ประหารชีวิต

แตกหัก ! ซาอุฯ ตัดสัมพันธ์อิหร่าน ทำราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
ความขัดแย้ง /  ซาอุดิอาระเบีย / 

ราคาน้ำมัน ขยับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลัง ซาอุดีอาระเบีย - อิหร่าน บาดหมางกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงาน ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น หลังสถานการณ์ผันผวน 1 วัน ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกลาง ชดเชยกับความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดย ราคาน้ำมันดิบตลาดเบรนท์ เพิ่มขึ้น 22 เซนต์ อยู่ที่ 37.44 ดอลลาห์ต่อบาร์เรล หลังพุ่งขึ้นสูงสุด ในรอบ 3 สัปดาห์ ที่ 38.99 ดอลลาห์ต่อบาร์เรล เมื่อวานนี้ (4ม.ค.) ท่ามกลางความสัมพันธ์ของซาอุดีฯและอิหร่าน ที่กำลังเลวร้าย เป็นผลมาจากที่ทางการซาอุดีฯ สั่งประหารชีวิตผู้นำศาสนานิกายชีอะห์ แต่ราคาน้ำมันดิบในอนาคต กลับไม่ได้กำไร โดยตลาดเมื่อวานปิดท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ที่เกี่ยวโยงมาจากความขัดแย้ง ระหว่าง อิหร่านและซาอุดีฯ ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบฝั่งสหรัฐฯ ในอนาคต ขยับขึ้น 28 เซนต์ อยู่ที่ 37.04 ดอลลาห์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างซาอุดีฯและอิหร่าน มีแนวโน้มที่จะลดโอกาสในการทำงานร่วมกันเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันระหว่าง 2 ชาติ ลง ซึ่ง อิหร่าน เพิ่งกลับสู่ตลาดเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งการวิเคราะห์จากธนาคาร AnZ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะซ้ำเติมสถานการณ์ปริมาณน้ำมัน ปี 2016 ให้ล้นตลาดเพิ่มขึ้นอีก

5 เรือนจำที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์!
ต่างประเทศ /  ที่สุดในโลก / 

ก่อนหน้านี้เราเคยนำเสนอ คุกที่สบายที่สุดในโลก ไปให้ได้ชมกันแล้ว มันจะสบายอะไรขนาดนั้น ถูกขังแท้ๆ แต่เหมือนได้อยู่บ้านพักตากอากาศส่วนตัว! ซึ่งช่างแตกต่างจากครั้งนี้ที่เราจะพาเพื่อนๆ ไปชม 5 เรือนจำที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์! ที่นักโทษในดีตนั้นล้วนกลัวหัวหดกันเลยที่เดียว 5 เรือนจำที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์! 5 เรือนจำที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์! กล่องไม้มรณะ ในช่วงปี 1920 นักโทษมองโกเลียจะต้องพบกับความโหดร้ายทารุณเมื่อถูกขังในกล่องไม้ขนาด 3?4 ฟุต กลางแดดกลางฝนเป็นเวลานานนับปี โดยมีเพียงส่วนศีรษะและแขนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้โผล่พ้นกล่องได้ นักโทษจะต้องใช้ชีวิตในกล่องแห่งนี้ ทั้งกิน นอนและขับถ่าย เรียกได้ว่ามีสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายสุดขีด ถึงแม้ว่านักโทษจะสามารถหนีออกจากกล่องไม้มรณะได้ สุดท้ายก็ต้องพบกับเขาวงกตอันซับซ้อนที่มีกำแพงไม้สูง 15 ฟุตเหนือพื้นดินที่ถูกเหลาปลายยอดจนแหลมคมขวางทางเอาไว้อยู่ดี เรือนจำใต้ดิน โรมันเป็นชนชาติแรก ๆ ที่เริ่มใช้คุกหรือเรือนจำไว้สำหรับคุมขังนักโทษ ‘Mamertine’ คือคุกใต้ดินที่ถูกสร้างขึ้นราว 640 ก่อนคริสตกาล มันอยู่ร่วมกับทางเดินน้ำทิ้งใต้ดินของเมืองจากความลึกเหนือพื้นดิน 12 ฟุต สถานที่แห่งนี้คือแหล่งรวบรวมนักโทษที่รอการถูกประหารชีวิต พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตในสถานที่อันมืดมิด สกปรกและโสโครก เพื่อรอวันถูกพิพากษา เรือนจำลอยน้ำ ในช่วงการปฏิวัติอเมริกา เรือ ‘HMS Jersey’ ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเรือนจำลอยน้ำที่กล่าวกันว่าโหดร้ายที่สุดในยุคนั้น เรือลำนี้ถูกเรียกขานอีกชื่อหนึ่งว่า ‘HMS Hell’ หรือเรือนรก บรรจุนักโทษได้สูงสุดราว 1,100 คน นักโทษทั้งหมดจะถูกขังรวมกันในกรงเหล็กใต้ท้องเรือท่ามกลางความมืดและความร้อน พวกเขาต้องเบียดเสียดอยู่ในกรงด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า มีนักโทษจำนวนมากที่เสียชีวิตในเรือนรกลำนี้เนื่องจากความเจ็บป่วยและการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ศพของนักโทษบางคนก็ถูกโยนทิ้งทะเลหรือนำไปฝังแบบหยาบ ๆ ใกล้ชายฝั่ง หลังการปฏิวัติสิ้นสุดลง กล่าวกันว่ามีผู้เสียชีวิตราว 12,500 คนจากเรือนรกลำนี้ คุกโหดที่แอนเดอร์สันวิลล์ แคมป์ ซัมเตอร์ ที่แอนเดอร์สันวิลล์ ในรัฐจอร์เจียถูกสร้างขึ้นโดยฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกา ที่ต้องการปลดแอกตัวเองจากฝ่ายรัฐบาลกลาง ดูผิวเผินมันเหมือนเป็นป้อมค่ายสำหรับสู้รบ แต่แท้จริงแล้วมันคือคุกขนาดใหญ่ที่ใช้คุมขังนักโทษราว 33,000 คน ที่ต้องอยู่อย่างแออัดภายในคุกที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็นเนื่องจากพื้นที่อันคับแคบทำให้ต้องขุดหลุมฝังศพกันภายในคุก ซึ่งกล่าวได้เป็นฝันร้ายของนักโทษในคุกแห่งนี้เลยทีเดียว นอกจากนี้ หากนักโทษคนใดคิดหลบหนีจะต้องถูกระดมยิงจากทั่วทุกทิศทางโดยป้อมค่ายที่มีทหารติดอาวุธประจำการอยู่ กล่าวได้ว่าคุกแห่งนี้คือสถานที่แห่งความสิ้นหวังอย่างแท้จริง คุกโหดสงครามเวียดนาม คุก ‘Hoa Lo’ สถานที่สำหรับคุมขังเชลยสงครามชาวอเมริกันของเวียดกง ทหารอเมริกันมากมายเรียกคุกแห่งนี้ว่านรก ในช่วงสงคราม เหล่าเชลยศึกที่เป็นทหารและนักบินของกองทัพสหรัฐที่ถูกเวียดกงจับตัวได้จะถูกส่งมายังคุกแห่งนี้เพื่อทรมานและหาข่าว นักโทษจะถูกขังอยู่ในอาคารภายในซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม นอกเหนือจากการทรมานเชลยศึกอเมริกันแล้ว เวียดกงยังใช้สถานที่แห่งนี้ในการล้างสมองและความเชื่อของเหล่าเชลยศึกชาวอเมริกันให้คล้อยตามความคิดแบบคอมมิวนิสต์ เพื่อใช้เชลยเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการทำลายความเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก yaklai

