บ้านผี

หนูอยากกลับบ้าน!! เสือเหลือง แถลงคอนเฟิร์ม ฮุมเมลส์ ต้องการย้ายซบ เสือใต้
ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค /  ดอร์ทมุนด์ / 

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยืนยันผ่านเว็บไซต์ทางการของสโมสรว่า แมตส์ ฮุมเมลส์ เซ็นเตอร์แบ็คกัปตันทีม เตรียมโบกมืออำลาถิ่น ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค หลังจบฤดูกาลนี้ หลังจากที่เจ้าตัวได้แจ้งความประสงค์ขอย้ายทีมเพื่อกลับไปเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค อดีตต้นสังกัดเก่าในซีซั่นหน้า โดยแถลงการณ์ของ "เสือเหลือง" เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า "แมตส์ ฮุมเมลส์ กองหลังของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้แจ้งความต้องการอยากย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อไปอยู่กับคู่แข่งร่วมลีกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาลหน้า ซึ่งทางเราจะเป็นคนตัดสินว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค และดอร์ทมุนด์ ว่าจะตกลงค่าตัวกันได้หรือเปล่า แต่ตอนนี้ทาง บาเยิร์น ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออะไรเข้ามาเลย" "เพื่อเป็นการบอกกล่าวกันล่วงหน้า ปัจจุบัน แมตส์ ฮุมเมลส์ และนักเตะคนอื่นๆของ ดอร์ทมุนด์ ไม่ได้มีเงื่อนไขในการฉีกสัญญากับทางสโมสร และนักเตะก็เหลือสัญญากับ ดอร์ทมุนด์ จนถึง 30 มิถุนายน ปี 2017" ทั้งนี้ แมตส์ ฮุมเมลส์ คืออดีตเด็กสร้างของ บาเยิร์น มิวนิค ก่อนจะย้ายมาร่วมทัพ "เสือเหลือง" ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือน มกราคม ปี 2008 พร้อมกับประสบความสำเร็จในการพา ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ บุนเดสลีกา มา 2 สมัย เดเอฟเบ โพคาล 1 สมัย แถมในฤดูกาล 2012-13 ยังได้ รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับทีมมาแล้วด้วย

ฮาทั้งสนาม! คลิป น้องหมาลงมาวิ่งแย่งซีนระหว่างเกม โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส
คลิป น้องหมา /  คลิปหมาวิ่งลงมาในสนามบอล / 

กลายเป็นสีสันต์ระหว่างเกมที่ทำเอาแฟนบอลทั้งสนามหัวเราะชอบใจกันไม่น้อย! เมื่อมีการเปิดเผยคลิป เจ้าตูบวิ่งลงมาป่วนในสนาม ระหว่างศึก โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยน้องหมาตัวนี้ลงมาวิ่งพร่าน พร้อมกับกระโดดไปมาอย่างมีความสุขชนิดที่ไม่กลัวคนที่มาเข้าใกล้เลยแม้แต่น้อย ก่อนที่จะถูกนักฟุตบอลอุ้มพาออกไปนอกสนามให้เกมดำเนินต่อในที่สุด โดยเกมดังกล่าว เป็นการพบกันระหว่าง เดปอร์ติโว่ ทาชิร่า เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ พูมาส ในศึก โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส รอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกแรก ก่อนที่เจ้าถิ่น ทาชิร่า จะเป็นฝ่ายชิงความได้เปรียบเก็บชัยไปได้ก่อนด้วยสกอร์ 1-0

นาธาน แต่งแน่! ตัดชุดเจ้าสาว 12 ชุดราคาร่วมกว่าสิบล้าน
นาธาน โอมาน /  ป๋อง ซีเบท / 

ถูกจับตามองมาตลอดหลังประกาศคบกับ หนุ่มเรือยอร์ช เศรษฐีปักษ์ใต้ สำหรับ นาธาน โอมาน จนโดนตราหน้าว่า ลวงโลก แต่ทำฮือฮาก็เมื่อเจ้าตัวบอกเตรียม แต่งงาน ล่าสุดมีภาพไปลองชุดเจ้าสาวหลุดออกมาโดยมี ป๋อง ซีเบท ดีไซน์เนอร์ชื่อดังเป็นคนดูแลเรื่องชุดให้ งานนี้ พี่ป๋อง ได้เผยถึงเรื่องนี้ว่านาธานมาดูชุดจริง คุยคอนเซ็ปต์เรื่องชุดเจ้าสาวแล้ว ลงตัวที่ 8-12 ชุด เน้นอลังการและกรุยกราย "อย่างที่รู้กันว่าเขาก็เคยพูดแล้วเนาะว่าเขาจะแต่งงาน พอดีจังหวะน้องเขามากรุงเทพก็เลยได้มาคุยกันมาแชร์ไอเดีย ชุดลักษณะเนื้องานของเราแต่เป็นคอนเซ็ปต์ของนาธาน วันนั้นที่มาก็ได้คุยกัน 3-4 ชั่วโมงเลยแหละ ชุดที่ลองในรูปยังไม่ใช่ของเขา ของเขาเปรี้ยวกว่านี้ แซ่บกว่านี้แน่นอน ตัวที่เขาลองเนี่ยปกติชุดแต่งงานต้องเป็นสีขาวมีสุ่ม แต่คราวนี้นาธานเขาไม่อยากเหมือนคนทั่วๆ ไป ด้วยความเป็นเอ็กซ์สไตล์ของเขา แล้วก็การทำงานของพี่ก็แตกต่างจากคนอื่นอยู่แล้วก็เลยมาลองดูว่าสีขาวได้มั้ย คือมีสีขาวด้วยแต่ไม่ใช่แบบนี้ ไม่ได้มีชุดเดียวนะ วันนั้นที่คุยกันเนี่ยก็น่าจะมีประมาณ 8 ชุด แต่ก็จะพยายามทำให้ได้ถึง 12 ชุด อันนี้ก็ขอคุยกันก่อน จะพยายามเขาจะแบ่งเวลาใส่ทันรึป่าวเท่านั้นเอง ถามว่าอลังการแค่ไหน เดี๋ยวเปรยๆ คอนเซ็ปต์ชุดของเขาก่อนดีกว่าเนาะ เขาจัดงานที่ภาคใต้อารมณ์เขาก็แบบอยากจะเหมือนลงมาจากเรือยอร์ชเป็นชุดนกยูง ลงมาโดนน้ำก็จะลู่เข้าไปในตัว ชุดมันก็ต้องถอดได้ทีละชิ้นๆ ลงน้ำไปปุ๊บขึ้นมาก็จะเป็นชุดที่ฟูฟ่องได้เลยทันที ชุดที่ใช้ตั้งแต่ลงจากเรือ จนถึงเดินพรมแดงเข้างานก็อาจจะเปลี่ยน 3-4 ชุด งบประมาณแต่ละชุดเหรอ ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ว่าอยากได้ประมาณที่เท่าไหร่ แต่ว่าโดยรวมๆ แล้วก็น่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 8 หลัก เพราะเราอยากให้ทำในงบที่มันจับต้องได้ วันที่เขามาดูชุดไม่ได้มากับแฟนนะมากับผู้จัดการส่วนตัว ยังไม่เจอแฟนเขาเลย ส่วนเรื่องชุดแฟนเขา เขาไม่ได้บอกนะว่าต้องตัดไหม เขาบอกแค่ว่าทำให้หนูแซ่บๆ พอ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องแฟนเลย ดีเดย์ที่ชุดต้องเสร็จจริงๆ เขายังไม่ได้กำหนดวันแต่งของเขาด้วยซ้ำ เหมือนกับว่าค่อยๆ ทำไปแล้วเราเช็กกันเดือนต่อเดือนว่าตอนนี้ถึงไหนแล้วมากกว่า เห็นเขาบอกนะแต่มันก็จวนแล้วล่ะเขาบอกว่าที่บ้านฝ่ายชายเขาเร่งอยากได้สะใภ้ เราก็โอเคจะรีบทำให้เร็วที่สุด คาดว่าจะแต่งในปีนี้ไหมเหรอก็คิดว่านะ เขาพูดว่าถ้าพัชราภา(อั้ม-พัชราภา) แต่งเขาก็แต่งเลย(หัวเราะ) เขาบอกในวงการเขาให้เกียรติพี่อั้มมากเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าพี่อั้มแต่งปุ๊บเผลอๆ อาทิตย์ สองอาทิตย์แต่งเลย(หัวเราะ) เอาจริงๆ นะถ้าเรื่องชุดพี่เป็นคนทำงานมานาน 12 ชุดเดือนหนึ่งก็เสร็จแต่ด้วยความที่เขาก็ไม่ได้เร่งรัดเรา ให้พี่ป๋องทำแบบสบายๆ ไป ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้อันนี้ก็ต้องบอกกัน” ขอบคุณภาพจากIG:nathanoman ป๋อง ซีเบท-นาธาน โอมาน นาธาน โอมาน นาธาน โอมาน นาธาน โอมาน

7 นักเตะ ที่ ทีมปีศาจแดง เคยดีลกับซูเปอร์เอเย่นต์ ฮอร์เก้ เมนเดส
ซูเปอร์เอเย่นต์ /  ปีศาจแดง / 

