บังยี

ไม่อยากเชื่อ! แกรี่ เคฮิลล์ ยังข้องใจ โดนแข้ง สวอนซี เตะข้อเท้าฉกไปยิง แต่ไม่ได้ฟาวล์
พรีเมียร์ ลีก /  ฟาวล์ / 

เกมจบแต่อารมณ์ยังไม่จบ สำหรับ แกรี่ เคฮิลล์ กองหลัง เชลซี หลังเกมที่ทีมสิงห์บลูส์บุกเสมอ สวอนซี 2-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวโดน ลีรอย แฟร์ เตะข้อเท้าเต็มๆ ก่อนฉกบอลไปยิงประตู แต่ผู้ตัดสิน อันเดร มาร์ริเนอร์ กลับไม่เป่าฟาวล์แต่อย่างใด จนเซ็นเตอร์แบ็คทีมชาติอังกฤษอดรนทนไม่ไหวต้องทวีตข้อความถึงเหตุการณ์นี้ใน ทวิตเตอร์ ส่วนตัว "เหลือเชื่อ" เคฮิลล์ โพสต์ข้อความสั้นๆ พร้อมทั้งลงคลิปที่ตนเองโดนผู้เล่น สวอนซี เตะข้อเท้าเต็มๆ แต่กลับไม่มีการเป่าฟาวล์จาก อันเดร มาร์ริเนอร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะลบทวีตดังกล่าวออกไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับจังหวะดังกล่าว เป็นประตูขึ้นนำ 2-1 ของ สวอนซี ซึ่ง แฟร์ เล่นไม่แฟร์สมชื่อ ไปเตะข้อเท้าในจังหวะที่ เคฮิลล์ กำลังบังบอลจะส่งคืนให้ผู้รักษาประตู ติโบต์ กูร์กตัวส์ ก่อนลากไปยิงหน้าตาเฉย แล้วดันได้ประตูจริงๆ ซะด้วย ยังดีที่ เชลซี มาได้ประตูตีเสมอ 2-2 จากการตีลังกายิงสุดสวยของ ดิเอโก้ คอสต้า ทำให้เสมอ 2-2 ได้คะแนนติดไม้ติดมือกลับบ้านไป

ละครคุณนายสายลับ (ละครเย็น) , เรื่องย่อคุณนายสายลับ (ละครเย็น)
ละครคุณนายสายลับ /  เรื่องย่อ ละครคุณนายสายลับ / 

