บังยี

หนุ่มๆ ใจละลายไอซ์ อภิษฎา จัดเต็มแหวกอกเกือบถึงสะดือ โชว์ความเซ็กซี่รัวๆ
ไอซ์ อภิษฎา

   เรียกว่าเซ็กซี่กันรัวๆ จนทำเอาบรรดาหนุ่มใจละลายได้ตลอดเวลาจริงๆ สำหรับสาว ไอซ์ อภิษฎา โถ..ก่อนหน้านี้นางก็เพิ่งไปโชว์ความเซ็กซี่เรี่ยราดที่มัลดีฟส์ บวกความสวีทหวานกับไฮโซแม็กซ์ จนหลายคนพากันอิจฉาไปถ้วนหน้าแล้ว ยิ่งเวลาที่สาวไอซ์ถูกรับเชิญไปเป็นกรรมการในการสุดฮอตอย่าง THE MASK SINGER ก็ทำเอาบรรดาหนุ่มๆ หลายพากันเพ้อถึงสาวไอซ์ เป็นแถว    แหม...ก็ความสวยบวกกับความขี้เล่นอารมณ์ดี ทำให้ตอนนี้สาวไอซ์ กลับมาทวงบังลังค์ความเซ็กซี่อีกครั้งแต่ที่เพิ่มเติมคือกลายเป็นขวัญใจของหนุ่มๆ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุดนางไปออกงานอีเว้นต์ ก็จัดเต็มกับชุดแหวกอกเกือบถึงสะดือทำเอาหนุ่มๆ หัวใจเกือบวายโชคดีที่หวานใจอย่างหนุ่มแม๊กซ์ไม่หวง ไม่อย่างนั้นสาวไอซ์คงไม่ได้เซ็กซี่อย่างที่เห็นแน่นอน        

ท็อป BIGBANG ร่วมสอบบรรจุเป็นตำรวจ - อาจเข้ากรมปีหน้า
Big Bang /  Bigbang / 

ท็อป แร๊ฟเปอร์หนุ่มของวง BIGBANG (บิ๊กแบง) ถูกจับตามองถึงกำหนดการเข้ากรมของเขาทันที หลังมีการเปิดเผยว่าเขาได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สื่อมวลชนเกาหลีได้เปิดเผยว่า ท็อป BIGBANG ได้ร่วมเข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ กรมตำรวจแห่งชาติ ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงเช้าวานนี้(25 ต.ค.) โดยข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยัน เมื่อพบว่ามีชื่อ ชเว ซึงฮยอน ซึ่งเป็นชื่อจริงของแร๊พเปอร์หนุ่มอยู่ในรายชื่อผู้เข้าสอบบนเวบไซต์ของกรมตำรวจแห่งชาติ หาก ท็อป ผ่านการคัดเลือกที่ทางกรมตำรวจจะประกาศผลในวันที่ 11 พฤศจิกายน เขาจะเข้ากรมในตำแหน่งข้าราชการตำรวจ เช่นเดียวกับที่ศิลปินไอดอล อย่าง ชีวอน, ทงเฮ Super Junior และ ชางมิน ดงบังชินกิ กำลังประจำการอยู่ในขณะนี้ อนึ่ง วง BIGBANG กำลังอยู่ในช่วงการเตรียมตัวเพื่อทำอัลบั้มใหม่ และมีกำหนดจะคัมแบ็คในเดือนพฤศจิกายนปีนี้. Embed from Getty Images Embed from Getty Images ข้อมูลจาก xportsnews และ eNEWSWORLD มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

