ปฏิทิน2557

นวัตกรรมสุดล้ำของสิงคโปร์ นำหุ่นยนต์มาใช้ในห้องสมุด
ประเทศสิงคโปร์ /  หุ่นยนต์ / 

ถ้าพูดถึงประเทศสิงคโปร์ เพื่อนๆ น้องๆ อาจจะคิดถึงยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ หรือ เมอร์ไลออน สัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่า? ประเทศแห่งนี้ ที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองไทย ขึ้นชื่อว่าประชากรส่วนใหญ่ในประเทศรักการอ่านเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย จึงไม่แปลกที่หอสมุดแห่งชาติของสิงคโปร์จะมีหนังสือมากกว่า 200,000 เล่มไว้บริการ และกำลังเป็นห้องสมุดแห่งอนาคตที่ไม่หยุดนิ่งอีกด้วย นวัตกรรมสุดล้ำของสิงคโปร์ นำหุ่นยนต์มาใช้ในห้องสมุด โดยสิงคโปร์เข้าใจถึงพฤติกรรมของคนในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป หลายคนไม่หันมาเข้าห้องสมุดเพราะหาข้อมูลได้สะดวกจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์พกพาแพร่หลายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความง่ายในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต จึงทำให้เรื่องการแปลงข้อมูลห้องสมุดเป็นดิจิตอล และนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ เหล่านี้เกิดขึ้นมานานมากกว่า 10 ปี ดังนั้น สิงคโปร์จึงสลัดภาพห้องสมุดแบบเดิมๆ จากห้องสมุดที่ผู้ใช้ต้องเดินหาหนังสือเอง และมาเข้าแถวเพื่อรอยืมจากบรรณารักษ์ให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยการยืมคืน จากเครื่องยืมหนังสือด้วยตนเอง, ป้ายกำหนดรหัสประจำตัวด้วยคลื่นความถี่วิทยุแล้ว ล่าสุดคือการใช้โทรศัพท์มือถือในการยืมหนังสือ ซึ่งเป็นนวัตกรรมอีกขั้นในการยืมหนังสือที่เริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2557 เพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและยืมหนังสือได้ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดในห้องสมุด ด้วย "NLB Mobile App" จาก App store ซึ่งแอพพลิเคชั่นนี้ได้รับรางวัลเกียรติคุณจากสมาคมห้องสมุดแห่งอเมริกา (American Library Association) ด้านโครงการนวัตกรรมห้องสมุดนานาชาติ พ.ศ.2558 ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ นวัตกรรมห้องสมุดเชิงกายภาพ ที่ NLB นอกจากจะมี "อุปกรณ์ระบุตำแหน่งแบบออนไลน์" ที่ช่วยลดระยะเวลาในการหาสิ่งที่ต้องการของผู้ใช้บริการได้ โดยเมื่อผู้ใช้บริการต้องการสืบค้นเรื่องใด อุปกรณ์จะแสดงแผนที่ไปยังหนังสือหรือวัสดุนั้นบนระบบออนไลน์ทันที และยังมี "หุ่นยนต์อ่านชั้นหนังสือ" การทดลองใช้ "หุ่นยนต์อ่านชั้นหนังสือ" ช่วยให้ NLB สามารถอ่านหนังสือบนชั้นทั้งหมดในห้องสมุดแห่งหนึ่งด้วยระบบดิจิตอล โดยหุ่นยนต์สามารถระบุได้ว่าหนังสือเล่มใดอยู่บนชั้นที่ถูกต้อง และเป็นหนังสือของห้องสมุดนี้หรือห้องสมุดอื่นวางผิดชั้นหรือไม่ กระบวนการทั้งหมดสามารถทำเสร็จสิ้นภายในคืนเดียว ซึ่งหากงานนี้ทำโดยคณะเจ้าหน้าที่ห้องสมุด การตรวจสอบหนังสือทั้งหมดบนชั้นอาจกินเวลายาวนาน ในการทดลองใช้งาน หุ่นยนต์ทำงานในเวลากลางคืนหลังจากที่ห้องสมุดปิดทำการ ในวันนี้ NLB มีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กว่า 3.5 ล้านเล่มที่ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงได้เสมอ และสิงคโปร์ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ ตอนนี้ NLB กำลังแสวงหาวิธีการเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นเนื้อหาที่เดิมสืบค้นไม่ได้ เช่น รูปภาพที่ไม่มีคำบรรยาย ซึ่งวิธีการหนึ่งคือการจับกลุ่มภาพที่เหมือนกัน นอกจากนี้ NLB ยังกำลังดำเนินการพัฒนาระบบการรู้จำใบหน้า (facial recognition) ลักษณะเด่นของบุคคล (prominent personalities) การประทับเวลา (timestamping) วิดีโอและโสตวัสดุ เพื่อให้การสืบค้นและค้นพบง่ายขึ้น การแปลภาษาด้วยเครื่อง (machine translation) ก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ NLB กำลังศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเข้าถึงทรัพยากรของ NLB ที่ปัจจุบันนี้ประกอบด้วย 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษามลายู และภาษาทมิฬ ที่มาข้อมูลและภากจาก opengovasia, prachachat

รีวิวภาพยนตร์ มิโซะซุปของฮานะจัง : หนึ่งในผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก
Emina Akamatsu /  Hana's Miso Soup / 

ทันทีที่ผมได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง はなちゃんのみそ汁 (Hana’s Miso Soup) หรือในชื่อภาษาไทยว่า “มิโซะซุปของฮานะจัง” ครั้งแรก ดวงตาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นและน้ำตาก็รื้นออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว ผมตัดสินใจกากบาทปฏิทินข้างโต๊ะของผมทันทีเพื่อบอกกับตัวเองว่าในวันนี้จะมีนัดสำคัญสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ ตัวอย่างที่ได้ชมนั้นเปิดเผยเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ทราบแล้ว แต่กลับยิ่งกระตุ้นให้ผมอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ เสมือนรู้วัตถุดิบหลักของอาหารแล้ว ก็ยิ่งอยากลิ้มลองรสชาติที่จะถูกรังสรรค์ขึ้นมาว่าจะมีรสอร่อยเพียงใด Hana’s Miso Soup มิโซะซุปของฮานะจัง ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง ว่าด้วยเรื่องราวของ “จิเอะ” รับบทโดย เรียวโกะ ฮิโรสึเอะ (Ryoko Hirosue) ที่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แต่คนรักอย่าง “ชิงโงะ” รับบทโดย เคนอิจิ ทาคิโตะ (Kenichi Takito) ก็ไม่ลังเลที่จะขอจิเอะแต่งงาน แม้จะรู้ว่าเธออยู่ได้อีกไม่นานก็ตาม ทั้งสองได้ให้กำเนิดลูกสาวสุดน่ารักอย่าง “ฮานะ” รับบทโดย เอมินะ อกามัตสึ (Emina Akamatsu) เธอได้เขียนบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ทิ้งไว้เพื่อให้ฮานะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กผู้หญิงที่เข้มแข็ง และหลังจากที่เธอรู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ได้อีก 1 ปี จึงเริ่มสอนให้ฮานะทำซุปมิโสะ เมนูโปรด และเป็นเมนูที่ฮานะพูดเสมอว่าวันหนึ่งจะทำซุปมิโสะให้เหมือนของแม่ และให้แม่ได้ชิมเป็นคนแรก ภาพยนตร์ให้ผู้ชมได้ทำความรู้จักกับตัวละครหลักอย่าง “จิเอะ” และ “ชิงโงะ” โดยเล่าเรื่องย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในช่วงเวลาที่ทั้งสองได้พบกันเป็นครั้งแรก ซึ่งตัวละครในเรื่องนี้มีไม่กี่คน ซึ่งง่ายต่อการจดจำและไม่สับสน ทำให้ผมสามารถโฟกัสไปที่เนื้อเรื่องของภาพยนตร์ได้ไม่ยาก แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นภาพยนตร์ดราม่าเรียกน้ำตา แต่ไม่ได้เค้นอารมณ์บีบน้ำตาสักเท่าไร ตัวละครอย่าง “ชิงโงะ” ซึ่งมีคาแรกเตอร์เป็นหนุ่มที่ค่อนข้างตรง ๆ และแสดงออกอย่างชัดเจน แม้ในบางครั้งอาจจะดูเปิ่น ๆ ไปสักหน่อย ก็ช่วยเรียกเสียงฮาให้ผ่อนคลายได้เป็นระยะ ๆ นักแสดงทั้งสองท่านถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างซื่อตรง นอกจากนี้ความน่ารักสดใสของเด็กวัย 4 ขวบ อย่าง “ฮานะจัง” ช่วยให้เรื่องราวไม่ดูมืดหม่น แต่เต็มไปด้วยความหวังที่น่าประทับใจ “เสี่ยงชีวิต เพื่อสร้างชีวิต” คือหนึ่งในความหมายอันงดงามที่สื่อสารออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับชีวิตของลูกผู้หญิงที่เป็น “แม่” แล้ว การตั้งครรภ์คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และไม่ง่ายเลยที่จะต้องดูแลสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ตลอด 9 เดือน โดยเฉพาะจิเอะจังที่รู้ตัวว่าเป็นโรคร้ายอยู่ด้วยนั้นการตั้งครรภ์ครั้งนี้มีความหมายกับเธอเหลือเกิน ระดับฮอร์โมนที่ถูกกระตุ้นอาจส่งผลให้มะเร็งแข็งแกร่งขึ้นและลุกลามได้ แต่เมื่อได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของชีวิตน้อย ๆ รูปร่างที่เห็นผ่านการอัลตราซาวนด์ และเสียงหัวใจที่เต้นเชื่อมโยงระหว่างจิตวิญญาณ คือความกล้าหาญที่จิเอะเลือกที่จะเสี่ยงชีวิตของตัวเอง เพื่อสร้างชีวิตใหม่ที่งดงามขึ้นมาบนโลกใบนี้ ทำมิโสะซุป กินของดี ๆ และปรุงแต่ของดี ๆ ชีวิตของ “ฮานะ” จะได้ไม่ลำบาก และไม่ต้องเผชิญโรคร้ายอย่างที่เธอเป็น นี่คือสิ่งที่จิเอะปรารถนาอยากให้ฮานะจังเข้าใจ จิเอะจึงพยายามสอนฮานะให้ทำมิโสะซุป เมนูที่ทำได้ไม่ยาก และอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย พร้อมกับเมนูอาหารและขนมอื่น ๆ เธอได้จดลงในบันทึกของเธอและส่งต่อให้ฮานะ เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งในวันที่เธอมองไม่เห็นฮานะจัง เสาหลักของครอบครัวอย่างชิงโงะ คือความแข็งแกร่งที่ค้ำยันให้ครอบครัวเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีความสุข แม้ภายนอกจะดูเป็นคนซื่อ ๆ ชอบทำอะไรเปิ่น ๆ ก็ตาม แต่กลับเป็นที่พึ่งพาให้กับจิเอะและฮานะจังได้เป็นอย่างดี แม้จะรู้ว่าแฟนตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนความรู้สึกที่เขามีต่อจิเอะจังได้ การยืนยันเสียงแข็งขอแต่งงานกับจิเอะจังต่อหน้าพ่อของจิเอะ นับเป็นอีกหนึ่งฉากสำคัญที่บ่งบอกความเป็นลูกผู้ชายที่เตรียมพร้อมจะฝ่าฟันทุกอุปสรรคบนเส้นทางของเขานับจากนี้ ในขณะที่เพื่อนของชิงโงะยอมรับในความเป็นลูกผู้ชายของชิงโงะ และไม่เคยปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย การปรากฏตัวบนเวทีในงานแสดงคอนเสิร์ตของจิเอะจังคือไฮไลต์สำคัญที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่รู้ว่าชีวิตจะอยู่ได้นานสักเท่าไร โดยเฉพาะจิเอะจังที่รู้ตัวว่าเวลาเหลือไม่มากแล้ว เธอได้เปล่งประกายอย่างงดงามบนเวทีซึ่งครั้งหนึ่งคือเส้นทางชีวิตที่เธอได้เลือกไว้ การได้กลับมายืนอยู่ตรงนี้มันสำคัญกับเธอเหลือเกิน และเป็นความสุขในชีวิตที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งที่เธอจะได้ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงของเธอให้ฮานะจังได้ฟัง ความรู้สึกของครอบครัวและผองเพื่อนผู้ปรารถนาดีได้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามที่สุด แสดงให้เห็นว่าทุกคนพร้อมที่จะก้าวเดินบนเส้นทางแห่งชีวิตร่วมกับจิเอะจังจวบจนลมหายใจสุดท้าย คะแนน 4.5/5 ความตั้งใจของเด็กวัย 4 ขวบที่ทำซุปมิโสะได้สำเร็จ มันช่างหอมหวลและอร่อยจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้  บทความโดย ธ.เชิดวรพงศ์ น้ำตาซึม! เรียวโกะ ฮิโรสึเอะ เล่าความรู้สึกของความเป็นแม่ใน มิโซะซุปของฮานะจัง ทุกครั้งที่ดูภาพยนตร์เสมือนการสนทนากับตัวเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้สนทนากับคุณอย่างไร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

