ผู้หญิงขายบริการ

The Bodyguard แตะไม่ได้ ตายไม่เป็น
ฉีเคอะ /  ซื่อเทียน / 

The Bodyguard แตะไม่ได้ ตายไม่เป็น ว่าด้วยเรื่องราวของบอดี้การ์ด รับบทโดย หงจินเป่า ที่วางมือจากวงการมานาน และเริ่มทุกข์ทรมานจากภาวะสมองเสื่อม กระทั่งบอดี้การ์ดได้พบกับเด็กสาวและได้เป็นเพื่อนต่างวัยกัน เหตุไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น เมื่อพ่อของเด็กผู้หญิงคนนี้ รับบทโดย หลิวเต๋อหัว เข้าไปพัวพันกับแก๊งอาชญากรรม พ่อและเด็กสาวหายตัวไป ทำให้บอดี้การ์ดผู้วางมือต้องกลับมายกมือขึ้นสู้อีกครั้งเพื่อช่วยสองพ่อลูกนี้ให้ได้ ร่วมพิสูจน์ฝีมือระดับตำนานของหงจินเป่า 12 พฤษภาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

เปิดตัวเจ้าของเพจดัง
นิมมาน /  ร้านอาหาร / 

เมนูอาหารที่ "โอชิน" คิดค้น มักเกิดขึ้นในบัดดลตามแต่จินตนาการและแรงบันดาลใจที่เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา บางช่วงเป็นข้าวซอยอุด้งไปต้มเส้นในน้ำอัญชันบ้าง บางฤดูกาลจัดธีมเป็นอาหารแนว isan soul บ้าง ทั้งเมนูขนมก็ถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผ่านไปไม่นานนัก ร้านอาหารในบ้านของโอชินก็กลายเป็นร้านอาหารสุดแหวกแนวที่ถูกบอกต่อผ่านกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยเฉพาะการจัดแต่งอาหารของเธอ ทำเอาสาวกไอจีทั้งหลายต้องคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปกันอยู่นั่นอัพกันทั้งวัน อัพกันจนลืมกิน! ขนาดที่ว่า มีแก๊งคุณป้าชาวจีนซิ่งรถสปอร์ตมาจากปักกิ่ง เพื่อมาแวะรับประทานอาหารของเธอเรียกว่าเที่ยวเชียงใหม่ห้าวันก็แวะกินร้านของโอชินมันห้าวันนั่นล่ะ ‘การทำอาหารและขนม’ ของโอชิน ถือเป็นมรดกชีวิตที่เธอได้รับส่งต่อมาจากแม่โดยไม่รู้ตัว คุณแม่ของโอชินเคยเป็นกุ๊กในร้านอาหาร ตัวเธอเองก็ชอบคิดสูตรทำอาหารและขนม โดยเขียนบอกสูตรลงในเฟซบุ๊ค จนกลายเป็นที่ติดตามของทั้งเว็บพันทิป เฟซบุ๊ค และไอจี กระทั่งจนพอมีคนตามมากๆเข้าโอชินจึงเริ่มทำอาหารแพ็คใส่กล่องวางขายที่ร้านเพื่อน ทำไปทำมา ขายดิบขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องขยับที่ขยับทาง เธอหันไปมองพื้นที่ในซอกข้างบ้านตัวเอง ซึ่งมีอยู่น้อยนิดกับเงินออมหกพันบาท และนึกในใจว่า ….“เอาล่ะ เปิดร้านแล้วกัน”..... บรรยากาศร้านอาหารในซอกเล็กๆข้างบ้านของโอชิน เปิดให้บริการเพียง 7 ชั่วโมง ตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึงหกโมงเย็น ลูกค้าที่เข้ามากิน จะต้องเดินผ่านห้องครัวของเธอ จนมาถึงโต๊ะอาหารซึ่งมีอยู่เพียงหกโต๊ะ นั่นหมายความว่า ถ้าโต๊ะไม่ว่าง ลูกค้าก็จะต้องอดทนยืนรอต่อแถวกันไป ลูกค้าของเธอมีทุกเพศทุกวัย เด็กคนแก่ คนท้อง คู่เลสเบี้ยน มีหมด วันนี้เราเลยหยิบบางเมนูมาที่ัรบรองว่าเด็ดมาให้ชมกัน "ข้าวซอยบลูอุด้ง" เส้นอุด้งย้อมสีด้วยน้ำอัญชัญเสิร์ฟในน้ำข้าวซอยรสดั้งเดิม เพิ่มเติมคือความงามของสีสัน "โซบะเย็น" เส้นโซบะ จากไร่หญ้าโซบะ(เส้นโฮลวีท)ที่ปลูกในเชียงรายและ "ปีกไก่ทอดนาโกย่า" ปีกไก่อวบๆ หมักน้ำปลาน้ำผึ้งงาดำ ทอดพอเกรียม เสิร์ฟพร้อมผักสด และน้ำซอสโซเมนเย็น เส้นโซบะคลุกไข่ไก่ดิบหรือไข่นกกระทา เพิ่มความมันนุ่มหอมหวาน "ชูใจ ไรซ์ไวน์ กีวี่ซอฟท์เค้ก" ข้าวกลั่นอ่อนๆตัดกับรสหวานอมเปรี้ยวของกีวี่ ผสานรสด้วยวิปปิ้งครีมตีสด "ทาร์ตเลเมิ่น 007"  เลเมิ่นเคิร์ดรสหวานหอมอมเปรี้ยว เคลือบด้วยดาร์กชอคโกแลตเข้มข้น ห่อด้วยแป้งทาร์ตหวานกรอบ แต่กว่าจะมาเป็นวันนี้ขอบอกว่าชีวิตเธอมีครบทุกรสชาติ เปรี้ยว หวาน เผ็ด มัน และขมปี๋ จนครั้งหนึ่งเธอเกือบคิดสั้น! ‘โอชิน’ ปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก สมัยอายุ 13 พ่อของเธอถูกรถชนจนโดนตัดขา ทำให้ชีวิตของโอชินมีเพียงบ้านกับโรงพยาบาลจนช่วงอายุ 18 ขณะที่พ่อของเธอติดเหล้ามายาวนาน ก็ต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคแอลกอฮอลิซึ่ม โอชินผ่านช่วงของความคิดที่เคยอยากฆ่าตัวตายเพราะความเครียดจากหนี้สินที่ต้องแบกความรับผิดชอบไว้ในฐานะลูกคนโต ทั้งไหนจะต้องส่งน้องเรียนอีก แต่เธอก็ผ่านพ้นช่วงวิกฤตินั้นมาได้ภายในช่วงระยะเวลาเพียงสองปี นั่นทำให้เธอทำมาแล้วแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ ถักสร้อยขาย รับเพ้นท์เล็บ ก๊อปปี้ซีดีขาย ทำงานศิลปะ ทำวงดนตรี เป็นล่าม เป็นศิลปิน ชีวิตของเธอไม่ธรรมดา เป็นศิลปินดังไกลถึงญี่ปุ่น !  เธอเป็นลูกคนโตในบ้านที่มีพี่น้องฝาแฝดซึ่งเป็นชายแท้ สมัยเรียนหนังสือในสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอมักใช้เวลาในช่วงกลางวันไปกับการรับจ๊อบ ขี่มอเตอร์ไซค์บน ระยะทางสิบกิโลเมตรไปรับจ้างเป็นล่ามให้กับบริษัทของชาวญี่ปุ่นซึ่งคุณสมบัติพิเศษของโอชินในอาชีพล่าม ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆโดยทั่วไปคือ เธอมีความเข้าใจในศิลปะดีเป็นพื้นฐาน ต่อมา โอชินเปลี่ยนสาขาไปเรียนศิลปะในสาขาศิลปะไทยของคณะวิจิตรศิลป์ มช. และทำงานพิเศษอยู่ในห้องสมุดคณะวิจิตรศิลป์ จนสำเร็จการศึกษา เธอจึงได้ทำงานพิเศษเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับห้องสมุด TCDC สาขาเชียงใหม่ ทั้งยังเคยทำงานออฟฟิศเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ชีวิตของโอชินเวียนวนคลุกคลีอยู่กับผู้คนในวงการศิลปินญี่ปุ่นค่อนข้างมาก กระทั่งเธอเก็บเงินได้ จึงกลับไปเรียนต่อปริญญาโท ในสาขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจังหวะนี้เอง ผลงานศิลปะของเธออันว่าด้วยเรื่องของการทำศัลยกรรม ทำให้เธอได้รับโอกาสจากโครงการศิลปะแบรนด์นิวของหอศิลป์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอได้รับเลือกเป็น 1 ใน 10 จากการคัดเลือกศิลปินรุ่นใหม่ทั่วประเทศ และได้รับการตีพิมพ์ผลงานลงในนิตยสารศิลปะไฟน์อาร์ตประเทศไทย และ ART4D หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาโท ผลงานของเธอได้ถูกเชิญชวนจากภัณฑารักษ์ชาวญี่ปุ่นให้เดินทางไปแสดงผลงานในต่างแดนจนกลายเป็นที่โด่งดังในฐานะของ ‘ศิลปิน’ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งโอชินยังมีโอกาสได้เดินทางไปกลับญี่ปุ่นอีกหลายต่อหลายครั้งไม่ว่าจะถูกเชิญไปบรรยาย แสดงงานศิลปะ จัดเวิร์คช็อปกระทั่งจนปัจจุบัน เธอจับผลัดจับผลูมาทำขนมนี่แหล่ะค่ะ ปัจจุบัน โอชินเปิดร้านขายเบเกอรี่ขนาดเล็ก อยู่ในซอยนิมมานฯ ใช้ชื่อว่า minimeal eatery studio อันเป็นร้านที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศนั่งกินกาแฟเอาท์ดอร์ในต่างประเทศ เธอจัดตกแต่งพื้นที่เองทั้งหมด ทั้งเธอยังมีแผนจะเดินทางไปใช้ชีวิตเพื่อทำงานศิลปะและเรียนต่อระดับปริญาเอกที่แคลิฟอร์เนีย เร็วๆนี้ แต่เพจอาหารและขนมของเธอ "สีนวล สวีทคุ้กกิ้ง" (C’nual Sweet Cooking) จะยังดำเนินต่อไป สำหรับใครที่ชื่นชอบการกินการดื่ม ลองแวะเข้าไปที่เพจของเธอกันดูนะคะ

แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด'
ที่เที่ยวประจวบคิรีขันธ์ /  ท่องเที่ยวประจวบฯ / 

