ฝิ่น

กุหลาบพันปี แห่ง ดอยช้างมูบ  จังหวัดเชียงราย
ดอยช้างมูบ /  เที่ยวเชียงราย

ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งสูงยิ่งสวย เรื่องจริงที่ธรรมชาติได้ปั้นแต่งให้กับพื้นที่บนยอดเขาสูง แห่ง ดอยช้างมูบ กุหลาบพันปี แห่ง ดอยช้างมูบ จังหวัดเชียงราย ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งสูงยิ่งสวย เป็นเรื่องจริงที่ธรรมชาติได้ปั้นแต่งให้กับพื้นที่บนยอดเขาสูง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยอดเขาใดในประเทศไทย ส่วนใหญ่ล้วนแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ และผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ งดงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจไม่น้อยของคนทั้งประเทศ แต่ก็มีพื้นที่ของยอดเขาบางส่วนเหมือนกัน ที่ถูกทำลายจากผู้ที่นำผลประโยชน์ใส่ตน จนทำให้ธรรมชาติต้องสูญเสียไป แต่ด้วยน้ำพระทัยของสมเด็จย่า ผืนป่าบนยอดดอยจึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จนแทบไม่เหลือเงาอดีตให้จดจำ อย่างเช่น ดอยช้างมูบ ยอดดอยหนึ่งของจังหวัดเชียงราย “ช้างมูบ” คือ ชื่อดอยที่มีจุดสูงที่สุดของเทือกเขาแนวนอน โดยสูงประมาณ 1,520 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเขตพัฒนาดอยตุง ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีลักษณะคล้ายกับดอยตุง คือ อดีตเป็นเขาหัวโล้นอันเสื่อมโทรม และผืนป่าถูกทำลายจนหมดสิ้น เนื่องจาก บริเวณนี้ เคยเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกฝิ่น และเป็นเส้นทางลำเลียงสิ่งเสพติดผิดกฏหมาย แต่ด้วยน้ำพระทัยของสมเด็จย่า ทรงมีพระราชประสงค์ให้ฟื้นฟูผืนป่าแถบนี้ ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยโครงการพัฒนาดอยตุง ได้พัฒนาให้เป็นสวนรุกขชาติ ที่รวบรวมทั้งพันธุ์ไม้พื้นเมือง และพันธุ์ไม้ป่าที่หายาก รวมถึงกุหลาบพันธุ์ปีจากหลายประเทศ ที่ดูเหมือนเป็นนางพญาของสวนรุกชาติแห่งนี้ อีกทั้งยังมีเหล่านางงามทั้งหลาย ที่น่าตาสะสวยไม่แพ้กัน ต่างพากันมาอวดโฉม ทั้ง พญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ดอกเสี้ยวขาว กล้วยไม้ดิน กล้วยไม้พื้นเมือง รองเท้านารี สนภูเขา ฯลฯ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาดอยตุง จะต้องแวะขึ้นมาชมความงามที่สวนรุกขชาติแห่งนี้กันแทบทุกคน ดอยช้างมูบ เป็นที่ตั้งของสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 บนพื้นที่ 250 ไร่ บริเวณทางเข้าของสวน มีพระสถูปช้างมูบตั้งอยู่บนหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเหมือนช้างหมอบ เป็นเจดีย์ขนาดเล็กที่เก่าแก่ อายุประมาณ 100 กว่าปี ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของชื่อดอยแห่งนี้ เส้นทางเดินในสวนรุกขชาติที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา จะมีลานพักผ่อน จุดชมวิว และลานปิคนิค ชื่อว่า “จุดส่องสามแคว้น” สามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งไกลไปจนถึงชายแดนฝั่งพม่า และลาว รวมถึงแม่น้ำโขง และยอดดอยแม่สลองอีกด้วย ห่างจากสวนรุกขชาติไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเป็นจุดชมวิวฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ ซึ่งเป็นจุดชมความงามของทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและตก ที่สวยงามชัดเจน การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงรายถนนสายพหลโยธิน ให้วิ่งผ่านอำเภอแม่จันมาเรื่อยๆ ก่อนถึงอำเภอแม่สาย ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 870-871 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1149 ให้วิ่งตรงมาตามทางประมาณ 24 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดหมาย ฤดูกาลที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวนั้น สามารถไปได้ทุกฤดู แต่หากจะให้ได้บรรยากาศที่หนาวเย็น และทิวทิศน์ที่สวยงาม ก็ควรไปช่วงฤดูหนาว คุณก็จะได้สัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามที่สุด ติดต่อสอบถาม โทร. 053 767015-7 ต่อ 230, 231 จังหวัดเชียงรายมี ยอดเขาสูง เทือกเขาสวย ให้ได้ตะลอนทัวร์กันอีกมากมาย หากคุณมีหัวใจแอดแวนเจอร์แล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดในตอนต่อๆ ไป เรื่องโดย Omyim บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map

วันนี้ของชายขอบ เชียงแสน ดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ
สามเหลี่ยมทองคำ /  เชียงแสน / 

สถาปัตยกรรม เชียงแสน ที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังแนวกำบังของหุบเขาราวกับจะหลบเร้นตัวเองจากยุคสมัย และความไหลบ่าของนักท่องเที่ยว ที่พร้อมจะท้าทายวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมล้านนาไท ทว่าอีกด้านหนึ่ง การมาถึงของอารยธรรม และความรุ่งเรืองกลับเป็นสัจธรรมที่ยากจะหลีกหนีได้ ในฐานะประตูม่านย้อยเชื่อมร้อยสามดินแดน บรรจบกันจนแน่นแฟ้น ที่เรียกว่า ดินแดนสบรวก หรือ สามเหลี่ยมทองคำ อันเลื่องชื่อ “เชียงแสน” เดิมคือ อาณาจักรใหญ่ที่สำคัญในดินแดนภาคเหนือ ทว่ากลับอาภัพดังเมืองที่ถูกสาปให้อยู่ภายใต้ ความตึงเครียดของคมหอกแห่งสงคราม และความอึมครึมของการค้าฝิ่นมาช้านาน ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีร่องรอยของอดีตกาลเหลือไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ให้ใครที่ใครจะศึกษาผ่านทาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ได้เก็บเกี่ยวเป็นความรู้ไว้ หรือจะเดินทอดน่องท่องตัวอำเภอเชียงแสนในแบบสบายๆ ก็ยังคงมีกลิ่นอายของรากเหง้าวัฒนธรรมเก่าแก่เจือจางให้ได้เห็นเชียงแสนในวันนี้ ยังคงดำเนินตามวิถีที่เรียบง่ายแบบฝังรากลงลึกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การกิน การค้า สันทนาการ แม้ปากแม่น้ำสามเหลี่ยมทองคำจะยังคงคลาคล่ำไปด้วยกาสิโน โอ้อวดยวนเย้าเหล่านักเสี่ยงโชคจากพม่า ลาว และไทย จนกลายเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตและภาพจำที่ติดตา เส้นทางสายใหม่ที่ถูกตัดผ่านเข้าสู่ตัว อ.แม่สาย รองรับความสะดวกสบายในอนาคต ยังแฝงไว้ด้วยความท้าทาย ให้นักผจญภัยหัวใจแกร่งควบบิ๊กไบค์สองล้อสัญจรท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวบรรยากาศเมืองเหนือ ที่เหลือคือการตาม รอยอารยธรรมเชียงแสน มรดกโลกล้ำค่าแห่งล่าสุดอายุ 750 ปี ที่ล่วงผ่านวาระการเฉลิมฉลองไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกฟากหนึ่งสู่เชียงแสนที่สะดวกสบายกว่า หากเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายเพียงไม่กี่อึดใจ ประตูสู่เชียงแสนด่านแรก คือเมืองเล็กๆ ที่สงบเงียบ เมื่อย่ำแรกในเมืองเชียงแสนอาจชวนให้แปลกตา หากพบว่าซากกำแพงเมืองโบราณรกร้าง ตามหัวมุมต่างๆ รอบเมืองยังคงหลอมรวมกับวิถีชุมชนสมัยใหม่ ใครก็ตามที่ไม่พิศมัยในวิถีการค้าและแหล่งบันเทิงร่วมสมัย ความสงบเงียบร่มเย็นในบรรยากาศดั่งต้องมนต์ของชุมชนแห่งนี้ ก็มีเสน่ห์พอยามปรารถนาจะหลบลี้หนีความวุ่นวาย ค้นพบได้จากความร่มเย็น ณ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ตลอดรวมถึงประติมากรรมเก่าแก่จากยุคพ่อขุนเม็งรายที่จะหาชมได้เต็มตาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ตลอดจน เมืองโบราณ จุดชมเมืองเก่าเพื่อย้อนรำลึกถึงความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรล้านนา เชียงแสน ในอดีตก่อนจะหลอมรวมมาเป็นแผ่นดินเดียว กับ เชียงราย ดังเช่นทุกวันนี้ เคยเป็นดินแดนในครอบครองของเงี้ยว ซึ่งเป็นอริรบร่วมกันกับกองโจรพม่า การสู้รบทำลายสถาปัตยกรรมอันมีค่าของเมืองเชียงแสนจนแทบจะหมดสิ้น ดังบันทึกของ คาร์ล บ็อค นักธรรมชาติวิทยาผู้เข้ามาสำรวจประเทศสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ ผ่านลายเส้นเอาไว้ดังนี้ว่า “…..เมืองนี้มีซากปรักหักพังซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่แปลกตา ฝีมือประณีตพระเจดีย์บางองค์ ประดับด้วยลวดลายแกะสลัก แต่ทุกองค์ก็ถูกบุกรุกทำลาย ลักเอาของมีค่า ไปจนหมดสิ้น……ตามพื้นดินมีพระพุทธรูปสำริดกองอยู่เกลื่อนกลาด บางองค์ก็มีขนาดใหญ่โตมาก พวกเงี้ยวยังคงมาทำการสักการะ เพราะเป็นปูชนียสถานที่พวกเขานับถือ แต่ถูกพวกเชียงราย (รากเหง้าคนไทยในปัจจุบัน) มาบุกรุกทำลาย…..” จากบันทึกของบ็อคบ่งบอกได้ถึงความรุ่งเรืองของเมืองเชียงแสน ว่าเคยยิ่งใหญ่ป่านใด แต่ที่น่าสลดใจก็คือ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังนำพระพุทธรูป จากซากพระเจดีย์กลับยุโรปไป เป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้น่าเสียดายว่าแม้แต่ความงามอันทรงคุณค่า ก็ยังพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาของมนุษย์อยู่ดี ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ชัยภูมิสำคัญอีกด่านหนึ่ง ของเชียงแสนคือที่ประดิษฐานของ พระพุทธนวล้านตื๊อ พระพุทธรูปองค์สำคัญหล่อด้วยทองคำสำริดดูแววาวราวถูกหลอมขึ้นใหม่ เหตุเพราะเป็นองค์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนองค์เดิม ที่จมลงสู่เบื้องล่างของลุ่มน้ำโขง จุดนี้โยงใยเข้ากับบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เป็นจุดชมวิวตะวันยามพลบค่ำ ที่สวยงามเพลินตา หากอากาศดี จะล่องเรือกลางลำน้ำโขง สัมผัสจิตวิญญาณและการเดินทางที่ต่อยอดสู่สิบสองปันนา ก็จะยิ่งเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าน่าจดจำ ท้องถนนในตัวอำเภอ เชียงแสน ไม่ได้ทำลายมรดกทางสถาปัตยกรรมจากยุคเก่าฉันท์ใด สถาปัตยกรรมกลางเก่า-กลางใหม่ อย่างตู้ไปรษณีย์โบราณก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ อิฐมอญเก่าแก่ตัวแทนที่ยังหลงเหลือของกำแพงเมืองในยุคโบราณ ทิวทัศน์ริมฝั่งโขงแห่งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่อาหารตา หากแวะมารองท้องหรือต้องการอิ่มหนำย่ำบรรยากาศกับมื้อพิเศษแล้ว ความสุขข้างทางจากแผงขายปลาช่อนกระบอก หยอกเย้ากับลมเอื่อยๆ ริมฝั่งสบรวก หรือมุมกินเที่ยวแบบสะดวก กับตลาดโต้รุ่ง เรียบง่ายในบรรยากาศแบบชาวบ้านในตัวอำเภอ เป็นความเคลื่อนไหวที่ยังรอต้อนรับทุกชีวิต ที่มุ่งผ่านสู่เชียงแสนยามแวะพักให้เราทักทาย เพื่อเก็บแรงไว้พบกับความท้าทายของทริปต่อไป เช้าสายบ่ายค่ำ เราเดินทางตามใจปรารถนารอบเมือง เชียงแสน สูดกลิ่นไอวัฒนธรรมล้านนาจนชุ่มปอด ต่อยอดการเดินทาง ด้วยการค้นหาแหล่งอารยธรรมเดิมของเมืองเหนือ ข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้านผ่านปากแม่น้ำอันมีประวัติยาวนาน พบพานเพื่อนร่วมทางที่แตกต่างหลากหลายในแนวคิด แต่มีจิตใจเดียวกันคือการค้นหา เพื่อหวังว่าจะได้กลับมาเยือนอีกครั้ง… โดยหวังว่าศักราชใหม่ๆ จะไม่พัดพาเอาความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมาเบียดบังความงามดังเช่นเมืองเก่าอีกหลายๆ เมืองที่เราต้องจำใจบอกลา บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map  เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ชุดภาพ เบื้องหลัง สุดพิเศษ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงงานออกแบบ ดีไซน์ชุดผ้าไหมไทย
SIRIVANNAVARI Couture /  ทรงงาน / 

พสกนิกร ชาวไทย เรา โชคดีหลายอย่าง เรา โชคดีที่มี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทย ทั้งโครงการแก้มลิง โครงการกังหันชัยพัฒนา โครงการฝนหลวง โครงการแกล้งดิน ฯลฯ  เรา โชคดีที่มี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ ทรงงานด้านผ้าไหมไทย ทรงริเริ่ม โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ งานหัตถกรรม  อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้าน งานทอผ้าไทย จนกลายเป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ส่งเสริมเผยแพร่ชื่อเสียงให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้พสกนิกรชาวไทยได้ออกห่างจาก การปลูกฝิ่น หันมาประกอบอาชีพสุจริตทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง กันอย่างยั่งยืน และ เราก็ยังโชคดี ที่มี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ที่ทรงเชี่ยวชาญ ด้านการออกแบบ เสื้อผ้า และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๓ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘  พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ได้ทรงออกแบบและตัดเย็บชุด ผ้าไหมไทย เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเฉพาะ ทั้งนี้ พิเศษสุดๆ Women.MThai  เรามีภาพเบื้องหลัง การทรงงานในฐานะองค์ดีไซเนอร์ในครั้งนี้มาฝาก ปวงชนชาวไทยทุกคน กันค่ะ  เราเชื่อว่า น้อยคนที่จะได้เห็นภาพการทรงงานของพระองค์ในพระอิริยาบถเช่นนี้แน่นอน บอกเลยว่า น่าปลาบปลื้มจริงๆ ค่ะ  ลองตามมาชมกันเลย พระองค์หญิง ทรงเก็บรายละเอียดของงานด้วยพระองค์เองเพื่อผลงานที่สมบูรณ์แบบ เมื่อพระองค์ทรงงานในฐานะองค์ดีไซเนอร์ ก็ทรงทุ่มเทพระวรกายไม่ต่างจากดีไซเนอร์ทั่วไป ทรงใส่พระทัยในรายละเอียดทุกจุดในฐานะองค์ดีไซเนอร์ แรงบันดาลใจในการทำชุดในคอลเลคชั่น SIRIVANNAVARI Couture สำหรับงานผ้าไทย โครงสร้างของชุด พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ได้รับแรงบันดาลใจ มาจาก ฉลองพระองค์ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถที่ทรงในโอกาสเสด็จฯ เยือนต่างประเทศและยังได้รับแรงบันดาลใจจากโครงสร้างของชุดไทยโบราณของตัวละครในวรรณคดีไทย เช่น การใส่สไบโดยมาผสมผสานกับโครงสร้างของชุดในแบรนด์ Sirivannavari ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รายละเอียดของชุดใช้ช่างปักไทยผสมกับเทคนิคการปักแบบฝรั่งเศสมีการนำผ้าไหมไทยมาประกอบเป็นรายละเอียดงานปักและสร้างความโดดเด่นด้วยวิธีการปักล้อลายบนผ้าทอมัดหมี่อีกทั้งยังมีการใช้ดอกไม้ประดิษฐ์จากศูนย์ศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถมาผสมผสานบนงานปักอีกด้วย เครื่องประดับ เป็น การต่อยอดเทคนิคในการปัก โดยใช้ผ้าไหมในการทำรายละเอียดอันประณีตบรรจง เน้นความเรียบง่ายแต่หรูหรา ตามมาชมภาพ วันฟิตติ้งกันค่ะ ชุดในคอลเลคชั่นนี้ อ้างอิงสไตล์ ความอ่อนหวาน หรูหรา สวยงาม ยุค 1950’s ในการออกแบบ อีกทั้งยังมีการอ้างอิงรูปแบบในการแต่งกายเสื้อผ้าในยุคดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับผ้าไทย โดยอาจจะมีการผสมผสานผ้าหรือเทคนิคอื่นๆประกอบกันเพื่อเป็นแนวทางให้กับ ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ ได้ศึกษาและรู้จักนำผ้าไทย มาประยุกต์ ในการออกแบบให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองและมีความเป็นสากลอีกด้วย ควรมิควร แล้วแต่จะโปรด รายงานโดย Women MThai Team 

โครงการหลวง ดอยอ่างขาง จุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของชนเผ่าปะหล่องที่ 'พ่อหลวง' พระราชทานให้
ดอยอ่างขาง /  วันพ่อแห่งชาติ / 

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้ชาวปะหล่องเกือบ 300 ชีวิต บนยอดดอยสูง ยังอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืมของพ่อเฒ่านาโม  หมั่นเฮิง อดีตผู้ใหญ่บ้านปะหล่องมิรู้ลืม พ่อเฒ่านาโม เป็นชาวปะหร่องที่อพยพหนีร้อนมาพึ่งเย็นบนแผ่นดินไทย  โดยมารับจ้างชาวจีนปลูกฝิ่นและทำไร่อยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย – พม่า กระทั่งปี พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมราษฎรบนดอยอ่างขาง นายจ้างจึงแนะนำให้พ่อเฒ่ามาเข้าเฝ้า ฯ เพื่อขอพระราชทานที่อยู่อาศัย พ่อเฒ่าเล่าว่าครั้งแรกที่มาเข้าเฝ้าฯในหลวงก็กลัว เพราะไม่เคยเจอในหลวงมาก่อน แต่ผู้ใหญ่บ้านคนจีนบอกไม่ต้องกลัว ในหลวงชอบช่วยคนจน ท่านมาช่วยชาวเขา พ่อเฒ่าจึงนำของมาถวาย และเข้าเฝ้าฯ ในหลวงพร้อมกับพระสงฆ์ชาวปะหล่องที่มาด้วยกัน คุณมณพัฒ ยานนท์  นักประชาสัมพันธ์โครงการหลวงบอกต่อว่า ‘พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถามผู้ว่าฯ นายอำเภอ ซึ่งไม่มีใครรู้จักชนเผ่านี้ และในตอนนั้นสมเด็จพระเทพรัตนฯเสด็จฯด้วย ในหลวงก็รับสั่งถามสมเด็จพระเทพพระรัตนฯว่าเคยเห็นมั้ย พระองค์ท่านบอกว่าไม่เคยเห็น แต่มีฝรั่งบอกปะหล่องเป็นชนเผ่าของพม่า พระเจ้าอยู่หัวเลยถามพ่อเฒ่าว่า นับถือศาสนาอะไร พ่อเฒ่าแกบอกนับถือศาสนาพุทธ และพระเจ้าอยู่หัวถามว่าจะอยู่ที่ไหน ระหว่างข้างล่างหรือบนดอย พ่อเฒ่าเลยเลือกที่จะอยู่บนนี้ พระองค์ท่านก็เลยให้มาอยู่ที่บ้านนอแล ซึ่งเดิมเป็นไร่ฝิ่นของชนกลุ่มน้อยของพม่า และแปลงเพาะกล้าของป่าไม้” อีกทั้งพ่อเฒ่ายังเล่าความประทับใจต่ออีกว่า “พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานเงิน 5,000 บาท ให้สร้างกุฏิให้พระอยู่ด้วย” เมื่อได้รับพระราชทานที่อยู่บนแผ่นดินไทยแล้ว คนปะหล่องในหมู่บ้านเดียวกันที่พม่าก็ค่อย ๆ ทยอยกันมาอยู่ที่บ้านนอแลกันทั้งหมู่บ้าน รวม 300 กว่าคน ซึ่งพ่อเฒ่านาโม รับจ้างปลูกฝิ่น เผือก ลูกท้อ ได้รายได้วันละ 30 บาท จนเมื่อปี 2535 โครงการหลวง เข้ามาส่งเสริมชาวเขาที่ดอยอ่างขางให้ปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปะหล่องก็เปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น ปัจจุบันแต่ละครอบครัวมีรายได้จากการปลูกพืชผักขายโครงการหลวงปีละเกือบแสนบาท “ชีวิตดีขึ้น ไม่ทุกข์ยากอะไร ข้าวก็มีกิน มีเงินทำบุญ มีน้ำมีไฟใช้ เมื่อก่อนตอนอยู่ฝั่งโน้น ไม่สบายก็ไม่มีหมอรักษา ต้องกินยาป่า บางคนตายพราย บางคนก็เกิดลูกตาย ตายกันเยอะ” พ่อเฒ่าเล่า คุณมณจึงเสริมต่อว่า  “เผ่านี้มีประเพณีทำบุญสืบสายน้ำ น้ำนี่ตัดไม่ขาด เขาอยากให้ในหลวงมีชีวิตที่ยืนยาวเหมือนสายน้ำ พอมีข่าวในหลวงไม่สบายเขาก็จะทำพิธี เหมือนสืบชะตาต่ออายุให้ในหลวงมีอายุยืนยาว เขาจะได้อยู่พึ่งบารมี” มองไปรอบบ้านของพ่อเฒ่ามีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวติดเต็มไปหมด ซึ่งแสดงถึงความจงรักภักดีของพ่อเฒ่าที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มเปี่ยม