เป็นที่ทราบกันดีในตลาดซื้อขายนักเตะถึงชื่อเสียงของเอเย่นต์คนดังนามว่า ฮอร์เก้ เมนเดส ซึ่งดูแลผลประโยชน์ให้กับนักเตะดังๆ ของโลกหลายคน รวมถึงผู้จัดการทีมด้วยเช่นเดียวกัน ล่าสุดนี้เอเย่นต์ชาวโปรตุเกสมีเหตุให้ถูกเชื่อมโยงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยการที่ดาวรุ่งในความดูแลของเขาอย่าง เรนาโต้ ซานเชส ตกเป็นข่าวเสริมทัพของทีมปีศาจแดง ขณะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งเป็นลูกค้าคนดังอีกคนของ เมนเดส ก็ยังเป็นข่าวพร้อมเสียบเก้าอี้กุนซือในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มาเป็นระยะเวลาพักหนึ่งแล้วด้วย แต่แม้ว่า เมนเดส จะมีชื่อเสียงขนาดไหน ก็ใช่ว่าลูกค้าในความดูแลของเขาจะต้องเป็นดีลที่ใช่เสมอไปสำหรับการซื้อขายแต่ละครั้ง และก่อนที่ดีลครั้งต่อไปจะเกิดขึ้น (ซึ่งอาจไม่ใช่เร็วๆ นี้ก็ได้) เราจึงขอมองย้อนไปยังอดีตกันสักหน่อยว่า 7 ดีลที่ ซูเปอร์เอเย่นต์ วัย 49 เคยทำธุรกิจกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นมีอะไรบ้าง และมันคุ้มค่าหรือไม่สำหรับทีมปีศาจแดง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, 12.24 ล้านปอนด์, ปี 2003 ในยุคที่ชื่อของ โรนัลโด้ อีกคนหนึ่งยังดังกว่าเขา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ค้นพบดาวรุ่งชาวโปรตุเกสรายนี้โดยบังเอิญ จากเกมอุ่นเครื่องพรีซีซั่นเมื่อปี 2003 ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะตัดสินใจซื้อเข้ามาปั้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากแล้ว ด้วยรางวัลการันตีมากมายที่เห็นๆ กันอยู่ทั้งในระดับสโมสรและระดับส่วนตัว ก่อนที่จะย้ายไปเล่นกับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก ณ เวลานั้น 80 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2009 นานี่, 17 ล้านปอนด์, ปี 2007 ดาวรุ่งพุ่งแรงอีกคนของวงการฟุตบอลโปรตุเกสในขณะนั้น แถมยังย้ายเข้ามาสู่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวที่แพงกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เสียอีก แม้ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าตัวจะไม่สามารถพัฒนาฝีเท้าไปถึงขั้นเดียวกับรุ่นพี่ผู้นี้ได้ แต่ผลงานที่ นานี่ ได้สร้างเอาไว้ก็ยังถือว่ามีอะไรดีๆ ให้เห็นอยู่บ้างก่อนย้ายไป เฟเนร์บาห์เช่ อย่างเช่น การซัดจุดโทษด้วยความเด็ดขาดในช่วงดวลเป้าตัดสิน นัดชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2008 ซึ่งถ้าลูกนั้นเขายิงพลาด แชมป์จะตกเป็นของเชลซีไปในทันที อันแดร์สัน, 25 ล้านปอนด์, ปี 2007 หนึ่งในนักเตะที่จัดอยู่ในหมวด 'ตอนนี้ไปเล่นอยู่ที่ไหนแล้ว?' ในวงสนทนาแฟนปีศาจแดง มิดฟิดล์ดาวรุ่งชาวบราซิลย้ายเข้ามาพร้อมๆ กับ นานี่ ด้วยค่าตัวที่ถือว่าสูงมาก แต่ตลอดระยะเวลา 8 ปี ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เขาแทบไม่มีอะไรให้จดจำเลย ช่วงพีคระยะสั้นๆ ของเขาเกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาล 2011/12 เท่านั้น ซึ่ง อันแดร์สัน เล่นเข้าคู่กับ ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ ที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้อย่างลงตัว แต่หลังจากนั้นฟอร์มของเขาก็ตกลงฮวบๆ สวนทางกับน้ำหนักตัว จนถูกปล่อยยืมให้ ฟิออเรนติน่า ก่อนที่ทุกวันนี้จะกลับไปค้าแข้งในบ้านเกิดกับ อินเตอร์นาซิอองนาล (จำเอาไว้เลย เผื่อเอาไปคุยกับเพื่อนๆ ได้) เบเบ้, 7 ล้านปอนด์, ปี 2010 เป็นดีลที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่ เมนเดส เคยทำธุรกิจกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เลยก็ว่าได้ เราจะไม่ขอพูดอะไรมาก เอาเป็นว่าลองไปเสิร์ชคลิปลูกครอสของเขาสมัยค้าแข้งกับทีมปีศาจแดงเอาก็แล้วกัน แต่ถ้าใครจะถามว่า 'ตอนนี้ไปเล่นอยู่ที่ไหนแล้ว?' ก็ตอบให้ว่าอยู่ ราโย บาเยกาโน่ โดยยืมตัวมาจาก เบนฟิก้า ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นสโมสรที่ใช่สำหรับ เบเบ้ แล้ว เพราะฤดูกาลนี้ได้ลงเล่นไปตั้ง 28 เกมแน่ะ ดาบิด เด เคอา, 18.9 ล้านปอนด์, ปี 2011 ช่วงแรกๆ ในผู้สืบทอดตำแหน่งของ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ มันช่างเต็มไปด้วยคำถาม แต่หลังจากนั้นนายทวารชาวสเปนก็พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ได้ชื่อว่ากลายเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกไปแล้ว การันตีด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร 2 ฤดูกาลติด ถ้าหากจะมีดีลไหนของ เมนเดส กับทีมปีศาจแดงที่จะคุ้มค่าเทียบเท่า โรนัลโด้ ก็ต้องเป็นคนนี้นี่แหละ อังเคล ดิ มาเรีย, 59.7 ล้านปอนด์, ปี 2014 เจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรย้ายเข้ามาพร้อมกับความคาดหวังที่สูง หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ เรอัล มาดริด มาเมื่อฤดูกาลก่อนหน้า ในตอนแรกก็ดูเหมือนว่าปีกร่างบางชาวอาร์เจนตินาจะไปได้สวยสมกับเสื้อหมายเลข 7 ที่สวมใส่ แต่ทำไปทำมากลับถูก หลุยส์ ฟาน กัล โยกไปเล่นตำแหน่งนู้นตำแหน่งนี้มั่วไปหมด จนส่งผลถึงฟอร์มการเล่นและความมั่นใจของเจ้าตัว สุดท้ายก็ต้องย้ายทีมไปเล่นกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง แบบไม่ประทับใจแฟนปีศาจแดงสักเท่าไหร่นัก ราดาเมล ฟัลเกา, 6 ล้านปอนด์ (ค่ายืมตัว), ปี 2014 อาจเป็นดีลที่แสบสันต์ที่สุดจาก เมนเดส เลยก็ว่าได้ เนื่องจาก ฟัลเกา ในเวลานั้นสภาพไม่ต่างอะไรกับเสือพิการ สาเหตุเพราะการผ่าตัดเข่าที่ทำให้เขาไม่สามารถกลับมาเป็นสุดยอดดาวยิงได้เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่ว่าดีลนี้เป็นเพียงแค่การยืมตัวเท่านั้น ทำให้ทีมปีศาจแดงไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญากับเขาก็ได้เมื่อจบฤดูกาล ก่อนที่ เชลซี จะใจดีรับตัวเขาไปประดับซุ้มม้านั่งสำรองที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ แทน

โป้งเดียวจอด!! มหาเทพเวลเบ็ค ซูเปอร์ซับซัดชัยพา ปืน เชือด นอริช จมรองบ๊วย
นกขมิ้นเหลืองอ่อน /  นอริช ซิตี้ / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2559 อาร์เซนอล 1-0 นอริช  ผู้ทำประตู : 1-0 แดนนี่ เวลเบ็ค น.59 เวลา : 23.30 น. สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 3 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่ปิดท้ายรายการประจำค่ำคืนวันวันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2559 อาร์เซนอล มีคิวเปิดสนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ ที่ก่อนแข่งต้องดิ้นรนหนีการตกชั้น รั้งอันดับรองบ๊วยในตารางคะแนน [เริ่มเกม] ผ่านมาแค่นาทีที่ 6 โอกาสทักทายแรกเป็นทางผู้มาเยือนที่หวิดจะได้ประตูออกนำ จากจังหวะ นาธาน เร้ดมอนด์ จับบอลลงในกรอบเขตโทษ ก่อนจะสับเต็มข้อด้วยขวา แต่ยังโดน ปีเตอร์ เช็ก โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกหลังไปได้อย่างหวุดหวิด ผ่านมาถึงนาที 20 รูปเกมทั้งหมดเทมาเป็นทางฝั่ง อาร์เซนอล ที่เป็นฝ่ายครองบอลพร้อมกับเดินหน้าลุยแหลกใส่แผงหลัง "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" แต่จังหวะจบสกอร์ถือว่ายังทำได้ไม่ถนัด และหาโอกาสจบสกอร์ได้ค่อนข้างน้อย นาที 30 รูปเกมยังคงเป็น "ปืนใหญ่" ที่ได้ครองบอล พร้อมกับเดินหน้าบุกใส่ นอริช มากกว่า แต่จังหวะลุ้นจบสกอร์ถือว่ายังมีค่อนข้างน้อย นาที 32 อาร์เซนอล หวิดจะได้ประตูออกนำจากจังหวะ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ บรรจงยิงหน้ากรอบเขตโทษ แต่ยังโดน เซบาสเตียน บาสซง แหย่เท้าเข้าสกัด ก่อนที่บอลจะลอยโด่งย้อยออกหลังไปชนิดที่เกือบเปลี่ยนทางเข้าประตู ช่วงท้ายครึ่งแรก รูปเกมยังคงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมมากนัก โดยทางผู้มาเยือนมีโอกาสสวนกลับและได้ลุ้นประตูอยู่ 1-2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีฝั่งไหนเบิกสกอร์แรกได้ ทำให้สุดท้ายจบ 45 นาทีแรก อาร์เซนอล ยังคงเจ๊า นอริช อยู่ที่ 0-0 [เริ่มครึ่งหลัง] ยังไม่มีรายงานการเปลี่ยนตัวของทั้งสองทีม GOAL! นาที 59 และแล้ว "ปืนใหญ่" ก็มาได้ประตูที่ต้องการ โดยมาได้จากตัวสำรองอย่าง แดนนี่ เวลเบ็ค ที่ได้สับด้วยขวาข้างถนัดแบบเต็มข้อในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งแรงผ่านมือ จอห์น รัดดี้ เข้าไปตุงตาข่ายอย่างงดงาม ซึ่งนี่ถือเป็นการยิงเข้ากรอบครั้งแรกในเกมของ อาร์เซนอล อีกด้วย นาที 70 หลังจากที่เจ้าบ้านได้ประตูขึ้นนำ รูปเกมเปลี่ยนมาเปิดฉากบุกแลกกันแบบหมัดต่อหมัดในทันที โดยทาง นอริช ก็มีโอกาสทองที่จะได้ประตูตีเสมอเหมือนกันจากจังหวะเข้าชาร์จเหน่งๆของ ดิวเมอร์ซี่ เอ็มโบกานี่ แต่สุดท้ายก็โดน กาเบรียล เปาลิสต้า แหย่เท้าเข้าสะกัดออกหลังไปแบบหวุดหวิด ช่วงท้ายเกม นอริช พยายามกัดฟันบุกใส่แนวรับ "ปืนใหญ่" อยู่หลายชุด และก็มีโอกาสได้ประตูตีเสมออยู่หลายครั้งเช่นกัน แต่สุดท้ายความเด็ดขาดยังมีไม่มากพอทำให้จบ 90 นาที อาร์เซนอล เป็นฝ่ายเปิดบ้านเฉือนชนะ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" ไปแบบหืดจับด้วยสกอร์ 1-0 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม อาร์เซนอล : ปีเตอร์ เช็ก(GK), เอ็คตอร์ เบเญริน, แพร์ แมร์เตซัคเกอร์, โลร็องต์ กอสเชียลนี่, นาโช่ มอนเรอัล, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, อารอน แรมซีย์, อเล็กซิส ซานเชซ, เมซุต โอซิล, อเล็กซ์ อิโวบี้, โอลิวิเยร์ ชิรูด์ นอริช ซิตี้ : จอห์น รัดดี้(GK), อิโว ปินโต้, เซบาสเตียน บาสซง, รัสเซลล์ มาร์ติน, มาร์ติน โอลส์สัน, โจนาธาน ฮาว์สัน, แกรี่ โอนีล, เวส ฮูลาแฮน, ร็อบบี้ เบรดี้, นาธาน เร้ดมอนด์, คาเมร่อน เจอโรม

แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด'
ที่เที่ยวประจวบคิรีขันธ์ /  ท่องเที่ยวประจวบฯ / 

