บังยี

คิงส์คัพ ครั้งที่43 พร้อมระเบิดศึกยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง
คิงส์คัพ /  ช้างศึก / 

ความเคลื่อนไหวการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 1-7 ก.พ.58 โดยมี ช้างศึก ทีมชาติไทย, โสมขาว เกาหลีใต้, ฮอนดูรัส และอุซเบกิสถาน ร่วมชิงชัย ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค.58 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ ประธานจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 43 (Presented by Vana nava Hua Hin) ร่วมกับ บังยี วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และนายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันแถลงข่าวความพร้อมก่อน โดย บังยี วรวีร์ มะกูดี กล่าวว่า รายการนี้ถือเป็นรายการที่เก่าแก่ของเอเชีย ซึ่งมีไม่กี่รายการเท่านั้น อาจจะเป็นรองแค่ เมอร์เดก้า ของมาเลเซีย ที่เพิ่งกลับมาแข่งขันอีกครั่ง ขณะที่เราได้ดำเนินการจัดแข่งมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งใหญ่ “เราได้เชิญทีมที่แข็งแกร่งเข้ามาแข่งขัน เราจะเปิดสนามกับฮอนดูรัส และปิดสนามเกาหลีใต้ สิ่งทีน่าสนใจคือวันสุดท้าย ภาพที่อินชอน ยังคาใจพวกเราอยู่ว่าเราแพ้ได้อย่างไร รวมทั้งลูกจุดโทษที่เราไม่น่าเสีย เกมนี้จึงเป็นเกมที่เรารอคอย โดยเราจะใช้ผู้ตัดสินชาวต่างชาติจากเอเอฟซีมาทำในหน้า เพื่อความบริสุทธิ์และแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วศักยภาพของใครเหนือกว่ากัน” นายใหญ่ลูกหนังไทย เปิดเผยต่ออีกว่า การแข่งขันครั้งนี้ ช้างศึก ทีมชาติไทย มีความตั้งใจที่จะคว้าแชมป์มาก ซึ่งสมาคมฯ ได้เตรียมรางวัลไว้ให้แล้วแต่ต้องขออุบไว้ก่อน ด้าน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่า คิงส์คัพ ครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ด้วยความพร้อมของโคราชที่มีสนามซึ่งจุคนได้ถึง 2.5 หมื่นคน เรามั่นใจว่าจะเต็มสนามอย่างแน่นอน" ส่วนบัตรเข้าชมการแข่งขันมีทั้งหมด 3 ราคา คือ 200 ,300 และ 400 บาท เริ่มจำหน่ายแล้วที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และ หน้าสนามแข่งขัน (สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา) และยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง ไทยรัฐทีวี ทีวีดิจิตอล ช่อง 32 / 42 และ สยามสปอร์ตฟุตบอล ทรูวิชั่นส์ 694

รวบหนุ่มปล่อย คลิปโป๊ ร่วมรักสาวว่อนเน็ต หวังบังคับข่มขืน
ข่มขืน /  คลิปโป๊ / 

บุกรวบพนักงานขายจิวเวลรี่หนุ่ม หลังปล่อย คลิปโป๊ ร่วมรักสาวว่อนเน็ต หวังบังคับข่มขืนต่อเนื่อง แถมทำร้ายร่างกาย ก่อนผู้เสียหายทนไม่ไหวเข้าแจ้ง 'ปวีณา' นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 1 ได้นำหมายจับที่ ว.229/2558 จับนายอุเทน วรสิทธิ์ พนักงานขายจิวเวลรี่ อายุ 20 ปี อยู่ ต.พลับพลาไชย อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ขณะอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านรังสิต ข้อหากระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนยี น.ส.กร (นามสมมติ) ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า รู้จักกับนายอุเทน วรสิทธิ์ ทางเฟซบุ๊ก และได้พูดคุยกันเรื่อยมา จนวันที่ 29 ธค.57 ได้นัดพบกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านรังสิต จากนั้นได้มีความสัมพันธุ์กัน ที่ห้องพักนายอุเทนในซ.พหลโยธิน 64 โดยนายอุเทนได้บังคับข่มขู่ถ่ายรูป และคลิปวิดีโอ ขณะที่ร่วมหลับนอนกันไว้ หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ นายอุเทนได้นำรูปถ่าย ซึ่งเป็นรูปภาพของตนเพียงคนเดียว โพสต์ลงในเฟซบุ๊กของนายอุเทน ตนจึงได้ต่อว่านายอุเทน ทำให้นายอุเทนไม่พอใจ ต่อมาวันที่ 10 มค.58 นายอุเทนได้บอกให้ตนไปพบที่ห้องอีก โดยอ้างว่าให้ตนไปลบรูปภาพเองในโทรศัพท์ของนายอุเทน จึงเดินทางไปพบนายอุเทน เมื่อไปถึงกลับถูกนายอุเทนบังคับข่มขืน และถ่ายคลิปวิดีโอขณะร่วมรักไว้อีก และยังนำคลิปวิดีโอดังกล่าวมาข่มขู่ให้ตนไปร่วมหลับนอนอยู่ตลอดเวลา หากไม่ไปจะนำ คลิปโป๊ ไปเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก จนวันที่ 23 ม.ค. 58 นายอุเทน ได้นำ คลิปโป๊ ที่ร่วมหลับนอนกัน ลงเผยแพร่ในเฟซบุ๊กของนายอุเทนทำให้ตนเสียหาย ตนจึงได้เดินทางเข้าแจ้งความ ที่ สภ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินคดีกับนายอุเทน ในข้อหา เผยแพร่ภาพทางเฟซบุ๊ก ต่อมาเช้าวันที่ 24 ม.ค.58 นายอุเทนข่มขู่บังคับให้ตนไปพบ เมื่อตนเดินทางไปถึงได้มีปากเสียงกัน นายอุเทนได้ทำร้ายร่างกายตน จึงได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.สายไหม ในข้อหาทำร้ายร่างกายและข่มขืน แต่ตนเกรงว่า นายอุเทนจะนำรูปภาพและคลิปวิดีโอที่ร่วมหลับนอนกัน ไปเผยแพร่ในทางอื่นอีก จึงเดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ ภายหลังรับแจ้ง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ทราบรายละเอียด และหลักฐานที่ น.ส.กร นำมายืนยันเป็นที่แน่ชัด จึงได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผบก.ปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาญชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. โดยให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ พาผู้เสียหายไปพบในวันที่ 26 ม.ค.58 เวลา 11.00 น. เพื่อเข้าแจ้งความ และให้ข้อมูลทั้งหมด เพื่อติดตามตัวนายอุเทน วรสิทธิ์ มาดำเนินคดี MThai News

10 โลเคชั่นถ่ายรูปรับปริญญา ที่จะทำให้ดูเป็นบัณฑิตแบบชิคๆ คูลๆ
ถ่ายรูปรับปริญญา /  ชิคๆคูลๆ / 