กรุง ศรีวิไล /  ฉลอง ภักดีวิจิตร / 

ความโป๊ และ ความแรงของเซ็กซ์ในหนังไทย มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เสมอๆ จนหลายครั้งกลายเป็น Talk of the town ในวงกว้าง ตัวอย่างเช่น กรณี ‘จันดารา ปฐมบท’ ที่มีเสียงท้วงติงว่าควรปรับเป็นเรต ฉ 20- แม้จะได้รับอนุญาตให้ฉายด้วยเรต น 18+ ก็ตาม หรือแม้แต่กรณีล่าสุดใน Motel Mist ‘โรงแรมต่างดาว’ ท่ามกลางเสียงเล่าลือถึงความแรงของฉากเซ็กซ์ในหนัง หลังจากการฉายรอบสื่อมวลชน ก่อนจะถูกูประกาศเลื่อนฉายอย่างกระทันหันแบบไม่มีกำหนด ก่อนหนังเข้าฉายเพียงวันเดียว!! แม้จะผ่านการได้รับอนุญาตให้ฉายด้วยเรต น 18+ มาแล้วก็ตาม แต่หากเราย้อนไปในยุคที่หนังไทยยังมีจำนวนมากและหลากหลายกว่านี้ ในยุคที่หนังไทยยังมีการจัดระเบียบภาพยนตร์จากกองเซ็นเซอร์สุดเฮี้ยบอยู่และไม่มีการจัดเรตภาพยนตร์อย่างเช่นปัจจุบัน (คือช่วง พ.ศ. 2500 - 2530) ทว่าหนังไทยหลายเรื่องกลับมีฉากเซ็กซ์อันหวือหวา แถมยังพูดประเด็นทางเพศได้ไกลกว่าหนังไทยในปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ และนี่คือตัวอย่าง 5 ฉากเซ็กซ์สุดแรงจากหนังไทยในอดีต อันเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าแท้จริงนั้น "เรา 'โป๊' กันมานานแล้ว" !! ฉาก นวลนางในห้องน้ำ ‘ทอง’ (พ.ศ. 2516, ฉลอง ภักดีวิจิตร) จุดขายหนังฉลอง ภักดีวิจิตร นอกจากดาราฝรั่ง และฉากบู๊ทุนสูงแล้ว ยังต้องมีสาวเซ็กซี่ให้ได้เห็น โดยใน ‘ทอง’  ได้นางเอกชาวเวียดนาม ถั่มถุยหั่ง มารับบทสายลับสาวเวียดนาม ที่ต้อง เจอจารชนไทย (กรุง ศรีวิไล) พามาพลอดรักกันบนเตียง ดูไปแล้วไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไหร่ แต่พอเจ้าหล่อนลุกไปอาบน้ำนี่สิ กรุงมือไวคว้าผ้าขนหนูติดมือจนหล่อนวิ่งเปลือยหลัง หายเข้าห้องน้ำไป แถมยังเป็นห้องกระจกฝ้าที่ชัดชนิดกรุงเห็นอะไรในตัวเธอ คนดูก็ได้เห็นด้วยหมด ไหนๆ ก็พูดถึงถั่มถุยหั่งแล้ว ขอชี้แจงว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ และได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติของเวียดนามด้วย ไม่ได้ถูกคอมมิวนิสต์ยิงตายอย่างที่หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารดารายุคโน้น (พ.ศ. 2516-2519) เขียนไว้แต่อย่างใด ฉาก เธอกับฉัน และนั่นใครอีกคน ‘คนกินเมีย’ (พ.ศ. 2517, ดอกดิน กัญญามาลย์) “7 ขวบก็ได้ดูหนังไทยแล้ว” สมเกียรติ วิทุรานิช ผู้กำกับ October Sonata เล่าให้ผมฟังถึงยุคสมัยหนึ่งที่หนังไทยโป๊มาก “ตอนนั้นแม่จะยอมให้ดูเฉพาะหนังดอกดิน มีดาวยั่วแต่ว่าจะไม่โป๊มาก แล้วหนังเรื่องอื่นๆ แม่จะไม่พาไปดูเพราะว่าหนังไทยมีดาวโป๊เยอะ” ซึ่ง ‘คนกินเมีย’ ถือเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ดอกดินขยายบทดาวยั่วให้มีความสำคัญกับเรื่องขึ้นเยอะ ดลนภา โสภี รับบทสาวสวยที่มาติดพันกับทั้งพระเอก (สมบัติ เมทะนี) และลุงของเขา (อดุลย์ ดุลยรัตน์) แถมยังมีส่วนพัวพันในการตายของภรรยาทั้ง 3 คนของพระเอกด้วย กระทั่งคนที่ 4 (วันดี ศรีตรัง) ยังถูกจับตาว่าจะจบชีวิตเหมือนคนอื่นๆ หรือไม่ ฉากเซ็กซ์เกิดในช่วงกลางเรื่อง เพื่อเฉลยเบื้องลึกตัวละครของอดุลย์ผู้รับบทน้าชายที่แอบหลงรักหลายชายอย่างสมบัติ เพราะ ระหว่างร่วมรักกับดลนภา กล้องตัดสลับกับภาพชายหนุ่มเปลือยกายที่ติดตามผนังห้อง เมื่อตัดมารับหน้าดลนภาอีกที เรากลับพบว่าเธอมีหนวดอย่างผู้ชายเสียอย่างนั้น! และปมนี้เองที่จะเฉลยสาเหตุการตายของอดีตภรรยาทุกคน ฉาก 36-23-36 ‘เผ่าขน’ (พ.ศ. 2519, คมน์ อรรฆเดช) ฉากเปิดตัวนางเอกที่เซ็กซี่ที่สุดตลอดกาล เพราะคมน์ อรรฆเดช ให้ อรัญญา นามวงศ์ โชว์สัดส่วนในชุดชั้นในสีดำเต็มตา กล้องถ่ายไล่ตั้งแต่ตอนเธอเปลื้องผ้า ยอมให้เสี่ยร่างใหญ่ (บู๊ วิบูลย์นันท์) ปลุกปล้ำ ถ่ายสัดส่วนจากสะโพก ไล่ขึ้นมาเอว และจบที่หน้าอก แต่ละส่วนสัดมีตัวเลขกำกับ 36-23-36 ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขชุดนี้จะเป็นรหัสสำคัญในหนังต่อไป บทของอรัญญาเป็นนางนกต่อที่ถูกล่อลวงให้เสี่ยๆ ปลุกปล้ำเพื่อให้น้องชาย (ไพโรจน์ ใจสิงห์) ฉวยโอกาสตามสังหารในจังหวะละเลงบทรักกัน อิงคศักดิ์ เกตุหอม คณะกรรมการหอภาพยนตร์ แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เล่าถึงอรัญญาที่ฉีกภาพนางเอกเรียบร้อยมาเล่นบทเซ็กซี่แข่งกับดาวยั่วในยุคนั้นว่า "คุณอรัญญาถือเป็นนางเอกที่กล้าแสดงบทเลิฟซีนหนักๆ รูปร่างเธอสวย จะมีเยอะมากที่ในหนังคุณอรัญญานุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวสู้กับผู้ร้าย นุ่งบิกินีชายหาด เป็นนางเอกที่เล่นบทยั่วได้ แทนที่เป็นนางเอกโดนแกล้งจะนั่งร้องไห้ พี่เปี๊ยก (อรัญญา) นี่จะสู้เลย ไม่หนี ไม่ร้องไห้ ฉันแกร่ง” ฉาก ดวงตาสวรรค์ ‘นักเลงตาทิพย์’ (พ.ศ. 2523, สมบัติ เมทะนี) หนังที่กำกับโดยตัวของ สมบัติ เมทะนี (‘นักเลงเทวดา’, ‘ท้ามฤตยู’, ‘แหย่หนวดเสือ’) เองนั้นมักจะครบเครื่องทั้งด้านบู๊, ชีวิต, ตลก และเซ็กซ์ แต่ไม่มีเรื่องไหนจะชูจุดขายฉากเซ็กซ์ได้ฮือฮา (ก่อนเข้าฉาย) ได้เท่าเรื่องนี้เลย โดย มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ นักวิจารณ์หนังเล่าให้ฟังว่า “คนที่กล้าเอาฉากเลิฟซีนมาเป็นจุดขาย (ในหนังกระแสหลัก) ต้องยกให้สมบัติในเรื่องนี้เลย ‘นักเลงตาทิพย์’ เป็นเรื่องของคนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วสายตาเกิดมองเห็นทะลุไปหมด แล้วมักเห็นผู้หญิงเปลือยในที่สาธารณะ อย่างฉากนี้ก็เกณฑ์ตัวประกอบไปถ่ายในห้างไดมารู, ห้างเมอรี่คิงโดยใช้วิธีบังมุม เมื่อก่อนห้างสรรพสินค้ามีไม่กี่เจ้าหรอก สามารถปิดห้างถ่ายได้ คนก็เลยเข้าใจว่าพนักงานในห้างมาแก้ผ้าถ่ายหรือเปล่า (ฮา)” ฉาก เก้าอี้โยก ‘พิศวาสซาตาน’ (2529, พิศาล อัครเศรณี) นักโทษชาย (พิศาล) แหกคุกออกมาด้วยสภาพปางตาย ก่อนหลบหนีไปถึงคฤหาสน์กลางป่าที่มีสาวๆ อาศัยอยู่ พวกหล่อนช่วยกันรักษาเขา โดยที่ไม่รู้เลยแท้จริงแล้วเขาเป็นอดีตพ่อเล้าขาโหด เมื่อหายดีชายหนุ่มก็เริ่มหว่านเสน่ห์ไปทั่วจนถึงขั้นมีเซ็กซ์ด้วยหลายคน จนเลยเถิดเกิดตบตีแย่งชิงตัวเขา เรื่องทั้งหมดไม่พ้นสายตาเจ้าบ้าน (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) ที่เป็นดั่งผู้ปกครอง และกำลังเสียอำนาจเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว ฉากนี้อยู่ในช่วงท้ายและเป็นการทลายขนบหนังพิศาลเอง ที่มักเล่าเรื่องรักอันเต็มด้วยตัณหา สุดท้ายผู้ชายเอาชนะผู้หญิงได้ด้วยเซ็กซ์ แต่คราวนี้คนที่โดนสยบกลับเป็นตัวพิศาลเอง ที่ แปรสภาพเป็น ‘เซ็กซ์ทอย’ เมื่อชายหนุ่มพิการขาขาดสองข้าง ทำได้เพียงนั่งอยู่บนม้าโยก รอให้เพ็ญพักตร์ในชุดซีทรูเดินเข้ามานั่งคร่อมร่างเพื่อเล่นสนุกกับอาวุธหนักที่เขาใช้กำราบทุกคนในบ้านมาแล้ว โดยที่เจ้าตัวไม่อาจขัดขืนได้เลย โดยประเด็นเรื่องเซ็กซ์ในหนัง ‘พิศวาสซาตาน’ รุนแรงเสียจนกรรมการสภาสตรีแห่งชาติเรียกตัวพิศาลเข้าไปชี้แจงว่า “ทำไมพิศาลทำหนังแบบนี้ ทำไมต้องโหดร้ายแบบนี้” มาแล้ว **เนื้อหาจาก "5 ฉากเซ็กซ์ (ซี่) สุดสะเด็ดหนังไทยในอดีต" โดย ชาญชนะ หอมทรัพย์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 136 (พฤษภาคม 2556) ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ที่สุดในโลก /  ประเทศฝนตกชุกที่สุดในโลก / 

