ป่าดงดิบ

จูบ ไม่เป็น... เซ็กส์ หมดสนุก!!
sex /  xxx / 

จูบ ไม่เป็น... เซ็กส์ หมดสนุก!! " จูบ " เป็นการกระทําระหว่างคู่รักที่แสนโรแมนติก แสนวิเศษ แสนเซ็กซี่ แต่ก็น่ารังเกียจได้เช่นกัน ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่า "ผู้ชายจูบไม่เป็น" อีกแล้ว ไม่ว่าเขาจะปลุกอารมณ์ของคุณด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ว่าเขาจะเก่งเทคนิคบนเตียงขนาดไหน นี่คือวิธีการ จูบ ไม่ได้เรื่องที่สุดที่ผู้หญิงสรุปเอาไว้   "นักบุกทะลวง" : เขาทะลวงลิ้นลงในคอของคุณลึกเกินไป ลิ้นของเขาไม่อยู่นิ่ง แต่ตวัดซ้ายทีขวาที หมุนวนข้างใน ชอนไชซอกฟันและเหงือกของคุณ จนน่าจะเป็นอาชีพเป็นผู้ตรวจสอบสํารวจช่องปากดีกว่า   "พนักงานทําความสะอาด" : หน้าของคุณเปียกโชก เพราะผู้ชายคนนี้ไม่ได้กําลังจูบ เขากําลังทําความสะอาดหน้าของคุณ ถ้าคุณปล่อยให้เขาทําต่อไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่าตามใบหน้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกายแสบแดง   "ปากตายด้าน" : ปากของเขาจะด้านชาไร้ชีวิตชีวา ก็เพราะปากของเขาเกาะกุมปากของคุณอยู่อย่างนั้นโดยไม่เคลื่อนไหวเลย สงสัยเขาคงคิดว่าคุณกําลังขาดอากาศหายใจอยู่แน่ๆ เขาก็แค่ทับปากคุณ เพราะคิดว่าคุณต้องการให้เขาช่วยผายปอด   "จ๊วบจ๊าบ" : คุณอาจนึกว่าตัวเองอยู่ในป่าดงดิบ แต่ที่แท้มันดังมาจากปากของเขา แล้วคุณจะจดจ่อกับเซ็กส์ได้อย่างไร เมื่ออยู่ท่ามกลางซาวด์เอฟเฟคท์ก้องแบบนี้? ส่วนนักจูบที่เลวร้ายที่สุดคือประเภทไหนน่ะหรือ?  คําตอบคือผู้ชายที่ไม่จูบคุณเลยมากกว่า ขอบคุณที่มาบทความจาก women.thaiza.com

ไขปริศนา ปฏิทินชาวมายัน หนึ่งคำทำนาย ภัยพิบัติวันพิพากษาโลก 2012
2012 /  ปฏิทินชาวมายัน / 

ไขปริศนา ปฏิทินชาวมายัน หนึ่งคำทำนาย ภัยพิบัติวันพิพากษาโลก วันสิ้นโลก 2012 Mthainews: จากความเชื่อ และคำทำนายอาถรรพ์วันล้างโลก ภัยพิบัติต่างๆ ที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  จนเป็นที่น่าจับตาว่า ในปี คริสต์ศักราช 2012 กำลังจะเกิดวันสิ้นโลก ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่ตามปฏิทินของชาวมายัน ชนเผ่ามายา อารยธรรมอเมริกากลาง บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับเบลีซ และกัวเตมาลา  ราวศตวรรษที่ 3-16 ก่อนคริสตกาล บันทึกไว้ว่า โลกกำลังจะถึงกาลปาวสาน ปฏิทินของชาวมายันต่างกับปฏิทินทั่วไป ที่เดินต่อไปข้างหน้า ในขณะที่ปฏิทินของเผ่ามายา ใช้วิธีการนับถอยหลัง จนถึงจุดเลข 0 จุดสิ้นสุดในปี 2012 โดยวงจรของปฏิทินประกอบไปด้วย 13 ช่วง หรือ "แบ็กทัน" โดยแบกทันสุดท้ายอยู่ในช่วงของ ค.ศ.1606 ถึง 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 ( พ.ศ. 2555 ) ชาวมายัน มีความสามารถพิเศษที่ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า พวกเขาไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ยุคหิน แต่พวกเขาสามารถคำนวณว่า ปีบนดาวศุกร์มีจำนวณ 584 วัน และวันของโลกเรามี 365.2420 วัน ซึ่งตามการคำนวณในปัจจุบันปรากฏว่า หนึ่งปี มี 365.2422 วัน ความคลาดเคลื่อนเพียงน้อยนิดทำให้เห็นถึงความแม่นยำแบบไม่น่าเชื่อ เมื่อเชื่อมโยงคำทำนายต่างๆของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้อง ก็เชื่อว่า มีสัญญาณบางอย่างเชื่อมโยงกัน เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ข้อแรก จะมีสงครามย่อยๆเกิดขึ้น ต่อมาเป็นความอดอยากของมนุษยชาติ และสามเป็นเรื่องภัยพิบัติ ความแปรปรวนของน้ำทะเล และสุดท้ายจะเป็นโรคระบาด เปรียบเทียบกับยุคต่างๆของโลกจะได้ลำดับดังนี้ 1 1.0.0.0.0 3116-2734 BC จุดเริ่มต้น 2 2.0.0.0.0 2734-2339 BC ยุคปิระมิด 3 3.0.0.0.0 2339-1944 BC ยุคล้อ 4 4.0.0.0.0 1944-1550 BC อารยธรรมอียิปต์ 5 5.0.0.0.0 1550-1155 BC อารยธรรมบ้านเชียง 6 6.0.0.0.0 1155 - 761 BC สงครามม้า 7 7.0.0.0.0 761-366 BC ยุคปรัชญา 8 8.0.0.0.0 366 BC - ค.ศ. 28 ยุคเมสไซอาห์ 9 9.0.0.0.0 ค.ศ. 28-422 อาณาจักรโรมัน 10 10.0.0.0.0 ค.ศ. 422-817 มายา 11 11.0.0.0.0 ค.ศ. 817-1211 สงครามครูเสด 12 12.0.0.0.0 ค.ศ. 1211-1606 ยุคล่าอาณานิคม 13 13.0.0.0.0 ค.ศ. 1606-2012~ ยุคอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งนี้ มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวเผ่ามายา ซึ่งความเชื่อมโยงเหล่านี้ เป็นจุดที่อาจมีการเชื่อมโยงกับสิ่งลึกลับที่อยู่นอกโลก ทั้งการโคจรของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศจากใต้โลก เกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือกจะถาโถมและ เกิดการปะทะกับพลังงาน ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลก เนื่องจากดวงอาทิตย์จะอยู่ในระนาบเดียวกับใจกลางของทางช้างเผือกเป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี รูปสลักภาพวาดนี้ เป็นอีกหนึ่งหลักฐานปริศนา ที่มีลวดลายลึกลับซับซ้อน เมื่อสังเกตภาพจะเห็นบางส่วนมีลักษณะคล้ายพระเจ้า ขับยานอวกาศ บางภาพเป็นรูปสาวกของพระเจ้ากำลังปราบปีศาจร้าย และอาวุธที่อยู่ในมือ พวกเขารู้จักอาวุธ ที่มีลักษณะคล้่ายกับ ปืน กันแล้วหรือ ? เป็นข้อสงสัยของนักโบราณคดีเป็นอย่างยิ่ง ตามปฏิทิน ระบุว่า เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ 1 วัน แห่งระบบจักรวาล ซึ่งระยะเวลา 1 วัน แห่งระบบจักรวาลนั้นกินระยะเวลา ยาวนานถึง 25,625 ปี และแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ช่วงละ 5,125 ปี ซึ่งขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายของช่วงที่ 5 ศาสตร์ของชาวมายันนั้นระบุว่า  ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือก  ดวงอาทิตย์จะได้รับ “ประกายไฟ” (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากตามที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Solar Flares” ทำให้ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมา เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง  และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จุดจบนี้พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าของพวกเขาจะเสด็จมายังโลกใบนี้อีกครั้ง คำว่า "มายา" เป็นคำศาสนาฮินดูหมายถึงต้นกำเนิดของจักรวาล มีความเป็นเลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์ ไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่า ทำไมอารยธรรมมายันจู่ๆกลับเสื่อมสลายลงลง นักโบราณคดีรู้สึก ประหลาดใจมากกับหลักฐานที่ว่า ด้วยเหตุผลบางประการชาวมายาได้ละทิ้งเมืองอันรุ่งเรืองของพวกเขาในช่วงเวลานั้น หยุดอารยธรรมที่กำลังเติบโตทั้งหลายไม่มีการถ่ายทอดมายังชนรุ่นหลัง เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังอยู่กลางป่าดงดิบในกัวเตมาลา  หรือว่าพวกเขาเห็นและรู้และเห็นอะไรบางอย่าง  และทิ้งไว้เป็นปริศนา อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเรื่องวันสิ้นโลกยังคงไร้ข้อสรุป  เป็นเรื่องท้าทายวงการวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษาหาข้อเท็จจริง วันสิ้นโลก ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 หรือไม่นั้น มีการกล่าวแย้งจากนักวิทยาศาสตร์บางส่วนว่า วันสุดท้ายของปฏิทิน เป็นเพียงการนับเริ่มต้นการเริ่มหมุนรอบใหม่ของปฏิทินชาวมายันเท่านั้น เพียงแค่พวกเขาไม่ได้ทำปฏิทินชุดต่อไปเท่านั้นเอง จึงไม่ได้บ่งบอกวันสิ้นโลก สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่ ต้องรอดูว่า วันที่21 ธันวาคม 2012 มวลมนุษยชาติจะได้รู้กัน  แต่ไม่ว่าพรุ่งนี้ หรืออนาคตจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว วันนี้คือวันที่สำคัญ ตราบที่มีชีวิต ลมหายใจ เราใช้ชีวิตในโลกใบนี้อย่างมีคุณค่าแล้วหรือยัง Mthainews เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

Cookie Run Season 2 เผยเทคนิคหลบสิ่งกีดขวางฉากใหม่
Cookie Run Season 2 /  ookie Run / 

Cookie Run Season 2 (คุกกี้รัน ซีซั่น 2) ได้ทำการอัพเดตใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2557 โดยบรรจุฉากเกมส์ใหม่ เพิ่มระดับความท้าทายต่อการเล่นอีกขั้น มาดูวิธีการหลบหลีกและสไลด์เพื่อฟันฝ่ากับฉากสำคัญๆว่าเป็นอย่างไรกัน ด่าน 3 - ฉากป่าดงดิบรัตติกาล ด่าน 7 - ฉากมหาสมุทรยามค่ำคืน ด่าน 8 - ฉากขนมหวาน ด่าน 9 - ฉากโรงงานขนมหวาน

อนาคอนดา 2 เลื้อยสยองโลก
หนังออนไลน์ /  อนาคอนด้า / 

เนื้อเรื่องย่อ Anacondas: The Hunt for the Blood Orchid เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นใจกลางป่าลึกบนเก­าะเบอร์เนียว ที่ซึ่งดอกกล้วยไม้ป่าที่ขึ้นชื่อว่าหายาก­ชนิดหนึ่ง ถือกำเนิดอยู่ มันคือ 'กล้วยไม้สีเลือด' ดอกกล้วยไม้นี้อาจเป็นกุญแจสำคัญ ที่นำไปสู่การสกัดยาอายุวัฒนะ เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรง พากันเดินทางลึกเข้าไปในป่าดงดิบ เพื่อแสวงหากล้วยไม้สีเลือด ด้วยความหวังที่จะค้นพบปริศนาที่มาแห่งยาอ­ายุวัฒนะ ซึ่งจะมีผลต่อไปถึงความก้าวไกลในหน้าที่กา­รงานของพวกเขา และค่าตอบแทนมหาศาลที่จะได้รับ ไม่ช้าพวกเขาก็ได้ค้นว่า นอกจากสภาพอากาศอันแสนเลวร้าย และสภาพป่าอันรกชัฏหนาแน่น ที่ขวางกั้นอยู่ระหว่างพวกเขาและสมบัติล้ำ­ค่าชิ้นนั้น ในป่าดงดิบมืดมิดแห่งนี้ ยังมีอสรพิษร้ายซุกซ่อนอยู่ เพื่อปกป้องดอกกล้วยไม้ และมันจะหยุดทุกคนที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามา ...ไม่ให้ได้กลับออกไป!..

ภูลวงตา เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน /  เขาพะเนินทุ่ง / 

หากเอ่ยถึง “ทะเลหมอก” ส่วนใหญ่ทุกคนคงนึกถึงทะเลหมอกภาคเหนือ แต่ยังมีทะเลหมอกอีกหนึ่งแห่งที่ไม่ไกลมากนักจากกรุงเทพฯคุณก็จะได้เห็นทะเลหมอกที่มีให้ชมตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูร้อนโดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงภาคเหนือเพราะที่ “เขาพะเนินทุ่ง” ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,207 เมตร มีให้ยลโฉมตลอดทั้งปี ภูลวงตา เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและต้นไม้ ที่พร้อมใจกันคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจนกลายเป็นทะเลหมอกหนาตา ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกันอย่างเต็มที่ในช่วงเช้าจะมองเห็นกลุ่มควันแห่งความหนาวสีขาวนวลปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อเริ่มจางลงบริเวณเบื้องล่างจะปรากฏภาพป่าดงดิบอันแสนชุกชุม มีเทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดตาอยู่ด้านหลังโดยจุดชมทะเลหมอกจะมีอยู่ 2 แห่งคือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 และ 36 สำหรับช่วงที่ทะเลหมอกถูกยอมรับว่างดงามรวมถึงมีอากาศเย็นสบายที่สุด คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังสามารถชื่นชมดอกไม้แปลกตาและมีโอกาสพบสัตว์หายากนานาชนิดได้ตลอดเวลาเช่นนกเงือกค้างแว่นถิ่นใต้พญากระรอกดำไก่ฟ้าไก่ป่าเป็นต้น - อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้กำหนดปิดพื้นที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ตั้งแต่บริเวณด่านสามยอด – บ้านกร่างแคมป์ – เขาพะเนินทุ่งในวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม และจะเปิดอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปี - กำหนดเวลาขึ้น–ลงเขาพะเนินทุ่งวันละ 2 รอบดังนี้  เวลาขึ้น  ช่วงเช้าเวลา 05.30- 07.30 น.   ช่วงบ่ายเวลา 13.00 – 15.00 น. เวลาลง  ช่วงเช้าเวลา 09.00 – 10.00 น.  ช่วงบ่ายเวลา 16.00 – 17.00 น. - จองพื้นที่กางเต็นท์  www.dnp.go.th - ติดต่อเช่ารถขึ้นเขาพะเนินทุ่ง และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 032-459293 - สอบถามข้อมูลโรงแรม / ที่พักนอกที่ทำการอุทยานที่ ททท.สำนักงานเพชรบุรี โทร.032-471005-6 www.เที่ยวภาคกลาง.com การเดินทาง จากกรุงเทพ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ผ่านจ.สมุทรสงคราม – สมุทรสาครถึงแยกวังมะนาวอ.ปากท่อจ.ราชบุรี ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรี ถึงสามแยกท่ายาง (กม.183-184) เลี้ยวเข้าถนน 3187 ผ่านอ.ท่ายางและเลียบคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ 7 กม. ถึงเขื่อนเพชร ใช้เส้นทาง 3499 ระยะทางประมาณ 30 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากที่ทำการอุทยานฯ ถึงบ้านกร่างแคมป์ ระยะทาง 35 กม. และต่อไปอีก 15 กม.ถึงเขาพะเนินทุ่ง ข้อมุลและภาพ : dreamdestinations.tourismthailand.org / การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / tiewpakklang.com เรียบเรียงโดย  Travel MThai ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง : คาเมล รีพับบลิค โซน “สวนสัตว์” ที่ไม่ควรพลาด , ลัดเลาะลำน้ำ เมืองเพชรบุรี

ท่องป่า ไปดู ดอกบัวผุด อุทยานแห่งชาติคลองพนม
ดอกบัวผุด /  อุทยานแห่งชาติคลองพนม / 

