ฝิ่น

เจนนิเฟอร์ คิ้ม จัดเต็ม คอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย......ก่อนวัยทอง
45ปี เจนนิเฟอร์ คิ้ม...คอนเสิร์ตสุดท้ายก่อนวัยทอง /  Jennifer Kim / 

เจนนิเฟอร์ คิ้ม ครบรส ร้อง เล่น เต้น เม้าท์ ฉลองคอนเสิร์ต 45 ปี ก่อนวัยทอง ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับคอนเสิร์ต 45 ปี เจนนิเฟอร์ คิ้ม คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายก่อนวัยทอง ของนักร้องสาวเสียงดี เจนนิเฟอร์ คิ้ม เพราะเอ-ไทม์ โชว์บิช เนรมิตพารากอน ฮอลล์ ประหนึ่งเป็นเวทีละครเดอะมิวสิคัล จัดเต็มโปรดักชั่น แสง สี เสียง จำลองฉากย้อนกลับไปเมื่อ 45 ปี ที่เธอเติบและโตอยู่ในตรอกสลักหิน ที่เต็มไปด้วยซ่องและโรงฝิ่น พร้อมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อลังการบนเวทีด้วยชุดเดรสสีแดงเพลิง สลับกับการโชว์เพลง แสงสุดท้าย ตามด้วยโชว์เล่าเรื่องราวชีวิตที่ก้าวสู่อาชีพนักร้องกลางคืนที่ต้องเป็นนักร้องร่างทรงร้องเพลง ได้สารพัดแนว จนทำให้คิ้มคุ้นเคยกับเพลงฮิตทั้งเก่าและใหม่ ก่อนที่คิ้มจะขอโชว์ทักษะการร้องหยิบเอาเพลง ทั้ง ไทย จีน ฝรั่ง อย่าง Skyfall เหมยฮัว Can’t Fight The Moonlight มาร้องให้ฟัง และเพื่อให้สมกับเป็นคอนเสิร์ตส่งท้าย ก่อนย่างเข้าวัยทอง เจนนิเฟอร์ คิ้ม ขอสานฝันจัดเหล่าบรรดา แขกรับเชิญมาร่วมโชว์ที่งานนี้เรียกว่าเด็ดมาก เริ่มด้วยสาวสองพันปีหุ่นเซี๊ยะ ต่าย เพ็ญพักตร์ ที่ออกมาร้อง ฉันเลยโอเค คู่กัน ก่อนจะทิ้งเวทีให้ ต่าย ฉายเดี่ยวร้องเพลงไว้อาลัยให้กับบรรดาคนเหล่าคนรักเก่าของคิ้ม ในเพลง คนไม่รักดี แถมออกปากว่า 19 ปีที่ร้างไมค์ไป ยอมมาขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้เพราะต่างฝ่ายต่างปลื้มผลงานของกันและกัน จากนั้นแขกรับเชิญคนที่ 2 ก็ขึ้นมาสร้างเซอร์ไพร้ส์ให้กับคนดูทั้งฮอลล์เมื่อ นก ฉัตรชัย ก้าวออกมาในมาดท่านชายพจน์ร้องเพลง แค่คืบ พร้อมโชว์ซีนหวานสานฝันให้คิ้มที่ขอสวมบทเป็นนางเอก ทำเอาฟินกันไป ทั้งฮอลล์ อีกหนึ่งแขกรับเชิญที่ออกปากยอมรับว่าหลงเสน่ห์เสียงคิ้มมานาน พอมีโอกาสได้ขึ้นเวทีเลยขอโชว์ ความหวานร้องเพลงคู่กันใน อยากเป็นคนนั้น หวานจนคิ้มเคลิ้มอยากจะลดวัยไปเท่ากับ พอร์ช ศรัณย์ เลยจ้า ครั้นจะรวบรวมเฉพาะพระเอกรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กมาร้องเพลงคู่ดูจะไม่ครบรส งานนี้คิ้มเลยขอควงหนุ่มน้อยร่างท้วมน้องสนิท โก๊ะตี๋ มาโชว์ความสนุกสนานทั้งร้อง ทั้งเต้น ในเพลง คิดถึง จนเวทีสะเทือน แถมยังปะทะฝีปากดวลมุขสาดใส่กันกันไปมาแบบหมัดต่อหมัดจนคนดูในฮอลล์ขำจนขากรรไกรค้าง มาถึงช่วงเจ้ดัน เจนนิเฟอร์ คิ้ม ขอชวนเด็กๆ ในสังกัด กบ กลม และคิง เดอะวอยซ์ มาโชว์เพลง Stand by me ด้วยกัน ก่อนจะขนเพลงฮิตยุคปัจจุบัน ไกลแค่ไหนคือใกล้ รักแท้อยู่เหนือกาลเวลา และ ลมเปลี่ยนทิศ มาร้องคัฟเวอร์เอาใจคนดูในสไตล์คิ้มชนิดเพราะจับใจ จากนั้นเวทีลุกเป็นไฟอีกครั้งเมื่อ เบน ชลาทิศ ขึ้นมาร้องเพลง If I ain’t got you กับคิ้ม ถูกใจคนดูถึงกับส่งเสียงกรีดร้องพร้อมปรบมือดังลั่นฮอลล์ให้กับนักร้องคุณภาพทั้งสอง ปิดฉากความประทับใจกับ โก้ มิสเตอร์แซกแมน และ พี่นิ่ม สีฟ้า ในเพลงแรกที่แต่งให้เธอร้อง และแจ้งเกิดฐานะดีว่าแถวหน้าของเมืองไทยกับ คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว ส่งท้าย ไม่ยอมหมดหวัง เพลงที่แทนทุกเรื่องราวของคิ้มที่ฝ่าฟันมาจนมีทุกวันนี้ได้ และยังให้กำลังใจกับทุกคนที่ท้อแท้ได้สู้ต่อไป เล่นเอาเธอและคนดูกว่าหมื่นคนน้ำตารื้นไปตามๆ กัน และรายได้ส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตครั้งนี้ยังได้ร่วมทำบุญกับ “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศรีษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” อีกด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

อุ้ม กวิสรา คะกิจ PR สาวสวย เจ้าของธุรกิจในวัย 34 ปี ที่สตาร์ทจาก เงินเดือนเพียง 7,000 บาท !!!
Channel V /  PR / 

