ประหารชีวิต

ศาลตัดสินประหารชีวิต 2 จำเลยชาวพม่า คดีเกาะเต่า
ฆาตกรรม /  จำเลย / 

ศาลจังหวัดสมุยตัดสินประหารชีวิต 2 จำเลยคดีเกาะเต่า ฝ่ายทนายจำเลยเผยเตรียมยื่นอุทธรณ์ วันนี้ (24 ธ.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ ศาลจังหวัดเกาะสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตัดสินประหารชีวิตนาย ไว เพียวหรือ นายซอ ลิน วัย 22 ปี ชาวเมียนมาร์เชื้อสายยะไข่ แรงงานพม่า ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ วัย 24 ปี และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ วัย 24 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ พบศพเสียชีวิตอยู่ตรงบริเวณโขดหินอยู่บนชายหาด  เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 57 ทั้งนี้จำเลยทั้ง 2 คนถูกแจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเสียชีวิต,ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ,ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยปิดบังการกระทำความผิดที่โหดร้าย,ร่วมกันกระทำชำเราผู้อื่น,ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและเป็นบุคคลต่างด้าวโดยหลบหนีเข้าเมือง คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ คนร้ายสังหาร 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ พร้อมทิ้งศพบริเวณปลายแหลม จปร.หาดทรายรี โดยสภาพศพของเหยื่อสาว อยู่ในสภาพเปลือยท่อนล่าง พบคราบอสุจิภายในช่องคลอดและทวารหนัก ส่วนนายเดวิด มีสภาพถูกทำร้ายด้วยของแข็งที่ศีรษะ ทำให้กลายเป็นคดีโด่งดังไปทั่วโลก กระนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ ค้นในห้องพักในย่านคนงานต่างด้าว พบโทรศัพท์มือถือไอโฟนของผู้ตาย จึงทำการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ.จากแรงงานต่างด้าวกว่า 300 คน ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์จากก้นบุหรี่ 3 มวนที่ตกอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ พบว่าบุหรี่มวนแรกมีรอยลิปสติกสีแดงติดอยู่ บุหรี่มวนที่ 2 มีดีเอ็นเอผสมของคน 2 คน และบุหรี่มวนที่ 3 มีดีเอ็นเอของผู้ชายอีกคน ที่ต่างจากดีเอ็นเอที่พบในบุหรี่มวนที่ 2 และผลการตรวจคราบอสุจิที่พบบริเวณช่องคลอดและทวารของเหยื่อสาวผู้เสียชีวิต พบดีเอ็นเอลักษณะผสม น่าจะมาจากคน 2 คน สวนผลดีเอ็นเอของมวนบุหรี่ ตรงกับอสุจิในช่องคลอดของ น.ส.ฮานนาห์ และตรงกับจำเลย จึงนำไปสู่การจับกุมตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อวันที่ 2 ต.ค. อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้ง 2 รับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน จากนั้นได้กลับคำให้การในชั้นศาลเพื่อขอสู้คดีโดยมีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดหาทนายฝีมือดีเข้ามาช่วยเหลือในการต่อสู้ทางคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนข้ามชาติ โดยทีมทนายของทางฝั่งจำเลยย้ำจำทำดีที่สุด และเคารพคำตัดสินของศาล อย่างไรก็ตาม มีการร่วมมือผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ยังเปิดระดมทุน เพื่อช่วยเหลือ 2 จำเลยโดยมีแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยบริจาคเงินช่วยเหลือจำนวนมาก เพราะปักใจเชื่อ ว่าจำเลยทั้ง 2 ไม่ใช่ผู้กระทำผิด ทางด้านทนายฝ่ายจำเลย พร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตเมียนมา พร้อมทั้งมารดาของ 2 จำเลย เดินทางถึงเกาะสมุยแล้ววานนี้ (23ธ.ค.) ขอบคุณข้อมูลจาก BBC Thai

พบแล้ว! มือแฮกเว็บศาลไทยประท้วงคดีเกาะเต่า อยู่ในต่างประเทศ
คดีเกาะเต่า /  ประท้วงคดีเกาะเต่า

พบแล้ว! มือแฮกเว็บศาลไทยประท้วงคดีเกาะเต่า ประมาณ 10 IP ADDRESS อยู่ในต่างประเทศ นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่หน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรม ถูกแฮกเกอร์บุกรุกจนไม่สามารถใช้งานได้ว่า จากการตรวจสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลหน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรมนั้น ไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งแรกที่ตรวจสอบพบว่า หน้าเว็บเพจหน้าแรกของสำนักงานศาลยุติธรรม กลายเป็นพื้นสีดำ และมีรูปสัญลักษณ์คล้ายหน้ากากสีขาว พร้อมข้อความภาษาอังกฤษ เชื่อมโยงกลุ่มที่ใช้ชื่อ แอนโนนีเมียส เมียนมา แฮกเกอร์ ซึ่งเหตุดังกล่าวจนถึงวันนี้ หน้าเว็บไซต์ของสำนักงานศาลยุติธรรม ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้ตามปกติ สำหรับการตรวจสอบเพื่อหาผู้กระทำผิดนั้น ในส่วนของระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เกิดเหตุสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ให้ตรวจสอบหาการบุกรุก พบมีประมาณ 10 IP ADDRESS ของผู้ที่เข้ามาบุกรุกระบบโครงข่ายหน้าเว็บไซต์ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ แต่ยังไม่ขอระบุรายละเอียดในส่วนนี้  การกระทำดังกล่าว ที่ทำให้หน้าเว็บแรกของสำนักงานศาลยุติธรรมเสียหายครั้งนี้ ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งลักษณะข้อความของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ที่ได้เขียนไว้ในหน้าเว็บเพจของสำนักงานศาลยุติธรรม นั้น ทำให้เห็นได้ว่าอาจเชื่อมโยงการพิพากษาคดีเกาะเต่า ซึ่ง สำนักงานศาลยุติธรรม ขอเรียนว่า การกระทำที่เกิดขึ้นของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีเกาะเต่าได้ แต่ทางคดี คู่ความสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์-ฎีกาได้ตามกฎหมายต่อไป ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เป็นเรื่อง! เพจ We Are Anonymous นัดถล่มเว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรมของประเทศไทย เพื่อประท้วงคดีเกาะเต่า วันนี้ (13 ม.ค. 59) มีรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเฟซบุ๊กแฟนเพจ We Are Anonymous ได้ประกาศโจมตีเว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรม เพื่อประท้วงคำพิพากษาคดีเกาะเต่า และรณรงค์นักท่องเที่ยวให้เลิกเที่ยวประเทศไทย จนกว่าตำรวจจะเปลี่ยนวิธีการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. เว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรมเกือบ 290 แห่ง ล่มใช้งานไม่ได้ เหลือเพียงเว็บศาลยุติธรรมหลักที่เริ่มเข้าได้แล้ว ขณะที่เว็บศาลฎีการอด เพราะไม่ได้ใช้โดเมน coj.go.th สำหรับคดีเกาะเต่า ศาลจังหวัดเกาะสมุย ได้มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิต นายซอลิน และนาวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมา ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ แต่หลายคนรู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้ โดยมองว่าไม่ยุติธรรม ขอบคุณข้อมูล/ภาพ We Are Anonymous MThai News

สภาทนายพร้อมช่วย 2 จำเลย คดีเกาะเต่าอุทธรณ์คดี
คดีฆ่านักท่องเที่ยว /  คดีฆ่านักท่องเที่ยวเกาะเต่า / 

นายกสภาทนาย พร้อมช่วยเหลือ 2 จำเลยคดีฆ่านักท่องเที่ยวเกาะเต่า อุทธรณ์คดี รอคัดคำพิพากษาเต็ม ตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ประเด็นสู้คดี นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวถึงกรณีวันนี้ ศาลจังหวัดเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีคำพิพากษาประหารชีวิต 2 ชายชาวเมียนมา จำเลยคดีฆ่าข่มขืนนักท่องเที่ยวบนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ว่า คดีนี้สภาทนายความได้เข้าช่วยเหลือด้านคดีให้ฝ่ายจำเลย เพราะญาติจำเลยและสถานทูตได้ร้องขอมา สภาทนายฯ จึงจัดทนายความระดับอุปนายก และทนายอีก 3 คน ลงไปรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อต่อสู้คดี ซึ่งคดีนี้มีอัตราโทษที่สูง นายเดชอุดม กล่าวอีกว่า เมื่อผลคดีเป็นอย่างนี้ ก็จะไปคัดคำพิพากษาฉบับเต็ม เพื่อมาดูรายละเอียดในประเด็นที่ศาล นำมาเป็นจุดที่ฟังว่าจำเลยกระทำผิดโดยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาวิเคราะห์คำพิพากษาโดยเฉพาะ ซึ่งสภาทนายความก็พร้อมจะช่วยดำเนินการให้กับจำเลยในชั้นอุทธรณ์หากฝ่ายญาติจำเลยและสถานทูตขอความช่วยเหลือมา เราจะต่อสู้คดีต่อไปอย่างเต็มที่ คดีลักษณะคล้ายกันนี้สภาทนายความไม่ใช่เพิ่งมาทำคดีแรก

นายกฯ ชี้ โทษประหารคดีข่มขืน ต้องรอบคอบ ปัดป้องคนผิด
ข่มขืนต้องประหาร /  คดีข่มขืน / 

