บังยี

ไม่อยากเชื่อ! แกรี่ เคฮิลล์ ยังข้องใจ โดนแข้ง สวอนซี เตะข้อเท้าฉกไปยิง แต่ไม่ได้ฟาวล์
พรีเมียร์ ลีก /  ฟาวล์ / 

เกมจบแต่อารมณ์ยังไม่จบ สำหรับ แกรี่ เคฮิลล์ กองหลัง เชลซี หลังเกมที่ทีมสิงห์บลูส์บุกเสมอ สวอนซี 2-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวโดน ลีรอย แฟร์ เตะข้อเท้าเต็มๆ ก่อนฉกบอลไปยิงประตู แต่ผู้ตัดสิน อันเดร มาร์ริเนอร์ กลับไม่เป่าฟาวล์แต่อย่างใด จนเซ็นเตอร์แบ็คทีมชาติอังกฤษอดรนทนไม่ไหวต้องทวีตข้อความถึงเหตุการณ์นี้ใน ทวิตเตอร์ ส่วนตัว "เหลือเชื่อ" เคฮิลล์ โพสต์ข้อความสั้นๆ พร้อมทั้งลงคลิปที่ตนเองโดนผู้เล่น สวอนซี เตะข้อเท้าเต็มๆ แต่กลับไม่มีการเป่าฟาวล์จาก อันเดร มาร์ริเนอร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะลบทวีตดังกล่าวออกไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับจังหวะดังกล่าว เป็นประตูขึ้นนำ 2-1 ของ สวอนซี ซึ่ง แฟร์ เล่นไม่แฟร์สมชื่อ ไปเตะข้อเท้าในจังหวะที่ เคฮิลล์ กำลังบังบอลจะส่งคืนให้ผู้รักษาประตู ติโบต์ กูร์กตัวส์ ก่อนลากไปยิงหน้าตาเฉย แล้วดันได้ประตูจริงๆ ซะด้วย ยังดีที่ เชลซี มาได้ประตูตีเสมอ 2-2 จากการตีลังกายิงสุดสวยของ ดิเอโก้ คอสต้า ทำให้เสมอ 2-2 ได้คะแนนติดไม้ติดมือกลับบ้านไป

บัง ยงกุก หัวหน้าวง B.A.P 'พักงาน' เพื่อรักษาโรค panic
B.A.P /  BANGYONGGUK / 

บัง ยงกุก หัวหน้าวง B.A.P (บีเอพี) จะไม่ร่วมทำกิจกรรมโปรโมทครั้งใหม่ร่วมกับสมาชิกในวง เพื่อรักษาโรค panic disorder (ตื่นตระหนก หวาดระแวง) บังยงกุก วันที่ 25 ตุลาคม TS Entertainment ต้นสังกัดของวง B.A.P เปิดเผยว่า 'บัง ยุงกุก ได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และพบว่าเขามีปัญหาด้านสุขภาพเนื่องจากโรค panic' 'หลังจากเราได้ปรึกษาหารือกัน ทั้ง บัง ยงกุก และสมาชิกคนอื่นๆ ต่างเห็นตรงกันว่าควรให้ความสำคัญกับการรักษาอาการของ ยงกุก เป็นอันดับแรก ดังนั้นเขาจึงจะพักงานเพื่อรักษาตัว โดยสมาชิกอื่นๆ อีก 5 คนจะทำกิจกรรมคัมแบ็คที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปโดยไม่มี ยงกุก' วง B.A.P บัง ยงกุก ได้เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า "ในฐานะหัวหน้าวง ผมรู้สึกเสียใจและขอโทษที่ไม่สามารถอยู่กับเมมเบอร์และแฟนๆ ได้ อย่างไรก็ตามโปรดสนับสนุนสมาชิกคนอื่นๆ ด้วยนะครับ" 다시 금 건강한 모습으로 돌아오도록 노력하겠습니다 멤버들과 팬 여러분 모두와 함께하지 못해 리더로서 안타깝고 미안한 생각뿐입니다 멤버들에게 더 많은 관심과 응원 부탁드립니다 — Bang yongguk (@BAP_Bangyongguk) October 25, 2016 ด้านสมาชิกคนอื่นๆ ของ B.A.P ก็ต่างเขียนข้อความให้กำลังใจและสัญญาว่าจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อ บัง ยงกุก บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพวกเขาเป็นอย่างดี อนึ่ง วง B.A.P มีกำหนดจะคัมแบ็คด้วยผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 Noir ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้. วง B.A.P Embed from Getty Images วง B.A.P Embed from Getty Images มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