ด่วน! ข่าวดีถึงน้องๆ ม. 6 ที่อยากเป็นพยาบาลทหารบก
ข่าวการศึกษา /  พยาบาลทหารบก / 

สำหรับน้องๆ มัธยมศึกษาตอนปลายคนไหนที่ฝันอยากเป็นพยาบาลทหารบก หรือสนใจอยากเข้าศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกเชิญทางนี้ โดยเฉพาะน้องๆ ที่เกิดในช่วง 8 ส.ค. 2534 – 8 ส.ค. 2541 วันนี้ทีนเอ็มไทยมีรายละเอียด คุณสมบัติ และการสมัครมาฝากกัน นอกจากนี้หากเรียนจบแล้ว สามารถบรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตร ยศว่าที่ร้อยตรี อีกด้วย ด่วน! ข่าวดีถึงน้องๆ ม. 6 ที่อยากเป็นพยาบาลทหารบก  ประกาศวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก เรื่อง รับสมัครและคัดเลือกบุคคลเข้าเป็น นักเรียนพยาบาลกองทัพบก ประจำปีการศึกษา 2559 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ จำนวน 85 คน แบ่งเป็น - ประเภททุนกองทัพบก (เพศหญิง) จำนวน 20 คน - ประเภททุนส่วนตัว จำนวน 65 คน (เพศชาย 10 คน เพศหญิง 55 คน) แบ่งเป็น - พลเรือนทั่วไป เพศชาย จำนวน 10 คน เพศหญิง จำนวน 50 คน - ทุนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก จำนวน 5 คน คุณสมบัติของผู้สมัคร 1.1 เป็นผู้สําเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย(วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์) ของกระทรวงศึกษาธิการ 1.2 มีผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ของกระทรวงศึกษาธิการ คือ 1.2.1 ผลการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( O – NET )* ของสํานักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) จํานวน 5 รายวิชา คือ ภาษาไทย สังคม ฯ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในปีการศึกษา 2556 , 2557 และ 2558 ทั้งนี้ต้องมีคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ ,ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ แต่ละวิชาไม่ต่ำกว่า 30 คะแนน หมายเหตุ* กรณีไม่มีผลการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( O – NET ) ให้ใช้ผลการทดสอบวิชาสามัญ 7 วิชาของสํานักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) จํานวน 5 รายวิชา คือ ภาษาไทยสังคม ฯ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในปีการศึกษา 2556 , 2557 และ 2558 โดยมีคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ ,ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ แต่ละวิชาไม่ต่ำกว่า 30 คะแนน 1.2.2 ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป ( GAT 1 ) ในการสอบ ตั้งแต่ครั้งที่ 1/2556 จนถึง ครั้งที่ 2/2558 เลือกคะแนนครั้งที่มากที่สุด 1.2.3 ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป ( GAT 2 ) ในการสอบ ตั้งแต่ครั้งที่ 1/2556 จนถึง ครั้งที่ 2/2558 เลือกคะแนนครั้งที่มากที่สุด 1.2.4 ผลการสอบความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT2) การวัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ในการสอบตั้งแต่ครั้งที่ 1/2556 จนถึง ครั้งที่ 2/2558 เลือกคะแนนครั้งที่มากที่สุด 1.3 มีสถานภาพโสด อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์และอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ 1.4 ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1.5 มีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์มีน้ำหนักตัวไม่น้อยกว่า 45 กิโลกรัมมีส่วนสูงไม่ ต่ำกว่า155 เซนติเมตร และไม่เป็นโรคหรือมีความพิการ 2. สิทธิ์ของนักเรียนพยาบาลกองทัพบกประเภททุนกองทัพบก   2.1 ระหว่างเข้ารับการศึกษา 2.1.1 ได้รับเงินเดือน, เบี้ยเลี้ยงและอาภรณ์ภัณฑ์ตามที่กองทัพบกกําหนด 2.1.2 ได้รับยกเว้นค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเรียน 2.1.3 มีสถานที่พักและอาหาร 2.1.4 มีทุนการศึกษาและรางวัลให้แก่ผู้ที่มีผลการเรียนดี และความประพฤติดี 2.1.5 ได้รับการตรวจสุขภาพทุกปี และการรักษาพยาบาลเมื่อมีการเจ็บป่วย 2.2 เมื่อสําเร็จการศึกษา 2.2.1 ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรพยาบาลศาสตรบัณทิต (พย.บ.)ของมหาวิทยาลัยมหิดล 2.2.2 ได้รับสิทธิ์ในการสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้น 1 2.2.3 ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรยศว่าที่ร้อยตรี 3. สิทธิ์ของนักเรียนพยาบาลกองทัพบก ประเภททุนส่วนตัว   3.1 ระหว่างเข้ารับการศึกษา 3.1.1 มีสถานที่พักและอาหาร 3.1.2 มีทุนการศึกษาและรางวัลให้แก่ผู้ที่มีผลการเรียนดี และความประพฤติดี 3.1.3 ได้รับการตรวจสุขภาพทุกปี และการรักษาพยาบาลเมื่อมีการเจ็บป่วย 3.1.4 สําหรับทุนส่วนตัว(ทุนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก)จะได้รับทุนอุดหนุนค่าเล่าเรียนจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกตลอดหลักสูตร 3.2 สําเร็จการศึกษา 3.2.1 ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรพยาบาลศาสตรบัณทิต (พย.บ.)ของมหาวิทยาลัยมหิดล 3.2.2 ได้รับสิทธิ์ในการสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 3.2.3 สําหรับทุนส่วนตัว(ทุนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก) ได้รับการบรรจุเข้าปฏิบัติงานตามข้อผูกพันในสัญญาที่ทําไว้กับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 3.3 ทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา นักเรียนพยาบาลกองทัพบกประเภททุนส่วนตัวทุกประเภท มีสิทธิ์กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา โดยต้องมีคุณสมบัติตามข้อกําหนดของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา การรับสมัคร ผู้สมัครที่ประสงค์จะสมัครสอบ สามารถสมัครได้ทางอินเทอร์เน็ต >>>คลิกที่นี่<<< ***ค่าสมัคร 350 บาท ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2559 - 17 เมษายน 2559 และสามารถชำระเงินค่าสมัครได้ที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา ในทุกวันและเวลา สำหรับวันหยุดวันหยุดราชการ สามารถโอนค่าสมัครได้เฉพาะสาขาที่เปิดเท่านั้น หมดเขตโอนเงินค่าสมัคร  18 เมษายน 2559  เวลา 24.00 ที่มาข้อมูลและภาพจาก clickforclever, kruwandee, rtanc

สุดยอดอาชีพในฝันของเหล่าคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความท้าทาย
คณะนิเทศศาสตร์ /  นักข่าว / 

สุดยอดอาชีพในฝันของเหล่าคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความท้าทาย กับการเป็น “นักข่าว” ที่สามารถตีแผ่เรื่องราวเชิงลึกที่น่าติดตาม และให้ประโยชน์ที่ทุกคนควรรู้ กับน้องๆ คนเก่ง จาก วารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ คณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย “นางสาว ธนาพร สุภัทรสารกุล” ชื่อผลงาน : ข่าว “เภสัชกรหวั่น รับบริจาคยามือสอง” รางวัล : - รางวัลพิราบน้อย ประเภทข่าวฝึกปฏิบัติดีเด่น ในสถาบันอุดมศึกษา หนังสือพิมพ์หอข่าว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย - รางวัลนักข่าวป้ายแดง ปี 2557 จากสมาคมนักข่าวอาชญากรรม แรงบันดาลใจ ช่วงปี 3 มีวิชาที่ต้องทำหนังสือพิมพ์ฝึกปฎิบัติ แต่ละคนต้องไปหาประเด็นข่าวมาเพื่อทำส่งอาจารย์ ซึ่งตอนแรกเสนอไปเป็น 10 ประเด็นก็ไม่ผ่าน มีวันหนึ่งได้ไปโรงพยาบาลเห็นตู้รับบริจาคยาอยู่ ก็คิดในใจว่า “ยามันบริจาคได้ด้วยเหรอ” จากความสงสัยก็มาคิดต่อ เขาจะเอาไปให้ใคร ก่อนจะเอาไปจ่ายให้คนเหล่านั้นมีกระบวนการคัดเลือกยังไง จะปลอดภัยหรือไม่ เป็นประเด็นที่เอาไปเสนออาจารย์ได้ผ่าน เลยได้ตามเรื่องต่อๆ มาจนออกมาเป็นข่าวนี้ จุดประสงค์ และประโยชน์ที่คาดหวัง คือเราต้องการที่จะรู้ว่า โครงการรับบริจาคยานี้เขาเอายาไปไหน ให้ใคร มีกระบวนการยังไง ปลอดภัยแค่ไหน และคนที่ได้ไปรู้รึเปล่า โรงพยาบาลได้บอกมั้ยว่า เป็นยาที่บริจาคมา ในฐานะที่เราเป็นสื่อเราก็อยากจะบอกเรื่องนี้แก่ประชาชนว่า สิ่งที่เขาได้รับมันมาจากไหน คิดว่ามันไม่แฟร์เท่าไหร่ที่โรงพยาบาลจะลดค่าใช้จ่ายของตัวเอง แต่ไม่บอกว่าเอายาที่รับบริจาคมาจ่ายให้ ทั้งๆ ที่ประชาชนบางคนก็จ่ายค่ายาเท่าราคายาปกติ แล้วก็เรื่องความปลอดภัยต่างๆ เราอยากเป็นจุดหนึ่งที่ช่วยขยายสิ่งเหล่านี้เราก็อยากให้ประชาชนได้รับรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำข่าว หนึ่งได้เรื่องความช่างสังเกต คือเป็นนักข่าวต้องช่างสังเกต ที่ได้ประเด็นมาก็เพราะช่างสังเกต หลังจากจบการทำข่าวนี้ก็กลายเป็นคนช่างสังเกตไปเลย เห็นอะไรก็คิดเป็นข่าวหมด สองได้ความอดทน บางครั้งส่ง E-mail ไปขอสัมภาษณ์ รอ 1-2 อาทิตย์เขายังไม่ตอบกลับมา ก็ต้องรอและหาทางอื่นไปด้วย ยังไงต้องคุยต้องทำให้ได้ บางครั้งไปดักรอ เขามาช้าเลยเวลานัดนานเป็นชั่วโมงก็ต้องรอเพื่อให้ได้ข่าว สุดท้ายได้เรื่องความพยายาม อย่างที่บอกโดนปฎิเสธเยอะมาก แต่เราก็ไม่ท้อ ตามตื้อเรื่อยๆ ไม่ได้ที่นี่ก็หาที่ใหม่ จนในที่สุดก็ได้เจอโรงพยาบาลที่ให้ความร่วมมือ ฝากถึงน้องที่อยากเป็นนักข่าว ต้องรักงานนี้ ต้องมีใจรักที่จะทำอาชีพนี้ เพราะงานมันเยอะ มันหนัก ไม่เป็นเวลา พอใจรักแล้วอะไรมันก็ได้หมด พยายามช่างสังเกตเยอะๆ มองรอบตัวอะไรเป็นข่าวได้บ้าง แต่ต้องเป็นข่าวที่มีคุณค่าต่อสังคมนะ มีประโยชน์ที่จะช่วยเปลี่ยนสังคมไปในทางที่ดีได้ แล้วก็ทุ่มเทให้กับมัน สู้ๆ แค่นี้แหละค่ะ นาย ปวิศ เลิศกวีเอก และนางสาว ธนดา เฉลิมวันเพ็ญ ชื่อผลงาน : ข่าว “มือถือทำพิษวัยประถมส่องคลิปภาพลามกแพร่ว่อนเน็ต” รางวัล : - รางวัลชนะเลิศสิทธิเด็ก จากสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย - รางวัลนักข่าวป้ายแดง ประเภทเสื้อสามารถ จากสมาคมนักข่าวอาชญากรรม แรงบันดาลใจ ปวิศ : ได้โจทย์มาจากอาจารย์ที่ปรึกษาว่า อยากได้ข่าวเชิงสืบสวน เป็นประเด็นที่อยู่รอบตัว ยิ่งถ้าเป็นประเด็นเกี่ยวกับเยาวชนได้จะดี เพราะตอนทำหนังสือพิมพ์เราจะขายในรั่วมหา’ลัยซะส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงควรเป็นข่าวรอบตัวที่เยาวชนสนใจ ก็เลยวิเคราะห์ว่าแต่ละวันเราอยู่กับอะไรนานที่สุด ธนดา : มันเป็นความบังเอิญด้วย เพราะปัจจุบันโซเชียลมันก้าวไกลมาก ทำให้ทุกเพศ ทุกวัยสามารถท่องโซเชียลได้ไม่จำกัด วันหนึ่งเข้าทวิตเตอร์ลองพิมพ์คำแสลงเสิร์ชดู แล้วเราก็ตกใจที่พบว่า มีเยาวชนถ่ายรูปลามกโดยไม่มีการเซ็นเซอร์ลงในโซเชียล ซึ่งเรากลับมาตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดเยาวชนถึงทำแบบนี้ ประกอบกับตรงวัตถุประสงค์ของการทำหนังสือพิมพ์หอข่าวที่มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบที่เกิดจากเยาวชน จึงเหมือนเป็นแรงบันดาลใจเพื่อนำเสนอเรื่องนี้ออกมาให้สังคมได้ทราบ จุดประสงค์ และประโยชน์ที่คาดหวัง ธนดา : หากตอนนี้เยาวชนยังกล้าถ่ายรูปลามก แล้วเราไม่ห้าม ต่อๆ ไปมันก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ในอนาคตหากเยาวชนมีความอยากรู้อยากลองมากขึ้น หรือเยาวชนคนนี้อยากได้เงินจนนำไปสู่การค้าประเวณีขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ มันสามารถโยงไปถึงการก่อเหตุอาชญากรรมได้ เราอยากเป็นอีกแรงในการกระตุ้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนให้หันมาดูแลบุตรหลานของท่าน อยากให้เข้ามาแก้ปัญหาจากต้นเหตุ ไม่ใช่ไปแก้ที่ปลายเหตุเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำข่าว ปวิศ : ได้เพิ่มทักษะจากที่เคยเรียนมา ได้เรียนรู้เรื่องการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจากสถานการณ์จริง เพราะทุกครั้งที่ออกไปสัมภาษณ์ต้องทำการบ้านเกี่ยวกับแหล่งข่าว มีการศึกษาการใช้ระดับภาษาที่ต้องใช้คุยกับแหล่งข่าว คุยยังไงเพื่อให้ได้เนื้อข่าวที่เราต้องการ บางครั้งก็มีเรื่องการปลอมตัว สำคัญมากการแสดงต้องดีสมบทบาทเพื่อให้ได้ข่าวมา ที่สำคัญการทำข่าวต้องรอบคอบ และแข่งกับเวลา พลาดแล้วคือพลาดเลย ดังนั้นประสบการณ์ที่ได้คือเราได้ทั้ง ไหวพริบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะรอบตัว ทุกอย่างสำคัญมากจริงๆ ฝากถึงน้องที่สนใจในงานทางด้านนักข่าว บางคนคิดว่าการเป็นนักข่าวง่าย สนุก แค่หาข้อมูลมาแล้วเขียนเป็นข่าว ซึ่งมันก็ใช่ แต่เขาไม่รู้ว่า ระหว่างการทำข่าวอุสรรคเยอะมาก ต้องใจรักจริงๆ ต้องเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ชอบลุยๆ ยิ่งการทำข่าวเชิงสืบสวนยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องศึกษาเรียนรู้ บางข่าวก็มีความเสี่ยง ดังนั้นการเป็นนักข่าว ต้องเรียนรู้ให้ไว วิเคราะห์ให้แตก ที่สำคัญเรื่องจรรยาบรรณเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากเรามีจรรยาบรรณเราจะกลายเป็นสื่อน้ำดี ไม่เหมือนสมัยนี้ที่เน้นขายข่าวโดยการละเมิดสิทธิแหล่งข่าว จรรยาบรรณความซื่อสัตย์ ความตรงต่อเวลา คือคุณสมบัติที่ควรฝังไว้ในอาชีพนี้ ติดตามคอลัมน์ Show off ได้ที่นิตยสาร Campus star No.34 Facebook : www.facebook.com/campusstar

