขณะนอนหลับได้ แต่จากการทดลองอย่างละเอียดของนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังพบว่า มนุษย์จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ในขณะที่นอนหลับสนิท แต่จะสามารถเรียนรู้ได้ในขณะที่อยู่ในช่วงสะลึมสะลือ 40. ล้มตัวลงนอน เชื่อหรือไม่ว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิต มีสัตว์เพียง 2-3 ชนิดเท่านั้น ที่นอนหลับโดยเอนหลังแนบกับพื้น และสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถทำเช่นนี้ได้ก็คือมนุษย์ 41. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ น้ำหนักลด ไม่ว่าเราจะมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใดก็ตาม น้ำหนักของเราจะสามารถลดลงได้ 300 กรัม ทุกวันในขณะที่เรานอนหลับแต่อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ เพราะทันทีที่ตื่นขึ้นมา น้ำหนักของเราก็จะเท่าเดิม 42. อาณาจักรแห่งความฝัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า ถ้าวันหนึ่ง ๆ เรานอนหลับประมาณ 8 ชั่วโมง เราจะฝัน 3-5 ครั้งต่อคืน โดยช่วงความฝันแต่ละครั้งใช้เวลานานประมาณ 10-30 นาที และถ้าเราถูกปลุกขึ้นมาในระหว่างที่กำลังฝันอยู่ เราอาจจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ได้ก็ได้ 43. ความฝัน เชื่อหรือไม่ว่า ความฝันช่วยทำให้จิตใจของเราสดชื่นเบิกบานได้ ไม่ว่าเราจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ก็ตาม เพราะความฝันจะแสดงถึงสิ่งที่เราอยากทำเมื่อตื่น แต่เราไม่สามารถทำได้ด้วยเหตุผลนานาประการ 44. เวลาของความฝัน ผู้เชี่ยวชาญแสดงทัศนะเกี่ยวกับเวลาในช่วงของความฝันไว้ว่า เวลาที่เราตื่นอยู่ประสาทความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาของเราจะเป็นแนวตั้ง ดังนั้น เราจึงรับรู้แต่ขณะปัจจุบันเท่านั้น แต่เมื่อเราหลับมันจะกลายเป็นเส้นแนวนอน ทำให้เราสามารถเดินทางไปในอดีตและอนาคตได้ 45. สร้างความฝัน ถ้าอยากให้ความฝันสวยงามลองงดดื่มเครื่องดื่มทุกชนิดประมาณ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนสิครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะทำให้ความฝันยิ่งใหญ่ และถ้าใครเห็นความฝันของตนเองเป็นสีต่าง ๆ ละก็แสดงว่าเป็นคนที่ไวต่อการกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัวมากทีเดียว 46. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ จมูกของมด ใครรู้บ้างว่ามดใช้อะไรในการดมกลิ่น คำตอบก็คือใช้เท้านั่นเอง การใช้เท้าดมกลิ่นช่วยให้มันสามารถตามกลิ่นที่เพื่อนของมันทิ้งไว้ตามทางได้ นอกจากนี้มันยังสามารถใช้ข้อต่อที่หนวดรับกลิ่นได้อีกด้วย 47. นายช่างใหญ่ บีเวอร์เป็นสัตว์ที่ชอบสร้างเขื่อนและบ้านของมันมาก มันจะคาบกิ่งไม้และกินไม้เป็นอาหาร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะถ้าไม่ได้กัดไม้ทุกวัน ฟันของมันก็จะงอกและยาวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มันกินอาหารไม่ได้และอดตายในที่สุด 48. อูฐลื่น อูฐเป็นสัตว์ที่ขาแต่ละข้างประกอบด้วยนิ้วขนาดใหญ่ 2 นิ้ว ปกคลุมด้วยแผ่นรองเท้าที่หนาและเหนียวทั้งยังมีแผ่นหนังบาง ๆ เชื่อมนิ้วเท้าให้ติดกัน ทำให้เท้าอูฐแข็งแรงเหมาะสำหรับเดินในทะเลทราย แต่หากจับอูฐมาอยู่ในโคลนละก็ เท้าแบบนี้ก็ไร้ประโยชน์เพราะจะทำให้อูฐลื่นไถลได้ง่าย 49. หางเก็บอาหาร มีสัตว์อยู่หลายชนิดที่มีหางและหางของมันก็ใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันไป อย่างเช่น แกะพันธุ์หนึ่งที่ใช้หางของมันทำหน้าที่เก็บหญ้าซึ่งเป็นอาหารของมันไว้ เมื่อหญ้าขาดแคลน หญ้าที่ถูกสะสมไว้ที่หางก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย 50. หูหนวกเต้นระบำ หากใครเคยชมภาพยนตร์อินเดียคงจะเคยเห็นงูที่เต้นระบำเมื่อได้ยินเสียงปี่ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เต้นระบำเพราะเสียงปี่หรอกครับ งูเป็นสัตว์ที่หูหนวกจึงไม่ได้ยินเสียงปี่ แต่ที่มันเต้นส่ายไปส่ายมาก็เพราะจังหวะการเคลื่อนไหวของหมองูต่างหาก ถ้าลองใช้ไม้แทนปี่ งูก็ยังคงเต้นระบำได้เหมือนกั 51. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สุนัขน้ำร้อน สุนัขเป็นสัตว์ที่คนนิยมเลี้ยงกันโดยทั่วไป เพราะนอกจากจะใช้เฝ้าบ้านแล้ว สุนัขยังทำหน้าที่ได้หลายอย่าง นานมาแล้วชาวอินเดียนแอซเทคนำสุนัขพันธุ์เม็กซิโกซึ่งตัวเล็กนิดเดียวและมีขนสั้นบางมาใช้แทนกระเป๋าน้ำร้อน เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่เท้าเจ้าของเมื่ออากาศหนาว 52. ช้างนักกิน ช้างแอฟริกามีขนาดใหญ่มาก หนักถึง 7 ตัน ที่ตัวใหญ่ขนาดนี้เพราะมันใช้เวลาในการกินประมาณ 18-20 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน โดยกินพืชผักประมาณวันละ 350 กิโลกรัมและกินน้ำ 90 ลิตร 53. กินทางตา โดยปกติสัตว์จะกินอาหารทางปาก แต่สำหรับคางคกและกบแล้ว พวกมันจะกินอาหารทางตา เมื่อกินอาหารมันจะปิดตาแน่น ดันลูกตาที่แข็งให้ชนเพดานปากทำให้เพดานปากถูกกดลงมาแนบกับลิ้นแล้วดันอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร นอกจากนี้มันยังดื่มน้ำโดยการดูดซึมน้ำผ่านทางผิวหนังด้วย 54. ปลิงป้องกันตัว ปลิงทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีวิธีป้องกันตัวเองที่แปลกคือ เมื่อถูกทำร้ายมันจะหดตัวทันทีและจะดันอวัยวะภายในของมันออกมา แต่มันก็ยังไม่ตาย อวัยวะเหล่านั้นจะเป็นอาหารของผู้ที่ทำร้ายมัน แล้วมันจะค่อย ๆ หลบหนีไป จากนั้น 2 –3 สัปดาห์อวัยวะภายในของมันก็จะงอกใหม่ 55. ตาเคลื่อนที่ ปลาลิ้นหมาไม่ได้มีตาเดียวอย่างที่พวกเราเห็นกัน ตอนแรกที่มันเกิดมามันจะมี 2 ตา แต่เมื่ออายุมากขึ้น ตาของมันจะย้ายตำแหน่งมารวมกัน โดยเคลื่อนที่ไปรวมกับตาอีกข้างหนึ่งซึ่งอยู่บนหัว 56. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ระเบิดควัน ปลาหมึกยักษ์มีวิธีการป้องกันตัวคล้ายการสร้างระเบิดควันของทหาร เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู มันจะพ่นหมึกดำในถุงด้านหลังลำตัวออกมาทำให้น้ำบริเวณรอบ ๆ ขุ่นดำ แล้วมันจะรีบหนีไป นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันสามารถเปลี่ยนสีหมึกของมันให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ด้วย เช่น สีแดง สีเหลือง สีเทา เป็นต้น 57. กบหดตัว กบพาราดอกซิคัล (Paradoxical) ในอเมริกาใต้มีความพิเศษคือยิ่งมันเจริญเติบโตขึ้นตัวก็ยิ่งเล็กลง เมื่อเป็นลูกอ๊อดมันมีลำตัวยาวถึง 10 นิ้ว แต่เมื่อโตเป็นกบลำตัวจะหดลงจนเหลือขนาดไม่เกิน 3 นิ้วเท่านั้น 58. หนอนกระสือ หนอนกระสือตัวเมียจะมีอวัยวะที่เรืองแสงอยู่บริเวณใต้ท้องซึ่งใช้ส่งสัญญาณไปยังปีกของตัวผู้ที่บินอยู่ด้านบน หนอนกระสือตัวเมียสามารถควบคุมการเปล่งแสงได้ โดยจะใช้แสงต่อเมื่อต้องการดึงดูดตัวผู้เท่านั้น 59. แสงนำทาง รู้ไหมทำไมผีเสื้อกลางคืนจึงชอบบินเข้าหาแสงไฟในตอนกลางคืน เพราะปกติผีเสื้อกลางคืนจะใช้แสงจันทร์นำทาง แต่แสงอื่นทำให้มันสับสนและประสาททางด้านทิศทางเสียไป ดังนั้น มันจึงพยายามปรับแสงจันทร์ปลอมให้ทำมุมเดียวกันกับแสงจันทร์จริง ๆ โดยการบินเป็นวงกลมเข้ามาใกล้แสงนั้นมากขึ้น 60. เครื่องขยายเสียง จิ้งหรีดตัวผู้จะใช้เสียงเพลงซึ่งเกิดจากขาหน้าเสียดสีกันการดึงดูดตัวเมีย แต่จะไม่ดังนัก มันจึงสร้างเครื่องขยายเสียงชนิดพิเศษ โดยการขุดรังใต้ดินให้มีอุโมงค์ทางเข้าสองทาง แล้วก็ยืนส่งเสียงไพเราะอยู่ทางอุโมงค์ด้านหนึ่ง แต่ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือ หูที่ไวต่อเสียงของมันไม่ได้อยู่ที่หัวแต่ที่อยู่ที่ขา 61. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สัตว์มีเหงื่อหรือไม่ สุนัขก็มีเหงื่อครับ แต่เหงื่อของมันจะออกบริเวณฝ่าเท้า นอกจากนี้สัตว์อื่น ๆ เช่น วัว จะมีเหงื่อออกทางจมูก ส่วนเหงื่อของฮิปโปโปเตมัสจะออกมาจากทุกส่วนของร่างกายและจะเป็นเหงื่อสีแดง ลองสังเกตนะครับว่าสัตว์อื่น ๆ มีเหงื่อออกที่ส่วนใดของร่างกาย 62. หนึ่งไม่มีสอง คนเรามีลายนิ้วมือไม่เหมือนกัน ม้าลายแต่ละตัวก็มีแถบลายเฉพาะที่ซึ่งจะไม่ซ้ำกับม้าลายตัวอื่น ๆ เช่นกัน 63. หนูนักร้อง หนูเป็นสัตว์ที่สามารถร้องเพลงได้ แต่เสียงร้องของมันจะเป็นเสียงซูเปอร์โซนิค (Supersonic) ซึ่งมีลักษณะเป็นเสียงสูงและรัว ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเพลงของมัน แต่ถ้ามันลดระดับเสียงให้ต่ำลงจนถึงระดับปกติที่เราสามารถได้ยิน เราก็จะได้ยินเสียงเพลงจากหนูได้ 64. สัตว์ปากกว้าง สัตว์ที่สามารถอ้าปากได้กว้างที่สุดคืองูเหลือมเรติคูเลเตด (Reticulated python) มันสามารถยืดตัวได้ถึง 10 เมตร และอ้าปากกว้างจนกลืนกินสัตว์ที่มีน้ำหนัก 55 กิโลกรัม จึงไม่แปลกที่จะมีคนพบสัตว์ใหญ่ ๆ อย่างเสือดาวในท้องของมัน 65. ไม่เอาไมโครโฟน ไซเมียง (Simiang) เป็นสัตว์บกที่มีถุงลมขนาดใหญ่ จึงตะโกนได้เสียงดังกว่าสัตว์อื่น ๆ มันสามารถตะโกนให้สัตว์ที่อยู่ห่างออกไปถึง 8 กิโลเมตรได้ยินได้ ส่วนสัตว์น้ำที่สามารถตะโกนได้เสียงดังที่สุดคือ ปลาวาฬรอร์ควอล (Rorqual whale) มันสามารถร้องเพลงด้วยความถี่ 20 เฮิรตซ์ ให้ได้ยินไปไกลถึง 150 กิโลเมตรเลยทีเดียว 66. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ นักแม่นธนู ปลาเสือมีวิธีจับเหยื่อที่คล้ายกับการยิงธนู โดยมันจะพ่นน้ำไปยังแมลงที่เกาะอยู่บนต้นพืชเหนือน้ำ ทำให้แมลงตกลงในน้ำ จากนั้นก็จะตรงเข้าไปฮุบแมลงนั้นไว้ทันที ปลาเสือสามารถพ่นน้ำใส่เหยื่อของมันในระยะ 3 เมตรได้อย่างแม่นยำ 67. อาวุธของทากทะเล ทากทะเลไม่มีเปลือกห่อหุ้มร่างกาย ดังนั้น มันจึงป้องกันตัวโดยการกินเซลล์เข็มพิษของแมงกะพรุนเข้าไปเพื่อใช้เป็นอาวุธ เข็มพิษนี้จะไม่ถูกย่อยไปพร้อมกับอาหาร แต่จะถูกส่งไปเก็บไว้ที่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านหลัง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูมันก็จะป้องกันตัวด้วยการปล่อยเข็มพิษออกมา 68. ปลาฉลามว่ายน้ำ ถ้าเรามีโอกาสได้เฝ้าดูปลาฉลามอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าปลาฉลามต้องว่ายน้ำตลอดเวลา หากหยุดว่ายน้ำมันจะตาย เพราะปลาชนิดอื่น ๆ จะมีถุงลมทำให้หายใจได้แม้ไม่เคลื่อนที่ แต่ปลาฉลามไม่มีถุงลม ดังนั้น ถ้ามันหยุดว่ายน้ำก็จะทำให้ไม่มีออกซิเจนไหลผ่านเหงือกจึงไม่มีออกซิเจนใช้ในการหายใจ 69. สุดยอดตัวอ่อน ตัวอ่อนของสัตว์ที่กินเก่งที่สุดในโลกคือตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนในอเมริกาเหนือ เนื่องจากมันสามารถกินอาหารที่มีน้ำหนักมากถึง 86,000 เท่าของน้ำหนักตัวภายในเวลา 48 ชั่วโมงแรกที่มันเกิดมา 70. หมอกเพื่อชีวิต ด้วงแอฟริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายนามิบมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินหมอก ปกติมันจะอาศัยอยู่ใต้เนินทรายซึ่งอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ แต่เมื่อมันกระหายน้ำ มันก็จะบินออกมาเกาะยอดเนินแล้วปล่อยให้ลดพัดพาหมอกมาจับบนตัวของมัน เมื่อหมอกเกิดการควบแน่นจนกลายเป็นหยดน้ำมันก็จะกินน้ำนั้นแก้กระหาย 71. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ เพลงรัก ปูทรอปิคัล ฟีดเดลอร์ (Tropical Fiddler) เป็นปูที่มีสีสันสวยงาม ก้ามข้างซ้ายของปูตัวผู้จะมีขนาดใหญ่สะดุดตา ซึ่งมันจะใช้ดึงดูดตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ โดยจะขยับก้ามไปข้างหลังและข้างหน้าสลับกันคล้ายการสีไวโอลิน แม้จะไม่มีเสียงออกมา แต่ก็สร้างความประทับใจและดึงดูดตัวเมียให้เข้าไปหามันอย่างรวดเร็วได้ 72. เวลาของพืช คน สัตว์ และพืชเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน แต่สิ่งที่คนและสัตว์ต่างจากพืชก็คือ การเจริญเติบโต คนและสัตว์จะมีช่วงที่เจริญเติบโตและหยุดโตเมื่อถึงอีกช่วงอายุหนึ่ง แต่สำหรับพืชแล้ว มันจะยังคงเจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ และจะหยุดก็ต่อเมื่อมันตายเท่านั้น 73. ราโตเร็ว ราบราซิเลียน (Brazillian fungus) เป็นพืชที่โตเร็วที่สุดมันจะงอกจากพื้นดินด้วยอัตราเร็ว 5 มิลลิเมตรต่อนาที และเจริญเติบโตเต็มที่ภายใน 20 นาที น้ำจะช่วยให้มันเจริญเติบโตได้ดีเป็นพิเศษ และเรายังสามารถได้เยินเสียงปริแตกเนื่องจากอาการบวมน้ำและเห็นน้ำไหลออกมาได้ด้วย 74. ต้นไม้พูดได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าต้นไม้สามารถสื่อสารกันได้หากอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน พืชมีความรู้สึกชอบและไม่ชอบเช่นเดียวกับคน ดังนั้น หากมีต้นไม้ที่มันไม่ชอบขึ้นบริเวณนั้น มันก็จะปล่อยสารฟีโรโมน (Pheromones) เพื่อสื่อสารให้ต้นอื่นรับรู้ สารนี้จะไปกระตุ้นให้พืชที่มันชอบเจริญเติบโตและจะทำลายพืชที่มันไม่ชอบ 75. พืชป้องกันตัว มีพืชอยู่หลายชนิดที่จะป้องกันตัวเองเมื่อถูกแมลงรบกวน โดยภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากถูกรบกวน พืชจะปล่อยสารที่มีชื่อว่าเทอร์เพนและแทนนิน (Terpene, Tannin) ที่บริเวณใบโปรตีนในใบจะเปลี่ยนเป็นโปรตีนที่ย่อยยากขึ้น แมลงที่บุกรุกก็จะขาดโปรตีน พืชก็จะรอดพ้นจากการถูกแมลงรบกวน 76. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ชีวิตในความตาย ต้นปาล์มทาลิพอต (Talipot) เป็นไม้ดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีช่วงชีวิตประมาณ 70 ปี แต่ตลอดชีวิตของมันจะออกดอกเพียงครั้งเดียว ดอกสูงถึง 6 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร กว่าเมล็ดทั้งหมดจะสุกเป็นผลใช้เวลาประมาณ 1 ปี ต่อจากนั้นเมื่อมีการผสมพันธุ์อีกครั้งมันก็จะตาย 77. เรื่องบังเอิญ เมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว คนดูแลฝูงแกะชาวอบิสซีเนียค้นพบกาแฟโดยบังเอิญ เพราะวันหนึ่งเขาได้กลิ่นหอมของพุ่มไม้ป่าที่ถูกเผาจึงลองชิมดูและเกิดติดใจในรสชาติ เขาจึงนำไปต้มในน้ำเดือด ตั้งแต่นั้นมากาแฟจึงกลายเป็นสิ่งที่นิยมบริโภค 78. ต้นสารพัดประโยชน์ ปาล์มเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์คล้ายต้นกล้วยเพราะทุกส่วนนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่นำใบมามุงหลังคา ก้านนำมาทำเป็นเชือก ผล ลำต้น และใบอ่อนนำมาทำเป็นอาหาร เปลือกใช้ทำผ้าและกระดาษ เมล็ดนำมาทำกระดุม นอกจากนี้ยางของปาล์มยังสามารถใช้ทำไวน์ได้อีกด้วย 79. ไฟช่วยชีวิต สนเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ไฟป่าในการแพร่ขยายพันธุ์ ความร้อนของไฟจะทำให้ผลของสนปริแตก เมล็ดก็จะกระเด็นไปตกบริเวณอื่นแล้วเกิดเป็นสนต้นใหม่ แต่ถึงอย่างไรป่าสนที่ถูกไฟไหม้ก็จะต้องถูกทำลายไปเพื่อแลกกับป่าสนที่จะเกิดขึ้นใหม่ 80. บานวันละดอก ต้นหญ้าบลูอาย มีก้านดอกไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนักของดอกที่บานมากกว่า 1 ดอก ดังนั้น ธรรมชาติจึงสร้างให้ดอกของมันบานในตอนเช้าแล้วเหี่ยวแห้งตายในตอนกลางคืน เพื่อจะได้มีดอกไม้ดอกใหม่ผลิบานในวันรุ่งขึ้น 81. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ เพราะแสงอาทิตย์ ต้นอินเดียนเทเลกราฟ (Indian Telegraph) สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า ใบของมันจะเคลื่อนที่ขึ้นลงและจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง แล้วจะหยุดเคลื่อนไหว หลังจากนั้นอีก 2-3 นาทีมันก็จะเคลื่อนไหวแบบนี้อีกครั้ง 82. สมองพืช เชื่อหรือไม่ว่าพืชสามารถผลิตสารชนิดเดียวกับที่สมองของคนและสัตว์ผลิตได้ ต้นฝิ่นสามารถผลิตสารที่คล้ายกับเอนโดฟีน (Endorphin) ซึ่งถูกปล่อยออกมาจากสมองของคน นอกจากนี้ต้นโจโจบายังสามารถให้น้ำมันซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายสารที่ได้จากปลาวาฬเสปิร์มอีกด้วย 83. ต้นไผ่พิศวง ในหนึ่งวัน ต้นไผ่ฮัมเบิลสามารถเจริญเติบโตได้สูงกว่า 40 เซนติเมตร คนจีนโบราณจะใช้ต้นไผ่นี้เป็นเครื่องทรมาน โดยผู้เคราะห์ร้ายจะถูกนำมามัดติดไว้ที่ต้นไผ่โดยมีหน่ออ่อนของมันแทงอยู่ที่หลัง ภายใน 2-3 ชั่วโมง หน่อไผ่ก็จะแทงทะลุหลังของผู้เคราะห์ร้าย เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง atcloud