คุณนายสายลับ บทประพันธ์ : ชลาลัยบทโทรทัศน์ : สายลมเดียวดายผลิตโดย : บริษัท ปภัสรา โปรดักชั่น จำกัดออกอากาศ : ทุกวันวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.35 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 18.20 น. ทาช่อง 7 เรื่องย่อ ละคร คุณนายสายลับ ณ โรงแรมดังในลำพูน วิชัย เจ้าของโรงแรมกำลังต้อนรับคณะทัวร์กลุ่มใหญ่จากกรุงเทพฯ โดยมี ลิซ่า ภรรยาสาวแต่งหน้าจัดแต่งกายสีฉูดฉาดอยู่เคียงข้าง ทุกสายตาต่างจับจ้อง โดยเฉพาะ สินธพ รุจิกรณ์ (พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์) ทายาทเจ้าของรีสอร์ต ธุรกิจแปรรูปองุ่นและไร่องุ่น วรพงษ์ ที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกหลังจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจเขากับวินธัย ลูกชายวิชัยเป็นเพื่อนรักกัน สินธพจึงมาเที่ยวตามคำเชิญของเพื่อนและคิดจะทำงานที่นี่ เพราะอยากได้ประสบการณ์ก่อนกลับบ้าน ลิซ่าหาจังหวะแยกตัวไปที่ห้องทำงานวิชัย เพื่อเซฟข้อมูลลูกค้ายาเสพติดของเขาเป็นหลักฐาน สินธพซึ่งไม่เคยไว้ใจสาวสวยที่แต่งงานกับชายแก่คราวพ่ออยู่แล้วเลยตามมา และหาทางก่อกวน ลิซ่า หรือ ร้อยตำรวจโทหญิงเรขาคณิต รวิปรียา (รัญดาภา มันตะลัมพะ) จึงต้องถ่วงเวลาจนเซฟข้อมูลเสร็จ แต่ดูเหมือนสินธพจะไม่ยอมจบ ลิซ่าจึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจาก สารวัตรเพิก (ธีรภัทร์ แย้มศรี) ที่ปะปนอยู่ในงาน เพิกจึงส่ง จ่าชู (ต๋อง ชวนชื่น) ลูกน้องคนสนิทไปช่วย แต่ก็เกือบเสียแผน เพราะความซุ่มซ่ามของจ่า ด้านเพิกเข้าจับกุมวิชัย จนเกิดการปะทะภายในงาน แต่ทั้งวินธัยและวิชัยก็ถูกจับ สินธพเป็นห่วงลิซ่าแต่ก็แปลกใจที่เธอหายไปอย่างไร้ร่องรอย ละครคุณนายสายลับ ที่กรุงเทพฯ เรขาคณิตกลับมาบ้านพร้อมเพิกซึ่งอยู่บ้านติดกัน อดีตรัฐมนตรีคำนวณ (วันชัย เผ่าวิบูล) กับ คุณหญิงรพีภัสร์ (ปภัสรา เตชะไพบูลย์) พ่อแม่ของเธอเริ่มจะชินกับการหายตัวไปนาน ๆ ของลูกสาวจึงไม่ซักถามเรื่องงานที่เรขาคณิตเป็นสายลับของหน่วยเฉพาะกิจแห่งกองปราบ จะมีก็แต่ ยายสม ญาติห่างๆ ของคุณหญิงรพีภัสร์ที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กคอยถามสารทุกข์สุขดิบ และแซวว่าเมื่อไหร่คุณหนูของตนจะแต่งงานกับเพิก เพราะหมั้นกันมาหลายปีแล้ว แต่เรขาคณิตไม่ตอบอะไร ส่วนเพิกก็เรียกเรขาคณิตไปคุยเรื่องงานที่เกือบมีปัญหาเพราะสินธพ เรขาคณิตขอให้ไม่พบเขาอีก เพิกถึงกับยิ้มแห้งและบอกว่า มีงานด่วนที่เกี่ยวข้องกับคนนามสกุล “รุจิกรณ์” เรขาคณิตถึงกับอึ้งไป หนึ่งเดือนต่อมา วรพงษ์โทรหาสินธพเพื่อให้มาแต่งงานกับหญิงที่ท่านหาให้ แต่สินธพปฏิเสธเพราะเกลียดการคลุมถุงชน วรพงษ์โกรธมากถึงกับจะตัดสินธพออกจากกองมรดก ดีที่ได้ มาติกา (พิมพาภรณ์ เสริมพาณิชยกิจ) หลานสาวบุญธรรมที่ท่านขอมาเลี้ยงช่วยพูด วรพงษ์จึงบอกว่า สะใภ้ของท่านจะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ มิรันตี หรือ มีมี่ (แพร เอมเมอรี่) นางแบบสาวที่เขาควงอยู่ เพราะเธอคือลูกสาว เสี่ยมีโชค (ภูธฤทธ์ พรหมบันดาล) คู่แข่งซึ่งอยู่ไร่ติดกับ ไร่ของวรพงษ์นั่นเอง สินธพนั้นคิดกับมิรันตีแค่เพื่อน แต่พอได้ยินพ่อพูดอย่างนั้น จึงประชดว่าเขาจะแต่งงานกับมิรันตีทันทีที่กลับไป วรพงษ์โกรธจัดจน แม่ทิพย์ (นริสา พรหมสุภา) แม่บ้านต้องเอายาดมมาให้ วรพงษ์ตัดพ้อลูกชายกับแม่ทิพย์ และเลยไปถึง นพนารี (ฐิตินันท์ สุวรรณถาวร) ลูกสาวที่เอาแต่หลง อเนก (พงษธัช รัตนเศรณี) คนรักจนไม่ยอมกลับมาช่วยงาน ก่อนจะประกาศว่า ในเมื่อลูกชายไม่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงดีๆ อย่างเรขา ท่านก็จะแต่งเองข่าวใหญ่ของวรพงษ์และสินธพถูกกระจายไปทั่วไร่ลามไปถึงไร่ข้างๆ ทำให้มิรันตีถึงกับเนื้อเต้นที่จะได้แต่งงาน ขณะที่ มาติกาเสียใจเพราะแอบรักสินธพอยู่ แต่เรื่องวรพงษ์จะแต่งงานดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าเธอจึงรีบโทรบอกสินธพ สินธพตัดสินใจกลับไร่ทันที ความรีบร้อน ทำให้สินธพลืมเติมน้ำมันจนรถดับกลางทาง มิหนำซ้ำ ยังเจอพวกมิจฉาชีพกลุ่มใหญ่อีกด้วย แต่โชคก็ไม่ใจร้ายเกินไป เมื่อเรขาขับรถผ่านมาและโชว์ฝีมือจัดการคนร้ายจนหมด สินธพทั้งทึ่งในความสามารถ อึ้งในความสวย และแปลกใจที่เธอรู้จักเขาเป็นอย่างดี เรขาพาสินธพไปถึง รีสอร์ตโดยไม่แนะนำตัวเองและเดินจากไปทันที ทำให้สินธพคิดว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยว ละคร คุณนายสายลับ สินธพมองรอบไร่ที่เปลี่ยนไป และต้องหงุดหงิด เมื่อเห็นป้ายไร่เปลี่ยนเป็น “ไร่เรขา” เขาจึงไปหาพ่อทันที แต่ก็ได้คำตอบที่ทำให้ตกใจกว่าว่าพ่อจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว เขาขอพบคุณเรขา แต่วรพงษ์ทำเฉย บอกเพียงเย็นพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงภายใน สินธพจึงไปหามาติกา จนรู้ว่า เรขาเพิ่งมาสมัครเป็นเลขาของวรพงษ์เมื่อเดือนก่อน แล้วท่านก็รับทันทีโดยไม่ต้องฝึกงาน แถมยังให้เธอมาร่วมโต๊ะด้วยทุกวัน โดยห้ามใครเข้าไปกวน แต่แม่ทิพย์แอบมาเล่าว่า วรพงษ์หัวเราะอารมณ์ดี และสุขภาพดีขึ้นทุกวันตั้งแต่เรขามาอยู่ด้วย และเรขาเองก็เป็นคนอัธยาศัยดีไม่ถือเนื้อถือตัว สินธพไม่พอใจ เพราะคิดว่าที่พ่อทำเป็นจะบังคับให้เขาแต่งงานเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นเรื่องพ่อยังไม่ทันจะแก้ไข สินธพก็ได้รับโทรศัพท์จากนพนารีที่โทรมาร้องห่มร้องไห้บอกว่า ธุรกิจที่อเนกทำร่วมกับเพื่อนขาดทุนย่อยยับ สินธพเลยแนะนำให้นพนารีพาอเนกกลับมาทำงานที่ไร่ ตอนแรกนพนารีจะไม่ยอมจนเมื่อรู้เรื่องภรรยาใหม่ของพ่อ เธอก็ชวนอเนกกลับมาทันที อเนกนั้นอ้างตัวเป็นนักธุรกิจ และเป็นสุภาพบุรุษต่อหน้านพนารี ทำให้เธอหลงเขามากถึงขั้นจะแต่งงานกัน แต่วรพงษ์ก็ขวางไว้สุดตัว นพนารีไม่รู้ว่า อเนกเป็นนักพนันตัวยง และตนกำลังนำตัวอันตรายไปอยู่ที่บ้าน สินธพแอบคิดถึงผู้หญิงที่ช่วยเหลือเขา แต่ก็ไม่ได้พบอีก จนงานเลี้ยงที่พ่อจัดขึ้น เขาจึงได้รู้ว่า หญิงสาวที่ช่วยเขาไว้ก็คือ เรขา ภรรยาใหม่ของพ่อนั่นเอง นพนารีโวยวายไม่ยอมรับและบอกจะแต่งงานกับอเนกบ้าง ส่วนมิรันตี แขกไม่ได้รับเชิญก็เข้ามาในงานพร้อมเสี่ยมีโชค ผู้เป็นพ่อ เธอประกาศว่าพร้อมจะแต่งงานตามที่สินธพลั่นวาจาไว้ วรพงษ์โกรธจนความดันขึ้น แต่เขาแข็งใจประกาศว่า ถ้าทั้งสองแต่งงาน เขาจะยกทุกอย่างให้เรขา จากนั้น วรพงษ์ก็เรียกเรขากับมาติกาพยุงเขากลับห้อง งานเลี้ยงจบลงท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด สินธพสังเกตเห็นว่าเรขามองทุกคนอย่างสำรวจจึงสงสัย ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เรขาผูกมิตรกับคนงานในไร่จนเป็นที่รักของทุกคน ทั้งแม่ทิพย์ ผอง (วรพรต ชะเอม) หัวหน้างาน และ น้อย (ณธษา เวชประสิทธ์) สาวใช้คนใหม่ แต่นั่นยิ่งขัดใจสินธพ วรพงษ์เรียกทุกคนมาประชุมแบ่งงาน โดยให้สินธพเป็นผู้จัดการใหญ่ดูแลในภาพรวม เรขาดูแลการเงินมีมาติกาคอยช่วย ส่วนอเนกกับนพนารีให้เริ่มต้นที่พนักงานต้อนรับ อเนกไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่นพนารีก็จำต้องยอม เพราะวรพงษ์ยึดบัตรเครดิตทั้งหมดไว้ ด้านมิรันตียังมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้สินธพ แต่เขาไม่สนใจเธอ เพราะมัวแต่จับผิดเรขา มีเพียงอเนกที่ส่งสายตาหวานไม่หยุด และมิรันตีก็เล่นด้วย ทั้งคู่จึงแอบนัดกันโดยไม่ให้นพนารีรู้สินธพแอบตามเรขาไปทุกที่แต่ก็ถูกจับได้ทุกครั้ง เรขาแกล้งพาเขาเดินทั่วไร่หวังให้เหนื่อยเล่นและให้เขาเรียนรู้งานไปในตัว สินธพแปลกใจที่เรขาทำได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่งานกรรมกร กลางคืนเมื่อมีเวลา เธอก็จะไปร้องรำทำเพลงกับพวกคนงาน โดยมีน้อยกับผองเป็นลูกคู่ หากเรขาเห็นสินธพก็จะแกล้งดึงเขาเข้าไปในวงจนคล้ายเป็นตัวตลกของคนงาน แต่สินธพกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรือหากวันไหน เรขาเข้าไปขี่ม้าและสินธพตามไป เธอก็จะทิ้งระยะห่างจนเขาตามไม่เคยทัน เขาสังเกตว่าเธอชอบแวะเวียนไปเขตไร่ของตนกับเสี่ยมีโชค จึงสงสัยว่าเธอเป็นใครกันแน่ ละคร คุณนายสายลับ วันหนึ่ง มีคนงานป่วยเพราะเพิ่งคลอดลูก เรขาก็ไปช่วยเหลือแถมยังมีความรู้ด้านแพทย์แผนไทย ทำให้สินธพเผลอมองเธออย่างชื่นชม แต่พอเธอจับได้ สินธพก็ทำเป็นโวยวาย ค่อนแคะดูถูกเรขาว่าเธอหวังสมบัติ เพราะหากไม่จริง เธอคงไม่แต่งงานกับคนแก่คราวพ่อเด็ดขาด ทั้งคู่เลยกลายเป็นคู่กัด และทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา แต่ดูเหมือนสินธพจะพ่ายแพ้ทุกครั้ง มิรันตีก็แอบนินทาเรขากับมาติกาหวังหาพวก แต่พอเรขามาได้ยินและตอกกลับมิรันตีอย่างเจ็บแสบ เหมือนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเธอดี มาติกาก็แอบเชียร์เพราะไม่อยากให้สินธพกับมิรันตีแต่งงานกัน เรขาเริ่มรู้จุดอ่อนของมาติกาเลตีสนิทด้วยการสนับสนุนให้เธอสมหวังในรักกับสินธพสินธพที่มักชวนเรขาทะเลาะ เริ่มรู้ตัวว่าแอบชอบแม่เลี้ยง เขาจึงต้องพยายามบังคับใจไม่ให้คิดเกินเลยกว่าฐานะลูกเลี้ยงที่เป็นอยู่ ด้านเรขาก็ชอบพูดจายั่วและชอบเรียกสินธพว่า “นายม้าพยศ” โดยไม่สนใจว่าสินธพจะโกรธมากแค่ไหน วันหนึ่ง มิรันตีมาตื๊อชวนสินธพไปขี่ม้า เขาปฏิเสธไม่ได้ แต่พอไปถึงคอกม้าจึงได้เห็นเรขากำลังขี่ม้าเล่นอยู่กับชายแปลกหน้า มิรันตีคิดแกล้งเรขาด้วยการทำให้ม้าในคอกตื่นและหลุดออกไป สินธพเป็นห่วงเรขามากแต่ก็พบว่าเธอควบคุมสถานการณ์ได้ดี เรขาแนะนำให้สินธพรู้จักเพิก เจ้าของร้านกาแฟที่อยู่เชิงดอยไม่ไกลจากไร่คนใหม่ สินธพแปลกใจเพราะจำได้ว่า เป็นร้านประจำของตน เรขาไม่ให้ความกระจ่างอะไร แถมยังคุยสนิทสนมกับเพิก จนสินธพหึงแทนพ่อและทำให้มิรันตีหงุดหงิดทุกวัน เรขาจะออกไปนั่งร้านกาแฟของเพิก แต่วรพงษ์ก็ไม่เคยว่า จนสินธพอดค่อนขอดไม่ได้ วรพงษ์รำคาญลูกชายจึงหนีไปยังบ้านพักที่สร้างไม่เสร็จท้ายรีสอร์ต สินธพยังคงหงุดหงิด แต่ไม่กล้าไปร้านกาแฟคนเดียว เลยชวนมาติกาไปเป็นเพื่อน มาติกาแอบดีใจคิดว่า สินธพอาจใจตรงกัน แต่เธอก็ต้องผิดหวัง เมื่อเขาเอาแต่ตอแยเรขาหาว่ามีชู้ ปล่อยให้มาติกานั่งอยู่คนเดียว เพิกสงสารเลยมาชวนคุย แต่มาติกาไม่ไว้ใจเพิกเพราะดูท่าทางเจ้าชู้ ด้านอเนกขยันทำงานขึ้นจนแม้แต่นพนารีก็แปลกใจ แต่เขาก็เฉไฉบอกว่าจะเก็บเงินขอเธอแต่งงาน ทำให้นพนารียิ่งหลงอเนก ผองคอยรายงานวรพงษ์ทุกระยะเกี่ยวกับอเนก วรพงษ์ซึ่งชอบให้โอกาสคนจึงเลื่อนตำแหน่งอเนกให้มาดูแลงานด้านจัดซื้อโดยมีนพนารีเป็นผู้ช่วย ทำให้อเนกพอใจมาก และทุกครั้งที่มีโอกาส เขามักจะคอยแทะโลมมาติกาเสมอ จนเธอกลัว ดีที่ได้เรขาคอยเป็นก้างขวางคอ ยกเรื่องเงินเดือนมาอ้าง จนนพนารีทั้งหึงมาติกาและเกลียดเรขาเพิ่มมากขึ้นทุกคืน เรขาจะเข้าไปนวดหลังให้วรพงษ์จนท่านหลับ ก่อนที่จะหายตัวไป หรือบางครั้ง เธอก็ไปขลุกอยู่กับคนงานเพื่อหาข้อมูลในอดีตของวรพงษ์ โดยไม่ให้ผิดสังเกต ทุกคนจึงรักเธอมากกว่ามิรันตีที่มาทีไรก็เอาแต่วางอำนาจ ทุกคนเรียกเรขาว่าคุณนาย ทำให้สินธพหมั่นไส้ วรพงษ์เฝ้าดูเรขาอยู่ห่าง ๆ ทุกครั้งที่มองหน้าเธอ เขาก็คิดถึงอดีตคนรักที่หน้าตาเหมือนเรขาไม่ผิดเพี้ยนพอรู้ประวัติว่าเรขาเป็นกำพร้า แต่ขยันขันแข็ง และดูฉลาดเฉลียว เขาจึงอยากอุปการะเธอและชดเชยความรู้สึกผิดที่มีต่อคนรักเก่า ท่านคิดจะให้สินธพแต่งงานกับเรขา แต่สินธพกลับไม่สนใจแถมยังประชดจะไปคบกับมิรันตี ท่านจึงแต่งงานประชดลูกชายบ้าง ด้านมาติกาเห็นมิรันตีเกาะติดสินธพไม่ห่างก็ไประบายกับเรขา เรขาจึงยุให้เธอบอกรักสินธพ มาติกาตัดสินใจรวบรวมความกล้าเปิดเผยความในใจ แต่ได้รับการปฏิเสธ ทำให้มาติกาวิ่งหนีไปพร้อมน้ำตา เพิกที่บังเอิญแวะมาจึงตามไปปลอบโยน ทำให้ทั้งสองสนิทกันขึ้น ละคร คุณนายสายลับ เพิกได้รับข้อความจากหัวหน้าหน่วยให้สืบหาข้อมูลที่ไร่มิรันตี โดยเฉพาะในโรงเก็บไวน์ เพราะมีสิ่งไม่ชอบมาพากล เพิกรีบติดต่อเรขาและหาทางส่งจ่าชูเข้าไปเป็นคนงาน กลางดึกคืนนั้น เรขาลอบเข้าไปที่ไร่มิรันตี แต่เกือบถูก กำจร (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) ผู้จัดการไร่จับได้ เพราะสินธพที่ตามมาข้างหลัง แต่ได้จ่าชูมาช่วย เธอรีบพาสินธพกลับทันที ส่วนกำจรรีบไปรายงานเสี่ยมีโชค เสี่ยมีโชคให้มิรันตีรีบเผด็จศึกสินธพ เพื่อเข้าเป็นใหญ่ในบ้านสินธพและหาคนที่เป็นสายตำรวจ กำจรเก็บความขมขื่นไว้ เพราะเขาแอบรักมิรันตีอยู่ ด้านสินธพไม่ยอมให้เรื่องจบตามคาดคั้นความจริงจากเรขา แต่เพราะเป็นกลางคืน ทำให้เขาเกือบถูกงูกัด ดีที่เรขาใช้ความชำนาญจัดการงูตัวนั้นซะก่อน จนสินธพอึ้งที่ต้องเป็นหนี้บุญคุณเธออีก เพิกมาหามาติกาบ่อยครั้ง แต่สินธพเข้าใจผิดว่าเขามาหาเรขาจึงหึงมาก แต่พยายามบอกตัวเองว่าไม่ใช่ สินธพเริ่มสงสัยพฤติกรรมเรขาว่าวางยาบิดาตัวเองเพื่อหวังอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่สามารถจับผิดเรขาได้ สินธพจึงขอยาสมุนไพรที่เรขาให้วรพงษ์กินไปตรวจแต่ก็พบว่าเป็นเพียงยาบำรุง