ฝิ่น

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง กับการเดินทางสุดประทับใจ
ดอยอ่างขาง /  ที่เที่ยวหน้าหนาว / 

โครงการหลวงในประเทศไทย มีมากมายหลายแห่ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพียบไปด้วยองค์ความรู้ ที่นักท่องเที่ยวควรมาศึกษา วันนี้ travel.mthai.com ขอพาคุณไปเพลิดเพลินกับ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โครงการหลวงที่ได้รับความนิยม เลื่องชื่อเรื่องพืชพันธุ์ โดดเด่นด้วยนางพญาเสือโคร่ง เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและทัศนียภาพอันสวยงาม สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง กับการเดินทางสุดประทับใจ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะ 1,400 เมตร และมียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร พื้นที่รับผิดชอบประมาณ 26.52 ตารางกิโลเมตร หรือ 16,577 ไร่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้เขาช่วยตัวเอง” เปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่นมาเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาวที่สร้างรายได้ดีกว่าเก่าก่อน ปัจจุบันดอยอ่างขางได้เปลี่ยนสภาพจากภูเขาซึ่งถูกตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ผลกว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และไม้ดอกเมืองหนาวมากกว่า 20 ชนิด สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 16.9 องศาเซลเซียส มีชาวไทยภูเขาเผ่าจีนฮ่อ ไทยใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง อาศัยอยู่โดยรอบกว่า 600 ครัวเรือนใน 6 หมู่บ้าน กิจกรรมการท่องเที่ยว ชมแปลงสาธิต ผัก ผลไม้ ต้นนางพญาเสือโคร่งและไม้ดอกเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ สามารถขับรถวนเป็นวงกลม ค่าเข้าชมคนละ 30 บาท ยานพาหนะคันละ 50 บาท เยี่ยมหมู่บ้านหลวง สัมผัสชีวิตชาวจีนฮ่อ เยี่ยมหมู่บ้านนอแล สัมผัสวิถีชีวิตชาวปะหล่อง อดีตชนเผ่าดั้งเดิมของพม่า มีผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของกลุ่มแม่บ้าน จำหน่ายและเยี่ยมฐานปฏิบัติการนอแล ชมชายแดนไทย-พม่า เดินป่าระยะสั้น ชมความงามธรรมชาติของผืนป่าปลูกทดแทน มีบริการให้ขี่ล่อ กิจกรรมดูนก ที่มีทั้งนกประจำถิ่นและนกหายากต่างถิ่นให้ศึกษาหลากสายพันธุ์ สวนบอนไซและสวนหินธรรมชาติ ตั้งอยู่ตรงปากทางเข้า เป็นสวนที่รวบรวมบอนไซนานาชนิดมาให้ได้ชมกัน โรงเรือนดอกไม้ เป็นโรงเรือนที่รวบรวมพันธุไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวชนิดต่างๆ มากมาย อาทิเช่น บีโกเนีย รองเท้านารี พืชกิน แมลง มีมุมน้ำตกในสวนสวย ซึ่งดอกไม้ในสวนเหล่านี้จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกดอกตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ภายในบริเวณโรงเรือนจะมีจุดจำหน่ายผลผลิตของสถานีและผลิตภัณฑ์แปรรูป พร้อมมีมุมนั่งพักจิบกาแฟอีกด้วย สวนแปดสิบ เป็นสวนจัดกลางแจ้ง ตรงข้ามบริเวณสโมสร ซึ่งสวนนี้ตั้งชื่อตามอายุขององค์ประธานมูลนิธิ โครงการหลวงหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ในวาระที่ทรงมีอายุครบ 80 ชันษา โดยจะจัดตกแต่งสวนในสไตล์อังกฤษ ด้วยพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ เมืองหนาวนานาชนิด เช่น กะหล่ำประดับ เดซี ลินาเลีย ชบาอาบูติลอน ฯลฯ สวนคำดอย เป็นสวนที่รวบรวมพันธุ์ไม้ดอกกุหลาบพันปี สายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ ฮอลแลนด์ และ อังกฤษ ซึ่งจะไม่มีปลูกที่ อื่นนอกจากที่สวนแห่งนี่ที่เดียว แปลงไม้ผลเมืองหนาว เป็นแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวชนิดต่างๆ ได้แก่ พีช บ๊วย พลับ สาลี่ พลัม กีวีฟรุ๊ต ราสพ์เบอรี่ บูลเบอรี่ สตรอเบอรี่ หยางเมย การเดินทางสู่ดอยอ่างขาง สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง - เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง เลี้ยวซ้ายทางแยกตำบลเมืองงาย ตรงเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังศูนย์ฯ - เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ถึง กม. 137 แยกบ้านปางควาย เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1249 ตรงไปประมาณ 25 กิโลเมตร หมายเหตุ- ใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท (ควรเช็คสภาพเครื่องยนต์ก่อนขึ้นเขา และผู้ขับขี่ควรมีประสบการณ์ เพราะเส้นทางมีความชันมาก) หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมา 1,000 - 1,500 บาท ภาพจาก yimresearch.net สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โทร : 053-450107-9 สำหรับจองที่พัก หรือสอบถามร้านอาหารสถานีฯ อ่างขาง โทร : 053-450107-9 ต่อ 113 หรือ 114 ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวอ่างขาง โทร : 053-450077 หรือ www.angkhangstation.com  ,  www.facebook.com/angkhangstation ขอบคุณข้อมูลจาก : www.oceansmile.com  ,  รูปภาพจาก : www.angkhangstation.com เรียบเรียงโดย : Travel MThai

เที่ยวหอฝิ่น สะท้อนอดีตด้านมืด สามเหลี่ยมทองคำ
พิพิธภัณฑ์ /  สามเหลี่ยมทองคำ / 

ณ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในฝันสำหรับใครหลายคน อดีตเคยเป็นดินแดนแห่งความมืดมน และดูน่าหวาดกลัว โดยเฉพาะเรื่องราวของ ฝิ่น พืชมหันตภัยร้าย ได้เป็นที่รู้จักกันมากในที่แห่งนี้ ทีมงาน Travel MThai ขอพาสมาชิกมิตรรัก ไปชมพิพิธภัณฑ์ หอฝิ่น เพื่อเสริมความรู้ และตระหนักกันว่า สิ่งเสพติด ไม่เคยให้คุณกับใครเลยสักคน และเมื่อได้รับมันไปเสมือนเดินเข้าใกล้ปากขุมนรก! เที่ยวหอฝิ่น สะท้อนอดีตด้านมืด สามเหลี่ยมทองคำ สามเหลี่ยมทองคำ คือบริเวณรอยต่อระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เริ่มทำการก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2542 – พ.ศ. 2545 เปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2548 โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เป็นเสมือนประตูเปิดสู่โลกอันลึกลับของพืชชนิดนี้ จากความมืดมนน่าหวาดกลัว สู่ความแจ่มจรัสและรู้แจ้ง พื้นที่ 5,600 ตารางเมตร หอฝิ่น แหล่งเรียนรู้ รวมถึงกรณีศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่น ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเยาวชน และประชาชนทั่วไป หอฝิ่น แสดงลำดับเรื่องราวของฝิ่น โดยเริ่มจากธรรมชาติวิทยาของฝิ่น การสืบประวัติการใช้ฝิ่นในยุคโบราณกลับไป 5,000 ปี ประวัติการแพร่กระจายของฝิ่นจากการค้าสมัยจักรวรรดินิยม เหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์ ที่สร้างความอดสูแก่ผู้ชนะและผู้แพ้สงครามฝิ่น อันนำไปสู่การล่มสลายของราชวงค์แมนจู ความชาญฉลาดของประเทศสยามในการเผชิญกับมหาอำนาจตะวันตก และการควบคุมปัญหา ฝิ่น ยาเสพติดเริ่มใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันในรูปแบบของยามหัศจรรย์ หอฝิ่นได้นำเสนอสนธิสัญญาฝิ่น กฎหมายเกี่ยวกับฝิ่น องค์การที่แก้ไขปัญหานี้ ความขัดแย้งและการพัวพันอาชญากรรม ผลกระทบที่เลวร้ายของยาเสพติดที่ทำให้ผู้เสพไม่สามารถต่อต้านได้ มาตรการควบคุมและปราบปรามยาเสพติด และกรณีศึกษาที่นำเสนอทางเลือก โอกาสที่จะต่อสู้กับความเย้ายวนจากสารเสพ ติด หอฝิ่น ได้จัดแสดงอุปกรณ์การสูบฝิ่น การขายฝิ่น ชมภาพถ่าย ภาพยนต์และวีดิทัศน์เรื่องราวเกี่ยวกับ และยาเสพติดจากหลายประเทศทั่วโลก ความเป็นมาของ หอฝิ่น ในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ คือ จุดที่ประเทศไทย ลาว และพม่า มาบรรจบกัน เป็นที่ที่แม่น้ำรวกไหลมารวมกันกับแม่น้ำโขง และยังหมายถึงพื้นที่กว้างครอบคลุมบริเวณถึงสามประเทศ และในพื้นที่นี้เองมีการปลูกฝิ่น ผลิตเฮโรอีน และลักลอบนำออกไปขาย เมื่อได้ยินคำว่า “ สามเหลี่ยมทองคำ “  คนส่วนมากมักจะนึกถึง ดอกฝิ่น ชาวไทยภูเขา เทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก แม่น้ำโขง หรือภาพของภาพป่าเบจพรรณ แต่ภาพที่นึกถึงมากที่สุดคงจะเป็นภาพของฝิ่นและเฮโรอีน ภาพความลึกลับ น่าสะพรึงกลัวของการปลูกและการลักลอบค้าฝิ่น ภาพสงครามกลางเมือง กองทหารการสู้รบของพวกลักลอบการค้าฝิ่น ชาวบ้านยากจน การกวาดล้างโรงงานผลิตเฮโรอีน คาราวานขนฝิ่นไปตามเส้นทางในป่า สามเหลี่ยมทองคำ คือ แหล่งที่มาของเฮโรอีนกว่าครึ่งของจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมดในโลก เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น สมเด็จย่า ทรงทรงเริ่มโครงการพัฒนาเหนือสุดของประเทศไทย มีจุดมุ่งหมายคืนผืนป่า และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น สามเหลี่ยมทองคำ คือ รากเหง้าของอาชญากรรม และการกระทำอันทุจริตที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย แพร่ไป สู่แอฟริกา ยุโรปและอเมริกา ทุกๆ ปีจะมีนักท่องเที่ยวเกือบแสนเดินทางมาที่นี่เพียงเพราะชื่อ สามเหลี่ยมทองคำ ปี พ.ศ.2531 (1988) สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในจุด เหนือสุดของประเทศไทยโครงการนี้มีจุดหมายที่จะคืนผืนป่าและฟื้นฟูคุณภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เทือกเขานางนอนในเขตพื้นที่ ประเทศไทย และหยุดการปลูกและการเสพฝิ่นในดินแดนแห่งนี้ ในอีกไม่กี่ปีต่อมา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงริเริ่มโครงการที่จะช่วยให้การศึกษา แก่ประชาชนในเรื่องของการศึกษาประวัติของฝิ่นในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำและ ทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนร่วมกันต่อสู้ยาเสพติด ให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ยาเสพติดประเภทต่างๆ ไม่เฉพาะก่อให้เกิดปัญหากับประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาให้กับประชากรและสังคมโลกโดยรวมอีกด้วย การริเริ่มโครงการในพระราชดำริในครั้งนั้น ส่งผลสืบเนื่องให้เกิด หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ห่างจากอำเภอเชียงแสนประมาณ 10 กิโลเมตร หอฝิ่นฯซึ่งล้อมรอบด้วยสวนอันสวยงามของอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ จะเป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กัน อย่างถูกกฎหมายและผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อ เนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆและยาเสพติดในชนิดอื่นๆ นิทรรศการภายในของหอฝิ่นประกอบด้วย อุโมงค์มุข (TUNNEL)  นิทรรศการเริ่มตั้งแต่อุโมงค์ที่มืดสนิท ดูลึกลับที่มีความยาว 137 เมตร ซึ่งเจาะทะลุภูเขาทางด้านตึกรับรองไปถึงตัวอาคารใหญ่อีกฟากหนึ่ง ที่กว้าง สว่าง ลม โปร่ง และเป็นทุ่งฝิ่นจำลอง ห้องโถง (LOBBY) ผู้คนจะได้เห็นทุ่งฝิ่นจำลอง และศึกษาเรื่องราว และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพันธุ์ต่างๆของดอกป๊อปปี้ทั้งที่เป็นพันธุ์สวย งามและเป็นพันธุ์ที่ใช้กรีดเอายางมาผลิตเป็นยา การเจริญเติบโตในระยะต่างๆของดอกป๊อปปี้ รวมทั้งการเปาะแห้งของดอกป๊อปปี้ที่ใช้ประโยชน์ในการตกแต่งดอกไม้แห้งประดับ ห้องประชุม (AUDITORIUM)  ห้องโสตทัศนศึกษาในห้องนี้มีการจัดฉาย VTR เล่าถึงที่มาจุดประสงค์และเรื่องราวที่บรรจุในการจัดหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ปัญจสหัสวรรษแรก (THE FIRST 5,000 YEARS)  ผู้ชมจะเดินทางเข้าสู่การแกะรอยประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของพืชพิเศษประเภทนี้ การแกะรอยประวัติศาสตร์ของฝิ่นเริ่มต้นจากการกำเนิดของฝิ่น บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีหลักฐานการค้นพบครั้งแรกที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ตลอดจนหลักฐานที่มีการ เขียนเป็นรายลักษณ์อักษรชิ้นแรกในตำราทางการแพทย์ SUMERIAN และการใช้เชิงการแพทย์ และการศาสนาในกรีกโบราณ โมและ อียิปต์ ได้มีการใช้ฝิ่นซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิผลที่ต่ำมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน มีดสองคม (LIGHT AND DARK HALLWAY) ผนังสองด้านของทางเดินเชื่อมต่อนี้จะถูกออกแบบให้สะท้อนถึงด้านดีและด้านร้ายที่ได้จากการใช้ ”ฝิ่น” - ด้านที่ดี จะเป็นด้านที่สว่างเห็นภาพของการใช้ยาที่ได้จากการสกัด จากฝิ่น เพื่อประโยชน์จากการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บปวด ผลผลิตที่ได้จากดอกป๊อปปี้ เช่น สินค้า เค้ก ขนมปัง ดอกไม่ประดับ - ด้านร้าย เป็นด้านที่มืดจะเห็นอาการที่ทุกข์ทรมานจากการเสพติด ภาพการใช้เข็มฉีดยา และภาพการเสื่อมโทรมทางกายภาพของผู้ติดยา ประจิมสู่บูรพา (FROM WES TO EAST)  ต่อจากนั้นผู้ชมจะก้าวเข้าสู่ยุคของการค้าระหว่างจักรวรรดิยุโรปกับเอเชีย เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าฝิ่นเป็นสินค้าในเชิงพาณิชย์อย่างไรและฝิ่นกลาย เป็นสารเสพติดที่แพร่หลายในวงกว้างอย่างไร โดยจำลองฉากท่าเรือพาณิชย์อังกฤษผู้ชมจะเดินทางผ่านห่อใบชา ผ้าไหม เครื่องลายคราม และเครื่องเทศ อันเป็นสินค้าของตะวันออกและวัฒนธรรมการดื่มชาของชาวอังกฤษ และเป็นสาเหตุของการขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลเกือบทำให้ประเทศนี้เกือบล่ม สลาย ต่อจากนั้นจึงเดินทางเข้าสู่เรือสินค้าของยุโรปที่ออกเดินทางจากอังกฤษมา อินเดียพร้อมทั้งชมโรงงานฝิ่นในอินเดีย เรือบรรทุกสินค้าจะหยุดพักที่เมืองสิงคโปร์เพื่อเติมเสบียง และขนถ่ายสินค้าบางส่วนลงเรือขนาดเล็ก สู่ท่าเรือท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองสงขลา และจันทบุรี เมืองสิงคโปร์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างอินเดียและจีน ก่อนที่จะรวมการเดินทางราวติดปีกของฝิ่นมาสู่ประเทศจีนที่ท่าเรืออันเป็น หัวใจของจีน กวางตุ้ง ศึกยาฝิ่น (OPIUM WARS)  ร่องรอยประวัติศาสตร์นี้จะนำนักท่องเที่ยวสู่ความขัดแย้งที่รู้จักกันในนาม “ สงครามฝิ่น “ เมื่อชาวอังกฤษบังคับให้จีนเปิดประเทศเข้าสู่การค้าเสรีและภายใน ค.ศ. 1900 คนจีนกว่า 13 ล้านคน ติดฝิ่นเศรษฐกิจของจีนถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากการที่จีนต้องนำเข้าฝิ่น เป็นจำนวนมากมายมหาศาลและราชวงค์แมนจู(ราชวงค์ชิง) ก็ตกอยู่ในภาวะล่มสลาย ภายในห้องนี้จะเล่าถึงเหตุการณ์ สำคัญรวมทั้งสงครามที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ของจีนโดยมีการจัดแสดงหุ่นจำลองของสามบุคลสำคัญของจีนและสามบุคลสำคัญของ อังกฤษทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสงครามฝิ่น ห้องถัดมาจะเป็นการจัดแสดงเหตุการณ์สำคัญสามเหตุการณ์ ได้แก่ การทำลายฝิ่นที่หูเหมินโดยข้าหลวงหลินเจ๋อสวี การเผาทำลายหยวนหมิง – หยวน ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อนอายุกว่า 150 ปี การถูกลิดรอนสิทธิและผลกระทบด้านความเป็นอยู่ของชาวจีนหลังสงคราม ฝิ่นในสยาม ( OPIUM IN SIAM )  เมื่อลองเข้ามาในห้องนี้จะมีเจดีย์รัตนโกสินทร์ตั้งอยู่และจะผ่านเข้าประตู เมือง มีการจำลองโรงน้ำชาจีนในเยาวราชโดยมีหุ่นนอนสูบฝิ่นสองคน ความเป็นมาของฝิ่นในสยาม แม่ฝิ่นจะไม่ได้มีต้นกำเนิดในประเทศไทยแต่ก็มีหลักฐานยืนยันว่าคนไทยรู้จัก ฝิ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วในสมัยรัชการที่ 1,2 และ3 พระราชบัญญัติห้ามค้าฝิ่นและสูบฝิ่นยังคงถูกประกาศใช้อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ฝิ่นในสยามเริ่มเปลี่ยนแปลงหลังจากอังกฤษรบชนะจีนในสงครามฝิ่น อีกส่วนต่อมาจะจัดแสดงของหายาก เช่น ลูกแป้ง กลักยาฝิ่น หมอน เป็นต้น รวมทั้งพื้นที่จำลองในการเคี่ยวฝิ่น,พระพุทธรูปที่ได้จากการหลอมกลักฝิ่น ยามหัศจรรย์ (MEDICAL MARVELS)  ต่อจากนั้นนักท่องเที่ยวจะได้รู้ถึง พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ ของตะวันตกที่นำไปสู่การแยกตัวของมอร์ฟีน พัฒนาการของเฮโรอีน และการฉีดเฮโรอีนเข้าใต้ผิวหนังชาวตะวันตกส่วนมาจะติดยาแก้ปวดประเภทนี้และ ยาอื่นๆรวมถึงฝิ่นและยาเสพติดอื่นๆ ข้อห้ามทางกฎหมาย/อาชญากรรม/การขัดแย้ง ( PROHIBITION/CRIME/CONFLICT) การ ตามรอยประวัติศาสตร์จบลงด้วยการที่ทั่วโลกต้องหันมาป้องกันฝิ่นและยาเสพติด ในช่วงทศวรรษที่ 20 โดยยาเสพติดที่ผิดกฎหมายอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การอาชญากรรมอันเป็นควาน พยามของชาวโลกในการร่วมใจพัฒนาเพื่อต่อสู้กับการลักลอบค้ายาเสพติดและการใช้ ยาในทางที่ผิด   แหล่งซุกซ่อน (HIDE-OUT HALLWAY) ต้องการให้ผู้ชมทราบ ถึงการรู้เท่าทันของเจ้าหน้าที่ตำรวจจับยาเสพติดว่า ไม่ว่าจะซ่อนไว้ที่ไหนก็ตามก็สามารถจับได้ เช่น การซ่อนไว้ที่รองเท้า ในกระหล่ำปลี เป็นต้น ผลร้ายของยาเสพติด (EFFECTS OF DRUGS) ผู้ชมจะได้เห็น ว่าการติดยาเสพติดเป็นสิ่งที่ทุกข์ทรมานจะเกิดผลร้ายที่กระทบกันอย่างต่อ เนื่องทังทางด้านเศรษฐกิจด้านสังคมและตัวผู้เสพเอง ทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ชมจะได้ทราบถึงยาเสพติดประเภทต่างๆ เช่น ยาเสพติดในกลุ่มฝิ่น,ยากดประสาท,ยากระตุ้นประสาท,ยาหลอนประสาท,กลุ่มสาร ระเหย ฯลฯ ใครที่คิดว่ายาเสพติดไม่เกี่ยวกับเขาเพราะเขาหรือใครในครอบครัวไม่ติดยา คนนั้นคิดผิดยาเสพติดมีผลกระทบต่อชีวิตทุกคน โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง เคยมีประวัติเสื่อมเสียจากการเสพยาเสพติดมาก่อน ภายหลังตัดสินใจเลิก และได้เข้ารับการบำบัด ฟื้นฟูร่างกาย จนกลับมามีชื่อเสียงโด่งดังอีกครั้ง การศึกษา (CASE STUDIES) เป็นกรณีศึกษาจริงว่าเกิดอะไร ขึ้นกับครอบครัวที่ติดยาเสพติดการจัดแสดงเรื่องราวของครอบครัวที่ตกเป็นทาส ยาเสพติดว่าต้องประสบชะตากรรมอย่างไรบ้าง บางครอบครัวก็สามารถเอาชนะได้และบางครอบครัวก็ต้องประสบทุกข์ทรมานอย่างแสน สาหัส หลอกตัวเอง/หลอกคนอื่น (GALLERY OF EXCUSES/GALLERY OF VICTIMS) เป็น เรื่องราวเกี่ยวกับการแก้ตัว แก้ต่าง กล่าวโทษกันไปมา ไม่มีประโยชน์ ไม่มีข้อสรุป สุดท้ายคือความตาย และเรื่องราวที่เกี่ยวกับเอดส์และผู้ตกเป็นเหยื่อ ห้องคิดคำนึง (HALL OF REFLECTION)  ผู้ชมได้มีโอกาสที่ได้อยู่กับตัวเองและตั้งคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหมด ที่ได้รับจากการชมนิทรรศการทั้งหมด ซึ่งเราหวังว่านักท่องเที่ยวแต่ละท่านที่ได้เข้ามาสัมผัส หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ จะก้าวออกจากนิทรรศการแห่งนี้ไปด้วยความรู้สึกที่ปรารถนาจะมีส่วนร่วมในอัน ที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ - ดร. ชาร์ลส์ บี เมห์ล (Charles B. Mehl,Ph.D.) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าข้อมูล ประวัติความเป็นมาถึงเรื่องราว ตลอดจนคุณและโทษของฝิ่นอยู่นานถึง 9 ปี - ได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย CARNELL ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้ที่เขียนหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่นและภาพถ่ายมากกว่าหนึ่งแสน หน้ากระดาษ ที่บันทึกไว้ในไมโครฟิล์ม - ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีนให้เข้าไปศึกษาค้นคว้าในพิพิธภัณฑ์ของจีนเกี่ยวกับเรื่องราวของสงคราม ฝิ่น - OECF ( กองทุนความร่วมมือทางเศรฐกิจภาคโพ้นทะเล) ของประเทศญี่ปุ่น สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างตัวอาคารและตกแต่งภายในเป็นเงิน 9.5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือคิดเป็นเงินไทยในขณะนั้นประมาณ 358 ล้านบาท มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สนับสนุนการจัดหารูปภาพ ระบบแสงสีเสียง อุปกรณ์การแสดงต่างๆ ที่ตกแต่งภายในโดยทีมงานศึกษาวิจัยของมูลนิธิแม่ฟ้า หลวง - UN ได้ให้การสนับสนุนภาพบางส่วน -ดร. เสกสรร ประเสริฐกุล ได้ให้การสนับสนุนเรื่องราวของฝิ่นในประเทศสยาม -ปัจจุบันประชากรทั้งโลกมีประมาณ 6 พันล้านคนมีเพียง1% ที่ได้รับผลประโยชน์จากการผลิต - เป้าหมายของหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ คือการลดความต้องการสารเสพติด หมายถึง เป็นสถานศึกษา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงทีความประสงค์ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะ กลุ่มเยาวชน โดยพยามที่จะให้คนทั่วโลกเข้าใจและมีความเห็นพ้องต้องกันที่จะช่วยกันแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้หมดไป ขณะที่ปัญหาเกิดจากผู้ผลิตที่เราพบได้ง่ายในบริเวณที่ประเทศที่กำลังพัฒนา จะต้องช่วยกันหยุดความต้องการของผู้ใช้และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ให้หมดสิ้น ไป - หวังว่าหลังจากที่พวกเราได้เดินชมกันทั่วแล้ว คงจะมีความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เราร่วมกันต่อสู้และต่อต้านปัญหา ยาเสพติดเพื่อทำให้สังคมโลกของเราดีขึ้น วันและเวลาดำเนินการ ** วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 8.30 – 16.00 น. ( เวลา 16.00 น. เป็นเวลาขายบัตรรอบสุดท้าย ) ** จำนวนผู้เข้าชมมากสุดไม่ควรเกิน 50 คน/ รอบ ระยะเวลาสำหรับการชมนิทรรศการโดยเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมง ***ทางเจ้าหน้าที่ของ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวบันทึกภาพภายในพิพิธภัณฑ์ได้*** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ หมู่ 1. บ้านสบรวก ต. เวียง อ. เชียงแสน จ. เชียงราย 57150 โทร (053) 784-444-6 , แฟกซ์ (053) 652-133 เว็ปไซต์: www.maefahluang.org , อีเมลล์ hallofopium@doitung.org   View Larger Map หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ จังหวัดเชียงราย ข้อมูลและภาพ : chiangraifocus.com / sadoodta.com / maefahluang.org เรียบเรียงโดย Travel MThai

