ประหารชีวิต

Dong Yi ทงอี จอมนางคู่บัลลังก์ [พากย์ไทย] ตอนที่54
Dong /  Yi

ทงอี เป็นเด็กสาวที่เกิดในชนชั้นชอนมิน ชนชั้นที่ต่ำที่สุดในสังคม แต่กระนั้นพ่อกับเธอ และ ทงจู พี่ชายที่เป็นหัวหน้าของ คอมคเย องค์การต่อต้านการปกครองในสมัยนั้น ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่จู่ๆ ก็มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ทำให้ครอบครัวของเธอ ถูกใส่ร้ายในสิ่งที่ไม่ได้ทำ จนต้องโทษประหารชีวิต จึงทำให้ทงอีและครอบครัวต้องหนีหัวซุกหัวซุน แต่พ่อกับพี่ชายของเธอกลับหนีไม่รอด ทงอีจึงกำพร้าตั้งแต่เด็ก แถมยังถูก ซอยงกี หน่วยจับกุมผู้กระทำความผิดในสมัยโซซอนคอยไล่ล่าตัวเธออย่าไม่ลดละ เธอจึงต้องแอบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใน ชังอักวอน หน่วยราชการที่ดูแลด้านการร่ายรำและเครื่องดนตรี ที่ใช้บรรเลงในพระราชวัง จากความช่วยเหลือของนางโลมที่ชื่อ ซอลฮี และ ชาชอนซู เพื่อนสนิทของพี่ชายเธอ ต่อจากนั้นด้วยความที่ทงอีมีปฏิภาณไหวพริบและจิตใจที่ดีงาม จึงทำให้เธอได้เข้าไปทำงานในวัง และได้พบกับ พระเจ้าซุกจง ในงานพบปะสังสรรค์ของบรรดาเชื้อพระวงศ์ และจากความสามารถของเธอ ทำให้พระองค์ประทับใจถึงกับเลื่อนฐานะให้เธอจากหญิงรับใช้ ที่ตักน้ำล้างหน้าให้กับขันที ขึ้นมาเป็นนางสนม และได้พระนามใหม่ว่า พระสนมซุกบิน ต่อมาพระนางก็ได้ให้กำเนิด องค์ชายยอนอิง ให้กับพระเจ้าซุกจง เลยทำให้เธอต้องขัดแย้งกับ พระ มเหสีอินวอน และ พระสนมฮีบิน อย่างช่วยไม่ได้ เพราะคิดว่าพระนางเคยเป็นคนต่ำต้อยและไม่มีหัวนอนปลายเท้า จะบังอาจผยองมาชูคอในวังได้ จึงทำให้พระสนมซุกบิน ต้องพบกับสภาพที่เลวร้าย และถูกกดดันกลั่นแกล้งจากคนในวังเรื่อยมา พระสนมซุกบินจึงได้แต่อดทนอดกลั้นและเก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจเพื่อให้ตัวเองและองค์ชายยอนอิง พระโอรสสามารถอยู่รอดท่ามกลางกลุ่มการเมืองที่กระหายอำนาจได้ ทั้งยังพยายามทำหน้าที่ แม่คอยเลี้ยงดูลูกชายด้วยความรัก และพร้อมให้การอบรมลูกชายอย่างดีสมฐานะ จนในที่สุด องค์ชายยอนอิง สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกษัตริย์องค์ที่ 21 ของอาณาจักรโชซอนได้สำเร็จ และได้รับพระนามใหม่ว่า พระเจ้ายองโจ (ปู่ของพระเจ้าลีซาน)