เขารู้สึกผิดเลยหาโอกาสขอโทษเธอด้วยการทำอาหารให้ทาน จนเรขามีความสุข แต่ต้องบอกตัวเองว่าเธอมีงานต้องทำและเขาอาจรู้เห็นกับว่าที่พ่อตาอย่างเสี่ยมีโชคทำเรื่องผิดกฎหมาย เพิกไม่ให้เรขาอคติ และอย่าเพิ่งมองข้ามวรพงษ์ไปด้วยอดีตที่เขาเคยค้ายา เพิกพอมองออกว่าเรขาชอบสินธพจึงทั้งเตือนตัวเองและเรขาว่าพวกเขาเป็นคู่หมั้นกัน เรขานิ่งไปทันที ด้านนายวรพงษ์เห็นความสามารถของเรขาจึงมอบอำนาจให้เธอเรื่องการเงินมากขึ้น ไม่ว่าใครจะเบิกอะไร จะต้องผ่านการอนุมัติของเรขา โดยเฉพาะนพนารี แต่อเนกเห็นว่าไม่ใช่ปัญหา และเพราะงานใหญ่ที่กำลังจะถูกจัดขึ้น ทำให้เรขาต้องขลุกอยู่กับสินธพ จนมิรันตีหึงหวง เพิกเองก็กลัวงานจะเสีย เลยหาเรื่องเข้ามาที่ไร่ ทำให้ได้พบมาติกาเป็นประจำ เขาชอบในความเรียบร้อยขี้อายของเธอจึงมักจะแกล้งเย้าแหย่ จนมาติกาเริ่มเป็นกันเองมากขึ้นและเพราะต้องการตัดใจจากสินธพ เธอจึงขอไปทำงานที่ร้านกาแฟของเพิกด้วย เพิกตกลง ก่อนจะรีบไปบอกเจ้าของร้านตัวจริง ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเองให้รับมาติกาเข้าทำงาน จนโดนเพื่อนแซวว่าระวังจะลืมคู่หมั้น เพิกถึงกับอึ้งไปเพราะลืมไปจริงๆ เรขาเห็นเป็นโอกาสดีที่จะเข้าไปที่ไร่มิรันตี จึงแนะนำให้สินธพร่วมมือกับมิรันตีจัดงานเก็บเกี่ยวองุ่นประจำปีให้ใหญ่ขึ้น สินธพสงสัย แต่เรขาก็หาข้ออ้างจนได้ ในที่สุด สองไร่จึงได้ร่วมมือกัน โดยมีเรขาเป็นคนกลาง เรขาคุยงานกับเสี่ยมีโชคโดยตรง แม้เขาจะดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่เรขาก็ไม่ประมาท ขณะเดียวกัน เธอสังเกตเห็นวรพงษ์ไปที่บ้านพักท้ายรีสอร์ตบ่อยขึ้น จึงแอบตามไปและได้รู้ความจริงว่า วรพงษ์เป็นสายของตำรวจ เรขายังไม่สามารถเปิดเผยตัวเองได้ ขณะที่ วรพงษ์ไว้ใจเรขาแล้ว จึงยอมเล่าความจริง ที่ตนเคยค้ายาเสพติด จนทำให้ต้องเลิกรากับคนรักไป ดีที่ทางการไม่มีหลักฐานเอาผิดเขาได้ แต่ความรู้สึกผิดในใจ ทำให้วรพงษ์ตัดสินใจช่วยงานราชการเพื่อลบล้างความรู้สึกนั้น เรขาจึงเข้าใจ วรพงษ์และนับถือเขามากขึ้น แต่เธอต้องตกใจ เมื่อวรพงษ์เอาภาพคนรักเก่ามาให้ดู เพราะนั่นคือภาพ แม่ของเรขานั่นเอง วรพงษ์ไม่รู้ว่าเรขาเกี่ยวข้องกับคนรักเก่าหรือไม่ แต่เขาก็อยากจะทำอะไรเพื่อชดเชยให้เธอ ทำให้เรขายิ่งซาบซึ้งแทนผู้เป็นแม่ ละคร คุณนายสายลับ แม้เรขาจะคิดถึงพ่อกับแม่ แต่เธอก็อยู่ช่วยงานเก็บเกี่ยวองุ่นจนเสร็จสิ้น งานถูกจัดขึ้นที่รอยต่อไร่ของวรพงษ์และเสี่ยมีโชค เพิกกับจ่าชูลอบเข้าไปในโรงเก็บไวน์เสี่ยมีโชค แต่ไม่พบอะไรผิดปกติ เพิกถึงกับงง ขณะที่ อเนกอาศัยจังหวะที่ทุกคนวุ่นวายสั่งเบิกจ่ายปุ๋ยปลอม และลอบเข้าไปที่โรงเก็บไวน์ของวรพงษ์บ่อยครั้ง โดยอ้างกับผองว่าเข้าไปเรียนรู้งาน ผองสงสัยแต่ยังไม่มีโอกาสบอกเจ้านายในงานเก็บเกี่ยวองุ่น มิรันตีพยายามทำตัวโดดเด่นและควงสินธพเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ เรขาแอบเขม่นเลยชวนมาติกาทำเรื่องสนุกระหว่างงาน เธอหาเรื่องแยกมิรันตีจากสินธพ และแกล้งให้มิรันตีขายหน้า แต่กำจรก็ช่วยกู้สถานการณ์ให้นายสาว เมื่อผ่านงานใหญ่ไป เรขาก็ขออนุญาตวรพงษ์เข้ากรุงเทพฯ อ้างว่านัดเพื่อนไว้ สินธพระแวงแทนพ่อแต่ก็ไม่กล้าแสดงออก เขาอยากตามเรขาไป แต่ผองมาบอกเรื่ององุ่นในไร่ไม่เติบโตเต็มที่ สินธพสงสัยเกี่ยวกับปุ๋ยล็อตใหม่ที่อเนกสั่งจึงให้ผองแยกแปลงองุ่นแปลงนี้ทดลองกับปุ๋ยใหม่ ส่วนแปลงอื่นใช้ปุ๋ยตัวเดิม ช่วงนี้ มิรันตีหายไป ทำให้สินธพโล่งอก โดยไม่รู้ว่าคนที่ร้อนใจกลายเป็นนพนารีแทน เพราะอเนกก็หายตัวไปบ่อย ๆ นพนารีหงุดหงิดถึงกับลงที่มาติกาบ่อยครั้ง จนเพิกต้องออกโรงปกป้อง ด้านเรขากลับถึงบ้านก็กอดแม่ไว้ด้วยความคิดถึง และเป็นครั้งแรกที่เธอยอมพูดเรื่องงานแล้วก็ต้องอึ้งที่แม่กับพ่อรู้การเคลื่อนไหวของเธอตลอด และอยากให้เธอเลิกอาชีพนี้ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เรขาพูดถึงเรื่องคนรักเก่าของแม่ แม่ยอมรับว่าเคยมีคนรัก แต่ก็เป็นเพียงอดีต เพราะท่านกับคนรักเลือกทางเดินต่างกัน แล้วตอนนี้ แม่ก็รักพ่อของเรขามาก เรขาอบอุ่นใจและหวังว่าเธอจะได้เจอคนที่ใช่บ้าง แม่เลยงงว่าเรขามีคู่หมั้นแล้ว ทำไมถึงพูดแบบนี้ แต่เรขาไม่ตอบอะไร และในใจเธอก็นึกถึงเพียงสินธพเมื่อเรขากลับถึงไร่ เธอก็เริ่มตรวจสอบบัญชีอย่างจริงจัง เพื่อตอบแทนบุญคุณวรพงษ์ และพบว่าอเนกเบิกจ่ายเงินมากผิดปกติ ทำให้เธอมีปากเสียงกับอเนกบ่อยขึ้น ส่วนเพิกก็มาพบเรขาบ่อย เพราะหาของกลางที่ไร่เสี่ยมีโชคไม่พบ เรขาสงสัยว่าในไร่วรพงษ์มีบางอย่างผิดปกติ เธอจึงบอกเรื่องที่ วรพงษ์เป็นสายให้ตำรวจอาจจะมีข้อมูลบางอย่าง เพิกไปคุยกับวรพงษ์แบบจริงจัง ทำให้สินธพเข้าใจผิดว่าเพิกข่มขู่พ่อของเขาแล้วคิดจะไปเสวยสุขกับเรขา เขาจึงเข้ามาขัดจังหวะ เพิกเลยไม่ได้ข้อมูลอะไรนอกจากแนะนำตัวกันเฉย ๆ เรขากุมขมับกับความดื้อรั้นของสินธพ จึงต่อว่าเขาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ทำให้สินธพน้อยใจขณะที่ ภายในไร่เริ่มมีเรื่องคนงานเล่นการพนันและติดยา สินธพที่ยังน้อยใจเลยหาว่าเป็นเพราะเรขา เรขาเลยเอาหลักฐานการซื้อปุ๋ยปลอม และภาพถ่ายที่อเนกเข้าบ่อนบ่อยครั้งมาให้สินธพ สินธพอึ้งไปที่เรขาก็มีข้อมูล ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนแอบฟังอยู่ ละคร คุณนายสายลับ วันหนึ่ง เรขาว่ายน้ำเล่นที่สระในบ้านคลายเครียด และเพราะความประมาท ทำให้เธอโดนไฟช็อตจมน้ำ โชคดีที่สินธพผ่านมาและช่วยไว้ได้ทัน เพิกรู้เรื่องก็มาคุยกับเรขาให้ถอนตัว ด้วยเธอกำลังอ่อนแอเพราะความรัก แต่เรขาไม่ยอม เธอยืนยันที่จะทำงานต่อนพนารีทะเลาะกับเรขาบ่อยขึ้น เพราะถูกอเนกเป่าหู โดยเฉพาะเรื่องที่เรขาทำให้เธอกับเขาไม่ได้แต่งงานกัน ถึงขั้นนพนารีประกาศจะทำทุกทางเพื่อกำจัดเรขา ทำให้สินธพเป็นห่วงมาก ขณะเดียวกันก็ไม่ไว้ใจเพิก ที่ช่วงหลังชอบมาตีสนิทกับพ่อของเขาแบบแปลกๆ เขาจึงให้มาติกาช่วย จับตามอง โดยไม่รู้ว่าน้องสาวเริ่มมีใจให้เพิกแล้ว นพนารีหงุดหงิดทั้งเรื่องที่อเนกหายตัวไป เงินที่เธอควรจะเอาไปช้อปปิ้งก็ไม่มี เธอเลยเข้าไปขอเบิกเงินกับเรขา แต่เรขาปฏิเสธ ทำให้นพนารีโมโหถึงกับขว้างแฟ้มใส่เรขาที่ไม่ทันระวังตัว จนเรขาบาดเจ็บ สินธพรีบเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง จนเรขาหวั่นไหว แต่พอสินธพนึกได้ เขาก็ต่อว่าเธอที่ชอบหาเรื่องเจ็บตัว จนเรขาหมดอารมณ์ซึ้ง วรพงษ์เห็นสินธพกับเรขาสนิทกันก็พอใจ แต่บางครั้งก็อยากแกล้งลูกชาย เลยเรียกมาตักเตือนไม่ให้วุ่นวายกับเมียพ่อ สินธพจึงรู้สึกตัว ขณะที่เรขาได้ยินโดยบังเอิญว่าคนที่ทำไฟช้อตในสระน้ำคือ อเนก แต่เธอก็ไม่ได้บอกใครและจับตามองอเนกมากขึ้น สินธพรวบรวมหลักฐานเรื่องปุ๋ยปลอม แต่ยังไม่บอกวรพงษ์ เพราะเห็นแก่น้องสาว จึงไปคุยกับนพนารีและอเนก อเนกว่าถูกใส่ความ ผองได้ยินก็ทนไม่ไหว เลยไปบอกวรพงษ์ ทำให้วรพงษ์โกรธมาก เรียกลูกสาวและคนรักมาต่อว่า แต่นพนารียังเข้าข้างอเนก ถึงกับบอกจะพาอเนกหนี หากพ่อจับอเนกเข้าคุก วรพงษ์เครียดจัดจนเป็นลม เรขารีบพาท่านส่งโรงพยาบาลพร้อมสินธพ สินธพเศร้าใจคิดว่าเรขาคงรักพ่อเขามาก เมื่อวรพงษ์ฟื้นขึ้นก็สั่งยุติการสอบเรื่องปุ๋ยปลอม แต่เรียกใส่ปะปนไปกับไวน์จากไร่วรพงษ์ที่ติดคำว่า วีไอพี เพิกจึงเร่งให้เรขาหาข้อมูลและออกจากพื้นที่ทันทีเรขายังกังวลและเป็นห่วงวรพงษ์กับคนในไร่ แต่เพิกย้ำว่าหน้าที่ต้องมาก่อนเรื่องหัวใจ เรขาจึงรับคำ สินธพยังไม่วางมือเรื่องอเนก จึงสืบหาข้อมูลจากคนงาน แต่ก็เกิดเรื่องอีก เมื่อเรขาไปนั่งที่ร้านกาแฟของเพิก และถูกคนร้ายลอบยิง แต่สินธพที่ตามมาเอาตัวเข้าบังกระสุนจนได้รับบาดเจ็บ เรขาเป็นห่วงสินธพมากและเริ่มยอมรับใจตัวเองว่ารักเขา เพิกกลัวเรขาเป็นอันตรายถึงชีวิตจึงตัดสินใจแจ้งหน่วยงาน และนำคำสั่งที่ให้เรขาถอนตัวมาบอก แต่เรขาไม่ยอม เธอต้องการทำภารกิจให้เสร็จสิ้นเหมือนทุกครั้ง เรขาเข้าไปดูสินธพ เพราะเป็นห่วงเรื่องอาการบาดเจ็บ บรรยากาศที่เป็นใจ ทำให้ทั้งคู่เผลอจูบกัน อเนกผ่านมาเห็นเลยถ่ายภาพไว้แล้วนำไปขู่สินธพให้เลิกวุ่นวายกับเรื่องตน สินธพอึ้งไปเพราะกลัวพ่ออาการกำเริบอีก ด้านนพนารีรู้ว่าอเนกขู่สินธพก็ไม่สบายใจ เพราะถึงอย่างไรก็รักพี่ชาย วรพงษ์ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล จึงไม่ได้ส่งข่าวให้ ผู้กำกับวัชระ ตำรวจในพื้นที่ ที่ตามคดีนี้อยู่ ผู้กำกับวัชระได้รับคำสั่งให้ประสานงานกับผู้การทรงยศ (เป็นหนึ่ง ไชยชิต) หัวหน้าของเรขาเข้าตรวจ โรงเก็บไวน์ของไร่วรพงษ์ แต่ก่อนจะเข้าตรวจ ก็เกิดเหตุไฟไหม้โรงเก็บไวน์ ขณะที่เรขาไม่อยู่ มิรันตีเป่าหูสินธพว่าเป็นฝีมือเรขา ทำให้สินธพเครียดมาก เขาไม่เชื่อมิรันตี แต่ก็ไม่มีหลักฐานไรยืนยันว่าเรขาไปไหน ยังไม่ทันที่สินธพจะแจ้งวรพงษ์ เรขาซึ่งลอบเข้าไปเก็บข้อมูลที่ไร่เสี่ยมีโชคอีกครั้ง และได้หลักฐานภาพถ่ายออกมา เธอก็ถูกไล่ล่าและถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส สินธพเครียดกว่าเดิมไม่กล้าบอกวรพงษ์ แต่อเนกก็คาบข่าวไปบอกพร้อมภาพที่สินธพจูบเรขา วรพงษ์ไม่ได้ตกใจเรื่องนี้ แต่ช็อกเรื่องไฟไหม้ และอาการเรขาที่เป็นตายเท่ากัน เหตุการณ์นี้ ทำให้อาการวรพงษ์ทรุดหนัก เขาเรียกสินธพเข้าไปคุยเป็นครั้งสุดท้ายและบอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องเรขา พร้อมทั้งฝากให้สินธพดูแลเรขาตลอดไป วรพงษ์จากไปอย่างสงบ สินธพ นพนารีและมาติกาเสียใจมาก มีแต่อเนกที่ไปมีความสุขกับมิรันตี เพราะความจริง อเนกรับจ้างเสี่ยมีโชคเข้าตีสนิทกับนพนารีและสร้างสถานการณ์ทั้งหมด เพื่อทำให้รีสอร์ต วรพงษ์ต้องปิดตัวลง และตอนนี้เสี่ยมีโชคก็กำลังจะสมหวัง ละคร คุณนายสายลับ และแล้วเรขาก็ฟื้นขึ้นมาแต่เธอกลับจำอะไรไม่ได้ นอกจากบอกว่า สินธพเป็นสามีเธอและเธอรักเขามาก ด้วยตอนที่เธอหลับอยู่ เธอฝันเห็นแต่หน้าเขา อาการของเรขาดีขึ้น จนออกจากโรงพยาบาลได้ สินธพสั่งไม่ให้ทุกคนพูดเรื่องวรพงษ์ แต่นพนารียังแค้นใจจึงเล่าทุกอย่างให้ฟัง และ เยาะเย้ยว่าเธอจะไม่มีที่สูบเงินแล้ว เรขาอึ้งไป และยิ่งสับสนหนักขึ้นกับคำบอกเล่าของเพิกที่ว่า เธอ คือ ร้อยตำรวจโทหญิงเรขาคณิต รวิปรียา สายลับแห่งหน่วยเฉพาะกิจ รหัสคือ คุณนายสายลับ 009 เรขาไม่เชื่อจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่มีคนร้ายมาประชิดตัวด้านหลัง เธอใช้ความสามารถด้านการต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว เรขาสับสนมากจึงปบอกสินธพ สินธพไม่ต้องการเสียเธอไป จึงไปขอร้องเพิกไม่ให้พูดถึงอดีตอีก เพิกไม่พูดเรื่องเรขาแต่นำรูปถ่ายระหว่างอเนกกับมิรันตีมาให้สินธพ บังเอิญนพนารีมาเห็นเข้าอีกคน เลยตามไปหาความจริงกับอเนกที่ไร่มิรันตี อเนกไม่ยี่หระอะไร จนกระทั่ง เพิกกับตำรวจชุดหนึ่งมาที่บ้านเสี่ยมีโชคเพื่อจับเขาและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด และมีเจตนาฆ่าเรขา อเนกแสดงความเห็นแก่ตัววิ่งหนีไป ขณะที่ กำจรปกป้องเสี่ยมีโชคกับมิรันตีจนตัวเองเจ็บหนัก เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมิรันตีกับเสี่ยมีโชคไปดำเนินคดี อเนกหนีไปเจอเรขาอยู่คนเดียวจึงจับเป็นตัวประกัน แต่ด้วยสัญชาตญาณ เธอจึงป้องกันตัวเองและจับอเนกไว้ได้ อเนกแค้นใจเลยควักมีดพกมาแทงเรขาจนล้มหัวกระแทกพื้น เพิกรีบเข้ามาจับอเนก ส่วนสินธพรีบพาเรขาส่งโรงพยาบาล ละคร เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างจบลง นพนารีเข้มแข็งขึ้นและช่วยงานสินธพอย่างเต็มที่ ด้าน เรขาฟื้นขึ้นมาก็จำทุกอย่างได้ และพ่อแม่ก็มารับตัวเธอกลับไป ส่วนมาติกาเสียใจมากที่รู้ว่าเพิกเป็นคู่หมั้นของเรขา เพิกกลับกรุงเทพฯ พร้อมยกเลิกการหมั้นกับเรขา ซึ่งเรขาก็เข้าใจดีและไม่ขัดขวาง เพิกจึงกลับไปสารภาพรักกับมาติกาและขอเธอแต่งงาน มาติกาเขินอายแต่ก็ตกลงโดยดี สินธพดีใจกับน้องสาว แต่เขาก็อยู่อย่างซังกะตาย เพราะไม่กล้าไปตามง้อเรขา จนวันหนึ่ง เพิกมาบอกสินธพให้ไปห้ามเรขาที่จะกลับไปทำงานสายลับ โดยคราวนี้ เรขาจะแต่งงานกับชาวต่างชาติ นักค้ายารายใหญ่ สินธพอึ้งไป จนเพิกย้ำว่า เรขาก็รักสินธพมาก เธอไม่เคยมีความสุขเลยที่ต้องจากสินธพไป สินธพจึงตัดสินใจบุกไปชิงตัวเรขาที่งาน ก่อนจะพบว่าทุกอย่างเป็นแผนที่เรขาคิดขึ้นเพื่อพิสูจน์ใจเขา สินธพยืนยันว่ารักเรขามาก เขาขอเธอแต่งงานและขอให้เธออยู่เป็นคุณนายเรขาแห่งไร่เรขาตลอดไป หญิงสาวรับคำอย่างเต็มใจและยอมเลิกเป็นคุณนายสายลับตลอดกาล นักแสดง ละครคุณนายสายลับ รัญดาภา มันตะลัมพะ รับบท เรขาคณิต รวิปรียา (เรขา)พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท สินธพ รุจิกรณ์ธีรภัทร์ แย้มศรี รับบท สารวัตรเพิกพิมพาภรณ์ เสริมพาณิชยกิจ รับบท มาติกาแพร เอมเมอรี่ รับบท มิรันตี หรือ มีมี่ตฤณ เศรษฐโชค รับบทวรพงษ์ รุจิกรณ์ฐิตินันท์ สุวรรณถาวร รับบท นพนารี รุจิกรณ์พงษธัช รัตนเศรณี รับบท อเนก ภูธฤทธ์ พรหมบันดาล รับบท เสี่ยมีโชค

ละครกาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ  , เรื่องย่อกาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ
เรื่องย่อละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ /  ละครกาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ ตอนแรก / 

กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ บทประพันธ์ : ชญาน์พิมพ์ บทโทรทัศน์ : ชมนาดผลิตโดย : บริษัท มงคล การละคร จำกัด ออกอากาศทุกคืน : วันพุธ -พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ช่อง 7 สีเรื่องย่อ ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ เมื่อสิ่งที่ตาเห็นอาจไม่ใช่ความจริงที่หัวใจสัมผัสได้กาลครั้งหนึ่ง...ที่ชายหนุ่มนิรนามพาฟ้าใสไปเจอเหตุการณ์เลวร้าย จนนำความวุ่นวายมาสู่ชีวิตไม่หยุดหย่อน จะกลับกลายเป็นความรัก…ความผูกพันที่ประทับอยู่ในหัวใจของเธอตลอดไป... ฟ้าใส (พิม พิมประภา) คอลัมน์นิสต์สาวหน้าใส..แต่หัวใจบอบช้ำ จากการกระทำของแฟนหนุ่ม หมออิฐ (ไม้ นนทพันธ์ ) หมอหนุ่มหน้าหล่อที่ปันใจไปคบ หมอขวัญ (สา อนิสา) เพื่อนร่วมงานคนสวย ทายาทคนเดียวของ หมออภิวัตร(ปั่น ไพบูลย์เกียรติ ) เจ้าของโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ ทั้งคู่จะแต่งงานกันด้วยความเหมาะสม เมื่อรู้เรื่องราวฟ้าใสขอเลิกกับหมออิฐแล้วลาพักร้อนไปทำใจถึงญี่ปุ่นกับ ปุยฝ้าย (น้ำหวาน กรรณาภรณ์ฃ) รุ่นพี่สนิทที่ออฟฟิศ ทั้งคู่ลางาน พี่ราเมศ (สัน คมสัน) บก.ของพวกเธอไปด้วยกันส่วน นุตรา(จอย โสภิตสุดา) คอลัมน์นิสต์ร่วมแก๊งต้องอยู่ทำงานแทน ชวนชม (ดวงดาว จารุจินดา) กับ กวินทร์ (ปุ๊ มนตรี) แม่กับพ่อของฟ้าใสไม่เห็นด้วยที่สาวๆ ไปเที่ยวลำพัง แต่พอหมออิฐตามตื๊อลูกสาวเลยกลับใจแถมเงินให้ฟ้าใสติดกระเป๋าไปลั้ลลาเต็มที่ ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ การท่องเที่ยวญี่ปุ่น...ของฟ้าใส และปุยฝ้ายกลายเป็นเข็มทิ่มแทงใจคนอกหัก เพราะเจอแต่คู่รักหวานแหววพากันมาสวีทยิ่งทำให้คิดถึงหมออิฐจับใจ คืนหนึ่งขณะ แดเนียล(มิกค์ ทองระย้า) หัวหน้า แก๊งฮวงหลง(มังกรทอง) หล่อ สุขุม มากับ เฉินเปียว(เมฆ จุติ) ลูกน้องคนสนิท เพื่อติดต่อตำรวจสากล โอลิเวอร์ ฟาน(หรั่ง รัฐธรรมนูญ) อย่างลับๆ แต่ถูก เฉินหมิง(บูม กิตตน์ก้อง) หัวหน้า แก๊งไป๋หู่ (เสือขาว) กับ เทียนคง(ต๊อก ศุภกรณ์) ลูกน้องเจ้าเล่ห์ โหดเหี้ยมคู่ปรับคนสำคัญตามจับตัว เฉินหมิงกับแดเนียลไล่ยิงกันบาดเจ็บแต่แดเนียลหนีมาได้เทียนคงไม่พอใจหัวหน้าที่ทำพลาด ด้านฟ้าใสเซ็งชีวิตเลยพักผ่อนที่ห้องไม่ไปเที่ยวกับปุยฝ้าย ตกค่ำฟ้าใสออกไปซื้อขนมที่มินิมาร์ทใกล้ๆ รู้สึกว่ามีคนตาม แดเนียลเร่งฝีเท้าจับตัวไว้ฟ้าใสต่อสู้เอาชีวิตรอดศอกใส่ชายนิรนามฟุบ เธอตกใจที่ตัวเลอะเลือดกลัวทำคนตายแล้วจะถูกตำรวจญี่ปุ่นจับ แดเนียลอาศัยจังหวะเอาปืนจี้บังคับให้ฟ้าใสพาหนี ทั้งคู่มาโรงแรมที่พักเพื่อทำแผลเธอเห็นรอยสักมังกรจึงเข้าใจว่าเค้าเป็นแก๊งอันธพาลฟ้าใสต่อรองหากช่วยแล้วต้องปล่อยเธอไป ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ เค้ารับปากแต่ยึดพาสปอร์ตกับกระเป๋าตังค์ของฟ้าใสกับปุยฝ้ายไว้ถึงรู้ว่าเป็นคนไทย แดเนียลพูดภาษาไทยด้วยแต่เธอไม่สนรีบไปขออุปกรณ์ทำแผลจากโรงแรมมาช่วยชีวิตเค้า จากนั้นแดเนียลให้ฟ้าใสพาหนีไปหลังโรงแรม..อีกนิดเดียวก็จะพ้นความซวย แต่เทียนคงกับพวกโผล่มาซะก่อน ฟ้าใสเลยตกกระไดพลอยโจรติดรถหนีไปกับแดเนียล เธอโวยวายจะกลับไปหาเพื่อนอยู่ๆ แดเนียลก็สลบรถพุ่งชนต้นไม้ข้างทางทั้งคู่รอดตายหวุดหวิด โชคดีมีปู่-ย่าคนพื้นที่มาช่วยพาไปพักที่บ้าน ขณะฟ้าใสเช็ดตัวเพื่อลดไข้ให้แดเนียลเห็นแหวนรูปทรงแปลกๆ แต่ไม่อยากสนใจเพราะเธอจะหนีกลับโรงแรมแล้ว สุดท้ายไปไม่รอดฟ้าใสไม่รู้ทาง และคุยไม่รู้เรื่อง ส่วนปุยฝ้ายกลับห้องเจออุปกรณ์ทำแผลแต่ไม่เจอเพื่อนก็เป็นห่วงมาก โรงแรมแจ้งว่าฟ้าใสเป็นคนขอของเหล่านี้เอง เมื่อเช็คกล้องวงจรปิดก็เห็นฟ้าใสออกไปกับผู้ชายคนหนึ่งยิ่งทำให้ปุยฝ้ายงงหนัก ที่แก๊งไป๋หู่…เฉินหมิงนั่งวาดรูป พ่อเฉินฮ่าว (ทนงศักดิ์ ศุภการ) อดีตหัวหน้าแก๊งเสือขาว และ เฉินเซียวเหยา (เต้ นันทศัย) พี่ชายที่ถูกจับผูกคอตาย ทั้งคู่รักเฉินหมิงมากรู้ว่าเค้าไม่อยากเป็นมาเฟีย จึงจับไปเรียนที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ 9 ขวบ เพื่อหนีความรุนแรง แต่เฉินหมิงเข้าใจผิดคิดว่าพ่อกับพี่ชายไม่รักกว่าจะปรับความเข้าใจกัน 3 พ่อลูกก็เหลือความสุขเพียงวันเดียว รุ่งขึ้นพ่อ-พี่ชายถูกฆ่า! เฉินหมิงเข้าใจว่าเป็นฝีมือแดเนียลอดีตเพื่อนรัก ที่เคยทำคนรักของเค้าตายมาแล้ว เฉินหมิงปักใจจะฆ่าเพื่อนรักด้วยมือตัวเองฟากแดเนียลที่พักรักษาตัวกับชาวบ้านญี่ปุ่นนอกเมือง เห็นหน้าฟ้าใสชัดๆ เธอเหมือน โบตั๋น ผู้หญิงที่ดึงดันจะคบแต่มาจบชีวิตเพื่อเค้า อยู่ๆ ฟ้าใสก็ร้องไห้หนักจนคิดว่าจะฆ่าตัวตาย สุดท้ายเธอบอกว่าถูกแฟนทิ้ง แดเนียลสงสารสัญญาจะรีบพากลับเมืองไทย ฟ้าใสขออีกข้อ คือ ไม่ต้องการเห็นหน้าแดเนียลอีกตลอดชีวิต เพราะเธอเกลียดมาเฟีย เค้าสัญญา และให้ลูกน้องไปส่งฟ้าใสที่สนามบินพร้อมปุยฝ้าย เทียนคงเห็นความเคลื่อนไหวทั้งหมดไปรายงานเฉินหมิงเค้ารู้ทันทีว่าที่แดเนียลดูแลฟ้าใสเพราะเธอคล้ายโบตั๋นจึงจะใช้ฟ้าใสเป็นเหยื่อ ระหว่างกลับเมืองไทยฟ้าใสเล่าเหตุการณ์ร้ายๆ ให้ปุยฝ้ายฟัง แต่ปุยฝ้ายสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ ที่ฮ่องกง..แดเนียลรายงานผลเจรจากับตำรวจสากลให้ พริมา (หมวย อัญษณา) ผู้เป็นแม่ และ พ่อหวังเฟย(เล็ก ไอศูรย์)อดีตหัวหน้าแก๊งฮวงหลงฟัง หวังเฟยโกรธมากคิดล้างบางคู่อริแต่ลูกชายขอร้องเพราะจะถอนตัวจากวงการมาเฟีย ผู้เป็นพ่อให้แดเนียลรักษาสมุดปกดำเท่าชีวิต ด้านเฉินเปียวได้รับคำสั่งให้เกาะติดเฉินหมิงถึงรู้ว่าพวกมันไปเมืองไทย แดเนียลไม่นอนใจตามมาประเทศไทยทันทีที่เมืองไทย..ฟ้าใสเริ่มต้นชีวิตโสด!! หมออิฐยังโผล่มาหาไม่เลิก ถ้าคบกับเค้าต่อเท่ากับยอมเป็น เมียน้อย ฟ้าใสอาละวาดหมออิฐจนเฉินหมิงเข้าช่วย เธอประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของเค้ามาก เฉินหมิงก็ปลื้มฟ้าใสเช่นกัน และหวังว่าจะมีโชคด้านความรักบ้าง เทียนคงกลัวเสียแผนไม่เห็นด้วยที่ทั้งคู่จะคบกัน ที่ออฟฟิศราเมศให้ฟ้าใสดูโปรเจ็คท์ หนุ่มน่ากอด!! ซึ่งสปอนเซอร์หลักเพิ่งถอนตัวไป ฟ้าใสหาสปอนเซอร์รายใหม่จนได้ วันพบลูกค้าเธอแทบช็อค! เพราะแดเนียล คือ นักธุรกิจไทยเจ้าของบริษัท Logisticเดินเรือสินค้ารายใหญ่ที่สุดในเอเชีย พาลให้คิดใหญ่โตว่าเค้ามาตามร่วมแก๊งอันธพาล นุตรากับปุยฝ้ายช่วยระงับสติฟ้าใส แดเนียลนิ่งทำเหมือนไม่รู้จักฟ้าใสมาก่อน ยิ่งทำให้เธอพยายามเค้นความจริงจากเค้าจนน่ารำคาญถึงกับยกเลิกเป็นสปอนเซอร์ ราเมศเครียดสั่งฟ้าใสไปง้อขอโทษแดเนียลกลับมาเป็นสปอนเซอร์อีกครั้ง เธอจำใจทำเพื่องานใหญ่จนสำเร็จ โดยแดเนียลขอให้ฟ้าใสเก็บความลับทั้งหมดให้ดี เฉินหมิงสืบรู้ว่าแดเนียลก็อยู่เมืองไทยเช่นกัน แต่เทียนคงแอบจัดการทั้งคู่เฉินหมิงโกรธมากที่ลูกน้องไม่ฟังคำสั่ง รอยร้าวในแก๊งไป๋หู่เริ่มชัดเจน..เทียนคงประกาศกร้าวหากเฉินหมิงช่วยแก๊งไม่ได้ต้องยกตำแหน่งหัวหน้าให้ตน ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ ทางฟ้าใสรู้จากแดเนียลว่า..ที่ถูกปองร้ายที่ญี่ปุ่นถึงประเทศไทยเป็นฝีมือเฉินหมิง เธอยิ่งเกลียดแดเนียลเพราะไม่เชื่อว่าเฉินหมิงเป็นคนไม่ดี เค้าไม่รู้จะอธิบายยังไงจำใจจับฟ้าใสกักบริเวณเพื่อความปลอดภัย ทำให้เธอสงสัยว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากอะไร? จนได้เจอห้องเก็บรูปโบตั๋นในบ้านแดเนียลเต็มไปหมด ฟ้าใสงงที่มีคนหน้าเหมือนตัวเองมาก เธอสับสนไม่ไว้ใจใครอีกต่อไปตัดสินใจหนีออกจากบ้านแดเนียลเลยถูกเทียนคงจับตัว ดีที่เฉินเปียวกับแดเนียลตลบหลังชิงตัวกลับมาได้ พวกเค้าพาเธอหนีไปสุสานแห่งหนึ่งที่มีแต่ดอกโบตั๋น เค้าเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟ้าใสฟัง... พ่อสุขภาพไม่ดีจึงให้แดเนียลเป็นหัวหน้าแก๊งมังกรทอง เค้าไม่อยากทำธุรกิจมืดขอพ่อวางมือแล้วยกครอบครัวมาใช้ชีวิตสงบสุขที่เมืองไทย แต่ต้องแลกกับการส่งสมุดปกดำรายชื่อแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ให้ตำรวจสากล ซึ่งในนั้นมีชื่อแก๊งไป๋หู่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนรูปผู้หญิงที่หน้าเหมือนฟ้าใส คือ คนรักเก่าของเค้าที่จะแต่งงานกันหลังแดเนียลล้างภาพมาเฟียสำเร็จแต่โบตั๋นเสียชีวิตซะก่อน กลัวฟ้าใสไม่เชื่อเลยพาไปดูหลุมศพโบตั๋น เธอสะท้อนใจที่ชีวิตตัวเองไม่เคยเจอรักแท้เลย มีเพียงครอบครัว และเพื่อนไม่กี่คนที่รักเธอจริง การหายตัวมาของฟ้าใสครั้งนี้ทำให้งานชะงัก หมออิฐสืบหาจนแน่ใจว่าฟ้าใสหายไปกับแดเนียล หมอขวัญสืบรู้ว่าคนรักไม่เลิกติดต่อฟ้าใสจึงขู่หมออิฐให้รีบแต่งงาน ไม่งั้นจะเปิดโปงเรื่องที่คอรัปชั่นกับผู้รับเหมาปรับปรุงแผนกโรคหัวใจ หมออิฐถึงรู้ว่าแฟนสาวร้ายลึกจำยอม ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ แก๊งมังกรทองมีข่าวดีเฉินเปียวหาหลักฐานในวันที่พ่อกับพี่ชายเฉินหมิงตายเป็นฝีมือคนในแก๊งเสือขาวเอง แต่ครอบครัวแดเนียลกลายเป็น...แพะ!! ไปแล้ว เฉินเปียวจะช่วยให้เฉินหมิงกับแดเนียลกลับมาเป็นเพื่อนรักกันอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เฉินหมิงกำลังแย่จากการกดดันของลูกน้อง เค้าต้องชิงสมุดปกดำ และกำจัดแก๊งมังกรทองให้สิ้นซาก แผนร้ายเจาะจงที่ครอบครัวฟ้าใสเพื่อบังคับแดเนียลมาติดกับ เทียนคงขู่จะฆ่าพ่อ-แม่ของฟ้าใสหากเธอไม่นำสมุดปกดำมาจากแดเนียล ทั้งที่แดเนียลรู้ทุกอย่างแต่ปล่อยให้ฟ้าใสทำตามแผนพวกเสือขาว เทียนคงโกรธที่ได้สมุดปกดำปลอมมามันจะฆ่าฟ้าใสกับครอบครัว แต่แดเนียลกับเฉินเปียวบุกมาช่วยทันทำให้เค้าถูกยิง เทียนคงจับแดเนียลที่บาดเจ็บเป็นตัวประกัน เค้าพาพวกเสือขาวมาเอาสมุดปกดำที่สุสานโบตั๋น เทียนคงให้เฉินหมิงฆ่าแดเนียลแก้แค้น พวกมังกรทองเอาคลิป และหลักฐานที่เทียนคงฆ่าพ่อกับพี่ชายของเฉินหมิงมาแฉ รวมถึงเอกสารที่เทียนคงเตรียมประกาศตัวเป็นหัวหน้าแก๊งไป๋หู่หลังเฉินหมิงตาย ทุกอย่างกลับตาลปัดเทียนคงยิงเฉินหมิงให้ตาย ก่อนบอกทุกคนว่าสร้างเรื่องทั้งหมดหวังยึดอำนาจ 2 แก๊ง ที่ต้องการครอบครองสมุดปกดำเพื่อจะขู่แก๊งอื่นๆ ให้ยอมสยบ แต่สมุดปกดำเล่มนี้ก็ยังเป็นของปลอม...เทียนคงคลั่งกราดยิงอย่างโหดเหี้ยม ฟ้าใสเอาตัวบังกระสุนให้แดเนียลจนตัวเองโดนกระหน่ำยิงโคม่า เมื่ออำนาจ..ความรัก..ความซื่อสัตย์เป็นเหมือนเส้นขนาน ชีวิตของ แดเนียล-ฟ้าใส-เฉินหมิง จะลงเอยอย่างไร รอชม กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ ทุกคืนวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ช่อง 7 HD ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ ละคร กาลครั้งหนึ่ง...ในหัวใจ