ละครนางทาส , เรื่องย่อนางทาส
ละคร นางทาส /  เรื่องย่อละครนางทาส / 

เรื่องย่อนางทาสบทประพันธ์โดย : วรรณสิริบทโทรทัศน์โดย : บทกรกำกับการแสดงโดย : กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุลผลิตโดย : บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด เย็น เด็กสาววัยเพียง 16 ปี ซึ่งเกิดในครอบครัวยากจนข้นแค้น ได้ถูกขายมาเป็นทาสบ้าน พระยาสีหโยธิน เพื่อเอาเงินไปให้พ่อแม่ที่กำลังลำบาก ทันทีที่เข้ามาในบ้าน เย็นก็ต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งของเหล่าทาสที่อยู่มาก่อน ดีที่ได้ ฟัก ทาสสาวรุ่นพี่ กับ เที่ยง ทาสหนุ่มหน้าตาดีช่วยเอาไว้ ฟักพาเย็นมาอยู่เรือนทาสของตนและคอยสอนงานต่างๆให้ จนเย็นสนิทกับฟักมากกว่าใคร และทำให้เย็นได้รู้ความเป็นไปในเรือนหลังนี้มากขึ้น พระยาสีหโยธินเจ้าของเรือนเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แต่อายุไม่มากนัก เพราะทำความดีความชอบไว้มาก เลยได้เป็นพระยาตั้งแต่ยังหนุ่ม (ราชทินนามที่มีคำว่า โยธิน ต่อท้าย แสดงว่าเป็นทหาร) โดย ท่านเจ้าคุณ เป็นคนหล่อเหลาเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม นอกจาก คุณหญิงแย้ม ซึ่งเป็นเอกภรรยาแล้ว ยังมีอนุภรรยา 2 คนคือ สาลี่ กับ บุญมี แต่ท่านเจ้าคุณยังไม่เคยมีลูกกับภรรยาคนไหนทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เย็นไม่รู้ ก็คือการชิงอำนาจกันในหมู่ภรรยาของท่านเจ้าคุณเอง ทำให้ทั้งเรือนเหมือนตกอยู่ในสงครามเย็นไม่มีผิด โดยสาลี่เป็นคนสวยที่สุดในหมู่ภรรยาของท่านเจ้าคุณ แต่ฐานะเดิมยากจนมาก ซึ่งก่อนจะมาเป็นอนุภรรยา สาลี่ได้มีโอกาสเจอกับท่านเจ้าคุณ แต่ครั้งที่ท่านเจ้าคุณยังเป็นคุณหลวงหนุ่ม แต่ด้วยความยากจนและอยู่ในตระกูลต่ำ พ่อแม่ของคุณหลวงจึงรังเกียจ และได้ไปสู่ขอคุณแย้มซึ่งเป็นลูกผู้ดีมีตระกูลมาเป็นเอกภรรยาแทน ทำให้สาลี่แค้นใจมาตลอดหลังจากแต่งงานได้ไม่นาน คุณหลวงก็รับสาลี่มาเป็นอนุภรรยา ทำให้สาลี่คิดชิงดีชิงเด่นกับคุณแย้มมาตลอด โดยมี อีแอบ ทาสคนสนิทคอยเป็นมือเป็นเท้าให้ คุณแย้มโดนสาลี่ท้าทายจนทนไม่ไหว แต่ก็ทำอะไรไม่ถนัด เพราะคุณหลวงคอยออกรับแทน คุณแย้มเลยไปหาอนุภรรยาอีกคนมาให้คุณหลวงชื่อ บุญมี บุญมีเป็นคนสะสวย ทำให้คุณหลวงลุ่มหลงมากในช่วงแรกๆ แต่ด้วยความที่บุญมีเป็นคนเอาแต่ใจ ไม่อ่อนหวาน ไม่นานนัก คุณหลวงก็กลับไปหาสาลี่เหมือนเดิม ละคร นางทาส การชิงอำนาจในบ้านยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณหลวงได้เลื่อนขั้นตามลำดับจนได้เป็นพระยา และคุณแย้มได้รับการแต่งตั้งเป็น “คุณหญิงแย้ม” ยิ่งทำให้สาลี่ริษยาหนักขึ้น และยิ่งชิงดีชิงเด่นมากกว่าเดิม จนบางครั้งถึงกับกล้าหักหน้าคุณหญิงแย้มเลยทีเดียว คุณหญิงทนเก็บความไม่พอใจเอาไว้ และรู้ดีว่าวิธีเดียวที่จะทำให้ท่านเจ้าคุณออกห่างจากสาลี่ได้ ก็คือการมีลูกให้ท่านเจ้าคุณ แต่ก็ไม่มีภรรยาคนใดสามารถทำได้มาก่อนท่านเจ้าคุณเป็นนายทหารที่ซื่อสัตย์ กล้าหาญ แต่กลับมีเพื่อนเป็นขุนนางทุจริต ชื่อ พระมหาเทพ ซึ่งพยายามจะวิ่งเต้นกับท่านเจ้าคุณอยู่บ่อยๆ แต่ท่านเจ้าคุณก็ไม่ยอมรับเงินสินบนแม้แต่น้อย ซึ่งสาลี่รู้เรื่องนี้ดี เลยแอบติดต่อกับพระมหาเทพแทน และแอบช่วยเหลือรับเงินสินบนมาโดยที่ท่านเจ้าคุณไม่รู้เรื่อง สาลี่ได้เงินทุจริตมาก็กินใช้อย่างฟุ่มเฟือย ทำตัวเทียมคุณหญิงแย้มมากขึ้นทุกวัน โดยหวังว่าซักวัน ตนจะได้ขึ้นแทนคุณหญิงแย้มได้สำเร็จ ทางด้านเย็น หลังจากที่ฟักคอยสอนงานบ้านงานเรือนให้ เย็นก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นที่เอ็นดูของฟัก และด้วยความมีน้ำใจ และเป็นคนซื่อๆ ทำให้เป็นที่รักใคร่ของคนเกือบทั้งเรือน เว้นแต่แอบบ่าวของสาลี่ และ ม้วน ของบุญมีเท่านั้นที่หมั่นไส้เย็นจนคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งอยู่ตลอด แต่ก็ได้ฟักกับเที่ยงคอยช่วยไว้ ทำให้เย็นอยู่รอดปลอดภัยมาได้ โดยที่เย็นไม่รู้เลย ว่าเที่ยงแอบชอบตนอยู่เที่ยงเป็นทาสที่แปลกกว่าทาสทั่วไป เพราะนอกจากจะตั้งใจทำงานแล้ว ยังมีความตั้งใจที่จะหลุดพ้นจากการเป็นทาส และสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา ด้วยความหล่อเหลาเจ้าคารม ทำให้ทาสสาวน้อยใหญ่ในเรือน ล้วนจ้องเที่ยงตาเป็นมัน แต่เที่ยงก็ไม่สนใจใครนอกจากเย็นเพียงคนเดียว แต่เย็นกลับไม่มีใจให้เที่ยง และคิดเพียงอยากจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่และพี่ชายเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เย็นได้ช่วยคุณหญิงแย้มเอาไว้จากพวกวิ่งราวทรัพย์ ท่านเจ้าคุณเลยเรียกเย็นไปให้รางวัล และเพียงครั้งแรกที่เย็นได้สบตาท่านเจ้าคุณ ก็รู้สึกหวั่นไหวอย่างประหลาด แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ท่านเจ้าคุณเองก็นึกชอบในความน่ารัก ใสซื่อของเย็นเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เย็นเป็นทาส ทำให้ท่านเจ้าคุณกระดากใจ ไม่กล้าแสดงออกมากนัก แต่เรื่องนี้กลับไม่พ้นสายตาแอบไปได้ แอบรีบไปชิงยุสาลี่ให้ยกเย็นขึ้นมาเป็นเมียน้อยท่านเจ้าคุณอีกคน ท่านเจ้าคุณจะได้หลงใหลสาลี่ และทำให้คุณหญิงแย้มตกที่นั่งลำบากไปเรื่อยๆ แต่สาลี่หึงหวงท่านเจ้าคุณ ไม่ต้องการให้ใครขึ้นมาแข่งกับตน รวมทั้งมั่นใจในความสวยของตัวเองอยู่แล้วเลยไม่สนแผนนี้ แถมยังให้แอบไปแกล้งเย็นจนเย็นล้มป่วยฟักเห็นเย็นป่วยหนัก เลยไปบอกคุณหญิงแย้ม คุณหญิงเลยพาหมอมารักษาเย็นจนหาย ทำให้เย็นซาบซึ้งในบุญคุณของคุณหญิงมาก คุณหญิงเห็นเย็นเป็นคนสวย ว่านอนสอนง่าย ไม่กระด้างเหมือนบุญมี เลยคิดจะยกเย็นขึ้นมาเป็นเมียน้อยอีกคน คุณหญิงแย้มเลยให้เย็นขึ้นมารับใช้บนเรือน เที่ยงรู้เรื่องนี้ก็เดาแผนคุณหญิงออก เลยยิ่งร้อนใจ เที่ยงเลยไปสารภาพรักกับเย็น แต่เย็นกลับปฏิเสธกลับมา ทำให้เที่ยงอกหักไม่มีชิ้นดี เย็นอยู่รับใช้บนเรือนก็สุขสบายขึ้น แถมคุณหญิงขัดสีฉวีวรรณจนเย็นสวยขึ้นผิดหูผิดตา ท่านเจ้าคุณเห็นเข้าก็ยิ่งชอบเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ท่านเจ้าคุณก็เอ่ยปากขอรับเย็นเป็นภรรยาอีกคน ละคร นางทาส หลักจากเย็นรู้ว่าตนจะได้เป็นภรรยาท่านเจ้าคุณ ใจนึงเย็นก็ดีใจเพราะตนแอบมีใจให้ท่านเจ้าคุณอยู่แล้ว แต่อีกใจตนก็หวาดหวั่น เพราะเริ่มรู้แล้วว่าการชิงอำนาจในเรือนนั้นน่ากลัวเพียงใด สาลี่ บุญมี รู้เรื่องนี้เข้าก็ไม่พอใจ พยายามขัดขวางไม่ให้ท่านเจ้าคุณรับเย็นขึ้นมา แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีคุณหญิงแย้มคอยให้ท้าย เย็นจึงกลายเป็นอนุภรรยาคนล่าสุดของท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณหลงเย็นมาก ไม่เคยรู้สึกรักผู้หญิงคนไหนมากเท่าเย็นมาก่อน แต่ด้วยวัยที่ต่างกัน เลยทำให้ท่านเจ้าคุณไม่กล้าแสดงออกมากนัก แต่ก็ยังให้สร้อยทองกับเย็นเป็นของขวัญ ซึ่งเย็นก็ใส่ติดตัวไว้ตลอดอย่างมีความสุขสาลี่เจ็บใจเรื่องนี้มาก เพราะตั้งแต่วันนั้นท่านเจ้าคุณก็ไม่ได้มาหาตนที่เรือนอีกเลย แม้ว่าจะพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมมารยาสารพัด แต่ก็ไม่สำเร็จ สาลี่เลยไปจ้างนักเลงคุมบ่อนชื่อ เครา มาดักฉุดเย็น แต่เที่ยงก็ช่วยเอาไว้ได้ ทำให้เครากับพวกต้องหนีกระเซอะกระเซิง แถมสาลี่ยังหมดเงินทองไปไม่น้อย บุญมีได้โอกาสพยายามยุแยงว่าเที่ยงกับเย็นเป็นชู้กัน ท่านเจ้าคุณหึงหวงเย็น เลยวางแผนจะดักจับ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมทำให้ท่านเจ้าคุณไม่เชื่อบุญมีอีก สาลี่ บุญมีทำอะไรเย็นไม่ได้ก็ยิ่งแค้นใจ แถมต่อมาคุณหญิงแย้มกับเย็นท้องขึ้นมาพร้อมกันอีก ทำให้ท่านเจ้าคุณดีใจสุดๆ และไม่แวะเวียนไปหาทั้งคู่อีกเลย สร้างความเกลียดชังให้สาลี่ บุญมีหนักขึ้นไปอีก เย็นรู้ตัวว่าท้องก็ดีใจ ความเป็นแม่ทำให้เย็นเฝ้าประคบประหงมลูกในท้องด้วยความรักทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงด้วยซ้ำ จนกระทั่งวันคลอด คุณหญิงแย้มกับเย็นคลอดลูกพร้อมกัน คุณหญิงคลอดลูกเป็นผู้ชายแต่ตายตั้งแต่คลอด ส่วนเย็นคลอดลูกเป็นผู้หญิง ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงคุณหญิงเสียใจที่ลูกตัวเองตาย และกลัวฐานะของตนเองจะสั่นคลอน เลยให้ฟักไปขอลูกจากเย็นมาเป็นลูกของตน เพราะตอนนี้ท่านเจ้าคุณไม่อยู่ และทาสทั้งเรือนก็ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้ เย็นรักลูกมาก ไม่อยากให้ลูกไป แต่ด้วยบุญคุณที่คุณหญิงมี เลยยอมยกลูกให้คุณหญิงไป ท่านเจ้าคุณกลับมา รู้ว่าลูกของเย็นตายก็เสียใจ และหันไปทุ่มเทความรักให้ลูกของคุณหญิง โดยตั้งชื่อให้ว่า อุ่นเรือน โดยมีชื่อเล่นว่า “แดง” แม้เย็นไม่อาจให้ใครรู้ได้ว่าตนเป็นแม่ของคุณแดง แต่เย็นก็คอยเลี้ยงดูคุณแดงด้วยความรักทุกวัน ทำให้ท่านเจ้าคุณประทับใจมาก เพราะคิดว่าเย็นรักลูกของตนกับคุณหญิงเหมือนลูกของตน ท่านเจ้าคุณเลยยิ่งรักเย็นมากกว่าเดิม สร้างความริษยาให้สาลี่กับบุญมีมากขึ้นทุกที จนกระทั่งวันหนึ่ง ยืน พี่ชายของเย็นมาขอพบเย็น เพื่อบอกข่าวว่าพ่อไม่สบายมาก ขอเงินเย็นไปรักษาพ่อ เย็นไม่มีเงิน เลยถอดสร้อยทองที่ท่านเจ้าคุณให้เป็นของขวัญกับพี่ไป บุญมีมาเห็นเข้า เลยรีบไปตามท่านเจ้าคุณมาดูแล้วใส่ร้ายว่าเย็นคบชู้ ยืนตกใจที่เห็นคนมาเลยรีบกระโดดลงคลองหนีไปเย็นถูกจับมาสอบสวน ท่านเจ้าคุณเห็นคาตา รวมทั้งบุญมียังเก็บเครื่องประดับบางชิ้นได้เป็นหลักฐานว่าเย็นเอาไปให้ชู้ เย็นเล่าความจริงให้ฟังว่าพี่มาขอเงินไปรักษาพ่อ ตนเลยถอดสร้อยให้ไป แต่ก็ฟังไม่ขึ้น ประกอบกับสาลี่ยุแยงซ้ำ ท่านเจ้าคุณเลยโมโหจนขาดสติ เพราะรักเย็นมากก็เลยหึงหวงมากกว่าปกติ ท่านเจ้าคุณเลยสั่งเฆี่ยนเย็นจนเกือบตาย แล้วสั่งไม่ให้เย็นเหยียบขึ้นมาบนเรือนอีก พร้อมกับปลดเย็นลงไปเป็นทาสเหมือนเดิม เย็นเสียใจสุดๆกับเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเฉพาะกับการที่ต้องจากกับคุณแดง ไม่ได้เลี้ยงดูเลือดในอกของตนอีกต่อไป ละคร นางทาส ฟักเชื่อเย็น แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ นอกจากดูแลเย็นจนหายป่วย แต่เย็นก็ต้องถูกใช้งานหนัก และถูกกลั่นแกล้งโดยแอบและม้วนอีก เที่ยงซึ่งไถ่ตัวออกไปเป็นไทแล้ว รู้เรื่องเข้าก็แค้นใจ เลยพยายามช่วยเย็นออกมาจากเรือน ทำให้ผิดใจกับท่านเจ้าคุณอย่างมาก จนเที่ยงต้องหนีเอาตัวรอดไปพึ่งพาพวกนักเลงเพื่อป้องกันตัวแทนเย็นพยายามจะเห็นหน้าลูกของตนให้ได้ แต่ท่านเจ้าคุณสั่งไว้ไม่ให้เย็นเหยียบขึ้นเรือน แต่เย็นก็พยายามหาทางลอบขึ้นเรือนไปจนได้ แต่ขณะที่เย็นกำลังอุ้มลูกด้วยความดีใจ ท่านเจ้าคุณก็มาเห็นเข้าแล้วสั่งจับเย็นไปขังที่เรือนขังทาสทันที พร้อมกับโบยตีบรรดาทาสที่หละหลวมปล่อยให้เย็นขึ้นมาบนเรือน ทำให้ไม่มีใครกล้าปล่อยเย็นเข้าใกล้เรือนอีก เที่ยงพยายามกลับมาช่วยเย็นให้ได้ โดยที่เที่ยงไม่เคยรู้เลยว่า คนที่แอบชอบตนมาตลอดคือบุญมีนั่นเอง บุญมีเข้ามาเป็นอนุภรรยาของท่านเจ้าคุณโดยไม่ได้รักท่านเจ้าคุณแม้แต่น้อย และหลังจากได้เจอเที่ยง บุญมีก็แอบหลงรักเที่ยงมาตลอด แต่ด้วยฐานะที่ต่างกัน ทำให้บุญมีไม่กล้าแสดงออก นอกจากหยิบยื่นน้ำใจให้เที่ยงบางครั้งที่มีโอกาส และยิ่งพอรู้ว่าเที่ยงชอบเย็น บุญมีก็ยิ่งหึงหวงจนหาเรื่องทำร้ายใส่ร้ายเย็นมาตลอดนั่นเองท่านเจ้าคุณไปราชการเพื่อรบกับข้าศึก แต่แผนเกิดรั่วทำให้ถูกลอบโจมตี จนท่านเจ้าคุณเกือบตาย แต่ได้ยืนซึ่งเป็นพ่อค้าเร่ช่วยเอาไว้ได้ ยืนพาท่านเจ้าคุณไปรักษา โดยที่ทั้งคู่ต่างไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ท่านเจ้าคุณซึ้งในบุญคุณของยืน เลยให้เงินยืนไว้ทำทุนก่อนจะจากกัน ท่านเจ้าคุณกลับมาอย่างปลอดภัย และพยายามสืบหาคนที่เป็นหนอนบ่อนไส้ แต่ก็ไม่ร่องรอยแม้แต่น้อย ในขณะที่ สาลี่เริ่มถลำลึกลงไปเรื่อยๆ จากที่แค่รับสินบนจากพระมหาเทพ ก็เริ่มคบค้ากับพวกนักเลง ตอนแรกก็เพื่อประโยชน์ในการวิ่งเต้นของตน แต่กลับกลายเป็นสาลี่ที่เข้าบ่อนติดการพนันซะเอง เย็นถูกห้ามไม่ให้เข้าใกล้คุณแดง แต่เย็นก็คอยเมียงๆมองๆอยู่ห่างๆตลอดเวลา จนได้โอกาสก็เข้าไปกอด หอมคุณแดง ด้วยความรักและคิดถึงเต็มเปี่ยม แต่ก็เกิดเรื่องจนได้ เมื่อกำไลข้อเท้าทองคำของคุณแดงหายไป คุณหญิงแย้มสั่งสอบสวนทุกคน แต่กลับกลายเป็นว่าคนสุดท้ายที่อยู่กับคุณแดงคือเย็นนั่นเอง ท่านเจ้าคุณโกรธมาก คิดว่าเย็นขโมยกำไลทองของคุณแดงไป เลยสั่งเฆี่ยนเย็นเสียปางตาย คุณหญิงเลยรีบเอากำไลทองอันอื่นมาหลอกท่านเจ้าคุณว่าหาเจอแล้ว เย็นเลยรอดไปได้อย่างหวุดหวิดเย็นเจ็บหนักจนเกือบตาย แต่ก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากท่านเจ้าคุณแม้แต่น้อย มีเพียงฟักกับคุณหญิงแย้มเท่านั้นที่คอยดูแลตน แต่เย็นก็อดทนทุกอย่าง เพียงเพราะต้องการอยู่ใกล้ลูกเท่านั้น ในขณะที่บุญมีค่อยๆเผยใจให้เที่ยงรู้มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ทั้งคู่ก็เผลอใจมีความสัมพันธ์กันจนได้ ละคร นางทาส หลังจากมีความสัมพันธ์กัน เที่ยงก็รู้ความจริง ว่าบุญมีเป็นลูกสาวของจีนค้าฝิ่นที่ถูกทัพของท่านเจ้าคุณส่งไปปราบปราม จนพ่อของบุญมีต้องเสียชีวิต บุญมีพกความแค้นไว้ พอรู้ว่าคุณหญิงแย้มจะหาอนุภรรยาให้ท่านเจ้าคุณ ตนก็รีบเสนอตัวทันที เพื่อแฝงตัวเข้ามาทำลายท่านเจ้าคุณกับครอบครัว แต่เพราะความเกลียดชังตนเลยกระด้างกับท่านเจ้าคุณ จนท่านเจ้าคุณไม่โปรดปรานตน ทำให้ตนไม่มีโอกาสแก้แค้นท่านเจ้าคุณเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากการแอบส่งข่าวจนทัพของท่านเจ้าคุณถูกโจมตีในครั้งล่าสุดนั่นเอง เที่ยงแอบเก็บความลับนี้ไว้ เพราะตนก็ต้องการล้างแค้นท่านเจ้าคุณเช่นกันฟักลอบตามบุญมีไป จนรู้ความลับเรื่องนี้เข้า ทำให้ถูกบุญมีทำร้ายจนพิการเป็นอัมพาต เที่ยงเห็นความโหดเหี้ยมของบุญมี ก็เลยต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น ในขณะที่เย็นคอยดูแลฟักด้วยความห่วงใย เพราะฟักเป็นคนเดียวที่ดีกับตนจากใจจริง เย็นจึงไม่เคยทิ้งฟัก แม้ว่าจะโดนแอบ ม้วนรังแกยังไง เย็นก็อดทนเพื่อดูแลฟักต่อไป 5-6 ปี ผ่านไป คุณแดงเป็นเด็กกำลังน่ารักซุกซน แต่กลับถูกเสี้ยมสอนจากบุญมีว่าเย็นเป็นคนน่ารังเกียจ นิสัยชั่วช้า ด้วยความเป็นเด็กและพ่อแม่ตามใจมาก คุณแดงเลยแสดงความรังเกียจใส่เย็น ถึงกับไล่เย็นไปให้พ้นหน้า ทำให้เย็นเสียใจมากแต่ตนก็ไม่โกรธ เพราะรู้ว่าคุณแดงทำไปเพราะไม่รู้ว่าตนเป็นแม่แท้ๆ ภายใต้การดูแลของเย็นมาหลายปี ทำให้ฟักอาการดีขึ้น แต่ฟักกลัวว่าบุญมีจะรู้แล้วตนกับเย็นจะไม่ปลอดภัย เลยแกล้งนอนเป็นผักนึ่งต่อไป และหาโอกาสที่จะแฉความจริงเรื่องบุญมีออกมาให้ได้ บุญมีท้องกับเที่ยง แต่ท่านเจ้าคุณไม่ยุ่งเกี่ยวกับตนนานแล้ว บุญมีเลยต้องแกล้งทำดีกับท่านเจ้าคุณจนมีความสัมพันธ์กันอีกครั้ง เที่ยงรู้เรื่องเข้าก็ไม่พอใจ แต่ก็ขวางบุญมีไม่ได้ บุญมีแสดงตนว่ามีลูกกับท่านเจ้าคุณเลยเหิมเกริมหนัก ไม่เห็นหัวใครทั้งนั้นแม้แต่คุณหญิงแย้ม ประกอบกับสาลี่ตกเป็นทาสการพนันอย่างหนักจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ทำให้สาลี่วางแผนลักพาตัวคุณแดง เพื่อแลกกับเงินค่าไถ่มหาศาลจากท่านเจ้าคุณ แต่เย็นเสี่ยงตายไปช่วยคุณแดงออกมาได้ ทำให้สาลี่ถูกจับและเคราเจ้าของบ่อนถูกฆ่าตาย บุญมีเลยก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในเรือนแทนสาลี่ ซึ่งแม้แต่คุณหญิงแย้มก็ยังต้องเกรงสาลี่เลยถูกปลดไปเป็นทาส ทำให้ถูกพวกทาสที่ตนเคยออกฤทธิ์ออกเดชไว้ทำร้าย มีเพียงแอบที่ยังจงรักภักดี แต่แอบก็ถูกทำร้ายจนล้มเจ็บ เย็นเข้ามาช่วยดูแล จนสาลี่ซึ้งใจในความดีของเย็น หลังจากที่สาลี่หมดวาสนา ไม่มีใครคอยช่วยพระมหาเทพ ทำให้เรื่องพระมหาเทพทุจริตเริ่มแดงขึ้นมา พระมหาเทพวางแผนใส่ร้ายให้ท่านเจ้าคุณรับผิดแทนตน แต่สาลี่เก็บหลักฐานที่พระมหาเทพทุจริตเอาไว้หมด และพยายามเอาออกมาแฉ แต่ก็ถูกขัดขวางจากพระมหาเทพ ละคร นางทาส พระมหาเทพกลัวสาลี่จะแฉสำเร็จ เลยขู่จะทำร้ายคุณแดงเพื่อบีบให้เย็นเอาหลักฐานไปให้ตน เพราะพระมหาเทพรู้เรื่องจากบุญมีว่าคุณแดงเป็นลูกของเย็น เนื่องจากบุญมีต้องการให้ท่านเจ้าคุณต้องโทษ เลยบอกความลับนี้กับพระมหาเทพ เย็นห่วงลูกเลยขโมยหลักฐานจากสาลี่เพื่อเอาไปให้พระมหาเทพ แต่ฟักซึ่งแกล้งป่วยมาตลอดกลับไปแทน ทำให้ฟักรับเคราะห์ถูกพระมหาเทพฆ่า แต่ก็ช่วยคุณแดงได้สำเร็จ ก่อนตายฟักบอกเย็น เรื่องบุญมีและบอกหนทางเอาผิดบุญมีเย็นทำตามที่ฟักบอก ทำให้สามารถจัดการบุญมีได้สำเร็จ บุญมีไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เลยฆ่าตัวตาย เที่ยงเสียใจกับการตายของบุญมีมาก แต่ไม่อยากให้พยาบาทจองเวรกันต่อไป เลยนำลูกของตนกับบุญมีไปเลี้ยงที่ต่างจังหวัดเงียบๆ สาลี่เอาหลักฐานไปแฉพระมหาเทพได้สำเร็จ ยืนยันความบริสุทธิ์ของท่านเจ้าคุณ ทำให้ท่านเจ้าคุณพ้นมลทิน และพระมหาเทพถูกจับติดคุกในที่สุด แต่ตัวสาลี่เองก็ต้องรับผิดติดคุกไปเช่นกัน ท่านเจ้าคุณซาบซึ้งในความรักที่สาลี่มีต่อตน และบอกว่าถ้าสาลี่ออกจากคุกเมื่อไหร่ ตนก็พร้อมรับสาลี่ให้กลับมาอยู่ด้วยกัน ทุกอย่างดูเหมือนจะคลี่คลายไป แต่ยืมก็กลับมาหาเย็นอีกครั้ง โดยยืนได้เงินจากท่านเจ้าคุณไปทำทุนค้าขาย จนชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมมาก เลยรวบรวมเงินมาไถ่ตัวเย็น ความจริงเลยปรากฏเมื่อท่านเจ้าคุณจำยืมได้ และรู้ว่ายืมคือพี่ชายแท้ๆของเย็น ซึ่งเพราะความหึงหวง ตนเลยทำร้ายเย็นมาตลอดเวลาท่านเจ้าคุณรู้สึกผิดมาก และยอมตัดใจให้เย็นไปกับพี่ชาย คุณหญิงแย้มทนไม่ไหว ไม่อยากเห็นแก่ตัวต่อไป เลยสารภาพความจริงทั้งหมด ว่าคุณแดงไม่ใช่ลูกตนแต่เป็นลูกของเย็น เย็นทั้งรักและห่วงลูกมาก แม้จะเป็นไทแล้วแต่ก็ไม่ยอมกลับไปกับพี่ เลือกที่อยู่ที่นี่ต่อ ท่านเจ้าคุณดีใจที่เย็นอยู่กับตน และยกเย็นกลับขึ้นมาเป็นอนุภรรยาอีกครั้ง และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รายชื่อนักแสดงนางทาส ณัฐวุฒิ สกิดใจ รับบท พระยาสีหโยธินมทิรา ตันติประสุต รับบท เย็นวิริฒิพา แย้มนาม รับบท คุณหญิงแย้มหยาดทิพย์ ราชปาล รับบท สาลี่รวีวรรณ บุญประชม รับบท บุญมีเกียรติกมล ล่าทา รับบท พระมหาเทพ วริษฐ์ ทิพโกมุท รับบท บุญมา

