ประหารชีวิต

The Hateful Eight : สงครามจำลอง
8 พิโรธ โกรธแล้วฆ่า /  Cowboy / 

มาแบบไม่ต้องรอนาน สำหรับหนังใหม่ของสุดยอดผู้กำกับอย่าง เควนติน ทารันติโน่ ที่เรื่องมาเป็นเรื่องที่ 8 แล้ว กับ The Hateful Eight กับบทหนังที่เขาฟูมฟักอยู่หลายปีกว่าจะออกมาให้เห็นกันเช่นนี้ ซึ่งแน่นอนว่ายังคงสไตล์ของความยอดเยี่ยม และ เก๋าเกมส์ซึ่งแฟนๆจะต้องชื่นชอบ เรื่องราวเมื่อหลังเหตุสงครามกลางเมืองสิ้น สุดลง มือแขวนคอในตำนาน จอห์น รูธ ต้องพานักโทษหญิง เดซี่ โดเมิร์กู ไปยังเรดร็อกเพื่อประหารชีวิต ทว่าทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับผู้พัน มาควิส วอร์เรน สุดยอดนักล่าค่าหัว และนายอำเภอ คริส แมนนิกซ์ แล้วทั้งสี่คนมีเหตุบางอย่างที่ทำให้พวกเข­าต้องติดอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่ง ที่ได้พบกับคนแปลกหน้าอีกสี่คนอย่างชายชาว­เม็กซิกัน โคบาลจอมเก๋า ไอ้ตัวน้อยจอมโหด และนายพลคนฝ่ายใต้ คนแปลกหน้าแปดคนเหล่านี้มีความลับและความแ­ค้นบางอย่างที่ต้องชำระด้วย ลูกปืนและเลือด แน่นอนว่าใครที่คุ้นเคยกับผลงานเก่าๆของผู้กำกับ เควนติน จะรู้ว่าตัวหนังของเขาจะมาพร้อมกับความรุนแรง และ ประเด็นการพูดเรื่อง เชื้อชาติ, สีผิว, สงคราม และ อีกมากมาย ซึ่งเรื่องนี้ก็เรียกได้ว่ายังคงเก็บไว้ครบประเด็นข้างต้นอย่างไม่ต้องสงสัย โดยถ้าหากจะให้กล่าวสั้นๆแบบที่เข้าใจได้ มันคือ Django Unchained + Reservoir Dogs ที่มาพร้อมกับความกวนตีนที่มากขึ้น 100% ซึ่งถ้าหากใครที่เคยชมผลงานเก่าของเขาอย่าง Reservoir Dogs จะพบว่า เควนติน ทารันติโน่ เป็นคนที่เขียนบทสนทนาได้เก่ง และสามารถยึดคนดูอยู่กับที่นั่งได้ โดยไม่ต้องมีฉากแอ็คชั่น หรือระเบิดตูมตาม ซึ่งเช่นเดียวกันกับใน The Hateful Eight ที่ถึงแม้หนังจะยาวเกือบ 3 ชั่วโมง และเต็มไปด้วยบทสนทนาในห้องปิดตาย แต่ตัวหนังก็สามารถใส่เรื่องราวต่างๆใน คำพูด เหล่านั้นออกมาได้อย่างสนุก เต็มไปด้วยลูกเล่นที่สามารถยึดติดคนดูไว้อยู๋กับที่ นอกจากการสร้างปมความน่าสงสัยของเหล่าตัวละครทั้ง 8 ตัวได้อย่างแยบยล การที่มันพูดถึง ผลของสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นยุคสมัยนั้นที่ส่งผลต่อมาถึงเรื่อง ชนชั้น, ความเป็นใหญ่ของคนผิวขาว และรวมถึง เชื้อชาติ ก็ยังสามารถรับส่งออกมาผ่านบทสนทนาเหล่านั้นได้อย่างแนบเนียนโดยไม่ได้รู้สึกว่ายัดเยียดจนทำร้ายเส้นเรื่องหลักนัก โดยเฉพาะความเจ๋งที่สุดของมันคือการที่มันเป็นภาพการจำลองถึง สงครามครั้งใหม่ในห้องปิดตาย ซึ่งแบ่งแยกตัวละครไว้เป็นโซนๆอย่างชัดเจน โดยสิ่งที่มาพร้อมกับ บทสนทนา ต่างๆ ทั้งลูกปืน และ ความรุนแรง ก็ยังจัดได้ว่าเด็ดดวงไม่แพ้ผลงานเรื่องก่อนๆของ เควนติน รวมไปถึงการกระทำต่อเรื่องของ สตรีเพศ อันเจ็บแสบอีกด้วย โดยแน่นอนว่าทีมนักแสดงของหนังเรื่องนี้ เควนติน ก็ล้วนแล้วสามารถเขียนบทของเหล่าตัวละครเหล่านี้ออกมาได้แจ้งเกิดนักแสดงสุดๆ ซึ่งนอกจากนักแสดงคู่บุญอย่าง แซมมัวร์ แอล แจ็คสัน จะแจ้งเกิดสุดๆ ทีมนักแสดงสมทบทั้ง เคิร์ต รัสเซล และ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ ก็ล้วนแล้วแต่มีสิทธิ์ลุ้นบนเวทีรางวัลได้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยนอกจากนั้นดูเหมือนว่า เควนติน ก็ยังสามารถทำให้ วอลตัน ก็อกกินส์ ที่หลังจากเป็นตัวประกอบในหนังหลายเรื่องมานาน ได้แจ้งเกิดกับบทแสบๆจริงๆเสียทีอีกด้วย เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วแน่นอนว่านี่คือหนังสำหรับ คอหนัง เควนติน ของแท้ ที่ยังมาพร้อมกับความโหด และ บทสนทนาที่มันส์ไม่แพ้ไปกว่าการดวลลูกปืนของจริง กับการรวมตัวกันของโลกคนบ้า ซึ่งถ้าหากใครที่ยังไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติของหนัง เควนติน เลย จะบอกว่าใช้เรื่องนี้เป็นหนังเปิดเพื่อเข้าไปสู่โลกของความรุนแรงจากผู้กำกับสุดเท่คนนี้ก็ได้อย่างไม่ผิดจุดประสงค์ใดๆครับ เรื่องนี้ผมให้ 8.5/10 ครับ

เรื่องรัก รัก ของคนมีรัก
chocolate /  couple / 

เดือนนี้เป็นเดือนของเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ใครไม่มีรักก็แอบจ๋อยเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไรกับการมีคู่ เห็นบางคนอยู่ตัวคนเดียวก็มีความสุขมากกว่าถมเถไป เพราะเรื่องความรักมันก็มาพร้อมกับความทุกข์ ความเป็นห่วง ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและอีกสารพันปัญหา แต่คนมีรักเดือนนี้ก็คงชุ่มชื่นหัวใจแอบมีหวังการทำเซอร์ไพรส์ของอีกฝ่าย วันวาเลนไทน์เป็นวันสนุกๆวันหนึ่งของปีแม้ว่าจะมิใช่เป็นวันหยุดพิเศษใดๆ แต่ดิฉันว่ามันเป็นวันแห่งความหวังของใครหลายๆคนนะคะ น้องที่ทำงานสาวสวยเคยได้ช่อดอกไม้โตอลังการในวันนี้ เขียนป้ายมาว่า From Secret Admirer พากันกรี๊ดลั่นแผนกถามกันให้วุ่นว่าใครหนอเจ้าของช่อดอกไม้นั้น สืบไปสืบมาเป็นหนุ่มอยู่ตึกเดียวกันที่แอบมองเธอทุกพักเที่ยงและเปิดแผนรุก วันวาเลนไทน์ถือฤกษ์เอาชัยหวังให้คิวปิดแผลงศรกันวันนี้แหละ เรื่องราวและตำนานของวันวาเลนไทน์เกิดขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ เรื่องราวมีอยู่ว่า ในสมัยจักรพรรดิคอลดิอุสที่ 2 เป็นช่วงที่มีสงครามและต้องเกณฑ์คนไปรบ จึงยกเลิกการหมั้นและแต่งงานทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง แต่นักบุญวาเลนไทน์กลับสวนกระแสจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักหลายต่อหลายคู่ จนโดนจับตัวไปขังคุก ในขณะที่เขาอยู่ในคุกนั้น เขาได้พบรักกับลูกสาวผู้คุมผู้ตาบอดซึ่งมาเยี่ยมเขาระหว่างถูกคุมตัว ในที่สุดนักบุญวาเลนไทน์ก็ได้ถูกนำตัวไปประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันนี้จึงเป็นวันที่ระลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ผู้อุทิศตนให้กับความรักนั่นเอง ธรรมเนียมวันวาเลนไทน์นี้เรามักจะมอบดอกกุหลาบให้กัน แต่ในประเทศญี่ปุ่นเทศกาลนี้มีธรรมเนียมผู้หญิงมอบช็อกโกแลตให้กับฝ่ายชาย วันนี้เป็นวันที่ผู้หญิงมอบช็อกโกแลตให้ฝ่ายชาย ช็อกโกแลตนี้มี 2 แบบ กิหริ ช็อกโก (Giri Choco) เป็นช็อคโกแลตธรรมดาๆ ให้กับเพื่อน เจ้านายเพื่อนที่ทำงานหรือเพื่อนผู้ชายที่สนิทๆกัน ส่วนช็อกโกแลตอีกแบบเรียกว่า ฮอนเมอิ ช็อกโก (Honmei Choco) อันนี้สิเป็นช็อกโกแลตสวยหรู รูปแบบสวยงาม เป็นรูปหัวใจบ้างหรือมีลวดลายลูกไม้บ้างเอาไว้ให้ชายหนุ่มคนรักหรือสามีเพื่อแสดงความรัก ผู้หญิงบางคนต้องลงมือทำเองกับมือ ซื้ออุปกรณ์การทำช็อกโกแลต ทดลองฝึกฝีมือกันตั้งแต่เดือนมกราคมกันเลยทีเดียว เพื่อแสดงความรักความทุ่มเทที่มีให้อีกฝ่าย แต่วันที่ 14 มีนาคม หลังจากวันวาเลนไทน์ 1 เดือนเป๊ะ ธรรมเนียมนี้เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 วันนี้แหละเป็นวันที่ฝ่ายชายจะต้องมอบให้ฝ่ายหญิงที่ตนได้รับช็อกโกแลตในเดือนก่อนเป็นการตอบแทน วันนี้เรียกว่าวันสีขาว (White Day) ดังนั้น ของขวัญวันนี้ก็เป็นช็อกโกแลตสีขาวตามชื่อวันนะคะ ถ้าพูดเรื่องความรัก ดิฉันจะนึกถึงทัชมาฮาลที่ประเทศอินเดีย สุสานหินอ่อนสีขาวที่เป็นตำนานของสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลกและถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ เรื่องราวความรักที่ลงเอยด้วยความเศร้า เรื่องจริงที่เหมือนนิยายรักอมตะ เริ่มต้นที่หญิงงามชื่อว่า ‘อรชุมันต์ภานุเบคุม’ รักแรกและรักเดียวของเจ้าชายคุรามที่ต่อมาขึ้นครองราชย์และมีพระนามว่าสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์จาห์ฮาล ต่อมาเมื่อทั้งคู่เข้าพิธีสยุมพรและพระสวามีเรียกพระนางว่า ‘มุมตัส มาฮาล’ พระนางทรงรักพระสวามีเป็นอย่างมาก ตามเสด็จทุกที่แม้กระทั่งในสนามรบ ทั้งคู่มีพระโอรสและพระธิดามากถึง 14 องค์ แต่ความสุขอยู่ได้ยาวนานเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้นเนื่องจากพระนางได้สิ้นพระชนม์ลงหลังจากมีพระประสูติกาลพระธิดาองค์สุดท้าย สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์จาห์ฮาลเศร้าโศกอยู่ถึงสองทศวรรษราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปกับการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาล ในวาระสุดท้ายพระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคต ตามตำนานเล่าว่าในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ใช้เวลาจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล พระองค์ถูกฝังในทัชมาฮาลเคียงข้างพระมเหสีอันเป็นที่รักของพระองค์ เรื่องรักโรแมนติกที่ปนความเศร้าเป็นตำนานรักอันโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อวันแต่งงาน ทุกคนก็หวังให้ครองคู่กันไปนานเท่านาน มีความสุขที่จะเห็นลูกหลานเติบโตไปพร้อมๆกันคงจะมีความสุขมาก คุณลองทายสิคะว่าคู่ที่ครองคู่ยาวที่สุดในโลกนั้นจะยาวสักแค่ไหน จากสถิติคือ 90 ปี ค่ะ แม่เจ้า!!! คำถามมีอยู่ในใจมากมาย เป็นต้นว่าเขาแต่งงานกันตอนอายุเท่าไร แล้วตอนนี้ล่ะเขาทั้งคู่จะแก่กันแค่ไหนแล้วนะ จากข้อมูลบอกว่า คาราม ชาณ เพิ่งอายุครบ 109 ปี ส่วนภรรยากาตาริ นั่นอายุ 102 ปี ทั้งคู่เกิดเดือนพฤศจิกายน เพิ่งเป่าเค้กวันเกิดไปไม่นานส่วนวันครบรอบแต่งงาน 90 ปีก็เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งคู่เป็นชาวอินเดียแต่ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 ปัจจุบันทั้งคู่มีลูก 8 คน หลาน 27 คน และเหลนอีก 23 คน ในวันฉลองครบรอบแต่งงานกัน 90 ปี ญาติๆบินจากอินเดียมาร่วมฉลองวันสำคัญกัน ทั้งคู่ยังสุขภาพแข็งแรงแม้จะเดินเหินไม่ค่อยได้มากนัก ชาณได้กล่าวว่า “ทุกวันนี้รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ได้ให้ที่ดิน ให้ชีวิตกับพวกเรา เมื่อถึงเวลาที่สมควรที่เราจะต้องไป เราก็ไม่มีห่วงเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตอย่างดีมาตลอด" วันแห่งความรักมิใช่มีเพียงวันเดียว แต่เป็นวันที่เราใช้ชีวิตร่วมกันทุกวันนะคะ