10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

ในประวัติศาสตร์นั้นเราจะรู้กันดีกว่ามีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่บรรพบุรุษแรกของสิ่งมีชีวิต ลิงวานร และเริ่มมีวิวัฒนาการกลายมาเป็นมนุษย์อย่างในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเรามีการพัฒนามากขึ้น การไล่ล่า การกิน การอยู่รอด ก็ตามมาเรื่อยๆ ในยุคแรกๆ หลายพันปีนั้นมีสัตว์หลากหลายขนิดเกิดขึ้นมามากมาย และก็มีไม่น้อยที่สูญพันธ์ไปเพราะเกิดจากการไล่ล่าของมนุษย์นั่นเอง วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย มาฝากเพื่อนๆ ให่อ่านเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ กันคะ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำมายกตัวอย่างนะคะ  .. 10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย 1. นกโดโด้ : สูญพันธุ ตอนปลายของศตวรรษที่ 17 นกโดโด้หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Raphus Cucullatus เป็นนกที่บินไม่ได้ แหล่งที่อยู่อาศัยคือ หมู่เกาะเมอริตัส เป็นนกในตระกูลเดียวกันกับนกพิราบและนกนางแอ่น สูงประมาณ 1 เมตร (3 ฟุต) กินผลไม้เป็นอาหารและมักทำรังบนพื้นดิน นกโดโด้มักจะได้เป็นสัญลักษณ์ของการสูญพันธุ์ของสัตว์ต่างๆเพราะมันเป็นสัตว์ชนิดแรกของโลกที่สูญพันธุ์ในยุคที่มนุษย์เริ่มบันทึกการหายไปของสัตว์ เพราะฉะนั้นฝรั่งจะมีสำนวนที่ว่า “as dead as dodo” แปลได้ว่า ตายหยังเขียด หรือ “to go the way of the dodo” แปลได้ว่า การสูญพันธุ์ หรือ ล้าสมัย 2. เพนกวินยักษ์ : สูญพันธุ์ในปี 1844 เพนกวินยักษ์เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกันกับเพนกวินซึ่งบินไม่ได้ สูงประมาณ 75 เซนติเมตร หรือ 30-34 นิ้วและหนัก 5 กิโลกรัม ในสมัยก่อนพบมากในแถบหมู่เกาะนอกชาวฝั่งของแคนาดา กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ไอแลนส์ และอังกฤษ แต่จากการล่าโดยไม่มีการจำกัดทำให้มันสูญพันธุ์ในที่สุด 3. กวางไอริช : กวางที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูญพันธุ์ไปเมื่อ 7,700 ปีก่อน กวางไอริชหรือกวางยักษ์อาศัยในแถบยูเรเชียตั้งแต่ประเทศไอแลนด์ไปจนถึงเบงกอลในยุค Pleitocene ถึงช่วงต้นยุค Holocene  จากการศึกษาโครงกระดูกมันมีชีวิตอยู่ในช่วง 5,700 BC หรือ 7,700 ปีที่แล้ว มันสูงถึง 2.1 เมตร หรือ ราวๆ 7 ฟุต วัดจากเท้าถึงไหล่  มีการถกเถียงกันถึงสาเหตุของการสูญพันธุ์ของมันซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าเป็นเพราะขนาดที่ใหญ่ของมันทำให้เป็นจุดเด่นสำหรับผู้ล่า 4. พะยูน สเตลล่า : สูญพันธุ์ในปี 1768 สมัยก่อนมักพบมากในเขตทะเลแบร์ลิ่ง มันถูกพบเห็นเป็นครั้งแรกในปี 1741 โดยนักธรรมชาติวิทยา George Steller พยูนนี้สามารถโตเต็มที่และยาวได้ถึง 7.9 เมตร (25.9 ฟุต)  และหนักได้ถึง 3 ตัน จากการศึกษาฟอสซิลของมันพยูนนี้เคยอาศัยอยู่ในแถบทะเลแปซิฟิคยาวไปถึงตอนใต้ของญี่ปุ่นและรัฐแคลิฟอเนีย สาเหตุหลักๆที่ทำให้มันสูญพันธุ์คือ การมาถึงของมนุษย์ในแถบชายฝั่งทะเล มีหลายคนอ้างว่ายังพบเห็นกลุ่มพยูนสเตลล่าอยู่บริเวณทะเลแบร์ลิ่งและชายฝั่งของประเทศกรีนแลนด์ ซึ่งก็อาจจะยังมีพยูนแตลล่าบางส่วนเหลือรอดมาได้แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันแต่อย่างใด 5. ครึ่งม้าลาย ครึ่งม้า (Quagga) : สูญพันธุ์ในปี 1883 หนึ่งในสัตว์สูญพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักในแอฟริกา Quagga เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับม้าลาย ซึ่งในช่วงหนึ่งพบมากในแถบแอฟริกาใต้ เหมือนสัตว์อื่นๆที่ถูกล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร Quagga ตัวสุดท้ายถูกยิงในปี 1870 และ Quagga ในสวนสัตว์ตัวสุดท้ายของโลกตายเมื่อ 12 สิงหาคม 1883 ที่ สวนสัตว์ Artis Magistra ในกรุงอัมส์เตอร์ดัม เพราะความสับสนในการแยกแยะว่า Quagga ควรแยกเป็นสัตว์อีกพันธุ์จากม้าลายหรือไม่ มันก็สูญพันธุ์ไปซะก่อนก่อนที่มันจะถูกจัดเป็นสัตว์อีกพันธุ์นึงที่ไม่ใช่ม้าลาย  แต่จากการศึกษารูปแบบ DNA ของมันโดยศูนย์วิจัยของสมิธโซเนี่ยนพบว่า Quagga ก็คือม้าลายธรรมดานี่เองเพียงแต่มันเริ่มกลายพันธุ์โดยไม่ทราบสาเหตุ 6. วัวยักษ์ (Aurochs) : สูญพันธุ์ในปี 1627 เป็นสัตว์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในยุโรป มีแหล่งกำเนิดในแถบประเทศอินเดียเมื่อกว่า 2 ล้านปีก่อนและได้อพยพไปอาศัยในแถบเอเชีย และอพยพมาอยู่ในยุโรป เมื่อราวๆ 250,000 ปีก่อน จนเมื่อศตวรรษที่ 13 จะพบมันได้เฉพาะในประเทศ โปแลนด์ ลิทูเนีย โมดาเวีย ทรานซิลเวเนีย และ ปรัสเซีย ในสมัยก่อนผู้ที่จะสามารถล่ามันได้มีเฉพาะขุนนางผู้ใหญ่และเศรษฐีเท่านั้น เมื่อการล่าเพิ่มมากขึ้นกฎหมายคุ้มครองมันก็ถูกร่างขึ้นมาแต่สำนักราชวังยังคงต้อง ทำการล่าพวกมัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งในประเพณีของราชวงศ์ที่ต้องคงไว้แต่หากผู้อื่นใดล่ามันจะถูกประหารชีวิตทันที ในปี 1564 มีการบันทึกโดยราชวงศ์ว่ามี Aurochs เหลืออยู่เพียง 38 ตัว 7. ช้างแมมมอธ : สูญพันธ์ 10,000 ปีก่อน เป็นช้างที่อาศัยอยู่ในยุคน้ำแข็งเมื่อ 20,000 ปีก่อน แต่สูญพันธุ์ไปเพราะถูกมนุษย์ยุค หินล่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีการสันนิษฐานสาเหตุการตายของมันว่า เกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันจึงทำให้ล้มตาย แต่หลังจากมีการค้นพบสุสานช้างขนาดใหญ่ พร้อมด้วยอาวูธยุคหินจำนวนมากที่ฝังอยู่ใต้กระดูกของพวกมัน และดูเหมือนว่าทุกตัวจะกระดูกขาหักเพราะตกจากที่สูง จึงทำให้บางส่วนคิดว่าน่าจะเกี่ยวกับการล่าของมนุษย์ด้วย ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ยุคก่อนใช้ไฟและหอกปลายแหลมไล่ล่าเจ้าแมมมอธพวกนี้ให้ตกจากหน้าผา เพื่อให้ง่ายต่อการฆ่าภายหลัง 8. นกพิราบ (Passenger Pigeon) : สูญพันธ์เมื่อปี 1914 จากนกพิราบที่เคยมีนับพันล้านตัวในทวีปอเมริกาเหนือ ดูเหมือนว่าพวกมันได้รับผลกระทบจากการตัดไม้และไล่ล่าพวกมันเพื่อนำเนื้อมากิน จนเกือบสูญพันธ์ในช่วงยุค 1890 แต่ก็ยังประสบปัญหาเดิมอยู่ในภาวะวิกฤติ ก่อนที่จะหายสาบสูญไปอบ่างสมบูรณ์ เมื่อนกตัวสุดท้ายตายลงในปี 1924 ที่สวนสัตว์ Cincinnati Zoological Garden 9. เสือดาวแซนซิบาร์ (Zanzibar leopard) : สูญพันธ์เมื่อปี 2000 สัตว์ตระกูลแมวยอดนักล่าที่สวยงามสายพันธุ์นี้ เคยอาศัยอยู่ในผืนป่าบนเกาะแซนซิบาร์ของประเทศแทนซาเนีย เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในมหาสมทุรอินเดีย นอกชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก เสือเหล่านี้มีเฉพาะบนเกาะแซนซิบาร์เท่านั้น ทว่ามีข้อมูลของพวกมันอยู่น้อยมาก โดยมีหนังของเสือดาวชนิดนี้ถูกเก็บไว้เพียงหกผืน การขยายตัวของชุมชนมนุษย์บนเกาะแห่งนี้ส่งผลคุกคามต่อเสือดาว และเมื่อพวกมันเข้ารบกวนสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ พวกเสือดาวจึงถูกไล่ล่าจนลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อกลางทศวรรษที่ 1990 เสือดาวแซนซิบาร์ก็ถูกระบุว่าสูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม มีรายงานที่ไม่แน่ชัดถึงการพบเห็นเสือดาวบนเกาะแซนซิบาร์อยู่เป็นระยะ ทว่ายังไม่มีหลักฐานอื่นที่ชัดเจนถึงการเหลืออยู่ของพวกมัน 10. เสือทัสมาเนีย (Tasmanian Tiger) : สูญพันธ์ปี 1936 หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมาป่าทัสมาเนีย (Tasmanian Wolf) ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Thylacine เป็นสัตว์กินเนื้อที่หายากซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าสูญพันธุ์หมดไปจากโลกนี้แล้ว เป็นสัตว์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดที่สูญพันธุ์ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ที่สูญพันธุ์จะเป็นสัตว์กินพืชซะมากกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลียและปาปัวนิวกินีย์  มีการพบเห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเสือทัสมาเนียครั้งสุดท้าย ในเวสต์ออสเตเลีย บนแผ่นดินใหญ่ แต่พบเป็นฟอสซิล หรือซากศพที่ติดอยู่ในหินอายุประมาณ 3,100 ปี มีลักษณะคล้ายๆกับสุนัขในบ้านเรา แต่มีฟันหน้าที่แหลมคม นอกจากนั้นลำตัวและหางของเสือประเภทนี้มีลักษณะคล้ายๆกับจิงโจ้ บางครั้งมันยืนด้วยสองขาหลังเหมือนจิงโจ้ด้วย เสือทัสมาเนียที่ชาวออสเตเลียเคยเห็นเป็นขนปุยลายทางสีน้ำตาลอ่อน มีสีดำสลับที่สันหลังค่อนไปทางก้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้เสือทัสมาเนียสูญพันธุ์อาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ประการที่เห็นชัดๆ คือการล่าอย่างไม่มีของเขต เมื่อชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ๆนั้น เสือทัสมาเนียก็เริ่มหดหายไป เนื่องจากพวกที่เข้ามาใหม่นั้นนำแกะเข้ามาเลี้ยง  โดยบริษัท Van Diemens Land Co. ให้ค่าหัวในการล่าเสือทัสมาเนีย ต่อมารัฐบาลสั่งห้ามการล่าดังกล่าวเสีย แต่กว่าจะหยุดได้ก็ทำให้เสือดังกล่าวหายากมาก ตามบันทึกบอกว่าเสือทัสมาเนียตัวสุดท้ายของโลกตายในสวนสัตว์โฮบาร์ต ทัสมาเนีย เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2479 และในปีนี้เองรัฐบาลประกาศการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการของเสือชนิดนี้ และอีกหลานสาเหตุ ได้แก่การที่ผู้คนไม่ใส่ใจจะอนุรักษ์สัตว์ประเภทนี้ไว้ แต่บางรายงานก็บอกว่าเพราะการแพร่ระบาดของโรคบางชนิด เรียบเรียง teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูล dvdgameonline.com,www.jabchai.com,http://www.komkid.com/

ปากีฯประหารนักโทษก่อการร้าย500คนสัปดาห์หน้า
กลุ่มก่อการร้าย /  ประหารนักโทษ / 

สมาชิกของกลุ่มก่อการร้าย 500 คน จะถูกประหารชีวิตในสัปดาห์หน้า หลังรัฐบาลปากีสถาน มีคำสั่งให้นำโทษประหารชีวิตในคดีก่อการร้ายกลับมาใช้อีกครั้ง สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี นาวาซ ชารีฟ ผู้นำปากีสถาน ได้ออกมายืนยันปฏิเสธคำร้องขอ ละเว้นโทษประหารชีวิตของนักโทษประมาณ 500 คน ซึ่งการประหารชีวิตจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า หลังจากเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 ได้ประหารนักโทษคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายจำนวน 6 คน โดยใช้วิธีแขวนคอ คำสั่งให้ยกเลิกการระงับโทษประหารชีวิตนักโทษมีขึ้นหลังจากที่กลุ่มตอลีบาน บุกโจมตีโรงเรียนสังกัดกองทัพในเมืองเปชวาร์ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2557 และสังหารหมู่นักเรียน 133 คน จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 149 คน ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน

สาวเกาหลีเหนือเผยทั้งน้ำตา
ข่าว

สาวเกาหลีเหนือเผยทั้งน้ำตา กว่าจะดิ้นรนออกมาหาอิสรภาพได้ ต้องผ่านชีวิตโหดร้ายกดขี่ในดินแดนโสมแดงอย่างสาหัส แค่ดูหนังตะวันตกก็ถูกลงโทษประหาร หากจะกล่าวว่าเกาหลีเหนือขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนลับแลก็คงไม่ผิดนัก เพราะแม้จะรู้หลักแหล่งตำแหน่งแน่นอนของที่ตั้ง แต่ความเป็นไปของชีวิตผู้คนในประเทศแห่งนี้กลับไม่ค่อยเป็นที่เปิดเผยต่อโลกภายนอกเท่าไร กระนั้นก็ยังได้ยินเรื่องเล่าจากปากคำของชาวเกาหลีเหนือที่เล็ดรอดหลบหนีออกมาจากบ้านเกิดของตัวเองได้สำเร็จ ว่าแผ่นดินเกิดของตนนั้นโหดร้ายกดขี่เพียงใด จึงยอมเสี่ยงตายหนีออกมาหาอิสรภาพ และ ยองมี ปาร์ค (Yeonmi Park) ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มาบอกเล่าเรื่องราวชีวิตไร้อิสรภาพในเกาหลีเหนือ ยองมีเผยว่า ในเกาหลีเหนือทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ที่นี่แบนทั้งการใช้อินเทอร์เน็ต การฟังเพลง การอ่านหนังสือ การโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และการออกเสียงแสดงความคิดเห็น โทรทัศน์มีออกอากาศอยู่เพียงช่องเดียว และหากมีหนังฉายก็จะเป็นหนังชวนเชื่อสร้างความภักดีต่อผู้นำเท่านั้น เธอไม่เคยรู้จักหนังรักระหว่างชายหญิงเลยตลอดเวลาที่เติบโตขึ้นมาที่นั่น เกาหลีเหนือประหารคนดูหนังตะวันตก ความทรงจำหนึ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการถูกเชิญไปดูการยิงเป้านักโทษซึ่งเป็นแม่ของเพื่อนเธอเอง และความผิดที่ทำให้ต้องถูกประหารชีวิตนี้ เพียงเพราะเธอแอบดูหนังของฮอลลีวูดเท่านั้น ผู้คนที่เกาหลีเหนือมีชีวิตอยู่ด้วยความเคร่งเครียด หวาดกลัวการถูกลงโทษหากเผลอกระทำผิด โดยเฉพาะการวิจารณ์ผู้นำประเทศ จะมีโทษทำให้ครอบครัว 3 ชั่วโคตรต้องติดคุก ถูกทรมาน หรือถึงขั้นประหารชีวิต ในที่สุดครอบครัวของยองมีก็ตัดสินใจเสี่ยงตายหนีออกจากดินแดนแห่งนี้ ทั้งหมดเดินเท้าข้ามทะเลทรายโกบี โดยมีเพียงเข็มทิศนำทาง และเมื่อมันพังไปก็ได้แต่เดินตามดวงดาว ซึ่งเธอเรียกมันว่า "ดวงดาวแห่งเสรีภาพ" ระหว่างทางนั้นเธอต้องสูญเสียบิดา เธอแอบฝังศพเขาอย่างเงียบ ๆ ไม่มีเวลาแม้แต่จะร้องไห้ เพราะกลัวว่าจะมีคนตามมาจับเธอกลับไปเกาหลีเหนืออีก จวบจนวันนี้ ยองมีได้ครอบครองเสรีภาพดังที่เธอปรารถนามาตลอด เสรีภาพที่จะได้ใช้ชีวิตตามที่ตนได้เลือกเดินเอง เธอกลายเป็นนักพูดในฐานะชาวเกาหลีเหนือผู้ได้รับอิสรภาพ และพยายามเรียกร้องสิ่งนี้ให้กับเพื่อนร่วมแผ่นดินคนอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าหนทางความเป็นไปได้จะริบหรี่แค่ไหนก็ตาม "เราต้องใส่ใจเรื่องระบอบการปกครองให้น้อยลง แล้วสนใจความเป็นอยู่ของผู้คนที่ถูกลืมเหล่านี้ให้มากขึ้น เพราะมีเพียงพวกเราที่จะทำให้เขามีตัวตนขึ้นมาได้" เธอกล่าว

คุกตลอดชีวิต อดีตรองผกก.บช.น.ค้ายาปี42
ค้ายาบ้า /  ค้ายาเสพติด / 

ศาลฎีกา พิพากษายืน จำคุกตลอดชีวิต อดีต รอง ผกก. สังกัด บช.น. ค้ายาบ้า 1 ล้านเม็ด ปี 2542 ศาลอาญา รัชดา นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 2 เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท. หรือ นายอภิวุฒิ งามสมบัติ อดีตรองผู้กำกับ สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเป็นข้าราชการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากกรณีเมื่อระหว่างเดือนพฤษภาคม 2541 - 14 มีนาคม 2542 ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการตำรวจ ระดับ รอง ผกก. แห่งหนึ่งใน บช.น. กับพวกอีกคนหนึ่งที่หลบหนี ร่วมกันจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้า โดยวันที่ 14 มีนาคม 2542 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติด 2 ราย ได้ของกลางยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด ได้ที่ห้องพักเลขที่ 811 อาคารไนซ์แมนชั่น 2 ถนนประชาอุทิศ แขวงและเขตห้วยขวาง ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ประหารชีวิต ส่วนศาลอุทธรณ์ พิพากษาลดโทษคงจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ อยู่ระหว่างคุมตัว พ.ต.ท.อภิวุฒิ ขึ้นไปฟังคำพิพากษา ศาลฎีกาช่วงเช้าวันนี้ ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 913 ล่าสุด ศาลอาญารัชดา นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 2 เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท.อภิวุฒิ หรือ นายอภิวุฒิ งามสมบัติ อดีตรองผู้กำกับ สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเป็นข้าราชการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากกรณีเมื่อระหว่างเดือน พ.ค. 2541 - 14 มี.ค. 2542 ขณะเกิดเหตุ จำเลยเป็นข้าราชการตำรวจ ระดับ รอง ผกก. แห่งหนึ่งใน บช.น. กับพวกอีกคนหนึ่งที่หลบหนี ร่วมกันจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้า โดยวันที่ 14 มี.ค. 2542 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติด 2 ราย ได้ของกลางยาบ้า กว่า 1 ล้านเม็ด ได้ที่ห้องพักเลขที่ 811 อาคารไนซ์แมนชั่น 2 ถนนประชาอุทิศ แขวงและเขตห้วยขวาง ซึ่งคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษคงจำคุกตลอด โดยศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษายืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ คงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต

ครบรอบ50ปี ไนกี้ กับบางเรื่องที่คุณอาจไม่รู้
nike /  กีฬา / 

พบกับเรื่องราวที่น่าสนใจของแบรนด์ไนกี้ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกีฬายี่ห้อดังสัญชาติสหรัฐฯ เนื่องในโอกาสที่ปีนี้ ครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งไนกี้ จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เป็นอย่างไร และชื่อไนกี้ รวมถึงโลโก้ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีที่มาจากไหน เนื่องในโอกาสที่ไนกี้เข้าสู่ปีที่ 50 ในปีนี้ ทาง Business Insider จึงนำเรื่องราวที่น่าสนใจของไนกี้ ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน มาเผยแพร่ โดยจุดเริ่มต้นของไนกี้นั้น เกิดขึ้นในปี 2507 ในชื่อบลูริบบ้อน และทำการจัดจำหน่ายรองเท้าแบรนด์ญี่ปุ่น Onitsuka Tiger ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นไนกี้อย่างเป็นทางการในปี 2514 ผู้ก่อตั้งไนกี้ คือ บิล บาวเวอร์แมน โค้ชกรีฑาของมหาวิทยาลัยโอเรกอน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับทีมชาติสหรัฐฯในการแข่งขันโอลิมปิกหลายครั้ง และฟิล ไนท์ นักวิ่งระยะกลางจากพอร์ทแลนด์ ซึ่งเคยเรียนในมหาวิทยาลัยโอเรกอน ซึ่งช่วงเริ่มต้นกิจการนั้น ไนกี้มีเงินในธนาคารแค่ 1,200 ดอลลาร์เท่านั้น ในช่วงแรก ไนท์ต้องการตั้งชื่อกิจการนี้ว่า "ไดเมนชั่น ซิกซ์" (Dimension 6) แต่ก็ได้ข้อสรุปว่าเป็นชื่อไนกี้ในตอนท้าย โดยไนกี้นั้น เป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งชัยชนะของกรีกโบราณ รองเท้าคู่แรกของไนกี้ มีจุดกำเนิดมาจากเครื่องทำวาฟเฟิลของภรรยาบาวเวอร์แมน ซึ่งเช้าวันหนึ่ง ภรรยาของเขากำลังทำวาฟเฟิล บาวเวอร์แมนจึงเกิดไอเดียเรื่องการทำพื้นรองเท้ากีฬา ที่ต่างไปจากเดิม เพื่อให้เกิดการยึดเกาะพื้นสนามมากยิ่งขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมา บาวเวอร์แมนจึงนำไปจดลิขสิทธิ์ ในชื่อของ “Nike Waffle Trainer” ในปี 2517 โลโก้ไนกี้ ที่เห็นเป็นเครื่องหมายถูก อย่างที่ทุกคนคุ้นตากันเป็นอย่างดีนั้น ออกแบบโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยโอเรกอน ชื่อว่า แคโรลิน เดวิดสัน ค่าออกแบบในตอนนั้น อยู่ที่ 35 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าเทียบกับตอนนี้ก็ประมาณ 200 ดอลลาร์ ปัจจุบัน เดวิดสันได้ถือหุ้นในไนกี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 640,000 ดอลลาร์ หรือราว 21 ล้านบาท ส่วนสโลแกนคำว่า “Just Do It” มาจากแกรี กิลมอร์ ฆาตกรชื่อดังของโอเรกอน ที่ต้องโทษประหารชีวิต ซึ่งก่อนหน้าที่เขาจะถูกประหาร เขาได้พูดคำว่า “let’s do it” ซึ่งคำดังกล่าวถูกเปิดเผยในเวลาต่อมา และกลายเป็นคำพูดที่ถูกโจษจันไปทั่วโอเรกอนและทั่วสหรัฐฯ จากนั้น ไนกี้ได้ยึดสโลแกนนี้ ในการโปรโมทสินค้ามาโดยตลอด และนำมาใช้ในโฆษณาครั้งแรก เมื่อปี 2531 ซึ่งโฆษณาดังกล่าวนำแสดงโดยวอลท์ สแตค นักวิ่งระดับตำนานวัย 80 ปี โดยใช้ฉากของสะพานโกลเด้น เกทในซานฟรานซิสโกเป็นตัวเดินเรื่อง อีกหนึ่งตำนานของไนกี้คือ ไมเคิล จอร์แดน นักบาสเกตบอลชื่อดัง ที่ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ไนกี้ โด่งดัง และมียอดขายถล่มทลาย และแม้ว่าจอร์แดน จะเลิกเล่นบาสเกตบอลอาชีพตั้งแต่ปี 2546 แต่จอร์แดนก็ยังมีรายได้หลักต่อปีกว่า 60 ล้านดอลลาร์จากไนกี้ และกลายเป็นบุคคลที่ไนกี้เป็นผู้สนับสนุนหลักมาโดยตลอด และหากพูดถึงโฆษณาของไนกี้ ที่โด่งดังที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง คงหนีไม่พ้นโฆษณารองเท้ารุ่น Air Max ในปี 2530 ซึ่งโฆษณานี้ ใช้เพลง “Revolution” ของวง The Beatles มาเป็นเพลงประกอบ ถือเป็นครั้งแรกที่เพลงของ The Beatles มาอยู่ในโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ สุดท้าย น้อยคนนักที่จะทราบว่า ไนกี้ สตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ บ้านเกิดของไนกี้แต่อย่างใด แต่กลับอยู่บนถนนออกซ์ฟอร์ด ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ที่นี่ใช้งบก่อสร้างมากถึง 10 ล้าน 5 แสนปอนด์ หรือราว 546 ล้านบาท มีทั้งหมด 3 ชั้น ครอบคลุมพื้นที่กว่า 42,000 ฟุตเลยทีเดียว ที่มา - วอยซ์ทีวี