สุภาษิตสอนหญิง
ผู้หญิง /  สุนทรภู่ / 

สุภาษิตสอนหญิง เนื่องในโอกาสวันสุนทรภู่ women.mthai.com อยากจะขอหยิบยกบทประพันธ์สอนใจหญิงเราชาวไทยของท่านสุนทรภู่มาฝากค่ะ ที่ถึงแม้บทประพันธ์นี้จะผ่านกาลเวลาล่วงเลยมาช้านาน แต่ก็ยังคงแฝงความคิดและคำสอนเตือนใจหญิงเราในเรื่องการวางตัว และการเลือกคู่ครองได้ดีทีเดียวอ่านไว้เตือนใจ และปรับประยุกต์ใช้กับแง่คิด มุมมองชีวิตปัจจุบันได้อยู่นะคะ สุขสันต์วันแห่งความรักค่ะ ๏ ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร ต่างประทีปโกสุมปทุมเทียน อันเป็นมิ่งโมลีสี่ทวีป ก็ล่วงลับดับไกลนัยนา ฉันชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์คิดสนอง ให้ประเสริฐเลิศล้ำด้วยคำคม๏ ขอเจริญเรื่องตำรับฉบับสอน อันความชั่วอย่าให้มัวมีระคาย ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์ สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด แม้นแตกร้าวรานร่อยถอยราคา อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง๏ จะนุ่งห่มดูพอสมศักดิ์สงวน จะผัดหน้าทาแป้งแต่งอินทรีย์ จะเก็บไรไว้ผมให้สมพักตร์ เป็นสุภาพราบเรียบแลเจริญ ใครเห็นน้องต้องนิยมชมไม่ขาด ถึงรูปงามทรามสงวนนวลอนงค์๏ ประการหนึ่งซึ่งจะเดินดำเนินนาด อย่าไกวแขนสุดแขนเขาห้ามปราม อย่าเดินกรายย้ายอกยกผ้าห่ม อย่าพูดเพ้อเจ้อไปไม่สู้ดี ให้กำหนดจดจำแต่คำชอบ อย่านุ่งผ้าพกใหญ่ใต้สะดือ อย่าลืมตัวมัวเดินให้เพลินจิต เป็นนารีที่ละอายหลายกระบวน อนึ่งเนตรอย่าสังเกตให้เกินนัก แม้นประสบพบเหล่าเจ้าชู้ชาย อันนัยน์ตาพาตัวให้มัวหมอง จริงมิจริงเขาเอาไปเล่าแช่ จำนงเนียรนบบาทพระศาสดา ดังประทีปส่องทั่วทุกทิศา สู่มหาห้องนิพพานสำราญรมย์ ขอประคองคุณใส่ไว้เหนือผม โดยอารมณ์ดำริรักชักภิปรายชาวประชาราษฎรสิ้นทั้งหลาย จะสืบสายสุริยวงศ์เป็นมงคล บำรุงรักกายไว้ให้เป็นผล จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่วงหาง ให้ต้องอย่างกริยาเป็นนารีให้สมควรรับพักตร์ตามศักดิ์ศรี ดูฉวีผิวเนื้ออย่าเหลือเกิน บำรุงศักดิ์ตามศรีมิให้เขิน คงมีผู้สรรเสริญอนงค์ทรง ว่าฉลาดแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์ ไม่รู้จักแต่งองค์ก็เสียงามค่อยเยื้องยาตรยกย่องไปกลางสนาม เสงี่ยมงามสงวนไว้แต่ในที อย่าเสยผมกลางทางหว่างวิถี เหย้าเรือนมีกลับมาจึงหารือ ผิดระบอบแบบกระบวนอย่าควรถือ เขาจะลือว่าเล่นไม่เห็นควร ระวังปิดปกป้องของสงวน จงสงวนศักดิ์สง่าอย่าให้อาย จงรู้จักอาการประมาณหมาย อย่าชม้ายทำชะม้อยตะบอยแล เหมือนทำนองแนะออกบอกกระแส คนรังแกมันก็ว่านัยน์ตาคม ๏ อันที่จริงหญิงชายย่อมหมายรัก แม้นจักรักรักไว้ในอารมณ์ ดังพฤกษาต้องวายุพัดโบก จงยับยั้งช่างใจเสียให้ดี อันตัวนางเปรียบอย่างปทุเมศ หอมผกาเกสรขจรขจาย ครั้นได้ชมสมจิตพิศวาส ไม่อยู่เฝ้าเคล้ารสเที่ยวจดลอง แม้นชายใดหมายประสงค์มาหลงรัก อันความรักของชายนี้หลายชั้น จงพินิจพิศดูให้รู้แน่ เปรียบเหมือนคิดปริศนาอย่าไว้ใจ อันแม่สื่ออย่าได้ถือเป็นบรรทัด แต่ล้วนดีมีบุญลูกขุนนาง อันร้ายดีมิได้เห็นเป็นแต่ว่า เหมือนเขาหลอกบอกลาภถึงเมืองไกล ทางไกลตาอุปมาเหมือนเสียเนตร เขาจะนำไปตายก็ตายพลัน อันแม่สื่อคือปีศาจที่อาจหาญ อย่าเชื่อนักมักตับก็คับโครง อันความชั่วอยู่ที่ตัวของเราหมด จงฟังหูไว้หูกับผู้คน๏ คิดถึงตัวหาผัวนี้หายาก คนสูบฝิ่นกินสุราพาจัญไร มักเบียดเบียนบีฑาประดาเสีย ไม่ทำมาหากินจนสิ้นตน ที่บางคนนั้นชั่วเป็นหัวไม้ ท่านจับได้ใส่ตรวจพรวดคอยาว เขาเป็นผัวตัวเมียเสียไม่ได้ ไปเสียลดเสียหลั่นพันธนา เพราะมีผัวชั่วไปจึงได้ยาก บ้างเล่นเบี้ยเสียถั่วมัวทนง มีข้าวของเคยผูกให้ลูกเต้า ลงชั้นว่าผ้าผ่อนท่อนสไบ ยังแต่เมียเกลี่ยไกล่ไปขายซื้อ ครั้นรักผัวก็อย่ามัวด้วยลมโลม จะคิดทำอย่างไรก็ใช่ที่ ถ้าคนผู้รู้สึกสำนึกตัว จะหาคู่สู่สมภิรมย์หวัง ที่ชายดีนั้นก็มีอยู่ถมไป แต่ใจคนมักรนไปหาผิด ต้องเดือดดิ้นกินน้ำตาอยู่นองเนือง มิใช่จักตัดทางที่สร้างสม อย่ารักชมนอกหน้าเป็นราคี เขยื้อนโยกก็แต่กิ่งไม่ทิ้งที่ เหมือนจามรีรู้จักรักษากาย พึ่งประเวศผุดพ้นชลสาย มิได้วายภุมรินถวิลปอง ก็นิราศแรมจรัลผันผยอง ดูทำนองใจชายก็คล้ายกัน ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น เขาว่ารักรักนั้นประการใด อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล มันมักไพล่เพลงขุมเป็นหลุมพลาง สารพัดเขาจะพูดนี้สุดอย่าง มาอวดอ้างให้อนงค์หลงอาลัย จะคาดหน้าแน่ลงที่ตรงไหน อย่าควรให้ตามคำเขารำพัน สุดสังเกตเท็จจริงทุกสิ่งสรรพ์ คนทุกวันเชื่อมันยากปากมันโกง ใครบนบานเข้าสักหน่อยก็พลอยโผง มันชักโยงอยากกินแต่สินบน ต้องกำสรดโศกร้างอยู่กลางหน สืบยุบลเสียให้แน่อย่าแร่ไปมันชั่วมากนะอนงค์อย่าหลงไหล แม้หญิงใดร่วมห้องจะต้องจน เหมือนเลี้ยงเหี้ยอัปรีย์ไม่มีผล แล้วซุกซนตีชิงเที่ยววิ่งราว ให้พอใจชกตีเขาหมี่ฉาว แล้วบอกข่าวโศกศัลย์ถึงภรรยา มีหาไม่เงินทองก็ต้องหา ค่าฤชาก็ต้องเสียขายเมียลง แสนลำบากบอบนักอย่ามักหลง หน่อยก็ลงจำนำเขาร่ำไป ก็เบียนเอาสิ้นสุดหาหยุดไม่ อย่าไปไขว้เล่นไปจนโซโทรม คอยหารือร่วมภิรมย์เมื่อชมโฉม ต่อล้มโครมแล้วก็ครวญหวนถึงตัว ต้องรับหนี้ยากแค้นใช้แทนผัว จะยังชั่วด้วยไม่เฉยซะเลยใจ จงระวังชั่วช้าอัชฌาสัย ใช่วิสัยเขาจะชั่วไปทั่วเมือง ครั้นได้คิดจิตตรอมออกผอมเหลือง สุดจะเปลื้องราคินจนสิ้นคาว ๏ เป็นสตรีสุดดีแต่เพียงผัว ลงจนสองสามจืดไม่ยืดยาว ถ้าคนดีมิได้ช้ำระยำยับ คงมีผู้ชูช่วยประคับประคอง ถ้าแม้นตัวชั่วช้ำระยำแล้ว เหมือนทองแดงแฝงเฝ้าเป็นราคี จงรักตัวอย่าให้มัวราคีหมอง อย่าเอาผิดมาเป็นชอบประกอบใจ แม้นรู้จักรักร่างเป็นอย่างยิ่ง จงกำหนดอุตส่าห์รักษาทรง อันคำคมลมบุรุษนั้นสุดกล้า จงระวังตั้งมั่นในสันดาน เขารักจริงให้สู่ขอกับพ่อแม่ เขาไม่เลี้ยงไล่ขับจะอับอาย ข้างพ่อแม่ก็จะโกรธพิโรธร่ำ ด้วยท่านอายขายหน้าประชาชน ถ้าปะว่าแม่พ่อใจคอร้าย แม้นชายจนคนขัดพลัดเข้าตัว จะขึ้งโกรธโทษผู้ใหญ่ว่าไม่รัก ชั้นพ่อแม่ของตัวไม่กลัวเกรง ท่านเลี้ยงมาจะให้เป็นหอห้อง ครั้นลูกตัวชั่วถ่อยน้อยอารมณ์ แม้นลูกดีก็จะมีศรีสง่า ถึงเพื่อนบ้านฐานถิ่นที่ใกล้ไกล จะดีชั่วก็ยังกำลังสาว จะกลับหลังอย่างสาวสิเต็มตรอง ถึงขัดสนจนทรัพย์ไม่เศร้าหมอง เปรียบเหมือนทองธรรมดาราคามี จะปัดแผ้วถางฝืนไม่คืนที่ ยากจะมีผู้ประสงค์จำนงใน ถือทำนองแบบโบราณท่านขานไข จงอยู่ในโอวาทญาติวงศ์ จะเพริศพริ้งสมสวาทเป็นราชหงส์ อย่าลุ่มหลงด้วยอุบายของชายพาล เขาย่อมว่ารสลิ้นนี้กินหวาน อย่าลนลานหลงละเลิงด้วยเชิงชาย อย่าวิ่งแร่หลงงามไปตามง่าย ต้องเป็นม่ายอยู่กับบ้านประจานตน จะจองจำตีโบยออกโหยหน ไม่รักตนเราจึงต้องมาหมองมัว กลับซื้อขายคิดเอากับเจ้าผัว เราทำชั่วก็ต้องขายกายเราเอง เพราะเราคิดผิดนักไม่เหมาะเหม็ง ใจตัวเองพาหลงไปลงตม หมายจะกองทุนสินกินขนม จึงตรอมตรมโกรธบุตรนี้สุดใจ ญาติวงศ์พงศาก็ผ่องใส ก็มีใจสรรเสริญเจริญพร ๏ จงรักนวลสงวนนามห้ามใจไว้ คิดถึงหน้าบิดาและมารดร เมื่อสุกงอมหอมหวนจึงควรหล่น อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี อย่าคิดเลยคู่เชยคงหาได้ อย่าเกียจคร้านงานสตรีจงนิยม ถ้าแม้นทำสิ่งใดให้ตลอด เขม้นขะมักรักงานการของตน เมื่อเหนื่อยอ่อนนอนหลับอยู่กับบ้าน อะไรฉาวกราวเกรียวอย่าเหลียวแล ระวังดูเรือนเหย้าแลข้าวของ เห็นไม่มีแล้วอย่าอ้างว่าช่างมัน มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล ด้วยชนกชนนีนั้นมีคุณ อุ้มอุทรป้อนข้าวเป็นเท่าไร ถ้าเราดีมีจิตคิดอุปถัมถ์ จะปรากฎยศยิ่งสิ่งทั้งปวง เทพไทในห้องสิบหกชั้น ว่าสตรีนี้เป็นยอดยุพาพาล๏ ที่บางนางนั้นก็ทำทุจริต เห็นพ่อแม่ยากไร้ไม่ไยดี เขาถามไถ่ว่ามิใช่เป็นพ่อแม่ ให้ตามหลังบังคับด้วยคำคม คนผู้นั้นครั้นตายวายชีวาตม์ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันพระจันทรา ถ้าอยู่ไปในมนุษย์โลกเล่า ให้ยากยับอัปราอนาทร แม้จะมีเงินทองของทั้งหลาย จะเกิดโจรราวีอัคคีภัย หญิงเช่นนี้ชายอย่าได้ไปร่วมรัก แต่พ่อแม่เจียวยังใจไม่การุญ ซึ่งสตรีที่ดีอย่าดูเยี่ยง แม้นร่วมรอยก็จะพลอยระยำมัง อย่าหลงใหลจำคำที่ร่ำสอน อย่ารีบร้อนเร็วนักมักไม่ดี อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่ เมื่อบุญมีคงจะมาอย่างปรารมภ์ อุตส่าห์ทำลำไพ่เก็บประสม จะอุดมสินทรัพย์ไม่อับจน อย่าทิ้งทอดเที่ยวไปไม่ได้ผล อย่าซุกซนคบเพื่อนไพล่เชือนแช อย่าเที่ยวพล่านพูดพลอประจ๋อประแจ๋ ฟังให้แน่เนื้อความค่อยถามกัน จะบกพร่องอะไรที่ไหนนั่น จงผ่อนผันเก็บเล็มให้เต็มลง อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดระทดใจ ได้การุณเลี้ยงรักษามาจนใหญ่ หมายจะได้พึ่งพาธิดาดวง กุศลล้ำเลิศเท่าภูเขาหลวง กว่าจะล่วงลุถึงซึ่งพิมาน จะชวนกันสรรเสริญเจริญสาร ได้เลี้ยงท่านชนกชนนีมิได้คิดคุณท่านเท่าเกศี ดูเป็นที่อายเพื่อนเบือนอารมณ์ ท่านพูดแก้เกลื่อนกลับจะทับถม ไม่ชื่นชมยกชูขึ้นบูชา คงไม่คลาดแคล้วนรกตกถลา ทรมาน์หมกไหม้ในไฟฟอน เทพเจ้าท่านก็แช่งแสร้งสังหรณ์ ยิ่งกว่าทำมารดรให้ร้อนใจ คงฉิบหายมั่นคงอย่าสงสัย เพราะว่าใจหยาบช้าคิดทารุณ จะเสื่อมศักดิ์เสียเช่นเป็นสถุล เนรคุณมิได้คิดอนิจจัง จงหลีกเลี่ยงเสียให้พ้นคนขี้ถัง ดุจดังเอาทองแดงเข้าแฝงกุม ๏ จะสอนใจไว้ทุกสิ่งเป็นหญิงสาว ให้ผันผ่อนเหมือนหนึ่งนอนในห่วงรุม อย่าทำนอกลักษณะจะเป็นโทษ ถึงจะรักรักให้ยืดอย่าจืดจาง จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น ไม่ควรพูดอื้ออึงขึ้นมึงกู แม้จะเรียนวิชาทางค้าขาย จึงซื้อง่ายขายดีมีกำไร เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา ถึงชายใดเขาพอใจมาพูดเกี้ยว เมื่อไม่ชอบก็อย่าตอบเนื้อความตาม ถึงจะไปในพิภพให้จบทั่ว จงอุตส่าห์ปกปิดให้มิดเม้น เมื่อจะจรนอนเดินดำเนินนั่ง อย่าเหม่อเมินเดินให้ดีมีอาฌา เห็นผู้ใหญ่หรือใครเขานั่งแน่น ค่อยวอนว่าข้าขอจรดล แม้นสมรจะไปนอนที่เรือนไหน ใครเห็นเข้าเขาจะเล่านินทานาง ถ้าจะนั่งก็นั่งระวังผ้า ยามสำรวลก็อย่าสรวลให้เมามัว เมื่อยามยิ้มก็ยิ้มไว้แต่ในพักตร์ อย่าเท้าแขนเท้าคางให้ห่างกาย จะแต่งตัวก็อย่ามัวแต่การแต่ง ใช่บ้านนอกขอกนามาแต่เยิง ให้พ้นคาวข่าวชั่วมามั่วสุม จงสุขุมคิดแบ่งให้เบาบาง ตัดประโยชน์พี่น้องเขาหมองหมาง จะไว้วางกริยาให้น่าดู อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ อย่าโกรธเกรี้ยวโกรธาว่าหยาบหยาม มันจะลามเล่นเลยเหมือนเคยเป็น แต่ความชั่วอย่าให้ผู้ใดเห็น จึงจะเป็นคนดีมีปัญญา จงระวังในจิตขนิษฐา แม้นพลั้งพลาดบาทาจะอายคน อย่าไกวแขนปัดเช่นไม่เห็นหน นั่นแหละคนจึงจะมีปรานีนาง อย่าหลับไหลลืมกายจนสายสาง ความกระจ่างออกกระจายเพราะกายตัว ไม่อาฌาเขาจะพากันยิ้มหัว แม้นจะหัวหัวร่อพอสบาย อย่ายิ้มนักเสียสง่าพาสลาย อย่ากรีดกรายกรอมเพลาะเที่ยวเราะเริง อย่าทาแป้งจับกระเหม่าเข้าจนเหลิง ทำเซาะเซิงเขาจะโห่วิ่งโร่ไป ๏เมื่อยามตรุษยามสงกรานต์มีงานหลวง ครั้นสิ้นเขตเทศกาลทำงานไป เมื่อไปเป็นชาววังจึงนั่งแต่ง ด้วยสำราญการอะไรนั้นไม่มี อยู่สถานบ้านช่องนั้นต้องคิด เผื่อมีผัวพลเรือนเหมือนกันนา รู้วิชาก็ให้รู้เป็นครูเขา มีข้าไทใช้สอยค่อยสบาย การวิชาหาประดับสำหรับร่าง การมิดีมีชั่วมันกลัวเกรง คิดแต่ยากแต่จนเร่งขนขวาย พออิ่มเช้าอิ่มเย็นไม่เป็นไร ค่อยเสงี่ยมเจียมตนจนเสียก่อน อย่าเป้อเย้อพกใหญ่ออกให้เกิน อย่าอวดดีมีทรัพย์เที่ยวจับแจก ใครจะช่วยตัวเราก็เปล่าดาย เห็นผู้ดีมีทรัพย์ประดับแต่ง ของตัวน้อยก็จะถอยไปทุกวัน จงนุ่งเจียมห่มเจียมเสงี่ยมหงิม อย่านุ่งลายกรายกรุยทำฉุยไป แต่งให้งามตามกระทรวงหาว่าไม่ อย่าร่ำไรผัดหน้าทั้งตาปี แต่พอแจ้งเข้าก็จับกระจกหวี จะหาคู่ดูแต่ที่เจ้าพระยา ให้รู้กิจการหญิงทุกสิ่งสา จะได้หาเลี้ยงกันจนวันตาย จึงจะเบาแรงตนเร่งขวนขวาย ตัวเป็นนายโง่เง่าบ่าวไม่เกรง อย่าเอาอย่างหญิงโกงมันโฉงเฉง อย่าครื้นเครงขับร้องคะนองใจ อย่าให้กายตกยากลำบากได้ อย่าพอใจเชื่อช้ำเขาก้ำเกิน ค่อยผันผ่อนทีหลังเขาสรรเสริญ ละเมิดเมินหมิ่นนักมักจะอาย ทำเกี่ยวแฝกมุงป่าพาฉิบหาย อย่ามักง่ายเงินทองของสำคัญ อย่าทำแข่งวาสนากระยาหงัน เหมือนตัดบั่นต้นทุนสูญกำไร อย่ากระหยิ่มยศถาอัชฌาสัย ตัวมิใช่ชาววังไม่บังควร ๏ อย่าคบพวกหญิงพาลสันดานชั่ว สุริย์ฉายบ่ายคล้อยเที่ยวลอยนวล พอรุ่งเช้าเฝ้าแต่มองส่องเกศี ตรงการงานขี้คร้านเป็นกังวล ครั้นได้ยินเสียงกลองมาก้องหู วันนี้มีละครใครที่ไหนมา นั่งพินิจพิศโฉมประโลมหลง บ้างก็เห็นว่างามเลยตามไป บ้างก็รักข้างนักเลงเล่นเครงครื้น ห่มเพลาะดำทำปลอมออกกรอมกาย ครั้นไปไปใจแตกลงแหกคอก ควาญหมอรอไม่ติดเห็นผิดเชิง ใครจะห้ามปรามไว้ก็ไม่ฟัง ถือว่าตนเปรื่องฉลาดปราชญ์ประเปรียว พูดก็มากปากก็บอนแสนงอนนัก เที่ยวรอนราญจนเพื่อนบ้านเขาระอา ที่ส่วนตัวถึงจะชั่วออกล้นพ้น ไม่ทำมาหากินจนสิ้นแกน หญิงเช่นนี้เห็นไม่มีเจริญแล้ว ลงสูบฝิ่นกินเหล้าอยู่เมามาย มือก็ไวใจก็กล้าหน้าก็ด้าน แต่ผ้าขาดก็ไม่ปรารถนาเย็บ อันการเหย้าไม่เอาเป็นธุระ คบกันได้แต่นิสัยพวกแชเชือน ชั้นจะยืมของใครเขาไม่เชื่อ ปากก็หวานเหมือนน้ำตาลเพชรบุรี แม้นใครไปสมทบเข้าคบค้า มีแต่ภัยให้ระยำทุกค่ำคืน หญิงไม่ดีนั้นก็มีอยู่หลายพวก ที่คนดีจะได้ดูให้รู้ครบ ที่แต่งตัวไว้จริตผิดกระสวน เป็นเชิงชวนพวกเจ้าชู้เขารู้กล ให้เวียนหวีได้วันละพันหน แต่งแต่ตนมิได้เว้นสักเวลา ยังไม่รู้เนื้อความเที่ยวถามหา แม้นรู้ว่าเจ้ากรับเต้นหรับไป ดูจนปลงกรรมฐานเหงื่อกาฬไหล ช่างกระไรหนอขนิษฐ์ไม่คิดอาย เที่ยวกลางคืนคบเพื่อนเดือนหงายหงาย