ผมดัด

18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย
10 อันดับ /  ดาราวัยรุ่น / 

ภาพยนตร์ที่เราดูกันตอนเด็กๆนั้น ก็มักจะเห็นดาราเด็กฮอลีวู้ดเยอะแยะมากมาย หน้าตาน่ารัก ^^ วันนี้ teen.mthai 18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย โตแล้วสวยทุกคน อยากรู้ว่ามีใครบ้างไปชมกันเลยคะ ^^ แล้วครั้งหน้าอย่าลืมติดตาม?ดาราเด็กฮอลลีวูดฝ่ายผู้ชาย กันต่อนะคะ .. เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) 18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย 1. ดาโกตา แฟนนิ่ง (Dakota Fanning -อายุ 19 ปี) คนแรกคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก สาวน้อย ดาโกตา แฟนนิ่ง ที่มีแววสวยตั้งแต่เด็ก เธอโด่งดังจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เป็นนักแสดงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award และยังได้รับรางวัลการแสดงอีกเป็นจำนวนมาก ดาโกตา แฟนนิง เข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 5 ปี โดยแสดงภาพยนตร์โฆษณา และรับบทเล็กๆ ในภาพยนตร์ซีรีส์ ER, CSI เป็นต้น ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ ในเรื่องI am Sam,เมื่ออายุ 7 ปี ดาโกตาแสดงบทนำในซีรีส์ Taken , ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในปัจจุบัน คือภาพยนตร์ War of the Worlds (2005) ,ภาพยนตร์ Charlotte's Web และภาพยนตร์ The Twilight นั่นเอง ^^ 2. เอ็มมา วัตสัน (Emma Charlotte Duerre Watson -อายุ 23 ปี) สาวน้อยผู้โด่งดังจากภาพยนตร์ทีมีคนเฝ้าติดตามชมมากที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง คือ Harry Potter ซึ่งรับบทเป็น?เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ เธอเริ่มแสดงภ.ตั้งแต่อายุได้เพียง 9 ปี จากการแสดงภาพยนตร์เรื่อง?แฮร์รี่ พอตเตอร์ นี้ทำให้เธอได้รับรางวัลเป็นจำนวนมาก และรายได้กว่า 10 ล้านปอนด์ เธอเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 5 รางวัลจากการแสดงใน?แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ เธอชนะรางวัล Young Artist Award สำหรับนักแสดงนำที่เป็นเยาวชน?ภาพยนตร์ที่วัตสันแสดงนอกเหนือจากเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเรื่องแรกคือ บัลเลต ชูส์ (Ballet Shoes) วัตสันได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ The Tale of Despereaux ที่ออกฉายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 เธอพากย์เสียงเป็นเจ้าหญิงพี 3. คริสเตน สจ๊วต (Kristen Stewart) สาวสวยผู้โด่งดังเป็นพลุแตกจาก แวมไพร์ ทไวไลท์ (Twilight) อาชีพนักแสดงของคริสเตนเริ่มต้นเมื่อเธออายุได้ 8 ขวบใน The Thirteen Year ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ของ ดิสนี่ย์ แชลแนล หลังจากนั้น คริสเตน ปรากฏตัวใน ภาพยนตร์อิสระเรื่อง The Safety of Objects ซึ่งเธอรับบทเป็น ลูกสาวผู้เป็นทอมของมารดาผู้โดดเดี่ยวและมีปัญหา หลังจากนั้น สจ๊วตได้รับบทสำคัญในภาพยนตร์ฮอลีวูดเรื่อง Panic Room และผลตอบรับในขณะนั้นดีมาก หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง Panic Room สจ๊วตได้เล่นในภาพยนตร์อีกหลานนเรื่องเช่น Zathura, In the Land of Women, The Messengers, Catch That Kid, และ?Into the Wild ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2007 บริษัทหนัง Submit Entertainment ประกาศว่า คริสเตน สจ๊วต จะรับบทเป็น อิซาเบลล่า'เบลล่า'สวอน ในภาพยนตร์เรื่อง Twilight จากบทประพันธ์ขายดีที่สุดของ สเตฟานี่ เมเยอร์ นิยายในชื่อเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องราวความรักระหว่างแวมไพร์ เธอรักกับพระเอกของเรื่อง โรเบิร์ต แพททินสัน ได้ไม่กี่ปีก็ต้องจบความสัมพันธ์ลง เมื่อเธอแอบมีใจให้กับผู้กำกับเรื่อง Snow White ที่เธอรับบทแสดงนำ 4. แมคเคนซี่ ฟอย (Mackenzie Foy) แมคเคนซี่เป็นผู้มีผมยาวนัยน์ตาสวยเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ด้วยการเป็นนางแบบโฆษณาให้แบรนด์ดังอย่าง Polo Ralph Lauren, Gap และ The Walt Disney Company จากนั้นจึงเริ่มมีงานแสดงเมื่อปี พ.ศ.2552 กับบทบาทเล็กๆ ในซีรีส์เรื่อง "Til Death" และหลังจากนั้นก็ได้รับบทบาทในซีรีส์อีกหลายเรื่อง ก่อนจะได้รับบทที่ทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักเธอในภาพยนตร์ แวมไพร์ ทไวไลท์ "Twilight" 5. จอร์จี เฮนเลย์ (Georgie Henley - 18 ปี) จอร์จี เฮนเลย์ หรือที่ใครๆรู้จักเธอในชื่ของ "ลูซี่" จอร์จี เป็นหนึ่งในนักแสดงนำของภาพยนตร์สุดอมตะ 7 เล่มเรื่อง อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย (NARNIA) รับบทเป็นน้องสาวคนสุดท้องชื่อว่าลูซี่ หลังจากนั้น เธอได้รับงานละครเรื่อง Babes in the Wood และในปี 2005 (2548) เธอได้รับรางวัลจากสถาบันโพนิกฟิลม์คลิติกส์ ตำแหน่ง "Best Performance by a Youth in a Lead or Supporting Role - Female" ในเรื่อง อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย : ราชสีห์ แม่มด และตู้พิศวง 6. แอนนาโซเฟีย ร็อบ (Annasophia Robb - 21 ปี) แอนนาโซเฟีย ร็อบ เพื่อนๆจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอดีจากภาพยนตร์เรื่องชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory) หลังจากเข้าร่วมในโฆษณา McDonald ของ Anna เริ่มอาชีพด้วยการแสดงบทบาทเล็ก ๆ ในตอน" Number one fan "ใน TV series ของDrake & Joshบทบาทที่สำคัญเป็นครั้งแรกของเธอใน"Samantha : An American Girl Holiday" แต่ในปี 2005 เธอก้าวเข้าสู่หน้าจอขนาดใหญ่ที่มีสองเรื่องที่ดัดแปลงจากนวนิยายเด็กชื่อดังของ บทบาทของโอปอลในหนัง"Because of Winn-Dixie"ของเธอและยังปรากฏเป็น Violet Beauregarde ในภาพยนตร์เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory สองเรื่องนี้มีความสำเร็จด้วยรายได้สูงจากสำนักงาน Box Office และทั่วโลก ต่อมาในปี 2006 เธอพักการแสดงและได้พากย์เสียงเรื่อง "Phantom Danny" เธอยังร้องเพลงในเรื่องนี้อีกด้วย "Keep Your Mind Wide Open"และวิดีโอเพลงนี้มาออกอากาศซ้ำใน Disney Channel เพลงอันดับที่ 90 ที่จัดขึ้นใน Billboard Hot 100 ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมเป็นครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จเดียว ต่อมา Anna ได้แสดงอีกครั้งเรื่อง"The Reaping" พร้อมกับ "Spy School" และ "Jumper" (เธอเล่นเป็น Millie ตอนเด็ก) และหนังดราม่าเรื่อง "Wild Travel" และ "Have Dreams. ในหนัง"Sleepwalking" เธอได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิตยสาร Time 7. อิซาเบล เฟอร์แมน (Isabelle Fuhrman - 17 ปี ) อิซาเบลล์ เฟอร์แมน เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เธอเป็นเป็นที่รู้จักในบทบาทของเอสเธอร์ จากภาพยนตร์เรื่องออร์แฟน เด็กนรก เรื่องนี้หลานคนคงจะจำเธอในบทโรคจิตไปอีกนาน ซึ่งต่อมาเธอก็ได้รับบทหนึ่งในนักแสดง Hunger Games รับบท Clove อิซาเบลล์เกิดเมื่อวันที่25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 ในกรุง วอชิงตัน ดี.ซี. แต่เติบโตใน แอตแลนตา, ประเทศจอร์เจีย?แม่ของเธอเป็นนักข่าวที่อพยพมาจากสหภาพโซเวียต และได้ทำงานให้กับCNN พ่อของเธอเป็นผู้สมัครทางการเมืองและอดีตที่ปรึกษาทางธุรกิจ เธอมีพี่สาวซึ่งเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง อิซาเบลล์อาศัยอยู่กับครอบครัวที่ลอสแอนเจลิส, รัฐแคลิฟอร์เนีย 8. ดาโกต้า บลู ริชาร์ด ( Dakota blue richards - 20 ปี) ดาโกต้า บลู ริชาร์ด เป็นนักแสดงนำเด็กในเรื่อง อภินิหารเข็มทิศทองคำ (GOLDEN COMPASS) รับบทเป็น ไลล่า เบลลาควา และภาพยนตร์เรื่อง The Secret Of Moonacre อภินิหารมนตรามหัศจรรย์ 9. เดเวห์ เชส (Daveigh Chase) ในปี 2002 เธอได้รับบทพากย์เสียงในการ์ตูนดิสนีย์ เรื่อง ลีโล่ แอนด์ สติชท์ (Lilo & Stitch) โดยเธอพากย์เป็นลีโล่ สาวน้อยที่บังเอิญเจอกับสัตว์ประหลาดอย่างสติทช์แต่แล้วก็ได้กลายเป็นเพื่อนรักกัน ต่อมาได้แสดงในบทบาทของ มาร่า มอร์แกน ในภาพยนตร์เรื่อง The Ring และเรื่องนี้ทำให้หลายๆคนรู้จักเธอมากขึ้น 10.?Kiernan Shipka นักแสดงเด็กอายุเพียง 15 ปี เธอมีชื่อเสียงจากการเล่นซีรีส์ Mad Men เธอยังเป็นซุปเปอร์โมเดลตั้งแต่เล็กๆอีกด้วย 11. เอมิลี่ เจน บราวน์นิ่ง (Emily Jane Browning) ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้คนรู้จักเอมิลี่ คือ ขอให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย หรือThe Lemony Snicket?s A Series of Unfortunate Events (2004) โดยประกบคู่กับนักแสดงชั้นนำอย่าง จิม แครี่ , Ghost Ship เรือผีในปี 2002 และที่โด่งดังที่สุดของเธออีกหนึ่งเรื่อง?Sucker Punch หรือ อีหนูดุ นั่นเอง ^^ เริ่มชีวิตการแสดงของเธอด้วยการรับบทในหนังที่ฉายทางทีวีเรื่อง The Echo of Thunder โดยได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนของพ่อที่มีธุรกิจในแวดวงบันเทิง ซึ่งเขาได้เห็นการแสดงในแบบแปลกๆ ของเธอในโรงเรียน และดึงเธอเข้าสู่เส้นทางการแสดง หลังจากนั้นหลานปีเธอก็มีผลงานมากมาย เช่น High Flyers ,Thunderstone , Something In The Air, Darkness Falls, Ned Kelly , Stranded , The Uninvited 12. โคลอี มอเรตซ์ (Chloe Grace Moretz - 17 ปี) เป็นที่รู้จักจากเรื่อง (500) Days of Summer และในเรื่อง Diary of a Wimpy Kid เธอยังรับบทเป็น ฮิต-เกิร์ล ในหนังแนวซูเปอร์ฮีโรในปี 2010 เรื่อง Kick-Ass ในภาคแรกและภาค 2 และจะรับบทแอบบี้ ใน Let Me In เริ่มงานสายบันเทิงตั้งแต่อายุ 5 ขวบในนิวยอร์กซิตี้ กับงานนางแบบประจำโครงการรณรงค์ระดับชาติต่างๆ ซึ่งพบเห็นได้ตามสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ ต่อมาเล่นดราม่าเรื่อง The Guardian? ทางช่อง CBS ไม่นานนัก บทบาทแรกในจอเงินก็มาถึงมือเธอ ในหนังนอกกระแสเรื่อง The Heart of the Beholder ต่อมาจึงจับจองบทนำใน The Amityville Horror ฉบับรีเมกโดย ไมเคิล เบย์ ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นที่กล่าวขาน 13. แอล แฟนนิง (Elle Fanning - 16 ปี) เธอไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นน้องสาวของ ดาโกตา แฟนนิ่งเองคะ?แอล เริ่มเลิ่นภาพยนตร์เมื่ออายุ 2 ขวบเรื่อง i am sam?แอล รับบทเป็น Lucy เมื่อตอนอายุ 2 ขวบ ส่วดาโกตารับบทเป็น lucy ตอนโตขึ้นมา ต่อมาแสดงภาพยตร์อีกหลายเรื่อง เช่น  Super8, We Bought a Zoo, Ginger & Rosa, Yong ones ล่าสุดในปี 2014 นี้ หลายคนคงตั้งตารอภาพยนตร์เรื่อง Maleficent ที่นางเอกเซ็กซี่ตลอดการอย่าง แองเจลีน่า โจลี ที่ครั้งนี้มารับบทเป็น แม่มดร้าย โดย แอล รับบทเป็นเจ้าหญิงออโรร่า Princess Aurora?ในบทสัมภาษณ์ elle บอกว่า เธอต้องใช้จินตนาการ สูงมากในการแสดงเนื่องจากในห้องถ่ายทำนั้นมีเพียงแค่กระดาษสีเขียวเท่านั้น ที่เธอต้องทำให้ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต 14. เคิร์สเตน ดันสท์  (Kirsten Dunst) ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนางเอกตลอดกาลของฮอลลีวูด เคิร์สเตน เริ่มอาชีพนักแสดงตั้งแต่อายุ 7 ปี ในหนังเรื่องแรก New York Stories ซึ่งเธอก็ได้รับงานต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น โฆษณา, ละคร, โทรทัศน์ และภาพยนตร์ ต่อมาในปี 1994 เธอแสดงใน Little Women ร่วมกับวิโนนา ไรเดอร์และแคลร์ เดนส์ ในปีเดียวกันเธอแสดงใน Interview with the Vampire ของแอน ไรซ์ ร่วมแสดงกับทอม ครูซและแบรด พิตต์ ซึ่งจากเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ เธอยัง ในหนังครอบครัวเรื่อง Jumanji ร่วมกับโรบิน วิลเลียมส์ จากนั้นเธอก็ได้หนังแอนิเมชันเรื่อง Anastasia ของดิสนีย์ และได้แสดงใน เรื่อง Wag The Dog ร่วมกับ ดัสติน ฮอฟแมน และ โรเบิร์ต เดอนิโร, ในปี 1998 ได้แสดงเรื่อง Small Soldiers, ต่อมาแสดงในหนังเบาสมองเรื่อง Dick และ Drop Dead Gorgeous และ The Virgin Suicidesรวมถึงแสดงในหนังเชียร์ลีดเดอร์ใน Bring It On จนได้แสดงในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในภาพยนตร์สไปเดอร์แมน รับบทเป็น แมรี เจน วัตสัน โดยเธอประกบคู่กับ โทบีย์ แม็คไกวร์ ผู้มารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ไอ้แมงมุม 15. คริสตินา ริชชี (Christina Ricci)  มีชื่อเสียงครั้งแรกจากบทเวดส์เดย์ แอดดัมส์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Addams Family (1991) รวมถึงภาคต่อ Addams Family Values (1993) ภาพยนตร์ที่เธอแสดงมีตั้งแต่ภาพยนตร์แนวอาร์ต อย่างเช่น The Ice Storm (1997) หรือหนังดราม่า Monster (2004) หนังตลกนอกกระแสอย่าง The Opposite of Sex (1998) ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และยังมีผลงานภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Sleepy Hollow (1999) ริชชีผันตัวจากนักแสดงเด็กไปเป็นนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น จนถึงนักแสดงผู้ใหญ่ และเธอยังมีบริษัทผลิตงานของตัวเอง ที่ชื่อ Blaspheme Films ที่มีผลงานอย่าง Pumpkin และ?Prozac Nation เธอยังแสดงภาพยนตร์เรื่อง Black Snake Moan (2007) และ Penelope (2008) และยังแสดงภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่อง Speed Racer  ในปี 2008 16. Alexa Vega เธอเป็นทั้งนักแสดงและนักน้อง เธอชื่นชอบการร้องเพลง ภาพยนตร์ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักนั่นก็คือ SPY KIDS รับบทเป็น คาร์เมน คอร์เตซ เด็กผู้หญิงที่มีพ่อ-แม่เป็นสายลับสุดเจ๋ง , From Prada to Nada (2011) รับบทเป็น?แมรี โดมินเกซ 17.ฮิลารี ดัฟ (Hilary Duff) นางเอกขวัญใจวัยรุ่นตลอดกาล ฮิลารี ดัฟ หลายคนจะรู้จักเธอจากภาพยนตร์วันรุ่น กุ๊กกิ๊ก น่ารัก หลายๆเรื่อง อีกทั้งเสียงร้องที่น่าหลงใหล หลังจากที่เริ่มต้นเข้าสู่วงการด้วยการแสดงบทนำในละครทางโทรทัศน์ Lizzie McGuire ทางช่อง Disney เธอก็มาสู่ผลงานอาชีพบนจอเงินอย่าง Cheaper by the Dozen , The Lizzie McGuire Movie และ A Cinderella Story (2004) เธอยังเดินทางบนสายอาชีพนักร้องอีกด้วย โดยสามารถทำยอดขายอัลบั้มของเธอได้กว่า 13 ล้านแผ่นทั่วโลก และมี 4 แผ่นเสียงทองคำขาว (RIAA certified-platinum albums) เป็นเครื่องการันตี อัลบั้มแรกของเธอ Metamorphosis สามารถทำยอดขายอัลบั้มถล่มทลายอีกด้วย ในปี 2012 เธอได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกกับสามี ไมค์ คอมรี ชื่อว่า ลูกา ครูซ คอมรี แต่ต่อมาในปี 2014 เธอได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ชี้แจงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับสามี ไมค์ คอมรี ที่เดินทางมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจและแยกทางกัน 18. ดรูว์ แบร์รีมอร์ (Drew Barrymore) เธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลแบร์รีมอร์ ครอบครัวนักแสดง เริ่มการแสดงตั้งแต่อายุได้ 11 เดือน แบร์รีมอร์มีผลงานภาพยนตร์บนจอใหญ่ครั้งแรกในเรื่อง Altered States ในปี 1980 หลังจากนั้นแสดงในบทแจ้งเกิดใน E.T. the Extra-Terrestrial ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงเด็กที่เป็นที่รู้จักมาที่สุดคนหนึ่ง ในปี 1995 เธอก่อตั้งบริษัทโปรดักชันที่ชื่อ ฟลาวเวอร์ฟิล์มส ที่มีผลงานสร้างเรื่องแรกคือ?Never Been Kissedที่เธอร่วมแสดงด้วยในปี 1999 และมีผลงานการสร้างภายใต้ชื่อเธออย่างเรื่อง?Charlie's Angels, 50 First Dates, และ Music and Lyrics เช่นเดียวกับหนังคัลต์ที่ชื่อ Donnie Darko โครงการล่าสุดของเธอเช่น He's Just Not That into You, Beverly Hills Chihuahua, และ?Everybody's Fineเธอยังมีชื่ออยู่บนฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม และยังได้ขึ้นปากนิตยสารพีเพิลปี 2007 ฉบับ 100 สิ่งสวยงามที่สุด แบร์รีมอร์ เป็นทูตต่อต้านความหิวโหยให้กับ United Nations World Food Programme (WFP) เธอยังได้บริจาคเงินกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับโครงการ ในปี 2007 เธอเป็นนางแบบให้กับ CoverGirl และเป็นโฆษกให้กับเครื่องสำอางให้กับไลน์ใหม่ล่าสุดของอัญมณีกุชชี 19. เอเรียนา ริชาร์ดส (Ariana Richards) โด่งดังจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง  Jurassic Park และยังทำให้เธอได้รับรางวัลอีกมากมาย เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) ข้อมูลโดย wikipedia เพิ่มเติม  ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย 20. ลินด์ซีย์ ดี โลเอิน (Lindsay Dee Lohan) ในวัยเด็กเธอถือว่าเป็นเด็กสาวที่ฮอตที่สุดในฮอลลีวูดอีดหนึ่งคนเลยทีเดียว แต่พอโตขึ้นกลับมาข่าวฉาวไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเรื่องยาเสพติด ผู้ชาย วิ่งเล่นให้ตำรวจจับเป็นว่าเล่น ลินด์ซีย์ ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการ ถ่ายโฆษณารถยนต์ฟอร์ด เมื่ออายุเพียงแค่ 3 ขวบ หลัง จากนั้นก็มีงานถ่ายโฆษณาโทรทัศน์กว่า 60 ชิ้น จนกระทั่งได้แสดงละครโทรทัศน์เรื่องแรกคือ "Another World" (1996) ลินด์ซีย์ มีผลงานการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อ ปี 1998 ในงานเก่าเอามาทำใหม่เรื่อง “The Parent Trap” เธอรับบทเป็นฝาแฝด แสดงกับเดนนิส เควด และนาตาชา ริชาร์ดสัน หลังจากนั้นก็มีผลงานที่สร้างชื่อให้เธอในบทบาทสาววัยรุ่นอีกหลายเรื่อง เป็นขวัญใจของทุกคนในยุคนั้นมากทีเดียว ลินด์ซีย์ มักเป็นขาประจำหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ โดยสื่อมวลชนมักชอบมอบตำแหน่งทีนควีนให้กับเธอ และเสนอภาพลักษณ์สาวปาร์ตี้ของเธอ โดยเธอเคยตอบโต้ให้เลิกเขียนภาพพจน์ของเธอเช่นนี้ โดยนักแสดงสาวได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ฉันรังเกียจจริงๆ เวลาที่คนส่วนใหญ่มาเรียกฉันว่าเป็นราชินีหนังวัยรุ่น” นอกจากนี้ ลินด์ซีย์ มักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ทั้งน้ำหนัก สารเสพติด และ อาการติดแอลกอฮอล์ 21. เอ็มม่า โรส โรเบิร์ตส์ (Emma roberts) นักแสดงวัยรุ่น เล่นหนังแนววัยรุ่นหลายต่อหลายเรื่อง อีกทั้งยังเป็นนักร้อง,  Voice Actor,  Spokesmodel, โฆษก และเป็น Fashion Designer เรียกได้ว่ามากความสามารถจริง และที่สำคัญเป็นหลานสาวของนักแสดงสาวชื่อดัง จูเลีย โรเบิตส์ เจ้าแม่หนังรักอีกด้วย 22. โจแอนนา โนแอล แบลกเดน เลเวสค์ (Joanna Noëlle Blagden Levesque) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โจโจ (JoJo Levesque) เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงป็อป-อาร์แอนด์บีและนักแสดงวัยรุ่น โจโจออกอัลบั้มแรกในชื่อตัวเธอเองเมื่อปี ค.ศ. 2004 ซึ่งในขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 13 ปี  มีเพลงฮิตอย่าง "Leave (Get Out)" ซึ่งขึ้นสูงสุดที่อันดับ 12 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮ็อต 100 นอกจากนี้ โจโจยังมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Aquamarine (เล่นกับเอ็มม่า โรเบิร์ตส์ ด้วย) และ RV ทั้ง 2 เรื่องออกฉายในปี ค.ศ. 2006 และในปี ค.ศ. 2008 เธอยังได้ถ่ายภาพยนตร์เรื่องใหม่ในชื่อ True Confessions of a Hollywood Starlet ด้วย โดยออกฉายเฉพาะทางทีวีสำหรับเรื่องสุดท้าย (ทั้ง 3 เรื่องมีวางขายในเมืองไทย) 23. เซียร์ชา โรนัน (Saoirse Ronan) ถ้าจะให้พูดถึง ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง ที่มีเส่นห์ สวยเว่อร์วัง! เซียร์ชา โรนัน ก็คงจะอยู่ในอันดับนั้นด้วย นอกจากใบหน้าที่สวยของเธอแล้ว เธอมีดวงตาที่สวยมากๆ เลยทีเดียว เซียร์ชา โรนัน เป็นนักแสดงชาวไอริช-อเมริกัน ชื่อเสียงมาจากการเล่นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ระดับเล็ก ๆ ก่อนที่จะมารับบท ไบรโอนี่ ทาลลิส เด็กสาววัย 13 ขวบที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน แต่จินตนาการของเธอทำให้พี่สาวต้องพลัดพรากกับคนรักไปตลอด ในภาพยนตร์เรื่อง Atonement ซึ่งทำให้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบาฟต้าครั้งที่ 61, รางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 65 และรางวัลออสการ์ครั้งที่ 80 ในสาขานักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม หลังจากนั้นเธอก็มีผลงานภาพยนตร์และในวงการอีกมากมาย Lost River (2014), Byzantium(2013), The Host(2013), Hanna(2011), The Lovely Bones(2010), City of Ember(2008), I Could Never Be Your Woman(2008), Atonement(2008) เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ)