พล.ต.สรรเสริญ เผย นายกรัฐมนตรี ปัดเข้าข้างคนผิด ปมประหารชีวิตจากการข่มขืน ขอทุกฝ่ายร่วมกันคิดรอบด้าน แก้ปัญหาให้ตรงจุด พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการรณรงค์ให้ผู้กระทำผิดจากการข่มขืนได้รับโทษประหารชีวิตว่า คำว่า “สุดโต่ง” ที่นายกรัฐมนตรี กล่าวนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องหรือเข้าข้างผู้กระทำผิด แต่ต้องการให้สังคมร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ที่จริงต้นเหตุของปัญหาคืออะไร การใช้กฎหมายรุนแรงบังคับแต่เพียงอย่างเดียว จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ จะต้องดูหลายมิติ ทั้งเรื่องกฎหมาย การสร้างจิตสำนึกที่ดี การสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและสังคม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในประเทศและป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก ขณะเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี เข้าใจหัวอกของพ่อ แม่ และญาติพี่น้องของผู้เสียหาย และรู้สึกเจ็บปวด ไม่พอใจผู้กระทำผิดเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่ก็ต้องมองปัญหาในฐานะที่เป็นรัฐบาล ซึ่งจะต้องพิจารณาในภาพรวมอย่างรอบคอบและเป็นสากล ซึ่งหากใช้ยาแรงหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงที่สุด อาจยิ่งส่งเสริมให้ผู้กระทำผิดทำร้ายเหยื่อจนถึงแก่ชีวิต เพราะคิดว่าจะได้ไม่เหลือหลักฐานสำหรับการเอาผิดตนเอง ซึ่งจะมีผลถึงการรับโทษขั้นรุนแรง อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมหาทางออกในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดการยอมรับตามหลักสากล และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันคิดอย่างรอบด้าน เน้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เกิดความยั่งยืน ปลูกฝังให้คนทำความดีและเกรงกลัวที่จะทำความชั่วควบคู่กันไปด้วย ที่มา inn

งานเข้า! ป.ป.ช.จี้ “บิ๊กเจี๊ยบ” มีมูลความผิดวินัยขั้นร้ายเเรง (มีคลิป)
บิ๊กเจี๊ยบ /  ปปช / 

เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ งานเข้าหลัง (ป.ป.ช.) ชี้มีความผิดวินัยร้ายเเรง ด้านเจ้าตัวให้การปฏิเสธยันไม่มีสวนเกี่ยวข้อง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) แจ้งความคืบหน้าคดีทุจริตของข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสาหกิจ, พนักงานส่วนท้องถิ่น ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความความผิดในรอบเดือนที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซค์ www.nacc.go.th เมื่อวันที่ 26 เมษายน รวม 14 คดี โดยเป็นคดีในส่วนกลาง 5 คดีเเละต่างจังหวัด 9 คดี ปรากฏว่ามีชื่อของ พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ ในฐานะผู้บังคับการกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชอบ เขียวจันทร์ สารวัตรงาน 3 กองกำกับการ 2 กองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติในส่วนกลาง จำนวน 5 คดี ว่าละเว้นไม่ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อรู้ว่าการประมาณราคาค่าซ่อมแซมระบบน้ำประปาผิดพลาด กลับเรียกรับเงิน จากผู้ว่าจ้างซ่อมแซม โดยให้ทำเป็นเรื่องบริจาคเงินให้กองทุนสวัสดิการ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า พล.ต.ท. พิสัณห์ และพ.ต.ท.ชอบ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามมาตรา 148 (1) และ 157 (2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถาม “บิ๊กเจี๊ยบ” ถึงประเด็นดังกล่าว โดยออกมากล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นคดีเก่าเมื่อปี 2556 ตนขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ในขณะนั้น มีผู้วิ่งเต้นให้ตนล้มคดีโดยต้องการติดสินบน แต่ตนไม่ได้ไปพบเจอและไม่ได้รับเงินดังกล่าวแต่อย่างใด  "คิดว่าเรื่องนี้มีคนพยายามจะดิสเครดิตผมมากกว่า ยืนยันว่าผมไม่มีส่วยเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น ส่วนเรื่องกฎหมายต้องปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนต่อไป ส่วนตัวยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม" ทั้งนี้ ตามมาตรา 148 (1) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 40,000 บาท หรือประหารชีวิต และ มาตรา 157 (2) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เครดิตคลิป : youtube-คมสันต์ ศรีทอง

ชาวเมียนมา บุกลุกฮือหน้าบ้าน 'อองซาน ซูจี' ปมคดีเกาะเต่า
คดีฆาตกรรม /  คดีเกาะเต่า / 

ชาวเมียนมาจำนวนหนึ่ง รวมตัวประท้วง คำตัดสินของศาลชั้นต้นไทย ที่ตัดสินประหารชีวิต สองจำเลยคดีเกาะเต่า หน้าบ้านพักของนางอองซาน ซูจี แกนนำประชาธิปไตยและหัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย - เอกอัครราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้งปิดให้บริการ วานนี้ (27 ธ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าว กรณีที่ชาวเมียนมาออกมาประท้วง เรียกร้องให้นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับชัยในการเลือกตั้ง และกำลังจะก้าวขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลของประเทศ ให้ความช่วยเหลือเรื่องดังกล่าว ทั้งยังแสดงความโกรธแค้นต่อคำตัดสินของศาลชั้นต้นไทย ที่สั่งให้ประหารชีวิต 2 นักโทษชาวเมียนมา ในคดีสังหาร 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษที่เกาะเต่า ประชาชนชาวเมียนมา ออกมาการประท้วงคำตัดสินคดีเกาะเต่า เป็นวันที่ 3 เกิดขึ้นในอีกหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึง ที่เมืองแป และมัณฑะเลย์ และเมืองอื่น ๆ อีกหลายเมือง ที่มีการส่งจดหมายเปิดผนึกคัดค้านคำตัดสิน ไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศไทย โดยในวันเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้ง ประกาศปิดให้บริการแผนกกงสุล ระหว่างวันที่ 28-30 ธ.ค.นี้ จากการชุมนุมประท้วงบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตฯ ประท้วงคำพิพากษาศาลไทย ส่งแววยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้า-ออกสถานเอกอัครราชทูตฯ อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้ง ระบุว่า หากมีความจำเป็นเร่งด่วนในการติดต่อแผนกกงสุล โดยเฉพาะกรณีที่ท่าน จำเป็นต้องเดินทางไปรักษาพยาบาลที่ประเทศไทยในช่วงนี้ สามารถติดต่อกงสุลได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09-5090926 ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

เปิดเหตุผล ทำไม?? นักการเมืองไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ คสช.
นักการเมือง /  พรรคการเมือง / 

แชร์ว่อนเน็ต เปิดเหตุผลนักการเมือง ชวนคว่ำ-ไม่เอา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. หลังจากที่มีกระแสข่าวออกมาต่อเนื่องว่าบรรดา นักการเมือง จากพรรคเล็กและพรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ต่างตบเท้าพาเหรด ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้น วันนี้ (10 ก.พ. 59) โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อข้อความอธิบายสาเหตุ ที่ทำให้นักการเมืองต้องออกมาเรียกร้องดังกล่าวว่า เป็นเพราะในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการบัญญัติคุณสมบัติเกี่ยวกับพรรคการเมือง และบทลงโทษนักการเมืองหากทำผิดกฎหมายไว้ขั้นสูงสุด อาทิ 1. นักการเมืองมีการโกงกินคอรัปชั่น ผลาญงบประเทศ มีโทษหนักสูงสุด ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอด ไม่มีการรอลงอาญา 2. ห้ามนักการเมืองลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต หากเคยต้องโทษจำคุก หรือมีคดีความติดตัว 3. ต้องถูกยึดทรัพย์ และลงโทษจำคุก 15-30 ปี หากนักการเมืองถูกองค์อิสระ เช่น ป.ป.ช. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบพบว่า รํ่ารวยจนผิดปกติ หรือฟอกเงิน หรือนำทรัพย์สินของทางราชการ หรือนำเงินงบประมาณของแผ่นดินเข้าบัญชีตนเอง หรือนำเข้าบัญชีผู้อื่น หรือทำให้ประเทศชาติ ต้องเป็นหนี้มหาศาล 4. ห้ามใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชนทั่วไป เช่น ใช้ช่องทาง VIP อำนวยความสะดวกในการนั่งเครื่องบิน หรือการรับบริการอื่นๆ 5. ห้ามเดินทางออกนอกประเทศหากมีคดีความและอยู่ระห่างการพิจารณาของศาล และ 6 คดีความที่เกิดขึ้นกับนักการเมืองจะไม่มีหมดอายุความ ทั้งนี้จากข้อมูลเบื้องต้นเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งในหมวดพรรคการเมืองในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น และอาจมีข้อมูลเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้หยิบยกมานำเสนอในบทความนี้ ส่วนจะมีการรับหรือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็คงติดตามกันต่อไป เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ข้อมูลจาก ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ขู่ฆ่า /  คดีเกาะเต่า / 

