บังยี

ภัทรแว่นตา

ร้าน ภัทรแว่นตาตรงข้ามโรงเรียนเทศบาล1 เอ็งเสียงสามัคคี รับตรวจวัดสายตาประกอบแว่น แว่นกันแดด คอนเทคเลนส์ และกรอบแว่นสายตาจำนวนมาก ติดต่อ : วรเมธ บุหลาด (บังชาติ) 081-6781787 , 074-225280

ท็อป BIGBANG ร่วมสอบบรรจุเป็นตำรวจ - อาจเข้ากรมปีหน้า
Big Bang /  Bigbang / 

ท็อป แร๊ฟเปอร์หนุ่มของวง BIGBANG (บิ๊กแบง) ถูกจับตามองถึงกำหนดการเข้ากรมของเขาทันที หลังมีการเปิดเผยว่าเขาได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สื่อมวลชนเกาหลีได้เปิดเผยว่า ท็อป BIGBANG ได้ร่วมเข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ กรมตำรวจแห่งชาติ ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงเช้าวานนี้(25 ต.ค.) โดยข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยัน เมื่อพบว่ามีชื่อ ชเว ซึงฮยอน ซึ่งเป็นชื่อจริงของแร๊พเปอร์หนุ่มอยู่ในรายชื่อผู้เข้าสอบบนเวบไซต์ของกรมตำรวจแห่งชาติ หาก ท็อป ผ่านการคัดเลือกที่ทางกรมตำรวจจะประกาศผลในวันที่ 11 พฤศจิกายน เขาจะเข้ากรมในตำแหน่งข้าราชการตำรวจ เช่นเดียวกับที่ศิลปินไอดอล อย่าง ชีวอน, ทงเฮ Super Junior และ ชางมิน ดงบังชินกิ กำลังประจำการอยู่ในขณะนี้ อนึ่ง วง BIGBANG กำลังอยู่ในช่วงการเตรียมตัวเพื่อทำอัลบั้มใหม่ และมีกำหนดจะคัมแบ็คในเดือนพฤศจิกายนปีนี้. Embed from Getty Images Embed from Getty Images ข้อมูลจาก xportsnews และ eNEWSWORLD มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

อ่านแล้วน้ำตาซึม! พนม ยีรัมย์ เปิดใจ แค่เห็นในหลวง รัชกาลที่ 9 บนเหรียญบาท ก็สู้สุดใจแล้ว
จา พนม /  พนม ยีรัมย์ / 

อ่านแล้วน้ำตาซึม! พนม ยีรัมย์ เปิดใจ แค่เห็นในหลวง รัชกาลที่ 9 บนเหรียญบาท ก็สู้สุดใจแล้ว พนม ยีรัมย์ หนึ่งในนักแสดงไทยที่โด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ ด้วยความสามารถในการใช้วิชาศิลปะการต่อสู้ที่ได้โชว์ฝีมือในภาพยนตร์ไทยมาแล้วหลายเรื่อง และได้เป็นตัวละครในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของค่ายยักษ์ใหญ่ระดับโลกอีกด้วย ด้วยหัวใจที่รักและเทิดทูนในหลวง รัชกาลที่ 9 ในวันนี้เขาได้เป็นหนึ่งในคนไทยที่มาช่วยดูแลพ่อแม่พี่น้องที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 วันนี้นักแสดงคิวบู๊คนนี้ได้บอกเล่าถึงความรู้สึกที่ได้มาแสดงออกถึงพลังน้ำใจของคนไทยให้ฟังว่า “วันนี้ผมก็นำข้าวปลาอาหารมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องชาวไทย ซึ่งจริง ๆ ก่อนหน้านี้ผมก็เคยมีโอกาสได้มาแล้วนะครับ เพียงแค่ไม่ได้ออกสื่อ เพราะผมเชื่อว่าหัวใจของชาวไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย และทุกคนที่อยู่ทั่วโลกต่างก็ยังคงเศร้าอยู่กับความอาลัย และก็ทำสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งนั่นการทำทุกอย่างออกมาจากใจ อย่างในวันนี้ตัวผมเองก็ถือว่าได้มีโอกาสได้เจอกับสื่อหลาย ๆ ท่าน เพราะปกติแล้วมีโอกาสน้อยมากครับที่ผมจะได้เจอ อีกอย่างตัวผมเองก็เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่รักพระองค์ท่าน และก็เป็นลูกคนหนึ่งที่สามารถทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณประเทศชาติ ตอบแทนบุญคุณต่อพ่อของแผ่นดินของเรา ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความดี คิดดี ทำดี ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถแสดงออกได้” ความประทับใจที่เรามีต่อพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีอะไรบ้าง ? “ก็ตั้งแต่ผมเกิดมาผมก็ได้เจอเหรียญบาทแล้วครับ และเหรียญบาทตรงนี้ก็คือแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้ผมมีกำลังใจในการต่อสู้ เพราะเมื่อผมหยิบเหรียญบาทขึ้นมาดูเมื่อไหร่มันก็จะมีความรู้สึกว่าท่านได้ทำอะไรต่าง ๆ ให้กับแผ่นดิน หรือเมื่อผมเจอกับอุปสรรคผมก็จะนึกถึงพระองค์ท่านเสมอ เพราะหากเทียบกับพระองค์ท่านแล้วอุปสรรคของผมมันก็แค่เรื่องเล็กน้อยมาก ผมเกิดมาผมก็เห็นท่านแล้ว พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ท่านเดินทางไปเยี่ยมชมพสกนิกรทั่วประเทศ ดังนั้นเมื่อได้เห็นความเหนื่อยยากของพระองค์ท่านแล้วอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเจอมันก็หายไปเลยครับ ผมมองท่านเป็นฮีโร่ เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมลุกขึ้นและต่อสู้กับอุปสรรคนั้น ๆ” ส่วนตัวเราเองเคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าหรือถวายงานต่อพระองค์ท่านบ้างไหม ? “ยังไม่เคยครับ แต่ผมจะทำเบื้องหลังมากกว่า อย่างที่พระองค์ท่านเคยบอกและผมก็จำได้ดี นั่นก็คือเรื่องของการ ปิดทองหลังพระ เพราะส่วนมากคนไม่ชอบปิดทองหลังพระ แต่ผมเชื่อว่า ณ เวลานี้คนไทยหลาย ๆ คน คงอยากจะพูดแทนผม อยากจะพูดเหมือนกับที่ผมอยากจะสื่อสารกับพระองค์ท่าน ซึ่งนั่นก็คือขอเดินตามรอยท่านครับ” ช่วงเวลาที่เราเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อน ๆ นักแสดงได้มีการสอบถามถึงพระองค์ท่านบ้างไหม ? “ผมก็จะบอกเสมอครับว่าผมมาจากเมืองไทย และผมก็มีพระมหากษัตริย์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผมได้ต่อสู้ สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ผมได้นำศิลปะการต่อสู้ ซึ่งนั่นก็คือมวยไทย หมัด เท้า เข่า ศอก หรือเรียกง่าย ๆ ว่า นวอาวุธ อาวุธทั้ง 9 อย่าง เป็นตัวแทนของรัชกาลที่ 9 เพื่อใช้ในการก้าวเดินต่อ โดยการนำอาวุธทั้ง 9 อย่างนี้ไปเผยแพร่” “มีคนถามผมเหมือนกันว่าผมเอาความอดทนในการฝึกฝนทุกสิ่งทุกอย่างนี้มาจากนี้ ซึ่งผมก็ตอบเหมือนเดิมตลอดครับว่า ผมได้แรงบันดาลใจมาจากพระองค์ท่าน พระองค์ท่านเหนื่อยมากกว่าผม คือแค่นึกถึงพระองค์ท่านนั่นก็เป็นกำลังใจให้ผมได้เป็นอย่างดีแล้ว ผมไม่จำเป็นต้องมีใคร เพราะแค่ผมหยิบเหรียญบาทขึ้นมาดูผมก็มีแรงฮึดสู้แล้ว ดังนั้นจากนี้ต่อไปสิ่งที่ผมทำได้ก็คือตอบแทนบุญคุณของประเทศชาติด้วยการเป็นคนดี และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดครับ” เพื่อนนักแสดงชาวต่างชาติได้ถามเราบ้างไหมว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวง ? “ผมคิดว่าชาวต่างชาติก็รักในหลวงนะครับ เพราะเพื่อนผมบอกว่า เรามีคิงที่เป็นนัมเบอร์วันมาก เรามีคิงที่เปรียบเสมือนพ่อ ซึ่งเขาไม่มีโอกาสมีแบบนี้ เขาภูมิใจแทนประเทศเรา ภูมิใจแทนคนไทยทุกคน อีกอย่างผมยังบอกเพื่อนผมหลาย ๆ คนด้วย ไม่ว่าจะเป็น วิน ดีเซล, เจสัน สเตแธม คือเวลาที่เขามาเมืองไทย เขาก็มักจะพูดอยู่ตลอดว่า คิงเราสุดยอดมาก” เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าประทับใจไม่น้อย แม้ว่าจะไม่มีพระบรมสาทิสลักษณ์อยู่ใกล้ ขอมีเพียงเศษสตางค์ที่ติดตัวก็เสมือนหนึ่งได้อยู่ใกล้ชิดในหลวง รัชกาลที่ 9 แล้ว เมื่อหยิบขึ้นมามองครั้งใด ก็จะเห็นพระองค์อยู่เสมอ และพร้อมจะก้าวเดินต่อไปในจุดมุ่งหมายข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ พนม ยีรัมย์  ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากทีมข่าว กอสซิปสตาร์