บางครั้งการที่เราออกไปเที่ยวคนเดียวไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม สิ่งนั้นยิ่งทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น แต่ก่อนที่เราจะเก็ยกระเป๋าก้าวออกจากบ้าน สิ่งที่เราต้องมีก็คือ "ความกล้า" เช่นครั้งหนึ่งเพจ LIFE IS A JOURNEY แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' ใครจะไปรู้ว่าที่นี่มีที่เที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามอยู่หลายที่เลย อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นี้เอง ตามไปดูกันเลย ^^ แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ไม่มีอะไรทำ นอนดูทีวีอยู่หอ พอดีเปิดไปเจอรายการท่องเที่ยวของช่อง 5 รายการอะไรจำชื่อไม่ได้ล่ะ จำได้แค่ว่า เค้าพาเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าบนยอดเขา เป็นพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเล!!! เห็นเท่านั้นล่ะ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดขึ้นมาทันใด (รู้สึกเหมือนตอนต้องออกไปยืนพูดหน้าเสาธงเป็นครั้งแรก) ดูจนจบเลยรู้ว่าไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นจุดชมวิวเขาแดง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้นเอง ด้วยความว้าวุ่น ว่าง เปลี่ยว และเหงา!!! ก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มีที่เที่ยวอะไร จะไปยังไงได้บ้าง ส่วนที่พักหน่ะหรอ ไม่ต้องจองล่วงหน้า Agoda ก็ยังไม่รู้จัก เพราะมีเต้นท์และถุงนอนส่วนตัวจะไปกลัวอะไร ไปตายเอาดาบหน้าละกัน จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าในคืนนั้น แล้วออกเดินทางทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยเอาของไปเท่าที่จำเป็น และของสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางเพียงลำพัง นั่นก็คือ "ความกล้า" "สูดหายใจเข้าให้ลึกสุดปอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน" แผนการผจญภัยคร่าวๆ ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ดังนี เดินทางด้วยรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปหัวหิน ต่อรถไฟฟรีไปลงสถานีสามร้อยยอด นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปเดินเล่นทุ่งสามร้อยยอด กางเต็นท์นอนค้างคืนริมชายหาดสามพระยา เดินขึ้นเขาตอนตีห้า พระอาทิตย์มาตอนหกโมง เดินข้ามเขา มุดเข้าถ้ำพระยานคร ยืนดูดาวตอนกลางวันในถ้ำแก้ว เพื่อนร่วมเดินทาง กระเป๋า 1 ใบ ข้างในมีเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์อาบน้ำ ฯลฯ กระเป๋าคาดหน้าอก 1 ใบ เอาไว้ใส่เงิน โทรศัพท์ กล้อง ฯลฯ ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน ขวดน้ำดื่ม เต้นท์ ขนาด 2 คนนอน 1 หลัง และถุงนอน 1 ใบ กล้องคอมแพค 1 ตัว 07.00 AM : ออกจากหอไปขึ้นรถตู้ กรุงเทพ-หัวหิน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินทางถึงหัวหินประมาณ 10 โมง แวะกินข้าวฟรีที่บ้านลุง กินอิ่มก็ไปรับตั๋วรถไฟฟรีที่สถานีหัวหิน ขบวนที่ 255 หรือใครอยากนั่งรถไฟฟรีมาจากกรุงเทพก็ได้นะ สถานีต้นทาง ธนบุรี ออกเวลา 07.30 สิ้นสุดที่สถานีหลังสวน 01.30 PM : รถไฟ รถไฟมา มาช้าหน่อยแต่ก็มา ตามประสารถไฟไทย รถไฟมาก็รีบกระโดดขึ้นไปหาที่นั่ง ขบวนนี้เบาะนุ่มสบายก้นมาก แนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่เดินทางคนเดียว ควรมีกระเป๋าคาดหน้าอกแบบในรูปไว้สักใบ เอาไว้ใส่เงิน ใส่โทรศัพท์ ใส่กล้อง ฯลฯ หยิบใช้ง่าย สะดวกมากๆ นั่งมาสักพักก็ได้พบกับนวัตกรรมที่น่าทึงของแม่ค้าไทย นั่นคืออุปกรณ์สำหรับแขวนของมาขายบนรถไฟ มีทั้งอาหารสด อาหารแห่ง และเครื่องดื่ม เวลาจะขายก็แค่เอาตะขอไปแขวนไว้กับชั้นวางของด้านบน 02.00 PM : รถไฟมาถึงสถานีสามร้อยยอด  ที่นี่สถานีสามร้อยยอด แดดร้อนมาก แผนที่จุดหมายของการเดินทางทั้งหมดในครั้งนี้ 1) สถานีรถไฟสามร้อยยอด 2) ทุ่งสามร้อยยอด (ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ บึงบัว) 3) ที่ทำการ อช.เขาสามร้อยยอด (Khao Sam Roi Yot National park) 4) หาดสามพระยา (Sam Phraya Beach) 5) จุดชมวิวเขาแดง (Khao Daeng View Point 6) ถ้ำพระยานคร (Phraya Nakhon Cave) 7) ถ้ำแก้ว (Kaeo Cave) หลังจากลงจากรถไฟ ก็เดินหาของกินรองท้อง และเตรียมเผื่อสำหรับมือเย็นที่ตลาดใกล้ๆสถานีรถไฟ เดินเลือกหาของกินอยู่สักพัก ก็มีเสียงทักเบาๆมาจากข้างหลังว่า "ไอ้หนู สะพายกระเป๋าพะรุงพะรังจะไปไหนเนี่ย" หันไปดูก็เห็นเป็นคุณป้าร้านขายลูกชิ้นกับข้าวเหนียวมะม่วง ดูท่าทางใจดี ก็เลยบอกป้าว่าจะไปทุ่งสามร้อยยอด ป้าก็ถามว่าแล้วจะไปยังไงล่ะ ไม่มีรถเข้าไปมันไกลนะ จึงบอกป้าไปว่าจะเดินเข้าไป หรือไม่ก็หาโบกรถเข้าไป ป้าก็อมยิ้ม แล้วบอกว่าจะไปส่ง แต่เราก็เกรงใจเพราะเห็นป้ากำลังตั้งร้านยังไม่เสร็จ ก็เลยปฏิเสธป้าไป แล้วก็ได้ยืนคุยกันอยู่สักพักก่อนจะออกเดินทางต่อ ป้าใจดีให้ลูกชิ้นมา 4 ไม้ ข้าวเหนียวมะม่วงมา 1 ถุง 03.00 PM : ออกเดินทางไปยังทุ่งสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดอยู่ห่างจากตลาดที่เราอยู่ประมาณ 8 กิโลเมตร ไม่มีรถประจำทาง ดังนั้น วิธีการที่เราเลือกใช้คือ "โบกรถ" ก็เลยเดินไปที่ปากทางเข้าเพื่อรอโบกรถ เดินไปสักระยะก็เจอกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 4-5 คน พร้อมมอเตอร์ไซด์กำลังจับกลุ่มคุยกัน กลุ่มวัยรุ่นเห็นเราเดินผ่านมาก็เลยตะโกนถามว่า "พี่จะไปไหนครับ" ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีหรือโดนปล้น ก็เลยบอกไปว่า "จะไปบ้านญาติที่อยู่ข้างใน" กลุ่มวัยรุ่นก็เลยบอกว่า "ให้ผมไปส่งไหมพี่" เราก็รีบปฏิเสธทันใดว่า "อยู่ใกล้ๆ เดินไปเดี๋ยวก็ถึง" จากนั้นก็รีบเดินห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เดินมาได้สักพัก ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์และเสียงพูดตามหลังว่า "มาๆ เดี๋ยวผมไปส่ง" เป็นเสียงของเด็กวัยรุ่นที่ขับมอเตอร์ไซด์มาคนเดียว ไอ้เราก็กลัวๆกล้าๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการขัดศรัทธา ก็เลยยอมนั่งไปด้วย และบอกว่าจะแวะไปที่ทุ่งสามร้อยยอดก่อน น้องเค้าก็มาส่งให้อย่างปลอดภัย แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่มองน้องเขาในทางไม่ดีในตอนแรก แต่การเดินทางเพียงลำพัง บางครั้งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็ควรคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อที่เราจะได้คิดหาวิธีการป้องกัน แต่ก็อย่าแสดงออกให้เค้ารู้ถึงความคิดนั้น เพราะผลลัพท์สุดท้ายที่ออกมาอาจจะเป็นเรื่องดี 03.15 PM : ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์มาลงที่หน้าทางเข้าทุ่งสามร้อยยอด บรรยากาศตรงหน้าคือทุ่งน้ำอันกว้างใหญ่ กลางแดดที่ไม่ร้อน เพราะมีสายลมแรงพัดมากระทบใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะเข้าไปเดินเล่น ได้แวะเข้าไปที่สำนักงาน เพื่อดูว่ามีใครอยู่รึเปล่า ขากลับจะได้ขอเค้าติดรถออกมาข้างนอกด้วย เพราะตั้งใจว่าจะไปพักค้างคืนที่ที่ทำการอุทยาน ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกประมาณ 34 กิโลเมตร และต้องอ้อมเขาที่เห็นในภาพไปอีกด้านหนึ่ง ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 2 คน แล้วจะออกมาข้างนอกตอน 4 โมงครึ่งหลังเลิกงาน ทุกอย่างเลยเป็นไปตามแผน ไม่งั้นต้องได้นอนอยู่ที่นี่แน่ๆ 04.30 PM : เดินสำรวจทุ่งกว้างบนเส้นทางที่ทอดยาว หลังจากสบายใจเรื่องการเดินทางกลับออกไปด้านนอก ก็ถึงเวลาเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวสุดสายตา ผ่านทุ่งดอกบัวที่กำลังเก็บตัว เพื่อรอวันอวดโฉมความสวยงามในปีหน้า ผ่านทุ่งหญ้า(กก) ที่พลิ้วไหวเอนไปตามสายลมครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความรู้สึกเหมือนทุ่งหญ้ากำลังเต้นระบำ โดยมีสายลมเป็นเพลงบรรเลงอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางจะมีศาลาให้หลบแดดอยู่เป็นระยะ ให้เราได้นั่งพักชมบรรยากาศแบบพาโรนามา มีพื้นหลังของทุ่งหญ้าเป็นท้องฟ้าและภูเขาที่สูงตระหง่าน ท่ามกลางสายแดดอ่อนๆ มีเวิ้งน้ำน้อยใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด เหมาะแก่การมาศึกษาเรื่องนกเป็นอย่างมาก มุมที่เราถ่ายออกมาอาจจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ถ่ายยังไง ถ่ายเท่าไหร่ ก็ถ่ายไม่เบื่อ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสที่นี่ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความสงบท่ามกลางธรรมชาติเป็นเช่นไร 05.30 PM : ที่พักสุดหรูริมชายหาดสามพระยา ลาจากทุ่งสามร้อยยอดที่แสนสงบ แล้วออกเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของพี่เจ้าหน้าที่มาลงที่ปากทางริมถนนเพชรเกษม จากนั้นต่อรถทัวร์ขาลองใต้มาลงที่ปากทางเข้าที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโล ดักรอโบกรถเข้าไปข้างในอีกประมาณ 14 กิโล โบกไปโบกมา ผ่านหน้าไปประมาณ 5 คัน ก็มีรถกระบะสีแดงจอดรับ เลยรีบวิ่งไปสวัสดี แล้วขอติดรถไปด้วยหนึ่งคน ซึ่งด้านหลังรถมีถังใส่กุ้งพร้อมออกซิเจน เราก็เลยได้นั่งหน้าข้างรถขับ แต่ก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะบ้านพี่เค้าถึงก่อนจุดหมายของเราประมาณครึ่งทางเห็นจะได้ เลยมายืนโบกต่อหน้าบ้านพี่เค้า ไม่ทันไรก็มีรถมอเตอร์ไซด์จอดรับ จึงรีบกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายยังไงยังงั้น นั่งมาใกล้จะถึงที่ทำการอุทยานเจอลิงเยอะมาก พี่คนขับเลยบอกว่าอย่านอนที่นี่เลย ลิงเยอะ เดี๋ยวลิงจะมารื้อของซะก่อน ก็เลยแนะนำให้เราไปนอนที่หาดสามพระยา ซึ่งอยู่เลยจากที่ทำการอุทยานไปอีกประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะลิงเยอะมากจริงๆ แล้วพี่เค้าก็ไปส่งเราจนถึงจุดหมาย หลังจากมาถึงก็รีบเข้าไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บริเวณป้อมด้านหน้าหาด เพื่อเข้าไปสอบถามว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเขาแดงตอนตีห้า จะไปยังไงได้บ้าง เพราะไม่มีรถประจำทาง พี่เค้าก็เลยอาสาจะช่วยไปส่งให้ตรงทางขึ้นเขา เจอกันตีห้าที่หน้าป้อม จากนั้นก็รีบไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งตอนนั้นมีฝรั่งมาพักอยู่แถวนั้น 1 คน แต่สุดท้ายฝรั่งก็ออกไป หาดเลยตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว จนได้จุดยุทธศาสตร์ในการกางเต้นท์เป็นศาลาริมชายหาด เดินลงจากศาลาเท้าก็เหยียบหาดทรายพอดี หรูยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวริมทะเลอีกนะ หลังจากเตรียมที่หลับที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปเดินเล่นริมชายหาดก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า แสงยามเย็นตกมากระทบกับผืนโคลนปนทรายเป็นสีส้มอมทอง สำหรับเราแสงยามเย็นก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เป็นแสงที่มีเสน่ห์ที่สุด เดินเล่นจนแสงใกล้จะหมด จึงรีบกลับมาอาบน้ำ ห้องอาบน้ำที่นี่สะอาดมากๆ อาบน้ำเสร็จก็กลับมาที่เต้นท์ เต้นท์ปลิวครับท่านผู้ชม ปลิวไปติดอยู่มุมเสาของศาลา เพราะเวลาฟ้ามืดลมทะเลจะแรงมากๆ เราจึงไปหาก้อนหินมาทับมุมเต้นท์ไว้ทั้งสี่ด้านถึงเอาอยู่ 05.00 AM : ออกไปแตะขอบ(ทะเล)ฟ้า เสียงปุกของนาฬิกาบ่งบอกว่าได้เวลาออกไปตามหาพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้า ไม่ใช่สิ!!! ต้องบอกว่าขอบทะเลถึงจะถูก จึงไม่รอช้ารีบเก็บของ เก็บเต้นท์ น้ำไม่อาบ หน้าไม่ล้าง ฟันไม่แปลง แล้วรีบวิ่งไปหาพี่เจ้าหน้าที่ที่ป้อมตามที่นัดหมาย เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ผ่านความมืด โดยมีเพียงแสงไฟจากรถเป็นเครื่องนำทางมาลงที่ปากทางขึ้นจุดชมวิวเขาแดง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 300 เมตร หลังจากแสงไฟจากรถค่อยๆหายลับไป แสงของไฟฉายดวงน้อยๆก็สว่างขึ้นมาแทน ทำให้เส้นทางข้างหน้าที่จะต้องก้าวต่อไป มีขนาดเพียงแค่ลำแสงของไฟฉายที่สามารถฉายไปถึงเท่านั้น จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วออกเดินไปตามเส้นทางลูกรัง ฉายไฟไปเจอศาลหลังเล็กๆ บริเวณใกล้ๆตีนเขา ขนทุกเส้นที่มีบนร่างกาย ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใจหวิวๆยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ความกล้าที่มีในตอนแรกหายไปจนหมด เรายืนหยุดนิ่งพร้อมกับในใจก็ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีจะหันหลังกลับดีไหม แต่พอเริ่มมีสติก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วความกลัวนั้นเกิดมาจากภายในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น สิ่งที่เราเห็นภายนอก ไม่ได้มาทำอะไรเราเลย มีแค่เราเท่านั้นที่คิดไปเอง