บังยี

8 โรงเจ ชื่อดัง ในกรุงเทพฯ
กินเจ /  ซอยโรงเจ / 

          กินเจ ที่ไหน??? เทศกาลดีๆ แบบนี้ คนไทยอย่างเราๆ เลือกงดเว้นการฆ่าน้องหมู น้องไก่ ในอาหารแต่ละมื้อ ปฏิบัติกันอย่างเรียบง่าย กินเจกันอยู่ที่บ้าน ที่ทำงานนี่แหละ แต่ลึกๆ ลงไปของ "ชาวจีน"หรือ "คนไทยเชื้อสายจีน"นั้น เขาปฏิบัติกันที่ โรงเจ ถือเป็นการไปชำระล้างร่างกายและจิตใจในสถานที่แห่งศรัทธากันเลย เพราะชาวจีนเชื่อกันว่าหากผู้ที่คิดดี ทำดี อยู่ในสถานที่ที่ดีแล้ว จะเกิดความอิ่มอกอิ่มใจ เหมือนได้พลังแรงกล้าจากพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ และ "เทศกาลกินเจ" นี้ เขาถือศีลปฏิบัติกันอยู่เป็นนิตย์ ไม่เพียงเฉพาะช่วงเดือน 9 เท่านั้น โรงเจ ชื่อดัง ในกรุงเทพฯ           ฉะนั้นเรามารู้จัก โรงเจ ชื่อดังกันเพื่อเสริมอรรถรสในการ กินเจ กันบ้าง เผื่อวันหนึ่งใครเกิดอยากไปสัมผัส หรือบูชา "กิ่วฮ้วงฮุกโจ้ว" ตามแบบฉบับชาวจีน จะได้มีช่องทางว่าวัดไหนใกล้บ้าน ไม่ไกลเกินกำลังที่เราจะเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมกันอย่างถ่องแท้ แต่อย่าผิดกาละเทศะใส่สีแดงไปนะ ถึงคนจีนจะชอบแดงแค่ไหน แต่เทศกาลบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจแบบนี้ต้องสีขาวเท่านั้น.. ไปดูวัดแรกกันเลยดีกว่า "วัดมังกรกมลาวาส" หรือที่เราคุ้นปากคุ้นหูว่า "วัดเล่งเน่ยยี่" เป็น โรงเจที่อยู่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย วัดนี้ดังมากกก ยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ คนแห่แหนกันไปจนล้นออกมานอกวัด จะไปต้องทำร่างกายและจิตใจให้พร้อมนะเอ้อ! แผนที่ วัดเล่งเน่ยยี่ ต่อด้วย "วัดโพธิ์แมนคุณาราม" โรงเจแห่งนี้ ตั้งอยู่ซอยสาธุประดิษฐ์ 19 เป็นวัดจีนที่มีการผสมผสานของศิลปะจีน-ไทย-ทิเบต ซึ่งถือว่าหาดูยาก แวะไปสักการะแล้วเชื่อว่าอดไม่ได้ที่จะต้องแชะภาพมาแน่ๆ เพราะสวยงามมาก แผนที่ วัดโพธิ์แมนคุณาราม กระเถิบมาแถวบ้านหม้อ ก็จะเจอ "วัดทิพยวารีวิหาร" วัดเก่าแก่หลายร้อยปี สร้างตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีโน่น จุดเด่นคือมี "บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์" ลองแวะไป โรงเจนี้ เอาน้ำมาประพรมเสริมสิริมงคงบ้างก็ดี แผนที่ วัดทิพยวารีวิหาร "วัดบำเพ็ญจีนพรต" เป็น โรงเจที่ชาวเยาวราชรู้จักกันดีแน่ๆ เป็นวัดที่ไม่ใหญ่นัก แถมยังอยู่ในซอยเล็กๆ ล้อมรอบด้วยตึกแถวอีกต่างหาก โอ้...โดนบังขนาดนี้ แนะนำให้ศึกษาเส้นทางก่อนไป จะดีเป็นแน่แท้ แผนที่ วัดบำเพ็ญจีนพรต ใครผ่านตลาดน้อย อย่าให้เสียเที่ยว แวะสงบจิตสงบใจที่ "ศาลเจ้าโจวซือกง" มองหาป้ายซอยวานิช ๒ จัดไป! อาหารเจ ที่นั่นอร่อยมากกกกก แผนที่ ศาลเจ้าโจวซือกง โรงเจบุญสมาคม ตรอกไกร ถนนจักรวรรดิ์ เก่าแก่เกิน 100 ปี ไม่แพ้กัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเจ คือ "เก้าอ้วงเจ" อยากเกิดความอุ่นกายสบายใจ ก็แวะมาขอพรกันได้ตามศรัทธา แผนที่ โรงเจบุญสมาคม ต่อกันที่ถนนไมตรีจิต แถวๆ หัวลำโพง ก็มี  โรงเจชิกเซี้ยม่า เชื่อกันว่าหากใครถูกปองร้าย หรือเจออุบัติเหตุบ่อยครั้ง ควรไปไหว้ขอพร "เทพธิดา 7 นางฟ้า" ได้ยินมาว่าขลังนะ! แผนที่ โรงเจชิกเซี้ยม่า ปิดท้ายด้วย ซอยโรงเจ ถนนเทอดไท ตลาดพลู ย่านที่เก่าแก่และสำคัญแห่งหนึ่งในฝั่งธนฯ ใครอยากรู้ว่าพี่จีนเค้าไหว้กันจริงจังแค่ไหน ใช้อะไรประกอบพิธีกรรมบ้าง ต้องลองไปสักครั้ง จะสัมผัสได้ถึงมนต์ขลังของวัฒนธรรมชาวจีน..อย่างแท้จริง แผนที่ ซอยโรงเจ -------------------------------------------------- อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงเจอีกหลายที่ ที่เรากล่าวไม่หมด แต่ เชื่อว่า สถานที่กินเจ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงศรัทธา แต่อย่างไรก็ตาม หากจิตใจเราคิดดี ย่อมเป็นตัวกำหนดการกระทำให้ดีแน่นอน กินเจ ที่ไหน?..กินที่ใจดีที่สุด