ประวิตรยัน 'คดีเกาะเต่า' ยึดกม.เชื่อไร้ประท้วงไม่กระทบสัมพันธ์
คดีเกาะเต่า /  ประวิตร วงษ์สุวรรณ / 

'ประวิตร' ยัน คดีเกาะเต่า ยึดกฎหมาย เชื่อ ไม่มีการประท้วง  ด้าน ทูตเมียนมา ยัน ไม่กระทบสัมพันธ์ ขณะ ตร.ยังไม่พบพม่าในไทยเคลื่อนไหว พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ ศาลไทยมีคำพิพากษา ประหารชีวิต 2 แรงงาน ชาวเมียนมา คดีฆาตกรรมที่เกาะเต่าว่า เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย เนื่องจาก ไทยทำทุกอย่างชัดเจน เพราะยึดกฎหมายในการตัดสินคดี ส่วนกรณีที่มองว่าจะมีแรงงานเมียนมาในไทยจะออกมาประท้วง หรือไม่นั้น มองว่าเป็นเรื่องของศาล อัยการ จะต้องมีมาตรการชัดเจนตามกฎหมาย ที่จะสร้างความเข้าใจ ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า จะไม่มีการประท้วงที่สถานทูตไทยในพม่า ซึ่งการดำเนินการเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องดูแล อย่างไรก็ตาม การชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ ดำเนินการอยู่แล้ว นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ยังกล่าวถึงการดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่ว่า มีความพร้อมทุกพื้นที่และจะดูแลให้ดีที่สุด ทูตเมียนมายันคดีเกาะเต่าไม่กระทบสัมพันธ์ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาล ส่งมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในประเทศเมียนมา ที่คนไทยร่วมกันบริจาคให้แก่ นายอู วิน หม่อง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำประเทศไทย เป็นจำนวนเงิน 11,879 ดอลลาห์สหรัฐ หรือ ประมาณ 430,610.75 บาท โดยโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตเมียนมา ได้กล่าวถึงกรณีที่ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต นายซอ ลิน และนายวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมา ในคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ เกาะเต่า จ.สุราษฏร์ธานี โดยยอมรับว่า เมื่อได้ยินว่า โทษประหารชีวิตย่อมรู้สึกเสียใจ แต่เมื่อเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ไม่สามารถไปก้าวก่ายได้ ซึ่งตนได้กล่าวกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้ดูแลคดีนี้บนพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทางเมียนมายื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน และหวังว่า ในการพิจารณาจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ด้าน ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า เอกอัครราชทูตเมียนมา ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยดูแลชาวไทยที่เดินทางไปยังเมียนมา รวมถึง สถานทูตไทยในเมียนมา ให้มีความปลอดภัย ตร.ยังไม่พบพม่าในไทยเคลื่อนไหวต้านคดีเกาะเต่า พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบด้านการข่าว ยังไม่พบชาวเมียนมา ที่อาศัยอยู่ในไทย มีการเคลื่อนไหวลักษณะออกมาชุมนุม หรือรวมตัวกันประท้วงคำตัดสินของศาลชั้นต้น กรณีมีคำพิพากษา สั่งประหารชีวิต 2 ชาวเมียนมา คดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี แต่อย่างใด แต่ตำรวจได้มีการจัดกำลังดูแล และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบด้านการข่าว พร้อมระบุ เชื่อว่าทุกฝ่ายจะเคารพคำพิพากษาของศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า สถานทูตไทยในกรุงย่างกุ้ง ได้มีการแจ้งเตือนพลเมืองไทยในเมียนมา ให้ระมัดระวังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดด้วย โดยในส่วนของสถานทูตเมียนมาในไทย ยังไม่มีการร้องขอกำลังตำรวจเข้าไปช่วยดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษแต่อย่างใด

'หุ้นไทย' ร่วงกว่า 10 จุด จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มหลัก
ตลาดหุ้น /  บล.กสิกร / 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (5 ม.ค.) ปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,253.34 จุด ลดลง 10.07 จุด หรือ (-0.80) มูลค่าการซื้อขาย 45,355.64 ลบ. 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ ADVANC ปิดที่ 131 บาท -12 บาท หรือ -8.39% BEM ปิดที่ 5.15 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง INTUCH ปิดที่ 45.75 บาท -3.75 บาท หรือ -7.58% PTT ปิดที่ 227 บาท -11 บาท หรือ -4.62% JAS ปิดที่ 3.06 ไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันพรุ่งนี้ หากยังมีแรงขายหุ้นกลุ่มสื่อสารออกต่อเนื่อง อาจกดดันการลงทุนต่อ ซึ่งหากดัชนีหลุดระดับ 1,251 จุด จะมีแนวรับถัดไปที่ 1,243 และ 1,238 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,267 และ1,270 จุด คาด เศรษฐกิจจีน-ปัญหาซาอุฯ ส่งผลกระทบ 'ตลาดหุ้นไทย' นักวิเคราะห์มองตลาดหุ้นไทยปัจจัยลบรอบตัว มองแนวรับระยะสั้นไว้ที่ 1,247 จุด กลยุทธ์ให้สะสมหุ้นปันผลสูง และหุ้นผลประกอบการ 4Q 58 โดดเด่น บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (5 ม.ค.59) ว่า สำหรับตลาดห้นไทยขณะนี้ ถือว่ามีปัจจัยลบรอบตัว เช่น ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงรุนแรงตั้งแต่ช่วงต้นปี นำโดยตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ที่ปิดร่วงกว่า 6.9% ถึงขั้นระหว่างวันมีการดิ่งลงแรงเกิน 7% จนต้องมีการทำ circuit breaker ซึ่งการปรับร่วงของหุ้นจีนมีสาเหตุใหญ่มาจาก 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1.รายงานตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีนในเดือน ธ.ค. ร่วงลงสู่ระดับ 48.2 จาก 48.6 ในเดือน พ.ย. ถือเป็นการหดตัวลง 10 เดือนติดต่อกัน 2.ธนาคารกลางจีนปล่อยให้เงินหยวนอ่อนแตะระดับต่ำสุดใหม่ในรอบ 4 ปีครึ่ง 6.53 หยวนต่อดอลลาร์ 3.ความกังวลต่อการสิ้นสุดของมาตรการห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนขายหุ้นออกในวันที่ 8 ม.ค.2559 นี้ ความผันผวนของตลาดหุ้นจีน กลายเป็นปัจจัยลบที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี แต่นอกจากเรื่องจีนแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่าง ซาอุดิอาระเบีย และ อิหร่าน หลังจากที่ทางการซาอุดิอาระเบีย สั่งประหารชีวิตนักโทษคดีก่อการร้าย 47 ราย เหตุการณ์ดังกล่าว ลุกลามจนกลุ่มผู้ประท้วงชาวอิหร่านได้ก่อเหตุโจมตีสถานทูต และสถานกงสุลของซาอุดิอาระเบียในกรุงเตหะราน จนเป็นเหตุให้ซาอุดิอาระเบียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน และตามมาด้วยบาห์เรนก็มีการประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งนี้สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยดัชนีมักจะลดลงใน 2 วันแรกของทุกปี โดย SET Index วานนี้ปรับลดลงกว่า 1.9% ซึ่งการปรับลดลงในวันแรกของปี ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2558 ดัชนีปรับลดลงวันแรก 0.9% และลงต่อเนื่องในวันถัดมาอีก 0.3% รวม 2 วันลง 1.3% ก่อนที่จะฟื้นตัวและขึ้นยาวในอีก 2 เดือนถัดมากว่า 10% เช่นเดียวกับปี 2557 ที่วันแรกปรับร่วงรุนแรงกว่า 5.2% และลงในวันต่อมาอีกเล็กน้อย 0.5% แต่หลังจากนั้นก็ฟื้นตัวยาวกว่า 10 เดือนติดต่อกันกว่า 30% ซึ่งการปรับร่วงของดัชนีหุ้นไทยวานนี้ คาดว่าส่วนหนึ่งอาจเกิดจากแรงขายของสถาบันในประเทศ ที่ทำการ Redeem เพื่อเตรียมเงินสดรองรับคำสั่งขาย LTF ที่จะมีเข้ามาในช่วงต้นปี โดยกลุ่มสื่อสารถือเป็นเป้าหมายหลักในการเทขายของสถาบัน ส่งผลให้หุ้นสื่อสารวานนี้ทิ้งดิ่งลงกว่า 5% ส่วนกลุ่มอื่นๆ ปรับลดลงกันในระดับเกิน 1% สำหรับการลงหนักหน่วงในทุกกลุ่มแบบนี้ฝ่ายวิจัยประเมินว่า แรงกดดันน่าจะอยู่กับตลาดแค่ในช่วง 1-2 วันนี้ เนื่องจากคาดว่าปริมาณคำสั่งขาย LTF จะไม่สูงเท่าไหร่นัก ประเมินในเบื้องต้นไม่น่าจะเกินระดับ 4 พันล้านบาท และถ้าหากแรงกดดันจากต่างประเทศเบาลงคาดว่า SET Index น่าจะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ กลยุทธ์การลงทุนขณะที่ตลาดถูกกดดันจากปัจจัยลบทั้งในและนอกประเทศ ให้เลือกสะสมหุ้นที่มีปันผลสูง โดยฝ่ายวิจัยแนะนำ SPALI และ PS คาดหวังการจ่ายปันผลได้สูงถึง 5-6% ขณะเดียวกัน หุ้น High Dividend Yield และ High Upside คือ SPALI, SC, PS, LH นอกจากนี้ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า คือ KCE และ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันขาลง BA, SCC ขอบคุณข้อมูลจาก  @K_Securities ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

ขู่ฆ่า /  คดีเกาะเต่า / 

"บีบีซี" สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานความคืบหน้า 'คดีเกาะเต่า' ภาพจาก Facebook : Laura Witheridge วันนี้ (12 ม.ค.) สำนักข่าว "บีบีซี" สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานความคืบหน้า คดีเกาะเต่า ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2557 ที่ล่าสุด 'ลอรา วิทเธอร์ริดจ์' พี่สาวของ 'ฮันนาห์ วิทเธอร์ริจด์' วัย 23 ปี นักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษเหยื่อในคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่า โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวตำหนิทางการไทยว่าไม่ใส่ใจความโศกเศร้าของครอบครัว เจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลใช้ถ้อยคำทำร้ายความรู้สึก นอกจากนี้ เธอยังถูกถูกข่มขู่ถึงขั้นเอาชีวิต ทั้งยังมีมีผู้พยายามเสนอเงินชดเชยเพื่อให้เรื่องเงียบ โดย 'ลอรา วิทเธอร์ริดจ์' พี่สาวของฮันนาห์ เขียนข้อความทางหน้าเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 10 ม.ค. หลังทราบข่าวการเสียชีวิตของ 'ลุค มิลเลอร์' นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษคนล่าสุดซึ่งเสียชีวิตในสระว่ายน้ำของโรงแรมแห่งหนึ่งที่เกาะเต่า เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า 'มีความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวให้ผู้คนรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย ประเทศที่ได้ชื่อว่า “สวยงามที่สุดในโลก” ทั้งที่จริงคนไทยบางส่วนเกลียดชาวตะวันตกและเห็นความสำคัญในชีวิตมนุษย์น้อยมาก “นับตั้งแต่ฮันนาห์เสียชีวิตก็มีคนเสียชีวิตอย่างน่าสงสัยที่เกาะเต่าอีกหลายราย บางทีคุณอาจไม่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่ใช่คนอังกฤษทั้งหมด การเสียชีวิตของคนเหล่านี้อาจถูกปกปิด ด้วยการทำให้เป็นเหตุฆ่าตัวตาย และอุบัติเหตุ สิ่งนี้อาจเกิดกับฮันนาห์ หากเธอไม่ได้ถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายทารุณเสียก่อน" ลอรา ระบุว่า ระหว่างที่ครอบครัวพยายามติดตามคดีของน้องสาว ตนเองได้รับคำขู่เอาชีวิตจากคนไทยหลายครั้ง โดยมีผู้ส่งรูปของเธอที่โดนฉีกใบหน้าออกมาให้ พร้อมข้อความว่า "ฆาตกรทำงานเสร็จไปแค่ครึ่งเดียว" ทั้งยังมีการส่งภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุที่น่าสยดสยองมาให้ ซึ่งทำให้เธอหวาดกลัวและฝันร้าย เธอยังเปิดเผยว่ามีคนไทยบางกลุ่มพยายามเสนอเงินชดเชยเพื่อให้ครอบครัวของเธอเลิกติดตามคดี แต่เธอรู้สึก "สะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง" และบอกให้พวกเขาเอาเงินไปทิ้งเสีย โดยตลอดช่วงเวลาของการพิจารณาคดี ทั้งผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลได้แสดงความเห็นที่ทำร้ายความรู้สึกของครอบครัววิทเธอร์ริดจ์เป็นอย่างยิ่งรวมทั้งถ้อยคำที่ว่า“ยังจะต้องวุ่นวายอะไรอีก? กลับบ้านไปเสีย ไปทำลูกใหม่อีกคนก็แล้วกัน อีก 30 วันเธอก็กลับมาเกิดใหม่แล้ว ชาติหน้าเธออาจจะโชคดีกว่านี้” ลอราบอกด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยส่วนใหญ่ทุจริต ทั้งยังหลอกให้ครอบครัวของเธอเข้าร่วมการแถลงข่าวโดยไม่เต็มใจ ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าเป็นการเชิญไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ เปิดเผยหลังรับทราบคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลยชาวเมียนมาว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาครอบครัววิทเธอริดจ์ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ โดยการติดตามกระบวนการพิจารณาคดีในไทยเป็นความยากลำบากอย่างยิ่ง ครอบครัวต้องอดทนกับทั้งความเจ็บปวดและกับการได้รับข่าวสารที่สับสน ขณะนี้จึงขอเวลาไตร่ตรองผลการพิพากษาในครั้งนี้อย่างรอบคอบ และใคร่ครวญดูว่าทางครอบครัวจะมีแถลงการณ์ที่เหมาะสมอย่างไรต่อไป' ทว่า ครอบครัวของนาย 'เดวิด มิลเลอร์' เหยื่อผู้เสียชีวิตในคดีเดียวกับ น.ส. ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ แถลงการณ์ว่า ศาลได้ตัดสินอย่างยุติธรรม รวมถึงตำรวจไทยได้สอบสวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน โดยมีหลักฐานท่วมท้นที่ใช้เอาผิดกับจำเลย กระนั้น พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าการสอบสวนคดีดังกล่าว “ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล” หลังจากที่ ศาลชั้นต้นของไทยมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต นายซอ ลิน และไว เพียว จำเลยชาวเมียนมา ฐานฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 ราย เมื่อปลายปี 2558 ส่งผลให้ชาวเมียนมาในนครย่างกุ้งได้ออกมาประท้วงคำพิพากษาของศาลไทย เนื่องจากมั่นใจว่าจำเลยทั้งสองบริสุทธิ์ จนเป็นเหตุให้แผนกกงสุลของสถานทูตไทยที่ย่างกุ้ง ต้องปิดทำการเป็นเวลาหลายวัน" ขอบคุณข้อมูลจากเพจ BBC Thai  ที่มา bbc