แค่ฤดูฝนมาเยือน ฝนตกทุกวัน ยาวนานกว่า 3-4 เดือน ก็ทำเอาหลายคนก็เบื่อหน่ายกันแล้ว เราก็เลยสงสัยว่า บนโลกเราเนี่ยมีประเทศไหนที่ฝนตกหนัก ตกเยอะที่สุดบ้างไหม? จนทำให้รู้ว่า "เมฆาลัย" เป็น รัฐในประเทศอินเดีย ฝนตกชุกที่สุดในโลก! ตกขนาดที่ว่าติดต่อกันเกือบตลอดทั้งปี >,< "เมฆาลัย" รัฐในประเทศอินเดีย ฝนตกชุกที่สุดในโลก! รัฐเมฆาลัย (Meghalaya) เป็นรัฐที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่าร้อยปี ปัจจุบันเป็น 1 ใน 3 รัฐที่ยังคงปกคลุมไปด้วยป่าไม้ที่สมบูรณ์ ถือเป็นสถานที่ๆ ฝนตกชุกที่สุดในโลก และเป็นสถานที่ๆ ชื้นแฉะที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีบริเวณที่มีฝนตกอยู่ตลอดเวลาถึง 467 ตารางนิ้ว น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในรัฐแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ของรัฐซีแอตเทิลของสหรัฐฯ ถึง 13 เท่า รัฐเมฆาลัย เป็นหนึ่งในรัฐของประเทศอินเดีย มีพื้นที่รวมทั้งหมด 22,429 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มีเขตติดต่อกับประเทศบังกลาเทศทางทิศใต้และตะวันตก และรัฐอัสสัมทางทิศเหนือและตะวันออก และเนื่องจากรัฐเมฆาลัยเป็นรัฐที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก ล้อมรอบไปด้วย แม่น้ำ ทะเลสาบ ป่าไม้ และสัตว์ป่านานาพันธุ์ ทีนี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากๆ ในหมู่นักดูนกจากทั่วโลก รัฐเมฆาลัย มี เมืองชิลลอง เป็นเมืองหลวง เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา ท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ด้วยความสูง 1496 เหนือระดับน้ำทะเล เป็นศูนย์กลางของการค้า การปกครองโรมแรม เป็นต้น ซึ่งที่นี่ก็มีแหล่งท่องเที่ยวหลายที่ เช่น พิพิธภัณฑ์ Don Bosco Centre for Indigenous Cultures, เชอร์ราปุนจี (Cherrapunjee) เป็น 1 ใน 10 แหล่งท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในเอเชีย, น้ำตกนอกาลีไก (Nohkalikai falls), ทะเลสาบ Umiam Lake เป็นต้น และที่รัฐเมฆาลัยแห่งนี้ ก็มี หมู่บ้านเมาท์เลน่อง (Mawlynnong Village) เป็นหมู่บ้านชนเผ่ากะสิ (Khasi) อายุเก่าแก่ แห่งหนึ่งของอินเดีย มีบ้านเรือน 82 หลังคาเรือน ที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและอากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ได้รับขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านที่สะอาดที่สุดในเอเชียปี 2003 จาดนิตยสาร Discover India เพราะที่นี่จะไม่มีแม้แต่ขยะเพียงชิ้นเดียว และไม่อนุญาตให้ใช้พลาสติกทุกชนิด ถ้าใครได้มาเยือนที่นี่จะได้เห็นชีวิตการเป็นอยู่แบบวิถีคนดั้งเดิม ทั้งการสร้างบ้านอยู่อาศัยด้วยต้นไม้, สร้างสะพานจากไม้ไผ่ และ "สะพานต้นไม้มีชีวิต" เป็นสะพานที่มีชื่อเสียงและถือว่าเป็นสะพานแปลกแห่งหนึ่งของโลก สร้างขึ้นจากต้นยางอินเดีย (Ficus Elastica) ที่ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างจากรุ่นต่อรุ่นสืบต่อกันมา จนกลายมาเป็นสะพานต้นไม้มีชีวิตแห่งนี้ ขอบคุณข้อมูล-รูปภาพ www.theatlantic.com

รู้จัก 3 นักแสดงตัวท็อปจากเมียนมา ใน ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok to Mandalay
From Bangkok To Mandalay /  Nay Toe / 