จะดีใจดีไหม!หลุยส์ ฟานกัล ย้ำปีหน้าเจอกันอีกแน่นอน
พรีเมียร์ลีก /  หลุยส์ ฟานกัล / 

ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เมื่อ หลุยส์ ฟานกัล กุนซือ แมนเชสเตอร์ นูไนเต็ด ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะยังอยู่คุมทีมต่อไปในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอนหลังจากที่มีกระแสข่าวออกมาอย่างหนักหน่วงว่า กุนซือชาวดัตช์จะโดนบอร์ดบริหารของผีแดงเท ในช่วงซัมเมอร์นี้เพื่อเปิดทางให้ โจเซ่ มูรินโญ่ เข้ามารับหน้าที่แทน แต่ล่าสุด LVG ออกมายืนยันเองเลยว่าจะยังอยู่จนครบสัญญา 3 ปีแน่นอน​ “จริงๆผมอยากได้สัญญา 2 ปีนะ แต่สโมสรอยากให้ผมเซ็น 3 ปี ไม่ใช่ผมซะหน่อย เพราะฉะนั้นปีหน้าคุณจะเจอกับผมอีกแน่นอน" “หกเดือนมานี้ผมมีข่าวจะโดนไล่ออกทุกอาทิตย์ ตอนนี้ผมยังนั่งอยู่ตรงนี้ มันเกิดขึ้นทุกสโมสรที่ผมไปอยู่” ฟานกัลพูดเหมือนชินชาแล้ว

เที่ยวเมืองมะละกาแบบ 1 Day Trip วันเดียวก็เฟี้ยวได้
จัตุรัสแดง /  มะละกา / 

เที่ยวเมืองมะละกาแบบ 1 Day Trip วันเดียวก็เฟี้ยวได้ ไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ไปซิตี้ทัวร์ 1 วัน ที่ เมืองมะละกา (Malacca) ประเทศมาเลเซียมา ก็เลยอยากนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ ที่สนใจจะไปเที่ยวต่างประเทศแบบใกล้ๆ ได้ลองดูกันครับ แล้วจะรู้เลยว่าเมืองยอดฮิตของมาเลเซียไม่ได้มีเพียงแค่ กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง หรือเกาะลังกาวี เท่านั้น แพ็คเกจ 3 วัน 2 คืนของเรือสำราญ SuperStar Gemini ในเครือของ Star Cruises ที่ผมไปมานั้น เค้านำเสนอทริป 1 วันที่เมืองมะละกาเผื่อเป็นทางเลือกให้กับแขกของเรือที่อยากแวะเที่ยวชมเมืองในระหว่างการล่องเรือด้วย ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอยู่ที่คนละ 89 SGD หรือประมาณ 2,300 บาทครับ เราจะไปทัวร์เมืองมะละกาในวันที่ 2 กันครับ หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว เราก็มาทานข้าวเช้าที่ห้องอาหาร Dynasty กัน อาหารเช้ามื้อนี้ เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ทานมื้อเช้าไปพร้อมๆ กับชมวิวทะเลบนเรือสำราญที่กำลังแล่นไปในมหาสมุทร บรรยากาศดีงามพระราม 8 จริงๆ ครับ ทานเสร็จแล้ว ยังพอมีเวลา ขอเก็บบรรยากาศนอกห้องอาหารกันซักหน่อย หลังจากนั้น ก็ได้เวลาเตรียมตัวออกเดินทาง โดยทาง Star Cruises ได้จัดเตรียมเรือเล็กให้เรานั่งจากกลางทะเลไปยังท่าเรือที่มะละกา เมื่อมาถึงท่าเรือ ทีมไกด์ท้องถิ่นก็พร้อมรอเราอยู่แล้ว คุณลุงไกด์ใจดีพร้อมคนขับรถก็พาคณะเรานั่งรถตู้จากท่าเรือมาที่ Malacca Straits Mosque (Masjid Selat Melaka) เป็นที่แรก ได้รับฉายาว่า มัสยิดลอยน้ำ (The Floating Mosque) จุดเด่นของ Malacca Straits Mosque คือ หลังคารูปโดมสีทองที่สวยสดงดงาม ด้านในอาคารมีลักษณะหลังคาสูง ทำให้อากาศถ่ายเท เย็นสบาย นอกจากนี้ มัสยิดแห่งนี้ยังมีระเบียงกว้างขวางที่เพียงแค่เราเปิดประตูออกไป ก็สามารถลงไปยืนชมวิวทะเลที่กว้างไกลสุดสายตาได้อย่างสบายใจ หมายเหตุ : สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย โดยเฉพาะสุภาพสตรี ต้องสวมใส่ชุดที่ปกคลุมมิดชิดก่อนเดินเข้ามัสยิดครับ คุณลุงไกด์อยากให้เราได้รู้จักคนท้องถิ่นมากขึ้น ที่ต่อไปคือ พิพิธภัณฑ์บ้านเก่าสไตล์มาเลย์  (Malacca Traditional Malay House) ซึ่งเป็นบ้านแบบดั้งเดิมของชาวมะละกาสมัยก่อนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ครับ ดูๆ ไปก็คล้ายๆ กับบ้านของคนไทยในสมัยก่อนเลย คงเป็นเพราะมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้นเหมือนกัน จึงสร้างให้มีหน้าต่างเยอะ เพื่อให้อากาศถ่ายเทดี เมื่อเข้าไปภายในบ้าน เราก็จะได้สัมผัสวิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นผ่านการตกแต่งบ้าน งานอดิเรก รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ เครื่องเรือนต่างๆ ที่ยังได้รับการการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี มื้อเที่ยง เราแวะพักทานอาหารนอนย่า อาหารขึ้นชื่อของเมืองมะละกากันที่ ร้าน SeRoNi Nyonya Cuisine Restaurant ร้านอาหารพื้นเมืองที่ดังในเรื่องของอาหารเมนูสไตล์จีนผสมท้องถิ่น จากนั้น ไปต่อกันที่ Melaka’s Historic City Centre จุดไฮไลท์ของเมืองมะละกากันครับ เรียกง่ายๆ ว่า "จัตุรัสแดง" (Red Square) หรือ “จัตุรัสดัตช์” (Dutch Square) ศูนย์กลางชุมชนดัตช์ในอดีต เป็นแหล่งรวมอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์จากทางรัฐบาลมาเลเซีย ทั้งโบสถ์คริสต์ หอนาฬิกา อาคารสตัดธิวท์ และลานน้ำพุ จนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO ในปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา อาคารโดยรอบลานน้ำพุ ล้วนถูกทาด้วยสีแดงเข้ม จนเป็นที่มาของชื่อจัตุรัสแดง เราลองนั่งรถสามล้อถีบ (Trishaw Ride) คล้ายกับบ้านเราอยู่ครับ ต่างกันที่การตกแต่งของสามล้อแต่ละคัน มีทั้งช่อดอกไม้ และตัวการ์ตูนขวัญใจเด็กๆ อย่าง คิตตี้ โดราเอมอน หรือเอลซ่า สีสันสดใสสวยงาม พี่ๆ คนถีบสามล้อพาเราไปส่งที่ โบสถ์เซนต์ปอล (St. Paul’s Church) โบสถ์ที่สร้างขึ้นโดยชาวโปรตุเกสช่วงเวลาใกล้เคียงกับโบสถ์ที่มีชื่อเสียงของมาเก๊า หลังจากนั่งรถสามล้อชมเมืองจนครบรอบแล้ว พี่ๆ คนถีบสามล้อก็พาเรามาส่งที่โบสถ์คริสต์ตามเดิม จากนั้น เราก็ไปเที่ยวกันต่อย่านถนนคนเดิน ที่ พิพิธภัณฑ์ Straits Chinese Jewellery Museum ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมเครื่องประดับและการแต่งกายรวมทั้งจำลองวิถีชีวิตของ Baba และ Nyonya เอาไว้ คำว่า Baba & Nyonya มาจากครอบครัวชาวจีนที่อพยพมาและได้แต่งงานกับชาวท้องถิ่น ลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวจีนและคนท้องถิ่น เรียกว่า "บาบ๋า" หมายถึงผู้ชาย และ “นอนย่า” หมายถึงผู้หญิงนั่นเอง เราได้เข้าชมห้อง Gallery ต่างๆ มีทั้งห้องเก็บสะสมเครื่องประดับสวยงามจำนวนมาก ห้องจำลองการทำเครื่องประดับและทำทองคำ ซึ่งจะมีการแสดงประวัติโดยย่อของชุมชน การจำลองวิถีชีวิตชาวจีนอพยพในมะละกา ภาพถ่ายโบราณ เพื่อให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของคนจีนในช่วงย้ายมาลงหลักปักฐานที่นี่กันให้มากขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่หัดเที่ยวเมืองมะละกา ผมขอแนะนำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เลยครับ แล้วเพื่อนๆ จะเข้าใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนจีนในมะละกามากขึ้น เที่ยวสนุกขึ้นเยอะเลย ต่อด้วยการพาเดินย่าน Jonker Walking Street หรือ ถนนคนเดินยองเกอร์ น่าเสียดายในวันที่เราไปไม่ใช่วันสุดสัปดาห์ที่เค้าจะปิดถนนให้คนเดิน ซึ่งจะมีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านน้ำแข็งใส ร้านนั่งดื่ม ร้านขายของที่ระลึกมากมาย ถ้าใครได้มาเที่ยวเมืองมะละกาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีการปิดถนนต้องไม่พลาดจริงๆ คุณลุงไกด์เห็นเราเริ่มเหนื่อยและร้อนแดด ซึ่งขอบอกเลยว่าแดดเมืองมะละการ้อนไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ ก็เลยพาเราไปพักขาตากแอร์กันที่ร้านขนมหวานท้องถิ่นกันครับ ร้าน San Shu Gong เป็นร้านขายขนมพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในมะละกา ตั้งอยู่บริเวณสี่แยก Jonker Walking Street ด้านล่างมีทั้งโซนจำหน่ายเครื่องดื่มคลายร้อน และขนมมากมายเหมาะที่จะช้อปกลับไปเป็นของฝากครับ ด้านบนเป็นที่นั่งสำหรับสั่งขนมหวานขึ้นมาทานกัน เราลองสั่ง "Cendol" (เซนดอล) หรือ "ลอดช่องน้ำแข็งใสสไตล์มะละกา"  มาเติมความสดชื่นกันก่อนกลับครับ รสชาติหอมหวาน เย็นชื่นใจ อร่อยไม่แพ้ลอดช่องที่บ้านเราเลย หลังจากชาร์จความสดชื่นกันเรียบร้อยแล้ว ลุงไกด์ถามว่ายังอยากขึ้นไปโบสถ์เซนต์ปอลอยู่ไหม มาถึงมะละกาแล้ว มีหรือจะพลาด จัดไปสิครับ แต่งานนี้ลุงไกด์จะพาเราออกสตาร์ทจากอาคาร Stadthuys เดินไต่เนินเขาไปเรื่อยๆ ไม่ไกลครับ พอให้ได้เหงื่อ สุดท้ายคุณลุงไกด์กับคนขับรถก็พาพวกเรากลับมาส่งที่ท่าเรือมะละกา เพื่อกลับขึ้นเรือสำราญ SuperStar Gemini ทันกับภารกิจมื้อเย็นบนเรือที่รอเราอยู่ครับ จบแล้วครับ สำหรับทริป 1 วันแบบซิตี้ทัวร์ที่เมืองมะละกา แม้อากาศจะร้อนกว่าบ้านเรา แต่ด้วยทั้งผังเมือง อาคารบ้านเรือน โดยเฉพาะบ้านทรงอนุรักษ์ทั้งแบบมาเลย์หรือแบบจีน และสามล้อถีบที่น่าจะมีสีสันมากที่สุดในโลก ทำให้ทริปนี้ประทับใจกันทุกคนครับ ชมรีวิว : หนึ่งประสบการณ์ ล่องเรือสำราญ Star Cruises ถ่ายภาพ: <avril1980> เรียบเรียง  :  KittenNat