ตะลุยป่าใต้ ไปค้นหา "ดอกบัวผุด" พันธุ์ไม้หายาก ในอุทยานแห่งชาติคลองพนม จังหวัดสุราษฏร์ธานี อุทยานแห่งชาติคลองพนม อยู่ในท้องที่ตำบลคลองศก ตำบลพนม และตำบลพลูเถื่อน และตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูนบางแห่งมีหน้าผาสูงชัน และสวยงามมาก เรียงรายสลับซับซ้อนเชื่อมต่อกันเป็นแนวสันเขา มีฝนตกชุกตลอดปี เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำตาปี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญสายเดียวของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีจุดเด่นที่น่าสนใจเช่น ถ้ำแก้ว ถ้ำน้ำลอดเขาวงก์ น้ำตกโตนไทร น้ำตกเขาวงก์ ไผ่เฉียงรุน บัวผุด การล่องแก่งฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพันธุ์ไม้มีค่าและหายากขึ้นอยู่ เช่น ตะเคียน ตาเสือ จิก เขา กระท้อน ขนุนป่า เสียดช่อ อินทนิล นากบุด หงอนไก่ จำปาป่า เป็นต้น มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 256,500 ไร่ หรือ 410.4 ตารางกิโลเมตร ท่องป่า ไปดู ดอกบัวผุด อุทยานแห่งชาติคลองพนม ลักษณะภูมิประเทศ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ โดยเฉพาะตอนเหนือของพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน บางแห่งมีหน้าผาสูงชัน และสวยงาม เรียงรายสลับซับซ้อนเชื่อมติดต่อเป็นแนวสันเขา ยาวจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก จุดสูงสุดจากพื้นอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ มีความสูงประมาณ 870 เมตรจากระดับน้ำทะเล พื้นที่ราบมีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบระหว่างหุบเขา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 เมตร ปรากฏอยู่ทั่วไป เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของคลองพนมและคลองศก ซึ่งจะไหลไปรวมกับคลองแสงเป็นต้นกำเนิดของคลองพุมดวงที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตาปี ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศของป่าแห่งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับแห่งอื่น ในภาคใต้ของประเทศไทย คือ มีฝนตกชุกตลอดปี ประกอบกับได้รับอิทธิพลของทะเล ซึ่งสามารถรับลมมรสุมได้ทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และอิทธิพลของภูเขาสูงที่เป็นสิ่งกีดขวางลมมรสุม มีป่าไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น จึงทำให้ฝนตกมากกว่าในท้องที่ทั่วๆ ไป ซึ่งสามารถจำแนกได้ชัดเจนเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ฤดูร้อนเริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน โดยมีฝนตกชุกมากที่สุด ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม และมีอากาศร้อนมากที่สุดในต้นเดือนเมษายน พืชพรรณและสัตว์ป่า สภาพป่าทั่วทั้งพื้นที่มีสภาพเป็นป่าดงดิบ อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้มีค่านานาชนิดขึ้นคละปะปนกันอยู่อย่างหนาแน่น ไม้ขนาดใหญ่ ได้แก่ โดแหลม ตะเคียน ยาง ตาเสือ หงอนไก่ กระบาก กระท้อน จิกเขา ขนุนป่า มะม่วงป่า เสียดค่าง อินทนิล นากบุด ลำแพนเขา มังคะ จำปาป่า ยมหอม ฯลฯ พืชพื้นล่าง ได้แก่ ไผ่ ระกำ หวาย เต่าร้าง กูด เฟิน ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบไม้เถานานาชนิดขึ้นอยู่ทั่วๆ ไป มีความชุ่มชื้นเขียวชอุ่มตลอดปี จากการสำรวจโดย ดร.เต็ม สมิตินันทน์ พบว่า มีพันธุ์ไม้ที่หายากบางชนิด ได้แก่ ตะเคียนชันตาแมว และไม้ยวนแหล เป็นเขตกระจายพันธุ์ของพันธุ์ไม้ทั้งสองชนิด นอกจากนี้ยังสามารถพบ บัวผุด ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หายาก ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นกาฝากชนิดหนึ่งอาศัยกินน้ำเลี้ยงจาก "ย่านไก่ต้ม" เมื่อบานเต็มที่จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ 80 เซนติเมตร จนถึง 1 เมตรเศษ โดยมากดอกบัวผุดจะบานในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม เตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาชมความสวยงามของดอกบัวผุด ให้ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของอุทยานฯ อย่างเคร่งครัด และขอให้ระมัดระวังในการเดินดูดอกบัวผุด เพราะหากเหยียบปุ่มตาของบัวผุดที่ติดอยู่กับเครือเถาวัลย์ ย่านไก่ต้ม “ดอกบัวผุด” ดอกนั้นก็จะตายและสูญพันธุ์ ไม่มีโอกาสเจริญเติบโตขึ้นมาอีก ดังนั้น ขอให้นักท่องเที่ยวทุกคนเก็บเอาแต่ภาพและความประทับใจกลับบ้าน โดยทางอุทยานฯ จะจัดเจ้าหน้าที่เพื่อแบ่งนักท่องเที่ยวออกเป็นชุดๆ ละ 12 คน มีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นผู้นำทาง เพื่อป้องกันการทำลายดอกบัวผุด หากมีการผ่าฝืนกฎข้อบังคับของอุทยานฯ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที นอกจากดอกบัวผุดแล้ว ยังพบ ไผ่เฉียงรุน ซึ่งเป็นไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบในประเทศไทย มีเส้นรอบวงประมาณ 60-80 เซนติเมตร ขนาดลำต้นยาวประมาณ 30-40 เมตร ความหนาของเนื้อไม้ประมาณ 1 นิ้วฟุต ไผ่เฉียงรุนจะไม่ขึ้นปะปนกับไม้ไผ่ชนิดอื่น จะอยู่เป็นหมู่ๆ กอละ 20-30 ลำ สำรวจพบอยู่บนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ บน “เขาพรุชิง" เนื่องจากสภาพป่าแห่งนี้ มีสภาพที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด สัตว์ป่าที่สำคัญ ได้แก่ ช้างป่า กวางป่า สมเสร็จ เสือ หมี เลียงผา หมูป่า ชะนี ลิง ค่าง ไก่ฟ้า กระรอก เก้ง กระจง นกนานาชนิด และสัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ View Larger Map ข้อมูลและภาพ : dnp.go.th / wiki / 2g.pantip.com / bloggang.com เรียบเรียงโดย Travel MThai

เรื่องน่ารู้การเดินป่า ในหน้าฝน
การเดินป่า /  เตรียมตัวเที่ยว / 

ฤดูฝนของประเทศไทย อยู่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนตุลาคม การเดินป่าในช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยร้อน แต่การหายใจอาจจะลำบากสักนิด เพราะในอากาศมีความชื้นสูง ดังนั้น ผู้ที่รักการท่องธรรมชาติ ควรจะเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจมาด้วยยิ่งดี และวันนี้เรามีสิ่งที่ต้องควรรู้ไว้ก่อนไปเดินป่าหน้าฝน มาฝากสมาชิกไว้ศึกษากันครับ เรื่องน่ารู้การเดินป่า ในหน้าฝน โดยเฉพาะในป่าดงดิบชื้นบ้างพื้นที่นั้นจะมี “ทาก” ชูคอสลอนคอยดูดเลือดเหยื่อ แต่ทั้งหมดนั้นอาจเปรียบได้กับสีสันชีวิตการท่องไพร ที่ต้องมีการฝ่าฟันความยากลำบากไปให้ได้เพื่อประสบการณ์ชีวิตอันยิ่งใหญ่ ถ้าจะท่องป่าหน้าฝนให้สนุกก็ต้องเตรียมพร้อมให้ดีตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ 1. กันเปียก ควรพกฟลายชีท (ผ้าขึงเป็นหลังคากันน้ำฝน) ไปด้วยเสมอ จะช่วยให้เต็นท์ไม่ต้องเปียกปอน ควรมีเสื้อกันฝนที่มีน้ำหนักเบาติดไปด้วย อาจใช้ประโยชน์เป็นฟลายชีทได้ด้วยในยามจำเป็น เสื้อผ้าข้าวของบางอย่างควรใส่ถุงพลาสติกไว้ชั้นหนึ่งก่อนบรรจุลงเป้ สำหรับรองเท้านั้นถ้าหาชนิดที่กันน้ำได้ก็จะดีมาก โดยวัสดุที่เรียกว่ากอร์เท็กซ์ (Gore-Tex) นั้นกันน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้เท้าไม่อับชื้น เดินป่าได้อย่างสบายใจ 2. แห้งเร็ว ควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เมื่อเปียกแล้วต้องแห้งเร็ว เช่น ผ้าใยสังเคราะห์ต่างๆ ส่วนพวกผ้าฝ้ายไม่ควรใช้อย่างยิ่งเพราะอมน้ำมากและแห้งช้า 3. เลือกทำเล การกางเต็นท์กลางป่า ควรดูทิศทางและทำเล ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง เช่น ไม่กางเต็นท์บริเวณที่อาจเป็นทางน้ำไหล ไม่กางเต็นท์ใต้ต้นไม้ใหญ่เพราะอาจมีกิ่งไม้หักหล่นใส่ นอกจากนี้ก็ควรกางฟลายชีทและขุดร่องระบายน้ำรอบตัวเต็นท์ไว้ด้วย 4. ระวัง ในฤดูฝนสัตว์ป่ามีพิษต่างๆ เช่น แมงป่อง ตะขาบ งู ฯลฯ มักจะคลานไปมาหาที่แห้งๆ ตามในเต็นท์ ในถุงนอน หรือในรองเท้าที่ไม่ได้เก็บไว้อย่างมิดชิดพอ ก่อนสวมใส่ใช้งานควรตรวจตราสิ่งเหล่านี้ให้ดี ถ้ามียากันแมลงหรือปูนขาวให้โรยไว้รอบเต็นท์ ก็อาจกันแมลงพวกนี้ได้ เมื่อท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนานและได้รับความรู้แล้ว ก็อย่าลืมรักษาธรรมชาติไว้ให้สวยงามดังเดิม เหมือนก่อนที่เราเข้าไปสัมผัสด้วยจะเป็นการดีไม่น้อยเลย มาเที่ยวป่าหน้าฝนต้องมีสติ หน้าฝนมาเยือน อันตรายก็แฝงกายมาเยี่ยมได้หากไม่ระวัง สติคือสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องมีไว้กับตัวเสมอ จะเล่นน้ำตกก็อย่าโลดโผนนัก ไปไหนก็ควรไปเป้นกลุ่ม หากจะเดินป่าก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย เพราะการหลงป่าหรือประสบอุบัติเหตุ เช่น ลื่นหกล้มหรือได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า รวมถึงสายน้ำป่าที่ไม่รู้จะมาเมื่อใดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ข้อมูลและภาพ :  สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / เที่ยวหน้าฝน ที่อุทยานฯ ไหนดี? เที่ยว ภูหินร่องกล้า … สะพายกล้อง เดินป่าหน้าฝน

แตกตื่น! ซาลาแมนเดอร์ยักษ์โผล่กลางเมืองเกียวโต
ซาลาแมนเดอร์ /  ซาลาแมนเดอร์ยักษ์ / 

ชาวญี่ปุ่นแตกตื่นหลังมีสัตว์หน้าตาประหลาดโผล่กลางเมือง ที่แท้แค่ซาลาแมนเดอร์ยักษ์ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น พากันแตกตื่นเพราะมีสัตว์รูปร่างหน้าตาประหลาดปรากฎอยู่ริมแม่น้ำคาโมงาวะ ใจกลางเมืองเกียวโตผู้ที่พบเห็นได้บันทึกวิดีโอแล้วนำมาเผยแพร่ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. สมาชิกเฟซบุ๊คชื่อ  Spoon & Tamago ได้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเกียวโต กำลังจับตาดูสัตว์ประหลาด หลังจากชาวเมืองแจ้งว่า พบสัตว์รูปร่างหน้าตาแสนประหลาดคลานขึ้นมาจากแม่น้ำ แต่จากการตรวจสอบพบว่า สัตว์ประหลาดที่ถูกพูดถึงคือ ซาลาแมนเดอร์ยักษ์ ซึ่งมันเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำโบราณชนิดหายาก แต่ภาพและคลิปเจ้าซาลาแมนเดอร์ยักษ์ตัวดังกล่าว ก็ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในเวลาต่อมา สำหรับ ซาลาแมนเดอร์ยักษ์ จัดอยู่ในประเภทสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อยู่ในชั้นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชนิดเดียวกับ ซาลาแมนเดอร์ทั่วไป ซึ่งมีอยู่หลายสายพันธุ์ มีลักษณะขนาดตั้งแต่ 3 เซนติเมตร จนถึงเกือบ 2 เมตร ปกติจะอาศัยอยู่แถบทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป หรือป่าดงดิบในประเทศบราซิล รวมทั้งพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ของประเทศญี่ปุ่นและจีน Mthai News ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ค Spoon & Tamago  ................................................................................. บล็อบฟิช ปลาประหลาด หน้าเหมือนคน ปลาประหลาด หน้าโคตรเศร้า ใกล้สูญพันธุ์       นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า "บล็อบฟิช" ปลาที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดเหมือนคนเศร้านี้ กำลังเศร้าอยู่จริงๆ เนื่องจากมันกำลัง...

10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

อุกกาบาต  (Meteorites) เป็นชิ้นวัตถุแข็งที่มีส่วนประกอบของ หิน (Stone) และ เหล็ก (Iron) ซึ่งอยู่ในระบบสุริยะซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะนี้ และมีอีกบางส่วนที่เกิดขึ้นจากเศษที่แตกหักออกมาจากดาวหาง โดยวัตถุเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า สะเก็ดดาว  ต่อมาเมื่อสะเก็ดดาว โคจรเข้ามาอยู่ในรัศมีแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้มันถูกดึงดูดลงยังพื้นโลกด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง จนเกิดการเสียดสีกับบรรยากาศจจนร้อนจัดและหลอมตัวเป็นลูกไฟสว่าง หากว่าสะเก็ดดาวนั้นมีขนาดเล็ก ก็จะถูกเผาไหม้และสลายไป เราเรียกว่า ดาวตก แต่หากสะเก็ดดาวมีชิ้นส่วนซึ่งสลายตัวไม่หมดและเหลือซากตกลงมาถึงพื้นโลก จนถูกเรียกว่าอุกกาบาต และนี่คือ 10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต 10 อันดับหลุมอุกกาบาตที่เคยถล่มโลกในอดีต 10. Chicxulub Crater : Mexic หลุมนี้เกิดขึ้นจากการชนของอุกกาบาตขนาดยักษ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ก่อให้เกิดแรงระเบิดที่เทียบเท่ากับระเบิด TNT 100 เทราตัน คาดกันว่าเพราะการชนครั้งนี้ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์จนหมดสิ้น เพราะแรงระเบิดของมันก่อให้เกิดสึนามิ แผ่นดินไหว และเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ โลกทั้งใบถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันมหาศาลจนสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 9. Manicouagan Crater : Canada มีอีกชื่อหนึ่งว่า “eye of Quebec” เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 212 ล้านปีที่แล้ว มีความกว้าง 3 กม. 8. Kara-Kul Lake : Tajikistan หลุมอุกกาบาตที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,900 เมตร อยู่ใกล้ชายแดนประเทศจีน 7. Clearwater Lakes : Canada เกิดจากอุกกาบาตที่พุ่งชนพร้อมกันสองลูก เมื่อประมาณ 290 ล้านปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เนื่องจากความงดงามของท้องทะเลโดยรอบนั่นเอง 6. Mistastin Lake : Canada ชนโลกเมื่อ 38 ล้านปีที่แล้ว กว้างประมาณ 28 กม. 5. Gosses Bluff  : Australia กระแทกโลกเมื่อ 142 ล้านปีก่อน แรงระเบิดของมันมีอาณุภาพทัดเทียมระเบิด TNT 22,000 เมกกะตัน 4. Aorounga Impact Crater : Chad เกิดจากอุกกาบาตเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.6 กม. ชนโลกเมื่อ 200-300 ล้านปีก่อน 3. Deep Bay : Canada อยู่บริเวณ Saskatchewan, Canada การพุ่งชนก่อให้เกิดทะเลสาบลึก กินอาณาเขตถึง 13 กม.พุ่งชนเมื่อประมาณ 100 ล้านปีที่แล้ว 2. Lake Bosumtwi Crater : Ghana หลุมนี้อยู่ห่างไป 30 กม.จากเมือง Kumasi, Ghana เป็นทะเลสาบธรรมชาติเพียงแห่งเดียวของที่นี่ เกิดจากการชนเมื่อประมาณ 1.3 ล้านปีที่แล้ว มีความลึก 10.5 กม. ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่กินอาณาเขตกว้างขวาง 1. Barringer Crater : Arizona, US ประมาณ 49,000 ปีที่แล้ว อุกกาบาตหนัก 1,000 ตัน โหม่งโลกด้วยความเร็วกว่า 40,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ก่อให้เกิดหลุมลึก กินอาณาบริเวณถึง 55 กม.นับเป็นการชนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ความแรงของการระเบิดครั้งนั้นอานุภาพเทียบเท่ากับระเบิด TNT กว่า 20 ล้านตันเลยทีเดียว ที่มา : www.toptenthailand.com, http://thaiastro.nectec.or.th/

