ประหารชีวิต

แฉ! บิ๊กคิมแดนโสมแดงสั่งลงดาบ ประหารป้าในไส้ตัวเอง
คิม จอง อึน /  ประหาร / 

โหด !! อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเกาหลีเหนือ ออกมาแฉความลับว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งแดนโสมแดง สั่งประหารป้าแท้ๆของตัวเอง วันนี้ (12 พ.ค.) สำนักข่าว 'ซีเอ็นเอ็น' รายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ นาย 'ปาร์ค' อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสในประเทศเกาหลีเหนือ ออกมาเปิดเผยความลับ ในระบอบการปกครองของภูมิลำเนาตนเอง หลังจากเขาได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหญ่ ที่ได้รับใช้ ใกล้ชิดนาย 'คิม จอง อึน' มานานหลายทศวรรษ ใจความสำคัญของเรื่องราวที่นาย ปาร์คเปิดเผย ระบุว่า เมื่อประมาณวันที่ 5-6 พ.ค. 2557 นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ มีคำสั่งให้หน่วยคุ้มกันที่ 974 ดำเนินการประหาร 'นางคิม คยอง ฮุย' ป้าแท้ๆของตัวเอง ด้วยการวางยาพิษ เนื่องจากต้องการปิดปากยางฮุย ไม่ให้แพร่งพราย การสังหารสามีของเธอและคนอื่นๆอีกจำนวนนึง ก่อนหน้านั้นในเดือนธ.ค. ปี 2556 เนื่องจากนายคิม จอง อึน รู้ดีว่า นางฮุยโกรธแค้นที่นาย 'จาง ซอง เทค' สามีของเธอถูกสังหารด้วยน้ำมือหลานแท้ๆของตัวเธอเองอย่างเลือดเย็น ทว่า 'นางคิม คยอง ฮุย' หายตัวไปไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชน อย่างเป็นปริศนานับตั้งแต่เดือนก.ย. ปี2556 ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากการเสียชีวิตของนาย 'จาง ซอง เทค' ซึ่งแน่นอนว่าการหายตัวไปเช่นนี้ อาจทำให้สังคมเกิดการคาดเดาไปต่างๆนานา จนทำให้ขณะนั้น มีข่าวลือแพร่สะพัดออกมากลบข่าวการสังหารว่า เธอกำลังป่วยหนัก ทั้งภาวะโรคหัวใจ บางกระแสระบุว่าเธอฆ่าตัวตาย หรือแม้กระทั่งร่ำลือว่า เธอกำลังอยู่ในระหว่างรักษาตัวหลังจากผ่าตัดเนื้องอก โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักข่าวประจำรัฐสภาเกาหลีเหนือ ออกมาสยบข่าวลือ โดยรายงานข่าวว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่ ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนธ.ค. มีการรายงานข่าวพร้อมเผยแพร่ภาพว่า 'นางคิม คยอง ฮุย' มิได้ถูกตัดสินประหารชีวิตเช่นเดียวกับสามีของเธอ ทั้งยังได้รับตำแหน่งให้เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการจัดรัฐพิธีสำคัญ กระนั้นเรื่องราวที่นาย ปาร์ค ออกมาเปิดเผยจะจริงเท็จเพียงใดนั้น จำเป็นต้องจับตาดูจากทางเกาหลีเหนือ ว่าจะแพร่ภาพการปรากฏตัวของนาง 'นางคิม คยอง ฮุย' ที่หายตัวไป เพื่อสยบข่าวในอนาคตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายปาร์ตจำเป็นต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริง เนื่องจากมีความกังวลในด้านความปลอดภัยของครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ในเปียงยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเกาหลีเหนือ ที่อยู่ใต้การครอบครองด้วยระบอบเผด็จการณ์ของนาย 'คิม จอง อึน' ทั้งนี้ทั้งนั้น การออกมาเปิดเผยว่าความลับของการปกครองของเกาหลีเหนือ อาจส่งผลให้ครอบครัวของเขาตกอยู่ในอันตรายได้ MThai News ที่มา CNN

ปิดตำนาน 'เสือใบ' สุภาพบุรุษขุนโจรเมืองสุพรรณ
ขุนพันธรักษ์ราชเดช /  ปิดตำนานโจร / 