ต่อพิฆาตจับมือPTจัดคลีนิคฟุตบอล
ประจวบ เอฟซี /  ฟุตบอลไทย / 

ประจวบ เอฟซี จับมือ พีที เปิดคลีนิคฟุตบอลสานสัมพันธ์ให้กับพนักงานภายในองค์กร ภายใต้โครงการ PT Prachuap Fc Football Clanic 2016 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน เวลา ที่ สนามสามอ่าว สเตเดียม "ต่อพิฆาต" ประจวบ เอฟซี ทีมในศึกยามาฮ่าลีกดิวิชั่น 1 ร่วมกับ บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ พีที สปอนเซอร์รายใหญ่ของสโมสร ทำการเปิดคลีนิคสอนฟุตบอลให้กับพนักงานขององค์กร ภายใต้โครงการ PT Prachuap Fc Football Clanic 2016 ซึ่งงานนี้มีพนักงานของพีทีจีร่วมกิจกรรมฝึกทักษะลูกหนังกับทางสโมสรกว่า 40 ชีวิต โดยมี "โค้ชโอ่ง" ดุสิต เฉลิมแสน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพ "ต่อพิฆาต" และบรรดานักเตะอย่าง สุรเดช เสาไธสง, สามารถ เพชรหนู, รังสฤทธิ์ สุทธิสา, ชินกร ดีสาย, เนโต้, คิม กึน โซล และ ควอน แด ฮี คอยให้คำแนะนำดีๆกับผู้เข้าร่วมโครงการ โดยมีนาย ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะประธานสโมสรประจวบ เอฟซี และนายฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด(มหาชน) ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงาน นาย ฉลอง ติรไตรภูษิต เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ในครั้งนี้ว่า " กิจกรรมนี้เราได้มีการพูดคุยกับท่านนายกเกียร์ตั้งแต่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ช่วงต้นฤดูกาลแล้ว ว่าต้องการให้พนักงานของพีทีจีได้ร่วมทำกิจกรรมขององค์กร" "การเข้ามาสนับสนุนทีมฟุตบอลในปีนี้ ก็เลยอยากให้พนักงานซึ่งปกติชอบเตะฟุตบอลอยู่แล้วได้เรียกรู้เทคนิคและคำแนะนำดีๆจากผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ ก็ต้องขอขอบคุณคำแนะนำดีๆจากสโมสร ประจวบ เอฟซี ด้วย " ด้าน "นายกเกียร์" ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะประธานสโมสรประจวบ เอฟซี กล่าวว่า " ขอขอบคุณ บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด(มหาชน) ที่ร่วมจัดกิจกรรมดีๆครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของทีมที่ได้เปิดฟุตบอลคลีนิค ก็หวังว่าพี่น้องพนักงานทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการฝึกทักษะฟุตบอลกับทีมงานประจวบ เอฟซี และเรายินดีที่จะให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมเช่นนี้ต่อไป"