STOP Cyberbullying โครงการดีๆ หยุดดู หยุดแชร์ หยุดรังแก บนโลกออนไลน์
dtac /  internet / 

การสื่อสารดิจิทัลเปิดโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับทุกคน ทำให้โลกทั้งโลกมาอยู่ที่ปลายนิ้ว แต่ขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงและภัยคุกคามที่คาดไม่ถึง ดังนั้นดีแทคพร้อมกับบริษัทในเครือเทเลนอร์กรุ๊ปใน 13 ประเทศได้ร่วมกันผนึกกำลังช่วยสร้างสังคมดิจิทัลเข้มแข็งและความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ โดยพนักงานกว่า 20,000 คนจะออกไปร่วมทำกิจกรรมกับเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อร่วมกันรณรงค์เพื่อต่อสู้กับการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ จากผลการสำรวจภายใต้โครงการ Safe Internet ซึ่งเทเลนอร์ได้จัดทำขึ้นในช่วงปลายปี 2015 ถึงต้นปี 2016 ที่ผ่านมานั้น พบว่าในทวิปเอเชียมีจำนวนการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์สูงมาก โดย 49% ของนักเรียนในบังกลาเทศ 37% ของนักเรียนในมาเลเซีย และ 33% ของนักเรียนในประเทศไทยเคยมีประสบการณ์ ถูกกลั่นแกล้งหรือคุกคามบนโลกออนไลน์ ถูกรักแกโดยบุคคลคนเดียวกันทั้งบนโลกออนไลน์และโลกแห่งความจริง รวมถึง เคยมีส่วนร่วมในการกลั่นแกล้งรังแกคนอื่นบนโลกออนไลน์

แด่ เสนีย์ เสาวพงศ์ แรงบันดาลใจในหนัง From Bangkok to Mandalay
From Bangkok To Mandalay /  ชาวโยเดีย / 

