ป่าดงดิบ

Battle Supremacy เกมส์มือถือทำสงครามโลกสุดมันส์เร้าใจ
Battle Supremacy /  เกมส์มือถือ

ATYPICAL GAMES เปิดตัวเกมส์มือถือ Battle Supremacy เกมส์ต่อสู้สงครามโลกครั้งที่สอง เปิดโอกาสให้ผู้เล่นขับเคลื่อนยานพาหนะรบต่อสู้ทั้งภาคพื้นดิน อากาศและน่านน้ำ ดาวน์โหลดเล่นได้แล้ววันนี้บน iOS เกมส์ Battle Supremacy ให้ผู้เล่นได้ขับเคลื่อนรถถัง, เครื่องบินรบ และเรือรบ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 โหมดการขับเคลื่อน ต่อสู้ระหว่างผู้เล่นในรูปแบบมัลติเพลเยอร์ บนสภาพแวดล้อมที่หลากหลายที่อิงจากสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่กลางเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง, ฉากป่าดงดิบ หรือฉากพื้นที่กว้าง รวมถึงภูมิอากาศหลายประเภท ทั้งนี้ ผู้เล่นยังสามารถอัพเกรดยานพาหนะให้แข็งแกร่ง จุดเด่นของเกมส์ Battle Supremacy คือ มีระบบผู้เล่นคนเดียวให้เล่น อ้างอิงเนื้อเรื่องจากประวัติศาสตร์อันน่าติดตาม และมีการออกแบบการต่อสู้่ที่ตื่นเต้นเร้าใจผู้เล่น รวมถึงกราฟิกเกมส์ที่ทันสมัย ดาวน์โหลดเกมส์ Battle Supremacy บน iOS ได้ที่นี่

เอวา เกาะช้าง (AWA KOH CHANG) ที่พักสวย บรรยากาศดี ที่เกาะช้าง
AWA KOH CHANG /  ที่พักเกาะช้าง / 

ถ้าอยากหาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนที่ทะเล วิวสวยๆ บรรยากาศดีๆ ใช้เวลาขับรถไม่นานและไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก นอกจากจะมีบางแสน พัทยา เสม็ด หัวหินแล้ว เกาะช้าง ที่ จ.ตราด ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ 3-4 ชม. เท่านั้นเอง ^^ และ AWA KOH CHANG ก็เป็นหนึ่งในโรงแรมสวย บรรยากาศดี ที่เหมาะแก่การไปพักผ่อนที่ซู้ด!! AWA KOH CHANG ที่พักสวย บรรยากาศดี ที่เกาะช้าง เกาะช้าง เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากเกาะภูเก็ต ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขาสูง มีผาหินสลับซับซ้อน มีป่าโที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำตกหลายแห่ง ไม่ต้องกลัวว่ามาเที่ยวเกาะช้างแล้วจะไม่มีกิจกรรมให้ทำ เพราะที่นี่เราสามารถปีนเขา เดินป่า ขี่ช้าง เที่ยวน้ำตก พายเรือคายัค เจ็ตสกี เรือใบ ดำน้ำดูปะการัง ตกปลา ไดหมึก อีกทั้งยังมี ชมประวัติศาสตร์ของชาติที่ อนุสรณ์ยุทธนาวี เป็นต้น อย่างที่บอก เกาะช้าง นั้นใหญ่สมชื่อจริงๆ มีหลายอ่าว หลายหาดมากๆ แล้วแต่ว่าเราเลือกพักที่บริเวณไหน โดยที่นี่จะมีหาดขึ้นชื่ออยู่ เช่น หาดทรายขาว หาดคลองพร้าว หาดไก่แบ้ และโรงแรม เอวา เกาะช้าง (AWA KOH CHANG) นั้นตั้งอยู่ที่ หาดไก่แบ้ ค่ะ เอวา เกาะช้าง (AWA KOH CHANG) ที่พักสไตล์ Oriental Zen ที่เน้นความเรียบง่ายและทันสมัย พร้อมผสมผสานอรรถรสของวัฒนธรรมกลิ่นอายตะวันออกได้อย่างลงตัว เน้นโทนสีเรียบง่าย ดูสบายตา เหมาะแก่การมาพักผ่อนเป็นครอบครัว สังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือมาแบบคู่รักก็ดีเหมือนกัน ^^ บริเวณหน้า lobby The Teas ให้บริการ เครื่องดื่ม ชา กาแฟ เบเกอรี่ บริเวณโดยรอบโรงแรม ห้องพัก มีให้เลือก 5 ประเภท ด้วยกันคือ Superior Hillside, Deluxe, Deluxe Premium, Deluxe Beachfront, Beach Front Suite ส่วนห้องที่ Places two Go ไปพักนั้นคือ ห้อง Deluxe Premium รวมอาหารเช้าสำหรับ 4 ท่าน (มีโปรพักสองคืนเหลือ 3,500 บาท/คืน จากปกติ 5,259 บาท/คืน) บริเวณ สะว่ายน้ำ (Pool) บริเวณหน้าหาด มองเห็นวิวทะเลสวยๆ ตะวันตกดิน ^^   มุม ห้องอาหาร มุม ห้องอาหาร (ตอนค่ำ) สถานที่ท่องเที่ยวภายในเกาะช้าง จุดชมวิอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ตั้งอยู่บนเขาก่อนเข้าหมู่บ้านบางเบ้า เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดบนเกาะ มองได้แบบ 180 องศา สามารถมองเห็นเกาะที่อยู่โดยรอบได้ เช่น เกาะมันนอก เกาะมันใน เป็นต้น และที่นี่จะมีแลนด์มาร์กคือ ตู้ไปรษณีย์สีแดงรูปจรวด ที่ใครมาก็จะต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป้นที่ระลึก ^^ อนุสรณ์ยุทธนาวี สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ให้เราเข้าไปชมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และที่แห่งนี้ยังเป็นที่เคารพสักการะของคนในพื้นที่ด้วย บ้านช้างไทย ศูนย์อนุรักษ์ช้าง ที่นี่นักท่องเที่ยวสาสมารถขี่หลังช้างเดินชมวิวธรรมชาติ หรือทำกิจกรรมอาบน้ำให้ช้างก็ได้ รวมถึงมีการแสดงโชว์ความสามารถพิเศษของช้างน่ารักๆ เหล่านี้ด้วยค่ะ น้ำตก ที่นี่มีน้ำตกอยู่หลายที่ให้เราได้เลือกเดินชมความธรรมชาติ เล่นน้ำตก เช่น น้ำตกธารมะยม ตั้งอยู่ที่ที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ขนาด 4 ชั้น แบบตั้งฉาก ล้อมรอบไปด้วยป่าดงดิบ ที่ร่มรื่น, น้ำตกคลองพลู น้ำตกขนาดใหญ่ที่มีน้ำมากอยู่ตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุด ซื้อตั๋วไป น้ำตกคลองพลู กัน .. ติดต่อเพิ่มเติม  www.awakohchang.com , https://www.facebook.com/awakohchang/ ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook : Places two Go เรียบเรียง Travel.MThai

15 อุทยานฯ น่าเที่ยวช่วงหน้าฝน ชมทะเลหมอก โอบกอดธรรมชาติ
10 อันดับ /  ทะเลหมอก / 

ใครหลายคนที่ชอบเที่ยวธรรมชาติ ภูเขา ป่าสีเขียว หวังพึ่งหน้าหนาวจะได้เห็นหมอกทะเลสวยๆ แต่ถ้าลองได้เที่ยวในหน้าฝน รับรองว่าจะหลงรักฤดูนี้อย่างแน่นอน เพราะเขาว่ากันว่า ทะเลหมอกในหน้าฝนนี้แหละสวยที่สุด วันนี้เรามี 10 อุทยานฯ น่าเที่ยวช่วงหน้าฝน ชมทะเลหมอก โอบกอดธรรมชาติ มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ ได้ซึมซับบรรยากาศ และสัมผัสธรรมชาติได้แบบเต็มอิ่ม รวมถึงได้ท่องเที่ยวน้ำตก และสถานที่ยอดฮิตได้อีกตั้งหลายที่ 15 อุทยานฯ น่าเที่ยวช่วงหน้าฝน ชมทะเลหมอก โอบกอดธรรมชาติ สายน้ำตกเย็นชุ่มฉ่ำ 1. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ สภาพป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสักมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง และมีความโดดเด่นทางธรณีวิทยา มีลานหินที่มีรูปลักษณ์สวยงามแปลกตา, ทุ่งดอกกระเจียว หลากหลายสายพันธุ์ สีชมพูสดใสที่พร้อมใจกันขึ้นรายรอบบริเวณ ของอุทยานฯ ชูดอกสะพรั่งในช่วงต้นฤดูฝน ชมทะเลหมอก อีกทั้งมีน้ำตกเทพนา และ ป่าหินงาม (ลานหินงาม) ทั่วบริเวณเรียงรายไปด้วยหินก้อนน้อย ใหญ่ รูปร่างแปลก ๆ มากมายในพื้นที่กว่า 10 ไร่ 2. อุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ มีอากาศเย็นช่วงฤดูฝนของทุกปี อุทยานแห่งชาติไทรทองยังเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำหลายสาย และมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก เป็นที่ตั้งของ น้ำตกไทรทอง, น้ำตกตาดโตน, มอหินขาว และผาหำหด เป็นชะง่อนหินยื่นออกไปนอกภูเขาทั้งแผ่น ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 864 เมตร และเป็นจุดสูงของเทือกเขาพังเหย สามารถมองวิวทิวทัศน์รอบด้าน และผาพ่อเมือง แนวผา ตั้งอยู่บนสันเขา อีกทั้งผู้คนนิยมมาชมความงามของดอกกระเจียว ที่นี่เป็นทุ่งดอกกระเจียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งความพิเศษของที่นี่อยู่ที่ดอกกระเจียว มี 2 สี คือ สีม่วงอมชมพู (ดอกบัวสวรรค์) และ ดอกกระเจียวสีขาว (ดอกบัวเทพอัปสร) ดยเส้นทางเดินดูดอกกระเจียว จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มเส้นทางใหญ่ๆ 3. วังน้ำเขียว  - อุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดนครราชสีมา อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นอุทยานแห่งชาติในภาคอีสาน ป่ามีความอุดมสมบูรณ์และมีป่าลาน ซึ่งหาดูได้ยากที่มีเฉพาะบางท้องที่เท่านั้น มีต้นลานขึ้นตามธรรมชาติ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำ ลำธารต่างๆ และมีธรรมชาติที่สวยงาม เช่น หุบผา หน้าผา น้ำตก นับว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับสองของประเทศไทย รองจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นอกจากนี้ยังอยู่ในกลุ่ม "ดงพญาเย็น-เขาใหญ่" ที่องค์การยูเนสโก ประกาศให้เป็น "มรดกโลกทางธรรมชาติ" ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปางสีดา และตาพระยา ส่วน วังน้ำเขียว ก็ได้รับฉายา สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน มีโอโซนติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติใากใายให้เราได้เข้าไปสัมผัส 4.  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงาม และมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น ความงามของ น้ำตกทีลอซู น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดแห่งผืนป่าบริเวณทิศตะวันตกติดชายเแดนพม่า เป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน ไหลลดหลั่นเป็นชั้นๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย และยังมี “น้ำตกปิตุ๊โกร” หรือ เปโตร๊ะลอซู น้ำตกที่อยู่บนดอยเทือกเขาสามหมื่น น้ำตกที่ได้ขึ้นชื่อว่าอยู่สูงที่สุดในเมืองไทย ด้วยความสูงกว่า 500 เมตร หรือเกือบสองเท่าของตึกใบหยก นับเป็นน้ำตกที่อลังการสุด ๆ แต่การจะเดินทางไปถึงนั้นโหดเอาเรื่องทีเดียว ที่น้ำตกแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยความโรแมนติกด้วย ถ้านักท่องเที่ยวได้มองน้ำตกปิตุ๊โกรจากระยะไกล จะเห็นน้ำตกแห่งนี้เป็นรูปหัวใจ บางคนจึงเรียกที่นี่ว่าน้ำตกรูปหัวใจ 5. ภูทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อฝนโปรยปราย กะหล่ำปลี เริ่มเขียวขยายๆ เป็นวงกว้างทั่วภูทับเบิก ไอหมอก และความหนาว ก็เข้ามาเยือนอีกครั้ง ความสวยงาม บรรยากาศ หามิได้จากที่ไหน กะหล่ำปลี กำลังเริ่มเขียวจนจะทั่ว ภูทับเบิกใครหลายๆคนที่อยากเห็นไร่กะหล่ำปลีบนภูทับเบิกก็เตรียมตัว เตรียมตังค์มาเที่ยวช่วงนี้เป็นต้นไปได้เลย นอกจากไร่กะหล่ำปลีแล้ว ภูทับเบิกหน้าฝน มีหมอกลงตลอดวัน ในบางวันช่วงเช้าๆ มีทะเลหมอกที่สวยงามมาก และมีโอกาสเห็นมากกว่าหน้าหนาวอีก หมอกในตอนเช้าๆสีขาวนวล ท้องฟ้าสดใส สวยกว่าในตอนหน้าหนาวมากทีเดียว ส่วนเรื่องอุณหภูมิหน้าฝนแบบนี้ไม่เคยเกิน 30 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 27-28 องศา ส่วนกลางคืน 18-20 องศา หนาวตลอดปีจริงๆ 6. อุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี เที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงปลายฝน-ต้นหนาว จะให้บรรยากาศที่เย็นสบายจากไอฝนท่ามกลางป่าไม้ มีป่าสนสองใบธรรมชาติ มีประมาณกว่า 1,300 ต้นอยู่บนเทือกเขาพุเตย สภาพป่าสมบูรณ์มาก จนได้รับเลือกให้เป็นศูนย์แม่พันธุ์ไม้สนสองใบในภาคกลาง บางต้นมีขนาดใหญ่วัดได้ถึง 2-3 คนโอบ ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ 1 (พุเตย) ประมาณ 12 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีน้ำตกตะเพินคี่น้อย, น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่ มีน้ำไหลตลอดปี เป็นความงดงามทางธรรมชาติ ที่คนภายนอกไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสัมผัส เหมาะสำหรับผู้ที่รักการเดินทางแบบผจญภัยเล็กๆ และยังมีถ้ำที่สวยงามที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจ 7. ภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์ กางเต๊นท์นอนบนลานสนภูสอยดาวจะเต็มไปด้วยพรรณไม้ดอกนานาชนิด เช่น หงอนนาค สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน บานสะพรั่งอวดความงามทั่วลานสนสามใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วง ถือ ว่าเป็นนางเอกของภูสอยดาว ยามเช้าๆ บนลานสนของภูสอยดาวจะตกอยู่ภายใต้ทะเลหมอก นอกจากนี้ยังมีน้ำตกสายทิพย์ ให้ได้ยลโฉมความงามความชุ่มชื้นของมอสตะไคร้ที่เกาะตามโขดหิน เเละน้ำตกภูสอยดาว ตรงจุดเริ่มต้นเดินเท้าขึ้นภู น้ำใสไหลเเรงให้เราได้ลงไปเล่นน้ำผ่อนคลายหลังจากที่เดินภูหนักหนามาทั้งวัน 8. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เที่ยว น้ำตกผาดอกเสี้ยว หรือ น้ำตกรักจัง ที่ตั้งอยู่บ้านแม่กลางหลวง ในเขตของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์น้ำตกผาดอกเสี้ยวนั้นมีทั้งหมด 10 ชั้น แต่ไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปเยือนคือชั้นที่ 7 เพราะสายน้ำจากน้ำตกชั้นบนไหลตกลงมากระทบชั้นล่าง มีความสูงราว 20 เมตร สวยงามตระการตา ส่วนที่มาของชื่อน้ำตกผาดอกเสี้ยวก็มาจากชื่อต้นเสี้ยวซึ่งเป็นไม้เด่นบริเวณน้ำตกนั้นเอง 9. อุทยานแห่งชาติภูซาง จังหวัดพะเยา มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของจังหวัดพะเยา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างน้ำตกภูซาน หรือที่ใคร ๆ รู้จักกันในนาม น้ำตกอุ่น ที่มีอุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส เหมาะแก่การมานอนแช่เพื่อสุขภาพ นับว่าเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของผืนป่า ที่ควรค่าไปสัมผัสกันสักครั้ง 10. ทาร์ซาน วิวพอยท์ ที่ อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่จุดชมวิว “ทาร์ซาน วิวพอยท์” ที่จะทำให้คุณเห็นทัศนียภาพของเขาสกได้อย่างเต็มตา และเต็มอิ่มไปกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ การเดินทางไป ต้องเดินป่าเป็นระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ผ่านป่าดิบชื้น ต้องปีนผาสูงชันชัน เต็มไปด้วยแง่งหินคมกริบสุดอันตราย ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก อีกทั้งต้องฝ่าดงทากนับร้อยอีก ถือเป็นความหฤโหดของเหล่านักผจญภัยโดยแท้ 11. น้ำตกห้วยทรายใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี น้ำตกห้วยทรายใหญ่ (แก่งอีเขียว) อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-เขายอดมน เป็นน้ำตกที่สวยงาม ห่างจากอำเภอบุณฑริกไปทางทิศเหนือตามเส้นทางหมายเลข 2369 ไปบ้านห้วยทราย เป็นระยะทาง 26 กิโลเมตร ถึงกิโลเมตรที่ 29 มีทางแยกขวาไปอีก 6 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามลานหินลดหลั่นลงไปด้านล่าง บริเวณร่มรื่นมีน้ำมากในช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว (เดือนกันยายน – พฤศจิกายน) 12. อุทยานแห่งชาติคลองลาน อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร อุทยานแห่งชาติคลองลาน เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ด้านทิศตะวันออกเป็นที่ราบ ดินร่วนปนทราย ภูเขาแต่ละลูกเชื่อมโยงติดต่อกับขุนคลองลานซึ่งเป็นจุดสูงสุดในบริเวณนี้ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,439 เมตร สภาพป่าสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำลำธาร ต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น คลองขลุง คลองสวนหมาก ไหลรวมกันลงสู่แม่น้ำปิง สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชื่อเสียงของลำน้ำคลองสวนหมากคือ แก่งเกาะร้อย นักท่องเที่ยวนิยมล่องแพยางสำหรับคนที่ชอบท้าทาย ลักษณะของลำคลองสวนหมากจะเป็นแก่งหินและเนินทราย มีน้ำไหลตลอดทั้งปี 13. อุทยานแห่งชาติขุนสถาน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ครอบคลุมพื้นที่ป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนเขา ป่าดิบเขา และป่าดิบแล้ง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 1,424 เมตร ระหว่างทางไปอุทยานฯมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม รวมถึงทะเลหมอกอลังการให้ได้ชม มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ถ้าอยากเห็นทะเลหมอกสวยๆ อย่าหวังพึ่งช่วงฤดูหนาว เพราะฤดูฝนนี่แหละเป็นช่วงที่ทะเลหมอกสวยสุดๆ อีกทั้งไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใครเพื่อที่จะถ่ายรูปวิวสวยๆ ด้วย อีกทั้งมีแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ศาลเจ้าพ่อเขาครึ่ง, น้ำน่านตอนบนเขื่อนสิริกิตติ์, น้ำตกตาดหมอก, น้ำตกผาแดง, ดอยกู่สถาน, ถ้ำละโอ่ง, กาดวิว เป้นต้น มาที่เดียวได้ครบเครื่อง 14. ดอยเสมอดาว - อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ปกติในช่วงหน้าหนาว สิ่งที่เรามักเจอบนดอยเสมอดาวก็คือ เต้นท์ ผู้คน และรถยนต์จอดเรียงราย แต่ถ้าลองเปลี่ยนฤดูเที่ยว มาหน้าฝนดูสิ คุณจะได้เห็นบรรยากาศธรรมชาติอย่างแท้จริง ป่าไม้ชุ่มฉ่ำจากสายฝน ทะเลหมอกสีขาวละลานตา ปกคลุมพื้นที่ภูเขาสีเขียว มันได้ฟีลลิ่งสุดๆ และยังเป็นที่ยอดฮิตสำหรับการชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก นอกจากนี้ยังมี ผาหัวสิงห์ เป็นหน้าผามีรูปร่างหมือนสิงโตนอนหมอบหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสามารถมองเห็นทิวทัศน์ ได้ 360 องศา สามารถมองเห็นได้ทั้งวิวเมือง ทิวเขา แม่น้ำน่าน และมีเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติให้ได้เดินกันด้วย 15. อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน โดดเด่นด้วยทัศนีภาพของผืนป่าและทิวเขาที่สวยงาม เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติมากมาย ได้แก่ ชมพระอาทิตย์ตก ณ ลานหินปุ่ม สถานที่สุดมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ราวกับอีกดวงดาวบนจักรวาล อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กิโลเมตร , ลานหินแตก พื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสวยงามแปลกตา ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นหินที่มีรอยแตกเป็นแนวยาว คล้ายกับแผ่นดินแยก โดยรอบบริเวณนั้นยังปกคลุมไปด้วยตะไคร่ ไลเคน มอสเฟิร์น และกล้วยไม้ชนิดต่างๆ และ ผาพบรัก เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว พบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของผืนป่าและสายหมอกหนาที่สามารถพบได้ในช่วงฤดูฝน สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน ผาพบรัก แล้วไม่ควรพลาดโอกาสไปเยือน ผาบอกรัก ผาคู่รัก ผาสลัดรัก และจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ช่างเหมาะกับคนมีความรักซะจริงๆ อ่านเพิ่มเติม เที่ยวพิษณุโลก ขึ้นภูหินร่องกล้า ชมทุ่งดอกกระดาษหลากสีสัน เรียบเรียงข้อมูล travel.mthai