ไปดูอะไรดี ใน
2559 /  เทศกาลหนังสั้น

ใน Thai Short Film & Video Festival หรือ เทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 20 โดยความร่วมมือของ มูลนิธิหนังไทย และ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 28 สิงหาคม มีภาพยนตร์ที่น่าสนใจทั้งภาพยนตร์ขนาดสั้นจากไทยและต่างประเทศ ไปจนถึงหนังขนาดยาวที่ได้รับเลือกมาฉายโชว์ในเทศกาลนี้ เราจึงขอหยิบหนังที่น่าสนใจในแต่ละวันมาแนะนำให้ชมกัน แนะนำหนัง เทศกาลหนังสั้น ครั้งที่ 20 วันที่ 21 - 24 สิงหาคม โปรแกรมฉายในเทศกาลหนังสั้น 20 โดยแบ่งเป็น 20-21 ส.ค. ที่ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ 23-28 ส.ค. ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ยังคงมีหนังสั้นอาเซียนให้ชมอีก 2 โปรแกรม ได้แก่ S-Express Indonesia 2016 กับ 4 ผลงานหนังสั้นจากอินโดนีเชียซึ่งมีทั้งหนังสารคดีและหนังเล่าเรื่อง และ S-Express Malaysia 2016 รวมหนังสั้นจากมาเลเซียซึ่งคัดเลือกโดย เฉิน ชุ่ยเหมย (Tan Chui Mui) ผู้กำกับหญิงและโปรดิวเซอร์ชาวมาเลเซีย S-Express Indonesia 2016 วันพฤหัสบดีที่ 25 ฉาย เวลา 17.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 / (ซ้ำ - เสาร์ที่ 27 สิงหาคม , 14.00 น. ณ ห้องฉาย 501) S-Express Malaysia 2016 วันพฤหัสบดีที่ 25  ฉาย เวลา 13.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 / (ซ้ำ - เสาร์ที่ 27 สิงหาคม , 16.30 น. ณ ห้องฉาย 501) สาย ‘รางวัลดุ๊ก’ ส่วนหนังสั้นในสายประกวดเริ่มต้นด้วยสาย ‘รางวัลดุ๊ก’ หรือสายสารคดี ซึ่งยังมีฉายอีก 2 โปรแกรม วันพฤหัสบดีที่ 25 เริ่มในช่วง 15.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 กับ ในชุดที่สอง ฉายทั้งสิ้น 4 เรื่องได้แก่ 'การตายของหิ่งห้อย' โดย จิรัฐติกาล พระสนชุ่ม และ พสิษฐ์ ตันเดชานุรัตน์ (ยาว 20.40 นาที), Anonymous in Bangkok โดย สินีนาฎ คะมะคต (24.17 นาที), 'ม้าทรง' โดย อภิชน รัตนาภายน และ วัชรี รัตนะกรี (22.29 นาที) และ 'แปะอิ่น' โดย พริมริน พัวรัตน์ (19.19 นาที) และในชุดที่ 3 วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม เริ่มเวลา 15.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 เช่นกัน กับอีกสามเรื่องชวนชม ทั้ง Ghost โดย วรพจน์ อินเหลา (21.29 นาที), The Rebirth โดย ธีรยุทธ วีระคำ (24.17 นาที) และ 'คนหมายเลขศูนย์' Mr.Zero โดย นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ (41.10 นาที) สาย ‘รางวัลช้างเผือก’ กลายเป็นสายที่รวมคนทำหนังเลือดใหม่น่าจับตาไปแล้วในปีหลังๆ สำหรับ ‘รางวัลช้างเผือก’ หรือ หนังสั้นประเภทนักศึกษา ซึ่งในปีนี้หลายเรื่องได้ถูกฉายในงานที่ทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ๆด้จัดขึ้นเพื่อโชว์ผลงานของนักศึกษาในสาขาภาพยนตร์ของตนกัน ซึ่งในรอบสุดท้ายของสายนี้ก็มีหนังสั้นที่น่าสนใจและน่าจับตาผ่านเข้ารอบมาอย่างอบอุ่น ทั้งจาก 'วัฏจักรวาล' และ 'เมื่อปูนฝัน' หนังสั้นที่โดดเด่นในด้านสไตล์จาก มศว, 'Remark ไม่ได้เป็นอะไรกัน' และ Anatomy of Her สองหนังสั้นที่เล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจจาก ICT ศิลปากร, Lost in the Universe หนังสั้นที่ได้แรงบันดาลใจจากหลากผลงานของ เป็นเอก รัตนเรื่อง โดย พชร พิทักษ์จำนงค์ จาก มหาวิทยาลัยมหิดล หรือแม้แต่ผลงานจบการศึกษาของ วิโอเลต วอเทียร์ อย่าง Glitter and Smoke ที่หลายๆ คนอยากชม เช็คโปรแกรมฉายสาย ‘รางวัลช้างเผือก’ แต่ละเรื่องได้ที่นี่ Digital Forum 2016 มาที่หนังซึ่งยาวเกิน 30 นาที แม้จะไม่เข้าเกณฑ์การประกวดแต่ก็ถูกคัดเลือกมาฉายโชว์ในสายนี้ โดยปีนี้มีทั้งหนังจากนักศึกษาที่น่าสนใจ ไปจนถึงหนังจากคนทำหนังที่เราคุ้นหน้ามาร่วมฉายด้วย ทั้ง Klose โดย อสมาภรณ์ สมัครพันธ์ ที่ถูกพูดถึงอย่างมากจากงาน 'กางจอ' (งานฉายผลงานของ คณะนิเทศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาภาพยนตร์และภาพนิ่ง) ครั้งล่าสุด มาจนถึงรอบปฐมทัศน์ของโปรเจ็กต์รวมหนังสั้น Bangkok Stories ของ 6 ผกก. หนังอิสระชื่อดัง ที่ต่างก็มาถ่ายทอดเรื่องของ "กรุงเทพฯ" ในมุมมองของตนเอง ได้แก่ โสรยา นาคะสุวรรณ (ตอน 'พาหุรัด'), อโนชา สุวิชากรพงศ์ ('Oh, Jean!'), สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข ('เยาวราช'), วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ('Morchit, Almost Love Story'), บิลลี่ วรกร ฤทัยวานิชกุล ('When smoke collides') และ อาทิตย์ อัสสรัตน์ ('Hero') ซึ่งจะฉายใน วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม (19.00 น) ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 พร้อมพูดคุยกับผู้กำกับอีกด้วย (โดยหนังจะเข้าฉายจริงในปลายปีนี้) ติดตามข่าวสารของโปรเจ็กต์ Bangkok Stories Film ได้ที่นี่ สาย ‘รัตน์ เปสตันยี’ ปิดท้ายด้วยสายประกวดหนังสั้นประเภทบุคคลทั่วไป หรือรางวัล 'รัตน์ เปสตันยี' แม้ในปีนี้จะมีผลงานที่ส่งเข้ามาน้อยลงกว่าปีก่อน แต่ก็ยังคงมีผลงานของผู้กำกับที่เราคุ้นเคยเข้ามาในรอบสุดท้ายนี้ด้วย ทั้งหนังที่ BIOSCOPE มีส่วนร่วมเองอย่าง 'โปรดระวังเขตอันตรายข้างหน้า' โดย ชาคร ไชยปรีชา และ อภิญญา สกุลเจริญสุข, 'ไกลลิบนานเหลือ' ของ ศิวโรจณ์ คงสกุล ('ที่รัก', Distance) ผู้มีผลงานหนังสั้นเป็นประจำทุกปี , 'รักษาดินแดน' (Fat Boy Never Slim) ของ สรยศ ประภาพันธ์ อีกคนทำหนังรุ่นใหม่ที่มีผลงานหนังสั้นสม่ำเสมอ, 'ศูนย์กลางของจักรวาล' (Center of the Universe) ของ ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล ผู้กำกับหนังสารคดีที่ปีนี้มาส่งสายเล่าเรื่องบ้าง หรือแม้แต่อีกผลงานในปีนี้ของ ใหม่-อโนชา สุวิชากรพงศ์ อย่าง Nightfall หนังสั้นซึ่งกำกับร่วมกับ ตุลพบ แสนเจริญ เป็นต้น ในสาย  'รัตน์ เปสตันยี' จะฉายใน วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 ทั้งหมด สามารถเช็คโปรแกรมแต่ละเรื่องได้ที่นี่ และปิดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม กับพิธีปิดและประกาศผลรางวัลในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 นี้ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป .... ติดตามข่าวสารและข้อมูลเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 ได้ที่นี่ ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

รวมพลคนศัลฯ ส่องซุปตาร์เบ้าหน้ามาไกล...มากกกก!!
ดาราศัลยกรรม /  เบ้าหน้าเปลี่ยน / 

กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วล่ะม้างงง สำหรับ คนบันเทิง กับ การศัลยกรรม จุดนี้จะบอกว่าเป็นแต่เฉพาะคนบันเทิงก็คงไม่ถูกต้องสักเท่าไร เพราะประชาชนคนทั่วไปก็นิยมชมชอบการศัลยกรรมอยู่ไม่น้อย ก็แหม...คนเราเกิดมาไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ตั้งแต่หัวจรดเท้ากันทุกคนนี่นา มีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่จะพอช่วยให้ดูดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็น่าสนใจไม่น้อย ใครมีจุดด้อยก็เลือกศัลฯกันตามสะดวก งานนี้แม้ใครก็ได้ที่จะสนใจในเรื่องศัลกรรม แต่คนในแวดวงบันเทิงก็จัดว่ามีความจำเป็นต้องพึ่งพาวิวัฒนาการเหล่านี้มากกว่าคนในแวดวงอื่นๆ นั่นก็เพราะต้องใช้เบ้าหน้าทำมาหากิน อยู่ในวงการมายาจะให้รูปร่างหน้าตาเหมือนลูกเป็ดขี้เหร่ได้ยังไงล่ะเนอะ ซึ่งปัจจุบันไม่ว่าชายหรือหญิงก็ขึ้นเขียงให้หมอผ่าๆ ฉีดๆ เฉาะๆ เคาะๆ กันได้ทั้งนั้น บางคนไม่ปิดไม่บัง ศัลฯก็บอกว่าศัลฯ แต่หลายคนก็ปากหนักทำมาเยอะแยะแต่บอกว่าเปล่าซะงั้น ต้องให้งัดภาพเก่ามาแฉถึงจะยอม แหมๆๆ สมัยนี้เขาไม่แคร์กันแล้วจ้าว่าจะสวยหล่อแบบใสๆ หรือสวยหล่อแบบศัลฯ ดูดีทุกมุมไว้ก่อนได้เปรียบนะเออ ว่าแล้วก็ไปส่องคนบันเทิงที่เบ้าหน้ามาไกลกันหน่อยดีกว่า ซุปตาร์สมัยนี้เรื่องศัลยกรรมคงมีเยอะแยะ แต่ที่ทำแล้วทำอีกทำจนหน้าเปลี่ยนไปแทบจะเป็นคนละคนนั้นมีไม่มาก ใครมาไกลแบบสุดๆ ไปเบิ่งกันเลย!! กระแต อาร์สยาม กระแต อาร์สยาม กระแต อาร์สยาม กระแต อาร์สยาม กระแต อาร์สยาม กระแต อาร์สยาม กระแต อาร์สยาม ก้อย รัชวิน ก้อย รัชวิน ก้อย รัชวิน ก้อย รัชวิน ก้อย รัชวิน ก้อย รัชวิน ก้อย รัชวิน ก้อย รัชวิน ซานิ AF ซานิ AF ซานิ AF ซานิ AF ซานิ AF ซานิ AF ซานิ AF ซานิ AF ซานิ AF หญิง รฐา หญิง รฐา หญิง รฐา หญิง รฐา หญิง รฐา หญิง รฐา หญิง รฐา หญิง รฐา ดิว อริสรา ดิว อริสรา ดิว อริสรา ดิว อริสรา ดิว อริสรา ดิว อริสรา ดิว อริสรา ดิว อริสรา ดิว อริสรา นิว - จิ๋ว The Star นิว - จิ๋ว The Star จิ๋ว The Star นิว - จิ๋ว The Star นิว - จิ๋ว The Star นิว - จิ๋ว The Star นิว - จิ๋ว The Star นิว - จิ๋ว The Star นิว - จิ๋ว The Star ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย พุฒ พุฒิชัย มด ณปภัช มด ณปภัช มด ณปภัช มด ณปภัช มด ณปภัช มด ณปภัช มด ณปภัช มด ณปภัช มด ณปภัช มด ณปภัช สิงโต The Star สิงโต The Star สิงโต The Star สิงโต The Star สิงโต The Star สิงโต The Star สิงโต The Star สิงโต The Star สิงโต The Star สิงโต The Star เอิร์น The Star เอิร์น The Star เอิร์น The Star เอิร์น The Star เอิร์น The Star เอิร์น The Star ขอบคุณรูปภาพจาก IG : @rachwinwong @modnapapat @yingrhathaofficial @push_dj @pooklook_fonthip @kratea_rsiam_official, mut.ch7.com

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

สมยศแฉ! จ่ายค่าค้างชำระภาษีเฉียด 29 ล.เหตุชุดเก่าบริหารผิดพลาด
บังยี /  บิ๊กอ๊อด / 

สมาคมฟุตบอลออกแฉผู้บริหารสมาคมชุดเก่าบริหารงานผิดพลาด หลังต้องตามจ่ายเงินค้างชำระภาษีเป็นเงินเฉียด 29 ล้านบาท สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกแถลงการณ์แฉการบริหารงานของสมาคมฟุตบอลฯชุดเก่า นำโดย “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมคมฟุตบอลฯ หลังตามจ่ายเงินค้างชำระภาษี ก้อนแรก เป็นจำนวนเงินกว่า 28,899,299 บาท เพื่อชำระภาษีค้างชำระให้แก่กรมสรรพากร ซึ่งเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของผู้บริหารสมาคมฯ ชุดเดิม