บอกละเอียดยิบ! ดวงการงาน 12 ราศี เดือนพฤศจิกายน 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร
12ราศี /  ดวงการงาน / 

ดวงการงาน 12 ราศี ประจำเดือน พฤศจิกายน 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร ราศี มังกร (14 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์) ดวงไม่ค่อยรุ่งทำอะไรเป็นมีคนคอยจ้องจับผิดตลอด  คนรอบข้างนำปัญหาร้อนใจมาให้ พยายามอย่าไปรับปากใครสุ่มสี่สุ่มห้าจะต้องมาเดือดร้อนเสียเอง การทำงานถ้าทำเป็นทีมเข้าขากันไม่ได้เลย ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ช่วงนี้ระวังคำพูดสักนิด เกิดพูดผิดพลาดไปจะผิดใจกันเปล่าๆ “ไพ่พิเภก” (ไพ่ The Magician) หัวสมองปลอดโปร่ง มีงานเสริม เจรจาขอความช่วยเหลือสำเร็จทุกราย กลางเดือน ทำงานอึดอัด ต้องทำในงานที่คุณไม่ถนัดและไม่สามารถปฏิเสธได้ ยิ่งมีทั้งเสือสิงห์กระทิงแรดคอยจับตาดู คู่แข่งคุณก็ไม่พลาด จ้องเล่นงานตลอด ขยับตัวไม่ค่อยถนัด สิ้นเดือน รอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ช่วงกลางมีการย้ายที่อยู่ หรือเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบเรื่องงาน การทำงานก้าวหน้า แต่เวลานี้ห้ามอยู่เฉย ต้องลุกขึ้นมาแสดงความสามารถ มีความคิดเห็นอะไรพูดออกไปได้เลย ดวงผู้ใหญ่สนับสนุนอยู่แล้ว งานด้านเจรจา งานต่างประเทศเป็นไปตามเป้าหมาย คุณที่อยากเปลี่ยนอยากย้ายมีโอกาสเหมาะ ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม) เริ่มคิดแผนการอันชั่วร้าย มีอะไรหลายอย่างอยู่ในหัว ทุกอย่างจะสำเร็จได้ต้องมีนอกมีใน การทำงานขึ้นๆลงๆ เป็นเวลาที่คุณต้องรีบฉวยโอกาส อยากทำอะไรให้รีบลงมือทันที เพราะถ้าเลยช่วงนี้ไปแล้วจะไม่มีโอกาสดีสำหรับคุณ หนักไปในเรื่องความขัดแย้ง การถกเถียง งานหนักเอาการ กลางเดือน ความเจ้าเล่ห์เพทุบายเริ่มเข้ามาอีกครั้ง คุณมีไหวพริบเป็นเยี่ยมทำให้ใครต่อใครทำงานให้คุณตามแผนที่วางไว้ การทำงานแคล่วคล่องว่องไว ได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ คุณเองก็เริ่มเปล่งรัศมี ตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวหน้า แต่เหนื่อยหน่อย มีการแข่งขันพิสูจน์ความสามารถ ถ้าทำอย่างเต็มที่ไม่แพ้ใครแน่นอน ปลายเดือน คนใกล้ชิดเริ่มเข้ามาก้าวก่ายชีวิตประจำวันคุณมากขึ้น คอยบอกคอยกำกับทำให้รู้สึกอึดอัด แต่ฟังไว้ก็ไม่เสียหาย การทำงานให้รีบขยันขันแข็งจะมีผู้ใหญ่เห็นความดี ทำธุรกิจกับครอบครัวก้าวหน้า รู้สึกกังวลได้รับมอบหมายงานที่ไม่ถนัด อยากเปลี่ยนอยากย้าย สิ่งแวดล้อมปลอดโปร่งแมวไม่อยู่หนูร่าเริง ทำงานได้อย่างสบายใจ ราศีมีน (14 มีนาคม - 14 เมษายน) เจอแต่เรื่องน่าปวดหัว ช่วงนี้คุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยอยู่ ขี้หงุดหงิดง่าย ทั้งดื้อทั้งแรง ทำให้เรื่องงานขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาบ่อย ต้องคุมตัวเองบ้าง ความคิดของคุณมาถูกทางแล้ว เพียงแต่รอโอกาสที่จะพูด ให้เหตุผล ผู้บังคับบัญชาถึงจะคล้องตาม แต่ถ้าใจร้อนใช้อารมณ์คงจะหมดโอกาส มีดวงในการเปลี่ยนงาน การทำงานขยับขยาย กลางเดือน เกิดอาการเหม่อลอยบ่อย “ไพ่ฝ่าพงไพร” (ไพ่ 9 ถ้วย) นั่งคิดทบทวนเรื่องเก่าๆ จมอยู่กับความผิดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ อะไรที่รู้ว่าแก้ไขไม่ได้แล้วควรปล่อยไปซะ คุณมีโอกาสดีๆมารออยู่ การทำงานอารมณ์เสียเพราะคอยเกี่ยงงาน คุณเองไม่ชอบเอาเปรียบใคร และไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบเลยยอมไม่ค่อยได้ มีปากมีเสียงกับเพื่อนร่วมงาน เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่เข้าข้าง สิ้นเดือน การทำงานมีความริเริ่ม โดดเด่น เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ช่วงนี้คิดอะไรได้ให้รีบเสนอ คุณมักนำสิ่งใหม่ๆมาให้ที่ทำงานเสมอ ช่วงปลายได้เพื่อนดีคอยสนับสนุน เป็นแรงผลักดันให้ก้าวหน้า ราศีเมษ (15 เมษายน - 14 พฤกษภาคม) ช่วงนี้อารมณ์ปรวนแปรเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าใกล้ มีเหตุให้ต้องหงุดหงิดอยู่บ่อยๆจากผู้อื่น “ไพ่พิเภกถูกเนรเทศ” (ไพ่ 2 เหรียญ) การทำงานไม่แน่ไม่นอน ต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์ผู้บังคับบัญชาด้วย พยายามทำตัวตามน้ำ อย่าไปฝืน มิฉะนั้นเกิดความขัดแย้งแน่ ช่วงนี้อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นมากจะเดือดร้อนเอง มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องงาน  กลางเดือน การทำงานก้าวหน้าสุดๆ มีโอกาสได้เปลี่ยนงาน หยิบจับงานใหม่ เป็นงานที่คุณชอบและถนัด ผลงานจึงออกมาดี ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ค่อยได้อยู่ติดที่ จะเหมาะมาก ปลายๆไอเดียกระฉูด บริวารและคนรอบข้างให้การสนับสนุนเต็มที่ สิ้นเดือน “ไพ่พระนารายณ์” (ไพ่ ราชาคทา) ความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม ช่วงนี้อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ หานั่นทำนี่ตลอด แต่อยากจะเตือนไว้สักนิด ให้ใช้เหตุผล มากกว่าอารมณ์ เพราะช่วงนี้คุณเริ่มใจร้อนทำให้แผนที่วางไว้เสียได้ การทำงานมีโอกาสเหมาะในการหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ระวังจะเจอเรื่องน่าเบื่อ หงุดหงิดอารมณ์เสียกับคนใน เจรจาปรึกษามีแต่ความขัดแย้ง ต้องใจเย็นๆแล้วปัญหาจะคลี่คลายได้เอง ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน) อารมณ์ขึ้นลง ช่วงนี้เป็นทั้งนางฟ้าและซาตานในเวลาเดียวกัน ใครอย่ามาแหย่ให้ฉุนทีเดียว ยากในการห้ามปาม การทำงานรู้สึกเหมือนสิ่งที่ทำมันไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ก็คงถึงเวลาที่ต้องแสวงหากันใหม่ ช่วงนี้ใกล้ชิดใครความคิดมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามคนๆนั้นได้ง่ายต้องระวังด้วย กลางเดือน เริ่มออกลาย ความเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่แพ้ใครเลย ช่วงนี้แผนการที่วางไว้สำเร็จได้โดยง่าย มีความสามารถพิเศษทำอะไรหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน การทำงานแม้จะวุ่นวาย มีงานหลายอย่าง แต่คุณก็ไม่หวั่น เมื่อนึกถึงเงินเข้ามา งานก็เดินได้อย่างมีพละกำลัง การที่จะสำเร็จได้คงต้องอ่อนน้อมรู้จักพูด รู้จักเข้าหาผู้ใหญ่ ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม สิ้นเดือน “ไพ่ค่อมกุจจียุยง” (ไพ่ 6 ถ้วย) มักมีโอกาสได้เจอะเจอเพื่อนเก่า คนคุ้นเคยเก่าๆ ทำให้ได้เฮฮา ระลึกถึงความหลังอีกครั้ง ช่วงนี้เรื่องบางเรื่องที่คาใจจะได้ปลดปล่อย การทำงานวุ่นวายมีการปรับเปลี่ยนที่ทางบ้าง แต่ไม่เป็นปัญหา ช่วงนี้ให้คิดดีทำดีแล้วคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดี จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ รักษาโอกาสของตัวเองให้ดี ให้ระวังอึดอัดน้ำท่วมปากต้องรับผิดชอบในเรื่องที่ไม่ถนัด ไม่สามารถปฏิเสธได้ ราศีเมถุน (15 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) “ไพ่จองจำพิเภก” (ไพ่ 8 ดาบ) รู้สึกห่อเหี่ยว คิดหวังอะไรจากคนรักมักต้องผิดหวังกลับมา ช่วงนี้รักคือการให้ ให้เขาแล้วเรามีความสุขเป็นดีที่สุด คนโสดตื่นเต้นมีคนมาสารภาพรัก มีของขวัญ แต่อย่าเหลิงจนลืมความเป็นจริง  การทำงานเจอแต่เพื่อนร่วมงานที่เห็นแก่ตัว งานไม่เดิน คุณเองเบื่อสภาพนี้เต็มที แต่ก็ยังไม่มีโอกาสดีๆในการปรับเปลี่ยน มีคนชักชวนลงทุนหรือทำอะไรใหม่ๆคิดให้ดีก่อน อาจต้องเสียใจภายหลัง กลางเดือน การทำงานแคล่วคล่องว่องไว เก่งทุกเรื่อง แถมได้แสดงฝีมือในสิ่งที่คุณถนัด ใครๆก็ต้องยอมรับ ผู้บังคับบัญชาต้องมาพึ่งพา งานก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่จะมีปัญหาจากคู่แข่งบ้าง อย่าไปหัวเสียจะทำให้คู่แข่งได้ใจ ยังไงคุณมีภาษีดีกว่าอยู่แล้ว ปลายเดือน การทำงานกระตือรือร้น มีโอกาสได้หยิบจับงานใหม่ ใครที่อยากลงทุนกิจการของตัวเองประสบความสำเร็จ แต่เกี่ยวกับบริวาร เพื่อนร่วมงานยังทำให้หงุดหงิดอยู่บ้าง ทำอะไรด้วยตัวเองได้ก็ทำไปก่อน หวังพึ่งพาใครลำบาก มีแต่คนไม่อยากช่วย ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็น่าประทับใจ ช่วงนี้คุณได้ทำตามฝัน มีดวงเดินทางไกล  การงานก้าวไปอย่างช้าๆแต่มั่นคง