อนาคอนดา 2 เลื้อยสยองโลก
หนังออนไลน์ /  อนาคอนด้า / 

เนื้อเรื่องย่อ Anacondas: The Hunt for the Blood Orchid เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นใจกลางป่าลึกบนเก­าะเบอร์เนียว ที่ซึ่งดอกกล้วยไม้ป่าที่ขึ้นชื่อว่าหายาก­ชนิดหนึ่ง ถือกำเนิดอยู่ มันคือ 'กล้วยไม้สีเลือด' ดอกกล้วยไม้นี้อาจเป็นกุญแจสำคัญ ที่นำไปสู่การสกัดยาอายุวัฒนะ เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรง พากันเดินทางลึกเข้าไปในป่าดงดิบ เพื่อแสวงหากล้วยไม้สีเลือด ด้วยความหวังที่จะค้นพบปริศนาที่มาแห่งยาอ­ายุวัฒนะ ซึ่งจะมีผลต่อไปถึงความก้าวไกลในหน้าที่กา­รงานของพวกเขา และค่าตอบแทนมหาศาลที่จะได้รับ ไม่ช้าพวกเขาก็ได้ค้นว่า นอกจากสภาพอากาศอันแสนเลวร้าย และสภาพป่าอันรกชัฏหนาแน่น ที่ขวางกั้นอยู่ระหว่างพวกเขาและสมบัติล้ำ­ค่าชิ้นนั้น ในป่าดงดิบมืดมิดแห่งนี้ ยังมีอสรพิษร้ายซุกซ่อนอยู่ เพื่อปกป้องดอกกล้วยไม้ และมันจะหยุดทุกคนที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามา ...ไม่ให้ได้กลับออกไป!..

แนะนำ 10 สถานที่ท่องเที่ยว ประจำเดือนมิถุนายน
10 จุดหมายท่องเที่ยว /  เที่ยวทั่วไทย / 

กลับมาพบกับสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำประจำเดือนอีกเช่นเคย เดือนนี้อาจมาช้าหน่อย แอดมินต้องขออภัยด้วย แต่รับรองว่าทุกแห่งในเดือนนี้ สุดยอดไม่แพ้กันเลย travel.mthai.com คัดสรรมาอย่างดีเพื่อนักท่องเที่ยวทุกท่าน พบกับแหล่งท่องเที่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ท้องฟ้าสวย หมอกจาง ๆ กับทิวทัศน์ฟิน ๆ ในช่วง แนะนำ 10 สถานที่ท่องเที่ยว ประจำเดือนมิถุนายน ไปชมกันเลยครับ แนะนำ 10 สถานที่ท่องเที่ยว ประจำเดือนมิถุนายน 1. เทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา จ.สระแก้ว เทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา จะจัดขึ้นในช่วงเดือน มิถุนายน – สิงหาคม ของทุกปี เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด และเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น สำหรับอุทยานแห่งชาติปางสีดานั้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีผีเสื้อต่าง ๆ มากกว่า 500 ชนิด และพบเห็นทั่วไปเป็นฝูงใหญ่ สร้างความตื่นตาตื่นใจกับนักท่องเที่ยว และผู้ที่นิยมถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาที่เหมาะในการชมผีเสื้อ คือช่วง 08.00-12.00 น. 2. เขาล้อมหมวก จ.ประจวบคีรีขันธ์ จุดชมวิวเขาล้อมหมวก เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวอีกที่คุณห้ามพลาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ที่รักสัตว์และชื่นชอบการผจญภัย เนื่องจากที่เขาล้อมหมวกมีจุดปีนเขาที่ท้าทายและยังมีสถานที่อนุรักษ์ค่างแว่นแสนน่ารัก ที่มีอยู่จำนวนมาก เขาล้อมหมวกอยู่ในเขตของพื้นที่กองบิน 53 การเดินทางนั้นจะต้องเข้าไปภายในกองบิน 53 แล้วจะมีทางแยกไปเขาล้อมหมวกก่อนที่จะถึงอ่าวมะนาว เมื่อเลี้ยวเข้าทางแยกในกองบินก็ให้ขับตรงไปจนถึงตีนเขา โดยสามารถจอดรถที่บริเวณนี้ จากนั้นก็จะพบกับศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเวลา 8.00 น. – 18.00 น. โดยระยะเวลาในการพิชิตเขาล้อมหมวกอยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง รับรองว่าถูกใจนักท่องเที่ยวขาลุยแน่นอน 3. ทุ่งดอกเปราะภูขาว ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก “ดอกเปราะภูสีขาว” ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จะผลิบานต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเริ่มต้นฤดูฝน แต่ว่าช่วงที่ดอกเปราะภูสีขาวสวยที่สุดคือปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งดอกเปราะภูสีขาวจะพร้อมใจกันเบ่งบานไปทั่วทุ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ภาพความงดงามของดอกเปราะภูสีขาว มีกลีบดอกที่ชูช่ออยู่ทั่วบริเวณตัดกับสีเขียวของใบหญ้าที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝน เป็นภาพที่ดูแล้วสร้างความสดชื่น เย็นตา สบายใจเป็นอย่างมาก สอบถามยามดอกไม้บาน ได้ที่ : อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า โทร. 0 5535 6607 , 08 1596 5977 4. วัดจมน้ำ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี วัดใต้น้ำ หรือ วัดจมน้ำ คือวัดวังก์วิเวการามเดิม ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็น Unseen Thailand เพราะมีความแปลกที่มีซากโบราณสถานจมอยู่ใต้น้ำ เป็นสถานที่เล่าขานถึงตำนานความเป็นมาของวัดหลวงพ่ออุตตมะ จนหลายคนเรียกกันว่าเมืองบาดาล นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในช่วงฤดูร้อนถึงต้นฤดูฝน ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน เป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำจะลดลงมาก จะสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมโบสถ์เก่าได้ ส่วนคนที่มาเที่ยวช่วงปลายฝนจนถึงฤดูหนาว ตั้งแต่ประมาณกันยายน – มกราคม อาจจะได้เห็นแค่บางส่วนของตัวโบสถ์ที่โผล่พ้นน้ำ หรือบางทีก็จมน้ำเป็นเมืองบาดาล จะมีให้เห็นก็เพียงแต่ยอดหอระฆังเดิมเท่านั้นที่สูงพ้นน้ำเท่านั้น 5. เขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี เขื่อนเชี่ยวหลาน หรือ เขื่อนรัชชประภา ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก อยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดสุราษฏร์ธานี ประมาณ 84 กิโลเมตร เป็นภูเขาหินปูนทียอดเขาตั้งฉากกับผืนน้ำสีเขียวมรกต พื้นที่แห่งนี้ได้รับสมญานามว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย” ในช่วงเช้า คุณจะได้พบกับไอหมอก ทอดยาวตัดกับพื้นน้ำและขุนเขาอันเขียวสด แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว เขื่อนเชี่ยวหลาน มีที่พักในรูปแบบแพ คอยให้บริการอยู่หลายแห่ง คุณจะได้ซึมซับกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด สงบ ไม่วุ่นวาย เหมาะสำหรับการพักผ่อน 6. อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน หรือ เขื่อนแก่งกระจาน มีพื้นที่ 46.5 ตารางกิโลเมตร มีความจุ 710 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและเหมาะแก่การพักผ่อนแบบแคมป์ปิ้ง หรือผู้ที่ชื่นชอบการตกปลา ก็สามารถเข้ามาตกปลาได้ ลักษณะการพักผ่อนแบบสบาย ๆ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบเขื่อนแก่งกระจาน ยังมีรีสอร์ทและที่พักให้เลือกมากมาย บางที่ยังมีกิจกรรมผาดโผนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกีฬาหรือกิจกรรมประเภทนี้ด้วย 7. ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ ภูทับเบิก ตั้งอยู่ที่ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเพชรบูรณ์ ภูมิประเทศมีความงดงามอย่างมาก เต็มไปด้วยทะเลภูเขา ป่าไม้และธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธ์ เย็นสบายตลอดปี แต่ถ้ามาในหน้าฝน คุณจะมีโอกาสได้พบกับทะเลหมอกสุดอลังการ ในตอนเช้ามีหมอกและกลุ่มเมฆตัดกับยอดภูสีเขียวสวยงาม และยังเป็นเป็นแหล่งปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อีกด้วย คนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ รับรองว่าจะต้องติดอกติดใจจนไม่อยากกลับบ้านเลยล่ะ 8. จุดชมวิวห้วยคอกหมู สวนผึ้ง จ.ราชบุรี จุดชมวิวห้วยคอกหมู สุดเขตแดนตะวันตก ตั้งอยู่ที่ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตร เป็นพื้นที่ของฐานปฏิบัติการร้อย ตชด.137 ตั้งอยู่บนภูเขาสูง เป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ มีแนวสันปันน้ำเบื้องล่างเป็นเขตแดน บนจุดชมวิวห้วยคอกหมู นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภูมิประเทศอันสวยงามของเทือกเขาตะนาวศรี เมื่อมองข้ามไปในฝั่งพม่าจะเห็นต้นไม้ใหญ่และป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ มีนกนานาชนิดมากมาย ในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว จะมีหมอกปกคลุมหนาแน่น ดุจดั่งทะเลหมอก และในวันท้องฟ้าโปร่ง ที่จุดชมวิวห้วยคอกหมูนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก ที่งดงามอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยไม่แพ้ภาคเหนือเลยทีเดียว 9. หาดทรายดำ แหลมงอบ จ.ตราด หาดทรายดำ ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากระบบนิเวศของธรรมชาติ ปัจจุบันมีเพียง 5 แห่งในโลก ซึ่งหนึ่งในห้านั้นก็ ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแหลมมะขาม อำเภอแหลมงอบ จ.ตราด ดินแดนภาคตะวันออกของประเทศไทย หาดทรายดำหรือหาดหัวสวน แห่งนี้ มีความเชื่อกันว่า หาดทรายดำสามารถรักษาโรคได้ เพียงแค่ไปนอนหมกตัวอยู่ในทราย ด้วยความเชื่อนี้ทำให้เกิดเสียงเล่าลือกันไปต่าง ๆ นา ๆ จนทำให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างแห่แหนกันมาที่หาดทรายดำกันมากขึ้น 10. เทศกาลผีตาโขน จ.เลย เทศกาลผีตาโขน เทศกาลของไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก จะจัดขึ้น ณ วัดโพนชัยและหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พบกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ การร่วมชมขบวนแห่ขบวนผีตาโขน, การประกวดหน้ากากผีตาโขน, การประกวดผีตาโขนน้อย, การแสดงของชุมชนต่าง ๆ, ฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์, การออกร้านของส่วนราชการ-เอกชน ,การแสดงสินค้าพื้นเมือง , การจำหน่ายสินค้า OTOP, การแข่งขันจุดบั้งไฟ พร้อมชมขบวนพาเหรดที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน 2558 อีกด้วย เรื่องและเรียบเรียงโดย : Travel MThai ข้อมูลและรูปภาพจาก : thai.tourismthailand.org , www.chilldtravel.com , facebook.com/baagklong

จงคารวะแด่สิ่งลี้ลับ ในตัวอย่าง และ ใบปิดฉบับไทยจากหนังออสการ์ Embrace of the Serpent
Embrace of the Serpent /  จอมคนป่าอสรพิษ‬ / 

จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขา หนังต่างประเทศยอดเยี่ยม อีกเรื่องที่ได้เข้าฉายในไทย สำหรับหนังจากประเทศ โคลอมเบีย อย่าง Embrace of the Serpent หรือในชื่อไทย จอมคนป่าอสรพิษ‬ หนังที่สร้างจากบันทึกจริงของ ธีโอดอร์ ครอช กรันเบิร์ก บิดาแห่งตำราชนเผ่าอเมซอน, สร้างจากบันทึกจริงของ รีชาร์ด เอวาน ชุลเตส หมอยาผู้ค้นพบยามากมายชายผู้ได้รับการขนานนามว่าคือ Indiana Jones ตัวจริง กับผลงานการกำกับของ ซิโร่ เกร์รา พร้อมยืนยันว่าความบ้าคลั่งของสงครามภายในป่าอสรพิษจะเปล­ี่ยนแปลงทุกคน เรื่องราวในป่าดงดิบอันบ้าคลั่งของอเมซอน ธีโอดอร์ วาน เมเธียส เดินทางเข้าสู่ใจกลางป่าอย่างสิ้นห­วังเมื่อต้องการหายจากโรคประหลาดซึ่งติดมาความหวังเดียวของเขาคือ จักรพรรดิชาแมน การามากาเตผู้กุมความลับของพืชปริศนา ยากรูน่าพืชซึ่งในอีกหลายสิบปี จะเป็นกุญแจสำคัญต่อกลุ่มพันธมิตรในสงคราม­โลกครั้งที่ 2 พร้อมคารวะสิ่งลี้ลับในโรงภาพยนตร์พร้อมกัน 12 พฤษภาคมนี้

20 ที่เที่ยวหน้าหนาว ที่หนุ่มสาวเว้าวอนอยากไป
รวมที่เที่ยวหน้าหนาว /  เที่ยวภูเขา / 

