ป่าดงดิบ

PREDATOR - คนไม่ใช่คน - 4/4
PREDATOR /  Arnold / 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ** รหัสหนังทุกเรื่องคือ bighorror ** เวบไหนจะก๊อปหนังไปผมไม่ว่าอะไรหรอกนะครับ แต่รบกวนช่วยก๊อปชื่อลิ้งค์ที่ผมใส่เป็น AdF.ly ไปทั้งแบบนั้นเลยนะครับ ผมมีน้ำใจให้คุณแล้ว...คุณมีน้ำใจให้ผมบ้างเน่อออ ^_^ ============================================= ...(-^_^-)... ไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร..อยู่ดี ๆ ก็นึกถึงเฮียคนเหล็ก อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ คิดถึงหนังของเค้าแต่ละเรื่อง..มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ยุคนั้นต้องยกให้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ กับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ผมว่าในยุคนี้ไม่มีดาราคนไหนเป็นไอดอลของหนัง ACTION HERO เท่าเค้าสองคนแล้ว ขนาด THE ROCK ดเวนน์ จอห์นสัน หรือ เฮียเหม่ง เจสัน สเตแธม ก็เหอะ แต่ถึงจะยังไงผมก็ชื่นชอบและน้อมคารวะพวกเค้าทุกคน เพียงแต่ความคลาสสิคและมนต์ขลังแห่งความเป็นแอ๊คชั่น ต้องยกให้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ กับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ** ผมก็เลยนึกถึงหนังของ อาร์โนลด์ ที่ผมชอบมา 3 เรื่อง ที่จริงผมก็ชอบหนังของเค้าทั้งหมดแหล่ะ..แต่เอาแค่ 3 เรื่องก็พอ ประมาณว่าขี้เกียจว่างั้นเหอะไอ้ BIG ^o^ 555++ และเรื่องที่ 2 ก็คือ .... PREDATOR (1987) อีกหนึ่งตัวละครคลาสสิคของโลกภาพยนตร์..ผมโคตรชอบเจ้าพรีเดเตอร์มากกกก เคยซื้อโมเดลพรีเดเตอร์ หน้ากากพรีเดเตอร์ ของต่างๆที่เป็นพรีเดเตอร์มาสะสมด้วย...อิอิ++ ^,^ ============================================= ... เรื่องราวของหน่วยรบพิเศษกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับภารกิจช่วยเหลือตัวประกันในป่าแถบอเมริกากลาง ด้วยความสามารถและเก่งกาจของทุกคนในทีม..งานนี้ดูง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่ในป่าดงดิบแห่งนั้นได้มี นักล่าหัวกระโหลกมนุษย์ เฝ้ารอพวกเขาอยู่ !!! และมันไม่ใช่นักล่าที่เป็นมนุษย์เหมือนพวกเขา แต่มันคือนักล่าจากต่างดาวที่ไม่มีใครเคยพบเจอมาก่อน !!! งานนี้หน่วยรบพิเศษจึงต้องห้ำหั่นกับนักล่าจากนอกโลก !!! ============== ตัวอย่างหนัง ============== http://youtu.be/zRu6JL5TRXE ============== ปกหนัง ============== http://upic.me/i/fm/predator.jpeg +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ .. COPY & PASTE IN YOUR BROWSER .. 1 - http://video.mthai.com/player.php?id=23M1357997215M0 2 - http://video.mthai.com/player.php?id=23M1357997159M0 3 - http://video.mthai.com/player.php?id=23M1357997179M0 4 - http://adf.ly/HELaq

เที่ยวภูลังกา สัมผัสความหนาวใน จังหวัดพะเยา
เที่ยวพะเยา /  เที่ยวภูลังกา

วนอุทยานภูลังกา คือ อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงของอำเภอเชียงคำ และอำเภอปง จังหวัดพะเยา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหยวนและป่าน้ำลาว และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยม มีเนื้อที่ประมาณ 7,800 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545  เที่ยวภูลังกา สัมผัสความหนาวใน จังหวัดพะเยา ภาพโดย คุณChatrawee Wiratgasem โดย "ภูลังกา" นั้นเป็นภูเขาสูงชันอยู่ใน เทือกเขาสันปันน้ำ วางตัวอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 900-1,720 เมตร มีลำห้วยที่สำคัญ คือ น้ำแม่คะไหลผ่านด้านทิศใต้ ห้วยน้ำต้มและน้ำแม่รูไหลลงน้ำแม่รูทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห้วยคะแนงและห้วยป่ายางไหลลงน้ำแม่ลาวทางทิศเหนือ ลำห้วยทั้งหมดจะไหลลงสู่แม่น้ำยมต่อไป ภาพโดย คุณChatrawee Wiratgasem วนอุทยานภูลังกานั้น มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง โดยสถานที่ท่องเที่ยววนอุทยานภูลังกาแห่งแรกที่คุณจะองไม่ควรพลาดไปเยือน คือ "ภูเทวดา" เป็นยอดดอยที่สวยงาม มีความสูง 1,720 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สูงที่สุดในเทือกเขาสันปันน้ำ ไทย-ลาว เป็นจุดชมทะเลเมฆหมอก ดวงอาทิตย์ขึ้นลงและดอกไม้ป่าสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาว ภาพโดย คุณพี่อ้วนพี จากนั้นขอแนะนำให้ไปเยือน "ดอยภูนม" เป็นสันเขาแคบๆทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา เป็นยอดดอยหัวโล้นมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรงบนยอดสามารถชมทิวทัศน์ได้รอบโดย เฉพาะทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและตก ภาพโดย คุณพี่อ้วนพี หลังจากนั้นไม่พลาดแวะไปยัง "ดอยภูลังกา" เป็นสันเขาแคบๆ ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและ ลมพัดแรง เมื่อขึ้นไปบนยอดดอยชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้าได้สวยงาม และสามารถมองเห็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภาพโดย คุณพี่อ้วนพี และสุดท้ายคือ "ดอยหัวลิง" ซึ่งถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวัน ออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและ ลมพัดแรง เหมาะสำหรับชมทะเลหมอกและ พระอาทิตย์ขึ้น วนอุทยานภูลังกา ไม่มีบ้านพักหรือค่ายพักแรมบริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะไปพักแรมค้างคืนเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือ ศึกษาหาความรู้ทางธรรมชาติ โปรดนำเต็นท์และเตรียมอาหารไปเอง โดยทางวนอุทยานได้จัดสถานที่ไว้ให้พร้อมกับห้องสุขา ให้ไปติดต่อขออนุญาตใช้สถานที่กับเจ้าหน้าที่ที่วนอุทยานภูลังกาโดยตรง ภาพโดย คุณพี่อ้วนพี นอกจากนี้แล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมาก อาทิเช่น - ทุ่งดอกโคลงเคลง เป็นต้นไม้พุ่ม ดอกสีม่วง มีลักษณะสวยงาม ออกดอกบานสพรั่งในช่วงปลายฝนต้นหนาว และช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขึ้นรวมกันเป็นทุ่งกว้างและกระจัดกระจายทั่วไปในวนอุทยานภูลังกา - น้ำตกภูลังกา เป็นน้ำตก น้ำใสเย็น มี ๒ ชั้น ชั้นที่ ๑ มีความสูง ๓๐ เมตร ชั้นที่ ๒ มีความสูง ๒๐ เมตร มีความสวยงามในช่วงฤดูฝน - ลานหินล้านปี มีสภาพเป็นลานหินบนสันดอยภูลังกา มีมอสเกาะตามหิน โดยมีดอกไม้ป่าขึ้นกระจายสวยงาม เช่น ต้นบีโกเนีย, กล้วยไม้ป่า, ชมพูภูพาน, โคลงเคลง, เทียนป่า, ละตาเหินไหว เป็นต้น สวยงามมากช่วงปลายฝนต้นหนาว - หินแยงฟ้า เป็นแท่งหินยื่นโผล่ขึ้นไปบนฟ้า อยู่ปลายสุดของยอดดอยภูลังกา - ป่าก่อโบราณ เป็นสภาพป่าดิบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์พืชสมุนไพรและต้นก่อขนาดใหญ่จำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพันธุ์พืช ดอกไม้ป่า กล้วยไม้ป่า และชมนกได้อย่างสนุกตื่นเต้น โดยเฉพาะปลายฝนต้นหนาว - ร่องรอยตำนานคอมมิวนิสต์ในอดีต ดอยภูลังกาในอดีต เป็นฐานที่มั่นของคอมมิวนิสต์ ยังมีสนามเพลาะ หลุมระเบิด และถ้ำหลบภัย หลงเหลือให้ได้ดูชม ภาพโดย คุณพี่อ้วนพี การเดินทาง - รถยนต์ การเดินทางไปวนอุทยานภูลังกามี 3 เส้นทาง ดังนี้ 1.เดินทางจากอำเภอเมืองเชียงรายตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ถึงอำเภอเทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร จากอำเภอเทิงถึงอำเภอเชียงคำ 26 กิโลเมตร ไปบ้านทุ่งหล่มใหม่ 8 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงบ้านแฮะ 12 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปอีก 5 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงวนฯ 12 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 127 กิโลเมตร 2.เดินทางจากจังหวัดพะเยาผ่านอำเภอปงถึงแยกทางเข้าอำเภอเชียงคำตามทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 1092 ระยะทาง 104 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่ออีก 3 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 เลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงวนฯ 12 กิโลเมตร รวมระยะทาง 119 กิโลเมตร 3.เดินทางจากอำเภอเมืองน่านถึงอำเภอท่าวังผาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข1080 ระยะทาง 43 กิโลเมตร เดินทางไปทางเหนือแล้วเลี้ยวขวาไปอำเภอสองแถวตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ระยะทาง 33 กิโลเมตร จากอำเภอสองแถวถึงอำเภอเชียงคำแล้วเดินทางต่อไปถึงวนฯ 71 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 147 กิโลเมตร สถานที่ติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา โทร.0-5441-2699, 05441-4003, วนอุทยานภูลังกา โทร.08-1883-0307, อบต.ผาช้างน้อย โทร.0-5440-1100, ภูลังกา รีสอร์ท โทร.0-5441-5570, โครงการหลวงปังค่า โทร.0-5440-1023 ภาพโดย คุณ tends83 View Larger Map ข้อมูลและภาพ : ททท. / Visitphayao.com / pixpros.net / phayaofocus.com / board.trekkingthai.com เรียบเรียงโดย Travel MThai

ปาปัวฯ ระส่ำ ทั้งแผ่นดินไหว และเครื่องบินตก
ปาปัวนิวกินี /  เครื่องบินตก / 

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ "ยูเอสจีเอส" ว่า เกิดแผ่นดินไหวทางตะวันออกของปาปัวนิวกินี วัดความรุนแรงได้ที่ระดับ 6.7 เบื้องต้นยังไม่พบรายงานความเสียหาย และไม่มีการประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ ขระเดียวกันเพียงไม่กี่ชชั่วโมงก่อนหน้านั้น ได้เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินโดยสารขนาดเล็กแบบ 2 ใบพัดของสายการบินแอร์ไลน์ส พีเอ็นจี ของปาปัวนิวกินี ประสบอุบัติเหตุตกลงกลางป่าดงดิบอันห่างไกลทางตอนเหนือของประเทศขณะออกเดินทางไปยังเมืองมาดัง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันที 28 ราย แต่มีผู้รอดชีวิตราวปาฏิหาริย์ 4 ราย เบื้องต้นคาดว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

Guild Wars 2 เผยเกมส์ภาคเสริม Heart Of Thorns ตะลุยป่าดงดิบ
Guild Wars /  Guild Wars 2 / 

ArenaNet เปิดตัวเกมส์ภาคเสริมของเกมส์ Guild Wars 2 ภาค Heart Of Thorns พาผู้เล่นดำดิ่งไปสู่ผืนป่าลึกของ Maguum Jungle พร้อมบรรจุสกิลพิเศษๆ รวมถึงอาชีพเกมส์ใหม่ Revenant เตรียมอัพเดตเกมส์ภายในปี 2015 เกมส์ Guild Wars 2: Heart of Thorns ให้ผู้เล่นดำเนินเนื้อเรื่องจากการต่อสู้กับ Elder Dragon Mordremoth ผจญภัยป่าลึกเพื่อต่อกรเหล่าปีศาจอันทรงพลัง โดยภาคเสริมดังกล่าวนอกจากจะนำเสนอเนื้อหาตอนใหม่แล้ว ยังมอบสกิลพิเศษสำหรับตัวละครเกมส์เพื่อปลดล๊อค เปิดตัวกับระบบ Mastery ที่ให้ผู้เล่นเข้าถึงสกิลและความสามารถพิเศษในระดับที่เหนือกว่าของเลเวล 80 กับระบบ Specializations ให้ผู้เล่นปลดล๊อคอาวุธและสกิลได้ แถมเปิดตัวกับอาชีพตัวละครใหม่อย่าง Revenant ผู้ที่สามารถเรียกอาวุธระดับเทพมาใช้ต่อสู้ได้ นอกจากนี้ ยังนำเสนอพื้นที่แห่งใหม่ บอสเกมส์ใหม่อันสุดท้าทาย, โหมด PvP ประลองกำลังผู้เล่น กับแผนที่ใหม่สำหรับ World Vs. World รวมถึงการอัพเดตใหม่ๆอันมากมาย Guild Wars 2: Heart of Thorns อยู่ในระหว่างพัฒนา คาดว่าจะอัพเดตในปี 2015 นี้

อนาคอนดา 2 เลื้อยสยองโลก
หนังออนไลน์ /  อนาคอนด้า / 

เนื้อเรื่องย่อ Anacondas: The Hunt for the Blood Orchid เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นใจกลางป่าลึกบนเก­าะเบอร์เนียว ที่ซึ่งดอกกล้วยไม้ป่าที่ขึ้นชื่อว่าหายาก­ชนิดหนึ่ง ถือกำเนิดอยู่ มันคือ 'กล้วยไม้สีเลือด' ดอกกล้วยไม้นี้อาจเป็นกุญแจสำคัญ ที่นำไปสู่การสกัดยาอายุวัฒนะ เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรง พากันเดินทางลึกเข้าไปในป่าดงดิบ เพื่อแสวงหากล้วยไม้สีเลือด ด้วยความหวังที่จะค้นพบปริศนาที่มาแห่งยาอ­ายุวัฒนะ ซึ่งจะมีผลต่อไปถึงความก้าวไกลในหน้าที่กา­รงานของพวกเขา และค่าตอบแทนมหาศาลที่จะได้รับ ไม่ช้าพวกเขาก็ได้ค้นว่า นอกจากสภาพอากาศอันแสนเลวร้าย และสภาพป่าอันรกชัฏหนาแน่น ที่ขวางกั้นอยู่ระหว่างพวกเขาและสมบัติล้ำ­ค่าชิ้นนั้น ในป่าดงดิบมืดมิดแห่งนี้ ยังมีอสรพิษร้ายซุกซ่อนอยู่ เพื่อปกป้องดอกกล้วยไม้ และมันจะหยุดทุกคนที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามา ...ไม่ให้ได้กลับออกไป!..

