ป่าดงดิบ

เรื่องน่ารู้การเดินป่า ในหน้าฝน
การเดินป่า /  เตรียมตัวเที่ยว / 

ฤดูฝนของประเทศไทย อยู่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนตุลาคม การเดินป่าในช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยร้อน แต่การหายใจอาจจะลำบากสักนิด เพราะในอากาศมีความชื้นสูง ดังนั้น ผู้ที่รักการท่องธรรมชาติ ควรจะเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจมาด้วยยิ่งดี และวันนี้เรามีสิ่งที่ต้องควรรู้ไว้ก่อนไปเดินป่าหน้าฝน มาฝากสมาชิกไว้ศึกษากันครับ เรื่องน่ารู้การเดินป่า ในหน้าฝน โดยเฉพาะในป่าดงดิบชื้นบ้างพื้นที่นั้นจะมี “ทาก” ชูคอสลอนคอยดูดเลือดเหยื่อ แต่ทั้งหมดนั้นอาจเปรียบได้กับสีสันชีวิตการท่องไพร ที่ต้องมีการฝ่าฟันความยากลำบากไปให้ได้เพื่อประสบการณ์ชีวิตอันยิ่งใหญ่ ถ้าจะท่องป่าหน้าฝนให้สนุกก็ต้องเตรียมพร้อมให้ดีตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ 1. กันเปียก ควรพกฟลายชีท (ผ้าขึงเป็นหลังคากันน้ำฝน) ไปด้วยเสมอ จะช่วยให้เต็นท์ไม่ต้องเปียกปอน ควรมีเสื้อกันฝนที่มีน้ำหนักเบาติดไปด้วย อาจใช้ประโยชน์เป็นฟลายชีทได้ด้วยในยามจำเป็น เสื้อผ้าข้าวของบางอย่างควรใส่ถุงพลาสติกไว้ชั้นหนึ่งก่อนบรรจุลงเป้ สำหรับรองเท้านั้นถ้าหาชนิดที่กันน้ำได้ก็จะดีมาก โดยวัสดุที่เรียกว่ากอร์เท็กซ์ (Gore-Tex) นั้นกันน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้เท้าไม่อับชื้น เดินป่าได้อย่างสบายใจ 2. แห้งเร็ว ควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เมื่อเปียกแล้วต้องแห้งเร็ว เช่น ผ้าใยสังเคราะห์ต่างๆ ส่วนพวกผ้าฝ้ายไม่ควรใช้อย่างยิ่งเพราะอมน้ำมากและแห้งช้า 3. เลือกทำเล การกางเต็นท์กลางป่า ควรดูทิศทางและทำเล ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง เช่น ไม่กางเต็นท์บริเวณที่อาจเป็นทางน้ำไหล ไม่กางเต็นท์ใต้ต้นไม้ใหญ่เพราะอาจมีกิ่งไม้หักหล่นใส่ นอกจากนี้ก็ควรกางฟลายชีทและขุดร่องระบายน้ำรอบตัวเต็นท์ไว้ด้วย 4. ระวัง ในฤดูฝนสัตว์ป่ามีพิษต่างๆ เช่น แมงป่อง ตะขาบ งู ฯลฯ มักจะคลานไปมาหาที่แห้งๆ ตามในเต็นท์ ในถุงนอน หรือในรองเท้าที่ไม่ได้เก็บไว้อย่างมิดชิดพอ ก่อนสวมใส่ใช้งานควรตรวจตราสิ่งเหล่านี้ให้ดี ถ้ามียากันแมลงหรือปูนขาวให้โรยไว้รอบเต็นท์ ก็อาจกันแมลงพวกนี้ได้ เมื่อท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนานและได้รับความรู้แล้ว ก็อย่าลืมรักษาธรรมชาติไว้ให้สวยงามดังเดิม เหมือนก่อนที่เราเข้าไปสัมผัสด้วยจะเป็นการดีไม่น้อยเลย มาเที่ยวป่าหน้าฝนต้องมีสติ หน้าฝนมาเยือน อันตรายก็แฝงกายมาเยี่ยมได้หากไม่ระวัง สติคือสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องมีไว้กับตัวเสมอ จะเล่นน้ำตกก็อย่าโลดโผนนัก ไปไหนก็ควรไปเป้นกลุ่ม หากจะเดินป่าก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย เพราะการหลงป่าหรือประสบอุบัติเหตุ เช่น ลื่นหกล้มหรือได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า รวมถึงสายน้ำป่าที่ไม่รู้จะมาเมื่อใดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ข้อมูลและภาพ :  สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / เที่ยวหน้าฝน ที่อุทยานฯ ไหนดี? เที่ยว ภูหินร่องกล้า … สะพายกล้อง เดินป่าหน้าฝน

เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ
สถานที่ท่องเที่ยว /  เที่ยวอันซีน

ทางเว็บไซต์ Skyscanner ได้รวบรวมเส้นทางท่องเที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และธรรมชาติมหัศจจรย์ ให้นักท่องเที่ยวได้เปิดใจให้กว้างกับเส้นทางใหม่และออกเดินทางไปค้นพบว่า มหัศจรรย์ธรรมชาติ นั้นมันสวยงามเกินคำบรรยาย และไม่มีคู่มือการเดินทางเล่มใดอธิบายได้ดีกว่าประสบการณ์ของตัวนักท่องเที่ยวเอง แต่จะมีที่ใดนั่น ลองมาติดตามกัน... เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ  เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ ปราสาทธม (Prasat Thom temple) เกาะแกร์ (Koh Ker) ประเทศกัมพูชา เขตเมืองโบราณอยู่ห่างจากเสียมราฐ 100 ก.ม. รู้จักกันในนาม “พีระมิดเกาะแกร์” เป็นกลุ่มปราสาทเก่าโบราณและศาสนสถานที่ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัย วรมันที่ 4 ประมาณปีเริ่มจาก 921 – 944 ปี (พ.ศ.1464 – พ.ศ.1487) เป็นเมืองหลวงเก่าที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในป่ารกร้าง เป็นเมืองที่ถูกลืมไปร่วม 1059 ปี จนมีการค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2546 หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมในเขตปราสาทแต่ห้ามเดินเข้าไปในเขตป่ารอบๆ เพราะยังมีกับระเบิดที่ยังกู้ไม่หมด หมู่เกาะราชา อัมพัต (Raja Ampat Archipelago) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ใกล้เมืองโซรอง (Sorong) รู้จักกันในนาม "4 พระราชา” (Four Kings) และ “อะเมซอนแห่งท้องทะเล” (Amazon of the seas) ประกอบไปด้วยเกาะหลัก 4 เกาะ อันได้แก่ เกาะมิซูล (Misool) เกาะซาลาวาติ (Salawati) เกาะบาตันตา (Batanta) และ เกาะไวเกียว (Waigeo) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความอุดมทางธรรมชาติสูง มีฝูงปลากว่า 1300 ชนิด และเป็นบ้านของเต่า 6 พันธุ์ใน 7 พันธุ์เต่าของทั้งโลก หอยร่วม 700 ชนิด และปะการังกว่า 500 ชนิด ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำที่สวยที่สุดในโลก หมู่บ้านคัมชอน (Gamcheon Village) ปูซาน (Busan) ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) รู้จักกันในนามซานโตรินีแห่งเกาหลี (Korea’s Santorini) แต่เดิมหมู่บ้านนี้เป็นเขตสลัมของผู้อพยพหนีสงครามและนักบวชจำนวนมาก ซึ่งทำให้รู้จักกันในนาม “แทกึกโก” (Taegeukdo Village) หรือ “เขตศาสนา” ต่อมาถูกทิ้งให้รกร้าง เพราะอยู่ห่างไกลไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล จนกระทั่งในปี 2009 (พ.ศ. 2552) ได้มีการบูรณะหมู่บ้านนี้ขึ้นมาใหม่ ได้เชิญนักเรียน นักศึกษา และช่างศิลป์สาขาต่างๆ มาช่วยกันทาสีและซ่อมแซมหมู่บ้านแห่งนี้ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นซานโตรินีแห่งเกาหลี เพราะบ้านเรือนหลากสีสันน่ารักที่ตั้งหลดหลั่นกันในเขตเนินเขาวงกต เคป ยอร์ก เพนนินซูล่า (Cape York Peninsula) แคร์นส์ (Cairns) ประเทศออสเตรเลีย (Australia) แหลมเหนือสุดของประเทศออสเตรเลียที่ดินแดนใต้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของแนว ปะการังระดับโลก “เกรท แบริเออร์ รีฟ” (The Great Barrier Reef) คุณรู้หรือไม่ว่าบนแผ่นดินของแหลมเคป ยอร์ก นั้น เป็นดินแดนที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของโลกภายนอก เป็นเขตป่าเขาสมบูรณ์ที่การเข้าไปเยือนนั้นมีเพียงแค่ 2 ทาง คือ เครื่องบินขนาดเล็ก (puddle jumper plane) หรือขับรถโฟร์วีลล์ ไดรฟ์ (4WD) ตะลุยป่าและดินลูกรังเข้าไป ไม่ว่าคุณอยากจะไปชมความอุดมของป่าดิบชื้น ชมนกและสัตว์ภาคพื้นทวีป หรือจะไปตกปลาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ดินแดนแห่งนี้ควรค่าแก่การไปเยือนก่อนที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่จะเข้ามาครอบคลุม ประเทศจอร์เจีย (Georgia) ประเทศใต้ร่มเงาของเทือกเขาคอเคซัสทางใต้ (Southern Caucasus mountains) เป็นประเทศกึ่งกลางทวีปยุโรปและเอเชียจนบางครั้งถูกขนานนามว่า “ประเทศสองทวีป” (Transcontinental country) เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในอดีต จอร์เจียมีความเป็นมามากว่า 3 พันปี ประเทศนี้มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรมโบราณ บ้านเมืองน่ารัก และธรรมชาติภูเขาอันสวยงาม ไปเยือนหมู่บ้านหอหอยบนขุนเขาที่ได้ขึ้นเป็นมรกดโลก “หมู่บ้านอูชกูลี” (Ushguli Village) หมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นสวาเนติบน (Upper Svaneti) เยือนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประเทศบอตสวานา (Botswana) ไปขี่ม้าข้ามทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari) พายเรือล่องลุ่มน้ำเซลินดา (Selinda Canoe Trail) ชมน้ำตกวิคตอเรีย (Victoria Falls) อันสวยงาม ไปท่องซาฟารี ณ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอวากัง (Okavango) ไปส่องสัตว์ป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าโมเรมิ (Moremi) ซึ่งมากมายไปด้วยสิงสาราสัตว์ เช่น สิงโต จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส และเสือดาว เป็นต้น สุดท้ายอย่าลืมแวะไปชมทะเลสาบเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ มักกาดิกกาดี (Makgadikgadi) หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos Islands) ประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador) เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งได้ขึ้นเป็นมรดกโลกไปเมื่อปี พ.ศ. 2521 เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องสัตว์โลกและพืชพรรณที่แปลกตา เนื่องด้วยทางสภาพภูมิศาสตร์ที่อยู่กึ่งกลางของโลก ทำให้บริเวณหมู่เกาะแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากทั้งกระแสน้ำเย็นจัด น้ำเย็น และน้ำอุ่น รวมกันถึง 3 สาย ถือเป็นเขตธรรมชาติของโลกที่ยังสวยงามสมบูรณ์ เพราะการท่องเที่ยวในหมู่เกาะเหล่านี้จะเน้นเชิงอนุรักษ์ หมู่เกาะอะซอเรส (The Azores) ประเทศโปรตุเกส (Portugal) ใกล้เมืองปงตาเดลกาดา (Ponta Delgada) หมู่เกาะ 9 เกาะ กลางมหาสมุทรแอตแลนติค (Atlantic Ocean) นอกชายฝั่งของประเทศโปรตุเกส เป็นอาณาจักรแห่งมหัศจรรย์ธรรมชาติที่มีนักท่องโลกเพียงแค่หยิบมือหนึ่งได้ ไปเยือน ชมฝูงปลาวาฬและปลาโลมากว่า 24 พันธุ์ ชมปลาและสัตว์น้ำนานาพันธุ์ที่บางชนิดอาศัยอยู่เพียงที่นี่เท่านั้น ชิมไวน์พื้นบ้านรสดี ขับผิวและผ่อนคลายใจในบ่อโคลนเดือดกลางแจ้ง ตามรอยนักผจญภัยไปเดินป่า เลาะเขา ชมภูเขาไฟในเขตป่าทึบ ดินแดนแห่งนี้มีทุกอย่างที่นักเดินทางกระหายจะได้สัมผัส เรคยาวิก (Reykjavik) ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland) ไปเที่ยวชมแสงเหนือ (Aurora –The Northern Lights) อันสวยงาม ไปชมบ่อน้ำพุร้อน บลูลากูน (Blue Lagoon Hot Springs) ชมโบสถ์ที่สร้างจากหินภูเขาไฟ ฮอลล์กริมสเคิร์กยา (Hallgrimskirkja) ชมธารน้ำแข็ง ภูเขาและถ้ำน้ำแข็ง ไปเล่นสกี ชมบ้านตึกรามบ้านเมืองน่ารักๆ และสตรีทอาร์ท (Street  Art) ปาตาโกเนีย (Patagonia) ประเทศชิลี (Chile) ใกล้เมืองบัวโนส ไอเรส (Buenos Aires) ปุนตา อาเรนัส (Punta Arenas) และ เอลคาลาฟาเต (El Calafate) ดินแดนสุดขอบโลก แผ่นดินรอยต่อระหว่างประเทศชิลีและอาร์เจนติน่า ดินแดนที่มีทุกสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศไม่ว่าจะแห้งแล้งทะเลทราย เทือกเขาสูงชัน ป่าดงดิบทึบ ทะเลสาบกลางหุบเขา หาดทรายขาวติดปากอ่าว และธารน้ำแข็งในซีกโลกใต้ เป็นดินแดนที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์และมีน้อยคนนักที่ได้ไปเยือน หนึ่งในดินแดนที่เหล่านักเดินทางได้บันทึกไว้ว่าจะต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก skyscanner.co.th

PREDATOR - คนไม่ใช่คน - 4/4
PREDATOR /  Arnold / 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ** รหัสหนังทุกเรื่องคือ bighorror ** เวบไหนจะก๊อปหนังไปผมไม่ว่าอะไรหรอกนะครับ แต่รบกวนช่วยก๊อปชื่อลิ้งค์ที่ผมใส่เป็น AdF.ly ไปทั้งแบบนั้นเลยนะครับ ผมมีน้ำใจให้คุณแล้ว...คุณมีน้ำใจให้ผมบ้างเน่อออ ^_^ ============================================= ...(-^_^-)... ไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร..อยู่ดี ๆ ก็นึกถึงเฮียคนเหล็ก อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ คิดถึงหนังของเค้าแต่ละเรื่อง..มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ยุคนั้นต้องยกให้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ กับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ผมว่าในยุคนี้ไม่มีดาราคนไหนเป็นไอดอลของหนัง ACTION HERO เท่าเค้าสองคนแล้ว ขนาด THE ROCK ดเวนน์ จอห์นสัน หรือ เฮียเหม่ง เจสัน สเตแธม ก็เหอะ แต่ถึงจะยังไงผมก็ชื่นชอบและน้อมคารวะพวกเค้าทุกคน เพียงแต่ความคลาสสิคและมนต์ขลังแห่งความเป็นแอ๊คชั่น ต้องยกให้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ กับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ** ผมก็เลยนึกถึงหนังของ อาร์โนลด์ ที่ผมชอบมา 3 เรื่อง ที่จริงผมก็ชอบหนังของเค้าทั้งหมดแหล่ะ..แต่เอาแค่ 3 เรื่องก็พอ ประมาณว่าขี้เกียจว่างั้นเหอะไอ้ BIG ^o^ 555++ และเรื่องที่ 2 ก็คือ .... PREDATOR (1987) อีกหนึ่งตัวละครคลาสสิคของโลกภาพยนตร์..ผมโคตรชอบเจ้าพรีเดเตอร์มากกกก เคยซื้อโมเดลพรีเดเตอร์ หน้ากากพรีเดเตอร์ ของต่างๆที่เป็นพรีเดเตอร์มาสะสมด้วย...อิอิ++ ^,^ ============================================= ... เรื่องราวของหน่วยรบพิเศษกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับภารกิจช่วยเหลือตัวประกันในป่าแถบอเมริกากลาง ด้วยความสามารถและเก่งกาจของทุกคนในทีม..งานนี้ดูง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่ในป่าดงดิบแห่งนั้นได้มี นักล่าหัวกระโหลกมนุษย์ เฝ้ารอพวกเขาอยู่ !!! และมันไม่ใช่นักล่าที่เป็นมนุษย์เหมือนพวกเขา แต่มันคือนักล่าจากต่างดาวที่ไม่มีใครเคยพบเจอมาก่อน !!! งานนี้หน่วยรบพิเศษจึงต้องห้ำหั่นกับนักล่าจากนอกโลก !!! ============== ตัวอย่างหนัง ============== http://youtu.be/zRu6JL5TRXE ============== ปกหนัง ============== http://upic.me/i/fm/predator.jpeg +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ .. COPY & PASTE IN YOUR BROWSER .. 1 - http://video.mthai.com/player.php?id=23M1357997215M0 2 - http://video.mthai.com/player.php?id=23M1357997159M0 3 - http://video.mthai.com/player.php?id=23M1357997179M0 4 - http://adf.ly/HELaq

3 ชาวบ้านลุยถ้ำป่าดงดิบ หาเหล็กไหล จมน้ำตาย
ถ้ำ /  ป่าดงดิบ / 

วานนี้ (27พ.ค.) เวลา12.00 น. สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้าน บ.นาโด่ ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร ว่ามีผู้จมน้ำเสียชีวิต 3 รายภายในถ้ำพุงกลางป่าดงจึงประสานไปยังมูลนิธิกู้ภัยเทศบาลคำอาฮวนพร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่รุดไปที่เกิด พบบรรดาผู้ที่มาแสวงหาเหล็กไหลจำนวน 10 คนนั่งเกาะกลุ่มกัน ทั้งนี้ผู้ร่วมขุดเหล็กไหลให้การว่า เข้ามาก่อไฟเฝ้ารอ 3 คนที่เข้าไปค้นหาเหล็กไหลภายในถ้ำ โดยเป็นผู้นำทาง 2 คนคือ นายเงิน ชาธิพา อายุ 69 ปี และนายสงบ อันแสน 39 ปี ชาวจ.มุกดาหาร นายธนโชติ ลีฟัก อายุ 46 ปี ชาวปทุมธานี เข้าไปค้นหาเหล็กไหลและของมีค่าภายในถ้ำตลอดทั้งคืนจนสว่าง ทั้ง 3 คนก็ไม่ออกมา ต่างก็พยายามเฝ้ารอจนกระทั่งเวลา 11.00 น. จึงพากันออกค้นหาตะโกนเรียกชื่อแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ขณะเดียวกันระดับน้ำได้หนุนสูงขึ้นจนปิดปากถ้ำ คาดว่าทั้ง 3 คนคงจมน้ำเสียชีวิตแล้วจึงตัดสินใจไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน การค้นหาในรอบแรกเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะถ้ำไม่มีแสงสว่าง และระดับน้ำสูงจนปิดปากถ้ำ แต่เมื่อค้นหาอีกรอบก็พบศพนายเงิน ก่อนจะให้กำลังชาวบ้านช่วยกันแยกหินออกจากกันทำให้เกิดช่องระบายน้ำ เข้าไปค้นหาได้ง่ายขึ้น จนกระทั่งเวลา 17.00 น. เป็นช่วงจังหวะที่ระดับน้ำลดจนปากถ้ำเปิด จึงเข้าไปค้นภายในถ้ำได้อย่างสะดวก และพบศพนายธนโชติ ติดอยู่ภายใน ขณะที่ศพของนายสงบยังหาไม่พบ แต่เจ้าหน้าที่จะเร่งค้นหาต่อไป MThai News

ทรงไหนเริ่ด? บิกินี่แว็กซ์ ตัดผมให้น้องสาว 12 แบบ 12 สไตล์
bikini wax /  Brazilian wax / 

