บังยี

ยืดอายุดวงตา ด้วย สารแอนโธไซยานิน ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
ดวงตา /  ปวดตา / 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตหน้าจอตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือดูจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตอยู่ตลอดๆ ต้องทำความรู้จักกับสารแอนโธไซยานินโดยด่วน เพราะเพ่งจอเหล่านี้เป็นเวลานานๆ แสงในจอจะไปทำลายเซลล์จอประสาทตา ซึ่งนานไปอาจทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ที่ร้ายแรงถึงขึ้นตาบอด และยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน เว้นแต่ทำให้คงสภาพการมองเห็นที่เหลืออยู่ให้ได้นานที่สุด ซึ่งอาการเริ่มต้นจะมองภาพไม่ชัดหนักขึ้นไปเรื่อยๆ พอนานไปๆ จะเห็นเป็นภาพบิดเบี้ยว และเหมือนมีจุดสีดำบังตรงกลาง จนอาจถึงขั้นตาบอดในที่สุด ซึ่งจากการวิจัยหลายสถาบันพบว่า สารแอนโธไซยานิน จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าผักผลไม้หลายชนิด ทำงานตรงต่อดวงตา ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ที่จอประสาทตาได้ นอกจากนี้ยังมีพบว่าสารแอนโธไซยานิน ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก ช่วยเรื่องการมองเห็นในที่มืด มีแสงน้อย และช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา เพราะไปช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและการไหลเวียนในเส้นเลือดฝอยในตา ซึ่งจะทำให้ออกซิเจนและสารอาหารที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงดวงตาได้ดีมากขึ้น โดยตัวสารแอนโธไซยานินจะพบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สีม่วงแดง ยิ่งเบอร์รี่มีสีม่วงแดงจนไปถึงน้ำเงินเข้มยิ่งแสดงว่ามีปริมาณแอนโธไซยานินอยู่สูง เช่นพวก สตอรเบอร์รี่ บิลเบอร์รี่ แบลคเคอร์แรนท์ อะซาอิเบอร์รี่ เป็นต้น นอกจากนี้วิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาอื่นๆก็สำคัญ เช่น วิตามิน A C E เบต้าแคโรทีน ที่อยู่ในผักผลไม้ เช่น ฟักทอง แครอท หรือมะละกอสุก เป็นต้น จากการสำรวจพบว่าคนไทยที่เกิดในช่วงปี 2524 – 2543 ใช้อินเตอร์เน็ตกันเฉลี่ยวันละ 7.6 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นจะให้ถนอมจอประสาทตาด้วยการหลีกเลี่ยงการมองจอเหล่านี้คงจะเป็นเรื่องยาก สิ่งที่ควรทำเพื่อรักษาสุขภาพจอประสาทตาให้ใช้ได้ไปนานๆ ก็คือหมั่นพักสายตา และบำรุงดวงตาด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาได้ แต่ถ้ารู้สึกมีอาการผิดปกติที่ดวงตาควรไปพบแพทย์ทันที และตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยซักปีละครั้ง เพราะดวงตาก็เป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต เมื่อดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว สุขภาพดวงตาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หมั่นทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา และลองมองหาสารแอนโธไซยานินจากเบอร์รี่ทั้งหลายมาเสริมเกราะป้องกันดวงตาของเรา ให้ใช้งานได้นานๆ

เปิดใจ น้ำหวาน พิไลพร! สาวไทยที่ได้ประกบดาราตัวท็อปของพม่าใน From Bangkok To Mandalay
From Bangkok To Mandalay /  Nay Toe / 

เปิดใจ น้ำหวาน พิไลพร! สาวไทยที่ได้ประกบดาราตัวท็อปของพม่าใน From Bangkok To Mandalay  การเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง From Bangkok To Mandalay ถึงคน..ไม่คิดถึง ของผู้กำกับ ชาติชาย เกษนัส ที่พม่าในครั้งนี้ นักแสดงสาว น้ำหวาน พิไลพร สุปินชมภู ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้ร่วมงานกับนักแสดงตัวท็อปของพม่าอย่าง ไซ ไซ คำแลง (Sai Sai Kham Leng) ป๊อปสตาร์อันดับหนึ่งของพม่า, วุดมนชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) และ เน โต (Nay Toe) สองนักแสดงชายหญิงอันดับหนึ่งของพม่า และหนุ่มหล่อ อั๊ต อัษฎา พานิชกุล การกลับจากพม่าครั้งนี้น่าจะทำให้ความสามารถของสาวน้ำหวานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน น้ำหวานได้ให้สัมภาษณ์บอกเล่าถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ตัวหวานรับบทเป็นปิ่นค่ะ เป็นผู้หญิงที่ยึดมั่นและซื่อสัตย์ในความรักมาก ๆ โลกของปิ่นเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบมาก ๆ ค่ะ แต่แล้ววันหนึ่งปิ่นต้องเจอกับการสูญเสีย ทำให้โลกของปิ่นต้องเปลี่ยนไปจากเดิมก้าวไปยังโลกใบใหม่ที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน เพื่อตามหาของสำคัญบางอย่าง..." "...คาแรกเตอร์ตัวละครของปิ่นกับตัวหวานเองก็มีบางส่วนที่ใกล้เคียงกัน ตรงที่เป็นคนนิ่ง ๆ เหมือนกัน  แต่ส่วนที่แตกต่างกันคือ ตัวละครปิ่นจะเป็นคนที่ทุ่มเท ยึดมั่น และซื่อสัตย์ในความรักมาก ๆ ค่ะ แต่สำหรับตัวหวานเองอาจจะไม่ใช่คนที่ทุ่มเทเพื่อความรักขนาดปิ่น เพราะหวานคิดว่าชีวิตเราอาจจะต้องมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่บาลานซ์กัน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรักเพียงอย่างเดียว..." "...ตอนแรกพี่ทีมงานติดต่อมาว่ามีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากให้หวานลองมาเทสต์ดู พอหวานลองฟังพล็อตเรื่องก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก มีบทที่สนุก ตัวละครมีความน่าสนใจ และที่สำคัญเป็นหนังภายใต้การร่วมมือกันระหว่างไทยกับพม่าด้วย ซึ่งหวานรู้สึกว่ามันเป็นโปรเจกต์พิเศษและน่าสนใจมาก ๆ ค่ะ เลยคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่จะรับเล่นหนังเรื่องนี้..." "...ในส่วนของการเดินทางไปถ่ายทำที่พม่า ตัวหวานเองก็แอบตื่นเต้นมาก ๆ เลยค่ะ เพราะมีโอกาสได้เดินทางไปพม่าครั้งแรก เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของตัวเองเลยค่ะ เพราะปกติไม่ค่อยได้ออกไปไหน ที่บ้านแอบหวงนิดนึงค่ะ (ยิ้ม) คนพม่าน่ารักมาก ๆ อัธยาศัยดี เป็นกันเอง เวลาเดินผ่านก็จะยิ้มทักทายตลอด..." "...การได้ร่วมงานกับ ไซ ไซ คำ แลง ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ค่ะ เขาเป็นคนน่ารักและเฟรนด์ลีมาก ทำงานด้วยกันแล้วรู้สึกเคมีตรงกัน เวลามีอะไรเขาก็จะคอยแนะนำเหมือนเขาเป็นเจ้าบ้าน เขาจะเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่ต่าง ๆ ที่เราไปถ่ายทำ จะพาไปกินของอร่อย ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ที่โน่นเลยค่ะ ตอนแรกหวานทราบมาว่าเขาเป็นคนดังมาก ๆ ของที่โน่น แต่พอเจอเข้าจริง ๆ หวานยังแอบตกใจ คือเขาดังมาก ๆ เวลาเดินไปไหนมาไหนมีแต่คนรุมทึ้งรุมกรี๊ดเยอะมาก ถึงขั้นที่บางทีต้องมีทีมงานไปคอยยืนกันแฟนคลับเวลาที่เรากำลังถ่ายทำกัน เพราะไม่อย่างนั้นไม่สามารถถ่ายทำได้เลยเพราะคนจะแห่กันเข้ามาหาไซไซเยอะมากค่ะ (ยิ้ม)..." "...ส่วนการร่วมงานกับ พี่แน็ต ชาติชาย ผู้กำกับ พี่เขาเป็นคนรับฟังความคิดเห็นและเปิดกว้างให้ทุกคนร่วมแชร์ไอเดียได้ค่ะ สมมติบางฉากที่หวานมีอะไรเพิ่มเติม หวานก็สามารถปรึกษา ซึ่งพี่เขาจะรับฟังตลอดค่ะ ทำให้หวานรู้สึกแฮปปี้ที่ได้ร่วมงานด้วยค่ะ..."  "...อยากให้ทุกคนมาดูหนังเรื่องนี้ สำหรับคนไทยที่ยังไม่เคยเดินทางไปพม่าก็จะได้เห็นเมืองต่าง ๆ ของพม่าที่สวยงาม และแตกต่างจากที่เราเคยคิดไว้แน่ ๆ ซึ่งมันมีวัฒนธรรม ความสวยงามหลาย ๆ อย่างที่ถ้าเห็นในหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้อยากไปเที่ยวสักครั้งหนึ่ง เมืองเขาสวยมาก เรียกว่าเป็นสถานที่อันซีนที่น่าประทับใจมาก ๆ ค่ะ และที่สำคัญคนที่นั่นน่ารักยิ้มแย้มทักทาย อยากให้ทุกคนมาดูกันเยอะ ๆ นะคะ หวานคิดว่ามันเป็นหนังคลาสสิกอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดค่ะ 10 พฤศจกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์นะคะ”

แด่ เสนีย์ เสาวพงศ์ แรงบันดาลใจในหนัง From Bangkok to Mandalay
From Bangkok To Mandalay /  ชาวโยเดีย / 