เรื่องลับเสียวๆ ของหนุ่ม 12 ราศี
ผู้ชาย /  เคล็ดลับ / 

เรื่องลับเสียวๆ ของหนุ่ม 12 ราศี .....คุณสาวๆ เคยสังเกตกันบ้างไหมคะว่า หนุ่มติสท์ทั้งหลายมักจะเกิดในช่วงของราศีธนู ส่วนพวกหนุ่มออฟฟิศมาดดี ก็มักจะเกิดในราศีสิงห์ คุณสาวๆ women.mthai เชื่อกันไหมคะว่า "ราศี" นั้นมีผลกับบุคลิก ความชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าหากว่าอยากรู้ "เคล็ดลับ" พิชิตใจหนุ่มทั้ง 12 ราศี ก็มาดูกันเลยค่ะ... ... หนุ่มราศีมังกร มาดสุขุมนุ่มลึก ดูเป็นคนฉลาด เป็นพวกรักแล้วรักเลย ไม่ค่อยเปลี่ยนใจมีรักครั้งใหม่ เว้นเสียแต่คนรักเค้าจะแอบไปมีคนอื่น เค้าก็หันหลังให้แบบไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมเด็ดขาด X-tip : ขยับตัวเข้าไปเบียดเขา และยื่นหน้าไปใกล้ๆ ใช้ปลายลิ้นแตะที่ติ่งหู เป่าลมหายใจเบาๆ ที่ซอกคอ จนเขาหันมาจูบคุณ คาวนี้ล่ะคุณจะต้องใช้ริมฝีปากจูบด้วยความนุ่มนวล แต่...ใช้ลิ้นชอนไชเข้าไปในปากอย่างเร้าร้อน และสุดท้าย คุณจะต้องเป็นสาวปากเก่งขั้นเทพ ด้วยการใช้ปากทำออรัลให้เขา แบบที่เขาแทบกลั้นที่จะหลั่งน้ำแห่งความสยิวเอาไว้ไม่อยู่กันไปเลย ... หนุ่มราศีกุมภ์ อารมณ์คาดเดายาก หาความแน่นอนไม่ค่อยได้ ชอบความอิสระ ขี้สงสาร เขาเป็นคนรักที่เหมือนเพื่อน จนความโรแมนติกแทบขาดหายไป คุณต้องทำตัวเป็นเพื่อนเพื่อเปิดอกคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง X-tip : แอบมีความพิศดารคาดไม่ถึง ขอเพียงคุณเปิดใจรับ เขาอาจจะเอ่ยปากชวนคุณร่วมรักด้วยการ ช่วยกันแบบสยิวด้วยมือขยันทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญเขาเป้นปรมาจารย์ดัชนีพิฆาตตัวพ่อ เอาเป็นว่าสาวๆ ไม่ผิดหวังในคุณภาพอย่างแน่นอน ... หนุ่มราศีมีน ร่าเริง สดใส ดูมีชีวิตชีวา สบายๆ เข้ากับคนรอบข้างได้ง่าย แต่หนุ่มราศีมีนมักจะเป็นหนุ่มที่มีความเจ้าชู้ แบบที่เขาไม่รู้ตัว แต่ความน่ารักของเขา คือความใส่ใจสม่ำเสมอกับคนรัก คุณต้องทำโรแมนติกใส่เขาให้มากๆ แล้วเค้าจะโทรรายงานคุณเอง โดยที่คุณไม่ต้องไปจู้จี้กับเขาเลย X-tip : เขาชื่นชอบความตื่นเต้น ขณะที่เพื่อนกำลังชุลมุนอยู่ในงานปาร์ตี้ คุณสะกิดชวนเขาเข้าไปในห้องน้ำ หรือห้องครัวที่เป็นมุมสงบ แล้วเอาหลังพิงกำแพง จูบเขาอย่างดูดด่ำและใช้มือบีบรัดแท่งอาวุธของเขาด้วย จากนั้นให้คุณหันหลังเอาหน้าเข้าหากำแพง แล้วดันน้องชายของเขาเข้าสู่ถ้ำของคุณ ให้เขารับรู้ถึงไฟปรารถนาอันเร้าร้อนของคุณ ... หนุ่มราศีเมษ เป็นหนุ่มสังคม ชอบเฮฮาปาร์ตี้ ถ้าคิดจะคบใคร จะรับไม่ได้กับการต้องเป็นฝ่ายโดนทิ้ง เขาเป็นหนุ่มขี้หึงชนิดที่เก็นอาการไม่ค่อยอยู่สักเท่าไหร่ X-tip : เขารักมากกับท่าด๊อกกี้ ที่ดันแท่งอาวุธของเขาเข้าไปที่บั้นท้ายของคุณ ขอเพียงคุณเป็นฝ่ายรับที่เข้มแข็ง และส่งเสียงกระเส่าโหยหวนตามจังหวะให้ได้อารมณ์ เพราะท่านี้ มันจะทำให้เขาบรรเลงเพลงรักให้คุณได้เสียว เนิ่นนานจนคุณเองไม่ต้องขอยกสอง ... หนุ่มราศีพฤษภ เป็นคนที่มีความอบอุ่นหนักแน่น สุขุม เยือกเย็น เป็นคนค่อนข้างติดบ้าน จนบางครั้งดูเป็นคนน่าเบื่อ X-tip : เขาจะเป็นปลื้มเรื่องเซ็กส์ ด้วยกลิ่นความหอมแนวลาเวนเดอร์ ผ่อนคลายและเสื้อยืดบางเบาตัวเดียวบนตัวคุณสาวๆ นั่งดูหนังในห้องนั่งเล่น เอาหัวซบไหล่แล้วค่อยเลื้อยขยับตัว ถูไปมาเนียนัวบนตัว เพื่อกระตุ้นอารมณ์เขา หลังจากนั้นก็กระโดดโยกย้าย ไปมาปรนเปรอบนตัวเขา จนคุณสาวๆ อาจได้ยินเสียงครางจากพ่อหนุ่มแบบเบาๆ มาเป็นระยะๆ ... หนุ่มราศีเมถุน เป็นหนุ่มที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เลิศบรรเจิดมาก เขาชอบสาวที่ดูฉลาด ไม่ชอบผู้หญิงแนวสวยใสแต่ไร้สมอง วิธีมัดใจเขา คุณแค่เป็นสาวรักตัวเอง ทำงานเก่ง มีความรับผิดชอบ แค่นี้เขาก็หนีไปไหนไม่รอดแล้ว X-tip : โยนความอายไว้ข้าวหลัง แล้งลองเอาน้ำผึ้งค่อยๆ ทาบนตัวเขาที่หน้าอก แล้วคุณสาวๆ ลองใช้ลิ้นเลียไปให้ทั่วจนถึงเบื้องล่างแล้วรัวลิ้นให้ทั่ว แล้วตวัดไปที่ลูกตุ้มสองใบ หลังจากนั้นใช้ปากและลิ้นดูดดื่มแท่งอาวุธของเขาจนเขาทนแทบไม่ไหว หลั่งน้ำรัก ใส่ปากให้คุณกลืนกิน ... หนุ่มราศีกรกฏ ดูเป็นหนุ่มหัวโบราณ รักบ้าน รักสัตว์ ชอบทำอาหาร แต่เขาต้องการความรักที่จริงใจและมีอนาคตร่วมกัน หากว่าไม่ใช่แล้วเขาจะรีบตัดสินใจเลิกได้อย่างง่ายดาย X-tip : ปล่อยตัวให้เขาลากคุณไปที่ขอบเตียง แล้วให้เขายกขาของคุณพาดไว้ที่ไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อให้เขากระแทกแท่งอาวุธอย่างเต็มอารมณ์ และคุณสาวๆ อาจเติมรสชาติด้วยการส่ายสะโพกเด้งรับไปมา ให้อารมณ์ฝังลึกจนเสียวสะท้านไปทั้งคู่ ... หนุ่มราศีสิงห์ ดูดีมีสไตล์ทุกองศา พูดจาตรงไปตรงมา ชอบงานสังคม ภายนอกอาจดูเจ้าชู้ แต่ลึกๆ แล้ว เค้าต้องการคนที่เข้าใจและทำให้เขาหัวเราะได้ X-tip : แนบร่างเปลือยเปล่าของคุณทั้งคู่เข้าหากัน ใต้ฝักบัวน้ำไหลรินรดตัวคุณทั้งสอง แล้วนัวเนียคลอเคลียร่างทั้งสองให้เสมือนใกล้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วหลังจากนั้นแกล้งก้มลงทำเป็นเก็บสบู่ เปิดช่องให้เขาบรรเลงรักจังหวะสุดท้ายต่อจนจบ ... หนุ่มราศีกันย์ เป็นหนุ่มที่มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินตัว พูดจาอ่อนโยน ไม่ชอบการทะเลาะหรือเสียงดังโวยวาย รับไม่ได้ ถ้าแฟนสาวมีนิสัยช่างขอ ชอบต่อรอง งอแง เป็นเด็กๆ คุณจะต้องเป็นสาวที่มีความเป็นตัวของตัวเอง พูดจาสุภาพ X-tip : บีบนวดท้ายทอยของเขาเบาๆ โดยใช้ใบหน้าช่วยบีบนวดแผ่นหลังของเขาไปด้วย จากนั้นค่อยๆ เลื่อนมือมาช่วยให้เขาตื่นตัว สลัดความตึงเครียดออกไป พอเครื่องร้อนจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา เพราะเขาชอบทำให้คนรักในช่องทางสนามรักปกติ แต่เนินนานตราบเท่าที่คุณพอใจ แล้วจึงปลดปล่อยของเขาออกมา ... หนุ่มราศีตุล หนุ่มราศีนี้โรแมนติกตัวพ่อ เวลามีความรักจะเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม ไม่ค่อยโกรธใคร แพ้ทางออดอ้อนออเซาะ แบ๊วๆ อย่างไม่น่าเชื่อ แต่คุณสาวๆ จะต้องแต่งตัวให้ดูดีอยู่เสมอ ไม่ปล่อยตัวให้ดูโทรม เพราะมันจะทำให้เขารู้สึกว่าขนาดตัวคุณยังไม่ดูแล แล้วจะไปดูแลใครได้ X-tip : โยกย้ายส่ายสะโพกบนตักเขาด้วยการที่คุณนั่งหันหลัง แล้วให้มือเขามาจับคลึงอยู่ที่หน้าอกของคุณ ขณะนุ่งดูซีรี่ส์เรื่องโปรด แบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นัวเนียจนเสร็จภารกิจก็นอนกอดอยู่หน้าทีวีจนหลับกันไปด้วยความอบอุ่นปนเสียวกันทั้งคู่ ... หนุ่มราศีพิจิก เขาเป็นพวกรักจริงหวังแต่ง ดังนั้นเขาจึงรับไม่ได้ที่คุณสาวๆ มีเพื่อนสนิทเป้นหนุ่ม ถึงแม้รู้ว่าแค่เพื่อน เขาก็อดหึงหวงไม่ได้ X-tip : สร้างความคาดไม่ถึงด้วยกิจกรรม "in car in love" ปรับเบาะเก้าอี้ให้เอนลง ยกขาคุณขึ้นที่บ่าเขา จับมือเขามาทะลวงป่าดงดิบ ให้เกิดอารมณ์เสียวปนเสียงกระเซ่า จนเขาแทบทนไม่ไหว แล้วคว้ามือเขามาขบนิ้ว พร้อมร้องควรญครางให้เขาตื่นเต้นยิ่งขึ้น เหมือนเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งได้ใกล้ชิดกัน แต่ยังไม่ได้เสียกันง่ายๆ ... หนุ่มราศีธนู ช่างคิดช่างหวัง รักการเดินทาง เวลามีแฟนเอาใจเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ เขาจะรับไม่ได้ที่คุณแต่งหน้าตลอดเวลา เพราะเขาต้องการความเป้นธรรมชาติ ชอบคนที่ดูแลตัวเอง X-tip : คุณสาวๆ ต้องเป็นฝ่ายรุก เหมือนเป็นแม่เสือสาวนักล่า จับลำเรือของเขาล่องแล่นไปในธารน้ำไหลเชี่ยวของคุณ หลังจากนั้นคุณก็เป็นฝ่ายควบคุมจังหวะแบบหนักแน่น บดขยี้ล้ำลึกเหมือนควงสว่านเจาะให้ถึงแก่นบ่อน้ำ จากเชื่องช้าเข้าๆ ออกๆ โดยจัดไปเต็มความรู้สึก ทั้งน้ำเสียงและลีลาเวลาอยู่บนตัวเขา... .

เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ
สถานที่ท่องเที่ยว /  เที่ยวอันซีน