เป็นบัณฑิตจบการศึกษาทั้งที แน่นอนกิจกรรมยอดฮิตที่ทุกคนต้องทำก็คือการถ่ายรูปใส่ชุดครุยไว้เป็นที่ระลึก แต่ถ่ายโลเคชั่นข้างในมหา'ลัยอย่างเดียวอาจจะเป็นภาพความประทับใจที่ใครก็มี วันนี้Yenta4.com เลยขอแนะนำ 10 โลเคชั่นสำหรับการถ่ายรูปรับปริญญา ที่จะช่วยให้การใส่ชุดครุยของบัณฑิต ดูคูลๆ ชิคๆ ซึ่งโลเคชั่นที่เรานำมาแนะนำนี้ได้นำภาพสวยๆ มาจากผลงานของช่างภาพในประเทศไทยมาให้ได้ชมกัน จะมีสถานที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย 10 โลเคชั่นถ่ายรูปรับปริญญา ที่จะทำให้ดูเป็นบัณฑิตแบบชิคๆ คูลๆ Photo: Maneemajai Photographer 1.สนามหญ้าสีเขียวๆ และท้องฟ้าสดใส โทนสีเขียวของสนมหญ้า กับสีของท้องฟ้าสดใส ยิ่งมีปุยเมฆสีขาวตัดสลับด้วยแล้ว ได้ฟีลลิ่งบัณฑิตสาวสดใสเริงร่า ท้าแสงแดด สดชื่นดีนะ แนะนำท่าโพสต์ชูมือขึ้นแล้วกระโดดลอยตัว อารมณ์ประมาณว่า เย้! ดีใจจังจบแล้วเว้ยยย Photo: จะโอ๋ ช่างภาพ Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer 2.ไปนั่งบนไวน์กิ้ง คูลมากกกก คูลสุดๆ (หมายถึงลมเย็นน่ะ) แนะนำระหว่างโพสต์ท่าถ่ายรูป ไม่ต้องทำไรมากกกกก แค่กรี๊ดๆๆๆให้ดังๆ ก็พอ ได้ฟีลลิ่งสนุกแบบสุดโต่งอะบอกเลย ใครจะขึ้นไปยังไงก็พกยาดมด้วยแล้วกัน^^ Photo: Maneemajai Photographer 3.บนเรือ ลมพัดผมพริ้วๆ ชีวิต Slow Life อารมณ์แบบเหม่อๆ ลอยๆ หรือถ้าใครรู้สึกว่าเนิบไปช้าไป อยากตื่นเต้น! ให้ลองไปนั่งเรือด่วนก็ได้ แต่ผมคงไม่แค่พริ้ว น่าจะกระเจิงเลยนะนั่น!! Photo: Maneemajai Photographer 4.สระว่ายน้ำ เวลาที่แสงแดดกระทบกับผิวน้ำระยิบระยับ จะช่วยให้ตัวนางแบบที่สวมชุดครุยดูโดดเด่น ถือห่วงยาง สวมแว่นตาเพิ่มเข้าไปหน่อย หูยยย อะโลฮ่าาาาาาา สุดๆ Photo: Maneemajai Photographer 5.ดาดฟ้า เน้นมุม Landscape ภาพถ่ายมุมกว้าง ที่มีม่านหลังเป็นท้องฟ้าสีคราม จะทำท่านั่ง หรือจะยืนเอามือบังแดด เป่าลูกโป่ง ก็แล้วแต่สไตล์ Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer 6.ใต้ต้นไม้ หลังใบไม้ ตรงไหนก็ได้ที่มีต้นไม้ จะถ่ายกับลำต้นสีน้ำตาล หรือหลังใบไม้สีเขียวๆ เวลาถ่ายต้องแบบหน้าเบลอ หลังชัดนะ เหมือนแอบๆ กลัวใครจะเห็น (ฮ่าๆๆ) Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer อยู่หลังใบไม้เข้าไว้ ให้เห็นใบหน้านิดๆ แววตาหน่อยๆ Photo: Panutatfoto Photo: Panutatfoto 7.ท่ามกลางท้องทุ่ง ผืนดิน แผ่นหิน โลเคชั่้นนี้จะเน้นไปที่พื้นผิวด้านล่างที่นางแบบยืน จะเป็นนั่งท่ามกลางโขดหิน ยืนท่ามกลางทุ่งดอกไม้ ทุ่งหญ้า หรือแผ่นดินแห้งผากได้หมด Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ Photo: Maneemajai Photographer 8.กำแพง จะกำแพงสีสดๆ กำแพงอิฐเก่าๆ วินเทจ หรือเพนท์ลายอะไรก็แล้วแต่ ขอให้เป็นกำแพง ท่าไม้ตายยืนตัวตรงๆ ทำหน้านิ่ง หรือจะทำหน้าทะเล้นๆ ก็แล้วแต่ อีกท่าที่ช่วยให้ดูชิคได้คือ ถ่ายแบบโผล่หน้า โผล่ตัวมาให้เห็นแบบครึ่งๆ โอโห้ เท่ไหมละ? Photo: Panutatfoto Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer Photo: ผู้ชายนับสาม Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ Photo: จะโอ๋ ช่างภาพ 9.รถไฟ รางรถไฟ หรือบนตัวรถไฟ เป็นโลเกชั่นที่ดูคลาสสิค อย่าลืมใส่แว่นทรงเรย์แบรนด์เพิ่มเข้าไปด้วยนะ เวรี่เก๋มากบอกเลย Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ 10.ทะเล คงเป็นภาพที่หยิบขึ้นมาดูกี่ครั้งก็รู้สึกสบายตา สบายใจ ผืนทะเล กับแผ่นฟ้าขนาดใหญ่ ที่ขนานกันไม่มีวันมาบรรจบ Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer ลองซ้อมโพสต์ท่า หรือลิสต์สถานที่ที่อยากถ่ายไว้เลยน้า พร้อมเมื่อไรก็นัดช่างภาพ แล้วลุยออกไปถ่ายเลย ขอให้สนุกกับการถ่ายรูปนะจ๊ะ ^^ ข้อมูลจาก Yenta4.com

ยังไงยังไง! สถิติเผย ผีชุดเฮียกัลโยนบอลยาวแซง มอยส์
ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ /  ฌอน ไดช์ / 

สื่อดังของเกาะอังกฤษอย่าง เดลี่ เมล ได้เผยสถิติที่ไม่น่าเชื่อออกมาว่า ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล นั้น เล่นบอลยาวมากกว่าในยุคของ เดวิด มอยส์ ไปแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้บังเหียงของ กุนซือมากประสบการณ์ชาวดัตซ์ อย่าง หลุยส์ ฟาน กัล ในฤดูกาลนี้ ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 4 ของตาราง พรีเมียร์ ลีก มีสถิติในการเล่นบอลยาวออกมาว่า พวกเขาใช้ไปมากถึง 1,696 ครั้ง จาก 22 เกมที่ลงสนาม ซึ่งถ้าเที่ยบกับช่วงเวลาเดียวกันกับฤดูกาลที่แล้ว ในยุคของ เดวิด มอยส์ นั้น มันมีจำนวนมากกว่าถึง 358 ครั้ง เลยทีเดียว ทั้งนี้ ถ้าเทียบอันดับทีมที่มีการเล่นบอลยาวมากที่สุดใน พรีเมียร์ ลีก ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ติดอันดับที่ 2 จาก 3 อันดับแรก โดยเป็นรองแค่ เบิร์นลีย์ ของ ฌอน ไดช์ ที่มาเป็นอันดับหนึ่งมีสถิติถึง 1,737 ครั้ง ส่วนอันดับที่ 3 เป็นของ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ 1,685 ครั้ง

15 วันนรก! ทดลองการอดนอนของรัสเซีย ผลลัพธ์ที่สุดสะพรึง
ความรู้รอบโลก /  ต่างประเทศ / 