10 ที่เที่ยวเดือนกันยายน ไปลุยฝนกอดเมืองไทย
10 จุดหมายท่องเที่ยว /  เที่ยวหน้าฝน / 

เข้าสู่เดือน 9 เรียกได้ว่าเป็นช่วงพีคที่สุดของหน้าฝน หลายสถานที่ในเมืองไทยมีความงดงามเพียบพร้อมรอให้ทุกท่านไปสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก ดูทะเลหมอก ทุ่งดอกไม้ หรือจะนั่งชิลริมทะเลอันเงียบสงบก็มีครบทั้งหมด travel.mthai.com จะพาทุกท่านออกไปกอดเมืองไทยให้ชื่นใจในเดือนกันยายนนี้ รับรองว่าฟินทุกที่แน่นอน แนะนำ 10 ที่เที่ยวเดือนกันยายน ลุยฝน กอดเมืองไทย 1. น้ำตกไทรโยคน้อย จ.กาญจนบุรี น้ำตกไทรโยคน้อย หรือชื่อเดิม น้ำตกเขาพัง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี  ตั้งอยู่ติดริมทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางระหว่างไทรโยค – ทองผาภูมิ ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 46 เป็นอีกหนึ่งน้ำตกที่สวยงามของจังหวัดกาญจนบุรี เหมาะแก่การแวะพักผ่อน พาลูก ๆ หลาน หรือ เพื่อน ๆ มานอนแช่น้ำตกเย็น ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรืน ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม 2. อุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่ ออบหลวง เป็นสถานที่น่าเที่ยวที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ความสวยงามและน่าเกรงขามไว้ในที่เดียวกัน เป็นเพราะว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์ของออบหลวงที่เบื้องล่างเป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวผ่านช่องเขาขาด ซึ่งช่องเขานี้มีลักษณะเป็นผาสูงชัน และแคบมาก บีบทางน้ำไหลให้แคบเข้า ดังนั้นแม่น้ำตรงนี้จึงเชี่ยวจัด เกิดเสียงน้ำกระทบหน้าผาดังสนั่นโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีสะพานเชื่อมช่องเขาขาดสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของออบหลวง ภายในบริเวณอุทยานออบหลวง ยังมีการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วย เช่น หลุมฝังศพของมนุษย์โบราณ ภาพเขียนสีขาวที่บริเวณเพิงผาช้าง อีกด้วย 3. ภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์ ช่วงฤดูฝนอันสดชื่นประมาณเดือน ส.ค.- ก.ย. เป็นช่วงที่ “ดอกหงอนนาค” ในอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เบ่งบานรอรับนักท่องเที่ยวที่ได้ปีนป่ายขึ้นมาเยือน ดอกไม้ชนิดนี้เป็นพืชล้มลุกที่มีหลายชื่อเรียก อาทิ หญ้าหงอนเงือก น้ำค้างกลางเที่ยง โดยดอกหงอนนาคจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ยามเช้าดอกหงอนนาคจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง ดอกไม้ชนิดนี้จะเบ่งบานจนเป็นทุ่งดอกไม้ใหญ่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งทุ่งดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาวแห่งนี้ เป็นทุ่งดอกหงอนนาคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สอบถามยามดอกไม้บาน ได้ที่ : ททท. สำนักงานแพร่ (เขตรับผิดชอบ อุตรดิตถ์, แพร่, น่าน) โทร. 0 5452 1127 4. จุมชมวิวเขามัทรี จ.ชุมพร จุดชมวิวเขามัทรี ตั้งอยู่บริเวณเส้นทางปากน้ำชุมพร ไปทางหาดทรายรี การขึ้นไปชมเขามัทรนั้นต้องขึ้นไปบนเขามัทรีซึ่งมีความชันในการเดินทาง แต่เป็นทางลาดยางตลอด มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านบนมีพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (พระโพธิสัตว์กวนอิม) สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล ด้านบนสามารถมองเห็นเมืองปากน้ำชุมพร ทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยแม่น้ำที่ทอดตัวผ่านหมู่บ้านชาวประมงลงสู่ทะเลฝั่งอ่าวไทย เห็นเรือประมงจอดเทียบท่าหน้าบ้านตนเอง และยังเห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่นี่ทำการออกเรือในช่วงเวลายามเย็นอีกด้วย 5. วัดท่าอิฐ จ.อ่างทอง วัดท่าอิฐ วัดที่สวยงามที่สุดวัดหนึ่งของภาคกลาง ชมความอลังการของพระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง ที่ตั้งตระหง่านทองอร่ามมาแต่ไกล พระเจดีย์มีความกว้าง 40 เมตร สูง 73 เมตร รูปแบบศิลปะลังกา-อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ลักษณะเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม มีองค์ระฆังและปล้องไฉน 32 ปล้อง เพื่อทดแทนเจดีย์หลังเดิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าอุโบสถที่ผุพังไปตามกาลเวลาและเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานในพระเจดีย์เป็นสมบัติของศาสนาและเพื่อระลึกถึงพระคุณของพระองค์ที่สั่งสอนสัตว์โลกจนเพียบพร้อมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา 6. จุดชมวิวดอยกิ่วลม จ.แม่ฮ่องสอน จุดชมวิวดอยกิ่วลม มีความสูงประมาณ 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดชมวิวนี้สามารถชมได้ทั้งสองฟากถนน มีทัศนียภาพที่สวยงามและหลากจินตนาการของทิวเขาที่สลับซับซ้อนของยอดดอย เชียงดาว มีเมฆขาวสลับกันสวยงาม มีร้านขายของอาคารขายสินค้าของพี่น้องชาวเขาเผ่าลีซอ มีสินค้าหัตถกรรม และสินค้าอื่นๆ วางขายบริการแก่นักท่องเที่ยว ปัจจุบัน จุดชมวิวดอยกิ่วลม ได้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีจุดบริการนักท่องเที่ยวซึ่งสร้างอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ และมีร้านกาแฟชาวไทยภูเขา จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากการส่งเสริมชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการปลูกกาแฟ ซึ่งใครที่ชอบ จิบ ชา กาแฟ ก็ต้อง มาแวะกัน 7. อ่างเก็บน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ทางรถไฟกลางอ่างเก็บน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในช่วงที่มีฝนตกน้อยแบบนี้ทำให้น้ำแห้งเหือดจนสามารถลงไปถ่ายรูปได้ เป็นมุมมองที่เราไม่ได้เห็นบ่อยนัก ยืนชมทิวทัศน์ สูดกลิ่นหญ้า มองรถไฟวิ่งผ่าน จะมีสักกี่ครั้งที่จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ที่สำคัญอยุ่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ คนชอบท่องเที่ยวถ่ายภาพ ห้ามพลาดเลยเชียว 8. น้ำตกทีลอซู จ.ตาก น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีหลายชั้น ตกลดหลั่นลงมาจากหน้าผาสูง ผ่านโขดเขาหินปูนและดงไม้เขียวขจี พลังมหัศจรรย์ของสายน้ำตกแห่งนี้ หากใครปีนขึ้นไปเที่ยวชมบริเวณน้ำตกชั้นบนสุดในเวลาช่วงเช้าก็จะพบว่า มีพลังแห่งแสงที่สาดส่องผ่านละอองน้ำที่ฟุ้งกระจาย กลายเป็นสายน้ำตกงดงามด้วยรุ้งกินน้ำตัวโตที่พาดผ่านอย่างน่าอัศจรรย์ 9. ทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก ทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ 789,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ถือเป็นแหล่งผืนป่าสะวันนาแห่งเดียวของภาคเหนือที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ พร้อมด้วยความแตกต่างแห่งพืชพรรณที่ไม่พบเห็นบ่อยนัก ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นา ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา มีพื้นที่เป็นที่โล่งกว้างใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 16 ตรกม. ตามเส้นทางจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณจะพบสัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทาง และมีพันธุ์ไม้ดอกมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่าสนสองใบ คือทุ่งหญ้าเมืองเลนและทุ่งโนนสน 10. เกาะนางยวน จ.สุราษฎร์ธานี มีชื่อเสียงเรื่อง “ทะเลแหวก” ซึ่งเป็นสันทรายเชื่อมต่อเกาะเล็กๆ 3 เกาะ ในเขตเกาะนางยวน นอกจากนี้ยังโด่งดังเรื่องน้ำทะเลใสเย็นเห็นตัวปลาและปะการังน้อยใหญ่ ถือเป็นจุดดำน้ำยอดนิยมแห่งหนึ่งของทะเลใต้ มีจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกบนชายหาดเดียวกัน ธรรมชาติบนเกาะก็ยังเขียวขจีและมีสะพานไม้เลาะโขดหินสำหรับเดินชมวิวได้รอบ เกาะ ที่พักบนเกาะมีค่อนข้างจำกัดและที่น่าสนใจคือบังกะโลริมหาดบนเกาะนางยวนทุก หลังจะหันหน้าเข้าหาทะเลและมีระเบียงส่วนตัว การเดินทางไปยังเกาะนางยวนสามารถไปได้จากเกาะสมุย ท่าเรือจังหวัดชุมพร หรือนั่งเรือจากเกาะเต่าไปเพียงแค่ 10 นาที ขอบคุณภาพถ่ายจาก www.facebook.com/littlesk8er www.facebook.com/moomor www.facebook.com/banky405 เรื่องและเรียบเรียงโดย : Travel MThai

อุ้ม กวิสรา คะกิจ PR สาวสวย เจ้าของธุรกิจในวัย 34 ปี ที่สตาร์ทจาก เงินเดือนเพียง 7,000 บาท !!!
Channel V /  PR / 