Guild Wars 2 เผยเกมส์ภาคเสริม Heart Of Thorns ตะลุยป่าดงดิบ
Guild Wars /  Guild Wars 2 / 

ArenaNet เปิดตัวเกมส์ภาคเสริมของเกมส์ Guild Wars 2 ภาค Heart Of Thorns พาผู้เล่นดำดิ่งไปสู่ผืนป่าลึกของ Maguum Jungle พร้อมบรรจุสกิลพิเศษๆ รวมถึงอาชีพเกมส์ใหม่ Revenant เตรียมอัพเดตเกมส์ภายในปี 2015 เกมส์ Guild Wars 2: Heart of Thorns ให้ผู้เล่นดำเนินเนื้อเรื่องจากการต่อสู้กับ Elder Dragon Mordremoth ผจญภัยป่าลึกเพื่อต่อกรเหล่าปีศาจอันทรงพลัง โดยภาคเสริมดังกล่าวนอกจากจะนำเสนอเนื้อหาตอนใหม่แล้ว ยังมอบสกิลพิเศษสำหรับตัวละครเกมส์เพื่อปลดล๊อค เปิดตัวกับระบบ Mastery ที่ให้ผู้เล่นเข้าถึงสกิลและความสามารถพิเศษในระดับที่เหนือกว่าของเลเวล 80 กับระบบ Specializations ให้ผู้เล่นปลดล๊อคอาวุธและสกิลได้ แถมเปิดตัวกับอาชีพตัวละครใหม่อย่าง Revenant ผู้ที่สามารถเรียกอาวุธระดับเทพมาใช้ต่อสู้ได้ นอกจากนี้ ยังนำเสนอพื้นที่แห่งใหม่ บอสเกมส์ใหม่อันสุดท้าทาย, โหมด PvP ประลองกำลังผู้เล่น กับแผนที่ใหม่สำหรับ World Vs. World รวมถึงการอัพเดตใหม่ๆอันมากมาย Guild Wars 2: Heart of Thorns อยู่ในระหว่างพัฒนา คาดว่าจะอัพเดตในปี 2015 นี้

จังหวัดแพร่
คำขวัญประจำจังหวัด /  ที่ตั้ง / 

จังหวัดแพร่เป็นจังหวัดในภาคเหนือ อดีตเป็นแหล่งไม้สักที่สำคัญของประเทศ มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านคือแม่น้ำยม มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบมีทิวเขาล้อมรอบ จังหวัดแพร่ คำขวัญประจำจังหวัด:  หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม ที่ตั้ง จังหวัดแพร่มีพื้นที่6,538.598 ตารางกิโลเมตร มีแม่น้ำยมไหลผ่าน ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ทิศมีที่ราบในหุบเขาอยู่ตอนกลางของจังหวัด แบ่งการปกครองออกเป็น7 อำเภอ และ1 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมืองแพร่ อำเภอสูงเม่น อำเภอเด่นชัย อำเภอลอง อำเภอวังชิ้น อำเภอสอง อำเภอร้องกวาง และกิ่งอำเภอหนองม่วงไข่ สถานที่ท่องเที่ยวฮิตในจังหวัดแพร่  วนอุทยานแพะเมืองผี          ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำชำ ใช้เส้นทางหลวงสายแพร่-น่าน ทางหลวงหมายเลข101 ไปประมาณ12  กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าไปอีก  6  กิโลเมตร แพะเมืองผีอยู่บนเนื้อที่ประมาณ500 ไร่ เกิดจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชาติเป็นรูปร่างลักษณะต่าง ๆ เช่น ดอกเห็ด หน้าผา ดูแล้วแปลกตา ชื่อ แพะเมืองผี น่าจะมาจากภาษาพื้นเมือง แพะ แปลว่า ป่าละเมาะ ส่วนคำว่า เมืองผี แปลว่า เงียบเหงา วังเวงอาจเกิดจากสภาพภูมิประเทศที่ดูเร้นลับน่ากลัว สถานที่แห่งนี้ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่2 มีนาคม2524 วัดพระธาตุช่อแฮ         อยู่ที่ตำบลช่อแฮ ห่างจากตัวเมืองแพร่ไปตามถนนช่อแฮ ประมาณ9 กิโลเมตร (เส้นทางหลวงหมายเลข1022 ) เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1879-1881 ในสมัยพระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท) โดยขุนลัวะอ้ายก๊อม พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สูง33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ11  เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูนหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง สำหรับชื่อพระธาตุช่อแฮนั้น บ้างว่าได้มาจากชื่อผ้าแพรชั้นดีซึ่งทอจากสิบสองปันนา และชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ บ้างก็ว่ามาจากผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก๊อมนำมาถวาย ทุกปีจะมีงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น9  ค่ำ- ขึ้น15 ค่ำ เดือน4  (ประมาณเดือนมีนาคม) ของทุกปี คุ้มเจ้าหลวง        อยู่ที่ถนนคุ้มเดิม ปัจจุบันคือจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2435 โดยเจ้าหลวงพิริยะชัยเทพวงศ์ คุ้มแห่งนี้เป็นอาคารที่หรูหราสง่างาม และโอ่โถง คือ มีประตู หน้าต่างทั้งหมด72  บาน งดงามด้วยลวดลายฉลุไม้อยู่ด้านบนปั้นลม และชายคาน้ำ รอบตัวอาคารประดับด้วยลวดลายไม้แกะฉลุ ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐถือปูนทั้ง 2  ชั้น ไม่มีการฝังเสาเข็มแต่ใช้ไม้ซุงท่อนเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่รองรับฐานเสาทั้งหลัง ห้องกลางเป็นห้องทึบแสงสว่างส่องเข้าไปไม่ได้ ใช้เป็นที่คุมขังทาส บริวารที่ทำผิดร้ายแรง ส่วนห้องทางปีกซ้าย และขวามีช่องพอให้แสงส่องเข้าไปได้บ้าง ใช้เป็นที่คุมขังผู้มีความผิดขั้นลหุโทษ คุ้มเจ้าหลวงเคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวที่เสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่15-17  มีนาคม 2501 และได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบัน และสาธารณะ เมื่อวันที่2  กรกฎาคม2536  เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยต้องทำหนังสือขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ หรือติดต่อทางโทรศัพท์แจ้งล่วงหน้าได้ที่ สำนักงานจังหวัดแพร่ โทร. (054) 511411 น้ำตกแม่แคม          น้ำตกแม่แคม หรือ น้ำตกสวนเขื่อน อยู่ในเขตตำบลสวนเขื่อน จากสี่แยกบ้านทุ่งข้ามสะพานข้ามคลองแม่สาย แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายป่าแดง-ทุ่งโฮ้ง4  กิโลเมตร จะมีป้ายแยกทางไปน้ำตกแม่แคมอีก12  กิโลเมตร น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มี2  ชั้น น้ำไหลแรงตลอดปี สภาพทั่วไปเป็นป่า เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการเดินป่า  อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย         มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ของอำเภอลอง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ และอำเภอเถิน อำเภอสบปราบ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีเนื้อที่ทั้งสิ้น256,250 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่9 ตุลาคม 2524 ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ตามยอดเขาสูงมีป่าสน และทุ่งหญ้า เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำ และลำห้วยหลายสาย เช่น แม่เกิ้ง แม่จอก แม่สิน มีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น หมูป่า ไก่ป่า หมี อีเห็น เสือโคร่ง เลียงผา และนกชนิดต่างๆ อุทยานฯ นี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ68 กิโลเมตร การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข101 จากตัวจังหวัด เมื่อเลยอำเภอเด่นชัยไป10 กิโลเมตร แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข11 เส้นทางสายแพร่ - ลำปาง ไปอีกประมาณ40 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าอำเภอวังชิ้น เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ13 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาไปที่ทำการอุทยานฯ อีกประมาณ1.5 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ  ถ้ำผานางคอย         ถ้ำผานางคอย  อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ34 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายแพร่ - ร้องกวาง (ทางหลวงหมายเลข101) ถึงกิโลเมตรที่58 - 59 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก800 เมตร ถึงหน้าถ้ำผานางคอย ตัวถ้ำอยู่บนหน้าผาสูง50 เมตร เป็นอุโมงค์ลึกยาว150 เมตร กว้าง10 เมตร ลักษณะของถ้ำโค้งงอเป็นข้อศอกไปทางซ้าย และทางขวาเป็น3 ตอนด้วยกัน ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อยลักษณะต่างๆ ทั้งที่เป็นเกล็ดหินประกายระยิบระยับ หรือเป็นชะง่อนหินยาวถึงพื้นถ้ำ สุดทางของถ้ำมีก้อนหินรูปร่างคล้ายหญิงสาวนั่งอุ้มลูกน้อยรอคอยคนรัก ชาวบ้านเรียกหินก้อนนี้ว่า หินนางคอย ตามตำนานพื้นบ้านของถ้ำแห่งนี้ เบื้องหน้าของหินนางคอยมีหินย้อย ลักษณะคล้ายรูปหัวใจดูแปลกตาสวยงาม นอกจากนี้ภายในถ้ำยังมีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เป็นที่เคารพสักการะของชาวแพร่  อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง         อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง   มีพื้นที่ทั้งสิ้น 112,500 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขา และหน้าผาสูงเป็นแหล่งกำเนิดของลำธาร ลำห้วยไหลลงสู่แม่น้ำยม สภาพโดยทั่วไปเป็นป่าเบญจพรรณมีพันธุ์ไม้ที่สวยงาม เช่น จันทน์ผา กล้วยผา กล้วยไม้ดิน และสมุนไพร สัตว์ป่าที่พบ เช่น เลียงผา หมี เก้ง ไก่ป่า หมูป่า ชะมด และนกชนิดต่างๆ ที่ทำการอุทยานฯ อยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ20 กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข1023 ระหว่างกิโลเมตรที่ 19 – 20 สถานที่น่าสนใจภายในเขตอุทยานฯ ได้แก่ ภูเขาหินปะการัง อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่18–19 มีสถานที่พักแรม และสถานที่กางเต็นท์ไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ภูเขาหินประการัง เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก และการชะล้างพังทลายของหินที่ใช้เวลาหลายล้านปี มีลักษณะคล้ายปะการัง จะต้องเดินเท้าจากลานจอดรถเข้าไปตามทางใต้ร่มเงาป่าราว200 เมตร ก็จะเริ่มขึ้นเขาที่ค่อยๆลาดขึ้น ประมาณ30 เมตร จะถึงจุดพักจุดแรกที่เรียกว่า ถ้ำแอร์ธรรมชาติ เป็นโพรงถ้ำกว้างยาว60 ซม. มีไอเย็นพัดออกมาอยู่ตลอดเวลา สวนหินมหาราช ขึ้นอยู่กับป่าไม้เขตแพร่ จากแพร่ไปตามทางหลวงหมายเลข1023 เส้นทางสายแพร่-ลอง สวนหินมหาราชอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่19-20 ทางซ้ายมือ เป็นบริเวณกว้างโล่ง มีก้อนหินขนาดใหญ่วางเรียงอยู่ มีศาลาพักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยว และมีบริการบ้านพักรับรองไว้บริการนักท่องเที่ยว การเดินทาง ทางรถยนต์ แพร่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ551 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข1 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข11 ที่อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ สู่แพร่โดยผ่านจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และอุตรดิตถ์   ทางรถโดยสาร บริษัทขนส่ง จำกัด มีรถประจำทางธรรมดาและปรับอากาศบริการทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร2 โทร.936-3660, 936-3666 จากตัวจังหวัดแพร่มีรถประจำทางไปจังหวัดใกล้เคียง คือ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ และสุโขทัย สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานีขนส่งจังหวัดแพร่ โทร.054-511800   ทางรถไฟ จากสถานีรถไฟหัวลำโพง มีรถไฟไปยังอำเภอเด่นชัย แล้วต่อรถประจำทางเข้าตัวเมืองแพร่ ซึ่งอยู่ห่างจากเด่นชัยประมาณ20 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดได้ที่223-7010, 223-7020 ทางเครื่องบิน บริษัทการบินไทย จำกัด มีเครื่องบินระหว่าง กรุงเทพฯ-จังหวัดแพร่ และระหว่างจังหวัดแพร่-น่าน ติดต่อ โทร.280-0060, 628-2000 (กรุงเทพฯ) โทร. (054) 511123 (แพร่) เทศกาลและงานประเพณี งานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น11-15 ค่ำ เดือนสี่ มีการแห่ผ้าขึ้นไปห่มองค์พระธาตุ มีขบวนแห่แบบล้านนา โดยผู้ร่วมงานทุกคนจะแต่งกายแบบพื้นเมืองล้านนา มีมหรสพสมโภชทุกคืน รุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ จะมีการทำบุญตักบาตร กลางคืนจะมีการเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุและพระวิหาร งานม่อฮ่อมล้อมสะโตก และสงกรานต์จังหวัดแพร่ จัดงานบริเวณสวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างวันที่14-16 เมษายน ของทุกปี ในงานจะมีการแต่งกายด้วยชุดม่อฮ่อมล้อมวงกินขันโตก และเล่นสงกรานต์กัน งานกิ๋นสลาก คล้ายประเพณีถวายสลากภัตของภาคกลางนั่นเอง โดยชาวบ้านจะจัดเครื่องไทยทาน เขียนสลากชื่อของตนติดไว้แล้วนำไปรวมกันที่หน้าพระประธาน พระสงฆ์จะจับสลากขึ้นมาให้มรรคทายกประกาศ เจ้าของสลากก็จะนำเครื่องไทยทานของตนไปถวายแด่พระสงฆ์ โดยงานนี้จะจัดขึ้นตามวัดต่างๆ ช่วงเดือน10 ของทุกปี โรงแรมที่พักที่น่าสนใจในจังหวัดแพร่ โรงแรมแม่ยมพาเลส (Maeyom Palace Hotel)    

Cookie Run Season 2 ส่งฉากใหม่ เพิ่มคุกกี้-Pet ตัวใหม่ด้วย
Cookie Run /  Cookie Run Season 2 / 

