ฝิ่น

ละครเพลงรักผาปืนแตก , เรื่องย่อเพลงรักผาปืนแตก
พอร์ช ศรัณย์ /  แซมมี่ ปัณฑิตา / 

เพลงรักผาปืนแตก บทประพันธ์โดย : วาเจณบทโทรทัศน์โดย : แพรพริมาผลิตโดย : บริษัท พอดีคำ จำกัดควบคุมการผลิตโดย : ธงชัย ประสงค์สันติละครเพลงรักผาปืนแตก ออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางช่อง 7 สี ปี 2514 ท่ามกลางสมรภูมิรบอันดุเดือดตามแนวตะเข็บชายแดน เชน เชิงพระกาฬ ตชด.หนุ่มเลือดร้อน ฝ่าฝืนคำสั่งของหัวหน้ากองร้อยบุกเดี่ยวตลุยเข้าไปดงข้าศึกของพวกกอง กำลังค้าอาวุธสงครามเถื่อน หลังจากที่กองร้อยตัวเองถูกซุ่มโจมตีเพื่อนร่วมกองร้อยบาดเจ็บ และติดกับดักจนมุมยากจะรอดไปได้ เหตุที่เชนตัดสินใจลุยดะอย่างไม่คิดชีวิตเพราะหวังสละ ชีวิตในสนามรบหลังจากได้อ่านจดหมายของคนรักที่ส่งมาถึง ใจความนั้นสร้างความเจ็บปวด รวดร้าวแสนสาหัส เพราะ เนื้อทอง หญิงอันเป็นที่รักที่เชนมีเหตุจำเป็นต้องจากเธอมานั้นกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับศัตรูผู้เป็นต้นเหตุทำให้เชนต้องหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาเป็นตชด. เสี่ยงชีวิตอยู่ที่ชายแดน เชนเดินหน้าลุยเดี่ยวพร้อมเอ็ม 16 และน้ำตาอันเจ็บปวดพร้อมคำกล่าว ลาหัวหน้ากองร้อยว่า "ขอไปตายเยี่ยงวีรบุรุษในสนามรบ ดีกว่าต้องกลับไปตายอย่างผู้แพ้ที่บ้านเกิด" แต่ความตายที่เชนพยายามวิ่งเข้าหา กลับวิ่งหนีห่างจากเชนเหมือนไม่ต้องการให้เขามา จบชีวิตในสนามรบ เมื่อเชนบุกตะลุยเข้าไปถึงค่ายของ ฟ้าลั่น คำรามศึก หัวหน้ากองกำลังค้า อาวุธสงครามเถื่อนลูกชายวัยหนุ่มของ ลายเสือ คำลือ ราชาค้ายาเสพติดผู้โหดเหี้ยม เชนสู้ตัว ต่อตัวกับฟ้าลั่นแต่พลาดท่าเสียทีและถูกปืนจ่อยิง แต่กระสุนปืนขัดลำกล้องยิงยังไงก็ไม่ออก จนกระทั่งกำลังเสริมยกพลมาช่วยเหลือ ฟ้าลั่นจึงถูกเชนจับกุมเอาไว้ได้ส่วนกองกำลังก็ถูกตี แตกจนพ่ายยับ ที่รอดตายก็หนีข้ามชายแดนกลับไปสมทบกับลายเสือ คำลือ เชนได้รับความดี ความชอบจากต้นสังกัด หัวหน้ากองร้อยที่เชนเคารพนับถือที่บาดเจ็บสาหัสและกำลังจะตายได้ กล่าวคำสุดท้ายกับเชนขณะที่ช่วยติดเหรียญกล้าหาญให้กับเขา "เมื่อเป็นวีรบุรุษในสนามรบ แล้ว ก็จงกลับไปเป็นวีรบุรุษที่บ้านเกิด"ในเวลาเดียวกันขณะที่ฟ้าลั่นถูกนำตัวส่งเข้าเรือนจำ ลายเสือ คำลือได้วางแผนช่วย เหลือลูกชายขณะที่กำลังมีการขนย้ายนักโทษ โดยได้สั่งให้ ไอ้ก้าน พาดกลอน สมุนมือขวา ที่ไว้ใจได้ให้ไปติดต่อขอความร่วมมือจาก เพลิง พญาไฟ ไอ้หนุ่มสิงห์รถบรรทุกพูดน้อยต่อย หนัก อดีตเคยเป็นนักร้องหนุ่มในไนท์คลับอนาคตกำลังรุ่ง แต่กลับต้องโทษติดคุกอยู่ 10 ปีด้วย ข้อหาฆ่านักร้องสาวคนรักตายด้วยมือตัวเอง จนเมื่อพ้นโทษก็หันเหมาขับรถบรรทุกเลี้ยงชีพและ ใช้เวลาสืบเสาะตามล่าหาตัวไอ้โม่งที่ยัดเยียดหาข้อฆาตกรให้เขาต้องรับผิดอย่างอยุติธรรม !! ลายเสือเจ็บใจที่เพลิงไม่ยอมร่วมมือจึงสั่งให้ไอ้ก้านปิดปากเพลิงเพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวรั่วถึงหูตำรวจ แต่การพบกันของเพลิงกับไอ้ก้านก็เล็ดรอดไปถึงหูของ ผู้กองสมาน แสนธรรม เจ้าของฉายาเพชรฆาตศาลเตี้ยของพวกอาชญากร เขาเป็นผู้จับกุมเพลิงได้ในคดีฆาตกรรมและ ไม่เคยเชื่อว่าเพลิงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ คิดแต่ว่าเพลิงเป็นพวกอาชญากรที่ต้องเฝ้าจับตาดูเป็นพิเศษ และต้องลากคอเข้าคุกให้ไปตายในคุก ผู้กองสมานจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมาที่คอยตามรังควาญชีวิต เพลิงอยู่ตลอดเวลา และแม้ว่าเพลิงจะรอดตายจากการถูกไอ้ก้านลอบฆ่าปิดปาก แต่ผู้กองก็ยัง ไม่เชื่อคำให้การของเพลิงว่าไม่รู้เห็นกับการช่วย เหลือฟ้าลั่นจนเจ้าหน้าที่เรือนจำต้องถูกฆ่าตาย ไปหลายคน และยิ่งมั่นใจว่าเพลิงต้องเป็นพวกเดียวกับฟ้าลั่น แม้จะไม่มีหลักฐานที่ใช้มัดตัวแต่ ผู้กองก็ยังพยายามจะยัดเยียดข้อหาอื่นเพื่อจะเอาตัวเพลิงเข้าคุกอีกครั้งให้ได้ เมื่อความยุติธรรมที่เพลิงพยายามเรียกหามาตลอดก็ไม่เคยเดินเข้ามาหาตัวเองเลย ตรง กันข้ามกลับยิ่งถูกยัดเยียดความอยุติธรรมให้เสมอ เลยทำให้เพลิงเกือบหลงผิดคิดสั้นเมื่อเป็น คนดีไม่ได้ก็ขอเป็นอาชญากรให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่เพราะฉุกคิดได้ถึงคำสอนของ หลวงพ่อสิน พระอาจารย์ที่เคารพของเพลิงตั้งแต่เด็ก ที่สอนให้ยึดมั่นในคุณธรรมความดีที่จะเป็นเกราะคุ้ม ภัย เพลิงจึงไม่หลงไปกับความคิดชั่ววูบ แต่เปลี่ยนใจหาทางหนีเพื่อหันหน้าเข้าสู่พระธรรมโดย ได้รับความช่วยเหลือจากพรรคพวกสิงห์รถบรรทุก จนสามารถหนีจากผู้กองสมานได้สำเร็จ แล้วมุ่งหน้าสู่วัดหน้าผาที่หมู่บ้านผาปืนแตกเพื่อขอให้หลวงพ่อสินอุปสมบทให้หนึ่งสุภาพบุรุษมุ่งหน้ากอบกู้รัก อีกหนึ่งสุภาพบุรุษมุ่งหน้ากอบกู้ความยุติธรรม ณ จุดหมายปลายทางเดียวกัน…บ้านผาปืนแตก หมู่บ้านผาปืนแตกเป็นหมู่บ้านใกล้ชายแดน เต็มไปด้วยป่าและหน้าผาสูงชัน ในอดีต คือสนามรบของกองทัพไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ต่อเนื่องถึงยุคสงครามโลกก็ยังถูกใช้เป็น พื้นที่สู้รบกันอีก พื้นที่แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอด ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ไม่เคยว่างเว้นจากเสียงปืน จึงเป็นที่มาของคำว่าบ้านผาปืนแตก แม้แต่ในยุคนี้ถึงจะไม่มีสงคราม แต่พื้นที่ทั้งหมดก็ถูกอิทธิพลของกำนันปราบ ทองปั้น ที่หน้าฉากคือเศรษฐีใจบุญเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน แต่เบื้องหลังทำธุรกิจผิดกฏหมายทุกรูปแบบค้าเฮโรอีน วัตถุโบราณ ไม้เถื่อน อาวุธสงคราม บ่อนพนันและผู้หญิง โดยให้ ชาติ ตะลุมพุก ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคอยทำหน้าที่ดูแลธุรกิจนอกกฏหมายให้ และเพราะชาติ ตะลุมพุกนี่เองที่เป็นต้นเหตุทำให้เชนต้องหนีออกจากบ้านผาปืนแตกไปเป็นตชด. เพราะเชนไปมีเรื่องชกต่อยกับชาติในงานวัดประจำปี ตอนนั้นเชนเป็นนักร้องนำประจำวงพราวฟ้า วงดนตรีเชียร์รำวงเพียงวงเดียวของหมู่บ้านที่มี ครูประสิทธิ์ ครูใหญ่ของโรงเรียนผาปืนแตกเป็นหัวหน้าวงและยังเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเชน แม้ว่าครูประสิทธิ์จะพยายามห้ามไม่ให้เชนมีเรื่องกับชาติ แต่เพราะความใจร้อนของเชนที่ไม่ยอมฟังพ่อเลยทำให้เรื่องบานปลาย ครูประสิทธิ์กลัวว่าถ้าลูกชายยังอยู่ที่บ้านผาปืนแตกต่อไปก็คงต้องถูกยิงทิ้ง จึงสั่งให้เชนไปเป็นตชด. เพื่อรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ รอให้เรื่องสงบแล้วจึงค่อยกลับมา เนื้อทองซึ่งเป็นสาวสวยประจำหมู่บ้านและเป็นคนรักของเชนเห็นด้วยกับครูประสิทธิ์ จึงขอร้องให้เชนจากไปเพื่อวันหนึ่งจะได้กลับมาเจอกันทั้งที่ยังมีลมหายใจ แต่มาวันนี้เนื้อทองกลับแปรเปลี่ยนไปยอมแต่งงานกับชาติทั้ง ๆ ที่มันคือศัตรูที่เขาเกลียดขี้หน้า โดยเนื้อทองไม่ยอมให้คำตอบใด ๆ กับเขาเลย เชนจึงวางแผนฉุดเนื้อทองจากงานวิวาห์โดยร่วมมือกับ จิก ทรัมเปต , แสน สัปเหร่อ และ น้อย ชะชะช่า ครูสอนรำวงเมียของแสน ทั้งหมด เป็นสมาชิกอยู่ในวงที่สนิทสนมและเลี้ยงดูเชนมาตั้งแต่เล็ก ๆ ขณะเดียวกันเพลิงที่เดินทางมาขอให้หลวงพ่อสินบวชให้เพราะต้องการหนีให้พ้น จากผู้กองสมาน ได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อว่าถ้าอยากบวชจริงก็จะบวชให้ แต่อยากให้มั่น ใจว่าสามารถละกิเลศทั้งหมดออกไปจากใจได้ก่อน เพราะรู้ดีว่าเพลิงยังต้องการตามล่าหาตัว ไอ้โม่งที่ซัดทอดความผิดให้เขาอยู่ หลวงพ่อจึงให้เพลิงเข้าป่าไปทำสมาธิสงบจิตตัวเอง แล้ว ค่อยกลับมาให้คำตอบอีกครั้ง แต่ขณะที่อยู่ในป่าเพลิงมีโอกาสได้ช่วยเหลือหมอ เอื้อมเดือน คุณหมอสาวสวยที่เพิ่งย้ายมาประจำที่อนามัยหมู่บ้าน ระหว่างที่เอื้อมเดือนเข้าไปช่วยเหลือ ควาญช้างที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ในป่าแล้วเกิดหลงทาง เอื้อมเดือนรู้สึกประทับใจเพลิง แต่เขากลับ แสดงท่าทีเฉยเมยดูเหมือนคนไร้จิตวิญญาณให้จับต้อง เมื่อช่วยเธอได้แล้วก็หายเข้าไปในป่านอกจากงานวิวาห์ของชาติกับเนื้อทองจะถูกเตรียมการเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่สมฐานะของลูกชายกำนันผู้มากอิทธิพลแล้ว งานนี้ยังเป็นงานเลี้ยงต้อนรับการมาของ ลำดวน นักร้องสาว สวยหุ่นเซ็กส์ซี่ ว่าที่เมียใหม่ของกำนันปราบที่คอยดูแลธุรกิจตกเขียว หาเด็กสาวหน้าตาดีๆส่ง ไปขายตามซ่องในกรุงเทพฯ โดยลำดวนยังได้พา วัลภา เด็กสาวแก่นแก้วดีดกะโหลก ลูกสาว คนสวยของเธอมากราบกำนันในฐานะพ่อเลี้ยงด้วย วัลภาเป็นคนดีผิดกับแม่หน้ามือเป็นหลังมือ เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าแม่ตัวเองร่วมมือกับกำนันทำเรื่องผิดกฏหมายอย่างไม่น่าให้อภัย ความ มาแตกเอาก็เมื่อมาถึงบ้านผาปืนแตกได้เจอกำนันและชาติ เธอทั้งเสียใจและน้อยใจชีวิตที่ถูก แม่ปิดบังความจริงนึกว่าแม่เป็นคนดีมาตลอด นี่หรือชีวิตที่เธอต้องมาทนอยู่ท่ามกลางคนเลว ในค่ำคืนงานวิวาห์เชนวางแผนบุกฉุดเนื้อทองไว้อย่างดิบดี แต่เชนต้องพบกับความผิด หวัง เพราะแทนที่เนื้อทองจะยอมหนีตาม เธอกลับปฏิเสธก้มหน้ายอมเข้าพิธีวิวาห์กับชาติ โดย ร่ำไห้น้ำตานองหน้าว่า พ่อแม่ของเธอได้ขายเธอให้กับชาติไปแล้ว ถ้าเธอหนีไปชีวิตของพ่อ แม่ก็ต้องตกอยู่ในอันตราย ส่วนชีวิตของชาติและครูประสิทธิ์รวมถึงทุกคนที่วงดนตรีก็ต้องถูก อิทธิพลของกำนันปราบรังควาญจนอาจจะต้องล้มหายตายจากกันไป เมื่อไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า นี้ เธอจึงขอเสียสละตัวเองเพื่อให้ทุกคนได้มีลมหายใจต่อ ได้ร้องเพลงและทำวงดนตรีสืบไป เชนแทบคลั่งที่เนื้อทองไม่ยอมหนีตามเขา หัวเด็ดตีนขาดก็จะพาเนื้อทองไปด้วยให้ได้ แต่เชน ก็ถูกขัดจังหวะโดยวัลภาที่มาพบเข้าพอดี พวกชาติกับกำนันเองก็รู้ตัวและพยายามจะจัดการ กับเชน เมื่อจนตรอกไม่มีทางหนี เชนจำเป็นต้องลักพาตัววัลภา ลูกเลี้ยงของกำนันไปเป็นตัว ประกันหนีหายเข้าไปในป่าด้วยกัน กลางป่าที่เชนฉุดกระชากวัลภาหวังใช้เป็นเชลยแลกเปลี่ยนกับเนื้อทอง แต่วัลภาฮึดสู้ เพราะพอมีฝีมือป้องกันตัวอยู่บ้างเลยเล่นงานเชนเจ็บตัวไปไม่น้อย แต่สุดท้ายก็โดนเชนสั่งสอน ข่มขู่ถ้าไม่เลิกพยศก็จะยัดเยียดหน้าที่สามีให้ วัลภากราดเกรี้ยวไม่ยอมแพ้ยังดื้อดึงขัดขืน เชน เลยต้องลงมือทำร้ายเธอจนสลบ และเมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบตัวเองถูกจับถอดเสื้อผ้านอนหมดสติอยู่ เคียงข้างเชน วัลภาเจ็บใจคิดว่าตัวเองได้เสียความบริสุทธิ์ให้กับเชน จึงเอาไม้ตีหัวเชนแล้วหา ทางหนีออกจากป่า เชนไล่ตามเธอจนเกือบจะได้ตัวแต่ก็ถูกขัดขวางจากเพลิงที่มาพบเข้าพอดี เพลิงมีเชิงมวยดีกว่าเลยเล่นงานเชนและช่วยพาวัลภาไปส่งคืนให้กำนันปราบ เพลิงได้เจอกับ ลำดวนก็จำหน้าค่าตากันได้ เพราะสมัยเพลิงยังเป็นนักร้องในไนท์คลับ ลำดวนก็ร้องเพลงอยู่ที่ เดียวกันและเป็นผู้มีพระคุณกับคนรักที่ตายไป ลำดวนชวนให้เพลิงพักอยู่กับกำนันและรับปาก จะหางานให้ทำ แต่เพลิงปฏิเสธเพราะมีคำตอบที่ตัวเองต้องกลับไปตอบหลวงพ่อสิน คำตอบที่เพลิงมีให้กับหลวงพ่อสินก็คือตัดสินใจจะไม่บวช เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในป่า เขาไม่สามารถลดละตัดกิเลศ ลืมเหตุการณ์ในวันที่พบคนรักถูกฆ่าตายและโดนยัดเยียดข้อหา ฆาตกรได้เลย เขายังคงต้องการตามล่าหาตัวไอ้ฆาตกรคนนั้นเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ ตัวเอง หลวงพ่อสินเข้าใจลูกศิษย์คนนี้ดี จึงขอให้เพลิงพักอยู่ที่หมู่บ้านผาปืนแตกไปก่อน โดย แนะนำให้เพลิงไปทำงานที่วงดนตรีพราวฟ้า ครูประสิทธิ์ถูกชะตาและชื่นชอบลูกคอของเพลิง เป็นอย่างมาก เพราะตั้งแต่เชนออกจากวงไปเป็นตชด. วงพราวฟ้าก็ขาดนักร้องนำฝีมือดีๆ และ พอเชนกลับมาก็เอาแต่คิดเรื่องเนื้อทองจนไม่ยอมกลับมาร้องเพลงอีก แต่เชนกับเพลิงเคยปะทะ ฝีมือกันมาจากในป่า พอเจอหน้ากันอีกครั้งเชนก็เขม่นไม่ชอบขี้หน้าเพลิง จนครูประสิทธิ์ต้อง ใช้ไม้แข็งบังคับให้เชนยอมรับเพลิงเข้ามาวง เพราะสิ่งที่เชนบุ่มบ่ามทำลงไปกับวัลภาลูกเลี้ยง ของกำนันปราบกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ให้ต้องตามแก้ วัลภาตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเรื่องที่ถูกฉุดหายเข้าไปในป่าและเสียตัวให้เชน สร้างความ ไม่พอใจให้กำนันปราบและชาติจนคิดจะไปลากคอเชนมาสั่งสอน แต่เพราะเนื้อทองร้องขอชีวิต เชนเอาไว้กับชาติและเสนอให้หาทางออกเรื่องนี้ด้วยการประนีประนอม เพื่อไม่ให้วัลภาต้อง เสื่อมเสียมากไปกว่านี้เห็นควรให้เชนมาสู่ขอไปเป็นเมียให้ถูกต้องตามประเพณี ตอนแรกกำนัน ปราบไม่เห็นด้วย แต่เมื่อมาคิดดูแล้ววัลภาก็เป็นแค่ลูกเลี้ยง เป็นลูกติดของลำดวนที่ชอบแสดง ท่าทีไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับตนอยู่แล้ว วันข้างหน้าอาจจะสร้างปัญหาให้กำนันปวดหัว ได้ ชาติก็เห็นด้วยเพราะถ้าเชนแต่งงานมีเมียไป เชนก็จะได้เลิกตอแยเนื้อทองอีก ครูประสิทธิ์ เองก็ยอมรับข้อเสนอนี้กับทางกำนันปราบ เพราะเห็นว่าเป็นทางออกเดียวที่จะยุติความขัดแย้ง ไม่ให้เชนต้องมีเรื่องมีราวอีก แม้ว่าเชนจะมาสารภาพกับครูประสิทธิ์ว่าตอนที่อยู่ในป่าเขาไม่ได้ ล่วงเกินวัลภาเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแค่จัดฉากหลอกให้วัลภาเข้าใจผิดเพื่อหวังแก้แค้นบ้าน กำนันปราบให้ได้อับอาย แต่เชนก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วเพราะครูประสิทธิ์สั่งให้เชนต้องแต่งงาน กับวัลภาเท่านั้น ซ้ำเมื่อรู้ว่าเนื้อทองเป็นคนเสนอให้เขาอยู่กินกับวัลภา เชนก็ยิ่งเจ็บปวดรวดร้าว น้อยใจเนื้อทองจึงตกลงแต่งงานกับวัลภาเพื่อประชด เพียงแค่คืนแรกของพิธีวิวาห์เชนก็บอกความจริงให้วัลภารู้ว่าเธอยังบริสุทธิ์ไม่ได้ถูกเขา ชิงเอาความสาวไปแม้แต่น้อย วัลภาโกรธจัดที่โดนเชนหลอกเลยลงมือทุบตี แต่ก็ถูกเชนใช้กำลัง กอดรัดขู่ว่าจะปล้ำจริงเพราะตอนนี้เป็นผัวเมียกันอย่างถูกต้องแล้ว วัลภาเจ็บปวดได้แต่ร้องไห้ เสียใจ น้อยใจชีวิตตัวเองที่อยู่กับแม่ก็ต้องอยู่ท่ามกลางคนเลว พอแต่งงานออกมาได้ก็ต้องมา เจอสามีที่ดีแต่ข่มเหงรังแก เธออยากจะหนีไปให้พ้นจากบ้านผาปืนแตกให้รู้แล้วรู้รอด เชนอด สงสารวัลภาไม่ได้เลยยื่นข้อเสนอว่าจะปล่อยวัลภาให้เป็นอิสระ ถ้าวัลภาช่วยทำให้เนื้อทองกับ ชาติเลิกกัน และช่วยขัดขวางหยุดยั้งอิทธิพลของกำนันทำให้หมู่บ้านผาปืนแตกกลับมามีแต่ ความสงบสุข วัลภายอมรับข้อเสนอของเชนเพราะอยากช่วยเหลือแม่ให้พ้นจากอิทธิพลของ กำนัน เผื่อว่าวันข้างหน้าแม่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ เชนเอาความคิดที่จะใช้แผนไอ้โม่งคอยซุ่มโจมตีเล่นงานธุรกิจผิดกฏหมายของกำนัน เหมือนหมาลอบกัดคอยไล่งับคนเลวไปปรึกษากับพรรคพวกในวง ทั้งจิก แสนและน้อยต่างเห็น ด้วยพร้อมช่วยเต็มที่ เพราะอยากหยุดยั้งอิทธิพลของกำนันไม่ให้แผ่ขยายไปมากกว่านี้เช่นกัน วัลภาไปชักชวนเพลิงให้มาร่วมขบวนการด้วย แต่เพลิงปฏิเสธเพราะไม่อยากยุ่งกับเรื่องแบบนี้ อีก เขาเพียงแค่อยากใช้ชีวิตสงบๆไม่อยากตายก่อนที่จะตามล่าเจอตัวไอ้โม่งที่ยัดเยียดความ อยุติธรรมให้ เชนเลยอดหมั่นไส้เพลิงไม่ได้ด่าว่าเป็นพวกเห็นแก่ตัว สองคนเลยกลายเป็นไม้เบื่อ ไม้เมากันบ่อยๆ ทั้งบนเวทีเวลาวงพราวฟ้าออกแสดงและนอกเวทีที่ต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน โดยมีวัลภาที่กลายเป็นคนเติมเชื้อไฟให้เชนกับเพลิงแตกคอกันมากขึ้น เพราะความใกล้ชิดที่ ต้องอยู่กินกันอย่างสามีภรรยาปลอมๆของเชนกับวัลภาทำให้เชนรู้สึกหลงรักวัลภาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางทีก็หลุดอารมณ์หึงหวงใส่เพลิง เมื่อเห็นวัลภาให้ความสนิทสนมกับเพลิงโดยไม่รู้ว่าที่จริง แล้วเพลิงเองก็กำลังมีใจให้คุณหมอเอื้อมเดือน แต่ไม่กล้าแสดงความรักออกมาเพราะปมเรื่อง คนรักเก่าที่ยังฝังใจ วัลภาแอบเห็นน้ำตาของคุณหมอที่หลงรักเพลิงก็คิดอยากช่วย เลยทำตัว เป็นแม่สื่อกามเทพช่วยให้เพลิงได้ใกล้ชิดกับคุณหมอ แต่ทำไปทำมาวัลภายิ่งใกล้ชิดกับเพลิง จนเชนอดไม่ได้ต้องลงไม้ลงมือกับเพลิงหาว่าเพลิงคิดจะตีท้ายครัว แผนการไอ้โม่งซุ่มโจมตีเล่นงานธุรกิจผิดกฏหมายของเชนสร้างความปั่นป่วนให้กำนัน จนเริ่มหงุดหงิดทนไม่ไหวคิดหาทางกระชากหน้ากากพวกมัน ชาติวางแผนล่อให้พวกของเชน มาติดกับจนเกือบจะถูกฆ่าตายหมด งานนี้เพลิงเลยทนนิ่งเฉยไม่ได้ต้องตามไปช่วยเหลือจนรอด ครั้งนี้เชนติดหนี้ชีวิตเพลิงและเริ่มที่จะมองเพลิงในแง่มุมที่ดีขึ้น ส่วนความล้มเหลวที่กำนันต้อง เพลี่ยงพล้ำให้พวกไอ้โม่งบ่อยๆก็ทำให้ธุรกิจนอกกฏหมายต้องเสียหายไปมาก จนกระทบไปถึง ลายเสือ คำลือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกำนันปราบมาตลอด งานนี้ลายเสือกับฟ้าลั่นจึงต้องเดินทางมา ที่ผาปืนแตกด้วยตัวเอง เพื่อจัดการกับศัตรูที่มองไม่เห็นตัวให้สิ้นซากเมื่อเชนและเพลิงรู้เห็นถึงการมาของลายเสือกับฟ้าลั่น ทั้งคู่ก็รู้ดีว่าความโหดเหี้ยมของ พวกมันกำลังจะทำให้บ้านผาปืนแตกต้องกลายเป็นทะเลเพลิง และครูประสิทธิ์ก็ได้กลายเป็น เหยื่อคนแรกจากฝีมือของฟ้าลั่นที่วางแผนตามล่าแกงค์ไอ้โม่ง ครูประสิทธิ์ถูกฆ่าตายประจาน กลางหมู่บ้านเพื่อกระตุ้นความโกรธแค้นให้พวกไอ้โม่งเผยตัว เชนโกรธแค้นแสนสาหัสที่พ่อต้อง ตายเลยคิดไปแก้แค้น แต่กลับถูกเพลิงกับหลวงพ่อสินห้ามปรา,เอาไว้ เพราะถ้าเชนลงมือตอบ โต้ก็เท่ากับตกหลุมพรางของพวกมัน เชนเลยต้องเผาพ่อทั้งน้ำตาและสาบานว่าจะกำจัดพวกมัน ให้สิ้นซาก ต้องเอาดินในหมู่บ้านผาปืนแตกกลบหน้าพวกมันให้จงได้ โดยที่เพลิงเองก็ยอมหัน มาร่วมมือกับเชนอย่างเต็มที่ เพราะครูประสิทธิ์ก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เพลิงให้ความเคารพ เชนกับเพลิงชวนพรรคพวกไปถล่มไร่ฝิ่นแหล่งทำเงินของพวกมันจนราบเป็นหน้ากลอง วีรกรรมเผาไร่ฝิ่นของพวกไอ้โม่งขจรไปทั่วพร้อมกับการมาของผู้กองสมานที่ปรากฏตัว ขึ้นที่หมู่บ้านผาปืนแตก เพราะผู้กองสมานคือพี่ชายแท้ๆของหมอเอื้อมดาวที่มาเยี่ยมน้องสาว ซึ่งได้ข่าวว่ากำลังมีความรักกับไอ้หนุ่มบ้านนอก ยิ่งพอรู้ว่าไอ้หนุ่มคนนั้นคือไอ้เพลิงที่ตัวเอง เกลียดขี้หน้าอยู่ ก็พร้อมที่จะจัดการกับเพลิงพยายามจะลากคอกลับไปที่กรุงเทพฯด้วยกัน แต่ความจริงก็ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าผู้กองสมานไม่มีอำนาจในการจับกุมอีกแล้ว เพราะ ถูกปลดจากราชการด้วยข้อหาทำเกินกว่าเหตุซ้อมผู้ต้องหาจนถูกฟ้องร้องเป็นคดี เพลิงเลยรอด จากมือผู้กองสมานที่ยังไม่ลดละทิฐิที่มีต่อเพลิง จนเอื้อมเดือนต้องเล่าความจริงให้พี่ชายฟังว่า ตอนนี้ทั้งเพลิงและเชนคือวีรบุรุษที่กำลังช่วยกอบกู้ความสงบสุขให้กลับคืนมาสู่หมู่บ้านผาปืน แตก คนเลวตัวจริงที่ควรจะต้องถูกกฏหมายเล่นงานก็คือพวกกำนันปราบกับลายเสือ เมื่อผู้กอง สมานได้รู้ความจริงจากน้องสาวและได้เห็นกับตาถึงความเลวสุดๆของพวกมัน ผู้กองสมานเลย ยอมร่วมอุดมการณ์กับเชนและเพลิง พร้อมกวาดล้างพวกอิทธิเถื่อนให้หมดสิ้น เนื้อทองรับรู้วีรกรรมของเชนกับพรรคพวกในวงพราวฟ้าผ่านทางวัลภาที่ยังเข้านอกออก ในบ้านกำนันได้ในฐานะลูกเลี้ยง ฟ้าลั่นได้เจอวัลภาก็รู้สึกถูกอกถูกใจและพยายามหาทางฉุด วัลภาไปทำเมีย แต่เนื้อทองเอาตัวเข้าช่วยวัลภาไว้ และบอกความลับให้เธอรู้ว่าเร็วๆนี้ลำดวน จะพาเด็กสาวที่ไปตกเขียวมา มาขังไว้ที่กระท่อมกลางป่าก่อนจะส่งไปขายซ่อง เธออยากให้เชน บุกไปช่วยเหลือ วัลภารับปากเนื้อทองว่าจะช่วยหญิงสาวพวกนั้นให้ได้จึงรีบไปบอกเชน โดยหา รู้ไม่ว่านี่คือแผนการค้นหาความจริงของกำนันปราบ ที่สงสัยว่าเนื้อทองจะเป็นคนขายความลับ ในบ้านให้พวกไอ้โม่งรู้ เมื่อความแตกว่าเนื้อทองสมรู้ร่วมคิดกำนันปราบจึงจับตัวเนื้อทองไปขัง รวมกับพวกเด็กสาวในกระท่อม โดยชาติก็ไม่ได้สนใจใยดีแม้ว่าเนื้อทองจะเป็นเมีย เพราะแค้น ที่เนื้อทองยังมีใจให้เชนอยู่ตลอดเวลาที่อยู่กินด้วยกัน เชนกับเพลิงพาพวกบุกไปที่กระท่อมกลางป่าตามที่วัลภาบอก แต่เมื่อไปถึงกลับตกหลุม พรางพวกมัน เด็กสาวถูกพาตัวออกไปหมดแล้วเหลือแต่เนื้อทองที่ถูกยิงให้นอนหายใจรวยริน และร้องไห้ขอโทษเชนที่ทำให้เชนต้องเสียใจมาตลอด เนื้อทองขอให้เชนลืมเธอแล้วเปิดใจรัก วัลภา เพราะชีวิตวัลภานั้นน่าสงสารกว่าเธอและก็ยังเชื่อด้วยว่าวัลภาจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ ทำให้เชนมีความสุขได้ เชนกอดเนื้อทองร้องไห้เสียใจและรับปากว่าจะดูแลและรักวัลภาไม่ให้ น้อยไปกว่าเนื้อทองที่จากเขาไปอย่างตลอดกาลในอ้อมกอดของเขาเพลิงกับผู้กองสมานไล่ล่าตามแกะรอยพวกกำนันเพื่อช่วยเหลือเด็กสาวให้พ้นจากขุม นรก การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด เชนตามมาเล่นงานพวกมันด้วยกันเป็นสามแรงสู้ ชาติถูก เชนยิงตายเป็นการแก้แค้นให้กับเนื้อทอง ส่วนกำนันปราบก็ถูกเพลิงเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัส หนีไปกับพวกลายเสือและฟ้าลั่น และได้ถูกลายเสือฆ่าทิ้งระหว่างทางเพราะกลายเป็นตัวถ่วง ระหว่างหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ที่ผู้กองสมานได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากทางราช การ ส่วนลำดวนถูกจับกุมตัวได้และได้สารภาพความผิดกับเพลิงว่าแท้ที่จริงแล้วเธอเองนี่แหละ ที่เป็นไอ้โม่งที่ฆ่าคนรักของเพลิงแล้วป้ายความผิดให้กับเพลิงจนต้องติดคุกแทน สาเหตุเพราะ ตอนนั้นเธอพยายามจะล่อลวงคนรักของเพลิงให้ไปหลับนอนกับเสี่ย แต่เกิดการต่อสู้ขัดขืน จนพลั้งมือฆ่าคนรักของเพลิงตาย แล้วจัดฉากป้ายความผิดให้เพลิงเป็นฆาตกร ผู้กองสมานได้ รู้ความจริงเรื่องนี้ก็มาขอโทษเพลิงที่ไม่เคยเชื่อเลยว่าเพลิงเป็นผู้บริสุทธิ์ กลับยัดเยียดให้เพลิง ต้องรับโทษที่ไม่ได้ก่ออยู่ในคุกนานถึง 10 ปี เพลิงไม่ถือโกรธผู้กองกลับมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือ ผู้กองตามไล่ล่าจับกุมพวกลายเสือที่ยังลอยนวลอยู่ เพื่อพิสูจน์อุดมการณ์ของผู้กองว่าโลกนี้จะ ต้องมีความยุติธรรม คนเลวต้องได้รับโทษไม่สมควรปล่อยให้มันลอยนวล ศึกครั้งสุดท้ายของเชน เพลิงและผู้กองสมานเดินหน้าเข้าประจัญบาญกับกองทัพของ ลายเสือที่พากันยกพลมาถล่มหมู่บ้านผาปืนแตก เลือด ชีวิตและจิตวิญญาณต่างพร้อมยอมพลี เพื่อเป้าประสงค์เดียวคือการปกป้องแผ่นดินของบ้านผาปืนแตกให้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ผู้กอง สมานต่อสู้จนตัวตายปกป้องชีวิตของเชนและเพลิงเอาไว้ เพื่อให้ทั้งคู่ได้สู้กับกำนันลายเสือและ ฟ้าลั่นจนพวกมันถูกกวาดล้างสิ้นซาก จบชีวิตอาชญากรผู้เหี้ยมโหดด้วยก้อนดินก้อนกรวดของ หมู่บ้านผาปืนแตกที่ฝังกลบให้จมธรณีไปชั่วกัลปาวสานและแล้วความสงบสุขก็กลับคืนมาสู่หมู่บ้านผาปืนแตกอีกครั้ง เชนสารภาพรักกับวัลภา และพร้อมทำหน้าที่สามี โดยสัญญาว่าจะดูแลวัลภาอย่างดีถ้าเธอเต็มใจยอมรับเขาเป็นสามี จริงๆ วัลภาเขินอายและกระซิบข้างหูเชนว่าถ้าเชนผิดคำสัญญาเธอจะยิงเชนทิ้ง ส่วนเพลิงหลัง จากที่ได้ลบแผลใจในอดีตออกไปจนหมดสิ้น เพลิงก็เปิดใจเข้าหาหมอเอื้อมเดือนเป็นฝ่ายคุก เข่าร้องเพลงขอความรักจากเธอเพื่อให้เธออยู่คู่กับเขาไปชั่วชีวิตนับแต่นี้ไปบ้านผาปืนแตกจะไม่มีเสียงปืน ที่แผดเสียงสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านอีก แต่จะเหลือเพียงเสียงเพลงแห่งความสุขที่คอยสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนจากเชน เชิงพระกาฬ และเพลิงพญาไฟ พร้อมคณะชาววงพราวฟ้าตลอดไป ติดตามชมความสนุกสนานของ ละครเพลงรักผาปืนแตก ได้ทางช่อง 7 สี เร็ว ๆ นี้ รายชื่อนักแสดงนำ ศรัณย์ ศิริลักษณ์ รับบท เชน แซมมี่ เคาวเวลล์ รับบท วัลภา รังสิโรจน์ พันธุ์เพ็ง รับบท เพลิง พญาไฟ กวินตรา โพธิจักร รับบท เอื้อมเดือน ณัฐวัฒน์ เปล่งศิริวัธน์ รับบท ชาติ อธิชนัน ศรีเสวก รับบท เนื้อทอง สุรวุฑ ไหมกัน รับบท กำนันปราบ พาเมล่า เบาว์เด้น รับบท ลำดวน เฉลิมพร พุ่มพันธ์วงศ์ รับบท ครูประสิทธิ์ พิพัฒน์พล โกมารทัต รับบท ลายเสือ คำลือ พูลภัทร อัตถปัญญาพล รับบท ฟ้าลั่น คำรามศึก

พิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น

พิพิธภัณฑ์เรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่น เสียค่าบริการ คนละ 50 บาท

Savages คนเดือดท้าชนคนเถื่อน
Savages /  จอห์น ทราโวลต้า / 

โอลิเวอร์ สโตน ผู้กำกับเจ้าของสามรางวัลออสการ์ ได้หวนคืนสู่จอเงินอีกครั้งด้วยทริลเลอร์ดุเดือด Savages ที่นำแสดงโดยทีมนักแสดงระดับแนวหน้าซึ่งประกอบไปด้วยเทย์เลอร์ คิทส์ช, เบลค ไลฟ์ลี่, แอรอน จอห์นสัน, จอห์น ทราโวลตา, ซัลม่า ฮาเย็ก, เบนิซิโอ เดล โทโร, ซัลมา ฮาเย็ก, เอมิล เฮิร์สช์และเดเมียน บิเชียร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากนิยายอาชญากรรมขายดีโดยดอน วินสโลว์ ที่ติดหนึ่งในท็อป 10 หนังสือแห่งปี 2010 ของนิวยอร์ก ไทม์ และได้เสียงชื่นชมจากผู้อ่านมากมายด้วย เบน (จอห์นสัน) นักธุรกิจจากลากูนา บีช ชาวพุทธผู้รักสงบและใจบุญสุนทาน และเพื่อนสนิทของเขา ชอน (คิทส์ช) อดีตนาวี SEAL และทหารรับจ้าง ได้ร่วมกันดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นที่ได้กำไรงาม ด้วยการปลูกดอกฝิ่นพันธุ์ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาขึ้นมา นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีความรักที่พิเศษสุดให้กับหญิงงาม โอฟิเลีย (ไลฟ์ลี) เหมือนๆ กันด้วย ชีวิตของพวกเขาในเมืองทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียช่างสมบูรณ์แบบ...จนกระทั่ง แก๊งค้ายาชาวเม็กซิกันย้ายเข้ามาและเรียกร้องให้ทั้งสามคนเป็นหุ้นส่วนกับเขาเมื่อเอเลนา (ฮาเย็ก) หัวหน้าผู้ไร้ปรานีของแก๊งค้ายาเม็กซิกันและลาโด (เดล โทโร) ลูกสมุนผู้โหดเหี้ยมของเธอ ประเมินค่าความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างเพื่อนสามคนต่ำไป เบนและชอน ภายใต้ความช่วยเหลือแบบจำยอมจากเจ้าหน้าที่ยาเสพติดที่โกงกิน (ทราโวลตา) จึงได้เริ่มต้นทำสงครามที่ดูราวกับไม่มีหนทางชนะกับแก๊งค้ายา และนี่เองยังเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการและลูกไม้ที่ร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ ในการประชันหน้าความเสี่ยงสูงที่แสนดุเดือดของสงครามสุดโฉดครั้งนี้เองแหละ ซาเวจส์ คนเดือดปะทะคนเถื่อน ภาพยนตร์ทริลเลอร์จาก โอลิเวอร์ สโตน ที่รวมดารารุ่นใหม่สุดฮอต อย่าง เทย์เลอร์ คิทส์ช, เบลค ไลฟ์ลี่,แอรอน จอห์นสัน มาปะทะกับรุ่นเก๋ายอดฝีมือ ซัลมา ฮาเย็ค, เบนิซิโอ เดล โทโร่, จอห์น ทราโวลตร้า ผลงานการแสดงชั้นเยี่ยมที่นักชมภาพยนตร์ห้ามพลาดเลย --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

26-10-55ยาบ้าล็อตใหญ่ สองล้านเม็ด
26-10-55ยาบ้าล็อตใหญ่ 2 /  000 / 

วันที่ 26 ต.ค 2012 เวลา 16:55 น. ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ 2 ราย ยึดของกลางยาบ้า 1,900,000 เม็ด ยาไอซ์อีก 50 กิโลกรัม รายแรกจับกุม นายมานพ ขุนไกร และ นายอนุวัต แซ่โซ้ง ขณะลำเลียงยาบ้า 900,000 เม็ด ยาไอซ์ 50 กิโลกรัม ที่ใส่ในกระสอบซุกซ่อนในรถบรรทุกถ่านหินลิกไนต์ บริเวณรอยต่ออำเภอเทิง และอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย อีกรายจับกุม นายอรรถพล เกิดอาชาชาญ ขณะไปรับยาบ้า 1,000,000 เม็ด ที่ส่งมาทางพัสดุกับรถขนส่ง ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็มีการจับกุมยาเสพติดได้เช่นกัน รายแรกจับกุม นายปุณรัสมิ์ เบญจเจริญลักษณ์ พร้อม ยา K 200 ขวด ขณะนัดนำไปส่งมอบให้กับผู้ซื้อที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ผู้ต้องหารับว่าขาย ยา K ให้นักเที่ยวตามสถานบันเทิง มีลูกค้าทั้งนักท่องเที่ยวและดารา อีกรายจับกุมชาวเขาเผ่าม้งเป็นชาย 2 หญิง 2 คน เครือข่ายผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดเชียงราย โดยจับกุมได้บริเวณห้องน้ำในห้างย่านพหลโยธิน ขณะผู้ต้องหาแอบเข้าไปเอายาเสพติดออกจากช่องคลอด และทวารหนัก ของกลางเป็นยาบ้า 32,000 เม็ด ยาไอซ์ อีก 276 กรัม นอกจากนี้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ยังเตรียมนำเครื่องตรวจหาสารเสพติด 7 ชนิด ได้แก่ กัญชา, โคเคน, ยา E, ยาบ้า, ยาไอซ์, เฮโรอีน และฝิ่น ที่สามารถใช้ตรวจหาจากเหงื่อและน้ำลาย ได้ผลเร็วใน 1-2 นาที โดยจะนำไปทดลองใช้ตรวจหาสารเสพติดกับนักเที่ยวในคืนนี้ ตำรวจยืนยันว่าเครื่องดังกล่าวมีความแม่นยำค่อนข้างสูง -------------

กิจกรรมรับลมหนาว
ดอยตุง /  พระตำหนักดอยตุง / 

ททท.สำนักงานเชียงราย ขอเชิญทุกท่านสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน และร่วมชมกิจกรรม “ร้อยใจไทยภักดี 110 ปีสมเด็จย่า” ในวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2553 เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 – 13.00 น. ณ พระตำหนักดอยตุง จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยการแข่งขันกีฬาเปตอง การแข่งขันวิ่งเพื่อสุขภาพ และการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาพิชิตดอยตุง นอกจากการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภทแล้ว ในปีนี้จัดให้มีการแข่งขันประกวดวาดภาพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีด้วย นางอัจฉริกา มณีสิน ผู้อำนวยการ ททท.สนง.เชียงราย กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวว่า จังหวัดเชียงราย ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย สมาคมเปตองแห่งประเทศไทย สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรม “ร้อยใจไทยภักดี 110 ปีสมเด็จย่า” ประจำปี 2553ขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2553 ณ พระตำหนักดอยตุง จังหวัดเชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพสกนิกรชาวไทยนานัปการ และเมื่อถึงวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ จึงได้ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมเทิดพระเกียรติ ขึ้นในวันดังกล่าว สำหรับกิจกรรมการแข่งขันในปีนี้ ได้เปิดโอกาสให้เยาชนได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภท โดยจัดให้มีกิจกรรมตั้งแต่เวลา 06.00 - 13.00 น.ประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจดังนี้ . 1. การแข่งขันเปตอง โดยสมาคมเปตองแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นการนำผู้ที่ผ่านการแข่งขันจากทั่วประเทศทุกภูมิภาคของประเทศไทย ภาคละ 3 จังหวัด รวม 15 ทีม แข่งขันกันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ณ สนามเปตองพระตำหนักดอยตุง จังหวัดเชียงราย เริ่มแข่งขันกันตั้งแต่เวลา 08.00 – 11.00 น. ผู้ชนะเลิศได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 2.การแข่งขันวิ่งเพื่อสุขภาพ โดยสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท เริ่มการแข่งขันตั้งแต่เวลา 06.00 เป็นต้นไป จากจุดเริ่มต้นปากทางขึ้นดอยตุงจนถึงเส้นชัยที่พระตำหนักดอยตุง 2.1 วิ่งฮาร์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กม. ประเภทชาย/หญิง สำหรับผู้ชนะจะได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 2.2 วิ่งมินิมาราธอน ระยะทาง 13.5 กม. ประเภทชาย/หญิง สำหรับผู้ชนะประเภทชาย จะได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และผู้ชนะประเภทหญิง จะได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 3. การแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบพิชิตดอยตุง โดยสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย เริ่มต้นการแข่งขันจากปากทางขึ้นดอยตุง สิ้นสุดเส้นชัยที่พระตำหนักดอยตุง ตั้งแต่เวลา 08.10 น.เป็นต้นไป แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 3.1 ประเภท A ชาย ระยะทาง 23 กม. 3.2 ประเภท B ชาย/หญิง ระยะทาง 18 กม. 3.3 ประเภท C ชาย/หญิง ระยะทาง 13 กม. 4. การแข่งขันกีฬาผู้พิการ เป็นการจัดส่งนักกีฬาคนพิการเข้าร่วมแข่งขันปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ รวมทั้งส่งเสริมสมรรถภาพ สุขภาพร่างกายของผู้พิการให้สูงขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมความรัก ความสามัคคีในหมู่ผู้พิการด้วย 5. การประกวดวาดภาพ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่มีต่อประเทศชาติและชาวจังหวัดเชียงราย จึงได้มีกำหนดจัดประกวดวาดภาพสมเด็จย่าขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 2553 ณ พื้นที่ทรงงานบนดอยตุง เวลา 08.30 น. แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ อายุไม่เกิน 12 ปี, อายุไม่เกิน 18 ปี, อายุไม่เกิน 25 ปี และไม่จำกัดอายุ โดยมีกำหนดตัดสินในวันที่ 9 ตุลาคม 2553 ณ ไร่แม่ฟ้าหลวง และมอบรางวัลในวันที่ 17 ตุลาคม 2553 ณ พระตำหนักดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ทั้งนี้จะมีการจัดแสดงผลงานที่ดอยตุง เป็นเวลา 3 เดือน, ไร่แม่ฟ้าหลวง 3 เดือน, หอฝิ่นฯ 3 เดือน และกรุงเทพฯ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป ผู้สนใจจากทั่วทุกภาค สามารถเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขัน ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป . สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: สมาคมเปตองแห่งประเทศไทย (โทรศัพท์ 02-3197622) สมาคมวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย (โทรศัพท์ 02-2688313) สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย (โทรศัพท์ 02-3162821) สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (โทรศัพท์ 053-600600) . ที่มา: www.tatnewsthai.org

83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์
ความรู้รอบโลก /  วิทยาศาสตร์ / 