ในวันนี้ที่เรามองเห็นชีวิตผู้คนรอบตัวที่อยู่ตรงหน้า ใครจะไปเชื่อว่า เด็กผู้หญิงเฮี้ยวๆ คนหนึ่ง ที่แทบจะสร้างวีรกรรมในรั้วโรงเรียนได้แบบสุดๆ  เที่ยวผับ หนีเรียน ฯลฯ เรียนจบมาก็เริ่มต้นทำงานหาเลี้ยงตัวเองในเมืองกรุง ด้วยเงินเดือนเพียง 7,000 บาท แถมติดหนี้บัตรเครดิตเป็นแสน  ในวันหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้บริหารบริษัทของตัวเอง ในวัยเพียง 34 ปี  วันนี้ Women.MThai ขอชวนคุณมาพูดคุยกับ อุ้ม กวิสรา คะกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ดูแลด้านภาพลักษณ์ การประชาสัมพันธ์ และการสร้างแบรนด์ให้บริษัทต่างๆ มากมาย และ ยังขอท้าทายความสามารถตัวเองขึ้นไปอีก ด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ เปิดอีก 1  ธุรกิจ ในฐานะผู้ออกแบบความบันเทิงหน้าใหม่ให้กับเมืองไทย ในชื่อ บริษัท มอร์ เอ็น มอร์ จำกัด.... อะไรกันหนอที่พลิกชีวิตของเธอได้ขนาดนี้ ....ลองมาคุยกับเธอกันค่ะ วีรกรรมสุดโต่งในวัยเด็ก ของ อุ้ม กวิสรา คะกิจ ชีวิตสุดโต่งในวัยเด็ก MThai เป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้ พ่อกับแม่ครอบครัวก็ไม่รู้เรื่องนี้ มันมีช่องว่างของคนที่เป็นลูกทหาร พอเราเป็นลูกทหาร ชีวิตอยู่ในกรอบระเบียบวินัยหมดเลย ตั้งแต่ตื่น 6 โมงเช้า ทานข้าว ทำกิจกรรมประจำวัน แต่มันก็มีช่องว่างตรงที่ เป็นเด็กเรียนดี เป็นเด็กกิจกรรม ที่เป็นคนเด่นคนดังในสมัยเรียน แต่เราก็ซ่อน ความเฟี้ยว ไว้ตรงที่ดื้อทุกประเภท อันนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจน้องๆ อย่า เอาไปเลียนแบบนะคะ 1. ยุคนั้นเป็นยุคที่ไม่ต้องตรวจบัตรประชาชน เข้าผับตั้งแต่อายุ 15 2. แอบดูดบุหรี่ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี น้องๆ อย่าเลียนแบบ 3. เป็นเด็กเรียนที่ดื้อ เฟี้ยวขนาดนี้ กิจกรรมเริ่ด การเรียนดี รู้ม่ะได้เหรียญนะจ๊ะ เรื่องหนีโรงเรียนนี่ไม่ต้องนับ เป็นเรื่องง่ายมาก เพราะว่าเรียนประถม กับ มัธยมที่ สกลนคร ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการ์เม้นท์ เสื้อผ้า เพื่อนก็จะมีรถกระบะ ก็จะมีผ้าใบปิดข้างหลัง เพื่อที่กันฝนกันแดดของข้างใน ก็อัดกันลงไปในนั้น ขับออกจากโรงเรียน ไปเที่ยว ไปเล่นน้ำคลอง ไปใช้ชีวิต แล้วก็ เฮี้ยวสุดคือเราเป็นเด็กสายวิทย์ แต่เราเป็นคนตัวเล็ก เราจะมีคดีกับเด็กสายศิลป์บ่อยมาก เพราะเด็กสายศิลป์ผู้ชายจะหน้าตาดี ส่วนเด็กสายวิทย์ก็จะหน้าตาน่ารัก จะหน้าตาคุณหนู กรุ้มกริ่มเหมือนถูกเทรนมาเพื่อไปเป็นหมอ ก็จะไปแย่งหนุ่มๆ กับสาวสายศิลป์ หนุ่มๆ ก็จะเป็นนักร้อง ในยุคนั้นใส่ชุดนักเรียน ในแบบที่เป็นผู้นำแฟชั่น ใส่กระโปรงเอวสูง เรียกว่า กระดุม 3 เม็ด ภาษายุคนั้น แล้วกระโปรงต้องห้ามเกินหัวเข่า เข้าห้องน้ำโรงเรียน ที่มีกำแพงกั้นแต่ว่ามันสามารถปีนได้ เจอขันสาดน้ำข้ามเข้ามาอีกห้องหนึ่ง แล้วนึกสภาพเด็กนักเรียนชุดขาว เปียกทั้งตัว ถ้าเป็นคนอื่นคงนั่งร้องไห้ แต่อุ้มและกลุ่ม วิ่งออกมาดักอีกข้างนึง เพื่อวิ่งไปดึงเพื่อนคนนั้น เข้าไปทำร้ายต่อในห้องน้ำ ไม่นับครั้งการขึ้นห้องปกครองเลย แต่มันหักลบกลบหนี้ได้ตรงเรียนดี เกรด 4 ตลอด เป็นประชาสัมพันธ์โรงเรียน เป็นคนนำสวดมนต์ เป็นคนเชิญธง เป็นนักกิจกรรมทุกอย่าง ในโลกใบนี้ที่โรงเรียนให้ทำ อุ้มทำหมดเลย มันก็เลย เป็นความบาลานซ์ที่จะทำโทษมัน สุดโต่งก็ไม่ได้ เพราะว่าสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน แต่ถ้าไม่ทำโทษเลยก็จะเป็นรุ่นพี่ ที่ไม่ดี นั่นล่ะค่ะ  วีรกรรมสุดโต่งตอนเรียน เป็นนางงามกีฬาสีนะ เอาสิ แถมนำสวดมนต์ตอนเช้าตลอด จากความแก่น ของตัวเอง คิดอะไรได้บ้าง เราเห็นอะไรบ้าง ณ ตรงนั้น ในวัยนั้น คิดอะไรไม่ได้เลยนะ ไม่ได้คิดไปต่อเลย ว่า ทำไปแล้วจะดี -ไม่ดียังไง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ว่าคิดได้แค่ว่าจุดนั้นคือเท่สุดแล้ว ทำได้ตรงนั้นคือเก่งมาก เท่มาก ได้รับการยอมรับ จากเพื่อน จากรุ่นน้อง จากสังคมตรงนั้น ไม่ได้คิดต่อเลยว่า จากตรงนั้นมันมีข้อดี ข้อเสียยังไง แต่ จุดที่ทำให้คิดได้ คือ โรงเรียนจะชอบ พาไปดูหนัง แต่จะไปกันทั้งกลุ่ม โรงเรียนพาไปดูเรื่องเสียดาย 2 นั่นน่ะคือ จุดเปลี่ยนชีวิตเลย พอเห็นแล้ว ดูแล้วหายใจไม่ออก ดูแล้วอึดอัด เป็นอย่างนั้นเลย มันจะมีฉากหนึ่งที่ น้องนักแสดงที่เล่นเป็น แป๋ม ใส่แว่นตา เขาฉีดยาเข้าเส้น แล้วเขาช็อกไปเลย โห เราเหงื่อออกทั้งมือ จับแขนเพื่อน เห้ย ไม่เอาอีกแล้ว กลัว เหมือนเห็นตัวเองว่าถ้ายังข้ามลิมิตตรงนั้นไปอีก ผลมันคือจะเป็นตรงนั้น เรื่องเสียดาย 2 เลยเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตว่า อย่าอยากรู้อยากเห็น เกินกว่าสิ่งที่มันถูกต้องเลยจะดีกว่า ก็เลยถอยตัวเองกลับมา ซีนหนึ่งในภาพยนตร์ เสียดาย 2 ตัวละครแป๋ม ในชุดยุวกาชาด ภาพจากภาพยนตร์ เสียดาย 2 ชีวิตแรกบิน...พ้นอกพ่อแม่ ทำมาหากิน เลี้ยงตัวเอง ในกรุงเทพฯ ด้วยเงินเดือนเพียง 7,000 บาท เมื่อเรียนจบแล้ว ชีวิตมีอยู่ 3 ทางเลือก ทางเลือกแรก ไปอยู่ต่างประเทศกับยาย ทางเลือกที่ 2 คือ ทำงานที่บ้าน ไม่ต้องออกไปไหนจากอกพ่อกับแม่ เพราะพ่อไม่อยากให้ไปไหนเลย อยากให้อยู่ด้วยตลอดเวลา ทางเลือกที่ 3 คือ  มาใช้ชีวิตที่อยากใช้ เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปคือหนีมาตายเอาดาบหน้า ที่กรุงเทพ เลือกทางเลือกที่ 3 จำเลยได้ว่า วันแรกที่จะมาอยู่กรุงเทพฯ ขอเงินพ่อกับแม่มา 3 หมื่นบาทที่จะมาเช่าหออยู่ ทำงานที่แรกเงินเดือน 7 พัน ร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่เคยใช้เงิน 7 พันแล้วพอ เพราะตอนเรียนคือ  ขอเท่าไหร่ได้เท่านั้น ขอวันนี้ได้วันนี้ ขอพรุ่งนี้ได้พรุ่งนี้ ไม่จุดหยุดของการใช้ตังค์ เพราะว่าเป็นเด็กใช้ชีวิตสุดโต่งมาก  แต่พอมาทำงานได้ 7 พันบาท ถ้าบอกพ่อกับแม่ว่าได้เงินเดือน 7 พันบาท ซวยแน่ๆ ถูกเรียกกลับบ้านแน่ๆ พ่อแม่ไม่รู้ คิดดูว่าอยู่ยังไง  7 พันบาท เช่าหออยู่ใช้ชีวิตในเงินเดือน  7 พันบาท ทำงาน เดินทาง กิน รับผิดชอบชีวิตตัวเองทุกอย่าง ทำงาน 7 วัน เหนื่อยมั่กมากกกกกก (ลากเสียงยาว) ทำยังไง...ร้องไห้ อ๊ะ ถ้าร้องไห้ปุ๊บได้กลับบ้านแน่ๆ เพราะถ้าร้องไห้ คนแรกที่จะโทรไปร้องไห้คือ ร้องไห้กับแม่ ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องถึงพ่อแน่นอน ได้กลับบ้านแน่ๆ  เลยเลือกวิธีที่ 2 หาอาชีพเสริม คุณอุ้ม กับครอบครัว อาชีพแรกที่ได้ทำงานคือเป็นพีอาร์ ตอนนั้นไม่เข้าใจคำว่า ประชาสัมพันธ์กับ สาวเชียร์เบียร์หรือว่า พริตตี้ ในร้านอาหารแถว RCA หรือแถว รัชดามันต่างกันยังไงไม่รู้ เพราะเพิ่งมาจากต่างจังหวัดใหม่ๆ  รู้แค่ว่าหางานทำ อะไรก็ได้ที่ทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จะได้มีเงินซัพพอร์ตตัวเอง พุ่งไปรัชดาเลย ไปสมัคร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาเลือกเพราะหน้าตาน่ารักหรือเพราะอะไร ไม่รู้ แต่เขารับเลย ค่าจ้างก็วันละ 350 พรุ่งนี้มาเริ่มงานเลย แล้วจะได้มากกว่านั้นเป็นร้อย เป็นพัน เป็นแสน ก็ขึ้นอยู่ที่ความสามารถ ก็งง เอ๊ะ! ทำไมเงินไม่เหมือนกันกะงานที่เราทำ ก็เลยไปเสิร์ช อินเตอร์เน็ต เห้ย ...มันคนละความหมาย นี่หว่า ประชาสัมพันธ์กับ พีอาร์กลางคืน คนละความหมาย กันเลย ก็เลยถอยตัวเองกลับมา มีเงินติดตัวอยู่ 3,500 บาท ทำอะไรดีกับก้อนนี้ เลือกไปเป็นสาวเชียร์เบียร์ เชื่อป่ะ ไปสมัครเป็นสาวเชียร์เบียร์  ได้ไปเชียร์เบียร์ที่สนามกอล์ฟ  ออลสตาร์ ก็อาจจะขาว อาจจะตัวเล็ก อาจจะถูกสเป็ก ญี่ปุ่น เจอ ญี่ปุ่น ตบตูดไป 2 ที ฟาดเบียร์ไป 1 ที ไม่ได้เงินคืนเลย มัดจำ 3,000 (เล่าไปหัวเราะไป) กลับมาร้องไห้ที่บ้าน ทำยังไงล่ะ ไม่มีเงินเหลือแล้ว โทรไปยืมตังค์พี่ชาย พอยืมปุ๊บ ถึงหูแม่ปั๊บเลยค่ะ  น้าขับรถมาเลยจากพุทธมณฑลสาย 2 ดิ่งมาหาอุ้ม นั่นเป็นครั้งแรกที่ รู้ว่าหลานอยู่ยังไง มีชีวิตเป็นอยู่ยังไง ก็เลยบอกเขาว่า ขอเวลา 3 ปี ถ้า 3 ปี ดูแลตัวเองไม่ได้จะกลับบ้าน ไม่มีเงื่อนไขแล้ว น้าเลยกลับ เห้ย แต่ชนะ!  เราอยู่ได้ เพราะตั้งเป้ากับตัวเองเป็นเม็ดเงินไว้ว่า ถ้าอายุเท่านี้จะต้องมีเงินเท่านี้ ไปในแต่ละสเต็ปอายุ เลยกลายเป็นเด็กที่ทำงานหนักกว่าคนอื่น ทำงาน 24 ชั่วโมง ในสมองคิดงานตลอดเวลา เพราะมีเป้าเป็นเงิน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับบ้าน ชีวิตที่ Channel [V] เปลี่ยนงาน เปลี่ยนชีวิตที่ Channel [V] Thailand  Channel [V] Thailand  เป็นงานที่ 2 ผู้ใหญ่เห็นความขยัน ความสามารถและเราเป็นคนชอบฟังเพลง มีแรงบันดาลใจคือพี่ตะแง๋ว บุษบา มหัตถพงศ์ สมัยก่อนบ้านไม่สามารถที่จะดูเคเบิลได้ ขอไปดูบ้านคนอื่น ที่บ้านรุ่นพี่ ดูเสร็จต้องปั่นจักรยานไปออฟฟิศพ่อที่ค่ายทหารเพื่อขอส่งแฟ็กซ์ มีวันหนึ่งที่รับงานฝิ่น ( คำแสลง แปลว่า ฟรีแลนซ์)  แล้วไปเจอคนที่ Channel [V] Thailand  ชื่อน้องนนท์ ไปงานนี้ด้วย แล้วเป็นจังหวะที่ Channel [V] Thailand หาพีอาร์ เค้าเห็นงานที่เราทำแล้วคงชอบในตอนนั้นเลยเรียกมาสัมภาษณ์งาน และตอนนี้คนคนนั้น ก็กลายมาเป็นลูกค้ากัน“น้องนนท์ – นนท์ อมาตย์ทัศน์”Brand Manager ที่คอนเนตโต ตอนนั้นนั่งทำพอร์ท ทำทุกอย่าง เป็นครั้งแรกที่เตรียมความพร้อมไปสัมภาษณ์งานโดยการ พูดกับกระจก เพื่อที่จะไม่ให้หลุดทุกคำถามที่เขาถาม ไปถึงเขาไม่สัมภาษณ์อะไรเลยอ่ะ เขาพูดประโยคสั้นๆ ว่าสวย เหมาะกับคาแรคเตอร์ Channel [V] Thailand ขออย่างนี้แล้วกัน ไปส่งข่าวพอลล่าให้หน่อย ถ้าได้ลงปุ๊บรับเลย ไม่คิดอะไรเลย กลับไปทำปึ๊งๆ โทรหาเลย เล่มที่ลงให้คือหนังสือพิมพ์บ้านเมือง พี่บี สุทธีวรรณ ถิตย์ผาด  ลงพอลล่าให้เกือบครึ่งหน้าขอกราบและจดจำเป็นพระคุณจนทุกวันนี้ Channel [V] Thailand ....ชีวิตไม่เหมือนฝัน Channel [V] Thailand โทรกลับมาเลย รับเข้าทำงาน โคตรภูมิใจ โคตรดีใจ ได้เดินเข้าไปทำงานที่ Channel [V] Thailand แต่....เข้าไปทำในยุคเปลี่ยนน้ำ มียุคเจนเก่า กับยุคเจนใหม่ เข้าไปทำได้ 3 วันร้องไห้เลย อยากจะลาออก เคยได้ยินไหมว่า ที่ทำงานในฝัน แต่เข้าไปแล้วมันไม่เหมือนฝัน มันไม่เหมือนกันเลย ไม่เคยเจอสภาพแบบนี้ ตอนนั้น ได้กำลังใจจากครอบครัว บอกว่า ถ้ามีฝันแล้ว อย่าทิ้งฝัน มีฝันแล้วต้องสู้ ทำให้ถึงฝัน อุ้มก็สู้เลย ก็ทำทุกอย่างจนได้รับการยอมรับ ถ้าพูดถึง Channel [V] Thailand  มี 6 - 7 คนที่ต้องพูดถึงเลย คนแรก นนนี่-คุณนนท์ อามาตย์ทัศน์ คนที่ 2 คือ  พี่ดาว-แสงดาว อินทร์อ่อน  ซึ่งเป็น ผู้จัดการฝ่ายการตลาดในตอนนั้น คนที่รับอุ้มเข้าทำงานคนที่ 3 คือ ผู้จัดการทั่วไปพี่ตาม-หม่อมราชวงศ์ รุจยารักษ์ อาภากร นายคนถัดมาคือ พี่เส-คุณปชญา ตอยยีบี คนต่อมาคือ พี่อ๊อด-คุณนิมิตร สุขุมาสวินซึ่งคนนี้เป็นครูในทุกๆอย่างของชีวิต ครูที่สอนความคิด สอนการใช้ชีวิต สอนในการทำงานแบบไม่พูด แต่ทำให้ดู และพาทำ และภรรยาพี่อ๊อด คนที่มาเป็นนายคนต่อไปคือ พี่อุ๋ย-ฉัตรชนก แรงเพ็ชร ซึ่งตอนนี้ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายขาย ที่ GMM 25 ทั้งหมดคือนายที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในทุกวันนี้และมีอีกหลายๆ ท่านในบริษัทอื่นที่เล่าถึงไม่หมด Channel [V] Thailand ไม่ใช่ออฟฟิศ เป็นสถาบัน เป็นโรงเรียน เป็นบ้าน เป็นทุกอย่าง ไม่มีเวลาหยุดทำงาน ตีสามยังประชุมอยู่เลย แต่มันโคตรสนุก ใช้คำว่าสนุกธรรมดาไม่ได้ เพราะมันเป็นที่รวมวัยรุ่น ที่สุดโต่งมาอยู่ด้วยกัน นั่นแหละ คือ Channel [V] Thailand Work Hard and Pay Harder...เรียนรู้ทุกข์จากการเป็นหนี้ ตอนเราอยู่ Channel [V] Thailand เราอยู่กับความหรูหรา ใจกลางกรุงเทพ สยามเนอะ(หัวเราะ) มีบัตรเครดิต 7 ใบ แต่เต็มวงเงินทุกใบ หมุนเงินไม่ทัน ทางแก้มี 2 ทาง บอกแม่ แม่จ่ายให้ได้สบายมาก แต่ก็ซวยแน่ๆ ถ้าบอกปุ๊บกลับบ้านแน่นอน  อ่ะ โอเค ไปกู้เงิน กู้จากอันนี้มาผ่อนอันนี้ จ่ายตรงนี้ โหย....เป็นทุกข์มาก เหมือนจะเป็นบ้าเลย ตัดสินใจบอกแม่ เพราะถ้าไปขอยืมคนอื่น ก็คงไม่มีใครให้ยืมหรอกแพงขนาดนั้น  เลยยืมเงินแม่มาจ่าย ...จนเมื่อ Channel [V] Thailand ปิดตัวลง อุ้ม กวิสรา ก็ยังยึดสายงานด้าน PR ตลอด....จนหันมาสร้างธุรกิจของตัวเอง เปิด บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ถ่ายกับ บอย โกสิยพงษ์ เปรียบเทียบตัวเองตอนอายุเลข 2 กับเลข 3 เปรียบเทียบนะ อายุเลข 2 คือวัยที่ตื่นเต้นกับการที่ได้รับความสนใจ ก็เหมือนผู้หญิงที่ต้องออกไปเที่ยวกลางคืน แล้วต้องแต่งตัวสวยๆ ไปเช็คเรตติ้ง แต่พอเป็นอายุเลข 3 ตื่นเต้นกับการที่ได้ใช้วิธีคิด เพื่อที่จะดึงคนนี้เข้ามา พี่อุ้มชอบเทียบให้ลูกน้องฟังเสมอ อายุเลข 2 จะต้องไปหาผู้ชายโสดในผับ แต่อายุเลข 3 ต้องไปเที่ยวบาร์โฮสท์ แล้วซื้อได้ นั่นคือวิธีคิด ณ วันนี้รู้สึกว่าตัวเองพอใจแล้วหรือยัง ยังเป็นคนมีฝัน มีสเต็ปทุกปี เป็นคนมีฝันเรื่องตัวเลข แล้วก็จะเอาตัวเลขมาเป็นตัวคิดว่า ถ้าตัวเลขเท่านี้่ จะต้องทำอะไรเพื่อให้ซัพพอร์ตตัวเลขเท่านี้ได้ ยังมีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกบ้าง อย่าขำนะ อยากทำฟาร์มกวาง อยากทำกับครอบครัว... คือมันต้องมี Work Balance และ Life Balance ด้าน Entertain ที่อยากทำคืออยากทำคอนเทนต์ ที่ Entertain แบบไม่มีข้อจำกัดในการทำธุรกิจบันเทิง อย่าง ลูกค้าต้องการแบบนี้ รูปแบบคนดูชอบแบบนี้ แต่ในความเป็นส่วนตัวคือ อยากทำฝันใหม่ คือ สร้าง Platform ใหม่ขึ้นมา ที่มันตอบโจทย์ทุกคนหมดเลย ตอบโจทย์ลูกค้า ตอบโจทย์คนดู และตอบโจทย์เราด้วย ในขณะเดียวกัน มันคือความท้าทาย แต่อีกด้านที่มัน Slow Life มันต้องมีสีเขียวในชีวิต มันก็เลยเป็นอีกด้านหนึ่งที่ การทำงานด้านบันเทิงมันไม่ได้แปลว่าเรามี แรงบันดาลใจ จากคนที่ทำธุรกิจบันเทิงเสมอไป มันจะต้อง มี แรงบันดาลใจจากการหยุดนิ่ง ได้พัก สมองคิดตลอด มันไม่บันเทิงหรอก มันต้องได้พัก จุดพักของเราคือจุดที่ได้อยู่กับสัตว์ อยู่กับทุ่งสีเขียว จุดนั้นแหละที่ทำให้อุ้มได้ แรงบันดาลใจ มาคิดเรื่องบันเทิง ได้ในมุมแตกต่างจากคนอื่น แรงบันดาลใจในชีวิต  แม่เป็น Officially กำลังใจ แม่เป็นทุกอย่างในชีวิต แม่จบป.4 เพราะว่าต้องให้น้องๆ เรียน  วันที่แม่ได้มาแต่งงานกับพ่อ ไม่ใช่เพราะว่าพ่อมาชอบแม่นะคะ แม่ไม่เคยมีแฟน แล้วแม่มาชอบนายทหารคนนี้มาก จึงตกลงปลงใจโดยไม่คิด แม่ก็เป็นสาวเฟี้ยว อุ้มเลยมี DNA ความเฟี้ยวมาจากแม่ แม่ทำทุกอย่างและสอนลูกทุกอย่าง เพื่อให้ลูกไปอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเขา นั่นคือแม่ของอุ้ม อุ้ม กวิสรา กับ คุณแม่ ชีวิตของ อุ้ม กวิสราเกิดมาเพื่อสิ่งไหน เกิดมาเพื่อทำงาน เราชอบทำงานมาก เราทำอะไรไม่เก่งเลยในชีวิต ซักผ้าไม่เก่ง รีดผ้าไม่เก่ง แต่งหน้าไม่เก่ง ทำผมไม่เก่ง ไม่เก่งอะไรเลยเป็นเป็ดทุกอย่างแต่เราชอบและเรามั่นใจว่า เราเก่งในการทำงาน ถึงแม้ตอนวัยรุ่นเธอจะแก่น จะเฟี้ยวขนาดไหน แต่เธอยังรู้จักหยุดตัวเอง ยังดีที่วันนั้นเธอได้ดูหนังเรื่องนั้น ยังดีที่เธอเห็นทัน และดึงตัวเองกลับมาได้ทัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะกลับมามีอนาคตได้แบบเธอ ยังดีที่เธอรู้จักหยุดตัวเองเมื่อเป็นหนี้ และมีความรักจากครอบครัวที่อบอุ่น นอกจากนี้ เธอยังมีแรงผลักดันตัวเอง สู่อนาคต ไม่หยุดนิ่ง ...ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นตัวเอง จับตัวเองได้ทันแบบเธอ เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนมีธุรกิจของตัวเองถึง 2 ธุรกิจด้วยกัน กับผลงานล่าสุด ของ โปรโมเตอร์ ผู้ออกแบบความบันเทิงหน้าใหม่ของไทย ในชื่อบริษัท มอร์ เอ็น มอร์ จำกัด กับคอนเสิร์ตครั้งแรก " 5 วงเพื่อนรัก คึกคักเวลาลงเล่น circle of friends" บทสัมภาษณ์และเนื้อหาโดย WOMEN MThai Team