L.O.R.D สงคราม 7 จอมเวทย์
L.O.R.D สงคราม 7 จอมเวทย์ /  คริส วู / 

L.O.R.D สงคราม 7 จอมเวทย์ L.O.R.D สงคราม 7 จอมเวทย์ ว่าด้วยเรื่องราวของ ลอร์ด หรือ จอมเวทย์ แห่งอาณาจักรดิน น้ำ ลม ไฟ พร้อมอุบัติสงครามครั้งสะเทือนพิภพจนสุดสวรรค์ที่มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งและมีไหวพริบที่สุดเท่านั้น จะครองบัลลังก์มหาจอมเวทย์ โนเบิลลอร์ด จอมเวทย์เหยี่ยวอสูร รับบทโดย ฟ่าน ปิงปิง, จอมเวทย์เพลิงหิมะ รับบทโดย คริส วู, จอมเวทย์ดาบวายุ รับบทโดย เฉินเสวี่ยตง, จอมเวทย์เทพสังหาร รับบทโดย เฉินเหว่ยถิง, จอมเวทย์สองวิญญาณ รับบทโดย หยางมี่ และจอมเวทย์จิตสยบมาร รับบทโดย เหยียนควน

แด่ เสนีย์ เสาวพงศ์ แรงบันดาลใจในหนัง From Bangkok to Mandalay
From Bangkok To Mandalay /  ชาวโยเดีย / 