15 วันนรก! ทดลองการอดนอนของรัสเซีย ผลลัพธ์ที่สุดสะพรึง ในช่วงปลายปี 1940 นักวิจัยชาวรัสเซียได้ทำการทดลอง นักโทษ 5 คน โดยใช้สารกระตุ้นที่เป็นแก๊สทำให้นักโทษทั้ง 5 คนนั้นตื่นตลอดเวลาซึ่งเป็นระยะเวลาทั้งหมด 15 วัน พวกเขาถูกนำตัวมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปิดสนิท เพื่อที่จะสามารถควบคุมปริมาณออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นแก๊สจะไม่ทำให้พวกเขาตาย เพราะแก๊สจะเป็นพิษเมื่อความเข้มข้นของมันสูงขึ้น อยากรู้ไหมว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันเลยค่ะ! 15 วันนรก! ทดลองการอดนอนของรัสเซีย ผลลัพธ์ที่สุดสะพรึง  การทดลองนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีกล้องวงจรปิด ดังนั้นพวกเขาจึงมีเพียงแค่ไมโครโฟน และหน้าต่างขนาดเท่าช่องลมที่ทำด้วยกระจกหนา 5 นิ้ว ที่ถูกนำไปติดไว้หน้าห้องเพื่อสังเกตการณ์ ภายในห้องจะมีหนังสือ และเตียงพับได้เพื่อเอาไว้เอนหลัง แต่ไม่มีที่นอน หมอน นอกจากนี้ยังมีห้องอาบน้ำ ส้วม และอาหารแห้งมากพอสำหรับนักโทษ 5 คน สามารถกินได้เป็นเดือนๆ ซึ่งผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งหมด เป็นนักโทษทางการเมืองที่ถือว่าเป็นศัตรูของรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงวันแรกๆ! ทุกสิ่งทุกอย่างดูปกติดี ผู้ร่วมทดสอบแทบจะไม่ปริปากบ่นเลย หลังจากที่มีการสัญญาปลอมๆ ว่าพวกเขา "จะถูกปล่อยให้เป็นอิสระ" ทันที! หลังจากที่พวกเขาเข้าร่วมการทดสอบนี้ และมีข้อตกลงว่าพวกเขาห้ามนอนเป็นระยะเวลา 30 วัน คำสนทนาและกิจกรรมต่างๆ ของพวกเขาถูกสังเกตการณ์อยู่ตลอด ผ่านไป 4 วัน! พวกเขาเริ่มจะพูดถึงเหตุการณ์ที่เจ็บปวดที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในอดีตของพวกเขา และน้ำเสียงในวงสนทนาของพวกเขาก็เริ่มหม่นหมองลงเรื่อยๆ ผ่านวันที่ 5! พวกเขาก็เริ่มพร่ำบ่นถึงสถานการณ์และเหตุการณ์ที่พาพวกเขามาอยู่ ณ ที่ตรงนี้ และเริ่มแสดงอาการหวาดระแวงออกมาให้เห็น พวกเขาเลิกพูดคุยกัน ไม่มีคำสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น และเริ่มมากระซิบกระซาบกับไมโครโฟนและช่องที่ติดกระจกส่องทาง มันแปลกมากที่ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งหมด คิดว่า พวกเขาสามารถเอาชนะความเชื่อใจของผู้ทำการทดลองได้ โดยการทำให้เพื่อนหนึ่งในนักโทษที่ถูกขังอยู่ด้วยกันนั้นไม่สบาย ซึ่งตอนแรกนักวิจัยคาดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นผลมาจากการให้แก๊ส ผ่านไป 9 วัน! นักโทษคนนึงก็เริ่มตะโกนโวยวาย วิ่งไปวิ่งมาทั่วห้องแล้วกรีดร้องด้วยเสียงที่สูงมากๆ เป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงหลังจากนั้นเขาก็พยายามที่จะตะเบงเสียงต่อ แต่สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ การทำเสียงแหลมออกมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งนักวิจัยที่คอยสังเกตการณ์นั้นสันนิษฐานว่าเส้นเสียงของนักโทษคนนั้นน่าจะฉีกขาด แต่! สิ่งที่ทำให้น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ พฤติกรรมของนักโทษคนอื่นๆ ตอบสนองการกระทำของเขา หรือพูดอีกแง่หนึ่งก็คือ ไม่ตอบสนองอะไรต่อการกระทำของเขาเลยมากกว่า พวกเขาที่เหลือก็ยังคงกระซิบกระซาบใส่ไมโครโฟน จนกระทั่งมีนักโทษอีกสองเริ่มแผดเสียงออกมา ส่วนนักโทษอีกสองคนที่ไม่ได้กรีดร้องก็เริ่มหยิบหนังสือออกมาฉีก แล้วก็เอาแผ่นกระดาษหน้าแล้วหน้าเล่ามาละเลงบนใบหน้าของพวกเขาเอง หลังจากนั้นก็ส่งมันมาทางช่องกระจกอย่างใจเย็น แล้วจู่ๆ การกรีดร้องก็หยุดลงอย่างกระทันหัน แล้วก็กลับไปกระซิบกระซาบกับไมโครโฟนต่อ! หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นไปอีก 3 วัน! นักวิจัยที่ตรวจสอบไมโครโฟน(ทุกๆ ชั่วโมง) เพื่อให้แน่ใจว่าพวกนักโทษยังมีชีวิตอยู่ ก็ได้ตรวจสอบเสียงอีกครั้งเมื่อเขารู้สึกถึงความผิดปกติภายในห้อง ไม่ได้ยินเสียงนักโทษแม้แต่คนเดียว ซึ่งมันจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะ .. เมื่อเขาเช็คระดับการเผาผลาญออกซิเจนภายในห้องก็ยังแสดงให้เห็นว่าพวกนักโทษทั้ง 5 คนนั้นยังมีชีวิตอยู่แน่นอน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นระดับของออกซิเจนที่ทั้ง 5 คนนั้นจะต้องใช้หลังจากที่ออกกำลังกายมาอย่างหนักซะด้วยซ้ำไป ในเช้าวันที่ 14! เพียงเพื่อจะได้รับการตอบสนองจากนักโทษเหล่านั้น นักวิจัยได้โทรศัพท์เข้าไปภายในห้องขัง โดยพวกเขาแค่หวังว่าจะเป็นการกระตุ้นให้นักโทษตอบสนองอะไรก็ได้ เพราะพวกเขากลัวว่านักโทษอาจจะตายหรือว่านอนแน่นิ่งไปแล้ว พวกเขาประกาศว่า "พวกเราจะเปิดห้องเพื่อเข้าไปเช็คไมโครโฟน เพราะฉะนั้นอยู่ให้ห่างจากประตู นอนราบกับพื้น ไม่อย่างนั้นจะถูกยิง คนที่เชื่อฟังจะได้รับการปล่อยตัว" แต่พวกเขากลับได้ยินเสียงตอบกลับมาอย่างเยือกเย็นว่า "พวกเราไม่ต้องการเป็นอิสระอีกต่อไป" หลังจากนั้นก็เกิดการโต้แย้งระหว่างนักวิจัยและกองกำลังทหารที่สนับสนุนการทดลองนี้ เมื่อไม่สามารถกระตุ้นการตอบสนองโดยการใช้โทรศัพท์ได้อีก พวกเขาจึงตัดสินใจจะเปิดห้องขังนั้นตอนเที่ยงคืนของวันที่ 15 วันที่ 15 ! ภายในห้องขังแก๊สพิษถูกดูดออกไปจนหมด และมีก๊าซออกซิเจนเข้ามาแทนที่ หลังจากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมากระทันหันจากไมโครโฟน มี 3 เสียงเริ่มพูดขอร้อง อ้อนวอนราวกับว่ากำลังร้องขอชีวิต เพื่อที่จะให้นักวิจัยปล่อยแก๊สเข้ามาอีกครั้ง หลังจากนั้นประตูห้องก็เปิดออก ทหารจึงถูกส่งเข้าไปช่วยชีวิตนักโทษเหล่านั้น แต่พวกเขากลับตะโกนกรีดร้องด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม และทหารก็ร้องด้วยความตกใจเช่นเดียวกัน เพราะสิ่งที่เข้าเห็นภายในห้องนั้นคือ นักโทษ 4 ใน 5 คนยังมีชีวิตอยู่ พร้อมกับก้อนเนื้อต้นขาและหน้าอกของนักโทษคนนึงที่เสียชีวิตไปแล้ว อัดแน่นอยู่ในท่อระบายน้ำที่อยู่ตรงกลางห้อง ทำให้การระบายน้ำอุดตัน และทำให้น้ำท่วมขังในห้องสูงถึง 4 นิ้ว รวมถึงเมื่อได้สำรวจนักโทษที่เหลืออีก 4 คนก็พบว่า มีบางส่วนของกล้ามเนื้อและผิวหนังเสียหาย เหมือนถูกกระชากออกไปจากร่างกายด้วย ซึ่งความเสียหายของผิวหนังและกระดูกที่โผล่ออกมาจากปลายนิ้วแสดงให้เห็นว่า บาดแผลเหล่านี้เกิดจากการใช้มือ ไม่ใช่เกิดจากการใช้ฟันอย่างที่นักวิจัยคิดไว้ตั้งแต่แรก การตรวจสอบอย่างใกล้ชิดที่บาดแผลก็ชี้ให้เห็นว่า พวกเขาส่วนใหญ่ทำร้ายตัวเอง อวัยวะในช่องท้องที่อยู่ต่ำกว่าชายโครงของนักโทษทั้ง 4 คนได้ถูกควักออกไป ในขณะที่หัวใจ ปอด และกระบังลมยังคงอยู่ นอกจากนี้ผิวหนังและกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ที่ติดกับซี่โครงถูกฉีกออกจนหมด จนเห็นปอดผ่านกระบังลม เส้นเลือดและอวัยวะต่างๆ ยังคงอยู่ที่เดิม พวกเขาแค่ควักไส้ของตัวเองออกมาวางกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น แต่พวกเขาก็ยังคงมีชีวิตอยู่! ส่วนระบบทางเดินอาหารที่นักโทษทั้ง 4 คนควักออกมานั้น ดูเหมือนว่ายังคงทำงานย่อยเป็นปกติ และสิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ สิ่งที่กำลังย่อยอยู่ก็คือเนื้อของพวกเขาเอง ที่เกิดจากการถูกควักออกมากินในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เมื่อทหาร (หน่วยปฏิบัติการพิเศษรัสเซียที่อยู่ประจำที่ทดลอง) ได้เห็นนักโทษในสภาพนั้นก็ไม่มีใครอยากที่จะเข้าและปฏิเสธที่จะเข้าไปเพื่อนำตัวนักโทษออกมา นักโทษทั้ง 4 คนที่เหลือก็ทำได้เพียงแค่แผดเสียงออกมาในขณะที่ถูกทิ้งไว้ในห้อง หลังจากนั้นนักโทษทั้ง 4 