ปั่นจักรยาน

ครั้งแรกของ ลูกพี่ กับจักรยาน 2 ล้อ เป็นไงไปดู
น้องมะลิ /  คลิปน้องมะลิ / 

    มีความตื่นเต้นเล็กน้อย สำหรับ น้องมะลิ พาขวัญ ลูกสาวสุดน่ารักของ พ่อปอ และ แม่โบว์ กับการขี่จักรยานสองล้อครั้งแรกโดยแม่โบว์ได้โพสต์คลิปผ่าน IG ส่วนตัว ขณะที่ลูกพี่กำลังพยายามขี่จักรยานด้วยตัวเองแถมยังมีกองเชียร์คอยส่งเสียงให้กำลังใจไปดูกันว่าลูกพี่ของเราจะทำสำเร็จรึป่าว... IG @vanda29 ครั้งแรกกับสองล้อคะพี่จ๋า ครั้งแรกกับสองล้อคะพี่จ๋า  

ประเดิมไม่สวย! ช้างศึกU19พ่ายเวียดนามศึกสี่เส้าอินวิเตชั่น คัพ
Myanmar U19 Invitational Cup 2016 /  ช้างศึก / 

ช้างศึกU19ปีประเดิมเกมเเรกได้ไม่สวย หลังเป็นฝ่ายพ่ายให้ ทีมชาติเวียดนาม 1-0 ในศึกฟุตบอล “Myanmar U19 Invitational Cup 2016” ความเคลื่อนไหวทีมชาติไทย U-19 ชุดทำศึกสี่เส้า “Myanmar U19 Invitational Cup 2016” ระหว่างวันที่ 22-28 สิงหาคม 2559 ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม “ช้างศึก U-19” ภายใต้การคุมทีมของ เฉลิมวุฒิ สง่าพล ลงสนามเป็นเกมแรกพบ เวียดนาม U-19 โดย “โค้ชหนุ่ย” จัดทัพผู้เล่นตัวหลักลงอย่างพร้อมหน้า นำโดย วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ, สุภโชค สารชาติ และ อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ เริ่มเกมในครึ่งแรก นาทีที่ 25 เวียดนามได้ประตูขึ้นนำทีมชาติไทยก่อน 1-0 จากเตะมุมสั้นฝั่งขวาครอสเข้ามาให้ ตรัน ทรานห์ ขวิดเหน่งๆเข้าไป หลังเสียประตูทีมชาติไทยพยายามเปิดเกมเข้าใส่ ก่อนหมดครึ่งแรก 3 นาที ช้างศึก U-19 มาได้ลุ้นจากฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ ปั่นไปตรงตัว โด ซี ฮุย จบครึ่งแรก เวียดนาม นำ ทีมชาติไทย 1-0 ครึ่งหลังเกมทีมชาติไทยแก้เกมมาดีขึ้นและเกือบได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 72 จากบอลยาวทะลุเข้าเขตโทษให้ สุขสันต์ มุ่งเป้า วอลเลย์ด้วยซ้ายทว่าหลุดเสาไปนิดเดียว นาทีที่ 79 ไทยพลาดได้ประตูตีเสมออีกครั้งจากฟรีคิกกลางประตูระยะร่วม 28 หลา สรรเสริญ ปั่นด้วยขวาบอลยังข้ามคานออกไปแบบได้เสียว เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกม ทีมชาติไทย แพ้ เวียดนาม 0-1 สำหรับโปรแกรมนัดถัดไปของทีมชาติไทย U-19 จะพบกับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร U-18 จากญี่ปุ่น ในวันที่ 24 สิงหาคม 2559 เวลา 15.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) TRUE 4U ถ่ายทอดสด รายชื่อ 11 ตัวเเรกทั้งสองทีม ทีมชาติไทย : ชาคร พิลาคลัง (ผู้รักษาประตู), มีโชค มหาศรานุกุล, ชินภัทร ลีเอาะ, ศฤงคาร พรหมสุภะ, โชติภัทร พุ่มแก้ว, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ, ศุภชัย ใจเด็ด, สุภโชค สารชาติ, สีหนาท สุทธิศักดิ์, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ เวียดนาม : โด ซี ฮุย (ผู้รักษาประตู), ฮุย ทาน ซินห์, บุย เทียน ดอง, ลวง ฮอง นาม, ฮา ดุ๊ก ชิน, ตรัน ทรานห์, โฮ มินห์ ดี, ฟาม ทรอง ฮัว, โฮ ตัน ไต, เหงียน ฮู ลัม, โดน วาน เฮา

ทริปเที่ยวสิงคโปร์แบบไหน ก็ “ใช่” สำหรับคุณแม่
chinatown /  ช้อปปิ้งสิงคโปร์ / 

เดือนสิงหาคมใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว พร้อมวันสำคัญวันหนึ่งที่ทุกคนจะลืมไปไม่ได้เลยคือ “วันแม่แห่งชาติ” นั่นเอง คุณลูกคนไหนที่กำลังมองหาของขวัญสุดพิเศษให้คุณแม่อยู่ ลองทำเซอร์ไพรส์สุดพิเศษด้วยการจัดทริปพาคุณแม่ไปเที่ยวประเทศเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์อย่างสิงคโปร์ดูสิ รับรองว่าคุณแม่จะต้องเป็นปลื้มอย่างแน่นอน เพราะสิงคโปร์เป็นศูนย์รวมแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมที่หลากหลายจนคุณแม่อาจเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว ในโอกาสพิเศษอย่างนี้ การท่องเที่ยวสิงคโปร์เลยขอเพิ่มสีสันด้วยการแนะนำทริป 6 แบบสำหรับคุณแม่ 6 สไตล์ ให้คุณลองเลือกดูว่าทริป ณ ประเทศสิงคโปร์แบบไหน ที่ “ใช่” แม่ของคุณ พาแม่เที่ยวสิงคโปร์ 6 แบบ 6 สไตล์ ทริปคุณแม่สายชิลล์: Chilling Mom สำหรับคุณแม่สายชิลล์ ไม่ขออะไรมาก แค่ได้เดินเล่นชมวิวทิวทัศน์รอบเมือง ชมสถาปัตยกรรมสวยงามแปลกตา  ก็มีความสุขได้ง่ายๆตามวิถีสโลว์ไลฟ์แล้ว เพราะสิงคโปร์เป็นแหล่งรวมของวัฒนธรรมหลากหลายที่ผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว คุณแม่และคุณลูกสามารถควงแขนกันไปเดินเที่ยวย่านเมืองใหม่ที่เป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมล้ำสมัย หรือเปลี่ยนบรรยากาศ ลองนั่งเรือ Singapore River Cruise พร้อมชมทิวทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำก็เก๋ไปอีกแบบ อย่าลืมแวะเที่ยวย่านเมืองเก่าที่ถูกอนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพเดิมแต่เต็มไปด้วยสีสันอย่าง China Town หรือย่าน Tiong Bahru ที่แฝงไปด้วยเสน่ห์น่าค้นหา ถ้ามีเวลาลองหาร้านกาแฟเก๋ๆซักร้าน พกหนังสือเล่มโปรดไปด้วยซักเล่ม เท่านี้ก็ฟินแล้ว ทริปคุณแม่สายแชะ: Selfie Mom คุณลูกพามาเที่ยวสิงคโปร์ทั้งที ไม่ว่าจะเซลฟี่ รูปเดี่ยว หรือรูปหมู่ ก็ขอมีช็อตเด็ดโดนๆ กับสถานที่เก๋ๆ เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก นี่ความสุขของคุณแม่สายแชะเขาเลยล่ะ เพราะนอกจากจะไปถ่ายภาพกับแลนมาร์คเด็ดๆอย่าง Merlion หรือ Marina Bay Sand แล้ว ลองพาคุณแม่ไปหามุมเก๋ๆ ไม่ซ้ำแบบใครดู ไม่ว่าจะถ่ายแบบฮิปๆกับสตรีทอาร์ตบนตึกสีสันจัดจ้านที่ Haji Lane หรือไปย่าน Kampong Glam ชุมชนชาวมุสลิมที่มีสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับดีไซน์สมัยใหม่ ก็เลิศทั้งนั้น พร้อมจบทริปด้วยการไป Selfie Coffee - Selfie Latte Art โดยเลือกรูปโดนๆของคุณกับคุณแม่ มาทำเป็นศิลปะบนฟองนมให้กาแฟแก้วโปรด อร่อยแล้วยังน่ารักอีกต่างหาก ทริปคุณแม่สายกรีน: Green Mom สำหรับคุณแม่สายกรีนนั้น ชื่นชอบสี “เขียว” เป็นที่สุด ขอแค่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติแค่นี้ก็มีความสุข ดังนั้นสถานที่ท่องเที่ยวสุดโปรดจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากบรรดาสวนสวยและธรรมชาติร่มรื่น ณ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่รณรงค์เรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียวสำหรับคนเมือง ไม่ว่าจะเป็น Gardens by the Bay ที่มีพันธุ์ไม้หลากชนิดหมุนเวียนมาให้ชมกันจนไม่รู้เบื่อในธีมที่เปลี่ยนไปในทุกเทศกาล หรือ สวนสวยมรดกโลกอย่าง Singapore Botanic Gardens พร้อมพาคุณแม่เดินเล่น ณ สวนลอยฟ้า ชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นและทิวทัศน์ของสิงคโปร์ในมุมใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสที่ Marina Barrage ก็ชิคไปอีกแบบ หรือหากพอมีเวลา จะพาคุณแม่ไปยืดเส้นยืดสายด้วยการปั่นจักรยานชมธรรมชาติกันแบบเบาๆ บนเกาะ Pulau Ubin ก็สนุกไปอีกแบบ ทริปคุณแม่สายกิน: Foodie Mom  อาหารที่ไหนใครว่าดี จานไหนเด็ด คุณแม่เป็นต้องขอให้พาไปชิม  ถ้าให้บอกลายแทงร้านอาหารอร่อยในสิงคโปร์ คงตามชิมกันไม่หมดในทริปเดียวเป็นแน่ เพราะประเทศสิงคโปร์นั้นมีอาหารให้เลือกชิมมากมาย ตั้งแต่สตรีทฟู้ดที่หาทานได้ง่ายๆไปจนถึงร้านอาหารเลื่องชื่อที่ผ่านการรังสรรค์จากเชฟชื่อดังอย่างสุดฝีมือ พลาดไม่ได้เด็ดขาดกับอาหารท้องถิ่น อาทิ ข้าวมันไก่ชื่อดัง Tian Tian และซุปกระดูกหมูรสชาติเข้มข้นที่ Song Fa Bak Kut Teh  หรือจะพาคุณแม่ไปเดินเล่นแถว Clarke Quay สุดคึกคัก เพราะเป็นเสมือนแหล่งรวมร้านอาหารชื่อดังมากมาย พร้อมจัดเต็มกับเมนูปูยักษ์ผัดพริกรสเข้มข้นให้ฟินกันสุดๆ ก็คงจะดีไม่น้อย คุณแม่สายบุญ: Zen Mom  คุณแม่สายบุญ ไม่ว่าไปที่ไหน คุณแม่เป็นต้องขอเวลานอก เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลสักนิด แอบกระซิบว่าถ้าอยากจัดเส้นทางไหว้พระ 9 วัด ณ ประเทศสิงคโปร์คงทำได้ไม่ยาก เพราะประเทศนี้มีวัดชื่อดังหลายแห่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะการขอโชคลาภ ขอพรให้ค้าขายดีกิจการรุ่งเรืองที่วัด Sembawang God of Wealth ที่มีเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งเด่นอยู่บนหลังคา หรือควงแขนคุณแม่ไปเสี่ยงเซียมซีที่คนท้องถิ่นบอกกันว่าแม่นสุดๆ ณ วัด Kwan Im Thong Hood Cho และที่สำคัญไม่ควรพลาดโอกาสไปเยือนวัด Sri Mariamman วัดแขกชื่อดัง ที่มีซุ้มประตูสวยแปลกตา พร้อมขอพรให้ช่วยปกป้องจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  นอกจากนี้ประเทศสิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่เชื่อเรื่องการสร้างอาคารสถานที่โดยเน้นดูหลักฮวงจุ้ยที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นอย่าลืมไปปิดทริปสวยๆ ด้วยการพากันไปรับพลังที่ Fountain of Wealth ที่ Suntec City ว่ากันว่าเป็นที่ที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คุณแม่สายช้อป: Shopper Mom  ป้ายเซลล์อยู่ที่ไหน เป็นได้เจอคุณแม่อยู่แถวนั้น   แล้วจะมีที่ไหนเหมาะไปกว่าการไปช้อปที่สิงคโปร์ แหล่งรวมห้างดังและร้านค้าตามตรอกซอกซอยที่รอให้คุณพาคุณแม่ไปสำรวจอีกล่ะ ไม่ว่าจะเป็นห้างดังอย่าง ION Orchard ที่รวมแบรนด์ดังมากมายไว้ด้วยกัน หรือจะเดินซื้อของฝากจุกจิกที่ย่าน Chinatown ก็คงสนุกไม่น้อย แต่ถ้าคุณแม่-คุณลูกคู่ไหนกลัวช้อปไม่จุใจ ขอแนะนำให้ไปช้อปปิ้งต่อแบบ non-stop ได้ 24 ชั่วโมงที่ Mustafa Centre เพราะมีของสารพัดนึกให้เลือกซื้อ ตั้งแต่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า นาฬิกา กระเป๋า แล้วก็ของใช้จิปาถะเต็มไปหมด เรียกได้ว่าสต๊อปเดียวแต่ตอบโจทย์สุดๆ แนะนำกันมาขนาดนี้แล้วเหล่าคุณลูกอย่ารอช้า ถ้าได้ไอเดียแล้วว่าทริปแบบไหน “ใช่” คุณแม่ของคุณ รีบเตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยว ที่มีแต่เสียงหัวเราะ ความสนุก พร้อมติดตรึงใจคุณแม่ของคุณไปอีกนานด้วยกันนะ

ทริปใกล้กรุงฯ สองวันหนึ่งคืน เวลาเที่ยวน้อย ก็ฟินได้!
10 อันดับ /  ทริปใกล้กรุงฯ สองวันหนึ่งคืน / 

12 สิงหา วันแม่แห่งชาติ เป็นวันสำคัญที่คนไทยให้ความสำคัญมากอีกวันหนึ่ง ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันศุกร์ แถมหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ติดกันซะด้วย ใครที่กำลังอยากพาคุณแม่และครอบครัวไปเที่ยว อาจจะสามวันสองคืน หรือสองวันหนึ่งคืน เรามีทริปดีๆ มาแนะนำกันค่ะ ^^ ทริปใกล้กรุงฯ สองวันหนึ่งคืน เวลาเที่ยวน้อย ก็ฟินได้! เขาพะเนินทุ่ง – แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เขาพะเนินทุ่ง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สภาพภูมิประเทศมีความสมบูรณ์และมีทิวทัศน์สวยงาม มีจุดชมทะเลหมอกที่เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกฤดู ตอนเช้ามองเห็นหมอก และเมื่อหมอกจางเราก็สามารถเฆ้นทิวทัศน์ ภูเขา ป่าทีอุดมสมบูรณ์ไกลสุดสายตา นอกจากจุดชมวิวแล้วที่นี่ยังมีแหลางท่องเที่ยวอีกหลายที่ เช่น แคมป์ที่เป็นจุดชมผีเสื้อ, น้ำตกทอทิพย์, ชมนก รวม 400 กว่าชนิด อ่านเพิ่มเติม: http://travel.mthai.com/member-blog/138358.html ----------------------------------------------------- เที่ยวจันทบุรี ย่านเมืองเก่า ‘จันทบูร’ ตะลุยกินอาหารพื้นเมือง หลายคนอาจจะรู้กันดีว่าจังหวัดในแถบนี้ ทั้ง จันทบุรี ระยอง ตราด จะเป็นแหล่งสวนผลไม้ แต่แหล่งท่องเที่ยวก็มีเสน่ห์มากเหมือนกัน 2 วัน 1 คืน เราสามารถเดินเล่น กินของอร่อยแถบย่านเมืองเก่า พร้อมกับชมเมือง ตึก อาคาร ที่มีประวัติศาสตร์ความเป้นมาที่น่าสนใจ อีกทั้งแหล่งท่องเที่ยวอีกๆ เช่น วัดพระแม่ปฏิสนธินิรมล เป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดในอาเซียน, คุกขี้ไก่, ตึกแดง พร้อมกินอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อ อ่านเพิ่มเติม เที่ยวจันทบุรี ย่านเมืองเก่า ‘จันทบูร’ ตะลุยกินอาหารพื้นเมือง! ----------------------------------------------------- อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ตั้งอยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาหินปูนสลับซับซ้อน และมีเกาะน้อยใหญ่อยู่รวม 6 เกาะ เราสามารถเข้ามาเดินเล่น เดินชมธรรมชาติไม้นานาพันธุ์ รวมถึงสัตว์น้ำ เป็นต้น อีกทั้งมีแหล่งท่องเที่ยว เช่น ถ้ำพระยานคร ถ้ำแก้ว และถ้ำไทร มีหินงอกหินย้อยงดงาม โดยเฉพาะถ้ำพระยานครนั้นมีเพดานถ้ำทะลุเป็นปล่องใหญ่ แสงจะส่องลงมาตรง “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างสวยงาม อ่านต่อ ตะลุยเที่ยว ‘อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด’ -----------------------------------------------------  เกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เรียกได้ว่าเป็นเกาะที่มีทัศนีภาพและทรัพยากรที่สวยงามและสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของทะเลตะวันออก ด้วยความที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ จึงสะดวกต่อการเดินทางมาท่องเที่ยว เกาะแสมสาร อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือร่วมกับเกาะขาม โดยจะมีเรือให้บริการข้ามเกาะที่ท่าเทียบเรือ พบกับกิจกรรมมากมาย ทั้งดำน้ำ ปั่นจักยาน พายเรือคายัค ฯลฯ นอกจากนี้แล้วบนฝั่ง ก็ยังสามารถเที่ยวชมความงามของหาดนางรำ ที่ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ ได้อีกด้วย อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เที่ยวเกาะแสมสาร สัมผัสทะเลงาม ใกล้กรุงเทพฯ ----------------------------------------------------- เขาเขียว – เกาะสีชัง ไปพักเต้นท์ติดแอร์ที่ เอสตาเต้ รีสอร์ท ในเขาเขียว + ปั่นจักรยานชิลๆ ชมวิว ให้อาหารสัตว์ ส่วนอีกหนึ่งวันไปชิลที่เกาะสีชัง อ่านเพิ่มเติม เงิน 2,000 บาท กับ ว่าง 2 วัน ไปชิลใกล้กรุง ที่ เขาเขียว – เกาะสีชัง! ----------------------------------------------------- เที่ยวกาญจนบุรี ที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม กาญจนบุรี จังหวัดที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ  เช่น ยลถิ่นเมืองขอม ปราสาทเมืองสิงห์, ตามรอย ทางรถไฟสายมรณะ, เที่ยวน้ำตกเอราวัณ สวรรค์ชั้น 7, ถ้ำเสาหินลำคลองงู เสาหินสูงที่สุดในโลก อ่านข้อมูลเพิ่มเติม  สัมผัสชีวิตดี๊ดี กับ 10 ที่เที่ยวกาญจนบุรี ที่คุณต้องเลิฟ  วิวสวยมาก! ตามรอยทางรถไฟสายมรณะ กาญจนบุรี งบ 200 บ. ขาดตัว ----------------------------------------------------- ล่องแพ เล่นน้ำ ที่กาญจนบุรี  ถ้าใครเบื่อทะเลอยากสัมผัสธรรมชาติ ล่องแพ ชมวิวภูเขา ต้นน้ำลำธาร ต้องมาที่นี่! นอกจากจะได้ชมความงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว มีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทำตั้งเยอะ! อ่านข้อมูลเพิ่มเติม  มันส์สุดเหวี่ยง เปียกสุดยอดที่ Lake Heaven กาญจนบุรี เดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์แคว รีสอร์ท บ้านลอยน้ำ กลางขุนเขากาญจนบุรี 1,000 นิดๆ ซื้อชีวิตลอยแพได้ 2 วัน 1 คืน ที่ ไทรโยค วิว ราฟ์ท จ.กาญจนบุรี ----------------------------------------------------- เที่ยวเขาใหญ่ ไปได้ตั้งหลายที่! มาที่นี่ไม่ผิดหวัง! เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา แห่งนี้มาที่เดียวก็สามารถเที่ยวไปหลากหลายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่พักบรรยากาศดี ร้านอาหาร-ของหวาน แสนอร่อย ถือเป็นอีกจังหวัดที่เหล่าวัยรุ่น วัยใหญ่ นิยมมากันมากที่สุด! ส่วนที่เที่ยวก็เช่น Primo Piazza (พรีโมเพียซซ่า) สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในเขาใหญ่ ปรับปรุงมาจาก primo posto มีมุมสวยๆ เยอะเลย , Palio (ปาลิโอ เขาใหญ่), อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ , ไร่องุ่น , ฟาร์มแกะ , ฟาร์มโชคชัย, Life Park ศูนย์รวมที่สุดของนานาเครื่องเล่น และกิจกรรมเชิงผจญภัยกลางแจ้งอันทันสมัย สั่งตรงมาจากต่างประเทศมากกว่า 30 รายการ อ่านข้อมูลเพิ่มเติม  The Birder’s Lodge ที่พักสุดชิค สำหรับคนชอบชิว ณ เขาใหญ่ ตลาดน้ำเขาใหญ่ สไตล์วินเทจบนเนินเขาใหญ่ที่สุดในไทย ----------------------------------------------------- อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี อุทยานแห่งชาติพุเตย อำเภอด่านช้าง ดินแดนแห่งขุนเขา ป่าหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองสุพรรณบุรีเป็นชายป่าผืนสุดท้ายของป่าห้วยขาแข้ง เป็นสถานที่ที่เหมาะกับนักเดินทางทีหลงใหลในธรรมชาติ ความสงบเงียบ ป่าเขาน้ำตก ความงดงามงามของดวงอาทิตย์ยามเช้า ไอหมอก ความหนาวเย็น และวิถีชีวิตของชนชาวกระเหรี่ยง จุดที่ห้ามพลาดคือการเดินขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดเขาเทวดา และยามค่ำคืนก็นอนนับดาวที่ลานกางเต๊นท์ของอุทยานฯ อ่านเพิ่มเติม: http://travel.mthai.com/blog/127838.html -----------------------------------------------------