จากบทสนทนาว่าด้วย "ปีศาจแห่งกาลเวลา" ของ สาย สีมา ตัวละครเอกใน 'ปีศาจ' วรรณกรรมไทยคลาสสิคโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ (2461 – 2557) กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส สร้างตัวละครอย่าง ธูซา ศูนย์กลางของเรื่องราวความรักและการพลัดพรากใน From Bangkok to Mandalay หนังร่วมทุนไทย-เมียนมาเรื่องนี้ โดยชาติชายได้เล่าถึงการนำส่วนหนึ่งของนิยาย 'ปีศาจ' มาใส่ในหนังว่า "ปีศาจ มันก็เป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกัน คือคุณเสนีย์ นอกจากเป็นนักเขียนชื่อดังแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2520 ซึ่งช่วงที่เราเริ่มทำหนังเรื่องนี้ แล้วได้เดินทางไปที่สถานทูต เราก็รู้สึกว่าเรื่องราวของคุณเสนีย์มันน่าสนใจ บวกกับที่ประเทศเมียนมาเป็นช่วงเวลาที่ผู้นำทางความคิดทางเสรีภาพของในยุคประชาธิปไตยชาวพม่าคือผู้หญิง (นาง ออง ซาน ซูจี) บวกกับสิ่งที่เราเก็บเกี่ยวจากการไปชมภาพยนตร์กับชาวเมียนมาที่นั่น คือเราเห็นถึงความฝันของผู้หญิงที่นี่ ในสภาพความเป็นจริงที่เมียนมายังเป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ คือยังหนักกว่าเมืองไทยมากๆ เราเองเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนก็มีความฝัน ก็เลยนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครธูซาในเรื่อง" ชาติชาย เกษนัส ถ่ายภาพกับรูปถ่ายของ คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ณ สถานทูตไทยประจำประเทศพม่า (ภาพจากเฟซบุ๊ค อ.อานันท์ นาคคง ที่ปรึกษาคนสำคัญของหนังเรื่องนี้) 'ปีศาจ' เป็นเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของ สาย สีมา ลูกชาวนาบ้านนอกที่มาร่ำเรียนในกรุงเทพจนได้เป็นทนายความ กับ รัชนี หญิงสาวจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ หากแต่เชื่อว่าทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน โดยถือว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนเล่มสำคัญที่ส่งผลต่อแนวคิดผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อน 14 ตุลา 2516 ซึ่งตัวชาติชายเองได้นำบทสนทนา "ปีศาจแห่งกาลเวลา" มาใช้ในหนังอย่างครบถ้วน โดยแทนตัวละครสาย สีมาในต้นฉบับ มาเป็นตัวละครหญิง ธูซา ในหนังเรื่องนี้แทน (รู้จัก 'ปีศาจ' ให้มากขึ้นได้ จากบทความ "ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา" โดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ) 'ปีศาจ' โดย คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ "คือทั้งที่มาของฉากงานเลี้ยงและตัวละคร ธูซา มาจากหนังสือเรื่องนี้เลย โดยการที่สลับจากผู้พูดในต้นฉบับซึ่งเป็นผู้ชายมาเป็นผู้หญิงมันก็คือการที่เราพยายามจะบอกว่าผู้หญิงทุกคนในเมียนมาก็มีความฝัน เช่นเดียวกับการเลือก วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) มารับบท ธูซา ก็เพราะเราเองอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงชาวเมียนมา คือวุด มน ชเว ยี เขามีความนุ่มนวล มีความเป็นเพศหญิงสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันชีวิตจริงเธอก็มีความเข้มแข็ง คือจะมีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวเธอเยอะมากในเมียนมา มีถึงกับลือว่าเธอเคยถูกหลานของนายพลชื่อดังลักพาตัวไปหลายวัน แล้วก็รอดกลับมาได้ ซึ่งลองไปหาข่าวดูในอินเตอร์เน็ตได้ (หัวเราะ) คือเราก็ไม่กล้าถามเธอด้วยซ้ำว่ามันคือเรื่องจริงหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ กับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง วุด มน ชเว ยีก็มีความเข้มแข็ง มีความสตรองในแบบตัวเธอ ซึ่งก็ทำให็เธอยังเป็นไอดอลของผู้หญิงพม่าจำนวนมากในทุกวันนี้" วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) ผู้รับบท ธูซา อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจใน From Bangkok to Mandalay คือการเล่าเรื่องของ ชาวโยเดีย หรือคนไทยที่ถูกกวาดต้อนมาที่นี่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัครใจหรือตกค้างอยู่อาศัยสืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน โดยหนังเล่าเรื่องราวของชาวโยเดีย ผ่านซีนเล็กๆ ที่ตัวละครธูชาและ นันดะ (แสดงโดย เน โท นักแสดงระดับท็อปของเมียนมา) มาบันทึกเสียง เพลงโยเดีย "คุณลุงซึ่งร่วมแสดงในหนังก็เป็นคนโยเดียจริงๆ  ซึ่งว่าไปแล้วเพลงโยเดียมันก็คือเพลงไทยนั่นละ ไปจนถึงโขน หรือละครโยเดีย มันก็ถูกสืบสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้ (โดยชาติชายมีแผนเดินทางกลับไปเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องละครโยเดียด้วย) ที่จริงแล้ว คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ยังเคยเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อว่า 'ผมเป็นคนโยเดีย' ซึ่งเขียนเมื่อตอนเป็นท่านทูตอยู่ที่นั้น คือเรื่องมันสั้นๆ ง่ายๆ ว่าด้วยมีคนอยากมาพบเขา หากระหว่างที่กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่แถวๆ นั้น ก็มีเด็กที่เตะบอลอยู่ วิ่งมีพูดเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นแปลความได้ว่า -ผมเป็นคนโยเดีย ผมอยากพบคุณ- เสร็จแล้วก็วิ่งไปเตะบอลต่อ คุณเสนีย์ก็นิ่งไป แล้วมันก็จบแค่นั้น หากเรื่องสั้นนี้มันชวนให้เราคิดต่อว่า ตกลงคุณเสนีย์คิดอะไรอยู่ แล้วเด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดแบบนั้น ก็เลยอยากจะเติมเรื่องราวของคนโยเดีย เข้าไปในหนังด้วยเล็กน้อย ส่วนรายละเอียดต่างๆ ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับตัวละครธูซาไหม เราให้คนดูไปคิดปะติดปะต่อหาคำตอบเองดีกว่า เราแค่อยากจะสะกิดคนดูเล็กๆ ว่า มายาคติชุดใหญ่ที่เรามีต่อพม่า การมองเขาเป็นอื่นเป็นศัตรูตลอดเวลา คุณคงจะลืมไปว่าในประเทศพม่าก็ยังสายเลือดไทยอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย" เบื้องหลังการถ่ายทำฉาก ชาวโยเดีย หากสารพันเรื่องราวที่ชาติชายต้องการสะท้อนเหล่านี้ ทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยสไตล์ของหนังเมโลดราม่า ซึ่งเป็นแนวทางหนังที่ชาวเมียนมายังให้ความนิยมอย่างสูง "เราเองก็เชื่อว่าการทำเมโลดราม่ามันไม่มีทางยี้หรอก ตราบใดที่เราทำรายละเอียดของมันถึง แต่การจะให้มาเชื่อมโยงอธิบายเรื่องราวทั้งหมด เราว่ามันไม่จำเป็น เพราะพล็อตเรื่องหรือขนบของเรื่องที่เราเล่ามันไม่ใช่สิ่งใหม่ มันถูกเล่าซ้ำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะละเรื่องราวบางอย่างออกไปซะ เพราะเชื่อว่าผู้ชมจะปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้เอง ซึ่งมันเป็นการทดลองในการเล่าเรื่องของเราเหมือนกัน ส่วนจะประสบความสำเร็จไหม ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมมากกว่า" สุดท้ายแล้ว แม้สถานการณ์ของ From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน..ไม่คิดถึง' ในไทยจะไม่สู้ดีนัก และอาจยืนโรงฉายได้เพียงสัปดาห์เดียว แต่ชาติชายก็กล่าวว่า ยังโชคดีที่หนังประสบความสำเร็จในประเทศเมียนมา "พี่ๆ เพื่อนๆ หลายคน ในวงการอาจจะเป็นห่วงหนังเรื่องนี้ แต่ในกรณีที่แย่ที่สุดของ From Bangkok to Mandalay คือใน 2-3 เดือนนี้หนังจะคืนทุนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ จากการลงทุนราว 25 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เลวร้าย คืออาจจะเป็นหนังอินดี้ที่ไม่ได้กำไรอะไรมากมาย แต่ถ้ามองในแง่คุณค่า หรือการลงทุนที่ไม่ใช่เม็ดเงินมันก็คุ้มค่า คือไม่ต้องห่วงผมไม่โดนตึกแน่นอน (หัวเราะ) อย่างน้อยๆ ที่พม่าก็ต้อนรับเราอบอุ่น และก็รอคอยที่จะดูหนังที่โปรดักชันดีๆ แบบนี้อีกครั้ง" **อัพเดต - From Bangkok to Mandalay ยังได้ฉายต่อในสัปดาห์ที่สอง แม้จะเหลือโรงและรอบน้อยมากก็ตาม ติดตามขาวสารได้ที่ facebook ของหนัง ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ใบเตย กลับมาทวงบังลังค์ความแซ่บ เมินกลุ่มแอนตี้รุมด่า!!
ใบเตย อาร์สยาม /  ใบเตย สุธีวัน