ทางเว็บไซต์ Skyscanner ได้รวบรวมเส้นทางท่องเที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และธรรมชาติมหัศจจรย์ ให้นักท่องเที่ยวได้เปิดใจให้กว้างกับเส้นทางใหม่และออกเดินทางไปค้นพบว่า มหัศจรรย์ธรรมชาติ นั้นมันสวยงามเกินคำบรรยาย และไม่มีคู่มือการเดินทางเล่มใดอธิบายได้ดีกว่าประสบการณ์ของตัวนักท่องเที่ยวเอง แต่จะมีที่ใดนั่น ลองมาติดตามกัน... เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ  เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ ปราสาทธม (Prasat Thom temple) เกาะแกร์ (Koh Ker) ประเทศกัมพูชา เขตเมืองโบราณอยู่ห่างจากเสียมราฐ 100 ก.ม. รู้จักกันในนาม “พีระมิดเกาะแกร์” เป็นกลุ่มปราสาทเก่าโบราณและศาสนสถานที่ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัย วรมันที่ 4 ประมาณปีเริ่มจาก 921 – 944 ปี (พ.ศ.1464 – พ.ศ.1487) เป็นเมืองหลวงเก่าที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในป่ารกร้าง เป็นเมืองที่ถูกลืมไปร่วม 1059 ปี จนมีการค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2546 หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมในเขตปราสาทแต่ห้ามเดินเข้าไปในเขตป่ารอบๆ เพราะยังมีกับระเบิดที่ยังกู้ไม่หมด หมู่เกาะราชา อัมพัต (Raja Ampat Archipelago) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ใกล้เมืองโซรอง (Sorong) รู้จักกันในนาม "4 พระราชา” (Four Kings) และ “อะเมซอนแห่งท้องทะเล” (Amazon of the seas) ประกอบไปด้วยเกาะหลัก 4 เกาะ อันได้แก่ เกาะมิซูล (Misool) เกาะซาลาวาติ (Salawati) เกาะบาตันตา (Batanta) และ เกาะไวเกียว (Waigeo) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความอุดมทางธรรมชาติสูง มีฝูงปลากว่า 1300 ชนิด และเป็นบ้านของเต่า 6 พันธุ์ใน 7 พันธุ์เต่าของทั้งโลก หอยร่วม 700 ชนิด และปะการังกว่า 500 ชนิด ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำที่สวยที่สุดในโลก หมู่บ้านคัมชอน (Gamcheon Village) ปูซาน (Busan) ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) รู้จักกันในนามซานโตรินีแห่งเกาหลี (Korea’s Santorini) แต่เดิมหมู่บ้านนี้เป็นเขตสลัมของผู้อพยพหนีสงครามและนักบวชจำนวนมาก ซึ่งทำให้รู้จักกันในนาม “แทกึกโก” (Taegeukdo Village) หรือ “เขตศาสนา” ต่อมาถูกทิ้งให้รกร้าง เพราะอยู่ห่างไกลไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล จนกระทั่งในปี 2009 (พ.ศ. 2552) ได้มีการบูรณะหมู่บ้านนี้ขึ้นมาใหม่ ได้เชิญนักเรียน นักศึกษา และช่างศิลป์สาขาต่างๆ มาช่วยกันทาสีและซ่อมแซมหมู่บ้านแห่งนี้ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นซานโตรินีแห่งเกาหลี เพราะบ้านเรือนหลากสีสันน่ารักที่ตั้งหลดหลั่นกันในเขตเนินเขาวงกต เคป ยอร์ก เพนนินซูล่า (Cape York Peninsula) แคร์นส์ (Cairns) ประเทศออสเตรเลีย (Australia) แหลมเหนือสุดของประเทศออสเตรเลียที่ดินแดนใต้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของแนว ปะการังระดับโลก “เกรท แบริเออร์ รีฟ” (The Great Barrier Reef) คุณรู้หรือไม่ว่าบนแผ่นดินของแหลมเคป ยอร์ก นั้น เป็นดินแดนที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของโลกภายนอก เป็นเขตป่าเขาสมบูรณ์ที่การเข้าไปเยือนนั้นมีเพียงแค่ 2 ทาง คือ เครื่องบินขนาดเล็ก (puddle jumper plane) หรือขับรถโฟร์วีลล์ ไดรฟ์ (4WD) ตะลุยป่าและดินลูกรังเข้าไป ไม่ว่าคุณอยากจะไปชมความอุดมของป่าดิบชื้น ชมนกและสัตว์ภาคพื้นทวีป หรือจะไปตกปลาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ดินแดนแห่งนี้ควรค่าแก่การไปเยือนก่อนที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่จะเข้ามาครอบคลุม ประเทศจอร์เจีย (Georgia) ประเทศใต้ร่มเงาของเทือกเขาคอเคซัสทางใต้ (Southern Caucasus mountains) เป็นประเทศกึ่งกลางทวีปยุโรปและเอเชียจนบางครั้งถูกขนานนามว่า “ประเทศสองทวีป” (Transcontinental country) เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในอดีต จอร์เจียมีความเป็นมามากว่า 3 พันปี ประเทศนี้มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรมโบราณ บ้านเมืองน่ารัก และธรรมชาติภูเขาอันสวยงาม ไปเยือนหมู่บ้านหอหอยบนขุนเขาที่ได้ขึ้นเป็นมรกดโลก “หมู่บ้านอูชกูลี” (Ushguli Village) หมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นสวาเนติบน (Upper Svaneti) เยือนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประเทศบอตสวานา (Botswana) ไปขี่ม้าข้ามทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari) พายเรือล่องลุ่มน้ำเซลินดา (Selinda Canoe Trail) ชมน้ำตกวิคตอเรีย (Victoria Falls) อันสวยงาม ไปท่องซาฟารี ณ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอวากัง (Okavango) ไปส่องสัตว์ป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าโมเรมิ (Moremi) ซึ่งมากมายไปด้วยสิงสาราสัตว์ เช่น สิงโต จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส และเสือดาว เป็นต้น สุดท้ายอย่าลืมแวะไปชมทะเลสาบเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ มักกาดิกกาดี (Makgadikgadi) หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos Islands) ประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador) เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งได้ขึ้นเป็นมรดกโลกไปเมื่อปี พ.ศ. 2521 เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องสัตว์โลกและพืชพรรณที่แปลกตา เนื่องด้วยทางสภาพภูมิศาสตร์ที่อยู่กึ่งกลางของโลก ทำให้บริเวณหมู่เกาะแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากทั้งกระแสน้ำเย็นจัด น้ำเย็น และน้ำอุ่น รวมกันถึง 3 สาย ถือเป็นเขตธรรมชาติของโลกที่ยังสวยงามสมบูรณ์ เพราะการท่องเที่ยวในหมู่เกาะเหล่านี้จะเน้นเชิงอนุรักษ์ หมู่เกาะอะซอเรส (The Azores) ประเทศโปรตุเกส (Portugal) ใกล้เมืองปงตาเดลกาดา (Ponta Delgada) หมู่เกาะ 9 เกาะ กลางมหาสมุทรแอตแลนติค (Atlantic Ocean) นอกชายฝั่งของประเทศโปรตุเกส เป็นอาณาจักรแห่งมหัศจรรย์ธรรมชาติที่มีนักท่องโลกเพียงแค่หยิบมือหนึ่งได้ ไปเยือน ชมฝูงปลาวาฬและปลาโลมากว่า 24 พันธุ์ ชมปลาและสัตว์น้ำนานาพันธุ์ที่บางชนิดอาศัยอยู่เพียงที่นี่เท่านั้น ชิมไวน์พื้นบ้านรสดี ขับผิวและผ่อนคลายใจในบ่อโคลนเดือดกลางแจ้ง ตามรอยนักผจญภัยไปเดินป่า เลาะเขา ชมภูเขาไฟในเขตป่าทึบ ดินแดนแห่งนี้มีทุกอย่างที่นักเดินทางกระหายจะได้สัมผัส เรคยาวิก (Reykjavik) ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland) ไปเที่ยวชมแสงเหนือ (Aurora –The Northern Lights) อันสวยงาม ไปชมบ่อน้ำพุร้อน บลูลากูน (Blue Lagoon Hot Springs) ชมโบสถ์ที่สร้างจากหินภูเขาไฟ ฮอลล์กริมสเคิร์กยา (Hallgrimskirkja) ชมธารน้ำแข็ง ภูเขาและถ้ำน้ำแข็ง ไปเล่นสกี ชมบ้านตึกรามบ้านเมืองน่ารักๆ และสตรีทอาร์ท (Street  Art) ปาตาโกเนีย (Patagonia) ประเทศชิลี (Chile) ใกล้เมืองบัวโนส ไอเรส (Buenos Aires) ปุนตา อาเรนัส (Punta Arenas) และ เอลคาลาฟาเต (El Calafate) ดินแดนสุดขอบโลก แผ่นดินรอยต่อระหว่างประเทศชิลีและอาร์เจนติน่า ดินแดนที่มีทุกสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศไม่ว่าจะแห้งแล้งทะเลทราย เทือกเขาสูงชัน ป่าดงดิบทึบ ทะเลสาบกลางหุบเขา หาดทรายขาวติดปากอ่าว และธารน้ำแข็งในซีกโลกใต้ เป็นดินแดนที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์และมีน้อยคนนักที่ได้ไปเยือน หนึ่งในดินแดนที่เหล่านักเดินทางได้บันทึกไว้ว่าจะต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก skyscanner.co.th

อุทยานแห่งชาติเขาสก แหล่งธรรมชาติใหญ่สุดในภาคใต้
อุทยานแห่งชาติ /  อุทยานแห่งชาติเขาสก / 

อุทยานแห่งชาติเขาสก ดินแดนศูนย์กลางของ “ขุนเขาแห่งป่าฝน” เป็นผืนป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญของภาคใต้อันประกอบไปด้วยอุทยานแห่งชาติเขาสก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองยัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา อุทยานแห่งชาติศรีพังงา และอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง มีพื้นที่ทั้งสิ้น 2,296,879.5 ไร่ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อุดมไปด้วยพืชพรรณมากมายหลายชนิด ทั้งพืชพรรณที่หายากและเป็นพืชเฉพาะถิ่น อันได้แก่ บัวผุด ปาล์มเจ้าเมืองถลางหรือปาล์มหลังขาวและปาล์มพระราหู นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะพบสัตว์ป่าสงวนถึง 4 ชนิด คือ เก้งหม้อ เลียงผา สมเสร็จ และแมวลายหินอ่อน และประกอบกับสภาพพื้นที่มีทิวทัศน์ ที่สวยงาม มีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติทั้งน้ำตก หน้าผา ถ้ำ และ ทิวทัศน์เทือกเขาหินปูนที่ตั้งตระหง่านเหนือผืนน้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา จนได้รับฉายาว่า กุ้ยหลินเมืองไทย อุทยานแห่งชาติเขาสก แหล่งธรรมชาติใหญ่สุดในภาคใต้ สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาดินและภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะช่องแคบเขากาเลาะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนที่มียอดแหลมระเกะระกะ มีแนวหน้าผาสูงชันบางแห่งเป็นแท่งสูงขึ้นไปในอากาศคล้ายหอคอยสูง ที่ราบมีไม่มาก มีสภาพป่าเป็นป่าดงดิบที่สมบูรณ์มากเป็นป่าต้นน้ำลำธารของคลองศกและคลองพะแสง ไหลมาบรรจบรวมกันเป็นต้นกำเนิดของคลองพุมดวง ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งที่สำคัญของแม่น้ำตาปี จุดสูงสุดมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 961 เมตร โดยเฉลี่ยสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 เมตร และลักษณะดินโดยทั่วไปเป็นดินเหนียวปนทรายมีสีแดง บางแห่งเป็นดินลูกรังแต่มีส่วนน้อย ภาพ : chumphontour.com ลักษณะภูมิอากาศ บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสกได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งสองฝั่ง คือทั้งด้านมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ฝนจะเริ่มตกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน จนถึงปลายเดือนธันวาคมของทุกปี และจะตกชุกมากในช่วงเดือนพฤษภาคม - พฤศจิกายน ช่วงที่เหมาะในการเข้าไปชมอุทยานแห่งชาติเขาสกจะอยู่ในระหว่างเดือนธันวาคม - เมษายน ของทุกปี ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี 1,636 มิลลิเมตร ฤดูแล้ง เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน อากาศร้อน และอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย มีฝนตกบ้างไม่มากนัก อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 26 องศาเซลเซียส เดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด คือเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส เดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดคือ เดือนมกราคม มีอุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส สถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาสก เดินป่าระยะไกล กม.99 - คลองแปะ เดินป่าระยะไกล กม.99 - คลองแปะ ผจญภัยถ้ำน้ำทะลุ เริ่มต้นที่กิโลเมตร 99 ใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ปลายทางที่คลองแปะ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ขส.4 แพโตนเตย ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ล่องแก่งน้ำตกบางหัวแรด - ลำคลองศก ล่องแก่งภายในลำคลองศกบริเวณน้ำตกบางหัวแรด เป็นการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงน้ำหลาก ระหว่างเดือนมิถุนายน - มกราคม โดยเดินเท้าจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสกไปน้ำตกบางหัวแรดระยะทาง 3 กิโลเมตร แล้วลงเรือยาง ขนาด 8 คน ล่องแก่งจากน้ำตกบางหัวแรดลงมาภายในลำคลองศก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เขื่อนรัชชประภา เขื่อนรัชชประภา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่สร้างปิดกั้นคลองพระแสง ตัวเขื่อนเป็นหินทิ้งแกนดินเหนียว สูง 95 เมตร ยาว 700 เมตร ระดับสันเขื่อนสูง 100 เมตร อ่างเก็บน้ำครอบคลุมพื้นที่ 165 ตารางกิโลเมตร ภายในอ่างเก็บน้ำมีเกาะมากกว่า 100 เกาะ สามารถล่องเรือชมทัศนยภาพที่สวยงามมาก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบเขากาเลาะ บนสันเขื่อนรัชชประภายังเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่งดงามของอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะยามดวงอาทิตย์ตก เขื่อนเชี่ยวหลานอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 65 กิโลเมตร ทางเข้าอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 57-58 บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 ไปอีกประมาณ 12 กิโลเมตร ตั้งน้ำ มีลักษณะเป็นภูเขาที่ถูกน้ำกัดเซาะจนขาดออกจากกัน ทำให้กลายเป็นหน้าผาหันหน้าเข้าหากัน มีลำคลองศกไหลลอดผ่านเบื้องล่าง เป็นวังน้ำลึกมาก มีปลาชุกชุม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 6 กิโลเมตร ห่างจากน้ำตกวิ่งหินประมาณ 3.2 กิโลเมตร ต้องเดินทางโดยทางเท้าประมาณ 3.2 กิโลเมตร ถ้ำค้างคาว  เป็นถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ลักษณะภายในถ้ำเป็นเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม อยู่ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขส. 4 (คลองแปะ) ประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 21 กิโลเมตร ถ้ำน้ำทะลุ ถ้ำน้ำทะลุ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ถ้ำน้ำหลุ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขส. 4 (คลองแปะ) ประมาณ 3 กิโลเมตร ริมอ่างเก็บน้ำเชี่ยวหลาน โดยต้องนั่งเรือจากท่าเรือเขื่อนรัชชประภาไปประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเข้าไปตามคลองแปะอีกประมาณ 15 นาที แล้วเดินเท้าต่อไปประมาณ 2 กิโลเมตร จึงถึงถ้ำทะลุ ที่มีปากถ้ำกว้างใหญ่ถึง 30 เมตร ภายในกว้างขวางมีลำธารไหลผ่านตลอดความยาว 600 เมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย รวมทั้งโขดหินที่เกิดจากการกัดเซาะของสายน้ำจนมีรูปทรงแปลกตา หรือสามารถเดินเท้าจาก กิโลเมตรที่ 99 เข้าไปถึงถ้ำน้ำทะลุประมาณ 12 กิโลเมตรถ้ำน้ำทะลุ เป็นถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ลักษณะภายในถ้ำเป็นเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม อยู่ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขส. 4 (คลองแปะ) ประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 21 กิโลเมตร ถ้ำประกายเพชร  ภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกมากมายที่รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม โดยเฉพาะถ้ำประกายเพชร เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีความสวยงามแปลกตา มีหินปะการัง หินงอก หินย้อย ทีมีเอกลักษณ์โดดเด่น ความยาวภายในถ้ำประมาณ 100 เมตร เหมาะสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมความงดงาม ซึ่งอุทยานแห่งชาติเขาสก ได้เข้าไปสำรวจความเหมาะสมและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวชม ปรากฏว่าเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมอีกสถานที่หนึ่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเทียวภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา และทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ประทับใจในการเข้ามาท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ้ำสี่รู  อยู่ห่างจากถ้ำน้ำทะลุประมาณ 2 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเดียวกับถ้ำน้ำทะลุ สมัยก่อนเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยมีทางออกจากถ้ำ 4 ช่องทาง น้ำตกโตนกลอย  เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม เกิดจากคลองศก ลักษณะน้ำตกเป็นน้ำตกชั้นเดียวดิ่งลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 20 เมตร มีน้ำไหลแรงตลอดปี มีลานหินสำหรับพักผ่อนอยู่บนชั้นน้ำตก อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 7 กิโลเมตร ห่างจากตั้งน้ำ ประมาณ 1 กิโลเมตร น้ำตกธารสวรรค์  เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยบางพลูจืด ซึ่งไหลลงสู่คลองศก เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง น้ำตกลงมาจากหน้าผาชันพุ่งโค้งแบบรุ้งกินน้ำ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 6 กิโลเมตร ห่างจากตั้งน้ำ ประมาณ 1 กิโลเมตร น้ำตกบางเลียบน้ำ  เกิดจากลำคลองศก เป็นน้ำตกชั้นเดียว น้ำไหลตลอดปี ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 4.5 กิโลเมตร อยู่ห่างจากถนนใหญ่กิโลเมตรที่ 112 ประมาณ 8 กิโลเมตร น้ำตกบางหัวแรด  เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่และสวยงาม มีน้ำไหลแรงมาจากคลองศก เป็นน้ำตก 2 ชั้น ชั้นแรกไหลจากบางหัวแรดแล้วไหลลงคลองศก ชั้นที่สองอยู่ในคลองศก บริเวณโดยรอบน้ำตกกว้างขวางมาก เต็มไปด้วยหินเรียงรายตามธรรมชาติสวยงามแปลกตามาก อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 3 กิโลเมตร น้ำตกแม่ยาย  เป็นน้ำตกเพียงแห่งเดียวภายในอุทยานแห่งชาติที่รถยนต์ไปถึงได้ อยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 (สุราษฎร์ธานี – ตะกั่วป่า) ตรงกิโลเมตร 113 เป็นน้ำตกชั้นเดียวสูงประมาณ 30 เมตร สวยงามมาก โดยเฉพาะฤดูฝนน้ำจะเต็มหน้าผาที่สูงชันกระจัดกระจายแตกฟองขาวโพลน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 5.5 กิโลเมตร น้ำตกวิ่งหิน  เป็นน้ำตกที่อยู่ใกล้น้ำตกบางหัวแรด ห่างเพียง 120 เมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 15 เมตร ที่น้ำไหลลงมารวมกับคลองศกที่บริเวณหัวแรด และในคลองศก ด้านล่างของน้ำตกลงมาประมาณ 20 เมตร จะมีก้อนหินก้อนโตๆ วางเรียงรายกันอยู่ในลำคลองเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถที่จะเดินข้ามลำคลองโดยเดินข้ามไปบนก้อนหินได้ จุดนี้เรียกว่า “น้ำตกบางวิ่งหิน” เป็นจุดที่มองดูสวยงามอีกแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 2.8 กิโลเมตร รถยนต์สามารถไปถึงได้ เหนือน้ำตกขึ้นไปประมาณ 40 เมตร จะมีที่สำหรับว่ายน้ำเรียกว่า “วังยาว” เป็นวังที่กว้างและยาว สามารถเล่นน้ำพร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 500 คน น้ำตกสิบเอ็ดชั้น  เป็นน้ำตกที่เกิดจากน้ำในคลองบางแลน ไหลตกลงมาเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันมาตามร่องหน้าผา เป็นรูปขั้นบันได 11 ชั้น แต่ละชั้นสูงประมาณ 10 เมตร และห่างกันประมาณ 70 เมตร มีน้ำไหลตลอดปีไม่ขาดสาย ชั้นล่างสวยงามมากที่สุด มีแอ่งน้ำกว้างให้เล่นน้ำ และมีโขดหินวางเรียงรายอยู่ทั่วไปเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 4 กิโลเมตร ต้องเดินทางโดยทางเท้า บัวผุด พืชมหัศจรรย์แห่งเทือกเขาสก  ในบรรดาพืชพรรณทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก บัวผุดหรือ Rafflesia ถือว่าเป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เพราะบัวผุดชนิด Rafflesia arnoldii ที่สำรวจพบในอินโดนีเซียนั้น มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 100 เซนติเมตร ส่วนบัวผุดพันธุ์ไทย หรือ Fafflesia kerrii มีดอกขนาดเล็กกว่า แต่ก็ยังคงมโหฬารไม่ใช่เล่น คือ 50-90 เซนติเมตร ยามที่มันออกดอกสีปูนแดงสดใสอย่กลางป่าดิบเขียวชอุ่มนั้น ถือเป็นภาพที่น่าตื่นตามาก บัวผุดหรือที่ชาวบ้านทางภาคใต้ของไทยเรียกว่า "บัวตูม" จริง ๆแล้วเป็นพืชกาฝากซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยอาศัยอยู่ในรากและลำต้นของเถาไม้เลื้อยวงศ์อง่นป่า ชื่อ "ย่านไก่ต้ม" โดยบัวผุดจะอาศัยดูดกินแร่ธาตุและน้ำจากย่านไก่ต้ม โดยต้นแม่ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ พวกเราจะเห็นบัวผุดได้ก็เฉพาะยามเมื่อมันต้องการผสมพันธุ์กัน คือ จะเริ่มมีตาดอกเป็นปุ่มกลมเล็กๆ โตขึ้นที่ผิวของย่านไก่ต้ม แล้วใช้เวลา 9 เดือน ขยายขนาดจนเท่ากับหัวกะหล่ำยักษ์ จากนั้นก็ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ในรอบปีให้ดอกบาน ทว่าดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกันอยู่ จึงต้องเหมาะเหม็งมากในช่วงเวลาบานแมลงวันจึงจะช่วยผสมเกสรให้ได้ จึงถือว่ามีความเสี่ยงสูงในการสูญพันธุ์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ  เส้นทางศึกษาธรรมชาติ “สันยางร้อย” เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าดิบชื้น ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เส้นทางขึ้นและลงเขาผ่านลำห้วยและผืนป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ ผืนป่าแน่นทึบไปด้วยพืชพรรณทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น เฟิน หวาย เต่าร้าง ยางเสียน กระบาก ฯลฯ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1-2 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นของเส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ข้อมูลและภาพ : dnp.go.th / ททท. / เรียบเรียงโดย Travel MThai