กุหลาบพันปี แห่ง ดอยช้างมูบ  จังหวัดเชียงราย
ดอยช้างมูบ /  เที่ยวเชียงราย

ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งสูงยิ่งสวย เรื่องจริงที่ธรรมชาติได้ปั้นแต่งให้กับพื้นที่บนยอดเขาสูง แห่ง ดอยช้างมูบ กุหลาบพันปี แห่ง ดอยช้างมูบ จังหวัดเชียงราย ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งสูงยิ่งสวย เป็นเรื่องจริงที่ธรรมชาติได้ปั้นแต่งให้กับพื้นที่บนยอดเขาสูง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยอดเขาใดในประเทศไทย ส่วนใหญ่ล้วนแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ และผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ งดงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจไม่น้อยของคนทั้งประเทศ แต่ก็มีพื้นที่ของยอดเขาบางส่วนเหมือนกัน ที่ถูกทำลายจากผู้ที่นำผลประโยชน์ใส่ตน จนทำให้ธรรมชาติต้องสูญเสียไป แต่ด้วยน้ำพระทัยของสมเด็จย่า ผืนป่าบนยอดดอยจึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จนแทบไม่เหลือเงาอดีตให้จดจำ อย่างเช่น ดอยช้างมูบ ยอดดอยหนึ่งของจังหวัดเชียงราย “ช้างมูบ” คือ ชื่อดอยที่มีจุดสูงที่สุดของเทือกเขาแนวนอน โดยสูงประมาณ 1,520 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเขตพัฒนาดอยตุง ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีลักษณะคล้ายกับดอยตุง คือ อดีตเป็นเขาหัวโล้นอันเสื่อมโทรม และผืนป่าถูกทำลายจนหมดสิ้น เนื่องจาก บริเวณนี้ เคยเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกฝิ่น และเป็นเส้นทางลำเลียงสิ่งเสพติดผิดกฏหมาย แต่ด้วยน้ำพระทัยของสมเด็จย่า ทรงมีพระราชประสงค์ให้ฟื้นฟูผืนป่าแถบนี้ ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยโครงการพัฒนาดอยตุง ได้พัฒนาให้เป็นสวนรุกขชาติ ที่รวบรวมทั้งพันธุ์ไม้พื้นเมือง และพันธุ์ไม้ป่าที่หายาก รวมถึงกุหลาบพันธุ์ปีจากหลายประเทศ ที่ดูเหมือนเป็นนางพญาของสวนรุกชาติแห่งนี้ อีกทั้งยังมีเหล่านางงามทั้งหลาย ที่น่าตาสะสวยไม่แพ้กัน ต่างพากันมาอวดโฉม ทั้ง พญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ดอกเสี้ยวขาว กล้วยไม้ดิน กล้วยไม้พื้นเมือง รองเท้านารี สนภูเขา ฯลฯ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาดอยตุง จะต้องแวะขึ้นมาชมความงามที่สวนรุกขชาติแห่งนี้กันแทบทุกคน ดอยช้างมูบ เป็นที่ตั้งของสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 บนพื้นที่ 250 ไร่ บริเวณทางเข้าของสวน มีพระสถูปช้างมูบตั้งอยู่บนหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเหมือนช้างหมอบ เป็นเจดีย์ขนาดเล็กที่เก่าแก่ อายุประมาณ 100 กว่าปี ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของชื่อดอยแห่งนี้ เส้นทางเดินในสวนรุกขชาติที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา จะมีลานพักผ่อน จุดชมวิว และลานปิคนิค ชื่อว่า “จุดส่องสามแคว้น” สามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งไกลไปจนถึงชายแดนฝั่งพม่า และลาว รวมถึงแม่น้ำโขง และยอดดอยแม่สลองอีกด้วย ห่างจากสวนรุกขชาติไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเป็นจุดชมวิวฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ ซึ่งเป็นจุดชมความงามของทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและตก ที่สวยงามชัดเจน การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงรายถนนสายพหลโยธิน ให้วิ่งผ่านอำเภอแม่จันมาเรื่อยๆ ก่อนถึงอำเภอแม่สาย ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 870-871 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1149 ให้วิ่งตรงมาตามทางประมาณ 24 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดหมาย ฤดูกาลที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวนั้น สามารถไปได้ทุกฤดู แต่หากจะให้ได้บรรยากาศที่หนาวเย็น และทิวทิศน์ที่สวยงาม ก็ควรไปช่วงฤดูหนาว คุณก็จะได้สัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามที่สุด ติดต่อสอบถาม โทร. 053 767015-7 ต่อ 230, 231 จังหวัดเชียงรายมี ยอดเขาสูง เทือกเขาสวย ให้ได้ตะลอนทัวร์กันอีกมากมาย หากคุณมีหัวใจแอดแวนเจอร์แล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดในตอนต่อๆ ไป เรื่องโดย Omyim บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map

ส้มตำ อาหารสุดแซ่บ ประโยชน์มหาศาล
กระเทียม /  ถั่วฝักยาว / 

ส้มตำ เป็นอาหารยอดนิยมประเภทหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีรสชาติอร่อยและถูกปากคนไทยหลายๆ คน ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่จะมีใครรู้บ้างว่านอกจากความอร่อยแล้ว ส้มตำ มีประโยชน์อย่างอื่นอีกหรือไม่ ส้มตำ นั้นเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา คุณค่าจากพืชสมุนไพรที่เป็นองค์ประกอบใน ส้มตำ อาทิ มะละกอ เป็นยานำบำรุงน้ำนม ขับพยาธิ แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี น้ำเหลือง มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบาย บำรุงผิว มะกอก รสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติแก้บิด แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลมน้ำในลูกรสเปรี้ยวแก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต ผักแกล้มต่างๆ ได้แก่ ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกะเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน กะหล่ำปลี รสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุไฟ ผักบุ้ง รสจืดเย็น ต้มกินไข้เป็นยาระบายทำให้อาเจียน เนื่องจากพิษของฝิ่นและสารหนู กระถิน รสมัน แก้ท้องร่วง สมานแผล ห้ามเลือด ถ่ายพยาธิ ส่วนผสม ส้มตำ มะละกอดิบ 1 ลูก กระเทียม 5-6 กลีบ พริกขี้หนู 5-6 เม็ด มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว หรือ น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย น้ำตาลปีป 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ส้มตำ ปลอกมะละกอ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด แล้วทำการเฉาะและสับ แล้วใช้มีด ฝานให้เป็นเส้นๆ หรืออาจใช้ที่ไสมะละกอก็ได้ ใส่กระเทียมและพริกขี้หนู ลงในครก แล้วตำให้พอแตก ใส่มะเขื่อเทศ, ถั่วฝักยาว, แล้วตำให้เข้ากัน ใส่มะละกอ และ เครื่องปรุงที่เหลือ แล้วตำเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ ทั้งนี้การกิน ส้มตำ ต้องคำนึงถึงความสะอาดด้วย ลองเลือกร้านที่ทำสะอาด แม่ค้าใส่ถุงมือ และไม่มีแมลงวันตอม ภาชนะสะอาด เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว จากที่เราจะได้รับประโยชน์จากการกิน nederlandsegokken.nl ส้มตำ อาจจะทำให้เราท้องเสียแทนได้ ขอบคุณที่มาจาก : www.samunpri.com