5 ซุปตาร์ รอดเกณฑ์ทหารหวุดหวิด ด้วยเหตุผลเช่นนี้!!
นิชคุณ /  นิชคุณ 2PM / 

หน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชายซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจมากอย่างหนึ่งก็คือ การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารประจำปี ซึ่งแต่ละปีจะสร้างความฮือฮาไม่น้อยโดยเฉพาะเมื่อศิลปินดารา หรือ ซุปตาร์ในดวงใจต้องมาเข้ารับการตรวจเลือก หรือเกณฑ์ทหารจับใบดำ-ใบแดง แต่งานนี้เรามาดูกันว่ามีศิลปินดาราหนุ่มคนไหนบ้างที่รอดพ้นจากการเป็นทหารรับใช้ชาติไปอย่างหวุดหวิด และด้วยเหตุผลอันใดไปเชิญชมกันเลยค่า!! ไมค์ พิรัชต์ ใช้สิทธิ์ผ่านผันครบตามกำหนดเวลามาแล้วถึง 5 ครั้งด้วยกัน และในปี 2559 นี้ อายุครบ 26 ปีบริบูรณ์จึงต้องลุ้นจับใบดำ-ใบแดง กับเขาด้วย แต่ทว่า หนุ่มไมค์ ได้หอบหิ้วเอกสารใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ซึ่งระบุว่า ป่วยเป็นโรคหอบหืด และยังเป็นลำไส้อักเสบในอดีตอีกด้วย ไมค์ พิรัชต์ ก็เลยไม่ผ่านเกณฑ์การรับราชการทหารไปโดยปริยายสบายเฉิบ ซึ่ง หนุ่มไมค์ โอดภายหลังว่าเสียดายที่ไม่ได้รับใช้ชาติเพราะมีโรคประจำตัว!!! ไมค์ พิรัชต์ ไมค์ พิรัชต์ ไมค์ พิรัชต์ เจมส์ มาร์ เดินทางมายื่นสิทธิ์ผ่อนผันการเกณฑ์ทหารอีกครั้ง ที่โรงรียนวัดธาตุทอง แขวงพระโขนง เขตวัฒนา เนื่องจากติดเรียนปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการท่องเที่ยว หาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ หนุ่มเจมส์ มาร์ ได้ดำเนินเรื่องตามกระบวนการที่ทุกคนทำ และมีสิทธิ์ยื่นผ่อนผันได้ถึงอายุ 26 ปี เมื่อถึงเวลาต้องจับใบดำ-ใบแดงในเวลานั้น เจมส์ มาร์ ก็ยินยอมพร้อมใจ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำอยู่แล้วจ้า เจมส์ มาร์ เจมส์ มาร์ เจมส์ มาร์ พีช พชร จิราธิวัฒน์ ดาราวัยรุ่นชื่อดังทายาทเครือเซนทรัล วัย 23 ปี ปีนี้ก็ได้ยื่นเอกสารผ่อนผันการเกณฑ์ทหารอีกรอบ ซึ่งเป็นรอบที่ 3 และเป็นการใช้สิทธิ์ผ่อนผันที่เหลืออยู่เป็นปีสุดท้าย ด้วยเหตุผลที่ว่ายังมีงานที่ต้องทำ และมีละครที่ยังถ่ายทำไม่เสร็จ เลยต้องขอรับผิดชอบตรงนี้ก่อนเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ส่วนปีหน้ามาลุ้นกันต่อว่า หนุ่มพีช จะได้จำใบดำ-ใบแดงกันหรือไม่!! พีช พชร พีช พชร พีช พชร ณเดชน์ คูกิมิยะ ย้อนกลับไปปี 2557 ต้องกลายเป็นข่าวครึกโครมสนั่นโซเชียลกันเลยทีเดียว สำหรับพระเอกหนุ่ม ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่เคยขอใช้สิทธิ์ผ่อนผันมาแล้ว 2 ครั้งด้วยกัน เนื่องจากติดเรียนอยู่ และในปี 2557 ณเดชน์ คูกิมิยะ ต้องรับเข้าการตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองเกิน แต่ถูกจัดเป็นบุคคลจำพวก 4 ไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ โดยมีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ยืนยันป่วยเป็นหอบหืดจริงมาเป็นหลักฐาน แต่งานนี้กลายเป็นข้อกังหาที่หลายคนสงสัยว่าทำไมดาราถึงมักจะเป็นโรคหอบหืดกันหนักในช่วงการเกณฑ์ทหาร!! ณเดชน์ คูกิมิยะ ณเดชน์ คูกิมิยะ ณเดชน์ คูกิมิยะ นิชคุณ หรเวชกุล อีกหนึ่งหนุ่มฮอตในสมาชิกวง ทูพีเอ็ม ที่ลงทุนบินตรงมาจากเกาหลีเพื่อเข้าร่วมเกณฑ์ทหารที่เมืองไทยตามความหน้าที่ของชายไทย ที่เขตทวีวัฒนา ท่ามกลางแฟนคลับที่ต่างแห่แหนกรี๊ดสนั่น ให้กำลังใจท่วมท้น แต่ทว่า นิชคุณ รอดการคัดเลือกทหารเกณฑ์มาได้ เพราะเขตทวีวัฒนามีผู้สมัครเป็นทหารเต็มพิกัด ซะงั้น!!! จึงไม่ต้องลุ้นใบดำ-ใบแดง ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าลุ้นระทึกและตื่นเต้นสุดๆ พร้อมกับขอบคุณแฟนคลับที่มาให้กำลังใจ ในการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา!! นิชคุณ นิชคุณ นิชคุณ ขอบคุณภาพจาก IG jma_mom_oat, peach_pachara, m1keangelo

ไทยยังกั๊ก! มาเลเซียลองของร่อนสารขอดวลช้างศึก ฟีฟ่าเดย์ เเมตช์หน้า
ช้างศึก /  ทีมชาติไทย / 

ทัพเเข้ง “เสือเหลือง" ยื่นหนังสือขอเตะอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติไทย ตามโปรแกรมฟีฟ่าเดย์นัดถัดไป ด้าน “บิ๊กอ๊อด" ยังไม่ตอบรับรอหารือทุกฝ่ายก่อนตัดสินใจ นายพาทิศ ศุภะพงศ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า “เสือเหลือง” ทีมชาติมาเลเชีย ต้องการเอาทีมชาติชุดใหญ่มาอุ่นเครื่องกับทีมชาติไทยใน ฟีฟ่าเดย์ ครั้งต่อไป แต่ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ยังไม่ได้มีการตอบรับแต่อย่างใด เนื่องด้วยสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ได้วางปฏิทินให้ทุกชาติมีการเเข่งขันในวัน ฟีฟ่าเดย์ ระหว่างวันที่ 30 พ.ค. - 7 มิ.ย.นี้ ทำให้ทาง สมาคมฟุตบอลมาเลเชีย เป็นชาติล่าสุดที่ได้ติดต่อขออุ่นเครื่องกับ ทีมชาติไทย เเต่อย่างไรก็ตาม นายพาทิศ ได้รายงานว่าทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ ยังต้องรอปรึกษากับทีมงานอีกครั้งโดยจะเรียก “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ประธานพัฒนาเทคนิค และ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยมาหารืออีกครั้งเร็วๆนี้ สำหรับเเรงกิ้งฟีฟ่าในปัจจุบันของทีมชาติไทย อยู่อันกับที่ 118 ของโลก ส่วนที่ทีมชาติมาเลเซียอยู่อันดับที่ 166 ของโลก

Honda BR-V คว้ามาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ASEAN NCAP
ASEAN NCAP /  BR-V / 

ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย จำกัด ประกาศความสำเร็จในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่เปี่ยมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ล่าสุด ฮอนด้า บีอาร์-วี คว้ามาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวของ ASEAN NCAP (ASEAN New Car Assessment Program) จากการทดสอบการชนด้านหน้าแบบเยื้องศูนย์และการชนด้านข้าง โดยด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ Adult Occupant Protection: AOP ได้คะแนน 14.79 คะแนน จากคะแนนเต็ม 16 คะแนน และด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารที่เป็นเด็ก Child Occupant Protection: COP ได้คะแนน 72% โดยการทดสอบจัดขึ้น ณ สถาบันค้นคว้าวิจัยยานยนต์ประเทศญี่ปุ่น (JARI) Honda BR-V มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยที่ครบครัน ได้แก่ โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ G-CON, ไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าพร้อมเสียงเตือน, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD), ระบบควบคุมการทรงตัว (VSA), ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)และถุงลมคู่หน้า (Dual SRS) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รถยนต์ฮอนด้าทั้ง 7 รุ่น ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ASEAN NCAP  จากการทดสอบ รถยนต์ที่ไม่มีระบบควบคุมการทรงตัว (VSA) และระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย (SBR) สำหรับผู้โดยสารคู่หน้า ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว ได้แก่ ฮอนด้า ซีวิค, ฮอนด้า ซีอาร์-วี, ฮอนด้า ซิตี้ (รุ่นปี 2557) และฮอนด้า แจ๊ซ จากการทดสอบ ฮอนด้า เอชอาร์-วี รุ่นที่ไม่มีระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารคู่หน้า (SBR) ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว

พิสูจน์ 13 สถานที่หลอนกลางกรุง! ในบางกอก 13 เมืองคนตาย
ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล /  บางกอก 13 เมืองคนตาย

