ฝิ่น

15 ประโยคเขียนเฟรนด์ชิปภาษาอังกฤษ
10 อันดับ /  นักศึกษา / 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แล้วฉะไหนเลย เวลาเรียนจบจะไม่จากกัน ! อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ครั้งนึงในชีวิตที่ต้องเจอ (แต่ถ้าเรียนที่เดียวกันต่อก็อาจจะได้เจอหน้ากัน) แต่ถ้าเพื่อนรัก ชาวแก็งของเราต้องกระจายหายกันไปตามทางของตัวเอง มันก็ต้อง ทิ้งร่องรอยจารึก และ ตัวตนให้เพื่อนได้ติดต่อ บ้างละน่ะ ... แต่ถ้าเขียนเป็นภาษาไทย มันจะดูกลืนๆเบสิค ธรรมดาไปหน่อย ทีนเอมไทย เลยจัด 15 ประโยคเขียนเฟรนด์ชิปภาษาอังกฤษ มาให้เพื่อนๆระบายความในใจลงไปเก๋ๆ ! 15 ประโยคเขียนเฟรนด์ชิปภาษาอังกฤษ * สิ่งที่ต้องมีเบๆ (เบสิค)ใน เฟรนด์ชิพ ที่เขียนให้เพื่อนๆ 1. หมวดแนะนำตัวทั่วๆ ไป ชื่อ สกุล ชื่อเล่น ฉายา บางคนที่ครีเอทหน่อย ก็จะประมาณว่า "ชื่อนี้ท่านพ่อเรียก, เรียกเล่นๆ, คุณครูเรียกในห้องเรียน, เรามีนามว่า, เรียกกันในกลุ่ม วันเกิด (เอาไว้ทวงของขวัญกลายๆ เผื่อเค้าเปิดเจอ) ที่อยู่ เยอร์โทร.(เผื่อจะได้ส่งของขวัญมาให้ได้ถูกไง้) ความชอบ สิ่งที่เกลียด สิ่งที่กลัว สีที่ชอบ ความรู้สึก ลึกๆ ในใจเราที่อยากบอกเพื่อน ภาพวาดประกอบ (อันนี้สำคัญมาก เพื่อจะได้ทำให้พื้นที่หน้านั้นหมดไป ) *3 บางคนมีรูปแป่ะไว้ให้ด้วย 2. หมวด กลอน, เนื้อเพลง อาจจะฮาๆ ซึ้งๆ ก็แล้วแต่คนจะนึกออก 3. หมวด(วาด)ภาพประกอบ  สมัยก่อน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้นอกเหนือจากประวัติส่วนตัว ความชอบ นิสัย ความใฝ่ฝัน คำคม ที่อยู่.. นั่นก็คือต้องวาด ดอกฝิ่น (ไม่รู้จะฮิตวาดกันไปทำไม ? ดอกฝิ่นต้องหักด้วยค่ะ ถึงจะเริ่ดด) จะเห็นกันไปเลยว่า ฝีมือใครเยี่ยมแค่ไหน ในการสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปะ ไอเดียใครดี เจ๋งน่าประทับใจ บางคนเอาเฟรนด์ชิพเพื่อนไปดองไว้เป็นเดือน บางคนก็ทำสุดจะเริ่ด เอาไฟลนบ้าง ฉีกสมุดเป็นขอบๆ ปะๆ บ้าง ฯลฯ แต่พอกลับไปดูของเหล่านี้ เชื่อว่า เรียกรอยยิ้มจากเราได้แน่ๆ 4. ภาพกลุ่ม หรือภาพเดี่ยว แป่ะให้เพื่อน เพื่อนซี้ที่สนิทมากกว่าคนอื่น ก็อาจจะมีรูปแป่ะไว้ให้หน่อย (คราวนี้เราก็จะไปอัดรูปกันเป็นกระตั๊กๆ เลยทีเดียว) โพสต์รูปแกงค์ของตัวเอง รูปภาพประทับใจวันอำลา หรือไอเดียเขียนเฟรนด์ชิพเก๋ๆ ไว้ด้วยน๊า ตอนนี้มีอินเตอร์เน็ต มือถือ เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตเรามากมาย บางคนจึงอาจจะไม่ค่อยเขียนเฟรนด์ชิพ แต่แลก hi5 แลกเบอร์กันแทน สะดวกดี แต่ความประทับใจไม่คงนานเท่าเขียนเฟรนด์ชิพแน่ๆ ..ฟันธ๊งงงงงงงงง ประโยคเขียนเฟรนด์ชิปภาษาอังกฤษ Be well, do good work, and keep in touch. ขอให้อยู่ดีมีสุข ทำสิ่งดีๆ แล้วอย่าขาดการติดต่อกันนะ You've had my heart since hello. Nothing will ever change that. Not distance, not time, not space. Nothing will ever take my heart away from you. เธอได้ใจฉันไปตั้งแต่สวัสดี ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนมันได้ ไม่ว่าจะระยะทางหรือกาลเวลา ไม่มีอะไรจะมาพรากเธอไปจากใจฉันได้ Goodbyes are not forever. Goodbyes are not the end. They simply mean I'll miss you. Until we meet again! ลาก่อนไม่ใช่ชั่วนิรันดร์ ลาก่อนไม่ใช่จุดจบ มันเป็นแค่การบอกว่าฉันจะคิดถึงเธอ จนกว่าเราจะได้พบกันอีก A true friend is someone who is there for you when he'd rather be anywhere else. เพื่อนแท้คือคนที่อยู่ตรงนั้นเพื่อคุณในเวลาที่เขาสามารถไปอยู่ที่อื่นก็ได้ We only part to meet again. เราแค่จากกันเพื่อจะได้พบกันอีก Friendship isn't a big thing - it's a million little things. มิตรภาพไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันคือเรื่องเล็กๆ ล้านเรื่องรวมกัน There are big ships and small ships. But the best ship of all is friendship. มีทั้งเรือใหญ่และเรือเล็ก แต่เรือที่ดีที่สุดคือเรือแห่งมิตรภาพ (เล่นคำว่า ?ship?) We have been friends together. In sunshine and in shade. เราเป็นเพื่อนกันตลอด ไม่ว่าจะในแสงสว่างหรือในความมืด I miss you a little; a little too much, a little too often, a little more every day. ฉันคิดถึงเธอนิดหน่อย แบบมากไปหน่อย บ่อยไปหน่อย และเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ ในทุกๆ วัน Saying goodbye doesn't mean anything. It's the time we spent together that matters, not how we left it. การบอกลาไม่ได้มีความหมายอะไร เวลาที่เราใช้ร่วมกันต่างหากที่สำคัญ ไม่ใช่การที่เราต้องจากกัน How lucky I am to have known someone who was so hard to say goodbye to. ฉันโชคดีขนาดไหนที่ได้รู้จักคนคนนึงที่ทำให้การบอกลากลายเป็นเรื่องยาก ?I always knew that when I looked back on the times I cried I would smile. But I never knew that when I looked back on the times I smiled I would cry. ฉันรู้มาตลอดว่าเมื่อฉันมองกลับไปยังเวลาที่ฉันร้องไห้ ฉันจะยิ้ม แต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเวลาที่มองกลับไปยังตอนที่ยิ้ม ฉันจะร้องไห้ A part of you has grown in me, together forever we shall be, never apart, maybe in distance, but not in the heart. ส่วนหนึ่งของเธอได้โตในใจฉัน เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ระยะทางอาจแยกเราจากกัน แต่ไม่มีวันแยกเราจากใจ "We'll be Friends Forever, won't we, Pooh?" asked Piglet. "Even longer," Pooh answered. ?เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปใช่มั้ยพูห์? พิกเล็ตถาม ?นานกว่านั้นอีก? พูห์ตอบ ?If you're alone, I'll be your shadow. If you want to cry, I'll be your shoulder. If you want a hug, I'll be your pillow. If you need to be happy, I'll be your smile. But anytime you need a friend, I'll just be me. ถ้าเธอเหงา ฉันจะเป็นเงาของเธอ ถ้าเธออยากร้องไห้ ฉันจะเป็นไหล่ให้ซบ ถ้าเธออยากได้กอด ฉันจะเป็นหมอนของเธอ ถ้าเธออยากมีความสุข ฉันจะเป็นรอยยิ้ม แต่เมื่อไหร่ที่เธอต้องการเพื่อน ฉันก็จะเป็นแค่ฉัน ในภาษาไทยเวลาเราพูดว่าลาก่อน ทุกวันนี้เราคงพูดกันว่า บ๊ายบาย ใช่ไหมคะ แต่น้องๆ เคยสังเกตมั้ยคะว่าในภาษาอังกฤษมีตั้งหลายคำทั้ง Goodbye, Bye-bye หรือ Bye และอื่นๆ อีกหลายคำ เอ... แล้วมันต่างกันยังไงนะ Goodbye เป็นคำมาตรฐานที่สุด จะใช้แบบเป็นทางการ กึ่งทางการ หรือกับเพื่อนฝูงก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ก็ใช้ได้ทุกโอกาส ทั้งจบการสนทนาทางโทรศัพท์ เลิกเรียน หลังเที่ยวกันเสร็จ หรือจะพูดปิดท้ายตอนรายงานหน้าห้องเสร็จแล้วก็ได้ ถือเป็นคำกลางๆ ค่ะ Bye คือคำย่อของ Goodbye ทำให้ดูเป็นทางการน้อยกว่า ไม่เหมาะใช้กับระดับที่เป็นทางการ แต่สามารถใช้ได้ในระดับกึ่งทางการ หรือ ไม่เป็นทางการเลย อย่างพูดกับเพื่อน หรือใช้กับร้านค้า เวลาเราไปซื้อของหรือไปรับบริการ Bye-bye เป็นคำที่คุ้นปากคนไทยที่สุด เพราะเรามักพูดกันว่า ?บ๊ายบาย? ในภาษาอังกฤษจริงๆ คือการเล่นเสียงของ Bye ให้ฟังดูน่ารัก ขี้เล่นมากขึ้น แต่เดิมมักใช้กับเด็กหรือสัตว์เลี้ยง (ที่เวลาเราพูดด้วยจะต้องทำเสียงเล็กเสียงน้อยประจำ) แต่ปัจจุบันนี้ก็ทำมาใช้ทั่วไปได้ แต่ต้องระวังหน่อยนะคะว่าผู้ที่เราพูดด้วยเป็นใคร เพราะผู้สูงอายุ คนหัวโบราณหรือผู้ที่อยู่ในแถบชนบทบางแห่ง (ของฝรั่ง) จะยังรู้สึกว่าเป็นคำที่ใช้กับเด็ก เขาอาจจะคิดว่าเรามองเขาเป็นคนที่ต่ำต้อยกว่าหรือมองเป็นเด็ก ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนจะไม่ชอบให้ลูกหลานทำเหมือนตัวเองเป็นเด็ก ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง yenta4.com

10 ที่เที่ยวเดือนกันยายน ไปลุยฝนกอดเมืองไทย
10 จุดหมายท่องเที่ยว /  เที่ยวหน้าฝน / 

เข้าสู่เดือน 9 เรียกได้ว่าเป็นช่วงพีคที่สุดของหน้าฝน หลายสถานที่ในเมืองไทยมีความงดงามเพียบพร้อมรอให้ทุกท่านไปสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก ดูทะเลหมอก ทุ่งดอกไม้ หรือจะนั่งชิลริมทะเลอันเงียบสงบก็มีครบทั้งหมด travel.mthai.com จะพาทุกท่านออกไปกอดเมืองไทยให้ชื่นใจในเดือนกันยายนนี้ รับรองว่าฟินทุกที่แน่นอน แนะนำ 10 ที่เที่ยวเดือนกันยายน ลุยฝน กอดเมืองไทย 1. น้ำตกไทรโยคน้อย จ.กาญจนบุรี น้ำตกไทรโยคน้อย หรือชื่อเดิม น้ำตกเขาพัง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี  ตั้งอยู่ติดริมทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางระหว่างไทรโยค – ทองผาภูมิ ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 46 เป็นอีกหนึ่งน้ำตกที่สวยงามของจังหวัดกาญจนบุรี เหมาะแก่การแวะพักผ่อน พาลูก ๆ หลาน หรือ เพื่อน ๆ มานอนแช่น้ำตกเย็น ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรืน ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม 2. อุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่ ออบหลวง เป็นสถานที่น่าเที่ยวที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ความสวยงามและน่าเกรงขามไว้ในที่เดียวกัน เป็นเพราะว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์ของออบหลวงที่เบื้องล่างเป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวผ่านช่องเขาขาด ซึ่งช่องเขานี้มีลักษณะเป็นผาสูงชัน และแคบมาก บีบทางน้ำไหลให้แคบเข้า ดังนั้นแม่น้ำตรงนี้จึงเชี่ยวจัด เกิดเสียงน้ำกระทบหน้าผาดังสนั่นโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีสะพานเชื่อมช่องเขาขาดสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของออบหลวง ภายในบริเวณอุทยานออบหลวง ยังมีการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วย เช่น หลุมฝังศพของมนุษย์โบราณ ภาพเขียนสีขาวที่บริเวณเพิงผาช้าง อีกด้วย 3. ภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์ ช่วงฤดูฝนอันสดชื่นประมาณเดือน ส.ค.- ก.ย. เป็นช่วงที่ “ดอกหงอนนาค” ในอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เบ่งบานรอรับนักท่องเที่ยวที่ได้ปีนป่ายขึ้นมาเยือน ดอกไม้ชนิดนี้เป็นพืชล้มลุกที่มีหลายชื่อเรียก อาทิ หญ้าหงอนเงือก น้ำค้างกลางเที่ยง โดยดอกหงอนนาคจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ยามเช้าดอกหงอนนาคจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง ดอกไม้ชนิดนี้จะเบ่งบานจนเป็นทุ่งดอกไม้ใหญ่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งทุ่งดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาวแห่งนี้ เป็นทุ่งดอกหงอนนาคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สอบถามยามดอกไม้บาน ได้ที่ : ททท. สำนักงานแพร่ (เขตรับผิดชอบ อุตรดิตถ์, แพร่, น่าน) โทร. 0 5452 1127 4. จุมชมวิวเขามัทรี จ.ชุมพร จุดชมวิวเขามัทรี ตั้งอยู่บริเวณเส้นทางปากน้ำชุมพร ไปทางหาดทรายรี การขึ้นไปชมเขามัทรนั้นต้องขึ้นไปบนเขามัทรีซึ่งมีความชันในการเดินทาง แต่เป็นทางลาดยางตลอด มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านบนมีพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (พระโพธิสัตว์กวนอิม) สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล ด้านบนสามารถมองเห็นเมืองปากน้ำชุมพร ทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยแม่น้ำที่ทอดตัวผ่านหมู่บ้านชาวประมงลงสู่ทะเลฝั่งอ่าวไทย เห็นเรือประมงจอดเทียบท่าหน้าบ้านตนเอง และยังเห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่นี่ทำการออกเรือในช่วงเวลายามเย็นอีกด้วย 5. วัดท่าอิฐ จ.อ่างทอง วัดท่าอิฐ วัดที่สวยงามที่สุดวัดหนึ่งของภาคกลาง ชมความอลังการของพระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง ที่ตั้งตระหง่านทองอร่ามมาแต่ไกล พระเจดีย์มีความกว้าง 40 เมตร สูง 73 เมตร รูปแบบศิลปะลังกา-อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ลักษณะเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม มีองค์ระฆังและปล้องไฉน 32 ปล้อง เพื่อทดแทนเจดีย์หลังเดิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าอุโบสถที่ผุพังไปตามกาลเวลาและเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานในพระเจดีย์เป็นสมบัติของศาสนาและเพื่อระลึกถึงพระคุณของพระองค์ที่สั่งสอนสัตว์โลกจนเพียบพร้อมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา 6. จุดชมวิวดอยกิ่วลม จ.แม่ฮ่องสอน จุดชมวิวดอยกิ่วลม มีความสูงประมาณ 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดชมวิวนี้สามารถชมได้ทั้งสองฟากถนน มีทัศนียภาพที่สวยงามและหลากจินตนาการของทิวเขาที่สลับซับซ้อนของยอดดอย เชียงดาว มีเมฆขาวสลับกันสวยงาม มีร้านขายของอาคารขายสินค้าของพี่น้องชาวเขาเผ่าลีซอ มีสินค้าหัตถกรรม และสินค้าอื่นๆ วางขายบริการแก่นักท่องเที่ยว ปัจจุบัน จุดชมวิวดอยกิ่วลม ได้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีจุดบริการนักท่องเที่ยวซึ่งสร้างอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ และมีร้านกาแฟชาวไทยภูเขา จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากการส่งเสริมชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการปลูกกาแฟ ซึ่งใครที่ชอบ จิบ ชา กาแฟ ก็ต้อง มาแวะกัน 7. อ่างเก็บน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ทางรถไฟกลางอ่างเก็บน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในช่วงที่มีฝนตกน้อยแบบนี้ทำให้น้ำแห้งเหือดจนสามารถลงไปถ่ายรูปได้ เป็นมุมมองที่เราไม่ได้เห็นบ่อยนัก ยืนชมทิวทัศน์ สูดกลิ่นหญ้า มองรถไฟวิ่งผ่าน จะมีสักกี่ครั้งที่จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ที่สำคัญอยุ่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ คนชอบท่องเที่ยวถ่ายภาพ ห้ามพลาดเลยเชียว 8. น้ำตกทีลอซู จ.ตาก น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีหลายชั้น ตกลดหลั่นลงมาจากหน้าผาสูง ผ่านโขดเขาหินปูนและดงไม้เขียวขจี พลังมหัศจรรย์ของสายน้ำตกแห่งนี้ หากใครปีนขึ้นไปเที่ยวชมบริเวณน้ำตกชั้นบนสุดในเวลาช่วงเช้าก็จะพบว่า มีพลังแห่งแสงที่สาดส่องผ่านละอองน้ำที่ฟุ้งกระจาย กลายเป็นสายน้ำตกงดงามด้วยรุ้งกินน้ำตัวโตที่พาดผ่านอย่างน่าอัศจรรย์ 9. ทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก ทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ 789,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ถือเป็นแหล่งผืนป่าสะวันนาแห่งเดียวของภาคเหนือที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ พร้อมด้วยความแตกต่างแห่งพืชพรรณที่ไม่พบเห็นบ่อยนัก ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นา ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา มีพื้นที่เป็นที่โล่งกว้างใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 16 ตรกม. ตามเส้นทางจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณจะพบสัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทาง และมีพันธุ์ไม้ดอกมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่าสนสองใบ คือทุ่งหญ้าเมืองเลนและทุ่งโนนสน 10. เกาะนางยวน จ.สุราษฎร์ธานี มีชื่อเสียงเรื่อง “ทะเลแหวก” ซึ่งเป็นสันทรายเชื่อมต่อเกาะเล็กๆ 3 เกาะ ในเขตเกาะนางยวน นอกจากนี้ยังโด่งดังเรื่องน้ำทะเลใสเย็นเห็นตัวปลาและปะการังน้อยใหญ่ ถือเป็นจุดดำน้ำยอดนิยมแห่งหนึ่งของทะเลใต้ มีจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกบนชายหาดเดียวกัน ธรรมชาติบนเกาะก็ยังเขียวขจีและมีสะพานไม้เลาะโขดหินสำหรับเดินชมวิวได้รอบ เกาะ ที่พักบนเกาะมีค่อนข้างจำกัดและที่น่าสนใจคือบังกะโลริมหาดบนเกาะนางยวนทุก หลังจะหันหน้าเข้าหาทะเลและมีระเบียงส่วนตัว การเดินทางไปยังเกาะนางยวนสามารถไปได้จากเกาะสมุย ท่าเรือจังหวัดชุมพร หรือนั่งเรือจากเกาะเต่าไปเพียงแค่ 10 นาที ขอบคุณภาพถ่ายจาก www.facebook.com/littlesk8er www.facebook.com/moomor www.facebook.com/banky405 เรื่องและเรียบเรียงโดย : Travel MThai