สาวโพสต์แจง ไม่ใช่หญิงถูกแก๊งวัยรุ่นรุมข่มขืน-โยนทิ้งเหว
ข่าวข่มขืน /  ข่าวจังหวัดพัทลุง / 

สาวโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง หลังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเหยื่อถูกแก๊งวัยรุ่นรุมข่มขืน-โยนทิ้งเหว  หลังจากเกิดคดีสะเทือนขวัญที่กลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่า และทำการข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ หลังเรื่องดังกล่าวตกเป็นข่าวดังตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งได้เข้าไปค้นหาเฟซบุ๊กฝ่ายชายซึ่งเป็นผู้เสียชีวิต และย้อนดูในไทม์ไลน์เฟซบุ๊กของผู้ตายประมาณ ช่วงเดือนเมษายน 2558 ที่ผ่านมา ก็ได้พบว่าผู้ตายได้ถ่ายภาพคู่กับหญิงสาวท่านหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก ดูท่าทางสนิทกัน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งตีความไปว่า หญิงที่ปรากฏในภาพดังกล่าวคือเหยื่อที่ปรากฏอยู่ในข่าว ถูก 4 วัยรุ่นขืนใจก่อนโยนทิ้งเหว แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา สมาชิกเฟซบุ๊ก น้อง' ฟิล์ม  ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในภาพดังกล่าวได้ออกมายืนยันว่า เธอไม่ใช่เหยื่อเคราะห์ร้ายที่ปรากฏอยู่ในข่าว เธอไม่ได้ถูกแทงและถูกข่มขืนอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิด แต่ยอมรับว่าเป็นแฟนเก่าของผู้ตาย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พยายามของให้ผู้ตายลบภาพเธอออกไปแล้ว แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ลบ อยากจะให้ทุกคนเข้าใจเพราะ ขณะนี้เครียดหนัก พร้อมระบุว่าเธอไม่รู้จักคนร้ายสักคน MThai News --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'บิ๊กตู่' ชี้ เปลี่ยนกฎหมายคดีข่มขืนเท่ากับประหารสุดโต่งเกินไป เหมือนการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ! วานนี้ (4 ก.พ. 59) มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่มีคนเสนอให้เปลี่ยนกฎหมายคดีข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ว่า นี่คือคนไทยที่มีแต่ความสุดโต่งเหมือนกับการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ซึ่งจะประหารชีวิตอย่างเดียวไม่ได้ เพราะกฎหมายมีขั้นตอน และปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายว่าทำได้หรือไม่ได้ และจิตสำนึกของคน ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงความหมายของคำว่า 'สุดโต่ง' ที่ท่านนายกฯ กล่าวไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องหรือเข้าข้างผู้กระทำผิด แต่ต้องการให้สังคมร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ แท้จริงแล้วต้นเหตุของปัญหาคืออะไร การใช้กฎหมายรุนแรงบังคับแต่เพียงอย่างเดียว จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้นายกฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไปศึกษาข้อมูลและหาทางออกในเรื่องดังกล่าว โดยนำกรณีศึกษาจากประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับตามหลักสากล MThai News --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วันนี้ (4 ก.พ. 59) เน วัดดาว จัดนักโพสต์ขู่แก๊งฆ่าโจ๋ฝังดิน ข่มขืนแฟน บอกนักโทษทุกคนรออยู่ แนะยิ้มให้เต็มที่ เพราะนี่อาจเป็นยิ้มสุดท้าย วานนี้ (3 ก.พ. 59) ที่เฟซบุ๊ก @Makharin Phumssart ซึ่งเป็นของ "เน วัดดาว" ได้มีการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงกรณีที่แก๊งโจ๋ฆ่าฝังดินคู่อริ ก่อนข่มขืนแฟนสาวและนำร่างทิ้งลงเหว ที่จ.พัทลุง จนทำให้มีคนออกมาเรียกร้องผ่านโลกออนไลน์ให้มีการแก้กฎหมาย "ข่มขืนโทษประหารชีวิต" ว่า กฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องอย่างบทลงโทษผู้กระทำความผิดฆ่าข่มขืน เรียกร้องให้มีโทษประหารกัน แต่ก็ไม่มีใครมาดำเนินการ พร้อมทั้งฝากข้อความถึง 4 โจ๋ใจเหี้ยมว่า คดีแบบนี้หากเข้าไปในคุกโดนหนักแน่ เชิญยิ้มให้สบาย เพราะอาจจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายก็ได้ "ยิ่งอยู่ไปอยู่ไป กฎหมายจราจรยิ่งแก้ให้หนักขึ้นๆ ปรับแพงขึ้น อนาคต ขับย้อนศรหรือไม่ใส่หมวกคงแก้เป็นติดคุกสัก 10 ปี ละมั้ง และดูกฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องกันสิ ฆ่าข่มขืนเท่ากับประหารกี่ศพและที่เขาเรียกร้องให้แก้กัน ไม่เห็นมีใครออกมาดำเนินการหรือออกมาพูดคุยให้ประชาชนฟังกันบ้างหรอ ผมก็ 1ในขี้คุก แต่คดีแบบนี้ "บอกตรงๆ เข้าไปข้างในมึงหนัก. ตอนโดนจับพวกมึงยิ้มแบบไม่สลด เดี๋ยวเข้าไปมึงจะไม่มีรอยยิ้มอีกเลย รีบยิ้มสะให้เต็มที่เลยนะพวกมึงเพราะมันอาจเป็นรอยยิ้มสุดท้ายของพวกมึง กูเชื่อว่าทุกคุกเขารอพวกมึงอยู่" เน วัดดาว --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คดีฆ่าหนุ่มหมกป่า-ข่มขืนสาวทิ้งเหว สามารถย้ายมาศาลอาญาได้ ส่วนเยาวชน 2 ราย ยังไม่มีข้อสรุปว่าขึ้นกับศาลใด พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เผยคดีฆ่าโหดหนุ่มหมกป่า ข่มขืนแฟนสาวจับทิ้งเหว หากจะมีการย้ายจากศาลเยาวชนมายังศาลปกติสามารถทำได้ ส่วนสำนวนคดีที่จะนำส่งศาลเพื่อสั่งฟ้องนั้นรวบรวมได้แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่จับตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย เป็น เยาวชน 2 ราย ผู้ใหญ่ 3 ราย และได้ขออำนาจศาลฝากขังไปแล้ว 4 ราย ทั้งนี้ ยังกล่าวถึงผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่เข้ามามีส่วนในเรื่องนี้ว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ไม่ได้มีการพูดถึงว่ามีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มองว่าไม่น่าจะมีส่วนร่วมเนื่องจากเพียงแค่ผ่านดื่มน้ำมาเท่านั้น นอกจากนี้ นางยุพิน องอาจ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพัทลุง เผยขณะนี้เยาวชนชาย 2 ราย อยู่ในความดูแลของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรัง เนื่องจากในขณะนี้สถานพินิจฯ พัทลุง อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดเป็นสถานแรกรับ จึงต้องไปฝากไว้ที่สถานพินิจฯ ตรัง เป็นการชั่วคราวก่อน ส่วนประเด็นว่าผู้ต้องหา 2 รายนี้ จะถูกพิจารณาในศาลเด็กและเยาวชน หรือศาลอาญาปกตินั้น ขณะนี้ศาลยังไม่ได้มีการพิจารณา ยังอยู่ในระหว่างการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ซึ่งกระบวนการต่อไปต้องดำเนินการไปตามกฎระเบียบที่วางเอาไว้ อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.วิชัย กล่าวถึงหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บขณะนี้ว่า อาการดีขึ้นแล้ว ซึ่งได้มีการจัดชุดดูแลความ ปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงหลังจากออกจากโรงพยาบาลด้วย เพื่อคุ้มครองพยานในคดี ที่มา : INN MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- โลกออนไลน์ระอุ!! คนแห่โพสต์ภาพรณรงค์แก้โทษฆ่าข่มขืน ชี้ ‘กี่ศพแล้ว กี่ศพเล่า กฎหมายไทย ทำไมไม่แก้’ รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดช่วงวันของวันนี้ (3 ก.พ. 59) ผู้คนในโลกออนไลน์ พร้อมใจกันโพสต์ภาพเขียนข้อความ เรียกร้องให้ทางการไทยแก้กฎหมาย "ยกเลิกอภัยโทษคดีฆ่าข่มขืน" ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นผู้ใหญ่บรรลุนิติภาวะ หรือเป็นเพียงเยาวชน ซึ่งการรณรงค์เรียกร้องดังกล่าวเกิดเป็นกระแสในสังคมอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกลุ่มวัยรุ่นลวงฆ่าคู่อริฝังดิน ก่อนจะข่มขืนแฟนสาว และพยายามฆ่าอำพรางด้วยการทิ้งลงเหว แต่โชคดีที่รอดมาได้ ขณะที่ข้อความรณรงค์ให้แก้กฎหมายข่มขืนให้ได้รับโทษสูงสุด ระบุว่า "ฆ่าข่มขืน กี่ศพแล้ว กี่ศพเล่า กฎหมายไทย ทำไมไม่แก้" สำหรับการเรียกร้องแก้กฎหมายข่มขืนเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะเกิดคดีพนักงานบนรถไฟฆ่าข่มขืนด.ญ.วัย 13 ปี บนรถไฟก่อนโยนศพทิ้งป่าทางเมื่อปี 2557 แต่จนถึงทุกวันนี้กฎหมายก็ยังไม่รับการปรับเปลี่ยนแก้ไขแต่อย่างใด รวบสาวทอม 1 ในแก๊งฆ่าหมกป่าแฟนหนุ่ม ก่อนข่มขืนแฟนสาวท้องต่อหน้า และจับโยนทิ้งเหว จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดผู้ต้องหาให้การซักทอดถึงสาวทอมคนร้ายอีก 1 คน คือ น.ส.ศิริมา ภูพวก อายุ 20 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้แล้ว ขณะที่ผู้ต้องหากำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในสวนยางพารา ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ร่วมในขบวนดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วมลงมือในการสังหารโหดเหยื่อแต่อย่างใด เพียงทำหน้าที่คอยซื้ออาหารให้กลุ่มคนร้ายตามคำสั่งของ นายคิว เท่านั้น ด้าน พ.ต.อ.วิชัย กล่าวว่า น.ส.ศิริมา ผู้ต้องหารายนี้ ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน มารับจ้างเป็นลูกจ้างกรีดยางในสวนยางพารา โดยเจ้าของสวนยางเป็นญาติขของ นายคิว จึงได้นำตัวไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีนครินทร์ ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทุกคนได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาเยาวชน 2 ราย ส่งตัวไปฝากขังที่สถานพินิจของ จ.พัทลุง คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้องต่อศาลเยาวชน ขณะที่ผู้ต้องหา อีก 3 คน ที่อายุเกิน 18 ปี เจ้าหน้าที่ได้ฝากขังไปยังเรือนจำ ก่อนจะเร่งส่งสำนวนคดีต่อศาล เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร็วที่สุด MThai News ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บุ๋ม ปนัดดา ปรี๊ด!! โพสต์ IG วอนศาล ตัดสินสถานหนักคดี 2 โจ๋ พัทลุง ฆ่า - ข่มขืน คู่แฟนวัยรุ่น แฟนคลับแห่โพสต์กระหน่ำ เห็นด้วย จากเหตุการณ์ แก๊งวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพรางคดี แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน แต่อีก 2 คน ยังหลบหนีอยู่ และได้ติดต่อมอบตัวแล้วแต่ยังไม่ระบุสถานที่และเวลา ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นกระเด็นร้อน ที่คนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุด นักแสดงสาว "บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้โพสต์อิสตาแกรมส่วนตัว @boompanadda เรียกร้องต่อศาล ขอให้ลงโทษเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้สถานหนัก โดยมีข้อความระบุว่า "โจ๋พัทลุง เรียกคู่แฟนวัยรุ่นออกไปพบ ขุดหลุมมัดผู้ชายลงก้นหลุมให้ดูแฟนตัวเองที่กำลังท้อง 3 เดือน โดนข่มขืนเรียงคิวต่อหน้าและยิงให้ตายฝังหลุม ส่วนผู้หญิงก็โดนแทงยับแล้วโยนก้นเหว ด้วยแรงฮึดสาวท้องปีนจากก้นเหวออกมาขอความช่วยเหลือ วัยรุ่นกลุ่มนี้รวมตัวเป็นแก๊งทำมาหลายคดี รอดเพราะเป็นเยาวชน แต่ครั้งนี้มันเกินไปไหมคะ บุ๋มเล่นละครเป็นตัวร้ายขนาดไหนยังไม่เคยเหี้ยมโหดขนาดนี้เลย นี่มันยิ่งกว่ามาเฟีย คนร้ายที่มอบตัว 2 คน อายุแค่ 19 กับ 17 ปี?!? ต่อให้ต้องโทษประหาร แต่ถ้ารับสารภาพก็ลดโทษกึ่งนึง และศาลยังลดได้อีกส่วนนึงตามดุลยพินิจของศาล เรียนศาลที่เคารพ หนูรู้ว่าเราต้องให้โอกาสแก่เยาวชน แต่เรายังมีเด็กยากจนและเป็นคนดีอีกมากที่อยากได้โอกาส ไม่ใช่เด็กกลุ่มนี้ที่ไม่เคยทำอะไรดีต่อพ่อแม่และสังคมเลย เราถึงเวลาแล้วไหมคะ ที่ต้องคัดเลือกเยาวชนที่มีคุณภาพ!!! เราไม่ต้องการเยาวชนที่ฆ่าคนอื่นได้อย่างโหดเหี้ยมค่ะ ปล่อยให้อยู่ในคุกยาว ๆ ไปเลยนะคะ ช่วยคุ้มครองพวกเราด้วยค่ะ" ทั้งนี้เมื่อข้อความดังกล่าวได้โพสต์ออกไปมีแฟนคลับเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยมีความเห็นไปในทางเดียวกันให้ศาลตัดสินลงโทษ แก๊งวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างสถานหนัก เช่นกัน ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก INN -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- โฆษก ยธ. ชี้ทำได้โอนคดีฆ่า-ข่มขืนแฟนโยนเหว ไปศาลปกติ เหตุ "แก่เกินวัยใจอาชญากร" นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ ได้เรียกร้องให้การดำเนินคดีฆ่าแฟนหนุ่ม - ข่มขืนแฟนสาวท้องก่อนโยนลงเหวที่พัทลุง เป็นเหมือนกับคดีของผู้ใหญ่ และให้มีบทลงโทษเทียบเท่า แม้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดจะเป็นเพียงเยาวชนนั้น ว่า จากคดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นการดำเนินคดีสามารถโอนจากศาลเยาวชนและครอบครัว ไปพิจารณาในคดีธรรมดาได้ เนื่องจากพฤติการของผู้ก่อเหตุ "แก่เกินวัยใจอาชญากร" เพราะ 1.