ประวัติพระสังฆราช

6 ข้อดีของการมีแฟนเป็นผู้หญิงตัวเล็ก
ความรักวัยรุ่น

สาวๆ คนไหนที่คิดว่าหนุ่มๆ ส่วนมากนั้นชอบผู้หญิงตัวสูง หุ่นดี ขายาวๆ ทีนเอ็มไทยขอบอกเลยว่าก็ไม่เสมอไปนะ เพราะก็ยังมีหหนุ่มๆ ที่ชอบผู้หญิงตัวเล็กก็มีเยอะ แล้วอ่ะไรคือเสน่ห์ของสาวตัวเล็กหน่ะหรอ มาดูกันเลยดีกว่า ^^ 6 ข้อดีของการมีแฟนเป็นผู้หญิงตัวเล็ก 6 ข้อดีของการมีแฟนเป็นผู้หญิงตัวเล็ก 1. เธอจะดูเด็กตลอดกาล  สาวตัวเล็กจะดูเด็ก ถึงแม้เธอจะมีอายุมากขึ้น ก็ยังดูเด็กกว่าคนอื่นๆ บวกกับเสื้อผ้าที่เหมาะกับสาวตัวเล็ก ส่วนใหญ่จะออกแนวใสๆ ก็ยิ่งทำให้สาวตัวเล็กดูเด็กไปอีก แต่สาวตัวเล็กก็อย่านิ่งนอนใจนะคะ ถ้าไม่ดูแลตัวเองจนไปโตออกแนวข้างแทนความสูงล่ะก็ อาจจะน่ารักไม่ไหวเหมือนกันนะคะ 2. น่าเอ็นดู น่าทะนุถนอม สาวตัวเล็กส่วนใหญ่จะมือเล็กๆ เท้าเล็กๆ หน้าเล็กๆ คิดดูสิคะเวลาจูงมือกัน น่าเอ็นดูจะตาย เวลากอดก็โอบมิดทั้งตัว หรือจะลูบผมเธอด้วยความเอ็นดู ก็ยิ่งทำให้คุณผู้ชายดูอบอุ่น แมนขึ้นไปอีกค่า นอกจากนี้ ความสูงไม่เกินระดับไหล่ของเธอ ก็ทำให้เธอซบไหล่หรือแขนที่อบอุ่นของแฟนได้เวลาอยากอ้อนอีกด้วย 3. พกพาสะดวก สาวตัวเล็ก พกพาง่าย ถ้าเธอขึ้นรถคุณ ก็ไม่ต้องถอยเบาะให้ยุ่งยาก เวลาขึ้นรถไฟตู้นอน เธอก็จะนอนสบายไม่ต้องงอตัว เวลาเดินไม่ต้องระวังหัวชนอะไรง่ายๆ ที่สำคัญ ถ้าอยากจะขี่หลังแบบหนังเกาหลีล่ะก็ สบายตัวมากค่ะ พี่ชายไม่ต้องปวดหลังแน่นอ 4.  แฟนของสาวตัวเล็ก จะดูสูงขึ้นมาทันที  หนุ่มๆจะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ว่าจะดูเตี้ย ถ้าคุณมีแฟนตัวเล็ก ไม่ต้องมาเกร็งเวลาแฟนใส่ส้นสูง ใส่ไปเถอะ ยังไงก็เตี้ยกว่าคุณอยู่ดี เดินด้วยกันยังไงก็แมน นอกจากนี้ ยังเคยมีผลสำรวจออกมาว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ ต้องการแฟนที่สูงกว่า ถ้าคบสาวตัวเล็ก ก็หายห่วงเลยค่า 5.  ปกป้องและช่วยเหลือเธอได้ สาวตัวเล็กอาจจะเรี่ยวแรงน้อย หรือมีความสูงที่เป็นอุปสรรค จึงต้องการคนช่วยเหลือและปกป้อง เช่น หยิบของไม่ถึง ถือของเยอะๆไม่ไหว หรือก้าวขึ้นที่สูงๆลำบาก รวมทั้งอาจถูกรังแกง่ายๆ หนุ่มที่อยู่ข้างๆ สามารถโชว์สเตปพระเอกเกาหลีได้ง่ายดาย ด้วยการช่วยเธอเล็กๆน้อยๆ เช่น หยิบของที่อยู่สูงให้ ช่วยถือของ แค่นี้ก็เท่แล้วค่ะ  ยิ่งถ้าเธอต้องก้าวข้ามที่กว้างๆหรือสูงๆ โอกาสนี้ก็จับมือ หรืออุ้มไปเลยก็ได้ค่ะ พระเอ๊ก พระเอกอ้ะ ! 6.  เวลาทะเลาะกันไม่น่ากลัว  ถึงจะโมโห แต่ด้วยความตัวเล็ก ก็จะกลายเป็นดูง้องแง้งๆแง้วๆงุ้งงิ้งไปซะงั้น นอกจากนี้ สาวตัวเล็กสู้คนไม่ค่อยไหวหรอกค่ะ เธอจะไม่ใช้กำลังกับแฟน (เพราะสู้ไม่ได้) เพราะเกิดโดนสวนขึ้นมาตายแน่ๆ หรือหนุ่มๆจะยืดแขนตรง จับหน้าผากเธอไว้เบาๆแบบนี้ ก็รอดแล้วค่ะ  (คำเตือน : สาวตัวเล็กที่โหดก็มีนะคะ อย่าประมาท) ขอบคุณข้อมูล Amp_cuband  GFC www.girlsfriendclub.com

ไขข้อข้องใจ บริจาคเลือด ครบจำนวน ได้สิทธิรักษาพยาบาลเทียบราชการ จริงหรือไม่!
บริจาคเลือด /  บริจาคโลหิต / 

ขอเรียนชี้แจงให้ทราบ ถึงรายละเอียดสิทธิในการรักษาพยาบาลของผู้ บริจาคเลือด ที่ศูนย์บริการโลหิตฯ ได้ให้การช่วยเหลือ จะเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเฉพาะตัวผู้บริจาคโลหิตเท่านั้น มีดังนี้ ผู้บริจาคโลหิต 7 ครั้งขึ้นไป เป็นผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทย ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เสียค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญ ถ้าอยู่ห้องพิเศษ ผ่าตัด ผ่าตัดคลอดบุตร จะเสียเพียงกึ่งหนึ่งของอัตราที่กำหนด ผู้บริจาคโลหิต 24 ครั้งขึ้นไป เป็นผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทย ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้รับการยกเว้นเฉพาะค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญ ถ้าอยู่ห้องพิเศษ ผ่าตัด ผ่าตัดคลอดบุตร จะเสียเพียง ร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนด ผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไป อาศัยอำนาจจากกระทรวงสาธารณสุข ตามความในประเภท ข. ที่มีหนังสือรับรองจากสภากาชาดไทยว่าได้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไป ได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล และถ้าอยู่ห้องพิเศษ ได้รับความช่วยเหลือค่าห้องและค่าอาหารเพียงร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้ ผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไป อาศัยอำนาจจากกระทรวงสาธารณสุข ตามความในประเภท ค. ที่มีหนังสือรับรองจากสภากาชาดไทยว่าได้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไป ได้รับการช่วยเหลือเฉพาะค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษไม่เกินสิทธิอันพึงเบิกได้จากหน่วยงานต้นสังกัดก่อน ส่วนที่เกินสิทธิให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 สำหรับผู้ไม่มีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือเพียงร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้ สิทธินี้จะใช้ได้เฉพาะผู้ที่ไม่มีสิทธิอย่างอื่น เช่น ประกันสังคม หรือข้าราชการ และจะใช้ได้เฉพาะผู้ป่วยใน เมื่อได้ห้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว โดยให้ญาตินำบัตรประจำตัวของผู้บริจาคโลหิต ขอหนังสือรับรองผู้บริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ เพื่อนำไปลดหย่อนการรักษาพยาบาลเป็นครั้งๆไป สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2263 9600 ต่อ 1813 ที่มาข้อมูลจาก http://www.redcross.or.th

15 ข้อควรรู้!! ก่อนนมัสการรอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏ 2559
ความเชื่อ /  ทำบุญ / 

นมัสการรอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏ 2559 กำหนดการเปิดให้ขึ้นเขาคิชฌกูฏ ในปี 2559 ได้แจ้งออกมาแล้วนะคะ ว่าคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ - 7 เมษายน Horoscope.mthai เลยมีข้อแนะนำมาฝากกัน บางท่านอาจจะไปมาแล้ว แต่บางท่านอาจจะยังไม่เคยได้ไปสัมผัส และสำหรับท่านที่กำลังวางแผนจะเดินทางไปกราบไหว้นั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง ? ข้อแนะนำและข้อห้าม เมื่อเดินทางมาเขาคิชฌกูฏ จันทบุรี 1.ศึกษาวันที่เปิดและปิดเขาให้ชัดเจน เพราะในแต่ละปี การเปิดปิดเขาจะไม่ตรงกัน 2. เลือกวันเดินทางได้ตามสะดวก แต่ถ้าไม่ติดธุระเรื่องการทำงาน แนะนำให้มาวัน จันทร์ – พฤหัสบดี เพราะจำนวนคนจะไม่หนาแน่นมาก สามารถเดินขึ้นไปกราบไหว้ได้อย่างไม่อึดอัด 3.กระเป๋าสัมภาระที่ติดตัวมา ให้กระชับและไม่หนักมาก เพื่อความคล่องตัวในการเดินขึ้นเขาลงเขา และปีนขึ้นรถกระบะ 4.ช่วงเวลาที่เดินขึ้นลงเขา ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าเดินทางในช่วงกลางคืน ควรมีเสื้อกันหนาวหรือผ้าคลุมติดมาด้วย เพราะบนเขาอากาศหนาว 5.รองเท้าที่ใช้ในการเดิน ควรเป็นรองเท้าผ้าใบหรือหุ้มส้น เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเพิ่มความคล่องตัวระหว่างการเดินขึ้นลงเขาได้ และพื้นรองเท้าไม่ควรเรียบหรือบางเกินไป จะทำให้ลื่นล้มได้ 6.หากนำรถมาเอง คนขับควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการเดินทางขึ้นลงเขาจะเหนื่อยล้า การฝืนขับรถกลับจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ 7.ก่อนจะถึงช่วงเดินขึ้นเขาเพื่อไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาท จะต้องนั่งรถกระบะไป 2 ต่อ ต้องจับให้มั่นเพราะเส้นทางหวาดเสียวมากๆ แต่ไม่ต้องกังวลเพราะคนขับจะต้องได้รับการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี ถึงจะมาขับที่เขานี้ได้ 8.ระหว่างทางที่เดินไปสักการะรอยพระพุทธบาท จะสามารถเดินได้เรื่อยๆคนไม่แออัดมากค่ะ แต่เมื่อมาถึงบริเวณรอยพระพุทธบาทจริงๆ คนจะยืนกันหนาแน่นมาก ให้ทำตามที่ผู้ดูแลแนะนำเพื่อความเป็นระเบียบและควรมีน้ำใจให้กันด้วยนะคะ อย่าหงุดหงิดใจร้อน เดี๋ยวจะไม่ได้บุญ 9.การเดินทางมา เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี เพื่อมากราบไหว้ขอพร และสักการะ รอยพระพุทธบาท ดังนั้นควรสำรวมกิริยาและคำพูด ไม่พูดคำหยาบคาย ควรพูดแต่สิ่งดีๆ คิดแต่เรื่องดีๆ 10.ถึงแม้ว่าตลอดระยะทาง จะมีผู้คนโรยดอกดาวเรืองให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่มีความจำเป็นในการทำอย่างนั้น นอกจากเป็นจะภาระให้ผู้ที่ดูแลรักษาความสะอาดแล้ว เศษดอกดาวเรืองอาจทำให้ผู้ที่เดินเหยียบไปมา ลื่นล้มได้ ข้อนี้รวมถึงขยะทั่วไปด้วยนะคะ เพราะแทนที่จะได้บุญ อาจได้บาปกลับมาได้ค่ะ 11.อาหาร และ น้ำดื่ม มีให้เลือกซื้อกันตลอดทางค่ะ ราคาอาจจะสูงนิดหน่อย เพราะต้องบวกค่าขนส่งไปด้วย 12.เส้นทางเพื่อจะไปยังจุดสูงสุด ผ้าแดง เป็นทางลาดชัน เดินลำบากต้องเกาะเชือกไว้ตลอดทาง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แม่หมอไม่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเข่า 13.การเดินทางในช่วงกลางคืนควรมีไฟฉายติดตัวไปด้วย โดยเฉพาะเส้นระหว่างทางไปจุดผ้าแดง จะมืดกว่าปกติ 14.ไม่ควรสูบบุหรี่ระหว่างทาง เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญกับผู้อื่น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ทางผู้ดูแลได้ทำจุดสูบบุหรี่ไว้ให้ตลอดทางค่ะ ไม่ต้องกังวล 15.เป็นที่รู้กันว่ามาที่นี่ จะสามารถขอพรได้เพียง 1 อย่างเท่านั้น โดยตั้งจิตให้มั่น และขอพรที่ต้องการ 1 อย่าง ตลอดระยะทางที่เดิน แล้วพรนั้นจะสมหวังดังที่ตั้งใจ รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

ตื้นตันใจ! ชาวนาร่วมใจลงแขกเกี่ยวข้าวผืนนา 'ทรงพระเจริญ'
ข้าว /  ทำนา / 

ตื้นตันใจ! ชาวนา จ.นครสวรรค์ ร่วมใจลงแขกเกี่ยวข้าวบนผืนนา 'ทรงพระเจริญ' เพื่อฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากกรณีที่นายจีรพงษ์ จูอาภรณ์ อายุ 45 ปี เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 3 ต.บางพระหลวง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ สร้างความฮือฮาด้วยการได้เนรมิตพื้นที่การเกษตรกว่า 2 ไร่ของตนเอง ทำนาข้าว โดยมีการปลูกต้นข้าวเรียงรายให้ออกมาเป็นรูปตัวอักษรพยัญชนะไทย คำว่า “ทรงพระเจริญ” เพื่อฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสร้างความสวยงามอย่างมาก จนถึงขั้นมีผู้คนต่างเดินทางไปถ่ายภาพความสวยงามกันอย่างไม่ขาดสาย ตามที่ปรากฏเป็นข่าวดังไปแล้วนั้น ล่าสุดวันนี้ 9 ก.พ. นายธนาคม จงจิระ ผวจ.นครสวรรค์ พร้อมด้วย พล.ต.บุญยืน อินกว่าง ผบ.มทบ.31 และหัวหน้าส่วนราชการ เดินทางไปร่วมกันทำพิธี ลงแขกเกี่ยวข้าวที่แปลงนาอักษร "ทรงพระเจริญ" หลังถึงฤดูที่จะต้องเก็บเกี่ยวพันธุ์เมล็ดข้าวตามกำหนดครบ 3 เดือน โดยมีนายจีรพงษ์ จูอาภรณ์ เจ้าของแปลงนาดังกล่าว ชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงนักเรียนนักศึกษา กว่า 300 คน มาร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าวกันอย่างคึกคัก ส่วนเมล็ดพันธ้าวที่เก็บเกี่ยวได้ เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวปัง กข 41 ซึ่งนายจีรพงษ์ มีความประสงค์ที่จะเก็บส่วนหนึ่งไว้ทำนาในฤดูกาลต่อไป ขณะที่เมล็ดข้าวอีกส่วนหนึ่ง ได้ได้มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นำแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว ให้นำไปปลูกในแปลงของตนเอง เพื่อเสริมความเป็นมงคล ทางด้านด้าน นายจีรพงษ์ เปิดเผยว่า แปลงนาอักษร "ทรงพระเจริญ" ผืนนี้ ตนมีความตั้งใจทำอย่างมาก ที่จะทำความดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ท่านที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศมาโดยตลอด ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จไปได้ด้วยดี จนมาถึงวันนี้ ครบ 3 เดือนที่จะต้องเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูกไว้แล้ว ยิ่งทำให้ตนรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก ซึ่งในส่วนของการทำนาครั้งต่อไป ตนจะทำแบบนี้ทุกปี เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งยังสามารถทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