วันนี้ teen.mthai มี 83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์?มาฝากเพื่อนๆ กันคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ร่างกาย อวัยวะของเรา หรือแม้กระทั้งเรื่องของธรรมชาติ สัตว์ สิ่งของด้วย ลองไปดูกันคะว่า เรื่องน่ารู้นี้จะมีอะไรที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อนบ้างนะ ^^ 83 เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ 1. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์พลังงาน เชื่อหรือไม่ว่าร่างกายของคนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ คนแต่ละคนจะมีพลังงานเทียบเท่ากับการเปิดหลอดไฟฟ้าขนาด 120 วัตต์ เพราะคนที่กินอาหารเข้าไปปริมาณ 2,500 แคลอรีในแต่ละวันจะให้พลังงานความร้อน 104 แคลอรีต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากระแสไฟฟ้าที่มีพลังงาน 120 วัตต์ 2. กะพริบตา ตลอดชีวิตของคนเรานั้นเราต้องกะพริบตาถึง 250 ล้านครั้งทีเดียว เพราะเราจะต้องกะพริบตาทุก ๆ 6 วินาที ทำให้กล้ามเนื้อตาเคลื่อนไหวประมาณ 10,000 ครั้งต่อวัน ถ้าเปรียบกับการทำงานของกล้ามเนื้อขาแล้ว จะ เท่ากับวิ่งระยะทาง 80 กิโลเมตรต่อวัน 3. สมองบริโภค เชื่อหรือไม่ว่าตอนแรกเกิดสมองของเราหนักประมาณ 3% ของน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่เมื่ออายุได้ประมาณ 15 ปี สมองจะหนักถึง 1.4 กิโลกรัมและจะมีขนาดคงที่ สมองเติบโตได้เพราะใช้พลังงานจากอากาศที่เราหายใจเข้าไป 20% และใช้เลือดหล่อเลี้ยงถึง 15% ของเลือดทั้งหมดในร่างกาย 4. กระบวนการคิด นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า อิริยาบถต่าง ๆ มีผลต่อการคิดและการตัดสินใจของมนุษย์ การนอนคิดจะทำให้ความคิดกว้างไกล การยืนทำให้ความคิดแคบลงสามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น ส่วนการนั่งเป็นอิริยาบถที่เหมาะกับการตัดสินใจที่ไม่รีบร้อนเท่าใดนัก ผมงอก โดยปกติ ใน 1 สัปดาห์ผมจะงอกออกมา 2 มิลลิเมตรใน 1 วัน จะมีช่วงที่ผมงอกได้ดี 2 ช่วง คือ ระหว่างเวลา 10.00 ? 11.00 น. และ 16.00 ? 18.00 น. แต่ไม่ต้องเอากระจกไปส่องดูการงอกของเส้นผมหรอกนะ เพราะมันแทบจะมองไม่เห็นเลย 5. เส้นขนแข็งแรง โดยเฉลี่ยแล้ว คนเราจะมีเส้นขนประมาณ 5 ล้านเส้นทั่วร่างกาย ยกเว้นบริเวณริมฝีปาก ฝ่ามือและฝ่าเท้า เส้นขนที่แข็งแรงที่สุดคือหนวด เชื่อหรือไม่ว่าหนวดแข็งแรงพอ ๆ กับลวดทองแดงที่มีขนาดเท่ากันเลยทีเดียว 6. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตาแหลมคม ตาของเหยี่ยวสามารถมองเห็นแมลงวันที่อยู่ในระยะครึ่งไมล์ได้ ส่วนเสือดาวก็สามารถมองเห็นคนกะพริบตาที่ระยะห่าง 100 หลาได้ ตาของคนก็มีความพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีได้มากถึง 17,000 สี 7. ตาที่สาม เชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์มีสามตา ตาที่สามนี้ก็คือต่อมไพเนียลซึ่งอยู่ด้านหลังของกะโหลกศีรษะ ภายในต่อมมีสารเคมีที่มีชื่อว่าเซโรโตนินอยู่เป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่า สารชนิดนี้ช่วยส่งผลให้มนุษย์มีการคิดอย่างสมเหตุสมผล นักวิทยาศาสตร์จึงเปรียบต่อมนี้ว่าเป็นตาที่สามของมนุษย์ 8. ฮัดเช้ย! เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำให้จมูกของเราเกิดการระคายเคือง เราจะจามออกมาโดยอัตโนมัติ ทุกครั้งที่เราจามจะมีน้ำลายฟุ้งกระจายออกมาถึง 100,000 หยด ด้วยอัตราเร็ว 152 ฟุตต่อวินาที 9. ริมฝีปาก เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่าทำไมริมฝีปากของเราจึงมีสีแดงมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผิวหนังบริเวณริมฝีปากบางกว่าส่วนอื่น ๆ นั่นเอง จึงทำให้สามารถมองเห็นสีของเลือดใต้ผิวหนังได้ 10. ยิ้มแย้ม ร่างกายของเราประกอบด้วยกล้ามเนื้อประมาณ 650 มัด หากเราหน้าบึ้งจะต้องใช้กล้ามเนื้อประมาณ 400 มัด ในขณะที่การยิ้มใช้กล้ามเนื้อ 15 มัด เท่านั้น และพลังงานที่ใช้ก็น้อยกว่าการขมวดคิ้ว 1 ครั้งเสียอีก เชื่อกันว่าการขมวดคิ้ว 200,000 ครั้ง ทำให้เกิดรอยตีนกา 1 รอย 11. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ฟันปลา เชื่อกันว่าเมื่อประมาณ 1 ล้านปีที่แล้ว ฟันของมนุษย์มีลักษณะคล้ายกับฟันปลาเพราะมีการค้นพบฟันลักษณะเดียวกันกับของมนุษย์อยู่ในกรามของปลาฉลามยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังนั้น ฟันของมนุษย์และปลาฉลามจึงมีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน แต่ฟันของมนุษย์ได้พัฒนาจนมีรูปร่างเหมือนในปัจจุบัน ปลาเปคู (Pacu) ปลาฟันคน >?http://teen.mthai.com/variety/59011.html 12. การทรงตัว เชื่อหรือไม่ว่าหูมีผลต่อการทรงตัว อวัยวะที่ช่วยให้เราสามารถทรงตัวอยู่ได้คือ เซมิเซอร์คิวลาร์ คาแนล (semicir-cular canel) ในหูซึ่งภายในมีของเหลวที่ไวต่อการกระตุ้นของเหลวนี้จะทำหน้าที่ในการรับรู้สมดุล หากเราหมุนไปรอบ ๆ ตัวเร็ว ๆ หลาย ๆ ครั้ง จะทำให้อวัยวะนี้เกิดความสับสน เราจึงรู้สึกเวียนศีรษะ 13. เสียงกรน เสียงกรนเป็นเสียงที่สร้างความรำคาญแก่ผู้ได้ยินเพราะดังพอ ๆ กับเสียงของสว่านไฟฟ้าซึ่งดังถึง 70 เดซิเบล 14. พลังปอด เชื่อหรือไม่ว่าปกติเราจะหายใจเอาอากาศเข้าไปประมาณ 6 ลิตรต่อนาที แต่ระหว่างออกกำลังกายและหลังออกกำลังกายใหม่ ๆ เราอาจหายใจเอาอากาศเข้าไปได้มากถึง 100 ลิตรต่อนาที 15. น้ำหนักวิญญาณ เชื่อหรือไม่ครับว่าวิญญาณของพวกเราก็มีน้ำหนักด้วยเหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์ทดลองชั่งน้ำหนักของวิญญาณโดยชั่งน้ำหนักของคนในขณะที่มีชีวิตอยู่เปรียบเทียบกับน้ำหนักหลังจากเสียชีวิตทันที พบว่าน้ำหนักหายไป 21 กรัม จึงสรุปว่าดวงวิญญาณของพวกเรามีน้ำหนัก 21 กรัมด้วย 16. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สารฆ่าความเจ็บปวด น้องๆเคยสังเกตไหมว่าทำไมบางครั้งนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขันยังสามารถลงแข่งขันได้จนจบหรือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสนามรบยังคงทนต่อสู้ข้าศึกอยู่ได้ พวกเขาไม่เจ็บกันหรือ นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วครับว่าเมื่อมนุษย์เผชิญสถานการณ์ที่ตึงเครียด สมองจะปล่อยสารออกมายับยั้งความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ ทำให้มนุษย์ต่อสู้กับความเจ็บปวดได้ 17. ไม่มีน้ำตา รู้หรือปล่าวว่าตอนที่เราอายุ 4-5 เดือน เราร้องไห้ไม่มีน้ำตากันหรอกครับ แม้จะร้องเสียงดังแค่ไหนก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะต่อมน้ำตาของคนเราจะพัฒนาขึ้นหลังจากเกิดมาแล้ว 4-5 เดือน ตอนนี้พวกเราคงจะร้องไห้มีน้ำตากันทุกคนแล้วนะครับ 18. หิวเพราะกลิ่น พอกลิ่นหอมของอาหารลอยมา พวกเราคงเคยรู้สึกหิวตามกลิ่นนั้นไปด้วยใช่ไหมล่ะ ก็กลิ่นอาหารเข้าไปกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของเราน่ะสิครับ ทำให้น้ำย่อยในปากและท้องทำงาน เราจึงรู้สึกหิวทั้งๆที่บางครั้งเราไม่ต้องการกินอีกแล้ว 19. กระเพาะแข็งแกร่ง ในกระเพาะอาหารของเรามีน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูงมาก จนสามารถละลายสังกะสีได้ แต่กรดเหล่านี้ไม่สามารถละลายผนังกระเพาะของเราได้ เนื่องจากทุกนาทีเซลล์ผนังกระเพาะเก่า 5000 เซลล์ จะถูกเซลล์ใหม่แทนที่และเปลี่ยนเป็นเซลล์ใหม่ทั้งหมดทุกๆ 3 วัน 20. ท้องร้องจ๊อกๆ พวกเราเคยได้ยินเสียงท้องร้องเมื่อรู้สึกหิวบ้างไหมครับ สาเหตุที่ท้องร้องก็เพราะสมองซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความรู้สึกหิวของเรา จะคอยจัดลำดับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้าในเลือดมีสารอาหารพอเพียง สมองก็จะสั่งให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แต่เมื่อใดที่มีสารอาหารในเลือดน้อยระบบย่อยอาหารจะทำงานเร็วขึ้นเราจึงได้ยินเสียงท้องร้อง 21. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตกใจจนหน้าซีด เมื่อเราตกใจหน้าจะซีด เนื่องจากเลือดบริเวณแก้มจะไหลย้อนกลับอย่างรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ฉุกเฉิน คือให้สารอาหารและออกซิเจนแก่กล้ามเนื้อส่วนอื่น เนื่องจากร่างกายไม่ได้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเผชิญความตกใจ เมื่อเลือดจากแก้มไหลออกไป หน้าเราจึงซีด 22. เขินอาย เมื่อเรารู้สึกเชินอายหน้าเราก็จะแดง โดยเฉพาะบริเวณแก้มและลำคอ เพราะขณะที่เราเขินอาย เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยสารเคมีที่พลังงานสูงชื่อว่า เปปไตด์ (peptide) ออกมา ทำให้เส้นเลือดที่แก้มและลำคอขยายตัว หน้าของเราจึงแดงมากกว่าปกติ 23. มาจากดวงดาว ร่างกายของเราประกอบด้วยอะตอมจำนวนมาก อะตอมเหล่านี้มาจากไหน นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่าอะตอมเกิดมาจากดวงดาวที่ดับแล้วเมื่อ 5000 ล้านปี ก่อนที่จะมีพระอาทิตย์เกิดขึ้น และดวงดวงนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก่อนเมื่อโลกเกิดขึ้น เซลล์ของสิ่งมีชีวิตนี้ก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นคน 24. สารพัดสาร เชื่อหรือไม่ว่าในร่างกายของเรามีสารอยู่มากมาย เช่น มีฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากพอจะทำหัวไม้ขีดไฟ 2,000 ก้าน มีไขมันพอที่จะทำสบู่ได้ 7 ก้อน มีเหล็กมากพอที่จะทำตะปูได้ 1 ตัว มีปูนขาวที่สามารถละลายน้ำแล้วนำไปทาห้องเล็ก ๆ ได้ 1 ห้อง มีซัลเฟอร์ 1 ช้อนชาและโลหะอีกประมาณ 30 กรัม 25. นอนแล้วสูง การนอนช่วยให้เราสูงขึ้นได้ เพราะเมื่อเรายืนหรือนั่ง แผ่นกระดูกอ่อนที่กระดูกสันหลังจะถูกแรงดึงดูดของโลกกดลง การนอนช่วยให้แรงกดนี้หายไป แผ่นกระดูกอ่อนที่ถูกกดก็จะพองตัว ทำให้เราสูงขึ้นได้อีก 8 มิลลิเมตร แต่เมื่อตื่นมาเราก็จะสูงเท่าเดิม 26. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ พลังกาย ร่างกายของคนเราแข็งแกร่งมากกว่าที่เราคิดเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการยกน้ำหนัก เช่น ถ้าเรานอนหลับโดยห่มผ้าหนัก 2.5 กิโลกรัม หายใจโดยเฉลี่ย 16 ครั้งต่อนาที และนอนนานประมาณ 8 ชั่วโมง ทรวงอกของเราสามารถยกน้ำหนักได้ถึง 20 ตัน 27. ฉันทำไม่ได้ สิ่งที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถทำได้ คือหายใจและกลืนอาหารไปพร้อม ๆ กัน เพราะกระบวนการกลืนจะไปรบกวนกระบวนการหายใจด้วยการปิดกั้นอากาศไม่ให้ผ่านเข้าไปขณะที่อาหารเคลื่อนจากปากไปยังคอหอยและผ่านไปที่กระเพาะอาหาร 28. หัวใจที่รัก ในช่วงชีวิตของมนุษย์นั้น หัวใจจะสูบฉีดโลหิตประมาณ 500 ล้านลิตรและเต้น 2,000 ล้านครั้ง ดังนั้น ใน 1 วัน หัวใจจะสูบฉีดโลหิตมากกว่า 13,500 ลิตร และเต้น 100,000 ครั้ง แต่ละวันหัวใจจึงต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้พลังงานมากพอ เชื่อหรือไม่ว่าพลังงานที่ได้นี้สามารถยกรถยนต์ได้สูงถึง 15 เมตรเลยทีเดียว 29. เรื่องของผิวหนัง เชื่อหรือไม่ว่าพื้นที่เพียง 1 ตารางนิ้วบนผิวหนังของเรานั้นประกอบไปด้วยเซลล์ถึง 19 ล้านเซลล์ ขน 60 เส้น ต่อมน้ำมัน 90 ต่อม ต่อมเหงื่อ 625 ต่อม เส้นเลือดยาว 19 ฟุต และเซลล์รับความรู้สึก 19,000 เซลล์ 30. เซลล์เม็ดเลือด มีผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าถ้านำเซลล์เม็ดเลือดของเรามาต่อเป็นสายยาวจะสามารถพันรอบเส้นศูนย์สูตรได้ถึง 4 รอบเลยทีเดียว 31. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ น้ำในร่างกาย น้อง ๆ คิดว่า ร่างกายของเรามีสถานะใดตามหลักวิทยาศาสตร์ หลายคนอาจจะคิดว่า มีสถานะเป็นของแข็ง แต่น้อง ๆ รู้หรือไม่ว่าร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 2 ใน 3 ด้วยเหตุนี้ตลอดชีวิตของคน 1 คนจึงต้องดื่มน้ำเป็นจำนวนมากถึง 70,000 ลิตร 32. ความสำคัญของเกลือแร่ เกลือแร่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง หากนำเกลือแร่ออกจากกระดูกโดยนำกระดูกไปแช่ในน้ำกรด เกลือแร่จะละลายออกมาจนสามารถนำกระดูกนั้นมาผูกให้เป็นปมได้ 33. หนาวสั่น อาการหนาวสั่นเป็นอาการที่ร่างกายแสดงออกมาเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หลังจากที่ได้รับความเย็นมากเกินไป เพราะความเย็นจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานช้าลง และเป็นอันตรายได้หากอุณหภูมิลดต่ำลงมาก ๆ ดังนั้น กล้ามเนื้อจึงผลิตความร้อนด้วยการทำให้กล้ามเนื้อหดตัวไปมาอย่างรวดเร็ว 34. สูงและต่ำ ตอนกลางวัน อุณหภูมิในร่างกายของเราอาจสูงขึ้นได้มาก ๆ หากเรารับประทานอาหารมื้อใหญ่ อยู่ในที่อากาศร้อน หรือออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ตอนกลางคืน อุณหภูมิในร่างกายของเราจะค่อย ๆ ลดลงจนต่ำที่สุดเมื่อเรานอนหลับเพื่อเป็นการรักษาสมดุล 35. ลูกผู้ชาย การที่ผู้ชายเชื่อว่าลูกผู้ชายต้องไม่หลั่งน้ำตานั้น ส่งผลกระทบให้ผู้ชายเป็นโรคเครียดได้ง่ายกว่าผู้หญิง เพราะมีโอกาสปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกกดดันได้น้อย รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังเครียดก็ลองหาโอกาสปลดปล่อยอารมณ์บ้างก็ดีนะครับ แต่ไม่ใช่เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ล่ะ การออกกำลังกายก็สามารถช่วยคลายเครียดได้เช่นกัน 36. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตัวยารักษาโรค การฉีดยาเป็นวิธีการรักษาโรคอีกวิธีหนึ่งที่แพร่หลาย ทราบหรือไม่ว่าแพทย์ได้ตัวยามาจากไหน ในยาฉีดนั้นมีส่วนประกอบของแบคทีเรียที่ทำให้มีฤทธิ์อ่อนลง ซึ่งได้มาจากเชื้อโรคของผู้ป่วยรายอื่นที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับเรา นอกจากนำไปทำเป็นยาฉีดแล้ว เชื้อโรคเหล้านั้นยังสามารถนำไปทำเป็นวัคซีนป้องกันโรคได้อีกด้วย โดยวัคซีนจะเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันโรคชนิดนั้น ๆ ในร่างกาย 37. หาวนอน อาการง่วงเหงาหาวนอนเกิดจากการที่เรารู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย ระบบทางเดินหายใจของเราจึงทำงานช้าลงเป็นผลให้กล้ามเนื้อคอหอยปิดโดยอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายต้องการอากาศเพิ่มขึ้น เราจึงต้องหาวเพื่อเอาอากาศเข้าไปใช้ในกระบวนการหายใจ 38. ใบหน้า วันหนึ่ง ๆ เราอาจมีอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาบ่อยครั้งทางใบหน้า เชื่อหรือไม่ว่ากล้ามเนื้อทั้งที่เป็นวงกลมและเป็นเส้นบนใบหน้าสามารถแสดงอารมณ์ที่หลากหลายได้มากกว่า 1,000 รูปแบบ 39. นอนหลับ ขณะนอนหลับเราสามารถเรียนรู้ได้หรือไม่ ในสมัยก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้ในขณะนอนหลับได้ แต่จากการทดลองอย่างละเอียดของนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังพบว่า มนุษย์จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ในขณะที่นอนหลับสนิท แต่จะสามารถเรียนรู้ได้ในขณะที่อยู่ในช่วงสะลึมสะลือ 40. ล้มตัวลงนอน เชื่อหรือไม่ว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิต มีสัตว์เพียง 2-3 ชนิดเท่านั้น ที่นอนหลับโดยเอนหลังแนบกับพื้น และสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถทำเช่นนี้ได้ก็คือมนุษย์ 41. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์?น้ำหนักลด ไม่ว่าเราจะมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใดก็ตาม น้ำหนักของเราจะสามารถลดลงได้ 300 กรัม ทุกวันในขณะที่เรานอนหลับแต่อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ เพราะทันทีที่ตื่นขึ้นมา น้ำหนักของเราก็จะเท่าเดิม 42. อาณาจักรแห่งความฝัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า ถ้าวันหนึ่ง ๆ เรานอนหลับประมาณ 8 ชั่วโมง เราจะฝัน 3-5 ครั้งต่อคืน โดยช่วงความฝันแต่ละครั้งใช้เวลานานประมาณ 10-30 นาที และถ้าเราถูกปลุกขึ้นมาในระหว่างที่กำลังฝันอยู่ เราอาจจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ได้ก็ได้ 43. ความฝัน เชื่อหรือไม่ว่า ความฝันช่วยทำให้จิตใจของเราสดชื่นเบิกบานได้ ไม่ว่าเราจะจำความฝันนั้นได้หรือไม่ก็ตาม เพราะความฝันจะแสดงถึงสิ่งที่เราอยากทำเมื่อตื่น แต่เราไม่สามารถทำได้ด้วยเหตุผลนานาประการ 44. เวลาของความฝัน ผู้เชี่ยวชาญแสดงทัศนะเกี่ยวกับเวลาในช่วงของความฝันไว้ว่า เวลาที่เราตื่นอยู่ประสาทความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาของเราจะเป็นแนวตั้ง ดังนั้น เราจึงรับรู้แต่ขณะปัจจุบันเท่านั้น แต่เมื่อเราหลับมันจะกลายเป็นเส้นแนวนอน ทำให้เราสามารถเดินทางไปในอดีตและอนาคตได้ 45. สร้างความฝัน ถ้าอยากให้ความฝันสวยงามลองงดดื่มเครื่องดื่มทุกชนิดประมาณ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนสิครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะทำให้ความฝันยิ่งใหญ่ และถ้าใครเห็นความฝันของตนเองเป็นสีต่าง ๆ ละก็แสดงว่าเป็นคนที่ไวต่อการกระตุ้นต่าง ๆ รอบตัวมากทีเดียว 46. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ จมูกของมด ใครรู้บ้างว่ามดใช้อะไรในการดมกลิ่น คำตอบก็คือใช้เท้านั่นเอง การใช้เท้าดมกลิ่นช่วยให้มันสามารถตามกลิ่นที่เพื่อนของมันทิ้งไว้ตามทางได้ นอกจากนี้มันยังสามารถใช้ข้อต่อที่หนวดรับกลิ่นได้อีกด้วย 47. นายช่างใหญ่ บีเวอร์เป็นสัตว์ที่ชอบสร้างเขื่อนและบ้านของมันมาก มันจะคาบกิ่งไม้และกินไม้เป็นอาหาร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะถ้าไม่ได้กัดไม้ทุกวัน ฟันของมันก็จะงอกและยาวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มันกินอาหารไม่ได้และอดตายในที่สุด 48. อูฐลื่น อูฐเป็นสัตว์ที่ขาแต่ละข้างประกอบด้วยนิ้วขนาดใหญ่ 2 นิ้ว ปกคลุมด้วยแผ่นรองเท้าที่หนาและเหนียวทั้งยังมีแผ่นหนังบาง ๆ เชื่อมนิ้วเท้าให้ติดกัน ทำให้เท้าอูฐแข็งแรงเหมาะสำหรับเดินในทะเลทราย แต่หากจับอูฐมาอยู่ในโคลนละก็ เท้าแบบนี้ก็ไร้ประโยชน์เพราะจะทำให้อูฐลื่นไถลได้ง่าย 49. หางเก็บอาหาร มีสัตว์อยู่หลายชนิดที่มีหางและหางของมันก็ใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันไป อย่างเช่น แกะพันธุ์หนึ่งที่ใช้หางของมันทำหน้าที่เก็บหญ้าซึ่งเป็นอาหารของมันไว้ เมื่อหญ้าขาดแคลน หญ้าที่ถูกสะสมไว้ที่หางก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย 50. หูหนวกเต้นระบำ หากใครเคยชมภาพยนตร์อินเดียคงจะเคยเห็นงูที่เต้นระบำเมื่อได้ยินเสียงปี่ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เต้นระบำเพราะเสียงปี่หรอกครับ งูเป็นสัตว์ที่หูหนวกจึงไม่ได้ยินเสียงปี่ แต่ที่มันเต้นส่ายไปส่ายมาก็เพราะจังหวะการเคลื่อนไหวของหมองูต่างหาก ถ้าลองใช้ไม้แทนปี่ งูก็ยังคงเต้นระบำได้เหมือนกั 51. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ สุนัขน้ำร้อน สุนัขเป็นสัตว์ที่คนนิยมเลี้ยงกันโดยทั่วไป เพราะนอกจากจะใช้เฝ้าบ้านแล้ว สุนัขยังทำหน้าที่ได้หลายอย่าง นานมาแล้วชาวอินเดียนแอซเทคนำสุนัขพันธุ์เม็กซิโกซึ่งตัวเล็กนิดเดียวและมีขนสั้นบางมาใช้แทนกระเป๋าน้ำร้อน เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่เท้าเจ้าของเมื่ออากาศหนาว 52. ช้างนักกิน ช้างแอฟริกามีขนาดใหญ่มาก หนักถึง 7 ตัน ที่ตัวใหญ่ขนาดนี้เพราะมันใช้เวลาในการกินประมาณ 18-20 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน โดยกินพืชผักประมาณวันละ 350 กิโลกรัมและกินน้ำ 90 ลิตร 53. กินทางตา โดยปกติสัตว์จะกินอาหารทางปาก แต่สำหรับคางคกและกบแล้ว พวกมันจะกินอาหารทางตา เมื่อกินอาหารมันจะปิดตาแน่น ดันลูกตาที่แข็งให้ชนเพดานปากทำให้เพดานปากถูกกดลงมาแนบกับลิ้นแล้วดันอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร นอกจากนี้มันยังดื่มน้ำโดยการดูดซึมน้ำผ่านทางผิวหนังด้วย 54. ปลิงป้องกันตัว ปลิงทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีวิธีป้องกันตัวเองที่แปลกคือ เมื่อถูกทำร้ายมันจะหดตัวทันทีและจะดันอวัยวะภายในของมันออกมา แต่มันก็ยังไม่ตาย อวัยวะเหล่านั้นจะเป็นอาหารของผู้ที่ทำร้ายมัน แล้วมันจะค่อย ๆ หลบหนีไป จากนั้น 2 ?3 สัปดาห์อวัยวะภายในของมันก็จะงอกใหม่ 55. ตาเคลื่อนที่ ปลาลิ้นหมาไม่ได้มีตาเดียวอย่างที่พวกเราเห็นกัน ตอนแรกที่มันเกิดมามันจะมี 2 ตา แต่เมื่ออายุมากขึ้น ตาของมันจะย้ายตำแหน่งมารวมกัน โดยเคลื่อนที่ไปรวมกับตาอีกข้างหนึ่งซึ่งอยู่บนหัว 56. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ระเบิดควัน ปลาหมึกยักษ์มีวิธีการป้องกันตัวคล้ายการสร้างระเบิดควันของทหาร เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู มันจะพ่นหมึกดำในถุงด้านหลังลำตัวออกมาทำให้น้ำบริเวณรอบ ๆ ขุ่นดำ แล้วมันจะรีบหนีไป นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันสามารถเปลี่ยนสีหมึกของมันให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ด้วย เช่น สีแดง สีเหลือง สีเทา เป็นต้น 57. กบหดตัว กบพาราดอกซิคัล (Paradoxical) ในอเมริกาใต้มีความพิเศษคือยิ่งมันเจริญเติบโตขึ้นตัวก็ยิ่งเล็กลง เมื่อเป็นลูกอ๊อดมันมีลำตัวยาวถึง 10 นิ้ว แต่เมื่อโตเป็นกบลำตัวจะหดลงจนเหลือขนาดไม่เกิน 3 นิ้วเท่านั้น 58. หนอนกระสือ หนอนกระสือตัวเมียจะมีอวัยวะที่เรืองแสงอยู่บริเวณใต้ท้องซึ่งใช้ส่งสัญญาณไปยังปีกของตัวผู้ที่บินอยู่ด้านบน หนอนกระสือตัวเมียสามารถควบคุมการเปล่งแสงได้ โดยจะใช้แสงต่อเมื่อต้องการดึงดูดตัวผู้เท่านั้น 59. แสงนำทาง รู้ไหมทำไมผีเสื้อกลางคืนจึงชอบบินเข้าหาแสงไฟในตอนกลางคืน เพราะปกติผีเสื้อกลางคืนจะใช้แสงจันทร์นำทาง แต่แสงอื่นทำให้มันสับสนและประสาททางด้านทิศทางเสียไป ดังนั้น มันจึงพยายามปรับแสงจันทร์ปลอมให้ทำมุมเดียวกันกับแสงจันทร์จริง ๆ โดยการบินเป็นวงกลมเข้ามาใกล้แสงนั้นมากขึ้น 60. เครื่องขยายเสียง จิ้งหรีดตัวผู้จะใช้เสียงเพลงซึ่งเกิดจากขาหน้าเสียดสีกันการดึงดูดตัวเมีย แต่จะไม่ดังนัก มันจึงสร้างเครื่องขยายเสียงชนิดพิเศษ โดยการขุดรังใต้ดินให้มีอุโมงค์ทางเข้าสองทาง แล้วก็ยืนส่งเสียงไพเราะอยู่ทางอุโมงค์ด้านหนึ่ง แต่ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือ หูที่ไวต่อเสียงของมันไม่ได้อยู่ที่หัวแต่ที่อยู่ที่ขา 61. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์?สัตว์มีเหงื่อหรือไม่ สุนัขก็มีเหงื่อครับ แต่เหงื่อของมันจะออกบริเวณฝ่าเท้า นอกจากนี้สัตว์อื่น ๆ เช่น วัว จะมีเหงื่อออกทางจมูก ส่วนเหงื่อของฮิปโปโปเตมัสจะออกมาจากทุกส่วนของร่างกายและจะเป็นเหงื่อสีแดง ลองสังเกตนะครับว่าสัตว์อื่น ๆ มีเหงื่อออกที่ส่วนใดของร่างกาย 62. หนึ่งไม่มีสอง คนเรามีลายนิ้วมือไม่เหมือนกัน ม้าลายแต่ละตัวก็มีแถบลายเฉพาะที่ซึ่งจะไม่ซ้ำกับม้าลายตัวอื่น ๆ เช่นกัน 63. หนูนักร้อง หนูเป็นสัตว์ที่สามารถร้องเพลงได้ แต่เสียงร้องของมันจะเป็นเสียงซูเปอร์โซนิค (Supersonic) ซึ่งมีลักษณะเป็นเสียงสูงและรัว ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเพลงของมัน แต่ถ้ามันลดระดับเสียงให้ต่ำลงจนถึงระดับปกติที่เราสามารถได้ยิน เราก็จะได้ยินเสียงเพลงจากหนูได้ 64. สัตว์ปากกว้าง สัตว์ที่สามารถอ้าปากได้กว้างที่สุดคืองูเหลือมเรติคูเลเตด (Reticulated python) มันสามารถยืดตัวได้ถึง 10 เมตร และอ้าปากกว้างจนกลืนกินสัตว์ที่มีน้ำหนัก 55 กิโลกรัม จึงไม่แปลกที่จะมีคนพบสัตว์ใหญ่ ๆ อย่างเสือดาวในท้องของมัน 65. ไม่เอาไมโครโฟน ไซเมียง (Simiang) เป็นสัตว์บกที่มีถุงลมขนาดใหญ่ จึงตะโกนได้เสียงดังกว่าสัตว์อื่น ๆ มันสามารถตะโกนให้สัตว์ที่อยู่ห่างออกไปถึง 8 กิโลเมตรได้ยินได้ ส่วนสัตว์น้ำที่สามารถตะโกนได้เสียงดังที่สุดคือ ปลาวาฬรอร์ควอล (Rorqual whale) มันสามารถร้องเพลงด้วยความถี่ 20 เฮิรตซ์ ให้ได้ยินไปไกลถึง 150 กิโลเมตรเลยทีเดียว 66. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ นักแม่นธนู ปลาเสือมีวิธีจับเหยื่อที่คล้ายกับการยิงธนู โดยมันจะพ่นน้ำไปยังแมลงที่เกาะอยู่บนต้นพืชเหนือน้ำ ทำให้แมลงตกลงในน้ำ จากนั้นก็จะตรงเข้าไปฮุบแมลงนั้นไว้ทันที ปลาเสือสามารถพ่นน้ำใส่เหยื่อของมันในระยะ 3 เมตรได้อย่างแม่นยำ 67. อาวุธของทากทะเล ทากทะเลไม่มีเปลือกห่อหุ้มร่างกาย ดังนั้น มันจึงป้องกันตัวโดยการกินเซลล์เข็มพิษของแมงกะพรุนเข้าไปเพื่อใช้เป็นอาวุธ เข็มพิษนี้จะไม่ถูกย่อยไปพร้อมกับอาหาร แต่จะถูกส่งไปเก็บไว้ที่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านหลัง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูมันก็จะป้องกันตัวด้วยการปล่อยเข็มพิษออกมา 68. ปลาฉลามว่ายน้ำ ถ้าเรามีโอกาสได้เฝ้าดูปลาฉลามอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าปลาฉลามต้องว่ายน้ำตลอดเวลา หากหยุดว่ายน้ำมันจะตาย เพราะปลาชนิดอื่น ๆ จะมีถุงลมทำให้หายใจได้แม้ไม่เคลื่อนที่ แต่ปลาฉลามไม่มีถุงลม ดังนั้น ถ้ามันหยุดว่ายน้ำก็จะทำให้ไม่มีออกซิเจนไหลผ่านเหงือกจึงไม่มีออกซิเจนใช้ในการหายใจ 69. สุดยอดตัวอ่อน ตัวอ่อนของสัตว์ที่กินเก่งที่สุดในโลกคือตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนในอเมริกาเหนือ เนื่องจากมันสามารถกินอาหารที่มีน้ำหนักมากถึง 86,000 เท่าของน้ำหนักตัวภายในเวลา 48 ชั่วโมงแรกที่มันเกิดมา 70. หมอกเพื่อชีวิต ด้วงแอฟริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายนามิบมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินหมอก ปกติมันจะอาศัยอยู่ใต้เนินทรายซึ่งอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ แต่เมื่อมันกระหายน้ำ มันก็จะบินออกมาเกาะยอดเนินแล้วปล่อยให้ลดพัดพาหมอกมาจับบนตัวของมัน เมื่อหมอกเกิดการควบแน่นจนกลายเป็นหยดน้ำมันก็จะกินน้ำนั้นแก้กระหาย 71. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ เพลงรัก ปูทรอปิคัล ฟีดเดลอร์ (Tropical Fiddler) เป็นปูที่มีสีสันสวยงาม ก้ามข้างซ้ายของปูตัวผู้จะมีขนาดใหญ่สะดุดตา ซึ่งมันจะใช้ดึงดูดตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ โดยจะขยับก้ามไปข้างหลังและข้างหน้าสลับกันคล้ายการสีไวโอลิน แม้จะไม่มีเสียงออกมา แต่ก็สร้างความประทับใจและดึงดูดตัวเมียให้เข้าไปหามันอย่างรวดเร็วได้ 72. เวลาของพืช คน สัตว์ และพืชเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน แต่สิ่งที่คนและสัตว์ต่างจากพืชก็คือ การเจริญเติบโต คนและสัตว์จะมีช่วงที่เจริญเติบโตและหยุดโตเมื่อถึงอีกช่วงอายุหนึ่ง แต่สำหรับพืชแล้ว มันจะยังคงเจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ และจะหยุดก็ต่อเมื่อมันตายเท่านั้น 73. ราโตเร็ว ราบราซิเลียน (Brazillian fungus) เป็นพืชที่โตเร็วที่สุดมันจะงอกจากพื้นดินด้วยอัตราเร็ว 5 มิลลิเมตรต่อนาที และเจริญเติบโตเต็มที่ภายใน 20 นาที น้ำจะช่วยให้มันเจริญเติบโตได้ดีเป็นพิเศษ และเรายังสามารถได้เยินเสียงปริแตกเนื่องจากอาการบวมน้ำและเห็นน้ำไหลออกมาได้ด้วย 74. ต้นไม้พูดได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าต้นไม้สามารถสื่อสารกันได้หากอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน พืชมีความรู้สึกชอบและไม่ชอบเช่นเดียวกับคน ดังนั้น หากมีต้นไม้ที่มันไม่ชอบขึ้นบริเวณนั้น มันก็จะปล่อยสารฟีโรโมน (Pheromones) เพื่อสื่อสารให้ต้นอื่นรับรู้ สารนี้จะไปกระตุ้นให้พืชที่มันชอบเจริญเติบโตและจะทำลายพืชที่มันไม่ชอบ 75. พืชป้องกันตัว มีพืชอยู่หลายชนิดที่จะป้องกันตัวเองเมื่อถูกแมลงรบกวน โดยภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากถูกรบกวน พืชจะปล่อยสารที่มีชื่อว่าเทอร์เพนและแทนนิน (Terpene, Tannin) ที่บริเวณใบโปรตีนในใบจะเปลี่ยนเป็นโปรตีนที่ย่อยยากขึ้น แมลงที่บุกรุกก็จะขาดโปรตีน พืชก็จะรอดพ้นจากการถูกแมลงรบกวน 76. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ชีวิตในความตาย ต้นปาล์มทาลิพอต (Talipot) เป็นไม้ดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีช่วงชีวิตประมาณ 70 ปี แต่ตลอดชีวิตของมันจะออกดอกเพียงครั้งเดียว ดอกสูงถึง 6 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร กว่าเมล็ดทั้งหมดจะสุกเป็นผลใช้เวลาประมาณ 1 ปี ต่อจากนั้นเมื่อมีการผสมพันธุ์อีกครั้งมันก็จะตาย 77. เรื่องบังเอิญ เมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว คนดูแลฝูงแกะชาวอบิสซีเนียค้นพบกาแฟโดยบังเอิญ เพราะวันหนึ่งเขาได้กลิ่นหอมของพุ่มไม้ป่าที่ถูกเผาจึงลองชิมดูและเกิดติดใจในรสชาติ เขาจึงนำไปต้มในน้ำเดือด ตั้งแต่นั้นมากาแฟจึงกลายเป็นสิ่งที่นิยมบริโภค 78. ต้นสารพัดประโยชน์ ปาล์มเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์คล้ายต้นกล้วยเพราะทุกส่วนนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่นำใบมามุงหลังคา ก้านนำมาทำเป็นเชือก ผล ลำต้น และใบอ่อนนำมาทำเป็นอาหาร เปลือกใช้ทำผ้าและกระดาษ เมล็ดนำมาทำกระดุม นอกจากนี้ยางของปาล์มยังสามารถใช้ทำไวน์ได้อีกด้วย 79. ไฟช่วยชีวิต สนเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ไฟป่าในการแพร่ขยายพันธุ์ ความร้อนของไฟจะทำให้ผลของสนปริแตก เมล็ดก็จะกระเด็นไปตกบริเวณอื่นแล้วเกิดเป็นสนต้นใหม่ แต่ถึงอย่างไรป่าสนที่ถูกไฟไหม้ก็จะต้องถูกทำลายไปเพื่อแลกกับป่าสนที่จะเกิดขึ้นใหม่ 80. บานวันละดอก ต้นหญ้าบลูอาย มีก้านดอกไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนักของดอกที่บานมากกว่า 1 ดอก ดังนั้น ธรรมชาติจึงสร้างให้ดอกของมันบานในตอนเช้าแล้วเหี่ยวแห้งตายในตอนกลางคืน เพื่อจะได้มีดอกไม้ดอกใหม่ผลิบานในวันรุ่งขึ้น 81. เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ เพราะแสงอาทิตย์ ต้นอินเดียนเทเลกราฟ (Indian Telegraph) สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า ใบของมันจะเคลื่อนที่ขึ้นลงและจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง แล้วจะหยุดเคลื่อนไหว หลังจากนั้นอีก 2-3 นาทีมันก็จะเคลื่อนไหวแบบนี้อีกครั้ง 82. สมองพืช เชื่อหรือไม่ว่าพืชสามารถผลิตสารชนิดเดียวกับที่สมองของคนและสัตว์ผลิตได้ ต้นฝิ่นสามารถผลิตสารที่คล้ายกับเอนโดฟีน (Endorphin) ซึ่งถูกปล่อยออกมาจากสมองของคน นอกจากนี้ต้นโจโจบายังสามารถให้น้ำมันซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายสารที่ได้จากปลาวาฬเสปิร์มอีกด้วย 83. ต้นไผ่พิศวง ในหนึ่งวัน ต้นไผ่ฮัมเบิลสามารถเจริญเติบโตได้สูงกว่า 40 เซนติเมตร คนจีนโบราณจะใช้ต้นไผ่นี้เป็นเครื่องทรมาน โดยผู้เคราะห์ร้ายจะถูกนำมามัดติดไว้ที่ต้นไผ่โดยมีหน่ออ่อนของมันแทงอยู่ที่หลัง ภายใน 2-3 ชั่วโมง หน่อไผ่ก็จะแทงทะลุหลังของผู้เคราะห์ร้าย เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง atcloud