รู้จัก 3 นักแสดงตัวท็อปจากเมียนมา ใน ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok to Mandalay เปิดตัวภาพยนตร์อย่างอบอุ่นทีเดียว สำหรับภาพยนตร์ที่ร่วมทุนสร้างระหว่างไทยและเมียนมาในภาพยนตร์แห่งความคิดถึงในห้วงคำนึงอย่าง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok to Mandalay ที่ได้นักแสดงระดับท๊อปของเมียนมาอย่าง เน โท (Nay Toe), วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) และ ไซ ไซ คำ แลง (Sai Sai Kham Leng) มาดูกันว่าทั้งสามคนเป็นใคร และรับบาทใดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เน โท (Nay Toe) นักแสดงชายอันดับหนึ่งของเมียนมา มีชื่อจริงคือ เนลินออง เป็นชาวยะไข่ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง สาขาคณิตศาสตร์ เริ่มเข้าวงการโดยเริ่มสังกัดกับโมเดลลิ่งแห่งหนึ่งในปี 1999 เรียนด้านการร้องเพลง เพราะมีความใฝ่ฝันจะเป็นนักร้องนักแต่งเพลง มีอัลบั้มแรกในปี 2000 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งเริ่มเป็นที่รู้จักจากการที่เขาแสดงในมิวสิกวีดิโอ เขาสนใจศิลปะหลายด้าน ทั้งด้านวาดภาพและการปั้น ปัจจุบันเป็นดาราอันดับหนึ่งของเมียนมา แสดงทั้งภาพยนตร์เรื่องยาวและมิวสิกวีดิโอเป็นจำนวนมาก รวมทั้งผลงานการแสดงของเขายังได้รับรางวัลออสการ์ของเมียนมาในปี 2009 และปี 2015 ในภาพยนตร์รับบทเป็น นันดะ บุรุษไปรษณีย์ชาวพม่าที่รักอิสระ ต้องการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เขาอยากมีอิสระที่เหมือนจดหมายที่ไปได้ทุกหนทุกแห่ง เขาพบกับ ธูซา โดยบังเอิญในวันเข้าทำงานที่ไปรษณีย์ย่างกุ้งเป็นวันแรก เขาตกหลุมรักเธอทันที นันดะจึงเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่เขาหวังว่าจะมั่นคงและยืนยาว แต่เหตุผลของคนแต่ละคนยากจะเข้าใจ ทำให้นันดะคิดไม่ถึงว่าจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อ "คิดถึง" คนบางคน วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) นักแสดงหญิงอันดับหนึ่งของเมียนมา เธอเกิดที่โมก็อกและจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดากอน สาขาภาษาอังกฤษ เริ่มเข้าวงการจากการถ่ายแบบให้กับนิตยสารวัยรุ่น และเป็นนางแบบโฆษณาให้กับเครื่องสำอาง Kanebo เธอเริ่มงานแสดงจากโฆษณาต่าง ๆ ในปี 2005 และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 2008 ปัจจุบันเธอแสดงมาแล้วไม่น้อยกว่า 200 เรื่อง โฆษณา 300 ชิ้น ภาพยนตร์ประเภทวีดิโอและ 30 เรื่องสำหรับภาพยนตร์เรื่องยาว ในปี 2013 หนังสือพิมพ์ Myanmar Times ระบุว่าเธอเป็นหนึ่งใน 50 ผู้หญิงเมียนมาที่โดดเด่น และปัจจุบันมียอดไลค์ในเฟซบุ๊กกว่า 1.25 ล้านคน ในภาพยนตร์เรื่องนี้เธอรับบทเป็น ธูซา สาวชาวเมียนมาที่อดีตเป็นเด็กกำพร้า ถูกเลี้ยงในโบสถ์เมืองเมเมียว เธอเติบโตขึ้นมาโดยเชื่อว่าแห่งหนใดในโลกก็คือบ้านของเธอ ทำให้เธอมีความคิดแบบสมัยใหม่ เป็นตัวของตัวเองสูง กล้าคิด กล้าแสดงออก หลายสิ่งที่เธอทำจึงอาจเป็นสิ่งที่ชาวเมียนมาทั่วไปอยากทำแต่ไม่กล้าทำ เหตุนี้เองทำให้ธูซาตัดสินบางอย่างที่ทำให้เธอต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อ “ไม่คิดถึง” คนบางคน ไซ ไซ คำ แลง (Sai Sai Kham Leng) ป๊อปสตาร์อันดับหนึ่งของเมียนมาร์ ไซ ไซ เป็นชาวตองจีโดยกำเนิด เริ่มเข้ามาในวงการโดยการเล่นวีดิโอที่เขาและเพื่อน ๆ ร่วมกันลงทุนทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2543 และในปีเดียวกันได้ออกอัลบั้มแรกของเขาในชื่อ Chocolate-Colored Ice Creams และ Graduation: Friends Forever ในปีถัดมา ทำให้เขากลายเป็นคนโด่งดังในเมียนมาทันที จนกลายเป็นป๊อปสตาร์อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ และมียอดไลค์เฟซบุ๊กเกือบ 4 ล้านคน ในภาพยนตร์เรื่องนี้รับบทเป็น โมนาย ครูสอนดนตรีหนุ่มรุ่นใหม่ ภายนอกดูร่าเริง แต่เก็บซ่อนความรู้สึก เขาเป็นคนที่ปรับตัวและไม่สนใจเรื่องความเคร่งครัดในแบบเมียนมาทั่วไป ไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องใด ๆ ในชีวิต กระทั่งเขาได้พบกับ ปิ่น โดยบังเอิญ เขารู้สึกว่าโลกกำลังบอกเขาว่านี่คือสิ่งที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต (บรรยากาศเปิดตัวภาพยนตร์) เรียกว่าได้รู้จักดาราระดับท๊อปของวงการบันเทิงเมียนมาไปเรียบร้อยแล้ว เตรียมพิสูจน์ผลงานการแสดงของทั้งสามท่านในภาพยนตร์ที่จะส่งความคิดถึงไปหาทุก ๆ คนใน ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok to Mandalay วันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ในโรงภาพยนตร์

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง
From Bangkok To Mandalay /  ชาติชาย เกษนัส / 