  เรียกว่าเป็นตัวแม่ที่ไม่ยอมตกกระแสความแซ่บอีกคนของวงการบันเทิงจริงๆ สำหรับนักร้องสาวสั้นเสมอหูอย่างสาวใบเตย สุธีวัน หรือ ใบเตย R siam ที่จู่ๆ She ลุกขึ้นมาสลัดผ้าโชว์ความเซ็กซี่พร้อมกับโชว์หุ่นสุดเซี๊ยะชวนมอง แบบไม่แคร์สายตาบรรดากลุ่มที่แอนตี้มาจะกลับมารุมด่านางเลยแม้แต่นิด แหม..ก็ She ยิ่งโดนด่าก็ยิ่งดังล่ะสิคร้า งานนี้ she ก็เลยไม่แคร์ โถ..ก็ออกจะเซ็กซี่ขยี้ใจขนาดนี้นี่เนอะ!! ยกให้ She สักคนเหอะคร้า... ไม่อย่างนั้นวงการบันเทิงจะไร้สีสัน มีเรื่องราวของสาวๆ ซุปตาร์เผ็ดแซ่บ!! อีกเพียบ.... ติดตามได้ใน http://men.mthai.com/ ใบเตย สุธีวัน ใบเตย สุธีวัน ใบเตย สุธีวัน ใบเตย สุธีวัน ใบเตย สุธีวัน ขอบคุณภาพจาก นิตยสาร PlayBoyThailand