83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์
ความรู้รอบโลก /  วิทยาศาสตร์ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ร่างกาย อวัยวะของเรา หรือแม้กระทั้งเรื่องของธรรมชาติ สัตว์ สิ่งของด้วย ลองไปดูกันคะว่า เรื่องน่ารู้นี้จะมีอะไรที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อนบ้างนะ ^^ 83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ 1. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์พลังงาน เชื่อหรือไม่ว่าร่างกายของคนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ คนแต่ละคนจะมีพลังงานเทียบเท่ากับการเปิดหลอดไฟฟ้าขนาด 120 วัตต์ เพราะคนที่กินอาหารเข้าไปปริมาณ 2,500 แคลอรีในแต่ละวันจะให้พลังงานความร้อน 104 แคลอรีต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากระแสไฟฟ้าที่มีพลังงาน 120 วัตต์ 2. กะพริบตา ตลอดชีวิตของคนเรานั้นเราต้องกะพริบตาถึง 250 ล้านครั้งทีเดียว เพราะเราจะต้องกะพริบตาทุก ๆ 6 วินาที ทำให้กล้ามเนื้อตาเคลื่อนไหวประมาณ 10,000 ครั้งต่อวัน ถ้าเปรียบกับการทำงานของกล้ามเนื้อขาแล้ว จะ เท่ากับวิ่งระยะทาง 80 กิโลเมตรต่อวัน 3. สมองบริโภค เชื่อหรือไม่ว่าตอนแรกเกิดสมองของเราหนักประมาณ 3% ของน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่เมื่ออายุได้ประมาณ 15 ปี สมองจะหนักถึง 1.4 กิโลกรัมและจะมีขนาดคงที่ สมองเติบโตได้เพราะใช้พลังงานจากอากาศที่เราหายใจเข้าไป 20% และใช้เลือดหล่อเลี้ยงถึง 15% ของเลือดทั้งหมดในร่างกาย 4. กระบวนการคิด นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า อิริยาบถต่าง ๆ มีผลต่อการคิดและการตัดสินใจของมนุษย์ การนอนคิดจะทำให้ความคิดกว้างไกล การยืนทำให้ความคิดแคบลงสามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น ส่วนการนั่งเป็นอิริยาบถที่เหมาะกับการตัดสินใจที่ไม่รีบร้อนเท่าใดนัก ผมงอก โดยปกติ ใน 1 สัปดาห์ผมจะงอกออกมา 2 มิลลิเมตรใน 1 วัน จะมีช่วงที่ผมงอกได้ดี 2 ช่วง คือ ระหว่างเวลา 10.00 ? 11.00 น. และ 16.00 ? 18.00 น. แต่ไม่ต้องเอากระจกไปส่องดูการงอกของเส้นผมหรอกนะ เพราะมันแทบจะมองไม่เห็นเลย 5. เส้นขนแข็งแรง โดยเฉลี่ยแล้ว คนเราจะมีเส้นขนประมาณ 5 ล้านเส้นทั่วร่างกาย ยกเว้นบริเวณริมฝีปาก ฝ่ามือและฝ่าเท้า เส้นขนที่แข็งแรงที่สุดคือหนวด เชื่อหรือไม่ว่าหนวดแข็งแรงพอ ๆ กับลวดทองแดงที่มีขนาดเท่ากันเลยทีเดียว 6. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตาแหลมคม ตาของเหยี่ยวสามารถมองเห็นแมลงวันที่อยู่ในระยะครึ่งไมล์ได้ ส่วนเสือดาวก็สามารถมองเห็นคนกะพริบตาที่ระยะห่าง 100 หลาได้ ตาของคนก็มีความพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีได้มากถึง 17,000 สี 7. ตาที่สาม เชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์มีสามตา ตาที่สามนี้ก็คือต่อมไพเนียลซึ่งอยู่ด้านหลังของกะโหลกศีรษะ ภายในต่อมมีสารเคมีที่มีชื่อว่าเซโรโตนินอยู่เป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่า สารชนิดนี้ช่วยส่งผลให้มนุษย์มีการคิดอย่างสมเหตุสมผล นักวิทยาศาสตร์จึงเปรียบต่อมนี้ว่าเป็นตาที่สามของมนุษย์ 8. ฮัดเช้ย! เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำให้จมูกของเราเกิดการระคายเคือง เราจะจามออกมาโดยอัตโนมัติ ทุกครั้งที่เราจามจะมีน้ำลายฟุ้งกระจายออกมาถึง 100,000 หยด ด้วยอัตราเร็ว 152 ฟุตต่อวินาที 9. ริมฝีปาก เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่าทำไมริมฝีปากของเราจึงมีสีแดงมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผิวหนังบริเวณริมฝีปากบางกว่าส่วนอื่น ๆ นั่นเอง จึงทำให้สามารถมองเห็นสีของเลือดใต้ผิวหนังได้ 10. ยิ้มแย้ม ร่างกายของเราประกอบด้วยกล้ามเนื้อประมาณ 650 มัด หากเราหน้าบึ้งจะต้องใช้กล้ามเนื้อประมาณ 400 มัด ในขณะที่การยิ้มใช้กล้ามเนื้อ 15 มัด เท่านั้น และพลังงานที่ใช้ก็น้อยกว่าการขมวดคิ้ว 1 ครั้งเสียอีก เชื่อกันว่าการขมวดคิ้ว 200,000 ครั้ง ทำให้เกิดรอยตีนกา 1 รอย 11. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ฟันปลา เชื่อกันว่าเมื่อประมาณ 1 ล้านปีที่แล้ว ฟันของมนุษย์มีลักษณะคล้ายกับฟันปลาเพราะมีการค้นพบฟันลักษณะเดียวกันกับของมนุษย์อยู่ในกรามของปลาฉลามยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังนั้น ฟันของมนุษย์และปลาฉลามจึงมีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน แต่ฟันของมนุษย์ได้พัฒนาจนมีรูปร่างเหมือนในปัจจุบัน ปลาเปคู (Pacu) ปลาฟันคน http://teen.mthai.com/variety/59011.html 12. การทรงตัว เชื่อหรือไม่ว่าหูมีผลต่อการทรงตัว อวัยวะที่ช่วยให้เราสามารถทรงตัวอยู่ได้คือ เซมิเซอร์คิวลาร์ คาแนล (semicir-cular canel) ในหูซึ่งภายในมีของเหลวที่ไวต่อการกระตุ้นของเหลวนี้จะทำหน้าที่ในการรับรู้สมดุล หากเราหมุนไปรอบ ๆ ตัวเร็ว ๆ หลาย ๆ ครั้ง จะทำให้อวัยวะนี้เกิดความสับสน เราจึงรู้สึกเวียนศีรษะ 13. เสียงกรน เสียงกรนเป็นเสียงที่สร้างความรำคาญแก่ผู้ได้ยินเพราะดังพอ ๆ กับเสียงของสว่านไฟฟ้าซึ่งดังถึง 70 เดซิเบล 14. พลังปอด เชื่อหรือไม่ว่าปกติเราจะหายใจเอาอากาศเข้าไปประมาณ 6 ลิตรต่อนาที แต่ระหว่างออกกำลังกายและหลังออกกำลังกายใหม่ ๆ เราอาจหายใจเอาอากาศเข้าไปได้มากถึง 100 ลิตรต่อนาที 15. น้ำหนักวิญญาณ เชื่อหรือไม่ครับว่าวิญญาณของพวกเราก็มีน้ำหนักด้วยเหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์ทดลองชั่งน้ำหนักของวิญญาณโดยชั่งน้ำหนักของคนในขณะที่มีชีวิตอยู่เปรียบเทียบกับน้ำหนักหลังจากเสียชีวิตทันที พบว่าน้ำหนักหายไป 21 กรัม จึงสรุปว่าดวงวิญญาณของพวกเรามีน้ำหนัก 21 กรัมด้วย 16. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สารฆ่าความเจ็บปวด น้องๆเคยสังเกตไหมว่าทำไมบางครั้งนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขันยังสามารถลงแข่งขันได้จนจบหรือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสนามรบยังคงทนต่อสู้ข้าศึกอยู่ได้ พวกเขาไม่เจ็บกันหรือ นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วครับว่าเมื่อมนุษย์เผชิญสถานการณ์ที่ตึงเครียด สมองจะปล่อยสารออกมายับยั้งความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ ทำให้มนุษย์ต่อสู้กับความเจ็บปวดได้ 17. ไม่มีน้ำตา รู้หรือปล่าวว่าตอนที่เราอายุ 4-5 เดือน เราร้องไห้ไม่มีน้ำตากันหรอกครับ แม้จะร้องเสียงดังแค่ไหนก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะต่อมน้ำตาของคนเราจะพัฒนาขึ้นหลังจากเกิดมาแล้ว 4-5 เดือน ตอนนี้พวกเราคงจะร้องไห้มีน้ำตากันทุกคนแล้วนะครับ 18. หิวเพราะกลิ่น พอกลิ่นหอมของอาหารลอยมา พวกเราคงเคยรู้สึกหิวตามกลิ่นนั้นไปด้วยใช่ไหมล่ะ ก็กลิ่นอาหารเข้าไปกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของเราน่ะสิครับ ทำให้น้ำย่อยในปากและท้องทำงาน เราจึงรู้สึกหิวทั้งๆที่บางครั้งเราไม่ต้องการกินอีกแล้ว 19. กระเพาะแข็งแกร่ง ในกระเพาะอาหารของเรามีน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูงมาก จนสามารถละลายสังกะสีได้ แต่กรดเหล่านี้ไม่สามารถละลายผนังกระเพาะของเราได้ เนื่องจากทุกนาทีเซลล์ผนังกระเพาะเก่า 5000 เซลล์ จะถูกเซลล์ใหม่แทนที่และเปลี่ยนเป็นเซลล์ใหม่ทั้งหมดทุกๆ 3 วัน 20. ท้องร้องจ๊อกๆ พวกเราเคยได้ยินเสียงท้องร้องเมื่อรู้สึกหิวบ้างไหมครับ สาเหตุที่ท้องร้องก็เพราะสมองซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความรู้สึกหิวของเรา จะคอยจัดลำดับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้าในเลือดมีสารอาหารพอเพียง สมองก็จะสั่งให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แต่เมื่อใดที่มีสารอาหารในเลือดน้อยระบบย่อยอาหารจะทำงานเร็วขึ้นเราจึงได้ยินเสียงท้องร้อง 21. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตกใจจนหน้าซีด เมื่อเราตกใจหน้าจะซีด เนื่องจากเลือดบริเวณแก้มจะไหลย้อนกลับอย่างรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ฉุกเฉิน คือให้สารอาหารและออกซิเจนแก่กล้ามเนื้อส่วนอื่น เนื่องจากร่างกายไม่ได้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเผชิญความตกใจ เมื่อเลือดจากแก้มไหลออกไป หน้าเราจึงซีด 22. เขินอาย เมื่อเรารู้สึกเชินอายหน้าเราก็จะแดง โดยเฉพาะบริเวณแก้มและลำคอ เพราะขณะที่เราเขินอาย เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยสารเคมีที่พลังงานสูงชื่อว่า เปปไตด์ (peptide) ออกมา ทำให้เส้นเลือดที่แก้มและลำคอขยายตัว หน้าของเราจึงแดงมากกว่าปกติ 23. มาจากดวงดาว ร่างกายของเราประกอบด้วยอะตอมจำนวนมาก อะตอมเหล่านี้มาจากไหน นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่าอะตอมเกิดมาจากดวงดาวที่ดับแล้วเมื่อ 5000 ล้านปี ก่อนที่จะมีพระอาทิตย์เกิดขึ้น และดวงดวงนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก่อนเมื่อโลกเกิดขึ้น เซลล์ของสิ่งมีชีวิตนี้ก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นคน 24. สารพัดสาร เชื่อหรือไม่ว่าในร่างกายของเรามีสารอยู่มากมาย เช่น มีฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากพอจะทำหัวไม้ขีดไฟ 2,000 ก้าน มีไขมันพอที่จะทำสบู่ได้ 7 ก้อน มีเหล็กมากพอที่จะทำตะปูได้ 1 ตัว มีปูนขาวที่สามารถละลายน้ำแล้วนำไปทาห้องเล็ก ๆ ได้ 1 ห้อง มีซัลเฟอร์ 1 ช้อนชาและโลหะอีกประมาณ 30 กรัม 25. นอนแล้วสูง การนอนช่วยให้เราสูงขึ้นได้ เพราะเมื่อเรายืนหรือนั่ง แผ่นกระดูกอ่อนที่กระดูกสันหลังจะถูกแรงดึงดูดของโลกกดลง การนอนช่วยให้แรงกดนี้หายไป แผ่นกระดูกอ่อนที่ถูกกดก็จะพองตัว ทำให้เราสูงขึ้นได้อีก 8 มิลลิเมตร แต่เมื่อตื่นมาเราก็จะสูงเท่าเดิม 26. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ พลังกาย ร่างกายของคนเราแข็งแกร่งมากกว่าที่เราคิดเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการยกน้ำหนัก เช่น ถ้าเรานอนหลับโดยห่มผ้าหนัก 2.5 กิโลกรัม หายใจโดยเฉลี่ย 16 ครั้งต่อนาที และนอนนานประมาณ 8 ชั่วโมง ทรวงอกของเราสามารถยกน้ำหนักได้ถึง 20 ตัน 27. ฉันทำไม่ได้ สิ่งที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถทำได้ คือหายใจและกลืนอาหารไปพร้อม ๆ กัน เพราะกระบวนการกลืนจะไปรบกวนกระบวนการหายใจด้วยการปิดกั้นอากาศไม่ให้ผ่านเข้าไปขณะที่อาหารเคลื่อนจากปากไปยังคอหอยและผ่านไปที่กระเพาะอาหาร 28. หัวใจที่รัก ในช่วงชีวิตของมนุษย์นั้น หัวใจจะสูบฉีดโลหิตประมาณ 500 ล้านลิตรและเต้น 2,000 ล้านครั้ง ดังนั้น ใน 1 วัน หัวใจจะสูบฉีดโลหิตมากกว่า 13,500 ลิตร และเต้น 100,000 ครั้ง แต่ละวันหัวใจจึงต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้พลังงานมากพอ เชื่อหรือไม่ว่าพลังงานที่ได้นี้สามารถยกรถยนต์ได้สูงถึง 15 เมตรเลยทีเดียว 29. เรื่องของผิวหนัง เชื่อหรือไม่ว่าพื้นที่เพียง 1 ตารางนิ้วบนผิวหนังของเรานั้นประกอบไปด้วยเซลล์ถึง 19 ล้านเซลล์ ขน 60 เส้น ต่อมน้ำมัน 90 ต่อม ต่อมเหงื่อ 625 ต่อม เส้นเลือดยาว 19 ฟุต และเซลล์รับความรู้สึก 19,000 เซลล์ 30. เซลล์เม็ดเลือด มีผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าถ้านำเซลล์เม็ดเลือดของเรามาต่อเป็นสายยาวจะสามารถพันรอบเส้นศูนย์สูตรได้ถึง 4 รอบเลยทีเดียว 31. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ น้ำในร่างกาย น้อง ๆ คิดว่า ร่างกายของเรามีสถานะใดตามหลักวิทยาศาสตร์ หลายคนอาจจะคิดว่า มีสถานะเป็นของแข็ง แต่น้อง ๆ รู้หรือไม่ว่าร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 2 ใน 3 ด้วยเหตุนี้ตลอดชีวิตของคน 1 คนจึงต้องดื่มน้ำเป็นจำนวนมากถึง 70,000 ลิตร 32. ความสำคัญของเกลือแร่ เกลือแร่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง หากนำเกลือแร่ออกจากกระดูกโดยนำกระดูกไปแช่ในน้ำกรด เกลือแร่จะละลายออกมาจนสามารถนำกระดูกนั้นมาผูกให้เป็นปมได้ 33. หนาวสั่น อาการหนาวสั่นเป็นอาการที่ร่างกายแสดงออกมาเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หลังจากที่ได้รับความเย็นมากเกินไป เพราะความเย็นจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานช้าลง และเป็นอันตรายได้หากอุณหภูมิลดต่ำลงมาก ๆ ดังนั้น กล้ามเนื้อจึงผลิตความร้อนด้วยการทำให้กล้ามเนื้อหดตัวไปมาอย่างรวดเร็ว 34. สูงและต่ำ ตอนกลางวัน อุณหภูมิในร่างกายของเราอาจสูงขึ้นได้มาก ๆ หากเรารับประทานอาหารมื้อใหญ่ อยู่ในที่อากาศร้อน หรือออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ตอนกลางคืน อุณหภูมิในร่างกายของเราจะค่อย ๆ ลดลงจนต่ำที่สุดเมื่อเรานอนหลับเพื่อเป็นการรักษาสมดุล 35. ลูกผู้ชาย การที่ผู้ชายเชื่อว่าลูกผู้ชายต้องไม่หลั่งน้ำตานั้น ส่งผลกระทบให้ผู้ชายเป็นโรคเครียดได้ง่ายกว่าผู้หญิง เพราะมีโอกาสปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกกดดันได้น้อย รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังเครียดก็ลองหาโอกาสปลดปล่อยอารมณ์บ้างก็ดีนะครับ แต่ไม่ใช่เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ล่ะ การออกกำลังกายก็สามารถช่วยคลายเครียดได้เช่นกัน 36. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตัวยารักษาโรค การฉีดยาเป็นวิธีการรักษาโรคอีกวิธีหนึ่งที่แพร่หลาย ทราบหรือไม่ว่าแพทย์ได้ตัวยามาจากไหน ในยาฉีดนั้นมีส่วนประกอบของแบคทีเรียที่ทำให้มีฤทธิ์อ่อนลง ซึ่งได้มาจากเชื้อโรคของผู้ป่วยรายอื่นที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับเรา นอกจากนำไปทำเป็นยาฉีดแล้ว เชื้อโรคเหล้านั้นยังสามารถนำไปทำเป็นวัคซีนป้องกันโรคได้อีกด้วย โดยวัคซีนจะเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันโรคชนิดนั้น ๆ ในร่างกาย 37. หาวนอน อาการง่วงเหงาหาวนอนเกิดจากการที่เรารู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย ระบบทางเดินหายใจของเราจึงทำงานช้าลงเป็นผลให้กล้ามเนื้อคอหอยปิดโดยอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายต้องการอากาศเพิ่มขึ้น เราจึงต้องหาวเพื่อเอาอากาศเข้าไปใช้ในกระบวนการหายใจ 38. ใบหน้า วันหนึ่ง ๆ เราอาจมีอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาบ่อยครั้งทางใบหน้า เชื่อหรือไม่ว่ากล้ามเนื้อทั้งที่เป็นวงกลมและเป็นเส้นบนใบหน้าสามารถแสดงอารมณ์ที่หลากหลายได้มากกว่า 1,000 รูปแบบ 39. นอนหลับ ขณะนอนหลับเราสามารถเรียนรู้ได้หรือไม่ ในสมัยก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้ในขณะนอนหลับได้ แต่จากการทดลองอย่างละเอียดของนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังพบว่า มนุษย์จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ในขณะที่นอนหลับสนิท แต่จะสามารถเรียนรู้ได้ในขณะที่อยู่ในช่วงสะลึมสะลือ 40. ล้มตัวลงนอน เชื่อหรือไม่ว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิต มีสัตว์เพียง 2-3 ชนิดเท่านั้น ที่นอนหลับโดยเอนหลังแนบกับพื้น และสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถทำเช่นนี้ได้ก็คือมนุษย์ 41. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์?น้ำหนักลด ไม่ว่าเราจะมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใดก็ตาม น้ำหนักของเราจะสามารถลดลงได้ 300 กรัม ทุกวันในขณะที่เรานอนหลับแต่อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ เพราะทันทีที่ตื่นขึ้นมา น้ำหนักของเราก็จะเท่าเดิม 42. อาณาจักรแห่งความฝัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า ถ้าวันหนึ่ง ๆ เรานอนหลับประมาณ 8 ชั่วโมง เราจะฝัน 3-5 ครั้งต่อคืน โดยช่วงความฝันแต่ละครั้งใช้เวลานานประมาณ 10-30 นาที และถ้าเราถูกปลุกขึ้นมาในระหว่างที่กำลังฝันอยู่ เราอาจจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ได้ก็ได้ 43. ความฝัน เชื่อหรือไม่ว่า ความฝันช่วยทำให้จิตใจของเราสดชื่นเบิกบานได้ ไม่ว่าเราจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ก็ตาม เพราะความฝันจะแสดงถึงสิ่งที่เราอยากทำเมื่อตื่น แต่เราไม่สามารถทำได้ด้วยเหตุผลนานาประการ 44. เวลาของความฝัน ผู้เชี่ยวชาญแสดงทัศนะเกี่ยวกับเวลาในช่วงของความฝันไว้ว่า เวลาที่เราตื่นอยู่ประสาทความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาของเราจะเป็นแนวตั้ง ดังนั้น เราจึงรับรู้แต่ขณะปัจจุบันเท่านั้น แต่เมื่อเราหลับมันจะกลายเป็นเส้นแนวนอน ทำให้เราสามารถเดินทางไปในอดีตและอนาคตได้ 45. สร้างความฝัน ถ้าอยากให้ความฝันสวยงามลองงดดื่มเครื่องดื่มทุกชนิดประมาณ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนสิครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะทำให้ความฝันยิ่งใหญ่ และถ้าใครเห็นความฝันของตนเองเป็นสีต่าง ๆ ละก็แสดงว่าเป็นคนที่ไวต่อการกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัวมากทีเดียว 46. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ จมูกของมด ใครรู้บ้างว่ามดใช้อะไรในการดมกลิ่น คำตอบก็คือใช้เท้านั่นเอง การใช้เท้าดมกลิ่นช่วยให้มันสามารถตามกลิ่นที่เพื่อนของมันทิ้งไว้ตามทางได้ นอกจากนี้มันยังสามารถใช้ข้อต่อที่หนวดรับกลิ่นได้อีกด้วย 47. นายช่างใหญ่ บีเวอร์เป็นสัตว์ที่ชอบสร้างเขื่อนและบ้านของมันมาก มันจะคาบกิ่งไม้และกินไม้เป็นอาหาร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะถ้าไม่ได้กัดไม้ทุกวัน ฟันของมันก็จะงอกและยาวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มันกินอาหารไม่ได้และอดตายในที่สุด 48. อูฐลื่น อูฐเป็นสัตว์ที่ขาแต่ละข้างประกอบด้วยนิ้วขนาดใหญ่ 2 นิ้ว ปกคลุมด้วยแผ่นรองเท้าที่หนาและเหนียวทั้งยังมีแผ่นหนังบาง ๆ เชื่อมนิ้วเท้าให้ติดกัน ทำให้เท้าอูฐแข็งแรงเหมาะสำหรับเดินในทะเลทราย แต่หากจับอูฐมาอยู่ในโคลนละก็ เท้าแบบนี้ก็ไร้ประโยชน์เพราะจะทำให้อูฐลื่นไถลได้ง่าย 49. หางเก็บอาหาร มีสัตว์อยู่หลายชนิดที่มีหางและหางของมันก็ใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันไป อย่างเช่น แกะพันธุ์หนึ่งที่ใช้หางของมันทำหน้าที่เก็บหญ้าซึ่งเป็นอาหารของมันไว้ เมื่อหญ้าขาดแคลน หญ้าที่ถูกสะสมไว้ที่หางก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย 50. หูหนวกเต้นระบำ หากใครเคยชมภาพยนตร์อินเดียคงจะเคยเห็นงูที่เต้นระบำเมื่อได้ยินเสียงปี่ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เต้นระบำเพราะเสียงปี่หรอกครับ งูเป็นสัตว์ที่หูหนวกจึงไม่ได้ยินเสียงปี่ แต่ที่มันเต้นส่ายไปส่ายมาก็เพราะจังหวะการเคลื่อนไหวของหมองูต่างหาก ถ้าลองใช้ไม้แทนปี่ งูก็ยังคงเต้นระบำได้เหมือนกั 51. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สุนัขน้ำร้อน สุนัขเป็นสัตว์ที่คนนิยมเลี้ยงกันโดยทั่วไป เพราะนอกจากจะใช้เฝ้าบ้านแล้ว สุนัขยังทำหน้าที่ได้หลายอย่าง นานมาแล้วชาวอินเดียนแอซเทคนำสุนัขพันธุ์เม็กซิโกซึ่งตัวเล็กนิดเดียวและมีขนสั้นบางมาใช้แทนกระเป๋าน้ำร้อน เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่เท้าเจ้าของเมื่ออากาศหนาว 52. ช้างนักกิน ช้างแอฟริกามีขนาดใหญ่มาก หนักถึง 7 ตัน ที่ตัวใหญ่ขนาดนี้เพราะมันใช้เวลาในการกินประมาณ 18-20 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน โดยกินพืชผักประมาณวันละ 350 กิโลกรัมและกินน้ำ 90 ลิตร 53. กินทางตา โดยปกติสัตว์จะกินอาหารทางปาก แต่สำหรับคางคกและกบแล้ว พวกมันจะกินอาหารทางตา เมื่อกินอาหารมันจะปิดตาแน่น ดันลูกตาที่แข็งให้ชนเพดานปากทำให้เพดานปากถูกกดลงมาแนบกับลิ้นแล้วดันอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร นอกจากนี้มันยังดื่มน้ำโดยการดูดซึมน้ำผ่านทางผิวหนังด้วย 54. ปลิงป้องกันตัว ปลิงทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีวิธีป้องกันตัวเองที่แปลกคือ เมื่อถูกทำร้ายมันจะหดตัวทันทีและจะดันอวัยวะภายในของมันออกมา แต่มันก็ยังไม่ตาย อวัยวะเหล่านั้นจะเป็นอาหารของผู้ที่ทำร้ายมัน แล้วมันจะค่อย ๆ หลบหนีไป จากนั้น 2 ?3 สัปดาห์อวัยวะภายในของมันก็จะงอกใหม่ 55. ตาเคลื่อนที่ ปลาลิ้นหมาไม่ได้มีตาเดียวอย่างที่พวกเราเห็นกัน ตอนแรกที่มันเกิดมามันจะมี 2 ตา แต่เมื่ออายุมากขึ้น ตาของมันจะย้ายตำแหน่งมารวมกัน โดยเคลื่อนที่ไปรวมกับตาอีกข้างหนึ่งซึ่งอยู่บนหัว 56. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ระเบิดควัน ปลาหมึกยักษ์มีวิธีการป้องกันตัวคล้ายการสร้างระเบิดควันของทหาร เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู มันจะพ่นหมึกดำในถุงด้านหลังลำตัวออกมาทำให้น้ำบริเวณรอบ ๆ ขุ่นดำ แล้วมันจะรีบหนีไป นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันสามารถเปลี่ยนสีหมึกของมันให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ด้วย เช่น สีแดง สีเหลือง สีเทา เป็นต้น 57. กบหดตัว กบพาราดอกซิคัล (Paradoxical) ในอเมริกาใต้มีความพิเศษคือยิ่งมันเจริญเติบโตขึ้นตัวก็ยิ่งเล็กลง เมื่อเป็นลูกอ๊อดมันมีลำตัวยาวถึง 10 นิ้ว แต่เมื่อโตเป็นกบลำตัวจะหดลงจนเหลือขนาดไม่เกิน 3 นิ้วเท่านั้น 58. หนอนกระสือ หนอนกระสือตัวเมียจะมีอวัยวะที่เรืองแสงอยู่บริเวณใต้ท้องซึ่งใช้ส่งสัญญาณไปยังปีกของตัวผู้ที่บินอยู่ด้านบน หนอนกระสือตัวเมียสามารถควบคุมการเปล่งแสงได้ โดยจะใช้แสงต่อเมื่อต้องการดึงดูดตัวผู้เท่านั้น 59. แสงนำทาง รู้ไหมทำไมผีเสื้อกลางคืนจึงชอบบินเข้าหาแสงไฟในตอนกลางคืน เพราะปกติผีเสื้อกลางคืนจะใช้แสงจันทร์นำทาง แต่แสงอื่นทำให้มันสับสนและประสาททางด้านทิศทางเสียไป ดังนั้น มันจึงพยายามปรับแสงจันทร์ปลอมให้ทำมุมเดียวกันกับแสงจันทร์จริง ๆ โดยการบินเป็นวงกลมเข้ามาใกล้แสงนั้นมากขึ้น 60. เครื่องขยายเสียง จิ้งหรีดตัวผู้จะใช้เสียงเพลงซึ่งเกิดจากขาหน้าเสียดสีกันการดึงดูดตัวเมีย แต่จะไม่ดังนัก มันจึงสร้างเครื่องขยายเสียงชนิดพิเศษ โดยการขุดรังใต้ดินให้มีอุโมงค์ทางเข้าสองทาง แล้วก็ยืนส่งเสียงไพเราะอยู่ทางอุโมงค์ด้านหนึ่ง แต่ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือ หูที่ไวต่อเสียงของมันไม่ได้อยู่ที่หัวแต่ที่อยู่ที่ขา 61. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์?สัตว์มีเหงื่อหรือไม่ สุนัขก็มีเหงื่อครับ แต่เหงื่อของมันจะออกบริเวณฝ่าเท้า นอกจากนี้สัตว์อื่น ๆ เช่น วัว จะมีเหงื่อออกทางจมูก ส่วนเหงื่อของฮิปโปโปเตมัสจะออกมาจากทุกส่วนของร่างกายและจะเป็นเหงื่อสีแดง ลองสังเกตนะครับว่าสัตว์อื่น ๆ มีเหงื่อออกที่ส่วนใดของร่างกาย 62. หนึ่งไม่มีสอง คนเรามีลายนิ้วมือไม่เหมือนกัน ม้าลายแต่ละตัวก็มีแถบลายเฉพาะที่ซึ่งจะไม่ซ้ำกับม้าลายตัวอื่น ๆ เช่นกัน 63. หนูนักร้อง หนูเป็นสัตว์ที่สามารถร้องเพลงได้ แต่เสียงร้องของมันจะเป็นเสียงซูเปอร์โซนิค (Supersonic) ซึ่งมีลักษณะเป็นเสียงสูงและรัว ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเพลงของมัน แต่ถ้ามันลดระดับเสียงให้ต่ำลงจนถึงระดับปกติที่เราสามารถได้ยิน เราก็จะได้ยินเสียงเพลงจากหนูได้ 64. สัตว์ปากกว้าง สัตว์ที่สามารถอ้าปากได้กว้างที่สุดคืองูเหลือมเรติคูเลเตด (Reticulated python) มันสามารถยืดตัวได้ถึง 10 เมตร และอ้าปากกว้างจนกลืนกินสัตว์ที่มีน้ำหนัก 55 กิโลกรัม จึงไม่แปลกที่จะมีคนพบสัตว์ใหญ่ ๆ อย่างเสือดาวในท้องของมัน 65. ไม่เอาไมโครโฟน ไซเมียง (Simiang) เป็นสัตว์บกที่มีถุงลมขนาดใหญ่ จึงตะโกนได้เสียงดังกว่าสัตว์อื่น ๆ มันสามารถตะโกนให้สัตว์ที่อยู่ห่างออกไปถึง 8 กิโลเมตรได้ยินได้ ส่วนสัตว์น้ำที่สามารถตะโกนได้เสียงดังที่สุดคือ ปลาวาฬรอร์ควอล (Rorqual whale) มันสามารถร้องเพลงด้วยความถี่ 20 เฮิรตซ์ ให้ได้ยินไปไกลถึง 150 กิโลเมตรเลยทีเดียว 66. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ นักแม่นธนู ปลาเสือมีวิธีจับเหยื่อที่คล้ายกับการยิงธนู โดยมันจะพ่นน้ำไปยังแมลงที่เกาะอยู่บนต้นพืชเหนือน้ำ ทำให้แมลงตกลงในน้ำ จากนั้นก็จะตรงเข้าไปฮุบแมลงนั้นไว้ทันที ปลาเสือสามารถพ่นน้ำใส่เหยื่อของมันในระยะ 3 เมตรได้อย่างแม่นยำ 67. อาวุธของทากทะเล ทากทะเลไม่มีเปลือกห่อหุ้มร่างกาย ดังนั้น มันจึงป้องกันตัวโดยการกินเซลล์เข็มพิษของแมงกะพรุนเข้าไปเพื่อใช้เป็นอาวุธ เข็มพิษนี้จะไม่ถูกย่อยไปพร้อมกับอาหาร แต่จะถูกส่งไปเก็บไว้ที่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านหลัง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูมันก็จะป้องกันตัวด้วยการปล่อยเข็มพิษออกมา 68. ปลาฉลามว่ายน้ำ ถ้าเรามีโอกาสได้เฝ้าดูปลาฉลามอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าปลาฉลามต้องว่ายน้ำตลอดเวลา หากหยุดว่ายน้ำมันจะตาย เพราะปลาชนิดอื่น ๆ จะมีถุงลมทำให้หายใจได้แม้ไม่เคลื่อนที่ แต่ปลาฉลามไม่มีถุงลม ดังนั้น ถ้ามันหยุดว่ายน้ำก็จะทำให้ไม่มีออกซิเจนไหลผ่านเหงือกจึงไม่มีออกซิเจนใช้ในการหายใจ 69. สุดยอดตัวอ่อน ตัวอ่อนของสัตว์ที่กินเก่งที่สุดในโลกคือตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนในอเมริกาเหนือ เนื่องจากมันสามารถกินอาหารที่มีน้ำหนักมากถึง 86,000 เท่าของน้ำหนักตัวภายในเวลา 48 ชั่วโมงแรกที่มันเกิดมา 70. หมอกเพื่อชีวิต ด้วงแอฟริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายนามิบมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินหมอก ปกติมันจะอาศัยอยู่ใต้เนินทรายซึ่งอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ แต่เมื่อมันกระหายน้ำ มันก็จะบินออกมาเกาะยอดเนินแล้วปล่อยให้ลดพัดพาหมอกมาจับบนตัวของมัน เมื่อหมอกเกิดการควบแน่นจนกลายเป็นหยดน้ำมันก็จะกินน้ำนั้นแก้กระหาย 71. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ เพลงรัก ปูทรอปิคัล ฟีดเดลอร์ (Tropical Fiddler) เป็นปูที่มีสีสันสวยงาม ก้ามข้างซ้ายของปูตัวผู้จะมีขนาดใหญ่สะดุดตา ซึ่งมันจะใช้ดึงดูดตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ โดยจะขยับก้ามไปข้างหลังและข้างหน้าสลับกันคล้ายการสีไวโอลิน แม้จะไม่มีเสียงออกมา แต่ก็สร้างความประทับใจและดึงดูดตัวเมียให้เข้าไปหามันอย่างรวดเร็วได้ 72. เวลาของพืช คน สัตว์ และพืชเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน แต่สิ่งที่คนและสัตว์ต่างจากพืชก็คือ การเจริญเติบโต คนและสัตว์จะมีช่วงที่เจริญเติบโตและหยุดโตเมื่อถึงอีกช่วงอายุหนึ่ง แต่สำหรับพืชแล้ว มันจะยังคงเจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ และจะหยุดก็ต่อเมื่อมันตายเท่านั้น 73. ราโตเร็ว ราบราซิเลียน (Brazillian fungus) เป็นพืชที่โตเร็วที่สุดมันจะงอกจากพื้นดินด้วยอัตราเร็ว 5 มิลลิเมตรต่อนาที และเจริญเติบโตเต็มที่ภายใน 20 นาที น้ำจะช่วยให้มันเจริญเติบโตได้ดีเป็นพิเศษ และเรายังสามารถได้เยินเสียงปริแตกเนื่องจากอาการบวมน้ำและเห็นน้ำไหลออกมาได้ด้วย 74. ต้นไม้พูดได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าต้นไม้สามารถสื่อสารกันได้หากอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน พืชมีความรู้สึกชอบและไม่ชอบเช่นเดียวกับคน ดังนั้น หากมีต้นไม้ที่มันไม่ชอบขึ้นบริเวณนั้น มันก็จะปล่อยสารฟีโรโมน (Pheromones) เพื่อสื่อสารให้ต้นอื่นรับรู้ สารนี้จะไปกระตุ้นให้พืชที่มันชอบเจริญเติบโตและจะทำลายพืชที่มันไม่ชอบ 75. พืชป้องกันตัว มีพืชอยู่หลายชนิดที่จะป้องกันตัวเองเมื่อถูกแมลงรบกวน โดยภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากถูกรบกวน พืชจะปล่อยสารที่มีชื่อว่าเทอร์เพนและแทนนิน (Terpene, Tannin) ที่บริเวณใบโปรตีนในใบจะเปลี่ยนเป็นโปรตีนที่ย่อยยากขึ้น แมลงที่บุกรุกก็จะขาดโปรตีน พืชก็จะรอดพ้นจากการถูกแมลงรบกวน 76. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ชีวิตในความตาย ต้นปาล์มทาลิพอต (Talipot) เป็นไม้ดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีช่วงชีวิตประมาณ 70 ปี แต่ตลอดชีวิตของมันจะออกดอกเพียงครั้งเดียว ดอกสูงถึง 6 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร กว่าเมล็ดทั้งหมดจะสุกเป็นผลใช้เวลาประมาณ 1 ปี ต่อจากนั้นเมื่อมีการผสมพันธุ์อีกครั้งมันก็จะตาย 77. เรื่องบังเอิญ เมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว คนดูแลฝูงแกะชาวอบิสซีเนียค้นพบกาแฟโดยบังเอิญ เพราะวันหนึ่งเขาได้กลิ่นหอมของพุ่มไม้ป่าที่ถูกเผาจึงลองชิมดูและเกิดติดใจในรสชาติ เขาจึงนำไปต้มในน้ำเดือด ตั้งแต่นั้นมากาแฟจึงกลายเป็นสิ่งที่นิยมบริโภค 78. ต้นสารพัดประโยชน์ ปาล์มเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์คล้ายต้นกล้วยเพราะทุกส่วนนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่นำใบมามุงหลังคา ก้านนำมาทำเป็นเชือก ผล ลำต้น และใบอ่อนนำมาทำเป็นอาหาร เปลือกใช้ทำผ้าและกระดาษ เมล็ดนำมาทำกระดุม นอกจากนี้ยางของปาล์มยังสามารถใช้ทำไวน์ได้อีกด้วย 79. ไฟช่วยชีวิต สนเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ไฟป่าในการแพร่ขยายพันธุ์ ความร้อนของไฟจะทำให้ผลของสนปริแตก เมล็ดก็จะกระเด็นไปตกบริเวณอื่นแล้วเกิดเป็นสนต้นใหม่ แต่ถึงอย่างไรป่าสนที่ถูกไฟไหม้ก็จะต้องถูกทำลายไปเพื่อแลกกับป่าสนที่จะเกิดขึ้นใหม่ 80. บานวันละดอก ต้นหญ้าบลูอาย มีก้านดอกไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนักของดอกที่บานมากกว่า 1 ดอก ดังนั้น ธรรมชาติจึงสร้างให้ดอกของมันบานในตอนเช้าแล้วเหี่ยวแห้งตายในตอนกลางคืน เพื่อจะได้มีดอกไม้ดอกใหม่ผลิบานในวันรุ่งขึ้น 81. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ เพราะแสงอาทิตย์ ต้นอินเดียนเทเลกราฟ (Indian Telegraph) สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า ใบของมันจะเคลื่อนที่ขึ้นลงและจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง แล้วจะหยุดเคลื่อนไหว หลังจากนั้นอีก 2-3 นาทีมันก็จะเคลื่อนไหวแบบนี้อีกครั้ง 82. สมองพืช เชื่อหรือไม่ว่าพืชสามารถผลิตสารชนิดเดียวกับที่สมองของคนและสัตว์ผลิตได้ ต้นฝิ่นสามารถผลิตสารที่คล้ายกับเอนโดฟีน (Endorphin) ซึ่งถูกปล่อยออกมาจากสมองของคน นอกจากนี้ต้นโจโจบายังสามารถให้น้ำมันซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายสารที่ได้จากปลาวาฬเสปิร์มอีกด้วย 83. ต้นไผ่พิศวง ในหนึ่งวัน ต้นไผ่ฮัมเบิลสามารถเจริญเติบโตได้สูงกว่า 40 เซนติเมตร คนจีนโบราณจะใช้ต้นไผ่นี้เป็นเครื่องทรมาน โดยผู้เคราะห์ร้ายจะถูกนำมามัดติดไว้ที่ต้นไผ่โดยมีหน่ออ่อนของมันแทงอยู่ที่หลัง ภายใน 2-3 ชั่วโมง หน่อไผ่ก็จะแทงทะลุหลังของผู้เคราะห์ร้าย เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง atcloud