บางครั้งการที่เราออกไปเที่ยวคนเดียวไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม สิ่งนั้นยิ่งทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น แต่ก่อนที่เราจะเก็ยกระเป๋าก้าวออกจากบ้าน สิ่งที่เราต้องมีก็คือ "ความกล้า" เช่นครั้งหนึ่งเพจ LIFE IS A JOURNEY แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' ใครจะไปรู้ว่าที่นี่มีที่เที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามอยู่หลายที่เลย อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นี้เอง ตามไปดูกันเลย ^^ แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ไม่มีอะไรทำ นอนดูทีวีอยู่หอ พอดีเปิดไปเจอรายการท่องเที่ยวของช่อง 5 รายการอะไรจำชื่อไม่ได้ล่ะ จำได้แค่ว่า เค้าพาเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าบนยอดเขา เป็นพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเล!!! เห็นเท่านั้นล่ะ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดขึ้นมาทันใด (รู้สึกเหมือนตอนต้องออกไปยืนพูดหน้าเสาธงเป็นครั้งแรก) ดูจนจบเลยรู้ว่าไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นจุดชมวิวเขาแดง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้นเอง ด้วยความว้าวุ่น ว่าง เปลี่ยว และเหงา!!! ก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มีที่เที่ยวอะไร จะไปยังไงได้บ้าง ส่วนที่พักหน่ะหรอ ไม่ต้องจองล่วงหน้า Agoda ก็ยังไม่รู้จัก เพราะมีเต้นท์และถุงนอนส่วนตัวจะไปกลัวอะไร ไปตายเอาดาบหน้าละกัน จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าในคืนนั้น แล้วออกเดินทางทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยเอาของไปเท่าที่จำเป็น และของสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางเพียงลำพัง นั่นก็คือ "ความกล้า" "สูดหายใจเข้าให้ลึกสุดปอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน" แผนการผจญภัยคร่าวๆ ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ดังนี เดินทางด้วยรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปหัวหิน ต่อรถไฟฟรีไปลงสถานีสามร้อยยอด นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปเดินเล่นทุ่งสามร้อยยอด กางเต็นท์นอนค้างคืนริมชายหาดสามพระยา เดินขึ้นเขาตอนตีห้า พระอาทิตย์มาตอนหกโมง เดินข้ามเขา มุดเข้าถ้ำพระยานคร ยืนดูดาวตอนกลางวันในถ้ำแก้ว เพื่อนร่วมเดินทาง กระเป๋า 1 ใบ ข้างในมีเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์อาบน้ำ ฯลฯ กระเป๋าคาดหน้าอก 1 ใบ เอาไว้ใส่เงิน โทรศัพท์ กล้อง ฯลฯ ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน ขวดน้ำดื่ม เต้นท์ ขนาด 2 คนนอน 1 หลัง และถุงนอน 1 ใบ กล้องคอมแพค 1 ตัว 07.00 AM : ออกจากหอไปขึ้นรถตู้ กรุงเทพ-หัวหิน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินทางถึงหัวหินประมาณ 10 โมง แวะกินข้าวฟรีที่บ้านลุง กินอิ่มก็ไปรับตั๋วรถไฟฟรีที่สถานีหัวหิน ขบวนที่ 255 หรือใครอยากนั่งรถไฟฟรีมาจากกรุงเทพก็ได้นะ สถานีต้นทาง ธนบุรี ออกเวลา 07.30 สิ้นสุดที่สถานีหลังสวน 01.30 PM : รถไฟ รถไฟมา มาช้าหน่อยแต่ก็มา ตามประสารถไฟไทย รถไฟมาก็รีบกระโดดขึ้นไปหาที่นั่ง ขบวนนี้เบาะนุ่มสบายก้นมาก แนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่เดินทางคนเดียว ควรมีกระเป๋าคาดหน้าอกแบบในรูปไว้สักใบ เอาไว้ใส่เงิน ใส่โทรศัพท์ ใส่กล้อง ฯลฯ หยิบใช้ง่าย สะดวกมากๆ นั่งมาสักพักก็ได้พบกับนวัตกรรมที่น่าทึงของแม่ค้าไทย นั่นคืออุปกรณ์สำหรับแขวนของมาขายบนรถไฟ มีทั้งอาหารสด อาหารแห่ง และเครื่องดื่ม เวลาจะขายก็แค่เอาตะขอไปแขวนไว้กับชั้นวางของด้านบน 02.00 PM : รถไฟมาถึงสถานีสามร้อยยอด  ที่นี่สถานีสามร้อยยอด แดดร้อนมาก แผนที่จุดหมายของการเดินทางทั้งหมดในครั้งนี้ 1) สถานีรถไฟสามร้อยยอด 2) ทุ่งสามร้อยยอด (ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ บึงบัว) 3) ที่ทำการ อช.เขาสามร้อยยอด (Khao Sam Roi Yot National park) 4) หาดสามพระยา (Sam Phraya Beach) 5) จุดชมวิวเขาแดง (Khao Daeng View Point 6) ถ้ำพระยานคร (Phraya Nakhon Cave) 7) ถ้ำแก้ว (Kaeo Cave) หลังจากลงจากรถไฟ ก็เดินหาของกินรองท้อง และเตรียมเผื่อสำหรับมือเย็นที่ตลาดใกล้ๆสถานีรถไฟ เดินเลือกหาของกินอยู่สักพัก ก็มีเสียงทักเบาๆมาจากข้างหลังว่า "ไอ้หนู สะพายกระเป๋าพะรุงพะรังจะไปไหนเนี่ย" หันไปดูก็เห็นเป็นคุณป้าร้านขายลูกชิ้นกับข้าวเหนียวมะม่วง ดูท่าทางใจดี ก็เลยบอกป้าว่าจะไปทุ่งสามร้อยยอด ป้าก็ถามว่าแล้วจะไปยังไงล่ะ ไม่มีรถเข้าไปมันไกลนะ จึงบอกป้าไปว่าจะเดินเข้าไป หรือไม่ก็หาโบกรถเข้าไป ป้าก็อมยิ้ม แล้วบอกว่าจะไปส่ง แต่เราก็เกรงใจเพราะเห็นป้ากำลังตั้งร้านยังไม่เสร็จ ก็เลยปฏิเสธป้าไป แล้วก็ได้ยืนคุยกันอยู่สักพักก่อนจะออกเดินทางต่อ ป้าใจดีให้ลูกชิ้นมา 4 ไม้ ข้าวเหนียวมะม่วงมา 1 ถุง 03.00 PM : ออกเดินทางไปยังทุ่งสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดอยู่ห่างจากตลาดที่เราอยู่ประมาณ 8 กิโลเมตร ไม่มีรถประจำทาง ดังนั้น วิธีการที่เราเลือกใช้คือ "โบกรถ" ก็เลยเดินไปที่ปากทางเข้าเพื่อรอโบกรถ เดินไปสักระยะก็เจอกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 4-5 คน พร้อมมอเตอร์ไซด์กำลังจับกลุ่มคุยกัน กลุ่มวัยรุ่นเห็นเราเดินผ่านมาก็เลยตะโกนถามว่า "พี่จะไปไหนครับ" ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีหรือโดนปล้น ก็เลยบอกไปว่า "จะไปบ้านญาติที่อยู่ข้างใน" กลุ่มวัยรุ่นก็เลยบอกว่า "ให้ผมไปส่งไหมพี่" เราก็รีบปฏิเสธทันใดว่า "อยู่ใกล้ๆ เดินไปเดี๋ยวก็ถึง" จากนั้นก็รีบเดินห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เดินมาได้สักพัก ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์และเสียงพูดตามหลังว่า "มาๆ เดี๋ยวผมไปส่ง" เป็นเสียงของเด็กวัยรุ่นที่ขับมอเตอร์ไซด์มาคนเดียว ไอ้เราก็กลัวๆกล้าๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการขัดศรัทธา ก็เลยยอมนั่งไปด้วย และบอกว่าจะแวะไปที่ทุ่งสามร้อยยอดก่อน น้องเค้าก็มาส่งให้อย่างปลอดภัย แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่มองน้องเขาในทางไม่ดีในตอนแรก แต่การเดินทางเพียงลำพัง บางครั้งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็ควรคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อที่เราจะได้คิดหาวิธีการป้องกัน แต่ก็อย่าแสดงออกให้เค้ารู้ถึงความคิดนั้น เพราะผลลัพท์สุดท้ายที่ออกมาอาจจะเป็นเรื่องดี 03.15 PM : ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์มาลงที่หน้าทางเข้าทุ่งสามร้อยยอด บรรยากาศตรงหน้าคือทุ่งน้ำอันกว้างใหญ่ กลางแดดที่ไม่ร้อน เพราะมีสายลมแรงพัดมากระทบใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะเข้าไปเดินเล่น ได้แวะเข้าไปที่สำนักงาน เพื่อดูว่ามีใครอยู่รึเปล่า ขากลับจะได้ขอเค้าติดรถออกมาข้างนอกด้วย เพราะตั้งใจว่าจะไปพักค้างคืนที่ที่ทำการอุทยาน ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกประมาณ 34 กิโลเมตร และต้องอ้อมเขาที่เห็นในภาพไปอีกด้านหนึ่ง ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 2 คน แล้วจะออกมาข้างนอกตอน 4 โมงครึ่งหลังเลิกงาน ทุกอย่างเลยเป็นไปตามแผน ไม่งั้นต้องได้นอนอยู่ที่นี่แน่ๆ 04.30 PM : เดินสำรวจทุ่งกว้างบนเส้นทางที่ทอดยาว หลังจากสบายใจเรื่องการเดินทางกลับออกไปด้านนอก ก็ถึงเวลาเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวสุดสายตา ผ่านทุ่งดอกบัวที่กำลังเก็บตัว เพื่อรอวันอวดโฉมความสวยงามในปีหน้า ผ่านทุ่งหญ้า(กก) ที่พลิ้วไหวเอนไปตามสายลมครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความรู้สึกเหมือนทุ่งหญ้ากำลังเต้นระบำ โดยมีสายลมเป็นเพลงบรรเลงอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางจะมีศาลาให้หลบแดดอยู่เป็นระยะ ให้เราได้นั่งพักชมบรรยากาศแบบพาโรนามา มีพื้นหลังของทุ่งหญ้าเป็นท้องฟ้าและภูเขาที่สูงตระหง่าน ท่ามกลางสายแดดอ่อนๆ มีเวิ้งน้ำน้อยใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด เหมาะแก่การมาศึกษาเรื่องนกเป็นอย่างมาก มุมที่เราถ่ายออกมาอาจจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ถ่ายยังไง ถ่ายเท่าไหร่ ก็ถ่ายไม่เบื่อ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสที่นี่ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความสงบท่ามกลางธรรมชาติเป็นเช่นไร 05.30 PM : ที่พักสุดหรูริมชายหาดสามพระยา ลาจากทุ่งสามร้อยยอดที่แสนสงบ แล้วออกเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของพี่เจ้าหน้าที่มาลงที่ปากทางริมถนนเพชรเกษม จากนั้นต่อรถทัวร์ขาลองใต้มาลงที่ปากทางเข้าที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโล ดักรอโบกรถเข้าไปข้างในอีกประมาณ 14 กิโล โบกไปโบกมา ผ่านหน้าไปประมาณ 5 คัน ก็มีรถกระบะสีแดงจอดรับ เลยรีบวิ่งไปสวัสดี แล้วขอติดรถไปด้วยหนึ่งคน ซึ่งด้านหลังรถมีถังใส่กุ้งพร้อมออกซิเจน เราก็เลยได้นั่งหน้าข้างรถขับ แต่ก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะบ้านพี่เค้าถึงก่อนจุดหมายของเราประมาณครึ่งทางเห็นจะได้ เลยมายืนโบกต่อหน้าบ้านพี่เค้า ไม่ทันไรก็มีรถมอเตอร์ไซด์จอดรับ จึงรีบกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายยังไงยังงั้น นั่งมาใกล้จะถึงที่ทำการอุทยานเจอลิงเยอะมาก พี่คนขับเลยบอกว่าอย่านอนที่นี่เลย ลิงเยอะ เดี๋ยวลิงจะมารื้อของซะก่อน ก็เลยแนะนำให้เราไปนอนที่หาดสามพระยา ซึ่งอยู่เลยจากที่ทำการอุทยานไปอีกประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะลิงเยอะมากจริงๆ แล้วพี่เค้าก็ไปส่งเราจนถึงจุดหมาย หลังจากมาถึงก็รีบเข้าไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บริเวณป้อมด้านหน้าหาด เพื่อเข้าไปสอบถามว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเขาแดงตอนตีห้า จะไปยังไงได้บ้าง เพราะไม่มีรถประจำทาง พี่เค้าก็เลยอาสาจะช่วยไปส่งให้ตรงทางขึ้นเขา เจอกันตีห้าที่หน้าป้อม จากนั้นก็รีบไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งตอนนั้นมีฝรั่งมาพักอยู่แถวนั้น 1 คน แต่สุดท้ายฝรั่งก็ออกไป หาดเลยตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว จนได้จุดยุทธศาสตร์ในการกางเต้นท์เป็นศาลาริมชายหาด เดินลงจากศาลาเท้าก็เหยียบหาดทรายพอดี หรูยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวริมทะเลอีกนะ หลังจากเตรียมที่หลับที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปเดินเล่นริมชายหาดก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า แสงยามเย็นตกมากระทบกับผืนโคลนปนทรายเป็นสีส้มอมทอง สำหรับเราแสงยามเย็นก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เป็นแสงที่มีเสน่ห์ที่สุด เดินเล่นจนแสงใกล้จะหมด จึงรีบกลับมาอาบน้ำ ห้องอาบน้ำที่นี่สะอาดมากๆ อาบน้ำเสร็จก็กลับมาที่เต้นท์ เต้นท์ปลิวครับท่านผู้ชม ปลิวไปติดอยู่มุมเสาของศาลา เพราะเวลาฟ้ามืดลมทะเลจะแรงมากๆ เราจึงไปหาก้อนหินมาทับมุมเต้นท์ไว้ทั้งสี่ด้านถึงเอาอยู่ 05.00 AM : ออกไปแตะขอบ(ทะเล)ฟ้า เสียงปุกของนาฬิกาบ่งบอกว่าได้เวลาออกไปตามหาพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้า ไม่ใช่สิ!!! ต้องบอกว่าขอบทะเลถึงจะถูก จึงไม่รอช้ารีบเก็บของ เก็บเต้นท์ น้ำไม่อาบ หน้าไม่ล้าง ฟันไม่แปลง แล้วรีบวิ่งไปหาพี่เจ้าหน้าที่ที่ป้อมตามที่นัดหมาย เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ผ่านความมืด โดยมีเพียงแสงไฟจากรถเป็นเครื่องนำทางมาลงที่ปากทางขึ้นจุดชมวิวเขาแดง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 300 เมตร หลังจากแสงไฟจากรถค่อยๆหายลับไป แสงของไฟฉายดวงน้อยๆก็สว่างขึ้นมาแทน ทำให้เส้นทางข้างหน้าที่จะต้องก้าวต่อไป มีขนาดเพียงแค่ลำแสงของไฟฉายที่สามารถฉายไปถึงเท่านั้น จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วออกเดินไปตามเส้นทางลูกรัง ฉายไฟไปเจอศาลหลังเล็กๆ บริเวณใกล้ๆตีนเขา ขนทุกเส้นที่มีบนร่างกาย ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใจหวิวๆยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ความกล้าที่มีในตอนแรกหายไปจนหมด เรายืนหยุดนิ่งพร้อมกับในใจก็ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีจะหันหลังกลับดีไหม แต่พอเริ่มมีสติก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วความกลัวนั้นเกิดมาจากภายในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น สิ่งที่เราเห็นภายนอก ไม่ได้มาทำอะไรเราเลย มีแค่เราเท่านั้นที่คิดไปเอง ดังนั้นเราก็ควรที่จะหยุดความกลัวนั้นจากข้างใน ไม่ใช่ให้ความกลัวมาหยุดสิ่งที่เราตั้งใจ จึงเริ่มเดินต่อไปจนถึงบริเวณตีนเขา พร้อมกับมองหาเส้นทางเดินขึ้นไป แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะเป็นภูเขาหินปูนที่ไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น หาอยู่สักพักก็ยังหาไม่เจอ เลยตัดสินใจเดินกลับไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อสอบถามเส้นทาง พอมาถึงก็พยายามมองหาเจ้าหน้าที่จนไปเจออยู่คนหนึ่งกำลังนอนอยู่ในเปล " พี่ครับๆ พี่ครับๆ" พี่เค้าตกใจตื่นเพราะเสียงและแสงไฟของเรา จึงรบกวนให้พี่เค้าช่วยแนะนำและชี้เส้นทางการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาแดง พี่เค้าก็พาเราเดินกลับไปชี้จุดเริ่มต้นของทางเดินขึ้นเขา โดยตามเส้นทางจะมีป้ายไม้บอกทางเป็นลูกศรสีเหลืองพื้นหลังสีน้ำตาล ซึ่งเล็กมากๆ ฝังติดอยู่ตามก้อนหิน ซึ่งตอนแรกเราหาไม่เจอ หลังจากนั้นพี่เค้าก็กลับไปนอนต่อ และก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปต่อด้วยตัวเอง โดยระหว่างทางต้องพยายามคอยมองหาป้าย และหลบคมหนามของต้นกระบอกเพชรที่มีอยู่มากมายรายทาง สุดท้ายอุปสรรคก็ช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราไปจนถึงจุดหมายได้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น รางวัลที่ได้รับคือวิวแบบพาโรนามา พร้อมกับสายลมเย็นๆที่สูดเข้าไปแล้วทำให้หายเหนื่อยได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้านหลังเป็นแนวภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของคำว่า "สามร้อยยอด" ก็เป็นได้ ด้านซ้ายและขวาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนด้านหน้าเป็นพระอาทิตย์และท้องทะเล และในที่สุดพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเลให้เราได้พิชิตด้วยสายตาของตนเองจนสำเร็จ ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ 08.00 AM : การขึ้นภูเขาไม่เหนื่อยเท่าลงจากภูเขา หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศบนจุดชมวิวจนแสงแดดอุ่นๆเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อน ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป นั้นก็คือ "ถ้ำพระยานคร" และ "ถ้ำแก้ว" โดยปกติการเดินขึ้นภูเขามักจะเหนื่อยมากกว่าการลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก แต่สำหรับเราการเดินขึ้นภูเขาเหนื่อยน้อยกว่าการเดินลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกถูกกำจัดหมดไปด้วยความตั้งใจที่แนวแน่และมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมาย ระหว่างทางที่กลับลงมาจากภูเขา ได้เจอกับค่างแว่นถิ่นใต้ที่ออกมาหากินในตอนเช้า ห้อยโหนอยู่ตามยอดไม้อยู่เป็นระยะ บ้างก็อยู่โดดเดียว บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หน้าตาน่ารักและช่างสงสัย ลักษณะของป้ายบอกทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งหากเป็นตอนกลางคืนจะยากต่อการมองเห็นสักหน่อย ระยะทางอาจจะดูไม่ไกล ถ้าหากไม่มั่นใจโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่จะดีกว่านะ ภูเขาหินปูนจะไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น และเป็นหินที่มีความแหลมคม จึงควรใส่รองเท้าผ้าใบเดินขึ้นไปจะดีที่สุด จุดชมวิวเขาแดงอยู่บนยอดของภูเขา ซึ่งอยู่ด้านหลังของภูเขาลูกที่เห็นอยู่นี้ หลังจากลงมาถึงพื้นราบแล้ว ได้แวะเข้าไปหาข้าวเช้ากินเพื่อเติมพลัง ภายในที่ทำการอุทยานซึ่งอยู่ไม่ไกล 09.00 AM : มุ่งหน้าไปยังถ้ำพระยานคร นั่งกินข้าวเช้าในที่ทำการอุทยาน พร้อมชมโชว์กายกรรมห้อยโหนไปมาของลิงแสมอย่างเพลิดเพลิน ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ห่างจากออกไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร วิธีการเดินทางที่เราเลือกใช้ก็ยังคงเป็นวิธีการเดิม นั่นก็คือ "การโบกรถ" โดยไปยืนดักรอโบกรถอยู่ข้างหน้าที่ทำการอุทยาน ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีรถผ่านไปมาซักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปกับรถของการไฟฟ้า ไม่รอช้ากระโดดขึ้นข้างหลังไปนั่งรวมอยู่กับเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ นั่งมาลงบริเวณสามแยกทางไปถ้ำพระยานคร เพราะพี่เค้าต้องตรงไป ส่วนเราต้องเลี้ยวไปทางขวา จากจุดที่ลงรถต้องเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโล จึงจะถึงจุดเริ่มต้นของทางเดินไปยังถ้ำพระยานคร เราเดินเข้าไปได้สักระยะ ผ่านรถสิบล้อที่อยู่ไกลๆในรูป เจอชาวบ้านกำลังนั่งคัดแยกกุ้งกันอยู่ เห็นเราเดินตากแดดมาคนเดียว ก็เลยแซวและถามว่าจะไปไหน พร้อมกับชวนให้ไปกินน้ำเย็นๆในกระติก เดินต่อไปกลางแดดจ้า บนถนนราดยางที่เริ่มจะร้อนระอุ ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับมาจอดอยู่ข้างๆ แล้วเปิดกระจกออกมาถามว่าจะเดินไปไหน พอดีไปทางเดียวกันก็เลยชวนเราติดรถไปด้วย พี่ๆ บอกว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ มากันสามคน เห็นเราแบกกระเป๋าเดินตากแดดคนเดียวแล้วรู้สึกสงสารเลยตัดสินใจแวะรับมาด้วย หลังจากมาถึงจุดเริ่มต้นทางเดินไปถ้ำพระยานคร ก็ได้แยกกับพี่ๆทั้งสามคน เพราะการเดินทางไปยังถ้ำนั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ นั่งเรืออ้อมภูเขาไปลงหน้าชายหาดทางเข้าถ้ำ กับเดินข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลไปยังปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งวิธีนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้แค่แรงกายและใจเท่านั้น เราเลือกที่จะเดินข้ามภูเขาไปตามทางเดินที่เป็นบันไดหินซึ่งไม่ราบเรียบเพียงลำพัง ส่วนพี่ๆ นั่งเรืออ้อมเขาไปลงที่หน้าหาดซึ่งเร็วกว่ามาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย  ระหว่างทางสามารถแวะชมวิวภูเขาและทะเลสีฟ้าใสได้ตลอดทาง ช่วยทำให้ความเหนื่อยลดลงไปได้เยอะ เดินขึ้นเขามาได้ประมาณครึ่งทางกว่าๆก็จะสามารถมองเห็นชายหาดขาวสะอาดที่เรือมาจอดส่งนักท่องเที่ยว ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการเดินทางข้ามภูเขา มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น 11.00 AM : สำรวจถ้ำพระยานคร ลงจากเขามาล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่ และฝากกระเป๋าไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าไปข้างในถ้ำอีกประมาณ 500 เมตร ผ่านบ่อพระยานคร ซึ่งตามประวัติเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด และเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดพักเรือหลบพายุที่ชายหาดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวัน และได้สร้างบ่อน้ำเพื่อใช้ดื่ม เรียกว่า "บ่อพระยานคร" เส้นทางเดินเป็นบันไดโขดหินตะปุ่มตะป่ำค่อนข้างเดินลำบากสักเล็กน้อย หลังจากเดินขึ้นมาได้สักพักก็ถึงปากทางเข้าถ้ำ และจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ภายในถ้ำจะมีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่ มีปล่องอากาศขนาดเล็ก และใหญ่ที่มีแสงแดดส่องลงมาถึงด้านล่างอยู่หลายจุด " พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" เป็นพลับพลา แบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง   หลังจากเดินสำรวจภายในถ้ำจนครบถ้วนและหายเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้าย นั้นก็คือ "ถ้ำแก้ว" 01.00 PM : จุดหมายสุดท้าย เมื่อออกมาจากถ้ำพระยานครก็กลับไปเอาของที่ฝากไว้แล้วเดินกลับด้วยวิธีการเดิม และแวะกินข้าวเที่ยงบริเวณตีนเขา ล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่แล้วเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านมาลงที่ปากทางไปถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงถ้ำพระยานครในตอนแรก เดินต่อไปตามทางลูกรังสีแดงอีกประมาณ 1 กิโล ก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งจะมีชาวบ้านมาคอยให้บริการเช่าไฟฉาย เพราะข้างในไม่มีแสงสว่าง ต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปด้วยทุกครั้ง แต่เราเตรียมไฟฉายมาเอง เลยไม่ต้องเสียตังค์เช่า ข้างในมีระยะทางประมาณ 128 เมตร ซึ่งตอนที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยสักคน เหงาเลยเรา ข้างในถ้ำมืดมากๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กใหญ่สลับกันไปตลอดทาง บางจุดต้องก้ม ต้องมุดผ่านหินงอกขนาดใหญ่ บางจุดต้องเดินผ่านช่องหินเล็กๆ บางจุดต้องเดินขึ้นสะพาน ลงสะพาน ซึ่งด้านล่างเป็นเหวลึกๆมึดๆ ที่ส่องไฟไปได้ไม่สุด ดินสำรวจไปได้ครึ่งทาง ไฟฉายคู่ใจที่พกมาด้วยแสงเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ฉายไปแทบจะไม่เห็นทางข้างหน้า เราพยายามเคาะขั้วถ่าน หมุนให้เน้นอยู่สักพักก็ไม่สำเร็จ ติดๆดับๆ สุดท้ายก็ดับสนิทนิ่งไปในทันใด เรายืนซ่อมไฟฉายท่ามกลางความมืดมิด ที่ไม่สามารถเดินขยับไปไหนได้เลย เพราะรอบตัวมีแต่หินงอกหินย้อย ยืนอยู่ที่เดิมประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็น 15 นาทีที่รู้สึกนานมากๆ กลัวว่าจะต้องติดอยู่ในถ้ำ เพราะไม่ค่อยมีคนเข้ามาเที่ยว แต่สุดท้ายก็มีแสงสว่างแห่งความหวังส่องเข้ามา ตอนนั้นรู้สึกโล่งใจมากๆ อย่างบอกไม่ถูก เป็นแสงไฟฉายของนักท่องเที่ยวสองคนสามีภรรยา ที่ฉายมาเจอเรายืนอยู่ท่ามกลางความมืดคนเดียว เค้าก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ เราก็เลยเล่าให้เค้าฟังแล้วขอเดินตามเค้าออกไปด้วย เดินตามพี่เค้ามาเรื่อยๆก็มาเจอกับจุดที่ได้นำไปตั้งเป็นชื่อของถ้ำนี้ ซึ่งเมื่อเราฉายไฟไปที่ผนังถ้ำ ก็จะมีแสงระยิบระยับสะท้อนกลับมาเป็นเหมือนเศษแก้วเล็กๆประดับอยู่อย่างสวยงาม ความรู้สึกเหมือนได้ยืนดูดาวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำยังไงยังงั้น สุดท้ายเราก็ออกมาจากถ้ำจนได้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทั้งสองเป็นอย่างมาก ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้ได้มาเจอกัน เกือบปิดท้ายทริปนี้ด้วยการนอนในถ้ำแก้วซะแล้วเชียว จริงๆมีอีกที่ที่อยากไปคือ "ถ้ำไทร" ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ตอนนั้นใกล้จะเย็นแล้วน่าจะไปไม่ทัน จึงตัดออกไปแล้วเดินทางกลับ เดินออกจากถ้ำไปสามแยกที่มาลงในตอนแรกอีกประมาณกิโลกว่าๆ เพื่อมายืนรอโบกรถกลับออกไปที่ถนนเพชรเกษม และได้ไปกับรถกระบะขนโต๊ะจีนเพื่อไปจัดงานแต่ง โดยยืนเกาะหลังคารถเอาหน้าโต้ลมสนุกมากๆ แต่ก็ไปไม่ถึงที่หมาย เพราะบ้านงานอยู่ถึงก่อน เลยโบกรถต่ออีกรอบ และไปได้กับรถกระบะของตายายใจดีไปลงถึงปากทางเข้าอุทยานริมถนนเพชรเกษม แล้วต่อรถทัวร์ไปยังอ.เมืองประจวบฯ ก็เป็นอันจบทริปอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเพียงเท่านี้ การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกเดินทางเพียงลำพัง ซึ่งความจริงแล้วการตัดสินใจออกเดินทางคนเดียวครั้งแรกนั้นมันยากมาก เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร จึงคิดและจินตนาการไปก่อนว่ามันน่าจะเหงา ลำบาก และอันตราย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเสมือนกำแพงที่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเราให้ยังคงอยู่ในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ทำให้เราไม่ได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างนอกกำแพงนั้นเสียที แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถทลายกำแพงนั้นก็ได้คือ "ความกล้า" กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะออกไปเรียนรู้ กล้าที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำและยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้มันจะคุ้มค่ามากๆ เพราะสิ่งรอเราอยู่หลังกำแพงนั้นคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน ได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัว ได้รู้จักและเข้าใจตัวเราเองเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถก้าวผ่านครั้งแรกไปได้แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีครั้งต่อๆไปอย่างแน่นอน " A journey of a thousand miles must begin with a single step." – Lao Tzu " การเดินทางนับพันไมล์ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ" ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook LIFE IS A JOURNEY ติดตามเพิ่มเติมได้ที่  https://th.readme.me/id/lifeisajourney, https://www.facebook.com/LifeIsAJourneyThailand, https://www.instagram.com/lifeisajourneythailand/