LINE ทำการอัพเดตแพทซ์ใหม่เกมส์ Cookie Run Season 2 (คุกกี้รัน ซีซั่น 2) ทำการเพิ่มเติมคอนเทนต์เกมส์ใหม่ พร้อมส่งระบบใหม่ๆด้วย อัพเดตแล้ววันนี้ บนมือถือทั้ง iOS และ Android สำหรับเกมส์ Cookie Run Season 2 มีการเพิ่มเติมเรื่องการปรับปรุงฉากเกมส์ใหม่ทุกด่าน มีทั้งฉากในป่าดงดิบหรือฉากขนมหวาน ที่บรรจุอุปสรรคไว้มากมาย อาศัยไหวพริบทักษะในการกระโดดหลบหลีกและเก็บของในเกมส์เพื่อทำแต้ม, เพิ่มลูกเล่นใหม่ในโบนัสเวลา, เพิ่มระดับเลเวลสูงสุดในส่วนของเลเวลพลังและตัวผู้เล่น ที่น่าสนใจคือ มีการเพิ่มคุกกี้และสัตว์เลี้ยงในแบบใหม่ๆให้เลือกเล่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเติมระบบ Event การเชิญ รวมถึงปรับปรุงหน้าเริ่มต้นเกมส์และเอฟเฟคเสียงเกมส์ให้ทันสมัยมากขึ้นเช่นกัน Cookie Run Season 2 แจก เพชรฟรี 100 อัน รับได้แล้ววันนี้ ดูวิธีการผ่านฉากเกมส์สำคัญๆใน Cookie Run Season 2 ได้ที่นี่ เกมส์ Cookie Run (คุกกี้รัน) เป็นเกมส์แคชชวลชื่อดังของการผจญภัยเจ้าขนมปังขิง ผู้เล่นจะต้องทำการหลบหลีกอุปสรรคนานานับประการตามฉาก พร้อมเก็บเหรียญและสิ่งของเพื่อทำแต้มคะแนนสูงสุด ดาวน์โหลดเกมส์ Cookie Run Season 2 เวอร์ชั่น iOS ได้ที่นี่ https://itunes.apple.com/th/app/line-cookie-run/id743669894?l=th& ดาวน์โหลดเกมส์ Cookie Run Season 2 เวอร์ชั่น Android ได้ที่นี่ https://play.google.com/store/apps/details?id=com.linecorp.LGCOOKIE&hl=th ภาพบางส่วนภายในเกมส์ Cookie Run Season 2

เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ
สถานที่ท่องเที่ยว /  เที่ยวอันซีน

ทางเว็บไซต์ Skyscanner ได้รวบรวมเส้นทางท่องเที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และธรรมชาติมหัศจจรย์ ให้นักท่องเที่ยวได้เปิดใจให้กว้างกับเส้นทางใหม่และออกเดินทางไปค้นพบว่า มหัศจรรย์ธรรมชาติ นั้นมันสวยงามเกินคำบรรยาย และไม่มีคู่มือการเดินทางเล่มใดอธิบายได้ดีกว่าประสบการณ์ของตัวนักท่องเที่ยวเอง แต่จะมีที่ใดนั่น ลองมาติดตามกัน... เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ  เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ ปราสาทธม (Prasat Thom temple) เกาะแกร์ (Koh Ker) ประเทศกัมพูชา เขตเมืองโบราณอยู่ห่างจากเสียมราฐ 100 ก.ม. รู้จักกันในนาม “พีระมิดเกาะแกร์” เป็นกลุ่มปราสาทเก่าโบราณและศาสนสถานที่ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัย วรมันที่ 4 ประมาณปีเริ่มจาก 921 – 944 ปี (พ.ศ.1464 – พ.ศ.1487) เป็นเมืองหลวงเก่าที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในป่ารกร้าง เป็นเมืองที่ถูกลืมไปร่วม 1059 ปี จนมีการค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2546 หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมในเขตปราสาทแต่ห้ามเดินเข้าไปในเขตป่ารอบๆ เพราะยังมีกับระเบิดที่ยังกู้ไม่หมด หมู่เกาะราชา อัมพัต (Raja Ampat Archipelago) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ใกล้เมืองโซรอง (Sorong) รู้จักกันในนาม "4 พระราชา” (Four Kings) และ “อะเมซอนแห่งท้องทะเล” (Amazon of the seas) ประกอบไปด้วยเกาะหลัก 4 เกาะ อันได้แก่ เกาะมิซูล (Misool) เกาะซาลาวาติ (Salawati) เกาะบาตันตา (Batanta) และ เกาะไวเกียว (Waigeo) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความอุดมทางธรรมชาติสูง มีฝูงปลากว่า 1300 ชนิด และเป็นบ้านของเต่า 6 พันธุ์ใน 7 พันธุ์เต่าของทั้งโลก หอยร่วม 700 ชนิด และปะการังกว่า 500 ชนิด ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำที่สวยที่สุดในโลก หมู่บ้านคัมชอน (Gamcheon Village) ปูซาน (Busan) ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) รู้จักกันในนามซานโตรินีแห่งเกาหลี (Korea’s Santorini) แต่เดิมหมู่บ้านนี้เป็นเขตสลัมของผู้อพยพหนีสงครามและนักบวชจำนวนมาก ซึ่งทำให้รู้จักกันในนาม “แทกึกโก” (Taegeukdo Village) หรือ “เขตศาสนา” ต่อมาถูกทิ้งให้รกร้าง เพราะอยู่ห่างไกลไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล จนกระทั่งในปี 2009 (พ.ศ. 2552) ได้มีการบูรณะหมู่บ้านนี้ขึ้นมาใหม่ ได้เชิญนักเรียน นักศึกษา และช่างศิลป์สาขาต่างๆ มาช่วยกันทาสีและซ่อมแซมหมู่บ้านแห่งนี้ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นซานโตรินีแห่งเกาหลี เพราะบ้านเรือนหลากสีสันน่ารักที่ตั้งหลดหลั่นกันในเขตเนินเขาวงกต เคป ยอร์ก เพนนินซูล่า (Cape York Peninsula) แคร์นส์ (Cairns) ประเทศออสเตรเลีย (Australia) แหลมเหนือสุดของประเทศออสเตรเลียที่ดินแดนใต้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของแนว ปะการังระดับโลก “เกรท แบริเออร์ รีฟ” (The Great Barrier Reef) คุณรู้หรือไม่ว่าบนแผ่นดินของแหลมเคป ยอร์ก นั้น เป็นดินแดนที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของโลกภายนอก เป็นเขตป่าเขาสมบูรณ์ที่การเข้าไปเยือนนั้นมีเพียงแค่ 2 ทาง คือ เครื่องบินขนาดเล็ก (puddle jumper plane) หรือขับรถโฟร์วีลล์ ไดรฟ์ (4WD) ตะลุยป่าและดินลูกรังเข้าไป ไม่ว่าคุณอยากจะไปชมความอุดมของป่าดิบชื้น ชมนกและสัตว์ภาคพื้นทวีป หรือจะไปตกปลาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ดินแดนแห่งนี้ควรค่าแก่การไปเยือนก่อนที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่จะเข้ามาครอบคลุม ประเทศจอร์เจีย (Georgia) ประเทศใต้ร่มเงาของเทือกเขาคอเคซัสทางใต้ (Southern Caucasus mountains) เป็นประเทศกึ่งกลางทวีปยุโรปและเอเชียจนบางครั้งถูกขนานนามว่า “ประเทศสองทวีป” (Transcontinental country) เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในอดีต จอร์เจียมีความเป็นมามากว่า 3 พันปี ประเทศนี้มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรมโบราณ บ้านเมืองน่ารัก และธรรมชาติภูเขาอันสวยงาม ไปเยือนหมู่บ้านหอหอยบนขุนเขาที่ได้ขึ้นเป็นมรกดโลก “หมู่บ้านอูชกูลี” (Ushguli Village) หมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นสวาเนติบน (Upper Svaneti) เยือนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประเทศบอตสวานา (Botswana) ไปขี่ม้าข้ามทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari) พายเรือล่องลุ่มน้ำเซลินดา (Selinda Canoe Trail) ชมน้ำตกวิคตอเรีย (Victoria Falls) อันสวยงาม ไปท่องซาฟารี ณ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอวากัง (Okavango) ไปส่องสัตว์ป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าโมเรมิ (Moremi) ซึ่งมากมายไปด้วยสิงสาราสัตว์ เช่น สิงโต จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส และเสือดาว เป็นต้น สุดท้ายอย่าลืมแวะไปชมทะเลสาบเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ มักกาดิกกาดี (Makgadikgadi) หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos Islands) ประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador) เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งได้ขึ้นเป็นมรดกโลกไปเมื่อปี พ.ศ. 2521 เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องสัตว์โลกและพืชพรรณที่แปลกตา เนื่องด้วยทางสภาพภูมิศาสตร์ที่อยู่กึ่งกลางของโลก ทำให้บริเวณหมู่เกาะแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากทั้งกระแสน้ำเย็นจัด น้ำเย็น และน้ำอุ่น รวมกันถึง 3 สาย ถือเป็นเขตธรรมชาติของโลกที่ยังสวยงามสมบูรณ์ เพราะการท่องเที่ยวในหมู่เกาะเหล่านี้จะเน้นเชิงอนุรักษ์ หมู่เกาะอะซอเรส (The Azores) ประเทศโปรตุเกส (Portugal) ใกล้เมืองปงตาเดลกาดา (Ponta Delgada) หมู่เกาะ 9 เกาะ กลางมหาสมุทรแอตแลนติค (Atlantic Ocean) นอกชายฝั่งของประเทศโปรตุเกส เป็นอาณาจักรแห่งมหัศจรรย์ธรรมชาติที่มีนักท่องโลกเพียงแค่หยิบมือหนึ่งได้ ไปเยือน ชมฝูงปลาวาฬและปลาโลมากว่า 24 พันธุ์ ชมปลาและสัตว์น้ำนานาพันธุ์ที่บางชนิดอาศัยอยู่เพียงที่นี่เท่านั้น ชิมไวน์พื้นบ้านรสดี ขับผิวและผ่อนคลายใจในบ่อโคลนเดือดกลางแจ้ง ตามรอยนักผจญภัยไปเดินป่า เลาะเขา ชมภูเขาไฟในเขตป่าทึบ ดินแดนแห่งนี้มีทุกอย่างที่นักเดินทางกระหายจะได้สัมผัส เรคยาวิก (Reykjavik) ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland) ไปเที่ยวชมแสงเหนือ (Aurora –The Northern Lights) อันสวยงาม ไปชมบ่อน้ำพุร้อน บลูลากูน (Blue Lagoon Hot Springs) ชมโบสถ์ที่สร้างจากหินภูเขาไฟ ฮอลล์กริมสเคิร์กยา (Hallgrimskirkja) ชมธารน้ำแข็ง ภูเขาและถ้ำน้ำแข็ง ไปเล่นสกี ชมบ้านตึกรามบ้านเมืองน่ารักๆ และสตรีทอาร์ท (Street  Art) ปาตาโกเนีย (Patagonia) ประเทศชิลี (Chile) ใกล้เมืองบัวโนส ไอเรส (Buenos Aires) ปุนตา อาเรนัส (Punta Arenas) และ เอลคาลาฟาเต (El Calafate) ดินแดนสุดขอบโลก แผ่นดินรอยต่อระหว่างประเทศชิลีและอาร์เจนติน่า ดินแดนที่มีทุกสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศไม่ว่าจะแห้งแล้งทะเลทราย เทือกเขาสูงชัน ป่าดงดิบทึบ ทะเลสาบกลางหุบเขา หาดทรายขาวติดปากอ่าว และธารน้ำแข็งในซีกโลกใต้ เป็นดินแดนที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์และมีน้อยคนนักที่ได้ไปเยือน หนึ่งในดินแดนที่เหล่านักเดินทางได้บันทึกไว้ว่าจะต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต เที่ยวอันซีน ตะลุยดินแดนแปลกใหม่ และชมมหัศจรรย์ธรรมชาติ ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก skyscanner.co.th

สุดเสียว !! สวนสัตว์แอฟริกา จับคนใส่กรงแทนสัตว์
สวนสัตว์ /  แอฟริกาใต้

MThai News: สวนสัตว์ Cango Wildlife Ranch ในเมือง โอ๊ตส์ฮอร์น ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเติบโต ได้สร้างจุดขายโดยจัดสภาพแวดล้อมให้กลายเป็นป่าดงดิบ ให้นักท่องเที่ยวจะต้องเข้าไปอยู่ในกรงแทนสัตว์ป่า ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นว่าเป็นการผจญภัยเที่ยวสวนสัตว์ที่ตื่นต้นที่สุดในชีวิต ทำให้ฮอร์โมนอะดีนาลีนพุ่งพล่านได้อย่างมาก โดยกิจกรรมการท่องเที่ยวสวนสัตว์แนวนี้ ผู้ให้บริการบอกว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์แบบหนึ่งซึ่งกำลังนิยมในแอฟริกาใต้ ด้วยแนวคิดให้คนเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ปรับชีวิตสัตว์ป่า หรือสภาพแวดล้อมป่าเพื่อคน Photo:: Barcroft Media Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

แหวกแนว! ไนกี้ ปล่อยสตั๊ดลายป่าดงดิบ Mercurial Tropical pack
Mercurial Tropical pack /  บราซิล / 

ไนกี้ แบรนด์กีฬาดังระดับโลกปล่อยสตั๊ดรุ่นใหม่ล่าสุด Mercurial Tropical pack เพื่อเอาใจแฟนบอลกับทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกที่กำลังใกล้เข้ามา โดยลวดลายดังกล่าวผู้ผลิตได้แรงบันดาลใจมาจากป่าอเมซอนของประเทษบราซิลเจ้าภาพศึกฟุตบอลโลก 2014 ครั้งนี้นั้นเอง ส่วนสีสันของ Mercurial Tropical pack นั้นจะมีทั้งหมด 3 สี คือ 1. Hyper Turquoise 2. Laser Orange 3. Flash Green ทั้งนี้สตั๊ดรุ่นพิเศษดังกล่าวจะมีวางขายเพียง 2,500 คู่ทั่วโลกเท่านั้น สนนราคาก็จะอยู่ที่ 8,200 บาท

10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว
10 สถานที่ /  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม / 

