บ้าเหนือเมฆ1/

ระทึก ! เครนถล่มในสหรัฐฯ สังเวย 1 บาดเจ็บสาหัส 2
สหรัฐฯ /  อุบัติเหตุ / 

ระทึก ! เครนถล่มในเมืองแมนฮัตตันสหรัฐฯ สังเวย 1 บาดเจ็บสาหัส 2 สำนักข่าว 'ซีเอ็นเอ็น' รายงานข่าว กรณีที่เกิดเหตุการณ์เครนถล่มในช่วงเช้าวันนี้ (5ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น ในเมืองแมนฮัตตัน นิวยอร์ก แห่งสหรัฐฯ ทั้งนี้ ได้มีการระดมเจ้าหน้าที่จาก 33 หน่วย จำนวน 138 ชีวิต ลงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งรายงานล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หากมีรายงานเพิ่มเติม จะแจ้งให้ทราบต่อไป ที่มา  cnn

วุ่นต่อเนื่อง! 10 ทีม ด.2 โซนตะวันตกยืนยันไม่ลงเตะ 7 ก.พ.นี้
กกท. /  ด.2 / 

10 ทีมโซนตะวันตก วอน กกท.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิ์ของ เมืองกาญจน์ ที่ถูกตัดไป พร้อมยืนยันไม่ลงเตะวันที่ 7 ก.พ.เเน่นอน เเฟนเพจอย่างเป็นทางการของสโมสร วานา นาวา หัวหิน ซิตี้ ออกมาโพสเเถลงการณ์ยืนยันว่าจะไม่ลงเเข่งขันในศึก เอไอเอส ลีก ดิวิชั่น 2 นัดเปิดฤดูกาลในวันที่ 7 ก.พ.นี้ พร้อมกับเพื่อนรวมลีกอีก 9 สโมสรอย่าง 1.สพล.สมุทรสาคร เอฟซี 2.ม.ราชพฤษ์ 3.เกร็กคู ลูกทัพฟ้า ปทุมธานี 4.อยุธยา ยูไนเต็ด 5.สีหมอก เอฟซี 6.นนทบุรี เอฟซี 7.กรุงธนบุรี เอฟซี 8.อยุธยา เอฟซี เเละ 9.สมุทรสาคร เอฟซี โดยลงความเห็นแสดงจุดยืนต้องการให้ กกท. ตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ของเมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด ให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน

รู้เท่าทัน 'โรคซิกา'
ซิกา /  เจาะลึก / 

ขณะนี้ ไวรัสซิกา ได้ระบาดในหลายประเทศ ในแถบอเมริกากลางและใต้ ซึ่งองค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณะสุขระหว่างประเทศ หลังจากที่ไวรัสดังกล่าว ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเชื้อที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค และสามารถแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางทีมข่าว MThai ได้มีโอกาสพูดคุยกับว่าที่ 'คุณหมอหิมะ' เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว ว่าขณะนี้ไวรัสซิกา กำลังระบาดในบราซิลอย่างหนัก และความร้ายแรงของเชื้อชนิดนี้คือทำให้เด็กที่เกิดจากมารดาที่ได้รับเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ มีภาวะ microcephaly ในเด็กแรกเกิดคือเด็กจะมีรอบหัวน้อยกว่าเด็กทั่วไป ไม่เพียงเท่านั้น เชื้อดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสมองทำให้สมองบางส่วนผิดปกติได้ โดยขณะนี้มีงานวิจัยบ่งชี้ถึง ความเกี่ยวข้องของการระบาดของเชื้อไวรัสซิกา กับภาวะ microcephaly ทั้งนี้ในประเทศไทยเคยมีผู้ป่วยโรคไวรัสซิกา เป็น นักท่องเที่ยวหญิงชาวแคนาดา ในปี 2556 ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้มีอาการคล้ายกับโรคกลุ่มไข้เลือดออก Dengue และ chikungunya ซึ่งเป็นไวรัสกลุ่ม flavi virus เช่นกัน โดยทั้งสามโรคนี้มีพาหะเป็น ยุงลายเช่นกันค่ะ เมื่อถามถึงสถานการณ์ในไทยมีความน่ากังวลแค่ไหน โรคไวรัสซิกา เป็นโรคที่ระบาดมากในแถบอเมริกาใต้ เกิดจากไวรัสกลุ่ม Flavivirus และ มีพาหะสำคัญคือ ยุงลาย (Aedes species) เช่นเดียวกับ ไข้เลือดออกเด็งกี่ และ ไข้ Chikungunya เรื่องความร้ายแรงของโรคนั้น โรคไวรัสซิกา นั้นสำหรับบุคคลทั่วไป จากผู้ติดเชื้อจำนวน 5 คน จะมีคนป่วยเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น อาการของโรคจะเริ่มแสดงขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปไม่เกิน 1 สัปดาห์ โดยอาการของโรคมีดังนี้ เป็นไข้ ปวดเมื่อยตามข้อ ร่วมกับมีผื่น และ เยื่อตาอักเสบ อาจจะมีปวดศีรษะและอาการปวดเมื่อกล้ามเนื้อร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้จะคล้ายกับ ไข้เลือดออกเด็งกี่ และ ไข้ Chikungunya ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย การจะแยก 3 โรคนี้ได้อย่างชัดเจนนั้นจะต้องอาศัยการสังเกตอาการอย่างละเอียด และ มีผลทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย โรคไวรัสซิกา แม้ไม่มียารักษาโดยตรง แต่โดยทั่วไปสามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ มีน้อยมากที่จะรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต สาเหตุที่เชื้อไวรัสซิกา เป็นไวรัสที่ทั่วโลกจับตามองไม่ใช่เพราะเป็นโรคที่รุนแรงถึงแก่ความตาย แต่เพราะว่า ถ้าหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ จะก่อให้เกิดภาวะ Microcephaly ต่อเด็กในครรภ์ ซึ่งเป็นภาวะเด็กทารกมีรอบหัวเล็กกว่ากำหนดอย่างมีนัยยะสำคัญ อาจมีอาการร่วมกับความพิการทางสมอง เช่น สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ อาการชัก เป็นต้น ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งเคยมีประวัติพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกา มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 แล้ว แต่ยังสามารถควบคุมการระบาดได้ รวมถึงปัจจุบันนี้ทางกรมควบคุมโรคก็ยังคงให้ความสำคัญกับการระบาดของโรคนี้ เพราะประเทศไทยมียุงลายซึ่งเป็นพาหะสำคัญของโรคไวรัสซิกา ทำให้ต้องระวังมากขึ้น ส่วนผลกระทบจากโรคดังกล่าวที่มีต่อสังคมไทย ในด้านอื่น ๆนั้น หากมีการควบคุมการระบาดได้คงไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเท่าใดนัก พร้อมกันนี้การรับมือต่อปัญหาดังกล่าว กรมควบคุมโรค ประกาศให้โรคซิกาเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ.2523 หากพบผู้ป่วยต้องแจ้งให้กระทรวงสาธารณสุขทันที รวมทั้งยังมีการคัดกรอง ส่วนสถานการณ์ล่าสุดในสหรัฐฯ มีการติดเชื้อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนวิธีการรับมือ หรือป้องกันอย่างไร และมีความเหมือน หรือแตกต่างกับการ ติดต่อผ่านยุงเป็นพาหะอย่างไรคือ หากยุงเป็นพาหะเราสามารถเลี่ยงด้วยการไม่ให้ถูกยุงกัดและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือ งดการมีเพศสัมพันธ์ แต่ถ้าหากจะมีเพศสัมพันธ์ต้องสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