 บิกินี่แว็กซ์ ตัดแต่งทรงผมให้น้องสาว กล้าป่ะ?       บิกินี่แว็กซ์ เป็นการตกแต่งทรงผมในที่ลับ หลักๆจะมีทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ บิกินี่แว็กซ์ เป็นการตัดแต่งเล็กน้อย เพื่อไม่ให้มีส่วนเกินออกมานอกบริเวณขอบบิกินี่, เเฟรนช์แว็กซ์ (French Wax) จะลึกเข้าไปกว่าขอบบิกินี่ จนเหลือไว้แต่บริเวณตรงกลาง, ฟูลบราซิลเลี่ยนแว๊กซ์ เป็นการกำจัดขนด้านล่างทุกจุดทุกเส้นลึกไปจนถึงด้านหลัง, บราซิลเลี่ยนแว๊กซ์ (Brazilian  wax) แว๊กซ์ชนิดที่ว่าไม่เหลืออะไรเลย โล่งสุดๆ        ทรงอื่นๆก็มีอย่างเช่น ทรงเพลย์บอย, รูปหัวใจ, รูปลูกศรชี้ขึ้น-ลง ซึ่งมีอีกหลากหลายทรงให้คุณเลือกได้ตามใจชอบ สาวๆ women mthai อาจจะยังเขินอายกันอยู่ มาเรียกชื่อทรงให้ถูกก่อนจะไปตัดผมให้น้องสาวกันนะจ๊ะ ว่าแต่คืนนี้ทรงไหนดีนะ? 1. Landing strip โกนเกือบทั้งหมด ยกเว้นตรงกลางตัดแต่งให้เป็นแนวตั้ง จะปล่อยไว้ให้สั้นหรือยาวก็แล้วแต่คุณชอบเลย เหมาะสำหรับการใส่บิกินี่เส้นเล็กและแคบ 2. Sweet Heart ถ้าอยากเพิ่มความโรแมนติค รูปหัวใจเป็นสิ่งที่สื่อความหมายได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับวันวาเลนไทน์ หรือ วันครบรอบวันแต่งงาน รับรองหนุ่มๆไม่มีวันลืมแน่นอน 3. Brazilian Wax  แว๊กซ์ชนิดถอนรากถอนโคนไม่เหลืออะไรเลย ขนสักนิดก็ไม่มี โล่งหวิวเบาสบายกันไปเลยล่ะ ประมาณว่ากลับไปเป็นเด็ก 14 อีกครั้ง ทรงนี้เหมาะสำหรับสาวๆที่ชอบใส่บิกินี่ และ กางเกงในแบบเอวต่ำมากๆ 4.Martini  เป็นทรงสามเหลี่ยมกลับหัวลง ด้านบนจะเลี้ยงไว้มากหน่อย แต่ด้านข้างจะแว๊กซ์ออกให้เกลี้ยง เหมาะสำหรับการใส่บิกินี่ที่เว้ามากๆ และ ชุดชั้นในแบบเอวต่ำ เว้าโคนขาสูง 5.Postage stamp 6. Victory   7.Mohawk 8.Diamond ลักษณะคล้ายสามเหลี่ยมแต่ตัดตรงมุมทั้ง 2 ด้านออก ก็กลายเป็นเพชรน้ำงามไปซะแหละ  9.Star คืนนี้ดวงดาวจะลงทัณฑ์เธอเอง 10.Moon  11.This way เหมือนเป็นการบอกใบ้เชิญชวนด้วยลูกศรชี้ลง แค่เห็นก็รู้แล้วว่ามันกำลังกระซิบบอกว่า "come on baby" 12.Get up ลูกศรชี้ขึ้นไปข้างบน อ๊ะ! ต้องการจะบอกใบ้อะไรน๊า....         ผู้ชายส่วนใหญ่มักชอบให้น้องสาวของคุณสะอาด บางคนก็ลงทุนยอมจ่ายเงินจูงมือพาแฟนสาวไปทำที่ร้านเองเลย แถมจ่ายเงินให้อีกด้วย การแว็กซ์ครั้งแรกของคุณผู้หญิงคงไม่ต้องบอกว่าจะเจ็บปวดขนาดไหน แต่หลังจากนั้นคุณจะชอบมันเอง เพราะสาวๆจะรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน  เหตุผลที่สาวๆ ต้องทำ บิกินี่แว็กซ์ 1.เพราะแฟนอยากให้ทำ ผู้ชายไม่ได้ชอบความเป็นธรรมชาติของป่าดงดิบหรอกนะจ๊ะ บางครั้งก็ต้องดูแลตัดแต่งต้นไม้บ้างเพื่อความสวยงาม 2.เพราะคุณรักความสะอาด จุดซ่อนเร้นมักเป็นจุดอับ โดยเฉพาะช่วงประจำเดือน ผู้หญิงบางคนที่รักสะอาดมากๆ จึงนิยมการ แว็กซ์ เพราะดูแลง่าย ไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ แล้วอย่าลืมไปลองกันดูนะค๊า..... บิกินี่แว๊กซ์ มาแว๊กซ์ขนให้น้องสาวกันเถอะ! เรียบเรียงโดย women mthai team ภาพประกอบจาก www.buzzfeed.com

สวนผึ้ง เที่ยวหลากหลายใกล้กรุงเทพ
ท่องเที่ยว /  ภาคกลาง / 

สวนผึ้ง, ราชบุรี สวนผึ้ง เป็นอำเภอบนพื้นที่สูง ของจังหวัดราชบุรี  โอบ ล้อมของขุนเขาชิดชายแดนไทย-พม่า จึงมีสภาพอากาศที่เย็นสบายคล้ายกับภาคเหนือ และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ใช้เวลาในการขับรถ ประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางด้านตะวันตกที่มี ภูมิประเทศหลากหลาย จากพื้นที่ที่ราบต่ำลุ่ม แม่น้ำ แม่กลองอันอุดม แหล่งเพาะปลูกพืชผักผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิด สู่พื้นที่สูง ทิวเทือกเขาตะนาวศรีทอด ตัวยาวทางทิศตะวันตกจรดชายแดนไทย-พม่า มีคำขวัญที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอสวนผึ้งว่า "สาวกะเหรื่ยงเคียงถิ่นตะนาวศรี ลำภาชี แก่งส้มแมวแนวหินผา ธารน้ำร้อนบ่อคลึงตรึงติดตา น้ำผึ้งป่า หวานซึ้ง ตรึงใจ" ที่มาของคำว่า "สวนผึ้ง" เนื่องจากพื้นที่โดยทั่วไปของอำเภอมีสภาพแวดล้อมประกอบ ด้วย ธรรมชาติ ป่าไม้ เทือกเขา และมีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นผึ้ง" ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีสีขาวนวลไม่มีเปลือกกะเทาะ หรือลอกให้เห็น และที่สำคัญคือจะมีผึ้งจำนวนนับแสนนับล้านตัวมาอาศัยทำรังบนต้นผึ้งเท่านั้น นอกจากความสวยงามและอากาศที่บริสุทธิ์เย็นสบาย ได้ไปท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามใน อำเภอสวนผึ้ง อย่างเช่น ธารน้ำร้อนบ่อคลึง ไร้กุหลาบอุษาวดี เขากระโจม แก่งส้มแมว แล้ว  การได้มาพักผ่อน แล ะถ่ายรูปในรีสอร์ทและสถานที่ฮิบๆ อย่างเช่นเดอะ ซีนเนอรี่ นากายา หรือ La Toscana  บ้านหอมเทียน ที่เป็นที่นิยมที่สุดก็คงเป็นการได้มาถ่ายรูปกับน้องแกะ ที่ซีนเนอรี่ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่และสร้างชื่อเสียงให้สวนผึ้ง และยิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยว ต้องหาโอหาสมาเยือนดินแดนแห่งนี้ให้ได้ซักครั้ง สถานที่ท่องเที่ยวสวนผึ้ง ถ่ายรูปดูน้องแกะที่เดอะซีนเนอรี่ รีสอร์ท เดอะซีนเนอรี่ รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทในหุบเขา ติดลำน้ำภาชี เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อการพักผ่อนโดยเน้นความสงบ สบายและใกล้ชิดธรรมชาติ นอกจากความสวยงามของรีสอร์ทที่สร้างขึ้นมาในแบบเมเตอร์ดิเนียนแล้วที่เป็น ที่นิยม ของคนชอบถ่ายรูปแล้วทางรีสอร์ทจัดกิจกรรมเยี่ยมชมและให้อาหารน้องแกะ โดยสามารถสัมผัสความน่ารัก ของน้องแกะได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-18.00 น. บริเวณทุ่งหญ้าด้านหน้ารีสอร์ท โป่งยุบ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเคย ก่อนถึงตัวอำเภอสวยผึ้ง  5 กม. มีทางแยกซ้ายไปอีกประมาณ 5 กม. เกิดจากยุบตัวของ แผ่นดิน ทำให้เกิดลักษณะหน้าผาสูงชัน มีลักษณะคล้ายกับแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ หรือ ฮ่อมจ๊อม อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน โป่งยุบนี้มีอาณาบริเวณกว้างกว่า 10 ไร่ ซึ่งแต่เดิมท้องที่นี้เคยเป็นไร่นามาก่อน นับเป็นสถานที่น่า สนใจแห่งนึง เส้นทางเป็นถนนราดยางตลอด จนถึงแยกเข้าโป่งยุบเป็นทางลูกรังอัดเรียบ บ้านหอมเทียน เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของอำเภอสวนผึ้ง ตั้งอยู่หลักกิโลเมตรที่ 33 บ้านหอมเทียน เป็นทั้ง ร้านอาหารและ ที่พัก แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ ที่นี่ขายเทียนหอมหลากสีหลายแบบ ซึ่งทำกันเอง มีโรงงาน ขนาดย่อม ๆ อยู่ด้านหลัง และที่มีแบบและสีสันหลากหลายต่างจากที่อื่นก็เพราะว่าออกแบบเอง ทำเอง ไม่ได้ เลียนแบบใคร เจ้าของคือคุณรัชนิกร เมื่อก่อนเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเซรามิคมาก่อน จุดเด่นของเทียนสีสวยกลิ่น หอมในบ้าน ธารน้ำร้อนบ่อคลึง จากตัวอำเภอสวนผึ้งไปประมาณ 5 กิโลเมตร จะพบแยกเข้าสู่ธารน้ำร้อนบ่อคลึงตรงไปอีก 10 กิโลเมตร บ่อคลึงเป็นธารน้ำร้อนธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรี จะมีน้ำไหลอยู่ตลอดปี เป็นน้ำร้อนบริสุทธิ์ อุณหภูมิของน้ำประมาณ 120-136 องศาฟาเรนไฮต์ ในช่วงฤดูหนาวยามเช้าไอน้ำร้อนจะลอยกรุ่นเป็นหมอกสวย งาม มีบ่อน้ำร้อนและสระน้ำสำหรับอาบน้ำร้อนธรรมชาติ น้ำตกเก้าโจน หรือ น้ำตกเก้าชั้น ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยผาก หมู่ 7 ตำบลผาผึ้ง เลยจากธารน้ำร้อนบ่อคลึงไปประมาณ 1 กิโลเมตร  เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีความสูง 9 ชั้น ตกจากหน้าผาสูงกลางหุบเขา มีน้ำตลอดปี ปริมาณน้ำจะมากในชั้นบนๆ หินบริเวณน้ำตกเป็นหิน แกรนิต แต่เดิมน้ำตกนี้รู้จักกันเฉพาะในกลุ่มชาวกะเหรี่ยง  ต่อมาบริษัทต่างชาติเข้ามารับสัมปทาน เหมืองแร่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2484  ต่อมาเมื่อหมดสัมปทาน ทางอำเภอและกลุ่มองค์กรท้องถิ่นจึงได้เข้ามาดูแลพื้นที่ ไร่กุลาบอุษาวดี ไร่กุหลาบอุษาวดี ตั้งอยู่ที่ตำบลสวนผึ้ง อยู่เลยจากน้ำตกเก้าชั้นไปอีก โดยเดินทางจากตัวอำเภอสวนผึ้งประมาณ 19 กิโลเมตร เป็นไร่เอกชนซึ่งปลูกกุหลาบต่างประเทศพันธุ์ต่าง ๆ และพันธุ์ไม้ดอกหลายชนิดกลางหุบเขา สามารถเที่ยวชมได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะงดงามเป็นพิเศษ และสามารถเดินเที่ยวชมน้ำตกผาเตย ซึ่งอยู่ห่างจากแปลงกุหลาบประมาณ 1 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. ฟาร์มกล้วยไม้สวนผึ้ง ออร์คิด สวนผึ้ง ออร์คิด เป็นสวนเพาะพันธและจำหน่ายพันธุ์กล้วยไม้ขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของสวนผึ้ง มีกล้วยไม้หลาก สวยๆ หลากหลายสีสัน ให้เลือกซื้อ และเลือกชมมากมาย แก่งส้มแมว ห่างจาก อ.สวนผึ้ง 25 กม. เป็นลำธาร มีเกาะแก่งกลางน้ำภาชี เหมาะสำหรับเล่นน้ำเป็นอย่างยิ่ง อยู่ในพื้นที่ สวนป่าสิริกิต์ภายในสวนป่ามีสวนหย่อม ศูนย์จำหน่ายเครื่องเซรามิคจากคนในบริเวณหมู่บ้านสวนป่าแห่งนี้สร้าง ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ เป็นศูนย์รวมพันธุ์ไม้นานาชนิดอันมีค่าทางเศษรฐกิจและเป็นแหล่งศึกษาทาง ธรรมชาติที่ดีเยี่ยม เขากระโจม เป็นจุดชมวิวสุดเขตประเทศไทยแดนตะวันตกอีกแห่งใน อ.สวนผึ้งเขากระโจม สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมบรรยากาศทะเลหมอกที่สวยงามยามเช้าคล้ายกับ ยอดภูทางภาคเหนือในช่วงเวลา ประมาณ 05.00-06.00 น. พื้นที่ป่าส่วนใหญ่อุดมสมบูรณ์ บริเวณน้ำตกผาแดงมีกล้วยไม้หายาก ตลอดเส้นทาง สามารถเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติ น้ำตกบ่อหวี เป็นน้ำตกขนาดกลางเพิ่งพบใหม่ มี 7 ขั้น มีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ทางเข้าผ่านหมู่บ้าน และวัดบ้านบ่อหวี ไปอีก ประมาณ 2 กม. มีถนนลาดยางตลอดถึงทางเข้าตัวน้ำตก มีลานจอดรถจากนั้นเดินเท้าประมาณ 150 เมตร จะถึงน้ำตกชั้นที่ 1 สายน้ำมีความใสมากกว่าน้ำตกเก้าโจน เหนือขึ้นไปบนน้ำตกจะเป็นชายแดนไทย-พม่า มีฐานทหารรักษาการอยู่ พิพิธภัณฑ์ภโวทัย พิพิธภัณฑ์ภโวทัย หรือ สวนภูมิปัญญาชาวบ้านจากหน้าสถานีตำรวจสวนผึ้งแยก ซ้าย ไปประมาณ 2 กิโลเมตร ผ่านวัดสวนผึ้งแล้วแยกขวาข้ามสะพานไปก็จะถึงพิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ทางขวามือ ลักษณะเป็นเรือนไทยประยุกต์ รวบรวมวัตถุโบราณในอดีต รถม้า รวมทั้งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับของไทยชนิดต่างๆ เปิดให้เข้าชมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00 - 17.00 น. จุดชมวิวห้วยคอกหมู สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตร เดิมเป็นช่องทางการค้าไม้ที่รับการสัมปทานการค้าระหว่าง ไทย-พม่า ปัจจุบันนี้ การค้าระหว่าง ไทย-พม่า ได้ถูกยกเลิกไปหลายปีแล้ว เส้นทางนี้ซึ่งเป็นเส้นทางที่อยุ่ติดกับชายแดน ไทย-พม่า จึงได้มีการพัฒนาปรับปรุงเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวชมวิว ภูเขา และชายแดนไทย-พม่า สามารถมองเห็น ภูมิประเทศของชายแดนพม่าอย่างสวยงาม สามารถมองเห็นต้นไม้ใหญ่ ป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งนกนานา ชนิดอีกมากมาย ถ้าไปท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมสวยงามไม่แพ้ภาคเหนือ การเดินทางไปสวนผึ้ง โดยรถยนต์ส่วนตัว - ทางหลวงหมายเลข 4 (เส้นถนนเพชรเกษม) ผ่านพุทธมณฑลนครชัยศรี เมืองนครปฐมเมืองราชบุรี แล้วเลี้ยวขวาแถวเขางู ผ่าน อ.จอมบึง ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 3087 มุ่งหน้าสู่ อ.สวนผึ้ง - ทางหลวงหมายเลข 35 (เส้นถนนพระราม 2 - ธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เลี้ยวขวาเข้า อ.ปากท่อ ผ่านเมืองราชบุรี เขาแก่นจันทร์ แล้วแยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 3208 มุ่งหน้าสู่ อ.สวนผึ้ง รถโดยสารประจำทาง บริษัท ราชบุรี กลุ่ม 76สาย 9915 กรุงเทพฯ-จอมบึง ป.1วันละ 7 เที่ยว จากกรุงเทพฯ มีเวลา 06.20 09.00 11.00 13.00 15.00 17.00 และ 19.00ลงที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีจากนั้น นั่งรถโดยสารต่อมายังอำเภอสวนผึ้ง โดยรถประจำทางสายจอมบึง - สวนผึ้ง (คันสีน้ำเงิน) ข้อมูลและภาพ : paiduaykan.com / สวนผึ้ง / travel.thaiza.com / คู่หูเดินทาง เรียบเรียงโดย : Travel MThai

ชาวบ้าน อ.เบตง แห่ดูกบภูเขา น้ำหนักกว่า 1 กิโลฯครึ่ง
กบภูเขา

กบภูเขา ชาวบ้าน อ.เบตง แห่ดูกบภูเขา น้ำหนักกว่า 1 กิโลฯครึ่ง MThainews: รายงานข่าวแจ้งว่า ชาวบ้านที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา กำลังแตกตื่นกับกบภูเขา น้ำหนักกว่า 1 กิโลครึ่ง จำนวน 4 ตัว โดยชาวบ้านสามารถจับได้ที่บริเวณใกล้ลำธารในป่า ซึ่งชาวบ้านที่จับได้ยืนยันว่าจะนำมันมาเลี้ยงไว้ ให้ลูกหลานดู ยืนยันว่าจะไม่ฆ่ามัน หรือประกอบอาหารแต่อย่างใด ทั้งนี้ ชาวบ้านเปิดเผยว่า กบภูเขามีจำนวนมากในอดีตรุ่นปู่ รุ่นย่า และสามารถเจริญเติบโตได้ถึง 4 กิโลกรัม อาศัยอยู่แถบชายแดนไทย-มาเลเซีย เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์กบภูเขาจะออกมาจากป่าดงดิบ เพื่อผสมพันธุ์บริเวณลำธาร ซึ่งชาวบ้านมักจะออกไปล่ากบภูเขามาจำหน่าย เพื่อนำมาประกอบอาหาร ราคากิโลกรัมละ 300-500 บาท  MThai News ขอบคุณภาพจากรายการ  เรื่องเล่าเช้านี้