พวกผู้ชายชักพาเที่ยวร่าเริง ปะแตกปลอกต้ำผางวางจนเหลิง จะเปิดเปิงเข้าป่าไปท่าเดียว ทำส่งเสียงเถียงดังให้กราดเกรี้ยว ประจบเที่ยวรู้จักทุกพักตรา เห็นเขารักกันไม่ได้ใจอิจฉา นั่งที่ไหนให้นินทาเขาเป็นแดน สู้ปิดปากยกตนนี่สุดแสน ก็เลยแล่นเข้าบ่อนนอนสบาย ให้แว่วแว่วอยู่ข้างทางฉิบหาย ไม่เสียดายอินทรีย์เท่าขี้เล็บ จะเอาขวานไปถากไม่อยากเจ็บ ขี้เกียจเก็บพลัดวางได้กลางเรือน คิดแต่จะเที่ยวตลบไปคบเพื่อน จะคบคนพลเรือนก็เต็มที ด้วยตัวเหลือโป้ปดสบถถี่ ข้าวของมีให้ไปไม่ได้คืน จนชั้นผ้าไม่ติดตัวแต่สักผืน ใครจะชื่นชมชิดไปคิดคบ จำจะบวกบอกใส่เสียให้จบ หล่อนจะได้ไม่คบพวกคนพาล ๏ หญิงพวกหนึ่งนั้นขันทำปั้นเจ๋อ ไม่เจียมจนเลยว่าตนต่ำสันดาน ล้วนคุณลุงคุณปู่อยู่ทุกแห่ง พวกผู้ดีไม่นึกตรึกเจรจา ช่างพูดได้ไม่อายแก่ปลายลิ้น ถึงพูดไปใครเขาจะเห็นจริง ถึงจะอวดอ้างไปที่ไหนนั่น ถ้าสันดานการผู้ดีคงมีรอย อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้เกินศักดิ์ เปรียบเหมือนเกลือเจือปนกับชลธี ที่บางคนจนยากไม่อยากทุกข์ อุตส่าห์แต่งแป้งขมิ้นไม่สิ้นคราว ทำไมแก่เงินทองของทั้งหลาย ถือว่ารูปกูงามไม่คร้ามจน สุภาษิตท่านประดิษฐ์ประดับไว้ ถึงเป็นองค์สุริย์วงศ์พระจักรี ทุกวันนี้มีทรัพย์เขานับหน้า ถึงงามพักตร์เขาจะรักเจ้าเพียงไร เฝ้าเป้อเย้อหยิ่งเกินกับภูมิฐาน เห็นที่ท่านเป็นขุนนางอ้างเข้ามา เที่ยวแอบแฝงพิงพาดวาสนา เป็นพี่น้องร่วมฟ้านั้นเห็นจริง เป็นคนสิ้นความคิดผิดผู้หญิง เขาว่าหยิ่งยกยศเหมือนมดตะนอย เขารู้ทันอยู่ว่าเช่นเจ้าเป็นหอย ไม่กล่าวถ้อยเขาก็รู้ว่าผู้ดี เขาจะมักเหม็นปากเหมือนซากผี มันก็มีแต่จะจืดไม่ยืดยาว ถือว่าสุขอยู่แก่ตาข้าเป็นสาว ไม่สร้อยเศร้าสู้ตาประชาชน เห็นหาง่ายสารพัดไม่ขัดสน ลงแต่งตนขายกินจนสิ้นดี ว่าผู้ใดงามพักตร์สมศักดิ์ศรี แม้นไม่มีสินทรัพย์ก็ลับไป อย่าถือว่าตนงามตามวิสัย เขาคาดใจเสียว่าเจ้าขี้เกียจการ ๏ ที่บางคนเห็นที่ท่านมีทรัพย์ ประกอบผูกลูกสะกดสร้อยสังวาลย์ เจ้าคนจนมันให้ร่ำจะทำบ้าง แต่ตัวจนอ้นอั้นตันในคอ หาทองแท้แก้ไขมันไม่คล่อง แต่ล้วนเนื้อสิบน้ำทองคำทวาย แพงไม่เบาเขายังกล้าอุตส่าห์ซื้อ ถึงจนยากอยากบำรุงให้รุ่งเรือง ก็สาสมกับอารมณ์ไม่เจียมศักดิ์ ผู้ดีว่าแล้วขี้ข้าก็พลอยตาม เขาจึงว่าหน้าสดปรากฎอยู่ เมื่อน้ำตื้นขืนจะพายไปฝ่ายเดียว เหมือนหิ่งห้อยน้อยสีหรี่หรุบรู่ เห็นไม่ถึงดอกอย่าโกยไปโดยแรง ๏ ยังมีพวกหนึ่งนั้นขยันยิ่ง เที่ยวยักย้ายร่ายชมภิรมย์รส จะรักไหนก็ไม่รักสมัครมั่น ชู้ต่อชู้รู้เรื่องเคืองระคาง เพราะนารีมิได้ตรงจำนงหมาย เหมือนพวกนางโมราวิลาวัณย์ โอ้ใจนางอย่างนี้ก็มีมั่ง เพราะนิสัยใจขนิษฐ์เล่นปลิดโยน ต่างคนต่างก็เชือนออกเบือนเบื่อ อันผัวดีที่จะได้อย่าหมายเลย แต่งประดับผิวพรรณในสัณฐาน แลละลานล้วนสุวรรณอันลออ เอาเยี่ยงอย่างอยากได้น้ำลายสอ ลงเที่ยวผลอไพล่เผลเพทุบาย ต้องเอาทองเสาชิงช้าน่าใจหาย สายสร้อยสายหนึ่งก็ถึงสลึงเฟื้อง ผูกข้อมือแลงามอร่ามเหลือง จนทองเหลืองไม่ละจะกละงาม ทรลักษณ์เหลือตัวชั่วส่ำสาม ไม่มีความอายจิตสักนิดเดียว สมกับผู้ที่ไม่ตรึกนึกเฉลียว ไม่ถึงเลี้ยวก็จะล่มไปจมแปลง จะแข่งสู้สุริยาอันกล้าแข็ง เขาจะแสร้งสรวลว่าเป็นบ้ายศ เป็นผู้หญิงสองใจไม่กำหนด ใครมาจดโผจับรับตะกาง เล่นประชันเชิงลองทั้งสองข้าง ก็ขัดขวางหึงสาจะฆ่าฟัน ทำให้ชายเคืองแค้นแสนกระสัน ยื่นพระขรรค์ผัวให้กับไอ้โจร จนลือดังข่าวก้องดังกลองโขน จนมาโดนกันกระดากไม่อยากเชย ต้องเป็นเรือขึ้นคานอยู่เฉยเฉย ด้วยมากเชยหลายชู้เขารู้กล ๏ บ้างลอบเล่นเพลงยาวเมื่อคราวขัด ที่ไม่สู้รู้กลอนยังร้อนรน บ้างก็เล่นปริศนาเที่ยวหาของ ครั้นห่อเสร็จส่งให้กับชายชาญ ครั้นคิดคิดปริศนานั้นช้าเนิ่น ทำดื้อด้านหาญหักไม่รักงาม ชนิดนางอย่างนี้มีชุมนัก ต้องกินยาเข้าสุราพริกไทยปน รักสนุกครั้นได้ทุกข์แล้วถอยคิด เทพเจ้าท่านไม่เข้าด้วยคนร้าย ครั้นคิดล้างอย่างไรก็ไม่สูญ ทำอย่างไรมันก็ไม่มรณา ถ้ารู้ถึงพ่อแม่ต้องแก้ไข แล้วหาผัวตัวประจำเป็นสำเนา ที่ชายโหดโฉดเขลาเข้าไปรับ ดังแผ่นดินสิ้นหญ้าสุธาแพลง ไม่คิดอายขายหน้านิจจาเอ๋ย ลูกของเขาเอาเป็นสิทธิ์เฝ้าชิดเชื้อ เหมือนเช่นเราเขาจะให้ก็ไม่รัก ถึงรูปร่างอย่างยุพินกินรี เป็นขนิษฐ์ชอบแต่คิดให้เป็นหนึ่ง เอ่ยว่ารักแล้วให้ได้ร่วมเรียง ท่านเปรียบมาเหมือนหนึ่งตราราชสีห์ เป็นอนงค์แล้วก็คงจะเป็นเมีย ที่เกิดมาเป็นนารีไม่มีค่า เหมือนกรวดทรายปรายเล่นไม่เว้นวาง เมื่อไม่ถือตราภูมิไว้คุ้มห้าม แม้นรู้จักรักษาถือตราไว้ อย่าจับปลาสองหัตถ์จะพลัดพลาด จึงนับว่าคนดีไม่มีมัว เป็นผู้หญิงสิ่งใดจะล้ำเลิศ ถึงรูปทรงนงคราญจะพาลคลาย๏ บ้างมีผัวตัวอยู่เป็นคู่ชื่น ทำรักซ้อนซ่อนสนิทปิดเนื้อความ ครั้นรู้ความถามไถ่ก็ไม่รับ พลอยประจบหลบความไปตามเพลง ทำองอาจพลาดพลั้งลงทั้งคู่ ไม่แปรดแปร้นแสนสลดเหมือนทศกัณฐ์ เคยที่นอนหมอนหนุนละมุนนิ่ม เล็นก็กัดหมัดก็กินจนสิ้นนวล ครั้นเห็นชู้คู่ชมภิรมย์รื่น จะพึ่งชู้ชู้ก็เพียบกรอบเกรียบใจ ตระลาการท่านถามเอาความชั่ว เขาเฮฮาหน้าสลดต้องอดทน ครั้นซักไซ้ไต่ถามได้ความชัด ถ้ารักชู้ก็ให้อยู่กับชู้ชาย ก็สาสมกับอารมณ์สตรีชั่ว ไปคบชู้ชู้ชักหักทั้งยืน ที่ใครเห็นจะเมตตานั้นหายาก ก็เพราะเหตุตัวชั่วลือขจร ครั้นลำบากยากจิตสิได้คิด ใช่ไม่รู้เขาห้ามความถ้อยมี เออก็ใจเป็นไฉนนะน้องเอ๋ย ช่างไม่คร้ามความชั่วติดตัวตน มันเสียแล้วถึงจะฝืนไม่คืนศักดิ์ อันความชั่วติดตัวกว่าจะตาย ถึงบินออกนอกตำบลให้พ้นเขต ห้ามมันยากปากมนุษย์นี้สุดยาว ผู้ใดคิดผิดพลั้งเหมือนอย่างว่า ควรยับยั้งชั่งใจเสียให้ดี แม้นชั่วช้าใครว่าแล้วโกรธเขา จะวิบัติบาปกรรมซ้ำหนักไป แม้คนดีมีปัญญาถ้าไม่โกรธ ให้พ้นทุกข์สุขีเป็นศรีเมือง ฝีปากจัดตอบต่อข้อนุสนธิ์ เที่ยววานคนแต่งให้พอได้การ ให้ถูกต้องตามอารมณ์ประสมประสาน บอกอาการเรื่องรักประจักษ์ความ ชวนกันเดินหลีกออกนอกสนาม จนเลยลามลืมบ้านสถานตน เป็นโรครักเกิดมารศีรษะขน หมายประจญจะให้ดับที่อับอาย จะปกปิดเปลวไฟไม่เห็นหาย คงก่อกายขึ้นให้เห็นไว้เป็นตรา ก็อาดูรพูนเกิดสหัสสา เป็นเวราบาปนั้นไม่บรรเทา เอาลูกไปมุ่งหมกยกให้เขา พอปัดเป่าความอายให้หายแคลง มันช่างหลับตาสนิทไม่คิดแหนง มาแอบแฝงเอามันเป็นว่านเครือ เหมือนไม่เคยพบปะจะกละเหลือ นึกว่าเนื้อบุญธรรมกรรมไม่มี มันขายพักตร์สารพัดจะบัดสี แต่เช่นนี้แล้วไม่ปองประคองเคียง ไม่ควรถึงอย่าให้ถึงกับปากเสียง เป็นคู่เคียงของตัวว่าผัวเมีย ไม่พอที่เสียนวลไม่ควรเสีย ย่อมมีเบี้ยปรับไหมวิสัยนาง จะเกิดมาทำไมให้หมองหมาง จะเอาอย่างนางโมราหรือว่าไป คนจึงลามเลยลวนมากวนได้ จะคุ้มภัยให้พ้นมีคนกลัว จับให้คงลงให้ขาดว่าเป็นผัว ถ้าชายชั่วร้างไปมิใช่ชาย สุดประเสริฐก็แต่ใจไม่เสื่อมสลาย ก็จะกลายส่งสวยด้วยใจงามยังหาอื่นเข้าประคองเป็นสองสาม จนเลยลามเป็นระฆังดังขึ้นเอง เขาเฆี่ยนขับตีด่าว่าข่มเหง เพราะผัวเองจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เขาจับได้ชายชู้ดูน่าขัน ต้องโศกศัลย์เศร้าใจอยู่ในตรวน ไปนอนทิมกรากกรำเฝ้ากำสรวล แลแต่ล้วนลูกความออกหลามไป ก็ไม่ชื่นชมชิดพิศมัย จะพึ่งผัวตัวก็ไม่เมตตาตน ข้างตัวกลัวก็บอกออกนุสนธิ์ แทบจะด้นดำดินให้สิ้นอาย จึงจำกัดศักดินาราคาขาย มันเบื่อหน่ายขายกลับเอาทรัพย์คืน อยู่กับผัวร่วมใจว่าไม่ชื่น ต้องกล้ำกลืนชลนัยน์อาลัยวอน มีแต่ปากแช่งอนงค์ส่งสลอน ที่เคยนอนนั่งสบายว่าไม่ดี แต่มันผิดเสียถนัดต้องบัดสี ชั่วหรือดีได้ยินสิ้นทุกคน มันจึงเลยไหลฉ่ำดังน้ำฝน ทำซุกซนจนได้ยากลำบากกาย จะลงรักทองปิดไม่มิดหาย เปรียบเหมือนกายกามีราคีคาว คงบอกเหตุรู้ว่าใช่กาขาว ไม่แกล้งกล่าวค่อนว่าแก่นารี ถูกตำราแล้วอย่าโกรธพิโรธพี่ ถ้าหลีกลี้เลิกเล่นไม่เป็นไร เช่นตัวเราผู้แต่งแถลงไข ถึงตกใต้เทวทัตเพราะขัดเคือง เห็นประโยชน์ตัดชั่วในตัวเปลื้อง อย่าแค้นเคืองคำข้าขออภัย ๏ เป็นสตรีมิใช่ชายเสียดายศักดิ์ อันความดีมีอยู่ดูจำไว้ จะมีคู่ก็ให้รู้ปรนนิบัติ อย่าคิดร้ายย้ายแยกทำแปลกปลอม อย่าคบชู้สู่สมนิยมหวัง เขารักหลอกหยอกเล่นดอกเช่นนี้ ธุระอะไรจะให้มันเสียของ เพราะเชื่อใจภรรยายิ่งกว่าเกลอ จะมีจิตพิศวาสไม่คลาดเคลื่อน แม้นนอกจิตคิดร้ายหมายประจญ จงกันภัยในเล่ห์เสน่หา เอาความสัตย์ตัดตั้งปฏิญาณ จงซื่อต่อภัสดาสวามี อย่าให้มีราคินที่กินใจ ถึงที่สุดทดลองก็ทองแท้ หญิงเดี๋ยวนี้แม้นมีสัตยา๏ แม้นเขารักแล้วอย่าดื้อทำถือจิต คำนับนอบสามีทุกวี่วัน ยามสิ้นแสงสุริยาอย่าไปไหน ระวังดูปูปัดสลัดที่นอน ถ้าแม้นว่าภัสดาเข้าไสยาสน์ เขาเหนื่อยเหน็บเจ็บปวดในทรวงทรง ประพฤติกายสายสมรจะนอนหลับ นอนให้ดีมีสติสิริเรา จงรีบฟื้นตื่นก่อนภัสดา จึงหุงข้าวต้มแกงแต่งสำรับ ทั้งกระโถนคนทีขัดสีไว้ อีกน้ำท่าอย่าให้ผงลงไปกวน แม้นรู้ว่าสามีจะไปไหน ประจงปลุกภัสดาอย่าช้านาน จงระวังนั่งดูอยู่ใกล้ใกล้ อย่าให้ต้องร้องตะโกนโพนทะนา อยู่จนผัวรับประทานอาหารแล้ว อย่ากินก่อนภัสดาดูน่าชัง จะปลูกรักเรรวนหาควรไม่ อย่าพอใจรักชั่วให้มัวมอม จงซื่อสัตย์สุจริตคิดถนอม มโนน้อมเสน่หาต่อสามี ไม่จีรังกาลดอกบอกโฉมศรี ถ้าแม้นมีข้าวของต้องบำเรอ อันเงินทองผัวสิทำสน่ำเสนอ ควรบำเรอลูกผัวของตัวตน เพราะแม่เรือนร่วมใจจึงได้ผล จะพาตนยากยับอัประมาณ อย่าให้มาปนปะจงประหาร ถึงเกิดการยากเข็ญไม่เป็นไร จนชีวีศรีสวัสดิ์เจ้าตัดษัย อุปไมยเหมือนอนงค์องค์สีดา ด้วยนางแน่อยู่ในสัจอธิษฐาน์ ภัสดาก็ยิ่งรักขึ้นหนักครันเร่งเกรงผิดกลัวใจใหญ่มหันต์ อย่าดุดันดื้อดึงตะบึงบอน จุดไต้ไฟเข้าไปส่องในห้องก่อน ทั้งฟูกหมอนอย่าให้มีธุลีลง จงกราบบาททุกครั้งอย่าพลั้งหลง ช่วยบรรจงนวดฟั้นให้บรรเทา อย่ากลิ้งกลับมือไม้ไปป่ายเขา อย่าซมเซาอยู่จนแจ้งแสงพยับ น้ำล้างหน้าหาไว้ให้เสร็จสรรพ จัดประดับเทียมทำให้น้ำนวล ให้ผ่องใสสวยตาดูน่าบ้วน จงใคร่ครวญพิเคราะห์ให้เหมาะการ แต่ยังไม่ตื่นพรากจากสถาน ให้ลุกขึ้นรับประทานโภชนา เผื่ออะไรมันขาดจะเรียกหา จงอุตส่าห์ตั้งใจระไวระวัง นางน้องแก้วเจ้าจงกินเมื่อภายหลัง เขาจะรังเกียจใจดูไม่ดี ๏ ถ้าผัวทำราชการพระผ่านเกล้า ทั้งล่วมปัดจัดแจงแต่งให้ดี อุตส่าห์ทำบำเรอเสนอสนอง ปรนนิบัติภัสดาอย่าราคิน๏ เกิดเป็นหญิงให้เห็นว่าเป็นหญิง เป็นหญิงครึ่งชายครึ่งอย่าพึงใจ แม้นผัวเดือดเจ้าจงดับระงับไว้ เขาเป็นไฟเราเป็นน้ำค่อยพรำพรม อันโมโหโทโสไม่อดได้ ที่ชาวบ้านท่านไม่รู้จะรู้ความ เอาใจผัวผัวจะรักเจ้าหนักหนา แม้นผัวทุกข์ขุกไข้ไม่เสบย จงแย้มสรวลชวนปลอบให้ชอบชื่น ค่อยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงฤทัย จะพูดจาสารพัดประหยัดปาก ความสิ่งไรในจิตจงปิดงำ การสิ่งไรที่ชั่วผัวเขาห้าม อย่าดึงดื้อถือตนเป็นคนเชือน ๏ แม้นพิโรธโกรธขึ้งกับภัสดา พึ่งข่มขืนกลืนไว้ในอุรัง จึงจะว่านารีมีความคิด ถึงใครรู้อยู่ว่าคมต้องชมเรา การนินทาด่าผัวนั้นชั่วถ่อย ถึงร้างหย่าหาใหม่วิสัยมี บ้างทำกลัวตัวสั่นแต่ต่อหน้า ครั้นผัวเดินเกินเลยเฉยเฉียดไป ทำเสงี่ยมเจียมตัวผัวไม่เห็น ครั้นว่าเขาเข้าใจรู้ไหวพริบ ๏ บางนารีที่เป็นนางใจร้ายกาจ สำรากก้องร้องแทรกแหกกระแซง ขู่คำรนบ่นว่าด่าประชด ลุอำนาจไม่อาจขยาดตัว ทรมานภัสดาน่าสังเวช ยังมิหนำซ้ำป่าวเหล่านารี ข้างฝ่ายผัวใจดีมิได้ว่า ดูเหมือนแม่กับลูกผูกขึ้นชู ช่างกระไรใจคอมันอดได้ จึงยอมตัวกลัวเมียจนหัวมุด เหมือนเช่นเราแล้วไม่ต้องให้ตีตบ จะถีบถองเสียให้ยับไล่ขับกัน ๑___สุภาษิตซึ่งประดิษฐ์มาไว้นี้ ใช่จะแกล้งแต่งคำมารำพัน จะร่ำไปสักเท่าไรก็ไม่หมด อุตส่าห์ตรองตริตรึกนึกจำเนียร พอเป็นเรื่องสำหรับดับทุกข์โทษ เป็นตำหรับแบบฉบับไปยืดยาว ข้อไหนชั่วแล้วอย่ามัวไปขืนทำ เก็บประกอบเอาแต่ชอบในเรื่องความ อย่าฟังเปล่าเอาแต่กลอนสุนทรเพราะ ไว้เป็นแบบสอนตนพ้นราคี ให้สุขีศรีเมืองเลื่องลือฟุ้ง เป็นที่ชื่นเช่นอย่างนางสีดา เคยเข้าเฝ้าสู่วังนรังศรี หมากบุหรี่หาใส่ให้ไปกิน ตามทำนองมิ่งมิตรเป็นนิจสิน จึงจะภิญโญยศปรากฎไปอย่าทอดทิ้งกริยาอัชฌาสัย ใครเขาไม่สรรเสริญเมินอารมณ์ อย่าพอใจขึ้นเสียงเถียงประสม แม้นระดมขึ้นทั้งคู่จะวู่วาม ความในใจก็จะดังออกกลางสนาม อย่าทำตามใจนักมักจะเคย หมั่นนำพาการเรือนอย่าเชือนเฉย อย่าวายเวยลามลวนให้กวนใจ เห็นเริงรื่นหัทยาจึงปราศรัย แม้นสิ่งไรเขาไม่ชื่นอย่าขืนทำ อย่าพูดมากเติมต่อซึ่งข้อขำ อย่าควรนำแนะออกไปนอกเรือน ประพฤติตามแบบแผนให้แม้นเหมือน จะเอ่ยเอื้อนโอภาให้น่าฟัง อย่านินทาว่าผัวตัวลับหลัง อุตส่าห์บังกลบเกลื่อนที่เงื่อนเงา รู้ปกปิดมิดโทษไม่โฉดเขลา หนึ่งผัวเขาเล่าก็เห็นว่าเป็นดี เป็นคนน้อยปัญญาเสียราศี ชายที่ดีรู้กำพืดก็จืดไป ถึงตีด่าก็นิ่งไม่ติงไหว ก็ด่าให้ไม่ดังตั้งกระซิบ ดูเหมือนเช่นปากว่าตาขยิบ ก็ต้องริบต้องร้างระคางแคลง หมิ่นประมาททุ่มเถียงส่งเสียงแข็ง ตะคอกแกล้งข่มขี่ให้ผัวกลัว ให้สามีอัปยศลงหดหัว มัดมือผัวผูกแขนแค่นเฆี่ยนตี ดูเหมือนเปรตเวทนาน่าบัดสี ที่ไม่มีภัสดาให้มาดู นิ่งให้เมียเฆี่ยนด่าน่าอดสู มิได้สู้รบรับสัประยุทธ์ ดูเหมือนไม่มีจิตผิดบุรุษ น้อยมนุษย์ที่จะเป็นได้เช่นนั้น คงสู้รบโต้เต็มให้เข้มขัน ร้างหย่ามันเสียให้ค้างอยู่กลางคัน ล้วนแต่มีเยี่ยงอย่างดังเสกสรร คนทุกวันอย่างนี้มีอาเกียรณ์ ขี้เกียจจดเหน็ดเหนื่อยเมื่อยมือเขียน ตั้งความเพียรผูกข้อต่อเรื่องราว เป็นประโยชน์แก่สตรีที่สวยสาว ในเรื่องราวสุภาษิตลิขิตความ จงจดจำบุญบาปอย่าหยาบหยาม ประพฤติตามห้ามใจเสียให้ดี จงพิเคราะห์คำเลิศประเสริฐศรี กันบัดสีคำค่อนคนนินทา หอมจรุงกลิ่นกลั้วทั่วทิศา ในใต้หล้าหมายประคองตัวน้องเอย