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง "ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay" นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandala ภาพยนตร์สานสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา แถมยังคว้าตัวซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังของเมียนมา นำโดย Sai Sai Kham Leng (ไซ ไซ คำ แลง : ป๊อบสตาร์อันดับ 1 ของพม่า) , Wutt Hmone Shwe Yi (วุด มน ชเว ยี : นักแสดงนำหญิงอันดับ1 ของเมียนมา) , Nay Toe (เน โท : นักแสดงนำชายอันดับ 1 ของเมียนมา) มาร่วมประชันบทบาทกับนักแสดงไทย นำโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส และในวันนี้ผู้กำกับคนเก่งอย่าง ชาติชาย เกษนัส ได้นำทีมนักแสดงและทีมงานกว่า 30 ชีวิต มุ่งหน้าสู่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการเดินทางของสองพระนางอย่าง ไซ ไซ คำ แลง และ น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู เมื่อปิ่น (รับบทโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู) มาขอร้องให้โมนาย (รับบทโดย ไซ ไซ คำ แลง) ช่วยพาเธอเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในจดหมายที่คุณย่า (รับบทโดย เดือนเต็ม สาลิตุล) เขียนไว้  และหนึ่งในสถานที่นั้นคือทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่ทั้งสองต้องเดินทางมาเปิดจดหมายอ่านที่นี่ บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกมาก เพราะช่วงก่อนถ่ายทำเกิดมีพายุฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้การเดินทางไปนั้นค่อนข้างยากลำบาก และไซ ไซ ที่เดินทางมาด้วยเครื่องบินต้องบินวนอยู่หลายรอบกว่าจะลงจอดได้สำเร็จ แต่ในความโชคร้ายที่ฝนกระหน่ำเทลงมานั้นก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ คือ เพราะฝนที่ตกอย่างหนักทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ จึงทำให้กองถ่ายทำได้เก็บภาพที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกามไว้ได้อย่างงดงามที่สุด ทั้งไซ ไซ และน้ำหวาน อดใจไม่ไหวเลยต้องคว้ามือถือมาเซลฟี่เก็บภาพบรรยากาศไว้เป็นที่ระลึก หลังจากเดินทางมาถึงศูนย์กลางทะเลเจดีย์ ผู้กำกับก็เรียกสองนักแสดง มาเตรียมซักซ้อมและบล็อกช็อตสำหรับการถ่ายทำ โดยมีทะเลเจดีย์ที่สวยงามตระการตาเป็นวิวประกอบในฉาก เมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงทั้งไซไซ และน้ำหวาน ก็สามารถเล่นรับส่งบทกันได้อย่างลื่นไหล จนสมใจผู้กำกับถึงได้สั่งคัต แล้วสาวน้ำหวานก็ไม่รอช้ารีบคว้ามือถือมาถ่ายเก็บภาพบรรยากาศอย่างรัว ๆ หนุ่ม ไซ ไซ ถึงกับออกปากแซวว่า “ระวังเมมเต็มนะน้ำหวาน” สร้างเสียงฮาให้กับทุกคนในกอง ลองมาฟังหนุ่ม ไซ ไซ คำ แลง เล่าถึงบรรยากาศการถ่ายทำครั้งนี้ให้ฟังกันว่า... “วันนี้ทีมงานเดินทางมาถ่ายทำกันที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่นี่เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ ครับ  สำหรับการทำงานวันนี้ถึงแม้จะอุปสรรคในการเดินทางอยู่มากมาย เพราะจังหวะที่เราเดินทางมาเราเจอพายุฝนกระหน่ำทำให้ต้องหยุดพักกองเพื่อรอให้ฝนหยุดก่อน และไม่น่าเชื่อครับว่าหลังจากฝนหยุดตกสิ่งที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้า ทะเลเจดีย์ที่กว้างใหญ่สวยสง่าและงดงามมาก ๆ ส่วนการทำงานกับน้ำหวานเธอเป็นผู้หญิงที่อึดมากครับ ไม่บ่นสักคำ แถมยังคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในทีมอีก อยากฝากให้ทุกคนติดตามภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay ด้วยนะครับ”   ฟากด้านนางเอกสาว น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู ก็กล่าวเสริมว่า... “วันนี้ถือเป็นการทำงานที่สนุกอีกวันหนึ่งของน้ำหวานค่ะ ได้มีโอกาสเดินทางมาที่ทะเลเจดีย์ครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น ตื่นตามาก ๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะมหัศจรรย์ขนาดนี้ บ่งบอกได้ถึงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของคนเมียนมาจริง ๆ เลยคะ จนหวานเองอดใจไม่ไหวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปรัว ๆ จนโดน ไซ ไซ แซว (ยิ้ม) ฉากนี้เป็นอีกฉากที่หวานชอบมากอีกฉากหนึ่ง เวลาที่หวานนั่งแล้วมองออกไปเห็นทะเจดีย์สุดลูกหูลูกตา แล้วรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สวยมากค่ะ รู้สึกประทับใจมาก ๆ คะ ที่หวานได้เจอสถานที่อันซีนแบบนี้ อยากฝากให้แฟน ๆ ลองติดตามชมกันนะคะ รับรองว่าดูภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เรื่องเดียวเหมือนได้ไปเที่ยวเมียนมาอย่างจุใจค่ะ อย่าลืมนะคะ 10 พฤศจิกายนนี้ในโรงภาพยนตร์ค่ะ” ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เข้าโรงฉาย 10 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ นำแสดงโดย ไซ ไซ คำ แลง, วุด มน ชเว ยี, เน โท, น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล ฯลฯ จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส อำนวยการสร้างโดย มาเจนตา ฟิล์ม สตูดิโอ

ยืดอายุดวงตา ด้วย สารแอนโธไซยานิน ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
ดวงตา /  ปวดตา / 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตหน้าจอตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือดูจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตอยู่ตลอดๆ ต้องทำความรู้จักกับสารแอนโธไซยานินโดยด่วน เพราะเพ่งจอเหล่านี้เป็นเวลานานๆ แสงในจอจะไปทำลายเซลล์จอประสาทตา ซึ่งนานไปอาจทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ที่ร้ายแรงถึงขึ้นตาบอด และยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน เว้นแต่ทำให้คงสภาพการมองเห็นที่เหลืออยู่ให้ได้นานที่สุด ซึ่งอาการเริ่มต้นจะมองภาพไม่ชัดหนักขึ้นไปเรื่อยๆ พอนานไปๆ จะเห็นเป็นภาพบิดเบี้ยว และเหมือนมีจุดสีดำบังตรงกลาง จนอาจถึงขั้นตาบอดในที่สุด ซึ่งจากการวิจัยหลายสถาบันพบว่า สารแอนโธไซยานิน จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าผักผลไม้หลายชนิด ทำงานตรงต่อดวงตา ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ที่จอประสาทตาได้ นอกจากนี้ยังมีพบว่าสารแอนโธไซยานิน ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก ช่วยเรื่องการมองเห็นในที่มืด มีแสงน้อย และช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา เพราะไปช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและการไหลเวียนในเส้นเลือดฝอยในตา ซึ่งจะทำให้ออกซิเจนและสารอาหารที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงดวงตาได้ดีมากขึ้น โดยตัวสารแอนโธไซยานินจะพบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สีม่วงแดง ยิ่งเบอร์รี่มีสีม่วงแดงจนไปถึงน้ำเงินเข้มยิ่งแสดงว่ามีปริมาณแอนโธไซยานินอยู่สูง เช่นพวก สตอรเบอร์รี่ บิลเบอร์รี่ แบลคเคอร์แรนท์ อะซาอิเบอร์รี่ เป็นต้น นอกจากนี้วิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาอื่นๆก็สำคัญ เช่น วิตามิน A C E เบต้าแคโรทีน ที่อยู่ในผักผลไม้ เช่น ฟักทอง แครอท หรือมะละกอสุก เป็นต้น จากการสำรวจพบว่าคนไทยที่เกิดในช่วงปี 2524 – 2543 ใช้อินเตอร์เน็ตกันเฉลี่ยวันละ 7.6 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นจะให้ถนอมจอประสาทตาด้วยการหลีกเลี่ยงการมองจอเหล่านี้คงจะเป็นเรื่องยาก สิ่งที่ควรทำเพื่อรักษาสุขภาพจอประสาทตาให้ใช้ได้ไปนานๆ ก็คือหมั่นพักสายตา และบำรุงดวงตาด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาได้ แต่ถ้ารู้สึกมีอาการผิดปกติที่ดวงตาควรไปพบแพทย์ทันที และตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยซักปีละครั้ง เพราะดวงตาก็เป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต เมื่อดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว สุขภาพดวงตาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หมั่นทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา และลองมองหาสารแอนโธไซยานินจากเบอร์รี่ทั้งหลายมาเสริมเกราะป้องกันดวงตาของเรา ให้ใช้งานได้นานๆ

From Bangkok to Mandalay ...กับจดหมายรักจากเมียนมา
From Bangkok To Mandalay /  ชาติชาย เกษนัส