มีการวางแผนเตรียมการมาก่อน 2.มีลักษณะอุกอาจ โหดร้ายทารุณ 3.ผลที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง หรือ เกิดความเสียหายแก่สังคมโดยรวม 4.กระทำโดยขาดความเห็นอกเห็นใจเหยื่อ และ 5.เคยมีประวัติการกระทำผิดในทำนองเดียวกันมาก่อน ไม่ว่าจะถูกจับกุมหรือไม่ โดยตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาตรา 97 วรรคสองระบุว่า คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัว พิจารณาโดยคำนึงถึงร่างกาย สติปัญญา สุขภาพภาวะแห่งจิตและนิสัย แล้วเห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือ ในระหว่างการพิจารณาเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาว่า กระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ก็ให้มีอำนาจสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้   ไม่สลด! 2 โจ๋ฆ่าหมกป่า-ข่มขืนสาวทิ้งเหว นั่งหัวเราะยิ้มขณะให้การ ขณะที่บุ๋ม ปนัดดา จี้ลงโทษ "ประหารชีวิต" จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด (2 ก.พ. 59) พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เผยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 4 ราย โดยให้การรับสารภาพทั้งหมด และในวันนี้จะนำตัวบางคนไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านผู้ต้องหา บริเวณจุดที่ผู้ต้องหาทำการข่มขื่นและฝังศพ รวมทั้งจุดที่ทำร้ายร่างการเหยื่อสาว ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพรางคดี ขณะที่ในโลกออนไลน์ ได้มีการส่งต่อข้อความเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด แม้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดจะเป็นแค่เยาวชนก็ตาม เพราะนับว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ และมีจิตใจเหี้ยมโหดเกินจะรับได้ โดยเฉพาะดาราสาวชื่อดัง บุ๋ม ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ที่ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นอย่างดุเดือดถึงเรื่องดังกล่าวผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว เรียกร้องให้ศาลตัดสินคดีขั้นสูงสุด (ประหารชีวิต) เพราะเห็นว่ากลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้สำนึกผิดในที่ได้ก่อเหตุในครั้งนี้ "นี่คือสีหน้าของคนที่เพิ่งฆ่าคน ข่มขืนคนท้อง ลงมือกระทำอย่างโหดเหี้ยม??? ไว้ชีวิตแม่งเพื่ออะไร ในเมื่อมันดูไม่สำนึกอะไรเลย???" ภาพจาก instagram @boompanadda MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ญาติสาวถูกข่มขืนจับโยนทิ้งเหวอำพราง สั่งงดเยี่ยมหลังพบชายฉกรรจ์ 5 บุกโรงพยาบาลตามหาตัวหลานสาว จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด (1 ก.พ. 59) มารดาและคนในครอบครัวของเหยื่อสาว ได้เดินทางมาจาก อ.นาทวี จ.สงขลา เพื่อมาเฝ้าอาการของหญิงสาวด้วยความห่วงใยและเป็นกังวล เนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. มีชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันที่ทางญาติไม่รู้จักถึง 5 คน พยายามมาค้นหาสืบเสาะว่า หญิงสาวพักอยู่ชั้นไหนห้องใด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรู้สึกผิดสังเกตจึงปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม ญาติจึงขอเคลื่อนย้ายคนเจ็บไปตึกอื่นที่ไม่ใช่ตึกรวม เพื่อป้องกันอันตราย เพราะคิดว่าอาจเป็นคนของฝ่ายผู้ต้องหา นอกจากนี้ทาง รพ.ก็สั่งเฝ้าตรวจเข้มตลอด 24 ชม. ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ MThai News ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- มอบตัวแล้ว! 2 โจ๋โหด ลวงฆ่าคู่อริหมกป่า ก่อนข่มขืนแฟนสาวโยนทิ้งเหวอำพราง วันนี้ (1 ก.พ. 59) มีรายงานความคืบหน้ากรณี กลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวง นายภาสกร คงสวัสดิ์ อายุ 19 ปี และแฟนสาว อายุ 19 ปี ไปฆ่าหมกป่า ก่อนข่มขืนแฟนสาวของผู้ตายและจับโยนทิ้งเหว โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน แต่อีก 2 คน ได้หลบหนีออกจากหมู่บ้าน ล่าสุดญาติของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน คือ นายนพพร ทองเอียด หรือคิว อายุ 19 ปี และนายวรเมธ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ได้ติดต่อขอนำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เข้ามอบตัวที่ สภ.หลังสวน จ.ชุมพร ทั้งนี้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ข่มขืนแฟนสาวของผู้ตาย โดยให้ผู้ตายนั่งดูและขู่บังคับให้ผู้ตายลงไปนั่งในหลุมเพื่อทดลองว่าลึกพอหรือยัง และให้โอกาสผู้ตายได้สั่งเสียถึงคนที่บ้าน ก่อนใช้ปืนยิงนัดแรก ตามด้วยอีกคน ยิงนัดที่ 2 จน นายภาสกร เสียชีวิต ส่วนแฟนสาวของผู้ตาย หลังถูกข่มขืนได้ร้องขอชีวิต ตนจึงใจอ่อนไม่ฆ่าทิ้ง ซึ่งระหว่างที่ขุดหลุมและข่มขืนได้ถ่ายคลิปวีดีโอเก็บเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า แฟนสาวของผู้ตายตั้งครรภ์อยู่ 3 เดือน อย่างไรก็ตามคดีนี้พบมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีกอย่างน้อย 3 คน เป็นผู้หญิง 1 คน สาวทอม 1 คนและเป็นผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องสอบปากคำผู้ต้องหา ญาติของผู้ตายและฝ่ายผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บ ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วัยรุ่นพัทลุง ลากคู่อริกับแฟนสาวเข้าป่า ก่อนข่มขืนฝ่ายหญิงแล้วทิ้งลงเหว ส่วนฝ่ายชายถูกยิงดับจับฝังอำพราง วานนี้ (30 ม.ค. 59) มีรายงานว่า นายสาคร คงทรัพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง แจ้งว่า นายภาสกรณ์ (อัฐ) คงสวัสดิ์ อายุ 18 ปี ชาวบ้านในตำบลเดียวกัน ได้หายตัวไปจากบ้านพักพร้อมแฟนสาว ชื่อ น.ส.จุฑามาศ อายุ 19 ปี อาศัยอยู่ที่ ต.สะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. 59 ก่อนมีคนพบ น.ส.จุฑามาศ ถูกทำร้าย แทงด้วยของมีคม และทุบตีด้วยของแข็ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลนาโยง และนำส่งต่อโรงพยาบาลตรัง เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 59 โดย น.ส.จุฑามาศ ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีนครินทร์ ว่า ตนและแฟนหนุ่มถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ในหมู่บ้าน หลอกเข้าไปในป่า และช่วยกันขุดหลุมเพื่อฝังแฟนหนุ่มของตน ก่อนข่มขืนตนต่อหน้าแฟนหนุ่ม โดยหลังจากขุดหลุมเสร็จได้นำแฟนหนุ่มไปนั่งในหลุมและใช้ปืนยิงจนเสียชีวิต พร้อมช่วยกันฝังศพ โดยหลังจากนั้น กลุ่มวัยรุ่นได้ใช้หินทุบตีและมีดแทงตนจนหมดสติ และนำร่างตนไปโยนทิ้งเหว ซึ่งตนหมดสติไป 1 คืน เมื่อฟื้นขึ้นมา จึงพยายามคลานขึ้นจากเหวลึก มานอนขอความช่วยเหลือบนถนน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จึงออกค้นหาศพ พบถูกฝังลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 50 เซนติเมตร ในป่าบนเทือกเขาบรรทัด ห่างไปทางทิศตะวันตกของสำนักสงฆ์ป่าสนเขาคราม หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ประมาณ 5 กิโลเมตร และในเหวห่างจากสถานที่พบศพ ประมาณ 2 กิโลเมตร เจอรถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกนำไปทิ้งไว้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย คือ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เป็นชาวบ้านพื้นที่ ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ และ นายบี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย อยู่ระหว่างการหลบหนี ที่มา : INN MThai News

พบแล้ว! มือแฮกเว็บศาลไทยประท้วงคดีเกาะเต่า อยู่ในต่างประเทศ
คดีเกาะเต่า /  ประท้วงคดีเกาะเต่า

พบแล้ว! มือแฮกเว็บศาลไทยประท้วงคดีเกาะเต่า ประมาณ 10 IP ADDRESS อยู่ในต่างประเทศ นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่หน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรม ถูกแฮกเกอร์บุกรุกจนไม่สามารถใช้งานได้ว่า จากการตรวจสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลหน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรมนั้น ไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งแรกที่ตรวจสอบพบว่า หน้าเว็บเพจหน้าแรกของสำนักงานศาลยุติธรรม กลายเป็นพื้นสีดำ และมีรูปสัญลักษณ์คล้ายหน้ากากสีขาว พร้อมข้อความภาษาอังกฤษ เชื่อมโยงกลุ่มที่ใช้ชื่อ แอนโนนีเมียส เมียนมา แฮกเกอร์ ซึ่งเหตุดังกล่าวจนถึงวันนี้ หน้าเว็บไซต์ของสำนักงานศาลยุติธรรม ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้ตามปกติ สำหรับการตรวจสอบเพื่อหาผู้กระทำผิดนั้น ในส่วนของระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เกิดเหตุสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ให้ตรวจสอบหาการบุกรุก พบมีประมาณ 10 IP ADDRESS ของผู้ที่เข้ามาบุกรุกระบบโครงข่ายหน้าเว็บไซต์ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ แต่ยังไม่ขอระบุรายละเอียดในส่วนนี้  การกระทำดังกล่าว ที่ทำให้หน้าเว็บแรกของสำนักงานศาลยุติธรรมเสียหายครั้งนี้ ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งลักษณะข้อความของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ที่ได้เขียนไว้ในหน้าเว็บเพจของสำนักงานศาลยุติธรรม นั้น ทำให้เห็นได้ว่าอาจเชื่อมโยงการพิพากษาคดีเกาะเต่า ซึ่ง สำนักงานศาลยุติธรรม ขอเรียนว่า การกระทำที่เกิดขึ้นของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีเกาะเต่าได้ แต่ทางคดี คู่ความสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์-ฎีกาได้ตามกฎหมายต่อไป ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เป็นเรื่อง! เพจ We Are Anonymous นัดถล่มเว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรมของประเทศไทย เพื่อประท้วงคดีเกาะเต่า วันนี้ (13 ม.ค. 59) มีรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเฟซบุ๊กแฟนเพจ We Are Anonymous ได้ประกาศโจมตีเว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรม เพื่อประท้วงคำพิพากษาคดีเกาะเต่า และรณรงค์นักท่องเที่ยวให้เลิกเที่ยวประเทศไทย จนกว่าตำรวจจะเปลี่ยนวิธีการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. เว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรมเกือบ 290 แห่ง ล่มใช้งานไม่ได้ เหลือเพียงเว็บศาลยุติธรรมหลักที่เริ่มเข้าได้แล้ว ขณะที่เว็บศาลฎีการอด เพราะไม่ได้ใช้โดเมน coj.go.th สำหรับคดีเกาะเต่า ศาลจังหวัดเกาะสมุย ได้มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิต นายซอลิน และนาวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมา ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ แต่หลายคนรู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้ โดยมองว่าไม่ยุติธรรม ขอบคุณข้อมูล/ภาพ We Are Anonymous MThai News