บัง ยงกุก หัวหน้าวง B.A.P 'พักงาน' เพื่อรักษาโรค panic
B.A.P /  BANGYONGGUK / 

บัง ยงกุก หัวหน้าวง B.A.P (บีเอพี) จะไม่ร่วมทำกิจกรรมโปรโมทครั้งใหม่ร่วมกับสมาชิกในวง เพื่อรักษาโรค panic disorder (ตื่นตระหนก หวาดระแวง) บังยงกุก วันที่ 25 ตุลาคม TS Entertainment ต้นสังกัดของวง B.A.P เปิดเผยว่า 'บัง ยุงกุก ได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และพบว่าเขามีปัญหาด้านสุขภาพเนื่องจากโรค panic' 'หลังจากเราได้ปรึกษาหารือกัน ทั้ง บัง ยงกุก และสมาชิกคนอื่นๆ ต่างเห็นตรงกันว่าควรให้ความสำคัญกับการรักษาอาการของ ยงกุก เป็นอันดับแรก ดังนั้นเขาจึงจะพักงานเพื่อรักษาตัว โดยสมาชิกอื่นๆ อีก 5 คนจะทำกิจกรรมคัมแบ็คที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปโดยไม่มี ยงกุก' วง B.A.P บัง ยงกุก ได้เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า "ในฐานะหัวหน้าวง ผมรู้สึกเสียใจและขอโทษที่ไม่สามารถอยู่กับเมมเบอร์และแฟนๆ ได้ อย่างไรก็ตามโปรดสนับสนุนสมาชิกคนอื่นๆ ด้วยนะครับ" 다시 금 건강한 모습으로 돌아오도록 노력하겠습니다 멤버들과 팬 여러분 모두와 함께하지 못해 리더로서 안타깝고 미안한 생각뿐입니다 멤버들에게 더 많은 관심과 응원 부탁드립니다 — Bang yongguk (@BAP_Bangyongguk) October 25, 2016 ด้านสมาชิกคนอื่นๆ ของ B.A.P ก็ต่างเขียนข้อความให้กำลังใจและสัญญาว่าจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อ บัง ยงกุก บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพวกเขาเป็นอย่างดี อนึ่ง วง B.A.P มีกำหนดจะคัมแบ็คด้วยผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 Noir ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้. วง B.A.P Embed from Getty Images วง B.A.P Embed from Getty Images มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