จากบทสนทนาว่าด้วย "ปีศาจแห่งกาลเวลา" ของ สาย สีมา ตัวละครเอกใน 'ปีศาจ' วรรณกรรมไทยคลาสสิคโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ (2461 – 2557) กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส สร้างตัวละครอย่าง ธูซา ศูนย์กลางของเรื่องราวความรักและการพลัดพรากใน From Bangkok to Mandalay หนังร่วมทุนไทย-เมียนมาเรื่องนี้ โดยชาติชายได้เล่าถึงการนำส่วนหนึ่งของนิยาย 'ปีศาจ' มาใส่ในหนังว่า "ปีศาจ มันก็เป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกัน คือคุณเสนีย์ นอกจากเป็นนักเขียนชื่อดังแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2520 ซึ่งช่วงที่เราเริ่มทำหนังเรื่องนี้ แล้วได้เดินทางไปที่สถานทูต เราก็รู้สึกว่าเรื่องราวของคุณเสนีย์มันน่าสนใจ บวกกับที่ประเทศเมียนมาเป็นช่วงเวลาที่ผู้นำทางความคิดทางเสรีภาพของในยุคประชาธิปไตยชาวพม่าคือผู้หญิง (นาง ออง ซาน ซูจี) บวกกับสิ่งที่เราเก็บเกี่ยวจากการไปชมภาพยนตร์กับชาวเมียนมาที่นั่น คือเราเห็นถึงความฝันของผู้หญิงที่นี่ ในสภาพความเป็นจริงที่เมียนมายังเป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ คือยังหนักกว่าเมืองไทยมากๆ เราเองเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนก็มีความฝัน ก็เลยนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครธูซาในเรื่อง" ชาติชาย เกษนัส ถ่ายภาพกับรูปถ่ายของ คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ณ สถานทูตไทยประจำประเทศพม่า (ภาพจากเฟซบุ๊ค อ.อานันท์ นาคคง ที่ปรึกษาคนสำคัญของหนังเรื่องนี้) 'ปีศาจ' เป็นเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของ สาย สีมา ลูกชาวนาบ้านนอกที่มาร่ำเรียนในกรุงเทพจนได้เป็นทนายความ กับ รัชนี หญิงสาวจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ หากแต่เชื่อว่าทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน โดยถือว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนเล่มสำคัญที่ส่งผลต่อแนวคิดผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อน 14 ตุลา 2516 ซึ่งตัวชาติชายเองได้นำบทสนทนา "ปีศาจแห่งกาลเวลา" มาใช้ในหนังอย่างครบถ้วน โดยแทนตัวละครสาย สีมาในต้นฉบับ มาเป็นตัวละครหญิง ธูซา ในหนังเรื่องนี้แทน (รู้จัก 'ปีศาจ' ให้มากขึ้นได้ จากบทความ "ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา" โดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ) 'ปีศาจ' โดย คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ "คือทั้งที่มาของฉากงานเลี้ยงและตัวละคร ธูซา มาจากหนังสือเรื่องนี้เลย โดยการที่สลับจากผู้พูดในต้นฉบับซึ่งเป็นผู้ชายมาเป็นผู้หญิงมันก็คือการที่เราพยายามจะบอกว่าผู้หญิงทุกคนในเมียนมาก็มีความฝัน เช่นเดียวกับการเลือก วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) มารับบท ธูซา ก็เพราะเราเองอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงชาวเมียนมา คือวุด มน ชเว ยี เขามีความนุ่มนวล มีความเป็นเพศหญิงสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันชีวิตจริงเธอก็มีความเข้มแข็ง คือจะมีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวเธอเยอะมากในเมียนมา มีถึงกับลือว่าเธอเคยถูกหลานของนายพลชื่อดังลักพาตัวไปหลายวัน แล้วก็รอดกลับมาได้ ซึ่งลองไปหาข่าวดูในอินเตอร์เน็ตได้ (หัวเราะ) คือเราก็ไม่กล้าถามเธอด้วยซ้ำว่ามันคือเรื่องจริงหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ กับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง วุด มน ชเว ยีก็มีความเข้มแข็ง มีความสตรองในแบบตัวเธอ ซึ่งก็ทำให็เธอยังเป็นไอดอลของผู้หญิงพม่าจำนวนมากในทุกวันนี้" วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) ผู้รับบท ธูซา อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจใน From Bangkok to Mandalay คือการเล่าเรื่องของ ชาวโยเดีย หรือคนไทยที่ถูกกวาดต้อนมาที่นี่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัครใจหรือตกค้างอยู่อาศัยสืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน โดยหนังเล่าเรื่องราวของชาวโยเดีย ผ่านซีนเล็กๆ ที่ตัวละครธูชาและ นันดะ (แสดงโดย เน โท นักแสดงระดับท็อปของเมียนมา) มาบันทึกเสียง เพลงโยเดีย "คุณลุงซึ่งร่วมแสดงในหนังก็เป็นคนโยเดียจริงๆ  ซึ่งว่าไปแล้วเพลงโยเดียมันก็คือเพลงไทยนั่นละ ไปจนถึงโขน หรือละครโยเดีย มันก็ถูกสืบสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้ (โดยชาติชายมีแผนเดินทางกลับไปเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องละครโยเดียด้วย) ที่จริงแล้ว คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ยังเคยเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อว่า 'ผมเป็นคนโยเดีย' ซึ่งเขียนเมื่อตอนเป็นท่านทูตอยู่ที่นั้น คือเรื่องมันสั้นๆ ง่ายๆ ว่าด้วยมีคนอยากมาพบเขา หากระหว่างที่กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่แถวๆ นั้น ก็มีเด็กที่เตะบอลอยู่ วิ่งมีพูดเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นแปลความได้ว่า -ผมเป็นคนโยเดีย ผมอยากพบคุณ- เสร็จแล้วก็วิ่งไปเตะบอลต่อ คุณเสนีย์ก็นิ่งไป แล้วมันก็จบแค่นั้น หากเรื่องสั้นนี้มันชวนให้เราคิดต่อว่า ตกลงคุณเสนีย์คิดอะไรอยู่ แล้วเด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดแบบนั้น ก็เลยอยากจะเติมเรื่องราวของคนโยเดีย เข้าไปในหนังด้วยเล็กน้อย ส่วนรายละเอียดต่างๆ ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับตัวละครธูซาไหม เราให้คนดูไปคิดปะติดปะต่อหาคำตอบเองดีกว่า เราแค่อยากจะสะกิดคนดูเล็กๆ ว่า มายาคติชุดใหญ่ที่เรามีต่อพม่า การมองเขาเป็นอื่นเป็นศัตรูตลอดเวลา คุณคงจะลืมไปว่าในประเทศพม่าก็ยังสายเลือดไทยอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย" เบื้องหลังการถ่ายทำฉาก ชาวโยเดีย หากสารพันเรื่องราวที่ชาติชายต้องการสะท้อนเหล่านี้ ทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยสไตล์ของหนังเมโลดราม่า ซึ่งเป็นแนวทางหนังที่ชาวเมียนมายังให้ความนิยมอย่างสูง "เราเองก็เชื่อว่าการทำเมโลดราม่ามันไม่มีทางยี้หรอก ตราบใดที่เราทำรายละเอียดของมันถึง แต่การจะให้มาเชื่อมโยงอธิบายเรื่องราวทั้งหมด เราว่ามันไม่จำเป็น เพราะพล็อตเรื่องหรือขนบของเรื่องที่เราเล่ามันไม่ใช่สิ่งใหม่ มันถูกเล่าซ้ำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะละเรื่องราวบางอย่างออกไปซะ เพราะเชื่อว่าผู้ชมจะปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้เอง ซึ่งมันเป็นการทดลองในการเล่าเรื่องของเราเหมือนกัน ส่วนจะประสบความสำเร็จไหม ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมมากกว่า" สุดท้ายแล้ว แม้สถานการณ์ของ From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน..ไม่คิดถึง' ในไทยจะไม่สู้ดีนัก และอาจยืนโรงฉายได้เพียงสัปดาห์เดียว แต่ชาติชายก็กล่าวว่า ยังโชคดีที่หนังประสบความสำเร็จในประเทศเมียนมา "พี่ๆ เพื่อนๆ หลายคน ในวงการอาจจะเป็นห่วงหนังเรื่องนี้ แต่ในกรณีที่แย่ที่สุดของ From Bangkok to Mandalay คือใน 2-3 เดือนนี้หนังจะคืนทุนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ จากการลงทุนราว 25 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เลวร้าย คืออาจจะเป็นหนังอินดี้ที่ไม่ได้กำไรอะไรมากมาย แต่ถ้ามองในแง่คุณค่า หรือการลงทุนที่ไม่ใช่เม็ดเงินมันก็คุ้มค่า คือไม่ต้องห่วงผมไม่โดนตึกแน่นอน (หัวเราะ) อย่างน้อยๆ ที่พม่าก็ต้อนรับเราอบอุ่น และก็รอคอยที่จะดูหนังที่โปรดักชันดีๆ แบบนี้อีกครั้ง" **อัพเดต - From Bangkok to Mandalay ยังได้ฉายต่อในสัปดาห์ที่สอง แม้จะเหลือโรงและรอบน้อยมากก็ตาม ติดตามขาวสารได้ที่ facebook ของหนัง ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

จำได้ไหม!? ลุคแรก-เพลงแรก แจ้งเกิดเหล่าศิลปิน K-POP
2NE1 /  2PM / 

ยังจำได้ไหม? กว่าจะก้าวสู่การเป็นศิลปินชั้นนำในวงการเพลง K-POP ในวันนี้ เหล่าศิลปินเกาหลีสุดฮอตต่างเคยปล่อยเพลงแรกหวังแจ้งเกิด บ้างก็โด่งดังทันทีเป็นพลุแตก บ้างก็ค่อยๆ เกี่ยวเก็บประสบการณ์ บ้างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งเพิ่มและลดสมาชิก... แต่ทุกศิลปินต่างมีพัฒนาการทั้งด้านงานเพลง รวมไปถึงเรื่อง 'ลุค' วันนี้ music.mthai.com ขอรวบรวมลุคแรกและเพลงแรกซึ่งเริ่มแจ้งเกิด ก่อนที่พวกเขาและเธอจะก้าวสู่การเป็นซุป'ตาร์มาเพื่อการย้อนความทรงจำอีกครั้ง... จะยังจำได้กันไหมนะ!?! โบอา นักร้องสาวเสียงดีที่เริ่มต้นบนถนนสายดนตรีตั้งแต่อายุ 14 ด้วยอัลบั้มแรก ID; Peace B ซึ่งมาพร้อมการเต้นที่แข็งแรงสุดน่าทึ่ง BOA - ID:peace B, 보아 - 아이디 피스 비, Music Camp 20001014 ดงบังชินกิ พวกเขาสร้างความประทับใจแก่แฟนๆ ตั้งแต่แรกพบ ด้วยโชว์เพลง Hug เพลงเดบิวต์ครั้งแรก ในงานโชว์เคสของ โบอา-บริทนีย์ สเปียร์ส เมื่อปี 2003 [HD] DBSK - Hug (Debut Performance) Super Junior เดบิวต์ด้วยสมาชิกรุ่นแรก 12 คน ด้วยผลงานเพลงสุดเท่ Twins (Knock Out) เมื่อปี 2005 (ก่อนที่ คยูฮยอน จะเข้ามาภายหลัง) [FULL HD] Super Junior Debut Performance (November 6, 2005) BIGBANG เดบิวต์ในปี 2006 ด้วยการปรากฏตัวในคอนเสิร์ต 10 ปี YG Family ก่อนที่พวกเขาจะปล่อยซิงเกิ้ลแรก Bigbang และตามมาด้วยสตูดิโออัลบั้ม Bigbang Vol.1 bigbang debut stage 10.01.2006 (music bank) หากยังจำ Irony เพลงแรกของ Wonder Girls เมื่อปี 2007 กันได้ ตอนนั้นพวกเธอยังมี ฮยอนอา ร่วมวงด้วย (ปัจจุบัน ฮยอนอา เป็นสมาชิกวง 4minute) Wonder Girls - Irony, 원더걸스 - 아이러니, Music Core 20070210 ในปี 2007 Girls' Generation แจ้งเกิดในวงการเพลงเกาหลีด้วยเดบิวต์ซิงเกิ้ล Into the New World ผลงานเพลงสุดสดใสที่ฟังยังไงก็ไม่เบื่อ [HD] SNSD - Debut Stage @ Inki [ August 5, 2007 ] ในขณะที่วงไอดอลเกร่อเต็มวงการ K-POP แต่ FTISLAND กลับแจ้งเกิดอย่างน่าสนใจในฐานะวงดนตรี และพวกเขาก็ยังคงประสบความสำเร็จในแนวทางของตัวเองจนถึงทุกวันนี้ 070607 Mcountdown - FTISLAND - 사랑앓이 (LOVE SICK) "ชิบ จอม มัน จอ เม ชิบ จอม" กลายเป็นประโยคฮิต เมื่อ 2PM ส่ง 10 Out of 10 กลายเป็นเพลงฮิต พร้อมแจ้งเกิดไอดอลสัญชาติไทย นิชคุณ หรเวชกุล สู่วงการเพลงเกาหลีอย่างภาคภูมิ 2PM- 10 out of 10 (투피엠-10점만점에10점) @SBS Inkigayo 인기가요 20080907 ห้าหนุ่มพลังแสง SHINee ทำเอาจิตใจพี่สาวอ่อนระทวย กับเพลงจีบนูน่า Replay ผลงานจากมินิอัลบั้มแรกของพวกเขา 080530 SHINee -Replay [Debut stage] ในปี 2009 ก็ได้ฤกษ์ที่หกหนุ่มบอยแบนด์อสูร วง B2ST จะแจ้งเกิดในวงการเพลง K-POP อย่างเป็นทางการ ด้วยเพลงฮิตติดหู Bad Girl [HD] BEAST Debut - Bad Girl 18.10.09@1nkig4y0 T-ARA ปูทางในวงการเพลงด้วยผลงาน ost. ของ Cinderella Man ก่อนจะส่งเดบิวต์ซิงเกิ้ล Lies สร้างความประทับใจแก่แฟนๆ ด้วยภาพลักษณ์เกิร์ลกรุ๊ปใสๆ 30.07.2009 [MCountdown] T-ARA: Lies ฮยอนอา หวนสู่วงการเพลงอีกครั้ง (หลังจากถอนตัวจาก Wonder Girls) ครั้งนี้เธอมาพร้อมความฮอต สมชื่อ Hot Issue ซิงเกิ้ลแรกของเกิร์ลกรุ๊ป 4 minute 4minute Hot Issue Debut Stage Jun 18, 2009 2NE1 เกิร์ลกรุ๊ปสุดแซ่บ จาก YG. ปรากฏตัวครั้งแรกด้วย Lollipop เพลงโฆษณาที่พวกเธอร่วมร้องกับ BIGBANG ก่อนส่งเพลงเดบิวต์ Fire ฮอตฮิตในปี 2009 2NE1 -- Fire LIVE [HQ] หลังจากกรุยทางในวงการเพลงญี่ปุ่นมาล่วงหน้า ปี 2010 ก็ถึงเวลาที่ CNBLUE จะเดบิวต์ในวงการเพลงเกาหลีด้วยลุคร็อกแบนด์สุดเท่ ส่งเพลง I'm a Loner ฮิตติดชาร์ต CNBLUE - I'm a loner, 씨엔블루 - 외톨이야, Music Core 20100116 ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ท็อป BIGBANG ร่วมสอบบรรจุเป็นตำรวจ - อาจเข้ากรมปีหน้า
Big Bang /  Bigbang / 

ท็อป แร๊ฟเปอร์หนุ่มของวง BIGBANG (บิ๊กแบง) ถูกจับตามองถึงกำหนดการเข้ากรมของเขาทันที หลังมีการเปิดเผยว่าเขาได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สื่อมวลชนเกาหลีได้เปิดเผยว่า ท็อป BIGBANG ได้ร่วมเข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ กรมตำรวจแห่งชาติ ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงเช้าวานนี้(25 ต.ค.) โดยข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยัน เมื่อพบว่ามีชื่อ ชเว ซึงฮยอน ซึ่งเป็นชื่อจริงของแร๊พเปอร์หนุ่มอยู่ในรายชื่อผู้เข้าสอบบนเวบไซต์ของกรมตำรวจแห่งชาติ หาก ท็อป ผ่านการคัดเลือกที่ทางกรมตำรวจจะประกาศผลในวันที่ 11 พฤศจิกายน เขาจะเข้ากรมในตำแหน่งข้าราชการตำรวจ เช่นเดียวกับที่ศิลปินไอดอล อย่าง ชีวอน, ทงเฮ Super Junior และ ชางมิน ดงบังชินกิ กำลังประจำการอยู่ในขณะนี้ อนึ่ง วง BIGBANG กำลังอยู่ในช่วงการเตรียมตัวเพื่อทำอัลบั้มใหม่ และมีกำหนดจะคัมแบ็คในเดือนพฤศจิกายนปีนี้. Embed from Getty Images Embed from Getty Images ข้อมูลจาก xportsnews และ eNEWSWORLD มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง
From Bangkok To Mandalay /  ชาติชาย เกษนัส / 