รอคอยให้ถึงหน้าร้อนก็เพราะ!! ข้าวเหนียวทุเรียน กลิ่นเย้าย้วนสูตรเด็ดแต่ไม่ลับ
ข้าวเหนียวทุเรียน /  ข้าวเหนียวมูน / 

จ่ายตลาดช่วงหน้าร้อน สิ่งที่เห็นขายกันเยอะก็คือ ทุเรียน ราชาผลไม้ในหน้าร้อนนี้คนก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยแต่จะกินทุเรียน เมื่อตาลายซื้อมาเยอะแต่ดันกินไม่หมด เก็บไว้จนทุเรียนสุกเกือบจะเละ เลยต้องนำมาทำเมนู ข้าวเหนียวทุเรียน ขนมหวานสุดอร่อยให้อิ่มชื่นใจในหน้าร้อน รอคอยให้ถึงหน้าร้อนก็เพราะ!! ข้าวเหนียวทุเรียน กลิ่นเย้าย้วนสูตรเด็ดแต่ไม่ลับ ส่วนผสม ข้าวเหนียวมูน (ดูวิธีทำที่ http://goo.gl/Wb4THL) ทุเรียนหมอนทอง กะทิ 1000 มิลลิลิตร น้ำตาลทราย 50 มิลลิลิตร. เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลปี๊ป 50 กรัม วิธีทำ เตรียมกะทิ น้ำตาลปี๊บ เกลือ น้ำตาลทราย ใส่รวมกันในหม้อ ตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนทุกอย่างละลายและเข้ากันดี พอเริ่มเห็นกะทิเดือดก็ฉีกทุเรียนใส่ตามลงไป คนเบาๆ ให้น้ำกะทิซึมเข้าเนื้อทุเรียน ใช้เวลา 3-5 นาที ตักกะทิและทุเรียนเสิร์ฟพร้อมกับข้าวเหนียวมูน แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จ สูตรจาก foodtravel.tv

ล้างบางยุค บีร็อด!! สื่อแฉ คล็อปป์ เตรียมโละ 12 แข้งหงส์ กวาดทรัพย์รวม 73 ล้านป.
ข่าวลือซื้อขายนักเตะ /  ลิเวอร์พูล / 