L.O.R.D สงคราม 7 จอมเวทย์
L.O.R.D สงคราม 7 จอมเวทย์ /  คริส วู / 

L.O.R.D สงคราม 7 จอมเวทย์ L.O.R.D สงคราม 7 จอมเวทย์ ว่าด้วยเรื่องราวของ ลอร์ด หรือ จอมเวทย์ แห่งอาณาจักรดิน น้ำ ลม ไฟ พร้อมอุบัติสงครามครั้งสะเทือนพิภพจนสุดสวรรค์ที่มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งและมีไหวพริบที่สุดเท่านั้น จะครองบัลลังก์มหาจอมเวทย์ โนเบิลลอร์ด จอมเวทย์เหยี่ยวอสูร รับบทโดย ฟ่าน ปิงปิง, จอมเวทย์เพลิงหิมะ รับบทโดย คริส วู, จอมเวทย์ดาบวายุ รับบทโดย เฉินเสวี่ยตง, จอมเวทย์เทพสังหาร รับบทโดย เฉินเหว่ยถิง, จอมเวทย์สองวิญญาณ รับบทโดย หยางมี่ และจอมเวทย์จิตสยบมาร รับบทโดย เหยียนควน

ละครทรายย้อมสี , เรื่องย่อทรายย้อมสี
ละคร ทรายย้อมสี /  เรื่องย่อละคร ละคร ทรายย้อมสี / 

