ประหารชีวิต

ย้อนคดีโหด 'ศักดิ์ ปากรอ' ฆ่ายกครัว โทษประหารสุดท้ายปล่อยตัว
ฆ่ายกครัว /  ศักดิ์ ปากรอ

จากกรณีข่าวคนร้ายสังหารนายเนติราษฎร์ นพวงศ์ หรือ ศักดิ์ ปากรอ อดีตมือฆ่ายกครัวเมื่อปี 2540 วันนี้ MThaiขอพาทุกท่านไปย้อนไปอ่านคดีนี้อีกครั้ง หากย้อนกลับไปเมื่อปี2540 คดีที่สะเทือนขวัญคนไทยมากที่สุดคือ ศักดิ์ ปากรอ กับคดีฆ่าแขวนคอ5ศพ ครอบครัวบุญทวี ที่จังหวัดสงขลา เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนร่วมงานของ นายประภาส บุญทวี หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านระวะ ได้ไปตามนายประภาสที่บ้านแต่กลับไม่มีคนมาเปิดประตู เพื่อนนายประภาสเห็นผิดสังเกตจึงเข้าไปดูในตัวบ้านพบภาพน่าสยดสยองเป็นศพของครอบครัวบุญทวีถูกแขวนคอกับราวบันได โดยพบศพ นายประภาส บุญทวีและลูกชาย 3 คนของเขา ประกอบด้วย ด.ช.กัมปนาท,ด.ช.ชัชวาลย์,ด.ช.ปรนนท์ ส่วนศพของ นางเจียมจิต บุญทวี ภรรยาของประภาส ถูกมัดมือมัดเท้าทุบศีรษะและใบหน้าด้วยของแข็งตายอนาถอยู่บนเตียงนอน ข่าวปรากฎไปทั่วทุกสื่อเป็นที่สะเทือนขวัญเป็นอย่างมากจนกรมตำรวจไล่เช็คประเด็นความขัดแย้งของครอบครัวบุญทวี แต่ก็ไม่พบปมแค้นใดๆที่นำมาสู่การฆ่ายกครัวในครั้งนี้ ทีมสืบสวนลงพื้นที่สถานที่เกิดเหตุพบ ลุงอ่ำ อายุ 70 ปี เพื่อนบ้านครอบครัวบุญทวีที่กลายเป็นพยานสำคัญที่เล่าว่า ตนได้เห็นคนร้ายจับเด็กในบ้านแขวนคอ คนร้ายเป็นวัยรุ่น2 คนที่ไม่ใช่คนแถวนี้และไม่เคยเห็นมาก่อน ตำรวจพุ่งเป้าการฆ่ายกครัวไปเป็นการฆ่าเพื่อชิงทรัพย์สิน เนื่องจากพบว่าข้าวของในบ้านถูกรื้อกระจุยกระจาย จึงพบว่าพระเครื่องหลายร้อยองค์ที่นายประภาสร่วมจัดสร้างกับเจ้าอาวาสวัดป่าขาด ใน อ.สทิงพระ หายไปทั้งหมด ในขณะเดียวกันตำรวจเมืองยะลาได้แจ้งมาว่ามีวัยรุ่น 2 คน เอาพระเครื่องรุ่นดังกล่าวไปให้ ผู้ใหญ่บ้านที่ อ.ธารโต จ.ยะลา จากการสอบถามพบว่าคนที่เอาพระมาให้ผู้ใหญ่บ้าน ชื่อ เรืองศักดิ์ ทองกุล หรือ ศักดิ์ ปากรอ การตามล่า  จึงเริ่มต้นขึ้น โดยทางญาติของศักดิ์เผยว่า ศักดิ์ ได้หนีไปกบดานกับญาติที่กาญจนบุรีแล้ว เจ้าหน้าที่จึงตามไปจับกุม จนกระทั่งวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 มีคนเห็นศักดิ์ ปากรอ กำลังยืนอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวของตัวเองอยู่และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าล็อคตัวคาหน้าแแผงหนังสือ จากการสอบสวน ศักดิ์ ปากรอ ปิดปากเงียบ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้หลักจิตวิทยา ทำเป็นชื่นชมว่า ศักดิ์ ปากรอใจกล้ามากๆ ทำให้มันยอมเปิดปากว่าเขาเป็นคนฆ่ายกครัวจริงๆ โดยร่วมมือกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง คอยดูต้นทางซึ่งสาเหตุคือจะไปปล้นเงิน เนื่องจากได้ยินมาว่านายประภาสขายวัวชนได้1ล้านบ้าน เมื่อเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุเห็นเด็ก3คนกลับมาบ้านจึงได้จับมัดมือมัดเท้า ต่อมาภรรยาประภาสกลับมาถึง ก็จับมัดมือมัดเท้าไว้ที่เตียงนอนในห้อง ตอนนั้นยังไม่ได้ลงมือฆ่าใคร เมื่อหมอประภาสเข้ามาในบ้านก็จับล็อคตัว มัดมือมัดเท้าแล้วถามหาเงินแต่หมอประภาส ปฏิเสธว่าไม่มีเงิน จึงจับหัวเมียหมอประภาส โขกกับเตียงจนเสียชีวิต แต่นายประภาสไม่ยอมบอกที่ซ่อนเงิน ศักดิ์ ปากรอจึงใช้เชือกแขวนคอลูกชายทั้งสามผูกกับบันไดแล้วถีบให้ตกลง สุดท้ายก็จับนายประภาสแขวนคอตายศพเรียงกันเป็นภาพที่สยดสยอง เมื่อเจ้าหน้าที่ถามว่า ฆ่าคนตายแบบนี้ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ ศักดิ์ ปากรอ กลับตอบว่า " ไม่นี่ ไม่เห็นเป็นไร คนจะตายมันก็ต้องตาย " จากการสอบสวนพบว่า ศักดิ์ ปากรอมีปัญหาเก็บกด เคยจับวัวแขวนคอและมีปัญหากับครอบครัวในช่วงวัยเด็ก คดีฆ่ายกครัวนี้ศาลตัดสินให้ประหารชีวิต ศักดิ์ ปากรอ แต่คำรับสารภาพเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต วันเวลาผ่านไป ศักดิ์ ปากรอ ได้รับลดหลั่นโทษเรื่อยมาจนได้รับอภัยโทษในที่สุด รวมระยะเวลาในคุกเพียง 15 ปี ก่อนที่เขาจะมาจบชีวิตด้วยการถูกมือปืนสังหารตาย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา MThai News ขอบคุณภาพจาก เดลินิวส์

ISขู่รอบใหม่ฆ่าตัวประกันญี่ปุ่น-จอร์แดนหากไม่แลกมือบึ้ม
กลุ่มไอเอส /  กองทัพอากาศ / 

กลุ่มไอเอส แพร่คลิปใหม่ ขู่สังหาร นักข่าวชาวญี่ปุ่น และนักบินกองทัพอากาศจอร์แดน ภายใน 24 ชม.หากไม่แลกตัวกับนักโทษมือระเบิดหญิงที่ถูกขังในจอร์แดน สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าประชุมเร่งด่วน หลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่จากกลุ่มไอเอส ในโลกออนไลน์ เป็นภาพของนายเคนจิ โกโตะ ผู้สื่อข่าวอิสระชาวญี่ปุ่นที่ถูกกลุ่มไอเอส จับ เป็นตัวประกันในชุดนักโทษสีส้ม ถือภาพถ่ายของ เรืออากาศโท มูอัธ อัลคาซีอัซเบห์ ของกองทัพจอร์แดนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน พร้อมเสียงบรรยายที่อ้างตัวว่าเป็นนายโกโตะ เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นรับข้อเสนอแลกตัวประกัน  ซึ่งมีเวลาเหลืออีกไม่ถึง 24 ชั่วโมง โดยขอให้มีการและเปลี่ยนกันระหว่างพวกเขาทั้ง 2 คน และ นาง ซาจิดา อัล-ริชาวี นักโทษหญิงชาวอิรัก ที่ล้มเหลวจากการก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายและถูกพิพากษาโทษประหารชีวิตจากคดี ก่อการร้ายเมื่อปี 2548 ในจอร์แดน ขณะที่ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ยังไม่ให้ความเห็นใดต่อวิดีโอดังกล่าว และยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นของจริงหรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่า ทางการญี่ปุ่นกำลังทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อขอความร่วมมือจากรัฐบาลจอร์แดนในการช่วยเหลือนายโกโตะ โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มไอเอสเรียกร้องเงินค่าไถ่เพื่อแลกกับนายโกโตะและนายฮารุนะ ยูกาวะ ตัวประกันชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง ที่ภายหลังมีคลิปเสียงและภาพเผยแพร่ออกมาว่าเขาถูกสังหารแล้ว หลังรัฐบาลญี่ไม่สนองรับข้อเสนอของไอเอสทั้งนี้ นายคาซีอัซเบห์ นักบินชาวจอร์แดน ถูกไอเอสจับเป็นตัวประกันหลังเครื่องบินรบเอฟ-16 ของเขาประสบอุบัติเหตุตกลงในพื้นที่ของกลุ่มก่อการร้าย ทางตอนเหนือของซีเรีย เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