10 สายพันธุ์สัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก
ที่สุดในโลก /  สัตว์ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทย ขอแนะนำ 10 สายพันธุ์สัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก จนคุณต้อง อึ่ง ทึ่ง ที่พวกมันเหล่านี้มีอยู่จริง และเรื่องราวที่น่าสนใจในการใช้ชีวิต เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว อยากรู้แล้วใช่ไหมคะ ว่า10 สายพันธุ์สัตว์เหล่านี้ยิ่งใหญ่จนโลกต้องจารึกขนาดไหน ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามกันเลยค่ะ 10 สายพันธุ์สัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก 1. แมลงบินได้ที่ใหญ่ที่สุด Meganeuropsis Permiana เป็นแมลงปอ ที่ตัวใหญ่ที่สุดที่เคยอุบัติขึ้นมาบนโดย ด้วยช่วงปีกที่กว้างกว่า 72 เซ็นติเมตร และคาดว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่บิน บนท้องฟ้าได้ ที่สามารถล่าทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เลื้อยคลายที่เป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ ซึ่งหลักฐานซากฟอสซิลนี้อยู่ที่ Permian rocks รัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา 2. แมลงเปลือกแข็งที่ใหญ่ที่สุด Arthropleura กิ้งกือยักษ์ดึกดำบรรพ์ เคยอยู่บนโลกเมื่อ 280-340 ล้านปีก่อน ในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส ซากฟอสซิลของมันถูกพบที่สก๊อตแลนด์ และแถบทวีปอเมริกาเหนือ มีความยาวถึง 2 เมตร และัหนักถึง 500 กิโลกรัม เพราะในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส เป็นช่วงที่ที่แมลงตัวใหญ่เนื่องจากมีปริมาณออกซิเจนที่สูง และป่าดงดิบอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้พวกมันสามารถใหญ่โตได้เท่าที่มันจะสามารถโตได้ และยังมีเขี้ยวพิษที่สามารถฆ่าได้ทุกอย่างที่มันต้องการ 3. งูที่ใหญ่ที่สุด Titanoboa ไททันโอโบอาเป็นงูที่ไม่มีพิษจำพวกโบอา ที่คล้ายกับงูเหลือมหรืองูหลาม มักพบได้ในทวีปอเมริกากลางและเกาะมาดากัสการ์ในปัจจุบัน นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่า ไททันโอโบอา มีรูปร่างลักษณะและมีพฤติกรรมคล้ายงูอนาคอนดา โดยหากินในน้ำ ซึ่งอาหารได้แก่ จระเข้และปลาขนาดใหญ่ แต่ทว่ามีความยาวกกว่ามาก โดยมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 13 เมตร และอาจยาวได้ถึง 15 เมตร หนักถึง 2 ตัน โดยชื่อของมันเป็นภาษาลาติน แปลได้ว่า "งูยักษ์จากแซร์อาโฮน" (Titanic boa from Cerrejon) ซึ่งมาจากชื่อเมืองแซร์อาโฮน ซึ่งเป็นเหมืองแร่ ในประเทศโคลอมเบีย ซึ่งเป็นที่ๆ ค้นพบซากฟอสซิลของมันเป็นครั้งแรก ซากฟอสซิลของไททันโอโบอา ที่ค้นพบเป็นกระดูกสันหลัง จำนวน 180 ชิ้น คาดว่าน่าจะเป็นของงูทั้งหมด 12 ตัว ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2007 ซึ่งกระดูกสันหลังนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากระดูกสันหลังของงูอนาคอนดามากนัก จากการวิเคราะห์และคำนวณด้วยเครื่องมือต่างๆ พบว่า ไททันโอโบอามีชีวิตอยู่ในยุคพาลีโอซีน 58-60 ล้านปีก่อน 4. จระเข้ที่ใหญ่ที่สุด Sarcosuchus หรือรู้จักกันทั่วไปคือ " Super Croc " ซุปเปอร์ครอก แต่ได้สูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 110 ล้านปีมาแล้ว มันถูกค้นพบครั้งแรกในประเทสไนเจอร์ ( Niger ) โดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศลชื่อว่า Alfred Felix de Lapparent โดยในการขุดค้นพบครั้งแรกเป็นฟอสซิลฟัน และหนัง ในบริเวณทะเลทรายซาฮาร่า ในปี 1940 และปี 1950 ข้อมูลเฉพาะ ซุปเปอร์ครอค์ประมาณการณ์ว่ามันจะมีความยาวเมื่อโตเต็มที่ 11 - 12 เมตร จากการประเมินกระโหลก และอายุขัยเต็มที่ประมาณ 50 - 60 ปี น้ำหนักจากการเปรียญเทียบกับจระเข้ในปัจจุบัน คาดว่าจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 8 ตัน สำหรับอาหาร น่าจะจับปลากินเป็นหลัก และก็อาจจะมีการจับไดโนเสาร์ที่มีขนาดพอดีกับปากของมันบ้างเป็นครั้งคราว ลูกตาของมันไม่สามารถกรอกซ้ายขวาได้ ทำได้แค่กรอกขึ้นลง บนล่างเท่านั้น และจระเข้ในปัจจบันที่เป็นญาติที่สนิทที่สุดของ Sarcosuchus คือพวกจระเข้แม่น้ำไนล์ 5. นักล่าบนพิภพที่ใหญ่ที่สุด Spinosaurus สไปโนซอรัส ถูกค้นพบครั้งแรกในทะเลทรายสะฮาราของอียิปต์ เมื่อปี ค.ศ. 1910 โดยนักบรรพชีวินวิทยาชาวบาวาเรีย โดยขุดค้นไปตามชายขอบด้านตะวันออกของระบบแม่น้ำโบราณซึ่งมีหินในชั้นแคมเบรียนก่อตัวเป็นพรมแดนด้านตะวันตก สไปโนซอรัสเป็นสัตว์กินเนื้อยืน 4 ขาและอาจจะยืน 2 ขาได้  มีจุดเด่น คือกระดูกสันหลังสูงเป็นแผ่นคล้ายใบเรือ รูปวงรี มี11ชิ้น ชิ้นที่ยาวที่สุดมีความยาว 1.69 เมตร เชื่อกันว่าใช้ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย กะโหลกศรีษระมีจงอยปากแคบที่เต็มไปด้วยฟันรูปกรวย มีหงอนคู่ขนาดเล็กอยู่เหนือดวงตา แขนแข็งแกร่งมี 3นิ้ว สามารถใช้เป็นอาวุธและจับเหยื่อได้ มีความยาว 16-18 เมตร น้ำหนัก 7 - 10 ตัน อาศัยอยู่ใน ทวีปแอฟริกา มีชีวิตอยู่ในตอนกลางของยุคครีเตเชียส (100-97 ล้านปีที่แล้ว) ในช่วงที่มันอาศัยอยู่ในยุคครีเตเชียสตอนกลาง มันมีคู่แข่งที่สำคัญอย่าง คาร์ชาโรดอนโทซอรัส ที่อาศัยอยู่ยุคเดียวกันที่มีความยาว13เมตรและเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับ3ของโลก สไปโนซอรัส เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ1ในโลก, มันมีญาติอย่าง ซูโคไมมัส 6. ปลากระดูกแข็งที่ใหญ่ที่สุด Leedsichthys Problematicus ลีดส์อิชธีส์ เป็นชื่อปลากระดูกแข็งชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ อาศัยอยู่ในทะเลในกลางยุคจูราสสิค (185-155 ล้านปีก่อน) โดยพบฟอสซิลในชั้นหินในยุคนี้ โดยที่ชื่อ Leedsichthys ตั้งตามผู้ค้นพบคือ อัลเฟรด นิโคลสัน ลีดส์ นักสะสมฟอสซิลชาวอังกฤษ มีความหมายว่า "ปลาของลีดส์" โดยพบในพื้นที่ใกล้เขตเมืองปีเตอร์โบโรห์เมื่อปี ค.ศ. 1886 นอกจากนี้ ลีดส์อิชธีส์มีลักษณะตาที่เล็ก ใช้ชีวิตคล้ายคลึงกับปลาใหญ่ โดยใช้ฟันซี่เรียวกว่า 40,000 ซี่กรองกินสัตว์เล็กสัตว์น้อยและแพลงก์ตอนเป็นอาหาร แม้ว่ามันจะมีลำตัวขนาดใหญ่มากแต่ทำให้ว่ายน้ำช้า เชื่อว่าลีดส์อิชธีส์ก็ยังคงตกเป็นเหยื่อของปลากินเนื้อขนาดใหญ่รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานทะเลยุคเดียวกันด้วย เช่น ไลโอพลัวเรอดอน เป็นต้น 7. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุด Paraceratherium ปาราเซอราเธอเรียม นี้มีขนาดที่สูงใหญ่กว่า ช้างแอฟริกัน ถึง 8 เมตร มันเป็นสัตว์กินพืชร่างยักษ์ ที่หนักกวา่ 30 ตัน อย่าง ทีเคยท่องไปทั่วทวปีอเมรกิาเหนือเมื่อ 37 ลา้นปีก่อน โดยปราศจากนักล่าชนดิใดจะสามารถโค่นมันลงได ้แต่พวกมันก็ต้องสญูพันธุ์ไปจากโลกเมื่อ 23 ล้านปีกอ่น เนื่องจากสภาพอากาศ ที่เปลื่ยนแปลงอย่างรุนแรงจนพวกมันปรับตัวไม่ทัน 8. สัตว์บินได้ที่ใหญ่ที่สุด Quetzalcoatlus อาศัยอยู่ในช่วงปลายยุคครีเตเซียส ถูกตั้งชื่อตามเทพมังกรของในตำนานแอซเทค ฟอสซิล ถูกพบเป็นครั้งแรกในเทกซัสเมื่อปี 1971 นับเป็นสัตว์บินได้ขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกด้วยความยาวจากปีกถึงปีกมากถึง 12 เมตร โครงสร้างกระดูกขาที่แข็งแรงสูง 6 เมตร กับจงอยปากอันคมกริบที่คมที่สุดในยุค 65 ล้านปีก่อน พวกมันไม่ลังเลยที่จะโจมตีรังของไดโนเสาร์เพื่อล่าตัวอ่อน หรือไล่ต้อนฝูงไดโนเสาร์เพื่อแยกตัวที่อ่อนแอออกจากฝูง ก่อนจะสังหารด้วยจงอยปากอันทรงพลัง 9. แมลงน้ำที่ใหญ่ที่สุด Jaekelopterus Rhenaniae ไม่เพียงบนบกและบนฟ้าเท่านั้นที่ถูกแมลงครอบครอง เมื่อ 300 ล้านปีก่อน ในทะเลโบราณยังมีจ้าวแห่งแมลงที่ครอบครองผืนน้ำ ซึ่งนักบรรพชีวินวิทยาต่างลงความเห็นว่า มันคือฝันร้ายของทุกชีวิตที่อยู่ใต้น้ำ เพราะด้วยขนาด 2.5 เมตร ที่มาพร้อมก้ามขนาดยักษ์ที่สามารถจับและฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้าได้อย่างง่ายดาย 10. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่ใหญ่ที่สุด Blue Whale วาฬสีน้ำเงิน เป็นวาฬบาลีน (Balaenopteridae) และถือเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยทั่วไปจะยาวประมาณ 26-29 เมตร แต่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมีความยาว 31.2 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ ประมาณ 100-200 ตัน เฉพาะลิ้นก็มีน้ำหนักเกือบเท่ากับช้างหนึ่งตัว และหัวใจก็มีขนาดเท่ารถยนต์คันหนึ่ง กินเคยและแพลงก์ตอนเป็นอาหาร แต่ก็อาจจะกินสัตว์น้ำขนาดเล็กเช่น ปลาขนาดเล็กเข้าไปด้วย ส่วนลูกวาฬจะกินเฉพาะนมแม่ที่มีไขมันสูงถึงร้อยละ 40 มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 4 กิโลกรัม นอกจากนี้แล้ว วาฬสีน้ำเงินยังเป็นสัตว์ที่ส่งเสียงร้องได้กว้างไกลที่สุดในโลกอีกด้วย โดยสามารถส่งได้ได้ดังถึง 1,500 กิโลเมตร ในลักษณะของคลื่นเสียงที่มีความหลากหลาย ซึ่งเชื่อกันว่าไม่ได้เป็นไปในการสื่อสารเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังใช้การนำทางอีกด้วย ข้อมูลและภาพจาก สำรวจโลก, วิกิพีเดีย, siamfishing, spokedark

ไปชมต้นกระบากใหญ่ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก
ตากสินมหาราช /  อุทยานแห่งชาติ / 

อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ตั้งอยู่ในท้องที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอเมืองตาก และอำเภอแม่สอด ติดถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 (ตาก–แม่สอด) ห่างจากตัวอำเภอเมืองตากประมาณ 35 กิโลเมตร ซึ่งประกาศทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ละเมา ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 954 (พ.ศ.2524) และประกาศทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ท้อ–ห้วยตากฝั่งขวา ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมือง จังหวัดตาก ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 145 (พ.ศ.2509) มีพื้นที่ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาจำนวน 93,125 ไร่ แต่มีพื้นที่จริงจากการคำนวนเท่ากับ 163,750 ไร่ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก ลักษณะภูมิประเทศของอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน มีพื้นที่ราบอยู่เพียงเล็กน้อย บริเวณที่ทำการอุทยานฯ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,000 เมตร มีแนวเทือกเขาถนนธงชัยผ่านกลางอุทยานฯ ลักษณะเป็นสันปันน้ำซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างอำเภอเมืองตากกับอำเภอแม่สอด เป็นต้นกำเนิดของห้วยสำคัญๆ เช่น ทางด้านอำเภอแม่สอด ได้แก่ ห้วยตะปูเคาะ ห้วยยะอุ ห้วยปลาหลด ห้วยพลูใหญ่ ห้วยผักหละ ห้วยพระเจ้า ห้วยปูแป้ ห้วยผาแกว และห้วยสะมึนหลวง ไหลไปรวมกันเป็นห้วยแม่ละเมา ทางด้านอำเภอเมืองตากมีจำนวน 7 ห้วย ได้แก่ ห้วยปางอ้า ห้วยสลักพระ ห้วยน้ำดิบ ห้วยบง ห้วยช้างไล่ ห้วยโปร่งสัก และห้วยไม้ห้าง ซึ่งไหลลงมารวมเป็นห้วยแม่ท้อ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำปิง ลักษณะภูมิอากาศอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช มีสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีอุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเชลเชียล อุณหภูมิสูงสุด 36.2 องศาเชลเชียล อุณหภูมิต่ำ 7.5 องศาเชลเชียล มีฝนตกชุกในเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 15.23 มม./ปี ช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม สามารถพบเห็นทะเลหมอกตลอดแนวเขาทั่วไปในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ต้นกระบากใหญ่ ขึ้นในบริเวณหุบเขาของป่าดงดิบ มีขนาดความโตวัดโดยรอบได้ 16.10 เมตร ความสูง 50 เมตร ต้องใช้คนประมาณ 12 คน จึงจะโอบได้รอบลำต้น อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติซึ่งเป็นทางเดินลงเขาชันมาก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ผู้สนใจจึงควรมีสุขภาพแข็งแรง และควรเตรียมน้ำดื่มให้พร้อมสำหรับการเดินลงไปเที่ยวชมและเดินกลับขึ้นมา ระหว่างทางมีป้ายให้ความรู้เรื่องธรรมชาติอยู่เป็นระยะๆ ถ้ำธารลอดผาขาว–ผาแดง เกิดจากลำห้วยผาขาว – ผาแดง ไหลเลาะลงถ้ำด้านล่าง ความลึกที่สำรวจได้ 100 เมตร มีหินงอกหินย้อยสวยงาม มีลำธารไหลผ่านตลอดทั้งปี อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 32 กิโลเมตร ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางก่อนทุกครั้ง น้ำตกปางอ้าน้อย เป็นน้ำตกขนาดกลางที่อยู่ใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ กว้างประมาณ 8 เมตร สูง 20 เมตร มีน้ำไหลตลอดทั้งปี เดินต่อจากต้นกระบากใหญ่เลียบลำน้ำไปตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงน้ำตก น้ำตกปางอ้าใหญ่ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ความสูงประมาณ 80 เมตร จำนวน 4 ชั้น อยู่ห่างจากจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 24 กิโลเมตร ฤดูกาลที่เหมาะสมแก่การท่องเที่ยวอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม - เดือนกุมภาพันธ์ ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง น้ำตกผาขาว–ผาแดง เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยผาขาว – ผาแดง กว้างประมาณ 10 เมตร ชั้นสูงที่สุด 30 เมตร มี 2 ชั้น จะมีน้ำไหลจากน้ำตกในช่วงหน้าฝน ส่วนช่วงหน้าแล้งน้ำจะลอดผ่านถ้ำธารลอดแทน ฤดูที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม - เดือนธันวาคม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 35 กิโลเมตร ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง สะพานหินธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่เชื่อมติดกับหน้าผาสองข้างเข้าด้วยกัน คล้ายสะพาน มีความกว้างและความสูงประมาณ 25 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร เบื้องล่างมีลำธารไหลผ่านตลอดทั้งปี สภาพป่าโดยรอบเขียวชะอุ่มร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ใกล้กับสะพานหินมีถ้ำหินงอกหินย้อยงดงาม สะพานหินธรรมชาติอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 10 กิโลเมตร ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางก่อนเข้าไปเที่ยวชมทุกครั้ง เส้นทางศึกษาธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวได้ศึกษาหาความรู้ดังนี้ • เส้นทางจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว - ต้นกระบากใหญ่ ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร • เส้นทางจากต้นกระบากใหญ่ - น้ำตกปางอ้าน้อย ระยะทาง 1 กิโลเมตร • เส้นทางจากลานจอดเฮลิคอปเตอร์ - น้ำตกปางอ้าน้อย ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช หมู่ที่ 10 ถนนตาก-แม่สอด ต.แม่ท้อ อ. เมืองตาก จ. ตาก 63000 โทรศัพท์ 0 5551 1429  โทรสาร 0 5551 1429  อีเมล taksin.m_np@hotmail.com การเดินทาง โดยรถยนต์ จากจังหวัดตาก เดินทางโดยรถยนต์ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 (ตาก – แม่สอด) ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 25+980 จะพบป้ายอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ทางด้านขวามือ เลี้ยวไปตามถนนลาดยางแยกเข้าไปอีก 1.5 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ รถยนต์สามารถเดินทางได้สะดวกทุกฤดูกาล รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพฯ ขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งสายเหนือ สายกรุงเทพฯ - ตาก ลงที่สถานนีขนส่งจังหวัดตาก หรือสายอื่นๆ แต่ต้องแจ้งพนักงานขับรถโดยสารหรือพนักงานเก็บค่าโดยสารว่าต้องการลงที่สถานีขนส่งจังหวัดตาก จากนั้นเดินทางต่อโดยรถตู้หรือรถบัส สายตาก - แม่สอด ให้แจ้งพนักงานขับรถโดยสารว่าต้องการไปที่อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช (ประมาณกิโลเมตรที่ 26) เมื่อถึงปากทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ การเดินเท้าเข้าอุทยานแห่งชาติ เส้นทางสบายๆ ถนนลาดยาง ไม่ลาดชัน อากาศส่วนใหญ่เย็นสบาย และได้ชมทิวทัศน์ในระหว่างทางด้วย ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น ข้อมูลและภาพ : dnp.go.th / wiki / m-culture.go.th / thaiforestbooking.com / เรียบเรียงโดย Travel MThai

ไขปริศนา ปฏิทินชาวมายัน หนึ่งคำทำนาย ภัยพิบัติวันพิพากษาโลก 2012
2012 /  ปฏิทินชาวมายัน / 

ไขปริศนา ปฏิทินชาวมายัน หนึ่งคำทำนาย ภัยพิบัติวันพิพากษาโลก วันสิ้นโลก 2012 Mthainews: จากความเชื่อ และคำทำนายอาถรรพ์วันล้างโลก ภัยพิบัติต่างๆ ที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  จนเป็นที่น่าจับตาว่า ในปี คริสต์ศักราช 2012 กำลังจะเกิดวันสิ้นโลก ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่ตามปฏิทินของชาวมายัน ชนเผ่ามายา อารยธรรมอเมริกากลาง บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับเบลีซ และกัวเตมาลา  ราวศตวรรษที่ 3-16 ก่อนคริสตกาล บันทึกไว้ว่า โลกกำลังจะถึงกาลปาวสาน ปฏิทินของชาวมายันต่างกับปฏิทินทั่วไป ที่เดินต่อไปข้างหน้า ในขณะที่ปฏิทินของเผ่ามายา ใช้วิธีการนับถอยหลัง จนถึงจุดเลข 0 จุดสิ้นสุดในปี 2012 โดยวงจรของปฏิทินประกอบไปด้วย 13 ช่วง หรือ "แบ็กทัน" โดยแบกทันสุดท้ายอยู่ในช่วงของ ค.ศ.1606 ถึง 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 ( พ.ศ. 2555 ) ชาวมายัน มีความสามารถพิเศษที่ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า พวกเขาไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ยุคหิน แต่พวกเขาสามารถคำนวณว่า ปีบนดาวศุกร์มีจำนวณ 584 วัน และวันของโลกเรามี 365.2420 วัน ซึ่งตามการคำนวณในปัจจุบันปรากฏว่า หนึ่งปี มี 365.2422 วัน ความคลาดเคลื่อนเพียงน้อยนิดทำให้เห็นถึงความแม่นยำแบบไม่น่าเชื่อ เมื่อเชื่อมโยงคำทำนายต่างๆของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้อง ก็เชื่อว่า มีสัญญาณบางอย่างเชื่อมโยงกัน เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ข้อแรก จะมีสงครามย่อยๆเกิดขึ้น ต่อมาเป็นความอดอยากของมนุษยชาติ และสามเป็นเรื่องภัยพิบัติ ความแปรปรวนของน้ำทะเล และสุดท้ายจะเป็นโรคระบาด เปรียบเทียบกับยุคต่างๆของโลกจะได้ลำดับดังนี้ 1 1.0.0.0.0 3116-2734 BC จุดเริ่มต้น 2 2.0.0.0.0 2734-2339 BC ยุคปิระมิด 3 3.0.0.0.0 2339-1944 BC ยุคล้อ 4 4.0.0.0.0 1944-1550 BC อารยธรรมอียิปต์ 5 5.0.0.0.0 1550-1155 BC อารยธรรมบ้านเชียง 6 6.0.0.0.0 1155 - 761 BC สงครามม้า 7 7.0.0.0.0 761-366 BC ยุคปรัชญา 8 8.0.0.0.0 366 BC - ค.ศ. 28 ยุคเมสไซอาห์ 9 9.0.0.0.0 ค.ศ. 28-422 อาณาจักรโรมัน 10 10.0.0.0.0 ค.ศ. 422-817 มายา 11 11.0.0.0.0 ค.ศ. 817-1211 สงครามครูเสด 12 12.0.0.0.0 ค.ศ. 1211-1606 ยุคล่าอาณานิคม 13 13.0.0.0.0 ค.ศ. 1606-2012~ ยุคอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งนี้ มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวเผ่ามายา ซึ่งความเชื่อมโยงเหล่านี้ เป็นจุดที่อาจมีการเชื่อมโยงกับสิ่งลึกลับที่อยู่นอกโลก ทั้งการโคจรของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศจากใต้โลก เกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือกจะถาโถมและ เกิดการปะทะกับพลังงาน ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลก เนื่องจากดวงอาทิตย์จะอยู่ในระนาบเดียวกับใจกลางของทางช้างเผือกเป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี รูปสลักภาพวาดนี้ เป็นอีกหนึ่งหลักฐานปริศนา ที่มีลวดลายลึกลับซับซ้อน เมื่อสังเกตภาพจะเห็นบางส่วนมีลักษณะคล้ายพระเจ้า ขับยานอวกาศ บางภาพเป็นรูปสาวกของพระเจ้ากำลังปราบปีศาจร้าย และอาวุธที่อยู่ในมือ พวกเขารู้จักอาวุธ ที่มีลักษณะคล้่ายกับ ปืน กันแล้วหรือ ? เป็นข้อสงสัยของนักโบราณคดีเป็นอย่างยิ่ง ตามปฏิทิน ระบุว่า เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ 1 วัน แห่งระบบจักรวาล ซึ่งระยะเวลา 1 วัน แห่งระบบจักรวาลนั้นกินระยะเวลา ยาวนานถึง 25,625 ปี และแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ช่วงละ 5,125 ปี ซึ่งขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายของช่วงที่ 5 ศาสตร์ของชาวมายันนั้นระบุว่า  ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือก  ดวงอาทิตย์จะได้รับ “ประกายไฟ” (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากตามที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Solar Flares” ทำให้ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมา เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง  และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จุดจบนี้พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าของพวกเขาจะเสด็จมายังโลกใบนี้อีกครั้ง คำว่า "มายา" เป็นคำศาสนาฮินดูหมายถึงต้นกำเนิดของจักรวาล มีความเป็นเลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์ ไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่า ทำไมอารยธรรมมายันจู่ๆกลับเสื่อมสลายลงลง นักโบราณคดีรู้สึก ประหลาดใจมากกับหลักฐานที่ว่า ด้วยเหตุผลบางประการชาวมายาได้ละทิ้งเมืองอันรุ่งเรืองของพวกเขาในช่วงเวลานั้น หยุดอารยธรรมที่กำลังเติบโตทั้งหลายไม่มีการถ่ายทอดมายังชนรุ่นหลัง เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังอยู่กลางป่าดงดิบในกัวเตมาลา  หรือว่าพวกเขาเห็นและรู้และเห็นอะไรบางอย่าง  และทิ้งไว้เป็นปริศนา อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเรื่องวันสิ้นโลกยังคงไร้ข้อสรุป  เป็นเรื่องท้าทายวงการวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษาหาข้อเท็จจริง วันสิ้นโลก ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 หรือไม่นั้น มีการกล่าวแย้งจากนักวิทยาศาสตร์บางส่วนว่า วันสุดท้ายของปฏิทิน เป็นเพียงการนับเริ่มต้นการเริ่มหมุนรอบใหม่ของปฏิทินชาวมายันเท่านั้น เพียงแค่พวกเขาไม่ได้ทำปฏิทินชุดต่อไปเท่านั้นเอง จึงไม่ได้บ่งบอกวันสิ้นโลก สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่ ต้องรอดูว่า วันที่21 ธันวาคม 2012 มวลมนุษยชาติจะได้รู้กัน  แต่ไม่ว่าพรุ่งนี้ หรืออนาคตจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว วันนี้คือวันที่สำคัญ ตราบที่มีชีวิต ลมหายใจ เราใช้ชีวิตในโลกใบนี้อย่างมีคุณค่าแล้วหรือยัง Mthainews เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