ทวารบาลวัดบวรฯ เลือดไหลออกปาก ลือกันใหญ่
ทวารบาล /  ทวารบาลติดฝิ่น / 

ทวารบาลวัดบวรฯ เลือดไหลออกปาก จนเกิดกระแสวิพากษ์ว่าอาจเป็นลางบอกเหตุ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ก.ย.   คนจำนวนมากแห่ไปชมรูปตัวแกะสลักที่บานประตูทางเข้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ถ.พระสุเมรุ มีคราบคล้ายเลือดออกมาจากปาก จนเกิดกระแสวิพากษ์ว่าอาจเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง โดยเป็นรูปทวารบาลบานประตูไม้แกะสลักบริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ และรูปแกะสลักลอยองค์เทพเจ้าจีน มีรอยคราบสีน้ำตาลเข้มไหลเป็นทางยาวออกจากปากจนมองคล้ายเป็นคราบเลือด แต่บ้างก็ว่าเป็น ทวารบาลติดฝิ่น เรื่องดังกล่าวทาง แม่ค้าขายพวงมาลัยหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร นางปะจิน วงศ์ศรีรา  เผยที่มาของคราบดังกล่าวว่าเป็นคราบกาแฟ ไม่ใช่คราบเลือด พร้อมระบุว่าเทพเจ้าจีนองค์ดังกล่าวมีชื่อว่าเซี่ยวกาง มีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องโชคลาภและเรื่องทำมาค้าขาย เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจีนมาเป็นเวลาช้านาน สมัยก่อนเมื่อผู้มาบนบานศาลกล่าวแล้วประสบผลดังหวังจะนำฝิ่นมาปั้นเป็นก้อนป้ายไว้ที่ปากองค์เซี่ยวกางเป็นการแก้บน สมัยก่อนที่ฝิ่นยังไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมายจะมีผู้นำชุดฝิ่นจัดเป็นชุดเซ่นไหว้สำหรับแก้บน กระทั่งฝิ่นกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายจึงมีผู้คิดทำฝิ่นเทียมสำหรับแก้บนโดยใช้ผงกาแฟมาปั้นเป็นก้อนแทน เมื่อผงกาแฟถูกความชื้นและความร้อนจึงละลายไหลเยิ้มลงมาจนคล้ายคราบเลือดดังกล่าว ทวารบาลติดฝิ่น ตำนานทวารบาลของประตูเซี่ยวกางว่า ในยุคก่อนยังดูดฝิ่นได้ มีชาวจีนคนหนึ่งติดฝิ่นงอมแงม แต่เมื่อทางการได้ปราบ ทำให้เขาหาฝิ่นดูดไม่ได้ จนกระทั่งมาลงแดงเสียชีวิตอยู่ที่ประตูดังกล่าว จากนั้นเมื่อทางวัดมาพบก็ได้ทำพิธีกงเต๊กให้ ต่อมาดวงวิญญาณของชาวจีนรายนั้นก็ไปเข้าฝันสมเด็จท่านเจ้าอาวาสว่า ให้ทำที่ให้เขาอยู่ แล้วเขาจะช่วยเฝ้าวัดให้ ดังกล่าว // // // // ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @mnakin

ละครเรือนเสน่หา , เรื่องย่อเรือนเสน่หา
แท่ง ศักดิ์สิทธิ์ /  บี น้ำทิพย์ / 

บทประพันธ์โดย : แพรลัญจกร บทโทรทัศน์โดย : ชวนนท์ สารพัฒน์, อภิศรา วงศร, วรรณถวิล สุขน้อย กำกับการแสดงโดย : ฉัตรชัย สุรสิทธิ์ อำนวยการผลิตโดย : นิพนธ์ ผิวเณร, ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผลิตโดย : บริษัท เอ็กแซ็กท์ และ ซีเนริโอ จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.10 น. ทางช่อง 5 พุทธศักราช 2448 ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกเลิกการมีทาสไปแล้ว ผู้ชายโดยเฉพาะเจ้าขุนมูลนายนิยมมีภรรยาหลายคน ขณะที่ฝ่ายชายต่อสู้และแย่งชิงตำแหน่งและหน้าที่ทางสังคม ฝ่ายหญิงก็ต่อสู้เพื่ออำนาจในเรือน ครอบครัวของ คุณหลวงปราบ ธำรงค์นครา (ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง) เองก็เช่นกัน คุณหลวงมีภรรยาเอกคือ ชมนาด (น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) หญิงสาวจากตระกูลสูง และ เอื้องคำ (พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร) ลูกสาวพ่อค้าจากเชียงใหม่ ทั้งสองคนต่างต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อให้เป็นคนโปรดของคุณหลวง ชมนาด นั้นมี อีอี่ (รัญญา ศิยานนท์) เป็นบ่าวคนสนิทคอยรับใช้เป็นหูเป็นตาให้ ส่วน เอื้องคำ มี อีมุ่ย (ณหทัย พิจิตรา) บ่าวที่ติดตามมาจากเชียงใหม่เป็นบ่าวคนสนิท และคอยเป็นหูเป็นตาเช่นกัน ทั้งชมนาดและเอื้องคำมักมีเรื่องกันบ่อยครั้ง เพราะเอื้องคำนั้นมีนิสัยเอาแต่ใจ เจ้าคิดเจ้าแค้น จึงไม่ยอมลงให้กับชมนาดเมียเอก ส่วนชมนาดนั้น ภายนอกดูเป็นคนจิตใจดี มีเมตตากรุณา แต่ซ่อนความเลือดเย็นเอาไว้ แต่เอื้องคำและอีมุ่ยมองทะลุเข้าไปถึงใต้ท่าทีเหล่านั้น จึงไม่วางใจในตัวชมนาด เมื่อเมียบ่าวที่ชื่อ สร้อย (อุทัยศรี ศรีณรงค์) เกิดตั้งท้องขึ้นมา ชมนาดก็แอบจัดการฆ่าไปเสียโดยใช้บึ้งชะงัก แล้วแอบใส่ความโยนความผิดให้เอื้องคำ ระหว่างนั้นเอื้องคำเกิดตั้งท้อง คุณหลวงจึงให้รอคลอดลูกให้เรียบร้อย แล้วไสหัวเอื้องคำและอีมุ่ยออกไป เอื้องคำแค้นใจมากที่ไม่มีใครเชื่อตน ด้วยความแค้นเอื้องคำจึงแอบไปบนเรือนชมนาดจะฆ่า แต่ก็พลาดต้องตกบันไดลงมาแท้งลูก ทำให้เอื้องคำไม่เหลืออะไรอีกแล้ว รอเพียงวันที่จะออกไปจากเรือนเท่านั้น ปราฏกว่าในวันที่ต้องออกไปจากเรือน เอื้องคำเกิดเสียสติร้องหาลูก ทำให้คุณหลวงสงสารเลี้ยงดูให้อยู่ในเรือนต่อไป แม้เอื้องคำจะตกต่ำลงไปแล้ว ชมนาดก็ยังนอนใจไม่ได้ เพราะยังเหลือ มะลิ (โสภิตนภา ชุมภาณี) เมียบ่าวแสนซื่อของคุณหลวงอีกคนที่เป็นหนามยอกอก ยิ่งไปกว่านั้น มะลิ และ ไอ้มิ่ง (อาณัตพล ศิริชุมแสง) บ่าวชายเกิดไปรู้เห็นเรื่องบึ้งชะงักเข้า ยิ่งทำให้ชมนาดต้องกำจัดมะลิกับไอ้มิ่ง ด้วยการใส่ความว่าทั้งสองคนเป็นชู้กัน เมื่อคุณหลวงมาเห็นก็โมโหมาก สั่งลงโทษและไล่ออกจากเรือนไป มะลิ ไอ้มิ่งและ ป้าพิศ (พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา) ป้าของไอ้มิ่งหนีไปตั้งหลักที่วัด ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านคุณหลวงมากนัก หลวงตาน้อย (สรพงศ์ ชาตรี) พระที่ให้ความช่วยเหลือ ให้ทั้งหมดอยู่ที่กระท่อมท้ายวัด ปรากฏว่า มะลิมีลูกคุณหลวงติดท้องมาด้วย ทำให้ทุกคนยังออกเดินทางไปตั้งรกรากที่อื่นไม่ได้ ต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน ส่วนชมนาดเองก็เกิดตั้งท้องขึ้นมาเช่นกัน วันหนึ่ง อีอี่ไปที่วัดก็แอบเห็นไอ้มิ่งแล้วตามไป จึงได้รู้ว่ามะลิตั้งท้องลูกของคุณหลวงเช่นกัน ชมนาดสั่งอีอี่ให้จัดการพวกของมะลิ เย็นวันนั้นมะลิคลอดลูกแฝดชายออกมา พอตกดึกอีอี่แอบตามมาเผาบ้านหวังให้ทุกคนตายคากองเพลิง มะลิคว้าลูกมาได้เพียงคนเดียว ส่วนลูกอีกคนที่หน้าอกโดนพระที่หลวงตาน้อยให้มาร่วงใส่อกจนเป็นรอยแผลเป็นนั้นคาอยู่ในกองไฟกับป้าพิศ มะลิและไอ้มิ่งหนีออกมาได้ก็สลบอยู่ที่ข้างบ้าน หารู้ไม่ว่าป้าพิศโยนเด็กอีกคนออกมาได้ เด็กไปคาอยู่บนกอผักบุ้ง ทางฝั่งชมนาดที่รออีอี่กลับมารายงานนั้น ก็เกิดเจ็บท้องจะคลอดลูกเช่นกัน แต่ร้องหาบ่าวไพร่ไม่ได้สักคนเพราะบ่าวไพร่มัวแต่ไปช่วยกันดับไฟที่เรือนบ่าว คนที่ขึ้นมาดูชมนาดก็คือเอื้องคำ เมื่อชมนาดคลอดลูกสาว เอื้องคำก็แย่งเอาลูกไป ทำให้ชมนาดรู้ทันทีว่าเอื้องคำแกล้งบ้า เอื้องคำสะใจ อุ้มลูกสาวชมนาดหนีออกไปกับอีมุ่ยในคืนนั้นเอง เมื่ออีอี่กลับมาพบจึงรีบออกไปตามหาเอื้องคำเพื่อเอาลูกชมนาดกลับมา แต่เด็กที่อีอี่ได้กลับมานั้น คือลูกชายของมะลิ ที่หลวงตาน้อยเป็นคนไปพบบนกอบัว ชมนาดจึงตกกระไดพลอยโจนเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยงแทนลูกตนเอง อีอี่นั้นแม้จะรู้จากหลวงตาน้อยว่าเป็นลูกของมะลิ แต่ก็มิได้บอกชมนาด ฝั่งมะลินั้นเมื่อเข้าใจว่าลูกอีกคนตายไปในกองเพลิงกับป้าพิศแล้วก็เศร้าโศกเสียใจ พากันย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่อยุธยา ระหว่างทางได้เจอกันหญิงท้องแก่คนหนึ่ง ซึ่งเกิดเจ็บท้องจะคลอดลูกกะทันหัน หญิงคนนั้นรู้ว่าตนจะไม่รอด จึงฝากลูกสาวที่เพิ่งคลอดให้มะลิช่วยดูแลแทนตน ก่อนจะขาดใจตายไป มะลิตั้งชื่อเด็กผู้หญิงคนนั้นว่า สายหยุดและตั้งชื่อลูกชายของตนว่า เมือง ส่วนเอื้องคำและอีมุ่ยที่ขโมยลูกชมนาดไป จับผลัดจับผลูได้ไปเป็นเมียของ เถ้าแก่ซ้ง (ประกาศิต โบสุวรรณ) เจ้าของโรงฝิ่น เอื้องคำตั้งชื่อให้ลูกสาวชมนาดว่า ชวนชม และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เหม่ยฟาง ส่วนอีมุ่ยก็เปลี่ยนเป็นชื่อเง็ก เอื้องคำเลี้ยงดูชวนชมเป็นอย่างดี ให้ฝึกหัดทุกอย่างตามแบบฉบับของสาวชาววัง ท่ามกลางความแปลกใจของอีมุ่ยว่าเหตุใดต้องทำเช่นนั้นคุณหลวงรักและหลงลูกชายคนแรกมาก ตั้งชื่อให้ว่า สุข เพราะเชื่อว่าลูกจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้าน จากนั้นไม่นาน ชมนาดตั้งท้องอีกครั้ง คราวนี้ชมนาดได้ลูกชาย และให้ชื่อว่า เทพ ชมนาดเลี้ยงดูลูกอย่างลำเอียง ทำให้มีปากเสียงกับคุณหลวงบ่อยครั้ง อีอี่นั้นเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูสุขด้วยความสงสาร ฝั่งมะลิและไอ้มิ่งก็เลี้ยงดู เมือง และ สายหยุดมาเป็นพี่น้องกัน โดยทั้งสองเข้าใจว่ามะลิและไอ้มิ่งคือพ่อแม่ที่แท้จริงของตน ทั้งที่ความจริงแล้วมะลิและไอ้มิ่งอยู่กันแบบพี่น้องเรื่อยมา 18 ปีผ่านไป รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณหลวงได้เลื่อนขั้นเป็นคุณพระธำรงค์นครา สุขนั้นเติบใหญ่มาท่ามกลางความเกลียดชังของชมนาด เพราะคุณพระรักและหลงในตัวสุขมาก ยิ่งสุขเรียนเก่งและดีเท่าไร ก็ยิ่งเป็นข้อเปรียบเทียบกับเทพ ลูกแท้ ๆ ของชมนาด เทพไม่สนใจการเรียน เอาแต่หาเรื่องเที่ยวเตร่ สนุกสนานไปวัน ๆ ไม่ได้อย่างใจคุณหลวง แม้สุขจะรู้สึกอยู่เสมอว่าแม่ไม่รักตน ก็ยังเฝ้ากตัญญูพยายามทำให้แม่รักตน และไม่เคยอิจฉาริษยาน้องเลย คุณพระนั้นหวังให้เป็นคู่หมั้นคู่หมายกับ เดือน ลูกสาวของ คุณหลวงไว (ศรุต วิจิตรานนท์) เพื่อนของตนเอง ส่วนมะลิและไอ้มิ่งนั้น เลี้ยงเมืองและสายหยุดมาจนเติบโต เมืองไปมีเรื่องกับนักเลงที่จะมาฉุดสายหยุด จนพวกนักเลงตามไล่ฆ่า ทำให้ทั้งครอบครัวนั้นหนีลงเรือ จับผลัดจับผลูเข้ามาอยู่ที่พระนครอีกครั้ง วันหนึ่ง เถ้าแก่ซ้งเกิดรู้ว่าที่แท้ชวนชมเป็นลูกสาวของชมนาดกับคุณพระ ก็ตั้งใจจะไปบอกความจริงกับคุณพระ เอื้องคำเลยใช้แก่นรัญจวนแก่นไม้ที่เพิ่มกำหนัด ซึ่งเอื้องคำเคยใช้ได้ผลมาหลายครั้งทั้งตอนที่ยั่วยวนคุณหลวง และเถ้าแก่ซ้งมาแล้ว แต่คราวนี้ออกฤทธิ์หนักจนทำให้เถ้าแก่ซ้งตายคาอกเอื้องคำ ทำให้เอื้องคำได้ขึ้นเป็นใหญ่ทันที เอื้องคำเลี้ยงดูชวนชมอย่างดี ชวนชมทำตามคำสั่งเอื้องคำทุกอย่าง และเฝ้ารอเพียงวันที่เอื้องคำจะบอกว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของตนเป็นใคร อีมุ่ยเพิ่งจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ทุกอย่างที่เอื้องคำทำมาทั้งหมด ก็เพียงเพื่อจะรอวันแก้แค้นชมนาด ให้ชมนาดเจ็บปวดอย่างสาสม! โศกนาฏกรรมความเสน่หาอาฆาตบทนี้ จะลงเอยเช่นไร? ติดตามกันต่อได้ใน ละครเรือนเสน่หา ออกอากาศทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.10 น. ทางช่อง 5 ละครเรือนเสน่หา เริ่มตอนแรกวันอังคารที่ 16 เมษายน 2556