10 ผู้เล่นน่าจับตามองในตลาดซื้อขาย พรีเมียร์ ลีก ปี 2016
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช /  ซาดิโอ มาเน่ / 

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับตลาดซื้อขายในฤดูกาลนี้ มาดูกันว่า 10 ผู้เล่นหน้าใหม่ที่มองว่าน่าจะคุ้มค่าตัวของ พรีเมียร์ ลีก มีใครกันบ้าง? 10. แร็การ์ คลาวาน (ลิเวอร์พูล, 4.2 ล้านปอนด์) กองหลังกัปตันทีมชาติเอสโตเนีย ที่ ลิเวอร์พูล หมายมั่นปั่นมือให้เป็นกองหลังอะไหล่ในฤดูกาลนี้ แต่กลับกลายเป็นช่วงพรีซีซั่น กองหลังวัย 30 ปีรายนี้โชว์ฟอร์มสุดแกร่ง ไล่กวาดแนวรุกคู่แข่งอยู่หมัด แถมมีส่วนร่วมกับเกมรุกด้วยการผ่านบอลที่น่าวางใจได้ในระดับหนึ่ง 9.โลอิก เรมี่ (คริสตัล พาเลซ, ยืม) ศูนย์หน้าที่ คริสตัล พาเลซ ยืมตัวมาจาก เชลซี ในช่วงตลาดซื้อขายใกล้ปิดตัวลง น่าจะโชว์ฟอร์มได้ดีในถิ่นเซลเฮิร์สท์ พาร์ค ซึ่งก่อนหน้านี้ เรมี่ แทบไม่ได้รับโอกาสในทีมสิงห์บลูเลย แต่เชื่อว่าศูนย์หน้าวัย 29 ปีน่าจะเป็นตัวความหวังในการล่าประตูให้กับทีมในระดับกลางอย่างคริสตัล พาเลซ มากกว่า คริสเตียน เบนเตเก้ ที่พาเลซทุ่มซื้อมาก่อนหน้านี้ 8.มิชี่ บาตชูอายี่ (เชลซี, 33 ล้านปอนด์) ดาวรุ่งผู้แบกค่าตัว 33 ล้านปอนด์ ถูกหมายมั่นปั้นมือให้เป็นศูนย์หน้าอันดับหนึ่งแห่งถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ในอนาคตอันใกล้นี้ แม่เขามักจะได้รับบทตัวสำรองในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ แต่บาตชูอายี่ก็แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในการทำประตูด้วยตัวเอง และการถวายพานให้เพื่อนทำประตู นับว่าเขาเป็นศูนย์หน้าที่น่าจับตามอง และสามารถรับบทตัวทีเด็ดทีขาดในช่วงท้ายเกมได้เป็นอย่างดี แม้อายุของเขาจะยังไม่เท่าไหร่ก็ตาม 7.อัลบาโร่ เนเกรโด้ (มิดเดิลสโบรห์, ยืม) ศูนย์หน้าที่ มิดเดิลสโบรห์ ยืมมาจาก บาเลนเซีย สามารถพังประตูได้ตั้งแต่เกมแรก และยังทำอีก 2 แอสซิสต์ใน 3 เกมแรกของเขา แค่ออกสตาร์ทฤดูกาล เนเกรโด้ แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการมีส่วนร่วมกับเกมได้เป็นอย่างดี และเขาคนนี้จะเป็นคีย์แมนที่จะพามิดเดิลสโบรห์โลดแล่นในเวที พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้ 6.วิกเตอร์ วานยาม่า (ทอตแน่ม ฮอทสเปอร์ส, 11 ล้านปอนด์) มิดฟิลด์ตัวรับผู้เก็บกวาดหน้าบ้านให้กับสเปอร์สฤดูกาลนี้ ถือว่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม วานยาม่า มีความแข็งแกร่งของร่างกาย อ่านเกมดี และความขยันที่มีเต็มเปี่ยม ซึ่งจะช่วยให้บรรดาเกมรับและเกมรุกของ "ไก่เดือยทอง" ทำงานได้อย่างสบายในฤดูกาลนี้ 5.แอชลีย์ วิลเลี่ยมส์ (เอฟเวอร์ตัน, 13 ล้านปอนด์) กองหลังชาวเวลส์ที่ เอฟเวอร์ตัน ยอมควัก 13 ล้านปอนด์ให้ สวอนซี ซิตี้ เพื่อมาคุมแนวรับในถิ่นกูดิสัน พาร์ค ด้วยประสบการณ์ทั้งในสโมสรและทีมชาติ วิลเลี่ยมส์ จะสามารถเข้ามาแทนที่การหายไปของ จอห์น สโตนส์ ได้อย่างแน่นอน 4.โนลิโต้ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้, 14 ล้านปอนด์) ตัวรุกอเนกประสงค์ที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ดึงมาร่วมทีมคนแรกๆ โนลิโต้ มีความพิเศษในเรื่องของการเป็นตัวไม้ตายในการจบสกอร์ให้กับทีม ลองจินตนาการ เปโดร โรดริเกซ ในทีมบาร์ซ่ายุคเป๊ปดูสิ! เขาไม่จำเป็นต้องใช้โอกาสหรือมีส่วนร่วมกับเกมเท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ที่ทีมต้องการประตู ชายคนนั้นก็คือ โนลิโต้ นั่นเอง และด้วยเหตุนี้ เป๊ป จึงคว้าตัวเขามาร่วมทีมเพื่อไล่ล่าแชมป์ร่วมกับแมนฯ ซิตี้ 3.ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล, 34 ล้านปอนด์) อีกหนึ่งผู้เล่นที่ย้ายจาก เซาแธมป์ตัน มาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ ด้วยมูลค่า 34 ล้านปอนด์ อาจทำให้แฟนหงส์แดงต้องโอดครวญในช่วงแรก แต่กลายเป็นว่า มาเน่ นั้นเป็นเหมือนผึ้งงานคนสำคัญในเกมรุกไปในทันที ด้วยความขยัน, ความเร็วที่มี และความไม่เห็นแก่ตัว ทำให้ศูนย์หน้าชาวเซเนกัลเป็นที่รักของเหล่าแฟนหงส์แดงอย่างรวดเร็ว 2.เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (เชลซี, 30 ล้านปอนด์) บางที ก็องเต้ อาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่พา เชลซี กลับมาค้าแชมป์อีกครั้ง เมื่อกองกลางจอดกวาดโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ จนพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกได้สำเร็จ ก็องเต้ถูกมองว่าเป็น "นิวมาเกเลเล่" ด้วยรูปร่างและสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึง ซึ่งการเข้ามาของกองเต้นั้นช่วยให้เกมรับเล่นง่ายและเกมรุกเล่นสบาย ทางทีมงาน MThai Sports จึงมองว่าการเข้ามาของก็องเต้นั้นจะชฃ่วยให้ระบบการเล่นของ อันโตนิโอ คอนเต้ สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น 1.ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ฟรี) อันดับหนึ่งที่ทาง Mthai Sports ว่า "โค-ต-รคุ้ม" เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ซลาตัน "พ่อทุกสถาบัน" อิบราฮิโมวิชนั่นเอง การเข้ามาแบบไม่มีค่าตัวของศูนย์หน้าวัย 34 ปีที่ถูกมองว่าเป็นไม้แก่และอาจมีสไตล์การเล่นไม่ทันจังหวะฟุตบอลอังกฤษ แต่ซลาตันกลับอุดปากนักวิจารณ์เหล่านั้นด้วยการระเบิดตาข่ายให้ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทบจะทุกเกม และแสดงให้เห็นถึงความเก๋าในเกมลูกหนังได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า 34 ปีมันเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้นจริงๆ สำหรับผู้ชายคนนี้!

หืดขึ้นคอ! กิเลนต่อเวลาหักปีกกระบี่,ลิ่วรอบ4ทีมลีกคัพ
กระบี่ เอฟซี /  กิเลนผยอง / 

กิเลนผยองหืดจับไล่ตีเสมอินทรีอันดามันท้ายเกม ก่อนมาซัดประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษให้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปอย่างเฉียดฉิว ในศึกโตโยต้า ไทยลีก เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา เริ่มเกมในครั้งเเรกได้ไม่นาน เพียงนาทีเเรกของเกมแฟนเจ้าถิ่นต้องเงียบทั้งสนาม ธีราทร บุญมาทัน จ่ายคืนหลังให้ สุพรรณ ทองสงค์ จับบอลพลาดถูก แทงจินี ชิเปา ฉกบอลก่อนซัดเข้าไปตุงตาข่ายให้ทีมเยือนกระบี่ขึ้นนำเร็ว 1-0 นาทีที่ 14 กระบี่ เกือบได้ประตูที่สองจากเกมโต้กลับ สาลาฮูดิน อาแว พาบอลขึ้นหน้า ก่อนจ่ายเข้ากลางให้ เอกราช ปั่นแก้ว ตั้งป้อมปั่นด้วยขวา บอลเหินข้ามคานอย่างหวุดหวิด นาทีที่ 31 กิเลนผยองพยายามบุกเข้าใส่อย่างหนัก เคลตัน ซิวลา ทำชิ่งกับ ซิสโก้ ฆิมิเนซ ก่อนด้วยกดด้วยขวาหน้าเขตโทษแต่ก็หลุดกรอบออกไป ก่อนจบครึ่งแรกตามหลัง กระบี่ เอฟซี 0-1 กลับสู่ครึ่งหลังนาทีที่ 56 กิเลนผยองพลาดโอกาสได้ประตูตีเสมออย่างน่าเสียดาย ทริสตอง โด หลุดเข้าเขตโทษแล้วกดด้วยขวา บอลถากเสาสองออกไปเเบบเฉียดฉิว เจ้าถิ่นเปิดเกมบุกแหลกนาทีที่ 69 ก็ยังไม่ได้ประตูตีเสมอ เคลตัน ซิลวา ได้บอลในเขตโทษหาจังหวะปั่นด้วยขวา บอลดันพุ่งชนคานออกหลังอีกครั้ง นาทีที่ 78 กิเลนผยองยังได้เเค่เกือบเมื่อ เคลตัน ซิลวา ตีลังกายิงในเขตโทษเเต่บอลชนคาน กระทั้งนาทีที่ 86 แฟนเจ้าถิ่นได้เฮเสียที ซิสโก้ ฆิมิเนซ โขกลูกเปิดด้านข้างของ ธีราทร บุญมาทัน เข้าไปทำให้จบ 90 นาทีเสมอกัน 1-1 เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษเป็น กิเลนผยอง ที่ได้ประตูในนาทีที่ 93 เคลตัน ซิลวา ยิงไซค์ก้อยเข้าไปอย่างสวยงาม นาทีที่ 120 เมืองทอง ยูไนเต็ด เหลือผู้เล่นเพียง 10 คน เมื่อ เสกสิทธิ์ ศรีใส โดนใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดง ถูกไล่ออกจากสนามไป จบเกม เปิดบ้านแซงชนะ กระบี่ เอฟซี ไปได้ 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมโตโยต้า ลีกคัพ ต่อไป สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ลีกคัพ 2016 รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศจะมีการจับฉลากในวันพรุ่งนี้ (11ส.ค.) การท่าเรือ เอฟซี 4-1 ลำปาง เอฟซี สงขลา ยูไนเต็ด 2-1 ศรีสะเกษ เอฟซี แบงค็อก ยูไนเต็ด 7-8 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (เสมอในเวลา 120 นาที 3-3) รายชื่อ 11 ตัวเเรกทั้งสองทีม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด : วิษณุศักดิ์ แก้วเรือง (ผู้รักษาประตู) - ธีราทร บุญมาทัน , สุพรรณ ทองสงค์ , นาโออากิ อาโอยามะ (ทริสตอง โด น.46) , พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา - วัฒนา พลายนุ่ม , ดัสกร ทองเหลา (สารัช อยู่เย็น น.18) , เสกสิทธิ์ ศรีใส , พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี (ชนาธิป สรงกระสินธ์ น.58)- เคลตัน ซิลวา , ซิสโก้ ฆิมิเนซ กระบี่ เอฟซี : อนุสรณ์ จันสด (ผู้รักษาประตู) - โคเน เซย์ดู , อาทิตย์ บุญพา , อิทธิพล แก้วเขียว , สาลาฮูดิน อาแว (ณัฐวุธ เจริญบุตร น.67) , อนุวัตร พรหมสกุล , ไอแซค เอ็มเบนเก้น , เอกราช ปั่นแก้ว , มาเล็ก ยาวาหาบ (สุรินทร์ ราโอบ น.71) , เรียว มาเอดะ (จรูญสักดิ์ สมกอง น.85) , แทงจินี ชิเปา

ปั่นจักรยานเที่ยวปาย ชมวิวทุ่งนาป่าเขาในหน้าฝน
ปั่นจักรยาน ท่องเที่ยว /  เที่ยวปาย / 

ใครว่าปายหมดเสน่ห์ ใครว่าปายไม่น่าเที่ยวเหมือนแต่ก่อน ? แอดมินขอเถียงคนนึง ขอยืนยันว่าปายยังคงความสวยงามตามเดิม หากมาเยือนแบบถูกช่วงเวลา จากปากคนในพื้นที่เขาบอกว่า ปายหน้าฝน คือช่วงเวลาที่ปาย มีความสวยงามมากที่สุด คนน้อย อากาศชื้นกำลังดี ฝนตกเป็นบางช่วงทำให้สามารถเห็นทะเลหมอกได้มากขึ้น วันนี้ Travel MThai จะขอพาทุกท่านไปเที่ยวปายแบบชิล ๆ ด้วยการปั่นจักรยานเที่ยว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ลัดเลาะตามถนนไปจนถึงทุ่งนา หยุดพักถ่ายรูป ชมทิวทัศน์เขียวขจี สูดธรรมชาติให้ชุ่มปอด แถมยังได้สุขภาพที่ดีอีกด้วย ชมวิวทุ่งนาป่าเขาในหน้าฝน และปั่นจักรยานเที่ยว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน  โดยเส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวปายที่ว่านี้ เรียกว่าเส้นทาง 4020 แม่ฮี้-วัดทรายขาว มีระยะทางไปกลับรวม 8 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากโรงแรมเมดิโอ ปั่นไปตามถนนจนถึงทางขึ้นวัดพระธาตุแม่เย็น เลี้ยวขวาผ่านบ้านกะทิสด ลัดเลาะไปตามทุ่งนา ชมวิวธรรมชาติอันเขียวขจีตลอดสองข้างทาง แล้วไปสิ้นสุดที่วัดทรายขาว จากนั้นจะปั่นไปบรรจบกับถนนใหญ่ หรือจะวกกลับเลี้ยวซ้ายทะลุบึงปายฟาร์ม เพื่อชมบรรยากาศอันร่มรื่นผ่าน ดิ เอีย รีสอร์ท แล้วมาจบที่จุดจอดจักรยานที่โรงแรมเมดิโอ ก็ทำให้เราเพลิดเพลินได้ทั้งนั้น แนะนำเลยฮะ ถ้ามาเที่ยว อ.ปายแห่งนี้ ต้องมาปั่นกันนะ บรรยากาศในการปั่น เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผสานมิตรภาพของเพื่อนร่วมทริป และทิวทัศน์อันสวยงามตลอดเส้นทาง ทำให้การท่องเที่ยวของเรามีความพิเศษมากยิ่งขึ้น ไม่เชื่อ ขอเชิญชวนให้มาปั่นจักรยานเที่ยวที่ อ.ปายนี้ดูกันเลยครับ ถ้าติดใจไม่รู้ด้วยนะ ได้เห็นทุ่งหญ้าสีเขียวๆแบบนี้ ตัดกับสีของภูเขาและท้องฟ้า บอกได้คำเดียวว่าฟินจริงๆ ปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ต้องขอบอกเลยว่า อากาศที่ปายแห่งนี้บริสุทธิ์มากๆ สูดลมหายใจเข้าไปได้แบบเต็มปอด รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ปั่นจักรยานกันไป เป็นหมู่คณะ ตลอดเส้นทางไม่เหงาเลย มีทั้งเพื่่อนร่วมเดินทาง และได้ยินเสียงนกร้องตามทางเป็นระยะๆ ผมติดใจจริงๆ น้อยครั้งที่จะมีโอกาศได้มาปั่นจักรยานลัดเลาะตามทุ่งนา ทุ่งหญ้า และภูเขา แบบนี้ แม้ระยะทางในการปั่นจักรยานเที่ยวจะไม่มากนัก แต่เราก็ใช้เวลาไปพอสมควรเลย เนื่องจากต้องหยุดจอดถ่ายรูปอยู่หลายจุดตลอดเส้นทาง เพราะมันสวยมากจริง ๆ ฮะ ทุ่งนาเขียว ๆ วิถีชีวิตของผู้คน ทิวเขาเรียงราย มีทะเลหมอกน้อยๆ ไหลผ่านไปอย่างช้า ๆ เรียกว่าปั่นไปถ่ายไป ฟินกันทุกคนเลยฮะ ปั่นมาเรื่อยๆ เจอทุ่งนาสีเขียวตรงจุดนี้ กระทบกับแสงแดดสวยงามจับตาจริงๆ เป็นต้องหยิบกล้องขึ้นมาแชะอีกแล้วหล่ะครับ ก็ธรรมชาติสวยขนาดนี้ ใครจะอดใจไหว ในรูปคือ วัดทรายขาว ต.แม่ฮี้  อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นวัดเก่าแก่ของชาวปาย ซึ่งมี พระสมเด็จพระมหาสมณโคดม องค์สีขาว งดงามมากๆ อย่าลืมกันนะว่า ปายหน้าฝน น่าเที่ยวเป็นไหน ๆ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นี้ ยังมีอีกหลายสิ่งที่คุณยังไม่ได้เห็น และการปั่นจักรยานเที่ยวปายกับเส้นทางนี้ คุณต้องมาลองสักครั้ง แล้วจะหลงรัก อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มากขึ้นแบบที่ผมกำลังเป็นอยู่ ...      การเดินทางมา อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอนในทริปนี้ต้องขอขอบคุณ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวปาย ที่ดูแลพวกเราพี่น้องสื่อมวลชนเป็นอย่างดี และสายการบินไทย แอร์เอเชีย ผู้สนับสนุนการเดินทาง อย่าลืมนะครับว่า … ปาย หน้าฝน ก็งดงามควรค่าแก่การมาเที่ยว ลองได้มาปั่นจักรยานเที่ยวแบบนี้ติดใจแน่นอน คนก็น้อยกว่า อากาศกำลังดี ยิ่งปลายฝนต้นหนาวยิ่งต้องมา เมืองน่ารักแห่งนี้รอต้อนรับทุกท่านเสมอครับ ถ่ายภาพและเรียบเรียงโดย : Travel MThai

ละครประทีปรักแห่งใจ (ละครเย็น) , เรื่องย่อประทีปรักแห่งใจ (ละครเย็น)
ละครประทีปรักแห่งใจ /  เรื่องย่อละครประทีปรักแห่งใจ / 