"บีบีซี" สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานความคืบหน้า 'คดีเกาะเต่า' ภาพจาก Facebook : Laura Witheridge วันนี้ (12 ม.ค.) สำนักข่าว "บีบีซี" สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานความคืบหน้า คดีเกาะเต่า ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2557 ที่ล่าสุด 'ลอรา วิทเธอร์ริดจ์' พี่สาวของ 'ฮันนาห์ วิทเธอร์ริจด์' วัย 23 ปี นักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษเหยื่อในคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่า โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวตำหนิทางการไทยว่าไม่ใส่ใจความโศกเศร้าของครอบครัว เจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลใช้ถ้อยคำทำร้ายความรู้สึก นอกจากนี้ เธอยังถูกถูกข่มขู่ถึงขั้นเอาชีวิต ทั้งยังมีมีผู้พยายามเสนอเงินชดเชยเพื่อให้เรื่องเงียบ โดย 'ลอรา วิทเธอร์ริดจ์' พี่สาวของฮันนาห์ เขียนข้อความทางหน้าเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 10 ม.ค. หลังทราบข่าวการเสียชีวิตของ 'ลุค มิลเลอร์' นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษคนล่าสุดซึ่งเสียชีวิตในสระว่ายน้ำของโรงแรมแห่งหนึ่งที่เกาะเต่า เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า 'มีความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวให้ผู้คนรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย ประเทศที่ได้ชื่อว่า “สวยงามที่สุดในโลก” ทั้งที่จริงคนไทยบางส่วนเกลียดชาวตะวันตกและเห็นความสำคัญในชีวิตมนุษย์น้อยมาก “นับตั้งแต่ฮันนาห์เสียชีวิตก็มีคนเสียชีวิตอย่างน่าสงสัยที่เกาะเต่าอีกหลายราย บางทีคุณอาจไม่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่ใช่คนอังกฤษทั้งหมด การเสียชีวิตของคนเหล่านี้อาจถูกปกปิด ด้วยการทำให้เป็นเหตุฆ่าตัวตาย และอุบัติเหตุ สิ่งนี้อาจเกิดกับฮันนาห์ หากเธอไม่ได้ถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายทารุณเสียก่อน" ลอรา ระบุว่า ระหว่างที่ครอบครัวพยายามติดตามคดีของน้องสาว ตนเองได้รับคำขู่เอาชีวิตจากคนไทยหลายครั้ง โดยมีผู้ส่งรูปของเธอที่โดนฉีกใบหน้าออกมาให้ พร้อมข้อความว่า "ฆาตกรทำงานเสร็จไปแค่ครึ่งเดียว" ทั้งยังมีการส่งภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุที่น่าสยดสยองมาให้ ซึ่งทำให้เธอหวาดกลัวและฝันร้าย เธอยังเปิดเผยว่ามีคนไทยบางกลุ่มพยายามเสนอเงินชดเชยเพื่อให้ครอบครัวของเธอเลิกติดตามคดี แต่เธอรู้สึก "สะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง" และบอกให้พวกเขาเอาเงินไปทิ้งเสีย โดยตลอดช่วงเวลาของการพิจารณาคดี ทั้งผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลได้แสดงความเห็นที่ทำร้ายความรู้สึกของครอบครัววิทเธอร์ริดจ์เป็นอย่างยิ่งรวมทั้งถ้อยคำที่ว่า“ยังจะต้องวุ่นวายอะไรอีก? กลับบ้านไปเสีย ไปทำลูกใหม่อีกคนก็แล้วกัน อีก 30 วันเธอก็กลับมาเกิดใหม่แล้ว ชาติหน้าเธออาจจะโชคดีกว่านี้” ลอราบอกด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยส่วนใหญ่ทุจริต ทั้งยังหลอกให้ครอบครัวของเธอเข้าร่วมการแถลงข่าวโดยไม่เต็มใจ ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าเป็นการเชิญไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ เปิดเผยหลังรับทราบคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลยชาวเมียนมาว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาครอบครัววิทเธอริดจ์ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ โดยการติดตามกระบวนการพิจารณาคดีในไทยเป็นความยากลำบากอย่างยิ่ง ครอบครัวต้องอดทนกับทั้งความเจ็บปวดและกับการได้รับข่าวสารที่สับสน ขณะนี้จึงขอเวลาไตร่ตรองผลการพิพากษาในครั้งนี้อย่างรอบคอบ และใคร่ครวญดูว่าทางครอบครัวจะมีแถลงการณ์ที่เหมาะสมอย่างไรต่อไป' ทว่า ครอบครัวของนาย 'เดวิด มิลเลอร์' เหยื่อผู้เสียชีวิตในคดีเดียวกับ น.ส. ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ แถลงการณ์ว่า ศาลได้ตัดสินอย่างยุติธรรม รวมถึงตำรวจไทยได้สอบสวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน โดยมีหลักฐานท่วมท้นที่ใช้เอาผิดกับจำเลย กระนั้น พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าการสอบสวนคดีดังกล่าว “ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล” หลังจากที่ ศาลชั้นต้นของไทยมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต นายซอ ลิน และไว เพียว จำเลยชาวเมียนมา ฐานฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 ราย เมื่อปลายปี 2558 ส่งผลให้ชาวเมียนมาในนครย่างกุ้งได้ออกมาประท้วงคำพิพากษาของศาลไทย เนื่องจากมั่นใจว่าจำเลยทั้งสองบริสุทธิ์ จนเป็นเหตุให้แผนกกงสุลของสถานทูตไทยที่ย่างกุ้ง ต้องปิดทำการเป็นเวลาหลายวัน" ขอบคุณข้อมูลจากเพจ BBC Thai  ที่มา bbc

เตือน! คนไทยในย่างกุ้งให้ระวังตัว หลังศาลตัดสินประหารชีวิตคดีเกาะเต่า
คดีเกาะเต่า /  ประหารชีวิต / 

สถานทูตไทย เตือนคนไทยในย่างกุ้งให้ระวังตัว หลังศาลตัดสินประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า จากกรณีที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิต นายซอลิน และนาวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมา ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า ล่าสุด (24 ธ.ค. 58) สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ออกประกาศเตือนประชาชนคนไทยให้เพิ่มความระมัดระวัง หลังศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิตนายซอลินและนายวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมาร์ ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ส่งผลให้เกิดกระแสการต่อต้านคำตัดสินดังกล่าว โดยเฉพาะทางด้านสังคมออนไลน์ และมีการนัดหมายชุมนุมประท้วงบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตฯ ในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ ในการนี้เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงขอให้ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการเดิรทางในช่วงนี้เป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงการแสดงตัวเป็นคนไทยในที่สาธารณะโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ จะแจ้งความคืบหน้าของเหตุการณ์ให้ทุกท่านทราบเป็นเป็นระยะ ขอบคุณข้อมูล/ภาพ Voice TV MThai News

เรื่องรัก รัก ของคนมีรัก
chocolate /  couple / 

เดือนนี้เป็นเดือนของเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ใครไม่มีรักก็แอบจ๋อยเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไรกับการมีคู่ เห็นบางคนอยู่ตัวคนเดียวก็มีความสุขมากกว่าถมเถไป เพราะเรื่องความรักมันก็มาพร้อมกับความทุกข์ ความเป็นห่วง ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและอีกสารพันปัญหา แต่คนมีรักเดือนนี้ก็คงชุ่มชื่นหัวใจแอบมีหวังการทำเซอร์ไพรส์ของอีกฝ่าย วันวาเลนไทน์เป็นวันสนุกๆวันหนึ่งของปีแม้ว่าจะมิใช่เป็นวันหยุดพิเศษใดๆ แต่ดิฉันว่ามันเป็นวันแห่งความหวังของใครหลายๆคนนะคะ น้องที่ทำงานสาวสวยเคยได้ช่อดอกไม้โตอลังการในวันนี้ เขียนป้ายมาว่า From Secret Admirer พากันกรี๊ดลั่นแผนกถามกันให้วุ่นว่าใครหนอเจ้าของช่อดอกไม้นั้น สืบไปสืบมาเป็นหนุ่มอยู่ตึกเดียวกันที่แอบมองเธอทุกพักเที่ยงและเปิดแผนรุก วันวาเลนไทน์ถือฤกษ์เอาชัยหวังให้คิวปิดแผลงศรกันวันนี้แหละ เรื่องราวและตำนานของวันวาเลนไทน์เกิดขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ เรื่องราวมีอยู่ว่า ในสมัยจักรพรรดิคอลดิอุสที่ 2 เป็นช่วงที่มีสงครามและต้องเกณฑ์คนไปรบ จึงยกเลิกการหมั้นและแต่งงานทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง แต่นักบุญวาเลนไทน์กลับสวนกระแสจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักหลายต่อหลายคู่ จนโดนจับตัวไปขังคุก ในขณะที่เขาอยู่ในคุกนั้น เขาได้พบรักกับลูกสาวผู้คุมผู้ตาบอดซึ่งมาเยี่ยมเขาระหว่างถูกคุมตัว ในที่สุดนักบุญวาเลนไทน์ก็ได้ถูกนำตัวไปประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันนี้จึงเป็นวันที่ระลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ผู้อุทิศตนให้กับความรักนั่นเอง ธรรมเนียมวันวาเลนไทน์นี้เรามักจะมอบดอกกุหลาบให้กัน แต่ในประเทศญี่ปุ่นเทศกาลนี้มีธรรมเนียมผู้หญิงมอบช็อกโกแลตให้กับฝ่ายชาย วันนี้เป็นวันที่ผู้หญิงมอบช็อกโกแลตให้ฝ่ายชาย ช็อกโกแลตนี้มี 2 แบบ กิหริ ช็อกโก (Giri Choco) เป็นช็อคโกแลตธรรมดาๆ ให้กับเพื่อน เจ้านายเพื่อนที่ทำงานหรือเพื่อนผู้ชายที่สนิทๆกัน ส่วนช็อกโกแลตอีกแบบเรียกว่า ฮอนเมอิ ช็อกโก (Honmei Choco) อันนี้สิเป็นช็อกโกแลตสวยหรู รูปแบบสวยงาม เป็นรูปหัวใจบ้างหรือมีลวดลายลูกไม้บ้างเอาไว้ให้ชายหนุ่มคนรักหรือสามีเพื่อแสดงความรัก ผู้หญิงบางคนต้องลงมือทำเองกับมือ ซื้ออุปกรณ์การทำช็อกโกแลต ทดลองฝึกฝีมือกันตั้งแต่เดือนมกราคมกันเลยทีเดียว เพื่อแสดงความรักความทุ่มเทที่มีให้อีกฝ่าย แต่วันที่ 14 มีนาคม หลังจากวันวาเลนไทน์ 1 เดือนเป๊ะ ธรรมเนียมนี้เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 วันนี้แหละเป็นวันที่ฝ่ายชายจะต้องมอบให้ฝ่ายหญิงที่ตนได้รับช็อกโกแลตในเดือนก่อนเป็นการตอบแทน วันนี้เรียกว่าวันสีขาว (White Day) ดังนั้น ของขวัญวันนี้ก็เป็นช็อกโกแลตสีขาวตามชื่อวันนะคะ ถ้าพูดเรื่องความรัก ดิฉันจะนึกถึงทัชมาฮาลที่ประเทศอินเดีย สุสานหินอ่อนสีขาวที่เป็นตำนานของสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลกและถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ เรื่องราวความรักที่ลงเอยด้วยความเศร้า เรื่องจริงที่เหมือนนิยายรักอมตะ เริ่มต้นที่หญิงงามชื่อว่า ‘อรชุมันต์ภานุเบคุม’ รักแรกและรักเดียวของเจ้าชายคุรามที่ต่อมาขึ้นครองราชย์และมีพระนามว่าสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์จาห์ฮาล ต่อมาเมื่อทั้งคู่เข้าพิธีสยุมพรและพระสวามีเรียกพระนางว่า ‘มุมตัส มาฮาล’ พระนางทรงรักพระสวามีเป็นอย่างมาก ตามเสด็จทุกที่แม้กระทั่งในสนามรบ ทั้งคู่มีพระโอรสและพระธิดามากถึง 14 องค์ แต่ความสุขอยู่ได้ยาวนานเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้นเนื่องจากพระนางได้สิ้นพระชนม์ลงหลังจากมีพระประสูติกาลพระธิดาองค์สุดท้าย สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์จาห์ฮาลเศร้าโศกอยู่ถึงสองทศวรรษราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปกับการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาล ในวาระสุดท้ายพระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคต ตามตำนานเล่าว่าในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ใช้เวลาจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล พระองค์ถูกฝังในทัชมาฮาลเคียงข้างพระมเหสีอันเป็นที่รักของพระองค์ เรื่องรักโรแมนติกที่ปนความเศร้าเป็นตำนานรักอันโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อวันแต่งงาน ทุกคนก็หวังให้ครองคู่กันไปนานเท่านาน มีความสุขที่จะเห็นลูกหลานเติบโตไปพร้อมๆกันคงจะมีความสุขมาก คุณลองทายสิคะว่าคู่ที่ครองคู่ยาวที่สุดในโลกนั้นจะยาวสักแค่ไหน จากสถิติคือ 90 ปี ค่ะ แม่เจ้า!!! คำถามมีอยู่ในใจมากมาย เป็นต้นว่าเขาแต่งงานกันตอนอายุเท่าไร แล้วตอนนี้ล่ะเขาทั้งคู่จะแก่กันแค่ไหนแล้วนะ จากข้อมูลบอกว่า คาราม ชาณ เพิ่งอายุครบ 109 ปี ส่วนภรรยากาตาริ นั่นอายุ 102 ปี ทั้งคู่เกิดเดือนพฤศจิกายน เพิ่งเป่าเค้กวันเกิดไปไม่นานส่วนวันครบรอบแต่งงาน 90 ปีก็เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งคู่เป็นชาวอินเดียแต่ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 ปัจจุบันทั้งคู่มีลูก 8 คน หลาน 27 คน และเหลนอีก 23 คน ในวันฉลองครบรอบแต่งงานกัน 90 ปี ญาติๆบินจากอินเดียมาร่วมฉลองวันสำคัญกัน ทั้งคู่ยังสุขภาพแข็งแรงแม้จะเดินเหินไม่ค่อยได้มากนัก ชาณได้กล่าวว่า “ทุกวันนี้รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ได้ให้ที่ดิน ให้ชีวิตกับพวกเรา เมื่อถึงเวลาที่สมควรที่เราจะต้องไป เราก็ไม่มีห่วงเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตอย่างดีมาตลอด" วันแห่งความรักมิใช่มีเพียงวันเดียว แต่เป็นวันที่เราใช้ชีวิตร่วมกันทุกวันนะคะ

สาวโพสต์แจง ไม่ใช่หญิงถูกแก๊งวัยรุ่นรุมข่มขืน-โยนทิ้งเหว
ข่าวข่มขืน /  ข่าวจังหวัดพัทลุง / 

สาวโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง หลังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเหยื่อถูกแก๊งวัยรุ่นรุมข่มขืน-โยนทิ้งเหว  หลังจากเกิดคดีสะเทือนขวัญที่กลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่า และทำการข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ หลังเรื่องดังกล่าวตกเป็นข่าวดังตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งได้เข้าไปค้นหาเฟซบุ๊กฝ่ายชายซึ่งเป็นผู้เสียชีวิต และย้อนดูในไทม์ไลน์เฟซบุ๊กของผู้ตายประมาณ ช่วงเดือนเมษายน 2558 ที่ผ่านมา ก็ได้พบว่าผู้ตายได้ถ่ายภาพคู่กับหญิงสาวท่านหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก ดูท่าทางสนิทกัน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งตีความไปว่า หญิงที่ปรากฏในภาพดังกล่าวคือเหยื่อที่ปรากฏอยู่ในข่าว ถูก 4 วัยรุ่นขืนใจก่อนโยนทิ้งเหว แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา สมาชิกเฟซบุ๊ก น้อง' ฟิล์ม  ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในภาพดังกล่าวได้ออกมายืนยันว่า เธอไม่ใช่เหยื่อเคราะห์ร้ายที่ปรากฏอยู่ในข่าว เธอไม่ได้ถูกแทงและถูกข่มขืนอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิด แต่ยอมรับว่าเป็นแฟนเก่าของผู้ตาย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พยายามของให้ผู้ตายลบภาพเธอออกไปแล้ว แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ลบ อยากจะให้ทุกคนเข้าใจเพราะ ขณะนี้เครียดหนัก พร้อมระบุว่าเธอไม่รู้จักคนร้ายสักคน MThai News --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'บิ๊กตู่' ชี้ เปลี่ยนกฎหมายคดีข่มขืนเท่ากับประหารสุดโต่งเกินไป เหมือนการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ! วานนี้ (4 ก.พ. 59) มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่มีคนเสนอให้เปลี่ยนกฎหมายคดีข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ว่า นี่คือคนไทยที่มีแต่ความสุดโต่งเหมือนกับการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ซึ่งจะประหารชีวิตอย่างเดียวไม่ได้ เพราะกฎหมายมีขั้นตอน และปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายว่าทำได้หรือไม่ได้ และจิตสำนึกของคน ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงความหมายของคำว่า 'สุดโต่ง' ที่ท่านนายกฯ กล่าวไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องหรือเข้าข้างผู้กระทำผิด แต่ต้องการให้สังคมร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ แท้จริงแล้วต้นเหตุของปัญหาคืออะไร การใช้กฎหมายรุนแรงบังคับแต่เพียงอย่างเดียว จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้นายกฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไปศึกษาข้อมูลและหาทางออกในเรื่องดังกล่าว โดยนำกรณีศึกษาจากประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับตามหลักสากล MThai News --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วันนี้ (4 ก.พ. 59) เน วัดดาว จัดนักโพสต์ขู่แก๊งฆ่าโจ๋ฝังดิน ข่มขืนแฟน บอกนักโทษทุกคนรออยู่ แนะยิ้มให้เต็มที่ เพราะนี่อาจเป็นยิ้มสุดท้าย วานนี้ (3 ก.พ. 59) ที่เฟซบุ๊ก @Makharin Phumssart ซึ่งเป็นของ "เน วัดดาว" ได้มีการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงกรณีที่แก๊งโจ๋ฆ่าฝังดินคู่อริ ก่อนข่มขืนแฟนสาวและนำร่างทิ้งลงเหว ที่จ.พัทลุง จนทำให้มีคนออกมาเรียกร้องผ่านโลกออนไลน์ให้มีการแก้กฎหมาย "ข่มขืนโทษประหารชีวิต" ว่า กฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องอย่างบทลงโทษผู้กระทำความผิดฆ่าข่มขืน เรียกร้องให้มีโทษประหารกัน แต่ก็ไม่มีใครมาดำเนินการ พร้อมทั้งฝากข้อความถึง 4 โจ๋ใจเหี้ยมว่า คดีแบบนี้หากเข้าไปในคุกโดนหนักแน่ เชิญยิ้มให้สบาย เพราะอาจจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายก็ได้ "ยิ่งอยู่ไปอยู่ไป กฎหมายจราจรยิ่งแก้ให้หนักขึ้นๆ ปรับแพงขึ้น อนาคต ขับย้อนศรหรือไม่ใส่หมวกคงแก้เป็นติดคุกสัก 10 ปี ละมั้ง และดูกฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องกันสิ ฆ่าข่มขืนเท่ากับประหารกี่ศพและที่เขาเรียกร้องให้แก้กัน ไม่เห็นมีใครออกมาดำเนินการหรือออกมาพูดคุยให้ประชาชนฟังกันบ้างหรอ ผมก็ 1ในขี้คุก แต่คดีแบบนี้ "บอกตรงๆ เข้าไปข้างในมึงหนัก. ตอนโดนจับพวกมึงยิ้มแบบไม่สลด เดี๋ยวเข้าไปมึงจะไม่มีรอยยิ้มอีกเลย รีบยิ้มสะให้เต็มที่เลยนะพวกมึงเพราะมันอาจเป็นรอยยิ้มสุดท้ายของพวกมึง กูเชื่อว่าทุกคุกเขารอพวกมึงอยู่" เน วัดดาว --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คดีฆ่าหนุ่มหมกป่า-ข่มขืนสาวทิ้งเหว สามารถย้ายมาศาลอาญาได้ ส่วนเยาวชน 2 ราย ยังไม่มีข้อสรุปว่าขึ้นกับศาลใด พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เผยคดีฆ่าโหดหนุ่มหมกป่า ข่มขืนแฟนสาวจับทิ้งเหว หากจะมีการย้ายจากศาลเยาวชนมายังศาลปกติสามารถทำได้ ส่วนสำนวนคดีที่จะนำส่งศาลเพื่อสั่งฟ้องนั้นรวบรวมได้แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่จับตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย เป็น เยาวชน 2 ราย ผู้ใหญ่ 3 ราย และได้ขออำนาจศาลฝากขังไปแล้ว 4 ราย ทั้งนี้ ยังกล่าวถึงผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่เข้ามามีส่วนในเรื่องนี้ว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ไม่ได้มีการพูดถึงว่ามีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มองว่าไม่น่าจะมีส่วนร่วมเนื่องจากเพียงแค่ผ่านดื่มน้ำมาเท่านั้น นอกจากนี้ นางยุพิน องอาจ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพัทลุง เผยขณะนี้เยาวชนชาย 2 ราย อยู่ในความดูแลของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรัง เนื่องจากในขณะนี้สถานพินิจฯ พัทลุง อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดเป็นสถานแรกรับ จึงต้องไปฝากไว้ที่สถานพินิจฯ ตรัง เป็นการชั่วคราวก่อน ส่วนประเด็นว่าผู้ต้องหา 2 รายนี้ จะถูกพิจารณาในศาลเด็กและเยาวชน หรือศาลอาญาปกตินั้น ขณะนี้ศาลยังไม่ได้มีการพิจารณา ยังอยู่ในระหว่างการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ซึ่งกระบวนการต่อไปต้องดำเนินการไปตามกฎระเบียบที่วางเอาไว้ อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.วิชัย กล่าวถึงหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บขณะนี้ว่า อาการดีขึ้นแล้ว ซึ่งได้มีการจัดชุดดูแลความ ปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงหลังจากออกจากโรงพยาบาลด้วย เพื่อคุ้มครองพยานในคดี ที่มา : INN MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- โลกออนไลน์ระอุ!! คนแห่โพสต์ภาพรณรงค์แก้โทษฆ่าข่มขืน ชี้ ‘กี่ศพแล้ว กี่ศพเล่า กฎหมายไทย ทำไมไม่แก้’ รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดช่วงวันของวันนี้ (3 ก.พ. 59) ผู้คนในโลกออนไลน์ พร้อมใจกันโพสต์ภาพเขียนข้อความ เรียกร้องให้ทางการไทยแก้กฎหมาย "ยกเลิกอภัยโทษคดีฆ่าข่มขืน" ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นผู้ใหญ่บรรลุนิติภาวะ หรือเป็นเพียงเยาวชน ซึ่งการรณรงค์เรียกร้องดังกล่าวเกิดเป็นกระแสในสังคมอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกลุ่มวัยรุ่นลวงฆ่าคู่อริฝังดิน ก่อนจะข่มขืนแฟนสาว และพยายามฆ่าอำพรางด้วยการทิ้งลงเหว แต่โชคดีที่รอดมาได้ ขณะที่ข้อความรณรงค์ให้แก้กฎหมายข่มขืนให้ได้รับโทษสูงสุด ระบุว่า "ฆ่าข่มขืน กี่ศพแล้ว กี่ศพเล่า กฎหมายไทย ทำไมไม่แก้" สำหรับการเรียกร้องแก้กฎหมายข่มขืนเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะเกิดคดีพนักงานบนรถไฟฆ่าข่มขืนด.ญ.วัย 13 ปี บนรถไฟก่อนโยนศพทิ้งป่าทางเมื่อปี 2557 แต่จนถึงทุกวันนี้กฎหมายก็ยังไม่รับการปรับเปลี่ยนแก้ไขแต่อย่างใด รวบสาวทอม 1 ในแก๊งฆ่าหมกป่าแฟนหนุ่ม ก่อนข่มขืนแฟนสาวท้องต่อหน้า และจับโยนทิ้งเหว จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดผู้ต้องหาให้การซักทอดถึงสาวทอมคนร้ายอีก 1 คน คือ น.ส.ศิริมา ภูพวก อายุ 20 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้แล้ว ขณะที่ผู้ต้องหากำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในสวนยางพารา ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ร่วมในขบวนดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วมลงมือในการสังหารโหดเหยื่อแต่อย่างใด เพียงทำหน้าที่คอยซื้ออาหารให้กลุ่มคนร้ายตามคำสั่งของ นายคิว เท่านั้น ด้าน พ.ต.อ.วิชัย กล่าวว่า น.ส.ศิริมา ผู้ต้องหารายนี้ ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน มารับจ้างเป็นลูกจ้างกรีดยางในสวนยางพารา โดยเจ้าของสวนยางเป็นญาติขของ นายคิว จึงได้นำตัวไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีนครินทร์ ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทุกคนได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาเยาวชน 2 ราย ส่งตัวไปฝากขังที่สถานพินิจของ จ.