6 บุคคลที่ถูกลืม หายไปอย่างไร้ร่องรอยในประวัติศาสตร์โลก
ความรู้รอบโลก /  ต่างประเทศ / 

6 บุคคลที่ถูกลืม หายไปอย่างไร้ร่องรอยในประวัติศาสตร์โลก ที่ทีนเอ็มไทยนำมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันในวันนี้ล้วนแต่เป็นคนที่มีความสำคัญของบุคคลที่มีอิทธิพลชื่อดังระดับโลกหลายคน แต่ถึงแม้พวกเขาจะทำงานรับใช้ ทำตามหน้าที่แล้ว แต่ก็ต้องมีเหตุให้พวกเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้กลายเป็นบุคคลที่ถูกลืมจากประวัติศาสตร์ไปซะงั้น จะมีใครบ้างและเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันเลยคะ 6 บุคคลที่ถูกลืม หายไปอย่างไร้ร่องรอยในประวัติศาสตร์โลก  6 บุคคลที่ถูกลืม หายไปอย่างไร้ร่องรอยในประวัติศาสตร์โลก 1. Jang Song-thaek : ลุงและที่ปรึกษาส่วนตัวของนายคิมจองอึน (ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน)  หลังจากที่มีข่าวว่านาย Jang Song-thaek  ถูกสั่งประหารชีวิตใน ทันที่ที่ข่าวถูกแพร่ออกไป สื่อของเกาหลีเหนือนั้นก็ได้ทำการลบ นาย Jang Song-thaek ออกจากหน้าของประวัติศาสตร์เกาหลีเหนือในทันที ไม่ว่าเป็นรูปเคยปรากฎในสื่อทางออนไลน์ หายไปหมด! ซึ่งสิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นการลบบุคคลออกจากหน้าประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด และถูกดำเนินการหน่วยงานสื่อของรัฐ KCNA และ หนังสือพิมพ์ The Rodong Sinmun แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำทางการเมืองพยายามที่จะลบบุคคลสำคัญบางคนออกจากหน้าประวัติศาตร์ของเขา .. (อ้างอิงจาก the Guardian) 2. Nikolai Yezhov : หัวหน้ากรมตำราจลับของ จอมเผด็จการ Joseph Stalin โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) เป็นผู้นำของสหภาพโซเวียต ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1920 ถึง ค.ศ. 1953  และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมวลสหภาพ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เปรียบได้กับหัวหน้าพรรค สตาลินสืบทอดอำนาจจาก วลาดิมีร์ เลนิน และนำโซเวียตก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นหนึ่งในขั้วอำนาจในการทำสงครามเย็นกับสหรัฐอเมริกา เยช็อปได้ฉายาว่า หัวหน้าอันตธาน(สาปสูญ) รูปถ่ายของเขาไม่ปรากฎอีกเลยในปี 1940 (2483) หายหน้าไปจากประวัติศาสตร์หลังถูกประหารชีวิต เดิมเขาคือผู้จงรักภักดีต่อลัทธิสตาลินอย่างถึงที่สุด เป็นหัวหน้าตำรวจลับช่วงการกวาดล้างครั้งใหญ่ในยุคสตาลิน รับผิดชอบตรวจตราการจับกุมประชาชนจำนวนมาก และการประหารชีวิตบุคคลที่ถูกระบุว่าไม่จงรักภักดีต่อรัฐโซเวียต รวมทั้งการเนรเทศไปทำงานหนักที่แคว้นไซบีเรีย แต่ไม่นานเขากลับถูกจับกุมและลงโทษอย่างทารุณโหดร้าย ทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาไม่จงรักภักดี สตาลินมีประวัติเสียมากอยู่แล้วในเรื่องทำลายร่องรอย คนที่เขาไม่ชอบหรือคนที่ไร้ประโยชน์ไร้ค่าต่อไปอีกแล้ว คนที่ถูกสตาลินกำจัดจำนวนมากกว่าฮิตเลอร์ฆ่าชาวยิว ประมาณการว่าร่วมสี่สิบล้านคน เพราะการรบกับเยอรมันนีส่วนหนึ่ง ตายเพราะความอดหยากและหนาวเย็นเป็นจำนวนมากอีกส่วนหนึ่ง ถูกนับว่าเป็นคนทรยศต่อพระผู้เป็นเจ้าอีกคนหนึ่ง ตามนิยามของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค 3. Joseph Goebbels (Adolf Hitler's propaganda minister) : โจเซฟ เกอะเบลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อ ของ อดอฟ ฮิตเลอร์ เกอะเบลส์เป็นลูกน้องมือทองของฮิตเลอร์ ในด้านความกระตือรือล้น ความคิดยอดเยี่ยม ความเกลียดชังชาวยิวอย่างรุนแรง ฮิตเลอร์ตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าทีมโฆษณาชวนเชื่อเผยแพร่แนวความคิดลัทธินาซีไปทั่วประเทศ ปลุกระดมและสร้างขวัญและกำลังใจชาวบ้านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่อยู่วงในที่ใกล้ชิดกับฮิตเลอร์มากที่สุดที่ไว้วางใจถึงขนาดให้เผาศพของฮิตเลอร์หลังยิงตัวตาย ฮิตเลอร์ไม่ต่างกับสตาลิน ในเรื่องชื่อเสียมาก ในการทำลายร่องรอยคนที่ไม่ชื่นชอบ แต่ไม่ทราบเหตุผลในเรื่องนี้ว่าทำไมเกอะเบลส์จึงถูกลบรูปออกจากภาพนี้ซึ่งเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากในอดีตในปี 1937(2480) ฮิตเลอร์มีชื่อเสียมากในการสั่งฆ่าชาวยิว ยิปซี คนพิการ คนจรจัด ด้วยการยิงเป้าและรมแก๊สพิษตายประมาณห้าล้านคน ส่วนที่ตายมากที่สุดคือการบุกรัสเซียทำให้ทหารและประชาชนรัสเซียตายประมาณสิบล้านคน ส่วนมากตายเพราะความหิวโหย ถูกนับว่าเป็นคนทรยศต่อพระผู้เป็นเจ้าอีกคนหนึ่ง ตามนิยามของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค 4. Leon Trotsky (Russian revolutionary) : ลีออน ทรอตสกี้ นักปฏิวัติชาวรัสเซีย ในช่วงแรก ๆ ของการตั้งสหภาพโซเวียต เป็นผู้มีอิทธิพลมากในด้านการปราศรัยและชี้นำทฤษฏีคอมมิวนิสต์ ทรอตสกี้เป็นผู้นำช่วงแรกในการปฏิวัติของกลุ่มบอลเชวิค แต่ต่อมาย้ายไปร่วมเป็นพันธมิตรกลุ่มแมนเชวิค กลายเป็นพวกฝ่ายซ้ายปฏิกิริยาที่ต่อต้านแนวทางเลนิน สตาลินประกาศว่าทรอตสกี้ คือ คนทรยศ ในปี  1917(2460) มีการลบรูปจำนวนมากของเขาออกจากภาพถ่ายเดิม ทรอตสกี้ถูกเนรเทศอย่างถาวรจากสหภาพโซเวียต แล้วถูกสายลับของสตาลินฆ่าตายในประเทศเม็กซิโก 5. Bo Gu (senior leader of the Chinese Communist Party) : เป่ากู้ ผู้นำอาวุโสพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉินปั้งเชียน หรือรู้จักกันดีในชื่อว่า เป่ากู้บุคคลที่มีความรับผิดชอบทั้งปวงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นคนที่เคยได้การไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมากจากผู้นำเหมาเจ๋อตุ่ง อย่างไรก็ตาม ผลจากการสื่อสารข้อความที่ผิดพลาด ทางด้านยุทธศาสตร์ของกองทัพประชาชนในการอารักขา/คุ้มครอง การประชุมที่ซุนเย่  ช่วงการเดินทัพไกลของเหมาเจ๋อตุง เป่ากู้ถูกวิพากษ์ว่า ทำผิดทางการเมืองที่ร้ายแรงส่วนหนึ่ง และมีคำสั่งที่ตามหลังมาจาก จางเหวินเทียน ในปี 1935(2478) ความผิดพลาดในการสื่อสารข้อความที่ผิดพลาดอย่างชัดเจน แตกต่างกันอย่างมากกับความรับผิดชอบตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายเรื่อง แต่น่าจะเพราะเขากลายเป็นคนที่เหมาเจ๋อตุงไม่ชื่นชอบอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นนั่นคือเหตุผลสำคัญที่มีการลบรูปของเขาออกจากภาพถ่าย กลุ่มนักเขียน/นักต่อต้านที่เกลียดชังเหมาเจ๋อตุง  ระบุว่าคนตายในช่วงเหมาเจ๋อตุงมากกว่าสตาลินกำจัดคนในชาติรัสเซีย ประมาณการว่ามีคนตายร่วมหกสิบกว่าล้านคน  นับรวมตั้งแต่ยุคแรกจนถึงวันตายเหมาเจ๋อตุง ตั้งแต่ยุคเริ่มต่อสู้กับญี่ปุ่นและจีนไต้หวัน จนถึงยุคครองราษฏร์ มีการฆ่าฝ่ายศัตรูและฝ่ายปฏิกิริยาจำนวนนับล้านคนตายเพราะความอดหยากช่วงก้าวกระโดดของจีน เร่งพัฒนาประเทศจากเกษตรเป็นอุตสาหกรรมหนักกับตายเพราะการทำงานหนักในยุคปฏิว้ติวัฒนธรรม ถูกนับว่าเป็นคนทรยศต่อพระผู้เป็นเจ้าอีกคนหนึ่ง ตามนิยามของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค เหมาเจ๋อตุง มีคนสรุปว่าเป็น  คนหลอกคนจน ปล้นคนรวย หลงเมียน้อย ปั่นหัวนักเรียนนักศึกษา(Red Guards) ขจัดฝ่ายตรงข้ามกับตนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นคนประเภทหน้าด้านใจดำ  ปากคาบคัมภีร์คอมมิวนิสต์ แต่ทางจีนยังคงไม่กล้าชำระประวัติศาสตร์เหมาเจ๋อตุง เพราะจะกระทบกระเทือนต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนและทำให้การเมืองการปกครองปั่นป่วนมาก 6. Grigoriy Nelyubov (Soviet cosmonaut) : เกกรอรี่ นีลยูโบว์ นักบินอวการโซเวียต ได้รับการคัดเลือกเป็นกลุ่มคนชุดแรกที่ขึ้นสู่อวกาศในปี 1960(2503) นิลยูโบว์เป็นคนดังที่ได้รับการคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศด้วยชื่อเสียง คนที่โดดเด่น นักบินที่เชี่ยวชาญ และนักกีฬา สมาชิกผู้ก่อตั้งทีมนักบินอวกาศที่สุดยอด หรือรู้จักกันว่า หกโซชิ นิลยูโบว์ได้รับการคัดเลือกเป็นคนลำดับที่สามหรือสี่ที่จะขึ้นไปสู่อวกาศ (แต่บางกระแสข่าวว่าเขาได้รับการคัดเลือกเป็นคนแรก) ต่อมาเขาถูกไล่ออกจากโครงการอวกาศของโซเวียตเพราะสาเหตุทำตัวไม่เหมาะสมไปยุ่งเกี่ยวกับเหล้า ทำให้เขาถูกไล่ออกจากโครงการและลบรายชื่อสมาชิก นิลยูโบว์เสียชีวิตเพราะถูกรถไฟชน ซึ่งการตายของเขาถูกรัฐชี้ขาดว่าเขาฆ่าตัวตาย ขอบคุณข้อมูล http://www.businessinsider.com/,http://th.wikipedia.org/wiki/หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่,oknation.net,meekhao.com,