เที่ยว ตรอกโรงยา ถนนสายวัฒนธรรม จังหวัดอุทัยธานี
ตรอกโรงยา /  อุทัยธานี

วันนี้ Travel MThai ขอพาสมาชิกที่รัก ไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวบนถนนสายวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานี เพื่อไปสัมผัสผู้คนในชุมชน ยังคงผูกพันกับวีถีชีวิตในอดีต ที่มีให้นักท่องเที่ยวพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน กันที่ ถนนคนเดิน ตรอกโรงยา กันครับ เสน่ห์ของ ถนนคนเดินตรอกโรงยา ก็คือ บ้านเรือนไม้เก่าๆ ที่ทุกวันเสาร์ บนถนนสายเล็กๆ แห่งนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างพากันมาเดินเที่ยว กินอาหารอร่อยๆ ขึ้นชื่อของเมืองอุทัยฯ ผู้คนในชุมชนจะเปิดบ้านชาวจีนในสมัยก่อนหลายหลัง รวมถึงมีการเล่าถึงประวัติของตรอกโรงยาในสมัยก่อน ให้นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้ทราบกัน นอกจากจะอิ่มความรู้กันแล้ว แถมยังได้ช๊อบของฝากเล็กๆ น้อยๆ กลับมาฝากคนที่บ้านอีกด้วยนะ ถนนคนเดินตรอกโรงยา เป็นถนนคนเดินที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของภาคเอกชน และภาคประชาชน และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป้าหมายที่สำคัญ คือ การปลุกชุมชน ด้วยการสร้างจุดเริ่มต้นของห้องเรียนชีวิต การเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ระหว่างคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ด้วย พลังความร่วมมือของคนในชุมชน และยังเป็นสถานที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน อันจะก่อให้ เกิดความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตของชาวอุทัยธานี นำไปสู่การพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ในอดีตบนถนนสายนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัย และทำมาหากินแหล่งใหญ่ของชาวจีนอพยพ ที่มาตั้งรกรากถิ่นฐานในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีหลายฐานะทางเศรษฐกิจไม่ว่า จะเป็นเถ้าแก่เจ้าร้าน ไปจนถึงชนชั้นกรรมกร แต่ทุกคนในชุมชนแห่งก็อยู่ร่วมกันได้สงบสุข และช่วยเหลือจุนเจือกันมา ส่วนชื่อ ถนนคนเดินตรอกโรงยา นั้นมาจาก คนจีนกลุ่มหนึ่ง ได้มีการตั้งขบวนการอั้งยี่ โดยมีเถ้าแก่จีนในซอยนั้นเป็นผู้นำ ได้สร้างโรงฝิ่นอย่างถูกกฏหมายขึ้นมาในสมัยของจอมพลป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2500 ได้ถูกคำสั่งให้ปิดลง จึงกลายมาเป็นตำนานของชื่อตรอกโรงยา จนกระทั้งถึงปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังจะได้พบกับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้คนจังหวัด อุทัยธานี บนเส้นทางถนนคนเดินตรอกโรงยา เขต เทศบาลเมืองอุทัยธานี ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 - 21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุทัยธานี โทร. 0-5651-4982 และคณะกรรมการพัฒนาเมืองอุทัยฯ โทร. 08-6680-9955­­ e-mail : tatuthai@tat.or.th ข้อมูลและภาพ : idotravellers.com / สยามรัฐ / ททท. เรียบเรียงโดย Travel MThai

พบบ้องกัญชาทองคำอายุ 2,400 ปี แฉ !! เผ่าโบราณใช้เสพฉลองชัย
กัญชา /  ฉลองชัยสงคราม / 

นักโบราณคดี ขุดพบถ้วยทองคำขนาดเล็ก อายุ 2,400 ปี นักวิทยาศาสตร์เชื่อ ชนเผ่าโบราณใช้เสพสารเสพติดฉลองชัยสงคราม วันนี้ (30 พ.ค.) เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ 'มิรเรอร์' รายงานเรื่องราว กรณีที่นักโบราณคดี พบถ้วยทองขนาดเล็ก ในประเทศรัสเซีย ซึ่งเชื่อว่า มีอายุราว 2,400 ปี พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า ในสมัยโบราณชนเผ่าใช้ถ้วยขนาดเล็กเหล่านี้ เป็นอุปกรณ์ในการใช้เสพสารเสพติด จำพวกกัญชา และฝิ่น ขณะทำพิธีกรรมตามความเชื่อบางอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ทว่า สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ ถูกค้นพบระหว่างการขุดสำรวจ บริเวณสุสานของชาวเผ่าโบราณชนเผ่าหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ภาคใต้ของประเทศรัสเซีย ซึ่งการตรวจพบครั้งนี้ นอกจากอุปกรณ์ลึกลับเหล่านี้แล้ว ยังมีแก้วแหวน เงินทอง เครื่องประดับอีกจำนวนหนึ่ง ฝังรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้รายงานระบุว่า ชนเผ่าที่กล่าวมาข้างต้น มีชื่อว่ากลุ่ม 'ไซเธียน' เป็นชนเผ่าเร่รอน ที่รอนแรมมาจากประเทศอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ ทำการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ชนเผ่า 'ไซเธียน' นิยมเสพสุขด้วยสารเสพติดเหล่านี้ เพื่อฉลองชัยชนะในการทำสงคราม หรืออาจจะใช้สารเสพติด เพื่อสร้างความกล้าหาญ ก่อนกรีฑาทัพเปิดศึกสู้รบ ซึ่งหากข้อพิสูจน์ในครั้งนี้เป็นจริง จะสามารถบอกเป็นนัยได้ว่า การเสพสารเสพติด เป็นพฤติกรรมที่มีมาอย่างยากนานนับตั้งแต่อดีตกาล MThai News ที่มา Mirror

ระวัง! ยาเสพติด ในคราบยาแก้ปวด เด็กกินผสมน้ำอัดลม วูบคาห้องเรียน
ดื่มน้ำอัดลม /  ฝิ่น / 

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.กุ้ง (นามสมมุติ) ผู้ปกครองของ ด.ช.เอ (นามสมมุติ) นักเรียนชั้นม. 2  ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ได้เข้าร้องเรียนกับสื่อ หลังลูกชายกินยาแก้ปวดผสมกับน้ำอัดลมแล้วหมดสติคาห้องเรียน เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ แพทย์ได้ลงความเห็นว่าด.ช.เอ กินยาแก้ปวดเกินขนาด เมื่อกลับบ้านน.ส.กุ้งจึงได้คาดคั้นหาความจริงกับด.ช.เอ ก่อนทราบว่าได้ถูกชักชวนจากพี่ม.4 ให้กินยาแก้ปวดดังกล่าวผสมกับน้ำอัดลม ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนในโรงเรียน โดยบอกว่ากินแล้วจะตัวลอย มีความสุข หากอยากให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็ว ต้องผสมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยหาซื้อยาดังกล่าวมาจากร้านตลาดปากน้ำ และย่านแพรกษา ซึ่งจะจำหน่ายให้เฉพาะกลุ่มนักเรียนที่ซื้อประจำ เคยซื้อได้มากสุดถึง 90 เม็ด ในราคาเม็ดละ 2-4 บาท น.ส.กุ้งกล่าวว่าช่วงหลังมานี้ ลูกชายมีพฤติกรรมติดน้ำอัดลม มีอาการคล้ายกับคนเมาเหล้า ทานอาหารไม่ค่อยได้ ถามตอบไม่ค่อยรู้เรื่อง จะทำอะไรต้องคิดนานกว่าปกติ เข้านอนเร็วขึ้น จนมาเกิดเหตุหมดสติคาห้องเรียน ต่อมาเมื่อนำยาดังกล่าวไปให้เพื่อนบ้านที่เป็นเภสัชกรตรวจสอบก็พบว่าเป็นยาแก้ปวดชนิดเฉียบพลัน ทั้งยังเป็นยาเสพติดรูปแบบใหม่  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประกาศเฝ้าระวัง ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสถานบันเทิง โดยมีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป หากกินพร้อมน้ำอัดลม, เครื่องดื่มชูกำลัง หรือน้ำร้อน ก็จะมีอาการคล้ายคนเมาฝิ่น ซึ่งยาดังกล่าวมีฤทธิ์คล้ายกับมอร์ฟีน หากใช้มากเกินความจำเป็น หรือผสมกับแอลกอฮอล์จะเป็นอันตรายต่อระบบประสาท ด้านพ.ต.อ. พัลลภ แอร่มล้า ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ กล่าวว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้แล้ว หลังจากประสานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดเพื่อตรวจสอบยาดังกล่าวพบว่าเป็นยาต้องห้าม ต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น พร้อมจัดส่งตำรวจไปร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าดูแลเด็กชาย รวมทั้งหารือผู้ปกครองเด็กถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นเพื่อดำเนินการต่อไป MThai News

เมียนมาร์ ประกาศภาวะฉุกเฉิน ปะทะเดือด 'กบฏโกก้าง'
กบฏโกก้าง /  รัฐฉาน / 

เมียนมาร์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐฉาน หลังจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพรัฐบาลและกบฏ 'โกก้าง' ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน วานนี้ (17 ก.พ.) สำนักข่าว ต่างประเทศรายงานข่าว 'ประเทศเมียนมาร์' ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐฉาน กรณีกองทัพรัฐบาลกำลังเปิดฉากปะทะกับกบฏกลุ่มชาติพันธ์ 'โกก้าง' อย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จากความขัดแย้งในด้านการแบ่งแยกดินแดน จนกลายเป็นเหตุนองเลือดขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้มาการออกมาแถลงการณ์จากกระทรวงสารสนเทศแห่งเมียนมาร์ ระบุว่า เกิดสถานการณ์รุนแรงซึ่งทให้ชีวิตของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง ดังนั้นจึงมีการประกาศใช้กฎสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตปกครองตนเองโกก้าง ในรัฐฉาน ตั้งแต่วานนี้ (17 ก.พ.) เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ประชาชนนับหมื่นคนต้องอพยพออกนอกพื้นที่เขตสงคราม และลี้ภัยไปยังประเทศจีน ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่จีน ระบุว่า พวกเขาได้ยกระดับการควบคุมชายแดนแล้ว หลังจากมีชาวเมียนมาร์ประมาณ 30,000 คน หลบหนีเข้าไปในมณฑลยูนนาน โดย'นายฮัว ชุนหยิง' โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาเรียกร้องให้สองฝ่ายที่เกิดขัดแย้งกันในประเทศเมียนมาร์ มีการควบคุมสถานการณ์ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การปะทะระหว่างทหารและกลุ่มกบฏโกก้างเกิดขึ้นที่เมืองลวกไก เมืองเอกของรัฐฉาน โดยทหารเปิดฉากโจมตีตอบโต้กบฏโกก้างที่พยายามจะเข้ายึดเมืองแห่งนี้ และเกิดการปะทะกันหลายครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้นกลุ่มกบฏ โกก้าง ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ เป็นที่รู้จักกันดีในนาม กบฏฝิ่น เนื่องจากมีการตั้งรกรากยังพื้นที่เพาะปลูกพืชดังกล่าวในพื้นที่ และมีชื่อเสียงด้านการผลิตยาเสพติด ทั้งนี้มีความสงบเรียบร้อยดีนับตั้งแต่ปี 2009 แต่เมื่อมีการโจมตีครั้งใหญ่โดยกองทัพพม่า กลุ่มกบฏนับหมื่นรายต้องอพยพหลั่งไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน และมีความขัดแย้งเป็นระยะ MThai News ที่มา stasiareport dailymail

เคพกูสเบอร์รี่ ผลไม้คุณประโยชน์ดี๊ดี จนต้องบอกต่อ
ตระกูลเบอร์รี่ /  ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่ / 