Travel.mthai.com ขอนำเสนอ 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาให้ทุกท่านได้ชมกัน เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพัฒนาพื้นที่ชนบทให้มีทั้งคุณค่าทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่ง โครงการหลวงของพระองค์นั้นมีอยู่เกือบ 40 แห่ง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น 10 โครงการหลวง น่าเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูหนาว ใครที่มีโปรแกรมขึ้นเหนือ อย่าลืมแวะไปชมโครงการหลวงต่างๆ กันด้วยนะ หรือจะเอาไว้เที่ยวในเดือนอื่นในฤดูหนาว ก็ตามสะดวกเลยครับ รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจกลับไปแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร วัฒนธรรม และธรรมชาติ  1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่ สภาพพื้นที่ของโครงการส่วนใหญ่ล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน มีแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาเพียงเล็กน้อย มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ 29,178 ไร่  โดยแบ่งพื้นที่ในการดำเนินการของโครงการประมาณ 30 ไร่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,300 – 1,400 เมตร มีแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำขุนวาง  ประชากรในพื้นที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและม้ง รวมทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน ขึ้นอยู่กับตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ เช่น องุ่นไร้เมล็ด โรงเรือนวนิลา ฯลฯ - ชมแปลงปลูกผัก โรงเรือนเห็ดเมืองหนาว แปลงปลูกดอกเบญจมาศหลากสีสัน ฯลฯ - สาธิตการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ดำ กระต่ายพันธุ์เนื้อ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชาวเผ่าม้ง และกะเหรี่ยง - ชมการปักผ้า และการตีมีด ฯลฯ - งานปีใหม่ของม้ง จัดช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม มีการละเล่น ชาวเขาจะแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงามมาร่วมงานที่ลานกิจกรรมหมู่บ้าน การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ตามเส้นทางมีพรรณไม้ พืชสมุนไพร และนก ระยะทางเดินประมาณ 3 กิโลเมตร เดินประมาณ 2 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกเต๊ะเละโพ (อวบน้อย) ที่มีอ่างเก็บน้ำเหมาะแก่การลงเล่นน้ำ - ชมทุ่งกุหลาบพันปีสีแดง ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ที่บริเวณผาแง่ม ซึ่งเป็นยอดเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม - ชมดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระดอย) ซึ่งจะบานสะพรั่งช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 106 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข  108 (เชียงใหม่-ฮอด) ก่อนถึงอำเภอจอมทอง มีทางแยกขวามือขึ้นดอยอินทนนท์ ตามทางหลวงหมายเลข 1009 ราว หลัก กม. ที่30-31 มีทางแยกทางขวามือผ่านบ้านขุนกลาง จุดกางเต็นท์ป่าสน ตรงไปอีก 16 กิโลเมตร จนถึงบ้านขุนวางสังเกตป้ายโครงการทางขวามือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-939-102, 085-717-0399 2. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 เป็นศูนย์ขนาดเล็ก พื้นที่รับผิดชอบ 48.54 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน 995 ครัวเรือน ประกอบด้วยคนพื้นเมืองและชาวเขาเผ่าม้ง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเล 450 เมตร ประกอบด้วยป่าโปร่งผลัดใบ ดิน มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทรายและดินลูกรัง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,277 มิลลิเมตรต่อปี การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตไม้ผลเขตร้อน เช่น มะละกอ มะม่วง มะปราง พุทรา ขนุน ฯลฯ ที่นี่เป็นแหล่งปลูกมะม่วงหลายชนิด มะม่วงพันธุ์ออร์วิน มะม่วงนวลคำ ที่มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม รับประทานได้ทั้งดิบและสุก - ชมแปลงสาธิตพืชผักหลายหลากชนิด เช่น มะระขาว มะระหยก ซาโยเต้ ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเขาเผ่าม้ง - ประเพณี ที่น่าสนใจ คือ ประเพณีปีใหม่ม้ง ประเพณีสืบชะตาหลวงประจำหมู่บ้าน จัดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และประเพณีตานข้าวใหม่ จัดขึ้นหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมของทุกปี การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกตาดครก เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีน้ำตลอดปี มีโขดหินสวยงาม เป็นแหล่งที่มีปลามุงอาศัยอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นปลาหายากของประเทศไทย - น้ำตกตาดน้อย เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีกล้วยไม้ป่า แมลง ผีเสื้อ และเส้นทางเดินชมธรรมชาติ การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทาง 108 เชียงใหม่-ฮอด ประมาณ กม. ที่ 10-11 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง 1269 หางดง-สะเมิง ระยะทาง 12 กม. จะพบป้ายโครงการห้วยเสี้ยวด้านซ้าย เข้าถนนลูกรังอีก 3.5 กม. รวมระยะทาง 29 กม. ฤดูฝนการคมนาคมลำบาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-248-425, 089-850-6586 3. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ. 2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยได้ก่อตั้งขึ้น โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยทอดพระเนตรเห็นพื้นที่แล้ว ประกอบกับเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นศูนย์กลางพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 91.75 ตารางกิโลเมตร หรือ 57,368 ไร่ ครอบคลุม 14 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าลั๊ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงกาแฟอาราบิก้า พร้อมชิมกาแฟสดรสดีผลิตภัณฑ์คุณภาพจากบ้านห้วยห้อม สวนกาแฟที่ได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตร ส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง และสตาร์บัคส์ - ชมวิวความสวยงามของนาข้าวแบบขั้นบันได - ชมการทอผ้าขนแกะของกลุ่มแม่บ้านห้วยห้อม มีทั้งผ้าทอขนแกะล้วน และผ้าทอขนแกะผสม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - พิธีกรรมเซ่นไหว้เจ้าที่เพื่อการเกษตรให้ผลผลิตที่ดี จะเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยว - การเรียกขวัญและผูกด้ายขวัญ พิธีนี้กระทำขึ้นในหลายโอกาส อาทิ ขึ้นปีใหม่ แต่งงาน รับขวัญเด็กแรกเกิด การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - น้ำตกทีราชันย์ น้ำตกขนาดกลาง สูง 3 ชั้น ระยะทางห่างจากศูนย์ฯ 6 กิโลเมตร - น้ำตกทีลอเล สูง 5 ชั้น ระยะทางจากศูนย์ฯ 15 กิโลเมตร เดินเท้าต่ออีก 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินชมธรรมชาติ พรรณไม้ป่า การเดินทาง จากตัวเมืองชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ผ่านแม่สะเรียง มุ่งหน้าอำเภอแม่ลาน้อย ถึง กม.132 ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง 1266 ขึ้นดอยอีก 30 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-619-533-4 , 083-324-3062 4. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก จ.เชียงใหม่  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก ก่อตั้งในปี พ.ศ.2526 เป็นศูนย์ฯ พัฒนาขนาดกลาง ตั้งอยู่ในหุบเขาด้านหลังเทือกดอยอินทนนท์ มีสภาพอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาว และเย็นสบายในช่วงฤดูร้อน มีความร่มรื่นทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสาธิตแปลงส่งเสริมผลผลิตตามฤดูกาล เช่น เบบี้ฮ่องเต้ โอ๊คลีฟแดง โอ๊คลีฟเขียว คอสสลัด เรดโครอล ร็อคเก็ตสลัด บัตเตอร์เฮด ผักกาดหวาน ฯลฯ - ชมการปลูกผักและสมุนไพรระบบอินทรีย์ เช่น ซุกินี คะน้าเห็ดหอม มะระขาว ฯลฯ - ชมนาขั้นบันไดที่สวยงามของชาวกะเหรี่ยง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีปีใหม่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีการละเล่นและเลี้ยงฉลองตามบ้าน ชาวเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่ามาร่วมงานกันทุกคน - ชมงานหัตถกรรมการทอผ้าของกะเหรี่ยงที่มีลวดลายสวยงาม การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ปางช้างแม่สะป๊อก น้ำตกแม่สะป๊อก น้ำตกแม่วาง และน้ำตกผาหม่น - ล่องแพไม้ไผ่ชมธรรมชาติลำน้ำแม่วาง บริเวณบ้านสบวิน การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 68 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่-ฮอด) เมื่อถึงอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ตรงไปประมาณ 38 กิโลเมตร จากนั้นจะมีทางแยกซ้ายเข้าบ้านแม่สะป๊อกเหนือ  ระยะทางประมาณ 500 เมตร  ถึงที่ทำการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-322 , 085-716-3134 5. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำแม่แรมและแม่สา มีพื้นที่ 21.17 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 13,231 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเล 780-1,430 เมตร ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 6 หมู่บ้าน 371 ครัวเรือน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าม้ง เผ่าลีซอ คนพื้นเมืองและจีนยูนนาน นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธลัทธิผี และศาสนาคริสต์ลัทธิผี ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ เช่น เลมอนทายม์ เลมอนบาล์ม มิ้นต์ คาโมมายล์ โรสแมรี่ หญ้าหวาน ฯลฯ - ชมแปลงงานวิจัยผักเมืองหนาว แปลงผักไฮโดรโพนิกส์ เทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน - แปลงผักอินทรีย์และแปลงผักขั้นบันไดของชาวบ้านเผ่าม้งที่มีผักมากมายหลากหลายชนิด เช่น ผักกาดขาวปลี แครอท ปวยเหล็ง ฯลฯ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม - ชมการละเล่นพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าม้ง เช่น ตีกลอง เป่าแคน ขลุ่ย การละเล่นชู้จ่าง ฯลฯ - ชมหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การปักผ้าของหญิงม้ง การต้มเหล้าข้าวโพด ฯลฯ - ประเพณีปีใหม่ม้ง จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม – มกราคมของทุกปี ชาวเขาทั้งหมู่บ้านจะรวมกันแต่งกายชุดประจำเผ่าสวยงาม มีการประกวดธิดาดอย การแข่งขัน ล้อเลื่อนไม้ พร้อมกิจกรรมบันเทิงต่างๆ มากมาย การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนล่อง จุดชมวิวที่สูงที่สุดของอำเภอแม่ริม สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร สามารถ ชมทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ตกและทะเลหมอกในฤดูหนาวเป็นมุมกว้าง - จุดชมวิวม่อนดอย น้ำตกตาดหมอก น้ำตกวังฮาง - ดอยม่อนแจ่ม จุดชมวิวและลานกางเต็นท์ที่สวยงาม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 39 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ผ่านที่ว่าการอำเภอแม่ริม ถึงหลักกิโลเมตรที่ 17  เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ประมาณ กม.ที่ 15 บริเวณบ้านโป่งแยง ให้สังเกตป้ายศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ด้านขวามือให้เลี้ยวขวาตรงตามถนนหลักระยะทางขึ้นเขาอีก  6  กิโลเมตร จนถึงที่ทำการศูนย์  สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยางตลอด รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้  มีรถประจำทางผ่านบริเวณทางแยกก่อนขึ้นศูนย์ สายสะเมิงเหนือ-เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-950-9767 , 083-324-0610 6. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า จ.พะเยา  ปี พ.ศ. 2530 มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่าขึ้น เริ่มต้นโดยกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการบุกเบิกพื้นที่ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดสรรพื้นที่ทำมาหากินให้แก่ราษฎร จากนั้นส่งเสริมให้ปลูกไม้ผลเมืองหนาวศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า สูงจากระดับน้ำทะเล 640 เมตร พื้นที่รับผิดชอบ 22,505 ไร่ ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าเย้าและม้ง ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเขาและภูเขาสูง มีลำน้ำสายสำคัญ คือ ลำน้ำแม่คะ และลำน้ำเงิน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงผลผลิต เช่น ฟักทองยักษ์ ฟักทองสีขาว ฯลฯ - ชมแปลงไม้ดอกไม้ประดับ เช่น แว็กซ์ฟลาวเวอร์ มะเขือการ์ตูน ฯลฯ - ชมแปลงไม้ผล เช่น อะโวกาโด มะม่วง ส้มโนรีตะ ส้มคัมควอท ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านสิบสองพัฒนา และบ้านปางค่าเหนือ - ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าเย้าที่บ้านปางค่าใต้ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - ยอดดอยภูลังกา เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำยม สูง 1,720 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นสันเขาแคบๆ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้า โดยจุดนี้สามารถมองเห็น สปป.ลาว และสามเหลี่ยมทองคำได้อย่างชัดเจน - ดอยภูนม เป็นสันเขาแคบๆ ทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ - ดอยหัวลิง ถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรง การเดินทาง จากจังหวัดพะเยา ผ่านอำเภอดอกคำใต้-จุน มุ่งหน้าไปอำเภอเชียงคำ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1179 เลี้ยวขวาที่ กม.8 เข้าทางหลวงสาย 1148 สายเชียงคำ-น่าน จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ กม.90 ขับต่อไปตามถนนรพช. อีกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางไปจนถึงวนอุทยานภูลังกา รถเก๋งสามารถขึ้นไปได้อย่างสบาย หากจะขึ้นไปเที่ยวที่ดอยภูลังกา ให้ติดต่อเหมารถ 4WD ที่วนอุทยานภูลังกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081-883-0307 7. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ จ.เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง มีพื้นที่รับผิดชอบ 17 หมู่บ้าน 451 ครัวเรือน บนพื้นที่ 84.27 ตารางกิโลเมตร หรือ 52,670 ไร่ ประชากรประกอบด้วยคนพื้นเมืองและเผ่าม้ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน ที่ราบมีน้อยมาก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 700-1,250 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมวิวทิวทัศน์สวยงามของแปลงปลูกชาลุงเดช - เรียนรู้วิธีการชงชาและชิมชา ตลอดจนขั้นตอนกรรมวิธีการแปรรูปชาและการบรรจุหีบห่อที่โรงงานชาบ้านปงตอง - ชมโรงเรือนเพาะเห็ดระบบปิด เช่น เห็ดนางรมภูฎาน เห็ดนางรมฮังการี เห็ดปุยฝ้าย ฯลฯ - ชมแปลงกล้วยไม้ซิมบิเดี้ยมขนาดใหญ่หลากหลายสีสัน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ประเพณีม้ง (กินวอ) คืองานประเพณีขึ้นปีใหม่ของขาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1-3 ค่ำเดือน 1 ซึ่งตรงกับเดือนมกราคมของทุกปี - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง บ้านม่อนเงาะ การละเล่นโยนลูกช่วง ลูกข่าง การปักผ้าชาวเขา การตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำเมี่ยงแบบดั้งเดิม ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ชมการเก็บใบเมี่ยง ใบชา และชิมยำใบเมี่ยงอาหารขึ้นชื่อของชุมชน การท่องเที่ยวธรรมชาติ - จุดชมวิวดอยม่อนเงาะ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,425 เมตร ด้วยความสวยงามของชั้นเขา จึงสามารถชมทะเลหมอก และชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เป็นมุมกว้าง 360 องศาได้อย่างสุดลูกหูลูกตา - เงือกผา เป็นหินงอกที่มีลักษณะคล้ายนางเงือกหันหน้าเกาะผาอยู่ - บ่อน้ำทิพย์ เป็นแอ่งน้ำซึมอยู่ภายในถ้ำ และมีน้ำตลอดทั้งปี - ถ้ำลม จะมีลมพัดออกมาจากถ้ำตลอดเวลา รู้สึกได้อย่างชัดเจนเมื่อยืนอยู่บริเวณปากถ้ำ - ล่องแพผจญภัยที่บ้านสบก๋าย ชมธรรมชาติที่สวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ชมโขดหินที่มีลักษณะแตกแต่งกัน รวมถึงต้นไม้ใหญ่อายุกว่าพันปีที่โค่นล้มโดยธรรมชาติ โดยมีทั้งล่องแพไม้และแพยาง โดยแพไม้ไผ่จะงดล่องในช่วงฤดูฝน ส่วนแพยางสามารถล่องได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ประมาณ 37 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาดแม่มาลัย-อ.ปาย ประมาณ 2-3 กิโลเมตร จะมีเส้นทางเลี่ยงเมืองตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือ (อยู่ตรงข้ามกับวัดสบเปิง) เข้าไปม่อนเงาะอีกประมาณ 17 กิโลเมตร (เส้นทางเดียวกับไปวัดผางาม) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-318-308 8. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้ช่วยเขา ช่วยตัวเอง” มีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยภูเขาที่พักอาศัยอยู่ตามดอยต่างๆ ทางภาคเหนือเลิกปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่าไม้ และต้นน้ำลำธารของประเทศถูกทำลาย จากเดิมที่เป็นดอยหัวโล้นแปรสภาพเป็นขุนเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้ผล กว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และดอกไม้เมืองหนาวกว่า 20 ชนิด เป็นถิ่นที่อยู่ของ ชาวไทยภูเขาเผ่าจีนยูนาน ไทใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - สวนกลางแจ้ง บริเวณสโมสรอ่างขางมีสวนกลางแจ้งหลายสวนที่ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้แตกต่างกันตามความเหมาะสมของฤดูกาล ได้แก่ สวนแปดสิบ สวนดอยคำ สวนหอม สวนสมเด็จ และสวนกุหลาบอังกฤษ - โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผักเมืองหนาว จัดแสดงพันธุ์ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่โครงการหลวง - โรงเรือนไม้ดอก เป็นการจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวชนิดต่างๆ มากมาย เช่น บีโกเนีย รองเท้านารี พืชกินแมลง มุมน้ำตกในสวนสวย ซึ่งดอกดอกไม้ในสวนเหล่านี้จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกดอกตลอดทั้งปี - สวนบอนไซ ภายในสวนจัดแสดงต้นไม้ประเภทสาลี่ เมเปิ้ล สน ที่ปลูกแบบบอนไซ นอกจากนี้ยังมีโดมทรงหกเหลี่ยมจัดแสดงพันธุ์พืชภูเขาเขตร้อนและดอกกล้วยไม้จิ๋วที่สุด ซึ่งจะออกดอกเดือนมกราคมของทุกปี - พระตำหนักเรือนที่ประทับแรมและศาลาทรงงานเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จยังสถานีฯ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านนอแล ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องเชื้อสายพม่า มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง นับถือศาสนาพุทธ หากใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพชาวเขาจะไม่ผิดหวังแน่นอน - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านขอบด้ง เป็นชาวเขามูเซอดำและมูเซอแดง นับถือผี มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย บริเวณหน้าหมู่บ้านจะมีการจำลองบ้านและวิถีชีวิตของชาวมูเซอ - วิถีชีวิตของชาวเขาหมู่บ้านหลวง เป็นชาวจีนยูนานที่อพยพมาจากประเทศจีนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมกุหลาบพันปี (Rhododendron) ในช่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะออกดอกผลิบานตลอดทางเดิน - จุดชมวิวกิ่งลม สามารถชมทะเลหมอกและวิวพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากท้องฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย - จุดชมวิวหมู่บ้านนอแล นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ความสวยงามของธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยสัมผัสกับแสงแรกแห่งอรุณ และตะวันลับขอบฟ้าที่สวยงามได้ - กิจกรรมชมหิ่งห้อย ในยามค่ำคืนนักท่องเที่ยวจะเห็นแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยเป็นจำนวนมาก - ขี่จักรยานชมธรรมชาติที่สวยงามของแปลงเกษตรภายในสถานีฯ ในช่วงฤดูหนาว ช่วยเพิ่มความสนุกสนานน่าตื่นเต้นในการเที่ยวชม - ขี่ล่อชมธรรมชาติ สถานีฯ มีการจัดกลุ่มชาวบ้านนำล่อมาให้บริหารแก่นักท่องเที่ยวได้ขี่ชมสถานที่บริเวณแปลงต่างๆ ล่อเป็นสัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ผู้สนใจสามารถติดต่อเช่าขี่ล่อได้ที่สถานีฯ - ดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ดูนกที่มีนกหลากหลายสายพันธุ์โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่จะมีนกอพยพที่หาดูยาก การเดินทาง เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ผ่านอำเภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ ถึงกิโลเมตรที่ 137 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 ขึ้นไปอีก 25 กิโลเมตร ถึงดอยอ่างขาง เส้นทางชันและคดเคี้ยว เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังดอยอ่างขาง ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมาประมาณ 1,000-1,500 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-450-107-9 9. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์  มีลักษณะพื้นที่เป็นหุบเขาลาดชัน โดยแนวเขาที่ทอดไปในแนวเขาสันปันน้ำเป็นได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองทิศทาง คือทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซึ่งด้านตะวันออกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำปิง และด้านตะวันตกได้ผันน้ำลงสู่แม่น้ำแจ่ม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1, 300 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21 องศาเซลเซียส การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก ผักไฮโดรโพนิกส์ และงานวิจัยพืชเมืองหนาว - สวนแปดสิบพรรษา สวนเฉลิมพระเกียรสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2550 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ภายในสวนตกแต่งด้วยกุหลาบพันปี และไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงเฟิร์น แหล่งเก็บรวบรวมพันธุ์เฟิร์นหายากและใกล้สูญพันธุ์ ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและพืชสวน รวบรวมพันธุ์เฟินไว้กว่า 50 สกุล 140 ชนิด - โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงพืชกินสัตว์ เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง พิงกุย ซาราซีเนียชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบนพื้นที่สูง - สวนกุหลาบพันธุ์ปี รวบรวมพืชสกุล Rhododendron เช่น อาซาเลีย (Azalia) และกุหลาบพันปีชนิดต่างๆ หลายชนิด เป็นพืชการค้าในต่างประเทศและหลายชนิดได้ขยายพันธุ์มาจากต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติ เช่น คำแดง หรือคำดอย (Rhododendron arboreum) ที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ตามพื้นที่สูงของประเทศไทย เช่น ดอนอินทนนท์ ดอยอ่างขาง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - หมู่บ้านม้งขุนกลาง ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง การแต่งกาย การละเล่น เลือกซื้อสินค้าและงานหัตถกรรมที่ตลาดม้ง การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดในประเทศ 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชมพืชพรรณไม้ป่าดิบเขา มอส ไลเคน และแหล่งดูนกนานาชนิด - พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่ กม.ที่ 41 เมื่อ พ.ศ.2530 กองทัพอากาศสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษา 5 รอบ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของชั้นเขา และสวนดอกไม้โดยรอบ - น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ / สวนหลวงสิริภูมิ ภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ บริเวณหน้าน้ำตกสิริภูมิมีสวนธรรมชาติตกแต่งด้วยพรรณไม้ ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะประมาณ 500 เมตร เรียกว่า “ สวนหลวงสิริภูมิ ” สามารถเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ไปตามเส้นทางสายนี้จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 มีทางแยกขวามือบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงสถานีฯ 91 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที การเดินทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-286-777-8 , 080-769-1944 10. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ จ.เชียงราย การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ เริ่มต้นในรูปแบบของงานอาสาพัฒนาชาวเขา โดยมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ งานส่งเสริมของศูนย์จึงไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก จนปี พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ และทรงมีพระราชดำรัสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวบ้านดอยสะโง๊ะให้มากขึ้น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะจึงก่อตั้งขึ้น มีพื้นที่รับผิดชอบ 7 หมู่บ้าน 636 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 38 ตารางกิโลเมตร หรือ 23,750 ไร่ ประชากรประกอบด้วยชาวเขาเผ่าอาข่า ไทลื้อ และคนพื้นเมือง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร - ชมงานพัฒนาและงานส่งเสริมการปลูกพืชผัก สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอก และพืชไร่ ผลผลิตที่โดดเด่น คือ ดอกคาโมมายล์ และดอกหน้าวัว - เกษตรธรรมชาติร่มโพธิ์ทอง (สวนตาคม) นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและชิมผลไม้ตามฤดูกาล เช่น องุ่น ส้มโอ ลองกอง มังคุด เงาะ ฯลฯ พร้อมทั้งเรียนรู้ระบบการเกษตรแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม - ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ - จุดชมวิวบนดอยสะโง๊ะ สามารถมองเห็นวิวสามเหลี่ยมทองคำและแม่น้ำโขง (สันนิฐานว่าในอดีตเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่สามารถมองเห็นได้ทุกทิศทาง มีร่องรอยคูเมือง มีแผ่นอิฐเก่าเป็นร่องน้ำ) - สามเหลี่ยมทองคำ ทะเลสาบเชียงแสน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ่อล้างทอง การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงสาย 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด-เวียงป่าเป้า-แม่สรวย เข้าทางหลวงสาย 1 ผ่านอำเภอเมืองเชียงราย เลี้ยวขวาเข้าอำเภอแม่จัน ตามทางหลวงสาย 1016 ถึงอำเภอเชียงแสน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 1290  ผ่านสามเหลี่ยมทองคำ ถึง กม.18  เลี้ยวซ้ายเข้าไป 3 กิโลเมตร  สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ทุกประเภท สภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยาง ก่อนถึงศูนย์เป็นถนนลูกลัง 1.5 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053-163-346 , 081-951-9711 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ วันหยุดยาวในเดือนนี้ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวภาคเหนือ อย่าลืมแวะเวียนไปชมโครงการหลวงต่างๆ ด้วยนะครับ แล้วคุณจะค้นพบความสุขอีกมุมหนึ่ง ที่ธรรมชาติและผู้คนท้องถิ่นจะมอบให้ :) ขอบคุณที่มาและรูปภาพ : www.thairoyalprojecttour.com , เรียบเรียงโดย : Travel MThai