ชาวเน็ตวอนสื่อ ปรับปรุงเนื้อหาละคร งดฉากข่มขืน ป้องเลียนแบบ
ข่มขืน /  ฉากข่มขืน / 

ชาวเน็ต วอนสื่อ ปรับปรุงเนื้อหา ละครข่มขืน ชี้เป็นบทบาทสำคัญเป็นชนวนของการก่อเหตุร้าย  จากข่าวสุดสลดที่วัยรุ่นเมืองพัทลุง ก่อเหตุอุกอาจข่มขืนสาวท้องต่อหน้าต่อตาแฟนหนุ่ม พร้อมทั้งฆ่าแฟนหนุ่มและโยนร่างของหญิงสาวทิ้งเหวแต่รอดตายมาได้ จนกลายเป็นเหตุสะเทือนขวัญ นำมาสู่การเรียกร้องของชาวสังคมออนไลน์ให้เพิ่มโทษ คดีข่มขืนประหารชีวิต พร้อมทั้งกระแสคนในวงการบันเทิงออกมาร่วมเรียกร้องด้วยนั้น ล่าสุดได้มีการแชร์ข้อความอีกมุมของสมาชิกเฟซบุ๊คชื่อคุณ Nattaya Ratornkul  ได้โพสต์ข้อความเผยว่า การที่จะแก้ปัญหานี้ได้ สื่อก็ควรมีบทบาทที่จะต้องปรับปรุงด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า "เห็นปรากฏการณ์คนบันเทิงรุมประณาม คดีข่มขืน ล่าสุด ต้องประหาร.!! ในขณะนี้ ตนเห็นด้วยเพราะกฎหมายไทยยังอ่อนมาก โดยเฉพาะคดีเด็กและเยาวชน..เห็นได้จากการกล้าก่อเหตุอย่างอุกอาจของวัยรุ่นในช่วงนี้ และสถิติการลดโทษ ออกมาก่อเหตุซ้ำๆ กฎหมายไทยต้องปรับปรุง  แต่แทนที่เราจะไปสนใจแก้ปัญหาเฉพาะที่ปลายเหตุ ควรมองปัญหาแบบย้อนกลับไปดูที่สาเหตุกันก่อนด้วย ว่า เกิดจากอะไรบ้าง โดยเฉพาะสื่อนี่มีบทบาทสำคัญ  ต้องปรับปรุง" ที่มา Nattaya Ratornkul ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

Ausiris ระบุ ราคาทองผันผวน เหตุปัญหาในตะวันออกกลาง
ทอง /  ทองคำ / 

บทวิเคราะห์ทองคำ ประจำวันอังคาร ที่ 5 มกราคม 2559 โดย ออสสิริส กรุ๊ป ระบุว่า ประเด็นสำคัญของราคาทองคำในวันนี้ มีปัจจัยเกี่ยวข้อง ดังนี้ สถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลางร้อนระอุ ส่งทองคำขึ้นจากภาพ Safe Haven แตะ 1083 เหรียญ ต้นเหตุความร้อนแรงในตะวันออกกลาง มีดังนี้   -ซาอุดิอาระเบียสั่งประหารชีวิตนักโทษคดีก่อการร้าย 47 ราย รวมถึง นิมร์ อัลนิมร์ นักการศาสนาชื่อดังชาวชีอะห์ ซึ่งคาดว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อปี 2554   -เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนส่งผลให้กลุ่มผู้ประท้วงชาวอิหร่านได้ก่อเหตุโจมตีสถานทูตและสถานกงสุลของซาอุดิอาระเบียในกรุงเตหะราน   -ซาอุดิอาระเบียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน พร้อมกับสั่งการให้นักการทูตชาวอิหร่านทุกคนเดินทางออกจากซาอุดิอาระเบียภายใน 48 ชั่วโมง   -บาห์เรนได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน   -สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน เหลือเพียงความสัมพันธ์ทางธุรกิจ พร้อมกับเรียกเอกอัครราชทูตกลับจากกรุงเตหะราน  ผลกระทบที่ตามมา Gold +1.24% High 1083$/Oz, หุ้นทั่วโลกติดลบ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว แนวโน้มของทองคำอาจแตะ 1100$/Oz หากปัญหายังไม่จบ ชม คลิป บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 1 นาที By www.ausiris.co.th อยากรู้จัก Ausirisคลิกที่นี่ รายงานฉบับนี้จัดทำโดยบริษัท ออสสิริส จำกัด เพื่อแสดงความเห็นเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับประกอบการตัดสินใจลงทุนสำหรับลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการชักชวน หรือชี้นำให้ซื้อขายแต่อย่างใด ซึ่งรายงานฉบับนี้มาจากความเห็นของนักวิเคราะห์ ประกอบกับแหล่งข้อมูลที่ผู้จัดทำเห็นว่ามีความน่าเชื่อถือ และถูกนำมาใช้อ้างอิงในการลงทุนทั่วไป อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ปรากฎตามรายงาน ไม่ได้ถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ทั้งทางตรง และทางอ้อม ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

ประวิตรยัน 'คดีเกาะเต่า' ยึดกม.เชื่อไร้ประท้วงไม่กระทบสัมพันธ์
คดีเกาะเต่า /  ประวิตร วงษ์สุวรรณ / 

'ประวิตร' ยัน คดีเกาะเต่า ยึดกฎหมาย เชื่อ ไม่มีการประท้วง  ด้าน ทูตเมียนมา ยัน ไม่กระทบสัมพันธ์ ขณะ ตร.ยังไม่พบพม่าในไทยเคลื่อนไหว พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ ศาลไทยมีคำพิพากษา ประหารชีวิต 2 แรงงาน ชาวเมียนมา คดีฆาตกรรมที่เกาะเต่าว่า เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย เนื่องจาก ไทยทำทุกอย่างชัดเจน เพราะยึดกฎหมายในการตัดสินคดี ส่วนกรณีที่มองว่าจะมีแรงงานเมียนมาในไทยจะออกมาประท้วง หรือไม่นั้น มองว่าเป็นเรื่องของศาล อัยการ จะต้องมีมาตรการชัดเจนตามกฎหมาย ที่จะสร้างความเข้าใจ ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า จะไม่มีการประท้วงที่สถานทูตไทยในพม่า ซึ่งการดำเนินการเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องดูแล อย่างไรก็ตาม การชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ ดำเนินการอยู่แล้ว นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ยังกล่าวถึงการดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่ว่า มีความพร้อมทุกพื้นที่และจะดูแลให้ดีที่สุด ทูตเมียนมายันคดีเกาะเต่าไม่กระทบสัมพันธ์ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาล ส่งมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในประเทศเมียนมา ที่คนไทยร่วมกันบริจาคให้แก่ นายอู วิน หม่อง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำประเทศไทย เป็นจำนวนเงิน 11,879 ดอลลาห์สหรัฐ หรือ ประมาณ 430,610.75 บาท โดยโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตเมียนมา ได้กล่าวถึงกรณีที่ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต นายซอ ลิน และนายวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมา ในคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ เกาะเต่า จ.สุราษฏร์ธานี โดยยอมรับว่า เมื่อได้ยินว่า โทษประหารชีวิตย่อมรู้สึกเสียใจ แต่เมื่อเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ไม่สามารถไปก้าวก่ายได้ ซึ่งตนได้กล่าวกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้ดูแลคดีนี้บนพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทางเมียนมายื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน และหวังว่า ในการพิจารณาจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ด้าน ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า เอกอัครราชทูตเมียนมา ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยดูแลชาวไทยที่เดินทางไปยังเมียนมา รวมถึง สถานทูตไทยในเมียนมา ให้มีความปลอดภัย ตร.ยังไม่พบพม่าในไทยเคลื่อนไหวต้านคดีเกาะเต่า พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบด้านการข่าว ยังไม่พบชาวเมียนมา ที่อาศัยอยู่ในไทย มีการเคลื่อนไหวลักษณะออกมาชุมนุม หรือรวมตัวกันประท้วงคำตัดสินของศาลชั้นต้น กรณีมีคำพิพากษา สั่งประหารชีวิต 2 ชาวเมียนมา คดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี แต่อย่างใด แต่ตำรวจได้มีการจัดกำลังดูแล และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบด้านการข่าว พร้อมระบุ เชื่อว่าทุกฝ่ายจะเคารพคำพิพากษาของศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า สถานทูตไทยในกรุงย่างกุ้ง ได้มีการแจ้งเตือนพลเมืองไทยในเมียนมา ให้ระมัดระวังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดด้วย โดยในส่วนของสถานทูตเมียนมาในไทย ยังไม่มีการร้องขอกำลังตำรวจเข้าไปช่วยดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษแต่อย่างใด

โฆษกศาล ยัน ไม่มีคำพิพากษาประหารชีวิต แกนนำแดงอุบลฯ
ข่าวจังหวัดอุบลราชธานี /  ประหารชีวิต / 

โฆษกศาลยุติธรรม ชี้แจงหลังถูกวิจารณ์ กรณีศาลสั่งประหารแกนนำเสื้อแดงเผาศาลากลางอุบลฯ ยันพิพากษาแก้จำคุกตลอดชีวิต นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำพิพากษาศาลฎีกาคดีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช. )จ.อุบลราชธานี นำโดยนายพิเชษฐ์ ทาบุตดา พร้อมพวก รวม 20 คน ซึ่งเป็นจำเลยในการก่อเหตุวางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 53 โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 และประชาชนส่วนใหญ่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำพิพากษาดังกล่าว ว่าศาลฎีกาสั่งประหารชีวิต จึงขอชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแก้ ให้นายพิเชษฐ์ ทาบุตดา จำเลยที่ 1 และนายชัชวาล ศรีจันดา จำเลยที่ 11 จำคุกตลอดชีวิต พิพากษาให้นางอรอนงค์ บรรพชาติ จำเลยที่ 2 นางสาวปัทมา มูลมิล จำเลยที่ 5 นายลิขิต สุทธิพันธ์ จำเลยที่ 7 นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ จำเลยที่ 9 นายสนอง เกตุสุวรรณ จำเลยที่ 12 และนายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ จำเลยที่ 17 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และพิพากษาให้จ่าสิบเอกสมจิตร สุทธิพันธ์ จำเลยที่ 16 จำคุก 1 ปี รวมจำเลยที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแก้ทั้งสิ้น 9 คน นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งนี้ โฆษกศาลยุติธรรม ยืนยันว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกา ไม่ปรากฏโทษประหารชีวิตตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ข้อมูลข่าว/ภาพ จาก matichon.co.th ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ผบ.สส.เมียนมา วอนไทยทบทวนคดีเกาะเต่า หวั่นประหารแพะรับบาป
คดีเกาะเต่า /  ประหาร / 

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งเมียนมา ขอให้ไทยทบทวนหลักฐานใหม่คดีเกาะเต่า หวั่นตัดสินประหารผู้บริสุทธิ์ วันนี้ (27 ธ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว กรณีที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ส่งสารเรียกร้องให้ทางการไทยมีการทบทวนหลักฐานในคดีเกาะเต่าใหม่อีกครั้ง หลังจาก ศาลจังหวัดเกาะสมุยได้ตัดสินประหารชีวิต นายเว พิว และนายซอ ลิน สองแรงงานชาวพม่า เมื่อ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา ฐานร่วมกระทำผิดในคดีฆาตกรรม น.ส.ฮานนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ และนายเดวิด มิลเลอร์ สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่หาดทรายรี บนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี นาย มิน อ่อง หล่าย ระบุว่า ด้วยควาามเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ทั้งหวั่นเกรงว่าจะมีผู้บริสุทธิ์ถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต ตนจึงขอให้กระบวนการยุติธรรมของไทยควรดำเนินการภายใต้การพิจารณาด้วยความเคารพของทั้งสองฝ่าย และด้วยมิตรภาพอันดีระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม กรณีคำพิพากษาดังกล่าวเป็นผลให้เกิดกระแสการต่อต้านผลคำตัดสิน และมีประชาชนชาวเมียนมาออกมาเคลื่อนไหว ประท้วงด้านหน้าสถานทูตไทยในเมียนมา และชายแดนระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้องค์การนิรโทษกรรมสากล ได้กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยล้มเหลวตรวจสอบหลักฐานในคดีดังกล่าว ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา theguardian

พบแล้ว! มือแฮกเว็บศาลไทยประท้วงคดีเกาะเต่า อยู่ในต่างประเทศ
คดีเกาะเต่า /  ประท้วงคดีเกาะเต่า

พบแล้ว! มือแฮกเว็บศาลไทยประท้วงคดีเกาะเต่า ประมาณ 10 IP ADDRESS อยู่ในต่างประเทศ นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่หน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรม ถูกแฮกเกอร์บุกรุกจนไม่สามารถใช้งานได้ว่า จากการตรวจสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลหน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรมนั้น ไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งแรกที่ตรวจสอบพบว่า หน้าเว็บเพจหน้าแรกของสำนักงานศาลยุติธรรม กลายเป็นพื้นสีดำ และมีรูปสัญลักษณ์คล้ายหน้ากากสีขาว พร้อมข้อความภาษาอังกฤษ เชื่อมโยงกลุ่มที่ใช้ชื่อ แอนโนนีเมียส เมียนมา แฮกเกอร์ ซึ่งเหตุดังกล่าวจนถึงวันนี้ หน้าเว็บไซต์ของสำนักงานศาลยุติธรรม ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้ตามปกติ สำหรับการตรวจสอบเพื่อหาผู้กระทำผิดนั้น ในส่วนของระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เกิดเหตุสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ให้ตรวจสอบหาการบุกรุก พบมีประมาณ 10 IP ADDRESS ของผู้ที่เข้ามาบุกรุกระบบโครงข่ายหน้าเว็บไซต์ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ แต่ยังไม่ขอระบุรายละเอียดในส่วนนี้  การกระทำดังกล่าว ที่ทำให้หน้าเว็บแรกของสำนักงานศาลยุติธรรมเสียหายครั้งนี้ ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งลักษณะข้อความของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ที่ได้เขียนไว้ในหน้าเว็บเพจของสำนักงานศาลยุติธรรม นั้น ทำให้เห็นได้ว่าอาจเชื่อมโยงการพิพากษาคดีเกาะเต่า ซึ่ง สำนักงานศาลยุติธรรม ขอเรียนว่า การกระทำที่เกิดขึ้นของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีเกาะเต่าได้ แต่ทางคดี คู่ความสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์-ฎีกาได้ตามกฎหมายต่อไป ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เป็นเรื่อง! เพจ We Are Anonymous นัดถล่มเว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรมของประเทศไทย เพื่อประท้วงคดีเกาะเต่า วันนี้ (13 ม.ค. 59) มีรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเฟซบุ๊กแฟนเพจ We Are Anonymous ได้ประกาศโจมตีเว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรม เพื่อประท้วงคำพิพากษาคดีเกาะเต่า และรณรงค์นักท่องเที่ยวให้เลิกเที่ยวประเทศไทย จนกว่าตำรวจจะเปลี่ยนวิธีการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. เว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรมเกือบ 290 แห่ง ล่มใช้งานไม่ได้ เหลือเพียงเว็บศาลยุติธรรมหลักที่เริ่มเข้าได้แล้ว ขณะที่เว็บศาลฎีการอด เพราะไม่ได้ใช้โดเมน coj.go.th สำหรับคดีเกาะเต่า ศาลจังหวัดเกาะสมุย ได้มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิต นายซอลิน และนาวิน ซอ ทุน แรงงานชาวเมียนมา ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ แต่หลายคนรู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้ โดยมองว่าไม่ยุติธรรม ขอบคุณข้อมูล/ภาพ We Are Anonymous MThai News