นอกเหนือจากความน่าสนใจในฐานะภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทยกับเมียนมาเรื่องแรกนับตั้งแต่เปิดประเทศได้ไม่นาน และยังถ่ายทำเกือบทั้งหมดที่ประเทศเมียนมา ที่ในหลายสถานที่ยังคงสภาพแวดล้อมคงเดิมไม่ต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน การเก็บเกี่ยวเรื่องราวในประเทศเพื่อนบ้านที่แสนใกล้ชิดอย่างยาวนานของไทย แต่เรากลับรู้จักประเทศเมียนมาน้อยอย่างน่าใจหายน่าใจหาย ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส (กำกับร่วม ‘ตายโหง’ ตอน ซานติฆ่า) ในฐานะผู้กำกับเดี่ยวเต็มตัวเรื่องแรกกับ From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน…ไม่คิดถึง' "มัณฑะเลย์มันเป็นชื่อที่เราติดหูมาก จนตัดสินใจใช้ชื่อชั่วคราวในการทำหนังว่า From Bangkok to Mandalay และวางไว้ว่าจะใช้เมืองนี้เป็นโลเคชั่นสุดท้ายในหนัง แต่หลังจากรีเสิร์ชข้อมูลกีมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่หนังยังใช้ชื่อ From Bangkok to Mandalay เหมือนเดิม คือเอาเข้าจริงมัณฑะเลย์นี่มันมีอายุสั้นมาก ที่นี่เป็นราชธานีสุดท้ายของราชวงค์พม่า ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามายึดครองและย้ายไปที่ย่างกุ้งแทน มันจึงเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำค่อนข้างเยอะ แม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวกับคนไทยเอง คือคนไทยสมัยอดีตในยามที่ถูกกวาดต้อนไปสู่พม่า ก็มักจะไปอยู่แถวๆ เมืองมัณฑะเลย์นี่ละ" จากมัณฑะเลย์ในความทรงจำ กลายเป็นจุดที่ทำให้ชาติชายสงสัยว่าเพราะอะไร ภาพของประเทศเมียนมาในความทรงจำของคนไทยจึงไม่หลุดพ้นจากการชาติที่เคยรุกรานเมื่อนานมาแล้ว "จริงๆ แล้วมุมมองที่เรามีต่อเมียนมาจากประวัติศาสตร์มันพึ่งจะถูกสร้างขึ้นใหม่ขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เอง แม้จะมีนักประวัติศาสตร์หลายคนพยายามจะไปทำความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ดูเหมือนว่าชุดความคิดนี้มันได้ผูกติดคนไทยไปแล้ว ซึ่งสำหรับเรามันเป็นความเกลียดชังที่งไร้สาระมากในทุกวันนี้ คือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาในเมื่อหลายรุ่นมาแล้ว มันเป็นเรื่องที่เราเข้าใจผิดไปเองและก็ถูกผลิตซ้ำอยู่บ่อยๆ ตอนที่ผมไปผมท่าน พิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ท่านบอกว่าคนไทย 97 เปอร์เซ็นต์มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศเมียนมา ส่วนอีก 3 เปอร์เซ็นต์คือคนที่เข้าใจผิดแบบมหันต์ (ท่าน พิษณุ สุวรรณะชฎ เคยกล่าวปาฐกถาถึงความเข้าใจผิดของไทยที่มีต่อเมียนมา ในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2557 'ไทย-พม่าศึกษาในกรอบประชาคมอาเซียน') คือท่านเองก่อนจะมาประจำที่นี่ก็ไปอยู่หลายประเทศมาก แต่ท่านบอกเลยว่าที่เมียนมาไม่ง่าย คือประเทศต่างๆ ในอาเซียนแล้วไทยเองดูจะใกล้ชิดกับเมียนมามากที่สุด คือคุยกันง่ายเข้าใจกันง่าย แต่ลึกๆ แล้วเขามีความแตกต่าง" การได้ไปรู้จักกับ โรงเรียนดนตรีคีตมิตร ซึ่งรวบรวมนักดนตรีชาวเมียนมาทุกแนวมาเรียนด้วยกัน โดยการนำพาไปของ อ.อานันท์ นาคคง นักมนุษยวิทยาอันดับต้นๆ ของไทยและนักดนตรีศึกษาผู้รอบรู้ ในการตามหา "จิตวิญญาณของชาวเมียนมา" เพื่อเป็นแก่นของเรื่องที่พาผู้ชมไปรู้จักชาวเมียนมาอย่างแท้จริง ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในหนัง From Bangkok to Mandalay หลังจากที่ชาติชายได้เดโมเพลงของ ตาเงะ เด็กหนุ่มมากพรสววรค์ในโรงเรียนดนตรีคีตมิตรมาให้ บรูโน บรูกาโน มิตรสหายนักแต่งเพลงฟัง ก่อนจะเป็นจุดเริ่มต้นของพล็อตเรื่องที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของคนสองประเทศ โดย From Bangkok to Mandalay ‘ถึงคน..ไม่คิดถึง’ เป็นหนังแนวโรดมูฟวี-ดราม่า ที่เล่าเรื่องของ ปิ่น (พิไลพร สุปินชุมภู จาก ‘รักหมดแก้ว’) สาวที่พึ่งจากลาจากคนรัก ได้รับจดหมายซึ่งเขียนโดยภาษาเมียนมาร์จากคุณย่าที่พึ่งเสียชีวิต และมีเงื่อนไขว่าต้องเดินทางไปเปิดอ่านแต่ละฉบับในสถานที่ที่ถูกระบุในจดหมายเท่านั้น โดยมี จอ จอ (ไซ ไซ คำแลง - ป็อบสตาร์ชาวเมียนมาร์) เป็นพาเธอเดินทางในเมียนมาร์ ซึ่งเนื้อความในจดหมายเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงสาวชาวเมียนมานาม ธูซา (วุด มน ชเว ยี - นักแสดงสาวชื่อดังอันดับต้นๆ ชาวเมียนมาร์) กับชายหนุ่มคนรักนามว่า นันดะ (เน โท - ดาราหนุ่มระดับท็อปที่เล่นหนังในเมียนมามาแล้วหลายร้อยเรื่อง) เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว - ด้วยความบริสุทธิ์และสวยงามของฉากหลังในเมียนมาที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งจากหลายสิ่งภายนอกมาหลายสิบปี อาจกลายเป็นความประทับใจอย่างหนึ่งที่ผู้ชมได้สัมผัสนอกเหนือจากเรื่องราวรักเมโลดราม่าในเรื่อง หากภายใต้ความสวยงามนี้ก็ยังมีประวัติศาสตร์บางอย่างที่ผูกติดอยู่กับชาวเมียนมามาอย่างยาวนานซึ่งชาติชายก็อยากจะถ่ายทอดลงไปในหนังเรื่องนี้เช่นกัน "หนึ่งในเมืองซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำในเรื่องนี้อย่าง ปิน อู ลวิน เป็นเมืองตากอากาศที่ถูกสร้างโดยนายพลชาวอังกฤษเอาไว้ตั้งแต่สมัยก่อน ทำให้ตึกต่างๆ มันมีสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล นอกจากนี้ที่นี่ก็เป็นเมืองที่มีทั้งชาวพุทธ ชาวคริสต์และชาวอิสลามอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน คือคนตรงนั้นเขาก็ยังพยายามเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ แม้มันจะเป็นความเจ็บปวดในเชิงประวัติศาสตร์ก็ตาม ตัวอย่างเช่นเราไปขอถ่ายทำในโบสถ์คริสต์ที่เมืองนั้น ซึ่งตอนแรกขออย่างไรก็ไม่อนุญาต จนเราต้องโทรไปขอนัดคุยกับบาทหลวง เอาบทไปนั่งเปิดอธิบายเป็นหน้าๆ เลย จนท่านบาทหลวงก็รับปากว่าจะไปขอท่านบิชอปอีกที เราก็เลยสงสัยว่าทำไมถึงไม่อยากอนุญาตให้เราถ่ายทำนัก ซึ่งท่านก็ตอบว่าเพราะมักจะมีสื่อท้องถิ่นขอเข้ามาถ่ายทำที่นี่แล้วสื่อสารออกไปในเชิงเปรียบเทียบว่าศาสนาพุทธดีกว่าศาสนาคริสต์" "คือเราก็มองเรื่องของการอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์ด้วย เราเองก็มีเพื่อนหลายคนที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน มันจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากบอกในหนังเรื่องนี้ว่า พวกเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะชาติใดศาสนาใด หรือมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะบอกคนไทยด้วยเหมือนกัน" ชาติชายทิ้งท้าย ** From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน…ไม่คิดถึง' เข้าฉายในไทย 10 พ.ย. นี้ ตัวอย่างเวอร์ชั่นไทย https://www.youtube.com/watch?v=L7pfT4-iT2M ตัวอย่างเวอร์ชั่นเมียนมา https://www.youtube.com/watch?v=tunstGXYT0Y ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