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง "ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay" นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandala ภาพยนตร์สานสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา แถมยังคว้าตัวซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังของเมียนมา นำโดย Sai Sai Kham Leng (ไซ ไซ คำ แลง : ป๊อบสตาร์อันดับ 1 ของพม่า) , Wutt Hmone Shwe Yi (วุด มน ชเว ยี : นักแสดงนำหญิงอันดับ1 ของเมียนมา) , Nay Toe (เน โท : นักแสดงนำชายอันดับ 1 ของเมียนมา) มาร่วมประชันบทบาทกับนักแสดงไทย นำโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส และในวันนี้ผู้กำกับคนเก่งอย่าง ชาติชาย เกษนัส ได้นำทีมนักแสดงและทีมงานกว่า 30 ชีวิต มุ่งหน้าสู่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการเดินทางของสองพระนางอย่าง ไซ ไซ คำ แลง และ น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู เมื่อปิ่น (รับบทโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู) มาขอร้องให้โมนาย (รับบทโดย ไซ ไซ คำ แลง) ช่วยพาเธอเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในจดหมายที่คุณย่า (รับบทโดย เดือนเต็ม สาลิตุล) เขียนไว้  และหนึ่งในสถานที่นั้นคือทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่ทั้งสองต้องเดินทางมาเปิดจดหมายอ่านที่นี่ บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกมาก เพราะช่วงก่อนถ่ายทำเกิดมีพายุฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้การเดินทางไปนั้นค่อนข้างยากลำบาก และไซ ไซ ที่เดินทางมาด้วยเครื่องบินต้องบินวนอยู่หลายรอบกว่าจะลงจอดได้สำเร็จ แต่ในความโชคร้ายที่ฝนกระหน่ำเทลงมานั้นก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ คือ เพราะฝนที่ตกอย่างหนักทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ จึงทำให้กองถ่ายทำได้เก็บภาพที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกามไว้ได้อย่างงดงามที่สุด ทั้งไซ ไซ และน้ำหวาน อดใจไม่ไหวเลยต้องคว้ามือถือมาเซลฟี่เก็บภาพบรรยากาศไว้เป็นที่ระลึก หลังจากเดินทางมาถึงศูนย์กลางทะเลเจดีย์ ผู้กำกับก็เรียกสองนักแสดง มาเตรียมซักซ้อมและบล็อกช็อตสำหรับการถ่ายทำ โดยมีทะเลเจดีย์ที่สวยงามตระการตาเป็นวิวประกอบในฉาก เมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงทั้งไซไซ และน้ำหวาน ก็สามารถเล่นรับส่งบทกันได้อย่างลื่นไหล จนสมใจผู้กำกับถึงได้สั่งคัต แล้วสาวน้ำหวานก็ไม่รอช้ารีบคว้ามือถือมาถ่ายเก็บภาพบรรยากาศอย่างรัว ๆ หนุ่ม ไซ ไซ ถึงกับออกปากแซวว่า “ระวังเมมเต็มนะน้ำหวาน” สร้างเสียงฮาให้กับทุกคนในกอง ลองมาฟังหนุ่ม ไซ ไซ คำ แลง เล่าถึงบรรยากาศการถ่ายทำครั้งนี้ให้ฟังกันว่า... “วันนี้ทีมงานเดินทางมาถ่ายทำกันที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่นี่เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ ครับ  สำหรับการทำงานวันนี้ถึงแม้จะอุปสรรคในการเดินทางอยู่มากมาย เพราะจังหวะที่เราเดินทางมาเราเจอพายุฝนกระหน่ำทำให้ต้องหยุดพักกองเพื่อรอให้ฝนหยุดก่อน และไม่น่าเชื่อครับว่าหลังจากฝนหยุดตกสิ่งที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้า ทะเลเจดีย์ที่กว้างใหญ่สวยสง่าและงดงามมาก ๆ ส่วนการทำงานกับน้ำหวานเธอเป็นผู้หญิงที่อึดมากครับ ไม่บ่นสักคำ แถมยังคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในทีมอีก อยากฝากให้ทุกคนติดตามภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay ด้วยนะครับ”   ฟากด้านนางเอกสาว น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู ก็กล่าวเสริมว่า... “วันนี้ถือเป็นการทำงานที่สนุกอีกวันหนึ่งของน้ำหวานค่ะ ได้มีโอกาสเดินทางมาที่ทะเลเจดีย์ครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น ตื่นตามาก ๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะมหัศจรรย์ขนาดนี้ บ่งบอกได้ถึงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของคนเมียนมาจริง ๆ เลยคะ จนหวานเองอดใจไม่ไหวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปรัว ๆ จนโดน ไซ ไซ แซว (ยิ้ม) ฉากนี้เป็นอีกฉากที่หวานชอบมากอีกฉากหนึ่ง เวลาที่หวานนั่งแล้วมองออกไปเห็นทะเจดีย์สุดลูกหูลูกตา แล้วรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สวยมากค่ะ รู้สึกประทับใจมาก ๆ คะ ที่หวานได้เจอสถานที่อันซีนแบบนี้ อยากฝากให้แฟน ๆ ลองติดตามชมกันนะคะ รับรองว่าดูภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เรื่องเดียวเหมือนได้ไปเที่ยวเมียนมาอย่างจุใจค่ะ อย่าลืมนะคะ 10 พฤศจิกายนนี้ในโรงภาพยนตร์ค่ะ” ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เข้าโรงฉาย 10 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ นำแสดงโดย ไซ ไซ คำ แลง, วุด มน ชเว ยี, เน โท, น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล ฯลฯ จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส อำนวยการสร้างโดย มาเจนตา ฟิล์ม สตูดิโอ

ไปดูอะไรดี ใน
2559 /  เทศกาลหนังสั้น

ใน Thai Short Film & Video Festival หรือ เทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 20 โดยความร่วมมือของ มูลนิธิหนังไทย และ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 28 สิงหาคม มีภาพยนตร์ที่น่าสนใจทั้งภาพยนตร์ขนาดสั้นจากไทยและต่างประเทศ ไปจนถึงหนังขนาดยาวที่ได้รับเลือกมาฉายโชว์ในเทศกาลนี้ เราจึงขอหยิบหนังที่น่าสนใจในแต่ละวันมาแนะนำให้ชมกัน แนะนำหนัง เทศกาลหนังสั้น ครั้งที่ 20 วันที่ 21 - 24 สิงหาคม โปรแกรมฉายในเทศกาลหนังสั้น 20 โดยแบ่งเป็น 20-21 ส.ค. ที่ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ 23-28 ส.ค. ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ยังคงมีหนังสั้นอาเซียนให้ชมอีก 2 โปรแกรม ได้แก่ S-Express Indonesia 2016 กับ 4 ผลงานหนังสั้นจากอินโดนีเชียซึ่งมีทั้งหนังสารคดีและหนังเล่าเรื่อง และ S-Express Malaysia 2016 รวมหนังสั้นจากมาเลเซียซึ่งคัดเลือกโดย เฉิน ชุ่ยเหมย (Tan Chui Mui) ผู้กำกับหญิงและโปรดิวเซอร์ชาวมาเลเซีย S-Express Indonesia 2016 วันพฤหัสบดีที่ 25 ฉาย เวลา 17.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 / (ซ้ำ - เสาร์ที่ 27 สิงหาคม , 14.00 น. ณ ห้องฉาย 501) S-Express Malaysia 2016 วันพฤหัสบดีที่ 25  ฉาย เวลา 13.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 / (ซ้ำ - เสาร์ที่ 27 สิงหาคม , 16.30 น. ณ ห้องฉาย 501) สาย ‘รางวัลดุ๊ก’ ส่วนหนังสั้นในสายประกวดเริ่มต้นด้วยสาย ‘รางวัลดุ๊ก’ หรือสายสารคดี ซึ่งยังมีฉายอีก 2 โปรแกรม วันพฤหัสบดีที่ 25 เริ่มในช่วง 15.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 กับ ในชุดที่สอง ฉายทั้งสิ้น 4 เรื่องได้แก่ 'การตายของหิ่งห้อย' โดย จิรัฐติกาล พระสนชุ่ม และ พสิษฐ์ ตันเดชานุรัตน์ (ยาว 20.40 นาที), Anonymous in Bangkok โดย สินีนาฎ คะมะคต (24.17 นาที), 'ม้าทรง' โดย อภิชน รัตนาภายน และ วัชรี รัตนะกรี (22.29 นาที) และ 'แปะอิ่น' โดย พริมริน พัวรัตน์ (19.19 นาที) และในชุดที่ 3 วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม เริ่มเวลา 15.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 เช่นกัน กับอีกสามเรื่องชวนชม ทั้ง Ghost โดย วรพจน์ อินเหลา (21.29 นาที), The Rebirth โดย ธีรยุทธ วีระคำ (24.17 นาที) และ 'คนหมายเลขศูนย์' Mr.Zero โดย นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ (41.10 นาที) สาย ‘รางวัลช้างเผือก’ กลายเป็นสายที่รวมคนทำหนังเลือดใหม่น่าจับตาไปแล้วในปีหลังๆ สำหรับ ‘รางวัลช้างเผือก’ หรือ หนังสั้นประเภทนักศึกษา ซึ่งในปีนี้หลายเรื่องได้ถูกฉายในงานที่ทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ๆด้จัดขึ้นเพื่อโชว์ผลงานของนักศึกษาในสาขาภาพยนตร์ของตนกัน ซึ่งในรอบสุดท้ายของสายนี้ก็มีหนังสั้นที่น่าสนใจและน่าจับตาผ่านเข้ารอบมาอย่างอบอุ่น ทั้งจาก 'วัฏจักรวาล' และ 'เมื่อปูนฝัน' หนังสั้นที่โดดเด่นในด้านสไตล์จาก มศว, 'Remark ไม่ได้เป็นอะไรกัน' และ Anatomy of Her สองหนังสั้นที่เล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจจาก ICT ศิลปากร, Lost in the Universe หนังสั้นที่ได้แรงบันดาลใจจากหลากผลงานของ เป็นเอก รัตนเรื่อง โดย พชร พิทักษ์จำนงค์ จาก มหาวิทยาลัยมหิดล หรือแม้แต่ผลงานจบการศึกษาของ วิโอเลต วอเทียร์ อย่าง Glitter and Smoke ที่หลายๆ คนอยากชม เช็คโปรแกรมฉายสาย ‘รางวัลช้างเผือก’ แต่ละเรื่องได้ที่นี่ Digital Forum 2016 มาที่หนังซึ่งยาวเกิน 30 นาที แม้จะไม่เข้าเกณฑ์การประกวดแต่ก็ถูกคัดเลือกมาฉายโชว์ในสายนี้ โดยปีนี้มีทั้งหนังจากนักศึกษาที่น่าสนใจ ไปจนถึงหนังจากคนทำหนังที่เราคุ้นหน้ามาร่วมฉายด้วย ทั้ง Klose โดย อสมาภรณ์ สมัครพันธ์ ที่ถูกพูดถึงอย่างมากจากงาน 'กางจอ' (งานฉายผลงานของ คณะนิเทศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาภาพยนตร์และภาพนิ่ง) ครั้งล่าสุด มาจนถึงรอบปฐมทัศน์ของโปรเจ็กต์รวมหนังสั้น Bangkok Stories ของ 6 ผกก. หนังอิสระชื่อดัง ที่ต่างก็มาถ่ายทอดเรื่องของ "กรุงเทพฯ" ในมุมมองของตนเอง ได้แก่ โสรยา นาคะสุวรรณ (ตอน 'พาหุรัด'), อโนชา สุวิชากรพงศ์ ('Oh, Jean!'), สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข ('เยาวราช'), วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ('Morchit, Almost Love Story'), บิลลี่ วรกร ฤทัยวานิชกุล ('When smoke collides') และ อาทิตย์ อัสสรัตน์ ('Hero') ซึ่งจะฉายใน วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม (19.00 น) ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 พร้อมพูดคุยกับผู้กำกับอีกด้วย (โดยหนังจะเข้าฉายจริงในปลายปีนี้) ติดตามข่าวสารของโปรเจ็กต์ Bangkok Stories Film ได้ที่นี่ สาย ‘รัตน์ เปสตันยี’ ปิดท้ายด้วยสายประกวดหนังสั้นประเภทบุคคลทั่วไป หรือรางวัล 'รัตน์ เปสตันยี' แม้ในปีนี้จะมีผลงานที่ส่งเข้ามาน้อยลงกว่าปีก่อน แต่ก็ยังคงมีผลงานของผู้กำกับที่เราคุ้นเคยเข้ามาในรอบสุดท้ายนี้ด้วย ทั้งหนังที่ BIOSCOPE มีส่วนร่วมเองอย่าง 'โปรดระวังเขตอันตรายข้างหน้า' โดย ชาคร ไชยปรีชา และ อภิญญา สกุลเจริญสุข, 'ไกลลิบนานเหลือ' ของ ศิวโรจณ์ คงสกุล ('ที่รัก', Distance) ผู้มีผลงานหนังสั้นเป็นประจำทุกปี , 'รักษาดินแดน' (Fat Boy Never Slim) ของ สรยศ ประภาพันธ์ อีกคนทำหนังรุ่นใหม่ที่มีผลงานหนังสั้นสม่ำเสมอ, 'ศูนย์กลางของจักรวาล' (Center of the Universe) ของ ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล ผู้กำกับหนังสารคดีที่ปีนี้มาส่งสายเล่าเรื่องบ้าง หรือแม้แต่อีกผลงานในปีนี้ของ ใหม่-อโนชา สุวิชากรพงศ์ อย่าง Nightfall หนังสั้นซึ่งกำกับร่วมกับ ตุลพบ แสนเจริญ เป็นต้น ในสาย  'รัตน์ เปสตันยี' จะฉายใน วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 ทั้งหมด สามารถเช็คโปรแกรมแต่ละเรื่องได้ที่นี่ และปิดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม กับพิธีปิดและประกาศผลรางวัลในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 นี้ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป .... ติดตามข่าวสารและข้อมูลเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 ได้ที่นี่ ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เที่ยวเมืองป่าฝน ชมธรรมชาติ ฟังเสียงน้ำตก ดูพระอาทิตย์ตกดิน จ.ตาก
ที่เที่ยวตาก /  ที่เที่ยวพบพระ / 