ลัดฟ้ามวยไทยไปกับ ป๋อง ลำปาง 13 ต.ค.2554
muaythai /  มวยไทย

สวัสดีครับแฟนหมัดมวยที่รักเคารพทุกท่าน ป๋อง ลำปาง มารับใช้ข่าวสารวงการหมัดมวยไทยไปนอก  ตามแบบฉบับมวยไทยนานาชาติหรือมวยไทยโลก เริ่มต้นข่าวแรกขอรายงานผลการแข่งขัน รายการมวยไทยพรีเมียร์ลีก ครั้งที่ 2 ณ เมืองปาโดว่า อิตาลี เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม มี 2 นักชกไทยเข้าร่วมมวยรอบถึง 2 รุ่น เริ่มจากรอบแรก ในรุ่น 147 ปอนด์ (66.7 กก.) “ขุนศอกโกอินเตอร์ฯ” ไทรโยค วินดี้สปอร์ต (พุ่มพันธ์ม่วง) แค่ยกแรกกระโดดเข่าลอยเต็มพุงเล่นงานเอา Mauro Serra นักมวยอิตาเลี่ยนลงไปกองนับแปด แต่นักมวยเมืองมะกะโรนีก็สู้ยิบตาทนทายาทไม่ยอมทุกน็อค ชกเสร็จไทรโยคเป็นฝ่ายชนะคะแนนไปแบบขาดลอย  ขณะที่ “แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์” ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ขึ้นชกรอบแรกในรุ่นครุยเซอร์เวท (82.5 กก) เป็นฝ่ายใช้จังหวะฝีมือที่เหนือกว่าดักเตะดักต่อยเอาชนะ Roberto Coccoo นักมวยชาวเลี่ยนไปแบบขาดลอย ส่วนคู่ประกอบรายการอื่นๆ ในรุ่น เวลเตอร์เวท (147 ปอนด์) โมติ คาเมล นักชกฮอลแลนด์บวกโมร็อคโก เอาชนะคะแนน เลียม แฮริสัน สำหรับ โมติ คาเมล เป็นอีกนักชกตัวเต็ง ซึ่งหากไม่พลิกโผน่าที่จะทะลุเข้าไปเจอไทรโยค ในรอบลึกๆเผลอๆเจอกันในนัดชิงชนะเลิศ สำหรับรายการซุปเปอร์ไฟท์ “ไอ้แมงมุมดำ” ขาวผ่องเล็ก ลูกสุรธรรม เขยอิตาลี ฟันศอกชนะแตก ชาร์ล ฟร้องชัวร์ นักชกผิวสีจากฝรั่งเศส สำหรับคู่มวยประกอบรายการคู่อื่น รุ่น 82.5 กก. มาร์ค เด มอนเทล (เบลเยียม) เสมอ เจริ แซค (เช็ค) รุ่น  72.5 กก. วลาดิเมียร์ วาโรวิค (สโลวาเกีย) เสมอ ซ่าโร่ เพรสตี้ (อิตาลี) และ จอร์แดน วัตสัน (อังกฤษ) พลิกแพ้คะแนนให้แก่  กีร์ ฮอลแลนเบค นักมวยอเมริกาแบบได้เลือดแตกเละเทะ ส่วนมวยหญิง ชานเทา อูก้า (อิตาลี) พลิกแพ้ในถิ่นให้แก่  เอลโลนา วิลเจม (ฮอลแลนด์) และเทเลน่า บริสเตียน (เบลารุส) ชนะคะแนน  แซนดร้า บรัสเตียน (แคนาดา) สำหรับนัดหน้าครั้งที่ 3 ย้ายสังเวียนสัญจรไปที่ ฮอลแลนด์ โดยนักชกที่ชกเดือน กันยายนที่ อเมริกาจะเดินทางไปชกยังนัดนี้ ในส่วนของนักมวยที่ชกที่อิตาลี ก็จะบินมาต่อยรายการ มวยไทยพรีเมียร์ลีก ในวันที่ 5 ธันวาคม ที่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงบ้านเรา ดังนั้น ปีนี้ สภามวยไทยโลก ร่วมกับทีมงาน วอริออร์ ของ คลิฟตัน บราวน์ บอสส์ใหญ่ ทัวร์นาเม้นต์นี้ จะจัดรายการนัดนี้ที่ สนามหลวงอย่างยิ่งใหญ่อลังการ จะมียอดมวยไทยชื่อดังก้องโลกอย่าง ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง และ ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์ มาร่วมต่อยมวยรอบให้ได้ดูกันแบบฟรีๆไม่มีการตีตั๋วแต่อย่างใดทั้งสิ้น เนื่องในวโรกาสร่วมเฉลิมฉลองในงานครบรอบพระราชสมภพ 84 พรรษาของ องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของพวกเราที่ปีนี้คิดว่าทุกๆหน่วยงานต้องจัดงานร่วมฉลองพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 5 ธันวาคม 2553 ในส่วนของมวยรอบ ตอนนี้ ทั้ง ก้าวไกลและไทรโยค เปิดตัวต่อยหนแรกกันไปแล้วยังคงเหลือแต่ ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์ ที่ถอนชกไปในไฟท์แรกที่ อเมริกา ซึ่งจากการเปิดเผยของทีมงานยังบอกว่า ยอดแสนไกล ยังยืนยันที่จะชกในมวยรอบรุ่น 72.5 กก.อย่างแน่นอน ในวันที่ 6 พ.ย. ที่ฮอลแลนด์ แต่คงคิดว่าเป็นงานหนักของ ยอดแสนไกลอย่างแน่นอน เพราะคิวรายการแน่นเอี้ยดจากการเดินทางไปชกวันที่ 21 ต.ค. จากการไปต่อยรายการ King of Rumble กรุงสตอคโฮมส์ สวีเดน จากนั้นปลายเดือนกลับมาชกมวยรอบ โตโยต้ามาราธอน หลังจากรับรายการตอนต้นเดือนอีกที ก็ไม่รู้ว่า”เจ้ายอด”จะมีคิวชกจริงๆรายการไหนบ้างเดี๋ยวคงได้รู้ว่ารายการไหนของจริงหรือฝิ่น ขึ้นป้ายไว้หลอกลวงแฟนมวย หมดรายการที่ อิตาลี 21 ต.ค. มหานครลอสแอนเจลิส ระเบิดศึก M-1 Grand Muaythai จากการประกบคู่โดย “มาสเตอร์กบ” ฐากูร ผ่องสุภา ที่รับประกบคู่มวยในรายการนี้มี4 นักชกไทยขึ้นต่อยร่วมรายการนี้  นำทีมลุยโดย “แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์” ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ สะเก็ดดาว เพชรพญาไท รุ่งราวี และ หลังสวนเล็ก ศศิประภายิม รายการนัดนี้มีการถ่ายทอดสดกลับมาเมืองไทยทางช่อง 9 อสมท.ตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้าเป็นต้นไป นัดนี้ “มิสเตอร์กบ”ถอดหัวใจประกบคู่มวยเอาใจคอมวยแดนมะกันและแฟนคลับมวยไทยทั่วโลก รายการมวยไทยที่น่าดูอีกรายการหนึ่งแต่ข้ามไปยังทวีปออสเตรเลีย ยังเมืองบริสเบรน รัฐควีนแลนด์ รายการ REPUTATION 2 Thailand Vs Australia จากการจัดของโปรโมเตอร์เอียน บรอนสัน  มี 10 นักชกไทยร่วมชกกะยอดมวยชื่อดังของแดนจิงโจ้ คู่เอกนำรายการ “เดอะบอดี้การ์ด” โนนไทร ส แสนยากร ขึ้นตามล่าแค้น “ไอ้หัวสี” บรู๊ค แมคฟรี่ พิกัด 72.5 กก.ตามด้วย อามีน แบล๊คดราก้อนสวิสฯ, ขวัญข้าว ช ราชพัสดุอีสาน, พลังชล และ จ่าแมว –เขียวส่องแสง พุ่มพันธ์ม่วง, ฤทธิ์ เคอาร์เอสยิม, รุ่งจรัส พิชิตมาร, ขุมทรัพย์ เกียรตินครชล, ยอดแสนเก่ง มวยไทยพลาซ่า 2004 รายการนัดนี้มีการถ่ายทอดสทางทีวีของออสเตรเลียเต็มอิ่มถึง 3 ชั่วโมง ชกกันภายใต้กติกามวยไทยครบเครื่องหมัดเท้าเข่าศอก โดยนัดนี้จะมีแขกวีไอพีจากเมืองไทย “พีมด” นพพร วาทิน บอสส์ใหญ่ของ ไทยไฟท์ร่วมเดินทางไปชมรายการนัดนี้โดย ทางไทยไฟท์แปลนงานเอางานไว้แล้วว่าปีหน้า จะนำเอา THAI FIGHT EXTREAM 2012 สัญจรมาต่อยที่ เมืองโกลด์คอต และเปิดค่ายมวย ไทยไฟท์แห่งแรกขึ้นที่ เมืองซีดนีย์อีกด้วย เดินทางมาติดต่อนักมวยไทยแต่เนิ่นๆสำหรับ มิสเตอร์เดฟเลส ชาวเยอรมันนี ซึ่งติดต่อนำพาเอา ไทรโยค วินดี้สปอร์ต โนนไทร ส แสนยากร และ อามีน แบล๊คดราก้อนสวิสฯ ไปชกในรายการฉลองความสัมพันธ์ 150 ปี ไทย-เยอรมันนี ในเดือน เมษายนปีหน้าที่ ณ เมืองดูเบต เมืองประวัติศาสตร์ของไทยและเยอรมันนี โดยคู่ชกจะเป็นยอดนักสู้ลูกหลานของ อดอฟ ฮิตเล่อร์ เจ้าถิ่นอย่างแน่นอน ก่อนจะถึงปีหน้า 6 พ.ย. รายการ THAILAND VS CHALLENGER นำทีมลุย โดย เบอร์หนึ่ง ท๊อปคิงส์บ๊อกซิ่ง, จ้าวฉลาม ฉัตรกนกยิม, ใจเพชร เกียรติเมืองกาฬ ปลายเดือนสุดสัปดาห์ อย่าพลาดกะความมันของมหากาพย์มวยไทย THAI FIGHT ครั้งที่ 2 ล่าสุดทีมงานออกคู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บัวขาวถล่ม มิเกล พิเชลโล่ นักชกแดนน้ำหอม แฟร้งกี้ จอร์จี้ ยอดนักสู้แดนจิ้งโจ้ลุย นักชกแดนกระทิงโหด รุ่น 67 กก เข้มต่อยกะนักมวยเกาหลีใต้ และ มูซาบ อามรานี่ซัด “แชมป์เก่า”ฟราบิโอ ปินก้า ตอนนี้คงพอจะเห็นเค้าลางของมวยคู่ชิงชนะเลิศกันแบบลางๆแล้ว คิวชกยังขายดีต่อเนื่อง นอกจากจะเดินทางไปสอนมวยไทยอยู่แดนนาฬิกาโรเล็กซ์ ล่าสุด อามีน แบล๊คดราก้อนสวิสฯ ขึ้นลุยกะนักมวยสวิสฯอีกรอบในวันที่ 15 ต.ค.นี้ จากนั้นก็จะต่อเครื่องเดินทางกลับเมืองไทยแล้วมีคิวลุย เกาะยูเรเนี่ยนพร้อมกะ ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง และ อภิสิทธิ์ เคทียิม อีกที ในวันที่9 พ.ย. นำทีมลุย โดย เลี่ยเล็ก เอสเควียิม ดาบเขี้ยว ปากช่อง และ มิสเตอร์อดัม อุสา ponglpg@yahoo.com

สธ.เผยแมลงโผล่ผิวคนแค่ 2 ที่เหลือเมายาเห็นภาพหลอน
ผิวคน /  ภาพหลอน / 

ผลพิสูจน์มนุษย์แมลงแค่ภาพหลอน (17-06-10) จุรินทร์ ชี้ ผลตรวจแมลงบินออกจากผิวหนังมนุาย์ตระกูลเดียวกับ มด แตน ผึ้ง ต่อ 17 มิย. รายงานข่าวแจ้งว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) แถลงถึงกรณีชายชาวลำปางมีแมลงบินออกจากร่างกายว่า จากการตรวจผิวหนังพบมีรอยแผลถลอก 20-30 แผล สุขภาพผิวไม่ดีไม่สะอาด โดยเมื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจยังไม่มียืนยันผล แต่คาดว่าเป็นปกติ ทั้งนี้ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลการตรวจแมลงเป็นตระกูลเดียวกับ ผึ้ง ต่อ แตน มด ในกลุ่ม hymenoptera โดยที่พบจากแผลนั้นเป็นมดชนิดหนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานว่าชายคนนี้มีแผลแล้วแมลงอาจเข้าไปอยู่ในแผล ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พยาบาล รพ.แม่ทะ ยืนยันว่าได้คีบแมลงออกจากชายคนดังกล่าว 2 ตัว นอกจากนี้ จากการสอบประวัติพบว่าศาลจังหวัดลำปางมีคำสั่งคุมประพฤติฐานเสพยาบ้าและพบพฤติกรรมเสพฝิ่น โดยผลการวินิจฉัยของแพทย์ระบุว่าคนไข้รายนี้เข้าข่ายเป็นโรคจิตเวช เพราะใช้สารเสพติดมาก โดยอาจจะมีภาวะหวาดระแวงประสาทหลอนเกิดขึ้นได้ คือ ระแวงว่ามีแมลงบินออกจากตัวหรือผิวหนังจำนวนมาก ทั้งๆที่เป็นการตอมธรรมดา ซึ่งจะส่งตัวไปยังศูนย์บำบัด จังหวัดลำปาง เชื่อว่าภายใน 2 สัปดาห์อาการจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม? แมลงที่ส่งมาตรวจยังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบ 3 ชนิด คือ แมลงวันขายาว ด้วงมอด และอีกชนิดจำแนกไม่ได้ เนื่องจากตัวอย่างที่ส่งมาบี้แบน ดังนั้นจากผลการตรวจของทางคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แมลงไม่น่าจะเข้าสู่ร่างกายคนไข้ ยกเว้นเป็นแผล แล้วมีแมลงไปเกาะ กรณีคนไข้รายนี้เข้าใจว่าไม่ได้ดูแลตัวเองจึงมีแมลงไปเกาะทีแผล และคิดไปเองว่ามีแมลงออกมาจากร่างกาย แต่จริงๆวันที่ไปโรงพยาบาลพบแค่ 2 ตัว ซึ่ง แมลงน่าจะมาตอมแผลที่มีหนองหรือน้ำเหลืองมากกว่า เรียบเรียงข่าวโดย Mthai news

The King of Thailand in World Focus
The King of Thailand in World Focus /  ในหลวง