จำได้ไหม!? ลุคแรก-เพลงแรก แจ้งเกิดเหล่าศิลปิน K-POP
2NE1 /  2PM / 

ยังจำได้ไหม? กว่าจะก้าวสู่การเป็นศิลปินชั้นนำในวงการเพลง K-POP ในวันนี้ เหล่าศิลปินเกาหลีสุดฮอตต่างเคยปล่อยเพลงแรกหวังแจ้งเกิด บ้างก็โด่งดังทันทีเป็นพลุแตก บ้างก็ค่อยๆ เกี่ยวเก็บประสบการณ์ บ้างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งเพิ่มและลดสมาชิก... แต่ทุกศิลปินต่างมีพัฒนาการทั้งด้านงานเพลง รวมไปถึงเรื่อง 'ลุค' วันนี้ music.mthai.com ขอรวบรวมลุคแรกและเพลงแรกซึ่งเริ่มแจ้งเกิด ก่อนที่พวกเขาและเธอจะก้าวสู่การเป็นซุป'ตาร์มาเพื่อการย้อนความทรงจำอีกครั้ง... จะยังจำได้กันไหมนะ!?! โบอา นักร้องสาวเสียงดีที่เริ่มต้นบนถนนสายดนตรีตั้งแต่อายุ 14 ด้วยอัลบั้มแรก ID; Peace B ซึ่งมาพร้อมการเต้นที่แข็งแรงสุดน่าทึ่ง BOA - ID:peace B, 보아 - 아이디 피스 비, Music Camp 20001014 ดงบังชินกิ พวกเขาสร้างความประทับใจแก่แฟนๆ ตั้งแต่แรกพบ ด้วยโชว์เพลง Hug เพลงเดบิวต์ครั้งแรก ในงานโชว์เคสของ โบอา-บริทนีย์ สเปียร์ส เมื่อปี 2003 [HD] DBSK - Hug (Debut Performance) Super Junior เดบิวต์ด้วยสมาชิกรุ่นแรก 12 คน ด้วยผลงานเพลงสุดเท่ Twins (Knock Out) เมื่อปี 2005 (ก่อนที่ คยูฮยอน จะเข้ามาภายหลัง) [FULL HD] Super Junior Debut Performance (November 6, 2005) BIGBANG เดบิวต์ในปี 2006 ด้วยการปรากฏตัวในคอนเสิร์ต 10 ปี YG Family ก่อนที่พวกเขาจะปล่อยซิงเกิ้ลแรก Bigbang และตามมาด้วยสตูดิโออัลบั้ม Bigbang Vol.1 bigbang debut stage 10.01.2006 (music bank) หากยังจำ Irony เพลงแรกของ Wonder Girls เมื่อปี 2007 กันได้ ตอนนั้นพวกเธอยังมี ฮยอนอา ร่วมวงด้วย (ปัจจุบัน ฮยอนอา เป็นสมาชิกวง 4minute) Wonder Girls - Irony, 원더걸스 - 아이러니, Music Core 20070210 ในปี 2007 Girls' Generation แจ้งเกิดในวงการเพลงเกาหลีด้วยเดบิวต์ซิงเกิ้ล Into the New World ผลงานเพลงสุดสดใสที่ฟังยังไงก็ไม่เบื่อ [HD] SNSD - Debut Stage @ Inki [ August 5, 2007 ] ในขณะที่วงไอดอลเกร่อเต็มวงการ K-POP แต่ FTISLAND กลับแจ้งเกิดอย่างน่าสนใจในฐานะวงดนตรี และพวกเขาก็ยังคงประสบความสำเร็จในแนวทางของตัวเองจนถึงทุกวันนี้ 070607 Mcountdown - FTISLAND - 사랑앓이 (LOVE SICK) "ชิบ จอม มัน จอ เม ชิบ จอม" กลายเป็นประโยคฮิต เมื่อ 2PM ส่ง 10 Out of 10 กลายเป็นเพลงฮิต พร้อมแจ้งเกิดไอดอลสัญชาติไทย นิชคุณ หรเวชกุล สู่วงการเพลงเกาหลีอย่างภาคภูมิ 2PM- 10 out of 10 (투피엠-10점만점에10점) @SBS Inkigayo 인기가요 20080907 ห้าหนุ่มพลังแสง SHINee ทำเอาจิตใจพี่สาวอ่อนระทวย กับเพลงจีบนูน่า Replay ผลงานจากมินิอัลบั้มแรกของพวกเขา 080530 SHINee -Replay [Debut stage] ในปี 2009 ก็ได้ฤกษ์ที่หกหนุ่มบอยแบนด์อสูร วง B2ST จะแจ้งเกิดในวงการเพลง K-POP อย่างเป็นทางการ ด้วยเพลงฮิตติดหู Bad Girl [HD] BEAST Debut - Bad Girl 18.10.09@1nkig4y0 T-ARA ปูทางในวงการเพลงด้วยผลงาน ost. ของ Cinderella Man ก่อนจะส่งเดบิวต์ซิงเกิ้ล Lies สร้างความประทับใจแก่แฟนๆ ด้วยภาพลักษณ์เกิร์ลกรุ๊ปใสๆ 30.07.2009 [MCountdown] T-ARA: Lies ฮยอนอา หวนสู่วงการเพลงอีกครั้ง (หลังจากถอนตัวจาก Wonder Girls) ครั้งนี้เธอมาพร้อมความฮอต สมชื่อ Hot Issue ซิงเกิ้ลแรกของเกิร์ลกรุ๊ป 4 minute 4minute Hot Issue Debut Stage Jun 18, 2009 2NE1 เกิร์ลกรุ๊ปสุดแซ่บ จาก YG. ปรากฏตัวครั้งแรกด้วย Lollipop เพลงโฆษณาที่พวกเธอร่วมร้องกับ BIGBANG ก่อนส่งเพลงเดบิวต์ Fire ฮอตฮิตในปี 2009 2NE1 -- Fire LIVE [HQ] หลังจากกรุยทางในวงการเพลงญี่ปุ่นมาล่วงหน้า ปี 2010 ก็ถึงเวลาที่ CNBLUE จะเดบิวต์ในวงการเพลงเกาหลีด้วยลุคร็อกแบนด์สุดเท่ ส่งเพลง I'm a Loner ฮิตติดชาร์ต CNBLUE - I'm a loner, 씨엔블루 - 외톨이야, Music Core 20100116 ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เสริมบ้าง!ลือสิงห์ทุ่ม 33 ล้านปอนด์สอย มิชี บัตชูอายี ร่วมทัพ
ตลาดซื้อขายนักเตะ /  มิชี บัตชูอายี / 

เดลี่มิเรอร์ สื่อดังแดนผู้ดีรายงานว่า เชลซี ได้บรรลุข้อตกลงค่าตัวกับโอลิมปิค มาร์กเซย เพื่อซื้อตัว มิชี บัตชูอายี กองหน้าทีมชาติเบลเยียมมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้โดยคาดกันว่าค่าตัวของดาวเตะวัย 22 ปีที่ยิงให้ทีมดังจากลีกเอิงไปถึง 17 ประตูในซีซั่นที่ผ่านมา จนติดทีมชาติเบลเยียมมาลึยศึกยูโรครั้งนี้อยู่ที่ 33 ล้านปอนด์ ซึ่งจะถือว่าเป็นการเซ็นสัญญาซื้อตัวนักเตะเป็นคนแรกของ อันโตนีโอ คอนเต้ ผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่จะเริ่มงานอย่างเป็นทางการหลังจากพาอิตาลีลุยศึกยูโร 2016 เสร็จสิ้น

โปรแกรมบอลวันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559
กระชับมิตรทีมชาติ /  บอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย / 

โปรแกรมบอลวันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ผลบอล บอลโลก โซนอเมริกาใต้ เวลา 03:00 น. โบลิเวีย - เปรู เวลา 03:30 น. โคลอมเบีย - เวเนซูเอล่า เวลา 04:00 น. เอกวาดอร์ - บราซิล เวลา 06:30 น. อาร์เจนติน่า - อุรุกวัย เวลา 07:00 น. ปารากวัย - ขิลี ผลบอล บอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย เวลา 17:30 น. ออสเตรเลีย - อิรัก เวลา 17:35 น. ญี่ปุ่น - อาหรับเอมิเรตส์ เวลา 18:00 น. เกาหลีใต้ - จีน เวลา 22:00 น. อุซเบกิสถาน - ซีเรีย เวลา 23:30 น. อิหร่าน - กาตาร์ เวลา 00:30 น. ซาอุดิอาระเบีย - ทีมชาติไทย ผลบอล กระชับมิตรทีมชาติ เวลา 19:00 น. ฮ่องกง - กัมพูชา เวลา 23:00 น. มัลดีฟส์ - บังกลาเทศ เวลา 23:15 น. บาห์เรน - สิงคโปร์ เวลา 01:45 น. เบลเยี่ยม - สเปน เวลา 01:45 น. เนเธอร์แลนด์ - กรีซ เวลา 01:45 น. โปรตุเกส - ยิบรอลตาร์ เวลา 02:00 น. อิตาลี - ฝรั่งเศส >> เช็คผลบอลสด ที่นี่ <<