'ไอเอส' ประหารนักรบญิฮาดชาวจีน ฐานก่อกบฏ
กลุ่มไอเอส /  จีน / 

'ไอเอส' ประหารนักรบในกลุ่ม ชาวจีน ฐานพยายามหลบหนี ก่อกบฏ วานนี้ (5ก.พ.)หนังสือพิมพ์ 'โกลบอลไทมส์' รายงานข่าว กรณีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำกลุ่มชาวเคิร์ดที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ กลุ่มไอเอส ลงมือประหารนักรบ 'ญิฮาดเชื้อสายจีน' กว่า 3 ราย รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า หนึ่งในนั้นถูกตัดสินประหารชีวิตหลังจากพยายามหลบหนีไปยังตุรกี ส่วนอีก 2 ราย ถูกตัดสินโทษ ด้วยการตัดศีรษะในช่วงปลายเดือนธันวาคมในอิรัก พร้อมกับนักโทษญิฮาดคนอื่นๆอีก 11 รายจาก 6 ประเทศ ในข้อหากบฏ และพยายามหลบหนีออกจากกลุ่ม ทั้งนี้รายงานล่าสุด เปิดเผยว่า ทางด้านนาย 'ฮอง เหลย' โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เพียงแต่กล่าวว่า "จีนยินดีจะให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกระหว่างประเทศ ในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย เพื่อรักษาความสงบสุข และความมั่นคงของโลก" เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ทางการของจีน รายงานตัวเลขที่น่าตกใจ ของประชาชนชาวจีนที่เดินทางไปยังตะวันออกกลางเพื่อร่วมกลุ่มไอเอส โดยทางการจีนได้ออกมาแสดงความกังวลใจ เนื่องจากอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศได้ ซึ่งครั้งนั้นได้มีการนำมาผูกโยงเรื่องราวร่วมกับ 'อิสลามเตอร์กีสถานตะวันออก' (ETIM) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกทางการจีนกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มติดอาวุธนอกกฎหมายชาวอุยกูร์ รวมทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าสมาชิกบางส่วนพยายามที่จะเดินทางไปร่วมกลุ่มไอเอสในตะวันออกกลาง MThai News ที่มา shanghaiist

ตำนานวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก
14กุมภาพันธ์ /  ความรัก / 

หลังจากผ่านปีใหม่  อีกหนึ่งเทศกาลที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีหัวใจรักล้นเปี่ยมก็เห็นจะหนีไม่พ้น เทศกาล วาเลนไทน์ ครับ แต่จะมีซะกี่คนที่รู้ว่าตำนานที่มาของวัน วาเลนไทน์ วันแห่งความรัก มาได้อย่างไร Horoscope.Mthai.com มีคำตอบมาฝาก สำหรับความเป็นมาของ วัน วาเลนไทน์ นั้นหลายคนคงจะทราบกันแล้วว่ามีที่มาจาก เซนต์วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ความรัก และความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายเขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือ เมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงเลยมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยของจักรวรรดิโรมันที่ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายประวัติที่เรายังไม่เคยรู้ ลองมาดูกันว่ามีอะไรหรือข้อเท็จจริงที่เราควรทราบกันบ้างเผื่อจะรักกันมากขึ้นกว่าเดิม ประวัติวัน วาเลนไทน์ กำเนิดวัน วาเลนไทน์ เทศกาล วาเลนไทน์ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ในยุคนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันหยุด เพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโน่ผู้เป็นจักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอิสตรีเพศและการแต่งงาน และในวันถัดมา คือ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาลเฉลิมฉลองแห่งลูเพอร์คาร์เลีย การดำเนินชีวิตของหนุ่มสาวจะถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม มีขนบธรรมเนียมอย่างหนึ่งของชายหนุ่มก็คือ การจับฉลาก ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะเริ่มต้นเทศกาลลูเพอร์คาร์เลีย ชื่อของเด็กสาวจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษและใส่ลงในไห ชายหนุ่มแต่ละคนจะจับฉลากเพื่อเลือกคู่ในเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ บ่อยครั้งที่หนุ่มสาวต่างถูกใจกัน และแต่งงานกันในเวลาต่อมา วาเลนไทน์ (Valentine) คือวันที่ระลึกถึง นักบุญเซนต์ วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ความรัก และความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายเขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงเลยมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยของจักรวรรดิโรมันที่ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ซํ้าร้ายภายใต้การปกครองของกษัตริย์ “คลอดิอุสที่ 2″ ผู้ออกกฎหมายบีบบังคับให้ประชาชนเลิกนับถือ และห้ามให้มีแต่งงานของพวกคริสเตียนเกิดขึ้น แต่ยังคงมีผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ วาเลนตินัส หรือที่ได้รับการยกย่องเป็น เซนต์ วาเลนไทน์ ในภายหลัง คอยลักลอบแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษทรมานแสนสาหัสอยู่ในคุก ขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอด ซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในคุก ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 พระองค์จึงสั่งให้ลงโทษ วาเลนตินัส ด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น ได้เขียนจดหมายสั้นๆ เป็นการอำลาส่งไปให้หญิงคนรักของเขา โดยลงท้ายในจดหมายว่า จาก วาเลนไทน์ ของเธอ (Love From Your Valentine) ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันแห่งความรัก Saint Valentine’s Day หรือ Valentine’s Day และได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกา รวมทั้งในทวีปเอเชียด้วย LOVE หรือ คำว่า รัก L ตัวแรก น่าจะหมายถึง  Lake  of  sorrow   ทะเลสาบแห่งความเศร้าโศก O ตัวที่สอง น่าจะหมายถึง Ocean  of  tear   ห้วงทะเลแห่งน้ำตา V ตัวที่สาม น่าจะหมายถึง  Va-gen  of  death   หุบเขาแห่งความตาย E ตัวที่สี่ น่าจะหมายถึง  End  of  life  จุดจบของชีวิต ถ้าหากความรักมีความหมายตามแบบการผสมอักษรดัง 4 ตัวข้างต้นนั้น ความรักจะเป็นสิ่งสวยงามได้จริงหรือ เพราะความหมายของคำว่า LOVE นั้นก็บอกอยู่ว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งสวยงามเลยซักเท่าใด แต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่อบอวลไปด้วยการแสดงถึงความรัก ความห่วงใยถึงคนที่เราปรารถนาดีและอยากให้เขามีความสุข ไม่ว่ารักแบบไหนก็เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากมีไม่ใช่หรือครับ อย่างไรก็ขอให้ทุกคนมีความรักที่สุขสมหวังและรักกันตลอดไปทุกวันไม่เฉพาะวัน วาเลนไทน์ วันเดียวครับ

ออสเตรเลียหวังอินโดฯเว้นประหาร2นักโทษออสซี่
นักโทษยาเสพติด /  ประหาร / 

ออสเตรเลีย วอน อินโดนีเซีย ละเว้นประหารชีวิต 2 นักโทษ หลังเคยให้ความช่วยเหลืออินโดฯ พันล้านดอลลาร์ในเหตุการณ์สึนามิซัดถล่ม เมื่อปี 2547 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายโทนี แอบบ็อตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เรียกร้องให้อินโดนีเซีย นึกถึงครั้งที่ออสเตรเลีย ให้ความช่วยเหลือแก่อินโดนีเซีย เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ในเหตุการณ์มหันตภัยพิบัติสึนามิ ซัดถล่มเมื่อปี 47 ในความพยายามที่จะกดดันให้ทางการอินโดนีเซีย ละเว้นการประหารชีวิต 2 นักโทษชาวออสเตรเลีย ที่ต้องโทษคดียาเสพติดในอินโดนีเซีย โดยความหวังของนักโทษชาวออสเตรเลีย ทั้ง 2 รายนี้ดูริบหรี่มากขึ้น หลังจากเมื่อวันก่อนทั้งสอง ได้ถูกนำตัวไปยังเรือนจำบนเกาะนูซูกัมบังกัน ที่ถูกระบุว่าจะเป็นสถานที่ประหารชีวิต แต่ได้มีการเลื่อนออกไป โดย สำนักงานอัยการอินโดนีเซีย ระบุว่า จะยังไม่มีการลงโทษประหารชีวิตในสัปดาห์นี้