เที่ยว ตรอกโรงยา ถนนสายวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี
ตรอกโรงยา /  อุทัยธานี

วันนี้ Travel MThai ขอพาสมาชิกที่รัก ไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวบนถนนสายวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานี เพื่อไปสัมผัสผู้คนในชุมชน ยังคงผูกพันกับวีถีชีวิตในอดีต ที่มีให้นักท่องเที่ยวพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน กันที่ ถนนคนเดิน ตรอกโรงยา กันครับ เสน่ห์ของ ถนนคนเดินตรอกโรงยา ก็คือ บ้านเรือนไม้เก่าๆ ที่ทุกวันเสาร์ บนถนนสายเล็กๆ แห่งนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างพากันมาเดินเที่ยว กินอาหารอร่อยๆ ขึ้นชื่อของเมืองอุทัยฯ ผู้คนในชุมชนจะเปิดบ้านชาวจีนในสมัยก่อนหลายหลัง รวมถึงมีการเล่าถึงประวัติของตรอกโรงยาในสมัยก่อน ให้นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้ทราบกัน นอกจากจะอิ่มความรู้กันแล้ว แถมยังได้ช๊อบของฝากเล็กๆ น้อยๆ กลับมาฝากคนที่บ้านอีกด้วยนะ ถนนคนเดินตรอกโรงยา เป็นถนนคนเดินที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของภาคเอกชน และภาคประชาชน และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป้าหมายที่สำคัญ คือ การปลุกชุมชน ด้วยการสร้างจุดเริ่มต้นของห้องเรียนชีวิต การเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ระหว่างคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ด้วย พลังความร่วมมือของคนในชุมชน และยังเป็นสถานที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน อันจะก่อให้ เกิดความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตของชาวอุทัยธานี นำไปสู่การพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ในอดีตบนถนนสายนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัย และทำมาหากินแหล่งใหญ่ของชาวจีนอพยพ ที่มาตั้งรกรากถิ่นฐานในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีหลายฐานะทางเศรษฐกิจไม่ว่า จะเป็นเถ้าแก่เจ้าร้าน ไปจนถึงชนชั้นกรรมกร แต่ทุกคนในชุมชนแห่งก็อยู่ร่วมกันได้สงบสุข และช่วยเหลือจุนเจือกันมา ส่วนชื่อ ถนนคนเดินตรอกโรงยา นั้นมาจาก คนจีนกลุ่มหนึ่ง ได้มีการตั้งขบวนการอั้งยี่ โดยมีเถ้าแก่จีนในซอยนั้นเป็นผู้นำ ได้สร้างโรงฝิ่นอย่างถูกกฏหมายขึ้นมาในสมัยของจอมพลป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2500 ได้ถูกคำสั่งให้ปิดลง จึงกลายมาเป็นตำนานของชื่อตรอกโรงยา จนกระทั้งถึงปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังจะได้พบกับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้คนจังหวัด อุทัยธานี บนเส้นทางถนนคนเดินตรอกโรงยา เขต เทศบาลเมืองอุทัยธานี ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 - 21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุทัยธานี โทร. 0-5651-4982 และคณะกรรมการพัฒนาเมืองอุทัยฯ โทร. 08-6680-9955­­ e-mail : tatuthai@tat.or.th ข้อมูลและภาพ : idotravellers.com / สยามรัฐ / ททท. เรียบเรียงโดย Travel MThai

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

ละครชาติพยัคฆ์ , เรื่องย่อชาติพยัคฆ์
ละครชาติพยัคฆ์ ตอนแรก /  ละครชาติพยัคฆ์ ตอนจบ / 

เรื่องย่อละครชาติพยัคฆ์ บทโทรทัศน์โดย : ณพุทธ สุศรีฯ กำกับการแสดงโดย : โชติรัตน์ รักษ์เริ่มวงศ์ ผลิตโดย : บริษัท เมตตาและมหานิยม จำกัด ออกอากาศ ทุกวัน จันทร์-อังคาร ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องย่อชาติพยัคฆ์ ใจผองป้องปกปฐพี ดวงชีวีถวายราช ดุจชาติพยัคฆ์ ปี พ.ศ. 2436 -ร.ศ.112 ราชอาณาจัรสยามต้องสูญเสียดินแดน และไพร่พลจำนวนมากจากการล่าอาณานิคมของต่างชาติ รวมทั้งต้องจ่ายเงินชดเชยถึงสามล้านฟรังก์ให้กับความพ่ายแพ้ กล้า...เป็นลูกของนายทหารที่เสียชีวิตลง เพราะไฟสงครามระหว่างสยามและต่างชาติ ทั้งเขาและนางเพียรผู้เป็นแม่ต้องขายตัวเองเป็นทาสเพื่อความอยู่รอด แต่เจ้านายของนางเพียรกลับหาเรื่องทารุณกล้า ชาติพยัคฆ์ เพื่อบีบนางเพียรให้ยอมเป็นเมียเก็บของตน ด้วยความเทิดทูนในศักดิ์ศรีของสามี นางเพียรจึงช่วยกล้าให้หลบหนีไป และนับจากนั้นกล้าก็ไม่เคยได้ข่าวของแม่อีกเลย คุณพระพิสุทธิ์มนตรี...นายอำเภอแห่งเมืองเวียงสิงห์ ได้รับเด็กชายกล้ามาเป็นบ่าวในบ้านด้วยความสงสาร กล้าจึงมีโอกาสได้รู้จักกับคุณพลอย บุตรสาวของคุณพระ ชาติพยัคฆ์ เด็กทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน และผูกพันต่อกันเกินกว่าสหายทั่วไป ยังความไม่พอใจให้แก่คุณกุหลาบ ภรรยาของคุณพระเป็นอันมากแม้บ่าวไพร่คนอื่นในบ้านต่างมองกล้าเป็นทาสเสนียดที่ไม่ควรคบหา แต่ก็ยังมี ตาสังข์...คนเรือของบ้านกับลูกสาวคือนังบัว ที่เห็นกล้าเป็นเหมือนสมาชิกครอบครัวคนนึง กล้ารักตาสังข์เหมือนญาติผู้ใหญ่ และเห็นบัวเป็นเหมือนน้องสาวแท้ ๆ โดยไม่รู้ว่าบัวกลับแอบหลงรักกล้าเสมอมา ความสนิทสนมระหว่างกล้าและบัว ได้สร้างความเคืองแค้นให้แก่ นายนิ่งบ่าวคนสนิทของคุณพระพิสุทธิ์ มิ่งเป็นหัวหน้าบ่าวไพร่ในเรือน เป็นคนที่คุณพระไว้วางใจให้ ดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านมิ่ง จึงหาเรื่องข่มแหงกล้าอยู่เนือง ๆ โดยที่กล้าไม่สามารถจะตอบโต้อะไรได้ เพราะตัวเองไม่ได้มีวิชาการต่อสู้เหมือนกับมิ่ง ซึ่งเป็นคนฝึกการต่อสู้ให้กับบ่าวผู้ชายภายในบ้านด้วยแต่แล้วโชคชะตาก็บันดาลให้กล้า มีโอกาสช่วยเหลือนายทองอินนักโทษหนีคดีผู้หนึ่งเอาไว้ นายทองอินเป็นอดีตทหารที่ช่ำชองในด้านเพลงมวยไชยา ชาติพยัคฆ์ แต่ต้องกลายเป็นคนร้ายเพราะติดลอบสังหารมิสเตอร์ปีเตอร์ นายวาณิชหนุ่มลูกครึ่ง ผู้มีเบื้องหลังเป็นสมุนของฝรั่งต่างชาติ ซึ่งกำลังคิดยึดครองสยามประเทศอยู่ในขณะนั้น นายทองอิน ได้ตอบแทนกล้าด้วยการปกป้องครอบครัวคุณพระพิสุทธิ์ฯ จากพวกนักเลงหัวไม้ที่คิดบุกปล้นบ้าน ส่งผลให้นายด้วง หัวหน้านักเลงหัวไม้ที่เข้าปล้นต้องจบชีวิตลงด้วยฝีมือมวยไชยาของทองอิน ขณะที่รื่น สมุนมือขวาของไอ้ด้วง ต้องถูกส่งตัวไปรับโทษที่เรือนจำ นอกจากนี้นายทองอิน ยังได้ถ่ายทอดวิชาเพลงมวยให้กล้าอีกด้วย ซึ่งในเหตุการณ์เข้าปล้นคืนนั้นเอง มิ่ง และไอ้ทิว สมุนคนสนิทในบ้านคุณพระ ก็ได้แอบทำการยักยอกทรัพย์ จากกำปั่นเก็บทองและของมีค่าของคุณกุหลาบไปขาย โดยคำยุยงและความโลภของไอ้ทิว โดยมิ่ง และทิว ได้โยนความผิดไปให้กล้า ทั้ง ๆ ที่กล้า กับนายทองอิน เป็นคนช่วยไม่ให้โจรเอากำปั่นใส่ทองไปได้ ยังผลให้คุณกุหลาบภรรยาของคุณพระ ผู้ไม่ชอบกล้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โกรธแค้นกล้ายิ่งนัก เมื่อรู้ว่าทองได้หายไปจากกำปั่น หนำซ้ำไอ้ทิวยังเอาทองไปส่วนหนึ่งไปซ่อนในกระท่อมของกล้า เพื่อกลั่นแกล้งกล้า แต่กล้าปฏิเสธใครจะเชื่อในเมื่อมิ่งกับทิวพาคุณพระและภรรยาไปค้นในกระท่อมของกล้า...หลักฐานก็คากระท่อม!! กล้าจึงโดนลงโทษมัดโซ่ตรวนเพื่อสอบสวนอย่างหนัก แต่เดชะบุญ...ตาสังข์ เห็นไอ้ทิว หอบเอาทองส่วนที่หายไปของเจ้านายไปขาย แต่ด้วยความฉลาดแกมโกงของไอทิว มันจึงให้ไอ้ขาบ เป็นคนออกหน้าเอาของไปขายแทน ให้กับ พ่อค้ารับซื้อของโจร ที่ชื่อจีนหลง ตาสังข์ เห็นดังนั้น จึงนำความไปบอกคุณพระฯ ผู้ใหญ่เชื้อ ผู้ติดตามคดีนี้อยู่จึงยกพวกไปจับจีนหลง ๆ โดนจับ พร้อมหลักฐานไอทิว พอรู้ว่าตาสังข์เห็นหน้าไอ้ขาบ มันจึงเก็บไอ้ขาบ เพื่อปิดปากเพื่อไม่ให้ไอ้ขาบ สาวความผิดมาถึงตัวมัน และลูกพี่ คือไอ้มิ่ง เมื่อความจริงถูกปิดเผยพระยาพิสุทธิ์ ชาติพยัคฆ์ จึงได้ปล่อยตัวกล้าในที่สุด ไม่นานต่อมา พระยาประเสริฐภักดี และคุณโชติผู้เป็นบุตรชาย ก็ได้เดินทางมาเวียงสิงห์เพื่อตามล่าตัวทองอิน กล้าได้เจอกับ นายยอดองครักษ์ของพระยาประเสริฐภักดี และจำได้ว่าอีกฝ่ายคือหัวหน้าทาสที่เคยทารุณตนเองกับนางเพียรในอดีต กล้าจึงพยายามสืบหาข่าวของแม่จากมัน แต่นายยอดกลับท้าทายให้กล้าโค่นมันในงานสมโภชเจดีย์เวียงสิงห์เสียก่อน ด้วยความเป็นห่วงแม่ กล้าจึงยอมละเมิดคำสั่งของอาจารย์ทองอิน ที่กำชับให้ปกปิดวิชามวยไว้เป็นความลับ เขาสามารถเอาชนะนายยอดได้สำเร็จ และได้รู้ว่านางเพียรแม่ของตน ได้ถูกเจ้านายเก่าขายต่อให้กับนายทหารฝรั่งรายหนึ่ง การกระทำของกล้าในครั้งนั้นก็ทำให้ ท่านเตี่ยหรือหม่อมเจ้านภากรเกียรติวงศ์ พระญาติสนิทของพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งดินทางมายังเวียงสิงห์พร้อมด้วยลงครักษ์คู่ใจ คือ นายยันต์กับนายเที่ยง ได้รู้เบาะแสของทองอิน ชาติพยัคฆ์ ซึ่งเคยเป็นทหารร่วมสังกัดเดียวกัน ท่านเตี่ย วางแผนจะช่วยเหลือทองอิน โดยวานให้พระยาประเสริฐช่วยเปิดทางให้ แต่พระยาประเสริฐกลับมีใจฝักใฝ่ต่อพวกต่างชาติ จึงให้คนส่งข่าวไปบอกมิสเตอร์ปีเตอร์ เชื้อพาคนมุกจับตัวทองอิน กล้ารีบมาบอก ท่านเตี่ย ยันต์ เที่ยง ช่วยให้กล้ากับทองอินหนีไป พระยาประเสริฐให้คนจับตัวทองอินไว้ ทองอินจึงจะยิงพระยาประเสริฐ แต่พระพิสุทธิ์เอาตัวเข้ากำบัง จึงถูกยิงเสียชีวิต กุหลาบกับพลอยเสียใจมากโชติรีบพูดใส่ไฟเรื่องที่กล้า ซุกซ่อนคนร้ายเอาไว้จนเกิดเรื่องทองอินถูกปีเตอร์ฆ่าตายในที่สุด ชาติพยัคฆ์ ส่วนกล้าก็โดนปีเตอร์จับมา ส่วนตาสังข์และบัว สองพ่อ-ลูก ถูกมิ่งจับ ตัวส่งให้ปีเตอร์ โทษฐานที่ช่วยเหลือนายทองอินเอาไว้ โดยนิ่งหันไปแปรพักตร์กับฝรั่งอย่าง ปีเตอร์ มันจึงอยากเสนอหน้าได้ความดีความชอบจากปีเตอร์ ปีเตอร์สั่งประหารสังข์กับกล้าในวันรุ่งขึ้น ติพาพลอยมาดูหน้ากล้าเป็นครั้งสุดท้าย กล้าขอโทษที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณพิสุทธิ์ เสียชีวิต แต่พลอยไม่ให้อภัย ทั้งคู่จากกันด้วยความเสียใจ ก่อนที่จะมีการประหารเกิดขึ้น ท่านเตี่ยมาขอให้ปีเตอร์ไว้ชีวิต ปีเตอร์เลยแกล้งส่งทั้งสองไปที่คุกฝรั่งแบบตายทั้งเป็นท่านเตี่ยสัญญาจะมาช่วยกล้าให้ได้สักวัน ในขณะที่บัวนั้น ก็ลูกปีเตอร์พาตัวไปขายที่เหลาบุปเผา สถานเริงรมย์ที่หรูหราที่สุดในพระนคร บัวถูกประมูลขายตัว เธอหนีอย่างไม่คิดชีวิต จนเอาเหวิน ที่กำลังลากรถอยู่แถวนั้น มาช่วยบัวเอาไว้ อาเหวินพาบัวไปนอนที่บ้าน เขารู้สึกถูกชะตากับบัวอย่างบอกไม่ถูก รุ่งขึ้น พี่สาวของอาเหวินกลับมาที่บ้าน ซึ่งก็คือเจ๊คิ้มนั่นเอง อาเหวินเป็นน้องแม่เดียวกัน ชาติพยัคฆ์ แต่คนละพ่อกับเจ๊คิ้ม ปีเตอร์สั่งมิ่งกับทิวให้กระทืบบัว เหวินเข้าช่วยเจ๊คิ้มไม่กล้าห้าม เหวินกับบัวเจ็บตัวด้วยกันทั้งคู่ หน้าของบัวต้องมีแผลเป็น เหตุเกิดจากการต่อสู้ เธอจึงต้องไปทำงานในครัวเป็นการชั่วคราวก่อนที่บัวจะถูกขายไปอีกครั้ง ทางด้านคุณพลอย ก็ได้ตามคุณกุหลาบอาศัยอยู่กับพระยาประเสริฐภักดี โดยอีกฝ่ายมีแผนร้ายที่จะครอบครองมรดกของพ่อเธอ ด้วยการจับเธอกับคุณโชติให้แต่งงานกัน คุณโชติพยายามมัดใจคุณพลอยด้วยวิธีต่าง ๆ จนคุณพลอยจำยอมต้องรับหมั้นหมาย ทั้ง ๆ ที่ใจยังไม่ลืมกล้า ส่วนกล้ากับตาสังข์ ก็ต้องใช้ชีวิตในคุกอย่างทุกข์ทรมาน เพราะนอกจากจะต้องทำงานหนักแล้วยังต้องถูกรังควานจากอริเก่าอย่าง...รื่น ที่บังเอิญมาเจอกันในคุกอีกด้วย แต่ความมีใจนักเลงของกล้า ก็ทำให้รื่นต้องยอมรับและเลิกอาฆาต เรื่องที่ด้วงถูกทองอินฆ่าตาย ต่อมาได้เกิดการจลาจลขึ้นในคุก กล้า ตาสังข์ และรื่นได้ปกป้องกันนายพลอังเครหัวหน้าค่ายเอาไว้ วีรกรรมครั้งนั้นของกล้าทำให้นายพลอังเดรยอมปล่อยเขากับตาสังข์และรื่นเป็นอิสระ ทั้งสามจึงรีบเดินทางไปยังพระนครเพื่อตามหาบัวทันที กล้าโกรธมาก เมื่อรู้ว่าปีเตอร์หาบัวไปขายที่เหลาบุปผา ชาติพยัคฆ์ จึงบุกเข้าเพื่อชิงตัวออกมาแต่ก็ถูกสมุนของปีเตอร์ขัดขวางเอาไว้ ก่อนที่ปีเตอร์จะบีบบังคับให้กล้าหาเงินก้อนโตมาเป็นค่าไถ่และค่าเสียหายสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น อาเหวินพยายามช่วยบัวจากมิ่ง จนโดนซ้อมอาการสาหัส อาฉาง อาเฉียง ตาสังข์ รื่น พาไปรักษาที่วังของ่านเตี่ย สังข์ได้เห็นหน้า จึงจำท่านเตี่ยได้ วันต่อมา จึงพากล้าไปกราบท่านเตี่ยที่วัง ทั้งกล้า บัว รื่น ตาสังข์ จึงไปอาศัยอยู๋ที่วังท่านเตี่ย และดูอาการของเหวินไปด้วย เมื่อปีเตอร์รู้ข่าว ก็พาทั้งประเสริฐ มิ่ง ทิว ยอด โชติ จะไปจับตัวกล้าที่วัง พอดีท่านเตี่ยไม่อยู่ ทั้งมิ่งและยอด ต่างรุมต่อยกล้า ชาติพยัคฆ์ แต่ทั้งสองสู้ไม่ได้ ท่านเตี่ยกลับมาพอดี บอกกับปีเตอร์ ประเสริฐ และทุกคนว่า กล้า บัว สังข์ เป็นไทแก่ตัวแล้ว ท่านเตี่ยกลับมานำจดหมายของเบอร์นาร์ด มาให้ทุกคนดูว่า หนังสือรับรองความเป็นไทของนายกล้าและพวกพ้องทุกคนรวมไปถึงนังบัว เขียนโดยท่านกงสุลเบอนาร์ดตัวแทนแห่งเจ้าอาณานิคม ต่อจากนี้ไป นายกล้ากับพวกถือว่าเป็นอิสระอย่างแท้จริง จะมีผู้ใดมาข่มเหง หรือจับกุมมิได้ ประเสริฐให้ปีเตอร์กลับก่อน เพราะเป็นรอง ปีเตอร์แค้นมาก อาเหมยยุให้ล้างแค้นท่านเตี่ย และเหตุการณ์ การต่อสู้ครั้งนี้เอง ในวันที่ยอดจะมาจับตัวกล้าทำให้ยอดต้องขาพิการ พ่ายแพ้ต่อกรบวนท่ามวยของกล้าอย่างหมดรูป เมื่อเหวินฟื้นขึ้น จึงเห็นแววตามที่บัวมองกล้า ชาติพยัคฆ์ ทำให้รู้ว่าบัวรักกล้า เหวินเสียใจมาก พลอยแอบมาพบกล้า ให้รีบหนีไป กล้าเข้าใจว่าพลอยยังโกรธเรื่องที่คนเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณพิสุทธิ์ตาย จึงขอชดใช้ด้วยชีวิต เมื่อแม่เอียดกับบัว บอกว่าโชติกำลังเอาปืนเดินมาตามหาพลอย สุดท้ายพลอยต้องคุณเข่าของให้กล้าหนีไปด้วยน้ำตานองหน้า ทั้งกล้า พลอย บัว หนีโชติมาหลบอยู่ภายในวัด แต่หลังจากที่แม่เอียดและพลอยขึ้นรถลากของอาเฉียงกลับบ้าน โชติกับชด ก็จับตัวกล้ากับบัวไปที่โรงนา ตั้งใจจะฆ่าให้ตาย ยอดก็มาร่วมทำร้ายกล้าด้วย สุดท้ายกล้าสู้ โชตจะเอาปืนยิงกล้า แต่กลับพลาดไปโดนยอดตาย แม้ในนาทีสุดท้ายของชีวิต ยอดก็ไม่ยอมบอกกับกล้า ว่าแม่ของเขาอยู่ไหน ซึ่งเป็นเหตุผลเดียว ที่กล้ายอมเสี่ยงชีวิตอยู่ในพระนคร โชติบอกกับประเสริฐและทุกคนว่ากล้าฆ่ายอดตาย โยนความผิดให้กักล้าทันที กุหลาบโกรธมากที่พลอยหนีไปพบกับกล้าจนเกิดเรื่อง กุหลาบตบหน้าพลอย ทำให้พลอยเสียใจมาก... ระหว่างนั้น บัวได้แอบฟังและรับรู้ถึงแผนการอันชั่วร้ายของปีเตอร์ ที่คบคิดกับพวกฝรั่งล่าอาณานิคม วางแผนหวังตักตวงผลประโยชน์จากแผ่นดินสยาม ซึ่งหนึ่งในนั้น ได้มุขนนางไทยอย่าง พระยาประเสริฐภักดี (ผู้ซึ่งหาได้มีความภักดีต่อแผ่นดินเกิดไม่) ได้เข้าร่วมคบคิดแผนชั่ว ๆ ในทุกครั้งด้วยบัว ได้นำความเหล่านี้ไปปรับทุกข์กับเพื่อนคนเดียวของเธอ อย่าง...อาเหวิน อยู่บ่อย ๆ อาเหวิน...ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาทำหน้าที่เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ เป็นผู้ฟังที่ดี พร้อมที่จะปลอบใจ และให้กำลังใจกับบัว โดยบัวหารู้ไม่ว่า...เพื่อนหนุ่มชาวจีน นิสัยดีมีน้ำใจคนนี้ ไดแอบหลงรักเธอมาโดยตลอดมา อาเหวิน จึงนำเรื่องที่บัวสืบทราบมาไปบอกกับกล้า ชาติพยัคฆ์ เพื่อที่กล้าจะได้คิดหาทางช่วยแก้ไข หาทางสกัดกั้นแผนชั่วร้ายของคนเหล่านั้น โดยกล้าและอาเหวิน ได้ร่วมมือกัน และสืบมาว่า ท่านเตี่ย ได้ถูกพระยาประเสริฐภักดี ใช้เล่ห์กลการเมืองใส่ร้ายจนต้องออกจากกราชการ และด้วยอาชีพรับจ้างลากรถเจ๊กของอาเหวิน ไปในที่ต่าง ๆ และพบเจอผู้คนมากหน้าหลาบตา อาเหวินก็ได้พบว่า ท่านเตี่ย ได้มาเปิดโรงหมอรักษาชาวบ้าน ในย่านคนจีนนั่นเอง จากนั้น กล้าและอาเหวิน จึงได้ส่งข่าวคราวความเคลื่อนไหวของพวกคนชั่ว ไปให้ท่านเตี่ย ได้รับทราบอยู่เนือง ๆ และแล้วสวรรค์ ก็ตอบแทนความดีของบัว เสียทีเวลาต่อมาได้มีการจัดประลองมวยในสังเวียนบ่อนแห่งหนึ่ง รื่นจึงแนะนำกล้าให้ลงแข่งขัน ซึ่งกล้าก็สามารถเอาชนะนักมวยเอกในงานได้อย่างง่ายดายและเนื่องจากพระยาประเสริฐภักดีเป็นประธานของงานดังกล่าว กล้าจึงได้มีโอกาสพบกับคุณพลอยอีกครั้ง การปรากฏตัวของกล้า สร้างความไม่พอใจให้แก่คุณติเป็นอันมาก คุณโชติ จึงอ้างเรื่องที่กล้าเป็นต้นเหตุให้คุณพระพิสุทธิ์ บิดาของคุณพลอยเสียชีวิตมาบีบคั้นไม่ให้คุณพลอยใกล้ชิดกล้า หลังจากการชกชนะ กล้าก็นำเงินไปไถ่บัว ชาติพยัคฆ์ ที่เหลาบุปผา แต่ปีเตอร์ก็ยังเล่นแง่บ่ายเบี่ยงจะโก่งราคาอีก จนร้อนถึง ท่านเตี่ย ที่ต้องมาไถ่บัวเสียเอง ซึ่งถึงแม้ว่าท่านเตี่ยจะโดนกลการเมืองจากพระยาประเสริฐฯ ใส่ร้ายจนต้องออกจากราชการ แต่บารมีของท่านก็ยังมีคนยำเกรงอยู่มาก ปีเตอร์ไม่กล้ามีปัญหา จึงยอมให้ท่านเตี่ยรับบัวไปอุปการะพร้อมกับตาสังข์ ชื่อเสียงของกล้าเริ่มโด่งดังจากการชกครั้งนั้น แม้แต่ จีนหยง ซึ่งเป็นนายอากรโรงฝิ่ง ก็ยังส่งคนมาทาบทาม กล้ากับรื่นไปเป็นสมุน แต่ทั้งสองกลับปฏิเสธและพอใจที่จะทำงานเป็นคนลากรถมากกว่า เพราะอย่างน้อย...อาเหวินและเพื่อนพ้องชาวจีน ก็ไม่มีใครดูถูกเรื่องที่ทั้งสองเคยติดคุกมาก่อน อาเหวิน มีโอกาสไปมาหาสู่กับบัวอยู่เสมอ เวลารับส่งท่านเตี่ย เขาพยายามที่จะเอาชนะใจบัวด้วยวิธีต่าง ๆ นานา แต่ดูเหมือนว่าจะทำอย่างไร บัวก็ไม่เคยเปิดใจยอมรับคนอื่นอยู่ดี เช่นเดียวกับกล้า ที่ยังไม่ลืมคุณพลอย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายได้หมั้นหมายกับคุณโชติแล้วก็ตาม เมื่อรู้ว่าคุณพลอยต้องไปสอนหนังสือไทยให้ลูกนายพลต่างชาติท่านหนึ่ง กล้าก็แอบไปเฝ้าดูเธอหลังเลิกงานเสมอ ชาติพยัคฆ์ แต่ในเวลานั้นสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่าง พระยาประเสริฐและจีนหยง ก็ทวีความรุนแรงถึงขีดสุด เมื่อท่านกงสุลคนเก่า ที่เคยหนุนหลังจีนหยงได้เกษียณอายุราชการ ปีเตอร์จึงหนุนพระยาประเสริฐให้แย่งชิงธุรกิจค้าฝิ่นของจีนหยงมาเป็นของตน จีนหยงแค้นใจเลยส่งคนไปอุ้มตัวคุณพลอยเพื่อต่อรอง แต่เคราะห์ดีที่กล้ามาเจอเข้าเสียก่อน เขาจึงได้ช่วยเหลือคุณพลอยเอาไว้ คุณโชติ พอทราบเรื่องเข้า ก็เลยแกล้งประชดลองใจ ด้วยการให้กล้ารับหน้าที่คอยลากรถ รับส่งคุณพลอยเป็นประจำมานับแต่นั้น สร้างความยืดอัดใจให้แก่กล้าและคุณพลอยเป็นอย่างมาก ในขณะที่จีนหยงก็ถูกพวกของปีเตอร์และพระยาประเสริฐสั่งเก้บในเวลาต่อมา หลังจากนั้นกงสุลคนใหม่ก็เดินทางมาถึงพระนคร กล้าจึงได้รู้ว่าบิดาของเด็กที่คุณพลอยสอนหนังสือให้ก็คือ นายพลอังเดรที่เคยเป็นผู้คุมค่ายนักโทษ แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ ภรรยาของนายพลอังเดรกลับกลายเป็น นางเพียร แม่ของกล้านั่นเอง ด้วยเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปทำให้นางเพียรจำกล้าไม่ได้ กล้ามาทราบความในภายหลังว่า หลังจากเขาได้หนีไปตอนเด็ก ชาติพยัคฆ์ เจ้านายเก่าก็จะเอานางเพียรไปขายที่ช่องแห่งหนึ่งเพื่อเป็นการลงโทษ แต่นายพลยังเดรมาเจอเข้าเสียก่อนจึงอุปการะเธอเอาไว้กล้าแค้นใจมาก เพราะคิดว่านางเพียรยอมตกเป็นนางป่าเรอของคนต่างชาติ ทั้ง ๆ ที่รู้เต็มอกว่าพ่อของกล้าต้องตายในการรบกับพวกล่าอาณานิคม แต่นางเพียรก็อธิบายความจริงให้ฟังว่าไม่ได้มีอะไรกับท่านนายพล และขอร้องกล้าให้มาอยู่ในอุปการะของนายพลอังเดรเช่นเดียวกับตน เพื่อกล้าจะได้มีชีวิตที่สุขสบาย แต่กล้าก็ปฏิเสธไปอย่างไม่ใยดี ระหว่างนั้นก็ได้เกิดโรคระบาดขึ้นในชุมชนชาวจีน อาการป่วยของคนไข้หนักหนาเกินกว่าท่านเตี่ยจะเยียวยาได้ เพราะว่ายาฝรั่งที่ใช้รักษา ถูกปีเตอร์กักตูนไว้เพื่อโก่งราคา ด้วยเหตุนี้ กล้าจึงยอมขึ้นชกในงานเลี้ยงต้อนรับกงสุลคนใหม่ที่จัดขึ้น ณ เหลาบุปาผา โดยมีคู่ต่อสู้เป็นถึงนักมวยฝรั่งจอมพลังรายหนึ่งพระยาประเสริฐภักดีขอร้องแกมขู่ ให้กล้าล้มมวยเพื่อเอาใจท่านกงสุล แต่กล้าสับเล่นงานนักมวยต่างชาติจนยับคาเวที ทำให้พระยาประเสริฐแค้นใจมากและคิดจะทำร้ายกล้า แต่ท่านเตี่ยก็มาออกหน้าขวางไว้ ทำให้กล้ารอดตัวและสามารถนำยามาช่วยรื่น และทุกคนได้ในที่สุด ช่วงเวลาดังกล่าว ชาติพยัคฆ์ พระยาประเสริฐพบว่าท่านเตี่ย ได้ขัดขวางกิจการค้าฝิ่งของตนอย่างลับ ๆ ด้วยการส่งคนมาทำลายสินค้า รวมถึงเผาโรงฝิ่นที่ตนกับปีเตอร์เป็นหุ้นส่วนกัน พระยาประเสริฐ จึงคิดลอบสังหารท่านเตี่ย เพื่อกำจัดเสี้ยนหนาม แต่โชคร้ายกลับตกเป็นของตาสังข์ที่เกิดรู้แผนการณ์เข้าเสียก่อน จึงปกป้องท่านเตี่ยไว้ด้วยชีวิตของตน ด้วยความสำนึกในวีรกรรมของตาสังข์ ท่านเตี่ยจึงรับบัวเป็นบุตรบุญธรรม และอุ้มชูให้มีฐานะไม่แพ้คุณพลอยในเวลาต่อมา แต่บัวรู้ว่าถึงเธอจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ก็ไม่อาจแย่งเชิงหัวใจรักของกล้า มาจากคุณพลอยได้อยู่ดี และเฉกเช่นกัน ที่ถึงอาเหวิน จะภักดีต่อเอเพียงใด บัวก็ไม่อาจเปลี่ยนใจมารักเขาได้ บัวจึงแกล้งเฉยชาต่ออาเหวินเพื่อให้อีกฝ่ายตัดใจ จนอาเหวินเข้าใจผิด คิดว่าบัวที่กลายเป็นดอกฟ้าคงไม่เห็นค่าตนอีกต่อไป จึงตรอมใจด้วยความเศร้าโศกการตายของตาสังข์ ทำให้กล้าหมดสิ้นความอดทน และวางแผนที่จะบุกไปลอบสังหารปีเตอร์ แต่รื่นรู้เข้าเสียก่อนจึงชิงตัดหน้าลงมือแทน แต่กลับพลาดท่าถูกปีเตอร์จับได้และถูกสั่งประหารในที่สุด สร้างความปวดร้าวให้แก่คนรอบข้างเป็นอันมาก โดยเฉพาะกล้า ยิ่งเสียศูนย์มากขึ้น เพราะโทษตนเองว่าเป็นต้นเหตุให้รื่นต้องตาย ด้วยความห่วงใยที่กล้าคุณพลอยจึงแวะเวียนไปดูแลเขาเสมอ จนต้องมีปากเสียงกับคุณโชติที่ทราบเรื่องเข้า คุณโชติสะเทือนใจที่คุณพลอยยังไม่ลืมความรักที่มีต่อกล้า ในช่วงเวลาที่เคว้งคว้างนี้เอง ปีเตอร์จึงเข้ามอมมาคุณโชติ โดยความร่วมมือของมิ่ง...ชาติพยัคฆ์ จนคุณโชติต้องตกเป็นทาสของยาฝิ่น โดยมีเป้าหมายที่จะได้ครอบงำคุณโชติไว้ใช้งานโดยง่าย โดยมีมิ่ง คอยส่งฝิ่น และคอยเสี้ยม เป่าหูคุณโชติ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณพลอย และกล้า และที่สำคัญ คือมิ่ง ยุให้คุณโชติ คิดกระทำการเลว ๆ ทรยศต่อแผ่นดินสยาม แผ่นดินเกิดของตัวเอง ต่อมาท่านเตี่ย ก็ได้รับการสนับสนุนจากเบื้องบนให้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง จึงมีการตรวจสอบเรื่องทุจริตในการประมูลอากรภาษี และคดีสังหารจีนหยง นายอากรฝิ่นคนเก่า ทำให้พระยาประเสริฐร้อนตัว คิดจะโยนความผิดทั้งหมดให้แก้ปีเตอร์ ด้วยเหตุนี้ ปีเตอร์จึงแก้แค้นด้วยการฆ่าพระยาประเสริฐทิ้ง ก่อนจะป้ายความผิดว่าเป็นฝีมือของท่านเตี่ย ก่อนจะหลอกล่อคุณติรับช่วงแทนบิดา และด้วยความแค้นที่บดบังสติ คุณโชติจึงสนับสนุนปีเตอร์ในการทำจัดท่านเตี่ยอย่างเต็มที่ ด้วยฤทธิ์ของยาฝิ่นที่ปีเตอร์ และมิ่ง ได้มอมเมาคุณโชติมาหลายเพลา ก็ทำให้นิสัยของคุณโชติแปรเปลี่ยนไป คุณโชติ เริ่มหึงหวงโมโหร้าย เกรี้ยวกราด จนคุณพลอยไม่อาจยอมรับได้ จึงขอถอนหมั้นในที่สุด ส่วนคุณกุหลาบก็คิดทวงคืนทรัพย์สินของคุณพระพิสุทธิ์ฯ ชาติพยัคฆ์ คืนมา แต่เพราะคุณโชติและบิดาได้ยักยอกไปถลุงจนหมดสิ้น คุณโชติ กับมิ่ง จึงได้ร่วมกันวางแผน เพื่อหลอกฆ่าคุณกุหลาบ เพื่อเป็นการล้างหนี้ รวมถึงคิดจะฆ่าคุณพลอยอีกด้วย แต่โชคดีที่คุณพลอยไหวตัวเสียก่อน จึงให้ อาเหวิน พาหนีไปหากล้าได้ทัน กล้าฝากนางเพียร รับอุปกระคุณพลอยชั่วคราว และให้อาเหวินคอยเฝ้าอยู่ด้วยเพื่อความปลอดภัยจังหวะนั้นเอง ที่อาเหวิน ซึ่งยังช้ำรักจากบัว ก็มีโอกาสตั้งต้นใหม่ เมื่อนายพลอังเดร ได้เล็งเห็น ถึงความซื่อสัตย์ ความสามารถในการใช้ภาษาจีนและการบวกคิดเลขของเขา ซึ่งมีพื้นฐานจากครอบครัวที่เป็นเสมียนมาหลายชั่วคน จึงว่าจ้างอาเหวินให้เป็นผู้ติดตาม ทำให้อาเหวินได้มีหน้ามีตาเขยิบฐานะตัวเองบ้าง และเริ่มมีความหวังว่าจะเอาชนะใจบัวสำเร็จในไม่ช้า ความผันแปรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้กล้ารู้สึกท้อใจจนคิดจะไปจากพระนคร เขาตั้งใจจะไปบอกลาคุณพลอยเป็นครั้งสุดท้าย แต่การพบกันครั้งนั้นกลับทำให้คุณพลอยและกล้าได้เปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อกันคุณพลอยจึงตัดสินใจที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เวียงสิงห์พร้อมกล้า ระหว่างนั้น ท่านเตี่ยกับนายพลอังเดร ซึ่งดำรงตำแหน่งกงสุลก็ได้นัดเจรจากัน ด้วยถึงแม้จะอยู่ต่างฝ่าย แต่ก็เห็นห้องต้องกันว่ากิจการค้าฝิ่นของปีเตอร์ กำลังเป็นภัยต่อความมั่นคงของแผ่นดินสยาม จึงมีความคิดจะลดทอนอำนาจของปีเตอร์ลง ชาติพยัคฆ์ เมื่อปีเตอร์ทราบเรื่อง จึงวางแผนที่จะลวงท่านกงสุลและท่านเตี่ยมาสังหารพร้อมกันที่เหลาบุปผา โดยหวังจะให้กลายเป็นความขัดแย้งจนเกิดเป็นขนวนสงคราม เพื่อตนจะได้แสวงหาอำนาจใหม่อีกครั้ง วันนั้น เป็นวันที่กล้าและคุณพลอย มีนัดหมายจะหนีไปจากพระนครด้วยกัน แต่คุณโชติเกิดทราบเรื่องเข้าเสียก่อน คุณโชติจึงแกล้งเปิดเผยแผนการณ์ของปีเตอร์ให้กล้าได้รู้ในวินาทีสุดท้าย กล้าเลยต้องรีบย้อนไปช่วยท่านเตี่ยและท่านกงสุลที่เหลาบุปผา แทนที่จะไปตามนัดของคุณพลอย อีกไม่นานเรือกลไฟจะออกจากท่า อีกไม่นานวิญญาณของกล้าอาจถูกปลิดออกจากร่าง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ชาติพยัคฆ์ ติดตามชมกันต่อได้ใน ละครชาติพยัคฆ์ เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 รายชื่อนักแสดงนำใน ละครชาติพยัคฆ์ จรณ โสรัตน์ รับบท กล้า นิษฐา จิรยั่งยืน รับบท คุณพลอย กมลเนคร เรืองศรี รับบท บัว ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ รับบท อาเหวิน ฉัตรชัย เปล่งพานิช รับบท ท่านเตี่ย สินจัย เปล่งพานิช รับบท นางเพียร สมิทธิ ลิขิตมาศกุล รับบท คุณโชติ จิรายุ ตันตระกูล รับบท รื่น โชคชัย บุญวรเมธี รับบท มิ่ง นพพล โกมารชุน รับบท พระยาประเสริฐ เกรียงไกร อุณหะนันทน์ รับบท พระพิสุทธิ์ สรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ รับบท คุณกุหลาบ นภัสกร มิตรเอม รับบท ทองอิน