จากบทสนทนาว่าด้วย "ปีศาจแห่งกาลเวลา" ของ สาย สีมา ตัวละครเอกใน 'ปีศาจ' วรรณกรรมไทยคลาสสิคโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ (2461 – 2557) กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส สร้างตัวละครอย่าง ธูซา ศูนย์กลางของเรื่องราวความรักและการพลัดพรากใน From Bangkok to Mandalay หนังร่วมทุนไทย-เมียนมาเรื่องนี้ โดยชาติชายได้เล่าถึงการนำส่วนหนึ่งของนิยาย 'ปีศาจ' มาใส่ในหนังว่า "ปีศาจ มันก็เป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกัน คือคุณเสนีย์ นอกจากเป็นนักเขียนชื่อดังแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2520 ซึ่งช่วงที่เราเริ่มทำหนังเรื่องนี้ แล้วได้เดินทางไปที่สถานทูต เราก็รู้สึกว่าเรื่องราวของคุณเสนีย์มันน่าสนใจ บวกกับที่ประเทศเมียนมาเป็นช่วงเวลาที่ผู้นำทางความคิดทางเสรีภาพของในยุคประชาธิปไตยชาวพม่าคือผู้หญิง (นาง ออง ซาน ซูจี) บวกกับสิ่งที่เราเก็บเกี่ยวจากการไปชมภาพยนตร์กับชาวเมียนมาที่นั่น คือเราเห็นถึงความฝันของผู้หญิงที่นี่ ในสภาพความเป็นจริงที่เมียนมายังเป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ คือยังหนักกว่าเมืองไทยมากๆ เราเองเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนก็มีความฝัน ก็เลยนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครธูซาในเรื่อง" ชาติชาย เกษนัส ถ่ายภาพกับรูปถ่ายของ คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ณ สถานทูตไทยประจำประเทศพม่า (ภาพจากเฟซบุ๊ค อ.อานันท์ นาคคง ที่ปรึกษาคนสำคัญของหนังเรื่องนี้) 'ปีศาจ' เป็นเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของ สาย สีมา ลูกชาวนาบ้านนอกที่มาร่ำเรียนในกรุงเทพจนได้เป็นทนายความ กับ รัชนี หญิงสาวจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ หากแต่เชื่อว่าทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน โดยถือว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนเล่มสำคัญที่ส่งผลต่อแนวคิดผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อน 14 ตุลา 2516 ซึ่งตัวชาติชายเองได้นำบทสนทนา "ปีศาจแห่งกาลเวลา" มาใช้ในหนังอย่างครบถ้วน โดยแทนตัวละครสาย สีมาในต้นฉบับ มาเป็นตัวละครหญิง ธูซา ในหนังเรื่องนี้แทน (รู้จัก 'ปีศาจ' ให้มากขึ้นได้ จากบทความ "ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา" โดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ) 'ปีศาจ' โดย คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ "คือทั้งที่มาของฉากงานเลี้ยงและตัวละคร ธูซา มาจากหนังสือเรื่องนี้เลย โดยการที่สลับจากผู้พูดในต้นฉบับซึ่งเป็นผู้ชายมาเป็นผู้หญิงมันก็คือการที่เราพยายามจะบอกว่าผู้หญิงทุกคนในเมียนมาก็มีความฝัน เช่นเดียวกับการเลือก วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) มารับบท ธูซา ก็เพราะเราเองอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงชาวเมียนมา คือวุด มน ชเว ยี เขามีความนุ่มนวล มีความเป็นเพศหญิงสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันชีวิตจริงเธอก็มีความเข้มแข็ง คือจะมีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวเธอเยอะมากในเมียนมา มีถึงกับลือว่าเธอเคยถูกหลานของนายพลชื่อดังลักพาตัวไปหลายวัน แล้วก็รอดกลับมาได้ ซึ่งลองไปหาข่าวดูในอินเตอร์เน็ตได้ (หัวเราะ) คือเราก็ไม่กล้าถามเธอด้วยซ้ำว่ามันคือเรื่องจริงหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ กับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง วุด มน ชเว ยีก็มีความเข้มแข็ง มีความสตรองในแบบตัวเธอ ซึ่งก็ทำให็เธอยังเป็นไอดอลของผู้หญิงพม่าจำนวนมากในทุกวันนี้" วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) ผู้รับบท ธูซา อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจใน From Bangkok to Mandalay คือการเล่าเรื่องของ ชาวโยเดีย หรือคนไทยที่ถูกกวาดต้อนมาที่นี่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัครใจหรือตกค้างอยู่อาศัยสืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน โดยหนังเล่าเรื่องราวของชาวโยเดีย ผ่านซีนเล็กๆ ที่ตัวละครธูชาและ นันดะ (แสดงโดย เน โท นักแสดงระดับท็อปของเมียนมา) มาบันทึกเสียง เพลงโยเดีย "คุณลุงซึ่งร่วมแสดงในหนังก็เป็นคนโยเดียจริงๆ  ซึ่งว่าไปแล้วเพลงโยเดียมันก็คือเพลงไทยนั่นละ ไปจนถึงโขน หรือละครโยเดีย มันก็ถูกสืบสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้ (โดยชาติชายมีแผนเดินทางกลับไปเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องละครโยเดียด้วย) ที่จริงแล้ว คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ยังเคยเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อว่า 'ผมเป็นคนโยเดีย' ซึ่งเขียนเมื่อตอนเป็นท่านทูตอยู่ที่นั้น คือเรื่องมันสั้นๆ ง่ายๆ ว่าด้วยมีคนอยากมาพบเขา หากระหว่างที่กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่แถวๆ นั้น ก็มีเด็กที่เตะบอลอยู่ วิ่งมีพูดเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นแปลความได้ว่า -ผมเป็นคนโยเดีย ผมอยากพบคุณ- เสร็จแล้วก็วิ่งไปเตะบอลต่อ คุณเสนีย์ก็นิ่งไป แล้วมันก็จบแค่นั้น หากเรื่องสั้นนี้มันชวนให้เราคิดต่อว่า ตกลงคุณเสนีย์คิดอะไรอยู่ แล้วเด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดแบบนั้น ก็เลยอยากจะเติมเรื่องราวของคนโยเดีย เข้าไปในหนังด้วยเล็กน้อย ส่วนรายละเอียดต่างๆ ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับตัวละครธูซาไหม เราให้คนดูไปคิดปะติดปะต่อหาคำตอบเองดีกว่า เราแค่อยากจะสะกิดคนดูเล็กๆ ว่า มายาคติชุดใหญ่ที่เรามีต่อพม่า การมองเขาเป็นอื่นเป็นศัตรูตลอดเวลา คุณคงจะลืมไปว่าในประเทศพม่าก็ยังสายเลือดไทยอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย" เบื้องหลังการถ่ายทำฉาก ชาวโยเดีย หากสารพันเรื่องราวที่ชาติชายต้องการสะท้อนเหล่านี้ ทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยสไตล์ของหนังเมโลดราม่า ซึ่งเป็นแนวทางหนังที่ชาวเมียนมายังให้ความนิยมอย่างสูง "เราเองก็เชื่อว่าการทำเมโลดราม่ามันไม่มีทางยี้หรอก ตราบใดที่เราทำรายละเอียดของมันถึง แต่การจะให้มาเชื่อมโยงอธิบายเรื่องราวทั้งหมด เราว่ามันไม่จำเป็น เพราะพล็อตเรื่องหรือขนบของเรื่องที่เราเล่ามันไม่ใช่สิ่งใหม่ มันถูกเล่าซ้ำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะละเรื่องราวบางอย่างออกไปซะ เพราะเชื่อว่าผู้ชมจะปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้เอง ซึ่งมันเป็นการทดลองในการเล่าเรื่องของเราเหมือนกัน ส่วนจะประสบความสำเร็จไหม ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมมากกว่า" สุดท้ายแล้ว แม้สถานการณ์ของ From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน..ไม่คิดถึง' ในไทยจะไม่สู้ดีนัก และอาจยืนโรงฉายได้เพียงสัปดาห์เดียว แต่ชาติชายก็กล่าวว่า ยังโชคดีที่หนังประสบความสำเร็จในประเทศเมียนมา "พี่ๆ เพื่อนๆ หลายคน ในวงการอาจจะเป็นห่วงหนังเรื่องนี้ แต่ในกรณีที่แย่ที่สุดของ From Bangkok to Mandalay คือใน 2-3 เดือนนี้หนังจะคืนทุนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ จากการลงทุนราว 25 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เลวร้าย คืออาจจะเป็นหนังอินดี้ที่ไม่ได้กำไรอะไรมากมาย แต่ถ้ามองในแง่คุณค่า หรือการลงทุนที่ไม่ใช่เม็ดเงินมันก็คุ้มค่า คือไม่ต้องห่วงผมไม่โดนตึกแน่นอน (หัวเราะ) อย่างน้อยๆ ที่พม่าก็ต้อนรับเราอบอุ่น และก็รอคอยที่จะดูหนังที่โปรดักชันดีๆ แบบนี้อีกครั้ง" **อัพเดต - From Bangkok to Mandalay ยังได้ฉายต่อในสัปดาห์ที่สอง แม้จะเหลือโรงและรอบน้อยมากก็ตาม ติดตามขาวสารได้ที่ facebook ของหนัง ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ใบเตย กลับมาทวงบังลังค์ความแซ่บ เมินกลุ่มแอนตี้รุมด่า!!
ใบเตย อาร์สยาม /  ใบเตย สุธีวัน