ไขความจริง! พบปฏิทินชาวมายัน โลกไม่แตกในปี 2012
ปฏิทินชาวมายัน /  วันโลกแตก / 

ไขความจริง! พบปฏิทินชาวมายัน โลกไม่แตกในปี 2012 ความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกนั้น ก่อนหน้านี้ มีการอ้างอิงปฏิทินโบราณของชนเผ่ามายา ในทวีปอเมริกากลาง ซึ่งทำนายว่า โลกของเราอาจถึงคราวดับสูญในวันที่ 22 ธันวาคม คริสตศักราช 2012 ปฏิทินของชาวมายันต่างกับปฏิทินทั่วไป ที่เดินต่อไปข้างหน้า ในขณะที่ปฏิทินของเผ่ามายา ใช้วิธีการนับถอยหลัง จนถึงจุดเลข 0 จุดสิ้นสุดในปี 2012 โดยวงจรของปฏิทินประกอบไปด้วย 13 ช่วง หรือ “แบ็กทัน” โดยแบ็กทันสุดท้ายอยู่ในช่วงของ ค.ศ.1606 ถึง 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 ( พ.ศ. 2555 ) ข้อมูลข้างต้นเป็นกระแสที่ถูกถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันในทุกวงการ มีการสร้างเป็นภาพยนตร์วันสิ้นโลก การเชื่อมโยงกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพิ่มน้ำหนักกับความเชื่อโลกแตกของชาว"มายา"ที่มีความเป็นเลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์ ขณะเดียวกัน นักโบราณคดีหลายคน ออกมาปฏิเสธตำนานวันสิ้นโลกตลอดไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลบางประการชาวมายาได้ละทิ้งเมืองอันรุ่งเรืองของพวกเขาในช่วงเวลานั้น หยุดอารยธรรมที่กำลังเติบโตทั้งหลายไม่มีการถ่ายทอดมายังชนรุ่นหลัง เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังอยู่กลางป่าดงดิบในกัวเตมาลา  หรือว่าพวกเขาเห็นและรู้และเห็นอะไรบางอย่าง  และทิ้งไว้เป็นปริศนา ล่าสุด นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ได้ค้นพบหลักฐานใหม่ เป็นภาพเขียนฝาผนังเก่าแก่ของชาวเผ่ามายาที่โบราณสถานแห่งหนึ่งที่ถูกค้นพบว่ามีความเก่าแก่และกำลังไขปริศนาด้วยการพบปฏิทินทางจันทรคติของชาวมายา ระบุว่าไม่ได้สิ้นสุดลงในปี 2012 แต่อย่างใด พิสูจน์จากภาพวาดฝาผนังดังกล่าว คาดว่าเขียนขึ้นตั้งแต่คริสตศัตวรรษที่ 800 หรือกว่า 1,200 ปีก่อน มีการตกแต่งประดับประดาอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งปฏิทินที่ค้นพบชิ้นใหม่นี้ เป็นปฏิทินดาราศาสตร์ที่ชนเผ่ามายันระบุวันเวลานับจากวันที่บันทึกออกไปไกลกว่า 7,000 ปีข้างหน้า และนั่นแสดงให้เห็นว่า ณ ปัจจุบันนี้ วันเวลาที่นับจากวันที่จารึกปฎิทินดังกล่าว ได้ล่วงเลยมาเพียง 1,200 ปีเท่านั้น  ขณะที่ภาพบางภาพแสดงถึงการคำนวณปฏิทินของชาวมายา ที่เราไม่สามารถล่วงรู้เลยว่าบ่งบอกถึงสิ่งใดกันแน่ แต่มีการเชื่อมโยงกับพระอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวศุกร์ และโลก ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาพส่วนหนึ่งเผยให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า วัฎจักรด้านกาลเวลาของชาวมายาไม่มีที่สิ้นสุด โดยเดือนธันวาคมปลายปีนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นวัฎจักรใหม่ของปฏิทินแบบชาวมายา หรือที่เรียกกันว่า "แบ็กทัน" นั่นเอง ศาสตราจารย์เลออนโซ แบร์เรโน ผู้เชี่ยวชาญด้านชนเผ่าและภาษามายันแห่งมหาวิทยาลัยเรจินา แคนาดากล่าวว่า ปฎิทินมายาของชาวมายันนั้นถูกตีความผิดมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้เขาเรียนการอ่านปฏิทินมายามาจากคนเฒ่าคนแก่ชาวมายันแท้ ๆ แต่ไม่มีชาวมายันคนไหนพูดถึงวันสิ้นโลกเลยสักคน และไม่เคยมีสื่อใดๆ มาสัมภาษณ์ชาวมายันเพื่อไขข้อเท็จจริงเลยสักคน นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบศิลปะของชาวมายาบนฝาผนังของบ้าน ปัจจุบันอยู่ในเมืองซุลตัน ประเทศกัวเตมาลา ซึ่งเชื่อว่าจิตกรน่าจะเป็นนักบวชผู้เชี่ยวชาญด้านตัวอักษร และการทำปฏิทิน เพื่อช่วยกษัตริย์ของชาวมายา ผูกโยงพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เข้ากับปรากฏการณ์ต่างๆบนท้องฟ้า การขยายออกไปของปฏิทินนี้ เป็นอีกหลักฐานหักล้างความเชื่อที่ว่าโลกแตก ถึงคราดับสูญได้ได้บ้าง ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้มวลมนุษย์ได้รู้ว่า เราจะสามารถดำรงอยู่กับโลกใบนี้อีกต่อไป ขึ้นอยู่กับว่า จะรักษาไว้ได้มากน้อยเพียงใด เพราะโลกแตกไม่น่ากลัวเท่าภัยธรรมชาติ ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันอย่างภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ สร้างความเสียหายจากภัยพิบัติอย่างมหาศาล ... Pics: National Geographic Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

รวม เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทย ไม่ควรพลาด
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย /  หมู่เกาะ / 