5 สิ่งต้องรู้! ข้อมูลเบื้องต้น เที่ยวออสเตรีย ยุโรปในฝัน
Austria /  hallstatt / 

ออสเตรีย คือ หนึ่งในประเทศยุโรปที่มีความสวยงามด้าน วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และธรรมชาติ อันดับต้นๆของโลก โดยมีอิทธิพลจากยุโรปผสมกับอาณาจักรโมัน ต่อเนื่องเป็น อาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี บ่มเพาะความเจริญผ่านศิลปะโดยเฉพาะเสียงดนตรี (พระราชวังเชินบรุนน์) ออสเตรีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยจากการก่อการร้าย เพราะหลังแพ้สงครามโลก ก็ไม่สามารถส่งทหารร่วมรบในสนธิสัญญา(ทางทหาร)กับใครเลย รอด!! 1. ต้องรู้ อุณหภูมิและฤดู ของ ออสเตรีย ออสเตรีย เป็นประเทศแถบยุโรป ซึ่งเพื่อนๆก็เลือกฤดูที่จะไปเที่ยวได้เลย อากาศหนาวตั้งแต่เดือน ธ.ค. – มี.ค. อากาศแบบเย็นสบายหลัง มี.ค. เป็นต้นไป และจะร้อนมากไม่ต่างจาก กทม. เอาตอนเดือน ก.ค. และ ส.ค. (ใส่เสื้อกล้ามเดินถนนได้เลยล่ะ) ซึ่งทีมงานเราไป เวียนนา  (เขตเมือง)เดือน ก.ค. ครับผม แต่บ้านเมืองเขาก็แบ่งโซนพื้นที่อีก เช่น โซนหุบเขาแอลป์จะมีอากาศเย็นแบบที่สูงครับ เช่น เมือง Hallstatt ที่บรรยากาศคล้าย Switzerland แต่ว่า บ้านเรือนริมทะเลสาบไล่เขา เขามีสันลูกกวาด ตกแต่งดอกไม้สวยงาม) (พระราชวังเชินบรุนน์: ด้านหลัง) 2. ภาษา และธรรมเนียม ในการ เที่ยวออสเตรีย ภาษา: ที่นี่มีภาษาทางการเป็นเยอรมัน แต่ว่า ร้านค้าส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ คนที่นี่น่ารักต้อนรับ ทางที่นี่ รู้ศัพท์พื้นฐานของที่นี่ไว้บ้างก็ได้ครับ (ออกเสียง และสำเนียงถูกต้องอย่างไร ค้นหา คลิป หรือ แอพ เองนะ) Guten Tag (กูเทน ถาก) สวัสดี Dunke schon (ดังเค่อ เชิน) ขอบคุณมาก Wasser trinken ถ้าเห็นป้ายนี้ตามสาธารณะ หมายถึงว่า น้ำสะอาดรองดื่มได้ครับ Herren ป้ายหน้าห้องน้ำของผู้ชาย Damen ป้ายห้องน้ำคุณผู้หญิงครับ Schweien หมู, Rind เนื้อวัว, Hahnchen เนื้อไก่, Kalp เนื้อลูกวัว ธรรมเนียมที่ควรรู้: ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ควรยืนรอบริกรต้อนรับที่หน้าร้าน หรือจุดยืนรอ อย่าไปหาโต๊ะหรือจองโต๊ะเอง การให้ทิป จะไม่ให้ทิปเลยก็ได้ครับ ถ้าจะให้ก็อยู่ระหว่าง 5-10% ของราคาอาหาร เอาล่ะ พร้อมเที่ยวแล้ว เราก็มาแนะนำข้อมูลเมืองที่ควรรู้ก่อน 3. แผนที่ เดินทาง และซิมมือถือ สำหรับ เที่ยวออสเตรีย 3.1 ข้อมูล กรุงเวียนนา (พระราชวังฮอฟบวร์ก) เวียนนาคือ เมืองหลวง แหล่งช้อปปิ้ง และที่ตั้งของพระราชวังหลายแห่งที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม ข้อมูลที่เที่ยว กรุงเวียนนา อ่านต่อที่นี่ > เที่ยวออสเตรีย กับ 20 สถานที่ยอดฮิตในกรุงเวียนนา (Vienna) 3.2 ข้อมูลเมือง Salzburg Salzburg เป็นเมืองแห่งการถ่ายทำหนัง โดยมีสวนดอกไม้ บ้านเรือนที่เป็นจุดถ่ายหนัง โดยเฉพาะ Sound of Music บ้านเกิดและบ้านที่ทำงานของโมสาร์ท ปราสาทป้อมปราการบนเขา และถนนตึกเก่าสวยๆน่ารักๆ (ข้อมูลท่องเที่ยวเมือง Salzburg เร็วๆนี้) ดาวโหลดแผนที่ ที่เที่ยว Salzburg ที่นี่ 3.3 ข้อมูลเมือง Hallstatt ข้อมูลที่เที่ยวเมือง Hallstatt อ่านต่อ > ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก 3.4 แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ Metro (เวียนนา) ดาวน์โหลดแผนที่ metro (รถไฟฟ้า) กรุงเวียนนาที่นี่ แผนที่ดูง่ายครับ จุดที่ต้องจำไว้คือ Wien Mitte (อ่านว่า วีน มิตเต้อ) หรือ Landstrasse เป็นสถานที่จะเชื่อมกับ รถไฟฟ้าสาย CAT กับ สนามบินครับ และ สถานี Wien Hofbanhof (อ่านว่า วีน ฮอฟ บาน หอฟ) หรือ Sudtiorler Platz เป็นเหมือนหัวลำโพงที่จะเชื่อมไปยังรถไฟสายต่างๆที่ออกนอกเมือง ค่ารถไฟฟ้า metro ครั้งละ 2.2 ยูโร ไม่ว่าจะใกล้ไกลต่อหนึ่งการเดินทาง (และถ้าซื้อแบบ validate ทันที คือจะใช้เลย ไม่งั้นก็ซื้อล่วงหน้าแล้วมา validate ทีหลังกับเครื่องสแตมป์บัตรที่สถานทีก็ได้) ค่ารถไฟฟ้า metro แบบเหมาวัน (ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจาก validate) 7.6 ยูโร นะครับ (ถ้าวางแผนไว้ว่าจะเดินทางเที่ยวมากกว่า 4 ทริปต่อวันก็ซื้อเหมาวันดีกว่า) และมีแบบเหมาสัปดาห์ด้วย เช็คราคาเองนะครับ 3.5 รถไฟฟ้าสีเขียว ระหว่างเมือง (เวียนนา)และสนามบิน แบบรวดเดียว 16 นาที และมีรถออกทุกๆ 30 นาที เรียกว่า CAT (City – Airport Train) ราคา 17 ยูโร แบบไปกลับ (หมายความว่า เก็บบัตรไว้ใช้ตอนกลับนะครับ ภายใน 30 วัน) เช็คข้อมูลรถไฟ ระหว่างเวียนนาและสนามบิน CAT ที่นี่ ซื้อได้ที่ตู้ขายอัตโนมัติที่สนามบิน หรือที่เคาน์เตอร์ก็ได้ 3.5 รถไฟระหว่างเมือง เข้าได้ที่ เว็บ รถไฟ ยุโรป นะครับ (รถไฟ ไปยังประเทศต่างๆนอก ออสเตรีย ได้ด้วย) ค้นชื่อสถานีต้นทาง ปลายทางได้ เช่น ถ้าไป Hallstatt ก็ใส่ปลายทางเป็น Hallstatt HBF หรือไป Salzburg ก็ใส่ปลายทางเป็น Salzburg HBF ราคาแปรผันตามช่วงเวลา ช่วงโปรโมชั่นราคาอาจจะลดลงถึง 21 ยูโรต่อหนึ่งทริป (เที่ยวเดียว) แต่ราคาปกติก็ประมาณ 51 ยูโรครับ คุณสามารถดาวน์โหลด app ได้ด้วย แล้วก็รถไฟ ระหว่างเมืองบางรอบ ซื้อล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตราคาถูกกว่า 3.6 ซิมมือถือ แพ็คเก็จน่าจะคล้ายๆกัน เราได้ลองใช้ยี่ห้อ Vectone ราคา 20 ยูโร ได้โหลดข้อมูลได้ 5 GB ก็เร็วดี 4.อาหารการกิน ประเทศออสเตรีย ที่นี่มีการกินที่ เป็นส่วนผสมระหว่างความเป็นเยอรมนี (กินของเย็นๆชืดๆ) และยุโรปกลาง (กินของร้อนๆ พิถีพิถันนิดนึง) เราและนำอาหารของทีนี่และร้านอาหารที่อร่อย และร้านอาหารประทังชีวิตดังนี้ อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ของ ออสเตรีย  สลัดผัก (ซึ่งสลัดผักที่นี่ ปลูกในประเทศ ส่วนใหญ่จะใช้ น้ำมันเมล็ดฟักทอง แทนน้ำมันมะกอกทำให้มีรสชาติหวานหอมไปอีกแบบนึง) คนออสเตรียแนะนำยีห้อ Steirisches ที่มีรางวัล (สติ๊กเกอร์สีทอง) การันตี Schnitzel ซึ่งมีทั้งแบบหมูและลูกวัว โดยที่ มีขายแทบทุกร้านเป็นหมูชุบแป้งทอด กินเปล่าๆกับผักหรือกินกับซอสแครนเบอร์รี่รสหวาน ซุป Gulasch ส่วนใหญ่เป็นซุปเนื้อเครื่องเทศ ถ้าใครไม่กินเนื้อ บางแห่งจะมี ซุปฟักทอง ซุปมันฝรั่ง หรือซุป celerie เป็นออเดิร์ฟครับ Topfen และ Topfencreme มันคือ ชีสเหลวของที่นี่ หรือที่เยอรมนี เรียกว่า Quark นะครับ รสชาติเหมือนมีความเปรี้ยวมัน คล้ายๆโยเกิร์ตแต่มันกว่า ซึ่ง topfen จะเป็นชีสแบบหนึ่งมักจะเอาไปทำเค้กด้วย (ถ้าเห็น topfen … torte ก็ลองชิมนะ torte แปลว่า cake) ส่วน topfencreme มักจะเห็นวางขายใกล้ๆกับโยเกิร์ตในซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นแพ็กพร้อมผลไม้เบอร์รี่ อ่านเนื้อหาเกี่ยวกับ Quark (ที่ไม่ใช่โยเกิร์ต) Cafe ร้านกาแฟ ขนม (คาเฟ่) ที่ออสเตรีย (โดยเฉพาะ เวียนนา) ถือว่า เป็นร้านที่เท่ที่สุดในโลก เนื่องจาก ส่วนใหญ่ กาแฟอร่อย เค้กอร่อย บรรยากาศดี ในอาคารตกแต่งทรงยุโรปสวย แต่สิ่งที่ต้องรู้ คือ Eiskaffee  (อ่านว่า ไอส์ คาฟเฟ่) ที่นี่จะเป็นแบบ กาแฟเย็นใส่ไอศกรีมนะครับ (เช่นเดียวกับ Eischocolat ก็เป็น ช็อกโกแล็ท เย็นใส่ไอศกรีม เช่นกัน) * ถ้าอยากกินกาแฟเย็น ให้สั่งเป็น Iced Capuccino/ Latte จะชัดเจนกว่า หรือไม่ก็ต้อง สั่ง Iced Coffee (อ่านว่า ไอซ์ คอฟฟี่ แบบอังกฤษทับศัพท์ หรือ Geeister Kaffee อ่านว่า เกไอซ์แทร์ คาฟเฟ่) * รวมทั้งที่น่าสนใจคือ หลายๆร้านที่นี่ มีเมนูเครื่องดื่ม สำหรับ ฤดูร้อน และ ฤดูหนาว ต่างกัน Sacher Cake คือ สิ่งที่หลายคนจะแนะนำกันให้มาชิม เป็นเค้กช็อกโกแล็ท ณ โรงแรม Sacher (ค้นหาได้ครับ) แต่ต้องเป็นคนชอบของหวานนะครับ และที่สำคัญ หลายๆ คาเฟ่ ก็จะมี เค้กช็อกโกแล็ท โดดเด่นประจำร้านตัวเองเช่นกัน ร้านอาหาร และแหล่งกิน อาหารฟาสท์ฟู้ด (เบอร์เกอร์หลายๆยี่ห้อ ไม่ว่าจะ แม็ค หรือ คิง หรือ บัคส์) หาได้ตามจุดท่องเที่ยวโดยเฉพาะ Stephenplatz และ Graben อาหารอิตาเลียนตามสั่ง ร้าน Vapiano เข้าไปแล้วเขาจะให้ cash card เปล่าๆไว้ แล้วเราก็เข้าไปสั่งอาหารมีอยู่สาม station มี pizza, salad และ pasta ก็ไปสั่งอาหารตามเมนู ยืนรอรับเลย (เหมือนอาหารตามสั่งบ้านเรา) พอได้รับอาหารแล้วก็ทาบบัตรกับเครื่องหน้า station นั้น กินเสร็จค่อยเอาบัตรไปแสดงตัวจ่ายเงินครับ อาหารรสชาติดี กินง่าย เพราะเราก็คุ้นเคยกับอาหารอิตาเลียนอยู่แล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ต มีสองแหล่งใหญ่คือ Billa และ Spar ซึ่งมีขายทั้ง แซนด์วิช สลัด และอาหารชุดแช่เย็น เช่น บะหมี่(จีน) ข้าวหน้าปลาดิบ ซื้อไปทานประทังชีวิตได้ (คือมันก็อร่อยนะครับ ที่พูดเช่นนี้ เพราะคนไทยเรา คุ้นเคยกับอาหารเสิร์ฟร้อนมากกว่า) ร้านอาหารแนะนำอื่นๆ เราแนะนำอีกสามร้าน ตามลิงค์ลงรายละเอียดนะจ๊ะ Café Central, Demel Café, Figlmuller 5. ของฝาก คู่ควร กับการเที่ยว ออสเตรีย ช็อกโกแล็ท ชื่อดังของที่นี่ มียี่ห้อ Manner (ที่หลายคนชอบ คือ เวเฟอร์ Hazelnut แต่ผมรู้สึกว่า ที่นี่ติดหวานจัดนะ) Heindl และ Mozartkugeln (หรือที่คน เรียกว่า ช็อกโกแล็ท Mozart) ทั้งสามยี่ห้อนี่หาซื้อได้ทุกที่เลย ถ้าแนะนำที่รสชาติดีก็ยี่ห้อ Manner นะ มีสาขาใหญ่ๆที่ Stephanplatz ตามสถานีรถไฟ และที่สนามบินครับ แต่แนะนำให้ซื้อที่ Billa หรือ Spar supermart ได้หลายแบบหลายขนาด และได้ราคาดีที่สุด ราคาตั้งแต่ 1 ยูโร แพ็คเล็ก จนถึง กล่องเหล็ก 10 ยูโรอ่อ ผมซื้อ เหล้าช็อกโกแล็ท มาชิมด้วยครับ เดี๋ยวรสชาติเป็นอย่างไร จะมาบอกอีกที (มีขายทั้งขวดใหญ่ ขวดเล็ก ขายทั้งที่สนามบิน และตามซุปเปอร์มาร์เก็ต) กล่องดนตรี เนื่องจากเป็นเมืองเสียงดนตรี แหล่งเกิด และแหล่งทำงานดัง ของศิลปินหลายท่าน ก็เลยมีกล่องเพลงทั้งกล่องเล็กใหญ่ เริ่มต้น ราคา 7 ยูโร ขึ้นไป ตะไบเล็บประดับคริสตัล หาซื้อได้ตามร้านของฝาก คุณผู้หญิงเขาแนะนำว่าไม่ค่อยเจอตะไบเล็บสวยๆแบบนี้ ราคาเริ่มต้น 6.5 ยูโร Swarovski คริสตอลแบรนด์ดังมีต้นกำเนิดที่เมือง อินส์บูร์ก ประเทศออสเตรีย นี่แหละ ดังนั้น สินค้านี้ จึงราคาถูกกว่า และมีโปรโมชั่นส่วนลดเยอะกว่า คน ออสเตรีย เขาแนะนำให้ เราหาซื้อ น้ำมันเมล็ดฟักทองไว้ทานกับสลัด (แทนน้ำมันมะกอก หอมหวานกว่า) โดยซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต สังเกตตราที่มีรางวัลการันตีเอา เกลือ !!! ใช่ครับ หลายเมืองของ ออสเตรีย ทั้ง Salzburg (แปลว่า ปราสาทเกลือ) และ Hallstatt มีเหมืองเกลือ จึงมีเกลือหลายแบบ ทั้งแบบผสมเครื่องหอม แบบผสมเครื่องเทศ และแบบมีแร่ธาตุผสม (สีสันต่างๆ) ซึ่งบรรดานักชิม และนักปรุงอาหารน่าจะเข้าใจมากกว่า แอดมิน นะ (เหอๆ เข้าไม่ถึงจริงครับ)  (ภาพจาก http://www.salzwelten-shop.at/en.html) การขอคืนภาษี ซื้อสินค้า Tax Free การซื้อของใน ออสเตรีย หากราคาถึง 75 ยูโร สามารถขอฟอร์มคืนภาษีได้ โดยขอคืนได้ที่หลัง ตม. มองหา custom เพื่อเอาฟอร์มที่กรอกแล้วไปประทับตราศุลกากรก่อนแล้ว มองหา Global Blue Tax Free เพื่อขอคืนภาษี (แนะนำว่า เอาของที่ซื้อใส่กระเป๋าถือเผื่อว่า โดนเรียกตรวจสินค้า ที่ไม่ใช่โลชั่นของเหลวนะครับ ถ้าเป็นของเหลว ให้อ่านคู่มือเพื่อตรวจและประทับตราก่อนนำกระเป๋าโหลดดิ้งนะ)

รอชี้ขาด! ฝ่ายสืบสวนฟีฟ่าเเนะโทษเเบน “บังยี” ยาว4ปี
นายกสมาคมฟุตบอล /  บังยี / 

คณะกรรมฝ่ายสืบสวนวินัยฟีฟ่าได้เสนอโทษเเบน “บังยี” อดีตนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยนานถึง 4 ปี ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงขั้นตอนการตัดสินเป็นขั้นตอนสุดท้าย  คณะกรรมการวินัยของฟีฟ่า ได้ข้อสรุปเสนอบทลงโทษ วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมฟุตบอลฯ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลออกไปอีกนานถึง 4 ปี ซึ่งเหลือขั้นตอนการสรุปการชี้ขาดของฟีฟ่าในขั้นตอนสุดท้าย โดย “บังยี” ก่อนหน้านี้ถูกฟีฟาสั่งพักงานเนื่องจากมีความผิดฐานละเมิดจรรยาบรรณขององค์กร กระทั้งล่าสุดทางคณะกรรมการสอบสวนฯก็มีการเสนอโทษแบนอีกเป็นเวลานานถึง 4 ปี และเสียค่าปรับประมาณ 25,000 ฟรังก์สวิส เเต่อย่างไรก็ตามอดีตนายกฟุตบอลไทยยังคงบริสุทธิจนกว่าคณะกรรมการด้านวินัยของฟีฟ่าตัดสินชี้ขาดในขั้นสุดท้ายอีกครั้ง