เขย่าขวัญสั่นประสาทรับต้นปี 2559 กับภาพยนตร์เรื่องบางกอก 13 เมืองคนตาย ซึ่งได้ผู้กำกับดุลยสิทธิ์ นิยมกุล ผู้สร้างผลงานภาพยนตร์ผีมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ ศพ (อาจารย์ใหญ่) ในปี พ.ศ. 2549 และล่าสุดกับน้ำมันพราย 3D ในปี พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา กลับมาครั้งนี้เรียกได้ว่าลองของความเฮี้ยนกันถึงสถานที่จริงกันเลยทีเดียว กับพล็อตเรื่องที่กล่าวถึงกรุงเทพมหานคร เมืองแห่งความศิวิไลซ์ น่าอยู่ และน่าท่องเที่ยว แต่บางสถานที่อาจไม่ใช่สถานที่น่าอยู่และน่าเที่ยวอีกต่อไป บางกอก 13 เมืองคนตาย ว่าด้วยเรื่องราวของ “เปีย” หญิงสาวผู้มีสัมผัสพิเศษในการมองเห็นวิญญาณ เธอตัดสินใจมาร่วมงานกับรายการทีวีที่ชอบเดินทางไปท้าพิสูจน์เรื่องลี้ลับ เพื่อค้นหาความจริงบางอย่างที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเดินทางไป 13 ที่อาถรรพ์ในกรุงเทพฯ เรื่องราวความเฮี้ยนในแต่ละสถานที่ล้วนเกี่ยวพันกับเธอ การเดินหน้าท้าพิสูจน์ในครั้งนี้จะทำให้เธอรู้ความจริงอะไรกันแน่ และเป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่ไม่รู้อะไรเลยจะเป็นประโยชน์ต่อตัวของเธอเอง ผู้กำกับดุลยสิทธิ์ นิยมกุล ได้บอกเล่าถึงแนวคิดในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "ผมอยากเล่าเรื่องของมิติ มิติของโลกที่เราอาศัยอยู่ มิติของโลกที่เราอาศัยอยู่ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้กับอีกมิติหนึ่งที่เป็นโลกของพลังงานหรือโลกของวิญญาณที่เราสัมผัสไม่ได้ หลาย ๆ ครั้งที่ผมขับรถไปตามท้องถนน เห็นศาลพระภูมิเจ้าที่ เห็นศาลเพียงตา เห็นการกราบไหว้บูชาเจ้าที่เจ้าทาง หรือเมื่อเดินไปตามบ้าน ตามตึกแถว ตามร้านค้า ตึกใหญ่ๆ สูง ๆ แม้ทั้งในห้างก็ยังเจอศาล เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีคนกราบไหว้ หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าเราอยู่ภายใต้อำนาจลึกลับบางอย่าง เหมือนในโลกที่เราอยู่มันมีอีกโลกหนึ่งอยู่ใกล้ตัวเรามาก เพียงแต่มีกำแพงบางอย่างกั้นไว้ ทำให้คนธรรมดา ๆ อย่างเรามองไม่เห็น บางกอก 13 มันเป็นเรื่องของคนที่บังเอิญเห็น บังเอิญสามารถสัมผัสได้กับมิติของโลกที่ซ่อนเร้นอยู่" "ในแง่ของการทำงาน เมื่อหนังมันพูดถึงมิติของวิญญาณ เราเลยจำเป็นต้องไปเล่าหนังและไปถ่ายทำในสถานที่หลาย ๆ ที่ที่เป็นสถานที่จริง บางสถานที่ในหนังเป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่นั่นจริง ๆ เหมือนเรากำลังทำหนังที่พูดถึงพวกเขา ในสถานที่จริงๆ ของพวกเขา มีหลายคืนขณะที่ผมถ่ายหนังอยู่ในโลเคชันแล้วรู้สึกว่า ขณะที่เรากำลังถ่ายทำเรื่องของเขานั้น เขาก็อาจจะกำลังเฝ้ามองเราอยู่ก็เป็นได้ สำหรับผมในฐานะผู้กำกับที่ในชั่วเวลาสิบกว่าปีมานี้ทำหนังทำละคร หรือทำซีรีส์ลึกลับ ๆ แนวนี้มาหลายต่อหลายเรื่อง พูดได้ว่า บางกอก 13 เป็นเรื่องที่ที่ผมทำงานใกล้ชิดกับคำว่าผีที่สุดในชีวิตการทำงาน" นอกจากนี้ผู้กำกับดุลยังได้พูดถึงการไปออกกองถ่ายทำร่วมกับนักแสดงในสถานที่จริงสุดเฮี้ยนอีกด้วยว่า "ในหนังเรามีตัวละคร พระเอก นางเอก และตัวละครหลักอีกสามสี่ตัว ที่ตามเราไปเกือบทุกที่ที่เป็นที่รกร้าง หลายที่สามารถใช้คำว่า “เจ้าที่แรง” ซึ่งแน่นอนมันทำงานยาก และไม่สะดวกสบายเลย โชคดีเราได้ มายด์ โจ๊ก ทศ และทีมนักแสดงเมนของเราอีก 3-4 คน ที่นอกจากจะทุ่มเทให้กับการแสดง ทุกคนยังสนุกกับการทำงาน ที่สำคัญยังกล้าที่จะเจอในบางสิ่งที่เป็นเจ้าที่เจ้าทางหรือวิญญาณ ที่ ๆ เขาอยู่ที่นั่นตรงนั้นพร้อม ๆ กับเรา หลายที่เราเข้าไปถ่ายทำ เราไม่รู้ว่าเจ้าของที่จริง ๆ เขาอนุญาตหรือเปล่า ถึงตรงนั้นเราได้แต่ขอให้นักแสดงของเราให้ความเคารพ ไหว้ บอกกล่าวว่าเราขอเข้ามาถ่ายทำไม่ได้มีเจตนามาลบหลู่ แต่ในบทต้องมาลบหลู่ มาท้าทาย ระหว่างทำงานก็ให้เกียรติสถานที่ สำรวมกริยามารยาท ซึ่งบางที่ก็ราบรื่นดี บางที่มันก็มีอุปสรรคบ้าง เราก็พยายามแก้ไข ซึ่งจนสุดท้ายเราและทีมนักแสดงทุกคนก็ผ่านมาได้ดี ส่วนนักแสดงคนไหนเจอกับอะไรบ้างคงต้องไปติดตามชมกันเองกับ บางกอก 13" สุดท้ายนี้ผู้กำกับดุล ได้ฝากภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "สำหรับผมบางกอก 13 มันเป็นเรื่องราวที่น่าค้นหา น่าลุ้น น่าติดตาม น่าเอาใจช่วยหรือน่ารอดูเคราะห์กรรมของตัวละครที่เข้าไปท้าทาย เข้าไปลองดีกับสิ่งที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร วิญญาณ ผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดาหรือสัมภเวสี ในสถานที่ต่าง ๆ ตามสถานที่จริง แล้วในความเป็นหนัง มันท้าทายคนทำงานอย่างยิ่งในการร้อยเรียงเรื่องเหล่านั้นให้เป็นเรื่องราวที่มีตัวละครหลัก ตัวละครรอง มีอารมณ์ต่าง ๆ และฉากที่น่าจดจำให้เป็นไปตามโครงสร้างที่ดีของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง" เปิดเมืองหลวงแห่งความสะพรึง 10 มีนาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

ร้านกากั้นคว้าแชมป์ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย /  ร้านกากั้น