จันจิ ปลื้ม มาริโอ้ ให้กล้องเป็นของขวัญวันเกิด ยันคำเดิมคบกันเงียบๆ แต่สบายใจ!!
จันจิ ไกอา /  มาริโอ้ เมาเร่อ / 

  หลังจากเพิ่งผ่านวันเกิดมาหมาดๆ สำหรับสาวนักร้องสาว จันจิ วงไกอา แฟนสาวของพระเอกหนุ่มรูปหล่อ มาริโอ้ เมาเร่อ ที่ล่าสุดได้มาร่วมงาน Qurator 2nd Anniversary พร้อมกับอัพเดทความหวานว่าในวันเกิดนอกจากไปทำบุญ ปล่อยปลา ถวายสังฆทานแล้ว หนุ่มโอ้ ยังซื้อกล้องให้เป็นของขวัญวันเกิดเพราะเห็นตนบ่นอยากได้แต่ไม่ซื้อสักที ถ้ามีอะไรพิเศษก็แสดงความยินดีบ้างแต่ก็คงไม่ได้ลงรูปคู่อะไร ยันคบกันแบบเงียบๆ อย่างนี้สบายใจดีอยู่แล้ว  "วันเกิดดีค่ะ ทำบุญมาไปปล่อยปลา แต่เสียดายปลาตายเยอะ (หัวเราะ) เหมือนระหว่างเดินทางมันอาจจะช้ำแล้วเพราะปล่อยลงไปลอยเต็มไปหมดเลยค่ะ ก็เสียใจ ประมาณเกือบสิบตัว เสียดายเหมือนกัน แล้วก็ไปถวายสังฆทานต่อ ทำบุญเผื่อเขาต่อ คือน้ำลึกเหมือนกันค่ะ แต่ว่ามันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เขาขนส่งมาจากที่ไกลๆ เขาอาจจะช้ำและเสียชีวิตระหว่างทางก็ได้ เราไปใช่ค่ะ ไปตรงตลาดคลองเตย แล้วก็ไปวัดแถวนั้นใกล้ๆ ปีนี้ก็มีพี่เขาบอกว่าชงเล็ก แต่ก็เพิ่งทราบเหมือนกัน แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าชงอะไร ก็เรื่อยๆ เหมือนเดิม โอ๊ย อย่าพูดสิคะกลัว ไม่หรอก เดี๋ยวจะมีไปทำบุญที่บ้านเด็กพิการที่บางปะกงด้วยค่ะ ชวนเพื่อนไปกันเยอะเลยวันที่ 1 นี้ค่ะ"   "ปีนี้อายุ 26 แล้วค่ะ แต่หน้าอาจจะล้ำ 26 แล้วก็ได้ (หัวเราะ) หนูรู้สึกว่าอายุมันก็ขึ้นแต่สมองหนูยังเด็กเหมือนเดิมค่ะคุณพี่ (ของขวัญพิเศษจากมาริโอ้) มีค่ะมี เป็นกล้องถ่ายรูปค่ะ หูยอยากได้นานมากแล้วแต่ยังไม่ซื้อสักทีเป็นปีแล้วค่ะเขาก็เลยถือโอกาสซื้อให้แทนละกัน ไม่บอกยีห้อละกัน คือเราก็บ่น ๆ ว่าเราอยากได้แต่ก็ไม่ได้คิดว่าพี่เขาจะซื้อให้ ยังไม่มีเมมเลยค่ะ (หัวเราะ) ยังไม่มีเมมเลยยังไม่ได้ถ่ายอะไร"   "ชอบถ่ายเซลฟีปกติค่ะ แต่ว่าอยากได้ภาพสวยก็อยากได้กล้องดีๆ มาถ่าย ก็ดีใจมาก พี่เขาก็ยื่นให้เฉยๆ ไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรทั้งนั้นค่ะ จันจิทำงานเสร็จก็มีทานข้าวเล็กน้อย ไม่ได้หวานอะไร แต่ว่าสถานที่ก็สวยงาม ทานจนอิ่มเลยค่ะ ไม่ได้ให้เป็นตากล้องประจำตัว พี่เขาน่าจะเป็นแบบได้ดีกว่าเป็นตากล้อง"   "ถ่ายด้วยกันมันก็มีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้เห็นกันแค่นั้นแหละค่ะ ไม่ได้เอามาลง เดี๋ยวโดน เก็บไว้ดูคนเดียว กลัวค่ะ จริงๆ ก็กลัวนะคะ เพราะว่าไม่อยากมีความวุ่นวายอะไรแล้ว อยู่อย่างนี้มันสบายมากแล้วค่ะ ไม่มีใครขอ จันจิรู้สึกว่าอยู่อย่างนี้สบาย ไม่มีอะไรเลยเราก็ลงรูปของเรา ถ้ามีอะไรพิเศษๆ เราอาจจะแสดงความยินดีบ้างอะไรอย่างนี้บ้าง แต่ว่าคงยังไม่มีรูปคู่อะไรค่ะ"   "ก็ถือว่าน้อยกว่าเดิม เพราะถือว่าเป็นเรื่องเดิมๆ ทุกคนก็เบื่อแล้วไม่ได้สนใจมันก็เลยไม่ค่อยมีอะไร ไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเท่าไหร่ มันยังไม่ได้มีอะไรพิสูจน์ จันจิว่าคนเขาก็แค่ไม่ได้รับข่าวหรืออะไรก็แค่นั้นค่ะ แค่ลืมๆ ไปปล่อยเฉย ชิลล์ๆ ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรเท่าไหร่" ขอบคุณภาพจาก IG junji_gaia, mario_mm38 จันจิ ไกอา   จันจิ ไกอา   จันจิ ไกอา   จันจิ ไกอา   มาริโอ้ เมาเร่อ   มาริโอ้ เมาเร่อ  