ประทีปรักแห่งใจ บทประพันธ์โดย : นภาสรรบทโทรทัศน์โดย : ปารดากำกับการแสดงโดย : ทวีวัฒน์ วันทา ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.05-19.50 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องย่อละครประทีปรักแห่งใจ ประทีปรักแห่งใจ เป็นเรื่องราวของ เมลดา คุณหนูไฮโซผู้เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์ในชีวิต และไม่เคยคาดคิดว่าชีวิตนี้จะต้องตกระกำลำบาก เพราะมัลลิกา ผู้เป็นแม่ปลูกฝังว่าไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากมาย แค่ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย และแต่งงานกับผู้ชายรวย ๆ สักคนก็พอ ครั้นคุณหนูเมลดาผู้มีชีวิตแสนสุขสบายต้องกลายเป็น หงส์ปีกหักในชั่วข้ามคืน สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง และต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ซ้ำแม่ที่คิดว่าจะเป็นหลักยึดเหนี่ยว ให้แก่ชีวิตก็หวังพึ่งอะไรไม่ได้ แล้วยังกลายเป็นภาระให้อีก เมื่อเจอปัญหารุมเร้าทุกด้าน คุณหนูเมลดาผู้ใช้ชีวิต ในโลกสีชมพูจะเอาตัวรอดได้อย่างไร นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่อง ที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนชีวิตของเมลดา ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ คือ แม่ที่ทรงหยิบยื่นดวงประทีปชีวิตให้แก่เธอ เมลดา ศรานุสรณ์ หรือ มินนี่ คือหญิงสาวที่เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์ในชีวิต ไม่ว่ารูปร่างหน้า ฐานะ ชื่อเสียงในวงสังคม พร้อมกับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าผู้หญิงที่เกิดมามีความเพียบพร้อม ไม่จำเป็นต้องขวนขวาย ทำสิ่งใดให้เหนื่อยยากลำบาก แค่รอเวลาให้เหมาะสมแต่งงานกับผู้ชายที่ดีพร้อมก็พอแล้ว ดังนั้นเมื่อจบการศึกษา ในปีนี้แล้วเธอจึงไม่มีเป้าหมายในชีวิตอะไรนอกจากรอเวลาแต่งงานกับ เป็นหนึ่ง เอกนุกูลกิจ ชายหนุ่มที่เมลดา คบหามานานเป็นปี ในขณะที่มีความยินดีกับงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้า แต่เธอกลับมีความสับสนและไม่แน่ใจอยู่ด้วยว่า อยากแต่งงานกับเป็นหนึ่งจริงหรือเปล่า หรือว่าจำเป็นต้องแต่ง เมื่อนำเรื่องนี้ไปปรึกษา กับมัลลิกาผู้เป็นมารดา ก็ได้รับคำตอบว่าอยู่กันไปก็เรียนรู้นิสัยกันปรับตัวเข้าหากันได้เอง ระหว่างที่เมลดาและเพื่อน ๆ นั่งปรึกษาหารือกันเรื่องชุดแต่งงาน ต้องใจ เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยผ่านมา แล้วพูดจากระแทกแดกดัน เมลดาลุกขึ้นตอบโต้จนเพื่อน ๆ ต้องห้ามปรามไม่ให้ไปสนใจกับพวกบ้านนอก ที่ไม่มีเงินพอจะทำอย่างคนรวยเขาทำกันได้ จึงคิดอิจฉาเท่านั้นเอง แล้วเมื่อเพื่อนทั้งสองคนแยกย้ายกันไป คนที่เข้ามา แทนที่คือ แพรวดาว แฟนเก่าของเป็นหนึ่ง ที่แม้จะเลิกรากันไปก่อนที่เป็นหนึ่งจะมาคบหากับเมลดา แต่แพรวดาว ก็ยังพูดจาว่าเมลดานั้นเป็นมือที่สามแย่งคนรักของเธอ อย่างวันนี้ก็เข้ามาพูดจาบอกว่าการที่เป็นเป็นหนึ่งจะแต่งงาน ก็เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น หาใช่ความรักไม่เป็นหนึ่งมารับเมลดาไปลองแหวนหมั้นที่ร้านเพชร แต่กลับกลายเป็นว่าแหวนที่เมลดาลองสวมนั้นหลวม เพราะทำผิดไซส์ เพชรประดับ เจ้าของร้านเพชรเผลอหลุดปากบอกว่าแหวนที่ทำมานั้น อาจจะเป็นไซส์นิ้ว ของแพรวดาว ทำให้เมลดาโกรธมาก และสั่งให้เขาทำแหวนให้เธอใหม่ และงอนออกจากร้านกลับบ้านทันที โดยที่เป็นหนึ่งก็ไม่ได้ตามมาง้องอน เมลดาเริ่มรู้สึกว่าเป็นหนึ่งอาจจะไม่ได้รักเธอจริงอย่างที่แพรวดาวบอก และตัวเธอเอง ก็ไม่ได้เจ็บปวดหรือเสียใจอะไรมากมายนอกจากรู้สึกเสียหน้าเท่านั้น ซึ่งตัวเธอเองก็อาจจะไม่ได้รักเป็นหนึ่งมากอย่างที่คิดก็ได้ ละครประทีปรักแห่งใจ เมื่อกลับมาปรึกษากับมารดาถึงความไม่แน่ใจในความรัก และอยากจะเลื่อนการแต่งงาน กลับถูกมารดาห้ามปรามไม่ให้เธอคิดมาก และยืนยันว่าไม่มีทางที่เป็นหนึ่งจะไม่รักหญิงสาวที่มีความเพียบพร้อมอย่างเธอ แม้แต่บิดาของเธอก็ไม่ยินยอมให้เธอได้มีโอกาสตัดสินใจสิ่งใด ในขณะที่เป็นหนึ่งก็ตามง้องอน และเปลี่ยนร้านทำแหวนพิสูจน์ ความจริงใจโดยการพาเธอไปเลือกซื้อเพชรใหม่ ทำแหวนวงใหม่จนเมลดาใจอ่อนลืมความขุ่นข้องหมองใจทั้งหมด เพราะรู้ว่าถึงแม้เธอจะเลื่อนการแต่งงานออกไป เธอเองก็ไม่มีแผนชีวิตสำรองด้านอื่นๆ เลยพิธีหมั้นช่วงเช้าผ่านไปด้วยดี เมลดาเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ภาพเจ้าสาวที่เห็นในกระจกนั้นเหมือน ตุ๊กตากระเบื้องเนื้อดีมากกว่าจะเป็นคนจริง เครื่องหน้าที่งดงามอยู่แล้วยิ่งถูกแต่งเติมลงไปอีกก็ยิ่งสวยงามไม่มีที่ติ ระหว่างที่คู่บ่าวสาวกำลังถ่ายรูป และรับแขกที่มาในงานอยู่นั้น แพรวดาวก็เข้ามาในงานด้วยชุดราตรีขาวฟูฟ่อง ประหนึ่งชุดเจ้าสาว ปฏิกิริยาของเป็นหนึ่งเมื่อเห็นแพรวดาวนั้นทำให้เมลดารู้สึกหน้าชา แม้จะเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องเจอสถานการณ์นี้ แต่ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ ยิ่งมีเสียงซุบซิบจากแขกเหรื่อว่าแพรวดาวเป็นคนรักเก่าของ เจ้าบ่าวด้วย เมลดาพยายามจะทักทายด้วยดี แต่แพรวดาวกลับทิ้งคำพูดบางอย่างไว้ทำให้เมลดาไม่สบายใจนัก ขณะที่งานเลี้ยงและพิธีการทุกอย่างดำเนินไป ท่ามกลางความไม่แน่ใจของเมลดาที่ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลง อะไรได้อีกแล้ว แม้ว่าตัวเองอยากจะยกเลิกตอนนี้ก็คงจะสายไปแล้ว แต่ปรากฏว่า ชัยพงศ์ บิดาของเป็นหนึ่ง เข้ามาประกาศยกเลิกงานแต่งงานเพราะรู้ข่าวมาว่ากิจการของ ประยุทธ บิดาของเธอนั้นกำลังจะล้มละลาย เมลดาเริ่ม รับรู้ความจริงใจของเป็นหนึ่งเมื่อเขาสลัดมือเธอออกอย่างเมินเฉย แล้วยิ่งรับรู้มากยิ่งขึ้นเมื่อบิดายอมรับความเป็นจริง เรื่องที่กำลังจะล้มละลาย แม้เขาจะยืนยันว่าไม่คิดจะให้ครอบครัว ของเป็นหนึ่งต้องเข้ามาช่วยโอบอุ้มกิจการ แต่ขอร้องไม่ให้ยกเลิกงานแต่งงานเท่านั้น แต่ชัยพงศ์กลับไม่สนใจแล้วพาเป็นหนึ่งกลับออกไปทันทีประยุทธอับอาย และเครียดมากจนโรคหัวใจกำเริบ และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล สองแม่ลูกที่ไม่เคยมีแผนในการดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง และไม่ได้เตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต จึงไม่มีเงินออมในธนาคารเหลือมากนัก เงินสดก้อนสุดท้ายที่ต้องจ่ายให้โรงพยาบาล และจัดงานศพอย่างเรียบง่าย มีคนมาร่วมงานอย่างบางตาจน น่าใจหาย เมื่อล้มละลายก็ทำให้ญาติมิตรสหายที่เคยมีมากมายขาดหายไปในพริบตา แม้แต่เพื่อนสนิทร่วมมหาวิทยาลัย ของเมลดาก็ไม่ได้ปรากฏกายขึ้นในงานศพเลย เมลดานัดพบเพื่อนเพื่อจะหางานทำ แต่เพื่อนไม่ได้คิดจะให้ความช่วยเหลือแถมยังพูดจาดูถูกอีก หล่อนจึงแยกออกมาแล้วเดินเล่นเรื่อยเปื่อยในห้าง จนมาพบกับเป็นหนึ่ง และแพรวดาวในร้านเสื้อ เขาจะจ่ายค่าเสื้อผ้าให้ แต่เมื่อแรกเมลดาไม่คิดจะรับความเอื้อเฟื้อนี้ แต่อยากประชดแพรวดาวจึงยอมรับมาทั้งหมด สร้างความขุ่นเคืองให้กับแพรวดาว โดยที่เมลดาก็ไม่รู้ตัวเลยว่าจะมีผลร้ายติดตามมาอย่างไรบ้างข่าวไฮโซตกยากอย่างเมลดาดังไปถึงบ้านของ ปองคุณ ชายหนุ่มผู้เคยอกหักจากสาวเมืองกรุง และแบกความเจ็บช้ำไว้จนไม่ยอมชายตามองหญิงอื่นอีกเลย แถมยังมีอคติในใจอีกต่างหาก เขารับรู้ข่าวนี้อย่างไม่มีความเห็นอกเห็นใจนักต่างจาก ใจใส มารดาของเขาที่รู้สึกสงสารเมลดา แล้วเมื่อต้องใจเข้ามาหาแล้วแสดงตัวว่ารู้จักกับไฮโซสาว ผู้ตกยากนี้ แล้วแสดงความคิดเห็นในเชิงสมน้ำหน้า ทำให้ใจใสรู้สึกไม่ชอบใจ ทั้งยังรู้ว่าต้องใจมีความรู้สึกพิเศษ กับปองคุณด้วยแล้ว จึงเอ่ยปากตักเตือนลูกชายโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ได้ให้ความสนใจนัก เมลดากลับมาถึงโรงแรมที่เช่าพักอาศัยชั่วคราวอยู่กับมารดา เพราะยังไม่รู้ว่าจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไหน ท่ามกลางความรู้สึกที่ต้องคิดหาทางออกด้วยเงินที่มีเหลืออยู่ไม่มากนัก มัลลิกาผู้เป็นแม่ที่หวังว่าจะเป็นที่พึ่งพิงได้ กลับไม่มีความคิดอะไรเลย นอกจากการคร่ำครวญ และยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม สร้างความหนักใจให้กับเธอยิ่งนัก แถมยัง มีคนโทรศัพท์มาข่มขู่ให้หนี้อีกในจำนวนเงินห้าแสนบาท สองแม่ลูกจึงคิดหาทางหนีออกจากโรงแรม เมลดามืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป มัลลิกาจึงคิดว่าจะไปบากหน้าไปหา มาลัย พี่สาวร่วมสายเลือดที่เธอไม่เคยติดต่อมานานกว่ายี่สิบปีแล้วระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังคิดจะเดินทางไปหามาลัย ทางด้านมาลัยเองก็ฝันถึงน้องสาว และคิดห่วงใยขึ้นมาบ้าง แต่ต้องใจก็ทักท้วงอย่างไม่เห็นด้วยนัก เพราะหล่อนรู้มาตลอดว่าเมลดานั้นเป็นญาติที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกันมาตลอด แต่ไม่เคยแสดงตัวเพราะรังเกียจที่เมลดาเป็นสาวสวยไฮโซที่ทำตัวเหมือนคนไร้สมอง แม้จะได้รับรู้ข่าวว่า บัดนี้เมลดานั้นกำลังตกยากลำบาก ต้องใจก็ไม่มีความรู้สึกสงสารสองแม่ลูกเลยสักนิด นอกจากจะคิดสมน้ำหน้าเท่านั้น ละครประทีปรักแห่งใจ สองแม่ลูกเดินทางมาถึงแถวบ้านมาลัยแล้ว แต่เพราะไม่ได้กลับมานานกว่ายี่สิบปี สภาพบ้านเรือนที่เปลี่ยน แปลงไป ทำให้มัลลิกาไม่มั่นใจ จึงให้เมลดาไปถามหามาลัยกับชาวบ้านแถว ๆ นั้นเอง เมลดาไม่เข้าใจมารดา ตัวเองสักนิดว่าทำไมต้องเป็นตนที่ต้องทำอย่างนั้น แต่ในจังหวะนั้นเองที่หล่อนเห็นชายหนุ่มหน้าเหมือนโจรขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมา แล้วหยุดจะเข้าไปหามัลลิกาที่ยืนทำท่าจะเป็นลมอยู่ข้างทาง เมลดาเข้าใจว่าเขาเป็นโจรจะเข้ามาขโมยข้าวของ ของเธอกับแม่ จึงเข้าไปอาละวาดทุบตีชายคนนั้น จนมาลัยเข้ามาห้ามปรามแล้วจึงรู้ตัวว่าเธอเข้าใจผิด เลยตัดสินใจ แกล้งเป็นลมเพื่อเป็นการแก้หน้าให้ตัวเองเมื่อมาลัยพาสองแม่ลูกเข้ามาในบ้านแล้ว เมลดาก็แทบช็อกเมื่อรับรู้ว่าต้องใจ เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่ชอบพูดกระแนะแหนเธอนั้นกลับกลายมาเป็นญาติกัน เพราะต้องใจ คือลูกสาวของ มาลัย พี่สาวของมารดาเธอนั่นเอง แล้วชายหน้าโจรที่เธอเข้าใจผิดก็คือ ปองคุณ ชายหนุ่มที่ต้องใจหมายปองนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อต้องใจรับรู้ว่าสอง แม่ลูกจะมาพักอาศัยอยู่ด้วย หล่อนจึงแสดงความไม่พอใจ และคัดค้านหัวชนฝา มาลัยต้องตัดความรำคาญแล้ว ขอตัดสินใจเอง ด้วยการให้สองแม่ลูกมาอยู่ด้วยกันได้ แต่ต้องทำงานบ้านแลกเปลี่ยน และต้องทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยง ชีพเองด้วย แค่วันแรกเมลดาก็แทบจะรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่หลับที่นอน การต้องทำในสิ่งที่ตนเองไม่เคยต้องหยิบจับทำเลยสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน แล้วยังถูกบังคับ ให้ทำกับข้าว แถมมารดายังรักสบายหลบเลี่ยงไปปล่อยให้เธอผจญกับสิ่งใหม่ ๆ นี้เพียงคนเดียว ซึ่งระหว่างนี้ เธอยังไปมีเรื่องขัดแย้งกับปองคุณ ที่ต่างคนต่างไม่ชอบหน้ากัน ปองคุณแบกอาการอารมณ์เสียกลับไปถึงบ้าน แต่ในจิตสำนึกก็ยังสงสัยตัวเองว่าทำไมเขาต้องอคติกับเมลดาขนาดนี้ หรือว่าเขาเกิดสนใจเธอขึ้นมา แม้จะไม่มีความเชื่อในเรื่องของรักแรกพบเลยก็ตามเช้าวันแรกในสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เมลดาเอาตัวรอดจากอาหารมื้อแรก ด้วยการแอบออกไปซื้อข้าวต้มมาเป็นอาหารเช้าแทนการทำเอง ซึ่งก็ถูกมาลัยจับได้ และคาดโทษเอาไว้ หลังจากนั้นหล่อนก็ต้องมาหัดทำงานจักสาน จึงได้รู้ว่ามาลัยรวบรวมชาวบ้านมาตั้งกลุ่มสมาคมแม่บ้าน เพื่อหารายได้กับการสร้างกลุ่มงานจักสานขึ้นมา เมลดาได้พบกับใจใส ที่จะมาเป็นครูสอนเรื่องงานจักสานให้กับเธอ และมารดา เมื่อเริ่มต้นเมลดาก็ปากเสียวิจารณ์ และอวดรู้จนสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้าน รวมทั้งใจใสเองที่เมื่อแรกยังมีความเมตตาสงสาร ใจใสสวนคำพูดของเมลดา และสั่งสอนจนหล่อนต้องยอมสงบปากสงบคำลง เมลดาหัดสานปลาตะเพียนอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ก็ต้องมาสะดุดลงอีก เมื่อต้องใจเข้ามาสั่งให้หล่อนไปทำกับข้าว มื้อกลางวัน เมลลาจำต้องอดทนเชื่อฟัง แล้วยังต้องไปทำคนเดียวเพราะดันไปประกาศว่าหล่อนสามารถทำได้ แต่พอมาถึงในครัวหล่อนก็ต้องยืนเคว้ง เพราะไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้เลย ข้าวก็หุงไม่เป็น เตาแก๊สก็ไม่รู้จะเปิดยังไง หล่อนหยิบจับทำทุกอย่างไปอย่างคนไม่รู้ จนปองคุณเข้ามาพบวิธีการเปิดเตาแก๊สของหล่อนที่อันตรายมาก เขาตำหนิหล่อนจนร้องไห้ ปองคุณใจอ่อนยอมช่วยเหลือให้หล่อนรอดพ้นมีอาหารมื้อกลางวันสำหรับทุกคน ดูเหมือนทุกอย่างจะผ่านไปได้ แต่ต้องใจที่ตั้งใจจะจับผิดเมลดา จึงทำให้ทุกคนรู้ว่าอาหารมื้อนี้เป็นฝีมือ ปองคุณ มาลัยจึงลงโทษไม่ให้สองแม่ลูกได้กินอาหารกลางวัน เมลดากลัวมารดาจะทนไม่ไหว จึงแอบออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ร้านมาให้ ระหว่างที่นั่งแอบกินอยู่นั้น หล่อนได้ยินเสียงชาวบ้านที่มาทำงานจักสานที่บ้านมาลัย นินทาว่าร้ายหล่อน กับมารดาและดูถูกว่าหุ่นไล่กาในท้องนายังมีประโยชน์เสียยิ่งกว่าตัวหล่อนกับมารดาเสียอีก เมลดาเจ็บปวด และพยายามระงับอารมณ์เต็มที่ หล่อนคิดมากจนต้องหันมาพิจารณาตัวเองว่าหล่อนไร้ค่าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ระหว่างนั้นเมลดาไม่รู้ตัวเลยว่ามีนักข่าวเห็นเหตุการณ์นั้น และแอบถ่ายรูปหล่อนพร้อมกับอัดคลิปเสียงไปด้วย ช่วงบ่ายวันนั้นเมลดาเงียบขรึมจนมัลลิกามองอย่างเป็นห่วง หล่อนโมโหหญิงชาวบ้านที่นินทาหล่อนจนเกิด แรงฮึดจนสามารถสานปลาตะเพียนได้ดี จนใจใสออกปากชมและบอกว่าถ้าหล่อนตั้งใจที่จะทำก็จะทำได้ และยังบอกว่าเห็นแววในตัวหญิงสาวจะสามารถทำงานจักสานได้ดีเหมือนคนอื่น ๆ วันต่อมาเมลดาทำอาหารเช้าได้ดีขึ้น เพราะมัลลิกาเข้ามาช่วยด้วยไม่ได้หลบเลี่ยงไปเหมือนทุกครั้ง แต่ต้องใจก็ ยังหาเรื่องว่าได้อีก แต่ เดช พ่อของต้องใจออกปากปกป้องทำให้ต้องใจไม่พอใจ และออกไปกินข้าวนอกบ้าน จึงได้ไปพบว่ามีข่าวของเมลดาที่ตกยากมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่อยุธยา แถมยังลงถึงเรื่องราวที่ชาวบ้านเม้าท์เมลดาด้วย แม้ต้องใจจะสะใจ แต่ก็พยายามจะบอกชาวบ้านที่รู้เรื่องให้ปิดข่าวเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าเจ้าหนี้ที่สองแม่ลูกหนีมา จะตามมาถึงที่นี่ แล้วรีบกลับบ้านมาแจ้งข่าวกับมาลัย แต่ไม่อยากให้สองแม่ลูกรู้เรื่องนี้จึงไล่ให้ออกไปซื้อของที่ห้างในเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าเมลดาไปเปิดเช็กอีเมล์แล้วทราบเรื่องข่าวทั้งหมดด้วยความอับอาย ละครประทีปรักแห่งใจ เมื่อกลับมาถึงจึงไปเก็บตัวอยู่ในห้องเก็บของแล้วไม่ออกไม่ได้ ปองคุณเข้ามาช่วยเพราะเข้าใจผิดว่าหล่อนจะฆ่าตัวตาย หลังจากถกเถียงกันแล้ว เมลดาก็แสดงความคิดว่าอยากจะพัฒนางานจักสาน ที่ป้ามาลัยทำอยู่ให้ดีขึ้น และมีราคามากกว่านี้ ปองคุณจึงแนะนำให้หญิงสาวไปเรียนรู้ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เมลดาสนใจมากแต่ก็ยังติดที่มารดา จะยอมไปด้วยหรือไม่ ปองคุณจึงรับอาสาว่าวันรุ่งขึ้นเขาจะพาหล่อนและมารดาไปเที่ยวชมที่ศูนย์ศิลปาชีพ ก่อนการตัดสินใจ ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นไม่ค่อยดีนักของสองหนุ่มสาวเริ่มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เมลลาเริ่มนับข้อดีของปองคุณ ได้หลายข้อแล้วที่สำคัญเขาทำให้หัวใจของหล่อนอบอุ่นกว่าผู้ชายคนไหน ๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต ทางด้านครอบครัวของแพรวดาว และเป็นหนึ่ง มาร่วมเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการหลังงานแต่งงานของเป็นหนึ่ง และเมลดาถูกยกเลิกไป และถือว่าเป็นการฉลองหมั้นระหว่างเป็นหนึ่งกับแพรวดาวด้วย แม้เป็นหนึ่งจะรู้สึกผิดกับเมลดามากแค่ไหน แต่เขาเองก็รู้ว่าใจของเขานั้นมีแพรวดาวอยู่เสมอ ความรู้สึกที่มีต่อเมลดานั้นคือความเป็นพี่น้องกันมากกว่า เพราะความรู้สึกนี้นี่เองที่ทำให้เขายังแสดงความห่วงใย และกังวลว่าป่านนี้เมลดาจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อมีการพูดถึงกันในเรื่องของเมลดาทำให้เขาเหม่อลอยคิดมาก และด้วยอาการที่เขาเป็นแบบนี้ทำให้แพรวดาว เข้าใจผิดว่าเขายังมีใจเผื่อให้เมลดาด้วย ทำให้เป็นเป็นภัยไปสู่เมลดาอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว เมื่อแพรวดาวคิดจะตัดบัวไม่ให้เหลือใย หล่อนจึงว่าจ้างนิคมลูกน้องคนสนิทของบิดา ให้โทรไปข่มขู่ว่าประยุทธเคยยืมเงินแล้วไม่คืน โดยตั้งใจจะแค่ข่มขู่เพื่อให้สองแม่ลูกหนีไปอยู่ไกล ๆ เพื่อไม่ให้เป็นหนึ่งติดต่อกับสองแม่ลูกนั้นได้อีกเท่านั้น แต่เมื่อรับรู้ว่าสองแม่ลูกนั้นหนีไปอยู่แค่อยุธยา หล่อนจึงสั่งให้นิคมตามไปจัดการอีกครั้ง ปองคุณพาเมลดา และมัลลิกาไปเยี่ยมชมศูนย์ศิลปาชีพ โดยมีต้องใจตามไปด้วย สร้างความหนักอกหนักใจ ให้กับเมลดาตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่มัลลิกาที่ทำท่าจะไม่ยอมไปด้วย แถมยังมีต้องใจที่อาจจะมาแสดง ลมเพชรหึงใส่เธออีก คิดไปคิดว่าก็เริ่มสงสัยตัวเองขึ้นมาซะอีกว่าตัวเองเริ่มมีใจให้ปองคุณหรือเปล่า ปองคุณใช้จักรยานในการเที่ยวชมศูนย์ศิลปาชีพ เมลดาขี่จักรยานไม่เป็นจึงต้องซ้อนหลังปองคุณ สร้างความขุ่นเคืองให้กับต้องใจยิ่งนัก แต่สำหรับเมลลาแล้วคือความอบอุ่นใจที่บังเกิดขึ้นเงียบ ๆ ในระหว่างที่หล่อนกำลัง ผจญเจอมรสุมชีวิตที่หนักหนาสาหัสนี้ เมลดาเดินชมการฝึกงานวิชาชีพต่าง ๆ ด้วยความสนใจ แต่วิชาชีพที่เมลดาให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือแผนกสอดย่านลิเภา ส่วนมัลลิกาสนใจแผนกศิลปะประดิษฐ์ และนี่เป็นครั้งแรกสนใจสิ่งอื่นนอกเหนือจากการสังสรรค์ และช็อปปิ้ง และหล่อนก็เห็นด้วยที่มารดาจะสนใจในวิชาชีพนี้ หล่อนเริ่มเรียนรู้ว่าที่ศูนย์ศิลปาชีพนี้คือสถานที่ที่นำแสงสว่างที่จะนำความหวังมาสู้ชีวิตต่อไปได้ ระหว่างที่เมลดาเดินเที่ยวชมในศูนย์ศิลปาชีพด้วยความรู้สึกของการเริ่มมีหวังขึ้นมาบ้าง ต้องใจก็ได้ข่าวว่าที่บ้านมีนักเลงบุกมาทวงหนี้สองแม่ลูก พอไม่เจอก็อาละวาดทำลายข้าวของในบ้านของมาลัยด้วย เมลดาจึงคิดว่าจะย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นเพื่อตัดปัญหา แต่ปองคุณกลับเสนอให้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของเขาเพื่อความปลอดภัย ทำให้ต้องใจเกิดความไม่พอใจและพยายามคัดค้านอย่างมาก แต่ปองคุณยังยืนยันว่าเขาทำเพื่อเพราะมนุษธรรม ไม่สามารถจะปล่อยให้สองคนแม่ลูกออกไปผจญภัยกันเพียงสองคนได้ เมลดานั้นแม้จะดีใจที่มีทางออก แต่หล่อนก็ยังกังวลว่าถ้าย้ายไปอยู่บ้านปองคุณ เธอจะต้องมีปัญหากับต้องใจอีกต่อไปอย่างไม่จบไม่สิ้นแน่ๆ เมื่อทุกคนไปรวมตัวกันที่บ้านของปองคุณ ต่างก็ปรึกษาหารือกันถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้น มาลัยนั้น คิดจะใช้หนี้แทนให้จบกันไป แต่พวกนักเลงกลับไม่ยอมรับเงิน ยืนยันว่าจะต้องเป็นเงินของสองแม่ลูกนี้เท่านั้น ทำให้เกิดความสงสัยกันขึ้นมาว่าจริง ๆ แล้ว ประยุทธเป็นหนี้จริง ๆ หรือเปล่า เมื่อสอบถามมัลลิกาผู้เป็นภรรยา ก็ไม่เคยรู้เรื่องของสามีตัวเองเลย ทำให้เมลดาเผลอตัวตำหนิมัลลิกาอย่างรุนแรง จนมาลัยต้องห้ามปราม ในที่สุดปองคุณรับอาสาจะสืบเรื่องหนี้สินของประยุทธให้เพื่อความสบายใจของทุกคน การพักอาศัยในบ้านปองคุณแตกต่างจากการพักอาศัยที่บ้านของมาลัยอย่างคนละขั้ว ที่นี่ห้องพักสะดวกสบาย ข้าวของเครื่องใช้มีพร้อมสรรพ แถมยังไม่ต้องทำงาน ทำอาหารเองอีกด้วย แต่เมลดาก็พยายามจะเข้าช่วยเหลือ หยิบโน่นทำนี่ เพื่อต้องการจะทดแทนพระคุณเจ้าของบ้าน ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยหล่อนกับมารดา ใจใสแนะนำให้ทั้งสอง คนเข้าไปฝึกอาชีพที่ศูนย์ศิลปาชีพ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากพวกนักเลงที่สุด แถมยังได้ฝึกอาชีพ ซึ่งสองแม่ลูกก็เห็นดีตามนั้นทางด้านแพรวดาวรับรู้ว่านิคมทำงานให้ไม่สำเร็จตามที่เธอต้องการ จึงต่อว่าและยังไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้าง เป็นหนึ่งเดินเข้ามาได้ยินโดยไม่ที่แแพรวดาวไม่รู้ตัว เป็นหนึ่งกลับมาบ้านพบว่าบิดามีแขก และไม่ยอมให้ใครเข้ามา รบกวนรวมทั้งตัวเขาด้วย เพราะลูกน้องของบิดาที่กางกั้นห้ามมิให้เขาเข้าบ้าน ครั้นบิดาได้ยินเสียงเขาโวยวาย อยู่ด้านนอกจึงเรียกเขาให้เข้าไปได้ ยิ่งเพิ่มพูนความสงสัยขึ้นอีกมากนักว่าบิดามีลับลมคมในอะไรปิดบังเขา ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวด้วย ละครประทีปรักแห่งใจ ในห้องนั้นเป็นหนึ่งได้พบกับ ศุภวัฒน์ พัฒนะกิจกำจร ที่บิดาแนะนำว่าบุคคลผู้นี้จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ซึ่งเขาพอจะรู้ประวัติชายหนุ่มคนนี้ว่าไม่ค่อยจะขาวสะอาดนัก มีข่าวกับสาวน้อยสาวใหญ่มากมาย หลังจากการหย่าร้างกับสิริมน ภรรยาสาวสวยชื่อดังในวงสังคม แต่แค่ความเจ้าชู้ของเขาไม่ใช่สิ่งที่เป็นหนึ่งจะไม่ชอบใจ แต่เป็นเพราะ ชื่อเสียงที่ไม่ดีว่าเขาเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายมากกว่า แต่เป็นหนึ่งก็รักษามารยาทในการพูดจาด้วยเป็นอย่างดี แล้วก็อดเป็นห่วงบิดาไม่ได้จึงเอ่ยปากตักเตือน ซึ่งนอกจากจะไม่สำเร็จแล้วยังทำให้ชัยพงศ์หัวเสียเป็นอย่างมากด้วยเป็นหนึ่งรู้สึกเหนื่อยล้ากับเรื่องราวที่เขาได้รับรู้ทั้งสองเรื่องในวันนี้เป็นอย่างมาก เมื่อนอนครุ่นคิดถึงเรื่องราว ต่าง ๆ แล้วจึงตัดสินโทรหานักสืบที่เขาจ้างไปตามหาที่อยู่ของเมลดา ทำให้ได้รับรู้เรื่องว่าเมลดามีผู้ชายบ้านนอกคนหนึ่งคอยดูแลอยู่ แล้วยังได้ดูคลิปที่มีนักเลงตามไปอาละวาดที่บ้านของมาลัยด้วย เขาจำหน้านิคมได้ จึงรู้สึกผิดหวังกับแพรวดาวมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นทำให้เขาตัดสินที่จะไม่วางมือจากเมลดาแม้จะรู้ว่าเขากำลังนำตัวเองไปสู่ปัญหา และสิ่งที่เขาคาดคิดไม่ถึงเลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะนำปัญหาและหายนะมาสู่ครอบครัวของเขาอย่างอเนกอนันต์ วันที่ปองคุณนัดจะพาเมลดากับมารดาไปสมัครเข้าเรียนที่ศูนย์ศิลปาชีพ ต้องใจแวะมาแต่เช้าด้วยบุคลิกที่เปลี่ยนไปจากเดิม หล่อนหันมาใส่กระโปรง แต่งหน้าเข้มจัด หล่อนกลายเป็นตัวตลกของทุกคนแบบไม่รู้ตัว ปองคุณเองก็ไม่กล้าจะพูดตรง ๆ จึงบอกแค่ว่าหล่อนดูสวยแปลกตาดี ต้องใจจึงคิดว่าเมื่อตัวเองหันมาแต่งตัวแต่งหน้าแบบนี้จะ สามารถดึงใจของปองคุณได้ เมื่อเมลดาสมัครเรียนเรียบร้อยแล้ว ต้องใจยังไม่วายแขวะว่ากระทบกระแทกจนมาลัยต้องออกโรงปกป้อง สองแม่ลูกทำให้ต้องใจงอนเดินหนีออกมา เมลดาตามไปพูดคุยเพื่ออยากจะปรับความเข้าใจ โดยไม่รู้ว่าปองคุณเดินตามไปด้วย ต้องใจสารภาพว่ารักปองคุณ และไม่อยากให้ปองคุณต้องมาเสียใจกับสาวไฮโซซ้ำสองอีก แล้วเล่าเรื่องของ สิริมน คนรักเก่าของปองคุณที่ทิ้งเขาไปแต่งงาน ปล่อยให้ชายหนุ่มต้องชอกช้ำใจมากว่าห้าปี เมลดาเองก็เคยรู้จัก สิริมนแต่ไม่สนิท เคยเจอกันตามงานสังคมเท่านั้น หล่อนจึงแสดงความแปลกใจถึงความสัมพันธ์ของปองคุณ กับสิริมน และแม้ว่าตัวเองจะมีความรู้สึกดี ๆ กับปองคุณอยู่มาก แต่ไม่อยากจะมีปัญหากับญาติอย่างต้องใจ จึงพูดรับปากว่าเธอจะไม่ยุ่งเกี่ยว และคิดอะไรเกินเลยกับปองคุณอย่างเด็ดขาด นั่นทำให้ปองคุณซึ่งแอบฟังอยู่รู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจคล้ายถูกมีดกรีดซ้ำที่รอยแผลเดิม และคิดว่าจะเปิดใจให้กับต้องใจ ที่เห็นคุณค่าและมั่นคงในรักที่มีต่อเขา เสมอมาปองคุณพาเมลดากับต้องใจไปไหว้พระ ขณะที่อยู่ในวัดเมลดารู้สึกว่ามีคนแอบมองอยู่ตลอดเวลา เธอเข้าใจว่า เป็นพวกแก๊งทวงหนี้ หลังจากส่งต้องใจลงที่ตลาดแล้วทั้งสองจึงขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางปองคุณรู้ว่ามีคนขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา เขาจึงหลอกพาไปในที่เปลี่ยวแล้วยิงยางรถจนคนขับไม่สามารถหนีได้ เมื่อใช้ปืนขู่จนมารู้ ทีหลังว่าคนที่ตามมานั้นไม่ใช่แก๊งทวงหนี้ และกลายเป็นเป็นหนึ่งที่แอบติดตามเมลดามาจากวัดนั่นเอง ปองคุณยอมจ่ายค่าเสียหายค่าซ่อมรถ และพาสองคนไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟ ตามประสงค์ของเป็นหนึ่งที่ร้องขอ เขาแยกตัวออกมานั่งรอโดยมีเมลดามองตามด้วยความไม่สบายใจสร้างความฉุนเฉียวให้กับเป็นหนึ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อรับรู้ได้ว่าบัดนี้เมลดาอาจจะเปลี่ยนใจจากเขาไปเต็มร้อยแล้ว หันมาไปสนใจหนุ่มท่าทางบ้านนอกคนนั้น เขาจึงพยายามพูดจาเกลี้ยกล่อมให้เมลดากลับกรุงเทพฯ โดยเขายินดีจะรับดูแลหล่อนและมารดาอย่างดี และจะจัดการ เรื่องหนี้สินให้ด้วย แต่เมลดาไม่ยอมรับการช่วยเหลือนั้น และยืนยันว่าเธอยินดีจะใช้ชีวิตแบบที่กำลังทำอยู่ปองคุณอดไม่ได้ที่จะถามไถ่ว่าเมลดาพูดจาสิ่งใดกับคนรักเก่า เมื่อได้รับคำตอบที่เขารู้สึกยินดี เมื่อรู้ว่าเมลดายืนยันจะทำตามเจตนารมย์เดิม คือการเข้าไปเรียนฝึกอาชีพที่ศูนย์ศิลปาชีพ โดยไม่คิดจะกลับกรุงเทพฯตามคำชวนของเป็นหนึ่ง ปองคุณเริ่มสืบเรื่องการเป็นหนี้ของประยุทธจากโทรศัพท์ที่เมลดายังเก็บไว้ ทำให้เขาพบว่าประยุทธมีการติดต่อ กับศุภวัฒน์ เขาไม่อยากจะคิดว่าเป็นคนคนเดียวที่เคยทำลายหัวใจของเขา เขาจึงโทรไปขอให้ศรุต เพื่อนตำรวจช่วยสืบให้ ทำให้เขาโดนเพื่อนแซวว่าเขาคงกำลังจะมีความรักอีกครั้ง ก่อนจะส่งเมลดาและมารดาเข้าศูนย์ศิลปาชีพ ปองคุณจึงพาทั้งสองคนไปห้าง เพื่อซื้อของใช้เตรียมตัวเข้าไปอยู่หอ โดยมีต้องใจตามไปอีกตามเคยเมื่อทานอาหารกลางวันเสร็จ เมลดากับมัลลิกาแยกตัวไปซื้อของกันสองคน แต่ช่วงจังหวะที่มัลลิกาขอไปห้องน้ำ เมลดาถูกชายสองคนใช้มีดจี้ให้เดินออกจากห้าง โชคดีที่มีหญิงอ้วนคนหนึ่ง เข้ามาช่วยเมลดาไว้ได้ แพรวดาวรับรู้ว่าลูกน้องทำงานพลาดด้วยความโมโห จึงตัดสินใจจ่ายเงินปิดปากไป เพราะกลัวจะมีหลักฐานโยงใยมาถึงตัวเพราะเริ่มรู้สึกว่าพักหลัง ๆ มานี้ เป็นหนึ่งเริ่มมาเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามถึงนิคม แล้วเป็นหนึ่งคงไม่รู้ตัวว่าหล่อนทราบเรื่องที่เขาตามไปเมลดาถึงอยุธยา หล่อนเก็บความหึงหวงและคับแค้นใจไว้เงียบ ๆ จึงสั่งให้นิคมไปจัดการขั้นเด็ดขาดอีกครั้งแต่ก็พลาดอีกตามเคย ยังดีที่พักหลัง ๆ หล่อนเริ่มไม่ค่อยจะใส่ใจกับเป็นหนึ่งมากเท่าเดิม เพราะความสนใจของหล่อนตอนนี้กำลังอยู่ที่ ศุภวัฒน์ นักธุรกิจหนุ่มพ่อม่ายเนื้อหอม ที่แม้เขาจะไม่ได้หล่อเหลา อะไรมากมาย แต่ก็มีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้แพรวดาวไม่อาจจะละสายตาจากผู้ชายคนนี้ได้เลย ละครประทีปรักแห่งใจ เหตุการณ์ที่เกิดกับเมลดาในห้าง ทำให้ปองคุณคิดว่าต้องรีบสืบเรื่องเจ้าหนี้ของเมลดาให้เร็วที่สุด เพื่อนของเขาแนะนำให้ไปแจ้งความไว้ก่อน แต่ปองคุณกลับคิดว่าถ้าย้ายเข้าไปอยู่ในศูนย์ศิลปาชีพแล้วก็น่าจะปลอดภัย ศรุตวิเคราะห์เหตุการณ์นี้มาอย่างมากมาย และมีข้อสงสัยไปถึงแพรวดาวด้วยในเรื่องของการหึงหวง และสิ่งที่ได้รับรู้ อย่างชัดเจนก็คือ ศุภวัฒน์ คือคนคนเดียวกันจริง ๆ ปองคุณจึงตัดสินใจติดต่อกับสิริมนอีกครั้งเป็นหนึ่งพบยุทธชัย ลูกน้องคนสนิทของประยุทธที่บริษัทของตัวเอง ยุทธชัยกลายมาเป็นคนสนิทของ ศุภวัฒน์แทน ทำให้เขารู้สึกว่าคนนี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทของประยุทธล้มละลาย เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ที่มากกว่าจึงสามารถหักหลังเจ้านายตัวเองได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เป็นหนึ่งเริ่มสืบหาเรื่องราวอย่างเงียบ ๆ รวมทั้ง เรื่องที่แพรวดาวใช้นิคมทำด้วย แม้เขาค่อนข้างจะแน่ใจว่าเป็นแผนของแพรวดาวที่ส่งคนไปข่มขู่เมลดา แต่ก็ไม่มีหลักฐานจะจัดการกับหล่อนได้ แล้วเรื่องที่สำคัญคือถ้าเขาแตกหักกับแพรวดาวเรื่องนี้ จะกระทบไปถึงธุรกิจของสองครอบครัวต้องแตกหักลง ซึ่งพ่อของเขาคงไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมลดากับมัลลิกาย้ายตัวเองจากบ้านปองคุณไปเข้าหอพักในศูนย์ศิลปาชีพ ระหว่างทางที่ปองคุณไปส่งสองแม่ลูก เขาก็มีเรื่องต้องถกเถียงกับเมลดา และแสดงความไม่พอใจเมื่อญิงสาวพูดถึงเป็นหนึ่ง มัลลิกาซึ่งนั่งอยู่เริ่มสงสัยและบอกกับเมลดาตรง ๆ ว่าเธอสงสัยว่าปองคุณจะมีใจให้กับลูกสาวของเธอ เมื่อเจอกับสภาพหอพักที่อยู่ร่วมกับ คนอื่นอีกนับสิบ เมลดาก็แทบจะถอดใจ แต่เมื่อเจอว่ามัลลิกาโอดครวญอย่างหนักหล่อนจึงต้องทำใจให้เข้มแข็ง และคิดว่าต้องยอมรับสภาพนี้ให้ได้ และยังต้องเตือนให้มารดาแสดงสีหน้าให้ดี เพราะกลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดแล้วสิ่งที่ทำให้หล่อนดีใจจนลืมนึกเรื่องอื่นไปเลย ก็คือหล่อนได้พบกับหญิงสาวร่างอวบที่เคยช่วยเหลือหล่อนในวันที่ถูกจี้ การเริ่มเรียนวันแรก เมลดารับรู้ว่าแผนกที่เธอเลือกเรียนการสอดย่านลิเภานั้นด้วยอาการใจฝ่อนิด ๆ ว่าหล่อน จะไปรอดไหม เพราะแผนกนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นการฝึกอาชีพที่ยากที่สุด มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเรียนงานสอดย่านลิเภาได้สำเร็จ และการจะเริ่มเรียนได้ก็ต้องมีการทดสอบก่อน ที่น่าแปลกใจที่สุดคือปองคุณมาช่วยสอนในแผนกนี้ด้วย แค่เริ่มต้นเขาก็เชือดหล่อนเสียไม่มีชิ้นดีแล้วสิริมน และปองคุณ ไปปรากฎตัวในงานเลี้ยงเปิดตัวหุ้นส่วนระหว่างชัยพงศ์ วินัย พ่อของแพรวดาว และศุภวัฒน์ โดยไม่ได้รับเชิญ แพรวดาวออกอาการเป็นเดือดเป็นร้อนแทนศุภวัฒน์ จนเป็นหนึ่งเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ ของคนทั้งคู่ ในขณะที่ศุภวัฒน์นั้นเริ่มรับรู้ว่าสิริมนกำลังจะมาเอาคืน เพราะเมื่อตอนที่เขาเป็นแต่งงานกับสิริมนนั้น ได้ถ่ายโอนหุ้นในกิจการห้างสรรพสินค้าของครอบครัวหล่อนไปให้เจษฎา กว่าครอบครัวหล่อนจะรู้ตัวห้างนั้นก็หลุดมือไปแล้ว ยังดีว่าหล่อนยังมีกิจการทางด้านอื่นรองรับอยู่ จึงยังคงอยู่ได้โดยไม่ล้มละลายไปเหมือนกับประยุทธ เพราะปองคุณหายหน้าไป ทำให้เมลดาไม่มีสมาธิพอที่เรียนรู้จนหล่อนแทบจะถอดใจ แต่ได้ครูอย่างผลที่มากล่าวเตือนสติ และบอกว่าแท้จริงแล้วปองคุณเป็นห่วงหล่อนมาก ถึงขนาดฝากฝังให้ช่วยดูแลอย่างดี ในระหว่างที่เขาไปทำธุระที่อื่น เมลดาหวั่นไหวจนเริ่มจะรู้ใจตัวเองว่าคงจะรักปองคุณเข้าให้ แต่ก็ไม่อยากจะคาดหวังมาก เพราะกลัวจะผิดหวัง และจะไม่ยอมเปิดเผยความในใจก่อน แม้คนรอบตัวจะบอกว่าปองคุณเองก็คงจะมีใจให้หล่อนเช่นกัน แล้วเมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าจากผลและผู้ร่วมเรียนคนอื่น ๆ ช่วยกันให้กำลังใจก็ทำให้เมลดามีใจที่หึกเหิมขึ้นอีกครั้ง พร้อมจิตใจที่หวั่นไหว และอบอุ่นขึ้นในคราเดียวกัน ต่อให้ปองคุณจะปากร้าย แต่เขาก็เป็นคนที่คอยให้กำลังใจหล่อนเสมอมา และที่น่าแปลกคือก็คือเขาเข้ามานั่งในหัวใจของหล่อนโดยไม่รู้ตัวเป็นหนึ่งเริ่มระแคะระคายว่า ศุภวัฒน์ อาจจะคิดไม่ซื่อ เมื่อบิดาเริ่มขยายการลงทุนอย่างรวดเร็ว เขาจึงหาทางที่จะพูดคุยกับยุทธชัยโดยไม่ให้ใครรู้ระหว่างนี้เขาเลยลองโทรไปหาเมลดาตามเบอร์ที่หล่อนให้ไว้ แทนที่จะเป็นป้ามาลัยรับ กลับเป็นต้องใจมารับแทนและพูดจาไม่ดีจนเป็นหนึ่งนึกโมโห แต่เขาต้องการจะติดต่อกับเมลดาให้ได้ จึงขอให้ต้องใจมาพบเขาที่กรุงเทพฯ เมลดาผ่านบททดสอบแล้วจึงเริ่มฝึกการสานย่านลิเภา หล่อนเริ่มทำตลับทรงรีขนาดเล็กจนสำเร็จ และมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตอนนี้ใครจะว่าหล่อนไร้ค่ายิ่งกว่าหุ่นไล่กาไม่ได้อีกแล้ว ปองคุณโผล่เข้ามาเงียบ ๆ และยังใช้คำพูดแรง ๆ ให้หญิงสาวน้อยใจอีกเช่นเคย แต่เพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนของหล่อนต่างพากันล้อเลียน ที่เห็นปองคุณมาถกเถียงแง่งอนกัน เพราะรู้ถึงความในใจของสองหนุ่มสาว ผลจึงอนุญาตให้เลิกเรียนก่อนเวลาได้ปองคุณบอกกับเมลดาว่าบิดาของหล่อนไม่ได้หนี้ใคร แต่ที่ถูกข่มขู่น่าจะเกิดจากแพรวดาวที่ต้องการให้หล่อนไปให้ไกลจากเป็นหนึ่งเพราะความหึงหวง หล่อนจึงคิดว่าถ้าอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่องราวคงจะเงียบ ๆ ไปเอง และปองคุณยังบอกเพิ่มเติมอีกถึงเรื่องว่า ศุภวัฒน์อาจจะมีส่วนในเบื้องหลัง ที่บิดาต้องล้มละลายจึงร่วมมือกับสิริมนที่โดนศุภวัฒน์ โกงเหมือนกันสืบเรื่องนี้ เมลดาจึงเข้าใจผิดไปอีกว่าทั้งหมดที่ปองคุณกำลังทำนั้น ทำเพื่อคนรักเก่าอย่างสิริมนมากกว่าที่จะคิดช่วยเหลือหล่อนจริงๆ ทางด้านต้องใจไปพบกับเป็นหนึ่งตามนัดที่ห้างสรรพสินค้า หล่อนแต่งตัวแบบที่คิดว่าดูดีที่สุด แต่กลับกลายเป็นตลกมากในสายตาของชายหนุ่ม หลังจากกินข้าวพูดคุย และฝากโทรศัพท์มาให้เมลดาแล้ว เขาจึงพาหล่อนไปเดินดูเสื้อผ้าที่เหมาะสม และดูดีจริง ๆ ระหว่างนั้นทั้งสองคนก็เห็นแพรวดาวเดินควงมากับศุภวัฒน์ ทำให้ต้องใจไม่ค่อย เข้าใจในความรักของคนในวงสังคมนัก แล้วออกโรงปกป้องเมลดาเมื่อคิดว่าเป็นหนึ่งจะแอบคบหาลับหลังแพรวดาว ในขณะที่ปองคุณกำลังกลัดกลุ้มในท่าทีหมางเมินของเมลดา และกำลังคิดหาวิธีที่จะง้อหล่อน ต้องใจก็โผล่มาที่บ้าน หล่อนบอกว่าเจอกับเป็นหนึ่งที่กรุงเทพฯ และเขาได้ฝากโทรศัพท์มาให้เมลดา แล้วพูดทำนองว่าเมลดาคงจะไม่ทนอยู่ที่นี่ได้นาน ยิ่งมีคนรักเก่ามาให้ความช่วยเหลือแบบนี้สักวันเมลดาก็คงจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ยิ่งทำให้ใจของปองคุณแย่ลงไปมากกว่าเดิมแต่ต้องใจก็พูดสะกิดใจเขาที่ว่าหล่อนพบศุภวัฒน์เดินควงกับแพรวดาว เขาเริ่มมั่นใจว่าศุภวัฒน์ต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องการล้มละลายของประยุทธ และการโอนย้ายหุ้นของสิริมนแน่นอน ต้องใจนำโทรศัพท์มาให้เมลดาที่ศูนย์ศิลปาชีพแต่เมลดาไม่ยอมรับกลับจะยกให้หล่อนแทน ละครประทีปรักแห่งใจ เป็นหนึ่งนัดพบยุทธชัยที่โรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาสืบมาได้ เมื่อยุทธชัยรับรู้ว่าเป็นหนึ่งรู้เรื่องบางอย่างมาแล้ว เขาจึงบอกเล่าเหตุผลที่เขาเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้ศุภวัฒน์นั้น เพื่อต้องการจะทวงคืนความยุติธรรมให้กับประยุทธ เจ้านายเก่าที่เขารัก และเคารพมาก โดยการยอมเป็นคนเห็นแก่เงินในสายตาคนอื่นแล้วแฝงตัวเข้ามารวบรวมหลักฐานเพื่อจะเอาผิดศุภวัฒน์ แล้วในความจริงอีกอย่างที่ทำให้เป็นหนึ่งแทบจะช็อกตายคือบิดาของเขาและของแพรวดาวมีส่วนร่วมในการทำให้ประยุทธต้องล้มละลายด้วยเป็นหนึ่งตัดสินใจที่จะพูดคุยกับแพรวดาวก่อนที่จะคุยกับบิดา เขาพยายามจะหาทางออกร่วมกันระหว่างหล่อนกับเขา แต่ดูเหมือนแพรวดาวจะมั่นใจในตัวศุภวัฒน์ จนบอกกับเป็นหนึ่งว่างานแต่งงานจะไม่มีวันล้ม จะต้องแต่งเพื่อรักษาหน้าตาและผลประโยชน์ทางธุรกิจไว้แล้วหลังจากก็ต่างคนต่างใช้ชีวิตที่ตัวเองพอใจ โดยจะยอมให้เป็นหนึ่งมีผู้หญิงคนอื่นได้แต่ต้องยกเว้นเมลดา ส่วนตัวหล่อนนั้นก็จะไม่เลิกกับศุภวัฒน์แล้วยังขู่อีกด้วยว่าหล่อนจะต้องจัดการกับเมลดาขั้นเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เขาได้มีโอกาสพบกับเมลดาอีก เขาจึงโทรไปหาต้องใจเพราะติดต่อเมลดาไม่ได้ พร้อมกับกับเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังด้วยแล้วบอกต้องใจรีบไปบอกเมลดาให้ระวังตัว แต่พอต้องใจมาถึงที่ศูนย์ศิลปาชีพ กลับพบว่าปองคุณกับเมลดากำลังสารภาพรักกันทำให้ความตั้งใจที่จะมาเตือนเรื่องแพรวดาวจะส่งนักเลงมาข่มขู่ เกิดความคิดชั่ววูบขึ้นมาว่าถ้าไม่บอกเรื่องนี้ให้เมลดารู้ แล้วปล่อยให้เมลดาถูกขู่เพื่อให้หนีไปอยู่ที่อื่นบางทีต้องใจอาจมีโอกาสแย่งปองคุณกลับคืนมาก็ได้แพรวดาวไปออกงานสังคมกับศุภวัฒน์ แล้วก็ไปจบกันที่คอนโดแล้วรับปากกับหล่อนว่าจะส่งคนไปจัดการกับเมลดาให้ตามที่หล่อนร้องขอ แล้วศุภวัฒน์ชักชวนให้แพรวดาวยกเลิกงานแต่งงานกับเป็นหนึ่งแล้วให้พ่อของเธอถอนหุ้นออกจากบริษัทของเป็นหนึ่ง แพรวดาวเกิดความรู้สึกผิดถ้าจะต้องทำอย่างนั้นก็เท่ากับเธอเป็นคนทำลาย ครอบครัวของเป็นหนึ่งให้ล่มจม แต่ศุภวัฒน์ก็พยายามเกลี้ยกล่อมจนแพรวดาวเริ่มคล้อยตาม เพราะสงสัยว่าเป็นหนึ่งเองก็กำลังสืบเรื่องของเธออยู่เหมือนกันทำให้เธอต้องตัดสินใจเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ทางด้านเป็นหนึ่งก็พยายามจะพูดคุยกับบิดาของเขา และบอกว่าศุภวัฒน์กับวินัยกำลังจะคิดหักหลังเขาอยู่ เมื่อความโกรธมาครอบงำ และเขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นได้ เมื่อยุทธชัยถูกลอบยิง สิริมนจึงวางแผนปล่อยข่าวว่าเขามีอาการโคม่าใกล้ตาย แล้วเริ่มดำเนินตามแผนที่จะจับ ศุภวัฒน์ให้ได้โดยเรียกเป็นหนึ่งมาร่วมรับรู้ด้วยว่าศุภวัฒน์ และวินัยมีแผนจะโดยความผิดเกี่ยวกับของการทำลายบริษัทของประยุทธ ให้เป็นความผิดของชัยพงศ์คนเดียว ด้วยการสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมาในวันที่วินัยจะมา ขอถอนหุ้นแล้วเธอจะนำเอาหลักฐานจริงมาตลบหลังสองคนนั้นทีหลัง เป็นหนึ่งรับรู้ด้วยความรู้สึกผิดต่อเมลดา เขาได้แต่หวังว่าหล่อนคงจะยอมให้อภัยกับครอบครัวของเขา ในขณะที่เรื่องราวทางด้านธุรกิจกำลังขับเคี่ยวกัน ทางด้านเมลดาก็กำลังมีความสุขกับงานที่ทำได้สำเร็จเป็นชิ้นแรกและผลงานนั้นผ่านการทดสอบด้วย หล่อนดีใจจนเผลอกระโดดกอดปองคุณต่อหน้าทุกคน ซึ่งช่วงนี้เมลดา และมัลลิกาต่างปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้อย่างมีความสุข และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น และความรักของเมลดา ก็กำลังเติบโตเบ่งบานสุขสมหวังอีกด้วย ปองคุณให้รางวัลเมลดาด้วยการพาออกไปกินข้าวข้างนอกศูนย์ศิลปาชีพ โดยบอกกับมัลลิกาว่าขอไปกันเพียงลำพัง แม้มัลลิกาจะออกอาการงอน ๆ บ้างแต่ก็ยอมแต่โดยดี เมื่อถึงที่ร้านแล้วปองคุณก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เมลดาโกรธเป็นหนึ่งจนคิดว่าจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือใด ๆ แต่ปองคุณกลับช่วยแก้ต่างแทน เป็นหนึ่งจนหล่อนน้อยใจ และเดินหนีออกจากร้านโดยที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย แต่ออกมาได้ไม่ไกลมากนัก หล่อนก็เจอชายร่างสูงใหญ่เข้ามาทำร้าย และพูดข่มขู่ให้รีบย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น และไม่ให้ติดต่อกับคนทางกรุงเทพฯอีก กว่าปองคุณจะวิ่งตามมาช่วยทัน เมลดาก็โดนชกที่ท้องจนลงไปนอนกองอยู่กับพื้นแล้ว ปองคุณพาเมลดาไปแจ้งความ และบอกว่าหล่อนไม่ต้องหนีไปไหน เขาจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง พร้อมทั้งบอกเล่าถึงแผนการที่สิริมนได้วางไว้เพื่อจัดการกับศุภวัฒน์ แม้เมลดาจะแย้งด้วยความไม่มั่นใจแต่ปองคุณก็ยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยแน่นอน เมลดากลับมาปรึกษากับมัลลิกาว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต ในเมื่อตอนนี้หล่อนมีความผูกพันกับที่นี่ และเริ่มสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่อยากกลับไปเป็นคุณหนูไฮโซอีก แต่ด้วยความน้อยใจปองคุณที่เหมือนจะขับไล่ไสส่งให้เธอกลับไป มัลลิกาจึงให้คำปรึกษาว่าให้กลับไปจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ทางไหน ศุภวัฒน์กับวินัยมาประกาศถอนหุ้นในที่ประชุม และโยนความผิดทุกอย่างให้กับชัยพงศ์ โดยมีหลักฐานที่ทำปลอมขึ้นแถลงกับนักข่าวด้วย เมื่อข่าวแพร่ออกไป สิริมนจึงพายุทธชัย พยานปากสำคัญไปให้การที่โรงพัก ศุภวัฒน์พยายามดิ้นเพื่อจะเอาตัวรอดเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถจะหลุดพ้นจากหลักฐานที่มีมามัดตัวเองได้ ทั้งหมดถูกจับกุมโดย ไม่มีการให้ประกัน ทางด้านมาลัยที่ได้รับข่าวว่าเมลดาถูกทำร้าย จึงบอกกับต้องใจทำให้หล่อนรู้สึกผิดมาก และสารภาพกับมารดาว่าตัวเองผิดที่ไม่ยอมบอกเมลดาทั้ง ๆ ที่รู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น มาลัยปลอบโยน และให้ข้อคิดจนต้องใจรู้สึกโล่งใจที่ได้คุยกับมารดา หล่อนพร้อมจะขอโทษเมลดากับมัลลิกาเพื่อจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่เพื่อสร้างความรักและความเข้าใจอันดีให้แก่กัน เป็นหนึ่งเคลียร์เรื่องราวทางกรุงเทพฯ เสร็จแล้วจึงมารับเมลดากับมัลลิกาที่ศูนย์ศิลปาชีพ ทั้งสองคนแม้จะมีความอาลัยอาวรณ์กับสถานที่นี้ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อจะฟื้นฟูกิจการของประยุทธขึ้นมาใหม่ เพราะเป็นหนึ่งยินดีจะรับผิดชอบสิ่งที่บิดาของเขาได้กระทำกับครอบครัวของเมลดาด้วยการคืนเงินสองร้อยล้าน พร้อมซื้อบ้านคืนจากแบงก์ให้หญิงสาวด้วย เมลดาแวะไปลาผลที่โรงฝึก ผลจึงมอบกระเป๋าย่านลิเภาให้เมลดาเป็นที่ระลึก ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ เมลดาขอแวะที่บ้านป้ามาลัยเพื่อไปล่ำลากันก่อน และต้องใจก็ถือโอกาสกราบโทษมัลลิกา และขอโทษเมลดาด้วยที่ตนเคยทำเรื่องไม่ดีไว้กับทั้งสองคนอย่างมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน มีความรักความอบอุ่นอบอวลของครอบครัว ที่พร้อมจะช่วยเหลือประคับประคองชีวิตในยามทุกข์ และสุขร่วมกันตลอดไป ละครประทีปรักแห่งใจ ขณะที่เมลดากลับกรุงเทพฯไปแล้ว ปองคุณกลับไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกหรือไม่ เพราะรู้ว่าเมลดามีนิสัยที่มุ่งมั่น หากหล่อนกลับไปเป็นนักธุรกิจเต็มตัวเพื่อจะสานฝันของบิดาต่อไปแล้วเขาจะทำอย่างไรกับความรักครั้งนี้ แต่เขาก็ได้รับกำลังจากต้องใจ และมารดาให้เขาลุกขึ้นต่อสู้กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความรัก โดยไม่ยึดติดกับความผิดหวังที่เคยมีมาในอดีตอีก เมลดา และมัลลิกากลับมาใช้ชีวิตในบ้านหลังเดิม แต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิม หญิงสาวยังตื่นมาทำอาหารเช้า ทั้งที่เป็นหนึ่งก็ได้จัดคนงานมาคอยรับใช้ไว้ให้อย่างเพียบพร้อมแล้วแม้จะมีความสุขสบายเหมือนเดิม แต่ก็ยังคิดถึงความเป็นอยู่ที่ศูนย์ศิลปาชีพ เมลดาไปออกงานทอล์กโชว์โดยถือกระเป๋าย่านลิเภาที่ผลให้มาเพื่อเป็นประชาสัมพันธ์ให้คนไทยหันมาสนใจงานย่านลิเภากันมากขึ้น ซึ่งได้รับผลตอบรับดีจนเมลดามีความคิดที่จะทำธุรกิจที่ส่งเสริมงานฝีมือคนไทย โดยจะยุติธุรกิจเดิมของบิดาที่ทำเกี่ยวกับเครื่องหนัง ซึ่งจะเป็นผลดีกับบริษัทของเป็นหนึ่งที่อาจจะมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกครั้ง หล่อนจึงไปหายุทธชัย และยกหุ้นของกิจการให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่หล่อนวางแผนชีวิตแล้วว่าจะขายคฤหาสน์หลังงาม แล้วไปซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ที่อยุธยา ในขณะที่เมลดาจัดการเรื่องธุรกิจในกรุงเทพฯให้เรียบร้อย เพื่อจะรีบไปตามหาหัวใจของตัวเองนั้น ก็เกิดอุปสรรคในชีวิตรักขึ้นมาอีก เมื่อวันที่หล่อนกับเป็นหนึ่งกอดเพื่อล่ำลากันอยู่นั้น ปองคุณที่พร้อมจะกล้าเผชิญหน้ากับความรัก ก็ดันมาเห็นและไม่ถามไถ่ใด ๆ หนีกลับอยุธยาไปเลย ทำให้เมลดาต้องหันมาวางแผนง้องอนปองคุณ โดยได้รับความช่วยเหลือจากต้องใจ และทุกคนที่ศูนย์ศิลปาชีพ แผนการง้องอนเกิดขึ้นในงานฉลองเลื่อนตำแหน่งของวิชัย ที่จัดขึ้นในศูนย์ศิลปาชีพ เลยกลายเป็นว่างานเลื่อนตำแหน่งถูกแย่งซีนเป็นงานง้องอนเปิดเผยความรัก และขอแต่งงานกันของหนุ่มสาวสองคน ได้มาปรับความเข้าใจกัน ท่ามกลางบรรยากาศของความรักแบบเพื่อน แบบครอบครัว แบบครูและศิษย์ ความเป็นพี่เป็นน้อง และมีคู่รัก ที่ทำให้ยิ่งอบอวลไปด้วยรัก และความอบอุ่นยิ่งขึ้น ติดตามชมละคร ประทีปรักแห่งใจ ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.05-19.50 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครประทีปรักแห่งใจ เริ่มตอนแรกวันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2559 นักแสดงนำ ละครประทีปรักแห่งใจ ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ รับบท ปองคุณปรียากานต์ ใจกันทะ รับบท เมลดาน้ำหนึ่ง สุทธิเดชานัย รับบท ต้องใจวิธวัฒน์ สิงห์ลำพอง รับบท เป็นหนึ่งธีรตี บุตรดีหงส์ รับบท แพรวดาวจินตหรา สุขพัฒน์ รับบท มัลลิกาสมมาตร ไพรหิรัญ รับบท ประยุทธเวนย์ ฟอลโคเนอร์ รับบท ชัยพงศ์นฤมล พงษ์สุภาพ รับบท หนึ่งฤทัยขวัญฤดี กลมกล่อม รับบท ใจใสอนันต์ บุญนาค รับบท เอกชัยปวีณา ชารีฟสกุล รับบท มาลัย