ร้านอาหารกากั้น (Gaggan) จากกรุงเทพฯ คว้าตำแหน่งชนะเลิศต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ในงานประกาศรางวัล  50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2016 สนับสนุนโดยซาน เปลเลกริโน และอัคควา ปันน่า รายชื่อ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2016 พร้อมรางวัลพิเศษต่าง ๆ ได้รับการประกาศในพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพ ในงานมีเหล่าเชฟมากฝีมือ เจ้าของกิจการร้านอาหารชื่อดังและแขกวีไอพีในธุรกิจอาหารจากทั่วภูมิภาค เดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงาน ยังมีร้านอาหารที่ได้รับการจัดลำดับในลิสต์ท็อป 50 อีกดังนี้ ร้านน้ำ (Nahm) อยู่ในอันดับที่ 8 ร้านอิษยา สยามมิส คลับ (Issaya Siamese Club) เลื่อนมายี่สิบอันดับ มาเป็นอันดับที่ 19 ในปีนี้ และร้านอีทมี (Eat Me) อยู่ในอันดับที่ 23 ร้านกากั้น ครองสองตำแหน่งในปีนี้ ได้แก่ ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย สนับสนุนโดยซาน เปลเลกริโน และอัคควา ปันน่า และร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนโดยซาน เปลเลกริโน และอัคควา ปันน่าเช่นกัน ที่ร้านอาหารซึ่งตั้งชื่อตามเชฟ กากั้น อนันต์ ได้นำอาหารอินเดียแบบดั้งเดิมมารังสรรค์ด้วยเทคนิคการปรุงอาหารแนวโมเดิร์น เชฟกากั้นเข้าสู่วงการ  50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับโลกครั้งแรกในปี 2557 ในอันดับที่ 17 และในปี 2558 ที่ผ่านมา เขาไต่ลำดับโลกขึ้นมาเป็นอันดับที่ 10   พร้อมกับครองตำแหน่งชนะเลิศใน 50 อันดับร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียด้วยในเวลาเดียวกัน ในการย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการจัดงาน มีร้านอาหารหน้าใหม่เข้าสู่ลิสต์ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเขีย ถึง 10 ร้านด้วยกัน โดยในจำนวนร้านหน้าใหม่นี้ มี 3 ร้านที่มาจากญี่ปุ่น  ในภาพรวม ร้านอาหารยอดเยี่ยมในปีนี้ มาจากประเทศจีน 13 ร้าน สิงคโปร์และญี่ปุ่นประเทศละ 10 ร้าน จำนวนประเทศที่ติดโผร้านอาหาร ยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นเป็น 13 ประเทศ ซึ่งสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพและความหลากหลายของการสร้างสรรค์เมนูอาหารชั้นเลิศทั่วเอเชีย   รางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมในประเทศ นาริซาว่า (Narisawa) ซึ่งได้ตำแหน่งที่ 2 ของเอเชียในปีนี้ ยังได้ควบตำแหน่งร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งญี่ปุ่น สนับสนุนโดยซาน เปลเลกริโน และอัคควา ปันน่า มาด้วย ซึ่งเป็นการครองตำแหน่งนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว ส่วนร้านอาหารอีก 4 ร้าน จาก 9 ร้านของผู้ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศจากญี่ปุ่น ก็ได้รับการจัดอันดับอยู่ในลิสต์ท็อป 20 ของเอเชียเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีร้านอาหารจากญี่ปุ่นถึง 3 ร้านที่เข้าสู่รายการ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียในปีนี้เป็นปีแรก ได้แก่ ร้านลาเมซง เดอลานาตูร์ โกห์ (La Maison de la Nature Goh) จากฟุกุโอกะ (อันดับที่ 31)   ร้านเด็น (Den) จากโตเกียว (อันดับที่ 37)  และร้านคิคุโนอิ (Kikunoi) จากเกียวโต (อันดับที่ 42) ร้านอองเดร (André) ของเชฟอองเดร เชียง (André Chiang) ขยับอันดับขึ้นมาสองลำดับได้ที่ 3 ของเอเชียในปีนี้ และยังคงครองตำแหน่งร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งสิงคโปร์ สนับสนุนโดยซาน เปลเลกริโน และอัค ควา ปันน่า ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4  นอกจากนี้ ร้านใหม่ที่กรุงไทเปของเชฟอองเดร ชื่อรอว (Raw) ก็เข้าสู่ลิสต์ ท็อป 50 ของเอเชีย ในอันดับที่ 46 เช่นกัน ในปีนี้ มีร้านที่คุ้นเคยจากสิงคโปร์ตบเท้าเข้าสู่ลิสต์ท็อป 50 อย่างภาคภูมิอีกหลายร้าน ประกอบด้วย วากิว คิน (Waku Ghin) (อันดับ 6), เลส์ซามีส์ (Les Amis) (อันดับ 12) และ เบิร์นท์เอ็นส์ (Burnt Ends) (อันดับ 14) โดยสิงคโปร์มีร้านใหม่เข้าสู่ลิสต์ 2 ร้าน คือ ร้านคอร์เนอร์เฮ้าส์ (Corner House) (อันดับ 17) และร้านไวลด์ร็อคเก็ต (Wild Rocket) (อันดับ 38) ร้านแอมเบอร์ (Amber) จากฮ่องกงคว้าอันดับที่ 4 ของเอเชีย และกลับมาอีกครั้งกับตำแหน่งร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งประเทศจีน สนับสนุนโดยซาน เปลเลกริโน และอัคควา ปันน่า โดยเบียดคู่แข่งที่เอาชนะ แอมเบอร์ในปีที่แล้วอย่าง อัลตร้าไวโอเล็ต (Ultraviolet) ซึ่งปีนี้เข้าสู่ลิสต์เอเชียในอันดับที่ 7   ร้านอาหารจากฮ่องกงที่อยู่ในลิสต์ท็อป 50 ของเอเชียปี 2559 นี้มีทั้งหมด 9 ร้าน ซึ่งรวมถึงร้านตา วี (Ta Vie) ที่เข้ารอบปีนี้เป็นปีแรกในอันดับที่ 48 สำหรับร้านมิงเกิลส์ (Mingles) จากกรุงโซล ซึ่งติดอันดับ 15 ในปีนี้ ยังมีเรื่องน่ายินดีให้เฉลิมฉลองอีกสองต่อ เพราะได้คว้ารางวัลร้านอาหารหน้าใหม่อันดับสูงสุด (Highest New Entry Award) สนับสนุนโดย จอห์น พอล รวมทั้งยังควบตำแหน่งร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเกาหลีอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารใหม่อีก 2 แห่ง ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศไปครอง คือ ร้านแกลเลอรี่ เวสค์ (Gallery Vask) ติดลิสต์เอเชียในอันดับที่ 39 และได้รับเลือกเป็นร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งฟิลิปปินส์ ในขณะที่ร้าน โลคาวอร์ (Locavore) ที่บาหลีซึ่งติดอันดับที่ 49 คว้ารางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งอินโดนีเซียไปครอง ร้านอินเดียน แอคเซ่น (Indian Accent) ไต่ขึ้น 13 ลำดับขึ้นสู่อันดับที่ 9 พร้อมรับรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งอินเดียสองปีซ้อน ในกลุ่มผู้ฉลองความสำเร็จปีนี้ ยังประกอบด้วย ร้านเลอมูท์ (Le Moût) ในอันดับ 30 ควบรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งไต้หวัน  ร้านมินิสทรี่ออฟแครบ (Ministry of Crab)  ที่โคลอมโบ ติดอันดับที่ 31 พร้อมด้วยตำแหน่งร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งศรีลังกา  ส่วนร้านกวิซีน วัดตำหนัก (Cuisine Wat Damnak) อันดับที่ 43 กลับมาครองแชมป์ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งกัมพูชาอีกครั้ง   ผู้ชนะรางวัลสาขาอื่น ๆ ประกอบด้วย รางวัลร้านอาหารหน้าใหม่อันดับสูงสุด (Highest New Entry Award) สนับสนุนโดย John Paul: ร้าน มิงเกิลส์ (Mingles) ที่ร้านมิงเกิลส์ในกรุงโซล เชฟมิงกู คัง (Mingoo Kang) ได้รังสรรค์อาหารเกาหลีขึ้นมาใหม่ โดยผสมผสานส่วนประกอบและธรรมเนียมการปรุงอาหารอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิมเข้ากับอิทธิพลและวิธีการทำอาหารแบบตะวันตก ความคิดสร้างสรรค์และการทดลองสิ่งใหม่ ๆ ทำให้ร้านอาหารขนาด 45 ที่นั่งอันแสนอบอุ่นแห่งนี้ กลายเป็นแลนด์มาร์คสำหรับผู้ชื่นชอบอาหารเกาหลี รางวัลร้านอาหารที่น่าจับตามอง (One To Watch Award) สนับสนุนโดย Peroni Nastro Azzurro: ร้านโฟลคริแลช (Florilège) รางวัลร้านอาหารที่น่าจับตามอง เป็นรางวัลที่มอบให้กับร้านอาหารที่ไม่อยู่ในลิสต์ 50 อันดับร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย แต่เป็นร้านอาหารดาวรุ่งของภูมิภาคนี้  ร้านโฟลคริแลชโดดเด่นในการทำอาหารฝรั่งเศสสมัยใหม่ออกมาได้อย่างมีสไตล์ไร้ที่ติ  ฮิโรยาสุ คะวะเตะ (Hiroyasu Kawate) ซึ่งเป็นทั้งเชฟและเจ้าของร้านแห่งนี้ ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และทักษะชั้นเลิศในการทำอาหารฝรั่งเศสให้เป็นที่ประจักษ์ ผ่านเมนูเลิศรสที่ประกอบด้วยอาหารหลายคอร์ส  รางวัลสุดยอดเชฟเพสตรี้แห่งเอเชีย (Asia’s Best Pastry Chef Award) สนับสนุนโดย Cacao Barry: ร้านเชอรีล โกห์ (Cheryl Koh) เชฟเชอรีล โกห์ เป็นคนสิงคโปร์ แต่ได้เดินทางไปทำงานตามภัตตาคารมิชลินสตาร์ทั้งในปารีส ดูไบ และฮ่องกง เมื่อกลับมาบ้านเกิดในปี 2556 โกห์ได้นำประสบการณ์ความรู้มาใช้ที่ เลส์ซามีส์ ร้านใหม่ของเธอ จากนั้นได้มีการแนะนำร้านใหม่ ทาร์ต บาย เชอรีล (Tarte by Cheryl) ที่ย่านใจกลางเมืองสิงคโปร์ในปี 2558 โดยร้านดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเลส์ซามีส์กรุ๊ป  แรงบันดาลใจที่เก็บเกี่ยวมาจากการเดินทาง ช่วยให้เชฟโกห์ ประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์ของหวานรสเยี่ยม ที่สะท้อนสัญชาตญาณการสร้างสรรค์และการฝึกหัดขนมอบต้นตำรับมาอย่างเข้มข้น   รางวัลขวัญใจเชฟ (Chefs’ Choice Award): พอล เพเรท์ (Paul Pairet) เชฟชาวฝรั่งเศส พอล เพเรท์ ได้รับการคัดเลือกจากเหล่าเชฟ ที่อยู่ในลิสต์ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเขีย 2559  ให้ได้รับตำแหน่งนี้ เพเรท์ได้รับความยอมรับนับถือจากบรรดาเพื่อนเชฟด้วยกัน จากความสำเร็จในการก่อตั้งร้านอาหารชื่อดังสองแห่งในเซี่ยงไฮ้ คือ มิสเตอร์แอนด์มิสซิสบันด์ (Mr & Mrs Bund) และร้านอาหาร สุดล้ำที่มีชื่อว่าอัลตร้าไวโอเล็ต (Ultraviolet) ความแปลกใหม่และความคิดสร้างสรรค์ที่แทรกซึมอยู่ในทุกเมนูของเขา ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เหล่าเชฟจากทั่วโลก รางวัลความก้าวหน้าสูงสุด (Highest Climber Award): ร้านควินเทสเซนส์ (Quintessence) ร้านควินเทสเซนส์ ซึ่งเปิดกิจการในโตเกียวมาตั้งแต่ปี 2549 ได้รับรางวัลความก้าวหน้าสูงสุด โดยร้านดังกล่าว ก้าวกระโดดขึ้น 29 ลำดับจากปีที่แล้วสู่อันดับที่ 20 ในปีนี้  เชฟชูโซ คิชิดะ (Shuzo Kishida) ซึ่งฝึกปรือทักษะการทำอาหารตั้งแต่ครั้งที่ทำงานใน ลาสทรานส์ (L’Astrance) ภัตตาคารระดับมิชลิน 3 ดาวที่ปารีส ยังคงสร้างความประทับใจให้กับเหล่านักชิม ด้วยอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์นที่โดดเด่น ทั้งวิธีการนำเสนอ การใช้วัตถุดิบที่สดใหม่อย่างสร้างสรรค์ และความประณีตใส่ใจทุกรายละเอียด สำหรับผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอีก 2 รางวัลจากงานในครั้งนี้ คือ เชฟมาร์การิต้า โฟเร่ส์ เชฟสาวมากฝีมือ ผู้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชียประจำปี 2016 และเชฟเดวิด ทอมป์สันแห่งร้านน้ำ (Nahm) ที่กรุงเทพฯ และร้านลองชิม (Long Chim) ที่สิงคโปร์ ได้รับรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านอาหารโดย The Diners Club®    มร. วิลเลี่ยม ดรูว์ กรุ๊ปเอดิเตอร์ของงาน 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย กล่าวว่า “การจัดงานของเราเดินทางมาถึงปีที่ 4 แล้วในปีนี้ รางวัลต่าง ๆ ที่มอบให้สะท้อนถึงการเติบโตและความหลากหลายของแหล่งวัฒนธรรมอาหารในเอเชีย มีร้านอาหารหน้าใหม่เข้ามาอยู่ในลิสต์เอเชียท็อป 50 ในปี 2559 ถึง 10 ร้าน  ส่วนประเทศที่มีร้านอาหารได้รับรางวัล มีหลากหลายถึง 13 ประเทศ มากกว่าครั้งใด ๆ ที่ผ่านมา คณะผู้จัดงาน 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย มีเจตนารมย์ในการยกย่องชมเชยความคิดสร้างสรรค์ เมนูอาหารรสเลิศ และเหล่าสุดยอดร้านอาหารทั้ง 50 แห่งที่ได้รับการคัดเลือก รวมทั้งเหล่าบรรดาเชฟชั้นนำผู้ได้รับรางวัล ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นตัวแทนความเป็นสุดยอดของอุตสาหกรรมนี้” การรวบรวมรายชื่อ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย รายชื่อ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย จัดทำโดยสมาคม The Diners Club® Asia’s 50 Best Restaurants Academy ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำที่มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมร้านอาหารทั่วภูมิภาคเอเชียกว่า 300 ท่าน โดยแต่ละท่านล้วนได้รับการเลือกสรรมาแล้วว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และความคิดเห็นของพวกเขาเป็นที่ยอมรับในวงการร้านอาหารในเอเชีย ทางสมาคมได้แบ่งการโหวตออกเป็น 6 เขตภูมิภาค ได้แก่  อินเดียและอนุทวีป, ตอนใต้ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ตอนเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ฮ่องกง ไต้หวันและมาเก๊า, จีนแผ่นดินใหญ่และเกาหลี, และประเทศญี่ปุ่น รูปแบบการแบ่งเขตภูมิภาคเช่นนี้ ออกแบบมาเพื่อให้สามารถสะท้อนภาพรวมของวงการร้านอาหารที่เปิดอยู่ในปัจจุบันในเอเชียได้อย่างเป็นธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และได้รับความเห็นชอบจากประธานของสมาคม Asia Academy แล้ว แต่ละภูมิภาคจะมีคณะกรรมการของตนเองรวมทั้งหมด 53 ท่าน โดยมีประธานภูมิภาคทำหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่ม คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยนักเขียนและนักวิจารณ์อาหาร เชฟ เจ้าของร้านอาหาร และผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น 'นักชิม' กรรมการแต่ละท่านจะโหวตได้ 7 ครั้ง และภายในจำนวนเจ็ดโหวตนี้ กรรมการ แต่ละท่านจะต้องทำการโหวตอย่างน้อย 3 โหวตให้กับร้านอาหารที่ไม่อยู่ในประเทศบ้านเกิดตนเองด้วย สำหรับรายชื่อในปี 2016 นี้ บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ Deloitte ได้ร่วมเป็นพันธมิตรผู้ทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินอิสระอย่างเป็นทางการของ Asia’s 50 Best Restaurants บริษัท Deloitte ได้ดำเนินการการตัดสินคะแนนตามกระบวนการที่กำหนด เพื่อยืนยันถึงความซื่อตรงและความถูกต้องของกระบวนการโหวตและรายชื่อผลการตัดสิน โดยผลการตัดสินจะถูกปิดเป็นความลับจนกว่าจะถึงกำหนดการประกาศรางวัล  การประกาศรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย สำหรับผลการตัดสินในปีนี้ จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในพิธีงานประกาศรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2016 จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 โดยสามารถติดตามผลการตัดสินรางวัลได้ทางทวิตเตอร์ @Asias50Best และผ่านเว็บไซต์ www.theworlds50 best.com/asia นอกจากนี้ยังสามารถรับชมพิธีประกาศผลรางวัลแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ www.finedininglovers.com ด้วยความเอื้อเฟื้อจากผู้สนับสนุนหลักของงาน ได้แก่ ซาน เปลเลกริโน และ อัคควา ปันน่า สำหรับข้อมูล รูปภาพ และภาพวิดีโอเพิ่มเติมสำหรับงานรางวัลครั้งนี้ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ www.theworlds50best.com/asia ประเภทรางวัลอื่นๆ มีดังต่อไปนี้ รางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมที่สุดในเอเชีย (The Best Restaurant in Asia) สนับสนุนโดย Pellegrino และ Acqua Panna รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านอาหารโดย The Diners Club® (The Diners Club® Lifetime Achievement Award) รางวัลร้านอาหารหน้าใหม่อันดับสูงสุด (Highest New Entry Award) สนับสนุนโดย John Paul รางวัลร้านอาหารที่น่าจับตามอง (One To Watch Award) สนับสนุนโดย Peroni Nastro Azzurro รางวัลสุดยอดเชฟเพสตรี้แห่งเอเชีย (Asia’s Best Pastry Chef Award) สนับสนุนโดย Cacao Barry รางวัลขวัญใจเชฟ (Chefs’ Choice Award) รางวัลสุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย (Asia’s Best Female Chef) รางวัลความก้าวหน้าสูงสุด (Highest Climber Award) รางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมในประเทศ (Individual ‘Best in Country’ Awards)

ราชกิจจาฯ ประกาศลดภาษีบุคคลธรรมดาปี 60
ค่าครองชีพ /  ภาษี / 

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้สําหรับบุคคลธรรมดาแบบ 7 ระดับขั้น ต่อไปอีก 1 ปี  เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้สําหรับบุคคลธรรมดา แบบ 7 ระดับขั้น ต่อไปอีก 1 ปี สําหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี 59 ที่ต้องยื่นเสียภาษีปี 60 เนื่องจากรัฐบาลมุ่งเน้นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน สมควรลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อไปอีก สำหรับการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ 7 ระดับขั้น ต่อไปอีก 1 ปีนั้น อัตราภาษียังเป็นรูปแบบเดิม ประกอบด้วย 1. ผู้ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 300,000 บาท เสียภาษี 5% 2. ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เสียภาษี 10%, ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 750,000 บาท เสียภาษี 15% 3. ผู้ที่มีรายได้ 750,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษี 20%, ผู้ที่มีรายได้ 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท เสียภาษี 25% 4. ผู้ที่มีรายได้ 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 4 ล้านบาท เสียภาษี 30% และผู้ที่มีรายได้ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% ทั้งนี้ สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ โดยที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความ ในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับท่ี 576) พ.ศ.2557 ได้มีการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สําหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี 58 แต่เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ และให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน สมควรลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของต่อไปอีก 1 ปี ที่มา ราชกิจจานุเบกษา ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