น่าจะเป็นซัมเมอร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไม่น้อยของ ลิเวอร์พูล เลยทีเดียว!! เมื่อ Footy Feeds Online วิเคราะห์ขุมกำลังนักเตะ "หงส์แดง" ที่เตรียมโดน เจอร์เกน คล็อปป์ โละทิ้งออกจาก แอนฟิลด์ ซึ่งมีมากถึง 12 ราย แถมยังมีมูลค่ารายได้รวมจากการครั้งนี้ถึง 73 ล้านปอนด์ โดยเป็นนักเตะที่อดีตกุนซืออย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซื้อมาถึง 6 คนด้วยกัน 12 นักเตะที่เตรียมโดน เจอร์เกน คล็อปป์ ขายทิ้งช่วงซัมเมอร์นี้ 1. คริสติย็อง เบนเตเก้ /// ราคา 20 ล้านปอนด์ 2. เจอโรม ซินแคลร์ /// ราคา 3 ล้านปอนด์ (ค่าธรรมเนียมศาล) 3. มาริโอ บาโลเตลลี่ /// ราคา 8 ล้านปอนด์ 4. หลุยส์ อัลแบร์โต้ /// ราคา 5 ล้านปอนด์ 5. เจา คาร์ลอส เตเซร่า /// ราคา 2 ล้านปอนด์ (ค่าธรรมเนียมศาล) 6. จอร์แดน รอสซิเตอร์ /// ราคา 3 ล้านปอนด์ (ค่าธรรมเนียมศาล) 7. ลูคัส เลว่า /// ราคา 8 ล้านปอนด์ 8. อังเดร วิสดอม /// ราคา 3 ล้านปอนด์ 9. ติอาโก้ อิลอรี่ /// ราคา 3 ล้านปอนด์ 10. มาร์ติน สเคอร์เทล /// ราคา 6 ล้านปอนด์ 11. อดัม บ็อกดาน /// ราคา 1 ล้านปอนด์ 12. ซิมง มินโญเลต์ /// ราคา 10 ล้านปอนด์ มูลค่ารวม = 73 ล้านปอนด์

หงจินเป่า เป็น บอดี้การ์ด! ในตัวอย่างล่าสุด The Bodyguard แตะไม่ได้ ตายไม่เป็น
The Bodyguard /  ฉีเคอะ / 

หงจินเป่า เป็น บอดี้การ์ด! ในตัวอย่างล่าสุด The Bodyguard แตะไม่ได้ ตายไม่เป็น หากใครกำลังนึกอยากชมภาพยนตร์บู๊แอคชั่นในแบบฉบับหนังฮ่องกงแล้วล่ะก็ The Bodyguard แตะไม่ได้ ตายไม่เป็น คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ที่จะเข้ามาแก้ความอยากในอีกไม่นานนี้ครับ ยิ่งไปกว่านั้นความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการรวมดารานำของฮ่องกงไว้แน่นเอี้ยด ประเดิมด้วยนักแสดงหลักผู้คร่ำหวอดวงการภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้อย่าง หงจินเป่า เป็นทั้งผู้กำกับ กำกับคิวบู๊ และนักแสดงนำ พร้อมด้วย หลิวเต๋อหัว รับบทนำและเป็นผู้อำนวยการสร้าง ตามขบวนด้วย ฉีเคอะ ผู้กำกับชื่อดัง เม๊าะเจี๊ยะ และ ซื่อเทียน สองนักแสดงตลกแอคชั่น ต่อด้วย หยวนเปียว หยวนหัว หยวนชิว หยวนถิง และ หยวนเป่า ปิดท้ายด้วยนักแสดงรุ่นใหม่ เอ็ดดี้ เผิง เฝิงเส้าเฟิง และ หูจุน อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่แฟน ๆ ดาราฮ่องกงไม่ควรพลาด The Bodyguard แตะไม่ได้ ตายไม่เป็น ว่าด้วยเรื่องราวของบอดี้การ์ด รับบทโดย หงจินเป่า ที่วางมือจากวงการมานาน และเริ่มทุกข์ทรมานจากภาวะสมองเสื่อม กระทั่งบอดี้การ์ดได้พบกับเด็กสาวและได้เป็นเพื่อนต่างวัยกัน เหตุไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น เมื่อพ่อของเด็กผู้หญิงคนนี้ รับบทโดย หลิวเต๋อหัว เข้าไปพัวพันกับแก๊งอาชญากรรม พ่อและเด็กสาวหายตัวไป ทำให้บอดี้การ์ดผู้วางมือต้องกลับมายกมือขึ้นสู้อีกครั้งเพื่อช่วยสองพ่อลูกนี้ให้ได้ ร่วมพิสูจน์ฝีมือระดับตำนานของหงจินเป่า 12 พฤษภาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

โอบ-โอบนิธิ ในสไตล์ผู้ชายสายเศรษฐศาสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์ /  ซีรีส์อยู่ที่เรา / 

ผู้ชาย แก๊งค์มอเตอร์ไซค์สายเท่ ประเดิมบทพระเอกเต็มตัวของค่าย GDH559 ในมินิซีรีส์ “อยู่ที่เรา” โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ที่หลังจากที่ออกฉายก็เรียกฐานแฟนคลับสาวๆ ผู้ชื่นชอบการเดินทางได้ไม่น้อย แถมในชีวิตจริงหนุ่มคนนี้ยังมีความสนใจและมุ่งมั่นกับการเรียนในคณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกด้วย ใครกำลังร่ำเรียนในสายนี้ต้องมาฟังเคล็ดลับการเรียนดีๆ จากหนุ่มคนนี้กัน โอบ-โอบนิธิ ในสไตล์ผู้ชายสายเศรษฐศาสตร์ ผู้ชายเข้มๆ กับการเรียนด้านเศรษฐกิจเชิงวิเคราะห์ ผมมีความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจ ตัวเลข คือเป็นคนชอบเรียนวิชาเลขอยู่แล้ว ตอนเอนท์ก็เลือกอันดับหนึ่งเป็นบัญชี ส่วนคณะนี้เลือกเป็นอันดับสาม สุดท้ายก็มาติดที่นี่ เข้ามาเรียนแรกๆ ถือว่าทรมานมากเลย 55 เพราะรู้สึกไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังไว้ ตอนแรกคิดว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มันจะง่ายๆ เรียนสนุก แต่พอเข้ามาเรียนจริงๆ มันเป็นการตอบคำถามเชิงวิเคราะห์มาก ต้องมีโจทย์มาให้แก้ปัญหา ก็เลยค่อนข้างยาก ช่วงนั้นก็ต้องปรับตัวพอสมควร วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เราต้องมาทบทวนเองด้วย ในห้องเรียนก็ต้องตั้งใจฟังอาจารย์สอน ถ้าไม่ได้เข้าเรียนบางทีก็จะฝากเพื่อนช่วยอัดเสียงให้ ซึ่งก็ช่วยได้เยอะ ตอนนี้ก็ปี 3 แล้ว เทอมนี้มีลง 6 วิชา การเรียนก็ค่อนข้างหนักพอสมควรครับ วิชาที่เรียนแล้วมีความสุขที่สุด และวิชาที่ชาตินี้จะไม่มีวันลงเรียน ผมชอบวิชาถ่ายภาพที่สุด ตอนแรกว่าจะเลือกวิชาโทเป็นวารสารด้วย แต่พอดีเมื่อเทอมที่แล้วติดคอนเสิร์ตซะก่อน เพราะมันต้องออกไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ส่งอาจารย์แล้วมันไม่มีเวลา ก็เลยต้องดร็อปวิชานี้ไปก่อน ส่วนวิชาที่ผมจะไม่ลงเด็ดขาดคงเป็นพวกวิชานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ เพราะผมไม่ชอบวิชาที่ต้องท่องจำ เมมในหัวผมมันน้อยครับ 55 การเรียนเศรษฐศาสตร์มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงชีวิตยังไงบ้าง พอผมได้มาเรียนทางด้านนี้ทำให้ผมโตขึ้น จากเมื่อก่อนเป็นเด็กที่จัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเราจะจัดการอนาคตยังไง อย่างเรื่องหุ้นที่เมื่อก่อนมองว่ามันดูปวดหัว แต่ตอนนี้ก็มีเริ่มศึกษา หรือคุยกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง แล้วก็เรื่องเก็บเงิน ที่เมื่อก่อน แม่จะให้เงินผมเป็นรายวัน วันละ 100 ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็วันละ 200 ส่วนที่เหลือถ้าอยากได้อะไรต้องหักจากส่วนนั้นเอา ซึ่งตอนนี้ผมเลยรู้จักการเก็บออม คือถ้าผมมีเงินก้อน จะเก็บไว้ 50% ส่วนอีก 50% จะแบ่งเป็น 30% ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว กับ 20% ไว้ซื้อของที่เราอยากได้จริงๆ ทำให้มีระบบในชีวิตมากขึ้น ตอนนี้ไปเรียนผมก็แทบไม่ค่อยได้ใช้ วันหนึ่ง 120 บาทก็เอาอยู่ ถ้าไม่ได้กินอะไรหนักๆ แต่จะไปหนักเรื่องค่าน้ำมันรถหน่อย เพราะบ้านไกล เลือกเรียนเอกธุรกิจระหว่างประเทศเพราะอะไร ผมอยากทำธุรกิจ ก็เลยเลือกเอกธุรกิจระหว่างประเทศ แต่ตอนนี้มีทำร้านออนไลน์เล็กๆ หุ้นกันสามคน มีผม พี่ ท๊อปแล้วก็แบงค์ ชื่อ IG : offtherecord.store เป็นร้านที่เอาของมือสองที่ไม่ใช้แล้วแต่สภาพยังดีอยู่ของตัวเองมาขาย ก็โอเคนะครับ มีคนเข้ามาซื้อเรื่อยๆ เพราะว่าเราก็ตั้งราคาไม่สูง ส่วนในอนาคตอยากเก็บเงินเปิดร้านไอศกรีม เพราะผมเป็นคนชอบทานไอศกรีมมาก ผมมองว่าการทำธุรกิจก็คือการที่เราได้ประโยชน์จากเงินปันผลที่มาจากการลงทุน ของเราเองนะ คือวงการบันเทิงมันก็ไม่แน่นอน อย่างน้อยเราก็น่าจะมีธุรกิจอะไรสักอย่างที่มั่นคงที่คอยพยุงชีวิตเราไว้ได้ แต่ว่าก็ต้องเก็บเงินให้ได้มากพอก่อน เรื่องเจ๋งๆ ในมหาวิทยาลัยที่อยากทำที่สุด และเรื่องน่าอายสุดๆ สไตล์หนุ่มขี้อาย ที่มหา’ลัยเคยมีสระว่ายน้ำสระหนึ่งที่เอาไว้แข่งตอนซีเกมส์ แล้วมันก็เป็นอะไรที่สูงมาก มีหลายชั้น ซึ่งเขาไม่เคยเปิดให้นักศึกษาคนไหนกระโดดเลย ก็อยากจะลองกระโดดดูนะ เพราะตอนมัธยมที่โรงเรียนก็เคยมี แล้วผมก็รู้สึกว่ามันสนุกดี ส่วนเรื่องน่าอายที่สุดคงเป็นตอนปี 1 มั้งครับ เพราะจริงๆ ผมเป็นคนขี้อาย ตอนนั้นผมเคยลื่นตกบันไดที่ตึกหนึ่ง แล้วคนมองเยอะมาก ตอนนั้นผมก็เริ่มมีผลงานบ้างแล้วด้วย ก็อายมากครับ คำคมข้อคิดการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย อยากฝากถึงน้องๆ ที่เข้ามาเรียนใหม่ ตั้งแต่เริ่มที่เข้ามามันต้องมีการปรับตัวครับ เพราะว่าเราต้องเจอกับคนหลายแบบร้อยพ่อพันแม่ ซึ่งเราก็ควรจะเลือกคบเพื่อนที่จะสามารถพาเราไปในทางที่ดีได้ เพราะว่าผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่ดีมาก แต่พอวันหนึ่งเขาไปคบเพื่อนผิด มันก็เสียไปเลย แล้วช่วงปี 1 ยิ่งเป็นวัยที่กำลังคึกคะนองด้วย ก็เลยอยากจะเตือนเอาไว้ ถึงแม้ผมจะไม่ได้เจอกับตัวเอง แต่ก็มีประสบการณ์จากคนใกล้ตัวมาแล้ว ติดตามคอลัมน์ Campus Impart ในนิตยสาร Campus Star NO.36 www.facebook.com/campusstar

ดูหนังใหม่ รอบพิเศษ Criminal คนสมองเดือด
Criminal /  Ryan Reynolds / 

เอ็มไทยมูฟวี่พรีวิว ครั้งที่ 858 Criminal คนสมองเดือด Criminal คนสมองเดือด ว่าด้วยเรื่องราวของนักโทษประหารชีวิตสุดอันตรายที่ได้รับข้อเสนอให้มีชีวิตต่อไป โดยแลกกับการปลูกถ่ายสมองของเจ้าหน้าที่ซีไอเอรายหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้วมาเป็นสมองของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในหัวของเจ้าหน้าที่ซีไอเอรายนั้นไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ ความลับ หรือทักษะต่าง ๆ จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขาไปในทันที และหน้าที่ของเขาก็คือการใช้สิ่งที่ได้มาเพื่อหยุดยั้งผู้ก่อการร้าย ทาง movie.mthai มีบัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษจำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง ในวันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2559 ที่โรงภาพยนตร์ SF Cinema City Terminal 21 รอบเวลา 20.00 น. (ลงทะเบียนรับบัตรเวลา 18.30-20.00 น.)  ประกาศรายชื่อผู้โชคดีทั้ง 10 ท่าน ภายในวันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2559 สำหรับผู้โชคดีต้องเช็คอีเมลและตอบกลับเพื่อยืนยันสิทธิ์ ภายในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2559 ก่อนเวลา 18.00 น. มิเช่นนั้นจะถือว่า “สละสิทธิ์” กรณีที่มีผู้สละสิทธิ์จะนำบัตรไปสุ่มแจกให้กับผู้ที่เข้ามาสำรองรายชื่อในหน้าเพจ facebook.com/movie.mthai การรับบัตรที่หน้าโรงภาพยนตร์ แสดงบัตรประชาชนตัวจริงต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะลงทะเบียนเพื่อรับบัตร (ไม่รับสำเนาทุกกรณี) เจ้าหน้าที่จากบริษัทจะเป็นผู้แจกบัตรให้ โดยผู้โชคดีต้องมารับบัตรชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ไม่สามารถฝากมารับได้ เริ่มแจกบัตรตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.00 น. หากมาช้ากว่าเวลาดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์ทันที ผู้ที่ได้รับรางวัลในกิจกรรมรอบนี้ หากมีรายชื่อได้รับรางวัลซ้ำกับสื่ออื่น ๆ เกิน 1 รายชื่อ ทางเจ้าหน้าที่ขอสงวนสิทธิ์ให้เหลือชื่อเพียง 1 ชื่อเท่านั้น โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า กรุณาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กรณีที่ต้องฝากโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป หรืออุปกรณ์อื่น ๆ รางวัลนี้ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ รวมทั้งซื้อ-ขาย สงวนสิทธิ์ 1 ท่าน / 1 รางวัล ขอสงวนสิทธิ์ตัดสิทธิ์ผู้โชคดีที่ไม่ทำตามกติกาข้างต้นทุกกรณี การตัดสินของเจ้าหน้าที่ถือเป็นที่สิ้นสุด