เมื่อเตือนตุลาฯ กำลังจะพ้นผ่าน เป็นสัญญาณเตือนแห่งลมหนาว ที่กำลังเคลื่อนตัวมา หลายพื้นที่ในประเทศไทยอากาศก็เริ่มหนาวกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน หรือแถบเทือกเขาสูงของผืนป่าตะวันตก ทัศนียภาพและธรรมชาติต่างเพียบพร้อมรอให้ทุกท่านไปชมความงามของพวกเขาแล้ว ชื่นชมเพียงอย่างเดียวนะครับ อย่าทำลาย ที่สำคัญต้องรักษากฎของสถานที่ด้วย ความสวยงามของธรรมชาติจะได้คงอยู่ให้เราดูไปอีกนาน ... แนะนำที่เที่ยวหน้าหนาว ที่หนุ่มสาวเว้าวอนอยากไป travel.mthai.com ขอพาทุกท่านล่องลอยไปกับ 20 ที่เที่ยวหน้าหนาว เดินป่าขึ้นเขา ชมความงามของยอดดอย พร้อมนั่งคอยพระอาทิตย์ที่กำลังไปทำงานยามขึ้น และกลับจากทำงานในตอนเย็น เป็นทิวทัศน์ที่คนชอบถ่ายภาพจะต้องมีติดกล้องไว้ เพราะเมื่อภูเขา ทุ่งหญ้า สายหมอก และพระอาทิตย์ มาเจอกัน ความมหัศจรรย์จึงเกิดขึ้น 1. ดอยแม่สลอง ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ดินแดนแห่งไร่ชา แถมยังอบอวลไปด้วยวัฒนธรรมชาวจีน ไม่ว่าจะการแต่งกาย หรือ อาหารการกิน ซึ่งโดยเฉพาะอาหารนั้น จะเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่น ขาหมูยูนาน ที่เสิร์ฟมาในจานใหญ่ และต้องกินเคียงคู่กับหมั่นโถเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าต้นตำหรับ อีกสิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การลิ้มลองชาพันธุ์แท้ ตลอดจนชมวิธีการชงชาแบบต้นตำหรับชาวจีนฮ่อ ซึ่งการเดินทางก็มาได้สะดวก หากมีโอกาสช่วงปลายปีนี้ ลองแวะไปสัมผัสบรรยากาศที่หนาวเย็น ชมวิวสวย ๆ พร้อมจิบชาอุ่น ๆ บนถนนพญาเสือโคร่งกันดู 2. กิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน มีระยะทางการเดิน 3 กิโลเมตร มีทั้งเดินในป่าและสันดอย ทางเดินจะวนเป็นวงกลม เสียค่าเข้าคิดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 200 บาท ระหว่างการเดินจะมีพี่ไกด์ท้องถิ่นคอยนำทางพร้อมให้ข้อมูลตลอดทาง ทางเดินในกิ่วแม่ปานเดินง่าย มีทางลาดชันบ้างเล็กน้อย ถือว่าเหมาะกับมือใหม่ ตลอดเส้นทางคุณจะได้สัมผัสกับป่าดิบชื้นมีมอส และเฟิร์นขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ป่าดิบเขา เหล่าต้นไม้สูงใหญ่ แข่งกับความสูงชันของพื้นดิน แถมอากาศที่นี่ยังหนาวและบริสุทธิ์ เพราะมีแหล่งกำเนิดโอโซนรายล้อมเต็มไปหมด 3. ดอยเสมอดาว ดอยเสมอดาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกางเต็นท์พักแรมยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เนื่องจากเป็นบริเวณจุดชมวิวอีกที่มีพื้นที่เป็นลานกว้างตามสันเขา เหมาะสำหรับการพักผ่อน นอนดูดาวยามอาทิตย์อัสดง และชมทะเลหมอกพร้อมตะวันโด่งในยามเช้า อากาศบนดอยเสมอดาว ในช่วงบ่ายค่อนข้างร้อน แต่ทันทีที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มปนเหลืองทอง อุณหภูมิรอบตัวก็กลับลดลงอย่างรวดเร็ว เหลืองเพียงสายลมเย็น ๆ พัดผ่านผิวกายให้กลุ่มนักเดินทางต้องเป่าปากกันเป็นแถว 4. ลานหินปุ่ม ภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก มีทั้งสถานที่ประวัติศาสตร์อย่างพิพิธภัณฑ์การสู้รบ โรงเรียนการเมืองการทหาร กังหันน้ำ สำนักอำนาจรัฐ โรงพยาบาลรัฐ ลานอเนกประสงค์ สุสาน ที่หลบภัยทางอากาศ หมู่บ้านมวลชน และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นอย่าง ลานหินปุ่ม และผาชูธง เป็นจุดดึงดูดที่สำคัญ โดยเฉพาะลานหินปุ่ม มีลักษณะเป็นลานหินซึ่งมีหินผุดขึ้นมาเป็นปุ่มเป็นปม ขนาดไล่เลี่ยกัน คาดว่าเกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหิน ในอดีตบริเวณนี้ใช้เป็นที่พักฟื้นคนไข้ของโรงพยาบาล เนื่องจากอยู่บนหน้าผา มีลมพัดเย็นสบาย 5. ดอยเมี่ยง ดอยเมี่ยง สวรรค์เมืองหมอกป้ายแดงแห่ง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ที่ปักหมุดอยู่สูงประมาณ 1,600 เมตร ในพื้นที่ป่าดิบชื้นและภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น ต้นสน ต้นพญาเสือโคร่ง ต้นมะค่า ความสุขคือการไปสัมผัสธรรมชาติ ณ จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพทิวทัศน์ของเมืองปายได้อย่างสวยงาม แบบสุดสายตา 360 องศา ท่ามกลางมวลอากาศหนาวเย็นและมีลมพัดเย็นสบาย 6. ภูกระดึง ภูกระดึง แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดเลย แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสอากาศที่หนาวเย็นกว่า 100,000 คน ไฮไลท์สำคัญในหน้าหนาวคือการเดินเข้าป่าไปชมความงามของพืชพรรณนานาชนิด โดยเฉพาะใบเมเปิ้ลแดงสวยสด การเดินไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก หรือถ้าจะให้ดี ต้องเดินไปชมให้ถึงสุดแผ่นดินด้านทิศตะวันตกอบ่าง "ผาหล่มสัก" แลนด์มาร์กสำคัญของภูกระดึง สถานที่ที่หลายคนขึ้นมาหลายรอบโดยไม่เบื่อ เพราะภูกระดึง สวยงามแตกต่างกันไปในทุกฤดู 7. เขาพะเนินทุ่ง “เขาพะเนินทุ่ง” อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,207 เมตร ในช่วงเช้าจะมองเห็นกลุ่มควันแห่งความหนาวสีขาวนวลปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อเริ่มจางลงบริเวณเบื้องล่างจะปรากฏภาพป่าดงดิบอันแสนชุกชุม มีเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดตาอยู่ด้านหลังโดยจุดชมทะเลหมอกจะมีอยู่ 2 แห่งคือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่30 และ 36 สำหรับช่วงที่ทะเลหมอกถูกยอมรับว่างดงามรวมถึงมีอากาศเย็นสบายที่สุด คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป 8. ดอยม่อนจอง ดอยม่อนจอง ตั้งอยู่ในเขตลึกของป่าอมก๋อย จ.เชียงใหม่ ทิศตะวันออกจรดเขื่อนภูมิพล ทิศตะวันตกติดกับถนนสายอมก๋อย-บ้านแม่ตื่น ทิศเหนือจรดกับพื้นที่อำเภอดอยเต่า ทิศใต้จรดกับลำห้วยแม่ตื่นที่ไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล สูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย จุดสูงสุดของ ดอยม่อนจอง เรียกว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโต ดอยม่อนจอง เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง แถมยามค่ำคืนยังสามารถนอนคุดคู้นับดาวกันตัวสั่น เพราะอากาศบนนั้นหนาวเอาเรื่องเลยล่ะฮะ 9. มอหินขาว มอหินขาว ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา บ้านวังคำแคน ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วยกลุ่มหินทรายสีขาววางเรียงราย จนถูกขนานนามอีกชื่อหนึ่งว่า “สโตนเฮนจ์เมืองไทย” เป็นสวนหินธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการสะสมของตะกอนทรายและดินเหนียวแข็งตัวกลายเป็นหิน ลักษณะของหินกลุ่มต่าง ๆ เกิดจากเคลื่อนไหวของเปลือกโลกบีบอัดจนเกิดการคดโค้ง แตกหัก กัดเซาะทั้งแนวตั้งและแนวนอน สร้างสรรค์เป็นรูปต่าง ๆ ตามจินตนาการของผู้พบเห็น ตอนกลางคืนสามารถนอนดูดาวท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น 10. ภูชี้ฟ้า ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ่งตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมาตรงระหว่างปลายยอดเขา จะดูเหมือนเสือคาบแก้วมาก หากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้วยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์ ส่วนของหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว ในฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ 11. ห้วยคอกหมู สวนผึ้ง จุดชมวิวห้วยคอกหมู สุดเขตแดนตะวันตก ตั้งอยู่ที่ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตร เป็นพื้นที่ของฐานปฏิบัติการร้อย ตชด.137 ตั้งอยู่บนภูเขาสูง เป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ มีแนวสันปันน้ำเบื้องล่างเป็นเขตแดน บนจุดชมวิวห้วยคอกหมู นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภูมิประเทศอันสวยงามของเทือกเขาตะนาวศรี เมื่อมองข้ามไปในฝั่งพม่าจะเห็นต้นไม้ใหญ่และป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ มีนกนานาชนิดมากมาย ในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว จะมีหมอกปกคลุมหนาแน่น ดุจดั่งทะเลหมอก และในวันท้องฟ้าโปร่ง ที่จุดชมวิวห้วยคอกหมูนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก ที่งดงามอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยไม่แพ้ภาคเหนือเลยทีเดียว 12. เขาช้างเผือก “เขาช้างเผือก” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงาม น่าตื่นตาตื่นใจ เส้นทางเดินไปสู่ยอดเขาช้างเผือกเป็นป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้า มีจุดไฮไลท์ของการเดินทางอยู่ที่ “สันคมมีด” สันเขาที่สวยงามและน่าหวาดเสียวไปพร้อมกัน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาจะสามารถมองเห็นวิวได้รอบทิศทาง 360 องศา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยกให้ที่แห่งนี้เป็น 1 ใน 10 Dream Destinations ที่นักท่องท่องเที่ยวควรไปเยือนมากที่สุดอีกด้วย 13. ภูห้วยอีสัน ภูห้วยอีสัน จุดชมวิวอันสวยงามแห่งอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อันซีนกับทะเลหมอกสามฤดูที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกเช้าตรู่ มองเห็นแม่น้ำโขงและภูเขาสลับซับซ้อน เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือการได้ชมวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น สัมผัสวัฒนธรรมจากสองฟากฝั่งที่ดูกลมกลืนกันเสมือนเป็นหนี่งเดียวมาช้านาน 14. ดอยหลวงเชียงดาว ดอยหลวงเชียงดาว หรือดอยเชียงดาว มีความสูง 2,225 เมตร เป็นยอดเขาสูงอันดับ 3 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หากคุณขึ้นมาถึงยอดดอยหลวงเชียงดาว คุณจะพบกับอีก 2 ดอยอยู่เบื้องหน้า นั่นก็คือ ดอยสามพี่น้อง และดอยพีรามิด เป็นภาพที่งดงามจับตา ราวกับหลุดมาจากสรวงสวรรค์ ดอยเชียงดาวแห่งนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยผืนป่าและแมกไม้นานาพันธุ์แล้ว ยังมียอดเขาเล็กใหญ่โดยรอบปกคลุมด้วยหมอกจาง ๆ ช่างเป็นทิวทัศน์ชวนฝันอย่างแท้จริง พร้อมมีนกหลากหลายชนิดให้ได้ชื่นชม หรือถ้าโชคดีก็อาจได้เจอกับเจ้ากวางผา เจ้ากวางน้อยในป่าใหญ่ คนรักธรรมชาติไม่ควรพลาด คุณจะได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้อย่างใกล้ชิดแน่นอน 15. ปางอุ๋ง ปางอุ๋ง สถานที่ท่องเที่ยวมาแรง ยอดฮิต ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนได้รับขนานนาม ว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองเหนือ” มีลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นทิวสนที่ปลูกเรียงราย ปกคลุมร่มรื่นทั่วบริเวณ ถนนทางเข้ามีราชพฤกษ์ต้นใหญ่ ชูช่อดอกสีเหลืองโน้มลงมาต้อนรับผู้มาเยือนตลอดทาง สร้างความสุขให้เราได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาเยือน ไฮไลท์สำคัญคือการตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตัดกับไอหมอกสวยงามจับตา 16. โมโกจู อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ด้วยความสูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล โมโกจู จึงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดใน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 27 กิโลเมตร ต้องเดินเท้าเข้าไป ใช้เวลาไป-กลับ 5 วัน ถือเป็นเส้นทางเดินป่าที่โหดหินที่สุดในประเทศไทย มีหมอกปกคลุมจัดบนยอดเขา โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เย็นยะเยือก ควันออกปาก พ่นเล่นกันได้ทั้งวัน มองจากยอดเขาลงไปก็จะเห็นทะเลหมอกแห่งป่าตะวันตกอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และพลาดไม่ได้กับจุดที่นักผจญภัยต้องมาถ่ายเป็นที่ระลึกบนยอดโมโกจู นั่นก็คือ "หินเรือใบ" 17. ภูลังกา วนอุทยานภูลังกา คือ อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงของอำเภอเชียงคำ และอำเภอปง จังหวัดพะเยา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900-1,720 เมตร มีลักษณะเป็นภูเขาสูงชันอยู่ในเทือกเขาสันปันน้ำ วางตัวอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก คล้ายแอ่งกระทะ ช่วงเช้ามีโอกาสเห็นทะเลหมอกลอยอยู่ทั่วบริเวณ เป็นภาพงดงามเหนือคำบรรยาย โดยสถานที่ท่องเที่ยวบนภูลังกาที่ไม่ควรพลาด คือ “ภูเทวดา” เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในเทือกเขาสันปันน้ำ ไทย-ลาว เป็นจุดชมทะเลเมฆหมอก ดวงอาทิตย์ขึ้นลงและดอกไม้ป่าอันสวยงาม 18. ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ 789,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ถือเป็นแหล่งผืนป่าสะวันนาแห่งเดียวของภาคเหนือที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ พร้อมด้วยความแตกต่างแห่งพืชพรรณที่พบเห็นไม่บ่อยนัก เหมาะอย่างมากในการมากางเต๊นท์นอนชมวิวธรรมชาติและอากาศอันหนาวเย็น นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน เป็นต้นน้ำลำธารหลายสายที่ไหลลงสู่แม่น้ำน่าน อีกด้วย 19. ม่อนทูเล ม่อนทูเล หรือ ดอยทูเล ยอดเขาที่สูงที่สุดในอำเภอท่าสองยาง จ.ตาก (1,350 เมตร) โดยชาวปกาเกอะญอ เรียกภูเขาแห่งนี้ว่า “ทูเลโค๊ะ” แปลว่า “ภูเขาสีทอง” เนื่องจากในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม ทุ่งหญ้าอันเขียวขจีตามทิวเขา จะเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม งดงามท่ามกลางทะเลหมอกและอากาศอันหนาวเย็น ยามค่ำคืนก้สามารถมองเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน บอกเลยว่านักท่องเที่ยวขาผจญภัยและคนที่ชอบถ่ายภาพแลนด์สเคป ต้องมาที่นี่สักครั้ง รับรองว่าต้องถูกใจ และจะกลับมาทูเลอีกครั้งโดยไม่ลังเล 20. ดอยฟ้าห่มปก “อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก” จ.เชียงใหม่ ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนของทิวเขาผีปันน้ำ มีความสูง 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีดอยสำคัญได้แก่ ดอยฟ้าห่มปก ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยอ่างขาง สภาพป่าส่วนใหญ่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เชิงเขาเป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ริมลำธารเป็นป่าดิบแล้ง ส่วนบนยอดเขาสูงจะเป็นป่าสน เป็นต้นน้ำของแม่น้ำฝาง มีไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ตะเคียน มะไฟป่า ตะแบก สัก จำปีป่า ฯลฯ รวมทั้งพันธุ์ไม้ที่หายากของไทย เช่น เทียนหาง กุหลาบพันปี เป็นต้น โดยบนจุดชมวิวสามารถมองเห็นทะเลหมอกอันสวยงาม ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านทิวเขา ขอบคุณรูปภาพจาก : คุณ สุรเชษฐ์ เจียมตน คุณ Little Potchara คุณ Manus Tagsri คุณ BaNky Yknab คุณ Theerasak Saksritawee คุณ Witita Leelasutanon เรื่องและเรียบเรียงโดย : Travel MThai

10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว
10 สถานที่ /  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม / 