ดอยมวยก้นหอย หุบเขาธรรมชาติมหัศจรรย์
unseen /  ดอย / 

ดอยมวยก้นหอย (Puge County) ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ห่างจากตัวเมืองนครซีชางไปทางใต้ 30 ก.ม. ครอบคลุมพื้นที่ 2,400 ตารางก.ม. ส่วนที่เป็นเขตทัศนียภาพสำคัญกิน พื้นที่ 1,083 ตารางก.ม. ในภาษาชนชาติหยีเรียกดอยมวยก้นหอยว่า “อันฮาโป” มีความหมายว่ายอดเขา 500 ลี้ หรือยอดเขานิ้วมือทั้งห้า เป็นภูมิทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ดอยมวยก้นหอย หุบเขาธรรมชาติมหัศจรรย์ ยอดเขาหลักชื่อ เยเอ๋อเอ่อฮา มีความสูง 4,359 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าลอยเด่นเป็นสง่าในหมู่ยอดเขา ธรรมชาติได้แกะสลักให้ดอยมวยก้นหอยหลัวจี้ซานมี รูปลักษณ์มหัศจรรย์ชวนให้หลงใหล โดยมีลักษณะซ้อนกันเป็นชั้นขึ้นไปดั่งปิระมิด เหมือนหอยโข่งคว่ำ และ คล้ายมวยผมของสตรีโบราณ จึงเป็นที่มาของชื่อดอย มวยก้นหอย ซึ่งภาษาจีนเรียกว่าหลัวจี้ซานนั่นเอง ในประวัติศาสตร์ดอยมวยก้นหอย เคยเป็นปูชนียสถานของพระพุทธศาสนายุคต้นๆ ของจีน จนถึงยุคทองแห่งพระพุทธศาสนาในราชวงศ์ถัง เฉพาะวัดหลัวจี้ก็มี พระภิกษุประจำอยู่ถึง 3,000 รูปแล้ว ในหุบเขามีห้วง น้ำเขียวมรกตที่เงียบวังเวง สายหมอกลอยละลิ่ว จึงเป็นสถานที่สัปปายะของชาวพุทธ เป็น “แดนสวรรค์” สำหรับ การปลีกวิเวกปฏิบัติธรรม ในจีนโบราณได้บัญญัติชื่อสถานที่สำคัญบนดอย มวยก้นหอยไว้ดังนี้คือ “12 ถ้ำพระพุทธ” “18 ยอดเขา” “25 ลาน” “32 สระสวรรค์” “72 ยอดเขา” “108 ทิว- ทัศน์” นอกจากนี้ยังมีน้ำตกจากน้ำพุร้อนที่งดงามอัศจรรย์ ความยิ่งใหญ่อลังการของกลุ่มยอดเขาบนดอยมวยก้นหอย เรียงรายลดหลั่นเป็นชั้น มองจากที่ไกลดูคล้าย กับเกาะสวรรค์ในตำนานเทพนิยายที่ปรากฏตรงหน้า ถ้ามองในระยะใกล้ จะเห็นหน้าผาสูงชัน ต้นไม้เก่าแก่สูง เทียมฟ้า ไม้ดอกดารดาษหลากสีสันราวกับผ้าแพรพรรณ เมื่อขึ้นสู่ยอดเขา จะเห็นทั้งภูดอยธารน้ำยาวนับพันลี้ ไกลสุดสายตา บนเขายังมีป่าดงดิบขนาดใหญ่ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างใหญ่ไพศาล ดอกไม้นานาพรรณเบ่งบานประชันสีสัน ทั้งยังมีสัตว์ป่าที่หา ยากอีกด้วย กล่าวได้ว่าทั่วทุกแห่งล้วนมีมนต์เสน่ห์ เงียบสงบชวนพิศวง จึงทำให้ดอยมวยก้นหอยกลายเป็น แหล่งทัศนียภาพธรรมชาติที่รวมความยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ แปลกใหม่ น่าหวาดเสียว อนารยะ สูงชัน สงัดเงียบ งดงาม ทั้งหมดนี้มีอยู่ในดอยมวยก้นหอยแห่งเดียว ดอยมวยก้นดอย เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติว่าด้วย ธารน้ำแข็งโบราณยุคควอเตอร์นารี เมื่อหนึ่งล้านปีก่อน ที่ยังคงความสมบูรณ์ครบถ้วน และหาดูได้ยากในเขต ภูเขาของประเทศจีน รูปลักษณ์ธารน้ำแข็งโบราณซึ่งรวม ทั้งลักษณะเหลี่ยมเขาในร่องรอยธารน้ำแข็งโบราณ แอ่งและร่องธารที่เกิดจากการกร่อนโดยธารน้ำแข็ง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการท่องเที่ยว การผจญภัย และ การสำรวจวิจัยเป็นอย่างยิ่ง ในบรรดาจุดชมวิวเหล่านี้ ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาที่สุดเห็นจะเป็น บึงตะกอนธารน้ำแข็ง ที่เกิดจากการกร่อนโดยธารน้ำแข็ง บึงตะกอนธารน้ำแข็ง ของดอยมวยก้นหอยกระจายอยู่ในภูมิประเทศที่มีความ สูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,150 เมตรขึ้นไป บริเวณโดยรอบของหนองบึงยังคงมีปรากฏการด้านการกร่อนโดย ธารน้ำแข็งและตะกอนธารน้ำแข็งเป็นจำนวนมาก เนื่อง จากในหนองบึงมีหินผาที่มีสี รอบบึงมีพรรณไม้ พืชหญ้า ต่างๆ และซากพืชเน่าเปื่อยในดิน ทำให้น้ำในหนองบึง ปรากฏสีฟ้าสดใส สีแดงอมน้ำตาล สีเหลืองอมน้ำตาล สีเขียวสด และสีเขียวเข้ม เป็นต้น ดอยมวยก้นหอย มีภูมิลักษณ์เป็นภูเขาสูงชัน ภูมิ อากาศแบ่งเป็นโซนตามความสูงของระดับน้ำทะเล ประกอบกับผู้คนเบาบาง เป็นสภาพแวดล้อมภูมิประเทศที่ มีปิดกั้น ป่าดงดิบและสัตว์ป่าหายากนานาชนิด ตลอดจน ไม้ดอกพันธุ์ป่า พืชเห็ดต่างๆ มีหลากหลายชนิด ป่าดง ดิบมีพื้นที่กว่า 3 แสนโหม่ว (2.4 โหม่วจีน =1 ไร่) พันธุ์พืชประกอบด้วยพืชเขตร้อนแถบเอเชียใต้ พืชพวก สนเขตกึ่งร้อน พืชใบกว้างไม่ผลัดใบเขตกึ่งร้อน และ พืชพวกสนเขตกึ่งภูเขาสูง เป็นต้น รวมกว่า 180 วงศ์ ชนิดกว่า 2,000 ด้านพืชประเภทเห็ด เป็นที่รู้กันว่ามี เห็ดขนาดใหญ่ 150 กว่าชนิด สามารถรับประทานและ ใช้ทำยารักษาโรคได้มีมากถึง 80% มีสัตว์ป่าหายากร่วม 400 ชนิด ดอยมวยก้นหอยได้รักษาทรัพยากรพืชและ สัตว์ไว้ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็น “คลังพันธุกรรม” ของสิ่งมีชีวิตที่หายากในประเทศจีน ควรค่าแก่การมา เที่ยวชม เป็นฐานสำรวจศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ สำคัญยิ่ง ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : rivermk.com / นิตยสารแม่น้ำโขง / lvmama.com / ffgww.com เรียบเรียงโดย Travel MThai ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง : City Lion เมืองโบราณใต้น้ำ…สวรรค์ของนักดำน้ำ , ถ้ำเอ๋อหวังตง ถ้ำมหัศจรรย์แห่งเมืองจีน

อุทยานแห่งชาติเขาสก แหล่งธรรมชาติใหญ่สุดในภาคใต้
อุทยานแห่งชาติ /  อุทยานแห่งชาติเขาสก / 

อุทยานแห่งชาติเขาสก ดินแดนศูนย์กลางของ “ขุนเขาแห่งป่าฝน” เป็นผืนป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญของภาคใต้อันประกอบไปด้วยอุทยานแห่งชาติเขาสก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองยัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา อุทยานแห่งชาติศรีพังงา และอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง มีพื้นที่ทั้งสิ้น 2,296,879.5 ไร่ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อุดมไปด้วยพืชพรรณมากมายหลายชนิด ทั้งพืชพรรณที่หายากและเป็นพืชเฉพาะถิ่น อันได้แก่ บัวผุด ปาล์มเจ้าเมืองถลางหรือปาล์มหลังขาวและปาล์มพระราหู นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะพบสัตว์ป่าสงวนถึง 4 ชนิด คือ เก้งหม้อ เลียงผา สมเสร็จ และแมวลายหินอ่อน และประกอบกับสภาพพื้นที่มีทิวทัศน์ ที่สวยงาม มีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติทั้งน้ำตก หน้าผา ถ้ำ และ ทิวทัศน์เทือกเขาหินปูนที่ตั้งตระหง่านเหนือผืนน้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา จนได้รับฉายาว่า กุ้ยหลินเมืองไทย อุทยานแห่งชาติเขาสก แหล่งธรรมชาติใหญ่สุดในภาคใต้ สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาดินและภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะช่องแคบเขากาเลาะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนที่มียอดแหลมระเกะระกะ มีแนวหน้าผาสูงชันบางแห่งเป็นแท่งสูงขึ้นไปในอากาศคล้ายหอคอยสูง ที่ราบมีไม่มาก มีสภาพป่าเป็นป่าดงดิบที่สมบูรณ์มากเป็นป่าต้นน้ำลำธารของคลองศกและคลองพะแสง ไหลมาบรรจบรวมกันเป็นต้นกำเนิดของคลองพุมดวง ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งที่สำคัญของแม่น้ำตาปี จุดสูงสุดมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 961 เมตร โดยเฉลี่ยสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 เมตร และลักษณะดินโดยทั่วไปเป็นดินเหนียวปนทรายมีสีแดง บางแห่งเป็นดินลูกรังแต่มีส่วนน้อย ภาพ : chumphontour.com ลักษณะภูมิอากาศ บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสกได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งสองฝั่ง คือทั้งด้านมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ฝนจะเริ่มตกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน จนถึงปลายเดือนธันวาคมของทุกปี และจะตกชุกมากในช่วงเดือนพฤษภาคม - พฤศจิกายน ช่วงที่เหมาะในการเข้าไปชมอุทยานแห่งชาติเขาสกจะอยู่ในระหว่างเดือนธันวาคม - เมษายน ของทุกปี ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี 1,636 มิลลิเมตร ฤดูแล้ง เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน อากาศร้อน และอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย มีฝนตกบ้างไม่มากนัก อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 26 องศาเซลเซียส เดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด คือเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส เดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดคือ เดือนมกราคม มีอุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส สถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาสก เดินป่าระยะไกล กม.99 - คลองแปะ เดินป่าระยะไกล กม.99 - คลองแปะ ผจญภัยถ้ำน้ำทะลุ เริ่มต้นที่กิโลเมตร 99 ใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ปลายทางที่คลองแปะ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ขส.4 แพโตนเตย ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ล่องแก่งน้ำตกบางหัวแรด - ลำคลองศก ล่องแก่งภายในลำคลองศกบริเวณน้ำตกบางหัวแรด เป็นการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงน้ำหลาก ระหว่างเดือนมิถุนายน - มกราคม โดยเดินเท้าจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสกไปน้ำตกบางหัวแรดระยะทาง 3 กิโลเมตร แล้วลงเรือยาง ขนาด 8 คน ล่องแก่งจากน้ำตกบางหัวแรดลงมาภายในลำคลองศก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เขื่อนรัชชประภา เขื่อนรัชชประภา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่สร้างปิดกั้นคลองพระแสง ตัวเขื่อนเป็นหินทิ้งแกนดินเหนียว สูง 95 เมตร ยาว 700 เมตร ระดับสันเขื่อนสูง 100 เมตร อ่างเก็บน้ำครอบคลุมพื้นที่ 165 ตารางกิโลเมตร ภายในอ่างเก็บน้ำมีเกาะมากกว่า 100 เกาะ สามารถล่องเรือชมทัศนยภาพที่สวยงามมาก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบเขากาเลาะ บนสันเขื่อนรัชชประภายังเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่งดงามของอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะยามดวงอาทิตย์ตก เขื่อนเชี่ยวหลานอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 65 กิโลเมตร ทางเข้าอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 57-58 บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 ไปอีกประมาณ 12 กิโลเมตร ตั้งน้ำ มีลักษณะเป็นภูเขาที่ถูกน้ำกัดเซาะจนขาดออกจากกัน ทำให้กลายเป็นหน้าผาหันหน้าเข้าหากัน มีลำคลองศกไหลลอดผ่านเบื้องล่าง เป็นวังน้ำลึกมาก มีปลาชุกชุม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 6 กิโลเมตร ห่างจากน้ำตกวิ่งหินประมาณ 3.2 กิโลเมตร ต้องเดินทางโดยทางเท้าประมาณ 3.2 กิโลเมตร ถ้ำค้างคาว  เป็นถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ลักษณะภายในถ้ำเป็นเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม อยู่ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขส. 4 (คลองแปะ) ประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 21 กิโลเมตร ถ้ำน้ำทะลุ ถ้ำน้ำทะลุ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ถ้ำน้ำหลุ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขส. 4 (คลองแปะ) ประมาณ 3 กิโลเมตร ริมอ่างเก็บน้ำเชี่ยวหลาน โดยต้องนั่งเรือจากท่าเรือเขื่อนรัชชประภาไปประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเข้าไปตามคลองแปะอีกประมาณ 15 นาที แล้วเดินเท้าต่อไปประมาณ 2 กิโลเมตร จึงถึงถ้ำทะลุ ที่มีปากถ้ำกว้างใหญ่ถึง 30 เมตร ภายในกว้างขวางมีลำธารไหลผ่านตลอดความยาว 600 เมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย รวมทั้งโขดหินที่เกิดจากการกัดเซาะของสายน้ำจนมีรูปทรงแปลกตา หรือสามารถเดินเท้าจาก กิโลเมตรที่ 99 เข้าไปถึงถ้ำน้ำทะลุประมาณ 12 กิโลเมตรถ้ำน้ำทะลุ เป็นถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ลักษณะภายในถ้ำเป็นเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม อยู่ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขส. 4 (คลองแปะ) ประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 21 กิโลเมตร ถ้ำประกายเพชร  ภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกมากมายที่รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม โดยเฉพาะถ้ำประกายเพชร เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีความสวยงามแปลกตา มีหินปะการัง หินงอก หินย้อย ทีมีเอกลักษณ์โดดเด่น ความยาวภายในถ้ำประมาณ 100 เมตร เหมาะสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมความงดงาม ซึ่งอุทยานแห่งชาติเขาสก ได้เข้าไปสำรวจความเหมาะสมและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวชม ปรากฏว่าเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมอีกสถานที่หนึ่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเทียวภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา และทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ประทับใจในการเข้ามาท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ้ำสี่รู  อยู่ห่างจากถ้ำน้ำทะลุประมาณ 2 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเดียวกับถ้ำน้ำทะลุ สมัยก่อนเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยมีทางออกจากถ้ำ 4 ช่องทาง น้ำตกโตนกลอย  เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม เกิดจากคลองศก ลักษณะน้ำตกเป็นน้ำตกชั้นเดียวดิ่งลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 20 เมตร มีน้ำไหลแรงตลอดปี มีลานหินสำหรับพักผ่อนอยู่บนชั้นน้ำตก อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 7 กิโลเมตร ห่างจากตั้งน้ำ ประมาณ 1 กิโลเมตร น้ำตกธารสวรรค์  เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยบางพลูจืด ซึ่งไหลลงสู่คลองศก เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง น้ำตกลงมาจากหน้าผาชันพุ่งโค้งแบบรุ้งกินน้ำ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 6 กิโลเมตร ห่างจากตั้งน้ำ ประมาณ 1 กิโลเมตร น้ำตกบางเลียบน้ำ  เกิดจากลำคลองศก เป็นน้ำตกชั้นเดียว น้ำไหลตลอดปี ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 4.5 กิโลเมตร อยู่ห่างจากถนนใหญ่กิโลเมตรที่ 112 ประมาณ 8 กิโลเมตร น้ำตกบางหัวแรด  เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่และสวยงาม มีน้ำไหลแรงมาจากคลองศก เป็นน้ำตก 2 ชั้น ชั้นแรกไหลจากบางหัวแรดแล้วไหลลงคลองศก ชั้นที่สองอยู่ในคลองศก บริเวณโดยรอบน้ำตกกว้างขวางมาก เต็มไปด้วยหินเรียงรายตามธรรมชาติสวยงามแปลกตามาก อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 3 กิโลเมตร น้ำตกแม่ยาย  เป็นน้ำตกเพียงแห่งเดียวภายในอุทยานแห่งชาติที่รถยนต์ไปถึงได้ อยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 (สุราษฎร์ธานี – ตะกั่วป่า) ตรงกิโลเมตร 113 เป็นน้ำตกชั้นเดียวสูงประมาณ 30 เมตร สวยงามมาก โดยเฉพาะฤดูฝนน้ำจะเต็มหน้าผาที่สูงชันกระจัดกระจายแตกฟองขาวโพลน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 5.5 กิโลเมตร น้ำตกวิ่งหิน  เป็นน้ำตกที่อยู่ใกล้น้ำตกบางหัวแรด ห่างเพียง 120 เมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 15 เมตร ที่น้ำไหลลงมารวมกับคลองศกที่บริเวณหัวแรด และในคลองศก ด้านล่างของน้ำตกลงมาประมาณ 20 เมตร จะมีก้อนหินก้อนโตๆ วางเรียงรายกันอยู่ในลำคลองเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถที่จะเดินข้ามลำคลองโดยเดินข้ามไปบนก้อนหินได้ จุดนี้เรียกว่า “น้ำตกบางวิ่งหิน” เป็นจุดที่มองดูสวยงามอีกแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 2.8 กิโลเมตร รถยนต์สามารถไปถึงได้ เหนือน้ำตกขึ้นไปประมาณ 40 เมตร จะมีที่สำหรับว่ายน้ำเรียกว่า “วังยาว” เป็นวังที่กว้างและยาว สามารถเล่นน้ำพร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 500 คน น้ำตกสิบเอ็ดชั้น  เป็นน้ำตกที่เกิดจากน้ำในคลองบางแลน ไหลตกลงมาเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันมาตามร่องหน้าผา เป็นรูปขั้นบันได 11 ชั้น แต่ละชั้นสูงประมาณ 10 เมตร และห่างกันประมาณ 70 เมตร มีน้ำไหลตลอดปีไม่ขาดสาย ชั้นล่างสวยงามมากที่สุด มีแอ่งน้ำกว้างให้เล่นน้ำ และมีโขดหินวางเรียงรายอยู่ทั่วไปเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 4 กิโลเมตร ต้องเดินทางโดยทางเท้า บัวผุด พืชมหัศจรรย์แห่งเทือกเขาสก  ในบรรดาพืชพรรณทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก บัวผุดหรือ Rafflesia ถือว่าเป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เพราะบัวผุดชนิด Rafflesia arnoldii ที่สำรวจพบในอินโดนีเซียนั้น มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 100 เซนติเมตร ส่วนบัวผุดพันธุ์ไทย หรือ Fafflesia kerrii มีดอกขนาดเล็กกว่า แต่ก็ยังคงมโหฬารไม่ใช่เล่น คือ 50-90 เซนติเมตร ยามที่มันออกดอกสีปูนแดงสดใสอย่กลางป่าดิบเขียวชอุ่มนั้น ถือเป็นภาพที่น่าตื่นตามาก บัวผุดหรือที่ชาวบ้านทางภาคใต้ของไทยเรียกว่า "บัวตูม" จริง ๆแล้วเป็นพืชกาฝากซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยอาศัยอยู่ในรากและลำต้นของเถาไม้เลื้อยวงศ์อง่นป่า ชื่อ "ย่านไก่ต้ม" โดยบัวผุดจะอาศัยดูดกินแร่ธาตุและน้ำจากย่านไก่ต้ม โดยต้นแม่ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ พวกเราจะเห็นบัวผุดได้ก็เฉพาะยามเมื่อมันต้องการผสมพันธุ์กัน คือ จะเริ่มมีตาดอกเป็นปุ่มกลมเล็กๆ โตขึ้นที่ผิวของย่านไก่ต้ม แล้วใช้เวลา 9 เดือน ขยายขนาดจนเท่ากับหัวกะหล่ำยักษ์ จากนั้นก็ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ในรอบปีให้ดอกบาน ทว่าดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกันอยู่ จึงต้องเหมาะเหม็งมากในช่วงเวลาบานแมลงวันจึงจะช่วยผสมเกสรให้ได้ จึงถือว่ามีความเสี่ยงสูงในการสูญพันธุ์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ  เส้นทางศึกษาธรรมชาติ “สันยางร้อย” เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าดิบชื้น ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เส้นทางขึ้นและลงเขาผ่านลำห้วยและผืนป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ ผืนป่าแน่นทึบไปด้วยพืชพรรณทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น เฟิน หวาย เต่าร้าง ยางเสียน กระบาก ฯลฯ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1-2 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นของเส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ข้อมูลและภาพ : dnp.go.th / ททท. / เรียบเรียงโดย Travel MThai