หรรษาดนตรี เสรีบนเกาะ Samed in Love Music Festival  ออกลายเต้น เล่นบนน้ำ
Apartment Khunpa /  Paradox / 

ความสนุกสุดหรรษาที่ทุกคนรอคอยกลับมาอีกครั้งกับเทศกาลดนตรีบนเกาะอันดับหนึ่ง ที่ทั้งมันส์ ทั้งสนุกสุดเหวี่ยง กับ “Samed in Love Music Festival” ที่เพิ่มระดับความมันส์ทุกปีจนเข้าสู่ปีที่ 7 ซึ่งครั้งนี้จะจัดขึ้น ในวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2559 ณ หาดทรายแก้ว เกาะเสม็ด จ.ระยอง ในธีมสุดพิเศษ Bohemian Beach Camp ที่พร้อมเอาใจทั้งสายโดด และสาย DANCE กับ 12 ศิลปิน ที่โชว์ได้ “มันส์ที่สุด” ให้ทุกคนกลับมา “ออกลายเต้น เล่นบนน้ำ” กันมันส์กว่าเดิม โดยครั้งนี้บริษัท ครีเอท อินเทลลิเจ้นซ์ จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์แห่งความมันส์ เปิดเผยว่างานนี้ขอจัดเต็ม เพิ่มสีสันความสนุกด้วยการเนรมิตหาดทรายแก้วเกาะเสม็ดเป็นแคมป์ปิ้งสุดชิค ในสไตล์ Bohemian Beach ให้ทุกคนได้มาสนุกกับเสียงดนตรี โดดได้อย่างอิสรเสรีไปตามเสียงเพลงและจังหวะดนตรีของ SCRUBB / TATTOO COLOUR / PARADOX / SOMKIAT / BIG ASS / PALMY / APARTMENT KHUNPA / SLOT MACHINE / LOMOSONIC / POTATO / TABASCO หรือจะ Dance มันส์สุดเหวี่ยงไปกับ GARNCORE CLUB และเหล่า DJ ชั้นนำก็ฟินไปตามๆ กัน ตลอดทั้งงานยังจัดหนักด้วยกิจกรรมสุดเริ่ดหลายโซน ไม่ว่าจะเป็น Funfloat Park : โซนเครื่องเล่นลอยน้ำท้าวัยใสเอาใจคนชอบโดด ต่อด้วยโซน Beach Light Party เอาใจคนขี้เหงา ขา DANCEที่ชอบเล่นกับไฟ มาคนเดียวเปลี่ยวหัวใจ ออกมา Dance กับเพื่อนใหม่ๆ พร้อมจัดเต็มด้วยกองทัพ DJ.ชั้นนำ ที่จะทำให้ยากจะหยุด Dance ส่วนคนที่ชอบสีสันไม่ควรพลาดกับ Glow Painting สนุกกับการเพ้นท์สีเรืองแสงบนเรือนร่าง แต่งเติมความร้อนแรงให้ออร่าของคุณเปล่งประกายกันไปอีกขั้น และอย่าลืมแต่งเติมสีสันหัวจรดเท้าด้วยสไตล์ Bohemian กันแบบจัดเต็ม มาปาร์ตี้แคมป์ปิ้งสุดชิค เช็คอินที่เกาะเสม็ดกันเลย สำหรับใครที่ยังไม่มีที่พักบนเกาะ ไม่ต้องกังวล เพราะมีเรือรับ-ส่งบริการตลอด 24 ชม. สามารถจองโรงแรมกลับไปพักบนฝั่ง หรือฟิตร่างกายแล้วชวนเพื่อนๆ เต้นกันยันเช้าก็ยังได้ รีบจองบัตรกันได้ที่ Thai ticket Major ทุกสาขา บัตรราคา 1,500 บาท (พิเศษ ซื้อบัตร 4 ใบขึ้นไป ลดเหลือใบละ 1,300 บาท) แล้วไปติดเกาะด้วยกัน เสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2559 ณ หาดทรายแก้ว เกาะเสม็ด จ.ระยอง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/Samedinloveโทร 089-811-1901

มีลุ้น!ประธานเบนฟิก้าโผล่แมนเชสเตอร์คาดเจรจาขายเรนาโต้ ซานเชส
ตลาดซื้อขายนักเตะ /  เบนฟิก้า / 

สื่อในโปรตุเกส รายงานว่า หลุยส์ ฟิลิปเป้ วิเอร่า ประธานสโมสรเบนฟิก้า ได้เดินทางไปยังเมือง แมนเชสเตอร์ เพื่อเจรจาขาย เรนาโต้ ซานเชส กองกลางดาวรุ่งให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดโดยทีมปีศาจแดงต้องการที่จะได้ตัว ดาวเตะรายนี้มาร่วมทัพมานานแล้ว และความเป็นไปได้ในช่วงซัมเมอร์นี้น่าจะมีสูง หลังจากที่ สื่อในโปรตุเกสได้รายงานว่า ประธานสโมสรเบนฟิก้า ได้เดินทางไปยังเมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อเจรจาดีลนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งคาดว่า เรนาโต้ ซานเชส จะมีค่าตัวสูงถึง 60 ล้านยูโร ในการย้ายทีมครั้งนี้

แถลงข่าวความพร้อมงาน BIG Motor Sale 2016
Bangkok International Grand Motor Sale 2016 /  Big Motor Sale / 

ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป จัดงานแถลงข่าวความพร้อมงาน BIG Motor Sale 2016  สิงหาคม นี้ ปลื้มค่ายรถตบเท้าร่วมงานคับคั่ง พร้อมเตรียมข้อเสนอพิเศษแบบจัดเต็ม ตามแนวคิด อยากได้รถ จบในงานเดียว เชื่อยอดขายในงานทะลุ 30,000 คัน พร้อมชื่นชมความโดดเด่นของรถแต่ละรุ่นด้วยการประเดิมมอบรางวัล BIG Best Car และ BIG Best  Big Bike of The Year 2015-2016  เป็นปีแรก หวังเป็นแนวทางการเลือกซื้อรถแก่ผู้บริโภคและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ค่ายรถเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากที่สุด งาน BIG Motor Sale 2016 ในปีนี้ยังคงแนวคิดการจัดงานที่มุ่งสร้างช่องทางการขายแบบครบวงจรและมอบความคุ้มค่าให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ตามสโลแกน อยากได้รถ จบในงานเดียว ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 20-28 สิงหาคม นี้ รวม 9 วัน   ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เต็มพื้นที่กว่า 42,000 ตารางเมตร โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการเข้าจองพื้นที่การจัดงานเต็มแล้ว ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ตั้งเป้ายอดการจำหน่ายรถในงานไว้ที่  30,000 คัน  โดยแบ่งเป็นยอดขายรถยนต์ 25,000 คัน และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ 5,000 คัน  รวมทั้งคาดการณ์ยอดผู้เข้าชมงานปีนี้จะอยู่ที่ 1.35 ล้านคน BIG Best Car และ BIG Best  Big Bike of The Year 2015-2016 รางวัลสำหรับรถที่มีความโดดเด่นในตัวเอง รางวัล BIG Best Car  และ BIG Best  Big Bike of The Year 2015-2016  เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่เชื่อว่ารถทุกคันมีจุดดีในตัวเอง และจุดดีเหล่านั้นก็โดนใจผู้บริโภคแตกต่างกันไป  จึงเป็นรางวัลที่ไม่ใช่การประกวด ไม่ใช่การคัดเลือก แต่เป็น มุมมอง จากประสบการณ์ เพื่อชื่นชมในคุณสมบัติเด่นของรถยนต์และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์รวมทั้งหมด 176 รุ่น ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยในระหว่างปี 2558 ถึงเดือนมกราคม 2559

หนีชีวิตเมืองกรุง! ไปใช้ชีวิตกลางธรรมชาติ ที่
บ้านไร่ไออรุณ ฟาร์มสเตย์ /  เที่ยวระนอง / 

หลีกหนีอากาศร้อนๆ บ้านเมืองที่วุ่นวายไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ชิวๆ เงียบสงบกันที่จังหวัดระนองกันดีกว่า! รับรองว่าถ้าได้ชมที่พักแห่งนี้ ทุกคนจะต้องหลงรักธรรมชาติและความเป็นอยู่ของที่นี่แน่นอน การกินอยู่อย่างพอดี หลายคนพูดได้แต่ทำยาก แต่! ที่ บ้านไร่ไออรุณ ฟาร์มสเตย์ จะทำให้หลายๆ คนที่เข้าพักมีความสุขกับชีวิตแสนธรรมดา แต่โคตรมีความสุขได้ในที่แห่งนี้ได้แน่นอน ^^ หนีชีวิตเมืองกรุง! ไปใช้ชีวิตกลางธรรมชาติ ที่ "บ้านไร่ไออรุณ ฟาร์มสเตย์" "บ้านไร่ไออรุณ" เป็นฟาร์มสเตย์ มีแนวคิดที่ว่า "พื้นที่เเห่งรักที่เป็นมากกว่าบ้าน" ฟังแค่นี้หลายคนทำให้เราอยากเข้าไปสัมผัสกับที่นี่ซะแล้วสิ! บ้านแสนอบอุ่นแห่งนี้สร้างโดยคุณเบส วิโรจน์ ฉิมมี สถาปนิกหนุ่ม ที่ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลพ่อกับแม่ที่บ้านเกิดใน จ.ระนอง และได้สร้างบ้านให้พ่อและแม่อาศัย จนเกิดเป็นกิจการ บ้านไร่ไออรุณ ฟาร์มสเตย์ แห่งนี้ ถ้าใครได้มาพักที่นี่จะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ความเป็นกันเองเหมือนเราอยู่บ้านเลยล่ะ บ้านไร่ไออรุณ ฟาร์มสเตย์ แบ่งออกเป็น 2 โซนคือ โซนร้านขายสินค้าการเกษตร, พืชผักสวนครัว คุณเบสและครอบครัวช่วยกันปลูก และมีสวนอาหาร ซึ่งนักท่องเที่ยวทุกคนสามารถสั่งอาหาร ของทานเล่น และเครื่องดื่มทานกันได้ "สิ่งเล็กๆ จากในไร่ ด้วยหัวใจ ถึงมือคุณ" สลัดผัก สด กรอบ จากสวนผัก และคลายร้อนด้วย welcome drink เป็นเครื่องดื่มอัญชันมะนาว  โซนที่สอง เป็นบ้านพัก จะเป็นที่สงวนสิทธิ์เฉพาะคนที่เข้าพักเท่านั้น บ้านพักของ 'บ้านไร่ไออรุณ ฟาร์มสเตย์' มี 2 หลัง คือ "บ้านพราวตะวัน" เป็นบ้าน 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นโต๊ะวางของ และห้องน้ำ ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน มี 1 เตียง และอีก 1 เตียงบนชั้นใต้หลังคา ตกแต่งด้วยไม้และดอกไม้ให้ความรู้สึกน่ารักอบอุ่น ผ่อนคลาย และที่สำคัญมันโล่งและโปร่งสบายมากๆ บริเวณชั้นล่าง บ้านพราวตะวัน บริเวณชั้นบน บ้านพราวตะวัน เตียงนอน บ้านพราวตะวัน และเตียงชั้นบน ใต้หลังคา เตียงชั้นบน ใต้หลังคา ส่วน "บ้านระเบียงดาว" เป็นแบบ 1 ห้องนอนโทนสีขาวดูอบอุ่น ความพิเศษอยู่ตรงมีระเบียงชั้นบน ซึ่งเราสามารถขึ้นไปนอนดูดาวบนนั้นได้ด้วย และกำลังสร้างบ้านเพิ่มอีก 2 หลัง เร็วๆ นี้ ^^ ภายในบ้านระเบียงดาว ด้านหน้า บ้านระเบียงดาว มีโต๊ะอาหารให้นั่งทาน ราคาที่พัก 1,400 บาท (วัน จันทร์-พฤหัส) 1,700 บาท (ศุกร์-อาทิตย์/วันหยุด) ต่อหนึ่งหลัง รวมอาหารเช้า พักได้ 2 คน เตียงเสริม,เตนท์ เพิ่ม 400 บาท *บ้านหนึ่งหลังพักได้ไม่เกิน 3คน อาหารทะเล สดใหม่ น่าทานทั้งนั้น ^^ บ้านไร่ไออรุณ ฟาร์มสเตย์ นี่แหละใช่เลย! ไม่มีรีเซฟชั่น : มีเเม่ มีพ่อ คอยสร้างรอยยิ้มต้อนรับอย่างจริงใจ ไม่มีสไตล์การตกเเต่ง : มีอะไรที่หาได้จากรอบๆตัวก็นำมาปรับใช้ ในเเบบที่เราชอบ ไม่มีทีวี : มีเสียงนกร้อง หรีดหริ่งเรไร เสียงธารน้ำไหล ไม่มีอาหารเลิศหรู : มีเมนูบ้านๆอาหารปักษ์ใต้ ผักสดปลอดสาร กุ้ง หอย ปู ปลา สดๆจากทะเลในชุมชน ไม่มี wifi : มีสัญญาณโทรศัพท์ทุกระบบ ไม่มีสระว่ายน้ำ มีธารน้ำเล็กๆไหลผ่านตัวบ้าน ไม่มีเเสงสี มีเเค่เเสงไฟ หิ่งห้อย ดวงดาว เเละเเสงจันทร์ เเละไม่มี นู้นนี่นั่น เหมือนกับโรงเเรมหรูหราที่อื่นๆ (ไม่ต้องคาดหวังมานะครับ) กิจกรรม บ้านไร่ไออรุณ ฟาร์มสเตย์  ที่มี ปลูกผัก ,ขายผัก, เก็บผัก ผลไม้ มาทำอาหาร ใช้ชีวิตกับอากาศดีๆ ไปด้วยกันในพื้นที่กลางหุบเขาของเราเเห่งนี้ (หากอยากไปเที่ยวที่ไหนก็บอกได้จะพาไปในระนอง ภูเขา,ธารน้ำเเร่ , ทุ่งหญ้า ,น้ำตก เเละท้องทะเล) การเดินทาง เครื่องบิน (นกเเอร์ 2เที่ยวบิน/1วัน) 25 กม.จากสนามบิน , รถทัวร์ กะเปอร์-กรุงเทพ ปลายทางถึงหน้าปากซอย หรือรถส่วนตัว สอบถามเส้นทาง,รายละเอียดการจอง เเละอื่นๆ ได้ที่ 096-9382981 หรือผ่านทาง เพจ บ้านไร่ ไออรุณ https://www.facebook.com/baanraiiarun