10 สุดยอดนาซีหญิงของฮิตเลอร์
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เพื่อนๆ รู้จักในฐานะผู้นำเผด็จการของเยอรมันนีผู้โหดเหี้ยม! (ปกครองแบบสังคมนิยม) ผู้สั่งสังหารชาวยิวกว่า 1.6 ล้านคน ณ ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ ( Auschitz Concentration Camp ) บางคนบอกว่า เขาโหดเหี้ยม เผด็จการ ไร้ความปราณีเกินไป แต่บางคนก็ชอบในความรักชาติ ทำให้ประเทศของตนเองฟื้นฟูขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง แต่ความสำเร็จของฮิตเลอร์จะสำเร็จไม่ได้หากขาดพลทหาร ลูกน้องมือดีไป และนี่คือ 10 สุดยอดนาซีหญิงของฮิตเลอร์  10 สุดยอดนาซีหญิงของฮิตเลอร์ 1. Ilse Koch (1906 1967) อิลซ่า คอชห์ได้รับฉายามากมาย เป็นต้น นางแม่มดแห่งบูเชนวาล์ด , หญิงเลวแห่งบูเชนวาล์ด, สัตว์เดรัจฉานจากบูเชนวาล์ด ความจริงแล้วเธอไม่ได้อยู่ในตำแหน่งใดในเอสเอส แต่เธอเป็นภรรยาของนายพลคาร์ล คอชห์ ผู้บัญชาการแห่งค่ายกักกันของนาซีประจำค่ายบูเชนวาล์ด(1937-1941) และมาจดาเนค (1941-1943) เป็นผลทำให้เธอใช้อำนาจตำแหน่งสามีของเธอจนกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าผู้คุมหญิงในอันดับอื่นๆ เสียอีก เธอเป็นคนบ้าอำนาจมากและเมื่อเธอได้ทำงานแทนสามี เธอก็มีเวลาว่างแสนสนุกสนานกับการทรมานและข่มขืนนักโทษในค่ายกักกันจนฉาวโฉ่ จนเป็นที่ร่ำลือในความโลกีย์ ว่ากันว่ารอยสักตามตัวของเธอนั้นจากการสังหารคนในค่ายกักกันหนึ่งคนต่อหนึ่งขีด (ขีดในร่างกายเธอมีประมาณ 250,000 ขีด!!) กล่าวกันว่าเธอชอบจับตาดูนักโทษในขณะฆ่าด้วยการถลกหนังและผิว เอามาทำเป็นปกหนังสือ แต่ผลสุดท้ายในปี 1943 สามีของเธอก็ถูกจับกุม ส่วนเธอนั้นชิงแขวนคอฆ่าตัวตายใน เรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 เดือนกันยายน ปี 1967 2. Elisabeth Volkenrath (1919-1945) หลังจากที่อลิซาเบธ เธอก็ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาการค่ายกักกันนาซีหลายค่าย ก่อนที่จะถูกแต่งตั้งให้รับค่ายกักกัน แบร์ เก้น เบลเซนซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมนักโทษ กล่าวกันว่าเป็นค่ายกักกันนรกไม่แพ้กับที่อื่นๆ ในวันที่กองทัพอังกฤษเข้าปลดปล่อยอิสระนั้นมีนักโทษเสียชีวิตกองพะเนินเทินทึกราวกับภูเขาลูกเล่นในค่ายเลยทีเดียว และมีส่วนร่วมในการสังหารนักโทษหลายคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเธอ อย่างไรก็ตามในปี 1945 เธอก็ถูกจับโดยกองทัพอังกฤษและถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในที่สุด 3. Ruth Neudeck (1920 1948) รูธ นอยเดคเป็นผู้บังคับบัญชาเอสเอสในค่ายกักกันระหว่างปี 1944 จนถึงมีนาคม 1945 ซึ่งระหว่างฝึกอบรมในค่ายกักกัน เธอได้สร้างความประทับใจกับเจ้านายของเธอถึงความโหดร้ายไร้ความปราณีต่อนักโทษหญิงเธอจึงได้รับเลื่อนยศเป็นหัวหน้าค่ายและถูกไปประจำการที่ค่ายย่อยในค่ายกักกันราเฟนสบรึค ซึ่งเธอเป็นที่รู้จักว่าเป็นยามหญิงที่เลวร้ายที่สุด จากปากของนักโทษที่รอดชีวิตในค่ายได้ให้การว่าเคยเห็นเธอตัดลำคอนักโทษด้วยขอบคมของพลั่วเธอเองและเธอส่วนส่วนเกี่ยวข้องการฆ่าเด็กและผู้หญิงกว่า 5000 คน จนกระทั่งในปี 1945 เธอก็ถูกจับกุมและถูกกกตัวในคุกโดยกองทัพอังกฤษและถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอวันที่ 29 กรกฎาคม 1948 ในขณะอายุ 28 ปีเท่านั้น!! 4. Maria Mandel (1912-1948) มาเรีย มานเดล เป็นสมาชิกเอสเอส ชาวออสเตรีย เธอดำรงตำแหน่งหลากหลายในค่ายก่อนที่จะถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้บัญชาการหญิงในค่ายเอาส์ชวิตซ์ เบียร์เคเนาเนื่องจากมีความทักษะเฉียบคมและความเด็ดขาดในการลวโทษ ซึ่งเธอมีส่วนร่วมในการประชุมออกกฎลงโทษให้ค่ายๆอื่นๆ ซึ่งเชื่อกันว่าเธอมีส่วนรับผิดชอบการสังหารนักโทษถึง 50,000 คนสุดซาดิสต์ระหว่างที่เธอออกมาตรการในค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์ เธอเป็นที่รู้จักกันดีกว่าเป็นคนชอบเลือกชาวยิวเพื่อทำหน้าที่ เป็นสัตว์เลี้ยง และเมื่อเธอเบื่อหน่าย เธอจะส่งพวกเขาเข้าไปยังเตาแก๊ส เธอยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ริเริ่มออเคสตร้าหญิง (Women's Orchestra of Auschwitz) ซึ่งเป็นวงบรรเลงส่งเหยื่อเข้าห้องรมแก๊สระหว่างการขนส่ง อีกทั้งเป็นคนเซ็นสัญญารายชื่อนักโทษที่ส่งไปยังเตาแก๊สประมาณครึ่งหน้าล้านที่มีทั้งผู้หญิงและเด็ก หลังจากสงครามสิ้นสุดลง เธอพยายามหนีไปยังบ้านเกิดเธอและถูกฝ่ายพันธมิตรจับมาได้ หลังจากพิจารณาดีเธอก็ถูกประหารชีวิตในข้อหาก่ออาชญากรรมของเธอด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 24 มกราคม 1948 5. Alice Orlowski (1903-1976) อย่างไรก็ตามเมื่อปี 1945 ในขณะประจำการที่เอาส์ชวิตซ์ เบียร์เคเนาดูเหมือนว่าเธอจะมีพฤติกรรมเป็นผู้คุมที่มีมนุษยธรรมมากขึ้น เมื่อเธอเริ่มเอื้อเฟื้อแก่ผู้ต้องขัง ให้น้ำแก่ผู้กระหาย แม้กระทั่งนอนเคียงข้างพวกเขาบนพื้น ไม่มีใครรู้ว่าอะไรให้เธอเปลี่ยนบางทีเธออาจจะรู้ว่าฝ่ายเธอใกล้พ่ายแพ้สงครามเธอเลยต้องพยายามแก้ไขตนเองเพื่อไม่ให้เป็นอาชญากรสงคราม และเมื่อสงครามสิ้นสุดเธอถูกจับโดยสหภาพโซเวียต และถูกส่งไปยังโปแลนด์เพื่อพิจารณาคดีเธอถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่ถูกปล่อยออกมาในปี 1957 และเธอก็เสียชีวิตลงในพิจารณาครั้งที่สองในปี 1976 ขณะอายุ 73 ปี 6. Wanda Klaff (1922-1946) แวนด้า คลาฟ อดีตเคยเป็นคนทำงานโรงงานผลิตแยมและเป็นแม่บ้าน จนกระทั่งได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้าค่ายใน Stutthof ในปี 1944 ซึ่งเธอทำหน้าที่จนสิ้นสุดสงครามในปี 1945 ก่อนที่จะถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่โปแลนด์ในปีเดียวกัน และมีการดำเนินคดีในฐานะอาชญากรสงคราม และนี้คือสิ่งที่เธอพูดระหว่างพิจารณาคดี ฉันฉลาดมากและทุ่มเทกับงานของฉันในค่าย ฉันทำโทษนักโทษอย่างน้อยสองคนทุกวัน สุดท้ายเธอก็ถูกแขวนคอประจานเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1946 7. Hildegard Lchert (1920-1995) Hildegard Lchert เป็นยามหญิงกระฉ่อนในค่ายกักกันหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นบริดเจต ค่ายเอาส์ชวิตซ์ เบียร์เคเนา และไมดาเนก ฉายาเดรัจฉาน เนื่องจากพฤติกรรมเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์ กล่าวกันว่าเธอจะไปยังห้องแก๊สที่ส่งตัวนักโทษและนำสุนัขของเธอกัดนักโทษเหล่านั้น หรือบลัดบริดเจตเนื่องจากมีนิสัยบ้าเลือด ชอบเห็นเลือด อดีตเคยเป็นนางพยาบาล และเป็นผู้คุม มีนิสัย หลังสงครามเธอถูกจำคุก 15 ปี แม้ว่าเธอจะถูกปล่อยตัวในปี 1956 แต่ก็ถูกจับมาจำคุกอีก เธอเสียชีวิตในปี 1995 ในเบอร์ลิย ขณะอายุ 75 ปี 8. Bothe Herta (1921) เฮอร์ทา โบเธอ ฉายา ซาดิสต์แห่ง Stutthof อดีตเคยเป็นนางพยาบาลในโรงงานอุตสาหกรรม และเคยเป็นยุวชนหญิงของฮิตเลอร์ (ไม่ต้องอธิบายมากความว่าได้รับการปลูกฝังลัทธินาซีมากขนาดไหน) ก่อนที่จะถูกเกณฑ์เพื่อทำหน้าที่ผู้คุมในค่าย stutthof camp ใน Danzig โปแลนด์ ที่นั้นหลายคนรู้จักดีว่าเธอคนซาดิสต์และไร้มนุษยธรรม เนื่องจากเธอชอบเฆี่ยนตีอย่างโหดร้ายกับนักโทษของเธอ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเธอจะถูกจับและถูกนำมาพิจารณาคดีแต่เธอก็ไม่ได้ถูกแขวนคอ แต่ให้จำคุก 40 ปีแทน ก่อนที่ 6 ปีต่อมาเธอก็ถูกปล่อยตัวออกมาจากการผ่อนผันรัฐบาลอังกฤษ 9. Greta Bosel (1908-1947) ในตอนแรกนั้นเกรทา โบเซลดัรับฝึกอบรมวิชาชีพเป็นนางพยาบาล แต่ต่อมาเธอก็ได้เป็นผู้คุมในค่ายกักกันราเฟนสบรึค ระหว่างปี 1939 และ 1943 จากหน้าที่ตำแหน่งของเธอนั้นสามารถตัดสินใจส่งตัวนักโทษเข้าห้องแก๊สทันทีหรือว่าจะถูกส่งทำงานในค่ายกักกัน จากการสอบสวนพบว่าเธอนั้นได้รับปรัชญานาซีเต็มเปี่ยม เมื่อเออ้างถึงนักโทษว่า ถ้าพวกเขาไม่สามารถทำงานได้ก็ปล่อยให้เน่าไปซะ (If they cannot work let them rot.) อย่างไรก็ตามหลังจากนักโทษในค่ายกักกันราเฟนสบรึคถูกปลดปล่อยจากกองทัพแดงของโซเวียต เธอก็พยายามหลบหนีออกจากค่ายพร้อมกับสามีของเธอ แต่ถูกจับกุมในเวลาต่อมาโดยทหารอังกฤษ และถูกพิจารณาโทษพร้อมกับอดีตผู้คุมหญิงคนอื่นๆ รวมไปถึงมีส่วนเกี่ยวข้องในการทดลองมนุษย์ในค่ายนรก สุดท้ายเธอถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1947 พร้อมกับนักโทษหญิงอลิซาเบธ มาร์แชลล์ (จากภาพ เธออยู่ในตำแหน่งคนที่สองจากขวามือ) 10. Juana Bormann (1893-1945) ยูอันนา บอร์แมนได้รับฉายาว่า วีเซล และ ผู้หญิงกับสุนัข เธอเป็นผู้คุมแห่งค่ายนรกเยอรมัน ในปี 1939 เธอได้เข้าร่วมเอสเอส (Auxiliary SS) ด้วยเหตุผลว่าได้เงินดี จากนั้นเธอก็ถูกส่งไปยังค่ายกักกันนาซีตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่ายกักกันค่ายกักกันราเฟนสบรึค, เอาชวิตซ์ และ แบรกเกิล-เบลเซน ทั้งหมดเป็นค่ายมรณะสังหารหมู่ชาวยิวทั้งสิ้น ซึ่งเธอขึ้นชื่อในเรื่องความทารุณโหดร้ายและความซาดิสม์ ซึ่งหลายคนมักพบเห็นเธอปรากฏตัวพร้อมกับสุนัขเยอรมันเชฟเฟิร์ดอยู่เสมอ (และใช้สุนัขขย้ำนักโทษด้วย) ภายหลังนาซีล่มสลายและเยอรมันพ่ายแพ้สงคราม จวนน่า บอร์มันน์ก็ถูกนำตัวมาพิจารณาคดีในปี 1945 ในฮาเมล์น สภาพของเธอในตอนนั้นซูบผอมอย่างหนัก เดินกะโผลกกะเผลกไปมา ผลสุดท้ายเธอถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในฐานะอาชญากรสงคราม เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1945 ขณะอายุ 52 ปี (พร้อมกับอาชญากรสงครามหญิงสองคนคือเกรเซอและโวลเคนเนธ) ขอบคุณข้อมูล http://listverse.com/2012/10/30/10-female-concentration-camp-guards/, toptenthailand.com