บันทึกอาเซียน ASEAN DIARY ?The King of Thailand in World Focus? โดย Foreign Correspondents Club of Thailand [สรุปย่อ โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล] สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทยจัดพิมพ์หนังสือเล่มพิเศษเพื่อเป็น การเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑ / ค.ศ.1988 ในพระบรมราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ หรือ 60 พรรษา หนังสือเล่มนี้รวบรวมข่าวต่าง ๆ เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่รายงานโดยสำนักข่าวต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อสาร มวลชนทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปีก่อนการจัดพิมพ์ โดยสรุปย่อบางเรื่องบางตอนได้ดังต่อไปนี้ : ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยือน สหรัฐอเมริกา และทรงแวะเยี่ยมโรงพยาบาล Mt. Auburn อันเป็นสถานที่ประสูติ ณ เมือง Boston รัฐ Massachusette หนังสือพิมพ์ Boston Globe ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม ปี 1960/๒๕๐๓ อธิบายเกี่ยวกับพระองค์ว่า ?The ?darling baby? who grew up to be king was the darling of Mt. Auburn Hospital? ?เด็กน้อยที่น่ารัก? ผู้ซึ่งเติบโตมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นที่รักของทุกคนที่โรงพยาบาล Mt. Auburn? แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตั้งข้อสังเกตว่า ?The king noted he had been termed ?a nice baby,? and, ?I hope I have grown into something nice.? ? ?เมื่อใครต่อใครที่โรงพยาบาลเรียกพระองค์ว่าเด็กน่ารักแล้ว ข้าพเจ้าก็หวังว่าตอนนี้ที่โตขึ้นมาแล้วก็คงจะเป็นอะไรที่น่าดูต่อไป? พยาบาลทั้งสี่คนที่ดูแลพระองค์ช่วงที่อยู่ที่โรงพยาบาล 21 วันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ?What a lovely boy? พยาบาล Leslie H. Leighton บอกว่า ?His parents were very modest people and didn?t want any fanfare at all? ?พระราชบิดา และพระราชมารดาของพระองค์ทรงสมถะมาก อยู่ที่โรงพยาบาลแบบไม่ต้องการอะไรพิเศษไปกว่าใครเลย? ?We will never forget this day? ?เราจะไม่ลืมวันนี้เลย วันที่พระองค์กลับมาที่โรงพยาบาล Mt. Auburn อีก? พยาบาลทั้งสี่คนกล่าวหลังจากเวลาผ่านไป 32 ปี และได้มีโอกาสพบเด็กน้อยผู้น่ารักที่กลายมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงสยาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในตอนต่อมา วันเดียวกัน ต่อหน้าคณะผู้นำของรัฐ Massachusetts ว่า ?Boston had much to do with me. I was born here. My mother and father studied here. But apart from these things, Boston represents much more. It has been the birthplace of your country, and the spirit of freedom is very strong here?. I come here as a private citizen, as a human, to see my birthplace? and to see the things you do here, and to feel your spirit of freedom.? ?Boston มีความหมายต่อข้าพเจ้ามาก ข้าพเจ้าเกิดที่นี่ แม่และพ่อของข้าพเจ้าก็เรียนหนังสือที่นี่ แต่นอกเหนือจากนั้น Boston มีความหมายแทนสิ่งอื่นที่สำคัญยิ่งกว่า Boston เป็นที่ให้กำเนิดประเทศของท่าน วิญญาณแห่งเสรีภาพที่นี่เข้มข้นแรงกล้าเป็นอย่างมาก... ข้าพเจ้ามาที่นี่เป็นการส่วนตัว เยี่ยงมนุษย์ธรรมดาสามัญ เพื่อมาดูสิ่งที่ท่านทั้งหลายมุ่งมั่นทำกันอยู่ และเพื่อมาซึมซับรับรู้ให้เข้าถึงจิตวิญญาณของเสรีภาพที่แท้จริง? นี่คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งสยาม ที่หนังสือพิมพ์ The Boston Globe เขียนถึงในขณะที่พระองค์ทรงพระชนมายุ 32 พรรษา จิตวิญญาณแห่งเสรีภาพกำเนิดมาพร้อมกับพระองค์ และดำรงทรงอยู่ในพระราชหฤทัยตลอดเวลาของการครองสิริราชสมบัติจนปัจจุบัน หนังสือ ?The King of Thailand in World Focus? โดย สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย (Foreign Correspondents Club of Thailand) รวบรวมข่าวและบทความในสื่อมวลชนต่างประเทศ ทั่วโลก ใน 60 ปีแรกของพระชนชีพของพระองค์ โดยบรรดาผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศที่มาทำงานข่าวในประเทศไทยในครั้งนั้น คิดกันว่าจากการที่ได้มาพึ่งพระบรมโพธิ์สมภารในแผ่นดินไทย เมื่อวาระครบ 60? พรรษาในปี 2503 ก็สมควรที่จะได้ทำงานชิ้นสำคัญที่พวกเขามีความชำนาญสูงสุดถวายเพื่อพระองค์ นั้นคือการจัดทำหนังสือรวบรวมข่าว บทความ และภาพถ่าย เกี่ยวกับพระองค์ที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศทั้งหลาย ซึ่งในที่สุดก็คัดเลือกมาพิมพ์ 80 เรื่อง จากสื่อมวลชนทั่วโลก 38 องค์กร มีภาพถ่าย 194 ภาพ จาก 52 แหล่งภาพข่าว ได้หนังสือหนา 189 หน้า จาก มีเรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องเจริญรุ่งเรือง และเรื่องวิกฤติในแผ่นดินของพระองค์ผสมผสานคละเคล้ากันไป กับการปฏิบัติหน้าที่พระมหากษัตริย์ของพระองค์ เสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ประเทศไทย ภายใต้ร่มพระบารมีของ (หลังจากนั้นมีการพิมพ์ครั้งที่สองเพิ่มเติมเรื่องและภาพจนถึงปี 2007/๒๕๕๐) เริ่มจากยุคแรกเริ่มของ ?พระมหากษัตริย์ผู้มิทรงแย้มพระสรวล? คือคำอธิบายพระบุคลิภาพของพระองค์ที่สำนักข่าว AP บรรยายภาพเหตุการณ์ครั้งเสด็จนิวัติพระนครในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2494 ผ่านสู่ยุคที่ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย ในสิบปีต่อมา จนถึงวันที่ชาวไทยทั้งประเทศยิ้มแย้มร่าเริงร่วมกับพระองค์เมื่อ ถึงวันเฉลิมฉลองปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย สำนักข่าว AP โดย Milton Marmor รายงานข่าววันที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเสด็จกลับจากยุโรป วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2494 ว่า ?An unsmiling young king returned from Europe today to his picturesque capital that still was politically jittery over Thursday?s bloodless governmental coup. ?.. Clad in naval uniform, the bespectacled king was not seen to smile once during the arrival ceremonies at the royal landing, the requisite visit to the temples and the two-and-a-half-mile drive past more than 100,000 adoring subjects.? ?พระมหากษัตริย์หนุ่มผู้มิได้แม้แต่จะแย้มพระสรวล หรือยิ้มเลย เสด็จกลับจากยุโรปมายังนครหลวงอันสวยงามของพระองค์ในวันนี้ อันเป็นวันที่การเมืองยังหวั่นไหวหลังการการยึดอำนาจแบบไม่สูญเสียเลือด เนื้อ...ฉลองพระองค์ในชุดนายทหารเรือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระแว่น มิได้มีใครเห็นพระองค์ทรงแย้มพระสรวลเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดพิธี ตั้งแต่เสด็จถึงท่าเทียบเรือ เสด็จประกอบพระราชพิธีที่พระอารามหลวง และตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินยาว สองไมล์ครึ่ง ท่ามกลางพสกนิกรที่ยืนเรียงรายถวายความความจงรักภักดีกว่า 1 แสนคน? ราชอาณาจักรสยาม หรือ ประเทศไทยของพระองค์ เริ่มจากต้นรัชสมัยที่พระองค์ไม่ทรงแย้มพระสรวลหรือไม่ทรงยิ้มเลยในตอนเริ่ม แรกนั้น พระองค์ทรงกล่าวกับหนังสือพิมพ์ The Observer ของอังกฤษในอีก 9 ปีต่อมาว่า ?The queen smiles for me? ?สมเด็จพระราชินีก็ทรงยิ้มแย้มพระสรวลแทนข้าพเจ้าแล้ว? The Observer ฉบับวันที่ 17 กรกฎาคม 1960/๒๕๐๓ เขียนว่า ?Hitherto the shy, slight, bespectacled king, now thirty-two years old, has only slowly shown sign of shedding the unsmiling formality which has characterized his public appearances?? ?พระมหากษัตริย์พระชนมายุ 32 พรรษา? ดูจะทรงสันทัด ท่าทางอายๆ สันทัด ทรงพระแว่น พระองค์นี้เริ่มจะแสดงสัญญาณแห่งการเลิกพระบุคลิกที่ไม่แย้มพระสรวลได้เล็ก น้อยแล้ว? อะไรจึงทำให้สื่อมวลชนตะวันตกมองพระการการแย้ม หรือไม่แย้มพระสรวลของพระองค์ เป็นประเด็นเชิงสัญลักษณ์ในการรายงานข่าวจากประเทศไทย หนังสือพิมพ์ The Observer อาจจะแย้มคำตอบให้ชาวไทยได้ลองคิดดูได้เล็กน้อยเมื่อรายงานว่า ??Thailand has been floundering between the rock of despotic monarchy she abandoned in 1932 and the farther shore of modern democracy.? ช่วงต้นที่ขึ้นครองสิริราชสมบัติของพระองค์นั้น ?ประเทศไทยเหมือนลอยคออยู่กลางทะเล หลังจากทิ้งระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อปี พ.ศ. 2475เสมือนทิ้งโขดหินก้อนใหญ่ที่ยึดเหนี่ยวมาช้านาน? ส่วนชายฝั่งแห่งประชาธิปไตยที่พยายามจะว่ายไปหา ก็ยังอยู่อีกแสนไกล? หนังสือ The King of Thailand in World Focus โดย Foreign Correspondents Club of Thailand เป็นมุมมองและแนวทำความเข้าในกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลของชาวไทย ตามแบบวัฒนธรรมวิจารณ์ของชาติตะวันตก ที่ไม่มีการตัดทอน เพียงแต่เลือกข่าว และข้อเขียนบทความที่เป็นตัวแทนของเส้นทางแห่งกาลเวลาของประวัติศาสตร์แผ่น ดินสยามในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เสนอมุมมองแนวคิดเชิงวิเคราะห์ผ่านรายงานข่าวโดยสื่อมวลชนโลก ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชในช่วงพระชนม์พรรษา 5 รอบ หรือ 60 พรรษา แบ่งเรื่องตามลำดับตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ปี 2470 ? 2493 ตั้งแต่วันประสูติ หนังสือพิมพ์ Simmons College Review ลงภาพพระสุติบัตร 5 ธันวาคม ค.ศ. 1927 ที่ Cambridge, Massachusettes ทรงเข้าโรงเรียนที่ Switzerland พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสิ้นพระชนม์ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และพระองค์ขึ้นสืบต่อราชบัลลังก์ เรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์ วันที่ 4 ตุลาคม 2491 และการเสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ. 2493 ต่อมา ในปีบรมราชาภิเษก ซึ่งหนังสือพิมพ์ Neue Zuricher Zeitung รายงานว่า เป็นสีสันตระการตาแห่งดินแดนตะวันออก ??and the people hope this heralds the beginning of a new, prosperous era in their country?s history? ?เป็นที่หวังของพสกนิกรของพระองค์ว่าจะเป็นปีเริ่มของยุคใหม่แห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม? ในช่วง 20 ปีแรกของการปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระมหากษัตริย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2494-2514 สำนักข่าว AP รายงานเรื่องทรงผนวชเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 5 ในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงผนวชระหว่างที่ครองราชย์ อีก 1 ปีต่อมาสำนักข่าว AP รายงานเรื่องการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบทบาทพระราชภาระกิจของพระองค์เพื่อสงบมั่นคงของบ้านเมือง The Observer ของอังกฤษลงข่าวในวันที่ 17 กรกฎาคม 1960/2503 รายงานพระราชประวัติอย่างละเอียด และวิจารณ์ว่า ?.... he set out to tour his country, showing himself to million, talking, with kindness, intelligence and humour to the peasants in the villages. The public flowering of his personality delighted the rural masses who had earlier sympathized with him but had been cut off from him, and who felt rather as the English did when Queen Victoria mourned so long for the prince consort.? ?...พระองค์เสด็จออกเยี่ยมเยียนประชาชนนับล้านของพระองค์ในต่างจังหวัดทั่ว ประเทศ มีพระราชปฏิสันถารกับชาวไร่ชาวนาตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วยพระเมตตา พระปรีชาญาณ และพระอารมณ์ขันร่าเริง พระบุคลิกภาพอันสดใสดุจความงามของดอกไม้เป็นที่ชื่นชมของพสกนิกร แม้ก่อนหน้านี้ประชาชนทั้งมวลจะสงสารพระองค์มากที่ต้องเผชิญวิกฤติในพระชนม์ ชีพของพระองค์ ทำให้ทรงโทมนัส ต้องห่างเหินจากประชาชนไปนาน เฉกเช่นเดียวกับที่สมเด็จพระราชินี Victoria ของอังกฤษเคยทรงโศกเศร้ายาวนานจากการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี? ?The King now shows an increasingly lively awareness of his role as a constitutional monarch of the twentieth century? ?พระเจ้าอยู่หัวของไทยตอนนี้ทรงเข้าในถึงบทบาทพระราชกิจอย่างเพิ่มพูน สมบูรณ์มากขึ้น ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งโลกในศตวรรษที่ 20? Reader?s Digest เดือนกรกฎาคม ปี 1960 / 2503 เสนอรายงานการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยพระราชินีสิริกิติ์ ผู้ทรงพระสิริโฉมยิ่ง และวิจารณ์ว่า ?His reign, which started out inauspiciously in 1946, has shown signs of being one of the most successful in Thailand?s long history. His was the stabilizing influence which helps Thailand not only to survive but to prosper through a period of unique political strain, both internal and external.? ?ช่วงการครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งเริ่มอย่างไม่ดีนักในปี 2489 เริ่มส่งสัญญาณว่าจะกลายเป็นรัชสมัยที่ประสพความสำเร็จสูงสุดในประวัติ ศาสตร์อันยาวนานของประเทศไทย พระองค์ทรงเป็นพลังสร้างความมั่นคง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประเทศไทยอยู่รอดในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทาง การเมืองอันสำคัญเท่านั้น หากแต่จะทรงทำให้ประเทศไทยเจริญมั่งคั่งรุ่งเรืองต่อไปได้ ทั้งภายในประเทศและด้านการต่างประเทศ? นิตยสาร TIME วันที่ 27 พฤษภาคม 1966/2509 พาดหัวข่าวว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เป็นผู้พิทักษ์รักษาราชอาณาจักร และเป็นพลังแห่งแผ่นดินในขณะที่ทุกแห่งในแหลมอินโดจีนเต็มไปด้วยความระส่ำ ระสายไม่มั่นคงทางการเมือง ด้วยการรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์ : ?Everywhere on the great peninsular, militant communism, poverty, misery, illiteracy, misrule and a foundering sense of neighborhood are the grim order of the Asian day.? ?With one important exception: the lush and smiling realm of their Majesties King Bhumibol and Queen Sirikit, which spreads like a green meadow of stability, serenity and strength from Burma down to the Malaysian Peninsula ? the geopolitical heart of South East Asia. Once fabled Siam, rich in rice, elephants, teak and legend, Thailand (, literally, Land of the Free) today crackles with a prosperity, a pride of purpose, and a commitment to the fight for freedom?? ?ทุกหนแห่งบนคาบสมุทรที่ยิ่งใหญ่ ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ความยากจน ทุกข์ภัย การขาดการศึกษา การปกครองที่ฉ้อฉล ความรู้สึกที่ขาดมิตรภาพแห่งความเป็นประเทศเพื่อบ้าน ล้วนเป็นสภาวะที่เห็นทั่วไปในเอเชีย? ?แต่มีที่ยกเว้นที่สำคัญแห่งหนึ่ง คือราชอาณาจักรอันยิ้มแย้มแจ่มจรัสของพระมหากษัตริย์ภูมิพล และพระราชินีสิริกิติ์ ซึ่งทอดดินแดนเขียวขจีดุจทุ่งหญ้าชุ่มชื่น กว้างไพศาล จากพรมแดนพม่า ลงถึงคาบสมุทร Malaysia? มั่นคง สงบงดงาม เข้มแข็ง เป็นหัวใจแห่งภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สยาม ที่ครั้งหนึ่งเคยรู้จักกันเป็นดินแดนในเทพนิยาย อุดมไปด้วย ข้าว ช้าง ไม้สัก และตำนาน? มาบัดนี้เรียกว่า Thailand หมายความตามตัวอักษรว่า ดินแดนแห่งผู้เป็นเสรี ปัจจุบันนี้ดารดาษไปด้วยความมั่งคั่ง? มีความภาคภูมิใจในเป้าหมายของแผ่นดิน มุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ...? นิตยสาร LOOK ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน ปีถัดมา กล่าวว่า : ?Thailand?s King, Phumibol Aduldet, is a sun over his country, a presence that shines through the bloodied dust of the Vietnam war, the hazes of the 185 ? year ? old Chakri dynasty and the bitter, scudding clouds of nationalism and struggle that overshadow Southeast Asia.? ?พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของประเทศไทยทรงเป็นประดุจดวงสุริยะส่องสว่าง เจิดจ้าเหนือประเทศของพระองค์ ทรงเป็นปรากฏการที่ส่องทะลุผ่านฝุ่นละอองอันคละคลุ้งของสงครามเวียดนาม ม่านหมอก 185 ปีของราชวงศ์จักรี เมฆที่พวยพุ่งสู่ลัทธิชาตินิยม และการต่อสู้ทั่วทุกแห่งหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้? เมื่อทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี สำนักข่าว AP รายงานเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1971 / 2514 ว่า พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระชนมายุ 44 พรรษา และสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ของราชอาณาจักรไทยทรงพระสิริโฉมยิ่งนัก พระสกนิกรของพระองค์ ราว 5 แสนคนเรียงรายเนืองแน่นตลอดแนวถนนราชดำเนิน ชื่นชมพระบารมี และชมขบวนพาเหรดอันเป็นการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ในช่วงทศวรรษที่ 1960s คือหลังปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเสด็จเยือนต่างประเทศ อย่างมากมายกว้างไกล ทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ และ เอเชีย ล้วนการเสด็จพระดำเนินต่างประเทศโดยสมเด็จพระลูกเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกยา เธอทุกพระองค์ก็เป็นการเจริญพระราชพันธไมตรีกับต่างประเทศด้วยเช่นกัน ดุจดังเป็นเอกอัครราชทูตส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง หนังสือพิมพ์ San Jose Mercury ของรัฐ California สหรัฐอเมริกา ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1960/พ.ศ. ๒๕๐๓ รายงานข่าวการเสด็จเยือนโรงงานของบริษัท IBM Computer เรียกชื่อเล่นที่สื่อมวลชนอเมริกันตั้งให้ว่า ?The Siamese Cat? หรือ ?แมวสยาม? พาดหัวข่าวว่า ?King Who?s Real Cool ?Cat? Visits IBM? ?พระมหากษัตริย์ผู้คือแมวสุดยอดตัวจริงเยี่ยมชมบริษัท IBM? โดยรายงานอย่างชื่นชมว่าพระองค์ทรงสนพระทัยงานของ IBM อย่างแท้จริง กันเอง ไม่มีพิธีการหรือราชองค์รักษ์ ห้อมล้อมปกป้องเหมือนครั้งที่ประธานาธิบดี Khrushchev แห่งสหภาพโซเวียตที่เพิ่งมาเยี่ยมโรงงาน IBM แห่งนี้เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พระองค์ทรงแย้มพระสรวล พระอารมณ์ดี กับพนักงาน IBM ตลอด และในระหว่างรวมพระกายาหารกลางวันกันพนักงาน 600 คน ที่โรงอาหารกลางของโรงงานพระราชดำรัสอันสนุกร่าเริงของพระองค์ที่ตอบกลับไป ยังนาย Arthur K. Watson ประธานบริษัทการค้าโลก IBM ก็เรียกเสียงหัวร่ออย่างครื้นเครงจากชาว IBM หลังจาก Arthur Watson สดุดีสรรเสริญเทิดทูลพระองค์อย่างงดงามยืดยาว พระองค์ทรงตอบกลับว่า ?I know these remarks must be true. They tell me all the facts put into an IBM computer come out true the same way.? ?ข้าพเจ้ารู้ว่าคำชื่นชมทั้งหมดของท่านประธานที่กล่าวยกย่องข้าพเจ้านั้น ต้องเป็นความจริงแน่นอน เพราะคนที่ IBM เขาบอกข้าพเจ้าว่าข้อความจริงทั้งหมดที่ใส่ลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM แล้วผลลัพธ์ที่กลับเป็นข้อมูลออกมาก็เป็นความจริงทั้งหมดแบบเดียวกัน? นิตยสาร TIME ซึ่งสนใจรายงานเรื่องราวของพระองค์มาแต่แรกเริ่ม คราวนี้ก็เสนอข่าวเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาโดย ทรงพบกับประธานาธิบดี Eisenhower ทรงมีพระราชดำรัสต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาอเมริกัน สมาชิกรัฐสภาถึงกับทึ่งในพระราชดำรัสที่เฉียบคมของพระองค์ที่ทรงกล่าวขอบคุณ และซาบซึ้งในความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา แต่ก็ทรงย้ำว่า : ?We are grateful for American Aid. But we intend one day to do without it? ?สักวันหนึ่งเราหวังว่าจะไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากท่าน? ที่ New York นิตยสาร TIME รายงานเรื่องการทรงดนตรี Jazz ร่วมกับ Benny Goodman นาน 90 นาที TIME ชื่นชมพระบารมีของพระองค์ โดยเฉพาะเรื่องดนตรี และการมีมเหสีเพียงพระองค์เดียว ต่างไปจากกษัตริย์ส่วนใหญ่ในโลกที่มักจะพระราชินี มีมเหสี นางสนม กำนัลมากมาย ?Almond-eyed Queen Sirikit? สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ผู้มีดวงพระเนตรเรียวงามดุลผล Almond และทรงพระสรีระดุจเครื่องดนตรี Mandolin ของ Italyพระราชินีพระองค์นี้ทรงกล่าวด้วยพระอารมณ์ขันกับ TIME ว่า : ?He doesn?t need any more wives. For him, his orchestra is one big concubine? ?พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมิทรงไม่จำเป็นต้องมีพระมเหสีมากกว่าหนึ่งองค์เลย เพราะ สำหรับพระองค์แล้ว วง Orchestra ทั้งวงก็เหมือนกับพระมเหสีองค์มหึมาเลย? หลังจาก New York พระองค์เสด็จต่อไปยังสหราชอาณาจักรประทับราชรถร่วมกับสมเด็จพระราชินี Elizabeth II ในขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่บนถนนกลางนคร London สู่พระราชวัง Buckingham หนังสือพิมพ์? The Times รายงานกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษว่า : ?Although the visits which Your Majesty?s illustrious predecessors made to this country in 1897 and 1934 are still remembered. Your Majesty is the first Thai monarch whom we have been able to welcome here on a state visit. This fact indeed contributes much towards making the present occasion a truly memorable one? ?แม้ว่าก่อนหน้านี้เราจะยังจำได้ว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามผู้ทรงพระบารมี พระองค์อื่นจะเคยเสด็จเยือนอังกฤษในปี? 1897 และ 1934? แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่พระมหากษัตริย์และพระราชินีของไทยเสด็จเยือนอังกฤษและพระองค์ทรงถวายการ ต้อนรับอย่างเป็นทางการ ข้อเท็จจริงที่ว่านี้จึงทำให้การเสด็จของทั้งสองพระองค์ครั้งนี้จะอยู่ใน ความทรงจำไปนานแสนนาน? ที่ Paris? วันที่ 12 ตุลาคม 1960 หนังสือพิมพ์ France Soir พาดหัวข่าวว่า : ?พระมหากษัตริย์ของไทยและสมเด็จพระราชินีเสด็จกลับมา Paris ถิ่นแห่งรักแรกพบของสองพระองค์? หนังสือพิมพ์ L?Aurore วันที่ 14 ตุลาคม 1960 ลงภาพ และข่าวเสด็จทอดพระเนตรละคร Opera กับประธานาธิบดี และ Madame de Gaulle ?Three centuries after the delegation that one of his ancestors sent to Louis XIV, the king of Siam was welcomed yesterday to the Chateau de Versailles? ?หลังจากบรรพบุรุษของพระองค์ทรงส่งทูตคณะทูตมาเจริญไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 กาลเวลาผ่านไป 300 ปี พระราชวัง Versailles ก็ได้โอกาสถวายการต้อนรับพระเจ้ากรุงสยามอีกครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้? ลงภาพที่นคร Vatican กับสมเด็จพระสันตะปาปา John XXIII เดือน ตุลาคม ปี 1960 ภาพที่ Oslo, Norway กับ กษัตริย์ Olav V และ เจ้าหญิง Astrid ปี 1960 และในปีเดียวกันนี้ที่ Sweden, Denmark, Luxembourg, The Netherlands, Belgium, Spain, Tokyo, Portugal, Indonesia, Kuala Lumpur ปี 1962, Sydney, Australia? สิงหาคม ปี 1962, ที่ New Zealand ปี 1962, Tokyo เดือนพฤษภาคม 1963, กรกฎาคม 1963 ที่ Manila, Taiwan 1963, Austria 1964, Germany ตะวันตก ปี 1966ม ที่ Massachusetts สหรัฐอเมริกา ปี 1967ม ที่ Ottawa, Canada ปีเดียวกัน ในการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา และ Canada นาน 3 สัปดาห์ นิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1967 รายงานพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า : ?The Thai People are a fighting people. We have kept our liberty and independence for hundreds of years. We are not militant. We just have to fight to keep the most essential thing for a man. And that is freedom.? ?คนไทยเป็นนักสู้ เรารักษาเสรีภาพ และเอกราชของเรามานานหลายร้อยปี เราไม่ใช่นักรบผู้รุกรานใคร เราเพียงแต่ต้องสู้เพื่อรักษาสิ่งที่จำเป็นอันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของความ เป็นมนุษย์ นั่นคือเสรีภาพ? ในสายตาของสื่อมวลชนโลก พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ของไทย คือนักสู้ ผู้พิทักษ์เสรีภาพ เพื่อพสกนิกรของพระองค์ สำหรับเหตุการณ์ในประเทศไทย มีทั้งภาพและข่าวที่เกี่ยวข้องบริเวณถนนราชดำเนิน วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 1516 หน้ากรมประชาสัมพันธ์ ต่อมาวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม วันรุ่งขึ้น เมื่อการเผชิญหน้าถึงจุดสุดขีด ประชาชนจะพึ่งใคร? เดือนเดียวกัน อีก 3 ปีต่อมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาถูกตำรวจยิงตายอย่างน้อย 39 คน ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ช่วงปี ค.ศ. 1972 ? 1982 หรือ พ.ศ. 2515 ? 2525 สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเรียกว่า ?The Turbulent Years? คลื่นลมทางการเมืองในประเทศไทยแปรปรวนผวนผันเป็นมหันตวายุ สำนักข่าว United Press International รายงานเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1972/๒๕๒๕ เรื่องการสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์เป็นสยามมกุฎราชกุมาร ใน 12:23-12:33 เวลาอันเป็นฤกษ์มงคล ในเวลาเดียวกันผู้ก่อการร้ายชาว Palestine บุกยึดสถานฑูต Israel ในกรุงเทพ จับเจ้าหน้าที่สถานทูต 6 คนเป็นตัวประกัน เหมือนว่าวันที่ 28 ธันวาคม จะเป็นวันเริ่มแรกที่ประเทศไทยต้องคำสาปทางวิกฤติการเมืองแต่บัดนั้น Peter O?Laughlin แห่งสำนักข่าว AP รายงานอีกสองวันต่อมาว่าผู้ก่อการร้ายอาหรับทั้ง 4 คนที่บุกยึดสถานทูต Israel นั้นยอมรับว่าเลือกวันก่อการร้ายไม่เหมาะสมเลย พลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ พาผู้ก่อการร้ายทั้งหมดออกเดินทางไปประเทศ Egypt บอกกับพวกผู้ก่อการร้ายว่า ไม่น่าเลือกวันก่อเหตุร้ายในวันอันเป็นพระราชพิธีสำคัญของไทยที่ร้อยปีจะมี ครั้งเดียวเลย ผู้ก่อการร้ายยอมสารภาพและขอโทษว่าไม่รู้เลยว่าวันที่ 28 ธันวาคม จะเป็นวันสำคัญ วันสถาปนา มกุฎราชกุมารของไทย ?We have told the government and the generals from the army that we are sorry? ?We need to know the Thai People---we love them and we want to say we are most sorry to do this in Thailand.? ?We are most sorry we did not know this day. We love your king, he is beautiful. We hope the Thai people will know our problem---this embassy is our land.? ?We hope the Thai people will come to see us---we come from many lands, from Africa, the United States and Europe. I hope some of the Thai people will become Palestinian commandos with us.? ?One day we would like to come back and visit in a different way? ?เราบอกกับรัฐบาลไทย และนายพลทหารจากกองทัพบกไทยแล้วว่าเราเสียใจที่มาก่อเหตุร้ายผิดวันเวลา? ผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์กล่าวขอโทษชาวไทย โดยบอกต่อไปว่า : ?เราน่าจะรู้จักคนไทยให้ดีกว่านี้ เรารักคนไทย เราอยากจะบอกว่าเราเสียใจมากที่จำต้องมาปฏิบัติการร้ายในประเทศไทย? ?เราไม่รู้มาก่อนถึงความสำคัญของวันสถาปนามกุฎราชกุมาร เรารักพระเจ้าอยู่หัวของท่าน พระองค์ทรงเป็นผู้สง่างาม เราหวังว่าชาวไทยจะเข้าใจปัญหาของเรา สถานทูตอิสราเอลในไทยนั้นเราถือเสมือนเป็นดินแดนของ Palestine ของเราด้วย? ?เราหวังจะเห็นชาวไทยมาเยี่ยมเยือนทำความรู้จักกับเราชาว Palestine บ้าง เรามาจากหลายที่ในโลก จาก อัฟริกา สหรัฐอเมริกา และยุโรป อยากให้คนไทยมาร่วมเป็นนักรบช่วยเราชาว Palestine ด้วย? ?สักวันหนึ่งเราเองก็อยากกลับมาเมืองไทยอีก แต่ไม่ใช่มาแบบที่มาคราวนี้? แม้วันเวลาจะไม่เหมาะสมที่จะก่อการร้าย เมื่อได้สำนึก นักรบ Palestine ก็แสดงความเข้าใจในบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย และสรรเสริญพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลแห่งราชอาณาจักรไทย จากปี 2515 เป็นต้นมารวม 10 ปี พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชก็ทรงต้องเผชิญกับคลื่นลมการเมืองที่กระทบราช อาณาจักรและพสกนิกรของพระองค์ต่อเนื่องมา 14 ตุลามคม 2516 สำนักข่าว AP รายงานเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วมหานคร ?In the midst of the crisis, King Bhumibol, 46, has retained support and loyalty from all sides. Students carried his portrait and sang hymns in his praise as they marched more than 100,000 strong through Bangkok Saturday, joined by many adults.? ?