ในวันนี้ที่เรามองเห็นชีวิตผู้คนรอบตัวที่อยู่ตรงหน้า ใครจะไปเชื่อว่า เด็กผู้หญิงเฮี้ยวๆ คนหนึ่ง ที่แทบจะสร้างวีรกรรมในรั้วโรงเรียนได้แบบสุดๆ  เที่ยวผับ หนีเรียน ฯลฯ เรียนจบมาก็เริ่มต้นทำงานหาเลี้ยงตัวเองในเมืองกรุง ด้วยเงินเดือนเพียง 7,000 บาท แถมติดหนี้บัตรเครดิตเป็นแสน  ในวันหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้บริหารบริษัทของตัวเอง ในวัยเพียง 34 ปี  วันนี้ Women.MThai ขอชวนคุณมาพูดคุยกับ อุ้ม กวิสรา คะกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ดูแลด้านภาพลักษณ์ การประชาสัมพันธ์ และการสร้างแบรนด์ให้บริษัทต่างๆ มากมาย และ ยังขอท้าทายความสามารถตัวเองขึ้นไปอีก ด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ เปิดอีก 1  ธุรกิจ ในฐานะผู้ออกแบบความบันเทิงหน้าใหม่ให้กับเมืองไทย ในชื่อ บริษัท มอร์ เอ็น มอร์ จำกัด.... อะไรกันหนอที่พลิกชีวิตของเธอได้ขนาดนี้ ....ลองมาคุยกับเธอกันค่ะ วีรกรรมสุดโต่งในวัยเด็ก ของ อุ้ม กวิสรา คะกิจ ชีวิตสุดโต่งในวัยเด็ก MThai เป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้ พ่อกับแม่ครอบครัวก็ไม่รู้เรื่องนี้ มันมีช่องว่างของคนที่เป็นลูกทหาร พอเราเป็นลูกทหาร ชีวิตอยู่ในกรอบระเบียบวินัยหมดเลย ตั้งแต่ตื่น 6 โมงเช้า ทานข้าว ทำกิจกรรมประจำวัน แต่มันก็มีช่องว่างตรงที่ เป็นเด็กเรียนดี เป็นเด็กกิจกรรม ที่เป็นคนเด่นคนดังในสมัยเรียน แต่เราก็ซ่อน ความเฟี้ยว ไว้ตรงที่ดื้อทุกประเภท อันนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจน้องๆ อย่า เอาไปเลียนแบบนะคะ 1. ยุคนั้นเป็นยุคที่ไม่ต้องตรวจบัตรประชาชน เข้าผับตั้งแต่อายุ 15 2. แอบดูดบุหรี่ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี น้องๆ อย่าเลียนแบบ 3. เป็นเด็กเรียนที่ดื้อ เฟี้ยวขนาดนี้ กิจกรรมเริ่ด การเรียนดี รู้ม่ะได้เหรียญนะจ๊ะ เรื่องหนีโรงเรียนนี่ไม่ต้องนับ เป็นเรื่องง่ายมาก เพราะว่าเรียนประถม กับ มัธยมที่ สกลนคร ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการ์เม้นท์ เสื้อผ้า เพื่อนก็จะมีรถกระบะ ก็จะมีผ้าใบปิดข้างหลัง เพื่อที่กันฝนกันแดดของข้างใน ก็อัดกันลงไปในนั้น ขับออกจากโรงเรียน ไปเที่ยว ไปเล่นน้ำคลอง ไปใช้ชีวิต แล้วก็ เฮี้ยวสุดคือเราเป็นเด็กสายวิทย์ แต่เราเป็นคนตัวเล็ก เราจะมีคดีกับเด็กสายศิลป์บ่อยมาก เพราะเด็กสายศิลป์ผู้ชายจะหน้าตาดี ส่วนเด็กสายวิทย์ก็จะหน้าตาน่ารัก จะหน้าตาคุณหนู กรุ้มกริ่มเหมือนถูกเทรนมาเพื่อไปเป็นหมอ ก็จะไปแย่งหนุ่มๆ กับสาวสายศิลป์ หนุ่มๆ ก็จะเป็นนักร้อง ในยุคนั้นใส่ชุดนักเรียน ในแบบที่เป็นผู้นำแฟชั่น ใส่กระโปรงเอวสูง เรียกว่า กระดุม 3 เม็ด ภาษายุคนั้น แล้วกระโปรงต้องห้ามเกินหัวเข่า เข้าห้องน้ำโรงเรียน ที่มีกำแพงกั้นแต่ว่ามันสามารถปีนได้ เจอขันสาดน้ำข้ามเข้ามาอีกห้องหนึ่ง แล้วนึกสภาพเด็กนักเรียนชุดขาว เปียกทั้งตัว ถ้าเป็นคนอื่นคงนั่งร้องไห้ แต่อุ้มและกลุ่ม วิ่งออกมาดักอีกข้างนึง เพื่อวิ่งไปดึงเพื่อนคนนั้น เข้าไปทำร้ายต่อในห้องน้ำ ไม่นับครั้งการขึ้นห้องปกครองเลย แต่มันหักลบกลบหนี้ได้ตรงเรียนดี เกรด 4 ตลอด เป็นประชาสัมพันธ์โรงเรียน เป็นคนนำสวดมนต์ เป็นคนเชิญธง เป็นนักกิจกรรมทุกอย่าง ในโลกใบนี้ที่โรงเรียนให้ทำ อุ้มทำหมดเลย มันก็เลย เป็นความบาลานซ์ที่จะทำโทษมัน สุดโต่งก็ไม่ได้ เพราะว่าสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน แต่ถ้าไม่ทำโทษเลยก็จะเป็นรุ่นพี่ ที่ไม่ดี นั่นล่ะค่ะ  วีรกรรมสุดโต่งตอนเรียน เป็นนางงามกีฬาสีนะ เอาสิ แถมนำสวดมนต์ตอนเช้าตลอด จากความแก่น ของตัวเอง คิดอะไรได้บ้าง เราเห็นอะไรบ้าง ณ ตรงนั้น ในวัยนั้น คิดอะไรไม่ได้เลยนะ ไม่ได้คิดไปต่อเลย ว่า ทำไปแล้วจะดี -ไม่ดียังไง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ว่าคิดได้แค่ว่าจุดนั้นคือเท่สุดแล้ว ทำได้ตรงนั้นคือเก่งมาก เท่มาก ได้รับการยอมรับ จากเพื่อน จากรุ่นน้อง จากสังคมตรงนั้น ไม่ได้คิดต่อเลยว่า จากตรงนั้นมันมีข้อดี ข้อเสียยังไง แต่ จุดที่ทำให้คิดได้ คือ โรงเรียนจะชอบ พาไปดูหนัง แต่จะไปกันทั้งกลุ่ม โรงเรียนพาไปดูเรื่องเสียดาย 2 นั่นน่ะคือ จุดเปลี่ยนชีวิตเลย พอเห็นแล้ว ดูแล้วหายใจไม่ออก ดูแล้วอึดอัด เป็นอย่างนั้นเลย มันจะมีฉากหนึ่งที่ น้องนักแสดงที่เล่นเป็น แป๋ม ใส่แว่นตา เขาฉีดยาเข้าเส้น แล้วเขาช็อกไปเลย โห เราเหงื่อออกทั้งมือ จับแขนเพื่อน เห้ย ไม่เอาอีกแล้ว กลัว เหมือนเห็นตัวเองว่าถ้ายังข้ามลิมิตตรงนั้นไปอีก ผลมันคือจะเป็นตรงนั้น เรื่องเสียดาย 2 เลยเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตว่า อย่าอยากรู้อยากเห็น เกินกว่าสิ่งที่มันถูกต้องเลยจะดีกว่า ก็เลยถอยตัวเองกลับมา ซีนหนึ่งในภาพยนตร์ เสียดาย 2 ตัวละครแป๋ม ในชุดยุวกาชาด ภาพจากภาพยนตร์ เสียดาย 2 ชีวิตแรกบิน...พ้นอกพ่อแม่ ทำมาหากิน เลี้ยงตัวเอง ในกรุงเทพฯ ด้วยเงินเดือนเพียง 7,000 บาท เมื่อเรียนจบแล้ว ชีวิตมีอยู่ 3 ทางเลือก ทางเลือกแรก ไปอยู่ต่างประเทศกับยาย ทางเลือกที่ 2 คือ ทำงานที่บ้าน ไม่ต้องออกไปไหนจากอกพ่อกับแม่ เพราะพ่อไม่อยากให้ไปไหนเลย อยากให้อยู่ด้วยตลอดเวลา ทางเลือกที่ 3 คือ  มาใช้ชีวิตที่อยากใช้ เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปคือหนีมาตายเอาดาบหน้า ที่กรุงเทพ เลือกทางเลือกที่ 3 จำเลยได้ว่า วันแรกที่จะมาอยู่กรุงเทพฯ ขอเงินพ่อกับแม่มา 3 หมื่นบาทที่จะมาเช่าหออยู่ ทำงานที่แรกเงินเดือน 7 พัน ร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่เคยใช้เงิน 7 พันแล้วพอ เพราะตอนเรียนคือ  ขอเท่าไหร่ได้เท่านั้น ขอวันนี้ได้วันนี้ ขอพรุ่งนี้ได้พรุ่งนี้ ไม่จุดหยุดของการใช้ตังค์ เพราะว่าเป็นเด็กใช้ชีวิตสุดโต่งมาก  แต่พอมาทำงานได้ 7 พันบาท ถ้าบอกพ่อกับแม่ว่าได้เงินเดือน 7 พันบาท ซวยแน่ๆ ถูกเรียกกลับบ้านแน่ๆ พ่อแม่ไม่รู้ คิดดูว่าอยู่ยังไง  7 พันบาท เช่าหออยู่ใช้ชีวิตในเงินเดือน  7 พันบาท ทำงาน เดินทาง กิน รับผิดชอบชีวิตตัวเองทุกอย่าง ทำงาน 7 วัน เหนื่อยมั่กมากกกกกก (ลากเสียงยาว) ทำยังไง...ร้องไห้ อ๊ะ ถ้าร้องไห้ปุ๊บได้กลับบ้านแน่ๆ เพราะถ้าร้องไห้ คนแรกที่จะโทรไปร้องไห้คือ ร้องไห้กับแม่ ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องถึงพ่อแน่นอน ได้กลับบ้านแน่ๆ  เลยเลือกวิธีที่ 2 หาอาชีพเสริม คุณอุ้ม กับครอบครัว อาชีพแรกที่ได้ทำงานคือเป็นพีอาร์ ตอนนั้นไม่เข้าใจคำว่า ประชาสัมพันธ์กับ สาวเชียร์เบียร์หรือว่า พริตตี้ ในร้านอาหารแถว RCA หรือแถว รัชดามันต่างกันยังไงไม่รู้ เพราะเพิ่งมาจากต่างจังหวัดใหม่ๆ  รู้แค่ว่าหางานทำ อะไรก็ได้ที่ทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จะได้มีเงินซัพพอร์ตตัวเอง พุ่งไปรัชดาเลย ไปสมัคร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาเลือกเพราะหน้าตาน่ารักหรือเพราะอะไร ไม่รู้ แต่เขารับเลย ค่าจ้างก็วันละ 350 พรุ่งนี้มาเริ่มงานเลย แล้วจะได้มากกว่านั้นเป็นร้อย เป็นพัน เป็นแสน ก็ขึ้นอยู่ที่ความสามารถ ก็งง เอ๊ะ! ทำไมเงินไม่เหมือนกันกะงานที่เราทำ ก็เลยไปเสิร์ช อินเตอร์เน็ต เห้ย ...มันคนละความหมาย นี่หว่า ประชาสัมพันธ์กับ พีอาร์กลางคืน คนละความหมาย กันเลย ก็เลยถอยตัวเองกลับมา มีเงินติดตัวอยู่ 3,500 บาท ทำอะไรดีกับก้อนนี้ เลือกไปเป็นสาวเชียร์เบียร์ เชื่อป่ะ ไปสมัครเป็นสาวเชียร์เบียร์  ได้ไปเชียร์เบียร์ที่สนามกอล์ฟ  ออลสตาร์ ก็อาจจะขาว อาจจะตัวเล็ก อาจจะถูกสเป็ก ญี่ปุ่น เจอ ญี่ปุ่น ตบตูดไป 2 ที ฟาดเบียร์ไป 1 ที ไม่ได้เงินคืนเลย มัดจำ 3,000 (เล่าไปหัวเราะไป) กลับมาร้องไห้ที่บ้าน ทำยังไงล่ะ ไม่มีเงินเหลือแล้ว โทรไปยืมตังค์พี่ชาย พอยืมปุ๊บ ถึงหูแม่ปั๊บเลยค่ะ  น้าขับรถมาเลยจากพุทธมณฑลสาย 2 ดิ่งมาหาอุ้ม นั่นเป็นครั้งแรกที่ รู้ว่าหลานอยู่ยังไง มีชีวิตเป็นอยู่ยังไง ก็เลยบอกเขาว่า ขอเวลา 3 ปี ถ้า 3 ปี ดูแลตัวเองไม่ได้จะกลับบ้าน ไม่มีเงื่อนไขแล้ว น้าเลยกลับ เห้ย แต่ชนะ!  เราอยู่ได้ เพราะตั้งเป้ากับตัวเองเป็นเม็ดเงินไว้ว่า ถ้าอายุเท่านี้จะต้องมีเงินเท่านี้ ไปในแต่ละสเต็ปอายุ เลยกลายเป็นเด็กที่ทำงานหนักกว่าคนอื่น ทำงาน 24 ชั่วโมง ในสมองคิดงานตลอดเวลา เพราะมีเป้าเป็นเงิน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับบ้าน ชีวิตที่ Channel [V] เปลี่ยนงาน เปลี่ยนชีวิตที่ Channel [V] Thailand  Channel [V] Thailand  เป็นงานที่ 2 ผู้ใหญ่เห็นความขยัน ความสามารถและเราเป็นคนชอบฟังเพลง มีแรงบันดาลใจคือพี่ตะแง๋ว บุษบา มหัตถพงศ์ สมัยก่อนบ้านไม่สามารถที่จะดูเคเบิลได้ ขอไปดูบ้านคนอื่น ที่บ้านรุ่นพี่ ดูเสร็จต้องปั่นจักรยานไปออฟฟิศพ่อที่ค่ายทหารเพื่อขอส่งแฟ็กซ์ มีวันหนึ่งที่รับงานฝิ่น ( คำแสลง แปลว่า ฟรีแลนซ์)  แล้วไปเจอคนที่ Channel [V] Thailand  ชื่อน้องนนท์ ไปงานนี้ด้วย แล้วเป็นจังหวะที่ Channel [V] Thailand หาพีอาร์ เค้าเห็นงานที่เราทำแล้วคงชอบในตอนนั้นเลยเรียกมาสัมภาษณ์งาน และตอนนี้คนคนนั้น ก็กลายมาเป็นลูกค้ากัน“น้องนนท์ – นนท์ อมาตย์ทัศน์”Brand Manager ที่คอนเนตโต ตอนนั้นนั่งทำพอร์ท ทำทุกอย่าง เป็นครั้งแรกที่เตรียมความพร้อมไปสัมภาษณ์งานโดยการ พูดกับกระจก เพื่อที่จะไม่ให้หลุดทุกคำถามที่เขาถาม ไปถึงเขาไม่สัมภาษณ์อะไรเลยอ่ะ เขาพูดประโยคสั้นๆ ว่าสวย เหมาะกับคาแรคเตอร์ Channel [V] Thailand ขออย่างนี้แล้วกัน ไปส่งข่าวพอลล่าให้หน่อย ถ้าได้ลงปุ๊บรับเลย ไม่คิดอะไรเลย กลับไปทำปึ๊งๆ โทรหาเลย เล่มที่ลงให้คือหนังสือพิมพ์บ้านเมือง พี่บี สุทธีวรรณ ถิตย์ผาด  ลงพอลล่าให้เกือบครึ่งหน้าขอกราบและจดจำเป็นพระคุณจนทุกวันนี้ Channel [V] Thailand ....ชีวิตไม่เหมือนฝัน Channel [V] Thailand โทรกลับมาเลย รับเข้าทำงาน โคตรภูมิใจ โคตรดีใจ ได้เดินเข้าไปทำงานที่ Channel [V] Thailand แต่....เข้าไปทำในยุคเปลี่ยนน้ำ มียุคเจนเก่า กับยุคเจนใหม่ เข้าไปทำได้ 3 วันร้องไห้เลย อยากจะลาออก เคยได้ยินไหมว่า ที่ทำงานในฝัน แต่เข้าไปแล้วมันไม่เหมือนฝัน มันไม่เหมือนกันเลย ไม่เคยเจอสภาพแบบนี้ ตอนนั้น ได้กำลังใจจากครอบครัว บอกว่า ถ้ามีฝันแล้ว อย่าทิ้งฝัน มีฝันแล้วต้องสู้ ทำให้ถึงฝัน อุ้มก็สู้เลย ก็ทำทุกอย่างจนได้รับการยอมรับ ถ้าพูดถึง Channel [V] Thailand  มี 6 - 7 คนที่ต้องพูดถึงเลย คนแรก นนนี่-คุณนนท์ อามาตย์ทัศน์ คนที่ 2 คือ  พี่ดาว-แสงดาว อินทร์อ่อน  ซึ่งเป็น ผู้จัดการฝ่ายการตลาดในตอนนั้น คนที่รับอุ้มเข้าทำงานคนที่ 3 คือ ผู้จัดการทั่วไปพี่ตาม-หม่อมราชวงศ์ รุจยารักษ์ อาภากร นายคนถัดมาคือ พี่เส-คุณปชญา ตอยยีบี คนต่อมาคือ พี่อ๊อด-คุณนิมิตร สุขุมาสวินซึ่งคนนี้เป็นครูในทุกๆอย่างของชีวิต ครูที่สอนความคิด สอนการใช้ชีวิต สอนในการทำงานแบบไม่พูด แต่ทำให้ดู และพาทำ และภรรยาพี่อ๊อด คนที่มาเป็นนายคนต่อไปคือ พี่อุ๋ย-ฉัตรชนก แรงเพ็ชร ซึ่งตอนนี้ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายขาย ที่ GMM 25 ทั้งหมดคือนายที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในทุกวันนี้และมีอีกหลายๆ ท่านในบริษัทอื่นที่เล่าถึงไม่หมด Channel [V] Thailand ไม่ใช่ออฟฟิศ เป็นสถาบัน เป็นโรงเรียน เป็นบ้าน เป็นทุกอย่าง ไม่มีเวลาหยุดทำงาน ตีสามยังประชุมอยู่เลย แต่มันโคตรสนุก ใช้คำว่าสนุกธรรมดาไม่ได้ เพราะมันเป็นที่รวมวัยรุ่น ที่สุดโต่งมาอยู่ด้วยกัน นั่นแหละ คือ Channel [V] Thailand Work Hard and Pay Harder...เรียนรู้ทุกข์จากการเป็นหนี้ ตอนเราอยู่ Channel [V] Thailand เราอยู่กับความหรูหรา ใจกลางกรุงเทพ สยามเนอะ(หัวเราะ) มีบัตรเครดิต 7 ใบ แต่เต็มวงเงินทุกใบ หมุนเงินไม่ทัน ทางแก้มี 2 ทาง บอกแม่ แม่จ่ายให้ได้สบายมาก แต่ก็ซวยแน่ๆ ถ้าบอกปุ๊บกลับบ้านแน่นอน  อ่ะ โอเค ไปกู้เงิน กู้จากอันนี้มาผ่อนอันนี้ จ่ายตรงนี้ โหย....เป็นทุกข์มาก เหมือนจะเป็นบ้าเลย ตัดสินใจบอกแม่ เพราะถ้าไปขอยืมคนอื่น ก็คงไม่มีใครให้ยืมหรอกแพงขนาดนั้น  เลยยืมเงินแม่มาจ่าย ...จนเมื่อ Channel [V] Thailand ปิดตัวลง อุ้ม กวิสรา ก็ยังยึดสายงานด้าน PR ตลอด....จนหันมาสร้างธุรกิจของตัวเอง เปิด บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ถ่ายกับ บอย โกสิยพงษ์ เปรียบเทียบตัวเองตอนอายุเลข 2 กับเลข 3 เปรียบเทียบนะ อายุเลข 2 คือวัยที่ตื่นเต้นกับการที่ได้รับความสนใจ ก็เหมือนผู้หญิงที่ต้องออกไปเที่ยวกลางคืน แล้วต้องแต่งตัวสวยๆ ไปเช็คเรตติ้ง แต่พอเป็นอายุเลข 3 ตื่นเต้นกับการที่ได้ใช้วิธีคิด เพื่อที่จะดึงคนนี้เข้ามา พี่อุ้มชอบเทียบให้ลูกน้องฟังเสมอ อายุเลข 2 จะต้องไปหาผู้ชายโสดในผับ แต่อายุเลข 3 ต้องไปเที่ยวบาร์โฮสท์ แล้วซื้อได้ นั่นคือวิธีคิด ณ วันนี้รู้สึกว่าตัวเองพอใจแล้วหรือยัง ยังเป็นคนมีฝัน มีสเต็ปทุกปี เป็นคนมีฝันเรื่องตัวเลข แล้วก็จะเอาตัวเลขมาเป็นตัวคิดว่า ถ้าตัวเลขเท่านี้่ จะต้องทำอะไรเพื่อให้ซัพพอร์ตตัวเลขเท่านี้ได้ ยังมีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกบ้าง อย่าขำนะ อยากทำฟาร์มกวาง อยากทำกับครอบครัว... คือมันต้องมี Work Balance และ Life Balance ด้าน Entertain ที่อยากทำคืออยากทำคอนเทนต์ ที่ Entertain แบบไม่มีข้อจำกัดในการทำธุรกิจบันเทิง อย่าง ลูกค้าต้องการแบบนี้ รูปแบบคนดูชอบแบบนี้ แต่ในความเป็นส่วนตัวคือ อยากทำฝันใหม่ คือ สร้าง Platform ใหม่ขึ้นมา ที่มันตอบโจทย์ทุกคนหมดเลย ตอบโจทย์ลูกค้า ตอบโจทย์คนดู และตอบโจทย์เราด้วย ในขณะเดียวกัน มันคือความท้าทาย แต่อีกด้านที่มัน Slow Life มันต้องมีสีเขียวในชีวิต มันก็เลยเป็นอีกด้านหนึ่งที่ การทำงานด้านบันเทิงมันไม่ได้แปลว่าเรามี แรงบันดาลใจ จากคนที่ทำธุรกิจบันเทิงเสมอไป มันจะต้อง มี แรงบันดาลใจจากการหยุดนิ่ง ได้พัก สมองคิดตลอด มันไม่บันเทิงหรอก มันต้องได้พัก จุดพักของเราคือจุดที่ได้อยู่กับสัตว์ อยู่กับทุ่งสีเขียว จุดนั้นแหละที่ทำให้อุ้มได้ แรงบันดาลใจ มาคิดเรื่องบันเทิง ได้ในมุมแตกต่างจากคนอื่น แรงบันดาลใจในชีวิต  แม่เป็น Officially กำลังใจ แม่เป็นทุกอย่างในชีวิต แม่จบป.4 เพราะว่าต้องให้น้องๆ เรียน  วันที่แม่ได้มาแต่งงานกับพ่อ ไม่ใช่เพราะว่าพ่อมาชอบแม่นะคะ แม่ไม่เคยมีแฟน แล้วแม่มาชอบนายทหารคนนี้มาก จึงตกลงปลงใจโดยไม่คิด แม่ก็เป็นสาวเฟี้ยว อุ้มเลยมี DNA ความเฟี้ยวมาจากแม่ แม่ทำทุกอย่างและสอนลูกทุกอย่าง เพื่อให้ลูกไปอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเขา นั่นคือแม่ของอุ้ม อุ้ม กวิสรา กับ คุณแม่ ชีวิตของ อุ้ม กวิสราเกิดมาเพื่อสิ่งไหน เกิดมาเพื่อทำงาน เราชอบทำงานมาก เราทำอะไรไม่เก่งเลยในชีวิต ซักผ้าไม่เก่ง รีดผ้าไม่เก่ง แต่งหน้าไม่เก่ง ทำผมไม่เก่ง ไม่เก่งอะไรเลยเป็นเป็ดทุกอย่างแต่เราชอบและเรามั่นใจว่า เราเก่งในการทำงาน ถึงแม้ตอนวัยรุ่นเธอจะแก่น จะเฟี้ยวขนาดไหน แต่เธอยังรู้จักหยุดตัวเอง ยังดีที่วันนั้นเธอได้ดูหนังเรื่องนั้น ยังดีที่เธอเห็นทัน และดึงตัวเองกลับมาได้ทัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะกลับมามีอนาคตได้แบบเธอ ยังดีที่เธอรู้จักหยุดตัวเองเมื่อเป็นหนี้ และมีความรักจากครอบครัวที่อบอุ่น นอกจากนี้ เธอยังมีแรงผลักดันตัวเอง สู่อนาคต ไม่หยุดนิ่ง ...ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นตัวเอง จับตัวเองได้ทันแบบเธอ เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนมีธุรกิจของตัวเองถึง 2 ธุรกิจด้วยกัน กับผลงานล่าสุด ของ โปรโมเตอร์ ผู้ออกแบบความบันเทิงหน้าใหม่ของไทย ในชื่อบริษัท มอร์ เอ็น มอร์ จำกัด กับคอนเสิร์ตครั้งแรก " 5 วงเพื่อนรัก คึกคักเวลาลงเล่น circle of friends" บทสัมภาษณ์และเนื้อหาโดย WOMEN MThai Team

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เรื่องราวที่คนไทยไม่ค่อยรู้
จิตรลดา /  จิตรลดารโหฐาน / 

นี่คงเป็นอีกหนึ่งเนื้อหาที่พูดถึง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งพูดกันตามตรง เราไม่เคยได้รู้เรื่องราวคุณความดีอะไรกันนักหรอก เราได้ยินแต่เรื่องของ "มูลค่าทรัพย์สินที่ในหลวงถือครอง" ติดอันดับ พระมหากษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก เรื่องราวการทวงคืนที่ดินในทรัพย์สินดังกล่าว หรือแม้กระทั่งการก้าวล่วงทวงถามถึงภาษีที่เกิดจากรายได้ของพระองค์ท่าน ผมได้ยินมานานจริงๆ และไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงมากนัก รู้อย่างเดียวคือ ในหลวงท่านทรงลำบากตรากตรำเพื่อประชาชนมามากนัก ดังนั้น ผมจึงลืมข้อสงสัยนั้น (แต่ก็มีคนนำเสนอข้อมูลเชิงลบ ซึ่งก็เริ่มต้นด้วยข้อสงสัยแบบเดียวกันผม) (ตราสำนักงาน [1]) วันนี้ เรามาค้นข้อเท็จจริงกันเถอะ เป็นข้อมูลที่ได้จากสำนักงานโดยตรงเลยครับ (ซึ่งจะขอตัดตอนบางคำให้กระชับ อ่านง่าย) 1. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ vs ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่เหมือนกัน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คือ ทรัพย์สิน (เงิน ของมีค่า ที่ดิน การลงทุน ฯ) ประจำผู้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ (ไม่ใช่การตกทอดในครอบครัว) โดยตกทอดมาจาก "ราชวงศ์จักรี"  ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ต่อมา เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง (สมัยรัชกาลที่ 7) จึงยึดมาเป็นของกลางของแผ่นดิน แต่ให้เกียรติ พระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ มาบริหารทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์โดยรวม (มิใช่นำมาใช้ตามพระราชอัธยาศัย) โดยมี รมต.กระทรวงการคลังเป็นประธาน ทรัพย์สินส่วนพระองค์ คือ ทรัพย์ในบัญชีพระองค์เอง ซึ่งพระองค์นำไปใช้จ่ายส่วนพระองค์ ดังนั้น สื่อต่างประเทศที่นับทรัพย์สินของพระองค์จนติดอันดับโลก คงจะบิดเบือนตรงที่นับรวมเอาทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าไปด้วย [3] ส่วนที่เกี่ยวข้องกันสองส่วนนี้คือ เงินบางส่วนจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะนำถวายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ [2] (อ่านเพิ่มเติม ที่ลิงก์ของ อ้างอิง [2] นะครับ) (ภาพ วังลดาวัลย์ ที่ตั้งของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ [1]) 2. ในหลวงทรงเสียภาษีเช่นกัน พระองค์ทรงเสียภาษีในส่วนของ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ตามปกติ ส่วนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้รับการยกเว้นภาษี (เช่นเดียวกับการบริหารทรัพย์สินของแผ่นดิน) แต่เสียภาษีจากรายได้การลงทุนอื่นๆ ได้เคยมีการส่งรูป หน้าซอง ภงด.94 ระบุพระนามของในหลวง แต่ต่อมามีผู้โต้แย้งว่า น่าจะเป็นของปลอม เพราะรหัสไปรษณีย์ผิด 3. สำนักงานมีเรื่องปิดบังซ่อนเร้นหรือไม่ มักจะมีการกล่าวถึงบ่อยๆว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะสามารถเปิดเผย งบและข้อมูลการเงิน ให้เหมือนกับ สำนักงานที่คล้ายกันของราชวงศ์อังกฤษ ที่ชื่อว่า Crown Estate ได้มั้ย? (โดยที่ Crown Estate มีรายงานเปิดเผยต่อสาธารณชน และบ่งบอกวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า ใช้กองทุนในการบูรณะสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และลงทุนในบริษัทพลังงาน) (ภาพจาก http://www.crownestate.co.uk บันทึกภาพจากเว็บไซท์ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2557) สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย ก็มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน ด้วยระบุวัตถุประสงค์ที่กว้างกว่า เป็นการบำรุงสาธารณสมบัติ และจัดทำรายงาน ที่สื่อต่างๆสามารถเปิดอ่านได้ (ดาวน์โหลดจากเว็บไซท์ http://www.crownproperty.or.th ได้เลย) 4. ทรงใช้วิถีชีวิตอย่างคนรวยหรือไม่ ได้มีผู้รู้ นักวิชาการหลายท่าน ยืนยันว่า รถพระที่นั่งราคาแพงนั้น (ที่หลายคนยกขึ้นมาโจมตี) ทรงได้มา เพราะมีคนนำมาถวาย ส่วนวิถีชีวิตในรั้วพระราชวังจิตรลดารโหฐาน เป็นอย่างไร ก็ให้นึกว่า หากพระองค์เป็นเศรษฐีที่ฟุ้งเฟ้อคิดจะมีที่นาปลูกข้าว เลี้ยงวัว โรงทำปุ๋ย โดยหวังว่าจะสร้างผลลัพธ์ให้เกษตรกร ในบ้าน (วัง) ของตนเองทำไม ถามแค่นี้ คุณน่าจะได้คำตอบเองนะ (ภาพบ่อปลานิล โดย สายหมอกและก้อนเมฆ ชื่อเรื่อง " กิจกรรมเดินย้อนรอยพิพิธศิลปวัฒนธรรม อภิเนาว์สถานวังเจ้า พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา", http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=05-04-2013&group=14&gblog=13) 5. บูรณะวัด ไม่ใช่งานของ กรมศาสนา หรือ กรมศิลปากร หรือ? โครงการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หลายส่วน เกี่ยวข้องกับการบูรณะวัดวาอาราม ที่สำคัญหลายแห่งในประเทศไทย (ในรูปด้านล่างคือ ส่วนหนึ่งของ 35 โครงการปฏิสังขรณ์) ทีมงานสงสัยจึงถามว่า งานที่ว่า ไม่ใช่งานของกรมศาสนา หรือกรมศิลปากรหรือ? ก็ได้คำตอบว่า เป็นความร่วมมือกันกับสองหน่วยดังกล่าว แต่ที่สำคัญมากๆ คือ ทุนทรัพย์ในการบูรณะซ่อมแซม ซึ่ง สนง. ได้รับผลดอกจากการลงทุน ก็นำมาใช้เพื่อประโยชน์ตามที่ระบุไว้ตั้งแต่แรก การบำรุงศาสนา และสถานที่สำคัญ ก็รวมอยู่แล้ว [2] แต่การปฏิสังขรณ์อาจจะไม่ใช่ทางออกสุดท้าย เพราะคนเข้าวัดน้อยลง ทาง สนง. จึงคิดแบบคนรุ่นใหม่ ที่จะแฝงเทคโนโลยีที่น่าสนใจเข้าไปในบางวัด (เท่าที่จะทำได้ แต่เหมาะสม) เพื่ออำนวยการเรียนรู้ของคนยุคอินเตอร์เน็ทด้วย ที่เราได้มาเยี่ยมชมล่าสุด คือ การซ่อมแซมภายใน โลหะปราสาท (วัดราชนัดดา) ซึ่งภายในทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่มีเทคโนโลยีผสมผสาน (ทั้งเรื่องของ display, AR, และการใช้ meditation music) การนำเสนอเกี่ยวกับ ศาสนาและประวัติการก่อสร้าง รวมทั้งกำลังหุ้มทองคำแท้ที่ยอดโลหะปราสาททั้ง 37 ยอด 6. สวนสาธารณะ ไม่ใช่งานของ กทม. หรือ? นี่ก็เป็นความเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อ สนง.ในการมีการปรับปรุงพื้นที่บางจุดให้เป็นสวนสาธารณะสวยงามเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ ด้วย แต่ที่จัดการได้เลย ก็เพราะใช้พื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองของ สนง. อยู่แล้วมาปรับปรุง (ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หาก สนง. เล็งเห็นแต่ผลกำไรเสียทั้งหมด คงไม่นำพื้นที่ ที่เดิมให้เช่าอยู่อาศัย มาทำเป็นสวนสาธารณะหรอก) (สวนนาคราภิรมย์ ใกล้กับวัดพระเชตุพนฯ และวัดพระแก้ว ที่สร้างขึ้นใหม่) อีกหนึ่งความภูมิใจคือ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ พิพิธภัณฑ์ (กึ่งนิทรรศการ) รูปแบบใหม่ผสมผสานแสงเสียง เทคโนโลยี ที่ทำให้คุณรักรัตนโกสินทร์ และรักสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้น เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์นี้แบกรับภาระความรับผิดชอบ ความอยู่รอด เอกราช และการพัฒนาความเจริญของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติมาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ไม่แปลกที่ทุกพระองค์ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น "พ่อของแผ่นดิน" แนะนำให้ ไปชมกันครับ ท่านละ 100 บาท (ผมชอบ การใช้เทคโนโลยี ที่ทำได้ดีไม่แพ้ ฮอลลีวู้ด หรือ พิพิธภัณฑ์ของสิงคโปร์เลยล่ะ) 7. อ้าว แล้ว พื้นที่ และทีดิน ที่ปล่อยให้เช่า คิดราคาเท่าไหร่? ถามไป เจ้าหน้าที่สำนักงานก็ ขำ และบอกว่า หลายพื้นที่ให้เช่าบ้านเราเก็บค่าเช่ากัน หลักร้อย ต่อ (เว้นวรรค) ปี นะครับ เพราะว่าไม่แสวงกำไรกับประชาชนไงล่ะ ส่วนที่ให้เช่าสำนักงาน เช่น สำนักงานสหประชาชาติ (ราชดำเนิน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ราชดำริ) ก็เก็บค่าเช่าถูกมากๆ เช่นกัน (สำนักงาน สหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ภาพจาก http://www.un.or.th) ค่าเช่าไปไหน? ก็นำมาปรับปรุงชุมชน หรือ สาธารณสมบัติอื่นๆต่อไป ซึ่งชุมชนในการดูแลบางแห่ง ได้รับการฟื้นฟูสร้างใหม่ หรือจัดระบบใหม่ให้สอาดสะอ้าน ซึ่งผู้เช่ารายย่อยมากมายนั้น เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและตลาด น่าแปลกใจ ตรงที่ มีผู้เช่าอยู่อาศัยหลายคน ติดค้างชำระค่าเช่าหลายงวด โดยคิดว่า ในหลวงใจดี ยอมให้เบี้ยวค่าเช่าได้ (เพราะเขาก็ไม่รู้จริงๆว่า สนง. กับทรัพย์สินส่วนพระองค์คนละเรื่องกัน ในหลวงท่านไม่ได้เกี่ยวด้วยเล้ย) และบางคนก็คิดว่า ที่ดินที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เขาควรมีสิทธิ์ (อ้าว เข้าใจคำว่า "เช่า" หรือเปล่าเนี่ย) 8. สนง. เอาเงินมาจากไหน? สนง.ได้เปิดบริษัทเพื่อบริหารจัดการ (โดยเสียภาษีนิติบุคคลทั่วไป) และมีการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือถือหุ้นบริษัทใหญ่ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีรายได้ร้อยละ 90% จากส่วนนี้ และอีก 8% จากการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินที่ดิน [2] ทั้งนี้ ก็จะเห็นว่า สนง. มีการดำเนินงานด้านรายได้ส่วนหนึ่งเป็น "เอกชน" แต่มีวัตถุประสงค์การทำงานแบบ "รัฐ" จึงเป็นการดำเนินที่คล่องตัวกว่า ส่วนคุณความดีที่ได้ทำนั้น มักจะถูกมองข้าม เพราะคนสับสนว่าเป็นงานของรัฐบาลหรือของจังหวัด หรือเทศบาล ไปซะอย่างงั้น เพราะผลลัพธ์มีความคาบเกี่ยวกันอยู่ อย่างน้อย คนไทยก็จะได้ภูมิใจและสบายใจ ที่ทรัพย์สินฯที่หลายคนพูดถึง คือ กองทุนที่นำไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม และยังมีอีกมากที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น วัฒนธรรม การศึกษา การส่งเสริมศาสนา รวมถึงโครงการในพระราชดำริ ผู้ติดตามเสด็จท่านหนึ่งเล่าว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงให้รับซื้อสินค้าหัตถกรรมจากชาวเขาในราคาสูงกว่าปกติ โดยทรงรับสั่งว่า หากไม่ซื้อที่ราคาสูง พวกเขาจะเลือกกลับไปปลูกฝิ่น ดังนั้นจึงต้องสร้างรายได้ให้เขาในมูลค่าที่เขาจะไม่กลับไปปลูกฝิ่นอีก และพระองค์จะทรงเสื้อที่ทำจากผ้าของโครงการ และทรงถือกระเป๋าจากโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์เองออกงานต่างๆ เพื่อให้ชาวโลกได้ชื่นชมสินค้าฝีมือคนไทย ไม่มีอะไรที่จะสรุปได้ดีกว่าคำสั้นๆ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน * ทั้งนี้ ขอขอบคุณ ทีมงานเจ้าหน้าที่ ประจำ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ให้ความรู้ และให้ความกระจ่างกับการถามตอบกับทีมงาน MThai News อ้างอิง [1] เว็บไซท์สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, http://www.crownproperty.or.th [2] https://th.wikipedia.org/wiki/สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ [3] ดร.สุเมธถามสื่อนอกตีข่าว"กษัตริย์ไทย"รวยสุดในโลกเจตนาอะไร ยันทรัพย์สินไม่ใช่ของพระองค์ ตอกฝรั่งก็โง่, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1298463206&grpid=01&catid=02 รูปจาก https://www.facebook.com/pagecpb (fanpage ของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)

ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ทำอย่างไรให้ถูกต้อง!
CPR /  หัวใจหยุดเต้น / 

ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary resuscitation : CPR) หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ป้องกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร ซึ่งสามารถทำได้โดยการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic life support) ได้แก่ การผายปอด และการนวดหัวใจภายนอก ภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น ภาวะหยุดหายใจ (respiratory arrest) และภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) - เป็นภาวะที่มีการหยุดการทำงานของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและการไหลเวียนเลือด ส่วนมากมักจะพบว่ามีการหยุดหายใจก่อนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง จะทำให้เสียชีวิตได้ สาเหตุของการหยุดหายใจ ทางเดินหายใจอุดตันจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ การแขวนคอ การถูกบีบรัดคอ การรัดคอ เป็นต้น ในเด็กเล็กสาเหตุจากการหยุดหายใจที่พบได้มากที่สุดคือ การสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าหลอดลม เช่น ของเล่นชิ้นเล็ก ๆ เมล็ดถั่ว เป็นต้น มีการสูดดมสารพิษ แก็สพิษ ควันพิษ การถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูด การจมน้ำ การบาดเจ็บที่ทรวงอก ทำให้ทางเดินหายใจได้รับอันตรายและเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ โรคระบบประสาท เช่น บาดทะยัก ไขสันหลังอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต การได้รับสารพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ แตน ต่อยบริเวณคอ หน้า ทำให้มีการบวมของเนื้อเยื่อของทางเดินหายใจและหลอดลมมีการหดเกร็ง การได้รับยากดศูนย์ควบคุมการหายใจ เช่น มอร์ฟีน ฝิ่น โคเคน บาร์บิทูเรต ฯลฯ โรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน มีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และมีภาวะหายใจวายจากสาเหตุต่างๆ สาเหตุของหัวใจหยุดเต้น หัวใจวายจากโรคหัวใจ จากการออกกำลังกายมากเกินปกติ หรือตกใจหรือเสียใจกระทันหัน มีภาวะช็อคเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน จากการสูญเสียเลือดมาก ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ ทางเดินหายใจอุดกั้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ การได้รับยาเกินขนาดหรือการแพ้ ข้อบ่งชี้ในการ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจ โดยที่หัวใจยังคงเต้นอยู่ประมาณ 2-3 นาที ให้ผายปอดทันที จะช่วยป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ และช่วยป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวร ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า clinical death การช่วยฟื้นคืนชีพทันทีจะช่วยป้องกันการเกิด biological death คือ เนื้อเยื่อโดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน ระยะเวลาของการเกิด biological death หลังจาก clinical death ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไป มักจะเกิดช่วง 4-6 นาที หลังเกิด clinical death ดังนั้นการ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ จึงควรทำภายใน 4 นาที ลำดับขั้นในการ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ขั้นพื้นฐานประกอบด้วย 3 ขั้นตอนใหญ่สำคัญ คือ A B C ซึ่งต้องทำตามลำดับคือ 1. A : Airway หมายถึง การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติการขั้นแรก ที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพราะเนื่องจากโคนลิ้นและกล่องเสียงมีการตกลงไปอุดทางเดินหายใจส่วนบนในผู้ป่วยที่หมดสติ ดังนั้นจึงต้องมีการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยการดัดคางขึ้นร่วมกับการกดหน้าผากให้หน้าแหงนเรียกว่า "head tilt chin lift" ในกรณีที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอหัก หรือในรายที่สงสัย ควรใช้วิธี "jaw thrust maneuver" โดยการดึงขากรรไกรทั้งสองข้างขึ้นไปข้างบน ผู้ช่วยเหลืออยู่เหนือศีรษะผู้ป่วย 2. B : Breathing คือ การช่วยหายใจ เนื่องจากการหายใจหยุด ร่างกายจะมีออกซิเจนคงอยู่ในปอดและกระแสเลือด แต่ไม่มีสำรองไว้ใช้ดังนั้น เมื่อหยุดหายใจ จึงต้องช่วยหายใจ เป็นวิธีที่จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอดผู้ป่วยได้ ซึ่งออกซิเจนที่เป่าออกไปนั้นมีออกซิเจนประมาณ 16-17 % ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในร่างกาย สามารถทำได้หลายวิธี คือ ด้วยการเป่าปาก (mouth to mouth) เป่าจมูก (mouth to nose) และวิธีการกดหลังยกแขนของโฮลเกอร์ - นิลสัน (back pressure arm lift or Holger - Nielson method) ทำได้ดังนี้ 2.1 กรณีเป่าปาก บีบจมูกของผู้ป่วย ผู้ช่วยเหลือหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซัก 2-3 ครั้ง หายใจ เข้าเต็มที่แล้วประกบปากให้แนบสนิทกับปากของผู้ป่วย แล้วเป่าลมหายใจเข้าไปในปอดให้เต็มที่ 2.2 กรณีเป่าจมูก ใช้ในรายที่มีการบาดเจ็บในปาก หรือในเด็กเล็ก ต้องปิดปากของผู้ป่วยก่อน และเป่าลมหายใจเข้าทางจมูกแทน ขณะที่เป่าให้เหลือบมองยอดอกของผู้รับบริการด้วยว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ การเป่าลมหายใจของผู้ช่วยเหลือผ่านทางปากหรือจมูก จะต้องทำอย่างช้าๆ ปล่อยปากหรือผู้ช่วยเหลือออกจากปากหรือจมูกของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจออก ให้ ผายปอด 2 ครั้ง ๆ ละ 1-1.5 วินาที (แต่ละครั้งได้ออกซิเจน 16 %) อัตราเร็วในการเป่า คือ 12 -15 ครั้ง / นาที ใกล้เคียงกับการหายใจปกติ 3. C : Circulation คือการนวดหัวใจภายนอก ทำในรายที่ประเมินภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยการจับชีพที่ carotid artery แล้วไม่พบว่ามีการเต้นของชีพจร ก็จะช่วยให้มีการไหลเวียนของเลือดโดยการกดนวดหัวใจภายนอก (cardiac massage) โดยมีหลักการคือ กดให้กระดูกหน้าอก (sternum) ลงไปชิดกับกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้หัวใจที่อยู่ระหว่างกระดูกทั้งสองอัน ถูกกดไปด้วย ทำให้มีการบีบเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย เสมือนการบีบตัวของหัวใจ วิธีนวดหัวใจ จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายราบ บนพื้นแข็ง ถ้าพื้นอ่อนนุ่มให้สอดไม้กระดานแข็งใต้ลำตัว วัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของผู้ป่วยขึ้นไป จนถึง ปลายกระดูกหน้าอก วัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา 2 นิ้วมือ แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว และใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง (interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก ผู้ช่วยเหลือยืดไหล่และแขนเหยียดตรง จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสองและลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวตั้งฉากกับลำตัวของผู้เจ็บป่วยในผู้ใหญ่และเด็กโต กดลงไปลึกประมาณ 1.5 - 2 นิ้ว ให้กดลงไปในแนวดิ่ง และอย่ากระแทก ผ่อนมือที่กดขึ้นให้เต็มที่เพื่อให้ทรวงอกมีการขยายตัว และหัวใจได้รับเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจน ขณะที่ผ่อนมือไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นสูง มือยังคงสัมผัสอยู่ที่กระดูกหน้าอก อย่ายกมือออกจากหน้าอก จะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย และมีเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ ทำให้มีการไหลเวียนเลือดในร่างกาย การกดนวดหัวใจจะนวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล การปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น 1. เมื่อพบคนนอนอยู่ คล้ายหมดสติ ต้องลองตรวจดูว่าหมดสติจริงหรือไม่ โดยการเรียกและเขย่าตัว เขย่าหรือตบที่ไหล่ ถ้าหมดสติจะไม่มีการโต้ตอบ หรือมีเสียงคราง หรือมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย 2. ประเมินการหายใจโดยการทำ look listen and feel look คือ ดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้องว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ หรือ หายใจหรือไม่ listen คือ ฟังเสียงลมหายใจ โดยเอียงหูของผู้ช่วยเหลือเข้าไปใกล้บริเวณจมูกและปากของผู้ป่วย ว่าได้ยินเสียงอากาศผ่านออกมาทางจมูกหรือปากหรือไม่ feel คือ สัมผัส โดยการใช้แก้มของผู้ช่วยเหลือสัมผัสกับความรู้สึกว่ามีลมหายใจที่ผ่านออกจากปากหรือจมูก อาจใช้สำลีหรือวัสดุบางเบาจ่อบริเวณจมูก 3. ถ้าพบว่าไม่หายใจให้เรียกขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น พร้อมทั้งจัดท่านอนหงายราบบนพื้นแข็ง เริ่มขั้นตอนการ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ขั้นตอนที่ 1 Airway โดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยวิธี head tilt chin lift หรือ jaw thrust maneuver (ถ้ามีการหักของกระดูกสันหลังส่วนคอ) - ดูภาพที่ 3 และ 4 ในหัวข้อ Airway 4. ทดสอบการหายใจโดยการทำ look listen and feel อีกครั้งหนึ่งถ้ายังไม่หายใจ ให้ทำขั้นตอนต่อไปคือ ขั้นตอนที่ 2 Breathing คือ เป่าลมหายใจ 2 ครั้ง - ดูภาพที่ 5 และ 6 ในหัวข้อ Breathing 5. ทดสอบว่าหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ด้วยการจับชีพจร ถ้าไม่มีการเต้นของหัวใจ เป่าปากอีก 2 ครั้ง แล้วทำ cardiac massage ด้วยอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที โดยการนับ 1 และ2 และ 3 และ………จนถึง 30 ครั้ง - ดูภาพที่ 9 ในหัวข้อ Circulation 6. ทำสลับกันอย่างนี้ ไปจนครบ 4 รอบ (1 นาที) จึงประเมินการหายใจและการเต้นของชีพจร และประเมินอีก ทุก 1 นาที 7. ถ้ามีผู้ช่วยเหลือมาช่วยอีก ให้แบ่งการทำหน้าที่กัน เช่น ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ผายปอด ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 กดนวดหัวใจ ถ้าผู้ช่วยเหลือแต่ละคนอาจเหนื่อยและต้องการเปลี่ยนหน้าที่กัน โดยการตะโกนว่า "เปลี่ยน" ก็จะสลับหน้าที่กัน 8. ให้ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีบุคลากรนำอุปกรณ์มาช่วยเหลือเพิ่มเติม และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที การจัดท่าผู้ป่วยหลัง ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ หลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ จนกระทั่งผู้ป่วยมีชีพจรและหายใจได้เองแล้ว แต่ยังหมดสติอยู่ หรือพบผู้ป่วยหมดสติ แต่ยังมีชีพจรและหายใจอยู่ ควรจัดให้อยู่ในท่าพักฟื้น (recovery position) ซึ่งท่านี้จะช่วยป้องกันลิ้นตกไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ช่วยให้น้ำลายหรือเสมหะไหลออกจากปากได้ ทำให้ปลอดภัยจากการสูดสำลัก การจัดท่าทำได้ดังนี้ นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ผู้ป่วย ทำ head tilt chin lift เหยียดขาผู้ป่วยให้ตรง จับแขนด้านใกล้ตัวงอและหงายมือขึ้นดังภาพ จับแขนด้านไกลตัวข้ามหน้าอกมาวางมือไว้ที่แก้มอีกข้างหนึ่ง ใช้แขนอีกข้างหนึ่งจับขาไว้ ดึงพลิกตัวผู้ป่วยให้เข่างอข้ามตัวมาด้านที่ผู้ปฏิบัติอยู่ ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าตะแคง จับศีรษะแหงนเล็กน้อย เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ปรับมือให้อยู่ใต้แก้ม และจัดขาให้งอเล็กน้อย อันตรายของการทำ CPR ไม่ถูกวิธี วางมือผิดตำแหน่ง ทำให้ซี่โครงหัก , xiphoid หัก , กระดูกที่หักทิ่มโดนอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ม้าม เกิดการตกเลือดถึงตายได้ การกดด้วยอัตราเร็วเกินไป เบาไป ถอนแรงหลังกดไม่หมด ทำให้ปริมาณเลือดไปถึงอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญได้น้อย ทำให้ขาดออกซิเจน การกดแรงและเร็วมากเกินไป ทำให้กระดูกหน้าอกกระดอนขึ้น ลงอย่างรวดเร็ว หัวใจช้ำเลือดหรือกระดูกหักได้ การกดหน้าอกลึกเกินไป ทำให้หัวใจชอกช้ำได้ การเปิดทางเดินหายใจไม่เต็มที่ เป่าลมมากเกินไป ทำให้ลมเข้ากระเพาะอาหาร เกิดท้องอืด อาเจียน ลมเข้าปอดไม่สะดวก ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ ถ้ามีอาการอาเจียนเกิดขึ้นก่อน หรือ ระหว่างการทำ CPR ต้องล้วงเอาเศษอาหารออกก่อน มิฉะนั้นจะเป็นสาเหตุของ การอุดตันของทางเดินหายใจ (airway obstruction) การช่วยหายใจไม่ได้ผล เกิดการขาดออกซิเจน ถ้ามีอาการท้องอืดขึ้น ระหว่างการทำ CPR ให้จัดท่าเปิดทางเดินหายใจใหม่ และช่วยการหายใจด้วยปริมาณลมที่ไม่มากเกินไป ขอบคุณที่มาจาก : amgaobirdmaew.blogspot.com

รวบ!อดีตนักมวยดัง ต่อยสาวหมัดเดียวดับ ฉุนไม่จ่ายหนี้
จุดไฟเผาร่าง /  ต่อยสาวเสียชีวิต / 

จับอดีตนักมวยชื่อดัง จ.แม่ฮ่องสอน "พันธุ์ดุ ลูกราชวัง" หลังก่อเหตุต่อยสาวหมัดเดียวเสียชีวิต ก่อนจุดไฟเผาร่าง ฉุนผู้ตายไม่ยอมใช้หนี้ วันนี้13 พ.ค.ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค แถลงจับกุมนายเศวต หรือ โจ้ มะโนธรรม อายุ 32 ปี อดีตนักมวยชื่อดัง จ.แม่ฮ่องสอน ใช้ชื่อว่า "พันธุ์ดุ ลูกราชวัง" ถูกตั้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนาและกระทำการซ่อนเร้นอำพรางหรือเผาทำลายศพ , ลักทรัพย์สินหรือรับของโจร ซึ่งจับกุมตัวได้ที่บ้านของผู้ต้องหาดังกล่าว พร้อมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา โดยผู้ต้องหาก่อเหตุเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้โทรศัพท์นัดผู้ตาย คือ นางแสงคำ สุดแดนไกล หรือ วรรณวินิจ อายุ 40 ปี โดยนัดเจอกันที่ห้วยแม่โถ เพื่อตกลงเรื่องปัญหาหนี้สิน ได้พากันไปที่กระท่อมบ้านหนองแห้ง จ.แม่ฮ่องสอน และถามถึงเรื่องหนี้สิน ซื้อขายยาเสพติด ฝิ่น ซึ่งผู้ตายรับของไปแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ประมาณ 90,000 กว่าบาท แต่กับถูกนางแสงคำปฏิเสธไม่ยอมให้เงิน จึงได้ชกเข้าไปที่ใบหน้าของผู้ตาย 1 ครั้ง ก่อนจะทรุดลงและเสียชีวิตทันที จึงได้ให้เพื่อนที่มาด้วยกัน คือ นายทูน ชาวพม่า ทำการใช้ผ้าห่มคลุมตัวผู้ตาย แล้วหาเศษไม้มาคลุมทับ ก่อนจุดไฟเผาร่าง ทั้งนี้นายเศวต หรือ โจ้ มะโนธรรม เป็นอดีตนักมวยมาก่อน ใช้ชื่อว่า "พันธุ์ดุ ลูกราชวัง" ต่อยที่เวที ชั่วคราวแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ครั้งเดียว ต่อมาก็หันมาต่อยหาเงิน "มวยทะเล" ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาและมาค้าขายผลไม้ เคยติดคุกคดีค้ายาบ้าจำนวน 16 เม็ดเมื่อปี 52 ติดคุกได้ 1 ปี 7 เดือน ก็พ้นโทษ และมาติดต่อค้าฝิ่นกับนางแสงคำ เมื่อ 4 ปี ก่อน และมาถูกเบี้ยวหนี้ ไม่ยอมจ่าย จึงได้ก่อเหตุดังกล่าว นอกจากนี้ตนยังเป็นสายให้กับตำรวจ ที่ จ.แม่ฮ่องสอนอีกด้วย เพื่อหารายได้พิเศษ ในบางครั้ง แต่ก็มาถูกจับกุมในที่สุด MThai News แหล่งที่มา ข่าวสด

แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า
ถ้ำปลา /  ถ้ำลอด / 

ปางมะผ้า อำเภอเล็กๆ ที่แฝงตัวอยู่ในขุนเขาสีเขียวชอุ่ม อำเภอหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 77 กิโลเมตร ที่นี่มีทีเด็ดที่นักเดินทางที่ชอบผจญภัยไม่อาจพลาดได้ แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า ปางมะผ้า อยู่ระหว่างการเดินทางจากปาย ไปแม่ฮ่องสอน หลายคนรู้จักปางมะผ้าจากหนังเรื่อง "รักจัง" ในฉากหมู่บ้านชาวเขาเล็กๆ เรียบง่าย ใสซื่อ ของวิถีชีวิตที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ อากาศหนาวๆ มีหมอกขาวๆ โรแมนติกสุดๆ ด้วยกลิ่นอายแห่งธรรมชาติ ที่แสนบริสุทธิ์ของเมืองเล็กๆ ในแดนสามหมอกเมืองนี้ ทำให้เราตัดสินใจเดินทางไปทันทีได้ไม่ยาก อยากจะสูดอากาศให้เต็มปอด เติมพลังก่อนกลับสู่โลกการทำงานในเมืองกรุง ปางมะผ้า ไม่ได้มีจุดเด่นอยู่เพียงแค่ธรรมชาติและทิวเขา อันบริสุทธิ์ เท่านั้นนะคะ ทุกวันนี้ปางมะผ้า เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์พลาดไม่ได้แห่งหนึ่งทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม ล่องแพ พายเรือคายัค เที่ยวหมู่บ้านกะเหรี่ยง ชมวิวที่ดอยกิ่วลม ในความบุกบั่นลัดเลาะขุนเขามาตามเส้นทางสู่แม่ฮ่องสอน นำพาให้เรามาพบธรรมชาติอันงดงามที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังขุนเขาหลายสิบลูก ที่ลัดเลาะผ่านมา ชมวิวดอยกิ่วลม จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอก เป็นทางผ่านที่ต้องจอดแวะถ่ายภาพ สูดบรรยากาศก่อนเดินทางต่อ ไม่ว่าจะทั้งขาไปและขากลับ ในช่วงหน้าหนาวนี้ที่สวยงามมีชื่อเสียงมาก เป็นลานกว้างบนสันเขา นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศา ณ จุดชมวิวดอยกิ่วลม มีความสูงประมาณ 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดชมวิวนี้สามารถชมได้ทั้งสองฟากถนน มีทัศนียภาพที่สวยงามและหลากจินตนาการของทิวเขาที่สลับซับซ้อนของยอดดอย เชียงดาว มีเมฆขาวสลับกันสวยงาม มีร้านขายของอาคารขายสินค้าของพี่น้องชาวเขาเผ่าลีซอ มีสินค้าหัตถกรรม และสินค้าอื่นๆ วางขายบริการแก่นักท่องเที่ยว ปัจจุบัน จุดชมวิวดอยกิ่วลม ได้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีจุดบริการนักท่องเที่ยวซึ่งสร้างอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ และมีร้านกาแฟชื่อเท่ “กาแฟปลายฟ้า” ร้านกาแฟชาวไทยภูเขาจุดเริ่มต้นเล็กๆจากการส่งเสริมชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการปลูกกาแฟ ซึ่งใครที่ชอบ จิบ ชา กาแฟ ก็ต้อง มาแวะกัน อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา – ผาเสื่อ ดินแดนอุทยานแห่งเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ภายในอุทยานมี ถ้ำปลาหรือวนอุทยานถ้ำปลา ให้เราได้แวะไปชม และพักผ่อนหย่อนใจ ในบรรยากาศลำธาร กลางป่าเขา ถ้ำปลา มีลักษณะเป็นโพรงปากถ้ำ และมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่กว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 1.50 เมตร ภายในแอ่งน้ำมีน้ำไหลออกจากถ้ำใต้ภูเขาอยู่ตลอดเวลา และมีปลาตัวโตๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เรียกว่าปลามุง หรือปลาคัง เป็นปลามีเกล็ดขนาดใหญ่ ในวงศ์เดียวกับปลาคาร์พ และถึงแม้จะมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอันตราย เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นปลาเจ้า หากใครนำไปรับประทานแล้วจะต้องมีอันเป็นไป นอกจากนี้่ ยังมี น้ำตกผาเสื่อ น้ำตกแห่งนี้ไหลลงมาจากน้ำตกแม่สะงาในพม่า เป็นน้ำตกขนาดกลางสูงประมาณ 10 เมตร กว้าง 15 เมตร ช่วงฤดูฝนสายน้ำจะตกลงมาเต็มหน้าผาหินกว้างลักษณะคล้ายเสื่อปูลาด มีน้ำตลอดปีช่วงที่เหมาะสมจะไปท่องเที่ยวคือ เดือนกรกฎาคม-กันยายน หมู่บ้านกะเหรี่ยงบ้านในสอย มาสัมผัสความสุขในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงกันหน่อยเป็นไร ที่ หมู่บ้านกะเหรี่ยงบ้านในสอย เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว ที่อพยพมาจากบ้านน้ำเพียงดิน บ้านในสอยเป็นชุมชนกะเหรี่ยงขนาดใหญ่ มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่สร้างความสุขให้แก่ผู้มาเยือน ชาวกะเหรี่ยงบ้านในสอยจะตั้งบ้านเรือนอยู่ในหุบเขา มีลำห้วยไหลผ่าน บ้านจะมีหลังคามุงจากบ้าง สังกะสีบ้าง ผู้คนที่นี่น่ารัก เด็กกะเหรี่ยงตัวน้อยๆ วิ่งเล่นเต็มไปหมด แต่ละครอบครัวจะมีการนำของเก่า ของที่ระลึกมาวางขาย บ้างก็นั้นดีดกีต้าร์ขับกล่อมให้ฟัง บ้างก็นั่งทอผ้าผืนสวยเพื่อไว้ขาย หรือถ้าใครอยากลองยิงปืนหน้าไม้ ที่นี่ก็มีให้ประลองฝีมือกันสักตั้ง ที่บ้านในสอยแห่งนี้ ยังมีกะเหรี่ยงคอยาวที่ใส่ห่วงเหลือไว้ให้เราดูอยู่ พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวการใส่ห่วงที่พวกเขายังคงอนุรักษ์ไว้ ซึ่งถ้าใครอยากถ่ายรูปแบบใส่ห่วงคอสีทองอร่าม ที่นี่ก็มีให้เราใส่ถ่ายรูปเก๋ๆ กันด้วย แวะผจญภัย ที่ถ้ำน้ำลอด “ถ้ำน้ำลอด” เป็นถ้ำหินธรรมชาติ ถือเป็นสถานที่แอดเวนเจอร์ทีเด็ด แห่งอำเภอปางมะผ้า โถงถ้ำกว้างที่มีลำน้ำลางไหลลอดผ่านเป็นสายทะลุออกจากภูเขา ซึ่งภายใน จะมีถ้ำที่จะให้ผู้มาเยือนได้ล่องแพเข้าไปชมความงามภายในถึง 3 ถ้ำ เริ่มตั้งแต่ถ้ำเสาหินหลวง ถ้ำตุ๊กตา ไปจนสิ้นสุดที่ถ้ำผีแมน แต่ก่อนที่จะพบความตื่นตาที่แตกต่างกันไปภายในแต่ละโถงถ้ำ นักเดินทางทุกคนจะได้สนุกไปกับการล่องแพธรรมชาติไปตามธารน้ำ เพื่อไปขึ้นชมโถงถ้ำแต่ละโถง ภายใต้ความมืดมิด มีเพียงแสงตะเกียงจากชาวบ้านผู้นำทางพาเราชมถ้ำ ทันทีที่แสงจากตะเกียงสาดส่อง ทัศนียภาพภายในปรากฏขึ้นมาทันตา เพดานหินย้อยไล่ระดับลดหลั่นกันไป อีกทั้งหินที่ตั้งสูงเสมือนเสา บ้างก็เป็นหินทรายขาว ประกายระยิบแวววับคล้ายเพชร บ้างก็ย้อยเป็นรูปหุ่น รูปหัวโขน งอกเป็นรูปตุ๊กตาหลากหลายรูปลักษณ์ ตามธรรมชาติสรรสร้างให้เป็น และยิ่งเดินเข้าไปลึกๆ ก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ ถือเป็นเมืองเล็กๆ แต่บรรยากาศของที่ ปางมะผ้า แห่งนี้ นั้นล้นเหลือ ทั้งสวย ทั้งบริสุทธิ์ และมีอะไรสนุกๆ ให้เราได้โลดโผนผจญภัย ถ้าได้มาเที่ยวที่นี่แล้ว จะไม่หลงรัก ปางมะผ้า ได้ยังไง…. บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map แล้วจะหลงรัก... ปางมะผ้า

ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ใครใช้สาร ยาเสพติดอะไร รู้หมด ไม่รอด
ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา /  สารเสพติด / 

ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ใครใช้สาร ยาเสพติดอะไร รู้หมด ไม่รอด เอาแหละครับ เรียกได้ว่างานนี้ผู้ที่ชอบใช้สารผิดกฏหมายต้องมีหนาวกันแล้วแหละ เพราะว่าในยุคนี้การตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของมนุษย์ไม่ได้เป็นอะไรที่ยากเย็นเหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้วนะ เพราะว่าแค่มองตาก็รู้แล้วแหละ (หมายถึงถ่ายรูปโฟกัสที่ตามาตรวจนะครับ ไม่ได้หมายความว่าให้ไปนั่งจ้องตากันนะ 55555) โดยวันนี้ทาง Men.MThai เราจะขอนำเสนอวิธีดูว่าใครคนไหนใช้สารอะไรกับร่างกายมาบ้างด้วยวิธี ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ครับผม ทางทีมงานของ VICE ได้นำภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับการ ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ที่สามารถบอกได้ว่าคน คนนั้นใช้สารอะไรกับร่างกายมาบ้าง ซึ่งในจุดนี้การแยกประเภทของสารที่ผู้ใช้เสพเข้าไปยังสามารถบอกได้ทั้งหมด ไม่ว่าสารที่ถูก และผิดกฏหมาย ได้จากขนาดและความกว้างของนัยน์ตาของผู้ใช้สารนั่นเอง โดยพวกเข้าถ่ายทอดผลการทดลองนี้ผ่านทางการถ่ายภาพแบบ โคลสอัพ เน้นที่นัยน์ตาเพื่อบ่งชี้ว่า สารที่แต่ละคนใช้นั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งผลสำรวจได้ออกมาว่า สารจำพวก ฝิ่น (Opiates) จะส่งผลทำให้รูม่านตาของผู้ที่ใช้ หด ลง ส่วน สารจำพวก โคเคน ยาอี และ แอมเฟตามีน จะส่งผลทำให้รูม่านตาขยายขึ้น อีกทั้งทางตำรวจประเทศ เยอรมัน ยังได้ใช้เทคนิค ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา วิเคราะห์ว่าคนไหนใช้สารอะไรเพื่อมาลงโทษอีกด้วย ซึ่งเขาเรียกวิธีนี้ว่า Pupillograph เป็นการรวมคำว่า pupils ที่แปลว่า นัยน์ตา กับคำว่า Photograph ที่แปลว่ารูปถ่ายเอาไว้ด้วยกันนั่นเอง ซึ่งเป็นการ ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา โดยใช้รูม่านตาบ่งชี้ ซึ่งเป็นอะไรที่รวดเร็วกว่าการรอผลตรวจเลือดซะอีก!!! แหล่งที่มา www.vice.com/read/can-you-tell-what-drugs-someones-on-just-by-looking-at-their-eyes-876?utm_source=vicefbus

เที่ยว ตรอกโรงยา ถนนสายวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี
ตรอกโรงยา /  อุทัยธานี

วันนี้ Travel MThai ขอพาสมาชิกที่รัก ไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวบนถนนสายวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานี เพื่อไปสัมผัสผู้คนในชุมชน ยังคงผูกพันกับวีถีชีวิตในอดีต ที่มีให้นักท่องเที่ยวพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน กันที่ ถนนคนเดิน ตรอกโรงยา กันครับ เสน่ห์ของ ถนนคนเดินตรอกโรงยา ก็คือ บ้านเรือนไม้เก่าๆ ที่ทุกวันเสาร์ บนถนนสายเล็กๆ แห่งนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างพากันมาเดินเที่ยว กินอาหารอร่อยๆ ขึ้นชื่อของเมืองอุทัยฯ ผู้คนในชุมชนจะเปิดบ้านชาวจีนในสมัยก่อนหลายหลัง รวมถึงมีการเล่าถึงประวัติของตรอกโรงยาในสมัยก่อน ให้นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้ทราบกัน นอกจากจะอิ่มความรู้กันแล้ว แถมยังได้ช๊อบของฝากเล็กๆ น้อยๆ กลับมาฝากคนที่บ้านอีกด้วยนะ ถนนคนเดินตรอกโรงยา เป็นถนนคนเดินที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของภาคเอกชน และภาคประชาชน และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป้าหมายที่สำคัญ คือ การปลุกชุมชน ด้วยการสร้างจุดเริ่มต้นของห้องเรียนชีวิต การเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ระหว่างคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ด้วย พลังความร่วมมือของคนในชุมชน และยังเป็นสถานที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน อันจะก่อให้ เกิดความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตของชาวอุทัยธานี นำไปสู่การพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ในอดีตบนถนนสายนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัย และทำมาหากินแหล่งใหญ่ของชาวจีนอพยพ ที่มาตั้งรกรากถิ่นฐานในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีหลายฐานะทางเศรษฐกิจไม่ว่า จะเป็นเถ้าแก่เจ้าร้าน ไปจนถึงชนชั้นกรรมกร แต่ทุกคนในชุมชนแห่งก็อยู่ร่วมกันได้สงบสุข และช่วยเหลือจุนเจือกันมา ส่วนชื่อ ถนนคนเดินตรอกโรงยา นั้นมาจาก คนจีนกลุ่มหนึ่ง ได้มีการตั้งขบวนการอั้งยี่ โดยมีเถ้าแก่จีนในซอยนั้นเป็นผู้นำ ได้สร้างโรงฝิ่นอย่างถูกกฏหมายขึ้นมาในสมัยของจอมพลป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2500 ได้ถูกคำสั่งให้ปิดลง จึงกลายมาเป็นตำนานของชื่อตรอกโรงยา จนกระทั้งถึงปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังจะได้พบกับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้คนจังหวัด อุทัยธานี บนเส้นทางถนนคนเดินตรอกโรงยา เขต เทศบาลเมืองอุทัยธานี ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 - 21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุทัยธานี โทร. 0-5651-4982 และคณะกรรมการพัฒนาเมืองอุทัยฯ โทร. 08-6680-9955­­ e-mail : tatuthai@tat.or.th ข้อมูลและภาพ : idotravellers.com / สยามรัฐ / ททท. เรียบเรียงโดย Travel MThai

อย.เผาทำลายยาเสพติดกว่า3ตันค่ากว่า8,800ล้านบาท
อย.เผายาเสพติด /  เผาทำลายยาเสพติด

อย. เผาทำลายยาเสพติด กว่า 3 ตัน มูลค่ากว่า 8,800 ล้านบาท จ่อ เผาเพิ่มปลายปีอีก 1 ตัน ขานรับนโยบาย คสช. พล.ท.ฉัตร เฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก รองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ครั้งที่ 43 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เพื่อร่วมต่อต้านยาเสพติดในวันต่อต้านยาเสพติดสากล สำหรับของกลางที่จะเผาทำลายในวันนี้ มีน้ำหนักรวมกว่า 3,000 กิโลกรัม ซึ่งยาบ้ามีจำนวนมากที่สุดถึง 27 กิโลกรัม รวมมูลค่ายาเสพติดของกลางทั้งหมดกว่า 8,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นยาเสพติดที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โดย ภก.ชาญชัย เอื้อชัยกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด คณะกรรมการ อย. ระบุว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีความห่วงใยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของยาเสพติด และเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกวาดล้างจับกุม และอยากให้มีการเผาทำลายยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น จากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2-3ครั้ง ซึ่งทาง อย. ก็จะขานรับนโยบาย โดยนำข้อมูลหารือกับผู้บริหาร และคาดว่า ปลายปีนี้จะสามารถเผาทำลายยาเสพติก ได้อีกประมาณ 1 ตัน นาย ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวรายงานต่อ พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษ ของกลางครั้งที่ 43 ที่บริเวณศูนย์บริหารสาธารนูปโภคและสิ่งแวดล้อม นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งยาเสพติดของกลางที่เผาทำลายรวมประกอบน้ำหนัก 3,094 กิโลกรัม จาก 2,911 คดี รวมมูลค่า 8,867 ล้านบาท ประกอบด้วยยาบ้า 2,504 กิโลกรัม หรือ 27 ล้านเม็ด ยาไอซ์ น้ำหนัก 243 กิโลกรัม เฮโรฮีน น้ำหนัก 21 กิโลกรัม ยาอี น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ฝิ่น น้ำหนัก 74 กิโลกรัม และอื่น ๆ ซึ่งทำพิธีเผาทำลายยาเสพติดในเวลา 11.00 น. ของวันนี้

ถนนพญาเสือโคร่ง ดอยแม่สลอง
ดอยแม่สลอง /  ถนนพญาเสือโคร่ง / 

ถนนพญาเสือโคร่ง ดอยแม่สลอง นี่คือผืนแผ่นดินไทยที่งดงาม ที่รายล้อมไปด้วยดอกพญาเสือโคร่ง พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ นี่คือผืนแผ่นดินไทยที่งดงาม ด้วยตลอดสองข้างทางที่มุ่งขึ้นสู่ ดอยแม่สลอง นั้น รายล้อมไปด้วย ดอกพญาเสือโคร่ง หรือ ดอกซากุระเมืองไทย ที่บานสะพรั่งในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ จากเมืองไกลให้มาเยือน ซึ่งเมื่อได้มายืนเด่นตระหง่านอยู่บนยอดดอยสูงแห่งนี้ แทบจะไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่า นี่มันแผ่นดินไทยจริงๆ หรือ เพราะด้วยบรรยากาศที่หนาวเย็นจับใจในช่วงเหมันต์ ตลอดจนบรรยากาศ และทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในชนบทของประเทศจีนไม่มีผิดเพี้ยน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก ยอดดอยแม่สลองเป็นที่ลงหลักปักฐานของชาวจีนฮ่อแถบมณฑลยูนาน ที่ลี้ภัยมาหลบอาศัยอยู่ตั้งแต่ครั้งอดีต และพากันประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยปลูกชา และพืชผักเมืองหนาวเป็นหลัก ซึ่งชาที่โด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันดีคือ ชาอู่หลง นอกจากนี้ ดอยแม่สลอง ยังอบอวลไปด้วยวัฒนธรรมชาวจีน ไม่ว่าจะการแต่งกาย หรือ อาหารการกิน ซึ่งโดยเฉพาะอาหารนั้น จะเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่น ขาหมูยูนาน ที่เสริฟมาในจานใหญ่ และต้องกินเคียงคู่กับหมั่นโถเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าต้นตำหรับ ประวัติของแดนดินถิ่นดอยสูงนี้มีอยู่ว่า ในอดีตเคยเป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ยังชีพด้วยการทำไล่เลื่อนลอย จนเป็นเหตุให้ดอยแห่งนี้เตียนโล่ง ต่อมาดอยแม่สลองเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2504 จากการอพยพเข้ามาของทหารจีนกองพล 93 จากมณฑลยูนาน ที่ทำการรบอยู่ทางตอนใต้ของจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อจีนถูกพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจสำเร็จ จึงทำให้ทหารกองพล 93 กลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น และถูกกดดันอย่างหนัก จนถอยร่นเข้ามาในเขตพม่า แต่ก็ถูกทางฝ่ายพม่ากดดันจนถอยร่นมาถึงดอยตุงเขตแดนไทย ทางฝ่ายพม่าก็ได้ร้องเรียนกับทางสหประชาชาติ ให้กองกำลังพลัดถิ่นอพยพไปยังประเทศใต้หวัน แต่เนื่องจากผู้นำกองกำลังพล 93 โดย นายพลหลีเหวินฝาน และ นายพลต้วยซีเหวิน ได้ทำเรื่องร้องเรียนขอลี้ภัยในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่แน่ใจในอนาคต เพราะใต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ รัฐบาลไทยจึงอนุญาต โดยจัดแบ่งเป็นสองกอง โดยให้ทหารของนายพลหลีเหวินฝานไปอยู่ที่ ถ้ำงอบ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และทหารของนายพลต้วนซีเหวินอยู่บนดอยแม่สลอง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2515 ครม. มีมติให้รับทหารจีนอาศัยบนผืนแผ่นดินไทยอย่างเป็นทางการ และได้ยุติการค้าฝิ่น มีการปลดอาวุธ และให้หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยได้ริเริ่มโครงการปลูกชา และปลูกต้นสนสามใบเพื่อเป็นการพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้ง และได้มีการเปลี่ยนชื่อชุมชนบนดอยแม่สลองใหม่ โดยใช้ชื่อว่า บ้านสันติคีรี จึงทำให้ดอยแม่สลองจึงมีความสงบ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถานที่ท่องเที่ยวบนดอยแม่สลองยังมีอีกหลายแห่ง เช่น พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทร์สถิตมหาสันติคีรี ตั้งอยู่จุดสูงสุดบนดอยแม่สลอง ที่ความสูง 1,500 เมตร ซึ่งห่างจากหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางขึ้นคดเคี้ยว สูงชัน พระธาตุสร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี พ.ศ.2539 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่า เป็นเจดีย์แบบล้านนาประยุกต์ บนฐานสี่เหลี่ยมลดชั้น สูงประมาณ 30 เมตร ประดับกระเบื้องสีเทา นอกจากนั้น บริเวณนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะในยามเย็น ซึ่งองค์พระธาตุเองก็สามารถที่จะมองเห็นมาแต่ไกลด้วยเช่นกัน จึงพูดได้ว่า พระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของดอยแม่สลองอีกด้วย อีกหนึ่งสถานที่คือ สุสานนายพลต้วน ผู้นำทหารชาวจีนฮ่อแห่งกองพล 93 ที่ได้นำกองกำลังอพยพมาตั้งหลักปักฐานบนผืนแผ่นดินไทย ตัวสุสานทำด้วยหินอ่อนทั้งหมด มีแท่นหินอ่อนที่บรรจุร่างของนายพลต้วน อยู่ภายในเก๋งจีนสีขาวขนาดใหญ่ การเดินทางขึ้นมาเที่ยวบนยอด ดอยแม่สลอง นั้น สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การลิ้มลองชาพันธุ์แท้ ตลอดจนชมวิธีการชงชาแบบต้นตำหรับชาวจีนฮ่อ ซึ่งการเดินทางก็มาได้สะดวก หากมีโอกาสช่วงปลายปีนี้ ลองแวะไปสัมผัสบรรยากาศที่หนาวเย็น แล้วจิบชาอุ่นๆ บนถนนพญาเสือโคร่งกันดู รับรองว่าสัมผัสที่สุดประทับใจกำลังรอคุณอยู่ และนี่คือ ผืนดินถิ่นไทยจริงๆ เรื่องโดย Omyim บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map

ทวารบาลวัดบวรฯ เลือดไหลออกปาก ลือกันใหญ่
ทวารบาล /  ทวารบาลติดฝิ่น / 

ทวารบาลวัดบวรฯ เลือดไหลออกปาก จนเกิดกระแสวิพากษ์ว่าอาจเป็นลางบอกเหตุ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ก.ย.   คนจำนวนมากแห่ไปชมรูปตัวแกะสลักที่บานประตูทางเข้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ถ.พระสุเมรุ มีคราบคล้ายเลือดออกมาจากปาก จนเกิดกระแสวิพากษ์ว่าอาจเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง โดยเป็นรูปทวารบาลบานประตูไม้แกะสลักบริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ และรูปแกะสลักลอยองค์เทพเจ้าจีน มีรอยคราบสีน้ำตาลเข้มไหลเป็นทางยาวออกจากปากจนมองคล้ายเป็นคราบเลือด แต่บ้างก็ว่าเป็น ทวารบาลติดฝิ่น เรื่องดังกล่าวทาง แม่ค้าขายพวงมาลัยหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร นางปะจิน วงศ์ศรีรา  เผยที่มาของคราบดังกล่าวว่าเป็นคราบกาแฟ ไม่ใช่คราบเลือด พร้อมระบุว่าเทพเจ้าจีนองค์ดังกล่าวมีชื่อว่าเซี่ยวกาง มีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องโชคลาภและเรื่องทำมาค้าขาย เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจีนมาเป็นเวลาช้านาน สมัยก่อนเมื่อผู้มาบนบานศาลกล่าวแล้วประสบผลดังหวังจะนำฝิ่นมาปั้นเป็นก้อนป้ายไว้ที่ปากองค์เซี่ยวกางเป็นการแก้บน สมัยก่อนที่ฝิ่นยังไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมายจะมีผู้นำชุดฝิ่นจัดเป็นชุดเซ่นไหว้สำหรับแก้บน กระทั่งฝิ่นกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายจึงมีผู้คิดทำฝิ่นเทียมสำหรับแก้บนโดยใช้ผงกาแฟมาปั้นเป็นก้อนแทน เมื่อผงกาแฟถูกความชื้นและความร้อนจึงละลายไหลเยิ้มลงมาจนคล้ายคราบเลือดดังกล่าว ทวารบาลติดฝิ่น ตำนานทวารบาลของประตูเซี่ยวกางว่า ในยุคก่อนยังดูดฝิ่นได้ มีชาวจีนคนหนึ่งติดฝิ่นงอมแงม แต่เมื่อทางการได้ปราบ ทำให้เขาหาฝิ่นดูดไม่ได้ จนกระทั่งมาลงแดงเสียชีวิตอยู่ที่ประตูดังกล่าว จากนั้นเมื่อทางวัดมาพบก็ได้ทำพิธีกงเต๊กให้ ต่อมาดวงวิญญาณของชาวจีนรายนั้นก็ไปเข้าฝันสมเด็จท่านเจ้าอาวาสว่า ให้ทำที่ให้เขาอยู่ แล้วเขาจะช่วยเฝ้าวัดให้ ดังกล่าว // // // // ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @mnakin

เผายานรกเกือบหมื่นกิโลฯ เนื่องในวันยาเสพติดโลก
ทำลายยาเสพติด /  ยานรก / 

รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรมว.สาธารณสุข ร่วมพิธีเผาทำลายยาเสพติดครั้งที่ 45 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด วันนี้ 26 มิ.ย. ที่ศูนย์บริหารสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางครั้งที่ 45 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ในการเผาทำลายในครั้งนี้ มีจำนวนของกลาง 7,340 กิโลกรัม จาก 5,508 คดี ที่มีการพิจารณาสิ้นสุดแล้ว ซึ่งมีทั้ง ยาบ้า ยาไอซ์ เฮโรอีน โคเคอีน ยาอี และฝิ่น รวมมูลค่า 22,334 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกัญชาของกลางจากกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติดจำนวน 2,128 กิโลกรัม มูลค่า 5 ล้านบาท ของกลางทั้งหมดจะถูกนำมาเผาทำลาย ผ่านระบบไพโรไลติก อินซิเนอเรชัน ด้วยอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 850 องศาเซลเซียส ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศและสิ่งแวดล้อม จากนั้นจะมีการนำเอาขี้เถ้าจากการเผายาเสพติดมาตรวจสอบว่าไม่มีสารเสพติดหลงเหลืออยู่ ก่อนจะทำการฝังกลบตามระบบต่อไป MThai News ขอบคุณ ข่าวสด

ชุดภาพ เบื้องหลัง สุดพิเศษ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงงานออกแบบ ดีไซน์ชุดผ้าไหมไทย
SIRIVANNAVARI Couture /  ทรงงาน / 