เมื่อช่วงปีใหม่ ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ทะยานขึ้นดอย ไปสัมผัสบรรยากาศขุนเขา ท่ามกลางไอหมอก และอากาศหนาว ก็บังเอิ๊ญ บังเอิญไปเจอกับเจ้าผลไม้สกุลเบอร์รี่ แต่ชื่อไม่ยักคุ้น ที่ตลาดชาวเขา ก็เลยลิ้มรสและเก็บมาฝากผู้อ่านกันสักหน่อย เพราะว่าเจ้าผลไม้ดอยชนิดนี้ หอม อร่อย และคุณประโยชน์ดี๊ดี ไม่บอกต่อไม่ได้ เจ้าผลไม้ดอย สกุลเบอร์รี่ที่ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นผลกลมๆ เล็กๆ ประมาณลูกพุทรา เมื่อผลสุกจะเป็นสีเหลืองอมส้ม ซ่อนอยู่ในกลีบบางๆสีเหลืองอ่อน เหมือนฟางข้าว ชาวเขาที่นำมาขาย เรียกมันว่า เคพกูสเบอร์รี่ แม้ว่าในบรรดาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ ทั้งหลายที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันนั้น จะเป็นพวก สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ แต่ทว่า ต่อจากนี้  เคพกูสเบอร์รี่ จะกลายเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อีกชนิดหนึ่งที่น่าจดจำ และรับประทานบ่อยๆ เพราะว่าสรรพคุณของลูกเคพกูสเบอร์รี่ นี่เด็ดดวงมากๆเลยค่ะคุณ เดิมนั้นเคพกูสเบอร์รี่ มีชื่อภาษาไทยว่า โทงเทงฝรั่ง ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็น ระฆังทอง โดยเป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศบราซิล และอยู่ในตระกูลเดียวกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ และพิทูเนีย ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงมาเปลี่ยนเป็นสกุลเบอร์รี่ได้ เคพกูสเบอร์รี่เป็นหนึ่งในผลผลิตจากงานส่งเสริมและพัฒนาไม้ผลขนาดเล็ก มูลนิธิโครงการหลวงที่ชาวเขาปลูกเป็นการค้าบนพื้นที่สูง เพื่อเป็นพืชทดแทนฝิ่นในการสร้างรายได้ และนี่เองจึงเป็นเหตุผลให้บนดอยภาคเหนือของไทย แถบบริเวณที่อาศัยชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง บ้านขุนกลาง ดอยอินทนนท์ มี เคพกูสเบอร์รี่ ปลูกอยู่มาก และนั้นก็คือเรื่องราวคร่าวๆ ของ เคพกูสเบอร์รี่ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า สรรพคุณ และคุณประโยชน์ดีๆของเจ้า เคพกูสเบอร์รี่ ที่เราจะปล่อยมันหลุดมือไปไม่ได้ นี้มีอะไรบ้าง คุณประโยชน์ดี๊ดี ของ เคพกูสเบอร์รี่ผลไม้ดอย ในลูกกลมสีเหลืองอมส้มนี้ หากผ่าเข้าไปดูเนื้อด้านในผลสุก จะเห็นเป็นสีเหลืองสวย ฉ่ำ ถ้าลองชิมดูรสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอมเหมือนพวกลูกจันทร์ จะรับประทานผลสด ชุบช็อก โกแลต จุ่มน้ำผึ้ง ใส่ในสลัด ทำน้ำผลไม้ หรือนำไปทำเป็นแยมก็ได้ เคพกูสเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซี สามารถช่วยป้องกันไข้หวัด ภูมิแพ้ และยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันอาการตาบอดในที่มืด ทำให้สายตาดี ผิวพรรณสวย ผมสวยดกดำ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบันรายงานว่า การรับประทานผักและผลไม้สดรวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผักและผลไม้ พบว่ามีผลต่อการต้านทานของโรคเรื้อรังบางชนิดได้เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิด และจากผลของการค้นพบในทางการแพทย์ยุคปัจจุบันนี้ ผล เคพกูสเบอร์รี่ สดถูกพบว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่ดีของสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินซี สาร anthocyanins, flavonoids และ phenolic acids ในปริมาณที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ มีรายงานการวิจัยที่พบว่า anthocyanins สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งประเภท HT-29 และ HCT-116 ในคนเราได้ และหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกได้อย่างชัดเจน รู้อย่างนี้แล้ว จะลองลิ้มชิมรสมันสักหน่อยหรือคะ ผลไม้ดี๊ดีแบบนี้ ไม่มีติดครัวไว้บำรุงสุขภาพเราและคนในครอบครัว ก็คงไม้ได้แล้ว ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

แพ็กเกจพิเศษ พันเดียวเที่ยวเชียงราย
ททท. /  พันเดียวเที่ยวเชียงราย / 

ททท. สำนักงานเชียงรายจัดแพ็กเกจพิเศษ "พันเดียวเที่ยวเชียงราย" นำเที่ยว 7 เส้นทาง ในราคาพิเศษ เส้นทางละ 1,000 บาท ในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ปี 2557 แพ็กเกจพิเศษ พันเดียวเที่ยวเชียงราย ททท.สำนักงานเชียงราย ร่วมกับมัคคุเทศก์ในจังหวัดเชียงราย จัดนำเที่ยวในราคาพิเศษ “พันเดียวเที่ยวเชียงราย” ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2557 นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ สามารถสมัครเที่ยวในราคา 1,000 บาท ต่อหนึ่งเส้นทางต่อวัน โดยเลือกเดินทางท่องเที่ยวใน 7 เส้นทางที่กำหนดไว้ (สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางตามต้องการได้) ราคาดังกล่าวรวมค่ามัคคุเทศก์นำเที่ยว พาหนะรถตู้ อาหารกลางวัน อาหารค่ำสุดแสนประทับใจ และค่าธรรมเนียมการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ส่วนค่าที่พักและค่าใช้จ่ายการเดินทางมาเชียงรายนักท่องเที่ยวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง เส้นทางท่องเที่ยว “พันเดียวเที่ยวเชียงราย" มีให้เลือก 7 เส้นทางดังนี้ เส้นทางที่ 1 “สักการะพระหยก สัมผัสความงามงานศิลป์” (วัดพระแก้ว-วัดพระสิงห์-เสาสะดือเมืองที่วัดดอยจอมทอง-วัดร่องขุ่น-พิพิธภัณฑ์บ้านดำ-ไร่แม่ฟ้าหลวง) เส้นทางที่ 2 “ขึ้นดอยชิมชา ชมสวนไม้งาม นมัสการพระธาตุดอยตุง” (ชิมและชมไร่ชาบนดอยแม่สลอง-สวนแม่ฟ้าหลวง / พระตำหนักดอยตุง-พระธาตุดอยตุง) เส้นทางที่ 3 “ชมพิพิธภัณฑ์ ล่องลำน้ำกก เลียบโขงสู่เชียงแสน ขึ้นแดนสุดสยาม” (พิพิธภัณฑ์อูบคำ-หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร-ช็อปปิ้งแม่สาย-สามเหลี่ยมทองคำ-วัดพระ ธาตุผาเงา) เส้นทางที่ 4 “ศึกษาเรื่องราวของฝิ่น ล่องเรือชมวิวน้ำโขง” (นมัสการวัดพระธาตุผาเงา-ล่องเรือแม่น้ำโขง-หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ-ช็อปปิ้งแม่สาย) เส้นทางที่ 5 “เล่าขานตำนาน สักการะพระธาตุเก้าจอม” (กราบนมัสการพระธาตุเก้าจอม : จอมทอง จอมหมอกแก้ว จอมสัก จอมแจ้ง จอมแว่ จอมผ่อ จอมจันทร์ จอมกิตติ จอมจ้อ) เส้นทางที่ 6 “เที่ยววงรอบแบบครบวงจร” (ดอยตุง-แม่สาย-สามเหลี่ยมทองคำ-อำเภอเชียงแสน) เส้นทางที่ 7 “นมัสการพระเจ้าตนหลวง ล่องเรือไหว้พระกลางกว๊านพะเยา” (หอวัฒนธรรมนิทัศน์-นมัสการพระเจ้าตนหลวงที่วัดศรีโคมคำ-ล่องเรือไหว้พระกลางกว๊าน พะเยา-น้ำตกปูแกง-ศาลพระเจ้าจี้กง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 08 9635 3918, 0 5374 4674-5 ขอบคุณข่าวสารจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วันนี้ของชายขอบ เชียงแสน ดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ
สามเหลี่ยมทองคำ /  เชียงแสน / 

สถาปัตยกรรม เชียงแสน ที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังแนวกำบังของหุบเขาราวกับจะหลบเร้นตัวเองจากยุคสมัย และความไหลบ่าของนักท่องเที่ยว ที่พร้อมจะท้าทายวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมล้านนาไท ทว่าอีกด้านหนึ่ง การมาถึงของอารยธรรม และความรุ่งเรืองกลับเป็นสัจธรรมที่ยากจะหลีกหนีได้ ในฐานะประตูม่านย้อยเชื่อมร้อยสามดินแดน บรรจบกันจนแน่นแฟ้น ที่เรียกว่า ดินแดนสบรวก หรือ สามเหลี่ยมทองคำ อันเลื่องชื่อ “เชียงแสน” เดิมคือ อาณาจักรใหญ่ที่สำคัญในดินแดนภาคเหนือ ทว่ากลับอาภัพดังเมืองที่ถูกสาปให้อยู่ภายใต้ ความตึงเครียดของคมหอกแห่งสงคราม และความอึมครึมของการค้าฝิ่นมาช้านาน ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีร่องรอยของอดีตกาลเหลือไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ให้ใครที่ใครจะศึกษาผ่านทาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ได้เก็บเกี่ยวเป็นความรู้ไว้ หรือจะเดินทอดน่องท่องตัวอำเภอเชียงแสนในแบบสบายๆ ก็ยังคงมีกลิ่นอายของรากเหง้าวัฒนธรรมเก่าแก่เจือจางให้ได้เห็นเชียงแสนในวันนี้ ยังคงดำเนินตามวิถีที่เรียบง่ายแบบฝังรากลงลึกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การกิน การค้า สันทนาการ แม้ปากแม่น้ำสามเหลี่ยมทองคำจะยังคงคลาคล่ำไปด้วยกาสิโน โอ้อวดยวนเย้าเหล่านักเสี่ยงโชคจากพม่า ลาว และไทย จนกลายเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตและภาพจำที่ติดตา เส้นทางสายใหม่ที่ถูกตัดผ่านเข้าสู่ตัว อ.แม่สาย รองรับความสะดวกสบายในอนาคต ยังแฝงไว้ด้วยความท้าทาย ให้นักผจญภัยหัวใจแกร่งควบบิ๊กไบค์สองล้อสัญจรท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวบรรยากาศเมืองเหนือ ที่เหลือคือการตาม รอยอารยธรรมเชียงแสน มรดกโลกล้ำค่าแห่งล่าสุดอายุ 750 ปี ที่ล่วงผ่านวาระการเฉลิมฉลองไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกฟากหนึ่งสู่เชียงแสนที่สะดวกสบายกว่า หากเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายเพียงไม่กี่อึดใจ ประตูสู่เชียงแสนด่านแรก คือเมืองเล็กๆ ที่สงบเงียบ เมื่อย่ำแรกในเมืองเชียงแสนอาจชวนให้แปลกตา หากพบว่าซากกำแพงเมืองโบราณรกร้าง ตามหัวมุมต่างๆ รอบเมืองยังคงหลอมรวมกับวิถีชุมชนสมัยใหม่ ใครก็ตามที่ไม่พิศมัยในวิถีการค้าและแหล่งบันเทิงร่วมสมัย ความสงบเงียบร่มเย็นในบรรยากาศดั่งต้องมนต์ของชุมชนแห่งนี้ ก็มีเสน่ห์พอยามปรารถนาจะหลบลี้หนีความวุ่นวาย ค้นพบได้จากความร่มเย็น ณ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ตลอดรวมถึงประติมากรรมเก่าแก่จากยุคพ่อขุนเม็งรายที่จะหาชมได้เต็มตาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ตลอดจน เมืองโบราณ จุดชมเมืองเก่าเพื่อย้อนรำลึกถึงความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรล้านนา เชียงแสน ในอดีตก่อนจะหลอมรวมมาเป็นแผ่นดินเดียว กับ เชียงราย ดังเช่นทุกวันนี้ เคยเป็นดินแดนในครอบครองของเงี้ยว ซึ่งเป็นอริรบร่วมกันกับกองโจรพม่า การสู้รบทำลายสถาปัตยกรรมอันมีค่าของเมืองเชียงแสนจนแทบจะหมดสิ้น ดังบันทึกของ คาร์ล บ็อค นักธรรมชาติวิทยาผู้เข้ามาสำรวจประเทศสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ ผ่านลายเส้นเอาไว้ดังนี้ว่า “…..เมืองนี้มีซากปรักหักพังซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่แปลกตา ฝีมือประณีตพระเจดีย์บางองค์ ประดับด้วยลวดลายแกะสลัก แต่ทุกองค์ก็ถูกบุกรุกทำลาย ลักเอาของมีค่า ไปจนหมดสิ้น……ตามพื้นดินมีพระพุทธรูปสำริดกองอยู่เกลื่อนกลาด บางองค์ก็มีขนาดใหญ่โตมาก พวกเงี้ยวยังคงมาทำการสักการะ เพราะเป็นปูชนียสถานที่พวกเขานับถือ แต่ถูกพวกเชียงราย (รากเหง้าคนไทยในปัจจุบัน) มาบุกรุกทำลาย…..” จากบันทึกของบ็อคบ่งบอกได้ถึงความรุ่งเรืองของเมืองเชียงแสน ว่าเคยยิ่งใหญ่ป่านใด แต่ที่น่าสลดใจก็คือ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังนำพระพุทธรูป จากซากพระเจดีย์กลับยุโรปไป เป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้น่าเสียดายว่าแม้แต่ความงามอันทรงคุณค่า ก็ยังพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาของมนุษย์อยู่ดี ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ชัยภูมิสำคัญอีกด่านหนึ่ง ของเชียงแสนคือที่ประดิษฐานของ พระพุทธนวล้านตื๊อ พระพุทธรูปองค์สำคัญหล่อด้วยทองคำสำริดดูแววาวราวถูกหลอมขึ้นใหม่ เหตุเพราะเป็นองค์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนองค์เดิม ที่จมลงสู่เบื้องล่างของลุ่มน้ำโขง จุดนี้โยงใยเข้ากับบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เป็นจุดชมวิวตะวันยามพลบค่ำ ที่สวยงามเพลินตา หากอากาศดี จะล่องเรือกลางลำน้ำโขง สัมผัสจิตวิญญาณและการเดินทางที่ต่อยอดสู่สิบสองปันนา ก็จะยิ่งเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าน่าจดจำ ท้องถนนในตัวอำเภอ เชียงแสน ไม่ได้ทำลายมรดกทางสถาปัตยกรรมจากยุคเก่าฉันท์ใด สถาปัตยกรรมกลางเก่า-กลางใหม่ อย่างตู้ไปรษณีย์โบราณก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ อิฐมอญเก่าแก่ตัวแทนที่ยังหลงเหลือของกำแพงเมืองในยุคโบราณ ทิวทัศน์ริมฝั่งโขงแห่งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่อาหารตา หากแวะมารองท้องหรือต้องการอิ่มหนำย่ำบรรยากาศกับมื้อพิเศษแล้ว ความสุขข้างทางจากแผงขายปลาช่อนกระบอก หยอกเย้ากับลมเอื่อยๆ ริมฝั่งสบรวก หรือมุมกินเที่ยวแบบสะดวก กับตลาดโต้รุ่ง เรียบง่ายในบรรยากาศแบบชาวบ้านในตัวอำเภอ เป็นความเคลื่อนไหวที่ยังรอต้อนรับทุกชีวิต ที่มุ่งผ่านสู่เชียงแสนยามแวะพักให้เราทักทาย เพื่อเก็บแรงไว้พบกับความท้าทายของทริปต่อไป เช้าสายบ่ายค่ำ เราเดินทางตามใจปรารถนารอบเมือง เชียงแสน สูดกลิ่นไอวัฒนธรรมล้านนาจนชุ่มปอด ต่อยอดการเดินทาง ด้วยการค้นหาแหล่งอารยธรรมเดิมของเมืองเหนือ ข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้านผ่านปากแม่น้ำอันมีประวัติยาวนาน พบพานเพื่อนร่วมทางที่แตกต่างหลากหลายในแนวคิด แต่มีจิตใจเดียวกันคือการค้นหา เพื่อหวังว่าจะได้กลับมาเยือนอีกครั้ง… โดยหวังว่าศักราชใหม่ๆ จะไม่พัดพาเอาความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมาเบียดบังความงามดังเช่นเมืองเก่าอีกหลายๆ เมืองที่เราต้องจำใจบอกลา บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map  เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ถนนพญาเสือโคร่ง ดอยแม่สลอง
ดอยแม่สลอง /  ถนนพญาเสือโคร่ง / 