ดังนั้นเราก็ควรที่จะหยุดความกลัวนั้นจากข้างใน ไม่ใช่ให้ความกลัวมาหยุดสิ่งที่เราตั้งใจ จึงเริ่มเดินต่อไปจนถึงบริเวณตีนเขา พร้อมกับมองหาเส้นทางเดินขึ้นไป แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะเป็นภูเขาหินปูนที่ไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น หาอยู่สักพักก็ยังหาไม่เจอ เลยตัดสินใจเดินกลับไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อสอบถามเส้นทาง พอมาถึงก็พยายามมองหาเจ้าหน้าที่จนไปเจออยู่คนหนึ่งกำลังนอนอยู่ในเปล " พี่ครับๆ พี่ครับๆ" พี่เค้าตกใจตื่นเพราะเสียงและแสงไฟของเรา จึงรบกวนให้พี่เค้าช่วยแนะนำและชี้เส้นทางการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาแดง พี่เค้าก็พาเราเดินกลับไปชี้จุดเริ่มต้นของทางเดินขึ้นเขา โดยตามเส้นทางจะมีป้ายไม้บอกทางเป็นลูกศรสีเหลืองพื้นหลังสีน้ำตาล ซึ่งเล็กมากๆ ฝังติดอยู่ตามก้อนหิน ซึ่งตอนแรกเราหาไม่เจอ หลังจากนั้นพี่เค้าก็กลับไปนอนต่อ และก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปต่อด้วยตัวเอง โดยระหว่างทางต้องพยายามคอยมองหาป้าย และหลบคมหนามของต้นกระบอกเพชรที่มีอยู่มากมายรายทาง สุดท้ายอุปสรรคก็ช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราไปจนถึงจุดหมายได้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น รางวัลที่ได้รับคือวิวแบบพาโรนามา พร้อมกับสายลมเย็นๆที่สูดเข้าไปแล้วทำให้หายเหนื่อยได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้านหลังเป็นแนวภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของคำว่า "สามร้อยยอด" ก็เป็นได้ ด้านซ้ายและขวาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนด้านหน้าเป็นพระอาทิตย์และท้องทะเล และในที่สุดพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเลให้เราได้พิชิตด้วยสายตาของตนเองจนสำเร็จ ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ 08.00 AM : การขึ้นภูเขาไม่เหนื่อยเท่าลงจากภูเขา หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศบนจุดชมวิวจนแสงแดดอุ่นๆเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อน ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป นั้นก็คือ "ถ้ำพระยานคร" และ "ถ้ำแก้ว" โดยปกติการเดินขึ้นภูเขามักจะเหนื่อยมากกว่าการลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก แต่สำหรับเราการเดินขึ้นภูเขาเหนื่อยน้อยกว่าการเดินลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกถูกกำจัดหมดไปด้วยความตั้งใจที่แนวแน่และมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมาย ระหว่างทางที่กลับลงมาจากภูเขา ได้เจอกับค่างแว่นถิ่นใต้ที่ออกมาหากินในตอนเช้า ห้อยโหนอยู่ตามยอดไม้อยู่เป็นระยะ บ้างก็อยู่โดดเดียว บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หน้าตาน่ารักและช่างสงสัย ลักษณะของป้ายบอกทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งหากเป็นตอนกลางคืนจะยากต่อการมองเห็นสักหน่อย ระยะทางอาจจะดูไม่ไกล ถ้าหากไม่มั่นใจโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่จะดีกว่านะ ภูเขาหินปูนจะไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น และเป็นหินที่มีความแหลมคม จึงควรใส่รองเท้าผ้าใบเดินขึ้นไปจะดีที่สุด จุดชมวิวเขาแดงอยู่บนยอดของภูเขา ซึ่งอยู่ด้านหลังของภูเขาลูกที่เห็นอยู่นี้ หลังจากลงมาถึงพื้นราบแล้ว ได้แวะเข้าไปหาข้าวเช้ากินเพื่อเติมพลัง ภายในที่ทำการอุทยานซึ่งอยู่ไม่ไกล 09.00 AM : มุ่งหน้าไปยังถ้ำพระยานคร นั่งกินข้าวเช้าในที่ทำการอุทยาน พร้อมชมโชว์กายกรรมห้อยโหนไปมาของลิงแสมอย่างเพลิดเพลิน ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ห่างจากออกไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร วิธีการเดินทางที่เราเลือกใช้ก็ยังคงเป็นวิธีการเดิม นั่นก็คือ "การโบกรถ" โดยไปยืนดักรอโบกรถอยู่ข้างหน้าที่ทำการอุทยาน ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีรถผ่านไปมาซักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปกับรถของการไฟฟ้า ไม่รอช้ากระโดดขึ้นข้างหลังไปนั่งรวมอยู่กับเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ นั่งมาลงบริเวณสามแยกทางไปถ้ำพระยานคร เพราะพี่เค้าต้องตรงไป ส่วนเราต้องเลี้ยวไปทางขวา จากจุดที่ลงรถต้องเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโล จึงจะถึงจุดเริ่มต้นของทางเดินไปยังถ้ำพระยานคร เราเดินเข้าไปได้สักระยะ ผ่านรถสิบล้อที่อยู่ไกลๆในรูป เจอชาวบ้านกำลังนั่งคัดแยกกุ้งกันอยู่ เห็นเราเดินตากแดดมาคนเดียว ก็เลยแซวและถามว่าจะไปไหน พร้อมกับชวนให้ไปกินน้ำเย็นๆในกระติก เดินต่อไปกลางแดดจ้า บนถนนราดยางที่เริ่มจะร้อนระอุ ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับมาจอดอยู่ข้างๆ แล้วเปิดกระจกออกมาถามว่าจะเดินไปไหน พอดีไปทางเดียวกันก็เลยชวนเราติดรถไปด้วย พี่ๆ บอกว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ มากันสามคน เห็นเราแบกกระเป๋าเดินตากแดดคนเดียวแล้วรู้สึกสงสารเลยตัดสินใจแวะรับมาด้วย หลังจากมาถึงจุดเริ่มต้นทางเดินไปถ้ำพระยานคร ก็ได้แยกกับพี่ๆทั้งสามคน เพราะการเดินทางไปยังถ้ำนั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ นั่งเรืออ้อมภูเขาไปลงหน้าชายหาดทางเข้าถ้ำ กับเดินข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลไปยังปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งวิธีนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้แค่แรงกายและใจเท่านั้น เราเลือกที่จะเดินข้ามภูเขาไปตามทางเดินที่เป็นบันไดหินซึ่งไม่ราบเรียบเพียงลำพัง ส่วนพี่ๆ นั่งเรืออ้อมเขาไปลงที่หน้าหาดซึ่งเร็วกว่ามาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย  ระหว่างทางสามารถแวะชมวิวภูเขาและทะเลสีฟ้าใสได้ตลอดทาง ช่วยทำให้ความเหนื่อยลดลงไปได้เยอะ เดินขึ้นเขามาได้ประมาณครึ่งทางกว่าๆก็จะสามารถมองเห็นชายหาดขาวสะอาดที่เรือมาจอดส่งนักท่องเที่ยว ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการเดินทางข้ามภูเขา มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น 11.00 AM : สำรวจถ้ำพระยานคร ลงจากเขามาล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่ และฝากกระเป๋าไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าไปข้างในถ้ำอีกประมาณ 500 เมตร ผ่านบ่อพระยานคร ซึ่งตามประวัติเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด และเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดพักเรือหลบพายุที่ชายหาดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวัน และได้สร้างบ่อน้ำเพื่อใช้ดื่ม เรียกว่า "บ่อพระยานคร" เส้นทางเดินเป็นบันไดโขดหินตะปุ่มตะป่ำค่อนข้างเดินลำบากสักเล็กน้อย หลังจากเดินขึ้นมาได้สักพักก็ถึงปากทางเข้าถ้ำ และจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ภายในถ้ำจะมีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่ มีปล่องอากาศขนาดเล็ก และใหญ่ที่มีแสงแดดส่องลงมาถึงด้านล่างอยู่หลายจุด " พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" เป็นพลับพลา แบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง   หลังจากเดินสำรวจภายในถ้ำจนครบถ้วนและหายเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้าย นั้นก็คือ "ถ้ำแก้ว" 01.00 PM : จุดหมายสุดท้าย เมื่อออกมาจากถ้ำพระยานครก็กลับไปเอาของที่ฝากไว้แล้วเดินกลับด้วยวิธีการเดิม และแวะกินข้าวเที่ยงบริเวณตีนเขา ล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่แล้วเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านมาลงที่ปากทางไปถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงถ้ำพระยานครในตอนแรก เดินต่อไปตามทางลูกรังสีแดงอีกประมาณ 1 กิโล ก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งจะมีชาวบ้านมาคอยให้บริการเช่าไฟฉาย เพราะข้างในไม่มีแสงสว่าง ต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปด้วยทุกครั้ง แต่เราเตรียมไฟฉายมาเอง เลยไม่ต้องเสียตังค์เช่า ข้างในมีระยะทางประมาณ 128 เมตร ซึ่งตอนที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยสักคน เหงาเลยเรา ข้างในถ้ำมืดมากๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กใหญ่สลับกันไปตลอดทาง บางจุดต้องก้ม ต้องมุดผ่านหินงอกขนาดใหญ่ บางจุดต้องเดินผ่านช่องหินเล็กๆ บางจุดต้องเดินขึ้นสะพาน ลงสะพาน ซึ่งด้านล่างเป็นเหวลึกๆมึดๆ ที่ส่องไฟไปได้ไม่สุด ดินสำรวจไปได้ครึ่งทาง ไฟฉายคู่ใจที่พกมาด้วยแสงเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ฉายไปแทบจะไม่เห็นทางข้างหน้า เราพยายามเคาะขั้วถ่าน หมุนให้เน้นอยู่สักพักก็ไม่สำเร็จ ติดๆดับๆ สุดท้ายก็ดับสนิทนิ่งไปในทันใด เรายืนซ่อมไฟฉายท่ามกลางความมืดมิด ที่ไม่สามารถเดินขยับไปไหนได้เลย เพราะรอบตัวมีแต่หินงอกหินย้อย ยืนอยู่ที่เดิมประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็น 15 นาทีที่รู้สึกนานมากๆ กลัวว่าจะต้องติดอยู่ในถ้ำ เพราะไม่ค่อยมีคนเข้ามาเที่ยว แต่สุดท้ายก็มีแสงสว่างแห่งความหวังส่องเข้ามา ตอนนั้นรู้สึกโล่งใจมากๆ อย่างบอกไม่ถูก เป็นแสงไฟฉายของนักท่องเที่ยวสองคนสามีภรรยา ที่ฉายมาเจอเรายืนอยู่ท่ามกลางความมืดคนเดียว เค้าก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ เราก็เลยเล่าให้เค้าฟังแล้วขอเดินตามเค้าออกไปด้วย เดินตามพี่เค้ามาเรื่อยๆก็มาเจอกับจุดที่ได้นำไปตั้งเป็นชื่อของถ้ำนี้ ซึ่งเมื่อเราฉายไฟไปที่ผนังถ้ำ ก็จะมีแสงระยิบระยับสะท้อนกลับมาเป็นเหมือนเศษแก้วเล็กๆประดับอยู่อย่างสวยงาม ความรู้สึกเหมือนได้ยืนดูดาวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำยังไงยังงั้น สุดท้ายเราก็ออกมาจากถ้ำจนได้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทั้งสองเป็นอย่างมาก ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้ได้มาเจอกัน เกือบปิดท้ายทริปนี้ด้วยการนอนในถ้ำแก้วซะแล้วเชียว จริงๆมีอีกที่ที่อยากไปคือ "ถ้ำไทร" ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ตอนนั้นใกล้จะเย็นแล้วน่าจะไปไม่ทัน จึงตัดออกไปแล้วเดินทางกลับ เดินออกจากถ้ำไปสามแยกที่มาลงในตอนแรกอีกประมาณกิโลกว่าๆ เพื่อมายืนรอโบกรถกลับออกไปที่ถนนเพชรเกษม และได้ไปกับรถกระบะขนโต๊ะจีนเพื่อไปจัดงานแต่ง โดยยืนเกาะหลังคารถเอาหน้าโต้ลมสนุกมากๆ แต่ก็ไปไม่ถึงที่หมาย เพราะบ้านงานอยู่ถึงก่อน เลยโบกรถต่ออีกรอบ และไปได้กับรถกระบะของตายายใจดีไปลงถึงปากทางเข้าอุทยานริมถนนเพชรเกษม แล้วต่อรถทัวร์ไปยังอ.เมืองประจวบฯ ก็เป็นอันจบทริปอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเพียงเท่านี้ การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกเดินทางเพียงลำพัง ซึ่งความจริงแล้วการตัดสินใจออกเดินทางคนเดียวครั้งแรกนั้นมันยากมาก เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร จึงคิดและจินตนาการไปก่อนว่ามันน่าจะเหงา ลำบาก และอันตราย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเสมือนกำแพงที่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเราให้ยังคงอยู่ในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ทำให้เราไม่ได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างนอกกำแพงนั้นเสียที แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถทลายกำแพงนั้นก็ได้คือ "ความกล้า" กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะออกไปเรียนรู้ กล้าที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำและยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้มันจะคุ้มค่ามากๆ เพราะสิ่งรอเราอยู่หลังกำแพงนั้นคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน ได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัว ได้รู้จักและเข้าใจตัวเราเองเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถก้าวผ่านครั้งแรกไปได้แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีครั้งต่อๆไปอย่างแน่นอน " A journey of a thousand miles must begin with a single step." – Lao Tzu " การเดินทางนับพันไมล์ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ" ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook LIFE IS A JOURNEY ติดตามเพิ่มเติมได้ที่  https://th.readme.me/id/lifeisajourney, https://www.facebook.com/LifeIsAJourneyThailand, https://www.instagram.com/lifeisajourneythailand/