ประกาศผล : ดูหนังใหม่ รอบพิเศษ Criminal คนสมองเดือด
Criminal /  Ryan Reynolds / 

เอ็มไทยมูฟวี่พรีวิว ครั้งที่ 858 Criminal คนสมองเดือด Criminal คนสมองเดือด ว่าด้วยเรื่องราวของนักโทษประหารชีวิตสุดอันตรายที่ได้รับข้อเสนอให้มีชีวิตต่อไป โดยแลกกับการปลูกถ่ายสมองของเจ้าหน้าที่ซีไอเอรายหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้วมาเป็นสมองของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในหัวของเจ้าหน้าที่ซีไอเอรายนั้นไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ ความลับ หรือทักษะต่าง ๆ จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขาไปในทันที และหน้าที่ของเขาก็คือการใช้สิ่งที่ได้มาเพื่อหยุดยั้งผู้ก่อการร้าย ทาง movie.mthai มีบัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษจำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง ในวันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2559 ที่โรงภาพยนตร์ SF Cinema City Terminal 21 รอบเวลา 20.00 น. (ลงทะเบียนรับบัตรเวลา 18.30-20.00 น.)  รายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับบัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษเรื่อง Criminal คนสมองเดือด จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง มีรายชื่อดังต่อไปนี้ วรรณวิไล กวีญาณ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) กิตติชาติ สิทธิเลิศ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) รวีพัชร์ เจริญยิ่งถาวร (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) มาริสา ฤทธิ์กล้า (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ศักร์ทนง เหมะวัฒนะชัย (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) น้ำฝน ทุติสูงเนิน (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) สาธิต ศรีสุขล้อม (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ณพชร สมที่นึก (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) วริศรา พรหมนวล (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) วิริยะ อภิชนังกูร (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) สำหรับผู้โชคดีต้องเช็คอีเมลและตอบกลับเพื่อยืนยันสิทธิ์ ภายในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2559 ก่อนเวลา 18.00 น. มิเช่นนั้นจะถือว่า “สละสิทธิ์” กรณีที่มีผู้สละสิทธิ์จะนำบัตรไปสุ่มแจกให้กับผู้ที่เข้ามาสำรองรายชื่อในหน้าเพจ facebook.com/movie.mthai การรับบัตรที่หน้าโรงภาพยนตร์ แสดงบัตรประชาชนตัวจริงต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะลงทะเบียนเพื่อรับบัตร (ไม่รับสำเนาทุกกรณี) เจ้าหน้าที่จากบริษัทจะเป็นผู้แจกบัตรให้ โดยผู้โชคดีต้องมารับบัตรชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ไม่สามารถฝากมารับได้ เริ่มแจกบัตรตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.00 น. หากมาช้ากว่าเวลาดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์ทันที ผู้ที่ได้รับรางวัลในกิจกรรมรอบนี้ หากมีรายชื่อได้รับรางวัลซ้ำกับสื่ออื่น ๆ เกิน 1 รายชื่อ ทางเจ้าหน้าที่ขอสงวนสิทธิ์ให้เหลือชื่อเพียง 1 ชื่อเท่านั้น โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า กรุณาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กรณีที่ต้องฝากโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป หรืออุปกรณ์อื่น ๆ รางวัลนี้ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ รวมทั้งซื้อ-ขาย สงวนสิทธิ์ 1 ท่าน / 1 รางวัล ขอสงวนสิทธิ์ตัดสิทธิ์ผู้โชคดีที่ไม่ทำตามกติกาข้างต้นทุกกรณี การตัดสินของเจ้าหน้าที่ถือเป็นที่สิ้นสุด

พม่านับร้อย ประท้วงดุหน้าสถานทูตไทย จี้ปล่อยตัวจำเลยคดีเกาะเต่า
ฆาตกรรม /  จำเลย / 

ผิดคาด ชาวพม่านับร้อย รวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตไทยในกรุงย่างกุ้ง ปมศาลตัดสินประหารชีวิตสองแรงงานชาวพม่า ในคดีเกาะเต่า วันนี้ (25 ธ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าว กรณีที่ชาวพม่านับร้อยคนต่างรวมตัวกันที่หน้าสถานทูตไทยในนครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อต่อต้านคำตัดสินของศาลจังหวัดเกาะสมุย ที่พิพากษาให้นายซอ ลิน และนายวิน ซอ สองแรงงานพม่า จำเลยในคดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวอังกฤษ บนเกาะเต่า มีความผิดจริงพร้อมรับโทษประหารชีวิต โดยประชาชนนับร้อยคนและพระสงฆ์ รวมตัวกันที่หน้าสถานทูตไทยในกรุงย่างกุ้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการเพื่อรักษาความปลอดภัย ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนถูกตัดสินอย่างผิดพลาด และไม่เป็นธรรม รวมถึงเป็นเพียงการ 'เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ' พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจ ว่าหลักฐานที่ใช้ตัดสินเพียงเล็กน้อย ทั้งยังไม่มีพยานและไม่มีหลักฐานดีเอ็นเอที่มากพอ แต่พวกเขายังคงถูกตัดสินประหารชีวิต บรรดาผู้ประท้วงต่างถือป้ายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า"ช่วยเด็กพม่าผู้ยากจน"และ "ปล่อยพลเมืองผู้บริสุทธิ์ของเรา" นอกจากนี้บางส่วน ยังระบุว่าจะยื่นขอพระราชทานอภัยโทษกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตาม นายวินหม่อง เอกอัครราชทูตเมียนมา ประจำประเทศไทยระบุว่า หลังได้รับทราบคำพิพากษา ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ตนรู้สึกเสียใจ แต่มันเป็นเรื่องทางกฎหมายที่ยังคงต้องดำเนินต่อไป โดยตนหวังว่าคดีนี้จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และจะไม่ให้มากระทบต่อความสัมพันธ์แบบทวิภาคีระหว่างสองประเทศ ส่วนทางด้าน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีที่สาธารณรัฐสหภาพเมียนมา จะมีการชุมนุมอีกครั้ง ที่หน้าสถานทูตในกรุงย่างกุ้ง ซึ่งในวันนี้เป็นวันหยุดราชการของเมียนมา จึงไม่เป็นที่น่ากังวล โดยในช่วงเช้าวันนี้ได้มีตำรวจมาดูแลความปลอดภัยหน้าสถานทูตไทยในกรุงย่างกุ้ง เป็นพิเศษ ทั้งนี้ สำนักประธานาธิบดีของเมียนมา ได้เตือนชาวเมียนมา ว่า หากมีการประท้วงก็ขอให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม พร้อมทั้งรับปากว่าจะดูแลเรื่องคดีต่อ เพราะยังอยู่ในศาลชั้นต้น รวมถึงรัฐมนตรีบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจ ก็จะช่วยทำความเข้าใจต่อไป อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการต่างประเทศเป็นห่วง และได้แจ้งเตือนให้คนไทยระมัดระวัง เรื่องการแสดงตัวในที่สาธารณะ ทว่าคนไทยในเมียนมาราว 200 - 300 คน ได้ทยอยเดินทางกลับไทยเพราะเป็นวันหยุดยาวปีใหม่ แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปไหว้พระที่เมืองย่างกุ้งเป็นจำนวนมาก ติดจตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  nationmultimedia สนับสนุนข้อมูลโดย innnews

เตือน! คนไทยในย่างกุ้งให้ระวังตัว หลังศาลตัดสินประหารชีวิตคดีเกาะเต่า
คดีเกาะเต่า /  ประหารชีวิต / 

สถานทูตไทย เตือนคนไทยในย่างกุ้งให้ระวังตัว หลังศาลตัดสินประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า จากกรณีที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิต นายซอลิน และนาวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมา ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า ล่าสุด (24 ธ.ค. 58) สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ออกประกาศเตือนประชาชนคนไทยให้เพิ่มความระมัดระวัง หลังศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิตนายซอลินและนายวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมาร์ ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ส่งผลให้เกิดกระแสการต่อต้านคำตัดสินดังกล่าว โดยเฉพาะทางด้านสังคมออนไลน์ และมีการนัดหมายชุมนุมประท้วงบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตฯ ในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ ในการนี้เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงขอให้ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการเดิรทางในช่วงนี้เป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงการแสดงตัวเป็นคนไทยในที่สาธารณะโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ จะแจ้งความคืบหน้าของเหตุการณ์ให้ทุกท่านทราบเป็นเป็นระยะ ขอบคุณข้อมูล/ภาพ Voice TV MThai News

โฆษกศาล ยัน ไม่มีคำพิพากษาประหารชีวิต แกนนำแดงอุบลฯ
ข่าวจังหวัดอุบลราชธานี /  ประหารชีวิต / 

โฆษกศาลยุติธรรม ชี้แจงหลังถูกวิจารณ์ กรณีศาลสั่งประหารแกนนำเสื้อแดงเผาศาลากลางอุบลฯ ยันพิพากษาแก้จำคุกตลอดชีวิต นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำพิพากษาศาลฎีกาคดีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช. )จ.อุบลราชธานี นำโดยนายพิเชษฐ์ ทาบุตดา พร้อมพวก รวม 20 คน ซึ่งเป็นจำเลยในการก่อเหตุวางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 53 โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 และประชาชนส่วนใหญ่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำพิพากษาดังกล่าว ว่าศาลฎีกาสั่งประหารชีวิต จึงขอชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแก้ ให้นายพิเชษฐ์ ทาบุตดา จำเลยที่ 1 และนายชัชวาล ศรีจันดา จำเลยที่ 11 จำคุกตลอดชีวิต พิพากษาให้นางอรอนงค์ บรรพชาติ จำเลยที่ 2 นางสาวปัทมา มูลมิล จำเลยที่ 5 นายลิขิต สุทธิพันธ์ จำเลยที่ 7 นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ จำเลยที่ 9 นายสนอง เกตุสุวรรณ จำเลยที่ 12 และนายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ จำเลยที่ 17 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และพิพากษาให้จ่าสิบเอกสมจิตร สุทธิพันธ์ จำเลยที่ 16 จำคุก 1 ปี รวมจำเลยที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแก้ทั้งสิ้น 9 คน นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งนี้ โฆษกศาลยุติธรรม ยืนยันว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกา ไม่ปรากฏโทษประหารชีวิตตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ข้อมูลข่าว/ภาพ จาก matichon.co.th ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ซอว์นี่ บีน ตำนานครอบครัวกินคนสุดสยอง!
ต่างประเทศ /  สยองขวัญ / 