ถนนพญาเสือโคร่ง ดอยแม่สลอง นี่คือผืนแผ่นดินไทยที่งดงาม ที่รายล้อมไปด้วยดอกพญาเสือโคร่ง พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ นี่คือผืนแผ่นดินไทยที่งดงาม ด้วยตลอดสองข้างทางที่มุ่งขึ้นสู่ ดอยแม่สลอง นั้น รายล้อมไปด้วย ดอกพญาเสือโคร่ง หรือ ดอกซากุระเมืองไทย ที่บานสะพรั่งในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ จากเมืองไกลให้มาเยือน ซึ่งเมื่อได้มายืนเด่นตระหง่านอยู่บนยอดดอยสูงแห่งนี้ แทบจะไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่า นี่มันแผ่นดินไทยจริงๆ หรือ เพราะด้วยบรรยากาศที่หนาวเย็นจับใจในช่วงเหมันต์ ตลอดจนบรรยากาศ และทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในชนบทของประเทศจีนไม่มีผิดเพี้ยน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก ยอดดอยแม่สลองเป็นที่ลงหลักปักฐานของชาวจีนฮ่อแถบมณฑลยูนาน ที่ลี้ภัยมาหลบอาศัยอยู่ตั้งแต่ครั้งอดีต และพากันประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยปลูกชา และพืชผักเมืองหนาวเป็นหลัก ซึ่งชาที่โด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันดีคือ ชาอู่หลง นอกจากนี้ ดอยแม่สลอง ยังอบอวลไปด้วยวัฒนธรรมชาวจีน ไม่ว่าจะการแต่งกาย หรือ อาหารการกิน ซึ่งโดยเฉพาะอาหารนั้น จะเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่น ขาหมูยูนาน ที่เสริฟมาในจานใหญ่ และต้องกินเคียงคู่กับหมั่นโถเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าต้นตำหรับ ประวัติของแดนดินถิ่นดอยสูงนี้มีอยู่ว่า ในอดีตเคยเป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ยังชีพด้วยการทำไล่เลื่อนลอย จนเป็นเหตุให้ดอยแห่งนี้เตียนโล่ง ต่อมาดอยแม่สลองเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2504 จากการอพยพเข้ามาของทหารจีนกองพล 93 จากมณฑลยูนาน ที่ทำการรบอยู่ทางตอนใต้ของจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อจีนถูกพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจสำเร็จ จึงทำให้ทหารกองพล 93 กลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น และถูกกดดันอย่างหนัก จนถอยร่นเข้ามาในเขตพม่า แต่ก็ถูกทางฝ่ายพม่ากดดันจนถอยร่นมาถึงดอยตุงเขตแดนไทย ทางฝ่ายพม่าก็ได้ร้องเรียนกับทางสหประชาชาติ ให้กองกำลังพลัดถิ่นอพยพไปยังประเทศใต้หวัน แต่เนื่องจากผู้นำกองกำลังพล 93 โดย นายพลหลีเหวินฝาน และ นายพลต้วยซีเหวิน ได้ทำเรื่องร้องเรียนขอลี้ภัยในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่แน่ใจในอนาคต เพราะใต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ รัฐบาลไทยจึงอนุญาต โดยจัดแบ่งเป็นสองกอง โดยให้ทหารของนายพลหลีเหวินฝานไปอยู่ที่ ถ้ำงอบ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และทหารของนายพลต้วนซีเหวินอยู่บนดอยแม่สลอง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2515 ครม. มีมติให้รับทหารจีนอาศัยบนผืนแผ่นดินไทยอย่างเป็นทางการ และได้ยุติการค้าฝิ่น มีการปลดอาวุธ และให้หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยได้ริเริ่มโครงการปลูกชา และปลูกต้นสนสามใบเพื่อเป็นการพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้ง และได้มีการเปลี่ยนชื่อชุมชนบนดอยแม่สลองใหม่ โดยใช้ชื่อว่า บ้านสันติคีรี จึงทำให้ดอยแม่สลองจึงมีความสงบ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถานที่ท่องเที่ยวบนดอยแม่สลองยังมีอีกหลายแห่ง เช่น พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทร์สถิตมหาสันติคีรี ตั้งอยู่จุดสูงสุดบนดอยแม่สลอง ที่ความสูง 1,500 เมตร ซึ่งห่างจากหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางขึ้นคดเคี้ยว สูงชัน พระธาตุสร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี พ.ศ.2539 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่า เป็นเจดีย์แบบล้านนาประยุกต์ บนฐานสี่เหลี่ยมลดชั้น สูงประมาณ 30 เมตร ประดับกระเบื้องสีเทา นอกจากนั้น บริเวณนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะในยามเย็น ซึ่งองค์พระธาตุเองก็สามารถที่จะมองเห็นมาแต่ไกลด้วยเช่นกัน จึงพูดได้ว่า พระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของดอยแม่สลองอีกด้วย อีกหนึ่งสถานที่คือ สุสานนายพลต้วน ผู้นำทหารชาวจีนฮ่อแห่งกองพล 93 ที่ได้นำกองกำลังอพยพมาตั้งหลักปักฐานบนผืนแผ่นดินไทย ตัวสุสานทำด้วยหินอ่อนทั้งหมด มีแท่นหินอ่อนที่บรรจุร่างของนายพลต้วน อยู่ภายในเก๋งจีนสีขาวขนาดใหญ่ การเดินทางขึ้นมาเที่ยวบนยอด ดอยแม่สลอง นั้น สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การลิ้มลองชาพันธุ์แท้ ตลอดจนชมวิธีการชงชาแบบต้นตำหรับชาวจีนฮ่อ ซึ่งการเดินทางก็มาได้สะดวก หากมีโอกาสช่วงปลายปีนี้ ลองแวะไปสัมผัสบรรยากาศที่หนาวเย็น แล้วจิบชาอุ่นๆ บนถนนพญาเสือโคร่งกันดู รับรองว่าสัมผัสที่สุดประทับใจกำลังรอคุณอยู่ และนี่คือ ผืนดินถิ่นไทยจริงๆ เรื่องโดย Omyim บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map

10 ที่เที่ยวเดือนกันยายน ไปลุยฝนกอดเมืองไทย
10 จุดหมายท่องเที่ยว /  เที่ยวหน้าฝน / 