คุณได้รับการหยิบยื่นโอกาสดี ให้รีบตัดสินใจรับไว้จะนำความก้าวหน้ามาให้ การปรับเปลี่ยน โยกย้ายไม่น่าเป็นห่วงทำให้คุณก้าวหน้ากว่าเก่า ช่วงนี้งานที่ต้องใช้สมอง ใช้ความคิด ได้ไอเดียดีๆ มีชื่อเสียง กลางเดือน ทำงานไม่ได้ดังใจสักเรื่อง ที่คิดไว้มีอันต้องล้มเลิก ผิดหวัง ทำใจให้เย็นลงอีกนิด อ่อนน้อมขึ้นมาอีกหน่อย แค่นี้คุณก็ได้รับความนิยมเหมือนเดิม ช่วงนี้เข้าหา เจรจากับผู้ใหญ่ประสบความสำเร็จ ได้เพื่อนดี ครอบครัวดี คอยหนุน ปลายเดือน “ไพ่พระฤษีชนก” (ไพ่ Hermit) มีเดินทางไกล เปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่ที่ทำงาน แต่เป็นในทางที่ดีขึ้น การทำงานเป็นช่วงเวลาของการแสวงหา อยากทำอะไรใหม่ๆ ช่วงนี้มีโอกาสได้หยิบจับสิ่งใหม่ๆสมใจ แต่ออกจะโดดเดี่ยวต้องช่วยเหลือตัวเอง  กล้าคิดกล้าทำจะเกิดความสำเร็จ คุณที่คิดเปลี่ยนงานให้รีบส่งใบสมัคร ได้ลุ้นงานใหม่แน่นอน ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม - 15 กันยายน) ดวงการงาน ต้นเดือน ผู้ใหญ่เริ่มเข้ามามีบทบาทกับคุณมากขึ้นทั้งเรื่องงาน ที่บ้าน แต่อย่าพึ่งร้อนใจ เพราะช่วงนี้คุณมีดวงอุปถัมภ์ ที่ผู้ใหญ่เข้ามาจะทำให้ชีวิตดีขึ้น การงานช่วงต้นๆจะยุ่ง วุ่นกับการปรับเปลี่ยน งานเอกสารแก้ไข แต่พอสะสางเสร็จแล้วงานจะก้าวหน้าขึ้น ได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ได้รับโอกาสดีกว่าคนอื่น เหมาะกับการลงทุน ขวนขวายทำสิ่งที่ฝัน “ไพ่พระลบ” (ไพ่ ราชาถ้วย) เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีคนมาขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษา เรื่องคนอื่นต้องยกนิ้วให้คุณเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องตัวเองเหมือนเส้นผมบังภูเขา คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก การงานลุ่มลึกมาแรงแซงโค้ง ตอนนี้คะแนนนำโด่ง ผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้เป็นมือขวา แต่อย่าเพิ่งออกฤทธิ์ ทำอะไรอย่าข้ามหน้าข้ามตา มีดวงศัตรูคอยอาฆาตจ้องเล่นงานอยู่ ปลายเดือน เจอเรื่องเครียดๆรายล้อม ทั้งปัญหาเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว พลอยทำให้สุขภาพแย่ไปด้วย “ไพ่วิตกนางสีดา” (ไพ่ 9 ดาบ) การงานอึดอัดใจ มีคนขอให้ช่วยจนรู้สึกไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว จะปฏิเสธก็น้ำท่วมปาก คุณดันเก่งทุกเรื่องเลยต้องมานั่งแก้ปัญหาให้คนนั้นคนนี้ ช่วงปลายถึงจะมีที่พึ่งบ้าง ได้เพื่อนคู่คิด มีคนมาแบ่งเบาภาระ แต่ก็ต้องตามติดเพื่อให้เรียบร้อย ถ้ามัวแต่นั่งกระดิกเท้ามีหวังถูกหมั่นไส้ ราศีกันย์ (16 กันยายน - 16 ตุลาคม) “ไพ่หนุมานถวายคันศร” (ไพ่ 8 คทา) มีเหตุให้ต้องไปนั่นมานี่ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานจะสำเร็จด้วยดี ช่วงนี้บรรยากาศในการทำงานแจ่มใส คิดหวังทำอะไรก็ประสบผลสำเร็จ งานท่องเที่ยว ทัวร์ งานต่างประเทศกำลังพุ่งแรง แต่ปลายๆยังต้องระวังตัวบ้าง จะมีปัญหากับผู้ใหญ่ คู่แข่งที่ไม่ประสงค์ดี ถ้ามัวแต่ชักช้าลังเลจะถูกคนอื่นแซงหน้าได้ กลางเดือน การทำงานมีการโยกย้าย ปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้น ถ้ากำลังมองหางานใหม่ก็มีจังหวะที่ดี พยายามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการให้เจอ และมุ่งไปที่สิ่งนั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม สิ้นเดือน ช่วงนี้ดีเป็นเรื่องๆ “ไพ่พระลักษมี” (ไพ่ ราชินีคทา) งานดี โดดเด่น ยิ่งงานที่ต้องพบปะ ติดต่อ คุณทำได้ดีเป็นที่พอใจของผู้บังคับบัญชา แต่เจ้านายช่วงนี้ก็ขึ้นๆลงๆ ทำให้คุณเริ่มหงุดหงิด ต้องพยายามเข้าหาให้ถูกจังหวะ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่รอดเหมือนกัน สิ่งที่คิดที่หวังเริ่มใกล้ความเป็นจริง มีโอกาสได้พบเจอคนมีชื่อเสียง มีคำแนะนำดีๆที่ได้ไป ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) มาแบบม้ามืด แซงหน้าทุกเรื่อง เก่งทุกทาง ช่วงนี้โอกาสเข้ามาทำให้คุณได้เริ่มต้น ได้สร้างฝันหลายๆอย่าง การทำงานคล่องแคล่ว เรียนรู้ไว