เพชรพระอุมา นวนิยายในตำนานที่มีความยาวมากที่สุดในโลก
ที่สุดในโลก /  นิยาย

เพชรพระอุมา เป็น นวนิยายแนวผจญภัยที่มีขนาดความยาวมากที่สุดในประเทศไทย และนับว่าเป็น นวนิยายที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ใช้ระยะเวลาในการประพันธ์ยาวนานกว่า 25 ปี โดยพนมเทียนเริ่มต้นการประพันธ์เพชรพระอุมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 และสิ้นสุดเนื้อเรื่องทั้งหมดในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2535 รวมระยะเวลาในการประพันธ์ทั้งสิ้น 25 ปี 7 เดือน กับ 2 วัน บทประพันธ์โดย พนมเทียน ซึ่งเป็นนามปากกาของ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ และตีพิมพ์ต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์รายวัน  เพชรพระอุมา ถูกนำมาตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มซ้ำใหม่หลาย ๆ ครั้งในรูปแบบของพ็อกเก็ตบุ๊ค จำนวน 48 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ลิขสิทธิ์โดยพนมเทียน (เดิมเป็นชนิดปกแข็งจำนวน 53 เล่ม แต่ละเล่มมีความหนาประมาณ 33 ยก หรือ 16 หน้ายก และเมื่อนำมารวมกันทั้งหมดจะมีความหนาประมาณ 1,749 ยก แบ่งเป็นสามภาคได้แก่ ภาคแรก จำนวน 24 เล่ม ภาคสอง จำนวน 15 เล่ม และ ภาคสาม จำนวน 14 เล่ม แต่ปัจจุบันได้รวบรวมเนื้อหาในแต่ละภาคและลดลงคงเหลือเพียงแค่ 48 เล่ม) แบ่งเป็นสองภาคคือภาคแรก จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน ภาคสมบูรณ์ จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน ตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มครั้งแรกในปี พ.ศ.2538 ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2541 ทำการปรับปรุงต้นฉบับเดิมพร้อมกับตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ในปีพ.ศ.2544 ตีพิมพ์ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดในปี พ.ศ.2547 โดยเนื้อเรื่องต่าง ๆ ของเพชรพระอุมานั้น พนมเทียนได้นำเค้าโครงเรื่องมาจาก คิง โซโลมอน'ส มายน์ส (King Solomon's Mines) หรือ สมบัติพระศุลี นวนิยายของเซอร์แฮนรี่ ไรเดอร์ แฮกการ์ด (H. Rider Haggard) ที่ผจญภัยในความลี้ลับของป่าดงดิบภายในทวีปแอฟริกา นี่เป็นส่วนหนึ่งของตอนในภาคที่2 ( นี่เป็นเล่มแรกในเรื่องเพชรพระอุมาซึ่งมีการปรับปรุงภาพหน้าปก) ภาพเก่าๆเมื่อยังเป็นหนังสมัยเมื่อนานมาแล้ว และนี่เป็นปกในยุคแรกๆ จุดเริ่มต้นของ เพชรพระอุมา นวนิยายในตำนานที่มีความยาวมากที่สุดในโลก  พนมเทียนเริ่มต้นการเขียนเพชรพระอุมาในปี พ.ศ.2507 โดยตกลงทำข้อสัญญากับสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา (ซึ่งปัจจุบันสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา ได้ยุติกิจการไปแล้ว) ในการเขียนนวนิยายแนวผจญภัยในป่าจำนวนหนึ่งเรื่อง โดยมีข้อกำหนดความยาวของนวนิยายเพียงแค่ 8 เล่มจบเท่านั้น แต่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทำให้ต้องเขียนเพชรพระอุมาเพิ่มเติมต่อจน ครบ 10 เล่ม และขอยุติการเขียนตามข้อสัญญาแต่ทางสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยายังไม่อนุญาตให้พนมเทียนยุติการเขียน และได้ขอร้องให้เขียนเพิ่มเติมต่ออีก 5 เล่ม แต่หลังจากเขียนเพิ่มได้ไม่นานก็ได้มีการตอบรับจากผู้อ่านมากมายจนต้องเขียนเพิ่ม จนเขียนมาหลายตอนแต่หาตอนลงจบเรื่องไม่ได้ ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดจึงสามารถจบลงได้ในปี พ.ศ.2533 ต้นแบบของโครงเรื่อง พนมเทียนนำเอาความรู้ความชำนาญในการเดินป่า การดำรงชีวิตและการล่าสัตว์จากประสบการณ์จริงของตนเอง มาเป็นพื้นฐานในการเขียนนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา โดยเค้าโครงเรื่องและส่วนประกอบต่าง ๆ ได้นำมาจากเรื่องเล่าขานและสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากนักท่องไพรรุ่น อาวุโส หรือเรื่องเล่ารอบกองไฟของพรานพื้นเมืองต่าง ๆ เพชรพระอุมาถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งโดยสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ปัจจุบันตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ลิขสิทธิ์โดยพนมเทียน แบ่งการตีพิมพ์เป็นสองครั้งด้วยกัน โดยตีพิมพ์ครั้งแรก 48 เล่ม ภาคแรกจำนวน 24 เล่ม 6 ตอน และภาคสมบูรณ์ 24 เล่ม 5 ตอน ดังนี้ ภาคแรก ตอน ไพรมหากาฬ จำนวน 4 เล่ม ตอน ดงมรณะ จำนวน 4 เล่ม ตอน จอมผีดิบมันตรัย จำนวน 4 เล่ม ตอน อาถรรพณ์นิทรานคร จำนวน 4 เล่ม ตอน ป่าโลกล้านปี จำนวน 4 เล่ม ตอน แงซายจอมจักรา จำนวน 4 เล่ม ภาคสมบูรณ์ ตอน จอมพราน จำนวน 4 เล่ม ตอน ไอ้งาดำ จำนวน 5 เล่ม ตอน นาคเทวี จำนวน 5 เล่ม ตอน แต่ปางบรรพ์ จำนวน 5 เล่ม ตอน มงกุฎไพร จำนวน 5 เล่ม และตีพิมพ์ครั้งปัจจุบัน 48 เล่ม ภาคแรกจำนวน 24 เล่ม 6 ตอน และภาคสมบูรณ์ 24 เล่ม 6 ตอน ดังนี้ ภาคแรก ตอน ไพรมหากาฬ จำนวน 4 เล่ม ตอน ดงมรณะ จำนวน 4 เล่ม ตอน จอมผีดิบมันตรัย จำนวน 4 เล่ม ตอน อาถรรพ์นิทรานคร จำนวน 4 เล่ม ตอน ป่าโลกล้านปี จำนวน 4 เล่ม ตอน แงซายจอมจักรา จำนวน 4 เล่ม ภาคสมบูรณ์ ตอน จอมพราน จำนวน 4 เล่ม ตอน ไอ้งาดำ จำนวน 4 เล่ม ตอน จิตรางคนางค์ จำนวน 4 เล่ม ตอน นาคเทวี จำนวน 4 เล่ม ตอน แต่ปางบรรพ์ จำนวน 4 เล่ม ตอน มงกุฎไพร จำนวน 4 เล่ม เนื้อหาดัดแปลงโดย: คุณหญิงแหม่มเมืองนอก

10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ฉลองวันพ่อ 2557
10 สถานที่ /  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม / 

เนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 87 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2557 ทาง Travel.mthai.com ขอนำเสนอ 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ฉลองวันพ่อ ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระองค์ มาให้ทุกท่านได้ชมกัน เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพัฒนาพื้นที่ชนบทให้มีทั้งคุณค่าทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่ง โครงการหลวงของพระองค์นั้นมีอยู่เกือบ 40 แห่ง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ฉลองวันพ่อ 2557 ในวันพ่อแห่งชาติ ที่มีวันหยุดติดต่อกัน 3 วันนี้ ใครที่มีโปรแกรมขึ้นเหนือ อย่าลืมแวะไปชมโครงการหลวงต่างๆ กันด้วยนะ หรือจะเอาไว้เที่ยวในวันหยุดสิ้นปี ก็ตามสะดวกเลยครับ รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจกลับไปแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร วัฒนธรรม และธรรมชาติ  1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่ สภาพพื้นที่ของโครงการส่วนใหญ่ล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน มีแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาเพียงเล็กน้อย มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ 29,178 ไร่  โดยแบ่งพื้นที่ในการดำเนินการของโครงการประมาณ 30 ไร่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,300 – 1,400 เมตร มีแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำขุนวาง  ประชากรในพื้นที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและม้ง รวมทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน ขึ้นอยู่กับตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ เช่น องุ่นไร้เมล็ด โรงเรือนวนิลา ฯลฯ - ชมแปลงปลูกผัก โรงเรือนเห็ดเมืองหนาว แปลงปลูกดอกเบญจมาศหลากสีสัน ฯลฯ - สาธิตการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ดำ กระต่ายพันธุ์เนื้อ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชาวเผ่าม้ง และกะเหรี่ยง - ชมการปักผ้า และการตีมีด ฯลฯ - งานปีใหม่ของม้ง จัดช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม มีการละเล่น ชาวเขาจะแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงามมาร่วมงานที่ลานกิจกรรมหมู่บ้าน การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ตามเส้นทางมีพรรณไม้ พืชสมุนไพร และนก ระยะทางเดินประมาณ 3 กิโลเมตร เดินประมาณ 2 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกเต๊ะเละโพ (อวบน้อย) ที่มีอ่างเก็บน้ำเหมาะแก่การลงเล่นน้ำ - ชมทุ่งกุหลาบพันปีสีแดง ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ที่บริเวณผาแง่ม ซึ่งเป็นยอดเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม - ชมดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย) ซึ่งจะบานสะพรั่งช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 106 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข  108 (เชียงใหม่-ฮอด) ก่อนถึงอำเภอจอมทอง มีทางแยกขวามือขึ้นดอยอินทนนท์ ตามทางหลวงหมายเลข 1009 ราว หลัก กม. ที่30-31 มีทางแยกทางขวามือผ่านบ้านขุนกลาง จุดกางเต็นท์ป่าสน ตรงไปอีก 16 กิโลเมตร จนถึงบ้านขุนวางสังเกตป้ายโครงการทางขวามือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-939-102, 085-717-0399 2. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 เป็นศูนย์ขนาดเล็ก พื้นที่รับผิดชอบ 48.54 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน 995 ครัวเรือน ประกอบด้วยคนพื้นเมืองและชาวเขาเผ่าม้ง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเล 450 เมตร ประกอบด้วยป่าโปร่งผลัดใบ ดิน มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทรายและดินลูกรัง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,277 มิลลิเมตรต่อปี การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเขตร้อน เช่น มะละกอ มะม่วง มะปราง พุทรา ขนุน ฯลฯ ที่นี่เป็นแหล่งปลูกมะม่วงหลายชนิด มะม่วงพันธุ์ออร์วิน มะม่วงนวลคำ ที่มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม รับประทานได้ทั้งดิบและสุก - ชมแปลงสาธิตพืชผักหลายหลากชนิด เช่น มะระขาว มะระหยก ซาโยเต้ ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเขาเผ่าม้ง - ประเพณี ที่น่าสนใจ คือ ประเพณีปีใหม่ม้ง ประเพณีสืบชะตาหลวงประจำหมู่บ้าน จัดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และประเพณีตานข้าวใหม่ จัดขึ้นหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมของทุกปี การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกตาดครก เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีน้ำตลอดปี มีโขดหินสวยงาม เป็นแหล่งที่มีปลามุงอาศัยอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นปลาหายากของประเทศไทย - น้ำตกตาดน้อย เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีกล้วยไม้ป่า แมลง ผีเสื้อ และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทาง 108 เชียงใหม่-ฮอด ประมาณ กม. ที่ 10-11 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง 1269 หางดง-สะเมิง ระยะทาง 12 กม. จะพบป้ายโครงการห้วยเสี้ยวด้านซ้าย เข้าถนนลูกรังอีก 3.5 กม. รวมระยะทาง 29 กม. ฤดูฝนการคมนาคมลำบาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-248-425, 089-850-6586 3. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ. 2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยได้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยทอดพระเนตรเห็นพื้นที่แล้ว ประกอบกับเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นศูนย์กลางพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 91.75 ตารางกิโลเมตร หรือ 57,368 ไร่ ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าลั๊ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงกาแฟอาราบิก้า พร้อมชิมกาแฟสดรสดีผลิตภัณฑ์คุณภาพจากบ้านห้วยห้อม สวนกาแฟที่ได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตร ส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง และสตาร์บัคส์ - ชมวิวความสวยงามของนาข้าวแบบขั้นบันได - ชมการทอผ้าขนแกะของกลุ่มแม่บ้านห้วยห้อม มีทั้งผ้าทอขนแกะล้วน และผ้าทอขนแกะผสม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - พิธีกรรมเซ่นไหว้เจ้าที่เพื่อการเกษตรให้ผลผลิตที่ดี จะเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยว - การเรียกขวัญและผูกด้ายขวัญ พิธีนี้กระทำขึ้นในหลายโอกาส อาทิ ขึ้นปีใหม่ แต่งงาน รับขวัญเด็กแรกเกิด การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกทีราชันย์ น้ำตกขนาดกลาง สูง 3 ชั้น ระยะทางห่างจากศูนย์ฯ 6 กิโลเมตร - น้ำตกทีลอเล สูง 5 ชั้น ระยะทางจากศูนย์ฯ 15 กิโลเมตร เดินเท้าต่ออีก 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินชมธรรมชาติ พรรณไม้ป่า การเดินทาง จากตัวเมืองชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ผ่านแม่สะเรียง มุ่งหน้าอำเภอแม่ลาน้อย ถึง กม.132 ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 1266 ขึ้นดอยอีก 30 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-619-533-4 , 083-324-3062 4. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก จ.เชียงใหม่  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก ก่อตั้งในปี พ.ศ.2526 เป็นศูนย์ฯ พัฒนาขนาดกลาง ตั้งอยู่ในหุบเขาด้านหลังเทือกดอยอินทนนท์ มีสภาพอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว และเย็นสบายในช่วงฤดูร้อน มีความร่มรื่นทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตแปลงส่งเสริมผลผลิตตามฤดูกาล เช่น เบบี้ฮ่องเต้ โอ๊คลีฟแดง โอ๊คลีฟเขียว คอสสลัด เรดโครอล ร็อคเก็ตสลัด บัตเตอร์เฮด ผักกาดหวาน ฯลฯ - ชมการปลูกผักและสมุนไพรระบบอินทรีย์ เช่น ซุกินี คะน้าเห็ดหอม มะระขาว ฯลฯ - ชมนาขั้นบันไดที่สวยงามของชาวกะเหรี่ยง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีปีใหม่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีการละเล่นและเลี้ยงฉลองตามบ้าน ชาวเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่ามาร่วมงานกันทุกคน - ชมงานหัตถกรรมการทอผ้าของกะเหรี่ยงที่มีลวดลายสวยงาม การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ปางช้างแม่สะป๊อก น้ำตกแม่สะป๊อก น้ำตกแม่วาง และน้ำตกผาหม่น - ล่องแพไม้ไผ่ชมธรรมชาติลำน้ำแม่วาง บริเวณบ้านสบวิน การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 68 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่-ฮอด) เมื่อถึงอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ตรงไปประมาณ 38 กิโลเมตร จากนั้นจะมีทางแยกซ้ายเข้าบ้านแม่สะป๊อกเหนือ  ระยะทางประมาณ 500 เมตร  ถึงที่ทำการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-322 , 085-716-3134 5. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำแม่แรมและแม่สา มีพื้นที่ 21.17 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 13,231 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเล 780-1,430 เมตร ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 6 หมู่บ้าน 371 ครัวเรือน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าม้ง เผ่าลีซอ คนพื้นเมืองและจีนยูนนาน นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธลัทธิผี และศาสนาคริสต์ลัทธิผี ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ เช่น เลมอนทายม์ เลมอนบาล์ม มิ้นต์ คาโมมายล์ โรสแมรี่ หญ้าหวาน ฯลฯ - ชมแปลงงานวิจัยผักเมืองหนาว แปลงผักไฮโดรโพนิกส์ เทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน - แปลงผักอินทรีย์และแปลงผักขั้นบันไดของชาวบ้านเผ่าม้งที่มีผักมากมายหลากหลายชนิด เช่น ผักกาดขาวปลี แครอท ปวยเหล็ง ฯลฯ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม - ชมการละเล่นพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าม้ง เช่น ตีกลอง เป่าแคน ขลุ่ย การละเล่นชู้จ่าง ฯลฯ - ชมหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การปักผ้าของหญิงม้ง การต้มเหล้าข้าวโพด ฯลฯ - ประเพณีปีใหม่ม้ง จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม – มกราคมของทุกปี ชาวเขาทั้งหมู่บ้านจะรวมกันแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงาม มีการประกวดธิดาดอย การแข่งขัน ล้อเลื่อนไม้ พร้อมกิจกรรมบันเทิงต่างๆ มากมาย การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนล่อง จุดชมวิวที่สูงที่สุดของอำเภอแม่ริม สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร สามารถ ชมทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ตกและทะเลหมอกในฤดูหนาวเป็นมุมกว้าง - จุดชมวิวม่อนดอย น้ำตกตาดหมอก น้ำตกวังฮาง - ดอยม่อนแจ่ม จุดชมวิวและลานกางเต็นท์ที่สวยงาม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 39 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ผ่านที่ว่าการอำเภอแม่ริม ถึงหลักกิโลเมตรที่ 17  เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ประมาณ กม.ที่ 15 บริเวณบ้านโป่งแยง ให้สังเกตป้ายศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ด้านขวามือให้เลี้ยวขวาตรงตามถนนหลักระยะทางขึ้นเขาอีก  6  กิโลเมตร จนถึงที่ทำการศูนย์  สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยางตลอด รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้  มีรถประจำทางผ่านบริเวณทางแยกก่อนขึ้นศูนย์ สายสะเมิงเหนือ-เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-950-9767 , 083-324-0610 6. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า จ.พะเยา  ปี พ.ศ. 2530 มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่าขึ้น เริ่มต้นโดยกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการบุกเบิกพื้นที่ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดสรรพื้นที่ทำมาหากินให้แก่ราษฎร จากนั้นส่งเสริมให้ปลูกไม้ผลเมืองหนาวศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า สูงจากระดับน้ำทะเล 640 เมตร พื้นที่รับผิดชอบ 22,505 ไร่ ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าเย้าและม้ง ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเขาและภูเขาสูง มีลำน้ำสายสำคัญ คือ ลำน้ำแม่คะ และลำน้ำเงิน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงผลผลิต เช่น ฟักทองยักษ์ ฟักทองสีขาว ฯลฯ - ชมแปลงไม้ดอกไม้ประดับ เช่น แว็กซ์ฟลาวเวอร์ มะเขือการ์ตูน ฯลฯ - ชมแปลงไม้ผล เช่น อะโวกาโด มะม่วง ส้มโนรีตะ ส้มคัมควอท ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านสิบสองพัฒนา และบ้านปางค่าเหนือ - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าเย้าที่บ้านปางค่าใต้ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ยอดดอยภูลังกา เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำยม สูง 1,720 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นสันเขาแคบๆ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้า โดยจุดนี้สามารถมองเห็น สปป.ลาว และสามเหลี่ยมทองคำได้อย่างชัดเจน - ดอยภูนม เป็นสันเขาแคบๆ ทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ - ดอยหัวลิง ถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรง การเดินทาง จากจังหวัดพะเยา ผ่านอำเภอดอกคำใต้-จุน มุ่งหน้าไปอำเภอเชียงคำ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1179 เลี้ยวขวาที่ กม.8 เข้าทางหลวงสาย 1148 สายเชียงคำ-น่าน จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ กม.90 ขับต่อไปตามถนนรพช. อีกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางไปจนถึงวนอุทยานภูลังกา รถเก๋งสามารถขึ้นไปได้อย่างสบาย หากจะขึ้นไปเที่ยวที่ดอยภูลังกา ให้ติดต่อเหมารถ 4WD ที่วนอุทยานภูลังกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-883-0307 7. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง มีพื้นที่รับผิดชอบ 17 หมู่บ้าน 451 ครัวเรือน บนพื้นที่ 84.27 ตารางกิโลเมตร หรือ 52,670 ไร่ ประชากรประกอบด้วยคนพื้นเมืองและเผ่าม้ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน ที่ราบมีน้อยมาก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 700-1,250 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมวิวทิวทัศน์สวยงามของแปลงปลูกชาลุงเดช - เรียนรู้วิธีการชงชาและชิมชา ตลอดจนขั้นตอนกรรมวิธีการแปรรูปชาและการบรรจุหีบห่อที่โรงงานชาบ้านปงตอง - ชมโรงเรือนเพาะเห็ดระบบปิด เช่น เห็ดนางรมภูฎาน เห็ดนางรมฮังการี เห็ดปุยฝ้าย ฯลฯ - ชมแปลงกล้วยไม้ซิมบิเดี้ยมขนาดใหญ่หลากหลายสีสัน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีม้ง (กินวอ) คืองานประเพณีขึ้นปีใหม่ของขาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1-3 ค่ำเดือน 1 ซึ่งตรงกับเดือนมกราคมของทุกปี - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง บ้านม่อนเงาะ การละเล่นโยนลูกช่วง ลูกข่าง การปักผ้าชาวเขา การตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำเมี่ยงแบบดั้งเดิม ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ชมการเก็บใบเมี่ยง ใบชา และชิมยำใบเมี่ยงอาหารขึ้นชื่อของชุมชน การท่องเที่ยวธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนเงาะ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,425 เมตร ด้วยความสวยงามของชั้นเขา จึงสามารถชมทะเลหมอก และชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เป็นมุมกว้าง 360 องศาได้อย่างสุดลูกหูลูกตา - เงือกผา เป็นหินงอกที่มีลักษณะคล้ายนางเงือกหันหน้าเกาะผาอยู่ - บ่อน้ำทิพย์ เป็นแอ่งน้ำซึมอยู่ภายในถ้ำ และมีน้ำตลอดทั้งปี - ถ้ำลม จะมีลมพัดออกมาจากถ้ำตลอดเวลา รู้สึกได้อย่างชัดเจนเมื่อยืนอยู่บริเวณปากถ้ำ - ล่องแพผจญภัยที่บ้านสบก๋าย ชมธรรมชาติที่สวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ชมโขดหินที่มีลักษณะแตกแต่งกัน รวมถึงต้นไม้ใหญ่อายุกว่าพันปีที่โค่นล้มโดยธรรมชาติ โดยมีทั้งล่องแพไม้และแพยาง โดยแพไม้ไผ่จะงดล่องในช่วงฤดูฝน ส่วนแพยางสามารถล่องได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ประมาณ 37 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาดแม่มาลัย-อ.ปาย ประมาณ 2-3 กิโลเมตร จะมีเส้นทางเลี่ยงเมืองตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือ (อยู่ตรงข้ามกับวัดสบเปิง) เข้าไปม่อนเงาะอีกประมาณ 17 กิโลเมตร (เส้นทางเดียวกับไปวัดผางาม) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-308 8. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้ช่วยเขา ช่วยตัวเอง” มีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยภูเขาที่พักอาศัยอยู่ตามดอยต่างๆ ทางภาคเหนือเลิกปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่าไม้ และต้นน้ำลำธารของประเทศถูกทำลาย จากเดิมที่เป็นดอยหัวโล้นแปรสภาพเป็นขุนเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้ผล กว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และดอกไม้เมืองหนาวกว่า 20 ชนิด เป็นถิ่นที่อยู่ของ ชาวไทยภูเขาเผ่าจีนยูนาน ไทใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - สวนกลางแจ้ง บริเวณสโมสรอ่างขางมีสวนกลางแจ้งหลายสวนที่ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้แตกต่างกันตามความเหมาะสมของฤดูกาล ได้แก่ สวนแปดสิบ สวนดอยคำ สวนหอม สวนสมเด็จ และสวนกุหลาบอังกฤษ - โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผักเมืองหนาว จัดแสดงพันธุ์ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่โครงการหลวง - โรงเรือนไม้ดอก เป็นการจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวชนิดต่างๆ มากมาย เช่น บีโกเนีย รองเท้านารี พืชกินแมลง มุมน้ำตกในสวนสวย ซึ่งดอกดอกไม้ในสวนเหล่านี้จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกดอกตลอดทั้งปี - สวนบอนไซ ภายในสวนจัดแสดงต้นไม้ประเภทสาลี่ เมเปิ้ล สน ที่ปลูกแบบบอนไซ นอกจากนี้ยังมีโดมทรงหกเหลี่ยมจัดแสดงพันธุ์พืชภูเขาเขตร้อนและดอกกล้วยไม้จิ๋วที่สุด ซึ่งจะออกดอกเดือนมกราคมของทุกปี - พระตำหนักเรือนที่ประทับแรมและศาลาทรงงานเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จยังสถานีฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านนอแล ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องเชื้อสายพม่า มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง นับถือศาสนาพุทธ หากใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพชาวเขาจะไม่ผิดหวังแน่นอน - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านขอบด้ง เป็นชาวเขามูเซอดำและมูเซอแดง นับถือผี มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย บริเวณหน้าหมู่บ้านจะมีการจำลองบ้านและวิถีชีวิตของชาวมูเซอ - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านหลวง เป็นชาวจีนยูนานที่อพยพมาจากประเทศจีนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมกุหลาบพันปี (Rhododendron) ในช่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะออกดอกผลิบานตลอดทางเดิน - จุดชมวิวกิ่งลม สามารถชมทะเลหมอกและวิวพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากท้องฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย - จุดชมวิวหมู่บ้านนอแล นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ความสวยงามของธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยสัมผัสกับแสงแรกแห่งอรุณ และตะวันลับขอบฟ้าที่สวยงามได้ - กิจกรรมชมหิ่งห้อย ในยามค่ำคืนนักท่องเที่ยวจะเห็นแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยเป็นจำนวนมาก - ขี่จักรยานชมธรรมชาติที่สวยงามของแปลงเกษตรภายในสถานีฯ ในช่วงฤดูหนาว ช่วยเพิ่มความสนุกสนานน่าตื่นเต้นในการเที่ยวชม - ขี่ล่อชมธรรมชาติ สถานีฯ มีการจัดกลุ่มชาวบ้านนำล่อมาให้บริหารแก่นักท่องเที่ยวได้ขี่ชมสถานที่บริเวณแปลงต่างๆ ล่อเป็นสัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ผู้สนใจสามารถติดต่อเช่าขี่ล่อได้ที่สถานีฯ - ดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ดูนกที่มีนกหลากหลายสายพันธุ์โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่จะมีนกอพยพที่หาดูยาก การเดินทาง เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ผ่านอำเภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ ถึงกิโลเมตรที่ 137 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 ขึ้นไปอีก 25 กิโลเมตร ถึงดอยอ่างขาง เส้นทางชันและคดเคี้ยว เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังดอยอ่างขาง ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมาประมาณ 1,000-1,500 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-450-107-9 9. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์  มีลักษณะพื้นที่เป็นหุบเขาลาดชัน โดยแนวเขาที่ทอดไปในแนวเขาสันปันน้ำเป็นได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองทิศทาง คือทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซึ่งด้านตะวันออกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำปิง และด้านตะวันตกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำแจ่ม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1, 300 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก ผักไฮโดรโพนิกส์ และงานวิจัยพืชเมืองหนาว - สวนแปดสิบพรรษา สวนเฉลิมพระเกียรสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2550 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ภายในสวนตกแต่งด้วยกุหลาบพันปี และไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงเฟิร์น แหล่งเก็บรวบรวมพันธุ์เฟิร์นหายากและใกล้สูญพันธุ์ ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและพืชสวน รวบรวมพันธุ์เฟินไว้กว่า 50 สกุล 140 ชนิด - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงพืชกินสัตว์ เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง พิงกุย ซาราซีเนียชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบนพื้นที่สูง - สวนกุหลาบพันธุ์ปี รวบรวมพืชสกุล Rhododendron เช่น อาซาเลีย (Azalia) และกุหลาบพันปีชนิดต่างๆ หลายชนิด เป็นพืชการค้าในต่างประเทศและหลายชนิดได้ขยายพันธุ์มาจากต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ เช่น คำแดง หรือคำดอย (Rhododendron arboreum) ที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ตามพื้นที่สูงของประเทศไทย เช่น ดอนอินทนนท์ ดอยอ่างขาง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - หมู่บ้านม้งขุนกลาง ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง การแต่งกาย การละเล่น เลือกซื้อสินค้าและงานหัตถกรรมที่ตลาดม้ง การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดในประเทศ 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชมพืชพรรณไม้ป่าดิบเขา มอส ไลเคน และแหล่งดูนกนานาชนิด - พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่ กม.ที่ 41 เมื่อ พ.ศ.2530 กองทัพอากาศสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษา 5 รอบ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของชั้นเขา และสวนดอกไม้โดยรอบ - น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ / สวนหลวงสิริภูมิ ภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ บริเวณหน้าน้ำตกสิริภูมิมีสวนธรรมชาติตกแต่งด้วยพรรณไม้ ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะประมาณ 500 เมตร เรียกว่า “ สวนหลวงสิริภูมิ ” สามารถเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ไปตามเส้นทางสายนี้จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 มีทางแยกขวามือบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงสถานีฯ 91 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-286-777-8 , 080-769-1944 10. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ จ.เชียงราย การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ เริ่มต้นในรูปแบบของงานอาสาพัฒนาชาวเขา โดยมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ งานส่งเสริมของศูนย์จึงไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก จนปี พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ และทรงมีพระราชดำรัสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวบ้านดอยสะโง๊ะให้มากขึ้น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะจึงก่อตั้งขึ้น มีพื้นที่รับผิดชอบ 7 หมู่บ้าน 636 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 38 ตารางกิโลเมตร หรือ 23,750 ไร่ ประชากรประกอบด้วยชาวเขาเผ่าอาข่า ไทลื้อ และคนพื้นเมือง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมงานพัฒนาและงานส่งเสริมการปลูกพืชผัก สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอก และพืชไร่ ผลผลิตที่โดดเด่น คือ ดอกคาโมมายล์ และดอกหน้าวัว - เกษตรธรรมชาติร่มโพธิ์ทอง (สวนตาคม) นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและชิมผลไม้ตามฤดูกาล เช่น องุ่น ส้มโอ ลองกอง มังคุด เงาะ ฯลฯ พร้อมทั้งเรียนรู้ระบบการเกษตรแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวบนดอยสะโง๊ะ สามารถมองเห็นวิวสามเหลี่ยมทองคำและแม่น้ำโขง (สันนิฐานว่าในอดีตเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่สามารถมองเห็นได้ทุกทิศทาง มีร่องรอยคูเมือง มีแผ่นอิฐเก่าเป็นร่องน้ำ) - สามเหลี่ยมทองคำ ทะเลสาบเชียงแสน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ่อล้างทอง การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงสาย 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด-เวียงป่าเป้า-แม่สรวย เข้าทางหลวงสาย 1 ผ่านอำเภอเมืองเชียงราย เลี้ยวขวาเข้าอำเภอแม่จัน ตามทางหลวงสาย 1016 ถึงอำเภอเชียงแสน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1290  ผ่านสามเหลี่ยมทองคำ ถึง กม.18  เลี้ยวซ้ายเข้าไป 3 กิโลเมตร  สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ทุกประเภท สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยาง ก่อนถึงศูนย์เป็นถนนลูกลัง 1.5 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-163-346 , 081-951-9711 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ วันหยุดยาวในเดือนนี้ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวภาคเหนือ อย่าลืมแวะเวียนไปชมโครงการหลวงต่างๆ ด้วยนะครับ แล้วคุณจะค้นพบความสุขอีกมุมหนึ่ง ที่ธรรมชาติและผู้คนท้องถิ่นจะมอบให้ :) ขอบคุณที่มาและรูปภาพ : www.thairoyalprojecttour.com , เรียบเรียงโดย : Travel MThai