จีนประหารสาวกคลั่งลัทธิวันสิ้นโลก ฆ่าเหยื่อสาวในร้านแมค
ข่าวจีน /  คลั่งลัทธิ / 

จีนประหารพ่อลูกสาวกคลั่งลัทธิวันสิ้นโลก ผิดฐานฆาตกรรมเหยื่อสาวภายในร้านแมคโดนัลด์ เมื่อวันที่  2 ก.พ. 2558  สำนักข่าว ซินหัวรายงาน ว่า ทางการจีนเปิดเผยว่าได้ประหารชีวิตนายจาง หลี่ตง และน.ส.จาง ฟาน สองพ่อลูกสาวกของลัทธิต้องห้าม ฉวนเหนิงเฉิน หรือ เชิร์ช ออฟ อัลไมตี ก๊อด ซึ่งเชื่อเรื่องการสิ้นโลก ผู้ต้องโทษในคดีรุมทำร้ายร่างกายหญิงสาวแซ่อู๋จนเสียชีวิต ภายในร้านแมคโดนัลด์ เมืองเหยียนไท่ มณฑลชานตง เมื่อเดือนมิ.ย.ปีก่อน รายละเอียดของการไต่สวนคดี ระบุว่า นายจางและน.ส.จาง รวมทั้งสาวกอีก 4 คน พยายามชักชวนให้น.ส.อู๋เข้าร่วมลัทธิ แต่ผู้ตายปฏิเสธ ผู้ต้องหาจึงรุมกระทืบและใช้เก้าอี้ฟาดจนเหยื่อเสียชีวิตในสภาพจมกองเลือด ลัทธิดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นลัทธิสุดโต่งที่เชื่อเรื่องวันสิ้นโลกและต้องการทำลายพรรคคอมมิวนิสต์นอกจากนี้ยังเชื่อว่าพระเยซูจะกลับมาโลกในฐานะเป็นสตรีจีน ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  ข่าวสดออนไลน์ ขอบคุณภาพจาก www.cctv-america.com ติดตามข่าวสาร ข่าวจีน  คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

อิเหนาปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษจากออสเตรเลีย
นักโทษประหาร /  ยาเสพติด / 

อินโดนีเซียปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษจากทางการออสเตรเลีย เพื่อยับยั้งการประหารชีวิต นักโทษสองรายในคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย  วันนี้ (5มี.ค.)สำนักข่าวบีบีซี รายงานข่าวว่าโฆษกกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซีย ออกมาปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากกรณที่ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกับทางการอินโดนีเซีย ซึ่งเงื่อนไขในครั้งนี้ เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของออสเตรเลีย เพื่อยับยั้งการประหารชีวิต นายแอนดรูว์ ชาน และ มูราน สุขุมาราน สองนักโทษคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย ที่กำลังจะถูกประหารในไม่นานต่อจากนี้ ก่อนหน้านี้ 'นายโทนี่ แอบบ็อท' นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่า ได้พยายามขอเจรจาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี โจโก วิโดโด้ ของอินโดนีเซียอีกครั้งในเรื่องการยกโทษประหารแก่นักโทษทั้งสอง พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า ทางการออสเตรเลียให้ความเคารพอินโดนีเซีย และถือว่ามิตรภาพระหว่างสองประเทศมีค่ายิ่ง โดยหวังว่าการยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่ออินโดนีเซียจะสำเร็จ แต่กลับไม่เป็นผล MThai News ที่มา BBC 