แพ็กเกจพิเศษ พันเดียวเที่ยวเชียงราย
ททท. /  พันเดียวเที่ยวเชียงราย / 

ททท. สำนักงานเชียงรายจัดแพ็กเกจพิเศษ "พันเดียวเที่ยวเชียงราย" นำเที่ยว 7 เส้นทาง ในราคาพิเศษ เส้นทางละ 1,000 บาท ในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ปี 2557 แพ็กเกจพิเศษ พันเดียวเที่ยวเชียงราย ททท.สำนักงานเชียงราย ร่วมกับมัคคุเทศก์ในจังหวัดเชียงราย จัดนำเที่ยวในราคาพิเศษ “พันเดียวเที่ยวเชียงราย” ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2557 นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ สามารถสมัครเที่ยวในราคา 1,000 บาท ต่อหนึ่งเส้นทางต่อวัน โดยเลือกเดินทางท่องเที่ยวใน 7 เส้นทางที่กำหนดไว้ (สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางตามต้องการได้) ราคาดังกล่าวรวมค่ามัคคุเทศก์นำเที่ยว พาหนะรถตู้ อาหารกลางวัน อาหารค่ำสุดแสนประทับใจ และค่าธรรมเนียมการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ส่วนค่าที่พักและค่าใช้จ่ายการเดินทางมาเชียงรายนักท่องเที่ยวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง เส้นทางท่องเที่ยว “พันเดียวเที่ยวเชียงราย" มีให้เลือก 7 เส้นทางดังนี้ เส้นทางที่ 1 “สักการะพระหยก สัมผัสความงามงานศิลป์” (วัดพระแก้ว-วัดพระสิงห์-เสาสะดือเมืองที่วัดดอยจอมทอง-วัดร่องขุ่น-พิพิธภัณฑ์บ้านดำ-ไร่แม่ฟ้าหลวง) เส้นทางที่ 2 “ขึ้นดอยชิมชา ชมสวนไม้งาม นมัสการพระธาตุดอยตุง” (ชิมและชมไร่ชาบนดอยแม่สลอง-สวนแม่ฟ้าหลวง / พระตำหนักดอยตุง-พระธาตุดอยตุง) เส้นทางที่ 3 “ชมพิพิธภัณฑ์ ล่องลำน้ำกก เลียบโขงสู่เชียงแสน ขึ้นแดนสุดสยาม” (พิพิธภัณฑ์อูบคำ-หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร-ช็อปปิ้งแม่สาย-สามเหลี่ยมทองคำ-วัดพระ ธาตุผาเงา) เส้นทางที่ 4 “ศึกษาเรื่องราวของฝิ่น ล่องเรือชมวิวน้ำโขง” (นมัสการวัดพระธาตุผาเงา-ล่องเรือแม่น้ำโขง-หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ-ช็อปปิ้งแม่สาย) เส้นทางที่ 5 “เล่าขานตำนาน สักการะพระธาตุเก้าจอม” (กราบนมัสการพระธาตุเก้าจอม : จอมทอง จอมหมอกแก้ว จอมสัก จอมแจ้ง จอมแว่ จอมผ่อ จอมจันทร์ จอมกิตติ จอมจ้อ) เส้นทางที่ 6 “เที่ยววงรอบแบบครบวงจร” (ดอยตุง-แม่สาย-สามเหลี่ยมทองคำ-อำเภอเชียงแสน) เส้นทางที่ 7 “นมัสการพระเจ้าตนหลวง ล่องเรือไหว้พระกลางกว๊านพะเยา” (หอวัฒนธรรมนิทัศน์-นมัสการพระเจ้าตนหลวงที่วัดศรีโคมคำ-ล่องเรือไหว้พระกลางกว๊าน พะเยา-น้ำตกปูแกง-ศาลพระเจ้าจี้กง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 08 9635 3918, 0 5374 4674-5 ขอบคุณข่าวสารจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง , เรื่องย่อมัจจุราชสีน้ำผึ้ง
เคน ธีรเดช /  ไอซ์ อภิษฎา / 

บทประพันธ์โดย : อุปถัมป์ กองแก้ว บทโทรทัศน์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ และ ภูมิภักดิ์ กำกับการแสดงโดย : ภวัต พนังคศิริ ผลิตโดย : บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ครอบครัว วิชนี ตระกูลไฮโซชื่อดังกำลังประสบปัญหาการเงิน คุณลำเพา และ คุณนพรัตน์ วิชนี ประมุขของครอบครัวต้องรีบหาทางจัดการปัญหานี้ด่วน เพื่อรักษาหน้าตาก่อนที่คนในสังคมจะรู้ และหนทางที่คุณลำเพาคิดได้ก็คือ การไปทวงสัญญากับ คุณเปรม ปัทมกุล เจ้าของไร่ชาแห่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ถึงสัญญาที่สามีของเปรมซึ่งเป็นเพื่อนของคุณนพรัตน์เคยให้เอาไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนว่า จะทดแทนบุญคุณที่นพรัตน์เคยช่วยเหลือเรื่องเงิน ด้วยการให้ลูกชายของเขาแต่งงานกับลูกสาวของครอบครัววิชนี ปัทม์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวปัทมกุลไม่พอใจ เพราะพ่อของเขาผู้ให้คำสัญญาเสียชีวิตไปนานแล้ว ประกอบกับเขาไม่ชอบให้ใครมาบังคับ เขาจะไม่ยอมทำตามข้อตกลง แต่เปรมอ้างถึงบุญคุณที่คุณนพรัตน์เคยช่วยเหลือไว้ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีโอกาสสร้างไร่ชาได้อย่างทุกวันนี้ ปัทม์จำยอมทำตามคำสัญญาด้วยการแต่งงานของลูกสาวของครอบครัววิชนี หากไม่ใช่แค่ปัทม์เท่านั้นที่ไม่พอใจ เพราะ โลมฤทัย สาวสวยเสน่ห์แรงบุตรสาวคนที่สองของครอบครัววิชนีก็ไม่พอใจเช่นกัน เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องแต่งงานกับชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าตา และพาลคิดไปเองว่าคงเป็นชายเถื่อนบ้านไร่หน้าตาชายแดน โลมฤทัยสั่งให้พ่อแม่บังคับ รจนาไฉน หรือพี่สาวที่แสนดีแต่งงานแทนเธอ แต่คุณนพรัตน์ยังมีศีลธรรมเพียงพอที่จะไม่หลอกลวงครอบครัวปัทมกุล เนื่องจากรจนาไฉนไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของครอบครัว ซึ่งความลับนี้รจนาไฉนไม่เคยรู้มาก่อน โลมฤทัยยังคงค้านหัวชนฝา เธอไม่ต้องการแต่งงานแล้วไปใช้ชีวิตที่บ้านไร่บนดอย ประกอบกับโลมฤทัยสนใจ ปวุฒิ ตำรวจหนุ่มจากครอบครัวผู้ดีเก่า แต่ฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากเหมือนอย่างเศรษฐีหลายคนที่มารุมจีบโลมฤทัย แต่ที่โลมฤทัยสนใจปวุฒิเป็นพิเศษเพราะว่าเขาเป็นผู้ชายคนเดียวที่มองข้ามเธอไปจีบรจนาไฉน ด้วยเหตุนี้โลมฤทัยตั้งใจว่าจะขัดขวางความรักของปวุฒิกับรจนาไฉนด้วยการโยนหน้าที่แต่งงานไปที่รจนาไฉน ซึ่งแน่นอนว่ารจนาไฉนต้องไม่ยอม โลมฤทัยจึงบอกความจริงว่าแท้จริงแล้วรจนาไฉนเป็นเพียงลูกเก็บมาเลี้ยงจากโรงพยาบาล! นอกจากนี้โลมฤทัยยังพูดให้รจนาไฉนเข้าใจไปว่า พ่อแม่ต้องการกำจัดลูกเลี้ยงอย่างเธอออกจากกองมรดกของครอบครัว สร้างความน้อยใจและเสียใจให้รจนาไฉนมาก แต่ในเมื่อพ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิตเธอ เธอจึงยอมทดแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนด้วยการแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่เคยรู้จัก เพื่อแลกกับค่าสินสอดจำนวนมากของครอบครัวปัทมกุล เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว รจนาไฉนตัดสินใจบอกเลิกปวุฒิ แต่ปวุฒิไม่ยอม เพราะเขาเชื่อมั่นเสมอว่ารจนาไฉนรักเขา ปวุฒิจึงคอยตามตื๊อ และอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง ในขณะเดียวกันปัทม์ลงมากรุงเทพฯ เพื่อสืบข้อมูลของว่าที่เจ้าสาวในอนาคต แต่เขาพบภาพปวุฒิกับรจนาไฉนร่ำลากัน ปวุฒิร้องไห้เสียใจอย่างหนักหน่วงขณะที่รจนาไฉนไม่มีน้ำตาสักหยด เหตุเพราะเธอไม่อยากอ่อนแอ ทำให้ปวุฒิตัดใจจากเธอลำบาก ทว่าปัทม์กลับคิดไปว่ารจนาไฉนเป็นผู้หญิงใจดำ และปัทม์ก็ยังได้ยินโลมฤทัยเล่าให้ปวุฒิฟังว่าที่รจนาไฉนแต่งงานอย่างปุบปับ เป็นเพราะรจนาไฉนเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของคุณพ่อคุณแม่ และรจนาไฉนก็กลัวว่าสักวันถ้าสิ้นบุญคุณพ่อคุณแม่ สมบัติทั้งหมดก็จะต้องเป็นของโลมฤทัยคนเดียว รจนาไฉนก็จะไม่เหลืออะไรเลย รจนาไฉนก็เลยต้องรีบหาที่พึ่งด้วยการให้พ่อแม่ไปทวงคำสัญญาจากครอบครัวปัทมกุล เพราะรจนาไฉนรู้ว่าคนชื่อปัทม์ร่ำรวยมาก สนองความรักสบายของพี่สาวเธอได้ ปัทม์หลงเชื่อคำพูดเหล่านั้นเพราะอคติและเกลียดชังผู้หญิงที่หิวเงินอย่างฝังใจ เพราะในอดีตเขาเคยมีคู่รักที่คิดกอบโกยเงินจากปัทม์โดยปราศจากความรัก มิหนำซ้ำยังหนีตามชู้จนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงคนนั้นยังฝังอยู่ที่หน้าผาเพื่อเตือนใจไม่ให้ปัทม์ลืมความเจ็บช้ำ ดังนั้นปัทม์ตั้งใจว่าจะสั่งสอนและแก้แค้นผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน ปัทม์ตกลงแต่งงานกับรจนาไฉนและจัดพิธีอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่มีแขกผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีการให้เกียรติใด ๆ ทั้งสิ้น ลำเพาต้องจำใจยอมเพราะกลัวพลาดสินสอดที่ปัทม์จะยอมเปิดเผยในวันงานแต่งงานเท่านั้น!!! ปัทม์ปรากฏตัวในวินาทีสุดท้ายของวันแต่งงาน ในสภาพมอมแมมยิ่งกว่าคนงานชาวเขาที่ปัทม์พามาด้วยเพื่อช่วยแบกก๋วย (ตะกร้าใส่ชา) ลำเพาและคนทั้งงานเข้าใจว่าเป็นตะกร้าใส่เงินค่าสินสอด แต่ลำเพาคิดผิดเพราะกลับเป็นใบชา!!!! ไม่ใช่เงินสดหรือทองคำ ปัทม์บอกเหตุผลว่าใบชาคือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดยิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองใด ๆ รจนาไฉนเจ็บใจที่ปัทม์จงใจฉีกหน้าตนเอง ลำเพายังดึงดันที่จะขอเงินเป็นค่าเลี้ยงดูค่าน้ำนมรจนาไฉน ปัทม์ประกาศกร้าวต่อหน้าแขก เพื่อให้ลำเพาได้อายที่คิดขายลูกกินว่าจะยอมให้เงินรจนาไฉนในฐานะคนงานคนหนึ่ง ที่ไม่มีสิทธิพิเศษแต่อย่างใด แต่ถ้าทนอยู่ด้วยไม่ไหวถือว่าสัญญาทุกอย่างเป็นโมฆะ และเป็นอิสระต่อกัน!!!! ลำเพาจำยอมรับเงื่อนไขนี้แล้วคิดหาวิธีกอบโกยต่อไป... รจนาไฉนเริ่มหวั่นใจว่ากำลังจะเจอปัญหา หากต้องใช้ชีวิตกับผู้ชายที่กักขฬะไม่ผิดมัจจุราชคนนี้ และสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นก็กลายเป็นความจริง ปัทม์สั่งรจนาไฉนเดินทางกลับเชียงรายทันทีเพื่อไปลงนรก !!!! แต่รจนาไฉนใช่จะยอมลงให้กับปัทม์ง่าย ๆ เมื่อไม่ให้เกียรติกันก็ต้องใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน รจนาไฉนใส่ชุดนอนทั้ง ๆ ที่ปัทม์บอกให้เตรียมตัวเดินทาง และไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้น ปัทม์จึงอุ้มรจนาไฉนขึ้นหลังแล้วทุ่มลงกระบะท้าย ก่อนจะขับกระชากรถออกไป รจนาไฉนดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ปัทม์ก็จับรจนาไฉนมัด ยัดขึ้นรถไปจนได้ รจนาไฉนเป็นอิสระเมื่อปัทม์เอากระสอบที่คลุมหัวออก ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือไร่ชาที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นนรกดั่งปากของปัทม์ รจนาไฉนเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าสวรรค์ในอกนรกในใจมันเป็นอย่างไร รจนาไฉนป็นลมล้มพับท่ามกลางความตกใจของคุณเปรมและคนงาน คุณเปรมกำชับให้ปัทม์ดูแลรจนาไฉนให้ดีและสมเกียรติ ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมเดินทางไปปฏิบัติธรรมตามที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ปัทม์รับปากคุณเปรม แต่พอลับหลัง ปัทม์จับเธอไปอยู่กระท่อมร้างหลังไร่ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีใคร รจนาไฉนตกใจกลัว แต่เมื่อถูกปัทม์ปรามาสว่า ถ้าทนไม่ไหวก็กลับบ้านไปซะ แต่รจนาไฉนเกิดแรงฮึด ชีวิตต้องเดินหน้า การกลับบ้านหมายถึงการยอมแพ้ และที่สำคัญครอบครัวต้องการเงินช่วยเหลือจากเธอ รจนาไฉนใช้ความรู้และความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ไปตีสนิทกับคนงานชาวเขา เพื่อขออาหาร เสื้อผ้า รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจาก พ่อเลี้ยงพูนทวี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของปัทม์ โดยที่รจนาไฉนคิดว่าพ่อเลี้ยงพูนทวีเป็นชาวเขา พ่อเลี้ยงก็นึกสนุก สวมบทบาทชาวดอยเป็นเพื่อนซี้กับรจนาไฉน ทำให้ชีวิตของรจนาไฉนมีแต่ความสุข ปัทม์ผิดหวังที่แผนขับไล่รจนาไฉนไม่เกิดผล จึงลากเธอมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ หวังจะกลั่นแกล้งและทรมานให้เธอหนีกลับบ้านให้ได้ เพื่อยกเลิกสัญญาหิวเงินของเธอ รจนาไฉนเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านของปัทม์ท่ามกลางไร่ชาแสนสวยงาม ส่วนคุณเปรมขอปลีกไปอยู่เรือนหลังเล็กเพื่อให้รจนาไฉนกับปัทม์ได้ใช้ชีวิตคู่อยู่กันตามลำพัง แต่สั่งให้ จันทร์เจ้า สาวเหนืออ่อนหวานเป็นต้นห้อง และมี ปยงค์ หัวหน้าแม่บ้านคอยดูแลอีกที และเช่นเคยลับหลังคุณเปรม ปัทม์สั่งสอนรจนาไฉนด้วยการเอาหน้าที่ของภรรยามาอ้าง ใช้ให้เธอทำงานบ้านทุกอย่างและคอยทำกับข้าวให้สามีกินทุกวันทุกมื้อโดยห้ามให้ใครช่วย แต่ปัทม์ต้องตะลึงไม่เคยคิดว่าผู้หญิงใส ๆ จะทำหน้าที่แม่บ้านแม่ครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากนั้นด้วยความน่ารักและมีน้ำใจ พูดจาไพเราะของรจนาไฉนก็ทำให้เปรมและคนงานในไร่รักเธอได้ไม่ยาก ร้อนถึง อุรารัตน์ ลูกสาวของ พ่อเลี้ยงเจง เจ้าของรีสอร์ทหรูในพื้นที่ รู้ว่าปัทม์พารจนาไฉนมาอยู่ ก็บุกมาที่บ้าน เพราะต้องการแย่งชิงปัทม์ผู้ชายที่หลงรักมานานแล้ว อุรารัตน์ออเซาะปัทม์อย่างไม่เกรงใจ ปัทม์ก็เลยสนองตอบกับอุรารัตน์ หวังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับรจนาไฉน ทว่ารจนาไฉนกลับนิ่งเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อน แม้ปัทม์จะออกไปนอนค้างกับผู้หญิงอื่นนอกบ้าน เธอก็ไม่สนใจ เพราะเธอไม่ได้รักปัทม์ ปัทม์ยิ่งขุ่นเคืองเมื่อพบว่าปวุฒิได้ย้ายมาประจำที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อภารกิจปราบปรามยาเสพติด ปัทม์สบประมาทปวุฒิว่าเอาหน้าที่การงานมาอ้าง แท้ที่จริงเพียงเพื่อจะแย่งเมียชาวบ้าน ปวุฒิหาทางมาคอยดูแลรจนาไฉนเสมอ เพราะยังเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันโลมฤทัยก็ดั้นด้นขอมาพักที่ไร่ชาของปัทม์ โดยอ้างว่ากลัวรจนาไฉนจะเหงาที่ต้องจากบ้านมาไกล ทั้ง ๆ ที่ใจต้องการมาแย่งชิงหัวใจปวุฒิให้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ปวุฒิที่เทียวไล้เทียวขื่อมาที่บ้านไร่ แต่ ปลัดวราห์ ปลัดหนุ่มเจ้าสำราญ และพ่อเลี้ยงพูนทวีก็หลงเสน่ห์อันอ่อนโยนเหมือนเจ้าหญิงของรจนาไฉน แถมยังเข้าใจผิดคิดว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวของปัทม์ จึงแวะเวียนมาหารจนาไฉนเสมอ ทำให้ปัทม์อารมณ์เสีย และพาลลงกับรจนาไฉนทุกครั้ง หาว่าเธอกำลังหาที่เกาะใหม่เตรียมเอาไว้แทนเขา รจนาไฉนไม่พอใจที่ถูกดูถูกก็เลยเถียงกลับว่าเธอมีสิทธิ์ เพราะเธอถือว่าปัทม์ไม่ใช่เจ้าของเธอ และนั่นทำให้ปัทม์โมโหคว้ารจนาไฉนมาจูบสั่งสอน แต่เปรมที่ได้ยินเสียงทะเลาะกันจึงเข้ามาห้ามเสียก่อน แล้วปัทม์ก็รู้ว่าที่วราห์เข้าใจว่ารจนาไฉนเป็นน้องสาวเป็นเพราะคำแนะนำของเปรม ทำให้ปัทม์รู้สึกผิดขึ้นมาบ้างที่เข้าใจรจนาไฉนผิด แต่เขาก็หาเหตุผลให้กับตัวเองว่าบางทีรจนาไฉนอาจจะต้องการหาที่เกาะใหม่อย่างที่เขาคิดจริง ๆ ก็ได้ เพราะปัทม์ไม่เคยผิด!! รจนาไฉนเสียใจกับการกระทำของผู้ชายหยาบช้าที่ไม่ให้เกียรติเธออย่างปัทม์ ยังผลให้คิดถึงผู้ชายแสนดีอย่างปวุฒิขึ้นมาจับใจ โดยที่รจนาไฉนไม่เคยรู้ว่าปวุฒิเองก็คิดถึงรจนาไฉนอยู่ทุกลมหายใจ แม้ว่าโลมฤทัยจะพยายามปลอบใจปวุฒิ บ่อยครั้งที่เธอพร้อมจะยอมปล่อยกายให้ปวุฒิเชยชม เพื่อหวังจะให้เขาลืมพี่สาวนอกไส้ของเธอ แต่ปวุฒิก็ไม่ทำ เพราะหัวใจของเขามีแต่รจนาไฉนคนเดียว และหวังอยู่เสมอว่าวันหนึ่งรจนาไฉนจะเลิกกับปัทม์แล้วกลับมาหาเขา แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่ปวุฒิคิด เพราะถึงแม้ว่าปัทม์กับรจนาไฉนจะยังไม่ได้รักกัน หนำซ้ำยังมีมือที่สามและสี่ที่ทำท่าจะมาแยกทั้งคู่ แต่ก็ยังมีเปรมที่รักและเอ็นดูผู้หญิงดี ๆ อย่างรจนาไฉนมากจนไม่อยากเสียเธอไป เปรมจึงทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ด้วยการพารจนาไฉนไปแนะนำกับทุกคนว่า รจนาไฉนเป็นลูกสะใภ้ที่เธอภาคภูมิใจ ต้องการให้พวกที่หวังในตัวลูกชายและลูกสะใภ้ถอดใจซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นวราห์กับอุรารัตน์นั่นเอง วราห์อึ้งเมื่อรู้ความจริงว่ารจนาไฉนเป็นเมียของปัทม์ไม่ใช่น้องสาว แต่อุรารัตน์ก็ยุยงให้วราห์สู้ต่อ เพราะแน่ใจว่าปัทม์กับรจนาไฉนไม่ได้รักกัน และยังบอกด้วยว่ารจนาไฉนเป็นลูกสาวเศรษฐีจากกรุงเทพฯ จะต้องมีมรดกเยอะแน่นอน ทำให้คนเห็นแก่เงินอย่างวราห์มีความหวังอีกครั้ง และหมายมั่นปั้นมือว่าจะแย่งรจนาไฉนมาจากปัทม์ให้ได้ ผิดกับพ่อเลี้ยงพูนทวี เมื่อเขารู้ความจริงว่าผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักเป็นภรรยาของปัทม์ เขาก็ไม่คิดจะแย่ง มีแต่ความปรารถนาดีให้รจนาไฉนอย่างแท้จริง รจนาไฉนจึงไว้วางใจให้พูนทวีเป็นเพื่อนของเธอ ดังนั้นเมื่อรจนาไฉนมีปัญหาทุกข์ใจหรือต้องการเพื่อนคุยคลายเหงา เธอก็มักจะนึกถึงพ่อเลี้ยงพูนทวีเสมอจนทั้งคู่จึงสนิทสนมกัน และแน่นอนว่าความสนิทสนมของรจนาไฉนกับพ่อเลี้ยงพูนทวีไม่อาจหลุดพ้นสายตาของปัทม์ไปได้ เขาจึงยิ่งชังหน้าของรจนาไฉนที่ยั่วยวนผู้ชายหลายคนเอาไว้เป็นตัวเลือก ปัทม์กับรจนาไฉนจึงมีปากเสียงกันตลอด เปรมต้องการทำให้ปัทม์ใจอ่อน ด้วยความอ่อนโยนของรจนาไฉน จึงออกความคิดให้รจนาไฉนเป็นแม่ครัวทำอาหารให้คนงาน รจนาไฉนจะได้ไม่เบื่อที่ต้องอยู่กับบ้านเฉย ๆ การปรากฏตัวของนายหญิงสร้างความกระดี๊กระด๊าให้กับคนงาน หนำซ้ำพวกเขายังขอให้ปัทม์โชว์ความหวานกับภรรยาให้เป็นขวัญตา ปัทม์ก็ยอมกอดและหอมแก้มรจนาไฉนเพราะไม่อยากเสียหน้ากับลูกน้อง และที่สำคัญต้องการแกล้งให้รจนาไฉนอึดอัดใจ แต่สิ่งที่ปัทม์ทำกลับสร้างความวาบหวามใจให้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว แต่ปัทม์ก็รีบสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งไป เพราะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะสั่งสอนผู้หญิงหิวเงินง่าย ๆ พวกคนงานต่างพูดจาชื่นชมสรรเสริญถึงความอ่อนโยน ความเมตตา เห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของรจนาไฉนให้ปัทม์ฟัง แต่ปัทม์ยังไม่ยอมทำลายกำแพงของตัวเองที่มีต่อรจนาไฉน เขามั่นใจว่ารจนาไฉนกำลังสร้างภาพให้ทุกคนตายใจ แต่เมื่อปัทม์ได้ไปพบเห็นกับตาว่ารจนาไฉนมีใจเอื้อเฟื้อต่อครอบครัวคนงานมากแค่ไหน ทำให้ปัทม์เริ่มรู้สึกดีกับรจนาไฉนมากขึ้น ความหยาบคายที่เขาหยิบยื่นให้รจนาไฉนก็น้อยลงจนแทบจะไม่เหลือ รจนาไฉนเองก็รู้สึกอบอุ่นอยู่ลึก ๆ ในหัวใจทุกครั้งที่ได้ยืนเคียงข้างปัทม์ทำงานในไร่ชา ซึ่งอุรารัตน์สังเกตเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ของปัทม์ อุรารัตน์จึงร่วมมือกับวราห์วางแผนสร้างความร้าวฉานด้วยแผนร้าย ด้วยการใช้ปวุฒิเป็นเครื่องมือ เพราะรู้ดีว่าปวุฒิคือคนรักเก่าของรจนาไฉน แต่โลมฤทัยเข้ามาขวางแผนการเสียก่อน ทำให้แผนของอุรารัตน์และวราห์พลาดไป แต่สิ่งที่ได้มาคือทำให้ปวุฒิเพิ่งจะสัมผัสได้ว่า โลมฤทัยจริงใจกับปวุฒิมากเพียงใด และที่สำคัญทำให้ปัทม์หัวเสียยิ่งกว่าครั้งใด ๆ เพราะปัทม์เริ่มรู้สึกว่ากำลังใจอ่อนให้กับรจนาไฉน และเผลอจูบปากรจนาไฉนด้วยใจร่ำร้องหา รจนาไฉนตกใจตบหน้าปัทม์อย่างแรง ปัทม์โมโหคิดว่ารจนาไฉนเล่นตัว จึงกระชากตัวรจนาไฉนเข้ามากอด อารมณ์อันคุกรุ่นภายในหัวใจของทั้งคู่แต่ไม่ยอมเปิดเผยเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้คืนนั้นปัทม์และรจนาไฉนกลายเป็นของกันและกันโดยเต็มใจ แต่เมื่อมอบร่างกายและหัวใจให้กับมัจจุราช เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาต้องเจอกับอะไร เป็นสิ่งที่รจนาไฉนหวั่นใจเป็นที่สุดแล้วสิ่งที่รจนาไฉนกลัวก็เป็นจริงอีกครั้ง ปัทม์กลับทำเมินเฉยเหมือนเรื่องที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น รจนาไฉนร้าวรานใจที่ถูกย่ำยีอย่างร้ายแรงที่สุดในชีวิต โดยที่รจนาไฉนไม่รู้ว่า ปัทม์เองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่จำเป็นต้องเลือกที่จะตัดใจจากการหลงรักผู้หญิงหิวเงินอย่างรจนาไฉน แทนที่จะปล่อยใจให้หลงรัก หลังจากลำเพาโกหกว่ารจนาไฉนต้องการเงินก้อนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ลำเพาเองนั่นแหละคือคนที่อยากได้ไปปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อของตัวเอง รจนาไฉนตัดสินใจหนีออกไปจากบ้านไร่ และที่พึ่งเดียวของรจนาไฉนคือพ่อเลี้ยงพูนทวี รจนาไฉนไม่อยากรบกวนปวุฒิ ที่กำลังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโลมฤทัย ปัทม์ขับไล่ไสส่งรจนาไฉนอย่างไม่ใยดี แต่ในใจมันไม่ใช่!!!! ปัทม์ออกอาการหึงหวง พ่อเลี้ยงพูนทวีมองออกว่าทั้งสองคนต่างมีทิฐิและความไม่เข้าใจกัน ทำให้เรื่องยุ่งยากกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งอุรารัตน์เข้ามาเป็นมือที่สามอยู่บ่อย ๆ ทำให้พ่อเลี้ยงพูนทวีต้องการเป็นกาวใจให้กับปัทม์และรจนาไฉน พ่อเลี้ยงพูนทวีทำให้ปัทม์และรจนาไฉนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน โดยความช่วยเหลือของ ชิ จันทร์เจ้า และปยงค์ที่เปลี่ยนใจหันมารักรจนาไฉนความสัมพันธ์ของปัทม์กับรจนาไฉนก็ค่อยๆ ดีขึ้น ความอ่อนโยนที่ปัทม์มีต่อรจนาไฉน ทำให้ความเกลียดชังในใจของรจนาไฉนค่อย ๆ เลือนหาย ประกอบกับรจนาไฉนได้เห็นว่าปัทม์เครียดกับการถูกใส่ร้ายว่าค้ายาเสพติด ตอนแรกรจนาไฉนหวั่นไหวคิดว่าปัทม์ทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่ปวุฒิที่สืบเรื่องนี้มานานให้ความเชื่อมั่นกับรจนาไฉนว่า ปัทม์คือผู้บริสุทธิ์ รจนาไฉนคอยถามข่าวคราวของคดีจากปวุฒิ แต่กลับทำให้ปัทม์เข้าใจผิด คิดว่าถ่านไฟเก่าระหว่างรจนาไฉนและปวุฒิยังไม่มอดดับลง จนกระทั่งวันหนึ่งรจนาไฉนได้ยินข่าวว่าพวกของปัทม์ยิงปะทะกับพวกของ หน่อเอ ชาวเขาที่หันไปลักลอบปลูกฝิ่น ฝ่าฝืนสัญญาที่เคยให้ไว้กับปัทม์ และมีคนถูกยิงเสียชีวิต แต่พวกหน่อเอหนีไปได้ ด้วยความเป็นห่วงรจนาไฉนรีบวิ่งไปหาสามี แล้วเธอก็พบร่างปัทม์นอนนิ่ง รจนาไฉนถึงกับร้องไห้โฮและสารภาพรักปัทม์ ทำให้ปัทม์รู้ว่ารจนาไฉนห่วงเขามากแค่ไหน ปัทม์ซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูกจนเขาแน่ใจว่าเขารักเธอ บวกกับได้รู้ความจริงจากปากของนพรัตน์ว่า เบื้องหลังการรีดไถเงินที่ปัทม์เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรจนาไฉน แท้ที่จริงเป็นคำสั่งของลำเพา ปัทม์โล่งใจที่ตัวเองรักผู้หญิงที่ไม่ใช่คนหิวเงินอย่างที่เข้าใจ จึงตัดสินใจจะบอกรักรจนาไฉน แต่ยังไม่ทันได้บอกปวุฒิก็เขามาหารจนาไฉน พร้อมกับข่าวดีข่าวสำคัญ ปัทม์เข้าใจผิดคิดว่าข่าวดีนั้นคือรจนาไฉนกับปวุฒิกลับมาคืนดีกัน โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ปวุฒิมีข้อมูลสืบทราบมาว่า ตัวการค้ายาเสพติดที่แท้จริงคือใคร และปัทม์จะได้พ้นมลทิน แต่ทุกอย่างก็คลี่คลาย ปัทม์พ้นมลทิน เสี่ยเจงที่เป็นผู้บงการขบวนการค้ายาเสพติด และปลัดวราห์ที่ร่วมมือด้วย ถูกจับได้จากการซัดทอดของหน่อเอ ที่เปลี่ยนใจเพราะพ่ายแพ้ต่อหัวใจลูกผู้ชายของปัทม์ ปัทม์ช่วยปวุฒินำกองกำลังตำรวจเข้าสกัดจับเสี่ยเจงและปลัดวราห์ก่อนที่จะหนีข้ามชายแดนไปได้ในที่สุด รจนาไฉนกำลังจะไปแสดงความยินดีกับปัทม์ แต่พบอุรารัตน์เข้ามาโกหกว่าเธอท้องกับปัทม์ รจนาไฉนเสียใจมาก ทั้งที่ความจริงเธอรู้ว่าเธอมีสิทธิ์ในตัวปัทม์มากกว่าใคร แต่รจนาไฉนก็รู้ดีกว่าใครว่าการเป็นลูกกำพร้ามันปวดร้าวมากเพียงใด รจนาไฉนไม่ต้องการให้เด็กในท้องของอุรารัตน์เป็นกำพร้า เธอก็เลยตัดสินใจที่จะหนีไปจากชีวิตของปัทม์ ระหว่างทางที่รจนาไฉนจะหนีกลับกรุงเทพฯ พ่อเลี้ยงรู้เรื่องทั้งหมดเข้าก็ขอให้รจนาไฉนไปอยู่ที่บ้านของตนก่อน ปัทม์ตามหารจนาไฉนจนทั่วจนพบว่าไปอยู่ที่บ้านของพ่อเลี้ยง ปัทม์โกรธพ่อเลี้ยงมากเพราะคิดว่าถูกหักหลัง แต่พ่อเลี้ยงก็ยืนยันว่าตัวเองและรจนาไฉนบริสุทธิ์ใจกัน แต่ที่รจนาไฉนหนีมาเป็นเพราะว่าปัทม์ทำอุรารัตน์ท้อง ซึ่งปัทม์ยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำ แต่รจนาไฉนไม่เชื่อ เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของปัทม์มันฟ้อง ปัทม์มาง้อรจนาไฉนที่บ้านทุกวัน ยอมนั่งเฝ้าหน้าประตูอยู่ตลอดทั้งคืน แต่รจนาไฉนก็ไม่ใจอ่อน แม้พ่อเลี้ยงพูนทวี ปวุฒิ และโลมฤทัยจะมาเกลี้ยกล่อมขอให้รจนาไฉนเชื่อใจปัทม์ รจนาไฉนก็ไม่ยอม ปัทม์สิ้นหวัง!!!! ปัทม์สั่งชิและลูกน้องให้กลบหลุมฝังศพของภรรยาเก่าให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากถูกตอกย้ำด้วยแรงแค้น ตอนนี้ปัทม์รู้แล้วว่า ผู้หญิงไม่ได้เป็นอย่างที่ปัทม์คิดทุกคน รจนาไฉนเป็นคนดี ความดีของรจนาไฉนเอาชนะความกักขฬะในหัวใจของมัจจุราชอย่างปัทม์ไปเสียสิ้น สมควรแล้วที่รจนาไฉนจะทิ้งตนไป ปัทม์ร่ำลาเปรม ขอปลีกตัวไปจากที่นี่ ไปโดยไม่มีจุดหมาย ปัทม์ขับรถออกเดินทางอย่างคนที่ใจสลาย แต่แล้วรจนาไฉนยืนดักรอปัทม์อยู่ที่ทางเข้าไร่ชาในชุดนอนสีเหลือง ชุดที่รจนาไฉนสวมเมื่อครั้งเดินทางมาที่นี่กับปัทม์ในครั้งแรก ปัทม์ได้รู้ว่า รจนาไฉนรู้ความจริงเรื่องอุรารัตน์ไม่ได้ท้องกับปัทม์และไม่เคยมีอะไรลึกซึ้งด้วย จากปากของอุรารัตน์ที่มาสารภาพความจริงเองว่า อุรารัตน์ท้องกับปลัดวราห์ แต่ที่โกหกเพราะต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว และจำใจต้องมาสารภาพความจริงเพราะเปรม ปยงค์ ชิ จันทร์เจ้ามาหว่านล้อมให้เห็นแก่ความรักของปัทม์และรจนาไฉน และเงินทุนเลี้ยงชีวิตที่เปรมเมตตามอบให้ ปัทม์ตัดสินใจเลี้ยวรถกลับพารจนาไฉนไปยืนมองดูอาณาจักรไร่ชา ที่กำลังเติบโตอย่างที่ใฝ่ฝัน ปัทม์และรจนาไฉนให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ทิฐิใส่กัน รจนามีความสุขที่สุดในชีวิตที่ได้กลายเป็นเจ้าหญิงดั่งที่เคยฝัน แต่คนที่ยืนเคียงคู่ไม่ใช่เจ้าชายแสนเพอร์เฟคท์เหมือนในนิทาน กลับเป็นมัจจุราชผู้อ่อนหวาน...มัจจุราชสีน้ำผึ้ง...ผู้ยอมศิโรราบให้กับความดีของรจนาไฉนอย่างหมดหัวใจ ติดตามความสนุกเข้มข้นของ ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง ได้ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครมัจจุราชสีน้ำผึ้ง รายชื่อนักแสดงนำ ธีรเดช วงศ์พัวพัน รับบท ปัท ปัทมกุล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ รับบท รจนาไฉน อภิญญา สกุลเจริญสุข รับบท โลมฤทัย วริษฐ์ ทิพโกมุท รับบท ปวุฒิ อภิษฎา เครือคงคา รับบท อารีรัตน์ สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล รับบท ปลัดวราห์ นิรุตติ์ ศิริจรรยา รับบท พ่อเลี้ยงเจง พิษณุ นิ่มสกุล รับบท พ่อเลี้ยงพูนทวี สาวิตรี สามิภักดิ์ รับบท คุณเปรม ภัสสร บุณยเกียรติ รับบท ลำเพา สุเชาว์ พงษ์วิไล รับบท นพรัตน์ พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา รับบท ปยงค์ บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ รับบท ชิ