พัทลุง คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้องต่อศาลเยาวชน ขณะที่ผู้ต้องหา อีก 3 คน ที่อายุเกิน 18 ปี เจ้าหน้าที่ได้ฝากขังไปยังเรือนจำ ก่อนจะเร่งส่งสำนวนคดีต่อศาล เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร็วที่สุด MThai News ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บุ๋ม ปนัดดา ปรี๊ด!! โพสต์ IG วอนศาล ตัดสินสถานหนักคดี 2 โจ๋ พัทลุง ฆ่า - ข่มขืน คู่แฟนวัยรุ่น แฟนคลับแห่โพสต์กระหน่ำ เห็นด้วย จากเหตุการณ์ แก๊งวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพรางคดี แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน แต่อีก 2 คน ยังหลบหนีอยู่ และได้ติดต่อมอบตัวแล้วแต่ยังไม่ระบุสถานที่และเวลา ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นกระเด็นร้อน ที่คนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุด นักแสดงสาว "บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้โพสต์อิสตาแกรมส่วนตัว @boompanadda เรียกร้องต่อศาล ขอให้ลงโทษเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้สถานหนัก โดยมีข้อความระบุว่า "โจ๋พัทลุง เรียกคู่แฟนวัยรุ่นออกไปพบ ขุดหลุมมัดผู้ชายลงก้นหลุมให้ดูแฟนตัวเองที่กำลังท้อง 3 เดือน โดนข่มขืนเรียงคิวต่อหน้าและยิงให้ตายฝังหลุม ส่วนผู้หญิงก็โดนแทงยับแล้วโยนก้นเหว ด้วยแรงฮึดสาวท้องปีนจากก้นเหวออกมาขอความช่วยเหลือ วัยรุ่นกลุ่มนี้รวมตัวเป็นแก๊งทำมาหลายคดี รอดเพราะเป็นเยาวชน แต่ครั้งนี้มันเกินไปไหมคะ บุ๋มเล่นละครเป็นตัวร้ายขนาดไหนยังไม่เคยเหี้ยมโหดขนาดนี้เลย นี่มันยิ่งกว่ามาเฟีย คนร้ายที่มอบตัว 2 คน อายุแค่ 19 กับ 17 ปี?!? ต่อให้ต้องโทษประหาร แต่ถ้ารับสารภาพก็ลดโทษกึ่งนึง และศาลยังลดได้อีกส่วนนึงตามดุลยพินิจของศาล เรียนศาลที่เคารพ หนูรู้ว่าเราต้องให้โอกาสแก่เยาวชน แต่เรายังมีเด็กยากจนและเป็นคนดีอีกมากที่อยากได้โอกาส ไม่ใช่เด็กกลุ่มนี้ที่ไม่เคยทำอะไรดีต่อพ่อแม่และสังคมเลย เราถึงเวลาแล้วไหมคะ ที่ต้องคัดเลือกเยาวชนที่มีคุณภาพ!!! เราไม่ต้องการเยาวชนที่ฆ่าคนอื่นได้อย่างโหดเหี้ยมค่ะ ปล่อยให้อยู่ในคุกยาว ๆ ไปเลยนะคะ ช่วยคุ้มครองพวกเราด้วยค่ะ" ทั้งนี้เมื่อข้อความดังกล่าวได้โพสต์ออกไปมีแฟนคลับเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยมีความเห็นไปในทางเดียวกันให้ศาลตัดสินลงโทษ แก๊งวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างสถานหนัก เช่นกัน ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก INN -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- โฆษก ยธ. ชี้ทำได้โอนคดีฆ่า-ข่มขืนแฟนโยนเหว ไปศาลปกติ เหตุ "แก่เกินวัยใจอาชญากร" นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ ได้เรียกร้องให้การดำเนินคดีฆ่าแฟนหนุ่ม - ข่มขืนแฟนสาวท้องก่อนโยนลงเหวที่พัทลุง เป็นเหมือนกับคดีของผู้ใหญ่ และให้มีบทลงโทษเทียบเท่า แม้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดจะเป็นเพียงเยาวชนนั้น ว่า จากคดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นการดำเนินคดีสามารถโอนจากศาลเยาวชนและครอบครัว ไปพิจารณาในคดีธรรมดาได้ เนื่องจากพฤติการของผู้ก่อเหตุ "แก่เกินวัยใจอาชญากร" เพราะ 1.มีการวางแผนเตรียมการมาก่อน 2.มีลักษณะอุกอาจ โหดร้ายทารุณ 3.ผลที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง หรือ เกิดความเสียหายแก่สังคมโดยรวม 4.กระทำโดยขาดความเห็นอกเห็นใจเหยื่อ และ 5.เคยมีประวัติการกระทำผิดในทำนองเดียวกันมาก่อน ไม่ว่าจะถูกจับกุมหรือไม่ โดยตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาตรา 97 วรรคสองระบุว่า คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัว พิจารณาโดยคำนึงถึงร่างกาย สติปัญญา สุขภาพภาวะแห่งจิตและนิสัย แล้วเห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือ ในระหว่างการพิจารณาเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาว่า กระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ก็ให้มีอำนาจสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้   ไม่สลด! 2 โจ๋ฆ่าหมกป่า-ข่มขืนสาวทิ้งเหว นั่งหัวเราะยิ้มขณะให้การ ขณะที่บุ๋ม ปนัดดา จี้ลงโทษ "ประหารชีวิต" จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด (2 ก.พ. 59) พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เผยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 4 ราย โดยให้การรับสารภาพทั้งหมด และในวันนี้จะนำตัวบางคนไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านผู้ต้องหา บริเวณจุดที่ผู้ต้องหาทำการข่มขื่นและฝังศพ รวมทั้งจุดที่ทำร้ายร่างการเหยื่อสาว ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพรางคดี ขณะที่ในโลกออนไลน์ ได้มีการส่งต่อข้อความเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด แม้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดจะเป็นแค่เยาวชนก็ตาม เพราะนับว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ และมีจิตใจเหี้ยมโหดเกินจะรับได้ โดยเฉพาะดาราสาวชื่อดัง บุ๋ม ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ที่ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นอย่างดุเดือดถึงเรื่องดังกล่าวผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว เรียกร้องให้ศาลตัดสินคดีขั้นสูงสุด (ประหารชีวิต) เพราะเห็นว่ากลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้สำนึกผิดในที่ได้ก่อเหตุในครั้งนี้ "นี่คือสีหน้าของคนที่เพิ่งฆ่าคน ข่มขืนคนท้อง ลงมือกระทำอย่างโหดเหี้ยม??? ไว้ชีวิตแม่งเพื่ออะไร ในเมื่อมันดูไม่สำนึกอะไรเลย???" ภาพจาก instagram @boompanadda MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ญาติสาวถูกข่มขืนจับโยนทิ้งเหวอำพราง สั่งงดเยี่ยมหลังพบชายฉกรรจ์ 5 บุกโรงพยาบาลตามหาตัวหลานสาว จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด (1 ก.พ. 59) มารดาและคนในครอบครัวของเหยื่อสาว ได้เดินทางมาจาก อ.นาทวี จ.สงขลา เพื่อมาเฝ้าอาการของหญิงสาวด้วยความห่วงใยและเป็นกังวล เนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. มีชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันที่ทางญาติไม่รู้จักถึง 5 คน พยายามมาค้นหาสืบเสาะว่า หญิงสาวพักอยู่ชั้นไหนห้องใด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรู้สึกผิดสังเกตจึงปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม ญาติจึงขอเคลื่อนย้ายคนเจ็บไปตึกอื่นที่ไม่ใช่ตึกรวม เพื่อป้องกันอันตราย เพราะคิดว่าอาจเป็นคนของฝ่ายผู้ต้องหา นอกจากนี้ทาง รพ.ก็สั่งเฝ้าตรวจเข้มตลอด 24 ชม. ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ MThai News ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- มอบตัวแล้ว! 2 โจ๋โหด ลวงฆ่าคู่อริหมกป่า ก่อนข่มขืนแฟนสาวโยนทิ้งเหวอำพราง วันนี้ (1 ก.พ. 59) มีรายงานความคืบหน้ากรณี กลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวง นายภาสกร คงสวัสดิ์ อายุ 19 ปี และแฟนสาว อายุ 19 ปี ไปฆ่าหมกป่า ก่อนข่มขืนแฟนสาวของผู้ตายและจับโยนทิ้งเหว โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน แต่อีก 2 คน ได้หลบหนีออกจากหมู่บ้าน ล่าสุดญาติของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน คือ นายนพพร ทองเอียด หรือคิว อายุ 19 ปี และนายวรเมธ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ได้ติดต่อขอนำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เข้ามอบตัวที่ สภ.หลังสวน จ.ชุมพร ทั้งนี้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ข่มขืนแฟนสาวของผู้ตาย โดยให้ผู้ตายนั่งดูและขู่บังคับให้ผู้ตายลงไปนั่งในหลุมเพื่อทดลองว่าลึกพอหรือยัง และให้โอกาสผู้ตายได้สั่งเสียถึงคนที่บ้าน ก่อนใช้ปืนยิงนัดแรก ตามด้วยอีกคน ยิงนัดที่ 2 จน นายภาสกร เสียชีวิต ส่วนแฟนสาวของผู้ตาย หลังถูกข่มขืนได้ร้องขอชีวิต ตนจึงใจอ่อนไม่ฆ่าทิ้ง ซึ่งระหว่างที่ขุดหลุมและข่มขืนได้ถ่ายคลิปวีดีโอเก็บเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า แฟนสาวของผู้ตายตั้งครรภ์อยู่ 3 เดือน อย่างไรก็ตามคดีนี้พบมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีกอย่างน้อย 3 คน เป็นผู้หญิง 1 คน สาวทอม 1 คนและเป็นผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องสอบปากคำผู้ต้องหา ญาติของผู้ตายและฝ่ายผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บ ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วัยรุ่นพัทลุง ลากคู่อริกับแฟนสาวเข้าป่า ก่อนข่มขืนฝ่ายหญิงแล้วทิ้งลงเหว ส่วนฝ่ายชายถูกยิงดับจับฝังอำพราง วานนี้ (30 ม.ค. 59) มีรายงานว่า นายสาคร คงทรัพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง แจ้งว่า นายภาสกรณ์ (อัฐ) คงสวัสดิ์ อายุ 18 ปี ชาวบ้านในตำบลเดียวกัน ได้หายตัวไปจากบ้านพักพร้อมแฟนสาว ชื่อ น.ส.จุฑามาศ อายุ 19 ปี อาศัยอยู่ที่ ต.สะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. 59 ก่อนมีคนพบ น.ส.จุฑามาศ ถูกทำร้าย แทงด้วยของมีคม และทุบตีด้วยของแข็ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลนาโยง และนำส่งต่อโรงพยาบาลตรัง เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 59 โดย น.ส.จุฑามาศ ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีนครินทร์ ว่า ตนและแฟนหนุ่มถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ในหมู่บ้าน หลอกเข้าไปในป่า และช่วยกันขุดหลุมเพื่อฝังแฟนหนุ่มของตน ก่อนข่มขืนตนต่อหน้าแฟนหนุ่ม โดยหลังจากขุดหลุมเสร็จได้นำแฟนหนุ่มไปนั่งในหลุมและใช้ปืนยิงจนเสียชีวิต พร้อมช่วยกันฝังศพ โดยหลังจากนั้น กลุ่มวัยรุ่นได้ใช้หินทุบตีและมีดแทงตนจนหมดสติ และนำร่างตนไปโยนทิ้งเหว ซึ่งตนหมดสติไป 1 คืน เมื่อฟื้นขึ้นมา จึงพยายามคลานขึ้นจากเหวลึก มานอนขอความช่วยเหลือบนถนน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จึงออกค้นหาศพ พบถูกฝังลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 50 เซนติเมตร ในป่าบนเทือกเขาบรรทัด ห่างไปทางทิศตะวันตกของสำนักสงฆ์ป่าสนเขาคราม หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ประมาณ 5 กิโลเมตร และในเหวห่างจากสถานที่พบศพ ประมาณ 2 กิโลเมตร เจอรถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกนำไปทิ้งไว้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย คือ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เป็นชาวบ้านพื้นที่ ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ และ นายบี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย อยู่ระหว่างการหลบหนี ที่มา : INN MThai News