  เรียกว่าเป็นตัวแม่ที่ไม่ยอมตกกระแสความแซ่บอีกคนของวงการบันเทิงจริงๆ สำหรับนักร้องสาวสั้นเสมอหูอย่างสาวใบเตย สุธีวัน หรือ ใบเตย R siam ที่จู่ๆ She ลุกขึ้นมาสลัดผ้าโชว์ความเซ็กซี่พร้อมกับโชว์หุ่นสุดเซี๊ยะชวนมอง แบบไม่แคร์สายตาบรรดากลุ่มที่แอนตี้มาจะกลับมารุมด่านางเลยแม้แต่นิด แหม..ก็ She ยิ่งโดนด่าก็ยิ่งดังล่ะสิคร้า งานนี้ she ก็เลยไม่แคร์ โถ..ก็ออกจะเซ็กซี่ขยี้ใจขนาดนี้นี่เนอะ!! ยกให้ She สักคนเหอะคร้า... ไม่อย่างนั้นวงการบันเทิงจะไร้สีสัน มีเรื่องราวของสาวๆ ซุปตาร์เผ็ดแซ่บ!! อีกเพียบ.... ติดตามได้ใน http://men.mthai.com/ ใบเตย สุธีวัน ใบเตย สุธีวัน ใบเตย สุธีวัน ใบเตย สุธีวัน ใบเตย สุธีวัน ขอบคุณภาพจาก นิตยสาร PlayBoyThailand

รวมคอมเม้นท์จากต่างชาติ จากงานเปิดตัว iPhone7
iphone /  iPhone7 / 

ก็เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Smartphone ที่ทุกคนรอคอย โดยเฉพาะสาวก iOS อย่าง iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ที่ในครั้งนี้ทาง Apple จัดเต็ม อัดฟีเจอร์เก๋ๆ มาแบบเพียบ ไม่ว่าจะเป็นกันฝุ่นกันน้ำ กล้องแบบ Dual camera และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เห็นแล้วมือสั่นรัวๆ อยากจะไปจับจองเป็นเจ้าของกันซะวันนี้ไปเลย โดยงานนี้ก็มีเหล่าผู้หลงไหลในโลก IT ต่างเข้ามาแสดงความเห็นกันมากมายในโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างถึงพริกถึงขึง ไม่ว่าจะเป็นการชมว่าเออมันเจ๋งดีน่าใช้ ตลอดจนไปถึงการติในสิ่งที่ไม่ถูกจริตของพวกเขาสำหรับ iPhone รุ่นใหม่นี้ ดังนั้นทาง Tech.MThai เราก็เลยได้ไป รวมคอมเม้นท์จากต่างชาติ จากโซเเชียลมีเดียต่างๆ หลังจากงานเปิดตัว iPhone7 มาให้เราดูกัน ว่าแต่และคนเขาจะมีความคิดอย่างไรกันบ้างนะ ถ้าจะเอาช่องเสียบหูฟังออกแล้วแทนด้วย lightning adapter เวลาฟังเพลงไปชาร์จไปไม่ได้แบบนี้ล่ะก็ ขอลาหล่ะ จนกว่า iPhone จะเอา headphones jack กลับคืนมา Apple ดูเหมือนจะทำอะไรชักช้าดีนะ เห็นเจ้าตัวบอกว่านี้เป็นยุคแห่ง wireless แต่ก็ไม่มีปัญญาสร้าง ตัวชาร์จแบตแบบ wireless ออกมา ไม่โอเคเลยอ่ะ ตอนนี้ฉันก็แฮปปี้กับ 5S อยู่แล้ว การตลาดของ Apple เหมือนเป็นการเพิ่มฟีเจอร์ทีละนิดๆ ในทุกปี ซึ่งมันเป็นการตลาดที่ผู้คนเราเบื่อมาก แทนที่จะทำออกมาดีๆ นี่เพิ่มมานิดๆ หน่อยๆ แต่ราคาดันเพิ่มขึ้นสูงมาก ห่วย!!! ตอนนี้เราก็ไม่มี headphones jack และพวกหูฟังของ Apple มันก็ไม่พอดีกับหูฉันด้วยไง ฉันคงจะอยู่กับ 6 Plus ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะพังหรืออัพเดตไม่ได้แล้วดีกว่าซื้อใหม่ ขอบคุณนะ Apple ฉันคงไม่ซื้ออะไรจากบริษัทคุณอีกแล้ว คุณน่าจะรวม head-phones เข้าไปในการขายด้วย ไม่ใช่ให้มาซื้อของแยกต่างหาก มันน่าสมเพชมาก ขอลาขาดแหละ บั๊ยยยย กันน้ำ ไม่มี headphones jack และอื่นๆ อีกมากมาย บอกได้คำเดียวเลยยว่า ว้าวววมาก น่าซื้อ Apple นี่มันขยะจริงๆ ถ้าคุณอยากจะจ่ายอะไรที่แพงๆ สำหรับของที่เทคโนดลยีล้าหลังละก็ Apple คงเหมาะกับคุณแล้ว พวกเราฉลาดพอที่จะซื้อ Android เพราะ specs ดีกว่า ถูกว่าอีกด้วย ฉันโอเคกับ 4s ที่ฉันซื้อตั้งแต่ 2011 หลายๆ คนซื้อ Apple ก็เพราะว่า พวกเขาคิดว่ามันจะทำให้ตัวเองดูรวย ดูเก๋ แต่พวกเขาฉลาดไม่พอที่จะรู้ว่าตัวเองนั้นไม่ได้ซื้อเทคโลโลยีใหม่ พวกเขาแค่ซื้อ Logo เฉยๆ แบบนี้ก็แปลว่า iPhone 6 ก็จะถูกลงแล้วละสิ งั้นฉันก็จะได้มีปัญญาซื้อ iPhone 5 (ที่ถูกกว่าเก่า) แล้วสิ