การไปเที่ยว จังหวัดตาก ในครั้งนี้ เป็นครั้งแรก(อีกแล้ว) สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบเรา 555 หลายคนตั้งคำถามว่า ที่ตากมีอะไร? ที่ไหนน่าเที่ยว? เราบอกเลยว่ามีหลายที่เลยค่ะ ยิ่งถ้าใครชอบธรรมชาติ ป่าไม้ ภูเขา จังหวัดตากนี่แหละอุดมสมบูรณ์สุดๆ ตามมาๆ เราจะพาไปเที่ยวตากแบบชิลๆ สโลว์ไลฟ์ กัน เที่ยวเมืองป่าฝน ชมธรรมชาติ ฟังเสียงน้ำตก ดูพระอาทิตย์ตกดิน จ.ตาก เป็นครั้งแรกอีกแล้วของเราที่ได้มาเที่ยวเมืองป่าฝน ใครที่ชอบความเงียบสงบแบบสโลว์ไลฟ์ เราแนะนำที่นี่แหละมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่งดงามหลายแห่ง ได้ฟีลธรรมชาติของจริง อีกทั้งมีประวัติศาสตร์เก่าแก่นับแต่สมัยกรุงสุโขทัยอีกด้วย ก่อนอื่นเพลนของเราคือเที่ยว 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองตาก, อำเภอพบพระ และอำเภอแม่สอด ค่ะ ไปดูกันว่า 4 วัน 3 คืน เที่ยวแบบชิลๆ เราจะพาไปเที่ยวไหนบ้าง ^^ การเดินทางของเรานั้นไปกับแก๊งค์สาวๆ ค่ะ นั่งรถตู้ไปกัน 1 คัน โดยล้อหมุนออกจากกรุงเทพฯ 6 โมงเช้า พอขึ้นรถปุ๊บปุ่ม sleep ก็ทำงานปั๊บ ตื่นมาอีกที โอ้วว! ถึงตัวเมืองพอดีก็เกือบเที่ยงแล้ว ก่อนลุยเที่ยวขอแวะหาข้าวกินก่อน (เรื่องกินที่ 1 นะบอกเลย) ที่ "ร้านอาหารปิงวิว" ร้านอาหารใหญ่ กว้างขวางมากค่ะ แถมนั่งกินอาหารติดริมแม่น้ำด้วย วิวดีไปอี๊กกกก !! อาหารที่สั่งมาก็มี กุ้งผัดซอสมะขาม, ผัดฉ่าปลา, ผัดต้นอ่อนทานตะวัน, กุ้งกระเบื้องสาหร่าย, เปาะเปี้ยทอด อาหารอร่อยค่ะ ถ้าถามว่าอิ่มไหม .. เอาเป็นว่าหายใจแทบไม่ออก 555 หลังจากท้องตึง หนังตาหย่อนไม่ได้!! เดินทางไปสักการะ "ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน" กันค่ะ กลางวันแสกๆ ถามว่าร้อนไหม ยิ้มสวยๆ แล้วบอกว่า ร้อนมาก! แต่ยังดีที่มีลมเย็นตลอด >,< ศาลนี้สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของเมืองไทยด้วย บริเวณรอบๆ เป็นลานกว้าง มีต้นไม้สวยงาม เมื่อมองไปทางด้านหลังของ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ก็จะเห็นเป็นลานกว้างที่มีคนนำหุ่นปั้นรูปทหาร สัตว์ต่างๆ มาถวาย สักการะเพื่อเป็นศิริมลคลแล้ว เราก็เดินทางไป "หมู่บ้านหัตถกรรม บ้านปากร้องห้วยจี้" ที่ขึ้นชื่อของ จ.ตาก กันค่ะ เมื่อไปถึงเราก็ได้เจอกับ ป้าทองคำ เป็นอดีตสมาชิก อบต. และอดีตผู้ใหญ่บ้าน ป้าเป็นคนดูแลและต่อยอดกิจการ OTOP ทำหมวกสานจากใบลาน ซึ่งหมู่บ้านหัตถกรรมบ้านปากร้องห้วยจี้ ได้ไปออกงานใหญ่ๆ ระดับประเทศทุกปี แถมการันตีคุณภาพ 3-4 ดาวเชียวนะ คนนี้ไง.. ป้าทองคำ และนี่คือใบลานที่ตากแห้งแล้ว เราก็ไปนั่งฟัง นั่งคุยกับป้า ดูป็นป้าสอนวิธีการทำแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่เก็บใบลาน เอาใบลานไปตากแดดอย่างน้อย 3 แดดจนแห้ง รีดใบออก นำมาถักเป็นเปีย ก่อนนำไปเย็บทำเป็นหมวกหรือของที่ระลึก สุดยอดไปเลยค่ะ หลังจากบ้ายบายคุณป้า คุณยาย เราก็ออกเดินทางไปไหว้พระที่ “วัดพระบรมธาตุบ้านตาก” กันต่อค่ะ เป็นวัดขึ้นชื่อของเมืองตากอีกที่นึง เป็นเจดีย์ใหญ่สีทอง ล้อมรอบไปด้วยเจดีย์เล็ก คล้ายเจดีย์ขเวดากอง บรรจุพระเกษาธาตุและพระบนมสารีริกธาตุส่วนพระนลาฏ(หน้าผาก) เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมียค่ะ พระครูพิทักษ์พระบรมธาตุ (ทองอยู่) ได้ไปนมัสการพระธาตุชเวดากอง ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ท่านจึงได้จำมาก่อสร้างองค์พระเจดีย์ เหมือนเจดีย์ชเวดากองล้อมคลุมองค์เก่าไว้ ปิดทองสวยงาม อีกทั้งยังมี "หลวงพ่อทันใจ" ที่สร้างเสร็จภายในวันเดียว มีผู้คนมากราบไว้กันเยอะมากๆ (สาระล้วนๆ อิอิ) ไหว้พระกันเสร็จแล้ว เดินมาฝั่งตรงข้ามก็จะเจอกับ พิพิธภัณฑ์วัดพระบรมธาตุ ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในสมัยก่อนไว้พอสมควรค่ะ เส้นทาง อำเภอบ้านตาก-สามเงา นี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกหลายที่เลยค่ะ อาทิ วนอุทยานไม้กลายเป็นหิน ที่มีความยาวสูงที่สุดในโลก, ผาสามเงา หน้าผาเจาะเป็นช่องลึกพร้อมพระพุทธรูปสามองค์เรียงกัน, วัดชลประทานรังสรรค์ เป็นต้น สายบุญผ่านไป สายเที่ยวกันต่อ! เรามุ่งหน้าไปยัง "เขื่อนภูมิพล" ตั้งอยู่อำเภอสามเงา ที่นี่เป็นเขื่อนแห่งแรกและแห่งเดียวในไทยที่เป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้ง และสูงเป็นอันดับ 27 ของโลก เดิมชื่อ เขื่อนยันฮี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า เขื่อนภูมิพล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 เมื่อมาถึง สิ่งแรกคือดีใจ! เพราะคนไม่เยอะ 5555 ไม่ใช่ละ >,< คือวิวสวยมากๆ มองจากตัวเขื่อนออกไปก็เจอภูเขาและทะเลล้อมรอบ วิวไกลสุดลูกหูลูกตา อากาศเย็นสบาย ลมเย็น เดินเล่นชมวิวได้ชิลๆ เลย ประทับใจสุดๆ ^^ ระหว่างทางออกจากเขื่อนภูมิพล ก็ผ่านร้านกาแฟน่ารักๆ ร้านนึง แวะสิคะ .. รออะไร! ร้านชื่อ "Bed Bar Caffe" ร้านกาแฟสด&เบเกอรี่ แถมด้านหลังร้านยังเป็นที่พักเปิดให้บริการด้วยค่ะ เขาใจดีให้เก็บภาพได้ เลยเอามาฝาก ^^ เบอร์ติดต่อทางร้านค่ะ 091-551-1451 ภายในร้าน ร้านน่ารัก มีมุมถ่ายรูปสวยๆ เยอะเหมือนกันนะ ภาพห้องพักค่ะ ตอนแรกเราตัดสินใจที่จะชมพระอาทิตย์ตกที่เขื่อนภูมิพล แต่เปลี่ยนใจมาชมวิวที่ "สะพานแขวน" แทน ชื่อเต็มๆ ก็คือ "สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200" แลนด์มาร์กของเมืองตากก็ว่าได้ค่ะ เป็นจุดโรแมนติกยามเย็นของคนเมืองตากด้วย ใกล้ๆ กันก็มีสวนเฉลิมพระเกียรติฯ สวนสาธารณะ สวนสุขภาพ สนามกีฬา และตลาดนัด ผู้คนขวักไขว่ มีทั้งวัยรุ่น เล่นสเก็ต นั่งเม้ามอย มีวัยทำงาน ผู้เฒ่าผู้แก่ ออกมาเดินเล่นกันเต็มไปหมด .. แอบเห็นไล่จับมม่อน ปาบอลกันใหญ่เลย 555555 เอาล่ะๆ ไฮไลท์ของเราก็คือ ชมพระอาทิตย์ตกดิน คืออยากจะบอกว่าสวยมากๆๆ ฟีลลิ่งมาเต็ม วิวภูเขา ท้องฟ้าสีส้มๆ ฟ้าๆ ก้อนเมฆ (วันนี้เมฆแอบแน่นไป บังพระอาทิตย์ตกไปอีก!) สะพานแขวนทอดยาวข้ามแม่น้ำปิง (เฮ้ย! นี่มันซานฟรานเมืองไทยนิหน่า) ชมพระอาทิตย์ตก ระฆังดังกริีง! ได้เวลากินอีกแล้ว .. รีบวิ่งขึ้นรถเดินทางมา "ร้านไอยราวดี" ร้านอาหารสไตล์ล้านนา เรือนไม้ ติดริมแม่น้ำปิง อยู่ไม่ห่างจากสะพานแขวนและศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมากนัก มื้อนี้ก็อร่อยเหมือนเดิม มีทั้ง ไส้กรอกถั่ว เมนูนี้เป็นออเดิร์ฟทีเจ้าของร้านเอามาให้เรากินกันก่อนที่จะวางขาย รสชาติก็.. ถั่วนั่นแหละ 55 หวานๆ หอมกลิ่นสมุนไพร ยัดในไส้หมู เหมือนไส้กรอกปลาแนมหรือไส้อั่ว (เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักล่ะสิ >,<) ย่างเตาถ่าน ไส้กรอกถั่ว และ ยำข้าวเกรียบ นอกจากนี้ก็มีเมนู ยำข้าวเกรียบ แกงคั่วหอยขม เห็ดหอมทอดเกลือ ขาหมู โอ้ยยย! อิ่มแปร้ ที่อยู่ร้าน : 4/4 หมู่ 7 ต.ป่ามะม่วง อ.เมือง จ.ตาก โทร. 096-636-4542, 094-242-6441 คืนนี้เรามาเอนกายนอนกันที่ "Soho Boutique Hotel" อยู่ในซอยมหาดไทยบำรุง อ.เมืองตาก ค่ะห้องพักเรียบง่าย กว้างขวาง เตียงนุ่มนอนสบาย ^^ วันนี้แอบเสียดายไม่ได้เดินชม "ตรอกบ้านจีน" ไฮไลท์เมืองตากอีกที่หนึ่งเป็นชุมชนโบราณ อายุกว่า 100 ปี ลักษณะเป็นเรือนไม้ทรงไทยปั้นหยา มีลวดลายแกะสลัก แต่ไม่เป็นไรคราวหน้าเราจะกลับมาแน่นอน คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ .. ตื่นเช้ามา อาบน้ำ เก็บกระเป๋า เตรียมมุ่งหน้าไปอำเภอแม่สอดกัน จะมีอะไรให้ดู อะไรน่าเที่ยว ต้องติดตาม! แต่เดี๋ยวก่อน .. กองทัพเดินด้วยท้อง มากินอาหารเช้าที่โรงแรมกันก่อน มีให้เลือกหลายอย่างค่ะ เราก็กินรองท้องเบาๆ ^^ กินเสร็จก็ยังเหลือเวลาอยู่นิดหน่อย เจ้าของโรงแรมใจดี พาเราขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นบนสุดของตึก ข้างบนเป็นลานกว้าง มองเห็นวิวเมืองตากแบบ 360 องศาเลย! คือล้อมรอบไปด้วยภูเขา เจ้าของบอกว่าถ้าขึ้นมาตอนพระอาทิตย์ขึ้น วิวจะสวยมากๆ เสียดายจัง >,< หลังจากเก็บกระเป่าขึ้นรถเรียบร้อย ก็ออกเดินทางกันต่อ ผ่านแยกรมณี ถ.ตากสิน รถก็สต็อป! หันไปทางขวามือ มีร้านเล็กๆ อยู่ร้านนึงคนมุงกันใหญ่ เพื่อนๆ ลงรถเราก็ลงด้วยสิค่ะ ร้านนั้นคือ "ร้านขนมถั่วแปบแป้งสดหนูนาง" เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่อร่อยที่สุดในเมืองตาก อร่อยถึงขั้นคนสั่งวันนึงเป็นสิบกล่องร้อยกล่อง เปิดขายตอนเช้าหมดตอนเที่ยง แม่ค้ามือแทบหงิกเลยเอาจริง มี 3 สีด้วยกัน คือ สีเหลือง-ฟักทอง, สีม่วง-อัญชัน, สีเขียว-ใบเตย ค่ะ ไอ้เราก็ชอบของหวานๆ อยู่แล้วจะพลาดได้ไง พี่ค่ะ! จัดใส่จานให้ด้วยค่ะ ^^ แม่ค้าบอกว่าขนมถั่วแปบของเขาสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นทานได้ 2-3 วัน โดยที่แป้งยังนุ่มอร่อยอยู่ เราก็เลยลองซื้อมาชุดนึงเอาไว้กินเล่นตอนเย็น เดี๋ยวมาบอกจะจริงสมคำร่ำลือหรือไม่! 55 ร้านอยู่ติดกับทางเข้าวัดโบสถ์มณีศรีบุญเรืองค่ะ กินพอหวานปากได้แป๊บนึง ก็เลยเดินมาชมความงามของ วัดโบสถ์มณีศรีบุญเรือง ซะหน่อย เป็นเจดีย์ทรงมอญ บนยอดฉัตรบรรจุพระธาตุเอาไว้ค่ะ สวยงามตามท้องเรื่อง ขับไปสักพักรถหยุดอีกแล้ว! แวะ "ร้านเมี่ยงจอมพล" (เมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก) เจอป้าแป้วเจ้าของร้าน ป้าบอกว่าเปิดขายมานาน ตัวป้าเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว โอ้วมายก็อซ! เมี่ยงมี 2 แบบคือ ใช้ใบเมี่ยง กับ ข้าวแคบ (สีขาวขุ่น แป้งแข็งๆ เหนียวๆ หน่อย) เครื่องเคียงก็ทั่วไป แต่สูตรเด็ดของร้านป้าคือ เต้าเจี้ยว ใส่แทนน้ำเมี่ยงหวานๆ อร่อยไปอีกแบบ ^^ ร้านตั้งอยู่ตรง 3 แยก ถ.รามคำแหง ทางไปสำนักงานเทศบบาลตำบลไม้งาม คราวนี้เดินทางยาวๆ ละ เราเดินทางมา "วัดโพธิคุณ" วัดป่าสายอรัญวาสี มีจุดเด่นตรงพระอุโบสถ ฐานแอ่นโค้งแบบฐานสำเภาค่ะ ร่มเย็น เงียบสงบมากๆ ล้อมรอบไปด้วยป่าเขาเขียวขจี ด้านในอุโบสถ มี 2 ชั้นค่ะ ชั้นบนขึ้นไปถึงกับร้องว้าว! ทั้งอุโบสถเป็นสีทองอร่ามทั้งหมด สวยงามมากๆ ค่ะ บริเวณรอบๆ ก็จะมี ศาลาการเปรียญ, หอระฆัง, ลานธรรมจักร มีที่พักสำหรับผู้ที่มาปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ มองนาฬิกา เอ๊ะ.. บ่ายแล้ว! ต้องทำอะไรก็ต้องกินสิค่ะ แวะกินก๋วยเตี๋ยว ส้มตำไก่ย่าง เสร็จแล้วก็เดินทางต่อ สถานีต่อไปคือ ฮักนะแม่กาษา "หมู่บ้านโพธิ์ทอง" ต.