ในอดีตจนถึงปัจจุบันเราคงเคยได้ยินเรื่องราวความสยองของ คนกินคน กันมาหลายรูปแบบแล้ว วันนี้ทีนเอ็มไทยขอพาเพื่อนๆ ย้อนไปในอดีตสมัยต้นศตวรรษที่ 15 กันหน่อย เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ลักลอบฆ่าคนแล้วนำไปทำเป็นอาหาร แค่คนเดียวยังว่าน่ากลัวแล้ว แต่นี่ยกมาเป็นครอบครัว กว่า 40 ชีวิต! ถือเป็นเรื่องราวสุดโด่งดังและเป็นตำนานเล่าขานต่อกันมาว่าพวกเขาคือ "ครอบครัวกินคน" ที่น่ากลัว..  ซอว์นี่ บีน ตำนานครอบครัวกินคนสุดสยอง! ซอว์นี่ บีน ตำนานครอบครัวกินคนสุดสยอง! เรื่องราวสุดสยอง ครอบครัวกินคน นี้ปรากฏอยู่ใน หนังสือนิวเกตส์ ที่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของนักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในนิวเกตส์ โดยเรื่องราวของเขาและครอบครัวนั้นบอกได้คำเดียวว่า อำมหิตสุดๆ! ในตอนต้นศตวรรษที่ 15 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสก็อตแลนด์ เด็กชายชื่อ ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean) เป็นลูกของช่างไม้คนหนึ่งที่มีฐานะธรรมดา ตั้งแต่เด็ก ซอว์นี่ บีน ได้เรียนรู้วิชาช่างไม้มาจากพ่อ เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาก็ได้ออกบ้านไปหางานและที่อยู่อาศัยเอง จนแต่งงานมีครอบครัว แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาและครอบครัวก็ไม่มีความสุขเอาซะเลย ย่ำแย่มากถึงขึ้นยากจนสุดๆ นั่นก็เพราะ ซอว์นี่ บีน เป็นคนขี้เกียจ โง่เขลา กลายเป็นคนตกงาน ไม่มีงานทำ อีกทั้งชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้คนไปทั่ว มิหนำซ้ำยังเป็นคนโมโหร้าย เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ ซอว์นี่ บีน และครอบครัวอยู่คนในพื้นที่ไม่ได้ จำต้องอพยพมาอยู่แถบชายฝั่งแถวกัลป์โลเวอร์ ซึ่งเป็นที่ห่างไกลชนบท ซอว์นี่ บีน ใช้ถ้ำใหญ่ที่ตั้งอยู่ในระแวกนั้นเป็นที่พักอาศัย ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงไม่สร้างบ้านล่ะ คำตอบคือ "ขี้เกียจ" มีถ้ำใหญ่โตขนาดนี้จะสร้างบ้านให้เมื่อยและเปลืองเงินทำไม! แถมถ้ำยังมีความพิเศษก็คือ เมื่อเวลาน้ำขึ้นน้ำก็จะปิดปากถ้ำทำให้คนภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้ ซึ่ง ซอว์นี่ บีน และครอบครัวก็อยู่กันได้สบายๆ ถึงแม้จะมืดและอากาศชื้นก็ตาม อีกทั้งยังเป็นที่หลบซ่อนชั้นดีอีกด้วย เมื่อหาที่อยู่อาศัยได้แล้ว เขาและครอบครัวก็ช่วยกันหางานทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยการ ดักปล้นจี้ นักเดินทางที่ผ่านไปมา ปล้นอาหาร ทรัพย์สิน และเครื่องใช้ต่างๆ แค่นั้นยังไม่พอยังฆ่านักเดินทาง พร้อมกับทำลายร่างและลากไปทิ้งทะเลด้วย เวลาผ่านไปนานเข้าดักปล้นของมาได้ก็เยอะ ถึงแม้แต่มีเสบียงอาหารติดตัวมา แต่ของเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ครอบครัวนี้อิ่มท้องกันเลย จนในที่สุดหัวหน้าครอบครัวอย่าง ซอว์นี่ บีน ก็คิดหาแหล่งอาหารใหม่ก็คือ "เนื้อคน" นี่แหละ! หาง่ายแถมได้สารอาหารครบถ้วน (จริงหรอ?) เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว! ในการดักปล้นครั้งต่อไปการฆ่านักเดินทางของ ซอว์นี่ บีน นั้นไม่ใช่นำไปทิ้งทะเล แต่เขาและครอบครัวต่างก็ช่วยกันลากศพนั้นเข้าไปในถ้ำ ชำระเป็นชิ้นๆ เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร บางชิ้นทาเกลือแล้วแขวนไว้กันเน่า ส่วนโครงกระดูกจะใช้เกลือทาเพื่อดับกลิ่นแล้วซุกซ่อนเอาไว้ในถ้ำ พวกเขาทำแบบนี้ติดต่อมาเป็นเวลานานโดยที่ไม่มีใครหาตัวเจอ และเนื่องจากนักเดินทางที่เขาฆ่าก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ อาชีพดักปล้นจี้ ฆ่าคน ของเขาและครอบครัว จึงไม่มีปัญหาใดๆ .. จนวันหนึ่งกระดูกคนตายมีจำนวนมากขึ้นเต็มพื้นที่ถ้ำ ทำให้ซอว์นี่ บีน ต้องขนกระดูกไปทิ้งทะเล แต่ถึงแม้จะนำไปทิ้งไกลขนาดไหน คนแถบชายฝั่งนั้นๆ ก็ดันเห็นกระดูกลอยติดชายหาดอยู่ดี! แน่นอนว่าเรื่องถึงหูเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องออกค้นและสืบหาว่ากระดูกที่ลอยมาติดชายฝั่งนี้เป็นของใคร? แต่กลับไม่ได้เบาะแสหรือข้อมูลใดๆ แถมเจ้าหน้าที่หลายคนที่ออกปฏิบัติก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (แน่นอนว่าเสร็จ ซอว์นี่ บีน อีกตามเคย) คราวนี้ทางการอังกฤษเข้มงวด! ออกคำสั่งให้จับผู้ต้องสงสัยนำไปทารุณเค้นหาความจริง แต่แล้วก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะชาวบ้านที่ถูกจับตัวไปเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และเมื่อชาวบ้านระแวกชายฝั่งเจอแบบนี้ก็เกิดความกลัว ต่างก็ย้ายบ้านหนีไปที่อื่น ทำให้แถบชายฝั่งกลับเปลี่ยวร้าง น่ากลัวเป็นทวีคูณ ขณะเดียวกันครอบครัวของ ซอว์นี่ บีน ก็ขยายวงศ์ตระกูล มีลูกหลานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นสังคมเล็กๆ เนื่องจากการอยู่ร่วมกันเป็นถ้ำปิด ทำให้พี่น้องในตระกูลเดียวกันสมสูกันเอง และมีลูกออกมาอีกหลายคน แน่นอนว่าเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันทุกคนมีภูมิปัญญาต่ำ มีจิตใจวิปริตแปรปรวนผิดปกติและบางคนพิกลพิกาล แต่ถึงแม้ครอบครัวจะใหญ่ขนาดไหน พวกเขาจะไม่กินกันเองเด็ดขาด และพวกเด็กๆ ที่โตในถ้ำก็ใช้ชีวิตแบบนั้นและกินเนื้อคนอย่างเป็นเรื่องปกติ สำหรับพวกเขาแล้วเรื่องแบบนี้ถือว่าธรรมดามากสำหรับชีวิตพวกเขา สิ่งที่เด็กๆ ของครอบครัว ซอว์นี่ บีน ได้เรียนรู้ในถ้ำก็คือ เทคนิคในการฆ่า การชำแหละเนื้อ และการถนอมอาหาร พวกเขาพูดได้เพียงภาษาอย่างพื้นฐานและเห็นคนจากโลกภายนอกเป็นเพียงเป้าหมายในการฆ่าและอาหารเท่านั้น ในไม่ช้าพวกเด็กก็โตพอจะช่วยงานได้ การปล้นฆ่าของครอบครัวบีนเริ่มทำกันเป็นระบบ งานเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว แม้จะมีกว่า 40 ปากท้องที่ต้องเลี้ยงดู แต่ก็ไม่มีใครในครอบครัวเคยอดเลย หนำซ้ำเนื้อยังจะเหลือจนกินไม่ทัน ต้องทิ้งที่เน่าไปเสียด้วย >,< นับตั้งแต่ ซอว์นี่ บีน พาเมียกับลูกมาอยู่ถ้ำชายฝั่งกัลโลเวอร์และเปิดฉากพฤติกรรมกินคน เป็นเวลายาวนานถึง 25 ปี มีลูกชาย 8 คน ลูกสาว 6 คน หลานชาย 18 คน และหลานสาว 14 คน ทุกคนอยู่รวมกันในถ้ำใหญ่และหลบซ่อนไม่ปรากฏตัวออกมาให้คนอื่นได้พบเห็น นอกจากเวลาออกล่าเหยื่อมากินเป็นอาหารถึงจะจับกลุ่มตระเวนหาผู้เคราะห์ร้ายบริเวณพื้นที่นั้น หากมีคนเดินทางจำนวนมากและมีอาวุธครบมือ พวกบีนจะละเว้นไม่เข้าจู่โจม พวกนี้จะเลือกเป้าหมายคนเดินทางเท้าที่มากันไม่เกิน 4-5 คน และเข้าล้อมเอาไว้ก่อนลงมือฆ่าอย่างไม่ปราณีโดยไม่เปิดโอกาสให้หนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว หากคนเดินทางขี่ม้าไม่เกิน 2 คนก็จะถูกรุมฆ่า การกระทำที่โหดร้ายนี้กินเวลายาวนานถึง 25 ปี  จนกระทั้งวันหนึ่ง สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่งขี่ม้ามาเที่ยวชายหาดกัลโลเวอร์ ขณะผ่านกลุ่มโขดหินใหญ่น้อยติดกับหน้าผา จู่ๆ ก็มีกลุ่มคนจำนวนเกือบ 30 คน มีทั้งหญิงชายและเด็กๆ อีกหลายคนรวมอยู่ด้วย ทั้งหมดแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรกขาดวิ่นกรูกันเข้ามารายล้อมสองสามีภรรยา ท่าทีประสงค์ร้าย ในมือแต่ละคนมีอาวุธต่างๆ ทั้งมีด ขวาน ดาบ สองสามีภรรยาตื่นตระหนก แต่ก็ยังคิดว่าคงเกิดความเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง เพราะไม่เคยรู้จักหรือพบเห็นคนเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่ทันจะพูดอะไรออกมา คนแปลกหน้าเหล่านั้นวิ่งเข้ามาหาแล้วลากตัวสองสามีภรรยาลงจากหลังม้า สามีซึ่งสะพายดาบมาด้วยซักดาบออกมากวัดแกว่งสกัดกั้นไม่ให้เข้าถึงตัว แต่ภรรยาป้องกันตัวเองไม่ได้จึงถูกจับตัวเอาไว้ หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มกระชากผมของเธอจนหน้าหงาย แล้วใช้มีดคมกริบปาดคอทันที พอเลือดพุ่มออกมาจากบาดแผล หญิงสาวคนนั้นก็ก้มลงดูดเลือดอย่างเอร็ดอร่อยประหนึ่งกำลังดื่มไวน์ชั้นดีก็ไม่ปาน แต่เท่านั้นยังไม่จบ กลุ่มคนร้ายได้ทำการชำแหละท้องและเฉือนร่างภรรยาเป็นชิ้นๆต่อหน้าผู้เป็นสามี สามีเห็นภรรยาตายต่อหน้าก็รู้ตัวทันทีว่า ถ้าเขาถูกจับตัวเมื่อไหร่เขาคงตายเหมือนภรรยาแน่ จึงหนีไปพลาง สู้ไปพลาง โดยมีพวกผู้ชายท่าทางดุร้ายเหี้ยมเกรียมตามติดไม่ลดละ สามีกระเสือกกระสนเดินผ่านมาทางนั้นจึงวิ่งเข้ามาช่วย พวกที่ตามล่าเห็นมีคนจำนวนมากก็พากันวิ่งหนีไป รอดอย่างหวุดหวิด เมื่อรอดมาได้ สามีก็พาชาวบ้านที่เขามาช่วยติดตามไปยังที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ากลุ่มคนลึกลับกลุ่มนั้นหายไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่ศพของภรรยานอนอยู่บนหาด ร่างกายถูกเชือดเนื้อไปด้วย ด้วยความช่วยเหลือจากชาวบ้านกลุ่มนั้นสามีก็ได้ศพภรรยากลับไป และไปแจ้งความแก่เจ้าหน้าที่พร้อมเล่ารายละเอียดที่เกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทราบเรื่อง สามีภรรยาถูกทำร้ายอย่างบ้าคลั่งจนภรรยาเสียชีวิต และกลุ่มชายหญิงกลุ่มนั้นส่อแววว่ามีนิสัยชอบกินเนื้อศพ จึงนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าเจมส์ที่ 1 พระเจ้าเจมส์ที่ 1 มีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ฝั่งกัลป์โลเวอร์มาเข้าเฝ้าฯ ทรงซักถามรายละเอียดความเป็นไปของพื้นที่ดังกล่าว ได้ความว่า คนพื้นบ้านและคนเดินทางที่ผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้นมักจะหายสาบสูญไปอย่างไร่ร่องรอยเป็นประจำ แต่ไม่สามารถสืบหาสาเหตุได้ จน 4 วันต่อมา พระเจ้าเจมส์ที่ 1 มีคำสั่งให้จัดทหารกว่า 400 คน ออกไปค้นหากลุ่มคนลึกลับกลุ่มนั้น โดยเสด็จคุมกองทหารด้วยตัวพระองค์เอง โดยมีสามีที่สูญเสียภรรยาเป็นผู้นำทาง พระเจ้าเจมส์และกองทหารไปถึงบริเวณกัลโลเวอร์ซึ่งเป็นสถานที่เปลี่ยว ทรงรับสั่งให้เหล่าทหารกระจายค้นหาแหล่งซุกซ่อนของกลุ่มคนดังกล่าวอย่างละเอียด ทหารมีสุนัขล่าเนื้อพันธุ์บลัดฮาวด์มาด้วยเพื่อช่วยค้นหาแหล่งซุกซ่อนกลุ่มคนเหล่านั้น สุนัขไต่ขึ้นไปบนโขดหินสลับซับซ้อนที่แผ่ขยายไปตลอดหน้าผาชายฝั่ง ในที่สุดมันก็ส่งเสียงเห่าไม่หยุดแสดงว่าได้เห็นคนแปลกหน้า พวกทหารจึงป่ายปีนไปตามเสียงเห่าและก็พบว่ามีถ้ำขนาดใหญ่อำพรางอยู่ในซอกหลืบของโขดหิน เมื่อทหารบุกเข้าถ้ำเห็นกระดูกแขนขา ซี่โครงและหัวกะโหลกคนสุมอยู่เป็นกองพะเนินพร้อมเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ อีกทั้งเนื้อคนดองเกลือตากแห้งแขวนอยู่ข้างบน และภายในถ้ำนั้นเองก็ปรากฏกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมีทั้งชายหญิงและเด็กที่ท่าทางโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัว ชายสูงอายุหนวดเครารุงรังที่อยู่หน้ากลุ่มก็คือ ซอว์นี่ บีน จากกองกระดูกมนุษย์ที่มากมาย เป็นหลักฐานแสดงว่า ซอว์นี่ บีน และครอบครัวได้ล่ามนุษย์เอามากินเนื้อมานานมาก จนไม่สามารถประมาณว่ามีคนตกเป็นเหยื่อของครอบครัวนี้กี่ราย พระเจ้าเจมส์ที่ 1 ทรงมีคำสั่งให้จับกุมครอบครัวนี้ให้หมดทุกคนเพื่อไปพิจารณาโทษและให้ทหารฝังกองกระดูกและส่วนต่างๆ ของมนุษย์เสี ครอบครัวตระกูลบีนถูกนำตัวมากักขังไว้ที่ลิธ หลังจากสอบสวนแล้ว ซอว์นี่ บีน และลูกหลานๆ สารภาพว่า ได้ล่าและกินคนมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 25 ปีติดต่อกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพพร้อมหลักฐานเป็นกระดูกมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องนำตัวทุกคนมาพิจารณาความผิดในศาลอีกต่อไป จนมีคำสั่งให้พิพากษาโทษประหารชีวิตซอว์นี่ บีน และครอบครัว โดยให้พวกผู้ชายต้องถูกหั่นร่างเป็นท่อนๆ ส่วนลูกสาวและเด็กต้องถูกเผาทั้งเป็น ในวันประหารชีวิตครอบครัวตระกูลบีน มีประชาชนสก็อตแลนด์และชาวอังกฤษมามุงดูกันแน่นขนัด ซอว์นี่ บีน และบันดาลูกๆ ทุกคน ไม่มีใครสำนึกผิดแม้แต่น้อย ระหว่างถูกนำตัวไปที่ประหาร พวกบีนตะโกนด่าคนดูวาระสุดท้ายด้วยถ้อยคำที่หยาบคายพร้อมสาปแช่งให้ลงนรกทุกคนตราบหมดลมหายใจ เป็นอันสิ้นสุดคนกินคนแห่งสก็อตแลนด์ ขอบคุณที่มา : หนังสือแปลก SPECIAL MAGAZINE, www.winkgang.com ขอบคุณรูปภาพ www.specialx.net,www.flickr.com, seakayakphoto.blogspot.com, www.scotsman.com, horrorpedia.com, fonthillmedia.com