วิญญาณหัวขาดสุดเฮี้ยน ของแอนน์ โบลีน ราชินีอังกฤษ
Anne Boleyn /  ผี / 

ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน กับเรื่องราววิญญาณหัวขาดสุดเฮี้ยน ของแอนน์ โบลีน ราชินีอังกฤษ ที่ถูกเล่าขานมาอย่างยาวนาน ว่าวิญญาณของพระนางยังคงวนเวียนสร้างความเฮี้ยนอยู่บนหอคอยลอนดอน โดยการถือศีรษะเดินผ่านไปมาให้ผู้คนพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง...วันนี้ทีนเอ็มไทยจะขอเปิดกรุเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปของพระนางให้เพื่อนๆ ได้ทราบกัน แต่เรื่องราวอาจะยาวไปสักหน่อย อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ  วิญญาณหัวขาดสุดเฮี้ยน ของแอนน์ โบลีน ราชินีอังกฤษ แอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) ถือได้ว่าเป็นดวงวิญญาณที่มีความเฮี้ยนมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ โดยมีตำนานที่เป็นเรื่องจริงเป็นเครื่องการันตี โดยภาพที่ผู้คนมักได้เห็นความสยดสยองก็คือ ร่างขององค์ราชินิที่ไม่มีศรีษะนั่งอยู่บนรถม้าที่ไม่มีหัวหรือไม่ก็ปรากฎอยู่บนหอคอยลอนดอน โดยเรื่องราวเริ่มต้นจาก พระนางแอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) เป็นบุตรีของเซอร์ทอมัส โบลีน กับเลดีเอลิซาเบธ โบลีน และได้เป็นพระมเหสีองค์ที่ 2 ในสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8 และเป็นพระราชมารดาของเจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธ (ต่อมาเสด็จขึ้นเถลิงราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1) พระองค์มีพี่น้องอยู่ 5 คน เสียชีวิตแต่เล็ก 2คน เหลือพี่สาวของแอนน์คือ แมรี โบลีนและน้องชายของแอนน์คือ จอร์จ โบลีน ในปี พ.ศ. 2064 พระนางถูกบิดา สั่งให้แต่งงานกับญาติของพระนางคือ เจมส์ บัทเลอร์แต่เจมส์ก็เสียชีวิตเสียก่อน แอนน์ โบลีนจึงได้ถูกส่งเข้าราชสำนักเพื่อรับใช้สมเด็จพระราชินีแคทเธอรีน แห่งอรากอน หลังจากนั้นพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษได้ทรงเบื่อพระนางแคทเทอรีนแห่งอรากอน เนื่องจากโดยเวลานี้พระนางแคทเทอรีนประสบปัญหาจากการมีบุตร และพระนางแคทเทอรีนนั้นมีพระชนมายุสูงวัยกว่าพระเจ้าเฮนรี ทำให้ในปี พ.ศ. 2068 พระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษเกิดตกหลุมรักแอนน์ โบลีนและต้องการนาง ทำให้พระเจ้าเฮนรีหาเหตุที่ว่าพระนางแคทเทอรีนเคยอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอาเทอร์นั้นเป็นการผิดบัญญัติแห่งพระเจ้า พระองค์ต้องการหย่ากับพระนางแคทเทอรีน  และทรงถูกขับไล่ออกไปจากพระราชวัง ในพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8 กับสมเด็จพระราชินีแอนน์นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งเรื่องราว พระราชอำนาจหลังพระราชบัลลังก์ฉายเด่นชัดจากสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ ข้าราชการแบ่งฝักฝ่ายเป็นสองพวกคือ "คนของพระราชา" และ "คนของพระราชินี" แม้จนเมื่อท้ายที่สุดแล้วสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8 จะทรงมีชัยชนะเหนือพระมเหสี สามารถสำเร็จโทษพระนางได้ ด้วยการกล่าวหาว่าพระนางสมสู่กับน้องชายแท้ๆ ของพระนางเอง แต่ความแตกร้าวก็ยังคงมีอยู่ไม่รู้จบ พระองค์ถูกกล่าวขานถึงว่า "ราชินีแห่งอังกฤษที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมี" ในช่วงแรกชีวิตคู่ก็มีความสุข แต่พอนานๆ เข้าความสัมพันธ์เริ่มตึงเครียด พระเจ้าเฮนรีทรงไม่ชอบท่าทางของแอนน์ที่ทำเพื่อตนเองและชอบโต้แย้งกับพระองค์ หลังจากการล้มเหลวจากการได้บุตร พระเจ้าเฮนรีมองการล้มเหลวเป็นการทรยศพระองค์ ในวันคริสต์มาสพระเจ้าเฮนรีได้สนทนากับทอมัส เครนเมอร์ และ ทอมัส ครอมเวลล์ในเรื่องการขับไล่พระนางแอนน์ โบลีน และให้พระนางแคทเทอรีน แห่งอรากอนกลับมา พระนางแอนน์ไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ ทรงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย พระนางพยายามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง และได้มีการสั่งประหารศัตรูของพระนาง ผู้ซึ่งต่อต้านนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ ต่อมาในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2079 ข่าวการสวรรคตของพระนางแคทเทอรีนก็ได้ทราบถึงพระเจ้าเฮนรีและพระนางแอนน์ ทั้งคู่ได้ทรงฉลองพระองค์สีเหลืองซึ่งเป็นสีที่ไม่เป็นมงคลสำหรับสเปนจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ หลังจากมีการชันสูตรพระศพของพระนางแคทเทอรีน แห่งอรากอนได้พบว่า หัวใจของพระนางกลายเป็นสีดำ บางคนเชื่อว่าไม่พระเจ้าเฮนรีก็พระนางแอนน์ได้ลอบวางยาพิษพระนางแคทเทอรีน แต่บ้างก็ว่าพระเจ้าเฮนรีทรงเสียพระทัยในการจากไปของพระนางแคทเทอรีนอย่างมาก หลังจากนั้นพระนางแอนน์ทรงพระครรภ์อีกครั้ง ในเดือนต่อมาพระเจ้าเฮนรีได้ทรงตกม้าจากการแข่งขันทำให้ทรงบาดเจ็บมาก ดูเหมือนว่าพระองค์อาการหนักมาก เมื่อข่าวล่วงรู้ถึงพระนางแอนน์ ทำให้พระนางตกพระทัยเป็นอันมากจนถึงขนาดทรงแท้งทารกชายในครรภ์ที่มีอายุเพียง 15 สัปดาห์ เหตุการณ์ครั้งนี้บังเกิดขึ้นในวันฝังพระศพของพระนางแคทเทอรีน แห่งอรากอน