สรุปผลบอลเมื่อคืน วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559
กระชับมิตรทีมชาติ /  บอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย / 

สรุปผลบอลเมื่อคืน วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ผลบอล บอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย เวลา 17:30 น. ออสเตรเลีย 2-0 อิรัก เวลา 17:35 น. ญี่ปุ่น 1-2 อาหรับเอมิเรตส์ เวลา 18:00 น. เกาหลีใต้ 3-2 จีน เวลา 22:00 น. อุซเบกิสถาน 1-0 ซีเรีย เวลา 23:30 น. อิหร่าน 2-0 กาตาร์ เวลา 00:30 น. ซาอุดิอาระเบีย 1-0 ทีมชาติไทย ผลบอล กระชับมิตรทีมชาติ เวลา 19:00 น. ฮ่องกง 4-2 กัมพูชา เวลา 23:00 น. มัลดีฟส์ 5-0 บังกลาเทศ เวลา 23:15 น. บาห์เรน 3-1 สิงคโปร์ เวลา 01:45 น. เบลเยี่ยม 0-2 สเปน เวลา 01:45 น. เนเธอร์แลนด์ 1-2 กรีซ เวลา 01:45 น. โปรตุเกส 5-0 ยิบรอลตาร์ เวลา 02:00 น. อิตาลี 1-3 ฝรั่งเศส ผลบอล บอลโลก โซนอเมริกาใต้ เวลา 03:00 น. โบลิเวีย 2-0 เปรู เวลา 03:30 น. โคลอมเบีย 2-0 เวเนซูเอล่า เวลา 04:00 น. เอกวาดอร์ 0-3 บราซิล เวลา 06:30 น. อาร์เจนติน่า 1-0 อุรุกวัย เวลา 07:00 น. ปารากวัย 2-1 ขิลี >> เช็คผลบอลสด ที่นี่ <<

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง
From Bangkok To Mandalay /  ชาติชาย เกษนัส / 