ประเทศไทยของเรา ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามติดอันดับโลก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่งดงามเกินบรรยาย ภาพของน้ำทะเลสีคราม หาดทรายขาวละเอียด ทิวมะพร้าวเรียงราว คงชินตาใครหลายๆ คน วันนี้เลยขอหยิบเอา เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นที่นิยม ของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติมาบอกกัน ดังต่อไปนี้ รวม เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทย ไม่ควรพลาด เกาะพีพี : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/45469294@N07 หมู่เกาะพีพี (Phi Phi) หมู่เกาะพีพี อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกระบี่ 42 กิโลเมตร เป็นหมู่เกาะกลางทะเล ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งประกอบด้วยเกาะ 6 เกาะ คือ เกาะพีพีเล เกาะพีพีดอน เกาะยูง เกาะไม้ไผ่ เกาะบิดะนอก และเกาะบิดะใน ถือเป็นอัญมณีเลอค่าแห่งทะเลอันดามัน ที่โด่งดังติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ด้วยความงดงามของเวิ้งอ่าวคู่ของอ่าวต้นไทร และอ่าวโละดาลัมอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บวกกับทะเลในสีเขียวมรกตสวยใส ที่โอบล้อมหาดทรายขาวนวลละเอียดราวแป้งของ "อ่าวมาหยา" พร้อมแนวปะการังและสรรพชีวิตหลากสีสันนานาพันธุ์ในโลกใต้ทะเล สิ่งเหล่านี้คือแม่เหล็ก ที่ดึงดูดให้นักเดินทางนับล้านชีวิตจากทั่วทุกมุมโลก หลั่งไหลมายังหมู่เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ เพื่อจะมาเยี่ยมเยือนและสัมผัสให้เห็นกับตาตัวเอง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเกาะที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และได้ฉายาว่า มรกตแห่งอันดามัน สวรรค์เกาะพีพี หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสิมิลันเป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลอันดามัน มีทั้งหมด 9 เกาะ เรียงลำดับจากเหนือมาใต้ ได้แก่ เกาะหูยง เกาะปายัง เกาะปาหยัน เกาะเมี่ยง (มี 2 เกาะติดกัน) เกาะปายู เกาะหัวกระโหลก (เกาะบอน) เกาะสิมิลัน และเกาะบางู โดยหมู่เกาะเหล่านี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความงาม ทั้งบนบกและใต้น้ำที่ยังคงความสมบูรณ์ของท้องทะเล สามารถดำน้ำได้ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก มีปะการังที่มีสีสันสวยงามหลากชนิด ปลาหลากสีสันและหายาก ทั้งนี้ เกาะสิมิลัน หรือ เกาะแปด เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสิมิลัน ลักษณะอ่าวเป็นรูปโค้งเหมือนเกือกม้า มีหาดทรายขาวละเอียดเนียนนุ่มน้ำทะเลใสน่าเล่น ใต้ทะเลมีปะการังสวยงามหลายชนิด และมีปลาประเภทต่าง ๆ ที่มีสีสันสวยงามมากมาย เป็นเกาะที่สามารถดำน้ำทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น และทางด้านเหนือของเกาะมีก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างแปลกตา เช่น หินรูปรองเท้าบู๊ท หรือรูปหัวเป็ดโดนัลด์ดั๊ก ตอนบนที่ตรงกับแนวหาดมีหินรูปเรือใบ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่จะมองเห็นความสวยงามของท้องทะเลได้กว้างไกล ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด ส่วนเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน เป็นฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มีคลื่นลมแรงเป็นอันตรายต่อการเดินเรือและทางอุทยานฯ จะประกาศปิดเกาะในเดือนพฤษภาคมเพื่อเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติทุกปี เกาะหลีเป๊ะ : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/10630381@N03 เกาะหลีเป๊ะ เกาะสิเป๊ะ หรือ เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล จุดเด่นของเกาะหลีเป๊ะคือความเป็นธรรมชาติของปะการังรอบเกาะ มีเวิ้งอ่าวที่สวยงาม หาดทรายละเอียดนิ่มเหมือนแป้ง มีอ่าวที่สวยงามชื่อ "อ่าวพัทยา"และ "หาดชาวเล" มีลักษณะโค้งเว้า ทรายขาวละเอียด ซึ่งทั้งสองหาดนี้สามารถเดินถึงกันได้โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และยังมีบริการบ้านพักของเอกชนคอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือไปยังเกาะต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ ยังมีชุมชนชาวเลอาศัยอยู่หลายครัวเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำการประมง ในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 และเดือน 12 ตลอด 3 วัน 3 คืน ชาวบ้านทีมีเชื้อสายชาวเลจะร่วมกันจัดงานรื่นเริง และที่สำคัญที่สุดคือ ชาวบ้านจะช่วยกันต่อเรือด้วยไม้ระกำ และประกอบพิธีลอยเรือด้วยเป็นความเชื่อว่าเป็นการเสี่ยงทายโชคชะตาในการประกอบอาชีพประมง เกาะสมุัย : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/96394350@N00 เกาะสมุย เกาะสมุย จังหวัดราษฎร์ธานี เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เพราะมีธรรมชาติอันงดงาม มีหาดทรายขาวละเอียดที่สะอาดบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบครบครัน ทั้งที่พักหลากหลายรูปแบบจำนวนมาก มีการคมนาคมที่สะดวก และมีสนามบินเป็นของตัวเอง ปัจจุบันเกาะสมุยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของทะเลอ่าวไทยตอนใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลไปเยี่ยมเยือนปีละหลายล้านคน เกาะสมุย มีหาดทรายธรรมชาติสวยงามที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น หาดเฉวง หาดละไม หาดตลิ่งงาม และหาดนาเทียน และมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้และแหล่งน้ำ นอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่สร้างเสน่ห์ให้กับเกาะแห่งนี้เป็นอย่างมาก เกาะเต่า : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/robysaltori เกาะเต่า (Ko Tao) เกาะเต่าเป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเลอ่าวไทย อยู่ห่างจากชายฝั่งของจังหวัดชุมพรประมาณ 74 กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 110 กิโลเมตร ห่างจากเกาะสมุยประมาณ 64 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเกาะพะงันประมาณ 45 กิโลเมตร เป็นเกาะที่ได้ชื่อว่าเป็น "เกาะสวรรค์กลางทะเลอ่าวไทย" เนื่องจากเป็นเกาะที่มีธรรมชาติสวยงามและอุดมสมบูรณ์ มีแนวปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกขนาดใหญ่และสวยงาม อันเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลากชนิดจำนวนมาก จนกลายเป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกแห่งหนึ่ง ที่นักดำน้ำทั่วโลกต่างพากันหมุนเวียนมาเยี่ยมเยือน และสัมผัสกับโลกใต้ทะเลของเกาะสวรรค์แห่งนี้ นอกจากนี้ เกาะเต่ายังมีหาดทรายขาวละเอียดที่สะอาดบริสุทธิ์ สวยงาม และสงบเงียบ อีกหลายแห่งรอบเกาะ ที่เติมเต็มให้เกาะแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ เหมาะสมกับฉายา "เกาะสวรรค์" อีกทั้งในอดีตบริเวณชายหาดรอบ ๆ เกาะเต่า ยังเต็มไปด้วยเต่าที่มาหาแหล่งวางไข่เป็นจำนวนมาก อันเป็นที่มาของชื่อ "เกาะเต่า" นั่นเอง เกาะลันตา เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยต่อเนื่องมายาวนานกว่าร้อยปี ประกอบด้วย เกาะลันตาใหญ่ และ เกาะลันตาน้อย ทั้งนี้ แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่บนเกาะลันตาใหญ่ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา ซึ่งตั้งอยู่ที่แหลมโตนด ตรงปลายเกาะ เป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์ด้วยผืนป่าดงดิบ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ และที่โดดเด่นที่สุดคือประภาคารสีขาว ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเกาะลันตา ขณะที่เกาะลันตาน้อยเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอเกาะลันตา ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากแผ่นดิน เกาะลันตาจึงยังคงความสวยงามของหาดทรายและน้ำทะเลสะอาด อีกทั้งยังมีวิถีชีวิตของชาวเกาะดั้งเดิม ที่มีทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยจีน ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยใหม่ (ชาวเล) อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผสานกับความเจริญทางด้านหัวเกาะแถบท่าเรือและชายหาดฝั่งตะวันตก ซึ่งคึกคักด้วยนักท่องเที่ยว การมาเยือนเกาะลันตาจึงได้เที่ยวหลายบรรยากาศในคราวเดียวกัน เกาะล้าน เกาะล้าน อยู่ห่างชายฝั่งพัทยาเพียง 7 กิโลเมตร นั่งเรือโดยสาร 45 นาที มีชายหาดที่สวยงามหลายแห่ง ส่วนใหญ่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำ ดูปะการัง เล่นกีฬาทางน้ำ โดยเฉพาะที่หาดตาแหวน หาดทองหลาง หาดนวล และหาดเทียน ส่วนหาดแสมบรรยากาศเงียบสงบกว่าหาดอื่น บริเวณเกาะล้าน และเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่รอบ ๆ เช่น เกาะครก และเกาะสาก เป็นแหล่งตกปลาดำน้ำดูปะการัง ทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้น และเป็นสถานที่ฝึกหัดเรียนดำน้ำ เกาะกูด เกาะกูด เกาะสุดท้ายปลายทะเลตะวันออกในจังหวัดตราดของไทย ติดชายแดนทางทะเลของกัมพูชา ด้วยความที่เป็นเกาะขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ทำให้ดินแดนแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มากมาย และสวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวและการพักผ่อน และด้วยพื้นที่ที่เป็นภูเขาและที่ราบสันเขา จึงเป็นต้นกำเนิดลำห้วยต่างๆ ซึ่งก็ทำให้เกาะกูดมีน้ำตกหลายแห่ง บนเกาะกูดยังมีสถานที่ท่องเที่ยว คือชายหาดเนียนละเอียด เคียงข้างน้ำทะเลใสแจ๋ว อีกทั้งยังมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์และแนวปะการังนานาชนิด จนได้รับสมญานามว่า "อันดามันแห่งทะเลตะวันออก" เกาะพยาม เกาะพยาม จังหสัดระนอง เป็นเกาะขนาดใหญ่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่บนเกาะประมาณ 160 ครัวเรือน ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนมะม่วงหิมพานต์ สวนยางพาราและประมงชายฝั่ง กิจกรรมบนเกาะจะมีการตกปลา ขี่จักรยานรอบเกาะ และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดำน้ำดูปะการัง เกาะพยามถือเป็นแหล่งดูปะการังที่สมบูรณ์สวยงาม และด้านทิศตะวันออกของเกาะไม่มีหาดทราย แต่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน และมีชาวเล เผ่ามอแกน มาอาศัยอยู่เป็นบางครั้ง บนเกาะพยามมีที่พักบริการนักท่องเที่ยว เกาะนางยวน เกาะนางยวน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยเกาะขนาดเล็ก 3 เกาะ ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยสันทรายในลักษณะเหมือนทะเลแหวก เสน่ห์ของเกาะนางยวนนั้น มาจากน้ำทะเลสีมรกตที่ใสจนมองเห็นตัวปลาตัวเล็กตัวน้อย เปลือกหอย และปะการัง ซึ่งอยู่ใต้น้ำอย่างชัดเจน ส่วนกิจกรรมสุดฮิตของที่นี่คือ การดำน้ำดูปะการังปละปลาสวยงาม เล่นน้ำริมหาด จะว่าไปนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เลือกมาท่องเที่ยวและพักผ่อนที่นี่นั้น เหตุเพราะมีบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว อากาศสดชื่น ทั้งยังมีความเขียวขจีของเขาเล็ก ๆ 3 เขารายรอบ และความงามของท้องทะเลมาบรรจบกัน เพราะฉะนั้น หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีใจรักธรรมชาติ หลงรักน้ำทะเล ชอบความเป็นส่วนตัว และต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง อย่าลืมมาพักผ่อนที่ "เกาะนางยวน" เกาะมันนอก เกาะมันนอก เป็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งใน หมู่เกาะมัน ที่ตั้งเรียงกันอยู่ในอ่าวแกลง จังหวัดระยอง เป็นเกาะที่ค่อนข้างเงียบสงบและร่มรื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมาพักผ่อนโดยแท้ อีกทั้งยังมีหาดทรายละเอียดสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส สายลมพลิ้วไหวเหนือสายน้ำ สำหรับกิจกรรมสุดฮิตของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวบนเกาะมันนอก คือเล่นน้ำทะเล ดำน้ำชมความงามของปะการังต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ใต้น้ำรอบ ๆ เกาะมันนอก และทำกิจกรรมส่วนตัวตามอัธยาศัย เพราะเกาะนี้มีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ เกาะตาชัย เกาะบริวารแห่งใหม่ของ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ถูกพบครั้งแรกโดยชายที่ชื่อ ตาชัย ทำให้ตั้งชื่อเกาะตามคนค้นพบว่า เกาะตาชัย ช่วงเวลาที่เกาะตาชัยงดงามที่สุดคือเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน จากนั้นเกาะตาชัยจะปิด 6 เดือน เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู สำหรับจุดเด่นที่ทำให้เกาะตาชัยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใคร ๆ ก็อยากเดินทางไปชื่นชม คือ ชายหาดทรายขาวเม็ดละเอียด เนื้อนุ่ม ที่มีความยาวทอดตัวขนานไปกับผืนน้ำประมาณ 700 เมตร และการเดินป่าเข้าไปดู ปูไก่ ปูน้ำจืดที่ชอบอาศัยอยู่ตามธารน้ำ มีลำตัวสีแดงสด มีก้ามสีดำเหลือบน้ำเงิน เวลาร้องจะมีเสียงคล้ายไก่ ชอบออกหากินในช่วงกลางคืน รวมถึงเป็นจุดดำน้ำดูปะการังที่ทอดตัวยาวขนานกับชายหาด ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสุรินทร์ หรือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ตั้งชื่อตามพระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) เทศาเมืองภูเก็ต ผู้ค้นพบเกาะ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพังงา มีลักษณะเป็นหมู่เกาะในทะเลอันดามัน อยู่ติดกับชายแดน ไทย - พม่า ประกอบด้วยเกาะ 5 เกาะ คือ เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะไข่ (เกาะตอรินลา) เกาะกลาง (เกาะปาจุมบา) เกาะรี (เกาะสต๊อก) และ 1 กองหินปริ่มน้ำ คือ กองหินริเชลิว นับว่ามีธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้งบนบกและในทะเล มีทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายหาด ป่าชายเลนมาประจบกับแนวปะการัง แนวปะการังมีความสมบูรณ์ เหมาะสำหรับชมปะการังน้ำตื้น โดยกองหินริเชริวเหมาะสำหรับดำน้ำลึก เป็นแหล่งสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติใต้ทะเล มีปลาหลายชนิด และเป็นจุดที่พบฉลามวาฬบ่อยสุดของทะเลไทย ช่วงเวลาที่เหมาะกับการท่องเที่ยว คือ เดือนพฤษจิกายนถึง เดือนเมษายน นอกจากนี้ ยังมีหมู่บ้านของชาวเลเลกลุ่มสุดท้ายที่ยังดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมมากที่สุด คือ "มอแกน" หรือ "ยิบซีแห่งท้องทะเล" ประมาณ 200 คนปัจจุบันได้ตั้งหมู่บ้านอยู่ที่เกาะสุรินทร์ใต้ ขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว และบางส่วนทำงานเป็นลูกจ้างของอุทยานฯ หมู่เกาะอาดัง-ราวี หมู่เกาะอาดัง-ราวี ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสตูล และอยู่ในเขตทะเลอันดามัน เป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงาม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ โดย เกาะอาดัง ในอดีตเป็นที่ซ่องสุมของโจรสลัด ปล้นสะดมเรือ มีหาดทรายขาวละเอียด สวยงาม และมีแนวปะการังอยู่รอบๆ เกาะ เหมาะสำหรับดำน้ำตื้น เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต. 5 (แหลมสน) อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 40 กิโลเมตร ส่วน เกาะราวี มีหาดทรายขาว น้ำใส เงียบสงบ เหมาะแก่การกางเต็นท์พักผ่อน เล่นน้ำ ดำน้ำตื้น และดำน้ำลึกชมแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลที่น่าชม เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต. 6 (หาดทรายขาว) และหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต. 7 (ตะโละปะเหลียน) ซึ่งเดือนที่เหมาะแก่ท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน หมู่เกาะอ่างทอง หมู่เกาะอ่างทอง ตั้งอยู่ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ 42 เกาะ ได้แก่ เกาะพะลวย เกาะวัวตาหลับ เกาะแม่เกาะ เกาะสามเส้า เกาะหินดับ เกาะนายพุด และเกาะไผ่ลวก เป็นต้น ซึ่งตามเกาะต่าง ๆ จะมีหาดทรายอยู่เกือบทุกเกาะ บางเกาะหาดทรายมีสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ บางเกาะมีปะการังตามชายทะเลหลายชนิด สีสวยงามหลากสี อยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ แหล่งท่องเที่ยวใน หมู่เกาะอ่างทอง ได้แก่ เกาะท้ายเพลาและเกาะวัวกันตัง เป็นจุดที่มีแนวปะการังและหาดทรายขาวสะอาด, เกาะวัวตาหลับ อยู่บริเวณอ่าวคา เป็นหาดทรายขาวสะอาดเหมาะแก่การเล่นน้ำ นอนเล่นพักผ่อนริมหาด เมื่อขึ้นไปจุดชมทิวทัศน์บนยอดเขา จะมองเห็นหมู่เกาะอ่างทองทั้งหมดที่ทอดตัวเรียงรายเป็นแนวยาวด้วยรูปร่างต่าง ๆ แปลกตา, เกาะหินดับ เป็นเกาะที่มีหาดทรายที่สวยงามและชายหาดที่ยาวที่สุดในอุทยานแห่งชาติ สภาพภูมิประเทศและทัศนียภาพรอบเกาะสวยงามน่าชม ทะเลใน หรือ ทะเลสาบกลางภูเขา อยู่บน เกาะแม่เกาะ เป็นแอ่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาหินปูนที่สูงสลับ ซับซ้อนแต่มีอุโมงค์ใต้น้ำที่เชื่อมต่อกับทะเล การกำเนิดของทะเลสาบน้ำเค็มนี้ได้มีการสันนิษฐานว่า เกิดจากการยุบตัวของหินชั้นล่างทำให้เกิดบ่อยุบ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับหมู่เกาะ หรืออาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในกระบวนการเดียวกับการเกิดถ้ำ ทั้งนี้ ช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี เป็นช่วงฤดูมรสุม ทะเลจะมีคลื่นลมแรง ทำให้การเดินทางไป หมู่เกาะอ่างทอง ไม่มีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ทางอุทยานแห่งชาติจึงกำหนดปิดการท่องเที่ยวประจำปี ได้แก่ ปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน - 23 ธันวาคม ของทุกปี และจะเปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม - 31 ตุลาคม ของทุกปี เกาะไข่ เกาะไข่ หรือ เกาะตอริลลา เป็นเกาะเล็ก ๆ สองเกาะ เรียกว่า เกาะไข่นอก เกาะไข่ใน ทั้งสองเกาะมีหาดทรายขาวน้ำทะเลใสมีปลาหลากชนิดสีสันสวยงามว่ายอยู่ใกล้ ๆ ชายหาด มีปะการังสวยงาม การเดินทางไปเกาะไข่สามารถซื้อทัวร์ได้จากบริษัทนำเที่ยว หรือเช่าเรือได้จากท่าเรือเกาะสิเหร่ ท่าเรือแหลมหิน หรืออ่าวฉลอง ในจังหวัดภูเก็ต เกาะกระดาน เป็นเกาะที่สวยที่สุดของทะเลตรัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุกและเกาะลิบง มีเนื้อที่ 600 ไร่ ซึ่ง 5 ใน 6 ส่วนของเกาะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่เหลือเป็นของเอกชน เกาะกระดานมีชายหาดที่มีทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการังซึ่งเป็นปะการังน้ำตื้น ตลอดจนฝูงปลาหลากสีหลายพันธุ์ บนเกาะมีที่พักบริการทั้งของเอกชน และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช หมู่เกาะปอดะ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ห่างจากฝั่งประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาว น้ำทะเลใส บริเวณชายฝั่งของเกาะจะมองเห็นแนวปะการังหลากชนิดที่ยังสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งดึงดูดของนักท่องเที่ยวให้เที่ยวชมได้เกือบตลอดปี และเป็นจุดที่ตกปลาได้ดีเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากลมมรสุมมากนัก สามารถเช่าเรือได้จากบริเวณอ่าวนาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที ราคาเรือหางยาวเที่ยวไป-กลับคนละ 300 บาท นี่เป็น เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทย อันดับต้นๆ แต่ก็ยังไม่หมดกับเกาะที่น่าสนใจน่าเที่ยวของไทย เช่น เกาะเสม็ด ที่ไปมาสะดวกสบายสุดๆ รวมถึง เกาะตะรุเตา เกา้ะช้าง ก็ไม่น่าพลาดเช่นกัน .. เก็บตังค์ตระเวนเที่ยวไทยให้ครบทุกเกาะกันเลยนะคะ .. ปีละเกาะสองเกาะก็ยังดี ^^ ภาพทะเลสวยๆ อื่นๆ น่าสนใจไม่ควรพลาด เกาะเสม็ด เกาะตะรุเตา เกาะช้าง เกาะพะงัน : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/eyalnow/ เกาะภูเก็ต : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/62389951@N04