10 สายพันธุ์สัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก
ที่สุดในโลก /  สัตว์ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทย ขอแนะนำ 10 สายพันธุ์สัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก จนคุณต้อง อึ่ง ทึ่ง ที่พวกมันเหล่านี้มีอยู่จริง และเรื่องราวที่น่าสนใจในการใช้ชีวิต เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว อยากรู้แล้วใช่ไหมคะ ว่า10 สายพันธุ์สัตว์เหล่านี้ยิ่งใหญ่จนโลกต้องจารึกขนาดไหน ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามกันเลยค่ะ 10 สายพันธุ์สัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก 1. แมลงบินได้ที่ใหญ่ที่สุด Meganeuropsis Permiana เป็นแมลงปอ ที่ตัวใหญ่ที่สุดที่เคยอุบัติขึ้นมาบนโดย ด้วยช่วงปีกที่กว้างกว่า 72 เซ็นติเมตร และคาดว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่บิน บนท้องฟ้าได้ ที่สามารถล่าทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เลื้อยคลายที่เป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ ซึ่งหลักฐานซากฟอสซิลนี้อยู่ที่ Permian rocks รัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา 2. แมลงเปลือกแข็งที่ใหญ่ที่สุด Arthropleura กิ้งกือยักษ์ดึกดำบรรพ์ เคยอยู่บนโลกเมื่อ 280-340 ล้านปีก่อน ในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส ซากฟอสซิลของมันถูกพบที่สก๊อตแลนด์ และแถบทวีปอเมริกาเหนือ มีความยาวถึง 2 เมตร และัหนักถึง 500 กิโลกรัม เพราะในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส เป็นช่วงที่ที่แมลงตัวใหญ่เนื่องจากมีปริมาณออกซิเจนที่สูง และป่าดงดิบอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้พวกมันสามารถใหญ่โตได้เท่าที่มันจะสามารถโตได้ และยังมีเขี้ยวพิษที่สามารถฆ่าได้ทุกอย่างที่มันต้องการ 3. งูที่ใหญ่ที่สุด Titanoboa ไททันโอโบอาเป็นงูที่ไม่มีพิษจำพวกโบอา ที่คล้ายกับงูเหลือมหรืองูหลาม มักพบได้ในทวีปอเมริกากลางและเกาะมาดากัสการ์ในปัจจุบัน นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่า ไททันโอโบอา มีรูปร่างลักษณะและมีพฤติกรรมคล้ายงูอนาคอนดา โดยหากินในน้ำ ซึ่งอาหารได้แก่ จระเข้และปลาขนาดใหญ่ แต่ทว่ามีความยาวกกว่ามาก โดยมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 13 เมตร และอาจยาวได้ถึง 15 เมตร หนักถึง 2 ตัน โดยชื่อของมันเป็นภาษาลาติน แปลได้ว่า "งูยักษ์จากแซร์อาโฮน" (Titanic boa from Cerrejon) ซึ่งมาจากชื่อเมืองแซร์อาโฮน ซึ่งเป็นเหมืองแร่ ในประเทศโคลอมเบีย ซึ่งเป็นที่ๆ ค้นพบซากฟอสซิลของมันเป็นครั้งแรก ซากฟอสซิลของไททันโอโบอา ที่ค้นพบเป็นกระดูกสันหลัง จำนวน 180 ชิ้น คาดว่าน่าจะเป็นของงูทั้งหมด 12 ตัว ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2007 ซึ่งกระดูกสันหลังนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากระดูกสันหลังของงูอนาคอนดามากนัก จากการวิเคราะห์และคำนวณด้วยเครื่องมือต่างๆ พบว่า ไททันโอโบอามีชีวิตอยู่ในยุคพาลีโอซีน 58-60 ล้านปีก่อน 4. จระเข้ที่ใหญ่ที่สุด Sarcosuchus หรือรู้จักกันทั่วไปคือ " Super Croc " ซุปเปอร์ครอก แต่ได้สูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 110 ล้านปีมาแล้ว มันถูกค้นพบครั้งแรกในประเทสไนเจอร์ ( Niger ) โดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศลชื่อว่า Alfred Felix de Lapparent โดยในการขุดค้นพบครั้งแรกเป็นฟอสซิลฟัน และหนัง ในบริเวณทะเลทรายซาฮาร่า ในปี 1940 และปี 1950 ข้อมูลเฉพาะ ซุปเปอร์ครอค์ประมาณการณ์ว่ามันจะมีความยาวเมื่อโตเต็มที่ 11 - 12 เมตร จากการประเมินกระโหลก และอายุขัยเต็มที่ประมาณ 50 - 60 ปี น้ำหนักจากการเปรียญเทียบกับจระเข้ในปัจจุบัน คาดว่าจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 8 ตัน สำหรับอาหาร น่าจะจับปลากินเป็นหลัก และก็อาจจะมีการจับไดโนเสาร์ที่มีขนาดพอดีกับปากของมันบ้างเป็นครั้งคราว ลูกตาของมันไม่สามารถกรอกซ้ายขวาได้ ทำได้แค่กรอกขึ้นลง บนล่างเท่านั้น และจระเข้ในปัจจบันที่เป็นญาติที่สนิทที่สุดของ Sarcosuchus คือพวกจระเข้แม่น้ำไนล์ 5. นักล่าบนพิภพที่ใหญ่ที่สุด Spinosaurus สไปโนซอรัส ถูกค้นพบครั้งแรกในทะเลทรายสะฮาราของอียิปต์ เมื่อปี ค.ศ. 1910 โดยนักบรรพชีวินวิทยาชาวบาวาเรีย โดยขุดค้นไปตามชายขอบด้านตะวันออกของระบบแม่น้ำโบราณซึ่งมีหินในชั้นแคมเบรียนก่อตัวเป็นพรมแดนด้านตะวันตก สไปโนซอรัสเป็นสัตว์กินเนื้อยืน 4 ขาและอาจจะยืน 2 ขาได้  มีจุดเด่น คือกระดูกสันหลังสูงเป็นแผ่นคล้ายใบเรือ รูปวงรี มี11ชิ้น ชิ้นที่ยาวที่สุดมีความยาว 1.69 เมตร เชื่อกันว่าใช้ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย กะโหลกศรีษระมีจงอยปากแคบที่เต็มไปด้วยฟันรูปกรวย มีหงอนคู่ขนาดเล็กอยู่เหนือดวงตา แขนแข็งแกร่งมี 3นิ้ว สามารถใช้เป็นอาวุธและจับเหยื่อได้ มีความยาว 16-18 เมตร น้ำหนัก 7 - 10 ตัน อาศัยอยู่ใน ทวีปแอฟริกา มีชีวิตอยู่ในตอนกลางของยุคครีเตเชียส (100-97 ล้านปีที่แล้ว) ในช่วงที่มันอาศัยอยู่ในยุคครีเตเชียสตอนกลาง มันมีคู่แข่งที่สำคัญอย่าง คาร์ชาโรดอนโทซอรัส ที่อาศัยอยู่ยุคเดียวกันที่มีความยาว13เมตรและเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับ3ของโลก สไปโนซอรัส เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ1ในโลก, มันมีญาติอย่าง ซูโคไมมัส 6. ปลากระดูกแข็งที่ใหญ่ที่สุด Leedsichthys Problematicus ลีดส์อิชธีส์ เป็นชื่อปลากระดูกแข็งชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ อาศัยอยู่ในทะเลในกลางยุคจูราสสิค (185-155 ล้านปีก่อน) โดยพบฟอสซิลในชั้นหินในยุคนี้ โดยที่ชื่อ Leedsichthys ตั้งตามผู้ค้นพบคือ อัลเฟรด นิโคลสัน ลีดส์ นักสะสมฟอสซิลชาวอังกฤษ มีความหมายว่า "ปลาของลีดส์" โดยพบในพื้นที่ใกล้เขตเมืองปีเตอร์โบโรห์เมื่อปี ค.ศ. 1886 นอกจากนี้ ลีดส์อิชธีส์มีลักษณะตาที่เล็ก ใช้ชีวิตคล้ายคลึงกับปลาใหญ่ โดยใช้ฟันซี่เรียวกว่า 40,000 ซี่กรองกินสัตว์เล็กสัตว์น้อยและแพลงก์ตอนเป็นอาหาร แม้ว่ามันจะมีลำตัวขนาดใหญ่มากแต่ทำให้ว่ายน้ำช้า เชื่อว่าลีดส์อิชธีส์ก็ยังคงตกเป็นเหยื่อของปลากินเนื้อขนาดใหญ่รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานทะเลยุคเดียวกันด้วย เช่น ไลโอพลัวเรอดอน เป็นต้น 7. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุด Paraceratherium ปาราเซอราเธอเรียม นี้มีขนาดที่สูงใหญ่กว่า ช้างแอฟริกัน ถึง 8 เมตร มันเป็นสัตว์กินพืชร่างยักษ์ ที่หนักกวา่ 30 ตัน อย่าง ทีเคยท่องไปทั่วทวปีอเมรกิาเหนือเมื่อ 37 ลา้นปีก่อน โดยปราศจากนักล่าชนดิใดจะสามารถโค่นมันลงได ้แต่พวกมันก็ต้องสญูพันธุ์ไปจากโลกเมื่อ 23 ล้านปีกอ่น เนื่องจากสภาพอากาศ ที่เปลื่ยนแปลงอย่างรุนแรงจนพวกมันปรับตัวไม่ทัน 8. สัตว์บินได้ที่ใหญ่ที่สุด Quetzalcoatlus อาศัยอยู่ในช่วงปลายยุคครีเตเซียส ถูกตั้งชื่อตามเทพมังกรของในตำนานแอซเทค ฟอสซิล ถูกพบเป็นครั้งแรกในเทกซัสเมื่อปี 1971 นับเป็นสัตว์บินได้ขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกด้วยความยาวจากปีกถึงปีกมากถึง 12 เมตร โครงสร้างกระดูกขาที่แข็งแรงสูง 6 เมตร กับจงอยปากอันคมกริบที่คมที่สุดในยุค 65 ล้านปีก่อน พวกมันไม่ลังเลยที่จะโจมตีรังของไดโนเสาร์เพื่อล่าตัวอ่อน หรือไล่ต้อนฝูงไดโนเสาร์เพื่อแยกตัวที่อ่อนแอออกจากฝูง ก่อนจะสังหารด้วยจงอยปากอันทรงพลัง 9. แมลงน้ำที่ใหญ่ที่สุด Jaekelopterus Rhenaniae ไม่เพียงบนบกและบนฟ้าเท่านั้นที่ถูกแมลงครอบครอง เมื่อ 300 ล้านปีก่อน ในทะเลโบราณยังมีจ้าวแห่งแมลงที่ครอบครองผืนน้ำ ซึ่งนักบรรพชีวินวิทยาต่างลงความเห็นว่า มันคือฝันร้ายของทุกชีวิตที่อยู่ใต้น้ำ เพราะด้วยขนาด 2.5 เมตร ที่มาพร้อมก้ามขนาดยักษ์ที่สามารถจับและฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้าได้อย่างง่ายดาย 10. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่ใหญ่ที่สุด Blue Whale วาฬสีน้ำเงิน เป็นวาฬบาลีน (Balaenopteridae) และถือเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยทั่วไปจะยาวประมาณ 26-29 เมตร แต่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมีความยาว 31.2 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ ประมาณ 100-200 ตัน เฉพาะลิ้นก็มีน้ำหนักเกือบเท่ากับช้างหนึ่งตัว และหัวใจก็มีขนาดเท่ารถยนต์คันหนึ่ง กินเคยและแพลงก์ตอนเป็นอาหาร แต่ก็อาจจะกินสัตว์น้ำขนาดเล็กเช่น ปลาขนาดเล็กเข้าไปด้วย ส่วนลูกวาฬจะกินเฉพาะนมแม่ที่มีไขมันสูงถึงร้อยละ 40 มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 4 กิโลกรัม นอกจากนี้แล้ว วาฬสีน้ำเงินยังเป็นสัตว์ที่ส่งเสียงร้องได้กว้างไกลที่สุดในโลกอีกด้วย โดยสามารถส่งได้ได้ดังถึง 1,500 กิโลเมตร ในลักษณะของคลื่นเสียงที่มีความหลากหลาย ซึ่งเชื่อกันว่าไม่ได้เป็นไปในการสื่อสารเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังใช้การนำทางอีกด้วย ข้อมูลและภาพจาก สำรวจโลก, วิกิพีเดีย, siamfishing, spokedark