ฟรีคิกก็มา! ไปชมจังหวะ “ธีราทร” ปั่นโค้งเรียดเบียดโคนเสาเข้าไปสุดสวย (มีคลิป)
กิเลนผยอง /  ธีราทร บุญมาทัน / 

แบ๊กซ้ายขวัญใจคนใหม่ทัพกิเลนผยอง ซัดประตูได้อีกครั้งหลังปั่นฟรีคิกสุดสวยให้ทีมเอาชนะทัพโลมาน้ำเงินไปขาดลอย  ธีราทร บุญมาทัน แบ๊กจอมบุกกิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เเละกัปตันทีมชาติไทย จัดการซัดประตูที่สองให้กับต้นสังกัดใหม่เเละเป็นลูกฟรีคิกลูกแรกให้กับทีม โดยเป็นจังหวะฟรีคิกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ซึ่ง “เจ้าอุ้ม” บรรจงปั่นด้วยซ้ายไปที่เสาแรกบอลโค้งเรียดเบียดโคนเสาเข้าไปอย่างสวยงาม ก่อนสุดท้ายพาทีมถล่มเอาชนะ พัทยา ยูไนเต็ด ไปขาดลอย 4-1 ให้ทีมรั้งจ่าฝูงต่อไปอีกยาวๆ เครดิตคลิป : ไฮไลท์ "นายลูกเจี๊ยบ" Gen.2

เมนู แพนเค้กผักโขมไข่ดาวแฮม ตัวช่วยของคนไม่กินผัก
ผักโขม /  แพนเค้ก / 

สำหรับคนที่กินผักยาก ไม่ชอบรสชาติข่มๆ ของผักใบเขียว แต่ร่างกายของคนเราต้องการผักเพื่อการขับถ่ายของร่างกายดีขึ้น ปัญหาของคนไม่กินผัก ยิ่งโตยิ่งหัดยาก การกินผักสำคัญต่อร่างกายคนมากมายเลย วันนี้เราจึงมาเสนอเมนูที่ให้คนไม่กินผัก ได้รับสารอาหารของผักแบบเต็มๆ กับเมนู แพนเค้กไข่ดาวแฮม โดยส่วนผสมของแป้งแพนเค้กมีผักโขมผสมอยู่ด้วย กับขั้นตอนและวิธีการทำดังนี้ค่ะ เมนู แพนเค้กผักโขมไข่ดาวแฮม ส่วนผสมแป้งแพนเค้ก แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 3/4 ถ้วย ใบผักโขมสด 1 1/2 ถ้วย นมสด 1 1/2 ถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง ผงฟู 1/2 ช้อนชา เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา น้ำมันพืช 2 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ดาวทอดแบบฝรั่ง 2-3 ฟอง ส่วนผสมแฮม แฮมหั่นชิ้นเล็ก 1 ถ้วย น้ำส้มสายชูหมัก 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา วิธีทำ ผสมแป้งสาลี เกลือ ผงฟู เบกกิงโซดาและน้ำตาลเข้าด้วยกัน พักไว้ ปั่นผักโขมกับนมสดจนละเอียด ใส่ไข่ไก่ ปั่นต่อให้เข้ากัน เทลงใส่ชามแป้ง ค่อยๆ คนจนส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน แช่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 30 นาที ลวกแฮมแล้วคลุกกับน้ำส้มสายชูหมัก น้ำผึ้ง เกลือ และพริกไทยเข้าด้วยกัน เตรียมไว้ ตั้งกระทะเทฟลอนให้พอร้อน ทาน้ำมันบางๆ ตักส่วนผสมแป้งแพนเค้กใส่ ทอดจนด้านหนึ่งสุกแล้วกลับอีกด้าน ทอกให้สุก จัดใส่จาน เวลาเสิร์ฟวางแป้งแพนเค้ก ใส่แฮมปรุงรสวางแพนเค้กอีกแผ่น วางไข่ดาว ประกบ้านบนด้วยแป้งแพนเค้ก เครดิตจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine issue 192 : Jul 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