6 ค่ายยักษ์ใหญ่ชูทีเด็ด! งาน Bangkok Comic Con 2016 ที่ไปแล้วไม่ควรพลาด
Agent of S.H.I.E.L.D. /  Bangkok Comic Con 2016 / 

6 ค่ายยักษ์ใหญ่ชูทีเด็ด! งาน Bangkok Comic Con 2016 ที่ไม่ควรพลาด นับถอยหลังไม่กี่ชั่วโมงกับงานมหกรรมความบันเทิงแห่งประสบการณ์ป๊อบคัลเจอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบงค็อก คอมิค คอน 2016 (Bangkok Comic Con 2016) ที่ บริษัท ทรู วิชั่น กรุ๊ป จำกัด ขนทัพความบันเทิงระดับฮอลลีวูดมารวมกันอยู่ที่งานนี้เลยทีเดียว ซึ่งทีเด็ดของงานที่คนไทยไม่ควรพลาดมีดังต่อไปนี้ วอลท์ ดิสนีย์ ประเทศไทย มาร่วมงานครั้งแรกในปีนี้พร้อมพาแฟน ๆ ซูเปอร์ฮีโร่ไปร่วมนิทรรศการจากภาพยนตร์ที่ซูเปอร์ฮีโร่ที่ทั้งโลกรอคอย Captain America: Civil War (กัปตันอเมริกา: ศึกฮีโร่ระห่ำโลก) วอร์เนอร์ บราเดอร์ส (Warner Bros.) ไม่น้อยหน้าขนทีมตัวละครจากฝั่งดีซีที่เป็นวายร้ายจากเรื่อง Suicide Squad มาในงานนี้ และไฮไลต์อยู่ที่ บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี (Storks) ซึ่งจะจำลองโรงงาน Stork ที่ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำในการผลิตและส่งทารกโดยนกกระสา ทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ (20th Century Fox) จัดเต็มกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ทั่วทั้งโลกรอคอยอีกเช่นกัน X-Men Apocalypse (X-เม็น อะพอคคาลิปส์) และดับร้อนด้วยอุณภูมิขั้วโลกกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องดังอย่าง Ice Age: Collision Course (ไอซ์เอจ: ผจญอุกกาบาตสุดอลเวง) United International Pictures Thailand เตรียมเทคนิคสุดล้ำ Green Screen ที่ให้ผู้เข้าชมงานได้กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่อง Warcraft: The Beginning เสมือนยืนอยู่กลางสนามรบอย่างแท้จริง และอีกหนึ่งไฮไลต์คือการได้สัมผัสกับสี่นินจาเต่าไซส์จริงทั้งหมด 4 ตัว ในภาพยนตร์เรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles: Out of the Shadows HBO นาทีนี้น้อยคนนักที่จะไม่มีใครไม่รู้จักซีรีส์ชื่อดังของโลกอย่าง Game of Throne’s และเอกซ์คลูซีฟสุด ๆ ด้วยการเปิดให้ชมซีรีส์เรื่องนี้ในแบบ 4 มิติด้วยแว่น Virtual Oculus Rift ทันทีที่สวมแว่นสิ่งที่เคยเห็นในซีรีส์จะปรากฏขึ้นรอบตัวราวกับเป็นเรื่องจริงเลยทีเดียว FOX ค่ายทีวีซีรีส์อันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาเตรียมขนกองทัพซีรีส์ชื่อดังมาร่วมในงานแล้ว อาทิ Agent of S.H.I.E.L.D. ซีรีส์ NCIS และซีรีส์ The Walking Dead คาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนจากต่างประเทศอีกมากมาย อาทิ โปเกมอน จาก True Visions, Bloody Bunny จาก 2 SPOT STUDIO, วันพีซและอุลตราแมน, กิงกะ จาก DEX, กล้วยหอมจอมซน จาก Australia Plus มหกรรมความสนุกสนานที่พร้อมสร้างความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบนี้มีเพียง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน – 1 พฤษภาคมนี้เท่านั้น ที่ไบเทค บางนา ฮอลล์ 101-102 บัตรเข้าชมงานราคา 200 บาท อย่าปล่อยให้ความสนุกสนานต้องผ่านจอทีวีเพียงอย่างเดียว เพราะงานนี้ทุกค่ายจะมาทำความรู้จักกับแฟน ๆ ทุกคนอย่างใกล้ชิด แฟน ๆ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

ตะลึงตา! กับ 12 โคตรหนัง
2001: A Space Odyssey /  Apocalypse Now / 

ตะลึงตา! กับ 12 โคตรหนัง "กำกับภาพยอดเยี่ยม" ขวัญใจนักวิจารณ์ https://vimeo.com/163008926 Fandor (www.fandor.com) ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่ง ที่โดดเด่นด้วยคอนเท็นต์หนังรางวัลจากทั่วโลกไปจนถึงดีคลาสสิคที่มีมากมาย นึกสนุกชวนกองบรรณาธิการและนักวิจารณ์หนังกว่า 60 ชีวิต มาร่วมโหวตหนังที่มีการกำกับภาพ (Cinematography) ยอดเยี่ยมที่สุดในดวงใจ ซึ่งหนังที่มีคะแนนรวมมากที่สุด 12 อันดับ ยังถูกทำมาเป็นวิดีโอให้ชมกันอีกด้วย โดยสามารถอ่านการจัดอันดับจากนักวิจารณ์ทุกท่านได้ ที่นี่  12 อันดับหนังที่ถูกโหวตว่า มีการกำกับภาพ (Cinematography) ยอดเยี่ยมที่สุดได้แก่ อันดับ 12 The Tree of Life (2011, ผกก. Terrence Malick) กำกับภาพโดย Emmanuel Lubezki อันดับ 11 The Magnificent Ambersons (1942, ผกก. Orson Welles) กำกับภาพโดย Stanley Cortez อันดับ 10 Apocalypse Now (1979, ผกก.Francis Ford Coppola) กำกับภาพโดย Vittorio Storaro   อันดับ 9 The Night of the Hunter (1955, ผกก. Charles Laughton) กำกับภาพโดย Stanley Cortez   อันดับ 8 McCabe & Mrs. Miller (1971, ผกก. Robert Altman) กำกับภาพโดย Vilmos Zsigmond   อันดับ 7 The Red Shoes (1948, ผกก.Michael Powell และ Emeric Pressburger) กำกับภาพโดย Jack Cardiff   อันดับ 6 The Conformist (1970, ผกก. Bernardo Bertolucci) กำกับภาพโดย Vittorio Storaro   อันดับ 5 Sunrise: A Song of Two Humans (1927, ผกก. F. W. Murnau) กำกับภาพโดย Karl Struss และ Charles Rosher   อันดับ 4 Citizen Kane (1941, ผกก. Orson Welles) กำกับภาพโดย Gregg Toland   อันดับ 3 2001: A Space Odyssey (1968, ผกก. Stanley Kubrick) กำกับภาพโดย Geoffrey Unsworth   อันดับ 2 Barry Lyndon (1975, ผกก. Stanley Kubrick) กำกับภาพโดย John Alcott   อันดับ 1 Days of Heaven (1978, ผกก.Terrence Malick) กำกับภาพโดย Néstor Almendros และ Haskell Wexler

18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย
10 อันดับ /  ดาราวัยรุ่น / 