เปิดใจ น้ำหวาน พิไลพร! สาวไทยที่ได้ประกบดาราตัวท็อปของพม่าใน From Bangkok To Mandalay
From Bangkok To Mandalay /  Nay Toe / 

เปิดใจ น้ำหวาน พิไลพร! สาวไทยที่ได้ประกบดาราตัวท็อปของพม่าใน From Bangkok To Mandalay  การเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง From Bangkok To Mandalay ถึงคน..ไม่คิดถึง ของผู้กำกับ ชาติชาย เกษนัส ที่พม่าในครั้งนี้ นักแสดงสาว น้ำหวาน พิไลพร สุปินชมภู ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้ร่วมงานกับนักแสดงตัวท็อปของพม่าอย่าง ไซ ไซ คำแลง (Sai Sai Kham Leng) ป๊อปสตาร์อันดับหนึ่งของพม่า, วุดมนชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) และ เน โต (Nay Toe) สองนักแสดงชายหญิงอันดับหนึ่งของพม่า และหนุ่มหล่อ อั๊ต อัษฎา พานิชกุล การกลับจากพม่าครั้งนี้น่าจะทำให้ความสามารถของสาวน้ำหวานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน น้ำหวานได้ให้สัมภาษณ์บอกเล่าถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ตัวหวานรับบทเป็นปิ่นค่ะ เป็นผู้หญิงที่ยึดมั่นและซื่อสัตย์ในความรักมาก ๆ โลกของปิ่นเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบมาก ๆ ค่ะ แต่แล้ววันหนึ่งปิ่นต้องเจอกับการสูญเสีย ทำให้โลกของปิ่นต้องเปลี่ยนไปจากเดิมก้าวไปยังโลกใบใหม่ที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน เพื่อตามหาของสำคัญบางอย่าง..." "...คาแรกเตอร์ตัวละครของปิ่นกับตัวหวานเองก็มีบางส่วนที่ใกล้เคียงกัน ตรงที่เป็นคนนิ่ง ๆ เหมือนกัน  แต่ส่วนที่แตกต่างกันคือ ตัวละครปิ่นจะเป็นคนที่ทุ่มเท ยึดมั่น และซื่อสัตย์ในความรักมาก ๆ ค่ะ แต่สำหรับตัวหวานเองอาจจะไม่ใช่คนที่ทุ่มเทเพื่อความรักขนาดปิ่น เพราะหวานคิดว่าชีวิตเราอาจจะต้องมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่บาลานซ์กัน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรักเพียงอย่างเดียว..." "...ตอนแรกพี่ทีมงานติดต่อมาว่ามีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากให้หวานลองมาเทสต์ดู พอหวานลองฟังพล็อตเรื่องก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก มีบทที่สนุก ตัวละครมีความน่าสนใจ และที่สำคัญเป็นหนังภายใต้การร่วมมือกันระหว่างไทยกับพม่าด้วย ซึ่งหวานรู้สึกว่ามันเป็นโปรเจกต์พิเศษและน่าสนใจมาก ๆ ค่ะ เลยคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่จะรับเล่นหนังเรื่องนี้..." "...ในส่วนของการเดินทางไปถ่ายทำที่พม่า ตัวหวานเองก็แอบตื่นเต้นมาก ๆ เลยค่ะ เพราะมีโอกาสได้เดินทางไปพม่าครั้งแรก เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของตัวเองเลยค่ะ เพราะปกติไม่ค่อยได้ออกไปไหน ที่บ้านแอบหวงนิดนึงค่ะ (ยิ้ม) คนพม่าน่ารักมาก ๆ อัธยาศัยดี เป็นกันเอง เวลาเดินผ่านก็จะยิ้มทักทายตลอด..." "...การได้ร่วมงานกับ ไซ ไซ คำ แลง ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ค่ะ เขาเป็นคนน่ารักและเฟรนด์ลีมาก ทำงานด้วยกันแล้วรู้สึกเคมีตรงกัน เวลามีอะไรเขาก็จะคอยแนะนำเหมือนเขาเป็นเจ้าบ้าน เขาจะเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่ต่าง ๆ ที่เราไปถ่ายทำ จะพาไปกินของอร่อย ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ที่โน่นเลยค่ะ ตอนแรกหวานทราบมาว่าเขาเป็นคนดังมาก ๆ ของที่โน่น แต่พอเจอเข้าจริง ๆ หวานยังแอบตกใจ คือเขาดังมาก ๆ เวลาเดินไปไหนมาไหนมีแต่คนรุมทึ้งรุมกรี๊ดเยอะมาก ถึงขั้นที่บางทีต้องมีทีมงานไปคอยยืนกันแฟนคลับเวลาที่เรากำลังถ่ายทำกัน เพราะไม่อย่างนั้นไม่สามารถถ่ายทำได้เลยเพราะคนจะแห่กันเข้ามาหาไซไซเยอะมากค่ะ (ยิ้ม)..." "...ส่วนการร่วมงานกับ พี่แน็ต ชาติชาย ผู้กำกับ พี่เขาเป็นคนรับฟังความคิดเห็นและเปิดกว้างให้ทุกคนร่วมแชร์ไอเดียได้ค่ะ สมมติบางฉากที่หวานมีอะไรเพิ่มเติม หวานก็สามารถปรึกษา ซึ่งพี่เขาจะรับฟังตลอดค่ะ ทำให้หวานรู้สึกแฮปปี้ที่ได้ร่วมงานด้วยค่ะ..."  "...อยากให้ทุกคนมาดูหนังเรื่องนี้ สำหรับคนไทยที่ยังไม่เคยเดินทางไปพม่าก็จะได้เห็นเมืองต่าง ๆ ของพม่าที่สวยงาม และแตกต่างจากที่เราเคยคิดไว้แน่ ๆ ซึ่งมันมีวัฒนธรรม ความสวยงามหลาย ๆ อย่างที่ถ้าเห็นในหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้อยากไปเที่ยวสักครั้งหนึ่ง เมืองเขาสวยมาก เรียกว่าเป็นสถานที่อันซีนที่น่าประทับใจมาก ๆ ค่ะ และที่สำคัญคนที่นั่นน่ารักยิ้มแย้มทักทาย อยากให้ทุกคนมาดูกันเยอะ ๆ นะคะ หวานคิดว่ามันเป็นหนังคลาสสิกอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดค่ะ 10 พฤศจกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์นะคะ”