พระราชทานอภัยโทษ 35,000 นักโทษทั่วประเทศ
นักโทษ /  พระราชกฤษฎีกา / 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานอภัยโทษ 35,000 นักโทษทั่วประเทศ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศพระราชกฤษฎีกา ลงวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558 พระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย. 58 ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีทั้งสิ้น 17 มาตรา หลักเกณฑ์ผู้ต้องโทษที่มีสิทธิ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ต้องเป็นผู้ต้องขังที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ หรือเป็นผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังนี้ พิการตาบอดทั้ง 2 ข้าง มือหรือเท้าด้วนทั้งสองข้าง หรือเป็นบุคคลที่แพทย์รับรองว่าทุพพลภาพอย่างเห็นได้ชัด เจ็บป่วยด้วยโรคที่ได้รับการตรวจรับรองเอกฉันท์ว่า ไม่สามารถรักษาในเรือนจำให้หายได้ เช่น โรงเรื้อน, ไตวายเรื้อรัง, มะเร็ง, เอดส์ โดยจะต้องเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนด กรณีหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรกไม่ว่าความผิดเดียวหรือหลายคดี ซึ่งต้องรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนด เป็นคนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ซึ่งเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือคนที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป เป็นผู้ต้องโทษจำคุกครั้งแรกและมีอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นดีเยี่ยม ซึ่งมีโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 2 ปี สำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษมีดังนี้ ผู้ต้องขังเด็ดขาดต้องโทษประหารชีวิต ให้เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นจำคุก 50 ปี แล้วให้ลดโทษตามลำดับชั้น ประกอบด้วย ชั้นเยี่ยม 1 ใน 5, ชั้นดีมาก 1 ใน 5, ชั้นดี 1 ใน 6, ชั้นกลาง 1 ใน 7 ส่วนผู้ต้องขังคดียาเสพติดโทษจำคุกไม่เกิน 8 ปี มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ชั้นเยี่ยมลดโทษ 1 ใน 7, ชั้นดีมาก 1 ใน 8, ชั้นดี 1 ใน 9 และชั้นกลาง 1 ใน 10 ส่วนนักโทษเด็ดขาดที่ไม่อยู่ในข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษ ประกอบด้วยนักโทษเด็ดขาดชั้นเลวหรือชั้นเลวมาก, นักโทษคดียาเสพติดที่มีโทษจำคุกเกิน 8 ปีหรือจำคุกตลอดชีวิต เป็นต้น นายวิทยา สุริยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า  พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ มีจำนวนทั้งสิ้น 35,000 คนทั่วประเทศ โดยเป็นผู้ต้องขังกลุ่มที่มีโทษน้อย เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกคุมประพฤติและพักการลงโทษ ทั้งนี้ เรือนจำจะทยอยปล่อยผู้ต้องขังที่เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษต่อไป. MThai News

กษัตริย์แห่งจอร์แดน! ประกาศ'ล้างบาง' กลุ่มไอเอส
กลุ่มไอเอส /  กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 / 

จอร์แดนแห่งจอร์แดน ประกาศ 'ล้างบาง' กลุ่มไอเอส ย้ำจะกวาดล้างให้ถึงที่สุด กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ทรงประกาศทำสงครามกวาดล้างกลุ่มไอเอส หลังจากที่ กลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส ได้ส่งคลิปสังหาร ร้อยโทมาอัซ คาสซาสเบห์ ตัวประกันชาวจอร์แดน อย่างโหดเหี้ยมด้วยการใส่กรงขังเผาทั้งเป็น กระทั่งประชาคมโลกกล่าวโจมตีการกระทำดังกล่าว ต่อมาทางการจอร์แดนตอบโต้ด้วยการประหารชีวิตนางซาจิดา อัล-ราชาวี มือระเบิดหญิงชาวอิรักที่ถูกคุมขัง และนายไซอัด อัล-คาร์โบลิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของกลุ่มอัล-กออิดะห์ เมื่อวานนี้ ขณะที่กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 ทรงระงับกำหนดการเยือนสหรัฐและเดินทางกลับสู่กรุงอัมมาน เพื่อเข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง โดยทรงประกาศจะปฏิบัติการทางทหารต่อนักรบไอเอสให้หนักหน่วงขึ้น โดยจะร่วมมือกับบรรดาชาติพันธมิตรเพิ่มขึ้น เพื่อหยุดยั้งกลุ่มหัวรุนแรงและก่อการร้าย นำสู่การทำลายล้างกลุ่มไอเอสให้ถึงที่สุด MThai News

รวมเรื่องราวดี๊ดี คนบันเทิง ปี’57
คนบันเทิง /  เรื่องราวดีดีคนบันเทิง / 

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ 2558 ปีเก่าผ่านพ้นไปปีใหม่เข้ามาแทนที่อีกเหมือนเดิม ซึ่งปีที่ผ่านมาสมกับเป็น ปีม้า คึกคักจริงๆ ดูได้จากคนในวงการบันเทิงบ้านเราที่เป็นหัวหอกร่วมกันรณรงค์ปกป้องเพื่อนมนุษย์ รวมไปถึงเพื่อนร่วมโลก อย่างบรรดาสัตว์นานาชนิดที่ถูกทำร้าย ถูกทอดทิ้ง เรียกได้ว่าลบคำสบประมาณของใครหลายๆ คนที่มองว่าวงการบันเทิงมีแต่เรื่องไร้สาระ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าคนบันเทิงกับเรื่องราวดี๊ดีตลอดปีที่ผ่านมา มีดาราศิลปินคนไหนบ้างที่ติดโผ คนแรกที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นพระเอกในจอ เขายังเป็นฮีโร่ตัวจริงเสียงจริง บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ที่อุทิศตนให้กับมูลนิธิร่วมกตัญญูมานานนับสิบปี จนกระทั้งผันตัวเองมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นโรคร้ายแรง หรือคนยากจนที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ทางด้านบิณฑ์ก็จะไปหาถึงที่ด้วยตัวเองเพื่อประสานงานช่วยเหลือคนเหล่านี้ ซึ่งเจ้าตัวมีอุดมการณ์ชัดเจนคือช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จนได้ฉายาว่าเป็น นายกของคนยากไร้ !!! มาถึงนางสาวไทยสวยทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาว บุ๋ม ปนัดดา ที่ล่ารายชื่อให้ครบ 1 แสนคนเพื่อส่งต่อให้คสช.หนุนบทลงโทษประหารชีวิตในคดีข่มขืน ซึ่งล่ารายชื่อได้ครบถ้วนและได้ยื่นรายชื่อไปแล้ว แต่จะแก้กฎหมายได้หรือไม่คงต้องรอดูกันต่อไป รวมไปถึงช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั้งเด็ก สตรี และคนชรา ที่เดือดร้อนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนใครๆ เรียกเธอว่า ปวีณา2 (อิอิ)! ต่อด้วยบรรดาสาวๆ จากเวทีแคทวอล์ก นำทีมโดย เก๋ ชลลดา หัวเรือใหญ่ รวมตัวกับเพื่อนๆ นางแบบ อาทิ โย ยศวดี, เอ อัญชลี, ชัญญ่า ฯลฯ ทำโครงการ The voice เสียงจากเรา ขึ้นมาเพื่อรณรงค์ให้มีพรบ.คุ้มครองสัตว์ภายในประเทศ เหตุสืบเนื่องมาจากเจ้าตัวเป็นคนรักสัตว์ และทนไม่ได้ที่เห็นข่าวสัตว์โดนทำร้ายและทารุณอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดมีคนบันเทิงร่วมสนับสนุนโครงการดีๆ ของพวกเธออีกเพียบ! ด้าน ซุปตาร์ สาวแห่งเมืองไทยอย่าง อั้ม พัชราภา ที่เจ้าตัวมีทุนเดิมเป็นคนรักน้องหมาอยู่แล้ว ทำให้ สาวอั้ม มีความกระตือรือร้นช่วยเหลือหมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหมาป่วย หมาหาย หมาถูกทิ้ง ถึงจะไม่ได้ออกหน้าทำให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่เจ้าตัวขอเป็นอีกหนึ่งช่องทางพีอาร์ที่ดีเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าใครจะขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับน้องหมา สาวอั้ม เป็นต้องประกาศผ่านโซเชี่ยลให้ตลอด ซึ่งก็ได้ความร่วมมือจากเหล่าแฟนคลับของเจ้าตัวได้ดีมากเลยทีเดียว คู่รักวัยทีนอย่าง อเล็กซ์ เรนเดลล์ กับแฟนสาว เต้ย จรินทร์พร ก็ไม่น้อยหน้า แท็กทีมกันหาเงินช่วยเหลือช้างเพื่อเป็นการอนุรักษ์ช้างไทยไปในตัว เริ่มจากที่ทั้งคู่ไปส่องสัตว์ในป่าทำให้เต้ยสนใจที่อยากจะอุปถัมภ์ช้างสักเชือกหนึ่ง จนได้มีการติดต่อทั้งคู่เลยอยากจะไถ่ชีวิตช้างน้อยเชือกหนึ่งด้วยราคา 1.5 ล้านบาท จึงได้บอกบุญไปยังแฟนคลับและเพื่อนพ้องดาราที่สนใจอยากมีส่วนร่วมในการทำบุญครั้งนี้ จนได้เงินจำนวนครบตามจำนวนและทำการอุปถัมภ์ช้างเชือกนั้นและตั้งชื่อว่า ขวัญเมือง จากนั้นทำให้ทั้งคู่คิดอยากช่วยเหลือช้างอย่างจริงจัง จึงคิดจัดคอนเสิร์ตเพื่อนำเงินไปซื้อรถพยาบาลสำหรับช้างต่อไป... ดูเหมือนเรื่องราวดี๊ดีของคนบันเทิงจะมีมากมายหลายแบบ โดยเฉพาะเรื่องราวดี๊ดีของดารารุ่นใหญ่อย่าง ตุ๊ก เดือนเต็ม สาลิตุล ที่ดูแลเพื่อนสนิท ลินดา ค้าธัญเจริญ ที่ป่วยเป็นอัมพฤตข้างซ้าย และมะเร็งโคนลิ้น นอนรักษาตัวที่รพ.จุฬาฯมานาน 5-6 ปี ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ตุ๊ก เดือนเต็ม ได้คอยป้อนข้าวป้อนน้ำและช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายดูแลทุกอย่าง รวมไปถึงเหตุการณ์ที่เจ้าตัวไปช่วยมอเตอร์ไซค์ถูกรถชน ขนาดเอาตัวไปขวางรถคู่กรณีเอาไว้ จนโลกโซเชียลต่างแชร์ชื่นชมถึงความดีในครั้งนี้!! นี่คือส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เราหยิบยกมานำเสนอให้แฟนๆ ของพวกเขาเหล่านี้ และคอบันเทิงทั้งหลายได้ภูมิใจกับเรื่องราวดีดีที่ ดารา- นักแสดง ส่งต่อสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม และถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเยาวชนต่อไป ต้องขอปรบมือให้ดังๆ และขอเป็นกำลังแรงใจให้วงการบันเทิงมีเรื่องดีดีแบบนี้ตลอดไป...