เข้าสู่เดือน 9 เรียกได้ว่าเป็นช่วงพีคที่สุดของหน้าฝน หลายสถานที่ในเมืองไทยมีความงดงามเพียบพร้อมรอให้ทุกท่านไปสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นภูเขา น้ำตก ดูทะเลหมอก ทุ่งดอกไม้ หรือจะนั่งชิลริมทะเลอันเงียบสงบก็มีครบทั้งหมด travel.mthai.com จะพาทุกท่านออกไปกอดเมืองไทยให้ชื่นใจในเดือนกันยายนนี้ รับรองว่าฟินทุกที่แน่นอน แนะนำ 10 ที่เที่ยวเดือนกันยายน ลุยฝน กอดเมืองไทย 1. น้ำตกไทรโยคน้อย จ.กาญจนบุรี น้ำตกไทรโยคน้อย หรือชื่อเดิม น้ำตกเขาพัง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี  ตั้งอยู่ติดริมทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางระหว่างไทรโยค – ทองผาภูมิ ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 46 เป็นอีกหนึ่งน้ำตกที่สวยงามของจังหวัดกาญจนบุรี เหมาะแก่การแวะพักผ่อน พาลูก ๆ หลาน หรือ เพื่อน ๆ มานอนแช่น้ำตกเย็น ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรืน ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม 2. อุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่ ออบหลวง เป็นสถานที่น่าเที่ยวที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ความสวยงามและน่าเกรงขามไว้ในที่เดียวกัน เป็นเพราะว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์ของออบหลวงที่เบื้องล่างเป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวผ่านช่องเขาขาด ซึ่งช่องเขานี้มีลักษณะเป็นผาสูงชัน และแคบมาก บีบทางน้ำไหลให้แคบเข้า ดังนั้นแม่น้ำตรงนี้จึงเชี่ยวจัด เกิดเสียงน้ำกระทบหน้าผาดังสนั่นโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีสะพานเชื่อมช่องเขาขาดสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของออบหลวง ภายในบริเวณอุทยานออบหลวง ยังมีการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วย เช่น หลุมฝังศพของมนุษย์โบราณ ภาพเขียนสีขาวที่บริเวณเพิงผาช้าง อีกด้วย 3. ภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์ ช่วงฤดูฝนอันสดชื่นประมาณเดือน ส.ค.- ก.ย. เป็นช่วงที่ “ดอกหงอนนาค” ในอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เบ่งบานรอรับนักท่องเที่ยวที่ได้ปีนป่ายขึ้นมาเยือน ดอกไม้ชนิดนี้เป็นพืชล้มลุกที่มีหลายชื่อเรียก อาทิ หญ้าหงอนเงือก น้ำค้างกลางเที่ยง โดยดอกหงอนนาคจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ยามเช้าดอกหงอนนาคจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง ดอกไม้ชนิดนี้จะเบ่งบานจนเป็นทุ่งดอกไม้ใหญ่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งทุ่งดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาวแห่งนี้ เป็นทุ่งดอกหงอนนาคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สอบถามยามดอกไม้บาน ได้ที่ : ททท. สำนักงานแพร่ (เขตรับผิดชอบ อุตรดิตถ์, แพร่, น่าน) โทร. 0 5452 1127 4. จุมชมวิวเขามัทรี จ.ชุมพร จุดชมวิวเขามัทรี ตั้งอยู่บริเวณเส้นทางปากน้ำชุมพร ไปทางหาดทรายรี การขึ้นไปชมเขามัทรนั้นต้องขึ้นไปบนเขามัทรีซึ่งมีความชันในการเดินทาง แต่เป็นทางลาดยางตลอด มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านบนมีพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (พระโพธิสัตว์กวนอิม) สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล ด้านบนสามารถมองเห็นเมืองปากน้ำชุมพร ทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยแม่น้ำที่ทอดตัวผ่านหมู่บ้านชาวประมงลงสู่ทะเลฝั่งอ่าวไทย เห็นเรือประมงจอดเทียบท่าหน้าบ้านตนเอง และยังเห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่นี่ทำการออกเรือในช่วงเวลายามเย็นอีกด้วย 5. วัดท่าอิฐ จ.อ่างทอง วัดท่าอิฐ วัดที่สวยงามที่สุดวัดหนึ่งของภาคกลาง ชมความอลังการของพระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง ที่ตั้งตระหง่านทองอร่ามมาแต่ไกล พระเจดีย์มีความกว้าง 40 เมตร สูง 73 เมตร รูปแบบศิลปะลังกา-อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ลักษณะเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม มีองค์ระฆังและปล้องไฉน 32 ปล้อง เพื่อทดแทนเจดีย์หลังเดิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าอุโบสถที่ผุพังไปตามกาลเวลาและเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานในพระเจดีย์เป็นสมบัติของศาสนาและเพื่อระลึกถึงพระคุณของพระองค์ที่สั่งสอนสัตว์โลกจนเพียบพร้อมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา 6. จุดชมวิวดอยกิ่วลม จ.แม่ฮ่องสอน จุดชมวิวดอยกิ่วลม มีความสูงประมาณ 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดชมวิวนี้สามารถชมได้ทั้งสองฟากถนน มีทัศนียภาพที่สวยงามและหลากจินตนาการของทิวเขาที่สลับซับซ้อนของยอดดอย เชียงดาว มีเมฆขาวสลับกันสวยงาม มีร้านขายของอาคารขายสินค้าของพี่น้องชาวเขาเผ่าลีซอ มีสินค้าหัตถกรรม และสินค้าอื่นๆ วางขายบริการแก่นักท่องเที่ยว ปัจจุบัน จุดชมวิวดอยกิ่วลม ได้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีจุดบริการนักท่องเที่ยวซึ่งสร้างอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ และมีร้านกาแฟชาวไทยภูเขา จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากการส่งเสริมชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการปลูกกาแฟ ซึ่งใครที่ชอบ จิบ ชา กาแฟ ก็ต้อง มาแวะกัน 7. อ่างเก็บน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ทางรถไฟกลางอ่างเก็บน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในช่วงที่มีฝนตกน้อยแบบนี้ทำให้น้ำแห้งเหือดจนสามารถลงไปถ่ายรูปได้ เป็นมุมมองที่เราไม่ได้เห็นบ่อยนัก ยืนชมทิวทัศน์ สูดกลิ่นหญ้า มองรถไฟวิ่งผ่าน จะมีสักกี่ครั้งที่จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ที่สำคัญอยุ่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ คนชอบท่องเที่ยวถ่ายภาพ ห้ามพลาดเลยเชียว 8. น้ำตกทีลอซู จ.ตาก น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีหลายชั้น ตกลดหลั่นลงมาจากหน้าผาสูง ผ่านโขดเขาหินปูนและดงไม้เขียวขจี พลังมหัศจรรย์ของสายน้ำตกแห่งนี้ หากใครปีนขึ้นไปเที่ยวชมบริเวณน้ำตกชั้นบนสุดในเวลาช่วงเช้าก็จะพบว่า มีพลังแห่งแสงที่สาดส่องผ่านละอองน้ำที่ฟุ้งกระจาย กลายเป็นสายน้ำตกงดงามด้วยรุ้งกินน้ำตัวโตที่พาดผ่านอย่างน่าอัศจรรย์ 9. ทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก ทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ 789,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ถือเป็นแหล่งผืนป่าสะวันนาแห่งเดียวของภาคเหนือที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ พร้อมด้วยความแตกต่างแห่งพืชพรรณที่ไม่พบเห็นบ่อยนัก ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นา ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา มีพื้นที่เป็นที่โล่งกว้างใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 16 ตรกม. ตามเส้นทางจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณจะพบสัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทาง และมีพันธุ์ไม้ดอกมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่าสนสองใบ คือทุ่งหญ้าเมืองเลนและทุ่งโนนสน 10. เกาะนางยวน จ.สุราษฎร์ธานี มีชื่อเสียงเรื่อง “ทะเลแหวก” ซึ่งเป็นสันทรายเชื่อมต่อเกาะเล็กๆ 3 เกาะ ในเขตเกาะนางยวน นอกจากนี้ยังโด่งดังเรื่องน้ำทะเลใสเย็นเห็นตัวปลาและปะการังน้อยใหญ่ ถือเป็นจุดดำน้ำยอดนิยมแห่งหนึ่งของทะเลใต้ มีจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกบนชายหาดเดียวกัน ธรรมชาติบนเกาะก็ยังเขียวขจีและมีสะพานไม้เลาะโขดหินสำหรับเดินชมวิวได้รอบ เกาะ ที่พักบนเกาะมีค่อนข้างจำกัดและที่น่าสนใจคือบังกะโลริมหาดบนเกาะนางยวนทุก หลังจะหันหน้าเข้าหาทะเลและมีระเบียงส่วนตัว การเดินทางไปยังเกาะนางยวนสามารถไปได้จากเกาะสมุย ท่าเรือจังหวัดชุมพร หรือนั่งเรือจากเกาะเต่าไปเพียงแค่ 10 นาที ขอบคุณภาพถ่ายจาก www.facebook.com/littlesk8er www.facebook.com/moomor www.facebook.com/banky405 เรื่องและเรียบเรียงโดย : Travel MThai

โครงการหลวง ดอยอ่างขาง จุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของชนเผ่าปะหล่องที่ 'พ่อหลวง' พระราชทานให้
ดอยอ่างขาง /  วันพ่อแห่งชาติ / 

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้ชาวปะหล่องเกือบ 300 ชีวิต บนยอดดอยสูง ยังอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืมของพ่อเฒ่านาโม  หมั่นเฮิง อดีตผู้ใหญ่บ้านปะหล่องมิรู้ลืม พ่อเฒ่านาโม เป็นชาวปะหร่องที่อพยพหนีร้อนมาพึ่งเย็นบนแผ่นดินไทย  โดยมารับจ้างชาวจีนปลูกฝิ่นและทำไร่อยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย – พม่า กระทั่งปี พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมราษฎรบนดอยอ่างขาง นายจ้างจึงแนะนำให้พ่อเฒ่ามาเข้าเฝ้า ฯ เพื่อขอพระราชทานที่อยู่อาศัย พ่อเฒ่าเล่าว่าครั้งแรกที่มาเข้าเฝ้าฯในหลวงก็กลัว เพราะไม่เคยเจอในหลวงมาก่อน แต่ผู้ใหญ่บ้านคนจีนบอกไม่ต้องกลัว ในหลวงชอบช่วยคนจน ท่านมาช่วยชาวเขา พ่อเฒ่าจึงนำของมาถวาย และเข้าเฝ้าฯ ในหลวงพร้อมกับพระสงฆ์ชาวปะหล่องที่มาด้วยกัน คุณมณพัฒ ยานนท์  นักประชาสัมพันธ์โครงการหลวงบอกต่อว่า ‘พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถามผู้ว่าฯ นายอำเภอ ซึ่งไม่มีใครรู้จักชนเผ่านี้ และในตอนนั้นสมเด็จพระเทพรัตนฯเสด็จฯด้วย ในหลวงก็รับสั่งถามสมเด็จพระเทพพระรัตนฯว่าเคยเห็นมั้ย พระองค์ท่านบอกว่าไม่เคยเห็น แต่มีฝรั่งบอกปะหล่องเป็นชนเผ่าของพม่า พระเจ้าอยู่หัวเลยถามพ่อเฒ่าว่า นับถือศาสนาอะไร พ่อเฒ่าแกบอกนับถือศาสนาพุทธ และพระเจ้าอยู่หัวถามว่าจะอยู่ที่ไหน ระหว่างข้างล่างหรือบนดอย พ่อเฒ่าเลยเลือกที่จะอยู่บนนี้ พระองค์ท่านก็เลยให้มาอยู่ที่บ้านนอแล ซึ่งเดิมเป็นไร่ฝิ่นของชนกลุ่มน้อยของพม่า และแปลงเพาะกล้าของป่าไม้” อีกทั้งพ่อเฒ่ายังเล่าความประทับใจต่ออีกว่า “พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานเงิน 5,000 บาท ให้สร้างกุฏิให้พระอยู่ด้วย” เมื่อได้รับพระราชทานที่อยู่บนแผ่นดินไทยแล้ว คนปะหล่องในหมู่บ้านเดียวกันที่พม่าก็ค่อย ๆ ทยอยกันมาอยู่ที่บ้านนอแลกันทั้งหมู่บ้าน รวม 300 กว่าคน ซึ่งพ่อเฒ่านาโม รับจ้างปลูกฝิ่น เผือก ลูกท้อ ได้รายได้วันละ 30 บาท จนเมื่อปี 2535 โครงการหลวง เข้ามาส่งเสริมชาวเขาที่ดอยอ่างขางให้ปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปะหล่องก็เปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น ปัจจุบันแต่ละครอบครัวมีรายได้จากการปลูกพืชผักขายโครงการหลวงปีละเกือบแสนบาท “ชีวิตดีขึ้น ไม่ทุกข์ยากอะไร ข้าวก็มีกิน มีเงินทำบุญ มีน้ำมีไฟใช้ เมื่อก่อนตอนอยู่ฝั่งโน้น ไม่สบายก็ไม่มีหมอรักษา ต้องกินยาป่า บางคนตายพราย บางคนก็เกิดลูกตาย ตายกันเยอะ” พ่อเฒ่าเล่า คุณมณจึงเสริมต่อว่า  “เผ่านี้มีประเพณีทำบุญสืบสายน้ำ น้ำนี่ตัดไม่ขาด เขาอยากให้ในหลวงมีชีวิตที่ยืนยาวเหมือนสายน้ำ พอมีข่าวในหลวงไม่สบายเขาก็จะทำพิธี เหมือนสืบชะตาต่ออายุให้ในหลวงมีอายุยืนยาว เขาจะได้อยู่พึ่งบารมี” มองไปรอบบ้านของพ่อเฒ่ามีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวติดเต็มไปหมด ซึ่งแสดงถึงความจงรักภักดีของพ่อเฒ่าที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มเปี่ยม

10 อันดับ พิพิธภัณฑ์แนะนำในประเทศไทย
TripAdvisor /  ทริปแอดไวเซอร์ / 

หลายคนอาจจะอยากรู้ว่า สถานที่ท่องเที่ยวในไทยในมุมของ พิพิธภัณฑ์ ที่คนนิยมไปเที่ยวนั้นมีที่ไหนบ้าง ลองมาดู ที่ ทริปแอดไวเซอร์ ได้ประกาศรางวัล ทราเวลเลอร์ส ช้อยส์ อวอร์ดส (Traveller's Choice Awards) สำหรับพิพิธภัณฑ์ โดยเผยพิพิธภัณฑ์ยอดนิยมสูงสุด 25 อันดับในโลก พร้อมจำแนกรายนามพิพิธภัณฑ์เด่นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ เอเชียแปซิฟิก สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย 10 อันดับ พิพิธภัณฑ์แนะนำในประเทศไทย จาก Traveller's Choice Award 1.    พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี (678 รีวิว) 2.    พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA) จังหวัดกรุงเทพฯ (151 รีวิว) 3.    พิพิธภัณฑ์แมลงโลกและสิ่งมหัศจรรย์ธรรมชาติ จังหวัดเชียงใหม่ (107 รีวิว) 4.    พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จังหวัดกรุงเทพฯ (201 รีวิว) ภาพจาก : http://travel.mthai.com 5.    หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย (236 รีวิว) ภาพจาก : http://travel.mthai.com 6.    อเนกกุศลศาลา (วิหารเซียน) พัทยา จังหวัดชลบุรี (74 รีวิว) ภาพจาก : www.tlcthai.com 7.    พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช จังหวัดกรุงเทพฯ (159 รีวิว) ภาพจาก : www.vcharkarn.com 8.    พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดกรุงเทพฯ (207 รีวิว) ภาพจาก : www.prachachat.net 9.    พิพิธภัณฑ์บ้านดำ จังหวัดเชียงราย (296 รีวิว) ภาพจาก : www.manager.co.th 10.    พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จังหวัดกรุงเทพฯ (77 รีวิว) ภาพจาก : mblog.manager.co.th ทริปแอดไวเซอร์ คือ เว็บไซต์ท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่ช่วยให้นักเดินทางสามารถวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวและได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดีที่สุด ทริปแอดไวเซอร์ยังเสนอคำแนะนำที่น่าเชื่อถือจากนักเดินทางจริง และเสนอทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายเพื่อช่วยในการวางแผนการท่องเที่ยว สามารถดูรายละเอียดพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลทราเวลเลอร์ส ช้อยส์ อวอร์ดส ทั้งหมด 509 แห่ง พร้อมรูปภาพจริงของนักท่องเที่ยวได้ที่ http://th.tripadvisor.com/TravellersChoice-Attractions-cMuseums บทความท่องเที่ยวน่าสนใจ : 10 อันดับ พิพิธภัณฑ์แนะนำในเอเชีย : 10 อันดับ พิพิธภัณฑ์แนะนำระดับโลก!! : 10 อันดับ พิพิธภัณฑ์แนะนำในประเทศไทย

เหวี่ยงใหญ่...ให้ติดดิน 2/2 จบ
หนังจีน

หยวนเปียว - เจิ้นจื้อตัน : นําแสดง เนื้อเรื่องโดยย่อ : คณะกายกรรมชางฟางโดนระเบิดจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องอพยพจากเซี่ยงไฮ้มาที่เมืองหนาน เเละหาที่ตั้งกายกรรมใหม่ เเต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการค้าฝิ่น ของญี่ปุ่น เเละต้องร่วม มือกันทั้งคณะกายกรรมทลายการค้าผิ่นนี้ให้­ได้ โดยมี อาตง (รับบทโดย หยวนเปียว ) เเละ ความช่วยเหลือจาก ตงฟา ตำรวจหนุ่ม (รับบทโดย ดอนนี่ เยน) ร่วมมือกันต่อสู้เเละจะทลาย การค้าฝิ่นได้หรือไม่ต้องติดตาม แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=7uDdRWs8GcI