ก็อ้อนวอนให้ช่วยปล่อยแก๊สกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เพื่อจะทำให้พวกเขาไม่หลับ!!! เหตุการณ์ชุลมุน! ในขณะที่ขนย้ายนักโทษทั้ง 4 คนออกจากห้องนั้น ทำให้ทหารรัสเซียได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน ไม่ว่าจะถูกกัดที่ต้นคอ, ลูกอัณฑะถูกดึงฉีกขาด อาการปางตาย, นักโทษ 1 ใน 4 นั้นเกิดคลุ้มคลั่งกัดขาตัวเองจนเส้นเลือดฉีกขาด และอีกหนึ่งคนก็ม้ามแตก ทำให้เลือดไหลนองในทันที ทีมแพทย์-นักวิจัย พยายามจะทำให้เขาสงบสติอารมณ์ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำอะไรไม่ได้เลย นักโทษคนนี้ได้รับการฉีดมอร์ฟีนในปริมาณที่สูงกว่าคนปกติถึง 10 เท่า แต่เขาก็ยังคงต่อสู้จนทำให้แขนและซี่โครงของหมอคนนึงหัก และเมื่อหัวใจที่เหมือนจะเต้นอยู่ถึง 2 นาทีเต็มหลังจากที่เลือดออก ได้มาถึงจุดที่ระบบโลหิตเขามีอากาศไหลเวียนอยู่มากกว่าเลือด ถึงแม้ว่าหัวใจของเขาจะหยุดเต้นไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงกรีดร้อง ตะเบงเสียงต่อและเดินซวนเซไปกว่า 3 นาที ในขณะเดียวกันก็พยายามทำร้ายคนที่อยู่ใกล้ตัวเขา พร้อมกับพูดคำว่า "เอาอีก" ย้ำไปมาและเงียบไปในที่สุด ต่อมาในระหว่างที่เตรียมนักโทษอีกคนนึง เพื่อที่จะผ่าตัดเอาอวัยวะกลับเข้าไปในร่างกายเหมือนเดิม แต่กลับพบว่าเขานั้นมีภูมิคุ้มกันชั้นดีต่อยาระงับประสาทที่ทีมแพทย์นั้นฉีดเข้าไปในร่างกายเขา เขาต่อสู้และดิ้นรนอย่างสุดๆ และเมื่อแก๊สยาสลบถูกนำมาใช้กับเขาแทนเพื่อให้หมดสติ เขาก็พยายามจะฉีกสายหนังที่มีความกว้างถึง 4 นิ้วที่รัดข้อมือเขาอยู่ออกไป ทั้งๆ ที่มีทหารน้ำหนักตัวกว่า 200 ปอนด์ ช่วยกันจับข้อมือข้างนั้นของเขาอยู่ แต่การใช้ยาสลบนั้นก็สามารถทำให้เขาสลบไปได้ และในขณะที่ตาของเขากำลังปิดลง หัวใจของเขาก็หยุดเต้นทันที การชันสูตรนักโทษคนนี้ก็พบว่า ระดับออกซิเจนในเลือดของเขานั้นมีปริมาณมากกว่าคนปกติทั่วไปถึง 3 เท่า, มีกระดูกหักกว่า 9 จุดในขณะที่เขาต่อสู่อยู่บนเตียง และพบว่านักโทษคนนี้เส้นเสียงถูกทำลาย ฉีกขาดเกิดจากการกรีดร้องอย่างรุนแรง  เขาเลยไม่สามารถอ้อนวอนหรือคัดค้านการผ่าตัดนี้ได้ เขาตอบสนองเพียงแค่สั่นหัวอย่างแรง เพื่อบ่งบอกว่าเขาไม่อยากรับแก๊สยาสลบ และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ตอบสนองอีกเลยกว่า 6 ชั่วโมง ในขณะที่แพทย์ทำการผ่าตัดนำอวัยวะของนักโทษคนนี้กลับเข้าร่างกายและเย็บปิดด้วยเนื้อหนังที่ยังพอมีเหลืออยู่ และหนึ่งในสัญแพทย์ได้พูดย้ำไปมาว่า "มันน่าจะมีความเป็นไปได้ตามหลักการแพทย์ที่คนไข้น่าจะยังมีชีวิตอยู่" อีกทั้งพยาบาลที่ช่วยในการผ่าตัดครั้งนี้ยังบอกอีกว่า เธอเห็นปากของนักโทษโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอยู่หลายครั้งเวลาเขามองมาที่เธอ และเมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้น นักโทษคนนี้ก็มองมาที่สัญแพทย์แล้วเริ่มหายใจฝืดฝาดเสียงดัง และพยายามจะพูดในขณะที่ดิ้นไปมา หมดที่ผ่าตัดจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ พวกเขาเลยนำปากกาและกระดาษมาให้นักโทษคนนี้ และสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจก็คือ นักโทษเขียนเพียงแค่คำว่า "ผ่าตัดต่อไป" ส่วนนักโทษอีก 2 คนก็ได้รับการผ่าตัดโดยไม่ใช้ยาสลบ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกฉีดให้เป็นอัมพาตในขณะที่ทำการผ่าตัด แต่การผ่าตัดนั้นก็เป็นไปอย่างยากลำบากเพราะนักโทษนั้นหัวเราะอยู่ตลอดเวลา และเมื่อร่างกายเป็นอัมพาต นักโทษก็ได้แต่เหลียวมองแพทย์และทีมผ่าตัดหลายๆ คนไปมาเท่านั้น แต่ฤทธิ์ยาที่ถูกฉีดให้พวกนักโทษนั้นกลับสลายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักโทษพยายามดิ้นรน ขัดขืน และเมื่อพวกเขาสามารถพูดได้ พวกเขาก็ร้องขอแก๊สที่เหมือนอยู่ในห้องขังนั้นอีกครั้ง นักวิจัยพยายามที่จะถามเหตุผลที่พวกเขาทำร้ายตัวเอง ทำไมต้องดึงไส้ตัวเองออกมา? ทำไมต้องการแก๊สพวกนี้อีก? และมีเพียงคำตอบเดียวจากนักโทษว่า "ผมต้องตื่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" เมื่อสิ้นสุดการผ่าตัด นักโทษทั้ง 3 คนก็ถูกนำตัวไปขังไว้ยังห้องเดิม เพื่อรอการตัดสินใจของทีมนักวิจัยว่าจะทำอย่างไรกับนักโทษที่เหลือ นอกจากนี้นักวิจัยยังต้องถูกโกรธเคืองจากทหารที่เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินในการทดลอง ที่ล้มเหลวในการทดลอง และในที่สุดนักวิจัยก็ตัดสินใจต้องฆ่านักโทษที่เหลือเหล่านี้ แต่หนึ่งในผู้มีอำนาจทางการทหารกลับมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวนักโทษ และต้องการดูต่อไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้านักโทษที่เหลืออยู่นั้นได้รับแก๊สอีกครั้ง นักวิจัยต่างพากันคัดค้าน แต่ก็ไม่เป็นผล ในระหว่างที่ทำการปิดผนึกห้องอีกครั้ง นักโทษที่เหลือได้ถูกต่อสายกับเครื่องตรวจคลื่นสมอง ถูกมัดนั่งอยู่บนที่นอนอย่างหนาแน่น เป็นที่น่าประหลาดใจ เมื่อนักโทษทั้ง 3 คน ไม่ต่อสู้เลย เมื่อได้ยินว่าจะได้รับแก๊สอีกครั้ง หนึ่งคนฮัมเพลงเสียงดังและต่อเนื่องเพื่อที่จะทำให้ตัวเองไม่หลับ หนึ่งคนที่พูดไม่ได้ก็พยายามดึงตัวเองออกจากสายหนังที่รัดไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี ส่วนอีกหนึ่งคนพยายามโยกหัวไปมาอย่างรุนแรง และกระพริบตาถี่ๆ และเมื่อนักวิจัยได้ดูคลื่นสมองของนักโทษที่โยกหัวไปมานั้นก็พบว่า คลื่นสมองนั้นเกือบจะดูปกติอยู่ตลอดเวลา แต่มีเพียงบางครั้งที่เปลี่ยนแปลงเป็นเส้นตรง ดูเหมือนว่า เขาทรมานเกิดจากการที่สมองตายซ้ำๆ ก่อนที่จะกลับมาเป็นปกติ และในขณะที่นักวิจัยกำลังสนใจกระดาษที่บันทึกคลื่นสมองที่ออกมาจากเครื่อง EEG นั้น นางพยาบาลคนนึงเห็นว่าตาของนักโทษที่กระพริบตาคนนั้นปิดลงเวลาเดียวกับที่หัวของเขากลับไปที่หมอน ก่อนที่เส้นกราฟกลายเป็นเส้นตรงยาวต่อเนื่อง จากนั้นหัวใจของเขาก็หยุดเต้น เมื่อผู้บังคับบัญชา เห็นว่าท่าทีไม่ดีแล้ว จึงสั่งให้ปิดตายห้องนั้น และให้นักวิจัยทั้งหมดเข้าไปในห้องที่นักโทษอยู่ด้วย นักวิจัยคนหนึ่งชักปืนของเขาออกมายิงผู้บังคับบัญชาเสียชีวิต หลังจากนั้นก็หันปืนไปที่นักโทษแล้วเป่าสมองนักโทษไปหนึ่งคน ในระหว่างนั้นผู้ร่วมวิจัย ทหารและคนอื่นๆ ก็วิ่งหนีออกจากห้องไป นักวิจัยคนที่ถือปืนเล็งปืนไปยังนักโทษที่เหลือ แล้วพูดโวยวาย ว่า "แกเป็นอะไร ฉันต้องรู้ให้ได้!!" และในขณะนั้นนักโทษยิ้มอย่างช้าๆ และพูดออกมาว่า "ลืมไปแล้วยังงั้นหรือ พวกเราก็คือแกนั่นแหละ พวกเราก็คือความบ้าคลั่งที่แฝงอยู่ในตัวพวกแกทุกคน อ้อนวอนให้ปล่อยตัวพวกเราตลอดเวลา อยู่ภายในจิตใต้ส่วนลึกที่สุดที่เป็นสัตว์เดรัจฉานของพวกแกไงหล่ะ พวกเราคือสิ่งที่แกทำให้เงียบและเป็นอัมพาตไปเมื่อแกไปสวรรค์ในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นที่ที่พวกเราไม่สามารถเหยียบย่ำเข้าไปได้" นักวิจัยคนนั้นเล็งปืนไปที่หัวใจของนักโทษแล้วยิง กราฟเครื่องตรวจคลื่นสมองของนักโทษคนนั้นกลายเป็นเส้นตรง พร้อมกับที่นักโทษคนนั้นก็ใช้กำลังที่เหลืออยู่พูดประโยคสุดท้ายออกมาว่า "เกือบที่จะได้เป็นอิสระ อยู่แล้วเชียว" สุดท้ายนี้ก็ทำให้เราได้รู้ว่า เรื่อง 15 วันนรก! ทดลองการอดนอนของรัสเซีย ผลลัพธ์ที่สุดสะพรึง นี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดย  creepypasta ใครที่เป็นคนที่ชอบเรื่องโหดๆ สยองๆ หรือแนวหลอน ก็คงจะได้อ่านเรื่องอื่นๆ จาก creepypasta มาบ้างแล้ว แล้วเพื่อนๆ คิดว่าเรื่องนี้สยองไหมหล่ะ !? อย่าโกรธกันน้า >,< ขอบคุณข้อมูล https://www.youtube.com/watch?v=cE6Uxhgk08s