ได้รับการหยิบยื่นโอกาส เรียกว่าเป็นช่วงทองของคุณทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ วางแผน จะมีผลงานได้รับการยอมรับ งานก้าวหน้า มีทางเลือกให้กับตัวเองมากขึ้น กลางเดือน ยับยั้งชั่งใจไม่ค่อยได้ มีปัญหากับคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย พอจะอารมณ์ดีขึ้น เพราะได้ข่าวดีเรื่องงาน การทำงานถ้าเป็นงานที่พึ่งตัวเองเป็นหลัก มีผลงานเป็นที่พอใจ แต่ก็ต้องลดทิฐิความดื้อลงบ้าง บางครั้งอาจไม่ได้รับการยอมรับเต็มร้อยจากผู้ใหญ่ ส่วนถ้าต้องทำงานเป็นทีม เตรียมใจรับกับเรื่องวุ่นวายได้เลย คุณเข้ากับใครไม่ค่อยได้ สิ้นเดือน มีดวงเดินทางไกล แต่ต้องพบปัญหาติดขัดตลอด “ไพ่นางสีดาลุยไฟ” (ไพ่ อัศวินคทา) ความขัดแย้งมาแรง ไม่ว่าจะทำอะไรมักมีคนขวาง ช่วงนี้ให้ช้าๆไว้ก่อน การทำงานเจอคนคอยจับผิด ทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ช่วงนี้พยายามเข้าเมืองตาหลิ่ว หลิ่วตาตามไปก่อน เพราะถ้ามีปัญหาขึ้นมา สิ่งที่คาดหวัง ความก้าวหน้าต่างๆจะถูกบั่นทอน ใครที่กำลังอยากเปลี่ยนอยากย้ายคงต้องอดทนทำไปก่อน ยังไม่มีจังหวะ ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม)  “ไพ่รถศึก” (ไพ่ The Chariot) ชีพจรลงเท้า ดวงเดินทางเด่นมาก ถึงแม้ไม่อยากเดินทางไปไหน ก็ต้องมีเหตุการณ์ให้ต้องไปต้องโยกย้าย เดินทางจนได้ การทำงานหยิบนั่นจับนี่ให้วุ่น ชอบทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียว ทั้งงานหลักงานเสริม แต่สุดท้ายก็เคลียร์ได้สำเร็จ ช่วงนี้มีเหตุให้วางมวยกับเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา เตือนไว้ก่อนอย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงดีกว่า งานจะได้ก้าวหน้า กลางเดือน ช่วงนี้สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเรื่องคำพูด มักจะโผงผางตรงจนเกิดเรื่อง “ไพ่พระอิศวร”(ไพ่ ราชาดาบ) งานไม่เดินเพราะมัวแต่ตั้งแง่ วางชั้นเชิงกับผู้บังคับบัญชา มีเหตุถูกตำหนิเรื่องงานที่รับผิดชอบ มีดวงในการเปลี่ยน หรือย้ายงาน ถ้ากำลังเบื่อให้รีบส่งใบสมัครไปให้ทั่วจะมีข่าวดี สิ้นเดือน ใจร้อน ไม่ฟังใครจนเป็นเหตุให้เกิดความผิดใจกันตามมา ช่วงนี้มีเรื่องขัดแย้งกับคนใกล้ตัวบ่อยมาก ให้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์จะดีกว่า การทำงานโดนเพิ่มความรับผิดชอบ แต่เงินเดือนเท่าเดิม ทำให้อารมณ์เดือดอยู่เหมือนกันแต่ทำอะไรมากไม่ได้  ช่วงนี้พอมีโอกาสสำหรับงานเสริม การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ แต่ยังไงก็ต้องไม่ข้ามหน้าข้ามตาผู้ใหญ่ด้วย ราศีธนู (15 ธันวาคม - 13 มกราคม) “ไพ่พาลีได้ชัย” (ไพ่ Strength) หลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาวนเวียนในหัว ต้องใช้เหตุผลในการตรึกตรองตัดสินใจ ช่วงนี้ต้องพยายามข่มอารมณ์ เมื่อไรใจร้อนหงุดหงิดจะเกิดเรื่องเดือดร้อน การทำงานไม่แน่ไม่นอนขึ้นอยู่กับอารมณ์ผู้บังคับบัญชา ตัวคุณเองก็แสนดื้อ ยอมใครเป็นเสียเมื่อไหร่ ช่วงนี้ต้องนอบน้อม เข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตามถึงจะได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ กลางเดือน เพื่อนล้นปรี่ ใครๆก็ต่างมารุมล้อม มีที่ปรึกษา มีคนคอยช่วยเหลือ คิดอยากทำอะไรก็เป็นเรื่องง่าย การทำงานเริ่มมีความคิดอยากลงทุน อยากทำอะไรเป็นของตัวเอง ช่วงนี้พอทำได้ แต่ให้ทำกับเพื่อนสนิทหรือครอบครัวมีความก้าวหน้ามากกว่าทำเองคนเดียว มีโอกาสดีในการเปลี่ยนงานย้ายงาน ให้รีบส่งใบสมัคร กับเพื่อนฝูงที่ทำงานคอยช่วยเหลือดีไม่มีปัญหา สิ้นเดือน “ไพ่ขันธกุมาร” (ไพ่ เจ้าชายดาบ) มีเรื่องคิดจุกจิกร้อยแปด คนรอบข้างมักทำให้เสียความรู้สึก การทำงานมีแต่การเกี่ยงงาน โยนความผิดจนมีความรู้สึกเบื่อ งานก็ยุ่งอยู่แล้วยังต้องมาเบื่อเรื่องคนอีก พวกงานตัวเลข เอกสารต้องระวังให้มาก มีเปอร์เซ็นต์จะทำผิดพลาดถูกตำหนิสูง มีเรื่องขัดแย้งในที่ทำงาน อาจบานปลายเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวพันหัวหน้างาน รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.MThai.com