ทรายย้อมสี บทประพันธ์ โดย กฤษณา อโศกสิน บทโทรทัศน์ วาทินีย์ออกอากาศทุกวันจันทร์ – อังคาร เวลา 20.05 น. ทางช่อง 8เรื่องย่อละคร ทรายย้อมสี มณียง (แตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์) สาวสวยที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน มีฐานะค่อนไปทางยากจน แต่เธอโชคดีที่เกิดมาฉลาด ทำให้สอบชิงทุนเรียนต่อจนจบปริญญาตรี และเริ่มเข้าสู่วงการโฆษณา มณียงต้องพยายามอย่างหนักที่จะสร้างเปลือกของเธอให้แพงและสวยงาม อยู่ในระดับเอลิสต์ของสังคม ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ยอม มณียงเป็นเออีในเอเจนซี่ของ บูรณะ (ฟลุค-เกริกพล มัสยวาณิช) เจ้านายที่หวังจะเคลมเธอ แม้บูรณะจะเสนอให้เธอได้ทุกอย่าง แต่สิ่งเดียวที่เขาให้เธอไม่ได้คือ ตำแหน่ง ภรรยา เพราะบูรณะแต่งงานแล้วกับ ไอวี่ (เซลิน่า เพียซ) หญิงสาวที่คู่ควรเหมาะสมกันทั้งฐานะและหน้าตา เมื่อบูรณะไม่สามารถให้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้ เธอจึงปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างไม่มีเยื่อใย ละคร ทรายย้อมสี มณียงได้พบกับ ราวี (มาร์ค-อภิวิชญ์ จักษ์ตรีมงคล) นักศึกษาที่มาทำงานพิเศษในเอเจนซี่ ราวีหลงรักมณียง แต่สำหรับมณียง ราวีไม่สามารถพาเธอไปถึงชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้ ต่างจากความรักของกรรณ (กฤตฎ์ อมรชัยฤกษ์) ลูกค้าของเอเจนซี่ เป็นเซเล็บบริตี้ที่สังคมจับตามอง สำหรับมณียงแล้วกรรณสามารถให้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบในระดับไฮเอนด์ได้ แต่ก็ยังมีคู่แข่ง คุณหนูเล็ก (จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย) แฟชั่นดีไซเนอร์เซเลบริตี้ ที่อยากได้กรรณเช่นกัน แต่สุดท้าย กรรณก็ต้องเลือกหนูเล็ก เพราะครอบครัวหนูเล็กเป็นแบคอัพเรื่องเงินในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเขา มณียงผิดหวังกับกรรณและได้พบกับ โชว (ซัน-ประชากร ปิยะสกุลแก้ว) นายแบบหน้าใหม่ที่กำลังแจ้งเกิด การคบหากับโชว ทำให้ชีวิตของมณียง กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน แต่ไม่นาน มณียงก็ต้องฝันสลายอีกครั้ง เพราะโชวรักหน้าตา และชื่อเสียงมากกว่า เพื่อจะไปให้ถึงระดับซุปตา เขาจึงเลือกทิ้งมณียง ละคร ทรายย้อมสี มณียงกลับไปพักใจที่บ้านสวนและได้พบกับ พิง (บอล-วิทวัส สิงห์ลำพอง) เพื่อนเก่าที่แอบหลงรักเธอมาตลอด แม้พิงจะมีรักแท้ให้ แต่การเป็นแค่เกษตรผู้สมถะ ไม่สามารถมัดใจมณียงได้ เมื่อพิงพาผู้ใหญ่มาสู่ขอ มณียงก็ตัดสินใจหนีกลับกรุงเทพฯ ทิ้งให้พิง อกหักและเสียหน้าไม่ว่าผู้ชายกี่คนๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ทำให้มณียงผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเกิดสถานการณ์รุนแรง มณียงจะถูกรถชน แต่ราวีเข้ามาเอาตัวบังไว้ การกระทำของราวีทำให้มณียงแพ้ใจ เธอจึงลองคบหากับราวี แต่ยิ่งคบกันลึกซึ้งมากขึ้น ฝ่ายอึดอัดกับเป็นราวี ด้วยวัยและประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้มณียงรู้สึกเคว้งคว้างจนคิดหวนกลับไปหาพิง แต่กลับพบว่าพิงได้หมั้นหมายกับทิพย์ผู้เป็นน้องสาวของเธอไปแล้ว มณียงหมดศรัทธาในความรักทันที เธอจะไม่ยอมรักใครอีก เพราะความรักไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบสำหรับเธอ มณียงจะตัดสินใจอย่างไร หรือเธอจะเลือกเส้นทางชีวิตแบบไหน ติดตามชมละคร ทรายย้อมสี ได้ทุกวันจันทร์ –อังคาร เวลา 20.05 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27 (เริ่มตอนแรก 5 มิถุนายานี้) นักแสดงนำละคร ทรายย้อมสี แตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์ รับบท มณียงฟลุค-เกริกพล มัสยวาณิช รับบท บูรณะ กฤตฎ์ อมรชัยฤกษ์ รับบท กรรณ ซัน-ประชากร ปิยะสกุลแก้ว รับบท บอล-วิทวัส สิงห์ลำพอง รับบท พิง มาร์ค-อภิวิชญ์ จักษ์ตรีมงคล รับบท จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย รับบท คุณหนูเล็กเซลิน่า เพียซ รับบท ไอวี่ ละคร ทรายย้อมสี ละคร ทรายย้อมสี ละคร ทรายย้อมสี ละคร ทรายย้อมสี ละคร ทรายย้อมสี ละคร ทรายย้อมสี