ท่ามกลางวิกฤติการณ์ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ซึ่งปัจจุบันมีพระชนมายุ 46 พรรษา ยังคงได้รับการสนับสนุนและความจงรักภักดีจากประชาชนทุกหมู่เหล่า บรรดานักเรียนนักศึกษาและประชาชนกว่าแสนคนเดินขบวนถือพระบรมฉายาลักษณ์ และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ตามท้องถนนในกรุงเทพเมื่อวันเสาร์? ?Thailand?s King Bhumibol Adulyadej told his people Sunday that Prime Minister Field Marshal Thanom Kittikachorn has resigned in the wake of anti-government violence.? ?The King said he had appointed Dr. Sanya Dhammasakdi, Rector of Thammasat University, to form a new government.? ?King Bhumibol urged the people to support the new government and to end the conflict?? ?พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงตรัสต่อพสกนิกรของพระองค์เมื่อวันอาทิตย์ ว่านายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิติขจรได้ลาออกในท่ามกลางเหตุวิกฤติแล้ว? ?พระองค์ทรงตรัสว่าได้ทรงแต่งตั้ง ดร. สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แล้ว? ?พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงขอให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลใหม่เพื่อยุติความขัดแย้งรุนแรงในขณะนี้?.? 17 ตุลาคม 2516 สถานการณ์กลับสู่ภาวะปรกติ สำนักข่าว AP อ้างสาเหตุจากพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ?King Bhumibol, who has been a consistent supporter of peaceful student activism and opponent of corruption in high places.? ?พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ผู้ซึ่งทรงสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์ทางการเมืองอย่างสันติของนิสิตนักศึกษา และทรงต่อต้านการทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวงในหมู่ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในสังคมและ การเมืองไทย? ปีรุ่งขึ้น นิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 7 มกราคม 1974 / ๒๕๑๗ รายงานว่าความสำเร็จของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ? 299 คนที่ประชุมกันที่สนามม้านางเลิ้งจะขึ้นอยู่กับพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ผู้ซึ่งก่อนวิกฤติ 14 ตุลานี้ได้ทรงหลีกเลี่ยงการเข้าแทรกแซงในการเมืองมาโดยตลอด แต่ก่อนนี้พระองค์จะทรงแต่เสด็จไปทั่วราชอาณาจักรของพระองค์ ทรงทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาล พระราชทานปริญญาบัตร และเยี่ยมหมู่บ้านต่างๆ Barry Hillenbrand ผู้สื่อข่าวของนิตยสาร TIME รายงานว่า : ?It is precisely this tiring, often tedious regimen that has made Bhumibol so unreservedly loved throughout the country. His travels also made him aware of the disfavor felt toward the military regime and the need to bring farmers and laborers into the National Assembly? ?ด้วยเหตุที่พระองค์เสด็จเยี่ยมประชาชนอย่างกว้างไกลทุกหนแห่งโดยมิพักด้วย ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายนี้เองทำให้ทรงทราบว่าทุกสุขของประชาชนเป็นอย่างไร ทรงทราบว่าประชาชนรักพระองค์มากเท่าไร และเกลียดเผด็จการทหารอย่างไร ทำให้พระองค์ทรงเห็นความจำเป็นในการนำชาวไร่ชาวนาและผู้ใช้แรงงานมาร่วมเป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ? ประเทศไทยของพระองค์สงบลงเพียงชั่วคราว แล้วเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็อุบัติขึ้น นิตยสาร Newsweek ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 1976/๒๕๑๙ รายงานว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็สามารถยุติลงได้ด้วยการที่พระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะปฏิรูปการปกครองที่นำโดย พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ แทนที่ มรว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า : ?He launched the coup , Sangad said, to ?preserve the Thai monarchy against a communist plot backed by Vietnamese collaboration.? Newsweek รายงานอ้างคำพูดของ พลเรือเอกสงัดชะลออยู่ ว่า ที่ก่อการยึดอำนาจก็ ?เพราะต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามทำลายของพวกคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนาม? อีกครั้งหนึ่งที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องถูกสถานการณ์นำพาเข้าไปเกี่ยวกับวิกฤติ และต้องทรงเข้าไปแก้ปัญหาอันเป็นกระแสคลื่นและแรงพายุทางการเมืองของราช อาณาจักรของพระองค์ที่นักการเมืองยังคงทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างไม่สร่างซา ถึงวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระองค์ ปีที่ 50 ในวันที่ 5 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2520 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม? 1 ปี หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times รายงานว่าการที่พระองค์ต้องทรงฝ่าและสงบวิกฤติการเมืองไทยมาอย่างมาก ทำให้นักคิด และบรรดาปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มวิพากษ์วิจารณ์สถานภาพของสถาบันพระมหา กษัตริย์ที่ถูกการเมืองดึงเข้าไปเกี่ยวโยง แม้จะเป็นการวิจารณ์อย่างเงียบและลับ แต่ก็เกรงกันว่าพลังของแผ่นดินอันสูงสุดอาจจะลดลง แต่ หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times ก็รายงานว่า : ?Although the turbulence of Thai politics over the last five years has certainly cost the monarchy some support, nothing of this was evident in the biggest Thai celebrations since Bhumibol was crowned 27 years ago.? ?แม้พายุการเมืองไทยใน 5 ปีที่ผ่านมา จะกระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยนั้นแน่นอน แต่ก็ไม่ปรากฏสัญญาณอันใดเลยว่าการสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล โดยประชาชนชาวไทย จะได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใดเลย งานฉลองวันเฉลิมพระชนม์พรรษาปีนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทรงครองสิริราช สมบัติมาตั้งแต่ 27 ปีที่แล้ว? 2 เมษายน 1981 / ๒๕๒๔ สำนักข่าว UPI รายงานข่าวพล อ. สันต์ จิตรปฏิมา ล้มเหลวในการยึดอำนาจจาก พล อ. เปรม ติณสูลานนท์ กบฏ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 ไม่ประสพความสำเร็จสำเร็จ Asiaweek 23 เมษายน 1982/๒๕๒๕ เสนอข่าวงานฉลอง 200 ปีราชวงศ์จักรี พร้อมบทวิเคราะห์ว่า : ?The Chakri line produced a succession of monarchs of truly outstanding caliber. Not due to mere chance?? ?ราชวงศ์จักรีได้ผลิตกษัตริย์ผู้สื่อราชสันตติวงศ์ ที่ทรงคุณภาพยอดเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่อง และนี่มิใช่เหตุบังเอิญ...? ในด้านการเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนัก สื่อมวลชนต่างประเทศเรียกว่า ?The Working Royals? หรือ ?พระราชวงศ์ผู้ทรงงาน พาดหัวข่าวว่า ?The King and Royal Family Spur Thailand?s Development and Preserve Traditions? ?พระมหากษัตริย์ และครอบครัวที่ทรงบุกเบิกเริ่มงานพัฒนาและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี? สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเฝ้ามอง และมองเห็นผลงานของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หลังคลื่นลมการเมืองจากการรัฐประหารดูว่าจะสงบลงแล้วความสัมพันธ์ในเชิง สร้างงานพัฒนาประเทศ ระหว่างพระองค์กับพสกนิกรวางรากฐานมั่นคง และขยายวงกว้าง สื่อมวลชนต่างประเทศพุ่งความสนใจไปที่งานต่าง ๆ มากมายที่พระองค์เสด็จออกทรงทำร่วมกับประชาชนของพระองค์ โดยเฉพาะในชนบท ห่างไกล ทุรกันดาน ยากจน และความพิเศษในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาจนปัจจุบันก็คือ ทุกพระองค์ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวแห่งราชวงศ์จักรีร่วมทรงงานพัฒนากันอย่าง มิเห็นแก่ความเหนื่อยยาก นิตยสารสวัสดี เดือนมกราคม 1987 บทความโดย Denis Gray เขียนว่าพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และพระราชวงศ์ทั้งหมด คือคนทำงาน หากเปรียบงานเป็นการรบในสงคราม? ก็เป็นการรบที่ลงละเอียดทุกหย่อมหญ้า ร่วมกับประชากร 80 % ของราชอาณาจักร? สร้างแหล่งน้ำ เหมืองฝายมากขึ้น เพิ่มผลผลิตข้าวให้มากที่สุด สร้างโรงเรียน สถานีอนามัยเพิ่มขึ้น? ยกระดับความเป็นอยู่ของคนยากจน กำจัดความระส่ำระสายในสังคม สร้างเกียรติภูมิให้แก่ประเทศชาติ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์รักษาเสรีภาพมาไว้กว่า 700 ปีแล้ว Far Eastern Economic Review เดือนมกราคม 1986 ตามเสด็จไปที่สกลนคร รายงานว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล คือแบบอย่างที่กระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าในประเทศ UPI วันที่ 7 ตุลาคม 1980 รายงานว่า ในป่าดงดิบ ด้วยฉลองพระบาท Boots ท่ามกลาง ปลิง ทาก และฝนที่โชกชุ่ม ที่เห็นนี้คือวันทำงานปรกติของกษัตริย์ไทย UPI วันที่ 26 มกราคม 1981 สดุดีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการปลูกพืชทดแทนฝิ่น AP รายงานจากหัวหิน วันที่ 22 พฤษภาคม 1979 หลังได้รับพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ : ?In the countryside middlemen take so much advantage of the people? Misunderstandings arise between people in rural areas and the rich, so-called civilized people in Bangkok.? ?ในชนบท พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบชาวบ้านมาก...มีความไม่เข้าใจกันระหว่างชาวบ้านใน พื้นที่ชนบท กับคนรวย คนจากกรุงเทพ ที่เขาว่าเป็นผู้เจริญแล้ว? ผลผลิตงานศิลปาชีพที่ชาวบ้านได้เรียนรู้จากพระองค์เป็นที่สนใจของนิตยสาร Reader?s Digest ซึ่งรายงานเมื่อเดือนมกราคม 1984 ว่า ความสำเร็จ ของงานศิลปาชีพนั้นก็เนื่องมาจากสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ทรงเป็นแบบอย่าง ทรงเป็นผู้นำด้านรูปแบบแฟชั่น และพระองค์ทรงภาคภูมิพระทัยยิ่งที่คนไทยยังคงมีความสามารถผลิตสิ่งของที่สวย งามมากได้อย่างที่ทำอยู่ Reader?s Digest เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1975 เรียกสมเด็จพระศรีนครินทร์พระบรมราชชนนีว่า ?Thailand?s Healers from the Sky? ?ผู้รักษาการป่วยไข้ของประชาชนที่มาจากฟากฟ้า? ?The Royal Mother from the Sky? แม่ฟ้าหลวงของปวงชนชาวไทยทรงดูแลชาวบ้านจนมืดค่ำแล้วจึงทรงกลับพระตำหนักที่ เชียงใหม่ ทีมแพทย์อาสาเคลื่อนที่ตามเสด็จบริการประชาชนที่ภาคใต้ เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรกับงานบูรณะพระบรมมหาราชวัง และที่วัดพระแก้วมรกต หนังสือพิมพ์ Singapore Straits Times วันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 ยกย่องสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์ผู้ทรงอุทิศทั้งชีวิตของพระองค์ให้กับประชาชน : ?As a little girl, she was called ?The Hurricane? by her father because she could not keep still. ?But as Princess Sirindhorn grew up, her sense of responsibility and dedication to the? welfare of her people was such that her father now describes her as ?permanent secretary working for the Thai peoples.? ?ครั้งที่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ พระองค์ถูกเรียกโดยเสด็จพ่อว่าพายุ Hurricane เพราะความเป็นเด็กที่ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย แต่เมื่อเจ้าหญิงสิรินธรทรงเติบโตขึ้น ความรู้สึกรับผิดชอบ ความทุ่มเทเสียสละเพื่อ ความสุขและสวัสดิการของประชาชนของพระองค์ พระราชบิดาของพระองค์จึงทรงเรียกพระองค์ใหม่ว่าเป็น เลขานุการถาวรที่ทำงานให้ประชาชน? หนังสือพิมพ์ Die Zeit วันที่ 2 มีนาคม 1984 เขียนว่า เจ้าหญิงมหาจักรีสิรินธรเสด็จไปได้ทุกหนแห่งตามพระทัยในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ทรงห่วงเรื่องความปลอดภัยอันใดเลย ทรงตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ไปกับพ่อ และ แม่เยี่ยมดูทุกข์สุขของประชาชนตั้งแต่ยังเด็ก จนโต : ?I have learned a lot from my father? ?ฉันเรียนรู้อะไรมากมายจากพ่อ? สมเด็จพระเทพฯทรงกล่าวกับหนังสือพิมพ์ Germany ?One cannot but like this princess. And indeed the whole country lies at her feet. After the king, who is considered nearly a saint she is certainly the most popular person in Thailand. Everybody knows her, even in the remote corners of the kingdom. Whenever her name is mentioned: Sirindhorn - it means? a person full of kindness - faces light up. Even the British queen can only dream of such popularity? ?ไม่มีทางเลยที่ใครจะไม่ชอบเจ้าหญิงพระองค์นี้ ที่จริงแล้วคนทั้งประเทศยอมสยบใต้เบื้องบาทพระองค์ หากไม่นับพระเจ้าอยู่หัวซึ่งถือกันไปแล้วว่าเกือบจะพอ ๆ กับนักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์จากสรวงสวรรค์ หรือ ที่เรียกตามประเพณีตะวันตกว่า Saint สมเด็จพระเทพฯคือบุคคลที่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากที่สุดในแผ่นดินไทย? ทุก ๆ คนรู้จักชื่อเสียงของสมเด็จพระเทพฯ แม้จะอยู่ไกลสุดชายแดน พระนามสิรินธร หมายถึง ?พระองค์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา? ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อ สิรินธร ใบหน้าของประชาชนจะสดชื่นแจ่มใส ร่าเริง? หนังสือพิมพ์ Die Zeit ถึงกลับสรุปว่า ?แม้แต่สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษก็ได้เพียงแต่ฝันว่าจะทรงมีความโด่งดัง เป็นที่รู้จักชื่นชมเท่าสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี? เจ้าฟ้ามหาจักรี ทรงเป็นนักดนตรีผู้ประสบความสำเร็จ เป็นทั้งอาจารย์สอนนักเรียนนายร้อยทหาร นอกเหนือจากหน้าที่เลขานุการของประชาชน เด็กหญิงตัวน้อย ในป่ามืดทึบวิ่งตามหลังพ่อที่เดินนำหน้าด้วยก้าวที่ยาวกว่า เด็กน้อยทั้งเหนื่อย ทั้งหิว เท้าโดนหนามตำจนเลือดไหลซึม กลัวสัตว์ป่า ก็กลัว ก็ได้แต่ถามพ่อซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า : ?พ่อ...เมื่อไรจะถึงสักที พ่อ...เมื่อไรจะถึง!? พ่อตอบว่า: ?Child! On the earth there exists no place Only filled with pleasure and comfort, Our road is not covered with pretty flowers. Go! Always, even if it breaks your heart. I see the thorns prick your tender skin. Your blood: rubies on the grass, near the water. On the green shrubbery, your tears dropped. Diamonds on emerald, show their beauty. For all the human race does not loose its course In the face of pain. Be tenacious and wise. And be happy to have an ideal so dear. Go! If you want to walk in the footsteps of your father.? ?ลูกเอ๋ย ในโลกนี้ ไม่มีที่ใดที่ไหนเลยที่จะมีแต่ความสุขสบายสนุกสนานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เส้นทางเดินของเรามิได้โรยด้วยกลีบดอกไม้อันสวยงาม แต่ลูกจงเดินต่อไปข้างหน้าเถิด อย่าหยุด อย่ายั้ง แม้หัวใจของลูกจะแตกสลาย พ่อเห็นแล้วหละว่าหนามตำผิวอันละเอียดนุ่มของลูก แต่เลือดที่ไหลออกมาจากเท้าลูกงามดุจทับทิมบนผืนหญ้าริมธารน้ำ น้ำตาของลูกหยดลงบนพุ่มไม้ที่เขียวชอุ่ม ดุจน้ำเพชรทาบบนมรกตส่งประกายงามหมดจด เพราะมนุษยชาติมิได้พลัดหลงออกนอกเส้นทางด้วยเหตุแห่งความเจ็บปวด ลูกจงอดทนมุ่งมั่นและพากเพียรด้วยปัญญา ลูกจงมีความสุขด้วยอุดมคติที่ทรงค่า ลูกจงเดินต่อไป! หากลูกต้องการเดินตามรอยเท้าของพ่อ? ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว เท้าโดนหนามตำจนเลือดไหลซึม กลัวสัตว์ป่า ก็กลัว ก็ได้แต่ถามพ่อซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ?พ่อ...เมื่อไรจะถึงสักที พ่อ...เมื่อไรจะถึง!? สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยอธิบายประปรีชาสามารถของพระเจ้า อยู่หัวว่าเป็น ?Renaissance Man? คำว่า ?Renaissance? หมายถึงยุคการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในทวีปยุโรปในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 14-16 ช่วง 300 ปี ที่ผ่านมา 300-400 แล้ว เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถพิเศษหลายอย่าง ?The King?s Many Talents? เป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ The New York Times วันที่ 1 พฤษภาคม 1950 / ๒๔๙๓ และรายงานข่าวว่า พระมหากษัตริย์ไทย ทรงคุมวง Orchestra และ เขียนเพลงให้ละคร Broadway นั่นคือข่าวเมื่อครั้งทรงพระชนมายุ 22 พรรษา Michael Todd ผู้ควบคุมและกำกับการแสดงละคร Broadway เรื่อง Peepshow ให้รายละเอียดว่าเพลงที่กษัตริย์หนุ่มจากเมืองไทยทรงพระราชนิพนธ์นั้นชื่อ Blue Night พิมพ์ประกอบภาพการ์ตูน เกี่ยวกับละคร Broadway เรื่อง Peepshow ของ Mike Todd ใน The new York Times วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 1950 ผสมกลิ่นอายของเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ ดังสะท้อนออกมาทางด้านขวาของภาพ Mike Todd คือสามีคนหนึ่งของ Elizabeth Taylor นางเอกภาพยนตร์ผู้โด่งดัง Mike Todd กล่าวครั้งที่มากำกับการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Around the World in Eighty Days ในประเทศไทยว่า ชื่นชม และเป็นพระสหายที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมาก ทำให้บทภาพยนตร์ส่วนที่มีภาพวัดอรุณราชวรารามกับเรือสุพรรณหงส์และขบวนเรือ พระราชพิธี ได้ปรากฏเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่โด่งดังที่สุดในยุคแรกของระบบจอกว้าง Cinemascope ทั้งที่ในหนังสือต้นฉบับของ Jules Verne ตัวเอก Felias Fogg ตัวเอกในเรื่องไม่มีการเดินทางผ่านกรุงเทพแต่อย่างใด Harry Rolnick เขียนลงใน Sawasdee Magazine เดือนมีนาคม 1987 ว่า : ?The World of Jazz has had its Duke, its Earl and its Count. But to the Thai world, H.M. King Bhumibol Adulyadej is undoubtedly the King of Jazz.? ?โลกแห่งดนตรี Jazz ก็มี Duke / Earl และมี Count แห่งวงการ Jazz แต่สำหรับโลกของคนไทย พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน Jazz ทรงเป็น The King of Jazz อย่างแท้จริง? ลงภาพถ่ายเมื่อปี 1960 ขณะทรงร่วมเล่นคนตรีกับวง Dixieland Jazz Band ที่ Honolulu, Hawaii ภาพเมื่อทรงมีเวลาว่างทรงจัดรายการเพลงที่สถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต ทรงเป็นช่างถ่ายรูปชั้นยอด ทรงฝึกถ่ายรูปตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ลงพิมพ์ภาพที่ทรงฉายร่วม กับ Elvis Presley อธิบายภาพว่า ?King of Rock and Roll พบกับ King of Jazz? ต่อมา Anthony M. Paul เขียนใน Reader?s Digest เดือนธันวาคม 1984 ว่า : ?พระองค์คือความหวังที่สูงสุด ของคนไทย แม้จะมิได้ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวโยงตรงในด้านการเมืองของรัฐบาล แต่ในเมื่อรัฐบาลไม่ดี ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ประชาชนคนไทยก็จะนึกถึงพระองค์เป็น Best Hope ความหวังอันเป็นพึ่งที่สุดท้าย? บทความที่ลงพิมพ์ในสื่อต่างประเทศหลายแห่งของ Peter Cummins ในเดือนธันวาคม 1987 เล่าถึงความเป็นนักแข่งเรือใบของพระองค์ว่า : ?The King developed into one of the region?s best dinghy sailors. ?พระเจ้าอยู่หัวของไทยทรงพัฒนาเป็นนักแล่นเรือใบที่ดีที่สุดพระองค์หนึ่งแห่งภูมิภาค? เดือนธันวาคม ปีเดียวกัน John Hoskin เขียนเรื่องประปรีชาสามารถด้านจิตรกรรมที่มีรูปแบบท่วงทำนองที่หลากหลายในปี 1979 โทรทัศน์ BBC ของอังกฤษผลิตภาพยนตร์สารคดียกย่องพระองค์ว่า คือ : ?Soul of a Nation? ?จิตวิญญาณของชาติ? ทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่ BBC เรื่อง ?His Job as King / งานการเป็นพระมหากษัตริย์ของพระองค์? ทรงมีพระราชดำรัสตอบในเรื่อง ภาพยนตร์เรื่อง The king and I Village Problems / ปัญหาในชนบท, Communist Insurgency/การก่อการร้ายของพวก Communists, Why study several hours every evening, looking at maps, listening to radios?/การทรงงานมากหลายชั่วโมงทุกคืน ศึกษาแผนที่ ฟังวิทยุ, Hilltribes/เรื่องชาวเขาทางภาคเหนือ, และ Buddhism and its importance for the king/ศาสนาพุทธกับความสำคัญต่อความเป็นกษัตริย์ นิตยสาร Leaders ฉบับเดือนเมษายน ? มิถุนายน 1982 ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสัมภาษณ์พิเศษ คำถามแรก ถามว่า : Because of the way you have been king you have so much of the respect of the people that you are more than a constitutional monarch. You really have power, probably the power of love. Is that correct? ?เพราะพระองค์ท่านทรงดำรงพระองค์เป็นกษัตริย์ในแบบฉบับของพระองค์เองที่ทรง เป็นอยู่เช่นนี้ใช่ไหมที่ทำให้ได้รับความเคารพจากประชาชนอย่างสูงยิ่งไปกว่า ที่จะเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญธรรมดาๆทั่วไป พระองค์ทรงมีพลังอำนาจยิ่งนัก อันเป็นพลังอำนาจแห่งความรัก The Power of Love? พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงตอบว่า ?One must first look at the principle of Constitutional Monarchy, which is rather simple. It says the king can do no wrong and those words can be difficult to understand. Sometimes it can be understood that the king can do no wrong because he adheres strictly to the scope of responsibility. But, on the other hand, it can also be understood that the king can do no wrong because he has love?.The king is under the law?.The Tenfold Practice of Kingship? ?เราจะต้องดูที่หลักการของระบอบการปกครองแบบที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐ ธรรมนูญก่อนอื่น ซึ่งกำหนดว่า พระมหากษัตริย์จะทรงกระทำอะไรเป็นความผิดมิได้? ซึ่งก็ฟังดูแล้วพูดง่าย แต่เข้าใจยาก อาจจะหมายความว่าให้พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติหน้าที่ในกรอบที่กำหนดอย่าง เคร่งครัดเท่านั้นก็เป็นอันไม่มีอะไรผิด แต่ดูอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงทำอะไรผิดๆได้เลย เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่ต่อประชาชนด้วยความรัก พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม? กลับไปหลังเวทีละคร Broadway อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่อง Peepshow ของ Mike Todd แต่คราวนี้เป็นหลังเวที The King And I สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เสด็จหลังเวที พบกับ Yul Bryner พระเอกของเรื่อง ผู้แสดงเป็น King Mongkut พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่ ทั้งหนังสือ ละคร ภาพยนตร์ เรื่อง The King And I ที่สร้างนวนิยายเรื่อง Anna and the King of Siam ของ Margaret Landon ถูกห้ามเผยแพร่ในประเทศไทยเพราะรัฐบาลไทยสมัยนั้นเห็นว่า เป็นเรื่องที่แต่งผิดเพี้ยนไปจากประวัติศาสตร์พระเจ้ากรุงสยามที่แท้จริง และทำให้พระเจ้าแผ่นดินของไทยดูเป็นเรื่องตลกขบขันบน แต่ที่สหรัฐอเมริกา ละคร The King and I แสดงต่อเนื่องมานานถึงปี 1985 ตอนนั้น ก็รวมได้ 34 ปีแล้ว สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์เสด็จหลังเวที แสดงความยินดีและขอบคุณคณะนักแสดง ทรงมีพระราชดำรัสกับ Yul Bryner ว่า ทรงสนุก พอพระทัย การแสดงสวยงามมาก Yul Bryner กราบบังคมทูลว่า : ?We have done so many things about your country without really knowing it. But we do it with great love? ?เราเอาเรื่องเมืองไทยมาแสดงแล้วหลายเรื่องโดยที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ เมืองไทยเท่าไรนัก เราทำทุกอย่างด้วยความรักเมืองไทยเป็นอย่างมาก? ผู้แทนพระองค์ให้สัมภาษณ์ต่อมาว่า ?She thinks the show is fun. She and the king are open-minded and we all know that the court would never act like that.? สมเด็จพระราชินีมิได้ทรงเห็นว่าละครเรื่อง The King and I จะมีปัญหาดูหมิ่นกษัตริย์สยามแต่ประการใด พระองค์บอกว่าดูแล้วเพลิดเพลิน พระเจ้าอยู่หัวของสยามนั้นทรงมีพระทัยเปิดกว้าง และทรงทราบว่าละครก็คือละครที่แสดง เรื่องจริง ๆ ในวังไม่เป็นอย่างในละคร ใคร ๆ ก็ทราบอยู่แล้ว สำนักข่าว Reuters รายงานเรื่องนี้ ในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1985 ในช่วงหลังปี 1980 สื่อมวลชนต่างประเทศสนใจรายงานแง่มุมที่ไม่ใช่การเมืองการปกครองของพระเจ้า อยู่หัวภูมิพลมากเป็นพิเศษ หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times รายงานวันที่ 29 พฤษภาคม 1980 รายงานเรื่องช้างเผือกคู่สถาบันพระมหากษัตริย์ แถมคำพังเผยไทยโบราณว่า : ?To know a woman you must look at her mother, to know an elephant you must look at its tail.? ?ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่? สำนักข่าว AP รายงานวันที่ 22 สิงหาคม 1980 รายงานเรื่อง Julie Jensen ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ของไทย หลังจากแต่งงานกับชาวอเมริกัน 8 ปีก่อนหน้านั้น ชื่อของ Princess Uboltatana ก็หายไปจากสังคมไทย พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเคยร่วมแข่งเรือใบกับ Julie Jensen จนได้เหรียญทองในกีฬาแหลมทอง และหลังจาก เจ้าหญิงอุบลรัตน์จากไปอยู่สหรัฐอเมริกา กลายเป็น Julie Jensen พระองค์ก็มิได้ทรงเล่นเรือใบอีกเลย Julie และ Peter Jensen กลับมาเยือนประเทศไทยพร้อมด้วยลูกๆทั้งสามคนบ่อยขึ้นหลังปี 1987 สำนักข่าว UPI รายงานวันที่ 5 ธันวาคม 1983 เรื่องการทำวันเฉลิมพระชนมพรรษา รายงานต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 1984 มีรายงานเรื่อง สมเด็จพระราชินี ทรงเข้าช่วยเหลือดูแลเด็กหญิงลำดวน ขำมี ที่ถูกนายจ้างกักขังตัวนาน 9 เดือน วันที่ 9 เมษายน 1985 UPI รายงานเรื่อง ราชประเพณี ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เน้นถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตยในสมัยรัชกาลที่ 7 ปี พ.ศ. 2475 UPI วิจารณ์ว่า : ?The king accepted the changeover to avoid bloodshed but two years later left the country for self-imposed exile in England, where he abdicated the throne in 1935.? ?Queen Rambhai remained in England until 1949, when she returned to Thailand with the ashes of her husband and was given an emotional welcome.? ?พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด แต่สองปีต่อมาพระองค์ก็เสด็จลี้ภัยการเมือง จากประเทศไทยไปอังกฤษ และทรงสละราชสมบัติ ในปี 1935 ( พ.ศ. 2478) สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงอยู่ในอังกฤษถึงปี 1949 แล้วจึงเสด็จกลับประเทศไทยพร้อมด้วยพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ท่ามกลางบรรยากาศสะเทือนอารมณ์พสกนิกรไทย? ปี ค.ศ. 1987 เป็นปีสำคัญของชาวไทย พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา UPI รายงานแต่ตอนนั้นแล้วว่า ชาวไทยคาดกันว่าพระมหากษัตริย์ของเขาจะได้ทรงครองสิริราชสมบัติยืนยาวที่สุด ในประวัติศาสตร์ไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า : ?The Chao Phya River has to flow on and the water that has flowed on must be replaced. It is the same in our own life? ?แม่น้ำเจ้าพระยาไหลไป น้ำที่ไหลไป ต้องถูกน้ำใหม่มาแทนที่? มันก็เช่นเดียวกับชีวิตของเรา? วันที่ 6 พฤษภาคม 1987 สำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศสรายงานว่า ประชาชนชาวไทยพร้อมใจกันเทิดทูลพระบารมีของพระองค์ให้ทรงเป็นมหาราช - King Bhumibol Adulyadej ?The Great? ชาวไทย และ กรุงเทพมหานคร เฉลิมฉลองกันอย่างงดงามตระการตา สื่อมวลชนต่างประเทศพาดหัวข่าวมากมายหลากหลาย ล้วนแล้วแต่จะแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ : ?Power and Awe Surround Royal Family? Toledo Blade Bangkok September 6, 1978 By Ben Barber ?A Royal Extravaganza? Asiaweek October 30, 1987 By Chuchart Kangwaan ?The Homage of a Nation? Asiaweek December 18, 1987 By Chuchart Kangwaan ?A Royal Birthday Party: King Bhumibol Adulyadej Turns 60 And the Country Celebrates? Far Eastern Economic Review December 10, 1987 By Paisal Sricharatchanya and Rodney Tasker ?The King will remain on the throne for many years? ?The Democratic King: The Monarch Plays a Pivotal Role in Political Stability? ?The king?s cautious hand in the country?s political life was evident again in the aftermath of the bloody military coup in October 1976?. ??the king?s influence has been pivotal in maintaining stability?? ทั้งหมดนี้เลือกสรุปย่อจากหนังสือ The King of Thailand in World Focus จัดพิมพ์โดย Foreign Correspondence Club of Thailand สมเกียรติ อ่อนวิมล