ทวารบาลวัดบวรฯ เลือดไหลออกปาก ลือกันใหญ่
ทวารบาล /  ทวารบาลติดฝิ่น / 

ทวารบาลวัดบวรฯ เลือดไหลออกปาก จนเกิดกระแสวิพากษ์ว่าอาจเป็นลางบอกเหตุ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ก.ย.   คนจำนวนมากแห่ไปชมรูปตัวแกะสลักที่บานประตูทางเข้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ถ.พระสุเมรุ มีคราบคล้ายเลือดออกมาจากปาก จนเกิดกระแสวิพากษ์ว่าอาจเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง โดยเป็นรูปทวารบาลบานประตูไม้แกะสลักบริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ และรูปแกะสลักลอยองค์เทพเจ้าจีน มีรอยคราบสีน้ำตาลเข้มไหลเป็นทางยาวออกจากปากจนมองคล้ายเป็นคราบเลือด แต่บ้างก็ว่าเป็น ทวารบาลติดฝิ่น เรื่องดังกล่าวทาง แม่ค้าขายพวงมาลัยหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร นางปะจิน วงศ์ศรีรา  เผยที่มาของคราบดังกล่าวว่าเป็นคราบกาแฟ ไม่ใช่คราบเลือด พร้อมระบุว่าเทพเจ้าจีนองค์ดังกล่าวมีชื่อว่าเซี่ยวกาง มีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องโชคลาภและเรื่องทำมาค้าขาย เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจีนมาเป็นเวลาช้านาน สมัยก่อนเมื่อผู้มาบนบานศาลกล่าวแล้วประสบผลดังหวังจะนำฝิ่นมาปั้นเป็นก้อนป้ายไว้ที่ปากองค์เซี่ยวกางเป็นการแก้บน สมัยก่อนที่ฝิ่นยังไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมายจะมีผู้นำชุดฝิ่นจัดเป็นชุดเซ่นไหว้สำหรับแก้บน กระทั่งฝิ่นกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายจึงมีผู้คิดทำฝิ่นเทียมสำหรับแก้บนโดยใช้ผงกาแฟมาปั้นเป็นก้อนแทน เมื่อผงกาแฟถูกความชื้นและความร้อนจึงละลายไหลเยิ้มลงมาจนคล้ายคราบเลือดดังกล่าว ทวารบาลติดฝิ่น ตำนานทวารบาลของประตูเซี่ยวกางว่า ในยุคก่อนยังดูดฝิ่นได้ มีชาวจีนคนหนึ่งติดฝิ่นงอมแงม แต่เมื่อทางการได้ปราบ ทำให้เขาหาฝิ่นดูดไม่ได้ จนกระทั่งมาลงแดงเสียชีวิตอยู่ที่ประตูดังกล่าว จากนั้นเมื่อทางวัดมาพบก็ได้ทำพิธีกงเต๊กให้ ต่อมาดวงวิญญาณของชาวจีนรายนั้นก็ไปเข้าฝันสมเด็จท่านเจ้าอาวาสว่า ให้ทำที่ให้เขาอยู่ แล้วเขาจะช่วยเฝ้าวัดให้ ดังกล่าว // // // // ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @mnakin

พบบ้องกัญชาทองคำอายุ 2,400 ปี แฉ !! เผ่าโบราณใช้เสพฉลองชัย
กัญชา /  ฉลองชัยสงคราม / 

นักโบราณคดี ขุดพบถ้วยทองคำขนาดเล็ก อายุ 2,400 ปี นักวิทยาศาสตร์เชื่อ ชนเผ่าโบราณใช้เสพสารเสพติดฉลองชัยสงคราม วันนี้ (30 พ.ค.) เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ 'มิรเรอร์' รายงานเรื่องราว กรณีที่นักโบราณคดี พบถ้วยทองขนาดเล็ก ในประเทศรัสเซีย ซึ่งเชื่อว่า มีอายุราว 2,400 ปี พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า ในสมัยโบราณชนเผ่าใช้ถ้วยขนาดเล็กเหล่านี้ เป็นอุปกรณ์ในการใช้เสพสารเสพติด จำพวกกัญชา และฝิ่น ขณะทำพิธีกรรมตามความเชื่อบางอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ทว่า สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ ถูกค้นพบระหว่างการขุดสำรวจ บริเวณสุสานของชาวเผ่าโบราณชนเผ่าหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ภาคใต้ของประเทศรัสเซีย ซึ่งการตรวจพบครั้งนี้ นอกจากอุปกรณ์ลึกลับเหล่านี้แล้ว ยังมีแก้วแหวน เงินทอง เครื่องประดับอีกจำนวนหนึ่ง ฝังรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้รายงานระบุว่า ชนเผ่าที่กล่าวมาข้างต้น มีชื่อว่ากลุ่ม 'ไซเธียน' เป็นชนเผ่าเร่รอน ที่รอนแรมมาจากประเทศอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ ทำการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ชนเผ่า 'ไซเธียน' นิยมเสพสุขด้วยสารเสพติดเหล่านี้ เพื่อฉลองชัยชนะในการทำสงคราม หรืออาจจะใช้สารเสพติด เพื่อสร้างความกล้าหาญ ก่อนกรีฑาทัพเปิดศึกสู้รบ ซึ่งหากข้อพิสูจน์ในครั้งนี้เป็นจริง จะสามารถบอกเป็นนัยได้ว่า การเสพสารเสพติด เป็นพฤติกรรมที่มีมาอย่างยากนานนับตั้งแต่อดีตกาล MThai News ที่มา Mirror

ส้มตำ อาหารสุดแซ่บ ประโยชน์มหาศาล
กระเทียม /  ถั่วฝักยาว / 

ส้มตำ เป็นอาหารยอดนิยมประเภทหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีรสชาติอร่อยและถูกปากคนไทยหลายๆ คน ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่จะมีใครรู้บ้างว่านอกจากความอร่อยแล้ว ส้มตำ มีประโยชน์อย่างอื่นอีกหรือไม่ ส้มตำ นั้นเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา คุณค่าจากพืชสมุนไพรที่เป็นองค์ประกอบใน ส้มตำ อาทิ มะละกอ เป็นยานำบำรุงน้ำนม ขับพยาธิ แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี น้ำเหลือง มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบาย บำรุงผิว มะกอก รสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติแก้บิด แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลมน้ำในลูกรสเปรี้ยวแก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต ผักแกล้มต่างๆ ได้แก่ ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกะเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน กะหล่ำปลี รสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุไฟ ผักบุ้ง รสจืดเย็น ต้มกินไข้เป็นยาระบายทำให้อาเจียน เนื่องจากพิษของฝิ่นและสารหนู กระถิน รสมัน แก้ท้องร่วง สมานแผล ห้ามเลือด ถ่ายพยาธิ ส่วนผสม ส้มตำ มะละกอดิบ 1 ลูก กระเทียม 5-6 กลีบ พริกขี้หนู 5-6 เม็ด มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว หรือ น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย น้ำตาลปีป 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ส้มตำ ปลอกมะละกอ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด แล้วทำการเฉาะและสับ แล้วใช้มีด ฝานให้เป็นเส้นๆ หรืออาจใช้ที่ไสมะละกอก็ได้ ใส่กระเทียมและพริกขี้หนู ลงในครก แล้วตำให้พอแตก ใส่มะเขื่อเทศ, ถั่วฝักยาว, แล้วตำให้เข้ากัน ใส่มะละกอ และ เครื่องปรุงที่เหลือ แล้วตำเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ ทั้งนี้การกิน ส้มตำ ต้องคำนึงถึงความสะอาดด้วย ลองเลือกร้านที่ทำสะอาด แม่ค้าใส่ถุงมือ และไม่มีแมลงวันตอม ภาชนะสะอาด เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว จากที่เราจะได้รับประโยชน์จากการกิน nederlandsegokken.nl ส้มตำ อาจจะทำให้เราท้องเสียแทนได้ ขอบคุณที่มาจาก : www.samunpri.com

เหวี่ยงใหญ่...ให้ติดดิน 2/2 จบ
หนังจีน

หยวนเปียว - เจิ้นจื้อตัน : นําแสดง เนื้อเรื่องโดยย่อ : คณะกายกรรมชางฟางโดนระเบิดจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องอพยพจากเซี่ยงไฮ้มาที่เมืองหนาน เเละหาที่ตั้งกายกรรมใหม่ เเต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการค้าฝิ่น ของญี่ปุ่น เเละต้องร่วม มือกันทั้งคณะกายกรรมทลายการค้าผิ่นนี้ให้­ได้ โดยมี อาตง (รับบทโดย หยวนเปียว ) เเละ ความช่วยเหลือจาก ตงฟา ตำรวจหนุ่ม (รับบทโดย ดอนนี่ เยน) ร่วมมือกันต่อสู้เเละจะทลาย การค้าฝิ่นได้หรือไม่ต้องติดตาม แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=7uDdRWs8GcI

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เรื่องราวที่คนไทยไม่ค่อยรู้
จิตรลดา /  จิตรลดารโหฐาน / 