ภาพยนตร์ที่เราดูกันตอนเด็กๆนั้น ก็มักจะเห็นดาราเด็กฮอลีวู้ดเยอะแยะมากมาย หน้าตาน่ารัก ^^ วันนี้ teen.mthai 18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย โตแล้วสวยทุกคน อยากรู้ว่ามีใครบ้างไปชมกันเลยคะ ^^ แล้วครั้งหน้าอย่าลืมติดตาม?ดาราเด็กฮอลลีวูดฝ่ายผู้ชาย กันต่อนะคะ .. เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) 18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย 1. ดาโกตา แฟนนิ่ง (Dakota Fanning -อายุ 19 ปี) คนแรกคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก สาวน้อย ดาโกตา แฟนนิ่ง ที่มีแววสวยตั้งแต่เด็ก เธอโด่งดังจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เป็นนักแสดงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award และยังได้รับรางวัลการแสดงอีกเป็นจำนวนมาก ดาโกตา แฟนนิง เข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 5 ปี โดยแสดงภาพยนตร์โฆษณา และรับบทเล็กๆ ในภาพยนตร์ซีรีส์ ER, CSI เป็นต้น ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ ในเรื่องI am Sam,เมื่ออายุ 7 ปี ดาโกตาแสดงบทนำในซีรีส์ Taken , ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในปัจจุบัน คือภาพยนตร์ War of the Worlds (2005) ,ภาพยนตร์ Charlotte's Web และภาพยนตร์ The Twilight นั่นเอง ^^ 2. เอ็มมา วัตสัน (Emma Charlotte Duerre Watson -อายุ 23 ปี) สาวน้อยผู้โด่งดังจากภาพยนตร์ทีมีคนเฝ้าติดตามชมมากที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง คือ Harry Potter ซึ่งรับบทเป็น?เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ เธอเริ่มแสดงภ.ตั้งแต่อายุได้เพียง 9 ปี จากการแสดงภาพยนตร์เรื่อง?แฮร์รี่ พอตเตอร์ นี้ทำให้เธอได้รับรางวัลเป็นจำนวนมาก และรายได้กว่า 10 ล้านปอนด์ เธอเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 5 รางวัลจากการแสดงใน?แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ เธอชนะรางวัล Young Artist Award สำหรับนักแสดงนำที่เป็นเยาวชน?ภาพยนตร์ที่วัตสันแสดงนอกเหนือจากเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเรื่องแรกคือ บัลเลต ชูส์ (Ballet Shoes) วัตสันได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ The Tale of Despereaux ที่ออกฉายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 เธอพากย์เสียงเป็นเจ้าหญิงพี 3. คริสเตน สจ๊วต (Kristen Stewart) สาวสวยผู้โด่งดังเป็นพลุแตกจาก แวมไพร์ ทไวไลท์ (Twilight) อาชีพนักแสดงของคริสเตนเริ่มต้นเมื่อเธออายุได้ 8 ขวบใน The Thirteen Year ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ของ ดิสนี่ย์ แชลแนล หลังจากนั้น คริสเตน ปรากฏตัวใน ภาพยนตร์อิสระเรื่อง The Safety of Objects ซึ่งเธอรับบทเป็น ลูกสาวผู้เป็นทอมของมารดาผู้โดดเดี่ยวและมีปัญหา หลังจากนั้น สจ๊วตได้รับบทสำคัญในภาพยนตร์ฮอลีวูดเรื่อง Panic Room และผลตอบรับในขณะนั้นดีมาก หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง Panic Room สจ๊วตได้เล่นในภาพยนตร์อีกหลานนเรื่องเช่น Zathura, In the Land of Women, The Messengers, Catch That Kid, และ?Into the Wild ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2007 บริษัทหนัง Submit Entertainment ประกาศว่า คริสเตน สจ๊วต จะรับบทเป็น อิซาเบลล่า'เบลล่า'สวอน ในภาพยนตร์เรื่อง Twilight จากบทประพันธ์ขายดีที่สุดของ สเตฟานี่ เมเยอร์ นิยายในชื่อเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องราวความรักระหว่างแวมไพร์ เธอรักกับพระเอกของเรื่อง โรเบิร์ต แพททินสัน ได้ไม่กี่ปีก็ต้องจบความสัมพันธ์ลง เมื่อเธอแอบมีใจให้กับผู้กำกับเรื่อง Snow White ที่เธอรับบทแสดงนำ 4. แมคเคนซี่ ฟอย (Mackenzie Foy) แมคเคนซี่เป็นผู้มีผมยาวนัยน์ตาสวยเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ด้วยการเป็นนางแบบโฆษณาให้แบรนด์ดังอย่าง Polo Ralph Lauren, Gap และ The Walt Disney Company จากนั้นจึงเริ่มมีงานแสดงเมื่อปี พ.ศ.2552 กับบทบาทเล็กๆ ในซีรีส์เรื่อง "Til Death" และหลังจากนั้นก็ได้รับบทบาทในซีรีส์อีกหลายเรื่อง ก่อนจะได้รับบทที่ทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักเธอในภาพยนตร์ แวมไพร์ ทไวไลท์ "Twilight" 5. จอร์จี เฮนเลย์ (Georgie Henley - 18 ปี) จอร์จี เฮนเลย์ หรือที่ใครๆรู้จักเธอในชื่ของ "ลูซี่" จอร์จี เป็นหนึ่งในนักแสดงนำของภาพยนตร์สุดอมตะ 7 เล่มเรื่อง อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย (NARNIA) รับบทเป็นน้องสาวคนสุดท้องชื่อว่าลูซี่ หลังจากนั้น เธอได้รับงานละครเรื่อง Babes in the Wood และในปี 2005 (2548) เธอได้รับรางวัลจากสถาบันโพนิกฟิลม์คลิติกส์ ตำแหน่ง "Best Performance by a Youth in a Lead or Supporting Role - Female" ในเรื่อง อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย : ราชสีห์ แม่มด และตู้พิศวง 6. แอนนาโซเฟีย ร็อบ (Annasophia Robb - 21 ปี) แอนนาโซเฟีย ร็อบ เพื่อนๆจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอดีจากภาพยนตร์เรื่องชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory) หลังจากเข้าร่วมในโฆษณา McDonald ของ Anna เริ่มอาชีพด้วยการแสดงบทบาทเล็ก ๆ ในตอน" Number one fan "ใน TV series ของDrake & Joshบทบาทที่สำคัญเป็นครั้งแรกของเธอใน"Samantha : An American Girl Holiday" แต่ในปี 2005 เธอก้าวเข้าสู่หน้าจอขนาดใหญ่ที่มีสองเรื่องที่ดัดแปลงจากนวนิยายเด็กชื่อดังของ บทบาทของโอปอลในหนัง"Because of Winn-Dixie"ของเธอและยังปรากฏเป็น Violet Beauregarde ในภาพยนตร์เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory สองเรื่องนี้มีความสำเร็จด้วยรายได้สูงจากสำนักงาน Box Office และทั่วโลก ต่อมาในปี 2006 เธอพักการแสดงและได้พากย์เสียงเรื่อง "Phantom Danny" เธอยังร้องเพลงในเรื่องนี้อีกด้วย "Keep Your Mind Wide Open"และวิดีโอเพลงนี้มาออกอากาศซ้ำใน Disney Channel เพลงอันดับที่ 90 ที่จัดขึ้นใน Billboard Hot 100 ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมเป็นครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จเดียว ต่อมา Anna ได้แสดงอีกครั้งเรื่อง"The Reaping" พร้อมกับ "Spy School" และ "Jumper" (เธอเล่นเป็น Millie ตอนเด็ก) และหนังดราม่าเรื่อง "Wild Travel" และ "Have Dreams. ในหนัง"Sleepwalking" เธอได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิตยสาร Time 7. อิซาเบล เฟอร์แมน (Isabelle Fuhrman - 17 ปี ) อิซาเบลล์ เฟอร์แมน เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เธอเป็นเป็นที่รู้จักในบทบาทของเอสเธอร์ จากภาพยนตร์เรื่องออร์แฟน เด็กนรก เรื่องนี้หลานคนคงจะจำเธอในบทโรคจิตไปอีกนาน ซึ่งต่อมาเธอก็ได้รับบทหนึ่งในนักแสดง Hunger Games รับบท Clove อิซาเบลล์เกิดเมื่อวันที่25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 ในกรุง วอชิงตัน ดี.ซี. แต่เติบโตใน แอตแลนตา, ประเทศจอร์เจีย?แม่ของเธอเป็นนักข่าวที่อพยพมาจากสหภาพโซเวียต และได้ทำงานให้กับCNN พ่อของเธอเป็นผู้สมัครทางการเมืองและอดีตที่ปรึกษาทางธุรกิจ เธอมีพี่สาวซึ่งเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง อิซาเบลล์อาศัยอยู่กับครอบครัวที่ลอสแอนเจลิส, รัฐแคลิฟอร์เนีย 8. ดาโกต้า บลู ริชาร์ด ( Dakota blue richards - 20 ปี) ดาโกต้า บลู ริชาร์ด เป็นนักแสดงนำเด็กในเรื่อง อภินิหารเข็มทิศทองคำ (GOLDEN COMPASS) รับบทเป็น ไลล่า เบลลาควา และภาพยนตร์เรื่อง The Secret Of Moonacre อภินิหารมนตรามหัศจรรย์ 9. เดเวห์ เชส (Daveigh Chase) ในปี 2002 เธอได้รับบทพากย์เสียงในการ์ตูนดิสนีย์ เรื่อง ลีโล่ แอนด์ สติชท์ (Lilo & Stitch) โดยเธอพากย์เป็นลีโล่ สาวน้อยที่บังเอิญเจอกับสัตว์ประหลาดอย่างสติทช์แต่แล้วก็ได้กลายเป็นเพื่อนรักกัน ต่อมาได้แสดงในบทบาทของ มาร่า มอร์แกน ในภาพยนตร์เรื่อง The Ring และเรื่องนี้ทำให้หลายๆคนรู้จักเธอมากขึ้น 10.?Kiernan Shipka นักแสดงเด็กอายุเพียง 15 ปี เธอมีชื่อเสียงจากการเล่นซีรีส์ Mad Men เธอยังเป็นซุปเปอร์โมเดลตั้งแต่เล็กๆอีกด้วย 11. เอมิลี่ เจน บราวน์นิ่ง (Emily Jane Browning) ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้คนรู้จักเอมิลี่ คือ ขอให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย หรือThe Lemony Snicket?s A Series of Unfortunate Events (2004) โดยประกบคู่กับนักแสดงชั้นนำอย่าง จิม แครี่ , Ghost Ship เรือผีในปี 2002 และที่โด่งดังที่สุดของเธออีกหนึ่งเรื่อง?Sucker Punch หรือ อีหนูดุ นั่นเอง ^^ เริ่มชีวิตการแสดงของเธอด้วยการรับบทในหนังที่ฉายทางทีวีเรื่อง The Echo of Thunder โดยได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนของพ่อที่มีธุรกิจในแวดวงบันเทิง ซึ่งเขาได้เห็นการแสดงในแบบแปลกๆ ของเธอในโรงเรียน และดึงเธอเข้าสู่เส้นทางการแสดง หลังจากนั้นหลานปีเธอก็มีผลงานมากมาย เช่น High Flyers ,Thunderstone , Something In The Air, Darkness Falls, Ned Kelly , Stranded , The Uninvited 12. โคลอี มอเรตซ์ (Chloe Grace Moretz - 17 ปี) เป็นที่รู้จักจากเรื่อง (500) Days of Summer และในเรื่อง Diary of a Wimpy Kid เธอยังรับบทเป็น ฮิต-เกิร์ล ในหนังแนวซูเปอร์ฮีโรในปี 2010 เรื่อง Kick-Ass ในภาคแรกและภาค 2 และจะรับบทแอบบี้ ใน Let Me In เริ่มงานสายบันเทิงตั้งแต่อายุ 5 ขวบในนิวยอร์กซิตี้ กับงานนางแบบประจำโครงการรณรงค์ระดับชาติต่างๆ ซึ่งพบเห็นได้ตามสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ ต่อมาเล่นดราม่าเรื่อง The Guardian? ทางช่อง CBS ไม่นานนัก บทบาทแรกในจอเงินก็มาถึงมือเธอ ในหนังนอกกระแสเรื่อง The Heart of the Beholder ต่อมาจึงจับจองบทนำใน The Amityville Horror ฉบับรีเมกโดย ไมเคิล เบย์ ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นที่กล่าวขาน 13. แอล แฟนนิง (Elle Fanning - 16 ปี) เธอไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นน้องสาวของ ดาโกตา แฟนนิ่งเองคะ?แอล เริ่มเลิ่นภาพยนตร์เมื่ออายุ 2 ขวบเรื่อง i am sam?แอล รับบทเป็น Lucy เมื่อตอนอายุ 2 ขวบ ส่วดาโกตารับบทเป็น lucy ตอนโตขึ้นมา ต่อมาแสดงภาพยตร์อีกหลายเรื่อง เช่น  Super8, We Bought a Zoo, Ginger & Rosa, Yong ones ล่าสุดในปี 2014 นี้ หลายคนคงตั้งตารอภาพยนตร์เรื่อง Maleficent ที่นางเอกเซ็กซี่ตลอดการอย่าง แองเจลีน่า โจลี ที่ครั้งนี้มารับบทเป็น แม่มดร้าย โดย แอล รับบทเป็นเจ้าหญิงออโรร่า Princess Aurora?ในบทสัมภาษณ์ elle บอกว่า เธอต้องใช้จินตนาการ สูงมากในการแสดงเนื่องจากในห้องถ่ายทำนั้นมีเพียงแค่กระดาษสีเขียวเท่านั้น ที่เธอต้องทำให้ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต 14. เคิร์สเตน ดันสท์  (Kirsten Dunst) ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนางเอกตลอดกาลของฮอลลีวูด เคิร์สเตน เริ่มอาชีพนักแสดงตั้งแต่อายุ 7 ปี ในหนังเรื่องแรก New York Stories ซึ่งเธอก็ได้รับงานต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น โฆษณา, ละคร, โทรทัศน์ และภาพยนตร์ ต่อมาในปี 1994 เธอแสดงใน Little Women ร่วมกับวิโนนา ไรเดอร์และแคลร์ เดนส์ ในปีเดียวกันเธอแสดงใน Interview with the Vampire ของแอน ไรซ์ ร่วมแสดงกับทอม ครูซและแบรด พิตต์ ซึ่งจากเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ เธอยัง ในหนังครอบครัวเรื่อง Jumanji ร่วมกับโรบิน วิลเลียมส์ จากนั้นเธอก็ได้หนังแอนิเมชันเรื่อง Anastasia ของดิสนีย์ และได้แสดงใน เรื่อง Wag The Dog ร่วมกับ ดัสติน ฮอฟแมน และ โรเบิร์ต เดอนิโร, ในปี 1998 ได้แสดงเรื่อง Small Soldiers, ต่อมาแสดงในหนังเบาสมองเรื่อง Dick และ Drop Dead Gorgeous และ The Virgin Suicidesรวมถึงแสดงในหนังเชียร์ลีดเดอร์ใน Bring It On จนได้แสดงในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในภาพยนตร์สไปเดอร์แมน รับบทเป็น แมรี เจน วัตสัน โดยเธอประกบคู่กับ โทบีย์ แม็คไกวร์ ผู้มารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ไอ้แมงมุม 15. คริสตินา ริชชี (Christina Ricci)  มีชื่อเสียงครั้งแรกจากบทเวดส์เดย์ แอดดัมส์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Addams Family (1991) รวมถึงภาคต่อ Addams Family Values (1993) ภาพยนตร์ที่เธอแสดงมีตั้งแต่ภาพยนตร์แนวอาร์ต อย่างเช่น The Ice Storm (1997) หรือหนังดราม่า Monster (2004) หนังตลกนอกกระแสอย่าง The Opposite of Sex (1998) ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และยังมีผลงานภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Sleepy Hollow (1999) ริชชีผันตัวจากนักแสดงเด็กไปเป็นนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น จนถึงนักแสดงผู้ใหญ่ และเธอยังมีบริษัทผลิตงานของตัวเอง ที่ชื่อ Blaspheme Films ที่มีผลงานอย่าง Pumpkin และ?Prozac Nation เธอยังแสดงภาพยนตร์เรื่อง Black Snake Moan (2007) และ Penelope (2008) และยังแสดงภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่อง Speed Racer  ในปี 2008 16. Alexa Vega เธอเป็นทั้งนักแสดงและนักน้อง เธอชื่นชอบการร้องเพลง ภาพยนตร์ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักนั่นก็คือ SPY KIDS รับบทเป็น คาร์เมน คอร์เตซ เด็กผู้หญิงที่มีพ่อ-แม่เป็นสายลับสุดเจ๋ง , From Prada to Nada (2011) รับบทเป็น?แมรี โดมินเกซ 17.ฮิลารี ดัฟ (Hilary Duff) นางเอกขวัญใจวัยรุ่นตลอดกาล ฮิลารี ดัฟ หลายคนจะรู้จักเธอจากภาพยนตร์วันรุ่น กุ๊กกิ๊ก น่ารัก หลายๆเรื่อง อีกทั้งเสียงร้องที่น่าหลงใหล หลังจากที่เริ่มต้นเข้าสู่วงการด้วยการแสดงบทนำในละครทางโทรทัศน์ Lizzie McGuire ทางช่อง Disney เธอก็มาสู่ผลงานอาชีพบนจอเงินอย่าง Cheaper by the Dozen , The Lizzie McGuire Movie และ A Cinderella Story (2004) เธอยังเดินทางบนสายอาชีพนักร้องอีกด้วย โดยสามารถทำยอดขายอัลบั้มของเธอได้กว่า 13 ล้านแผ่นทั่วโลก และมี 4 แผ่นเสียงทองคำขาว (RIAA certified-platinum albums) เป็นเครื่องการันตี อัลบั้มแรกของเธอ Metamorphosis สามารถทำยอดขายอัลบั้มถล่มทลายอีกด้วย ในปี 2012 เธอได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกกับสามี ไมค์ คอมรี ชื่อว่า ลูกา ครูซ คอมรี แต่ต่อมาในปี 2014 เธอได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ชี้แจงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับสามี ไมค์ คอมรี ที่เดินทางมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจและแยกทางกัน 18. ดรูว์ แบร์รีมอร์ (Drew Barrymore) เธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลแบร์รีมอร์ ครอบครัวนักแสดง เริ่มการแสดงตั้งแต่อายุได้ 11 เดือน แบร์รีมอร์มีผลงานภาพยนตร์บนจอใหญ่ครั้งแรกในเรื่อง Altered States ในปี 1980 หลังจากนั้นแสดงในบทแจ้งเกิดใน E.T. the Extra-Terrestrial ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงเด็กที่เป็นที่รู้จักมาที่สุดคนหนึ่ง ในปี 1995 เธอก่อตั้งบริษัทโปรดักชันที่ชื่อ ฟลาวเวอร์ฟิล์มส ที่มีผลงานสร้างเรื่องแรกคือ?Never Been Kissedที่เธอร่วมแสดงด้วยในปี 1999 และมีผลงานการสร้างภายใต้ชื่อเธออย่างเรื่อง?Charlie's Angels, 50 First Dates, และ Music and Lyrics เช่นเดียวกับหนังคัลต์ที่ชื่อ Donnie Darko โครงการล่าสุดของเธอเช่น He's Just Not That into You, Beverly Hills Chihuahua, และ?Everybody's Fineเธอยังมีชื่ออยู่บนฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม และยังได้ขึ้นปากนิตยสารพีเพิลปี 2007 ฉบับ 100 สิ่งสวยงามที่สุด แบร์รีมอร์ เป็นทูตต่อต้านความหิวโหยให้กับ United Nations World Food Programme (WFP) เธอยังได้บริจาคเงินกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับโครงการ ในปี 2007 เธอเป็นนางแบบให้กับ CoverGirl และเป็นโฆษกให้กับเครื่องสำอางให้กับไลน์ใหม่ล่าสุดของอัญมณีกุชชี 19. เอเรียนา ริชาร์ดส (Ariana Richards) โด่งดังจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง  Jurassic Park และยังทำให้เธอได้รับรางวัลอีกมากมาย เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) ข้อมูลโดย wikipedia เพิ่มเติม  ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย 20. ลินด์ซีย์ ดี โลเอิน (Lindsay Dee Lohan) ในวัยเด็กเธอถือว่าเป็นเด็กสาวที่ฮอตที่สุดในฮอลลีวูดอีดหนึ่งคนเลยทีเดียว แต่พอโตขึ้นกลับมาข่าวฉาวไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเรื่องยาเสพติด ผู้ชาย วิ่งเล่นให้ตำรวจจับเป็นว่าเล่น ลินด์ซีย์ ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการ ถ่ายโฆษณารถยนต์ฟอร์ด เมื่ออายุเพียงแค่ 3 ขวบ หลัง จากนั้นก็มีงานถ่ายโฆษณาโทรทัศน์กว่า 60 ชิ้น จนกระทั่งได้แสดงละครโทรทัศน์เรื่องแรกคือ "Another World" (1996) ลินด์ซีย์ มีผลงานการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อ ปี 1998 ในงานเก่าเอามาทำใหม่เรื่อง “The Parent Trap” เธอรับบทเป็นฝาแฝด แสดงกับเดนนิส เควด และนาตาชา ริชาร์ดสัน หลังจากนั้นก็มีผลงานที่สร้างชื่อให้เธอในบทบาทสาววัยรุ่นอีกหลายเรื่อง เป็นขวัญใจของทุกคนในยุคนั้นมากทีเดียว ลินด์ซีย์ มักเป็นขาประจำหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ โดยสื่อมวลชนมักชอบมอบตำแหน่งทีนควีนให้กับเธอ และเสนอภาพลักษณ์สาวปาร์ตี้ของเธอ โดยเธอเคยตอบโต้ให้เลิกเขียนภาพพจน์ของเธอเช่นนี้ โดยนักแสดงสาวได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ฉันรังเกียจจริงๆ เวลาที่คนส่วนใหญ่มาเรียกฉันว่าเป็นราชินีหนังวัยรุ่น” นอกจากนี้ ลินด์ซีย์ มักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ทั้งน้ำหนัก สารเสพติด และ อาการติดแอลกอฮอล์ 21. เอ็มม่า โรส โรเบิร์ตส์ (Emma roberts) นักแสดงวัยรุ่น เล่นหนังแนววัยรุ่นหลายต่อหลายเรื่อง อีกทั้งยังเป็นนักร้อง,  Voice Actor,  Spokesmodel, โฆษก และเป็น Fashion Designer เรียกได้ว่ามากความสามารถจริง และที่สำคัญเป็นหลานสาวของนักแสดงสาวชื่อดัง จูเลีย โรเบิตส์ เจ้าแม่หนังรักอีกด้วย 22. โจแอนนา โนแอล แบลกเดน เลเวสค์ (Joanna Noëlle Blagden Levesque) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โจโจ (JoJo Levesque) เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงป็อป-อาร์แอนด์บีและนักแสดงวัยรุ่น โจโจออกอัลบั้มแรกในชื่อตัวเธอเองเมื่อปี ค.ศ. 2004 ซึ่งในขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 13 ปี  มีเพลงฮิตอย่าง "Leave (Get Out)" ซึ่งขึ้นสูงสุดที่อันดับ 12 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮ็อต 100 นอกจากนี้ โจโจยังมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Aquamarine (เล่นกับเอ็มม่า โรเบิร์ตส์ ด้วย) และ RV ทั้ง 2 เรื่องออกฉายในปี ค.ศ. 2006 และในปี ค.ศ. 2008 เธอยังได้ถ่ายภาพยนตร์เรื่องใหม่ในชื่อ True Confessions of a Hollywood Starlet ด้วย โดยออกฉายเฉพาะทางทีวีสำหรับเรื่องสุดท้าย (ทั้ง 3 เรื่องมีวางขายในเมืองไทย) 23. เซียร์ชา โรนัน (Saoirse Ronan) ถ้าจะให้พูดถึง ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง ที่มีเส่นห์ สวยเว่อร์วัง! เซียร์ชา โรนัน ก็คงจะอยู่ในอันดับนั้นด้วย นอกจากใบหน้าที่สวยของเธอแล้ว เธอมีดวงตาที่สวยมากๆ เลยทีเดียว เซียร์ชา โรนัน เป็นนักแสดงชาวไอริช-อเมริกัน ชื่อเสียงมาจากการเล่นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ระดับเล็ก ๆ ก่อนที่จะมารับบท ไบรโอนี่ ทาลลิส เด็กสาววัย 13 ขวบที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน แต่จินตนาการของเธอทำให้พี่สาวต้องพลัดพรากกับคนรักไปตลอด ในภาพยนตร์เรื่อง Atonement ซึ่งทำให้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบาฟต้าครั้งที่ 61, รางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 65 และรางวัลออสการ์ครั้งที่ 80 ในสาขานักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม หลังจากนั้นเธอก็มีผลงานภาพยนตร์และในวงการอีกมากมาย Lost River (2014), Byzantium(2013), The Host(2013), Hanna(2011), The Lovely Bones(2010), City of Ember(2008), I Could Never Be Your Woman(2008), Atonement(2008) เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ)