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง
From Bangkok To Mandalay /  ชาติชาย เกษนัส / 

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง "ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay" นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandala ภาพยนตร์สานสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา แถมยังคว้าตัวซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังของเมียนมา นำโดย Sai Sai Kham Leng (ไซ ไซ คำ แลง : ป๊อบสตาร์อันดับ 1 ของพม่า) , Wutt Hmone Shwe Yi (วุด มน ชเว ยี : นักแสดงนำหญิงอันดับ1 ของเมียนมา) , Nay Toe (เน โท : นักแสดงนำชายอันดับ 1 ของเมียนมา) มาร่วมประชันบทบาทกับนักแสดงไทย นำโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส และในวันนี้ผู้กำกับคนเก่งอย่าง ชาติชาย เกษนัส ได้นำทีมนักแสดงและทีมงานกว่า 30 ชีวิต มุ่งหน้าสู่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการเดินทางของสองพระนางอย่าง ไซ ไซ คำ แลง และ น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู เมื่อปิ่น (รับบทโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู) มาขอร้องให้โมนาย (รับบทโดย ไซ ไซ คำ แลง) ช่วยพาเธอเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในจดหมายที่คุณย่า (รับบทโดย เดือนเต็ม สาลิตุล) เขียนไว้  และหนึ่งในสถานที่นั้นคือทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่ทั้งสองต้องเดินทางมาเปิดจดหมายอ่านที่นี่ บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกมาก เพราะช่วงก่อนถ่ายทำเกิดมีพายุฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้การเดินทางไปนั้นค่อนข้างยากลำบาก และไซ ไซ ที่เดินทางมาด้วยเครื่องบินต้องบินวนอยู่หลายรอบกว่าจะลงจอดได้สำเร็จ แต่ในความโชคร้ายที่ฝนกระหน่ำเทลงมานั้นก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ คือ เพราะฝนที่ตกอย่างหนักทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ จึงทำให้กองถ่ายทำได้เก็บภาพที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกามไว้ได้อย่างงดงามที่สุด ทั้งไซ ไซ และน้ำหวาน อดใจไม่ไหวเลยต้องคว้ามือถือมาเซลฟี่เก็บภาพบรรยากาศไว้เป็นที่ระลึก หลังจากเดินทางมาถึงศูนย์กลางทะเลเจดีย์ ผู้กำกับก็เรียกสองนักแสดง มาเตรียมซักซ้อมและบล็อกช็อตสำหรับการถ่ายทำ โดยมีทะเลเจดีย์ที่สวยงามตระการตาเป็นวิวประกอบในฉาก เมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงทั้งไซไซ และน้ำหวาน ก็สามารถเล่นรับส่งบทกันได้อย่างลื่นไหล จนสมใจผู้กำกับถึงได้สั่งคัต แล้วสาวน้ำหวานก็ไม่รอช้ารีบคว้ามือถือมาถ่ายเก็บภาพบรรยากาศอย่างรัว ๆ หนุ่ม ไซ ไซ ถึงกับออกปากแซวว่า “ระวังเมมเต็มนะน้ำหวาน” สร้างเสียงฮาให้กับทุกคนในกอง ลองมาฟังหนุ่ม ไซ ไซ คำ แลง เล่าถึงบรรยากาศการถ่ายทำครั้งนี้ให้ฟังกันว่า... “วันนี้ทีมงานเดินทางมาถ่ายทำกันที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่นี่เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ ครับ  สำหรับการทำงานวันนี้ถึงแม้จะอุปสรรคในการเดินทางอยู่มากมาย เพราะจังหวะที่เราเดินทางมาเราเจอพายุฝนกระหน่ำทำให้ต้องหยุดพักกองเพื่อรอให้ฝนหยุดก่อน และไม่น่าเชื่อครับว่าหลังจากฝนหยุดตกสิ่งที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้า ทะเลเจดีย์ที่กว้างใหญ่สวยสง่าและงดงามมาก ๆ ส่วนการทำงานกับน้ำหวานเธอเป็นผู้หญิงที่อึดมากครับ ไม่บ่นสักคำ แถมยังคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในทีมอีก อยากฝากให้ทุกคนติดตามภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay ด้วยนะครับ”   ฟากด้านนางเอกสาว น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู ก็กล่าวเสริมว่า... “วันนี้ถือเป็นการทำงานที่สนุกอีกวันหนึ่งของน้ำหวานค่ะ ได้มีโอกาสเดินทางมาที่ทะเลเจดีย์ครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น ตื่นตามาก ๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะมหัศจรรย์ขนาดนี้ บ่งบอกได้ถึงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของคนเมียนมาจริง ๆ เลยคะ จนหวานเองอดใจไม่ไหวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปรัว ๆ จนโดน ไซ ไซ แซว (ยิ้ม) ฉากนี้เป็นอีกฉากที่หวานชอบมากอีกฉากหนึ่ง เวลาที่หวานนั่งแล้วมองออกไปเห็นทะเจดีย์สุดลูกหูลูกตา แล้วรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สวยมากค่ะ รู้สึกประทับใจมาก ๆ คะ ที่หวานได้เจอสถานที่อันซีนแบบนี้ อยากฝากให้แฟน ๆ ลองติดตามชมกันนะคะ รับรองว่าดูภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เรื่องเดียวเหมือนได้ไปเที่ยวเมียนมาอย่างจุใจค่ะ อย่าลืมนะคะ 10 พฤศจิกายนนี้ในโรงภาพยนตร์ค่ะ” ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เข้าโรงฉาย 10 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ นำแสดงโดย ไซ ไซ คำ แลง, วุด มน ชเว ยี, เน โท, น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล ฯลฯ จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส อำนวยการสร้างโดย มาเจนตา ฟิล์ม สตูดิโอ