นี่คงเป็นอีกหนึ่งเนื้อหาที่พูดถึง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งพูดกันตามตรง เราไม่เคยได้รู้เรื่องราวคุณความดีอะไรกันนักหรอก เราได้ยินแต่เรื่องของ "มูลค่าทรัพย์สินที่ในหลวงถือครอง" ติดอันดับ พระมหากษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก เรื่องราวการทวงคืนที่ดินในทรัพย์สินดังกล่าว หรือแม้กระทั่งการก้าวล่วงทวงถามถึงภาษีที่เกิดจากรายได้ของพระองค์ท่าน ผมได้ยินมานานจริงๆ และไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงมากนัก รู้อย่างเดียวคือ ในหลวงท่านทรงลำบากตรากตรำเพื่อประชาชนมามากนัก ดังนั้น ผมจึงลืมข้อสงสัยนั้น (แต่ก็มีคนนำเสนอข้อมูลเชิงลบ ซึ่งก็เริ่มต้นด้วยข้อสงสัยแบบเดียวกันผม) (ตราสำนักงาน [1]) วันนี้ เรามาค้นข้อเท็จจริงกันเถอะ เป็นข้อมูลที่ได้จากสำนักงานโดยตรงเลยครับ (ซึ่งจะขอตัดตอนบางคำให้กระชับ อ่านง่าย) 1. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ vs ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่เหมือนกัน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คือ ทรัพย์สิน (เงิน ของมีค่า ที่ดิน การลงทุน ฯ) ประจำผู้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ (ไม่ใช่การตกทอดในครอบครัว) โดยตกทอดมาจาก "ราชวงศ์จักรี"  ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ต่อมา เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง (สมัยรัชกาลที่ 7) จึงยึดมาเป็นของกลางของแผ่นดิน แต่ให้เกียรติ พระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ มาบริหารทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์โดยรวม (มิใช่นำมาใช้ตามพระราชอัธยาศัย) โดยมี รมต.กระทรวงการคลังเป็นประธาน ทรัพย์สินส่วนพระองค์ คือ ทรัพย์ในบัญชีพระองค์เอง ซึ่งพระองค์นำไปใช้จ่ายส่วนพระองค์ ดังนั้น สื่อต่างประเทศที่นับทรัพย์สินของพระองค์จนติดอันดับโลก คงจะบิดเบือนตรงที่นับรวมเอาทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าไปด้วย [3] ส่วนที่เกี่ยวข้องกันสองส่วนนี้คือ เงินบางส่วนจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะนำถวายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ [2] (อ่านเพิ่มเติม ที่ลิงก์ของ อ้างอิง [2] นะครับ) (ภาพ วังลดาวัลย์ ที่ตั้งของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ [1]) 2. ในหลวงทรงเสียภาษีเช่นกัน พระองค์ทรงเสียภาษีในส่วนของ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ตามปกติ ส่วนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้รับการยกเว้นภาษี (เช่นเดียวกับการบริหารทรัพย์สินของแผ่นดิน) แต่เสียภาษีจากรายได้การลงทุนอื่นๆ ได้เคยมีการส่งรูป หน้าซอง ภงด.94 ระบุพระนามของในหลวง แต่ต่อมามีผู้โต้แย้งว่า น่าจะเป็นของปลอม เพราะรหัสไปรษณีย์ผิด 3. สำนักงานมีเรื่องปิดบังซ่อนเร้นหรือไม่ มักจะมีการกล่าวถึงบ่อยๆว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะสามารถเปิดเผย งบและข้อมูลการเงิน ให้เหมือนกับ สำนักงานที่คล้ายกันของราชวงศ์อังกฤษ ที่ชื่อว่า Crown Estate ได้มั้ย? (โดยที่ Crown Estate มีรายงานเปิดเผยต่อสาธารณชน และบ่งบอกวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า ใช้กองทุนในการบูรณะสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และลงทุนในบริษัทพลังงาน) (ภาพจาก http://www.crownestate.co.uk บันทึกภาพจากเว็บไซท์ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2557) สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย ก็มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน ด้วยระบุวัตถุประสงค์ที่กว้างกว่า เป็นการบำรุงสาธารณสมบัติ และจัดทำรายงาน ที่สื่อต่างๆสามารถเปิดอ่านได้ (ดาวน์โหลดจากเว็บไซท์ http://www.crownproperty.or.th ได้เลย) 4. ทรงใช้วิถีชีวิตอย่างคนรวยหรือไม่ ได้มีผู้รู้ นักวิชาการหลายท่าน ยืนยันว่า รถพระที่นั่งราคาแพงนั้น (ที่หลายคนยกขึ้นมาโจมตี) ทรงได้มา เพราะมีคนนำมาถวาย ส่วนวิถีชีวิตในรั้วพระราชวังจิตรลดารโหฐาน เป็นอย่างไร ก็ให้นึกว่า หากพระองค์เป็นเศรษฐีที่ฟุ้งเฟ้อคิดจะมีที่นาปลูกข้าว เลี้ยงวัว โรงทำปุ๋ย โดยหวังว่าจะสร้างผลลัพธ์ให้เกษตรกร ในบ้าน (วัง) ของตนเองทำไม ถามแค่นี้ คุณน่าจะได้คำตอบเองนะ (ภาพบ่อปลานิล โดย สายหมอกและก้อนเมฆ ชื่อเรื่อง " กิจกรรมเดินย้อนรอยพิพิธศิลปวัฒนธรรม อภิเนาว์สถานวังเจ้า พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา", http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=05-04-2013&group=14&gblog=13) 5. บูรณะวัด ไม่ใช่งานของ กรมศาสนา หรือ กรมศิลปากร หรือ? โครงการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หลายส่วน เกี่ยวข้องกับการบูรณะวัดวาอาราม ที่สำคัญหลายแห่งในประเทศไทย (ในรูปด้านล่างคือ ส่วนหนึ่งของ 35 โครงการปฏิสังขรณ์) ทีมงานสงสัยจึงถามว่า งานที่ว่า ไม่ใช่งานของกรมศาสนา หรือกรมศิลปากรหรือ? ก็ได้คำตอบว่า เป็นความร่วมมือกันกับสองหน่วยดังกล่าว แต่ที่สำคัญมากๆ คือ ทุนทรัพย์ในการบูรณะซ่อมแซม ซึ่ง สนง. ได้รับผลดอกจากการลงทุน ก็นำมาใช้เพื่อประโยชน์ตามที่ระบุไว้ตั้งแต่แรก การบำรุงศาสนา และสถานที่สำคัญ ก็รวมอยู่แล้ว [2] แต่การปฏิสังขรณ์อาจจะไม่ใช่ทางออกสุดท้าย เพราะคนเข้าวัดน้อยลง ทาง สนง. จึงคิดแบบคนรุ่นใหม่ ที่จะแฝงเทคโนโลยีที่น่าสนใจเข้าไปในบางวัด (เท่าที่จะทำได้ แต่เหมาะสม) เพื่ออำนวยการเรียนรู้ของคนยุคอินเตอร์เน็ทด้วย ที่เราได้มาเยี่ยมชมล่าสุด คือ การซ่อมแซมภายใน โลหะปราสาท (วัดราชนัดดา) ซึ่งภายในทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่มีเทคโนโลยีผสมผสาน (ทั้งเรื่องของ display, AR, และการใช้ meditation music) การนำเสนอเกี่ยวกับ ศาสนาและประวัติการก่อสร้าง รวมทั้งกำลังหุ้มทองคำแท้ที่ยอดโลหะปราสาททั้ง 37 ยอด 6. สวนสาธารณะ ไม่ใช่งานของ กทม. หรือ? นี่ก็เป็นความเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อ สนง.ในการมีการปรับปรุงพื้นที่บางจุดให้เป็นสวนสาธารณะสวยงามเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ ด้วย แต่ที่จัดการได้เลย ก็เพราะใช้พื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองของ สนง. อยู่แล้วมาปรับปรุง (ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หาก สนง. เล็งเห็นแต่ผลกำไรเสียทั้งหมด คงไม่นำพื้นที่ ที่เดิมให้เช่าอยู่อาศัย มาทำเป็นสวนสาธารณะหรอก) (สวนนาคราภิรมย์ ใกล้กับวัดพระเชตุพนฯ และวัดพระแก้ว ที่สร้างขึ้นใหม่) อีกหนึ่งความภูมิใจคือ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ พิพิธภัณฑ์ (กึ่งนิทรรศการ) รูปแบบใหม่ผสมผสานแสงเสียง เทคโนโลยี ที่ทำให้คุณรักรัตนโกสินทร์ และรักสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้น เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์นี้แบกรับภาระความรับผิดชอบ ความอยู่รอด เอกราช และการพัฒนาความเจริญของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติมาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ไม่แปลกที่ทุกพระองค์ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น "พ่อของแผ่นดิน" แนะนำให้ ไปชมกันครับ ท่านละ 100 บาท (ผมชอบ การใช้เทคโนโลยี ที่ทำได้ดีไม่แพ้ ฮอลลีวู้ด หรือ พิพิธภัณฑ์ของสิงคโปร์เลยล่ะ) 7. อ้าว แล้ว พื้นที่ และทีดิน ที่ปล่อยให้เช่า คิดราคาเท่าไหร่? ถามไป เจ้าหน้าที่สำนักงานก็ ขำ และบอกว่า หลายพื้นที่ให้เช่าบ้านเราเก็บค่าเช่ากัน หลักร้อย ต่อ (เว้นวรรค) ปี นะครับ เพราะว่าไม่แสวงกำไรกับประชาชนไงล่ะ ส่วนที่ให้เช่าสำนักงาน เช่น สำนักงานสหประชาชาติ (ราชดำเนิน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ราชดำริ) ก็เก็บค่าเช่าถูกมากๆ เช่นกัน (สำนักงาน สหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ภาพจาก http://www.un.or.th) ค่าเช่าไปไหน? ก็นำมาปรับปรุงชุมชน หรือ สาธารณสมบัติอื่นๆต่อไป ซึ่งชุมชนในการดูแลบางแห่ง ได้รับการฟื้นฟูสร้างใหม่ หรือจัดระบบใหม่ให้สอาดสะอ้าน ซึ่งผู้เช่ารายย่อยมากมายนั้น เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและตลาด น่าแปลกใจ ตรงที่ มีผู้เช่าอยู่อาศัยหลายคน ติดค้างชำระค่าเช่าหลายงวด โดยคิดว่า ในหลวงใจดี ยอมให้เบี้ยวค่าเช่าได้ (เพราะเขาก็ไม่รู้จริงๆว่า สนง. กับทรัพย์สินส่วนพระองค์คนละเรื่องกัน ในหลวงท่านไม่ได้เกี่ยวด้วยเล้ย) และบางคนก็คิดว่า ที่ดินที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เขาควรมีสิทธิ์ (อ้าว เข้าใจคำว่า "เช่า" หรือเปล่าเนี่ย) 8. สนง. เอาเงินมาจากไหน? สนง.ได้เปิดบริษัทเพื่อบริหารจัดการ (โดยเสียภาษีนิติบุคคลทั่วไป) และมีการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือถือหุ้นบริษัทใหญ่ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีรายได้ร้อยละ 90% จากส่วนนี้ และอีก 8% จากการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินที่ดิน [2] ทั้งนี้ ก็จะเห็นว่า สนง. มีการดำเนินงานด้านรายได้ส่วนหนึ่งเป็น "เอกชน" แต่มีวัตถุประสงค์การทำงานแบบ "รัฐ" จึงเป็นการดำเนินที่คล่องตัวกว่า ส่วนคุณความดีที่ได้ทำนั้น มักจะถูกมองข้าม เพราะคนสับสนว่าเป็นงานของรัฐบาลหรือของจังหวัด หรือเทศบาล ไปซะอย่างงั้น เพราะผลลัพธ์มีความคาบเกี่ยวกันอยู่ อย่างน้อย คนไทยก็จะได้ภูมิใจและสบายใจ ที่ทรัพย์สินฯที่หลายคนพูดถึง คือ กองทุนที่นำไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม และยังมีอีกมากที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น วัฒนธรรม การศึกษา การส่งเสริมศาสนา รวมถึงโครงการในพระราชดำริ ผู้ติดตามเสด็จท่านหนึ่งเล่าว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงให้รับซื้อสินค้าหัตถกรรมจากชาวเขาในราคาสูงกว่าปกติ โดยทรงรับสั่งว่า หากไม่ซื้อที่ราคาสูง พวกเขาจะเลือกกลับไปปลูกฝิ่น ดังนั้นจึงต้องสร้างรายได้ให้เขาในมูลค่าที่เขาจะไม่กลับไปปลูกฝิ่นอีก และพระองค์จะทรงเสื้อที่ทำจากผ้าของโครงการ และทรงถือกระเป๋าจากโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์เองออกงานต่างๆ เพื่อให้ชาวโลกได้ชื่นชมสินค้าฝีมือคนไทย ไม่มีอะไรที่จะสรุปได้ดีกว่าคำสั้นๆ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน * ทั้งนี้ ขอขอบคุณ ทีมงานเจ้าหน้าที่ ประจำ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ให้ความรู้ และให้ความกระจ่างกับการถามตอบกับทีมงาน MThai News อ้างอิง [1] เว็บไซท์สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, http://www.crownproperty.or.th [2] https://th.wikipedia.org/wiki/สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ [3] ดร.สุเมธถามสื่อนอกตีข่าว"กษัตริย์ไทย"รวยสุดในโลกเจตนาอะไร ยันทรัพย์สินไม่ใช่ของพระองค์ ตอกฝรั่งก็โง่, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1298463206&grpid=01&catid=02 รูปจาก https://www.facebook.com/pagecpb (fanpage ของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)

Battlefield Hardline เกมส์ซูตติ้งสู้โจร-ตำรวจ ขาย 17 มี.ค. 2015
Battlefield /  Battlefield Hardline / 

EA และ Viceral Games ประกาศเปิดตัวเกมส์ Battlefield Hardline เกมส์ซูตติ้งชื่อดัง นำเสนอเนื้อหาระหว่างตำรวจและผู้ร้ายในการปล้นครั้งใหญ่ และเล่าเรื่องเป็นเนื้อหาเป็นตอนๆลักษณะ Episode วางขายแล้ววันนี้ บน PC, Xbox และ PlayStation MThai Game ให้ 3.5 / 5 คะแนน เมื่อ Visceral Games ทีมพัฒนาเกมส์ตระกูล Dead Space หันมาจับเกมส์แอคชั่นเขย่าขวัญ มาสู่เกมส์แอคชั่นต่อสู้ระหว่างโจรและตำรวจ ทำให้รู้สึกน่าสนใจและอยากเห็นผลงานชิ้นใหม่ เกมส์นี้ยังนำเสนอทั้งโหมดผู้เล่นคนเดียวและมัลติเพลเยอร์ ภายในเกมส์ Battlefield Hardline ในโหมดผู้เล่นคนเดียวจะนำเสนอเป็นเนื้อเรื่องแบบ Episode กล่าวถึง Nick Mendoza นายตำรวจหนุ่มจากไมอามี่พร้อมกับคู่หู Boomer ที่ต้องคอยปราบปรามเหล่าผู้ร้ายที่พยายามปล้นธนาคาร, ทลายแก๊งค์ครั้งใหญ่ หรือปราบปรามพวกวายร้ายที่ขนยาเสพติดเข้ามายังเมือง ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานและน่าติดตามด้วยเนื้อหาเกมส์เป็นจำนวน 10 ตอน ผจญภัยในเมืองไมอามี่, ลอสแอนเจลิส และเนวาด้า แล้วเนื้อเรื่องแต่ละตอนจะทำการย้อนเนื้อหาตอนก่อนหน้าเพื่อให้ผู้เล่นได้รับทราบและรู้สึกน่าติดตามกับรายละเอียดที่ผู้เล่นอาจตกเนื้อหา ราวกับกำลังชมภาพยนตร์ซีรีย์อยู่ โดยรวมของเนื้อเรื่องถือว่าจัดทำมาได้ดี แต่ยังไม่โดดเด่นมากนัก เพราะโครงเรื่องก็เล่าเหมือนๆกับภาพยนตร์โจร-ตำรวจชื่อดังอันเป็นสูตรสำเร็จ และมองว่ามันควรนำเสนอให้ดีกว่านี้ ขณะที่บทสนทนาระหว่างตัวละครกับการเล่าเรื่องจัดทำค่อนข้างแย่ รู้สึกอยากจะข้ามฉากเนื้อเรื่องไปสู่ฉากเล่นเกมส์แทน ที่ผ่านมา เราได้เห็นบรรยากาศและอรรถรสต่อสู้สงครามของเกมส์ตระกูล Battlefield มามากมาย แต่สำหรับ Battlefield Hardline เลือกที่จะนำเสนอฉากต่อสู้ระหว่างโจรกับตำรวจออกมาตื่นเต้นเร้าใจและค่อนข้างสมบูรณ์ จากปกติ ผู้เล่นจะต้องบู๊กระจายต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายตรงข้ามแทบตลอดทั้งเกมส์ เกมส์นี้ผู้เล่นจะต้องอินบทบาทการเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามโจรหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การซุ่มดักจับโจรและสวมกุญแจมือแบบระยะประชิด การเล็งปืนระยะเผาขนเพื่อให้ศัตรูยอมจำนนโดนจับ มีผลเรื่องเพิ่มแต้มเกมส์และปลดล๊อคอาวุธใหม่ๆ  ทั้งนี้ การเล่นแบบซุ่มจับสามารถเล่นได้ตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม การออกแบบการต่อสู้ระยะประชิดดูค่อนข้างซ้ำจำเจ ดูรู้สึกหนืดๆยืดยาดอยู่บ้าง หากมองความเป็นจริง ป่านนั้นศัตรูคนอื่นๆคงรู้ตัวและยิงกระหน่ำกองอยู่กับพื้นแล้ว รวมถึงระบบอนิเมชั่นที่ออกแบบดูเก้ๆกังๆไม่ลื่นไหลสักเท่าไร เกมส์นี้ ผู้เล่นไม่ต้องเป็นห่วงว่า เวลาศัตรูพบเจอผู้เล่นแล้ว ศัตรูตัวอื่นๆจะตื่นตัวและแห่มาถล่มผู้เล่นทั้งหมด แต่เป็นลักษณะตื่นตัวในบริเวณโดยรอบแค่ศัตรูเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ถ้าจะเล่นในแนวทางนี้ทั้งเกมส์ เพราะสุดท้ายแล้ว ก็ย่อมมีฉากแอคชั่นมโหฬารสะบั้นหั่นแหลกมาเป็นจุดขายและเป็นส่วนสำคัญของเกมส์ อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเอาใจผู้เล่นที่อยากพักการบู๊แหลกมาสัมผัสอีกหนึ่งประสบการณ์อันตื่นเต้น เกมส์ Battlefield Hardline ยังคงใช้ Frostbite Engine ตัวล่าสุดของเกมส์ Battlefield 4 ในการพัฒนาเกมส์ จะเห็นได้ว่า กราฟิกเกมส์จะมีความคมชัดทันสมัย แต่มองว่า ควรออกแบบและพัฒนาให้มีความอลังการมากกว่านี้ ระบบฟิสิกส์เกมส์,​ อนิเมชั่น รวมถึงระบบแสงเงาของเกมส์ก็ยังคงเหมือนกับเกมส์ Battlefield 4 แทบทั้งหมด เพียงแค่ปรับปรุงระบบ AI เกมส์ให้มีความเหมาะสมต่อสถานการณ์เวลาซุ่มจับกุมผู้ร้าย อุปกรณ์และอาวุธยุทโธปกรณ์เกมส์ Battlefield Hardline มีให้เลือกใช้งานมากมาย อีกทั้งยังมีความสมดุลของอาวุธและเหมาะสมกับการใช้สถานการณ์อันหลากหลาย เริ่มจากอุปกรณ์ปืนโรยตัว Zipline ที่สามารถข้ามไปยังอีกอาคารได้อย่างรวดเร็ว หรืออาวุธประเภทต่างๆเมื่อยิงระยะเผาขนแล้ว จะมีพลังจู่โจมที่แรงยิ่งกว่าปืนกลทั่วๆไป อย่างเช่นใช้ปืนสั้นยิงประชิดตัว หรือปืนซุ่มยิงต่อสู้ที่ออกแบบยิงได้ระยะกลางและรู้สึกยิงสนุกมากกว่าการยิงซุ่มแบบทั่วๆไป เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมสำหรับติดตั้งอาวุธไว้ใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ ด้านระบบมัลติเพลเยอร์เกมส์ Battlefield Hardline นำเสนอโหมดการเล่นที่คล้ายคลึงกับเกมส์ Battlefield 3 และ 4 แต่หากเปลี่ยนชื่อและรูปแบบเกมส์ให้สอดคล้องการต่อสู้ระหว่างโจรกับตำรวจ เกมส์นี้สามารถรองรับผู้เล่นสูงสุด 32-64 คนต่อหนึ่งห้อง ออกแบบฉากเกมส์โดดเด่นและน่าจดจำ นอกจากจะสามารถทำลายวัตถุแวดล้อมเกมส์ อย่าง ยิงวัตถุเปลวเพลิงให้ลามไปยังต้นฝิ่น หรือยิงถังแก๊สในบ้านให้เกิดไฟไหม้บ้านได้แล้ว ยังสามารถทำลายสิ่งก่อสร้างด้วยระบบ Levolution ที่ส่งผลกับฉากในเกมส์ อย่างเช่น ทำลายเสาบ้านทั้งสามต้นให้ระเบิดและเกิดการถล่มลงมาอย่างไม่เหลือซาก, ทำลายเสาเครนเพื่อให้เกิดการถล่มระหว่างอาคารและเปิดเส้นทางแห่งใหม่ หรือทำลายถังน้ำมันขนาดใหญ่ที่มากับรถไฟ เพื่อให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ส่งผลให้สะพานรถไฟถล่มลงมา เป็นต้น ในประเด็นของความสนุกการเล่นมัลติเพลเยอร์อยู่ในระดับที่น่าสนใจ สามารถเก็บเงินจากการต่อสู้ศัตรูไปปลดล๊อคอาวุธอุปกรณ์ใหม่ๆ แต่โดยรวมแล้วพบว่ายังไม่สามารถดึงดูดถึงความอลังการและสิ่งที่แปลกใหม่ต่อการเล่นที่มากกว่านี้ มีเพียงเติมแต่งธีมต่อสู้ให้ลดความซีเรียสให้กลายเป็นความสนุกและหลากหลายอารมณ์ แม้ผู้เล่นมองว่าเกมส์ Battlefield Hardline นำเสนอธีมเกมส์ที่แตกต่างกับเกมส์สงครามเต็มรูปแบบ แต่โดยภาพรวมถือว่าสร้างรากฐานและตีความของการเล่นเกมส์ต่อสู้ระหว่างโจรกับตำรวจแบบสอบผ่าน หากใครได้สัมผัสเกมส์ Counter-Strike Global Offensive หรือเกมส์ Payday ที่เป็นเกมส์แนวเดียวกันแล้ว จะพบว่าเกมส์ Battlefield Hardline มอบลูกเล่นเกมส์ในสิ่งที่เหนือกว่าเกมส์คู่แข่งหลายๆเกมส์ และรู้สึกว่าเล่นได้เรื่อยๆ แต่เมื่อมองระยะยาวแล้ว ยังไม่เห็นว่าสามารถยืดหยัดและสร้างจุดยืนของเกมส์นี้ได้อย่างยาวนาน และต้องดูกันยาวๆว่าจะสามารถแบ่งกลุ่มคนเล่นเกมส์ระหว่าง Battlefield ธีมสงครามเต็มรูปแบบ Battlefield ภาคโจรตำรวจได้หรือไม่ สเปคคอมพิวเตอร์ขั้นต่ำเกมส์ Battlefield: Hardline ระบบปฏิบัติการ: Windows Vitsa SP2 64-bit (with KB971512 Update) หน่วยประมวลผล: Athlon II/Phenom II 2.8 GHz, Intel Core i3/i5 2.4GHz RAM: 4 GB RAM การ์ดจอ: ATI Radeon HD 5770 (1 GB), NVIDIA GeForce GTX 260 (896 MB) ฮาร์ดดิสก์: 60 GB Direct X 11 สเปคคอมพิวเตอร์ขั้นแนะนำเกมส์ Battlefield: Hardline ระบบปฏิบัติการ: Windows 8 64-bit (with KB971512 Update) หน่วยประมวลผล: INTEL QUAD-CORE CPU, AMD SIX-CORE CPU RAM: 8 GB RAM การ์ดจอ: AMD Radeon R9 290, NVIDIA GeForce GTX 760 และต้องมี Video RAM 3 GB ฮาร์ดดิสก์: 60 GB Direct X 11

ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ใครใช้สาร ยาเสพติดอะไร รู้หมด ไม่รอด
ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา /  สารเสพติด / 

ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ใครใช้สาร ยาเสพติดอะไร รู้หมด ไม่รอด เอาแหละครับ เรียกได้ว่างานนี้ผู้ที่ชอบใช้สารผิดกฏหมายต้องมีหนาวกันแล้วแหละ เพราะว่าในยุคนี้การตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของมนุษย์ไม่ได้เป็นอะไรที่ยากเย็นเหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้วนะ เพราะว่าแค่มองตาก็รู้แล้วแหละ (หมายถึงถ่ายรูปโฟกัสที่ตามาตรวจนะครับ ไม่ได้หมายความว่าให้ไปนั่งจ้องตากันนะ 55555) โดยวันนี้ทาง Men.MThai เราจะขอนำเสนอวิธีดูว่าใครคนไหนใช้สารอะไรกับร่างกายมาบ้างด้วยวิธี ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ครับผม ทางทีมงานของ VICE ได้นำภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับการ ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ที่สามารถบอกได้ว่าคน คนนั้นใช้สารอะไรกับร่างกายมาบ้าง ซึ่งในจุดนี้การแยกประเภทของสารที่ผู้ใช้เสพเข้าไปยังสามารถบอกได้ทั้งหมด ไม่ว่าสารที่ถูก และผิดกฏหมาย ได้จากขนาดและความกว้างของนัยน์ตาของผู้ใช้สารนั่นเอง โดยพวกเข้าถ่ายทอดผลการทดลองนี้ผ่านทางการถ่ายภาพแบบ โคลสอัพ เน้นที่นัยน์ตาเพื่อบ่งชี้ว่า สารที่แต่ละคนใช้นั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งผลสำรวจได้ออกมาว่า สารจำพวก ฝิ่น (Opiates) จะส่งผลทำให้รูม่านตาของผู้ที่ใช้ หด ลง ส่วน สารจำพวก โคเคน ยาอี และ แอมเฟตามีน จะส่งผลทำให้รูม่านตาขยายขึ้น อีกทั้งทางตำรวจประเทศ เยอรมัน ยังได้ใช้เทคนิค ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา วิเคราะห์ว่าคนไหนใช้สารอะไรเพื่อมาลงโทษอีกด้วย ซึ่งเขาเรียกวิธีนี้ว่า Pupillograph เป็นการรวมคำว่า pupils ที่แปลว่า นัยน์ตา กับคำว่า Photograph ที่แปลว่ารูปถ่ายเอาไว้ด้วยกันนั่นเอง ซึ่งเป็นการ ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา โดยใช้รูม่านตาบ่งชี้ ซึ่งเป็นอะไรที่รวดเร็วกว่าการรอผลตรวจเลือดซะอีก!!! แหล่งที่มา www.vice.com/read/can-you-tell-what-drugs-someones-on-just-by-looking-at-their-eyes-876?utm_source=vicefbus