อั้งยี่ ลูกผู้ชายพันธุ์มังกร (2543) 1/2 (คลิปอื่นๆ ให้อ่านรายละเอียดคลิปแบบเต็มๆ)
หนังไทย

ในปี 2480 ได้มีกลุ่มอิทธิพลชาวจีนที่เรียกตัวเองว่า อั้งยี่ รวมตัวกันก่อตั้งเป็นสมาคมลับ เพื่อปกครองชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย สมาคมลับอั้งยี่มีอิทธิพลมากและเป็นที่รู้จักกันดี ในเวลานั้นมีอยู่ 2 สมาคม คือ สมาคมตั้งกงสีและสมาคมซาเตี้ยม ซึ่งต่างมีความขัดแย้งกันตลอดมา และมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ จนกลายเป็นศัตรูกันในที่สุด วันหนึ่ง เล้ง ผู้มีตำแหน่งเป็นผู้คุ้มกฎของพรรคซาเตี้ยม ถูกส่งมาสังหารสมาชิกคนสำคัญของตั้งกงสีถึงถิ่น โดยการปลอมตัวมากับคณะงิ้วที่มาแสดงในงานฉลองประจำปี เล้งฆ่าพัดกระดาษขาวของพรรคตั้งกงสีได้สำเร็จ แต่ตนเองบาดเจ็บสาหัส เง็กหงส์ สาวจีนที่เห็นเหตุการณ์และประทับใจในความสามารถ ได้พาเล้งไปพักรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งอาศัยอยู่กับอาม่าและอาโฮ่ว พี่ชายของเง็กหงส์ อาโฮ่วเกรงว่าจะมีปัญหากับพรรคตั้งกงสีที่ให้ความช่วยเหลือศัตรู จึงสั่งให้ไล่เล้งออกจากบ้าน แต่อาม่ากับเง็กหงส์ได้ขอร้องให้เล้งพักรักษาตัวจนแข็งแรงก่อน อาโฮ่วจึงต้องยอมและปกปิดความจริงกับเพื่อนสนิทที่อยู่ในพรรคตั้งกงสีอย่างไม่มีทางเลือก เล้งพักรักษาตัวอยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งหาย จึงลาจากไป เง็กหงส์แอบมาหาเล้งในเขตของซาเตี้ยม ตั่วเท้า ผู้มีตำแหน่งพัดกระดาษขาวของซาเตี้ยมเห็นเข้า และต้องการจับตัวเง็กหงส์ ซึ่งเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ไปให้ ซานจู๊ หัวหน้าพรรค แต่ถูกอาม่าขัดขวาง เขาจึงฆ่าอาม่าและฉุดตัวเง็กหงส์ แต่ก่อนที่เง็กหงส์จะเสียตัว เล้งได้มาช่วยเง็กหงส์ทันเวลา เล้งมาขอไหว้ศพอาม่า แต่ถูกอาโฮ่วทำร้าย เพราะเล้งเป็นพวกซาเตี้ยมที่ฆ่าอาม่า เล้งยอมให้อาโฮ่วทุบตีโดยไม่ตอบโต้ ทั้งที่มีฝีมือเหนือชั้นกว่า เพราะเขาต้องการตอบแทนบุญคุณอาม่าที่เคยช่วยชีวิต อาโฮ่วจึงแสดงความเป็นลูกผู้ชายด้วยการปล่อยเล้งกลับไป อาโฮ่วตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกอั้งยี่พรรคตั้งกงสี เพื่อล้างแค้นให้อาม่า อาโฮ่วกับเพื่อนในพรรคพากันบุกทลายบ่อน โรงสูบฝิ่น และธุรกิจการค้าของซาเตี้ยมจนเสียหายอย่างหนัก ซานจู๊สั่งให้เล้งนำพรรคพวกบุกไปทลายตั้งกงสีบ้าง อาโฮ่วต่อสู้กับเล้งจนพลาดท่า แต่เล้งยอมปล่อยตัวอาโฮ่วไป เพื่อตอบแทนที่อาโฮ่วเคยไว้ชีวิตเมื่อคราวก่อน ตั่วเท้ากลับมาฟ้องซานจู๊ที่เล้งไว้ชีวิตศัตรู ซานจู๊ซึ่งหาโอกาสกำจัดเล้งอยู่แล้ว จึงสั่งประหารเล้งตามกฎ แต่สมาชิกคนอื่นพากันขอร้องไว้และยอมตายหากเล้งถูกประหาร เล้งยอมแทงตัวเองเพื่อชดใช้ความผิด ซานจู๊ยอมยกโทษให้เล้งเพื่อตบตาทุกคน แต่สั่งตั่วเท้าและสมุนให้ลอบสังหารเล้งภายหลัง เล้งหนีการตามล่าและได้รับบาดเจ็บสาหัสตกน้ำจมหายไป เวลาผ่านไปราว 1 เดือน อาโฮ่วมาพบกับเล้งในสภาพที่อดโซเหมือนขอทาน จึงชวนเล้งให้เป็นสมาชิกพรรคตั้งกงสี แต่เล้งไม่อาจทรยศต่อพรรคพวกในพรรคซาเตี้ยมได้ หากกำจัดคนที่ต้องการแก้แค้นได้แล้ว เขาจะไปตามทางของเขาเอง อั้งยี่ ลูกผู้ชายพันธุ์มังกร ภาพยนตร์แอ็คชั่นทุ่มทุนสร้างระหว่างไทย - ไต้หวัน พ.ศ. 2543 เรื่อง อั้งยี่ ลูกผู้ชายพันธุ์มังกร นำแสดงโดย อำพล ลำพูน , หลินจื้ออิง , ฌัชชา รุจินานนท์ , เมธี อมรวุฒิกุล , อู๋เฉินจวิน , อภิชาติ ชูสกุล , ทองขาว ภัทรโชคชัย กำกับโดย นพพร วาทิน ที่มา : http://rabbit-1963.blogspot.com/2014/07/2543-master-vcd.html 1/2 - http://video.mthai.com/trailer/player/1406279358.html 2/2 - http://video.mthai.com/trailer/player/1406279887.html

เที่ยว ตรอกโรงยา ถนนสายวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี
ตรอกโรงยา /  อุทัยธานี

วันนี้ Travel MThai ขอพาสมาชิกที่รัก ไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวบนถนนสายวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานี เพื่อไปสัมผัสผู้คนในชุมชน ยังคงผูกพันกับวีถีชีวิตในอดีต ที่มีให้นักท่องเที่ยวพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน กันที่ ถนนคนเดิน ตรอกโรงยา กันครับ เสน่ห์ของ ถนนคนเดินตรอกโรงยา ก็คือ บ้านเรือนไม้เก่าๆ ที่ทุกวันเสาร์ บนถนนสายเล็กๆ แห่งนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างพากันมาเดินเที่ยว กินอาหารอร่อยๆ ขึ้นชื่อของเมืองอุทัยฯ ผู้คนในชุมชนจะเปิดบ้านชาวจีนในสมัยก่อนหลายหลัง รวมถึงมีการเล่าถึงประวัติของตรอกโรงยาในสมัยก่อน ให้นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้ทราบกัน นอกจากจะอิ่มความรู้กันแล้ว แถมยังได้ช๊อบของฝากเล็กๆ น้อยๆ กลับมาฝากคนที่บ้านอีกด้วยนะ ถนนคนเดินตรอกโรงยา เป็นถนนคนเดินที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของภาคเอกชน และภาคประชาชน และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป้าหมายที่สำคัญ คือ การปลุกชุมชน ด้วยการสร้างจุดเริ่มต้นของห้องเรียนชีวิต การเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ระหว่างคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ด้วย พลังความร่วมมือของคนในชุมชน และยังเป็นสถานที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน อันจะก่อให้ เกิดความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตของชาวอุทัยธานี นำไปสู่การพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ในอดีตบนถนนสายนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัย และทำมาหากินแหล่งใหญ่ของชาวจีนอพยพ ที่มาตั้งรกรากถิ่นฐานในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีหลายฐานะทางเศรษฐกิจไม่ว่า จะเป็นเถ้าแก่เจ้าร้าน ไปจนถึงชนชั้นกรรมกร แต่ทุกคนในชุมชนแห่งก็อยู่ร่วมกันได้สงบสุข และช่วยเหลือจุนเจือกันมา ส่วนชื่อ ถนนคนเดินตรอกโรงยา นั้นมาจาก คนจีนกลุ่มหนึ่ง ได้มีการตั้งขบวนการอั้งยี่ โดยมีเถ้าแก่จีนในซอยนั้นเป็นผู้นำ ได้สร้างโรงฝิ่นอย่างถูกกฏหมายขึ้นมาในสมัยของจอมพลป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2500 ได้ถูกคำสั่งให้ปิดลง จึงกลายมาเป็นตำนานของชื่อตรอกโรงยา จนกระทั้งถึงปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังจะได้พบกับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้คนจังหวัด อุทัยธานี บนเส้นทางถนนคนเดินตรอกโรงยา เขต เทศบาลเมืองอุทัยธานี ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 - 21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุทัยธานี โทร. 0-5651-4982 และคณะกรรมการพัฒนาเมืองอุทัยฯ โทร. 08-6680-9955­­ e-mail : tatuthai@tat.or.th ข้อมูลและภาพ : idotravellers.com / สยามรัฐ / ททท. เรียบเรียงโดย Travel MThai

ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง , เรื่องย่อมัจจุราชสีน้ำผึ้ง
เคน ธีรเดช /  ไอซ์ อภิษฎา / 

บทประพันธ์โดย : อุปถัมป์ กองแก้ว บทโทรทัศน์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ และ ภูมิภักดิ์ กำกับการแสดงโดย : ภวัต พนังคศิริ ผลิตโดย : บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ครอบครัว วิชนี ตระกูลไฮโซชื่อดังกำลังประสบปัญหาการเงิน คุณลำเพา และ คุณนพรัตน์ วิชนี ประมุขของครอบครัวต้องรีบหาทางจัดการปัญหานี้ด่วน เพื่อรักษาหน้าตาก่อนที่คนในสังคมจะรู้ และหนทางที่คุณลำเพาคิดได้ก็คือ การไปทวงสัญญากับ คุณเปรม ปัทมกุล เจ้าของไร่ชาแห่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ถึงสัญญาที่สามีของเปรมซึ่งเป็นเพื่อนของคุณนพรัตน์เคยให้เอาไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนว่า จะทดแทนบุญคุณที่นพรัตน์เคยช่วยเหลือเรื่องเงิน ด้วยการให้ลูกชายของเขาแต่งงานกับลูกสาวของครอบครัววิชนี ปัทม์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวปัทมกุลไม่พอใจ เพราะพ่อของเขาผู้ให้คำสัญญาเสียชีวิตไปนานแล้ว ประกอบกับเขาไม่ชอบให้ใครมาบังคับ เขาจะไม่ยอมทำตามข้อตกลง แต่เปรมอ้างถึงบุญคุณที่คุณนพรัตน์เคยช่วยเหลือไว้ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีโอกาสสร้างไร่ชาได้อย่างทุกวันนี้ ปัทม์จำยอมทำตามคำสัญญาด้วยการแต่งงานของลูกสาวของครอบครัววิชนี หากไม่ใช่แค่ปัทม์เท่านั้นที่ไม่พอใจ เพราะ โลมฤทัย สาวสวยเสน่ห์แรงบุตรสาวคนที่สองของครอบครัววิชนีก็ไม่พอใจเช่นกัน เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องแต่งงานกับชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าตา และพาลคิดไปเองว่าคงเป็นชายเถื่อนบ้านไร่หน้าตาชายแดน โลมฤทัยสั่งให้พ่อแม่บังคับ รจนาไฉน หรือพี่สาวที่แสนดีแต่งงานแทนเธอ แต่คุณนพรัตน์ยังมีศีลธรรมเพียงพอที่จะไม่หลอกลวงครอบครัวปัทมกุล เนื่องจากรจนาไฉนไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของครอบครัว ซึ่งความลับนี้รจนาไฉนไม่เคยรู้มาก่อน โลมฤทัยยังคงค้านหัวชนฝา เธอไม่ต้องการแต่งงานแล้วไปใช้ชีวิตที่บ้านไร่บนดอย ประกอบกับโลมฤทัยสนใจ ปวุฒิ ตำรวจหนุ่มจากครอบครัวผู้ดีเก่า แต่ฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากเหมือนอย่างเศรษฐีหลายคนที่มารุมจีบโลมฤทัย แต่ที่โลมฤทัยสนใจปวุฒิเป็นพิเศษเพราะว่าเขาเป็นผู้ชายคนเดียวที่มองข้ามเธอไปจีบรจนาไฉน ด้วยเหตุนี้โลมฤทัยตั้งใจว่าจะขัดขวางความรักของปวุฒิกับรจนาไฉนด้วยการโยนหน้าที่แต่งงานไปที่รจนาไฉน ซึ่งแน่นอนว่ารจนาไฉนต้องไม่ยอม โลมฤทัยจึงบอกความจริงว่าแท้จริงแล้วรจนาไฉนเป็นเพียงลูกเก็บมาเลี้ยงจากโรงพยาบาล! นอกจากนี้โลมฤทัยยังพูดให้รจนาไฉนเข้าใจไปว่า พ่อแม่ต้องการกำจัดลูกเลี้ยงอย่างเธอออกจากกองมรดกของครอบครัว สร้างความน้อยใจและเสียใจให้รจนาไฉนมาก แต่ในเมื่อพ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิตเธอ เธอจึงยอมทดแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนด้วยการแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่เคยรู้จัก เพื่อแลกกับค่าสินสอดจำนวนมากของครอบครัวปัทมกุล เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว รจนาไฉนตัดสินใจบอกเลิกปวุฒิ แต่ปวุฒิไม่ยอม เพราะเขาเชื่อมั่นเสมอว่ารจนาไฉนรักเขา ปวุฒิจึงคอยตามตื๊อ และอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง ในขณะเดียวกันปัทม์ลงมากรุงเทพฯ เพื่อสืบข้อมูลของว่าที่เจ้าสาวในอนาคต แต่เขาพบภาพปวุฒิกับรจนาไฉนร่ำลากัน ปวุฒิร้องไห้เสียใจอย่างหนักหน่วงขณะที่รจนาไฉนไม่มีน้ำตาสักหยด เหตุเพราะเธอไม่อยากอ่อนแอ ทำให้ปวุฒิตัดใจจากเธอลำบาก ทว่าปัทม์กลับคิดไปว่ารจนาไฉนเป็นผู้หญิงใจดำ และปัทม์ก็ยังได้ยินโลมฤทัยเล่าให้ปวุฒิฟังว่าที่รจนาไฉนแต่งงานอย่างปุบปับ เป็นเพราะรจนาไฉนเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของคุณพ่อคุณแม่ และรจนาไฉนก็กลัวว่าสักวันถ้าสิ้นบุญคุณพ่อคุณแม่ สมบัติทั้งหมดก็จะต้องเป็นของโลมฤทัยคนเดียว รจนาไฉนก็จะไม่เหลืออะไรเลย รจนาไฉนก็เลยต้องรีบหาที่พึ่งด้วยการให้พ่อแม่ไปทวงคำสัญญาจากครอบครัวปัทมกุล เพราะรจนาไฉนรู้ว่าคนชื่อปัทม์ร่ำรวยมาก สนองความรักสบายของพี่สาวเธอได้ ปัทม์หลงเชื่อคำพูดเหล่านั้นเพราะอคติและเกลียดชังผู้หญิงที่หิวเงินอย่างฝังใจ เพราะในอดีตเขาเคยมีคู่รักที่คิดกอบโกยเงินจากปัทม์โดยปราศจากความรัก มิหนำซ้ำยังหนีตามชู้จนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงคนนั้นยังฝังอยู่ที่หน้าผาเพื่อเตือนใจไม่ให้ปัทม์ลืมความเจ็บช้ำ ดังนั้นปัทม์ตั้งใจว่าจะสั่งสอนและแก้แค้นผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน ปัทม์ตกลงแต่งงานกับรจนาไฉนและจัดพิธีอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่มีแขกผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีการให้เกียรติใด ๆ ทั้งสิ้น ลำเพาต้องจำใจยอมเพราะกลัวพลาดสินสอดที่ปัทม์จะยอมเปิดเผยในวันงานแต่งงานเท่านั้น!!! ปัทม์ปรากฏตัวในวินาทีสุดท้ายของวันแต่งงาน ในสภาพมอมแมมยิ่งกว่าคนงานชาวเขาที่ปัทม์พามาด้วยเพื่อช่วยแบกก๋วย (ตะกร้าใส่ชา) ลำเพาและคนทั้งงานเข้าใจว่าเป็นตะกร้าใส่เงินค่าสินสอด แต่ลำเพาคิดผิดเพราะกลับเป็นใบชา!!!! ไม่ใช่เงินสดหรือทองคำ ปัทม์บอกเหตุผลว่าใบชาคือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดยิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองใด ๆ รจนาไฉนเจ็บใจที่ปัทม์จงใจฉีกหน้าตนเอง ลำเพายังดึงดันที่จะขอเงินเป็นค่าเลี้ยงดูค่าน้ำนมรจนาไฉน ปัทม์ประกาศกร้าวต่อหน้าแขก เพื่อให้ลำเพาได้อายที่คิดขายลูกกินว่าจะยอมให้เงินรจนาไฉนในฐานะคนงานคนหนึ่ง ที่ไม่มีสิทธิพิเศษแต่อย่างใด แต่ถ้าทนอยู่ด้วยไม่ไหวถือว่าสัญญาทุกอย่างเป็นโมฆะ และเป็นอิสระต่อกัน!!!! ลำเพาจำยอมรับเงื่อนไขนี้แล้วคิดหาวิธีกอบโกยต่อไป... รจนาไฉนเริ่มหวั่นใจว่ากำลังจะเจอปัญหา หากต้องใช้ชีวิตกับผู้ชายที่กักขฬะไม่ผิดมัจจุราชคนนี้ และสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นก็กลายเป็นความจริง ปัทม์สั่งรจนาไฉนเดินทางกลับเชียงรายทันทีเพื่อไปลงนรก !!!! แต่รจนาไฉนใช่จะยอมลงให้กับปัทม์ง่าย ๆ เมื่อไม่ให้เกียรติกันก็ต้องใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน รจนาไฉนใส่ชุดนอนทั้ง ๆ ที่ปัทม์บอกให้เตรียมตัวเดินทาง และไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้น ปัทม์จึงอุ้มรจนาไฉนขึ้นหลังแล้วทุ่มลงกระบะท้าย ก่อนจะขับกระชากรถออกไป รจนาไฉนดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ปัทม์ก็จับรจนาไฉนมัด ยัดขึ้นรถไปจนได้ รจนาไฉนเป็นอิสระเมื่อปัทม์เอากระสอบที่คลุมหัวออก ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือไร่ชาที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นนรกดั่งปากของปัทม์ รจนาไฉนเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าสวรรค์ในอกนรกในใจมันเป็นอย่างไร รจนาไฉนป็นลมล้มพับท่ามกลางความตกใจของคุณเปรมและคนงาน คุณเปรมกำชับให้ปัทม์ดูแลรจนาไฉนให้ดีและสมเกียรติ ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมเดินทางไปปฏิบัติธรรมตามที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ปัทม์รับปากคุณเปรม แต่พอลับหลัง ปัทม์จับเธอไปอยู่กระท่อมร้างหลังไร่ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีใคร รจนาไฉนตกใจกลัว แต่เมื่อถูกปัทม์ปรามาสว่า ถ้าทนไม่ไหวก็กลับบ้านไปซะ แต่รจนาไฉนเกิดแรงฮึด ชีวิตต้องเดินหน้า การกลับบ้านหมายถึงการยอมแพ้ และที่สำคัญครอบครัวต้องการเงินช่วยเหลือจากเธอ รจนาไฉนใช้ความรู้และความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ไปตีสนิทกับคนงานชาวเขา เพื่อขออาหาร เสื้อผ้า รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจาก พ่อเลี้ยงพูนทวี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของปัทม์ โดยที่รจนาไฉนคิดว่าพ่อเลี้ยงพูนทวีเป็นชาวเขา พ่อเลี้ยงก็นึกสนุก สวมบทบาทชาวดอยเป็นเพื่อนซี้กับรจนาไฉน ทำให้ชีวิตของรจนาไฉนมีแต่ความสุข ปัทม์ผิดหวังที่แผนขับไล่รจนาไฉนไม่เกิดผล จึงลากเธอมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ หวังจะกลั่นแกล้งและทรมานให้เธอหนีกลับบ้านให้ได้ เพื่อยกเลิกสัญญาหิวเงินของเธอ รจนาไฉนเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านของปัทม์ท่ามกลางไร่ชาแสนสวยงาม ส่วนคุณเปรมขอปลีกไปอยู่เรือนหลังเล็กเพื่อให้รจนาไฉนกับปัทม์ได้ใช้ชีวิตคู่อยู่กันตามลำพัง แต่สั่งให้ จันทร์เจ้า สาวเหนืออ่อนหวานเป็นต้นห้อง และมี ปยงค์ หัวหน้าแม่บ้านคอยดูแลอีกที และเช่นเคยลับหลังคุณเปรม ปัทม์สั่งสอนรจนาไฉนด้วยการเอาหน้าที่ของภรรยามาอ้าง ใช้ให้เธอทำงานบ้านทุกอย่างและคอยทำกับข้าวให้สามีกินทุกวันทุกมื้อโดยห้ามให้ใครช่วย แต่ปัทม์ต้องตะลึงไม่เคยคิดว่าผู้หญิงใส ๆ จะทำหน้าที่แม่บ้านแม่ครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากนั้นด้วยความน่ารักและมีน้ำใจ พูดจาไพเราะของรจนาไฉนก็ทำให้เปรมและคนงานในไร่รักเธอได้ไม่ยาก ร้อนถึง อุรารัตน์ ลูกสาวของ พ่อเลี้ยงเจง เจ้าของรีสอร์ทหรูในพื้นที่ รู้ว่าปัทม์พารจนาไฉนมาอยู่ ก็บุกมาที่บ้าน เพราะต้องการแย่งชิงปัทม์ผู้ชายที่หลงรักมานานแล้ว อุรารัตน์ออเซาะปัทม์อย่างไม่เกรงใจ ปัทม์ก็เลยสนองตอบกับอุรารัตน์ หวังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับรจนาไฉน ทว่ารจนาไฉนกลับนิ่งเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อน แม้ปัทม์จะออกไปนอนค้างกับผู้หญิงอื่นนอกบ้าน เธอก็ไม่สนใจ เพราะเธอไม่ได้รักปัทม์ ปัทม์ยิ่งขุ่นเคืองเมื่อพบว่าปวุฒิได้ย้ายมาประจำที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อภารกิจปราบปรามยาเสพติด ปัทม์สบประมาทปวุฒิว่าเอาหน้าที่การงานมาอ้าง แท้ที่จริงเพียงเพื่อจะแย่งเมียชาวบ้าน ปวุฒิหาทางมาคอยดูแลรจนาไฉนเสมอ เพราะยังเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันโลมฤทัยก็ดั้นด้นขอมาพักที่ไร่ชาของปัทม์ โดยอ้างว่ากลัวรจนาไฉนจะเหงาที่ต้องจากบ้านมาไกล ทั้ง ๆ ที่ใจต้องการมาแย่งชิงหัวใจปวุฒิให้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ปวุฒิที่เทียวไล้เทียวขื่อมาที่บ้านไร่ แต่ ปลัดวราห์ ปลัดหนุ่มเจ้าสำราญ และพ่อเลี้ยงพูนทวีก็หลงเสน่ห์อันอ่อนโยนเหมือนเจ้าหญิงของรจนาไฉน แถมยังเข้าใจผิดคิดว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวของปัทม์ จึงแวะเวียนมาหารจนาไฉนเสมอ ทำให้ปัทม์อารมณ์เสีย และพาลลงกับรจนาไฉนทุกครั้ง หาว่าเธอกำลังหาที่เกาะใหม่เตรียมเอาไว้แทนเขา รจนาไฉนไม่พอใจที่ถูกดูถูกก็เลยเถียงกลับว่าเธอมีสิทธิ์ เพราะเธอถือว่าปัทม์ไม่ใช่เจ้าของเธอ และนั่นทำให้ปัทม์โมโหคว้ารจนาไฉนมาจูบสั่งสอน แต่เปรมที่ได้ยินเสียงทะเลาะกันจึงเข้ามาห้ามเสียก่อน แล้วปัทม์ก็รู้ว่าที่วราห์เข้าใจว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวเป็นเพราะคำแนะนำของเปรม ทำให้ปัทม์รู้สึกผิดขึ้นมาบ้างที่เข้าใจรจนาไฉนผิด แต่เขาก็หาเหตุผลให้กับตัวเองว่าบางทีรจนาไฉนอาจจะต้องการหาที่เกาะใหม่อย่างที่เขาคิดจริง ๆ ก็ได้ เพราะปัทม์ไม่เคยผิด!! รจนาไฉนเสียใจกับการกระทำของผู้ชายหยาบช้าที่ไม่ให้เกียรติเธออย่างปัทม์ ยังผลให้คิดถึงผู้ชายแสนดีอย่างปวุฒิขึ้นมาจับใจ โดยที่รจนาไฉนไม่เคยรู้ว่าปวุฒิเองก็คิดถึงรจนาไฉนอยู่ทุกลมหายใจ แม้ว่าโลมฤทัยจะพยายามปลอบใจปวุฒิ บ่อยครั้งที่เธอพร้อมจะยอมปล่อยกายให้ปวุฒิเชยชม เพื่อหวังจะให้เขาลืมพี่สาวนอกไส้ของเธอ แต่ปวุฒิก็ไม่ทำ เพราะหัวใจของเขามีแต่รจนาไฉนคนเดียว และหวังอยู่เสมอว่าวันหนึ่งรจนาไฉนจะเลิกกับปัทม์แล้วกลับมาหาเขา แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่ปวุฒิคิด เพราะถึงแม้ว่าปัทม์กับรจนาไฉนจะยังไม่ได้รักกัน หนำซ้ำยังมีมือที่สามและสี่ที่ทำท่าจะมาแยกทั้งคู่ แต่ก็ยังมีเปรมที่รักและเอ็นดูผู้หญิงดี ๆ อย่างรจนาไฉนมากจนไม่อยากเสียเธอไป เปรมจึงทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ด้วยการพารจนาไฉนไปแนะนำกับทุกคนว่า รจนาไฉนเป็นลูกสะใภ้ที่เธอภาคภูมิใจ ต้องการให้พวกที่หวังในตัวลูกชายและลูกสะใภ้ถอดใจซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นวราห์กับอุรารัตน์นั่นเอง วราห์อึ้งเมื่อรู้ความจริงว่ารจนาไฉนเป็นเมียของปัทม์ไม่ใช่น้องสาว แต่อุรารัตน์ก็ยุยงให้วราห์สู้ต่อ เพราะแน่ใจว่าปัทม์กับรจนาไฉนไม่ได้รักกัน และยังบอกด้วยว่ารจนาไฉนเป็นลูกสาวเศรษฐีจากกรุงเทพฯ จะต้องมีมรดกเยอะแน่นอน ทำให้คนเห็นแก่เงินอย่างวราห์มีความหวังอีกครั้ง และหมายมั่นปั้นมือว่าจะแย่งรจนาไฉนมาจากปัทม์ให้ได้ ผิดกับพ่อเลี้ยงพูนทวี เมื่อเขารู้ความจริงว่าผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักเป็นภรรยาของปัทม์ เขาก็ไม่คิดจะแย่ง มีแต่ความปรารถนาดีให้รจนาไฉนอย่างแท้จริง รจนาไฉนจึงไว้วางใจให้พูนทวีเป็นเพื่อนของเธอ ดังนั้นเมื่อรจนาไฉนมีปัญหาทุกข์ใจหรือต้องการเพื่อนคุยคลายเหงา เธอก็มักจะนึกถึงพ่อเลี้ยงพูนทวีเสมอจนทั้งคู่จึงสนิทสนมกัน และแน่นอนว่าความสนิทสนมของรจนาไฉนกับพ่อเลี้ยงพูนทวีไม่อาจหลุดพ้นสายตาของปัทม์ไปได้ เขาจึงยิ่งชังหน้าของรจนาไฉนที่ยั่วยวนผู้ชายหลายคนเอาไว้เป็นตัวเลือก ปัทม์กับรจนาไฉนจึงมีปากเสียงกันตลอด เปรมต้องการทำให้ปัทม์ใจอ่อน ด้วยความอ่อนโยนของรจนาไฉน จึงออกความคิดให้รจนาไฉนเป็นแม่ครัวทำอาหารให้คนงาน รจนาไฉนจะได้ไม่เบื่อที่ต้องอยู่กับบ้านเฉย ๆ การปรากฏตัวของนายหญิงสร้างความกระดี๊กระด๊าให้กับคนงาน หนำซ้ำพวกเขายังขอให้ปัทม์โชว์ความหวานกับภรรยาให้เป็นขวัญตา ปัทม์ก็ยอมกอดและหอมแก้มรจนาไฉนเพราะไม่อยากเสียหน้ากับลูกน้อง และที่สำคัญต้องการแกล้งให้รจนาไฉนอึดอัดใจ แต่สิ่งที่ปัทม์ทำกลับสร้างความวาบหวามใจให้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว แต่ปัทม์ก็รีบสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งไป เพราะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะสั่งสอนผู้หญิงหิวเงินง่าย ๆ พวกคนงานต่างพูดจาชื่นชมสรรเสริญถึงความอ่อนโยน ความเมตตา เห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของรจนาไฉนให้ปัทม์ฟัง แต่ปัทม์ยังไม่ยอมทำลายกำแพงของตัวเองที่มีต่อรจนาไฉน เขามั่นใจว่ารจนาไฉนกำลังสร้างภาพให้ทุกคนตายใจ แต่เมื่อปัทม์ได้ไปพบเห็นกับตาว่ารจนาไฉนมีใจเอื้อเฟื้อต่อครอบครัวคนงานมากแค่ไหน ทำให้ปัทม์เริ่มรู้สึกดีกับรจนาไฉนมากขึ้น ความหยาบคายที่เขาหยิบยื่นให้รจนาไฉนก็น้อยลงจนแทบจะไม่เหลือ รจนาไฉนเองก็รู้สึกอบอุ่นอยู่ลึก ๆ ในหัวใจทุกครั้งที่ได้ยืนเคียงข้างปัทม์ทำงานในไร่ชา ซึ่งอุรารัตน์สังเกตเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ของปัทม์ อุรารัตน์จึงร่วมมือกับวราห์วางแผนสร้างความร้าวฉานด้วยแผนร้าย ด้วยการใช้ปวุฒิเป็นเครื่องมือ เพราะรู้ดีว่าปวุฒิคือคนรักเก่าของรจนาไฉน แต่โลมฤทัยเข้ามาขวางแผนการเสียก่อน ทำให้แผนของอุรารัตน์และวราห์พลาดไป แต่สิ่งที่ได้มาคือทำให้ปวุฒิเพิ่งจะสัมผัสได้ว่า โลมฤทัยจริงใจกับปวุฒิมากเพียงใด และที่สำคัญทำให้ปัทม์หัวเสียยิ่งกว่าครั้งใด ๆ เพราะปัทม์เริ่มรู้สึกว่ากำลังใจอ่อนให้กับรจนาไฉน และเผลอจูบปากรจนาไฉนด้วยใจร่ำร้องหา รจนาไฉนตกใจตบหน้าปัทม์อย่างแรง ปัทม์โมโหคิดว่ารจนาไฉนเล่นตัว จึงกระชากตัวรจนาไฉนเข้ามากอด อารมณ์อันคุกรุ่นภายในหัวใจของทั้งคู่แต่ไม่ยอมเปิดเผยเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้คืนนั้นปัทม์และรจนาไฉนกลายเป็นของกันและกันโดยเต็มใจ แต่เมื่อมอบร่างกายและหัวใจให้กับมัจจุราช เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาต้องเจอกับอะไร เป็นสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นใจเป็นที่สุดแล้วสิ่งที่รจนาไฉนกลัวก็เป็นจริงอีกครั้ง ปัทม์กลับทำเมินเฉยเหมือนเรื่องที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น รจนาไฉนร้าวรานใจที่ถูกย่ำยีอย่างร้ายแรงที่สุดในชีวิต โดยที่รจนาไฉนไม่รู้ว่า ปัทม์เองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่จำเป็นต้องเลือกที่จะตัดใจจากการหลงรักผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน แทนที่จะปล่อยใจให้หลงรัก หลังจากลำเพาโกหกว่ารจนาไฉนต้องการเงินก้อนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ลำเพาเองนั่นแหละคือคนที่อยากได้ไปปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อของตัวเอง รจนาไฉนตัดสินใจหนีออกไปจากบ้านไร่ และที่พึ่งเดียวของรจนาไฉนคือพ่อเลี้ยงพูนทวี รจนาไฉนไม่อยากรบกวนปวุฒิ ที่กำลังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโลมฤทัย ปัทม์ขับไล่ไสส่งรจนาไฉนอย่างไม่ใยดี แต่ในใจมันไม่ใช่!!!! ปัทม์ออกอาการหึงหวง พ่อเลี้ยงพูนทวีมองออกว่าทั้งสองคนต่างมีทิฐิและความไม่เข้าใจกัน ทำให้เรื่องยุ่งยากกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งอุรารัตน์เข้ามาเป็นมือที่สามอยู่บ่อย ๆ ทำให้พ่อเลี้ยงพูนทวีต้องการเป็นกาวใจให้กับปัทม์และรจนาไฉน พ่อเลี้ยงพูนทวีทำให้ปัทม์และรจนาไฉนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน โดยความช่วยเหลือของ ชิ จันทร์เจ้า และปยงค์ที่เปลี่ยนใจหันมารักรจนาไฉนความสัมพันธ์ของปัทม์กับรจนาไฉนก็ค่อยๆ ดีขึ้น ความอ่อนโยนที่ปัทม์มีต่อรจนาไฉน ทำให้ความเกลียดชังในใจของรจนาไฉนค่อย ๆ เลือนหาย ประกอบกับรจนาไฉนได้เห็นว่าปัทม์เครียดกับการถูกใส่ร้ายว่าค้ายาเสพติด ตอนแรกรจนาไฉนหวั่นไหวคิดว่าปัทม์ทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่ปวุฒิที่สืบเรื่องนี้มานานให้ความเชื่อมั่นกับรจนาไฉนว่า ปัทม์คือผู้บริสุทธิ์ รจนาไฉนคอยถามข่าวคราวของคดีจากปวุฒิ แต่กลับทำให้ปัทม์เข้าใจผิด คิดว่าถ่านไฟเก่าระหว่างรจนาไฉนและปวุฒิยังไม่มอดดับลง จนกระทั่งวันหนึ่งรจนาไฉนได้ยินข่าวว่าพวกของปัทม์ยิงปะทะกับพวกของ หน่อเอ ชาวเขาที่หันไปลักลอบปลูกฝิ่น ฝ่าฝืนสัญญาที่เคยให้ไว้กับปัทม์ และมีคนถูกยิงเสียชีวิต แต่พวกหน่อเอหนีไปได้ ด้วยความเป็นห่วงรจนาไฉนรีบวิ่งไปหาสามี แล้วเธอก็พบร่างปัทม์นอนนิ่ง รจนาไฉนถึงกับร้องไห้โฮและสารภาพรักปัทม์ ทำให้ปัทม์รู้ว่ารจนาไฉนห่วงเขามากแค่ไหน ปัทม์ซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูกจนเขาแน่ใจว่าเขารักเธอ บวกกับได้รู้ความจริงจากปากของนพรัตน์ว่า เบื้องหลังการรีดไถเงินที่ปัทม์เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรจนาไฉน แท้ที่จริงเป็นคำสั่งของลำเพา ปัทม์โล่งใจที่ตัวเองรักผู้หญิงที่ไม่ใช่คนหิวเงินอย่างที่เข้าใจ จึงตัดสินใจจะบอกรักรจนาไฉน แต่ยังไม่ทันได้บอกปวุฒิก็เขามาหารจนาไฉน พร้อมกับข่าวดีข่าวสำคัญ ปัทม์เข้าใจผิดคิดว่าข่าวดีนั้นคือรจนาไฉนกับปวุฒิกลับมาคืนดีกัน โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ปวุฒิมีข้อมูลสืบทราบมาว่า ตัวการค้ายาเสพติดที่แท้จริงคือใคร และปัทม์จะได้พ้นมลทิน แต่ทุกอย่างก็คลี่คลาย ปัทม์พ้นมลทิน เสี่ยเจงที่เป็นผู้บงการขบวนการค้ายาเสพติด และปลัดวราห์ที่ร่วมมือด้วย ถูกจับได้จากการซัดทอดของหน่อเอ ที่เปลี่ยนใจเพราะพ่ายแพ้ต่อหัวใจลูกผู้ชายของปัทม์ ปัทม์ช่วยปวุฒินำกองกำลังตำรวจเข้าสกัดจับเสี่ยเจงและปลัดวราห์ก่อนที่จะหนีข้ามชายแดนไปได้ในที่สุด รจนาไฉนกำลังจะไปแสดงความยินดีกับปัทม์ แต่พบอุรารัตน์เข้ามาโกหกว่าเธอท้องกับปัทม์ รจนาไฉนเสียใจมาก ทั้งที่ความจริงเธอรู้ว่าเธอมีสิทธิ์ในตัวปัทม์มากกว่าใคร แต่รจนาไฉนก็รู้ดีกว่าใครว่าการเป็นลูกกำพร้ามันปวดร้าวมากเพียงใด รจนาไฉนไม่ต้องการให้เด็กในท้องของอุรารัตน์เป็นกำพร้า เธอก็เลยตัดสินใจที่จะหนีไปจากชีวิตของปัทม์ ระหว่างทางที่รจนาไฉนจะหนีกลับกรุงเทพฯ พ่อเลี้ยงรู้เรื่องทั้งหมดเข้าก็ขอให้รจนาไฉนไปอยู่ที่บ้านของตนก่อน ปัทม์ตามหารจนาไฉนจนทั่วจนพบว่าไปอยู่ที่บ้านของพ่อเลี้ยง ปัทม์โกรธพ่อเลี้ยงมากเพราะคิดว่าถูกหักหลัง แต่พ่อเลี้ยงก็ยืนยันว่าตัวเองและรจนาไฉนบริสุทธิ์ใจกัน แต่ที่รจนาไฉนหนีมาเป็นเพราะว่าปัทม์ทำอุรารัตน์ท้อง ซึ่งปัทม์ยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำ แต่รจนาไฉนไม่เชื่อ เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของปัทม์มันฟ้อง ปัทม์มาง้อรจนาไฉนที่บ้านทุกวัน ยอมนั่งเฝ้าหน้าประตูอยู่ตลอดทั้งคืน แต่รจนาไฉนก็ไม่ใจอ่อน แม้พ่อเลี้ยงพูนทวี ปวุฒิ และโลมฤทัยจะมาเกลี้ยกล่อมขอให้รจนาไฉนเชื่อใจปัทม์ รจนาไฉนก็ไม่ยอม ปัทม์สิ้นหวัง!!!! ปัทม์สั่งชิและลูกน้องให้กลบหลุมฝังศพของภรรยาเก่าให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากถูกตอกย้ำด้วยแรงแค้น ตอนนี้ปัทม์รู้แล้วว่า ผู้หญิงไม่ได้เป็นอย่างที่ปัทม์คิดทุกคน รจนาไฉนเป็นคนดี ความดีของรจนาไฉนเอาชนะความกักขฬะในหัวใจของมัจจุราชอย่างปัทม์ไปเสียสิ้น สมควรแล้วที่รจนาไฉนจะทิ้งตนไป ปัทม์ร่ำลาเปรม ขอปลีกตัวไปจากที่นี่ ไปโดยไม่มีจุดหมาย ปัทม์ขับรถออกเดินทางอย่างคนที่ใจสลาย แต่แล้วรจนาไฉนยืนดักรอปัทม์อยู่ที่ทางเข้าไร่ชาในชุดนอนสีเหลือง ชุดที่รจนาไฉนสวมเมื่อครั้งเดินทางมาที่นี่กับปัทม์ในครั้งแรก ปัทม์ได้รู้ว่า รจนาไฉนรู้ความจริงเรื่องอุรารัตน์ไม่ได้ท้องกับปัทม์และไม่เคยมีอะไรลึกซึ้งด้วย จากปากของอุรารัตน์ที่มาสารภาพความจริงเองว่า อุรารัตน์ท้องกับปลัดวราห์ แต่ที่โกหกเพราะต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว และจำใจต้องมาสารภาพความจริงเพราะเปรม ปยงค์ ชิ จันทร์เจ้ามาหว่านล้อมให้เห็นแก่ความรักของปัทม์และรจนาไฉน และเงินทุนเลี้ยงชีวิตที่เปรมเมตตามอบให้ ปัทม์ตัดสินใจเลี้ยวรถกลับพารจนาไฉนไปยืนมองดูอาณาจักรไร่ชา ที่กำลังเติบโตอย่างที่ใฝ่ฝัน ปัทม์และรจนาไฉนให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ทิฐิใส่กัน รจนามีความสุขที่สุดในชีวิตที่ได้กลายเป็นเจ้าหญิงดั่งที่เคยฝัน แต่คนที่ยืนเคียงคู่ไม่ใช่เจ้าชายแสนเพอร์เฟคท์เหมือนในนิทาน กลับเป็นมัจจุราชผู้อ่อนหวาน...มัจจุราชสีน้ำผึ้ง...ผู้ยอมศิโรราบให้กับความดีของรจนาไฉนอย่างหมดหัวใจ ติดตามความสนุกเข้มข้นของ ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง ได้ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง รายชื่อนักแสดงนำ ธีรเดช วงศ์พัวพัน รับบท ปัท ปัทมกุล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ รับบท รจนาไฉน อภิญญา สกุลเจริญสุข รับบท โลมฤทัย วริษฐ์ ทิพโกมุท รับบท ปวุฒิ อภิษฎา เครือคงคา รับบท อารีรัตน์ สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล รับบท ปลัดวราห์ นิรุตติ์ ศิริจรรยา รับบท พ่อเลี้ยงเจง พิษณุ นิ่มสกุล รับบท พ่อเลี้ยงพูนทวี สาวิตรี สามิภักดิ์ รับบท คุณเปรม ภัสสร บุณยเกียรติ รับบท ลำเพา สุเชาว์ พงษ์วิไล รับบท นพรัตน์ พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา รับบท ปยงค์ บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ รับบท ชิ