Travel.mthai.com ขอนำเสนอ 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาให้ทุกท่านได้ชมกัน เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพัฒนาพื้นที่ชนบทให้มีทั้งคุณค่าทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่ง โครงการหลวงของพระองค์นั้นมีอยู่เกือบ 40 แห่ง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูหนาว ใครที่มีโปรแกรมขึ้นเหนือ อย่าลืมแวะไปชมโครงการหลวงต่างๆ กันด้วยนะ หรือจะเอาไว้เที่ยวในเดือนอื่นในฤดูหนาว ก็ตามสะดวกเลยครับ รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจกลับไปแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร วัฒนธรรม และธรรมชาติ  1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่ สภาพพื้นที่ของโครงการส่วนใหญ่ล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน มีแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาเพียงเล็กน้อย มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ 29,178 ไร่  โดยแบ่งพื้นที่ในการดำเนินการของโครงการประมาณ 30 ไร่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,300 – 1,400 เมตร มีแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำขุนวาง  ประชากรในพื้นที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและม้ง รวมทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน ขึ้นอยู่กับตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ เช่น องุ่นไร้เมล็ด โรงเรือนวนิลา ฯลฯ - ชมแปลงปลูกผัก โรงเรือนเห็ดเมืองหนาว แปลงปลูกดอกเบญจมาศหลากสีสัน ฯลฯ - สาธิตการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ดำ กระต่ายพันธุ์เนื้อ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชาวเผ่าม้ง และกะเหรี่ยง - ชมการปักผ้า และการตีมีด ฯลฯ - งานปีใหม่ของม้ง จัดช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม มีการละเล่น ชาวเขาจะแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงามมาร่วมงานที่ลานกิจกรรมหมู่บ้าน การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ตามเส้นทางมีพรรณไม้ พืชสมุนไพร และนก ระยะทางเดินประมาณ 3 กิโลเมตร เดินประมาณ 2 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกเต๊ะเละโพ (อวบน้อย) ที่มีอ่างเก็บน้ำเหมาะแก่การลงเล่นน้ำ - ชมทุ่งกุหลาบพันปีสีแดง ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ที่บริเวณผาแง่ม ซึ่งเป็นยอดเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม - ชมดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย) ซึ่งจะบานสะพรั่งช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 106 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข  108 (เชียงใหม่-ฮอด) ก่อนถึงอำเภอจอมทอง มีทางแยกขวามือขึ้นดอยอินทนนท์ ตามทางหลวงหมายเลข 1009 ราว หลัก กม. ที่30-31 มีทางแยกทางขวามือผ่านบ้านขุนกลาง จุดกางเต็นท์ป่าสน ตรงไปอีก 16 กิโลเมตร จนถึงบ้านขุนวางสังเกตป้ายโครงการทางขวามือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-939-102, 085-717-0399 2. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 เป็นศูนย์ขนาดเล็ก พื้นที่รับผิดชอบ 48.54 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน 995 ครัวเรือน ประกอบด้วยคนพื้นเมืองและชาวเขาเผ่าม้ง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเล 450 เมตร ประกอบด้วยป่าโปร่งผลัดใบ ดิน มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทรายและดินลูกรัง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,277 มิลลิเมตรต่อปี การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเขตร้อน เช่น มะละกอ มะม่วง มะปราง พุทรา ขนุน ฯลฯ ที่นี่เป็นแหล่งปลูกมะม่วงหลายชนิด มะม่วงพันธุ์ออร์วิน มะม่วงนวลคำ ที่มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม รับประทานได้ทั้งดิบและสุก - ชมแปลงสาธิตพืชผักหลายหลากชนิด เช่น มะระขาว มะระหยก ซาโยเต้ ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเขาเผ่าม้ง - ประเพณี ที่น่าสนใจ คือ ประเพณีปีใหม่ม้ง ประเพณีสืบชะตาหลวงประจำหมู่บ้าน จัดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และประเพณีตานข้าวใหม่ จัดขึ้นหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมของทุกปี การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกตาดครก เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีน้ำตลอดปี มีโขดหินสวยงาม เป็นแหล่งที่มีปลามุงอาศัยอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นปลาหายากของประเทศไทย - น้ำตกตาดน้อย เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีกล้วยไม้ป่า แมลง ผีเสื้อ และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทาง 108 เชียงใหม่-ฮอด ประมาณ กม. ที่ 10-11 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง 1269 หางดง-สะเมิง ระยะทาง 12 กม. จะพบป้ายโครงการห้วยเสี้ยวด้านซ้าย เข้าถนนลูกรังอีก 3.5 กม. รวมระยะทาง 29 กม. ฤดูฝนการคมนาคมลำบาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-248-425, 089-850-6586 3. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ. 2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยได้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยทอดพระเนตรเห็นพื้นที่แล้ว ประกอบกับเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นศูนย์กลางพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 91.75 ตารางกิโลเมตร หรือ 57,368 ไร่ ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าลั๊ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงกาแฟอาราบิก้า พร้อมชิมกาแฟสดรสดีผลิตภัณฑ์คุณภาพจากบ้านห้วยห้อม สวนกาแฟที่ได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตร ส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง และสตาร์บัคส์ - ชมวิวความสวยงามของนาข้าวแบบขั้นบันได - ชมการทอผ้าขนแกะของกลุ่มแม่บ้านห้วยห้อม มีทั้งผ้าทอขนแกะล้วน และผ้าทอขนแกะผสม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - พิธีกรรมเซ่นไหว้เจ้าที่เพื่อการเกษตรให้ผลผลิตที่ดี จะเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยว - การเรียกขวัญและผูกด้ายขวัญ พิธีนี้กระทำขึ้นในหลายโอกาส อาทิ ขึ้นปีใหม่ แต่งงาน รับขวัญเด็กแรกเกิด การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกทีราชันย์ น้ำตกขนาดกลาง สูง 3 ชั้น ระยะทางห่างจากศูนย์ฯ 6 กิโลเมตร - น้ำตกทีลอเล สูง 5 ชั้น ระยะทางจากศูนย์ฯ 15 กิโลเมตร เดินเท้าต่ออีก 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินชมธรรมชาติ พรรณไม้ป่า การเดินทาง จากตัวเมืองชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ผ่านแม่สะเรียง มุ่งหน้าอำเภอแม่ลาน้อย ถึง กม.132 ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 1266 ขึ้นดอยอีก 30 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-619-533-4 , 083-324-3062 4. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก จ.เชียงใหม่  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก ก่อตั้งในปี พ.ศ.2526 เป็นศูนย์ฯ พัฒนาขนาดกลาง ตั้งอยู่ในหุบเขาด้านหลังเทือกดอยอินทนนท์ มีสภาพอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว และเย็นสบายในช่วงฤดูร้อน มีความร่มรื่นทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตแปลงส่งเสริมผลผลิตตามฤดูกาล เช่น เบบี้ฮ่องเต้ โอ๊คลีฟแดง โอ๊คลีฟเขียว คอสสลัด เรดโครอล ร็อคเก็ตสลัด บัตเตอร์เฮด ผักกาดหวาน ฯลฯ - ชมการปลูกผักและสมุนไพรระบบอินทรีย์ เช่น ซุกินี คะน้าเห็ดหอม มะระขาว ฯลฯ - ชมนาขั้นบันไดที่สวยงามของชาวกะเหรี่ยง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีปีใหม่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีการละเล่นและเลี้ยงฉลองตามบ้าน ชาวเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่ามาร่วมงานกันทุกคน - ชมงานหัตถกรรมการทอผ้าของกะเหรี่ยงที่มีลวดลายสวยงาม การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ปางช้างแม่สะป๊อก น้ำตกแม่สะป๊อก น้ำตกแม่วาง และน้ำตกผาหม่น - ล่องแพไม้ไผ่ชมธรรมชาติลำน้ำแม่วาง บริเวณบ้านสบวิน การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 68 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่-ฮอด) เมื่อถึงอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ตรงไปประมาณ 38 กิโลเมตร จากนั้นจะมีทางแยกซ้ายเข้าบ้านแม่สะป๊อกเหนือ  ระยะทางประมาณ 500 เมตร  ถึงที่ทำการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-322 , 085-716-3134 5. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำแม่แรมและแม่สา มีพื้นที่ 21.17 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 13,231 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเล 780-1,430 เมตร ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 6 หมู่บ้าน 371 ครัวเรือน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าม้ง เผ่าลีซอ คนพื้นเมืองและจีนยูนนาน นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธลัทธิผี และศาสนาคริสต์ลัทธิผี ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ เช่น เลมอนทายม์ เลมอนบาล์ม มิ้นต์ คาโมมายล์ โรสแมรี่ หญ้าหวาน ฯลฯ - ชมแปลงงานวิจัยผักเมืองหนาว แปลงผักไฮโดรโพนิกส์ เทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน - แปลงผักอินทรีย์และแปลงผักขั้นบันไดของชาวบ้านเผ่าม้งที่มีผักมากมายหลากหลายชนิด เช่น ผักกาดขาวปลี แครอท ปวยเหล็ง ฯลฯ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม - ชมการละเล่นพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าม้ง เช่น ตีกลอง เป่าแคน ขลุ่ย การละเล่นชู้จ่าง ฯลฯ - ชมหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การปักผ้าของหญิงม้ง การต้มเหล้าข้าวโพด ฯลฯ - ประเพณีปีใหม่ม้ง จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม – มกราคมของทุกปี ชาวเขาทั้งหมู่บ้านจะรวมกันแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงาม มีการประกวดธิดาดอย การแข่งขัน ล้อเลื่อนไม้ พร้อมกิจกรรมบันเทิงต่างๆ มากมาย การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนล่อง จุดชมวิวที่สูงที่สุดของอำเภอแม่ริม สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร สามารถ ชมทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ตกและทะเลหมอกในฤดูหนาวเป็นมุมกว้าง - จุดชมวิวม่อนดอย น้ำตกตาดหมอก น้ำตกวังฮาง - ดอยม่อนแจ่ม จุดชมวิวและลานกางเต็นท์ที่สวยงาม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 39 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ผ่านที่ว่าการอำเภอแม่ริม ถึงหลักกิโลเมตรที่ 17  เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ประมาณ กม.ที่ 15 บริเวณบ้านโป่งแยง ให้สังเกตป้ายศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ด้านขวามือให้เลี้ยวขวาตรงตามถนนหลักระยะทางขึ้นเขาอีก  6  กิโลเมตร จนถึงที่ทำการศูนย์  สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยางตลอด รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้  มีรถประจำทางผ่านบริเวณทางแยกก่อนขึ้นศูนย์ สายสะเมิงเหนือ-เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-950-9767 , 083-324-0610 6. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า จ.พะเยา  ปี พ.ศ. 2530 มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่าขึ้น เริ่มต้นโดยกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการบุกเบิกพื้นที่ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดสรรพื้นที่ทำมาหากินให้แก่ราษฎร จากนั้นส่งเสริมให้ปลูกไม้ผลเมืองหนาวศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า สูงจากระดับน้ำทะเล 640 เมตร พื้นที่รับผิดชอบ 22,505 ไร่ ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าเย้าและม้ง ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเขาและภูเขาสูง มีลำน้ำสายสำคัญ คือ ลำน้ำแม่คะ และลำน้ำเงิน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงผลผลิต เช่น ฟักทองยักษ์ ฟักทองสีขาว ฯลฯ - ชมแปลงไม้ดอกไม้ประดับ เช่น แว็กซ์ฟลาวเวอร์ มะเขือการ์ตูน ฯลฯ - ชมแปลงไม้ผล เช่น อะโวกาโด มะม่วง ส้มโนรีตะ ส้มคัมควอท ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านสิบสองพัฒนา และบ้านปางค่าเหนือ - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าเย้าที่บ้านปางค่าใต้ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ยอดดอยภูลังกา เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำยม สูง 1,720 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นสันเขาแคบๆ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้า โดยจุดนี้สามารถมองเห็น สปป.ลาว และสามเหลี่ยมทองคำได้อย่างชัดเจน - ดอยภูนม เป็นสันเขาแคบๆ ทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ - ดอยหัวลิง ถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรง การเดินทาง จากจังหวัดพะเยา ผ่านอำเภอดอกคำใต้-จุน มุ่งหน้าไปอำเภอเชียงคำ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1179 เลี้ยวขวาที่ กม.8 เข้าทางหลวงสาย 1148 สายเชียงคำ-น่าน จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ กม.90 ขับต่อไปตามถนนรพช. อีกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางไปจนถึงวนอุทยานภูลังกา รถเก๋งสามารถขึ้นไปได้อย่างสบาย หากจะขึ้นไปเที่ยวที่ดอยภูลังกา ให้ติดต่อเหมารถ 4WD ที่วนอุทยานภูลังกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-883-0307 7. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง มีพื้นที่รับผิดชอบ 17 หมู่บ้าน 451 ครัวเรือน บนพื้นที่ 84.27 ตารางกิโลเมตร หรือ 52,670 ไร่ ประชากรประกอบด้วยคนพื้นเมืองและเผ่าม้ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน ที่ราบมีน้อยมาก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 700-1,250 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมวิวทิวทัศน์สวยงามของแปลงปลูกชาลุงเดช - เรียนรู้วิธีการชงชาและชิมชา ตลอดจนขั้นตอนกรรมวิธีการแปรรูปชาและการบรรจุหีบห่อที่โรงงานชาบ้านปงตอง - ชมโรงเรือนเพาะเห็ดระบบปิด เช่น เห็ดนางรมภูฎาน เห็ดนางรมฮังการี เห็ดปุยฝ้าย ฯลฯ - ชมแปลงกล้วยไม้ซิมบิเดี้ยมขนาดใหญ่หลากหลายสีสัน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีม้ง (กินวอ) คืองานประเพณีขึ้นปีใหม่ของขาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1-3 ค่ำเดือน 1 ซึ่งตรงกับเดือนมกราคมของทุกปี - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง บ้านม่อนเงาะ การละเล่นโยนลูกช่วง ลูกข่าง การปักผ้าชาวเขา การตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำเมี่ยงแบบดั้งเดิม ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ชมการเก็บใบเมี่ยง ใบชา และชิมยำใบเมี่ยงอาหารขึ้นชื่อของชุมชน การท่องเที่ยวธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนเงาะ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,425 เมตร ด้วยความสวยงามของชั้นเขา จึงสามารถชมทะเลหมอก และชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เป็นมุมกว้าง 360 องศาได้อย่างสุดลูกหูลูกตา - เงือกผา เป็นหินงอกที่มีลักษณะคล้ายนางเงือกหันหน้าเกาะผาอยู่ - บ่อน้ำทิพย์ เป็นแอ่งน้ำซึมอยู่ภายในถ้ำ และมีน้ำตลอดทั้งปี - ถ้ำลม จะมีลมพัดออกมาจากถ้ำตลอดเวลา รู้สึกได้อย่างชัดเจนเมื่อยืนอยู่บริเวณปากถ้ำ - ล่องแพผจญภัยที่บ้านสบก๋าย ชมธรรมชาติที่สวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ชมโขดหินที่มีลักษณะแตกแต่งกัน รวมถึงต้นไม้ใหญ่อายุกว่าพันปีที่โค่นล้มโดยธรรมชาติ โดยมีทั้งล่องแพไม้และแพยาง โดยแพไม้ไผ่จะงดล่องในช่วงฤดูฝน ส่วนแพยางสามารถล่องได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ประมาณ 37 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาดแม่มาลัย-อ.ปาย ประมาณ 2-3 กิโลเมตร จะมีเส้นทางเลี่ยงเมืองตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือ (อยู่ตรงข้ามกับวัดสบเปิง) เข้าไปม่อนเงาะอีกประมาณ 17 กิโลเมตร (เส้นทางเดียวกับไปวัดผางาม) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-308 8. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้ช่วยเขา ช่วยตัวเอง” มีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยภูเขาที่พักอาศัยอยู่ตามดอยต่างๆ ทางภาคเหนือเลิกปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่าไม้ และต้นน้ำลำธารของประเทศถูกทำลาย จากเดิมที่เป็นดอยหัวโล้นแปรสภาพเป็นขุนเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้ผล กว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และดอกไม้เมืองหนาวกว่า 20 ชนิด เป็นถิ่นที่อยู่ของ ชาวไทยภูเขาเผ่าจีนยูนาน ไทใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - สวนกลางแจ้ง บริเวณสโมสรอ่างขางมีสวนกลางแจ้งหลายสวนที่ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้แตกต่างกันตามความเหมาะสมของฤดูกาล ได้แก่ สวนแปดสิบ สวนดอยคำ สวนหอม สวนสมเด็จ และสวนกุหลาบอังกฤษ - โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผักเมืองหนาว จัดแสดงพันธุ์ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่โครงการหลวง - โรงเรือนไม้ดอก เป็นการจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวชนิดต่างๆ มากมาย เช่น บีโกเนีย รองเท้านารี พืชกินแมลง มุมน้ำตกในสวนสวย ซึ่งดอกดอกไม้ในสวนเหล่านี้จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกดอกตลอดทั้งปี - สวนบอนไซ ภายในสวนจัดแสดงต้นไม้ประเภทสาลี่ เมเปิ้ล สน ที่ปลูกแบบบอนไซ นอกจากนี้ยังมีโดมทรงหกเหลี่ยมจัดแสดงพันธุ์พืชภูเขาเขตร้อนและดอกกล้วยไม้จิ๋วที่สุด ซึ่งจะออกดอกเดือนมกราคมของทุกปี - พระตำหนักเรือนที่ประทับแรมและศาลาทรงงานเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จยังสถานีฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านนอแล ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องเชื้อสายพม่า มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง นับถือศาสนาพุทธ หากใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพชาวเขาจะไม่ผิดหวังแน่นอน - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านขอบด้ง เป็นชาวเขามูเซอดำและมูเซอแดง นับถือผี มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย บริเวณหน้าหมู่บ้านจะมีการจำลองบ้านและวิถีชีวิตของชาวมูเซอ - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านหลวง เป็นชาวจีนยูนานที่อพยพมาจากประเทศจีนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมกุหลาบพันปี (Rhododendron) ในช่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะออกดอกผลิบานตลอดทางเดิน - จุดชมวิวกิ่งลม สามารถชมทะเลหมอกและวิวพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากท้องฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย - จุดชมวิวหมู่บ้านนอแล นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ความสวยงามของธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยสัมผัสกับแสงแรกแห่งอรุณ และตะวันลับขอบฟ้าที่สวยงามได้ - กิจกรรมชมหิ่งห้อย ในยามค่ำคืนนักท่องเที่ยวจะเห็นแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยเป็นจำนวนมาก - ขี่จักรยานชมธรรมชาติที่สวยงามของแปลงเกษตรภายในสถานีฯ ในช่วงฤดูหนาว ช่วยเพิ่มความสนุกสนานน่าตื่นเต้นในการเที่ยวชม - ขี่ล่อชมธรรมชาติ สถานีฯ มีการจัดกลุ่มชาวบ้านนำล่อมาให้บริหารแก่นักท่องเที่ยวได้ขี่ชมสถานที่บริเวณแปลงต่างๆ ล่อเป็นสัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ผู้สนใจสามารถติดต่อเช่าขี่ล่อได้ที่สถานีฯ - ดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ดูนกที่มีนกหลากหลายสายพันธุ์โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่จะมีนกอพยพที่หาดูยาก การเดินทาง เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ผ่านอำเภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ ถึงกิโลเมตรที่ 137 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 ขึ้นไปอีก 25 กิโลเมตร ถึงดอยอ่างขาง เส้นทางชันและคดเคี้ยว เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังดอยอ่างขาง ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมาประมาณ 1,000-1,500 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-450-107-9 9. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์  มีลักษณะพื้นที่เป็นหุบเขาลาดชัน โดยแนวเขาที่ทอดไปในแนวเขาสันปันน้ำเป็นได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองทิศทาง คือทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซึ่งด้านตะวันออกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำปิง และด้านตะวันตกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำแจ่ม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1, 300 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก ผักไฮโดรโพนิกส์ และงานวิจัยพืชเมืองหนาว - สวนแปดสิบพรรษา สวนเฉลิมพระเกียรสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2550 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ภายในสวนตกแต่งด้วยกุหลาบพันปี และไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงเฟิร์น แหล่งเก็บรวบรวมพันธุ์เฟิร์นหายากและใกล้สูญพันธุ์ ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและพืชสวน รวบรวมพันธุ์เฟินไว้กว่า 50 สกุล 140 ชนิด - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงพืชกินสัตว์ เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง พิงกุย ซาราซีเนียชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบนพื้นที่สูง - สวนกุหลาบพันธุ์ปี รวบรวมพืชสกุล Rhododendron เช่น อาซาเลีย (Azalia) และกุหลาบพันปีชนิดต่างๆ หลายชนิด เป็นพืชการค้าในต่างประเทศและหลายชนิดได้ขยายพันธุ์มาจากต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ เช่น คำแดง หรือคำดอย (Rhododendron arboreum) ที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ตามพื้นที่สูงของประเทศไทย เช่น ดอนอินทนนท์ ดอยอ่างขาง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - หมู่บ้านม้งขุนกลาง ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง การแต่งกาย การละเล่น เลือกซื้อสินค้าและงานหัตถกรรมที่ตลาดม้ง การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดในประเทศ 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชมพืชพรรณไม้ป่าดิบเขา มอส ไลเคน และแหล่งดูนกนานาชนิด - พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่ กม.ที่ 41 เมื่อ พ.ศ.2530 กองทัพอากาศสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษา 5 รอบ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของชั้นเขา และสวนดอกไม้โดยรอบ - น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ / สวนหลวงสิริภูมิ ภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ บริเวณหน้าน้ำตกสิริภูมิมีสวนธรรมชาติตกแต่งด้วยพรรณไม้ ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะประมาณ 500 เมตร เรียกว่า “ สวนหลวงสิริภูมิ ” สามารถเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ไปตามเส้นทางสายนี้จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 มีทางแยกขวามือบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงสถานีฯ 91 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-286-777-8 , 080-769-1944 10. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ จ.เชียงราย การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ เริ่มต้นในรูปแบบของงานอาสาพัฒนาชาวเขา โดยมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ งานส่งเสริมของศูนย์จึงไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก จนปี พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ และทรงมีพระราชดำรัสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวบ้านดอยสะโง๊ะให้มากขึ้น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะจึงก่อตั้งขึ้น มีพื้นที่รับผิดชอบ 7 หมู่บ้าน 636 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 38 ตารางกิโลเมตร หรือ 23,750 ไร่ ประชากรประกอบด้วยชาวเขาเผ่าอาข่า ไทลื้อ และคนพื้นเมือง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมงานพัฒนาและงานส่งเสริมการปลูกพืชผัก สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอก และพืชไร่ ผลผลิตที่โดดเด่น คือ ดอกคาโมมายล์ และดอกหน้าวัว - เกษตรธรรมชาติร่มโพธิ์ทอง (สวนตาคม) นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและชิมผลไม้ตามฤดูกาล เช่น องุ่น ส้มโอ ลองกอง มังคุด เงาะ ฯลฯ พร้อมทั้งเรียนรู้ระบบการเกษตรแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวบนดอยสะโง๊ะ สามารถมองเห็นวิวสามเหลี่ยมทองคำและแม่น้ำโขง (สันนิฐานว่าในอดีตเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่สามารถมองเห็นได้ทุกทิศทาง มีร่องรอยคูเมือง มีแผ่นอิฐเก่าเป็นร่องน้ำ) - สามเหลี่ยมทองคำ ทะเลสาบเชียงแสน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ่อล้างทอง การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงสาย 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด-เวียงป่าเป้า-แม่สรวย เข้าทางหลวงสาย 1 ผ่านอำเภอเมืองเชียงราย เลี้ยวขวาเข้าอำเภอแม่จัน ตามทางหลวงสาย 1016 ถึงอำเภอเชียงแสน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1290  ผ่านสามเหลี่ยมทองคำ ถึง กม.18  เลี้ยวซ้ายเข้าไป 3 กิโลเมตร  สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ทุกประเภท สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยาง ก่อนถึงศูนย์เป็นถนนลูกลัง 1.5 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-163-346 , 081-951-9711 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ วันหยุดยาวในเดือนนี้ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวภาคเหนือ อย่าลืมแวะเวียนไปชมโครงการหลวงต่างๆ ด้วยนะครับ แล้วคุณจะค้นพบความสุขอีกมุมหนึ่ง ที่ธรรมชาติและผู้คนท้องถิ่นจะมอบให้ :) ขอบคุณที่มาและรูปภาพ : www.thairoyalprojecttour.com , เรียบเรียงโดย : Travel MThai