อังกฤษเผยแพร่คลิปวิดีโอ ไอเอสตัดหัวเชลย 2 คน
ฆ่าตัดคอ /  นักโทษ / 

เว็บไซต์หนึ่งของอังกฤษเผยแพร่คลิปวิดีโอเผยให้เห็นนาทีที่เชลย 2 คนกำลังจะถูกนักรบของกอง กำลังรัฐอิสลามประหารชีวิตด้วยการตัดหัว เว็บไซต์หนึ่งของอังกฤษเผยแพร่คลิปวิดีโอจากในประเทศลิเบีย ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา เผยให้เห็นนาทีที่เชลย 2 คน กำลังจะถูกนักรบของกองกำลังรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส ประหารชีวิตด้วยการตัดหัว โดยชาย 2 คน ถูกไอเอส กล่าวหาว่า เป็นพ่อมดหมอผีผู้พยายามทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ โดยคลิปวิดีโอนั้นทางไอเอสเป็นผู้ปล่อย ซึ่งจะเห็นได้ว่านักโทษอยู่ในชุดสีส้ม ถูกมัดตาไว้ ส่วนนักรบของไอเอสเองถืออาวุธทั้งปืนและดาบขนาดใหญ่ ปิดหน้าตามิดชิด พานักโทษออกไปอยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก ที่น่าตกใจคือ ในหมู่คนที่มามุงดูนั้นมีเด็กและคนชรารวมอยู่ด้วย และทุกคนดูจะตื่นเต้นกับการที่จะได้ดูการประหารมาก

ขู่ฆ่า /  คดีเกาะเต่า / 

"บีบีซี" สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานความคืบหน้า 'คดีเกาะเต่า' ภาพจาก Facebook : Laura Witheridge วันนี้ (12 ม.ค.) สำนักข่าว "บีบีซี" สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานความคืบหน้า คดีเกาะเต่า ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2557 ที่ล่าสุด 'ลอรา วิทเธอร์ริดจ์' พี่สาวของ 'ฮันนาห์ วิทเธอร์ริจด์' วัย 23 ปี นักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษเหยื่อในคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่า โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวตำหนิทางการไทยว่าไม่ใส่ใจความโศกเศร้าของครอบครัว เจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลใช้ถ้อยคำทำร้ายความรู้สึก นอกจากนี้ เธอยังถูกถูกข่มขู่ถึงขั้นเอาชีวิต ทั้งยังมีมีผู้พยายามเสนอเงินชดเชยเพื่อให้เรื่องเงียบ โดย 'ลอรา วิทเธอร์ริดจ์' พี่สาวของฮันนาห์ เขียนข้อความทางหน้าเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 10 ม.ค. หลังทราบข่าวการเสียชีวิตของ 'ลุค มิลเลอร์' นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษคนล่าสุดซึ่งเสียชีวิตในสระว่ายน้ำของโรงแรมแห่งหนึ่งที่เกาะเต่า เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า 'มีความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวให้ผู้คนรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย ประเทศที่ได้ชื่อว่า “สวยงามที่สุดในโลก” ทั้งที่จริงคนไทยบางส่วนเกลียดชาวตะวันตกและเห็นความสำคัญในชีวิตมนุษย์น้อยมาก “นับตั้งแต่ฮันนาห์เสียชีวิตก็มีคนเสียชีวิตอย่างน่าสงสัยที่เกาะเต่าอีกหลายราย บางทีคุณอาจไม่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่ใช่คนอังกฤษทั้งหมด การเสียชีวิตของคนเหล่านี้อาจถูกปกปิด ด้วยการทำให้เป็นเหตุฆ่าตัวตาย และอุบัติเหตุ สิ่งนี้อาจเกิดกับฮันนาห์ หากเธอไม่ได้ถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายทารุณเสียก่อน" ลอรา ระบุว่า ระหว่างที่ครอบครัวพยายามติดตามคดีของน้องสาว ตนเองได้รับคำขู่เอาชีวิตจากคนไทยหลายครั้ง โดยมีผู้ส่งรูปของเธอที่โดนฉีกใบหน้าออกมาให้ พร้อมข้อความว่า "ฆาตกรทำงานเสร็จไปแค่ครึ่งเดียว" ทั้งยังมีการส่งภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุที่น่าสยดสยองมาให้ ซึ่งทำให้เธอหวาดกลัวและฝันร้าย เธอยังเปิดเผยว่ามีคนไทยบางกลุ่มพยายามเสนอเงินชดเชยเพื่อให้ครอบครัวของเธอเลิกติดตามคดี แต่เธอรู้สึก "สะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง" และบอกให้พวกเขาเอาเงินไปทิ้งเสีย โดยตลอดช่วงเวลาของการพิจารณาคดี ทั้งผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลได้แสดงความเห็นที่ทำร้ายความรู้สึกของครอบครัววิทเธอร์ริดจ์เป็นอย่างยิ่งรวมทั้งถ้อยคำที่ว่า“ยังจะต้องวุ่นวายอะไรอีก? กลับบ้านไปเสีย ไปทำลูกใหม่อีกคนก็แล้วกัน อีก 30 วันเธอก็กลับมาเกิดใหม่แล้ว ชาติหน้าเธออาจจะโชคดีกว่านี้” ลอราบอกด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยส่วนใหญ่ทุจริต ทั้งยังหลอกให้ครอบครัวของเธอเข้าร่วมการแถลงข่าวโดยไม่เต็มใจ ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าเป็นการเชิญไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ เปิดเผยหลังรับทราบคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลยชาวเมียนมาว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาครอบครัววิทเธอริดจ์ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ โดยการติดตามกระบวนการพิจารณาคดีในไทยเป็นความยากลำบากอย่างยิ่ง ครอบครัวต้องอดทนกับทั้งความเจ็บปวดและกับการได้รับข่าวสารที่สับสน ขณะนี้จึงขอเวลาไตร่ตรองผลการพิพากษาในครั้งนี้อย่างรอบคอบ และใคร่ครวญดูว่าทางครอบครัวจะมีแถลงการณ์ที่เหมาะสมอย่างไรต่อไป' ทว่า ครอบครัวของนาย 'เดวิด มิลเลอร์' เหยื่อผู้เสียชีวิตในคดีเดียวกับ น.ส. ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ แถลงการณ์ว่า ศาลได้ตัดสินอย่างยุติธรรม รวมถึงตำรวจไทยได้สอบสวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน โดยมีหลักฐานท่วมท้นที่ใช้เอาผิดกับจำเลย กระนั้น พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าการสอบสวนคดีดังกล่าว “ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล” หลังจากที่ ศาลชั้นต้นของไทยมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต นายซอ ลิน และไว เพียว จำเลยชาวเมียนมา ฐานฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 ราย เมื่อปลายปี 2558 ส่งผลให้ชาวเมียนมาในนครย่างกุ้งได้ออกมาประท้วงคำพิพากษาของศาลไทย เนื่องจากมั่นใจว่าจำเลยทั้งสองบริสุทธิ์ จนเป็นเหตุให้แผนกกงสุลของสถานทูตไทยที่ย่างกุ้ง ต้องปิดทำการเป็นเวลาหลายวัน" ขอบคุณข้อมูลจากเพจ BBC Thai  ที่มา bbc

คุกตลอดชีวิต! 'ติ๊งต่าง' ฆ่าข่มขืน ด.ช.7 ขวบ จ.เลย
ฆาตกรรม /  ฆ่าข่มขืน / 

ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต 'ติ๊งต่าง' คดีล่วงละเมิดทางเพศและฆ่าเด็กชายวัย 7 ขวบ ที่งานกฐิน วัดศรีอุดมวงษ์ จ.เลย เมื่อปี 56  วันนี้ 17 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนท.ราชทัณฑ์ควบคุมตัวนายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง ไม่มีนามสกุล มายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาคดีที่ล่วงละเมิดทางเพศและฆ่าเด็กชายอายุ 7 ปีจนเสียชีวิต ที่ จ.เลย เมื่อวันที่ 10 พ.ย.56 ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่านายหนุ่ยกระทำผิด แต่นายหนุ่ยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าพบเด็กชายมาเที่ยวงานกฐินที่วัดศรีอุดมวงษ์ ก่อนขี่รถจักรยานพาเด็กไปที่ยอดเขาภูผาสิงห์ เพื่อล่วงละเมิดทางเพศ แม้คำให้การของนายหนุ่ยจะเป็นเพียงพยานบอกเล่าแต่รับฟังได้และนายหนุ่ยยังได้เขียนแผนที่ยอดเขาภูผาสิงห์ ทำให้ตำรวจพบร่างเด็กชายด้วย ส่วนที่นายหนุ่ยอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพนั้นเห็นว่า ตำรวจเข้าสอบปากคำนายหนุ่ย ขณะถูกควบคุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ทนายความ ผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงา ร่วมฟังการสอบสวนด้วย "พยานหลักฐานจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้พิพากษาประหารชีวิต แต่คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต" สำหรับนายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง ก่อนหน้านี้ ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คดีล่วงละเมิดทางเพศและฆ่าเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี มาแล้ว 2 สำนวน ประกอบด้วย คดีเด็กหญิง อายุ 6 ปี (น้องการ์ตูน) เหตุเกิดใกล้สถานีรถไฟฟ้า แบริ่ง ของ ศาลจังหวัดพระโขนง และ คดีเด็กหญิง อายุ 4 ปี ที่หายไปจากงานกาชาด จ.เลย ของศาลอาญา โดยนายหนุ่ยหรือติ๊งต่างภายหลังถูกจับกุมให้การรับสารภาพและยอมรับว่าได้ก่อเหตุกระทำอนาจารเหยื่อมาแล้วนับ 10 ราย เริ่มตั้งแต่ปี 51 หลังจากที่ตัวเองพ้นโทษในคดีพรากผู้เยาว์ฯมาเป็นเวลา 3 ปี โดยฆ่าตาย 4 ศพ ซึ่งคดีเด็กหญิง อายุ 6 ปี เป็นศพสุดท้าย ขอบคุณข้อมูล TNN24 ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ย้าย 2 ผู้ต้องหา คดีเกาะเต่า จากคุกสมุยไปนครศรีฯ
คดีเกาะเต่า /  ผู้ต้องหา / 

เจ้าหน้าที่ย้าย 2 ผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า จากคุกสมุย ไปเรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว วันนี้(26 ธ.ค. 58) รายงานข่าวจากเรือนจำเกาะสมุย แจ้งว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ย้าย นายซอ ลิน กับ นายวิน ซอ ตัน 2 ผู้ต้องขังคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนชายหาดเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนกันยายน 2557 ไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เรียบร้อยแล้ว หลังจากศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิตจำเลยทั้งสองคน เนื่องจากเรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราช มีขนาดใหญ่ และมีความพร้อมในการควบคุมนักโทษคดีสำคัญ และมีอัตราโทษสูงกว่า ด้าน นายสมชัย รุ่งสาคร นายอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย เปิดเผยสถานการณ์บริเวณด่านพรมแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก หลังจากที่ชาวเมียนมาจำนวน 1,500 คน ได้นัดรวมตัวกัน เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ผู้ต้องหาชาวเมียนมาทั้งสอง เนื่องจากมองว่าโทษประหารชีวิต เป็นอัตราโทษที่สูงเกินไป จึงต้องการให้รัฐบาลไทย ตั้งกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเมียนมา และอังกฤษ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ล่าสุด เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากที่มีการยื่นหนังสือแล้ว ชาวเมียนมาก็ได้แยกย้ายกัน และสถานการณ์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

CSI LA แคลงใจ! ล่ามชาวโรฮิงญาคดีเกาะเต่า ตายกระทันหัน
คดีฆาตกรรม /  คดีเกาะเต่า / 

เพจ CSI LA สอบข้อเท็จจริง หลังล่ามชาวโรฮิงญาคดีเกาะเต่า ตายกระทันหัน ที่โรงพยาบาลเเห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี   วันนี้ (24 ก.พ.) ยังคงเป็นเรื่องที่หลาย ๆ ให้ความสนใจ สำหรับคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า ซึ่งศาลมีคำพิพากษาโดยตัดสินให้ 2 จำเลยชาวพม่า ต้องโทษประหารชีวิต ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างอุทธรณ์คดี ล่าสุดแฟนเพจ CSI LA ได้โพสต์ข้อความถึงคดีดังกล่าวอีกครั้ง หลังล่ามชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นล่ามในคดีนี้ เสียชีวิตกระทันหันที่ ที่โรงพยาบาลเเห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ข้อความที่ทางแฟนเพจโพสต์มีดังนี้ ตอนนี้มีรายงานจากทางพม่าบอกมาว่าล่ามชาวโรฮิงญา ที่ใส่เสื้อสีฟ้าในรูปนี้ได้เสียชีวิตอย่างกระทันหันที่โรงพยาบาลเเห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาเหตุการตาย มาจากหายใจไม่ออก เเละตาปูดออกมา แต่อย่างไรก็ตามช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยครับ เพราะทางชุมชนพม่าทุกคนได้ข่าวนี้กันหมด ที่มา แฟนเพจ CSI LA MThai News

ระทึก! ฝูงชนเผาสถานทูตซาอุดิอาระเบียในอิหร่าน
ชีค นิมร์ อัล นิมร์ /  ซาอุดิอาระเบีย / 

ฝูงชนเผาสถานทูตซาอุดิอาระเบียในอิหร่าน หลังประหารชีวิต ชีค นิมร์ อัล นิมร์ ผู้นำศาสนานิกายชีอะห์ สำนักข่าวไอเอสเอ็นเอ ของอิหร่านรายงานว่า นายพลฮุสเซน ซาเจดิเนีย เจ้าหน้าที่ตำรวจสูงสุดของประเทศได้เดินทางไปที่จุดเกิดเหตุ และตำรวจได้สลายฝูงชนที่โกรธแค้น หลังจากผู้ประท้วงจำนวนมากในอิหร่านได้บุกเข้าไปในสถานทูตซาอุดิอาระเบียในกรุงเตหะรานในช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น จากนั้นได้วางเพลิง และโยนเอกสารต่างๆ จากบนหลังคา เนื่องจากไม่พอใจที่ทางการซาอุดิอาระเบียได้ประหารชีวิต ชีค นิมร์ อัล นิมร์ ผู้นำศาสนาคนสำคัญของนิกายชีอะห์ ผู้นำศาสนานิกายชีอะห์ทั้งในอิหร่านและทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ประณามการกระทำของทางการซาอุดิอาระเบีย และเตือนว่าอาจจะมีผลสะท้อนกลับจากกลุ่มอื่นๆ ด้านอะยาโตลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เตือนซาอุดิอาระเบียว่าอาจจะเผชิญกับการแก้แค้นศักดิ์สิทธิ์ จากการประหารชีวิตผู้นำทางศาสนานิกายชีอะห์ที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม โดยเขากล่าวว่าการกระทำของซาอุดิอาระเบียเป็นอาชญากรรมขนาดใหญ่ และทั้งโลกควรจะสนใจต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมกับตั้งคำถามว่า เหตุใดชาติตะวันตกไม่ออกมาพูดแสดงการต่อต้านเรื่องนี้ ซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ได้ประหารชีวิต ชีค นิมร์ อัล นิมร์ พร้อมกับคนอื่นๆอีก 46 คน รวมถึง ผู้ต่อต้านรัฐบาลซาอุดิอาระเบียที่เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ 3 คน และสมาชิกกลุ่มติดอาวุธอัลกออิดะห์อีกหลายคน นายอัล นิมร์ ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาก่อการร้าย แต่เขาปฏิเสธ ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย กล่าวว่า จากการที่อิหร่านออกมาประณามการประหารชีวิต อิหร่านได้เผยโฉมหน้าที่แท้จริงแล้วว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ขณะที่มีผู้ออกมาเดินขบวนประท้วงหลายสิบคนบนถนนหลายสายของเมืองอัลคาทิฟ ทางตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย เพื่อแสดงการต่อต้านการประหารชีวิต ชีค นิมร์ อัล นิมร์ คาดว่าการประหารชีวิตครั้งนี้จะทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่มุสลิมชนกลุ่มน้อยที่นับถือนิกายชีอะห์อย่างมาก และจะทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างนิกายเพิ่มสูงขึ้นทั่วภูมิภาค โดยในหลายประเทศก็มีการออกมาประท้วงเรื่องนี้แล้วเช่นกัน อย่างในนครการาจีของปากีสถาน ชาวปากีสถานที่นับถือนิกายชีอะห์หลายสิบคนได้ออกมาเดินขบวนประท้วง เช่นเดียวกับชาวชีอะห์ในบาห์เรนที่ออกมาแสดงความไม่พอใจเช่นกัน ทำให้มีการประท้วงในหลายหมู่บ้านทั่วประเทศบาห์เรน โดยในเมืองดาอีห์ ซึ่งอยู่ชานกรุงมานามา ชายและหญิงได้ออกมาตะโกนข้อความต่อต้านราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย และผู้นำของบาห์เรน ตำรวจต้องคอยเฝ้าระวังอยู่ห่างๆ แต่ก็มีรายงานว่าเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจในหลายหมู่บ้าน ส่วนในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งได้เดินขบวนที่บริเวณด้านนอกของสถานทูตซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้การประหารชีวิตหมู่ 47 คนในซาอุดิอาระเบียครั้งนี้ ถือเป็นการประหารชีวิตหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 35 ปี MThai News

ศาลสั่งประหาร มือฆ่าน้องเพลง ด.ญ.วัย 11 ขวบที่ตรัง
ข่าวจังหวัดตรัง /  น้องเพลง / 

ศาลจ.ตรัง สั่งประหารชีวิตเพื่อนบ้าน หลังก่อเหตุฆ่าน้องเพลง ด.ญ.วัย 11 ขวบ ก่อนนำศพทิ้งท่อระบายน้ำปี 57 วานนี้ (16 ธ.ค. 58) ศาลจังหวัดตรัง ผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีที่อัยการจังหวัดตรัง กับนางพนมวรรณ มารดา น้องเพลง ร่วมเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายประถมพงษ์ หมื่นบาน หรือ แต๋ม อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปิดบังอำพรางซ่อนเร้นศพ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 9 พ.ค. 57 หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่า น้องเพลง เด็กหญิงวัย 11 ปี หายตัวออกจากบ้านพัก จึงได้นำกำลังออกค้นหา ก่อนจะมาพบเป็นศพนอนเสียชีวิตอยู่ที่แท่อระบายน้ำแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2557 ต่อมาตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานพบว่านายประถมพงษ์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของน้องเพลง เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีจึงทำการจับกุมและนำส่งฟ้องศาลดังกล่าว ทั้งนี้จากการพิจารณาจากพยานและหลักฐานของผู้พิพากษาเห็นว่านายประถมพงษ์ มีความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงพิพากษาลงโทษประหารชีวิต และข้อหาปิดบังการตายและเหตุแห่งการตาย ซ่อนเร้นทำลายศพ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทย์ 840,000 บาท ด้าน บิดามารดาของน้องเพลง กล่าวทั้งน้ำตาว่า ดีใจอย่างมากที่ศาลให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว ซึ่งหากผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์ ทางครอบครัวก็จะให้ทนายยื่นแก้คำอุทธรณ์อย่างแน่นอน ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ขอบคุณเพื่อนๆ และสังคมที่ให้กำลัง จนทำให้มีพลังยืนต่อสู้มาได้จนถึงทุกวันนี้ ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

เด้งฟ้าผ่า! ผบ.บางขวาง เซ่นปม 'มือปืนส่ายก้น' ค้ายาในคุก
ค้ายาในคุก /  ยาเสพติด / 

กรมราชทัณฑ์ ลงคำสั่งให้ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ย้ายไปปฏิบัติราชการประจำกรมราชทัณฑ์ หลังพบว่ามีผู้ต้องหาลอบสั่งการค้ายาเสพติดในคุก เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรมราชทัณฑ์ได้มีคำสั่งให้ นายสุรพล แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ย้ายให้ ไปปฏิบัติราชการ ประจำกรมราชทัณฑ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) สามารถจับกุมนายวุฒิชัย อ่อนตาจันทร์ อายุ 25 ปี พร้อมเฮโรอีน 60 แท่ง น้ำหนัก 21 กิโลกรัม มูลค่า 50 ล้านบาท ได้บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต จ.ปทุมธานี จากการสอบสวนนายวุฒิชัย รับสารภาพว่า รับจ้างจากนายโอ๋ นักโทษในเรือนจำแห่งหนึ่งเป็นตัวกลางรับงาน ได้ค่าจ้าง 500,000 บาท เพื่อมารับยาเสพติด โดยจะรอให้นายโอ๋ โทรศัพท์มาสั่งการว่าจะให้นำยาเสพติดไปกระจายต่อยังผู้ค้าและผู้เสพรายย่อยในเขต จ.ปทุมธานี ชลบุรี กรุงเทพฯ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนถูกจับกุมดังกล่าว รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่พบว่า นายโอ๋ เป็นคนเดียวกับ นายยศพล แหกล้า อายุ 37 ปี ฉายามือปืนส่ายก้น ที่เคยก่อเหตุยิง น.ส.เกวลิน หงส์ทอง อายุ 28 ปี ว่าที่เจ้าสาว และนางวิมล หงส์ทอง อายุ 53 ปี ว่าที่แม่ยาย แล้วเดินส่ายสะโพกเยาะเย้ย โดยกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ เหตุเกิดที่ร้านพีเอสโมดิฟาย เลขที่ 21/14 หมู่ 1 ต.ห้วยกะปิ อ.เมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556 จากการตรวจสอบประวัตินายยศพลพบว่าเคยถูกจำคุกมาแล้ว 3 ครั้ง ต่อมาศาลจังหวัดชลบุรี พิพากษาประหารชีวิต และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,200,000 บาท และจ่ายค่าสินไหมให้แก่บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนางวิมลอีก 2 คน เป็นเงิน 1,410,000 บาท โดยนายยศพลถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และมาก่อเหตุเป็นตัวการในการสั่งยาเสพติดดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวนายยศพล มาสอบสวน โดยให้การรับสารภาพ จึงอายัดตัวดำเนินคดีเพิ่ม พร้อมทั้งย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี จากกรณีดังกล่าว พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งการให้สืบสวนเชิงลึก จนกระทั่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำ เข้าไปเกี่ยวข้องและปล่อยปละละเลยให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือ ในเรือนจำกลางบางขวาง จึงจัดชุดปฏิบัติการพิเศษ เข้าจู่โจมตรวจค้น พบโทรศัพท์มือถือ กว่า 10 เครื่อง ต่อมา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ขณะนั้น ได้ลงนามคำสั่งที่ 108/2559 ให้นายสุรพล ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ไปปฏิบัติราชการ ประจำกรมราชทัณฑ์ พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และลงนามคำสั่งที่ 107/2559 ในวันเดียวกัน ให้นายเรืองศักดิ์ สุวารี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายปฏิบัติการ ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง อย่างไรก็ตามล่าสุดมีรายงานว่า นายสุรพล ตัดสินใจลาออกจากราชการ เนื่องจากจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย. 2559 ขอบคุณข้อมูล จส.100 ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

นักรบไอเอส ประหารชีวิตแม่บังเกิดเกล้า ฐานหนีออกจากกลุ่ม
กลุ่มไอเอส /  นักรบ / 

กลุ่มสิทธิมนุษยชนในซีเรีย เผย นักรบในกลุ่มไอเอส สังหารแม่ตัวเอง ฐานพยายามหลบหนีออกจากกลุ่ม วันนี้ (8ม.ค.) สำนักข่าว 'ซีเอ็นเอ็น' รายงานข่าว กรณีที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนในซีเรีย เปิดเผยว่า นักรบจากกลุ่มไอเอส วัย 20 ปี ในเมืองรักกา ประเทศซีเรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตกอยู่ใต้การปกครองของกลุ่มไอเอส ที่ก่อเหตุสังหารแม่ของตัวเอง ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มไอเอสเช่นกัน แต่พยายามจะหลบหนีออกจากกลุ่ม แต่ไม่ปรากฏข้อมูลว่าเธอถูกสังหารด้วยวิธีใด อย่างไรก็ตาม กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ 'กลุ่มไอเอส' เป็นกลุ่มติดอาวุธที่พยายามจัดตั้งรัฐอิสลามในอิรักละซีเรีย มีเครือข่ายอยู่หลายประเทศที่เป็นดินแดนของชาวมุสลิม และโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากคลิปสังหารนักบินชาวจอร์แดนด้วยการ เผาทั้งเป็น ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  cnn

ข้อห้ามของ 10 ประเทศอาเซียน ที่ควรรู้
AEC /  อาเซียน / 

วันนี้เรามาติดตามอัพเดทเรื่องราวของอาเซียน หรือ AEC ที่หลายคนอาจยังไม่รู้กัน อย่างเรื่อง ข้อห้ามของ 10 ประเทศอาเซียน ที่ควรรู้ ที่แต่ละประเทศนั้นเขาก็มีหลักความคิดแปลกๆ ที่อาจแตกต่างและไม่คุ้นชินอย่างบ้านเรา ดังนั้นเพื่อไม่ให้เราพลาดทำสิ่งต้องห้ามของเพื่อนบ้านอาเซียน และเพื่อจะได้เคารพสิทธิ์ของแต่ละประเทศได้อย่างถูกต้อง เราจึงต้องเตรียมความพร้อมด้วยเกร็ดความรู้ดีๆ ก่อนเปิดประตูสู่อาเซียนกัน ข้อห้ามของ 10 ประเทศอาเซียน ที่ควรรู้ เริ่มต้นจาก 1.ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) ข้อห้ามควรรู้ : 1. ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเหลือง เพราะถือเป็นสีของพระมหากษัตริย์ 2. การทักทายจะจับมือกันเบาๆ และสตรีจะไม่ยื่นมือให้บุรุษจับ 3. การใช้นิ้วชี้ไปที่คนหรือสิ่งของถือว่าไม่สุภาพ แต่จะใช้หัวแม่มือชี้แทน 4. จะไม่ใช้มือซ้ายในการส่งของให้ผู้อื่น 5. สตรีเวลานั่งจะไม่ให้เท้าชี้ไปทางผู้ชายและไม่ส่งเสียงหรือหัวเราะดัง 6. วันหยุดคือวันศุกร์และวันอาทิตย์, วันศุกร์ 12.00-14.00 น.ทุกร้านจะปิด 7. จัดงานเย็นต้องจัดหลัง 2 ทุ่ม 2. ประเทศกัมพูชา (Cambodia) ข้อห้ามควรรู้ : 1. ผู้หญิงห้ามแต่งตัวเซ็กซี่, ผู้ชายไว้ผมยาวจะมีภาพลักษณ์ นักเลง 2. ห้ามจับศีรษะ คนกัมพูชาถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกาย 3. สบตามากเกินไป ถือว่าไม่ให้เกียรติ 3. ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ข้อห้ามควรรู้ : 1. ไม่ควรใช้มือซ้ายในการรับ-ส่งของ คนมุสลิมอินโดนีเซียถือว่ามือซ้ายไม่สุภาพ 2. นิยมใช้มือกินข้าว 3. ไม่ควรชี้นิ้วด้วยนิ้วชี้ แต่ใช้นิ้วโป้งแทน 4. ไม่จับศีรษะคนอินโดนีเซียรวมทั้งการลูบศีรษะเด็ก 5. การครอบครองยาเสพติด อาวุธ หนังสือรูปภาพอนาจาร มีบทลงโทษหนัก อาทิ การนำเข้าและครอบครองยาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต 6. บทลงโทษรุนแรงเกี่ยวกับการค้าและส่งออกพืชและสัตว์กว่า 200 ชนิด จึงควรตรวจสอบก่อนซื้อหรือนำพืชและสัตว์ออกนอกประเทศ 7. มอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องมีมิเตอร์ 8. งานศพใส่ชุดสีอะไรก็ได้ 4. ประเทศลาว (Laos) ข้อห้ามควรรู้ : 1. ลาวขับรถทางขวา 2. ติดต่อราชการต้องนุ่งซิ่น 3. เดินผ่านผู้ใหญ่ ต้องก้มหัว 4. ถ้าเพื่อนคนลาวเชิญไปพักที่บ้านห้ามให้เงิน 5. อย่าซื้อน้ำหอมให้กัน 6. เข้าบ้านต้องถอดรองเท้า และถ้าเขาเสิร์ฟน้ำต้องดื่ม 5. ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ข้อห้ามควรรู้ : 1. ใช้มือขวาเพียงข้างเดียวในการรับประทานอาหาร และรับส่งของ 2. เครื่องดื่มแอลกฮอล์เป็นเรื่องต้องห้าม 6. ประเทศเมียนมาร์ หรือพม่า (Myanmar) ข้อห้ามควรรู้ : 1. ไม่ควรพูดเรื่องการเมือง กับคนไม่คุ้นเคย 2. เข้าวัดต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า 3. ห้ามเหยียบเงาพระสงฆ์ 4. ให้นามบัตรต้องยื่นให้สองมือ 5. ไม่ควรใส่กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น ในสถานที่สาธารณะและศาสนสถาน 6. ผู้หญิงชอบทาทะนาคา (ผู้ชายก็ทาด้วย) ผู้ชายชอบเคี้ยวหมาก 7. ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ข้อห้ามควรรู้ : 1. เท้าสะเอว หมายถึง ท้าทาย, เลิกคิ้ว หมายถึง ทักทาย 2. ใช้ปากชี้ของ 3. กินข้าวบ้านเพื่อนสามารถห่อกลับได้ แต่ควรมีของฝากให้เขาด้วย 4. ตกแต่งบ้าน 2 เดือน ต้อนรับคริสต์มาส 8. ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ข้อห้ามควรรู้ : 1. การหลบหนีเข้าสิงคโปร์และประกอบอาชีพเร่ขายบริการผิดกฎหมาย จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง 2. การลักลอบนำยาเสพติด อาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ จะได้รับโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต 3. ขึ้นบันไดเลื่อนให้ชิดซ้าย 4. ห้ามทิ้งขยะเรี่ยราด, ห้ามเก็บผลไม้ในที่สาธารณะ 9. ประเทศเวียดนาม (Vietnam) ข้อห้ามควรรู้ : 1. เวียดนามไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารที่ทำการต่างๆ ของรัฐ 2. คดียาเสพติดการฉ้อโกงหน่วยงานของรัฐมีโทษประหารชีวิต 3. ตีกลองแทนออดเข้าเรียน 4. ชุดนักเรียนหญิงเป็นชุดอ่าวหญ่าย 5. คนภาคเหนือไม่ทานน้ำแข็ง 6. ไม่ถ่ายรูป 3 คนอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าจะทำให้เบื่อกัน หรือแแยกกันหรือใครคนใดเสียชีวิต 7. ต้องเชิญผู้ใหญ่ก่อนทานข้าว 10. ประเทศไทย (Thailand) ข้อห้ามควรรู้ : 1. ไปศาสนสถานควรแต่งกายเรียบร้อย, ก่อนเข้าอุโบสถต้องถอดรองเท้า 2. ห้ามพระสงฆ์สัมผัสสตรี 3. สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสัการะ การละเมิดใดๆ ถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ 4. ทักทายกันด้วยการไหว้ 5. ถือว่าเท้าเป็นของต่ำ ไม่ควรพาดบนโต๊ะ หรือเก้าอี้ หรือหันทิศทางไปที่ใคร 6. ธงชาติถือเป็นของสูง ไม่ควรนำมากระทำการใดๆที่เป็นการเหยียดหยาม 7. การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ยังไม่ได้รับการยอมรับในวัฒนธรรมไทย เรียบเรียงข้อมูลโดย teen.mthai.com ข้อมูลประกอบจาก thai-aec