อุ้ม กวิสรา คะกิจ PR สาวสวย เจ้าของธุรกิจในวัย 34 ปี ที่สตาร์ทจาก เงินเดือนเพียง 7,000 บาท !!!
Channel V /  PR / 

ในวันนี้ที่เรามองเห็นชีวิตผู้คนรอบตัวที่อยู่ตรงหน้า ใครจะไปเชื่อว่า เด็กผู้หญิงเฮี้ยวๆ คนหนึ่ง ที่แทบจะสร้างวีรกรรมในรั้วโรงเรียนได้แบบสุดๆ  เที่ยวผับ หนีเรียน ฯลฯ เรียนจบมาก็เริ่มต้นทำงานหาเลี้ยงตัวเองในเมืองกรุง ด้วยเงินเดือนเพียง 7,000 บาท แถมติดหนี้บัตรเครดิตเป็นแสน  ในวันหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้บริหารบริษัทของตัวเอง ในวัยเพียง 34 ปี  วันนี้ Women.MThai ขอชวนคุณมาพูดคุยกับ อุ้ม กวิสรา คะกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ดูแลด้านภาพลักษณ์ การประชาสัมพันธ์ และการสร้างแบรนด์ให้บริษัทต่างๆ มากมาย และ ยังขอท้าทายความสามารถตัวเองขึ้นไปอีก ด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ เปิดอีก 1  ธุรกิจ ในฐานะผู้ออกแบบความบันเทิงหน้าใหม่ให้กับเมืองไทย ในชื่อ บริษัท มอร์ เอ็น มอร์ จำกัด.... อะไรกันหนอที่พลิกชีวิตของเธอได้ขนาดนี้ ....ลองมาคุยกับเธอกันค่ะ วีรกรรมสุดโต่งในวัยเด็ก ของ อุ้ม กวิสรา คะกิจ ชีวิตสุดโต่งในวัยเด็ก MThai เป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้ พ่อกับแม่ครอบครัวก็ไม่รู้เรื่องนี้ มันมีช่องว่างของคนที่เป็นลูกทหาร พอเราเป็นลูกทหาร ชีวิตอยู่ในกรอบระเบียบวินัยหมดเลย ตั้งแต่ตื่น 6 โมงเช้า ทานข้าว ทำกิจกรรมประจำวัน แต่มันก็มีช่องว่างตรงที่ เป็นเด็กเรียนดี เป็นเด็กกิจกรรม ที่เป็นคนเด่นคนดังในสมัยเรียน แต่เราก็ซ่อน ความเฟี้ยว ไว้ตรงที่ดื้อทุกประเภท อันนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจน้องๆ อย่า เอาไปเลียนแบบนะคะ 1. ยุคนั้นเป็นยุคที่ไม่ต้องตรวจบัตรประชาชน เข้าผับตั้งแต่อายุ 15 2. แอบดูดบุหรี่ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี น้องๆ อย่าเลียนแบบ 3. เป็นเด็กเรียนที่ดื้อ เฟี้ยวขนาดนี้ กิจกรรมเริ่ด การเรียนดี รู้ม่ะได้เหรียญนะจ๊ะ เรื่องหนีโรงเรียนนี่ไม่ต้องนับ เป็นเรื่องง่ายมาก เพราะว่าเรียนประถม กับ มัธยมที่ สกลนคร ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการ์เม้นท์ เสื้อผ้า เพื่อนก็จะมีรถกระบะ ก็จะมีผ้าใบปิดข้างหลัง เพื่อที่กันฝนกันแดดของข้างใน ก็อัดกันลงไปในนั้น ขับออกจากโรงเรียน ไปเที่ยว ไปเล่นน้ำคลอง ไปใช้ชีวิต แล้วก็ เฮี้ยวสุดคือเราเป็นเด็กสายวิทย์ แต่เราเป็นคนตัวเล็ก เราจะมีคดีกับเด็กสายศิลป์บ่อยมาก เพราะเด็กสายศิลป์ผู้ชายจะหน้าตาดี ส่วนเด็กสายวิทย์ก็จะหน้าตาน่ารัก จะหน้าตาคุณหนู กรุ้มกริ่มเหมือนถูกเทรนมาเพื่อไปเป็นหมอ ก็จะไปแย่งหนุ่มๆ กับสาวสายศิลป์ หนุ่มๆ ก็จะเป็นนักร้อง ในยุคนั้นใส่ชุดนักเรียน ในแบบที่เป็นผู้นำแฟชั่น ใส่กระโปรงเอวสูง เรียกว่า กระดุม 3 เม็ด ภาษายุคนั้น แล้วกระโปรงต้องห้ามเกินหัวเข่า เข้าห้องน้ำโรงเรียน ที่มีกำแพงกั้นแต่ว่ามันสามารถปีนได้ เจอขันสาดน้ำข้ามเข้ามาอีกห้องหนึ่ง แล้วนึกสภาพเด็กนักเรียนชุดขาว เปียกทั้งตัว ถ้าเป็นคนอื่นคงนั่งร้องไห้ แต่อุ้มและกลุ่ม วิ่งออกมาดักอีกข้างนึง เพื่อวิ่งไปดึงเพื่อนคนนั้น เข้าไปทำร้ายต่อในห้องน้ำ ไม่นับครั้งการขึ้นห้องปกครองเลย แต่มันหักลบกลบหนี้ได้ตรงเรียนดี เกรด 4 ตลอด เป็นประชาสัมพันธ์โรงเรียน เป็นคนนำสวดมนต์ เป็นคนเชิญธง เป็นนักกิจกรรมทุกอย่าง ในโลกใบนี้ที่โรงเรียนให้ทำ อุ้มทำหมดเลย มันก็เลย เป็นความบาลานซ์ที่จะทำโทษมัน สุดโต่งก็ไม่ได้ เพราะว่าสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน แต่ถ้าไม่ทำโทษเลยก็จะเป็นรุ่นพี่ ที่ไม่ดี นั่นล่ะค่ะ  วีรกรรมสุดโต่งตอนเรียน เป็นนางงามกีฬาสีนะ เอาสิ แถมนำสวดมนต์ตอนเช้าตลอด จากความแก่น ของตัวเอง คิดอะไรได้บ้าง เราเห็นอะไรบ้าง ณ ตรงนั้น ในวัยนั้น คิดอะไรไม่ได้เลยนะ ไม่ได้คิดไปต่อเลย ว่า ทำไปแล้วจะดี -ไม่ดียังไง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ว่าคิดได้แค่ว่าจุดนั้นคือเท่สุดแล้ว ทำได้ตรงนั้นคือเก่งมาก เท่มาก ได้รับการยอมรับ จากเพื่อน จากรุ่นน้อง จากสังคมตรงนั้น ไม่ได้คิดต่อเลยว่า จากตรงนั้นมันมีข้อดี ข้อเสียยังไง แต่ จุดที่ทำให้คิดได้ คือ โรงเรียนจะชอบ พาไปดูหนัง แต่จะไปกันทั้งกลุ่ม โรงเรียนพาไปดูเรื่องเสียดาย 2 นั่นน่ะคือ จุดเปลี่ยนชีวิตเลย พอเห็นแล้ว ดูแล้วหายใจไม่ออก ดูแล้วอึดอัด เป็นอย่างนั้นเลย มันจะมีฉากหนึ่งที่ น้องนักแสดงที่เล่นเป็น แป๋ม ใส่แว่นตา เขาฉีดยาเข้าเส้น แล้วเขาช็อกไปเลย โห เราเหงื่อออกทั้งมือ จับแขนเพื่อน เห้ย ไม่เอาอีกแล้ว กลัว เหมือนเห็นตัวเองว่าถ้ายังข้ามลิมิตตรงนั้นไปอีก ผลมันคือจะเป็นตรงนั้น เรื่องเสียดาย 2 เลยเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตว่า อย่าอยากรู้อยากเห็น เกินกว่าสิ่งที่มันถูกต้องเลยจะดีกว่า ก็เลยถอยตัวเองกลับมา ซีนหนึ่งในภาพยนตร์ เสียดาย 2 ตัวละครแป๋ม ในชุดยุวกาชาด ภาพจากภาพยนตร์ เสียดาย 2 ชีวิตแรกบิน...พ้นอกพ่อแม่ ทำมาหากิน เลี้ยงตัวเอง ในกรุงเทพฯ ด้วยเงินเดือนเพียง 7,000 บาท เมื่อเรียนจบแล้ว ชีวิตมีอยู่ 3 ทางเลือก ทางเลือกแรก ไปอยู่ต่างประเทศกับยาย ทางเลือกที่ 2 คือ ทำงานที่บ้าน ไม่ต้องออกไปไหนจากอกพ่อกับแม่ เพราะพ่อไม่อยากให้ไปไหนเลย อยากให้อยู่ด้วยตลอดเวลา ทางเลือกที่ 3 คือ  มาใช้ชีวิตที่อยากใช้ เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปคือหนีมาตายเอาดาบหน้า ที่กรุงเทพ เลือกทางเลือกที่ 3 จำเลยได้ว่า วันแรกที่จะมาอยู่กรุงเทพฯ ขอเงินพ่อกับแม่มา 3 หมื่นบาทที่จะมาเช่าหออยู่ ทำงานที่แรกเงินเดือน 7 พัน ร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่เคยใช้เงิน 7 พันแล้วพอ เพราะตอนเรียนคือ  ขอเท่าไหร่ได้เท่านั้น ขอวันนี้ได้วันนี้ ขอพรุ่งนี้ได้พรุ่งนี้ ไม่จุดหยุดของการใช้ตังค์ เพราะว่าเป็นเด็กใช้ชีวิตสุดโต่งมาก  แต่พอมาทำงานได้ 7 พันบาท ถ้าบอกพ่อกับแม่ว่าได้เงินเดือน 7 พันบาท ซวยแน่ๆ ถูกเรียกกลับบ้านแน่ๆ พ่อแม่ไม่รู้ คิดดูว่าอยู่ยังไง  7 พันบาท เช่าหออยู่ใช้ชีวิตในเงินเดือน  7 พันบาท ทำงาน เดินทาง กิน รับผิดชอบชีวิตตัวเองทุกอย่าง ทำงาน 7 วัน เหนื่อยมั่กมากกกกกก (ลากเสียงยาว) ทำยังไง...ร้องไห้ อ๊ะ ถ้าร้องไห้ปุ๊บได้กลับบ้านแน่ๆ เพราะถ้าร้องไห้ คนแรกที่จะโทรไปร้องไห้คือ ร้องไห้กับแม่ ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องถึงพ่อแน่นอน ได้กลับบ้านแน่ๆ  เลยเลือกวิธีที่ 2 หาอาชีพเสริม คุณอุ้ม กับครอบครัว อาชีพแรกที่ได้ทำงานคือเป็นพีอาร์ ตอนนั้นไม่เข้าใจคำว่า ประชาสัมพันธ์กับ สาวเชียร์เบียร์หรือว่า พริตตี้ ในร้านอาหารแถว RCA หรือแถว รัชดามันต่างกันยังไงไม่รู้ เพราะเพิ่งมาจากต่างจังหวัดใหม่ๆ  รู้แค่ว่าหางานทำ อะไรก็ได้ที่ทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จะได้มีเงินซัพพอร์ตตัวเอง พุ่งไปรัชดาเลย ไปสมัคร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาเลือกเพราะหน้าตาน่ารักหรือเพราะอะไร ไม่รู้ แต่เขารับเลย ค่าจ้างก็วันละ 350 พรุ่งนี้มาเริ่มงานเลย แล้วจะได้มากกว่านั้นเป็นร้อย เป็นพัน เป็นแสน ก็ขึ้นอยู่ที่ความสามารถ ก็งง เอ๊ะ! ทำไมเงินไม่เหมือนกันกะงานที่เราทำ ก็เลยไปเสิร์ช อินเตอร์เน็ต เห้ย ...มันคนละความหมาย นี่หว่า ประชาสัมพันธ์กับ พีอาร์กลางคืน คนละความหมาย กันเลย ก็เลยถอยตัวเองกลับมา มีเงินติดตัวอยู่ 3,500 บาท ทำอะไรดีกับก้อนนี้ เลือกไปเป็นสาวเชียร์เบียร์ เชื่อป่ะ ไปสมัครเป็นสาวเชียร์เบียร์  ได้ไปเชียร์เบียร์ที่สนามกอล์ฟ  ออลสตาร์ ก็อาจจะขาว อาจจะตัวเล็ก อาจจะถูกสเป็ก ญี่ปุ่น เจอ ญี่ปุ่น ตบตูดไป 2 ที ฟาดเบียร์ไป 1 ที ไม่ได้เงินคืนเลย มัดจำ 3,000 (เล่าไปหัวเราะไป) กลับมาร้องไห้ที่บ้าน ทำยังไงล่ะ ไม่มีเงินเหลือแล้ว โทรไปยืมตังค์พี่ชาย พอยืมปุ๊บ ถึงหูแม่ปั๊บเลยค่ะ  น้าขับรถมาเลยจากพุทธมณฑลสาย 2 ดิ่งมาหาอุ้ม นั่นเป็นครั้งแรกที่ รู้ว่าหลานอยู่ยังไง มีชีวิตเป็นอยู่ยังไง ก็เลยบอกเขาว่า ขอเวลา 3 ปี ถ้า 3 ปี ดูแลตัวเองไม่ได้จะกลับบ้าน ไม่มีเงื่อนไขแล้ว น้าเลยกลับ เห้ย แต่ชนะ!  เราอยู่ได้ เพราะตั้งเป้ากับตัวเองเป็นเม็ดเงินไว้ว่า ถ้าอายุเท่านี้จะต้องมีเงินเท่านี้ ไปในแต่ละสเต็ปอายุ เลยกลายเป็นเด็กที่ทำงานหนักกว่าคนอื่น ทำงาน 24 ชั่วโมง ในสมองคิดงานตลอดเวลา เพราะมีเป้าเป็นเงิน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับบ้าน ชีวิตที่ Channel [V] เปลี่ยนงาน เปลี่ยนชีวิตที่ Channel [V] Thailand  Channel [V] Thailand  เป็นงานที่ 2 ผู้ใหญ่เห็นความขยัน ความสามารถและเราเป็นคนชอบฟังเพลง มีแรงบันดาลใจคือพี่ตะแง๋ว บุษบา มหัตถพงศ์ สมัยก่อนบ้านไม่สามารถที่จะดูเคเบิลได้ ขอไปดูบ้านคนอื่น ที่บ้านรุ่นพี่ ดูเสร็จต้องปั่นจักรยานไปออฟฟิศพ่อที่ค่ายทหารเพื่อขอส่งแฟ็กซ์ มีวันหนึ่งที่รับงานฝิ่น ( คำแสลง แปลว่า ฟรีแลนซ์)  แล้วไปเจอคนที่ Channel [V] Thailand  ชื่อน้องนนท์ ไปงานนี้ด้วย แล้วเป็นจังหวะที่ Channel [V] Thailand หาพีอาร์ เค้าเห็นงานที่เราทำแล้วคงชอบในตอนนั้นเลยเรียกมาสัมภาษณ์งาน และตอนนี้คนคนนั้น ก็กลายมาเป็นลูกค้ากัน“น้องนนท์ – นนท์ อมาตย์ทัศน์”Brand Manager ที่คอนเนตโต ตอนนั้นนั่งทำพอร์ท ทำทุกอย่าง เป็นครั้งแรกที่เตรียมความพร้อมไปสัมภาษณ์งานโดยการ พูดกับกระจก เพื่อที่จะไม่ให้หลุดทุกคำถามที่เขาถาม ไปถึงเขาไม่สัมภาษณ์อะไรเลยอ่ะ เขาพูดประโยคสั้นๆ ว่าสวย เหมาะกับคาแรคเตอร์ Channel [V] Thailand ขออย่างนี้แล้วกัน ไปส่งข่าวพอลล่าให้หน่อย ถ้าได้ลงปุ๊บรับเลย ไม่คิดอะไรเลย กลับไปทำปึ๊งๆ โทรหาเลย เล่มที่ลงให้คือหนังสือพิมพ์บ้านเมือง พี่บี สุทธีวรรณ ถิตย์ผาด  ลงพอลล่าให้เกือบครึ่งหน้าขอกราบและจดจำเป็นพระคุณจนทุกวันนี้ Channel [V] Thailand ....ชีวิตไม่เหมือนฝัน Channel [V] Thailand โทรกลับมาเลย รับเข้าทำงาน โคตรภูมิใจ โคตรดีใจ ได้เดินเข้าไปทำงานที่ Channel [V] Thailand แต่....เข้าไปทำในยุคเปลี่ยนน้ำ มียุคเจนเก่า กับยุคเจนใหม่ เข้าไปทำได้ 3 วันร้องไห้เลย อยากจะลาออก เคยได้ยินไหมว่า ที่ทำงานในฝัน แต่เข้าไปแล้วมันไม่เหมือนฝัน มันไม่เหมือนกันเลย ไม่เคยเจอสภาพแบบนี้ ตอนนั้น ได้กำลังใจจากครอบครัว บอกว่า ถ้ามีฝันแล้ว อย่าทิ้งฝัน มีฝันแล้วต้องสู้ ทำให้ถึงฝัน อุ้มก็สู้เลย ก็ทำทุกอย่างจนได้รับการยอมรับ ถ้าพูดถึง Channel [V] Thailand  มี 6 - 7 คนที่ต้องพูดถึงเลย คนแรก นนนี่-คุณนนท์ อามาตย์ทัศน์ คนที่ 2 คือ  พี่ดาว-แสงดาว อินทร์อ่อน  ซึ่งเป็น ผู้จัดการฝ่ายการตลาดในตอนนั้น คนที่รับอุ้มเข้าทำงานคนที่ 3 คือ ผู้จัดการทั่วไปพี่ตาม-หม่อมราชวงศ์ รุจยารักษ์ อาภากร นายคนถัดมาคือ พี่เส-คุณปชญา ตอยยีบี คนต่อมาคือ พี่อ๊อด-คุณนิมิตร สุขุมาสวินซึ่งคนนี้เป็นครูในทุกๆอย่างของชีวิต ครูที่สอนความคิด สอนการใช้ชีวิต สอนในการทำงานแบบไม่พูด แต่ทำให้ดู และพาทำ และภรรยาพี่อ๊อด คนที่มาเป็นนายคนต่อไปคือ พี่อุ๋ย-ฉัตรชนก แรงเพ็ชร ซึ่งตอนนี้ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายขาย ที่ GMM 25 ทั้งหมดคือนายที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในทุกวันนี้และมีอีกหลายๆ ท่านในบริษัทอื่นที่เล่าถึงไม่หมด Channel [V] Thailand ไม่ใช่ออฟฟิศ เป็นสถาบัน เป็นโรงเรียน เป็นบ้าน เป็นทุกอย่าง ไม่มีเวลาหยุดทำงาน ตีสามยังประชุมอยู่เลย แต่มันโคตรสนุก ใช้คำว่าสนุกธรรมดาไม่ได้ เพราะมันเป็นที่รวมวัยรุ่น ที่สุดโต่งมาอยู่ด้วยกัน นั่นแหละ คือ Channel [V] Thailand Work Hard and Pay Harder...เรียนรู้ทุกข์จากการเป็นหนี้ ตอนเราอยู่ Channel [V] Thailand เราอยู่กับความหรูหรา ใจกลางกรุงเทพ สยามเนอะ(หัวเราะ) มีบัตรเครดิต 7 ใบ แต่เต็มวงเงินทุกใบ หมุนเงินไม่ทัน ทางแก้มี 2 ทาง บอกแม่ แม่จ่ายให้ได้สบายมาก แต่ก็ซวยแน่ๆ ถ้าบอกปุ๊บกลับบ้านแน่นอน  อ่ะ โอเค ไปกู้เงิน กู้จากอันนี้มาผ่อนอันนี้ จ่ายตรงนี้ โหย....เป็นทุกข์มาก เหมือนจะเป็นบ้าเลย ตัดสินใจบอกแม่ เพราะถ้าไปขอยืมคนอื่น ก็คงไม่มีใครให้ยืมหรอกแพงขนาดนั้น  เลยยืมเงินแม่มาจ่าย ...จนเมื่อ Channel [V] Thailand ปิดตัวลง อุ้ม กวิสรา ก็ยังยึดสายงานด้าน PR ตลอด....จนหันมาสร้างธุรกิจของตัวเอง เปิด บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ถ่ายกับ บอย โกสิยพงษ์ เปรียบเทียบตัวเองตอนอายุเลข 2 กับเลข 3 เปรียบเทียบนะ อายุเลข 2 คือวัยที่ตื่นเต้นกับการที่ได้รับความสนใจ ก็เหมือนผู้หญิงที่ต้องออกไปเที่ยวกลางคืน แล้วต้องแต่งตัวสวยๆ ไปเช็คเรตติ้ง แต่พอเป็นอายุเลข 3 ตื่นเต้นกับการที่ได้ใช้วิธีคิด เพื่อที่จะดึงคนนี้เข้ามา พี่อุ้มชอบเทียบให้ลูกน้องฟังเสมอ อายุเลข 2 จะต้องไปหาผู้ชายโสดในผับ แต่อายุเลข 3 ต้องไปเที่ยวบาร์โฮสท์ แล้วซื้อได้ นั่นคือวิธีคิด ณ วันนี้รู้สึกว่าตัวเองพอใจแล้วหรือยัง ยังเป็นคนมีฝัน มีสเต็ปทุกปี เป็นคนมีฝันเรื่องตัวเลข แล้วก็จะเอาตัวเลขมาเป็นตัวคิดว่า ถ้าตัวเลขเท่านี้่ จะต้องทำอะไรเพื่อให้ซัพพอร์ตตัวเลขเท่านี้ได้ ยังมีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกบ้าง อย่าขำนะ อยากทำฟาร์มกวาง อยากทำกับครอบครัว... คือมันต้องมี Work Balance และ Life Balance ด้าน Entertain ที่อยากทำคืออยากทำคอนเทนต์ ที่ Entertain แบบไม่มีข้อจำกัดในการทำธุรกิจบันเทิง อย่าง ลูกค้าต้องการแบบนี้ รูปแบบคนดูชอบแบบนี้ แต่ในความเป็นส่วนตัวคือ อยากทำฝันใหม่ คือ สร้าง Platform ใหม่ขึ้นมา ที่มันตอบโจทย์ทุกคนหมดเลย ตอบโจทย์ลูกค้า ตอบโจทย์คนดู และตอบโจทย์เราด้วย ในขณะเดียวกัน มันคือความท้าทาย แต่อีกด้านที่มัน Slow Life มันต้องมีสีเขียวในชีวิต มันก็เลยเป็นอีกด้านหนึ่งที่ การทำงานด้านบันเทิงมันไม่ได้แปลว่าเรามี แรงบันดาลใจ จากคนที่ทำธุรกิจบันเทิงเสมอไป มันจะต้อง มี แรงบันดาลใจจากการหยุดนิ่ง ได้พัก สมองคิดตลอด มันไม่บันเทิงหรอก มันต้องได้พัก จุดพักของเราคือจุดที่ได้อยู่กับสัตว์ อยู่กับทุ่งสีเขียว จุดนั้นแหละที่ทำให้อุ้มได้ แรงบันดาลใจ มาคิดเรื่องบันเทิง ได้ในมุมแตกต่างจากคนอื่น แรงบันดาลใจในชีวิต  แม่เป็น Officially กำลังใจ แม่เป็นทุกอย่างในชีวิต แม่จบป.4 เพราะว่าต้องให้น้องๆ เรียน  วันที่แม่ได้มาแต่งงานกับพ่อ ไม่ใช่เพราะว่าพ่อมาชอบแม่นะคะ แม่ไม่เคยมีแฟน แล้วแม่มาชอบนายทหารคนนี้มาก จึงตกลงปลงใจโดยไม่คิด แม่ก็เป็นสาวเฟี้ยว อุ้มเลยมี DNA ความเฟี้ยวมาจากแม่ แม่ทำทุกอย่างและสอนลูกทุกอย่าง เพื่อให้ลูกไปอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเขา นั่นคือแม่ของอุ้ม อุ้ม กวิสรา กับ คุณแม่ ชีวิตของ อุ้ม กวิสราเกิดมาเพื่อสิ่งไหน เกิดมาเพื่อทำงาน เราชอบทำงานมาก เราทำอะไรไม่เก่งเลยในชีวิต ซักผ้าไม่เก่ง รีดผ้าไม่เก่ง แต่งหน้าไม่เก่ง ทำผมไม่เก่ง ไม่เก่งอะไรเลยเป็นเป็ดทุกอย่างแต่เราชอบและเรามั่นใจว่า เราเก่งในการทำงาน ถึงแม้ตอนวัยรุ่นเธอจะแก่น จะเฟี้ยวขนาดไหน แต่เธอยังรู้จักหยุดตัวเอง ยังดีที่วันนั้นเธอได้ดูหนังเรื่องนั้น ยังดีที่เธอเห็นทัน และดึงตัวเองกลับมาได้ทัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะกลับมามีอนาคตได้แบบเธอ ยังดีที่เธอรู้จักหยุดตัวเองเมื่อเป็นหนี้ และมีความรักจากครอบครัวที่อบอุ่น นอกจากนี้ เธอยังมีแรงผลักดันตัวเอง สู่อนาคต ไม่หยุดนิ่ง ...ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นตัวเอง จับตัวเองได้ทันแบบเธอ เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนมีธุรกิจของตัวเองถึง 2 ธุรกิจด้วยกัน กับผลงานล่าสุด ของ โปรโมเตอร์ ผู้ออกแบบความบันเทิงหน้าใหม่ของไทย ในชื่อบริษัท มอร์ เอ็น มอร์ จำกัด กับคอนเสิร์ตครั้งแรก " 5 วงเพื่อนรัก คึกคักเวลาลงเล่น circle of friends" บทสัมภาษณ์และเนื้อหาโดย WOMEN MThai Team

เคพกูสเบอร์รี่ ผลไม้คุณประโยชน์ดี๊ดี จนต้องบอกต่อ
ตระกูลเบอร์รี่ /  ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่ / 