ยิ้มรับ!กุนซือดอร์ทมุนด์โอเค ฮุมเมลส์ แจงอนาคตอยากซบเสือใต้
ตลาดซื้อขายนักเตะ /  บาเยิร์น มิวนิค / 

โธมัส ทูเคิ่ลกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอมรับการตัดสินใจของ แมตส์ ฮุมเมลส์  ปราการหลังกัปตันทีมที่ต้องการที่จะย้ายไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิคโดย แมตส์ ฮุมเมลส์ ที่เคยเป็นเด็กในอคาเดมี่ของทีมเสือใต้แสดงความชัดเจนออกมาว่าต้องการที่จะย้ายกลับไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค อีกครั้ง ซึ่ง กุนซือของเสือเหลืองยิ้มรับในเรื่องนี้ และยังจะให้ ฮุมเมลส์ รับบทกัปตันทีมต่อไป “ผมยินดีที่ฮุมเมลส์แสดงความตั้งใจออกมาให้ได้รู้กันในเวลานี้” กุนซือเสือเหลืองกล่าว “เราต้องยอมรับว่าบาเยิร์นคือทีมที่ดีกว่าเรา สำหรับพรุ่งนี้และวันต่อๆไปจนจบซีซั่นเขาจะยังเป็นกัปตันของเราต่อไป"

ทริคเด็ด 30 ข้อ ตะลอนใน คิวชู ประเทศญี่ปุ่น เที่ยวยังไงไม่ให้พลาด!
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

เมืองคิวชู ถือเป็นอีกเมืองทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีคนนิยมไปเที่ยวมาก รองจาก ฟุกุโอกะ หลายคนที่ไปที่นี่ก็ได้จะซึมซับธรรมชาติแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ได้เห็นวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ ด้วย และวันนี้ทางเพจ Was there once ก็ได้รวบรวม ทริคเด็ด 30 ข้อ ตะลอนใน คิวชู ประเทศญี่ปุ่น เที่ยวยังไงไม่ให้พลาด! มาฝากกันค่ะ ลองดูโน๊ะ ^^ ทริคเด็ด 30 ข้อ ตะลอนใน คิวชู ประเทศญี่ปุ่น เที่ยวยังไงไม่ให้พลาด! ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ ผมชอบสังเกตและจดข้อมูลไว้เป็นข้อๆ ทริปคิวชูครั้งนี้ของผมเช่นกัน อยากเอาข้อมูลที่มีมาแบ่งปันให้เป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่กำลังสนใจหรือกำลังหาข้อมูลของ คิวชู หลายๆอย่างที่ผมพลาดก็เอามารวบรวมไว้ในนี้ ลองอ่านดูนะครับ 1. คิวชู ( 九州 Kyūshū ) คือ เกาะหนึ่งทางตอนใต้ที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น ภูมิภาคนี้มีทั้งหมด7 จังหวัด ได้แก่ ฟุกุโอกะ(fukuoka) คุมะโมโตะ(Kumamoto) นางาซากิ(Nagasaki) ซากะ(Saga) โออิตะ(Oita) คาโงะชิมะ(Kagoshima) โดยจังหวัดศูนย์กลางในภูมิภาคนี้คือ ฟุกุโอกะ 2.ด้วยความที่คิวชูพึ่งติดท๊อปฮิตหนักๆในหมู่คนไทย (หลังโตเกียว/เกียวโต/โอซาก้า ) ทำให้หนังสือไกด์บุ๊คภาษาไทยมีน้อยมาก เอาจริงๆเห็นแค่เล่มเดียวเองที่มีข้อมูลท่องเที่ยวจริงจัง และที่มีขายอยู่บนแผงช่วงนี้ข้อมูลก็ยังไม่ครบ 3.จึงอยากแนะนำแหล่งหาข้อมูลดีๆ Japan-guide.com เป็นเว็บไซต์ภาษาอังกฤษนะ ถ้าหนังสือคงแนะนำ Lonely planet ทีสำคัญคือคลังกระทู้เก่าของพันทิปแนะนำกระทู้คุณหนุ่มอารมณ์ดี (กระทู้ซี่รีส์ คิวชูอารมณ์ดี) Smart search ดูเลย 4.เพราะคิวชูกำลังบูมหนักใน นทท.ไทย เราจึงพบเจอเจอคนไทยเยอะมาก ทุกๆหัวมุมถนน ในทุกๆที่ (จริงๆนะ) ด้วยเหตุผลหลักๆสามข้อคือ ฟรีวีซ่าท่องเที่ยว 15 วันสำหรับคนไทย ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง โปรโมชั่น Jetstar BKK-Fukuoka, Japan ที่ออกมาถี่ถล่มทลาย ราคาในช่วง 5000-8000 ก็ไปคิวชูได้ (ราคารวมน้ำหนักกระเป๋าไม่เกิน 6000 ก็มีนะ) 5. เดินทางในภูมิภาคนี้ ด้วย JR PASS คิวชู มีสองแบบ คือ Northern Kyushu Area pass ครอบคลุมจังหวัด ฟุกุโอกะ นางาซากิ คุมาโมะโต้  ซากะ และโออิตะ All Kyushu ทุกจังหวัด ทั้งสองแบบมีให้เลือกทั้ง 3 วันและ 5 วัน 6.JR Kyushu pass ทั้งสองแบบหาซื้อได้ที่ Agent ไทย หรือไปซื้อที่สนามบินก่อนเข้าเมืองก็ได้นะ ส่วนตัวไปซื้อตอนที่ถึงสนามบินเลยครับ ราคาเท่ากัน(ขึ้นอยู่กับเรทด้วย) อีกอย่างยังไงทุกคนก็ต้องเดินผ่านจุดที่ขายอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อในไทย ซื้อแล้วเปิดใช้ได้ทันที แต่ถ้าจะซื้อในไทยก็เสิร์ชหา Agent เลยครับ ส่วนตัวแนะนำที่ BTS Siam (ร้านอยู่ในสถานีเลยนะ) ตอนซื้อใช้ Passport ด้วยครับ ภาพข้างบน : คือ บริเวณหลังจากเราออกจาก ตม.มาแล้วนะครับ เราออกมาซ้ายมือจะเป็น Info. center ขวามือจะมีร้าน Reatal รถ /ซื้อซิมมือถือ ถัดขวาไปอีกนิดก็จะเจอร้าน Agent ขาย  JR Kyushu Pass ทุกคนต้องที่มาถึงต้องออกจาก ตม. ทางนี้ทางเดียว เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดินหาให้วุ่น ไปซื้อที่นู้นได้ทีเดียวเลยครับ แต่สำหรับใครที่จะจองขบวนรถไฟท๊อปๆที่นั่งจำกัด  ต้องไปจองที่JR Hakata stationนะ (ที่นี่ขายอย่างเดียวครับ) 7. ถ้าซื้อ JR Kyushu PASS ไม่ว่าจะแบบไหน พวกเราจะมีสิทธ์ Reserved seat โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะฉะนั้นถ้าตารางเที่ยวแน่นอน แนะนำให้ Reserved seat ไว้ล่วงหน้าตลอดทริปเลยครับ จะได้ไม่เสี่ยงที่นั่งเต็ม เดี๋ยวจะต้องยืนแทนนะ (ส่วนตัวคิดว่าโบกี้ Reserved seat ของรถไฟบางขบวนแอบสบายกว่านิดนึง) 8.รถไฟในคิวชู ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่น อย่าเพิ่งเชื่อหล่ะ! ผมแค่อยากชวนให้ลองไปพิสูจน์เอาเอง รถไฟตัวท๊อปๆ เช่น Yufuin no mori และ Aso Boy! ต้องจองก่อนเท่านั้น มีที่นั่งจำกัด เช็คเวลารถไฟได้ที่ https://www.jrkyushu.co.jp/english/pdf/time_tabel.pdf และรูปนี้คือ ชื่อ รถไฟตัวท๊อปสวยๆในเส้นทางต่างๆทั่วเกาะคิวชูครับ 9.แท็กซี่ราคาสูง เริ่มต้นที่ 570 Yen หรือประมาณ 190 บาท (ขึ้นอยู่กับค่าเรทเงิน ขอหาร3แบบคร่าวๆ) บริการดี มีลูกอมให้ฟรี  คนขับอาจพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่คล่อง แต่ถ้าหากมีที่อยู่สถานที่ที่จะไป สามารถยื่นให้เลยแท็กซี่มี GPS ส่องจ้า  *ราคาแท๊กซี่ที่Fukuokaนะ* 10.โปรชัวร์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละที่ จะมีภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษ บางสถานที่ท๊อปฮิตในคิวชูจะมี ข้อมูลภาษาไทยพร้อม เช่น JR เมือง Yufuin ในจังหวัด Oita (เป็นภาษาไทยแนว google translate นิดๆแต่รู้เรื่องแน่นอนครับ) 11.อย่าละเลย Tourist Information สงสัยอะไรเจ้าหน้าที่ตอบได้แทบทุกอย่าง อยากหาเอกิเบนโตะอะไร ของขึ้นชื่อเมืองนี้ต้องซื้อที่ไหน ถามเถอะเชื่อผม ได้คำตอบร้อยละ 95% (อีก 5 %ที่เหลือเผื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง) ผมแวะเข้าทุกที่ที่ไปจริงๆครับ ถึงจะหาข้อมูลมาแล้ว แต่อย่าลืมว่าญี่ปุ่นนี่บ้านเมืองเขาเปลี่ยนแปลงเร็ว เวลาเปิด/ปิด ราคาค่าเข้าชมต่างๆ ถามไว้อีกรอบกันเหนียวเนาะ 12.ที่คิวชูไม่ว่าจะป้ายบอกทาง หรือเสียงประกาศตามรถโดยสารหรือห้างร้าน ล้วนมีภาษาจีน เกาหลี และอังกฤษ เรียกได้ว่าชาวจีนกับเกาหลีเที่ยวง่ายสบายใจเฉิบแน่นอน ส่วนไทยนานๆจะเจอทีเช่น ห้าง Yodobashi ที่ Fukuoka ใกล้สถานี JR Hakata มีเสียงประกาศภาษาไทยจ้า 13.Toyoko Inn ที่พักยอดฮิตของนทท. มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่น ห้องอาจไม่กว้างมากเน้นสะดวกสบายต่อการเดินทาง พนักงานบริการดี ให้จดจำคำว่า Ekimae ไว้ คำนี้แปลว่าอยู่หน้าสถานี เวลาจะจองที่พักก็ลองเลือกจากสาขาที่มี Ekimae ต่อท้ายเนาะ 14. ตู้ซื้อเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญมีเยอะมาก พบเจอได้ทั่วทุกแห่งหนแม้ในซอยเล็กๆก็ตาม ทุกครั้งก่อนกดให้ลองมองรอบๆหาตู้ใกล้ๆเพราะอาจจะได้ราคาที่ถูกกว่าเกือบๆ 40 Yen น้ำดื่มขวดเล็กราคา 110 Yen ชาเขียวราคา ประมาณ 150 Yen 15.ห้องน้ำสาธารณะ นั่งยองๆเหมือนจีนยังสามารถพบเจอได้บ้าง หากไม่สะดวกใจกับส้วมอัจฉริยะกดปุ่มฉีดน้ำเหมือนผม นี่คือทางรอดของพวกเรา (กดปุ่มฉีดน้ำที่ไรสะดุ้งโหยงทู๊กที T_T ) 16.เที่ยวอย่างไร? มี 2 ทางหลักๆ คือ พักที่ย่าน Hakata/Tenjin ใจกลางในจังหวัด Fukuokaทุกวัน แล้วตะลอนเที่ยวไปเมืองต่างๆไปเช้าเย็นกลับ ข้อดีคือ ประหยัดเวลาเก็บของ ไม่ต้องแบกหนัก อาศัยออกเดินทางตั้งแต่เช้ากลับถึงห้องค่ พักตามเมืองที่ไป เลือกเอาตามใจชอบ อยากนอนเมืองไหน ถูกใจเมืองไหนก็อยู่เมืองนั้นเลย ข้อดีคือ ฟินบรรยากาศเช้าและกลางคืนของเมืองนั้นๆ ไม่ต้องรีบตื่นเช้าเพื่อเดินทาง 17.ห้างส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ ประมาณ 90% ปิดเร็วมาก (เวลา 21.00น.) ยิ่งถ้าบางจังหวัดอย่าง Kumamoto Oita  เวลาปิด 20.00 น.ก็มีนะครับ 18.สาวๆขาช๊อปอย่าเพิ่งเสียใจไปเพราะ ร้านดองกิโฮเต้ในคิวชูมีบางสาขาที่เปิด 24 ชม. ขอแนะนำพิกัดร้านที่จังหวัด Fukuoka สาขา Nakasu ออกทางออกที่ 4 เราจะมาโผล่ในห้างแห่งหนึ่ง ร้านจะอยู่ชั้น 2 ที่แนะนำที่นี่เพราะ ร้านเปิด 24ชั่วโมง(ช๊อปโต้รุ่งก่อนขึ้นเครื่องกลับไทยได้) พนักงานคุ้นเคยกับการทำ Tax Free ให้นักท่องเที่ยวมากกว่าสาขา Nishijin 19.ห้างปิดเร็ว แต่ร้านอาหารหลายๆแห่งที่เปิดอยู่ในห้างเดียวกันนั่นแหละ อาจปิดช้ากว่า เวลา 23.00 น. ช๊อปมาหนักๆ ดึกดื่นก็มีร้านอาหารอร่อยไม่ต้องพึ่งร้านสะดวกซื้อตลอดซะทีเดียวครับ 20.Wifi ฟรีบริเวณจุดท่องเที่ยวหลักๆในKyushu มีจริงๆครับ แต่! ส่วนใหญ่ใช้ไม่ค่อยได้หรือไม่ค่อยดี ดังนั้น Pocket wifi หรือ SIM Card ก็นับว่าจำเป็นหากเกิดหลงทาง ผลัดหลงกับเพื่อน หรือตกรถไฟขบวนที่จองไว้ สามารถซื้อและเช่าได้ทั้งที่ไทยและที่สนามบิน Fukuoka ครับ 21.แอพ Hyperdia / Japan Trains สำคัญมากสำหรับดูตารางรถไฟ ควรมีติดเครื่องไว้ หากเกิดกรณีฉุกละหุกจะได้ปรับเปลี่ยนแผนทัน โดนมาแล้วเลยไม่อยากให้พลาดเหมือนผมนะ 22.การเดินทางภายในแต่ละจังหวัดในภูมิภาคคิวชู จะมีรูปแบบรถโดยสารต่างกัน โดยสามารถซื้อแบบแพคเกจในราคาที่ถูกลง รวมถึงการแสดง Passport และ ตั๋ว JR Kyushu Pass (ไม่ว่าชนิดใดก็ตาม) ก็สามารถใช้เป็นส่วนลดค่าเข้าชมได้ นอกจากนี้จำพวก ซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ A แล้วไปใช้เป็นส่วนลดในการเข้าชมสถานที่ B แนวๆนี้ก็มีครับ (แต่ไม่เยอะหรอก) 23. จากสนามบิน Fukuoka เข้าตัวเมืองใช้เวลาเพียงแค่ 15-20 นาที โดยรถไฟฟ้าหรือรถBus ต่อเดียวถึง ราคาเท่ากันทั้งสองแบบ เวลาเดินทางพอๆกัน ต่างกันที่รถ Bus เดินออกมาจากตม.แล้วขึ้นได้เลย ส่วนรถไฟฟ้าต้องนั่งรถบัสภายในสนามบินวนจากตึก International ไปตึก Domestic บินภายในประเทศครับ 24.สนามบิน Fukuoka ไม่ใหญ่มาก ร้านขายของฝากขาขึ้นเครื่องกลับไทยมีไม่เยอะ แต่มีของฮิตหลักๆขายแน่นอน แต่ถ้าจะดี ร้านค้าที่ สถานี JR Hakata เยอะกว่าหลากหลายกว่าครับ 25.ร้านสะดวกซื้อไม่ว่าจะเป็นเซเว่น แฟมิลี่มาร์ท หรือลอว์สัน บางที่จะมีห้องน้ำให้บริการ รวมถึงที่จอดรถด้วยครับ 26. Yatai คือแผงลอยหนึ่งเดียวของญี่ปุ่นที่เหลืออยู่ ทางการอนุญาตให้เปิดแค่ที่ Fukuoka เท่านั้น ราคาอาหารค่อนข้างแพง มีหลากหลาย แนะนำว่าให้ทานแบบชิมๆดีกว่า อยากให้ลองเพราะเป็นบรรยากาศญี่ปุ๊นญี่ปุ่นที่หาไม่ได้จากภูมิภาคอื่นๆ 27.อาหารขึ้นชื่อในแต่ละจังหวัด ที่ไม่อยากให้พลาด ขอหยิบมาเฉพาะตัวดังสุดๆนะ จังหวัดฟุกุโอะกะ     ฮากาตะ ราเมง (Hakata Ramen) จังหวัดคะโงะชิมะ    เนื้อหมูคุโระบุตะ (Kurobuta) จังหวัดคุมะโมะโตะ  กุ้ง คุรุมะเอบิ (Kuruma-ebi) เนื้อม้าดิบ จังหวัดมิยะซะกิ      เนื้อวัวมิยะซะคิ (Miyazaki Beef) จังหวัดนะงะซะกิ     อาหารชุดชิปโปะคุ (Shippoku Ryori) จังหวัดโออิตะ        ซูชิหน้าสัตว์ทะเลทั้งหลาย จังหวัดซะงะ          เต้าหู้แช่น้ำแร่จากน้ำพุร้อนอุเระชิโนะ (Ureshino Onsen no Onsenyudofu) 28.ในคิวชูหาซื้อฟิล์มม้วนได้ง่าย ตามเซเว่นและแฟมิลี่มาโตะ (Family mart) แต่เท่าที่ไปสังเกตมาทุกๆร้านที่ผ่านจะหาได้แค่แบบเดียวคือ Fuji Film Supreme 400 ดูเหมือนจะเป็นรุ่นฮิตของที่นี่ ถ้าอยากได้แบรนด์อื่นรุ่นอื่นต้องไปร้านขายเฉพาะ ส่วนราคาหน่ะหรอ..เผลอๆแพงกว่าไทยก็มี T_T 29. Ekibento ในรถไฟแต่ละขบวน(มีบางขบวนนะ)เป็นอะไรที่อยากให้ลองราคาอาจแรงประมาณ 1000ํ+Yen แต่ถือว่าได้ลองใช้ชีวิตแบบคนญี่ปุ่น ทานเบนโตะบนรถไฟ ชมวิวสวยๆ  ลองดูนะ หรือตามสถานีรถไฟจะมีเบนโตะขายก็จิ้มสักกล่องมาลองชิมได้ บนรถไฟที่นี่ทานอาหารได้ครับ (ไม่รวมsubwayในแต่ละเมืองเนาะ เอาเฉพาะ JR Train) 30.ภาษาไม่เป็นปัญหา ไม่ได้ญี่ปุ่น ไม่คล่องอังกฤษ ไม่มีปัญหาจริงๆ ภูมิภาคคิวชูถึงแม้จะไม่ได้เจริญพรวดพราดแต่ก็ไม่ได้ลำบากในการท่องเที่ยว ดูเขาให้ความสำคัญกับนทท.ในการเดินทางท่องเที่ยวมากๆ สิ่งที่อยากแนะนำคือ อยากให้จำ 3 คำนี้ (คิดว่าคนส่วนใหญ่คงทราบอยู่แล้ว) ขอโทษ (รบกวน) Sumimasen/suimasen ซุมิมะเซง/ซุยมะเซง ขอโทษ Gomennasai. โกเมงนาไซ ขอบคุณมาก  Arigatou gozaimasu อะริกะโตะ โกะไซอิมัส ถ้าจะถามทาง ขอให้เปิดด้วยคำว่า Sumimasen/suimasen ซุมิมะเซง/ซุยมะเซง  แล้วค่อยตามด้วยภาษาอังกฤษในเรื่องที่จะถาม ทุกอย่างจะราบรื่นครับ (ถ้าเปิดด้วย Excuse me เลยอาจมีอาการตกใจได้) ขอบคุณข้อมูล ติดตามรีวิวท่องเที่ยว เพจ Was there once https://www.facebook.com/wasthereonce

'บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์' ที่พักริมน้ำตก อาหารไม่อั้น ในราคาแค่ 800 บาท!
ที่เที่ยวจันทบุรี /  เที่ยวน้ำตก / 

แค่อ่านชื่อก็ตาโตซะแล้ว ที่พักริมน้ำตก บรรยากาศก็ว่าดีแล้ว ยังมีอาหารให้ทานไม่อั้นอีก! แบบนี้ขาเที่ยวอย่างเราๆ พลาดไม่ได้ โดยทางเพจเฟสบุ๊ค เที่ยวสบาย กับนาย Booking จะพาเราไปดูที่พัก "บ้านสวนพฤกษาโฮมสเตย์" แห่งนี้ ตามไปกันเลย .. 'บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์' ที่พักริมน้ำตก อาหารไม่อั้น ในราคาแค่ 800 บาท! คราวนี้เป็นคิวของที่พักริมน้ำตกกันบ้าง ชื่อ " บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์ " ราคาแค่ 800 บาท ส่วนรายละเอียดการจองนั้นคือโทรไปจองโดยตรงกับทางเจ้าของได้เลยที่ 082-202-1094 , 097-041-1709 ( ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียนะครับ ) ส่วนราคาก็อย่างที่ได้บอกไว้ครับ 800 บาท / คืน / คน ราคานี้รวม ที่พักแบบมีแอร์ อาหารเย็นแบบสั่งเติมได้ไม่อั้น มีน้ำแข็งน้ำดื่มบริการฟรี มีผลไม้ตามฤดูกาล บริการฟรีไม่อั้น อาหารเช้าแบบสั่งได้ไม่อั้น Wifi แรงๆ ฟรี มีเตาปิ้งย่างให้ใช้ฟรี (แต่ถ้าคนพักเยอะคงต้องแย่งกันเพราะมีจำนวนจำกัด) เรามาเริ่มจากการเดินทางกันก่อน ที่พักนี้จะเลย จ.จันทบุรี ไปเกือบๆ 50 กิโลได้มั้ง พอไปถึงทางแยกที่ทางขวาไปตราด ทางซ้ายไปสระแก้ว เราเลี้ยวไปทางซ้ายสระแก้วครับ ขับไปอีกหลายสิบโลอยู่ก็จะเจอทางเข้าวัดเขาบรรจบ ให้เลี้ยวเข้าไป พอเข้าไปจะค่อนข้าง งง เล็กน้อย ให้โทรถามที่พักได้เลย หรือไม่ก็ใช้ Google map พิกัด GPS 12.851349, 102.204813 ได้เลย มาถึงแล้วจร้าทางเข้าที่พัก ระหว่างทางจะมีที่พักแบบนี้เยอะมากๆ ซึ่งอยู่ในโครงการกลุ่มวิสาหกิจทุ่งเพลโฮมสเตย์ ใครอยากลองพักที่ไหนลองเช็คราคากันเองนะ แต่ผมมาพักที่นี่แหละ ตอนผมจองผมโอนมัดจำมาก่อน แล้วก็มาจ่ายส่วนต่างที่เหลือที่พนักงานเลย พอจ่ายเสร็จได้กุญแจมาพนักงานพาไปที่ห้อง วันที่ไปมีพักแค่ผมห้องเดียวเพราะผมไปวันอาทิตย์ เช็คเอ้าท์วันจันทร์ ไม่มีคนเลยแฮะ ส่วนตัวสุดๆ แต่ถ้ามาศุกร์ เสาร์ แว่วๆว่ามีเต็มต้องจองเนิ่นๆ เอากระเป๋าเข้าไปเก็บที่ห้องก่อน ที่ห้องค่อนข้างดีเลย มีห้องน้ำ 2 ห้อง อ่างล้างหน้าแยกส่วน มีตู้เย็นเครื่องใหญ่ มีทีวีขนาดเล็กติดผนัง พอเรามาถึง สิ่งแรกที่ได้ยินคือเสียงน้ำตก ซึ่งดังและมีเสน่ห์เย้ายวนมากๆ รู้สึกอยากเล่นน้ำตลอดเวลา แต่ต้องห้ามใจไว้ก่อน เอารูปมาฝากเพื่อนๆ ก่อนนะเดี๋ยวค่อยเล่น พอเรามาถึงปุ๊บ พนักงานจะจัดที่นั่งให้เราริมน้ำตกเลยพร้อมกับผลไม้ประจำฤดูกาลกับน้ำดอกอัญชัญเย็นๆ แอบถามว่าถ้าหมดแล้วขอเพิ่มได้มั้ย ที่พักบอกไม่มีปัญหา วันที่ไปมีลำไยเป็นผลไม้ต้อนรับ เราไปดูโดยรอบกันก่อน ที่พักเป็นโฮมสเตย์ซึ่งแน่นอนว่าขนาดไม่ได้ใหญ่อะไร รับแขกมาพักได้ไม่เยอะมาก แต่ตอนนี้เห็นทำตึกไว้ข้างนอกจะรับแขกได้มากขึ้น แต่แนะนำพักแบบที่ผมพักดีกว่าใกล้น้ำตกด้วย สามารถได้ยินและมองเห็นน้ำตกได้จากห้องพักเลยทีเดียว ถ้าเราเดินบรรไดลงมา สามารถลงเล่นน้ำตกได้เลยจากที่พัก ไม่ลึก แต่น้ำไหลแรงมากชื่นใจจริงๆ ขนาดอากาศไม่เย็นนะ ลงไปนี่หนาวมากพูดเลย ใครลงมาเล่นคนเดียวไม่ต้องกลัวเหงา มีปลามาเล่นน้ำกับเราด้วยแฮะ หลังจากเล่นน้ำตกมาอย่างสนุกสนาน ก็มาทานข้าวกัน ทางที่พักจะจัดไว้ให้เป็นจานๆแบบนี้ ถามว่าสั่งเพิ่มได้แบบไม่อั้นมั้ย ที่พักบอก ไม่มีปัญหา ข้าวสวยร้อนๆ ผัดยอดมะระน้ำมันหอย ไข่เจียว ผัดฉ่าทะเล คือแบบ กุ้งกับปลาหมึกตัวใหญ่มาก ต้มยำกุ้ง กุ้งตัวใหญ่อีกแล้ว ที่เด็ดอีกอย่างคือมาที่นี่พลาดไม่ได้เลย หมูชะมวง กับข้าวสวยร้อนๆ สั่งได้ไม่อั้นอีกแล้ว ส่วนน้ำแข็งนี่ขอบอกถังใหญ่มาก ตักได้ไม่อั้น เพราะทางที่พักจัดไว้ให้ฟรีจร้าสำหรับคนนั่งดื่ม สังสรรค์เฮฮาในหมู่เพื่อนฝูง ตอบโจทย์ขาดื่ม ขาเม้าท์นักหล่ะ อิ่มแล้วๆ เดินย่อยก่อนด้วยสะพานรอบๆสามารถเดินไปได้แทบทุกที่  สามารถเดินไปเที่ยวเดินดูน้ำตกมุมอื่นๆได้ (อันนี้ขอแก้ข้อมูลสำหรับเพื่อนๆที่ทักท้วงมานะครับ) ตรงนี้ไม่กล้าเล่นแฮะ 555 ข้ามมาตอนเช้าอย่างเร่งด่วน เพราะความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ ทางที่พักจะจัดเซ็ตนี้ไว้ให้แต่เช้าตรู่เลย ให้นั่งซึมซับเสียงน้ำตก และเห็นสายน้ำไหล นั่งทานไป ชิวไป เสียงน้ำตกนี่ถ้าฟังเพลินๆนี่หลับได้เลยนะ ผมเคยมาแล้ว 5555 เซตบนคิดว่าจบแล้วใช่มั้ย ยัง !!! ยังไม่จบ ที่พักจัดชุดนี้มาให้อีก ถามว่าขอเพิ่มได้มั้ย ได้สิ แต่ใครจะสั่งหล่ะแค่นี้ก็จุกจะแย่อยู่แล้ว ก่อนจะกลับขอฟินอีกสักทีได้มั้ย ทิ้งทวน สรุป สำหรับผมถือว่าคุ้มมากนะในราคา 800 บาท ที่พักก็โอเค อาหารก็อร่อย แถมยังเติมไม่อั้นด้วย มีผลไม้ให้ทานไม่อั้นอีก บรรยากาศดี เสียงน้ำตกชิวมาก น้ำตกเย็นเจี๊ยบเลย เจ้าของและพนักงานที่พักก็บริการและต้อนรับดีมากๆ ใครที่ชอบที่เที่ยวราคาถูกๆแนวๆธรรมชาติๆแนะนำเลยครับ แต่ตอนที่ผมไปคือพักแค่ห้องเดียวเลยเหมือนส่วนตัวและชิวมากแต่วันที่คนพักเต็มไม่รู้ว่าจะวุ่นวายรึเปล่าเพราะน้ำตกหน้าที่พักไม่ใหญ่มากนี่อาจจะเป็นข้อเสียนิดหน่อย ก่อนจะกลับแวะกินกาแฟซะหน่อยที่ Kays Espresso Bar อยู่ในตัวเมือง จันทบุรี ร้านนี้ไม่แวะไม่ได้ ต้องลองๆ ผมขอปิดท้ายรีวิวด้วยของร้านนี้แล้วกันเนอะ ไว้พบกันใหม่ สวัสดีครับ ขอบคุณข้อมูล-รูปภาพ https://www.facebook.com/ninebooking

ขาจิ้นได้ฟิน! ทรูฯ เสิร์ฟเพลงคู่ ไม่ใช่เพราะใคร จาก มาริว-เบนซ์
Mariew - Benz /  จิรโรจน์ ศรุณานิธิโรจน์ / 

ทรูฯ ส่ง คู่จิ้นน้องใหม่ มาริว-เบนซ์ ดับความร้อนระอุ ด้วยผลงานเพลง ไม่ใช่เพราะใคร เอาใจสาวกสองหนุ่ม มาริว – ภัทรพงศ์ เวศกามี และ เบนซ์ - จิรโรจน์ ศรุณานิธิโรจน์ แห่ง เอเอฟ 12 จากทรู แฟนเทเชีย ให้สาวๆ ขาจิ้นได้ฟินกันเต็มๆ! เมื่อ มาริว และ เบนซ์ เอาใจแฟนเพลงด้วยการทำงานเพลงร่วมกัน ซึ่งทั้งเนื้อหาและสไตล์การร้องจะทำให้แฟน ๆ รู้จักพวกเขามากขึ้นผ่านบทเพลง ไม่ใช่เพราะใคร ที่เพิ่งปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกันไม่นานก็ได้กระแสการตอบรับของแฟน ๆ จนเข้าไปอยู่ในชาร์ตเพลงเป็นที่เรียบร้อย หนุ่ม เบนซ์ เล่าให้ฟังถึงการทำงานครั้งนี้ว่า “จุดเริ่มต้นของการทำเพลงคู่กันก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทางทรูฯ ครับ เขาอาจจะเห็นเราอยู่ด้วยกันในบ้านเอเอฟตอนประกวด แนวเพลงที่ชอบใกล้เคียงและไลฟ์สไตล์ส่วนตัวคล้ายๆ กัน ส่วนตัวผมกับ มาริว ก็ค่อนข้างสนิทกันน่าจะคุยกันง่าย บวกกับแฟนๆ ที่อาจจะเชียร์และชอบเวลาเราทำงานร่วมกันครับ" "สำหรับเพลง ไม่ใช่เพราะใคร เป็นแนวป๊อปฟังง่าย ก็ค่อนข้างตอบโจทย์ในเนื้อหาที่เป็นเรื่องจริงของใครหลายๆ คน บางครั้งคนเราเมื่อหัวใจอ่อนแอ ความรักเริ่มคลุมเครือ เราจะรู้สึกเหมือนตัวเองป่วย แต่อาการป่วยนี้ หมอรักษาไม่หายนะครับ ผมและ มาริว จะเป็นตัวแทนของคนสองคน สองมุมมอง กับเหตุการณ์ความรักที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เมื่อวันหนึ่งความรักเรามาถึงจุดจบ ความชัดเจนการบอกเลิกย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เปิดใจคุย บทสรุปเราอาจจะแยกทางกัน สุดท้ายทั้งคู่พร้อมใจที่จะจากลาและจบกันไป เมื่อใจเราไม่มีแล้ว ไม่ดึงดันหาเหตุผลมาให้สองฝ่ายต้องรู้สึกไม่ดีต่อกัน อะไรที่ดีก็เก็บ อะไรไม่ดีก็โยนทิ้งไป เพราะไม่ใช่เพราะเธอเพราะใครทั้งนั้น สุดท้ายแล้วให้หัวใจเราตัดสินและอยู่กับความเป็นจริงครับ ซึ่งน่าจะถูกใจใครหลายๆ คน ที่อาจจะกำลังต้องการคำตอบหรืออีกฝ่ายที่รอจะบอกความจริงกับความรู้สึกที่มี และเราสองคนก็เป็นกำลังใจให้ทุกคู่รัก ก้าวผ่านไปให้ได้ครับ ที่สำคัญขอบคุณแฟน ๆ ด้วยที่ชื่นชอบให้เพลงนี้เข้าไปอยู่ในชาร์ต ส่วนใครที่ยังไม่ได้ฟังหาฟังกันได้แล้ววันนี้ หรือติดตามข้อมูลของพวกเราได้ที่ www.facebook.com/TrueFantasia หรือดาว์นโหลดได้ที่ *492 244 129 ขอบคุณครับ” Mariew - Benz - ไม่ใช่เพราะใคร [Official Lyric] youtube channel : True Fantasia มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

โอบ-โอบนิธิ ในสไตล์ผู้ชายสายเศรษฐศาสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์ /  ซีรีส์อยู่ที่เรา / 