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

บัง ยงกุก หัวหน้าวง B.A.P 'พักงาน' เพื่อรักษาโรค panic
B.A.P /  BANGYONGGUK / 

บัง ยงกุก หัวหน้าวง B.A.P (บีเอพี) จะไม่ร่วมทำกิจกรรมโปรโมทครั้งใหม่ร่วมกับสมาชิกในวง เพื่อรักษาโรค panic disorder (ตื่นตระหนก หวาดระแวง) บังยงกุก วันที่ 25 ตุลาคม TS Entertainment ต้นสังกัดของวง B.A.P เปิดเผยว่า 'บัง ยุงกุก ได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และพบว่าเขามีปัญหาด้านสุขภาพเนื่องจากโรค panic' 'หลังจากเราได้ปรึกษาหารือกัน ทั้ง บัง ยงกุก และสมาชิกคนอื่นๆ ต่างเห็นตรงกันว่าควรให้ความสำคัญกับการรักษาอาการของ ยงกุก เป็นอันดับแรก ดังนั้นเขาจึงจะพักงานเพื่อรักษาตัว โดยสมาชิกอื่นๆ อีก 5 คนจะทำกิจกรรมคัมแบ็คที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปโดยไม่มี ยงกุก' วง B.A.P บัง ยงกุก ได้เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า "ในฐานะหัวหน้าวง ผมรู้สึกเสียใจและขอโทษที่ไม่สามารถอยู่กับเมมเบอร์และแฟนๆ ได้ อย่างไรก็ตามโปรดสนับสนุนสมาชิกคนอื่นๆ ด้วยนะครับ" 다시 금 건강한 모습으로 돌아오도록 노력하겠습니다 멤버들과 팬 여러분 모두와 함께하지 못해 리더로서 안타깝고 미안한 생각뿐입니다 멤버들에게 더 많은 관심과 응원 부탁드립니다 — Bang yongguk (@BAP_Bangyongguk) October 25, 2016 ด้านสมาชิกคนอื่นๆ ของ B.A.P ก็ต่างเขียนข้อความให้กำลังใจและสัญญาว่าจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อ บัง ยงกุก บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพวกเขาเป็นอย่างดี อนึ่ง วง B.A.P มีกำหนดจะคัมแบ็คด้วยผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 Noir ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้. วง B.A.P Embed from Getty Images วง B.A.P Embed from Getty Images มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ชัดเจนขนาดนี้...ยังไม่พร้อมเปิดตัว คุณนายอั้ม กลัวนก! งดพูดเรื่อง ไฮโซฟลุค
อั้ม พัชราภา /  ไฮโซฟลุค วรวุฒิ

  ว้ายๆๆ โดนปาปารัซซี่ถ่ายรูปคู่กันได้อีกแล้ว กับคู่รักที่คนทั้งประเทศจับตามอง ว่าเมื่อไหร่จะพร้อมออกมาพูดว่าเป็นแฟนกันสักที สำหรับนางเอกเบอร์หนึ่งของประเทศ อั้ม พัชราภา กับ ไฮโซฟลุค วรวุฒิ ที่ช่วงนี้ใครๆ ก็เห็นเต็มๆ สองลูกกะตา ว่าทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยมาก โดยที่ไม่มีเพื่อนๆ ในแก๊งของคุณนายอั้มมาเป็น กขค. หรือช่วยยืนบัง กันซีน ไม่ให้ปาปารัซซี่มาถ่ายรูป เหมือนครั้งที่สมัยไฮโซฟลุคตามตื้อตามจีบคุณนายอั้มใหม่ๆ อย่างล่าสุดปาปารัซซี่ของเราก็สามารถ สอยหลักฐานคุณนายอั้ม กับไฮโซฟลุค ว่าควงกันไปดูหนังกันแบบสองต่องสอง โดยที่ไม่ต้องปลอมตัว หรือให้ใครเดินเข้าไปโรงหนังก่อนหรือหลัง   แต่ถึงภาพจะชัดเจนในระบบเฮชดีขนาดนี้ คุณนายอั้มก็ขอรูดซิปปากงดออกอากาศเรื่องไฮโซฟลุค แม้ว่าสถานะที่ไม่ออกสื่ออาจจะชัดเจนว่าเป็นแฟนกันแล้ว แต่ถ้าคุณนายอั้มเจอกล้องเจอไมค์จ่อถามเรื่องนี้เมื่อไหร่ เป็นอันต้องบ่ายเบี่ยงข้ามไปเรื่องอื่นทุกที ก็ไม่รู้คุณนายอั้ม กลัวจะนก!!! กับความรักครั้งนี้หรือเปล่า เพราะเวลาเปิดตัวผู้ชายให้มีตัวตนอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ ผู้ชายก็มักจะติดปีกบินหนีไปทุกที ครั้งนี้เลยต้องขอเช็คให้ชัวร์ๆ ว่าผู้ชายพร้อมที่จะสร้างอนาคตไปด้วยกันหรือไม่ ถ้าโอเคเซย์เยส วิล ยู แมรี มี คุณนายอั้มเปิดปากเรื่องความรักอย่างเป็นทางการแน่นอนจ๊ะ                    

From Bangkok to Mandalay ...กับจดหมายรักจากเมียนมา
From Bangkok To Mandalay /  ชาติชาย เกษนัส