กระบะชนรถวัดเจ้าอาวาสวัดเขาสมอระบังมรณภาพ
มรณภาพ /  วัดเขาสมอ / 

เกิดเหตุ รถกระบะชนกับรถวัด เจ้าอาวาสวัดเขาสมอระบังมรณภาพ และพระลูกวัดบาดเจ็บอีกหลายรูป ร.ต.ท.วันชนะ พ่วงสม พงส.สภ.เขาย้อย รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันบริเวณใกล้เคียงโรงเรียนบ้านหนองปลาไหล ต.หนองปลาไหล อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจำนวนหลายราย ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะนิสสัน ฟรอนเทียร์ สีบรอนซ์เทา ตอนครึ่ง หมายเลขทะเบียน บน 1807 เพชรบุรี ซึ่งเป็นรถของวัดเขาสมอระบัง ชนประสานงากับรถยนต์กระบะอีซูซุ ตอนครึ่งสีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน บต 4617 เพชรบุรี โดยรถทั้งสองมีสภาพด้านหน้าพังยับเยิน ในรถยนต์กระบะที่เป็นรถของวัดมีผู้บาดเจ็บอาการสาหัสรวม 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลพระจอมเกล้าในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือ พระครูพิพัฒน์ วัชราภรณ์ อายุ 75 ปี เจ้าอาวาสวัดเขาสมอระบัง ต.หนองปลาไหล อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ที่บาดเจ็บอาการสาหัสและมรณภาพในเวลาต่อมา และยังมี พระจตุพร ชูสวัสดิ์ อายุ 24 ปี มีอาการขาซ้ายหักและมีบาดแผลตามร่างกาย นายถาวร ศิริทรัพย์ อายุ 69 ปี คนขับรถวัดอาการสาหัส ขาขวาหัก แขนขวาหัก และศีรษะแตก ส่วนคนขับรถยนต์กระบะอีซูซุ ตอนครึ่งสีน้ำเงินได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ทราบชื่อคือ นายบุญลือ ลาภพูล อายุ 59 ปี จากการสอบถามพระลูกวัดที่เดินทางมาดูอาการของเจ้าอาวาสทราบว่า พระครูพิพัฒน์ กำลังเดินทางไปประกอบกิจนิมนต์งานศพที่วัดใหม่บางจาก โดยนั่งคู่กับคนขับ ส่วนพระลูกวัดนั่งอยู่บริเวณเบาะหลัง สำหรับสาเหตุยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะจุดเกิดเหตุเป็นที่มืดมากไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างและไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ ซึ่งต้องรอทำการสอบสวนจากผู้บาดเจ็บอีกครั้ง

เช็คด่วน! กรมอนามัยเตือนคนวัยทำงาน เสี่ยงออฟฟิศซินโดรม
ปวดหลัง /  ออฟฟิศซินโดรม / 

อธิบดีกรมอนามัย เผย คนวัยทำงานเสี่ยงเป็น โรคออฟฟิศซินโดรม ขอให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การทำงาน ดร.น.พ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า วัยทำงานมีความเสี่ยงที่จะเกิด โรคออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) ได้ ซึ่งอาการที่เป็นสัญญาณเตือนและพบบ่อย คือ 1) ปวดหลังเรื้อรังจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละ 8 ชั่วโมง โดยเฉพาะการนั่งหลังค่อม ทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ สะบัก เมื่อย เกร็งอยู่ตลอดเวลา ทำให้กระบังลมขยายได้ไม่เต็มที่ สมองได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่ ทำให้ง่วงนอน ศักยภาพในการทำงานไม่เต็มร้อย 2) ไมเกรนหรือปวดศีรษะเรื้อรัง ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ แสงแดด ความร้อน และการขาดฮอร์โมนบางชนิด เป็นปัจจัยก่อให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน 3) มือชา เอ็นอักเสบ นิ้วล็อก การอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นข้อมือ เส้นเอ็น นิ้วมือพบมากขึ้น เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ การจับเมาส์ในท่าเดิมนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบ เกิดพังผืดยึดจับบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ปวดปลายประสาท นิ้วล็อก หรือข้อมือล็อกได้ ดร.น.พ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาการจะรุนแรงจนถึงขั้นหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือ หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทได้ และ อาการออฟฟิศ ซินโดรม ยังรวมไปถึงกลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ เนื่องจากจากการอยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เครื่องปรับอากาศไม่สะอาด รวมไปถึงสารเคมีจากหมึกของเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องแฟกซ์ และเครื่องพิมพ์เอกสาร ซึ่งวนเวียน อยู่ภายในห้องทำงานอีกด้วย ดังนั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ จึงควรใส่ใจจัดการสถานที่ทำงานให้เอื้อต่อสุขภาพของคนทำงานด้วยการแบ่ง พื้นที่เป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสม จัดเก็บวัสดุ อุปกรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อย จัดห้องส้วมอย่างถูกลักษณะ และมีการควบคุมสัตว์พาหะนำโรค อีกทั้ง สถานประกอบกิจการยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 อีกด้วย

ทำไม? เวลาวิ่งแล้ว มักมีอาการ จุก หรือ เสียดท้อง
จุก /  ปวดท้อง / 

เคยมั้ยเวลา วิ่งออกกำลังกาย วิ่งไปสักพักก็เกิด เสียดท้อง ขึ้นมาเป็นระยะ ๆ สาเหตุเพราะอะไรกันนะ? วันนี้เรามีผลการทดลองและคำแนะนำจากผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ มาฝากกัน ผลการทดลองจากนักวิ่งมาราธอนในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 321 คน (จาก 7,000 คน) ที่เมืองคุนุมะ จ.โตชิกิ พบว่า มีผู้ที่มีอาการ เสียดท้อง ระหว่างวิ่ง 88% บริเวณที่เสียดท้อง ด้านข้าง 83% ตรงกลางท้อง 17% และส่วนใหญ่จะหายจากอาการนั้นหลังวิ่งเสร็จ สาเหตุ คือ ขณะวิ่งลำไส้มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างหนักจนทำให้เกิดแก๊สลอยขึ้นไปดันกระบังลมและเกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นในลำไส้ จึงทำให้เกิดอาการ เสียดท้อง นั่นเอง นพ.อี๊ด ลอประยูร ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ แนะวิธีแก้เมื่อเกิดอาการเสียดท้องขณะวิ่งคือ สูดหายใจให้ลึกขึ้น ก้มและกดท้องตรงบริเวณนั้น และควรเลี่ยงอาหารหนักและน้ำอัดลมก่อนวิ่ง ใครที่ชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่งก็อย่าลืมนำคำแนะนำนี้ไปใช้กันดู เพื่อลดอาการเสียดท้องและทำให้การวิ่งของคุณมีความสุขมากขึ้น ที่มา ข้อมูลจากรายการมหัศจรรย์พันธุ์กาย mcot-web.mcot.net

แร๊งงงงส์! โย โพสต์ระบาย หมาเลียปาก!!
โย ยศวดี /  บี น้ำทิพย์ / 

เพิ่งจะประชันหน้าเดินแบบร่วมแคทวอล์คเดียวกันไปหมาดๆ สำหรับอดีตเพื่อน (เคย) รักอย่าง โย ยศวดี และ บี น้ำทิพย์ ที่ก่อนหน้านี้โพสต์ IG เหน็บกันไปมาอย่างดุเดือด โดยในวันนั้นเอง สาวบี ได้ออกมาเปิดใจถึงปัญหาความขัดแย้งที่ยังเรื้อรังไม่จบสิ้น ทั้งเรื่องบัญชีที่โดนโกงว่ายังรอการไกล่เกลี่ย ด้าน สาวโย ที่ไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ล่าสุดก็ได้โพสต์ภาพหมาเลียปาก พร้อมข้อความสุดแร๊งงงงงส์ว่า... "ซุปตาร์ชัดๆ ไปที่ไหนก็ดัง นี่เป็นตัวอย่าง #ขอพูดส่งไปถึงรายการบางรายการหน่อยนะ หมาเลียปากในภาพแบบนี้มีความสุข แต่คนเลียแบบหมาคงไม่ดี นี่ไม่ใช่เพื่อนเล่น คำว่าไม่ไปง่ายมากคือไม่ไป จะให้ออกไปตอบโต้กันไปมา คนที่เจ็บปวดเป็นดารานะไม่ใช่สื่อ 1 คำพูดไปต่ออีก 100 คำ เพราะฉะนั้นระวังคำถามให้ดี พิสูจน์ความจริงความบริสุทธ์ใจต้องไปศาล คนตัดสินไม่ใช่สื่อ ไม่ใช่ประชาชนนะ การที่เงียบเพราะใช้วิธีอย่างถูกต้องแก้ปัญหา คนที่มีปัญหาจริงๆ มันต้องมาคุยกับตัวปัญญา วิธีแบบนี้ทำมาหลายเดือนแล้วปัญหาไม่เขยิบเลยนะ ก็จะนั่งสบายๆ หลังชนเบาะแบบนี้ล่ะค่ะ ไม่ได้ขโมยอะไรใครมาจะกลัวทำไม คนของหายก็ควรรีบมาเอานะ ยืดเยื้อน้ำลายแตกฟองเรื่องเดิมเล่าใหม่เล่าแล้วเล่าอีก เทปยืดแล้วค่ะ ถ้าความจริงเรื่องมันสั้นและง่ายนิดเดียว แต่เจอละครน้ำเน่าเข้าไป จบยากชิบอ้าย!" "เมื่อวานอยู่ห่างกันคืบมือ เมิงเดินหนีทามมายยยย?? เห็นสำคัญที่สุดคือสบัดผมวิ่งหาสื่อ มาพูดกับกรูนิ จะเอาอะไรยังไงบอกมา!! นี่งง ใกล้จบยังละครเรื่องนี้ยัง? เบื่อมากก พูดเหมือนถูกอยู่คนเดียว ด่าๆๆ แล้วบอกว่าพูดลอยๆ ใครร้อนตัวก็รับไป คุณๆ ประชาชนเค้ากินข้าวนะไม่ใช่หญ้า (ควายก็ฉลาดนะ) อย่าดูถูกความคิดเค้า มันเคลียร์ไม่ได้หรอก เรื่องนี้ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว โบยี! มี2คนนะ เล่นเกมเดาใจหนูทำอะไรอยู่ไม่ไหวแล้วค่ะ ยื้อไปอีกคนที่จะพังพาบไม่ใช่ทางนี้นะ บอกไว้เลย! ทำให้ทุกอย่างที่ให้ทำ แต่ท้ายสุดเหมือนเป็นเครื่องมือระบาย! โครตเบื่อ! ทั้งหมดนี่ไม่ได้ว่าใครนะคะ พูดลอยๆ ใครอยากรับก็รับไป #หมาเลียปาก" ขอบคุณภาพจาก IG @ yoyossavadee, beenamthipofficial โย ยศวดี โย ยศวดี บี น้ำทิพย์ บี น้ำทิพย์

บังยี จัดให้ชนะรับเลย1ล้าน ตั้งเป้าช้างศึกผงาดแชมป์คิงส์คัพ
คิงส์คัพ /  ช้างศึก / 

บังยี วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เจ้าของฉายายีคาร์แคร์ จัดให้ ช้างศึก ทีมชาติไทย 1 ล้าน เกมแซงชนะ ทีมชาติฮอนดูรัส 3-1 ในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 43 โดย บังยี เปิดเผยว่า เกมนี้จะให้เงินโบนัสนักเตะที่สามารถเอาชนะได้ 1 ล้านบาท ซึ่งเกมต่อๆ ไปหากเก็บชัยชนะได้ก็จะให้อัดฉีด 1 ล้านบาทด้วยเช่นกัน ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้เราได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องคว้าแชมป์ให้ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น "อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวนครราชสีมา ทุกคนที่เข้ามาให้กำลังใจ ช้างศึก ทีมชาติไทย กันอย่างหนาตา เกมต่อไปก็อยากให้ช่วยกันเข้ามาเชียร์ และให้กำลังใจนักเตะไทยกันเยอะๆ" บังยี กล่าวทิ้งท้าย

แท็กซี่ ตจว.ขึ้น! 2 กม.แรกจาก 50 เป็น100 บาท
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

แท็กซี่ ตจว.ขึ้น! 2 กม.แรกจาก 50 เป็น 100 บาทและกิโลเมตรต่อ ๆ ไป ไม่เกินกิโลเมตรละ 12 บาท เป็น 20 บาท รายงานข่าวจาก กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้   รถยนต์รับจ้างประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน หรือ แท็กซี่มิเตอร์ ที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพฯ ขึ้นค่าโดยสารให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป โดย ในช่วงระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก เก็บค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจาก 50 บาท เป็น 100 บาท และกิโลเมตรต่อ ๆ ไป ปรับเพิ่มจากไม่เกินกิโลเมตรละ 12 บาท เป็น 20 บาท ส่วนกรณีที่ไม่สามารถเคลื่อนที่หรือเดินรถต่อไปได้ ก็ให้ปรับเพิ่มจากอัตรานาทีละไม่เกิน 3 บาท เป็น 5 บาท ขณะเดียวกัน กำหนดรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมโดย ให้รถแท็กซี่ต้องไม่ติดตั้ง ระบบป้องกันการเปิดประตูภายในรถ และกระจกกันลมทุกด้านต้องเป็นกระจกที่โปร่งใสมองเห็นได้ภายในรถ และภายนอกรถได้ชัดเจน และห้ามไม่ให้นำวัสดุอื่นใดมาติดหรือบังส่วนหนึ่งส่วนใดของกระจก ยกเว้นเป็นการติดเครื่องหมาย หรือเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด หรือการติดวัสดุสำหรับบังหรือกรองแสงแดดที่กระจกกันลมด้านหน้าตามที่กรมการ ขนส่งทางบกประกาศกำหนด MThai News

โดนถล่มยับ! รวมคอมเม้นท์แฟนบอลรุมด่าเพจ ธรรมกายทำอะไรก็ผิด
ช้างศึก /  ถือศาสนาอิสลาม / 

เป็นอีกประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้กับเรื่องราวชวนดราม่าระหว่าง แฟนเพจ ธรรมกายทำอะไรก็ผิด กับแฟนฟุตบอลชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อแฟนเพจ ธรรมกายทำอะไรก็ผิด ออกมาประชดประชันและบอกถึงเหตุผลที่ทีมชาติไทยไม่ประสบควาสำเร็จในระดับนานาชาติเสียที นั้นมีสาเหตุหลักคือ "ไม่ยอมทำบุญ" และแน่นอนว่าประเด็นดังกล่าวที่แอดมินของแฟนเพจ ธรรมกายทำอะไรก็ผิด ตั้งกระทู้ขึ้นมานั้นล่อแหลมจนเป็นเหตุให้เหล่าชาวเน็ทและแฟนฟุตบอลไทยเข้าไปตำหนิและต่อว่าถึงกระทู้ดังกล่าวซะเละเทะ ซึ่ง ล่าสุด วัดพระธรรมกาย ได้ออกมายืนยันว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ค "ธรรมกายทำอะไรก็ผิด" เป็นเพจพาดพิงถึงพระสงฆ์ของวัดพระธรรมกาย โดยไม่มีเกี่ยวข้องกับทางวัดแต่ประการใด โดยเวลานี้ทางทีมงาน วัดพระธรรมกาย ได้เดินทางเข้าไปแจ้งความเพื่อตามหาตัวเจ้าของเพจดังกล่าวแล้ว เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย เนื่องจากมองว่า เป็นการสร้างความแตกสามัคคีของชาวพุทธ และคณะสงฆ์ไทยสืบไป

รับทรัพย์อีกแล้ว!ช้าง เพิ่มสัญญาหนุน ส.บอลไทย 400 ล้านถึงปี2022
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) /  ช้าง / 

ส.บอลไทย รับทรัพย์เพิ่ม หลังผลงานทีมชาติไทยดีทั้งระบบ ช้าง เพิ่มสัญญาสนับสนุนถึงปี 2022 พร้อมมอบเงิน 400 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 3 ก.พ.58 ณ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย บังยี วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย แห่งประเทศไทย ร่วมกันลงนามเซ็นสัญญา เครื่องดื่มช้าง สนับสนุน สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต่อไปอีก 8 ปี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเป็นสปอนเซอร์หลักมาโดยตลอด ซึ่งเราชื่นชมผลงานของทีมชาติไทย และคิดว่าในอนาคตจะร่วมพัฒนากันต่อไป จากความมุ่งมั่นในดารพัฒนาฟุตบอลไทย ช้าง จึงได้ทำการต่อสัญญากับสมาคมฟุตบอลฯ ออกไปอีก 8 ปี โดยจะให้งบประมาณปีละ 50 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 400 ล้านบาท "เราหวังว่าจะมีส่วนช่วยพาทีมชาติไทย ไปฟุตบอลโลก ในปี 2018 หรือ 2022 และพาทีมชาติไทยให้ก้าวไปติดท็อป 10 เอเชีย และ ท็อป 100 ของโลก"

โดนถล่มยับ! รวมคอมเม้นท์แฟนบอลรุมด่าเพจ ธรรมกายทำอะไรก็ผิด
ช้างศึก /  ถือศาสนาอิสลาม / 

เป็นอีกประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้กับเรื่องราวชวนดราม่าระหว่าง แฟนเพจ ธรรมกายทำอะไรก็ผิด กับแฟนฟุตบอลชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อแฟนเพจ ธรรมกายทำอะไรก็ผิด ออกมาประชดประชันและบอกถึงเหตุผลที่ทีมชาติไทยไม่ประสบควาสำเร็จในระดับนานาชาติเสียที นั้นมีสาเหตุหลักคือ "ไม่ยอมทำบุญ" และแน่นอนว่าประเด็นดังกล่าวที่แอดมินของแฟนเพจ ธรรมกายทำอะไรก็ผิด ตั้งกระทู้ขึ้นมานั้นล่อแหลมจนเป็นเหตุให้เหล่าชาวเน็ทและแฟนฟุตบอลไทยเข้าไปตำหนิและต่อว่าถึงกระทู้ดังกล่าวซะเละเทะ ซึ่งล่าสุด วัดพระธรรมกาย ได้ออกมายืนยันว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ค Selenium and justin bieber games quiz met two years, parting, renewing their relationship. "ธรรมกายทำอะไรก็ผิด" เป็นเพจพาดพิงถึงพระสงฆ์ของวัดพระธรรมกาย โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับวัดแต่ประการใด โดยเวลานี้ทางทีมงาน วัดพระธรรมกาย ได้เดินทางเข้าไปแจ้งความเพื่อตามหาตัวเจ้าของเพจดังกล่าวแล้ว เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย เนื่องจากมองว่า เป็นการสร้างความแตกสามัคคีของชาวพุทธ และคณะสงฆ์ไทยสืบไป

แชร์กันนะ! 2 กู้ภัย ใจโคตรหล่อ ยืนบังฝนให้ศพ กลางถนน
สมุทรปราการ /  อาสาสมัครหน่วยกู้ภัย / 

โลกสังคมออนไลน์กระหน่ำแชร์ ภาพ 2 อาสาสมัครหน่วยกู้ภัย ใจโคตรหล่อ ถือแผ่นป้ายขนาดใหญ่บังฝนไม่ให้เปียกศพผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุรถชนที่สมุทรปราการ ชาวเน็ตในโลกสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพ อาสาสมัครกู้ภัย 2 คนยืนถือแผ่นป้ายขนาดใหญ่บังฝนไม่ให้เปียกศพผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุรถชนที่จ.สมุทรปราการ โดยภาพดังกล่าวโพสต์โดย ผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ 'ต้น ปราการเคเบิ้ลทีวี' โดยอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และมีคนเสียชีวิตที่ถนนราชพฤกษ์ ระหว่างรอจนท.และเเพทย์นิติเวช ฝนได้ตก อาสากู้ภัย 2 ท่านเอาป้ายไปยืนบังฝนเอาไว้จนฝนหยุดตก เพื่อไม่ให้ศพเปียกฝน ซึ่งถือเป็นการเคารพ และให้เกียรติผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์ระบุว่า ใจพี่หล่อ!!! อีกหนึ่งมุมที่อยากให้สังคมเห็นว่าอาสากู้ภัยที่เขาทำด้วยใจ มันยิ่งใหญ่กว่าที่คุณเห็น เขาเหล่านี้ไม่มีเงินเดือน ไม่มีสิ่งใดตอบแทน เขานอกจากความสุขใจที่เขาเหล่านี้ได้ทำ ถึงแม้สุขนั้นจะต้องเเลกมาบนความทุกข์ยากลำบากของตัวเอง เขาเหล่านนั้นก็ทำด้วยใจ.... ขอบคุณภาพ และข้อมูลจาก ข่าวสด MThai News

กรมศุลฯแถลงจับ ยาปลุกเซ็กส์-เซ็กส์ทอย ลักลอบนำเข้าทางไปรษณีย์
งาช้าง /  นำเข้า / 

กรมศุลกากรแถลงข่าวตรวจยึด ผลิตภันฑ์ทำจากงาช้าง สารระเหย วัตถุลามก ลักลอบขนส่งเข้ามาในราชอาณาจักรทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ วันนี้(25ก.พ.) นายประยุทธ์ มณีโชติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรกรุงเทพ ได้แถลงข่าวหลังตรวจยึดงาช้างและผลิตภันฑ์ทำจากงาช้าง สารระเหย บารากู่ วัตถุลามกเช่น ตุ๊กตายาง เครื่องกระตุ้นทางเพศ สิ่งพิมพ์ลามก อวัยวะเพศชาย-หญิงเทียม และสิ่งของต้องห้ามอื่นๆอีกจำนวนมาก รวมมูลกว่า 5 ล้านบาท สิ่งของดังกล่าวถูกลักลอบขนส่งเข้ามาในราชอาณาจักรทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ สำหรับงาช้างผู้ส่งจะใช้วิธีการเปลี่ยนเส้นทางอยู่ตลอดเวลาเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ และงาช้างที่ถูกยึดได้ครั้งนี้ตรวจพบทางไปรษณีย์ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น แนวทางในการจัดการของกลางงาช้างหลังมีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 16 กันยายน 2557 มี 3 แนวทางที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคือการเผาทำลาย การส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง และการเก็บของกลางไว้เพื่อการศึกษา ทั้งนี้ผู้ที่ลักลอบขนส่งเข้ามามีความผิดตามมาตรา 27, 36 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบมาตรา 16, 17 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร(ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 ของดังกล่าวเป็นสิ่งของอันพึงต้องริบตามมาตรา 24 แห่งพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ความผิดตาม พ.ร.ก.ป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533 ความผิดตามพ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ความผิดตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สารระเหยในกลุ่มโวลาไทล์อัลคาไนไตรท์เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางดังกล่าวไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป MThai News ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ค บังหนุ่ย บิน