รวมที่เที่ยวหน้าหนาว นักท่องเที่ยวห้ามพลาด!
เที่ยวดอยอินทนนท์ /  เที่ยวภูเรือ / 

ในที่สุด ก็ใกล้ถึงช่วงปลายฝน ต้นหนาว กันแล้ว ช่วงเวลาที่ว่านี้ คงถูกอกถูกใจขาเที่ยวอย่างแน่นอน อย่างที่หลายๆ คน ทราบกันดีว่า ช่วงหน้าหนาวปลายปี เป็นช่วงเหมาะกับการท่องเที่ยวมากที่สุด จะบุกขึ้นดอยก็สวยแบบเย็นๆ หรือลงทะเลเพื่อพบน้ำทะเลใส ก็งามไม่ด้อยไปกว่ากัน แถมเป็นอีกช่วงเวลาในการถ่ายรูปที่สวยที่สุดอีกด้วย!!! แต่ขึ้นชื่อว่า "ฤดูหนาว" กำลังมาเยือน นักท่องเที่ยวควรที่จะไปสัมผัสความเย็นบนดอยสูงน่าจะเหมาะสมที่สุด ถึงถูกต้องตามฤดูกาลท่องเที่ยวในหน้าหนาว และสำหรับสมาชิก Travel MThai มิตรรัก ยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะไปท้าความหนาวเย็นกันที่ไหนดี วันนี้ทีมงานมีตัวเลือกที่เที่ยวน่าสนใจ กับ รวมที่เที่ยวหน้าหนาว นักท่องเที่ยวห้ามพลาด! ให้เหล่าบรรดาสานุแฟน ได้ลองไปพิจารณากันนะครับ 1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชื่อนี้มักจะเป็นติดอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยว เดิมชื่อว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า ดอยอ่างกานั้น เพราะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือน อ่างน้ำ มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา หรือ ดอยอ่างกา ดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,599 เมตร) จึงทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ มี น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา โครงการหลวงอินทนนท์ และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติหลายจุด 2. ดอยอ่างขาง เป็นที่ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ภายในสถานีมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ แปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว สวนบอนไซ มีการจำหน่ายผลิตผลพืชผักเมืองหนาวที่ปลูก ในบริเวณโครงการฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล ในสถานีฯ มีที่พัก และมีสถานที่กางเต็นท์บริการแก่นักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ 3. เขาค้อ – อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ชื่อว่าเขาค้อเป็นเพราะ ป่าบริเวณนี้มีต้นค้อขึ้นอยู่มาก เนื่องจากภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี ค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว และมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของเพชรบูรณ์ สถานที่น่าสนใจบนเขาค้อได้แก่ อนุสาวรีย์จีนฮ่อ ฐานอิทธิเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ หอสมุดนานาชาติเขาค้อ พระตำหนักเขาค้อ น้ำตกศรีดิษฐ์ สวนสัตว์เปิดเขาค้อ และเนินมหัศจรรย์ หมู่บ้านคุ้มจุดชมวิวกิ่วลม หมู่บ้านนอแล และหมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านหลวง 4. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีเทือกเขาและภูเขาสูง สลับซับซ้อน ครอบคลุมอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ฤดูหนาวอากาศเย็น ลมแรง 5. ภูชี้ฟ้า-ผาตั้ง จ.เชียงราย ภูชี้ฟ้า เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ่งตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมาตรงระหว่างปลายยอดเขา จะดูเหมือน เสือคาบแก้วมาก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร ส่วนของหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว ดอยผาตั้ง อยู่บนเทือกดอยผาหม่น เป็นจุดชมวิวสองฝั่งโขง ไทย-ลาว และทะเลหมอก บนดอยมีหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะ ชาวจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็น ส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล 6. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย เพราะมีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและ ภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและ หน้าผาชมทิวทัศน์ ลักษณะเด่นของอุทยานฯ แห่งนี้คือเป็นภูเขาหินทราย ยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่คล้ายใบบอนหรือรูปหัวใจ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จุดท่องเที่ยวประทับใจได้แก่ ผานกแอ่น ผาหล่มสัก ผาหมากดูด น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำสอเหนือ-ใต้ สระอโนดาด เป็นต้น 7. อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัดคือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ไร่ภูหินร่องกล้ามียอดเขาสูง 1,617 เมตร มีทิวทัศน์สวยงาม ปกคลุมด้วยป่าเต็งรังป่าดิบเขา และป่าสนเขา มีสนสองใบและสนสามใบ ขึ้นปะปนกัน และพบกล้วยไม้ดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เคยเป็นศูนย์กลางที่ตั้งฐานที่มั่นการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของภาคเหนือ จุดที่น่าสนใจ ลานหินปุ่ม ลานหินแตก น้ำตกหมันแดง เป็นต้น 8. ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ – ดอยแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน ดอยแม่อูคอ เป็นทุ่งดอกบัวตองที่มีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้าง ประมาณ 1 พันไร่ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อม ๆ กันในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม จะเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วทั้งภูเขา ดอยแม่เหาะ อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 10-8 ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 84 เขตตำบลแม่เหาะ เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณนี้ มีภูมิประเทศที่งดงาม มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อยู่เป็นส่วนมาก ในเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ของทุกปี ดอกบัวตอง หรือทานตะวันป่า จะบานสะพรั่ง ไปทั่วหุบเขา สวยงามมากทีเดียว 9. อุทยานแห่งชาติภูเรือ เป็นภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน มีลักษณะแปลกคือ มีส่วนหนึ่งเป็นผา ชะโงกยื่นออกมาเหมือน หัวเรือสำเภาใหญ่ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จุดที่น่าสนใจบนอุทยานได้แก่ ผาโหล่นน้อย ภูผาสาด และทะเลภูเขา ผาซับทอง หรือ ผากุหลาบขาว เป็นหน้าผาสูงชัน และแหล่งน้ำซับที่มีพืชน้ำไลเคนสีเหลืองคล้ายสีทอง ขึ้นเต็มไปทั่ว น้ำตกห้วยไผ่ เป็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาสูงชัน ยอดภูเรือ เป็นจุดสูงสุดในอุทยานฯ สามารถมองเห็น แม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว 10. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว พื้นที่วนอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุมอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี การเดินทางขึ้นดอยค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะพบดอกไม้ป่า พันธุ์ต่าง ๆ เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่าง ๆ สวยงามมาก แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่น้ำตกภูสอยดาว และลานสน 11. ปางอุ๋ง หมู่บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ในพระบรมราชินูปถัมป์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บน ยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นแนวสนที่ปลูกเรียงรายอย่างกลมกลืน ยามพระอาทิตย์ขึ้นจะสะท้อนผืนน้ำเป็นลำแสงสีทองผ่านแนวสนเขียวขจี งดงามจนถือได้ว่าเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในเมืองไทย เปรียบได้กับ นิวซีแลนด์เมืองไทย และเมื่อได้สัมผัสกับแปลงพันธ์ไม้เมืองหนาวหลากสีสันที่ปลูกประดับในโครงการ ฯ ซึ่งเปรียบเสมือนกับ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ปางอุ๋ง …เมื่อฟากหนึ่งเป็นนิวซีแลนด์ และอีกฝั่งหนึ่งเป็นสวิสเซอร์แลนด์ 12. ปาย ในฤดูหนาวที่เยือนมาอีกรอบหนึ่งของเมืองไทย หลายๆ คนจัดแจงวางแผนบุกป่าผ่าเขา เพื่อค้นหาความเยือกเย็นที่ปีหนึ่งจะมีสัก ครั้งที่แน่ๆ เกือบทั้งหมดนั้นเดินทางขึ้นเหนือ จะไปที่ไหนก็ตามแต่ ที่นี่หลายคนบอกว่าไม่ควรพลาด อ.ปาย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปาย เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆ ยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ “ปาย” ได้ดึงดูดนักเดินทางให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้ 13. ภูทับเบิก ตั้ง อยู่ที่ บ้านทับเบิก ต.วังตาล ห่างจากอ.หล่มเก่า 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 97 กม. มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร และเป็นจุดที่สูงที่สุดของเพชรบูรณ์ ชาวเพชรบูรณ์เรียกว่า “ภูทับเบิก” ภูทับเบิก มีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามด้วยธรรมชาติแบบทะเลภูเขา ป่าไม้ ต้นไม้เมืองหนาวและน้ำตก มีอากาศบริสุทธิ์ สภาพภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี เนื่องจากร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยและอยู่บนที่สูง จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยช่วงเข้าจะมองเห็นกลุ่มเมฆ และทะเลหมอกตัดกับยอดเทือกเขาเพชรบูรณ์ 14. ผาชะนะได อุทยานแห่งชาติผาแต้ม “รับตะวันก่อนใครในสยาม” คำขวัญแห่ง ผาชะนะได ผาริมโขง ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ดินแดนตะวันออกสุดสยาม ผาชะนะได เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจด้วยหน้าผาที่ยื่นออกไปรับลมบนที่สูง ปกคลุมด้วยป่าสนสองใบ ทิวทัศน์เบื้องหน้าเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน อีกหลายจุดชมวิวทางผ่านไปสู่ของ ผาชะนะได คือ ลานดอกไม้ดิน และการชมพะลานหิน ได้แก่ พะลานหินวัดภูอานนท์ พะลานถ้ำไฮ เป็นต้น หรือจะท่อง ป่าดงนาทาม ซึ่งมีความหลากหลายทางธรรมชาติ เป็นแหล่งเดินป่ายอดนิยมสำหรับนักผจญภัย และจุดสำคัญที่พลาดไม่ได้ คือ ทะเลหมอก คือหนึ่งไฮไลท์ของ ผาชะนะได เชื่อกันว่า ใครมีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นคนแรก เปรียบเสมือนการเพิ่มพลังให้ชีวิตโชติช่วงดังแสงที่ตัดเส้นขอบฟ้า ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของการเที่ยว ผาชนะได คือ ปลายฝนต้นหนาว (ปลายตุลาคม-กุมภาพันธ์) เพราะอากาศที่เริ่มเย็นทำให้ดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่ง 15. ดอยม่อนจอง ขึ้นไปดอยรับลมหนาว หาวเป็นไอ บน ดอยม่อนจอง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งดอยที่หลายคนตั้งใจมาฝากรอยจารึก แม้ต้องฝ่าฟันเส้นทางเดินบน สันดอยไปสู่ยอดสูงสุดกว่า 3 กิโลเมตร แต่พี่ไทยก็ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย ขอเพียงพิชิต ดอยม่อนจอง ดอยม่อนจอง ตั้งอยู่ในเขตลึกของป่าอมก๋อย ทิศตะวันออกจรดเขื่อนภูมิพล ทิศตะวันตกติดกับถนนสายอมก๋อย-บ้านแม่ตื่น ทิศเหนือจรดกับพื้นที่อำเภอดอยเต่า ทิศใต้จรดกับลำห้วยแม่ตื่นที่ไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล สูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย จุดสูงสุดของ ดอยม่อนจอง เรียกว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโตสูง และแน่นอนว่าสูงๆ อย่างนี้ ดอยม่อนจอง ก็หนีไม่พ้นสถานที่ที่ชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง แถมยามค่ำคืนยังสามารถนอนคุดคู้นับดาวกันตัวสั่น เพราะอากาศบน ดอยม่อนจอง นั้นหนาวมาก อมก๋อยว่าหนาวแล้ว พี่ม่อนจองของเราหนาวเสียยิ่งกว่า ฉะนั้นเสื้อผ้า อุปกรณ์คลายหนาวต่างๆ จัดให้พร้อม! 16. ดอยม่อนแจ่ม ยอดดอยม่อนแจ่ม อยู่ใน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางไม่ทุลักทุเล ใครมีรถพารถมาหย่อนไว้ แล้วเดินสูดบรรยากาศให้ฉ่ำปอด กอดภูเขา สูดเอากลิ่นดอกไม้กันได้เต็มที่ เพราะพื้นที่บน ดอยม่อนแจ่ม ไม่ กว้างใหญ่นัก เดินยังไม่ทันเมื่อยก็ได้สัมผัสทิวทัศน์โดยรอบ เตร็ดเตร่ทุกมุมแล้วก็นั่งจิบกาแฟ แชร์ประสบการณ์ สำราญไอเย็นกันแบบเบาๆ จุดชมวิวหลักๆ ของ ดอยม่อนแจ่ม มีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งเป็นทิวเขาสลับกันไปไกลสุดลูกหูลูกตา อีกด้านก็จะเป็นไร่ปลูกพืชต่างๆของโครงการหลวง ซึ่งจะเปลี่ยนพืชพรรณไปตามฤดูกาล 17. โมโกจู อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ กิเลสแห่งการเดินทางไม่เคยสิ้นสุด แม้จะ “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” แต่ “ยิ่งสวย ก็ยิ่งอยากเห็น” มนุษย์นี่แหละน้าไม่เคยหยุดดั้นด้น ต่อให้ต้องข้ามเขาจนขาพับขาอ่อนก็ไม่ยอมแพ้ ขอแค่สายตาได้แลในสิ่งที่อยากเห็น และที่เที่ยวชวนสัมผัสช่วงหน้าหนาวอย่าง ยอดเขา โมโกจู อีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการเดินทาง ด้วยความสูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล โมโกจู จึงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดใน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร , จังหวัดนครสวรรค์ คำว่า โมโกจู มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “เหมือนฝนจะตก” เนื่อง จากมีหมอกปกคลุมจัดบนยอดเขา โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เย็นยะเยือก ควันออกปาก พ่นเล่นกันได้ทั้งวัน มองจากยอดเขาลงไปก็จะเห็นทะเลหมอกแห่งป่าตะวันตกอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่วงก์อันเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสะแกกรัง นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ อุทยานมีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในเขตพื้นที่อุทยานด้วย (ที่มา วิกิพีเดีย) 18. หมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช แม้ที่นี่จะไม่ได้อยู่ตอนเหนือของประเทศก็ตาม แต่ธรรมชาติที่สวยงามอยู่ในท่ามกลางธรรมชาติ ย่อมน่าสนใจไม่ใช่น้อยๆ ที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือญาติ จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง ก็คือ ทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ และสายน้ำ ถ้าหากว่าใครต้องการที่จะไปเที่ยวที่นี่ กิจกรรมที่น่าสนใจในหมู่บ้านคีรีวง ได้แก่ การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ การลองชิมอาหารพื้นเมือง ฯลฯ 19. สิงห์พาร์ค เชียงราย จ.เชียงราย ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดไฮไลท์การท่องเที่ยวหน้าหนาวที่ใครต่อใครก็ ต้องมาเมื่อมีโอกาส และดูเหมือนว่า ภาพเชียงรายกับการท่องเที่ยวนับจากนี้ก็คงถึงคราวเปลี่ยนโฉม อีกครั้ง เมื่อ บุญรอด เทรดดิ้ง ได้พัฒนาปรับปรุงไร่บุญรอดเดิม บนพื้นที่ริม ถ.สายเด่นห้า-ดงมะดะ ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย ที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 8,600 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมด้วยกิจกรรมสันทนาการหลากหลาย ในชื่อใหม่ไฉไลว่า “สิงห์พาร์ค เชียงราย” ที่ จะรวมทั้งบรรยากาศของไร่เกษตรอินทรีย์ ที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวตลอดทั้งปี ดื่มด่ำการพักผ่อนท่ามกลางทิวทัศน์ขุนเขาอันสุดวิเศษพร้อมเมนูอาหารรสเลิศ และเต็มอิ่มกับกิจกรรมพิเศษ ที่ถูกใจคอเอ็กซ์ตรีม สามสิ่งที่ดูเหมือนมีความต่างจึงถูกสร้างให้เกิดขึ้นบนพื้นที่เดียวกันอย่างลงตัว 20. สามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย อยู่ห่างจากอำเภอแม่สายประมาณ 28 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๑๒๙๐ เป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกมาบรรจบกัน หรือที่เรียกว่า สบรวก เป็นพรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว พม่า บริเวณนี้ในอดีตเคยมีการค้าฝิ่น โดยแลกเปลี่ยนกับทองคำ แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงบริเวณนี้มีความงดงามโดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอกด้านฝั่งพม่า และลาว นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ถ้าต้องการนั่งชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงไปไกลถึงเชียงแสนและเชียงของ ก็สามารถหาเช่าเรือได้ แต่ค่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล นักท่องเที่ยวที่สนใจล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น สิบสองปันนา คุนหมิง สามารถติดต่อกับบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดเชียงรายได้ หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง 21. ภูป่าเปาะ ฟูจิเมืองเลย ชมบรรยากาศ 360 องศา สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ อำเภอหนองหิน และของจังหวัดเลย นั่นก็คือ “ภูป่าเปาะ” หรือที่นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟูจิเมืองเลย” ซึ่งสวยงามไม่แพ้ที่เที่ยวอื่นๆ เลยนะ คำว่า ภูป่าเปาะ นั้นมาจากภูเขาที่มีป่าไผ่เปาะ ไผ่เปาะ เป็นไผ่ชนิดหนึ่งที่ขึ้นได้ทั่วไปตามภูเขายังสามารถพบได้ทุกๆ อำเภอ ของจังหวัดเลย ลักษณะของ ไผ่เปาะนั้น เป็นไผ่ที่เปาะแตกหักง่าย และนี่คือที่มาของคำว่า ภูป่าเปาะ ส่วนที่เป็นจุดเด่น และเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ก็คือ การได้ขึ้นไปชมบรรยากาศ และมองเห็นยอดของ ภูหอ “ภูหอ” มีลักษณะเป็นภูเขาสูงปลายยอดตัดราบบนภู ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิยามา ที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเรียกกันว่า “ฟูจิเมืองเลย” 22. อุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 524 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนของทิวเขาผีปันน้ำ มีความสูงตั้งแต่ 400 – 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีดอยสำคัญได้แก่ ดอยฟ้าห่มปก ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยอ่างขางสภาพป่าทั่วไปมีความอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำแห่งแม่น้ำฝาง สถานที่น่าสนใจใน อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ได้แก่ โป่งน้ำร้อนฝาง ดอยฟ้าห่มปก สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากตั้งแค้มป์พักแรม ต้องไปที่ กิ่วลม เท่านั้น เนื่องจากทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้พักแรมบนยอด ดอยฟ้าห่มปก เพราะเป็นหน้าผาสูงชัน อาจเกิดอันตรายได้ง่าย การเดินทางขึ้นยอด ดอยฟ้าห่มปก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน ก่อนเดินทางควรติดต่อขออนุญาต ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ฝาง 23. ดอยวาว อุทยานแห่งชาตินันทบุรี จ.น่าน ณ ดอยวาว อุทยานแห่งชาตินันทบุรี จ.น่าน ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่นักเดินทางต้องหาโอกาสไปสัมผัส ยิ่งถ้าไปช่วงโอกาสเหมาะในฤดูหนาว จะได้ตื่นตากับซากุระ หรือ ดอกพญาเสือโคร่ง บานชมพูสะพรั่งทั่วดอย คละเคล้าสายหมอกยามเช้า เสริมสีสันให้ ดอยวาว เป็นหนึ่งสถานที่พาลให้อยากเที่ยว! ยอด ดอยวาว มีความสูง 1,674 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นจุดที่สูงสุดของ อุทยานแห่งชาตินันทบุรี และเป็นแหล่งต้นน้ำหลายสาย ได้แก่ ลำน้ำสมุน ลำน้ำสะเนียน ลำน้ำวาว ลำน้ำยาว ลำน้ำพี้ ลำน้ำตึม ลำน้ำสีพัน ลำน้ำไสล ลำน้ำระพี และลำน้ำคาง เป็นต้น ดอยวาว ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับการกางเต็นท์ พักแรม กินลม ชมวิว ชิลล์ไอหมอก 24. ดอยเชียงดาว ทัศนียภาพ 360 องศา ที่ต้องสัมผัส ดอยเชียงดาว อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่มีลักษณะเป็นเทือกเขา เป็นภูเขาหินปูน ซึ่งประกอบไปด้วยยอดเขาสูงหลายยอด ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ “ดอยหลวงเชียงดาว”สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของบ้านเรา สูงพอจะทำให้ “น้ำ” ท้อใจ ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,225เมตรรองจากดอยอินทนนท์ และดอยผ้าห่มปก ยอดดอยกิ่วลม และยอดดอยสูงสุด และการขึ้นดอยแต่ละครั้ง จะต้องได้รับอนุญาตจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เท่านั้น โดยจะมีคนนำทางพาเราไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ด้วยการจ่ายค่าเหงื่อให้พี่เค้าวันละ 400 บาท สัมภาระอย่าให้รก เดินกันคล่องๆ จ้างลูกหาบ ลดอาการหอบ ค่าหาบอยู่ที่วันละ 300 ต่อลูกหาบ 1 คน เชื่อเถอะว่าเรามีโอกาสเสียค่าลูกหาบแน่ๆ เพราะที่นั่นไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ น้ำดื่ม น้ำอาบ ก็ต้องขนขึ้นไปด้วย ใครไม่ใช่ขาลุยถอดใจอยู่บ้านซะ จะได้ไม่เป็นภาระเพื่อนฝูง อิอิ 25. สะพานเมฆ ณ เขาช้างเผือก แหล่งท่องเที่ยวในฝันที่ กาญจนบุรี “เขาช้างเผือก” เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงาม น่าตื่นตา จนทำให้นักเดินป่าทั่วไทยทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า ปรารถนาจะได้มาพิชิตซักครั้งหนึ่งในชีวิต เส้นทางเดินไปสู่ยอดเขาช้างเผือก เป็นป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้า มีจุด Highlight ของการเดินทางอยู่ที่ “สันคมมีด” สันเขาที่สวยงาม และน่าหวาดเสียวไปพร้อมกัน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขา จะสามารถมองเห็นวิวได้รอบทิศทาง 360 องศา เส้นทางพิชิตยอดเขาช้างเผือก มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการผจญภัย และมีร่างกายที่แข็งแรง ใช้เวลาเดินเท้า จากหมู่บ้านอีต่อง ประมาณ 6 ชั่วโมง และต้องพักค้างแบบกางเต้นท์บนยอดเขา โดยต้องประสานงานติดต่ออุทยานฯ จัดเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทาง และสามารถติดต่อจ้างในการช่วยขนสัมภาระ หวังว่าสมาชิกมิตรรักทุกท่าน คงได้ที่เที่ยวโดนใจในหน้าหนาวกันบ้างแล้ว สุดท้ายขอให้ทุกท่าน วางโปรแกรมเที่ยวให้สะดวก เที่ยวสนุกอย่างมีความสุข และขอให้เดินทางปลอดภัยกันทุกคนนะครับ สวัสดี.. :) ขอบคุณภาพจาก flickr.com / dog-hall.com / ททท. เรียบเรียงโดย Travel MThai

เผายานรกเกือบหมื่นกิโลฯ เนื่องในวันยาเสพติดโลก
ทำลายยาเสพติด /  ยานรก / 

รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรมว.สาธารณสุข ร่วมพิธีเผาทำลายยาเสพติดครั้งที่ 45 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด วันนี้ 26 มิ.ย. ที่ศูนย์บริหารสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางครั้งที่ 45 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ในการเผาทำลายในครั้งนี้ มีจำนวนของกลาง 7,340 กิโลกรัม จาก 5,508 คดี ที่มีการพิจารณาสิ้นสุดแล้ว ซึ่งมีทั้ง ยาบ้า ยาไอซ์ เฮโรอีน โคเคอีน ยาอี และฝิ่น รวมมูลค่า 22,334 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกัญชาของกลางจากกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติดจำนวน 2,128 กิโลกรัม มูลค่า 5 ล้านบาท ของกลางทั้งหมดจะถูกนำมาเผาทำลาย ผ่านระบบไพโรไลติก อินซิเนอเรชัน ด้วยอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 850 องศาเซลเซียส ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศและสิ่งแวดล้อม จากนั้นจะมีการนำเอาขี้เถ้าจากการเผายาเสพติดมาตรวจสอบว่าไม่มีสารเสพติดหลงเหลืออยู่ ก่อนจะทำการฝังกลบตามระบบต่อไป MThai News ขอบคุณ ข่าวสด

ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง , เรื่องย่อมัจจุราชสีน้ำผึ้ง
เคน ธีรเดช /  ไอซ์ อภิษฎา / 