รัฐบาลสหรัฐ ร้องไทย ต้านใช้แรงงานทาสบนเรือประมง
สหรัฐ /  เรือประมง / 

รัฐบาลสหรัฐฯและภาคธุรกิจเรียกร้องให้ทางการไทยปราบปรามการใช้แรงงานทาสบนเรือประมง วานนี้ (26 มี.ค.) สำนักข่าว 'เอพี' รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ และกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารทะเลและค้าปลีก เรียกร้องให้ทางการไทยดำเนินการปราบปรามการใช้แรงงานทาสบนเรือประมง รวมทั้งยังเตรียมลงโทษผู้ที่บังคับใช้แรงงานข้ามชาติในการทำประมง หลังจากมีรายงานข่าวระบุว่า จากสืบสวนว่าการใช้แรงงานประมงอย่างหนัก เพื่อหาสินค้าส่งไปขายยังประเทศสหรัฐฯ นางเจน ซากี โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่ามีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น ที่ชี้ว่า แรงงานในอุตสาหกรรมประมง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติ ที่ต้องปฏิบัติงานภายใต้รูปแบบที่ไม่เป็นธรรม ส่วนทางด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการใช้แรงงานทาสในเรือประมงที่ชักธงไทย ขณะที่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยกำหนดบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น เพื่อใช้ลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งผู้ที่เป็นต้นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตในกระบวนการค้ามนุษย์อาจถูกลงโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต และผู้ที่เป็นต้นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอาจได้รับโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 4 แสนบาท MThai News ที่มา rt สนับสนุนข้อมูลโดย BBC Thai

ประหารชีวิต! ลูกทรพีจ้างฆ่ายกครัว ตระกูล
กิตตินันท์ หอมชง /  จ้างวานฆ่ายกครัว / 

ศาลสั่งประหารชีวิต “เต้ย หอมชง” จ้างวานฆ่ายกครัว พ่อแม่และพี่ชายรวม 3 ศพ หวังสมบัติ ส่วนเพื่อนร่วมแก๊งอีก 4 ราย รับสารภาพ จำคุกตลอดชีวิต วันที่ 20 มี.ค.58 ศาลอาญาธนบุรี อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกิตตินันท์ หรือ เต้ย หอมชง อายุ 23 ปี กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานใช้ให้ฆ่าบุพการี ร่วมกันฆ่าผู้อื่นจนถึงความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันลักทรัพย์ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของบุคคลอื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในตัวเมืองและที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรและไม่ได้รับอนุญาต และฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สืบจากเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ถึงวันที่ 3 เม.ย.2557 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ.อ.วิชัย หอมชง อายุ 63 ปีนายทหารนอกราชการ และ นางวนิดา หอมชง อายุ 57 ปี ครูโรงเรียนราชวินิตประถมบางแค บิดามารดา ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2จ้างวานให้จำเลยที่ 3-5 ฆ่า พ.อ.วิชัย และนางวนิดา รวมทั้ง ร.ต.ท.ธรรมณัฐ หอมชง อายุ 24 ปี พนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชันซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 1 เหตุเกิดที่แขวงห้วยขวาง เขตดินแดง และแขวงบางแคเหนือ เขตบางแค ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2-5 แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งห้ากระทำผิดจริงตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานใช้ให้ฆ่าบุพการี และร่วมกันใช้ให้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ส่วนจำเลยที่2-5 ศาลสั่งประหารชีวิต แต่จำเลย ทั้ง 4 ให้การรับสารภาพลดโทษ ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้ง 4 คนไว้ตลอดชีวิต และให้จำเลยที่2, 4 และ 5 ร่วมกันชดใช้คืนเงินสด 53,000 บาท ให้กับทายาทของ ร.ต.ท.ธรรมณัฐ ขอบคุณข้อมูล voicetv MThai News

ไร้สำนึก! นักโทษ คดีข่มขืน อินเดีย เผยเหยื่อสมควรโดนแล้ว
คดีข่มขืน /  บีบีซี / 

นักโทษ คดีข่มขืน ชายชาวอินเดียให้สัมภาษณ์อย่างไร้สำนึก ระบุเหยื่อสมควรโดนข่มขืนแล้ว หลังเดินลำพังยามวิกาล และเพศชาย-หญิงไม่มีทางเท่าเทียม สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวว่า นายมูเกซ ซิงห์ ผู้ต้องหาคดีข่มขืน และฆ่านักศึกษาสาวชาวอินเดีย วัย 23 ปี บนรถบัสเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2555 ขณะเดินทางกลับบ้านหลังชมภาพยนตร์กับแฟนหนุ่ม ได้ให้สัมภาษณ์อย่างไร้สำนึกต่อสำนักข่าว 'บีบีซี' ในช่วงรอการประหารชีวิต โดยรายการพิเศษดังกล่าวกำลังจะออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. เนื่องในวันสตรีสากล โดย นายมูเกซ ซิงห์ 1 ใน 5 ผู้ต้องหาในคดีนี้ กล่าวอ้างว่า ในวันเกิดเหตุเขาเป็นผู้ขับรถบัสคันดังกล่าว เหยื่อผูู้เป็นเพศหญิงควรที่จะรับผิดชอบต่อการถูกข่มขืน และผู้หญิงดีๆที่ไหนที่เที่ยวออกไปไหนมาไหนยามค่ำคืน อีกทั้งยังบอกอีกว่าเพศชาย และหญิงไม่มีทางเท่าเทียมกัน ผู้หญิงควรหน้าที่ทำงานบ้าน ไม่ใช่ออกเที่ยวตามผับบาร์ยามค่ำคืน รวมไปถึงไม่ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นอีกด้วย และมีผู้หญิงแค่ 20% เท่านั้นที่มีความเป็นกุลสตรี อีกทั้งยังกล่าวเสริมว่า ในช่วงถูกข่มขืน ผู้หญิงไม่ควรต่อสู้ขัดขืน ควรสงบปากสงบคำและปล่อยให้ผู้ชายกระทำการจนเสร็จกิจก่อน จะได้ไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง และการประหารชีวิตพวกเขาจะยิ่งทำให้คดีข่มขืนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้นายซิงห์ รับสารภาพว่าเขาเป็นผู้ขับรถบัสคันเกิดเหตุ แต่ไม่ได้ร่วมข่มขืน และกำลังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำตัดสินอยู่ โดยในเหตุการณ์ดังกล่าว นักศึกษาสาวรายนี้ได้รับบาดเจ็บภายในรุนแรง ก่อนเสียชีวิตในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา จนกลายเป็นเรื่องช็อกต่อชาวอินเดียทั่วประเทศ จนกลายเป็นการเดินขบวนต่อต้านใหญ่โต MThai News