ชาวเมียนมา บุกลุกฮือหน้าบ้าน 'อองซาน ซูจี' ปมคดีเกาะเต่า
คดีฆาตกรรม /  คดีเกาะเต่า / 

ชาวเมียนมาจำนวนหนึ่ง รวมตัวประท้วง คำตัดสินของศาลชั้นต้นไทย ที่ตัดสินประหารชีวิต สองจำเลยคดีเกาะเต่า หน้าบ้านพักของนางอองซาน ซูจี แกนนำประชาธิปไตยและหัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย - เอกอัครราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้งปิดให้บริการ วานนี้ (27 ธ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าว กรณีที่ชาวเมียนมาออกมาประท้วง เรียกร้องให้นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับชัยในการเลือกตั้ง และกำลังจะก้าวขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลของประเทศ ให้ความช่วยเหลือเรื่องดังกล่าว ทั้งยังแสดงความโกรธแค้นต่อคำตัดสินของศาลชั้นต้นไทย ที่สั่งให้ประหารชีวิต 2 นักโทษชาวเมียนมา ในคดีสังหาร 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษที่เกาะเต่า ประชาชนชาวเมียนมา ออกมาการประท้วงคำตัดสินคดีเกาะเต่า เป็นวันที่ 3 เกิดขึ้นในอีกหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึง ที่เมืองแป และมัณฑะเลย์ และเมืองอื่น ๆ อีกหลายเมือง ที่มีการส่งจดหมายเปิดผนึกคัดค้านคำตัดสิน ไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศไทย โดยในวันเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้ง ประกาศปิดให้บริการแผนกกงสุล ระหว่างวันที่ 28-30 ธ.ค.นี้ จากการชุมนุมประท้วงบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตฯ ประท้วงคำพิพากษาศาลไทย ส่งแววยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้า-ออกสถานเอกอัครราชทูตฯ อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้ง ระบุว่า หากมีความจำเป็นเร่งด่วนในการติดต่อแผนกกงสุล โดยเฉพาะกรณีที่ท่าน จำเป็นต้องเดินทางไปรักษาพยาบาลที่ประเทศไทยในช่วงนี้ สามารถติดต่อกงสุลได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09-5090926 ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต
ข่าวน้องการ์ตูน /  น้องการ์ตูน / 

ศาลอุทธรณ์สั่งคุกตลอดชีวิต "หนุ่ย ติ๊งต่าง" คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน วันนี้ (26 ม.ค. 59) ศาลอุทธรณ์ ได้มีการอ่านคำพิพากษาตัดสินในคดีที่นายติ่งต่าง หรือ หนุ่ย ไม่มีนามสกุล อายุ 33 ปี ก่อเหตุข่มขืนฆ่าด.ญ.วัย 4 ขวบที่ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย และคดีฆ่าข่มขืน ด.ญ.วัย 5 ขวบ ย่านบางนา ปี 56 ภายหลังศาลชั้นต้น ได้ส่งสำนวนคดีไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ภายหลังได้มีการพิจารณาตัดสินไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการตรวจสอบพยานและหลักฐานแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาไดกระทำผิดจริง แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นการกระทำของจำเลยกระทำผิดมาเบิกความเป็นพยาน แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ให้การรับสารภาพว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุ จึงมีคำสั่งตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิต นายติ่งต่าง หรือ หนุ่ย วันที่ 28 มีนาคม 2558 ศาลสั่งประหาร ติ๊งต่าง คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน แต่สารภาพลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพระโขนง ได้มีการอ่านคำพิพากษาในคดีที่คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน เด็กหญิงวัย 6 ขวบ ในพื้นที่รกร้างใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่งเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการพิเคราะห์พยานและหลักฐานประกอบคำสารภาพของจำเลย คือ นายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง ไม่มีนามสกุล ว่าก่อเหตุดังกล่าวจริง ศาลจึงมีคำสั่งตัดสินให้ประหารชีวิต แต่ทั้งนี้จำเลยให้การรับสารภาพ จึงให้ลดโทษลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต MThai News

ชาวเน็ตวอนสื่อ ปรับปรุงเนื้อหาละคร งดฉากข่มขืน ป้องเลียนแบบ
ข่มขืน /  ฉากข่มขืน / 

ชาวเน็ต วอนสื่อ ปรับปรุงเนื้อหา ละครข่มขืน ชี้เป็นบทบาทสำคัญเป็นชนวนของการก่อเหตุร้าย  จากข่าวสุดสลดที่วัยรุ่นเมืองพัทลุง ก่อเหตุอุกอาจข่มขืนสาวท้องต่อหน้าต่อตาแฟนหนุ่ม พร้อมทั้งฆ่าแฟนหนุ่มและโยนร่างของหญิงสาวทิ้งเหวแต่รอดตายมาได้ จนกลายเป็นเหตุสะเทือนขวัญ นำมาสู่การเรียกร้องของชาวสังคมออนไลน์ให้เพิ่มโทษ คดีข่มขืนประหารชีวิต พร้อมทั้งกระแสคนในวงการบันเทิงออกมาร่วมเรียกร้องด้วยนั้น ล่าสุดได้มีการแชร์ข้อความอีกมุมของสมาชิกเฟซบุ๊คชื่อคุณ Nattaya Ratornkul  ได้โพสต์ข้อความเผยว่า การที่จะแก้ปัญหานี้ได้ สื่อก็ควรมีบทบาทที่จะต้องปรับปรุงด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า "เห็นปรากฏการณ์คนบันเทิงรุมประณาม คดีข่มขืน ล่าสุด ต้องประหาร.!! ในขณะนี้ ตนเห็นด้วยเพราะกฎหมายไทยยังอ่อนมาก โดยเฉพาะคดีเด็กและเยาวชน..เห็นได้จากการกล้าก่อเหตุอย่างอุกอาจของวัยรุ่นในช่วงนี้ และสถิติการลดโทษ ออกมาก่อเหตุซ้ำๆ กฎหมายไทยต้องปรับปรุง  แต่แทนที่เราจะไปสนใจแก้ปัญหาเฉพาะที่ปลายเหตุ ควรมองปัญหาแบบย้อนกลับไปดูที่สาเหตุกันก่อนด้วย ว่า เกิดจากอะไรบ้าง โดยเฉพาะสื่อนี่มีบทบาทสำคัญ  ต้องปรับปรุง" ที่มา Nattaya Ratornkul ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ชาวเมียนมาชุมนุมหน้าด่านแม่สาย ร้องความเป็นธรรม2ผู้ต้องหา คดีเกาะเต่า
คดีเกาะเต่า /  ชุมนุม / 