แฟนเพลงสุดเศร้า! ปิดตำนาน
สมจิต เกตภูเขียว /  แดง จิต

   จากกรณีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง แดง จิตกร หรือ นายสมจิต เกตภูเขียว ล้มป่วยเป็นโรคมะเร็ง และได้ทำการรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู รพ.บุรีรัมย์ ท่ามกลางการติดตามความเคลื่อนไหวของมิตรรักแฟนเพลง และเพื่อนพ้องร่วมอาชีพ ล่าสุด หลังจากที่ครอบครัวแจ้งความประสงค์ขอนำตัวแดง จิตกร ออกจาก รพ.บุรีรัมย์ กลับมารักษาตัวที่บ้านในช่วงบ่ายของวันนี้ (30 เม.ย.)    และเมื่อ เวลา 21.00 น. แดง จิตกร ก็ได้จากไปอย่างสงบ ด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูก ปิดตำนานนักร้องลูกทุ่งเลือดอีสาน ในวัย 46 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของคนในครอบครัวที่คอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด    ทั้งนี้ แดง จิตกร คือ นักร้องลูกทุ่งขวัญมหาชน เรียนจบแค่ชั้นป.4 แต่ด้วยความมุมานะทำงานสารพัด และด้วยใจรักในการร้องเพลงทำให้เขามาสมัครเป็นคอนวอยในวงชุมแพ คอมพิวเตอร์ ที่ จ.ขอนแก่น และด้วยโอกาสที่ได้รับจากการขึ้นร้องเพลงแทนคนในวงที่ป่วย ทำให้แดง จิตกรได้กลายเป็นนักร้อง และได้ทำเพลงเป็นของตัวเอง จนกลายเป็นเจ้าของเพลงฮิตอย่าง มนต์รัก ตจว.,น้ำตาผ่าเหล้า,หัวใจคิดฮอด เป็นต้น

โอบ-โอบนิธิ ในสไตล์ผู้ชายสายเศรษฐศาสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์ /  ซีรีส์อยู่ที่เรา / 

ผู้ชาย แก๊งค์มอเตอร์ไซค์สายเท่ ประเดิมบทพระเอกเต็มตัวของค่าย GDH559 ในมินิซีรีส์ “อยู่ที่เรา” โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ที่หลังจากที่ออกฉายก็เรียกฐานแฟนคลับสาวๆ ผู้ชื่นชอบการเดินทางได้ไม่น้อย แถมในชีวิตจริงหนุ่มคนนี้ยังมีความสนใจและมุ่งมั่นกับการเรียนในคณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกด้วย ใครกำลังร่ำเรียนในสายนี้ต้องมาฟังเคล็ดลับการเรียนดีๆ จากหนุ่มคนนี้กัน โอบ-โอบนิธิ ในสไตล์ผู้ชายสายเศรษฐศาสตร์ ผู้ชายเข้มๆ กับการเรียนด้านเศรษฐกิจเชิงวิเคราะห์ ผมมีความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจ ตัวเลข คือเป็นคนชอบเรียนวิชาเลขอยู่แล้ว ตอนเอนท์ก็เลือกอันดับหนึ่งเป็นบัญชี ส่วนคณะนี้เลือกเป็นอันดับสาม สุดท้ายก็มาติดที่นี่ เข้ามาเรียนแรกๆ ถือว่าทรมานมากเลย 55 เพราะรู้สึกไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังไว้ ตอนแรกคิดว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มันจะง่ายๆ เรียนสนุก แต่พอเข้ามาเรียนจริงๆ มันเป็นการตอบคำถามเชิงวิเคราะห์มาก ต้องมีโจทย์มาให้แก้ปัญหา ก็เลยค่อนข้างยาก ช่วงนั้นก็ต้องปรับตัวพอสมควร วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เราต้องมาทบทวนเองด้วย ในห้องเรียนก็ต้องตั้งใจฟังอาจารย์สอน ถ้าไม่ได้เข้าเรียนบางทีก็จะฝากเพื่อนช่วยอัดเสียงให้ ซึ่งก็ช่วยได้เยอะ ตอนนี้ก็ปี 3 แล้ว เทอมนี้มีลง 6 วิชา การเรียนก็ค่อนข้างหนักพอสมควรครับ วิชาที่เรียนแล้วมีความสุขที่สุด และวิชาที่ชาตินี้จะไม่มีวันลงเรียน ผมชอบวิชาถ่ายภาพที่สุด ตอนแรกว่าจะเลือกวิชาโทเป็นวารสารด้วย แต่พอดีเมื่อเทอมที่แล้วติดคอนเสิร์ตซะก่อน เพราะมันต้องออกไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ส่งอาจารย์แล้วมันไม่มีเวลา ก็เลยต้องดร็อปวิชานี้ไปก่อน ส่วนวิชาที่ผมจะไม่ลงเด็ดขาดคงเป็นพวกวิชานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ เพราะผมไม่ชอบวิชาที่ต้องท่องจำ เมมในหัวผมมันน้อยครับ 55 การเรียนเศรษฐศาสตร์มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงชีวิตยังไงบ้าง พอผมได้มาเรียนทางด้านนี้ทำให้ผมโตขึ้น จากเมื่อก่อนเป็นเด็กที่จัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเราจะจัดการอนาคตยังไง อย่างเรื่องหุ้นที่เมื่อก่อนมองว่ามันดูปวดหัว แต่ตอนนี้ก็มีเริ่มศึกษา หรือคุยกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง แล้วก็เรื่องเก็บเงิน ที่เมื่อก่อน แม่จะให้เงินผมเป็นรายวัน วันละ 100 ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็วันละ 200 ส่วนที่เหลือถ้าอยากได้อะไรต้องหักจากส่วนนั้นเอา ซึ่งตอนนี้ผมเลยรู้จักการเก็บออม คือถ้าผมมีเงินก้อน จะเก็บไว้ 50% ส่วนอีก 50% จะแบ่งเป็น 30% ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว กับ 20% ไว้ซื้อของที่เราอยากได้จริงๆ ทำให้มีระบบในชีวิตมากขึ้น ตอนนี้ไปเรียนผมก็แทบไม่ค่อยได้ใช้ วันหนึ่ง 120 บาทก็เอาอยู่ ถ้าไม่ได้กินอะไรหนักๆ แต่จะไปหนักเรื่องค่าน้ำมันรถหน่อย เพราะบ้านไกล เลือกเรียนเอกธุรกิจระหว่างประเทศเพราะอะไร ผมอยากทำธุรกิจ ก็เลยเลือกเอกธุรกิจระหว่างประเทศ แต่ตอนนี้มีทำร้านออนไลน์เล็กๆ หุ้นกันสามคน มีผม พี่ ท๊อปแล้วก็แบงค์ ชื่อ IG : offtherecord.store เป็นร้านที่เอาของมือสองที่ไม่ใช้แล้วแต่สภาพยังดีอยู่ของตัวเองมาขาย ก็โอเคนะครับ มีคนเข้ามาซื้อเรื่อยๆ เพราะว่าเราก็ตั้งราคาไม่สูง ส่วนในอนาคตอยากเก็บเงินเปิดร้านไอศกรีม เพราะผมเป็นคนชอบทานไอศกรีมมาก ผมมองว่าการทำธุรกิจก็คือการที่เราได้ประโยชน์จากเงินปันผลที่มาจากการลงทุน ของเราเองนะ คือวงการบันเทิงมันก็ไม่แน่นอน อย่างน้อยเราก็น่าจะมีธุรกิจอะไรสักอย่างที่มั่นคงที่คอยพยุงชีวิตเราไว้ได้ แต่ว่าก็ต้องเก็บเงินให้ได้มากพอก่อน เรื่องเจ๋งๆ ในมหาวิทยาลัยที่อยากทำที่สุด และเรื่องน่าอายสุดๆ สไตล์หนุ่มขี้อาย ที่มหา’ลัยเคยมีสระว่ายน้ำสระหนึ่งที่เอาไว้แข่งตอนซีเกมส์ แล้วมันก็เป็นอะไรที่สูงมาก มีหลายชั้น ซึ่งเขาไม่เคยเปิดให้นักศึกษาคนไหนกระโดดเลย ก็อยากจะลองกระโดดดูนะ เพราะตอนมัธยมที่โรงเรียนก็เคยมี แล้วผมก็รู้สึกว่ามันสนุกดี ส่วนเรื่องน่าอายที่สุดคงเป็นตอนปี 1 มั้งครับ เพราะจริงๆ ผมเป็นคนขี้อาย ตอนนั้นผมเคยลื่นตกบันไดที่ตึกหนึ่ง แล้วคนมองเยอะมาก ตอนนั้นผมก็เริ่มมีผลงานบ้างแล้วด้วย ก็อายมากครับ คำคมข้อคิดการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย อยากฝากถึงน้องๆ ที่เข้ามาเรียนใหม่ ตั้งแต่เริ่มที่เข้ามามันต้องมีการปรับตัวครับ เพราะว่าเราต้องเจอกับคนหลายแบบร้อยพ่อพันแม่ ซึ่งเราก็ควรจะเลือกคบเพื่อนที่จะสามารถพาเราไปในทางที่ดีได้ เพราะว่าผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่ดีมาก แต่พอวันหนึ่งเขาไปคบเพื่อนผิด มันก็เสียไปเลย แล้วช่วงปี 1 ยิ่งเป็นวัยที่กำลังคึกคะนองด้วย ก็เลยอยากจะเตือนเอาไว้ ถึงแม้ผมจะไม่ได้เจอกับตัวเอง แต่ก็มีประสบการณ์จากคนใกล้ตัวมาแล้ว ติดตามคอลัมน์ Campus Impart ในนิตยสาร Campus Star NO.36 www.facebook.com/campusstar