กานต์ วิภากร /  เสก โลโซ

   ทำเอาโลกโซเชียลตกใจกันยกใหญ่ เมื่ออยู่ๆ กานต์ วิภากร ได้ออกมาโพสต์ข้อความแฉถึงลูกน้องทอมคนสนิท ว่าโดนโกงเงิน ซึ่งลูกน้องคนดังกล่าว คือคนที่เคยเป็นข่าวว่าโดนอดีตสามี เสก โลโซ ทำร้ายจนกรามหักมาแล้ว ซึ่งกานต์ก็ได้ออกมาปกป้องลูกน้อง และเกิดเป็นศึกแฉอดีตสามีเสียๆหายๆ มาแล้ว ล่าสุด(10 ส.ค.) กานต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค Wiphakorn Karn ว่าโดนลูกน้องคนดังกล่าวหลอกลวง และโกงเงินหนีหายไป ไม่สามารถตามตัวได้ พร้อมทั้งยังบอกด้วยว่าที่โดนอดีตสามีทำร้ายนั้น ยังน้อยไป โดยข้อความทั้งหมดระบุว่า    "ขอแถลงการเกี่ยวกับคนคนหนึ่งที่เราเคยชุบเลี้ยงไว้อย่างดีเพราะคิดว่ามันจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ก็เลยให้โอกาสมันให้ทำงานด้วย แต่ในขณะที่มันทำงานอยู่ มันได้ทำให้องค์กรแตกแยกและทำวุ่นวายเละเทะในองค์กรอย่างมาก วันๆยุแยงตะแคงรั่ว ปั่นคนนั้นนี้ โกหกสร้างเรื่อง ปั้นน้ำเป็นตัว ก็สงสัยน่ะว่าวันๆมันจะไม่ทำไรนอกจากคิดแผนชั่วหรือยังไง ทางเราและบ.ลัสเตอร์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ได้เชิญมันออกไป2เดือนแล้ว มันยังเที่ยวไปหลอกเงินชาวบ้านไว้เยอะมาก ล่าสุดนังโจร500 ได้ไปเช่าตู้กีต้าร์2ตู้ ตู้เบส1ตู้พร้อมกล่องแล็ค 2เจ้ารวมเป็นจำนวน6ตู้และได้หายสาบสูญไป ไม่มีใครติดต่อได้    ซึ่งต้องขอแจ้งไว้ณ.ที่นี้ว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับเราและค่ายเพลงของเราแต่อย่างใด และมีเจ้าทุกข์ติดต่อข้าพเจ้าเรื่องช่อโกงของมันอีกหลายราย และขอแถลงน่ะตรงนี้เลยว่าเรื่องที่มันโดนสามีข้าพเจ้ากระทืบ มันเข้าค่ายจัดฉากเพราะมันโกหกเรามาโดยตลอดว่าไม่รู้ว่าเสกเล่นอยู่แถวนั้น เราได้ถามไปหลายครั้งแต่ก็ยืนยันว่าไม่รู้จริงๆ จนกระทั้งข้าพเจ้ามารู้จากหลักฐานพยานหลายอย่างว่ามันโกหก และทราบมาอีกว่ามันได้เรียกเงินเสกไป1ล้าน7แสนบาท อันนี้มีหลักฐาน ที่ผ่านมามันโกหกทำให้เราต้องแถลงข่าว เป็นเหยื่อมัน ตอนนี้รู้และตระหนักแน่ชัดว่า โจร500โดนแค่นั้นยังน้อยไป และของในบ้านเราหายไปหลายรายการ ตอนนี้เราและเจ้าทุกข์คนอื่นๆกำลังดำเนินคดีทางกฎหมายสูงสุด อีเลว!!"

อ้าวเฮ้ย! ถนนในฝรั่งเศส จมหายใต้ทะเล วันละ 2 ครั้ง
ความรู้รอบโลก /  ต่างประเทศ / 

แปลกแต่จริง! Passage du Gois ถนนในประเทศฝรั่งเศสเส้นนี้ ในทุกๆ วันจะจมอยู่ใต้น้ำทะเล ซึ่งมันจะลดระดับน้ำลงให้เห็นถนนเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ติดอันดับเป็นหหนึ่งเส้นทางการเดินรถ และเป็นหนึ่งในถนนที่อันตรายที่สุดในโลก! อ้าวเฮ้ย! ถนนในฝรั่งเศส จมหายใต้ทะเล วันละ 2 ครั้ง ติดอันดับหนึ่งในถนนอันตรายที่สุดในโลก "Passage du Gois" ถนนเส้นนี้มีความแปลกตรงที่มันสร้างพาดทะเล ด้วยความยาวกว่า 4.125 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างอ่าว Burnёf กับ เกาะ Noirmoutier ในประเทศฝรั่งเศส ในทุกๆ วัน น้ำทะเลจะเพิ่มระดับน้ำขึ้นจนทำให้ถนนเส้นนี้จมหายไปลึกว่า 13 ฟุต และเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งมันก็จะลดระดับน้ำทะเลลง เผยให้เห็นถนนเส้นนี้อีกครั้ง ซึ่งผู้คนที่ต้องการขับผ่านถนนเส้นนี้จะต้องกะช่วงเวลาให้ถูกด้วยเพราะวิ่งได้ 2 ครั้งต่อวัน และไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น! ก่อนที่จะจมลงทะเลอีกครั้ง นอกจากนี้ ในปี 1999 ถนน Passage du Gois ก็ยังเคยถูกนำมาใช้ในการแข่งขันจักรยาน ตูร์เดอฟร็องส์ (Tour de France) แต่ก็เกิดปัญหาด้วยเหตุที่ว่าผิวของถนนนั้นลื่นเกินไป และในปี 2011 ก็ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง โดยใช้เป็นสนามเปิด สเตทแรก

ยังดีไม่บ๊วย! ช้างศึกU19เฉือนจุดโทษเมียนมาร์คว้าที่3ศึกอินวิเตชั่น คัพ
ช้างศึก /  ทีมชาติไทยU19 / 

ช้างศึกU19ปียังไว้ลายหลังเหลือ 10 คนทั้งคู่ก่อนดวลจุดโทษเฉือนชนะเมียนมาร์ หลังเสมอกันในเวลา 1-1 คว้าอันดับที่ 3 ในศึก4เส้าอินวิเตชั่น คัพ 2016 ที่ประเทศเมียนมาร์ วันที่ 28 สิงหาคม 2559 ฟุตบอลสี่เส้า Myanmar U19 Invitational Cup 2016 นัดชิงชนะเลิศอันดับ 3 ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติเมียนมา เจ้าภาพ เริ่มเกมมา ทั้งสองทีมเปิดแลกกัน เมียนมา ใช้การยิงไกล ส่วนไทยยังเน้นการต่อบอล นาทีที่ 14 ศุภชัย ใจเด็ด ได้หวดบอลเต็มข้อ แต่นายทวารเมียนมา พุ่งไปรับไว้ได้ นาทีที่ 22 เมียนมาได้ประตูขึ้นนำ จากขึ้นเกมเร็วทางฝั่งขวา ก่อนจ่ายมาให้ หมายเลข 17 ออง เคือง มาน พลิกบอลแล้วซัดนอกกรอบพุ่งเสียบเสาเข้าไป ทีมชาติเมียนมา รุ่นอายุไม่เกิน19 ปี นำ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี 1-0 เมียนมา ยังเดินหน้าบุกต่อ นาทีที่ 27 หมายเลข 14 คยอ เทต อู ยิงปั่นไซด์บอลชนคานชวดได้ประตูที่ 2 นาทีต่อมา ไทยเปลี่ยนนักเตะรวดเดียว 2 ราย ส่ง ศิริมงคล จิตบรรจง, วิศรุต อิ่มอุระ แทน จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ , วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ท้ายครึ่งแรก นาทีที่ 44 ทีมชาติไทย มาตีเสมอได้สำเร็จจากการเล่นบอลสั้นในกรอบเขตโทษของ อานนท์ ส่งมาให้ ศุภชัย ใจเด็ด เปิดให้ ศิริมงคล จิตบรรจง โหม่งเป็นประตูตีเสมอ และหมดเวลาการแข่งขันครึ่งแรก ทีมชาติเมียนมา รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี เสมอ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี 1-1 เริ่มครึ่งหลัง ไทยส่ง สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ แทน สรวิทย์ พานทอง นาทีที่ 53 ไทยมีลุ้นจากลูกฟรีคิกของ ชินภัทร ลีเอาะ แต่ติดเซฟของนายทวารเมียนมา นาทีที่ 60 ทั้งสองทีมเหลือผู้เล่นฝั่งละ 10 คน โดยฝั่งไทย ชินภัทร ลีเอาะ ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม นาทีที่ 69 สีหนาท สุทธิศักดิ์ ลงสนามแทน ศุภชัย ใจเด็ด นาทีที่ 73 ช้างศึกส่ง โชติภัทร พุ่มแก้ว แทน ศิริมงคล จิตบรรจง หมดเวลา 90 นาที ทีมชาติเมียนมา รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี เสมอกับ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี 1-1 ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ช่วงการดวลจุดโทษ เป็นทีมชาติไทยที่ทำได้ดีกว่าเอาชนะไป 7-6 รวมในเวลา ทีมชาติไทย ชนะ เมียนมา 8-7 คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลสี่เส้า Myanmar U-19 Invitational Cup 2016 รายชื่อผู้เล่น 11 คนแรกของ ทีมชาติไทย (4-3-3) ชาคร พิลาคลัง(GK) – อาทิตย์ การสังเวชน์, ชินภัทร ลีเอาะ, ศฤงคาร พรหมสุภะ, สุขสันต์ มุ่งเป้า – กานต์นรินทร์ ถาวรศักดิ์, สรวิทย์ พานทอง, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ – จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, ศุภชัย ใจเด็ด