แพ็กเกจพิเศษ พันเดียวเที่ยวเชียงราย
ททท. /  พันเดียวเที่ยวเชียงราย / 

ททท. สำนักงานเชียงรายจัดแพ็กเกจพิเศษ "พันเดียวเที่ยวเชียงราย" นำเที่ยว 7 เส้นทาง ในราคาพิเศษ เส้นทางละ 1,000 บาท ในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ปี 2557 แพ็กเกจพิเศษ พันเดียวเที่ยวเชียงราย ททท.สำนักงานเชียงราย ร่วมกับมัคคุเทศก์ในจังหวัดเชียงราย จัดนำเที่ยวในราคาพิเศษ “พันเดียวเที่ยวเชียงราย” ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2557 นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ สามารถสมัครเที่ยวในราคา 1,000 บาท ต่อหนึ่งเส้นทางต่อวัน โดยเลือกเดินทางท่องเที่ยวใน 7 เส้นทางที่กำหนดไว้ (สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางตามต้องการได้) ราคาดังกล่าวรวมค่ามัคคุเทศก์นำเที่ยว พาหนะรถตู้ อาหารกลางวัน อาหารค่ำสุดแสนประทับใจ และค่าธรรมเนียมการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ส่วนค่าที่พักและค่าใช้จ่ายการเดินทางมาเชียงรายนักท่องเที่ยวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง เส้นทางท่องเที่ยว “พันเดียวเที่ยวเชียงราย" มีให้เลือก 7 เส้นทางดังนี้ เส้นทางที่ 1 “สักการะพระหยก สัมผัสความงามงานศิลป์” (วัดพระแก้ว-วัดพระสิงห์-เสาสะดือเมืองที่วัดดอยจอมทอง-วัดร่องขุ่น-พิพิธภัณฑ์บ้านดำ-ไร่แม่ฟ้าหลวง) เส้นทางที่ 2 “ขึ้นดอยชิมชา ชมสวนไม้งาม นมัสการพระธาตุดอยตุง” (ชิมและชมไร่ชาบนดอยแม่สลอง-สวนแม่ฟ้าหลวง / พระตำหนักดอยตุง-พระธาตุดอยตุง) เส้นทางที่ 3 “ชมพิพิธภัณฑ์ ล่องลำน้ำกก เลียบโขงสู่เชียงแสน ขึ้นแดนสุดสยาม” (พิพิธภัณฑ์อูบคำ-หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร-ช็อปปิ้งแม่สาย-สามเหลี่ยมทองคำ-วัดพระ ธาตุผาเงา) เส้นทางที่ 4 “ศึกษาเรื่องราวของฝิ่น ล่องเรือชมวิวน้ำโขง” (นมัสการวัดพระธาตุผาเงา-ล่องเรือแม่น้ำโขง-หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ-ช็อปปิ้งแม่สาย) เส้นทางที่ 5 “เล่าขานตำนาน สักการะพระธาตุเก้าจอม” (กราบนมัสการพระธาตุเก้าจอม : จอมทอง จอมหมอกแก้ว จอมสัก จอมแจ้ง จอมแว่ จอมผ่อ จอมจันทร์ จอมกิตติ จอมจ้อ) เส้นทางที่ 6 “เที่ยววงรอบแบบครบวงจร” (ดอยตุง-แม่สาย-สามเหลี่ยมทองคำ-อำเภอเชียงแสน) เส้นทางที่ 7 “นมัสการพระเจ้าตนหลวง ล่องเรือไหว้พระกลางกว๊านพะเยา” (หอวัฒนธรรมนิทัศน์-นมัสการพระเจ้าตนหลวงที่วัดศรีโคมคำ-ล่องเรือไหว้พระกลางกว๊าน พะเยา-น้ำตกปูแกง-ศาลพระเจ้าจี้กง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 08 9635 3918, 0 5374 4674-5 ขอบคุณข่าวสารจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

อั้งยี่ ลูกผู้ชายพันธุ์มังกร (2543) 2/2 จบ (คลิปอื่นๆ ให้อ่านรายละเอียดคลิปแบบเต็มๆ)
หนังไทย

ในปี 2480 ได้มีกลุ่มอิทธิพลชาวจีนที่เรียกตัวเองว่า อั้งยี่ รวมตัวกันก่อตั้งเป็นสมาคมลับ เพื่อปกครองชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย สมาคมลับอั้งยี่มีอิทธิพลมากและเป็นที่รู้จักกันดี ในเวลานั้นมีอยู่ 2 สมาคม คือ สมาคมตั้งกงสีและสมาคมซาเตี้ยม ซึ่งต่างมีความขัดแย้งกันตลอดมา และมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ จนกลายเป็นศัตรูกันในที่สุด วันหนึ่ง เล้ง ผู้มีตำแหน่งเป็นผู้คุ้มกฎของพรรคซาเตี้ยม ถูกส่งมาสังหารสมาชิกคนสำคัญของตั้งกงสีถึงถิ่น โดยการปลอมตัวมากับคณะงิ้วที่มาแสดงในงานฉลองประจำปี เล้งฆ่าพัดกระดาษขาวของพรรคตั้งกงสีได้สำเร็จ แต่ตนเองบาดเจ็บสาหัส เง็กหงส์ สาวจีนที่เห็นเหตุการณ์และประทับใจในความสามารถ ได้พาเล้งไปพักรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งอาศัยอยู่กับอาม่าและอาโฮ่ว พี่ชายของเง็กหงส์ อาโฮ่วเกรงว่าจะมีปัญหากับพรรคตั้งกงสีที่ให้ความช่วยเหลือศัตรู จึงสั่งให้ไล่เล้งออกจากบ้าน แต่อาม่ากับเง็กหงส์ได้ขอร้องให้เล้งพักรักษาตัวจนแข็งแรงก่อน อาโฮ่วจึงต้องยอมและปกปิดความจริงกับเพื่อนสนิทที่อยู่ในพรรคตั้งกงสีอย่างไม่มีทางเลือก เล้งพักรักษาตัวอยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งหาย จึงลาจากไป เง็กหงส์แอบมาหาเล้งในเขตของซาเตี้ยม ตั่วเท้า ผู้มีตำแหน่งพัดกระดาษขาวของซาเตี้ยมเห็นเข้า และต้องการจับตัวเง็กหงส์ ซึ่งเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ไปให้ ซานจู๊ หัวหน้าพรรค แต่ถูกอาม่าขัดขวาง เขาจึงฆ่าอาม่าและฉุดตัวเง็กหงส์ แต่ก่อนที่เง็กหงส์จะเสียตัว เล้งได้มาช่วยเง็กหงส์ทันเวลา เล้งมาขอไหว้ศพอาม่า แต่ถูกอาโฮ่วทำร้าย เพราะเล้งเป็นพวกซาเตี้ยมที่ฆ่าอาม่า เล้งยอมให้อาโฮ่วทุบตีโดยไม่ตอบโต้ ทั้งที่มีฝีมือเหนือชั้นกว่า เพราะเขาต้องการตอบแทนบุญคุณอาม่าที่เคยช่วยชีวิต อาโฮ่วจึงแสดงความเป็นลูกผู้ชายด้วยการปล่อยเล้งกลับไป อาโฮ่วตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกอั้งยี่พรรคตั้งกงสี เพื่อล้างแค้นให้อาม่า อาโฮ่วกับเพื่อนในพรรคพากันบุกทลายบ่อน โรงสูบฝิ่น และธุรกิจการค้าของซาเตี้ยมจนเสียหายอย่างหนัก ซานจู๊สั่งให้เล้งนำพรรคพวกบุกไปทลายตั้งกงสีบ้าง อาโฮ่วต่อสู้กับเล้งจนพลาดท่า แต่เล้งยอมปล่อยตัวอาโฮ่วไป เพื่อตอบแทนที่อาโฮ่วเคยไว้ชีวิตเมื่อคราวก่อน ตั่วเท้ากลับมาฟ้องซานจู๊ที่เล้งไว้ชีวิตศัตรู ซานจู๊ซึ่งหาโอกาสกำจัดเล้งอยู่แล้ว จึงสั่งประหารเล้งตามกฎ แต่สมาชิกคนอื่นพากันขอร้องไว้และยอมตายหากเล้งถูกประหาร เล้งยอมแทงตัวเองเพื่อชดใช้ความผิด ซานจู๊ยอมยกโทษให้เล้งเพื่อตบตาทุกคน แต่สั่งตั่วเท้าและสมุนให้ลอบสังหารเล้งภายหลัง เล้งหนีการตามล่าและได้รับบาดเจ็บสาหัสตกน้ำจมหายไป เวลาผ่านไปราว 1 เดือน อาโฮ่วมาพบกับเล้งในสภาพที่อดโซเหมือนขอทาน จึงชวนเล้งให้เป็นสมาชิกพรรคตั้งกงสี แต่เล้งไม่อาจทรยศต่อพรรคพวกในพรรคซาเตี้ยมได้ หากกำจัดคนที่ต้องการแก้แค้นได้แล้ว เขาจะไปตามทางของเขาเอง อั้งยี่ ลูกผู้ชายพันธุ์มังกร ภาพยนตร์แอ็คชั่นทุ่มทุนสร้างระหว่างไทย - ไต้หวัน พ.ศ. 2543 เรื่อง อั้งยี่ ลูกผู้ชายพันธุ์มังกร นำแสดงโดย อำพล ลำพูน , หลินจื้ออิง , ฌัชชา รุจินานนท์ , เมธี อมรวุฒิกุล , อู๋เฉินจวิน , อภิชาติ ชูสกุล , ทองขาว ภัทรโชคชัย กำกับโดย นพพร วาทิน ที่มา : http://rabbit-1963.blogspot.com/2014/07/2543-master-vcd.html 1/2 - http://video.mthai.com/trailer/player/1406279358.html 2/2 - http://video.mthai.com/trailer/player/1406279887.html

ไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง
ยักษ์วัดแจ้ง /  วัดกัลยาณมิตร / 

ไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง ใกล้ถึงวันสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ไทย อีกครั้งนึงแล้ว หลายๆครอบครัวก็เดินทางกลับบ้านไปพบหน้ากับครอบครัวกัน และพาครอบครัวไปเทียวต่างจังหวัด กิจกรรมสำหรับวันสงกรานต์คงหนีไม่พ้นการเล่นสาดน้ำ สรงน้ำพระ และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร แต่ถ้าใครที่ไม่อยากเล่นน้ำให้ตัวเปียกหรืออยากหากิจกรรมดีๆทำในวันสงกรานต์ที่ใกล้จะมาถึงนี้ มีกิจกรรมที่ดีกิจกรรมหนึ่งมาแนะนำคือ การไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง พระอารามหลวงที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอพรและเป็นการทำบุญในวันขึ้นปีใหม่ไทย จะช่วยให้การงาน การเรียน คิดสิ่งใดก็สมความปรารถนา และชีวิตมีความสุขเจริญรุ่งเรืองไปตลอดทั้งปี วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร คติ “มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง” เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก สำหรับพระประธานในโบสถ์ ธูป 5 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก สำหรับรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวัง บวรมหาสุรสิงหนาท ประวัติ/ความเป็นมา วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโท สร้างสมัยก่อนกรุงรัตรโกสินทร์ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสถาปนาวัดขึ้นมาใหม่ และรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายราชสามัญ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทหารรามัญในกองทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ต่อมาเมื่อมีชัยชนะต่อกองทหารข้าศึกถึง 3 ครั้ง จึงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดชนะสงคราม” วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร มีพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย เป็นพระประธาน มีพระนามว่า “พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ มเหทธิศักดิ์ปูชนียะชยันตะโคดมบรมศาสดา อนาวรญาณ” ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ การเดินทางไปยังวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร สถานที่ตั้ง ถนนจักรพงษ์ แขวงบางลำพู เขตพระนคร การเดินทาง โดยรถประจำทาง สาย 33, 64, 65 รถปรับอากาศ สาย ปอ. 3 , 32 , 33, 64, 65 วัดบวรนิเวศวิหาร คติ “พบแต่สิ่งดีงามในชีวิต” เครื่องสักการะ ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 3 ดอก ประวัติ/ความเป็นมา วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชชวรวิหาร สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขึ้นใหม่ระหว่าง พ .ศ. 2367 - 2375 เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดใหม่ ได้รับพระราชทานชื่อใหม่ เมื่อรัชกาลที่ 3 ทรงอาราธนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จมาประทับเมื่อปี พ .ศ. 2375 นอกจากนี้ ยังเป็นวัดที่รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลปัจจุบันทรงผนวช เป็นวัดของคณะ สงฆ์ฝ่ายคามวาสีของธรรมยุติกนิกาย สิ่งสำคัญภายในวัดบวรนิเวศวิหาร ได้แก่ พระอุโบสถ เป็นอาคารแบบตรีมุข หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบ ตรงกลางมีตรามหามงกุฎ พระประธานในพระอุโบสถและพระพุทธชินสีห์ วิหารพระศาสดา พระเจดีย์ใหญ่ และพระตำหนักปั้นหยา สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเจ้าฟ้าที่ทรงผนวช การเดินทางไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศและถนนพระสุเมรุ แขวงนิเวศ เขตพระนคร การเดินทาง โดยรถประจำทาง สาย 10 , 12 , 56 , 68 วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร คติ “เดินทางปลอดภัยดี มีมิตรไมตรีที่ดี” เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียนแดงคู่ ดอกไม้พวงมาลัย ประวัติ/ความเป็นมา วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศที่ดิน ซึ่งบริเวณดังกล่าวเดิมเรียกว่า “หมู่บ้านกุฎีจีน” วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2368 ในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้ถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดกัลยาณมิตร” พร้อมกับทรงสร้างพระวิหารหลวงเพื่อเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธไตรรัตนนายก” (หลวงพ่อโต) ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 หรือเรียกตามแบบจีนว่า (ชำปอฮุดกง หรือ ชำปอกง) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีองค์พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ โดยประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ นอกจากนี้ยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์ต่างๆ ซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2408 การเดินทางไปยังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร สถานที่ตั้ง แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี การเดินทาง โดยรถประจำทาง สาย 40, 57 , 149 รถปรับอากาศ สาย ปอ. 177 ทางเรือ ข้ามเรือข้ามฟากที่ท่าเรือปากคลองตลาดมาท่าเรือวัดกัลยาฯ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) คติ “ร่มเย็นเป็นสุข” เครื่องสักการะ ธูป 9 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 11 แผ่น ประวัติ/ความเป็นมา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันในนาม “วัดโพธิ์” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เดิมชื่อ “วัดโพธาราม” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงบูรณะและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างประเจดีย์เพื่อบรรจุพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา ต่อมาใน พ.ศ. 2377 รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระเจดีย์ แล้วพระราชทานนามว่า “พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ” และทรงสร้าง “พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกนิธาน” เพื่ออุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 และทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็น “มหาวิทยาลัยสำหรับประชาชน” จึงโปรดเกล้าฯให้รวบรวมสรรพวิชาความรู้มาจารึกบนแผ่นศิลาติดไว้บริเวณพระอุโบสถ เพื่อให้ประชาชนมาศึกษาหาความรู้ ที่วัดโพธิ์มี “พระพุทธเทวปฏิมากร” ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ ใต้ฐานชุกชี บรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 1 มีพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ที่สวยงามที่สุด และองค์ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนพื้นพระบาทประดับมุก เป็นภาพมงคล 108 ประการ นอกจากนั้น วัดโพธิ์ยังมีเจดีย์ทั้งสิ้น 99 องค์ ถือว่าเป็นวัดที่มีเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย และมีพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล คือ รัชการที่ 1- 4 แห่งกรุงรัตรโกสินทร์ ในปัจจุบันวัดโพธิ์เปิดอบรมเผยแพร่วิชาการแพทย์แผนโบราณ โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับใบประกอบโรคศิลป์จากกระทรวงสาธารณสุข การเดินทางไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) สถานที่ตั้ง ด้านหลังพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร การเดินทาง โดยรถประจำทาง สาย 12 , 44 , 82 , 91 รถปรับอากาศ สาย ปอ. 12 , 32 , 44 , 91 , 51 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) คติ “เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย” เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกไม้ ประวัติ/ความเป็นมา วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว เป็นพระอารามที่อยู่ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2326 เพื่อความสะดวกเวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามราชประเพณี และเพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิอายุของพระเจ้าแผ่นดินเจ้านายในราชสกุล ภายในวัดพระแก้วมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ พระอุโบสถอันเป็นที่ประดิษฐาน“พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” (พระแก้วมรกต) ที่พระระเบียงมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่วิจิตรสวยงามและยาวที่สุดในโลก มีปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งเป็นปราสาทยอดปรางค์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 1- 8 มีพระศรีรัตนเจดีย์ประดับกระเบื้องสีทองทั้งองค์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุมีหอพระราชพงศานุสรณ์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีหอระฆังที่มีระฆังซึ่งตีมีเสียงดังกังวานดี มีพระบรมราชานุสาวรีย์ประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์และยังมีรูปยักษ์ 6 คู่ เป็นรูปยักษ์ตัวสำคัญจากเรื่องรามเกียรติ์ เป็นปูนปั้นทาสี ประดับกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ สูงประมาณ 6 เมตร ตั้งประจำที่ช่องประตูพระระเบียง การเดินทางไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) สถานที่ตั้ง บริเวณสนามหลวง ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร การเดินทาง โดยรถประจำทาง สาย 1, 3 , 25, 32, 33, 59, 60, 70, 82, 91, 201, 203 รถปรับอากาศ สาย ปอ. 2, 3, 6, 25, 32, 59, 60, 70, 82, 91, 201, 203, 512 วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร คติ “ชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ” เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว ประวัติ/ความเป็นมา วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารหรือเป็นที่รู้จักกันในนาม (วัดระฆัง) เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เดิมชื่อว่า “วัดบางว้าใหญ่” เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 มีลายหน้าบันเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถนี้ เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงเรียกว่า “พระประธานยิ้มรับฟ้า” นอกจากนี้ยังมีหอไตรเป็นรูปเรือนสามหลังแฝด ภายในมีภาพจิตรกรรมที่สำคัญหลายแห่งทั้งบานประตู และฝาผนังรวมทั้งตู้พระไตรปิฏกสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดระฆังเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระราชาคณะในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณ วิทยาคุณโด่งดังมากแต่อดีตจวบจนปัจจุบันการไปสักการะสมเด็จพุฒาจารย์ เพื่อขอพรโดยการสวดคาถาชินบัญชรเมื่อสวดจบแล้ว ปักธูปที่กระถางและปิดทองที่รูปปั้น แล้วอย่าลืมพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล การเดินทางไปยังวัดระฆังโฆสิตารามมรมหาวิหาร สถานที่ตั้ง ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย การเดินทาง โดยรถประจำทาง สาย 19, 57 ทางเรือ โดยเรือด่วนเจ้าพระยาแล้วลงที่ท่ารถไฟ หรือท่าวังหลัง หรือข้ามฝากที่ท่าช้างแล้วขึ้นที่ท่าเรือวัดระฆัง วัดสุทัศเทพวรารามวรมหาวิหาร คติ “วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่คนทั่วไป” เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ประวัติ/ความเป็นมา วัดสุทัศเทพวรารามวรมหาวิหาร เป็นพระอามามหลวงชั้นเอก และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อ “วัดมหาสุทธาวาส” วันนี้เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2350 เสร็จสมบูรณ์ พ.ศ. 2390 ในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสุทัศเทพวราราม” ที่พระวิหารมี “พระศรีศากยมุนี” เป็นพระประธานซึ่งอัญเชิญมาจากสุโขทัยเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยสำริดถอดแบบมาจากพระวิหารพระมงคลบพิตร กรุงศรีอยุธยาบานประตูใหญ่ของพระวิหารสลักไม้สวยงามรอบพระวิหารมีถะ หรือเจดีย์ศิลาแบบจีนตั้งอยู่บนฐานทักษิณ เป็นถะ 6 ชั้น จำนวน 28 องค์ มีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธตรีโลกเชฏฐ์ เป็นพระประธานปางมารวิชัย ใหญ่กว่าพระที่หล่อในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ องค์อื่นๆ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นฝีมือช่างชั้นครูในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่งดงามมาก พระอุโบสถนี้นับว่ายาวที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีศาลาการเปรียญที่มีพระพุทธเสรฏฐมุนี เป็นพระประธานที่หล่อด้วยกลักฝิ่นเมื่อ พ.ศ. 2382 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน การเดินทางไปยังวัดสุทัศเทพวรารามราชวรมหาวิหาร สถานที่ตั้ง บริเวณเสาชิงช้า ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร การเดินทาง โดยรถประจำทาง สาย 10, 12, 42 รถปรับอากาส สาย ปอ. 10, 12, 42 วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร คติ “ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน” เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียนคู่ ประวัติ/ความเป็นมา วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก เมื่อ พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พระเจ้ากรุงธนบุรี) เสด็จทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยามารุ่งเช้าที่หน้าวัดมะกอก จึงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดแจ้ง” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอรุณราชวราราม” ในสมัยกรุงธนบุรีวัดอรุณราชวรารามเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต ก่อนที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระแก้ว นอกจากนั้นยังมียักษ์ปูนปั้นขนาดใหญ่ 2 ตน ตั้งอยู่หน้าประตูซุ้มยอดพระมงกุฏ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม “ยักษ์วัดแจ้ง” ภายในวัดอรุณราชวรารามนี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ มีพระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสูง 33 วาเศษ ประดับด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูล ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีปรางค์ทิศทั้ง 4 ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประสูติ เทศน์พระธัมมจักร ตรัสรู้ นิพพาน การเดินเวียนทักษิณาวัดรอบพระปรางค์ 3 รอบ โดยเดินเวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) เพื่อความเป็นสิริมงคล มีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” ซึ่งรัชกาลที่ 2 ทรงปั้นหุ่นและพระพักตร์ด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง และยังมีพระวิหารที่มีพระบรมสารีริกธาติที่เกศพระพุทธชมภูนุชฯ มีพระอรุณหรือพระแจ้ง ที่รัชกาลที่ 4 ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ การเดินทางไปยังวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) สถานที่ตั้ง ข้างกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ การเดินทาง โดยรถประจำทาง สาย 19, 57 เรือโดยสารข้ามฟากจากท่าเตียน ขึ้นที่วัดอรุณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร คติ “เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล” เครื่องสักการะ ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 3 ดอก ประวัติ/ความเป็นมา วัดสระเกศราชวรมหาวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโท เป็นวัดสำคัญคู่มากับการสร้างกรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดสระแรัชกาลที่ 1 ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โปรดให้ขุดคลองรอบพระอารามและพรราชทานนามว่า วัดสระเกศ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอารามและสร้างสิ่งต่างๆ เพิ่มเติม เช่น พระบรมบรรพตหรือภูเขาทอง สิ่งสำคัญภายในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้แก่ พระบรมบรรพตหรือภูเขาทอง ซึ่งสร้างเป็นพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่เกิดทรุดทังลง รัชกาลที่ 4 โปรดให้ซ่อมแซม โดยแปลงเป็นภูเขาและก่อพระเจดีย์ไว้บนยอด ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างแล้วเสร็จในสมับรัชกาบที่ 5 นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถที่ภายในมีภาพเขียนจิตรกรรมฝีมือช่าง สมัยรัชกาลที่ 3 และหอไตร ศิลปะสมัยอยุธยาบานหน้าต่างเป็นลายรดน้ำ การเดินทางไปยังวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร สถานที่ตั้ง ปากคลองมหานาค แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : http://www.9wat.net