เที่ยวหน้าฝน ที่อุทยานฯ ไหนดี?
สถานที่ท่องเที่ยว /  อุทยานแห่งชาติ / 

ใกล้ถึงฤดูฝนกันแล้ว สมาชิกผู้อ่านหลายท่าน กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยว ที่เหมาะกับช่วงนี้อยู่ใช่ไหม? ทีมงาน Travel MThai จึงได้รวบรวม แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับช่วงหน้าฝน คงหนีไม่พ้น อุทยานแห่งชาติจากที่ต่างๆ ซึ่งการเดินทางมาเที่ยวยัง อุทยานฯ ในช่วงเวลานี้ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรดาต้นไม้ในป่าใหญ่ ที่มีสีเขียว สดจากน้ำฝนอยู่เสมอ ให้ความรู้สึกที่เย็นสดชื่น (ถึงขั้นหนาวก็เป็นได้) แต่ทว่าการเดินทางในช่วงฤดูฝนนี้ ในบางสถานที่ ต้องอาศัยความระมัดระวังอยู่เสมอ และต้องศึกษาข้อมูลที่เที่ยวดีๆ จะได้เดินทางปลอดภัย และเที่ยวสนุกอย่างราบรื่น กันนะครับ ^____^ เที่ยวหน้าฝน ที่อุทยานฯ ไหนดี? 1.อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จ.อุตรดิถ์ เที่ยวช่วงไหน : ช่วงเดือนสิงหาคม-ต้นตุลาคม มีอะไรดู : กางเต๊นท์นอนบนลานสนภูสอยดาวจะเต็มไปด้วยพรรณไม้ดอกนานาชนิด เช่น หงอนนาค สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน บานสะพรั่งอวดความงามทั่วลานสนสามใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วง ถือ ว่าเป็นนางเอกของภูสอยดาว ยามเช้าๆ บนลานสนของภูสอยดาวจะตกอยู่ภายใต้ทะเลหมอก นอกจากนี้ยังมีน้ำตกสายทิพย์ ให้ได้ยลโฉมความงามความชุ่มชื้นของมอสตะไคร้ที่เกาะตามโขดหิน เเละน้ำตกภูสอยดาว ตรงจุดเริ่มต้นเดินเท้าขึ้นภู น้ำใสไหลเเรงให้เราได้ลงไปเล่นน้ำผ่อนคลายหลังจากที่เดินภูหนักหนามาทั้งวัน สามารถนำรถมาจอดตรงที่ ทำการอุทยานฯ จากนั้นใช้การเดินเท้าขึ้นภู (อย่างเดียว) ระยะทาง 6.8 กม. ใช้เวลาราวๆ 5-8 ชม. ต้องเตรียมเต๊นท์เเละอุปกรณ์เเค้มปิ้งไปเอง เรียกได้ว่า อยู่กับธรรมชาติมากๆ   ปีนภูดูทะเลดอกไม้ในป่าสน บนภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์ อ่านต่อ >>>  ........................................................................ 2.อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เที่ยวช่วงไหน : ต้นเดือนมิถุนายน ถึง ปลายเดือนกรกฎาคม มีอะไรดู : "ทุ่งดอกกระเจียว" หลากหลายสายพันธุ์ สีชมพูสดใสที่พร้อมใจกันขึ้นรายรอบบริเวณ ของอุทยานฯ และมีสีเขียวของลำต้ันและก้านใบ ประกอบกับสีเขียวของหญ้าทีขึ้นมาแซม ทำให้ทุ่งดอกกระเจียวสวยงามเหมือนกับทุ่งในทรวงสวรรค์เลย ถ้าฝนตกชุกหน่อย พื้นดินเปียกชุ่มเจ้าดอกกระเจียวที่แสนสวยของเราก็จะขึ้น เยอะเต็มท้องทุ่ง มองไปทางไหนก็จะมีแต่สีเขียวชะอุ่ม และสีชมพูแกมขาว สวยอย่าบอกใครเลย นอกจากนี้ ยังมี "ป่าหินงาม" หรือ (ลานหินงาม) อยู่ทางทิศตะวันตกของที่ทำการอุทยานฯ ทั่วบริเวณเรียงรายไปด้วยหินก้อนน้อย ใหญ่ รูปร่างแปลก ๆ มากมายในพื้นที่กว่า 10 ไร่ เป็นลานหินซึ่งเกิดจากการกัดเซาะดินและเนื้อหินทรายมานานนับลานปี บ้างก็มีรูปรา่างเหมือนกับถ้วยฟุตบอลโลก บ้างก็เหมือนกบเรด้า และรูปต่าง ๆ แล้วแต่จะจินตนาการ แต่เมื่อดูแล้วชวนให้เกิดความเพลิดเพลินใจเป็นยิ่งนัก...  ทุ่งดอกกระเจียว อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ อ่านต่อ >>>   ........................................................................ 3.อุทยานแห่งชาติไทรทอง อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เที่ยวช่วงไหน : ดอกกระเจียวที่นี่จะบานช้ากว่า อุทยานแห่งชาติ ป่าหินงาม เมื่อเที่ยว ทุ่งดอกกระเจียว ที่ป่าหินงามในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค. แล้ว ยังมาเที่ยวที่ทุ่งดอกกระเจียว อุทยานแห่งชาติไทรทองได้อีกในช่วง ก.ค.-ส.ค. มีอะไรดู : อุทยานแห่งชาติไทรทอง นั้นเป็นทุ่งดอกกระเจียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดชัยภูมิ มีความพิเศษที่มีดอกกระเจียว2 สี คือ ดอกกระเจียวสีม่วงอมชมพู (ดอกบัวสวรรค์) และดอกกระเจียวสีขาว (ดอกบัวเทพอัปสร) โดยเส้นทางเดินดูดอกกระเจียว จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มเส้นทางใหญ่ๆ ใกล้ๆ อุทยานนั้นจะมี น้ำตกไทรทอง น้ำตกตาดโตน มอหินขาว เเละ จุดชมวิวที่ผาหำหด ผาหำหดมีลักษณะเป็นแผ่นดินที่ยื่นออก ไปติดหน้าผา มีความสูงประมาณ 864 เมตร จากระดับน้ำทะเล สามารถมองเห็นวิวทิวทัศนของอำเภอภักดีชุมพลได้อย่างชัดเจน เมื่อขึ้นไปยืนจะรู่สึกหวาดเสียวน่ากลัวสมชื่อ  ผาหำหด สุดยอดความเสียวเบื้องล่างที่ชัยภูมิ อ่านต่อ >>> ........................................................................ 4.อุทยานแห่งชาติไทรโยค จ.กาญจนบุรี เที่ยวช่วงไหน : ฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่น้ำในน้ำตกมีมาก ประมาณเดือนกรกฎาคม ถึงตุลาคม มีอะไรดู : น้ำตกไทรโยคน้อย อยู่ริมถนนแสงชูโตช่วงกม. 59 แวะเที่ยวได้ แบบไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงเป็นนํ้าตกขนาดกลางๆ ที่อาจจะไม่เหมาะกับการเล่นนํ้าสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นจุดแวะพักที่เวิร์กทีเดียว เพราะนอกจากนํ้าตกที่สัมผัสได้ถึงอากาศบริสุทธิ์เย็นสดชื่นแล้ว ณ จุดนี้ยังเป็นตลาดของฝากที่คึกคัก โดยเฉพาะเมนูของทอด ทั้งกล้วยทอด มันทอด เผือกทอด หมูทอด เนื้อทอด อีกทั้งยังมีร้านอาหารมากมาย ให้ฝากท้องแบบหิวเลือกได้ และร้านขายของที่ระลึก ที่ยืนยันว่าคุณได้มาถึงไทรโยคแล้ว บริเวณ น้ำตกไทรโยคน้อย ยังได้มีการนำหัวรถจักรไอน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาตั้งไว้เพื่อรำลึกถึงการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่สร้างผ่านบริเวณหน้าน้ำตก เข้าสู่ประเทศพม่า  ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดขบวนรถไฟสายน้ำตก พานักท่องเที่ยวไปชมน้ำตกแห่งนี้ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทาง จากสถานีขนส่งอำเภอเมืองผ่านน้ำตกไทรโยคน้อย ซึ่งออกทุก 30 นาที ตั้งแต่เวลา 06.00 - 18.30 น. น้ำตกไทรโยคใหญ่ เป็นน้ำตกคู่บ้านคู่เมืองของกาญจนบุรีมานาน ครั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค และได้รับความนิยมเรื่อยมา ภายในอุทยาน คุณสามารถเช่าบ้านพัก กางเต็นท์ ค้างคืนได้ มีร้านอาหารไว้คอยบริการ ทั้งยังมีบริการทัวร์ล่องเรือแม่น้ำแควน้อย ล่องแพชมความงามของธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์  อุทยานแห่งชาติไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี อ่านต่อ >>> ........................................................................ 5.สุดยอดแห่งน้ำตก ทีลอซู อ.อุ้มผาง จ.ตาก เที่ยวช่วงไหน : ไปช่วงต้นฝน มิ.ย. - ก.ค. สภาพเส้นทางที่ล่องเรือยางสวยมาก ต้นไม้เพิ่งออกใบใหม่สีเขียวสดป่าสวย น้ำตกพองาม ไปช่วงกลางฝน ส.ค. - ต.ค. น้ำเยอะดี น้ำตกเต็มหน้าผา แต่ต้องเดินเข้าไป คนก็ไม่ค่อยมีเพราะไม่อยากเดิน ไปช่วงหมดฝน พ.ย. - ธ.ค. สบายๆ ไม่ต้องเดิน นั่งรถถึงจุดพักแรม คนเยอะแต่น้ำเริ่มลดลง ไปช่วงหนาวจน ม.ค. - เม.ย. คือว่าน้ำใสดี คนก็น้อย น้ำก็น้อย มีอะไรดู : ส่วนใหญ่นิยมมาเป็นโปรแกรมเเพคเกจ 3 วัน 2 คืน คืนแรกล่องเรือยางจากตัวเมืองอุ้มผางมาตามแแม่น้ำแม่กลอง ไปนอนเต็นท์ที่ เขตรักษาพันธุ์ป่าอุ้มผางทีลอซู เช้ารุ่งขึ้นเดินเข้าไปชมน้ำตก แล้วเดินทางกลับรีสอร์ท คืนที่ 2 นอนรีสอร์ทสบายๆ เช้าวันรุ่งขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้น เเละทะเลหมอกที่ ดอยหัวหมด เป็นอันจบโปรแกรมทัวร์ การเดินทางจากอุ้มผางสู่ทีลอซู สามารถใช้รถ หรือล่องเรือก็ได้ เเต่ในหน้าฝนทางถนนเข้าจะปิด เเนะนำให้ล่องเรือไปตามเเม่น้ำเเม่กลอง จะได้ภาพธรรมชาติที่สวยงามมากว่า เพราะจะได้เห็นความสวยงามของ น้ำตกทีลอซู จ่อที่ตกลงมาจากหน้าผาสูงลงสู่ลำน้ำแม่กลอง ถัดจากนั้นมาไม่ไกลก็จะผ่านน้ำตกสายรุ้ง หากเดินทางไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมก็จะเห็นรุ้งกินน้ำที่เกิดจากแสงที่ตก กระทบกับละอองน้ำของสายน้ำตก นอกจากนี้ยังมีน้ำตกริมทางให้ได้หยุดแวะเล่นน้ำกันอีกด้วย ระยะเวลาสำหรับการล่องเรือยางประมาณ 3-4 ชั่วโมง เมื่อขึ้นจากเรือยาง จะต้องเดินเท้าหรือนั่งรถต่อไปยังจุดกางเต็นท์พักแรมที่เขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อีกประมาณ 10 กิโลเมตร วันถัดมาจึงจะได้ชื่นชมกับความงามของ น้ำตกทีลอซู น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดแห่งผืนป่าบริเวณทิศตะวันตกติดชายเแดนพม่า ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย เที่ยว...น้ำตกทีลอซู อ่านต่อ >>> ........................................................................ 6.ล่องแก่งน้ำเข็ก สายน้ำเดือดแห่งพิษณุโลก เที่ยวช่วงไหน : เดือนกรกฎาคม – ตุลาคม มีอะไรดู : ไม่ว่าใครที่มีโอกาสไปสัมผัสที่นั่น ต่างบอกเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า "มันส์มากกกกก" แม้จะมีขนาดของลำน้ำที่ไม่ใหญ่นัก แต่ด้วยระดับความแรงของสายน้ำที่ไต่ระดับ ตั้งแต่ระดับ 1 ไปจนถึงระดับ 5 ทำให้ ลำน้ำเข็ก จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับท๊อปฮิตของนักล่องแก่ง ในเมืองไทย นักท่องเที่ยวสามารถนำเรือยางออกไป ล่องแก่ง เป็นหมู่คณะได้อย่างสนุกสนานปนหวาดเสียว ไปตามแก่งต่างๆ ที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า คุณจะได้พบกับแก่งสุดมันส์เกือบ 20 แก่ง ใช้ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร และใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงแล้วแต่กระแสน้ำ  ........................................................................ 7.ล่องแก่งหินเพิง จ.ปราจีนบุรี เที่ยวช่วงไหน : ที่นี่ มีเทศกาลล่องแก่งหินเพิง จัดขึ้นทุกๆ ปี ในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง เดือนตุลาคม  ณ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีอะไรดู : แก่งหินเพิง เป็นแก่งหินตอนปลายสุด
ของแม่น้ำใสใหญ่ ซึ่งมีลักษณะทางธรณีวิทยา
เป็นชั้นหินทราย ครั้นเมื่อถึงฤดูฝน กระแสน้ำ 
จะไหลหลากอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดเกาะแก่งต่าง ๆ มากมาย 