เมื่อช่วงปีใหม่ ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ทะยานขึ้นดอย ไปสัมผัสบรรยากาศขุนเขา ท่ามกลางไอหมอก และอากาศหนาว ก็บังเอิ๊ญ บังเอิญไปเจอกับเจ้าผลไม้สกุลเบอร์รี่ แต่ชื่อไม่ยักคุ้น ที่ตลาดชาวเขา ก็เลยลิ้มรสและเก็บมาฝากผู้อ่านกันสักหน่อย เพราะว่าเจ้าผลไม้ดอยชนิดนี้ หอม อร่อย และคุณประโยชน์ดี๊ดี ไม่บอกต่อไม่ได้ เจ้าผลไม้ดอย สกุลเบอร์รี่ที่ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นผลกลมๆ เล็กๆ ประมาณลูกพุทรา เมื่อผลสุกจะเป็นสีเหลืองอมส้ม ซ่อนอยู่ในกลีบบางๆสีเหลืองอ่อน เหมือนฟางข้าว ชาวเขาที่นำมาขาย เรียกมันว่า เคพกูสเบอร์รี่ แม้ว่าในบรรดาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ ทั้งหลายที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันนั้น จะเป็นพวก สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ แต่ทว่า ต่อจากนี้  เคพกูสเบอร์รี่ จะกลายเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อีกชนิดหนึ่งที่น่าจดจำ และรับประทานบ่อยๆ เพราะว่าสรรพคุณของลูกเคพกูสเบอร์รี่ นี่เด็ดดวงมากๆเลยค่ะคุณ เดิมนั้นเคพกูสเบอร์รี่ มีชื่อภาษาไทยว่า โทงเทงฝรั่ง ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็น ระฆังทอง โดยเป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศบราซิล และอยู่ในตระกูลเดียวกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ และพิทูเนีย ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงมาเปลี่ยนเป็นสกุลเบอร์รี่ได้ เคพกูสเบอร์รี่เป็นหนึ่งในผลผลิตจากงานส่งเสริมและพัฒนาไม้ผลขนาดเล็ก มูลนิธิโครงการหลวงที่ชาวเขาปลูกเป็นการค้าบนพื้นที่สูง เพื่อเป็นพืชทดแทนฝิ่นในการสร้างรายได้ และนี่เองจึงเป็นเหตุผลให้บนดอยภาคเหนือของไทย แถบบริเวณที่อาศัยชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง บ้านขุนกลาง ดอยอินทนนท์ มี เคพกูสเบอร์รี่ ปลูกอยู่มาก และนั้นก็คือเรื่องราวคร่าวๆ ของ เคพกูสเบอร์รี่ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า สรรพคุณ และคุณประโยชน์ดีๆของเจ้า เคพกูสเบอร์รี่ ที่เราจะปล่อยมันหลุดมือไปไม่ได้ นี้มีอะไรบ้าง คุณประโยชน์ดี๊ดี ของ เคพกูสเบอร์รี่ผลไม้ดอย ในลูกกลมสีเหลืองอมส้มนี้ หากผ่าเข้าไปดูเนื้อด้านในผลสุก จะเห็นเป็นสีเหลืองสวย ฉ่ำ ถ้าลองชิมดูรสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอมเหมือนพวกลูกจันทร์ จะรับประทานผลสด ชุบช็อก โกแลต จุ่มน้ำผึ้ง ใส่ในสลัด ทำน้ำผลไม้ หรือนำไปทำเป็นแยมก็ได้ เคพกูสเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซี สามารถช่วยป้องกันไข้หวัด ภูมิแพ้ และยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันอาการตาบอดในที่มืด ทำให้สายตาดี ผิวพรรณสวย ผมสวยดกดำ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบันรายงานว่า การรับประทานผักและผลไม้สดรวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผักและผลไม้ พบว่ามีผลต่อการต้านทานของโรคเรื้อรังบางชนิดได้เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิด และจากผลของการค้นพบในทางการแพทย์ยุคปัจจุบันนี้ ผล เคพกูสเบอร์รี่ สดถูกพบว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่ดีของสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินซี สาร anthocyanins, flavonoids และ phenolic acids ในปริมาณที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ มีรายงานการวิจัยที่พบว่า anthocyanins สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งประเภท HT-29 และ HCT-116 ในคนเราได้ และหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกได้อย่างชัดเจน รู้อย่างนี้แล้ว จะลองลิ้มชิมรสมันสักหน่อยหรือคะ ผลไม้ดี๊ดีแบบนี้ ไม่มีติดครัวไว้บำรุงสุขภาพเราและคนในครอบครัว ก็คงไม้ได้แล้ว ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

นักรบไอซิสรวมตัว เตรียมรุกเข้าเอเชียกลาง
กลุ่มไอเอส /  นักรบไอซิส / 

สายลับรัสเซีย เตือน นักรบไอซิส รวมตัวเตรียมฝ่าชายแดนอัฟกานิสถานเข้าเอเชียกลาง สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน กลุ่มก่อกการร้ายรัฐอิสลามอิรักและซีเรีย หรือ ไอซิส เตรียมรุกรานเข้าเอเชียกลาง ข้อมูลดังกล่าวเป็นการเปิดเผยจาก เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัสเซียที่เปิดเผยข้อมูล ระบุว่า กลุ่มนักรบไอซิสจำนวนาก กำลังรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ บริเวณชายแดนทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน เตรียมเคลื่อนพลเข้าสู่เขตเพื่อนบ้าน หัวหน้าสายลับของรัสเซีย เตือนว่า กลุ่มนักรบของตาลิบัน เป็นจำนวนมาก ได้ปฏิญาณตนสวามิภักดิ์กับกลุ่มไอซิส และพร้อมจะเป็นกองกำลังติดอาวุธแนวหน้าฝ่าชายแดนที่มีการควบคุมป้องกันจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างหนาแน่นด้วย อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์สถานการณ์ ว่า กลุ่มหัวรุนแรงไอซิส พยายามที่จะรุกไปทางทิศเหนือ หลังโดนรัสเซียโจมตีต้อนจากซีเรียกลับเขามายังดินแดนของตนเอง นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มไอซิสพยายามโจมตีฐานที่มั่นของกองทัพรัสเซีย เพื่อเปิดทางเข้าไปยังพื้นที่ในกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต อย่าง เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่ยังมีความสนิทสนมกับรัสเซียอย่างใกล้ชิดด้วย ทั้งนี้ ไอซิสยังคุมเส้นทางขนส่งยาเสพติด ที่ทำกำไรมหาศาลจากการขนฝิ่นดิบจากอัฟกานิสถาน ส่งไปแปรรูปเป็นเฮโรอีน ไปยังรัสเซียและยุโรป อย่างเหนียวแน่นด้วย อย่างไรก็ตาม ไอซิส มองหาการขยายอิทธิพล ในเอเชียซึ่งมีเครือข่ายที่ปฏิบัติงานอยู่ในอินเดีย ปากีสถาน และมาเลเซีย สำหรับเป็นฐานขยายอิทธิพลในปัจจุบันด้วย ด้าน นายวลาดิเมีย ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เรียกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่า "อยู่ในขั้นวิกฤติ" พร้อมเรียกร้องให้ เหล่าประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต เตรียมรับมือและร่วมกันขับไล่กลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มนี้ ด้วย

ถนนพญาเสือโคร่ง ดอยแม่สลอง
ดอยแม่สลอง /  ถนนพญาเสือโคร่ง / 

ถนนพญาเสือโคร่ง ดอยแม่สลอง นี่คือผืนแผ่นดินไทยที่งดงาม ที่รายล้อมไปด้วยดอกพญาเสือโคร่ง พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ นี่คือผืนแผ่นดินไทยที่งดงาม ด้วยตลอดสองข้างทางที่มุ่งขึ้นสู่ ดอยแม่สลอง นั้น รายล้อมไปด้วย ดอกพญาเสือโคร่ง หรือ ดอกซากุระเมืองไทย ที่บานสะพรั่งในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ จากเมืองไกลให้มาเยือน ซึ่งเมื่อได้มายืนเด่นตระหง่านอยู่บนยอดดอยสูงแห่งนี้ แทบจะไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่า นี่มันแผ่นดินไทยจริงๆ หรือ เพราะด้วยบรรยากาศที่หนาวเย็นจับใจในช่วงเหมันต์ ตลอดจนบรรยากาศ และทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในชนบทของประเทศจีนไม่มีผิดเพี้ยน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก ยอดดอยแม่สลองเป็นที่ลงหลักปักฐานของชาวจีนฮ่อแถบมณฑลยูนาน ที่ลี้ภัยมาหลบอาศัยอยู่ตั้งแต่ครั้งอดีต และพากันประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยปลูกชา และพืชผักเมืองหนาวเป็นหลัก ซึ่งชาที่โด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันดีคือ ชาอู่หลง นอกจากนี้ ดอยแม่สลอง ยังอบอวลไปด้วยวัฒนธรรมชาวจีน ไม่ว่าจะการแต่งกาย หรือ อาหารการกิน ซึ่งโดยเฉพาะอาหารนั้น จะเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่น ขาหมูยูนาน ที่เสริฟมาในจานใหญ่ และต้องกินเคียงคู่กับหมั่นโถเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าต้นตำหรับ ประวัติของแดนดินถิ่นดอยสูงนี้มีอยู่ว่า ในอดีตเคยเป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ยังชีพด้วยการทำไล่เลื่อนลอย จนเป็นเหตุให้ดอยแห่งนี้เตียนโล่ง ต่อมาดอยแม่สลองเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2504 จากการอพยพเข้ามาของทหารจีนกองพล 93 จากมณฑลยูนาน ที่ทำการรบอยู่ทางตอนใต้ของจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อจีนถูกพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจสำเร็จ จึงทำให้ทหารกองพล 93 กลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น และถูกกดดันอย่างหนัก จนถอยร่นเข้ามาในเขตพม่า แต่ก็ถูกทางฝ่ายพม่ากดดันจนถอยร่นมาถึงดอยตุงเขตแดนไทย ทางฝ่ายพม่าก็ได้ร้องเรียนกับทางสหประชาชาติ ให้กองกำลังพลัดถิ่นอพยพไปยังประเทศใต้หวัน แต่เนื่องจากผู้นำกองกำลังพล 93 โดย นายพลหลีเหวินฝาน และ นายพลต้วยซีเหวิน ได้ทำเรื่องร้องเรียนขอลี้ภัยในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่แน่ใจในอนาคต เพราะใต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ รัฐบาลไทยจึงอนุญาต โดยจัดแบ่งเป็นสองกอง โดยให้ทหารของนายพลหลีเหวินฝานไปอยู่ที่ ถ้ำงอบ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และทหารของนายพลต้วนซีเหวินอยู่บนดอยแม่สลอง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2515 ครม. มีมติให้รับทหารจีนอาศัยบนผืนแผ่นดินไทยอย่างเป็นทางการ และได้ยุติการค้าฝิ่น มีการปลดอาวุธ และให้หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยได้ริเริ่มโครงการปลูกชา และปลูกต้นสนสามใบเพื่อเป็นการพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้ง และได้มีการเปลี่ยนชื่อชุมชนบนดอยแม่สลองใหม่ โดยใช้ชื่อว่า บ้านสันติคีรี จึงทำให้ดอยแม่สลองจึงมีความสงบ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถานที่ท่องเที่ยวบนดอยแม่สลองยังมีอีกหลายแห่ง เช่น พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทร์สถิตมหาสันติคีรี ตั้งอยู่จุดสูงสุดบนดอยแม่สลอง ที่ความสูง 1,500 เมตร ซึ่งห่างจากหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางขึ้นคดเคี้ยว สูงชัน พระธาตุสร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี พ.ศ.2539 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่า เป็นเจดีย์แบบล้านนาประยุกต์ บนฐานสี่เหลี่ยมลดชั้น สูงประมาณ 30 เมตร ประดับกระเบื้องสีเทา นอกจากนั้น บริเวณนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะในยามเย็น ซึ่งองค์พระธาตุเองก็สามารถที่จะมองเห็นมาแต่ไกลด้วยเช่นกัน จึงพูดได้ว่า พระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของดอยแม่สลองอีกด้วย อีกหนึ่งสถานที่คือ สุสานนายพลต้วน ผู้นำทหารชาวจีนฮ่อแห่งกองพล 93 ที่ได้นำกองกำลังอพยพมาตั้งหลักปักฐานบนผืนแผ่นดินไทย ตัวสุสานทำด้วยหินอ่อนทั้งหมด มีแท่นหินอ่อนที่บรรจุร่างของนายพลต้วน อยู่ภายในเก๋งจีนสีขาวขนาดใหญ่ การเดินทางขึ้นมาเที่ยวบนยอด ดอยแม่สลอง นั้น สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การลิ้มลองชาพันธุ์แท้ ตลอดจนชมวิธีการชงชาแบบต้นตำหรับชาวจีนฮ่อ ซึ่งการเดินทางก็มาได้สะดวก หากมีโอกาสช่วงปลายปีนี้ ลองแวะไปสัมผัสบรรยากาศที่หนาวเย็น แล้วจิบชาอุ่นๆ บนถนนพญาเสือโคร่งกันดู รับรองว่าสัมผัสที่สุดประทับใจกำลังรอคุณอยู่ และนี่คือ ผืนดินถิ่นไทยจริงๆ เรื่องโดย Omyim บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com View Larger Map

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เรื่องราวที่คนไทยไม่ค่อยรู้
จิตรลดา /  จิตรลดารโหฐาน / 

นี่คงเป็นอีกหนึ่งเนื้อหาที่พูดถึง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งพูดกันตามตรง เราไม่เคยได้รู้เรื่องราวคุณความดีอะไรกันนักหรอก เราได้ยินแต่เรื่องของ "มูลค่าทรัพย์สินที่ในหลวงถือครอง" ติดอันดับ พระมหากษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก เรื่องราวการทวงคืนที่ดินในทรัพย์สินดังกล่าว หรือแม้กระทั่งการก้าวล่วงทวงถามถึงภาษีที่เกิดจากรายได้ของพระองค์ท่าน ผมได้ยินมานานจริงๆ และไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงมากนัก รู้อย่างเดียวคือ ในหลวงท่านทรงลำบากตรากตรำเพื่อประชาชนมามากนัก ดังนั้น ผมจึงลืมข้อสงสัยนั้น (แต่ก็มีคนนำเสนอข้อมูลเชิงลบ ซึ่งก็เริ่มต้นด้วยข้อสงสัยแบบเดียวกันผม) (ตราสำนักงาน [1]) วันนี้ เรามาค้นข้อเท็จจริงกันเถอะ เป็นข้อมูลที่ได้จากสำนักงานโดยตรงเลยครับ (ซึ่งจะขอตัดตอนบางคำให้กระชับ อ่านง่าย) 1. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ vs ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่เหมือนกัน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คือ ทรัพย์สิน (เงิน ของมีค่า ที่ดิน การลงทุน ฯ) ประจำผู้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ (ไม่ใช่การตกทอดในครอบครัว) โดยตกทอดมาจาก "ราชวงศ์จักรี"  ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ต่อมา เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง (สมัยรัชกาลที่ 7) จึงยึดมาเป็นของกลางของแผ่นดิน แต่ให้เกียรติ พระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ มาบริหารทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์โดยรวม (มิใช่นำมาใช้ตามพระราชอัธยาศัย) โดยมี รมต.กระทรวงการคลังเป็นประธาน ทรัพย์สินส่วนพระองค์ คือ ทรัพย์ในบัญชีพระองค์เอง ซึ่งพระองค์นำไปใช้จ่ายส่วนพระองค์ ดังนั้น สื่อต่างประเทศที่นับทรัพย์สินของพระองค์จนติดอันดับโลก คงจะบิดเบือนตรงที่นับรวมเอาทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าไปด้วย [3] ส่วนที่เกี่ยวข้องกันสองส่วนนี้คือ เงินบางส่วนจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะนำถวายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ [2] (อ่านเพิ่มเติม ที่ลิงก์ของ อ้างอิง [2] นะครับ) (ภาพ วังลดาวัลย์ ที่ตั้งของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ [1]) 2. ในหลวงทรงเสียภาษีเช่นกัน พระองค์ทรงเสียภาษีในส่วนของ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ตามปกติ ส่วนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้รับการยกเว้นภาษี (เช่นเดียวกับการบริหารทรัพย์สินของแผ่นดิน) แต่เสียภาษีจากรายได้การลงทุนอื่นๆ ได้เคยมีการส่งรูป หน้าซอง ภงด.94 ระบุพระนามของในหลวง แต่ต่อมามีผู้โต้แย้งว่า น่าจะเป็นของปลอม เพราะรหัสไปรษณีย์ผิด 3. สำนักงานมีเรื่องปิดบังซ่อนเร้นหรือไม่ มักจะมีการกล่าวถึงบ่อยๆว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะสามารถเปิดเผย งบและข้อมูลการเงิน ให้เหมือนกับ สำนักงานที่คล้ายกันของราชวงศ์อังกฤษ ที่ชื่อว่า Crown Estate ได้มั้ย? (โดยที่ Crown Estate มีรายงานเปิดเผยต่อสาธารณชน และบ่งบอกวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า ใช้กองทุนในการบูรณะสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และลงทุนในบริษัทพลังงาน) (ภาพจาก http://www.crownestate.co.uk บันทึกภาพจากเว็บไซท์ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2557) สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย ก็มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน ด้วยระบุวัตถุประสงค์ที่กว้างกว่า เป็นการบำรุงสาธารณสมบัติ และจัดทำรายงาน ที่สื่อต่างๆสามารถเปิดอ่านได้ (ดาวน์โหลดจากเว็บไซท์ http://www.crownproperty.or.th ได้เลย) 4. ทรงใช้วิถีชีวิตอย่างคนรวยหรือไม่ ได้มีผู้รู้ นักวิชาการหลายท่าน ยืนยันว่า รถพระที่นั่งราคาแพงนั้น (ที่หลายคนยกขึ้นมาโจมตี) ทรงได้มา เพราะมีคนนำมาถวาย ส่วนวิถีชีวิตในรั้วพระราชวังจิตรลดารโหฐาน เป็นอย่างไร ก็ให้นึกว่า หากพระองค์เป็นเศรษฐีที่ฟุ้งเฟ้อคิดจะมีที่นาปลูกข้าว เลี้ยงวัว โรงทำปุ๋ย โดยหวังว่าจะสร้างผลลัพธ์ให้เกษตรกร ในบ้าน (วัง) ของตนเองทำไม ถามแค่นี้ คุณน่าจะได้คำตอบเองนะ (ภาพบ่อปลานิล โดย สายหมอกและก้อนเมฆ ชื่อเรื่อง " กิจกรรมเดินย้อนรอยพิพิธศิลปวัฒนธรรม อภิเนาว์สถานวังเจ้า พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา", http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=05-04-2013&group=14&gblog=13) 5. บูรณะวัด ไม่ใช่งานของ กรมศาสนา หรือ กรมศิลปากร หรือ? โครงการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หลายส่วน เกี่ยวข้องกับการบูรณะวัดวาอาราม ที่สำคัญหลายแห่งในประเทศไทย (ในรูปด้านล่างคือ ส่วนหนึ่งของ 35 โครงการปฏิสังขรณ์) ทีมงานสงสัยจึงถามว่า งานที่ว่า ไม่ใช่งานของกรมศาสนา หรือกรมศิลปากรหรือ? ก็ได้คำตอบว่า เป็นความร่วมมือกันกับสองหน่วยดังกล่าว แต่ที่สำคัญมากๆ คือ ทุนทรัพย์ในการบูรณะซ่อมแซม ซึ่ง สนง. ได้รับผลดอกจากการลงทุน ก็นำมาใช้เพื่อประโยชน์ตามที่ระบุไว้ตั้งแต่แรก การบำรุงศาสนา และสถานที่สำคัญ ก็รวมอยู่แล้ว [2] แต่การปฏิสังขรณ์อาจจะไม่ใช่ทางออกสุดท้าย เพราะคนเข้าวัดน้อยลง ทาง สนง. จึงคิดแบบคนรุ่นใหม่ ที่จะแฝงเทคโนโลยีที่น่าสนใจเข้าไปในบางวัด (เท่าที่จะทำได้ แต่เหมาะสม) เพื่ออำนวยการเรียนรู้ของคนยุคอินเตอร์เน็ทด้วย ที่เราได้มาเยี่ยมชมล่าสุด คือ การซ่อมแซมภายใน โลหะปราสาท (วัดราชนัดดา) ซึ่งภายในทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่มีเทคโนโลยีผสมผสาน (ทั้งเรื่องของ display, AR, และการใช้ meditation music) การนำเสนอเกี่ยวกับ ศาสนาและประวัติการก่อสร้าง รวมทั้งกำลังหุ้มทองคำแท้ที่ยอดโลหะปราสาททั้ง 37 ยอด 6. สวนสาธารณะ ไม่ใช่งานของ กทม. หรือ? นี่ก็เป็นความเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อ สนง.ในการมีการปรับปรุงพื้นที่บางจุดให้เป็นสวนสาธารณะสวยงามเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ ด้วย แต่ที่จัดการได้เลย ก็เพราะใช้พื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองของ สนง. อยู่แล้วมาปรับปรุง (ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หาก สนง. เล็งเห็นแต่ผลกำไรเสียทั้งหมด คงไม่นำพื้นที่ ที่เดิมให้เช่าอยู่อาศัย มาทำเป็นสวนสาธารณะหรอก) (สวนนาคราภิรมย์ ใกล้กับวัดพระเชตุพนฯ และวัดพระแก้ว ที่สร้างขึ้นใหม่) อีกหนึ่งความภูมิใจคือ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ พิพิธภัณฑ์ (กึ่งนิทรรศการ) รูปแบบใหม่ผสมผสานแสงเสียง เทคโนโลยี ที่ทำให้คุณรักรัตนโกสินทร์ และรักสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้น เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์นี้แบกรับภาระความรับผิดชอบ ความอยู่รอด เอกราช และการพัฒนาความเจริญของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติมาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ไม่แปลกที่ทุกพระองค์ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น "พ่อของแผ่นดิน" แนะนำให้ ไปชมกันครับ ท่านละ 100 บาท (ผมชอบ การใช้เทคโนโลยี ที่ทำได้ดีไม่แพ้ ฮอลลีวู้ด หรือ พิพิธภัณฑ์ของสิงคโปร์เลยล่ะ) 7. อ้าว แล้ว พื้นที่ และทีดิน ที่ปล่อยให้เช่า คิดราคาเท่าไหร่? ถามไป เจ้าหน้าที่สำนักงานก็ ขำ และบอกว่า หลายพื้นที่ให้เช่าบ้านเราเก็บค่าเช่ากัน หลักร้อย ต่อ (เว้นวรรค) ปี นะครับ เพราะว่าไม่แสวงกำไรกับประชาชนไงล่ะ ส่วนที่ให้เช่าสำนักงาน เช่น สำนักงานสหประชาชาติ (ราชดำเนิน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ราชดำริ) ก็เก็บค่าเช่าถูกมากๆ เช่นกัน (สำนักงาน สหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ภาพจาก http://www.un.or.th) ค่าเช่าไปไหน? ก็นำมาปรับปรุงชุมชน หรือ สาธารณสมบัติอื่นๆต่อไป ซึ่งชุมชนในการดูแลบางแห่ง ได้รับการฟื้นฟูสร้างใหม่ หรือจัดระบบใหม่ให้สอาดสะอ้าน ซึ่งผู้เช่ารายย่อยมากมายนั้น เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและตลาด น่าแปลกใจ ตรงที่ มีผู้เช่าอยู่อาศัยหลายคน ติดค้างชำระค่าเช่าหลายงวด โดยคิดว่า ในหลวงใจดี ยอมให้เบี้ยวค่าเช่าได้ (เพราะเขาก็ไม่รู้จริงๆว่า สนง. กับทรัพย์สินส่วนพระองค์คนละเรื่องกัน ในหลวงท่านไม่ได้เกี่ยวด้วยเล้ย) และบางคนก็คิดว่า ที่ดินที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เขาควรมีสิทธิ์ (อ้าว เข้าใจคำว่า "เช่า" หรือเปล่าเนี่ย) 8. สนง. เอาเงินมาจากไหน? สนง.ได้เปิดบริษัทเพื่อบริหารจัดการ (โดยเสียภาษีนิติบุคคลทั่วไป) และมีการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือถือหุ้นบริษัทใหญ่ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีรายได้ร้อยละ 90% จากส่วนนี้ และอีก 8% จากการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินที่ดิน [2] ทั้งนี้ ก็จะเห็นว่า สนง. มีการดำเนินงานด้านรายได้ส่วนหนึ่งเป็น "เอกชน" แต่มีวัตถุประสงค์การทำงานแบบ "รัฐ" จึงเป็นการดำเนินที่คล่องตัวกว่า ส่วนคุณความดีที่ได้ทำนั้น มักจะถูกมองข้าม เพราะคนสับสนว่าเป็นงานของรัฐบาลหรือของจังหวัด หรือเทศบาล ไปซะอย่างงั้น เพราะผลลัพธ์มีความคาบเกี่ยวกันอยู่ อย่างน้อย คนไทยก็จะได้ภูมิใจและสบายใจ ที่ทรัพย์สินฯที่หลายคนพูดถึง คือ กองทุนที่นำไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม และยังมีอีกมากที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น วัฒนธรรม การศึกษา การส่งเสริมศาสนา รวมถึงโครงการในพระราชดำริ ผู้ติดตามเสด็จท่านหนึ่งเล่าว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงให้รับซื้อสินค้าหัตถกรรมจากชาวเขาในราคาสูงกว่าปกติ โดยทรงรับสั่งว่า หากไม่ซื้อที่ราคาสูง พวกเขาจะเลือกกลับไปปลูกฝิ่น ดังนั้นจึงต้องสร้างรายได้ให้เขาในมูลค่าที่เขาจะไม่กลับไปปลูกฝิ่นอีก และพระองค์จะทรงเสื้อที่ทำจากผ้าของโครงการ และทรงถือกระเป๋าจากโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์เองออกงานต่างๆ เพื่อให้ชาวโลกได้ชื่นชมสินค้าฝีมือคนไทย ไม่มีอะไรที่จะสรุปได้ดีกว่าคำสั้นๆ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน * ทั้งนี้ ขอขอบคุณ ทีมงานเจ้าหน้าที่ ประจำ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ให้ความรู้ และให้ความกระจ่างกับการถามตอบกับทีมงาน MThai News อ้างอิง [1] เว็บไซท์สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, http://www.crownproperty.or.th [2] https://th.wikipedia.org/wiki/สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ [3] ดร.สุเมธถามสื่อนอกตีข่าว"กษัตริย์ไทย"รวยสุดในโลกเจตนาอะไร ยันทรัพย์สินไม่ใช่ของพระองค์ ตอกฝรั่งก็โง่, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1298463206&grpid=01&catid=02 รูปจาก https://www.facebook.com/pagecpb (fanpage ของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)

ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ทำอย่างไรให้ถูกต้อง!
CPR /  หัวใจหยุดเต้น / 

ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary resuscitation : CPR) หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ป้องกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร ซึ่งสามารถทำได้โดยการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic life support) ได้แก่ การผายปอด และการนวดหัวใจภายนอก ภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น ภาวะหยุดหายใจ (respiratory arrest) และภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) - เป็นภาวะที่มีการหยุดการทำงานของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและการไหลเวียนเลือด ส่วนมากมักจะพบว่ามีการหยุดหายใจก่อนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง จะทำให้เสียชีวิตได้ สาเหตุของการหยุดหายใจ ทางเดินหายใจอุดตันจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ การแขวนคอ การถูกบีบรัดคอ การรัดคอ เป็นต้น ในเด็กเล็กสาเหตุจากการหยุดหายใจที่พบได้มากที่สุดคือ การสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าหลอดลม เช่น ของเล่นชิ้นเล็ก ๆ เมล็ดถั่ว เป็นต้น มีการสูดดมสารพิษ แก็สพิษ ควันพิษ การถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูด การจมน้ำ การบาดเจ็บที่ทรวงอก ทำให้ทางเดินหายใจได้รับอันตรายและเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ โรคระบบประสาท เช่น บาดทะยัก ไขสันหลังอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต การได้รับสารพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ แตน ต่อยบริเวณคอ หน้า ทำให้มีการบวมของเนื้อเยื่อของทางเดินหายใจและหลอดลมมีการหดเกร็ง การได้รับยากดศูนย์ควบคุมการหายใจ เช่น มอร์ฟีน ฝิ่น โคเคน บาร์บิทูเรต ฯลฯ โรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน มีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และมีภาวะหายใจวายจากสาเหตุต่างๆ สาเหตุของหัวใจหยุดเต้น หัวใจวายจากโรคหัวใจ จากการออกกำลังกายมากเกินปกติ หรือตกใจหรือเสียใจกระทันหัน มีภาวะช็อคเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน จากการสูญเสียเลือดมาก ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ ทางเดินหายใจอุดกั้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ การได้รับยาเกินขนาดหรือการแพ้ ข้อบ่งชี้ในการ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจ โดยที่หัวใจยังคงเต้นอยู่ประมาณ 2-3 นาที ให้ผายปอดทันที จะช่วยป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ และช่วยป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวร ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า clinical death การช่วยฟื้นคืนชีพทันทีจะช่วยป้องกันการเกิด biological death คือ เนื้อเยื่อโดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน ระยะเวลาของการเกิด biological death หลังจาก clinical death ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไป มักจะเกิดช่วง 4-6 นาที หลังเกิด clinical death ดังนั้นการ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ จึงควรทำภายใน 4 นาที ลำดับขั้นในการ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ขั้นพื้นฐานประกอบด้วย 3 ขั้นตอนใหญ่สำคัญ คือ A B C ซึ่งต้องทำตามลำดับคือ 1. A : Airway หมายถึง การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติการขั้นแรก ที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพราะเนื่องจากโคนลิ้นและกล่องเสียงมีการตกลงไปอุดทางเดินหายใจส่วนบนในผู้ป่วยที่หมดสติ ดังนั้นจึงต้องมีการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยการดัดคางขึ้นร่วมกับการกดหน้าผากให้หน้าแหงนเรียกว่า "head tilt chin lift" ในกรณีที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอหัก หรือในรายที่สงสัย ควรใช้วิธี "jaw thrust maneuver" โดยการดึงขากรรไกรทั้งสองข้างขึ้นไปข้างบน ผู้ช่วยเหลืออยู่เหนือศีรษะผู้ป่วย 2. B : Breathing คือ การช่วยหายใจ เนื่องจากการหายใจหยุด ร่างกายจะมีออกซิเจนคงอยู่ในปอดและกระแสเลือด แต่ไม่มีสำรองไว้ใช้ดังนั้น เมื่อหยุดหายใจ จึงต้องช่วยหายใจ เป็นวิธีที่จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอดผู้ป่วยได้ ซึ่งออกซิเจนที่เป่าออกไปนั้นมีออกซิเจนประมาณ 16-17 % ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในร่างกาย สามารถทำได้หลายวิธี คือ ด้วยการเป่าปาก (mouth to mouth) เป่าจมูก (mouth to nose) และวิธีการกดหลังยกแขนของโฮลเกอร์ - นิลสัน (back pressure arm lift or Holger - Nielson method) ทำได้ดังนี้ 2.1 กรณีเป่าปาก บีบจมูกของผู้ป่วย ผู้ช่วยเหลือหายใจเข้าปอดลึก ๆ ซัก 2-3 ครั้ง หายใจ เข้าเต็มที่แล้วประกบปากให้แนบสนิทกับปากของผู้ป่วย แล้วเป่าลมหายใจเข้าไปในปอดให้เต็มที่ 2.2 กรณีเป่าจมูก ใช้ในรายที่มีการบาดเจ็บในปาก หรือในเด็กเล็ก ต้องปิดปากของผู้ป่วยก่อน และเป่าลมหายใจเข้าทางจมูกแทน ขณะที่เป่าให้เหลือบมองยอดอกของผู้รับบริการด้วยว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ การเป่าลมหายใจของผู้ช่วยเหลือผ่านทางปากหรือจมูก จะต้องทำอย่างช้าๆ ปล่อยปากหรือผู้ช่วยเหลือออกจากปากหรือจมูกของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจออก ให้ ผายปอด 2 ครั้ง ๆ ละ 1-1.5 วินาที (แต่ละครั้งได้ออกซิเจน 16 %) อัตราเร็วในการเป่า คือ 12 -15 ครั้ง / นาที ใกล้เคียงกับการหายใจปกติ 3. C : Circulation คือการนวดหัวใจภายนอก ทำในรายที่ประเมินภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยการจับชีพที่ carotid artery แล้วไม่พบว่ามีการเต้นของชีพจร ก็จะช่วยให้มีการไหลเวียนของเลือดโดยการกดนวดหัวใจภายนอก (cardiac massage) โดยมีหลักการคือ กดให้กระดูกหน้าอก (sternum) ลงไปชิดกับกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้หัวใจที่อยู่ระหว่างกระดูกทั้งสองอัน ถูกกดไปด้วย ทำให้มีการบีบเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย เสมือนการบีบตัวของหัวใจ วิธีนวดหัวใจ จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายราบ บนพื้นแข็ง ถ้าพื้นอ่อนนุ่มให้สอดไม้กระดานแข็งใต้ลำตัว วัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของผู้ป่วยขึ้นไป จนถึง ปลายกระดูกหน้าอก วัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา 2 นิ้วมือ แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว และใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง (interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก ผู้ช่วยเหลือยืดไหล่และแขนเหยียดตรง จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสองและลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวตั้งฉากกับลำตัวของผู้เจ็บป่วยในผู้ใหญ่และเด็กโต กดลงไปลึกประมาณ 1.5 - 2 นิ้ว ให้กดลงไปในแนวดิ่ง และอย่ากระแทก ผ่อนมือที่กดขึ้นให้เต็มที่เพื่อให้ทรวงอกมีการขยายตัว และหัวใจได้รับเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจน ขณะที่ผ่อนมือไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นสูง มือยังคงสัมผัสอยู่ที่กระดูกหน้าอก อย่ายกมือออกจากหน้าอก จะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย และมีเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ ทำให้มีการไหลเวียนเลือดในร่างกาย การกดนวดหัวใจจะนวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล การปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น 1. เมื่อพบคนนอนอยู่ คล้ายหมดสติ ต้องลองตรวจดูว่าหมดสติจริงหรือไม่ โดยการเรียกและเขย่าตัว เขย่าหรือตบที่ไหล่ ถ้าหมดสติจะไม่มีการโต้ตอบ หรือมีเสียงคราง หรือมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย 2. ประเมินการหายใจโดยการทำ look listen and feel look คือ ดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้องว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ หรือ หายใจหรือไม่ listen คือ ฟังเสียงลมหายใจ โดยเอียงหูของผู้ช่วยเหลือเข้าไปใกล้บริเวณจมูกและปากของผู้ป่วย ว่าได้ยินเสียงอากาศผ่านออกมาทางจมูกหรือปากหรือไม่ feel คือ สัมผัส โดยการใช้แก้มของผู้ช่วยเหลือสัมผัสกับความรู้สึกว่ามีลมหายใจที่ผ่านออกจากปากหรือจมูก อาจใช้สำลีหรือวัสดุบางเบาจ่อบริเวณจมูก 3. ถ้าพบว่าไม่หายใจให้เรียกขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น พร้อมทั้งจัดท่านอนหงายราบบนพื้นแข็ง เริ่มขั้นตอนการ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ขั้นตอนที่ 1 Airway โดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยวิธี head tilt chin lift หรือ jaw thrust maneuver (ถ้ามีการหักของกระดูกสันหลังส่วนคอ) - ดูภาพที่ 3 และ 4 ในหัวข้อ Airway 4. ทดสอบการหายใจโดยการทำ look listen and feel อีกครั้งหนึ่งถ้ายังไม่หายใจ ให้ทำขั้นตอนต่อไปคือ ขั้นตอนที่ 2 Breathing คือ เป่าลมหายใจ 2 ครั้ง - ดูภาพที่ 5 และ 6 ในหัวข้อ Breathing 5. ทดสอบว่าหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ด้วยการจับชีพจร ถ้าไม่มีการเต้นของหัวใจ เป่าปากอีก 2 ครั้ง แล้วทำ cardiac massage ด้วยอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที โดยการนับ 1 และ2 และ 3 และ………จนถึง 30 ครั้ง - ดูภาพที่ 9 ในหัวข้อ Circulation 6. ทำสลับกันอย่างนี้ ไปจนครบ 4 รอบ (1 นาที) จึงประเมินการหายใจและการเต้นของชีพจร และประเมินอีก ทุก 1 นาที 7. ถ้ามีผู้ช่วยเหลือมาช่วยอีก ให้แบ่งการทำหน้าที่กัน เช่น ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ผายปอด ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 กดนวดหัวใจ ถ้าผู้ช่วยเหลือแต่ละคนอาจเหนื่อยและต้องการเปลี่ยนหน้าที่กัน โดยการตะโกนว่า "เปลี่ยน" ก็จะสลับหน้าที่กัน 8. ให้ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีบุคลากรนำอุปกรณ์มาช่วยเหลือเพิ่มเติม และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที การจัดท่าผู้ป่วยหลัง ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ หลังปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ จนกระทั่งผู้ป่วยมีชีพจรและหายใจได้เองแล้ว แต่ยังหมดสติอยู่ หรือพบผู้ป่วยหมดสติ แต่ยังมีชีพจรและหายใจอยู่ ควรจัดให้อยู่ในท่าพักฟื้น (recovery position) ซึ่งท่านี้จะช่วยป้องกันลิ้นตกไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ช่วยให้น้ำลายหรือเสมหะไหลออกจากปากได้ ทำให้ปลอดภัยจากการสูดสำลัก การจัดท่าทำได้ดังนี้ นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ผู้ป่วย ทำ head tilt chin lift เหยียดขาผู้ป่วยให้ตรง จับแขนด้านใกล้ตัวงอและหงายมือขึ้นดังภาพ จับแขนด้านไกลตัวข้ามหน้าอกมาวางมือไว้ที่แก้มอีกข้างหนึ่ง ใช้แขนอีกข้างหนึ่งจับขาไว้ ดึงพลิกตัวผู้ป่วยให้เข่างอข้ามตัวมาด้านที่ผู้ปฏิบัติอยู่ ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าตะแคง จับศีรษะแหงนเล็กน้อย เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ปรับมือให้อยู่ใต้แก้ม และจัดขาให้งอเล็กน้อย อันตรายของการทำ CPR ไม่ถูกวิธี วางมือผิดตำแหน่ง ทำให้ซี่โครงหัก , xiphoid หัก , กระดูกที่หักทิ่มโดนอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ม้าม เกิดการตกเลือดถึงตายได้ การกดด้วยอัตราเร็วเกินไป เบาไป ถอนแรงหลังกดไม่หมด ทำให้ปริมาณเลือดไปถึงอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญได้น้อย ทำให้ขาดออกซิเจน การกดแรงและเร็วมากเกินไป ทำให้กระดูกหน้าอกกระดอนขึ้น ลงอย่างรวดเร็ว หัวใจช้ำเลือดหรือกระดูกหักได้ การกดหน้าอกลึกเกินไป ทำให้หัวใจชอกช้ำได้ การเปิดทางเดินหายใจไม่เต็มที่ เป่าลมมากเกินไป ทำให้ลมเข้ากระเพาะอาหาร เกิดท้องอืด อาเจียน ลมเข้าปอดไม่สะดวก ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ ถ้ามีอาการอาเจียนเกิดขึ้นก่อน หรือ ระหว่างการทำ CPR ต้องล้วงเอาเศษอาหารออกก่อน มิฉะนั้นจะเป็นสาเหตุของ การอุดตันของทางเดินหายใจ (airway obstruction) การช่วยหายใจไม่ได้ผล เกิดการขาดออกซิเจน ถ้ามีอาการท้องอืดขึ้น ระหว่างการทำ CPR ให้จัดท่าเปิดทางเดินหายใจใหม่ และช่วยการหายใจด้วยปริมาณลมที่ไม่มากเกินไป ขอบคุณที่มาจาก : amgaobirdmaew.blogspot.com