พสกนิกร ชาวไทย เรา โชคดีหลายอย่าง เรา โชคดีที่มี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทย ทั้งโครงการแก้มลิง โครงการกังหันชัยพัฒนา โครงการฝนหลวง โครงการแกล้งดิน ฯลฯ  เรา โชคดีที่มี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ ทรงงานด้านผ้าไหมไทย ทรงริเริ่ม โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ งานหัตถกรรม  อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้าน งานทอผ้าไทย จนกลายเป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ส่งเสริมเผยแพร่ชื่อเสียงให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้พสกนิกรชาวไทยได้ออกห่างจาก การปลูกฝิ่น หันมาประกอบอาชีพสุจริตทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง กันอย่างยั่งยืน และ เราก็ยังโชคดี ที่มี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ที่ทรงเชี่ยวชาญ ด้านการออกแบบ เสื้อผ้า และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๓ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘  พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ได้ทรงออกแบบและตัดเย็บชุด ผ้าไหมไทย เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเฉพาะ ทั้งนี้ พิเศษสุดๆ Women.MThai  เรามีภาพเบื้องหลัง การทรงงานในฐานะองค์ดีไซเนอร์ในครั้งนี้มาฝาก ปวงชนชาวไทยทุกคน กันค่ะ  เราเชื่อว่า น้อยคนที่จะได้เห็นภาพการทรงงานของพระองค์ในพระอิริยาบถเช่นนี้แน่นอน บอกเลยว่า น่าปลาบปลื้มจริงๆ ค่ะ  ลองตามมาชมกันเลย พระองค์หญิง ทรงเก็บรายละเอียดของงานด้วยพระองค์เองเพื่อผลงานที่สมบูรณ์แบบ เมื่อพระองค์ทรงงานในฐานะองค์ดีไซเนอร์ ก็ทรงทุ่มเทพระวรกายไม่ต่างจากดีไซเนอร์ทั่วไป ทรงใส่พระทัยในรายละเอียดทุกจุดในฐานะองค์ดีไซเนอร์ แรงบันดาลใจในการทำชุดในคอลเลคชั่น SIRIVANNAVARI Couture สำหรับงานผ้าไทย โครงสร้างของชุด พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ได้รับแรงบันดาลใจ มาจาก ฉลองพระองค์ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถที่ทรงในโอกาสเสด็จฯ เยือนต่างประเทศและยังได้รับแรงบันดาลใจจากโครงสร้างของชุดไทยโบราณของตัวละครในวรรณคดีไทย เช่น การใส่สไบโดยมาผสมผสานกับโครงสร้างของชุดในแบรนด์ Sirivannavari ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รายละเอียดของชุดใช้ช่างปักไทยผสมกับเทคนิคการปักแบบฝรั่งเศสมีการนำผ้าไหมไทยมาประกอบเป็นรายละเอียดงานปักและสร้างความโดดเด่นด้วยวิธีการปักล้อลายบนผ้าทอมัดหมี่อีกทั้งยังมีการใช้ดอกไม้ประดิษฐ์จากศูนย์ศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถมาผสมผสานบนงานปักอีกด้วย เครื่องประดับ เป็น การต่อยอดเทคนิคในการปัก โดยใช้ผ้าไหมในการทำรายละเอียดอันประณีตบรรจง เน้นความเรียบง่ายแต่หรูหรา ตามมาชมภาพ วันฟิตติ้งกันค่ะ ชุดในคอลเลคชั่นนี้ อ้างอิงสไตล์ ความอ่อนหวาน หรูหรา สวยงาม ยุค 1950’s ในการออกแบบ อีกทั้งยังมีการอ้างอิงรูปแบบในการแต่งกายเสื้อผ้าในยุคดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับผ้าไทย โดยอาจจะมีการผสมผสานผ้าหรือเทคนิคอื่นๆประกอบกันเพื่อเป็นแนวทางให้กับ ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ ได้ศึกษาและรู้จักนำผ้าไทย มาประยุกต์ ในการออกแบบให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองและมีความเป็นสากลอีกด้วย ควรมิควร แล้วแต่จะโปรด รายงานโดย Women MThai Team 

ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง , เรื่องย่อมัจจุราชสีน้ำผึ้ง
เคน ธีรเดช /  ไอซ์ อภิษฎา / 

บทประพันธ์โดย : อุปถัมป์ กองแก้ว บทโทรทัศน์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ และ ภูมิภักดิ์ กำกับการแสดงโดย : ภวัต พนังคศิริ ผลิตโดย : บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ครอบครัว วิชนี ตระกูลไฮโซชื่อดังกำลังประสบปัญหาการเงิน คุณลำเพา และ คุณนพรัตน์ วิชนี ประมุขของครอบครัวต้องรีบหาทางจัดการปัญหานี้ด่วน เพื่อรักษาหน้าตาก่อนที่คนในสังคมจะรู้ และหนทางที่คุณลำเพาคิดได้ก็คือ การไปทวงสัญญากับ คุณเปรม ปัทมกุล เจ้าของไร่ชาแห่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ถึงสัญญาที่สามีของเปรมซึ่งเป็นเพื่อนของคุณนพรัตน์เคยให้เอาไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนว่า จะทดแทนบุญคุณที่นพรัตน์เคยช่วยเหลือเรื่องเงิน ด้วยการให้ลูกชายของเขาแต่งงานกับลูกสาวของครอบครัววิชนี ปัทม์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวปัทมกุลไม่พอใจ เพราะพ่อของเขาผู้ให้คำสัญญาเสียชีวิตไปนานแล้ว ประกอบกับเขาไม่ชอบให้ใครมาบังคับ เขาจะไม่ยอมทำตามข้อตกลง แต่เปรมอ้างถึงบุญคุณที่คุณนพรัตน์เคยช่วยเหลือไว้ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีโอกาสสร้างไร่ชาได้อย่างทุกวันนี้ ปัทม์จำยอมทำตามคำสัญญาด้วยการแต่งงานของลูกสาวของครอบครัววิชนี หากไม่ใช่แค่ปัทม์เท่านั้นที่ไม่พอใจ เพราะ โลมฤทัย สาวสวยเสน่ห์แรงบุตรสาวคนที่สองของครอบครัววิชนีก็ไม่พอใจเช่นกัน เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องแต่งงานกับชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าตา และพาลคิดไปเองว่าคงเป็นชายเถื่อนบ้านไร่หน้าตาชายแดน โลมฤทัยสั่งให้พ่อแม่บังคับ รจนาไฉน หรือพี่สาวที่แสนดีแต่งงานแทนเธอ แต่คุณนพรัตน์ยังมีศีลธรรมเพียงพอที่จะไม่หลอกลวงครอบครัวปัทมกุล เนื่องจากรจนาไฉนไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของครอบครัว ซึ่งความลับนี้รจนาไฉนไม่เคยรู้มาก่อน โลมฤทัยยังคงค้านหัวชนฝา เธอไม่ต้องการแต่งงานแล้วไปใช้ชีวิตที่บ้านไร่บนดอย ประกอบกับโลมฤทัยสนใจ ปวุฒิ ตำรวจหนุ่มจากครอบครัวผู้ดีเก่า แต่ฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากเหมือนอย่างเศรษฐีหลายคนที่มารุมจีบโลมฤทัย แต่ที่โลมฤทัยสนใจปวุฒิเป็นพิเศษเพราะว่าเขาเป็นผู้ชายคนเดียวที่มองข้ามเธอไปจีบรจนาไฉน ด้วยเหตุนี้โลมฤทัยตั้งใจว่าจะขัดขวางความรักของปวุฒิกับรจนาไฉนด้วยการโยนหน้าที่แต่งงานไปที่รจนาไฉน ซึ่งแน่นอนว่ารจนาไฉนต้องไม่ยอม โลมฤทัยจึงบอกความจริงว่าแท้จริงแล้วรจนาไฉนเป็นเพียงลูกเก็บมาเลี้ยงจากโรงพยาบาล! นอกจากนี้โลมฤทัยยังพูดให้รจนาไฉนเข้าใจไปว่า พ่อแม่ต้องการกำจัดลูกเลี้ยงอย่างเธอออกจากกองมรดกของครอบครัว สร้างความน้อยใจและเสียใจให้รจนาไฉนมาก แต่ในเมื่อพ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิตเธอ เธอจึงยอมทดแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนด้วยการแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่เคยรู้จัก เพื่อแลกกับค่าสินสอดจำนวนมากของครอบครัวปัทมกุล เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว รจนาไฉนตัดสินใจบอกเลิกปวุฒิ แต่ปวุฒิไม่ยอม เพราะเขาเชื่อมั่นเสมอว่ารจนาไฉนรักเขา ปวุฒิจึงคอยตามตื๊อ และอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง ในขณะเดียวกันปัทม์ลงมากรุงเทพฯ เพื่อสืบข้อมูลของว่าที่เจ้าสาวในอนาคต แต่เขาพบภาพปวุฒิกับรจนาไฉนร่ำลากัน ปวุฒิร้องไห้เสียใจอย่างหนักหน่วงขณะที่รจนาไฉนไม่มีน้ำตาสักหยด เหตุเพราะเธอไม่อยากอ่อนแอ ทำให้ปวุฒิตัดใจจากเธอลำบาก ทว่าปัทม์กลับคิดไปว่ารจนาไฉนเป็นผู้หญิงใจดำ และปัทม์ก็ยังได้ยินโลมฤทัยเล่าให้ปวุฒิฟังว่าที่รจนาไฉนแต่งงานอย่างปุบปับ เป็นเพราะรจนาไฉนเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของคุณพ่อคุณแม่ และรจนาไฉนก็กลัวว่าสักวันถ้าสิ้นบุญคุณพ่อคุณแม่ สมบัติทั้งหมดก็จะต้องเป็นของโลมฤทัยคนเดียว รจนาไฉนก็จะไม่เหลืออะไรเลย รจนาไฉนก็เลยต้องรีบหาที่พึ่งด้วยการให้พ่อแม่ไปทวงคำสัญญาจากครอบครัวปัทมกุล เพราะรจนาไฉนรู้ว่าคนชื่อปัทม์ร่ำรวยมาก สนองความรักสบายของพี่สาวเธอได้ ปัทม์หลงเชื่อคำพูดเหล่านั้นเพราะอคติและเกลียดชังผู้หญิงที่หิวเงินอย่างฝังใจ เพราะในอดีตเขาเคยมีคู่รักที่คิดกอบโกยเงินจากปัทม์โดยปราศจากความรัก มิหนำซ้ำยังหนีตามชู้จนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงคนนั้นยังฝังอยู่ที่หน้าผาเพื่อเตือนใจไม่ให้ปัทม์ลืมความเจ็บช้ำ ดังนั้นปัทม์ตั้งใจว่าจะสั่งสอนและแก้แค้นผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน ปัทม์ตกลงแต่งงานกับรจนาไฉนและจัดพิธีอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่มีแขกผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีการให้เกียรติใด ๆ ทั้งสิ้น ลำเพาต้องจำใจยอมเพราะกลัวพลาดสินสอดที่ปัทม์จะยอมเปิดเผยในวันงานแต่งงานเท่านั้น!!! ปัทม์ปรากฏตัวในวินาทีสุดท้ายของวันแต่งงาน ในสภาพมอมแมมยิ่งกว่าคนงานชาวเขาที่ปัทม์พามาด้วยเพื่อช่วยแบกก๋วย (ตะกร้าใส่ชา) ลำเพาและคนทั้งงานเข้าใจว่าเป็นตะกร้าใส่เงินค่าสินสอด แต่ลำเพาคิดผิดเพราะกลับเป็นใบชา!!!! ไม่ใช่เงินสดหรือทองคำ ปัทม์บอกเหตุผลว่าใบชาคือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดยิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองใด ๆ รจนาไฉนเจ็บใจที่ปัทม์จงใจฉีกหน้าตนเอง ลำเพายังดึงดันที่จะขอเงินเป็นค่าเลี้ยงดูค่าน้ำนมรจนาไฉน ปัทม์ประกาศกร้าวต่อหน้าแขก เพื่อให้ลำเพาได้อายที่คิดขายลูกกินว่าจะยอมให้เงินรจนาไฉนในฐานะคนงานคนหนึ่ง ที่ไม่มีสิทธิพิเศษแต่อย่างใด แต่ถ้าทนอยู่ด้วยไม่ไหวถือว่าสัญญาทุกอย่างเป็นโมฆะ และเป็นอิสระต่อกัน!!!! ลำเพาจำยอมรับเงื่อนไขนี้แล้วคิดหาวิธีกอบโกยต่อไป... รจนาไฉนเริ่มหวั่นใจว่ากำลังจะเจอปัญหา หากต้องใช้ชีวิตกับผู้ชายที่กักขฬะไม่ผิดมัจจุราชคนนี้ และสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นก็กลายเป็นความจริง ปัทม์สั่งรจนาไฉนเดินทางกลับเชียงรายทันทีเพื่อไปลงนรก !!!! แต่รจนาไฉนใช่จะยอมลงให้กับปัทม์ง่าย ๆ เมื่อไม่ให้เกียรติกันก็ต้องใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน รจนาไฉนใส่ชุดนอนทั้ง ๆ ที่ปัทม์บอกให้เตรียมตัวเดินทาง และไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้น ปัทม์จึงอุ้มรจนาไฉนขึ้นหลังแล้วทุ่มลงกระบะท้าย ก่อนจะขับกระชากรถออกไป รจนาไฉนดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ปัทม์ก็จับรจนาไฉนมัด ยัดขึ้นรถไปจนได้ รจนาไฉนเป็นอิสระเมื่อปัทม์เอากระสอบที่คลุมหัวออก ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือไร่ชาที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นนรกดั่งปากของปัทม์ รจนาไฉนเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าสวรรค์ในอกนรกในใจมันเป็นอย่างไร รจนาไฉนป็นลมล้มพับท่ามกลางความตกใจของคุณเปรมและคนงาน คุณเปรมกำชับให้ปัทม์ดูแลรจนาไฉนให้ดีและสมเกียรติ ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมเดินทางไปปฏิบัติธรรมตามที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ปัทม์รับปากคุณเปรม แต่พอลับหลัง ปัทม์จับเธอไปอยู่กระท่อมร้างหลังไร่ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีใคร รจนาไฉนตกใจกลัว แต่เมื่อถูกปัทม์ปรามาสว่า ถ้าทนไม่ไหวก็กลับบ้านไปซะ แต่รจนาไฉนเกิดแรงฮึด ชีวิตต้องเดินหน้า การกลับบ้านหมายถึงการยอมแพ้ และที่สำคัญครอบครัวต้องการเงินช่วยเหลือจากเธอ รจนาไฉนใช้ความรู้และความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ไปตีสนิทกับคนงานชาวเขา เพื่อขออาหาร เสื้อผ้า รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจาก พ่อเลี้ยงพูนทวี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของปัทม์ โดยที่รจนาไฉนคิดว่าพ่อเลี้ยงพูนทวีเป็นชาวเขา พ่อเลี้ยงก็นึกสนุก สวมบทบาทชาวดอยเป็นเพื่อนซี้กับรจนาไฉน ทำให้ชีวิตของรจนาไฉนมีแต่ความสุข ปัทม์ผิดหวังที่แผนขับไล่รจนาไฉนไม่เกิดผล จึงลากเธอมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ หวังจะกลั่นแกล้งและทรมานให้เธอหนีกลับบ้านให้ได้ เพื่อยกเลิกสัญญาหิวเงินของเธอ รจนาไฉนเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านของปัทม์ท่ามกลางไร่ชาแสนสวยงาม ส่วนคุณเปรมขอปลีกไปอยู่เรือนหลังเล็กเพื่อให้รจนาไฉนกับปัทม์ได้ใช้ชีวิตคู่อยู่กันตามลำพัง แต่สั่งให้ จันทร์เจ้า สาวเหนืออ่อนหวานเป็นต้นห้อง และมี ปยงค์ หัวหน้าแม่บ้านคอยดูแลอีกที และเช่นเคยลับหลังคุณเปรม ปัทม์สั่งสอนรจนาไฉนด้วยการเอาหน้าที่ของภรรยามาอ้าง ใช้ให้เธอทำงานบ้านทุกอย่างและคอยทำกับข้าวให้สามีกินทุกวันทุกมื้อโดยห้ามให้ใครช่วย แต่ปัทม์ต้องตะลึงไม่เคยคิดว่าผู้หญิงใส ๆ จะทำหน้าที่แม่บ้านแม่ครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากนั้นด้วยความน่ารักและมีน้ำใจ พูดจาไพเราะของรจนาไฉนก็ทำให้เปรมและคนงานในไร่รักเธอได้ไม่ยาก ร้อนถึง อุรารัตน์ ลูกสาวของ พ่อเลี้ยงเจง เจ้าของรีสอร์ทหรูในพื้นที่ รู้ว่าปัทม์พารจนาไฉนมาอยู่ ก็บุกมาที่บ้าน เพราะต้องการแย่งชิงปัทม์ผู้ชายที่หลงรักมานานแล้ว อุรารัตน์ออเซาะปัทม์อย่างไม่เกรงใจ ปัทม์ก็เลยสนองตอบกับอุรารัตน์ หวังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับรจนาไฉน ทว่ารจนาไฉนกลับนิ่งเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อน แม้ปัทม์จะออกไปนอนค้างกับผู้หญิงอื่นนอกบ้าน เธอก็ไม่สนใจ เพราะเธอไม่ได้รักปัทม์ ปัทม์ยิ่งขุ่นเคืองเมื่อพบว่าปวุฒิได้ย้ายมาประจำที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อภารกิจปราบปรามยาเสพติด ปัทม์สบประมาทปวุฒิว่าเอาหน้าที่การงานมาอ้าง แท้ที่จริงเพียงเพื่อจะแย่งเมียชาวบ้าน ปวุฒิหาทางมาคอยดูแลรจนาไฉนเสมอ เพราะยังเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันโลมฤทัยก็ดั้นด้นขอมาพักที่ไร่ชาของปัทม์ โดยอ้างว่ากลัวรจนาไฉนจะเหงาที่ต้องจากบ้านมาไกล ทั้ง ๆ ที่ใจต้องการมาแย่งชิงหัวใจปวุฒิให้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ปวุฒิที่เทียวไล้เทียวขื่อมาที่บ้านไร่ แต่ ปลัดวราห์ ปลัดหนุ่มเจ้าสำราญ และพ่อเลี้ยงพูนทวีก็หลงเสน่ห์อันอ่อนโยนเหมือนเจ้าหญิงของรจนาไฉน แถมยังเข้าใจผิดคิดว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวของปัทม์ จึงแวะเวียนมาหารจนาไฉนเสมอ ทำให้ปัทม์อารมณ์เสีย และพาลลงกับรจนาไฉนทุกครั้ง หาว่าเธอกำลังหาที่เกาะใหม่เตรียมเอาไว้แทนเขา รจนาไฉนไม่พอใจที่ถูกดูถูกก็เลยเถียงกลับว่าเธอมีสิทธิ์ เพราะเธอถือว่าปัทม์ไม่ใช่เจ้าของเธอ และนั่นทำให้ปัทม์โมโหคว้ารจนาไฉนมาจูบสั่งสอน แต่เปรมที่ได้ยินเสียงทะเลาะกันจึงเข้ามาห้ามเสียก่อน แล้วปัทม์ก็รู้ว่าที่วราห์เข้าใจว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวเป็นเพราะคำแนะนำของเปรม ทำให้ปัทม์รู้สึกผิดขึ้นมาบ้างที่เข้าใจรจนาไฉนผิด แต่เขาก็หาเหตุผลให้กับตัวเองว่าบางทีรจนาไฉนอาจจะต้องการหาที่เกาะใหม่อย่างที่เขาคิดจริง ๆ ก็ได้ เพราะปัทม์ไม่เคยผิด!! รจนาไฉนเสียใจกับการกระทำของผู้ชายหยาบช้าที่ไม่ให้เกียรติเธออย่างปัทม์ ยังผลให้คิดถึงผู้ชายแสนดีอย่างปวุฒิขึ้นมาจับใจ โดยที่รจนาไฉนไม่เคยรู้ว่าปวุฒิเองก็คิดถึงรจนาไฉนอยู่ทุกลมหายใจ แม้ว่าโลมฤทัยจะพยายามปลอบใจปวุฒิ บ่อยครั้งที่เธอพร้อมจะยอมปล่อยกายให้ปวุฒิเชยชม เพื่อหวังจะให้เขาลืมพี่สาวนอกไส้ของเธอ แต่ปวุฒิก็ไม่ทำ เพราะหัวใจของเขามีแต่รจนาไฉนคนเดียว และหวังอยู่เสมอว่าวันหนึ่งรจนาไฉนจะเลิกกับปัทม์แล้วกลับมาหาเขา แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่ปวุฒิคิด เพราะถึงแม้ว่าปัทม์กับรจนาไฉนจะยังไม่ได้รักกัน หนำซ้ำยังมีมือที่สามและสี่ที่ทำท่าจะมาแยกทั้งคู่ แต่ก็ยังมีเปรมที่รักและเอ็นดูผู้หญิงดี ๆ อย่างรจนาไฉนมากจนไม่อยากเสียเธอไป เปรมจึงทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ด้วยการพารจนาไฉนไปแนะนำกับทุกคนว่า รจนาไฉนเป็นลูกสะใภ้ที่เธอภาคภูมิใจ ต้องการให้พวกที่หวังในตัวลูกชายและลูกสะใภ้ถอดใจซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นวราห์กับอุรารัตน์นั่นเอง วราห์อึ้งเมื่อรู้ความจริงว่ารจนาไฉนเป็นเมียของปัทม์ไม่ใช่น้องสาว แต่อุรารัตน์ก็ยุยงให้วราห์สู้ต่อ เพราะแน่ใจว่าปัทม์กับรจนาไฉนไม่ได้รักกัน และยังบอกด้วยว่ารจนาไฉนเป็นลูกสาวเศรษฐีจากกรุงเทพฯ จะต้องมีมรดกเยอะแน่นอน ทำให้คนเห็นแก่เงินอย่างวราห์มีความหวังอีกครั้ง และหมายมั่นปั้นมือว่าจะแย่งรจนาไฉนมาจากปัทม์ให้ได้ ผิดกับพ่อเลี้ยงพูนทวี เมื่อเขารู้ความจริงว่าผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักเป็นภรรยาของปัทม์ เขาก็ไม่คิดจะแย่ง มีแต่ความปรารถนาดีให้รจนาไฉนอย่างแท้จริง รจนาไฉนจึงไว้วางใจให้พูนทวีเป็นเพื่อนของเธอ ดังนั้นเมื่อรจนาไฉนมีปัญหาทุกข์ใจหรือต้องการเพื่อนคุยคลายเหงา เธอก็มักจะนึกถึงพ่อเลี้ยงพูนทวีเสมอจนทั้งคู่จึงสนิทสนมกัน และแน่นอนว่าความสนิทสนมของรจนาไฉนกับพ่อเลี้ยงพูนทวีไม่อาจหลุดพ้นสายตาของปัทม์ไปได้ เขาจึงยิ่งชังหน้าของรจนาไฉนที่ยั่วยวนผู้ชายหลายคนเอาไว้เป็นตัวเลือก ปัทม์กับรจนาไฉนจึงมีปากเสียงกันตลอด เปรมต้องการทำให้ปัทม์ใจอ่อน ด้วยความอ่อนโยนของรจนาไฉน จึงออกความคิดให้รจนาไฉนเป็นแม่ครัวทำอาหารให้คนงาน รจนาไฉนจะได้ไม่เบื่อที่ต้องอยู่กับบ้านเฉย ๆ การปรากฏตัวของนายหญิงสร้างความกระดี๊กระด๊าให้กับคนงาน หนำซ้ำพวกเขายังขอให้ปัทม์โชว์ความหวานกับภรรยาให้เป็นขวัญตา ปัทม์ก็ยอมกอดและหอมแก้มรจนาไฉนเพราะไม่อยากเสียหน้ากับลูกน้อง และที่สำคัญต้องการแกล้งให้รจนาไฉนอึดอัดใจ แต่สิ่งที่ปัทม์ทำกลับสร้างความวาบหวามใจให้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว แต่ปัทม์ก็รีบสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งไป เพราะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะสั่งสอนผู้หญิงหิวเงินง่าย ๆ พวกคนงานต่างพูดจาชื่นชมสรรเสริญถึงความอ่อนโยน ความเมตตา เห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของรจนาไฉนให้ปัทม์ฟัง แต่ปัทม์ยังไม่ยอมทำลายกำแพงของตัวเองที่มีต่อรจนาไฉน เขามั่นใจว่ารจนาไฉนกำลังสร้างภาพให้ทุกคนตายใจ แต่เมื่อปัทม์ได้ไปพบเห็นกับตาว่ารจนาไฉนมีใจเอื้อเฟื้อต่อครอบครัวคนงานมากแค่ไหน ทำให้ปัทม์เริ่มรู้สึกดีกับรจนาไฉนมากขึ้น ความหยาบคายที่เขาหยิบยื่นให้รจนาไฉนก็น้อยลงจนแทบจะไม่เหลือ รจนาไฉนเองก็รู้สึกอบอุ่นอยู่ลึก ๆ ในหัวใจทุกครั้งที่ได้ยืนเคียงข้างปัทม์ทำงานในไร่ชา ซึ่งอุรารัตน์สังเกตเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ของปัทม์ อุรารัตน์จึงร่วมมือกับวราห์วางแผนสร้างความร้าวฉานด้วยแผนร้าย ด้วยการใช้ปวุฒิเป็นเครื่องมือ เพราะรู้ดีว่าปวุฒิคือคนรักเก่าของรจนาไฉน แต่โลมฤทัยเข้ามาขวางแผนการเสียก่อน ทำให้แผนของอุรารัตน์และวราห์พลาดไป แต่สิ่งที่ได้มาคือทำให้ปวุฒิเพิ่งจะสัมผัสได้ว่า โลมฤทัยจริงใจกับปวุฒิมากเพียงใด และที่สำคัญทำให้ปัทม์หัวเสียยิ่งกว่าครั้งใด ๆ เพราะปัทม์เริ่มรู้สึกว่ากำลังใจอ่อนให้กับรจนาไฉน และเผลอจูบปากรจนาไฉนด้วยใจร่ำร้องหา รจนาไฉนตกใจตบหน้าปัทม์อย่างแรง ปัทม์โมโหคิดว่ารจนาไฉนเล่นตัว จึงกระชากตัวรจนาไฉนเข้ามากอด อารมณ์อันคุกรุ่นภายในหัวใจของทั้งคู่แต่ไม่ยอมเปิดเผยเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้คืนนั้นปัทม์และรจนาไฉนกลายเป็นของกันและกันโดยเต็มใจ แต่เมื่อมอบร่างกายและหัวใจให้กับมัจจุราช เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาต้องเจอกับอะไร เป็นสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นใจเป็นที่สุดแล้วสิ่งที่รจนาไฉนกลัวก็เป็นจริงอีกครั้ง ปัทม์กลับทำเมินเฉยเหมือนเรื่องที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น รจนาไฉนร้าวรานใจที่ถูกย่ำยีอย่างร้ายแรงที่สุดในชีวิต โดยที่รจนาไฉนไม่รู้ว่า ปัทม์เองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่จำเป็นต้องเลือกที่จะตัดใจจากการหลงรักผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน แทนที่จะปล่อยใจให้หลงรัก หลังจากลำเพาโกหกว่ารจนาไฉนต้องการเงินก้อนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ลำเพาเองนั่นแหละคือคนที่อยากได้ไปปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อของตัวเอง รจนาไฉนตัดสินใจหนีออกไปจากบ้านไร่ และที่พึ่งเดียวของรจนาไฉนคือพ่อเลี้ยงพูนทวี รจนาไฉนไม่อยากรบกวนปวุฒิ ที่กำลังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโลมฤทัย ปัทม์ขับไล่ไสส่งรจนาไฉนอย่างไม่ใยดี แต่ในใจมันไม่ใช่!!!! ปัทม์ออกอาการหึงหวง พ่อเลี้ยงพูนทวีมองออกว่าทั้งสองคนต่างมีทิฐิและความไม่เข้าใจกัน ทำให้เรื่องยุ่งยากกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งอุรารัตน์เข้ามาเป็นมือที่สามอยู่บ่อย ๆ ทำให้พ่อเลี้ยงพูนทวีต้องการเป็นกาวใจให้กับปัทม์และรจนาไฉน พ่อเลี้ยงพูนทวีทำให้ปัทม์และรจนาไฉนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน โดยความช่วยเหลือของ ชิ จันทร์เจ้า และปยงค์ที่เปลี่ยนใจหันมารักรจนาไฉนความสัมพันธ์ของปัทม์กับรจนาไฉนก็ค่อยๆ ดีขึ้น ความอ่อนโยนที่ปัทม์มีต่อรจนาไฉน ทำให้ความเกลียดชังในใจของรจนาไฉนค่อย ๆ เลือนหาย ประกอบกับรจนาไฉนได้เห็นว่าปัทม์เครียดกับการถูกใส่ร้ายว่าค้ายาเสพติด ตอนแรกรจนาไฉนหวั่นไหวคิดว่าปัทม์ทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่ปวุฒิที่สืบเรื่องนี้มานานให้ความเชื่อมั่นกับรจนาไฉนว่า ปัทม์คือผู้บริสุทธิ์ รจนาไฉนคอยถามข่าวคราวของคดีจากปวุฒิ แต่กลับทำให้ปัทม์เข้าใจผิด คิดว่าถ่านไฟเก่าระหว่างรจนาไฉนและปวุฒิยังไม่มอดดับลง จนกระทั่งวันหนึ่งรจนาไฉนได้ยินข่าวว่าพวกของปัทม์ยิงปะทะกับพวกของ หน่อเอ ชาวเขาที่หันไปลักลอบปลูกฝิ่น ฝ่าฝืนสัญญาที่เคยให้ไว้กับปัทม์ และมีคนถูกยิงเสียชีวิต แต่พวกหน่อเอหนีไปได้ ด้วยความเป็นห่วงรจนาไฉนรีบวิ่งไปหาสามี แล้วเธอก็พบร่างปัทม์นอนนิ่ง รจนาไฉนถึงกับร้องไห้โฮและสารภาพรักปัทม์ ทำให้ปัทม์รู้ว่ารจนาไฉนห่วงเขามากแค่ไหน ปัทม์ซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูกจนเขาแน่ใจว่าเขารักเธอ บวกกับได้รู้ความจริงจากปากของนพรัตน์ว่า เบื้องหลังการรีดไถเงินที่ปัทม์เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรจนาไฉน แท้ที่จริงเป็นคำสั่งของลำเพา ปัทม์โล่งใจที่ตัวเองรักผู้หญิงที่ไม่ใช่คนหิวเงินอย่างที่เข้าใจ จึงตัดสินใจจะบอกรักรจนาไฉน แต่ยังไม่ทันได้บอกปวุฒิก็เขามาหารจนาไฉน พร้อมกับข่าวดีข่าวสำคัญ ปัทม์เข้าใจผิดคิดว่าข่าวดีนั้นคือรจนาไฉนกับปวุฒิกลับมาคืนดีกัน โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ปวุฒิมีข้อมูลสืบทราบมาว่า ตัวการค้ายาเสพติดที่แท้จริงคือใคร และปัทม์จะได้พ้นมลทิน แต่ทุกอย่างก็คลี่คลาย ปัทม์พ้นมลทิน เสี่ยเจงที่เป็นผู้บงการขบวนการค้ายาเสพติด และปลัดวราห์ที่ร่วมมือด้วย ถูกจับได้จากการซัดทอดของหน่อเอ ที่เปลี่ยนใจเพราะพ่ายแพ้ต่อหัวใจลูกผู้ชายของปัทม์ ปัทม์ช่วยปวุฒินำกองกำลังตำรวจเข้าสกัดจับเสี่ยเจงและปลัดวราห์ก่อนที่จะหนีข้ามชายแดนไปได้ในที่สุด รจนาไฉนกำลังจะไปแสดงความยินดีกับปัทม์ แต่พบอุรารัตน์เข้ามาโกหกว่าเธอท้องกับปัทม์ รจนาไฉนเสียใจมาก ทั้งที่ความจริงเธอรู้ว่าเธอมีสิทธิ์ในตัวปัทม์มากกว่าใคร แต่รจนาไฉนก็รู้ดีกว่าใครว่าการเป็นลูกกำพร้ามันปวดร้าวมากเพียงใด รจนาไฉนไม่ต้องการให้เด็กในท้องของอุรารัตน์เป็นกำพร้า เธอก็เลยตัดสินใจที่จะหนีไปจากชีวิตของปัทม์ ระหว่างทางที่รจนาไฉนจะหนีกลับกรุงเทพฯ พ่อเลี้ยงรู้เรื่องทั้งหมดเข้าก็ขอให้รจนาไฉนไปอยู่ที่บ้านของตนก่อน ปัทม์ตามหารจนาไฉนจนทั่วจนพบว่าไปอยู่ที่บ้านของพ่อเลี้ยง ปัทม์โกรธพ่อเลี้ยงมากเพราะคิดว่าถูกหักหลัง แต่พ่อเลี้ยงก็ยืนยันว่าตัวเองและรจนาไฉนบริสุทธิ์ใจกัน แต่ที่รจนาไฉนหนีมาเป็นเพราะว่าปัทม์ทำอุรารัตน์ท้อง ซึ่งปัทม์ยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำ แต่รจนาไฉนไม่เชื่อ เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของปัทม์มันฟ้อง ปัทม์มาง้อรจนาไฉนที่บ้านทุกวัน ยอมนั่งเฝ้าหน้าประตูอยู่ตลอดทั้งคืน แต่รจนาไฉนก็ไม่ใจอ่อน แม้พ่อเลี้ยงพูนทวี ปวุฒิ และโลมฤทัยจะมาเกลี้ยกล่อมขอให้รจนาไฉนเชื่อใจปัทม์ รจนาไฉนก็ไม่ยอม ปัทม์สิ้นหวัง!!!! ปัทม์สั่งชิและลูกน้องให้กลบหลุมฝังศพของภรรยาเก่าให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากถูกตอกย้ำด้วยแรงแค้น ตอนนี้ปัทม์รู้แล้วว่า ผู้หญิงไม่ได้เป็นอย่างที่ปัทม์คิดทุกคน รจนาไฉนเป็นคนดี ความดีของรจนาไฉนเอาชนะความกักขฬะในหัวใจของมัจจุราชอย่างปัทม์ไปเสียสิ้น สมควรแล้วที่รจนาไฉนจะทิ้งตนไป ปัทม์ร่ำลาเปรม ขอปลีกตัวไปจากที่นี่ ไปโดยไม่มีจุดหมาย ปัทม์ขับรถออกเดินทางอย่างคนที่ใจสลาย แต่แล้วรจนาไฉนยืนดักรอปัทม์อยู่ที่ทางเข้าไร่ชาในชุดนอนสีเหลือง ชุดที่รจนาไฉนสวมเมื่อครั้งเดินทางมาที่นี่กับปัทม์ในครั้งแรก ปัทม์ได้รู้ว่า รจนาไฉนรู้ความจริงเรื่องอุรารัตน์ไม่ได้ท้องกับปัทม์และไม่เคยมีอะไรลึกซึ้งด้วย จากปากของอุรารัตน์ที่มาสารภาพความจริงเองว่า อุรารัตน์ท้องกับปลัดวราห์ แต่ที่โกหกเพราะต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว และจำใจต้องมาสารภาพความจริงเพราะเปรม ปยงค์ ชิ จันทร์เจ้ามาหว่านล้อมให้เห็นแก่ความรักของปัทม์และรจนาไฉน และเงินทุนเลี้ยงชีวิตที่เปรมเมตตามอบให้ ปัทม์ตัดสินใจเลี้ยวรถกลับพารจนาไฉนไปยืนมองดูอาณาจักรไร่ชา ที่กำลังเติบโตอย่างที่ใฝ่ฝัน ปัทม์และรจนาไฉนให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ทิฐิใส่กัน รจนามีความสุขที่สุดในชีวิตที่ได้กลายเป็นเจ้าหญิงดั่งที่เคยฝัน แต่คนที่ยืนเคียงคู่ไม่ใช่เจ้าชายแสนเพอร์เฟคท์เหมือนในนิทาน กลับเป็นมัจจุราชผู้อ่อนหวาน...มัจจุราชสีน้ำผึ้ง...ผู้ยอมศิโรราบให้กับความดีของรจนาไฉนอย่างหมดหัวใจ ติดตามความสนุกเข้มข้นของ ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง ได้ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง รายชื่อนักแสดงนำ ธีรเดช วงศ์พัวพัน รับบท ปัท ปัทมกุล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ รับบท รจนาไฉน อภิญญา สกุลเจริญสุข รับบท โลมฤทัย วริษฐ์ ทิพโกมุท รับบท ปวุฒิ อภิษฎา เครือคงคา รับบท อารีรัตน์ สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล รับบท ปลัดวราห์ นิรุตติ์ ศิริจรรยา รับบท พ่อเลี้ยงเจง พิษณุ นิ่มสกุล รับบท พ่อเลี้ยงพูนทวี สาวิตรี สามิภักดิ์ รับบท คุณเปรม ภัสสร บุณยเกียรติ รับบท ลำเพา สุเชาว์ พงษ์วิไล รับบท นพรัตน์ พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา รับบท ปยงค์ บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ รับบท ชิ