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง "ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay" นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandala ภาพยนตร์สานสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา แถมยังคว้าตัวซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังของเมียนมา นำโดย Sai Sai Kham Leng (ไซ ไซ คำ แลง : ป๊อบสตาร์อันดับ 1 ของพม่า) , Wutt Hmone Shwe Yi (วุด มน ชเว ยี : นักแสดงนำหญิงอันดับ1 ของเมียนมา) , Nay Toe (เน โท : นักแสดงนำชายอันดับ 1 ของเมียนมา) มาร่วมประชันบทบาทกับนักแสดงไทย นำโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส และในวันนี้ผู้กำกับคนเก่งอย่าง ชาติชาย เกษนัส ได้นำทีมนักแสดงและทีมงานกว่า 30 ชีวิต มุ่งหน้าสู่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการเดินทางของสองพระนางอย่าง ไซ ไซ คำ แลง และ น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู เมื่อปิ่น (รับบทโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู) มาขอร้องให้โมนาย (รับบทโดย ไซ ไซ คำ แลง) ช่วยพาเธอเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในจดหมายที่คุณย่า (รับบทโดย เดือนเต็ม สาลิตุล) เขียนไว้  และหนึ่งในสถานที่นั้นคือทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่ทั้งสองต้องเดินทางมาเปิดจดหมายอ่านที่นี่ บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกมาก เพราะช่วงก่อนถ่ายทำเกิดมีพายุฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้การเดินทางไปนั้นค่อนข้างยากลำบาก และไซ ไซ ที่เดินทางมาด้วยเครื่องบินต้องบินวนอยู่หลายรอบกว่าจะลงจอดได้สำเร็จ แต่ในความโชคร้ายที่ฝนกระหน่ำเทลงมานั้นก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ คือ เพราะฝนที่ตกอย่างหนักทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ จึงทำให้กองถ่ายทำได้เก็บภาพที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกามไว้ได้อย่างงดงามที่สุด ทั้งไซ ไซ และน้ำหวาน อดใจไม่ไหวเลยต้องคว้ามือถือมาเซลฟี่เก็บภาพบรรยากาศไว้เป็นที่ระลึก หลังจากเดินทางมาถึงศูนย์กลางทะเลเจดีย์ ผู้กำกับก็เรียกสองนักแสดง มาเตรียมซักซ้อมและบล็อกช็อตสำหรับการถ่ายทำ โดยมีทะเลเจดีย์ที่สวยงามตระการตาเป็นวิวประกอบในฉาก เมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงทั้งไซไซ และน้ำหวาน ก็สามารถเล่นรับส่งบทกันได้อย่างลื่นไหล จนสมใจผู้กำกับถึงได้สั่งคัต แล้วสาวน้ำหวานก็ไม่รอช้ารีบคว้ามือถือมาถ่ายเก็บภาพบรรยากาศอย่างรัว ๆ หนุ่ม ไซ ไซ ถึงกับออกปากแซวว่า “ระวังเมมเต็มนะน้ำหวาน” สร้างเสียงฮาให้กับทุกคนในกอง ลองมาฟังหนุ่ม ไซ ไซ คำ แลง เล่าถึงบรรยากาศการถ่ายทำครั้งนี้ให้ฟังกันว่า... “วันนี้ทีมงานเดินทางมาถ่ายทำกันที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่นี่เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ ครับ  สำหรับการทำงานวันนี้ถึงแม้จะอุปสรรคในการเดินทางอยู่มากมาย เพราะจังหวะที่เราเดินทางมาเราเจอพายุฝนกระหน่ำทำให้ต้องหยุดพักกองเพื่อรอให้ฝนหยุดก่อน และไม่น่าเชื่อครับว่าหลังจากฝนหยุดตกสิ่งที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้า ทะเลเจดีย์ที่กว้างใหญ่สวยสง่าและงดงามมาก ๆ ส่วนการทำงานกับน้ำหวานเธอเป็นผู้หญิงที่อึดมากครับ ไม่บ่นสักคำ แถมยังคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในทีมอีก อยากฝากให้ทุกคนติดตามภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay ด้วยนะครับ”   ฟากด้านนางเอกสาว น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู ก็กล่าวเสริมว่า... “วันนี้ถือเป็นการทำงานที่สนุกอีกวันหนึ่งของน้ำหวานค่ะ ได้มีโอกาสเดินทางมาที่ทะเลเจดีย์ครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น ตื่นตามาก ๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะมหัศจรรย์ขนาดนี้ บ่งบอกได้ถึงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของคนเมียนมาจริง ๆ เลยคะ จนหวานเองอดใจไม่ไหวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปรัว ๆ จนโดน ไซ ไซ แซว (ยิ้ม) ฉากนี้เป็นอีกฉากที่หวานชอบมากอีกฉากหนึ่ง เวลาที่หวานนั่งแล้วมองออกไปเห็นทะเจดีย์สุดลูกหูลูกตา แล้วรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สวยมากค่ะ รู้สึกประทับใจมาก ๆ คะ ที่หวานได้เจอสถานที่อันซีนแบบนี้ อยากฝากให้แฟน ๆ ลองติดตามชมกันนะคะ รับรองว่าดูภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เรื่องเดียวเหมือนได้ไปเที่ยวเมียนมาอย่างจุใจค่ะ อย่าลืมนะคะ 10 พฤศจิกายนนี้ในโรงภาพยนตร์ค่ะ” ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เข้าโรงฉาย 10 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ นำแสดงโดย ไซ ไซ คำ แลง, วุด มน ชเว ยี, เน โท, น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล ฯลฯ จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส อำนวยการสร้างโดย มาเจนตา ฟิล์ม สตูดิโอ

สมยศแฉ! จ่ายค่าค้างชำระภาษีเฉียด 29 ล.เหตุชุดเก่าบริหารผิดพลาด
บังยี /  บิ๊กอ๊อด / 

สมาคมฟุตบอลออกแฉผู้บริหารสมาคมชุดเก่าบริหารงานผิดพลาด หลังต้องตามจ่ายเงินค้างชำระภาษีเป็นเงินเฉียด 29 ล้านบาท สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกแถลงการณ์แฉการบริหารงานของสมาคมฟุตบอลฯชุดเก่า นำโดย “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมคมฟุตบอลฯ หลังตามจ่ายเงินค้างชำระภาษี ก้อนแรก เป็นจำนวนเงินกว่า 28,899,299 บาท เพื่อชำระภาษีค้างชำระให้แก่กรมสรรพากร ซึ่งเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของผู้บริหารสมาคมฯ ชุดเดิม