แก่งหินเพิงเป็นที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง
สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทายกับ สายน้ำ 
อันเชี่ยวกราก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน 
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม กระแสน้ำบริเวณแก่งหินเพิงจะไหลรุนแรงมาก การล่องแก่งที่นี่ใช้แพยางนั่งได้ประมาณ 8 -10 คน 
ล่องในลำน้ำใสใหญ่ สภาพแก่งน้ำอยู่ในระดับ 3 -5 
นักล่องแก่งจะต้องใช้ทักษะ และความชำนาญในการพายสูง ความตื่นเต้นท้าทาย
การล่องแก่งสายนี้ จุดเด่นอยู่ที่ตัว แก่งหินเพิง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการล่องแก่ง ตัวแก่งหินเพิง มีลักษณะเป็นลานหินหักเทลื่นลงมาจนเกิดเป็นกระแสน้ำวน และเชี่ยวกราก ต้องใช้ความสามารถ และทักษะในการพายเป็นอย่างยิ่ง 

จากจุดเริ่มต้นเหนือ แก่งหินเพิง ลงมาจะผ่าน แก่งวังบอน บริเวณนี้มีโขดหินสองฝั่งขวางกระแสน้ำอยู่ บีบให้กระแสน้ำเข้าหากัน 
เป็นรูปตัววี และถ้าผ่านแก่งวังบอนมาได้ กระแสน้ำหลังแก่งวังบอนจะไหลย้อนทิศทางตรงนี้สามารถพักเรือบริเวณนี้ได้ 
ล่องเรือต่อมาจะพบกับ แก่งลูกเสือ ซึ่งมีความสนุกสนานเร้าใจไม่แพ้แก่งหินเพิง และผ่านไปจนถึง แก่งวังไทร และ แก่งงูเห่า 
ซึ่งเป็นแก่งสุดท้ายของการล่องแก่ง สายน้ำช่วงนี้แก่งวังไทรจะมีลักษณะเป็นคลื่นใหญ่ม้วนตัวขึ้นเป็นวง สร้างความตื่นเต้น 
เร้าใจได้พอสมควร  ........................................................................ 8.นอนแพหน้าฝน เขื่อนเชี่ยวหลาน กุ้ยหลินเมืองไทย เที่ยวช่วงไหน : เที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพราะมีลักษณะเป็นเขื่อนปิด เเต่หน้าฝนก็จะมีหมอกเยอะลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือเขาหินปูน ดูสวยชุ่มฉ่ำดี มีอะไรดู : เขื่อนรัชชประภา หรือที่เรียกกันติดปากว่า กุ้ยหลินเมืองไทย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของอุทยานแห่งชาติเขาสก ทัศนียภาพโดยทั่วไปภายในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนรัชชประภา มีทัศนียภาพที่สวยงามมาก นักท่องเที่ยวทุกคณะที่ไปเห็นล้วนประทับใจ ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาหินปูนที่สูงชัน ล้อมรอบไปด้วยผืนน้ำที่กว้างใหญ่ ด้วยความลึกของระดับน้ำ กรอปกับสีของตะไคร้น้ำที่อยู่เบื้องล่าง ทำให้น้ำในเขื่อนมีสีเข้มเหมือนสี มรกต จนนักท่องเที่ยวหลายท่านคิดว่าเป็นน้ำทะเล ลักษณะภูมิประเทศไปคล้ายกับภูมิประเทศที่เมืองกุ้ยหลินประเทศจีน จึงได้ฉายาว่า กุ้ยหลินเมืองไทย นอกจาก เขื่อนรัชชประภา จะมีทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว พื้นที่รายรอบเขื่อนยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีก เช่น "เขาสามเกลอ" แก๊งค์เขาหินปูนสามหน่อที่แช่นํ้าใสสีฟ้าสวย รอให้ผู้คนไปเยี่ยมชม ถ่ายภาพคู่เป็นที่ระลึก "ถ้ำปะการัง" อยู่เขตของทะเลใน นั่งแพไม้ไผ่ไปไม่ไกล ก็ถึงถํ้าหินงอกหินย้อยที่ไม่เหมือนถํ้าอื่นๆ เพราะหินงอกหินย้อยที่ถํ้าปะการังนี้จะแตกหน่อเล็กๆ คล้ายปะการังในทะเล ดูแปลกตา... คราวนี้เราก็จะได้ชมปะการังบนบกกันล่ะ "จุดชมวิวเขื่อนเชี่ยวหลาน" เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ อยู่บนเขาสูงซึ่งจะต้องเดินป่าไต่ความสูงขึ้นไป จากจุดชมวิว เมื่อมองลงมาจะเห็นเกาะแก่งน้อยใหญ่ที่รายรอบอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำ อันนี้ค่อนข้างต้องใช้ความพยายาม (และความถึก) ในการเดินป่ากันนิดนึง แถมอาจจะต้องผจญกับฝูงทากตัวน้อยๆ ถ้าอยากไปเดินอย่าลืมพกถุงกันทากมาด้วยนะ เที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน (กุ้ยหลินเมืองไทย) จ.สุราษฎร์ธานี อ่านต่อ >>>   ........................................................................ 9.ฝนโปรยปราย ไอหมอก ฤดูกะหล่ำปลี บนภูทับเบิก เที่ยวช่วงไหน : เที่ยวได้ดีในฤดูหนาว เเต่ฤดูฝนใช่ว่าจะเที่ยวไม่ได้นะ หลายๆคนถามว่า กะหล่ำปลีมีช่วงไหน  ช่วงนี้มีกะหล่ำปลีอยู่ไหม 
คำตอบแบบ ฟันธง !! กะหล่ำปลีภูทับเบิกมี 2 ช่วง
... ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ กลางเดือน พฤษภาคม – กรกฎาคม ช่วงที่ 2 เดือน ตุลาคม – กลางเดือน ธันวาคม มีอะไรดู : เมื่อฝนโปรยปราย กะหล่ำปลี เริ่มเขียวขยายๆ เป็นวงกว้างทั่วภูทับเบิก ไอหมอก และความหนาว ก็เข้ามาเยือนอีกครั้ง ความสวยงาม บรรยากาศ หามิได้จากที่ไหน กะหล่ำปลี กำลังเริ่มเขียวจนจะทั่ว ภูทับเบิก ใครหลายๆคนที่อยากเห็นไร่กะหล่ำปลีบนภูทับเบิกก็เตรียมตัว เตรียมตังค์มาเที่ยวช่วงนี้เป็นต้นไปได้เลย นอกจากไร่กะหล่ำปลีแล้ว ภูทับเบิกหน้าฝน มีหมอกลงตลอดวัน ในบางวันช่วงเช้าๆ มีทะเลหมอกที่สวยงามมาก และมีโอกาสเห็นมากกว่าหน้าหนาวอีก หมอกในตอนเช้าๆสีขาวนวล ท้องฟ้าสดใส สวยกว่าในตอนหน้าหนาวมากทีเดียว ส่วนเรื่องอุณหภูมิหน้าฝนแบบนี้ไม่เคยเกิน 30 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 27-28 องศา ส่วนกลางคืน 18-20 องศา หนาวตลอดปีจริงๆ ขนาดหน้าร้อนยังไม่ร้อนเลย แล้วหน้าฝนจะร้อนได้ยังไงจริงไหมหละ  ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ อ่านต่อ >>> ........................................................................ 10.ปืนผา..โรยตัว “น้ำตกธารรัตนา” จ.ปราจีนบุรี เที่ยวช่วงไหน : ช่วงหน้าฝนก็ควรเป็นช่วงที่ฝนตกไม่ชุกมาก ปริมาณน้ำตกกำลังสวยงาม และไม่อันตรายจนเกินไป หรือช่วงปลายฝนต้นหนาวก็ยังพอได้อยู่นะ มีอะไรดู : "น้ำตกธารรัตนา" เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม เกิดจากคลองวังบอน มีต้นน้ำจากเขาสมอปูน ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินหอม ระยะทางประมาณ 100 เมตร จากถนนสายเนินหอม-เขาใหญ่ กม.ที่ 16 ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองปราจีนบุรีประมาณ 25 กิโลเมตร การโรยตัวที่ น้ำตกธารรัตนา ต้องเตรียมสภาพร่างกายและสภาพจิตใจให้พร้อม ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ฝึกสอนการโรยตัวอย่างเคร่งครัด เนื่องจากน้ำตกธารรัตนามีความสูงรวมหลายร้อยเมตร ธารน้ำตกจะตกลงด้านหนึ่ง เราก็ต้องโรยตัวปีนลงมาอีกด้านหนึ่ง และต้องโรยตัวรวม 4 ชั้น แต่ละชั้นก็จะมีความชันประมาณ 70 - 90 องศา และความสูงมีตั้งเเต่ 15- 20 เมตร ไปจนถึง ประมาณ 60 เมตรเลยล่ะ!! ส่วนใหญ่เเล้วการมาโรยตัวที่น้ำตกแห่งนี้ สำหรับคนใจกล้าก็จะใช้เเพคเกจ "โรยตัว 4 ผา 5 น้ำตก" คือ ผสมผสานระหว่างกิจกรรมผจญภัย 3 รูปแบบ ได้แก่ โรยตัวจากหน้าผา เดินป่า และพายเรือแคนูน้ำเรียบโดยใช้เส้นทางน้ำตกธารรัตนาซึ่งประกอบไปด้วยหน้าผา 4 แห่งและน้ำตก 5 แห่ง โรยตัวลงสู่อ่างเก็บน้ำวังบอนและพายเรือแคนูเข้าฝั่งอีก 800 เมตร รวมระยะทางการเดินทางประมาณ 4.5 กิโลเมตร  ........................................................................ 11.อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี เที่ยวช่วงไหน : เที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนตุลาคม ปลายฝน ต้นหนาว จะให้บรรยากาศที่เย็นสบายจากไอฝนท่ามกลางป่าไม้ มีอะไรให้ดู : ป่าสนสองใบธรรมชาติ มีประมาณกว่า 1,300 ต้น  อยู่บนเทือกเขาพุเตยเป็น ป่าแปลกมหัศจรรย์เพราะป่าสนจะเจริญเติบโตในพื้นที่ภูเขาสูงชัน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป แต่ป่าสนแห่งนี้เจริญเติบโตบนพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 763 เมตรเท่านั้น สภาพป่าสมบูรณ์มาก จนได้รับเลือกให้เป็นศูนย์แม่พันธุ์ไม้สนสองใบในภาคกลาง บางต้นมีขนาดใหญ่วัดได้ถึง 2-3 คนโอบ ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ 1 (พุเตย) ประมาณ 12 กิโลเมตร น้ำตกตะเพินคี่น้อย เป็นน้ำตกขนาดเล็กอยู่ใกล้กับหมู่บ้านตะเพินคี่ มีน้ำไหลตลอดปี เป็นความงดงามทางธรรมชาติ ที่คนภายนอกไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสัมผัส เหมาะสำหรับผู้ที่รักการเดินทางแบบผจญภัยเล็กๆ น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่ เป็นน้ำตกขนาดเล็กมีสองชั้น ความสูงประมาณชั้นละ 5-6 เมตร มีน้ำไหลตลอดปี เพราะเป็นต้นน้ำและบ่อน้ำผุด ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และยังมีถ้ำที่สวยงามที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจ อุทยานแห่งชาติพุเตย ธรรมชาติสมบูรณ์หนึ่งเดียว จ.สุพรรณบุรี อ่านต่อ >>>  ........................................................................ ขอบคุณข้อมูล:  ชิลไปไหนดอทคอม และภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต เรียบเรียงโดย Travel MThai

กรุ๊ปตากล้องญี่ปุ่น ทำคลิป
SIREN

ย้อนกลับไปในยุคปี 2000 เมื่อเกมส์ผีอย่าง Siren บนเครื่องเกมส์ PlayStation 2 ได้สร้างความสะพรึงกลัวและชวนหลอนกับผู้เล่นเกมส์ต่างประเทศโดยเฉพาะผู้เล่นเกมส์ชาวญี่ปุ่น เนื่องจากสถานที่ภายในเกมส์ได้อ้างอิงจากหมู่่บ้านร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดไซตามะที่อยู่ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ถึงม้เกมส์จะวางขายมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ความทรงจำแบบหลอนๆชวนสะดุ้งก็ยังคงตรึงใจกับผู้เล่นอย่างแน่นอน ล่าสุด กลุ่มผู้รักการถ่ายภาพจากประเทศญี่ปุ่นอยากหวนรำลึกสถานที่ดังกล่าวอีกครั้งเพื่อตามรอยเส้นทางของเกมส์ Siren อีกครั้ง ซึ่งบรรยากาศในหมู่บ้านร้างเต็มไปด้วยซากปรักหักพังที่เหลือเพียงแต่อดีต วัชพืชบนผืนดินเติบโตและปกปิดเส้นทางถนนหมูบ้าน บ้างหลังหนึ่งที่ถูกทิ้งร้าง สิ่งของภายในบ้านกระจัดกระจายมากมาย มีเพียงต้นไม้ใบหญ้าที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นป่าดงดิบ เพียงแค่รับชมภาพและวิดีโอก็รู้สึกถึงความหลอนทั้งๆที่ถ่ายภาพในช่วงกลางวันเท่านั้น แต่มั่นใจว่าเมื่อตะวันตกดินเมื่อไร จะเพิ่มระดับบรรยากาศความน่ากลัวและชวนหลอนอย่างแน่นอน เกมส์ Siren นำเสนอเรื่องราวของตัวละครเกมส์ผู้หญิงผู้หนึ่งที่มีความเชื่อและมีจิตสัมผัสที่ดีผจญภัยสู่หมู่บ้านร้างที่ถูกแยกออกจากชานเมืองอันไกล้โพ้น เกมส์นี้นำเสนอถึงความน่ากลัว,​เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดปรากฏเข้ามา และนำเสนอว่าด้วยเรื่องการข้ามเวลาเข้ามา และเกมส์นี้เคยได้วิจารณ์ในด้านบวกอีกด้วย ข้อมูลจาก rocketnews24

เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ
สถานที่ท่องเที่ยว /  เที่ยวอันซีน