ตระเวนท่องไพร ตามหาเสน่ห์ฝนพรำ สัมผัสกลิ่นไอป่าเขา ณ อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย
สุโขทัย /  อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย

เมื่อย่างเข้าหน้าฝน พื้นดินชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ พืชพรรณต่างๆ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ก็แข่งกันเจริญงอกงาม ผลิยอด แตกใบต้อนรับฤดูฝน ความสดชื่น สดใสของต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวชะอุ่ม ก็คืนกลับมาสู่ผืนป่า ธารน้ำที่เคยไหลเอื่อยๆ ดุจจะพักตัวในฤดูร้อน ก็เริ่มเริงร่ามีชีวิต ส่งเสียงซัดซ่าไปทั่วบริเวณ และนี่คือเสน่ห์ แห่งป่าหน้าฝน นางสุมิตรา ศรีสมบัติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า “เรามักจะรู้จักจังหวัดสุโขทัยในมุมของเมืองประวัติศาสตร์ ราชธานีแห่งแรกของประเทศไทยแต่ในความเป็นจริงแล้ว สุโขทัยยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สมบูรณ์สวยงามรอให้พวกเราไปสัมผัส ค้นหาเสน่ห์และความมหัศจรรย์แห่งผืนป่าเมืองเหนือ อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย ป่าดิบเขาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ ป่าไม้ และสัตว์ป่านาๆ ชนิด เหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อน สัมผัสไอดิน และกลิ่นป่าสำหรับผู้รักธรรมชาติและหลงในมนต์เสน่ห์ของป่าหน้าฝน” อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัยหรือป่าคา ห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 319 ตารางกิโลเมตร ของอำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอทุ่งเสลี่ยมจังหวัดสุโขทัย และบางส่วนของแนวเขา ต่อเนื่องในอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ความมหัศจรรย์ของผืนป่าที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาติดต่อกัน เป็นแนวยาวมีสภาพอากาศที่ใกล้เคียงกับผืนป่าเมืองเหนือ อุดมไปด้วยไม้ป่านานาชนิด น้อยใหญ่ที่ช่วยกันโอบอุ้มความชุ่มชื้นให้กับผืนดินก่อกำเนิดเป็นป่าต้นน้ำ ห้วยลำธารหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำยม ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าดิบเขา อุดมด้วยไม้ป่านาๆพันธุ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า หลายชนิดรวมทั้งสัตว์ป่าหายาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์ ที่จะสงวนป่าบริเวณ นี้ไว้เพื่อรักษาสภาพป่าอันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าและสวยงามให้เป็นมรดก ของชาติ อีกทั้งเพื่อให้ราษฎรในแถบนี้และใกล้เคียงได้รับความสมบูรณ์จากน้ำ ที่เกิดจากพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ในพื้นที่ป่าแห่งนี้ ความงดงามของอุทยานฯ อยู่ที่ความหลากหลายทางธรรมชาติที่รอนักท่องเที่ยวมาสัมผัสไม่ว่าจะเป็น น้ำตก  ความสมบูรณ์ของลำน้ำ ถ้ำหินงอกหินย้อย รวมไปถึงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ที่จะทำให้ผู้มาเยือนได้ใกล้ชิดกับผืนป่าเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของการพึ่งพาอาศัยกันในระบบนิเวศ ทำให้เกิดความเข้าใจและรักษาป่าไม้ให้มีความยั่งยืนสืบไป เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติชมตะวัน เป็นเส้นทางที่อยู่บนไหลเขา มีความลาดชันปานกลาง ผ่านร่องน้ำ ในบางช่วง ตลอดเส้นทางเป็นป่าเบญจพรรณ นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของอุทยานฯ และ ระหว่างเส้นทางนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสไอแดดยามเช้าชมความงามพระอาทิตย์โดยใช้เวลาในการเดิน 2-3 ชั่วโมง เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติห้วยแม่ท่าแพ ลักษณะของเส้นทางเป็นเส้นทางที่ ต้องเดินวนกลับระหว่างทางเดินสามารถพบกับสัตว์ป่าหายากได้ เช่น ผีเสื้อ เก้ง หมูป่า กระรอก ลักษณะของป่า เป็นป่าดงดิบแล้งผสมกับป่าเบญจพรรณที่ยังความอุดมสมบูรณ์ ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมง เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร โดยตลอดเส้นทางนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความงามของธรรมชาติ ท่ามกลางป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกตาดดาว ที่มีต้นกำเนิดจากห้วยแม่ท่าแพ ตกผ่านหน้าผา สูงประมาณ 50 เมตร มีถึง 3 ชั้น เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก ลักษณะของธารน้ำตกจะแยกเป็น 2 สาย ไหลลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ในช่วงฤดูที่มีน้ำมาก ละอองของน้ำตกจะฟุ้งกระจายไปทั่ว สะท้อนแสงแดดเกิดเป็นสายรุ้งงดงาม น้ำตก แห่งนี้ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นเส้นทางเดินเลียบลำห้วย แม้ว่า การเดินทางจะค่อนข้างไกลสำหรับการเดินเท้า แต่ระหว่างทางนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสธรรมชาติอย่าง เต็มอิ่ม มีทั้งลำธารใสเย็นมีน้ำไหลตลอดทั้งปี ตลอดจนทิวทัศน์ของหุบเขาที่โอบล้อมอยู่ทุกช่วงเวลา นอกจากนั้นยังมี น้ำตกตาดเดือน น้ำตกที่เกิดจากลำห้วยแม่ท่าแพสูงประมาณ 10 เมตร เป็นลานหินกว้าง และแอ่งน้ำเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ สามารถลงไปเล่นน้ำได้ห่างจาก ที่ทำการอุทยานฯ เพียง 300  เมตร ต่อด้วยความมหัศจรรย์ของ ถ้ำธาราวสันต์ ถ้ำหินปูนขนาดกลาง จากปากถ้ำต้องไต่เขาลงไป ในถ้ำตามซอกหิน มีอุโมงค์ทางเดินที่เป็นผนังหินของภูเขาสองลูกมาชนกัน ผ่านอุโมงค์ที่คล้ายธารน้ำไหล ภายในถ้ำจะได้สัมผัสกับความงามของหินงอก หินย้อยที่ส่องประกายระยิบระยับ นอกจากนั้นยังมีค้างคาว อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก บริเวณโดยรอบจะพบสัตว์ป่าได้ทั่วไปเช่น จันทน์ผา เลียงผา เป็นต้น โดยห่างจาก ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 1.5 กิโลเมตร นอกจากการเดินป่าสัมผัสความเร้นลับของธรรมชาติแล้ว อุทยานยังมีจุดกางเต็นท์หรือบ้านพัก ของอุทยานให้พักซึ่งเงียบสงบ ร่มรื่นล้อมรอบไปด้วยขุนเขาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ สัมผัสกลิ่นไอป่าเขา เสพบรรยากาศยามฝนโปรยปราย ต้นไม้นานาชนิดอากาศเย็นสบายเกือบตลอดปี รอให้คุณมาทิ้งตัวเอนกายสัมผัสธรรมชาติเติมพลังให้กับชีวิต ความมหัศจรรย์ของอุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัยยังมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อีกมาก ที่รอนักท่องเที่ยวมาสัมผัส และช่วยกันรักษาผืนป่าอันเป็นมรดกแห่งชาติที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตด้วยความอุดมสมบูรณ์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 055 910 002-3, 081 887 9897

ไขปริศนา ปฏิทินชาวมายัน หนึ่งคำทำนาย ภัยพิบัติวันพิพากษาโลก 2012
2012 /  ปฏิทินชาวมายัน / 

ไขปริศนา ปฏิทินชาวมายัน หนึ่งคำทำนาย ภัยพิบัติวันพิพากษาโลก วันสิ้นโลก 2012 Mthainews: จากความเชื่อ และคำทำนายอาถรรพ์วันล้างโลก ภัยพิบัติต่างๆ ที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  จนเป็นที่น่าจับตาว่า ในปี คริสต์ศักราช 2012 กำลังจะเกิดวันสิ้นโลก ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่ตามปฏิทินของชาวมายัน ชนเผ่ามายา อารยธรรมอเมริกากลาง บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับเบลีซ และกัวเตมาลา  ราวศตวรรษที่ 3-16 ก่อนคริสตกาล บันทึกไว้ว่า โลกกำลังจะถึงกาลปาวสาน ปฏิทินของชาวมายันต่างกับปฏิทินทั่วไป ที่เดินต่อไปข้างหน้า ในขณะที่ปฏิทินของเผ่ามายา ใช้วิธีการนับถอยหลัง จนถึงจุดเลข 0 จุดสิ้นสุดในปี 2012 โดยวงจรของปฏิทินประกอบไปด้วย 13 ช่วง หรือ "แบ็กทัน" โดยแบกทันสุดท้ายอยู่ในช่วงของ ค.ศ.1606 ถึง 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 ( พ.ศ. 2555 ) ชาวมายัน มีความสามารถพิเศษที่ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า พวกเขาไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ยุคหิน แต่พวกเขาสามารถคำนวณว่า ปีบนดาวศุกร์มีจำนวณ 584 วัน และวันของโลกเรามี 365.2420 วัน ซึ่งตามการคำนวณในปัจจุบันปรากฏว่า หนึ่งปี มี 365.2422 วัน ความคลาดเคลื่อนเพียงน้อยนิดทำให้เห็นถึงความแม่นยำแบบไม่น่าเชื่อ เมื่อเชื่อมโยงคำทำนายต่างๆของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้อง ก็เชื่อว่า มีสัญญาณบางอย่างเชื่อมโยงกัน เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ข้อแรก จะมีสงครามย่อยๆเกิดขึ้น ต่อมาเป็นความอดอยากของมนุษยชาติ และสามเป็นเรื่องภัยพิบัติ ความแปรปรวนของน้ำทะเล และสุดท้ายจะเป็นโรคระบาด เปรียบเทียบกับยุคต่างๆของโลกจะได้ลำดับดังนี้ 1 1.0.0.0.0 3116-2734 BC จุดเริ่มต้น 2 2.0.0.0.0 2734-2339 BC ยุคปิระมิด 3 3.0.0.0.0 2339-1944 BC ยุคล้อ 4 4.0.0.0.0 1944-1550 BC อารยธรรมอียิปต์ 5 5.0.0.0.0 1550-1155 BC อารยธรรมบ้านเชียง 6 6.0.0.0.0 1155 - 761 BC สงครามม้า 7 7.0.0.0.0 761-366 BC ยุคปรัชญา 8 8.0.0.0.0 366 BC - ค.ศ. 28 ยุคเมสไซอาห์ 9 9.0.0.0.0 ค.ศ. 28-422 อาณาจักรโรมัน 10 10.0.0.0.0 ค.ศ. 422-817 มายา 11 11.0.0.0.0 ค.ศ. 817-1211 สงครามครูเสด 12 12.0.0.0.0 ค.ศ. 1211-1606 ยุคล่าอาณานิคม 13 13.0.0.0.0 ค.ศ. 1606-2012~ ยุคอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งนี้ มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวเผ่ามายา ซึ่งความเชื่อมโยงเหล่านี้ เป็นจุดที่อาจมีการเชื่อมโยงกับสิ่งลึกลับที่อยู่นอกโลก ทั้งการโคจรของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศจากใต้โลก เกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือกจะถาโถมและ เกิดการปะทะกับพลังงาน ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลก เนื่องจากดวงอาทิตย์จะอยู่ในระนาบเดียวกับใจกลางของทางช้างเผือกเป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี รูปสลักภาพวาดนี้ เป็นอีกหนึ่งหลักฐานปริศนา ที่มีลวดลายลึกลับซับซ้อน เมื่อสังเกตภาพจะเห็นบางส่วนมีลักษณะคล้ายพระเจ้า ขับยานอวกาศ บางภาพเป็นรูปสาวกของพระเจ้ากำลังปราบปีศาจร้าย และอาวุธที่อยู่ในมือ พวกเขารู้จักอาวุธ ที่มีลักษณะคล้่ายกับ ปืน กันแล้วหรือ ? เป็นข้อสงสัยของนักโบราณคดีเป็นอย่างยิ่ง ตามปฏิทิน ระบุว่า เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ 1 วัน แห่งระบบจักรวาล ซึ่งระยะเวลา 1 วัน แห่งระบบจักรวาลนั้นกินระยะเวลา ยาวนานถึง 25,625 ปี และแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ช่วงละ 5,125 ปี ซึ่งขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายของช่วงที่ 5 ศาสตร์ของชาวมายันนั้นระบุว่า  ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือก  ดวงอาทิตย์จะได้รับ “ประกายไฟ” (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากตามที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Solar Flares” ทำให้ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมา เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง  และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จุดจบนี้พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าของพวกเขาจะเสด็จมายังโลกใบนี้อีกครั้ง คำว่า "มายา" เป็นคำศาสนาฮินดูหมายถึงต้นกำเนิดของจักรวาล มีความเป็นเลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์ ไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่า ทำไมอารยธรรมมายันจู่ๆกลับเสื่อมสลายลงลง นักโบราณคดีรู้สึก ประหลาดใจมากกับหลักฐานที่ว่า ด้วยเหตุผลบางประการชาวมายาได้ละทิ้งเมืองอันรุ่งเรืองของพวกเขาในช่วงเวลานั้น หยุดอารยธรรมที่กำลังเติบโตทั้งหลายไม่มีการถ่ายทอดมายังชนรุ่นหลัง เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังอยู่กลางป่าดงดิบในกัวเตมาลา  หรือว่าพวกเขาเห็นและรู้และเห็นอะไรบางอย่าง  และทิ้งไว้เป็นปริศนา อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเรื่องวันสิ้นโลกยังคงไร้ข้อสรุป  เป็นเรื่องท้าทายวงการวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษาหาข้อเท็จจริง วันสิ้นโลก ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 หรือไม่นั้น มีการกล่าวแย้งจากนักวิทยาศาสตร์บางส่วนว่า วันสุดท้ายของปฏิทิน เป็นเพียงการนับเริ่มต้นการเริ่มหมุนรอบใหม่ของปฏิทินชาวมายันเท่านั้น เพียงแค่พวกเขาไม่ได้ทำปฏิทินชุดต่อไปเท่านั้นเอง จึงไม่ได้บ่งบอกวันสิ้นโลก สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่ ต้องรอดูว่า วันที่21 ธันวาคม 2012 มวลมนุษยชาติจะได้รู้กัน  แต่ไม่ว่าพรุ่งนี้ หรืออนาคตจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว วันนี้คือวันที่สำคัญ ตราบที่มีชีวิต ลมหายใจ เราใช้ชีวิตในโลกใบนี้อย่างมีคุณค่าแล้วหรือยัง Mthainews เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