รวม เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทย ไม่ควรพลาด
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย /  หมู่เกาะ / 

ประเทศไทยของเรา ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามติดอันดับโลก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่งดงามเกินบรรยาย ภาพของน้ำทะเลสีคราม หาดทรายขาวละเอียด ทิวมะพร้าวเรียงราว คงชินตาใครหลายๆ คน วันนี้เลยขอหยิบเอา เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นที่นิยม ของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติมาบอกกัน ดังต่อไปนี้ รวม เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทย ไม่ควรพลาด เกาะพีพี : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/45469294@N07 หมู่เกาะพีพี (Phi Phi) หมู่เกาะพีพี อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกระบี่ 42 กิโลเมตร เป็นหมู่เกาะกลางทะเล ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งประกอบด้วยเกาะ 6 เกาะ คือ เกาะพีพีเล เกาะพีพีดอน เกาะยูง เกาะไม้ไผ่ เกาะบิดะนอก และเกาะบิดะใน ถือเป็นอัญมณีเลอค่าแห่งทะเลอันดามัน ที่โด่งดังติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ด้วยความงดงามของเวิ้งอ่าวคู่ของอ่าวต้นไทร และอ่าวโละดาลัมอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บวกกับทะเลในสีเขียวมรกตสวยใส ที่โอบล้อมหาดทรายขาวนวลละเอียดราวแป้งของ "อ่าวมาหยา" พร้อมแนวปะการังและสรรพชีวิตหลากสีสันนานาพันธุ์ในโลกใต้ทะเล สิ่งเหล่านี้คือแม่เหล็ก ที่ดึงดูดให้นักเดินทางนับล้านชีวิตจากทั่วทุกมุมโลก หลั่งไหลมายังหมู่เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ เพื่อจะมาเยี่ยมเยือนและสัมผัสให้เห็นกับตาตัวเอง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเกาะที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และได้ฉายาว่า มรกตแห่งอันดามัน สวรรค์เกาะพีพี หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสิมิลันเป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลอันดามัน มีทั้งหมด 9 เกาะ เรียงลำดับจากเหนือมาใต้ ได้แก่ เกาะหูยง เกาะปายัง เกาะปาหยัน เกาะเมี่ยง (มี 2 เกาะติดกัน) เกาะปายู เกาะหัวกระโหลก (เกาะบอน) เกาะสิมิลัน และเกาะบางู โดยหมู่เกาะเหล่านี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความงาม ทั้งบนบกและใต้น้ำที่ยังคงความสมบูรณ์ของท้องทะเล สามารถดำน้ำได้ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก มีปะการังที่มีสีสันสวยงามหลากชนิด ปลาหลากสีสันและหายาก ทั้งนี้ เกาะสิมิลัน หรือ เกาะแปด เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสิมิลัน ลักษณะอ่าวเป็นรูปโค้งเหมือนเกือกม้า มีหาดทรายขาวละเอียดเนียนนุ่มน้ำทะเลใสน่าเล่น ใต้ทะเลมีปะการังสวยงามหลายชนิด และมีปลาประเภทต่าง ๆ ที่มีสีสันสวยงามมากมาย เป็นเกาะที่สามารถดำน้ำทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น และทางด้านเหนือของเกาะมีก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างแปลกตา เช่น หินรูปรองเท้าบู๊ท หรือรูปหัวเป็ดโดนัลด์ดั๊ก ตอนบนที่ตรงกับแนวหาดมีหินรูปเรือใบ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่จะมองเห็นความสวยงามของท้องทะเลได้กว้างไกล ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด ส่วนเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน เป็นฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มีคลื่นลมแรงเป็นอันตรายต่อการเดินเรือและทางอุทยานฯ จะประกาศปิดเกาะในเดือนพฤษภาคมเพื่อเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติทุกปี เกาะหลีเป๊ะ : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/10630381@N03 เกาะหลีเป๊ะ เกาะสิเป๊ะ หรือ เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล จุดเด่นของเกาะหลีเป๊ะคือความเป็นธรรมชาติของปะการังรอบเกาะ มีเวิ้งอ่าวที่สวยงาม หาดทรายละเอียดนิ่มเหมือนแป้ง มีอ่าวที่สวยงามชื่อ "อ่าวพัทยา"และ "หาดชาวเล" มีลักษณะโค้งเว้า ทรายขาวละเอียด ซึ่งทั้งสองหาดนี้สามารถเดินถึงกันได้โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และยังมีบริการบ้านพักของเอกชนคอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือไปยังเกาะต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ ยังมีชุมชนชาวเลอาศัยอยู่หลายครัวเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำการประมง ในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 และเดือน 12 ตลอด 3 วัน 3 คืน ชาวบ้านทีมีเชื้อสายชาวเลจะร่วมกันจัดงานรื่นเริง และที่สำคัญที่สุดคือ ชาวบ้านจะช่วยกันต่อเรือด้วยไม้ระกำ และประกอบพิธีลอยเรือด้วยเป็นความเชื่อว่าเป็นการเสี่ยงทายโชคชะตาในการประกอบอาชีพประมง เกาะสมุัย : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/96394350@N00 เกาะสมุย เกาะสมุย จังหวัดราษฎร์ธานี เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เพราะมีธรรมชาติอันงดงาม มีหาดทรายขาวละเอียดที่สะอาดบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบครบครัน ทั้งที่พักหลากหลายรูปแบบจำนวนมาก มีการคมนาคมที่สะดวก และมีสนามบินเป็นของตัวเอง ปัจจุบันเกาะสมุยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของทะเลอ่าวไทยตอนใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลไปเยี่ยมเยือนปีละหลายล้านคน เกาะสมุย มีหาดทรายธรรมชาติสวยงามที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น หาดเฉวง หาดละไม หาดตลิ่งงาม และหาดนาเทียน และมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้และแหล่งน้ำ นอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่สร้างเสน่ห์ให้กับเกาะแห่งนี้เป็นอย่างมาก เกาะเต่า : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/robysaltori เกาะเต่า (Ko Tao) เกาะเต่าเป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเลอ่าวไทย อยู่ห่างจากชายฝั่งของจังหวัดชุมพรประมาณ 74 กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 110 กิโลเมตร ห่างจากเกาะสมุยประมาณ 64 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเกาะพะงันประมาณ 45 กิโลเมตร เป็นเกาะที่ได้ชื่อว่าเป็น "เกาะสวรรค์กลางทะเลอ่าวไทย" เนื่องจากเป็นเกาะที่มีธรรมชาติสวยงามและอุดมสมบูรณ์ มีแนวปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกขนาดใหญ่และสวยงาม อันเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลากชนิดจำนวนมาก จนกลายเป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกแห่งหนึ่ง ที่นักดำน้ำทั่วโลกต่างพากันหมุนเวียนมาเยี่ยมเยือน และสัมผัสกับโลกใต้ทะเลของเกาะสวรรค์แห่งนี้ นอกจากนี้ เกาะเต่ายังมีหาดทรายขาวละเอียดที่สะอาดบริสุทธิ์ สวยงาม และสงบเงียบ อีกหลายแห่งรอบเกาะ ที่เติมเต็มให้เกาะแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ เหมาะสมกับฉายา "เกาะสวรรค์" อีกทั้งในอดีตบริเวณชายหาดรอบ ๆ เกาะเต่า ยังเต็มไปด้วยเต่าที่มาหาแหล่งวางไข่เป็นจำนวนมาก อันเป็นที่มาของชื่อ "เกาะเต่า" นั่นเอง เกาะลันตา เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยต่อเนื่องมายาวนานกว่าร้อยปี ประกอบด้วย เกาะลันตาใหญ่ และ เกาะลันตาน้อย ทั้งนี้ แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่บนเกาะลันตาใหญ่ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา ซึ่งตั้งอยู่ที่แหลมโตนด ตรงปลายเกาะ เป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์ด้วยผืนป่าดงดิบ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ และที่โดดเด่นที่สุดคือประภาคารสีขาว ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเกาะลันตา ขณะที่เกาะลันตาน้อยเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอเกาะลันตา ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากแผ่นดิน เกาะลันตาจึงยังคงความสวยงามของหาดทรายและน้ำทะเลสะอาด อีกทั้งยังมีวิถีชีวิตของชาวเกาะดั้งเดิม ที่มีทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยจีน ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยใหม่ (ชาวเล) อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผสานกับความเจริญทางด้านหัวเกาะแถบท่าเรือและชายหาดฝั่งตะวันตก ซึ่งคึกคักด้วยนักท่องเที่ยว การมาเยือนเกาะลันตาจึงได้เที่ยวหลายบรรยากาศในคราวเดียวกัน เกาะล้าน เกาะล้าน อยู่ห่างชายฝั่งพัทยาเพียง 7 กิโลเมตร นั่งเรือโดยสาร 45 นาที มีชายหาดที่สวยงามหลายแห่ง ส่วนใหญ่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำ ดูปะการัง เล่นกีฬาทางน้ำ โดยเฉพาะที่หาดตาแหวน หาดทองหลาง หาดนวล และหาดเทียน ส่วนหาดแสมบรรยากาศเงียบสงบกว่าหาดอื่น บริเวณเกาะล้าน และเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่รอบ ๆ เช่น เกาะครก และเกาะสาก เป็นแหล่งตกปลาดำน้ำดูปะการัง ทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้น และเป็นสถานที่ฝึกหัดเรียนดำน้ำ เกาะกูด เกาะกูด เกาะสุดท้ายปลายทะเลตะวันออกในจังหวัดตราดของไทย ติดชายแดนทางทะเลของกัมพูชา ด้วยความที่เป็นเกาะขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ทำให้ดินแดนแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มากมาย และสวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวและการพักผ่อน และด้วยพื้นที่ที่เป็นภูเขาและที่ราบสันเขา จึงเป็นต้นกำเนิดลำห้วยต่างๆ ซึ่งก็ทำให้เกาะกูดมีน้ำตกหลายแห่ง บนเกาะกูดยังมีสถานที่ท่องเที่ยว คือชายหาดเนียนละเอียด เคียงข้างน้ำทะเลใสแจ๋ว อีกทั้งยังมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์และแนวปะการังนานาชนิด จนได้รับสมญานามว่า "อันดามันแห่งทะเลตะวันออก" เกาะพยาม เกาะพยาม จังหสัดระนอง เป็นเกาะขนาดใหญ่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่บนเกาะประมาณ 160 ครัวเรือน ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนมะม่วงหิมพานต์ สวนยางพาราและประมงชายฝั่ง กิจกรรมบนเกาะจะมีการตกปลา ขี่จักรยานรอบเกาะ และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดำน้ำดูปะการัง เกาะพยามถือเป็นแหล่งดูปะการังที่สมบูรณ์สวยงาม และด้านทิศตะวันออกของเกาะไม่มีหาดทราย แต่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน และมีชาวเล เผ่ามอแกน มาอาศัยอยู่เป็นบางครั้ง บนเกาะพยามมีที่พักบริการนักท่องเที่ยว เกาะนางยวน เกาะนางยวน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยเกาะขนาดเล็ก 3 เกาะ ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยสันทรายในลักษณะเหมือนทะเลแหวก เสน่ห์ของเกาะนางยวนนั้น มาจากน้ำทะเลสีมรกตที่ใสจนมองเห็นตัวปลาตัวเล็กตัวน้อย เปลือกหอย และปะการัง ซึ่งอยู่ใต้น้ำอย่างชัดเจน ส่วนกิจกรรมสุดฮิตของที่นี่คือ การดำน้ำดูปะการังปละปลาสวยงาม เล่นน้ำริมหาด จะว่าไปนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เลือกมาท่องเที่ยวและพักผ่อนที่นี่นั้น เหตุเพราะมีบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว อากาศสดชื่น ทั้งยังมีความเขียวขจีของเขาเล็ก ๆ 3 เขารายรอบ และความงามของท้องทะเลมาบรรจบกัน เพราะฉะนั้น หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีใจรักธรรมชาติ หลงรักน้ำทะเล ชอบความเป็นส่วนตัว และต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง อย่าลืมมาพักผ่อนที่ "เกาะนางยวน" เกาะมันนอก เกาะมันนอก เป็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งใน หมู่เกาะมัน ที่ตั้งเรียงกันอยู่ในอ่าวแกลง จังหวัดระยอง เป็นเกาะที่ค่อนข้างเงียบสงบและร่มรื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมาพักผ่อนโดยแท้ อีกทั้งยังมีหาดทรายละเอียดสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส สายลมพลิ้วไหวเหนือสายน้ำ สำหรับกิจกรรมสุดฮิตของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวบนเกาะมันนอก คือเล่นน้ำทะเล ดำน้ำชมความงามของปะการังต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ใต้น้ำรอบ ๆ เกาะมันนอก และทำกิจกรรมส่วนตัวตามอัธยาศัย เพราะเกาะนี้มีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ เกาะตาชัย เกาะบริวารแห่งใหม่ของ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ถูกพบครั้งแรกโดยชายที่ชื่อ ตาชัย ทำให้ตั้งชื่อเกาะตามคนค้นพบว่า เกาะตาชัย ช่วงเวลาที่เกาะตาชัยงดงามที่สุดคือเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน จากนั้นเกาะตาชัยจะปิด 6 เดือน เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู สำหรับจุดเด่นที่ทำให้เกาะตาชัยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใคร ๆ ก็อยากเดินทางไปชื่นชม คือ ชายหาดทรายขาวเม็ดละเอียด เนื้อนุ่ม ที่มีความยาวทอดตัวขนานไปกับผืนน้ำประมาณ 700 เมตร และการเดินป่าเข้าไปดู ปูไก่ ปูน้ำจืดที่ชอบอาศัยอยู่ตามธารน้ำ มีลำตัวสีแดงสด มีก้ามสีดำเหลือบน้ำเงิน เวลาร้องจะมีเสียงคล้ายไก่ ชอบออกหากินในช่วงกลางคืน รวมถึงเป็นจุดดำน้ำดูปะการังที่ทอดตัวยาวขนานกับชายหาด ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสุรินทร์ หรือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ตั้งชื่อตามพระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) เทศาเมืองภูเก็ต ผู้ค้นพบเกาะ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพังงา มีลักษณะเป็นหมู่เกาะในทะเลอันดามัน อยู่ติดกับชายแดน ไทย - พม่า ประกอบด้วยเกาะ 5 เกาะ คือ เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะไข่ (เกาะตอรินลา) เกาะกลาง (เกาะปาจุมบา) เกาะรี (เกาะสต๊อก) และ 1 กองหินปริ่มน้ำ คือ กองหินริเชลิว นับว่ามีธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้งบนบกและในทะเล มีทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายหาด ป่าชายเลนมาประจบกับแนวปะการัง แนวปะการังมีความสมบูรณ์ เหมาะสำหรับชมปะการังน้ำตื้น โดยกองหินริเชริวเหมาะสำหรับดำน้ำลึก เป็นแหล่งสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติใต้ทะเล มีปลาหลายชนิด และเป็นจุดที่พบฉลามวาฬบ่อยสุดของทะเลไทย ช่วงเวลาที่เหมาะกับการท่องเที่ยว คือ เดือนพฤษจิกายนถึง เดือนเมษายน นอกจากนี้ ยังมีหมู่บ้านของชาวเลเลกลุ่มสุดท้ายที่ยังดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมมากที่สุด คือ "มอแกน" หรือ "ยิบซีแห่งท้องทะเล" ประมาณ 200 คนปัจจุบันได้ตั้งหมู่บ้านอยู่ที่เกาะสุรินทร์ใต้ ขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว และบางส่วนทำงานเป็นลูกจ้างของอุทยานฯ หมู่เกาะอาดัง-ราวี หมู่เกาะอาดัง-ราวี ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสตูล และอยู่ในเขตทะเลอันดามัน เป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงาม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ โดย เกาะอาดัง ในอดีตเป็นที่ซ่องสุมของโจรสลัด ปล้นสะดมเรือ มีหาดทรายขาวละเอียด สวยงาม และมีแนวปะการังอยู่รอบๆ เกาะ เหมาะสำหรับดำน้ำตื้น เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต. 5 (แหลมสน) อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 40 กิโลเมตร ส่วน เกาะราวี มีหาดทรายขาว น้ำใส เงียบสงบ เหมาะแก่การกางเต็นท์พักผ่อน เล่นน้ำ ดำน้ำตื้น และดำน้ำลึกชมแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลที่น่าชม เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต. 6 (หาดทรายขาว) และหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต. 7 (ตะโละปะเหลียน) ซึ่งเดือนที่เหมาะแก่ท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน หมู่เกาะอ่างทอง หมู่เกาะอ่างทอง ตั้งอยู่ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ 42 เกาะ ได้แก่ เกาะพะลวย เกาะวัวตาหลับ เกาะแม่เกาะ เกาะสามเส้า เกาะหินดับ เกาะนายพุด และเกาะไผ่ลวก เป็นต้น ซึ่งตามเกาะต่าง ๆ จะมีหาดทรายอยู่เกือบทุกเกาะ บางเกาะหาดทรายมีสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ บางเกาะมีปะการังตามชายทะเลหลายชนิด สีสวยงามหลากสี อยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ แหล่งท่องเที่ยวใน หมู่เกาะอ่างทอง ได้แก่ เกาะท้ายเพลาและเกาะวัวกันตัง เป็นจุดที่มีแนวปะการังและหาดทรายขาวสะอาด, เกาะวัวตาหลับ อยู่บริเวณอ่าวคา เป็นหาดทรายขาวสะอาดเหมาะแก่การเล่นน้ำ นอนเล่นพักผ่อนริมหาด เมื่อขึ้นไปจุดชมทิวทัศน์บนยอดเขา จะมองเห็นหมู่เกาะอ่างทองทั้งหมดที่ทอดตัวเรียงรายเป็นแนวยาวด้วยรูปร่างต่าง ๆ แปลกตา, เกาะหินดับ เป็นเกาะที่มีหาดทรายที่สวยงามและชายหาดที่ยาวที่สุดในอุทยานแห่งชาติ สภาพภูมิประเทศและทัศนียภาพรอบเกาะสวยงามน่าชม ทะเลใน หรือ ทะเลสาบกลางภูเขา อยู่บน เกาะแม่เกาะ เป็นแอ่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาหินปูนที่สูงสลับ ซับซ้อนแต่มีอุโมงค์ใต้น้ำที่เชื่อมต่อกับทะเล การกำเนิดของทะเลสาบน้ำเค็มนี้ได้มีการสันนิษฐานว่า เกิดจากการยุบตัวของหินชั้นล่างทำให้เกิดบ่อยุบ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับหมู่เกาะ หรืออาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในกระบวนการเดียวกับการเกิดถ้ำ ทั้งนี้ ช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี เป็นช่วงฤดูมรสุม ทะเลจะมีคลื่นลมแรง ทำให้การเดินทางไป หมู่เกาะอ่างทอง ไม่มีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ทางอุทยานแห่งชาติจึงกำหนดปิดการท่องเที่ยวประจำปี ได้แก่ ปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน - 23 ธันวาคม ของทุกปี และจะเปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม - 31 ตุลาคม ของทุกปี เกาะไข่ เกาะไข่ หรือ เกาะตอริลลา เป็นเกาะเล็ก ๆ สองเกาะ เรียกว่า เกาะไข่นอก เกาะไข่ใน ทั้งสองเกาะมีหาดทรายขาวน้ำทะเลใสมีปลาหลากชนิดสีสันสวยงามว่ายอยู่ใกล้ ๆ ชายหาด มีปะการังสวยงาม การเดินทางไปเกาะไข่สามารถซื้อทัวร์ได้จากบริษัทนำเที่ยว หรือเช่าเรือได้จากท่าเรือเกาะสิเหร่ ท่าเรือแหลมหิน หรืออ่าวฉลอง ในจังหวัดภูเก็ต เกาะกระดาน เป็นเกาะที่สวยที่สุดของทะเลตรัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุกและเกาะลิบง มีเนื้อที่ 600 ไร่ ซึ่ง 5 ใน 6 ส่วนของเกาะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่เหลือเป็นของเอกชน เกาะกระดานมีชายหาดที่มีทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการังซึ่งเป็นปะการังน้ำตื้น ตลอดจนฝูงปลาหลากสีหลายพันธุ์ บนเกาะมีที่พักบริการทั้งของเอกชน และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช หมู่เกาะปอดะ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ห่างจากฝั่งประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาว น้ำทะเลใส บริเวณชายฝั่งของเกาะจะมองเห็นแนวปะการังหลากชนิดที่ยังสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งดึงดูดของนักท่องเที่ยวให้เที่ยวชมได้เกือบตลอดปี และเป็นจุดที่ตกปลาได้ดีเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากลมมรสุมมากนัก สามารถเช่าเรือได้จากบริเวณอ่าวนาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที ราคาเรือหางยาวเที่ยวไป-กลับคนละ 300 บาท นี่เป็น เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทย อันดับต้นๆ แต่ก็ยังไม่หมดกับเกาะที่น่าสนใจน่าเที่ยวของไทย เช่น เกาะเสม็ด ที่ไปมาสะดวกสบายสุดๆ รวมถึง เกาะตะรุเตา เกา้ะช้าง ก็ไม่น่าพลาดเช่นกัน .. เก็บตังค์ตระเวนเที่ยวไทยให้ครบทุกเกาะกันเลยนะคะ .. ปีละเกาะสองเกาะก็ยังดี ^^ ภาพทะเลสวยๆ อื่นๆ น่าสนใจไม่ควรพลาด เกาะเสม็ด เกาะตะรุเตา เกาะช้าง เกาะพะงัน : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/eyalnow/ เกาะภูเก็ต : ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/62389951@N04