4 หาดทะเลน้ำจืด เที่ยวเพลินหน้าฝน
ฃุกโดน /  หาดทะเลน้ำจืด / 

มีหลายต่อหลายคน ที่ไม่ชอบเที่ยวทะเลเท่าไร เพราะลมทะเลค่อนข้างจะทำให้เหนียวตัว แล้วยิ่งเป็นหน้าฝนนี้ เที่ยวทะเลก็คงไม่ดีเท่าไรนัก เพราะโอกาสที่จะเกิดลมมรสุม นั้นเป็นไปได้มาก…แล้วแบบนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดีล่ะ สำหรับคนที่ชอบบรรยากาศการพักผ่อน รับลมชิวๆ แต่ไม่อย่างต้องเสี่ยงกับมรสุมและลมฝน วันนี้เราก็มี 4 ชายหาดทะเลน้ำจืด ท่ามกลางบรรยากาศอุดมสมบูรณ์ของขุนเขามากฝาก รับรองว่า หน้าฝนของคุณนี้ สนุกแน่ 4 หาดทะเลน้ำจืด เที่ยวเพลินหน้าฝน  ทะเลน้ำจืด 1. หาดทรายชุกโดน / กาญจนบุรี หาดทะเลน้ำจืด หาดทรายชุกโดน จ.กาญจนบุรี ชายหาดน้ำจืดเล็กๆ อยู่ริมน้ำแม่กลอง ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่หาดชุกโดน หรือชายหาดท่าล้อแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับพักผ่อนฝั่งตะวันตก ซึ่งแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ทว่าการปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ให้เนรมิตเป็นชายหาด ก็ทำให้ได้บรรยากาศของทะเลน้ำจืดท่ามกลางขุนเขาที่งดงามมากๆ เลยทีเดียว หาดทรายละเอียด เป็นแนวยาวตลอดคุ้งน้ำ และกว้างพอที่จะรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้หลายพันคน บรรยากาศเย็นร่มรื่น มีลมพัดเข้าหาฝั่งตลอดเวลา รอบหาดทรายจะมีที่นั่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักผ่อน รับประทานอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ร่วมกับก๊วนเพื่อน และครอบครัว แถมยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้เลือกเล่น เช่น บริการสวนสนุกลอยน้ำ เรือปั่น เรือพาย มีบริการเตียงผ้าใบ ร่ม ห่วงยาง เสื้อชูชีพ เรือถีบ เรือพาย เจ็ตสกี ไว้คอยให้บริการ การเดินทาง : หาดทรายชุกโดน หรือหาดท่าล้อ ทางเข้าอยู่ข้างวัดท่าล้อ ก่อนถึงสามแยกท่าล้อ และอยู่เยื้องๆ กับร้านรจนาก่อนถึงตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 9 – 10 กม. ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าล้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี  ------------------------------------ 2. หาดหินเพิง บางแสน 2 / ขอนแก่น ข้ามมายังฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานบ้านเฮากันบ้าง แล้วจะต้องตกใจแน่ๆ ว่า อีสานก็มีชายหาด .. ชายหาดหินเพิง หาดที่มีบรรยากาศคล้ายบางแสน จึงถูกเรียกว่า “บางแสน 2″ หาดแห่งนี้อยู่ในจังหวัดขอนแก่น ถือเป็นแหล่งชายหาดทะเลน้ำจืดยอดนิยมของคนอีสานเลยก็ว่าได้ ความสวยงามของที่นี่ไม่แพ้ทะเลเลย ลักษณะเป็นชายหาดกรวดทรายและโขดหิน ต่างกันตรงที่เป็นทะเลสาบนํ้าจืด คลื่่นลมไม่รุนแรง แต่มีลมพัดโกรก เย็นสบาย ยิ่งพอคล้อยเย็น ตะวันตกดินแล้วล่ะก็ บรรยากาศแสนจะโรแมนติกมาก บนหาดทรายมีร่มกันแดด และเตียงผ้าใบ และยังมีบริการเครื่องเล่นทางนํ้าแบบครบครัน ทั้งสกูตเตอร์ เรือกล้วย เรือถีบ ห่วงยาง ให้เช่า บริการด้านอาหารก็มีพร้อม มากกว่า 60 ร้าน เมนูเด่นคือปลาสดๆ จากอ่างเก็บนํ้าปรุงเป็นอาหารอีสานรสแซบ การเดินทาง : จากตัวอำเภออุบลรัตน์มีป้ายบอกทางไปบางแสน 2 ไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ชายหาดอยู่ขวามือ 4 หาดทะเลน้ำจืด เที่ยวเพลินหน้าฝน 3. หาดมโนภิรมย์ / มุกดาหาร ทะเลน้ำจืด หาดมโนรมย์ จ.มุกดาหาร ยังอยู่กันที่ฝั่งอีสาน ณ บ้านชะโนด จังหวัดมุกดาหาร ที่นี่มีบรรยากาศที่แอบคล้ายกับริมชายหาดทะเล ที่คลื่นถาโถมลมพัดน้ำเข้าซัดฝั่ง ในช่วงของต้นปีที่น้ำในลำโขงลดจนเห็นเม็ดทราย แผ่ขยายกว้างไปไกลจนสุดลูกตา ประกอบกับกระแสลมที่พัดโบกตลอดวัน ทำให้ลำน้ำนั้นถูกพัดเป็นเกลียวคลื่นเข้าหาฝั่ง สถานที่แห่งนี้จึงได้บังเกิดขึ้นเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวบ้านชะโนด และระแวกใกล้เคียงที่แวะมาลงเล่นน้ำ เพื่อคลายร้อนในช่วงฤดูร้อนที่แสนจะอบอ้าว บรรยากาศโดยรวมของหาดมโนภิรมย์นั้น จะเป็นซุ้มต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมน้ำให้กับคุณได้พักผ่อน หากยืนบนนหาด จะเห็นบรรยากาศของสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ชัดเจน ส่วนบริการของที่นี่ก็ไม่แพ้หาดไหน มีห่วงยางให้เช่า มีเรือกล้วย(บานาน่าโบ๊ท) ให้ใช้บริการ และเมนูอาหารส่วนใหญ่ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้นั้นก็จะเป็นจำพวก ส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผา ไก่อบฟาง ฯลฯ ราคาเบาๆ และไม่แพงอย่างที่คิด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ทะเลริมโขง ทะเลอีสานก็มีจริง การเดินทาง :  หาดมโนภิรมย์ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านชะโนด ตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ ใช้เส้นทางมุ่งสู่สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่สอง   ------------------------------------ 4. หาดวังโก / มหาสารคาม หาดทะเลน้ำจืด หาดวังโก จ.มหาสารคาม อีกหนึ่งหาดฝั่งอีสาน ในจังหวัดมหาสารคาม นี่เป็นหาดสุดท้าย แต่ว่าน่าอัศจรรย์สุดๆ เพราะหาดแห่งนี้ เป็นหาดทรายที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มนุษย์ไม่ต้องสรรสร้าง ธรรมชาติก็มอบความงดงามของแม่น้ำที่น้ำไหลผ่านโค้งน้ำ ตะกอนทรายจะไหลไปทับถมเกิดเป็นหาดทรายโดยธรรมชาติ กลายเป็นหาดทะเลน้ำจืดไปโดยปริยาย หาดวังโก ตั้งอยู่บนโค้งของแม่น้ำชีซึ่งยาวประมาณ 1 กม. หัวท้ายของหาดถูกกั้นไว้ ลานหินทอดยาวขวางแม่น้ำชี ที่เรียกว่าแก่ง แก่งด้านซ้ายมือเรียกว่า แก่งบ้านห้วยและขวามือเรียก แก่งท่าเตาดิน ทั้งสองแก่งทำหน้าที่เหมือนฝายทดน้ำธรรมชาติ ในฤดูแล้งทั้งสองแก่งก็จะทำหน้าที่ฝายธรรมชาติกั้นน้ำไว้ทำให้แม่น้ำชีบริเวณหาดวังโกยังมีปริมาณน้ำเหลือเฟือ พอจะทำให้นักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำได้ ที่พิเศษมากๆคือ ที่นี่มีกิจกรรม Adventure ที่แปลกไปกว่าที่ไหนๆ มีสไลเดอร์ผ้าใบขนาดยักษ์ ให้ได้เล่นฟรีๆ ถือเป็นครั้งแรกในไทยที่ถูกสร้างขึ้น และใหญ่ที่สุดในโลก มีหอสูง 50 ฟุตให้โดดข้ามแม่น้ำ ไป-กลับ เรือกล้วย เจทสกี ห่วงยางเล่นน้ำ ร่มและเต้นผ้าใบชายหาดเหมือนชายทะเลทุกประการ การเดินทาง จากตัวเมืองมหาสารคาม มุ่งสู่ถนนสายท่าพระ-โกสุมพิสัย โซนบ้านท่าเดื่อ ต.หนองบอน อ.โกสุมพิสัย มีทางหลวงชนบทราดยางเข้าถึงหาด ถือเป็นทรัพย์ในดิน และสินในน้ำของไทย ที่แสนจะโชคดี ที่เรามีสถานที่สวยงามและหลากหลายไว้ให้เราได้ท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวอย่างเราๆทั้งหลายก็อย่าละเลยที่จะช่วยกันรักษาความสะอาด และความสมบูรณ์ของธรรมชาติเหล่านี้เอาไว้ ก่อนที่จะไม่หลงเหลือความสวยงามเอาไว้ให้เราได้ทัศนา บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศครั้งแรก ตื่นเต้นสิ ไปกันสามคน สามสาว สามโสด 4 - 8 มีนาคม 2558 4 คืน 5 วัน แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ - ถิ่นลุงโฮ ||| ดาลัด - ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดี๊ดี ||| มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล ทั้งเดิน วิ่ง แว๊น แท็กซี่ รถเมล์ รถบัส มินิบัส รถจิ๊บ เจอหลากสภาพอากาศ ทั้งร้อน ร้อนโคตร เย็น เย็นโคตรๆ ที่สำคัญ จดจำเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิต กับการตกเครื่องครั้งแรก ความเงิบจึงบังเกิด แต่ก็ทำให้เราได้อยู่ต่ออีก 1 วัน หุหุ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ค่าใช้จ่ายทั้งหมด คนละ = 8,700 บาท ตั๋วเครื่องบินไปกลับ + ค่าอาหาร + ของฝาก + ที่พัก (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินที่ซื้อใหม่นะ) ปล.ภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสมาชิกพันทิปท่านนึง ถ่ายรูปสวยมาก เวลา 5 ทุ่ม เมื่อปีที่แล้ว เพื่อนเราไลน์ชวนไปเที่ยวเวียดนาม เราก็ตอบตกลงไป คำเดียวแบบไม่คิด และจองตั๋วไปกลับ ดอนเมือง-ไซง่อน(โฮจิมินห์) ในคืนนั้นเลย 3,000 บาท คือก็ไม่ได้เห่อนะ แต่อารมณ์อยากเที่ยวมันพาไป กิกิ >\\<  จนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลาที่เราสองสามคนเฝ้ารอก็มาถึง ตื่นเต้นสิคะ ตปท.ครั้งแรกน้าาา เราได้ Flight FD 650 DMK-SGN 07.45 น. ก่อนเดินทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาพอสมควร และแลกเงินที่ซุปเปอร์ริชทั้งเงิน USD และ VND  พวกทศนิยมเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปคิดมากค่ะ แลกให้พอมีติดตัว เน้นความสะดวก เพราะถ้าหาร้านรับแลกที่โน่นไม่เจอก็แย่ เราใช้เวลาเดินทาง 1.30  ชม. ก็มาถึงสนามบินนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ไซง่อนหรือนครโฮจิมินห์นั่นเองค่ะ โฮจิมินห์อดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอีกด้วยค่ะ ถึงสนามบินแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ซื้อซิมค่ะ เดี๋ยวลงแดง !! ที่นี่จะมี vinaphone กับ mobifone (แบรนด์นี้ พนง.ไม่ให้เราถ่ายรูป) เราเลือก vinaphone แพ็คเกจกะมีให้เลือกเยอะกว่า และถูกกว่า เราเลือกแพ็คเกจ unlimited 1.2 GB เล่นเน็ตได้อย่างเดียว ราคา 1่15.000 ดอง (จะใช้ . แทน ,) พอดีใช้ซิม Standard เลยได้ลดอีก 18.000 ดอง เก๋ๆ วิธีคิดค่าเงินง่ายๆ คือ ตัดศูนย์ข้างหลังทศนิยมออก x 1.5 เช่น 115.000 ดอง เป็นเงินไทย 115 x 1.5 = 172.5 บาท เราเดินออกจากสนามบินมาทางขวามือ มอง 45 องศาอีกฝั่ง ประมาณ 500 เมตร จะเจอรถเมล์สาย 152 (เฮ้ยยยย ข้อมูลที่หามา เป๊ะอ๊ะะะ !!) เราขึ้นไปนั่งรอบนรถ สุดท้ายหน้าแตกจ้ะ รถที่ออกคือคันหลัง - - ได้ย้ายกันทั้งคัน ค่าโดยสารเข้าเมือง ราคา 5.000 ดอง ใครมีเป้ ข้าวของ เอาวางไว้ที่ตักนะคะ เด๋วจะโดนเรียกเก็บเป็น 10.000 ดอง แต่บางทีถ้าเราเอามาวางไว้ที่ตักแต่กระเป๋าเรามันใหญ่มากๆ เขาก็คิดเพิ่มนะคะ นั่งรถเข้าเมืองใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่ะ รถจะผ่านวงเวียนใหญ่ ตรงตลาดเบนถัน(ตามรูป) และรถจะจอดให้ลง ที่นี่สมคำร่ำลือจริงๆ เมืองแห่งมอไซค์ค่ะ คือรถโคตรเยอะ แซ้บบอยสก๊อยเกิลก็เถอะ เจอพี่เวียดเข้าไป เป็นต้องหลบให้เลยค่ะ ที่นี่ใส่หมวกกันน็อคกันทุกคนนะคะ ชอบมาก อยากให้คนไทยเป็นแบบนี้ เวียดนามจะมีรถสามล้อที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เราไม่นั่งค่ะ ได้เห็น ได้ถ่ายรูปพอละ เสี่ยงโดนโกง และเปลืองตัง ห้าาา ขณะนี้เวลา 11.45 น. เรารีบกางแผนที่ ตามหาเวียตซีค่ะ (Vietsea Tourist) เราจะจองทริปครึ่งบ่ายไปอุโมงค์กู๋จี ตอนแรกมึนมาก เดินมาผิดทาง เพราะมองแผนที่กลับหัว เอิ้กๆ วิธีมา >> ต้องเดินตามถนน PhanNgu Lao เส้นสวนสาธารณะนะคะ จะเจอเวียตซีอยู่ซ้ายมือชั้นล่าง ใต้โรงแรม KIM KHOI HOTEL ค่ะ ค่าทัวร์ 5 USD/คน พนง.จะนัดเวลา มาให้ตรงเวลานะคะ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ จากนั้นเราเดินหา บริษัท Phuong Trang ค่ะ เป็นบริษัทรถที่เราจะจองไปดาลัดคืนนี้ >> จากเวียตซี เดินต่อไปนิดเดียวจะเจอแยกถนน De Tham  เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 100 เมตร จะเจอที่ขายตั๋วค่ะ เราจองรถนอนไปดาลัด รอบประมาณ 23.45 น.  ราคา 230.000 ดอง ซึ่งรถจะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ ถ้าซื้อเวียตซีจะโดนชาร์จนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ลำบากอะไร ไปซื้อเองดีกว่าค่ะ ใกล้กันมากๆ ระหว่างรอขึ้นรถไปอุโมงค์กู๋จีเราก็เดินๆ หาอะไรกินกันค่ะ ปรากฏว่าเพลิน ลืมกิน เวลาก็จวนจ่ำ เลยต้องรีบเดินกลับค่ะ หลังๆ ดูเวลา เดินไม่ได้แล้วค่ะ วิ่งสิคะ โห...ผมนี่ติดสปีชเลย แต่เชื่อมั้ยว่าไม่ทัน ช้าไป 5 นาที ร้องไห้แปรบบบ เหงือนี่แตกพราก หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ พนง.ที่เวียตซีน่ารักมากค่ะ พาเราเดินไปรอรถอีกฝั่ง น่าจะให้วนมารับอีกรอบ ตอนขึ้นรถนี่พูดได้เต็มปากว่า "โคตรอาย"  ดังนั้นเพื่อนๆ อย่าเผลอนะคะ กะเวลาเวลาดีๆ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ เรานั่งรถบัสที่ทางเวียตซีจัดให้ไปอุโมงค์กู๋จี ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเกือบทั้งคัน มีไกด์ชื่อ คุณแจ็ค ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงอุโมงค์กู๋จี ไกด์จะเก็บเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเข้าชมคนละ 110.000 ดอง และจะพาเราไปปรับพื้นฐานเบื้องต้นก่อนไปสถานที่ต่างๆ ไกด์พามาดูกับดักค่ะ ด้านล่างจะมีเหล็กแหลมคอยดักศัตรูให้ติดกับ อุโมงคกู๋จี ห่างจากโฮจิมินห์ 40 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ของชาวเวียดกงที่ขุดขึ้นขนาดพอดีกับตัวในสมัยที่ทำสงครามกับกองทัพอเมริกา รวมถึงกองทหารพันธมิตรจากนานาประเทศ ใช้ซุ่มโจมตีกองกำลังทหาร ทำให้ทหารเวียดนามได้รับชัยชนะในการรบกับทหารอเมริกา ถึงขั้นที่อเมริกาคิดที่จะมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ แต่พันธมิตรยับยั้งไว้ก่อน โดยอุโมงค์นี้มความยาวกว่า 200 กิโลเมตร อยู่ได้ถึง 80,000 คน ใช้เป็นที่บัญชาการทางทหาร เป็นหลุมหลบภัย และอุโมงค์นี้ยังสามารถทะลุออกแม่น้ำไซ่ง่อนได้อีกด้วย มีทั้งให้ลองลอดอุโมงค์ บางอุโมงค์ต้องคลานเท่านั้น คืออิชั้นขอบายค่ะ คุณลุงทหารกำลังทำรองเท้าอยู่ค่ะ รองเท้าทำมาจากยาง สมัยก่อนทหารเวียดนามจะใส่รองเท้าสลับหัวท้าย เพื่อเป็นกลอุบาย หลอกล่อศัตรู ให้เดินมาติดกับดัก อารมณ์เดียวกับ กัณหา ชาลี เลย คือทหารเวียดนามฉลาดมากอ่า ก่อนกลับไกด์พามาที่โรงอาหารของทหารเวียดนาม เป็นโต๊ะไม้ยาวๆ มีของกินด้วยนะคะ "มันเผา" แบบฉบับทหารเวียดนาม จิ้มกับพริกเกลือ แต่ที่นี่จะใส่ถั่วลิสง รสชาติอร่อยดีนะ หอมๆ แปลกดี ทุกจุดที่ไกด์พากรุ๊ปทัวร์ไป เราจะเป็นสามคนสุดท้ายที่ไปช้าเสมอ และไกด์ก็มักเรียกเราด้วยประโยคนี้เสมอ เฮ้ มายกรุ๊ป คัมเฮีย !! เราใช้เวลาอยู่ที่อุโมงค์กู๋จี 1.45 ชั่วโมง กลับเวลา 16.30 น. ใช้เวลาเดินทางอีก 2 ชั่วโมงเหมือนเดิมค่ะ ช่วงว่างๆ นี่ นอนเอาแรงเหอะ ^^ Zzz. กว่าจะถึงโฮจิมินห์ก็ 18.30 น. ละค่ะ เราลงจากรถมองหาของกินอันดับแรกเลย เจอร้านน้ำผลไม้ปั่น น่ากินดี ราคา 15.000 ดองเอง เลยสั่งมาสามแก้ว น้ำส้ม น้ำมะม่วง น้ำสับปะรด รสชาติโอเคเลยถ้าเทียบกับราคา เราขอฝากกระเป๋าไว้ที่เวียตซี แล้วบอกเขาว่าจะมาเอาตอน 3 ทุ่ม เพราะถ้าเดินแบกไปเรื่อยๆ อาจมีหลังทรุด เราเดินไปตามสวนสาธารณะ จุดหมายอยู่ที่ Night Market แถวตลาดเบนถัน หาของกิน หาของกิน หาของกิน โฮจิมินห์ เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะเยอะมาก และคนเวียดนามก็ชอบมาออกกำลังกายที่นี่ และตอนกลางคืนก็มีหลายคู่ที่มานั่งจู่จี๋ตามสวนสาธารณะ บ้างก็มาเล่นกีฬาเตะลูกขนไก่ค่ะ  เรานั่งดูเพลินเลย ลูกขนไก่เล็กขนาดนั้นเตะกันได้ลูกเด้งดึ๋ง ปริงได้ดีมาก แล้วก็มีแบบเป็นแก๊งด้วยนะ มากระโดด โลดโผน ตีลังกา อารมณ์ศิษย์วัดเส้าหลินอ่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก โหะๆ เราข้ามถนนตรงวงเวียนมาฝั่งตลาด วิธีการข้ามถนนที่นี่ คือ ข้ามตรงทางม้าลายปลอดภัยสุด ถ้าตรงไหนไม่มีทางม้าลาย หายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบข้ามค่ะ ส่วนใหญ่รถจะหลีกทางให้เราเองนะ คหสต.เชื่อว่าหลับตาข้ามคงไม่โดนชนแน่นอน (แต่อย่าทำนะ) มาที่นี่ตอนแรกไม่ชินค่ะ เสียงแตรรถบีบกันถี่และดังมาก สะดุ้งทุกๆ สามวิก็ว่าได้ แต่อยากจะบอกว่า เรายังไม่เห็นอุบัติเหตุเลยนะ สงสัยเขาขับรถเชี่ยวกันมาก ที่ Night Market จะเหมือนถนนคนเดินเล็กๆ ไม่ใช่คนเท่านั้นที่เดินนะคะ รถมอไซค์ก็ขับผ่านไปมาพรุกพร่าน ระวังโดนซอยตูดกันด้วยค่ะ เสียว เราเดินเซอร์เวย์มาเรื่อยๆ มีร้านอาหารไม่กี่ร้านนะ แต่เราสะดุดร้านนี้ค่ะ ร้านหาบเร่เล็กๆ ขายบุ๋นเรียว ลักษณะคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำใสใส่ลูกชิ้นปลาสไลด์ ราคา 20.000 ดอง (ราว 30 บาท) เลยจัดไปถ้วยนึง อยากชิมของข้างทางแบบคนไซง่อนเขากินกัน คำแรกที่ซดน้ำซุป โห...น้ำตาจะไหล อร่อยอ่ะ มันเด็ดมาก ไม่ต้องปรุงเลย รสชาติเปรี้ยวมะนาว เค็มๆ หวานๆ เผ็ดพริกซอยเล็กๆ จัดว่าเด็ด !!!! บุ๋นเรียว 1 ถ้วย กินกัน 3 คน มันจะไปอิ่มอะไร เราไม่รีรอค่ะ เดินเข้าร้านสั่งอาหารเลย เราสั่งข้าวผัดทะเล ปอเปี๊ยะสด ผัดผัก ต้มปลาใส่ผัก(เรียกอะไรไม่รู้แต่เป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่) ข้าวผัดจะใส่อะไรไม่รู้ กรอบๆ แข็งๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่ความรู้สึกเราเหมือนข้าวหุงไม่สุก ข้าวก้นหม้อ ประมาณนั้น แต่คือหิว สั่งอะไรมาก็หมด ห้าาา ผลไม้ที่ซื้อมารูปร่างเหมือนละมุดยักษ์ แต่รสชาติเหมือนมะพร้าว อร่อยมาก ชอบ หวานนวลๆ มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 270.000 ดอง ค่ะ เสร็จจากมื้อนี้ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้ซื้อของนะ เพราะขี้เกียจถือ แค่นี่ก็หลายสิ่งแล้ว เราลองถามราคาเสื้อผา ของที่ระลึกต่างๆ ปรากฏว่าแพงนะ เลยไม่เอา แต่หลังจากไม่เอานี่แหละ สงครามประสาทก็เกิดขึ้น คนขายจะมาง้อเรา พร้อมเครื่องคิดเลข 1 เครื่อง ให้เรากดเสนอราคาที่เราพอใจ แหมะ ธัมโม สังโฆ คือไม่ค่อยชอบวิธีการ แต่ก็เอาวะ ลองดู ประเด็นอยากได้เสื้อยืดรูปธงเวียดนามไง ราคาประมาณ 120.000 ดอง เราเลยลองต่อครึ่งนึง นังบอก "โนววววววววว" ให้เสนอราคามาใหม่ คราวนี้เราเลยต่อไป เหลือ 80.000 ดอง (120 บาท) คนขายบอกโอเค เมื่อพอใจในราคาทั้งสองฝ่าย การซื้อขายจึงสิ้นสุดลง และเราก็ได้เสื้อยืดสีแดง รูปดาวมาสมใจ กิกิ มองดูเวลาสมควรแก่การอาบน้ำ เราเดินกลับไปเอากระเป๋าที่เวียตซี ห้องน้ำที่นั่นมีห้องเดียวเล็กๆ แถมกรุ๊ปทัวร์เยอะด้วย เราเลยหอบกระเป๋าไปห้องน้ำที่สวนสาธารณะ  ซึ่งเป็นห้องน้ำระดับสี่ห้าดาวของเวียดนามเลย เราจัดแจงแตรียมของไปอาบน้ำ พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ห้องน้ำปิด เอิ่ม....ความพยายามทั้งหมดที่ทำมา ไม่เป็นไร เราตัดสินใจเดินไปขึ้นรถที่ Phuong Trang โชคดีมาก ที่นั่นมีห้องน้ำ ไม่มีใครเข้าด้วย เพราะมันอยู่ด้านใน เสร็จเราสองสามคนจ้าาา เลยได้ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เอาน้ำลูบๆ ทาแป้งเย็นให้สบายเนื้อสบายตัวก่อนขึ้นรถไปดาลัด รถนอนที่นี่ นอนกันจริงจังมาก นั่งแทบไม่ได้ ก่อนขึ้นรถเขาจะให้ถอดรองเท้าเอาใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ที่ใต้เบาะนอนด้านบนนะคะ ฝรั่งบางคนขายาวมาก น่าสงสารอ่ะ เอาเท้าสอดเข้าช่องไม่ได้ เลยต้องนอนชันเข่าทั้งคืน ต่อจากนี้อีก 6 ชั่วโมง ก็จะถึงดาลัดแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ. **เพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายวันที่ 1 รวม 1793.000 VND + 15 USD / 3 คน ค่ะ เฉลี่ยใช้จ่ายคนละประมาณ 1,000*** บาทค่ะ สำหรับวันที่ 2 ณ เมืองดาลัด ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดีดี๊ ^^ เราถึงดาลัดประมาณ 05.30 น. อยากจะบอกว่า ดาลัดหนาวมากกกกก เราแคปเจอร์หน้าจอไว้เป็นหลักฐานมาด้วย ถึงแล้วให้บอกคนขับรถตู้ของ Phuong Trang (บริการฟรี) ว่าไปที่ไหน....เอ่อแล้วไปที่ไหนล่ะ ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เรากะ walk in เลย ที่หาข้อมูลไว้คือ เกสเฮาส์แถวๆ โรงแรมทิวลิป ตอนแรกคนขับรถไม่สนใจเรา โคตรเซง เลยต้องนั่งเสริจหารูปภาพโรงแรมและที่อยู่ให้เขาดู ถึงยอมไปส่งเรา ระหว่างทางเพื่อนเราก็ถ่ายรูปไป พนง.ก็ไล่ส่งคนจนเหลือแค่เราสามคน เขาบอกให้เราไปนั่งหน้า จะได้ถ่ายรูปได้สะดวกๆ ใจดีจุง กว่าจะถึงหน้าโรงแรมทิวลิปก็ 06.30 แล้ว แนะนำว่าเมื่อถึงหน้าโรงแรมทิวลิปให้ทันหน้าเข้าหาโรงแรม แล้วเดินไปทางด้านซ้ายมือ จะเจอเกสเฮาส์เพียบบบ ควรเลือกเกสเฮ้าที่มีรถมอไซค์ให้เช่า และมี พนง.ที่สื่อสารกับเราได้ ไม่งั้นปัญหาอาจจะเกิดขึ้นเหมือนเรา (ไว้จะเล่าอีกที) เราพักที่  NHA NGHI Guesthouse ด้านล่างจะเป็นร้านกาแฟ ชื่อ Coffee Dau Tay 2 ราคา 300.000 ดอง/คืน ถือว่าโอเคเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้อ่า แล้วเราก็ให้ทางร้านจองรถไปมุยเน่พรุ่งนี้เช้า ราคา 150.000 ดอง/คน พร้อมเช่ามอไซค์ ได้ร้านข้างๆ ติดกับที่พักนี่เอง ค่าเช่ามอไซค์ 2 คัน เราต่อได้คันละ 100.000 ดอง กิกิ แล้วจะช้าอยู่ใย ไปแว๊นกันเถอะ ถนนที่นี่ขับเลนส์ขวา แซงเลนส์ซ้ายนะคะ ต้องจูนสมองพักนึงเลย เราซื้อแผนที่มาจากร้านเช่ามอไซค์ 15.000 ดอง ไปเติมน้ำมันด้วย สองคัน 80.000 ดอง ที่แรกที่เราแวะเที่ยวคือ  Vuon Hoa Thanh Pho Da Lat หรือ The flowers garden เป็นสวนดอกไม้นานาชนิด สวยดีค่ะ เอารถจอดไว้ด้านหน้า เสียค่าจอด 6.000 ดอง ส่วนตั๋วซื้อได้ที่ด้านหน้า ราคา 30.000/คน ไปชมภาพบรรยากาศกันค่ะ ^^ โหมดสาระ : สวนพฤกษศาสตร์ดาลัด (Dalat Flower Gardens) อยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบซวนฮวาง บนถนนฟูดงเตียนหวุง (Phu Dong Thien Vuong) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2409 เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรภาคใต้ ดาลัดได้รับการขนานนามว่าเมืองแห่งดอกไม้ ที่นี่จะมีดอกไม้บานสะพรั่งตลอดทั้งปี รวบรวมพรรณไม้ไว้อย่างมากมาย ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้ ที่มีทั้งกล้วยไม้สายพันธุ์แท้และลูกผสม ซึ่งกล้วยไม้ตัดดอกทั้งหมดที่อยู่ในเวียดนามมาจากที่นี่ค่ะ มีพวกผักเมืองหนาวด้วย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว ที่แรกผ่านไป ต่อด้วยแว๊นมอเตอร์ไซค์ไปที่ที่สอง หุบเขาแห่งความรักค่ะ (Valley of Love) ที่นี่อยู่ทางเหนือของทะเลสาบซวนฮวางประมาณ 5 กิโลเมตร หุบเขาแห่งความรัก คนเวียดนามเรียก "ทุงหลุงติงห์เอียว" เป็นหุบเขาที่มีวิวทะเลสาบ ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ปกคลุมด้วยไม้สนค่ะ คืออากาศดีมากกกก ชอบมากกก ระหว่างขับรถด้านข้างจะเป็นทะเลสาบซวนฮวาง ถ้าใครแว๊นมากะแฟนนี่โคตรฟิน พูดเลยยยย >\\< แต่ละที่ระยะทางไม่ห่างกันมากค่ะ แต่ควรกะเวลาให้พอดีนะคะ เพราะเราเที่ยวแบบต๊ะต่อนยอนมาก ห้าา Valley of Love เขามีตำนานนะคะ เอามาจากคุณ *Pacharawalai ว่ากันว่า "เมื่อก่อนที่นี่เป็นสถานที่นัดพบระหว่างนายทหารชาวดาลัดนายหนึ่งกับหญิงสาวผู้เป็นที่รัก โดยเหตุการณ์นี้เกิดในช่วง ศตวรรษที่ 17  ซึ่งเป็นช่วงที่นายทหารผู้นี้ต้องไปทำการรบกับข้าศึกชาวจีนมองโกเลียที่มารุกรานเวียดนาม โดยสองคนนี้ได้สัญญาว่าเมื่อชายหนุ่มกลับมาพบกันตามเวลาที่นัดหมาย ก็จะแต่งงานกัน เมื่อถึงเวลานัด ฝ่ายหญิงก็ไปรอนายทหารหนุ่มคู่รักที่หุบเขาแห่งนี้ แต่เผอิญอีตาทหารหนุ่มเกิดไม่ได้มาตามนัดซะงั้น สาวเจ้าก็เศร้าโศกเสียใจ คิดว่าคนรักตายในสนามรบซะแล้ว เลยโดดหุบเขาฆ่าตัวตายที่นี่ สุดท้ายเมื่อนายทหารหนุ่มกลับมาและได้ข่าวว่าคนรักตัวเองโดดเขาตาย เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปในที่สุด ว่ากันว่าชาวดาลัดเรียกหุบเขาแห่งความรักนี้ว่า ดอยสองศพค่ะ เนื่องจากชาวบ้านได้นำเอาร่างของคนทั้งคู่มาฝังร่วมกันที่นี่" และทั้งหมกก็คือตำนาน จบ. มาต่อกันดีกว่า เมื่อมาถึง Valley of Love แล้วต้องเอารถไปจอดด้านในนะคะค่าฝาก 6.000 ดอง/คัน แล้วเดินออกมาซื้อตั๋วด้านนอก ราคา 30.000 ดอง/คน ค่ะ ที่นี่จะมีให้เราเลือกแพคเกจเที่ยวโดยรถไฟ รถจิ๊บ เดิน บลาๆๆ ซึ่งราคาแอบแพง เราเลยเลือกเดิน เข้าไปแล้วจะเจอสวนดอกไม้ มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลยค่ะ แนะนำว่าให้มาก่อนเที่ยงนะคะ ไม่งั้นตะวันตรงหัวเวลาถ่ายรูปแล้วเงาจะตกลงมาที่หน้าค่ะ จะมิงามมมม ^^ เข้าไปด้านในจะเจอร้านอาหาร เครื่องเล่น รถถีบด้วยค่ะ(ภาษาอะไรเนี้ย แอร๊ยยย) เราแวะกินข้าวกลางวันที่นี่หมดไป 230.000 ดอง แนะนำว่าเวลาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แล้วอยากกินก๋วยเตี๋ยวให้อ่านเมนูดีๆ นะคะ มาไกลถึงเวียดนามไม่อยากให้สั่งมาแล้วเงิบ เจอเส้นมาม่าเหมือนเรา ห้าา เพิ่มพลังกันแล้ว เดินต่อค่ะ จะได้ย่อย  ^^ เดินเข้าไปด้านในเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเจอภาพนี้ค่ะ ครั้งแรกที่เห็น ต้องอุทานออกมาดังๆ ว่า "เห้ยยยยยยยยยยยยยยย" วิวดีอ่า สวยมาก ด้านล่างจะเป็นทะเลสาบล้อมไปด้วยหุบเขา อยากให้มาเห็นด้วยตังเองจังค่ะ มีก๊อกน้ำลอยได้ด้วยนะ เก๋ๆ มาถึงแล้วขอถ่ายรูปเป็นที่ระทึกซักหน่อยค่ะ ด้านล่างเขาจะทำเป็นสวนผีเสื้อ ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดานะคะ แต่เป็นผีเสื้อยักษ์ !! ถ้าลงบันไดไปด้านล่างอีกก็จะมีเรือให้ปั่นเล่นที่ทะเลสาบค่ะ แต่เราไม่ได้ลง กลัวเวลาไม่พอ ต้องไปแล้วสิ ไปเอารถที่ฝากไว้ค่ะ เตรียมแว๊นไปที่ XQ Đà Lạt Sử Quán  อยู่ใกล้ๆ Valley of Love ทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ ติดตามโพสต่อไปนะคะ ที่นี่เด็ดไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย  ขอลาไปด้วยภาพนี้ที่พี่เป็นสก๊อยเวียดนาม โหะ โหะ โหะ.... ^O^ สถานีต่อไป XQ Đà Lạt Sử Quán ขับรถไปนิดเดียวก็จะเจอ อย่างที่บอกว่าทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ  ดูข้างนอกว่าสวยแล้ว  ข้างในสิสวยกว่า ปล.กล้องเราแบตหมด เซงมากกก ดีนะมีกล้องเพื่อนกะกล้องมือถือ ไม่งั้นร้องไห้ค่ะ ดังนั้นเพื่อนๆ เตรียมแบตสำรอง ชาร์จมาให้พร้อมนะคะ ตอนนี้ 16.00 น. ต้องรีบละค่ะ เรากลัวเก็บไม่หมด มาถึงก็ฝากรถไว้ 10.000 ดอง แล้วขึ้นไปด้านบนค่ะ จะเจอวิวเมืองดาลัดสวยๆ แบบนี้ ^^ เราเข้าไปซื้อตั๋ว cable car ให้บริการเวลา 07:00-11:30 และ 13:30-17:00 มีหยุดพักเที่ยวด้วยนะคะ ไปอย่างเดียว 50.000 ดอง ไป-กลับ 70.000 ดอง ขากลับเรากะนั่งแท็กซี่ลงมา เพราะใช้เวลานั่ง cable car ไปกลับ 30 นาที นานเกิน มาชมกันค่ะ ชมภาพทิวสนสีเขียวนวลตา ระหว่างนั่ง cable car ข้ามไปวัด Truc Lam ฟินลืมมม แต่คนที่กลัวความสูงนี่อดนะคะ >< 15 นาทีผ่านไป ลงจาก cable car เข้าสู่วัด Truc Lam ข้อมูลจาก Mr.hotsia บอกว่าวัดนี้เป็นวัดพุทธนิกายเซน ซึ่งเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) พระอารามห่างจากใจกลางเมืองของดาลัด 5 กม. ตั้งอยู่บนภูเขาฟินิกซ์เหนือมีทะเลสาบ Tuyen Lam Lake วัดนี้ไม่เพียงเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดลัมดอง (Lam Dong) เมืองดาลัดอยู่ภายใต้จังหวัดลัมดองค่ะ ลืมบอกเลย สิ่งที่พลาดไม่ได้ในการมาเที่ยววัดนี้คือการเดินออกไปชมวิวทะเลสาบตังแลม(Tuyen Lam Lake) หลังวัดซึ่งเราพลาด เหมือนตอนที่ไป เขามีป้ายซึ่งเราเข้าใจว่าห้ามเข้านะ อด ขากลับเรานั่งแท็กซี่กลับค่ะ ตอนแรกแอบกลัวโดนโกง จากข้อมูลที่หามาบอกว่า ให้นั่งของ Vina sun กับ Mai Linh เท่านั้น ซึ่งเราเลือกนั่งของ Vina sun ผู้หญิงขับด้วยค่ะ เค้าบอกว่าคิดราคาตามมิเตอร์ เราก็โอเค สรุปหมดไป 80.000 ดอง ค่ะ เก๋ๆ อิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา เชื่อมั้ยกว่าจะถึง Crazy House ก็ปาไปเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว ชีวิต....สิ้นนนนนน !!! คงได้เก็บสถานที่นี้เป็นที่สุดท้าย ณ ดาลัด เศร้าแปรบบบ  ขอย้ำ ขอซ้ำ ขอให้จำว่า "มาดาลัดต้องอยู่ 2 วัน ถึงจะเก็บหมดแบบชิวๆ" อิชั้นผิดเองที่ต๊ะต่อนยอน ขอสุมาเต๊อะ อดไปพระราชวัง Bao Dai พิพิธภัณฑ์รถไฟ โบสถ์สีชมพูโดเมนเดมารี นั่ง sliding car ไปน้ำตกดาตันลา เจดีย์มังกรเอย TT  จบบบบ สิ้นนนน ถือเป็นบทเรียนค่ะ (ขอโทษที่ข้อมูลไม่ครบนะคะ) ถ้าอยากครบต้องมีซ้ำ แต่ไม่เป็นไรเป้าหมายเราอยู่ที่วันพรุ่งนี้ คือ มุยเน่ เมืองทะเลทรายชายทะเล ตามรอยเราสองสามคน มโนรมณ์ว่าเป็นสุนทรีย์ แอร๊ยยย >\\< ต่อค่ะๆๆ ไปถึง Crazy House จอดรถไว้ด้านข้างนะคะ ค่าฝากรถ 4.000 ดอง ค่าเข้า 40.000 ดอง เวลานี้โพ้เพ้มาก เริ่มมืด ตื่นเต้น และน่ากลัวไม่น้อย หึหึ (คนอวดผีป่ะเนี้ยย) ไปดูภาพบรรยากาศกันค่ะ Crazy House เป็น 1 ใน 10 Houses to See Before You Die คนออกแบบคือ มาดาม Hang Nga ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีที่ 2 ของเวียดนามค่ะ เรียนจบสถาปัตกรรมจากฝรั่งเศส จุดเด่นของ Crazy House คือจะคล้ายๆ ถ้ำของมนุษย์ยุคหิน ข้างในจะตกแต่งด้วยของหน้าตาประหลาดๆ เราอยากบอกว่าด้านบนบางจุดอันตรายนะ ถ้าไปตอนเย็นๆ ทางเดินจะมืด บางจุดยังสร้างไม่เสร็จ สะพานข้ามเปราะๆ ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรง เห็นโครงเหล็กฉาบปูนอยู่เลย ตรงไหนรู้สึกเสี่ยง ก็เลี่ยงนะคะ (เอ๊ะ !! หรือว่าเขาตั้งใจทำ - -) เดิน วิ่ง กระโดด โลดโผน ปีน ป่าย เสร็จ ก็ได้เวลากลับที่พักค่ะ เวลา 1 ทุ่ม เราถึงที่พัก สิ่งที่ทำอย่างแรกคือ ชาร์จแบตกล้อง เด๋วคงต้องใช้กล้องมือถือถ่ายแล้วแหละ เราไม่รีรอที่จะออกหากิน แว๊นมอไซค์ไปจอดข้างถนน แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งซึ่งเป็น Night Market ค่ะ โหหห คนเยอะและของกินแยะเรียงรายตามบันได เห็นแล้วแทบจะเกลือกกลิ้ง อากาศก็เย้นเย็นนน อยากกินไรอะไรร้อนๆ มาก คือเราหิวมากต่อจากนี้ไป เราจะกิน กิน กิน และกิน มาเริ่มกันเลยค่ะ หมายเลข 1 เป็นต้นอาร์ติโชค เอาไว้ทำชาร้อนๆ จิบตอนอากาศเย็นๆ ฟินน หมายเลข 2 ไม่ใช่ของกิน ห้าา แต่เป็นปูนปาสเตอร์ก้อนกลมๆ แบนๆ ร้อยใส่เชือกเทียน ยังไม่เคยเห็นที่ไทยนะ น่ารักดี หมายเลข 3 เป็นขนม คล้ายขนมขี้หนูม้วน ข้างในสอดใส้ถั่วหวานๆ หอมๆ หมายเลข 4 ของปิ้งย่าง ลูกชิ้น ฮอทดอก ไส้กรอก หมู เนื้อ ปิ้ง ที่ชอบคืออะไรไม่รู้คล้ายๆ หมูห่อใบชะพลู รสชาติแปลกดี หมายเลข 5 เต้าฮวย ต่างจากไทยตรงที่เต้าฮวยที่นี่นุ่มนิ่มเด้งดึ๋งมาก ราดน้ำเชื่อมและกะทิด้านบน หมายเลข 6 แพนเค้ก จะมีแม่พิมพ์ใช้ทำอยู่ เลือกใส่ไส้ได้ตามใจชอบ มีทั้งชอก สตอ บลูเบอรี่ รสชาติก็งั้นๆ นะ เราทำอร่อยอีก (ดู๊วว) หมายเลข 7 บุ๋นเรียว ของขึ้นชื่อของดาลัดเลยนะ อร่อยมาก ก้อนๆ นั่นทำจากไข่ไก่ผสมไข่ปลา (เห็นเขาว่ามาอย่างงั้น) ยัง ยังไม่หมด อย่าลืมว่าเรามากันสองสามคน เวลาซื้อของกินเราจะซื้อทีละนิดทีละหน่อย พอให้กระเพาะได้มีพื้นที่ไว้ยัดของกินอย่างอื่นอีก ห้าาา หมายเลข 1,2 ร้านนี้ขายหลายอย่าง เราสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่น้ำใสมา(ตั้งชื่อเอง) ข้าวต้มหมู(อร่อยมาก) และต้มไก่ ร้านนี้ใช้เตาถ่านนะ กลิ่นเลยเฉพาะ น้ำซุปห๊อมหอม หมายเลข 3 บุ๋นเรียวต้องใส่กะปิด้วยนะลืมบอกเลย เหมือนข้าวปุ้นน้ำแจ่วที่เชียงคาน หมายเลข 4 เต้าฮวยนุ่มนิ่ม ต่อค่ะๆ อย่าให้ขาดช่วง หมายเลข 1 ผลไม้แช่อิ่ม ขายที่ตลาดด้านล่างคล้ายๆ ที่กาดหลวง กาดต้นพยามเชียงใหม่ เราโหวตมะม่วงอร่อยสุด แม่ค้านี่กวักมือรัวๆ เรียกเราให้เข้าไปชิม ไอเราก็ใจง่าย ไปเฉยเลย เจอเอาของกินเข้าล่อก็เงี้ยะ แม่ค้าขนของออกมาให้ลองแทบจะหมดร้านละค่ะ ทั้งชา กาแฟ โห...รู้ตัวอีกทีคือตรูแหลกของเค้าไปเยอะเลย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ได้ เลยเอามะม่วง พลับ กับบ๊วย ตอนจ่ายตังมีเงิบ 450.000 ดอง ธัมโม สังโฆ (แต่มารู้ทีหลังว่าถูกกว่าตลาดเบนถันอีกนะ) อ่อ เราซื้อกาแฟที่นี่ด้วย กาแฟ G7 กับกาแฟบด ขี้ชมดก็มี หมายเลข 2,4 น้ำเต้าหู้ของดาลัดเก๋มาก ทำจากถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิงสง รสชาติและกลิ่นแตกต่างกันไป เราโหวตถั่วเขียว อร่อยดี กินคู่กับซาลาเปาทอด หรือขนมปังที่ร้านมีไว้ให้(แต่อย่ากินเลย เหนียว แข็ง และไม่อร่อย) หมายเลข 3 พิซซ่าเวียดนาม แป้งกรอบ อร่ยยยยยมาก จัดว่าเด็ด ปกติจะเป็นแผ่นกลมๆ อันนี้แม่ค้าตัดมาให้เราพอดีคำ ใครจะไปต้องลองนะคะ ข้อสังเกต : คนดาลัดให้ความสำคัญกับอาหารมาก ทุกอย่างมีประโยชน์ ก๋วยเตี๋ยว เฝอ บุ๋นเรียว มีผักฟรีให้กินเยอะมาก น้ำเต้าหู้จากถั่วชนิดต่างๆเอย เต้าฮวยเอย คือเป็นเมืองที่คนใส่ใจดูแลสุขภาพมาก หุ่นแต่ละคนเป๊ะอ่า ไม่มีใครอ้วนเลย เห็นแล้วรู้สึกว่าควรหันมาใส่ใจตัวเองด่วน ! สรุปค่าใช้จ่าย วันที่ 2 รวมค่าใช้จ่าย 2840.000 VND = 4,260 บาท เฉลี่ยคนละ 4,260/3 = 1,420 บาท ค่ะ ^^ ปล.ค่าอาหาร พวกก๋วยเตี๋ยวราคา เฉลี่ยอยู่ที่ 20.000 ดอง หรือ 30 บาทค่ะ ถูก อร่อย ดี ต้องที่ "ด่าหลัด" อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao

แอดเวนเจอร์กลางธรรมชาติ
กิจกรรมแอดเวนเจอร์ /  ที่เที่ยวเชียงราย / 

Singha Park Chiang Rai (สิงห์ปาร์ค เชียงราย) เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวใน จ.เชียงราย ที่มีทั้งกิจกรรม ให้เราได้เล่นหรือสัมผัสธรรมชาติกันอย่างครบครัน และ Zipline Platform (ซิปไลน์ไร่ชา) ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เมื่อไปแล้วห้ามพลาด! แอดเวนเจอร์กลางธรรมชาติ "ซิปไลน์ไร่ชา" @สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย สิงห์ปาร์ค (Singha Park) หรือชื่อเดิม ไร่บุญรอด (Boonrawd Farm) เดิมทีนั้นเป็นทุ่งข้าวบาร์เล่ย์ แต่ปัจจุบันได้ออกแบบและจัดสรรใหม่จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาแรงของ จ.เชียงราย โดยเพิ่มการทำไร่ชา ไร่ผลไม้ แปลงผัก กลายเป็นแหล่งท่องเท่ยวเชิงเกษตรกรรม มีสวนดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงมีการเลี้ยงสัตว์นานาชนิด เช่น ยีราฟ ม้าลาย นกแก้ว และวัววาตูซี่ ให้แขกได้ให้อาหารและใกล้ชิด อีกทั้งมีกิจกรรมสนุกๆ อาทิ ปั่นจักรยาน, ใช้บริการรถฟาร์มทัวร์ ชมบรรยากาศโดยรอบ, เก็บชาและถ่ายรูปสวย (พื้นที่กว่า 600 ไร่) , Zipline Platform (ซิปไลน์ไร่ชา), ปีนหน้าผาจำลอง เป็นต้น ที่นี่ยังมีจุดชมวิวไร่ชาแบบพาโนรามา 360 องศา และ ร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยน โฮมเมด เปิดให้บริการด้วย "Barn House Pizzeria" เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 21.00 น. Zipline Tower (หอคอยซิปไลน์) นอกจากจะเป็นสถานีของกิจกรรม zipline มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ฐาน เช่น ฐานชมวิวไร่ชาแบบ 360 กว้างสุดลูกลูกตา, ฐานหอคอย Zipline บนความสูงของตึก 8 ชั้น และปีนหน้าผาจำลอง ที่ตั้ง : อ.เมือง จ.เชียงราย จากสนามบินแม่ฟ้าหลวง หรือถนนสเส้นแม่สาย-แม่จัน จากสามแยกวัดร่องขุน เลี้ยวขวาแล้วตรงไปอีก 5 กิโลเมตร จะเจอสามแยกใหเเลี้ยวขวาอีกครั้ง แล้วตรงไปอีก 2 กิโลเมตร สิงค์ปาร์คจะอยู่ทางซ้ายมือ พิกัด GPS : 19.852998 , 99.743374 เปิดบริการ : ทุกวัน 08.00-17.00 น. , ร้านอาหาร 11.00-22.00 น. ติดต่อสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติม : 091-890-7394 Facebook : Singha Park Chiang Rai สิงห์ปาร์ค เชียงราย ขอบคุณรูปภาพ Facebook : Singha Park Chiang Rai สิงห์ปาร์ค เชียงราย , Facebook เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี

Blu Monkey Bed & Breakfast โฮสเทลสุดชิค จ.ภูเก็ต
Blu Monkey Bed & Breakfast /  โรงแรมในภูเก็ต / 

Blu Monkey Bed & Breakfast (บลู มังกี้ เบด แอนด์ เบรคฟาสต์) เป็นโฮสเทลน่ารัก ชิคๆ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ย่านเมืองเก่า และร้านอาหารขึ้นชื่ออร่อยๆ อีกมากมาย Blu Monkey Bed & Breakfast (บลู มังกี้ เบด แอนด์ เบรกฟาสต์) โฮสเทลสุดชิค จ.ภูเก็ต Blu Monkey Bed & Breakfast (บลู มังกี้ เบด แอนด์ เบรคฟาสต์) ตั้งอยู่ที่ ถ.เยาวราช ย่านสามกอง ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองของภูเก็ต อยู่ห่างจากสนามบินไม่มากนัก อีกทั้งยังใกล้แหล่งท่องเที่ยว และร้านอาหารที่ขึ้นชื่อในเมืองอีกด้วย ที่ บลู มังกี้ เบด แอนด์ เบรคฟาสต์ นี้เป็นโฮสเทลน่ารัก มีห้องพัก 49 ห้อง คือ Standard double bed (นอน 2 คน), Standard twin bed (นอน 2 คน), Triple bed (นอน 3 คน) และ Quad bunk bed (นอน 4 คน เตียง 2 ชั้นแบบหอพัก) ซึ่งห้องพักทุกห้องมีห้องน้ำในตัว อีกทั้งยังรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักคนเดียวด้วย ห้อง Dorme ใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ >,< Standard double bed Triple bed (นอน 3 คน) Quad bunk bed (นอน 4 คน เตียง 2 ชั้นแบบหอพัก) Blu Monkey Bed & Breakfast ออกแบบเรียบง่ายแต่ยังคงความชิคๆ เก๋ไก๋ เน้นสีขาว-ดำ ดูสะอาดตา อาคารและการตกแต่งเน้นแบบโปร่งสบาย สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติได้มากขึ้น เนื่องจากเปิดรับแสงแดดทั่วอาคาร ซึ่งที่นี่อยู่ในเครือเดียวกับโรงแรม โฟโต้ โฮเทล ภูเก็ต ^^ เหตุที่ Blu Monkey Bed & Breakfast เรียกตัวเองว่าโฮสเทลก็เพราะว่า ที่นี่ไม่มีห้องประชุม ห้องอาหาร หรือสระว่ายน้ำ แต่ถ้าใครอยากว่ายน้ำ หรืออยากได้สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า ก็สามารถไปพักที่  Blu Monkey hub and hotel ก็ได้ ที่นี่ก็จะมีความชิค เก๋ไก๋ เพิ่มขึ้นมาอีกระดับ!  Blu Monkey Bed & Breakfast มีจักรยานให้เช่าด้วยนะฮ้าบ! บลู มังกี้ เบด แอนด์ เบรกฟาสต์ มื้อเช้าเบาๆ กับลิงสีฟ้า แวะซื้อของฝาก น่ารักๆ จาก บลู มังกี้! ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/blumonkeyhotels/, http://www.blumonkeyhotels.com/

เทรนเนอร์ตัวจริง!! วิธีปั่น PokeStop ให้ได้ของ 7 ชิ้น และแก้ GPS not found
Pokemon Go /  เทคนิค Pokemon Go / 

นับว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีคนเปิดเล่นเยอะที่สุดแอพนึงในชั่วโมงนี้เลยนะครับ สำหรับเจ้า Pokemon Go และวันนี้เรามีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาฝากด้วยกัน 2 ทริค เพื่อความสนุกในการไล่จับให้มากขึ้นกับการ ปั่นเสา PokeStop ให้ได้ไอเทมสูงสุดถึง 7 ชิ้น  และการทำให้ GPS เสถียรมากขึ้น เพื่อเป็นเทรนเนอร์ตัวจริง ลองไปดูกันดีกว่า เชื่อว่าหลายคนคงพบกับปัญหาบอลหมดกันแล้วนะครับช่วงนี้ วันนี้ Tech.MThai จึงมีเทคนิคดีๆ กับการปั่นเสา PokeStop ให้ได้ไอเทมสูงสุดถึง 7 ชิ้นด้วยกัน ซึ่งด้วยปกติแล้วการปั่นเสานั้นจะมีไอเทมโผล่มาให้ประมาณ 3-4 ชิ้นนะครับ แต่ทริคง่ายๆ สำหรับ 7 ไอเทมนั้น คือ เราต้องปั่นเสา PokeStop ติดกัน 10 เสา แล้วเสาต้นที่ 10 จะเป็นเสาที่ได้ไอเทมสูงสุดถึง 7 ชิ้น (อาจจะมี 6 ชิ้น บ้างในบางครั้ง) ซึ่งมีเงื่อนไขตามนี้ครับ เสา PokeStop ทั้ง 10 ต้น ที่เราปั่นจะต้องไม่ซ้ากัน เสาทั้ง 10 ต้น ที่เราปั่นจะต้องใช้เวลาภายใน 30 นาที เสาชุดเดิมทั้ง 10 ต้น ที่เราปั่นไปแล้ว จะต้องใช้เวลา 30 นาที จึงจะปั่นซ้ำได้อีกครั้ง สามารถปั่นเสาชุดใหม่ต่อได้ทันที พอถึงต้นที่ 20 ก็ได้โบนัสไอเทมอีกครั้ง ระหว่างที่ปั่นเสาทั้ง 10 ต้นนั้น เราสามารถจับโปเกมอนได้ด้วย ส่วนเทคนิคที่ 2 สำหรับการแก้ GPS ให้เสถียร นั้นเชื่อหลายคนคงเคยพบกับข้อความ GPS signal not found นั้นเกิดจากในบางครั้งที่เราอาจจะอยู่ในอาคาร ในตึก หรือจุดอับสัญญาณ อาจจะทำให้ GPS ไม่เสถียร วีธีแก้ก็ง่ายดายครับ ด้วยการเปิด wifi เพื่อที่จะช่วยบอกตำแหน่งของเรานั้นเองครับ