ชะตาชีวิตอิสตรี ใต้อาณัติของกลุ่ม 'ไอเอส'
กลุ่มไอเอส /  ข่าวไอเอส / 

ตีแผ่ชีวิตสตรีภายใต้เขตการปกครองของกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ 'ไอเอส' กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือกลุ่มไอเอส เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ทำให้โลก ต้องจารึกชื่อของพวกเขาไว้ ในนามของ 'กลุ่มก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์'ทั้งนี้นอกจากเรื่องราวความโหดร้ายแล้ว ภาพที่หาชมได้ยากยิ่งบางฉากที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่การปกครองของกลุ่มไอเอส หนึ่งในนั้นคือภาพสตรีที่มือหนึ่งอุ้มบุตร ส่วนอีกมือหนึ่งถือปืน โดยหลังจากมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าว ทำให้โลกให้ความสนใจสงสัยถึงวิถีชีวิตของประชาชนภายใต้การปกครองของกลุ่มไอเอสเป็นอย่างมาก ไอเอสเริ่มบุกยึดเมืองแรกคือเมือง 'รักกา' ทางตอนเหนือของประเทศซีเรียในช่วงต้นปี 2557 สตรีในรัฐอิสลาม 'Women in the Islamic State' เมื่อเร็วๆนี้ ไอเอสแพร่เอกสารฉบับภาษาอาหรับ ซึ่งบรรยายเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสตรีในเป็นแม่และภรรยา ในพื้นที่การปกครองของไอเอส ชื่อว่า 'Women in the Islamic State' ระบุการหาแนวร่วมจากเดิมที่มุ่งเป้าไปที่สตรีจากประเทศแถบตะวันตกเป็นสตรีจากประเทศซาอุดิอาระเบียแทน เนื่องจากกลุ่มไอเอสคิดว่ากฎหมายที่เข้มงวดและกดขี่สตรีในซาอุดิอาระเบียใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากความสุขและประสงค์จะเดินทางมาร่วมกลุ่มไอเอสแทน เหตุจากกฏหมายที่เข้มงวดในซาอุดิอาระเบีย อาจทำให้สตรีในพื้นที่ตกที่นั่งลำบาก และอยากย้ายถิ่นฐานมายังเขตการปกครองของกลุ่มไอเอส ร่วมด้วยการโพสต์ภาพหญิงสาวนิรนามที่สวมชุดบุรุกา พร้อมทั้งระบุว่าเธอคือนักรบหญิงคนแรกที่จะทำหน้าที่ตัดศีรษะตัวประกันชาวตะวันตก พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าพยายามจะผลักดัน ฝึกฝนหญิงสาวรายนี้เพื่อเป็นนักสู้ การกำหนดบทบาทให้แก่สตรี เริ่มต้นตั้งแต่มีอายุได้ 7-15 ปี พวกเธอต้องเริ่มศึกษาศาสนาและคัมภีร์ และต้องเรียนรู้วิธีทำอาหาร การเย็บปักถักร้อย และทักษะอื่นๆ อย่างเช่นการปฐมพยาบาล พวกเธอสามารถทำงานนอกบ้านอย่างเช่น แพทย์ ครู หรือแม้กระทั่งการเป็นนักรบเหมือนกับบุรุษทั่วไปได้  ในกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น เธอสามารถเข้าสู่สนามรบได้หากนักรบอิสลามมีจำนวนไม่มากพอที่จะต่อสู้ในสมรภูมิรถ เว็บไซต์ออนไลน์ 'raqqa-sl ' นำเสนอบทความโดยชี้ว่า ไอเอสกำหนดเป้าหมายในการปกครองสตรีภายใต้อาณัติ และพยายามออกกฏเกณฑ์มาเพื่อบีบคั้นให้หญิงสาวในพื้นที่ จำใจต้องแต่งงานกับนักรบชายในกลุ่ม และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น สตรีจำนวนไม่น้อย จำต้องยอมสมรสกับ 'นักรบญิฮาด' อย่างไม่เต็มใจ เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว ส่วนกลุ่มไอเอสก็ได้ประโยชน์ โดยการสมรสกับประชาชนในดินแดนที่ตนยึดครอง ถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในท้องถิ่นให้แนบแน่นขึ้นด้วย ประกอบกับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศหลายสำนักพร้อมใจประโคมข่าวความรุนแรงต่อสตรีที่อยู่ภายใต้การปกครองของ 'นักรบญิฮาด' ซึ่งหลายต่อหลายเหตุการณ์สร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมาก ภายในพื้นที่ของกลุ่มไอเอส ได้มีการกำหนดกฏหมาย ข้อบังคับซึ่งมีพื้นฐานมาจากกฏหมายอิสลาม  และมีวิธีการลงโทษ ต่อผู้ฝ่าฝืนที่เข้มงวด แม้แต่เรื่องเล็กๆอย่างเช่นการแต่งกายในที่สาธารณะ ด้วยชุด 'บุรุกา' หรือถ้าคลุมหน้าแบบมิดชิด ถึง 2 ชั้น สวมถุงมือ ถุงเท้า จนแทบไม่เห็นร่างกายส่วนไหนแม้แต่ส่วนเดียว ถึงแม้ในขั้นแรกได้มีหญิงสาวที่ฝ่าฝืนกฏดังกล่าวอยู่หลายครั้ง แต่พวกเธอถูกลงโทษราวกับว่าเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นตีด้วยท่อนเหล็ก หรือไม้ ทั้งเจ็บกาย และอับอาย ส่วนผู้ปกครองชาย เช่น พี่ชาย หรือสามี ที่ต้องติดตามญาติสตรีที่กระทำผิด จะมีความผิดและอาจถูกลงโทษ หรือปรับเงินร่วมด้วย เมื่อวันพุธที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา สำนักข่าว 'ดิ อินดิเพนเดนท์' รายงานข่าว โดยอ้างอิงจากกลุ่มนักกิจกรรมท้องถิ่นในเมืองรักกา ประเทศซีเรีย ที่ระบุว่า หญิงสาวหลายรายถูกบังคับให้แต่งงาน บ้างก็ยื่นข้อเสนอให้ให้ครอบครัวที่ยากจน โดยการให้สินสอดเป็นจำนวนมาก โดยเว็บไซต์ข่าวเมโทรระบุว่า ค่าสินสอดสตรีจะอยู่ที่ราวๆ 5,000 ยูโร หรือราว 1.8 แสนบาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแต่งงานกับลูกสาวของพวกเขา แต่ปฏิเสธการคลุมถุงชนในลักษณะดังกล่าว จะถูกลงโทษด้วยวิธีอันโหดร้าย ด้วยการถูกคนในครอบครัวและชาวบ้าน ปาด้วยหินจน 'ถึงแก่ความตาย' รวมถึงการกำหนดกฏหมายให้สตรีสามารถแต่งงานกับนักรบได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่ส่วนใหญ่จะสมรสตั้งแต่อายุ 16-17 ปี แต่ความขมขื่นที่จำต้องแต่งงานอย่างไม่เต็มใจยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เนื่องจากชีวิตหลังแต่งงาน แทนที่พวกเธอจะมีความสุขกับชีวิตคู่แสนหวานดังเช่นผู้หญิงทั่วๆไป แต่ทว่าเธอกลับต้องตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายโดยสามีตัวเอง รวมไปถึงการถูกก่ออาชญากรรมทางเพศ ซึ่งบางรายร้ายแรงถึงขั้นต้องนำหามส่งโรงพยาบาล ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้สตรีในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวจนบางรายไม่กล้าแม้แต่จะออกมาจากบ้านด้วยซ้ำ เว็บไซต์ข่าวเมโทรของอังกฤษระบุต่อไปว่า แพทย์ในเขตการปกครองของไอเอส เผยข้อมูลลับ กรณีที่นักรบญิฮาดหลายรายมีความผิดปกติทางเพศ และ มีความปรารถนาทางเพศมากกว่าปกติ และมีสัญชาตญาณทางเพศที่โหดร้าย และผิดปกติจากคนทั่วไป จากการรายงานของสื่อท้องถิ่นในซีเรีย หนึ่งในความผิดปกติคือ มีข่าวแว่วๆว่า นักรบญิฮาดใช้ยาไวอากร้า เพื่อให้สามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังบังคับให้พวกเธอสวมใส่ชุดแบบปลุกใจเสือป่าเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ รวมไปถึงการซื้อชุดชั้นในเป็นจำนวนมากให้ภรรยา เกินกว่าปกติ พวกเขามีภรรยามากกว่า 1 คน และการสมรสเกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แพทย์ท้องที่เผยว่า สตรีหลายรายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ จากการมีเพศสัมพันธ์อันพิสดารกับสามี ส่วนหนึ่งของรายงานจาก เดอะ การ์เดียนระบุว่า เด็กหญิงชาวอิรักวัยเพียง 14 ปี ที่ถูกปิดบังชื่อ เธอเล่าเรื่องราวสุดโหดร้าย เธอถูกจับเป็นเชลย และถูกเป็นเครื่องมือในการค้าสวาทเพื่อหารายได้ให้กลุ่มไอเอสกว่า 15 ครั้ง และทุกครั้งเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ เธอหลบหนีและเล่าความขืนข่มให้กับนักสิทธิมนุษยชนเพื่อสตรีในอิรักถึงช่วงเวลาอันเลวร้าย อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ MThai News ได้นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวชาวยาซิดี เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2557 ที่นักรบไอเอสจับไปเธอเป็นเชลยในเมืองโมซุล ประเทศอิรัก เธอรู้ดีว่าชะตากรรมของเธอจะเป็นเช่นไร ซึ่งเธอไม่ต้องการตกเป็นทาสทางเพศของกลุ่มหัวรุนแรง จึงตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยการแขวนคอตายในที่สุด สมาชิกกลุ่มไอเอส พยายามกำหนดข้อบังคับ ของสตรีในพื้นที่การปกครองของตนเองดังนี้ 1.สวมผ้าคลุมแบบดั้งเดิมของสตรีชาวมุสลิมอย่างเคร่งครัด 2.หากสตรีคนใดออกจากบ้านเพียงลำพัง จะต้องมีญาติสนิทผู้ชายติดตามมาด้วย 3.ห้ามให้สตรีที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เดินทางเพียงลำพัง แม้กระทั่งเหตุผลทางด้านการเดินทางเพื่อพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาล 4.สั่งปิดสถาบันทางการศึกษาและมหาวิทยาลัย 5.ห้ามให้สตรี ย้ายภูมิลำเนาไปยังภูมิภาคอื่นๆเพื่อศึกษาต่อ 6.กำหนดให้สตรีต้องมีญาติสนิท ทำงานที่เดียวกัน 7.ห้ามทำศัลยกรรมความงามอย่างเคร่งครัด รวมถึงห้ามเจาะหู ห้ามเปิดธุรกิจร้านเสริมสวย แต่ไม่เพียงสตรีที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางกฏหมายที่เข้มงวดเท่านั้น เนื่องจากเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสบัญญัติบทลงโทษที่โหดร้าย เพื่อลงโทษผู้ที่ร่วมประเวณีนอกการสมรส หรือการคบชู้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากสมรสแล้ว จะต้องถูกฟาด 100 ครั้งจนสิ้นใจ โดยผู้สมรู้ร่วมคิดในการร่วมสวาทจะถูดตัดสินให้ตายตกไปตามกัน แต่หากยังโสดจะต้องถูกเนรเทศออกจากเมือง อับราฮัม ชายชาวอิรักชายชาวอิรัก หนึ่งในพยานที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อ ที่ให้ข้อมูลผ่านสำนักข่าวในอิรัก เผยว่า ไอเอสเปิดซ่องโสเภณีในเมืองโมซุล โดยการซื้อสตรีจากตลาดทาส ซึ่งสถานที่แห่งนี้ เปรียบได้กับนรกสำหรับทาสทางเพศที่จำยอมจำนนต่อชะตากรรมอันเลวร้ายอย่างไม่เต็มใจ เหยื่อ ? สตรีชาวยาซิดี ชนกลุ่มน้อย ที่บางส่วนนับถือศาสนาคริสต์ และบางส่วนนับถือศาสนาอิสลาม มุมมองของกลุ่มนักรบอิสลามเชื่อว่า กลุ่มยาซิดีเป็นพวกนอกรีต ดังนั้นการกระทำชำเรากลุ่มยาซิดีถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดบาป และแน่นอนว่าเป้าหมายของการถูกทำร้ายคือสตรีที่อาศัยในพื้นที่ที่ถูกกลุ่มไอเอสรุกราน สาวยาซิดีเป็นจำนวนมากถูกนักรบญิฮาดบุกเข้าไปในพื้นที่ สังหารพ่อแม่ และญาติผู้ชายทั้งหมด และจับเธอมาบรรเทาความกำหนัดของตัวเอง เหยื่อส่วนใหญ่ เปิดเผยด้วยความขื่นขมว่า เธอได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้าย รวมกับว่าพวกเธอไม่ใช่มนุษย์ แม้ว่าพวกเธอจะยังไม่ได้แต่งงานกับนักรบเหล่านี้อย่างถูกประเพณีและกฏหมายกลุ่ม ซึ่งมันดูจะขัดกับกฏหมายที่ได้ระบุมาก่อนหน้านี้ เหตุผลคือ ไวส์ นิวส์เปิด เผยเรื่องราวของกลุ่มไอเอส ที่ระบุว่า ในช่วงสงคราม กฏเกณฑ์ที่ถือปฏิบัติในช่วงปกติจะถูกยกเลิกชั้วคราว และนักรบในกลุ่มจะได้รับอนุญาติให้มีความสัมพันธ์กับเชลย โดยไม่มีความผิด ท้ายที่สุดหญิงสาวที่ถูกก่ออาชญากรรมทางเพศเหล่านี้ แม้จะรอดชีวิตจากเงื้อมมือของกลุ่มไอเอสมาได้ แต่สุดท้ายพวกเธอก็ต้องตายด้วยการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ ไม่จบชีวิตด้วยตัวเอง ก็โดนครอบครัวของเธอสังหารอยู่ดี สตรีชาวเคิร์ด เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่อสู้กับกลุ่มไอเอสเพื่อยึดครองเมืองโคบานี พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างประเทศตุรกีและซีเรียคืนจากกลุ่มไอเอส ซึ่งนักรบส่วนใหญ่คือผู้หญิง ครั้งใดที่ไอเอสบุกเข้ามาปิดล้อมพื้นที่ของกองทัพชาวเคิร์ด นักรบหญิงที่ทราบชะตากรรมว่าหากแพ้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเชลย และจะต้องเจอกับความเลวร้าย ในการถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนมากพวกเธอจะฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีสภาพดังกล่าว ความโหดร้ายรุนแรงทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ส่งผลให้นักเคลื่อนไหว และนักสิทธิมนุษย์ชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำอันป่าเถื่อนที่กลุ่มไอเอสกระทำต่อสตรี กลุ่มนักเรียกร้องสิทธิสตรีในอิสตันบูล ตุรกี ออกมารวมตัวกันเพื่อวัตถุประสงค์ ในการหยุดยั้งการปลดแอกสตรีจากการตกเป็นทาสทางเพศ พวกเขาเปรียบเปรยการก่ออาชญากรรมทางเพศดังเช่นอาวุธสงครามที่ประหัดประหารชีวิตพวกเธอในทางอ้อม MThai News ที่มา METRO VICE Raqqa-sl