จักรพันธ์ แก้วพรม : เเม่ผมดีใจมาก เมื่อรู้ว่าติดทีมชาติอีกครั้ง
จักรพันธ์ แก้วพรม /  ช้างศึก / 

เป็นเวลาสองปีที่ชื่อของ จักรพันธ์ แก้วพรม หายไปจากสารบบทีมชาติไทย แต่วันนี้เขากลับมาอีกครั้ง พร้อมกับยืนยันว่าเพื่อชาตินั้นเขาพร้อมเต็มที่เสมอ ย้อนกลับไปเมื่อ วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557 เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ประเดิมคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่นัดแรก พบ ทีมชาติเลบานอน ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ในศึกเอเชียน คัพ รอบคัดเลือก ก่อนจบลงด้วยการพ่ายแพ้ของพลพรรคช้างศึก 2-5 และนั่นก็คือเกมสุดท้าย จักรพันธ์ แก้วพรม กับทีมชาติไทยจนถึงทุกวันนี้ แต่แม้ชื่อของ “โน้ต” จะหลุดจากการเป็นส่วนหนึ่งของทัพช้างศึก แต่ผลงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กับสโมสรอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กลับโดดเด่นขึ้นมา หลังพาทีมประกาศศักดาคว้าแชมป์ ในประเทศไทยมาครองได้ทุกรายการ ในปีล่าสุด ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยม และ โดยเสถิติส่วนตัวที่สามารถวิ่งได้ถึง 10 กิโลเมตรต่อหนึ่งเกม ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ลองเรียกเขากลับมาติดทีมชาติ ในวันนี้ ก่อนที่ทีมชาติไทย จะมีคิวทำศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดสุดท้ายกับทีมชาติอิรัก วันที่ 24 มีนาคมนี้ ที่ ปาส เตหะราน ประเทศอิหร่าน จอมทัพหมายเลข 10 ของปราสาทสายฟ้าก็กลับมาร่วมงานกับ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยอีกครั้ง  พร้อมยืนยันว่าเขายังดีใจและพร้อมเสมอในการกลับมาเล่นให้กับทีมชาติ “ผมดีใจครับที่มีชื่อกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง” จักรพันธ์ เริ่มกล่าว “ผมก็ไม่ได้กังวลหรืออะไรที่ได้กลับมา เพราะทุกคนในทีม ผมก็รู้จักดีและต่างเจอกันในลีกเป็นประจำ ส่วนวิธีการเล่นก็น่าจะไม่มีปัญหา จากสไตล์ของทีมก็ดูโอเค แต่ก็ดูกันอีกทีว่า พอเล่นด้วยกันจริงๆ จะโอเคไหม ก็อยู่ที่การตัดสินใจของโค้ชว่าผมดีพอหรือไม่สำหรับการกลับมาติดทีมชาติ” “อันดับแรกตอนนี้ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบให้ได้ ตัวผมเองก็เคยร่วมกับพี่ซิโก้ช่วงสั้นๆไม่กี่วัน ก็อาจจะต้องเรียนรู้เรื่องแท็คติก วิธีการเล่น ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเท่าไหร่” “สำหรับทีมชาติผมพร้อมเสมอ ก็อยู่ที่โค้ชว่าจะส่งผมลงหรือไม่ และเหมาะสมอย่างไร ตอนนี้ผมไม่อยากมองอนาคตไกลเท่าไหร่ ผมอยากมองไปทีละเกมมากกว่า เพราะต้องยอมรับว่าเรายังไม่ถึงระดับท็อปของเอเชีย เราต้องช่วยกันทำงานเป็นทีม ถ้าเราทำได้ตามนั้นผมมั่นใจนะว่าเราสู้ได้” “ผมเองก็หวังนะว่าประสบการณ์การเล่นในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก จะสามารถนำมาช่วยตรงนี้ได้ ก็จะมีเรื่องของสมาธิ แน่นอนก็จะพยายามช่วยทีมให้ได้มากที่สุด“ “ผมก็ได้บอกแม่เรื่องติดทีมชาติไปแล้ว ท่านก็โอเค และก็ดีใจมาก เพราะท่านก็เชียร์ผมที่สนามเสมอ ในตอนที่เล่นให้บุรีรัมย์ ทีมชาติแกก็ติดตามเสมอ แกก็ดีใจมากที่ผมมีชื่อกลับมาติด” เครดิต : fathailand

ผวา ฝรั่งเศสพบผู้ป่วย 'ไข้ซิกา' รายแรก รับเชื้อผ่านการมี 'เซ็กส์'
จีน /  ทำแท้ง / 