บทประพันธ์โดย : อุปถัมป์ กองแก้ว บทโทรทัศน์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ และ ภูมิภักดิ์ กำกับการแสดงโดย : ภวัต พนังคศิริ ผลิตโดย : บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ครอบครัว วิชนี ตระกูลไฮโซชื่อดังกำลังประสบปัญหาการเงิน คุณลำเพา และ คุณนพรัตน์ วิชนี ประมุขของครอบครัวต้องรีบหาทางจัดการปัญหานี้ด่วน เพื่อรักษาหน้าตาก่อนที่คนในสังคมจะรู้ และหนทางที่คุณลำเพาคิดได้ก็คือ การไปทวงสัญญากับ คุณเปรม ปัทมกุล เจ้าของไร่ชาแห่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ถึงสัญญาที่สามีของเปรมซึ่งเป็นเพื่อนของคุณนพรัตน์เคยให้เอาไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนว่า จะทดแทนบุญคุณที่นพรัตน์เคยช่วยเหลือเรื่องเงิน ด้วยการให้ลูกชายของเขาแต่งงานกับลูกสาวของครอบครัววิชนี ปัทม์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวปัทมกุลไม่พอใจ เพราะพ่อของเขาผู้ให้คำสัญญาเสียชีวิตไปนานแล้ว ประกอบกับเขาไม่ชอบให้ใครมาบังคับ เขาจะไม่ยอมทำตามข้อตกลง แต่เปรมอ้างถึงบุญคุณที่คุณนพรัตน์เคยช่วยเหลือไว้ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีโอกาสสร้างไร่ชาได้อย่างทุกวันนี้ ปัทม์จำยอมทำตามคำสัญญาด้วยการแต่งงานของลูกสาวของครอบครัววิชนี หากไม่ใช่แค่ปัทม์เท่านั้นที่ไม่พอใจ เพราะ โลมฤทัย สาวสวยเสน่ห์แรงบุตรสาวคนที่สองของครอบครัววิชนีก็ไม่พอใจเช่นกัน เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องแต่งงานกับชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าตา และพาลคิดไปเองว่าคงเป็นชายเถื่อนบ้านไร่หน้าตาชายแดน โลมฤทัยสั่งให้พ่อแม่บังคับ รจนาไฉน หรือพี่สาวที่แสนดีแต่งงานแทนเธอ แต่คุณนพรัตน์ยังมีศีลธรรมเพียงพอที่จะไม่หลอกลวงครอบครัวปัทมกุล เนื่องจากรจนาไฉนไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของครอบครัว ซึ่งความลับนี้รจนาไฉนไม่เคยรู้มาก่อน โลมฤทัยยังคงค้านหัวชนฝา เธอไม่ต้องการแต่งงานแล้วไปใช้ชีวิตที่บ้านไร่บนดอย ประกอบกับโลมฤทัยสนใจ ปวุฒิ ตำรวจหนุ่มจากครอบครัวผู้ดีเก่า แต่ฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากเหมือนอย่างเศรษฐีหลายคนที่มารุมจีบโลมฤทัย แต่ที่โลมฤทัยสนใจปวุฒิเป็นพิเศษเพราะว่าเขาเป็นผู้ชายคนเดียวที่มองข้ามเธอไปจีบรจนาไฉน ด้วยเหตุนี้โลมฤทัยตั้งใจว่าจะขัดขวางความรักของปวุฒิกับรจนาไฉนด้วยการโยนหน้าที่แต่งงานไปที่รจนาไฉน ซึ่งแน่นอนว่ารจนาไฉนต้องไม่ยอม โลมฤทัยจึงบอกความจริงว่าแท้จริงแล้วรจนาไฉนเป็นเพียงลูกเก็บมาเลี้ยงจากโรงพยาบาล! นอกจากนี้โลมฤทัยยังพูดให้รจนาไฉนเข้าใจไปว่า พ่อแม่ต้องการกำจัดลูกเลี้ยงอย่างเธอออกจากกองมรดกของครอบครัว สร้างความน้อยใจและเสียใจให้รจนาไฉนมาก แต่ในเมื่อพ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิตเธอ เธอจึงยอมทดแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนด้วยการแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่เคยรู้จัก เพื่อแลกกับค่าสินสอดจำนวนมากของครอบครัวปัทมกุล เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว รจนาไฉนตัดสินใจบอกเลิกปวุฒิ แต่ปวุฒิไม่ยอม เพราะเขาเชื่อมั่นเสมอว่ารจนาไฉนรักเขา ปวุฒิจึงคอยตามตื๊อ และอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง ในขณะเดียวกันปัทม์ลงมากรุงเทพฯ เพื่อสืบข้อมูลของว่าที่เจ้าสาวในอนาคต แต่เขาพบภาพปวุฒิกับรจนาไฉนร่ำลากัน ปวุฒิร้องไห้เสียใจอย่างหนักหน่วงขณะที่รจนาไฉนไม่มีน้ำตาสักหยด เหตุเพราะเธอไม่อยากอ่อนแอ ทำให้ปวุฒิตัดใจจากเธอลำบาก ทว่าปัทม์กลับคิดไปว่ารจนาไฉนเป็นผู้หญิงใจดำ และปัทม์ก็ยังได้ยินโลมฤทัยเล่าให้ปวุฒิฟังว่าที่รจนาไฉนแต่งงานอย่างปุบปับ เป็นเพราะรจนาไฉนเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของคุณพ่อคุณแม่ และรจนาไฉนก็กลัวว่าสักวันถ้าสิ้นบุญคุณพ่อคุณแม่ สมบัติทั้งหมดก็จะต้องเป็นของโลมฤทัยคนเดียว รจนาไฉนก็จะไม่เหลืออะไรเลย รจนาไฉนก็เลยต้องรีบหาที่พึ่งด้วยการให้พ่อแม่ไปทวงคำสัญญาจากครอบครัวปัทมกุล เพราะรจนาไฉนรู้ว่าคนชื่อปัทม์ร่ำรวยมาก สนองความรักสบายของพี่สาวเธอได้ ปัทม์หลงเชื่อคำพูดเหล่านั้นเพราะอคติและเกลียดชังผู้หญิงที่หิวเงินอย่างฝังใจ เพราะในอดีตเขาเคยมีคู่รักที่คิดกอบโกยเงินจากปัทม์โดยปราศจากความรัก มิหนำซ้ำยังหนีตามชู้จนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงคนนั้นยังฝังอยู่ที่หน้าผาเพื่อเตือนใจไม่ให้ปัทม์ลืมความเจ็บช้ำ ดังนั้นปัทม์ตั้งใจว่าจะสั่งสอนและแก้แค้นผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน ปัทม์ตกลงแต่งงานกับรจนาไฉนและจัดพิธีอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่มีแขกผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีการให้เกียรติใด ๆ ทั้งสิ้น ลำเพาต้องจำใจยอมเพราะกลัวพลาดสินสอดที่ปัทม์จะยอมเปิดเผยในวันงานแต่งงานเท่านั้น!!! ปัทม์ปรากฏตัวในวินาทีสุดท้ายของวันแต่งงาน ในสภาพมอมแมมยิ่งกว่าคนงานชาวเขาที่ปัทม์พามาด้วยเพื่อช่วยแบกก๋วย (ตะกร้าใส่ชา) ลำเพาและคนทั้งงานเข้าใจว่าเป็นตะกร้าใส่เงินค่าสินสอด แต่ลำเพาคิดผิดเพราะกลับเป็นใบชา!!!! ไม่ใช่เงินสดหรือทองคำ ปัทม์บอกเหตุผลว่าใบชาคือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดยิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองใด ๆ รจนาไฉนเจ็บใจที่ปัทม์จงใจฉีกหน้าตนเอง ลำเพายังดึงดันที่จะขอเงินเป็นค่าเลี้ยงดูค่าน้ำนมรจนาไฉน ปัทม์ประกาศกร้าวต่อหน้าแขก เพื่อให้ลำเพาได้อายที่คิดขายลูกกินว่าจะยอมให้เงินรจนาไฉนในฐานะคนงานคนหนึ่ง ที่ไม่มีสิทธิพิเศษแต่อย่างใด แต่ถ้าทนอยู่ด้วยไม่ไหวถือว่าสัญญาทุกอย่างเป็นโมฆะ และเป็นอิสระต่อกัน!!!! ลำเพาจำยอมรับเงื่อนไขนี้แล้วคิดหาวิธีกอบโกยต่อไป... รจนาไฉนเริ่มหวั่นใจว่ากำลังจะเจอปัญหา หากต้องใช้ชีวิตกับผู้ชายที่กักขฬะไม่ผิดมัจจุราชคนนี้ และสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นก็กลายเป็นความจริง ปัทม์สั่งรจนาไฉนเดินทางกลับเชียงรายทันทีเพื่อไปลงนรก !!!! แต่รจนาไฉนใช่จะยอมลงให้กับปัทม์ง่าย ๆ เมื่อไม่ให้เกียรติกันก็ต้องใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน รจนาไฉนใส่ชุดนอนทั้ง ๆ ที่ปัทม์บอกให้เตรียมตัวเดินทาง และไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้น ปัทม์จึงอุ้มรจนาไฉนขึ้นหลังแล้วทุ่มลงกระบะท้าย ก่อนจะขับกระชากรถออกไป รจนาไฉนดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ปัทม์ก็จับรจนาไฉนมัด ยัดขึ้นรถไปจนได้ รจนาไฉนเป็นอิสระเมื่อปัทม์เอากระสอบที่คลุมหัวออก ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือไร่ชาที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นนรกดั่งปากของปัทม์ รจนาไฉนเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าสวรรค์ในอกนรกในใจมันเป็นอย่างไร รจนาไฉนป็นลมล้มพับท่ามกลางความตกใจของคุณเปรมและคนงาน คุณเปรมกำชับให้ปัทม์ดูแลรจนาไฉนให้ดีและสมเกียรติ ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมเดินทางไปปฏิบัติธรรมตามที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ปัทม์รับปากคุณเปรม แต่พอลับหลัง ปัทม์จับเธอไปอยู่กระท่อมร้างหลังไร่ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีใคร รจนาไฉนตกใจกลัว แต่เมื่อถูกปัทม์ปรามาสว่า ถ้าทนไม่ไหวก็กลับบ้านไปซะ แต่รจนาไฉนเกิดแรงฮึด ชีวิตต้องเดินหน้า การกลับบ้านหมายถึงการยอมแพ้ และที่สำคัญครอบครัวต้องการเงินช่วยเหลือจากเธอ รจนาไฉนใช้ความรู้และความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ไปตีสนิทกับคนงานชาวเขา เพื่อขออาหาร เสื้อผ้า รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจาก พ่อเลี้ยงพูนทวี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของปัทม์ โดยที่รจนาไฉนคิดว่าพ่อเลี้ยงพูนทวีเป็นชาวเขา พ่อเลี้ยงก็นึกสนุก สวมบทบาทชาวดอยเป็นเพื่อนซี้กับรจนาไฉน ทำให้ชีวิตของรจนาไฉนมีแต่ความสุข ปัทม์ผิดหวังที่แผนขับไล่รจนาไฉนไม่เกิดผล จึงลากเธอมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ หวังจะกลั่นแกล้งและทรมานให้เธอหนีกลับบ้านให้ได้ เพื่อยกเลิกสัญญาหิวเงินของเธอ รจนาไฉนเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านของปัทม์ท่ามกลางไร่ชาแสนสวยงาม ส่วนคุณเปรมขอปลีกไปอยู่เรือนหลังเล็กเพื่อให้รจนาไฉนกับปัทม์ได้ใช้ชีวิตคู่อยู่กันตามลำพัง แต่สั่งให้ จันทร์เจ้า สาวเหนืออ่อนหวานเป็นต้นห้อง และมี ปยงค์ หัวหน้าแม่บ้านคอยดูแลอีกที และเช่นเคยลับหลังคุณเปรม ปัทม์สั่งสอนรจนาไฉนด้วยการเอาหน้าที่ของภรรยามาอ้าง ใช้ให้เธอทำงานบ้านทุกอย่างและคอยทำกับข้าวให้สามีกินทุกวันทุกมื้อโดยห้ามให้ใครช่วย แต่ปัทม์ต้องตะลึงไม่เคยคิดว่าผู้หญิงใส ๆ จะทำหน้าที่แม่บ้านแม่ครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากนั้นด้วยความน่ารักและมีน้ำใจ พูดจาไพเราะของรจนาไฉนก็ทำให้เปรมและคนงานในไร่รักเธอได้ไม่ยาก ร้อนถึง อุรารัตน์ ลูกสาวของ พ่อเลี้ยงเจง เจ้าของรีสอร์ทหรูในพื้นที่ รู้ว่าปัทม์พารจนาไฉนมาอยู่ ก็บุกมาที่บ้าน เพราะต้องการแย่งชิงปัทม์ผู้ชายที่หลงรักมานานแล้ว อุรารัตน์ออเซาะปัทม์อย่างไม่เกรงใจ ปัทม์ก็เลยสนองตอบกับอุรารัตน์ หวังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับรจนาไฉน ทว่ารจนาไฉนกลับนิ่งเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อน แม้ปัทม์จะออกไปนอนค้างกับผู้หญิงอื่นนอกบ้าน เธอก็ไม่สนใจ เพราะเธอไม่ได้รักปัทม์ ปัทม์ยิ่งขุ่นเคืองเมื่อพบว่าปวุฒิได้ย้ายมาประจำที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อภารกิจปราบปรามยาเสพติด ปัทม์สบประมาทปวุฒิว่าเอาหน้าที่การงานมาอ้าง แท้ที่จริงเพียงเพื่อจะแย่งเมียชาวบ้าน ปวุฒิหาทางมาคอยดูแลรจนาไฉนเสมอ เพราะยังเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันโลมฤทัยก็ดั้นด้นขอมาพักที่ไร่ชาของปัทม์ โดยอ้างว่ากลัวรจนาไฉนจะเหงาที่ต้องจากบ้านมาไกล ทั้ง ๆ ที่ใจต้องการมาแย่งชิงหัวใจปวุฒิให้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ปวุฒิที่เทียวไล้เทียวขื่อมาที่บ้านไร่ แต่ ปลัดวราห์ ปลัดหนุ่มเจ้าสำราญ และพ่อเลี้ยงพูนทวีก็หลงเสน่ห์อันอ่อนโยนเหมือนเจ้าหญิงของรจนาไฉน แถมยังเข้าใจผิดคิดว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวของปัทม์ จึงแวะเวียนมาหารจนาไฉนเสมอ ทำให้ปัทม์อารมณ์เสีย และพาลลงกับรจนาไฉนทุกครั้ง หาว่าเธอกำลังหาที่เกาะใหม่เตรียมเอาไว้แทนเขา รจนาไฉนไม่พอใจที่ถูกดูถูกก็เลยเถียงกลับว่าเธอมีสิทธิ์ เพราะเธอถือว่าปัทม์ไม่ใช่เจ้าของเธอ และนั่นทำให้ปัทม์โมโหคว้ารจนาไฉนมาจูบสั่งสอน แต่เปรมที่ได้ยินเสียงทะเลาะกันจึงเข้ามาห้ามเสียก่อน แล้วปัทม์ก็รู้ว่าที่วราห์เข้าใจว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวเป็นเพราะคำแนะนำของเปรม ทำให้ปัทม์รู้สึกผิดขึ้นมาบ้างที่เข้าใจรจนาไฉนผิด แต่เขาก็หาเหตุผลให้กับตัวเองว่าบางทีรจนาไฉนอาจจะต้องการหาที่เกาะใหม่อย่างที่เขาคิดจริง ๆ ก็ได้ เพราะปัทม์ไม่เคยผิด!! รจนาไฉนเสียใจกับการกระทำของผู้ชายหยาบช้าที่ไม่ให้เกียรติเธออย่างปัทม์ ยังผลให้คิดถึงผู้ชายแสนดีอย่างปวุฒิขึ้นมาจับใจ โดยที่รจนาไฉนไม่เคยรู้ว่าปวุฒิเองก็คิดถึงรจนาไฉนอยู่ทุกลมหายใจ แม้ว่าโลมฤทัยจะพยายามปลอบใจปวุฒิ บ่อยครั้งที่เธอพร้อมจะยอมปล่อยกายให้ปวุฒิเชยชม เพื่อหวังจะให้เขาลืมพี่สาวนอกไส้ของเธอ แต่ปวุฒิก็ไม่ทำ เพราะหัวใจของเขามีแต่รจนาไฉนคนเดียว และหวังอยู่เสมอว่าวันหนึ่งรจนาไฉนจะเลิกกับปัทม์แล้วกลับมาหาเขา แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่ปวุฒิคิด เพราะถึงแม้ว่าปัทม์กับรจนาไฉนจะยังไม่ได้รักกัน หนำซ้ำยังมีมือที่สามและสี่ที่ทำท่าจะมาแยกทั้งคู่ แต่ก็ยังมีเปรมที่รักและเอ็นดูผู้หญิงดี ๆ อย่างรจนาไฉนมากจนไม่อยากเสียเธอไป เปรมจึงทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ด้วยการพารจนาไฉนไปแนะนำกับทุกคนว่า รจนาไฉนเป็นลูกสะใภ้ที่เธอภาคภูมิใจ ต้องการให้พวกที่หวังในตัวลูกชายและลูกสะใภ้ถอดใจซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นวราห์กับอุรารัตน์นั่นเอง วราห์อึ้งเมื่อรู้ความจริงว่ารจนาไฉนเป็นเมียของปัทม์ไม่ใช่น้องสาว แต่อุรารัตน์ก็ยุยงให้วราห์สู้ต่อ เพราะแน่ใจว่าปัทม์กับรจนาไฉนไม่ได้รักกัน และยังบอกด้วยว่ารจนาไฉนเป็นลูกสาวเศรษฐีจากกรุงเทพฯ จะต้องมีมรดกเยอะแน่นอน ทำให้คนเห็นแก่เงินอย่างวราห์มีความหวังอีกครั้ง และหมายมั่นปั้นมือว่าจะแย่งรจนาไฉนมาจากปัทม์ให้ได้ ผิดกับพ่อเลี้ยงพูนทวี เมื่อเขารู้ความจริงว่าผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักเป็นภรรยาของปัทม์ เขาก็ไม่คิดจะแย่ง มีแต่ความปรารถนาดีให้รจนาไฉนอย่างแท้จริง รจนาไฉนจึงไว้วางใจให้พูนทวีเป็นเพื่อนของเธอ ดังนั้นเมื่อรจนาไฉนมีปัญหาทุกข์ใจหรือต้องการเพื่อนคุยคลายเหงา เธอก็มักจะนึกถึงพ่อเลี้ยงพูนทวีเสมอจนทั้งคู่จึงสนิทสนมกัน และแน่นอนว่าความสนิทสนมของรจนาไฉนกับพ่อเลี้ยงพูนทวีไม่อาจหลุดพ้นสายตาของปัทม์ไปได้ เขาจึงยิ่งชังหน้าของรจนาไฉนที่ยั่วยวนผู้ชายหลายคนเอาไว้เป็นตัวเลือก ปัทม์กับรจนาไฉนจึงมีปากเสียงกันตลอด เปรมต้องการทำให้ปัทม์ใจอ่อน ด้วยความอ่อนโยนของรจนาไฉน จึงออกความคิดให้รจนาไฉนเป็นแม่ครัวทำอาหารให้คนงาน รจนาไฉนจะได้ไม่เบื่อที่ต้องอยู่กับบ้านเฉย ๆ การปรากฏตัวของนายหญิงสร้างความกระดี๊กระด๊าให้กับคนงาน หนำซ้ำพวกเขายังขอให้ปัทม์โชว์ความหวานกับภรรยาให้เป็นขวัญตา ปัทม์ก็ยอมกอดและหอมแก้มรจนาไฉนเพราะไม่อยากเสียหน้ากับลูกน้อง และที่สำคัญต้องการแกล้งให้รจนาไฉนอึดอัดใจ แต่สิ่งที่ปัทม์ทำกลับสร้างความวาบหวามใจให้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว แต่ปัทม์ก็รีบสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งไป เพราะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะสั่งสอนผู้หญิงหิวเงินง่าย ๆ พวกคนงานต่างพูดจาชื่นชมสรรเสริญถึงความอ่อนโยน ความเมตตา เห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของรจนาไฉนให้ปัทม์ฟัง แต่ปัทม์ยังไม่ยอมทำลายกำแพงของตัวเองที่มีต่อรจนาไฉน เขามั่นใจว่ารจนาไฉนกำลังสร้างภาพให้ทุกคนตายใจ แต่เมื่อปัทม์ได้ไปพบเห็นกับตาว่ารจนาไฉนมีใจเอื้อเฟื้อต่อครอบครัวคนงานมากแค่ไหน ทำให้ปัทม์เริ่มรู้สึกดีกับรจนาไฉนมากขึ้น ความหยาบคายที่เขาหยิบยื่นให้รจนาไฉนก็น้อยลงจนแทบจะไม่เหลือ รจนาไฉนเองก็รู้สึกอบอุ่นอยู่ลึก ๆ ในหัวใจทุกครั้งที่ได้ยืนเคียงข้างปัทม์ทำงานในไร่ชา ซึ่งอุรารัตน์สังเกตเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ของปัทม์ อุรารัตน์จึงร่วมมือกับวราห์วางแผนสร้างความร้าวฉานด้วยแผนร้าย ด้วยการใช้ปวุฒิเป็นเครื่องมือ เพราะรู้ดีว่าปวุฒิคือคนรักเก่าของรจนาไฉน แต่โลมฤทัยเข้ามาขวางแผนการเสียก่อน ทำให้แผนของอุรารัตน์และวราห์พลาดไป แต่สิ่งที่ได้มาคือทำให้ปวุฒิเพิ่งจะสัมผัสได้ว่า โลมฤทัยจริงใจกับปวุฒิมากเพียงใด และที่สำคัญทำให้ปัทม์หัวเสียยิ่งกว่าครั้งใด ๆ เพราะปัทม์เริ่มรู้สึกว่ากำลังใจอ่อนให้กับรจนาไฉน และเผลอจูบปากรจนาไฉนด้วยใจร่ำร้องหา รจนาไฉนตกใจตบหน้าปัทม์อย่างแรง ปัทม์โมโหคิดว่ารจนาไฉนเล่นตัว จึงกระชากตัวรจนาไฉนเข้ามากอด อารมณ์อันคุกรุ่นภายในหัวใจของทั้งคู่แต่ไม่ยอมเปิดเผยเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้คืนนั้นปัทม์และรจนาไฉนกลายเป็นของกันและกันโดยเต็มใจ แต่เมื่อมอบร่างกายและหัวใจให้กับมัจจุราช เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาต้องเจอกับอะไร เป็นสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นใจเป็นที่สุดแล้วสิ่งที่รจนาไฉนกลัวก็เป็นจริงอีกครั้ง ปัทม์กลับทำเมินเฉยเหมือนเรื่องที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น รจนาไฉนร้าวรานใจที่ถูกย่ำยีอย่างร้ายแรงที่สุดในชีวิต โดยที่รจนาไฉนไม่รู้ว่า ปัทม์เองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่จำเป็นต้องเลือกที่จะตัดใจจากการหลงรักผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน แทนที่จะปล่อยใจให้หลงรัก หลังจากลำเพาโกหกว่ารจนาไฉนต้องการเงินก้อนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ลำเพาเองนั่นแหละคือคนที่อยากได้ไปปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อของตัวเอง รจนาไฉนตัดสินใจหนีออกไปจากบ้านไร่ และที่พึ่งเดียวของรจนาไฉนคือพ่อเลี้ยงพูนทวี รจนาไฉนไม่อยากรบกวนปวุฒิ ที่กำลังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโลมฤทัย ปัทม์ขับไล่ไสส่งรจนาไฉนอย่างไม่ใยดี แต่ในใจมันไม่ใช่!!!! ปัทม์ออกอาการหึงหวง พ่อเลี้ยงพูนทวีมองออกว่าทั้งสองคนต่างมีทิฐิและความไม่เข้าใจกัน ทำให้เรื่องยุ่งยากกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งอุรารัตน์เข้ามาเป็นมือที่สามอยู่บ่อย ๆ ทำให้พ่อเลี้ยงพูนทวีต้องการเป็นกาวใจให้กับปัทม์และรจนาไฉน พ่อเลี้ยงพูนทวีทำให้ปัทม์และรจนาไฉนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน โดยความช่วยเหลือของ ชิ จันทร์เจ้า และปยงค์ที่เปลี่ยนใจหันมารักรจนาไฉนความสัมพันธ์ของปัทม์กับรจนาไฉนก็ค่อยๆ ดีขึ้น ความอ่อนโยนที่ปัทม์มีต่อรจนาไฉน ทำให้ความเกลียดชังในใจของรจนาไฉนค่อย ๆ เลือนหาย ประกอบกับรจนาไฉนได้เห็นว่าปัทม์เครียดกับการถูกใส่ร้ายว่าค้ายาเสพติด ตอนแรกรจนาไฉนหวั่นไหวคิดว่าปัทม์ทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่ปวุฒิที่สืบเรื่องนี้มานานให้ความเชื่อมั่นกับรจนาไฉนว่า ปัทม์คือผู้บริสุทธิ์ รจนาไฉนคอยถามข่าวคราวของคดีจากปวุฒิ แต่กลับทำให้ปัทม์เข้าใจผิด คิดว่าถ่านไฟเก่าระหว่างรจนาไฉนและปวุฒิยังไม่มอดดับลง จนกระทั่งวันหนึ่งรจนาไฉนได้ยินข่าวว่าพวกของปัทม์ยิงปะทะกับพวกของ หน่อเอ ชาวเขาที่หันไปลักลอบปลูกฝิ่น ฝ่าฝืนสัญญาที่เคยให้ไว้กับปัทม์ และมีคนถูกยิงเสียชีวิต แต่พวกหน่อเอหนีไปได้ ด้วยความเป็นห่วงรจนาไฉนรีบวิ่งไปหาสามี แล้วเธอก็พบร่างปัทม์นอนนิ่ง รจนาไฉนถึงกับร้องไห้โฮและสารภาพรักปัทม์ ทำให้ปัทม์รู้ว่ารจนาไฉนห่วงเขามากแค่ไหน ปัทม์ซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูกจนเขาแน่ใจว่าเขารักเธอ บวกกับได้รู้ความจริงจากปากของนพรัตน์ว่า เบื้องหลังการรีดไถเงินที่ปัทม์เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรจนาไฉน แท้ที่จริงเป็นคำสั่งของลำเพา ปัทม์โล่งใจที่ตัวเองรักผู้หญิงที่ไม่ใช่คนหิวเงินอย่างที่เข้าใจ จึงตัดสินใจจะบอกรักรจนาไฉน แต่ยังไม่ทันได้บอกปวุฒิก็เขามาหารจนาไฉน พร้อมกับข่าวดีข่าวสำคัญ ปัทม์เข้าใจผิดคิดว่าข่าวดีนั้นคือรจนาไฉนกับปวุฒิกลับมาคืนดีกัน โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ปวุฒิมีข้อมูลสืบทราบมาว่า ตัวการค้ายาเสพติดที่แท้จริงคือใคร และปัทม์จะได้พ้นมลทิน แต่ทุกอย่างก็คลี่คลาย ปัทม์พ้นมลทิน เสี่ยเจงที่เป็นผู้บงการขบวนการค้ายาเสพติด และปลัดวราห์ที่ร่วมมือด้วย ถูกจับได้จากการซัดทอดของหน่อเอ ที่เปลี่ยนใจเพราะพ่ายแพ้ต่อหัวใจลูกผู้ชายของปัทม์ ปัทม์ช่วยปวุฒินำกองกำลังตำรวจเข้าสกัดจับเสี่ยเจงและปลัดวราห์ก่อนที่จะหนีข้ามชายแดนไปได้ในที่สุด รจนาไฉนกำลังจะไปแสดงความยินดีกับปัทม์ แต่พบอุรารัตน์เข้ามาโกหกว่าเธอท้องกับปัทม์ รจนาไฉนเสียใจมาก ทั้งที่ความจริงเธอรู้ว่าเธอมีสิทธิ์ในตัวปัทม์มากกว่าใคร แต่รจนาไฉนก็รู้ดีกว่าใครว่าการเป็นลูกกำพร้ามันปวดร้าวมากเพียงใด รจนาไฉนไม่ต้องการให้เด็กในท้องของอุรารัตน์เป็นกำพร้า เธอก็เลยตัดสินใจที่จะหนีไปจากชีวิตของปัทม์ ระหว่างทางที่รจนาไฉนจะหนีกลับกรุงเทพฯ พ่อเลี้ยงรู้เรื่องทั้งหมดเข้าก็ขอให้รจนาไฉนไปอยู่ที่บ้านของตนก่อน ปัทม์ตามหารจนาไฉนจนทั่วจนพบว่าไปอยู่ที่บ้านของพ่อเลี้ยง ปัทม์โกรธพ่อเลี้ยงมากเพราะคิดว่าถูกหักหลัง แต่พ่อเลี้ยงก็ยืนยันว่าตัวเองและรจนาไฉนบริสุทธิ์ใจกัน แต่ที่รจนาไฉนหนีมาเป็นเพราะว่าปัทม์ทำอุรารัตน์ท้อง ซึ่งปัทม์ยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำ แต่รจนาไฉนไม่เชื่อ เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของปัทม์มันฟ้อง ปัทม์มาง้อรจนาไฉนที่บ้านทุกวัน ยอมนั่งเฝ้าหน้าประตูอยู่ตลอดทั้งคืน แต่รจนาไฉนก็ไม่ใจอ่อน แม้พ่อเลี้ยงพูนทวี ปวุฒิ และโลมฤทัยจะมาเกลี้ยกล่อมขอให้รจนาไฉนเชื่อใจปัทม์ รจนาไฉนก็ไม่ยอม ปัทม์สิ้นหวัง!!!! ปัทม์สั่งชิและลูกน้องให้กลบหลุมฝังศพของภรรยาเก่าให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากถูกตอกย้ำด้วยแรงแค้น ตอนนี้ปัทม์รู้แล้วว่า ผู้หญิงไม่ได้เป็นอย่างที่ปัทม์คิดทุกคน รจนาไฉนเป็นคนดี ความดีของรจนาไฉนเอาชนะความกักขฬะในหัวใจของมัจจุราชอย่างปัทม์ไปเสียสิ้น สมควรแล้วที่รจนาไฉนจะทิ้งตนไป ปัทม์ร่ำลาเปรม ขอปลีกตัวไปจากที่นี่ ไปโดยไม่มีจุดหมาย ปัทม์ขับรถออกเดินทางอย่างคนที่ใจสลาย แต่แล้วรจนาไฉนยืนดักรอปัทม์อยู่ที่ทางเข้าไร่ชาในชุดนอนสีเหลือง ชุดที่รจนาไฉนสวมเมื่อครั้งเดินทางมาที่นี่กับปัทม์ในครั้งแรก ปัทม์ได้รู้ว่า รจนาไฉนรู้ความจริงเรื่องอุรารัตน์ไม่ได้ท้องกับปัทม์และไม่เคยมีอะไรลึกซึ้งด้วย จากปากของอุรารัตน์ที่มาสารภาพความจริงเองว่า อุรารัตน์ท้องกับปลัดวราห์ แต่ที่โกหกเพราะต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว และจำใจต้องมาสารภาพความจริงเพราะเปรม ปยงค์ ชิ จันทร์เจ้ามาหว่านล้อมให้เห็นแก่ความรักของปัทม์และรจนาไฉน และเงินทุนเลี้ยงชีวิตที่เปรมเมตตามอบให้ ปัทม์ตัดสินใจเลี้ยวรถกลับพารจนาไฉนไปยืนมองดูอาณาจักรไร่ชา ที่กำลังเติบโตอย่างที่ใฝ่ฝัน ปัทม์และรจนาไฉนให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ทิฐิใส่กัน รจนามีความสุขที่สุดในชีวิตที่ได้กลายเป็นเจ้าหญิงดั่งที่เคยฝัน แต่คนที่ยืนเคียงคู่ไม่ใช่เจ้าชายแสนเพอร์เฟคท์เหมือนในนิทาน กลับเป็นมัจจุราชผู้อ่อนหวาน...มัจจุราชสีน้ำผึ้ง...ผู้ยอมศิโรราบให้กับความดีของรจนาไฉนอย่างหมดหัวใจ ติดตามความสนุกเข้มข้นของ ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง ได้ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง รายชื่อนักแสดงนำ ธีรเดช วงศ์พัวพัน รับบท ปัท ปัทมกุล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ รับบท รจนาไฉน อภิญญา สกุลเจริญสุข รับบท โลมฤทัย วริษฐ์ ทิพโกมุท รับบท ปวุฒิ อภิษฎา เครือคงคา รับบท อารีรัตน์ สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล รับบท ปลัดวราห์ นิรุตติ์ ศิริจรรยา รับบท พ่อเลี้ยงเจง พิษณุ นิ่มสกุล รับบท พ่อเลี้ยงพูนทวี สาวิตรี สามิภักดิ์ รับบท คุณเปรม ภัสสร บุณยเกียรติ รับบท ลำเพา สุเชาว์ พงษ์วิไล รับบท นพรัตน์ พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา รับบท ปยงค์ บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ รับบท ชิ

10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว
10 สถานที่ /  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม / 