นิยายน่าอ่าน ปดิวรัดา ที่ถูกเขียนขึ้นกว่าครึ่งศตวรรษ
นิยายน่าอ่าน /  นิยายแนะนำ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยขอแนะนำนิยายรักโรแมนติก ที่กำลังได้ความนิยมทางโทรทัศน์อยู่ในตอนนี้ นั้นก็คือเรื่อง ปดิวรัดา โดยผู้เขียน สราญจิตต์ เรื่องราวปานพรหมลิขิตของคนแปลกหน้าสองคนต้องมาร่วมใช้ชีวิตร่วมเรือน สาวริน หญิงสาวจิตใจงดงาม และชายหนุ่มศรัณย์ ปลัดหนุ่มแดนใต้ ผู้ยังบอบช้ำจากความรักครั้งเก่า เรื่องราวที่น่าเข้มข้นนี้จะลงเอยเช่นไร สามารถติดตามกันต่อได้ในนิยายเล่มนี้ นิยายน่าอ่าน ปดิวรัดา ที่ถูกเขียนขึ้นกว่าครึ่งศตวรรษ “ปดิวรัดา” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2496 คือกว่า 60 ปีที่ผ่านมา แม้เค้าโครงเรื่องจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ หากจะสังเกตได้ว่าปัจจุบันนี้เค้าโครงเรื่องอย่างนี้ก็ยังมีอยู่ในนวนิยายยุคนี้ หากสิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนก็คือ แม้นวนิยายเรื่องนี้จะมีขนาดไม่ยาวนักหากก็สมบูรณ์ด้วยเหตุและผล ตลอดจนการกระทำของตัวละครล้วนมีที่มาที่ไป และก็ดุจเดียวกับนวนิยายยุคเก่า ที่มีข้อดีอยู่ที่การยกย่องและยึดถือคุณธรรมในการดำรงชีวิต ผ่านตัวละครเอกอย่าง ‘ริน’ หญิงสาวกำพร้าที่ยึดถือกตัญญูเป็นที่ตั้ง ทำให้แม้จะต้องทำในสิ่งที่ฝืนใจ แต่หากเพื่อผู้มีพระคุณแล้ว เธอก็น้อมใจยอมรับ แม้นวนิยายเรื่องนี้จะถูกเขียนขึ้นกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่ ริน ก็หาใช่นางเอกที่อ่อนแอ เจ้าน้ำตา และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อย่างที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยกันอยู่ แต่เธอกลับมีฝีปากคม ไม่ยอมถูกรังแก และลุกขึ้นต่อกรกับผู้หญิงที่เข้ามาทำให้ชีวิตครอบครัวเธอวุ่นวายได้อย่างน่าประหลาดใจ แตกต่างจากขนบของบุคลิกนางเอกยุค 2500 ที่นักอ่านคุ้นชิน แต่ถึงอย่างไร ริน ก็ยังคงเป็นนางเอกที่ดำรงตัวอยู่ในศีลธรรมอันดี กระทำสิ่งที่ถูกต้อง และน่าเอาเป็นตัวอย่าง จึงไม่อาจกล่าวได้ว่า “ปดิวรัดา” เป็นเพียงนวนิยายประโลมโลกย์ธรรมดาๆ ไปได้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ “ปดิวรัดา” โดดเด่นมาโดยตลอดก็คือ ชื่อเรื่องที่ไม่มีปรากฏในเนื้อเรื่องแต่อย่างใด หากเหมือนเป็นความจงใจของผู้เขียนที่เมื่อได้ทราบถึงความหมาย จึงจะเข้าใจวาเป็นชื่อเรื่องที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของนางเอกได้เป็นอย่างดี ชื่อนวนิยาย “ปดิวรัดา” นี้มีที่มาจากพระนามของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราช ปดิวรัดา พระอรรคชายาเธอ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั่นเอง เหนือสิ่งอื่นใด ปดิวรัดา จะนำท่านไปพิสูจน์ถึงอีกผลงานอันทรงคุณค่าของนักเขียนชั้นครูอย่าง ‘สราญจิตต์’ หรือในอีกนามปากกาคือ จินตะหรา ว่าได้แทรกซ่อนสิ่งใดไว้ในนวนิยายที่จะประโลมใจผู้อ่านเล่มนี้บ้าง จงอย่าแปลกใจเลย ถ้าหากว่าคุณได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้แล้วจะอยากอ่านงานชิ้นอื่นของ สราญจิตต์ อีก อนึ่ง ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ ได้มีการปรับแก้ชื่อตัวละครที่ลักลั่นกันอยู่ตลอดเล่มจากการพิมพ์ครั้งก่อน ทั้งนี้ได้กระทำด้วยความเคารพต่อบทประพันธ์ จึงหวังใจว่าจะเป็นผลงานชิ้นที่งดงามสมบูรณ์ เป็นที่ถูกใจนักอ่านทั่วกัน เครดิตข้อมูลและภาพจาก mbookstore.com

กัวฟู่เฉิง ฟิตร่างกายหนัก!!! จาก ปีศาจกระทิง สู่ ซุนหงอคง ใน ไซอิ๋ว 2
The Monkey King 2 /  กัวฟู่เฉิง / 

กลับมาเป็นนักแสดงเรื่อง ไซอิ๋ว อีกครั้ง สำหรับ กัวฟู่เฉิง ที่เคยรับบทเป็น "ปีศาจกระทิง" มาแล้วเมื่อภาคแรก มาคราวนี้ “The Monkey King 2 หรือ ไซอิ๋ว 2 ตอน ศึกราชาวานรพิชิตมาร” กัวฟู่เฉิงก็ได้ถูกทาบทามจาก ผู้กำกับ เจิ้งป๋อไช่ ให้มารับบทเด่นอย่าง ซุนหงอคง เรื่องนี้ทำเอาเจ้าตัวถึงกับออกอาการประหลาดใจมากเลยทีเดียว โดยได้บอกว่า ตนรู้สึกแปลกใจมาก เพราะรู้ดีว่าภาคแรกตัวละครที่ตนเล่นจะไม่สามารถกลับมาเล่นภาคนี้ได้อีกแล้ว เพราะโดนหงอคงกำจัดไปแล้ว แต่เมื่อผู้กำกับบอกว่าตนจะได้รับบท ซุนหงอคง ก็ยิ่งกังวนว่าคาแรกเตอร์ตนจะเข้ากับบทบาทได้ไหม ซึ่งเรื่องนี้ผู้กำกับก็ยืนยันว่า หงอคงมีความเป็นวัยรุ่นมากขึ้น โตขึ้น มีความเอาแต่ใจน้อยลง แต่ว่าในภาคนี้หงอคงต้องการการยอมรับมากขึ้น ตัวละครหงอคงจึงเข้มขึ้นตาม นั่นจึงเป็นเหตุผลผู้กำกับต้องการให้ตนมารับบทนี้ โดย กัวฟู่เฉิง ยังบอกอีกว่า เรื่องนี้ตนต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อให้ได้เข้าฉากในเวลา 9 โมงเช้าให้ได้ โดยใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงในการแต่งหน้า ยิ่งไปกว่านั้น อีก 3 ชั่วโมง เพื่อล้างเมคอัพหน้าออก จนเกิดความคิดว่าครั้งหน้าถ้าต้องเล่นเป็นหงอคงอีกตนจะรับเล่นดีไหม เพราะต้องใช้เวลานานมาก ๆ ในการแต่งเอฟเฟกซ์ ที่สำคัญมันลำบากมากในการจะทำอะไร ขณะที่เรามีขนติดเต็มทั้งตัวแบบนั้น ทั้งนี้ เจ้าตัวยังขอฝากภาพยนตร์ ไซอิ๋ว 2 ตอน ศึกราชาวานรพิชิตมาร ว่า ทีมงานทุกคนทุ่มเทกันมาก ๆ เพื่อให้หนังออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ตนเชื่อในมือ เจิ้งป๋อไช่ วิสัยทัศน์ของเขาจะต้องทำให้งานสเปเชี่ยลเอฟเฟกซ์ยอดเยี่ยมมากแน่ ๆ งานแอ็คชั่นก็ได้ หงจินเป่า มาร่วมสร้างสรรค์และกำกับคิวบู๊ ซึ่งเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ๆ จะได้รับ               ไซอิ๋ว 2 ตอน ศึกราชาวานรพิชิตมาร เป็นการบอกเล่าเรื่องราวหลังจาก พระถังซัมจั๋ง ปลดปล่อย ซุนหงอคง จากการจองจำมากว่า 500 ปี พร้อมภารกิจสำคัญในการเดินทางเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก ณ ชมพูทวีป ร่วมกับ ตือโป๊ยก่าย และ ซัวเจ๋ง แต่ระหว่างทางพวกเขายังต้องเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ด้วยการต่อกรกับศัตรูตัวฉกาจอย่าง “ปีศาจกระดูกขาว” พบกับความมันส์เต็มพิกัดกับภาพยนตร์สุดยอดสเปเชี่ยลตระการตารอคุณมาพิสูจน์ใน “ไซอิ๋ว 2 ตอน ศึกราชาวานรพิชิตมาร” วันนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั้งในระบบ 2D และ 3D

Paint Bar (เพ้นต์บาร์) ทองหล่อ บาร์ศิลปะที่แรกและที่เดียวในเมืองไทย
ทองหล่อ /  บาร์ / 

กลับมากับการรีวิวร้านที่น่านั่ง ร้านสวยๆ บรรยากาศดีสไตล์คนเมือง วันนี้มาทำความรู้จักกับร้านของคนที่รักงานศิลปะ ใครที่ชื่นชอบในงานศิลป์ ชอบสัมผัสพู่กัน ชอบใช้เส้นและสีต่างๆ ต้องไม่ควรที่จะพลาดร้านนี้อย่างแน่นอน กับร้าน Paint Bar ทองหล่อ สุขุมวิท 49 บาร์อาหารและเครื่องดื่ม หลายคนคงจะไม่คาดคิดว่า ร้านแบบนี้จะมีอยู่จริงๆ เหรอ ที่เป็นแกลเลอรี่ภาพวาด เปิดคลาสสอนเรียนศิลปะพร้อมไปกับบาร์อาหารและเครื่องดื่ม กลางใจเมือง Paint Bar (เพ้นต์บาร์) ทองหล่อ บาร์ศิลปะที่แรกและที่เดียวในเมืองไทย Paint Bar ตั้งอยู่ในโครงการ Piman สุขุมวิท 49 เลี้ยวเข้าที่าจอดรถ ร้านจะอยู่ด้านซ้ายของโครงการ เดินตามป้ายร้านเข้ามา กดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 6 ก็จะเจอร้าน Paint Bar แม้ร้านจะดูเล็กๆ แต่ตกแต่งด้วยทิศทางที่เหมาะสม ทำให้ดูกว้างสบายตามากยิ่งขึ้น ร้านตกแต่งสไตล์ลอฟท์ ผนังปูนเปลือย ประกอบกับการจัดแสงไฟสีนวลๆ บวกกับแสงพระอาทิตย์ที่เล็ดลอดจากกระจกบานใหญ่ด้านข้าง กั้นแสงแดดยามบ่ายด้วยผ้าม่านสีขาว ทำให้บาร์เล็กๆ แบบนี้ ดูกว้างและไม่อึดอัดจนเกินไป แม้มีแสงแดดส่องเข้ามาเต็มที่ก็ไม่ได้ร้อนจนเกินไป แถมรู้สึกอบอุ่นด้วยซ่ำ ในส่วนของศิลปะนั้น ที่นี้เปิดคลาสเรียนศิลปะด้วย สำหรับคนที่ชอบศิลปะแต่ยังไม่เคยลงมือวาดเอง ในเรื่องราคา หากมาวัน อังคาร - พฤหัสบดี 649 บาท และ ศุกร์ - อาทิตย์ 799 บาท ก่อนเข้ามาให้โทรมาจองคลาสกันก่อน ( สามารถดูตารางและละวันได้ที่ paintbarbangkok.com ) สอนในเรื่องเทคนิคการใช้แปรงใช้สี รับรองว่าวาดเป็นกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เรียนเลย ชมศิลปะภาพวาด หรือระหว่างเรียนวาดรูป สามารถสั่งของทานและเครื่องดื่มมาได้ เป็นการบิ้วอารมณ์กันสักเล็กน้อย เมนูของทานเล่นจะมีทั้งหมด 6 เมนู ทุกอย่างราคา 119 บาท เท่ากันหมด อาจจะมียกเว้นเมนูพิเศษและเครื่องดื่มจะเป็นอีกราคาหนึ่ง ฝากไว้กับร้าน Paint Bar ทองหล่อ สุขุมวิท 49 บาร์อาร์ตๆ ที่มีความเป็นศิลปะอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้าน จัดแสงไฟเพื่อเอื้อต่อการถ่ายรูปสวยๆ อีกด้วย ทั้งอาหารและเครื่องดื่มจัดไว้เตรียมพร้อมทุกวันทุกเวลา พิเศษสำหรับสมาชิก MThai โชว์คอนเทนต์ Paint Bar ของ Food.MThai รับส่วนลดไปเลย 20 % ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนที่ 2 ลุ้นรับรับคลาสเรียนฟรี 2 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง คำถาม : ร้านนี้อยู่สุขุมวิทอะไรและตั้งอยู่ที่โครงการอะไร ? ** ผู้ที่ร่วมกิจกรรม ควรทำการ ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก ก่อนตอบ และทำการอัพเดทข้อมูล ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ ในProfileของคุณให้เรียบร้อย เพื่อการจัดส่งของรางวัลง่ายขึ้น ผู้ที่มีชื่อได้รางวัลแต่ไม่มีที่อยู่ในการจัดส่ง ทางเราจะถือว่าสละสิทธิ์ให้ผู้อื่นทันที

แฉแหลก! อบต.หนองหงส์อ้างดูงาน จัดทริปแอ่วเหนือรับลมหนาว
ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน /  ศึกษาดูงานอบต. / 

โลกออนไลน์วิจารณ์สนั่น! หลังเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน แฉ! อบต.หนองหงส์ อ้างดูงาน แต่จัดทริปแอ่วเหนือรับลมหนาว   วันนี้ (9ก.พ.) เป็นเรื่องราวที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ หลังจากแฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้โพสต์ภาพและข้อความเผยเกี่ยวกับปมส่อทุจริตของ อบต.หนองหงส์ อ.ทุ่งสง นครศรีธรรมราช ที่มีการจัดทริปเที่ยวภาคเหนือรับลมหนาว ไป จ.พิษณุโลก จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย พากันเที่ยวชมเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม และดนตรีในสวน ดอยตุง-แม่ฟ้าหลวง สามเหลี่ยมทองคำ ดอยอ่างขาง ไร่ชา 2000 ขากลับแวะตลาดร้อยปีสามชุก สุพรรณบุรี  โดยอ้างศึกษาดูงาน ทางเพจระบุรายละเอียดไว้ดังนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดโครงการฝึกอบรมสัมมนาศึกษาดูงานเพิ่มศักยภาพ สำหรับผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้าง ประจำปี 2559ระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2559 ที่จังหวัดพิษณุโลก เชียงใหม่และเชียงราย การศึกษาดูงานดังกล่าวเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวรสำคัญในภาคเหนือเป็นหลัก มีกิจกรรมเข้าพบรับฟังบรรยายจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประปรายรายทาง โดยพบว่าคณะออกเดินทางช่วงเย็นวันที่ 19 มกราคม 2559 ถึงจังหวัดพิษณุโลกช่วงเช้าของวันที่ 20 มกราคม 2559 เข้าสักการะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดชื่อดังของจังหวัดพิษณุโลกเป็นที่แรก ช่วงสายเข้ารับฟังบรรยายที่เทศบาลนครพิษณุโลก จากนั้นเดินทางไปยังวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง จังหวัดแพร่ และมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย เที่ยวชมงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งามและดนตรีในสวน ครั้งที่ 12 ต่อมา วันที่ 21 มกราคม 2559 ได้เดินทางไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ฟ้าหลวง เที่ยวชมดอยตุง-แม่ฟ้าหลวง ก่อนเดินทางต่อไปยังสามเหลี่ยมทอง ช่วงค่ำเข้าพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในแม่สาย รุ่งเช้ามุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่และใช้เวลาช่วงบ่ายที่สวนส้มธนาธร อ.ฝาง เชียงใหม่ จากนั้นจึงเดินทางไปพักที่ดอยอ่างขาง ช่วงเช้าวันถัดมา 23 มกราคม ใช้เวลาชมความสวยงามบนดอยอ่าง ตกสายไปยังไร่ชา 2,000 บ้านขอบด้ง อ.อ่างขาง ช่วงค่ำเดินทางไปพักที่จังหวัดกำแพงเพชร จากนั้น วันที่ 24 มกราคม เดินทางกลับ โดยระหว่างทางได้แวะที่ตลาดร้อยปีสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนมุ่งหน้ากลับจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มา ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

แชร์ว่อน! เรื่องราวพระธุดงค์ เดินเท้าจากหนองคายมุ่งหน้าชลบุรี
พระ /  พระธุดงค์ / 

แชร์ว่อน! เรื่องราวพระธุดงค์ เดินเท้าจากหนองคายมุ่งหน้าชลบุรี ชาวบ้านต่างบอกต่อว่าน่าเลื่อมใส กลายเป็นประเด็นฮือฮาในโลกออนไลน์ สำหรับภาพของพระสงฆ์ออกเดินธุดงค์ ด้วยการเดินเท้าจากจังหวัดหนองคายไปจังหวัดชลบุรี โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊คชื่อช่างหนู เมืองชล ได้โพสต์ภาพของพระรูปหนึ่งกำลังเดินธุดงค์ ด้วยเท้าเปล่า พร้อมบอกเล่าว่า "ท่านใดที่เจอ พระรูปนี้ ทำบุญตักบาตรได้เลยครับ เพราะผมอยู่ อ.เมืองชลบุรี เจอท่านเดินอยู่หน้า ค่ายนวมินทร์ ( ค่ายทหาร ร.21 ) ตอนเวลา 13.30 น เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บนถนนสุขุมวิท ฝั่งขาเข้าตัวเมืองชล วันนี้ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผมต้องไปซ่อมเครื่องซักผ้าที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อ่าวอุดม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เจอพระรูปนี้ท่านเดิน อยู่บนถนนสุขุมวิท ใกล้ๆ กับ ค่ายลูกเสือศรีราชา เวลา 13.30 น เวลาเดียวกันกับเมื่อวานวันที่ 3 วันแรกที่เจอท่านกระผมไม่แน่ใจว่าท่านเป็นพระแท้หรือไม่" พอวันนี้สงสัยครับต้องลงถามให้แน่ใจว่าท่านทำไมถึงต้องเดินมาไกลมากๆ ระยะทาง จากตรงจุดแรกที่ผมเจอวันก่อน จากหน้าค่ายนวมินทร์ ถึง ค่ายลูกเสือศรีราชา ไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตร ผมขับรถเลยท่านมา เพื่อจะหาซื้อน้ำถวายท่าน ยังไงก็ตามถ้าท่านไม่เป็นพระก็คงไม่เป็นไร พอพระท่านนี้เดินมาใกล้ๆ ผมก็ถวายน้ำท่านก็ให้ศิลให้พรแบบแปลกๆ คล้ายๆ กับพระป่าสายกรรมฐาน แล้วผมก็ถามว่า ท่านมาจากที่ไหน พอท่านตอบถึงกับ อึ้งครับมาจาก จ.หนองคาย ตั้งแต่ออกพรรษา พอถามว่าท่านจะเดินไปที่ไหน ท่านตอบว่าไม่มีจุดหมายเข้าพรรษาวันไหนจะจำวัด ที่วัดที่ใกล้ที่สุด ท่านตอบแบบนี้จริงๆ และสิ่งที่ผมแปลกใจเป็นที่สุดคือ ท่านมองผมแล้วท่านบอกกับผมว่า โยมมิตรแท้ของโยมหายากนะ โยมที่ผ่านมาโยมทำคุณกับคนไม่ขึ้นนะ ทุกข์ของโยมมีมาก อาตมาขอให้โยมทิ้งทุกข์โศกโรคภัยไว้ตรงนี้ ทิ้งสิ่งไม่ดีไว้ตรงนี้ แล้วตั้งอยู่ใน ศีลในธรรม กรรมดีไม่ไปไหน เชื่อ อาตมา นะโยมนะ ที่ผ่านมาให้คิดเป็นบทเรียน อย่าถือความแค้นไว้ในใจ ให้ปล่อยวางนะโยม แล้วท่านก็เดินจากไป ทิ้งความงงงันและขนลุกไว้กับผม ผมพูดกับท่านไม่ถึง ยี่สิบคำด้วยซ้ำ แล้วท่านรู้ได้ยังไง" "ถ้าใครมีญาติอยู่แถวๆ อ่าวอุดม จนถึง พัทยา สัตหีบ หรือตัวท่านเองอยู่แถวๆ นั้น ถ้าเจอพระรูปนี้ ทำบุญใส่บาตร เถอะครับ ใส่บาตรได้อย่างสนิทใจ" หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกันหลายเสียงว่าได้เจอกับพระธุดงค์รูปนี้ น่าเลื่อมใสมาก ซึ่งได้บอกเล่าว่าชาวบ้านถวายน้ำดื่มให้ท่านเสมอ แต่ท่านไม่รับปัจจัยในรูปแบบของเงิน ขอบคุณภาพ ช่างหนู เมืองชล MThai News

ชวนไปดู เทศกาลโคมไฟ เฟสติวัล 2016 แสงสีแห่งเมืองปากน้ำ
Lantern Festival 2016 /  ดูไฟ / 

หากใครได้ไปแถว จ.สมุทรปราการ อยากเดินเล่นชิลๆ ถ่ายรุปไฟสวยๆ แนะนำให้ไปงานประเพณี เทศกาลโคมไฟเฟสติวัล แสงสีแห่งเมืองปากน้ำ หรือ Lantern Festival 2016 ซึ่งจัดเป็นปีที่ 4 แล้ว งานในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-28 กุมภาพันธ์ 2559 เทศกาลโคมไฟ เฟสติวัล 2016 เมืองปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ทางมูลนิธิธรรมกตัญญู (เสียนหลอไต้เทียนกง) ได้นำโคมไฟแฟนตาซี โคมไฟเทพเจ้า และโคมไฟสัตว์มงคลมาแสดงให้ชมกันฟรีๆ กว่า 5,000 ดวง นอกจากนี้ ภายในบริเวณงานยังมีกิจกรรมประเพณีอีกมากมาย ที่รอให้ท่านไปสัมผัส เช่น กิจกรรมเสริมความเป็นมงคลด้วยการข้ามสะพานและลอดซุ้มมงคล, การกราบไหว้ขอพรเทพเจ้าให้สำเร็จรอบด้าน ในส่วนของประเพณีต่างๆที่มี เช่น ประเพณีรับบัว, งานหลวงปู่ปาน, งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ และงานกาชาดจังหวัด งานนี้บอกได้เลยว่าถ่ายรูปก็เพลิน เดินเที่ยวก็ละลานตา แต่สิ่งที่น่าสนใจยังไม่หมด เพราะยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆภายในงานด้วย เช่น เมืองโบราณ, ฟาร์มจระเข้สวนสัตว์สมุทรปราการ, ตลาดน้ำคลองสวนร้อยปี, สถานตากอากาศบางปู, พิพิธภณฑ์ช้างเอราวัณ และอื่นๆอีกมากมาย และที่พลาดไม่ได้ สำหรับท่านที่เตรงกับปีชง ทั้ง 4 นักษัตร นี้ ได้แก่ ปีขาล (ชง 100%), ปีวอก (ชง 75%), ปีมะเส็ง (ชง 50%) และปีกุน (ชง 25%) รวมไปถึงท่านที่เกิดในปีนักษัตรอื่นๆ ก็สามารถเข้าร่วมพิธีแก้ชงได้ด้วยการเขียนแผ่นทอง ระบุชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด ฝากดวงชะตากับเทพเจ้า 5 พระองค์ได้ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับชีวิต การเดินทาง :  - ศาลเจ้ามูลนิธิธรรมกตัญญู (เสียนหลอไต้เทียนกง) ถ.สุขุมวิท (สายเก่า) ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ - ใช้เส้นถ.สุขุมวิท (สายเก่า) ทางเดียวกับที่ไปเมืองโบราณและบางปู ตรงมาเรื่อยๆจนถึงกิโลเมตรที่ 33 จะเห้นทางเข้าอยู่ซ้ายมือ (ทางเข้าศาลเจ้าฯ จะอยู่ห่างจากปากทางเข้าเมืองโบราณประมาณ 1 กม) รถประจำทาง: - มีรถสองแถวเล็กสาย 36 ปากน้ำ - นิคมบางปู - รถสองแถวใหญ่ ปากน้ำ - ตำหรุ - รถตู้ประจำทางสาย สำโรง - คลองด่าน เวลา: เปิดทุกวัน เวลา 8.00 -21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 02-2323-3120-5 ขอบคุณรูปภาพจาก นสพ.โฟกัสนิวส์ จ.สมุทรปราการ

หวั่นอันตราย! จับ
ฆ่าหั่นศพ /  เจ้าพระยา / 

ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เผย "อาตูร์" ฆ่าหั่นศพ นอนคุกวันแรก ไม่เครียด นอนหลับ กินได้ จับแยกขังเดี่ยวหวั่นอันตราย วันนี้ (11 ก.พ.) นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เปิดเผยว่า ตามที่ศาลได้อนุมัติให้ฝากขังผัดแรก นายอาตูร์ เซการ์รา ปรินเซป หรือ นายอาร์เทอร์ อายุ 37 ปี ชาวสเปน ในข้อหาลักพาตัว กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย ทรมาน ฆ่าคนตาย ปิดบังซ่อนเร้นอำพราง ทำลายศพ และรีดเอาทรัพย์สิน จากการฆ่าหั่นศพ นายเดวิด เบอร์นาร์ด  อายุ 40 ปี นักธุรกิจชาวสเปน และนำตัวมาควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ นั้น โดยตลอดทั้งคืน นายอาตูร์ ถูกจับแยกขังเดี่ยวในแดนแรกรับของเรือนจำ เนื่องจากหวั่นเกรงเรื่องอาจเกิดอันตรายได้ โดย นายอาตูร์ รับประทานอาหารได้ นอนหลับ และไม่เครียดอะไร อีกทั้ง ไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ ซึ่งทางเรือนจำได้ปฏิบัติกับผู้ต้องหา ตามระเบียบของเรือนจำเหมือนคนอื่น สำหรับความคืบหน้าทางคดีในวันนี้ (11 ก.พ.) คาดว่า ทางสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน จะทำการสรุปผลการตรวจพยานหลักฐานที่เก็บมาได้จำนวนหลายชิ้น และทำการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อไป ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- พลตำรวจเอกชวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดพระสีหนุ ของกัมพูชา เปิดเผยเมื่อวานนี้ ว่า สามารถจับกุมตัวชายชาวสเปน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีฆาตกรรมเพื่อนร่วมชาติ ที่มีการพบชิ้นส่วนร่างกายถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน   โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้ คือ นายอาตูร์ หรืออาเธอร์ เซการ์รา ปริ๊นเซป อายุ 36 ปี ถูกจับกุมได้เมื่อเย็นวันอาทิตย์ ที่เมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งของกัมพูชา หลังจากที่เขาเดินทางมาถึงกัมพูชาไม่กี่วันก่อนหน้านี้  ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดพระสีหนุ กล่าวด้วยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นตามการร้องขอจากประเทศไทย และทางการกัมพูชาจะส่งตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ให้แก่ทางการไทย ก่อนหน้านี้ ตำรวจจังหวัดสุรินทร์ พบรถจักรยานยนต์ ที่คาดว่าเป็นของผู้ต้องสงสัย ถูกจอดทิ้งไว้ใกล้กับตลาดชายแดน ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เป็นไปได้ที่ผู้ต้องหาจะหลบหนีข้ามไปยังฝั่งประเทศกัมพูชาแล้ว ขณะที่ผลชันสูตรของตำรวจไทย พบว่า ผู้เสียชีวิต คือ นายเดวิด  เบอร์นาร์ด  นักธุรกิจชาวสเปน ซึ่งคาดว่าถูกลักพาตัว, ทรมาน และถูกบังคับให้โอนเงินจำนวนมาก ก่อนถูกฆาตกรรม  ส่วนประเด็นการสืบสวนมุ่งเป้าไปที่การลักพาตัว เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมืด โดยเหตุที่คนร้ายได้เงินแล้ว แต่ยังฆ่าหั่นศพผู้ตายอย่างโหดเหี้ยม เชื่อว่าน่าจะเกิดจากคนร้ายต้องการเงินเพิ่ม หรือได้เงินไม่ครบ เพราะถูกธนาคารในไทยและสิงคโปร์ตรวจพบความผิดปกติ จึงระงับการทำธุรกรรมไปกว่า 3 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 10 ล้านบาท ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เจ้าหน้าตร.อำเภอคลองใหญ่ จ.ตราด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์มาลงที่สนามกีฬา อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อรับตัว นายอาตูร์ เซการ์รา ปริ๊นเซป ผู้ต้องหาในคดีฆ่าหั่นศพชาวสเปน หลังรับทราบว่า ถูกตำรวจกัมพูชาจับกุมตัวได้ที่จังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ด้าน น.อ.ดิเรก อินทวงศ์ หัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ตราด เปิดเผยว่า หลังจาก พ.ต.อ.อนุชา สุทธยดิลก ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ สถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ได้ประสานงานตำรวจแห่งชาติของกัมพูชา เพื่อประสานการจับกุมตัว นายอาตูร์ เซการ์รา ปริ๊นเซป อายุ 37 ปี คนร้ายที่ก่อเหตุฆ่าหั่นศพชาวสเปน แล้วหลบหนีออกนอกประเทศไทย ทางช่องโอเสม็ด จ.สุรินทร์ และเดินทางมาหลบอยู่ที่ จ.สีหนุวิลล์ จึงได้ทำการตรวจสอบและติดตามจับกุมตัวได้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พร้อมควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจในกรุงสีหนุวิลล์ พร้อมกับได้ประสานงานเพื่อให้ตำรวจไทย เข้ามารับตัวที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.ตราด ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ ในเวลา 12.00 น.ที่ผ่านมา ส่วนบรรยากาศที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและกัมพูชา เดินทางเข้าออกกันตามปกติ และมีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตราด และฝ่ายทหารอยู่ในพื้นที่จำนวนหนึ่ง ก่อนนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ10 พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้เข้าตรวจสอบห้องพักของ นายอาเธอร์ หรือ อาตูร์ เซการ์รา ปริ๊นเซป ชาวสเปน ผู้ต้องหาในคดีฆ่าหั่นศพ นายเดวิด เบอร์นาร์ด ชาวสเปน ย่านพระราม 9 และนำชิ้นส่วนไปทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา หลังตำรวจเชื่อว่า จุดนี้จะเป็นจุดฆ่าและหั่นศพนายเดวิด พล.ต.อ.ปัญญา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ พบว่า นายอาตูร์ เช่าห้องพักที่คอนโดแห่งนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558 และอาศัยอยู่ที่นี่เป็นประจำ โดยมี น.ส.ปริศนา แสนอุบล เข้ามาพักด้วยเป็นบางครั้ง และจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา บันทึกภาพขณะนายเดวิด เข้ามาภายในคอนโดแห่งนี้ และไม่พบว่า นายเดวิด ออกไปจากคอนโด พบเพียง นายอาตูร์ เข้าออก และมีการขนตู้แช่ออกจากคอนโด ไปไว้ที่บ้านเช่าหลังหนึ่งย่านรามคำแหง เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ต้องรอผลตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน ในการตรวจหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในครั้งนี้ เพื่อยืนยันความชัดเจนอีกครั้ง ............................................................................................................................................................... พล.ต.อ.เดชณรงค์ ยืนยัน ได้ตัว อาตูร์ ผู้ต้องสงสัยคดีฆ่าหั่นศพจากกัมพูชาแน่นอน ด้าน ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ปัดไม่รู้ส่งตัวให้ไทยวันนี้ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา (สบ 10) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีฆ่าหั่นศพ นายเดวิด เบอร์นาร์ด อายุ 39 ปี นักธุรกิจชาวสเปน ทิ้งในแม่น้ำเจ้าพระยา ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้ควบคุมตัว นายอาตูร์ เซการ์รา ปริ๊นเซป อายุ 37 ปี ชาวสเปน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยได้ขณะที่กำลังจะหลบหนีไปทางทะเล ทั้งนี้ยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ได้ตัวนายอาตูร์แน่นอนแต่ต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งไทยกับกัมพูชามีสนธิสัญญากันอยู่แล้วในส่วนนี้ โดยหากทางพนักงานสอบสวน สามารถรวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับได้จะทำให้การดำเนินการคดี และประสานขอตัวนายอาตูร์กับกัมพูชามีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ต้องรอทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาอีกครั้งว่าจะแจ้งข้อหา นายอาตูร์ ในเรื่องใด อาทิ การหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย พร้อมกันนี้ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา จะส่งตัวนายอาตูร์ เซการ์รา ปริ๊นเซป ผู้ต้องสงสัยคดีฆ่าหั่นศพในวันนี้ที่จังหวัดสระแก้วว่า ยังไม่ทราบข้อมูล และยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม วันนี้ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา (สบ 10) จะประชุมที่ศูนย์สืบสวนนครบาล ถึงความคืบหน้าคดีหั่นศพเพื่อเร่งรัดคดี ............................................................................................................................................................... ตำรวจกัมพูชา จับกุม "อาตูร์" ผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าหั่นศพ "นายเดวิด เบอร์นาร์ด" ชาวสเปนได้ที่ สีหนุวิลล์ เมืองชายทะเลสุดหรู ขณะพยามหลบหนี เว็บไซต์สำนักข่าว ฟอกซ์ นิวส์ รายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 7 ก.พ. ตำรวจกัมพูชา สามารถจับกุมตัว นายอาตูร์ หรือ อาเธอร์ เซกราร่า ปรินเซป ผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าหั่นศพ นายเดวิด เบอร์นาร์ด  นักธุรกิจชาวสเปน ที่ สีหนุวิลล์ เมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดของกัมพูชา จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกัมพูชา ที่บอกกับทางสำนักข่าว EFE ผ่านทางโทรศัพท์ว่า สามารถจับกุมนายอาตูร์ได้ที่เมืองทางตอนใต้ของสีหนุวิลล์ เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งสำนักข่าว ขะแมร์ 440 นิวส์ ได้ตีพิมพ์ภาพของผู้ต้องสงสัยรายนี้ ลงสื่อขณะที่ถูกควบคุมตัว นายอาตูร์ ไว้ที่สถานีตำรวจสีหนุวิลล์ ก่อนถูกจับกุมนายอาตูร์ ได้กินอาหารเย็นที่จังหวัดสุรินทร์ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือของไทย และเมื่อเขาถูกกลุ่มของคนไทยบริเวณนั้นเห็นใบหน้า นายอาตูร์ จึงหนีไปกัมพูชา ซึ่งทางจ้าหน้าที่ได้พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีแดง ของ นายอาตูร์ เมื่อเช้าวันเสาร์ บริเวณป่ารกชายแดนไทย-กัมพูชา ในรายงานข่าวของสื่อกัมพูชา ระบุว่า นายอาตูร์ ถูกจับกุมขณะที่แต่งกายสวมเสื้อแจ็คเก็ตแขนยาวสีเขียวคาดดำ กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ และพยายามหลบหนีออกทางทะเล โดยทางการกัมพูชา กำลังนำตัว นายอาตูร์ เดินทางมายังชายแดนจังหวัดสระแก้ว คาดว่าจะนำตัวแถลงข่าวการจับกุมในเช้าวันนี้ ............................................................................................................................................................... สาวชาวสุรินทร์คนสนิทผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพชาวสเปน ยันไม่เกี่ยวกับเหตุฆาตกรรม จนท.คุมเข้มชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้ 6 ก.พ. ตำรวจ จ.สุรินทร์ ได้เชิญตัว น.ส.ปริศนา อายุ 22 ปี เพื่อนสาวของนายอาตูร์ ชาวสเปน ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพชาวสเปน มาสอบปากคำในเบื้องต้นที่ ห้องสืบสวนภูธร จ.สุรินทร์ โดยเบื้องต้น น.ส.ปริศนา รับสารภาพว่า นายอาตูร์ มาอยู่อาศัยกับตนเองตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.59 ที่ผ่านมา โดยนั่งรถจักรยานยนต์ ออนด้า รุ่นพีซีเอ็ก สีแดง ล้อทอง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาด้วยกัน โดยพักอยู่ที่บ้านจะแกโกน ต.สำโรง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งนายอาตูร์ได้หลบหนีไปตั้งแต่เมื่อวานช่วงเวลา 6 โมงเย็นแล้ว หลังพากันไปเที่ยวที่ร้าน คาราโอเกะ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ระหว่างนั้นพนักงานพากันเปิดดูข่าว พบ ข่าวและภาพของนายอาตูร์ พอดี จึงพากันสงสัย นายอาตูร์ จึงรีบขับรถจักรยานยนต์หนีออกไป หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เชิญตัว น.ส.ปริศนา มาสอบสวนให้ปากคำดังกล่าว ซึ่งในเบื้องต้น น.ส.รับสารภาพว่า ได้ไปทำงานที่ กทม.และคบกับนายอาตูร์ มากว่า 6 เดือนแล้ว โดยพักคอนโดคนละแห่งกัน และไม่ทราบเรื่องว่านายอาตูร์ เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งตนเองไม่รู้ไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ขณะที่ จนท.ตำรวจเร่งไล่ล่าผู้ต้องหารายนี้ คาดว่าจะยังคงหลบหนีอยู่ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ หรืออาจจะหลบหนีออกนอกประเทศตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาแล้วก็เป็นได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสามารถตรวจยึดรถ จยย.คันดังกล่าวถูกจอดทิ้งไว้ที่บริเวณตลาดสมบัติ ซึ่งเป็นตลาดการค้า ติดชายแดนไทย-กัมพูชา ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการปรานงานตรวจสกัดจับในทุกช่องทางแล้ว ขอบคุณ INN _________________________________________________________________________________________ เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยข้อมูลล่าสุดพบชายชาวสเปน ต้องสงสัยเอี่ยวขบวนการฆ่าหั่นศพชาวสเปน วันนี้ 5 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเปิดเผยภาพผู้ต้องสงสัย 1 ในขบวนการฆ่าหั่นศพ นายเดวิด เบอร์นาร์ด นักธุรกิจชาวสเปน ชื่อนายอาตูร์ เป็นชาวสเปน โดยตำรวจ ยืนยันยังหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย และ เชื่อว่ากลุ่มคนร้าย น่าจะเป็นชาวสเปน ส่วนคนไทย ที่เกี่ยวข้องอาจจะทำหน้าที่ ในการขับรถให้ทีมคนร้ายฆ่าหั่นศพ ที่เอาศพไปทิ้งในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยทางด้าน พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ 10 ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพ ยืนยันว่า จะสามารถจับมือฆ่าหั่นศพได้ ทั้งคนไทย และคนต่างชาติที่ร่วมขบวนการ เร็วๆนี้ เพราะจากข้อมูลหลักฐานการนั้นค่อนข้างชัดเจน และดำเนินการได้ โดยเฉพาะข้อมูล จากเพื่อนของนายเดวิด ที่ระบุว่า การติดต่อทางข้อความไลน์ กับนายเดวิด ครั้งสุดท้าย 1 สัปดาห์ก่อนพบศพลอยแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ข้อความสนทนามีพิรุธ เพราะการใช้คำพูดไม่คุ้นเคย และเป็นคำสนทนาที่นายเดวิดไม่เคยใช้มาก่อน นอกจากนี้เบาะแสสำคัญ มีพยานยืนยันว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. เห็นนายเดวิด ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า คลิก สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ออกไปจากคอนโด กับชายชาวต่างชาติ และหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย ซึ่งข้อมูลนี้ชุดสืบกำลังเร่งติดตามแกะรอยจากกล้องวงจรปิดเพื่อเร่งจับตัวมาร่วมขบวนการ ขอบคุณ Voice Tv _________________________________________________________________________________________________ พล.ต.อ.ปัญญา เผย คดีฆ่าหั่นศพ คืบ 80% เร่งรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับ มั่นใจจับตัวคนร้ายได้ ชี้ ยังไม่พบประวัติก่อเหตุในไทย พลตำรวจเอก ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ 10 ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพ นายดาบิด แบร์นาด อายุ 39 ปี ทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และปทุมธานี ว่า หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ทราบและยืนยันตัวบุคคลได้แล้ว ทำให้สามารถขมวดปมและรู้ว่ากลุ่มผู้ต้องหาว่าเป็นกลุ่มใด เบื้องต้นยังให้น้ำหนักไปที่ฝีมือกลุ่มชาวต่างชาติที่ต้องการทรัพย์สินจากผู้ตาย ก่อนจะฆ่าปิดปากและอำพรางศพด้วยการหั่นเป็นชิ้น ซึ่งจากพยานหลักฐานทั้งทางนิติวิทยาศาสตร์ และพยานบุคคล ทำให้คดีมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 80 โดยขณะนี้ในส่วนของแนวทางการสอบสวน ได้เร่งรัดให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับ ส่วนในแนวทางการสืบสวนได้กำชับให้ตำรวจกองปราบปราม ตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 และตำรวจท่องเที่ยว ติดตามตัวละครต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับกลุ่มคนร้าย เพื่อหาจุดที่คนร้ายจับตัวผู้เสียชีวิตไป ตลอดจน สถานที่กักขัง จุดฆาตกรรมชำแหละและจุดทิ้งศพลงแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.ปัญญา กล่าวว่า จากการตรวจสอบฐานข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ ยังไม่พบประวัติคนร้ายกลุ่มดังกล่าวก่อเหตุในไทย แต่ได้ประสานให้ทางสถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย และกรมการกงสุส กระทรวงการต่างแประเทศ ดำเนินการตรวจสอบให้อีกครั้ง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผล ----------------------------------------------------------------------------- ข้อมูลล่าสุดคาดว่าชิ้นส่วนมนุษย์ทั้งหมด อาจเป็นนักท่องเที่ยวชาวสเปนที่ญาติได้แจ้งความไว้ว่าหายไป ที่ สน.ลุมพินี วันนี้ 4 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดชุดสืบสวนได้ข้อมูลว่าชิ้นส่วนมนุษย์ที่ถูกพบน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวสเปนที่ญาติได้แจ้งหายไว้ที่สน.ลุมพินี ทั้งนี้สำหรับนักท่องเที่ยวรายนี้ครบกำหนดเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวในประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาแต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เดินทางกลับแต่อย่างใด เมื่อตรวจสอบข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก็ยังไม่พบข้อมูลการเดินทางออกจากประเทศไทย ทางด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ถึงขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวคนตายได้แน่ชัดอยู่ระหว่างการประสานกับญาติชาวสเปนรายนี้ เพื่อเปรียบเทียบลายนิ้วมือและดีเอ็นเอเพื่อยืนยันตัวบุคคล ทั้งนี้ ยังมีรายงานข่าวแจ้งว่าขณะนี้ทีมสืบสวนตำรวจนครบาลได้ลงพื้นที่ ภายในซอยสุขุมวิทซอย 8 ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่มีพยานพบเห็นนักท่องเที่ยวรายนี้ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 19 ม.ค.59ที่ผ่านมา ขอบคุณข้อมูล TNN24 ................................................... พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ.10 เรียกประชุมชุดสืบสวนติดตามความคืบหน้า คดีฆ่าหั่นศพลอยเจ้าพระยา นัดแรกบ่ายนี้ วันนี้ 4 ก.พ. พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ.10 ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนกรณีพบชิ้นส่วนมนุษย์ถูกทิ้งในแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกชุดสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 ปทุมธานี และนนทบุรี ตลอดจนหน่วยสนับสนุน อาทิ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าร่วมประชุมในเวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าในทางคดี และวางแนวทางการทำงานให้กับชุดสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวคนร้าย ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อคลี่คลายคดีครั้งแรก หลังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีหนังสือแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าชุด ซึ่งภายหลังการประชุมแล้วเสร็จ จะมีการแถลงความคืบหน้าในทางคดีต่อไป อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนมนุษย์ที่พบทั้ง 6 ชิ้นว่า จากการตรวจดีเอ็นเอ และรอยต่อเปรียบเทียบกัน พบว่าเป็นชิ้นส่วนจากบุคคลเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะเป็นชาย ยังไม่ทราบเชื้อชาติที่แน่ชัด อายุประมาณ 40 ปี สูงประมาณ 165 เซนติเมตร ผมดำ มีหนวดเครา มีขนตามตัวค่อนข้างมาก มีรอยผ่าตัดไส้ติ่ง ฟันสะอาด ค่อนข้างเป็นผู้มีสุขภาพดี แต่จากการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอกับบิดาของบุคคลสูญหายที่ จ.ระยอง ไม่ตรงกัน ขอบคุณ INN ....................................................... พบอีกชิ้นส่วนขามนุษย์ ขาซ้ายท่อนบนช่วงกลาง ในถุงดำ ลอยติดแม่น้ำเจ้าพระยาท่าน้ำรง.ปทุมธานีฯ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ คาดเป็นคนเดียวกันกับที่พบมาหลายวันนี้ เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งชาวบ้านพบชิ้นส่วนมนุษย์ลอยในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจุดที่พบอยู่บริเวณท่าน้ำ ภายในโรงงานปทุมธานีแห่งหนึ่ง จ.ปทุมธานี ลักษณะชิ้นส่วนที่พบคือขาซ้ายท่อนบนช่วงกลาง และท่อนล่างช่วงกลาง มีขนาดประมาณ 46 เซ็นติเมตร เบื้องต้นชาวบ้านผู้พบเห็นได้ให้ข้อมูลว่ามาจอดเจออยู่ใกล้ฝั่งโรงงานดังกล่าว จากนั้นเห็นถุงดำที่มีส่วนชิ้นเนื้อโผล่ออกมาลอยอยู่ในน้ำจึงแจ้งทาง สภ.ปากเกร็ด ล่าสุดเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เข้ามายังจุดเกิดเหตุและอยู่ระหว่างตรวจสอบและเก็บหลักฐาน คาดเป็นชิ้นส่วนของคนเดียวกันที่พบก่อนหน้านี้ น.1เผยDNAหั่นศพเป็นชายไทยจี้ดูCCTV พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยกรณีการพบชิ้นส่วนศพในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ของตำรวจนครบาล 7 ปทุมธานี และนนทบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้นำชิ้นส่วนที่พบทั้งหมดให้แพทย์นิติวิทยาตรวจสอบ ซึ่งผลชันสูตร พบว่าชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นบุคคลคนเดียวกัน และคาดว่าเป็นชายไทย อายุประมาณ 40 - 50 ปี โดยจากการตรวจสอบประวัติ ไม่พบว่าเคยต้องโทษ หรือคดีความใด ๆ นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 ประสานงานกับแพทย์นิติเวชด้วยตนเอง เพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติม และเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ส่วนจุดทิ้งคาดว่าคนร้ายน่าจะนำศพไปทิ้ง วิเคราะห์ตามกระแสน้ำ และทิศทางการไหลของน้ำ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นช่วงบริเวณสะพานพระนั่งเกล้าฯ ซึ่งได้สั่งการให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวแล้ว รวมถึงให้กองบังคับการตำรวจนครบาล ที่มีพื้นที่ติดบริเวณริมแม่น้ำ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด จุดที่น่าสงสัย เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม พร้อมกันนี้เชื่อว่า การทำคดีนี้ไม่ยากแน่นอน สำหรับกรณีที่ นางสาวกาญจนา อ่อนสา ชาวจังหวัดระยอง ที่สงสัยว่าชิ้นส่วนที่พบเป็นสามีของตนที่หายไป ซึ่ง พล.ต.ท.ศานิตย์ ระบุว่า จะทราบผลภายในวันนี้ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ ผบช.ภ.1รอผลนิติเวชก่อนคลี่ปมคดีฆ่าหั่นศพ พลตำรวจโท ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีพบชิ้นส่วนศพลอยในแม่น้ำเจ้าพระยาว่า จะต้องรอผลตรวจทางนิติเวชก่อนว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ พร้อมทั้งต้องรอผลตรวจดีเอ็นเอของ นายศรี ขันติเนตร บิดา นายเกียรติศักดิ์ ขันติเนตร ที่แจ้งว่า ลูกชายหายตัวไป เมื่อวันที่ 22 มกราคม ในพื้นที่ สภ.เมืองระยอง ซึ่งขณะนี้ผลตรวจยังไม่ออก และหากรู้ชื่อผู้ตาย ขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่จะได้ตั้งประเด็นในการสืบสวนสอบสวนต่อไป ทั้งนี้ ภายในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ยังไม่มีการแจ้งบุคคลสูญหาย แม้แต่พื้นที่เดียว และจากประวัติคดีอาชญากรรมในพื้นที่ ยังไม่เคยพบเห็นคดีที่มีความรุนแรงในลักษณะดังกล่าว ส่วนตัวคาดว่า คนร้ายน่าจะมีความพยายามในการอำพรางศพ แต่น่าจะไม่มีความรู้ดีพอ จึงไม่มีการนำชิ้นส่วนใส่ในถุง ด้าน พลตำรวจตรี นายแพทย์พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ระบุว่า ขณะนี้ผลตรวจ สามารถยืนยันได้ว่า ชิ้นส่วนที่พบเป็นบุคคลเดียวกัน เนื่องจาก สามารถนำชิ้นส่วนมาต่อประกอบกันได้ ขณะที่ ผลตรวจดีเอ็นเอ ที่จะยืนยันว่า เป็นบุคคลใด หรือ เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด ขณะนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ ต้องใช้เวลาพอสมควร และเจ้าหน้าที่นิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ต้องทำงานร่วมกับ พนักงานสอบสวน ในการประสานข้อมูลหลักฐานอื่น ๆ ร่วมด้วย ขอบคุณรูปภาพและเนื้อหาจาก INN ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผบช.น. เผย ชิ้นส่วนศพลอยแม่น้ำเป็นคนเดียวกัน คาดเป็นชายไทยอายุ 40 - 50 ปี พร้อมสั่งโรงพักริมน้ำตรวจสอบ CCTV จุดที่น่าสงสัย วันนี้ 3 ก.พ. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยกรณีการพบชิ้นส่วนศพในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ของตำรวจนครบาล 7 ปทุมธานี และนนทบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้นำชิ้นส่วนที่พบทั้งหมดให้แพทย์นิติวิทยาตรวจสอบ ซึ่งผลชันสูตร พบว่าชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นบุคคลคนเดียวกัน และคาดว่าเป็นชายไทย อายุประมาณ 40 - 50 ปี โดยจากการตรวจสอบประวัติ ไม่พบว่าเคยต้องโทษ หรือคดีความใด ๆ นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 ประสานงานกับแพทย์นิติเวชด้วยตนเอง เพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติม และเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ส่วนจุดทิ้งคาดว่าคนร้ายน่าจะนำศพไปทิ้ง วิเคราะห์ตามกระแสน้ำ และทิศทางการไหลของน้ำ เบื้องต้นคาดว่าจุดทิ้งเป็นช่วงบริเวณสะพานพระนั่งเกล้าฯ ซึ่งได้สั่งการให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวแล้ว รวมถึงให้กองบังคับการตำรวจนครบาล ที่มีพื้นที่ติดบริเวณริมแม่น้ำ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด จุดที่น่าสงสัย เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม พร้อมกันนี้เชื่อว่า การทำคดีนี้ไม่ยากแน่นอน สำหรับกรณีที่ น.ส.กาญจนา อ่อนสา ชาวจังหวัดระยอง ที่สงสัยว่าชิ้นส่วนที่พบเป็นสามีของตนที่หายไป ซึ่ง พล.ต.ท.ศานิตย์ ระบุว่า จะทราบผลภายในวันนี้ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ ขอบคุณ INN ....................................................... ความคืบหน้าคดีพบชิ้นส่วนมนุษย์ สถาบันนิติเวชวิทยา ตรวจสอบ ชิ้นส่วนมนุษย์ 4 ชิ้น ที่ลอยในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้สะพานพระราม 5 ชี้เป็นคนเดียวกันกับที่พบในพื้นที่ ฝั่งธน และอำเภอเมืองจ.นนทบุรี ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรอชิ้นส่วนที่เหลือ ส่งไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นร่างกายของผู้ใดต่อไป พร้อมกันนี้ พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ครอบครัวของชายที่หายตัวไปจาก จ.ระยอง ลงพื้นที่ท่าน้ำพระราม 5 เพื่อตรวจสอบชิ้นส่วนขาขวาของมนุษย์ มีการนำดีเอ็นเอไปตรวจ ผู้เชี้ยวชาญระบุว่า ชิ้นส่วนดังกล่าว เป็นขาของชาวเอเชีย ขณะนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเป็นพิเศษ เพื่อหาความจริงต่อไป ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ พบชิ้นส่วนมุนษย์เพิ่ม บริเวณกรมเจ้าท่า ใกล้สะพานพระราม 5 เป็นแข้ง ขาขวา ขณะที่ ขาซ้าย ลอยติดท่าน้ำวัดเกริน ต.บางกระดี จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ลงพื้นนำชันสูตรเชื่อมโยงชิ้นส่วนที่พบก่อนหน้าที่ วันนี้ 2 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า วินมอเตอร์ไซค์พบชิ้นส่วนมุนษย์ส่วนแข้ง ขาด้านขวา ลอยอยู่บริเวณกรมเจ้าท่า ใกล้สะพานพระราม 5 เขตบางสีเมือง สภาพชิ้นส่วนยังปกติไม่เน่าเปื่อย สีขาวซีด และได้ผูกมัดไว้เพื่อป้องกันการลอยไปตามกระแสน้ำ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ และกำลังนำชิ้นส่วนของมนุษย์ไปชันสูตรว่า มีความเชื่อมโยงกับชิ้นส่วนของร่างมนุษย์ที่พบก่อนหน้านี้หรือไม่ ขณะเดียวกันที่ปทุมธานี ได้รับแจ้งว่า พบชิ้นส่วนมนุษย์ เป็นขาด้านซ้าย ลอยอยู่บริเวณ ท่าน้ำวัดเกริน ต.บางกระดี จ.ปทุมธานี สภาพชิ้นส่วนยังปกติ สีขาวซีด เบื้องต้น เจ้าหน้าตำรวจ ลงพื้นที่และได้นำชิ้นส่วนของมนุษย์ ขึ้นมาจากน้ำแล้ว โดยกำลังรอเจ้าหน้าที่นิติเวช มาตรวจสอบเพิ่มเติมว่า ชิ้นส่วนขาซ้ายที่พบนั้น มีความเชื่อมโยงกับชิ้นส่วนของร่างมนุษย์ที่พบก่อนหน้านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุได้ว่าชิ้นส่วนที่พบนั้นเป็นของคนไทยหรือชาวต่างชาติ ขอบคุณ INN ....................................................... "พล.ต.ท.ศานิตย์" ส่ง 4 ชิ้นส่วนมนุษย์ลอยแม่น้ำเจ้าพระยา ให้แพทย์ชันสูตรเป็นเคสเร่งด่วน คาดว่าเป็นชายชาวเอเชีย  วันนี้ 1 ก.พ. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้ากรณีพบชิ้นส่วนมนุษย์ลอยแม่น้ำเจ้าพระยา โดยขณะนี้ได้นำชิ้นส่วนทั้งหมด 4 ชิ้น คือ ส่วนศีรษะ แขนขวา ขาขวา และลำตัว ส่งให้แพทย์ชันสูตรอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นเคสพิเศษเพื่อพิสูจน์ DNA และตรวจสอบว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุเวลาที่จะทราบผลชัดเจนได้ แต่เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นชายชาวเอเชีย อย่างไรก็ตามต้องรอผลจากแพทย์ชันสูตรศพก่อน จึงจะดำเนินการสอบสวนขยายผลต่อไป ศานิตย์คาดผลชันสูตรชิ้นส่วนศพจะชัดเจนพรุ่งนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีพบชิ้นส่วนมนุษย์ที่ลอยในแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเปิดเผยว่า ระหว่างนี้อยู่ระหว่างนำชิ้นส่วนที่พบทั้งหมด ส่งให้สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ ว่าเป็นของบุคคลเดียวกันหรือไม่ และผู้ตายเป็นชนชาติใด ซึ่งจากที่ได้รับรายงาน คาดว่าผู้ตายน่าจะเป็นแขกขาว แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน ตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อเร่งหาสถานที่เกิดเหตุในการฆาตกรรมว่าอยู่จุดใด แต่จากการสันนิษฐานเบื้องต้น เชื่อว่าน่าจะมีการฆ่าหั่นศพจากบริเวณอื่น ก่อนนำร่างของผู้ตายมาทิ้งเหนือสะพานพระนั่งเกล้า ส่วนผลการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร คาดว่าน่าจะมีผลสรุปได้ภายในวันนี้ หรือพรุ่งนี้ ดังนั้นจึงอยากฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนทุกคน หากเชื่อว่าผู้ตายเป็นญาติพี่น้อง หรือบุคคลใดที่คาดว่าจะรู้จักผู้ตาย ให้ติดต่อเพื่อขอดูศพ หรือตรวจพิสูจน์ทราบดีเอ็นเอ ขอบคุณ INN ....................................................... พบอีก! ชิ้นส่วนศีรษะมนุษย์ ถูกเทปพันรอบยัดถุงดำ ลอยใต้ถุนบ้านประชาชนย่านบางศรีเมือง เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ คาดเป็นคนเดียว เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิได้รับแจ้งจากประชาชนย่านบางศรีเมือง จ.นนทบุรี ว่าพบชิ้นส่วนมนุษย์ส่งกลิ่นเหม็นอยู่ใต้ถุนบ้าน จึงรุดไปตรวจสอบพบ เป็นชิ้นส่วนศีรษะเพศชาย ถูกคุมด้วยถุงดำ มีเทปสีใสพันรอบศีรษะ มีหนวดเครา ผมสั้น และศีรษะล้าน ซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมานานกว่า 4 วัน เจ้าหน้าที่จึงเคลื่อนย้ายศีรษะมายังวัดตำหนักใต้ พื้นที่ สภ.นนทบุรี และขณะนี้อยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คาดว่าชิ้นส่วนที่พบทั้งหมดน่าจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน และยังเหลือชิ้นส่วนแขนซ้ายและขาซ้ายที่ยังไม่พบ ขอบคุณ INN ....................................................... พบอีก ชิ้นส่วนลำตัวมนุษย์ ลอยเจ้าพระยา ที่ท่าน้ำนนทบุรี จนท.เร่งตรวจสอบนำมารวมกับที่พบก่อนหน้านี้ วันนี้ (31ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบชิ้นส่วนมนุษย์เพิ่มเติมอีก โดยเบื้องต้นจุดที่พบคือ ท่าน้ำวัดโพธิ์ทองบน อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยเป็นชิ้นส่วนช่วงลำตัวของเพศชาย ซึ่งขณะนี้ จนท.ตร. และกู้ภัยได้นำเอาชิ้นส่วนมาบนฝั่ง และสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นชิ้นส่วนของคนเดียวกันกับที่พบก่อนหน้านี้ 2 ชิ้นคือ ช่วงแขน และพบช่วงขา ก่อนหน้านี้ ซึ่งทาง จนท.ตร.สภ.เมืองนนทบุรี และ จนท.กู้ภัย จะได้นำชิ้นส่วนดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวชต่อไปว่าใช่คนเดียวกันกับที่เจอก่อนหน้านี้หรือไม่ ....................................................... พบชิ้นส่วนแขนมนุษย์ มีรอยถูกของมีคมตัด ลอยแม่น้ำเจ้าพระยา ตำรวจเร่งตรวจสอบ หวั่นฆาตกรรมหั่นศพ ได้รับแจ้งจากอาสามัครกู้ภัย มูลนิธิร่วมกตัญญู พบชิ้นส่วนมนุษย์ในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณข้างอู่ต่อเรือวัดคหบดี ซ.จรัญสนิทวงศ์ 44 โดยชิ้นส่วนที่พบแขนขวา ตั้งแต่ไหล่ลงมา สภาพซีดขาว และยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็น เพศชายหรือหญิง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีร่อยรอย คล้ายถูกของมีคมตัดค่อนข้างชัดเจนโดยสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการฆาตกรรมหั่นศพ ซึ่งขณะนี้ร้อยเวร สน.บวรมงคล เข้าตรวจสอบแล้ว และอยู่ระหว่างรอแพทย์ชันสูตรหาสาเหตุที่ชัดเจน MThai News

ฟังอีกมุม! เก๋งจอดรถในที่ห้ามจอด ทำรถติดหนัก
การจราจร /  จอดรถ / 

ฟังอีกมุม! รถเก๋งจอดในที่ห้ามจอดข้ามคืนหน้าสถานีรถไฟนครลำปาง ทำรถติดหนัก เผยสาเหตุเนื่องจากมีการงานตรุษจีนทำให้ไม่สามารถนำรถจอดภายในบ้านตัวเองได้  ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ท.นพ.เลอปรัชญ์ มังกรกนกพงศ์ จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคต้อหิน รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ได้ออกมาชี้แจงพร้อมกล่าวขอโทษ โดยระบุว่าบ้านตนอยู่ละแวกนั้น (ร้านทองมังกร) เนื่องจากคืนดังกล่าวมีการจัดงานฉองตรุษจีน จึงมีการปิดถนนประสานไมตรี ทำให้ไม่สามารถเข้าไปจอดรถภายในบ้านของตนเองได้ ตนเห็นว่ามีรถจอดต่อกันในบริเวณดังกล่าว จึงได้เข้าไปจอดรถต่อจากรถผู้อื่น ประกอบกับตนดูแล้วถนนบริเวณนั้นกว้างขวางเพียงพอ และมองว่าก็มีรถสามารถผ่านเข้าออกได้ตามปกติ จึงจอดรถไว้ในคืนวันที่ 10 ก.พ. เวลาประมาณ 21.30 น. และรุ่งเช้าตนก็ขับรถมาทำงาน ในวันที่ 11 ก.พ. เวลาประมาณ 8.45 น. ตนมาทราบข่าวภายหลังก็ตกใจอย่างมาก อย่างไรก็ตามตนต้องขออภัย ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า พ.ท.นพ.เลอปรัชญ์ มังกรกนกพงษ์ จักษุแพทย์อนุสาขาโรคต้อหิน ประจำโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีลำปาง เคยสร้างชื่อเสียง ด้วยการรักษาคนไข้ตามองไม่เห็น ให้กลับมองเห็นได้อีกครั้ง ด้วยเทคนิควิธี “เลอปรัชญ์เทคนิค” ที่คิดค้นขึ้นเอง ซึ่งเป็นเทคนิควิธีการผ่าตัดรักษาต้อกระจกสุก จนได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ทางทหารด้านหลักการอันดับที่ 1 จากกองทัพบก และรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ ประจำปี 2557 สาขานวัตกรรมการบริการที่เป็นเลิศระดับดี ในผลงาน “การผ่าตัfต้อกระจกสุกยุคใหม่ด้วย “Lerprat Technique” จากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ( ก.พ.ร. ) เมื่อปี 2557 อีกด้วย ______________________________________________________________ ชาวบ้านลำปางโวย รถเก๋งจอดในที่ห้ามจอดข้ามคืนหน้าสถานีรถไฟนครลำปาง ทำรถติดหนัก ตำรวจไม่กล้ายก เกรงจะทำให้รถเสียหายเนื่องจากเป็นเกียร์ออโต้ วันนี้ 11ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า ที่ใช้รถสัญจรผ่านถนนหน้าสถานีรถไฟนครลำปาง ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง ว่ามีรถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น คัมรี่ สีบรอนซ์ทอง จอดในที่ห้ามจอด ขาวแดง ซึ่งเป็นช่วงวงเวียนกลับรถหน้าสถานีรถไฟนครลำปาง ตั้งแต่กลางคืนที่ผ่านมาถึงจนเช้ารถคันดังกล่าวก็ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า เมื่อสองวันก่อนรถคันดังกล่าวก็มาจอดข้ามคืนตรงจุดดังกล่าวมาแล้ว และมีชาวบ้านโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาเคลื่อนย้ายเนื่องจากทำให้การสัญจรติดขัด เกรงจะเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งเป็นช่วงเช้าที่ผู้ปกครองเดินทางส่งบุตรหลานไปโรงเรียน และไปทำงาน และที่สำคัญโดยเฉพาะรถทัวร์ที่รับส่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ขึ้นรถสถานีรถไฟนครลำปาง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร นำรถยกมาเพื่อทำการยกรถออกจากที่เกิดเหตุ แต่เนื่องจากเป็นรถเกียร์ออโต้ เจ้าหน้าที่เกรงว่ารถอาจได้รับความเสียหาย จึงปล่อยทิ้งไว้ ต่อมาพ่อค้าแม่ค้า ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเห็นเจ้าของรถเป็นผู้ชายแต่งตัวดี ได้ขับรถออกไป โดยไม่สนใจชาวบ้านที่ยืนดู และไม่สนใจความเดือดร้อนของคนอื่น จากการตรวจสอบพบว่า กระจกรถหน้ารถ ติดสติ๊กเกอร์เข้าออกของ รพ.พระมงกุฎเกล้า และ รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี (ลำปาง) ระบุชื่อ พ.ท.นพ.เลอปรัชญ์ มังกรกนกพงศ์ ล่าสุดจนเวลา 9.00น.วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบรถคันดังกล่าวก็ยังจอดบริเวณเดิม ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

ม.ฮาร์เวิร์ดบล็อกชาวเน็ตไทยถล่มโพสต์กรณีทันตแพทย์
ค้ำประกัน /  ปวิน / 

มหาวิทยาฮาร์เวิร์ด บล็อกบัญชีเฟซบุ๊กชาวไทย หลังหลั่งไหลโจมตีกรณีทันตแพทย์เหนียวหนี้หน้าเพจทางการ สำนักข่าว เอเซียน คอเรสพอนเด้นท์ รายงาน สั่งบล็อกการเข้าแสดงความเห็นของบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทย ที่แฟนเพจทางการของมหาวิทยาลัย หลังชาวเน็ตไทยหลั่งไหลเข้าแสดงความเห็นแง่ลบเกี่ยวกับอาจารย์ทันตแพทย์ชาวไทย ที่ปฏิเสธการใช้ทุนรัฐบาลไทย โดยสื่อรายงานว่า เรื่องราวดราม่าเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลัง ทันตแพทย์หญิง ดลฤดี จำลองราษฎร์ ที่ปัจจุบันเป็นครูสอนที่มหาวิทยาฮาร์เวิร์ด ถูกกล่าวหาว่า กลบเลี่ยงการชำระหนี้รัฐบาลไทย จำนวน 30 ล้านบาท ทำให้ภาระการชำระหนี้ตกอยู่ที่ผู้ค้ำประกัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางมหาวิทยาฮาร์เวิร์ดรับทราบเป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือพร้อมระบุว่า เป็นปัญหาส่วนตัว ทำให้ชาวไทยที่ไม่พอใจเกี่ยวกับการแสดงท่าทีเฉยชาของมหาวิทยาฮาเวิร์ดเข้าไปแสดงความเห็นในแง่ลบจนทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องจัดการบล็อกบัญชีผู้ใช้ชาวไทย เพื่อป้องกันการแสดงความเห็นที่ไม่ดีบนหน้าแฟนเพจ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ศาลยุติธรรม ชี้แจงคดีหมอฟันเบี้ยวหนี้  47 ล้าน ต้องมาศาลวันนัด14 มี.ค. นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีล้มละลายที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ยื่นฟ้อง ทันตแพทย์หญิง ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล)หลังจากได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่สหรัฐฯ เมื่อสำเร็จการศึกษา ดลฤดี ได้หลีกเลี้ยงไม่กลับมาใช้ทุนคืน รวมถึงแต่งงาน เปลี่ยนสัญชาติ และทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าว ม.มหิดล เป็นโจทก์ที่ 1 และ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เป็นโจทก์ที่ 2 ยื่นฟ้อง น.ส.ดลฤดี ผู้รับทุน เป็นจำเลย ต่อศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขดำ ล.3603/2558 ทั้งนี้ทั้งนั้น คดีล้มละลายนี้ สืบเนื่องจากเป็นคดีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมยอดหนี้ทั้งสิ้น 47,853,435.88 บาท พร้อมกันนี้ ศาลได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 14 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยฝ่ายโจทก์และจำเลยต้องมาศาลตามนัด ซึ่งหากจำเลยเดินทางมาศาลต่อสู้คดีก็ต้อง พิจารณาไปตามกระบวนการ แต่หากจำเลยไม่มา ศาลจะมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและดำเนินคดีไปฝ่ายเดียว ซึ่งศาลจะนำความจริงมาพิจารณาว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และมีหนี้สินจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทหรือไม่ หากศาลพิจารณาแล้วเสร็จ จะมีคำสั่งพิจารณาพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต่อจำเลย หรือไม่ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ การประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย ซึ่งในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็จะมีการประชุมเจ้าหนี้ หากเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับการประนอมหนี้ ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยตกเป็นบุคคลล้มละลาย จากนั้นจะถึงกระบวนการในเรื่องที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในกำหนดเวลา 2 เดือน แล้วมีการพิจารณาคำขอชำระหนี้ไปตามลำดับ เมื่อเสร็จแล้ว จะถึงกระบวนการที่สำคัญคือการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยซึ่งศาลจะต้อง ออกหมายเรียกจำเลย ให้มาศาลเพื่อสอบถามถึงมูลเหตุที่ทำให้ตกเป็นหนี้ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีทรัพย์สินในการชำระหนี้ หากจำเลยไม่มาศาลก็ถือเป็นการขัดขืนหมายเรียก ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้ 'ออกหมายจับ' หลังจากผ่านกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ และศาลได้พิพากษาจนตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จากนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ---------------------------------------------------------------------------------------------------------- มีความคืบหน้า ในขั้นตอนการดำเนินคดีกับ ดลฤดี หมอฟันหนีทุน สำนักข่าว 'เนชั่น' เผยความคืบหน้า กรณีที่ทันตแพทย์หญิงดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีประเด็นเรื่องการหนีทุนรัฐบาล พร้อมกันนี้ กรณีเรื่องการฟ้องล้มละลาย ขณะนี้มีการฟ้องล้มละลายแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา โดยในรายละเอียดมีการเปิดเผยตัวเลขหนี้ทุน ของ ทพญ. ดลฤดี ไม่ใช่ตัวเลข 30 ล้านแล้ว แต่ตัวเลขขยับขึ้นไปสูงถึง 48 ล้านบาทแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นหนี้ตามคำพิพากษา ที่ ทพญ. ดลฤดี จะต้องชำระ ให้กับ ม.มหิดล นั้นเป็นเงินจำนวนกว่า 4 ล้าน 5 แสนบาท และที่ต้องชำระให้กับ สกอ. เป็นจำนวนเงินอีกกว่า 43 ล้านบาท โดยศาลล้มละลายได้นัดพิจารณาคดีในวันที่ 14 มีนาคม 2559 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'หมอเผด็จ' เผยแหล่งข่าวจากสหรัฐอเมริกาบอก 'ฮาร์วาร์ด' เรียกสอบ 'หมอฟันหนีทุน' แล้ว หลังโดนกดดัน จากกรณีปม 'หมอฟันหนีทุน' ที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดวันนี้ (5 ก.พ. 59) เฟซบุ๊กของ เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า แหล่งข่าวของตนจากสหรัฐอเมริกาแจ้งข่าวส่งมาว่า ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้มีการเรียกสอบ ทพญ. ดลฤดี จำลองราษฎร์ ถึงกรณีดังกล่าวแล้ว คาดอาจถูกลบชื่อจาก leadership ของ HSDM ขอบคุณข้อมูล/ภาพ เผด็จ พูลวิทยกิจ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เห็นต่าง! ปวิน เทียบข่าวล่าแม่มด "หมอฟันหนีทุน" กับ ทุจริตราชภักดิ์ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์ นักวิชาการชื่อดังได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นที่บนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวของ น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ หมอฟันที่ขอทุนไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วหนีทุนปล่อยให้ผู้ค้ำประกันต้องจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายมากกว่า 2 ล้านบาท จนชาวสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์และกดดันให้ น.ส.ดลฤดี จ่ายเงินค่าเสียหายทั้งหมด โดย ดร.ปวิน มองว่า เรื่องหมอฟันหนีทุนนั้น คนไทยที่เป็นคนดีทั่วราชอาณาจักร ต่างรุมกระหน่ำโจมตีอย่างรุนแรง ทางโซเชียลมีเดีย ผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านเว็ปไซต์ของฮาร์วาร์ด ไปขุดประวัติโคตรเหง้าศักราชไปค้นเจอที่อยู่ บ้านพัก ทรัพย์สินเธอในอเมริกา เอามาแฉ เปิดโปง เรียกร้องให้ฮาร์วาร์ดไล่เธอออก บุกไปถล่มเพจที่ทำงานเธอ ด่าให้อายเพื่อลูกค้าทำฟันจะได้แขยง แต่คนดีเหล่านี้มองการคอร์รัปชั่นผ่านเลนดัดจริตของตัวเอง เลือกที่จะจัดการกับคอร์รัปชั่นบางประเภท แต่ยอมรับคอร์รัปชั่นประเภทอื่นๆ นางดลฤดี ตอนนี้กลายมาเป็นทักษิณสาขา 2 ที่ถูกไล่ล่าอย่างหนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลที่อยู่ในอำนาจทุกวันนี้ก็คอร์รัปชั่นไม่แพ้กัน โดยตนไม่มีปัญหากับการ tackle คอร์รัปชั่น แต่มันต้องมีมาตรฐานครับ กองทัพโกงหลายร้อยล้านในกรณี "ราชภักดิ์" ก็เลวร้ายไม่แพ้กับหมอฟันโกงทุน 8 ล้าน ถ้าจะเล่นเกมศีลธรรมนำสังคม คนที่ไล่ล่าดลฤดี-ทักษิณ ต้องออกมาไล่ล่ากองทัพด้วยครับ ไม่เช่นนั้นพวกคุณก็เป็นแค่พวก hypocrites เท่านั้น 'ดลฤดี' หมอฟันหนีทุน ส่งจดหมายแจงยิบถึง 'เนชั่น' น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ส่งจดหมายถึงสำนักข่าว 'เนชั่น' เพื่อชี้แจงถึงกรณีที่มีการแชร์เรื่องราวการหลบหนีทุนการศึกษา เป็นผลให้ผู้เซ็นค้ำประกันชดใช้หนี้แทนกว่า 10 ล้านบาท โดยมีการระบุว่า ข้อเท็จจริงทุกประการในเรื่อง มีความซับซ้อนอย่างมาก ทำให้มีการด่วนสรุปกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นส่วนตัว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ วิทยาลัยทันตแพทย์ศาสตร์แห่งฮาร์วาร์ด พร้อมกันนี้ ดลฤดี ชี้แจงว่ามีเจตจำนงที่จะชำระคืนทุนที่ได้รับมาจาก ม.มหิดล โดยตลอด แต่มีปัญหาเกี่ยวกับช่องทางการชำระคืน ตัวอย่างเช่น (ได้เสนอยื่น)แผนการชำระคืนในระยะที่ยาวกว่าเดิม แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินก้อนโตภายใน 30 วัน แต่ก็ถูกปฏิเสธ แต่ด้วยปัญหาเรื่องเงิน และเรื่องส่วนตัวที่ยาวนาน จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง จึงสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ในที่สุด โดยที่ผ่านมา ได้แสดงถึงความต้องการใช้ทุนคืนในทุกทางกับ ผู้ร่วมลงชื่อมาโดยตลอด รวมถึงได้ดำเนินการชำระคืนบ้างแล้วบางส่วน ดังนั้นข้อกล่าวหาที่เธอได้พยายามหลบหนีการชำระทุน จึงไม่เป็นความจริง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ม.มหิดล ได้ขีดเส้นตายให้ผู้ร่วมลงนาม (ค้ำประกัน) โดยที่ ดลฤดีอ้างว่า ไม่รับรู้ อย่างกระทันหัน ซึ่งเธอได้รับเงินสินเชื่อส่วนตัว 5 หมื่นดอลลาร์ จึงส่งมอบให้ผู้ร่วมลงนาม จากนั้น ม. มหิดล ได้เลื่อนเส้นตายออกไปโดยปราศจากการผ่อนผัน อ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ http://www.nationtv.tv/main/content/crime/378488192/ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผู้ค้ำประกันรายที่ 3 อดีตอาจารย์ ม.มหิดล หนีทุน เดือดร้อนหนัก ต้องยืมเงินกลุ่มเพื่อนช่วยใช้หนี้กว่า 2 ล้าน สำนักข่าว 'อิศรา' รายงาน 'ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ลีลาทวีวุฒิ' รองหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิล ปรากฎรายชื่อเป็นหนึ่งในบุคคลที่เซ็นค้ำประกันการเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ของ น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล และได้หนีทุนไม่เดินทางกลับมาประเทศไทย ทำให้ผศ.ทพญ.ภัทรวดี และผู้ค้ำประกันอีก 3 ราย ต้องร่วมกันชดใช้หนี้ค้ำประกันทุนเรียน เป็นจำนวนเงินกว่า 2 ล้านบาท ล่าสุดวันนี้ (3 ก.พ.) ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ขณะนี้กำลังเดือนร้อนเรื่องการเงินเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2559 ที่ผ่านมา เพิ่งหาเงินจำนวน 2 ล้านกว่าบาท ไปชดใช้ให้กับม.มหิดล จากปัญหาการค้ำประกันการเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศของน.ส.ดลฤดี ได้ครบถ้วน แต่ตนเองก็ยังคงเป็นหนี้เหมือนเดิม เพราะเงินจำนวน 2 ล้านกว่าบาทที่นำไปใช้หนี้ ได้รับมาจากกลุ่มเพื่อนเตรียมอุดมศึกษาที่รวบรวมเงินมาให้เพราะเห็นใจ ผศ.ทพญ.ภัทรวดี กล่าวว่า 'เหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจเซ็นค้ำประกันให้กับน.ส.ดลฤดีไป เพราะต้องการให้ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุคคลากร ที่ประสบการศึกษาขั้นสูงสุด กลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ ซึ่งสมัยนั้น ยังขาดแคลนอยู่ โดยไม่คาดคิดว่าการที่ตนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วม จะทำให้เดือนร้อนภายหลังแบบนี้' โดยหลังจากนั้น ผู้เซ็นต์ค้ำประกันรายนี้ ได้พยายามติดต่อกับดลฤดีหลายครั้ง เพื่อขอให้รับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเรื่องโด่งดังขึ้น ทางนั้นได้ส่งอีเมลตอบกลับมาว่า จะพยายามหาเงินมาช่วยในที่สุด ขอบคุณข้อมูลจาก isranews --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'หมอเผด็จ' 1 ในผู้ค้ำประกัน 'หมอฟันหนีทุน' เผยเจ้าตัวร่อนจดหมายพร้อมใช้เงินคืนแต่ขอเวลาสักนิด จากกรณีข่าว 'หมอฟันหนีทุน' ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้นั้น ล่าสุด (3 ก.พ. 59) มีรายงานว่า ทพญ. ดลฤดี จำลองราษฎร์ ส่งข้อความถึงเพื่อนที่เป็นผู้ค้ำประกัน โดย 'หมอเผด็จ' ได้นำมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ "อย่างที่เคยบอกไปแล้วหลายครั้งกับพี่ปุ้ย พี่เผด็จ และอาจารย์อารยาว่า ฉันจะจ่ายเงินกู้คืนให้ทั้งหมดพร้อมกับดอกเบี้ย ฉันกำลังหาทางเอาเงินมาจ่ายคืนพวกคุณอยู่ ซึ่งบางทีจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณฟังจากฉันโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะทำตามสัญญาฉันเพิ่งคุยกับพี่ปุ้ย และเธอรับรู้ถึงเจตนาและความจริงใจของฉัน ช่วยบอกหมายเลขโทรศัพท์และเวลาที่สะดวกให้ฉันติดต่อได้" ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 59 หมอดลฤดีก็ได้ส่งข้อความข้อมาทางมือถือของเพื่อนที่เป็นคนค้ำประกัน โดยเอ่ยชื่อถึง 2 คน ในข้อความนี้ว่า เว้นแต่ว่า มหิดลจะขยายเส้นตายต่อไปอีก ฉันกำลังเข้าตาจน พยายามหาเงินมาใช้หนี้ที่เหลือ ถ้าคุณมีเงินมาจ่าย ที่ไม่ต้องใช้ทรัพย์สิน ฉันจะจ่ายคืนให้พร้อมดอกเบี้ย ฉันจะพยายามหาเงินมาเพิ่มอีกในช่วงซัมเมอร์ ตอนนี้ฉันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะกู้เงินเพิ่ม ที่มา : nationtv MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์ 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกัน ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฏร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกำลังเป็นประเด็นพูดถึง เกี่ยวกับการหนีทุน พร้อมให้ผู้ค้ำประกันที่ 4 ชดใช้แทนเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยหลังจากที่ ทพ.เผด็จ ได้รับฟังคำแถลงการณ์ของทางมหาวิทยาลัยมหิดล รู้สึกว่าจะไม่มีเรื่องใหม่ ซึ่งข้อมูลที่ทางมหาวิทยาลัยนำมาชี้แจงนั้นล้วนเป็นสิ่งที่สังคมรู้อยู่แล้ว และเมื่อดูถึงแนวทางในการแก้ปัญหาที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้จริงจังในการแก้ปัญหา ทำเพียงตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น 'ในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยน่าจะทำอะไรได้มากกว่าที่บอกว่าส่งหนังสือติดต่อ หรืออย่างที่มหาวิทยาลัยบอกว่า อ.ดลฤดี สามารถลาออกได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน และไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ยับยั้ง ถ้ามหาวิทยาลัยจะไม่ให้ อ.ดลฤดี ลาออกย่อมทำได้ เพราะหากในองค์กรมีคนที่ไม่มีจริยธรรม ไม่ยอมใช้ทุน ใช้เงินคืนควรจะมีวิธีการหรือแนวทางไม่ให้ลาออก' ตนมองว่ามหาวิทยาลัยควรดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่บอกเพียงแต่ว่าได้ดำเนินการแล้วสิ่งที่มหาวิทยาลัยออกมาพูด ผมมองว่าเป็นการ 'ปัดความรับผิดชอบ' ไม่ได้ทำในเรื่องที่ควรจะทำ ทั้งที่น่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ทำอะไรให้ดีกว่านี้ ช่วยเหลือเยียวยาได้มากกว่านี้ ไม่ใช่บอกเพียงว่าทำเต็มที่แล้วทั้งที่เหมือนจะยังไม่ได้ทำอะไรเลย และยังคงปกป้องคนผิด ส่วนประเด็นที่ทางมหาวิทยาลัยจะร่วมกับสกอ.ยื่นฟ้องล้มละลายอ.ดลฤดีนั้น คงทำได้แต่มันช้าไปหรือไม่ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งตอนนี้คดีความใกล้จะจบสิ้นในวันที่ 14 ก.พ.นี้ หากคดีความจบมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ก็คงต้องเป็นหน้าที่ผู้ค้ำประกันอย่างพวกผมที่ต้องยื่นฟ้องข้ามประเทศเพื่อขอเงินคืน กล่าวอย่างไรก็ตาม การจะฟ้องอ.ดลฤดี หรือไม่นั้น คงต้องหารือกับฝ่ายกฎหมายก่อนว่าจะดำเนินการเช่นใดได้บ้าง ส่วน มม. พวกตนคงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ นอกจากต้องรอให้มหาวิทยาลัยอยากเข้ามาช่วยเหลือมากกว่านี้ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ โจ นูโว โพสต์ข้อความถามจิตสำนึกสามี ทันตแพทย์หนีทุน ชี้ "เงินชาติยังไม่ซื่อสัตย์ แล้วจะซื่อสัตย์กับท่านไหม ??" วันนี้ (2 ก.พ. 59) นายจิรายุส วรรธนะสิน หรือ โจ นูโว ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงประเด็นข่าวดังกรณีทันตแพทย์สาวหนีใช้ทุน จนทำให้ผู้ค้ำประกันต้องมาใช้หนี้แทน โดยนักร้องหนุ่มได้ฝากข้อความถึงสามีของทันตแพทย์สาวคนดังกล่าว หากยังมีสติก็ควรเตือนภรรยาให้คืนเงินทุนที่นำไปเล่าเรียนด้วย ว่า "อยากจะบอกไปยังสามีของทันตแพทย์สาวว่า ภรรยาของท่านไม่มีความซื่อสัตย์ต่อชาติ แล้วกับท่านล่ะจะซื่อสัตย์ไหม และหากท่านรับรู้เรื่องราวแล้วยังคงเฉย ๆ ก็ถือว่า ท่านเป็น "คนเห็นแก่ตัว" และน่าจะส่งเงินมาช่วยผู้เซ็นค้ำประกันที่กำลังเดือดร้อนขณะนี้ด้วย" ภาพจาก IG@joejirayut คณะผู้บริหารมหิดล แถลงกรณี 'หมอฟันหนีทุน' ยันพยายามเต็มที่ เผยเตรียมฟ้องล้มละลาย ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ วันนี้ (2 ก.พ. 59) ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดี ม.มหิดล และ รศ.ทพ.พาสน์ศิริท นิสาลักษณ์ แถลงข่าวกรณี หมอฟันหนีทุน ว่า ทางมหิดลได้พยายามติดตามมาโดยตลอด แต่เมื่อไม่ได้มาชดใช้ตามกำหนด จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลปกครอง มีคำสั่งให้ผู้ใช้ทุน และ ผู้ค้ำประกัน ชดใช้เงินให้กับทางราชการ มหาวิทยาลัยจึงมีหนังสือถึงผู้ใช้ทุน และ ผู้ค้ำประกันทั้ง 4 คน ให้นำเงินมาใช้ตามคำพิพากษาโดยได้ทำความเข้าใจกับผู้ค้ำประกันทั้งหมด และทำหนังสือขอพิจารณาผ่อนผัน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุมัติให้ลดหย่อนภาระหนี้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย นอกจากนี้ ม.มหิดล ยืนยันพยายามช่วยเหลือผู้ค้ำประกันอย่างเต็มที่ และจะเร่งติดตามทวงถามหนี้คืน พร้อมเตรียมฟ้องล้มละลาย ทพญ. ดลฤดี ก่อนวันที่ 14 ก.พ. 59 กันคดีหมดอายุความ สำหรับกรณีนี้ เป็นคดีแพ่งบังคับในประเทศไทย จึงไม่สามารถติดตามนอกราชอาณาจักรไทยได้ สำหรับทุนดังกล่าว เป็นทุนที่ทาง สกอ. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการเร่งรัดผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพัฒนาเศษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ 16 สาขา ซึ่งตามสัญญาจะต้องกลับมาชดใช้ทุน โดยต้องกลับมารับราชการในส่วนราชการตามที่กำหนดให้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนรัฐบาล แต่เมื่อไม่กลับมาชดใช้ทุนทาง ม.มหิดล จึงได้รับมอบอำนาจจาก สกอ. ทวงถามตามขั้นตอน MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เพจดัง เผยนักเรียนไทยติดป้ายประจาน 'หมอฟันหนีทุน' ทั่วทั้ง 'ฮาร์วาร์ด' วันนี้ (2 ก.พ. 59) มีรายงานว่า โลกออนไลน์ กำลังแชร์ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ CSI LA ถึงกรณีข่าวหมอฟันหนีทุน ซึ่งเป็นภาพจากบุคคลที่ไป ม.ฮาร์วาร์ด มาว่า "วันนี้ไปมหาลัย Harvard มาค่ะ เห็นมีใบปลิวแปะตามบอร์ดแถว Havard yard หลายบอร์ดเลยค่ะ อันนี้เป็นฝั่งมหาวิทยลัย ไม่ใช่ฝั่ง Medical school แต่คิดว่าน่าจะมีคนติดไปทั่วเเล้วค่ะ" ซึ่งทางเพจอย่าง CSI LA ได้ระบุว่า "กลุ่มนักเรียนไทยที่มหาลัย Harvard เริ่มติดป้ายประจานคุณหมอหนีทุนเเล้ว ตามสถานที่ต่าง ๆ ใน campus ของมหาลัย Havard รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คนที่เอาป้ายไปติดใช้ข้อความที่ผมเขียนใน CSI LA ไปใช้ ขอบคุณมากครับ CSI Harvard" ขอบคุณข้อมูล/ภาพ CSI LA MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมแถลงข่าว ปมอาจารย์ทันตกรรมหนีทุน ทำคนค้ำเดือดร้อน ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ ( 2 ก.พ.) ศาสตราจารย์ นายแพทย์ บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล จะเป็นประธานในการแถลงข่าว พร้อมด้วยศาสตราจารย์ทันตแพทย์พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ คณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์ กรณีที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความระบุว่า มีผู้เสียหายจากการเซ็นค้ำประกัน ให้กับอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ มหาลัยวิทยาลัยมหิดล โดยไม่ใช้ทุนกู้เรียนต่อในต่างประเทศ ทำให้มีการจ่ายค่าเสียหายกว่า 2 ล้านบาท ................................................................ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เผย 'ม.ฮาร์วาร์ด' ปัดเคลียร์ปม 'หมอฟันหนีทุน' ชี้เป็นเรื่องส่วนตัว วันนี้ (1 ก.พ. 59) มีรายงานว่า นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) กล่าวถึงกรณีของ หมอฟันหนีทุน ว่า อดีตอาจารย์คนดังกล่าวรับทุนของรัฐบาลไม่ใช่ทุนมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางในการประสานและเสนอชื่อผู้ค้ำประกันให้ ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ตามหลักเกณฑ์ ในฐานะต้นสังกัดก็ต้องดำเนินการเพื่อส่งสริมให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ขณะที่ มม. เองที่ผ่านมาให้ทุนอาจารย์ไปเรียนต่อต่างประเทศปีหนึ่งเกือบร้อยทุน เฉพาะทุนด้านสาธารณสุขในกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ฯลฯ ประมาณ 50-60 ทุน และมีบ้างที่ไม่ยอมกลับมาทำงานตามกำหนด และเลือกจะใช้ทุนคืนเป็นเงิน แต่ไม่เคยมีกรณีไม่ใช้เงินคืน มีเพียงรายนี้ที่หนีไป ไม่ใช้หนี้และไม่กลับมา การที่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยกำหนดเงื่อนไขให้ใช้ทุนคืน 3 เท่า เพราะอยากให้คนเหล่านี้กลับมาทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่ได้อยากได้เงินคืน ทั้งนี้ มม. เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามประสานไปยัง ม.ฮาร์วาร์ด แต่คำตอบที่ได้รับจาก ม.ฮาร์วาร์ด คือบอกว่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องประสานไปยังเจ้าตัวเอง ซึ่งทำให้รู้สึกผิดหวังมากที่ ม.ฮาร์วาร์ด ไม่แสดงท่าทีอะไรกับเราเลย เรื่องนี้ทำเสียชื่อไปหมด ทั้ง มม.เองไปจนถึงโรงเรียนเก่าที่จบออกมา อีกทั้งยังส่งผลกระทบกับผู้ที่รับทุนในรุ่นต่อไป ทำให้หาคนมาค้ำประกันยากขึ้น ขอบคุณข้อมูล/ภาพ มติชนออนไลน์ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แฉยับ! 'หมอฟันหนีทุน' อยู่บ้านหรูแถมขับรถสปอร์ต มีรายได้มากพอชดใช้หนี้ที่หนีไปได้อย่างสบาย จากกรณีข่าว 'หมอฟันหนีทุน' ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้นั้น ล่าสุด (1 ก.พ. 59) มีรายงานว่า เฟซบุ๊กชื่อ Weerachai Phutdhawong ได้ออกมาโพสต์แฉข้อมูลต่าง ๆ ของหมอฟันหญิงรายนี้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านและรถยนต์ หรือแม้แต่รายได้ที่มากพอชดใช้หนี้ที่หนีไปได้อย่างสบาย ๆ ขณะเดียวกัน ทางเฟซบุ๊กของทันตแพทย์ เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้มีกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาโพสต์ข้อความให้กำลังใจและเล่าว่า คนไทยในอเมริกาหลายฝ่ายกำลังพยายามหาทางเคลื่อนไหวกดดันหน่วยงานต้นสังกัด และทันตแพทย์คนดังกล่าวแล้ว เพราะไม่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำเช่นนี้ ด้าน ครูเป็ด มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร ครูเพลงชื่อดัง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ครูเป็ด moncheep โดยระบุว่า... ผมว่าคนหนีทุนพยายามพูดให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน...เงื่อนไขปกติคือ คุณรับทุนไปเรียนแล้ว คุณต้องกลับมาทำงานกับต้นสังกัด เป็นเวลากี่ปีก็ว่าไป...มีเงินเดือนนะครับ...ครบสัญญาแล้วคุณก็เป็นอิสระ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ...เว้นเสียแต่ว่า คุณจะไม่ทำงานกับต้นสังกัดที่ให้ทุน...คุณถึงจะต้องชดใช้เงิน 3 เท่าของทุนที่ใช้ไป... ...วัตถุประสงค์ของทุนประเภทนี้ คือ อยากส่งเสริม คนที่มีศักยภาพ ไปเพิ่มพูนความรู้ แล้วกลับมาทำประโยชน์กับประเทศ...ไม่ใช่อยากค้ากำไร 3เท่า... ...ผมเองมีเพื่อนพี่น้อง รับทุนแบบนี้ ทำตามเงื่อนไข...ชีวิตก็รุ่งเรืองมีความสุขมากมาย... ...หนีทุนแบบนี้มีผลกระทบถึงคนรุ่นต่อๆไป...หาคนค้ำประกันยากขึ้น... ...คุณก่อกรรมไว้แบบนี้...แล้วชีวิตจะมีความสุขหรือ... ขอบคุณภาพ Weerachai Phutdhawong / ครูเป็ด moncheep MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แฉปัญหาสมองไหล! นักเรียนนอก หนีทุน คนค้ำเดือดร้อน กับมุมที่หลายคนไม่เคยรู้ รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ (อ.อ๊อด) ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คเผยว่า  เรื่อง "นักเรียนทุน หนีทุน ทิ้งทุน" มีเยอะในอดีต กรณีที่โด่งดังช่วงนี้พบว่า เธอเรียนจบ ป. เอก ปี 2003 ซึ่งเธอไปเรียนก่อนหน้านี้สัก 3-4 ปีครับ(1999) ในช่วงนั้น ระเบียบเรื่องการค้ำประกันยังไม่บังคับให้ใช้เฉพาะพ่อแม่ญาติพี่น้องค้ำ จึงมีเพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ที่อยากเห็นนักเรียนทุนเหล่านั้น ได้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และกลับมารับใช้ทุนที่บ้านเกิด มาค้ำประกันให้ ซึ่งอาจช่วยกันค้ำประกันหลายๆ คนก็ได้คิดว่า เธอคงยื้อเรื่องไปพอสมควร เลยทำให้ผู้ค้ำประกันต้องมาจ่ายเงินในปีนี้ (2016) แทน และอย่าลืมว่า ผู้ค้ำไม่ได้จ่ายเงินแทนเธอแค่สองล้านกว่าแต่คงจ่ายรายเดือนมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว ตั้งแต่ทราบว่าเธอหนีทุน การใช้ทุนหากเบี้ยวทุนจะต้องใช้ 3 เท่า จากปัญหาดังกล่าว ทาง กพ. ก็มีกฏให้นักเรียนทุน ต้องใช้ พ่อ แม่ หรือ ญาติพี่น้องเท่านั้น ค้ำประกันแทนครับ ภรรยา  เรียน ป.โท-เอก 6 ปี ที่ออสเตรเลียก็ใช้พ่อแม่ค้ำประกันแต่นักเรียนทุนบางคน ก็ยังหนีทุนอยู่ที่ว่าจะใช้มุขไหน จ่ายคืนหรือไม่ บางคนใช้พ่อแม่ที่แก่ชรามากมาค้ำประกัน และเมื่อท่านเสียชีวิต ก็หนีอยู่ต่างประเทศ ไม่ใช้ทุนเลย บางคนก็กลับมาทำงานชดใช้ทุนก่อน พอเหลือไม่มากก็ลาออกหนีไปดื้อๆ ให้คนค้ำจ่ายน้อยๆ หรือบางคนก็มาทำงานก่อนเพื่อให้เหลือเงินชดใช้น้อย ก่อนจะจ่ายและไปทำงานต่างประเทศแทน หรือ บางคนก็หาเงินกลับมาใช้ทุนที่ต้นสังกัดก้อนเดียวเลย และสมองไหลไปทำงานที่ต่างประเทศ บางคนมีเทคนิค เช่น กรณีหนีไปเรียน ป.เอก ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และเผอิญบริษัทยักษ์ระดับโลกเอาเข้าทำงานในระหว่างที่เรียน ป.เอก เงินเดือนรายได้เยอะแต่ก็ยังไม่ทำเรื่องจบ ป.เอก ยื้อไปเรื่อยๆ ต้นสังกัดก็งงว่าเรียนเก่งแต่ทำไมเรียนไม่จบเสียที จนสามารถเก็บเงินได้ประมาณ 6 ล้านบาทก็ทำเรื่องจบ และกลับมาลาออกจากทุนและใช้เงินกับต้นสังกัด ก่อนจะบินกลับ USA ไปทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่นั้น สำนักข่าวอิศรา เปิดข้อมูล เหตุ สาวนักเรียนนอก เบี้ยวใช้ทุน ทำผู้ค้ำชดใช้แทน อ้างระบบขอทุนในไทยเอาเปรียบจึงรับไม่ได้ วานนี้ (28 ม.ค. 59) สำนักข่าว isranews ได้มีการออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่สาวนักเรียนทุนหนีไม่ยอมจ่านเงินจนเป็นเหตุทำให้ผู้ค้ำประกันได้รับความเสียหาย ต้องใช้เงินก้อนโตแทนนั้นเป็นเงินรวมหลายล้านบาทนั้น ว่า หลังจากได้สัมภาษณ์ผู้ค้ำประกันคนดังกล่าว ทำให้ทราบว่าสาเหตุที่สาวนักเรียนนอกคนดังกล่าวไม่ยอมใช้เงินทุนคืนนั้นเป็นเพราะ เธออ้างว่า ได้ไปแต่งงานกับชาวต่างประเทศ มีลูก 1 คน และก็บอกว่า ระบบขอทุนประเทศเราเอาเปรียบเขา ต้องให้ชดใช้เงิน 3 เท่า เขารับไม่ได้ที่ได้รับความเดือดร้อนจึงไม่ยอมจ่ายเงินทุนจนเป็นที่มาของเรื่องดังกล่าว "ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรนะ แต่ขอถามหน่อยว่า ก่อนที่จะตัดสินใจขอทุนไป เขาต้องรู้อยู่แล้วว่า ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง เงื่อนไขเป็นอย่างไรบ้าง ถ้ารับไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปซิ แต่นี่มาบอกว่ารับไม่ได้ ผมว่าแบบนี้มันไม่ถูกต้อง" ขอบคุณภาพ/ข้อมูลจาก isranews.org อาจารย์ ม.ดัง ตั้งทนายสู้คดี หลังซิ่งหนีไม่ยอมใช้ทุน ปล่อยให้คนค้ำประกันใช้หนี้แทน ความคืบหน้ากรณีที่เกิดเป็นกระแสฮือฮาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีคนได้โพสต์ข้อความเตือนสติผ่านเฟซบุีกส่วนตัว ว่าได้เซ็นค้ำประกันให้สาวเรียนทุนไปเมืองนอก แต่พอศึกษาจบเธอกลับชิ่งไปชดใช้ทุน จนเป็นเหตุให้ผู้โพสต์และเพื่อนอีกหลายคนตามใช้หนี้แทนนั้น ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่า สาวนักเรียนทุนคนดังกล่าวได้ตั้งทีมทนายมาสู้คดี หลังจากที่เจ้าทุกข์ได้รวมตัวกันฟ้องร้องดำเนินคดี โดย เพจเฟซบุ๊ก "ทพ.เผด็จ หมอทอม" ผู้ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวได้ระบุว่า "เรื่องอาจารย์ ม.ดัง ซิ่งหนีไม่ยอมใช้ทุนว่า ขณะนี้ได้ตั้งทนาย พร้อมส่งจดหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวไปถึงอาจารย์ที่เป็นคู่กรณีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปรากฏว่า อาจารย์คนดังกล่าวก็ได้ตั้งทนายสู้คดี ทั้งยังมีการข่มขู่ทนายของตนด้วย ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีจดหมายตอบกลับมาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว จึงไม่สามารถเข้ามาช่วยจัดการได้" เรื่องราวเตือนสติ! ค้ำประกันให้สาวได้ทุนไปเรียนต่ออเมริกา แต่ต้องมานั่งใช้หนี้แทนหลักล้าน กลายเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ สำหรับเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่เซ็นค้ำประกันให้สาวเรียนทุนเมืองนอก แต่ถูกชิ่งต้องใช้หนี้เองซะงั้น ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้แชร์เรื่องราวอุทาหรณ์ ระบุว่า "สิ้นสุดกันทีกับกรรมเก่า ผมได้ชดใช้ให้แล้ว รวมยอดกับที่ต้องชำระให้อีกร่วมล้าน กับการค้ำประกัน xxxx อดีตอาจารย์ภาควิชา xxxx คณะ xxxx มหาวิทยาลัย xxxx ผู้ซึ่งรับทุนศึกษาต่อที่อเมริกา โดยมีผมที่เข้าเรียน...ในฐานะคนรู้จัก แต่ด้วยความที่เห็นแก่คณะและวิชาชีพจึงยอมค้ำประกันร่วมกับอาจารย์และเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนอีกคนของดลฤดี หวังว่าเค้าจะกลับมาทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่สิ่งที่ผมและทุกคนได้รับคือบอกว่าไม่มีเงิน ทั้งๆ ที่เขาทำงานวิจัยที่ ม.ฮาร์วาร์ด รับเงินเดือนสูง อยู่อพาร์ทเม้นท์หรูหราในอเมริกา เขาทำได้แม้อาจารย์ผู้สั่งสอนและสนับสนุนให้เขาได้เรียน ผู้ร่วมงาน เพื่อน อย่างไม่ละอายแก่ใจ พ่อของเขาและญาติพี่น้องก็ไม่สนใจ เขาเคยโทรมาหาผมครั้งเดียวว่าจะไม่ทำให้ผมเดือดร้อน ผมยังต้องส่งเสียลูกอีก 4 คน แต่ผมต้องนำเงินมาชำระแทน เลยขอให้เรื่องนี้เตือนสติแก่ผู้ที่จะค้ำประกันใคร การศึกษาและชาติตระกูลไม่ได้ช่วยอะไร เขาวางแผนล่วงหน้าแล้วให้พ่อเขารับผิดชอบน้อยที่สุด และมาชดใช้ให้หมด แต่ไม่ยอมชดใช้ให้คนอื่น ช่วยแชร์กันนะครับ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ และผู้ที่จะทำธุรกรรมกับคนในครอบครัวนี้หรือบุคคลอื่น แม้ท่านจะปรารถนาดีก็ตาม" หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก พร้อมบอกเล่าประสบการณ์คล้ายกับกรณีนี้อีกด้วย ซึ่งเรื่องราวนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนสติ สำหรับคนคิดจะค้ำประกันได้ดีเลยทีเดียว MThai News

กระทรวงวัฒนธรรม รณรงค์สร้างค่านิยมใหม่ 'วันวาเลนไทน์'
กระทรวงวัฒนธรรม /  วาเลนไทน์

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมรณรงค์สร้างค่านิยมวันวาเลนไทน์ใหม่แก่เด็กและเยาวชน ย้ำหากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสมแจ้ง 1765 ตลอด 24 ชม. นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ผอ.สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบหมายให้สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมค่านิยมใหม่ให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งได้ผลตอบรับในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความรักต่อพ่อแม่ และผู้มีพระคุณ ทั้งนี้ ทางกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้มีการสร้างเครื่อข่ายเยาวชนอาสาสมัครเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมทั่วประเทศ ซึ่งมีหน้าที่ขับเคลื่อนและเปลี่ยนทัศนคติใหม่ให้กับเยาวชน ให้มีความเข้าใจในเรื่องการมอบความรักในวันวาเลนไทน์ นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรม ยังได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สภาวัฒนธรรม และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ร่วมตรวจสอบและเฝ้าระวังพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเยาวชน อย่างไรก็ตาม หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสม สามารถแจ้งสายด่วนวัฒนธรรม 1765 ตลอด 24 ชั่วโมง ที่มา INN

เมื่อมติสุดท้าย 'ธัมมชโย' ไม่ปาราชิก!?
คดีธัมมชโย /  ธัมมชโย / 

กลับมาเป็นกระแสร้อนอีกครั้งสำหรับ 'วงการสงฆ์' หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) มีหนังสือแจ้งไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) ให้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ที่คณะสงฆ์ได้วินิจฉัยไปแล้ว เพื่อใช้กฎนิคหกรรมปรับอาบัติปาราชิก 'พระเทพญาณมหามุนี' หรือ 'ธัมมชโย' เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ สกลมหาสังฆปริณายก ย้อนกลับไปเมื่อปี 2541 'ธัมมชโย' ถูกกล่าวหาว่า ยักยอกเงินและที่ดินที่บรรดาญาติโยมบริจาคให้วัด และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมถึงพฤติกรรมใกล้การชิดสีกา และการอวดอุตริมนุสธรรม ซึ่งพยานปากสำคัญในขณะนี้คือ พระอดิศักดิ์ วิริสโก อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย เรื่องดังกล่าวจึงต้องมีการตรวจสอบกันอย่างเร่งด่วน โดยกรมที่ดินได้สำรวจพบว่า 'ธัมมชโย' มีชื่อเป็นเจ้าที่ดินและบริษัทที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายกว่า 400 แปลง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ใน จ.พิจิตร และ จ.เชียงใหม่ ภายหลังการตรวจสอบเมื่อพบว่ามีการกระทำผิดจริง สมเด็จพระสังฆราชฯ สกลมหาสังฆปรินายก ได้มีพระลิขิตให้คืนที่ดินและทรัพย์สินขณะเป็นพระให้วัดพระธรรมกาย แต่ 'ธัมมชโย' ไม่ยอมปฏิบัติตาม กรมการศาสนาจึงได้เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม โดยถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร โดยโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายถาวร จำเลยที่ 2 และนำเงินอีกเกือบ 30 ล้านไปซื้อที่ดินกว่า 900 ไร่ ใน จ.พิจิตร และที่ จ.เพชรบูรณ์ โดยโอนกรรมสิทธิ์ให้นายถาวร พรหมถาวร ลูกศิษย์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ยังไม่ได้ข้อสรุปหรือมีบทลงโทษต่อ 'ธัมมชโย' อย่างชัดเจน จนมีหลายหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ รวมถึง 'พุทธะอิสระ' โดดร่วมวงติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยได้มีการยื่นเรื่องให้ทางดีเอสไอเข้าตรวจสอบทันที ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2558 ได้มีการประชุมขึ้น โดยมหาเถรสมาคม โดยมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 'สมเด็จช่วง' ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน มีมติให้ 'ธัมมชโย' เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่ต้องอาบัติปาราชิก เนื่องจาก ‘ธัมมชโย’ ได้คืนทรัพย์สินและที่ดินกว่า 900 ล้านบาท ให้กับวัดพระธรรมกายแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 ทำให้เรื่องนี้ยิ่งเพิ่มความร้อนระอุต่อ 'วงการสงฆ์' เป็นอย่างมาก จนเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ดีเอสไอ ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อสอบถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ พศ. และ มส. ตามที่มีการร้องเรียนให้ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก จากคดียักยอกเงินและที่ดินตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชนั้น ได้ดำเนินการอย่างไรแล้วบ้าง อย่างไรก็ตามภายหลังการยื่นหนังสือไปถึง พศ. และ มส. จึงต้องมีการประชุมกันเร่งด่วนในวันที่ (10 ก.พ.) ซึ่งล่าสุด ผลการประชุม โดยมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 'สมเด็จช่วง' ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเป็นพระอุปัชฌาย์ ของ ‘ธัมมชโย’ เป็นประธานการประชุม มติให้ พระเทพญาณมหามุนี 'ธัมมชโย' เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่ต้องปาราชิก เพราะเรื่องได้ยุติที่ศาลชั้นต้น ไม่ได้มีการยื่นอุทธรณ์ ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา
ที่สุดในประเทศไทย /  ประวัติศาสตร์ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยขอนำเกร็ดความรู้ ประวัติศาสตร์ไทย มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ ซึ่งในวันนี้นี้จะเกี่ยวกับ โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา  โหดไม่แพ้ของต่างประเทศที่ทีนเอ็มไทยเคยนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันคราวก่อนเลย >,< เนื้อหาอาจรุนแรง เหมาะกับ 18+ นะค่ะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดอีกยุคสมัยหนึ่งของไทยเรา พบว่า มีการตราบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุดคือ โทษประหารชีวิตเอาไว้ในพระไอยการกระบถศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อนจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่กฎหมายฉบับนี้มิได้มีการแก้ไขในบทลงโทษความผิดขั้นประหารชีวิตและวิธีการประหารชีวิตเลยแม้แต่น้อย คือยังคงลักษณะเดิมไว้แต่ครั้งการตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทุกประการ โดยวิธีการประหารชีวิตตามพระไอยการกระบถศึก บันทึกและอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดถึงวิธีการลงโทษประหาร 21 วิธีหรือ 21 สถาน ดังนี้ สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์ สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง) เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาเพลิงจุด สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาเพลิงจุด สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้ว ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอวและให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้งเป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้ากระทำหนังเบื้องบนให้คลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้าง ข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน (ลน) ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย สถาน 9 คือ ให้เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก (เปิด) หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย สถาน 10 คือ ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง(นำเนื้อมาชั่งให้ได้น้ำหนักหนึ่่งตำลึง:มาตราวัดสมัยโบราณ) จนกว่าจะสิ้นมังสา (เนื้อ) สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดครูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก สถาน 12 คือ ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน (เวียนเทียน) สถาน 13 คือ ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา (ลูกหิน) บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอมแล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า สถาน 14 คือ ให้เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วลาด**censor**ลงมาแต่ศีศะ (ศีรษะ) จนกว่าจะตาย สถาน 15 คือ ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยากแล้วปล่อยให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า สถาน 16 คือ ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ สถาน 17 คือ ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย สถาน 18 คือ ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อนคลอกด้วยเพลิงพอหนังไหม้แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เป็นริ้วน้อยริ้วใหญ่ สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย เกร็ดความรู้  เรื่องเล่าจากลานประหาร การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในทุก ๆ ประเทศ ที่มีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งถ้าหากใครได้อ่านหรือศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ซักครั้ง คงจะรู้สึกไม่ต่างกันหรอกค่ะว่า แม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีเครื่องมือประหารชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่ความรุนแรง หรือความซาดิสม์นั้นไม่ได้ต่างกันเลย เพราะไม่ว่าจะใช้เครื่องมือไหน ๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือทรมานคนผิดอย่างเลือดเย็นแล้วปล่อยให้เจ็บปวดตายไปในที่สุด ในประเทศไทยก็เช่นกัน โทษประหารที่เคยทำกันมาตั้งแต่อดีตนั้นขึ้นชื่อว่าโหดใช่ย่อย เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ วิธีการประหารชีวิตจะเน้นความทรมานชนิดที่ได้ยินแล้วยังขนลุก ไม่ว่าจะเป็นการเอาน้ำมันเดือดราดหัวจนตาย เอามีดและขวานผ่าอกแหวกตับไตไส้พุงทั้งเป็นจนตาย  เอาเบ็ดใหญ่เกี่ยวเนื้อให้หลุดทีละส่วนจนตาย เอามีดคม ๆ แล่เนื้อลอกหนังออกทีละนิดจนตาย เอาหอกค่อย ๆ ทิ่มแทงจนตาย หรือฝังดินครึ่งตัวแล้วเผาส่วนบนจนทรมานตาย ซึ่งโทษแสนทรมานในสมัยนั้น ก็จะตัดสินจากความผิดที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นถ้าใครเผาบ้านเมือง ก็จะถูกประหารด้วยการเอาผ้าชุบน้ำมันพันรอบตัวแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น อย่างงี้เป็นต้น และที่สำคัญการประหารชีวิตทุกรูปแบบก็จะต้องทำกันแบบโจ่งแจ้งต่อหน้าชาวบ้านมากมาย เพื่อให้คนเกรงกลัว และมันก็ได้ผลดีเลยล่ะค่ะ เพราะเวลาที่มีการประหารนักโทษซักคน บ้านเมืองก็สงบสุขไปพักใหญ่ทีเดียว เพราะไม่มีใครกล้าทำความผิด ไม่มีใครอยากถูกลงโทษอย่างทรมานอย่างที่ตัวเองไปเห็นมา สมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ การประหารด้วยวิธีทรมานสารพัดก็เริ่มค่อย ๆ หายไป เหลืออยู่แค่วิธีเดียวง่าย ๆ นั่นคือ การตัดคอหรือกุดหัวเท่านั้น เป็นวิธีฉับเดียวดับ ไม่ทันได้ทรมานก็ตายแล้ว แถมก่อนหน้าวันประหารก็ยังมีการเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำอย่างดีอีก และพอถึงวันประหารนักโทษก็ถูกปิดตา ไม่ต้องเห็นบาดแผล ไม่ต้องรู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรเรา ไปแบบสบาย ๆ เลยทีเดียว ในการประหารนักโทษ 1 คน เค้าจะใช้เพชฌฆาตถึง 3 คน ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเพชฌฆาตดาบ 1 จะพลาด ก็พลาดมากที่สุดแค่ตัดคอแล้วตายแต่คอดันไม่ขาด ซึ่งแบบนี้เพชฌฆาตดาบ 2 ก็จะรีบเข้ามาฟันให้ขาดทันที ถ้ายังไม่ขาดอีกก็มีดาบ 3 สำรองไว้อีก ต้องเอาให้ขาดอย่างแท้จริงเพื่อที่จะเอาหัวไปเสียบประจานนั่นเอง ส่วนร่างกายก็มอบให้ญาตินำไปทำพิธีต่อไป ในกรณีที่นักโทษเป็นเชื้อพระวงศ์หรือกษัตริย์ ก็จะมีวิธีเฉพาะคือการทุบด้วยท่อนจันทน์ ที่ถือเป็นไม้หอม เป็นการให้เกียรตินักโทษ โดยการประหารด้วยท่อนจันทน์นี้ จะใช้วัดปทุมคงคาเป็นลานประหาร ส่วนวิธีการ ก็คือ จะนำร่างของผู้ถูกประหารสวมด้วยถุงแดงแล้วรัดถุงให้แน่น เพื่อไม่ให้ใครแตะต้องพระวรกาย และไม่ให้ใครเห็นพระศพด้วย จากนั้นเพชฌฆาตที่ได้รับนามเฉพาะว่า "หมื่นทะลวงฟัน"  ก็จะใช้ไม้จันทน์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายสากตำข้าวทุบลงไปสุดแรงบริเวณพระเศียรหรือพระนาภี เสร็จแล้วก็นำไปฝังในหลุม 7 คืนเพื่อให้มั่นใจว่าสิ้นพระชนม์แล้วจริง ๆ ก่อนขุดขึ้นมาประกอบพิธีต่อไป และหากใครสงสัยว่าทำไมไม่ใช้วิธีเปิดผ้าดูว่าสิ้นแล้วหรือไม่ ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่าไม่ว่าจะอย่างไร หลังจากนำนักโทษใส่ถุงแดงแล้วก็ห้ามเปิดให้ใครเห็นหรือแตะต้องพระวรกายโดยตรงได้เป็นอันขาด แต่!วิธีการประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ เลิกล้มไปในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากมีการประกาศใช้กฎหมาย ร.ศ. 127 ว่า ให้ประหารชีวิตเชื้อพระวงศ์ด้วยวิธีเดียวกันกับสามัญชน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนักโทษ และในที่สุด ในปี 2477 ก็ได้ล้มเลิกการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวไป เปลี่ยนเป็นการใช้ปืนยิงแทน โดยวิธีการยิงปืนประหารนี้ ก็จะมีขั้นตอนคล้ายกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ต่างที่การยิงปืนประหาร จะทำในห้องประหารมิดชิด ไม่มีการเรียกประชาชนมามุงดูเหมือนกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวอีกต่อไป การประหารชีวิตด้วยปืนทำกันมาได้ไม่นานนัก เพราะเมื่อปี 2545 ได้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตด้วยปืน มาเป็นการฉีดยาแทน ซึ่งการฉีดยาจะมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกจะฉีดยาให้นักโทษสลบก่อน จากนั้นค่อยฉีดยาหยุดการทำงานของปอดและกระบังลม และสุดท้ายก็จะฉีดยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น เป็นอันเสร็จพิธี เรียกว่าสบายกว่าวิธีไหน ๆ ไม่ต้องตื่นเต้นว่าจะถูกสับหัวหรือยิงปืนเมื่อไหร่ และวิธีนี้ก็ยังเป็นวิธีที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้คือวิวัฒนาการของการประหารชีวิตในสยาม ที่ดูเหมือนจะลดความทรมานลงทุกวัน ๆ ขณะเดียวกันที่สถิติการประหารชีวิตก็ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก  ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่าคนเรามีคุณธรรมกันมากขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะบทลงโทษในสังคมทุกวันนี้มันเบาลงเรื่อย ๆ ต่างหาก.. ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่บทลงโทษในสังคมเบาลงทุกวัน ขณะที่โจรผู้ร้ายมีมากขึ้นแบบนี้ ก็ยังมีคนในหลายประเทศออกโรงต่อต้านการประหารชีวิตกันอย่างมากมาย เพราะเห็นว่ามันโหดร้าย ก็ไม่แน่ว่า.. บางที โทษประหารอาจถูกล้มเลิกไปในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ สังคมก็คงวุ่นวายขึ้นน่าดู ที่มา : http://xchange.teenee.com/lofiversion/index.php/t46653.html, http://nongza.exteen.com/20101028/entry อ่านเพิ่มเติม >> 15 เครื่องมือทรมานโหดในอดีต Torture << >> เครื่องมือทรมานโหดในอดีต Torture ภาค 2 <<

พุ่งพรวด! ราคาดอกกุหลาบขยับขึ้นรับ 'วาเลนไทน์'
จังหวัดตาก /  ดอกกุหลาบ / 

ชาวสวนกุหลาบเร่งเก็บผลผลิตส่งตลาดรับวัน 'วาเลนไทน์' ชี้ ราคาขยับขึ้น 3 เท่าตัว ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เกษตรกรผู้ปลูกดอกกุหลาบแดง ซึ่งถือเป็นแหล่งปลูกกุหลาบแดงอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อให้ทันรองรับความต้องการในช่วงวันวาเลนไทน์ ซึ่งขณะนี้พบว่ามียอดสั่งจองกุหลาบแดงมากกว่าวันละ 2-3 ล้านดอก อีกทั้ง ยังมีราคาสูงถึงดอกละ 12-15 บาท ซึ่งคิดเป็น 3 เท่า จากช่วงเวลาปกติ ประกอบกับปัจจุบันสภาพอากาศในพื้นที่มีความหนาวเย็น จึงทำให้ได้ผลผลิตดี  อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาของดอกกุหลาบมีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นอีกในช่วง 1-2 วันนี้ ด้าน นายภราดร กานดา รองประธานหอการค้าจังหวัดตาก ในฐานะเจ้าของผู้ประกอบการผู้ปลูกดอกกุหลาบรายใหญ่ เปิดเผยว่า ระยะนี้อำเภอพบพระ มีสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกและผลิตกุหลาบ เพราะจะได้ดอกไม้ที่โต ก้านใหญ่ นอกจากนี้ ยังพบว่า มีสีสันสดใส จึงทำให้สามารถขายได้ราคาดี โดยล่าสุดพบว่าปัจจุบันมีเงินสะพัดจากการขายดอกกุหลาบแดงในพื้นที่ถึงวันละไม่ต่ำกว่า 15-20 ล้านบาท ขอบคุณ INN ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News