"โจรเมืองสุพรรณ" ถือเป็นกลุ่มโจรในประวัติศาสตร์ที่ถูกขนานนามขึ้น ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากเมืองสุพรรณ มีลักษณะเป็นหัวเมืองป่าดงที่รกร้าง เมื่อครั้งหลังเสียกรุงศรีอยุธยา การคมนาคมค่อนข้างยากลำบาก พื้นที่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานของเหล่าโจรผู้ร้าย ส่งผลให้ในช่วงนั้นเมืองสุพรรณมีโจรชุกชุมเป็นอย่างมาก เมื่อราว พ.ศ. 2460 มีการเปิดบริษัทเดินเรือไปเมืองสุพรรณบุรี บ้านเมืองเจริญขึ้น โจรผู้ร้ายลดน้อยลงบ้าง จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเกิด "ชุมโจร" ขึ้นในเมืองสุพรรณบุรีเป็นจำนวนมาก อาทิ ชุมเสือฝ้าย เสือดำ เสือใบ เสือมเหศวร เสือแบน เสือหนาม เสือแฉ่ง และหลังจากสงครามโลกสงบลงไม่กี่ปี ทางกองปราบปรามได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ "ชุมโจร" ในเมืองสุพรรณบุรีหมดไปในที่สุด… "เสือใบ" หนึ่งในอดีตจอมโจรชื่อดัง ผู้เลื่องชื่อลือชาในเมืองสุพรรณ ชื่อนี้คงต้องถูกปิดตำนานลงในยุคไอทีปี 2558 หลังจาก "เสือใบ" ทรุดหนักถูกหามส่งโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยอาการเส้นเลือดโป่งไปกดทับระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากมีอาการไอและหายใจเหนื่อยหอบ และถูกนำตัวส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเเพทย์วินิจฉัย พบว่ามีการติดเชื้อในกระเเสเลือด ปอดอักเสบ เส้นเลือดในปอดโป่งพองถึงขนาด 9 เซนติเมตร ด้วยวัยชราถึง 94 ปี และการติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรง ทำให้ภาวะช็อกต่อเนื่อง ร่างกายไม่ตอบสนองแก่การรักษา ความดันลดลงตามลำดับ ส่งผลให้ "เสือใบ เสียชีวิตลงอย่างสงบ เมื่อเวลา 11.00 น.วานนี้ (24พ.ค.) นับเป็นการสูญเสียอดีตจอมโจร คนสำคัญของเมืองสุพรรณไปอีกหนึ่งราย ต่อจาก "เสือมเหศวร" จอมโจรแก๊งเดียวกัน ที่เสียชีวิตลงเมื่อช่วงปลายปี2557 "เสือใบ" หรือนายใบ สะอาดดี เป็นชาวเมืองสุพรรณบุรีโดยกำเนิด เป็นจอมโจรที่โด่งดัง ร่วมสมัยกับ เสือดำ เสือหวัด เสือฝ้าย เสือมเหศวร "เสือใบ" จะออกปล้นในแถบภาคกลาง จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดลพบุรี โดยเวลาออกปล้นจะแต่งชุดสีดำ สวมหมวกดำ และปล้นด้วยความสุภาพ จนได้รับฉายาว่า "สุภาพบุรุษเสือใบ" และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ยังได้เข้าร่วมกับขบวนการไทยถีบ ดักปล้นและถีบสินค้าหรืออาวุธของทางทหารญี่ปุ่นจากขบวนตู้รถไฟอีกด้วย ก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่ เส้นทางสายโจร... เสือใบมีอาชีพเป็นชาวนาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี พอช่วงปี 2487 ขณะนั้นเสือใบอายุประมาณ 30 ปี บ้านถูกกลุ่มโจรวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเข้ามาขโมยควาย ตอนนั้นเสือใบไม่คิดแค้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีการเสียเลือดเนื้อ แต่อีก 5 เดือนต่อมา โจรกลุ่มเดิมย้อนรอยกลับมาปล้นที่บ้านของเสือใบอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้ฉุดน้องเมียไปด้วย สร้างความคับแค้นใจให้กับเสือใบอย่างมาก จึงคว้าปืนลูกซองออกตามล่ากลุ่มโจรดังกล่าวและสามารถช่วยชีวิตน้องเมียกลับคืนมาได้อย่างปลอดภัย โดยการฆ่าโจรตายไป 2 ศพ เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้มือของเสือใบต้อง "เปื้อนเลือด" เป็นครั้งแรก โดยการสังหารโจรตายไป 2 ศพ เสือใบต้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไล่ล่า จึงหนีออกจากบ้านและเริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางสายโจร มาอาศัยอยู่ในป่าแถบอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ในสังกัดเสือฝ้าย ต่อมาแยกตัวเป็นอิสระ จนมีชื่อเสียงในวงการโจร มีลูกน้องถึง 40 คน เสือใบจะออกปล้นอยู่ในเขตจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท ส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีจะไม่ปล้น เพราะเป็นเขตอิทธิพลของเสือฝ้าย โดยการปล้นจะเลือกปล้นเฉพาะคนรวยหน้าเลือด ได้เงินจากการโกงคนจน คนรวยที่มีคุณธรรมช่วยเหลือชาวบ้านเสือใบจะไม่ปล้น และการปล้นแต่ละครั้งจะไม่เอาทรัพย์สินไปทั้งหมด เอาเพียงครึ่งเดียว ใช้วิธีการปล้นแบบขอเจ้าทรัพย์ สิ่งไหนเจ้าทรัพย์ไม่ให้ก็ไม่เอา และถือคติ "ห้ามทำร้ายเจ้าทรัพย์เด็ดขาด ยกเว้นขัดขืนและต่อสู้" เมื่อปล้นทรัพย์สินมาได้ จะนำบางส่วนมาช่วยคนจน จนกระทั่ง "เสือใบ" ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม โดยนายตำรวจมือปราบชั้นยอด "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทย มีชื่อเสียงในการปราบโจรผู้ร้ายในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในภาคกลาง อาทิ เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร ภาคใต้ในจังหวัดพัทลุง สามารถปราบ เสือสัง หรือ เสือพุ่ม ไม่เว้นแม้แต่ที่จังหวัดนราธิวาส ที่ยังสามารถปราบผู้ร้ายทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ "อะเวสะดอตาเละ" จนได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า "รายอกะจิ" ซึ่งแปลว่า "อัศวินพริกขี้หนู" และได้รับฉายาตามมามากมาย ทั้ง นายพลตำรวจหนังเหนียวผู้จับเสือมือเปล่า,นายพลตำรวจหนวดเขี้ยว,ขุนพันธ์ฯ ดาบแดง (ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นดาบที่ตกทอดมาจาก พระยาพิชัยดาบหัก ฝักดาบมีถุงผ้าสีแดงห่อหุ้ม ตัวดาบมีความคมกล้า) และจอมขมังเวท ภายหลังถูกปราบโดย "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" เสือใบถูกศาลตัดสินประหารชีวิต แต่ให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อต้องถูกจองจำอยู่ในคุก เสือใบมีความประพฤติดีจึงได้รับการอภัยโทษ เหลือจำคุก 20 ปี จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์นักโทษเข้าทำร้ายร่างกายผู้คุม เสือใบจึงเข้าไปช่วยเหลือผู้คุมให้รอดพ้นจากการถูกทำร้ายเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เสือใบได้รับการลดโทษออกจากคุก สามารถกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมอีกครั้ง เรื่องราวของ "เสือใบ" โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จนกลายมาเป็นวรรณกรรมของ ป. อินทรปาลิต ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2514 ชื่อ "สุภาพบุรุษเสือใบ" ผู้รับบทเสือใบ คือ ครรชิต ขวัญประชา และในปี พ.ศ. 2541 ในเรื่อง "เสือ โจรพันธุ์เสือ" โดย หนุ่ย อำพล ลำพูน รับบทเป็นเสือใบ และกำกับการแสดงโดย ธนิตย์ จิตนุกูล หลังจากได้รับอิสรภาพกลับคืนมา...เสือใบได้ให้ข้อคิดกับเยาวชนรุ่นหลังว่า "ให้ลูกหลานที่เกเร รู้ว่าการเป็นโจร เป็นเสือ มันไม่ดี เพราะต้องอยู่อย่างหลบซ่อนตัวตลอดเวลา และทรัพย์สินที่ปล้นมาอยู่ได้ไม่นาน จึงอยากให้ทุกคนตั้งใจทำงาน ขยันหมั่นเพียร เข้าไว้ อยากได้อะไรก็เก็บหอมรอมริบเอา เดี๋ยววันหนึ่งเราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ" ในช่วงสุดท้ายของชีวิต "เสือใบ" ได้ตั้งมั่นแห่งชีวิตในการดำรงตนตามพระราชปณิธานเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยยึดถือเป็นแนวทางดำเนินชีวิตของครอบครัว "สะอาดดี" ณ บ้านพันตำลึง ตำบลดอนกำยาน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต... สิ้นชื่อของ "เสือใบ" ในครั้งนี้ ถือเป็นการปิดตำนาน "เสือเมืองสุพรรณ" คนสุดท้าย ที่ยังหลงเหลืออยู่จากประวัติศาสตร์จอมโจรเมืองสุพรรณผู้โด่งดัง ทิ้งไว้เพียงชื่อให้ทุกคนได้จดจำ และเก็บไว้เพียงแค่ตำนาน.....เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้คนรุ่นหลัง ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย,กลุ่มสายตรงภาคสนาม ,www.gotoknow.org MThai News

หวิดประชาทันฑ์!! หนุ่มใช้จอบสับแม่อดีตแฟนสาวดับ
คนร้าย /  จ.ชัยนาท / 

ตำรวจ จ.ชัยนาท นำตัวผู้ต้องหาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังก่อเหตุใช้จอบฟันหัวแม่อดีตแฟนสาวเสียชีวิต หวิดโดนชาวบ้านกว่า 200 คนรุมประชาทัณฑ์ จากคดีทำร้ายร่างกาย หญิงวัย 56 ปี ถูกคนร้ายใช้จอบฟันจนเสียชีวิต และชายวัย 63 ปี ถูกทำร้ายอาการสาหัส ทั้งคู่เป็นพ่อและแม่ของ น.ส.ศิราวรรณ (สงวนนามสกุล) เหตุเกิดขณะปกป้องลูกสาว หลังแฟนหนุ่มตามง้อไม่สำเร็จ ล่าสุด วันนี้ 3 มิ.ย. ตำรวจ จ.ชัยนาท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร ประมาณ 30 นาย นำตัวนายไพบูลย์ นพวรรณ์ ผู้ต้องหาคดีทำร้ายผู้อื่นจนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่บ้าน หมู่ 5 ต.โพงาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เมื่อถึงบ้านที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านกว่า 200 คน ต่างพากันมาดูการทำแผน พร้อมตะโกนด่าทอผู้ต้องหา และขว้างก้อนหินใส่ โดยนายไพบูลย์ นพวรรณ์ สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าแม่อดีตแฟนสาว และทำร้ายพ่อจริง ซึ่งหลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปยัง จ.ชัยภูมิ ก่อนถูกตำรวจตามจับได้จากสัญญาณ GPS ในโทรศัพท์มือถือ พร้อมอ้างว่า สาเหตุเกิดจาก ฝ่ายหญิงนอกใจ เมื่อเลิกกันไป จากนั้นกลับมาแล้วตั้งท้อง และตั้งใจที่จะเคลียร์ปัญหาดังกล่าว แต่ทางพ่อกับแม่ไม่ยอมรับ ซึ่งขณะที่เข้าไปในบ้าน เพื่อรับตัวแฟนสาว  พ่อของฝ่ายหญิงได้นำมีดมาไล่ฟันตนก่อน จึงต้องลงมือทำร้ายกลับไป ด้านน.ส.ศิราวรรณ กล่าวภายหลังจากทำแผนแล้วว่า หลังเกิดเหตุ คนร้ายพูดข่มขู่ว่า หากติดคุกแล้วออกมาได้ ก็จะตามฆ่าตนอยู่ดี พร้อมบอกด้วยว่ากฎหมายทำอะไรเขาไม่ได้ด้วย ทั้งนี้อยากให้ประหารชีวิตคนร้าย รายดังกล่าว MThai News ที่มา... ข่าวสด

10 เรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่กลับผิดมหันต์ในเกาหลีเหนือ
ต่างประเทศ /  ประเทศเกาหลี / 

ประเทศเกาหลีเหนือ ขึ้นชื่อเป็นอีกประเทศที่โหดใช่เล่น เผด็จการแบบสุดๆ ซึ่งใครจะไปรู้ว่ากิจวัตรประจำวันที่เราทำๆ กันอยู่นั้น บางเรื่องในเกาหลีเหนือก็เป็นเรื่องที่ผิดอย่างอภัยให้ไม่ได้ซะงั้น ตามไปดูกันค่ะ 10 เรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่กลับผิดมหันต์ในเกาหลีเหนือ 10 เรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่กลับผิดมหันต์ในเกาหลีเหนือ 1. เมื่อปี 2013 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือถูกสั่งประหารชีวิต เพราะถูกจับได้ว่าดื่มเหล้า ในช่วงไว้ทุกข์ 100 วันของ คิม จอง อิล 2. ในปี 2014 ที่ผ่านมา มีประชาชนชาวเกาหลีเหนือกว่า 80 คน ถูกประหารชีวิตด้วยข้อหา ดูละครเกาหลีใต้ และในพิธีประหารชีวิตนั้น เจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือแกมบังคับให้ชาวเกาหลีเหนือไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ มาร่วมชมการประหารชีวิตครั้งนี้ด้วยย เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเยี่ยงอย่าง 3. ในประเทศเกาหลีเหนือ คนที่มีสิทธิ์จะขับรถได้มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐเท่านั้น และมีเพียง 1 ใน 100 คนในประเทศเท่านั้น ที่จะมีรถยนต์เป็นของตัวเอง 4. ถ้าคุณคิดจะหาเพลงฟังเพื่อความสำราญในประเทศนี้ เพลงเหล่านั้นต้องมีเนื้อหาอวยท่านผู้นำเท่านั้น และถ้าคุณแอบฟังหรือร้องเพลงอื่นที่มีเนื้อหานอกจากนี้ ก็เท่ากับกำลังหาเรื่องใส่ตัวแล้ว 5. ในปี 2007 พลเมืองรายหนึ่งถูกสังหารท่ามกลางประชาชนจำนวนมากในสนามกีฬาแห่งชาติ เนื่องจากเขาได้โทรศัพท์ข้ามประเทศกับชาวต่างชาติ และเหตุการณ์นั้นได้ส่งผลให้มีผู้คนเหยียบกันตายอีก 6 คน 6. การมีโอกาสได้เข้าไปนั่งจับเข่าคุยแบบใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณเผลอแสดงความเห็นไม่สอดคล้องหรือเห็นด้วยกับระบอบการเมืองของเกาหลีเหนือ คุณก็จะต้องถูกเชิญตัวไปปรับทัศนคติทันที 7. แม้จะมีวันพักผ่อนยาวๆ ในประเทศนี้ แต่ถ้าคุณคิดจะเดินทางออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แม้จะแค่ข้ามไปเกาหลีใต้ คุณจะหมดสิทธิ์กลับเข้าประเทศทันที และจะถูกตามล่าอีกด้วย 8. แม้เกาหลีเหนือจะอ้างว่าให้เสรีภาพพลเมืองในการเลือกนับถือศาสนาเต็มที่ แต่เมื่อหญิงชาวคริสต์รายหนึ่งนำคัมภีร์ไบเบิ้ลไปแจกจ่ายตามท้องถนน เธอถูกสั่งประหารชีวิตทันที ในข้อหาก่ออาชญากรรม 9. การดูหนังอย่างว่าสำหรับประเทศนี้ โทษสถานเดียวคือ ประหารชีวิต 10. ประเทศนี้อนุญาตให้คุณใช้อินเตอร์เน็ตได้ แต่ต้องผ่านระบบของรัฐบาลเท่านั้น และถ้าคุณพยายามเข้าเว็บจากช่องทางอื่นนอกเหนือจากนี้ โทษเท่ากับการก่ออาชญากรรม ข้อมูลจาก: Spokedark, http://www.wegointer.com/

มะกัน ไม่เก็ท!! จวกบิ๊กตู่ขู่ 'ประหารนักข่าว'
นายก /  ประหารชีวิตนักข่าว / 

กระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐ ออกมาแสดงความกังวล หลังจาก 'พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา' ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเกี่ยวกับบทลงโทษสื่อในการนำเสนอข่าว เมื่อวันพุธ ที่ 25 มี.ค. สำนักข่าว 'รอยเตอร์ส' รายงานรายงานข่าว กรณีที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ออกมาแสดงความกังวล หลังจากการถ้อยแถลงจากให้สัมภาษณ์ของ 'พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา' นายกรัฐมนตรีของไทยผ่านสื่อ ที่ท่าอากาศยานก่อนขึ้นเครื่องเดินทางเยือนประเทศบรูไน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทั้งนี้จากเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ มีการกล่าวถึงหัวข้อบทลงโทษสื่อมวลชน ในการปฏิบัติหน้าที่ บางสำนักที่กล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาลว่าล้มเหลว แต่ไม่พิจารณาถึงสภาพที่เป็นจริง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบคำถามแบบทีเล่นทีจริงว่า 'ประหารมั้ง' พร้อมทั้งกล่าวว่าการวิจารณ์นั้น ทำได้ แต่ขอให้เป็นไปด้วยความเข้าใจไม่เช่นนั้นอาจจำเป็นต้องใช้อำนาจที่มีอยู่ ภายใต้ขอบเขตในประกาศของ คสช. และต่อมาในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ที่มีผู้สื่อข่าวพูดเชิงล้อเล่นถึงการประหารชีวิต นายกฯ จึงหันมาตอบว่า 'เครื่องประหารหัวสุนัข' ทำให้สื่อต่างประเทศออกมาแสดงความกังวล พร้อมผูกโยงกับกรณีที่มาของรัฐบาลจากการรัฐประหาร พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า 'ถึงแม้ถ้อยแถลงดังกล่าวจะเป็นแค่เรื่องล้อเล่น แต่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง ท่ามกลางสภาพของสังคมซึ่งเสรีภาพยังคงถูกกดขี่' อย่างไรก็ตามท่ามกลางสภาพสังคมและบริบทที่แตกต่างกันอาจจะทำให้ เรื่องฮือฮาที่ดูไม่น่าจะมีอะไร แพร่สะพัดไปในโลกออนไลน์ และด้วยกำแพงของภาษาทำให้สื่อต่างประเทศนำเอาไปตีความในความหมายและความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป MThai News ที่มา reuters

พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ วาระครบ 5รอบ สมเด็จพระเทพฯ
พระเทพ /  ราชกิจจานุเบกษา / 

เว็บไซต์ราชกิจจาฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ สมเด็จพระเทพฯ วันนี้ (30 มี.ค. 58) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย. 2558 ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้ต้องขังที่มีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อย มีดังนี้ -ต้องเป็นผู้ต้องขังที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ หรือเป็นผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น พิการ ทุพลภาพอย่างเห็นได้ชัด เจ็บป่วยด้วยโรคที่ได้รับการตรวจรับรองเอกฉันท์ว่าไม่สามารถรักษาในเรือนจำให้หายได้ เช่น โรคเรื้อน ไตวายเรื้อรัง มะเร็ง เอดส์ โดยจะต้องเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนด -กรณีหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรกไม่ว่าความผิดเดียวหรือหลายคดี ซึ่งต้องรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนด -เป็นคนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ซึ่งเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือคนที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป -เป็นผู้ต้องโทษจำคุกครั้งแรกและมีอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 -เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นดีเยี่ยม ซึ่งมีโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 2 ปี สำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษมีดังนี้ -ผู้ต้องขังเด็ดขาดต้องโทษประหารชีวิต ให้เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต -ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นจำคุก 50 ปี แล้วให้ลดโทษตามลำดับชั้น ประกอบด้วย ชั้นเยี่ยม 1 ใน 5 ชั้นดีมาก 1 ใน 5 ชั้นดี 1ใน 6 ชั้นกลาง 1 ใน 7 -ส่วนผู้ต้องขังคดียาเสพติดโทษจำคุกไม่เกิน 8 ปี มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ชั้นเยี่ยมลดโทษ 1 ใน 7 ชั้นดีมาก 1 ใน 8 ชั้นดี 1 ใน 9 และชั้นกลาง 1 ใน 10 MThai News

ไร้สำนึก! นักโทษ คดีข่มขืน อินเดีย เผยเหยื่อสมควรโดนแล้ว
คดีข่มขืน /  บีบีซี / 

นักโทษ คดีข่มขืน ชายชาวอินเดียให้สัมภาษณ์อย่างไร้สำนึก ระบุเหยื่อสมควรโดนข่มขืนแล้ว หลังเดินลำพังยามวิกาล และเพศชาย-หญิงไม่มีทางเท่าเทียม สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวว่า นายมูเกซ ซิงห์ ผู้ต้องหาคดีข่มขืน และฆ่านักศึกษาสาวชาวอินเดีย วัย 23 ปี บนรถบัสเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2555 ขณะเดินทางกลับบ้านหลังชมภาพยนตร์กับแฟนหนุ่ม ได้ให้สัมภาษณ์อย่างไร้สำนึกต่อสำนักข่าว 'บีบีซี' ในช่วงรอการประหารชีวิต โดยรายการพิเศษดังกล่าวกำลังจะออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. เนื่องในวันสตรีสากล โดย นายมูเกซ ซิงห์ 1 ใน 5 ผู้ต้องหาในคดีนี้ กล่าวอ้างว่า ในวันเกิดเหตุเขาเป็นผู้ขับรถบัสคันดังกล่าว เหยื่อผูู้เป็นเพศหญิงควรที่จะรับผิดชอบต่อการถูกข่มขืน และผู้หญิงดีๆที่ไหนที่เที่ยวออกไปไหนมาไหนยามค่ำคืน อีกทั้งยังบอกอีกว่าเพศชาย และหญิงไม่มีทางเท่าเทียมกัน ผู้หญิงควรหน้าที่ทำงานบ้าน ไม่ใช่ออกเที่ยวตามผับบาร์ยามค่ำคืน รวมไปถึงไม่ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นอีกด้วย และมีผู้หญิงแค่ 20% เท่านั้นที่มีความเป็นกุลสตรี อีกทั้งยังกล่าวเสริมว่า ในช่วงถูกข่มขืน ผู้หญิงไม่ควรต่อสู้ขัดขืน ควรสงบปากสงบคำและปล่อยให้ผู้ชายกระทำการจนเสร็จกิจก่อน จะได้ไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง และการประหารชีวิตพวกเขาจะยิ่งทำให้คดีข่มขืนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้นายซิงห์ รับสารภาพว่าเขาเป็นผู้ขับรถบัสคันเกิดเหตุ แต่ไม่ได้ร่วมข่มขืน และกำลังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำตัดสินอยู่ โดยในเหตุการณ์ดังกล่าว นักศึกษาสาวรายนี้ได้รับบาดเจ็บภายในรุนแรง ก่อนเสียชีวิตในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา จนกลายเป็นเรื่องช็อกต่อชาวอินเดียทั่วประเทศ จนกลายเป็นการเดินขบวนต่อต้านใหญ่โต MThai News

เมินเสียงประณาม !! อินโดฯประหารนักโทษคดียาเสพติด 8 รายแล้ว
ต่อต้านการประหารนักโทษ /  ประหาร / 

อินโดนีเซียดำเนินการในการประหารนักโทษคดียาเสพติด รวม 8 ราย  วันนี้ (29 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลก พร้อมใจกันพาดหัวข่าวประเด็นที่อินโดนีเซีย ได้ดำเนินการประหารชีวิต ผู้กระทำผิดคดียาเสพติดรวมทั้ง 8 ราย ด้วยการยิงเป้าที่เรือนจำความมั่นคงสูงบนเกาะนูซากัมบังกันจังหวัดชวากลาง เมื่อเวลาประมาณ 00.30น.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางกระแสต่อต้านของนานาประเทศ ที่แสดงความไม่พอใจต่อการยืนกรานจะดำเนินการเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้กระทำผิดคดียาเสพติดชาวต่างชาติ รวม 8 รายนี้ จากจำนวนนี้ 2 ราย เป็นชาวออสเตรเลีย ซึ่งได้มีการ และบราซิล 1คน,จากทวีปแอฟริกา4คน เป็นชาวไนจีเรียและกานา และชาวอินโดนีเซียอีก 1 ราย รวมเป็น 9 คน ยกเว้นนาง 'แมรี เจน เวโลโซ' ที่เจ้าหน้าที่ ตัดสินใจเลื่อนการประหารในวินาทีสุดท้าย ตามคำขอของประธานาธิบดี เบนิโญ่ อากีโน ที่ 3 แห่งฟิลิปปินส์ หลังจากมีข่าวแว่วๆว่า เธอเป็นผู้ต้องสงสัย ในการจัดฉากใส่ร้ายนางเวโลโซว่าขนเฮโรอีน เข้ามอบตัวกับเจาหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซีย ซึ่งทางด้านนายมูฮัมหมัดปราเซตโย อัยการสูงสุดของอินโดนีเซียกล่าวว่า การลงโทษประหารชีวิตนางเวโลโซแม้จะถูกเลื่อนออกไป ออกไปก่อนแต่ไม่ได้หมายความว่า จะยกเลิกโทษประหารชีวิตเพียงแต่เป็นการให้โอกาสสำหรับกระบวนการตามกฎหมายเท่านั้น พร้อมกันนี้ นายมิวรันสุกุมารัน และ นายแอนดรูว์ชาน ชายสัญชาติออสเตรเลีย 2 รายที่ถูกประหาร เป็นหัวหน้าแก๊งยาเสพติด 'บาหลี ไนน์' ถูกตัดสินประหารชีวิตตั้งแต่ปี 2549 แม้ทางการออสเตรเลียพยายามเรียกร้องให้อินโดนีเซียเลื่อนการประหารชีวิตของทั้ง 2 ออกไป หลังมีข่าว กรณีผู้พิพากษารับสินบนจากทนายความ ทำให้การตัดสินอาจเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม แต่ แต่นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดี แห่งอินโดนีเซียปฏิเสธคำขอร้องดังกล่าว ซึงนายโทนี่ แอบบ็อตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้ออกมาแถลงการณ์ในใจความที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันดีที่แปรเปลี่ยนไป โดยสาเหตุทีทำให้อินโดนีเซีย ยืนกรานจะดำเนินการในการลงโทษนักโทษในคดียาเสพติดอย่างเด็ดขาด 'คาริชมา วาสวานี' บรรณาธิการ บีบีซี ประจำประเทศอินโดนีเซีย เผยว่า นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย ได้เคยประกาศต่อสาธารณะชน ในการทำสงครามกับยาเสพติดอย่างจริงจัง และจะไม่มีการผ่อนผัน หรืออภัยโทษให้กับนักค้ายาเสพติดในทุกกรณี ซึ่งจากนโยบายดังกล่าว อาจจะส่งผลให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ได้ MThai News ที่มา bbc

ศาลประหารชีวิต อดีตประธานาธิบดีมูร์ซีอียิปต์
ประธานาธิบดี /  ประธานาธิบดีมูร์ซี / 

ศาลกรุงไคโร พิพากษา ประหารชีวิต อดีตประธานาธิบดี มูร์ซี แห่งอียิปต์ แต่รอคำตัดสินขั้นสุดท้ายจากศาลฎีกา ต้นเดือนหน้า ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ศาลกรุงไคโร ในอียิปต์ตัดสินประหารชีวิต โมฮัมเหม็ด มูร์ซี อดีตประธานาธิบดี ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม องค์กรอิสลามที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในอียิปต์ ชี้กระทำความผิดจากการเหตุการณ์ที่นักโทษชาวอียิปต์กว่า 5,000 คน แหกคุก หลบหนีออกจากเรือนจำหลายแห่ง โดยฉวยโอกาสขณะทางการระดมกำลังตำรวจ-ทหารไปควบคุมเหตุจลาจลขับไล่อดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก เมื่อปี 2554 นายมูร์ซี อยู่ระหว่างการรับโทษจำคุก 20 ปี จากความผิดในคดีสั่งจับกุมและทรมานผู้ประท้วงที่ต่อต้านเขา ระหว่างที่ นายมูร์ซี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอียิปต์ และจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลสูงเพื่อพิพากษาคดีขั้นสุดท้ายต่อไป ซึ่งตามกำหนดคำตัดสินของศาลจะมีขึ้นในวันที่ 2 มิ.ย.เดือนหน้า สำหรับ อดีตประธานาธิบดีมูร์ซี ได้ถูกกองทัพนำโดย พล.อ.อับเดล ฟัตตาห์ อัล ซิซี ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ก่อรัฐประหารโค่นล้มอำนาจเมื่อ ก.ค. ปี 2556 หลังจากเขาถูกชาวอียิปต์ลุกฮือประท้วงครั้งใหญ่ เรียกร้องให้เขาลาออกเนื่องจากไม่พอใจที่ไม่มีการปฏิรูปการเมือง

ชายญี่ปุ่น ขนยาบ้าเข้าอินโดฯ ถูกจำคุกตลอดชีวิต
จำคุกตลอดชีวิต /  ญี่ปุ่น / 

ศาลอินโดนีเซียตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ชายญี่ปุ่น วัย 73 ปี ฐานลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศ มากกว่า 2 กิโลกรัม วันนี้(21พ.ค.58) ศาลอินโดนีเซีย มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกตลอดชีวิต นายมาซารุ คาวาดะ วัย 73 ปี ชาวญี่ปุ่น หลังถูกจับในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศอินโดนีเซีย ที่สนามบินนานาชาติ “มีนังกาบัว” เมืองปาดัง จังหวัดสุมาตราตะวันตก เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมของกลางยาเสพติดในกระเป๋ามากกว่า 2 กิโลกรัม โดยนาย คาวาดะ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเกียวโด ถึงกรณีดังกล่าวว่า มีหญิงชาวจีนคนหนึ่ง ที่พบกันในมาเก๊า ฝากกระเป๋ามาให้เพื่อนที่เมืองปาดัง ซึ่งเขาได้ทำการตรวจสอบดูแล้ว และไม่พบสิ่งต้องสงสัย จึงได้บินจากมาเก๊าผ่านกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังเมืองปาดัง โดยไม่ทราบว่าภายในกระเป๋ามียาบ้า จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับกุมตัว อย่างไรก็ตาม ทนายของนายคาวาดะ จะยื่นอุทธรณ์เพื่อสู้คดีต่อไป ทั้งนี้ ประเทศอินโดนีเซีย มีกฎหมายยาเสพติด ที่เข้มงวดและรุนแรงที่สุด โดยมักจะลงโทษประหารชีวิต แบบไม่มีละเว้นโทษใดๆ โดยในปีนี้มีนักโทษคดียาเสพติดถูกประหารชีวิตไปแล้ว 130 คน ซึ่ง 1ใน3 เป็นชาวต่างชาติ MThai News ที่มา...foxnews

สลดใจ คู่รักถูกรุมปาหินจนตาย ฐานมีเซ็กส์ก่อนแต่งงาน
กลุ่มไอเอส /  ปาหิน / 

สุดป่าเถื่อน ชาวบ้านรุมปาก้อนหินใส่คู่รักหญิงชาย หลังถูกจับได้ว่าได้ทำผิดประเวณีของชาวท้องถิ่นอย่างร้ายแรงกลางถนนจนตาย วานนี้ (30 มี.ค.) สำนักข่าว 'นิวยอร์ก ไทม์' เผยแพร่รูปภาพที่น่าตกใจ ปรากฏภาพของฝูงชนนับพันราย ในเมืองโมซูล เมืองซึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศอิรัก ซึ่งเป็นเมืองที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มรัฐอิสลาม 'ไอเอส' ขณะรุมประชาทัณฑ์ คู่รักชายหญิงที่ถูกจับได้ว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศ ก่อนการเข้าพิธีสมรสอย่างถูกต้องตามประเพณี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดประเวณีของกลุ่มอย่างร้ายแรง จึงถูกลงโทษด้วยการรุมปาก้อนหินใส่ร่างกาย จนกระทั่งเสียชีวิตอย่างเอน็จอนาถ ทั้งนี้ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาปรากฏให้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ฝูงชนจำนวนมาก ล้อมรอบเหยื่อทั้งสองราย กลางท้องถนนสาธารณะ พร้อมด้วยนักรบจากกลุ่มไอเอสจำนวน 12 ราย ที่กำลังสะพายกระเป๋า ซึ่งภายในเต็มไปด้วยก้อนหิน ที่นำมาใช้ในพิธีประหาร และเริ่มต้นอ่านคำตัดสินคล้ายกับอัยการที่อยู่ในศาล เบื้องหน้าฝูงชนที่รายล้อม โดยฝ่ายหญิงเสียชีวิตหลังจากถูกปาหินเพียงแค่ 3 ก้อน ส่วนฝ่ายชาย เสียชีวิตหลังจากฝ่ายหญิงเพียงไม่นานเช่นกัน ส่งผลให้ที่เกิดเหตุ อาบนองไปด้วยเลือด โดยการประหารชีวิตด้วยวิธีดังกล่าว ได้ถูกกำหนดให้เป็นการลงโทษรูปแบบล่าสุด เพื่อลงโทษผู้ที่ประพฤติผิดในทางสังคม ศาสนา รวมไปถึงการก่ออาชญากรรมในเขตใต้อาณัติของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม MThai News ที่มา mirror

อิเหนาเรี่ยไรเศษเงินคืนออสซี่ หลังแอบบอตแถลงทวงบุญคุณ
ทวงบุญคุณ /  ออสเตรเลีย / 

 ชาวอินโดฯ ตอบกลับผู้นำแดนจิงโจแบบแสบถึงทรวง ด้วยการประชดประชัน โดยการเรี่ยไรเศษเงินเพื่อคืนให้กับออสเตรเลีย หลังแอบบอตทวงบุญคุณเรื่องเงินบริจาคสมัยสึนามีถล่มอินโดฯ วานนี้ (23 ก.พ.) สำนักข่าว 'บีบีซี' รายงานข่าวชาวอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังไม่พอใจ 'นายโทนี่ แอบบอต' นายกรัฐมนตรีแห่งออสเตรเลีย ที่ออกมาพูดเตือนความทรงจำชาวอินโดนีเซีย ที่ทำให้ชาวอิเหนาเข้าใจว่าทางออสเตรเลีย ต้องการทวงบุญคุณ ในครั้งที่ออสเตรเลียให้เงินช่วยเหลือ สมัยเหตุการณ์สึนามิถล่มอินโดนีเซียเมื่อปี 2547 ทั้งนี้ปมความขัดแย้งเกิดจากนายแอบบอต ผู้นำแดนจิงโจ้ ต้องการให้อินโดนีเซียยกเลิกคำตัดสินโทษประหารชีวิตชาวออสเตรเลียสองคน ตามคำตัดสินของศาลที่บาหลีที่พิพากษาไว้เมื่อ 9 ปีก่อนฐานลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศ หลังจากการแถลงดังกล่าว ส่งผลให้ชาวอินโดนีเซียไม่พอใจกับคำพูดของนายแอบบอต ร่วมกันรณรงค์เรี่ยไรเศษเงินเพื่อนำไปคืนประเทศออสเตรเลีย โครงการนี้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นสื่อกลาง ด้วยการร่วมกัน ติดแฮชแทคอย่าง ‪#‎KoinUntukAustralia‬ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งแปลว่า 'เศษเงินเพื่อออสเตรเลีย' ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย บ้างก็เกิดความคิด เพื่อเรี่ยไรเงินคืนให้ ส่งใบเรียกเก็บเงินมาเลย และตามด้วย แฮชแทค ‪#‎CoinForAustralia‬ ทางด้านประชาชนชาวออสเตรเลีย ได้เกิดกระแสการแตกเสียงเป็นสองฝ่าย ซึ่งบางคน ที่รู้สึกอับอายกับคำพูดนายกรัฐมนตรีตนเอง จึงใช้โลกออนไลน์แฮชแทคเดียวกัน เพื่อขอโทษชาวอินโดนีเซีย แต่บางคนก็ไม่พอใจบอกว่าประเด็นที่แท้จริงคือการที่ทางการอินโดนีเซียจะประหารชีวิตนักโทษทั้งสองคนต่างหาก และบอกว่าสองคนนี้ถูกใช้เป็นหมากของนักการเมืองของทั้งสองประเทศ MThai News สนับสนุนข้อมูลโดย BBC Thai

พลิกแฟ้มประหาร! 'หมอสุพัฒน์' ฆ่าโหดแรงงานพม่าฝังดิน
ฆ่าแรงงานพม่า /  ประหารชีวิต / 