4โจ๋ล็อกหนุ่ม ก่อนชักอาวุธจี้แฟนสาว ไปข่มขืน
ข่มขืน /  ข่าวจังหวัดชลบุรี / 

เกิดเหตุ 4 โจ๋ล็อกหนุ่มวัย 19 ปี ชักอาวุธจี้แฟนสาว วัย 18 ลากเข้าป่าเรียงคิวข่มขืนแล้วปล้นทรัพย์ ก่อนเผ่นหนี! นายนัท (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ได้พาแฟนสาว น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.ท.ยม พรมศาสตร์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี หลังแฟนสาวถูก 4 คนร้ายใช้อาวุธจี้ข่มขืนแล้วปล้นทรัพย์ไป โดยเหตุเกิดขึ้นที่บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ สวนสุขภาพเขาพระตำหนัก ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงสอบสวนทราบว่า หลังจากทั้งคู่เลิกงานได้ไปนั่งเล่นกันที่บริเวณจุดเกิดเหตุ จากนั้นได้มีคนร้ายเป็นวัยรุ่น จำนวน 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกัน 2 คัน มาจอดบริเวณดังกล่าว ก่อนที่จะปรี่เข้ามาถาม นายนัท (นามสมมติ) ว่า “ใช่มึงหรือป่าวที่ไล่ตีพวกกูมา” ฝ่ายแฟนหนุ่มจึงปฏิเสธไปว่าไม่ใช่ เนื่องจากเพิ่งเลิกงาน ต่อมาคนร้ายทั้ง 4 คน ได้พากันชักมีดออกมา ก่อนที่หนึ่งในกลุ่มจะเอามีดมาจี้ขู่บังขับให้แฟนหนุ่มออกจากบริเวณเกิดเหตุ ส่วน 3 คนร้ายที่เหลือ หนึ่งในนั้นได้ชักอาวุธปืนจี้แฟนสาว ขู่บังคับลากพาเข้าไปในป่าบริเวณนั้น ระหว่างที่แฟนสาวอยู่ในป่าซึ่งไม่สามารถเห็นด้วยตาได้ ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือตลอดเวลา จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 ช.ม. ก็พบแฟนสาววิ่งออกจากในป่า สภาพร้องไห้ฟูมฟาย โดยมีคนร้ายทั้ง 3 คน เดินติดตามมาด้วย ก่อนที่จะข่มขู่ปล้นทรัพย์สินเป็นเงินสดประมาณ 4,000 บาท แล้วหลบหนีไป เมื่อมาสอบถามแฟนสาวทราบว่าถูก 3 คนร้ายข่มขืน จึงพากันเข้าแจ้งความดังกล่าว ภายหลังจากการสอบสวน จึงให้ น.ส.เอ (นามสมมติ) ไปตรวจร่างกายที่ ร.พ.บางละมุง และลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ก่อนประสานชุดสืบสวน พาตัวนายนัท (นามสมมติ) ไปชี้บริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อลงพื้นที่หาหลักฐานและเบาะแสเกี่ยวกับคนร้ายทั้ง 4 คน เพื่อเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีอย่างเร็วที่สุด

ย้อนยุคหยุดโลก! สมรักษ์ ฟาดปาก ผู้พันวิทย์ ภาค2ต่อให้ใช้เพียงหมัด
คู่มวยย้อนยุคนัดพิเศษ /  ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ / 

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่โรงแรมปริ้นซ์พาเลส มหานาค 2 โปรโมเตอร์ราชดำเนิน มิตรนคร สุเมธ ซื่อสัตตบงกช แห่งศึกวันมิตรชัย และน้องโบ้ท ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ แห่งศึกเพชรวิเศษ ร่วมกันแถลงข่าวการเซ็นต์สัญญา คู่มวยย้อนยุคนัดพิเศษ ระหว่าง โม้อมตะ สมรักษ์ คำสิงห์ ฮีโร่โอลิมปิกเหรียญทองคนแรกของไทยวัย 42 ปี พบกับ ผู้พันวิทย์ วันเผด็จ สุวรรณวิจิตร ยอดนักชก 2 แบบวัย 54 ปี ภาคที่ 2 สำหรับกติกาการชกในครั้งนี้ กำหนด 5 ยก ยกละ 2 นาที (พัก 2 นาที) พิกัด 70 กิโลกรัม สมรักษ์ จะได้รับค่าตัว 5 แสนบาท พร้อมต่อให้โดยการชกในรูปแบบมวยสากลเพียงอย่างเดียว สามารถใช้หมัด ล็อคคอ สอดแขน และใช้เหลี่ยมได้ แต่ห้ามจับขา ห้ามใช้ศอก ห้ามเตะ ถีบ ยกขาบัง หรืออาวุธที่เกี่ยวกับส่วนขาทั้งหมด ซึ่งหากทำผิดกติกา 2 ครั้งจะถือว่าเป็นฝ่านแพ้ทันที ด้าน ผู้พันวิทย์ ครั้งนี้ได้รับค่าตัว 2 แสนบาท สามารถชกในรูปแบบมวยไทยได้เต็มรูปแบบ โดยการชกครั้งนี้จะลงรายการศึกวันมิตรชัย+เพชรวิเศษ วันที่ 2 เม.ย.58 ณ สนามมวยราชดำเนิน แบบมีรางวัลพิเศษขั้นต้น 3 ล้านบาท และทั้งสองได้นำเงินมัดจำ 20 เปอร์เซ็นต์มาวางเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งหมดจำนวน 6 แสนบาท จากนี้ไปจนถึงวันแข่งขันต้องนำเงินที่เหลือมาวางให้ครบ และใครถอนชกก็จะถูกกินเงินมัดจำทันที ทั้งนี้สำหรับภาคแรกระหว่าง สมรักษ์ กับ ผู้พันวิทย์ นั้นชกกันเมื่อวันที่ 4 ต.ค.55 ในศึกเพชรวิเศษ+วันมิตรชัย ที่เวทีราชดำเนิน ปรากฏว่า สมรักษ์ ชนะทีเคโอยกที่ 3 คว้าเงินรางวัลพิเศษไปถึง 4.7 ล้านบาท

ยกนิ้วให้! บังคลาเทศ ดันคนทั้งประเทศใช้ พลังงานแสงอาทิตย์
บังคลาเทศ /  พลังงานแสงอาทิตย์ / 

'บังคลาเทศ' เดินหน้าสนับสนุนประชาชนใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ ครบทุกครัวเรือน หรือโซลาร์ โฮม ซิสเตม ภายในปี 2021 หลังจากในปัจจุบันใช้แล้วกว่า 15 ล้านครัวเรือน  บังกลาเทศเดินหน้าส่งเสริมการใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการของรัฐบาล ที่มีชื่อว่า 'โซลาร์ โฮม ซิสเตม' (Solar Home System) หรือ SHS ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเข้าไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ให้กับบ้านเรือนของประชาชน เฉลี่ย 50,000-60,000 หลังคาเรือนต่อเดือน พร้อมกับตั้งเป้าว่า ภายในปี 2021 บ้านเรือนของประชาชนทุกหลังในประเทศ จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งในขณะนี้ มีประชาชนใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ ราว 15 ล้านครัวเรือน โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในบังกลาเทศ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2001 ซึ่งในช่วงแรกมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพียง 1 ล้านครัวเรือนเท่านั้น ซึ่งการที่จะให้ประชาชนทั้งประเทศใช้พลังงานแสงอาทิตย์ นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เนื่องจากบังกลาเทศ เป็นประเทศที่มีประชากรมากกว่า 160 ล้านคน หรือมากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่การสนับสนุนประชาชนให้ใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ติดตามข่าว 'เศรษฐกิจรอบโลก' คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News