10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

อุกกาบาต  (Meteorites) เป็นชิ้นวัตถุแข็งที่มีส่วนประกอบของ หิน (Stone) และ เหล็ก (Iron) ซึ่งอยู่ในระบบสุริยะซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะนี้ และมีอีกบางส่วนที่เกิดขึ้นจากเศษที่แตกหักออกมาจากดาวหาง โดยวัตถุเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า สะเก็ดดาว  ต่อมาเมื่อสะเก็ดดาว โคจรเข้ามาอยู่ในรัศมีแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้มันถูกดึงดูดลงยังพื้นโลกด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง จนเกิดการเสียดสีกับบรรยากาศจจนร้อนจัดและหลอมตัวเป็นลูกไฟสว่าง หากว่าสะเก็ดดาวนั้นมีขนาดเล็ก ก็จะถูกเผาไหม้และสลายไป เราเรียกว่า ดาวตก แต่หากสะเก็ดดาวมีชิ้นส่วนซึ่งสลายตัวไม่หมดและเหลือซากตกลงมาถึงพื้นโลก จนถูกเรียกว่าอุกกาบาต และนี่คือ 10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต 10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต 10. Chicxulub Crater : Mexic หลุมนี้เกิดขึ้นจากการชนของอุกกาบาตขนาดยักษ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ก่อให้เกิดแรงระเบิดที่เทียบเท่ากับระเบิด TNT 100 เทราตัน คาดกันว่าเพราะการชนครั้งนี้ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์จนหมดสิ้น เพราะแรงระเบิดของมันก่อให้เกิดสึนามิ แผ่นดินไหว และเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ โลกทั้งใบถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันมหาศาลจนสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 9. Manicouagan Crater : Canada มีอีกชื่อหนึ่งว่า “eye of Quebec” เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 212 ล้านปีที่แล้ว มีความกว้าง 3 กม. 8. Kara-Kul Lake : Tajikistan หลุมอุกกาบาตที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,900 เมตร อยู่ใกล้ชายแดนประเทศจีน 7. Clearwater Lakes : Canada เกิดจากอุกกาบาตที่พุ่งชนพร้อมกันสองลูก เมื่อประมาณ 290 ล้านปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เนื่องจากความงดงามของท้องทะเลโดยรอบนั่นเอง 6. Mistastin Lake : Canada ชนโลกเมื่อ 38 ล้านปีที่แล้ว กว้างประมาณ 28 กม. 5. Gosses Bluff  : Australia กระแทกโลกเมื่อ 142 ล้านปีก่อน แรงระเบิดของมันมีอาณุภาพทัดเทียมระเบิด TNT 22,000 เมกกะตัน 4. Aorounga Impact Crater : Chad เกิดจากอุกกาบาตเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.6 กม. ชนโลกเมื่อ 200-300 ล้านปีก่อน 3. Deep Bay : Canada อยู่บริเวณ Saskatchewan, Canada การพุ่งชนก่อให้เกิดทะเลสาบลึก กินอาณาเขตถึง 13 กม.พุ่งชนเมื่อประมาณ 100 ล้านปีที่แล้ว 2. Lake Bosumtwi Crater : Ghana หลุมนี้อยู่ห่างไป 30 กม.จากเมือง Kumasi, Ghana เป็นทะเลสาบธรรมชาติเพียงแห่งเดียวของที่นี่ เกิดจากการชนเมื่อประมาณ 1.3 ล้านปีที่แล้ว มีความลึก 10.5 กม. ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่กินอาณาเขตกว้างขวาง 1. Barringer Crater : Arizona, US ประมาณ 49,000 ปีที่แล้ว อุกกาบาตหนัก 1,000 ตัน โหม่งโลกด้วยความเร็วกว่า 40,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ก่อให้เกิดหลุมลึก กินอาณาบริเวณถึง 55 กม.นับเป็นการชนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ความแรงของการระเบิดครั้งนั้นอานุภาพเทียบเท่ากับระเบิด TNT กว่า 20 ล้านตันเลยทีเดียว ที่มา : www.toptenthailand.com, http://thaiastro.nectec.or.th/

สะดือแม่น้ำโขง แก่งอาฮง ณ วัดอาฮงศิลาวาส จ.บึงกาฬ
บึงกาฬ /  วัดอาฮงศิลาวาส / 

แก่งอาฮง, บึงกาฬ แก่งอาฮง หรือจุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” ณ วัดอาฮงศิลาวาส ตำบลหอคำ เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวจังหวัด 21 กิโลเมตร ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่จัง สังเกตได้จากเมื่อมีวัสดุหรือซากไม้ขนาดใหญ่ลอยมาเมื่อถึงบริเวณนี้ สิ่งของต่างๆ จะหมุนวนอยู่ประมาณ 30 นาที จึงจะไหลต่อไป ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น "สะดือแม่น้ำโขง" มีความกว้างประมาณ 300 เมตร ในฤดูน้ำลด มีความกว้างราว 400 เมตร สามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งจะมีกลุ่มหินที่ปรากฏบริเวณ แก่งอาฮง จะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวชมหินสวยของบึงกาฬแล้ว ยังเป็นจุดชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ "บั้งไฟพญานาค" ในช่วงออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้เป็นจำนวนมาก ประวัติ วัดอาฮงศิลาวาส เมื่ออดีตกาลนานมาแล้วหลวงพ่อลุน ผู้ก่อตั้งวัดนี้ขึ้นมาในกลางป่าดงดิบปะปนกับโขดหินน้อยใหญ่ ซึ่งเป็นเทือกเขาเชื่อมโยงมาจากฝั่งประเทศลาว วัดนี้มีชื่อเรียกว่า "วัดป่าเลไลย" ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2506 หลวงพ่อลุนได้มรณภาพลงทำให้วัดนี้ไม่มีพระภิกษุอยู่จำวัดแบบถาวรเลย คงเหลือแต่ ชีแก่ๆ อยู่เฝ้าจำวัด และรักษาวัดกระทั่งปี พ.ศ.2517 ท่านเจ้าคุณนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อมหาสมาน สิริปัญโญ) ผ่านมาแวะเข้าไปดูบริเวณวัด และเห็นสภาพทั่วไปสงบร่มรื่น อยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งจะมีโขดหินเรียงรายอยู่ในแม่น้ำยื่นจากฝั่ง ออกไปสู่กลางลำน้ำโขง มีชื่อเรียกว่า " แก่งอาฮง " ต่อมาหลวงพ่อได้ปรึกษากับคณะพระภิกษุสงฆ์พร้อมญาติโยม จะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์และถาวร โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมและก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ที่มีความจำเป็นแก่พระ ภิกษุสามเณร และญาติโยม เสร็จแล้วหลวงพ่อตั้งชื่อวัดใหม่ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมว่า "วัดอาฮงศิลาวาส" จนถึงปัจจุบัน และได้พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปในที่สุด วัดอาฮงศิลาวาส  ตั้งอยู่เขตพื้นที่บ้าน อาฮง หมู่ 3 ต.ไคสี จ. บึงกาฬ ตั้งอยู่ห่างจาก บึงกาฬ 21 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดหนองคาย 115 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮง View Larger Map แก่งอาฮง วัดอาฮงศิลาวาส จังหวัดบึงกาฬ ข้อมูลและภาพ : คู่หูเดินทาง / bungkan.com เรียบเรียงโดย Travel MThai

50 หนุ่มโสดคลีโอ 2014 หนุ่มโสดในฝัน (ชมต่อ:หมายเลข 26-50 )
50 หนุ่มโสดคลีโอ /  50หนุ่มโสด / 