Daylight เกมส์ผจญภัยสุดหลอน ขาย 8 เม.ย. 2014
Daylight

เปิดตัวเกมส์ Daylight เกมส์ผจญภัยสุดหลอนสุดเสมือนจริงวางขายบน PS4 และ PC 8 เมษายน 2014 Zombie Studios ประกาศเปิดตัวเกมส์ Daylightเกมส์ผจญภัยเขย่าขวัญ ให้ผู้เล่นผจญภัยโรงพยาบาลร้างด้วยตัวคนเดียว และประสบพบเจอกับพลังงานลึกลับ  วางขายบน PS4 และ PC 8 เมษายน 2014 เกมส์ Daylight จะสร้างบรรยากาศชวนหลอนภายในโรงพยาบาลร้างและป่าดงดิบที่ไร้ซึ่งผู้คน และตลบอบอวลกับกลุ่มหมอกควันมีเพียงโทรศัพท์เป็นแสงสว่างในการนำทางและแสดงเส้นทางแผนที่ในฉาก และต้องหาทางออกจากพื้นที่แห่งนี้ท่ามกลางมีพลังงานลึกลับซุ่มอยู่ในความมืด ที่น่าสนใจของเกมส์นี้ืคือ มีระบบภาพ 3 มิติ เพิ่มระดับความหลอนจนขนหัวลุกส่งตรงหน้าจออีกขั้น ใช้เอนจิ้นเกมส์ Unreal Engine 4 ในการพัฒนา เพิ่มระดับความสมจริงภายในเกมส์ ตั้งแต่กราฟิกเกมส์,เอฟฟเฟคเกมส์ จนถึงแสงและเงา เพื่อให้บรรยากาศเกมส์ดูสลัวๆน่ากลัวๆ เกมส์ Daylight วางจำหน่ายวันที่ 8 เมษายน 2014 บน PC และ PlayStation 4

ส่งท้ายหน้าหนาวที่ กิ่วแม่ปาน สำหรับนักเดินป่ามือใหม่
ดอยอินทนนท์ /  เดินป่า / 

จังหวัดเชียงใหม่ ใช่จะมีแค่ดอยสุเทพ และดอยอินทนนท์ ที่เป็นไฮไลท์สำคัญเท่านั้น ยังมีอีกหลายมุมท่องเที่ยวที่หลายคนยังไม่ค่อยได้มีโอกาสไป และหนึ่งในนั้น ก็คือห้องเรียนธรรมชาติ อย่างเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิ่วแม่ปาน ส่งท้ายหน้าหนาวที่ กิ่วแม่ปาน สำหรับนักเดินป่ามือใหม่ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าช่วงลูกหลงหน้าหนาว หรือโค้งสุดท้ายดี แต่ขอส่งท้ายความหนาวกันที่นี่ "กิ่วแม่ปาน" ซึ่งเป็นหนึ่งในมุมชมวิวทิวทัศน์บนขุนเขาของเชียงใหม่ ที่ยังคงสมบูรณ์และหาดูได้ยากในประเทศไทย แม้กิ่วแม่ปานจะไม่มีอะไรมาก แต่ที่นี่ก็คือจุดรอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่มาแรงแซงทางโค้งแห่งหนึ่งในปี 2015 นี้ เส้นทางสู่กิ่วแม่ปาน คือเส้นทางของถนนจอมทอง ที่มุ่งสู่ดอยอินทนนท์ เพียงแต่อยู่ตรงกิโลเมตรที่ 42 ณ จุดนี้ เรากำลังจะเริ่มต้นเดินเท้าเข้าไปใน “เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน-ดอยอินทนนท์” ทางเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติจะอยู่ริมถนนพอดี เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน มีระยะทางการเดิน 3 กิโลเมตร มีทั้งเดินในป่าและสันดอย ทางเดินจะวนเป็นวงกลม เสียค่าเข้าคิดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 200 บาท ระหว่างการเดินจะมีพี่ไกด์ท้องถิ่นคอยนำทางพร้อมให้ข้อมูลตลอดทาง ทางเดินในกิ่วแม่ปานเดินง่าย มีทางลาดชันบ้างเล็กน้อย ถือว่าเหมาะกับมือใหม่ ตลอดเส้นทางเดินที่ผ่านแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ช่วงแรกเป็นป่าดิบชื้นมีมอส และเฟิร์นขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น เหล่าต้นไม้สูงใหญ่ แข่งกับความสูงชันของพื้นดิน แถมอากาศที่นี่ยังหนาว และบริสุทธิ์ดี เพราะมีแหล่งกำเนิดโอโซนรายล้อเต็มไปหมด หลังจากผ่านดงทึบของป่าดิบเขา จึงเข้าสู่ช่วงของทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่คอยเปลี่ยนสีจากสีเขียวขจึในช่วงฤดูฝนสลับกับสีน้ำตาลอ่อนอย่างพรั่งพร้อมในช่วงฤดูแล้ง เห็นไอหมอกเมฆไหลมาอยู่เบื้องหน้าซึ่งคาดไม่ถึงเลยว่าจะอยู่หลังม่านอันหนาทึบ หากสังเกตดีๆ ตามทางเดินจะพบมูลหรือรอยขุดคุ้ยหาอาหารของสัตว์ป่า เมื่อเราออกเดินทางต่อจะพบกับต้นกุหลาบพันปีแดงขึ้นอยู่ตามหน้าผาเป็นดงกว้างจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ จะพากันผลิดอกเบ่งบานในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม พันธุ์ไม้ชนิดนี้ถือเป็นลักษณะเด่นของเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานแห่งนี้ แล้วจึงวกกลับเข้าสู่ป่าดิบเขาอีกครั้งหนึ่ง เป็นการเดินช่วงสุดท้าย จะต้องเดินลงสู่ลำห้วยแม่ปาน ที่ไหลลดเลี้ยวมาจากบริเวณที่ข้ามมาในช่วงต้น เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน สามารถวนรอบไปกลับในวันเดียว ตามหนทางจะผ่านไปสู่ป่าดงดิบริมธารน้ำ ขึ้นเนินผ่านป่าที่ห้อยระย้าด้วยมอส ฝอยลม ในยามหน้าฝนจะถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวและอากาศที่หนาวเย็น สุดปลายทางที่ทุ่งหญ้าบนเนินที่ดารดาษด้วยดอกไม้ตามพื้น เช่น หนาดเขาสีขาวเป็นตุ่ม ๆ ส้มแปะ และดอกไม้ป่าสีเหลือง ม่วง ขาว อีกหลายชนิด เช่น บัวทองอินทนนท์ ไวโอเล็ต เป็นต้น พ้นจากป่า ออกเดินต่อ เพื่อเช็คอินที่ ผาแง่มน้อย กับทางเดินระเบียงไม้ ที่สร้างขึ้นตามไหล่เขา และต่อมาคือปลายทางนั่งพักที่ทุกคนปรารถนา “สันดอยกิ่วแม่ปาน” ที่มีวิวสวยสมกับความเมื่อยล้า ได้เห็นทะเลหมอกสมใจ เมฆหมอกลอยผ่านไป นี่แหล่ะความงามของธรรมชาติ พร้อมลมพัดเย็นสบาย จุดชมวิวสันดอยด้านบนนี้ อากาศดี วิวสวย ฟิน !!! จากจุดชมวิวถ้าเรามองลงไปด้านล่างจะเห็นนาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียง และอำเภอแม่แจ่ม ด้วย นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีความงามของ “กุหลาบพันปีสีแดง” ให้เป็นรางวัล ขึ้นอวดความงามตามไหล่เขา เริ่มผลิดอกงามให้ได้ชื่นชมกัน ปรับตัวเองท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็น และลมแรง ใบเป็นแผ่นเหนียวหนา เพิ่มขนในการคายน้ำ กิ่งโปร่งลมผ่านสะดวก เรียงใบเป็นกระจุกปลายกิ่ง ตอกแดงเข้มเห็นง่ายแม้ในม่านหมอก นกและแมลงจึงสะดวกเข้ามากินน้ำหวานและผสมเกสร โคนต้นมีตาสำรองไว้พร้อมขยายพันธุ์ในกรณีที่ถูกไฟป่ามารบกวน … เป็นข้อความบนแผ่นบอร์ดข้อความตรงนั้น ซึ่งน่าสนใจจึงขอนำมาถ่ายทอดเพื่อเป็นข้อมูล.. และที่เล่ามาทั้งหมดนี่แหละคือ กิ่วแม่ปาน … ของขวัญจากธรรมชาติที่แสนล้ำค่า ที่มา บทความจาก : emaginfo.com