ทางเว็บไซต์ Skyscanner ได้รวบรวมเส้นทางท่องเที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และธรรมชาติมหัศจจรย์ ให้นักท่องเที่ยวได้เปิดใจให้กว้างกับเส้นทางใหม่และออกเดินทางไปค้นพบว่า มหัศจรรย์ธรรมชาติ นั้นมันสวยงามเกินคำบรรยาย และไม่มีคู่มือการเดินทางเล่มใดอธิบายได้ดีกว่าประสบการณ์ของตัวนักท่องเที่ยวเอง แต่จะมีที่ใดนั่น ลองมาติดตามกัน... เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ  เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ ปราสาทธม (Prasat Thom temple) เกาะแกร์ (Koh Ker) ประเทศกัมพูชา เขตเมืองโบราณอยู่ห่างจากเสียมราฐ 100 ก.ม. รู้จักกันในนาม “พีระมิดเกาะแกร์” เป็นกลุ่มปราสาทเก่าโบราณและศาสนสถานที่ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัย วรมันที่ 4 ประมาณปีเริ่มจาก 921 – 944 ปี (พ.ศ.1464 – พ.ศ.1487) เป็นเมืองหลวงเก่าที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในป่ารกร้าง เป็นเมืองที่ถูกลืมไปร่วม 1059 ปี จนมีการค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2546 หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมในเขตปราสาทแต่ห้ามเดินเข้าไปในเขตป่ารอบๆ เพราะยังมีกับระเบิดที่ยังกู้ไม่หมด หมู่เกาะราชา อัมพัต (Raja Ampat Archipelago) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ใกล้เมืองโซรอง (Sorong) รู้จักกันในนาม "4 พระราชา” (Four Kings) และ “อะเมซอนแห่งท้องทะเล” (Amazon of the seas) ประกอบไปด้วยเกาะหลัก 4 เกาะ อันได้แก่ เกาะมิซูล (Misool) เกาะซาลาวาติ (Salawati) เกาะบาตันตา (Batanta) และ เกาะไวเกียว (Waigeo) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความอุดมทางธรรมชาติสูง มีฝูงปลากว่า 1300 ชนิด และเป็นบ้านของเต่า 6 พันธุ์ใน 7 พันธุ์เต่าของทั้งโลก หอยร่วม 700 ชนิด และปะการังกว่า 500 ชนิด ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำที่สวยที่สุดในโลก หมู่บ้านคัมชอน (Gamcheon Village) ปูซาน (Busan) ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) รู้จักกันในนามซานโตรินีแห่งเกาหลี (Korea’s Santorini) แต่เดิมหมู่บ้านนี้เป็นเขตสลัมของผู้อพยพหนีสงครามและนักบวชจำนวนมาก ซึ่งทำให้รู้จักกันในนาม “แทกึกโก” (Taegeukdo Village) หรือ “เขตศาสนา” ต่อมาถูกทิ้งให้รกร้าง เพราะอยู่ห่างไกลไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล จนกระทั่งในปี 2009 (พ.ศ. 2552) ได้มีการบูรณะหมู่บ้านนี้ขึ้นมาใหม่ ได้เชิญนักเรียน นักศึกษา และช่างศิลป์สาขาต่างๆ มาช่วยกันทาสีและซ่อมแซมหมู่บ้านแห่งนี้ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นซานโตรินีแห่งเกาหลี เพราะบ้านเรือนหลากสีสันน่ารักที่ตั้งหลดหลั่นกันในเขตเนินเขาวงกต เคป ยอร์ก เพนนินซูล่า (Cape York Peninsula) แคร์นส์ (Cairns) ประเทศออสเตรเลีย (Australia) แหลมเหนือสุดของประเทศออสเตรเลียที่ดินแดนใต้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของแนว ปะการังระดับโลก “เกรท แบริเออร์ รีฟ” (The Great Barrier Reef) คุณรู้หรือไม่ว่าบนแผ่นดินของแหลมเคป ยอร์ก นั้น เป็นดินแดนที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของโลกภายนอก เป็นเขตป่าเขาสมบูรณ์ที่การเข้าไปเยือนนั้นมีเพียงแค่ 2 ทาง คือ เครื่องบินขนาดเล็ก (puddle jumper plane) หรือขับรถโฟร์วีลล์ ไดรฟ์ (4WD) ตะลุยป่าและดินลูกรังเข้าไป ไม่ว่าคุณอยากจะไปชมความอุดมของป่าดิบชื้น ชมนกและสัตว์ภาคพื้นทวีป หรือจะไปตกปลาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ดินแดนแห่งนี้ควรค่าแก่การไปเยือนก่อนที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่จะเข้ามาครอบคลุม ประเทศจอร์เจีย (Georgia) ประเทศใต้ร่มเงาของเทือกเขาคอเคซัสทางใต้ (Southern Caucasus mountains) เป็นประเทศกึ่งกลางทวีปยุโรปและเอเชียจนบางครั้งถูกขนานนามว่า “ประเทศสองทวีป” (Transcontinental country) เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในอดีต จอร์เจียมีความเป็นมามากว่า 3 พันปี ประเทศนี้มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรมโบราณ บ้านเมืองน่ารัก และธรรมชาติภูเขาอันสวยงาม ไปเยือนหมู่บ้านหอหอยบนขุนเขาที่ได้ขึ้นเป็นมรกดโลก “หมู่บ้านอูชกูลี” (Ushguli Village) หมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นสวาเนติบน (Upper Svaneti) เยือนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประเทศบอตสวานา (Botswana) ไปขี่ม้าข้ามทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari) พายเรือล่องลุ่มน้ำเซลินดา (Selinda Canoe Trail) ชมน้ำตกวิคตอเรีย (Victoria Falls) อันสวยงาม ไปท่องซาฟารี ณ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอวากัง (Okavango) ไปส่องสัตว์ป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าโมเรมิ (Moremi) ซึ่งมากมายไปด้วยสิงสาราสัตว์ เช่น สิงโต จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส และเสือดาว เป็นต้น สุดท้ายอย่าลืมแวะไปชมทะเลสาบเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ มักกาดิกกาดี (Makgadikgadi) หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos Islands) ประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador) เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งได้ขึ้นเป็นมรดกโลกไปเมื่อปี พ.ศ. 2521 เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องสัตว์โลกและพืชพรรณที่แปลกตา เนื่องด้วยทางสภาพภูมิศาสตร์ที่อยู่กึ่งกลางของโลก ทำให้บริเวณหมู่เกาะแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากทั้งกระแสน้ำเย็นจัด น้ำเย็น และน้ำอุ่น รวมกันถึง 3 สาย ถือเป็นเขตธรรมชาติของโลกที่ยังสวยงามสมบูรณ์ เพราะการท่องเที่ยวในหมู่เกาะเหล่านี้จะเน้นเชิงอนุรักษ์ หมู่เกาะอะซอเรส (The Azores) ประเทศโปรตุเกส (Portugal) ใกล้เมืองปงตาเดลกาดา (Ponta Delgada) หมู่เกาะ 9 เกาะ กลางมหาสมุทรแอตแลนติค (Atlantic Ocean) นอกชายฝั่งของประเทศโปรตุเกส เป็นอาณาจักรแห่งมหัศจรรย์ธรรมชาติที่มีนักท่องโลกเพียงแค่หยิบมือหนึ่งได้ ไปเยือน ชมฝูงปลาวาฬและปลาโลมากว่า 24 พันธุ์ ชมปลาและสัตว์น้ำนานาพันธุ์ที่บางชนิดอาศัยอยู่เพียงที่นี่เท่านั้น ชิมไวน์พื้นบ้านรสดี ขับผิวและผ่อนคลายใจในบ่อโคลนเดือดกลางแจ้ง ตามรอยนักผจญภัยไปเดินป่า เลาะเขา ชมภูเขาไฟในเขตป่าทึบ ดินแดนแห่งนี้มีทุกอย่างที่นักเดินทางกระหายจะได้สัมผัส เรคยาวิก (Reykjavik) ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland) ไปเที่ยวชมแสงเหนือ (Aurora –The Northern Lights) อันสวยงาม ไปชมบ่อน้ำพุร้อน บลูลากูน (Blue Lagoon Hot Springs) ชมโบสถ์ที่สร้างจากหินภูเขาไฟ ฮอลล์กริมสเคิร์กยา (Hallgrimskirkja) ชมธารน้ำแข็ง ภูเขาและถ้ำน้ำแข็ง ไปเล่นสกี ชมบ้านตึกรามบ้านเมืองน่ารักๆ และสตรีทอาร์ท (Street  Art) ปาตาโกเนีย (Patagonia) ประเทศชิลี (Chile) ใกล้เมืองบัวโนส ไอเรส (Buenos Aires) ปุนตา อาเรนัส (Punta Arenas) และ เอลคาลาฟาเต (El Calafate) ดินแดนสุดขอบโลก แผ่นดินรอยต่อระหว่างประเทศชิลีและอาร์เจนติน่า ดินแดนที่มีทุกสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศไม่ว่าจะแห้งแล้งทะเลทราย เทือกเขาสูงชัน ป่าดงดิบทึบ ทะเลสาบกลางหุบเขา หาดทรายขาวติดปากอ่าว และธารน้ำแข็งในซีกโลกใต้ เป็นดินแดนที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์และมีน้อยคนนักที่ได้ไปเยือน หนึ่งในดินแดนที่เหล่านักเดินทางได้บันทึกไว้ว่าจะต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก skyscanner.co.th

ดอยมวยก้นหอย หุบเขาธรรมชาติมหัศจรรย์
unseen /  ดอย / 

ดอยมวยก้นหอย (Puge County) ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ห่างจากตัวเมืองนครซีชางไปทางใต้ 30 ก.ม. ครอบคลุมพื้นที่ 2,400 ตารางก.ม. ส่วนที่เป็นเขตทัศนียภาพสำคัญกิน พื้นที่ 1,083 ตารางก.ม. ในภาษาชนชาติหยีเรียกดอยมวยก้นหอยว่า “อันฮาโป” มีความหมายว่ายอดเขา 500 ลี้ หรือยอดเขานิ้วมือทั้งห้า เป็นภูมิทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ดอยมวยก้นหอย หุบเขาธรรมชาติมหัศจรรย์ ยอดเขาหลักชื่อ เยเอ๋อเอ่อฮา มีความสูง 4,359 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าลอยเด่นเป็นสง่าในหมู่ยอดเขา ธรรมชาติได้แกะสลักให้ดอยมวยก้นหอยหลัวจี้ซานมี รูปลักษณ์มหัศจรรย์ชวนให้หลงใหล โดยมีลักษณะซ้อนกันเป็นชั้นขึ้นไปดั่งปิระมิด เหมือนหอยโข่งคว่ำ และ คล้ายมวยผมของสตรีโบราณ จึงเป็นที่มาของชื่อดอย มวยก้นหอย ซึ่งภาษาจีนเรียกว่าหลัวจี้ซานนั่นเอง ในประวัติศาสตร์ดอยมวยก้นหอย เคยเป็นปูชนียสถานของพระพุทธศาสนายุคต้นๆ ของจีน จนถึงยุคทองแห่งพระพุทธศาสนาในราชวงศ์ถัง เฉพาะวัดหลัวจี้ก็มี พระภิกษุประจำอยู่ถึง 3,000 รูปแล้ว ในหุบเขามีห้วง น้ำเขียวมรกตที่เงียบวังเวง สายหมอกลอยละลิ่ว จึงเป็นสถานที่สัปปายะของชาวพุทธ เป็น “แดนสวรรค์” สำหรับ การปลีกวิเวกปฏิบัติธรรม ในจีนโบราณได้บัญญัติชื่อสถานที่สำคัญบนดอย มวยก้นหอยไว้ดังนี้คือ “12 ถ้ำพระพุทธ” “18 ยอดเขา” “25 ลาน” “32 สระสวรรค์” “72 ยอดเขา” “108 ทิว- ทัศน์” นอกจากนี้ยังมีน้ำตกจากน้ำพุร้อนที่งดงามอัศจรรย์ ความยิ่งใหญ่อลังการของกลุ่มยอดเขาบนดอยมวยก้นหอย เรียงรายลดหลั่นเป็นชั้น มองจากที่ไกลดูคล้าย กับเกาะสวรรค์ในตำนานเทพนิยายที่ปรากฏตรงหน้า ถ้ามองในระยะใกล้ จะเห็นหน้าผาสูงชัน ต้นไม้เก่าแก่สูง เทียมฟ้า ไม้ดอกดารดาษหลากสีสันราวกับผ้าแพรพรรณ เมื่อขึ้นสู่ยอดเขา จะเห็นทั้งภูดอยธารน้ำยาวนับพันลี้ ไกลสุดสายตา บนเขายังมีป่าดงดิบขนาดใหญ่ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างใหญ่ไพศาล ดอกไม้นานาพรรณเบ่งบานประชันสีสัน ทั้งยังมีสัตว์ป่าที่หา ยากอีกด้วย กล่าวได้ว่าทั่วทุกแห่งล้วนมีมนต์เสน่ห์ เงียบสงบชวนพิศวง จึงทำให้ดอยมวยก้นหอยกลายเป็น แหล่งทัศนียภาพธรรมชาติที่รวมความยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ แปลกใหม่ น่าหวาดเสียว อนารยะ สูงชัน สงัดเงียบ งดงาม ทั้งหมดนี้มีอยู่ในดอยมวยก้นหอยแห่งเดียว ดอยมวยก้นดอย เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติว่าด้วย ธารน้ำแข็งโบราณยุคควอเตอร์นารี เมื่อหนึ่งล้านปีก่อน ที่ยังคงความสมบูรณ์ครบถ้วน และหาดูได้ยากในเขต ภูเขาของประเทศจีน รูปลักษณ์ธารน้ำแข็งโบราณซึ่งรวม ทั้งลักษณะเหลี่ยมเขาในร่องรอยธารน้ำแข็งโบราณ แอ่งและร่องธารที่เกิดจากการกร่อนโดยธารน้ำแข็ง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการท่องเที่ยว การผจญภัย และ การสำรวจวิจัยเป็นอย่างยิ่ง ในบรรดาจุดชมวิวเหล่านี้ ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาที่สุดเห็นจะเป็น บึงตะกอนธารน้ำแข็ง ที่เกิดจากการกร่อนโดยธารน้ำแข็ง บึงตะกอนธารน้ำแข็ง ของดอยมวยก้นหอยกระจายอยู่ในภูมิประเทศที่มีความ สูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,150 เมตรขึ้นไป บริเวณโดยรอบของหนองบึงยังคงมีปรากฏการด้านการกร่อนโดย ธารน้ำแข็งและตะกอนธารน้ำแข็งเป็นจำนวนมาก เนื่อง จากในหนองบึงมีหินผาที่มีสี รอบบึงมีพรรณไม้ พืชหญ้า ต่างๆ และซากพืชเน่าเปื่อยในดิน ทำให้น้ำในหนองบึง ปรากฏสีฟ้าสดใส สีแดงอมน้ำตาล สีเหลืองอมน้ำตาล สีเขียวสด และสีเขียวเข้ม เป็นต้น ดอยมวยก้นหอย มีภูมิลักษณ์เป็นภูเขาสูงชัน ภูมิ อากาศแบ่งเป็นโซนตามความสูงของระดับน้ำทะเล ประกอบกับผู้คนเบาบาง เป็นสภาพแวดล้อมภูมิประเทศที่ มีปิดกั้น ป่าดงดิบและสัตว์ป่าหายากนานาชนิด ตลอดจน ไม้ดอกพันธุ์ป่า พืชเห็ดต่างๆ มีหลากหลายชนิด ป่าดง ดิบมีพื้นที่กว่า 3 แสนโหม่ว (2.4 โหม่วจีน =1 ไร่) พันธุ์พืชประกอบด้วยพืชเขตร้อนแถบเอเชียใต้ พืชพวก สนเขตกึ่งร้อน พืชใบกว้างไม่ผลัดใบเขตกึ่งร้อน และ พืชพวกสนเขตกึ่งภูเขาสูง เป็นต้น รวมกว่า 180 วงศ์ ชนิดกว่า 2,000 ด้านพืชประเภทเห็ด เป็นที่รู้กันว่ามี เห็ดขนาดใหญ่ 150 กว่าชนิด สามารถรับประทานและ ใช้ทำยารักษาโรคได้มีมากถึง 80% มีสัตว์ป่าหายากร่วม 400 ชนิด ดอยมวยก้นหอยได้รักษาทรัพยากรพืชและ สัตว์ไว้ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็น “คลังพันธุกรรม” ของสิ่งมีชีวิตที่หายากในประเทศจีน ควรค่าแก่การมา เที่ยวชม เป็นฐานสำรวจศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ สำคัญยิ่ง ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : rivermk.com / นิตยสารแม่น้ำโขง / lvmama.com / ffgww.com เรียบเรียงโดย Travel MThai ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง : City Lion เมืองโบราณใต้น้ำ…สวรรค์ของนักดำน้ำ , ถ้ำเอ๋อหวังตง ถ้ำมหัศจรรย์แห่งเมืองจีน

จูบ ไม่เป็น... เซ็กส์ หมดสนุก!!
sex /  xxx / 

จูบ ไม่เป็น... เซ็กส์ หมดสนุก!! " จูบ " เป็นการกระทําระหว่างคู่รักที่แสนโรแมนติก แสนวิเศษ แสนเซ็กซี่ แต่ก็น่ารังเกียจได้เช่นกัน ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่า "ผู้ชายจูบไม่เป็น" อีกแล้ว ไม่ว่าเขาจะปลุกอารมณ์ของคุณด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ว่าเขาจะเก่งเทคนิคบนเตียงขนาดไหน นี่คือวิธีการ จูบ ไม่ได้เรื่องที่สุดที่ผู้หญิงสรุปเอาไว้   "นักบุกทะลวง" : เขาทะลวงลิ้นลงในคอของคุณลึกเกินไป ลิ้นของเขาไม่อยู่นิ่ง แต่ตวัดซ้ายทีขวาที หมุนวนข้างใน ชอนไชซอกฟันและเหงือกของคุณ จนน่าจะเป็นอาชีพเป็นผู้ตรวจสอบสํารวจช่องปากดีกว่า   "พนักงานทําความสะอาด" : หน้าของคุณเปียกโชก เพราะผู้ชายคนนี้ไม่ได้กําลังจูบ เขากําลังทําความสะอาดหน้าของคุณ ถ้าคุณปล่อยให้เขาทําต่อไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่าตามใบหน้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกายแสบแดง   "ปากตายด้าน" : ปากของเขาจะด้านชาไร้ชีวิตชีวา ก็เพราะปากของเขาเกาะกุมปากของคุณอยู่อย่างนั้นโดยไม่เคลื่อนไหวเลย สงสัยเขาคงคิดว่าคุณกําลังขาดอากาศหายใจอยู่แน่ๆ เขาก็แค่ทับปากคุณ เพราะคิดว่าคุณต้องการให้เขาช่วยผายปอด   "จ๊วบจ๊าบ" : คุณอาจนึกว่าตัวเองอยู่ในป่าดงดิบ แต่ที่แท้มันดังมาจากปากของเขา แล้วคุณจะจดจ่อกับเซ็กส์ได้อย่างไร เมื่ออยู่ท่ามกลางซาวด์เอฟเฟคท์ก้องแบบนี้? ส่วนนักจูบที่เลวร้ายที่สุดคือประเภทไหนน่ะหรือ?  คําตอบคือผู้ชายที่ไม่จูบคุณเลยมากกว่า ขอบคุณที่มาบทความจาก women.thaiza.com

ภูลวงตา เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน /  เขาพะเนินทุ่ง / 

หากเอ่ยถึง “ทะเลหมอก” ส่วนใหญ่ทุกคนคงนึกถึงทะเลหมอกภาคเหนือ แต่ยังมีทะเลหมอกอีกหนึ่งแห่งที่ไม่ไกลมากนักจากกรุงเทพฯคุณก็จะได้เห็นทะเลหมอกที่มีให้ชมตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงภาคเหนือเพราะที่ “เขาพะเนินทุ่ง” ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,207 เมตร มีให้ยลโฉมตลอดทั้งปี ภูลวงตา เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและต้นไม้ ที่พร้อมใจกันคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจนกลายเป็นทะเลหมอกหนาตา ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกันอย่างเต็มที่ในช่วงเช้าจะมองเห็นกลุ่มควันแห่งความหนาวสีขาวนวลปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อเริ่มจางลงบริเวณเบื้องล่างจะปรากฏภาพป่าดงดิบอันแสนชุกชุม มีเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดตาอยู่ด้านหลังโดยจุดชมทะเลหมอกจะมีอยู่ 2 แห่งคือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 และ 36 สำหรับช่วงที่ทะเลหมอกถูกยอมรับว่างดงามรวมถึงมีอากาศเย็นสบายที่สุด คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังสามารถชื่นชมดอกไม้แปลกตาและมีโอกาสพบสัตว์หายากนานาชนิดได้ตลอดเวลาเช่นนกเงือกค้างแว่นถิ่นใต้พญากระรอกดำไก่ฟ้าไก่ป่าเป็นต้น - อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้กำหนดปิดพื้นที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ตั้งแต่บริเวณด่านสามยอด – บ้านกร่างแคมป์ – เขาพะเนินทุ่งในวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม และจะเปิดอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปี - กำหนดเวลาขึ้น–ลงเขาพะเนินทุ่งวันละ 2 รอบดังนี้  เวลาขึ้น  ช่วงเช้าเวลา 05.30- 07.30 น.   ช่วงบ่ายเวลา 13.00 – 15.00 น. เวลาลง  ช่วงเช้าเวลา 09.00 – 10.00 น.  ช่วงบ่ายเวลา 16.00 – 17.00 น. - จองพื้นที่กางเต็นท์  www.dnp.go.th - ติดต่อเช่ารถขึ้นเขาพะเนินทุ่ง และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 032-459293 - สอบถามข้อมูลโรงแรม / ที่พักนอกที่ทำการอุทยานที่ ททท.สำนักงานเพชรบุรี โทร.032-471005-6 www.เที่ยวภาคกลาง.com การเดินทาง จากกรุงเทพ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ผ่านจ.สมุทรสงคราม – สมุทรสาครถึงแยกวังมะนาวอ.ปากท่อจ.ราชบุรี ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรี ถึงสามแยกท่ายาง (กม.183-184) เลี้ยวเข้าถนน 3187 ผ่านอ.ท่ายางและเลียบคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ 7 กม. ถึงเขื่อนเพชร ใช้เส้นทาง 3499 ระยะทางประมาณ 30 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากที่ทำการอุทยานฯ ถึงบ้านกร่างแคมป์ ระยะทาง 35 กม. และต่อไปอีก 15 กม.ถึงเขาพะเนินทุ่ง ข้อมุลและภาพ : dreamdestinations.tourismthailand.org / การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / tiewpakklang.com เรียบเรียงโดย  Travel MThai ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง : คาเมล รีพับบลิค โซน “สวนสัตว์” ที่ไม่ควรพลาด , ลัดเลาะลำน้ำ เมืองเพชรบุรี

10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

อุกกาบาต  (Meteorites) เป็นชิ้นวัตถุแข็งที่มีส่วนประกอบของ หิน (Stone) และ เหล็ก (Iron) ซึ่งอยู่ในระบบสุริยะซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะนี้ และมีอีกบางส่วนที่เกิดขึ้นจากเศษที่แตกหักออกมาจากดาวหาง โดยวัตถุเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า สะเก็ดดาว  ต่อมาเมื่อสะเก็ดดาว โคจรเข้ามาอยู่ในรัศมีแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้มันถูกดึงดูดลงยังพื้นโลกด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง จนเกิดการเสียดสีกับบรรยากาศจจนร้อนจัดและหลอมตัวเป็นลูกไฟสว่าง หากว่าสะเก็ดดาวนั้นมีขนาดเล็ก ก็จะถูกเผาไหม้และสลายไป เราเรียกว่า ดาวตก แต่หากสะเก็ดดาวมีชิ้นส่วนซึ่งสลายตัวไม่หมดและเหลือซากตกลงมาถึงพื้นโลก จนถูกเรียกว่าอุกกาบาต และนี่คือ 10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต 10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต 10. Chicxulub Crater : Mexic หลุมนี้เกิดขึ้นจากการชนของอุกกาบาตขนาดยักษ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ก่อให้เกิดแรงระเบิดที่เทียบเท่ากับระเบิด TNT 100 เทราตัน คาดกันว่าเพราะการชนครั้งนี้ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์จนหมดสิ้น เพราะแรงระเบิดของมันก่อให้เกิดสึนามิ แผ่นดินไหว และเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ โลกทั้งใบถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันมหาศาลจนสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 9. Manicouagan Crater : Canada มีอีกชื่อหนึ่งว่า “eye of Quebec” เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 212 ล้านปีที่แล้ว มีความกว้าง 3 กม. 8. Kara-Kul Lake : Tajikistan หลุมอุกกาบาตที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,900 เมตร อยู่ใกล้ชายแดนประเทศจีน 7. Clearwater Lakes : Canada เกิดจากอุกกาบาตที่พุ่งชนพร้อมกันสองลูก เมื่อประมาณ 290 ล้านปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เนื่องจากความงดงามของท้องทะเลโดยรอบนั่นเอง 6. Mistastin Lake : Canada ชนโลกเมื่อ 38 ล้านปีที่แล้ว กว้างประมาณ 28 กม. 5. Gosses Bluff  : Australia กระแทกโลกเมื่อ 142 ล้านปีก่อน แรงระเบิดของมันมีอาณุภาพทัดเทียมระเบิด TNT 22,000 เมกกะตัน 4. Aorounga Impact Crater : Chad เกิดจากอุกกาบาตเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.6 กม. ชนโลกเมื่อ 200-300 ล้านปีก่อน 3. Deep Bay : Canada อยู่บริเวณ Saskatchewan, Canada การพุ่งชนก่อให้เกิดทะเลสาบลึก กินอาณาเขตถึง 13 กม.พุ่งชนเมื่อประมาณ 100 ล้านปีที่แล้ว 2. Lake Bosumtwi Crater : Ghana หลุมนี้อยู่ห่างไป 30 กม.จากเมือง Kumasi, Ghana เป็นทะเลสาบธรรมชาติเพียงแห่งเดียวของที่นี่ เกิดจากการชนเมื่อประมาณ 1.3 ล้านปีที่แล้ว มีความลึก 10.5 กม. ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่กินอาณาเขตกว้างขวาง 1. Barringer Crater : Arizona, US ประมาณ 49,000 ปีที่แล้ว อุกกาบาตหนัก 1,000 ตัน โหม่งโลกด้วยความเร็วกว่า 40,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ก่อให้เกิดหลุมลึก กินอาณาบริเวณถึง 55 กม.นับเป็นการชนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ความแรงของการระเบิดครั้งนั้นอานุภาพเทียบเท่ากับระเบิด TNT กว่า 20 ล้านตันเลยทีเดียว ที่มา : www.toptenthailand.com, http://thaiastro.nectec.or.th/

Cookie Run Season 2 แจก เพชรฟรี 100 อัน รับได้แล้ววันนี้
Cookie Run /  Cookie Run Season 2 / 

เกมส์มือถือ Cookie Run Season 2 ได้ทำการแจกเพชรฟรีจำนวน 100 เม็ด โดยผู้เล่นสามารถขอรับฟรีและขอรับง่ายๆได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วิธีการขอรับเพชรเกมส์ Cookie Run ฟรี 100 เม็ด 1) เข้าที่หน้าตั้งค่าเกมส์ (Setting) 2) หากตั้งค่าเกมส์เป็นภาษาไทย ให้ไปที่หน้า Event 3) หากตั้งค่าเกมส์เป็นภาษาอังกฤษ ให้ไปที่หน้า Coupon 4) กรอกรหัสคำว่า cookierun2ndstory 5) ทำการออกจากเกมส์และเข้าใหม่อีกครั้ง และก็จะได้รับเพชรฟรี 100 เม็ดทันที เกมส์ Cookie Run Season 2 (คุกกี้รัน ซีซั่น 2) มีการเพิ่มเติมเรื่องการปรับปรุงฉากเกมส์ใหม่ทุกด่าน มีทั้งฉากในป่าดงดิบหรือฉากขนมหวาน ที่บรรจุอุปสรรคไว้มากมาย อาศัยไหวพริบทักษะในการกระโดดหลบหลีกและเก็บของในเกมส์เพื่อทำแต้ม, เพิ่มลูกเล่นใหม่ในโบนัสเวลา, เพิ่มระดับเลเวลสูงสุดในส่วนของเลเวลพลังและตัวผู้เล่น ที่น่าสนใจคือ มีการเพิ่มคุกกี้และสัตว์เลี้ยงในแบบใหม่ๆให้เลือกเล่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเติมระบบ Event การเชิญ รวมถึงปรับปรุงหน้าเริ่มต้นเกมส์และเอฟเฟคเสียงเกมส์ให้ทันสมัยมากขึ้นเช่นกัน

อุทยานแห่งชาติคลองพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คลองพนม /  อุทยานแห่งชาติ / 

อุทยานแห่งชาติคลองพนม อยู่ในท้องที่ตำบลคลองศกตำบลพนม และตำบลพลูเถื่อน และตำบลพนมอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชันและสวยงามมาก เรียงรายสลับซับซ้อนเชื่อมต่อกันเป็นแนวสันเขา มีฝนตกชุกตลอดปี เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำตาปี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญสายเดียวของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีจุดเด่นที่น่าสนใจ เช่น ถ้ำแก้ว ถ้ำน้ำลอด เขาวงก์ น้ำตกโตนไทร น้ำตก เขาวงก์ไผ่เฉียงรุน บัวผุด การล่องแก่ง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งพันธุ์ไม้มีค่าและหายากขึ้นอยู่ เช่น ตะเคียนตาเสือจิก เขากระท้อน ขนุนป่า เสียดช่ออินทนิล นากบุดหงอนไก่ จำปาป่า เป็นต้น มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 256,500 ไร่ หรือ 410.4 ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติคลองพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพ : hotelsguidethailand.com สภาพภูมิประเทศ เป็นภูเขาสูงชันประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ โดยเฉพาะตอนเหนือของพื้น ที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชันและสวยงามเรียงรายสลับซับซ้อน เชื่อมติดต่อเป็นแนวสันเขายาวจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก จุดสูงสุดจากพื้นอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ มีความสูงประมาณ 870 เมตรจากระดับน้ำทะเล พื้นที่ราบมีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบระหว่างหุบเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 เมตร ปรากฏอยู่ทั่วไป เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของคลองพนม และคลองศก ซึ่งจะไหลไปรวมกับคลองแสง เป็นต้นกำเนิดของคลองพุมดวง ที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตาปี ลักษณะภูมิอากาศ ของป่าแห่งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับแห่งอื่นในภาคใต้ของประเทศไทย คือ มีฝนตกชุกตลอดปี ประกอบกับได้รับอิทธิพลของทะเล ซึ่งสามารถรับลมมรสุมได้ทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และอิทธิพลของภูเขาสูง ที่เป็นสิ่งกีดขวางลมมรสุมมีป่าไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น จึงทำให้ฝนตกมากกว่าในท้องที่ทั่วๆ ไป ซึ่งสามารถจำแนกได้ชัดเจนเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนเริ่ม จากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ฤดูร้อน เริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน โดยมีฝนตกชุกมากที่สุดระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม และมีอากาศร้อนมากที่สุดในต้นเดือนเมษายน สถานที่ท่องเที่ยวใน อุทยานแห่งชาติคลองพนม ภาพ : http://board.trekkingthai.com/ ถ้ำแก้ว อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติคลองพนม ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยเดินเลียบตีนเขาไปถึงปากถ้ำประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามแปลกตามากมาย แบ่งเป็นห้องย่อยๆได้ 4 ห้อง ได้แก่ห้องเกล็ดแก้ว ห้องฤาษี ห้องม้าน้ำ และห้องหม้อยา ใช้ระยะเวลาเดินชมประมาณ 40 นาที ก็สามารถชมความงามของถ้ำได้ทั้งหมด ถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่คพ.1 (บ้านคลองพนม) ประมาณ 5 กิโลเมตรภายในถ้ำมีน้ำไหลผ่านตลอด มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามและมีฝูงค้างคาวอาศัยอยู่จำนวนมาก ใช้เวลาเดินผ่านถ้ำประมาณ 40 นาที อีกด้านหนึ่งของถ้ำ เป็นที่ตั้งของค่ายคอมมิวนิสต์เก่า ซึ่งมีเนื้อประมาณ 1,000 ไร่ล้อมรอบด้วยภูเขาซึ่งทางเข้าค่ายเก่านี้ ต้องเข้าจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์แห่งเดียวเท่านั้น น้ำตกเขาวงก์ อยู่ห่างจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูง 8 ชั้น ไหลลดหลั่นลงมาจากหน้าผาสูงสู่ลำห้วยเบื้องล่าง น้ำตกแห่งนี้เป็นแนวต่อเนื่องกับสายน้ำ ที่ไหลมาจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ โดยไหลผ่านพื้นที่เกษตรกรรมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่เคยตั้งอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เรียกว่า “ค่ายเขาวงก์” และเป็นต้นน้ำของคลองพนม น้ำตกโตนไทร เป็นน้ำตกที่มีตลอดปีมีความสูง 12 ชั้น มีความสวยงามตามธรรมชาติ และป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้ ตลอดจนสัตว์ป่าและนกชนิดต่างๆ บริเวณน้ำตกจะมีต้นไทรขึ้นปกคลุมแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วน้ำตกโตนไทร อยู่ห่างจากหมู่บ้านสะพานนาคหมู่ที่ 5 ตำบลคลองศกอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 3.5 กิโลเมตร โดยมีทางรถยนต์เข้าถึงหมู่บ้านและเดินเท้าต่อจนถึงน้ำตกใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เส้นทางเดินป่าเพื่อไปชมบัวผุด บัวผุดพบมากบริเวณเขาหลังบ้านถ้ำผึ้งหมู่ที่ 6 ตำบลคลองศก อำเภอพนมห่างจากถนนสายหลักสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า เข้าไปช่วงหลักกิโลเมตรที่ 108 ประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่ออีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงแหล่งบัวผุด ซึ่งโดยมากบัวผุดจะบานในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงที่อากาศ และดินมีความชื้นพอเหมาะ  บัวผุด เป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นกาฝากชนิดหนึ่งอาศัยกินน้ำเลี้ยงจาก "ย่านไก่ต้ม" พบมากบริเวณเขาหลังบ้านถ้ำผึ้ง โดยมากดอกบัวผุดจะบาน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม ภาพ : http://nationalpark6.blogspot.com/ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ “ต้นไม้ใหญ่” อยู่บริเวณหลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติ จุดเริ่มต้นอยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 200 เมตร มีระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ในเส้นทางมีจุดเด่นที่น่าสนใจได้แก่ “ต้นกระบากขาว” วัดรอบต้นได้ 12 เมตร เป็นจุดเด่นของเส้นทางและมีจุดชมทิวทัศน์บนโขดหินที่สวยงาม โดดเด่นนอกจากนี้องค์ประกอบของเส้นทางก็มีป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีกลุ่มไม้ขนาดใหญ่หลายชนิด ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นมีจุดพักผ่อนที่น่ารื่นรมย์ในเส้นทาง เส้นทางศึกษาธรรมชาติทางน้ำ “ล่องแก่งลำน้ำคลองพนม-บ้านเบญจา” เริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่คพ.1 (บ้านคลองพนม) โดยจะใช้ระยะเวลาในการล่องแก่งประมาณ 4 ชั่วโมง ตลอด 2 ฝั่ง คลองจะพบทัศนียภาพที่สวยงามมีพันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ต่างๆ มากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความตื่นเต้น และท้าทายช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การล่องแก่ง คือ ช่วงน้ำหลากประมาณเดือนสิงหาคม-ธันวาคม เส้นทางศึกษาธรรมชาติทางน้ำ “ล่องลำน้ำคลองศก (วังมัจฉา-บ้านเชียวปง)” เริ่มต้นที่วังมัจฉาห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งจะได้พบกับฝูงปลามากมายหลายชนิด เช่น ปลาตะเพียนหางแดง ปลาแรด ปลากดหิน ฯลฯ ตลอดสองฝั่งคลองจะมีภูเขาหินปูนสูงชันเป็นหน้าผาที่สวยงาม โดยจะใช้เวลาในการล่องลำน้ำคลองศกประมาณ 2 ชั่วโมง ก็สามารถชมทัศนียภาพสองฝั่งคลอง ที่สวยงามและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี ที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติคลองพนม 107 หมู่ 4 ต.คลองสก  อ. พนม  จ. สุราษฏร์ธานี   84250 โทรศัพท์ 0 7791 8559 (VoIP), 0 7729 9298,0 77918559   อีเมล reserve@dnp.go.th การเดินทางรถยนต์ โดยใช้เส้นทางหลวงสายสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า ซึ่งตัดผ่านบริเวณที่ดินของหน่วยงานสหกรณ์นิคมพนม และมีทางแยกเข้าป่าแห่งนี้ (เป็นทางชักลากไม้ของผู้รับสัมปทานทำไม้ตัดผ่านเข้าไปในเขตประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณที่คาดว่าควรจะเป็นที่จัดตั้งอุทยานแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่ประมาณกม.ที่ 75 ถึงประมาณกม.ที่ 113 (ซึ่งเป็นสันเขาแบ่งเขตระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับจังหวัดพังงา) ข้อมูลและภาพ : park.dnp.go.th / wiki / http://nationalpark6.blogspot.com/ เรียบเรียงโดย Travel MThai

Uncharted 4: A Thief's End เกมส์ผจญภัย ตามรอยขุมทรัพย์โจรสลัด
E3 2014 /  E3 2015 / 

Naughty Dogs ประกาศเปิดตัวเกมส์ Uncharted 4: A Thief's End เกมส์ผจญภัยภาคใหม่ กล่าวถึงการผจญภัยครั้งใหม่ที่ท้าทายและค้นหากับสมบัติโจรสลัดในหลายศตวรรษที่แล้ว วางขาย 10 พฤษภาคม 2016 เฉพาะ PlayStation 4 เท่านั้น เกมส์ Uncharted 4: A Thief's End กล่าวถึงเหตุการณ์หลายปีหลังจากการผจญภัยครั้งล่าสุด เมื่อ Nathan Drake เลิกผจญภัยหาขุมทรัพย์ แต่เขาจำเป็นต้องผจญภัยอีกครั้งหลัง Sam พี่ชายของเขาตกอยู่ในอันตรายและร้องขอให้เขามาช่วยเหลืออีกครั้งชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้ การผจญภัยครั้งนี้ เขาต้องตามล่าหาขุมทรัพย์ของกัปตัน Henry Avery ถูกฝังเอาไว้ที่เกาะมาดากัสการ์ เขายังต้องผจญภัยไปรอบโลกตั้งแต่ ป่าดงดิบ, เมืองหลวงต่างแดน ไปจนถึงเทือกเขาหิมะ เพื่อหาเบาะแสของกัปตัน Henry Avery ที่หายสาบสูญไป เกมส์ Uncharted 4: A Thief's End วางขาย 10 พฤษภาคม 2016 เฉพาะ PlayStation 4 เท่านั้น