เด้งฟ้าผ่า! ผบ.บางขวาง เซ่นปม 'มือปืนส่ายก้น' ค้ายาในคุก
ค้ายาในคุก /  ยาเสพติด / 

กรมราชทัณฑ์ ลงคำสั่งให้ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ย้ายไปปฏิบัติราชการประจำกรมราชทัณฑ์ หลังพบว่ามีผู้ต้องหาลอบสั่งการค้ายาเสพติดในคุก เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรมราชทัณฑ์ได้มีคำสั่งให้ นายสุรพล แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ย้ายให้ ไปปฏิบัติราชการ ประจำกรมราชทัณฑ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) สามารถจับกุมนายวุฒิชัย อ่อนตาจันทร์ อายุ 25 ปี พร้อมเฮโรอีน 60 แท่ง น้ำหนัก 21 กิโลกรัม มูลค่า 50 ล้านบาท ได้บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต จ.ปทุมธานี จากการสอบสวนนายวุฒิชัย รับสารภาพว่า รับจ้างจากนายโอ๋ นักโทษในเรือนจำแห่งหนึ่งเป็นตัวกลางรับงาน ได้ค่าจ้าง 500,000 บาท เพื่อมารับยาเสพติด โดยจะรอให้นายโอ๋ โทรศัพท์มาสั่งการว่าจะให้นำยาเสพติดไปกระจายต่อยังผู้ค้าและผู้เสพรายย่อยในเขต จ.ปทุมธานี ชลบุรี กรุงเทพฯ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนถูกจับกุมดังกล่าว รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่พบว่า นายโอ๋ เป็นคนเดียวกับ นายยศพล แหกล้า อายุ 37 ปี ฉายามือปืนส่ายก้น ที่เคยก่อเหตุยิง น.ส.เกวลิน หงส์ทอง อายุ 28 ปี ว่าที่เจ้าสาว และนางวิมล หงส์ทอง อายุ 53 ปี ว่าที่แม่ยาย แล้วเดินส่ายสะโพกเยาะเย้ย โดยกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ เหตุเกิดที่ร้านพีเอสโมดิฟาย เลขที่ 21/14 หมู่ 1 ต.ห้วยกะปิ อ.เมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556 จากการตรวจสอบประวัตินายยศพลพบว่าเคยถูกจำคุกมาแล้ว 3 ครั้ง ต่อมาศาลจังหวัดชลบุรี พิพากษาประหารชีวิต และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,200,000 บาท และจ่ายค่าสินไหมให้แก่บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนางวิมลอีก 2 คน เป็นเงิน 1,410,000 บาท โดยนายยศพลถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และมาก่อเหตุเป็นตัวการในการสั่งยาเสพติดดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวนายยศพล มาสอบสวน โดยให้การรับสารภาพ จึงอายัดตัวดำเนินคดีเพิ่ม พร้อมทั้งย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี จากกรณีดังกล่าว พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งการให้สืบสวนเชิงลึก จนกระทั่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำ เข้าไปเกี่ยวข้องและปล่อยปละละเลยให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือ ในเรือนจำกลางบางขวาง จึงจัดชุดปฏิบัติการพิเศษ เข้าจู่โจมตรวจค้น พบโทรศัพท์มือถือ กว่า 10 เครื่อง ต่อมา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ขณะนั้น ได้ลงนามคำสั่งที่ 108/2559 ให้นายสุรพล ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ไปปฏิบัติราชการ ประจำกรมราชทัณฑ์ พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และลงนามคำสั่งที่ 107/2559 ในวันเดียวกัน ให้นายเรืองศักดิ์ สุวารี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายปฏิบัติการ ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง อย่างไรก็ตามล่าสุดมีรายงานว่า นายสุรพล ตัดสินใจลาออกจากราชการ เนื่องจากจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย. 2559 ขอบคุณข้อมูล จส.100 ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

ย้าย 2 ผู้ต้องหา คดีเกาะเต่า จากคุกสมุยไปนครศรีฯ
คดีเกาะเต่า /  ผู้ต้องหา / 

เจ้าหน้าที่ย้าย 2 ผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า จากคุกสมุย ไปเรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว วันนี้(26 ธ.ค. 58) รายงานข่าวจากเรือนจำเกาะสมุย แจ้งว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ย้าย นายซอ ลิน กับ นายวิน ซอ ตัน 2 ผู้ต้องขังคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนชายหาดเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนกันยายน 2557 ไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เรียบร้อยแล้ว หลังจากศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิตจำเลยทั้งสองคน เนื่องจากเรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราช มีขนาดใหญ่ และมีความพร้อมในการควบคุมนักโทษคดีสำคัญ และมีอัตราโทษสูงกว่า ด้าน นายสมชัย รุ่งสาคร นายอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย เปิดเผยสถานการณ์บริเวณด่านพรมแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก หลังจากที่ชาวเมียนมาจำนวน 1,500 คน ได้นัดรวมตัวกัน เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ผู้ต้องหาชาวเมียนมาทั้งสอง เนื่องจากมองว่าโทษประหารชีวิต เป็นอัตราโทษที่สูงเกินไป จึงต้องการให้รัฐบาลไทย ตั้งกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเมียนมา และอังกฤษ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ล่าสุด เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากที่มีการยื่นหนังสือแล้ว ชาวเมียนมาก็ได้แยกย้ายกัน และสถานการณ์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ชาวเมียนมาชุมนุมหน้าด่านแม่สาย ร้องความเป็นธรรม2ผู้ต้องหา คดีเกาะเต่า
คดีเกาะเต่า /  ชุมนุม / 

ชาวเมียนมา ชุมนุมหน้าด่านแม่สาย เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ 2 ผู้ต้องหาชาวพม่า คดีเกาะเต่า วันนี้(26 ธ.ค. 58) ได้มีกลุ่มประชาชนชาวเมียนมา ประมาณ 1,000 คน นำโดยนายสมพอน ไทใหญ่ ซึ่งมีการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการดูแลรักษาและเจรจาต่อรอง เพื่อประชาชนชาวเมียนมาพากันไปรวมตัว บริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย-เมียนมา ตรงสะพานมิตรภาพข้ามลำน้ำสายติดจุดผ่านแดนถาวร อ.แม่สาย จ.เชียงราย ทั้งนี้ จุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ทางการไทยมีการดำเนินการเกี่ยวกับการที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พิพากษาให้ประหารชีวิตนายซอ ลิน หรือโซเรน และนายเว พิว หรือวิน จำเลยในคดีเป็นคนต่างด้าวเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันฆ่า นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราและฆ่า น.ส.ฮันนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ ชาวอังกฤษที่ ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี โดยก่อนการเดินทางไปถึงบริเวณสะพานดังกล่าวชาวเมียนมาทั้งหมดได้ไปรวมตัวกันที่ สนามฉานโยมะห่างจากพรมแดนประมาณ 2 กิโลเมตร ก่อนพากันยกเป็นขบวนไปตามถนนสายฉานโยมะ-ด่านพรมแดน เป็นทางยาวโดยมีการถือป้ายที่มีข้อความหลากหลายทั้งเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาเมียนมา เช่น ความยุติธรรม ขอให้ทางการไทยขอพระราชทานอภัยโทษให้ทั้ง 2 คน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังได้ตะโกนเรียกร้องกันมาตลอดรายทาง แต่ไม่มีความวุ่นวายใดๆ โดยการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทั่งขบวนไปถึงบริเวณหน้าด่านพรมแดนขบวนได้หยุดลงกลางสะพานขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจของ จ.ท่าขี้เหล็ก ได้นำแผงกั้นไปตั้งตรงกลางสะพาน เพื่อป้องกันไม่ให้มวลชนทะลักไปยังฝั่งไทย จากนั้นฝั่งไทยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทหาร ฉก.ม.2 พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการปิดประตูรถเข้าออกพรมแดน เพื่อไม่ให้การจราจรติดขัด ยานพาหนะต่างๆ หยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ยังคงเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ฝั่งประเทศเดินเท้าเข้าออกกันได้ตามปกติ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมชาวเมียนมาทั้งหมดได้ถือป้ายแสดงความต้องการพร้อมส่งเสียงเรียกร้อง เมื่อถึงบริเวณพรมแดนทางนายสมพอน พร้อมด้วยพระภิกษุจำนวน 2 รูปได้เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าพบปะกับเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝั่งประเทศที่ไปดูแลความเรียบร้อยบนสะพานเชื่อมระหว่างประเทศดังกล่าวโดยขอให้มีการรับหนังสือจากกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งต่อมานายชุติเดช มีจันทร์ นายอำเภอแม่สาย พ.ต.อ.สิทธิ์ ศิริกังวาลกุล ผกก.ตม.เชียงราย พร้อมด้วยทหารจาก ฉก.ม.2 กองกำลังผาเมือง ด่านศุลกากร ได้เข้ารับเรื่อง โดยมีเนื้อหาของหนังสือว่าไทยและเมียนมามีความสัมพันธ์กันมานาน และการรวมตัวกันครังนี้ เพราะเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรมโดยพวกเขาเชื่อว่านายซอ ลิน และนายเว พิว เป็นผู้บริสุทธิ์แต่ถูกตำรวจไทยกระทำทารุณกรรมโดยการซ้อม และยัดเยียดข้อหาจนทำให้ทั้งคู่ต้องถูกลงโทษประหารชีวิต นายสมพอน กล่าวว่า พวกเราเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม 2 ประเทศ เพื่อรื้อฟื้นและสอบสวนคดีในข้อเท็จจริงกันใหม่โดยคณะกรรมการมีการเชิญฝ่ายอังกฤษในฐานะผู้เป็นประเทศที่เสียหายเข้าร่วมรวมทั้งมีสื่อมวลชนจากทั่วโลกเฝ้าสังเกตการณ์ด้วย เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และขอให้รัฐบาลไทยได้แจ้งให้ทราบคำตอบภายใน 15 วัน เพราะจะมีการเรียกร้องในขั้นตอนต่อไปอีก หลังจากที่ตัวแทนฝ่ายไทยรับมอบหนังสือแล้ว ทางกลุ่มผู้ชุมนุมชาวเมียนมาได้สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว และทางการไทยรวมทั้งฝ่ายเมียนมาก็มีการเปิดประตูและนำแผงกั้นทั้งหมดออกไป ทำให้การจราจรและการเดินทางไปมาระหว่างไทย-เมียนมา ผ่านจุดผ่านแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ตรงสะพานมิตรภาพน้ำสายไทย-เมียนมา เป็นไปตามปกติเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน ที่มา matichon ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

CSI LA แคลงใจ! ล่ามชาวโรฮิงญาคดีเกาะเต่า ตายกระทันหัน
คดีฆาตกรรม /  คดีเกาะเต่า / 

เพจ CSI LA สอบข้อเท็จจริง หลังล่ามชาวโรฮิงญาคดีเกาะเต่า ตายกระทันหัน ที่โรงพยาบาลเเห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี   วันนี้ (24 ก.พ.) ยังคงเป็นเรื่องที่หลาย ๆ ให้ความสนใจ สำหรับคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า ซึ่งศาลมีคำพิพากษาโดยตัดสินให้ 2 จำเลยชาวพม่า ต้องโทษประหารชีวิต ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างอุทธรณ์คดี ล่าสุดแฟนเพจ CSI LA ได้โพสต์ข้อความถึงคดีดังกล่าวอีกครั้ง หลังล่ามชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นล่ามในคดีนี้ เสียชีวิตกระทันหันที่ ที่โรงพยาบาลเเห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ข้อความที่ทางแฟนเพจโพสต์มีดังนี้ ตอนนี้มีรายงานจากทางพม่าบอกมาว่าล่ามชาวโรฮิงญา ที่ใส่เสื้อสีฟ้าในรูปนี้ได้เสียชีวิตอย่างกระทันหันที่โรงพยาบาลเเห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาเหตุการตาย มาจากหายใจไม่ออก เเละตาปูดออกมา แต่อย่างไรก็ตามช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยครับ เพราะทางชุมชนพม่าทุกคนได้ข่าวนี้กันหมด ที่มา แฟนเพจ CSI LA MThai News

ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต
ข่าวน้องการ์ตูน /  น้องการ์ตูน / 

ศาลอุทธรณ์สั่งคุกตลอดชีวิต "หนุ่ย ติ๊งต่าง" คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน วันนี้ (26 ม.ค. 59) ศาลอุทธรณ์ ได้มีการอ่านคำพิพากษาตัดสินในคดีที่นายติ่งต่าง หรือ หนุ่ย ไม่มีนามสกุล อายุ 33 ปี ก่อเหตุข่มขืนฆ่าด.ญ.วัย 4 ขวบที่ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย และคดีฆ่าข่มขืน ด.ญ.วัย 5 ขวบ ย่านบางนา ปี 56 ภายหลังศาลชั้นต้น ได้ส่งสำนวนคดีไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ภายหลังได้มีการพิจารณาตัดสินไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการตรวจสอบพยานและหลักฐานแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาไดกระทำผิดจริง แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นการกระทำของจำเลยกระทำผิดมาเบิกความเป็นพยาน แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ให้การรับสารภาพว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุ จึงมีคำสั่งตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิต นายติ่งต่าง หรือ หนุ่ย วันที่ 28 มีนาคม 2558 ศาลสั่งประหาร ติ๊งต่าง คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน แต่สารภาพลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพระโขนง ได้มีการอ่านคำพิพากษาในคดีที่คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน เด็กหญิงวัย 6 ขวบ ในพื้นที่รกร้างใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่งเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการพิเคราะห์พยานและหลักฐานประกอบคำสารภาพของจำเลย คือ นายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง ไม่มีนามสกุล ว่าก่อเหตุดังกล่าวจริง ศาลจึงมีคำสั่งตัดสินให้ประหารชีวิต แต่ทั้งนี้จำเลยให้การรับสารภาพ จึงให้ลดโทษลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต MThai News

รีวิวภาพยนตร์ Criminal คนสมองเดือด : ความทรงจำเปลี่ยนชีวิต
Criminal /  Gal Gadot / 

รีวิวภาพยนตร์ Criminal คนสมองเดือด : ความทรงจำเปลี่ยนชีวิต จากการปรากฏตัวของซูเปอร์ฮีโร่ที่กวนประสาทที่สุดในชุดสีแดงอย่าง Deadpool ที่เปิดตัวภาคแรกไปได้อย่างสวยงาม แจ้งเกิดนักแสดงหนุ่ม ไรอัน เรย์โนลด์ (Ryan Reynolds) ให้เป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง และด้วยความสามารถทางการแสดงที่ไม่ธรรมดาของผู้ชายคนนี้ ทำให้เขาได้รับบทเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง Criminal คนสมองเดือด ภาพยนตร์แนวแอคชั่นดราม่าที่จัดเต็มด้วยนักแสดงที่รู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner), แกรี โอลด์แมน (Gary Oldman), ทอมมี ลี โจนส์ (Tommy Lee Jones) และสาวสวยอย่าง กัล กาด็อท (Gal Gadot) จึงเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่น่าสนใจในเวลานี้ Criminal คนสมองเดือด ว่าด้วยเรื่องราวของ เจริโก้ รับบทโดย เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner) นักโทษประหารชีวิตสุดอันตรายที่ได้รับข้อเสนอให้มีชีวิตต่อไป โดยแลกกับการปลูกถ่ายสมองของเจ้าหน้าที่ซีไอเอ บิล โป๊บ รับบทโดย ไรอัน เรย์โนลด์ (Ryan Reynolds) ที่เสียชีวิตไปแล้วมาเป็นสมองของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในหัวของเจ้าหน้าที่ซีไอเอรายนั้นไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ ความลับ หรือทักษะต่าง ๆ จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขาไปในทันที และหน้าที่ของเขาก็คือการใช้สิ่งที่ได้มาเพื่อหยุดยั้งผู้ก่อการร้าย ทันทีที่เปิดเรื่องภาพยนตร์จะพาเข้าสู่ภารกิจของ “บิล โป๊บ” เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซึ่งในช่วงแรกอาจจะงงและสับสนอยู่เล็กน้อย เพราะยังไม่รู้ที่มาที่ไป ทำภารกิจอะไร ทำเพื่อสิ่งใด แต่เมื่อเดินเรื่องผ่านไประยะหนึ่งผู้ชมถึงจะเข้าใจได้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรผ่านบทสนทนาของตัวละคร และด้วยตัวละครหลักที่มีเพียงไม่กี่คน ก็ทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ความดราม่าในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังดึงอารมณ์คนดูได้ไม่สุดเท่าที่ควร ขณะเดียวกันความเป็นแอคชั่นที่จัดหนักเฉพาะช่วงท้ายเรื่องก็ยังรู้สึกน้อยไป ทำให้รู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นไปที่ดราม่ามากกว่า แต่เนื้อเรื่องก็สามารถผสมให้ทั้งสองอารมณ์ออกมากลมกล่อมได้รสชาติดราม่านำแอคชั่นตาม หากใครหวังที่จะได้เห็น ไรอัน เรย์โนลด์ ปรากฏตัวเต็มเรื่องนั้นก็อาจจะต้องผิดหวังสักเล็กน้อย เพราะทันทีที่ปลูกถ่ายสมองแล้ว เควิน คอสต์เนอร์ จะรับไม้ต่อทันที การรับบทเป็นวายร้ายสุดอำมหิตถือว่าสอบผ่านทีเดียว ความชั่วร้าย ความกักขฬะ ความจัญรี้จัญไรมีอยู่อย่างครบถ้วน กลายเป็นตัวละครที่แย่งซีนเจ้าหน้าที่ซีไอเอสุดหล่อไปโดยปริยาย ขณะที่สาว กัล กาด็อท รับบทเป็นภรรยาของซีไอเอหนุ่ม ก็ช่วยลดดรีกรีความร้อนแรงของ เควิน คอสต์เนอร์ ได้เป็นอย่างดี เสมือนหนึ่งดอกไม้งามท่ามกลางซากปรักหักพังอย่างไรอย่างนั้น การศึกษาชีวประวัติของใครสักคนหนึ่งว่าจุดเริ่มต้นของคน ๆ นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ล้มลุกคลุกคลานมากแค่ไหน อยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตได้อย่างไร และโลกได้สอนอะไรให้กับคน ๆ นี้บ้าง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการสร้างความทรงจำและประสบการณ์โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดแต่อย่างใด แม้ว่าเรื่องบางเรื่องที่เราได้เรียนรู้นั้นดูจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด หารู้ไม่ว่าวันหนึ่งประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จะมีประโยชน์ต่อเรามากมายมหาศาล การได้เห็นเส้นทางและรอยเท้าของคนก่อนหน้ามักจะช่วยให้เราเดินได้ปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถหาลู่ทางเพื่อเปิดมุมมองและประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างเส้นทางเดินที่ไม่ซ้ำใคร คะแนน 3.5/5 ความทรงจำจากประสบการณ์บางอย่างสามารถเปลี่ยนคนเลวให้กลายเป็นคนที่อ่อนโยนได้ บทความโดย ธ.เชิดวรพงศ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