มันทุกคู่! เเบโผประกบคู่ช้างเอฟเอคัพ-รอบเพย์ออฟ, 38 ทีมดวงเฮง
ช้าง เอฟเอคัพ /  บอลน็อคเอาท์ / 

ประกาศผลการจับสลาก ช้างเอฟเอ คัพ รอบแรก โดย 38 ทีมดวงดีที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 64 ทีมสุดท้ายอัตโนมัติ ด้านไทยลีกรอหวดรอบสอง ศึกการเเข่งขัน “ช้าง เอฟเอคัพ 2016” โดยกฏการจับสลากในรอบแรกนั้น มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 72 ทีม เเบ่งเป็นทีมศึกโตโยต้า ไทยลีก 18 ทีมจะได้บายในรอบแรกทันที ส่วนทีมจากยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1, เอไอเอส ลีก ดิวิชั่น 2 และถ้วย ข, ค, ง ต้องมาวัดดวง เพื่อหา 46 ทีมผ่านเข้ารอบต่อไป เเละนำมาร่วมกับทีมจากโตโยต้า ไทยลีก 18 ทีม ซึ่งจะครบ 64 ทีม ซึ่งผลการประกบคู่ที่ต้องเตะเพลย์ออฟ มีดังนี้ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล - ปทุมธานี ยูไนเต็ด 
อุตรดิตถ์ เอฟซี - หนองบัว พิชญฯ
บีทียู ส.บุญมีฤทธิ์ฯ - อุบล ยูเอ็มที 
นครปฐม ยูไนเต็ด - รังสิต เอฟซี ยโสธร เอฟซี - สมุทรสงคราม อาร์แอร์ไลน์
บางพลับ ดอนทหารบก - อยุธยา ยูไนเต็ด กองเรือยุทธการ - บ้านบึง ยูไนเต็ด ส่วนทีมที่เข้ารอบ 64 ทีม อัตโนมัติ ประกอบไปด้วย สิงห์บุรี บางระจันฯ, บีซีซี เอฟซี, พัทลุง เอฟซี, เชียงใหม่ เอฟซี, สีหมอก เอฟซี, สมุทรปราการ เอฟซี, การท่าเรือ เอฟซี, บางกอก เอฟซี, ประจวบ เอฟซี, ปลวกแดง ระยองฯ, อ่างทอง เอฟซี, พานทอง เอฟซี, ขอนแก่น ยูไนเต็ด, อยุทธยา วอริเออร์, ระยอง เอฟซี, สุรินทร์ ซิติ้, ที.เอ. เบญจมราชูทิศ, ภูเก็ต เอฟซี, ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง, เกษตรศาสตร์ เอฟซี, ราชประชา, พีทียู ปทุมธานี เอฟซี, สงขลา ยูไนเต็ด, สระแก้ว เอฟซี, เมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด, กรุงธนบุรี เอฟซี, ดราด เอฟซี, สิงห์อุบล เอฟซี, ขอนแก่น เอฟซี, ม.เกษมบัณฑิต เอฟซี, อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด, นนทบุรี เอฟซี, นรา ยูไนเต็ด, เลยซิติ้ อาร์แอร์ไลน์, จันทบุรี เอฟซี, สมาคมศิษย์เก่า ม.วงษ์ชวลิตกุล, กระบี่ เอฟซี, ฉะเชิงเทรา เอฟซี

Line of Sight ส่งแพทซ์ชุดใหญ่ เพิ่มฉากใหม่-ไอเทมมากมาย
Line of Sight /  เกมส์ออนไลน์ / 

เกมส์ออนไลน์ Line of Sight (los.playpark.com) ทำการอัพเดตแพทซ์ใหม่ชุดใหญ่ สัมผัสกับฉากเกมส์ใหม่ พร้อมไอเทมมากมาย อัพเดตแล้ววันนี้ ลักษณะแผนที่ "Shangrila" "Shangrila" หมู่บ้านที่ซ่อนอยู่ในภูเขาแถบตะวันออกในช่องเขาลึกลับ โดยแผนที่นี้เพื่อนๆ จะพบกับหมู่บ้านที่มีบรรยากาศลึกลับ ซอกซอยต่างๆ ที่เหมาะแก่การดักซุ่มโจมตี ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า หรือภายในบ้านอื่นๆ ที่สำคัญเป็นแผนที่ ที่มีทางสลับซับซ้อน เหมาะแก่การใช้ปืนกล หรือลูกซองในการเข้าประชิด ไม่มีจุดได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก สำหรับแผนที่ "Shangrila" สามารถเล่นในโหมด Team Death Match เท่านั้น ตัวอย่างแผนที่ Shangrila https://www.youtube.com/watch?v=-gmbOkg14Uw "Iron Mask" หน้ากากหัวกระโหลก ไอเทมสวมใส่ตัวละครที่จะอัพเดทเข้ามาใหม่นั้นคือ "Iron Mask" หน้ากากหัวกระโหลก เสริมความเท่ และความน่ากลัวให้กับตัวละคร New Abilities "Lightning Zone" "Lightning Zone" นั้นเวลาเรียกใช้ จะสูญเสีย HP 20 และ MP 30 การใช้งานออกไป จะเกิดลูกบอลพลังงานสายฟ้าขึ้น เมื่อศัตรูหรือทีมฝั่งตรงข้ามเดินเข้ามาในระยะจะเกิดการประทุของพลังงานขึ้น ทำให้ฝั่งตรงข้ามเลือดลดเรื่อยๆ Ranking match statistics โดยระบบ Ranking match statistics ก็คือระบบที่ สามารถบอกสถิติการเล่น ในการเล่น "สงครามจัดอันดับ" นั้นเองโดยจะบอกถึงว่าเราเล่น Ranking match ไปกี่เกมแล้ว และใช้ปืนอะไรในการเล่นบ้าง แผนที่ ที่ถนัดในการเล่นคือแผนที่อะไร เรียกได้ว่าเป็นการบ่งบอกความสามารถของผู้เล่นได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว ระบบ "แนะนำชุดแต่งปืน" ซึ่งระบบที่แนะนำชุดแต่งปืนนี้คงเป็นที่ชื่นชอบในสาวก LOS หลายๆท่าน เพราะผมเชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆท่านคงจะประสบปัญหาในการแต่งปืนกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ไม่รู้จะแต่งยังไงดี ไม่รู้จะใช้อันไหนดี ซึ่งระบบ " แนะนำชุดแต่งปืน " นี้จะเข้ามาช่วยให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป Zombie Mode Bouns Rewards ( ปรับเพิ่มรางวัลใน Zombie Mode ) Zombie PVE ( Defense Mode ) ได้มีการปรับเพื่อเอาใจขา PVE โดยการปรับให้การเล่นใน Mode นี้ได้รับของรางวัลหลังจากการเล่นจบในแต่ละ Wave อีกด้วย เรียกว่าเอาใจขา PVE แบบสุดๆ ซึ่งของรางวัลที่จะได้รับก็จะแบ่งตาม Wave ที่เพื่อนๆได้เล่นจบโดยของรางวัลที่ได้รับจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทนั้นก็คือ อาวุธรอง , อาวุธหลัก และตัวละคร ซึ่งของรางวัลแบ่งเป็นดังนี้ จบ Wave ที่ 1-4 จะไม่ได้รับของรางวัล - รวมทั้งการออกจากเกมกลางคันก็จะไม่ได้รับของรางวัลเช่นกัน จบ Wave ที่ 5-7 จะได้รับกล่อง ทองแดง - ในกล่องทองแดงจะมีของรางวัลคือ Skin Zombie ของอาวุธรอง จบ Wave ที่ 8-9 จะได้รับกล่อง เงิน - ในกล่องเงินจะมีของรางวัลคือ Skin Zombie ของอาวุธรอง และ ลายชุด Zombie ของตัวละคร จบ Wave 10 จะได้รับกล่อง ทอง - ในกล่องทองจะมี Skin Zombie ของอาวุธรอง , อาวุธหลัก และ ลายชุด Zombie ของตัวละคร ตัวอย่าง Skin Zombie https://www.youtube.com/watch?v=2RCQv5ViH6U https://www.youtube.com/watch?v=mRrDb4m0bZg Mode Classic สำหรับ Mode Classic นี้ถ้าจะให้อธิบายเข้าใจง่ายๆ คือ การเล่นในโหมด Team Death Match และ Search & Destroy แบบไม่มีการใช้พลังพิเศษทุกชนิดนั้นเอง เรียกได้ว่าคงถูกใจสาวก FPS อย่างแน่นอน การปรับแต่งและแก้บั๊กอื่นๆ • แก้ไขบัคตัวละครไม่เกิดใน โหมด Team Survival แผนที่ Snowy coverup • แก้ไขบัค FOV เวลาใช้ Booster • แก้ไข ปรับปรุงระยะในการยิง • แก้ไขปรับปรุงแผนที่ Rusty Cage • แก้ไขระเบิด Claymore ต่อสกิล Decoy • แก้ไขระบบใช้รูป Profile Facebook • แก้ไขปุ่มหน้าอัพโหลดรูปภาพเวลาแชร์ภาพลง Facebook • แก้ไขข้อความหน้าอัพโหลดรูปภาพเวลาแชร์ภาพลง Facebook • เพิ่มเอฟเฟคแรงดีดของปืนออกทางด้านซ้ายและทางด้านขวา (จากเดิมมีแต่ดีดขึ้นบน) • เพิ่มสีสำหรับสัญลักษณ์แคลน • ลด GEM ตั้งต้นเมื่อสร้างตัวละครเหลือ 100 GEM เพื่อลดปัญหาการปั๊มตัวละครมารับ GEM • ปรับปรุงเอนจิ้นเกมเพื่อให้แสดงเฟรมเรตได้สูงขึ้น • ปรับปรุงระบบดาวน์โหลดแพทช์ เพื่อแก้ไขปัญหาโหลดแพทช์ล้มเหลว • เพิ่มอัตราส่วนหน้าจออื่นๆนอกเหนือจาก 4:3 / 16:9 / 16:10 ในหน้าจอการตั้งค่า • เพิ่มหน้าจอแนะนำสำหรับผู้เล่นใหม่เมื่อเข้าเกมเป็นครั้งแรก • ลดขนาดตัวหนังสือกราฟฟิคเวลาเล่น (Double Kill , Fantastic , Unbelievable ) • ปรับปรุงระบบ "ทดลองยิง" ให้ลื่นขึ้น • ปรับปรุงแผนที่ Rusty Cage ให้ลื่นขึ้น