นายกฯ ชี้ โทษประหารคดีข่มขืน ต้องรอบคอบ ปัดป้องคนผิด
ข่มขืนต้องประหาร /  คดีข่มขืน / 

พล.ต.สรรเสริญ เผย นายกรัฐมนตรี ปัดเข้าข้างคนผิด ปมประหารชีวิตจากการข่มขืน ขอทุกฝ่ายร่วมกันคิดรอบด้าน แก้ปัญหาให้ตรงจุด พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการรณรงค์ให้ผู้กระทำผิดจากการข่มขืนได้รับโทษประหารชีวิตว่า คำว่า “สุดโต่ง” ที่นายกรัฐมนตรี กล่าวนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องหรือเข้าข้างผู้กระทำผิด แต่ต้องการให้สังคมร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ที่จริงต้นเหตุของปัญหาคืออะไร การใช้กฎหมายรุนแรงบังคับแต่เพียงอย่างเดียว จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ จะต้องดูหลายมิติ ทั้งเรื่องกฎหมาย การสร้างจิตสำนึกที่ดี การสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและสังคม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในประเทศและป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก ขณะเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี เข้าใจหัวอกของพ่อ แม่ และญาติพี่น้องของผู้เสียหาย และรู้สึกเจ็บปวด ไม่พอใจผู้กระทำผิดเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่ก็ต้องมองปัญหาในฐานะที่เป็นรัฐบาล ซึ่งจะต้องพิจารณาในภาพรวมอย่างรอบคอบและเป็นสากล ซึ่งหากใช้ยาแรงหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงที่สุด อาจยิ่งส่งเสริมให้ผู้กระทำผิดทำร้ายเหยื่อจนถึงแก่ชีวิต เพราะคิดว่าจะได้ไม่เหลือหลักฐานสำหรับการเอาผิดตนเอง ซึ่งจะมีผลถึงการรับโทษขั้นรุนแรง อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมหาทางออกในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดการยอมรับตามหลักสากล และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันคิดอย่างรอบด้าน เน้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เกิดความยั่งยืน ปลูกฝังให้คนทำความดีและเกรงกลัวที่จะทำความชั่วควบคู่กันไปด้วย ที่มา inn

ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต
ข่าวน้องการ์ตูน /  น้องการ์ตูน / 

ศาลอุทธรณ์สั่งคุกตลอดชีวิต "หนุ่ย ติ๊งต่าง" คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน วันนี้ (26 ม.ค. 59) ศาลอุทธรณ์ ได้มีการอ่านคำพิพากษาตัดสินในคดีที่นายติ่งต่าง หรือ หนุ่ย ไม่มีนามสกุล อายุ 33 ปี ก่อเหตุข่มขืนฆ่าด.ญ.วัย 4 ขวบที่ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย และคดีฆ่าข่มขืน ด.ญ.วัย 5 ขวบ ย่านบางนา ปี 56 ภายหลังศาลชั้นต้น ได้ส่งสำนวนคดีไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ภายหลังได้มีการพิจารณาตัดสินไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการตรวจสอบพยานและหลักฐานแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาไดกระทำผิดจริง แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นการกระทำของจำเลยกระทำผิดมาเบิกความเป็นพยาน แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ให้การรับสารภาพว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุ จึงมีคำสั่งตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิต นายติ่งต่าง หรือ หนุ่ย วันที่ 28 มีนาคม 2558 ศาลสั่งประหาร ติ๊งต่าง คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน แต่สารภาพลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพระโขนง ได้มีการอ่านคำพิพากษาในคดีที่คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน เด็กหญิงวัย 6 ขวบ ในพื้นที่รกร้างใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่งเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการพิเคราะห์พยานและหลักฐานประกอบคำสารภาพของจำเลย คือ นายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง ไม่มีนามสกุล ว่าก่อเหตุดังกล่าวจริง ศาลจึงมีคำสั่งตัดสินให้ประหารชีวิต แต่ทั้งนี้จำเลยให้การรับสารภาพ จึงให้ลดโทษลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต MThai News