รวมที่เที่ยวหน้าหนาว นักท่องเที่ยวห้ามพลาด!
เที่ยวดอยอินทนนท์ /  เที่ยวภูเรือ / 

ในที่สุด ก็ใกล้ถึงช่วงปลายฝน ต้นหนาว กันแล้ว ช่วงเวลาที่ว่านี้ คงถูกอกถูกใจขาเที่ยวอย่างแน่นอน อย่างที่หลายๆ คน ทราบกันดีว่า ช่วงหน้าหนาวปลายปี เป็นช่วงเหมาะกับการท่องเที่ยวมากที่สุด จะบุกขึ้นดอยก็สวยแบบเย็นๆ หรือลงทะเลเพื่อพบน้ำทะเลใส ก็งามไม่ด้อยไปกว่ากัน แถมเป็นอีกช่วงเวลาในการถ่ายรูปที่สวยที่สุดอีกด้วย!!! แต่ขึ้นชื่อว่า "ฤดูหนาว" กำลังมาเยือน นักท่องเที่ยวควรที่จะไปสัมผัสความเย็นบนดอยสูงน่าจะเหมาะสมที่สุด ถึงถูกต้องตามฤดูกาลท่องเที่ยวในหน้าหนาว และสำหรับสมาชิก Travel MThai มิตรรัก ยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะไปท้าความหนาวเย็นกันที่ไหนดี วันนี้ทีมงานมีตัวเลือกที่เที่ยวน่าสนใจ กับ รวมที่เที่ยวหน้าหนาว นักท่องเที่ยวห้ามพลาด! ให้เหล่าบรรดาสานุแฟน ได้ลองไปพิจารณากันนะครับ 1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชื่อนี้มักจะเป็นติดอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยว เดิมชื่อว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า ดอยอ่างกานั้น เพราะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือน อ่างน้ำ มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา หรือ ดอยอ่างกา ดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,599 เมตร) จึงทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ มี น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา โครงการหลวงอินทนนท์ และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติหลายจุด 2. ดอยอ่างขาง เป็นที่ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ภายในสถานีมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ แปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว สวนบอนไซ มีการจำหน่ายผลิตผลพืชผักเมืองหนาวที่ปลูก ในบริเวณโครงการฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล ในสถานีฯ มีที่พัก และมีสถานที่กางเต็นท์บริการแก่นักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ 3. เขาค้อ – อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ชื่อว่าเขาค้อเป็นเพราะ ป่าบริเวณนี้มีต้นค้อขึ้นอยู่มาก เนื่องจากภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี ค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว และมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของเพชรบูรณ์ สถานที่น่าสนใจบนเขาค้อได้แก่ อนุสาวรีย์จีนฮ่อ ฐานอิทธิเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ หอสมุดนานาชาติเขาค้อ พระตำหนักเขาค้อ น้ำตกศรีดิษฐ์ สวนสัตว์เปิดเขาค้อ และเนินมหัศจรรย์ หมู่บ้านคุ้มจุดชมวิวกิ่วลม หมู่บ้านนอแล และหมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านหลวง 4. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีเทือกเขาและภูเขาสูง สลับซับซ้อน ครอบคลุมอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ฤดูหนาวอากาศเย็น ลมแรง 5. ภูชี้ฟ้า-ผาตั้ง จ.เชียงราย ภูชี้ฟ้า เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ่งตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมาตรงระหว่างปลายยอดเขา จะดูเหมือน เสือคาบแก้วมาก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร ส่วนของหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว ดอยผาตั้ง อยู่บนเทือกดอยผาหม่น เป็นจุดชมวิวสองฝั่งโขง ไทย-ลาว และทะเลหมอก บนดอยมีหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะ ชาวจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็น ส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล 6. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย เพราะมีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและ ภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและ หน้าผาชมทิวทัศน์ ลักษณะเด่นของอุทยานฯ แห่งนี้คือเป็นภูเขาหินทราย ยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่คล้ายใบบอนหรือรูปหัวใจ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จุดท่องเที่ยวประทับใจได้แก่ ผานกแอ่น ผาหล่มสัก ผาหมากดูด น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำสอเหนือ-ใต้ สระอโนดาด เป็นต้น 7. อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัดคือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ไร่ภูหินร่องกล้ามียอดเขาสูง 1,617 เมตร มีทิวทัศน์สวยงาม ปกคลุมด้วยป่าเต็งรังป่าดิบเขา และป่าสนเขา มีสนสองใบและสนสามใบ ขึ้นปะปนกัน และพบกล้วยไม้ดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เคยเป็นศูนย์กลางที่ตั้งฐานที่มั่นการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของภาคเหนือ จุดที่น่าสนใจ ลานหินปุ่ม ลานหินแตก น้ำตกหมันแดง เป็นต้น 8. ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ – ดอยแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน ดอยแม่อูคอ เป็นทุ่งดอกบัวตองที่มีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้าง ประมาณ 1 พันไร่ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อม ๆ กันในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม จะเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วทั้งภูเขา ดอยแม่เหาะ อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 10-8 ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 84 เขตตำบลแม่เหาะ เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณนี้ มีภูมิประเทศที่งดงาม มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อยู่เป็นส่วนมาก ในเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ของทุกปี ดอกบัวตอง หรือทานตะวันป่า จะบานสะพรั่ง ไปทั่วหุบเขา สวยงามมากทีเดียว 9. อุทยานแห่งชาติภูเรือ เป็นภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีต้นสนขึ้นสลับซับซ้อน มีลักษณะแปลกคือ มีส่วนหนึ่งเป็นผา ชะโงกยื่นออกมาเหมือน หัวเรือสำเภาใหญ่ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จุดที่น่าสนใจบนอุทยานได้แก่ ผาโหล่นน้อย ภูผาสาด และทะเลภูเขา ผาซับทอง หรือ ผากุหลาบขาว เป็นหน้าผาสูงชัน และแหล่งน้ำซับที่มีพืชน้ำไลเคนสีเหลืองคล้ายสีทอง ขึ้นเต็มไปทั่ว น้ำตกห้วยไผ่ เป็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาสูงชัน ยอดภูเรือ เป็นจุดสูงสุดในอุทยานฯ สามารถมองเห็น แม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว 10. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว พื้นที่วนอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุมอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี การเดินทางขึ้นดอยค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะพบดอกไม้ป่า พันธุ์ต่าง ๆ เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่าง ๆ สวยงามมาก แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่น้ำตกภูสอยดาว และลานสน 11. ปางอุ๋ง หมู่บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ในพระบรมราชินูปถัมป์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บน ยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นแนวสนที่ปลูกเรียงรายอย่างกลมกลืน ยามพระอาทิตย์ขึ้นจะสะท้อนผืนน้ำเป็นลำแสงสีทองผ่านแนวสนเขียวขจี งดงามจนถือได้ว่าเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในเมืองไทย เปรียบได้กับ นิวซีแลนด์เมืองไทย และเมื่อได้สัมผัสกับแปลงพันธ์ไม้เมืองหนาวหลากสีสันที่ปลูกประดับในโครงการ ฯ ซึ่งเปรียบเสมือนกับ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ปางอุ๋ง …เมื่อฟากหนึ่งเป็นนิวซีแลนด์ และอีกฝั่งหนึ่งเป็นสวิสเซอร์แลนด์ 12. ปาย ในฤดูหนาวที่เยือนมาอีกรอบหนึ่งของเมืองไทย หลายๆ คนจัดแจงวางแผนบุกป่าผ่าเขา เพื่อค้นหาความเยือกเย็นที่ปีหนึ่งจะมีสัก ครั้งที่แน่ๆ เกือบทั้งหมดนั้นเดินทางขึ้นเหนือ จะไปที่ไหนก็ตามแต่ ที่นี่หลายคนบอกว่าไม่ควรพลาด อ.ปาย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปาย เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆ ยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ “ปาย” ได้ดึงดูดนักเดินทางให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้ 13. ภูทับเบิก ตั้ง อยู่ที่ บ้านทับเบิก ต.วังตาล ห่างจากอ.หล่มเก่า 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 97 กม. มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร และเป็นจุดที่สูงที่สุดของเพชรบูรณ์ ชาวเพชรบูรณ์เรียกว่า “ภูทับเบิก” ภูทับเบิก มีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามด้วยธรรมชาติแบบทะเลภูเขา ป่าไม้ ต้นไม้เมืองหนาวและน้ำตก มีอากาศบริสุทธิ์ สภาพภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี เนื่องจากร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยและอยู่บนที่สูง จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยช่วงเข้าจะมองเห็นกลุ่มเมฆ และทะเลหมอกตัดกับยอดเทือกเขาเพชรบูรณ์ 14. ผาชะนะได อุทยานแห่งชาติผาแต้ม “รับตะวันก่อนใครในสยาม” คำขวัญแห่ง ผาชะนะได ผาริมโขง ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ดินแดนตะวันออกสุดสยาม ผาชะนะได เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจด้วยหน้าผาที่ยื่นออกไปรับลมบนที่สูง ปกคลุมด้วยป่าสนสองใบ ทิวทัศน์เบื้องหน้าเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน อีกหลายจุดชมวิวทางผ่านไปสู่ของ ผาชะนะได คือ ลานดอกไม้ดิน และการชมพะลานหิน ได้แก่ พะลานหินวัดภูอานนท์ พะลานถ้ำไฮ เป็นต้น หรือจะท่อง ป่าดงนาทาม ซึ่งมีความหลากหลายทางธรรมชาติ เป็นแหล่งเดินป่ายอดนิยมสำหรับนักผจญภัย และจุดสำคัญที่พลาดไม่ได้ คือ ทะเลหมอก คือหนึ่งไฮไลท์ของ ผาชะนะได เชื่อกันว่า ใครมีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นคนแรก เปรียบเสมือนการเพิ่มพลังให้ชีวิตโชติช่วงดังแสงที่ตัดเส้นขอบฟ้า ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของการเที่ยว ผาชนะได คือ ปลายฝนต้นหนาว (ปลายตุลาคม-กุมภาพันธ์) เพราะอากาศที่เริ่มเย็นทำให้ดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่ง 15. ดอยม่อนจอง ขึ้นไปดอยรับลมหนาว หาวเป็นไอ บน ดอยม่อนจอง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งดอยที่หลายคนตั้งใจมาฝากรอยจารึก แม้ต้องฝ่าฟันเส้นทางเดินบน สันดอยไปสู่ยอดสูงสุดกว่า 3 กิโลเมตร แต่พี่ไทยก็ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย ขอเพียงพิชิต ดอยม่อนจอง ดอยม่อนจอง ตั้งอยู่ในเขตลึกของป่าอมก๋อย ทิศตะวันออกจรดเขื่อนภูมิพล ทิศตะวันตกติดกับถนนสายอมก๋อย-บ้านแม่ตื่น ทิศเหนือจรดกับพื้นที่อำเภอดอยเต่า ทิศใต้จรดกับลำห้วยแม่ตื่นที่ไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล สูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย จุดสูงสุดของ ดอยม่อนจอง เรียกว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโตสูง และแน่นอนว่าสูงๆ อย่างนี้ ดอยม่อนจอง ก็หนีไม่พ้นสถานที่ที่ชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง แถมยามค่ำคืนยังสามารถนอนคุดคู้นับดาวกันตัวสั่น เพราะอากาศบน ดอยม่อนจอง นั้นหนาวมาก อมก๋อยว่าหนาวแล้ว พี่ม่อนจองของเราหนาวเสียยิ่งกว่า ฉะนั้นเสื้อผ้า อุปกรณ์คลายหนาวต่างๆ จัดให้พร้อม! 16. ดอยม่อนแจ่ม ยอดดอยม่อนแจ่ม อยู่ใน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางไม่ทุลักทุเล ใครมีรถพารถมาหย่อนไว้ แล้วเดินสูดบรรยากาศให้ฉ่ำปอด กอดภูเขา สูดเอากลิ่นดอกไม้กันได้เต็มที่ เพราะพื้นที่บน ดอยม่อนแจ่ม ไม่ กว้างใหญ่นัก เดินยังไม่ทันเมื่อยก็ได้สัมผัสทิวทัศน์โดยรอบ เตร็ดเตร่ทุกมุมแล้วก็นั่งจิบกาแฟ แชร์ประสบการณ์ สำราญไอเย็นกันแบบเบาๆ จุดชมวิวหลักๆ ของ ดอยม่อนแจ่ม มีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งเป็นทิวเขาสลับกันไปไกลสุดลูกหูลูกตา อีกด้านก็จะเป็นไร่ปลูกพืชต่างๆของโครงการหลวง ซึ่งจะเปลี่ยนพืชพรรณไปตามฤดูกาล 17. โมโกจู อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ กิเลสแห่งการเดินทางไม่เคยสิ้นสุด แม้จะ “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” แต่ “ยิ่งสวย ก็ยิ่งอยากเห็น” มนุษย์นี่แหละน้าไม่เคยหยุดดั้นด้น ต่อให้ต้องข้ามเขาจนขาพับขาอ่อนก็ไม่ยอมแพ้ ขอแค่สายตาได้แลในสิ่งที่อยากเห็น และที่เที่ยวชวนสัมผัสช่วงหน้าหนาวอย่าง ยอดเขา โมโกจู อีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการเดินทาง ด้วยความสูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล โมโกจู จึงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดใน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร , จังหวัดนครสวรรค์ คำว่า โมโกจู มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “เหมือนฝนจะตก” เนื่อง จากมีหมอกปกคลุมจัดบนยอดเขา โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เย็นยะเยือก ควันออกปาก พ่นเล่นกันได้ทั้งวัน มองจากยอดเขาลงไปก็จะเห็นทะเลหมอกแห่งป่าตะวันตกอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่วงก์อันเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสะแกกรัง นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ อุทยานมีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในเขตพื้นที่อุทยานด้วย (ที่มา วิกิพีเดีย) 18. หมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช แม้ที่นี่จะไม่ได้อยู่ตอนเหนือของประเทศก็ตาม แต่ธรรมชาติที่สวยงามอยู่ในท่ามกลางธรรมชาติ ย่อมน่าสนใจไม่ใช่น้อยๆ ที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือญาติ จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง ก็คือ ทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ และสายน้ำ ถ้าหากว่าใครต้องการที่จะไปเที่ยวที่นี่ กิจกรรมที่น่าสนใจในหมู่บ้านคีรีวง ได้แก่ การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ การลองชิมอาหารพื้นเมือง ฯลฯ 19. สิงห์พาร์ค เชียงราย จ.เชียงราย ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดไฮไลท์การท่องเที่ยวหน้าหนาวที่ใครต่อใครก็ ต้องมาเมื่อมีโอกาส และดูเหมือนว่า ภาพเชียงรายกับการท่องเที่ยวนับจากนี้ก็คงถึงคราวเปลี่ยนโฉม อีกครั้ง เมื่อ บุญรอด เทรดดิ้ง ได้พัฒนาปรับปรุงไร่บุญรอดเดิม บนพื้นที่ริม ถ.สายเด่นห้า-ดงมะดะ ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย ที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 8,600 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมด้วยกิจกรรมสันทนาการหลากหลาย ในชื่อใหม่ไฉไลว่า “สิงห์พาร์ค เชียงราย” ที่ จะรวมทั้งบรรยากาศของไร่เกษตรอินทรีย์ ที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวตลอดทั้งปี ดื่มด่ำการพักผ่อนท่ามกลางทิวทัศน์ขุนเขาอันสุดวิเศษพร้อมเมนูอาหารรสเลิศ และเต็มอิ่มกับกิจกรรมพิเศษ ที่ถูกใจคอเอ็กซ์ตรีม สามสิ่งที่ดูเหมือนมีความต่างจึงถูกสร้างให้เกิดขึ้นบนพื้นที่เดียวกันอย่างลงตัว 20. สามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย อยู่ห่างจากอำเภอแม่สายประมาณ 28 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๑๒๙๐ เป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกมาบรรจบกัน หรือที่เรียกว่า สบรวก เป็นพรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว พม่า บริเวณนี้ในอดีตเคยมีการค้าฝิ่น โดยแลกเปลี่ยนกับทองคำ แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงบริเวณนี้มีความงดงามโดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอกด้านฝั่งพม่า และลาว นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ถ้าต้องการนั่งชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงไปไกลถึงเชียงแสนและเชียงของ ก็สามารถหาเช่าเรือได้ แต่ค่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล นักท่องเที่ยวที่สนใจล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น สิบสองปันนา คุนหมิง สามารถติดต่อกับบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดเชียงรายได้ หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง 21. ภูป่าเปาะ ฟูจิเมืองเลย ชมบรรยากาศ 360 องศา สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ อำเภอหนองหิน และของจังหวัดเลย นั่นก็คือ “ภูป่าเปาะ” หรือที่นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟูจิเมืองเลย” ซึ่งสวยงามไม่แพ้ที่เที่ยวอื่นๆ เลยนะ คำว่า ภูป่าเปาะ นั้นมาจากภูเขาที่มีป่าไผ่เปาะ ไผ่เปาะ เป็นไผ่ชนิดหนึ่งที่ขึ้นได้ทั่วไปตามภูเขายังสามารถพบได้ทุกๆ อำเภอ ของจังหวัดเลย ลักษณะของ ไผ่เปาะนั้น เป็นไผ่ที่เปาะแตกหักง่าย และนี่คือที่มาของคำว่า ภูป่าเปาะ ส่วนที่เป็นจุดเด่น และเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ก็คือ การได้ขึ้นไปชมบรรยากาศ และมองเห็นยอดของ ภูหอ “ภูหอ” มีลักษณะเป็นภูเขาสูงปลายยอดตัดราบบนภู ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิยามา ที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเรียกกันว่า “ฟูจิเมืองเลย” 22. อุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 524 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนของทิวเขาผีปันน้ำ มีความสูงตั้งแต่ 400 – 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีดอยสำคัญได้แก่ ดอยฟ้าห่มปก ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยอ่างขางสภาพป่าทั่วไปมีความอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำแห่งแม่น้ำฝาง สถานที่น่าสนใจใน อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ได้แก่ โป่งน้ำร้อนฝาง ดอยฟ้าห่มปก สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากตั้งแค้มป์พักแรม ต้องไปที่ กิ่วลม เท่านั้น เนื่องจากทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้พักแรมบนยอด ดอยฟ้าห่มปก เพราะเป็นหน้าผาสูงชัน อาจเกิดอันตรายได้ง่าย การเดินทางขึ้นยอด ดอยฟ้าห่มปก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน ก่อนเดินทางควรติดต่อขออนุญาต ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ฝาง 23. ดอยวาว อุทยานแห่งชาตินันทบุรี จ.น่าน ณ ดอยวาว อุทยานแห่งชาตินันทบุรี จ.น่าน ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่นักเดินทางต้องหาโอกาสไปสัมผัส ยิ่งถ้าไปช่วงโอกาสเหมาะในฤดูหนาว จะได้ตื่นตากับซากุระ หรือ ดอกพญาเสือโคร่ง บานชมพูสะพรั่งทั่วดอย คละเคล้าสายหมอกยามเช้า เสริมสีสันให้ ดอยวาว เป็นหนึ่งสถานที่พาลให้อยากเที่ยว! ยอด ดอยวาว มีความสูง 1,674 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นจุดที่สูงสุดของ อุทยานแห่งชาตินันทบุรี และเป็นแหล่งต้นน้ำหลายสาย ได้แก่ ลำน้ำสมุน ลำน้ำสะเนียน ลำน้ำวาว ลำน้ำยาว ลำน้ำพี้ ลำน้ำตึม ลำน้ำสีพัน ลำน้ำไสล ลำน้ำระพี และลำน้ำคาง เป็นต้น ดอยวาว ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับการกางเต็นท์ พักแรม กินลม ชมวิว ชิลล์ไอหมอก 24. ดอยเชียงดาว ทัศนียภาพ 360 องศา ที่ต้องสัมผัส ดอยเชียงดาว อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่มีลักษณะเป็นเทือกเขา เป็นภูเขาหินปูน ซึ่งประกอบไปด้วยยอดเขาสูงหลายยอด ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ “ดอยหลวงเชียงดาว”สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของบ้านเรา สูงพอจะทำให้ “น้ำ” ท้อใจ ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,225เมตรรองจากดอยอินทนนท์ และดอยผ้าห่มปก ยอดดอยกิ่วลม และยอดดอยสูงสุด และการขึ้นดอยแต่ละครั้ง จะต้องได้รับอนุญาตจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เท่านั้น โดยจะมีคนนำทางพาเราไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ด้วยการจ่ายค่าเหงื่อให้พี่เค้าวันละ 400 บาท สัมภาระอย่าให้รก เดินกันคล่องๆ จ้างลูกหาบ ลดอาการหอบ ค่าหาบอยู่ที่วันละ 300 ต่อลูกหาบ 1 คน เชื่อเถอะว่าเรามีโอกาสเสียค่าลูกหาบแน่ๆ เพราะที่นั่นไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ น้ำดื่ม น้ำอาบ ก็ต้องขนขึ้นไปด้วย ใครไม่ใช่ขาลุยถอดใจอยู่บ้านซะ จะได้ไม่เป็นภาระเพื่อนฝูง อิอิ 25. สะพานเมฆ ณ เขาช้างเผือก แหล่งท่องเที่ยวในฝันที่ กาญจนบุรี “เขาช้างเผือก” เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงาม น่าตื่นตา จนทำให้นักเดินป่าทั่วไทยทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า ปรารถนาจะได้มาพิชิตซักครั้งหนึ่งในชีวิต เส้นทางเดินไปสู่ยอดเขาช้างเผือก เป็นป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้า มีจุด Highlight ของการเดินทางอยู่ที่ “สันคมมีด” สันเขาที่สวยงาม และน่าหวาดเสียวไปพร้อมกัน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขา จะสามารถมองเห็นวิวได้รอบทิศทาง 360 องศา เส้นทางพิชิตยอดเขาช้างเผือก มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการผจญภัย และมีร่างกายที่แข็งแรง ใช้เวลาเดินเท้า จากหมู่บ้านอีต่อง ประมาณ 6 ชั่วโมง และต้องพักค้างแบบกางเต้นท์บนยอดเขา โดยต้องประสานงานติดต่ออุทยานฯ จัดเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทาง และสามารถติดต่อจ้างในการช่วยขนสัมภาระ หวังว่าสมาชิกมิตรรักทุกท่าน คงได้ที่เที่ยวโดนใจในหน้าหนาวกันบ้างแล้ว สุดท้ายขอให้ทุกท่าน วางโปรแกรมเที่ยวให้สะดวก เที่ยวสนุกอย่างมีความสุข และขอให้เดินทางปลอดภัยกันทุกคนนะครับ สวัสดี.. :) ขอบคุณภาพจาก flickr.com / dog-hall.com / ททท. เรียบเรียงโดย Travel MThai