แม่กาษา ที่นี่มีคนแก่คนเฒ่า (แต่แข็งแรงเว่อร์!) รวมตัวกันอยู่ ทอผ้า ส่งออกขาย คุณป้าก็เล่าให้ฟังถึงวิธีการตั้งแต่ปลูกฝ้าย ปั่นเอาเม็ดออก กกด้าย จนมาถึงการทอให้เป็นผืนสวยงามอย่างที่เห็นนี่เลย สายตาเหลือบไปเห็น ไม้กวาดรูปร่างประหลาด เหมือนไม้กวาดแม่มดเด๊ะอ่ะ! ก็เลยถามคุณป้ามันคืออะไรคะ? คุณป้าบอกว่ามันคือไม่กวาดสมัยโบราณที่เขาใช้กัน เอ้อ..กิ๊บเก๋ยูเรก้า เดินทางเที่ยวต่อ "อาบน้ำแร่ โป่งคำราม" กันค่ะ ที่นี่เป็นน้ำแร่จากน้ำพุร้อนแม่กาษา ไหลตลอดทั้งปี ซึ่งเจ้าของบอกว่าค่าบริการอาบน้ำแร่ แล้วแต่ความพอใจของลูกค้า จ่ายเท่าไหร่ก็ได้ โอ้โห.. ดีไปอี๊กก! บริการอาบน้ำแร่ของที่นี่มีแบบ แช่ทั้งตัวกับแช่เท้า ถ้าจะแช่น้ำร้อนให้ได้ผลดี ครั้งนึงไม่ควรเกิน 20 นาที นะจ๊ะ ที่นี่คนจะเยอะช่วงเสาร์-อาทิตย์  และหน้าหนาว ดูวิวสิ นอนแช่น้ำแร่ มองวิวทุ่งนา มันได้ฟีลจริงๆ (แต่เราไม่ได้แช่นะ เขิล 5555) มีผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติให้เลือกซื้อกันด้วย เช่น สบู่โคลนธรรมชาติ, สบู่ข้าวน้ำแร่ เรามาสามารถใช้ได้ขณะแช่น้ำแร่นะ ใกล้ๆ กัน ก็จะมีทางเดินไปดู กาน้ำผุด ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าตากาน้ำผุดนี่แหละ ไม่ไกลกันมากก็จะมาถึง "บ่อนำพุร้อนแม่กาษา" ได้นั่งแช่เท้าพอคลายเมื่อย ต้มไข่กันไหมจ๊ะ? เวลาเย็นแล้ว เราเดินทางเข้าที่พัก เก็บกระเป๋ากันก่อน แล้วออกเดินทางไป กิน กิน กิน! กัน ร้านนี้เป็นร้านที่ขึ้นชื่อมากๆ ในแม่สอด ใครมาแล้สไม่กินร้านนี้ พลาดมากบอกเลย! "ร้านข้าวเม่า ข้าวฟาง" ร้านตกแต่งเหมือนเราอยู่ในป่าแบบนั้นเลยค่ะ เต็มไปด้วยต้นไม้ น้ำตก ธรรมชาติสุดๆ บรรยากาศดีเว่อร์ ชอบมาก!! เดินถ่ายรูปร้านเพลินเลย ^^ เมนูของเราเย็นนี้ คือ ยำดอกสลิดกุ้งสด, ซูกินี่ผัดไข่, แกงคั่วเห้ดเผาะ, ฉู่ฉี่ปลาดุกฟู, ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม รสชาติอาหารให้มี 10 ให้ 100 รสชาติอร่อย ไม่จัดมากแต่เข้มข้น ส่วนของหวานนำเสนอ กล้วยหอมทอด แป้งไม่หนากรอบ หอมกลิ่นงาขาว กล้วยนิ่มรสหวานค่ะ และ ข้าวเม่าเสวย เป็นสาคูน้ำกะทิ ใส่ผลไม้แคนตาลูป ลำไยข้างในด้วย รสชาติอร่อย ^^ พอกินเสร็จ อ.พนัส รามสูต หนึ่งในหุ้นส่วนร้านก็นั่งเล่าความเป็นมาของร้านนี้ให้ฟัง แล้วก็เล่าเรื่องการเดินป่าให้ฟังด้วย สนุกมากกกก ฟังเพลินจนดึกดื่นเลยทีเดียว เอาไว้เดี๋ยวเขียนรีวิวเสร็จจะเอามาเปะให้อ่านกันนะคะ ^^ คืนนี้เรามาพักกันที่ โรงแรม J2 Hotel ห้องที่เราพักแบบนอน 3 คนค่ะ กว้างขวาง ห้องอาบน้ำใหญ่ แต่เสียดายปลั๊กไฟน้อยไปหน่อย ^^ ชาร์ตไม่พอ 555 ตืนมากินอาหารเช้าตอน 7 โมง อิ่มแล้วก็เตรียมพร้อมร่างกาย สัมภาระออกเดินทางไป อำเภอพบพระ กันค่ะ ที่แรกที่ไปคือ "อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ" เราไปถึงก็สายๆ บรรยากาศดี อากาศเย็นสบายมากๆๆๆ น้ำตกที่นี่มีชั้นน้ำตกลดหลั่น 97 ชั้น ระหว่างทางเดินไปน้ำตก ก็ได้ชมความงามของ ดอกกระเจียวสีส้ม (พันธุ์ฉัตรทอง) จะบานสะพรั่งเต็มพื้นที่กว่า 10 ไร่เลย เราไปเป็นช่วงฤดูฝน มิ.ย.-ก.ย. ของทุกปี ก็จะเห็นความสวยงามแบบนี้ ^^ ขับรถถัดมาอีกสักระยะก็มาถึง "น้ำตกป่าวหวาย" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ที่กำลังเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติ น้ำตก แต่ตอนที่เราไปนั้นทางยังเป็นผืนป่า-ธรรมชาติล้วนๆ อยู่เลย มีน้ำไหลตลอดทั้งปีไปลุยๆ ตามสไตล์สาวถึกและบึกบึนแบบเรา 555 ที่ได้ชื่อว่า น้ำตกป่าวหวาย ก็เพราะ เป็นน้ำตกกลางป่าใหญ่ ล้อมรอบไปด้วยไม้หวายจำนวนมาก ทางเข้าจากถนนหลักจะอยู่ตรงหลักกิโลเมตร 43 เส้นทางสาย แม่สอด-อุ้มผาง อยู่ในการดูแลของอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ ชมธรรมชาติตอนเช้าเสร็จแล้ว ไปไร่ส้มกันเถอะ! "สวนร่มเกล้า" ที่นี่เน้นปลูกส้มหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงปลูกอะโวคาโด ที่ตอนนี้มีกว่า 40 สายพันธุ์เลยทีเดียว แล้วก็ปลูกต้นแมคคาเดเมียด้วย ของชอบเก๊าเลย! >,< กะว่าจะมาเก็บส้มที่นี่ซะหน่อย ฝนดันกระหน่ำตกลงมาซะนี่! ลูกอะโวคาโดจากต้น ออกลูกเยอะยิ่งกว่าต้นมะม่วงซะอีก 55 อันนี้ของโปรด.. แมคคาเดเมีย เป็นลูกสดๆ จากต้น แต่กว่าจะกินได้ของผ่านการทุบ!! ทุบประมาณสองชั้น ต้องออกแรงพอควรเพราะเปลือกหนามาก พอกินสดๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ คล้ายๆ มะพร้าวรสชาติมันๆ นอกจากนี้ยังมีน้ำผลไม้แปรรูป สดๆ จากไร่ มีให้เลือกหลายรสชาติ เช่น น้ำมัลเบอร์รี่, น้ำนมแมคคาเดเมีย, น้ำอะโวคาโดน้ำเสาวรส เป็นต้น ส่วนตัวเราชอบทุกรสเลยรสชาติเข้มข้น ทานแล้วสดชื่นมากๆ ค่ะ ใครสนใจสั่งซื้อได้ที่เบอร์ 088-699-6978 ค่ะ หรืออยากสั่งอะโวคาโดก็มีนะ Facebook : อะโวคาโด จากสวน ปลีก- ส่ง Avocado Retail - Wholesale  กก.ละ 60 บาท (ขั้นต่ำ 3 กก. ส่งถึงบ้านทั่วประเทศ) เราเดินทางไปหาของกินกันดีกว่า ^^ ที่ "ร้านชาวหลังสวน" (Chao Langsuan) เป็นร้านไม้เรือนกระจกเล็กๆ น่ารักดีค่ะ เมนูเที่ยงนี้คือ ใบเหลียงผัดไข่, ยำตะไคร้, แกงเหลือง แล้วก็ไข่เจียว เครื่องดื่มของเรา น้ำแตงโมปั่น มาเป็นลูกเลยจ้า ... ร้านนี้เป็นฟาร์มออแกนิคด้วยนะ ใบเหลียงที่เราสั่งที่นี่ก็ปลูกเอง สะอาดปลอดภัย ร้านตั้งอยู่ที่ 90 หมู่ 15 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ โทรสอบถาม. 086-366-4067 Facebook : ไร่ชาวหลังสวน - CHAO Langsuan กินข้าวอิ่มก็ต้องตามด้วยของหวานถึงจะถูก >,< เราจึงเดินทางมุ่งหน้าไปยัง "ROCHA CAFE'" (โรชาคาเฟ่) โอ้ยแก .. บอกเลยว่าปริ่ม! ระหว่างทางขับรถเข้ามาก็เห็นวิวนี้ เป็นโรงนาแบบเมืองนอกตั้งอยู่บนยอดดอยท่ามกลางไร่ ธรรมชาติแบบนี้ มันเก๋กู๊ดมาก! เราเชื่อว่าใครมาที่นี่ต้องประทับใจ และได้รูปสวยๆ กลับบ้านเป็นร้อยเหมือนเรา 5555 พอเข้าไปข้างในก็เลิฟไปอีก ตกแต่งสไตล์วินเทจ โมเดิร์นหน่อยๆ เน้นใช้วัสดุไม้ มีที่นั่งสองชั้นค่ะ ที่นี่มีบริการกาแฟ เครื่องดื่ม และเบเกอรี่ เปิดตั้งแต่ 09.00 - 19.00 น. มาดูหน้าตาของหวานที่เราสั่งกัน Lemon Tea และ Vanilla Coffeeeee ~ ที่อยู่ : 511 ตำบล ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก 63160 โทร. 091-8437173, 086-1998644 Line : rochacafe หรือ https://m.facebook.com/RochaCafe หลังจากกินของหวานชื่นใจ ตาแข็งกันไปแล้ว 555 ตกเย็นสาวๆ แบบเราไปนวดตัวกันหน่อยดีกว่า ผ่อนคลายจากการเดินทางมา 3 วัน ^^ ที่ "ธารา สปา แม่สอด" (Tara Spa) ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องการนวดตัว ขัดตัว พอกตัว ทำสปาผิว เราก็จัดไปคอสนึง โดยคอสที่เราทำนั้น จะขัดตัวก่อนด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน นวดต่อด้วยน้ำมัน และขั้นตอนสุดท้ายคือบำรุงผิว หลังจากนวดเสร็จรู้สึกผิวเนียน ขาวใสขึ้นมาหน่อย แถมได้ผ่อนคลายจากการนวดด้วย ฟิน! ใครเดินทางเที่ยวแถวแม่สอด สนใจก็ติดต่อได้ที่เบอร์นี้ค่ะ 089-434-9530, 080-121-5727 หรือ Facebook : Tara Spa Maesot ร้านอยู่เยื้องๆ กับร้านอาหารข้าวเม่าข้าวฝ้าง ที่เรากินกันเมื่อคืนเลย ^^ และค่ำคืนนี้ก็จบลงด้วยร้านอาหารทะเล "บ.กุ้งเผาแม่สอด" กุ้งแม้น้ำมาจากฝั่งพม่านะฮะ เขาบอกมา >,< ใครมาแม่สอดถ้าอยากกินอาหารทะเลต้องร้านนี้ อ่ะๆ นี่เมนูของเรา ผัดฉ่าปลากะพง, หอยหวาน, กุ้งแม่น้ำเผา, หอยเชลล์อบกระเทียม, ต้มยำกุ้ง, ปลาหมึกผัดไข่เค็ม , กรรเชียงปู, ผัดผักยอดฟักแม้ว รสชาติเข้มข้น อร่อยค่ะ (อร่อยทุกอย่างอะแกร..) อิ่มท้องก็กลับที่พัก นอนค่ะ! ตื่นมาพรุ่งนี้ต้องแพ็คกระเป๋ากลับบ้านกันแล้ว .. เช้านี้ตื่นเร็าว่าทุกๆ วัน เพราะเราเดินทางไปกิน "โรตีโอ่ง" เจ้าแรกของประเทศไทยกัน ตัวเราก็เพิ่งเคยเห็นโรตีโอ่งเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นไปสิ คุณลุงก็ตีแป้ง นวดแป้งไป ไอเราก็อยากจะถ่ายโรตีที่อยู่ในโอ่ง ร้อนใช้ได้ 55555 ผู้คนออกมาทานกันเยอะมากๆ ค่ะ อถมที่นี่ไม่มีสั่งกลับบ้านด้วยนะ ถ้าอยากกิน มากินที่ร้านเท่านั้นจ้า .. ครั้งแรกที่เคยกิน โรตีโอ่ง ส่วนเราชอบนะ ไม่เลี่ยนเหมือนแบบทอด กลิ่นหอม แต่ก็ต้องกินร้อนๆ ถึงจะอร่อย กรอบนุ่ม จิ้มกับนมข้นหวานหรือแกงถั่วของทางร้าน กินเล่นได้เรื่อยๆ เพลินไปสิ! ทานคู่กับชา กาแฟ โอวัลตินร้อนๆ รู้สึกดีมากๆ เราเดินทางออกจากแม่สอดกันแล้ว! ไป ตลาดริมเมย แวะซื้อของฝากกันนิดหน่อย ที่นี่มีของขายตั้งแต่ขนม เสื้อผ้า เครื่องปนะดับ บลาๆ เต็มไปหมด อีกทั้งสินค้าพื้นเมือง สินค้าท้องถิ่นของเมียนม่าด้วย เส้นทางลงจากแม่สอด เราก็จะผ่าน "ศาลเจ้าพ่อพะวอ" ผู้คนที่ผ่านไปมาจะแวะกราบไหว้ขอให้เดินทางปลอดภัยกันค่ะ และระหว่างที่รถวิ่งผ่านไปมาก็จะบีบแตรกันตลอด ดังยาวๆ ไปเลยจ้า! บริเวณใกล้กันก็จะมี พระพุทธโคดม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปางนาคปรก ตั้งอยู่อย่างสง่าด้วย บรรยากาศดีขนาดไหนคิดดู หมอกฟุ้งเชียว ... ที่สุดท้ายที่เราแวะก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ยาวๆ เส้นทางขาลงอำเภอแม่สอด ก็คือ "ตลาดมูเซอ" ตลาดเล็กขนาดสินค้าพื้นเมือง อาหาร ผัก ปลา ของฝาก หมอกมาอีกแล้ว!! อากาศเย็นสบาย จบทริปเที่ยวตากชิลๆ ของเรากันไปแล้ว วังว่ามีข้อมูลที่เป้นประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างนะคะ (เม้ามอยซะเยอะเชียว >,<) เรายังมีที่เที่ยวในเมืองไทยอีกหลายที่ที่อยกให้เพื่อนๆ ลองไปสัมผัสดูกันสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าเที่ยวเมืองไทยมีดีกว่าที่คิดนะ ครั้งหน้าเราจะพาไปไหนก็อย่าลืมติดตามกันนะคะ ไปก่อนแล้วบ้าย บาย ... ขอบคุณการเดินทางสนุกๆ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