จึงทำให้พระนางแอนน์มีบุตรีคนเดียวคือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ และเหตุการ์ณต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อนางเจน เซมัวร์นางสนองโอษฐ์ในพระราชาเข้ามาอยู่ในราชวังและแล้วเรื่องการคบชู้สู่ชาย การร่วมประเวณีกับผู้ใกล้ชิด และการทรยศ ก็เกิดขึ้น ในวันสุดท้ายของเดือนเมษายน นักดนตรีชาวเฟลมมิชที่พระนางแอนน์เรียกไปรับใช้ชื่อว่า มาร์ก สเมียตัน ได้ถูกจับกุมและทรมานร่างกาย เพราะได้ถูกตั้งข้อหาว่าคบชู้กับพระราชินีแต่ระหว่างการทรมานเขาได้สารภาพผิด ต่อมาชาวต่างชาติ เฮนรี นอร์ริส ได้ถูกจับในเดือนพฤษภาคมแต่เนื่องจากเขาเป็นชนชั้นสูงจึงไม่ถูกทรมาน เขาได้ปฏิเสธและสาบานว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ 2 วันต่อมาเซอร์ฟรานซิส เวสตันได้ถูกจับกุมในข้อกล่าวหาเดียวกัน วิลเลียม แบร์ตันบ่าวรับใช้ของพระเจ้าเฮนรีก็ถูกจับกุมในข้อกล่าวหานี้เช่นกัน สุดท้ายก็มีการจับกุมพระอนุชาของพระนางแอนน์ จอร์จ โบลีนในข้อหาคบชู้กับสายเลือดเดียวกัน วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2079 พระนางแอนน์ได้ถูกจับกุมและส่งไปหอคอยแห่งลอนดอน นักโทษคนอื่นได้รับการปลดปล่อยเหลือแต่พระนางแอนน์และจอร์จ โบลีน 3 วันต่อมาแอนน์ได้ถูกกล่าวหาว่าได้คบชู้สู่ชายกับสายเลือดเดียวกัน และทรงเป็นผู้ทรยศ หลังจากการตัดสิน จอร์จ โบลีนพระอนุชาได้ถูกประหารในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2079 แอนโทนี คิงส์ตันผู้เป็นยามเฝ้าประตูได้บันทึกไว้ว่า พระนางแอนน์นั้นดูมีความสุขและเตรียมตัวเตรียมใจที่จะได้รับการประหาร พระเจ้าเฮนรีได้ทำตามคำขอของพระนางแอนน์เป็นครั้งสุดท้ายโดยได้จ้างเพรชฆาตจากฝรั่งเศสมาทำการประหารโดยใช้ดาบตามธรรมเนียมฝรั่งเศส เนื่องจากพระนางแอนน์กลัวการประหารด้วยขวานทื่อๆตามธรรมเนียมอังกฤษ ในเช้าของวันที่ 19 ทหารได้มาเชิญพระนางเข้ารับการประหาร แอนโทนี คิงส์ตันได้เขียนบันทึกเป็นภาษาอังกฤษว่า พระนางแอนน์ได้ทรงฉลองพระองค์สีแดง พระเกศารวบด้วยผ้าลินินสีขาวซึ่งเป็นธรรมเนียมฝรั่งเศส พระนางทรงมีนางสนองโอษฐ์ 4 คนเดินตามจนถึงแท่นประหาร พระนางแอนน์รู้สึกดีขึ้นกับการประหารในแบบฝรั่งเศส พระนางได้สวดครั้งสุดท้ายว่า "แด่พระเยซูคริสต์ ข้ายินดีที่จะมอบวิญญาณของข้า องค์เยซูโปรดรับวิญญาณข้า" นางสนองโอษฐ์ได้นำผ้ามาปิดพระเนตรของพระนาง เพชรฆาตนั้นตื่นเต้นและพบว่าการประหารครั้งนี้สำเร็จยากเนื่องจากพระศอของพระนางนั้นสั้น เพื่อเป็นการเบนความสนใจพระนาง เพชรฆาตได้ตะโกนเสียงดังว่า "ดาบข้าอยู่ไหน" และได้ทำการบั่นพระเศียรของพระนางโดยที่พระนางไม่รู้ตัวว่าดาบมาเมื่อไร การประหารนี้เป็นการประหารอย่างรวดเร็วและเป็นการประหารในดาบเดียว และเมื่อชูหัวของนางที่ไร้ร่างขึ้นมา ก็พบว่าดวงตากลมโตของนางยังคงเบิดโพลงอยู่ ปากยังคงขมุบขมิบคล้ายกำลังสาปแช่ง จากนั้นจึงให้นางกำนัลนำศพมาใส่ในหีบธนู ศพอยู่ในสภาพงอเข่าคู้ หัวซุกอยู่ที่อก พระเจ้าเฮนรีไม่สามารถหาโลงพระศพที่ดีเยี่ยมให้แอนน์ โบลีนได้ ดังนั้นจึงต้องนำร่างและพระเศียรของพระนางใส่หีบ และฝังโดยมิได้สวมหน้ากากให้ ฝังไว้ในห้องสวดมนต์ของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ แอด วินคิวลา ร่างของพระนางได้มีการระบุชื่อในระหว่างการปฏิสังขรณ์โบสถ์ในสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร และได้มีการสวมหน้ากากให้พระศพของพระนาง ปัจจุบันหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระนางแอนน์ไปเกือบ 500 ปี มีคนเสนอให้รัฐบาลอังกฤษยกโทษให้พระนางแอนน์อย่างเป็นทางการเพื่อจะได้เคลื่อนย้ายพระศพจากโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ แอด วินคิวลา ไปยังมหาวิหารเวสมินเตอร์เหมือนพระราชวงศ์อื่นๆแต่ได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาล อ้างว่าคดีนี้เก่าจนไม่สามารถหาหลักฐานมาได้ว่าพระนางทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ พระศพจึงถูกฝังที่โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ แอด วินคิวลา เช่นเดียวกับพระศพของ สมเด็จพระราชินีแคทเธอรีน ฮาวเวิร์ดและสมเด็จพระราชินีนาถเจน เกรย์ ซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตเช่นกัน กล่าวกันว่าหลังจากที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ประหารชีวิตพระนางแอนน์ โบลีน ด้วยการตัดพระเศียร (ทรงจ้างเพชรฆาตมือหนึ่งและดาบที่คมที่สุดจากฝรั่งเศสตามคำขอของพระนางแอนน์ โบลีน ซึ่งโดยปรกติแล้วการประหารชีวิตในอังกฤษจะใช้ขวานทื่อๆในการตัดคอ) แล้วที่Tower Green ดวงวิญญาณของพระนางก็ยังคงสิงสถิตอยู่ที่นั่น กล่าวคือ มีทหารยามพบเป็นสตรีสวมผ้าคลุมศีรษะออกมาเดินเล่นริมระเบียงที่ถูกปิดตาย เพียงแต่สตรีผู้นั้นได้ถือศีรษะของตนออกมาเล่นด้วย ไม่ก็พระนางจะลากโซ่ตรวนในห้องประหารแล้วกรีดร้องเสียงดัง และเห็นพระนางแอนน์ โบลีน นำทหารในสมัยนั้นและเลดี้หรือสตรีระดับสูงเข้ามาในโบสถ์ที่หอคอยแห่งลอนดอน จนเงาพวกนั้นค่อย ๆ หายไป แล้วปล่อยให้โบสถ์นั้นเงียบสงัดไปดื้อ ๆ เป็นต้น จนบัดนี้เหตุการณ์แปลกๆที่ว่านี้ก็ยังมีให้เห็นทุกคืน ข้อมูล วิกิพีเดีย