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

เที่ยวหอฝิ่น สะท้อนอดีตด้านมืด สามเหลี่ยมทองคำ
พิพิธภัณฑ์ /  สามเหลี่ยมทองคำ / 

ณ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในฝันสำหรับใครหลายคน อดีตเคยเป็นดินแดนแห่งความมืดมน และดูน่าหวาดกลัว โดยเฉพาะเรื่องราวของ ฝิ่น พืชมหันตภัยร้าย ได้เป็นที่รู้จักกันมากในที่แห่งนี้ ทีมงาน Travel MThai ขอพาสมาชิกมิตรรัก ไปชมพิพิธภัณฑ์ หอฝิ่น เพื่อเสริมความรู้ และตระหนักกันว่า สิ่งเสพติด ไม่เคยให้คุณกับใครเลยสักคน และเมื่อได้รับมันไปเสมือนเดินเข้าใกล้ปากขุมนรก! เที่ยวหอฝิ่น สะท้อนอดีตด้านมืด สามเหลี่ยมทองคำ สามเหลี่ยมทองคำ คือบริเวณรอยต่อระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เริ่มทำการก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2542 – พ.ศ. 2545 เปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2548 โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เป็นเสมือนประตูเปิดสู่โลกอันลึกลับของพืชชนิดนี้ จากความมืดมนน่าหวาดกลัว สู่ความแจ่มจรัสและรู้แจ้ง พื้นที่ 5,600 ตารางเมตร หอฝิ่น แหล่งเรียนรู้ รวมถึงกรณีศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่น ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเยาวชน และประชาชนทั่วไป หอฝิ่น แสดงลำดับเรื่องราวของฝิ่น โดยเริ่มจากธรรมชาติวิทยาของฝิ่น การสืบประวัติการใช้ฝิ่นในยุคโบราณกลับไป 5,000 ปี ประวัติการแพร่กระจายของฝิ่นจากการค้าสมัยจักรวรรดินิยม เหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์ ที่สร้างความอดสูแก่ผู้ชนะและผู้แพ้สงครามฝิ่น อันนำไปสู่การล่มสลายของราชวงค์แมนจู ความชาญฉลาดของประเทศสยามในการเผชิญกับมหาอำนาจตะวันตก และการควบคุมปัญหา ฝิ่น ยาเสพติดเริ่มใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันในรูปแบบของยามหัศจรรย์ หอฝิ่นได้นำเสนอสนธิสัญญาฝิ่น กฎหมายเกี่ยวกับฝิ่น องค์การที่แก้ไขปัญหานี้ ความขัดแย้งและการพัวพันอาชญากรรม ผลกระทบที่เลวร้ายของยาเสพติดที่ทำให้ผู้เสพไม่สามารถต่อต้านได้ มาตรการควบคุมและปราบปรามยาเสพติด และกรณีศึกษาที่นำเสนอทางเลือก โอกาสที่จะต่อสู้กับความเย้ายวนจากสารเสพ ติด หอฝิ่น ได้จัดแสดงอุปกรณ์การสูบฝิ่น การขายฝิ่น ชมภาพถ่าย ภาพยนต์และวีดิทัศน์เรื่องราวเกี่ยวกับ และยาเสพติดจากหลายประเทศทั่วโลก ความเป็นมาของ หอฝิ่น ในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ คือ จุดที่ประเทศไทย ลาว และพม่า มาบรรจบกัน เป็นที่ที่แม่น้ำรวกไหลมารวมกันกับแม่น้ำโขง และยังหมายถึงพื้นที่กว้างครอบคลุมบริเวณถึงสามประเทศ และในพื้นที่นี้เองมีการปลูกฝิ่น ผลิตเฮโรอีน และลักลอบนำออกไปขาย เมื่อได้ยินคำว่า “ สามเหลี่ยมทองคำ “  คนส่วนมากมักจะนึกถึง ดอกฝิ่น ชาวไทยภูเขา เทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก แม่น้ำโขง หรือภาพของภาพป่าเบจพรรณ แต่ภาพที่นึกถึงมากที่สุดคงจะเป็นภาพของฝิ่นและเฮโรอีน ภาพความลึกลับ น่าสะพรึงกลัวของการปลูกและการลักลอบค้าฝิ่น ภาพสงครามกลางเมือง กองทหารการสู้รบของพวกลักลอบการค้าฝิ่น ชาวบ้านยากจน การกวาดล้างโรงงานผลิตเฮโรอีน คาราวานขนฝิ่นไปตามเส้นทางในป่า สามเหลี่ยมทองคำ คือ แหล่งที่มาของเฮโรอีนกว่าครึ่งของจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมดในโลก เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น สมเด็จย่า ทรงทรงเริ่มโครงการพัฒนาเหนือสุดของประเทศไทย มีจุดมุ่งหมายคืนผืนป่า และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น สามเหลี่ยมทองคำ คือ รากเหง้าของอาชญากรรม และการกระทำอันทุจริตที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย แพร่ไป สู่แอฟริกา ยุโรปและอเมริกา ทุกๆ ปีจะมีนักท่องเที่ยวเกือบแสนเดินทางมาที่นี่เพียงเพราะชื่อ สามเหลี่ยมทองคำ ปี พ.ศ.2531 (1988) สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในจุด เหนือสุดของประเทศไทยโครงการนี้มีจุดหมายที่จะคืนผืนป่าและฟื้นฟูคุณภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เทือกเขานางนอนในเขตพื้นที่ ประเทศไทย และหยุดการปลูกและการเสพฝิ่นในดินแดนแห่งนี้ ในอีกไม่กี่ปีต่อมา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงริเริ่มโครงการที่จะช่วยให้การศึกษา แก่ประชาชนในเรื่องของการศึกษาประวัติของฝิ่นในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำและ ทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนร่วมกันต่อสู้ยาเสพติด ให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ยาเสพติดประเภทต่างๆ ไม่เฉพาะก่อให้เกิดปัญหากับประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาให้กับประชากรและสังคมโลกโดยรวมอีกด้วย การริเริ่มโครงการในพระราชดำริในครั้งนั้น ส่งผลสืบเนื่องให้เกิด หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ห่างจากอำเภอเชียงแสนประมาณ 10 กิโลเมตร หอฝิ่นฯซึ่งล้อมรอบด้วยสวนอันสวยงามของอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ จะเป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กัน อย่างถูกกฎหมายและผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อ เนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆและยาเสพติดในชนิดอื่นๆ นิทรรศการภายในของหอฝิ่นประกอบด้วย อุโมงค์มุข (TUNNEL)  นิทรรศการเริ่มตั้งแต่อุโมงค์ที่มืดสนิท ดูลึกลับที่มีความยาว 137 เมตร ซึ่งเจาะทะลุภูเขาทางด้านตึกรับรองไปถึงตัวอาคารใหญ่อีกฟากหนึ่ง ที่กว้าง สว่าง ลม โปร่ง และเป็นทุ่งฝิ่นจำลอง ห้องโถง (LOBBY) ผู้คนจะได้เห็นทุ่งฝิ่นจำลอง และศึกษาเรื่องราว และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพันธุ์ต่างๆของดอกป๊อปปี้ทั้งที่เป็นพันธุ์สวย งามและเป็นพันธุ์ที่ใช้กรีดเอายางมาผลิตเป็นยา การเจริญเติบโตในระยะต่างๆของดอกป๊อปปี้ รวมทั้งการเปาะแห้งของดอกป๊อปปี้ที่ใช้ประโยชน์ในการตกแต่งดอกไม้แห้งประดับ ห้องประชุม (AUDITORIUM)  ห้องโสตทัศนศึกษาในห้องนี้มีการจัดฉาย VTR เล่าถึงที่มาจุดประสงค์และเรื่องราวที่บรรจุในการจัดหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ปัญจสหัสวรรษแรก (THE FIRST 5,000 YEARS)  ผู้ชมจะเดินทางเข้าสู่การแกะรอยประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของพืชพิเศษประเภทนี้ การแกะรอยประวัติศาสตร์ของฝิ่นเริ่มต้นจากการกำเนิดของฝิ่น บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีหลักฐานการค้นพบครั้งแรกที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ตลอดจนหลักฐานที่มีการ เขียนเป็นรายลักษณ์อักษรชิ้นแรกในตำราทางการแพทย์ SUMERIAN และการใช้เชิงการแพทย์ และการศาสนาในกรีกโบราณ โมและ อียิปต์ ได้มีการใช้ฝิ่นซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิผลที่ต่ำมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน มีดสองคม (LIGHT AND DARK HALLWAY) ผนังสองด้านของทางเดินเชื่อมต่อนี้จะถูกออกแบบให้สะท้อนถึงด้านดีและด้านร้ายที่ได้จากการใช้ ”ฝิ่น” - ด้านที่ดี จะเป็นด้านที่สว่างเห็นภาพของการใช้ยาที่ได้จากการสกัด จากฝิ่น เพื่อประโยชน์จากการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บปวด ผลผลิตที่ได้จากดอกป๊อปปี้ เช่น สินค้า เค้ก ขนมปัง ดอกไม่ประดับ - ด้านร้าย เป็นด้านที่มืดจะเห็นอาการที่ทุกข์ทรมานจากการเสพติด ภาพการใช้เข็มฉีดยา และภาพการเสื่อมโทรมทางกายภาพของผู้ติดยา ประจิมสู่บูรพา (FROM WES TO EAST)  ต่อจากนั้นผู้ชมจะก้าวเข้าสู่ยุคของการค้าระหว่างจักรวรรดิยุโรปกับเอเชีย เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าฝิ่นเป็นสินค้าในเชิงพาณิชย์อย่างไรและฝิ่นกลาย เป็นสารเสพติดที่แพร่หลายในวงกว้างอย่างไร โดยจำลองฉากท่าเรือพาณิชย์อังกฤษผู้ชมจะเดินทางผ่านห่อใบชา ผ้าไหม เครื่องลายคราม และเครื่องเทศ อันเป็นสินค้าของตะวันออกและวัฒนธรรมการดื่มชาของชาวอังกฤษ และเป็นสาเหตุของการขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลเกือบทำให้ประเทศนี้เกือบล่ม สลาย ต่อจากนั้นจึงเดินทางเข้าสู่เรือสินค้าของยุโรปที่ออกเดินทางจากอังกฤษมา อินเดียพร้อมทั้งชมโรงงานฝิ่นในอินเดีย เรือบรรทุกสินค้าจะหยุดพักที่เมืองสิงคโปร์เพื่อเติมเสบียง และขนถ่ายสินค้าบางส่วนลงเรือขนาดเล็ก สู่ท่าเรือท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองสงขลา และจันทบุรี เมืองสิงคโปร์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างอินเดียและจีน ก่อนที่จะรวมการเดินทางราวติดปีกของฝิ่นมาสู่ประเทศจีนที่ท่าเรืออันเป็น หัวใจของจีน กวางตุ้ง ศึกยาฝิ่น (OPIUM WARS)  ร่องรอยประวัติศาสตร์นี้จะนำนักท่องเที่ยวสู่ความขัดแย้งที่รู้จักกันในนาม “ สงครามฝิ่น “ เมื่อชาวอังกฤษบังคับให้จีนเปิดประเทศเข้าสู่การค้าเสรีและภายใน ค.ศ. 1900 คนจีนกว่า 13 ล้านคน ติดฝิ่นเศรษฐกิจของจีนถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากการที่จีนต้องนำเข้าฝิ่น เป็นจำนวนมากมายมหาศาลและราชวงค์แมนจู(ราชวงค์ชิง) ก็ตกอยู่ในภาวะล่มสลาย ภายในห้องนี้จะเล่าถึงเหตุการณ์ สำคัญรวมทั้งสงครามที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ของจีนโดยมีการจัดแสดงหุ่นจำลองของสามบุคลสำคัญของจีนและสามบุคลสำคัญของ อังกฤษทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสงครามฝิ่น ห้องถัดมาจะเป็นการจัดแสดงเหตุการณ์สำคัญสามเหตุการณ์ ได้แก่ การทำลายฝิ่นที่หูเหมินโดยข้าหลวงหลินเจ๋อสวี การเผาทำลายหยวนหมิง – หยวน ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อนอายุกว่า 150 ปี การถูกลิดรอนสิทธิและผลกระทบด้านความเป็นอยู่ของชาวจีนหลังสงคราม ฝิ่นในสยาม ( OPIUM IN SIAM )  เมื่อลองเข้ามาในห้องนี้จะมีเจดีย์รัตนโกสินทร์ตั้งอยู่และจะผ่านเข้าประตู เมือง มีการจำลองโรงน้ำชาจีนในเยาวราชโดยมีหุ่นนอนสูบฝิ่นสองคน ความเป็นมาของฝิ่นในสยาม แม่ฝิ่นจะไม่ได้มีต้นกำเนิดในประเทศไทยแต่ก็มีหลักฐานยืนยันว่าคนไทยรู้จัก ฝิ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วในสมัยรัชการที่ 1,2 และ3 พระราชบัญญัติห้ามค้าฝิ่นและสูบฝิ่นยังคงถูกประกาศใช้อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ฝิ่นในสยามเริ่มเปลี่ยนแปลงหลังจากอังกฤษรบชนะจีนในสงครามฝิ่น อีกส่วนต่อมาจะจัดแสดงของหายาก เช่น ลูกแป้ง กลักยาฝิ่น หมอน เป็นต้น รวมทั้งพื้นที่จำลองในการเคี่ยวฝิ่น,พระพุทธรูปที่ได้จากการหลอมกลักฝิ่น ยามหัศจรรย์ (MEDICAL MARVELS)  ต่อจากนั้นนักท่องเที่ยวจะได้รู้ถึง พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ ของตะวันตกที่นำไปสู่การแยกตัวของมอร์ฟีน พัฒนาการของเฮโรอีน และการฉีดเฮโรอีนเข้าใต้ผิวหนังชาวตะวันตกส่วนมาจะติดยาแก้ปวดประเภทนี้และ ยาอื่นๆรวมถึงฝิ่นและยาเสพติดอื่นๆ ข้อห้ามทางกฎหมาย/อาชญากรรม/การขัดแย้ง ( PROHIBITION/CRIME/CONFLICT) การ ตามรอยประวัติศาสตร์จบลงด้วยการที่ทั่วโลกต้องหันมาป้องกันฝิ่นและยาเสพติด ในช่วงทศวรรษที่ 20 โดยยาเสพติดที่ผิดกฎหมายอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การอาชญากรรมอันเป็นควาน พยามของชาวโลกในการร่วมใจพัฒนาเพื่อต่อสู้กับการลักลอบค้ายาเสพติดและการใช้ ยาในทางที่ผิด   แหล่งซุกซ่อน (HIDE-OUT HALLWAY) ต้องการให้ผู้ชมทราบ ถึงการรู้เท่าทันของเจ้าหน้าที่ตำรวจจับยาเสพติดว่า ไม่ว่าจะซ่อนไว้ที่ไหนก็ตามก็สามารถจับได้ เช่น การซ่อนไว้ที่รองเท้า ในกระหล่ำปลี เป็นต้น ผลร้ายของยาเสพติด (EFFECTS OF DRUGS) ผู้ชมจะได้เห็น ว่าการติดยาเสพติดเป็นสิ่งที่ทุกข์ทรมานจะเกิดผลร้ายที่กระทบกันอย่างต่อ เนื่องทังทางด้านเศรษฐกิจด้านสังคมและตัวผู้เสพเอง ทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ชมจะได้ทราบถึงยาเสพติดประเภทต่างๆ เช่น ยาเสพติดในกลุ่มฝิ่น,ยากดประสาท,ยากระตุ้นประสาท,ยาหลอนประสาท,กลุ่มสาร ระเหย ฯลฯ ใครที่คิดว่ายาเสพติดไม่เกี่ยวกับเขาเพราะเขาหรือใครในครอบครัวไม่ติดยา คนนั้นคิดผิดยาเสพติดมีผลกระทบต่อชีวิตทุกคน โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง เคยมีประวัติเสื่อมเสียจากการเสพยาเสพติดมาก่อน ภายหลังตัดสินใจเลิก และได้เข้ารับการบำบัด ฟื้นฟูร่างกาย จนกลับมามีชื่อเสียงโด่งดังอีกครั้ง การศึกษา (CASE STUDIES) เป็นกรณีศึกษาจริงว่าเกิดอะไร ขึ้นกับครอบครัวที่ติดยาเสพติดการจัดแสดงเรื่องราวของครอบครัวที่ตกเป็นทาส ยาเสพติดว่าต้องประสบชะตากรรมอย่างไรบ้าง บางครอบครัวก็สามารถเอาชนะได้และบางครอบครัวก็ต้องประสบทุกข์ทรมานอย่างแสน สาหัส หลอกตัวเอง/หลอกคนอื่น (GALLERY OF EXCUSES/GALLERY OF VICTIMS) เป็น เรื่องราวเกี่ยวกับการแก้ตัว แก้ต่าง กล่าวโทษกันไปมา ไม่มีประโยชน์ ไม่มีข้อสรุป สุดท้ายคือความตาย และเรื่องราวที่เกี่ยวกับเอดส์และผู้ตกเป็นเหยื่อ ห้องคิดคำนึง (HALL OF REFLECTION)  ผู้ชมได้มีโอกาสที่ได้อยู่กับตัวเองและตั้งคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหมด ที่ได้รับจากการชมนิทรรศการทั้งหมด ซึ่งเราหวังว่านักท่องเที่ยวแต่ละท่านที่ได้เข้ามาสัมผัส หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ จะก้าวออกจากนิทรรศการแห่งนี้ไปด้วยความรู้สึกที่ปรารถนาจะมีส่วนร่วมในอัน ที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ - ดร. ชาร์ลส์ บี เมห์ล (Charles B. Mehl,Ph.D.) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าข้อมูล ประวัติความเป็นมาถึงเรื่องราว ตลอดจนคุณและโทษของฝิ่นอยู่นานถึง 9 ปี - ได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย CARNELL ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้ที่เขียนหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่นและภาพถ่ายมากกว่าหนึ่งแสน หน้ากระดาษ ที่บันทึกไว้ในไมโครฟิล์ม - ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีนให้เข้าไปศึกษาค้นคว้าในพิพิธภัณฑ์ของจีนเกี่ยวกับเรื่องราวของสงคราม ฝิ่น - OECF ( กองทุนความร่วมมือทางเศรฐกิจภาคโพ้นทะเล) ของประเทศญี่ปุ่น สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างตัวอาคารและตกแต่งภายในเป็นเงิน 9.5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือคิดเป็นเงินไทยในขณะนั้นประมาณ 358 ล้านบาท มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สนับสนุนการจัดหารูปภาพ ระบบแสงสีเสียง อุปกรณ์การแสดงต่างๆ ที่ตกแต่งภายในโดยทีมงานศึกษาวิจัยของมูลนิธิแม่ฟ้า หลวง - UN ได้ให้การสนับสนุนภาพบางส่วน -ดร. เสกสรร ประเสริฐกุล ได้ให้การสนับสนุนเรื่องราวของฝิ่นในประเทศสยาม -ปัจจุบันประชากรทั้งโลกมีประมาณ 6 พันล้านคนมีเพียง1% ที่ได้รับผลประโยชน์จากการผลิต - เป้าหมายของหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ คือการลดความต้องการสารเสพติด หมายถึง เป็นสถานศึกษา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงทีความประสงค์ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะ กลุ่มเยาวชน โดยพยามที่จะให้คนทั่วโลกเข้าใจและมีความเห็นพ้องต้องกันที่จะช่วยกันแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้หมดไป ขณะที่ปัญหาเกิดจากผู้ผลิตที่เราพบได้ง่ายในบริเวณที่ประเทศที่กำลังพัฒนา จะต้องช่วยกันหยุดความต้องการของผู้ใช้และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ให้หมดสิ้น ไป - หวังว่าหลังจากที่พวกเราได้เดินชมกันทั่วแล้ว คงจะมีความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เราร่วมกันต่อสู้และต่อต้านปัญหา ยาเสพติดเพื่อทำให้สังคมโลกของเราดีขึ้น วันและเวลาดำเนินการ ** วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 8.30 – 16.00 น. ( เวลา 16.00 น. เป็นเวลาขายบัตรรอบสุดท้าย ) ** จำนวนผู้เข้าชมมากสุดไม่ควรเกิน 50 คน/ รอบ ระยะเวลาสำหรับการชมนิทรรศการโดยเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมง ***ทางเจ้าหน้าที่ของ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวบันทึกภาพภายในพิพิธภัณฑ์ได้*** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ หมู่ 1. บ้านสบรวก ต. เวียง อ. เชียงแสน จ. เชียงราย 57150 โทร (053) 784-444-6 , แฟกซ์ (053) 652-133 เว็ปไซต์: www.maefahluang.org , อีเมลล์ hallofopium@doitung.org   View Larger Map หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ จังหวัดเชียงราย ข้อมูลและภาพ : chiangraifocus.com / sadoodta.com / maefahluang.org เรียบเรียงโดย Travel MThai

ระวัง! ยาเสพติด ในคราบยาแก้ปวด เด็กกินผสมน้ำอัดลม วูบคาห้องเรียน
ดื่มน้ำอัดลม /  ฝิ่น / 

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.กุ้ง (นามสมมุติ) ผู้ปกครองของ ด.ช.เอ (นามสมมุติ) นักเรียนชั้นม. 2  ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ได้เข้าร้องเรียนกับสื่อ หลังลูกชายกินยาแก้ปวดผสมกับน้ำอัดลมแล้วหมดสติคาห้องเรียน เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ แพทย์ได้ลงความเห็นว่าด.ช.เอ กินยาแก้ปวดเกินขนาด เมื่อกลับบ้านน.ส.กุ้งจึงได้คาดคั้นหาความจริงกับด.ช.เอ ก่อนทราบว่าได้ถูกชักชวนจากพี่ม.4 ให้กินยาแก้ปวดดังกล่าวผสมกับน้ำอัดลม ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนในโรงเรียน โดยบอกว่ากินแล้วจะตัวลอย มีความสุข หากอยากให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็ว ต้องผสมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยหาซื้อยาดังกล่าวมาจากร้านตลาดปากน้ำ และย่านแพรกษา ซึ่งจะจำหน่ายให้เฉพาะกลุ่มนักเรียนที่ซื้อประจำ เคยซื้อได้มากสุดถึง 90 เม็ด ในราคาเม็ดละ 2-4 บาท น.ส.กุ้งกล่าวว่าช่วงหลังมานี้ ลูกชายมีพฤติกรรมติดน้ำอัดลม มีอาการคล้ายกับคนเมาเหล้า ทานอาหารไม่ค่อยได้ ถามตอบไม่ค่อยรู้เรื่อง จะทำอะไรต้องคิดนานกว่าปกติ เข้านอนเร็วขึ้น จนมาเกิดเหตุหมดสติคาห้องเรียน ต่อมาเมื่อนำยาดังกล่าวไปให้เพื่อนบ้านที่เป็นเภสัชกรตรวจสอบก็พบว่าเป็นยาแก้ปวดชนิดเฉียบพลัน ทั้งยังเป็นยาเสพติดรูปแบบใหม่  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประกาศเฝ้าระวัง ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสถานบันเทิง โดยมีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป หากกินพร้อมน้ำอัดลม, เครื่องดื่มชูกำลัง หรือน้ำร้อน ก็จะมีอาการคล้ายคนเมาฝิ่น ซึ่งยาดังกล่าวมีฤทธิ์คล้ายกับมอร์ฟีน หากใช้มากเกินความจำเป็น หรือผสมกับแอลกอฮอล์จะเป็นอันตรายต่อระบบประสาท ด้านพ.ต.อ. พัลลภ แอร่มล้า ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ กล่าวว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้แล้ว หลังจากประสานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดเพื่อตรวจสอบยาดังกล่าวพบว่าเป็นยาต้องห้าม ต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น พร้อมจัดส่งตำรวจไปร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าดูแลเด็กชาย รวมทั้งหารือผู้ปกครองเด็กถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นเพื่อดำเนินการต่อไป MThai News

เที่ยวเส้นทางอิ่มบุญ ไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจสมุทรสาคร
เทศกาลกินเจ /  เที่ยวสมุทรสาคร / 