ผู้ชาย แก๊งค์มอเตอร์ไซค์สายเท่ ประเดิมบทพระเอกเต็มตัวของค่าย GDH559 ในมินิซีรีส์ “อยู่ที่เรา” โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ที่หลังจากที่ออกฉายก็เรียกฐานแฟนคลับสาวๆ ผู้ชื่นชอบการเดินทางได้ไม่น้อย แถมในชีวิตจริงหนุ่มคนนี้ยังมีความสนใจและมุ่งมั่นกับการเรียนในคณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกด้วย ใครกำลังร่ำเรียนในสายนี้ต้องมาฟังเคล็ดลับการเรียนดีๆ จากหนุ่มคนนี้กัน โอบ-โอบนิธิ ในสไตล์ผู้ชายสายเศรษฐศาสตร์ ผู้ชายเข้มๆ กับการเรียนด้านเศรษฐกิจเชิงวิเคราะห์ ผมมีความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจ ตัวเลข คือเป็นคนชอบเรียนวิชาเลขอยู่แล้ว ตอนเอนท์ก็เลือกอันดับหนึ่งเป็นบัญชี ส่วนคณะนี้เลือกเป็นอันดับสาม สุดท้ายก็มาติดที่นี่ เข้ามาเรียนแรกๆ ถือว่าทรมานมากเลย 55 เพราะรู้สึกไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังไว้ ตอนแรกคิดว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มันจะง่ายๆ เรียนสนุก แต่พอเข้ามาเรียนจริงๆ มันเป็นการตอบคำถามเชิงวิเคราะห์มาก ต้องมีโจทย์มาให้แก้ปัญหา ก็เลยค่อนข้างยาก ช่วงนั้นก็ต้องปรับตัวพอสมควร วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เราต้องมาทบทวนเองด้วย ในห้องเรียนก็ต้องตั้งใจฟังอาจารย์สอน ถ้าไม่ได้เข้าเรียนบางทีก็จะฝากเพื่อนช่วยอัดเสียงให้ ซึ่งก็ช่วยได้เยอะ ตอนนี้ก็ปี 3 แล้ว เทอมนี้มีลง 6 วิชา การเรียนก็ค่อนข้างหนักพอสมควรครับ วิชาที่เรียนแล้วมีความสุขที่สุด และวิชาที่ชาตินี้จะไม่มีวันลงเรียน ผมชอบวิชาถ่ายภาพที่สุด ตอนแรกว่าจะเลือกวิชาโทเป็นวารสารด้วย แต่พอดีเมื่อเทอมที่แล้วติดคอนเสิร์ตซะก่อน เพราะมันต้องออกไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ส่งอาจารย์แล้วมันไม่มีเวลา ก็เลยต้องดร็อปวิชานี้ไปก่อน ส่วนวิชาที่ผมจะไม่ลงเด็ดขาดคงเป็นพวกวิชานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ เพราะผมไม่ชอบวิชาที่ต้องท่องจำ เมมในหัวผมมันน้อยครับ 55 การเรียนเศรษฐศาสตร์มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงชีวิตยังไงบ้าง พอผมได้มาเรียนทางด้านนี้ทำให้ผมโตขึ้น จากเมื่อก่อนเป็นเด็กที่จัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเราจะจัดการอนาคตยังไง อย่างเรื่องหุ้นที่เมื่อก่อนมองว่ามันดูปวดหัว แต่ตอนนี้ก็มีเริ่มศึกษา หรือคุยกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง แล้วก็เรื่องเก็บเงิน ที่เมื่อก่อน แม่จะให้เงินผมเป็นรายวัน วันละ 100 ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็วันละ 200 ส่วนที่เหลือถ้าอยากได้อะไรต้องหักจากส่วนนั้นเอา ซึ่งตอนนี้ผมเลยรู้จักการเก็บออม คือถ้าผมมีเงินก้อน จะเก็บไว้ 50% ส่วนอีก 50% จะแบ่งเป็น 30% ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว กับ 20% ไว้ซื้อของที่เราอยากได้จริงๆ ทำให้มีระบบในชีวิตมากขึ้น ตอนนี้ไปเรียนผมก็แทบไม่ค่อยได้ใช้ วันหนึ่ง 120 บาทก็เอาอยู่ ถ้าไม่ได้กินอะไรหนักๆ แต่จะไปหนักเรื่องค่าน้ำมันรถหน่อย เพราะบ้านไกล เลือกเรียนเอกธุรกิจระหว่างประเทศเพราะอะไร ผมอยากทำธุรกิจ ก็เลยเลือกเอกธุรกิจระหว่างประเทศ แต่ตอนนี้มีทำร้านออนไลน์เล็กๆ หุ้นกันสามคน มีผม พี่ ท๊อปแล้วก็แบงค์ ชื่อ IG : offtherecord.store เป็นร้านที่เอาของมือสองที่ไม่ใช้แล้วแต่สภาพยังดีอยู่ของตัวเองมาขาย ก็โอเคนะครับ มีคนเข้ามาซื้อเรื่อยๆ เพราะว่าเราก็ตั้งราคาไม่สูง ส่วนในอนาคตอยากเก็บเงินเปิดร้านไอศกรีม เพราะผมเป็นคนชอบทานไอศกรีมมาก ผมมองว่าการทำธุรกิจก็คือการที่เราได้ประโยชน์จากเงินปันผลที่มาจากการลงทุน ของเราเองนะ คือวงการบันเทิงมันก็ไม่แน่นอน อย่างน้อยเราก็น่าจะมีธุรกิจอะไรสักอย่างที่มั่นคงที่คอยพยุงชีวิตเราไว้ได้ แต่ว่าก็ต้องเก็บเงินให้ได้มากพอก่อน เรื่องเจ๋งๆ ในมหาวิทยาลัยที่อยากทำที่สุด และเรื่องน่าอายสุดๆ สไตล์หนุ่มขี้อาย ที่มหา’ลัยเคยมีสระว่ายน้ำสระหนึ่งที่เอาไว้แข่งตอนซีเกมส์ แล้วมันก็เป็นอะไรที่สูงมาก มีหลายชั้น ซึ่งเขาไม่เคยเปิดให้นักศึกษาคนไหนกระโดดเลย ก็อยากจะลองกระโดดดูนะ เพราะตอนมัธยมที่โรงเรียนก็เคยมี แล้วผมก็รู้สึกว่ามันสนุกดี ส่วนเรื่องน่าอายที่สุดคงเป็นตอนปี 1 มั้งครับ เพราะจริงๆ ผมเป็นคนขี้อาย ตอนนั้นผมเคยลื่นตกบันไดที่ตึกหนึ่ง แล้วคนมองเยอะมาก ตอนนั้นผมก็เริ่มมีผลงานบ้างแล้วด้วย ก็อายมากครับ คำคมข้อคิดการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย อยากฝากถึงน้องๆ ที่เข้ามาเรียนใหม่ ตั้งแต่เริ่มที่เข้ามามันต้องมีการปรับตัวครับ เพราะว่าเราต้องเจอกับคนหลายแบบร้อยพ่อพันแม่ ซึ่งเราก็ควรจะเลือกคบเพื่อนที่จะสามารถพาเราไปในทางที่ดีได้ เพราะว่าผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่ดีมาก แต่พอวันหนึ่งเขาไปคบเพื่อนผิด มันก็เสียไปเลย แล้วช่วงปี 1 ยิ่งเป็นวัยที่กำลังคึกคะนองด้วย ก็เลยอยากจะเตือนเอาไว้ ถึงแม้ผมจะไม่ได้เจอกับตัวเอง แต่ก็มีประสบการณ์จากคนใกล้ตัวมาแล้ว ติดตามคอลัมน์ Campus Impart ในนิตยสาร Campus Star NO.36 www.facebook.com/campusstar

ภาพแรก!! ชิน-บูม-กวิน-ชาโน ตัดผมเกรียน เป็นพลทหารเต็มตัว!!
ชิน ชินวุฒ /  กวิน 321 / 

เดินทางเข้ารายงานตัวประจำการ ณ กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (พัน ร. มทบ.11) กรุงเทพมหานคร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ 3 หนุ่มอย่าง ชิน ชินวุฒ, กวินท์ วง 3.2.1 และ ชาโน แพมเบอร์เกอร์ และอีกหนึ่งหนุ่มสังกัดทหารอากาศผลัดแรกอย่าง บูม กิตตน์ก้อง ที่ล่าสุดมีภาพของ 4 หนุ่มที่สวมชุดลำลองพลทหาร ตัดผมสั้นเกรียนตามกฏระเบียบ ถึงจะยังไม่คุ้นตา แต่บอกเลยว่าทหารใหม่ทั้ง 4 นาย หล่อ เท่ไม่เบาเลยล่ะ... ส่งกำลังใจให้ทหารทุกนายกับการทำหน้าที่รับใช้ชาตินะคะ ขอบคุณภาพจาก IG @boompp_world, kee_icuza, yothin43, bomboboy และ FB :: Wassana Nanuam , Tidarat Veevee Tong ชิน ชินวุฒ ชิน ชินวุฒ กวิน 3.2.1 ชิน-ชาโน-กวิน บูม กิตตน์ก้อง บูม กิตตน์ก้อง บูม กิตตน์ก้อง บูม กิตตน์ก้อง

บ้านอยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วจน มีลักษณะเป็นอย่างไร
บ้านอยู่แล้วไม่รวย /  ปลูกบ้านตามหลังฮวงจุ้ย / 

บ้านแบบไหนอยู่แล้วดี หรือห้ามสร้างหรือมีสิ่งของเหล่านี้อยู่ในบ้าน ถ้ามีจะทำให้ บ้านอยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วไม่รวย เพื่อนๆ ควรนำข้อห้ามเหล่านี้ไปพิจารณา หรือข้อควรระวัง ตามหลักของฮวงจุ้ย มีด้วยกันมากมายหลายประการ ซึ่งเพื่อนๆ เองก็ไม่ควรที่จะมองข้ามนะคะ บ้านอยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วไม่รวย มีลักษณะเป็นอย่างไร รั้วบ้าน : รั้วทำหน้าที่ช่วยกักเก็บพลังมิให้รั่วไหล และยังช่วยคุ้มครองป้องกันภัยมิให้ถูกบุคคลภายนอกรุกล้ำ การไม่มีรั้วบ้าน หรือรั้วบ้านโปร่ง เตี้ย มีความสูงต่ำไม่เท่ากัน หรือสูงมากเกินไป จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีฐานะตกต่ำยากจน ความสูงของประตูรั้ว ประตูรั้วจะต้องมีความสูงเสมอกับขอบกำแพง จะสูงกว่ากำแพงไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีการทำมาหากินที่ฝืดเคือง เงินทองร่อยหรอ รั้วบ้านมีช่องเปิด : ช่องเปิดที่ผนังรั้วจะทำให้พลังในพื้นที่บ้านรั่วไหล มีผลให้ทุกด้านของชีวิตอ่อนแอลงไป และถ้าฮวงจุ้ยอื่นๆ ของบ้านไม่ค่อยจะดีด้วยแล้วก็จะมีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินทำให้จนเร็วขึ้น สีของกำแพงบ้าน : รั้วที่ดีต้องทาสีให้ดูสวยงามจึงจะช่วยเสริมฮวงจุ้ยให้กับผู้อยู่อาศัย การไม่ทาสีให้กำแพงรั้ว หรือปล่อยให้สีที่ทาหลุดร่อน หรือเก่าทรุดโทรม จะทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่มีโชคลาภ และการทำมาหากินตกต่ำเสื่อมถอย สีเข้มโดยเฉพาะสีดำ สีน้ำเงิน หรือสีฟ้า เป็นสีต้องห้ามที่ไม่ให้ใช้เป็นสีกำแพง เพราะเป็นอัปมงคลที่จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความเสียหาย การเงินมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ และเงินทองรั่วไหล กำแพงรั้วมีความขรุขระ มีส่วนแหลมคมเป็นปุ่มปมตะปุ่มตะปั่ม : จะทำลายพลังที่ผ่านเข้าบ้านเกิดความเสียหาย ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคในการทำมาหากิน มีรายได้น้อย มีรายจ่ายมากและยากจน บนกำแพงรั้วมีเหล็กดัดปลายแหลมหันแทงเข้าในบ้าน : จะทำให้ผู้อยู่อาศัยเกิดเรื่องเดือดร้อนและเสียเงินเสียทองอยู่บ่อยๆ หรือรั้วมีลวดลายที่เป็นอัปมงคล เช่น เป็นลวดลายแหลมคมหรือเป็นลายเครื่องหมายคูณ จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีปัญหาทางการเงินและยากจน พื้นที่บ้านมีความสูงกว่าถนนนอกบ้านมากเกินไป : จะทำให้พลังจากถนนนอกบ้านเคลื่อนตัวเข้าสู่ในเขตบ้านได้ลำบาก เป็นเหตุให้บ้านขาดพลัง ผู้อาศัยในบ้านลักษณะเช่นนี้จะพบกับความสำเร็จในชีวิตและการงานได้ยาก และขัดสนเรื่องเงินทอง ถนนในบ้านที่ต่อจากประตูมีความขรุขระตะปุ่มตะปั่มไม่ราบเรียบ หรือมีลวดลาย :  โดยเฉพาะเป็นลายที่มีความแหลมคมหรือเป็นรูปกากบาท จะทำให้พลังเคลื่อนผ่านเข้าบ้านได้ยาก พลังเสียหายและติดขัด ผู้อยู่อาศัยจะพบกับปัญหาและอุปสรรคนานาประการในชีวิต การทำมาหากินฝืดเคือง ธุรกิจการงานตกต่ำเสียหาย และสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ศาลพระภูมิตั้งอยู่ชิดประตูรั้ว : ตามปกติการตั้งศาลพระภูมิที่ถูกต้อง ควรตั้งอยู่ทางด้านฝั่งขวามือของพื้นที่บ้าน (เมื่อยืนหันออกไปหน้าบ้าน) แต่มีข้อห้ามในการตั้งคือ ห้ามตั้งศาลพระภูมิใกล้ชิดติดกับประตูรั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ติดชิดกับขอบถนนที่ต่อจากประตูรั้วเข้าบ้าน เพราะในวิชาฮวงจุ้ยถือว่าศาลพระภูมิเป็นธาตุไฟ ที่จะทำให้พลังที่ผ่านเข้ามา ทางประตูรั้วถูกทำลาย เป็นเหตุให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านขาดพลังทำให้ชีวิตตกต่ำ มีอุปสรรคและปัญหา เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย และการเงินเสียหาย ข้างประตูรั้ว ข้างประตูหน้า หรือริมขอบถนนที่จะเดินเข้าประตูบ้าน :  ไม่ควรปลูกต้นจั๋ง พืชตระกูลปาล์ม ต้นหมาก หรือต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นพิฆาตต่อพลังที่ผ่านเข้ามาในบ้าน ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีฐานะไม่ดี การเงินรั่วไหล ประตูรั้วบ้านตั้งตรงและประจันกับประตูรั้วของเพื่อนบ้าน : จะทำให้การทำมาหากินมีรายได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น และถ้าประตูรั้วของเพื่อนบ้านมีขนาดที่ใหญ่กว่าประตูรั้วของเรา หรือประตูรั้วทั้งสองตั้งตรงกัน แต่ขอบประตูหรือเสาประตูตั้งขบกัน จะยิ่งส่งผลให้เกิดปัญหา มีรายได้น้อยมากยิ่งขึ้น รวมถึงคนในบ้านจะเจ็บป่วย และประสบอุบัติเหตุบ่อย ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : thaihomeonline.com - บ้านอยู่แล้วรวย อยู่แล้วดี มีลักษณะเป็นอย่างไร - ฮวงจุ้ยบ้าน 10 ลักษณะ บ้านแบบไหนอยู่แล้วจน - ฮวงจุ้ย ปรับบ้านให้เฮงกับ อ.คฑา ชินบัญชร

เนื้อเต้น! อบรานเต้ กระสันช่วยกิเลนดวลศึก “เอล กลาซิโก้เมืองไทย
กิเลนผยอง /  ชลบุรี เอฟซี / 

เเนวรับดีกรีเเชมป์ยุโรปกิเลนผยอง เผยรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสเกมที่ยิ่งใหญ่ “เอล กลาซิโก้เมืองไทย” ยันทุ่มสุดตัวเพื่อทีม มาริโอ อบรานเต้ กองหลังดีกรีเเชมป์ยุโรปยู 16 ปีเเละชุดฟุตบอลโลกยู 17 ปีทีมชาติสเปน รับเนื้อเต้นที่เตรียมลงดวลศึก “เอล กลาซิโก้เมืองไทย” ให้กับเอสซีจี เมือทองฯ พบกับ ชลบุรี เอฟซี ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ เวลา 19.00 น. ณ สนามเอสซีจี สเตเดียม โดยอดีตเด็กปั้นแอตเลติโก มาดริด เปิดใจก่อนเกมว่า “เพื่อนร่วมทีมบอกผมว่า เมืองทองฯเจอกับชลบุรีเหมือนดังศึกเอล กลาซิโก้ ระหว่างบาร์ซ่ากับมาดริด ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสเกมที่ยิ่งใหญ่ของเมืองไทยเเละเเน่นอนว่าผมจะทุ่มเทเเบบสุดตัวเพื่อผลงานที่ดีของทีมเรา” สำหรับ มาริโอ อบรานเต้ ปัจจุบันอายุ 34 ปีเคยคว้าเเชมป์ยุโรป ยู 16 ปีในรุ่นเดียวกับโฆเซ่ เรน่า อดีตนายทวารลิเวอร์พูลและ มิเกล อาร์เตต้า กองกลางอาร์เซนอล นอกจากนี้ยังเป็นขุนพลหลักชุดฟุตบอลโลก ยู 17 ปีเมื่อปี 1999 ที่เคยอยู่ร่วมสายบี กับทีมชาติไทยที่มี สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, ณัฐพร พันธ์ฤทธิ์ รวมถึง เเละ ธีรเทพ วิโนทัย ในชุดดังกล่าวด้วย

เอก บอดี้การ์ดหล่อสุดซึ้งใจ แม่โบว์-น้องมะลิ ส่งพวงหรีดอาลัย อาม่า!!
ปอ ทฤษฎี /  โบว์ แวนดา / 

กลายเป็นที่ฮือฮาของสาวๆ ทั้งประเทศกันมาแล้ว สำหรับบอดี้การ์ดหนุ่มสุดหล่อที่คอยตามติดเทคแคร์ดูแลสองแม่-ลูกสุดฮอต น้องมะลิ พาขวัญ กับ แม่โบว์ แวนดา เป็นอย่างดี ซึ่ง โบว์ แวนดา เคยบอกให้สาวๆ ค่อนประเทศรู้แล้วว่าบอดี้การ์ดหนุ่มทั้งสองนาย เบอร์ดี้ และ เอก เป็นเด็กในสังกัดของ อาน้ำอ้อย ที่คอยดูแลสองแม่ลูกเป็นอย่างดี เสมือนกับดูแลพระเอกหนุ่ม ปอ ทฤษฎี ไม่มีผิด ล่าสุด หนุ่มเอก พี่บอดี้การ์ดสุดหล่อของ น้องมะลิ ได้โพสต์ข้อความในอินสตาแกรมส่วนตัวด้วยความซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล หลังจากที่ได้รับเกียรติอย่างสูงในความมีน้ำใจของ แม่โบว์-น้องมะลิ ส่งพวงหรีดร่วมไว้อาลัยในงานศพของอาม่าผู้ที่ หนุ่มเอก รักและเคารพเสมือนพ่อแม่บังเกิดเกล้ากันเลยทีเดียวว่า “ขอขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างสูงขอบคุณแทนอาม่าผมด้วยคับพึ่งเห็นน้ำตาจะไหล ขอบคุณพี่โบว์กะน้องและอาน้ำอ้อย มากเลยคับที่มีน้ำใจกะผมมาก ครอบครัวผมทราบซึ้งมากเลยคับ” ซึ่งศพของอาม่าได้บำเพ็ญกุศล ณ วัดเสมียนารี ตั้งแต่วันที่ 28เม.ย.-1พ.ค. และได้มีการเคลื่อนย้ายศพสู่สุสานที่ จ.กาญจนบุรี จัดทำพิธีจีน เรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันนี้ (2พ.ค.) ซึ่งบรรดาเพื่อนพ้อง และแฟนคลับของ แม่โบว์-น้องมะลิ และ หนุ่มเอก ได้เข้าไปแสดงความเสียใจอย่างล้นหลาม ขอบคุณภาพจาก IG pok8_maieak โบว์ แวนดา-น้องมะลิ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ พี่เอก-พี่เบอร์ดี้ บอร์ดี้การ์ดหล่อ อาน้ำอ้อย-พี่เอก-พี่เบอร์ดี้ บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก-พี่เบอร์ดี้ บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ พี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ-อาม่า พี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ-อาม่า

จะเหนียวไปไหน! ซาบี้บอกดูตราหมีเล่นแล้วไม่สนุก
ซาบี้ เฮอร์นันเดช /  ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ / 

ซาบี้ เฮอร์นันเดซ อดีตจอมทัพ บาร์เซโลน่า ออกมาวิจารณ์ แอตเลติโก้ มาดริด ว่ามีสไตล์การเล่นที่ดูแล้วไม่สนุกแม้ทีมตราหมีจะทำผลงานใน ลาลีก้า และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อย่างยอดเยี่ยมก็ตาม แอตฯ มาดริดภายใต้การคุมทีมของกุนซือชาวอาร์เจนติน่า ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ มีสไตล์การเล่นที่รัดกุมในเกมรับ ขณะที่นักเตะทุกคนในสนามช่วยกันไล่บอลบีบคู่แข่งและยังมีเกมโต้กลับที่ยอดเยี่ยม พวกเขามักเก็บชัยชนะเหนือคู่แข่งด้วยสกอร์ 1-0 อยู่บ่อยๆ โดยทีมตราหมียังมีลุ้นคว้าแชมป์ลาลีก้าในฤดูกาลนี้ ส่วนในแชมเปี้ยนส์ลีกก็มีโอกาสสูงที่จะได้ทะลุเข้าสู่รอบชิงฯ อย่างไรก็ตามซาบี้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสไตล์การเล่นของทีมตราหมีว่า "ผมไม่สนุกกับการดูทีมที่ไล่บี้ประชิดคู่แข่ง ในเกมฟุตบอลโลกทีมชาติสเปนอาจจะชนะ 1-0, 1-0, 1-0 แต่พวกเราเล่นฟุตบอลที่สวยงาม ความเก่งของซิเมโอเน่คือการลดประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งของคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม"