วันนี้ของชายขอบ เชียงแสน ดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ
สามเหลี่ยมทองคำ /  เชียงแสน / 

สถาปัตยกรรม เชียงแสน ที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังแนวกำบังของหุบเขาราวกับจะหลบเร้นตัวเองจากยุคสมัย และความไหลบ่าของนักท่องเที่ยว ที่พร้อมจะท้าทายวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมล้านนาไท ทว่าอีกด้านหนึ่ง การมาถึงของอารยธรรม และความรุ่งเรืองกลับเป็นสัจธรรมที่ยากจะหลีกหนีได้ ในฐานะประตูม่านย้อยเชื่อมร้อยสามดินแดน บรรจบกันจนแน่นแฟ้น ที่เรียกว่า ดินแดนสบรวก หรือ สามเหลี่ยมทองคำ อันเลื่องชื่อ “เชียงแสน” เดิมคือ อาณาจักรใหญ่ที่สำคัญในดินแดนภาคเหนือ ทว่ากลับอาภัพดังเมืองที่ถูกสาปให้อยู่ภายใต้ ความตึงเครียดของคมหอกแห่งสงคราม และความอึมครึมของการค้าฝิ่นมาช้านาน ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีร่องรอยของอดีตกาลเหลือไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ให้ใครที่ใครจะศึกษาผ่านทาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ได้เก็บเกี่ยวเป็นความรู้ไว้ หรือจะเดินทอดน่องท่องตัวอำเภอเชียงแสนในแบบสบายๆ ก็ยังคงมีกลิ่นอายของรากเหง้าวัฒนธรรมเก่าแก่เจือจางให้ได้เห็นเชียงแสนในวันนี้ ยังคงดำเนินตามวิถีที่เรียบง่ายแบบฝังรากลงลึกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การกิน การค้า สันทนาการ แม้ปากแม่น้ำสามเหลี่ยมทองคำจะยังคงคลาคล่ำไปด้วยกาสิโน โอ้อวดยวนเย้าเหล่านักเสี่ยงโชคจากพม่า ลาว และไทย จนกลายเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตและภาพจำที่ติดตา เส้นทางสายใหม่ที่ถูกตัดผ่านเข้าสู่ตัว อ.แม่สาย รองรับความสะดวกสบายในอนาคต ยังแฝงไว้ด้วยความท้าทาย ให้นักผจญภัยหัวใจแกร่งควบบิ๊กไบค์สองล้อสัญจรท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวบรรยากาศเมืองเหนือ ที่เหลือคือการตาม รอยอารยธรรมเชียงแสน มรดกโลกล้ำค่าแห่งล่าสุดอายุ 750 ปี ที่ล่วงผ่านวาระการเฉลิมฉลองไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกฟากหนึ่งสู่เชียงแสนที่สะดวกสบายกว่า หากเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายเพียงไม่กี่อึดใจ ประตูสู่เชียงแสนด่านแรก คือเมืองเล็กๆ ที่สงบเงียบ เมื่อย่ำแรกในเมืองเชียงแสนอาจชวนให้แปลกตา หากพบว่าซากกำแพงเมืองโบราณรกร้าง ตามหัวมุมต่างๆ รอบเมืองยังคงหลอมรวมกับวิถีชุมชนสมัยใหม่ ใครก็ตามที่ไม่พิศมัยในวิถีการค้าและแหล่งบันเทิงร่วมสมัย ความสงบเงียบร่มเย็นในบรรยากาศดั่งต้องมนต์ของชุมชนแห่งนี้ ก็มีเสน่ห์พอยามปรารถนาจะหลบลี้หนีความวุ่นวาย ค้นพบได้จากความร่มเย็น ณ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ตลอดรวมถึงประติมากรรมเก่าแก่จากยุคพ่อขุนเม็งรายที่จะหาชมได้เต็มตาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ตลอดจน เมืองโบราณ จุดชมเมืองเก่าเพื่อย้อนรำลึกถึงความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรล้านนา เชียงแสน ในอดีตก่อนจะหลอมรวมมาเป็นแผ่นดินเดียว กับ เชียงราย ดังเช่นทุกวันนี้ เคยเป็นดินแดนในครอบครองของเงี้ยว ซึ่งเป็นอริรบร่วมกันกับกองโจรพม่า การสู้รบทำลายสถาปัตยกรรมอันมีค่าของเมืองเชียงแสนจนแทบจะหมดสิ้น ดังบันทึกของ คาร์ล บ็อค นักธรรมชาติวิทยาผู้เข้ามาสำรวจประเทศสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ ผ่านลายเส้นเอาไว้ดังนี้ว่า “…..เมืองนี้มีซากปรักหักพังซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่แปลกตา ฝีมือประณีตพระเจดีย์บางองค์ ประดับด้วยลวดลายแกะสลัก แต่ทุกองค์ก็ถูกบุกรุกทำลาย ลักเอาของมีค่า ไปจนหมดสิ้น……ตามพื้นดินมีพระพุทธรูปสำริดกองอยู่เกลื่อนกลาด บางองค์ก็มีขนาดใหญ่โตมาก พวกเงี้ยวยังคงมาทำการสักการะ เพราะเป็นปูชนียสถานที่พวกเขานับถือ แต่ถูกพวกเชียงราย (รากเหง้าคนไทยในปัจจุบัน) มาบุกรุกทำลาย…..” จากบันทึกของบ็อคบ่งบอกได้ถึงความรุ่งเรืองของเมืองเชียงแสน ว่าเคยยิ่งใหญ่ป่านใด แต่ที่น่าสลดใจก็คือ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังนำพระพุทธรูป จากซากพระเจดีย์กลับยุโรปไป เป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้น่าเสียดายว่าแม้แต่ความงามอันทรงคุณค่า ก็ยังพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาของมนุษย์อยู่ดี ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ชัยภูมิสำคัญอีกด่านหนึ่ง ของเชียงแสนคือที่ประดิษฐานของ พระพุทธนวล้านตื๊อ พระพุทธรูปองค์สำคัญหล่อด้วยทองคำสำริดดูแววาวราวถูกหลอมขึ้นใหม่ เหตุเพราะเป็นองค์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนองค์เดิม ที่จมลงสู่เบื้องล่างของลุ่มน้ำโขง จุดนี้โยงใยเข้ากับบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เป็นจุดชมวิวตะวันยามพลบค่ำ ที่สวยงามเพลินตา หากอากาศดี จะล่องเรือกลางลำน้ำโขง สัมผัสจิตวิญญาณและการเดินทางที่ต่อยอดสู่สิบสองปันนา ก็จะยิ่งเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าน่าจดจำ ท้องถนนในตัวอำเภอ เชียงแสน ไม่ได้ทำลายมรดกทางสถาปัตยกรรมจากยุคเก่าฉันท์ใด สถาปัตยกรรมกลางเก่า-กลางใหม่ อย่างตู้ไปรษณีย์โบราณก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ อิฐมอญเก่าแก่ตัวแทนที่ยังหลงเหลือของกำแพงเมืองในยุคโบราณ ทิวทัศน์ริมฝั่งโขงแห่งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่อาหารตา หากแวะมารองท้องหรือต้องการอิ่มหนำย่ำบรรยากาศกับมื้อพิเศษแล้ว ความสุขข้างทางจากแผงขายปลาช่อนกระบอก หยอกเย้ากับลมเอื่อยๆ ริมฝั่งสบรวก หรือมุมกินเที่ยวแบบสะดวก กับตลาดโต้รุ่ง เรียบง่ายในบรรยากาศแบบชาวบ้านในตัวอำเภอ เป็นความเคลื่อนไหวที่ยังรอต้อนรับทุกชีวิต ที่มุ่งผ่านสู่เชียงแสนยามแวะพักให้เราทักทาย เพื่อเก็บแรงไว้พบกับความท้าทายของทริปต่อไป เช้าสายบ่ายค่ำ เราเดินทางตามใจปรารถนารอบเมือง เชียงแสน สูดกลิ่นไอวัฒนธรรมล้านนาจนชุ่มปอด ต่อยอดการเดินทาง ด้วยการค้นหาแหล่งอารยธรรมเดิมของเมืองเหนือ ข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้านผ่านปากแม่น้ำอันมีประวัติยาวนาน พบพานเพื่อนร่วมทางที่แตกต่างหลากหลายในแนวคิด แต่มีจิตใจเดียวกันคือการค้นหา เพื่อหวังว่าจะได้กลับมาเยือนอีกครั้ง… โดยหวังว่าศักราชใหม่ๆ จะไม่พัดพาเอาความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมาเบียดบังความงามดังเช่นเมืองเก่าอีกหลายๆ เมืองที่เราต้องจำใจบอกลา บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map  เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

สายธาราจิตอาสา!! บอย-ภัทร-วันใหม่ แจกข้าวแจกน้ำ จำคำพ่อสอน อยู่อย่างพอเพียง!!
บอย ปกรณ์ /  น้องวันใหม่ / 

  ยังคงหลั่งไหลเป็นสายธารกับการทำความดีเพื่อพ่อ ด้วยเป็นจิตอาสาของประชาชนคนไทย รวมถึง บอย ปกรณ์ และครอบครัวฉัตรบริรักษ์ ที่เมื่อวันก่อนได้เดินทางมาอาดงความอาลัยสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกับแจกน้ำดื่มให้ประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ ล่าสุดวันนี้ (17ต.ค.59) บอย ปกรณ์ พร้อมด้วย ภัทร ฉัตรบริรักษ์ และ น้องวันใหม่ ได้เดินทางมาด้วยจิตอาสาอีกครั้งพร้อมกับนำข้าว น้ำ และขนม มาแจกจ่ายแก่พี่น้องประชาชนที่เดินทางมาด้วยใจเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมกับเผยถึงการนำเรื่องความพยายามและการพอเพียงของพ่อหลวง มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต บอย "ก็เหมือนทุกๆ คนที่มาครับ มาด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อแสดงความเคารพพระบรมศพ และก็มีลูกๆ ของพ่อคนเดียวกันมาช่วยแจกน้ำ แจกข้าวของ มีรถรับส่งฟรี มีพี่ๆ อาสา ผมเห็นแบบนี้มาหลายวันแล้วครับ ส่วนตัวผมเองถ้าหากวันไหนว่างก็จะมาซึ่งวันนี้เป็นวันที่สองแล้ว คนอื่นๆ ในครอบครัวถ้าหากใครว่างก็จะมาเหมือนกัน รวมถึงยังมีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่สนิทมาช่วยด้วย ไม่ใช่มีแค่พวกเรา" บอย "อย่างที่ผมบอกไปวันนี้ทุกคนมาในฐานะลูก เราเป็นพี่น้องกันเราเลยมาดูแลกันครับ" เห็นภาพความสามัคคีในวันนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง ? บอย "ดีใจครับ อย่างเมื่อวานซืนที่ผมนั่งมอเตอร์ไซค์มา ผมก็เห็นพี่ๆ มอเตอร์ไซค์ติดป้ายรับส่งฟรี เป็นภาพที่เห็นแล้วรู้สึกดีครับที่ทุกคนได้ช่วยเหลือกัน" ในครอบครัวเรามีใครเคยถวายงานให้พระองค์ท่านบ้างไหม ? ภัทร "ยังไม่เคยได้ถวายงานโดยตรงครับ แต่ตอนเด็กๆ ผมเคยได้ถวายงานกับสมเด็จพระเทพฯ" บอย "เช่นกันครับ ผมก็ยังไม่เคยได้ถวายงานโดยตรง แต่บางทีการที่ผมได้ทำงานตรงนี้ ได้ไปถ่ายรายการบางครั้งมันก็มีส่วนที่ผมได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านให้กับทุกคนได้ทราบ" มีพระราชกรณียกิจไหนบ้างที่เราจำได้จนถึงทุกวันนี้ ? บอย "ความจริงก็เยอะนะครับในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ อย่างพระราชกรณียกิจชิ้นหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าทำไมท่านถึงสามารถทำได้ ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปถ่ายรายการที่ต่างจังหวัดซึ่งแต่ก่อนเป็นพื้นที่ที่มีแต่การปลูกฝิ่นเยอะมาก แต่ท่านทรงเปลี่ยนพื้นที่ที่เป็นเลือดให้กลายเป็นพื้นที่สีขาว ให้เป็นไร่สตรอว์เบอร์รี่และไร่การเกษตร ซึ่งทั่วทุกมุมโลกต่างก็ยกย่องท่านที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่สีแดงให้กลายเป็นสีขาวได้ โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้ออะไรเลย ซึ่งเป็นที่ผมคิดว่าคงยากมากๆ" เราได้นำพระราชดำริอะไรมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันบ้างหรือเปล่า ? บอย "หลักๆ ผมว่าเป็นเรื่องของความพยายามที่จะทำสิ่งที่ดีให้สำเร็จ และเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนยึดกันเยอะ การใช้ชีวิตพอเพียงเป็นสิ่งที่ทำง่าย แค่เรารู้จักประมาณตัวเอง รู้จักความเหมาะสมของตัวเอง ก็สามารถทำให้ทุกคนก้าวหน้าในชีวิตไปได้อย่างมั่นคงครับ" ภัทร "อย่างที่พี่บอยบอกครับ เรื่องความพอเพียงเป็นเหมือนสิ่งที่พระองค์ท่านมอบปณิธานให้กับคนไทย ทำและดีกับตัวเอง ไม่ต้องลงทุนหรือใช้ความพยายามเลยครับ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่อย่างน้อยเราจะทำให้พระองค์ท่านได้ คือการน้อมนำปณิธานที่พระองค์ท่านได้มอบให้มาใช้กับชีวิต" บอย ปกรณ์ น้องวันใหม่   บอย ปกรณ์ น้องวันใหม่   บอย ปกรณ์ น้องวันใหม่   บอย ปกรณ์ น้องวันใหม่   บอย ปกรณ์ น้องวันใหม่   บอย ปกรณ์ น้องวันใหม่   บอย ปกรณ์ น้องวันใหม่   บอย ภัทร น้องวันใหม่   บอย ภัทร น้องวันใหม่   บอย ภัทร น้องวันใหม่   บอย ภัทร