บัง ยงกุก หัวหน้าวง B.A.P 'พักงาน' เพื่อรักษาโรค panic
B.A.P /  BANGYONGGUK / 

บัง ยงกุก หัวหน้าวง B.A.P (บีเอพี) จะไม่ร่วมทำกิจกรรมโปรโมทครั้งใหม่ร่วมกับสมาชิกในวง เพื่อรักษาโรค panic disorder (ตื่นตระหนก หวาดระแวง) บังยงกุก วันที่ 25 ตุลาคม TS Entertainment ต้นสังกัดของวง B.A.P เปิดเผยว่า 'บัง ยุงกุก ได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และพบว่าเขามีปัญหาด้านสุขภาพเนื่องจากโรค panic' 'หลังจากเราได้ปรึกษาหารือกัน ทั้ง บัง ยงกุก และสมาชิกคนอื่นๆ ต่างเห็นตรงกันว่าควรให้ความสำคัญกับการรักษาอาการของ ยงกุก เป็นอันดับแรก ดังนั้นเขาจึงจะพักงานเพื่อรักษาตัว โดยสมาชิกอื่นๆ อีก 5 คนจะทำกิจกรรมคัมแบ็คที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปโดยไม่มี ยงกุก' วง B.A.P บัง ยงกุก ได้เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า "ในฐานะหัวหน้าวง ผมรู้สึกเสียใจและขอโทษที่ไม่สามารถอยู่กับเมมเบอร์และแฟนๆ ได้ อย่างไรก็ตามโปรดสนับสนุนสมาชิกคนอื่นๆ ด้วยนะครับ" 다시 금 건강한 모습으로 돌아오도록 노력하겠습니다 멤버들과 팬 여러분 모두와 함께하지 못해 리더로서 안타깝고 미안한 생각뿐입니다 멤버들에게 더 많은 관심과 응원 부탁드립니다 — Bang yongguk (@BAP_Bangyongguk) October 25, 2016 ด้านสมาชิกคนอื่นๆ ของ B.A.P ก็ต่างเขียนข้อความให้กำลังใจและสัญญาว่าจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อ บัง ยงกุก บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพวกเขาเป็นอย่างดี อนึ่ง วง B.A.P มีกำหนดจะคัมแบ็คด้วยผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 Noir ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้. วง B.A.P Embed from Getty Images วง B.A.P Embed from Getty Images มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

บอกละเอียดยิบ! ดวงการงาน 12 ราศี เดือนพฤศจิกายน 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร
12ราศี /  ดวงการงาน / 