นอกเหนือจากความน่าสนใจในฐานะภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทยกับเมียนมาเรื่องแรกนับตั้งแต่เปิดประเทศได้ไม่นาน และยังถ่ายทำเกือบทั้งหมดที่ประเทศเมียนมา ที่ในหลายสถานที่ยังคงสภาพแวดล้อมคงเดิมไม่ต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน การเก็บเกี่ยวเรื่องราวในประเทศเพื่อนบ้านที่แสนใกล้ชิดอย่างยาวนานของไทย แต่เรากลับรู้จักประเทศเมียนมาน้อยอย่างน่าใจหายน่าใจหาย ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส (กำกับร่วม ‘ตายโหง’ ตอน ซานติฆ่า) ในฐานะผู้กำกับเดี่ยวเต็มตัวเรื่องแรกกับ From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน…ไม่คิดถึง' "มัณฑะเลย์มันเป็นชื่อที่เราติดหูมาก จนตัดสินใจใช้ชื่อชั่วคราวในการทำหนังว่า From Bangkok to Mandalay และวางไว้ว่าจะใช้เมืองนี้เป็นโลเคชั่นสุดท้ายในหนัง แต่หลังจากรีเสิร์ชข้อมูลกีมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่หนังยังใช้ชื่อ From Bangkok to Mandalay เหมือนเดิม คือเอาเข้าจริงมัณฑะเลย์นี่มันมีอายุสั้นมาก ที่นี่เป็นราชธานีสุดท้ายของราชวงค์พม่า ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามายึดครองและย้ายไปที่ย่างกุ้งแทน มันจึงเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำค่อนข้างเยอะ แม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวกับคนไทยเอง คือคนไทยสมัยอดีตในยามที่ถูกกวาดต้อนไปสู่พม่า ก็มักจะไปอยู่แถวๆ เมืองมัณฑะเลย์นี่ละ" จากมัณฑะเลย์ในความทรงจำ กลายเป็นจุดที่ทำให้ชาติชายสงสัยว่าเพราะอะไร ภาพของประเทศเมียนมาในความทรงจำของคนไทยจึงไม่หลุดพ้นจากการชาติที่เคยรุกรานเมื่อนานมาแล้ว "จริงๆ แล้วมุมมองที่เรามีต่อเมียนมาจากประวัติศาสตร์มันพึ่งจะถูกสร้างขึ้นใหม่ขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เอง แม้จะมีนักประวัติศาสตร์หลายคนพยายามจะไปทำความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ดูเหมือนว่าชุดความคิดนี้มันได้ผูกติดคนไทยไปแล้ว ซึ่งสำหรับเรามันเป็นความเกลียดชังที่งไร้สาระมากในทุกวันนี้ คือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาในเมื่อหลายรุ่นมาแล้ว มันเป็นเรื่องที่เราเข้าใจผิดไปเองและก็ถูกผลิตซ้ำอยู่บ่อยๆ ตอนที่ผมไปผมท่าน พิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ท่านบอกว่าคนไทย 97 เปอร์เซ็นต์มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศเมียนมา ส่วนอีก 3 เปอร์เซ็นต์คือคนที่เข้าใจผิดแบบมหันต์ (ท่าน พิษณุ สุวรรณะชฎ เคยกล่าวปาฐกถาถึงความเข้าใจผิดของไทยที่มีต่อเมียนมา ในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2557 'ไทย-พม่าศึกษาในกรอบประชาคมอาเซียน') คือท่านเองก่อนจะมาประจำที่นี่ก็ไปอยู่หลายประเทศมาก แต่ท่านบอกเลยว่าที่เมียนมาไม่ง่าย คือประเทศต่างๆ ในอาเซียนแล้วไทยเองดูจะใกล้ชิดกับเมียนมามากที่สุด คือคุยกันง่ายเข้าใจกันง่าย แต่ลึกๆ แล้วเขามีความแตกต่าง" การได้ไปรู้จักกับ โรงเรียนดนตรีคีตมิตร ซึ่งรวบรวมนักดนตรีชาวเมียนมาทุกแนวมาเรียนด้วยกัน โดยการนำพาไปของ อ.อานันท์ นาคคง นักมนุษยวิทยาอันดับต้นๆ ของไทยและนักดนตรีศึกษาผู้รอบรู้ ในการตามหา "จิตวิญญาณของชาวเมียนมา" เพื่อเป็นแก่นของเรื่องที่พาผู้ชมไปรู้จักชาวเมียนมาอย่างแท้จริง ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในหนัง From Bangkok to Mandalay หลังจากที่ชาติชายได้เดโมเพลงของ ตาเงะ เด็กหนุ่มมากพรสววรค์ในโรงเรียนดนตรีคีตมิตรมาให้ บรูโน บรูกาโน มิตรสหายนักแต่งเพลงฟัง ก่อนจะเป็นจุดเริ่มต้นของพล็อตเรื่องที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของคนสองประเทศ โดย From Bangkok to Mandalay ‘ถึงคน..ไม่คิดถึง’ เป็นหนังแนวโรดมูฟวี-ดราม่า ที่เล่าเรื่องของ ปิ่น (พิไลพร สุปินชุมภู จาก ‘รักหมดแก้ว’) สาวที่พึ่งจากลาจากคนรัก ได้รับจดหมายซึ่งเขียนโดยภาษาเมียนมาร์จากคุณย่าที่พึ่งเสียชีวิต และมีเงื่อนไขว่าต้องเดินทางไปเปิดอ่านแต่ละฉบับในสถานที่ที่ถูกระบุในจดหมายเท่านั้น โดยมี จอ จอ (ไซ ไซ คำแลง - ป็อบสตาร์ชาวเมียนมาร์) เป็นพาเธอเดินทางในเมียนมาร์ ซึ่งเนื้อความในจดหมายเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงสาวชาวเมียนมานาม ธูซา (วุด มน ชเว ยี - นักแสดงสาวชื่อดังอันดับต้นๆ ชาวเมียนมาร์) กับชายหนุ่มคนรักนามว่า นันดะ (เน โท - ดาราหนุ่มระดับท็อปที่เล่นหนังในเมียนมามาแล้วหลายร้อยเรื่อง) เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว - ด้วยความบริสุทธิ์และสวยงามของฉากหลังในเมียนมาที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งจากหลายสิ่งภายนอกมาหลายสิบปี อาจกลายเป็นความประทับใจอย่างหนึ่งที่ผู้ชมได้สัมผัสนอกเหนือจากเรื่องราวรักเมโลดราม่าในเรื่อง หากภายใต้ความสวยงามนี้ก็ยังมีประวัติศาสตร์บางอย่างที่ผูกติดอยู่กับชาวเมียนมามาอย่างยาวนานซึ่งชาติชายก็อยากจะถ่ายทอดลงไปในหนังเรื่องนี้เช่นกัน "หนึ่งในเมืองซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำในเรื่องนี้อย่าง ปิน อู ลวิน เป็นเมืองตากอากาศที่ถูกสร้างโดยนายพลชาวอังกฤษเอาไว้ตั้งแต่สมัยก่อน ทำให้ตึกต่างๆ มันมีสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล นอกจากนี้ที่นี่ก็เป็นเมืองที่มีทั้งชาวพุทธ ชาวคริสต์และชาวอิสลามอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน คือคนตรงนั้นเขาก็ยังพยายามเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ แม้มันจะเป็นความเจ็บปวดในเชิงประวัติศาสตร์ก็ตาม ตัวอย่างเช่นเราไปขอถ่ายทำในโบสถ์คริสต์ที่เมืองนั้น ซึ่งตอนแรกขออย่างไรก็ไม่อนุญาต จนเราต้องโทรไปขอนัดคุยกับบาทหลวง เอาบทไปนั่งเปิดอธิบายเป็นหน้าๆ เลย จนท่านบาทหลวงก็รับปากว่าจะไปขอท่านบิชอปอีกที เราก็เลยสงสัยว่าทำไมถึงไม่อยากอนุญาตให้เราถ่ายทำนัก ซึ่งท่านก็ตอบว่าเพราะมักจะมีสื่อท้องถิ่นขอเข้ามาถ่ายทำที่นี่แล้วสื่อสารออกไปในเชิงเปรียบเทียบว่าศาสนาพุทธดีกว่าศาสนาคริสต์" "คือเราก็มองเรื่องของการอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์ด้วย เราเองก็มีเพื่อนหลายคนที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน มันจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากบอกในหนังเรื่องนี้ว่า พวกเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะชาติใดศาสนาใด หรือมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะบอกคนไทยด้วยเหมือนกัน" ชาติชายทิ้งท้าย ** From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน…ไม่คิดถึง' เข้าฉายในไทย 10 พ.ย. นี้ ตัวอย่างเวอร์ชั่นไทย https://www.youtube.com/watch?v=L7pfT4-iT2M ตัวอย่างเวอร์ชั่นเมียนมา https://www.youtube.com/watch?v=tunstGXYT0Y ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine