ประชุมอาเซียน

Warner Bros. ประกาศวันฉายอย่างเป็นทางการของ Aquaman
Aquaman /  James Wan / 

Warner Bros. ได้ประกาศวันฉายอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายดีซีคอมมิคส์ Aquaman โดยมีกำหนดฉายใน วันที่ 5 ตุลาคม 2018 จากเดิมที่ก่อนหน้านี้เว็บไซต์ IMDb ได้ระบุวันฉายของภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้วันที่ 27 กรกฎาคม 2018 ตรงกับวันที่ภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible 6 เข้าฉาย Aquaman กำกับภาพยนตร์โดย เจมส์ วาน (James Wan) ว่าด้วยเรื่องราวของ อาเธอร์ เคอร์รี รับบทโดย เจสัน โมโมอา (Jason Momoa) ที่รู้ว่าตัวเองมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรใต้น้ำที่เรียกว่าอาณาจักรแอตแลนติส เขาจะกลายเป็นผู้นำของคนเหล่านั้น เพื่อเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของโลกใบนี้

รีวิว Bleed for This คนระห่ำหมัดหยุดโลก
Ben Younger /  Bleed for This / 

วินนี ปาเซียนซา (Vinny Pazienza) ชื่อของนักมวยคนดังที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ได้ยินหนาหูในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Bleed For This คนระห่ำหมัดหยุดโลก กำลังฉายในบ้านเรา ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดังที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางอาชีพที่เขารัก แต่ดันโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิต แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะกลับขึ้นสังเวียนอีกครั้ง แต่อะไรทำให้เขาฝืนชะตาลิขิตจากสวรรค์ อะไรที่ทำให้เขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ทันทีที่ผมดูตัวอย่างภาพยนตร์จบลง ผมไม่รอช้าที่จะตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ Bleed For This คนระห่ำ หมัดหยุดโลก ว่าด้วยเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงสุดช็อคของแชมป์มวยโลก วินนี ปาเซียนซา รับบทโดย ไมลส์ เทลเลอร์ (Miles Teller) ที่เกือบเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถคว่ำ หมอได้วินิจฉัยว่าเขาอาจจะไม่สามารถเดินได้อีก แต่เขาเลือกที่จะต่อสู้กับโชคชะตาแล้วทุ่มแรงกาย หวนกลับมาซ้อมเพื่อเข้าสู่สังเวียนเดือดอีกครั้ง ภาพยนตร์ได้เล่าเรื่องในช่วงจังหวะชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดัง วินนี ปาเซียนซา การดำเนินเรื่องนั้นไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไป ไม่มีแฟลชแบ็กย้อนกลับไปกลับมาถึงอดีตให้สับสน ภาพยนตร์เผยให้เห็นแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตนักมวยคนนี้ในไฟท์ที่เขาจะได้รู้จักกับความพ่ายแพ้ กระทั่งฟิตซ้อมร่างกายจนขึ้นเวทีออกหมัดได้อย่างไม่อายใคร ตัวละครที่ปรากฏในเรื่องนั้น สำหรับตัวละครหลัก ๆ แล้วมีไม่มากนัก และแต่ละคนก็มีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน สร้างการจดจำได้ง่าย แม้จะมีตัวละครอื่น ๆ บ้าง แต่ถ้าดูแล้วนึกไม่ออกว่าเป็นใครก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด ซึ่งนักแสดงที่รับบทนำอย่าง ไมลส์ เทลเลอร์ ก็ถ่ายทอดความรู้สึกและสร้างคาแรกเตอร์ให้เชื่อได้ว่าเขาเป็นนักมวยจริง ๆ และเขาเป็นเสาหลักของเรื่องเพียงคนเดียวที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูแล้วไม่น่าเบื่อ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงช่วงชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดัง ซึ่งผู้กำกับ เบ็น ยังเกอร์ (Ben Younger) ก็ไม่ได้ยัดเยียดฉากชกมวยให้ดูจนต้องเบือนหน้าหนีอย่างแน่นอน ซึ่งฉากที่ ไมลส์ เทลเลอร์ ได้ขึ้นสังเวียนนั้นมีน้อยมาก นอกจากนี้กติกาหรือเรื่องราวยาก ๆ ที่เกี่ยวกับการชกมวยก็ไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับคนดูต้องมานั่งทำความเข้าใจอะไรเลย หน้าที่ของคนดูคือรู้แค่ว่าเขากำลังขึ้นเวทีและชกกับใครแค่นั้นก็พอแล้ว ฉากที่พีคที่สุดคงต้องยกให้ฉากเอาที่ครอบศีรษะออกหลังจากใส่มาแล้ว 6 เดือนเต็ม ซึ่งการเอาออกนี้โดยปกติแล้วผู้ป่วยจะต้องเข้าห้องผ่าตัดดมยาสลบ แต่เจ้าตัวกลับบอกหมอว่า ขันน็อตเอาออกสด ๆ ได้เลย ไม่ต้องฉีดยาชาหรือดมยาสลบใด ๆ ฉากนี้นอกจากจะลุ้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะซีดปากตาม ประหนึ่งว่าโดนหมอเอาออกเอง แค่เห็นความใจสู้ของผู้ชายคนนี้ในการใช้ชีวิตร่วมกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็นับว่าน่ายกย่องแล้ว แต่การเอาออกแบบสด ๆ ก็ต้องบอกเลยว่านับถือใจนักมวยคนนี้จริง ๆ ที่สุดแล้ว ชีวิตคนเรามันไม่มีอะไรแน่นอน คนบางคนกำลังมาถึงจุดที่ช่วงชีวิตกำลังออกตัวพุ่งทะยานไปสู่จุดที่สูงขึ้น แต่โชคชะตาอาจไม่เป็นใจ และพระเจ้าอาจไม่เห็นด้วย ชีวิตอาจถึงขั้นพลิกผันจนต้องเลือกเส้นทางเดินให้กับชีวิตใหม่ แต่สำหรับ วินนี ปาเซียนซา จิตวิญญาณของเขายังอยู่กับนวมและสังเวียน เขาพยายามฝืนสังขารตัวเองเพื่อกลับมายืนบนผืนผ้าใบอีกครั้ง จิตใจของเขาสร้างปาฏิหาริย์จากคนที่หมอวินิจฉัยว่าแค่เดินยังลำบาก แต่ไม่ถึงปีผู้ป่วยรายนี้กลับได้ไปยืนแลกหมัดกับคู่ต่อสู้ได้อย่างถึงใจถึงอารมณ์ เมื่อใจเป็นประธานและกายเป็นบ่าวแล้ว ขอเพียงใจสู้เท่านั้น มนุษย์ก็สร้างปาฏิหาริย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลานุภาพที่มองไม่เห็น ป.ล. ตอนท้ายของภาพยนตร์มีภาพของ วินนี ปาเซียนซา ตัวจริง พร้อมประโยคเด็ด ๆ ที่เจ้าตัวเคยพูดไว้ในภาพยนตร์ และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา ซึ่งตัวละครแต่ละตัวในเรื่องถอดแบบมาค่อนข้างเหมือนทีเดียว

อั้ม อธิชาติ ไม่ท้อคนมองงานผู้จัดแป้ก! เตรียมโกอินเตอร์!! ร่วมงานกับจีน
อั้ม อธิชาติ /  ซีรี่ส์เจ้าเวหา / 

    พระเอกและผู้จัดหนุ่ม อั้ม อธิชาติ รับทาง ปิ่น ณัฏฐนันท์ ทาบเล่นละครหนึ่งด้าวฟ้าเดียว บอกยินดีรับใช้ช่อง 3 ไม่ซีเรียสคนมองว่างานผู้จัดแป้ก มองเป็นประสบการณ์และไม่เข็ด เปรยมีช่องอื่นทาบทามเพียบแต่ไม่อยากเหยียบเรือสองแคม สำหรับซีรี่ส์เจ้าเวหาในตอนต่อไปที่มีการปรับเปลี่ยนนั้น ยอมรับอาจไม่ตอบโจทย์ช่องและเสียดาย แต่ไม่ท้อเข้าใจมีอุปสรรค ส่วนตอนนี้รอผู้ใหญ่ตัดสินใจอย่างเดียวว่าจะยังไงต่อไป ฟุ้งเตรียมโกอินเตอร์หลังได้คุยงานกับทางประเทศจีน... รายละเอียดมีดังนี้       “กลับมาเล่นละครกับช่อง 3 อีกครั้ง อย่างที่เคยได้ตอบไปเมื่อคราวที่แล้ว ยังไม่ได้มีโอกาสคุยความคืบหน้ากับอาปิ่น(ณัฏฐนันท์) ว่างๆ ว่าจะเข้าไปกราบสวัสดีอาปิ่น ผมเป็นนักแสดงที่เกิดจากทางช่อง 3 เรื่องที่พี่ปิ่นอยากจะให้รับบท เป็นบทที่มีเกียรติยศมากสำหรับอาชีพนักแสดง ถ้าผมมีโอกาสก็ต้องรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ต้องถามตัวเองว่าเราพร้อมหรือเปล่าที่จะรับบทนั้น เพราะเป็นบทที่เราต้องเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้าน บทที่ได้รับคือบทของพระเจ้าตากสินในละคร หนึ่งด้าวฟ้าเดียว”    “ผมคุยกับพี่ปิ่นโดยตลอดช่วงหลังๆ 2-3 เดือนมานี้ ยังไม่ได้คุยรายละเอียดความคืบหน้า ผมพร้อมรับใช้ช่อง 3 ทุกครั้งครับ ถ้ามีโอกาสตอบแทนหรือมีอะไรที่เราสามารถทำได้ก็ยินดีครับ คนมองว่าไม่ประสบความสำเร็จในงานผู้จัด ไม่ซีเรียสเลยครับ งานผู้จัดเป็นงานที่เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง การทำงานถ้ามีอุปสรรคเกิดขึ้น สิ่งที่ผมได้คือประสบการณ์ที่เข้มข้นมากๆ ในการที่เราต้องทำงานต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ”     “ก็ไม่ได้เข็ดนะครับ เราได้ทำงานที่หนักมากขึ้น มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบกันหลายๆ อย่างมากขึ้น ด้วยงานผู้จัดผมเชื่อว่าทุกท่านก็คงจะทราบว่าปัจจัยอุปสรรคต่างๆ มันไม่ได้อยู่ที่การควบคุมของเราอย่างเดียว เพราะฉะนั้นมันก็คือการเรียนรู้”    “มีโปรเจกต์ใหม่ จริงๆ ก็มีงานที่คุยกันอยู่ก็เป็นการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ได้คุยกับน้องๆ ที่ทำงานในต่างประเทศค่อยๆ คุยกันไปเรื่อยๆ พัฒนางานไปเรื่อยๆ ทำกับค่ายเดิมไหม ยังครับ การทำผู้จัดของช่องละครยังไม่ได้เป็นโปรเจกต์ เริ่ม ณ ตอนนี้”    “คุยกับทางค่ายทรู อย่างที่ผมได้พูดมาตลอดว่าเรามีหน้าที่เตรียมงานปรับบทรายละเอียดต่างๆให้เข้ากับสิ่งที่ทางผู้ใหญ่ต้องการ หลังจากนั้นก็ต้องแล้วแต่ทางผู้ใหญ่ของช่องว่าจะยังไง สำหรับเรื่องที่ละครหรือซีรี่ส์เรื่องอื่นๆ ของช่องที่ถูกเลื่อนเวลาออกอากาศหรือพักกองไปก่อน ผมต้องตอบเลยว่าเรื่องนี้ไม่ทราบว่าเพราะว่านโยบายของแต่ละที่ ของผู้ใหญ่แต่ละท่านจะมีความคิดเห็นที่ค่อนข้างแตกต่างกัน เราในฐานะคนทำงานก็ทำงานกับทีมงาน และหลายท่านที่เคยทำงานร่วมกันมา เราทำงานศิลปะ เราก็เต็มที่อยู่แล้ว แต่ว่าโจทย์บางอย่างอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์อย่างที่ช่องต้องการได้ ก็พยายามปรับจูนให้ ท้ายที่สุดแล้วถ้าจะมีปัญหาอะไร เราก็พยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็เคารพการตัดสินใจของในแต่ละช่องและผู้ใหญ่แต่ละท่านครับ”    “กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เราก็สอบถามไปอยู่เรื่อยๆ ในการประชุมปรับเปลี่ยนบทก็ยังมีเวลาระยะเวลาหลายเดือนที่เราได้แก้ได้ปรับ มีการเปิดกล้องถ่ายทำไปแล้วบางส่วนแล้วก็หยุดเพื่อปรับเพื่อเปลี่ยน แต่หลังจากนั้นก็ต้องรอคำตอบ ช่องก็ต้องใช้เวลาตัดสินใจหลายๆ อย่าง”    “เราไม่ได้มองว่าปัญหาอุปสรรคทุกอย่างมันมีไว้ให้นั่งท้อ คนทำงานทุกอย่างย่อมเกิดอุปสรรคอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่อุปสรรคของเราอาจจะเป็นงานของสาธารณะมันก็ทำให้คนได้เห็นรับรู้เยอะ ผมไม่ได้เกรงกลัวต่ออุปสรรคต่างๆ ไม่ได้ย่อท้อ อุปสรรคมีเราก็แก้ไขได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องยอมรับว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป ถามว่าพี่นัทท้อหรือเปล่า เราก็ไม่ได้ท้อครับ เรามองว่าเราเสียอีกอย่างแต่เราได้อีกอย่าง คือประสบการณ์ในการทำงานที่เราสามารถบอกได้เลยว่า การทำงานเรื่องแรกเราสามารถทำเรื่องที่ค่อนข้างยากได้ มันก็ต้องมาพร้อมกับอุปสรรคที่ยากและใหญ่ขึ้นตามไปด้วย”    “ถามว่าเสียดายไหมอย่างแรกคือโจทย์ในการทำเรื่องนี้ เราต้องการให้เป็นละครที่เราได้เห็นคุณค่าอาชีพทหารที่ได้ปกป้องประเทศชาติ ผ่านเรื่องราวของความบันเทิง เพราะฉะนั้นจริงๆ มันเป็นแค่พาสส่วนหนึ่งที่ได้ เราได้เล่าไป ยังมีอื่นส่วนนึงที่เราทิ้งปมไว้ หลายคนตอนที่ละครจบไปก็ถามว่าทำไมเป็นแบบนั้น เป็นเพราะเรายังเล่าไม่จบ เสียดายไหมเอาง่ายๆ ก็เสียดาย ถามว่าจะทีผลในการเปิดเรื่องอื่นไหม มันก็ต้องปรับต้องเปลี่ยน ต้องก้าวเดินต่อไป ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกันบ้างรึเปล่าอันนี้ก็แล้วแต่โจทย์”    “แพลนเรื่องอื่น มีครับ ก็จริงๆ ในช่วงก่อนนั้นก็มีอยู่หลายๆ ที่ ก็ต้องขอบคุณทางหลายๆ ช่อง ที่ติดต่อเข้ามา แต่ก็อย่างที่เคยชี้แจงว่าถ้าผมยังทำงานเดิมไม่เสร็จก็ไม่สามารถเหยียบเรือสองแคมได้ ต้องเสร็จเป็นเรื่องๆ ไป เป็นอย่างๆ ไปและในเรื่องนี้มันทุ่มเทแรงกายแรงใจเยอะมาก มันเป็นละครที่แอคชั่นมันต่าง ถ้าคนไม่เห็นก็จะไม่รู้เลยว่าเราลำบากยากเข็ญกันขนาดไหน