ชาวเมียนมา ชุมนุมหน้าด่านแม่สาย เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ 2 ผู้ต้องหาชาวพม่า คดีเกาะเต่า วันนี้(26 ธ.ค. 58) ได้มีกลุ่มประชาชนชาวเมียนมา ประมาณ 1,000 คน นำโดยนายสมพอน ไทใหญ่ ซึ่งมีการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการดูแลรักษาและเจรจาต่อรอง เพื่อประชาชนชาวเมียนมาพากันไปรวมตัว บริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย-เมียนมา ตรงสะพานมิตรภาพข้ามลำน้ำสายติดจุดผ่านแดนถาวร อ.แม่สาย จ.เชียงราย ทั้งนี้ จุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ทางการไทยมีการดำเนินการเกี่ยวกับการที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พิพากษาให้ประหารชีวิตนายซอ ลิน หรือโซเรน และนายเว พิว หรือวิน จำเลยในคดีเป็นคนต่างด้าวเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันฆ่า นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราและฆ่า น.ส.ฮันนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ ชาวอังกฤษที่ ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี โดยก่อนการเดินทางไปถึงบริเวณสะพานดังกล่าวชาวเมียนมาทั้งหมดได้ไปรวมตัวกันที่ สนามฉานโยมะห่างจากพรมแดนประมาณ 2 กิโลเมตร ก่อนพากันยกเป็นขบวนไปตามถนนสายฉานโยมะ-ด่านพรมแดน เป็นทางยาวโดยมีการถือป้ายที่มีข้อความหลากหลายทั้งเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาเมียนมา เช่น ความยุติธรรม ขอให้ทางการไทยขอพระราชทานอภัยโทษให้ทั้ง 2 คน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังได้ตะโกนเรียกร้องกันมาตลอดรายทาง แต่ไม่มีความวุ่นวายใดๆ โดยการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทั่งขบวนไปถึงบริเวณหน้าด่านพรมแดนขบวนได้หยุดลงกลางสะพานขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจของ จ.ท่าขี้เหล็ก ได้นำแผงกั้นไปตั้งตรงกลางสะพาน เพื่อป้องกันไม่ให้มวลชนทะลักไปยังฝั่งไทย จากนั้นฝั่งไทยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทหาร ฉก.ม.2 พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการปิดประตูรถเข้าออกพรมแดน เพื่อไม่ให้การจราจรติดขัด ยานพาหนะต่างๆ หยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ยังคงเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ฝั่งประเทศเดินเท้าเข้าออกกันได้ตามปกติ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมชาวเมียนมาทั้งหมดได้ถือป้ายแสดงความต้องการพร้อมส่งเสียงเรียกร้อง เมื่อถึงบริเวณพรมแดนทางนายสมพอน พร้อมด้วยพระภิกษุจำนวน 2 รูปได้เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าพบปะกับเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝั่งประเทศที่ไปดูแลความเรียบร้อยบนสะพานเชื่อมระหว่างประเทศดังกล่าวโดยขอให้มีการรับหนังสือจากกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งต่อมานายชุติเดช มีจันทร์ นายอำเภอแม่สาย พ.ต.อ.สิทธิ์ ศิริกังวาลกุล ผกก.ตม.เชียงราย พร้อมด้วยทหารจาก ฉก.ม.2 กองกำลังผาเมือง ด่านศุลกากร ได้เข้ารับเรื่อง โดยมีเนื้อหาของหนังสือว่าไทยและเมียนมามีความสัมพันธ์กันมานาน และการรวมตัวกันครังนี้ เพราะเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรมโดยพวกเขาเชื่อว่านายซอ ลิน และนายเว พิว เป็นผู้บริสุทธิ์แต่ถูกตำรวจไทยกระทำทารุณกรรมโดยการซ้อม และยัดเยียดข้อหาจนทำให้ทั้งคู่ต้องถูกลงโทษประหารชีวิต นายสมพอน กล่าวว่า พวกเราเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม 2 ประเทศ เพื่อรื้อฟื้นและสอบสวนคดีในข้อเท็จจริงกันใหม่โดยคณะกรรมการมีการเชิญฝ่ายอังกฤษในฐานะผู้เป็นประเทศที่เสียหายเข้าร่วมรวมทั้งมีสื่อมวลชนจากทั่วโลกเฝ้าสังเกตการณ์ด้วย เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และขอให้รัฐบาลไทยได้แจ้งให้ทราบคำตอบภายใน 15 วัน เพราะจะมีการเรียกร้องในขั้นตอนต่อไปอีก หลังจากที่ตัวแทนฝ่ายไทยรับมอบหนังสือแล้ว ทางกลุ่มผู้ชุมนุมชาวเมียนมาได้สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว และทางการไทยรวมทั้งฝ่ายเมียนมาก็มีการเปิดประตูและนำแผงกั้นทั้งหมดออกไป ทำให้การจราจรและการเดินทางไปมาระหว่างไทย-เมียนมา ผ่านจุดผ่านแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ตรงสะพานมิตรภาพน้ำสายไทย-เมียนมา เป็นไปตามปกติเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน ที่มา matichon ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา
ที่สุดในประเทศไทย /  ประวัติศาสตร์ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยขอนำเกร็ดความรู้ ประวัติศาสตร์ไทย มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ ซึ่งในวันนี้นี้จะเกี่ยวกับ โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา  โหดไม่แพ้ของต่างประเทศที่ทีนเอ็มไทยเคยนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันคราวก่อนเลย >,< เนื้อหาอาจรุนแรง เหมาะกับ 18+ นะค่ะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดอีกยุคสมัยหนึ่งของไทยเรา พบว่า มีการตราบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุดคือ โทษประหารชีวิตเอาไว้ในพระไอยการกระบถศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อนจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่กฎหมายฉบับนี้มิได้มีการแก้ไขในบทลงโทษความผิดขั้นประหารชีวิตและวิธีการประหารชีวิตเลยแม้แต่น้อย คือยังคงลักษณะเดิมไว้แต่ครั้งการตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทุกประการ โดยวิธีการประหารชีวิตตามพระไอยการกระบถศึก บันทึกและอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดถึงวิธีการลงโทษประหาร 21 วิธีหรือ 21 สถาน ดังนี้ สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์ สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง) เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาเพลิงจุด สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาเพลิงจุด สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้ว ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอวและให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้งเป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้ากระทำหนังเบื้องบนให้คลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้าง ข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน (ลน) ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย สถาน 9 คือ ให้เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก (เปิด) หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย สถาน 10 คือ ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง(นำเนื้อมาชั่งให้ได้น้ำหนักหนึ่่งตำลึง:มาตราวัดสมัยโบราณ) จนกว่าจะสิ้นมังสา (เนื้อ) สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดครูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก สถาน 12 คือ ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน (เวียนเทียน) สถาน 13 คือ ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา (ลูกหิน) บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอมแล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า สถาน 14 คือ ให้เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วลาด**censor**ลงมาแต่ศีศะ (ศีรษะ) จนกว่าจะตาย สถาน 15 คือ ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยากแล้วปล่อยให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า สถาน 16 คือ ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ สถาน 17 คือ ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย สถาน 18 คือ ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อนคลอกด้วยเพลิงพอหนังไหม้แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เป็นริ้วน้อยริ้วใหญ่ สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย เกร็ดความรู้  เรื่องเล่าจากลานประหาร การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในทุก ๆ ประเทศ ที่มีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งถ้าหากใครได้อ่านหรือศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ซักครั้ง คงจะรู้สึกไม่ต่างกันหรอกค่ะว่า แม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีเครื่องมือประหารชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่ความรุนแรง หรือความซาดิสม์นั้นไม่ได้ต่างกันเลย เพราะไม่ว่าจะใช้เครื่องมือไหน ๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือทรมานคนผิดอย่างเลือดเย็นแล้วปล่อยให้เจ็บปวดตายไปในที่สุด ในประเทศไทยก็เช่นกัน โทษประหารที่เคยทำกันมาตั้งแต่อดีตนั้นขึ้นชื่อว่าโหดใช่ย่อย เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ วิธีการประหารชีวิตจะเน้นความทรมานชนิดที่ได้ยินแล้วยังขนลุก ไม่ว่าจะเป็นการเอาน้ำมันเดือดราดหัวจนตาย เอามีดและขวานผ่าอกแหวกตับไตไส้พุงทั้งเป็นจนตาย  เอาเบ็ดใหญ่เกี่ยวเนื้อให้หลุดทีละส่วนจนตาย เอามีดคม ๆ แล่เนื้อลอกหนังออกทีละนิดจนตาย เอาหอกค่อย ๆ ทิ่มแทงจนตาย หรือฝังดินครึ่งตัวแล้วเผาส่วนบนจนทรมานตาย ซึ่งโทษแสนทรมานในสมัยนั้น ก็จะตัดสินจากความผิดที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นถ้าใครเผาบ้านเมือง ก็จะถูกประหารด้วยการเอาผ้าชุบน้ำมันพันรอบตัวแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น อย่างงี้เป็นต้น และที่สำคัญการประหารชีวิตทุกรูปแบบก็จะต้องทำกันแบบโจ่งแจ้งต่อหน้าชาวบ้านมากมาย เพื่อให้คนเกรงกลัว และมันก็ได้ผลดีเลยล่ะค่ะ เพราะเวลาที่มีการประหารนักโทษซักคน บ้านเมืองก็สงบสุขไปพักใหญ่ทีเดียว เพราะไม่มีใครกล้าทำความผิด ไม่มีใครอยากถูกลงโทษอย่างทรมานอย่างที่ตัวเองไปเห็นมา สมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ การประหารด้วยวิธีทรมานสารพัดก็เริ่มค่อย ๆ หายไป เหลืออยู่แค่วิธีเดียวง่าย ๆ นั่นคือ การตัดคอหรือกุดหัวเท่านั้น เป็นวิธีฉับเดียวดับ ไม่ทันได้ทรมานก็ตายแล้ว แถมก่อนหน้าวันประหารก็ยังมีการเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำอย่างดีอีก และพอถึงวันประหารนักโทษก็ถูกปิดตา ไม่ต้องเห็นบาดแผล ไม่ต้องรู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรเรา ไปแบบสบาย ๆ เลยทีเดียว ในการประหารนักโทษ 1 คน เค้าจะใช้เพชฌฆาตถึง 3 คน ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเพชฌฆาตดาบ 1 จะพลาด ก็พลาดมากที่สุดแค่ตัดคอแล้วตายแต่คอดันไม่ขาด ซึ่งแบบนี้เพชฌฆาตดาบ 2 ก็จะรีบเข้ามาฟันให้ขาดทันที ถ้ายังไม่ขาดอีกก็มีดาบ 3 สำรองไว้อีก ต้องเอาให้ขาดอย่างแท้จริงเพื่อที่จะเอาหัวไปเสียบประจานนั่นเอง ส่วนร่างกายก็มอบให้ญาตินำไปทำพิธีต่อไป ในกรณีที่นักโทษเป็นเชื้อพระวงศ์หรือกษัตริย์ ก็จะมีวิธีเฉพาะคือการทุบด้วยท่อนจันทน์ ที่ถือเป็นไม้หอม เป็นการให้เกียรตินักโทษ โดยการประหารด้วยท่อนจันทน์นี้ จะใช้วัดปทุมคงคาเป็นลานประหาร ส่วนวิธีการ ก็คือ จะนำร่างของผู้ถูกประหารสวมด้วยถุงแดงแล้วรัดถุงให้แน่น เพื่อไม่ให้ใครแตะต้องพระวรกาย และไม่ให้ใครเห็นพระศพด้วย จากนั้นเพชฌฆาตที่ได้รับนามเฉพาะว่า "หมื่นทะลวงฟัน"  ก็จะใช้ไม้จันทน์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายสากตำข้าวทุบลงไปสุดแรงบริเวณพระเศียรหรือพระนาภี เสร็จแล้วก็นำไปฝังในหลุม 7 คืนเพื่อให้มั่นใจว่าสิ้นพระชนม์แล้วจริง ๆ ก่อนขุดขึ้นมาประกอบพิธีต่อไป และหากใครสงสัยว่าทำไมไม่ใช้วิธีเปิดผ้าดูว่าสิ้นแล้วหรือไม่ ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่าไม่ว่าจะอย่างไร หลังจากนำนักโทษใส่ถุงแดงแล้วก็ห้ามเปิดให้ใครเห็นหรือแตะต้องพระวรกายโดยตรงได้เป็นอันขาด แต่!วิธีการประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ เลิกล้มไปในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากมีการประกาศใช้กฎหมาย ร.ศ. 127 ว่า ให้ประหารชีวิตเชื้อพระวงศ์ด้วยวิธีเดียวกันกับสามัญชน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนักโทษ และในที่สุด ในปี 2477 ก็ได้ล้มเลิกการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวไป เปลี่ยนเป็นการใช้ปืนยิงแทน โดยวิธีการยิงปืนประหารนี้ ก็จะมีขั้นตอนคล้ายกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ต่างที่การยิงปืนประหาร จะทำในห้องประหารมิดชิด ไม่มีการเรียกประชาชนมามุงดูเหมือนกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวอีกต่อไป การประหารชีวิตด้วยปืนทำกันมาได้ไม่นานนัก เพราะเมื่อปี 2545 ได้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตด้วยปืน มาเป็นการฉีดยาแทน ซึ่งการฉีดยาจะมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกจะฉีดยาให้นักโทษสลบก่อน จากนั้นค่อยฉีดยาหยุดการทำงานของปอดและกระบังลม และสุดท้ายก็จะฉีดยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น เป็นอันเสร็จพิธี เรียกว่าสบายกว่าวิธีไหน ๆ ไม่ต้องตื่นเต้นว่าจะถูกสับหัวหรือยิงปืนเมื่อไหร่ และวิธีนี้ก็ยังเป็นวิธีที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้คือวิวัฒนาการของการประหารชีวิตในสยาม ที่ดูเหมือนจะลดความทรมานลงทุกวัน ๆ ขณะเดียวกันที่สถิติการประหารชีวิตก็ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก  ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่าคนเรามีคุณธรรมกันมากขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะบทลงโทษในสังคมทุกวันนี้มันเบาลงเรื่อย ๆ ต่างหาก.. ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่บทลงโทษในสังคมเบาลงทุกวัน ขณะที่โจรผู้ร้ายมีมากขึ้นแบบนี้ ก็ยังมีคนในหลายประเทศออกโรงต่อต้านการประหารชีวิตกันอย่างมากมาย เพราะเห็นว่ามันโหดร้าย ก็ไม่แน่ว่า.. บางที โทษประหารอาจถูกล้มเลิกไปในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ สังคมก็คงวุ่นวายขึ้นน่าดู ที่มา : http://xchange.teenee.com/lofiversion/index.php/t46653.html, http://nongza.exteen.com/20101028/entry อ่านเพิ่มเติม >> 15 เครื่องมือทรมานโหดในอดีต Torture << >> เครื่องมือทรมานโหดในอดีต Torture ภาค 2 <<

มอบตัวแล้ว! แม่ผัวจ้างฆ่าลูกสะใภ้ หลังแกล้งตายหนีคดี
จ้างฆ่า /  ลูกสะใภ้ / 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ แถลงจับแม่ผัวจำเลยคดีจ้างวานฆ่าว่าที่ลูกสะใภ้ท้อง 3 เดือน หลังแกล้งตายหนีคดี วันนี้ (17 พ.ย. 58) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผู้บังคับการปราบปราม แถลงผลการจับกุม นางจุรี จันทร์งาม จำเลยคดีจ้างวานฆ่า นางสาวริ้วแพร โชติการ เภสัชกรโรงพยาบาลควนเนียง จ.สงขลา ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ ได้ 3 เดือน และเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ เสียชีวิตในคลินิกเวชกรรม เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2550 ที่คลินิกเวชกรรมในอำเภอควนเนียง โดย นางจุรี ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจกองกำกับการ 6 กองปราบปราม สำหรับคดีนี้ นางจุรี ถูกศาลจังหวัดสงขลาพิพากษาประหารชีวิต ทั้งศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ซึ่งระหว่างการพิจารณาคดี ของศาลฎีกา นางจุรี ได้วางหลักทรัพย์ เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัว และเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2557 บุตรสาวของ นางจุรี ซึ่งเป็นทนายความในคดีนี้ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลว่า นางจุรี ถึงแก่ความตายและจัดงานศพ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2557 พร้อมยื่นใบมรณบัตรเป็นหลักฐานขอคืนเงินประกัน ทั้งนี้ มารดาของ นางสาวริ้วแพร ผู้ตายได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมกับตำรวจกองปราบปรามให้สืบสวนการตายของ นางจุรี เนื่องจากไม่เชื่อว่า เสียชีวิตจริง แต่เป็นการแจ้งความเท็จว่าเสียชีวิตเพื่อหลบหนีคดี ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า มีการแจ้งตายเพื่อหลบหนีคดีจริง ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งว่า นางจุรี ยังไม่เสียชีวิตตามที่นายประกันกล่าวอ้างและเชื่อว่ามีพฤติกรรมหลบหนี ไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลได้อ่านคำพิพากษาลับหลังให้จำคุกตลอดชีวิต และออกหมายจับ นางจุรี จนกระทั่ง นางจุรี ติดต่อขอเข้ามอบตัวเพื่อชดใช้ความผิด เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่กดดัน ขณะที่ นางจุรี ยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ ไม่ได้จ้างวานฆ่าแต่ถูกใส่ร้าย ส่วนเรื่องเงิน 2 ล้านบาท ที่จ้างให้แม่ผู้ตายล้มคดีก็ปฏิเสธ ส่วนเรื่องขั้นตอนและผู้ร่วมขบวนการจัดฉากที่ไปแจ้งต่อศาลว่าตายก็ไม่ขอตอบ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะส่งตัวผู้ต้องหาให้ศาลจังหวัดสงขลาเพื่อดำเนินการต่อไป