Travel.mthai.com ขอนำเสนอ 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาให้ทุกท่านได้ชมกัน เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพัฒนาพื้นที่ชนบทให้มีทั้งคุณค่าทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่ง โครงการหลวงของพระองค์นั้นมีอยู่เกือบ 40 แห่ง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูหนาว ใครที่มีโปรแกรมขึ้นเหนือ อย่าลืมแวะไปชมโครงการหลวงต่างๆ กันด้วยนะ หรือจะเอาไว้เที่ยวในเดือนอื่นในฤดูหนาว ก็ตามสะดวกเลยครับ รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจกลับไปแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร วัฒนธรรม และธรรมชาติ  1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่ สภาพพื้นที่ของโครงการส่วนใหญ่ล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน มีแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาเพียงเล็กน้อย มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ 29,178 ไร่  โดยแบ่งพื้นที่ในการดำเนินการของโครงการประมาณ 30 ไร่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,300 – 1,400 เมตร มีแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำขุนวาง  ประชากรในพื้นที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและม้ง รวมทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน ขึ้นอยู่กับตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ เช่น องุ่นไร้เมล็ด โรงเรือนวนิลา ฯลฯ - ชมแปลงปลูกผัก โรงเรือนเห็ดเมืองหนาว แปลงปลูกดอกเบญจมาศหลากสีสัน ฯลฯ - สาธิตการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ดำ กระต่ายพันธุ์เนื้อ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชาวเผ่าม้ง และกะเหรี่ยง - ชมการปักผ้า และการตีมีด ฯลฯ - งานปีใหม่ของม้ง จัดช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม มีการละเล่น ชาวเขาจะแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงามมาร่วมงานที่ลานกิจกรรมหมู่บ้าน การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ตามเส้นทางมีพรรณไม้ พืชสมุนไพร และนก ระยะทางเดินประมาณ 3 กิโลเมตร เดินประมาณ 2 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกเต๊ะเละโพ (อวบน้อย) ที่มีอ่างเก็บน้ำเหมาะแก่การลงเล่นน้ำ - ชมทุ่งกุหลาบพันปีสีแดง ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ที่บริเวณผาแง่ม ซึ่งเป็นยอดเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม - ชมดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย) ซึ่งจะบานสะพรั่งช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 106 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข  108 (เชียงใหม่-ฮอด) ก่อนถึงอำเภอจอมทอง มีทางแยกขวามือขึ้นดอยอินทนนท์ ตามทางหลวงหมายเลข 1009 ราว หลัก กม. ที่30-31 มีทางแยกทางขวามือผ่านบ้านขุนกลาง จุดกางเต็นท์ป่าสน ตรงไปอีก 16 กิโลเมตร จนถึงบ้านขุนวางสังเกตป้ายโครงการทางขวามือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-939-102, 085-717-0399 2. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 เป็นศูนย์ขนาดเล็ก พื้นที่รับผิดชอบ 48.54 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน 995 ครัวเรือน ประกอบด้วยคนพื้นเมืองและชาวเขาเผ่าม้ง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเล 450 เมตร ประกอบด้วยป่าโปร่งผลัดใบ ดิน มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทรายและดินลูกรัง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,277 มิลลิเมตรต่อปี การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเขตร้อน เช่น มะละกอ มะม่วง มะปราง พุทรา ขนุน ฯลฯ ที่นี่เป็นแหล่งปลูกมะม่วงหลายชนิด มะม่วงพันธุ์ออร์วิน มะม่วงนวลคำ ที่มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม รับประทานได้ทั้งดิบและสุก - ชมแปลงสาธิตพืชผักหลายหลากชนิด เช่น มะระขาว มะระหยก ซาโยเต้ ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเขาเผ่าม้ง - ประเพณี ที่น่าสนใจ คือ ประเพณีปีใหม่ม้ง ประเพณีสืบชะตาหลวงประจำหมู่บ้าน จัดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และประเพณีตานข้าวใหม่ จัดขึ้นหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมของทุกปี การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกตาดครก เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีน้ำตลอดปี มีโขดหินสวยงาม เป็นแหล่งที่มีปลามุงอาศัยอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นปลาหายากของประเทศไทย - น้ำตกตาดน้อย เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีกล้วยไม้ป่า แมลง ผีเสื้อ และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทาง 108 เชียงใหม่-ฮอด ประมาณ กม. ที่ 10-11 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง 1269 หางดง-สะเมิง ระยะทาง 12 กม. จะพบป้ายโครงการห้วยเสี้ยวด้านซ้าย เข้าถนนลูกรังอีก 3.5 กม. รวมระยะทาง 29 กม. ฤดูฝนการคมนาคมลำบาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-248-425, 089-850-6586 3. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ. 2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยได้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยทอดพระเนตรเห็นพื้นที่แล้ว ประกอบกับเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นศูนย์กลางพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 91.75 ตารางกิโลเมตร หรือ 57,368 ไร่ ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าลั๊ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงกาแฟอาราบิก้า พร้อมชิมกาแฟสดรสดีผลิตภัณฑ์คุณภาพจากบ้านห้วยห้อม สวนกาแฟที่ได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตร ส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง และสตาร์บัคส์ - ชมวิวความสวยงามของนาข้าวแบบขั้นบันได - ชมการทอผ้าขนแกะของกลุ่มแม่บ้านห้วยห้อม มีทั้งผ้าทอขนแกะล้วน และผ้าทอขนแกะผสม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - พิธีกรรมเซ่นไหว้เจ้าที่เพื่อการเกษตรให้ผลผลิตที่ดี จะเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยว - การเรียกขวัญและผูกด้ายขวัญ พิธีนี้กระทำขึ้นในหลายโอกาส อาทิ ขึ้นปีใหม่ แต่งงาน รับขวัญเด็กแรกเกิด การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกทีราชันย์ น้ำตกขนาดกลาง สูง 3 ชั้น ระยะทางห่างจากศูนย์ฯ 6 กิโลเมตร - น้ำตกทีลอเล สูง 5 ชั้น ระยะทางจากศูนย์ฯ 15 กิโลเมตร เดินเท้าต่ออีก 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินชมธรรมชาติ พรรณไม้ป่า การเดินทาง จากตัวเมืองชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ผ่านแม่สะเรียง มุ่งหน้าอำเภอแม่ลาน้อย ถึง กม.132 ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 1266 ขึ้นดอยอีก 30 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-619-533-4 , 083-324-3062 4. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก จ.เชียงใหม่  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก ก่อตั้งในปี พ.ศ.2526 เป็นศูนย์ฯ พัฒนาขนาดกลาง ตั้งอยู่ในหุบเขาด้านหลังเทือกดอยอินทนนท์ มีสภาพอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว และเย็นสบายในช่วงฤดูร้อน มีความร่มรื่นทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตแปลงส่งเสริมผลผลิตตามฤดูกาล เช่น เบบี้ฮ่องเต้ โอ๊คลีฟแดง โอ๊คลีฟเขียว คอสสลัด เรดโครอล ร็อคเก็ตสลัด บัตเตอร์เฮด ผักกาดหวาน ฯลฯ - ชมการปลูกผักและสมุนไพรระบบอินทรีย์ เช่น ซุกินี คะน้าเห็ดหอม มะระขาว ฯลฯ - ชมนาขั้นบันไดที่สวยงามของชาวกะเหรี่ยง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีปีใหม่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีการละเล่นและเลี้ยงฉลองตามบ้าน ชาวเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่ามาร่วมงานกันทุกคน - ชมงานหัตถกรรมการทอผ้าของกะเหรี่ยงที่มีลวดลายสวยงาม การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ปางช้างแม่สะป๊อก น้ำตกแม่สะป๊อก น้ำตกแม่วาง และน้ำตกผาหม่น - ล่องแพไม้ไผ่ชมธรรมชาติลำน้ำแม่วาง บริเวณบ้านสบวิน การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 68 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่-ฮอด) เมื่อถึงอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ตรงไปประมาณ 38 กิโลเมตร จากนั้นจะมีทางแยกซ้ายเข้าบ้านแม่สะป๊อกเหนือ  ระยะทางประมาณ 500 เมตร  ถึงที่ทำการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-322 , 085-716-3134 5. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำแม่แรมและแม่สา มีพื้นที่ 21.17 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 13,231 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเล 780-1,430 เมตร ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 6 หมู่บ้าน 371 ครัวเรือน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าม้ง เผ่าลีซอ คนพื้นเมืองและจีนยูนนาน นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธลัทธิผี และศาสนาคริสต์ลัทธิผี ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ เช่น เลมอนทายม์ เลมอนบาล์ม มิ้นต์ คาโมมายล์ โรสแมรี่ หญ้าหวาน ฯลฯ - ชมแปลงงานวิจัยผักเมืองหนาว แปลงผักไฮโดรโพนิกส์ เทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน - แปลงผักอินทรีย์และแปลงผักขั้นบันไดของชาวบ้านเผ่าม้งที่มีผักมากมายหลากหลายชนิด เช่น ผักกาดขาวปลี แครอท ปวยเหล็ง ฯลฯ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม - ชมการละเล่นพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าม้ง เช่น ตีกลอง เป่าแคน ขลุ่ย การละเล่นชู้จ่าง ฯลฯ - ชมหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การปักผ้าของหญิงม้ง การต้มเหล้าข้าวโพด ฯลฯ - ประเพณีปีใหม่ม้ง จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม – มกราคมของทุกปี ชาวเขาทั้งหมู่บ้านจะรวมกันแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงาม มีการประกวดธิดาดอย การแข่งขัน ล้อเลื่อนไม้ พร้อมกิจกรรมบันเทิงต่างๆ มากมาย การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนล่อง จุดชมวิวที่สูงที่สุดของอำเภอแม่ริม สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร สามารถ ชมทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ตกและทะเลหมอกในฤดูหนาวเป็นมุมกว้าง - จุดชมวิวม่อนดอย น้ำตกตาดหมอก น้ำตกวังฮาง - ดอยม่อนแจ่ม จุดชมวิวและลานกางเต็นท์ที่สวยงาม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 39 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ผ่านที่ว่าการอำเภอแม่ริม ถึงหลักกิโลเมตรที่ 17  เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ประมาณ กม.ที่ 15 บริเวณบ้านโป่งแยง ให้สังเกตป้ายศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ด้านขวามือให้เลี้ยวขวาตรงตามถนนหลักระยะทางขึ้นเขาอีก  6  กิโลเมตร จนถึงที่ทำการศูนย์  สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยางตลอด รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้  มีรถประจำทางผ่านบริเวณทางแยกก่อนขึ้นศูนย์ สายสะเมิงเหนือ-เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-950-9767 , 083-324-0610 6. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า จ.พะเยา  ปี พ.ศ. 2530 มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่าขึ้น เริ่มต้นโดยกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการบุกเบิกพื้นที่ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดสรรพื้นที่ทำมาหากินให้แก่ราษฎร จากนั้นส่งเสริมให้ปลูกไม้ผลเมืองหนาวศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า สูงจากระดับน้ำทะเล 640 เมตร พื้นที่รับผิดชอบ 22,505 ไร่ ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าเย้าและม้ง ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเขาและภูเขาสูง มีลำน้ำสายสำคัญ คือ ลำน้ำแม่คะ และลำน้ำเงิน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงผลผลิต เช่น ฟักทองยักษ์ ฟักทองสีขาว ฯลฯ - ชมแปลงไม้ดอกไม้ประดับ เช่น แว็กซ์ฟลาวเวอร์ มะเขือการ์ตูน ฯลฯ - ชมแปลงไม้ผล เช่น อะโวกาโด มะม่วง ส้มโนรีตะ ส้มคัมควอท ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านสิบสองพัฒนา และบ้านปางค่าเหนือ - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าเย้าที่บ้านปางค่าใต้ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ยอดดอยภูลังกา เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำยม สูง 1,720 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นสันเขาแคบๆ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้า โดยจุดนี้สามารถมองเห็น สปป.ลาว และสามเหลี่ยมทองคำได้อย่างชัดเจน - ดอยภูนม เป็นสันเขาแคบๆ ทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ - ดอยหัวลิง ถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรง การเดินทาง จากจังหวัดพะเยา ผ่านอำเภอดอกคำใต้-จุน มุ่งหน้าไปอำเภอเชียงคำ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1179 เลี้ยวขวาที่ กม.8 เข้าทางหลวงสาย 1148 สายเชียงคำ-น่าน จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ กม.90 ขับต่อไปตามถนนรพช. อีกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางไปจนถึงวนอุทยานภูลังกา รถเก๋งสามารถขึ้นไปได้อย่างสบาย หากจะขึ้นไปเที่ยวที่ดอยภูลังกา ให้ติดต่อเหมารถ 4WD ที่วนอุทยานภูลังกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-883-0307 7. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง มีพื้นที่รับผิดชอบ 17 หมู่บ้าน 451 ครัวเรือน บนพื้นที่ 84.27 ตารางกิโลเมตร หรือ 52,670 ไร่ ประชากรประกอบด้วยคนพื้นเมืองและเผ่าม้ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน ที่ราบมีน้อยมาก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 700-1,250 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมวิวทิวทัศน์สวยงามของแปลงปลูกชาลุงเดช - เรียนรู้วิธีการชงชาและชิมชา ตลอดจนขั้นตอนกรรมวิธีการแปรรูปชาและการบรรจุหีบห่อที่โรงงานชาบ้านปงตอง - ชมโรงเรือนเพาะเห็ดระบบปิด เช่น เห็ดนางรมภูฎาน เห็ดนางรมฮังการี เห็ดปุยฝ้าย ฯลฯ - ชมแปลงกล้วยไม้ซิมบิเดี้ยมขนาดใหญ่หลากหลายสีสัน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีม้ง (กินวอ) คืองานประเพณีขึ้นปีใหม่ของขาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1-3 ค่ำเดือน 1 ซึ่งตรงกับเดือนมกราคมของทุกปี - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง บ้านม่อนเงาะ การละเล่นโยนลูกช่วง ลูกข่าง การปักผ้าชาวเขา การตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำเมี่ยงแบบดั้งเดิม ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ชมการเก็บใบเมี่ยง ใบชา และชิมยำใบเมี่ยงอาหารขึ้นชื่อของชุมชน การท่องเที่ยวธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนเงาะ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,425 เมตร ด้วยความสวยงามของชั้นเขา จึงสามารถชมทะเลหมอก และชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เป็นมุมกว้าง 360 องศาได้อย่างสุดลูกหูลูกตา - เงือกผา เป็นหินงอกที่มีลักษณะคล้ายนางเงือกหันหน้าเกาะผาอยู่ - บ่อน้ำทิพย์ เป็นแอ่งน้ำซึมอยู่ภายในถ้ำ และมีน้ำตลอดทั้งปี - ถ้ำลม จะมีลมพัดออกมาจากถ้ำตลอดเวลา รู้สึกได้อย่างชัดเจนเมื่อยืนอยู่บริเวณปากถ้ำ - ล่องแพผจญภัยที่บ้านสบก๋าย ชมธรรมชาติที่สวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ชมโขดหินที่มีลักษณะแตกแต่งกัน รวมถึงต้นไม้ใหญ่อายุกว่าพันปีที่โค่นล้มโดยธรรมชาติ โดยมีทั้งล่องแพไม้และแพยาง โดยแพไม้ไผ่จะงดล่องในช่วงฤดูฝน ส่วนแพยางสามารถล่องได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ประมาณ 37 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาดแม่มาลัย-อ.ปาย ประมาณ 2-3 กิโลเมตร จะมีเส้นทางเลี่ยงเมืองตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือ (อยู่ตรงข้ามกับวัดสบเปิง) เข้าไปม่อนเงาะอีกประมาณ 17 กิโลเมตร (เส้นทางเดียวกับไปวัดผางาม) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-308 8. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้ช่วยเขา ช่วยตัวเอง” มีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยภูเขาที่พักอาศัยอยู่ตามดอยต่างๆ ทางภาคเหนือเลิกปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่าไม้ และต้นน้ำลำธารของประเทศถูกทำลาย จากเดิมที่เป็นดอยหัวโล้นแปรสภาพเป็นขุนเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้ผล กว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และดอกไม้เมืองหนาวกว่า 20 ชนิด เป็นถิ่นที่อยู่ของ ชาวไทยภูเขาเผ่าจีนยูนาน ไทใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - สวนกลางแจ้ง บริเวณสโมสรอ่างขางมีสวนกลางแจ้งหลายสวนที่ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้แตกต่างกันตามความเหมาะสมของฤดูกาล ได้แก่ สวนแปดสิบ สวนดอยคำ สวนหอม สวนสมเด็จ และสวนกุหลาบอังกฤษ - โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผักเมืองหนาว จัดแสดงพันธุ์ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่โครงการหลวง - โรงเรือนไม้ดอก เป็นการจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวชนิดต่างๆ มากมาย เช่น บีโกเนีย รองเท้านารี พืชกินแมลง มุมน้ำตกในสวนสวย ซึ่งดอกดอกไม้ในสวนเหล่านี้จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกดอกตลอดทั้งปี - สวนบอนไซ ภายในสวนจัดแสดงต้นไม้ประเภทสาลี่ เมเปิ้ล สน ที่ปลูกแบบบอนไซ นอกจากนี้ยังมีโดมทรงหกเหลี่ยมจัดแสดงพันธุ์พืชภูเขาเขตร้อนและดอกกล้วยไม้จิ๋วที่สุด ซึ่งจะออกดอกเดือนมกราคมของทุกปี - พระตำหนักเรือนที่ประทับแรมและศาลาทรงงานเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จยังสถานีฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านนอแล ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องเชื้อสายพม่า มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง นับถือศาสนาพุทธ หากใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพชาวเขาจะไม่ผิดหวังแน่นอน - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านขอบด้ง เป็นชาวเขามูเซอดำและมูเซอแดง นับถือผี มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย บริเวณหน้าหมู่บ้านจะมีการจำลองบ้านและวิถีชีวิตของชาวมูเซอ - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านหลวง เป็นชาวจีนยูนานที่อพยพมาจากประเทศจีนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมกุหลาบพันปี (Rhododendron) ในช่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะออกดอกผลิบานตลอดทางเดิน - จุดชมวิวกิ่งลม สามารถชมทะเลหมอกและวิวพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากท้องฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย - จุดชมวิวหมู่บ้านนอแล นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ความสวยงามของธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยสัมผัสกับแสงแรกแห่งอรุณ และตะวันลับขอบฟ้าที่สวยงามได้ - กิจกรรมชมหิ่งห้อย ในยามค่ำคืนนักท่องเที่ยวจะเห็นแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยเป็นจำนวนมาก - ขี่จักรยานชมธรรมชาติที่สวยงามของแปลงเกษตรภายในสถานีฯ ในช่วงฤดูหนาว ช่วยเพิ่มความสนุกสนานน่าตื่นเต้นในการเที่ยวชม - ขี่ล่อชมธรรมชาติ สถานีฯ มีการจัดกลุ่มชาวบ้านนำล่อมาให้บริหารแก่นักท่องเที่ยวได้ขี่ชมสถานที่บริเวณแปลงต่างๆ ล่อเป็นสัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ผู้สนใจสามารถติดต่อเช่าขี่ล่อได้ที่สถานีฯ - ดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ดูนกที่มีนกหลากหลายสายพันธุ์โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่จะมีนกอพยพที่หาดูยาก การเดินทาง เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ผ่านอำเภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ ถึงกิโลเมตรที่ 137 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 ขึ้นไปอีก 25 กิโลเมตร ถึงดอยอ่างขาง เส้นทางชันและคดเคี้ยว เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังดอยอ่างขาง ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมาประมาณ 1,000-1,500 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-450-107-9 9. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์  มีลักษณะพื้นที่เป็นหุบเขาลาดชัน โดยแนวเขาที่ทอดไปในแนวเขาสันปันน้ำเป็นได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองทิศทาง คือทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซึ่งด้านตะวันออกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำปิง และด้านตะวันตกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำแจ่ม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1, 300 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก ผักไฮโดรโพนิกส์ และงานวิจัยพืชเมืองหนาว - สวนแปดสิบพรรษา สวนเฉลิมพระเกียรสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2550 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ภายในสวนตกแต่งด้วยกุหลาบพันปี และไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงเฟิร์น แหล่งเก็บรวบรวมพันธุ์เฟิร์นหายากและใกล้สูญพันธุ์ ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและพืชสวน รวบรวมพันธุ์เฟินไว้กว่า 50 สกุล 140 ชนิด - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงพืชกินสัตว์ เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง พิงกุย ซาราซีเนียชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบนพื้นที่สูง - สวนกุหลาบพันธุ์ปี รวบรวมพืชสกุล Rhododendron เช่น อาซาเลีย (Azalia) และกุหลาบพันปีชนิดต่างๆ หลายชนิด เป็นพืชการค้าในต่างประเทศและหลายชนิดได้ขยายพันธุ์มาจากต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ เช่น คำแดง หรือคำดอย (Rhododendron arboreum) ที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ตามพื้นที่สูงของประเทศไทย เช่น ดอนอินทนนท์ ดอยอ่างขาง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - หมู่บ้านม้งขุนกลาง ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง การแต่งกาย การละเล่น เลือกซื้อสินค้าและงานหัตถกรรมที่ตลาดม้ง การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดในประเทศ 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชมพืชพรรณไม้ป่าดิบเขา มอส ไลเคน และแหล่งดูนกนานาชนิด - พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่ กม.ที่ 41 เมื่อ พ.ศ.2530 กองทัพอากาศสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษา 5 รอบ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของชั้นเขา และสวนดอกไม้โดยรอบ - น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ / สวนหลวงสิริภูมิ ภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ บริเวณหน้าน้ำตกสิริภูมิมีสวนธรรมชาติตกแต่งด้วยพรรณไม้ ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะประมาณ 500 เมตร เรียกว่า “ สวนหลวงสิริภูมิ ” สามารถเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ไปตามเส้นทางสายนี้จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 มีทางแยกขวามือบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงสถานีฯ 91 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-286-777-8 , 080-769-1944 10. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ จ.เชียงราย การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ เริ่มต้นในรูปแบบของงานอาสาพัฒนาชาวเขา โดยมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ งานส่งเสริมของศูนย์จึงไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก จนปี พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ และทรงมีพระราชดำรัสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวบ้านดอยสะโง๊ะให้มากขึ้น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะจึงก่อตั้งขึ้น มีพื้นที่รับผิดชอบ 7 หมู่บ้าน 636 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 38 ตารางกิโลเมตร หรือ 23,750 ไร่ ประชากรประกอบด้วยชาวเขาเผ่าอาข่า ไทลื้อ และคนพื้นเมือง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมงานพัฒนาและงานส่งเสริมการปลูกพืชผัก สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอก และพืชไร่ ผลผลิตที่โดดเด่น คือ ดอกคาโมมายล์ และดอกหน้าวัว - เกษตรธรรมชาติร่มโพธิ์ทอง (สวนตาคม) นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและชิมผลไม้ตามฤดูกาล เช่น องุ่น ส้มโอ ลองกอง มังคุด เงาะ ฯลฯ พร้อมทั้งเรียนรู้ระบบการเกษตรแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวบนดอยสะโง๊ะ สามารถมองเห็นวิวสามเหลี่ยมทองคำและแม่น้ำโขง (สันนิฐานว่าในอดีตเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่สามารถมองเห็นได้ทุกทิศทาง มีร่องรอยคูเมือง มีแผ่นอิฐเก่าเป็นร่องน้ำ) - สามเหลี่ยมทองคำ ทะเลสาบเชียงแสน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ่อล้างทอง การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงสาย 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด-เวียงป่าเป้า-แม่สรวย เข้าทางหลวงสาย 1 ผ่านอำเภอเมืองเชียงราย เลี้ยวขวาเข้าอำเภอแม่จัน ตามทางหลวงสาย 1016 ถึงอำเภอเชียงแสน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1290  ผ่านสามเหลี่ยมทองคำ ถึง กม.18  เลี้ยวซ้ายเข้าไป 3 กิโลเมตร  สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ทุกประเภท สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยาง ก่อนถึงศูนย์เป็นถนนลูกลัง 1.5 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-163-346 , 081-951-9711 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ วันหยุดยาวในเดือนนี้ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวภาคเหนือ อย่าลืมแวะเวียนไปชมโครงการหลวงต่างๆ ด้วยนะครับ แล้วคุณจะค้นพบความสุขอีกมุมหนึ่ง ที่ธรรมชาติและผู้คนท้องถิ่นจะมอบให้ :) ขอบคุณที่มาและรูปภาพ : www.thairoyalprojecttour.com , เรียบเรียงโดย : Travel MThai

เคพกูสเบอร์รี่ ผลไม้คุณประโยชน์ดี๊ดี จนต้องบอกต่อ
ตระกูลเบอร์รี่ /  ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่ / 

เมื่อช่วงปีใหม่ ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ทะยานขึ้นดอย ไปสัมผัสบรรยากาศขุนเขา ท่ามกลางไอหมอก และอากาศหนาว ก็บังเอิ๊ญ บังเอิญไปเจอกับเจ้าผลไม้สกุลเบอร์รี่ แต่ชื่อไม่ยักคุ้น ที่ตลาดชาวเขา ก็เลยลิ้มรสและเก็บมาฝากผู้อ่านกันสักหน่อย เพราะว่าเจ้าผลไม้ดอยชนิดนี้ หอม อร่อย และคุณประโยชน์ดี๊ดี ไม่บอกต่อไม่ได้ เจ้าผลไม้ดอย สกุลเบอร์รี่ที่ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นผลกลมๆ เล็กๆ ประมาณลูกพุทรา เมื่อผลสุกจะเป็นสีเหลืองอมส้ม ซ่อนอยู่ในกลีบบางๆสีเหลืองอ่อน เหมือนฟางข้าว ชาวเขาที่นำมาขาย เรียกมันว่า เคพกูสเบอร์รี่ แม้ว่าในบรรดาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ ทั้งหลายที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันนั้น จะเป็นพวก สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ แต่ทว่า ต่อจากนี้  เคพกูสเบอร์รี่ จะกลายเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อีกชนิดหนึ่งที่น่าจดจำ และรับประทานบ่อยๆ เพราะว่าสรรพคุณของลูกเคพกูสเบอร์รี่ นี่เด็ดดวงมากๆเลยค่ะคุณ เดิมนั้นเคพกูสเบอร์รี่ มีชื่อภาษาไทยว่า โทงเทงฝรั่ง ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็น ระฆังทอง โดยเป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศบราซิล และอยู่ในตระกูลเดียวกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ และพิทูเนีย ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงมาเปลี่ยนเป็นสกุลเบอร์รี่ได้ เคพกูสเบอร์รี่เป็นหนึ่งในผลผลิตจากงานส่งเสริมและพัฒนาไม้ผลขนาดเล็ก มูลนิธิโครงการหลวงที่ชาวเขาปลูกเป็นการค้าบนพื้นที่สูง เพื่อเป็นพืชทดแทนฝิ่นในการสร้างรายได้ และนี่เองจึงเป็นเหตุผลให้บนดอยภาคเหนือของไทย แถบบริเวณที่อาศัยชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง บ้านขุนกลาง ดอยอินทนนท์ มี เคพกูสเบอร์รี่ ปลูกอยู่มาก และนั้นก็คือเรื่องราวคร่าวๆ ของ เคพกูสเบอร์รี่ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า สรรพคุณ และคุณประโยชน์ดีๆของเจ้า เคพกูสเบอร์รี่ ที่เราจะปล่อยมันหลุดมือไปไม่ได้ นี้มีอะไรบ้าง คุณประโยชน์ดี๊ดี ของ เคพกูสเบอร์รี่ผลไม้ดอย ในลูกกลมสีเหลืองอมส้มนี้ หากผ่าเข้าไปดูเนื้อด้านในผลสุก จะเห็นเป็นสีเหลืองสวย ฉ่ำ ถ้าลองชิมดูรสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอมเหมือนพวกลูกจันทร์ จะรับประทานผลสด ชุบช็อก โกแลต จุ่มน้ำผึ้ง ใส่ในสลัด ทำน้ำผลไม้ หรือนำไปทำเป็นแยมก็ได้ เคพกูสเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซี สามารถช่วยป้องกันไข้หวัด ภูมิแพ้ และยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันอาการตาบอดในที่มืด ทำให้สายตาดี ผิวพรรณสวย ผมสวยดกดำ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบันรายงานว่า การรับประทานผักและผลไม้สดรวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผักและผลไม้ พบว่ามีผลต่อการต้านทานของโรคเรื้อรังบางชนิดได้เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิด และจากผลของการค้นพบในทางการแพทย์ยุคปัจจุบันนี้ ผล เคพกูสเบอร์รี่ สดถูกพบว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่ดีของสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินซี สาร anthocyanins, flavonoids และ phenolic acids ในปริมาณที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ มีรายงานการวิจัยที่พบว่า anthocyanins สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งประเภท HT-29 และ HCT-116 ในคนเราได้ และหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกได้อย่างชัดเจน รู้อย่างนี้แล้ว จะลองลิ้มชิมรสมันสักหน่อยหรือคะ ผลไม้ดี๊ดีแบบนี้ ไม่มีติดครัวไว้บำรุงสุขภาพเราและคนในครอบครัว ก็คงไม้ได้แล้ว ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

นักรบไอซิสรวมตัว เตรียมรุกเข้าเอเชียกลาง
กลุ่มไอเอส /  นักรบไอซิส / 

สายลับรัสเซีย เตือน นักรบไอซิส รวมตัวเตรียมฝ่าชายแดนอัฟกานิสถานเข้าเอเชียกลาง สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน กลุ่มก่อกการร้ายรัฐอิสลามอิรักและซีเรีย หรือ ไอซิส เตรียมรุกรานเข้าเอเชียกลาง ข้อมูลดังกล่าวเป็นการเปิดเผยจาก เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัสเซียที่เปิดเผยข้อมูล ระบุว่า กลุ่มนักรบไอซิสจำนวนาก กำลังรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ บริเวณชายแดนทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน เตรียมเคลื่อนพลเข้าสู่เขตเพื่อนบ้าน หัวหน้าสายลับของรัสเซีย เตือนว่า กลุ่มนักรบของตาลิบัน เป็นจำนวนมาก ได้ปฏิญาณตนสวามิภักดิ์กับกลุ่มไอซิส และพร้อมจะเป็นกองกำลังติดอาวุธแนวหน้าฝ่าชายแดนที่มีการควบคุมป้องกันจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างหนาแน่นด้วย อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์สถานการณ์ ว่า กลุ่มหัวรุนแรงไอซิส พยายามที่จะรุกไปทางทิศเหนือ หลังโดนรัสเซียโจมตีต้อนจากซีเรียกลับเขามายังดินแดนของตนเอง นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มไอซิสพยายามโจมตีฐานที่มั่นของกองทัพรัสเซีย เพื่อเปิดทางเข้าไปยังพื้นที่ในกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต อย่าง เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่ยังมีความสนิทสนมกับรัสเซียอย่างใกล้ชิดด้วย ทั้งนี้ ไอซิสยังคุมเส้นทางขนส่งยาเสพติด ที่ทำกำไรมหาศาลจากการขนฝิ่นดิบจากอัฟกานิสถาน ส่งไปแปรรูปเป็นเฮโรอีน ไปยังรัสเซียและยุโรป อย่างเหนียวแน่นด้วย อย่างไรก็ตาม ไอซิส มองหาการขยายอิทธิพล ในเอเชียซึ่งมีเครือข่ายที่ปฏิบัติงานอยู่ในอินเดีย ปากีสถาน และมาเลเซีย สำหรับเป็นฐานขยายอิทธิพลในปัจจุบันด้วย ด้าน นายวลาดิเมีย ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เรียกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่า "อยู่ในขั้นวิกฤติ" พร้อมเรียกร้องให้ เหล่าประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต เตรียมรับมือและร่วมกันขับไล่กลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มนี้ ด้วย