วันนี้ของชายขอบ เชียงแสน ดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ
สามเหลี่ยมทองคำ /  เชียงแสน / 

สถาปัตยกรรม เชียงแสน ที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังแนวกำบังของหุบเขาราวกับจะหลบเร้นตัวเองจากยุคสมัย และความไหลบ่าของนักท่องเที่ยว ที่พร้อมจะท้าทายวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมล้านนาไท ทว่าอีกด้านหนึ่ง การมาถึงของอารยธรรม และความรุ่งเรืองกลับเป็นสัจธรรมที่ยากจะหลีกหนีได้ ในฐานะประตูม่านย้อยเชื่อมร้อยสามดินแดน บรรจบกันจนแน่นแฟ้น ที่เรียกว่า ดินแดนสบรวก หรือ สามเหลี่ยมทองคำ อันเลื่องชื่อ “เชียงแสน” เดิมคือ อาณาจักรใหญ่ที่สำคัญในดินแดนภาคเหนือ ทว่ากลับอาภัพดังเมืองที่ถูกสาปให้อยู่ภายใต้ ความตึงเครียดของคมหอกแห่งสงคราม และความอึมครึมของการค้าฝิ่นมาช้านาน ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีร่องรอยของอดีตกาลเหลือไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ให้ใครที่ใครจะศึกษาผ่านทาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ได้เก็บเกี่ยวเป็นความรู้ไว้ หรือจะเดินทอดน่องท่องตัวอำเภอเชียงแสนในแบบสบายๆ ก็ยังคงมีกลิ่นอายของรากเหง้าวัฒนธรรมเก่าแก่เจือจางให้ได้เห็นเชียงแสนในวันนี้ ยังคงดำเนินตามวิถีที่เรียบง่ายแบบฝังรากลงลึกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การกิน การค้า สันทนาการ แม้ปากแม่น้ำสามเหลี่ยมทองคำจะยังคงคลาคล่ำไปด้วยกาสิโน โอ้อวดยวนเย้าเหล่านักเสี่ยงโชคจากพม่า ลาว และไทย จนกลายเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตและภาพจำที่ติดตา เส้นทางสายใหม่ที่ถูกตัดผ่านเข้าสู่ตัว อ.แม่สาย รองรับความสะดวกสบายในอนาคต ยังแฝงไว้ด้วยความท้าทาย ให้นักผจญภัยหัวใจแกร่งควบบิ๊กไบค์สองล้อสัญจรท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวบรรยากาศเมืองเหนือ ที่เหลือคือการตาม รอยอารยธรรมเชียงแสน มรดกโลกล้ำค่าแห่งล่าสุดอายุ 750 ปี ที่ล่วงผ่านวาระการเฉลิมฉลองไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกฟากหนึ่งสู่เชียงแสนที่สะดวกสบายกว่า หากเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายเพียงไม่กี่อึดใจ ประตูสู่เชียงแสนด่านแรก คือเมืองเล็กๆ ที่สงบเงียบ เมื่อย่ำแรกในเมืองเชียงแสนอาจชวนให้แปลกตา หากพบว่าซากกำแพงเมืองโบราณรกร้าง ตามหัวมุมต่างๆ รอบเมืองยังคงหลอมรวมกับวิถีชุมชนสมัยใหม่ ใครก็ตามที่ไม่พิศมัยในวิถีการค้าและแหล่งบันเทิงร่วมสมัย ความสงบเงียบร่มเย็นในบรรยากาศดั่งต้องมนต์ของชุมชนแห่งนี้ ก็มีเสน่ห์พอยามปรารถนาจะหลบลี้หนีความวุ่นวาย ค้นพบได้จากความร่มเย็น ณ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ตลอดรวมถึงประติมากรรมเก่าแก่จากยุคพ่อขุนเม็งรายที่จะหาชมได้เต็มตาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ตลอดจน เมืองโบราณ จุดชมเมืองเก่าเพื่อย้อนรำลึกถึงความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรล้านนา เชียงแสน ในอดีตก่อนจะหลอมรวมมาเป็นแผ่นดินเดียว กับ เชียงราย ดังเช่นทุกวันนี้ เคยเป็นดินแดนในครอบครองของเงี้ยว ซึ่งเป็นอริรบร่วมกันกับกองโจรพม่า การสู้รบทำลายสถาปัตยกรรมอันมีค่าของเมืองเชียงแสนจนแทบจะหมดสิ้น ดังบันทึกของ คาร์ล บ็อค นักธรรมชาติวิทยาผู้เข้ามาสำรวจประเทศสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ ผ่านลายเส้นเอาไว้ดังนี้ว่า “…..เมืองนี้มีซากปรักหักพังซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่แปลกตา ฝีมือประณีตพระเจดีย์บางองค์ ประดับด้วยลวดลายแกะสลัก แต่ทุกองค์ก็ถูกบุกรุกทำลาย ลักเอาของมีค่า ไปจนหมดสิ้น……ตามพื้นดินมีพระพุทธรูปสำริดกองอยู่เกลื่อนกลาด บางองค์ก็มีขนาดใหญ่โตมาก พวกเงี้ยวยังคงมาทำการสักการะ เพราะเป็นปูชนียสถานที่พวกเขานับถือ แต่ถูกพวกเชียงราย (รากเหง้าคนไทยในปัจจุบัน) มาบุกรุกทำลาย…..” จากบันทึกของบ็อคบ่งบอกได้ถึงความรุ่งเรืองของเมืองเชียงแสน ว่าเคยยิ่งใหญ่ป่านใด แต่ที่น่าสลดใจก็คือ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังนำพระพุทธรูป จากซากพระเจดีย์กลับยุโรปไป เป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้น่าเสียดายว่าแม้แต่ความงามอันทรงคุณค่า ก็ยังพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาของมนุษย์อยู่ดี ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ชัยภูมิสำคัญอีกด่านหนึ่ง ของเชียงแสนคือที่ประดิษฐานของ พระพุทธนวล้านตื๊อ พระพุทธรูปองค์สำคัญหล่อด้วยทองคำสำริดดูแววาวราวถูกหลอมขึ้นใหม่ เหตุเพราะเป็นองค์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนองค์เดิม ที่จมลงสู่เบื้องล่างของลุ่มน้ำโขง จุดนี้โยงใยเข้ากับบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เป็นจุดชมวิวตะวันยามพลบค่ำ ที่สวยงามเพลินตา หากอากาศดี จะล่องเรือกลางลำน้ำโขง สัมผัสจิตวิญญาณและการเดินทางที่ต่อยอดสู่สิบสองปันนา ก็จะยิ่งเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าน่าจดจำ ท้องถนนในตัวอำเภอ เชียงแสน ไม่ได้ทำลายมรดกทางสถาปัตยกรรมจากยุคเก่าฉันท์ใด สถาปัตยกรรมกลางเก่า-กลางใหม่ อย่างตู้ไปรษณีย์โบราณก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ อิฐมอญเก่าแก่ตัวแทนที่ยังหลงเหลือของกำแพงเมืองในยุคโบราณ ทิวทัศน์ริมฝั่งโขงแห่งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่อาหารตา หากแวะมารองท้องหรือต้องการอิ่มหนำย่ำบรรยากาศกับมื้อพิเศษแล้ว ความสุขข้างทางจากแผงขายปลาช่อนกระบอก หยอกเย้ากับลมเอื่อยๆ ริมฝั่งสบรวก หรือมุมกินเที่ยวแบบสะดวก กับตลาดโต้รุ่ง เรียบง่ายในบรรยากาศแบบชาวบ้านในตัวอำเภอ เป็นความเคลื่อนไหวที่ยังรอต้อนรับทุกชีวิต ที่มุ่งผ่านสู่เชียงแสนยามแวะพักให้เราทักทาย เพื่อเก็บแรงไว้พบกับความท้าทายของทริปต่อไป เช้าสายบ่ายค่ำ เราเดินทางตามใจปรารถนารอบเมือง เชียงแสน สูดกลิ่นไอวัฒนธรรมล้านนาจนชุ่มปอด ต่อยอดการเดินทาง ด้วยการค้นหาแหล่งอารยธรรมเดิมของเมืองเหนือ ข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้านผ่านปากแม่น้ำอันมีประวัติยาวนาน พบพานเพื่อนร่วมทางที่แตกต่างหลากหลายในแนวคิด แต่มีจิตใจเดียวกันคือการค้นหา เพื่อหวังว่าจะได้กลับมาเยือนอีกครั้ง… โดยหวังว่าศักราชใหม่ๆ จะไม่พัดพาเอาความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมาเบียดบังความงามดังเช่นเมืองเก่าอีกหลายๆ เมืองที่เราต้องจำใจบอกลา บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map  เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ผวา! เสือโคร่ง ลักกินวัว ตายไป 10 ตัว
ลำปาง /  วัว / 