ลองทำดูไหม? ข้อดีของการหยุดโพสโซเชียลเป็นเวลา 1 เดือน
สังคมไทย /  เรื่องจริง

สมัยนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่สังคมก้มหน้า สนใจแต่สิ่งอยู่ในหน้าจอจนบางครั้งเราก็ลืมเงยหน้าขึ้นมามองโลก ผู้คนรอบข้างที่อยู่รอบตัว มันจะดีกว่าไหมถ้าเราลองแบ่งเวลาในการเล่นมือถือ แล้วหันมาพูดคุยกับคนรอบข้าง สนใจสิ่งรอบตัว หากิจกรรมใหม่ๆ ทำแทนที่จะก้มหน้าลูกเดียว และนี่คือสิ่งที่ หมอเอิร์ท ได้เขียนอธิบายให้เราฟังว่า นี่คือ ข้อดีของการหยุดโพสโซเชียลเป็นเวลาหนึ่งเดือน อยากรู้ไหมมันดีอย่างไร ลองทำตามกันดูนะคะ >,< ลองทำดูไหม? ข้อดีของการหยุดโพสโซเชียลเป็นเวลา 1 เดือน ลองทำดูไหม? ข้อดีของการหยุดโพสโซเชียลเป็นเวลา 1 เดือน 1. มีเวลาคุยกับคนรอบข้างมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น 2. ไม่ต้องคอยพะวงกับหน้าจอโทรศัพท์จนไม่เป็นอันทำอะไร 3. มีสมาธิในการทำงานและกิจกรรมต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ 4. ไม่เผลอทำร้ายใครแบบไม่รู้ตัวด้วยการแชร์หรือโพสคอมเทนท์บางอย่าง 5. มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น 6. มีเวลาทบทวนตัวเอง ความคิด พฤติกรรม นิสัย บุคลิก เพื่อปรับพัฒนาให้ดีขึ้น 7. ชีวิตอยู่กับความเป็นจริง ไม่ยึดติดกับโลกสมมุติออนไลน์ 8. ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในการใช้ชีวิต เวลาเดินในที่สาธารณะ หรือการใช้รถใช้ถนน 9. จิตใจเข้มแข็งขึ้นเพราะไม่มีอะไรมากระทบกระทั่ง ไม่ต้องนอยด์กับคอมเมนท์ ไม่ต้องเครียดกับคอนเทนท์ ไม่ต้องเบื่อกับสเตตัส 10. สายตาดีขึ้น เพราะไม่ต้องจอนานๆ ตาไม่หมองคล้ำ เพราะนอนไว 11. ได้เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องโพสทุกอย่างให้โลกใบนี้รู้ก็ได้ เรื่องบางอย่างเก็บไว้ชื่นชมคนเดียวมีความสุขได้ไม่ต่างกัน 12. ไม่ต้องสร้างความเข้าใจผิดให้ใครๆซึ่งชอบติดตามความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียล ทั้งที่ความจริงเรากำลังทำอีกอย่างแต่โพสอีกอย่าง 13. พบความสงบในมุมหนึ่งของจิตใจ 14. สุขภาพแข็งแรง รูปร่างดีขึ้น เพราะมีเวลาออกกำลังอย่างจริงจัง 15. อยากแดรกอะไรก็แดรกได้เลยไม่ต้องรอถ่ายรูปก่อนค่อยแดรก ลองทำดู จะรู้ว่ามีอะไรดีๆอยู่เยอะ และเราจะพบว่า เล่นโซเชียลน้อยลงไม่เดือดร้อนหรอกครับ จริงๆ ขอบคุณเจ้าของข้อมูล เฟสบุ๊ค Kanoksak Chongchaipak

5 วิธี ไดเอทที่แย่ที่สุด รู้แล้วอย่าทำ!!
ลดความอ้วน /  ลดน้ำหนัก / 

     การมีรูปร่างที่อ้วนเกินไปนั้นอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เพราะอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือมีปัญหากับกระดูกที่อาจจะรับน้ำหนักตัวไม่ไหวได้ แต่การตั้งหน้าตั้งตา ไดเอท มากจนเกินความพอดีก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่ามีวิธีไดเอท แบบไหนบ้างที่ไม่ควรทำตาม 1. ไดเอทด้วยการกินอาหารแค่บางประเภท เช่น ซุปกระหล่ำปลี หรือ องุ่น แต่จะกินสักกี่ถ้วย ถึงจะพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะ คนเราต้องการ สารอาหารหลากหลายประเภท ถ้ากินอาหารประเภทนี้ซ้ำๆ อาจจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่คุณก็จะกลายเป็น โรคขาดสารอาหารไปในทันที 2. ไดเอทดีท็อกซ์ เชื่อกันว่า เป็นการล้างสารพิษออกจากร่างกาย จริงแล้วเปล่าเลย มันกลับเป็นวิธีที่ดูโง่ที่สุด และไม่มีผล ทางวิทยาศาสตร์ ที่วิเคราะห์แล้วว่าดี จริงๆ แล้วอวัยวะในร่างกายของเราดีอยู่แล้ว มีระบบฟอกกรองของเสียของร่างกาย เช่น ตับ และปอด โดยไม่จำเป็น ต้องใช้วิธีดีท็อกซ์ในการล้างสารพิษ ฉะนั้น ปล่อยให้มันเป็นไปตาม กระบวนการทำงานของร่างกายดีกว่า 3. ไดเอทด้วยอาหารหรือยามหัศจรรย์ ลืมไปได้เลยว่า จะมีอาหารหรือยาชนิดไหน สามารถช่วยลดความอ้วนของคุณได้ในระยะเวลายาว โดยที่กินแล้ว ไม่มีผลกระทบข้างเคียง คุณอาจจะกินวิตามินเสริมไปกับการลดน้ำหนักได้ แต่แนะนำว่ารับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์จะดีกว่า 4. ไดเอทที่ต้องอด กลายเป็นค่านิยมสำหรับสำหรับผู้ที่อยากลดน้ำหนักไปแล้ว แต่ไม่ได้ เกิดประโยชน์เลย เพราะถ้าคุณกินอาหารไม่เพียงพอ ก็จะกลายเป็น โรคขาดสารอาหาร ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกาย และเมื่อคุณเลิกอดอาหาร กลับมาทานปกติ ระบบเผาผลาญก็จะแปรปรวน จนเกิดโยโย่เอฟเฟ็กต์ และกลับมาอ้วนอีก 5. ไดเอทที่ฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง ถ้ามันฟังดูดีจนเกินไปจนไม่น่า ทำได้จริง มันก็คงเป็นเช่นนั้น แผนการไดเอท ที่อ้างถึง “ความลับ” บางอย่างที่ตรงข้าม กับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ มันก็อาจเป็นความลับที่เป็นไปไม่ได้ก็ได้ ขอขอบคุณ   Lisaweekly