ดวงการงาน 12 ราศี ประจำเดือน พฤศจิกายน 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร ราศี มังกร (14 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์) ดวงไม่ค่อยรุ่งทำอะไรเป็นมีคนคอยจ้องจับผิดตลอด  คนรอบข้างนำปัญหาร้อนใจมาให้ พยายามอย่าไปรับปากใครสุ่มสี่สุ่มห้าจะต้องมาเดือดร้อนเสียเอง การทำงานถ้าทำเป็นทีมเข้าขากันไม่ได้เลย ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ช่วงนี้ระวังคำพูดสักนิด เกิดพูดผิดพลาดไปจะผิดใจกันเปล่าๆ “ไพ่พิเภก” (ไพ่ The Magician) หัวสมองปลอดโปร่ง มีงานเสริม เจรจาขอความช่วยเหลือสำเร็จทุกราย กลางเดือน ทำงานอึดอัด ต้องทำในงานที่คุณไม่ถนัดและไม่สามารถปฏิเสธได้ ยิ่งมีทั้งเสือสิงห์กระทิงแรดคอยจับตาดู คู่แข่งคุณก็ไม่พลาด จ้องเล่นงานตลอด ขยับตัวไม่ค่อยถนัด สิ้นเดือน รอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ช่วงกลางมีการย้ายที่อยู่ หรือเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบเรื่องงาน การทำงานก้าวหน้า แต่เวลานี้ห้ามอยู่เฉย ต้องลุกขึ้นมาแสดงความสามารถ มีความคิดเห็นอะไรพูดออกไปได้เลย ดวงผู้ใหญ่สนับสนุนอยู่แล้ว งานด้านเจรจา งานต่างประเทศเป็นไปตามเป้าหมาย คุณที่อยากเปลี่ยนอยากย้ายมีโอกาสเหมาะ ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม) เริ่มคิดแผนการอันชั่วร้าย มีอะไรหลายอย่างอยู่ในหัว ทุกอย่างจะสำเร็จได้ต้องมีนอกมีใน การทำงานขึ้นๆลงๆ เป็นเวลาที่คุณต้องรีบฉวยโอกาส อยากทำอะไรให้รีบลงมือทันที เพราะถ้าเลยช่วงนี้ไปแล้วจะไม่มีโอกาสดีสำหรับคุณ หนักไปในเรื่องความขัดแย้ง การถกเถียง งานหนักเอาการ กลางเดือน ความเจ้าเล่ห์เพทุบายเริ่มเข้ามาอีกครั้ง คุณมีไหวพริบเป็นเยี่ยมทำให้ใครต่อใครทำงานให้คุณตามแผนที่วางไว้ การทำงานแคล่วคล่องว่องไว ได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ คุณเองก็เริ่มเปล่งรัศมี ตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวหน้า แต่เหนื่อยหน่อย มีการแข่งขันพิสูจน์ความสามารถ ถ้าทำอย่างเต็มที่ไม่แพ้ใครแน่นอน ปลายเดือน คนใกล้ชิดเริ่มเข้ามาก้าวก่ายชีวิตประจำวันคุณมากขึ้น คอยบอกคอยกำกับทำให้รู้สึกอึดอัด แต่ฟังไว้ก็ไม่เสียหาย การทำงานให้รีบขยันขันแข็งจะมีผู้ใหญ่เห็นความดี ทำธุรกิจกับครอบครัวก้าวหน้า รู้สึกกังวลได้รับมอบหมายงานที่ไม่ถนัด อยากเปลี่ยนอยากย้าย สิ่งแวดล้อมปลอดโปร่งแมวไม่อยู่หนูร่าเริง ทำงานได้อย่างสบายใจ ราศีมีน (14 มีนาคม - 14 เมษายน) เจอแต่เรื่องน่าปวดหัว ช่วงนี้คุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยอยู่ ขี้หงุดหงิดง่าย ทั้งดื้อทั้งแรง ทำให้เรื่องงานขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาบ่อย ต้องคุมตัวเองบ้าง ความคิดของคุณมาถูกทางแล้ว เพียงแต่รอโอกาสที่จะพูด ให้เหตุผล ผู้บังคับบัญชาถึงจะคล้องตาม แต่ถ้าใจร้อนใช้อารมณ์คงจะหมดโอกาส มีดวงในการเปลี่ยนงาน การทำงานขยับขยาย กลางเดือน เกิดอาการเหม่อลอยบ่อย “ไพ่ฝ่าพงไพร” (ไพ่ 9 ถ้วย) นั่งคิดทบทวนเรื่องเก่าๆ จมอยู่กับความผิดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ อะไรที่รู้ว่าแก้ไขไม่ได้แล้วควรปล่อยไปซะ คุณมีโอกาสดีๆมารออยู่ การทำงานอารมณ์เสียเพราะคอยเกี่ยงงาน คุณเองไม่ชอบเอาเปรียบใคร และไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบเลยยอมไม่ค่อยได้ มีปากมีเสียงกับเพื่อนร่วมงาน เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่เข้าข้าง สิ้นเดือน การทำงานมีความริเริ่ม โดดเด่น เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ช่วงนี้คิดอะไรได้ให้รีบเสนอ คุณมักนำสิ่งใหม่ๆมาให้ที่ทำงานเสมอ ช่วงปลายได้เพื่อนดีคอยสนับสนุน เป็นแรงผลักดันให้ก้าวหน้า ราศีเมษ (15 เมษายน - 14 พฤกษภาคม) ช่วงนี้อารมณ์ปรวนแปรเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าใกล้ มีเหตุให้ต้องหงุดหงิดอยู่บ่อยๆจากผู้อื่น “ไพ่พิเภกถูกเนรเทศ” (ไพ่ 2 เหรียญ) การทำงานไม่แน่ไม่นอน ต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์ผู้บังคับบัญชาด้วย พยายามทำตัวตามน้ำ อย่าไปฝืน มิฉะนั้นเกิดความขัดแย้งแน่ ช่วงนี้อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นมากจะเดือดร้อนเอง มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องงาน  กลางเดือน การทำงานก้าวหน้าสุดๆ มีโอกาสได้เปลี่ยนงาน หยิบจับงานใหม่ เป็นงานที่คุณชอบและถนัด ผลงานจึงออกมาดี ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ค่อยได้อยู่ติดที่ จะเหมาะมาก ปลายๆไอเดียกระฉูด บริวารและคนรอบข้างให้การสนับสนุนเต็มที่ สิ้นเดือน “ไพ่พระนารายณ์” (ไพ่ ราชาคทา) ความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม ช่วงนี้อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ หานั่นทำนี่ตลอด แต่อยากจะเตือนไว้สักนิด ให้ใช้เหตุผล มากกว่าอารมณ์ เพราะช่วงนี้คุณเริ่มใจร้อนทำให้แผนที่วางไว้เสียได้ การทำงานมีโอกาสเหมาะในการหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ระวังจะเจอเรื่องน่าเบื่อ หงุดหงิดอารมณ์เสียกับคนใน เจรจาปรึกษามีแต่ความขัดแย้ง ต้องใจเย็นๆแล้วปัญหาจะคลี่คลายได้เอง ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน) อารมณ์ขึ้นลง ช่วงนี้เป็นทั้งนางฟ้าและซาตานในเวลาเดียวกัน ใครอย่ามาแหย่ให้ฉุนทีเดียว ยากในการห้ามปาม การทำงานรู้สึกเหมือนสิ่งที่ทำมันไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ก็คงถึงเวลาที่ต้องแสวงหากันใหม่ ช่วงนี้ใกล้ชิดใครความคิดมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามคนๆนั้นได้ง่ายต้องระวังด้วย กลางเดือน เริ่มออกลาย ความเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่แพ้ใครเลย ช่วงนี้แผนการที่วางไว้สำเร็จได้โดยง่าย มีความสามารถพิเศษทำอะไรหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน การทำงานแม้จะวุ่นวาย มีงานหลายอย่าง แต่คุณก็ไม่หวั่น เมื่อนึกถึงเงินเข้ามา งานก็เดินได้อย่างมีพละกำลัง การที่จะสำเร็จได้คงต้องอ่อนน้อมรู้จักพูด รู้จักเข้าหาผู้ใหญ่ ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม สิ้นเดือน “ไพ่ค่อมกุจจียุยง” (ไพ่ 6 ถ้วย) มักมีโอกาสได้เจอะเจอเพื่อนเก่า คนคุ้นเคยเก่าๆ ทำให้ได้เฮฮา ระลึกถึงความหลังอีกครั้ง ช่วงนี้เรื่องบางเรื่องที่คาใจจะได้ปลดปล่อย การทำงานวุ่นวายมีการปรับเปลี่ยนที่ทางบ้าง แต่ไม่เป็นปัญหา ช่วงนี้ให้คิดดีทำดีแล้วคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดี จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ รักษาโอกาสของตัวเองให้ดี ให้ระวังอึดอัดน้ำท่วมปากต้องรับผิดชอบในเรื่องที่ไม่ถนัด ไม่สามารถปฏิเสธได้ ราศีเมถุน (15 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) “ไพ่จองจำพิเภก” (ไพ่ 8 ดาบ) รู้สึกห่อเหี่ยว คิดหวังอะไรจากคนรักมักต้องผิดหวังกลับมา ช่วงนี้รักคือการให้ ให้เขาแล้วเรามีความสุขเป็นดีที่สุด คนโสดตื่นเต้นมีคนมาสารภาพรัก มีของขวัญ แต่อย่าเหลิงจนลืมความเป็นจริง  การทำงานเจอแต่เพื่อนร่วมงานที่เห็นแก่ตัว งานไม่เดิน คุณเองเบื่อสภาพนี้เต็มที แต่ก็ยังไม่มีโอกาสดีๆในการปรับเปลี่ยน มีคนชักชวนลงทุนหรือทำอะไรใหม่ๆคิดให้ดีก่อน อาจต้องเสียใจภายหลัง กลางเดือน การทำงานแคล่วคล่องว่องไว เก่งทุกเรื่อง แถมได้แสดงฝีมือในสิ่งที่คุณถนัด ใครๆก็ต้องยอมรับ ผู้บังคับบัญชาต้องมาพึ่งพา งานก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่จะมีปัญหาจากคู่แข่งบ้าง อย่าไปหัวเสียจะทำให้คู่แข่งได้ใจ ยังไงคุณมีภาษีดีกว่าอยู่แล้ว ปลายเดือน การทำงานกระตือรือร้น มีโอกาสได้หยิบจับงานใหม่ ใครที่อยากลงทุนกิจการของตัวเองประสบความสำเร็จ แต่เกี่ยวกับบริวาร เพื่อนร่วมงานยังทำให้หงุดหงิดอยู่บ้าง ทำอะไรด้วยตัวเองได้ก็ทำไปก่อน หวังพึ่งพาใครลำบาก มีแต่คนไม่อยากช่วย ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็น่าประทับใจ ช่วงนี้คุณได้ทำตามฝัน มีดวงเดินทางไกล  การงานก้าวไปอย่างช้าๆแต่มั่นคง คุณได้รับการหยิบยื่นโอกาสดี ให้รีบตัดสินใจรับไว้จะนำความก้าวหน้ามาให้ การปรับเปลี่ยน โยกย้ายไม่น่าเป็นห่วงทำให้คุณก้าวหน้ากว่าเก่า ช่วงนี้งานที่ต้องใช้สมอง ใช้ความคิด ได้ไอเดียดีๆ มีชื่อเสียง กลางเดือน ทำงานไม่ได้ดังใจสักเรื่อง ที่คิดไว้มีอันต้องล้มเลิก ผิดหวัง ทำใจให้เย็นลงอีกนิด อ่อนน้อมขึ้นมาอีกหน่อย แค่นี้คุณก็ได้รับความนิยมเหมือนเดิม ช่วงนี้เข้าหา เจรจากับผู้ใหญ่ประสบความสำเร็จ ได้เพื่อนดี ครอบครัวดี คอยหนุน ปลายเดือน “ไพ่พระฤษีชนก” (ไพ่ Hermit) มีเดินทางไกล เปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่ที่ทำงาน แต่เป็นในทางที่ดีขึ้น การทำงานเป็นช่วงเวลาของการแสวงหา อยากทำอะไรใหม่ๆ ช่วงนี้มีโอกาสได้หยิบจับสิ่งใหม่ๆสมใจ แต่ออกจะโดดเดี่ยวต้องช่วยเหลือตัวเอง  กล้าคิดกล้าทำจะเกิดความสำเร็จ คุณที่คิดเปลี่ยนงานให้รีบส่งใบสมัคร ได้ลุ้นงานใหม่แน่นอน ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม - 15 กันยายน) ดวงการงาน ต้นเดือน ผู้ใหญ่เริ่มเข้ามามีบทบาทกับคุณมากขึ้นทั้งเรื่องงาน ที่บ้าน แต่อย่าพึ่งร้อนใจ เพราะช่วงนี้คุณมีดวงอุปถัมภ์ ที่ผู้ใหญ่เข้ามาจะทำให้ชีวิตดีขึ้น การงานช่วงต้นๆจะยุ่ง วุ่นกับการปรับเปลี่ยน งานเอกสารแก้ไข แต่พอสะสางเสร็จแล้วงานจะก้าวหน้าขึ้น ได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ได้รับโอกาสดีกว่าคนอื่น เหมาะกับการลงทุน ขวนขวายทำสิ่งที่ฝัน “ไพ่พระลบ” (ไพ่ ราชาถ้วย) เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีคนมาขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษา เรื่องคนอื่นต้องยกนิ้วให้คุณเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องตัวเองเหมือนเส้นผมบังภูเขา คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก การงานลุ่มลึกมาแรงแซงโค้ง ตอนนี้คะแนนนำโด่ง ผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้เป็นมือขวา แต่อย่าเพิ่งออกฤทธิ์ ทำอะไรอย่าข้ามหน้าข้ามตา มีดวงศัตรูคอยอาฆาตจ้องเล่นงานอยู่ ปลายเดือน เจอเรื่องเครียดๆรายล้อม ทั้งปัญหาเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว พลอยทำให้สุขภาพแย่ไปด้วย “ไพ่วิตกนางสีดา” (ไพ่ 9 ดาบ) การงานอึดอัดใจ มีคนขอให้ช่วยจนรู้สึกไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว จะปฏิเสธก็น้ำท่วมปาก คุณดันเก่งทุกเรื่องเลยต้องมานั่งแก้ปัญหาให้คนนั้นคนนี้ ช่วงปลายถึงจะมีที่พึ่งบ้าง ได้เพื่อนคู่คิด มีคนมาแบ่งเบาภาระ แต่ก็ต้องตามติดเพื่อให้เรียบร้อย ถ้ามัวแต่นั่งกระดิกเท้ามีหวังถูกหมั่นไส้ ราศีกันย์ (16 กันยายน - 16 ตุลาคม) “ไพ่หนุมานถวายคันศร” (ไพ่ 8 คทา) มีเหตุให้ต้องไปนั่นมานี่ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานจะสำเร็จด้วยดี ช่วงนี้บรรยากาศในการทำงานแจ่มใส คิดหวังทำอะไรก็ประสบผลสำเร็จ งานท่องเที่ยว ทัวร์ งานต่างประเทศกำลังพุ่งแรง แต่ปลายๆยังต้องระวังตัวบ้าง จะมีปัญหากับผู้ใหญ่ คู่แข่งที่ไม่ประสงค์ดี ถ้ามัวแต่ชักช้าลังเลจะถูกคนอื่นแซงหน้าได้ กลางเดือน การทำงานมีการโยกย้าย ปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้น ถ้ากำลังมองหางานใหม่ก็มีจังหวะที่ดี พยายามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการให้เจอ และมุ่งไปที่สิ่งนั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม สิ้นเดือน ช่วงนี้ดีเป็นเรื่องๆ “ไพ่พระลักษมี” (ไพ่ ราชินีคทา) งานดี โดดเด่น ยิ่งงานที่ต้องพบปะ ติดต่อ คุณทำได้ดีเป็นที่พอใจของผู้บังคับบัญชา แต่เจ้านายช่วงนี้ก็ขึ้นๆลงๆ ทำให้คุณเริ่มหงุดหงิด ต้องพยายามเข้าหาให้ถูกจังหวะ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่รอดเหมือนกัน สิ่งที่คิดที่หวังเริ่มใกล้ความเป็นจริง มีโอกาสได้พบเจอคนมีชื่อเสียง มีคำแนะนำดีๆที่ได้ไป ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) มาแบบม้ามืด แซงหน้าทุกเรื่อง เก่งทุกทาง ช่วงนี้โอกาสเข้ามาทำให้คุณได้เริ่มต้น ได้สร้างฝันหลายๆอย่าง การทำงานคล่องแคล่ว เรียนรู้ไว ได้รับการหยิบยื่นโอกาส เรียกว่าเป็นช่วงทองของคุณทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ วางแผน จะมีผลงานได้รับการยอมรับ งานก้าวหน้า มีทางเลือกให้กับตัวเองมากขึ้น กลางเดือน ยับยั้งชั่งใจไม่ค่อยได้ มีปัญหากับคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย พอจะอารมณ์ดีขึ้น เพราะได้ข่าวดีเรื่องงาน การทำงานถ้าเป็นงานที่พึ่งตัวเองเป็นหลัก มีผลงานเป็นที่พอใจ แต่ก็ต้องลดทิฐิความดื้อลงบ้าง บางครั้งอาจไม่ได้รับการยอมรับเต็มร้อยจากผู้ใหญ่ ส่วนถ้าต้องทำงานเป็นทีม เตรียมใจรับกับเรื่องวุ่นวายได้เลย คุณเข้ากับใครไม่ค่อยได้ สิ้นเดือน มีดวงเดินทางไกล แต่ต้องพบปัญหาติดขัดตลอด “ไพ่นางสีดาลุยไฟ” (ไพ่ อัศวินคทา) ความขัดแย้งมาแรง ไม่ว่าจะทำอะไรมักมีคนขวาง ช่วงนี้ให้ช้าๆไว้ก่อน การทำงานเจอคนคอยจับผิด ทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ช่วงนี้พยายามเข้าเมืองตาหลิ่ว หลิ่วตาตามไปก่อน เพราะถ้ามีปัญหาขึ้นมา สิ่งที่คาดหวัง ความก้าวหน้าต่างๆจะถูกบั่นทอน ใครที่กำลังอยากเปลี่ยนอยากย้ายคงต้องอดทนทำไปก่อน ยังไม่มีจังหวะ ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม)  “ไพ่รถศึก” (ไพ่ The Chariot) ชีพจรลงเท้า ดวงเดินทางเด่นมาก ถึงแม้ไม่อยากเดินทางไปไหน ก็ต้องมีเหตุการณ์ให้ต้องไปต้องโยกย้าย เดินทางจนได้ การทำงานหยิบนั่นจับนี่ให้วุ่น ชอบทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียว ทั้งงานหลักงานเสริม แต่สุดท้ายก็เคลียร์ได้สำเร็จ ช่วงนี้มีเหตุให้วางมวยกับเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา เตือนไว้ก่อนอย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงดีกว่า งานจะได้ก้าวหน้า กลางเดือน ช่วงนี้สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเรื่องคำพูด มักจะโผงผางตรงจนเกิดเรื่อง “ไพ่พระอิศวร”(ไพ่ ราชาดาบ) งานไม่เดินเพราะมัวแต่ตั้งแง่ วางชั้นเชิงกับผู้บังคับบัญชา มีเหตุถูกตำหนิเรื่องงานที่รับผิดชอบ มีดวงในการเปลี่ยน หรือย้ายงาน ถ้ากำลังเบื่อให้รีบส่งใบสมัครไปให้ทั่วจะมีข่าวดี สิ้นเดือน ใจร้อน ไม่ฟังใครจนเป็นเหตุให้เกิดความผิดใจกันตามมา ช่วงนี้มีเรื่องขัดแย้งกับคนใกล้ตัวบ่อยมาก ให้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์จะดีกว่า การทำงานโดนเพิ่มความรับผิดชอบ แต่เงินเดือนเท่าเดิม ทำให้อารมณ์เดือดอยู่เหมือนกันแต่ทำอะไรมากไม่ได้  ช่วงนี้พอมีโอกาสสำหรับงานเสริม การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ แต่ยังไงก็ต้องไม่ข้ามหน้าข้ามตาผู้ใหญ่ด้วย ราศีธนู (15 ธันวาคม - 13 มกราคม) “ไพ่พาลีได้ชัย” (ไพ่ Strength) หลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาวนเวียนในหัว ต้องใช้เหตุผลในการตรึกตรองตัดสินใจ ช่วงนี้ต้องพยายามข่มอารมณ์ เมื่อไรใจร้อนหงุดหงิดจะเกิดเรื่องเดือดร้อน การทำงานไม่แน่ไม่นอนขึ้นอยู่กับอารมณ์ผู้บังคับบัญชา ตัวคุณเองก็แสนดื้อ ยอมใครเป็นเสียเมื่อไหร่ ช่วงนี้ต้องนอบน้อม เข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตามถึงจะได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ กลางเดือน เพื่อนล้นปรี่ ใครๆก็ต่างมารุมล้อม มีที่ปรึกษา มีคนคอยช่วยเหลือ คิดอยากทำอะไรก็เป็นเรื่องง่าย การทำงานเริ่มมีความคิดอยากลงทุน อยากทำอะไรเป็นของตัวเอง ช่วงนี้พอทำได้ แต่ให้ทำกับเพื่อนสนิทหรือครอบครัวมีความก้าวหน้ามากกว่าทำเองคนเดียว มีโอกาสดีในการเปลี่ยนงานย้ายงาน ให้รีบส่งใบสมัคร กับเพื่อนฝูงที่ทำงานคอยช่วยเหลือดีไม่มีปัญหา สิ้นเดือน “ไพ่ขันธกุมาร” (ไพ่ เจ้าชายดาบ) มีเรื่องคิดจุกจิกร้อยแปด คนรอบข้างมักทำให้เสียความรู้สึก การทำงานมีแต่การเกี่ยงงาน โยนความผิดจนมีความรู้สึกเบื่อ งานก็ยุ่งอยู่แล้วยังต้องมาเบื่อเรื่องคนอีก พวกงานตัวเลข เอกสารต้องระวังให้มาก มีเปอร์เซ็นต์จะทำผิดพลาดถูกตำหนิสูง มีเรื่องขัดแย้งในที่ทำงาน อาจบานปลายเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวพันหัวหน้างาน รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.MThai.com

โปรแกรมบอลวันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559
กระชับมิตรทีมชาติ /  บอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย / 

โปรแกรมบอลวันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ผลบอล บอลโลก โซนอเมริกาใต้ เวลา 03:00 น. โบลิเวีย - เปรู เวลา 03:30 น. โคลอมเบีย - เวเนซูเอล่า เวลา 04:00 น. เอกวาดอร์ - บราซิล เวลา 06:30 น. อาร์เจนติน่า - อุรุกวัย เวลา 07:00 น. ปารากวัย - ขิลี ผลบอล บอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย เวลา 17:30 น. ออสเตรเลีย - อิรัก เวลา 17:35 น. ญี่ปุ่น - อาหรับเอมิเรตส์ เวลา 18:00 น. เกาหลีใต้ - จีน เวลา 22:00 น. อุซเบกิสถาน - ซีเรีย เวลา 23:30 น. อิหร่าน - กาตาร์ เวลา 00:30 น. ซาอุดิอาระเบีย - ทีมชาติไทย ผลบอล กระชับมิตรทีมชาติ เวลา 19:00 น. ฮ่องกง - กัมพูชา เวลา 23:00 น. มัลดีฟส์ - บังกลาเทศ เวลา 23:15 น. บาห์เรน - สิงคโปร์ เวลา 01:45 น. เบลเยี่ยม - สเปน เวลา 01:45 น. เนเธอร์แลนด์ - กรีซ เวลา 01:45 น. โปรตุเกส - ยิบรอลตาร์ เวลา 02:00 น. อิตาลี - ฝรั่งเศส >> เช็คผลบอลสด ที่นี่ <<

8 โรงเจ ชื่อดัง ในกรุงเทพฯ
กินเจ /  ซอยโรงเจ / 

          กินเจ ที่ไหน??? เทศกาลดีๆ แบบนี้ คนไทยอย่างเราๆ เลือกงดเว้นการฆ่าน้องหมู น้องไก่ ในอาหารแต่ละมื้อ ปฏิบัติกันอย่างเรียบง่าย กินเจกันอยู่ที่บ้าน ที่ทำงานนี่แหละ แต่ลึกๆ ลงไปของ "ชาวจีน"หรือ "คนไทยเชื้อสายจีน"นั้น เขาปฏิบัติกันที่ โรงเจ ถือเป็นการไปชำระล้างร่างกายและจิตใจในสถานที่แห่งศรัทธากันเลย เพราะชาวจีนเชื่อกันว่าหากผู้ที่คิดดี ทำดี อยู่ในสถานที่ที่ดีแล้ว จะเกิดความอิ่มอกอิ่มใจ เหมือนได้พลังแรงกล้าจากพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ และ "เทศกาลกินเจ" นี้ เขาถือศีลปฏิบัติกันอยู่เป็นนิตย์ ไม่เพียงเฉพาะช่วงเดือน 9 เท่านั้น โรงเจ ชื่อดัง ในกรุงเทพฯ           ฉะนั้นเรามารู้จัก โรงเจ ชื่อดังกันเพื่อเสริมอรรถรสในการ กินเจ กันบ้าง เผื่อวันหนึ่งใครเกิดอยากไปสัมผัส หรือบูชา "กิ่วฮ้วงฮุกโจ้ว" ตามแบบฉบับชาวจีน จะได้มีช่องทางว่าวัดไหนใกล้บ้าน ไม่ไกลเกินกำลังที่เราจะเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมกันอย่างถ่องแท้ แต่อย่าผิดกาละเทศะใส่สีแดงไปนะ ถึงคนจีนจะชอบแดงแค่ไหน แต่เทศกาลบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจแบบนี้ต้องสีขาวเท่านั้น.. ไปดูวัดแรกกันเลยดีกว่า "วัดมังกรกมลาวาส" หรือที่เราคุ้นปากคุ้นหูว่า "วัดเล่งเน่ยยี่" เป็น โรงเจที่อยู่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย วัดนี้ดังมากกก ยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ คนแห่แหนกันไปจนล้นออกมานอกวัด จะไปต้องทำร่างกายและจิตใจให้พร้อมนะเอ้อ! แผนที่ วัดเล่งเน่ยยี่ ต่อด้วย "วัดโพธิ์แมนคุณาราม" โรงเจแห่งนี้ ตั้งอยู่ซอยสาธุประดิษฐ์ 19 เป็นวัดจีนที่มีการผสมผสานของศิลปะจีน-ไทย-ทิเบต ซึ่งถือว่าหาดูยาก แวะไปสักการะแล้วเชื่อว่าอดไม่ได้ที่จะต้องแชะภาพมาแน่ๆ เพราะสวยงามมาก แผนที่ วัดโพธิ์แมนคุณาราม กระเถิบมาแถวบ้านหม้อ ก็จะเจอ "วัดทิพยวารีวิหาร" วัดเก่าแก่หลายร้อยปี สร้างตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีโน่น จุดเด่นคือมี "บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์" ลองแวะไป โรงเจนี้ เอาน้ำมาประพรมเสริมสิริมงคงบ้างก็ดี แผนที่ วัดทิพยวารีวิหาร "วัดบำเพ็ญจีนพรต" เป็น โรงเจที่ชาวเยาวราชรู้จักกันดีแน่ๆ เป็นวัดที่ไม่ใหญ่นัก แถมยังอยู่ในซอยเล็กๆ ล้อมรอบด้วยตึกแถวอีกต่างหาก โอ้...โดนบังขนาดนี้ แนะนำให้ศึกษาเส้นทางก่อนไป จะดีเป็นแน่แท้ แผนที่ วัดบำเพ็ญจีนพรต ใครผ่านตลาดน้อย อย่าให้เสียเที่ยว แวะสงบจิตสงบใจที่ "ศาลเจ้าโจวซือกง" มองหาป้ายซอยวานิช ๒ จัดไป! อาหารเจ ที่นั่นอร่อยมากกกกก แผนที่ ศาลเจ้าโจวซือกง โรงเจบุญสมาคม ตรอกไกร ถนนจักรวรรดิ์ เก่าแก่เกิน 100 ปี ไม่แพ้กัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเจ คือ "เก้าอ้วงเจ" อยากเกิดความอุ่นกายสบายใจ ก็แวะมาขอพรกันได้ตามศรัทธา แผนที่ โรงเจบุญสมาคม ต่อกันที่ถนนไมตรีจิต แถวๆ หัวลำโพง ก็มี  โรงเจชิกเซี้ยม่า เชื่อกันว่าหากใครถูกปองร้าย หรือเจออุบัติเหตุบ่อยครั้ง ควรไปไหว้ขอพร "เทพธิดา 7 นางฟ้า" ได้ยินมาว่าขลังนะ! แผนที่ โรงเจชิกเซี้ยม่า ปิดท้ายด้วย ซอยโรงเจ ถนนเทอดไท ตลาดพลู ย่านที่เก่าแก่และสำคัญแห่งหนึ่งในฝั่งธนฯ ใครอยากรู้ว่าพี่จีนเค้าไหว้กันจริงจังแค่ไหน ใช้อะไรประกอบพิธีกรรมบ้าง ต้องลองไปสักครั้ง จะสัมผัสได้ถึงมนต์ขลังของวัฒนธรรมชาวจีน..อย่างแท้จริง แผนที่ ซอยโรงเจ -------------------------------------------------- อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงเจอีกหลายที่ ที่เรากล่าวไม่หมด แต่ เชื่อว่า สถานที่กินเจ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงศรัทธา แต่อย่างไรก็ตาม หากจิตใจเราคิดดี ย่อมเป็นตัวกำหนดการกระทำให้ดีแน่นอน กินเจ ที่ไหน?..กินที่ใจดีที่สุด

นี่หรือ นิว เมนสแตนด์!? เผยมุมอับทรมานแฟนบอลในสนาม แอนฟิลด์ โฉมใหม่
นิว เมนสแตนด์ /  พรีเมียร์ ลีก / 

สนาม แอนฟิลด์ ฉบับปรับปรุงใหม่ จะเริ่มใช้งานในวันเสาร์นี้ ซึ่ง ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านพบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในศึก พรีเมียร์ ลีก แต่ก่อนที่แฟนๆ หงส์แดงจะได้เข้าไปชมเกมในสนามกัน ก็มีภาพหลุดออกมาจากมุมอับของบางที่นั่งในสนาม ที่อาจทำสร้างความหงุดหงิดให้กับผู้เข้าชมไม่น้อย โดยภาพแรกเป็นเสาเหล็กที่บังมุมในสนามแบบเต็มๆ ขณะที่อีกภาพเป็นคนงานก่อสร้างนั่งคุดคู้อยู่ตรงที่นั่งริมสุด ซึ่งติดกับโครงเหล็กอีกเช่นกัน ทำให้เชื่อกันว่าผู้ใหญ่ไม่สามารถนั่งได้อย่างสบาย และต้องเป็นเด็กเล็กที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 3 ฟุตเท่านั้น ถึงจะนั่งได้โดยที่ไม่ต้องก้มศีรษะ สำหรับเกมที่ทีมหงส์แดงจะเปิด แอนฟิลด์ พบกับแชมป์เก่า เลสเตอร์ นั้นจะเตะกันในวันเสาร์ที่ 10 ก.ย. นี้ เวลา 23.30 น.

ตัวแทน!ช้างศึกเรียกบังดุลเสริมทัพแทนเจ้าตังค์
ชลบุรี เอฟซี /  ทีมชาติไทย / 

ทีมชาติไทยตัดสินใจเรียกตัว "บังดุล" อดุล หละโสะ  กองกลางตัวรับที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ปล่อยให้ ชลบุรี เอฟซี ยืมตัวไปใช้งาน มาติดทีมชาติในนัดที่จะพบกับญี่ปุ่น ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก แทน สารัช อยู่เย็น ที่ติดโทษแบน โดยกองกลางชาวพัทลุง ที่เริ่มทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆในการย้ายกลับมาเล่นกับ ชลบุรี เอฟซี ด้วยสัญญายืมตัว ในเลกที่ 2 ทำผลงานได้ดีเข้าตา "ซิโก้"เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จนถูกเรียกไปติดทีมชาติ ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดที่ 2 ที่จะพบกับทีมชาติญี่ปุ่น เนื่องจาก สารัช อยู่เย็น ในตำแหน่งเดียวกัน ติดโทษแบนมาจากเกมพ่าย ซาอุดิอาระเบีย สำหรับ ทีมชาติไทย จะลงสนามในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชียรอบ 12 ทีมสุดท้าย ด้วยการพบกับทีมชาติญี่ปุ่นในวันที่ 6 กันยายนนี้