อินโดฯ จ่อประหารนักโทษยาเสพติดออสเตรเลีย
นักโทษยาเสพติด /  ประหาร / 

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย ยืนยันการเตรียมประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 8 คน จะเดินหน้าต่อไป รวมถึงนักโทษชาวออสเตรเลีย 2 คนด้วย   โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดของอินโดนีเซีย กล่าวว่ากำลังเตรียมการประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 8 คนต่อไป ในจำนวนนี้เป็นนักโทษชาวออสเตรเลีย 2 คนคือ นายเมียวรัน ซูกามารัน และนายแอนดรูว์ ชาน ซึ่งได้ยื่นเรื่องขอลดหย่อนโทษก่อนหน้านี้แล้ว แต่ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด้ ของอินโดนีเซียปฏิเสธ ทนายความของนักโทษทั้ง 2 คนได้ยื่นขอให้มีการทบทวนใหม่ที่ศาลแขวงในบาหลี แต่สำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่า สายเกินไป เพราะการยื่นขอลดหย่อนโทษถูกปฏิเสธแล้ว นักโทษออสเตรเลีย 2 คนถูกจับกุมเมื่อปี พ.ศ.2548 ในข้อหาพยายามลักลอบขนเฮโรอีนน้ำหนัก 8.3 กิโลกรัมจากบาหลีไปออสเตรเลีย ในจำนวนนักโทษ 8 คน ที่กำลังจะถูกประหารชีวิต เป็นชาวอินโดนีเซียเพียงคนเดียว ชาวออสเตรเลีย 2 คน ส่วนอีก 5 คน มาจากฝรั่งเศส กานา บราซิล และฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดอย่างยิ่ง และมักจะมีการประหารผู้ลักลอบขนยาเสพติดอยู่บ่อยๆ โดยปัจจุบัน มีนักโทษ 138 คนที่รอการประหารชีวิต ส่วนใหญ่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ในจำนวนนี้ราว 1 ใน 3 เป็นชาวต่างชาติ

เพื่อนรักเพื่อนโฉด (Story of Kennedy Town(1990))
หนังจีน

กั๋วฟู่เฉิง - เจิ้งห้าวหนัน - หลี่จื้อสง - จางเหมี่ยน: นำแสดง เรื่องย่อ : หลี่เส้าเหว่ย เกาเทียนฉียงและจ้วงเผิง สามมิจฉาชีพได้สาบานเป็นพี่น้องกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ต่อมาจ้วงเผิงได้ไปสอบเข้าเป็นตำรวจและด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ทำให้เขามีผลงานจนได้เลื่อนตำแหน่ง หลี่เส้าเหว่ยกับเกาเทียนเฉียงเกิดไปทะเลาะวิวาทกับกลุ่มอันธพาลเกาเทียนเฉียงต้องติดคุก เขาจึงฝากให้จ้วงเผิงคอยช่วยดูแลเสี่ยวลี่แฟนสาวให้แต่จ้วงเผิงเกิดไปหลงรักเสี่ยวลี่เข้าจริงๆจึงวางแผนฆ่าเพื่อน จึงทำให้หลี่เส้าเหว่ยแค้น จึงฆ่าจ้วงเผิงตาย ส่วนตัวขาเองก็ถูกศาลประหารชีวิต