ชาวบ้านป่าเหมี้ยง จ.ลำปาง หวาดผวาเสือโคร่งลายพาดกลอน 2 ตัว ออกล่าวัวชาวบ้านที่ปล่อยหากินในหุบเขาลึก 10 ตัว เจ้าของตามไปเจอเหลือแต่ซากเน่า ผู้ใหญ่บ้านเกณฑ์ลูกบ้านออกล่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายมนัส สิงห์ไชย ผู้ใหญ่บ้านป่าเหมี้ยง หมู่ 7 ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ว่า พบซากเนื้อวัวจำนวน 10 ตัว เน่าเหม็นในป่าหุบเขาลึกดอยแผนที่หรือกอยกิ่วฝิ่น เขตรอยต่อระหว่าง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ และบ้านป่าเหมี้ยง อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ซึ่งเชื่อว่าวัวที่ถูกเสือโคร่งกัดกินจำนวน 10 ตัว เป็นของนายคลองทรัพย์ เทพสิงห์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 บ้านป่าเหมี้ยง และซากวัวของนาสวิง เทพสิงห์ พี่ชายของนายคลองทรัพย์ นายมนัส กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าของวัวทั้งสองราย ในตอนเช้าวันที่ 3 ส.ค. ว่า มีชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าขุดหน่อไม้ที่ดอยแผนที่พบซากวัว ส่งกลิ่นเหม็นอยู่เป็นจุดห่างกันไม่มากนัก จำนวน 10 ตัว ต่อมาเจ้าของวัวทั้ง 2 รายจึงเดินทางเข้าป่าลึก ซึ่งที่เกิดเหตุห่างจากที่หมู่บ้าน ประมาณ 7 กิโลเมตร และต้องเดินเข้าป่าไปอีกราว 1 กิโลเมตร ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นหุบเขาสมบูรณ์มีสัตว์ป่าหลายชนิดชุกชุม เมื่อไปถึงจุดดังกล่าวก็ต้องตะลึง เพราะพบซากวัวซึ่งมีสภาพเน่าเหม็นเศษเนื้อติดตามต้น ไม้นพื้นดิน กระจัดกระจาย และระหว่างนั้น นายคลองทรัพย์ เห็นเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่ 2 ตัว อยู่ห่างออกไป จึงใช้ปืนแก๊ปล่าสัตว์ยิงขู่ ให้เสือทั้ง 2 ตัววิ่งหลบหนีเข้าไป คาดว่าน่าจะเป็นเสือโคร่งที่กัดวัวตายแล้วจะย้อนมากินซากวัวอีกครั้ง ทั้งนี้ หลังจากข่าวเสือโคร่งออกล่าวัว ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัวไม่กล้า เข้าไปหาหน่อไม้ และไม่กล้าปล่อยวัวเข้าไปหากินในหุบเขาลึก ซึ่งนายมนัส กล่าวว่า ลูกบ้านของตนมีวัวเลี้ยงที่ปล่อยในป่าหลาย 10 ราย เป็นวัวเกือบ 200 ตัว จึงเกณฑ์ชาวบ้านพร้อมอาวุธป้องกันตัวออกตามล่าเสือโคร่งทันที ขณะที่เมื่อต้นปี มีชาวบ้านเห็นเสือโคร่งเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในดอยแผนที่มาแล้วหลายครั้ง และเพื่อความปลอดภัยของวัวจำนวนมาก นายมนัส จึงแจ้งให้เจ้าของวัวต้อนวัวเข้ามาไว้ในเขตหมู่บ้านก่อน จนกว่าจะไล่ต้อนเสือโคร่ง 2 ตัวนี้ออกห่างหมู่บ้านไป และจะได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ เพื่อร่วมกันแก้ไขเหตุการณ์นี้ต่อไป ด้าน นายอุดม จันทร์ตาใหม่ นายอำเภอเมืองปาน จ.ลำปาง กล่าวว่า เบื้องต้นได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อ.เมืองปานรับทราบแล้ว เพื่อเข้าไปแก้ไขสถานการณ์และให้คำแนะนำกับชาวบ้านที่ได้ออกล่าเสือ 2 ตัวนี้ อย่าได้ทำร้ายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าหายาก และให้ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่บ้านป่าเหมี้ยงจัดเวรยามในเวลากลางคืน เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านและเด็ก เนื่องจากบ้านป่าเหมี้ยงอยู่ในหุบเขาลึก มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี และที่พบเสือโคร่งก็อยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่ถึง 10 กิโลเมตร ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ไทยรัฐ

5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น /  Bodyguards and Assassins / 

แอ็คชั่นลุ้นระทึกกับ 5 ชั่วโมง 13 ช่วงตึกในการต่อสู้ที่ชี้ชะตาแผ่นดิน รวมดาราดัง "ดอนนี่ เยน, หลี่หมิง, เซี่ยะถิงฟง และนักร้องสาวสวย ฝานปิงปิง" พร้อมฉายในไทยเป็นกลุ่มประเทศ แรกในโลก 18 ธันวาคมนี้ ปีเตอร์ ชาน "ปีเตอร์ ชาน" ผู้กำกับคนดังที่ชาวไทยรู้จักมักคุ้นกันดี ได้เผยถึงโปรเจคท์ใหญ่ของปีนี้ คือ "Bodyguards and Assassins" หรือ 5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น โดยทุ่มทุนถึงกว่า 800 ล้านบาท เพื่อสร้างฉากสุดอลังการของเมืองฮ่องกงยุค 1905 ซึ่งเหมือนจริงที่สุด เพื่อใช้ในการถ่ายทำเรื่องราวการต่อสู้ ในเวลาของความเป็นความตายของ ดร. ซุนยัดเซ็น 5 ชั่วโมง ในระยะ 13 ช่วงตึก ที่จะพลิกชะตาของแผ่นดินจีน ความตั้งใจของปีเตอร์ ชาน นั้น ไม่เพียงต้องการสร้างภาพยนตร์แอ็คชั่น ที่สร้างความสนุกสนาน ให้กับผู้ชมเท่านั้น แต่ยังต้องการที่จะเสริมในเรื่องของอุดมการณ์ที่แน่วแน่ ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว จึงได้นำเรื่องราวในเสี้ยวประวัติศาสตร์ที่มีการลอบสังหาร ดร. ซุนยัดเซ็นมานำเสนอ เขาได้เชิญดาราดังเชื้อสายจีนมาร่วมประชันบทบาทกันอย่างเต็มที่ ทีมนักแสดงหลัก 5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น "ดอนนี่ เยน" รับบท Shen Chong-yang (นักพนัน)นักพนันตัวยงที่ยังลังเลว่าจะช่วยราชวงศ์ชิงหรือทีมปฏิวัติ หลังจากประสบความสำเร็จในช่วงแรกของอาชีพ เป็นดาวรุ่งในด้านศิลปะการต่อสู้ในฮ่องกงในช่วงปี 1990 ดอนนี่ Yen ก็ได้เล่นหนังฮอลลีวู้ดเรื่องแรกคือ Highlander Endgame และที่เขานำรถคามิโอเข้าฉากแอ๊คชั่นให้กับกิลเลอร์โม เดล โทโรใน Blade II (2002) การแสดงของเขาในบท Zhang Yimou จากเรื่อง Hero (2002) ทำให้เขาได้รับรางวัลในฐานะนักแสดงซึ่งเหนือกว่าทักษะศิลปะการต่อสู้ของเขา ปัจจุบันเขาได้รับดารเสนอชื่อเป็นนักแสดงยอดเยี่ยมปี 2009 จากฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์จากการรับบทในเรื่อง Wilson YIP?s Biopic Ip Man (2008) "หลี่หมิง" รับบท Liu Yu-bai (ขอทาน)ติดฝิ่นงอมแงม ซึ่งพยายามเลี่ยงอดีตของตัวเอง ที่เป็นลูกชายในตระกูลไฮโซ นักร้องซุปเปอร์สตาร์เพลงป๊อปกวางตุ้งผู้กลายมาเป็นนักแสดง ปัจจุบันเขาเป็นหนึ่งในผู้มีพรสวรรค์ชั้นเยี่ยมของฮ่องกง บทบาทที่เขาได้รับเมื่อเร็วๆนี้รวมทั้งงานของ ปีเตอร์ Ho-san Chan Comrades: Almost a love story (1996), Internal Affair III ของหลิว เต๋อ หัว และล่าสุดเป็นดารานำของ Chen Kaige ใน Forever Enthralled (2008) เขาคว้ารางวัลดาราชายยอดเยี่ยมถึง 2 ครั้งจากโกลเด้น ฮอร์ส อวอร์ดส์จากบทบาทในหนังของ ปีเตอร์ Ho-san Chan และจากเทศกาลภาพยนตร์ที่ฉางชุน "เซี๊ยะถิงฟง" รัทบท A-si (ชายลากรถ)คนขับรถของนักธรุกิจท้องถิ่นและบอดี้การ์ด ผู้ภักดีและถ่อมตัว สิ้นหวังในรักกับลูกสาวพ่อค้าชั้นสูง ดาราขวัญใจวัยรุ่น นิโคลัส TSE เริ่มเข้าวงการ ด้วยการ เป็นนักร้อง /นักแต่งเพลง และออกอัลบั้มชุดแรกด้วยวัยเพียง 16 ด้วยกระแสนิยมและพรสวรรค์ที่ติดตัว มาทำให้เขา ได้เล่นภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมทั้งการแสดงหนังแอ๊คชั่นระเบิดกระจายอย่าง Gen-X Cops ของ Benny Chan และหนังของแจ๊คกี้ ชาน (The Medallion, New Police Story, Rob-B-Hood) และผลงานล่าสุดกับ 2 พี่น้องตระกูลแปง Storm Warriors (2009 อยู่ในขั้นตอนการผลิต) "หลี หยู ชุน" รับบท Fan Hong (นักร้องหญิง) รับบทนักแสดงละครโอเปร่า ซึ่งปรากฏว่าเป็น Wing Chun master และเป็นลูกสาว Tai Ping นักปฏิวัติหลี หยู ชุน เป็นดาวเด่นในวงการบันเทิงจีน ในฐานะหนึ่งในคนดังของเอเชียบนปกนิตยสารไทม์ เอเชียฉบับพิเศษหลังจากเธอชนะการประกวด ร้องเพลงในอเมริกัน ไอดอล Super Girl ปี 2005 เธอเป็นหนึ่งในนักร้องยอดนิยมของจีน และเป็นแบบอย่างในปัจจุบัน การมีชื่อเสียงอย่างฉับพลันของเธอไม่ใช่แค่ทำให้ก้าวหน้าในอาชีพร้องเพลง ด้วยการทัวร์คอนเสิร์ตหลายประเทศ ได้ออกหลายอัลบั้มและรับรางวัลนับไม่ถ้วน แต่ยังกลายเป็นที่สนใจ จำนวนมาก จากบริษัทโฆษณาทั่วโลกรวมทั้งได้ร่วมงานกับหลายบริษัทที่มีชื่ออย่าง Coca-Cola, Crest and HP เธอยังเป็นปิ๊ปสตาร์คนแรกที่รัฐบาลนำรูปของเธอไปทำแสตมป์ ภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ ที่ไม่เหมือนใคร ของเธอทำให้มีแฟนๆทั่วประเทศ ในปี 2009 เธอได้เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Bodyguards and Assassins "เม้งบาเทียร์" รับบท เป็นคนขายของข้างถนน ผู้มีวิชากังฟูชั้นเลิศ (พ่อค้าเร่) ผู้เล่นตำแหน่งเซนเตอร์เจ้าของความสูง 208 เซนติเมตร เกิดที่มองโกเลีย เคยเล่นให้กับทีม เดนเวอร์ นักเก็ต, ซาน อันโตนิโอ สเปอร์ และ โตรอนโต แรปเตอร์ นอกจากนั้นยังเคยเล่นในลีกอาชีพในจีน ให้กับทีม Beijing Ducks (เป็ดปักกิ่ง). ขอบคุณข้อมูลจาก United international Pictures

พระราชินี ทรงห่วงใยสังคมไทย แนะให้นำความสงบสุขกลับคืนโดยเร็ว
12สิงหา /  ถวายพระพร / 

12 ส.ค. 54 รายงานข่าวแจ้งว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ และพระบรมวงานุวงศ์ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 11 สิงหาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะรัฐมนตรี ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส องคมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พร้อมคณะบุคคลและประชาชนเข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 79 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดกรวยกระถงดอกไม้สดเพื่อแสดงความเคารพ ก่อนถวายพระพรชัยมงคลว่า ในนามพสกนิกรชาวไทย มีความปลาบปลื้มปีติ สำนึกพระมหากรุณาธิคุณที่ให้ปวงข้าพระพุทธเจ้าเฝ้าทูลละอองธุรีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล และประชาชาชาวไทยทั้งปวงชื่นชมโสมนัส มีพระสุขภาพพลานามัย ทรงพระเกษมสำราญ มุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อให้พสกนิกรพ้นความยากไร้ เป็นที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ข้าพุทธเจ้าพร้อมพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ขออำนาจพระศรีรัตนตรัย ทรงพระเกษมสำราญยิ่งยืนนาน สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสตอบว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และผู้แทนของข้าราชการทุกหมู่เหล่า ฝ่ายบริหาร นิติบัญญติ ตุลาการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน รวมทั้งผู้แทนของสภา สมาคม องค์กรต่างๆ ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ขอขอบคุณผู้ส่งจดหมาย คำประพันธ์คำอวยพรจำนวนมากผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ข้าพเจ้าทราบซึ้งในน้ำใจไมตรีของทุกท่าน เวลานี้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสบายขึ้นมากแล้ว แต่แพทย์แนะนำให้ทำกายภาพบำบัด พระองค์ทรงงานได้เพิ่มขึ้น ติดตามโครงการต่างๆ มากขึ้น ในระยะนี้ที่มีฝนตกหนัก น้ำท่วมในภาคเหนือ อีสาน ทรงเป็นห่วงมาก ได้พระราชทานสิ่งของประชานในพื้นที่น้ำท่วมหลายแห่ง เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือประชาชนมาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจะเห็นว่า คนไทยไม่เคยทอดทิ้งกันในยามทุกข์ยาก ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยดูแลราษฎรอย่างใกล้ชิด ทุกวันที่ 11 สิงหาคม ที่ท่านทั้งหลายมาชุมนุมกันเพื่ออวยพรวันเกิด ข้าพเจ้าก็จะมีโอกาสเล่าเรื่อง มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ที่เกิดขึ้นในรอบปี รวมทั้งบางเรื่องเล่าซ้ำ เพราตั้งใจจะเตือนความทรงจำ เรื่องแรก เป็นเรื่องโศกเศร้าของบ้านเมือง ในการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอพระองค์นี้ เมตตาประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ขอบคุณรัฐบาลที่จัดงานอย่างสมพระเกียรติ ข่าวเศร้าอีกข่าว เป็นข่าวใหญ่ข่าว ฮ.ตกในอุทยานแห่งชาติแก่งพระจาน จ.เพชรบุรี 3 ลำ สูญเสียกำลังพล 16 นาย และช่างภาพโทรทัศน์ 1 นาย ข้าพเจ้าเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง ผู้สูญเสียทุกคนเป็นกำลังแข็งแกร่ง หลายคนมีลูกเล็กๆ ที่ไร้เดียงสา แม่ต้องรับดูแลเป็นทั้งพ่อทั้งแม่อย่างดีที่สุด เพราะทุกท่านปฏิบัติภารกิจปกป้องผืนป่า ควรระลึกในความดี และร่วมกันปกป้องผืนป่า อย่าให้ความสูญเสียครั้งใหญ่เป็นความสูญเปล่า ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วย เมื่อออกมาจากป่าข้าพเจ้าก็โล่งใจ คิดว่าบุญกุศลที่ลำบาก คงเป็นอานิสงส์ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ตลอดจนเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน อยากขอความร่วมมือจากรัฐบาลจากคนไทยสังคมไทย นั่นคือ การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่บ่อนทำลายสังคมไทย ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น แต่ก่อนชาวไทยภูเขาปลูกฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งโครงการหลวงมาช่วยแก้ไขปัญหาชาวไทยภูเขาปลูกพืชเมืองหนาว จนเลิกปลูกฝิ่นหมดแล้ว ข้าพเจ้านึกว่าจะเบาใจเรื่องยาเสพติด ที่ไหนได้กลับมีผู้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของยาเสพติด มีผู้ลักลอบผลิต เวลานี้ที่เผยแพร่เร็วกว่าเชื้อโรค คือยาบ้า ยาบ้า ผลคือคนไทยตกเป็นทาสยาบ้าเป็นล้านคน มีสุขภาพทรุดโทรม ร่างกาย จิตใจ สติปัญหาเสื่อมถอย "ยาบ้ากำลังทำลายสังคมไทยอย่างน่ากลัว ไม่สบายใจเลยที่มีการระบุว่า ยาบ้ามีขายทุกตรอกซอกซอย ในโรงเรียน ในวัด ผู้ค้ากำลังทำตัวเป็นฆาตกร ฆ่าลูกหลานไทยอย่างเลือดเย็น" ก่อนหน้านี้เคยสนับสนุนเงินให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ต่อมา ป.ป.ส.ได้นำเงินไปสมทบกับงบประมาณของสำนักงานตั้งเป็นกองทุนต่อต้านยาเสพติดขึ้นชื่อว่า "กองทุนแม่ของแผ่นดิน" มอบให้หมู่บ้านเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในปี 2547 จำนวน 672 หมู่บ้าน ต่อมารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปขยายผลตั้งหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินขึ้นทั่วประเทศ เวลานี้มีทั้งหมด 12,189 หมู่บ้าน และรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ก็หาทุนมาสมทบอีก 300 ล้านบาท จึงมอบเงินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้ดำเนินการหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน "เชื่อแน่ว่ารัฐบาลต่อไปจะสานต่อโครงการนี้ แต่ถ้ารัฐบาลทำงานฝ่ายเดียว คงไม่สำเร็จ คนไทยต้องผนึกกำลังช่วยกัน เริ่มจากคนในคอรบครัว ต่อจากนั้นเป็นเรื่องสังคม ควรต่อต้านและประณามผู้ผลิต ผู้ค้า และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ทำไมปล่อยให้ลูกหลานติดยา ไม่รักษา คงต้องให้เวลา ให้กำลังใจ ในการฟื้นฟู เเพื่อเป็นกำลังของสังคมและครอบครัวต่อไป" นอกจากนั้น ยังไม่สบายใจในเหตุการณ์ภาคใต้ ที่ทราบมาว่า มีผู้ก่อความไม่สงบลอบทำร้ายพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาต บางรูปมรณภาพ บางรูปทุพพลภาพ การบิณฑบาตถือเป็นการปฏิบัติกิจตามหลักของสงฆ์ ในอดีตทีผ่านมาไม่เคยมีประวัติทำร้ายพระสงฆ์ เพราะการทำบุญ ใส่บาตร ทำด้วยความสมัครใจ ข้าพเจ้าตกใจ เสียใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามองย้อนกลับในอดีต สมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่ภาคใต้ ชาวไทยมุสลิมมาจุดเทียนเพื่อรอส่งเสด็จ เพราะหวั่นว่าจะเกิดอันตราย เพื่อเข้าไปในพื้นที่อันตราย ข้าพเจ้าซาบซึ้งในความมีน้ำใจชาวไทยมุสลิมอย่างไม่รู้ลืม เมื่อรู้ว่ามีการลอบทำร้ายพระสงฆ์ ชาวไทย ชาวไทยมุสลิม ข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการครูอาสาที่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัย ข้าพเจ้าได้มอบเงินจัดตั้งศูนย์ครูใต้ที่ จ.ปัตตานี มีห้องสมุด มีห้องประชุม ห้องสันทนาการ สำหรับครูได้พักผ่อน แลกเปลี่ยน มีโรงเรียนสำหรับลูกหลานครู "ข้าพเจ้าไม่อยากเชื่อว่าเป็นฝีมือของชาวไทยมุสลิมที่ทำร้ายพระสงฆ์และไม่คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ถือเป็นการกีดกันไม่ให้มีการใส่บาตร เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการประกอบกิจทางศาสนา รู้สึกสะเทือน ใจ ไม่อยากให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราอีกต่อไป ขอความร่วมมือได้ช่วยกันพาสันติสุขและความสงบกลับคืนมาสู่ภาคใต้โดยเร็ว" Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

ประกาศิตยาจกซู (ช่วงเดียวจบ)
หนังจีน

ไฟล์จาก : youtube.com ชื่ออื่นๆ : Hero Among Heroes ชื่อไทย : ประกาศิต ยาจกซู ประเภท : Action/Adventure นำแสดงโดย : Donnie Yen (เจิน จื่อตัน) กลับมาอีกครั้งกับตำนานสุดยอดกังฟู.... ฮีโร่ผู้ผดุงคุณธรรม ยุทธภพต้องสะเทือน เรื่องย่อ : ปลายราชวงค์ชิง ชาวต่างชาติทำให้คนจีนติดฝิ่นเป็นจำนวนมากโดยการสนับสนุนของอ๋องสิบสอง หวงเฟ่ยหงและหลินเจ๋อฉีผู้ตรวจการใหญ่ร่วมมือกันกำจัดฝิ่นให้หมดไป ทำให้อ๋องสิบสองโกรธแค้นมาก จึงหลอกให้ซูฉ่านหนึ่งในสิบพยัคฆ์กวางตุ้ง เช่นเดียวกับหวงเฟ่ยหง เข้าใจหวงเฟ่ยหงผิด และยังหลอกให้เข้ามาติดฝิ่น สุดท้ายก็ให้ไปลอบฆ่าหลินเจ๋อฉี แต่หวงเฟ่ยหงมาช่วยไว้ทัน และช่วยรักษาซูฉ่านให้หายจากการติดฝิ่น แต่เขาก็หนีไป และพบกับพ่อบุญธรรมของเขาฝึกวิชาหมัดเมาจนสำเร็จ และสุดท้ายชูฉ่านก็ไปแก้แค้น (เนื้อเรื่องจาก : www.nonstop2011.com)

เหวี่ยงใหญ่...ให้ติดดิน 1/2
หนังจีน

หยวนเปียว - เจิ้นจื้อตัน : นําแสดง เนื้อเรื่องโดยย่อ : คณะกายกรรมชางฟางโดนระเบิดจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องอพยพจากเซี่ยงไฮ้มาที่เมืองหนาน เเละหาที่ตั้งกายกรรมใหม่ เเต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการค้าฝิ่น ของญี่ปุ่น เเละต้องร่วม มือกันทั้งคณะกายกรรมทลายการค้าผิ่นนี้ให้­ได้ โดยมี อาตง (รับบทโดย หยวนเปียว ) เเละ ความช่วยเหลือจาก ตงฟา ตำรวจหนุ่ม (รับบทโดย ดอนนี่ เยน) ร่วมมือกันต่อสู้เเละจะทลาย การค้าฝิ่นได้หรือไม่ต้องติดตาม แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=6Yfpm6GUOFg