ศาลจังหวัดเพชรบุรี ตัดสินประหารชีวิต “หมอสุพัฒน์” พร้อมลูกชายคนโต-จำคุกลูกชายคนเล็ก 25 ปี 3 เดือน ในคดีฆ่าอำพรางแรงงานชาวพม่าฝังดิน หลังวานนี้ (1พ.ค.) ศาลจังหวัดเพชรบุรี ได้มีคำพิพากษาสั่งประหารชีวิต "หมอสุพัฒน์" พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตอายุรแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมด้วยนายเอก เลาหะวัฒนะ บุตรชายคนโต และจำคุกนายอัคร เลาหะวัฒนะ บุตรชายคนเล็ก 25 ปี 3 เดือน  ฐานร่วมกันฆ่า "นายอีต้าร์" แรงงานชาวพม่า ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนและปิดบังอำพรางซ่อนเร้นศพ หลังมีการขุดพบซากโครงกระดูกของแรงงานชาวพม่า ถูกฝังอยู่ภายในไร่ของ "หมอสุพัฒน์" ในพื้นที่ ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ขณะที่ "หมอสุพัฒน์" ขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนี ไม่มาฟังคำพิพากษา ให้ออกหมายจับมารับการลงโทษ โดยทนายความได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อปี 2555 นับเป็นคดีดังแห่งปี เรื่องดังกล่าวกลายเป็นข่าวครึกโครม สังคมจับตามองและให้ความสนใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าไม้รวก จ.เพชรบุรี เข้าจับกุม "หมอสุพัฒน์" ที่หลบซ่อนตัวอยู่ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในหาดปึกเตียนอ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 22 ก.ย.55  เนื่องจากมีส่วนพัวพันกับการหายตัวไปของ นายสามารถ นุ่มจุ้ย และน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ สองสามีภรรยาชาวเพชรบุรี ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ตั้งแต่เดือนมิ.ย.52 ขณะนั้นจากการสอบสวนเจ้าตัวให้การปฏิเสธ และขอให้การในชั้นศาล หลังนายสว่าง นุ่มจุ้ย เจ้าของไร่สับปะรดชาวเพชรบุรี เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรีว่า พบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน บฉ-5960 เพชรบุรี ของนายสามารถ บุตรชายและน.ส.อรษา ลูกสะใภ้ ที่หายตัวไปจอดอยู่ภายในบ้านร้างแห่งหนึ่งใน ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี เหตุดังกล่าว นำมาสู่การ "พลิกแฟ้มคดีคนสูญหาย" ที่เหมือนจะถูกลืมไปแล้วกลับขึ้นมาทำใหม่อีกครั้ง กระทั่งนำไปสู่การจับกุม "หมอสุพัฒน์" และออกหมายจับ น.ส.วิลสา จันทรบัญชร ภรรยา ในข้อกล่าวหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว และร่วมกันรับของโจร และต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัย มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการหายตัวไปของสองสามีภรรยาดังกล่าวด้วย เหตุที่ทำให้ "หมอสุพัฒน์" ต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากพี่ชายแท้ๆ ของหมอสุพัฒน์เอง ได้ให้ข้อมูลแก่ นายสว่าง บิดาของนายสามารถว่า รถกระบะของบุตรชายและลูกสะใภ้ที่หายไปกว่า 3 ปีนั้น ถูกจอดซุกในบ้านร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่จ.นนทบุรี ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นของ "หมอสุพัฒน์" ที่เคยอยู่อาศัย จนเป็นที่มาของการร้องรื้อคดี และตามจับกุมตัว "หมอสุพัฒน์" ในที่สุด โดยพ่อของเหยื่อ เชื่อว่ามาเกิดจากความขัดแย้งที่บุตรชายและสะใภ้มีที่ดินติดกับไร่ของ หมอสุพัฒน์ โดยคดีนี้เป็นที่สนใจของสังคม เพราะผู้ต้องหาเป็นถึงนายแพทย์ เป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่ทั้งนี้ การค้นหาหลักฐานในเชิงคดี ก็ยังไม่สามารถแจ้งข้อหา "ฆาตกรรมสองสามีภรรยา" กับหมอสุพัฒน์ได้ เนื่องจากการเข้าขุดค้นไร่ของหมอสุพัฒน์ที่ จ.เพชรบุรี จำนวนหลายครั้งนั้น พบเพียงโครงกระดูก 3 ศพ แต่เมื่อส่งไปตรวจดีเอ็นเอ กลับไม่มีศพใด ที่ระบุได้ว่าเป็นของนายสามารถ และภรรยาของเขา แต่กลับพบว่าหนึ่งใน 3 ศพนั้น เป็นศพของ "นายอีต้าร์" คนงานพม่าในไร่ของ หมอสุพัฒน์ จากการพบศพ "นายอีต้าร์"นั้น เพื่อนคนงานในไร่ให้การอ้างว่า หมอสุพัฒน์ "เป็นคนสั่งฆ่า" โดยมีบุตรชายสองคนรวมอยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุ สาเหตุเพราะหึงหวงที่นายอีต้าร์ไปพัวพันกับ นางวิลสา จันทรบัญชร ภรรยาของหมอสุพัฒน์ พร้อมให้การระบุว่า วันเกิดเหตุ "นายอีต้าร์" ถูกยิงเข้าที่ขมับและยิงซ้ำที่ปาก ส่วนแรงงานชาวพม่าอีกคนที่เป็นเพื่อนสนิทของ นายอีต้าร์ หลบหนีไปได้ ก่อนย้อนกลับมาเป็นพยานในคดีให้ตำรวจ จากนั้นมีการนำตัวพยานไปชี้จุดฝังศพจนพบซากโครงกระดูก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา "ฆ่าแรงงานพม่าและค้ามนุษย์" แก่หมอสุพัฒน์อีก 2 ข้อหา รวม 3 ข้อหา “กักขังหน่วงเหนี่ยวและรับของโจร  ในคดีการหายไปของสองสามีภรรยา และข้อหาร่วมกันฆ่าแรงงานพม่าและข้อหาค้ามนุษย์ จากการพบศพ นายอีต้าร์” จนนำมาซึ่งคำสั่ง "ประหารชีวิต" แม้ว่าปัจจุบัน "หมอสุพัฒน์" จะยังอยู่ระหว่างหลบหนีคดีก็ตาม... โดยก่อนหน้านี้ "หมอสุพัฒน์" พร้อมบุตรชายทั้งสอง ได้ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม โดยยืนยันว่า ไม่ได้กระทำความผิดในเรื่องดังกล่าว และไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการหายตัวไปสองสามีภรรยา แต่กลับเป็นฝ่ายช่วยเหลือครอบครัวทั้งสองด้วยซ้ำ ทั้งนี้ทีมทนายพยายามยื่นขอประกันตัว หมอสุพัฒน์และน.ส.วิลสา ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางเพชรบุรี แต่ศาลไม่อนุญาต จนเมื่อยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัว น.ส.วิลสา โดยศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษเล็กน้อย อีกทั้งประกอบกับเป็นผู้หญิงไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดีได้ จากนั้น ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก หมอสุพัฒน์ 5 ปี ในคดีลักทรัพย์ รถยนต์ ของสองสามีภรรยาชาวเพชรบุรี ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ  ขณะที่น.ส.วิลสา ภรรยา ที่สมรู้ร่วมคิด ถูกจำคุก 3 ปี 4 เดือน และอีกหนึ่งคดีใน "ข้อหาค้ามนุษย์" จากการรับคนงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน พร้อมให้ที่พักพิงซ่อนเร้นแก่คนงานต่างด้าวเพื่อให้พ้นการจับกุม  โดยให้ "หมอสุพัฒน์" ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อโจทก์ร่วม รวมเป็นเงิน 1 ล้านบาท โดย "หมอสุพัฒน์" ได้ยื่นหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราวในคดีดังกล่าวออกไป เพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ จากนั้น "หมอสุพัฒน์" ได้ "หลบหนี" ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล ซึ่งศาลเห็นว่า "หมอสุพัฒน์" มีพฤติการณ์หลบหนีคดี จึงมีคำสั่งให้ ออกหมายจับ และให้ยึดหลักทรัพย์ประกันขอปล่อยตัวชั่วคราว ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม "หมอสุพัฒน์" ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีในขณะนี้  มีรายงานล่าสุด จากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนว่า เมื่อเร็วๆนี้มีผู้พบเห็น "หมอสุพัฒน์" ปรากฏตัวอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน ประเทศกัมพูชา ถึงแม้ล่าสุด ศาลจะพิพากษาสั่ง "ประหารชีวิต" หมอสุพัฒน์แล้วก็ตาม คงไม่ถือว่าเป็นการสิ้นสุดคดีดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากตำรวจยังไม่สามารถนำตัว "หมอสุพัฒน์" กลับมาชดใช้กรรมที่ก่อไว้ได้..... รวมถึงยังไม่พบศพของ "สองสามีภรรยา" ที่หายตัวไปอย่างลึกลับและไร้ร่องรอย ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถมัดตัวผู้กระทำผิดได้อย่างชัดเจน.... เจนจิรา MThai News