ต้องไปอยู่กับกลางดินกินกลางทราย ต้องใช้ชีวิตเหมือนทหาร ซึ่งเราก็แค่รู้สึกว่าไมเป็นไรทำใหม่ได้ครับ"    “ความกระจ่างจากทรู จริงๆ ก็ได้มีทางน้องๆ ทีมงานสอบถามไปอยู่เรื่อยๆ ก็ต้องรอทางผู้ใหญ่ตอบกลับมาว่าจะยังไง จะมีข้อตกลงแบบไหนก็แจ้งมาได้เลย โอกาสเอาโปรเจกต์นี้ไปทำช่องอื่น ยังไม่มีครับ ยังไม่ได้มีแพลน”    “โปรเจกต์ต่อไปต้องลดขนาดลงไหม เราไม่ได้กะให้มันไซส์ใหญ่ขนาดนั้น มันเติบโตไปตามสเกลงานที่มันเป็นไป จริงๆ เรากะแค่พอประมาณ แต่ด้วยความที่มันมีโจทย์หลายๆ อย่างที่เราต้องตอบ มันก็เลยเป็นไปตามนั้น จริงๆ ยิ่งง่ายมันก็ยิ่งสบาย ความกดดันก็น้อย ความเหนื่อยก็น้อยลงไปด้วย แต่ด้วยความที่เราอาจจะไม่กลัวความเหนื่อยมั้ง เพราะฉะนั้นเราเลยปรับตัวให้เขากับความยากความเหนื่อยของมันได้”    “โปรเจกต์กับทางจีน ครับ จริงๆ มีคุยกับน้องที่มีไอเดียคล้ายกันอยู่ เรามองว่าวงการอุตสาหกรรมบันเทิงไทยบ้านเรา ไม่ได้มีความนิยมน้อยไปกว่าประเทศอื่นๆ เลย เป็นรองแต่เกาหลีด้วยซ้ำไป ทำไมเราไม่พัฒนาของไทยให้เป็นที่นิยมของต่างประเทศ จีนเขาชอบดูของเรา แต่แค่บางอย่างยังไม่ตอบโจทย์เขา แต่เขาก็ชอบ เหมือนเขาชอบอาหารเรา เราจะเสิร์ฟยังไงให้เขาได้เต็มที่ เลยเอาโจทย์นั้นมาคิดกัน ล่าสุดก็ได้มีโอกาสได้คุยแลกเปลี่ยนกับผู้ผลิตหนังจีนเรื่องนึงชื่อเรื่อง Long ที่ "ฟ่าน ปิงปิง" เล่น เขามาเมืองไทยผมก็ได้ต้อนรับ เขามองว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยมีประสิทธิภาพ และเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงที่ดี ก็อยากจะมาดูความพัฒนา เราก็พาไปดูโรงถ่ายต่างๆ เขาก็บอกว่ามันเป็นอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน”    “ร่วมกับจีนเพื่อจะทำผลงานไปฉายที่นู่น อันนี้ยังไม่ทราบ แต่เราก็มองว่าในฐานะที่เราเป็นคนไทย เราก็ต้อนรับแขก ให้เขาเห็นว่าไทยมีอะไร เรามีการพัฒนายังไง จุดเด่นของเราคืออะไร ก็ดีครับ เขาก็มองว่าการทำงานของคนไทยฝีมือดี ราคาถูกกว่าต่างประเทศ”    “คุยถึงขั้นการลงทุนร่วมหุ้น จริงๆ มีอยู่นะครับ เราก็ค่อยๆ เริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ ไป ก็อาจจะมีการแลกเปลี่ยนอะไรกันบ้างก็ต้องติดตามชม แต่ในขั้นตอนแรกเราก็ต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมบ้านเรา ยังไม่ได้คุยถึงโปรเจกต์หนังหรือซีรี่ส์อะไรครับ เค้าก็มาดูว่าอะไรที่ทำแล้วเหมาะกับประเทศไทยเรา อีกอย่างคือเขามองว่าเขากำลังจะสร้างหนังเรื่องนึง อยากจะให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมยังไงบ้างก็ต้องไปคิดโจทย์กันมาครับ” อั้ม อธิชาติ กล่าว อั้ม อธิชาติ   อั้ม อธิชาติ   อั้ม อธิชาติ   อั้ม อธิชาติ  

หล่อแพ็คคู่!! พี่ปุณณ์ – น้องณดล พี่ชายคนโตกับน้องชายคนเล็กแห่งบ้านปุณณกันต์!!