ณัฐ ศักดาทร ลุยญี่ปุ่น สื่อความอ้างว้างผ่านเอ็มวี ความหมายที่หายไป
ความหมายที่หายไป /  ณัฐ ศักดาทร

ณัฐ ศักดาทร ลุยญี่ปุ่น สุดคุ้ม เหนื่อยโหด! หนาวสุดขั้ว!! ถ่ายมิวสิควิดีโอ ความหมายที่หายไป ที่แดนปลาดิบ ศิลปินนักร้องครบเครื่อง ณัฐ ศักดาทร ลุยญี่ปุ่นถ่ายทำเอ็มวีเพลง ความหมายที่หายไป เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง FATHERS ที่ณัฐได้แรงบันดาลใจในการแต่งเนื้อร้องทำนองตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว ณัฐ เล่าว่า "ภาพยนตร์เรื่อง FATHERS เป็นภาพยนตร์ที่ผมร่วมแสดงกับ พี่อั๊ต อัษฏา และพี่นก สินจัย และได้มีโอกาสแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย โจทย์เพลงผมตีความจากตัวละครในหนัง เพลงนี้แทนความรู้สึกของตัวละครแทบทุกตัวในเรื่อง FATHERS ที่เมื่อวันหนึ่งความรักของทุกคนหายไป ชีวิตและโลกของทุกคนก็เปลี่ยนไปด้วย" "เพลง ความหมายที่หายไป เกิดขึ้นตอนที่ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว แล้วมันมีโมเม้นท์นึงที่ครอบครัวผมกลับก่อนผมอยู่เที่ยวต่อ มีวันหนึ่งผมได้อยู่กับตัวเองทั้งวัน เป็นวันที่ผมเดินไปรอบเมืองเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ขึ้นรถ แล้วอยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกเหงา เคว้งคว้าง คิดถึงทุกคนในครอบครัวเรารู้สึกว่าพอคนที่เรารักหายไปหมด ความสุขที่อยู่ตรงหน้าและสิ่งที่มีความหมายมันก็หายไปด้วย" ความหมายที่หายไป (ost. FATHERS) - NAT SAKDATORN【MV single version】 youtube channel : GMM GRAMMY OFFICIAL "ในส่วนของเอ็มวีก็ไปถ่ายทำกันที่ญี่ปุ่นครับ เราอยากได้ภาพที่เล่าถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างใน สะท้อนความอ้างว้างท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน จนไปถึงบรรยากาศของหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่ว สะท้อนความเหงาอ้างว้างให้เห็น ซึ่งก็สมใจครับได้ภาพสวยงาม เหงา อ้างว้างตามที่ต้องการ เป็นการถ่ายทำที่สนุกและท้าทายมาก เจออากาศทุกรูปแบบ เพราะเรานั่งรถไฟไปหลายเมือง ทั้งโตเกียว, ยูซาว่า, นิงาตะ, อุระสะ เจอทั้งแดด ทั้งฝน ทั้งลม และหิมะ แต่ละวันไม่ซ้ำกันเลย บางวันอากาศแค่ 1-3 องศา วันสุดท้ายนี้สนุกมากครับ คือเรานั่งรถไฟกำลังจะกลับไปถ่ายทำต่อที่โตเกียว แต่ระหว่างทางผ่านเมืองอุระสะ ทุกคนมองออกไปเห็นทุ่งนาที่ปกคลุมด้วยหิมะ แล้วรู้สึกเหมือนกันว่ามันคือซีนที่เราอยากได้เลย มันเข้ากับเพลงมาก เลยตัดสินใจนั่งรถไปย้อนกลับไปถ่ายทำที่นั้นแทน แล้วก็ได้ภาพที่สวยมากจริงๆ รอดูกันนะครับ" ดาวน์โหลดเพลง ความหมายที่หายไป (OST. FATHERS) ของ ณัฐ ศักดาทร กันได้ที่ *123 ตามด้วยรหัส 1010 แล้วกดโทรออก และติดตามข่าวสารของณัฐได้ที่ Face book, Instagram, Twitter: MUSICCREAM มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด'
ที่เที่ยวประจวบคิรีขันธ์ /  ท่องเที่ยวประจวบฯ / 