ยืดอายุดวงตา ด้วย สารแอนโธไซยานิน ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
ดวงตา /  ปวดตา / 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตหน้าจอตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือดูจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตอยู่ตลอดๆ ต้องทำความรู้จักกับสารแอนโธไซยานินโดยด่วน เพราะเพ่งจอเหล่านี้เป็นเวลานานๆ แสงในจอจะไปทำลายเซลล์จอประสาทตา ซึ่งนานไปอาจทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ที่ร้ายแรงถึงขึ้นตาบอด และยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน เว้นแต่ทำให้คงสภาพการมองเห็นที่เหลืออยู่ให้ได้นานที่สุด ซึ่งอาการเริ่มต้นจะมองภาพไม่ชัดหนักขึ้นไปเรื่อยๆ พอนานไปๆ จะเห็นเป็นภาพบิดเบี้ยว และเหมือนมีจุดสีดำบังตรงกลาง จนอาจถึงขั้นตาบอดในที่สุด ซึ่งจากการวิจัยหลายสถาบันพบว่า สารแอนโธไซยานิน จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าผักผลไม้หลายชนิด ทำงานตรงต่อดวงตา ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ที่จอประสาทตาได้ นอกจากนี้ยังมีพบว่าสารแอนโธไซยานิน ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก ช่วยเรื่องการมองเห็นในที่มืด มีแสงน้อย และช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา เพราะไปช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและการไหลเวียนในเส้นเลือดฝอยในตา ซึ่งจะทำให้ออกซิเจนและสารอาหารที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงดวงตาได้ดีมากขึ้น โดยตัวสารแอนโธไซยานินจะพบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สีม่วงแดง ยิ่งเบอร์รี่มีสีม่วงแดงจนไปถึงน้ำเงินเข้มยิ่งแสดงว่ามีปริมาณแอนโธไซยานินอยู่สูง เช่นพวก สตอรเบอร์รี่ บิลเบอร์รี่ แบลคเคอร์แรนท์ อะซาอิเบอร์รี่ เป็นต้น นอกจากนี้วิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาอื่นๆก็สำคัญ เช่น วิตามิน A C E เบต้าแคโรทีน ที่อยู่ในผักผลไม้ เช่น ฟักทอง แครอท หรือมะละกอสุก เป็นต้น จากการสำรวจพบว่าคนไทยที่เกิดในช่วงปี 2524 – 2543 ใช้อินเตอร์เน็ตกันเฉลี่ยวันละ 7.6 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นจะให้ถนอมจอประสาทตาด้วยการหลีกเลี่ยงการมองจอเหล่านี้คงจะเป็นเรื่องยาก สิ่งที่ควรทำเพื่อรักษาสุขภาพจอประสาทตาให้ใช้ได้ไปนานๆ ก็คือหมั่นพักสายตา และบำรุงดวงตาด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาได้ แต่ถ้ารู้สึกมีอาการผิดปกติที่ดวงตาควรไปพบแพทย์ทันที และตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยซักปีละครั้ง เพราะดวงตาก็เป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต เมื่อดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว สุขภาพดวงตาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หมั่นทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา และลองมองหาสารแอนโธไซยานินจากเบอร์รี่ทั้งหลายมาเสริมเกราะป้องกันดวงตาของเรา ให้ใช้งานได้นานๆ

BTS ทำลายสถิติ 'เอ็มวีบอยแบนด์ K-POP ที่ยอดวิวแตะ 10 ล้านได้เร็วที่สุด!'
Bangtan Boys /  Blood Sweat & Tears / 

BTS (บังทัน บอยส์) ทำลายสถิติ 'บอยแบนด์ K-POP ที่ทำสถิติยอดวิวมิวสิควิดีโอบนเวบไซต์ YouTube ผ่าน 10 ล้านวิวได้รวดเร็วที่สุด!' ด้วยผลงานเพลงใหม่ Blood Sweat & Tears สำหรับมิวสิควิดีโอเพลง Blood Sweat & Tears ของเจ็ดหนุ่มวง BTS ได้เปิดตัวผ่าน YouTube Channel ของต้นสังกัด Big Hit Entertainment เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยยอดวิวของมิวสิควิดีโอเพลงนี้ถึง 1 ล้านวิวได้ภายใน 6 ชั่วโมง ก่อนจะทะยานสู่ 5 ล้านวิวใน 18 ชั่วโมง แล้วจึงมียอดเข้าชมมากกว่า 10 ล้านวิวได้ในเวลาประมาณ 5 โมงเย็น 41 นาทีของวันรุ่งขึ้น (11 ต.ค. / ตามเวลาของประเทศเกาหลีใต้) 방탄소년단 (BTS) ‘피 땀 눈물 (Blood Sweat & Tears)’ MV youtube channel : ibighit ด้วยสถิติดังกล่าวทำให้ BTS สร้างสถิติใหม่ของมิวสิควิดีโอของบอยแบนด์ K-POP ที่ถูกคลิกเข้าชมมากที่สุดภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อเปรียบเทียบกับเพลง Fire เพลงฮิตที่แล้วของวง BTS ที่ปล่อยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งสามารถทำยอดวิวแตะ 10 ล้านวิวใน 75 ชั่วโมงนั้น จะเห็นได้ว่าเพลง Blood Sweat & Tears ได้รับความนิยมอย่างร้อนแรงมากกว่าถึงสองเท่าเลยทีเดียว ไม่เพียงจะได้รับความนิยมในประเทศเกาหลีใต้เท่านั้น แต่เพลง Blood Sweat & Tears ของ BTS ยังกลายเป็นเพลง K-POP ยอดฮิตที่ครองชาร์ตเพลงเกาหลีทั่วโลก รวมทั้งมิวสิควิดีโอก็ยังขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตมิวสิควิดีโอยอดฮิตของ iTunes เช่นกัน ข้อมูลจาก eNEWSWORLD มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ท็อป BIGBANG ร่วมสอบบรรจุเป็นตำรวจ - อาจเข้ากรมปีหน้า
Big Bang /  Bigbang / 