เหวี่ยงใหญ่...ให้ติดดิน 2/2 จบ
หนังจีน

หยวนเปียว - เจิ้นจื้อตัน : นําแสดง เนื้อเรื่องโดยย่อ : คณะกายกรรมชางฟางโดนระเบิดจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องอพยพจากเซี่ยงไฮ้มาที่เมืองหนาน เเละหาที่ตั้งกายกรรมใหม่ เเต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการค้าฝิ่น ของญี่ปุ่น เเละต้องร่วม มือกันทั้งคณะกายกรรมทลายการค้าผิ่นนี้ให้­ได้ โดยมี อาตง (รับบทโดย หยวนเปียว ) เเละ ความช่วยเหลือจาก ตงฟา ตำรวจหนุ่ม (รับบทโดย ดอนนี่ เยน) ร่วมมือกันต่อสู้เเละจะทลาย การค้าฝิ่นได้หรือไม่ต้องติดตาม แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=7uDdRWs8GcI

MThai ลุย ดงฝิ่นกลางป่าลึกภาคเหนือ นายทุนพื้นที่ต้นเหตุทำระบาด
ปลูกฝิ่น /  ฝิ่น / 

ทหารผู้ปิดทองหลังพระ เดินเท้าลุยเข้าทำลาย MThai News ฝิ่น ยาเสพติดประเภทที่ 2 ที่มีบทบาทเป็นวัตถุดิบนำไปสู่การปรุงเพื่อเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 และพร้อมเป็นยาแรงทำลายโสตประสาทถาวร นั่นจึงทำให้ทางกรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เล็งเห็นความสำคัญด้านสิ่งเสพติดระยะเริ่มต้น จึงจับมือกองทัพภาคที่ 3 สำรวจพื้นที่ป่ากลางหุบเขา ซึ่งดัดแปลงใช้เป็นพื้นที่ป่านรก ปลูกและผลิตสิ่งเสพติดอย่างเช่นต้นฝิ่น จากสิถิติการลงพื้นที่สำรวจของ ผู้สื่อข่าว MThai News นั้นจำนวนไร่ฝิ่นที่สำรวจพบ มากถึงจำนวน 54,854 ไร่ จนถึงปี 2555 นั้นไร่ฝิ่นที่สำรวจพบ มีจำนวน 1,257 ไร่ ทั้งนี้สาเหตุหลักที่ทำให้การปลูกลดลง คือ การใช้มาตรการตัดฟันทำลาย ซึ่งในฤดูการปลูกปี 2527 – 2528 เป็นปีแรกที่ใช้มาตรการนี้อย่างเป็นทางการ โดยได้ให้โอกาส แก่ผู้ปลูกในพื้นที่ต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมของชุมชนบนที่สูงต่างๆ ผ่านทางโครงการ พัฒนาที่สูงหลายโครงการ  ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่อยากเห็น ความอยู่ดีกินดี ความเสมอภาค ของชนเผ่าต่างๆ ให้มีชีวิต ที่ไม่ต้องพึ่งพาราย ได้จากฝิ่น โดยการพระราชทานโครงการหลวง เป็นโครงการนำร่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 และยังมีโครงการในลักษณะคล้ายกันตามมาจากภาคราชการอีกมากมายคลุม พื้นที่ที่มีการปลูกฝิ่นเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในเวลานั้น แต่กระนั้น สถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ยังคงมีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่ โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดน จังหวัดที่มีการลักลอบปลูกฝิ่นหนาแน่นคือ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา และน่าน รูปแบบการปลูกมีทั้งปลูกเพื่อใช้เสพ และปลูกเพื่อการค้าโดยมี นักการเมืองพื้นที่ (ท้องถิ่น) นายทุนสนับสนุน อีกทั้งวิธีการปลูกได้มีการพัฒนาเทคนิคเพื่ออำพรางการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ โดยจะปลูกปะปนกับพืชผักชนิดอื่น และอาจปลูกฝิ่นนอกฤดู แนวโน้มการปลูกฝิ่นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาลดลง ร้อยละ 20 – 30 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปวน ความเข้มงวดและจริงจังของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ประสิทธิภาพในการตัดทำลายไร่ฝิ่น ความเข้มงวดด้านกฎหมาย แต่ยังมีปัจจัยและเงื่อนไขที่จูงใจให้ผู้ลักลอบปลูกอยู่ คือ ราคาของฝิ่นดิบยังค่อนข้างสูง จำนวนผู้เสพมากขึ้น อีกทั้งยังมีกลุ่มบุคคลที่อาศัยประโยชน์จากฝิ่นเป็นรายได้และค่าจ้างแรงงาน จึงเชื่อได้ว่า สถานการณ์ในเรื่องราคาและความต้องการใช้ฝิ่นเพื่อป้อนโรงงานผลิตยาเสพติด ชนิดต่างๆ ยังไม่ลดลง และจะมีการขยายพื้นที่ปลูกในบริเวณชายแดนรวมทั้งการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพื้นที่การปลูกฝิ่นที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 3 ได้กำหนดเป็นกลุ่มพื้นที่ที่มีแนวโน้มในการลักลอบปลูกฝิ่นและการเฝ้าระวัง คือ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และ ลำปาง มีทั้งสิ้น 65 พื้นที่เป้าหมาย โดยมีพื้นที่การปลูกฝิ่นมีทั้งที่เป็นแปลงเก่า และมีการเปิดพื้นที่ใหม่ ในพื้นที่แปลงเก่าส่วนใหญ่อยู่พื้นที่แม่สะต๊อบ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และพื้นที่เชียงดาว-ดอยนาง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เปิดพื้นที่ใหม่ พื้นที่แปเปอร์ และ พื้นที่ท่าสองยาง-ปิตุคี เขตติดต่อระหว่าง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กับ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เป็นจำนวนมาก โดยย้ายพื้นที่ปลูกเข้าไปในป่าลึก เพื่อหลบเลี่ยง ขณะที่รูปแบบของการปลูกฝิ่นนั้น พื้นที่การปลูกนั้นจะอยู่ห่างไกลและกันดารยิ่งขึ้น เป็นบริเวณพื้นที่สูงได้มีการย้ายพื้นที่ปลูกเข้าไปในป่าลึกห่างจากหมู่บ้านยิ่งขึ้น ซึ่งลักษณะแปลงฝิ่นจะมีขนาดเล็กลง แต่จะมีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณเดียวกันหลายแปลง เช่น แปลงฝิ่นที่ปลูกกระจายหลายแปลงในบริเวณเดียวกัน การปลูกฝิ่นกระจายเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยยากแก่การเข้าตัดทำลาย แปลงฝิ่นที่ปลูกกระจายตัว ฝิ่นที่ปลูกเป็นแปลงเล็กๆ หลายแปลง แปลงฝิ่นที่ปลูกกระจายหลายแปลงในบริเวณเดียวกัน แปลงฝิ่นที่ปลูกเป็นแนวตามร่องน้ำ นั่นจึงทำให้ กองทัพภาคที่ 3 และศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดตั้ง กองบัญชาการเฉพาะกิจศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดกองทัพภาคที่ 3 และมอบให้ กองทัพน้อยที่ 3 จัดผู้บังคับบัญชาและกำลังพลปฏิบัติงาน ใน กองบัญชาการเฉพาะกิจฯ ควบคุม อำนวยการ กำกับดูแลและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวิธีการป้องกันปราบปรามนั้น เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งประสานงานกับ ส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมปฏิบัติ และ ใช้กำลังพลของหน่วยปฏิบัติ ระดับพื้นที่ ในการควบคุมพื้นที่ และการตัดทำลายไร่ฝิ่น ในพื้นที่เป้าหมาย โดยกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นคือขั้นการสำรวจ ดำเนินการด้วยการลาดตระเวนป้องปราม และสำรวจพื้นที่การปลูกฝิ่น รวมถึง ปฏิบัติการจิตวิทยาและประชาสัมพันธ์ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับราษฎรในพื้นที่เป้าหมายควบคู่ไปด้วย ขั้นการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น และการตัดทำลาย เจ้าหน้าที่จะจัดกำลังเข้าปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น และการตัดทำลายไร่ฝิ่นในพื้นที่ ตามที่ได้กำหนดมอบให้และ ในพื้นที่ที่มีการตรวจพบเพิ่มเติม และขั้นการดำเนินการหลังการตัดทำลายไร่ฝิ่น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ ปฏิบัติการจิตวิทยา และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่หลังการตัดทำลาย อย่างไรก็ตาม ฝิ่นเป็นพืชล้มลุก ขึ้นในที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 3,000 ฟุตขึ้นไป เป็นยาเสพติด ที่เป็นต้นตอของยาเสพติดร้ายแรง เช่น มอร์ฟิน เฮโรอีน และโคเคอีน เนื้อฝิ่น ได้มาจากยางของผลฝิ่นที่ถูกกรีดจะมีสีขาว นายทุน เมื่อถูกอากาศจะมีสีคล้ำลงกลายเป็น ยางเหนียวสีน้ำตาลไหม้ หรือดำ มีกลิ่นเหม็นเขียวและรสขม เรียกว่า ฝิ่นดิบ ส่วนฝิ่นที่มีการนำมาใช้เสพเรียกว่าฝิ่นสุก ได้มาจากการนำฝิ่นดิบไปต้มหรือเคี่ยวจนสุก นี่จึงถือเป็นบทบาทที่ปิดทองหลังพระของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ยอมเหน็ดเหนื่อยกับการเดินเท้านานนับวันข้ามเขาปีนป่า เพื่อทำลายแปลงฝิ่นที่ไม่มีวันรู้จบ MThai News

ละครเรือนเสน่หา , เรื่องย่อเรือนเสน่หา
แท่ง ศักดิ์สิทธิ์ /  บี น้ำทิพย์ / 

บทประพันธ์โดย : แพรลัญจกร บทโทรทัศน์โดย : ชวนนท์ สารพัฒน์, อภิศรา วงศร, วรรณถวิล สุขน้อย กำกับการแสดงโดย : ฉัตรชัย สุรสิทธิ์ อำนวยการผลิตโดย : นิพนธ์ ผิวเณร, ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผลิตโดย : บริษัท เอ็กแซ็กท์ และ ซีเนริโอ จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.10 น. ทางช่อง 5 พุทธศักราช 2448 ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกเลิกการมีทาสไปแล้ว ผู้ชายโดยเฉพาะเจ้าขุนมูลนายนิยมมีภรรยาหลายคน ขณะที่ฝ่ายชายต่อสู้และแย่งชิงตำแหน่งและหน้าที่ทางสังคม ฝ่ายหญิงก็ต่อสู้เพื่ออำนาจในเรือน ครอบครัวของ คุณหลวงปราบ ธำรงค์นครา (ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง) เองก็เช่นกัน คุณหลวงมีภรรยาเอกคือ ชมนาด (น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) หญิงสาวจากตระกูลสูง และ เอื้องคำ (พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร) ลูกสาวพ่อค้าจากเชียงใหม่ ทั้งสองคนต่างต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อให้เป็นคนโปรดของคุณหลวง ชมนาด นั้นมี อีอี่ (รัญญา ศิยานนท์) เป็นบ่าวคนสนิทคอยรับใช้เป็นหูเป็นตาให้ ส่วน เอื้องคำ มี อีมุ่ย (ณหทัย พิจิตรา) บ่าวที่ติดตามมาจากเชียงใหม่เป็นบ่าวคนสนิท และคอยเป็นหูเป็นตาเช่นกัน ทั้งชมนาดและเอื้องคำมักมีเรื่องกันบ่อยครั้ง เพราะเอื้องคำนั้นมีนิสัยเอาแต่ใจ เจ้าคิดเจ้าแค้น จึงไม่ยอมลงให้กับชมนาดเมียเอก ส่วนชมนาดนั้น ภายนอกดูเป็นคนจิตใจดี มีเมตตากรุณา แต่ซ่อนความเลือดเย็นเอาไว้ แต่เอื้องคำและอีมุ่ยมองทะลุเข้าไปถึงใต้ท่าทีเหล่านั้น จึงไม่วางใจในตัวชมนาด เมื่อเมียบ่าวที่ชื่อ สร้อย (อุทัยศรี ศรีณรงค์) เกิดตั้งท้องขึ้นมา ชมนาดก็แอบจัดการฆ่าไปเสียโดยใช้บึ้งชะงัก แล้วแอบใส่ความโยนความผิดให้เอื้องคำ ระหว่างนั้นเอื้องคำเกิดตั้งท้อง คุณหลวงจึงให้รอคลอดลูกให้เรียบร้อย แล้วไสหัวเอื้องคำและอีมุ่ยออกไป เอื้องคำแค้นใจมากที่ไม่มีใครเชื่อตน ด้วยความแค้นเอื้องคำจึงแอบไปบนเรือนชมนาดจะฆ่า แต่ก็พลาดต้องตกบันไดลงมาแท้งลูก ทำให้เอื้องคำไม่เหลืออะไรอีกแล้ว รอเพียงวันที่จะออกไปจากเรือนเท่านั้น ปราฏกว่าในวันที่ต้องออกไปจากเรือน เอื้องคำเกิดเสียสติร้องหาลูก ทำให้คุณหลวงสงสารเลี้ยงดูให้อยู่ในเรือนต่อไป แม้เอื้องคำจะตกต่ำลงไปแล้ว ชมนาดก็ยังนอนใจไม่ได้ เพราะยังเหลือ มะลิ (โสภิตนภา ชุมภาณี) เมียบ่าวแสนซื่อของคุณหลวงอีกคนที่เป็นหนามยอกอก ยิ่งไปกว่านั้น มะลิ และ ไอ้มิ่ง (อาณัตพล ศิริชุมแสง) บ่าวชายเกิดไปรู้เห็นเรื่องบึ้งชะงักเข้า ยิ่งทำให้ชมนาดต้องกำจัดมะลิกับไอ้มิ่ง ด้วยการใส่ความว่าทั้งสองคนเป็นชู้กัน เมื่อคุณหลวงมาเห็นก็โมโหมาก สั่งลงโทษและไล่ออกจากเรือนไป มะลิ ไอ้มิ่งและ ป้าพิศ (พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา) ป้าของไอ้มิ่งหนีไปตั้งหลักที่วัด ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านคุณหลวงมากนัก หลวงตาน้อย (สรพงศ์ ชาตรี) พระที่ให้ความช่วยเหลือ ให้ทั้งหมดอยู่ที่กระท่อมท้ายวัด ปรากฏว่า มะลิมีลูกคุณหลวงติดท้องมาด้วย ทำให้ทุกคนยังออกเดินทางไปตั้งรกรากที่อื่นไม่ได้ ต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน ส่วนชมนาดเองก็เกิดตั้งท้องขึ้นมาเช่นกัน วันหนึ่ง อีอี่ไปที่วัดก็แอบเห็นไอ้มิ่งแล้วตามไป จึงได้รู้ว่ามะลิตั้งท้องลูกของคุณหลวงเช่นกัน ชมนาดสั่งอีอี่ให้จัดการพวกของมะลิ เย็นวันนั้นมะลิคลอดลูกแฝดชายออกมา พอตกดึกอีอี่แอบตามมาเผาบ้านหวังให้ทุกคนตายคากองเพลิง มะลิคว้าลูกมาได้เพียงคนเดียว ส่วนลูกอีกคนที่หน้าอกโดนพระที่หลวงตาน้อยให้มาร่วงใส่อกจนเป็นรอยแผลเป็นนั้นคาอยู่ในกองไฟกับป้าพิศ มะลิและไอ้มิ่งหนีออกมาได้ก็สลบอยู่ที่ข้างบ้าน หารู้ไม่ว่าป้าพิศโยนเด็กอีกคนออกมาได้ เด็กไปคาอยู่บนกอผักบุ้ง ทางฝั่งชมนาดที่รออีอี่กลับมารายงานนั้น ก็เกิดเจ็บท้องจะคลอดลูกเช่นกัน แต่ร้องหาบ่าวไพร่ไม่ได้สักคนเพราะบ่าวไพร่มัวแต่ไปช่วยกันดับไฟที่เรือนบ่าว คนที่ขึ้นมาดูชมนาดก็คือเอื้องคำ เมื่อชมนาดคลอดลูกสาว เอื้องคำก็แย่งเอาลูกไป ทำให้ชมนาดรู้ทันทีว่าเอื้องคำแกล้งบ้า เอื้องคำสะใจ อุ้มลูกสาวชมนาดหนีออกไปกับอีมุ่ยในคืนนั้นเอง เมื่ออีอี่กลับมาพบจึงรีบออกไปตามหาเอื้องคำเพื่อเอาลูกชมนาดกลับมา แต่เด็กที่อีอี่ได้กลับมานั้น คือลูกชายของมะลิ ที่หลวงตาน้อยเป็นคนไปพบบนกอบัว ชมนาดจึงตกกระไดพลอยโจนเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยงแทนลูกตนเอง อีอี่นั้นแม้จะรู้จากหลวงตาน้อยว่าเป็นลูกของมะลิ แต่ก็มิได้บอกชมนาด ฝั่งมะลินั้นเมื่อเข้าใจว่าลูกอีกคนตายไปในกองเพลิงกับป้าพิศแล้วก็เศร้าโศกเสียใจ พากันย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่อยุธยา ระหว่างทางได้เจอกันหญิงท้องแก่คนหนึ่ง ซึ่งเกิดเจ็บท้องจะคลอดลูกกะทันหัน หญิงคนนั้นรู้ว่าตนจะไม่รอด จึงฝากลูกสาวที่เพิ่งคลอดให้มะลิช่วยดูแลแทนตน ก่อนจะขาดใจตายไป มะลิตั้งชื่อเด็กผู้หญิงคนนั้นว่า สายหยุดและตั้งชื่อลูกชายของตนว่า เมือง ส่วนเอื้องคำและอีมุ่ยที่ขโมยลูกชมนาดไป จับผลัดจับผลูได้ไปเป็นเมียของ เถ้าแก่ซ้ง (ประกาศิต โบสุวรรณ) เจ้าของโรงฝิ่น เอื้องคำตั้งชื่อให้ลูกสาวชมนาดว่า ชวนชม และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เหม่ยฟาง ส่วนอีมุ่ยก็เปลี่ยนเป็นชื่อเง็ก เอื้องคำเลี้ยงดูชวนชมเป็นอย่างดี ให้ฝึกหัดทุกอย่างตามแบบฉบับของสาวชาววัง ท่ามกลางความแปลกใจของอีมุ่ยว่าเหตุใดต้องทำเช่นนั้นคุณหลวงรักและหลงลูกชายคนแรกมาก ตั้งชื่อให้ว่า สุข เพราะเชื่อว่าลูกจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้าน จากนั้นไม่นาน ชมนาดตั้งท้องอีกครั้ง คราวนี้ชมนาดได้ลูกชาย และให้ชื่อว่า เทพ ชมนาดเลี้ยงดูลูกอย่างลำเอียง ทำให้มีปากเสียงกับคุณหลวงบ่อยครั้ง อีอี่นั้นเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูสุขด้วยความสงสาร ฝั่งมะลิและไอ้มิ่งก็เลี้ยงดู เมือง และ สายหยุดมาเป็นพี่น้องกัน โดยทั้งสองเข้าใจว่ามะลิและไอ้มิ่งคือพ่อแม่ที่แท้จริงของตน ทั้งที่ความจริงแล้วมะลิและไอ้มิ่งอยู่กันแบบพี่น้องเรื่อยมา 18 ปีผ่านไป รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณหลวงได้เลื่อนขั้นเป็นคุณพระธำรงค์นครา สุขนั้นเติบใหญ่มาท่ามกลางความเกลียดชังของชมนาด เพราะคุณพระรักและหลงในตัวสุขมาก ยิ่งสุขเรียนเก่งและดีเท่าไร ก็ยิ่งเป็นข้อเปรียบเทียบกับเทพ ลูกแท้ ๆ ของชมนาด เทพไม่สนใจการเรียน เอาแต่หาเรื่องเที่ยวเตร่ สนุกสนานไปวัน ๆ ไม่ได้อย่างใจคุณหลวง แม้สุขจะรู้สึกอยู่เสมอว่าแม่ไม่รักตน ก็ยังเฝ้ากตัญญูพยายามทำให้แม่รักตน และไม่เคยอิจฉาริษยาน้องเลย คุณพระนั้นหวังให้เป็นคู่หมั้นคู่หมายกับ เดือน ลูกสาวของ คุณหลวงไว (ศรุต วิจิตรานนท์) เพื่อนของตนเอง ส่วนมะลิและไอ้มิ่งนั้น เลี้ยงเมืองและสายหยุดมาจนเติบโต เมืองไปมีเรื่องกับนักเลงที่จะมาฉุดสายหยุด จนพวกนักเลงตามไล่ฆ่า ทำให้ทั้งครอบครัวนั้นหนีลงเรือ จับผลัดจับผลูเข้ามาอยู่ที่พระนครอีกครั้ง วันหนึ่ง เถ้าแก่ซ้งเกิดรู้ว่าที่แท้ชวนชมเป็นลูกสาวของชมนาดกับคุณพระ ก็ตั้งใจจะไปบอกความจริงกับคุณพระ เอื้องคำเลยใช้แก่นรัญจวนแก่นไม้ที่เพิ่มกำหนัด ซึ่งเอื้องคำเคยใช้ได้ผลมาหลายครั้งทั้งตอนที่ยั่วยวนคุณหลวง และเถ้าแก่ซ้งมาแล้ว แต่คราวนี้ออกฤทธิ์หนักจนทำให้เถ้าแก่ซ้งตายคาอกเอื้องคำ ทำให้เอื้องคำได้ขึ้นเป็นใหญ่ทันที เอื้องคำเลี้ยงดูชวนชมอย่างดี ชวนชมทำตามคำสั่งเอื้องคำทุกอย่าง และเฝ้ารอเพียงวันที่เอื้องคำจะบอกว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของตนเป็นใคร อีมุ่ยเพิ่งจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ทุกอย่างที่เอื้องคำทำมาทั้งหมด ก็เพียงเพื่อจะรอวันแก้แค้นชมนาด ให้ชมนาดเจ็บปวดอย่างสาสม! โศกนาฏกรรมความเสน่หาอาฆาตบทนี้ จะลงเอยเช่นไร? ติดตามกันต่อได้ใน ละครเรือนเสน่หา ออกอากาศทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.10 น. ทางช่อง 5 ละครเรือนเสน่หา เริ่มตอนแรกวันอังคารที่ 16 เมษายน 2556