บางครั้งการที่เราออกไปเที่ยวคนเดียวไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม สิ่งนั้นยิ่งทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น แต่ก่อนที่เราจะเก็ยกระเป๋าก้าวออกจากบ้าน สิ่งที่เราต้องมีก็คือ "ความกล้า" เช่นครั้งหนึ่งเพจ LIFE IS A JOURNEY แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' ใครจะไปรู้ว่าที่นี่มีที่เที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามอยู่หลายที่เลย อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นี้เอง ตามไปดูกันเลย ^^ แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ไม่มีอะไรทำ นอนดูทีวีอยู่หอ พอดีเปิดไปเจอรายการท่องเที่ยวของช่อง 5 รายการอะไรจำชื่อไม่ได้ล่ะ จำได้แค่ว่า เค้าพาเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าบนยอดเขา เป็นพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเล!!! เห็นเท่านั้นล่ะ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดขึ้นมาทันใด (รู้สึกเหมือนตอนต้องออกไปยืนพูดหน้าเสาธงเป็นครั้งแรก) ดูจนจบเลยรู้ว่าไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นจุดชมวิวเขาแดง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้นเอง ด้วยความว้าวุ่น ว่าง เปลี่ยว และเหงา!!! ก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มีที่เที่ยวอะไร จะไปยังไงได้บ้าง ส่วนที่พักหน่ะหรอ ไม่ต้องจองล่วงหน้า Agoda ก็ยังไม่รู้จัก เพราะมีเต้นท์และถุงนอนส่วนตัวจะไปกลัวอะไร ไปตายเอาดาบหน้าละกัน จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าในคืนนั้น แล้วออกเดินทางทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยเอาของไปเท่าที่จำเป็น และของสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางเพียงลำพัง นั่นก็คือ "ความกล้า" "สูดหายใจเข้าให้ลึกสุดปอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน" แผนการผจญภัยคร่าวๆ ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ดังนี เดินทางด้วยรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปหัวหิน ต่อรถไฟฟรีไปลงสถานีสามร้อยยอด นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปเดินเล่นทุ่งสามร้อยยอด กางเต็นท์นอนค้างคืนริมชายหาดสามพระยา เดินขึ้นเขาตอนตีห้า พระอาทิตย์มาตอนหกโมง เดินข้ามเขา มุดเข้าถ้ำพระยานคร ยืนดูดาวตอนกลางวันในถ้ำแก้ว เพื่อนร่วมเดินทาง กระเป๋า 1 ใบ ข้างในมีเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์อาบน้ำ ฯลฯ กระเป๋าคาดหน้าอก 1 ใบ เอาไว้ใส่เงิน โทรศัพท์ กล้อง ฯลฯ ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน ขวดน้ำดื่ม เต้นท์ ขนาด 2 คนนอน 1 หลัง และถุงนอน 1 ใบ กล้องคอมแพค 1 ตัว 07.00 AM : ออกจากหอไปขึ้นรถตู้ กรุงเทพ-หัวหิน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินทางถึงหัวหินประมาณ 10 โมง แวะกินข้าวฟรีที่บ้านลุง กินอิ่มก็ไปรับตั๋วรถไฟฟรีที่สถานีหัวหิน ขบวนที่ 255 หรือใครอยากนั่งรถไฟฟรีมาจากกรุงเทพก็ได้นะ สถานีต้นทาง ธนบุรี ออกเวลา 07.30 สิ้นสุดที่สถานีหลังสวน 01.30 PM : รถไฟ รถไฟมา มาช้าหน่อยแต่ก็มา ตามประสารถไฟไทย รถไฟมาก็รีบกระโดดขึ้นไปหาที่นั่ง ขบวนนี้เบาะนุ่มสบายก้นมาก แนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่เดินทางคนเดียว ควรมีกระเป๋าคาดหน้าอกแบบในรูปไว้สักใบ เอาไว้ใส่เงิน ใส่โทรศัพท์ ใส่กล้อง ฯลฯ หยิบใช้ง่าย สะดวกมากๆ นั่งมาสักพักก็ได้พบกับนวัตกรรมที่น่าทึงของแม่ค้าไทย นั่นคืออุปกรณ์สำหรับแขวนของมาขายบนรถไฟ มีทั้งอาหารสด อาหารแห่ง และเครื่องดื่ม เวลาจะขายก็แค่เอาตะขอไปแขวนไว้กับชั้นวางของด้านบน 02.00 PM : รถไฟมาถึงสถานีสามร้อยยอด  ที่นี่สถานีสามร้อยยอด แดดร้อนมาก แผนที่จุดหมายของการเดินทางทั้งหมดในครั้งนี้ 1) สถานีรถไฟสามร้อยยอด 2) ทุ่งสามร้อยยอด (ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ บึงบัว) 3) ที่ทำการ อช.เขาสามร้อยยอด (Khao Sam Roi Yot National park) 4) หาดสามพระยา (Sam Phraya Beach) 5) จุดชมวิวเขาแดง (Khao Daeng View Point 6) ถ้ำพระยานคร (Phraya Nakhon Cave) 7) ถ้ำแก้ว (Kaeo Cave) หลังจากลงจากรถไฟ ก็เดินหาของกินรองท้อง และเตรียมเผื่อสำหรับมือเย็นที่ตลาดใกล้ๆสถานีรถไฟ เดินเลือกหาของกินอยู่สักพัก ก็มีเสียงทักเบาๆมาจากข้างหลังว่า "ไอ้หนู สะพายกระเป๋าพะรุงพะรังจะไปไหนเนี่ย" หันไปดูก็เห็นเป็นคุณป้าร้านขายลูกชิ้นกับข้าวเหนียวมะม่วง ดูท่าทางใจดี ก็เลยบอกป้าว่าจะไปทุ่งสามร้อยยอด ป้าก็ถามว่าแล้วจะไปยังไงล่ะ ไม่มีรถเข้าไปมันไกลนะ จึงบอกป้าไปว่าจะเดินเข้าไป หรือไม่ก็หาโบกรถเข้าไป ป้าก็อมยิ้ม แล้วบอกว่าจะไปส่ง แต่เราก็เกรงใจเพราะเห็นป้ากำลังตั้งร้านยังไม่เสร็จ ก็เลยปฏิเสธป้าไป แล้วก็ได้ยืนคุยกันอยู่สักพักก่อนจะออกเดินทางต่อ ป้าใจดีให้ลูกชิ้นมา 4 ไม้ ข้าวเหนียวมะม่วงมา 1 ถุง 03.00 PM : ออกเดินทางไปยังทุ่งสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดอยู่ห่างจากตลาดที่เราอยู่ประมาณ 8 กิโลเมตร ไม่มีรถประจำทาง ดังนั้น วิธีการที่เราเลือกใช้คือ "โบกรถ" ก็เลยเดินไปที่ปากทางเข้าเพื่อรอโบกรถ เดินไปสักระยะก็เจอกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 4-5 คน พร้อมมอเตอร์ไซด์กำลังจับกลุ่มคุยกัน กลุ่มวัยรุ่นเห็นเราเดินผ่านมาก็เลยตะโกนถามว่า "พี่จะไปไหนครับ" ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีหรือโดนปล้น ก็เลยบอกไปว่า "จะไปบ้านญาติที่อยู่ข้างใน" กลุ่มวัยรุ่นก็เลยบอกว่า "ให้ผมไปส่งไหมพี่" เราก็รีบปฏิเสธทันใดว่า "อยู่ใกล้ๆ เดินไปเดี๋ยวก็ถึง" จากนั้นก็รีบเดินห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เดินมาได้สักพัก ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์และเสียงพูดตามหลังว่า "มาๆ เดี๋ยวผมไปส่ง" เป็นเสียงของเด็กวัยรุ่นที่ขับมอเตอร์ไซด์มาคนเดียว ไอ้เราก็กลัวๆกล้าๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการขัดศรัทธา ก็เลยยอมนั่งไปด้วย และบอกว่าจะแวะไปที่ทุ่งสามร้อยยอดก่อน น้องเค้าก็มาส่งให้อย่างปลอดภัย แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่มองน้องเขาในทางไม่ดีในตอนแรก แต่การเดินทางเพียงลำพัง บางครั้งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็ควรคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อที่เราจะได้คิดหาวิธีการป้องกัน แต่ก็อย่าแสดงออกให้เค้ารู้ถึงความคิดนั้น เพราะผลลัพท์สุดท้ายที่ออกมาอาจจะเป็นเรื่องดี 03.15 PM : ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์มาลงที่หน้าทางเข้าทุ่งสามร้อยยอด บรรยากาศตรงหน้าคือทุ่งน้ำอันกว้างใหญ่ กลางแดดที่ไม่ร้อน เพราะมีสายลมแรงพัดมากระทบใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะเข้าไปเดินเล่น ได้แวะเข้าไปที่สำนักงาน เพื่อดูว่ามีใครอยู่รึเปล่า ขากลับจะได้ขอเค้าติดรถออกมาข้างนอกด้วย เพราะตั้งใจว่าจะไปพักค้างคืนที่ที่ทำการอุทยาน ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกประมาณ 34 กิโลเมตร และต้องอ้อมเขาที่เห็นในภาพไปอีกด้านหนึ่ง ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 2 คน แล้วจะออกมาข้างนอกตอน 4 โมงครึ่งหลังเลิกงาน ทุกอย่างเลยเป็นไปตามแผน ไม่งั้นต้องได้นอนอยู่ที่นี่แน่ๆ 04.30 PM : เดินสำรวจทุ่งกว้างบนเส้นทางที่ทอดยาว หลังจากสบายใจเรื่องการเดินทางกลับออกไปด้านนอก ก็ถึงเวลาเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวสุดสายตา ผ่านทุ่งดอกบัวที่กำลังเก็บตัว เพื่อรอวันอวดโฉมความสวยงามในปีหน้า ผ่านทุ่งหญ้า(กก) ที่พลิ้วไหวเอนไปตามสายลมครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความรู้สึกเหมือนทุ่งหญ้ากำลังเต้นระบำ โดยมีสายลมเป็นเพลงบรรเลงอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางจะมีศาลาให้หลบแดดอยู่เป็นระยะ ให้เราได้นั่งพักชมบรรยากาศแบบพาโรนามา มีพื้นหลังของทุ่งหญ้าเป็นท้องฟ้าและภูเขาที่สูงตระหง่าน ท่ามกลางสายแดดอ่อนๆ มีเวิ้งน้ำน้อยใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด เหมาะแก่การมาศึกษาเรื่องนกเป็นอย่างมาก มุมที่เราถ่ายออกมาอาจจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ถ่ายยังไง ถ่ายเท่าไหร่ ก็ถ่ายไม่เบื่อ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสที่นี่ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความสงบท่ามกลางธรรมชาติเป็นเช่นไร 05.30 PM : ที่พักสุดหรูริมชายหาดสามพระยา ลาจากทุ่งสามร้อยยอดที่แสนสงบ แล้วออกเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของพี่เจ้าหน้าที่มาลงที่ปากทางริมถนนเพชรเกษม จากนั้นต่อรถทัวร์ขาลองใต้มาลงที่ปากทางเข้าที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโล ดักรอโบกรถเข้าไปข้างในอีกประมาณ 14 กิโล โบกไปโบกมา ผ่านหน้าไปประมาณ 5 คัน ก็มีรถกระบะสีแดงจอดรับ เลยรีบวิ่งไปสวัสดี แล้วขอติดรถไปด้วยหนึ่งคน ซึ่งด้านหลังรถมีถังใส่กุ้งพร้อมออกซิเจน เราก็เลยได้นั่งหน้าข้างรถขับ แต่ก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะบ้านพี่เค้าถึงก่อนจุดหมายของเราประมาณครึ่งทางเห็นจะได้ เลยมายืนโบกต่อหน้าบ้านพี่เค้า ไม่ทันไรก็มีรถมอเตอร์ไซด์จอดรับ จึงรีบกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายยังไงยังงั้น นั่งมาใกล้จะถึงที่ทำการอุทยานเจอลิงเยอะมาก พี่คนขับเลยบอกว่าอย่านอนที่นี่เลย ลิงเยอะ เดี๋ยวลิงจะมารื้อของซะก่อน ก็เลยแนะนำให้เราไปนอนที่หาดสามพระยา ซึ่งอยู่เลยจากที่ทำการอุทยานไปอีกประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะลิงเยอะมากจริงๆ แล้วพี่เค้าก็ไปส่งเราจนถึงจุดหมาย หลังจากมาถึงก็รีบเข้าไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บริเวณป้อมด้านหน้าหาด เพื่อเข้าไปสอบถามว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเขาแดงตอนตีห้า จะไปยังไงได้บ้าง เพราะไม่มีรถประจำทาง พี่เค้าก็เลยอาสาจะช่วยไปส่งให้ตรงทางขึ้นเขา เจอกันตีห้าที่หน้าป้อม จากนั้นก็รีบไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งตอนนั้นมีฝรั่งมาพักอยู่แถวนั้น 1 คน แต่สุดท้ายฝรั่งก็ออกไป หาดเลยตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว จนได้จุดยุทธศาสตร์ในการกางเต้นท์เป็นศาลาริมชายหาด เดินลงจากศาลาเท้าก็เหยียบหาดทรายพอดี หรูยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวริมทะเลอีกนะ หลังจากเตรียมที่หลับที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปเดินเล่นริมชายหาดก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า แสงยามเย็นตกมากระทบกับผืนโคลนปนทรายเป็นสีส้มอมทอง สำหรับเราแสงยามเย็นก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เป็นแสงที่มีเสน่ห์ที่สุด เดินเล่นจนแสงใกล้จะหมด จึงรีบกลับมาอาบน้ำ ห้องอาบน้ำที่นี่สะอาดมากๆ อาบน้ำเสร็จก็กลับมาที่เต้นท์ เต้นท์ปลิวครับท่านผู้ชม ปลิวไปติดอยู่มุมเสาของศาลา เพราะเวลาฟ้ามืดลมทะเลจะแรงมากๆ เราจึงไปหาก้อนหินมาทับมุมเต้นท์ไว้ทั้งสี่ด้านถึงเอาอยู่ 05.00 AM : ออกไปแตะขอบ(ทะเล)ฟ้า เสียงปุกของนาฬิกาบ่งบอกว่าได้เวลาออกไปตามหาพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้า ไม่ใช่สิ!!! ต้องบอกว่าขอบทะเลถึงจะถูก จึงไม่รอช้ารีบเก็บของ เก็บเต้นท์ น้ำไม่อาบ หน้าไม่ล้าง ฟันไม่แปลง แล้วรีบวิ่งไปหาพี่เจ้าหน้าที่ที่ป้อมตามที่นัดหมาย เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ผ่านความมืด โดยมีเพียงแสงไฟจากรถเป็นเครื่องนำทางมาลงที่ปากทางขึ้นจุดชมวิวเขาแดง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 300 เมตร หลังจากแสงไฟจากรถค่อยๆหายลับไป แสงของไฟฉายดวงน้อยๆก็สว่างขึ้นมาแทน ทำให้เส้นทางข้างหน้าที่จะต้องก้าวต่อไป มีขนาดเพียงแค่ลำแสงของไฟฉายที่สามารถฉายไปถึงเท่านั้น จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วออกเดินไปตามเส้นทางลูกรัง ฉายไฟไปเจอศาลหลังเล็กๆ บริเวณใกล้ๆตีนเขา ขนทุกเส้นที่มีบนร่างกาย ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใจหวิวๆยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ความกล้าที่มีในตอนแรกหายไปจนหมด เรายืนหยุดนิ่งพร้อมกับในใจก็ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีจะหันหลังกลับดีไหม แต่พอเริ่มมีสติก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วความกลัวนั้นเกิดมาจากภายในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น สิ่งที่เราเห็นภายนอก ไม่ได้มาทำอะไรเราเลย มีแค่เราเท่านั้นที่คิดไปเอง ดังนั้นเราก็ควรที่จะหยุดความกลัวนั้นจากข้างใน ไม่ใช่ให้ความกลัวมาหยุดสิ่งที่เราตั้งใจ จึงเริ่มเดินต่อไปจนถึงบริเวณตีนเขา พร้อมกับมองหาเส้นทางเดินขึ้นไป แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะเป็นภูเขาหินปูนที่ไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น หาอยู่สักพักก็ยังหาไม่เจอ เลยตัดสินใจเดินกลับไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อสอบถามเส้นทาง พอมาถึงก็พยายามมองหาเจ้าหน้าที่จนไปเจออยู่คนหนึ่งกำลังนอนอยู่ในเปล " พี่ครับๆ พี่ครับๆ" พี่เค้าตกใจตื่นเพราะเสียงและแสงไฟของเรา จึงรบกวนให้พี่เค้าช่วยแนะนำและชี้เส้นทางการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาแดง พี่เค้าก็พาเราเดินกลับไปชี้จุดเริ่มต้นของทางเดินขึ้นเขา โดยตามเส้นทางจะมีป้ายไม้บอกทางเป็นลูกศรสีเหลืองพื้นหลังสีน้ำตาล ซึ่งเล็กมากๆ ฝังติดอยู่ตามก้อนหิน ซึ่งตอนแรกเราหาไม่เจอ หลังจากนั้นพี่เค้าก็กลับไปนอนต่อ และก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปต่อด้วยตัวเอง โดยระหว่างทางต้องพยายามคอยมองหาป้าย และหลบคมหนามของต้นกระบอกเพชรที่มีอยู่มากมายรายทาง สุดท้ายอุปสรรคก็ช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราไปจนถึงจุดหมายได้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น รางวัลที่ได้รับคือวิวแบบพาโรนามา พร้อมกับสายลมเย็นๆที่สูดเข้าไปแล้วทำให้หายเหนื่อยได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้านหลังเป็นแนวภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของคำว่า "สามร้อยยอด" ก็เป็นได้ ด้านซ้ายและขวาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนด้านหน้าเป็นพระอาทิตย์และท้องทะเล และในที่สุดพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเลให้เราได้พิชิตด้วยสายตาของตนเองจนสำเร็จ ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ 08.00 AM : การขึ้นภูเขาไม่เหนื่อยเท่าลงจากภูเขา หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศบนจุดชมวิวจนแสงแดดอุ่นๆเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อน ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป นั้นก็คือ "ถ้ำพระยานคร" และ "ถ้ำแก้ว" โดยปกติการเดินขึ้นภูเขามักจะเหนื่อยมากกว่าการลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก แต่สำหรับเราการเดินขึ้นภูเขาเหนื่อยน้อยกว่าการเดินลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกถูกกำจัดหมดไปด้วยความตั้งใจที่แนวแน่และมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมาย ระหว่างทางที่กลับลงมาจากภูเขา ได้เจอกับค่างแว่นถิ่นใต้ที่ออกมาหากินในตอนเช้า ห้อยโหนอยู่ตามยอดไม้อยู่เป็นระยะ บ้างก็อยู่โดดเดียว บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หน้าตาน่ารักและช่างสงสัย ลักษณะของป้ายบอกทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งหากเป็นตอนกลางคืนจะยากต่อการมองเห็นสักหน่อย ระยะทางอาจจะดูไม่ไกล ถ้าหากไม่มั่นใจโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่จะดีกว่านะ ภูเขาหินปูนจะไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น และเป็นหินที่มีความแหลมคม จึงควรใส่รองเท้าผ้าใบเดินขึ้นไปจะดีที่สุด จุดชมวิวเขาแดงอยู่บนยอดของภูเขา ซึ่งอยู่ด้านหลังของภูเขาลูกที่เห็นอยู่นี้ หลังจากลงมาถึงพื้นราบแล้ว ได้แวะเข้าไปหาข้าวเช้ากินเพื่อเติมพลัง ภายในที่ทำการอุทยานซึ่งอยู่ไม่ไกล 09.00 AM : มุ่งหน้าไปยังถ้ำพระยานคร นั่งกินข้าวเช้าในที่ทำการอุทยาน พร้อมชมโชว์กายกรรมห้อยโหนไปมาของลิงแสมอย่างเพลิดเพลิน ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ห่างจากออกไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร วิธีการเดินทางที่เราเลือกใช้ก็ยังคงเป็นวิธีการเดิม นั่นก็คือ "การโบกรถ" โดยไปยืนดักรอโบกรถอยู่ข้างหน้าที่ทำการอุทยาน ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีรถผ่านไปมาซักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปกับรถของการไฟฟ้า ไม่รอช้ากระโดดขึ้นข้างหลังไปนั่งรวมอยู่กับเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ นั่งมาลงบริเวณสามแยกทางไปถ้ำพระยานคร เพราะพี่เค้าต้องตรงไป ส่วนเราต้องเลี้ยวไปทางขวา จากจุดที่ลงรถต้องเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโล จึงจะถึงจุดเริ่มต้นของทางเดินไปยังถ้ำพระยานคร เราเดินเข้าไปได้สักระยะ ผ่านรถสิบล้อที่อยู่ไกลๆในรูป เจอชาวบ้านกำลังนั่งคัดแยกกุ้งกันอยู่ เห็นเราเดินตากแดดมาคนเดียว ก็เลยแซวและถามว่าจะไปไหน พร้อมกับชวนให้ไปกินน้ำเย็นๆในกระติก เดินต่อไปกลางแดดจ้า บนถนนราดยางที่เริ่มจะร้อนระอุ ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับมาจอดอยู่ข้างๆ แล้วเปิดกระจกออกมาถามว่าจะเดินไปไหน พอดีไปทางเดียวกันก็เลยชวนเราติดรถไปด้วย พี่ๆ บอกว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ มากันสามคน เห็นเราแบกกระเป๋าเดินตากแดดคนเดียวแล้วรู้สึกสงสารเลยตัดสินใจแวะรับมาด้วย หลังจากมาถึงจุดเริ่มต้นทางเดินไปถ้ำพระยานคร ก็ได้แยกกับพี่ๆทั้งสามคน เพราะการเดินทางไปยังถ้ำนั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ นั่งเรืออ้อมภูเขาไปลงหน้าชายหาดทางเข้าถ้ำ กับเดินข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลไปยังปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งวิธีนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้แค่แรงกายและใจเท่านั้น เราเลือกที่จะเดินข้ามภูเขาไปตามทางเดินที่เป็นบันไดหินซึ่งไม่ราบเรียบเพียงลำพัง ส่วนพี่ๆ นั่งเรืออ้อมเขาไปลงที่หน้าหาดซึ่งเร็วกว่ามาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย  ระหว่างทางสามารถแวะชมวิวภูเขาและทะเลสีฟ้าใสได้ตลอดทาง ช่วยทำให้ความเหนื่อยลดลงไปได้เยอะ เดินขึ้นเขามาได้ประมาณครึ่งทางกว่าๆก็จะสามารถมองเห็นชายหาดขาวสะอาดที่เรือมาจอดส่งนักท่องเที่ยว ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการเดินทางข้ามภูเขา มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น 11.00 AM : สำรวจถ้ำพระยานคร ลงจากเขามาล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่ และฝากกระเป๋าไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าไปข้างในถ้ำอีกประมาณ 500 เมตร ผ่านบ่อพระยานคร ซึ่งตามประวัติเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด และเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดพักเรือหลบพายุที่ชายหาดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวัน และได้สร้างบ่อน้ำเพื่อใช้ดื่ม เรียกว่า "บ่อพระยานคร" เส้นทางเดินเป็นบันไดโขดหินตะปุ่มตะป่ำค่อนข้างเดินลำบากสักเล็กน้อย หลังจากเดินขึ้นมาได้สักพักก็ถึงปากทางเข้าถ้ำ และจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ภายในถ้ำจะมีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่ มีปล่องอากาศขนาดเล็ก และใหญ่ที่มีแสงแดดส่องลงมาถึงด้านล่างอยู่หลายจุด " พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" เป็นพลับพลา แบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง   หลังจากเดินสำรวจภายในถ้ำจนครบถ้วนและหายเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้าย นั้นก็คือ "ถ้ำแก้ว" 01.00 PM : จุดหมายสุดท้าย เมื่อออกมาจากถ้ำพระยานครก็กลับไปเอาของที่ฝากไว้แล้วเดินกลับด้วยวิธีการเดิม และแวะกินข้าวเที่ยงบริเวณตีนเขา ล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่แล้วเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านมาลงที่ปากทางไปถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงถ้ำพระยานครในตอนแรก เดินต่อไปตามทางลูกรังสีแดงอีกประมาณ 1 กิโล ก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งจะมีชาวบ้านมาคอยให้บริการเช่าไฟฉาย เพราะข้างในไม่มีแสงสว่าง ต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปด้วยทุกครั้ง แต่เราเตรียมไฟฉายมาเอง เลยไม่ต้องเสียตังค์เช่า ข้างในมีระยะทางประมาณ 128 เมตร ซึ่งตอนที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยสักคน เหงาเลยเรา ข้างในถ้ำมืดมากๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กใหญ่สลับกันไปตลอดทาง บางจุดต้องก้ม ต้องมุดผ่านหินงอกขนาดใหญ่ บางจุดต้องเดินผ่านช่องหินเล็กๆ บางจุดต้องเดินขึ้นสะพาน ลงสะพาน ซึ่งด้านล่างเป็นเหวลึกๆมึดๆ ที่ส่องไฟไปได้ไม่สุด ดินสำรวจไปได้ครึ่งทาง ไฟฉายคู่ใจที่พกมาด้วยแสงเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ฉายไปแทบจะไม่เห็นทางข้างหน้า เราพยายามเคาะขั้วถ่าน หมุนให้เน้นอยู่สักพักก็ไม่สำเร็จ ติดๆดับๆ สุดท้ายก็ดับสนิทนิ่งไปในทันใด เรายืนซ่อมไฟฉายท่ามกลางความมืดมิด ที่ไม่สามารถเดินขยับไปไหนได้เลย เพราะรอบตัวมีแต่หินงอกหินย้อย ยืนอยู่ที่เดิมประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็น 15 นาทีที่รู้สึกนานมากๆ กลัวว่าจะต้องติดอยู่ในถ้ำ เพราะไม่ค่อยมีคนเข้ามาเที่ยว แต่สุดท้ายก็มีแสงสว่างแห่งความหวังส่องเข้ามา ตอนนั้นรู้สึกโล่งใจมากๆ อย่างบอกไม่ถูก เป็นแสงไฟฉายของนักท่องเที่ยวสองคนสามีภรรยา ที่ฉายมาเจอเรายืนอยู่ท่ามกลางความมืดคนเดียว เค้าก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ เราก็เลยเล่าให้เค้าฟังแล้วขอเดินตามเค้าออกไปด้วย เดินตามพี่เค้ามาเรื่อยๆก็มาเจอกับจุดที่ได้นำไปตั้งเป็นชื่อของถ้ำนี้ ซึ่งเมื่อเราฉายไฟไปที่ผนังถ้ำ ก็จะมีแสงระยิบระยับสะท้อนกลับมาเป็นเหมือนเศษแก้วเล็กๆประดับอยู่อย่างสวยงาม ความรู้สึกเหมือนได้ยืนดูดาวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำยังไงยังงั้น สุดท้ายเราก็ออกมาจากถ้ำจนได้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทั้งสองเป็นอย่างมาก ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้ได้มาเจอกัน เกือบปิดท้ายทริปนี้ด้วยการนอนในถ้ำแก้วซะแล้วเชียว จริงๆมีอีกที่ที่อยากไปคือ "ถ้ำไทร" ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ตอนนั้นใกล้จะเย็นแล้วน่าจะไปไม่ทัน จึงตัดออกไปแล้วเดินทางกลับ เดินออกจากถ้ำไปสามแยกที่มาลงในตอนแรกอีกประมาณกิโลกว่าๆ เพื่อมายืนรอโบกรถกลับออกไปที่ถนนเพชรเกษม และได้ไปกับรถกระบะขนโต๊ะจีนเพื่อไปจัดงานแต่ง โดยยืนเกาะหลังคารถเอาหน้าโต้ลมสนุกมากๆ แต่ก็ไปไม่ถึงที่หมาย เพราะบ้านงานอยู่ถึงก่อน เลยโบกรถต่ออีกรอบ และไปได้กับรถกระบะของตายายใจดีไปลงถึงปากทางเข้าอุทยานริมถนนเพชรเกษม แล้วต่อรถทัวร์ไปยังอ.เมืองประจวบฯ ก็เป็นอันจบทริปอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเพียงเท่านี้ การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกเดินทางเพียงลำพัง ซึ่งความจริงแล้วการตัดสินใจออกเดินทางคนเดียวครั้งแรกนั้นมันยากมาก เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร จึงคิดและจินตนาการไปก่อนว่ามันน่าจะเหงา ลำบาก และอันตราย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเสมือนกำแพงที่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเราให้ยังคงอยู่ในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ทำให้เราไม่ได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างนอกกำแพงนั้นเสียที แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถทลายกำแพงนั้นก็ได้คือ "ความกล้า" กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะออกไปเรียนรู้ กล้าที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำและยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้มันจะคุ้มค่ามากๆ เพราะสิ่งรอเราอยู่หลังกำแพงนั้นคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน ได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัว ได้รู้จักและเข้าใจตัวเราเองเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถก้าวผ่านครั้งแรกไปได้แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีครั้งต่อๆไปอย่างแน่นอน " A journey of a thousand miles must begin with a single step." – Lao Tzu " การเดินทางนับพันไมล์ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ" ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook LIFE IS A JOURNEY ติดตามเพิ่มเติมได้ที่  https://th.readme.me/id/lifeisajourney, https://www.facebook.com/LifeIsAJourneyThailand, https://www.instagram.com/lifeisajourneythailand/

เมื่อฉันอยากหยุดเวลาไว้ที่ เดอะ วิจิตร รีสอร์ท จ.ภูเก็ต สวรรค์แห่งการพักผ่อน
จองโรงแรมภูเก็ต /  พลูวิลล่า ภูเก็ต / 