กลับมาอีกครั้ง สำหรับการค้นหา หนุ่มโสดในฝัน หรือ หนุ่มโสดคลีโอ 2014 ที่จัดเป็นประจำทุกปี เพื่อเฟ้นหาหนุ่มโฉมงามในฝันของสาวๆทั้งประเทศ โดยแต่ละคนนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโปรไฟล์ไม่ธรรมดา เริ่ดอลังไม่แพ้หนุ่มชาติใดในโลก(ว่าไปนั่น) แล้วจะมัวรอช้าอยู่ใย มายลโฉมเหล่า 50 หนุ่มโสดคลีโอ หนุ่มน้อยรูปงามร่างล่ำ(บางคน) กันดีกว่า ว่าใครบ้างที่จะเข้าตากระแทกใจสาวๆกันบ้าง ส่วนใครดูแล้ว ชอบอกชอบใจ หนุ่มโสดคลีโอ คนไหน ก็ตามไปช่วยกันโหวตได้ที่นี่นะจ๊ะ โหวตหนุ่มคลีโอ หมายเลข 26 : ภูมิชาย โสภโณดร (แก๊ป) 20 ปี นิสิต คณะครุศาสตร์ คิดว่าผู้หญิงชอบเราตรงไหน: ความเป็นตัวของตัวเอง พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: สูบบุหรี่และไม่รักตัวเอง เบื่อคำโกหกอะไรจากแฟนตัวเองที่สุด: ทุกคำโกหกครับ ผมเป็นคนไม่ชอบคนโกหก อะไรทำให้คุณฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้แหละจะมาเป็นแฟนในอนาคต: คงต้องเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจคุยกันได้ทุกเรื่อง เป็นผู้ชายเจ้าชู้รักสนุก กับเป็นผู้ชายแสนแต่ดีน่าเบื่อ จะเลือกอะไร: ผู้ชายแสนดีแต่น่าเบื่อครับ อย่างน้อยเราก็ไม่ทำให้ใครเสียใจ หมายเลข27 : ธนวัต เทิดวิกรานต์ (บุ๊ค) 22 ปี ธุรกิจส่วนตัว พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้เห็นแก่ตัว: วางตัวสูง สิ่งที่คุณคิดว่าโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ คืออะไร: โทรไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์แล้วให้ Messenger ไปส่งดอกไม้ช่อใหญ่ๆ หน้าบ้าน เบื่อคำอ้างหรือคำโกหกอะไรจากแฟนตัวเองมากที่สุด: เค้าเป็นแค่พี่ชาย คุณมีผู้หญิงในความทรงจำมั้ย เธอเป็นผู้หญิงแบบไหน: Chloe Bennetมาจากเรื่อง Agents of shield อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: หน้าคมๆ มีเอกลักษณ์ ดูมีมาด หมายเลข28 : อิสระ สมบูรณ์ (ฟรี) 24 ปี เทรนเนอร์ คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในวันนี้อีก 5 ปีข้างหน้า: หากิจการที่เป็นของตัวเองทำ อาจจะเปิดยิมหรือค่ายมวย มุขจีบสาวประจำตัว: ออกแนวกวนๆมากกว่า ผู้หญิงชอบคนตลก เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: แก่นๆ กวนๆ รอยยิ้ม อะไรทำให้คุณฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้ล่ะจะมาเป็นแฟนในอนาคต: ตลกๆ ต่อปากต่อคำ เอาใจใส่เรื่องเล็กๆ พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: รับได้หมด ที่รับไมได้คือไม่เป็นตัวของตัวเอง หมายเลข29 : ภูวิทย์ มูเก็ม (ดีดี้) 27 ปี ตำรวจ/นายแบบ เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: สายตา สิ่งที่คุณคิดว่าโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ คืออะไร: แค่พาไปกินข้าว ดูหนัง เซอร์ไพร์เล็กๆน้อยๆใส่ใจในทุกๆวัน อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: ขาอ่อนมั้งครับ เดทในฝันที่แสนเร้าใจของคุณเป็นแบบไหน: เดทในห้องอวกาศ มองส่วนไหนของผู้หญิงก่อนเป็นอันดับแรก: ตรงซอกคอ เพราะถ้าหากตรงนั้นสะอาด ผู้หญิงคนนั้นคงดูแลรักษาผิวเป็นอย่างดี หมายเลข30 : วรายุทธ พิริยะกุลธร (อ๋อง) 24 ปี ครูสอนศิลปะ เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: เป็นคนร่าเริงสนุกเฮฮา คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอแบบไม่ลืม: คุยกันได้ทุกเรื่อง เอาใจใส่เรา เรื่องโรแมนติกที่สุดที่เคยทำ: กินข้าวริมทะเลตอนกลางคืน เดทในฝันที่แสนเร้าใจ: เดินป่าครับ ดูรักธรรมชาติดี มองส่วนไหนของผู้หญิงก่อนเป็นอันดับแรก: เส้นผม รูปร่าง หมายเลข31 : ซูฮยอง จิน (จิน) 24 ปี ศิลปิน/นายแบบ คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอโดยไม่รู้ลืม: บุคลิกครับ อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น (เรายอมแพ้เขาเลย): รอยยิ้มครับ เดทในฝันที่แสนเร้าใจ: แค่อยากจะพาเธอไปที่ๆเราสองคนจะสามารถสร้างความทรงจำด้วยกันได้ เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ตาเล็ก เบื่อคำอ้างหรือคำโกหกอะไรจากแฟนตัวเองมากที่สุด: พูดว่าใกล้จะแต่งตัวเสร็จแล้ว กำลังจะออกจากบ้าน ทั้งๆที่ยังไม่เสร็จ หมายเลข32 : ตะวัน วิหครัตน์ (เต) 22 ปี ดีเจ คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอได้แบบไม่ลืม: ยิ้มจริงใจ ความสดใสร่าเริง อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: เวลาแต่งตัวดีๆ ใส่ขาสั้น ปล่อยผม อะไรทำให้คุณฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้ล่ะจะมาเป็นแฟนในอนาคต: คุยภาษาเดียวกัน อยู่ด้วยแล้วมีความสุข สบายใจ พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: พูดจาหยาบคายเกินไป เป็นผู้ชายเจ้าชู้ รักสนุก กับหนุ่มแสนดีแต่น่าเบื่อ จะเลือกเป็นอะไร: เป็นหนุ่มแสนดีครับ เดี๋ยวนี้ผู้ชายเจ้าชู้มีเยอะ สุดท้ายเขาก็จะกลับมาหาแบบนี้เอง หมายเลข33 : คุณัชญ์ บุญอาจ (เคน) 19 ปี นักแสดง เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: หน้าผากมั้งครับ ชอบคนหัวเหม่งๆ ยิ่งเหม่งยิ่งน่ารัก คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอโดยไม่รู้ลืม: ความจริงใจแบบเค้ารักเราที่เราเป็นเรา ถึงแม้จะเป็นอย่างไรก็ตาม พฤติกกรมอะไรของผู้หญิงที่เห็นแล้วรู้สึกรับไม่ได้: สูบบุหรี่ครับ สิ่งที่คุณคิดว่าโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ คืออะไร: เล่นกีตาร์ อัดคลิปแล้วพูดคำซึ้งๆให้แฟนแล้วร้องเพลงความหมายดีๆครับ เพลงหากฉันตาย ของ Sixty Miles คุณมีผู้หญิงในความทรงจำมั้ย เธอเป็นผู้หญิงแบบไหน: ผู้หญิงแบบแม่แบบบ่นเช้า บ่นเย็น คอยเตือนนู้นนี่นั่น รักเราจริงๆ เราอยากได้อะไรเค้าก็จะหาให้เท่าที่เค้าจะทำให้เราได้ หมายเลข34 : โจเซฟ ซามูดิโอ (โจ) 28 ปี นักดนตรีบำบัด มุกจีบสาวประจำตัว: เจ็บมั้ยครับ...ตอนคุณตกลงมาจากสวรรค์ เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ความมั่นใจของเธอ คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอได้แบบไม่ลืม: คนที่สามารถหัวเราะและมีความสุขกับทุกเรื่องในชีวิต เดทในฝันที่แสนเร้าใจ: เริ่มจากดินเนอร์ชิลๆ ไปเดินเล่น เล่นโบว์ลิ่ง แล้วจบด้วยหนังดีๆ สักเรื่อง เคยอกหักมั้ย: เคยครับ รู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกออกมา ถูกขยี้ไม่มีชิ้นดี แล้วเอาไปทิ้ง แต่สุดท้ายก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างแล้วก็ก้าวต่อไปได้ หมายเลข35 : ณพัทธ์ นิติกรกูล (โจ้) 23 ปี ที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนข้ามประเทศ คุณค่าของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอแบบม่ไม่ลืม: มารยาท การวางตัว อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: น้ำตา อะไรทำให้คุณฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้แหละจะมาเป็นแฟนในอนาคต: ความเข้าใจ เดทในฝันที่แสนเร้าใจ: blind date คุณมีผู้หญิงในความทรงจำมั้ย เป็นผู้หญิงแบบไหน: มีครับ เป็นแบบเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ หมายเลข36 : พิทวัส พิพัฒนนันท์ (ไบร์ท) 24 ปี ธุรกิจการเงินการท่องเที่ยว เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ชอบที่ดวงตานะ ตาหวานตาเยิ้ม ตาจิกตอน selfie ชอบมากๆ พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: สูบบุหรี่ พูดคำหยาบ มองส่วนไหนของผู้หญิงก่อนเป็นอันดับแรก: ตาแล้วก็ปาก เอาจริงๆ ริมฝีปากดู sexy มันทำให้เคลิ้มนะ สิ่งที่คุณคิดว่าสิ่งโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ คืออะไร: โดดงานไปปากคลองตลาด ซื้อดอกไม้มาจัดเอง แล้วก็ใส่หลังรถไปรับสาว เสร็จแล้วตอนค่ำๆ ก็พาไปดินเนอร์ แล้วก็ขับรถขึ้นสะพานภูมิพล จอดกลางทาง หอมแก้มแล้วเดินลงไป หยิบดอกไม้มาให้ เบื่อคำอ้างหรือคำโกหกอะไรจากแฟนตัวเองมากที่สุด: คำว่ารักถ้าไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ หมายเลข37 : ร.ต.อ. ฤชุภัทร หลาวทอง (เนิฟ) 33 ปี ตำรวจ มุกจีบสาวประจำตัว: ให้เพื่อนเข้าไปขอเบอร์ให้ คิดว่าเสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ความไม่หยิ่ง เป็นกันเอง น่ารักๆ คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอได้แบบไม่ลืม: ผู้หญิงที่เห็นคุณค่าในตัวเอง เรื่องโรแมนติกที่สุดที่เคยทำ: เคานท์ดาวน์กันสองคนกับแฟนที่ลาสเวกัส ผู้หญิงในความทรงจำเป็นผู้หญิงแบบไหน: นางเอกเรื่อง she’s all that ชื่อราเชล ลีห์ คุ๊ก ชอบตั้งแต่เด็ก ตาโต จมูกแหลม บุคลิกใสๆน่ารัก หมายเลข38 : ชนัทย์ พัฒนพิฑูรย์ (ดีน) 28 ปี นักวางแผนการตลาด  เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ความคิดและจิตใจ คุณค่าของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอได้แบบไม่ลืม: ผู้หญิงที่รู้คุณค่าของตัวเอง เบื่อคำโกหกอะไรจากแฟนมากที่สุด: บอกว่าเป็นเพื่อนสนิท หรือพี่ชาย อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: น่ารัก ขี้เล่น ไม่ห่วงสวย เป็นผู้ชายเจ้าชู้ รักสนุกกับเป็นผู้ชายแสนดีแต่น่าเบื่อ เลือกเป็นอะไร: เจ้าชู้รักสนุกเพราะเป็นตัวเอง28 ปี นักวางแผนการตลาด หมายเลข39 : สันติพงษ์ สิทธิลาภโสภณ (เล็นส์) 24 ปี สถาปนิกอิสระ มุกจีบสาวประจำตัวคืออะไร: เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่าเรียนมหาลัย…ใช่ไหมเจอกันอีกแล้วนะ !! มิแรนด้า เคอร์ กับเจสสิก้า จาก เกิร์ล เจเนอเรชั่น ชอบสาวแบบไหนมากกว่ากัน ทำไม: แน่นอนว่าต้องมิแรนด้า เคอร์ มีสเน่ห์ เป็นตัวของตัวเอง ดูมีวุฒิภาวะ ผู้หญิงแบ๊วมีสูตรสำเร็จ สิ่งที่คุณคิดว่าสิ่งโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ คืออะไร: แอบไปเซอร์ไพรส์ วันเกิด ที่หน้าบ้านตอนเที่ยงคืน โดยตอนแรกอ้างว่ามีธุระเรื่องงาน ทำของทำมือให้ เช่น การ์ด, โมเดลกระดาษ, เปเปอร์ มาร์เช่ อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: หุ่น โดยเฉพาะเอว บั้นท้ายและเรียวขา อะไรทำให้คุณฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้แหละจะมาเป็นแฟนในอนาคต: Lifestyle ใกล้เคียงกัน สนใจอะไรคล้ายๆกัน เช่น เพลง หนัง การแต่งตัว ท่องเที่ยว ใส่ความเป็นตัวเองลงไปไม่ใช่แค่ถามคำตอบคำ หมายเลข40 : อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ (ฟาน) 30 ปี บาริสต้า คุณคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในวันนี้อีก 5 ปีข้างหน้า: เป็นผู้บริหารที่ยังทำงานหนักในบริษัทกาแฟของตัวเอง ซึ่งเป็นบริษัทกาแฟที่ใหญ่ติดอันดับของประเทศไทย และเป็นที่รู้จักในประเทศต่างๆทั่วโลก คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอโดยไม่รู้ลืม: ผู้หญิงที่สามารถยืนเคียงข้างเราได้ แม้ยามลำบากหรือเสียใจโดยที่ไม่รู้สึกฝืนใจตัวเอง สิ่งที่คุณคิดว่าโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ คืออะไร: ทำมิวสิควิดีโอให้แฟน เป็นผู้ชายเจ้าชู้ รักสนุกกับเป็นผู้ชายแสนดีแต่น่าเบื่อ จะเลือกเป็นอะไร เพราะอะไร: เป็นผู้ชายเจ้าชู้ รักสนุก เพราะไม่มีผู้ชายคนไหนเป็นคนดีหรอก มีแค่เลวมาก กับเลวน้อยเท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วผู้ชายดีไม่มีที่อยู่ ผู้หญิงในความทรงจำเธอเป็นผู้หญิงแบบไหน: แค่เดินผ่านกัน เห็นหน้าไม่เกิน 10 วินาที แต่จำได้ทั้งชีวิตไม่เคยลืม หมายเลข41 : ชล เจนประภาพันธ์ (ชล) 30 ปี นักเขียน/ ภัณฑารักษ์อิสระ คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในวันนี้อีก 5 ปี ข้างหน้า: นั่งจิบกาแฟในบ้านที่ออกแบบเอง เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: บุคลิกภาพ วิธีการพูดและการให้ความเห็น กับเรื่องต่างๆ รอบตัว คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอไม่ลืม: การสามารถแสดงรสนิยมที่แตกต่าง มีเอกลักษณ์ ทั้งการแต่งตัว วิธีการพูด บุคลิกภาพ และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น มองส่วนไหนของผู้หญิงก่อนเป็นอันดับแรก: เท้า มือ ผม ทำให้เห็นว่าเขาดูแลตัวเองขนาดไหน เรื่องสิ่งโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ: ผมมักจะทำอาหารไปให้เขาชิม อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้างแต่ก็ทำด้วยความตั้งใจเสมอ หมายเลข42 : ณัฐภัทร วรรณประเสริฐ (เอิร์ธ) 25 ปี ธุรกิจส่วนตัว คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในวันนี้อีก 5 ปีข้างหน้า: ผู้ชายขายน้ำ (เพื่อสุขภาพ)ครับ เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ตา บุคลิก นิสัย เป็นผู้ชายเจ้าชู้ รักสนุกกับเป็นหนุ่มแสนดีแต่น่าเบื่อ จะเลือกเป็นอะไร: รักสนุกครับ เพราะชีวิตผมโนลิมิต ไม่ชอบผูกมัด ชอบอิสระ เดทในฝันที่แสนเร้าใจ: ไปลุยป่าดงดิบลองใช้เวลา 2 คนในป่า 1 เดือน โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก หาอาหารกินเอง พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: จู้จี้ เรื่องมาก หมายเลข43 : ธีรยุทธ เธียรชัยบัณฑิต (อู๋) 23 ปี ดีเจ/วีเจ/พิธีกร คุณค่าของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอแบบไม่ลืม: แสบ ทะลึ่ง ขี้เล่น มองส่วนไหนของผู้หญิงก่อนเป็นอันดับแรก: หน้าอกครับ เรื่องโรแมนติกสุดที่เคยทำคือ: ทำการ์ดวันครบรอบให้แฟน อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: ตรงนั้นแหละ ผู้ชายเจ้าชู้ รักสนุกกับหนุ่มแสนดีแต่น่าเบื่อ จะเลือกเป็นอะไร: เป็นผู้ชายเจ้าชู้ รักสนุก เพราะเป็นคนดี สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาก็คือน้ำตาอยู่ดี หมายเลข44 : รวีโรจน์ เลิศพิภพเมธา (วี) 23 ปี ดีเจ/นักแสดง มุขจีบสาวประจำตัว: มีถั่วมั้ย มีถัวมั้ย มีไลน์มั้ย เรื่องโรแมนติกที่สุดที่เคยทำ: แฟนกลับจากอเมริกา แวะเปลี่ยนเครื่องที่อินชอน ผมบินไปอินชอลไปรอรับ อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: ต้นคอ คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอโดยไม่รู้ลืม: ผู้หญิงที่น่าจำคือ ผู้หญิงซุ่มซ่าม เพราะน่าจะมีเรื่องตลกๆ ให้ได้นึกถึง คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในวันนี้อีก 5 ปี ข้างหน้า: มีไร่มีสวน ใช้ชีวิตอยู่บ้านนอก หมายเลข45 : ธนวัฒน์ เอกทศวรรณ (ปอนด์) 22 ปี ช่างภาพ มุกจีบสาวประจำตัว: หากิจกรรมทำร่วมกัน แล้วเราจะค่อยสนิทกันไปเอง เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: แววตากับบุคลิก คุณค่าของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอแบบไม่ลืม: ความจริงใจ พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: เรื่องมาก(เกินเหตุ) ระหว่างมิแรนด้า เคอร์ กับเจสสิก้า จาก เกิร์ล เจเนอเรชั่น ชอบแบบไหน: เจสสิก้า ผมชอบสาวเอเซียมากกว่าครับ ดูมีเสน่ห์น่าค้นหา หมายเลข46 : ปรก หัศภาคย์ (โป้ย) 25 ปี ข้าราชการสำนักนายกฯ มุกจีบสาวประจำตัวคืออะไร: แกล้งทำโทรศัพท์หายแล้วขอใช้มือถือเธอโทรเข้าเบอร์ตัวเอง พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: ผู้หญิงเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย มองส่วนไหนของผู้หญิงก่อนเป็นอันดับแรก: ขา เนื่องจากผู้หญิงส่วนมากที่มีเรียวขาสวย มักจะเป็นคนที่ดูแลตัวเองดี สิ่งที่คุณคิดว่าโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ คืออะไร: เขียนการ์ดแล้วทำการ์ดแฮนเมดให้เธอทุกๆเดือน และทุกๆโอกาสสำคัญ อะไรทำให้คุณฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้แหละที่จะมาเป็นแฟนในอนาคต: Lifestyle รวมไปถึงเพลงที่ฟัง อาหารที่ชอบ หนังที่ชอบ เพราะผมเชื่อว่าการใช้ชีวิตของแต่ละคนจะสะท้อนผ่านสิ่งที่ทำ หมายเลข47 : จีราวัฒน์ หงษ์ทองนพคุณ (นัท) 20 ปี นักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มุขจีบสาวประจำตัวอะไร: เธอ ชื่ออะไรเธอๆใช่เพื่อนนัทปะให้เค้านับ 1-5 เสร็จแล้วเราถามว่าครบยัง พอเค้าบอกว่าครบแล้วค่ะ ผมก็จะพูดว่าโอเค คบแล้วห้ามเลิกนะ เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: รอยยิ้มและบุคคลิก สิ่งที่คุณคิดว่าโรแมนติกที่สุดที่ตัวเองเคยทำ คืออะไร: นำดอกไม้ไปเซอร์ไพร์ตอนที่กำลังกินข้าวกัน อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: เวลายิ้ม จริงใจ ยิ้มเป็นธรรมชาติ อะไรทำให้คุณฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้แหละที่จะมาเป็นแฟนในอนาคต: เข้ากันได้ พูดคุยกันรู้เรื่อง นิสัยคล้ายๆกัน รักครอบครัวเรา เหมือนที่เขารักครอบครัวเขา หมายเลข48 : ชัยยุทธ กิติชัยวัฒน์ (โจอี้) 22 ปี นักแสดงอิสระ เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเอง พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: ขากสเลดเสียงดังในที่สาธารณะ อะไรในผู้หญิงที่ทำให้คุณเข่าอ่อนเวลาได้เห็น: เรียวขา อะไรทำให้คุณฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้ล่ะจะมาเป็นแฟนในอนาคต: ฉลาด มีความคิด รู้จักคุณค่าของตัวเอง มั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง เดทในฝันที่แสนเร้าใจ: เจอกันในยานอวกาศ แล้วมีเอเลี่ยนไล่ฆ่าตื่นเต้นดี หมายเลข49 : ศรภัทร ภัทราคร (ศร) 23 ปี สถาปนิก เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ความสามารถครับ คุณค่าของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอแบบไม่ลืมคืออะไร: พัฒนาการของตัวผมเองที่เกิดขึ้นจากเวลาที่ใช้ร่วมกัน เดทในฝันที่แสนจะเร้าใจของคุณเป็นแบบไหน: Dive into unknown, expect for a surprise at least, get surprise in the case of finding none เป็นผู้ชายเจ้าชู้ รักสนุกกับเป็นผู้ชายแสนดีแต่น่าเบื่อ จะเลือกเป็นอะไร: ปกติจะเป็นคนสนุกกับอะไรที่คนอื่นคิดว่าน่าเบื่อ คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในวันนี้อีก 5 ปีข้างหน้า: ผมคิดแผนล่วงหน้าได้อย่างเก่งก็ 2 สัปดาห์ครับ หมายเลข50 : เคนยิโร ไรวาส โยเนคุระ (เคน) 32 ปี ช่างภาพ คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในวันนี้อีก 5 ปีข้างหน้า: เป็นช่างภาพที่มีชื่อเสียง เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ตรงไหน: ความฉลาด คุณค่าใดของผู้หญิงที่จะทำให้คุณจำเธอไม่ลืม: การที่เธอให้คุณค่ากับการใช้ชีวิต พฤติกรรมของผู้หญิงที่รับไม่ได้: อีโก้ที่สูงเกินไป เดทในฝันที่แสนเร้าใจเป็นแบบไหน: แบบไหนก็ได้ แต่ขอแค่เดทกับผู้หญิงที่ผมต้องการจริงๆ ยิ่งกว่าฮอตและเพอร์เฟคท์อีกครับ ดู หนุ่มโสดคลีโอ 2014 หมายเลข 1 - หมายเลข 25 คลิกเล๊ย ที่มาจาก www.cleothailand.com รายงานโดย Women Mthai Team