อินโดฯส่งโลงศพ-ใกล้ประหารนักโทษยาเสพติด9คน
นักโทษคดียาเสพติด /  ประหารชีวิต / 

อินโดนีเซีย ส่งโลงศพไปยังเกาะที่เป็นสถานที่ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดทั้ง 9  แม้จะถูกประท้วงคัดค้านจากหลายฝ่าย วันที่ 28 เม.ย. 58 ทางการอินโดนีเซียไม่ยอมเปิดเผยเวลาประหาร เพียงแต่บอกว่าจะประหารพร้อมกันทั้ง 9 คน มารดาของนักโทษชาวออสเตรเลียคนหนึ่งเผยว่า บุตรชายจะถูกยิงเป้าหลังเที่ยงคืนวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นบนเกาะนูซากัมบางัน หลายฝ่ายคาดว่าจะมีการประหารเช้ามืดวันพุธ เนื่องจากนักโทษได้รับแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ตามกฎหมายเมื่อวันเสาร์ ปกติอินโดนีเซียจะประหารนักโทษหลังเที่ยงคืนโดยเพชรฆาต 12 คน อัยการสูงสุดอินโดนีเซียย้ำจุดยืนของรัฐบาลวันนี้ว่า ไม่ได้อยากทำแต่จำเป็นเพื่อปกป้องประเทศจากภัยยาเสพติด นอกจากนี้ ทางการอินโดนีเซีย ได้เพิ่มมาตราการความปลอดภัยบริเวณเรือนจำบนเกาะชวาอย่างหนาแน่น โดยมีแพทย์ ที่ปรึกษาด้านศาสนา และเจ้าหน้าที่ยิงเป้าคอยเตรียมพร้อมปฏิบัติหน้าที่ไว้แล้ว ขณะที่ญาติของนักโทษประหารชีวิตชาวออสเตรเลีย 2 คนได้เดินทางมาเยี่ยมนักโทษเป็นครั้งสุดท้าย คำสั่งประหารชีวิตในอินโดนีเซียครั้งนี้ ทำให้วันเดียวกันนี้มีชาวฟิลิปปินส์และแรงงานชาวอินโดนีเซียออกมารวมตัวกันประท้วงหน้าสถานกงสุลอินโดนีเซียบนเกาะฮ่องกง ขอบคุณข้อมูล/ภาพ  tnamcot / Reuters MThai News

พระราชทานอภัยโทษ 35,000 นักโทษทั่วประเทศ
นักโทษ /  พระราชกฤษฎีกา / 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานอภัยโทษ 35,000 นักโทษทั่วประเทศ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศพระราชกฤษฎีกา ลงวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558 พระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย. 58 ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีทั้งสิ้น 17 มาตรา หลักเกณฑ์ผู้ต้องโทษที่มีสิทธิ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ต้องเป็นผู้ต้องขังที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ หรือเป็นผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังนี้ พิการตาบอดทั้ง 2 ข้าง มือหรือเท้าด้วนทั้งสองข้าง หรือเป็นบุคคลที่แพทย์รับรองว่าทุพพลภาพอย่างเห็นได้ชัด เจ็บป่วยด้วยโรคที่ได้รับการตรวจรับรองเอกฉันท์ว่า ไม่สามารถรักษาในเรือนจำให้หายได้ เช่น โรงเรื้อน, ไตวายเรื้อรัง, มะเร็ง, เอดส์ โดยจะต้องเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนด กรณีหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรกไม่ว่าความผิดเดียวหรือหลายคดี ซึ่งต้องรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนด เป็นคนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ซึ่งเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือคนที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป เป็นผู้ต้องโทษจำคุกครั้งแรกและมีอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นดีเยี่ยม ซึ่งมีโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 2 ปี สำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษมีดังนี้ ผู้ต้องขังเด็ดขาดต้องโทษประหารชีวิต ให้เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นจำคุก 50 ปี แล้วให้ลดโทษตามลำดับชั้น ประกอบด้วย ชั้นเยี่ยม 1 ใน 5, ชั้นดีมาก 1 ใน 5, ชั้นดี 1 ใน 6, ชั้นกลาง 1 ใน 7 ส่วนผู้ต้องขังคดียาเสพติดโทษจำคุกไม่เกิน 8 ปี มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ชั้นเยี่ยมลดโทษ 1 ใน 7, ชั้นดีมาก 1 ใน 8, ชั้นดี 1 ใน 9 และชั้นกลาง 1 ใน 10 ส่วนนักโทษเด็ดขาดที่ไม่อยู่ในข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษ ประกอบด้วยนักโทษเด็ดขาดชั้นเลวหรือชั้นเลวมาก, นักโทษคดียาเสพติดที่มีโทษจำคุกเกิน 8 ปีหรือจำคุกตลอดชีวิต เป็นต้น นายวิทยา สุริยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า  พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ มีจำนวนทั้งสิ้น 35,000 คนทั่วประเทศ โดยเป็นผู้ต้องขังกลุ่มที่มีโทษน้อย เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกคุมประพฤติและพักการลงโทษ ทั้งนี้ เรือนจำจะทยอยปล่อยผู้ต้องขังที่เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษต่อไป. MThai News

ประหาร!! พันศักดิ์ อดีตตำรวจเผานั่งยาง 'เสี่ยอ้วนโรงเกลือ'
ตลาดโรงเกลือ /  ประหารชีวิต / 

ศาลจังหวัดสระแก้ว พิพากษาสั่งประหารชีวิต "พันศักดิ์ มงคลศิลป์" อดีตตำรวจดัง อุ้มฆ่าเผานั่งยาง "เสี่ยอ้วน" ตลาดโรงเกลือปี 56 ขณะเจ้าตัวอยู่ระหว่างหลบหนี วันที่ 29 พ.ค. ศาลจังหวัดสระแก้วอ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักอัยการจังหวัดสระแก้ว และนางปาง หมุย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพันศักดิ์ มงคลศิลป์ อดีตสว.สส.สภ.เมืองปราจีนบุรี จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกรวม 5 คน คือ นายกฤษณะ หรือ ปอ ขัดศิริ จำเลยที่ 2 ,นายน้อย ขยันดี จำเลยที่ 3 ,นายนิคม หรือ ป๊อด มนต์ศิริ จำเลยที่ 4 และนายสมหมาย พุฒิเทศ จำเลยที่ 5  อุ้มฆ่าเผานั่งยาง นายชัยชนะ หมายงาน หรือ เสี่ยอ้วน ฉายา "เทพเจ้าสองแผ่นดิน" นักธุรกิจในตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ ซึ่งถูกอุ้มหายไปจากซอยบ้าน เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2556 โดยศาลได้เบิกตัวจำเลยที่ 2-4 เข้าร่วมฟังคำพิพากษา ส่วนนายพันศักดิ์ จำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างการหลบหนี หลังได้รับการประกันตัวออกไป และไม่ได้มาฟังคำพิพากษา ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 56 ช่วงเช้ามืดได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ บุกเข้าอุ้มเสี่ยอ้วนจากในซอยข้างบ้าน  โดยโจทก์ได้นำสืบตามพยานหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด ที่สามารถจับภาพเหตุการณ์ขณะคนร้ายกำลังก่อเหตุ ตั้งแต่หน้าปากซอยไปตามถนน รวมทั้งหลักฐานจากคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จนทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 5 คน และยังหลบหนีอีก 3 คน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากคำบรรยายของโจทก์ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งหมดกระทำความผิดจริง จึงพิพากษาให้ประหารชีวิต นายพันศักดิ์ มงคลศิลป์ จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต  ส่วนกรณีที่นางปางมุ้ย ภรรยาของนายชัยชนะ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าทำศพและค่าเลี้ยงดู จำนวน 7,800,000 บาท ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าทำศพเยี่ยงสามัญชนทั่วไปพึงปฏิบัติ คือ 300,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดู 24 เดือน จำนวน 400,000 บาท ทั้งนี้หลังศาลอ่านคำพิพากษา นางปางมุ้ยและบุตรของนายชัยชนะ ต่างร้องไห้ด้วยความดีใจที่ศาลให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว โดยคดีดังกล่าวเกิดในเวลาเช้าตรู่ ของวันที่ 1 ก.ค. 2556 ภายในบริเวณตลาดโรงเกลือ ที่จำเลยทั้งหมด โดยมีนายพันศักดิ์ เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันอุ้มนายชัยชนะ ขึ้นรถกระบะไปกักขัง และเผานั่งยางในเวลาต่อมาในพื้นที่ของ สภ.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2556 นายพันศักดิ์ได้ถูกจับกุม รวมถึงผู้ต้องหาที่ร่วมแก๊งก็ได้ทยอยถูกจับกุม และตำรวจได้ส่งฟ้องศาล โดยจำเลยที่ 2-4 ให้การรับสารภาพ แต่จำเลยที่1 นายพันศักดิ์ให้การปฏิเสธขอสู้คดี  ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวออกไป ในระหว่างการพิจารณคดี โดยศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อถึงกำหนดนายพันศักดิ์ได้ให้ทนายนำใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลรวมแพทย์ กทม.มาขอเลื่อนวันอ่านคำพิพากษา มาเป็นวันนี้ 22 เม.ย. 2558 แต่นายพันศักดิ์ ไม่มาฟังคำพิพากษาตามศาลนัด ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับทันที และเรียกปรับเงินประกัน จากนายประกันที่ได้ยื่นขอประกันตัวนายพันศักดิ์ไว้ พร้อมนัดอ่านคำพิพากษาเป็นวันนี้ (29 พ.ค.) จนมีคำพิพากษาประหารชีวิตดังกล่าว MThai News

อิเหนาปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษจากออสเตรเลีย
นักโทษประหาร /  ยาเสพติด / 

อินโดนีเซียปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษจากทางการออสเตรเลีย เพื่อยับยั้งการประหารชีวิต นักโทษสองรายในคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย  วันนี้ (5มี.ค.)สำนักข่าวบีบีซี รายงานข่าวว่าโฆษกกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซีย ออกมาปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากกรณที่ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียเสนอแลกเปลี่ยนตัวนักโทษกับทางการอินโดนีเซีย ซึ่งเงื่อนไขในครั้งนี้ เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของออสเตรเลีย เพื่อยับยั้งการประหารชีวิต นายแอนดรูว์ ชาน และ มูราน สุขุมาราน สองนักโทษคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย ที่กำลังจะถูกประหารในไม่นานต่อจากนี้ ก่อนหน้านี้ 'นายโทนี่ แอบบ็อท' นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่า ได้พยายามขอเจรจาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี โจโก วิโดโด้ ของอินโดนีเซียอีกครั้งในเรื่องการยกโทษประหารแก่นักโทษทั้งสอง พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า ทางการออสเตรเลียให้ความเคารพอินโดนีเซีย และถือว่ามิตรภาพระหว่างสองประเทศมีค่ายิ่ง โดยหวังว่าการยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่ออินโดนีเซียจะสำเร็จ แต่กลับไม่เป็นผล MThai News ที่มา BBC 

ย้อนรอย นายตร.นอกแถว มืออุ้มฆ่า 'เสี่ยอ้วนโรงเกลือ'
คดีอุ้มฆ่า /  คดีเพชรซาอุ / 

หากกล่าวถึง “คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ” ที่ผ่านมาในประเทศไทย ก็คงมีหลากหลายคดีดัง ที่ประชาชนต่างให้ความสนใจ พร้อมติดตามผลสรุปของคดีนั้นๆ และอีกหนึ่งคดีที่เป็นกระแสข่าวอันโด่งดังที่ผ่านมา คือคดีอุ้มฆ่า ไม่ว่าจะเป็น คดีอุ้มฆ่าตัดตอน หรือแม้กระทั่งฆาตกรรมนั่งเผายาง หลายๆคนก็คงพอจะจำกันได้อยู่ นั้นคือ… คดีอุ้มฆ่า “เสี่ยอ้วน” หรือ นายชัยชนะ หมายงาน วัย 67 ปี เจ้าของฉายา "เทพเจ้าสองแผ่นดิน" เนื่องจากเป็นเจ้าของบริษัทส่งเสริมสองแผ่นดิน จำกัด ที่ประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างไทย-กัมพูชา และเป็นผู้กว้างขวางในตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ปี พ.ศ. 2556 โดย “เสี่ยอ้วน” ถูกอุ้มไปฆ่าและเผาทิ้งในพื้นที่ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาแกะรอยหาตัวคนร้ายเพียง 11 วัน โดยมี พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.2 (ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น) สามารถจับกุม “นายพันศักดิ์ มงคลศิลป์” หรืออดีต พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคลศิลป์ สว.สส.สภ.เมืองปราจีนบุรี ร่วมกับพวกอีก 4 คน อุ้มฆ่า "เสี่ยอ้วน" หากพูดถึงประวัติของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ นายตำรวจ (นอกแถว) เป็นที่รู้จักกันดี เมื่อตกเป็นผู้ต้องหา ใน “คดีเพชรซาอุ” เมื่อปี พ.ศ.2532 ในฐานะหัวหน้าทีมอุ้มฆ่านางดาราวดี และด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ ภรรยาและบุตรของนายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ที่พัวพันกับคดีเพชร ของราชวงศ์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบีย ซึ่งในขณะนั้นมี พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ เข้ามาคลี่คลายคดีดังกล่าว แต่คดี.. ก็มาพลิก เมื่อสืบทราบได้ว่า พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ได้สั่งให้ลูกน้องทีมชุดสืบในขณะนั้น นั้นคือ… ทีมของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ ให้อุ้มนางดาราวดี และด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ โดยทำทีเป็นตั้งด่านตรวจค้น เพื่อกดดันให้นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ส่งเพชรที่เหลือคืน อย่างไรก็ตามนายสันติ ก็ยังไม่ส่งมอบเพชรคืน ทีมของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ จึงฆ่าปิดปากสองแม่ลูก แล้วอำพรางคดี ให้เหมือนว่าเป็นการเกิดอุบัติเหตุรถชน… คดีอุ้มฆ่า 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ พ.ต.ท.พันศักดิ์ตกเป็นจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 คือพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ที่เขาเป็นผู้ให้การซัดทอดเอง  ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1  ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งให้ความร่วมมือกับตำรวจด้วยดี ศาลลดหย่อนโทษจำคุกเพียง 40 ปี และได้รับการลดหย่อนโทษเรื่อยมา จนกระทั่งพ้นโทษออกมาเมื่อปี 2555  จึงได้มาประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง รับงานจากอบจ.สระแก้ว นอกจากนี้ พ.ต.ท.พันศักดิ์ ยังมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับคดีอุ้มฆ่าหลายคดีในพื้นที่ภาคตะวันออก ทั้งคดีอุ้มฆ่า ส.ท.สมเกียรติ น้อยเล็ก มือปืนชื่อดัง คดีอุ้มฆ่ากำนันประเชิญ บุญปราโมทย์ และยังมีชื่อพัวพันคดีอุ้มฆ่า นางตรีนุช บุญทวี ภรรยาของ ส.จ.ปราจีนบุรี ที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของแฟนสาว พ.ต.ท.พันศักดิ์ รวมทั้งยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอุ้มฆ่าหัวหน้าแขวงการทางพิเศษ จ.ปราจีนบุรี ที่มาติดพันแฟนสาวของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ ซึ่งล่าสุดเมื่อวานนี้ ( 29 พ.ค. 58 ) ศาลจังหวัดสระแก้ว พิพากษาสั่งประหารชีวิต “นายพันศักดิ์ มงคลศิลป์” ในคดีอุ้มฆ่าเผานั่งยาง “เสี่ยอ้วน” ตลาดโรงเกลือ แม้ในขณะนี้ นายพันศักดิ์ มงคลศิลป์ อดีตตำรวจชื่อดัง หรือจะเรียกได้ว่า “มืออุ้มฆ่าระดับพระกาฬ” ยังคงหลบหนีอยู่ แต่เชื่อได้ว่า... ไม่มีใครสามารถหนีผลกรรมที่ตนได้ก่อขึ้นไว้ได้ อยู่ที่ว่าจะได้รับผลกรรม “เร็ว” หรือ “ช้า” ก็เท่านั้น… MThai News

ศาลอัฟกาฯ สั่งประหาร4หนุ่มรุมทำร้ายสาว ย่างสดโยนทิ้งน้ำ
ประหาร /  ย่างสด / 

ศาลชั้นต้นอัฟกานิสถาน สั่งลงดาบผู้ต้องหา 4 ราย ให้รับโทษการประหารชีวิต ฐานรุมทำร้าย และสังหารหญิงวัย 27 พร้อมย่างสดริมแม่น้ำอย่างเหี้ยมโหด วานนี้ (6 พ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว ศาลชั้นต้นอัฟกานิสถาน พิพากษาโทษประหารชีวิตผู้ต้องหา 4 ราย ในคดีรุมทำร้ายร่างกาย น.ส.ฟาร์คุนดา วัย 27 ปี จนถึงแก่ความตายอย่างโหดร้ายทารุณ จากนั้นได้นำร่างไปเผาทำลาย และโยนทิ้งแม่น้ำในกรุงคาบูล เมื่อ 19 มี.ค.2558 หลังจากมีข่าวลือหลั่งไหลออกมาว่า เหยื่อเผาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งครั้งนั้นเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก จุดกระแสให้กลุ่มสตรีชาวอัฟกานิสถานจำนวนมาก และกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต พร้อมกันนี้ รายงานระบุว่า ศาลใช้เวลาไต่สวนนาน 3 วันในการพิจารณาข้อหาซึ่งรวมถึงทำร้ายร่างกาย ฆาตกรรม และปลุกระดมให้ผู้อื่นร่วมกระทำการอันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ของผู้ต้องสงสัย 49 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 19 นาย อย่างไรก็ตาม ศาลยังตัดสินจำคุกผู้ต้องหาอีก 8 รายเป็นเวลานาน 16 ปี อีก 18 คนพิพากษาว่าไม่มีความผิด ส่วนการพิจารณาข้อหาละเมิดหน้าที่ของตำรวจผู้ต้องสงสัย จะแถลงในวันที่ 10 พ.ค.นี้ MThai News ที่มา msmagazine สนับสนุนข้อมูลโดย ข่าวสด