จูบ ไม่เป็น... เซ็กส์ หมดสนุก!!
sex /  xxx / 

จูบ ไม่เป็น... เซ็กส์ หมดสนุก!! " จูบ " เป็นการกระทําระหว่างคู่รักที่แสนโรแมนติก แสนวิเศษ แสนเซ็กซี่ แต่ก็น่ารังเกียจได้เช่นกัน ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่า "ผู้ชายจูบไม่เป็น" อีกแล้ว ไม่ว่าเขาจะปลุกอารมณ์ของคุณด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ว่าเขาจะเก่งเทคนิคบนเตียงขนาดไหน นี่คือวิธีการ จูบ ไม่ได้เรื่องที่สุดที่ผู้หญิงสรุปเอาไว้   "นักบุกทะลวง" : เขาทะลวงลิ้นลงในคอของคุณลึกเกินไป ลิ้นของเขาไม่อยู่นิ่ง แต่ตวัดซ้ายทีขวาที หมุนวนข้างใน ชอนไชซอกฟันและเหงือกของคุณ จนน่าจะเป็นอาชีพเป็นผู้ตรวจสอบสํารวจช่องปากดีกว่า   "พนักงานทําความสะอาด" : หน้าของคุณเปียกโชก เพราะผู้ชายคนนี้ไม่ได้กําลังจูบ เขากําลังทําความสะอาดหน้าของคุณ ถ้าคุณปล่อยให้เขาทําต่อไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่าตามใบหน้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกายแสบแดง   "ปากตายด้าน" : ปากของเขาจะด้านชาไร้ชีวิตชีวา ก็เพราะปากของเขาเกาะกุมปากของคุณอยู่อย่างนั้นโดยไม่เคลื่อนไหวเลย สงสัยเขาคงคิดว่าคุณกําลังขาดอากาศหายใจอยู่แน่ๆ เขาก็แค่ทับปากคุณ เพราะคิดว่าคุณต้องการให้เขาช่วยผายปอด   "จ๊วบจ๊าบ" : คุณอาจนึกว่าตัวเองอยู่ในป่าดงดิบ แต่ที่แท้มันดังมาจากปากของเขา แล้วคุณจะจดจ่อกับเซ็กส์ได้อย่างไร เมื่ออยู่ท่ามกลางซาวด์เอฟเฟคท์ก้องแบบนี้? ส่วนนักจูบที่เลวร้ายที่สุดคือประเภทไหนน่ะหรือ?  คําตอบคือผู้ชายที่ไม่จูบคุณเลยมากกว่า ขอบคุณที่มาบทความจาก women.thaiza.com

สะดือแม่น้ำโขง แก่งอาฮง ณ วัดอาฮงศิลาวาส จ.บึงกาฬ
บึงกาฬ /  วัดอาฮงศิลาวาส / 

แก่งอาฮง, บึงกาฬ แก่งอาฮง หรือจุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” ณ วัดอาฮงศิลาวาส ตำบลหอคำ เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวจังหวัด 21 กิโลเมตร ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่จัง สังเกตได้จากเมื่อมีวัสดุหรือซากไม้ขนาดใหญ่ลอยมาเมื่อถึงบริเวณนี้ สิ่งของต่างๆ จะหมุนวนอยู่ประมาณ 30 นาที จึงจะไหลต่อไป ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น "สะดือแม่น้ำโขง" มีความกว้างประมาณ 300 เมตร ในฤดูน้ำลด มีความกว้างราว 400 เมตร สามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งจะมีกลุ่มหินที่ปรากฏบริเวณ แก่งอาฮง จะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวชมหินสวยของบึงกาฬแล้ว ยังเป็นจุดชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ "บั้งไฟพญานาค" ในช่วงออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้เป็นจำนวนมาก ประวัติ วัดอาฮงศิลาวาส เมื่ออดีตกาลนานมาแล้วหลวงพ่อลุน ผู้ก่อตั้งวัดนี้ขึ้นมาในกลางป่าดงดิบปะปนกับโขดหินน้อยใหญ่ ซึ่งเป็นเทือกเขาเชื่อมโยงมาจากฝั่งประเทศลาว วัดนี้มีชื่อเรียกว่า "วัดป่าเลไลย" ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2506 หลวงพ่อลุนได้มรณภาพลงทำให้วัดนี้ไม่มีพระภิกษุอยู่จำวัดแบบถาวรเลย คงเหลือแต่ ชีแก่ๆ อยู่เฝ้าจำวัด และรักษาวัดกระทั่งปี พ.ศ.2517 ท่านเจ้าคุณนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อมหาสมาน สิริปัญโญ) ผ่านมาแวะเข้าไปดูบริเวณวัด และเห็นสภาพทั่วไปสงบร่มรื่น อยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งจะมีโขดหินเรียงรายอยู่ในแม่น้ำยื่นจากฝั่ง ออกไปสู่กลางลำน้ำโขง มีชื่อเรียกว่า " แก่งอาฮง " ต่อมาหลวงพ่อได้ปรึกษากับคณะพระภิกษุสงฆ์พร้อมญาติโยม จะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์และถาวร โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมและก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ที่มีความจำเป็นแก่พระ ภิกษุสามเณร และญาติโยม เสร็จแล้วหลวงพ่อตั้งชื่อวัดใหม่ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมว่า "วัดอาฮงศิลาวาส" จนถึงปัจจุบัน และได้พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปในที่สุด วัดอาฮงศิลาวาส  ตั้งอยู่เขตพื้นที่บ้าน อาฮง หมู่ 3 ต.ไคสี จ. บึงกาฬ ตั้งอยู่ห่างจาก บึงกาฬ 21 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดหนองคาย 115 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮง View Larger Map แก่งอาฮง วัดอาฮงศิลาวาส จังหวัดบึงกาฬ ข้อมูลและภาพ : คู่หูเดินทาง / bungkan.com เรียบเรียงโดย Travel MThai

สยองโหด คนป่ากินคน ในตัวอย่างฉบับเต็มและใบปิดจาก The Green Inferno
Cabin Fever /  Cannibal Holocaust / 

ปล่อยตัวอย่างฉบับเต็มออกมาแล้ว สำหรับหนังใหม่ของเจ้าพ่อหนังโหดแห่งยุคนี้อย่าง อิไล ร็อธ ที่เคยทำเอาเราคลั่งสะใจใน Hostel มาคราวนี้เขาจะพาเราเข้าป่าดงดิบเจอกับมนุษย์กินคนใน The Green Inferno ซึ่งตัวอย่างฉบับเต็มที่ปล่อยออกมาตอนนี้ถือว่าดูคลั่ง และ น่าดูมากสำหรับคนหนังโหดที่ชอบเลือดเนื้อ และ ความสะใจ ครับ กับหนังที่เป็นเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษา นักอนุรักษ์ ที่เกิดเรื่องซวยเครื่องบินดันไปตกอยู่กลางป่าอเมซอน ทำให้เจอเหล่ากลุ่มคนป่า ที่จ้องจะจับพวกเขากินเป็นอาหาร ซึ่งความสนใจของหนังคือการที่ผกก. อิไล ร็อธ ได้ลงไปถ่ายทำในสถานที่จริงอย่างในป่าของ เปรู อีกด้วย ซึ่งบ้านเราน่าจะได้ชมกันเร็วๆนี้ โดยหนังมีกำหนดฉายในอเมริกา 5 กันยายนครับ

Cookie Run Season 2 แจก เพชรฟรี 100 อัน รับได้แล้ววันนี้
Cookie Run /  Cookie Run Season 2 / 

เกมส์มือถือ Cookie Run Season 2 ได้ทำการแจกเพชรฟรีจำนวน 100 เม็ด โดยผู้เล่นสามารถขอรับฟรีและขอรับง่ายๆได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วิธีการขอรับเพชรเกมส์ Cookie Run ฟรี 100 เม็ด 1) เข้าที่หน้าตั้งค่าเกมส์ (Setting) 2) หากตั้งค่าเกมส์เป็นภาษาไทย ให้ไปที่หน้า Event 3) หากตั้งค่าเกมส์เป็นภาษาอังกฤษ ให้ไปที่หน้า Coupon 4) กรอกรหัสคำว่า cookierun2ndstory 5) ทำการออกจากเกมส์และเข้าใหม่อีกครั้ง และก็จะได้รับเพชรฟรี 100 เม็ดทันที เกมส์ Cookie Run Season 2 (คุกกี้รัน ซีซั่น 2) มีการเพิ่มเติมเรื่องการปรับปรุงฉากเกมส์ใหม่ทุกด่าน มีทั้งฉากในป่าดงดิบหรือฉากขนมหวาน ที่บรรจุอุปสรรคไว้มากมาย อาศัยไหวพริบทักษะในการกระโดดหลบหลีกและเก็บของในเกมส์เพื่อทำแต้ม, เพิ่มลูกเล่นใหม่ในโบนัสเวลา, เพิ่มระดับเลเวลสูงสุดในส่วนของเลเวลพลังและตัวผู้เล่น ที่น่าสนใจคือ มีการเพิ่มคุกกี้และสัตว์เลี้ยงในแบบใหม่ๆให้เลือกเล่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเติมระบบ Event การเชิญ รวมถึงปรับปรุงหน้าเริ่มต้นเกมส์และเอฟเฟคเสียงเกมส์ให้ทันสมัยมากขึ้นเช่นกัน

อุทยานแห่งชาติคลองพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คลองพนม /  อุทยานแห่งชาติ / 

อุทยานแห่งชาติคลองพนม อยู่ในท้องที่ตำบลคลองศกตำบลพนม และตำบลพลูเถื่อน และตำบลพนมอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชันและสวยงามมาก เรียงรายสลับซับซ้อนเชื่อมต่อกันเป็นแนวสันเขา มีฝนตกชุกตลอดปี เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำตาปี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญสายเดียวของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีจุดเด่นที่น่าสนใจ เช่น ถ้ำแก้ว ถ้ำน้ำลอด เขาวงก์ น้ำตกโตนไทร น้ำตก เขาวงก์ไผ่เฉียงรุน บัวผุด การล่องแก่ง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งพันธุ์ไม้มีค่าและหายากขึ้นอยู่ เช่น ตะเคียนตาเสือจิก เขากระท้อน ขนุนป่า เสียดช่ออินทนิล นากบุดหงอนไก่ จำปาป่า เป็นต้น มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 256,500 ไร่ หรือ 410.4 ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติคลองพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพ : hotelsguidethailand.com สภาพภูมิประเทศ เป็นภูเขาสูงชันประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ โดยเฉพาะตอนเหนือของพื้น ที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชันและสวยงามเรียงรายสลับซับซ้อน เชื่อมติดต่อเป็นแนวสันเขายาวจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก จุดสูงสุดจากพื้นอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ มีความสูงประมาณ 870 เมตรจากระดับน้ำทะเล พื้นที่ราบมีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบระหว่างหุบเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 เมตร ปรากฏอยู่ทั่วไป เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของคลองพนม และคลองศก ซึ่งจะไหลไปรวมกับคลองแสง เป็นต้นกำเนิดของคลองพุมดวง ที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตาปี ลักษณะภูมิอากาศ ของป่าแห่งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับแห่งอื่นในภาคใต้ของประเทศไทย คือ มีฝนตกชุกตลอดปี ประกอบกับได้รับอิทธิพลของทะเล ซึ่งสามารถรับลมมรสุมได้ทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และอิทธิพลของภูเขาสูง ที่เป็นสิ่งกีดขวางลมมรสุมมีป่าไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น จึงทำให้ฝนตกมากกว่าในท้องที่ทั่วๆ ไป ซึ่งสามารถจำแนกได้ชัดเจนเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนเริ่ม จากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ฤดูร้อน เริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน โดยมีฝนตกชุกมากที่สุดระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม และมีอากาศร้อนมากที่สุดในต้นเดือนเมษายน สถานที่ท่องเที่ยวใน อุทยานแห่งชาติคลองพนม ภาพ : http://board.trekkingthai.com/ ถ้ำแก้ว อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติคลองพนม ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยเดินเลียบตีนเขาไปถึงปากถ้ำประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามแปลกตามากมาย แบ่งเป็นห้องย่อยๆได้ 4 ห้อง ได้แก่ห้องเกล็ดแก้ว ห้องฤาษี ห้องม้าน้ำ และห้องหม้อยา ใช้ระยะเวลาเดินชมประมาณ 40 นาที ก็สามารถชมความงามของถ้ำได้ทั้งหมด ถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่คพ.1 (บ้านคลองพนม) ประมาณ 5 กิโลเมตรภายในถ้ำมีน้ำไหลผ่านตลอด มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามและมีฝูงค้างคาวอาศัยอยู่จำนวนมาก ใช้เวลาเดินผ่านถ้ำประมาณ 40 นาที อีกด้านหนึ่งของถ้ำ เป็นที่ตั้งของค่ายคอมมิวนิสต์เก่า ซึ่งมีเนื้อประมาณ 1,000 ไร่ล้อมรอบด้วยภูเขาซึ่งทางเข้าค่ายเก่านี้ ต้องเข้าจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์แห่งเดียวเท่านั้น น้ำตกเขาวงก์ อยู่ห่างจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูง 8 ชั้น ไหลลดหลั่นลงมาจากหน้าผาสูงสู่ลำห้วยเบื้องล่าง น้ำตกแห่งนี้เป็นแนวต่อเนื่องกับสายน้ำ ที่ไหลมาจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ โดยไหลผ่านพื้นที่เกษตรกรรมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่เคยตั้งอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เรียกว่า “ค่ายเขาวงก์” และเป็นต้นน้ำของคลองพนม น้ำตกโตนไทร เป็นน้ำตกที่มีตลอดปีมีความสูง 12 ชั้น มีความสวยงามตามธรรมชาติ และป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้ ตลอดจนสัตว์ป่าและนกชนิดต่างๆ บริเวณน้ำตกจะมีต้นไทรขึ้นปกคลุมแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วน้ำตกโตนไทร อยู่ห่างจากหมู่บ้านสะพานนาคหมู่ที่ 5 ตำบลคลองศกอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 3.5 กิโลเมตร โดยมีทางรถยนต์เข้าถึงหมู่บ้านและเดินเท้าต่อจนถึงน้ำตกใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เส้นทางเดินป่าเพื่อไปชมบัวผุด บัวผุดพบมากบริเวณเขาหลังบ้านถ้ำผึ้งหมู่ที่ 6 ตำบลคลองศก อำเภอพนมห่างจากถนนสายหลักสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า เข้าไปช่วงหลักกิโลเมตรที่ 108 ประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่ออีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงแหล่งบัวผุด ซึ่งโดยมากบัวผุดจะบานในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงที่อากาศ และดินมีความชื้นพอเหมาะ  บัวผุด เป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นกาฝากชนิดหนึ่งอาศัยกินน้ำเลี้ยงจาก "ย่านไก่ต้ม" พบมากบริเวณเขาหลังบ้านถ้ำผึ้ง โดยมากดอกบัวผุดจะบาน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม ภาพ : http://nationalpark6.blogspot.com/ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ “ต้นไม้ใหญ่” อยู่บริเวณหลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติ จุดเริ่มต้นอยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 200 เมตร มีระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ในเส้นทางมีจุดเด่นที่น่าสนใจได้แก่ “ต้นกระบากขาว” วัดรอบต้นได้ 12 เมตร เป็นจุดเด่นของเส้นทางและมีจุดชมทิวทัศน์บนโขดหินที่สวยงาม โดดเด่นนอกจากนี้องค์ประกอบของเส้นทางก็มีป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีกลุ่มไม้ขนาดใหญ่หลายชนิด ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นมีจุดพักผ่อนที่น่ารื่นรมย์ในเส้นทาง เส้นทางศึกษาธรรมชาติทางน้ำ “ล่องแก่งลำน้ำคลองพนม-บ้านเบญจา” เริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่คพ.1 (บ้านคลองพนม) โดยจะใช้ระยะเวลาในการล่องแก่งประมาณ 4 ชั่วโมง ตลอด 2 ฝั่ง คลองจะพบทัศนียภาพที่สวยงามมีพันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ต่างๆ มากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความตื่นเต้น และท้าทายช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การล่องแก่ง คือ ช่วงน้ำหลากประมาณเดือนสิงหาคม-ธันวาคม เส้นทางศึกษาธรรมชาติทางน้ำ “ล่องลำน้ำคลองศก (วังมัจฉา-บ้านเชียวปง)” เริ่มต้นที่วังมัจฉาห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งจะได้พบกับฝูงปลามากมายหลายชนิด เช่น ปลาตะเพียนหางแดง ปลาแรด ปลากดหิน ฯลฯ ตลอดสองฝั่งคลองจะมีภูเขาหินปูนสูงชันเป็นหน้าผาที่สวยงาม โดยจะใช้เวลาในการล่องลำน้ำคลองศกประมาณ 2 ชั่วโมง ก็สามารถชมทัศนียภาพสองฝั่งคลอง ที่สวยงามและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี ที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติคลองพนม 107 หมู่ 4 ต.คลองสก  อ. พนม  จ. สุราษฏร์ธานี   84250 โทรศัพท์ 0 7791 8559 (VoIP), 0 7729 9298,0 77918559   อีเมล reserve@dnp.go.th การเดินทางรถยนต์ โดยใช้เส้นทางหลวงสายสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า ซึ่งตัดผ่านบริเวณที่ดินของหน่วยงานสหกรณ์นิคมพนม และมีทางแยกเข้าป่าแห่งนี้ (เป็นทางชักลากไม้ของผู้รับสัมปทานทำไม้ตัดผ่านเข้าไปในเขตประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณที่คาดว่าควรจะเป็นที่จัดตั้งอุทยานแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่ประมาณกม.ที่ 75 ถึงประมาณกม.ที่ 113 (ซึ่งเป็นสันเขาแบ่งเขตระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับจังหวัดพังงา) ข้อมูลและภาพ : park.dnp.go.th / wiki / http://nationalpark6.blogspot.com/ เรียบเรียงโดย Travel MThai