สาธารณสุขฝรั่งเศส ยืนยัน มีผู้ติดเชื้อไข้ซิกา ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ วันนี้ (28 ก.พ.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าว กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส ออกมาเปิดเผยว่าพบผู้ป่วยเพศเชื้อซิกาเพศหญิงในกรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งมีการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ จากคู่นอนของเธอ ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง และมีเชื้อดังกล่าวแพร่กระจายอยู่อย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน ซีดีซี หรือ ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีผู้ป่วยไข้ซิกาแล้วกว่า 2 ราย ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ภายใต้การสังเกตอาการจากแพทย์ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับการติดเชื้อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ มีผลวิจัยชี้ว่า เชื้อซิกา สามารถพบได้ในน้ำอสุจิของเพศชาย จึงมีการประกาศเตือนให้ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเซ็กส์ ในพื้นที่ที่มีการระบาด ------------------------------------------------------------------------------------------------ ทางการบราซิล ใช้โดรนค้นหาและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก ไวรัสซิกา และโรคชิคุนกุนยา สำนักต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลกลางบราซิล ได้เพิ่มการตรวจตราและฉีดพ่นยาตามบ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ ตั้งแต่มีการสันนิษฐานว่า ไวรัสซิกา อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีทารกศีรษะเล็กผิดปกติแต่กำเนิดมากขึ้น ตั้งเป้าดำเนินการให้ได้ 60 ล้านแห่งทั่วประเทศ จนถึงขณะนี้ คณะทำงานที่มีทั้งทหาร และข้าราชการดำเนินการไปได้แล้วร้อยละ 40 หรือราว 27.5 ล้านแห่ง ทั้งบ้านเรือน อาคารภาครัฐและเอกชน แต่ติดปัญหาบางแห่งไม่สามารถเข้าไปได้ หรือไม่มีเจ้าของอยู่ จึงนำโดรนติดกล้องวิดีโอมาช่วยค้นหาทางอากาศเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในพื้นที่เหล่านั้นต่อไป นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาวิธีการตรวจวินิจฉัยไข้ซิกาแบบใหม่ ที่ให้ผลรวดเร็วกว่าเดิม ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก INN ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- องค์การอนามัยโลก เผย ต้องใช้เงินเกือบ 2 พันล้านบาท ต่อสู้กับไวรัสซิกา ที่กำลังแพร่ระบาดเกือบ 30 ประเทศในตอนนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ออกมาเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ทางองค์การฯ ได้ใช้เงินราว 1,990 ล้านบาท ในการต่อสู้กับไวรัสซิกา โดยจำนวนนี้จะต้องใช้ถึงเดือนมิถุนายน เพื่อเร่งผลิตวัคซีน ตรวจวินิจฉัยวิจัยว่า เชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะนี้ แพร่ระบาดได้อย่างไร และหาวิธีการควบคุมไวรัส โดยจะจัดสรรให้แก่สำนักงานใหญ่ และสำนักงานภูมิภาคขององค์การอนามัยโลก หน่วยงานที่ทำงานร่วมกัน เช่น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประเทศ และหน่วยงานผู้บริจาคต่าง ๆ ขณะเดียวกันจะตั้งกองทุนฉุกเฉินราว 71 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อนในเบื้องต้น ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- องค์การอนามัยโลก คาดอีก 18 เดือน ข้างหน้าจะแล้วเสร็จ วัคซีนไวรัสซิก้า ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังความพยายามอย่างเต็มกำลัง สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน องค์การอนามันโลก ฝ่ายระบบสาธารสุขและนวัตกรรมแถลงว่า ขณะนี้มี 15 บริษัทหรือหน่วยงานได้ร่วมทำการทดลองขนาดใหญ่เพื่อผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสซิก้า มี 2 หน่วยงานซึ่งมีความคืบหน้าบ้างแล้วหนึ่งในนั้นคือสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของสหรัฐซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาวัคซีนกับ ภารัต ไบโอเทค ตั้งอยู่ที่อินเดียและผลจากการดำเนินความพยายามอย่างเต็มกำลัง เช่นนี้คาดว่าอีกประมาณ 18 เดือนถึงจะแล้วเสร็จสำหรับวัคซีน ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ระบุอีกว่า ประมาณ 4-8 สัปดาห์ถึงจะสามารถตรวจสอบได้ว่าไวรัสซิก้าเกี่ยวพันกับอาการร้ายแรงอีก 2 อาการคือศีรษะเล็กผิดปกติ กับกลุ่มอาการ กิลแลงบาร์เร่ ผู้ติดเชื้อไวรัสซิก้าส่วนใหญ่อาการจะอยู่ในระดับปานกลางแต่ก็สร้างความวิตกเพิ่มขึ้นได้อีกว่าไวรัสซิก้าอาจเกี่ยวพันไปถึงอีก2 กลุ่มอาการร้ายแรง สำหรับโรคศีรษะเล็กนั้นเกิดกับทารกแรกเกิดทำให้ศีรษะเละสมองเล็กส่วนกลุ่มอาการ กิลแลงบาร์เร่ นั้นรุนแรงถึงขั้นเป็นอัมพาตและทำให้เสียชีวิตได้ ที่มา innnews ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- หัวหน้าคณะแพทย์ทีมนักกีฬาทีมชาติเยอรมัน ระบุ ไวรัสซิกา ไม่กระทบโอลิมปิกที่บราซิล แต่ให้อิสระนักกีฬาตัดสินใจจะเข้าร่วมหรือไม่ แบรนด์ โวลฟาร์ธ หัวหน้าคณะแพทย์ประจำทีมโอลิมปิกของทีมชาติเยอรมัน ออกมากล่าวว่า ไวรัสซิก้าที่กำลังระบาดในประเทศบราซิล จะไม่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่รีโอ เดอ จาเนโร อย่างไรก็ตาม จะให้ความเคารพต่อการตัดสินใจของเหล่านักกีฬาทั้งหลาย ว่ายินดีจะเข้าร่วมชิงชัยหรือปฏิเสธที่จะไม่เดินทางไปบราซิล โดย นายแพทย์ โวลฟาร์ธ กล่าวว่า นักกีฬามีสิทธิที่จะตัดสินใจว่า พวกเขาจะเข้าร่วมแข่งขันหรือไม่ แต่สิ่งแรกที่เราดำเนินการอยู่คือการเฝ้าระวังและติดตามดูพัฒนาการของเชื้อไวรัสอย่างใกล้ชิด ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ทางการจีน พบผู้ป่วยไวรัสซิการายแรก ไม่ห่วงเกิดการระบาดในประเทศ สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน จีนพบผู้ป่วยไวรัสซิการายแรกแล้ว โดยรายงานระบุว่า ชายชาวจีน วัย 34 ปี ที่เพิ่งเดินทางไปยังอเมริกาใต้เมื่อไม่นานมานี้ กลายเป็นชาวจีนคนแรกที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไวรัสซิกา สาธารณสุขและหน่วยงานวางแผนครอบครัว กล่าวว่า ชายคนดังกล่าวมาจากเมืองกานเสียน ในมณฑลเจียงซี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน แต่ทางการจีนมองข้ามความเสี่ยงที่โรคดังกล่าวจะแพร่ระบาดในภูมิภาค เนื่องจากจังหวัดเจียงซี เป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น สำหรับผู้ป่วยชายคนดังกล่าว เพิ่งเดินทางกลับมาจากเวเนซุเอลา โดยเดินทางผ่านฮ่องกง และเสิ่นเจิ้น เมื่อวันที่ 28 มกราคม โดยมาพร้อมกับอาการไข้และวิงเวียนศีรษะ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชายคนดังกล่าวกำลังถูกกักตัวอยู่ในโรงพยาบาลบ้านเกิด และอาการเบื้องต้นเริ่มทุเลาขึ้น เนื้อหาจาก INN ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'อินเดีย' ผลิตวัคซีน ไวรัสซิกาได้เป็นแห่งแรกของโลก วานนี้ (3 ก.พ.) สำนักข่าว 'เอ็นดีทีวี' รายงานข่าว กรณีที่นักวิทยาศาสตร์จากบริษัทอินเดีย ไบโอเทคอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในไฮเดอรา รัฐเตลังคานา ประเทศอินเดีย ได้ทำการจดทะเบียนสิทธิบัตรวัคซีนต้านไวรัสซิกา ซึ่งถือเป็นบริษัทแรกในโลกที่สามารถผลิตวัคซีนดังกล่าวได้ ดร. กฤษณะ เอลล่าประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเดีย ไบโอเทคอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำการทดลอง วิจัย โดยใช้คนและสัตว์ ในการทดลองระยะยาว โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และ สภาการวิจัยทางการแพทย์อินเดีย (ICMR) เพื่อพัฒนา และแก้ไขวิกฤตการระบาดของเชื้อดังกล่าว ที่มีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น โดยในระยะเวลา 4 เดือนจะสามารถผลิตวัคซีนดังกล่าวได้กว่า 1ล้านชิ้น ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ซีดีซี ยังพบผู้ป่วย 'โรคซิกา' ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ในสหรัฐฯเป็นรายแรก ซีเอ็นเอ็น รายงาน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ หรือ 'ซีดีซี' ยืนยัน กรณีผู้ป่วยโรคซิการายแรกในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ หลังจากกลับมาจากประเทศเวเนซุเอลา โดยไวรัสดังกล่าว แฝงอยู่ในเลือดผู้ป่วยได้ราวสัปดาห์ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าอยู่ในอสุจิได้นานเท่าไร ซึ่งขณะนี้ซีดีซี กำลังศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง กรณีดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากในปี 2556 พบเชื้อไวรัสซิกา ในปัสสาวะและอสุจิ ชายวัย 44 ปี และในปี 2551 พบกรณีเดียวกันในเซเนกัล นอกจากนี้ซีดีซี เผยว่ามีเอกสารที่ระบุว่า ไวรัสชนิดนี้ ติดต่อผ่านการคลอด ถ่ายเลือด น้ำนมแม่ ได้เช่นกัน องค์กรอนามัยโลก เผยว่า ในปีหน้ากว่า 24 ประเทศ ในอเมกาเหนือ อาจมีผู้ป่วยโรคซิการาว 4 ล้านคน ซึ่งทางการได้ประกาศเตือนให้สตรีหลีกเลี้ยงการตั้งครรภ์นานถึง 2 ปี ในประเทศที่มีการระบาด เพราะเชื้ออาจส่งผลให้ทารกที่เกิดจากมารดาที่ได้รับเชื้อ เกิดมามีศีรษะเล็กผิดปกติ ที่มา cnn ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สาธารณสุข ออกประกาศให้ 'โรคซิกา' เป็นโรคติดต่อต้องแจ้งความ ลำดับที่ 23 นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรคพร้อมด้วย พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและที่ปรึกษากรม คร. แถลงข่าวเกี่ยวกับ'โรคซิกา' โรคติดเชื้อไวรัสซิกา หลังจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้สถานการณ์ระบาดของโรคนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน นพ.อำนวย กล่าวว่า ได้มีการออกประกาศเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกาเพิ่มเติม 2 ฉบับ โดยฉบับแรก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญ โดยระบุอาการสำคัญ คือ มีไข้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ตาแดง อาจมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกายในบางราย โดยทั่วไปจะมีอาการป่วยประมาณ 1 สัปดาห์ และฉบับที่ 2 ประกาศ สธ. เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อต้องแจ้งความ ระบุว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นโรคที่ต้องแจ้งความ เมื่อพบผู้ป่วยต้องรายงานให้ สธ.ทราบ การเฝ้าระวังป้องกันโรคจะมีการคุมเข้มเป็นพิเศษใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. หญิงตั้งครรภ์ 2. ผู้ป่วยไข้ออกผื่น เป็นกลุ่มก้อน จะมีการลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคทันที 3. ทารกที่คลอดแล้วมีศีรษะเล็ก และ 4. ผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ โดยจะเน้น 4 มาตรการ คือ 1. การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 2. การเฝ้าระวังทางกีฏวิทยา 3. การเฝ้าระวังทารกแรกเกิดที่มีความพิการแต่กำเนิด 4. การเฝ้าระวังกลุ่มอาการทางระบบประสาท นอกจากนี้จะมีการเพิ่มความเข้มข้นในการออกไปสอบสวนโรค เจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนโรคทันทีและอย่างจริงจังหากมีรายงานโรคดังกล่าว พร้อมทั้งจัดด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศบริเวณสนามบิน เพื่อเฝ้าระวังเข้มแข็งในกรณีที่มีผู้เดินทางมาจากพื้นที่ ที่มีการระบาดของโรคแล้วมีอาการไข้ประกอบ นอกจากนี้ยังมีการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับนักระบาดวิทยาภาคสนามของประเทศอาเซียนบวก 3 เพื่อปรึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการร่วมกันในการป้องกันและควบคุม 'โรคซิกา' เป็นกรณีพิเศษ พร้อมกันนี้ มีการขอความร่วมมือประชาชนให้ช่วยกันกำจัดทั้งตัวยุงและแหล่งเพาะพันธุ์ เพราะการกำจัดยุงลาย สามารถควบคุมได้ถึง 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้ซิกา และไข้ปวดข้อชิคุนกุนยา ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกมายืนยัน ไวรัสซิกายังไม่ระบาดในประเทศไทย อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกมายืนยัน ไวรัสซิกายังไม่ระบาดในประเทศไทย ขณะที่เชื้อดังกล่าว กลายเป็นปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพที่มีผลระหว่างประเทศ โดยล่าสุด องค์การอนามัยโลก (WHO) ขอความร่วมมือกับประเทศภาคี ในการรับมือกับโรคดังกล่าวแล้ว หลังจากทารกที่มารดาได้รับเชื้อดังกล่าวในบราซิล กว่า3,000 คน เกิดมามีศีรษะเล็ก สมองพิการ ไม่พัฒนา  ในบราซิล ขณะที่ไม่มีผลร้ายแรงต่อผู้ใหญ่ไม่รุนแรงเท่าไข้เลือดออก ยังไม่มีวัคซีคหรือยารักษา ส่วนมาตรการเฝ้าระวังในประเทศไทย สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง ส่วนวิธีการป้องกันตัว คือการป้องกันไม่ให้โดนยุงกัด ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เพจ 'แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว' เผยข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ ไวรัสซิกา ที่เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกดังนี้ '(Zika Fever ) ระบาดแล้วนะครับ องค์การอนามัยโลก (WHO ) ประกาศให้ไวรัสซิกา ซึ่งมีการแพร่ระบาดอย่างหนักในบราซิลและประเทศอื่นๆในภูมิภาค เป็น "ภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก" โดยนับเป็นการประกาศเตือนภัยครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤติอีโบลาที่แพร่ระบาดในแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2557 และ ประเทศไทย ของเราก็ทันสมัยเหลือเกิน โดยหลังจากองค์การอนามัยโลกประกาศเพียง 1 วัน ประเทศเราก็พบผู้ป่วย เป็นชายไทย อายุ 20 ปี ป่วยอยู่ที่ รพ ภมิพล นะครับ โรคนี้ติดต่อโดย ยุงลายเป็นพาหะ นะครับ กัดคนป่วย แล้วมากัดเรา เราก็ติดเชื้อนะครับ อาการของโรคนี้เป็นอย่างไร ดูจาก infographic ด้านล่างนี้นะครับ' ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- พบผู้ป่วยไข้ซิการายที่ 2 ของไทย องค์กรอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉิน พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพล กล่าวถึงกระแสข่าว การพบผู้ป่วยโรคซิการายที่ 2 ของประเทศไทย และเป็น ซึ่งผู้ป่วยรายแรกของโรงพยาบาลภูมิพล เป็นชายไทย วัยราว ๆ 20 เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมาด้วยอาการไข้ มีผื่น ตาแดง เมื่อยตามเนื้อตัว และได้รับหารยืนยันว่าเป็นไข้ซิกา โดยการรักษาจนผู้ป่วยอาการดีขึ้น และออกจากโรงพยาบาลแล้ว ไม่ถือว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นพาหะสามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้โรคไข้ซิกา ที่กำลังระบาดหนักในละตินอเมริกา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกแล้ว ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผวา มาใกล้ไทยมาก กรมสุขภาพมาเลเซีย เตือน ไวรัสซิกาอาจระบาดเข้าประเทศ เพราะมียุงชุกชุม และยังไม่มีด่านตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว กรณีที่ ดร.ลอคมาน ฮาลิม สุไลมาน รองอธิบดีกรมสุขภาพแห่งมาเลเซีย แถลงว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังจับตา สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสซิกา ซึ่งเป็นเรื่องตึงเครียดระดับโลกอยู่ในขณะนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเชื่อว่ามีโอกาสเสี่ยงสูงที่เชื้อจะแพร่กระจายเข้าในประเทศ โดยสาเหตุเกิดจาก มาเลเซีย เป็นประเทศที่มียุงชุกชุม และยุงเองก็เป็นพาหะของไวรัสดังกล่าว ทั้งนี้ชาวมาเลเซียยังไม่เคยมีภูมิต้านทานโรคไข้ซิกา และหากมีผู้ป่วยในประเทศก็มีโอกาสที่เชื้อจะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วแม้ผู้ติดไวรัสซิกาจะมีอาการไม่รุนแรงจนถึงชีวิต แต่กระทรวงถือว่าซิกาเป็นเรื่องใหญ่เพราะเชื้ออาจทำให้ทารกในครรภ์ผู้ป่วย เกิดมามีศีรษะเล็กแต่กำเนิด และสมองผิดปกติ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ขณะนี้ยังไม่มีจุดตรวจคัดกรองไวรัสดังกล่าวในมาเลเซีย ดังนั้นขอจึงมีการขอความร่วมมือ ให้ผู้เดินทางเข้าประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มาจากอเมริกากลางและอเมริกาใต้โปรดแสดงตัวต่อศูนย์กักโรคหรือหน่วยงานสาธารณสุขที่ใกล้ที่สุดหากเป็นไข้และมีผื่น นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือให้สตรีมีครรภ์งดเดินทางไปยัง 22 ประเทศและดินแดนที่ไวรัสซิกากำลังระบาด ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- องค์การอนามัยโลก เตือน ไวรัสซิกา มีแนวโน้มระบาดไปทั่วทวีปอเมริกาในอนาคต สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน องค์การอนามัยโลก เตือนว่า ไวรัสซิกาที่มีอาการติดเชื้อจากการป่วยมีไข้ เยื่อบุตาอักเสบ และปวดศีรษะ เป็นอาการเริ่มแรกของเชื้อไวรัส ถูกพบใน 21 ประเทศ ทั้งในประเทศอาหรับ ทางตอนเหนือและตอนใต้ของทวีปอเมริกา ซึ่งไวรัสดังกล่าวจะส่งผลไปยังทารกแรกเกิดทำให้สมองมีพัฒนาการต่ำ บางประเทศแนะนำให้หญิงที่ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของทารกที่จะเกิดมา ทั้งนี้ไวรัสชนิดดังกล่าวยังไม่มียาป้องกันหรือรักษาด้วย สำหรับไวรัสซิกามีถิ่นกำเนิดและถูกพบครั้งแรกในพื้นที่ทวีฟแอฟริกา ก่อนจะแพร่เข้าสู่อมเริกา และปรากฏอีกครั้งในประเทศบราซิลเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การขาดภูมิคุ้มกันร่างกายตามธรรมชาติยิ่งช่วยให้เชื้อไวรัสดังกล่าวกระจายไปอย่างรวดเร็วด้วย ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อเป็นชาวอังกฤษแล้ว 3 ราย ขอบคุณข้อมูลจาก inn ขอบคุณคลิปวีดีโอจากรายการ Welcome World ทางช่อง MONO29 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สาธารณสุขเอลซัลวาดอร์ประกาศเตือนสตรีชาวเอลซัลวาดอร์ให้หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ในระยะ 2 ปี ลดเสี่ยงทารกผิดปกติจากเชื้อซิกา สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าว กรณีที่กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษแถลงข่าวพบชาวอังกฤษติดเชื้อ 'ไวรัสซิกา' จำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่มีประวัติเดินทางออกนอกประเทศไปยังโคลัมเบีย ซูรินามา หรือ ดัตช์เกียนา และกายอานา พร้อมย้ำว่าไวรัสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในอังกฤษ และไม่แพร่กระจาย ติดต่อจากคนสู่คน แต่ส่งผลกระทบทำให้สมองของเด็กทารกที่มารดาติดเชื้อถูกทำลาย ทั้งนี้ 'ซีเอ็นเอ็น' รายงานว่า จากกรณที่มีเด็กทารก ที่มารดาได้รับเชื้อนี้ ในบราซิล เกิดมาพร้อมศีรษะที่เล็กผิดปกติเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เองทางด้านกระทรวงสาธารณสุขเอลซัลวาดอร์ประกาศเตือนสตรีชาวเอลซัลวาดอร์ให้หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ในระยะ 2 ปีนี้ รวมทั้งสถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ ทำให้กลุ่มสิทธิสตรีในเอลซัลวาดอร์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการห้ามการทำแท้ง เพราะตามกฎหมายของเอลซัลวาดอร์ห้ามสตรีทำแท้งในทุกกรณี ไม่เว้นแม้แต่การถูกข่มขืน เด็กผิดปกติ หรือภาวะที่เป็นอันตรายต่อมารดา เพื่อยับยั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสซิกาด้วย ข่าวที่เกี่ยวข้อง -ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ โรคไข้ซิกา -เตือนเฝ้าระวัง ไวรัสซิกา หรือ ไข้ซิกา สาเหตุหลัก จากยุงลาย ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  cnn จส.100 สนับสนุนข้อมูล