ท็อป แร๊ฟเปอร์หนุ่มของวง BIGBANG (บิ๊กแบง) ถูกจับตามองถึงกำหนดการเข้ากรมของเขาทันที หลังมีการเปิดเผยว่าเขาได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สื่อมวลชนเกาหลีได้เปิดเผยว่า ท็อป BIGBANG ได้ร่วมเข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ กรมตำรวจแห่งชาติ ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงเช้าวานนี้(25 ต.ค.) โดยข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยัน เมื่อพบว่ามีชื่อ ชเว ซึงฮยอน ซึ่งเป็นชื่อจริงของแร๊พเปอร์หนุ่มอยู่ในรายชื่อผู้เข้าสอบบนเวบไซต์ของกรมตำรวจแห่งชาติ หาก ท็อป ผ่านการคัดเลือกที่ทางกรมตำรวจจะประกาศผลในวันที่ 11 พฤศจิกายน เขาจะเข้ากรมในตำแหน่งข้าราชการตำรวจ เช่นเดียวกับที่ศิลปินไอดอล อย่าง ชีวอน, ทงเฮ Super Junior และ ชางมิน ดงบังชินกิ กำลังประจำการอยู่ในขณะนี้ อนึ่ง วง BIGBANG กำลังอยู่ในช่วงการเตรียมตัวเพื่อทำอัลบั้มใหม่ และมีกำหนดจะคัมแบ็คในเดือนพฤศจิกายนปีนี้. Embed from Getty Images Embed from Getty Images ข้อมูลจาก xportsnews และ eNEWSWORLD มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ต่อพิฆาตจับมือPTจัดคลีนิคฟุตบอล
ประจวบ เอฟซี /  ฟุตบอลไทย / 

ประจวบ เอฟซี จับมือ พีที เปิดคลีนิคฟุตบอลสานสัมพันธ์ให้กับพนักงานภายในองค์กร ภายใต้โครงการ PT Prachuap Fc Football Clanic 2016 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน เวลา ที่ สนามสามอ่าว สเตเดียม "ต่อพิฆาต" ประจวบ เอฟซี ทีมในศึกยามาฮ่าลีกดิวิชั่น 1 ร่วมกับ บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ พีที สปอนเซอร์รายใหญ่ของสโมสร ทำการเปิดคลีนิคสอนฟุตบอลให้กับพนักงานขององค์กร ภายใต้โครงการ PT Prachuap Fc Football Clanic 2016 ซึ่งงานนี้มีพนักงานของพีทีจีร่วมกิจกรรมฝึกทักษะลูกหนังกับทางสโมสรกว่า 40 ชีวิต โดยมี "โค้ชโอ่ง" ดุสิต เฉลิมแสน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพ "ต่อพิฆาต" และบรรดานักเตะอย่าง สุรเดช เสาไธสง, สามารถ เพชรหนู, รังสฤทธิ์ สุทธิสา, ชินกร ดีสาย, เนโต้, คิม กึน โซล และ ควอน แด ฮี คอยให้คำแนะนำดีๆกับผู้เข้าร่วมโครงการ โดยมีนาย ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะประธานสโมสรประจวบ เอฟซี และนายฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด(มหาชน) ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงาน นาย ฉลอง ติรไตรภูษิต เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ในครั้งนี้ว่า " กิจกรรมนี้เราได้มีการพูดคุยกับท่านนายกเกียร์ตั้งแต่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ช่วงต้นฤดูกาลแล้ว ว่าต้องการให้พนักงานของพีทีจีได้ร่วมทำกิจกรรมขององค์กร" "การเข้ามาสนับสนุนทีมฟุตบอลในปีนี้ ก็เลยอยากให้พนักงานซึ่งปกติชอบเตะฟุตบอลอยู่แล้วได้เรียกรู้เทคนิคและคำแนะนำดีๆจากผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ ก็ต้องขอขอบคุณคำแนะนำดีๆจากสโมสร ประจวบ เอฟซี ด้วย " ด้าน "นายกเกียร์" ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะประธานสโมสรประจวบ เอฟซี กล่าวว่า " ขอขอบคุณ บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด(มหาชน) ที่ร่วมจัดกิจกรรมดีๆครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของทีมที่ได้เปิดฟุตบอลคลีนิค ก็หวังว่าพี่น้องพนักงานทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการฝึกทักษะฟุตบอลกับทีมงานประจวบ เอฟซี และเรายินดีที่จะให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมเช่นนี้ต่อไป"