ประหารชีวิต

จีนประหารสาวกคลั่งลัทธิวันสิ้นโลก ฆ่าเหยื่อสาวในร้านแมค
ข่าวจีน /  คลั่งลัทธิ / 

จีนประหารพ่อลูกสาวกคลั่งลัทธิวันสิ้นโลก ผิดฐานฆาตกรรมเหยื่อสาวภายในร้านแมคโดนัลด์ เมื่อวันที่  2 ก.พ. 2558  สำนักข่าว ซินหัวรายงาน ว่า ทางการจีนเปิดเผยว่าได้ประหารชีวิตนายจาง หลี่ตง และน.ส.จาง ฟาน สองพ่อลูกสาวกของลัทธิต้องห้าม ฉวนเหนิงเฉิน หรือ เชิร์ช ออฟ อัลไมตี ก๊อด ซึ่งเชื่อเรื่องการสิ้นโลก ผู้ต้องโทษในคดีรุมทำร้ายร่างกายหญิงสาวแซ่อู๋จนเสียชีวิต ภายในร้านแมคโดนัลด์ เมืองเหยียนไท่ มณฑลชานตง เมื่อเดือนมิ.ย.ปีก่อน รายละเอียดของการไต่สวนคดี ระบุว่า นายจางและน.ส.จาง รวมทั้งสาวกอีก 4 คน พยายามชักชวนให้น.ส.อู๋เข้าร่วมลัทธิ แต่ผู้ตายปฏิเสธ ผู้ต้องหาจึงรุมกระทืบและใช้เก้าอี้ฟาดจนเหยื่อเสียชีวิตในสภาพจมกองเลือด ลัทธิดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นลัทธิสุดโต่งที่เชื่อเรื่องวันสิ้นโลกและต้องการทำลายพรรคคอมมิวนิสต์นอกจากนี้ยังเชื่อว่าพระเยซูจะกลับมาโลกในฐานะเป็นสตรีจีน ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  ข่าวสดออนไลน์ ขอบคุณภาพจาก www.cctv-america.com ติดตามข่าวสาร ข่าวจีน  คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

ใจไม่ถึงอย่าดู ! ไอเอสตัดคอคนกลางถนน ไม่สนคำร้องขอชีวิต (ชมคลิป)
กลุ่มไอเอส /  คลิปฆ่าตัดคอ / 

โหดเกินมนุษย์ !! ไอเอสก่อเหตุฆ่าตัดคอชายนิรนามกลางถนน ไม่สนคำร้องขอชีวิตจากเหยื่อ สำนักข่าว 'เดลี่ เมล์' เผยแพร่คลิปวีดีโอระทึก ในขณะที่ 'กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ ไอเอส' กำลังพยายามจะสังหารชายปริศนา ที่ไม่ถูกเปิดเผยชื่อกลางถนนในเมือง อัล-ชาดาดิภาคตะวันออกเฉียงเหนือซีเรีย โทษฐานที่เขาฝ่าฝืนตามกฏอิสลามของกลุ่มติดอาวุธไอเอส ที่ได้ยึดครองเมืองดังกล่าวไว้ภายใต้อาณัติ ทั้งนี้เหยื่อในคลิปดังกล่าว พยายามดิ้นรน และส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือต่อฝูงชนที่กำลังมุงดูอยู่รอบๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้ากาญพอที่จะเข้ามาช่วยเหลือเขา ในขณะที่เพชรฆาตกำลังถือมีดด้ามยาวโค้ง พร้อมเงื้อมมือเตรียมจะสังหารเขาด้วยการตัดศีรษะ ก่อาหน้านี้ไม่นาน กลุ่มไอเอสได้เผยภาพนาทีสังหารชายหนุ่ม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเพศทางเลือก ลงมาจากยอดตึกแห่งหนึ่ง ที่มีความสูงประมาณ 7-8 ชั้น ในเมืองโมซุล ประเทศอิรัก โดยอ้างว่าผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษตามบัญญัติอยู่ในพระคัมภีร์เก่า ตามความเชื่อของศาสนาอิสลามแล้วบุคคลที่เป็นเพศทางเลือกนั้นถือว่าเป็นบาป และต้องถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต MThai News ที่มา DailyMail

ศาลสั่งประหาร 4นักโทษ ค้ายาบ้า8แสนเม็ด-ไอซ์2กก.ปี56
ค้ายาบ้า /  นักโทษ / 

ศาลอาญาสั่งประหารชีวิต 4 นักโทษค้ายาบ้ากว่า 8 แสนเม็ด-ไอซ์ 2 กก. ปี 56 สารภาพลดโทษเหลือคุกตลอดชีวิต 2 คน และ 50 ปี 2 คน ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 9 เป็นโจทก์ฟ้อง นายมนต์ชัย พูนผล นายนิกร ฤทธิ์ดี นายสุรศักดิ์ ปลาบู่ทอง และ น.ส.ธัญชนก แย้มทัศน์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย และสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากกรณีระหว่างวันที่ 7-8 ม.ค. 2556 จำเลยทั้งสี่กับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องสมคบกัน ร่วมกันวางแผนลำเลียงยาเสพติด เป็นเมทแอมเฟตามีน 20 ก้อน หนักกว่า 9,000 กรัม ยาบ้า 8 แสนเม็ด และยาไอซ์ 2 กก. เหตุเกิดที่ ต.บางเตย อ.สามพราน จ.นครปฐม แขวงและเขตทวีวัฒนา กทม. ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเบิกความ ขั้นตอนการจับกุมสอดคล้องกันเป็นลำดับขั้นตอน ทั้งพยานโจทก์ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษประหารชีวิต ทั้ง 4 คน แต่จำเลยที่ 2 กับ 3 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 กับ 3 ไว้คนละ 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 กับ 4 ให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กับ 4 ไว้ตลอดชีวิต และให้ริบเมทเอมเฟตามีน และของกลางอื่น ๆ ทั้งหมด

ไร้สำนึก! นักโทษ คดีข่มขืน อินเดีย เผยเหยื่อสมควรโดนแล้ว
คดีข่มขืน /  บีบีซี / 

นักโทษ คดีข่มขืน ชายชาวอินเดียให้สัมภาษณ์อย่างไร้สำนึก ระบุเหยื่อสมควรโดนข่มขืนแล้ว หลังเดินลำพังยามวิกาล และเพศชาย-หญิงไม่มีทางเท่าเทียม สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวว่า นายมูเกซ ซิงห์ ผู้ต้องหาคดีข่มขืน และฆ่านักศึกษาสาวชาวอินเดีย วัย 23 ปี บนรถบัสเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2555 ขณะเดินทางกลับบ้านหลังชมภาพยนตร์กับแฟนหนุ่ม ได้ให้สัมภาษณ์อย่างไร้สำนึกต่อสำนักข่าว 'บีบีซี' ในช่วงรอการประหารชีวิต โดยรายการพิเศษดังกล่าวกำลังจะออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. เนื่องในวันสตรีสากล โดย นายมูเกซ ซิงห์ 1 ใน 5 ผู้ต้องหาในคดีนี้ กล่าวอ้างว่า ในวันเกิดเหตุเขาเป็นผู้ขับรถบัสคันดังกล่าว เหยื่อผูู้เป็นเพศหญิงควรที่จะรับผิดชอบต่อการถูกข่มขืน และผู้หญิงดีๆที่ไหนที่เที่ยวออกไปไหนมาไหนยามค่ำคืน อีกทั้งยังบอกอีกว่าเพศชาย และหญิงไม่มีทางเท่าเทียมกัน ผู้หญิงควรหน้าที่ทำงานบ้าน ไม่ใช่ออกเที่ยวตามผับบาร์ยามค่ำคืน รวมไปถึงไม่ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นอีกด้วย และมีผู้หญิงแค่ 20% เท่านั้นที่มีความเป็นกุลสตรี อีกทั้งยังกล่าวเสริมว่า ในช่วงถูกข่มขืน ผู้หญิงไม่ควรต่อสู้ขัดขืน ควรสงบปากสงบคำและปล่อยให้ผู้ชายกระทำการจนเสร็จกิจก่อน จะได้ไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง และการประหารชีวิตพวกเขาจะยิ่งทำให้คดีข่มขืนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้นายซิงห์ รับสารภาพว่าเขาเป็นผู้ขับรถบัสคันเกิดเหตุ แต่ไม่ได้ร่วมข่มขืน และกำลังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำตัดสินอยู่ โดยในเหตุการณ์ดังกล่าว นักศึกษาสาวรายนี้ได้รับบาดเจ็บภายในรุนแรง ก่อนเสียชีวิตในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา จนกลายเป็นเรื่องช็อกต่อชาวอินเดียทั่วประเทศ จนกลายเป็นการเดินขบวนต่อต้านใหญ่โต MThai News

รวมเรื่องราวดี๊ดี คนบันเทิง ปี’57
คนบันเทิง /  เรื่องราวดีดีคนบันเทิง / 

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ 2558 ปีเก่าผ่านพ้นไปปีใหม่เข้ามาแทนที่อีกเหมือนเดิม ซึ่งปีที่ผ่านมาสมกับเป็น ปีม้า คึกคักจริงๆ ดูได้จากคนในวงการบันเทิงบ้านเราที่เป็นหัวหอกร่วมกันรณรงค์ปกป้องเพื่อนมนุษย์ รวมไปถึงเพื่อนร่วมโลก อย่างบรรดาสัตว์นานาชนิดที่ถูกทำร้าย ถูกทอดทิ้ง เรียกได้ว่าลบคำสบประมาณของใครหลายๆ คนที่มองว่าวงการบันเทิงมีแต่เรื่องไร้สาระ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าคนบันเทิงกับเรื่องราวดี๊ดีตลอดปีที่ผ่านมา มีดาราศิลปินคนไหนบ้างที่ติดโผ คนแรกที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นพระเอกในจอ เขายังเป็นฮีโร่ตัวจริงเสียงจริง บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ที่อุทิศตนให้กับมูลนิธิร่วมกตัญญูมานานนับสิบปี จนกระทั้งผันตัวเองมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นโรคร้ายแรง หรือคนยากจนที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ทางด้านบิณฑ์ก็จะไปหาถึงที่ด้วยตัวเองเพื่อประสานงานช่วยเหลือคนเหล่านี้ ซึ่งเจ้าตัวมีอุดมการณ์ชัดเจนคือช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จนได้ฉายาว่าเป็น นายกของคนยากไร้ !!! มาถึงนางสาวไทยสวยทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาว บุ๋ม ปนัดดา ที่ล่ารายชื่อให้ครบ 1 แสนคนเพื่อส่งต่อให้คสช.หนุนบทลงโทษประหารชีวิตในคดีข่มขืน ซึ่งล่ารายชื่อได้ครบถ้วนและได้ยื่นรายชื่อไปแล้ว แต่จะแก้กฎหมายได้หรือไม่คงต้องรอดูกันต่อไป รวมไปถึงช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั้งเด็ก สตรี และคนชรา ที่เดือดร้อนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนใครๆ เรียกเธอว่า ปวีณา2 (อิอิ)! ต่อด้วยบรรดาสาวๆ จากเวทีแคทวอล์ก นำทีมโดย เก๋ ชลลดา หัวเรือใหญ่ รวมตัวกับเพื่อนๆ นางแบบ อาทิ โย ยศวดี, เอ อัญชลี, ชัญญ่า ฯลฯ ทำโครงการ The voice เสียงจากเรา ขึ้นมาเพื่อรณรงค์ให้มีพรบ.คุ้มครองสัตว์ภายในประเทศ เหตุสืบเนื่องมาจากเจ้าตัวเป็นคนรักสัตว์ และทนไม่ได้ที่เห็นข่าวสัตว์โดนทำร้ายและทารุณอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดมีคนบันเทิงร่วมสนับสนุนโครงการดีๆ ของพวกเธออีกเพียบ! ด้าน ซุปตาร์ สาวแห่งเมืองไทยอย่าง อั้ม พัชราภา ที่เจ้าตัวมีทุนเดิมเป็นคนรักน้องหมาอยู่แล้ว ทำให้ สาวอั้ม มีความกระตือรือร้นช่วยเหลือหมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหมาป่วย หมาหาย หมาถูกทิ้ง ถึงจะไม่ได้ออกหน้าทำให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่เจ้าตัวขอเป็นอีกหนึ่งช่องทางพีอาร์ที่ดีเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าใครจะขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับน้องหมา สาวอั้ม เป็นต้องประกาศผ่านโซเชี่ยลให้ตลอด ซึ่งก็ได้ความร่วมมือจากเหล่าแฟนคลับของเจ้าตัวได้ดีมากเลยทีเดียว คู่รักวัยทีนอย่าง อเล็กซ์ เรนเดลล์ กับแฟนสาว เต้ย จรินทร์พร ก็ไม่น้อยหน้า แท็กทีมกันหาเงินช่วยเหลือช้างเพื่อเป็นการอนุรักษ์ช้างไทยไปในตัว เริ่มจากที่ทั้งคู่ไปส่องสัตว์ในป่าทำให้เต้ยสนใจที่อยากจะอุปถัมภ์ช้างสักเชือกหนึ่ง จนได้มีการติดต่อทั้งคู่เลยอยากจะไถ่ชีวิตช้างน้อยเชือกหนึ่งด้วยราคา 1.5 ล้านบาท จึงได้บอกบุญไปยังแฟนคลับและเพื่อนพ้องดาราที่สนใจอยากมีส่วนร่วมในการทำบุญครั้งนี้ จนได้เงินจำนวนครบตามจำนวนและทำการอุปถัมภ์ช้างเชือกนั้นและตั้งชื่อว่า ขวัญเมือง จากนั้นทำให้ทั้งคู่คิดอยากช่วยเหลือช้างอย่างจริงจัง จึงคิดจัดคอนเสิร์ตเพื่อนำเงินไปซื้อรถพยาบาลสำหรับช้างต่อไป... ดูเหมือนเรื่องราวดี๊ดีของคนบันเทิงจะมีมากมายหลายแบบ โดยเฉพาะเรื่องราวดี๊ดีของดารารุ่นใหญ่อย่าง ตุ๊ก เดือนเต็ม สาลิตุล ที่ดูแลเพื่อนสนิท ลินดา ค้าธัญเจริญ ที่ป่วยเป็นอัมพฤตข้างซ้าย และมะเร็งโคนลิ้น นอนรักษาตัวที่รพ.จุฬาฯมานาน 5-6 ปี ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ตุ๊ก เดือนเต็ม ได้คอยป้อนข้าวป้อนน้ำและช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายดูแลทุกอย่าง รวมไปถึงเหตุการณ์ที่เจ้าตัวไปช่วยมอเตอร์ไซค์ถูกรถชน ขนาดเอาตัวไปขวางรถคู่กรณีเอาไว้ จนโลกโซเชียลต่างแชร์ชื่นชมถึงความดีในครั้งนี้!! นี่คือส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เราหยิบยกมานำเสนอให้แฟนๆ ของพวกเขาเหล่านี้ และคอบันเทิงทั้งหลายได้ภูมิใจกับเรื่องราวดีดีที่ ดารา- นักแสดง ส่งต่อสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม และถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเยาวชนต่อไป ต้องขอปรบมือให้ดังๆ และขอเป็นกำลังแรงใจให้วงการบันเทิงมีเรื่องดีดีแบบนี้ตลอดไป...

สาปแช่ง ทำไม!! ต้องใช้ปาท่องโก๋
ปาท่องโก๋ /  ปาท่องโก๋สาปแช่ง / 

หากพูดถึง ปาท่องโก๋ หลายคนคงนึกถึงอาหารเช้าที่กินคู่กับกาแฟ น้ำเต้าหู้ หรือบางคนบอกว่าเป็นคู่กันหมายถึงความรัก แต่มีใครรู้บ้างว่า ปาท่องโก๋ นั้นตามตำนานแล้วคือสัญลักษณ์แห่งการ สาปแช่ง จากการสืบค้นข้อมูลจากหลายๆแหล่งที่มาจึงทำให้เราได้ทราบว่าจริงๆแล้ว ปาท่องโก๋ นั้นมีชื่อเรียกหลายชื่อ โดยชาวจีนแต้จิ๋วเรียกว่า อิ่วจาก้วย ส่วนภาษาฮกเกี้ยน อิ่วเจี่ยโก้ย หรือ เจี่ยโก้ย เป็นอาหารที่เกิดขึ้นในประเทศจีนมานานกว่า 800 ปี นอกจากนี้ ปาท่องโก๋ ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการสาปแช่งคู่สามีภรรยาที่ทรยศขายชาติอีกด้วย มีตำนานเล่าต่อกันว่า ในสมัยราชวงศ์ซ้อง มีแม่ทัพนายหนึ่งชื่อ งักฮุย เป็นคนที่รักชาติยิ่งชีพ และมีความเก่งกาจสามารถรบชนะข้าศึกเป็นจำนวนมาก จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว จนขุนนาง ฉินข้วย และ ภรรยาแซ่หวัง ซึ่งเป็นคนโลภ ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามใช้เงินหว่านล้อมให้ทรยศต่อชาติเป็นพวกได้สำเร็จ เข้ากราบทูลเท็จต่อองค์ฮ่องเต้ว่า งักฮุยคิดการใหญ่ และแอบหลบหนีกองทัพในยามสงคราม ทำให้งักฮุยถูกประหารชีวิต เมื่อข่าวแพร่ออกไป ชาวบ้านต่างรู้สึกโกรธแค้น จึงใช้วิธีการสาปแช่งด้วยการปั้นแป้งมาประกบติดกัน เพื่อเป็นตัวแทนของ ฉินข้วยและภรรยา ขุนนางขายชาติ ก่อนหย่อนใส่น้ำมันเดือดพล่าน เมื่อแป้งสุกแล้วก็นำมากัดกินด้วยความโกรธเกลียด เพื่อให้สาสมกับการกระทำดังกล่าว และเรียกขนมแป้งแห่งความเกลียดชังนั้นว่า อิ่วจาก้วย หมายถึง น้ำมันทอด ฉินข้วย นั่นเอง (ขอบคุณข้อมูลจากhoroscope.thaiza.com) (ขอบคุณภาพจาก dek-ac.com)

ปากีฯประหารนักโทษก่อการร้าย500คนสัปดาห์หน้า
กลุ่มก่อการร้าย /  ประหารนักโทษ / 

สมาชิกของกลุ่มก่อการร้าย 500 คน จะถูกประหารชีวิตในสัปดาห์หน้า หลังรัฐบาลปากีสถาน มีคำสั่งให้นำโทษประหารชีวิตในคดีก่อการร้ายกลับมาใช้อีกครั้ง สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี นาวาซ ชารีฟ ผู้นำปากีสถาน ได้ออกมายืนยันปฏิเสธคำร้องขอ ละเว้นโทษประหารชีวิตของนักโทษประมาณ 500 คน ซึ่งการประหารชีวิตจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า หลังจากเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 ได้ประหารนักโทษคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายจำนวน 6 คน โดยใช้วิธีแขวนคอ คำสั่งให้ยกเลิกการระงับโทษประหารชีวิตนักโทษมีขึ้นหลังจากที่กลุ่มตอลีบาน บุกโจมตีโรงเรียนสังกัดกองทัพในเมืองเปชวาร์ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2557 และสังหารหมู่นักเรียน 133 คน จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 149 คน ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน

ฆาตกรจอมวิปริตชาวบราซิล ฆ่า 41 ศพ เพื่อความสนุก
ฆาตกรชาวบราซิล /  ฆาตกรโรคจิต / 

 ฆาตกรจอมวิปริต สังหารเหยื่อ รวม 41 ราย โดยให้เหตุผลว่าทำไปเพื่อความสนุกสนาน วันนี้ (12 ธ.ค.) สำนักข่าวยะฮู นิวส์ รายงานข่าว นายเซลสัน โฮเซ่ ดาส กรากัส วัย 26 ปี ฆาตกรสุดโหดชาวบราซิล รับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าได้ลงมือฆาตกรรมคนมาแล้วถึง 41 คน หลังจากถูกกล่าวหาว่าทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งในเมืองริโอ โดยเขาให้เหตุผลว่าฆ่าคนเพื่อความสนุกสนาน ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจ กล่าวว่าเขาจะทำการติดตามเหยื่อเพื่อคอยสังเกตพฤติกรรม และดักรอสังหารเหยื่อที่หมายหัวไว้เป็นสัปดาห์ หรือนานนับเดือน และก่อนลงมือจะเตรียมการอย่างพิถีพิถันขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ลงมือ ทั้งนี้เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยเขาจะเลือกเหยื่อที่เป็นหญิงสาวผิวขาว แต่จะไม่เตะต้องผู้หญิงผิวสี เขาเริ่มสังหารคนครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 17 ปี และยังรับสารภาพว่าในช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมา เขาได้ลงมือฆ่าผู้หญิงไปแล้วทั้งหมด 37 ศพ ผู้ชาย 3 ศพ และเด็กวัย 2 ขวบ อีก 1 ศพ รวมถึงยังเคยได้รับการว่าจ้างจากสามีภรรยาคู่หนึ่งให้ฆ่าคนเพื่อแลกกับเงิน ซึ่งทั้งคู่ได้ถูกจับกุมตัวไปแล้ว โดยเขาได้ใช้อาวุธปืนเป็นเครื่องมือในการสังหาร ส่วนเหยื่อคนอื่นๆใช้วิธีรัดคอ โดยหนุ่มจอมวิปริตรายนี้ ยังเผยต่อไปอีกว่า เวลาที่เขาไม่ได้ฆ่าคนจะรู้สึกเครียด จนต้องออกจากบ้านไปหาเหยื่อ โดยหลังจากที่ลงมือสังหารเหยื่อ เขาจะเฝ้าคิดถึงเหยื่อรายนั้นเป็นเวลา2-3เดือน และออกล่าเหยื่อคนใหม่ อย่างไรก็ตามตำรวจเผยว่านายกรากัสมีอาการทางจิต ตามกฎหมายบราซิลกำหนดโทษจำคุกสูงสุดเป็นเวลา30ปี และไม่เคยตัดสินโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต MThai News

20 เรื่องที่ควรจะรู้ไว้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์
valentine's day /  ความรักวัยรุ่น / 

วันวาเลนไทน์ ที่กำลังจามาถึง คู่รักหลายคู่ก็คงคิดหาเรื่องเซอร์ไพรส์แฟนกันอยู่แน่ๆ แต่ความจริงแล้วเพื่อนๆ รู้ไหมว่า ความหมายที่แท้จริงของวันงาเลนไทน์คืออะไร? ทีนเอ็มไทยนำ 20 เรื่องที่ควรจะรู้ไว้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ แล้วลองดูซิว่ามันจริงรึเปล่า ? ^^ 20 เรื่องที่ควรจะรู้ไว้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ 1. วันวาเลนไทน์เกิดขึ้นระลึกถึงนักบุญเซนต์วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้รับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 เพราะในยุคนั้นมีกฏหมายห้ามไม่ให้มีแต่งงานของพวกคริสเตียน แต่เซนต์วาเลนไทน์ยังแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษ โดยในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวของผู้คุม ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ แต่เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์ เซนต์วาเลนไทน์จึงถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศรีษะ ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจและยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันแห่งความรัก นั่นเอง 2. คนที่ฟ้าส่งมาให้รักเรามากที่สุดคือ พ่อแม่ เป็นรักไม่มีวันหมดอายุ ไม่มีเงื่อนไข เพราะต่อให้เราอ้วน น่าเกลียด พิการ ทำตัวงี่เง่ายังไง พ่อแม่ก็ยังรักและพร้อมจะเสียสละเพื่อเราเสมอ ดังนั้นในวันวาเลนไทน์ จึงอยากใหคุณๆ ทำดีต่อคุณพ่อคุณแม่ให้มากๆ นะคะ 3. คนที่ไม่มีแฟนไม่ใช่คนอาภัพน่าสงสารในวันวาเลนไทน์ เพราะคนโสดก็มีความรักได้ และคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ไม่มีความรักในหัวใจต่างหากล่ะ อีกอย่าง...คนที่มีแฟน แต่แฟนห่วยแตก ชีวิตเหมือนถูกขังให้ทรมานไปวันๆ น่าสงสารกว่าคนโสดเป็นไหนๆ 4. จากการสำรวจพบว่าในวัยเรียน เด็กคอซอง คนที่ให้ของขวัญบอกรักกันมากที่สุดในวันวาเลนไทน์ ไม่ใช่ คู่รัก แต่เป็น เพื่อน ดังนั้นอย่าเครียดไปเลยที่แม้ว่าจะยังไม่มีแฟนมาควงแขนอวดใครในวันวาเลนไทน์ เพราะถึงยังไง เราก็ยังมีเพื่อนมากมายที่มอบความรักต่อกันได้อยู่นะ 5. กุหลาบราคาแพงไม่ได้แสดงว่าเค้ารักเรามากจริงๆ ดังนั้นอย่าไปเชื่อคำพูดของใครว่า รักเรามาก เพียงเพราะเค้าให้ดอกกุหลาบราคาแพงหูฉี่ เรื่องแบบนี้อยู่ที่ใจล้วนๆ 6. ครูที่ปรึกษาหลายท่านร้องไห้ด้วยความทราบซึ้ง เมื่อลูกศิษย์ประจำห้องมอบดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ให้ท่านคนละดอก ลองวางแผนเซอร์ไพร้ส์ครูดูไหมล่ะ ให้เพื่อนๆ เอาดอกไม้ไปไหว้ครูพร้อมๆ กัน ได้เห็นครูน้ำตาร่วงเพราะซึ้งใจชัวร์ดิ 7. เมื่อเธอมองรอบตัว จะพบสิ่งมีชีวป็นผู้ให้ความรักแก่พวกเขา มีเมตตาแก่พวกเขาดู แล้วเธอจะเต็มอิ่มไปด้วยรักในหัวใจ 8. คนที่ได้ดอกกุหลาบมากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะมีความรักที่น่าอิจฉาที่สุด ตรงกันข้าม คนที่ไม่ได้ของขวัญวาเลนไทน์ซักชิ้น อาจจะมีรักที่น่าอิจฉาที่สุดเลยก็เป็นได้ 9. ของขวัญวาเลนไทน์ที่มีค่าที่สุด อาจลงทุนน้อยที่สุด เช่น การ์ดที่ตั้งใจทำกับมือ ดาวกระดาษที่พับมาเป็นเดือนๆ หรือของราคาถูกแต่ตั้งใจหาซื้อมาด้วยใจ เพราะฉะนั้น อย่าตีค่าความรักของใครด้วยราคาของขวัญที่เค้าให้ เราดูที่การกระทำดีกว่านะ ก็มีค่ายิ่งใหญ่สุดๆ แล้ว 10. เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก กลับเป็นเดือนที่มีวันน้อยที่สุดของปี บอกให้เรารู้ว่า ความรักจะสั้นหรือยาวไม่ได้อยู่ที่วันเวลาที่คบกันมา แต่อยู่ที่การทำทุกนาทีให้มีค่าร่วมกันนะจ๊ะ 11. วันวาเลนไทน์ไม่ใช่วันเสียตัวแห่งชาติ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะกลายเป็นแฟชั่นแปลกๆ ไปแล้วว่าวาเลนไทน์โรงแรมม่านรูดจะต้องเต็ม! ไม่เวิร์คเลย เพราะที่สุดแล้ว คนที่จะต้องมานั่งเสียใจในภายหลังก็คือเราคนเดียวเท่านั้น การมีอะไรกันไม่ได้บ่งบอกว่ารักกันเสมอไป ควรมีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น 12. วันวาเลนไทน์ แม้จะตื่นเต้นยังไง ก็ยังต้องเรียนหนังสือ ไม่ใช่เอาแต่เหม่อมองรอคอยใครมาให้ดอกไม้ หรือร่าเริงโดดเรียนไปเที่ยวซะงั้น บางคนพอถึง วันวาเลนไทน์ สติแตก เอาแต่วางแผนว่าจะเซอร์ไพร้ส์แฟนยังไง ทำอะไรบ้าง สรุป วันนี้สอบตกเพราะไร้สติโดยสิ้นเชิงล่ะ 13. คนโสดก็มีวาเลนไทน์ที่อบอุ่นได้แค่เพียงรักตัวเอง ขอให้จำไว้เลยว่า แค่เพียงเราใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันที่เราดูแลสุขภาพร่างกาย มอบความรัดให้ตัวเอง เราก็จะเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาที่สุดได้อยู่แล้ว 14. อย่าเสียเงินไปซื้อดอกไม้หรือตุ๊กตามาเดินถือ เพียงเพราะกลัวขายหน้าที่ยังไม่มีใครให้ของขวัญวาเลนไทน์ มันเป็นอะไรที่ไร้สาระมากๆ เพราะการเดินมือเปล่าในวันวาเลนไทน์ไม่ใช่เรื่องน่าอายซักกะหน่อย ถ้ารวยนักละก็ เอาเงินไปบริจาคให้เด็กยากจนดีกว่านะ 15. ถ้าอยากให้ของขวัญวาเลนไทน์ที่อยู่นานๆ ต้นไม้ในกระถางก็น่ารักดี ดีกว่าดอกไม้ราคาแพงหูฉี่ แต่สามวันเน่า ลองไปหาซื้อไม้ใบ ไม้ดอกสวยๆ เอามามอบให้กัน ราคาถูกกว่า แถมอยู่ได้นานกว่าด้วย อีกอย่างมันก็มีความหมายเป็นนัยๆ ว่า รักของเราจะมั่นคงยาวนาน เหมือนต้นไม้ที่เติบโตและไม่เหี่ยวเฉาง่ายๆ ถ้าได้รับการดูแลอย่างดีนะจ๊ะ 16. ผู้ชาย 55 เปอร์เซ็นต์มองว่าการให้ดอกไม้วาเลนไทน์เป็นเรื่องไร้สาระ บางคนถือว่าการให้ดอกไม้ผู้หญิงเป็นพวกเชยระเบิด ้าจะต้องทำเซอร์ไพร้ส์ให้เราวันวาเลนไทน์ เพราะความรักของเค้าอาจจะไม่ได้โฟกัสที่ตรงจุดนั้น 17. สิ่งที่จะทำให้ผู้ชายซึ้งใจและรักเรามากคือความเข้าใจ ไม่ใช่ของขวัญวาเลนไทน์ราคาแพง เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องอดข้าว อดน้ำเพื่อซื้อขอราคาแพงเกินตัวให้เค้า ถ้าเค้ารักเราจริง เค้าคงไม่สบายใจที่เห็นเราต้องทรมานตัวเองแบบนั้นหรอกนะ ความเข้าใจในตัวของเค้าและอยู่กับเค้าโดยสร้างความสุขให้กันได้ทุกวัน สำคัญสุดแล้ว 18. โลกของเราก็อยากได้ของขวัญวาเลนไทน์จากเธอ ลองหันมารักโลก ทำสิ่งดีๆ ให้โลกกันดูไหม เช่น ปลูกต้นไม้ สัญญากับตัวเองว่าจะลดการใช้ถุงพลาสติก ประหยัดไฟ ประหนัดน้ำ ฯลฯ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ 19. ความสำคัญของการมีแฟนไม่ได้อยู่ที่มีคนเดินด้วยในวันวาเลนไทน์เท่านั้น ฉะนั้นอย่าคิดโง่ๆ แค่ว่า อยากมีแฟนเพราะจะได้มีคนมาเดินข้างๆ ในวันวาเลนไทน์ จนต้องรีบควานหาเอาใครก็ได้มาเคียงคู่ เพียงเพราะว้อนท์อยากมีแฟนใจจะขาด แบบนั้นเธอเสี่ยงจะเจอรักคุดหรือรักสุดอะเฟดได้ 20. เราสามารถมีวันวาเลนไทน์ได้ทุกวัน แค่เพียงทำทุกวันให้เป็นวันแห่งความรัก ดูแลกันและกันทุกวัน ใส่ใจกันทุกวัน แล้วเธอก็จะพบว่า ไม่ว่าวันไหน โลกก็เป็นวีชมพูได้ แค่เพียงยังมีกันและกันอยู่เสมอ ขอบคุณข้อมูล http://www.cityvariety.com/cityworld-8978.html

กษัตริย์แห่งจอร์แดน! ประกาศ'ล้างบาง' กลุ่มไอเอส
กลุ่มไอเอส /  กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 / 

จอร์แดนแห่งจอร์แดน ประกาศ 'ล้างบาง' กลุ่มไอเอส ย้ำจะกวาดล้างให้ถึงที่สุด กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ทรงประกาศทำสงครามกวาดล้างกลุ่มไอเอส หลังจากที่ กลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส ได้ส่งคลิปสังหาร ร้อยโทมาอัซ คาสซาสเบห์ ตัวประกันชาวจอร์แดน อย่างโหดเหี้ยมด้วยการใส่กรงขังเผาทั้งเป็น กระทั่งประชาคมโลกกล่าวโจมตีการกระทำดังกล่าว ต่อมาทางการจอร์แดนตอบโต้ด้วยการประหารชีวิตนางซาจิดา อัล-ราชาวี มือระเบิดหญิงชาวอิรักที่ถูกคุมขัง และนายไซอัด อัล-คาร์โบลิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของกลุ่มอัล-กออิดะห์ เมื่อวานนี้ ขณะที่กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 ทรงระงับกำหนดการเยือนสหรัฐและเดินทางกลับสู่กรุงอัมมาน เพื่อเข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง โดยทรงประกาศจะปฏิบัติการทางทหารต่อนักรบไอเอสให้หนักหน่วงขึ้น โดยจะร่วมมือกับบรรดาชาติพันธมิตรเพิ่มขึ้น เพื่อหยุดยั้งกลุ่มหัวรุนแรงและก่อการร้าย นำสู่การทำลายล้างกลุ่มไอเอสให้ถึงที่สุด MThai News

ชะตาชีวิตอิสตรี ใต้อาณัติของกลุ่ม 'ไอเอส'
กลุ่มไอเอส /  ข่าวไอเอส / 

ตีแผ่ชีวิตสตรีภายใต้เขตการปกครองของกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ 'ไอเอส' กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือกลุ่มไอเอส เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ทำให้โลก ต้องจารึกชื่อของพวกเขาไว้ ในนามของ 'กลุ่มก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์'ทั้งนี้นอกจากเรื่องราวความโหดร้ายแล้ว ภาพที่หาชมได้ยากยิ่งบางฉากที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่การปกครองของกลุ่มไอเอส หนึ่งในนั้นคือภาพสตรีที่มือหนึ่งอุ้มบุตร ส่วนอีกมือหนึ่งถือปืน โดยหลังจากมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าว ทำให้โลกให้ความสนใจสงสัยถึงวิถีชีวิตของประชาชนภายใต้การปกครองของกลุ่มไอเอสเป็นอย่างมาก ไอเอสเริ่มบุกยึดเมืองแรกคือเมือง 'รักกา' ทางตอนเหนือของประเทศซีเรียในช่วงต้นปี 2557 สตรีในรัฐอิสลาม 'Women in the Islamic State' เมื่อเร็วๆนี้ ไอเอสแพร่เอกสารฉบับภาษาอาหรับ ซึ่งบรรยายเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสตรีในเป็นแม่และภรรยา ในพื้นที่การปกครองของไอเอส ชื่อว่า 'Women in the Islamic State' ระบุการหาแนวร่วมจากเดิมที่มุ่งเป้าไปที่สตรีจากประเทศแถบตะวันตกเป็นสตรีจากประเทศซาอุดิอาระเบียแทน เนื่องจากกลุ่มไอเอสคิดว่ากฎหมายที่เข้มงวดและกดขี่สตรีในซาอุดิอาระเบียใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากความสุขและประสงค์จะเดินทางมาร่วมกลุ่มไอเอสแทน เหตุจากกฏหมายที่เข้มงวดในซาอุดิอาระเบีย อาจทำให้สตรีในพื้นที่ตกที่นั่งลำบาก และอยากย้ายถิ่นฐานมายังเขตการปกครองของกลุ่มไอเอส ร่วมด้วยการโพสต์ภาพหญิงสาวนิรนามที่สวมชุดบุรุกา พร้อมทั้งระบุว่าเธอคือนักรบหญิงคนแรกที่จะทำหน้าที่ตัดศีรษะตัวประกันชาวตะวันตก พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าพยายามจะผลักดัน ฝึกฝนหญิงสาวรายนี้เพื่อเป็นนักสู้ การกำหนดบทบาทให้แก่สตรี เริ่มต้นตั้งแต่มีอายุได้ 7-15 ปี พวกเธอต้องเริ่มศึกษาศาสนาและคัมภีร์ และต้องเรียนรู้วิธีทำอาหาร การเย็บปักถักร้อย และทักษะอื่นๆ อย่างเช่นการปฐมพยาบาล พวกเธอสามารถทำงานนอกบ้านอย่างเช่น แพทย์ ครู หรือแม้กระทั่งการเป็นนักรบเหมือนกับบุรุษทั่วไปได้  ในกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น เธอสามารถเข้าสู่สนามรบได้หากนักรบอิสลามมีจำนวนไม่มากพอที่จะต่อสู้ในสมรภูมิรถ เว็บไซต์ออนไลน์ 'raqqa-sl ' นำเสนอบทความโดยชี้ว่า ไอเอสกำหนดเป้าหมายในการปกครองสตรีภายใต้อาณัติ และพยายามออกกฏเกณฑ์มาเพื่อบีบคั้นให้หญิงสาวในพื้นที่ จำใจต้องแต่งงานกับนักรบชายในกลุ่ม และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น สตรีจำนวนไม่น้อย จำต้องยอมสมรสกับ 'นักรบญิฮาด' อย่างไม่เต็มใจ เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว ส่วนกลุ่มไอเอสก็ได้ประโยชน์ โดยการสมรสกับประชาชนในดินแดนที่ตนยึดครอง ถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในท้องถิ่นให้แนบแน่นขึ้นด้วย ประกอบกับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศหลายสำนักพร้อมใจประโคมข่าวความรุนแรงต่อสตรีที่อยู่ภายใต้การปกครองของ 'นักรบญิฮาด' ซึ่งหลายต่อหลายเหตุการณ์สร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมาก ภายในพื้นที่ของกลุ่มไอเอส ได้มีการกำหนดกฏหมาย ข้อบังคับซึ่งมีพื้นฐานมาจากกฏหมายอิสลาม  และมีวิธีการลงโทษ ต่อผู้ฝ่าฝืนที่เข้มงวด แม้แต่เรื่องเล็กๆอย่างเช่นการแต่งกายในที่สาธารณะ ด้วยชุด 'บุรุกา' หรือถ้าคลุมหน้าแบบมิดชิด ถึง 2 ชั้น สวมถุงมือ ถุงเท้า จนแทบไม่เห็นร่างกายส่วนไหนแม้แต่ส่วนเดียว ถึงแม้ในขั้นแรกได้มีหญิงสาวที่ฝ่าฝืนกฏดังกล่าวอยู่หลายครั้ง แต่พวกเธอถูกลงโทษราวกับว่าเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นตีด้วยท่อนเหล็ก หรือไม้ ทั้งเจ็บกาย และอับอาย ส่วนผู้ปกครองชาย เช่น พี่ชาย หรือสามี ที่ต้องติดตามญาติสตรีที่กระทำผิด จะมีความผิดและอาจถูกลงโทษ หรือปรับเงินร่วมด้วย เมื่อวันพุธที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา สำนักข่าว 'ดิ อินดิเพนเดนท์' รายงานข่าว โดยอ้างอิงจากกลุ่มนักกิจกรรมท้องถิ่นในเมืองรักกา ประเทศซีเรีย ที่ระบุว่า หญิงสาวหลายรายถูกบังคับให้แต่งงาน บ้างก็ยื่นข้อเสนอให้ให้ครอบครัวที่ยากจน โดยการให้สินสอดเป็นจำนวนมาก โดยเว็บไซต์ข่าวเมโทรระบุว่า ค่าสินสอดสตรีจะอยู่ที่ราวๆ 5,000 ยูโร หรือราว 1.8 แสนบาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแต่งงานกับลูกสาวของพวกเขา แต่ปฏิเสธการคลุมถุงชนในลักษณะดังกล่าว จะถูกลงโทษด้วยวิธีอันโหดร้าย ด้วยการถูกคนในครอบครัวและชาวบ้าน ปาด้วยหินจน 'ถึงแก่ความตาย' รวมถึงการกำหนดกฏหมายให้สตรีสามารถแต่งงานกับนักรบได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่ส่วนใหญ่จะสมรสตั้งแต่อายุ 16-17 ปี แต่ความขมขื่นที่จำต้องแต่งงานอย่างไม่เต็มใจยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เนื่องจากชีวิตหลังแต่งงาน แทนที่พวกเธอจะมีความสุขกับชีวิตคู่แสนหวานดังเช่นผู้หญิงทั่วๆไป แต่ทว่าเธอกลับต้องตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายโดยสามีตัวเอง รวมไปถึงการถูกก่ออาชญากรรมทางเพศ ซึ่งบางรายร้ายแรงถึงขั้นต้องนำหามส่งโรงพยาบาล ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้สตรีในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวจนบางรายไม่กล้าแม้แต่จะออกมาจากบ้านด้วยซ้ำ เว็บไซต์ข่าวเมโทรของอังกฤษระบุต่อไปว่า แพทย์ในเขตการปกครองของไอเอส เผยข้อมูลลับ กรณีที่นักรบญิฮาดหลายรายมีความผิดปกติทางเพศ และ มีความปรารถนาทางเพศมากกว่าปกติ และมีสัญชาตญาณทางเพศที่โหดร้าย และผิดปกติจากคนทั่วไป จากการรายงานของสื่อท้องถิ่นในซีเรีย หนึ่งในความผิดปกติคือ มีข่าวแว่วๆว่า นักรบญิฮาดใช้ยาไวอากร้า เพื่อให้สามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังบังคับให้พวกเธอสวมใส่ชุดแบบปลุกใจเสือป่าเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ รวมไปถึงการซื้อชุดชั้นในเป็นจำนวนมากให้ภรรยา เกินกว่าปกติ พวกเขามีภรรยามากกว่า 1 คน และการสมรสเกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แพทย์ท้องที่เผยว่า สตรีหลายรายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ จากการมีเพศสัมพันธ์อันพิสดารกับสามี ส่วนหนึ่งของรายงานจาก เดอะ การ์เดียนระบุว่า เด็กหญิงชาวอิรักวัยเพียง 14 ปี ที่ถูกปิดบังชื่อ เธอเล่าเรื่องราวสุดโหดร้าย เธอถูกจับเป็นเชลย และถูกเป็นเครื่องมือในการค้าสวาทเพื่อหารายได้ให้กลุ่มไอเอสกว่า 15 ครั้ง และทุกครั้งเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ เธอหลบหนีและเล่าความขืนข่มให้กับนักสิทธิมนุษยชนเพื่อสตรีในอิรักถึงช่วงเวลาอันเลวร้าย อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ MThai News ได้นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวชาวยาซิดี เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2557 ที่นักรบไอเอสจับไปเธอเป็นเชลยในเมืองโมซุล ประเทศอิรัก เธอรู้ดีว่าชะตากรรมของเธอจะเป็นเช่นไร ซึ่งเธอไม่ต้องการตกเป็นทาสทางเพศของกลุ่มหัวรุนแรง จึงตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยการแขวนคอตายในที่สุด สมาชิกกลุ่มไอเอส พยายามกำหนดข้อบังคับ ของสตรีในพื้นที่การปกครองของตนเองดังนี้ 1.สวมผ้าคลุมแบบดั้งเดิมของสตรีชาวมุสลิมอย่างเคร่งครัด 2.หากสตรีคนใดออกจากบ้านเพียงลำพัง จะต้องมีญาติสนิทผู้ชายติดตามมาด้วย 3.ห้ามให้สตรีที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เดินทางเพียงลำพัง แม้กระทั่งเหตุผลทางด้านการเดินทางเพื่อพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาล 4.สั่งปิดสถาบันทางการศึกษาและมหาวิทยาลัย 5.ห้ามให้สตรี ย้ายภูมิลำเนาไปยังภูมิภาคอื่นๆเพื่อศึกษาต่อ 6.กำหนดให้สตรีต้องมีญาติสนิท ทำงานที่เดียวกัน 7.ห้ามทำศัลยกรรมความงามอย่างเคร่งครัด รวมถึงห้ามเจาะหู ห้ามเปิดธุรกิจร้านเสริมสวย แต่ไม่เพียงสตรีที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางกฏหมายที่เข้มงวดเท่านั้น เนื่องจากเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสบัญญัติบทลงโทษที่โหดร้าย เพื่อลงโทษผู้ที่ร่วมประเวณีนอกการสมรส หรือการคบชู้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากสมรสแล้ว จะต้องถูกฟาด 100 ครั้งจนสิ้นใจ โดยผู้สมรู้ร่วมคิดในการร่วมสวาทจะถูดตัดสินให้ตายตกไปตามกัน แต่หากยังโสดจะต้องถูกเนรเทศออกจากเมือง อับราฮัม ชายชาวอิรักชายชาวอิรัก หนึ่งในพยานที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อ ที่ให้ข้อมูลผ่านสำนักข่าวในอิรัก เผยว่า ไอเอสเปิดซ่องโสเภณีในเมืองโมซุล โดยการซื้อสตรีจากตลาดทาส ซึ่งสถานที่แห่งนี้ เปรียบได้กับนรกสำหรับทาสทางเพศที่จำยอมจำนนต่อชะตากรรมอันเลวร้ายอย่างไม่เต็มใจ เหยื่อ ? สตรีชาวยาซิดี ชนกลุ่มน้อย ที่บางส่วนนับถือศาสนาคริสต์ และบางส่วนนับถือศาสนาอิสลาม มุมมองของกลุ่มนักรบอิสลามเชื่อว่า กลุ่มยาซิดีเป็นพวกนอกรีต ดังนั้นการกระทำชำเรากลุ่มยาซิดีถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดบาป และแน่นอนว่าเป้าหมายของการถูกทำร้ายคือสตรีที่อาศัยในพื้นที่ที่ถูกกลุ่มไอเอสรุกราน สาวยาซิดีเป็นจำนวนมากถูกนักรบญิฮาดบุกเข้าไปในพื้นที่ สังหารพ่อแม่ และญาติผู้ชายทั้งหมด และจับเธอมาบรรเทาความกำหนัดของตัวเอง เหยื่อส่วนใหญ่ เปิดเผยด้วยความขื่นขมว่า เธอได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้าย รวมกับว่าพวกเธอไม่ใช่มนุษย์ แม้ว่าพวกเธอจะยังไม่ได้แต่งงานกับนักรบเหล่านี้อย่างถูกประเพณีและกฏหมายกลุ่ม ซึ่งมันดูจะขัดกับกฏหมายที่ได้ระบุมาก่อนหน้านี้ เหตุผลคือ ไวส์ นิวส์เปิด เผยเรื่องราวของกลุ่มไอเอส ที่ระบุว่า ในช่วงสงคราม กฏเกณฑ์ที่ถือปฏิบัติในช่วงปกติจะถูกยกเลิกชั้วคราว และนักรบในกลุ่มจะได้รับอนุญาติให้มีความสัมพันธ์กับเชลย โดยไม่มีความผิด ท้ายที่สุดหญิงสาวที่ถูกก่ออาชญากรรมทางเพศเหล่านี้ แม้จะรอดชีวิตจากเงื้อมมือของกลุ่มไอเอสมาได้ แต่สุดท้ายพวกเธอก็ต้องตายด้วยการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ ไม่จบชีวิตด้วยตัวเอง ก็โดนครอบครัวของเธอสังหารอยู่ดี สตรีชาวเคิร์ด เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่อสู้กับกลุ่มไอเอสเพื่อยึดครองเมืองโคบานี พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างประเทศตุรกีและซีเรียคืนจากกลุ่มไอเอส ซึ่งนักรบส่วนใหญ่คือผู้หญิง ครั้งใดที่ไอเอสบุกเข้ามาปิดล้อมพื้นที่ของกองทัพชาวเคิร์ด นักรบหญิงที่ทราบชะตากรรมว่าหากแพ้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเชลย และจะต้องเจอกับความเลวร้าย ในการถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนมากพวกเธอจะฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีสภาพดังกล่าว ความโหดร้ายรุนแรงทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ส่งผลให้นักเคลื่อนไหว และนักสิทธิมนุษย์ชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำอันป่าเถื่อนที่กลุ่มไอเอสกระทำต่อสตรี กลุ่มนักเรียกร้องสิทธิสตรีในอิสตันบูล ตุรกี ออกมารวมตัวกันเพื่อวัตถุประสงค์ ในการหยุดยั้งการปลดแอกสตรีจากการตกเป็นทาสทางเพศ พวกเขาเปรียบเปรยการก่ออาชญากรรมทางเพศดังเช่นอาวุธสงครามที่ประหัดประหารชีวิตพวกเธอในทางอ้อม MThai News ที่มา METRO VICE Raqqa-sl

4 เรื่องจริงคดีลักพาตัวสุดโด่งดังทั่วโลก
10 อันดับ /  จัดอันดับ / 

มันจริงที่ว่า คนในปัจจุบันนี้ "รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ" มีข่าวอยู่บ่อยครั้งเกิดกับเด็กถูกลักพาตัว หายไปอย่างไร้ร่องรอย บางคนก็โชคดีที่ได้กลับบ้านมาใช้ชีวิตกับครอบครัวเหมือนเดิม (แต่คงต้องรักษาเยียวยาจิตใจอีกนาน) บางรายไม่มีโอกาสที่จะได้กลับบ้านหรือเห็นแสงสว่างเลยก็มี! วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 4 เรื่องจริงคดีลักพาตัวสุดโด่งดังทั่วโลก เพื่อนๆ กันคะ และเนื่องจากสำนักพิมพ์ HER Publishing ได้นำ Veronica Mars - เวโรนิก้า มาร์สกับคดีฆาตรกรรมสาวผิวแทน ซีรีส์ยอดฮิตของอเมริกา มาจัดทำเป็นหนังสือนิยายให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันในเร็วๆนี้ ทีนเอ็มไทยก็เลยนำเรื่องเหล่านี้มาให้อ่านเรื่องน้ำย่อยกันก่อน ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า เรื่องนี้อาจจะสะเทือนใจ (หดหู่!) กับคนอ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยค่ะ เรียบเรียงโดย teen.mthai.com 4 เรื่องจริงคดีลักพาตัวสุดโด่งดังทั่วโลก 1. เรื่องจริงคดีลักพาตัว 3096 วัน! คดีลักพาตัวที่สะเทือนขวัญไปทั่วทั้งยุโรป "นาตาชา แคมพุช" เด็กหญิงชาวออสเตรีย วัย 10 ขวบ ถูกโจรโรคจิตจับตัวไปเป็นเวลากว่า 3096 วันหรือประมาณ 8 ปี โจรขังเธอไว้ใต้ถุนบ้านของมันและถูกเลี้ยงดูอย่างทาสผู้ซื่อสัตย์ ถูกซ้อมถูกทำร้ายข่มขืนและปล่อยให้อดอาหาร ช่วงเวลาเกือบทศวรรษที่เธอถูกขังและถูกกดขี่ข่มเหงสารพัดจากชายแปลกหน้าโรคจิต จนในที่สุดเธอก็หาโอกาสหลบหนีออกมาได้ ในเช้าวันหนึ่งก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน นาตาชาและแม่ของเธอเกิดทะเลาะกัน ทำให้เธอต้องเดินไปโรงเรียนเพียงลำพัง สิ่งที่ตามมาก็คือนาตาชาถูกลักพาตัวหายไป โดยชายหนุ่มโรคจิตคนหนึ่งที่มีอาการประสาทและเก็บกด มันขังนาตาชาไว้ที่ห้องเล็กๆแคบๆ ใต้ถุนของโรงรถและบังคับให้เธอทำตามคำสั่ง ไม่อย่างนั้นเธอจะถูกทำร้าย ทรมานและถูกฆ่าในที่สุด ภายในห่องแคบๆ นั้นไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงก็อกน้ำปะปาที่เธอเอาไว้ใช้ดื่มประทังชีวิตในคราวที่มันลงโทษให้เธอต้องอดอาหาร หลายปีผ่านไปร่างกายเธอเริ่มซูบผอมเหลือแต่โครงกระดูกไร้เรี่ยวแรง สิ่งเดียวที่ทำให้นาตาชามีชีวิตรอดได้มาจนถึงวันนี้ ก็คงเป็นเพราะเธอพยายามทำตัวเป็นเด็กดีและเชื่อฟังที่มันบอกทุกอย่าง พอเธอเริ่มโตเธอก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือบำเรอความใคร่อยู่เสมอๆ จนเวลาผ่านไปนานถึง 3096 วัน กว่าที่นาตาชาจะหาช่องทางหลุดพ้นมาจากเงื้อมือของมันมาได้และกลับสู่อ้อมอกของครอบครัวอีกครั้ง (ขอบคุณข้อมูล สมาคมคนชอบเรื่องสยองขวัญสั่นประสาท) 2. คดีลักพาตัวหญิงสาวชาวอเมริกัน 3 คน หายตัวนานนับ 10 ปี! คดีลักพาตัวนี้ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของอเมริกาเลยทีเดียว หญิงสาววัยรุ่นชาวอเมริกัน 3 คนถูกลักพาตัวไปขังไว้ในบ้านหลังหนึ่งนานนับ 10 ปี สถานที่ที่ทั้ง 3 คนถูกลักพาตัวนั้นอยู่ละแวกใกล้เคียงกันแต่ต่างปี! โดยหนึ่งในหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวนั้นมีลูกวัย 2 ขวบติดออกมาด้วย ทำให้หลายคนสงสัยว่าใครกันคือพ่อ? มิเชล ไนท์ อายุ 18-20 ปี หายตัวไป วันที่ 23 ส.ค. ปี 2002, น.ส.อแมนดา เบอร์รี อายุ 16 ปี หายตัวไป วันที่ 21 เม.ย. 2003, จอร์จินา 'จีนา' เดจีซัส อายุ 14 ปี หายตัวไป วันที่ 2 เม.ย. 2004 เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อ มีชายผิวดำเดินออกจากร้านแมคโดนัลด์กำลังจะกลับบ้าน ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากชั้นใต้ถุนของบ้านหลังหนึ่ง จิตสำนึกของความเป็นพลเมืองดีก็ทำให้เขาใช้เท้าถีบช่องไม้ให้เป็นรูกว้างจนทำให้เขาเห็นหญิงสาวสภาพผอมแห้ง กับเด็กน้อยอีกหนึ่งคน เขาได้ช่วยทั้ง 2 คนออกมาจากรูแคบๆ นี้ได้สำเร็จ และทันทีที่โทรหาตำรวจ สาวน้อยคนนั้นรีบบอกตำรวจว่า “ฉันคือ อแมนด้า เบอร์รี่” ผู้หญิงที่ถูกลักพาตัวไปเมื่อ 10 ปีก่อน!!! ที่ชื่อของ อแมนด้า เบอร์รี่ เป็นที่กล่าวขานไปทั่วอเมริกาก็เพราะ พ่อแม่ของเธอไม่เคยหยุดที่จะตามหาเธอ ทำให้สื่อก็ต่างระดมพลังตามหา แต่เวลาหลายปีความหวังก็เหลืออยู่น้อยเต็มที ภายในเวลาเพียง 2 วัน ตำรวจก็จับตัว “แอเรียล คาสโตร (Ariel Castro)” ชายกลางคนอายุ 52 ปี มนุษย์โรคจิตที่ขัง 3 สาวนี้ไว้นานกว่าทศวรรษ! ภายในบ้านของเขาก็ถูกเปิดเผย ภายในมีโซ่สนิมเขรอะ เชือก และแส้! จุดที่สะพรึงขวัญก็คือ เมื่อตรวจดีเอ็นเอแล้ว แอเรียลคือ พ่อของเด็กน้อยคนนั้นที่เกิดจากท้องของ อแมนด้า เบอร์รี่ (คนที่ทำคลอดให้ก็คือ 2 สาวที่อยู่ด้วยกัน โดยที่แอเรียลใช้ปืนขู่ฆ่าว่าหากทำให้ลูกของเขาตาย ทั้งสองคนก็จะต้องตายตามไปด้วย วิธีคลอดคือ ใช้คลอดในอ่างเล็กๆ) จุดสะเทือนขวัญประเด็นต่อมาคือ ไม่ใช่แค่อแมนด้าที่มีลูก แต่มิเชลเคยมีลูกกับแอเรียลมาก่อนแล้ว แต่ไม่มีเด็กคนไหนได้ลืมตามาดูโลก เพราะถูกแอเรียลต่อยที่หน้าท้อง และทรมานจนแท้งลูกมาแล้วอย่างน้อยถึง 5 ครั้ง ซ้พร้ายไปกว่านั้น มิเชล คือเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกันกับลูกสาวแท้ๆ ของแอเรียล วันที่พิพากษาโทษ มิเชลคือคนเดียวในผู้หญิงสามคนที่กล้าเผชิญหน้าขึ้นศาลกล่าวหาแอเรียล ทำให้ แอเรียล ชายโหดคนนี้โดนตราโทษอย่างสาสมถึง 1,000 ปี ก็เพราะต้องคดีข่มขืน ลักพาตัว ฆาตกรรม (ลูกตัวเอง) รวมๆ แล้ว 937 กระทง! และตอนนี้มิเชลเริ่มชีวิตใหม่ด้วยการเขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง  หลังจากแอเรียลโดนจับได้ไม่นาน ทางการก็มีการพังทลายบ้านหลังนี้เป็นที่เรียบร้อย หลายคนอาจจะสงสัยถึงที่มาของความวิตถารและอำมหิตของเขา คำตอบก็คือ พ่อของเขานั่นเอง เขาบอกว่าที่เป็นแบบนี้ เพราะตอนเด็กชีวิตในบ้านเหมือนถูกลักพาตัวและถูกทรมานอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เกิดโรคเสพติดเซ็กส์ หลายครั้งหลังจากตรวจสอบพบว่าบ้านของแอเรียลถูกร้องเรียนเรื่องแปลกๆ มากมาย เช่น ผนังบ้านสั่นผิดปกติ มีเสียงกรีดร้อง และที่น่าขนลุกที่สุดก็คือ มีเด็กหญิงเห็นว่า มีผู้หญิงเปลือยกายคลานอยู่ในบ้าน (ซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นเรื่องจริง นั่นคือมิเชล ที่ถูกปล่อยออกจากห้องครั้งแรกในรอบทศวรรษ) หลังจาแอเรียลติดอยู่ในคุก เขาทำอัตวิบากกรรมแบบวิตถารครั้งสุดท้ายของชีวิตนั่นคือ เอาผ้าห่มผูกกับที่สูงแล้วรัดคอตัวเองให้ไม่มีอากาศหายใจขณะบำบัดความใคร่ด้วยตัวเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเขาเดินหน้าเข้าคุกเพียง 1 เดือนเท่านั้น! (ขอบคุณข้อมูล medium.com) 3. คดีลินด์เบิร์ก คดีลักพาตัวที่ครึกโครมที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา (เท่าที่มีการเกิดกรณีลักพาตัวเกิดขึ้น)! ค.ศ.1932 ช่วงนั้นเป็นช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดของอเมริกา  ผู้คนตกงาน อาชญากรรมล้นเมือง จึงไม่น่าแปลกที่จะมีการลักพาตัวคนดังเรียกค่าไถ่ วันที่ 1 มีนาคม ในปีนั้น เด็กน้อยวัยขวบเศษ "ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก จูเนียร์” ลูกชายของ ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก นักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ถูกชายนิรนามบุกเข้าคฤหาสน์ ลักพาตัวเด็กน้อยจากห้องนอน หลังจากนั้นไม่นานพี่เลี้ยงก็ขึ้นมาดูความเรียบร้อยในห้อง และปรากฏว่าเธอไม่เห็นเด็กน้อยบนที่นอน จึงไปบอกเจ้านาย และช่วยกันออกตามหารอบบ้านแต่ก็ไม่พบ จึงตัดสินใจแจ้งตำรวจ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องลักพาตัวเด็กคนนี้ นั่นก็เพราะพ่อของเขา "ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก" เป็นที่รู้จักในอเมริกาในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะนักขับเครื่องบินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก บินไปกลับรวดเดียวเป็นครั้งแรกของโลก! ได้รับรางวัลและตำแหน่งมากมาย, ชาร์ลส์ แต่งงานกับ แอนน์ สปอนเซอร์ มอร์โรว์ บุตรสาวเศรษฐีและท่านทูตประจำละตินอเมริกันให้กำเนิดบุตรชายคือ ชาร์ลส์ เอ. ลินด์เบิร์ก จูเนียร์ เมื่อได้รับแจ้งเหตุเด็กหาย นอร์แมน ชวาร์ซคอป์ฟ หัวหน้าตำรวจ และลูกน้องก็ได้เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุทีนที พร้อมตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบสวนพยาบาลพี่เลี้ยงชื่อ เบตตี้ กาวน์ เธอให้การว่าเด็กหายไปในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. เพราะก่อนหน้านั้นเธออยู่กับเด็กตลอด แต่ช่วงเวลานั้นเธอไปทำธุระส่วนตัวตามปกติ เจ้าหน้าที่แยกย้ายกันค้นหาร่องรอยตามจุดต่างๆ แต่คืนนั้นฝนตกหนักทำให้การหาเด็กน้อยเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ตำรวจก็พบหลักฐานหลายอย่าง คือรอยเท้าลึกลับอยู่นอกหน้าต่าง,รอยกดลึกของบันไดที่คนร้ายยกมาพาด และเมื่อส่งคนไปสำรวจทั่วๆ ก็พบบันไดไม้ที่หักเป็นสามส่วนมันถูกทิ้งอยู่บนถนนเล็กๆ พร้อมรอยยางรถยนต์บนถนน จากนั้นตำรวจก็พบซองจดหมายซองหนึ่งเสียบอยู่ระหว่างที่หน้าต่าง จดหมายเขียนไว้ว่าต้องการเรียกเงินค่าไถ่จำนวน 50,000 ดอลล่าร์ หลังจากเมื่อข่าวการลักพาตัวหนูน้อยลินด์เบิร์กแพร่ออกสู่สาธารณะ มันก็กลายเป็นคดี ครึกโครมที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาเท่าที่มีการเกิดกรณีลักพาตัวเกิดขึ้นทันที ตำรวจถูกส่งมารักษาความปลอดภัย สำนักข่าวก็คอยมาทำข่าวอยู่เรื่อยๆ ประชาชนหลายคนต่างเขียนจดหมายให้กำลังใจ คนมีชื่อเสียงก็ช่วยกันประกาศตามจับตัวผู้ร้ายพร้อมเงินรางวัล ระหว่างที่ทุกคนรอคอยการติดต่อของคนร้ายอย่างใจจดใจจ่อ จอห์น เอฟ. คอนดอน (อดีตอาจารย์มหาลัยและนักเขียนที่มีบุคลิกภาพแปลกๆ) เสนอตัวเข้ามาเป็นคนทำหน้าที่เป็นคนกลางสื่อสารระหว่างครอบครัวลินด์เบิร์กกับคนร้าย เขาเริ่มลงประกาศลงนสพ. “New York American” เพื่อติดต่อกับคนร้ายและใช้สื่ออื่นๆ ติดต่อทั้งหน้าโฆษณาและใบปลิวทั่วนิวเจอร์ซี จนสามารถติดต่อคนร้ายได้ หลายครั้งที่ คอนดอน ได้รับจดหมายจากคนร้ายจนนัดเจอกัน ต่างคนต่างถามถึงเงินและตัวเด็ก คนร้ายไม่พอใจที่ไม่เห็นเงินเพราะคอนดอนบอกต้องเห็นตัวเด็กก่อนถึงจะให้เงิน ทำให้คนร้ายพูดถึงบุคคลที่ 3 ขึ้นมานั่นแสดงว่าต้องมีอีกหลายคนที่ร่วมมือกับเขา จนครั้งต่อมาคนร้ายส่งจดหมายมาว่าขอเพิ่มจำนวนเงินเป็น 100,000 ดอลลาร์ ให้เขาเตรียมเงินให้พร้อม เมษายน ปี ค.ศ. 1932 จดหมายฉบับที่ 11 ถูกส่งมาอีกครั้งเพื่อมาแลกเงินค่าไถ่กับตัวเด็กน้อย ในคืนนั้นคอนดอนและคนร้ายเจอกันอีกครั้งที่สุสาน (ลินด์เบิร์ก พ่อของเด็กก็ไปด้วยแต่รออยู่ในรถ) คอนดอนของลดเงินค่าไถ่เหลือ 50,000 ดอลลาร์ ซึ่งคนร้ายก็ตกลง เมื่อคอนดอนยื่นเงินให้ คนร้ายก็ยื่นซองจดหมายมาให้อีกเช่นเคย โดนคนร้าย กำชับว่าห้ามเปิดอ่านก่อนหกชั่วโมงหลังจากนี้ หลังจากนั้นก็แยกตัวกันไป เมื่อคอนดอนและลินด์เบิร์กออกเดินทางจากสุสาน ทั้งคู่ก็ตัดสินใจเปิดซองทันที ข้างในเขียนไว้ว่า “เด็กอยู่บนเรือเล็กชื่อเนลลี่ เรือจะอยู่ระหว่างชายหาดฮอร์สเน็คกับเกย์เฮด ใกล้เกาะเอลิซาเบธ” ครอบครัวลินด์เบิร์ก คอนดอน และตำรวจรีบไปยังจุดนั้น แต่ทุกคนกลับพบว่าไม่มีเรือเนลลี่ที่นั่น  ไม่มีเงาของเด็กน้อย ทุกคนถูกหลอก และคนร้ายก็เชิดเงินไปได้อย่างลอยนวล แล้วชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก จูเนียร์ อยู่ที่ไหน? หลังจากนั้นทุกฝ่ายก็พยายามสืบหาตัวหนูน้อยลินด์เบิร์กต่อไป จนวันที่ 12 พฤษภาคม เกือบเดือนครึ่งหลังจากคนร้ายได้เงินไป คนขับรถบรรทุกและผู้ช่วยพบศพเด็กน้อยคนหนึ่งในป่าโดยบังเอิญ ซึ่งห่างจากบ้านของลินด์เบิร์กไปราวๆสี่ไมล์ เมื่อได้รับแจ้งทางตำรวจและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ไปยังจุดนั้นทันที ผู้พบศพทั้งสองคนเล่าว่า สภาพศพนั้นน่าเวทนามาก เน่าเปื่อยจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเดิมเป็นอย่างไร ศพถูกฝังในดินอย่างลวกๆ จนถูกสัตว์และแมลงกัดแทะกินเนื้อไปจนเกือบเหลือแต่กระดูก นอกจากศพของเด็กคนหนึ่งแล้ว พบสิ่งของช่างไม้ บันไดไม้ และกระดาษโน้ตอีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่พบรอยเท้าและรอยนิ้วมือเลย จากการชันสูตรศพ เจ้าหน้าที่รายงานว่าเป็นศพเด็กอายุราว 1-2 ขวบ พบรูเล็กๆ ที่ส่วนล่างของกะโหลกซึ่งไม่ใช่รูของกระสุนปืน จึงสันนิษฐานว่า เกิดขึ้นหลังจากเด็กเสียชีวิตไปแล้ว แพทย์พบรอยร้าวที่กะโหลกสี่รอยกับเลือดที่แข็งตัวติดอยู่ตามรอยเหล่านั้น จึงได้ข้อสรุปว่าเด็กคนนี้เสียชีวิตจากการที่ศีรษะกระทบของแข็งจนกะโหลกร้าว และเมื่อดูจากสภาพศพที่เน่าเปื่อย เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เด็กถูกลักพาตัวไปจนถึงวันที่พบศพแล้วจะใกล้เคียงกัน ซึ่งหมายความว่าเด็กเสียชีวิตไปตั้งแต่คืนที่ถูกลักพาตัวไปครั้งแรกแล้ว! นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ มั่นใจว่าเป็นศพของชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก จูเนียร์ จริง คือบนตัวศพมีเสื้อตัวเล็ก ๆ ที่ศพนั้นสวมอยู่ และผู้เกี่ยวข้องยืนยันว่าใช่เสื้อชั้นในที่เด็กสวมในคืนสุดท้ายก่อนที่จะถูกลักพาตัวไป เมื่อเกิดคดีลักพาตัวนี้ขึ้น เอฟบีไอก็เข้ามาช่วยสืบคดี (กลายเป็นคดีระดับชาติ) สอบถามธนาคารเพื่อตรวจสอบหมายเลขธนบัตรเงินค่าไถ่ วิเคราะห์บันไดไม้ที่คนร้ายใช้ก่อคดี ลายมือในจดหมาย รวมถึงภาพสเก็ตที่คอนดอนบอกลักษณะคนร้ายที่เขานัดเจอ จนวันที่ 1 พฤษภาคม มีการใช้เงินจ่ายค่าน้ำมันรถ ผู้จัดการปั๊มสงสัยเพราะเงินค่าไถ่นั้นมีลักษณะพิเศษคือมีแถบสีทอง จึงส่งข้อมูลให้ตำรวจ และตรวจสอบประวัติพบว่ารถคนนั้นเปนของ นายริชาร์ด ฮอมป์ตแมนน์ อายุ 35 ปี ที่สำคัญเขาเป็นช่างไม้!  เป็นคนเยอรมันที่พยายามลักลอบเข้าอเมริกา เป็นทหารสมัย WW1 มีคดีปล้น ติดคุกนับไม่ถ้วน เมื่อก่อนเป็นช่างไม้ แต่พักหลังเพื่อนบ้าน สังเกตุว่าเขารวยผิดหูผิดตาแม้ไม่ทำงาน การตัดสินใช้เวลาต่อเนื่องถึงหกสัปดาห์ เมื่อถูกจับเขาก็ยังไม่รับสารภาพว่าเป็นคนลักพาตัวและฆ่าเด็กน้อย ทั้งๆที่มีพยานกว่า 162 คน กับหลักฐานวัตถุกว่า 381 ชิ้น 13 กุมภาพันธ์ 1935 สำนวนทั้งหมดถูกส่งไปยังคณะลูกขุนเพื่อตัดสิน มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จำเลยมีความผิดจริง ต้องโทษประหารชีวิต และจำเลยยังคงไม่รับสารภาพ ศาลจึงไม่มีความปรานี ฮอมป์ตแมนน์ยังคงขอร้องต่อศาลให้ศาลอภัยโทษโดยมีข้อเสนอคือยอมรับสารภาพ แต่ศาลไม่รับฟังเพราะการกระทำของฮอมป์ตแมนน์นั้นเป็นการจำนนต่อหลักฐานไม่ใช่สำนึกผิดแต่อย่างใด 3 เมษายน 1936 ฮอมป์ตแมนน์ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า เขาถูกนำไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าเมื่อเวลา 8 โมงเช้า 45 นาที หลังจากยื่นอุทธรณ์หนึ่งปีเศษหลังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นการปิดคดีดัง “การลักพาตัวแห่งศตวรรษ” ทันที หลังจบคดี หน่วยงาน FBI ได้รับคำชมอย่างล้นหลามเต็มๆ ที่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ สามารถหาตัวคนร้ายมาลงโทษได้ ทั้ง ๆ ที่คดีนี้มือแปดด้านแท้ ๆ (ขอบคุณข้อมูล อ่านเนื้อเรื่องเต็มๆ bloggang.com) 4.  ทีสุดการ์ตูนญี่ปุ่นฆาตกรรม เรื่องจริง จุนโกะ ฟูรุตะ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องนี้กันมาพอสมควร  เพราะถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ให้เรารู้สึกแย่ หดหู่และสงสารอย่างบอกไม่ถูก เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของหญิงสาววัยรุ่นญี่ปุ่น ชื่อว่า จุนโกะ ฟูรุตะ เด็กหญิงน่ารักใส่ชุดนักเรียนกำลังไปบ้านเพื่อนและแล้วชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปเมื่อมีชายคนหนึ่งขี่รถมาประกบติดแล้วล้มจักรยานของเธอ รถจักรยานเธอล้มข้างทาง เวลานั้นเองก็มีเพื่อนของเธอซึ่งเป็นเด็กหัวเกรียม(ใจก็เกรียมด้วย)มาทักและพาเธอไปที่บ้านของเขาเพื่อไปรักษาแผล แต่แล้วที่บ้านที่เด็กเกรียมนั้น เธอก็โดนทุบตี โดยเพื่อนชายหัวเกรียมและเพื่อนทั้ง 4 คน เธอโดนบังคับ ให้ถอดเสื้อ(โดนซ้อมตลอด) รุมข่มขืน เธอตกเป็นของเล่นของเหล่าผู้ชาย 4 คน ที่นิสัยสุดโฉดชั่ว ถูกทรมานต่างๆ นาๆ ด้วยวิธีผิดวิปริตผิดมนุษย์ เธอเจ็บปวดทรมานสุดหัวใจ (ไม่มีให้ดู เพราะน่าสงสารมาก) และสุดท้าย สภาพของเธอโทรมสุดขีด เหมือนศพมีชีวิต สุดท้ายก็ฆ่าเธอจนขาดตายในสภาพศพที่โหดร้าย ไม่เหลือโครงหน้าตาที่น่ารักตอนต้นเรื่องมาก่อน และชายสี่คนในการ์ตูนไม่ได้ถูกจับหรือได้รับผลกรรมเลย ภาพจบลงแต่เพียงภาพเด็กผู้หญิงและมีดอกไม้วางหนึ่งดอกเท่านั้น พูดได้เต็มปาก มันคือการ์ตูนโหดสยองที่สุดเท่าที่อ่านมาในชีวิต เพราะว่ามันดัดแปลงจากเรื่องจริง!! อ่านเพิ่มเติม เรื่องเต็มๆ ได้ที่  http://teen.mthai.com/story/58008.html เรียบเรียงโดย teen.mthai.com

จอร์แดนเตรียมถล่มกลุ่มไอเอส แก้แค้นนักบินถูกเผาทั้งเป็น
กลุ่มไอเอส /  นักบินจอร์แดน / 

จอร์แดนเตรียมโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มไอเอส แก้แค้นนักบินถูกเผาทั้งเป็น สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า จอร์แดนเตรียมปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มไอเอส หลังจากประกาศตอบโต้อย่างหนัก เพื่อแก้แค้นให้นักบินชาวจอร์แดน โดยใช้เครื่องบินรบกว่า 30 ลำ ล้างแค้นเผานักบินกองทัพอากาศจอร์แดน ด้วยการเผาทั้งเป็น หลังกลุ่มไอเอสเผลแพร่คลิปวิดีโอประหารชีวิตนักบินจอร์แดนด้วยการเผาทั้งเป็น เจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ไม่ประสงค์เอ่ยนามรายหนึ่งบอกว่า อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งที่ดำเนินการถล่มทางอากาศโดยเพียงแต่บอกว่ากองทัพจะออกถ้อยแถลงชี้แจงปฏิบัติการนี้ในภายหลัง โดย นายโมฮัมเหม็ด อัล-โมมานี รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศจอร์แดน กล่าวว่า ประเทศของตนเตรียมตอบโต้ไอเอสแบบสะท้านโลก หลังจากมีการเผยแพร่คลิปเผาทั้งเป็น เรืออากาศโท มาอัซ อัล-คัสซาเบห์ ด้วยฝีมือของกลุ่มไอเอส

เจาะลึกรัฐอิสลาม 'ไอเอส' กลุ่มก่อการร้ายชื่อกระฉ่อนโลก
กลุ่มก่อการร้าย /  กลุ่มไอเอส / 

ณ วันนี้ เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย 'ไอเอส'(ISIS) หรือสื่อบางสำนักอาจจะเรียกว่า 'ไอซิล' (ISIL)     แรกเริ่มเดิมที กลุ่มไอเอสมาจากกลุ่มติดอาวุธที่ช่วยเหลือรัฐบาลอิรัก สู้รบกับกองกำลังสหรัฐฯ ในช่วงสงครามอิรักปี 2546 ก่อนที่ต่อมาจะจัดตั้งเป็นกลุ่ม "รัฐอิสลามแห่งอิรัก" (ISI)  จากนั้นได้ขยายอิทธิพล ไปยังหลายเมืองของประเทศซีเรียในช่วงที่ซีเรียกำลังเกิดสงครามกลางเมือง และจึงเกิดการบัญญัติชื่อกลุ่ม 'รัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย' หรือไอซิส (ISIS) กลุ่มติดอาวุธมุสลิมนิการซุนหนี่ กระทั่งล่าสุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเพียงกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส (IS) ณ วันนี้กลุ่มไอเอสได้กลายมาเป็น 'กลุ่มหัวรุนแรงที่อันตรายที่สุดในโลก' ใครคือผู้นำของกลุ่มไอเอส ? ขณะนี้ 'ไอเอส'นำโดย อาบู บาการ์ อัล-แบกดาดี หัวหน้ากลุ่มชาวอาหรับเชื้อสายจอร์แดน ซึ่งประกาศตนเป็นกาหลิบ (ผู้ปกครองชาวมุสลิมทั่วทุกหนแห่ง) ในเมืองโมซุลของอิรักเมื่อเดือนกรกฏาคม ปี2557 เชื่อกันว่า บักดาดี เกิดที่เมืองซามาร์รา ของอิรัก เมื่อปี 2514 (อายุ 44 ปี) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก รวดเดียวที่ศูนย์ศึกษาอิสลาม (กวีและประวัติศาสตร์อิสลาม) ที่มหาวิทยาลัยแบกแดด ครั้งหนึ่งเคยประกอบอาชีพนักวิชาการควบคู่ไปกับการเป็นครูสอนศาสนาที่เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและกฎหมายอิสลาม ได้เข้าร่วมกับกลุ่มกบฏเพื่อต่อต้านกองทัพสหรัฐ หลังจากทหารอเมริกันบุกอิรักเพื่อโค่นล้มอำนาจนายกรัฐมนตรี 'ซัดดัม ฮุสเซน' ภายหลังถูกควบคุมตัวในเรือนจำของกองทัพสหรัฐ เขาก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มติดอาวุธกลุ่มหนึ่ง ก่อนจะร่วมมือกับกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ โดยใช้ชือกลุ่มว่ารัฐอิสลามแห่งอิรัก เมื่อปี 2553 ในเวลานั้น ครั้งหนึ่ง อาบู บาการ์ อัล-แบกดาดีเคยได้รับยกย่องว่าเป็นผู้นำญิฮาดที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 21 เทียบเท่านายโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มติดอาวุธอัลไกดา จนมีชื่อเลื่องลือในเรื่องความโหดเหี้ยมว่าใครก็ตามที่ต้องสงสัยว่าช่วยเหลือทหารอเมริกันก็จะถูกประหารชีวิตกลางที่สาธารณะ เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ 'ไอเอส อาบู บักห์ดาดี' ได้พลิกกลยุทธ์ใหม่ให้กับกลุ่มหลายประการ จุดมุ่งหมายหลัก ? จุดมุ่งหมายหลักของกลุ่มไอเอส คือการจัดตั้ง 'รัฐอิสลาม'ทั่วพื้นที่ประเทศอิรักและในซีเรีย โดยเก็บภาษีกฎหมายอิสลามในเมือง แยกเด็กชายและหญิงออกจากกันในการศึกษาในโรงเรียน รวมทั้งกำหนดให้สตรีต้องสวมผ้าคลุมหน้า ญิฮาบ ในที่สาธารณะ กล่าวคือ การนำเอากฏหมายอิสลามมาใช้อย่างเข้างวดในพื้นที่ที่ตนปกครอง ไอเอสหาเงินทุนจากไหน ? ก่อนหน้านี้ ทีมข่าวเอ็มไทย เคยนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ในประเด็นของการก้าวขึ้นมาเป็น กลุ่มก่อการร้ายที่รวยที่สุดในโลกมาแล้ว ซึ่งที่มาของเงินทุนที่ได้รับการสนุบสนุนเหล่านี้ บางสำนักก็ให้ความเห็นว่าได้มาจากมหาเศรษฐีที่คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง รวมไปถึงการปล้นธนาคาร ไปจนถึงร้านทอง ค้าสตรีชนกลุ่มน้อย ยึดบ่อน้ำมันมาขายในตลาดมืด เก็บส่วยตามตะเข็บชายแดน โดยใช้เงินทุนเหล่านี้เพื่อการยึดครองเมืองอื่นๆต่อไป พร้อมกันนี้กลุ่มไอเอสยังมีระบบการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านของเงินทุนในกลุ่ม และการโฆษณา พีอาร์กลุ่มตนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อระดมสมาชิกจากทั่วทุกมุมโลก ให้เดินทางมายังตะวันออกกลางเพื่อรวมกลุ่ม รู้จักกับไอเอสดีขึ้น ! หลังจากนั้นมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้โลก ไม่ได้มองว่ากลุ่มไอเอสเป็นเพียงกองโจรธรรมดาๆ หากแต่ยังมีหลายเหตุการณ์ที่แสดงถึงความโหดร้าย ป่าเถื่อน เช่น การแพร่คลิปฆ่าตัดศีรษะตัวประกันชาวตะวันตก หลายราย โดยเหยื่อรายล่าสุดคือนาย ‘เคนจิ โกโตะ’ ที่ถูกสังหารด้วยวิธีเดียวกัน แต่ที่น่าตกใจ และทำให้โลกต้องหวาดผวาอีกครั้ง ในวันที่ 3 ก.พ.สื่อทั่วโลกได้พาดหัวข่าว การแพร่คลิปวีดีโอสุดเหี้ยมโหดเกินรับได้ ด้วยการจับนายอัล-คาซาสเบห์ นักบินจอร์แดน ที่ถูกจับเป็นตัวประกันเมื่อเดือนธันวาคม มาขังในกรงเหล็ก และเผาทั้งเป็น สร้างความโกรธแค้นให้กับรัฐบาลจอร์แดน จนกระทั่งออกมาประกาศตอบโต้ และจับนักโทษประหารคือ นางอัล-ริชาวี ซึ่งไอเอสต้องการตัว และนำมาเป็นเครื่องมือต่อรองแลกตัวประกันก่อนหน้านี้ ด้วยการแขวนคอในที่สุด จริงหรือที่ไอเอสวางแผน "ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ" ? เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บีบีซี ได้นำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจอย่างมาก คือการตั้งคำถามว่ากลุ่มไอเอส วางแผนที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่อย่างไร ซึ่งก็ได้อ้างอิงจากองค์การนิรโทษกรรมสากล ที่ได้ออกมายืนยันว่ามีหลักฐานชี้ชัดว่า ไอเอสมีแผนการที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือของประเทศอิรัก เช่น ชาวคริสเตียนจากกลุ่มยาซิดี เติร์กเมนิสถาน โดยพลเรือนหลายพันคนถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด และอีกนับล้านราย ถูกขับไล่ให้ออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งยังบุกเข้าไปยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อฆ่า ลักพาตัว หญิงสาวเพื่อนำมาก่ออาชญากรรมทางเพศ บ้างก็ส่งขายเพื่อสร้างรายได้อีกทางให้กับกลุ่ม เพราะอะไรต้องเผยแพร่เรื่องเลวร้ายที่ก่อขึ้นให้โลกรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต ? จิม มูเยอร์ นักวิเคราะข่าวจากบีบีซี ตั้งข้องสังเกตว่า 'ไอเอส' มีความแตกต่างออกไปจากกลุ่มก่อการร้ายที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ กล่าวคือบ่อยครั้งที่เครือข่าย สวมบทบาท 'นักรบไฮเทค' เนื่องจากบ่อยครั้ง ไอเอสได้ทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์การกระทำอันเลวร้ายของพวกเขาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป้าหมายหลักคือการสร้างความกลัวต่อศัตรู ให้หยุดต่อกลอนกับตน โลกตะลึง หลากหลายเหตุการณ์ความโหดร้ายของกลุ่ม 'ไอเอส' กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ 'ไอเอส' เป็นกลุ่มติดอาวุธที่ก้าวเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะเรื่องราวที่ถูกเผยแพร่ออกมาในสื่อสังคมออนไลน์ นับได้ว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายในยุคดิจิตอลอย่างสมบูรณ์ ทั้งในเรื่องการพีอาร์ เรื่องราวความเคลื่อนไหวในกลุ่ม ที่ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว นับได้ว่ามีหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่ทำให้โลกรู้จักกลุ่มรัฐอิสลามกลุ่มนี้ได้ดียิ่งขึ้น และอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ที่เรากำลังจะพูดถึง นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และสร้างความหวั่นวิตก ต่อโลกอย่างมาก เริ่มจากการก่อการร้ายในท้องถิ่น หรือประเทศที่ต่อต้านกลุ่มรัฐอิสลาม ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีคลิปวีดีโอถูกเผยแพร่ออกมา ทั้งแสดงให้เห็นเหตุการณ์การสังหารด้วยการเฉือนคอกลางถนนเพียงเพราะเขาทำผิดกฏ ท่ามกลางฝูงชนที่รายล้อมอยู่รอบข้าง นอกจากนี้ยังปรากฏเหตุการณ์เฆี่ยนทำโทษคน เพราะไม่ใช้เครื่องดนตรีอิสลามที่ถูกต้องตามหลักศาสนา หรือแม้แต่ความผิดเล็กๆน้อยๆ เช่น การลักลอบ สูบบุหรี่ ก็จะต้องถูกลงโทษด้วยการทรมานอย่างทารุณ ด้วยการถอนขนตาเป็นจำนวนกว่า 50 เส้น ล่าสุดก่อนหน้าตัวประกันชาวญี่ปุ่นจะถูกสังหาร ไอเอสได้เรียกค่าไถ่ตัวประกันทั้งสองรายเป็นเงินกว่า 200 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังสอนให้เด็กชาย เพื่อเข้าลัทธิความรุนแรงให้สามารถสังหารเชลยได้อย่างเลือดเย็น เห็นได้จากกรณีที่มีข่าวเด็กชายวัยประมาณ 10 ขวบ ทำการสังหารชาย 2 คน ที่รับสารภาพว่าเป็นสายลับให้รัสเซีย ด้วยการยิงเข้าที่ศีรษะอย่างหน้าตาเฉย รวมไปถึงการสังหารตัวประกันด้วยการตัดศีรษะเหยื่อผู้บริสุทธิ์ พร้อมบันทึกเทป เผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต สร้างความสะเทือนใจ รวมถึงส่งสารข่มขู่ไปยังประเทศของเหยื่อเหล่านี้ เพื่อต้องการให้เกิดความหวาดกลัว แต่ความโหดเหี้ยมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากไอเอสยังลงมือสังหารเด็กวัยเพียง 13 ปี เพราะดูฟุตบอล เนื่องจากถือเป็นการไม่ทำปฏิบัติคำสอนของศาสนา ทั้งยังมีการประณามความผิดของเหยื่อผ่านลำโพง และทิ้งศพไว้กลางถนน เพื่อข่มขู่ไม่ให้ผู้ที่พบเห็นกล้าฝ่าฝืนกฏ นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก เมื่อกลุ่มไอเอสก่อเหตุ ตัดศีรษะเด็กผู้หญิงบริสุทธิ์ เพียงเพราะเธอคือลูกสาวของครอบครัวต่างศาสนา โดยรายงานเมื่อเดือน สิงหาคมปี 2556 ได้มีการเผยแพร่รูปภาพที่แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายทารุณ ของกลุ่มไอเอส ที่กระทำต่อครอบครัวชาวคริสเตียน ซึ่งจากรายงานระบุว่า ไอเอสต้องการขจัดความเชื่อของศาสนาอื่นออกไป และมุ่งเป้าไปที่เด็ก เนื่องจากต้องการกวาดล้างความเชื่อที่มีในคนรุ่นหลัง นั่นก็คือเยาวชนไม่ให้ดำเนินต่อไป นอกจากนี้ยังบัญญัติบทลงโทษ ผู้ที่ถูกจับได้ว่าเป็นเพศทางเลือก ด้วยการประหาร โดยการโยนลงมาจากตึกสูง หากไม่ตายจะต้องถูกรุมปาหินซ้ำจนตายในที่สุด ทั้งนี้ไอเอสจะไม่ส่งศพของเหยื่อคือแก่ญาติ แต่จะเรียกค่าไถ่ศพจากญาติเหยื่ออีกที เรียกได้ว่ากลุ่มไอเอสมักจะหารายได้จากทุกทาง หากมีโอกาส  แนวโน้มผลกระทบของกลุ่มไอเอสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาจบานปลายเป็นภัยคุกคามในระดับภูมิภาค ซึ่งอิรักและซีเรีย อาจจะต้องประสบกับความเลวร้าย จากสงครามกลางเมือง การดึงดูดแนวร่วมจากชาวมุสลิมทั่วโลกจะยังคงดำเนินต่อไป กลุ่มไอเอสจะแข็งแกร่งกว่าเดิม เนื่องจากการระดมทุนจากวิธีต่างๆที่กล่าวมา MThai News ที่มา Mirror,foxnews,CNN

รมต.ปาเลสไตน์เสียชีวิต หลังเหตุปะทะทหารยิว
ปาเลสไตน์ /  รัฐมนตรีปาเลสไตน์ / 

รัฐมนตรีปาเลสไตน์ เสียชีวิตหลังการปะทะกับกองกำลังอิสราเอล ระหว่างการประท้วงในเขตเวสต์แบงก์  วานนี้ (10 ธ.ค.) สำนักข่าว อัล จาซีร่า รายงานข่าว นายไซเอ็ด อาบู อีน วัย 55 ปี รัฐมนตรีปาเลสไตน์ ที่ดูแลเรื่องการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอล นำชาวปาเลสไตน์กลุ่มหนึ่งเข้าไปปลูกต้นมะกอกใกล้หมู่บ้านทูร์มาเซย์ยา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองรามัลเลาะห์ ระหว่างเกิดการปะทะกับทหารอิสราเอล โดยพยานในที่เกิดเหตุ กล่าวว่า เขาถูกทหารอิสราเอล ตีด้วยพานท้ายปืนและหมวก จนล้มลงกับพื้น รวมถึงถุกยิงกระป๋องแก๊สน้ำตากระแทกที่หน้าอกซ้ำอีก ซึ่งหลังเหตุดังกล่าว นายอาบู อีน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที แต่เสียชีวิตระหว่างทาง โฆษกกองทัพอิสราเอล กล่าวว่ากำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่านายอาบู อีน มีโรคประจำตัวซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม นาย โมเช ยาลอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของอิสราเอล ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ นายไซเอ็ด อาบู อีน ส่วนทางด้านนายบันคีมูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป และทั้งสองฝ่ายควรจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจจะนำมาสู่การสูญเสียซ้ำอีก ด้านนายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ได้ออกมาประนามผู้ก่อเหตุที่นำมาสู่การเสียชีวิตของนายอาบู อีน ว่าเป็นการกระทำอันป่าเถื่อน ซึ่งไม่อาจยอมรับได้ และจะดำเนินขั้นตอนทุกอย่างที่จำเป็น หลังการสอบสวนการเสียชีวิตของนายอาบู อีน และขณะนี้รัฐบาลปาเลสไตน์ได้ระงับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอิสราเอลแล้ว และประกาศจะไว้ทุกข์ให้กับผู้เสียชีวิตเป็นเวลา 3 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้น นายไซเอ็ด อาบู อีน เคยต้องโทษประหารชีวิต และ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาจุดชนวนระเบิดเพื่อสังหารวัยรุ่นชาวอิสราเอลสองรายในปี พศ.2522 ต่อมา ในปี 2528 เขาได้รับอิสระภาพในการแลกเปลี่ยนเชลยนักโทษกับทหารอิสราเอล 3 รายที่ถูกจับในเลบานอน MThai News

ทูตอิรักระบุ ไอเอสขายอวัยวะมนุษย์ หาเงินทุนก่อการร้าย
กลุ่มไอเอส /  ก่อการร้าย / 

เอกอัครราชทูตอิรักประจำสหประชาชาติ ระบุ กลุ่มไอเอสขายอวัยวะมนุษย์เพื่อหาเงินทุนก่อการร้าย คาดหาเงินได้วันละประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายโมฮาเหม็ด อัลฮาคิม เอกอัครราชทูตอิรักประจำสหประชาชาติ ออกมากล่าวว่า กลุ่มไอเอส ใช้วิธีการค้าอวัยวะมนุษย์เพื่อหาเงินทุนสำหรับการก่อการร้าย และเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบหลุมศพขนาดใหญ่หลายแห่งในอิรัก ที่มีการค้นพบในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย ทูตอิรักประจำสหประชาชาติ เปิดเผยต่อสื่อว่า ศพที่พบในหลุมศพดังกล่าวมีร่องรอยของการผ่าตัดและอวัยวะ เช่น ไต หรือส่วนอื่น ๆ หายไป เขายังอ้างด้วยว่า แพทย์ในเมืองโมซูลหลายสิบคนถูกลุ่มไอเอสประหารชีวิต เนื่องจากพวกเขาไม่ยอมให้ความร่วมมือในการผ่าตัดเอาอวัยวะให้ไอเอส ขณะเดียวกัน นายนิโคไล มลาดีนอฟ ทูตสหประชาชาติประจำอิรัก กล่าวว่า มีรายงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากลุ่มไอเอสใช้การขายอวัยวะมนุษย์หาเงินทุนก่อการร้าย แต่ยังไม่อาจด่วนสรุปได้ก่อนที่พวกเขาจะศึกษารายละเอียดมากกว่านี้ ทั้งนี้ กลุ่มไอเอสถูกยกให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ร่ำรวยที่สุดในขณะนี้ โดยเชื่อว่าพวกเขาใช้ทั้งการค้าน้ำมันในตลาดมืด การปล้น และใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการหาเงินทุน โดยคาดว่าไอเอสหาเงินได้วันละประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มะกัน ไม่เก็ท!! จวกบิ๊กตู่ขู่ 'ประหารนักข่าว'
นายก /  ประหารชีวิตนักข่าว / 

กระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐ ออกมาแสดงความกังวล หลังจาก 'พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา' ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเกี่ยวกับบทลงโทษสื่อในการนำเสนอข่าว เมื่อวันพุธ ที่ 25 มี.ค. สำนักข่าว 'รอยเตอร์ส' รายงานรายงานข่าว กรณีที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ออกมาแสดงความกังวล หลังจากการถ้อยแถลงจากให้สัมภาษณ์ของ 'พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา' นายกรัฐมนตรีของไทยผ่านสื่อ ที่ท่าอากาศยานก่อนขึ้นเครื่องเดินทางเยือนประเทศบรูไน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทั้งนี้จากเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ มีการกล่าวถึงหัวข้อบทลงโทษสื่อมวลชน ในการปฏิบัติหน้าที่ บางสำนักที่กล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาลว่าล้มเหลว แต่ไม่พิจารณาถึงสภาพที่เป็นจริง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบคำถามแบบทีเล่นทีจริงว่า 'ประหารมั้ง' พร้อมทั้งกล่าวว่าการวิจารณ์นั้น ทำได้ แต่ขอให้เป็นไปด้วยความเข้าใจไม่เช่นนั้นอาจจำเป็นต้องใช้อำนาจที่มีอยู่ ภายใต้ขอบเขตในประกาศของ คสช. และต่อมาในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ที่มีผู้สื่อข่าวพูดเชิงล้อเล่นถึงการประหารชีวิต นายกฯ จึงหันมาตอบว่า 'เครื่องประหารหัวสุนัข' ทำให้สื่อต่างประเทศออกมาแสดงความกังวล พร้อมผูกโยงกับกรณีที่มาของรัฐบาลจากการรัฐประหาร พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า 'ถึงแม้ถ้อยแถลงดังกล่าวจะเป็นแค่เรื่องล้อเล่น แต่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง ท่ามกลางสภาพของสังคมซึ่งเสรีภาพยังคงถูกกดขี่' อย่างไรก็ตามท่ามกลางสภาพสังคมและบริบทที่แตกต่างกันอาจจะทำให้ เรื่องฮือฮาที่ดูไม่น่าจะมีอะไร แพร่สะพัดไปในโลกออนไลน์ และด้วยกำแพงของภาษาทำให้สื่อต่างประเทศนำเอาไปตีความในความหมายและความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป MThai News ที่มา reuters

ประหารชีวิตมือปืนส่ายก้น
คลิปยิงเจ้าสาว /  คลิปยิงแม่ยาย / 

ไม่ลดโทษ ศาลอุทธรณ์ ยันสั่งประหารชีวิต มือปืนจ่อยิงแฟนสาว พร้อมแม่ยาย

อิเหนาปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษจากออสเตรเลีย
นักโทษประหาร /  ยาเสพติด / 

อินโดนีเซียปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษจากทางการออสเตรเลีย เพื่อยับยั้งการประหารชีวิต นักโทษสองรายในคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย  วันนี้ (5มี.ค.)สำนักข่าวบีบีซี รายงานข่าวว่าโฆษกกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซีย ออกมาปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากกรณที่ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกับทางการอินโดนีเซีย ซึ่งเงื่อนไขในครั้งนี้ เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของออสเตรเลีย เพื่อยับยั้งการประหารชีวิต นายแอนดรูว์ ชาน และ มูราน สุขุมาราน สองนักโทษคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย ที่กำลังจะถูกประหารในไม่นานต่อจากนี้ ก่อนหน้านี้ 'นายโทนี่ แอบบ็อท' นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่า ได้พยายามขอเจรจาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี โจโก วิโดโด้ ของอินโดนีเซียอีกครั้งในเรื่องการยกโทษประหารแก่นักโทษทั้งสอง พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า ทางการออสเตรเลียให้ความเคารพอินโดนีเซีย และถือว่ามิตรภาพระหว่างสองประเทศมีค่ายิ่ง โดยหวังว่าการยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่ออินโดนีเซียจะสำเร็จ แต่กลับไม่เป็นผล MThai News ที่มา BBC