ประเพณีการถือศีลกินเจของจังหวัดสมุทรสาคร ถือเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบต่อมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนที่อพยพย้ายมาตั้งถิ่นฐานในสยามประเทศเมื่อครั้งอดีต และสมุทรสาครก็เป็นเมืองท่าสำคัญในอ่าวไทย ทำให้วัฒนธรรมจีนที่เป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เข้ามามีอิทธิพลในบริเวณนี้อย่างแพร่หลาย จนกลายมาเป็นประเพณีสำคัญของชาวเมืองสมุทรสาครไปเสียแล้ว ไหว้เจ้า 9 ศาล เที่ยวกินเจ อิ่มบุญ เมืองสมุทรสาคร ในปี 2558 นี้ เทศกาลกินเจตามปฏิทินจีนจะตรงกับวันที่ 12-21 ตุลาคม 2558 เทศบาลเมืองสมุทรสาครร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม โดยได้รับความร่วมมือจากศาลเจ้า 9 แห่ง และการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนอีกมากมาย โดยใช้ชื่องานในการประชาสัมพันธ์ว่า "งานไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจสมุทรสาคร 2558 เทิดพระเกียรติ 88 พรรษา มหาราชา" ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถเดินทางมาเที่ยวได้อย่างสะดวก โดยศาลเจ้าทั้ง 9 แห่ง จะตั้งอยู่ที่ตำบลมหาชัยและตำบลท่าฉลอม มีพิธีกรรมและเทศกาลอาหารเจหลากหลายชนิด พร้อมบริการรถรางรับส่งในแต่ละศาล 1. ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร เจ้าพ่อหลักเมือง ศาลเจ้าสถาปัตยกรรมจีนอันสวยงาม เป็นที่เคารพของชาวไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะชาวประมง มักขอพรบนบานขอให้ทำการค้ารุ่งเรืองปลอดภัย จะมีการแก้บนด้วยฝิ่นเสมอ โดยนำมาป้ายที่บริเวณปาก 2. โรงเจมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นโรงเรียนจีน ต่อมาได้มีการจัดสร้างให้เป็นโรงเจ โดยเงินที่นำมาสร้างนั้นมาจากการบริจาคการล้างป่าช้า เมื่อถึงเทศกาลกินเจของทุกปี ชาวไทยเชื้อสายจีนฝั่งมหาชัยก็จะมาเข้าร่วมปฏิบัติธรรม ณ โรงเจแห่งนี้ 3. ศาลเจ้าปุนเถ้ากง คลองมหาชัย ศาลเจ้าปุนเถ้ากง คลองมหาชัย ศาลเจ้าเก่าแก่อายุนับร้อยปี เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบ้านและชาวประมง ในยุคแรกสร้างเป็นศาลไม้เล็ก ๆ ภายหลังได้มีการบูรณะใหม่ โดยก่ออิฐถือปูนมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว 4. ศาลเจ้าแม่กวนอิมพันมือ คลองจาก ศาลเจ้าแม่กวนอิมพันมือ คลองจาก สร้างมากว่า 40 ปี ในอดีตเป็นศาลเจ้าไม้หลังเล็ก ๆ แต่เมื่อปี พ.ศ. 2548 ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่และอัญเชิญรูปหล่อเจ้าแม่กวนอิมพันมือมาประดิษฐานภายในศาลเจ้า 5. ศาลเจ้าพ่อกวนอู ท่าฉลอม ศาลเจ้าพ่อกวนอู ท่าฉลอม มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว ในอดีตเป็นศาลไม้เล็ก ๆ หลังคามุงจาก ปัจจุบันได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ สร้างแบบก่ออิฐถือปูนเพื่อความแข็งแรงทนทาน เป็นที่เคารพสักการะอย่างมากของชาวท่าฉลอม 6. ศาลเจ้าแม่จุ๋ยบ๋วยเนี้ย ศาลเจ้าแม่จุ๋ยบ๋วยเนี้ย หรือศาลเจ้าแม่ทับทิม เป็นศาลเจ้าที่มีผู้คนศรัทธาเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในพิธีกรรมเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้คือพิธีลุยไฟ จะทำเฉพาะร่างทรงที่ทำนายทายทักว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น 7. โรงเจเชงเฮียงตั๊ว ท่าฉลอม โรงเจเชงเฮียงตั๊ว ท่าฉลอม การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปีใดไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัด โรงเจแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง ด้านหลังมีศาลเจ้าที่สร้างด้วยปูนโดดเด่นสวยงาม ในเทศกาลกินเจจะพบกับเทศกาลอาหารเจหลากหลายชนิด 8. ศาลเจ้าปุนเถ้ากง ท่าฉลอม ศาลเจ้าปุนเถ้ากง ท่าฉลอม แห่งนี้ จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2382 เดิมทีเป็นศาลไม้ หลังคามุงจาก ต่อมาปี พ.ศ. 2456 ได้มีการบูรณะศาลใหม่เป็นไม้ระแนง ไม้สักทอง เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของท่าฉลอม 9. อุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิม ท่าฉลอม ศาลเจ้านี้ โดดเด่นด้วยรูปหล่อพระโพธิสัตว์กวนอิม ปางเมตตา หล่อจากทองเหลืองปิดด้วยทองคำเปลวขนาดใหญ่ ทาสีสวยงาม มีความสูง 9.98 เมตร พระหัตถ์ขวาเทน้ำจากคนโทประทับบนฐานดอกบัว มีมังกรโอบล้อมรอบ กิจกรรมไหว้เจ้า 9 ศาล ตามเส้นทางบุญหนุนชีวิต ท่านสามารถรับพาสปอร์ตท่องเที่ยวและเดินทางสักการะศาลเจ้าทั้ง 9 แห่ง พร้อมประทับตราครบทั้งหมด รับไปเลย "เหรียญเจ้าแม่ทับทิม" (จำกัดวันละ 1,000 เหรียญ) โดยรับเหรียญได้ที่ ศาลเจ้าแม่จุ๋ยบ๋วยเนี้ย ท่าฉลอม แห่งเดียวเท่านั้น ขอให้สนุก อิ่มท้อง อิ่มบุญกันถ้วนหน้านะครับ ขอขอบคุณ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม ถ่ายภาพโดย : Travel MThai

เหวี่ยงใหญ่...ให้ติดดิน 2/2 จบ
หนังจีน

หยวนเปียว - เจิ้นจื้อตัน : นําแสดง เนื้อเรื่องโดยย่อ : คณะกายกรรมชางฟางโดนระเบิดจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องอพยพจากเซี่ยงไฮ้มาที่เมืองหนาน เเละหาที่ตั้งกายกรรมใหม่ เเต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการค้าฝิ่น ของญี่ปุ่น เเละต้องร่วม มือกันทั้งคณะกายกรรมทลายการค้าผิ่นนี้ให้­ได้ โดยมี อาตง (รับบทโดย หยวนเปียว ) เเละ ความช่วยเหลือจาก ตงฟา ตำรวจหนุ่ม (รับบทโดย ดอนนี่ เยน) ร่วมมือกันต่อสู้เเละจะทลาย การค้าฝิ่นได้หรือไม่ต้องติดตาม แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=7uDdRWs8GcI

ภัยใหม่ ฝิ่นละลายน้ำฉีดเข้าเส้น ตรวจไม่พบแต่ถึงตายได้
ติดยา /  ฝิ่น / 

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดพบนักเสพฝิ่นรุ่นใหม่ใช้วิธีละลายน้ำฉีดเข้าเส้น ซึ่งหากถูกตรวจหาสารเสพติดจากปัสสวะจะไม่พบ นายวิชัย ไชยมงคล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 เปิดเผยว่า สถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่นในประเทศไทยมีประมาณ 700-800 ไร่ อยู่ในพื้นที่อำเภออมก๋อยประมาณ 600-700 ไร่ มากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่เป็นหุบเขา ทุรกันดาร มีการลักลอบปลูกทุกปี แม้จะมีการแก้ปัญหาด้วยการจับกุมผู้ค้ารายย่อยได้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถกำจัดได้หมด โดยผู้ปลูกจะใช้ท่อเอสล่อน สายยาง ปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์ ซึ่งการปราบปรามยาเสพติดที่ได้ผลที่ผ่านมาได้มีการตรวจจับสารตั้งต้น จึงจะดำเนินการตรวจยึดอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย หากตรวจพบมีเจตนาจะนำไปใช้เพื่อปลูกฝิ่น โดยจะตรวจค้นเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์การปลูกฝิ่น ทั้งนี้พบว่าผู้เสพฝิ่น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบเนื่องจากใช้สารเคมีคนละตัว โดยเน้นตรวจสอบที่ยาบ้าเป็นสำคัญ ในระยะหลังพบว่าผู้เสพฝิ่นรุ่นใหม่จะใช้วิธีนำฝิ่นหรือเฮโรอีนไปละลายน้ำและใช้เข็มฉีดยาดึงน้ำนั้นผ่านสำลีฉีดเข้าเส้นซึ่งอันตรายอย่างมาก อาจถึงขึ้นเสียชีวิตได้ ส่วนสถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่นนั้น พบว่าพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด รองลงมาคือจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงราย ส่วนในประเทศพม่า ก็พบที่เมืองตองจี ที่พบว่าระยะหลังมีการจับกุมได้มากขึ้น โดยฝิ่นหากจำหน่ายฝิ่นดิบจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 6 แสนบาท โดยฝิ่น 10 กิโลกรัมจะผลิตเฮโรอีนได้ 1 กิโลกรัม MThai News ขอบคุณข้อมูลจาก สวท.เชียงใหม่

15 ประโยคเขียนเฟรนด์ชิปภาษาอังกฤษ
10 อันดับ /  นักศึกษา / 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แล้วฉะไหนเลย เวลาเรียนจบจะไม่จากกัน ! อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ครั้งนึงในชีวิตที่ต้องเจอ (แต่ถ้าเรียนที่เดียวกันต่อก็อาจจะได้เจอหน้ากัน) แต่ถ้าเพื่อนรัก ชาวแก็งของเราต้องกระจายหายกันไปตามทางของตัวเอง มันก็ต้อง ทิ้งร่องรอยจารึก และ ตัวตนให้เพื่อนได้ติดต่อ บ้างละน่ะ ... แต่ถ้าเขียนเป็นภาษาไทย มันจะดูกลืนๆเบสิค ธรรมดาไปหน่อย ทีนเอมไทย เลยจัด 15 ประโยคเขียนเฟรนด์ชิปภาษาอังกฤษ มาให้เพื่อนๆระบายความในใจลงไปเก๋ๆ ! 15 ประโยคเขียนเฟรนด์ชิปภาษาอังกฤษ * สิ่งที่ต้องมีเบๆ (เบสิค)ใน เฟรนด์ชิพ ที่เขียนให้เพื่อนๆ 1. หมวดแนะนำตัวทั่วๆ ไป ชื่อ สกุล ชื่อเล่น ฉายา บางคนที่ครีเอทหน่อย ก็จะประมาณว่า "ชื่อนี้ท่านพ่อเรียก, เรียกเล่นๆ, คุณครูเรียกในห้องเรียน, เรามีนามว่า, เรียกกันในกลุ่ม วันเกิด (เอาไว้ทวงของขวัญกลายๆ เผื่อเค้าเปิดเจอ) ที่อยู่ เยอร์โทร.(เผื่อจะได้ส่งของขวัญมาให้ได้ถูกไง้) ความชอบ สิ่งที่เกลียด สิ่งที่กลัว สีที่ชอบ ความรู้สึก ลึกๆ ในใจเราที่อยากบอกเพื่อน ภาพวาดประกอบ (อันนี้สำคัญมาก เพื่อจะได้ทำให้พื้นที่หน้านั้นหมดไป ) *3 บางคนมีรูปแป่ะไว้ให้ด้วย 2. หมวด กลอน, เนื้อเพลง อาจจะฮาๆ ซึ้งๆ ก็แล้วแต่คนจะนึกออก 3. หมวด(วาด)ภาพประกอบ  สมัยก่อน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้นอกเหนือจากประวัติส่วนตัว ความชอบ นิสัย ความใฝ่ฝัน คำคม ที่อยู่.. นั่นก็คือต้องวาด ดอกฝิ่น (ไม่รู้จะฮิตวาดกันไปทำไม ? ดอกฝิ่นต้องหักด้วยค่ะ ถึงจะเริ่ดด) จะเห็นกันไปเลยว่า ฝีมือใครเยี่ยมแค่ไหน ในการสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปะ ไอเดียใครดี เจ๋งน่าประทับใจ บางคนเอาเฟรนด์ชิพเพื่อนไปดองไว้เป็นเดือน บางคนก็ทำสุดจะเริ่ด เอาไฟลนบ้าง ฉีกสมุดเป็นขอบๆ ปะๆ บ้าง ฯลฯ แต่พอกลับไปดูของเหล่านี้ เชื่อว่า เรียกรอยยิ้มจากเราได้แน่ๆ 4. ภาพกลุ่ม หรือภาพเดี่ยว แป่ะให้เพื่อน เพื่อนซี้ที่สนิทมากกว่าคนอื่น ก็อาจจะมีรูปแป่ะไว้ให้หน่อย (คราวนี้เราก็จะไปอัดรูปกันเป็นกระตั๊กๆ เลยทีเดียว) โพสต์รูปแกงค์ของตัวเอง รูปภาพประทับใจวันอำลา หรือไอเดียเขียนเฟรนด์ชิพเก๋ๆ ไว้ด้วยน๊า ตอนนี้มีอินเตอร์เน็ต มือถือ เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตเรามากมาย บางคนจึงอาจจะไม่ค่อยเขียนเฟรนด์ชิพ แต่แลก hi5 แลกเบอร์กันแทน สะดวกดี แต่ความประทับใจไม่คงนานเท่าเขียนเฟรนด์ชิพแน่ๆ ..ฟันธ๊งงงงงงงงง ประโยคเขียนเฟรนด์ชิปภาษาอังกฤษ Be well, do good work, and keep in touch. ขอให้อยู่ดีมีสุข ทำสิ่งดีๆ แล้วอย่าขาดการติดต่อกันนะ You've had my heart since hello. Nothing will ever change that. Not distance, not time, not space. Nothing will ever take my heart away from you. เธอได้ใจฉันไปตั้งแต่สวัสดี ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนมันได้ ไม่ว่าจะระยะทางหรือกาลเวลา ไม่มีอะไรจะมาพรากเธอไปจากใจฉันได้ Goodbyes are not forever. Goodbyes are not the end. They simply mean I'll miss you. Until we meet again! ลาก่อนไม่ใช่ชั่วนิรันดร์ ลาก่อนไม่ใช่จุดจบ มันเป็นแค่การบอกว่าฉันจะคิดถึงเธอ จนกว่าเราจะได้พบกันอีก A true friend is someone who is there for you when he'd rather be anywhere else. เพื่อนแท้คือคนที่อยู่ตรงนั้นเพื่อคุณในเวลาที่เขาสามารถไปอยู่ที่อื่นก็ได้ We only part to meet again. เราแค่จากกันเพื่อจะได้พบกันอีก Friendship isn't a big thing - it's a million little things. มิตรภาพไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันคือเรื่องเล็กๆ ล้านเรื่องรวมกัน There are big ships and small ships. But the best ship of all is friendship. มีทั้งเรือใหญ่และเรือเล็ก แต่เรือที่ดีที่สุดคือเรือแห่งมิตรภาพ (เล่นคำว่า ?ship?) We have been friends together. In sunshine and in shade. เราเป็นเพื่อนกันตลอด ไม่ว่าจะในแสงสว่างหรือในความมืด I miss you a little; a little too much, a little too often, a little more every day. ฉันคิดถึงเธอนิดหน่อย แบบมากไปหน่อย บ่อยไปหน่อย และเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ ในทุกๆ วัน Saying goodbye doesn't mean anything. It's the time we spent together that matters, not how we left it. การบอกลาไม่ได้มีความหมายอะไร เวลาที่เราใช้ร่วมกันต่างหากที่สำคัญ ไม่ใช่การที่เราต้องจากกัน How lucky I am to have known someone who was so hard to say goodbye to. ฉันโชคดีขนาดไหนที่ได้รู้จักคนคนนึงที่ทำให้การบอกลากลายเป็นเรื่องยาก ?I always knew that when I looked back on the times I cried I would smile. But I never knew that when I looked back on the times I smiled I would cry. ฉันรู้มาตลอดว่าเมื่อฉันมองกลับไปยังเวลาที่ฉันร้องไห้ ฉันจะยิ้ม แต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเวลาที่มองกลับไปยังตอนที่ยิ้ม ฉันจะร้องไห้ A part of you has grown in me, together forever we shall be, never apart, maybe in distance, but not in the heart. ส่วนหนึ่งของเธอได้โตในใจฉัน เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ระยะทางอาจแยกเราจากกัน แต่ไม่มีวันแยกเราจากใจ "We'll be Friends Forever, won't we, Pooh?" asked Piglet. "Even longer," Pooh answered. ?เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปใช่มั้ยพูห์? พิกเล็ตถาม ?นานกว่านั้นอีก? พูห์ตอบ ?If you're alone, I'll be your shadow. If you want to cry, I'll be your shoulder. If you want a hug, I'll be your pillow. If you need to be happy, I'll be your smile. But anytime you need a friend, I'll just be me. ถ้าเธอเหงา ฉันจะเป็นเงาของเธอ ถ้าเธออยากร้องไห้ ฉันจะเป็นไหล่ให้ซบ ถ้าเธออยากได้กอด ฉันจะเป็นหมอนของเธอ ถ้าเธออยากมีความสุข ฉันจะเป็นรอยยิ้ม แต่เมื่อไหร่ที่เธอต้องการเพื่อน ฉันก็จะเป็นแค่ฉัน ในภาษาไทยเวลาเราพูดว่าลาก่อน ทุกวันนี้เราคงพูดกันว่า บ๊ายบาย ใช่ไหมคะ แต่น้องๆ เคยสังเกตมั้ยคะว่าในภาษาอังกฤษมีตั้งหลายคำทั้ง Goodbye, Bye-bye หรือ Bye และอื่นๆ อีกหลายคำ เอ... แล้วมันต่างกันยังไงนะ Goodbye เป็นคำมาตรฐานที่สุด จะใช้แบบเป็นทางการ กึ่งทางการ หรือกับเพื่อนฝูงก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ก็ใช้ได้ทุกโอกาส ทั้งจบการสนทนาทางโทรศัพท์ เลิกเรียน หลังเที่ยวกันเสร็จ หรือจะพูดปิดท้ายตอนรายงานหน้าห้องเสร็จแล้วก็ได้ ถือเป็นคำกลางๆ ค่ะ Bye คือคำย่อของ Goodbye ทำให้ดูเป็นทางการน้อยกว่า ไม่เหมาะใช้กับระดับที่เป็นทางการ แต่สามารถใช้ได้ในระดับกึ่งทางการ หรือ ไม่เป็นทางการเลย อย่างพูดกับเพื่อน หรือใช้กับร้านค้า เวลาเราไปซื้อของหรือไปรับบริการ Bye-bye เป็นคำที่คุ้นปากคนไทยที่สุด เพราะเรามักพูดกันว่า ?บ๊ายบาย? ในภาษาอังกฤษจริงๆ คือการเล่นเสียงของ Bye ให้ฟังดูน่ารัก ขี้เล่นมากขึ้น แต่เดิมมักใช้กับเด็กหรือสัตว์เลี้ยง (ที่เวลาเราพูดด้วยจะต้องทำเสียงเล็กเสียงน้อยประจำ) แต่ปัจจุบันนี้ก็ทำมาใช้ทั่วไปได้ แต่ต้องระวังหน่อยนะคะว่าผู้ที่เราพูดด้วยเป็นใคร เพราะผู้สูงอายุ คนหัวโบราณหรือผู้ที่อยู่ในแถบชนบทบางแห่ง (ของฝรั่ง) จะยังรู้สึกว่าเป็นคำที่ใช้กับเด็ก เขาอาจจะคิดว่าเรามองเขาเป็นคนที่ต่ำต้อยกว่าหรือมองเป็นเด็ก ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนจะไม่ชอบให้ลูกหลานทำเหมือนตัวเองเป็นเด็ก ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง yenta4.com

ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ใครใช้สาร ยาเสพติดอะไร รู้หมด ไม่รอด
ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา /  สารเสพติด / 

ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ใครใช้สาร ยาเสพติดอะไร รู้หมด ไม่รอด เอาแหละครับ เรียกได้ว่างานนี้ผู้ที่ชอบใช้สารผิดกฏหมายต้องมีหนาวกันแล้วแหละ เพราะว่าในยุคนี้การตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของมนุษย์ไม่ได้เป็นอะไรที่ยากเย็นเหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้วนะ เพราะว่าแค่มองตาก็รู้แล้วแหละ (หมายถึงถ่ายรูปโฟกัสที่ตามาตรวจนะครับ ไม่ได้หมายความว่าให้ไปนั่งจ้องตากันนะ 55555) โดยวันนี้ทาง Men.MThai เราจะขอนำเสนอวิธีดูว่าใครคนไหนใช้สารอะไรกับร่างกายมาบ้างด้วยวิธี ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ครับผม ทางทีมงานของ VICE ได้นำภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับการ ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา ที่สามารถบอกได้ว่าคน คนนั้นใช้สารอะไรกับร่างกายมาบ้าง ซึ่งในจุดนี้การแยกประเภทของสารที่ผู้ใช้เสพเข้าไปยังสามารถบอกได้ทั้งหมด ไม่ว่าสารที่ถูก และผิดกฏหมาย ได้จากขนาดและความกว้างของนัยน์ตาของผู้ใช้สารนั่นเอง โดยพวกเข้าถ่ายทอดผลการทดลองนี้ผ่านทางการถ่ายภาพแบบ โคลสอัพ เน้นที่นัยน์ตาเพื่อบ่งชี้ว่า สารที่แต่ละคนใช้นั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งผลสำรวจได้ออกมาว่า สารจำพวก ฝิ่น (Opiates) จะส่งผลทำให้รูม่านตาของผู้ที่ใช้ หด ลง ส่วน สารจำพวก โคเคน ยาอี และ แอมเฟตามีน จะส่งผลทำให้รูม่านตาขยายขึ้น อีกทั้งทางตำรวจประเทศ เยอรมัน ยังได้ใช้เทคนิค ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา วิเคราะห์ว่าคนไหนใช้สารอะไรเพื่อมาลงโทษอีกด้วย ซึ่งเขาเรียกวิธีนี้ว่า Pupillograph เป็นการรวมคำว่า pupils ที่แปลว่า นัยน์ตา กับคำว่า Photograph ที่แปลว่ารูปถ่ายเอาไว้ด้วยกันนั่นเอง ซึ่งเป็นการ ตรวจเช็คสารจากนัยน์ตา โดยใช้รูม่านตาบ่งชี้ ซึ่งเป็นอะไรที่รวดเร็วกว่าการรอผลตรวจเลือดซะอีก!!! แหล่งที่มา www.vice.com/read/can-you-tell-what-drugs-someones-on-just-by-looking-at-their-eyes-876?utm_source=vicefbus