เพชรพระอุมา นวนิยายในตำนานที่มีความยาวมากที่สุดในโลก
ที่สุดในโลก /  นิยาย

เพชรพระอุมา เป็น นวนิยายแนวผจญภัยที่มีขนาดความยาวมากที่สุดในประเทศไทย และนับว่าเป็น นวนิยายที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ใช้ระยะเวลาในการประพันธ์ยาวนานกว่า 25 ปี โดยพนมเทียนเริ่มต้นการประพันธ์เพชรพระอุมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 และสิ้นสุดเนื้อเรื่องทั้งหมดในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2535 รวมระยะเวลาในการประพันธ์ทั้งสิ้น 25 ปี 7 เดือน กับ 2 วัน บทประพันธ์โดย พนมเทียน ซึ่งเป็นนามปากกาของ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ และตีพิมพ์ต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์รายวัน  เพชรพระอุมา ถูกนำมาตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มซ้ำใหม่หลาย ๆ ครั้งในรูปแบบของพ็อกเก็ตบุ๊ค จำนวน 48 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ลิขสิทธิ์โดยพนมเทียน (เดิมเป็นชนิดปกแข็งจำนวน 53 เล่ม แต่ละเล่มมีความหนาประมาณ 33 ยก หรือ 16 หน้ายก และเมื่อนำมารวมกันทั้งหมดจะมีความหนาประมาณ 1,749 ยก แบ่งเป็นสามภาคได้แก่ ภาคแรก จำนวน 24 เล่ม ภาคสอง จำนวน 15 เล่ม และ ภาคสาม จำนวน 14 เล่ม แต่ปัจจุบันได้รวบรวมเนื้อหาในแต่ละภาคและลดลงคงเหลือเพียงแค่ 48 เล่ม) แบ่งเป็นสองภาคคือภาคแรก จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน ภาคสมบูรณ์ จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน ตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มครั้งแรกในปี พ.ศ.2538 ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2541 ทำการปรับปรุงต้นฉบับเดิมพร้อมกับตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ในปีพ.ศ.2544 ตีพิมพ์ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดในปี พ.ศ.2547 โดยเนื้อเรื่องต่าง ๆ ของเพชรพระอุมานั้น พนมเทียนได้นำเค้าโครงเรื่องมาจาก คิง โซโลมอน'ส มายน์ส (King Solomon's Mines) หรือ สมบัติพระศุลี นวนิยายของเซอร์แฮนรี่ ไรเดอร์ แฮกการ์ด (H. Rider Haggard) ที่ผจญภัยในความลี้ลับของป่าดงดิบภายในทวีปแอฟริกา นี่เป็นส่วนหนึ่งของตอนในภาคที่2 ( นี่เป็นเล่มแรกในเรื่องเพชรพระอุมาซึ่งมีการปรับปรุงภาพหน้าปก) ภาพเก่าๆเมื่อยังเป็นหนังสมัยเมื่อนานมาแล้ว และนี่เป็นปกในยุคแรกๆ จุดเริ่มต้นของ เพชรพระอุมา นวนิยายในตำนานที่มีความยาวมากที่สุดในโลก  พนมเทียนเริ่มต้นการเขียนเพชรพระอุมาในปี พ.ศ.2507 โดยตกลงทำข้อสัญญากับสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา (ซึ่งปัจจุบันสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา ได้ยุติกิจการไปแล้ว) ในการเขียนนวนิยายแนวผจญภัยในป่าจำนวนหนึ่งเรื่อง โดยมีข้อกำหนดความยาวของนวนิยายเพียงแค่ 8 เล่มจบเท่านั้น แต่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทำให้ต้องเขียนเพชรพระอุมาเพิ่มเติมต่อจน ครบ 10 เล่ม และขอยุติการเขียนตามข้อสัญญาแต่ทางสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยายังไม่อนุญาตให้พนมเทียนยุติการเขียน และได้ขอร้องให้เขียนเพิ่มเติมต่ออีก 5 เล่ม แต่หลังจากเขียนเพิ่มได้ไม่นานก็ได้มีการตอบรับจากผู้อ่านมากมายจนต้องเขียนเพิ่ม จนเขียนมาหลายตอนแต่หาตอนลงจบเรื่องไม่ได้ ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดจึงสามารถจบลงได้ในปี พ.ศ.2533 ต้นแบบของโครงเรื่อง พนมเทียนนำเอาความรู้ความชำนาญในการเดินป่า การดำรงชีวิตและการล่าสัตว์จากประสบการณ์จริงของตนเอง มาเป็นพื้นฐานในการเขียนนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา โดยเค้าโครงเรื่องและส่วนประกอบต่าง ๆ ได้นำมาจากเรื่องเล่าขานและสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากนักท่องไพรรุ่น อาวุโส หรือเรื่องเล่ารอบกองไฟของพรานพื้นเมืองต่าง ๆ เพชรพระอุมาถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งโดยสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ปัจจุบันตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ลิขสิทธิ์โดยพนมเทียน แบ่งการตีพิมพ์เป็นสองครั้งด้วยกัน โดยตีพิมพ์ครั้งแรก 48 เล่ม ภาคแรกจำนวน 24 เล่ม 6 ตอน และภาคสมบูรณ์ 24 เล่ม 5 ตอน ดังนี้ ภาคแรก ตอน ไพรมหากาฬ จำนวน 4 เล่ม ตอน ดงมรณะ จำนวน 4 เล่ม ตอน จอมผีดิบมันตรัย จำนวน 4 เล่ม ตอน อาถรรพณ์นิทรานคร จำนวน 4 เล่ม ตอน ป่าโลกล้านปี จำนวน 4 เล่ม ตอน แงซายจอมจักรา จำนวน 4 เล่ม ภาคสมบูรณ์ ตอน จอมพราน จำนวน 4 เล่ม ตอน ไอ้งาดำ จำนวน 5 เล่ม ตอน นาคเทวี จำนวน 5 เล่ม ตอน แต่ปางบรรพ์ จำนวน 5 เล่ม ตอน มงกุฎไพร จำนวน 5 เล่ม และตีพิมพ์ครั้งปัจจุบัน 48 เล่ม ภาคแรกจำนวน 24 เล่ม 6 ตอน และภาคสมบูรณ์ 24 เล่ม 6 ตอน ดังนี้ ภาคแรก ตอน ไพรมหากาฬ จำนวน 4 เล่ม ตอน ดงมรณะ จำนวน 4 เล่ม ตอน จอมผีดิบมันตรัย จำนวน 4 เล่ม ตอน อาถรรพ์นิทรานคร จำนวน 4 เล่ม ตอน ป่าโลกล้านปี จำนวน 4 เล่ม ตอน แงซายจอมจักรา จำนวน 4 เล่ม ภาคสมบูรณ์ ตอน จอมพราน จำนวน 4 เล่ม ตอน ไอ้งาดำ จำนวน 4 เล่ม ตอน จิตรางคนางค์ จำนวน 4 เล่ม ตอน นาคเทวี จำนวน 4 เล่ม ตอน แต่ปางบรรพ์ จำนวน 4 เล่ม ตอน มงกุฎไพร จำนวน 4 เล่ม เนื้อหาดัดแปลงโดย: คุณหญิงแหม่มเมืองนอก

สุดเสียว !! สวนสัตว์แอฟริกา จับคนใส่กรงแทนสัตว์
สวนสัตว์ /  แอฟริกาใต้

MThai News: สวนสัตว์ Cango Wildlife Ranch ในเมือง โอ๊ตส์ฮอร์น ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเติบโต ได้สร้างจุดขายโดยจัดสภาพแวดล้อมให้กลายเป็นป่าดงดิบ ให้นักท่องเที่ยวจะต้องเข้าไปอยู่ในกรงแทนสัตว์ป่า ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นว่าเป็นการผจญภัยเที่ยวสวนสัตว์ที่ตื่นต้นที่สุดในชีวิต ทำให้ฮอร์โมนอะดีนาลีนพุ่งพล่านได้อย่างมาก โดยกิจกรรมการท่องเที่ยวสวนสัตว์แนวนี้ ผู้ให้บริการบอกว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์แบบหนึ่งซึ่งกำลังนิยมในแอฟริกาใต้ ด้วยแนวคิดให้คนเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ปรับชีวิตสัตว์ป่า หรือสภาพแวดล้อมป่าเพื่อคน Photo:: Barcroft Media Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

รู้ไว้ก่อนไป เดินป่าหน้าฝน
ทิปท่องเที่ยว /  เดินป่า

 รู้ไว้ก่อนไป เดินป่าหน้าฝน ฤดูฝนของประเทศไทยอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนตุลาคม ใกล้จะเข้าเดือนห้า หวังว่าฝนจะมาให้หายร้อนจริงๆ นะ การเดินป่าในช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยเหนื่อยง่ายเพราะอากาศไม่ร้อนจัด แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังก็ควร รู้ไว้ก่อนไป เดินป่าหน้าฝน โดยเฉพาะในป่าดงดิบชื้นนั้นจะมี "ทาก"ชูคอสลอนคอยดูดเลือดเหยื่อ แต่ทั้งหมดนั้นอาจเปรียบได้กับสีสันชีวิตการท่องไพร ที่ต้องมีการฝ่าฟันความยากลำบากไปให้ได้เพื่อประสบการณ์ชีวิตอันยิ่งใหญ่ ถ้าจะท่องป่าหน้าฝนให้สนุกก็ต้องเตรียมพร้อมให้ดีตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ 1. กันเปียก ควรพกฟลายชีท (ผ้าขึงเป็นหลังคากันน้ำฝน) ไปด้วยเสมอ จะช่วยให้เต็นท์ไม่ต้องเปียกปอน ควรมีเสื้อกันฝนที่มีน้ำหนักเบาติดไปด้วย อาจใช้ประโยชน์เป็นฟลายชีทได้ด้วยในยามจำเป็น เสื้อผ้าข้าวของบางอย่างควรใส่ถุงพลาสติกไว้ชั้นหนึ่งก่อนบรรจุลงเป้ สำหรับรองเท้านั้นถ้าหาชนิดที่กันน้ำได้ก็จะดีมาก โดยวัสดุที่เรียกว่า กอร์เท็กซ์ (Gore-Tex) นั้นกันน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้เท้าไม่อับชื้น เดินป่าได้อย่างสบายใจ 2. แห้งเร็ว ควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เมื่อเปียกแล้วต้องแห้งเร็ว เช่น ผ้าใยสังเคราะห์ต่างๆ ส่วนพวกผ้าฝ้ายไม่ควรใช้อย่างยิ่งเพราะอมน้ำมากและแห้งช้า 3. เลือกทำเล การกางเต็นท์กลางป่าควรดูทิศทางและทำเลที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง เช่น ไม่กางเต็นท์บริเวณที่อาจเป็นทางน้ำไหล ไม่กางเต็นท์ใต้ต้นไม้ใหญ่เพราะอาจมีกิ่งไม้หักหล่นใส่ นอกจากนี้ก็ควรกางฟลายชีทและขุดร่องระบายน้ำรอบตัวเต็นท์ไว้ด้วย 4. ระวัง ในฤดูฝนสัตว์ป่ามีพิษต่างๆ เช่น แมงป่อง ตะขาบ งู ฯลฯ มักจะคลานไปมาหาที่แห้งๆ ตามในเต็นท์ ในถุงนอน หรือในรองเท้าที่ไม่ได้เก็บไว้อย่างมิดชิดพอ ก่อนสวมใส่ใช้งานควรตรวจตราสิ่งเหล่านี้ให้ดี ถ้ามียากันแมลงหรือปูนขาวให้โรยไว้รอบเต็นท์ ก็อาจกันแมลงพวกนี้ได้ เมื่อท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนานและได้รับความรู้แล้ว ก็อย่าลืมรักษาธรรมชาติไว้ให้สวยงามดังเดิม เหมือนก่อนที่เราเข้าไปสัมผัสด้วยจะเป็นการดีไม่น้อยเลย มาเที่ยวป่าหน้าฝนต้องมีสติ      หน้าฝนมาเยือน อันตรายก็แฝงกายมาเยี่ยมได้หากไม่ระวัง สติคือสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องมีไว้กับตัวเสมอ จะเล่นน้ำตกก็อย่าโลดโผนนัก ไปไหนก็ควรไปเป้นกลุ่ม หากจะเดินป่าก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย เพราะการหลงป่าหรือประสบอุบัติเหตุ เช่น ลื่นหกล้มหรือได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า รวมถึงสายน้ำป่าที่ไม่รู้จะมาเมื่อใดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ........................................................... รู้ไว้ก่อนไป เดินป่าหน้าฝน ที่มา : สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช