ประหารชีวิต

สนช. เห็นชอบผ่านร่างกฎหมาย ศาลทหาร
ศาลทหาร /  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่านร่างกฎหมายศาลทหาร ด้วยมติเอกฉันท์ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วานนี้ (19 ก.พ. 58) เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาให้เพิ่มอำนาจทหารควบคุมตัวพลเรือนได้นานสูงสุดถึง 84 วัน โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอำนาจศาล และการมอบอำนาจให้ทหารควบคุมตัวพลเรือนโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ ที่ประชุม 179 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ได้มีมติเห็นชอบกับหลักการดังกล่าว และมีมติเห็นชอบวาระ 3 เห็นควรประกาศใช้เป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป ด้าน พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การควบคุมตัวพลเรือนตามร่างกฎหมายนี้ ศาลทหารจะควบคุมตัวเฉพาะความผิดเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง และคดีความมั่นคงเท่านั้น ส่วนคดีอื่นแม้จะเป็นพลเรือน ร่วมกระทำผิดกับทหาร ก็ไม่นำพลเรือนมาขึ้นศาลทหารแต่อย่างใด สำหรับเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ระบุว่า -ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีอำนาจออกข้อบังคับและระเบียบ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดให้ระเบียบราชการของศาลทหาร และอัยการทหาร ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ตุลาการพระธรรมนูญ และอัยการทหาร ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งตามระเบียบที่ กห.กำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง -กำหนดให้คดีที่ต้องดำเนินในศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร -กำหนดให้ศาลจังหวัดทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย เว้นแต่คดีที่จำเลยมียศทหารชั้นสัญญาบัตร -กำหนดให้ศาลทหารสูงสุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารกลาง และคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้นโดยตรงไปยังศาลทหารสูงสุด -กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับเงินรางวัล ค่าตอบแทนค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง ค่าเช่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอย่างใด ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา -กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาทหารมีอำนาจสั่งควบคุมผู้ต้องหา ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารได้ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็น ให้ศาลทหารตั้งทนายให้แก่จำเลย และให้ศาลจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายที่ศาลตั้ง และการพิจารณาคดีของศาลทหารสอดคล้องกับมาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แก้ไขระยะเวลาอุทธรณ์และฎีกา -กำหนดหลักเกณฑ์การอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลทหารสูงสุด นอกจากนี้ยังแก้ไขการบังคับคดีในกรณีหญิงมีครรภ์ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต โดยกำหนดให้รอการประหารชีวิตไว้ก่อนจนกว่าจะพ้นกำหนดสามปีนับแต่คลอดบุตร แล้วให้ลดโทษประหารชีวิตลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการบังคับคดีในกรณีหญิงมีครรภ์ตามมาตรา 247 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา MThai News

กสม.เสนอปลดโทษประหารชีวิต ครม.ส่งพิจารณาใน 30วัน
กสม. /  ครม. / 

กสม.เสนอ ครม.ยกเลิกโทษประหารชีวิต เปลี่ยนเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต ชี้ไม่ช่วยให้ผู้ทำผิดลดน้อยลง ด้าน ครม.ส่งต่อให้ ยธ. นำไปพิจารณาแล้วแจ้งผลภายใน 30 วัน เมื่อ 20 เม.ย.58 ครม. มีมติรับทราบข้อเสนอของกสม. ในเรื่องข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต โดย กสม.รายงานว่า กสม. พบว่าการกระทำความผิดที่มีการลงโทษด้วยการประหารชีวิตไม่ได้ทำให้ความผิดลดลง แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแสดงว่าโทษประหารชีวิตไม่ได้ยับยั้งป้องปรามการกระทำความผิดได้จริง กสม.จึงเห็นสมควรมีข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายต่อครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทางด้าน ข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายของ กสม.ต่อ ครม.ที่น่าสนใจเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายบางมาตราเช่นมาตราที่ไม่ได้มุ่งประสงค์ร้ายแก่ผู้อื่น และเสนอว่า ไม่ควรกำหนดให้มีโทษประหารชีวิตไว้ในกฎหมายที่จะมีการตรากฎหมายขึ้นใหม่ และควรแก้ไขกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิตทุกฐานความผิด เมื่อสังคมมีความเข้าใจและมีความพร้อมในการยกเลิกโทษประหารชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิในการดำรงชีวิตอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ กสม.เสนอว่า ครม.ควรมีมาตรการทดแทน อาจเป็นการเปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยให้มีระยะเวลาการจำคุกไม่ต่ำกว่า 25 - 30 ปี และนักโทษเหล่านี้มีสิทธิยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษได้ตามกลไกที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งต้องเร่งปฏิรูประบบเรือนจำให้สามารถรองรับนักโทษประหารชีวิต หากมีการเปลี่ยนโทษประหารเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยเรือนจำต้องมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักโทษ ทั้งนี้ ครม.รับทราบข้อเสนอ และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม รับข้อเสนอแนะนโยบายและการปรับปรุงกฎหมายของ กสม. โดยให้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ เพื่อพิจารณาตามข้อเสนอ และให้จัดทำรายงานผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม เพื่อเสนอกลับมาที่ครม.ภายใน30วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ขอบคุณข้อมูล/ภาพ bangkokbiznews MThai News

สลดใจ คู่รักถูกรุมปาหินจนตาย ฐานมีเซ็กส์ก่อนแต่งงาน
กลุ่มไอเอส /  ปาหิน / 

สุดป่าเถื่อน ชาวบ้านรุมปาก้อนหินใส่คู่รักหญิงชาย หลังถูกจับได้ว่าได้ทำผิดประเวณีของชาวท้องถิ่นอย่างร้ายแรงกลางถนนจนตาย วานนี้ (30 มี.ค.) สำนักข่าว 'นิวยอร์ก ไทม์' เผยแพร่รูปภาพที่น่าตกใจ ปรากฏภาพของฝูงชนนับพันราย ในเมืองโมซูล เมืองซึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศอิรัก ซึ่งเป็นเมืองที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มรัฐอิสลาม 'ไอเอส' ขณะรุมประชาทัณฑ์ คู่รักชายหญิงที่ถูกจับได้ว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศ ก่อนการเข้าพิธีสมรสอย่างถูกต้องตามประเพณี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดประเวณีของกลุ่มอย่างร้ายแรง จึงถูกลงโทษด้วยการรุมปาก้อนหินใส่ร่างกาย จนกระทั่งเสียชีวิตอย่างเอน็จอนาถ ทั้งนี้ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาปรากฏให้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ฝูงชนจำนวนมาก ล้อมรอบเหยื่อทั้งสองราย กลางท้องถนนสาธารณะ พร้อมด้วยนักรบจากกลุ่มไอเอสจำนวน 12 ราย ที่กำลังสะพายกระเป๋า ซึ่งภายในเต็มไปด้วยก้อนหิน ที่นำมาใช้ในพิธีประหาร และเริ่มต้นอ่านคำตัดสินคล้ายกับอัยการที่อยู่ในศาล เบื้องหน้าฝูงชนที่รายล้อม โดยฝ่ายหญิงเสียชีวิตหลังจากถูกปาหินเพียงแค่ 3 ก้อน ส่วนฝ่ายชาย เสียชีวิตหลังจากฝ่ายหญิงเพียงไม่นานเช่นกัน ส่งผลให้ที่เกิดเหตุ อาบนองไปด้วยเลือด โดยการประหารชีวิตด้วยวิธีดังกล่าว ได้ถูกกำหนดให้เป็นการลงโทษรูปแบบล่าสุด เพื่อลงโทษผู้ที่ประพฤติผิดในทางสังคม ศาสนา รวมไปถึงการก่ออาชญากรรมในเขตใต้อาณัติของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม MThai News ที่มา mirror

สปช.ถก รธน. วัน 3 -บวรศักดิ์บอกซักฟอกสร้างสรรค์
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ /  ร่างรัฐธรรมนูญ / 

"บวรศักดิ์" พอใจภาพรวมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ยินดีนำความเห็นต่างไปปรับแก้ ขณะรับหนังสือข้อเสนอแนะจาก "วีระ สมความคิด" นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รับหนังสือข้อเสนอแนะและแนวคิดเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเสนอขอให้มีการเพิ่มโทษคดีคอร์รัปชั่นและคดีจะต้องไม่มีอายุความ ส่วนทรัพย์สินที่อายัดได้ต้องตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงขอให้จัดตั้งศาลพิเศษ เพื่อพิจารณาตัดสินคดีคอร์รัปชั่นเป็นการเฉพาะ ขณะที่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง จะต้องไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และหากนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการคอร์รัปชั่นจนทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐที่มีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท ต้องถูกลงโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี และไม่มีสิทธิ์ได้รับการลดโทษหรืออภัยโทษ และความเสียหายที่เกิดต่อรัฐ มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท ต้องถูกลงโทษประหารชีวิต ขณะที่ นายบวรศักดิ์ กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาว่า เป็นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ ส่วนความเห็นต่างของสมาชิก สปช. ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยินดีรับฟัง ซึ่งหากจะพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมก็จะนำไปดำเนินการได้ MThai News

ศาลตัดสิน ประหารชีวิตมือระเบิดบอสตันมาราธอน
Dzhokhar Tsarnaev /  ประหารชีวิตมือระเบิดบอสตันมาราธอน / 

ศาลสหรัฐ พิพากษาลงโทษประหารชีวิต 'โซการ์ ซาร์นาเยฟ' มือวางระเบิดบอสตันมาราธอน ในความผิดอุกฉรรจ์ 6 กระทงจากทั้งหมด 17 กระทง วันที่ 16 พ.ค.58 นายโซการ์ ซาร์นาเยฟ ( Dzhokhar Tsarnaev) มือวางระเบิดบอสตันมาราธอนถูกศาลแมสซาชูเซตส์พิพากษาลงโทษประหารชีวิตจากความผิด 30 กระทง โดยนายซาร์นาเยฟและพี่ชายได้ร่วมกันวางระเบิดที่งานวิ่งมาราธอนเมืองบอสตันของสหรัฐเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2556 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 264 คน หลังจากที่่คณะลูกขุนใช้เวลาพิจารณากันอยู่นานกว่า 14 ชั่วโมงก็ได้ลงความเห็นว่านายซาร์นาเยฟมีความผิดจริงและจะถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษ ซึ่งคณะลูกขุนชาย 5 คน หญิง 7 คนลงความเห็นว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของมาร์ติน ริชาร์ด เด็กชายวัย 8 ปี และลินซี่ ลู วัย 23 ปี ส่วนการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจเชน คอลลิเออร์สนั้นเป็นฝีมือของนายทาเมอร์ลัน (Tamerlan) พี่ชายของนายซาร์นาเยฟ ทั้งนี้นายทาเมอร์ลันได้เสียชีวิตลงที่จุดเกิดเหตุระเบิดหลังโชคร้ายโดนน้องชายขับรถชนขณะพยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ ด้านนางลอเรตตา ลินช์ รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐกล่าวว่า เป็นการลงโทษที่เหมาะสมแล้ว  ขณะที่ชาวเมืองบอสตันในรัฐแมสซาชูเซตตส์ส่วนใหญ่คัดค้านการประหารชีวิตนายซาร์นาเยฟ เนื่องจากรัฐนี้ยกเลิกโทษประหารไปตั้งแต่ปี 2490 ส่วนครอบครัวผู้เสียชีวิต ไม่อยากให้ประหารชีวิต เพราะเกรง การอุทธรณ์ต่อสู้คดียืดเยื้ออีกหลายปี จะทำให้ความเจ็บปวดของพวกเขาไม่สงบลงเสียที ขอบคุณข้อมูล/ภาพ สำนักข่าวไทย MThai News

พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ วาระครบ 5รอบ สมเด็จพระเทพฯ
พระเทพ /  ราชกิจจานุเบกษา / 

เว็บไซต์ราชกิจจาฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ สมเด็จพระเทพฯ วันนี้ (30 มี.ค. 58) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย. 2558 ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้ต้องขังที่มีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อย มีดังนี้ -ต้องเป็นผู้ต้องขังที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ หรือเป็นผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น พิการ ทุพลภาพอย่างเห็นได้ชัด เจ็บป่วยด้วยโรคที่ได้รับการตรวจรับรองเอกฉันท์ว่าไม่สามารถรักษาในเรือนจำให้หายได้ เช่น โรคเรื้อน ไตวายเรื้อรัง มะเร็ง เอดส์ โดยจะต้องเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนด -กรณีหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรกไม่ว่าความผิดเดียวหรือหลายคดี ซึ่งต้องรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนด -เป็นคนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ซึ่งเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือคนที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป -เป็นผู้ต้องโทษจำคุกครั้งแรกและมีอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 -เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นดีเยี่ยม ซึ่งมีโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 2 ปี สำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษมีดังนี้ -ผู้ต้องขังเด็ดขาดต้องโทษประหารชีวิต ให้เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต -ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นจำคุก 50 ปี แล้วให้ลดโทษตามลำดับชั้น ประกอบด้วย ชั้นเยี่ยม 1 ใน 5 ชั้นดีมาก 1 ใน 5 ชั้นดี 1ใน 6 ชั้นกลาง 1 ใน 7 -ส่วนผู้ต้องขังคดียาเสพติดโทษจำคุกไม่เกิน 8 ปี มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ชั้นเยี่ยมลดโทษ 1 ใน 7 ชั้นดีมาก 1 ใน 8 ชั้นดี 1 ใน 9 และชั้นกลาง 1 ใน 10 MThai News

สอบพยานเพิ่มมัดตัว ผจก.แคมป์เขาแก้ว-ปมเรียกค่าไถ่โรฮีนจา
จ.สงขลา /  ชาวโรฮีนจา / 

ตร.สอบ 2 พยานปากสำคัญให้การมัดตัวผู้จัดการแคมป์เขาแก้ว หลังสั่งหารชาวโรฮีนจา เหยื่อเรียกค่าไถ่บนแคมป์เขาแก้ว วันนี้ 26 พ.ค. พ.ต.ท.นิติ บุญจันทร์ หัวหน้าพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนเรียกค่าไถ่ชาวโรฮีนจาที่เกิดขึ้นใน จ.นครศรีธรรมราช และนำไปสู่การค้นพบแคมป์กักกันชาวโรฮีนจาของขบวนการค้ามนุษย์ในอำเภอสะเดา จ.สงขลา ล่าสุดนั้นได้ยื่นร้องขอต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำการเบิกตัว นายอานัว ผู้จัดการแคมป์เขาแก้ว ผู้ต้องหาชาวโรฮีนจาในคดีเรียกค่าไถ่ จากเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เข้าสืบพยานล่วงหน้าแล้ว โดยมีพยาน 2 ปากคือ นายกูรา เมียน้าชายของ นายคาซิม ชาวโรฮีนจาเหยื่อค่าไถ่ที่ถูกสังหาร และ นายรอฟิก ประจักษ์ พยานที่เห็นเหตุการณ์ในขณะที่ นายอานัว สังหารเหยื่อ ขึ้นสืบพยานล่วงหน้าโดยทั้งคู่ต่างให้การมัดตัว นายอานัว ซึ่งได้ถูกตั้งข้อหาเรียกค่าไถ่จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอัตราโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ส่วนความเชื่อมโยงทางคดีนั้นล่าสุดพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 ได้ทำหนังสือพร้อมหมายจับอายัดตัว นายอานัว กับเรือนจำกลางนครศรีธรรมราชแล้วเช่นกัน โดยมีข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ และอาชญากรข้ามชาติ ตามลำดับ โดยในคดีค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นคดีเกี่ยวเนื่องที่มีศูนย์กลางในการดำเนินคดีอยู่ที่ จ.สงขลา MThai News

อิเหนาปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษจากออสเตรเลีย
นักโทษประหาร /  ยาเสพติด / 

อินโดนีเซียปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษจากทางการออสเตรเลีย เพื่อยับยั้งการประหารชีวิต นักโทษสองรายในคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย  วันนี้ (5มี.ค.)สำนักข่าวบีบีซี รายงานข่าวว่าโฆษกกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซีย ออกมาปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากกรณที่ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกับทางการอินโดนีเซีย ซึ่งเงื่อนไขในครั้งนี้ เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของออสเตรเลีย เพื่อยับยั้งการประหารชีวิต นายแอนดรูว์ ชาน และ มูราน สุขุมาราน สองนักโทษคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย ที่กำลังจะถูกประหารในไม่นานต่อจากนี้ ก่อนหน้านี้ 'นายโทนี่ แอบบ็อท' นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่า ได้พยายามขอเจรจาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี โจโก วิโดโด้ ของอินโดนีเซียอีกครั้งในเรื่องการยกโทษประหารแก่นักโทษทั้งสอง พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า ทางการออสเตรเลียให้ความเคารพอินโดนีเซีย และถือว่ามิตรภาพระหว่างสองประเทศมีค่ายิ่ง โดยหวังว่าการยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่ออินโดนีเซียจะสำเร็จ แต่กลับไม่เป็นผล MThai News ที่มา BBC 

โสมแดง สั่งประหาร จนท.ระดับสูงแล้ว 15 ราย
15 คน /  คิม จอง อึน / 

นับตั้งแต่ต้นปี เกาหลีเหนือมีคำสั่งประหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงแล้วกว่า 15 ราย วันนี้ (30 เม.ย.) สำนักข่าว 'ซีเอ็นเอ็น' รายงานข่าว อ้างอิงจากหน่วยสืบราชการลับของเกาหลีใต้ ที่ระบุว่า ภายในปี 2558 ที่ผ่านมา นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ มีคำสั่งประหารชีวิตนักโทษไปแล้ว 15 ราย โดยทั้งหมดนี้ถูกตั้งข้อหาจารกรรม และถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าที่ระดับ เบื้องต้นคาดว่า นักโทษเหล่านี้ท้าทายอำนาจของผู้นำสูงสุด โดยจากจำนวน 2 ราย จากผู้ถูกประหารทั้งหมด คือรัฐมนตรีช่วยว่าการ ซึ่งเคยแสดงการท้าทายนโยบายต่างๆของนายคิม และมีอีก 4 คนเป็นสมาชิกวงออเคสตราอึนฮาซูซึ่งภรรยาของนายคิมเคยเป็นนักร้องในสังกัดด้วย ว่ากันว่า กลุ่มนักดนตรีถูกประหารเนื่องจาก เผยแพร่ข้อมูลลับภายในครอบครัวของผู้นำเกาหลีเหนือ MThai News ที่มา CNN

ปิดตำนาน 'เสือใบ' สุภาพบุรุษขุนโจรเมืองสุพรรณ
ขุนพันธรักษ์ราชเดช /  ปิดตำนานโจร / 

"โจรเมืองสุพรรณ" ถือเป็นกลุ่มโจรในประวัติศาสตร์ที่ถูกขนานนามขึ้น ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากเมืองสุพรรณ มีลักษณะเป็นหัวเมืองป่าดงที่รกร้าง เมื่อครั้งหลังเสียกรุงศรีอยุธยา การคมนาคมค่อนข้างยากลำบาก พื้นที่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานของเหล่าโจรผู้ร้าย ส่งผลให้ในช่วงนั้นเมืองสุพรรณมีโจรชุกชุมเป็นอย่างมาก เมื่อราว พ.ศ. 2460 มีการเปิดบริษัทเดินเรือไปเมืองสุพรรณบุรี บ้านเมืองเจริญขึ้น โจรผู้ร้ายลดน้อยลงบ้าง จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเกิด "ชุมโจร" ขึ้นในเมืองสุพรรณบุรีเป็นจำนวนมาก อาทิ ชุมเสือฝ้าย เสือดำ เสือใบ เสือมเหศวร เสือแบน เสือหนาม เสือแฉ่ง และหลังจากสงครามโลกสงบลงไม่กี่ปี ทางกองปราบปรามได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ "ชุมโจร" ในเมืองสุพรรณบุรีหมดไปในที่สุด… "เสือใบ" หนึ่งในอดีตจอมโจรชื่อดัง ผู้เลื่องชื่อลือชาในเมืองสุพรรณ ชื่อนี้คงต้องถูกปิดตำนานลงในยุคไอทีปี 2558 หลังจาก "เสือใบ" ทรุดหนักถูกหามส่งโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยอาการเส้นเลือดโป่งไปกดทับระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากมีอาการไอและหายใจเหนื่อยหอบ และถูกนำตัวส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเเพทย์วินิจฉัย พบว่ามีการติดเชื้อในกระเเสเลือด ปอดอักเสบ เส้นเลือดในปอดโป่งพองถึงขนาด 9 เซนติเมตร ด้วยวัยชราถึง 94 ปี และการติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรง ทำให้ภาวะช็อกต่อเนื่อง ร่างกายไม่ตอบสนองแก่การรักษา ความดันลดลงตามลำดับ ส่งผลให้ "เสือใบ เสียชีวิตลงอย่างสงบ เมื่อเวลา 11.00 น.วานนี้ (24พ.ค.) นับเป็นการสูญเสียอดีตจอมโจร คนสำคัญของเมืองสุพรรณไปอีกหนึ่งราย ต่อจาก "เสือมเหศวร" จอมโจรแก๊งเดียวกัน ที่เสียชีวิตลงเมื่อช่วงปลายปี2557 "เสือใบ" หรือนายใบ สะอาดดี เป็นชาวเมืองสุพรรณบุรีโดยกำเนิด เป็นจอมโจรที่โด่งดัง ร่วมสมัยกับ เสือดำ เสือหวัด เสือฝ้าย เสือมเหศวร "เสือใบ" จะออกปล้นในแถบภาคกลาง จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดลพบุรี โดยเวลาออกปล้นจะแต่งชุดสีดำ สวมหมวกดำ และปล้นด้วยความสุภาพ จนได้รับฉายาว่า "สุภาพบุรุษเสือใบ" และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ยังได้เข้าร่วมกับขบวนการไทยถีบ ดักปล้นและถีบสินค้าหรืออาวุธของทางทหารญี่ปุ่นจากขบวนตู้รถไฟอีกด้วย ก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายโจร...เสือใบมีอาชีพเป็นชาวนาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี พอช่วงปี 2487 ขณะนั้นเสือใบอายุประมาณ 30 ปี บ้านถูกกลุ่มโจรวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเข้ามาขโมยควาย ตอนนั้นเสือใบไม่คิดแค้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีการเสียเลือดเนื้อ แต่อีก 5 เดือนต่อมา โจรกลุ่มเดิมย้อนรอยกลับมาปล้นที่บ้านของเสือใบอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้ฉุดน้องเมียไปด้วย สร้างความคับแค้นใจให้กับเสือใบอย่างมาก จึงคว้าปืนลูกซองออกตามล่ากลุ่มโจรดังกล่าวและสามารถช่วยชีวิตน้องเมียกลับคืนมาได้อย่างปลอดภัย โดยการฆ่าโจรตายไป 2 ศพ เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้มือของเสือใบต้อง "เปื้อนเลือด" เป็นครั้งแรก โดยการสังหารโจรตายไป 2 ศพ เสือใบต้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไล่ล่า จึงหนีออกจากบ้านและเริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางสายโจร มาอาศัยอยู่ในป่าแถบอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ในสังกัดเสือฝ้าย ต่อมาแยกตัวเป็นอิสระ จนมีชื่อเสียงในวงการโจร มีลูกน้องถึง 40 คน เสือใบจะออกปล้นอยู่ในเขตจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท ส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีจะไม่ปล้น เพราะเป็นเขตอิทธิพลของเสือฝ้าย โดยการปล้นจะเลือกปล้นเฉพาะคนรวยหน้าเลือด ได้เงินจากการโกงคนจน คนรวยที่มีคุณธรรมช่วยเหลือชาวบ้านเสือใบจะไม่ปล้น และการปล้นแต่ละครั้งจะไม่เอาทรัพย์สินไปทั้งหมด เอาเพียงครึ่งเดียว ใช้วิธีการปล้นแบบขอเจ้าทรัพย์ สิ่งไหนเจ้าทรัพย์ไม่ให้ก็ไม่เอา และถือคติ "ห้ามทำร้ายเจ้าทรัพย์เด็ดขาด ยกเว้นขัดขืนและต่อสู้" เมื่อปล้นทรัพย์สินมาได้ จะนำบางส่วนมาช่วยคนจน จนกระทั่ง "เสือใบ" ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม โดยนายตำรวจมือปราบชั้นยอด "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทย มีชื่อเสียงในการปราบโจรผู้ร้ายในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในภาคกลาง อาทิ เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร ภาคใต้ในจังหวัดพัทลุง สามารถปราบ เสือสัง หรือ เสือพุ่ม ไม่เว้นแม้แต่ที่จังหวัดนราธิวาส ที่ยังสามารถปราบผู้ร้ายทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ "อะเวสะดอตาเละ" จนได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า "รายอกะจิ" ซึ่งแปลว่า "อัศวินพริกขี้หนู" และได้รับฉายาตามมามากมาย ทั้ง นายพลตำรวจหนังเหนียวผู้จับเสือมือเปล่า,นายพลตำรวจหนวดเขี้ยว,ขุนพันธ์ฯ ดาบแดง (ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นดาบที่ตกทอดมาจาก พระยาพิชัยดาบหัก ฝักดาบมีถุงผ้าสีแดงห่อหุ้ม ตัวดาบมีความคมกล้า) และจอมขมังเวท ภายหลังถูกปราบโดย "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" เสือใบถูกศาลตัดสินประหารชีวิต แต่ให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อต้องถูกจองจำอยู่ในคุก เสือใบมีความประพฤติดีจึงได้รับการอภัยโทษ เหลือจำคุก 20 ปี จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์นักโทษเข้าทำร้ายร่างกายผู้คุม เสือใบจึงเข้าไปช่วยเหลือผู้คุมให้รอดพ้นจากการถูกทำร้ายเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เสือใบได้รับการลดโทษออกจากคุก สามารถกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมอีกครั้ง เรื่องราวของ "เสือใบ" โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จนกลายมาเป็นวรรณกรรมของ ป. อินทรปาลิต ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2514 ชื่อ "สุภาพบุรุษเสือใบ" ผู้รับบทเสือใบ คือ ครรชิต ขวัญประชา และในปี พ.ศ. 2541 ในเรื่อง "เสือ โจรพันธุ์เสือ" โดย หนุ่ย อำพล ลำพูน รับบทเป็นเสือใบ และกำกับการแสดงโดย ธนิตย์ จิตนุกูล หลังจากได้รับอิสรภาพกลับคืนมา...เสือใบได้ให้ข้อคิดกับเยาวชนรุ่นหลังว่า "ให้ลูกหลานที่เกเร รู้ว่าการเป็นโจร เป็นเสือ มันไม่ดี เพราะต้องอยู่อย่างหลบซ่อนตัวตลอดเวลา และทรัพย์สินที่ปล้นมาอยู่ได้ไม่นาน จึงอยากให้ทุกคนตั้งใจทำงาน ขยันหมั่นเพียร เข้าไว้ อยากได้อะไรก็เก็บหอมรอมริบเอา เดี๋ยววันหนึ่งเราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ" ในช่วงสุดท้ายของชีวิต "เสือใบ" ได้ตั้งมั่นแห่งชีวิตในการดำรงตนตามพระราชปณิธานเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยยึดถือเป็นแนวทางดำเนินชีวิตของครอบครัว "สะอาดดี" ณ บ้านพันตำลึง ตำบลดอนกำยาน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต... สิ้นชื่อของ "เสือใบ" ในครั้งนี้ ถือเป็นการปิดตำนาน "เสือเมืองสุพรรณ" คนสุดท้าย ที่ยังหลงเหลืออยู่จากประวัติศาสตร์จอมโจรเมืองสุพรรณผู้โด่งดัง ทิ้งไว้เพียงชื่อให้ทุกคนได้จดจำ และเก็บไว้เพียงแค่ตำนาน.....เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้คนรุ่นหลัง ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย,กลุ่มสายตรงภาคสนาม ,www.gotoknow.org MThai News

ย้อนคดีโหด 'ศักดิ์ ปากรอ' ฆ่ายกครัว โทษประหารสุดท้ายปล่อยตัว
ฆ่ายกครัว /  ศักดิ์ ปากรอ

จากกรณีข่าวคนร้ายสังหารนายเนติราษฎร์ นพวงศ์ หรือ ศักดิ์ ปากรอ อดีตมือฆ่ายกครัวเมื่อปี 2540 วันนี้ MThaiขอพาทุกท่านไปย้อนไปอ่านคดีนี้อีกครั้ง หากย้อนกลับไปเมื่อปี2540 คดีที่สะเทือนขวัญคนไทยมากที่สุดคือ ศักดิ์ ปากรอ กับคดีฆ่าแขวนคอ5ศพ ครอบครัวบุญทวี ที่จังหวัดสงขลา เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนร่วมงานของ นายประภาส บุญทวี หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านระวะ ได้ไปตามนายประภาสที่บ้านแต่กลับไม่มีคนมาเปิดประตู เพื่อนนายประภาสเห็นผิดสังเกตจึงเข้าไปดูในตัวบ้านพบภาพน่าสยดสยองเป็นศพของครอบครัวบุญทวีถูกแขวนคอกับราวบันได โดยพบศพ นายประภาส บุญทวีและลูกชาย 3 คนของเขา ประกอบด้วย ด.ช.กัมปนาท,ด.ช.ชัชวาลย์,ด.ช.ปรนนท์ ส่วนศพของ นางเจียมจิต บุญทวี ภรรยาของประภาส ถูกมัดมือมัดเท้าทุบศีรษะและใบหน้าด้วยของแข็งตายอนาถอยู่บนเตียงนอน ข่าวปรากฎไปทั่วทุกสื่อเป็นที่สะเทือนขวัญเป็นอย่างมากจนกรมตำรวจไล่เช็คประเด็นความขัดแย้งของครอบครัวบุญทวี แต่ก็ไม่พบปมแค้นใดๆที่นำมาสู่การฆ่ายกครัวในครั้งนี้ ทีมสืบสวนลงพื้นที่สถานที่เกิดเหตุพบ ลุงอ่ำ อายุ 70 ปี เพื่อนบ้านครอบครัวบุญทวีที่กลายเป็นพยานสำคัญที่เล่าว่า ตนได้เห็นคนร้ายจับเด็กในบ้านแขวนคอ คนร้ายเป็นวัยรุ่น2 คนที่ไม่ใช่คนแถวนี้และไม่เคยเห็นมาก่อน ตำรวจพุ่งเป้าการฆ่ายกครัวไปเป็นการฆ่าเพื่อชิงทรัพย์สิน เนื่องจากพบว่าข้าวของในบ้านถูกรื้อกระจุยกระจาย จึงพบว่าพระเครื่องหลายร้อยองค์ที่นายประภาสร่วมจัดสร้างกับเจ้าอาวาสวัดป่าขาด ใน อ.สทิงพระ หายไปทั้งหมด ในขณะเดียวกันตำรวจเมืองยะลาได้แจ้งมาว่ามีวัยรุ่น 2 คน เอาพระเครื่องรุ่นดังกล่าวไปให้ ผู้ใหญ่บ้านที่ อ.ธารโต จ.ยะลา จากการสอบถามพบว่าคนที่เอาพระมาให้ผู้ใหญ่บ้าน ชื่อ เรืองศักดิ์ ทองกุล หรือ ศักดิ์ ปากรอ การตามล่า  จึงเริ่มต้นขึ้น โดยทางญาติของศักดิ์เผยว่า ศักดิ์ ได้หนีไปกบดานกับญาติที่กาญจนบุรีแล้ว เจ้าหน้าที่จึงตามไปจับกุม จนกระทั่งวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 มีคนเห็นศักดิ์ ปากรอ กำลังยืนอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวของตัวเองอยู่และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าล็อคตัวคาหน้าแแผงหนังสือ จากการสอบสวน ศักดิ์ ปากรอ ปิดปากเงียบ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้หลักจิตวิทยา ทำเป็นชื่นชมว่า ศักดิ์ ปากรอใจกล้ามากๆ ทำให้มันยอมเปิดปากว่าเขาเป็นคนฆ่ายกครัวจริงๆ โดยร่วมมือกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง คอยดูต้นทางซึ่งสาเหตุคือจะไปปล้นเงิน เนื่องจากได้ยินมาว่านายประภาสขายวัวชนได้1ล้านบ้าน เมื่อเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุเห็นเด็ก3คนกลับมาบ้านจึงได้จับมัดมือมัดเท้า ต่อมาภรรยาประภาสกลับมาถึง ก็จับมัดมือมัดเท้าไว้ที่เตียงนอนในห้อง ตอนนั้นยังไม่ได้ลงมือฆ่าใคร เมื่อหมอประภาสเข้ามาในบ้านก็จับล็อคตัว มัดมือมัดเท้าแล้วถามหาเงินแต่หมอประภาส ปฏิเสธว่าไม่มีเงิน จึงจับหัวเมียหมอประภาส โขกกับเตียงจนเสียชีวิต แต่นายประภาสไม่ยอมบอกที่ซ่อนเงิน ศักดิ์ ปากรอจึงใช้เชือกแขวนคอลูกชายทั้งสามผูกกับบันไดแล้วถีบให้ตกลง สุดท้ายก็จับนายประภาสแขวนคอตายศพเรียงกันเป็นภาพที่สยดสยอง เมื่อเจ้าหน้าที่ถามว่า ฆ่าคนตายแบบนี้ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ ศักดิ์ ปากรอ กลับตอบว่า " ไม่นี่ ไม่เห็นเป็นไร คนจะตายมันก็ต้องตาย " จากการสอบสวนพบว่า ศักดิ์ ปากรอมีปัญหาเก็บกด เคยจับวัวแขวนคอและมีปัญหากับครอบครัวในช่วงวัยเด็ก คดีฆ่ายกครัวนี้ศาลตัดสินให้ประหารชีวิต ศักดิ์ ปากรอ แต่คำรับสารภาพเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต วันเวลาผ่านไป ศักดิ์ ปากรอ ได้รับลดหลั่นโทษเรื่อยมาจนได้รับอภัยโทษในที่สุด รวมระยะเวลาในคุกเพียง 15 ปี ก่อนที่เขาจะมาจบชีวิตด้วยการถูกมือปืนสังหารตาย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา MThai News ขอบคุณภาพจาก เดลินิวส์

ออสซี่เรียกทูตกลับประเทศ โต้อินโดฯประหารนักโทษ
#BoycottIndonesia /  นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย / 

รัฐบาลออสเตรเลีย ตอบโต้ทางการอินโดนีเซีย ด้วยการเรียกทูตประจำอินโดนีเซียกลับประเทศ หลังทางการอิเหนาสั่งประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 8 ราย วันนี้ (29 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวกรณีที่นาย 'โทนี่ แอ๊บบอตต์' นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีคำสั่งเรียกตัวเจ้าหน้าที่ทูตประจำประเทศอินโดนีเซียกลับประเทศ หลังจากการดำเนินการประหารนักโทษคดียาเสพติดโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย เมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา ซึ่งนักโทษ 2 จาก 8 ราย เป็นประชาชนชาวออสเตรเลีย โดยนาย โทนี่ แอบบ็อตต์  มีการแถลงตอบโต้อินโดนีเซีย ด้วยการดำเนินการทางการทูต ภายหลังจากการประหารนักโทษ 8 ราย ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง อัยการสูงสุดในอินโดนีเซีย เผยว่า การประหารนักโทษ ไม่ใช่เรื่องที่พรึงปรารถนา สำหรับตน แต่มีความจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อต่อสู่กับอาชญากรรมยาเสพติด เพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากพิษภัยในด้านดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้อินโดนีเซีย กำลังเผชิญกับสงครามยาเสพติดอย่างหนักหน่วง พร้อมทั้งแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของนักโทษประหารทุกคน ซึ่งในอดีต เนเธอร์แลนด์ และบราซิล ก็เคยประสบกับความขัดแย้งเช่นเดียวกับที่ออสเตรเลียประสบอยู่ หลังจากนั้นนาย 'จูซุฟ กัลลา' รองประธานาธิบดีอินโดนีเซียออกมากล่าวว่า การดำเนินการถอดถอนทูตกลับประเทศดังกล่าว เป็นรูปแบบการประท้วงที่เป็นปกติ และจะกลับมาภายใน 1-2 เดือน แต่เราจะไม่ปฏิบัติเช่นเดียวกันเพื่อเป็นการตอบโต้ พร้อมทั้งกล่าวถึงการดำเนินการประหารนักโทษคดียาเสพติด ว่าต้องการปราบปรามอาชญากรรมนักค้ายาให้หมดไปจากประเทศ การลงโทษด้วยการประหาร เปรียบเหมือนการเชือกไก่ให้ลิงดู และเรียกร้องให้นานาชาติ เคารพในอธิปไตยของอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลก ที่ต่อต้านการกระทำของทางการอินโดนีเซีย ซึ่งนำโดยนาย 'โจโก วิโดโด' ประธานาธิบดี ตัดสินใจดำเนินการลงดาบนักโทษทั้ง 8 ราย ท่ามกลางกระแสการต่อต้านจากนานาประเทศ ด้วยการใช้ #BoycottIndonesia ซึ่งหมายถึงการคว่ำบาตรอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้มีการใช้วิธีดังกล่าว เผยแพร่กระแสการต่อต้าน หลั่งไหลภายในโลกโซเชี่ยวหลายร้อยครั้ง MThai News ที่มา dailymail

โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา
ที่สุดในประเทศไทย /  ประวัติศาสตร์ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยขอนำเกร็ดความรู้ ประวัติศาสตร์ไทย มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ ซึ่งในวันนี้นี้จะเกี่ยวกับ โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา  โหดไม่แพ้ของต่างประเทศที่ทีนเอ็มไทยเคยนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันคราวก่อนเลย >,< เนื้อหาอาจรุนแรง เหมาะกับ 18+ นะค่ะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดอีกยุคสมัยหนึ่งของไทยเรา พบว่า มีการตราบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุดคือ โทษประหารชีวิตเอาไว้ในพระไอยการกระบถศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อนจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่กฎหมายฉบับนี้มิได้มีการแก้ไขในบทลงโทษความผิดขั้นประหารชีวิตและวิธีการประหารชีวิตเลยแม้แต่น้อย คือยังคงลักษณะเดิมไว้แต่ครั้งการตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทุกประการ โดยวิธีการประหารชีวิตตามพระไอยการกระบถศึก บันทึกและอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดถึงวิธีการลงโทษประหาร 21 วิธีหรือ 21 สถาน ดังนี้ สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์ สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง) เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาเพลิงจุด สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาเพลิงจุด สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้ว ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอวและให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้งเป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้ากระทำหนังเบื้องบนให้คลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้าง ข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน (ลน) ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย สถาน 9 คือ ให้เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก (เปิด) หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย สถาน 10 คือ ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง(นำเนื้อมาชั่งให้ได้น้ำหนักหนึ่่งตำลึง:มาตราวัดสมัยโบราณ) จนกว่าจะสิ้นมังสา (เนื้อ) สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดครูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก สถาน 12 คือ ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน (เวียนเทียน) สถาน 13 คือ ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา (ลูกหิน) บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอมแล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า สถาน 14 คือ ให้เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วลาด**censor**ลงมาแต่ศีศะ (ศีรษะ) จนกว่าจะตาย สถาน 15 คือ ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยากแล้วปล่อยให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า สถาน 16 คือ ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ สถาน 17 คือ ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย สถาน 18 คือ ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อนคลอกด้วยเพลิงพอหนังไหม้แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เป็นริ้วน้อยริ้วใหญ่ สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย เกร็ดความรู้  เรื่องเล่าจากลานประหาร การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในทุก ๆ ประเทศ ที่มีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งถ้าหากใครได้อ่านหรือศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ซักครั้ง คงจะรู้สึกไม่ต่างกันหรอกค่ะว่า แม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีเครื่องมือประหารชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่ความรุนแรง หรือความซาดิสม์นั้นไม่ได้ต่างกันเลย เพราะไม่ว่าจะใช้เครื่องมือไหน ๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือทรมานคนผิดอย่างเลือดเย็นแล้วปล่อยให้เจ็บปวดตายไปในที่สุด ในประเทศไทยก็เช่นกัน โทษประหารที่เคยทำกันมาตั้งแต่อดีตนั้นขึ้นชื่อว่าโหดใช่ย่อย เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ วิธีการประหารชีวิตจะเน้นความทรมานชนิดที่ได้ยินแล้วยังขนลุก ไม่ว่าจะเป็นการเอาน้ำมันเดือดราดหัวจนตาย เอามีดและขวานผ่าอกแหวกตับไตไส้พุงทั้งเป็นจนตาย  เอาเบ็ดใหญ่เกี่ยวเนื้อให้หลุดทีละส่วนจนตาย เอามีดคม ๆ แล่เนื้อลอกหนังออกทีละนิดจนตาย เอาหอกค่อย ๆ ทิ่มแทงจนตาย หรือฝังดินครึ่งตัวแล้วเผาส่วนบนจนทรมานตาย ซึ่งโทษแสนทรมานในสมัยนั้น ก็จะตัดสินจากความผิดที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นถ้าใครเผาบ้านเมือง ก็จะถูกประหารด้วยการเอาผ้าชุบน้ำมันพันรอบตัวแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น อย่างงี้เป็นต้น และที่สำคัญการประหารชีวิตทุกรูปแบบก็จะต้องทำกันแบบโจ่งแจ้งต่อหน้าชาวบ้านมากมาย เพื่อให้คนเกรงกลัว และมันก็ได้ผลดีเลยล่ะค่ะ เพราะเวลาที่มีการประหารนักโทษซักคน บ้านเมืองก็สงบสุขไปพักใหญ่ทีเดียว เพราะไม่มีใครกล้าทำความผิด ไม่มีใครอยากถูกลงโทษอย่างทรมานอย่างที่ตัวเองไปเห็นมา สมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ การประหารด้วยวิธีทรมานสารพัดก็เริ่มค่อย ๆ หายไป เหลืออยู่แค่วิธีเดียวง่าย ๆ นั่นคือ การตัดคอหรือกุดหัวเท่านั้น เป็นวิธีฉับเดียวดับ ไม่ทันได้ทรมานก็ตายแล้ว แถมก่อนหน้าวันประหารก็ยังมีการเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำอย่างดีอีก และพอถึงวันประหารนักโทษก็ถูกปิดตา ไม่ต้องเห็นบาดแผล ไม่ต้องรู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรเรา ไปแบบสบาย ๆ เลยทีเดียว ในการประหารนักโทษ 1 คน เค้าจะใช้เพชฌฆาตถึง 3 คน ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเพชฌฆาตดาบ 1 จะพลาด ก็พลาดมากที่สุดแค่ตัดคอแล้วตายแต่คอดันไม่ขาด ซึ่งแบบนี้เพชฌฆาตดาบ 2 ก็จะรีบเข้ามาฟันให้ขาดทันที ถ้ายังไม่ขาดอีกก็มีดาบ 3 สำรองไว้อีก ต้องเอาให้ขาดอย่างแท้จริงเพื่อที่จะเอาหัวไปเสียบประจานนั่นเอง ส่วนร่างกายก็มอบให้ญาตินำไปทำพิธีต่อไป ในกรณีที่นักโทษเป็นเชื้อพระวงศ์หรือกษัตริย์ ก็จะมีวิธีเฉพาะคือการทุบด้วยท่อนจันทน์ ที่ถือเป็นไม้หอม เป็นการให้เกียรตินักโทษ โดยการประหารด้วยท่อนจันทน์นี้ จะใช้วัดปทุมคงคาเป็นลานประหาร ส่วนวิธีการ ก็คือ จะนำร่างของผู้ถูกประหารสวมด้วยถุงแดงแล้วรัดถุงให้แน่น เพื่อไม่ให้ใครแตะต้องพระวรกาย และไม่ให้ใครเห็นพระศพด้วย จากนั้นเพชฌฆาตที่ได้รับนามเฉพาะว่า "หมื่นทะลวงฟัน"  ก็จะใช้ไม้จันทน์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายสากตำข้าวทุบลงไปสุดแรงบริเวณพระเศียรหรือพระนาภี เสร็จแล้วก็นำไปฝังในหลุม 7 คืนเพื่อให้มั่นใจว่าสิ้นพระชนม์แล้วจริง ๆ ก่อนขุดขึ้นมาประกอบพิธีต่อไป และหากใครสงสัยว่าทำไมไม่ใช้วิธีเปิดผ้าดูว่าสิ้นแล้วหรือไม่ ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่าไม่ว่าจะอย่างไร หลังจากนำนักโทษใส่ถุงแดงแล้วก็ห้ามเปิดให้ใครเห็นหรือแตะต้องพระวรกายโดยตรงได้เป็นอันขาด แต่!วิธีการประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ เลิกล้มไปในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากมีการประกาศใช้กฎหมาย ร.ศ. 127 ว่า ให้ประหารชีวิตเชื้อพระวงศ์ด้วยวิธีเดียวกันกับสามัญชน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนักโทษ และในที่สุด ในปี 2477 ก็ได้ล้มเลิกการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวไป เปลี่ยนเป็นการใช้ปืนยิงแทน โดยวิธีการยิงปืนประหารนี้ ก็จะมีขั้นตอนคล้ายกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ต่างที่การยิงปืนประหาร จะทำในห้องประหารมิดชิด ไม่มีการเรียกประชาชนมามุงดูเหมือนกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวอีกต่อไป การประหารชีวิตด้วยปืนทำกันมาได้ไม่นานนัก เพราะเมื่อปี 2545 ได้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตด้วยปืน มาเป็นการฉีดยาแทน ซึ่งการฉีดยาจะมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกจะฉีดยาให้นักโทษสลบก่อน จากนั้นค่อยฉีดยาหยุดการทำงานของปอดและกระบังลม และสุดท้ายก็จะฉีดยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น เป็นอันเสร็จพิธี เรียกว่าสบายกว่าวิธีไหน ๆ ไม่ต้องตื่นเต้นว่าจะถูกสับหัวหรือยิงปืนเมื่อไหร่ และวิธีนี้ก็ยังเป็นวิธีที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้คือวิวัฒนาการของการประหารชีวิตในสยาม ที่ดูเหมือนจะลดความทรมานลงทุกวัน ๆ ขณะเดียวกันที่สถิติการประหารชีวิตก็ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก  ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่าคนเรามีคุณธรรมกันมากขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะบทลงโทษในสังคมทุกวันนี้มันเบาลงเรื่อย ๆ ต่างหาก.. ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่บทลงโทษในสังคมเบาลงทุกวัน ขณะที่โจรผู้ร้ายมีมากขึ้นแบบนี้ ก็ยังมีคนในหลายประเทศออกโรงต่อต้านการประหารชีวิตกันอย่างมากมาย เพราะเห็นว่ามันโหดร้าย ก็ไม่แน่ว่า.. บางที โทษประหารอาจถูกล้มเลิกไปในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ สังคมก็คงวุ่นวายขึ้นน่าดู ที่มา : http://xchange.teenee.com/lofiversion/index.php/t46653.html, http://nongza.exteen.com/20101028/entry อ่านเพิ่มเติม >> 15 เครื่องมือทรมานโหดในอดีต Torture << >> เครื่องมือทรมานโหดในอดีต Torture ภาค 2 <<

ชอตชีวิต! ผู้นำทหารถูกประหารด้วยปืนใหญ่ ตามคำสั่งคิมฯ
คิมจองอึน /  ปืนใหญ่ปตอ.

ภาพอ้างนาทีผู้นำทหารถูกประหารด้วยปืนปตอ. ตามคำสั่ง คิม จอง อึน หลังนั่งหลับขณะร่วมพิธีสำคัญ ขณะที่ชาวเน็ตบางรายบอกเป็นเหตุที่ดินแดนมุสลิม ไม่ใช่เกาหลีเหนือตามที่ได้กล่าวอ้าง  หลังจากสำนักข่าว ‘ยอนแฮบ’ สื่อในเกาหลีใต้ ได้มีการนำเสนอข่าวว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้มีคำสั่งประหารชีวิต นาย ‘ฮยอน ยง ชล’ ผู้บัญชาการทหาร และ ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศ ด้วยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ในข้อหาก่อการกบฏ และหมิ่นแสงยานุภาพของผู้นำสูงสุด รวมถึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากไม่เคารพท่านผู้นำ ด้วยการแอบงีบหลับระหว่างพิธีสำคัญตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพ ที่อ้างว่าเป็นนาทีการตัดสินประหารดังกล่าว โดยได้เผยให้เห็นผู้นำกองทัพ ถูกมัดมือมัดเท้านั่งอยู่กลางที่โล่งแจ้ง จากนั้นได้มีกระสุนจากปืนต่อสู้อากาศยานพุ่งตรงใส่ร่างที่นั่งอยู่จนขาดกระเด็น อย่างไรก็ดีเมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็น พร้อมโจมตีการกระทำผู้นำเกาหลีเหนือว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ และโหดร้ายทารุณเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ออกมาโต้แย้งว่าเหตุที่เกิดขึ้น ไม่ใช่วินาทีการประหารผู้นำกองทัพของเกาหลีเหนือ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศแถบมุสลิม MThai News

ประหารชีวิต! ลูกทรพีจ้างฆ่ายกครัว ตระกูล
กิตตินันท์ หอมชง /  จ้างวานฆ่ายกครัว / 

ศาลสั่งประหารชีวิต “เต้ย หอมชง” จ้างวานฆ่ายกครัว พ่อแม่และพี่ชายรวม 3 ศพ หวังสมบัติ ส่วนเพื่อนร่วมแก๊งอีก 4 ราย รับสารภาพ จำคุกตลอดชีวิต วันที่ 20 มี.ค.58 ศาลอาญาธนบุรี อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกิตตินันท์ หรือ เต้ย หอมชง อายุ 23 ปี กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานใช้ให้ฆ่าบุพการี ร่วมกันฆ่าผู้อื่นจนถึงความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันลักทรัพย์ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของบุคคลอื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในตัวเมืองและที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรและไม่ได้รับอนุญาต และฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สืบจากเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ถึงวันที่ 3 เม.ย.2557 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ.อ.วิชัย หอมชง อายุ 63 ปีนายทหารนอกราชการ และ นางวนิดา หอมชง อายุ 57 ปี ครูโรงเรียนราชวินิตประถมบางแค บิดามารดา ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2จ้างวานให้จำเลยที่ 3-5 ฆ่า พ.อ.วิชัย และนางวนิดา รวมทั้ง ร.ต.ท.ธรรมณัฐ หอมชง อายุ 24 ปี พนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชันซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 1 เหตุเกิดที่แขวงห้วยขวาง เขตดินแดง และแขวงบางแคเหนือ เขตบางแค ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2-5 แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งห้ากระทำผิดจริงตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานใช้ให้ฆ่าบุพการี และร่วมกันใช้ให้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ส่วนจำเลยที่2-5 ศาลสั่งประหารชีวิต แต่จำเลย ทั้ง 4 ให้การรับสารภาพลดโทษ ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้ง 4 คนไว้ตลอดชีวิต และให้จำเลยที่2, 4 และ 5 ร่วมกันชดใช้คืนเงินสด 53,000 บาท ให้กับทายาทของ ร.ต.ท.ธรรมณัฐ ขอบคุณข้อมูล voicetv MThai News

ชะตาชีวิตอิสตรี ใต้อาณัติของกลุ่ม 'ไอเอส'
กลุ่มไอเอส /  ข่าวไอเอส / 

ตีแผ่ชีวิตสตรีภายใต้เขตการปกครองของกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ 'ไอเอส' กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือกลุ่มไอเอส เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ทำให้โลก ต้องจารึกชื่อของพวกเขาไว้ ในนามของ 'กลุ่มก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์'ทั้งนี้นอกจากเรื่องราวความโหดร้ายแล้ว ภาพที่หาชมได้ยากยิ่งบางฉากที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่การปกครองของกลุ่มไอเอส หนึ่งในนั้นคือภาพสตรีที่มือหนึ่งอุ้มบุตร ส่วนอีกมือหนึ่งถือปืน โดยหลังจากมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าว ทำให้โลกให้ความสนใจสงสัยถึงวิถีชีวิตของประชาชนภายใต้การปกครองของกลุ่มไอเอสเป็นอย่างมาก ไอเอสเริ่มบุกยึดเมืองแรกคือเมือง 'รักกา' ทางตอนเหนือของประเทศซีเรียในช่วงต้นปี 2557 สตรีในรัฐอิสลาม 'Women in the Islamic State' เมื่อเร็วๆนี้ ไอเอสแพร่เอกสารฉบับภาษาอาหรับ ซึ่งบรรยายเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสตรีในเป็นแม่และภรรยา ในพื้นที่การปกครองของไอเอส ชื่อว่า 'Women in the Islamic State' ระบุการหาแนวร่วมจากเดิมที่มุ่งเป้าไปที่สตรีจากประเทศแถบตะวันตกเป็นสตรีจากประเทศซาอุดิอาระเบียแทน เนื่องจากกลุ่มไอเอสคิดว่ากฎหมายที่เข้มงวดและกดขี่สตรีในซาอุดิอาระเบียใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากความสุขและประสงค์จะเดินทางมาร่วมกลุ่มไอเอสแทน เหตุจากกฏหมายที่เข้มงวดในซาอุดิอาระเบีย อาจทำให้สตรีในพื้นที่ตกที่นั่งลำบาก และอยากย้ายถิ่นฐานมายังเขตการปกครองของกลุ่มไอเอส ร่วมด้วยการโพสต์ภาพหญิงสาวนิรนามที่สวมชุดบุรุกา พร้อมทั้งระบุว่าเธอคือนักรบหญิงคนแรกที่จะทำหน้าที่ตัดศีรษะตัวประกันชาวตะวันตก พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าพยายามจะผลักดัน ฝึกฝนหญิงสาวรายนี้เพื่อเป็นนักสู้ การกำหนดบทบาทให้แก่สตรี เริ่มต้นตั้งแต่มีอายุได้ 7-15 ปี พวกเธอต้องเริ่มศึกษาศาสนาและคัมภีร์ และต้องเรียนรู้วิธีทำอาหาร การเย็บปักถักร้อย และทักษะอื่นๆ อย่างเช่นการปฐมพยาบาล พวกเธอสามารถทำงานนอกบ้านอย่างเช่น แพทย์ ครู หรือแม้กระทั่งการเป็นนักรบเหมือนกับบุรุษทั่วไปได้  ในกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น เธอสามารถเข้าสู่สนามรบได้หากนักรบอิสลามมีจำนวนไม่มากพอที่จะต่อสู้ในสมรภูมิรถ เว็บไซต์ออนไลน์ 'raqqa-sl ' นำเสนอบทความโดยชี้ว่า ไอเอสกำหนดเป้าหมายในการปกครองสตรีภายใต้อาณัติ และพยายามออกกฏเกณฑ์มาเพื่อบีบคั้นให้หญิงสาวในพื้นที่ จำใจต้องแต่งงานกับนักรบชายในกลุ่ม และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น สตรีจำนวนไม่น้อย จำต้องยอมสมรสกับ 'นักรบญิฮาด' อย่างไม่เต็มใจ เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว ส่วนกลุ่มไอเอสก็ได้ประโยชน์ โดยการสมรสกับประชาชนในดินแดนที่ตนยึดครอง ถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในท้องถิ่นให้แนบแน่นขึ้นด้วย ประกอบกับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศหลายสำนักพร้อมใจประโคมข่าวความรุนแรงต่อสตรีที่อยู่ภายใต้การปกครองของ 'นักรบญิฮาด' ซึ่งหลายต่อหลายเหตุการณ์สร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมาก ภายในพื้นที่ของกลุ่มไอเอส ได้มีการกำหนดกฏหมาย ข้อบังคับซึ่งมีพื้นฐานมาจากกฏหมายอิสลาม  และมีวิธีการลงโทษ ต่อผู้ฝ่าฝืนที่เข้มงวด แม้แต่เรื่องเล็กๆอย่างเช่นการแต่งกายในที่สาธารณะ ด้วยชุด 'บุรุกา' หรือถ้าคลุมหน้าแบบมิดชิด ถึง 2 ชั้น สวมถุงมือ ถุงเท้า จนแทบไม่เห็นร่างกายส่วนไหนแม้แต่ส่วนเดียว ถึงแม้ในขั้นแรกได้มีหญิงสาวที่ฝ่าฝืนกฏดังกล่าวอยู่หลายครั้ง แต่พวกเธอถูกลงโทษราวกับว่าเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นตีด้วยท่อนเหล็ก หรือไม้ ทั้งเจ็บกาย และอับอาย ส่วนผู้ปกครองชาย เช่น พี่ชาย หรือสามี ที่ต้องติดตามญาติสตรีที่กระทำผิด จะมีความผิดและอาจถูกลงโทษ หรือปรับเงินร่วมด้วย เมื่อวันพุธที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา สำนักข่าว 'ดิ อินดิเพนเดนท์' รายงานข่าว โดยอ้างอิงจากกลุ่มนักกิจกรรมท้องถิ่นในเมืองรักกา ประเทศซีเรีย ที่ระบุว่า หญิงสาวหลายรายถูกบังคับให้แต่งงาน บ้างก็ยื่นข้อเสนอให้ให้ครอบครัวที่ยากจน โดยการให้สินสอดเป็นจำนวนมาก โดยเว็บไซต์ข่าวเมโทรระบุว่า ค่าสินสอดสตรีจะอยู่ที่ราวๆ 5,000 ยูโร หรือราว 1.8 แสนบาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแต่งงานกับลูกสาวของพวกเขา แต่ปฏิเสธการคลุมถุงชนในลักษณะดังกล่าว จะถูกลงโทษด้วยวิธีอันโหดร้าย ด้วยการถูกคนในครอบครัวและชาวบ้าน ปาด้วยหินจน 'ถึงแก่ความตาย' รวมถึงการกำหนดกฏหมายให้สตรีสามารถแต่งงานกับนักรบได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่ส่วนใหญ่จะสมรสตั้งแต่อายุ 16-17 ปี แต่ความขมขื่นที่จำต้องแต่งงานอย่างไม่เต็มใจยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เนื่องจากชีวิตหลังแต่งงาน แทนที่พวกเธอจะมีความสุขกับชีวิตคู่แสนหวานดังเช่นผู้หญิงทั่วๆไป แต่ทว่าเธอกลับต้องตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายโดยสามีตัวเอง รวมไปถึงการถูกก่ออาชญากรรมทางเพศ ซึ่งบางรายร้ายแรงถึงขั้นต้องนำหามส่งโรงพยาบาล ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้สตรีในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวจนบางรายไม่กล้าแม้แต่จะออกมาจากบ้านด้วยซ้ำ เว็บไซต์ข่าวเมโทรของอังกฤษระบุต่อไปว่า แพทย์ในเขตการปกครองของไอเอส เผยข้อมูลลับ กรณีที่นักรบญิฮาดหลายรายมีความผิดปกติทางเพศ และ มีความปรารถนาทางเพศมากกว่าปกติ และมีสัญชาตญาณทางเพศที่โหดร้าย และผิดปกติจากคนทั่วไป จากการรายงานของสื่อท้องถิ่นในซีเรีย หนึ่งในความผิดปกติคือ มีข่าวแว่วๆว่า นักรบญิฮาดใช้ยาไวอากร้า เพื่อให้สามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังบังคับให้พวกเธอสวมใส่ชุดแบบปลุกใจเสือป่าเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ รวมไปถึงการซื้อชุดชั้นในเป็นจำนวนมากให้ภรรยา เกินกว่าปกติ พวกเขามีภรรยามากกว่า 1 คน และการสมรสเกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แพทย์ท้องที่เผยว่า สตรีหลายรายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ จากการมีเพศสัมพันธ์อันพิสดารกับสามี ส่วนหนึ่งของรายงานจาก เดอะ การ์เดียนระบุว่า เด็กหญิงชาวอิรักวัยเพียง 14 ปี ที่ถูกปิดบังชื่อ เธอเล่าเรื่องราวสุดโหดร้าย เธอถูกจับเป็นเชลย และถูกเป็นเครื่องมือในการค้าสวาทเพื่อหารายได้ให้กลุ่มไอเอสกว่า 15 ครั้ง และทุกครั้งเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ เธอหลบหนีและเล่าความขืนข่มให้กับนักสิทธิมนุษยชนเพื่อสตรีในอิรักถึงช่วงเวลาอันเลวร้าย อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ MThai News ได้นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวชาวยาซิดี เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2557 ที่นักรบไอเอสจับไปเธอเป็นเชลยในเมืองโมซุล ประเทศอิรัก เธอรู้ดีว่าชะตากรรมของเธอจะเป็นเช่นไร ซึ่งเธอไม่ต้องการตกเป็นทาสทางเพศของกลุ่มหัวรุนแรง จึงตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยการแขวนคอตายในที่สุด สมาชิกกลุ่มไอเอส พยายามกำหนดข้อบังคับ ของสตรีในพื้นที่การปกครองของตนเองดังนี้ 1.สวมผ้าคลุมแบบดั้งเดิมของสตรีชาวมุสลิมอย่างเคร่งครัด 2.หากสตรีคนใดออกจากบ้านเพียงลำพัง จะต้องมีญาติสนิทผู้ชายติดตามมาด้วย 3.ห้ามให้สตรีที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เดินทางเพียงลำพัง แม้กระทั่งเหตุผลทางด้านการเดินทางเพื่อพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาล 4.สั่งปิดสถาบันทางการศึกษาและมหาวิทยาลัย 5.ห้ามให้สตรี ย้ายภูมิลำเนาไปยังภูมิภาคอื่นๆเพื่อศึกษาต่อ 6.กำหนดให้สตรีต้องมีญาติสนิท ทำงานที่เดียวกัน 7.ห้ามทำศัลยกรรมความงามอย่างเคร่งครัด รวมถึงห้ามเจาะหู ห้ามเปิดธุรกิจร้านเสริมสวย แต่ไม่เพียงสตรีที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางกฏหมายที่เข้มงวดเท่านั้น เนื่องจากเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสบัญญัติบทลงโทษที่โหดร้าย เพื่อลงโทษผู้ที่ร่วมประเวณีนอกการสมรส หรือการคบชู้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากสมรสแล้ว จะต้องถูกฟาด 100 ครั้งจนสิ้นใจ โดยผู้สมรู้ร่วมคิดในการร่วมสวาทจะถูดตัดสินให้ตายตกไปตามกัน แต่หากยังโสดจะต้องถูกเนรเทศออกจากเมือง อับราฮัม ชายชาวอิรักชายชาวอิรัก หนึ่งในพยานที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อ ที่ให้ข้อมูลผ่านสำนักข่าวในอิรัก เผยว่า ไอเอสเปิดซ่องโสเภณีในเมืองโมซุล โดยการซื้อสตรีจากตลาดทาส ซึ่งสถานที่แห่งนี้ เปรียบได้กับนรกสำหรับทาสทางเพศที่จำยอมจำนนต่อชะตากรรมอันเลวร้ายอย่างไม่เต็มใจ เหยื่อ ? สตรีชาวยาซิดี ชนกลุ่มน้อย ที่บางส่วนนับถือศาสนาคริสต์ และบางส่วนนับถือศาสนาอิสลาม มุมมองของกลุ่มนักรบอิสลามเชื่อว่า กลุ่มยาซิดีเป็นพวกนอกรีต ดังนั้นการกระทำชำเรากลุ่มยาซิดีถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดบาป และแน่นอนว่าเป้าหมายของการถูกทำร้ายคือสตรีที่อาศัยในพื้นที่ที่ถูกกลุ่มไอเอสรุกราน สาวยาซิดีเป็นจำนวนมากถูกนักรบญิฮาดบุกเข้าไปในพื้นที่ สังหารพ่อแม่ และญาติผู้ชายทั้งหมด และจับเธอมาบรรเทาความกำหนัดของตัวเอง เหยื่อส่วนใหญ่ เปิดเผยด้วยความขื่นขมว่า เธอได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้าย รวมกับว่าพวกเธอไม่ใช่มนุษย์ แม้ว่าพวกเธอจะยังไม่ได้แต่งงานกับนักรบเหล่านี้อย่างถูกประเพณีและกฏหมายกลุ่ม ซึ่งมันดูจะขัดกับกฏหมายที่ได้ระบุมาก่อนหน้านี้ เหตุผลคือ ไวส์ นิวส์เปิด เผยเรื่องราวของกลุ่มไอเอส ที่ระบุว่า ในช่วงสงคราม กฏเกณฑ์ที่ถือปฏิบัติในช่วงปกติจะถูกยกเลิกชั้วคราว และนักรบในกลุ่มจะได้รับอนุญาติให้มีความสัมพันธ์กับเชลย โดยไม่มีความผิด ท้ายที่สุดหญิงสาวที่ถูกก่ออาชญากรรมทางเพศเหล่านี้ แม้จะรอดชีวิตจากเงื้อมมือของกลุ่มไอเอสมาได้ แต่สุดท้ายพวกเธอก็ต้องตายด้วยการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ ไม่จบชีวิตด้วยตัวเอง ก็โดนครอบครัวของเธอสังหารอยู่ดี สตรีชาวเคิร์ด เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่อสู้กับกลุ่มไอเอสเพื่อยึดครองเมืองโคบานี พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างประเทศตุรกีและซีเรียคืนจากกลุ่มไอเอส ซึ่งนักรบส่วนใหญ่คือผู้หญิง ครั้งใดที่ไอเอสบุกเข้ามาปิดล้อมพื้นที่ของกองทัพชาวเคิร์ด นักรบหญิงที่ทราบชะตากรรมว่าหากแพ้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเชลย และจะต้องเจอกับความเลวร้าย ในการถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนมากพวกเธอจะฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีสภาพดังกล่าว ความโหดร้ายรุนแรงทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ส่งผลให้นักเคลื่อนไหว และนักสิทธิมนุษย์ชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำอันป่าเถื่อนที่กลุ่มไอเอสกระทำต่อสตรี กลุ่มนักเรียกร้องสิทธิสตรีในอิสตันบูล ตุรกี ออกมารวมตัวกันเพื่อวัตถุประสงค์ ในการหยุดยั้งการปลดแอกสตรีจากการตกเป็นทาสทางเพศ พวกเขาเปรียบเปรยการก่ออาชญากรรมทางเพศดังเช่นอาวุธสงครามที่ประหัดประหารชีวิตพวกเธอในทางอ้อม MThai News ที่มา METRO VICE Raqqa-sl