จับผิดภาพ ซีรี่ย์สยองขวัญวัยรุ่น เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน
ซีรีย์วัยรุ่น /  ดาราวัยรุ่น / 

มาลองเดาเล่นๆ กันม๊ะ? ว่าตอนต่อไปของซีรีย์วัยรุ่นแนวสยองขวัญ ของ GTH เรื่อง เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน จะมีชื่อตอนว่าอะไรกันบ้าง ถ้าเพื่อนๆ พร้อมแล้วเรามาจับผิดภาพ ซีรี่ย์สยองขวัญวัยรุ่น เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน เพื่อค้นหาคำตอบกันค่ะ... จับผิดภาพ ซีรี่ย์สยองขวัญวัยรุ่น เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน เชื่อว่าเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนต้องดูตอนแรก "วนิดา" ในเรื่อง เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน กันแล้วทุกคนแน่นอน เป็นไงคะหลอนกันไหม ตามหาหัววนิดากันทั้งคืนเลยเปล่า เพราะความหลอน น่ากลัวชวนติดตามแบบนี้ จึงทำให้อยากรู้แล้วละว่าตอนต่อๆ ไปของเพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน  จะมีตอนอะไรบ้าง จากทั้งหมด 13 ตอน โดยเพื่อนๆ ลองสังเกตไปพร้อมๆ กันนะคะ 1. จากตอนแรกที่เราดูไปแล้ว ก็จะทราบว่า มนัสวี รับบทโดย ฝน ศนันธฉัตร จะต้องพบเจอเรื่องราวผีเพชรฆาตที่เป็นผู้ประหารชีวิตในสมัยโบราณ และผีเด็กนักเรียนสาววนิดา ซึ่งในภาพก็จะสังเกตเห็นว่าฝน จะจับบริเวณคอและมีเลือดไหลออกมา ตรงกับจุดจบที่มนัสวีต้องเสียชีวิตเพราะถูกตัดคอ 2. ตัวอย่างตอนที่สอง ของสาวปันปัน รับบทเป็น อิม แฟนของบอล รับบทโดย ข้าวปั้น และเกิดปากเสียงกันจนต้องเลิกรา พร้อมกับภาพที่หนุ่มคนรักใช้เชือกแขวนคอ ซึ่งตรงกับภาพของสาวๆ ปันปันที่จับเชือกคล้องคอ แต่ทำไมปลายเชือกยาวไปหาสาวสไมล์ ที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนสนิทของสาวปันปัน เอ๊ะหรือว่าคู่นี้มีเบื้องลึกอะไรซ่อนอยู่... 3. ยังไม่รู้ว่าตอนต่อไปเป็นเรื่องราวของใคร... เลยขอเริ่มจากหนุ่มกันต์ ชุณหวัตร ก่อนละกัน สังเกตจากที่กำลังถือกล้องอัดวิดีโอ และมีหน้ากากผีวางอยู่บนโต๊ะเรียนด้วย แบบนี้แอบเล่นอะไรแกล้งเพื่อนหรือเปล่าจ้ะ 4. นอกจากนี้สิ่งของที่แต่ละคนถือ ดูน่าจะบอกกรายๆ ถึงตอนต่อไปว่าต้องเจออะไรได้บ้างเหมือนกันนะ อย่างหนุ่มมาร์ช จุฑาวุฒิ มีมือใครมาจับที่หน้าอก และทำไมกลางห้องถึงต้องถือภาพเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว สาวเหนิงที่ถือขวานนั่งอยู่ติดประตูห้องเรียนเพื่ออะไร  และหนุ่มไมเคิลหนีใครมาหรือกำลังตาหาอะไรอยู่ ถึงได้ดูตัวเปียกโชก ถือไฟฉายแบบนี้ เป็นต้น 5. สุดท้ายเด็ดสุด กับคำที่ถูกเขียนอยู่บนกระดานดำหลังห้อง สังเกตดีๆ นะคะ เพราะในนั้นคือชื่อตอนตามซีรี่ย์ เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน เลยอ่ะ ยกตัวอย่างที่เราทราบกันอยู่แล้วก็คือ ตอนวนิดา และตอนตายตาม  นอกจากนี้ยังมีคำว่า "ค่ายรับน้อง", "สายที่ไม่ได้รับ", "แช่ง" ที่พอจะเห็นกันชัดๆ แต่ทั้งหมดทั้ง 5 ข้อก็เป็นเพียงการคาดเดาสนุกๆ ที่อยากรู้ตอนต่อๆ ไปเท่านั้นนะคะ อาจจะไม่ได้ตรงหรือเป็นคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดของเรื่องนี้ก็ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ติดตามดูทุกตอนของ เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน กันอีกทีดีกว่าจะได้รู้ว่า เราเดามาถูกทางหรือเปล่า....? ตื่นเต้นๆ อยากดูตอนต่อไปของทุกๆ เสาร์แล้วอ่ะ ข้อมูลเพิ่มเติมจากวิกิพีเดีย เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน  ก็คือ ชื่อตอนทั้ง 13 ตอนดังนี้ 1. วนิดา 2. ตายตาม 3. แช่ง 4. สายไม่ได้รับ(เชิญ) 5. ปู่โสม 6. สวยสยอง 7. คืนแหกกฎ 8. แอบถ่าย 9. คราบ 10. เพื่อนร่วมห้อง 11. เสียงตามสาย 12. อจินไตย 13. คืนสีน้ำเงิน เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ภาพจาก GTH เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน

ศาลมาเลย์ฯ สั่งประหารสาวไทยขนยาเสพติดเข้าปท.
ขนยาเสพติดเข้าประเทศ /  ประหารชีวิต / 

ศาลมาเลเซีย เด็ดขาด สั่งลงโทษประหารหญิงไทยขนยาเสพติดเข้าประเทศ หลังคำให้การในชั้นศาลฟังไม่ขึ้น สื่อต่างประเทศ รายงาน ผู้พิพากษา ดาตุก โมห์ด ซากิ อับด์ วาห์อับ พิจารณาตัดสินให้ประหารชีวิต นางสาวรอสลิน หนูแก้ว หญิงไทย วัย 32 ปี ที่ลักลอบขนยาเสพติด น้ำหนัก 16.8 กิโลกรัม เข้าประเทศ เมื่อ 3 ปีก่อน โดยระบุว่า เหตุผลของจำเลยไม่เพียงพอ โดย นางสาวรอสลิน ให้การว่า ตัวเองเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศไทย และพนักงานในความดูแลได้จัดให้ เธอมีวันหยุดสำหรับพักผ่อนในประเทศมาเลเซีย ขึ้นรถบัสจากชายแดนเมือง Changlun ไปยังสถานีขนส่งที่เมืองชาอับห์ เปอดานา ที่สุดท้าย ก่อนที่จะขึ้นรถโดยสารสายอื่นเพื่อเดินทางเข้ากรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อไป ขณะที่อยู่ที่ Changlun เธอถูกแนะนำให้รู้จักผู้หญิง 1 คน ก่อนพบถุงพลาสติกต้นเหตุหลังจากที่หญิงคนดังกล่าวไปแล้ว ทั้งนี้ นางสาวรอสลิน ได้ปฏิเสธ ไม่รู้ว่า ห่อพลาสติก 2 ห่อ บรรจุยาเสพติดอยู่ภายใน