เด็กอึ้งทั้งโรงหนัง! วิจารณ์สนั่นฉายตัวอย่างหนังวาบหวิวก่อน Captain America: Civil War ฉาย
Captain America: Civil War /  ตัวอย่างหนัง / 

เด็กอึ้งทั้งโรงหนัง! วิจารณ์สนั่นฉายตัวอย่างหนังวาบหวิว ก่อน Captain America: Civil War ฉาย กลายเป็นประเด็นฮือฮาในโลกโซเชียลให้วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นเมืองทีเดียว เมื่อภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่คนไทยหลายคนรอคอยอย่าง Captain Americ: Civil War เข้าโรงฉายในบ้านเรา ก็ทำให้คนแห่ตีตั๋วเข้าชมภาพยนตร์กันอย่างล้นหลาม แน่นอนว่าก่อนที่ภาพยนตร์จะฉายนั้นก็ต้องมีภาพยนตร์ตัวอย่างให้ชมเพื่อเป็นการโฆษณา ทว่ามีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ตัวอย่างค่อนข้างล่อแหลมฉายออกมาด้วย ซึ่ง Captain America: Civil War ถูกจัดอยู่ในเรต PG-13 ทำให้คนที่อายุมากกว่า 13 ปีเข้าชมได้ ในขณะที่ตัวอย่างภาพยนตร์ที่ล่อแหลมนั้นดันเป็นตัวอย่างภาพยนตร์ที่ไม่ควรให้เยาวชนผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ดู จึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ซึ่งล่าสุดกระทู้ที่เป็นประเด็นในเว็บไซต์พันทิพ ทาง SF Customer Service ได้ออกมาชี้แจงดังนี้ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวทีเดียว หลังจากนี้ทางโรงภาพยนตร์ควรคัดเลือกภาพยนตร์ตัวอย่างที่จะนำมาฉายให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเหมาะสมกับตัวภาพยนตร์ที่กำลังจะฉาย และความสบายใจต่อผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ อ่านกระทู้ได้ที่ http://pantip.com/topic/35093805/comment131 ขอขอบคุณภาพประกอบจาก www.gettyimages.com และ www.pantip.com

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบทุนการศึกษาให้เด็กและเยาวชน ประจำปี ๒๕๕๙
ทุนการศึกษา /  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชน ประจำปี ๒๕๕๙ สานต่อการให้ไม่สิ้นสุด ก้าวสู่อนาคตการศึกษาอย่างมั่นคง นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นประธาน ในพิธีมอบทุนการศึกษา ให้แก่เด็กและเยาวชนบนพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ณ ห้องประชุมเทเวศร์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบทุนการศึกษาให้เด็กและเยาวชน ประจำปี ๒๕๕๙ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เล็งเห็นถึงการพัฒนาและให้ความสำคัญกับการ ขยายโอกาสด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนบนพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ให้มีโอกาสได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยการมอบทุนการศึกษาเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมา อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียนทุนการศึกษา ชุมชน และสำนักงานทรัพย์สินฯ อีกด้วย ซึ่งในปีนี้ มีนักเรียนทุนการศึกษาในส่วนกลาง จำนวน ๕๐๕ ราย ส่วนภูมิภาค จำนวน ๒๖๔ ราย และทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวน (Full Scholarship) จำนวน ๑๙ ราย รวมทั้งสิ้น จำนวน ๗๘๘ ราย ทั้งนี้ สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้มีการจัดกิจกรรม “เปิดประสบการณ์การเรียนรู้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ” (ค่ายนักเรียนทุน) ซึ่งในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ ๙ โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ ๑๘-๒๑ เมษายน ๒๕๕๙ ณ แหล่งเรียนรู้ ในสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร อันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนพระราชกรณียกิจ ต่างๆของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย อาทิ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ และพระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นต้น มีนักเรียนทุนการศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินฯ และมูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น ๒๕๘ ราย เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนทุนการศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้เรียนรู้และ น้อมนำแนวคิด หลักการใช้ชีวิตตามรอยพระราชจริยวัตรและพระราชดำริ มาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้อย่างเหมาะสม น.ส.ภัทราภรณ์ จตุรทิศ (ฟ้าใส) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ เผยว่า “การเป็นเด็กทุนการศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทำให้ชีวิตของหนูและครอบครัวเปลี่ยนไปมากค่ะ ทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นเยาวชนที่มีศักยภาพ มีความเป็นผู้นำ นอกจากนี้ทุนการศึกษาที่หนูได้รับ ได้สร้างโอกาสให้หนูได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศฮังการี ในโครงการเอเอฟเอส ซึ่งข้อสอบเป็นข้อเขียนภาษาอังกฤษทั้งหมด มีคำถามข้อหนึ่งถามว่า ทำไมทางโครงการต้องเลือกหนูเป็นนักเรียนทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ หนูตอบว่าเพราะหนูเป็นนักเรียนทุนของสำนักงานทรัพย์สินฯ การได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศครั้งนี้ จะทำให้หนูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นำมาพัฒนาประเทศไทยได้ ต่อจากนี้หนูจะตั้งใจเรียนให้สูงที่สุด ควบคู่ไปกับการเป็นคนดีของสังคม เพราะคนเก่งสามารถพัฒนาสังคมได้ แต่คนดีจะสามารถนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่สังคมได้ตลอดไปค่ะ” น.ส.จุฑามาศ สกุลไทย (มายด์) นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า “หนูมีโอกาสคัดเลือกเข้ารับทุนการศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินฯ จากการทำโครงงานช่วยเหลือสังคม จากการประกวดโครงการเธอคือแรงบันดาลใจ ปีที่ ๔ ของมูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “โครงการจิตอาสาสร้างค่านิยมใหม่ ก้าวพ้นภัยยาเสพติด” เป็นผลงานและกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนูไม่เคยนึกถึงสิ่งตอบแทนใดๆ แต่จากความตั้งใจของหนูที่ผู้ใหญ่ทางสำนักงานทรัพย์สินฯ มองเห็น จึงได้หยิบยื่นโอกาสให้หนูได้รับทุนการศึกษา ดีใจและภูมิใจมากๆ ค่ะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหนูได้ทำโครงงานคุณธรรมช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง และได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นสภาสังคมสงเคราะห์ ปี ๕๗ รางวัลเยาวชนคนเก่งสมเด็จพระเทพฯ และรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ปี ๕๘ ซึ่งโครงการเธอคือแรงบันดาลใจ เป็นเหมือนสะพานที่ทำให้หนูได้ต่อยอดโอกาสดีๆ ในหลายๆ ด้าน หนูรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและหนูจะตั้งใจเรียนนำทุนนี้ไว้ศึกษาต่อโดยไม่ต้องกู้เรียน ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่อีกทางหนึ่ง ซึ่งท่านต่างภาคภูมิใจที่หนูเป็นเด็กดีขยันเรียนและรู้จักช่วยเหลือคนอื่น ๆ อีกด้วย” น.ส.ณัฐกานต์ ศรีด้วง (มายด์) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง เผยว่า “คุณพ่อคุณแม่ประกอบอาชีพค้าขายอยู่บนตลาดสำนักงานทรัพย์สินฯ จ.ลำปาง ค่ะ จึงทำให้หนูได้มีโอกาสในการเข้ารับทุนการศึกษา รู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆ ค่ะ ที่ได้รับทุนการศึกษาสำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ หนูได้นำความสามารถพิเศษทางด้านกีฬาว่ายน้ำมาคัดเลือกค่ะ เพราะหนูคิดว่านอกเหนือจากการเรียนดี ประพฤติดี ความสามารถพิเศษจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราได้รับเลือกโอกาสดีๆ ซึ่งหนูจะนำเงินทุนที่ได้เก็บไว้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และส่วนหนึ่งแบ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว สำหรับกิจกรรมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ทำให้หนูได้รับความรู้ในหลายๆ ด้าน ที่สามารถนำมาพัฒนาตนเองและสังคมให้เกิดประโยชน์ได้ค่ะ” ด.ช.อิษฎา เกตทอง (อิท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนกีฬาจังหวัดตรัง จ.ตรัง เผยว่า “ผมมีพี่น้อง ๓ คน ตัวผมเองเป็นคนที่ ๑ ครับ การได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ผมดีใจมาก เพราะผมมีความฝันว่าอยากจะพัฒนาประเทศของเราให้เจริญรุ่งเรือง คุณพ่อคุณแม่ท่านก็เป็นกำลังใจบอกให้ผมทำเต็มที่ และทุนที่ได้รับผมจะเก็บไว้สำหรับศึกษาเล่าเรียนต่อไปในอนาคต ส่วนความรู้ที่ได้ผมจะนำมาพัฒนาชุมชน เหมือนอย่างรุ่นพี่ตัวอย่างในชุมชนของผมเค้าตั้งใจเรียน เป็นนักกีฬาของจังหวัด และยังทำประโยชน์เพื่อชุมชนด้วยนอกจากนี้ผมจะเป็นตัวอย่างทีดีให้น้องๆ ได้เดินตามรอยทั้งในด้านการเรียนและเป็นคนดีของสังคมต่อไปครับ” น.ส.ทิตาวีร์ พันธุ์ศรีบัณฑิต (โจดี้) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนสตรีวัดระฆัง เผยว่า “ครอบครัวหนูประกอบอาชีพค้าขายอยู่บนพื้นที่ของสำนักงานทรัพยิ์สินฯ จึงได้รับการติดต่อจากทางชุมชนว่ามีการสมัครสอบคัดเลือกทุนของสำนักงานทรัพย์สินฯ หนูจึงได้เข้ามาสอบ พอทราบว่าได้ทุนดีใจมากๆ ค่ะ เพราะฐานะทางบ้านหนูมีฐานะพอมีพอกิน การได้รับทุนการศึกษาในครั้งทำให้หนูสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้เป็นอย่างมาก และจะเก็บไว้เพื่อใช้ในการศึกษาต่อให้สูงที่สุด สำหรับกิจกรรมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ทำให้หนูได้รู้ถึงพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้สึกรักประเทศไทยและเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ไทยเพิ่มมากขึ้น อยากเป็นกำลังใจให้พี่ๆ น้องๆ ที่อยู่บนพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ทุกคน ขอให้ตั้งใจเรียนและเป็นคนดีของสังคม แล้วจะได้รับโอกาสดีๆ แบบหนูค่ะ” ทุนการศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินฯ มีส่วนช่วยให้นักเรียนทุนการศึกษาได้ฝึกฝนตนเองในด้านความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม รู้จักเสียสละและแบ่งปันซึ่งกันและกัน รวมไปถึงการพัฒนาตนเองด้านสังคม สู่การสร้างเครือข่ายเยาวชนจากการร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เพื่อสร้างคุณภาพขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาให้มั่นคง สู่การสร้างคนคุณภาพแก่สังคมโดยรวมต่อไป