เรื่องลับเสียวๆ ของหนุ่ม 12 ราศี
ผู้ชาย /  เคล็ดลับ / 

เรื่องลับเสียวๆ ของหนุ่ม 12 ราศี .....คุณสาวๆ เคยสังเกตกันบ้างไหมคะว่า หนุ่มติสท์ทั้งหลายมักจะเกิดในช่วงของราศีธนู ส่วนพวกหนุ่มออฟฟิศมาดดี ก็มักจะเกิดในราศีสิงห์ คุณสาวๆ women.mthai เชื่อกันไหมคะว่า "ราศี" นั้นมีผลกับบุคลิก ความชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าหากว่าอยากรู้ "เคล็ดลับ" พิชิตใจหนุ่มทั้ง 12 ราศี ก็มาดูกันเลยค่ะ... ... หนุ่มราศีมังกร มาดสุขุมนุ่มลึก ดูเป็นคนฉลาด เป็นพวกรักแล้วรักเลย ไม่ค่อยเปลี่ยนใจมีรักครั้งใหม่ เว้นเสียแต่คนรักเค้าจะแอบไปมีคนอื่น เค้าก็หันหลังให้แบบไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมเด็ดขาด X-tip : ขยับตัวเข้าไปเบียดเขา และยื่นหน้าไปใกล้ๆ ใช้ปลายลิ้นแตะที่ติ่งหู เป่าลมหายใจเบาๆ ที่ซอกคอ จนเขาหันมาจูบคุณ คาวนี้ล่ะคุณจะต้องใช้ริมฝีปากจูบด้วยความนุ่มนวล แต่...ใช้ลิ้นชอนไชเข้าไปในปากอย่างเร้าร้อน และสุดท้าย คุณจะต้องเป็นสาวปากเก่งขั้นเทพ ด้วยการใช้ปากทำออรัลให้เขา แบบที่เขาแทบกลั้นที่จะหลั่งน้ำแห่งความสยิวเอาไว้ไม่อยู่กันไปเลย ... หนุ่มราศีกุมภ์ อารมณ์คาดเดายาก หาความแน่นอนไม่ค่อยได้ ชอบความอิสระ ขี้สงสาร เขาเป็นคนรักที่เหมือนเพื่อน จนความโรแมนติกแทบขาดหายไป คุณต้องทำตัวเป็นเพื่อนเพื่อเปิดอกคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง X-tip : แอบมีความพิศดารคาดไม่ถึง ขอเพียงคุณเปิดใจรับ เขาอาจจะเอ่ยปากชวนคุณร่วมรักด้วยการ ช่วยกันแบบสยิวด้วยมือขยันทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญเขาเป้นปรมาจารย์ดัชนีพิฆาตตัวพ่อ เอาเป็นว่าสาวๆ ไม่ผิดหวังในคุณภาพอย่างแน่นอน ... หนุ่มราศีมีน ร่าเริง สดใส ดูมีชีวิตชีวา สบายๆ เข้ากับคนรอบข้างได้ง่าย แต่หนุ่มราศีมีนมักจะเป็นหนุ่มที่มีความเจ้าชู้ แบบที่เขาไม่รู้ตัว แต่ความน่ารักของเขา คือความใส่ใจสม่ำเสมอกับคนรัก คุณต้องทำโรแมนติกใส่เขาให้มากๆ แล้วเค้าจะโทรรายงานคุณเอง โดยที่คุณไม่ต้องไปจู้จี้กับเขาเลย X-tip : เขาชื่นชอบความตื่นเต้น ขณะที่เพื่อนกำลังชุลมุนอยู่ในงานปาร์ตี้ คุณสะกิดชวนเขาเข้าไปในห้องน้ำ หรือห้องครัวที่เป็นมุมสงบ แล้วเอาหลังพิงกำแพง จูบเขาอย่างดูดด่ำและใช้มือบีบรัดแท่งอาวุธของเขาด้วย จากนั้นให้คุณหันหลังเอาหน้าเข้าหากำแพง แล้วดันน้องชายของเขาเข้าสู่ถ้ำของคุณ ให้เขารับรู้ถึงไฟปรารถนาอันเร้าร้อนของคุณ ... หนุ่มราศีเมษ เป็นหนุ่มสังคม ชอบเฮฮาปาร์ตี้ ถ้าคิดจะคบใคร จะรับไม่ได้กับการต้องเป็นฝ่ายโดนทิ้ง เขาเป็นหนุ่มขี้หึงชนิดที่เก็นอาการไม่ค่อยอยู่สักเท่าไหร่ X-tip : เขารักมากกับท่าด๊อกกี้ ที่ดันแท่งอาวุธของเขาเข้าไปที่บั้นท้ายของคุณ ขอเพียงคุณเป็นฝ่ายรับที่เข้มแข็ง และส่งเสียงกระเส่าโหยหวนตามจังหวะให้ได้อารมณ์ เพราะท่านี้ มันจะทำให้เขาบรรเลงเพลงรักให้คุณได้เสียว เนิ่นนานจนคุณเองไม่ต้องขอยกสอง ... หนุ่มราศีพฤษภ เป็นคนที่มีความอบอุ่นหนักแน่น สุขุม เยือกเย็น เป็นคนค่อนข้างติดบ้าน จนบางครั้งดูเป็นคนน่าเบื่อ X-tip : เขาจะเป็นปลื้มเรื่องเซ็กส์ ด้วยกลิ่นความหอมแนวลาเวนเดอร์ ผ่อนคลายและเสื้อยืดบางเบาตัวเดียวบนตัวคุณสาวๆ นั่งดูหนังในห้องนั่งเล่น เอาหัวซบไหล่แล้วค่อยเลื้อยขยับตัว ถูไปมาเนียนัวบนตัว เพื่อกระตุ้นอารมณ์เขา หลังจากนั้นก็กระโดดโยกย้าย ไปมาปรนเปรอบนตัวเขา จนคุณสาวๆ อาจได้ยินเสียงครางจากพ่อหนุ่มแบบเบาๆ มาเป็นระยะๆ ... หนุ่มราศีเมถุน เป็นหนุ่มที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เลิศบรรเจิดมาก เขาชอบสาวที่ดูฉลาด ไม่ชอบผู้หญิงแนวสวยใสแต่ไร้สมอง วิธีมัดใจเขา คุณแค่เป็นสาวรักตัวเอง ทำงานเก่ง มีความรับผิดชอบ แค่นี้เขาก็หนีไปไหนไม่รอดแล้ว X-tip : โยนความอายไว้ข้าวหลัง แล้งลองเอาน้ำผึ้งค่อยๆ ทาบนตัวเขาที่หน้าอก แล้วคุณสาวๆ ลองใช้ลิ้นเลียไปให้ทั่วจนถึงเบื้องล่างแล้วรัวลิ้นให้ทั่ว แล้วตวัดไปที่ลูกตุ้มสองใบ หลังจากนั้นใช้ปากและลิ้นดูดดื่มแท่งอาวุธของเขาจนเขาทนแทบไม่ไหว หลั่งน้ำรัก ใส่ปากให้คุณกลืนกิน ... หนุ่มราศีกรกฏ ดูเป็นหนุ่มหัวโบราณ รักบ้าน รักสัตว์ ชอบทำอาหาร แต่เขาต้องการความรักที่จริงใจและมีอนาคตร่วมกัน หากว่าไม่ใช่แล้วเขาจะรีบตัดสินใจเลิกได้อย่างง่ายดาย X-tip : ปล่อยตัวให้เขาลากคุณไปที่ขอบเตียง แล้วให้เขายกขาของคุณพาดไว้ที่ไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อให้เขากระแทกแท่งอาวุธอย่างเต็มอารมณ์ และคุณสาวๆ อาจเติมรสชาติด้วยการส่ายสะโพกเด้งรับไปมา ให้อารมณ์ฝังลึกจนเสียวสะท้านไปทั้งคู่ ... หนุ่มราศีสิงห์ ดูดีมีสไตล์ทุกองศา พูดจาตรงไปตรงมา ชอบงานสังคม ภายนอกอาจดูเจ้าชู้ แต่ลึกๆ แล้ว เค้าต้องการคนที่เข้าใจและทำให้เขาหัวเราะได้ X-tip : แนบร่างเปลือยเปล่าของคุณทั้งคู่เข้าหากัน ใต้ฝักบัวน้ำไหลรินรดตัวคุณทั้งสอง แล้วนัวเนียคลอเคลียร่างทั้งสองให้เสมือนใกล้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วหลังจากนั้นแกล้งก้มลงทำเป็นเก็บสบู่ เปิดช่องให้เขาบรรเลงรักจังหวะสุดท้ายต่อจนจบ ... หนุ่มราศีกันย์ เป็นหนุ่มที่มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินตัว พูดจาอ่อนโยน ไม่ชอบการทะเลาะหรือเสียงดังโวยวาย รับไม่ได้ ถ้าแฟนสาวมีนิสัยช่างขอ ชอบต่อรอง งอแง เป็นเด็กๆ คุณจะต้องเป็นสาวที่มีความเป็นตัวของตัวเอง พูดจาสุภาพ X-tip : บีบนวดท้ายทอยของเขาเบาๆ โดยใช้ใบหน้าช่วยบีบนวดแผ่นหลังของเขาไปด้วย จากนั้นค่อยๆ เลื่อนมือมาช่วยให้เขาตื่นตัว สลัดความตึงเครียดออกไป พอเครื่องร้อนจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา เพราะเขาชอบทำให้คนรักในช่องทางสนามรักปกติ แต่เนินนานตราบเท่าที่คุณพอใจ แล้วจึงปลดปล่อยของเขาออกมา ... หนุ่มราศีตุล หนุ่มราศีนี้โรแมนติกตัวพ่อ เวลามีความรักจะเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม ไม่ค่อยโกรธใคร แพ้ทางออดอ้อนออเซาะ แบ๊วๆ อย่างไม่น่าเชื่อ แต่คุณสาวๆ จะต้องแต่งตัวให้ดูดีอยู่เสมอ ไม่ปล่อยตัวให้ดูโทรม เพราะมันจะทำให้เขารู้สึกว่าขนาดตัวคุณยังไม่ดูแล แล้วจะไปดูแลใครได้ X-tip : โยกย้ายส่ายสะโพกบนตักเขาด้วยการที่คุณนั่งหันหลัง แล้วให้มือเขามาจับคลึงอยู่ที่หน้าอกของคุณ ขณะนุ่งดูซีรี่ส์เรื่องโปรด แบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นัวเนียจนเสร็จภารกิจก็นอนกอดอยู่หน้าทีวีจนหลับกันไปด้วยความอบอุ่นปนเสียวกันทั้งคู่ ... หนุ่มราศีพิจิก เขาเป็นพวกรักจริงหวังแต่ง ดังนั้นเขาจึงรับไม่ได้ที่คุณสาวๆ มีเพื่อนสนิทเป้นหนุ่ม ถึงแม้รู้ว่าแค่เพื่อน เขาก็อดหึงหวงไม่ได้ X-tip : สร้างความคาดไม่ถึงด้วยกิจกรรม "in car in love" ปรับเบาะเก้าอี้ให้เอนลง ยกขาคุณขึ้นที่บ่าเขา จับมือเขามาทะลวงป่าดงดิบ ให้เกิดอารมณ์เสียวปนเสียงกระเซ่า จนเขาแทบทนไม่ไหว แล้วคว้ามือเขามาขบนิ้ว พร้อมร้องควรญครางให้เขาตื่นเต้นยิ่งขึ้น เหมือนเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งได้ใกล้ชิดกัน แต่ยังไม่ได้เสียกันง่ายๆ ... หนุ่มราศีธนู ช่างคิดช่างหวัง รักการเดินทาง เวลามีแฟนเอาใจเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ เขาจะรับไม่ได้ที่คุณแต่งหน้าตลอดเวลา เพราะเขาต้องการความเป้นธรรมชาติ ชอบคนที่ดูแลตัวเอง X-tip : คุณสาวๆ ต้องเป็นฝ่ายรุก เหมือนเป็นแม่เสือสาวนักล่า จับลำเรือของเขาล่องแล่นไปในธารน้ำไหลเชี่ยวของคุณ หลังจากนั้นคุณก็เป็นฝ่ายควบคุมจังหวะแบบหนักแน่น บดขยี้ล้ำลึกเหมือนควงสว่านเจาะให้ถึงแก่นบ่อน้ำ จากเชื่องช้าเข้าๆ ออกๆ โดยจัดไปเต็มความรู้สึก ทั้งน้ำเสียงและลีลาเวลาอยู่บนตัวเขา... .

อุทยานแห่งชาติคลองพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คลองพนม /  อุทยานแห่งชาติ / 

อุทยานแห่งชาติคลองพนม อยู่ในท้องที่ตำบลคลองศกตำบลพนม และตำบลพลูเถื่อน และตำบลพนมอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชันและสวยงามมาก เรียงรายสลับซับซ้อนเชื่อมต่อกันเป็นแนวสันเขา มีฝนตกชุกตลอดปี เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำตาปี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญสายเดียวของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีจุดเด่นที่น่าสนใจ เช่น ถ้ำแก้ว ถ้ำน้ำลอด เขาวงก์ น้ำตกโตนไทร น้ำตก เขาวงก์ไผ่เฉียงรุน บัวผุด การล่องแก่ง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งพันธุ์ไม้มีค่าและหายากขึ้นอยู่ เช่น ตะเคียนตาเสือจิก เขากระท้อน ขนุนป่า เสียดช่ออินทนิล นากบุดหงอนไก่ จำปาป่า เป็นต้น มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 256,500 ไร่ หรือ 410.4 ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติคลองพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพ : hotelsguidethailand.com สภาพภูมิประเทศ เป็นภูเขาสูงชันประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ โดยเฉพาะตอนเหนือของพื้น ที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชันและสวยงามเรียงรายสลับซับซ้อน เชื่อมติดต่อเป็นแนวสันเขายาวจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก จุดสูงสุดจากพื้นอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ มีความสูงประมาณ 870 เมตรจากระดับน้ำทะเล พื้นที่ราบมีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบระหว่างหุบเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 เมตร ปรากฏอยู่ทั่วไป เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของคลองพนม และคลองศก ซึ่งจะไหลไปรวมกับคลองแสง เป็นต้นกำเนิดของคลองพุมดวง ที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตาปี ลักษณะภูมิอากาศ ของป่าแห่งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับแห่งอื่นในภาคใต้ของประเทศไทย คือ มีฝนตกชุกตลอดปี ประกอบกับได้รับอิทธิพลของทะเล ซึ่งสามารถรับลมมรสุมได้ทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และอิทธิพลของภูเขาสูง ที่เป็นสิ่งกีดขวางลมมรสุมมีป่าไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น จึงทำให้ฝนตกมากกว่าในท้องที่ทั่วๆ ไป ซึ่งสามารถจำแนกได้ชัดเจนเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนเริ่ม จากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ฤดูร้อน เริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน โดยมีฝนตกชุกมากที่สุดระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม และมีอากาศร้อนมากที่สุดในต้นเดือนเมษายน สถานที่ท่องเที่ยวใน อุทยานแห่งชาติคลองพนม ภาพ : http://board.trekkingthai.com/ ถ้ำแก้ว อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติคลองพนม ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยเดินเลียบตีนเขาไปถึงปากถ้ำประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามแปลกตามากมาย แบ่งเป็นห้องย่อยๆได้ 4 ห้อง ได้แก่ห้องเกล็ดแก้ว ห้องฤาษี ห้องม้าน้ำ และห้องหม้อยา ใช้ระยะเวลาเดินชมประมาณ 40 นาที ก็สามารถชมความงามของถ้ำได้ทั้งหมด ถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่คพ.1 (บ้านคลองพนม) ประมาณ 5 กิโลเมตรภายในถ้ำมีน้ำไหลผ่านตลอด มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามและมีฝูงค้างคาวอาศัยอยู่จำนวนมาก ใช้เวลาเดินผ่านถ้ำประมาณ 40 นาที อีกด้านหนึ่งของถ้ำ เป็นที่ตั้งของค่ายคอมมิวนิสต์เก่า ซึ่งมีเนื้อประมาณ 1,000 ไร่ล้อมรอบด้วยภูเขาซึ่งทางเข้าค่ายเก่านี้ ต้องเข้าจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์แห่งเดียวเท่านั้น น้ำตกเขาวงก์ อยู่ห่างจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูง 8 ชั้น ไหลลดหลั่นลงมาจากหน้าผาสูงสู่ลำห้วยเบื้องล่าง น้ำตกแห่งนี้เป็นแนวต่อเนื่องกับสายน้ำ ที่ไหลมาจากถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ โดยไหลผ่านพื้นที่เกษตรกรรมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่เคยตั้งอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เรียกว่า “ค่ายเขาวงก์” และเป็นต้นน้ำของคลองพนม น้ำตกโตนไทร เป็นน้ำตกที่มีตลอดปีมีความสูง 12 ชั้น มีความสวยงามตามธรรมชาติ และป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้ ตลอดจนสัตว์ป่าและนกชนิดต่างๆ บริเวณน้ำตกจะมีต้นไทรขึ้นปกคลุมแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วน้ำตกโตนไทร อยู่ห่างจากหมู่บ้านสะพานนาคหมู่ที่ 5 ตำบลคลองศกอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 3.5 กิโลเมตร โดยมีทางรถยนต์เข้าถึงหมู่บ้านและเดินเท้าต่อจนถึงน้ำตกใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เส้นทางเดินป่าเพื่อไปชมบัวผุด บัวผุดพบมากบริเวณเขาหลังบ้านถ้ำผึ้งหมู่ที่ 6 ตำบลคลองศก อำเภอพนมห่างจากถนนสายหลักสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า เข้าไปช่วงหลักกิโลเมตรที่ 108 ประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่ออีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงแหล่งบัวผุด ซึ่งโดยมากบัวผุดจะบานในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงที่อากาศ และดินมีความชื้นพอเหมาะ  บัวผุด เป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นกาฝากชนิดหนึ่งอาศัยกินน้ำเลี้ยงจาก "ย่านไก่ต้ม" พบมากบริเวณเขาหลังบ้านถ้ำผึ้ง โดยมากดอกบัวผุดจะบาน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม ภาพ : http://nationalpark6.blogspot.com/ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ “ต้นไม้ใหญ่” อยู่บริเวณหลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติ จุดเริ่มต้นอยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 200 เมตร มีระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ในเส้นทางมีจุดเด่นที่น่าสนใจได้แก่ “ต้นกระบากขาว” วัดรอบต้นได้ 12 เมตร เป็นจุดเด่นของเส้นทางและมีจุดชมทิวทัศน์บนโขดหินที่สวยงาม โดดเด่นนอกจากนี้องค์ประกอบของเส้นทางก็มีป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีกลุ่มไม้ขนาดใหญ่หลายชนิด ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นมีจุดพักผ่อนที่น่ารื่นรมย์ในเส้นทาง เส้นทางศึกษาธรรมชาติทางน้ำ “ล่องแก่งลำน้ำคลองพนม-บ้านเบญจา” เริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่คพ.1 (บ้านคลองพนม) โดยจะใช้ระยะเวลาในการล่องแก่งประมาณ 4 ชั่วโมง ตลอด 2 ฝั่ง คลองจะพบทัศนียภาพที่สวยงามมีพันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ต่างๆ มากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความตื่นเต้น และท้าทายช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การล่องแก่ง คือ ช่วงน้ำหลากประมาณเดือนสิงหาคม-ธันวาคม เส้นทางศึกษาธรรมชาติทางน้ำ “ล่องลำน้ำคลองศก (วังมัจฉา-บ้านเชียวปง)” เริ่มต้นที่วังมัจฉาห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งจะได้พบกับฝูงปลามากมายหลายชนิด เช่น ปลาตะเพียนหางแดง ปลาแรด ปลากดหิน ฯลฯ ตลอดสองฝั่งคลองจะมีภูเขาหินปูนสูงชันเป็นหน้าผาที่สวยงาม โดยจะใช้เวลาในการล่องลำน้ำคลองศกประมาณ 2 ชั่วโมง ก็สามารถชมทัศนียภาพสองฝั่งคลอง ที่สวยงามและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี ที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติคลองพนม 107 หมู่ 4 ต.คลองสก  อ. พนม  จ. สุราษฏร์ธานี   84250 โทรศัพท์ 0 7791 8559 (VoIP), 0 7729 9298,0 77918559   อีเมล reserve@dnp.go.th การเดินทางรถยนต์ โดยใช้เส้นทางหลวงสายสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า ซึ่งตัดผ่านบริเวณที่ดินของหน่วยงานสหกรณ์นิคมพนม และมีทางแยกเข้าป่าแห่งนี้ (เป็นทางชักลากไม้ของผู้รับสัมปทานทำไม้ตัดผ่านเข้าไปในเขตประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณที่คาดว่าควรจะเป็นที่จัดตั้งอุทยานแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่ประมาณกม.ที่ 75 ถึงประมาณกม.ที่ 113 (ซึ่งเป็นสันเขาแบ่งเขตระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับจังหวัดพังงา) ข้อมูลและภาพ : park.dnp.go.th / wiki / http://nationalpark6.blogspot.com/ เรียบเรียงโดย Travel MThai