ฟังไม่ผิดแน่ๆ เมื่อเราไปเจอกับที่พักดีๆ วิวสวยๆ อาหารอร่อย ความประทับใจจึงเกิดขึ้น และที่นี่ก็คือ โรงแรม เดอะวิจิตร รีสอร์ท จ.ภูเก็ต นั่นเอง วันนี้เราเลยอยากจะมาบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจ ระหว่างที่ได้ไปพักผ่อน ณ โรงแรมแห่งนี้ ไปกันเลยดีกว่า! ที่พักพลูวิลล่า ติดชายทะเล ณ เดอะ วิจิตร รีสอร์ท จ.ภูเก็ต โรงแรม เดอะ วิจิตร รีสอร์ท เป็นที่พักหรูระดับ 5 ดาว มีวิลล่าทั้งหมด 92 หลังซึ่งถือว่าเยอะมากๆ รองรับนักท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว ตั้งอยู่ที่อําเภอราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งติดกับบริเวณหาดมิตรภาพ ชายหาดที่ทอดยาวกว่า 250 เมตร และทิวทัศน์อันสวยงามของอ่าวฉลอง เมื่อก้าวแรกลงจากรถ เราพบกับพนักงานมาคอยต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ้มแย้ม มีพวงมาลัยต้อนรับ พร้อมเสิร์ฟ Welcome Drink น้ำตะไคร้ หวานเย็น หอมชื่นใจ และผ้าเย็นเช็ดความเหนื่อยล้าจากแสงแดด บริเวณ Lobby ต้อนรับเป็นแบบเปิดโล่ง อากาศถ่ายเทได้ดี หลังคาสูง ตกแต่งด้วยไม้ คล้ายๆ สไตส์บาหลี หลังจากเช็คอินรับกุญแจห้องพักเรียบร้อย การเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของที่รีสอร์ท ท่ามกลางพื้นที่ร่มรื่นกว่า 44 ไร่นี้ กว้างมากจริงๆ ดังนั้นเราสามารถเรียกใช้บริการรถกอล์ฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกเดินชมบรรยากาศร่มรื่นจากต้นไม้ใหญ่มากมายในรีสอร์ทก็ยังได้ ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวเนอะ ที่พักของ เดอะ วิจิตร รีสอร์ท มีให้บริการถึง 5 แบบด้วยกัน เป็นสไตล์สถาปัตยกรรมร่วมสมัย กลิ่นอายวัฒนธรรมทางภาคใต้ เน้นไม้ และวัสดุจากธรรมชาติ ผู้พักสามารถเลือกพักแบบส่วนตัว หรือแบบครอบครัวก็ได้ บางวิลล่ามีสระว่ายน้ำในตัวให้บริการ นอกจากนี้แต่ละหลังจะมีความห่างกันของเนินเขาท่ามกลางทิวทัศน์ ทำให้รู้สึกสงบไม่ถูกรบกวน ใครที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ แนะนำที่นี่เลย เหมาะมากๆ มาดูในส่วนของห้องพักก่อนเลย เป็นห้องแบบพลูวิลล่า มี 2 ชั้น ค่อนข้างกว้างมากๆ ไม่อึดอัด วิวโปร่ง โล่ง สบายตามากๆ ได้สูดอากาศภูเก็ตแบบเต็มปอดซักที  เหมาะมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการชมวิวทะเล ท่ามกลางธรรมชาติมุมสูงละก็ ลองเลือกแบบไพร์มพลูวิลล่า ที่แบ่งสัดส่วนออกเป็น 2 ชั้น โดยชั้นล่างจะเป็นห้องนอน และชั้นบนเป็นห้องนั่งเล่น บริเวณชั้นบนของห้องพัก พลูวิลล่า ด้านบนห้องนั่งเล่น ตกแต่งด้วยโซฟาขนาดใหญ่ และมีผลไม้สดไว้ต้อนรับ สามารถนั่งหรือเดินออกไปชมบรรยากาศนอกระเบียงที่กว้างขวาง มองเห็นวิวทะเลจากมุมสูงที่สวยงาม ด้านข้างเป็นสระว่ายน้ำที่สามารถลงไปว่ายชิลๆ เวลาไหนก็ได้แบบส่วนตั๊วส่วนตัว สระไม่ลึกมากคะ ประมาณ 150-160 เมตร เด็กๆก็เล่นได้ ผู้ใหญ่ก็เล่นดี บริเวณชั้นล่าง เป็นห้องนอน ในส่วนของชั้นล่าง เปิดประตูเข้าไปพบกับเตียงนอนขนาดใหญ่ อีกส่วนเป็นส่วนของพื้นที่ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า ของใช้ครบครัน เสื้อคลุม รองเท้า ตู้เซฟ ร่ม ไดร์ฟเป่าผมที่สาวๆ ไม่ต้องพกติดตัวไปให้หนัก แวะไปดูไลน์อาหารเที่ยงกันบ้าง ที่ห้องอาหาร The Savoury Restaurant ตั้งอยู่ริมสระน้ำ เป็นห้องอาหารหลักของทางรีสอร์ท พร้อมเสิร์ฟอาหารหลากหลายประเภททั้งวัน เริ่มจากเมนูซีฟู๊ด มีเยอะมาก กุ้งตัวโตๆ หอยหลากชนิด หอยแมลงภู่ หอยนางรมตัวใหญ่มากๆ เติมกันแบบไม่อั้นจ้า ซุ้มของทอด ซุ้มซูชิ อาหารไทย มาครบและอาหารอีกมากมาย ทั้งไทย และเทศ และยังมีผลไม้ ขนมหวาน เบเกอร์รี่ เครื่องดื่มอีกหลากหลายชนิดให้เลือกทาน รวมทั้งพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ตที่มาถึงที่แล้วต้องทานให้ได้ อย่าง ขนมจีนน้ำยาปู หรือหมี่ผัดฮกเกี้ยน เป็นต้น บริเวณข้างๆห้องอาหารเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่มากๆ อยู่ริมทะเลเลย  ใครที่ชอบอาบแดดหรือต้องการเล่นน้ำแล้วหล่ะก็ ถือว่าเป็นมุมโปรดของใครหลายๆคนแน่ๆ ในส่วนของมื้อเย็น หากอยากทานอาหารไทยๆ หรืออาหารใต้โดยเฉพาะ สามารถลิ้มลองได้ที่ห้องอาหารบ้านวิจิตร บ้านโบราณสุดคลาสสิค ในสไตล์ชิโนโปรตุกีส ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 50 ปี นำมาดัดแปลงเป็นห้องอาหารริมทะเล บรรยากาศโรแมนติก ไม่เพียงเท่านั้น หากต้องการได้บรรยากาศอาหารค่ำแบบจัดเป็น Private Dinner ทางโรงแรมก็สามารถจัดให้ได้ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดค่าใช้จ่ายกับทาง เจ้าหน้าที่โรงแรมโดยตรง แต่ครั้งนี้เราขอเก็บตกภาพบรรยากาศการจัด Private Dinner มาให้ชมคะ เป็นสไตล์ Polynesian Beach หรือ แนวๆฮาวายนั่นเอง ซึ่งเราได้จัดอยู่ที่บริเวณสนามหญ้า ริมทะเลเลย มีลมพัดเย็นๆ ทานอาหาร เคล้าเสียงเพลงเบาๆ สุดยอดเลย แถมทางโรงแรมมีเซอร์ไพรส์การแสดงโชว์ไฟให้ดูด้วย ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล สะดวกสบายสุดๆ นอกจากนี้ เดอะ วิจิตร รีสอร์ท ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย อาทิ คิตส์คลับ ร้านขายของที่ระลึก ฟิตเนต ห้องอินเตอร์เนต มุมอ่านหนังสือ V SPA และกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ ที่น่าสนใจมากมายไว้คอยให้บริการ ในทุกๆวัน ให้ฟรี ไม่ว่าจะเป็น Aqua Aerobic (แอโรบิกในน้ำ) ,โยคะแบบไทย, ตักบาตร, เดินเล่นริมหาด, มวยไทย, วอลเลย์บอลชายหาด เป็นกิจกรรมที่ถูกอกถูกใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย หากใครมาพักผ่อนที่ภูเก็ต อยากได้บรรยากาศและความเป็นส่วนตัวแบบนี้ อย่าลืมมาพักที่ โรงแรม เดอะ วิจิตร รีสอร์ท กันนะคะ รับรองไม่ผิดหวังจ้า ขอขอบคุณทีมงานจาก ทรูยู และ โรงแรม เดอะ วิจิตร รีสอร์ท ที่เอื้อเฟื้อสถานที่เข้าพัก อาหาร และให้การต้อนรับเราอย่างดี

เผยเหตุผลสุดฮา ทำ 'พรินซ์' โบกมือลา The Fifth Element
Fifth Element /  gallery หนัง รูปภาพหนังใหม่ Movie / 

ฌ็อง ปอล โกติเยร์ ดีไซเนอร์สุดดังยอมรับความเด๋อ ปากเป็นเหตุทำนักร้องดังหลุดมือ โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ (BIOSCOPE) ก่อนที่หนังไซ-ไฟสุดคัลต์อย่าง  The Fifth Element (1997) จะออกมาเป็นเวทีฟื้นชีพของบรูซ วิลลิส และเวทีแจ้งเกิดของมิลลา โจโววิช กับคริส ทัคเกอร์ อย่างที่เราเคยเห็น เชื่อหรือไม่ว่า จุดกำเนิดของมันคัลต์ซะยิ่งกว่านี้อีก เพราะเดิมทีผู้กำกับลุค แบซง วางตัวเมล กิบสัน กับจูเลีย โรเบิร์ตส์ ไว้ในบทคู่พระนาง และบรรจงแคสติ้งนักร้องคนดังอย่าง พรินซ์ ให้มารับบท รูบี้ ร็อด อีกหนึ่งตัวเอกของหนัง ซึ่งต้องถือเป็นการคัดเลือกที่แจ่มมากๆ เพราะหากได้พรินซ์มาแสดงจริงๆ เขาจะต้องเป็นสีสันที่เพิ่มระดับความจัดจ้านและความคัลต์ขลังแก่หนังยิ่งกว่าที่คริส ทัคเกอร์แสดงไว้อีกหลายขุม แล้วเพราะอะไรพรินซ์ถึงไม่ได้มาเล่นหนังเรื่องนี้ในที่สุด ทั้งๆ ที่เขาสนใจถึงขั้นยอมเดินทางไปพบปะกับแบซงและฌ็อง ปอล โกลติเยร์ แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังผู้มาออกแบบเสื้อผ้าให้ตัวละครในเรื่องนี้แล้ว? โกลติเยร์เปิดเผยเหตุผลไว้เมื่อ 3 ปีก่อนตอนที่งานออกแบบของเขาได้ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บรูคลินว่า "ผมเอาสเก็ตช์ภาพชุดที่เรากะจะให้เขาใส่ในหนังให้เขาดู พรินซ์ดูแล้วไม่พูดอะไรสักคำ แล้วผมก็พยายามอธิบายด้วยสำเนียงฝรั่งเศสจ๋า-ภาษาอังกฤษห่วยแตกของผมว่า ผมคิดขำๆ ให้ชุดนี้เป็นตาข่ายที่มีขนของคนใส่โผล่หรอมแหรมออกมาทั่วตัว แถมผมยังสเก็ตช์ทั้งด้านหน้าทั้งหลังแล้วด้วยนะ ผมเลยลุกขึ้น เอามือตบตูดตัวเองและพยายามจะบอกเขาว่า ‘ตรงนี้เป็น faux cul อันใหญ่ๆ นะ’ พรินซ์มองผมแล้วทำหน้าแปลกๆ จากนั้นก็บอกบอดี้การ์ดว่าเขาจะกลับ ผมล่ะงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พรินซ์ออกไปเจอลุค แล้วลุคถึงค่อยมาเล่าให้ผมฟังทีหลังว่า พรินซ์ขำกับความพยายามพรีเซนต์แบบของผมมาก แต่เขาไม่ชอบชุดบ้านี้ มันดู ‘หญิง’ เกินไป "แต่ที่หนักที่สุด เขาบอกว่าผมหยาบคายมาก อยู่ดีๆ ก็ลุกมาเอามือตบก้นแล้วพูด ‘F-ck you, f-ck you!’ ใส่เขาซะงั้น ...ทั้งที่จริงๆ แล้วผมพูดว่า faux cul, faux cul (แปลว่า fake ass - ก้นปลอม) ต่างหาก!” ...โธ่วววว

รีวิว บุฟเฟ่ต์ทุเรียน  และผลไม้หลากชนิดที่ สวนละไม จ.ระยอง
ทุเรียน /  บุฟเฟ่ต์ทุเรียน / 

ช่วงนี้เป็นหน้าผลไม้ ที่ใครๆ ก็ต้องนึกถึง เงาะ ทุเรียน และจังหวัดที่คิดถึงแรกๆ คงไม่พ้นจังหวัด ระยองและจันทบุรี เมื่อปีก่อน เห็นมีในกรุงเทพฯ ที่เปิดบริการ บุฟเฟ่ต์ทุเรียน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมากๆ มีคนแชร์ และพูดถึงกันเยอะมากๆ แต่วันนี้ ผมมีโอกาสไป รีวิวบุพเฟ่ต์ผลไม้ ถึงสวนกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพอเฟ็คมากๆ เพราะเขาบริหารจัดการดี และเข้าใจถึงลูกค้าทุกขั้นตอนเลย นับว่าเป็นสวนผลไม้ที่น่าจับตามองเลยทีเดียว ซึ่งสวนที่ผมเพิ่งไปรีวิวมาก็คือ สวนละไม สวนผลไม้บนเขา พร้อมกับฟาร์มแกะ ที่มีไว้ต้อนรับลูกค้าที่ชอบแกะด้วยอีกทางหนึ่ง ป้ายหน้าทางเข้าสวนละไม บุฟเฟ่ต์ผลไม้ ที่สวนละไม มีบริการทั้งผลไม้ นานาชนิด เช่น เงาะ, ทุเรียน, ลองกอง, มังคุด, แก้วมังกร, มะม่วง, ขนุน, แตงโม  และส้มตำรสเด็ด โดยเฉพาะทุเรียนนั้น สามารถทานได้ไม่อั้น ถ้าไม่กลัวร้อนในซะก่อน ก็ทานได้เต็มที่เลย บางคนไม่ชอบทุเรียน ก็มีอย่างอื่นให้เลือก และส้มตำก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายๆ คนชอบ วันที่ผมไปนั้นส้มตำ ตำแทบไม่ทันเลย เพราะอร่อยจริงๆ ทุกอย่างนี้คือฟรี ในราคา 300 บาทครับ สำหรับเด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. คิดครึ่งราคา คุ้มจริงๆ เพราะเด็กๆ ชอบไปดูแกะด้วย โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย เสียแค่ค่าหญ้า กำละ 10 บาทเท่านั้นเอง เริ่มต้นจากการเดินทาง เราไปแต่เช้าหน่อย คนจะไม่เยอะ ทางสวนบอกว่า ราวๆ 8-9 โมงเช้ากำลังดี ถ้าสายๆ คนจะเยอะมาก ทำให้ต้องรอคิวเยอะ และบางครั้งผลไม้อาจจะเติมไม่ทันบ้าง โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์ จะยิ่งเยอะมากๆ บางวันลูกค้ามากกว่า 1.5 พันคนเลยทีเดียว ซึ่งถึอว่าเยอะจริงๆ ครับ มาจากกรุงเทพฯ วิ่งราวๆ 2 ชั่วโมง จากมอเตอร์เวย์ วิ่งเส้น บ้านบึง-ระยอง แล้วไปกลับรถที่ กม.67 และเลี้ยวซ้ายก่อนถึงปั้ม ปตท. สังเกตป้ายบอกทาง ไปสวนละไม เป็นระยะๆ ไม่น่าหลง หลังจากจอดรถแล้ว ก็เดินไปที่เคาท์เตอร์ ซื้อตั๋วซะก่อน และก็ดูราคาต่างๆ ตามป้ายนี้เลยครับ หลังจากซื้อตั๋วแล้วก็รอให้เจ้าหน้าที่เรียกขึ้นรถครับ โดยจะนั่งแถวละ 4 คน/คันๆ หนึ่งก็ได้ราวๆ 10 - 20 คนนะ บัตรเข้าสวนละไม เพื่อชิมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ เจ้าหน้าที่จะฉีกเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เราเก็บไว้ด้วยเพื่อเอามาเข้าชมฟาร์มแกะอีกครั้ง อย่าเพิ่งทิ้งบัตรนะครับ เสร็จแล้วก็ขึั้นรถวิ่งขึ้นเขา เพื่อไปชิมผลไม้สดๆ จากต้นกันเลย ถึงแล้วจุดแรก จะจอดให้เรากินเงาะ ที่ทางสวนเก็บไว้ให้ครับ ซึ่งตอนที่เราไป เงาะยังไม่สุกเลย ทางสวนก็เลยไปเก็บจากต้นที่สุกแล้วมาไว้ให้เรา พร้อมมีเงาะลอยแก้ว และน้ำดื่มต่างๆ บริการฟรีจุดนี้ เงาะยังไม่สุกมันก็เขียวๆ แบบนี้ล่ะครับ ใจจริงอยากเก็บเงาะจากต้นเลยนะ ไปเร็วเกินยังไม่สุกก็ได้แต่ถ่ายรูปมาฝากนี่แหละ ไว้ราวๆ ปลายเดือนพฤษภาคม ถึงต้นๆ เดือนมิถุนายน น่าจะสุกแดงเต็มที่แล้วครับ จากนั้น นั่งรถต่อไปบนเขาอีกนิดหน่อย ก็จะเจอจุดทานทุเรียนและผลไม้อื่นๆ เป็นซุ้มใหญ่เลยนะครับ ราวๆ 3 ซุ้ม และมีเป็นโต๊ะๆ บริเวณที่โล่งๆ อีกหลายจุดไว้บริการ เลือกได้เลยว่าจะนั่งตรงไหน ขนาดผมไปถึงราวๆ 9 โมงกว่าๆ คนก็เยอะแล้วนะครับเนี่ย ไว้คราวหน้าไปวันธรรมดาดีกว่า คนน่าจะน้อยกว่านี้ จุดนี้จะมีต้นทุเรียนเยอะแยะ ซึ่งที่นี่จะมีเฉพาะ ทุเรียนหมอนทองนะ มีก้านยาวต้นเดียว ส่วนชะนีไม่มีเลย ส่วนใหญ่ไปถ่ายรูปนะครับ ส่วนทุเรียนที่เราไปกินเขาจะมีแกะไว้ให้อยู่แล้ว บุฟเฟ่ต์ทุเรียน ที่ จ.ระยอง จุดที่เราไปยืนต่อแถวรับทุเรียนไปทานครับ มีทั้งหมอนทอง และ ชะนี แต่ที่รอๆ กันนี่คือรอหมอนทองทั้งนั้นเลย ส่วนชะนี ก็ที่เห็นๆ นี่แหละครับ คนกินน้อยกว่าหมอนทอง ผลไม้อย่างอื่นก็มีนะครับ ที่ทางสวนเตรียมไว้ให้กลัวลูกค้าไม่อิ่ม นอกจากผลไม้ ก็มีส้มตำไว้บริการด้วย ส้มตำขายดีจริงๆ รอคิวกันยาวเหยียด ตำแทบไม่ทันเลย จุดบริการทุเรียนอีกจุดหนึ่ง แกะแล้วกินเลย สดๆ อร่อยมากๆ ใครอยากกินข้าวเหนียวทุเรียนก็มีบริการนะครับ ทุกอย่างฟรีหมด มีแรงกินกินเลยทั้งวัน ไหนก็มาแล้ว ทำตามกติกากันหน่อยครับ ป้ายชี้แจงเรื่อง รับทุเรียนครั้งละ 1 จาน เพราะบางคนหยิบไปเยอะแล้วกินไม่หมด จะเสียของนะครับ หลังกินเสร็จก็มีจุดให้ล้างมือ ดับกลิ่นทุเรียนด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นบนรถไม่มีแน่นอน สุดท้าย หลังจากกินทุเรียน ผลไม้อื่นๆ และส้มตำอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็นั่งรถลงมา เพื่อชมฟาร์มแกะที่ด้านล่างกันต่อ ซึ่งใครพาเด็กๆ ไปก็รับรองไม่ผิดหวังครับ สนุกสนานเขาล่ะ โดยเฉพาะถ้าไปวันที่ไม่ค่อยมีแดด ไม่มีฝนด้วยละก็ เด็กๆ ไม่อยากกลับบ้านกันเลยทีเดียว สำหรับทริปนี้คงจะพอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้คราวหน้า ผมจะเสาะหาสวนเงาะ สวนทุเรียนแห่งใหม่ มาแนะนำเพื่อนๆ อีกเช่นเคย แล้วพบกันครับ (เป็นบทความของปี 2558 ที่เคยไปเมื่อที่แล้ว ส่วนรายละเอียดของปี 2559 ตามได้ที่แฟนเพจเลยค่ะ) ติดต่อสอบถามได้ที่ 098-737-4983, 098-737-4984, 098-737-4985 ข้อมูลอื่นๆ ในการชม สวนละไม คลิกที่นี่