คำชี้แจงสุดท้ายของ ปลื้ม ก่อนล็อคig หลังถูกขุดรูปสาวปริศนา ส่อมือที่3
ปลื้ม ทับทิม /  แฉปลื้ม สุรบถ / 

ดูท่าจะไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่พิธีกรหนุ่ม ปลื้ม สุรบถ หรือ ปลื้ม VRZO ออกมาชี้แจงเคลียร์ประเด็นเลิก อดีตภรรยา ทับทิม มัลลิกา ไปเมื่อวันก่อน เพราะล่าสุดประเด็นฉาวดังกล่าวถูกมือดีขุดพร้อมแฉรูปสาวนิรนาม ที่ส่อเค้าทำให้เข้าใจได้ว่าเธอคือมือที่3 ทำ ปลื้ม-ทับทิม เตียงหัก!!!! และนาทีนี้ยังมีผู้หวังดียื่นมือมาช่วยขุดเผือกอีกเป็นระยะๆ ซึ่งทางฝั่ง หนุ่มปลื้ม ก็ได้ออกโรงเคลียร์รอบที่ 2 แล้ว เรียกว่าแจกแจงกันรูปต่อรูป แต่ก็ยังไม่วายถูกเหน็บแนมว่าแถไปได้...น้ำขุ่นๆ สำหรับข้อความชี้แจงสุดท้าย!!!! ของพิธีกรหนุ่ม ปลื้ม สุรบถ ก่อนจะล็อค ig เป็นบัญชีส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวแจกแจงเป็นข้อๆ ดังนี้ 1. ตามที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วว่าผมเลิกกับทับทิมมาสักพักแล้ว และผมได้เจอกับน้องเค้าหลังจากเลิกกับทับทิมมาสักพักแล้วครับ 2. ตอนนั้นเราคุยกันครับ แต่เราคุยกันปกติครับ ไม่มีอะไรเกินเลยครับ 3. รูปที่เห็นว่าไปกินข้าวกัน ผมก็ไปกับเพื่อนๆ อีกหลายคนครับ เราถ่ายรูปกันตามปกติครับ 4. รูปที่เห็นว่าไปที่บ้าน วันนั้นมีการจัดปาร์ตี้กันที่บ้านผม เพื่อนๆ ผมมากันร่วม10กว่าคน ไม่ได้อยู่กัน2คนครับ 5.รูปที่น้องเค้ากอดกับผู้ชายในห้องน้ำไม่ใช่ผมครับ ผมเป็นคนผอมมาก ไม่ได้โครงใหญ่ขนาดนั้นครับ 6. ปัจจุบันไม่ได้คุยกับน้องเค้าแล้วครับ ด้วยเหตุผลบางประการครับ สุดท้ายผมไม่ทราบว่าคนที่นำเรื่องมาปะติดปะต่อต้องการอะไรนะครับ แต่ตอนนี้ได้ตั้งทนายความดำเนินการแจ้งความและฟ้องร้องหมิ่นประมาทที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงให้ถึงที่สุดแล้ว หากมีใครได้เห็นข่าวสารอะไรที่เกี่ยวกับผมอีก ขอให้ทุกท่านเสพข่าวอย่างเข้าใจและเป็นกลางด้วยครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณภาพประกอบจาก : @pleum_official ปลื้ม ชี้แจงในไอจี ปลื้ม ชี้แจงในไอจี ปลื้ม ชี้แจงในไอจี ปลื้ม สุรบถ ปลื้ม - ทับทิบ ไอจีปริศนา แฉ! ปลื้ม ไอจีปริศนา แฉ! ปลื้ม ไอจีปริศนา แฉ! ปลื้ม