หนุ่ม-ศรราม ไม่เหงา ชินกับความ โสด ฟุ้ง! ยังฮอตเตรียมทัวร์คอนเสิร์ต
หนุ่ม ศรราม /  ข่าวบันเทิงวันนี้

ไม่ค่อยได้เจอตัวเท่าไหร่ สำหรับพระเอกหนุ่มรุ่นใหญ่ หนุ่ม ศรราม ที่ล่าสุดมาเปิดใจถึงเรื่องความรักว่าตอนนี้ลั่นหัวใจยังว่างไม่มีความคืบหน้าแต่เรื่องความฮอตยังคงเดิมเตรียมตัวบินเดี่ยวทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกา “เป็นทัวร์ของหนุ่มเอง คนไทยที่อยู่ที่โน้นเป็นคนจัด ซึ่งเราก็หาเวลาจะไปนานแล้ว ร้องเพลงให้คนไทยฟังนี่แหละครับเป็นคนไทยที่อยู่ที่นั้น เรียนหนังสือ หรือแต่งง่านอยู่ที่นั้น ก็จะไปเยี่ยมในเวลาที่เราอยากรู้สึกพัก ก็อไปร้องเพลงเยี่ยมเยียนทุกคน ส่วนคอนเสิร์ตที่ไทยจัดทุกปีอยู่แล้วครับ เป็นมิตติ้งกับแฟนคลับซึ่งเราก็จะจัดมิตติ้งทุกๆ ปี แล้วก็หาเงินรายได้จากการขายเสื้อ ปฏิทิน แล้วก็นำเงินทั้งหมดไปทำบุญ ปีนี้น่าจะจัดหลังจากกลับจากอเมริกา” เรื่องความรักยังครับทำงานมั้งรู้สึก(ยิ้ม) ไปทำบุญมาด้วยนะตอนนี้ยังปกติอยู่ ก็มีงาน เพื่อน กีฬา”ถามว่าเหงาไหม ชินแล้วล่ะ แต่ถ้ามีแล้วชัดเจนเมื่อไหร่ก็จะแจ้งให้ทราบ(ยิ้ม)” ขอบคุณภาพจาก IG : sornram_theappitak หนุ่ม ศรราม หนุ่ม ศรราม หนุ่ม ศรราม

เปิดขุมทรัพย์บริษัท 'ไร่ส้ม' กว่า 10ปี 'สรยุทธ' ฟันรายได้เท่าไหร่ ?
ข้อมูลบริษัทไร่ส้ม /  บริษัทไร่ส้ม / 

เปิดข้อมูลผลประกอบการบริษัท 'ไร่ส้ม' กว่า 10 ปี 'สรยุทธ' ฟันรายได้เท่าไหร่ ? กำลังเป็นที่ฮือฮาอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีที่พิธีกรคนดัง นายสรยุทธ สุทัศนจินะดา ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก และ ปรับ 120,000 บาท ข้อหาร่วมกันเป็นจำเลย กระทำผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว กรณียักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ ‘คุยคุ้ยข่าว’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อสมท. กว่า 138 ล้านบาท หลายคนคงสงสัยว่า บริษัท ไร่ส้ม ที่มี นายสรยุทธ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร วันนี้ Mthai News จะเปิดผลประกอบการของบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ที่ถือเป็นขุมทรัพย์มหาศาล โดยมีกำไรติดต่อกันทุกปี ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา โดย บริษัทไร่ส้ม จำกัด มีการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจผลิตและสร้างสรรค์งานภาพยนตร์ หรือ โทรทัศน์ในทุกรูปแบบ มีผู้ถือหุ้น 3 คน คือ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ นางสาว อังคณา วัฒนมงคลศิป์ และ นางสาว สุกัญญา แซ่ลิ่ม เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ปัจจุบัน บริษัท ไร่ส้ม เป็นผู้ผลิตรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้แก่ รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ร่วมผลิตกับ บริษัท บีอีซี เทโร เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (มหาชน) และได้รับความนิยมสูงมาก กรมพัฒนาธุรกิจ ได้เปิดเผยข้อมูลจากล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 ได้นำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจล่าสุด ในปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัท ไร่ส้ม จำกัด มีการแจ้งว่า มีรายได้จากการบริการ 623,965,620.67 บาท รวมรายได้อื่นเป็น 625,072,272.78 บาท มีรายจ่ายรวม 244,326,501.99 บาท กำไรสุทธิ 304,552,903.84 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่แจ้งว่า มีรายได้จากการบริการ 531,890,961.97 บาท รวมรายได้อื่นเป็น 533,432,293.65 บาท มีรายจ่ายรวม 206,203,369.47 บาท กำไรสุทธิ 261,597,700.02 บาท และหากย้อนกลับไปดูหลังจดทะเบียนบริษัทมาตั้งแต่ปี 2547 พบว่า มีกำไรสะสมรวมมากกว่า 1.3 พันล้านบาท ทีเดียว สำหรับรายรายได้ของบริษัทในช่วง 5 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2548 -2552 เป็นดังนี้ ปี 2548 มีรายได้ 251,801,969 บาท มีกำไร 132,702,177 บาท ปี 2549 มีรายได้  323,062,245 บาท มีกำไร  86,023,228 บาท ปี 2550  มีรายได้ 207,885,412 บาท กำไร 99,353,033 บาท ปี 2551 มีรายได้ 242,734,870 บาท กำไร 118,064,507 บาท ปี 2552 มีรายได้ 253,100,843 บาท กำไร 123,119,081 บาท ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

งานแถลงข่าว การประกวดนางสาวไทย 2559
2559 /  missthailand / 

 “นางสาวไทย 2559 (MISS THAILAND 2016)” CHALLENGE YOUR LIMITS ประวัติการณ์ใหม่ในรูปแบบเรียลลิตี้โชว์ กว่า 82 ปีแห่งตำนานในเวทีการประกวด “นางสาวไทย” กำลังจะเปลี่ยนไป โดยสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบหมายให้ทาง บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สร้างสรรค์ อำนวยการผลิตรายการและผู้ดำเนินการประกวดนางสาวไทย 2559 “นางสาวไทย 2559 (MISS THAILAND 2016)” CHALLENGE YOUR LIMITS เพื่อคัดเลือกสตรีไทยที่มีความงาม ความรู้ ความสามารถ และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่ง “นางสาวไทย ประจำปี พ.ศ. 2559” และเพื่อเชิดชูเกียรติ และรณรงค์บทบาทสตรีไทยเผยแพร่สู่สาธารณชน ในรูปแบบรายการเรียลลิตี้โชว์เต็มรูปแบบ พลิกโฉม เพิ่มสีสัน ท้าท้ายความสามารถ แบบเข้มข้น ครบเครื่อง เพื่อเผยแพร่ออกอากาศทางช่อง 7 HD โดยในการแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญหลายท่าน อาทิเช่น พลตำรวจโท เจตนากร นภีตะภัฏ นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, คุณปิยะพงษ์ โพธิ์สูง รองผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 คุณเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานอำนวยการกองประกวดนางสาวไทย 2559 และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) คุณภคินี อโนมะศิริ บรรณาธิการบริหารและบรรณาธิการความงามนิตยสารดิฉัน พร้อมด้วยนางสาวไทย ประจำปี 2549 “เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์” และนางสาวไทย ประจำปี 2557 (ล่าสุด) “อี้ วิลาสินี จันทร์วุฒิวงศ์”ตามด้วยรองนางสาวไทย อันดับที่ 1 “พิมพ์ชนก จิตชู” และรองนางสาวไทย อันดับที่ 2 “เสาวลักษม์ ไชยศิริธัญญา”  การประกวดในรูปแบบเรีลลิตี้ จะมีนางสาวไทยรุ่นพี่ “เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์” นางสาวไทย ประจำปี 2549 มาร่วมเป็น HOST สร้างสีสันในรายการ ซึ่งผู้ประกวดจะต้องพิสูจน์ความสามารถกับ 8 CHALLENGE + 1 Final Round โดยเฉพาะถ่ายทอดสดในรอบตัดสิน ที่จะเพิ่มดีกรีความยิ่งใหญ่ของโชว์ที่อลังการล้ำสมัย ตื่นตาตื่นใจทั้งเทคนิคแสง สี เสียง พร้อมบททดสอบในการเฟ้นหาสาวงามสง่าสวยทรงคุณค่า มากความรู้ ความสามารถ เพียง 1 เดียวที่คู่ควรกับตำแหน่ง “นางสาวไทย 2559 (MISS THAILAND 2016)” ให้กับประเทศไทย สำหรับปีนี้เวทีการประกวดจะยิ่งเป็นที่น่าจับตามองมากขึ้นเพราะนอกจากจะได้ทีมงานคุณภาพคับแก้วของอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ที่มีคุณเกรียงกานต์ กาญจนะโภคินเป็นผู้กุมบังเหียนด้านการออกาไนเซอร์แล้ว ยังเสริมทัพด้วยทีมงานที่คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นจากนิตยสารชื่อดังของไทย "ดิฉัน" ที่จะมาร่วมการันตีความสนุก ความแซ่บในพาร์ทต่างๆให้เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงบรรณาธิการบริหารของนิตยสารดิฉัน คุณภคินี อโนมะศิริ หรือคุณอ้อ ก็จะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการการตัดสินในรอบชิงชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้ด้วย โดยคุณอ้อได้กล่าวถึงการเข้าร่วมการประกวดนางสาวไทยครั้งนี้ว่า "การประกวดนางสาวไทยที่ผ่านมาทุกครั้งเป็นสิ่งที่มีเกียรติ แต่ด้วยปีนี้ Pattern และ Activities ต่างๆน่าสนใจมาก เป็นอะไรที่สะท้อนโลกปัจจุบัน หมายถึงว่าสะท้อนบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าแสดงออก  แล้วก็มีความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ซึ่งมันก็สอดคล้องกับทิศทางของหนังสือดิฉัน ที่ต้องมีการปรับให้เข้ากับโลคยุคใหม่อยู่เสมอ มีความมั่นใจกับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะรูปแบบอะไรก็ตาม แน่นอนว่าช่วงแรกๆ มันอาจจะเป็นเรื่องใหม่ แต่ว่าเมื่อคนเข้าใจแล้วเนี่ยมันจะสนุกมาก" "โดยหลักแล้วจะต้องเป็นกรรมการในวันตัดสิน คุณสมบัติของที่กองประกวดเขาจะคัดเลือกคือหน้าไทยเลย แล้วก็ความสูงก็มีเส้นวัดอยู่ 160 ซม. เป็นมาตรฐานหญิงไทย คือทุก elements มันจะมีเหตุผล เนื่องจากว่าเราจบการประกวดก็จะจบเลย เป็น career ให้แต่ละคนที่อาจจะแจ้งเกิดในวงการนี้ คนที่เป็นรองหรืออาจจะไม่ได้ติดอันดับหรืออะไรเลยก็อาจจะไปมีชื่อเสียงในด้านของความสามารถของตัวเองที่สะท้อนออกมา มันเป็นเหมือนเรียลลิตี้ที่โชว์ตัวตน มันน่าสนุกตรงนี้ เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง มันก็เลยสนุกตรงนี้แหละค่ะ ก็ต้องขอขอบคุณทางออร์แกไนเซอร์ที่ชวนทางเราไปเป็นพาร์ทเนอร์ด้วยกัน ก็เรียนรู้ซึ่งกันและกันไป ถ้าความรู้ของเราเป็นประโยชน์ และประสบการณ์ในการทำงานของทีมดิฉัน จะเป็นประโยชน์กับทางกองการประกวดได้ ก็ยินดีมากๆเลย" คุณสมบัติของผู้เข้าประกวด มีสัญชาติไทย เป็นเพศหญิงโดยกำเนิด มีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 160 เซนติเมตร มีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ในวันสมัคร และไม่เกิน 25 ปี ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เปิดรับสมัครผู้ประกวด“นางสาวไทย 2559 (MISS THAILAND 2016)” โดยสามารถยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่ วันที่ 4 - 20 พฤษภาคม 2559 อ่านข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.missthailandofficial.com *หมายเหตุ การยื่นใบสมัครทางอีเมล์ ดาวน์โหลดใบสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 4-20 พฤษภาคม 2559 ก่อนเวลา 12.00 น. * ผู้สมัครต้องส่งใบสมัครพร้อมรูปถ่าย ทางอีเมล์ก่อน แล้วนำใบสมัครตัวจริงพร้อมเอกสารมายืนในรอบคัดเลือก ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  ลานอีเดน ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.- 18.00 น. สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเกาะติดสถานการณ์จากเวทีเรียลลิตี้โชว์ “นางสาวไทย 2559 (MISS THAILAND 2016)” ชมวีดีโอย้อนหลัง, เบื้องหลังการถ่ายทำอย่างเจาะลึกกับ Exclusive behind the Scene ได้ที่   www.missthailandofficial.com  FB: MISSTHAILANDOFFICIAL,Twitter:MISSTHAILAND2016, IG: MISSTHAILAND2016 , IG : DichanMag ขอบคุณภาพบางส่วนจาก เว็บไซต์ mcot.net , IG : joeyonwipa