น้องณดล /  น้องปุณณ์ / 

  โอ๊ย!! น่ารักมากมาย สำหรับสองหนุ่มสุดหล่อแห่งบ้านปุณณกันต์ โดยพี่ชายคนโต พี่ปุณณ์ ลูกชายของ นุสบา และ บี พุทธิพงษ์ หนุ่มหล่อวัย 16 ปีได้มาร่วมเฟรมประชันความหล่อกับน้องชายคนเล็กวัย 2 ขวบ น้องณดล ลูกชาย กบ สุวนันท์ และ บรู๊ค ดนุพร ที่เห็นแล้วกินกันไม่ลง เลือกกันไม่ถูกเลยละค่า ทั้งนี้ กบ สุวนันท์ ได้โพสต์ภาพน่ารักๆ ของสองหนุ่มหล่อระหว่างพี่ชายคนโตกับน้องชายคนเล็กในอินสตาแกรมส่วนตัวพร้อมระบุข้อความว่า   “พี่ชายคนโตสุด @punnpunnakanta กับน้องชายคนเล็กสุด ของบ้านปุณณกันต์ค่า คืนนี้หลับฝันดีกันนะคร้าบ”   งานนี้แฟนคลับตั้งแต่รุ่นพี่ ป้า น้า อา ต่างเข้ามาชื่นชมในความหล่อของทั้งคู่เป็นจำนวนมาก แหม...เห็นแล้วอยากจะเกิดช้ากว่านี้จริงๆ!! ขอบคุณภาพจาก IG kob_nada_nadol, nusbapunnakanta   น้องณดล   น้องณดล   น้องณดล   น้องณดล   น้องณดล   นุสบา น้องปุณณ์   น้องปุณณ์   น้องปุณณ์   นุสบา น้องปุณณ์   น้องปุณณ์  

พวกเราไม่ได้ซิ่งเพียงลำพัง! ในคลิปล่าสุดจากทวิตเตอร์ Fast & Furious
Charlize Theron /  Dwayne Johnson / 

The @FastFurious saga continues. This Sunday, the cast will be in NYC to debut the #F8 trailer! Tune-in live on @Facebook December 11. pic.twitter.com/2WdiH0V37K — Fast & Furious (@FastFurious) December 5, 2016 อีกหนึ่งภาพยนตร์ในดวงใจของใครอีกหลายคน ที่กำลังรอคอยภาคที่แปดอย่างใจจดใจจ่อ ล่าสุดกับทางช่อง MONO 29 ที่เพิ่งฉายภาคแรกถึงภาคที่หกอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้หลายคนได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากับแฟมิลี่ของ โดมินิค โทเร็ตโต รับบทโดย วิน ดีเซล (Vin Diesel) กันอีกครั้ง และพร้อมที่จะเหยียบคันเร่งออกสตาร์ทในภาคใหม่ และทวิตเตอร์หลักของ Fast & Furious เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว คลิป 2 นาที 30 วินาที ได้บอกเล่าเรื่องราวความประทับใจตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคล่าสุดให้ทุกคนได้คิดถึงกันอีกครั้ง โดยนักแสดงนำของเรื่องได้ออกมาพูดถึงเรื่องราวที่น่าประทับใจที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กล่าวโดยสรุปว่า “ผมใช้ชีวิต ¼ ไมล์ ภายใน 10 วินาที หรือต่ำกว่านั้น ผมเป็นอิสระ ถนนได้เปิดเส้นทางให้ไปได้ทุกที่ ไปหาเพื่อน ไปหาครอบครัว ไปหาความรัก ไปผจญภัย และไปเห็นสิ่งใหม่ ๆ กระทั่งได้กลับมายังบ้านที่แสนอบอุ่นอีกครั้ง...” “...ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นความเป็นไปได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด เริ่มจากการเดินทางตั้งแต่ลอสแอนเจลลิส ไปยังไมอามี ไปยังโตเกียว ไปยังริโอ ไปยังลอนดอน ไปยังอาบูดาบี และตอนนี้พวกเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก...” “...เราแข่งเพื่อความเร็ว แข่งเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรี แข่งไปในทุกที่ในเมือง ในภูเขา หรือแม้แต่ขับรถลงจากเครื่องบิน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “ครอบครัว”...” “...ทุกคนในครอบครัวทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อกันและกันให้กันและกัน และสำหรับแฟน ๆ เป็นล้าน ๆ คนจากทั่วโลกที่เป็นเสมือนครอบครัวเรา พวกเรากำลังก้าวต่อไป และจะทำให้ดีกว่าเดิม...” “...พวกเราไม่ได้ซิ่งเพียงลำพัง ในเส้นทางต่อไปที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่นั้น ครอบครัวของเรากำลังถูกท้าทายอย่างที่ไม่เคยโดนมาก่อน กับศัตรูที่ไร้ซึ่งความปรานี ถือเป็นการทดสอบถึงความรักและสามัคคีของพวกเราทุกคน และภาคนี้จะเป็นภาคที่เร็วที่สุดและระห่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา นี่คือ Fast & Furious” Fast 8 ออกตัวล้อฟรีในสหรัฐฯ วันที่ 14 เมษายน 2017

ทองดีฟันขาว
กชกร นิมากรณ์ /  ครรชิต ขวัญประชา / 

ทุก “ความยิ่งใหญ่” ต้องมี “การฝึกฝน” ทุก “วีรบุรุษ” ย่อมมี “ทหารเอก” อยู่เคียงข้าง และนี่คือเรื่องราวที่โลกต้องจดจำ ก่อนที่ชายเลือดนักสู้จะได้เป็น “พระยาพิชัยดาบหัก” จ้อย หรือ ทองดี (รับบทโดย บัวขาว บัญชาเมฆ) นักสู้หัวใจแกร่งผู้มีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ รักษาคำมั่นสัญญา กล้าหาญ จงรักภักดี มีความสามารถและฝีไม้ลายมือทางหมัดมวยและดาบอย่างหาตัวจับยาก เขาไม่ชอบกินหมาก จึงเป็นที่มาของฉายา “ทองดีฟันขาว” ชีวิตของเขาต้องระหกระเหินจากครอบครัวตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย และต้องออกเดินทางหาเงินเลี้ยงตัวจากการชกมวยและร่ำเรียนวิชามวยเพิ่มเติมจากบรรดาครูมวยตามเมืองต่าง ๆ นั่นทำให้เขาจำเป็นต้องต่อสู้จนสร้างความเจ็บแค้นให้แก่ศัตรูคู่อาหลานอย่าง พันฤทธิ์ และ ไอ้เชิด แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ได้พบพานกับมิตรแท้อย่าง บุญเกิด, หมวยเล็ก และถึก รวมถึงสาวคนรักอย่าง รำยง ด้วย สุดท้ายแล้วโชคชะตาและวีรกรรมอันเลื่องชื่อของเขาก็นำพาให้เขาได้เป็นทหารเอกคู่ใจแห่งพระเจ้าตากสินมหาราช และพลีชีพต่อสู้ปกป้องบ้านเมืองจนกลายเป็นวีรบุรุษของชาวไทยที่รู้จักกันในนาม พระยาพิชัยดาบหัก