บุ๋ม นางงามฮีโร่  เดินหน้าทำดี ไม่สนพวกรกโลก
บุ๋ม ปนัดดา /  ข่าวบันเทิงวันนี้

สวย เก่ง สมกับเป็นนางงามจริงๆ สำหรับแม่ม่ายคนงามอย่าง บุ๋ม ปนัดดา หลังจากที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรียกร้องให้แก้กฎหมายคดีข่มขืนแล้วฆ่า จนตอนนี้ศาลยอมตัดสินให้ประหารชีวิตตามคำเรียกร้องได้สำเร็จ งานนี้ประชาชนค่อนประเทศเลยเทใจชื่นชมในความกล้าหาญ ยกให้สาวบุ๋มเป็นไอดอลหญิงแกร่งแห่งยุคเป็นที่เรียบร้อย แถมตอนนี้สาวบุ๋มยังคงเดินผดุงความยุติธรรมต่อด้วยการก่อตั้งองค์กรทำดีช่วยเหลือสังคม อุต๊ะ!!! แบบนี้เขาเรียกว่าแม่พระมาโปรดจริงจริ๊ง... แต่ถึงเธอจะทำดียังไงก็ไม่รอดพ้นพวกอิทธิพลมืดที่จ้องขู่ทำร้าย อ๊ะๆๆ ยังไม่พอนะคะ ยังมีพวกปากหาเรื่องคอยกระแนะกระแหนหาว่าทำดีสร้างภาพบ้างละ แล้วยิ่งตอนนี้สาวบุ๋มกำลังมีละครเรื่อง แม้เลือกเกิดได้ ที่เนื้อหาแรงสุดๆ แถมคุณเธอยังต้องมารับบทเป็น แม่เล้า เลยยิ่งทำให้พวกนักเลงคีย์บอร์ดสนุกปากเม้นท์จิกกัดกันยกใหญ่ แต่ขอโทษนะคะ สำหรับสาวบุ๋มแล้วเรื่องแค่นี้ไม่สามารถทำอะไรเธอได้หรอกค้า...เอาเป็นว่าลองไปฟังจากปากของเธอเลยละกันเนอะ “พี่ว่าคนสมัยใหม่เดี๋ยวนี้น่าจะแยกแยะออก ดูอย่างแอง เจลิน่า โจลี่ สิเขาเล่นหนังเข้าฉากเลิฟซีน เขายังเป็นตัวแทนยูนิเซฟระดับโลกได้เลย ถ้าคนไทยจะมีมุมมองที่แคบขนาดนั้น พี่ก็คงต้องปล่อยเขาไป แต่พี่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะเห็นว่าพี่ทำงานอะไรอยู่ พี่ดูแลช่วยเหลือคนอย่างไร แล้วเคสนั้นเราสามารถช่วยเหลือได้มากน้อยแค่ไหนในความเป็นจริง และพี่อยากจะให้คนดูชื่นชมพี่ในเรื่องของการแสดงมากกว่า ต่อให้พี่ต้องเล่นร้ายซึ่งตัวจริงพี่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น พี่ก็สามารถทำได้ เพราะเราคือนักแสดง ยังไงพี่ก็ไม่ทิ้งอาชีพนี้แน่นอน อีกอย่างดูละครต้องคิด เพราะมันสะท้อนมาจากสังคม ส่วนเรื่องเนื้อหาในละครพี่ว่ามันก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ อย่าง น้องอันดา มันพี่ไม่ให้ดู แต่ถ้าเป็นละครตลกเบาสมองอะไรอย่างนี้ให้ดูได้ แต่ถ้าเป็นละครแรงๆ อย่างนี้พี่ยังไม่ให้ดู พี่รู้สึกว่ามันเป็นละครที่ไม่เหมาะสมที่จะให้เด็กดู ส่วนเรื่องที่มีผู้ไม่หวังดีขู่จะทำร้าย ตอนนี้พี่จะส่งคนไปประกบตลอด มีบอดี้การ์ดคอยดูแล ส่วนเอกเขาจะมาดูแลพี่มากกว่า เพราะว่าน้องจะมีคนดูแลเยอะมาก แต่พี่เองไม่มีใคร เขาก็เลยจะมาดูแลพี่ซะส่วนใหญ่” เอ้า!!! ขอปรบมือรัวๆ เอาใจช่วยฮีโร่สาวผู้ผดุงความยุติธรรมคนนี้แล้วกันเนอะ บุ๋ม ปนัดดา บุ๋ม ปนัดดา บุ๋ม ปนัดดา

ISขู่รอบใหม่ฆ่าตัวประกันญี่ปุ่น-จอร์แดนหากไม่แลกมือบึ้ม
กลุ่มไอเอส /  กองทัพอากาศ / 

กลุ่มไอเอส แพร่คลิปใหม่ ขู่สังหาร นักข่าวชาวญี่ปุ่น และนักบินกองทัพอากาศจอร์แดน ภายใน 24 ชม.หากไม่แลกตัวกับนักโทษมือระเบิดหญิงที่ถูกขังในจอร์แดน สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าประชุมเร่งด่วน หลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่จากกลุ่มไอเอส ในโลกออนไลน์ เป็นภาพของนายเคนจิ โกโตะ ผู้สื่อข่าวอิสระชาวญี่ปุ่นที่ถูกกลุ่มไอเอส จับ เป็นตัวประกันในชุดนักโทษสีส้ม ถือภาพถ่ายของ เรืออากาศโท มูอัธ อัลคาซีอัซเบห์ ของกองทัพจอร์แดนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน พร้อมเสียงบรรยายที่อ้างตัวว่าเป็นนายโกโตะ เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นรับข้อเสนอแลกตัวประกัน  ซึ่งมีเวลาเหลืออีกไม่ถึง 24 ชั่วโมง โดยขอให้มีการและเปลี่ยนกันระหว่างพวกเขาทั้ง 2 คน และ นาง ซาจิดา อัล-ริชาวี นักโทษหญิงชาวอิรัก ที่ล้มเหลวจากการก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายและถูกพิพากษาโทษประหารชีวิตจากคดี ก่อการร้ายเมื่อปี 2548 ในจอร์แดน ขณะที่ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ยังไม่ให้ความเห็นใดต่อวิดีโอดังกล่าว และยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นของจริงหรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่า ทางการญี่ปุ่นกำลังทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อขอความร่วมมือจากรัฐบาลจอร์แดนในการช่วยเหลือนายโกโตะ โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มไอเอสเรียกร้องเงินค่าไถ่เพื่อแลกกับนายโกโตะและนายฮารุนะ ยูกาวะ ตัวประกันชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง ที่ภายหลังมีคลิปเสียงและภาพเผยแพร่ออกมาว่าเขาถูกสังหารแล้ว หลังรัฐบาลญี่ไม่สนองรับข้อเสนอของไอเอสทั้งนี้ นายคาซีอัซเบห์ นักบินชาวจอร์แดน ถูกไอเอสจับเป็นตัวประกันหลังเครื่องบินรบเอฟ-16 ของเขาประสบอุบัติเหตุตกลงในพื้นที่ของกลุ่มก่อการร้าย ทางตอนเหนือของซีเรีย เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

อัยการโสมขาวให้ศาลตัดสินประหารกัปตันเรือเซวอล
กัปตันเรือ /  ข่าววันนี้ / 

อัยการสูงสุดเกาหลีใต้ สรุปสำนวนคดี เหตุเรือเซวอลล่ม เสนอให้ศาลตัดสินประหารชีวิต กัปตันเรือ ในข้อหาทำให้คนตาย สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัยการเกาหลีใต้สรุปสำนวนคดีเรือเซวอลล่ม เมื่อเดือนเมษายน  เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน โดยเสนอให้ศาลลงโทษประหารชีวิต นาย ลี จุน ซุก กัปตันเรือเซวอล ในข้อหาทำให้คนตาย และขอให้ศาลตัดสินจำคุกลูกเรืออีก 11 คน ระหว่าง 15-30 ปี โดย ในสำนวนที่ส่งฟ้องศาล อัยการระบุว่านายลี ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากนี้นายลียังได้ หนีออกจากเรือ โดยไม่สนใจจะช่วยชีวิตผู้โดยสารที่ติดอยู่ในเรือ ขณะที่นายลีอ้างต่อศาลว่า เขาอยู่ในภาวะที่สับสนและสภาพจิตใจไม่ปกติในขณะที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเขาน่าจะพยายามมากกว่านี้ในการช่วยชีวิตผู้โดยสาร โดยคาดว่าศาลจะมีคำพิพากษาคดีนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2557

ประหารชีวิตหญิงวัย26 ข้อหาฆ่าชายที่พยายามข่มขืนเธอ
ข่าววันนี้ /  ฆ่าชายที่ข่มขืน / 

ศาลอิหร่านตัดสินประหารชีวิต หญิงวัย26ด้วยการแขวนคอ ข้อหาฆ่าชายที่พยายามข่มขืนเธอ วันนี้ (25 ต.ค.)อัลจาซีรารายงานถึงกระแสประณามทางการอิหร่านหลังจากดำเนินการประหารชีวิต  น.ส.เรย์ฮาเนห์ จับบารี วัย 26 ปี ด้วยการแขวนคอที่เรือนจำในกรุงเตหะราน หลังเธอต้องโทษในคดีฆ่านายมอร์เตซา อับโดลาลิ ซาร์บานดี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงข่าวกรองอิหร่าน ซึ่งนายซาร์บานดีพยายามจะทำการข่มขืน เธอจึงใช้มีดแทงนายซาร์บานดีเพื่อปกป้องตัว เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2550 ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเรียกร้องให้พิจารณาโทษประหารดังกล่าวอีกครั้ง โดยนางฮัสซิบา ฮัดจ์ ซาห์รูอิ รองผู้อำนวยการภาคพื้นตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ขององค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า น.ส.จับบารีไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ควรได้รับ เนื่องจากการสอบสวนยังมีช่องโหว่ที่น.ส.จับบารีเคยให้การว่า มีชายอีกคนเข้ามาในบ้านของตนวันเกิดเหตุ แต่กลับไม่สืบค้นเรื่องให้กระจ่าง ซ้ำร้ายศาลสูงอิหร่านยังยืนโทษประหารชีวิตน.ส.จับบารี ทั้งที่เธอได้ยืนกรานว่าใช้มีดแทงนายซาร์บานดีเพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าให้ตาย ทั้งนี้ศาลได้ตัดสินให้ประหารชีวิต น.ส.จับบารีในวันที่ 30 ก.ย. แต่ระงับโทษชั่วคราวหลังถูกนานาประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) กดดันอย่างหนัก ก่อนจะสั่งให้ดำเนินการแขวนคอน.ส.จับบารีในที่สุด MThai News