กินแห้ว! โอบาเมยอง เมินผีหวังจอยราชันแทน
ตลาดซื้อขายนักเตะ /  บุนเดสลีก้า / 

ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง  กองหน้าเนื้อหอมแห่งโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ที่ตกเป็นข่าวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาก่อนหน้านี้อาจจะเลือกย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริดแทนแม้ว่าผีแดงพร้อมที่จะทุ่มเงินกว่า 70 ล้านยูโรเพื่อซื้อตัวนักเตะยอดเยี่ยมทวีปแอฟริกาคนล่าสุดมาครอง แต่ดูเหมทือนเจ้าตัวไม่สนใจที่จะย้ายมาค้าแข้งในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด และอยากที่จะย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ยอดทีมในสเปนมากกว่าตามรายงานของสื่อต่างประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้ แมนฯยูไนเต็ด หันไปล่าตัว โรเมลู ลูคาคู กองหน้าจากเอฟเวอร์ตันมาร่วมทัพแทน

4 เทคนิค ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอน ให้สวยน่าอยู่
เทคนิคตกแต่งภายใน /  เฟอร์นิเจอร์ห้องนอน / 

สำหรับใครที่รักการตกแต่งบ้าน ตกแต่งห้องต่างๆ ของบ้าน มีอีกห้องหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ห้องไหนๆ ในบ้านเลย ก็คือ ห้องนอนนั่นเอง ลองมาอ่าน เทคนิคตกแต่งภายใน ตกแต่งห้องนอน กันดูนะคะว่าเราตกแต่งจัดวางเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในห้องนอนได้เหมาะสมหรือเปล่า เทคนิคตกแต่งภายใน ตกแต่งห้องนอน (Bed Room) ห้องนอน (Bed Room) 1.การจัดวาง ห้องนอนเป็นห้องที่ใช้ในการพักผ่อนและเป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด การจัดวางห้องนอนจึงควรจัดให้เป็นห้องที่มีความสบายและผ่อนคลาย โดยทั่วไปแล้วมักจะจัดไม่ให้เตียงนอนหันหัวในทางตรงข้ามกับประตูเข้าห้องนอน นอกจากจะเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ที่สามารถเลี่ยงไม่ให้วางเตียงตรงกับประตูได้ ในกรณีที่มีห้องนอนขนาดใหญ่สามารถจัดพื้นที่บางส่วนเป็นส่วนทำงานและเป็นเสมือนด่านหน้าก่อนจะเข้าถึงพื้นที่ส่วนเตียงได้อีกด้วย แต่การจัดห้องทำงานในห้องนอนนั้นก็ควรมีตู้หรือฉากกั้นเป็นสัดส่วน เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดหรือการรบกวนกันของการใช้งานทั้ง 2 ส่วน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังนิยมกั้นพื้นที่บริเวณใกล้ห้องน้ำเป็นพื้นที่แต่งตัวอีกด้วย 2.การเลือกวัสดุและสีห้องนอน ห้องนอนเด็กควรตกแต่งห้องให้น่าสนใจด้วยจินตนาการของการเลือกสี เด็กเล็กมักจะให้ความสนใจต่อสี การเลือกเฟอร์นิเจอร์จึงมักเรียบง่ายแต่เน้นสี ให้สะดุดตาห้องนอนผู้ใหญ่จะตกแต่งไปตามสไตล์ความชอบส่วนบุคคล การเลือกโทนสีเนื้อนวล หรือสีโทนร้อนที่ไม่ร้อนแรงเกินไปเช่นสีเปลือกไข่ไก่ สีเหลืองอ่อนๆ จะช่วยทำให้ห้องมีความสว่างสดใสและอบอุ่น มีบรรยากาศพักผ่อนที่ดีอุปกรณ์เครื่องนอนควรเลือกผ้าฝ้ายธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านการฟอกย้อม 3.เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและการตกแต่ง ในห้องนอนโดยมากไม่ควรปูพรมเพราะจะเป็นที่สะสมของไรฝุ่น ควรปูพื้นไม้ที่ให้ความเป็นธรรมชาติและทำความสะอาดง่าย แม้แต่ผ้าเช็ดเท้าหน้าเตียงก็ควรหลีกเลี่ยงพรมขนฟู ควรใช้ผ้าฝ้ายผืนพอเหมาะที่สามารถซักได้ และเลือกหมอนที่ซักล้างทำความสะอาดได้ง่าย หากต้องมีพรมให้ใช้พรมขนสัตว์แท้ หรือพรมจากวัสดุธรรมชาติอื่นๆ แทนพรมสังเคราะห์ ไม่ควรมีเฟอร์นิเจอร์กีดขวางทิศทางจากห้องนอนไปห้องอื่นที่สำคัญในบ้าน เช่น จากเตียงสู่ห้องน้ำเนื่องจากอาจมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าห้องน้ำในเวลากลางคืน เตียงนอนไม่ควรหันปลายเท้าทางประตูทางเข้าเพราะเมื่อมีผู้เข้าออกจะทำให้รบกวนผู้นอน ตู้เสื้อผ้า Built-in จะสร้างได้พอเหมาะกับที่ว่างที่มีอยู่ และใช้ปิดมุมเสาให้ห้องดูนุ่มนวลลงได้ ประตูตู้เป็นบานเปิดหรือบานเลื่อนขึ้นอยู่กับที่ว่างหน้าตู้ที่มีอยู่ ถ้าที่ว่างน้อยควรใช้ประตูเป็นบานเลื่อน 4.แสงและเสียงในห้องนอน ห้องนอนเป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุดในบ้านการจัดวางทิศทางต้องคำนึงถึงช่องเปิดหรือหน้าต่างที่ จะรับลมได้ดีถ้าไม่มีเครื่องปรับอากาศสำหรับบ้านในกรุงเทพทิศทางลมจะมาจากทุกทิศทางควรทำช่องเปิดมากกว่าหนึ่งด้าน ผู้อยู่อาศัยที่ชื่นชอบแสงเวลาเช้าให้หันทิศทางห้องนอนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ คนส่วนมากที่ไม่ชอบตื่นเช้าให้หันทิศทางห้องและหัวนอนไปทางทิศเหนือ และไม่หันหัวเตียงไปทางหน้าต่าง แสงที่เข้ามาจะเป็น Indirect Light สะท้อนที่ผนังก่อนจะเข้าตา ช่วยไม่ให้แสงแยงเข้าตาเราสามารถแยกส่วนห้องนอนกับห้องแต่งตัวออกจากกันเพื่อให้ห้องนอนมีขนาดกว้างขวางขึ้นบริเวณแต่งตัวและโต๊ะเครื่องแป้ง ควรแยกเป็นสัดส่วนกับบริเวณนอน และต่อเนื่องกับห้องน้ำในกรณีที่มีห้องน้ำติดกับห้องนอน ไม่ควรอยู่ทางเข้าเนื่องจากจะทำให้เห็นความไม่เรียบร้อย ที่มา ww.homedecorthai.com/

โตโน่ รับเคยเปลี่ยนศาสนาเพราะรัก เลิกกันขอกลับเป็นพุทธตามเดิม!!
โตโน่ ภาคิน /  แตงโม ภัทรธิดา / 

แม้ว่าจะแยกทางกันไปแล้ว สำหรับอดีตคู่รักอย่าง โตโน่ ภาคิน และ แตงโม ภัทรธิดา ก็ยังมีข่าวคราวเกี่ยวโยงถึงกันตลอด ล่าสุดมีตาดีแอบเห็น หนุ่มโตโน่ กลับเข้าบ้าน สาวแตงโม อีกครั้งเพื่อไปขนของออกมา งานนี้เจ้าตัวบอกได้เข้าไปเอาเสื้อเกราะมอเตอร์ไซค์ที่บ้านของอดีตคนรักซึ่งตนลืมไว้จริง พร้อมยอมรับปัจจุบันกลับมานับถือศาสนาพุทธแล้ว หลังจากเคยเปลี่ยนศาสนาเพราะความรัก!! "ล่าสุดมีคนเห็นว่าเข้าไปขนของบ้านแตงโม ก็มีไปเอาเสื้อเกราะขี่มอเตอร์ไซค์ของเราที่ลืมไว้ นานแล้วครับ น่าจะประมาณ 1 เดือนมั้ง แล้วก็ไม่ได้เจอกันด้วย ก่อนเข้าไปผมก็บอกก่อนครับ บอกว่าจะเข้าไปเอาเสื้อเกราะขี่มอเตอร์ไซค์นะ ยังมีของอยู่บ้านแตงโมอีกมั้ย ผมก็ไม่มั่นใจ แต่น่าจะหมดแล้ว ไม่น่าจะได้กลับไปเอาอะไรแล้ว" "วันนี้ตอนพิธีบวงสรวงยกมือไหว้ก็เปลี่ยนศาสนาแล้วใช่ครับ กลับมาเป็นพุทธเหมือนเดิม ให้คุณแม่สบายใจ คือคุณแม่ท่านนับถือพุทธ และครอบครัวเราก็เป็นพุทธมา ในช่วงที่ผมไปเป็นคริสต์ก็คือผมรักโม ตอนนี้พอเลิกกันไป ผมก็กลับมาเป็นพุทธแบบเดิมของผมครับ" "ยังไม่ได้ทำพิธีสิ้นสุดศาสนาคริสต์ครับ คือจริงๆ แล้วตัวผมไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ว่าใครจะคริสต์ ใครจะพุทธ ผมค่อนข้างเชื่อในสิ่งที่ทำมากกว่า ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้นครับ เรื่องการออกศาสนาผมไม่ทราบเลยครับ แต่ผมก็ยังมีเพื่อนเป็นคริสต์ อะไรที่ดีผมก็เชื่อครับ" "เปลี่ยนเพื่อความสบายใจของคุณแม่ ท่านชอบทำบุญไง เวลาพาท่านไปตักบาตรหรืออะไรมันก็ง่ายกับผม แต่สำหรับตัวเราเองไม่ได้ซีเรียสเลยว่าจะต้องเป็นพุทธหรือเป็นคริสต์ เรื่องเปลี่ยนศาสนาไม่ได้บอกแตงโมครับ ในบัตรประชาชนก็เป็นพุทธอยู่แล้วครับ" โตโน่ กล่าว โตโน่ ภาคิน โตโน่ ภาคิน โตโน่ ภาคิน โตโน่-คุณแม่