ยอดเข้าชมวิดีโอจากผู้ใช้ Snapchat ทั่วโลกอยู่ที่หมื่นล้านครั้งต่อวัน!
Facebook /  Snapchat / 

Snapchat สำหรับตอนนี้เรียกได้ว่ามาแรงอยู่ในกระแสสุดๆ และยิ่งดูเหมือนจะแรงไปอีกเรื่อยๆ ด้วยฟิลเตอร์แปลกๆ สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ใช้  ซึ่งส่งผลให้วิดีโอทั้งหมดในแอพนั้นถูกผู้ใช้งานเข้าชมถึงหมื่นล้านครั้งภายในวันเดียว โดยทาง Bloomberg ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขของจำนวนการเข้าชมวิดีโอในแอพนี้ โดยเผยว่า วิดีโอในแอพนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงแปดพันล้านคลิปในทุกๆ ปี ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้ส่วนใหญ่นั้นมาจากกลุ่มคนวัยรุ่น ถ้าจะพูดในเรื่องของการเข้าชมแล้ว Snapchat ก็เรียกได้ว่าสูสีกับบริษัทที่ให้บริการวิดีโอใหญ่ๆ อย่าง Facebook และ  YouTube เลยก็ว่าได้ โดย TechCrunch เผยว่า YouTube นั้นมีผู้เข้าชมหลักพันล้านครั้งต่อวัน ส่วน Facebook นั้นจากตัวเลขที่เคยเผยมาในปี 2015 นั้นมียอดผู้เข้าชมวิดีโอรวมทั้งหมดแปดพันล้านครั้งต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งวิดีโอในปัจจุบันนี้กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้คนในการกระจายข้อมูลและสื่อสารกันไปแล้วทั้งในการใช้อินเตอร์เน็ตและผ่านแอพ ซึ่ง Snapchat ก็กำลังใต่อันดับขึ้นมาอยู่บนอันดับต้นๆ อย่างสบายๆ โดย Facebook ก็เป็นผู้นำในการทำการถ่ายทอดสดผ่านแอพในชื่อ Facebook Live ซึ่งมันก็อาจเป็นไปได้ที่ทาง Snapchat อาจจะทำฟีเจอร์ที่ใกล้เคียงกันนี้ออกมาในอนาคตก็เป็นไปได้ ดูบทความต้นฉบับ : Snapchat users are watching 10 billion videos a day

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

รีวิว Flea Market ที่ Tokyo International Forum ทริปสงกรานต์ 59
flea market /  ตลาดมือสอง / 

เป็นอีกหนึ่งรีวิว ที่จะพาเพื่อนๆ สมาชิก MThai Travel ไปเที่ยวญี่ปุ่น เป็นทริปสงกรานต์ 59 ที่ผ่านมานะครับ และทริปนี้ ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ตลาดมือสอง หรือ ที่ญี่ปุ่น เรียกว่า Flea Market ซึ่งเป็นตลาดที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านนำของมาขายได้ คล้ายตลาดเปิดท้ายบ้านเรานะครับ Flea Market เลยเป็นอีกหนึ่งอย่าง ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเรา ถามหาว่า ตลาดเปิดที่ไหนบ้าง ไปยังไง ขายอะไรบ้าง ซึ่งบางอย่างก็ถูกจริงๆ ครับและของคุณภาพดีมากด้วย ตามผมมาเลย วันนี้จะพาไปรีวิว ตลาดมือสอง หรือ Flea Market ที่สถานที Tokyo หรือ รู้จักกันในชื่อตลาด Tokyo International Forum ครับ Tokyo International Forum Flea Market Tokyo International Forum 200 ร้านค้า เริ่มเปิด 10:00-16:00 เฉพาะเสาร์ - อาทิตย์ (เช็คตารางกันอีกทีครับ)  การเดินทาง - รถสาย JR Yamanote Line สถานี Yurakucho เดิน 1 นาที ลงที่นี่ ง่ายกว่าครับ ใกล้มากๆ - รถสาย JR Yamanote Line สถานี Tokyo เดิน 5 นาที ตลาด Flea Market ในญี่ปุ่นจะมีทุกเสาร์ - อาทิตย์ แต่จะจัดไม่เหมือนกันนะ ต้องคอยตรวจสอบเอาเองนะครับ ที่เว็บไซต์ https://tokyocheapo.com/shopping-2/fashion/top-tokyo-flea-markets/ หรือ ที่ Fanpage ของคนไทยเราก็มีครับ ส่วนของ Tokyo Internation Forum ที่ผมไปจะมีตรงกับวันที่ 10 เมษายน 2559 เป็นวันที่ผมกลับมาจาก Kawaguchiko พอดีเลยครับ ซึ่งพอถึงที่พักแถวอูเอโนะ ราวๆ บ่าย 2 เช็คอินโรงแรม เอากระเป๋าเก็บ ก็ออกเดินทางมาที่ Flea Market ที่นี่เลย ก่อนที่ตลาดจะวายซะก่อน ซึ่งแพลนต่อไป ที่จะเดินในวันนี้ก็คือ Flea Market, Harajuku, Shibuya ช่วงกลางคืน แล้วค่อยกลับที่พักครับ มาดูกันว่า ภายในตลาด Flea Market ของที่นี่ เขาขายอะไรกันบ้าง เริ่มต้นที่ทางเข้า จากที่ลงสถานี Yurakucho เดินเข้าไปก็จะเจอร้านขายกระเป๋าผ้าก่อนเลย พวกเครื่องประดับก็มีนะครับ (เวลาถ่ายรูปพวกนี้ บางร้านก็ไม่ให้ถ่ายนะต้องดูดีๆ หน่อย) กระเป๋าวางแบกะดินแบบนี้ก็มีครับ ทั้งใหม่เก่า แต่คุณภาพดี ของมีราวๆ 200 ร้าน แต่เดินๆ ดูไม่ได้นับนะ เหมือนจะไม่เต็มด้วยซ้ำ ของเด็กเล่น พวก Ultraman สัตว์ประหลาดต่างๆ ก็มีนะครับ ตัวละ 300 เยน 90 บาทเอง ชอบบูธนี้จริงๆ คนรุ่นใหม่ ขายแข่งกันจริงๆ ลดแล้วลดอีก ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋า, เคสไอโฟนนะครับ จะเสียเงินก็เพราะคนขายนี่แหละ ฮ่าๆ ไม่แข่งได้ไงครับ บูธข้างๆ ก็มีแต่คนสวย ขายของคล้ายๆ กันด้วย (ไม่แน่ใจว่ามาทุกอาทิตย์หรือเปล่านะกลุ่มนี้) สินค้าพวกสายชาร์จไอโฟน ซัมซุง มีให้เลือกหลายแบบครับ ดูดีๆ ก็ Made in China นะ สินค้าทำมือก็มี เป็นแบบกระดาษก็มีให้เลือก สวยดีนะครับ กระเป๋าสะพาย ไม่ต้องง้อ Anello ที่คนไทยกำลังฮิตก็ได้ แบบนี้ก็สวยครับ ราคาพอๆ กัน รองเท้าทำงาน แฟชั่น ก็มีให้เลือกช้อปกันนะ กระเป๋าร้านป้าคนนี้ ก็ดูดีนะครับ ราคาไม่แพง แต่วันนี้ เราแค่เดินดูเท่านั้น ได้เฉพาะของเล่นมาฝากเด็กๆ ครับ อิอิ โดยรวมๆ แล้ว ตลาดมือสองที่ Tokyo International Forum สำหรับวันที่ผมไปนั้น ของมีพอสมควร แต่ไม่แน่ใจว่าถึง 200 ร้านตามที่เขาบอกไว้หรือเปล่า เนื่องจาก ผมไปบ่าย 2 กว่าๆ แล้ว ซึ่งบางร้านอาจจะปิดไปแล้ว เพราะเขาเปิดมาตั้งแต่ 10.00 น. นะครับ แต่สินค้าผมว่า โอเคนะ หลายๆ อย่างดูดี มีคุณภาพ เหมาะกับคนที่ชอบซื้อของมือสอง หรือมือหนึ่งแต่ไม่ใช่ห้างดัง หรือไม่ก็สำหรับคนที่ชอบเดินดูของ (แต่ไม่ซื้อ) ก็แล้วแต่นะครับ ไว้พบกันใหม่ กับรีวิว ที่กิน ที่เที่ยว ในญี่ปุ่น สำหรับ ทริปสงกรานต์ 59 ของผมต่อครั้งหน้าครับ