L.O.R.D /  คริส วู / 

"ฟ่าน ปิงปิง & คริส วู" แท็กทีมทำโม-แคป ระเบิดศึกใน "L.O.R.D สงครามเจ็ดจอมเวทย์" ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ส่งให้ L.O.R.D สงครามเจ็ดจอมเวทย์ ขึ้นแท่นหนังแอคชั่นแฟนตาซีฟอร์มยักษ์น่าจับตามอง ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคโมชั่นแคปเจอร์เรื่องแรกของจีน แต่ยังรวมถึงการที่ผู้ชมจะมีโอกาสได้เห็นเหล่าซูเปอร์สตาร์แดนมังกรตบเท้าเข้าเชือดเฉือนห้ำหั่น ประชันบทบาทกันอย่างเข้มข้นผ่านการสวมบทบาทเป็นจอมเวทย์แห่งอาณาจักรอาสลาน เตรียมจุติมหาสงครามสุดอลังการในแบบที่ผู้ชมไม่สามารถพบเห็นได้บ่อยนักบนจอภาพยนตร์ นำโดยราชินีแห่งวงการภาพยนตร์จีนอย่าง ฟ่าน ปิงปิง และอดีตศิลปินบอยแบนด์ขวัญใจสาว ๆ ทั่วเอเชียอย่าง คริส วู ที่นำทีมเหล่าซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของประเทศจีนร่วมผนึกกำลังถ่ายทอดมหาสงครามแห่งอาณาจักรในครั้งนี้ สำหรับ ฟ่าน ปิงปิง  ถือเป็นซูเปอร์สตาร์หญิงอันดับหนึ่งของวงการภาพยนตร์จีนยุคปัจจุบันอย่างไร้ข้อกังขา ครองแชมป์อับดับหนึ่งทำเนียบคนดังผู้ทรงอิทธิพลของจีนติดต่อกันสามปีซ้อนจากการจัดอันดับคนดังผู้ทรงอิทธิพลที่จัดขึ้นโดยนิตยสาร FORBES ประเทศจีน (นิตยสารฟอร์บ) นอกจากนี้ยังเคยฝากผลงานไว้มากมายในประเทศ อาทิ ตำนานบูเช็คเทียน, เดชนางพญาผมขาว และเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากบท เจ้าหญิงผิงอาน จากภาพยนตร์เรื่อง The Lion Roars (2002) ก่อนจะข้ามฟากไปแสดงในฮอลลีวูดในหนังรวมซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์อย่าง X-Men Day Of Future Past (2015) การกลับมาคราวนี้เธอกลับมารับบท กุ่ยซันเหลียนเฉียน  เจ้าของสมญา จอมเวทย์เหยี่ยวอสูร สาวกของลอร์ดคนที่ 5 ผู้มาพร้อมเหยี่ยวอสูร อันชิ วิญญาณปีศาจคู่ใจ นอกจากนี้ยังสามารถสะกดจิตวิญญาณปีศาจของผู้อื่นให้มาเป็นของตัวเอง ทางด้าน คริส วู หรือ อู๋อี้ฝาน คืออดีตศิลปินบอยแบนด์เกาหลี วง EXO ที่โด่งดังและมีฐานแฟนคลับอยู่ทั่วเอเชีย ก่อนจะตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิกเพื่อทุ่มเทให้กับงานด้านการแสดง โดยได้ฝากผลงานไว้ในหนังรักโรแมนติคอย่าง Somewhere Only We Know และในปี 2017 เขามีกำหนดเล่นบทนำในหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์อย่าง Varerian and the City of a Thousand Planets สำหรับในภาพยนตร์ L.O.R.D สงครามเจ็ดจอมเวทย์ เขารับบทเป็น อิ้นเฉิน หรือ จอมเวทย์เพลิงหิมะ ลอร์ดคนที่ 7 ผู้ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ชี้แนะเด็กไม่เอาถ่านอย่าง ฉีหลิง (รับบทโดย เฉินเสวี่ยตง) ให้เรียนรู้ในวิถีแห่งลอร์ด และพร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องลูกศิษย์ นอกจากนี้ยังมีเหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของเอเชียอีกมากมายที่ร่วมถ่ายทอดสงครามแห่งอาณาจักรครั้งยิ่งใหญ่สะเทือนสวรรค์สะท้านพิภพ อาทิ เฉินเสวี่ยตง รับบทเป็น จอมเวทย์ดาบวายุ, เฉินเหว่ยถิง รับบทเป็น จอมเวทย์เทพสังหาร, หยางมี่ รับบทเป็น จอมเวทย์สองวิญญาณ, เหยียนควน รับบทเป็น  จอมเวทย์จิตสยบมาร และ หลี่จื้อถิง รับบทเป็น จอมเวทย์ร่างสัมฤทธิ์ เตรียมพบการเฉือดเฉือน ห้ำหั่น ประชันบทบาทของเหล่าจอมเวทย์ทั้งเจ็ดและสาวก และเตรียมจุติสงครามแห่งอาณาจักรครั้งสะเทือนสวรรค์สะท้านพิภพ ใน L.O.R.D สงครามเจ็ดจอมเวทย์ 20 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ยืดอายุดวงตา ด้วย สารแอนโธไซยานิน ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
ดวงตา /  ปวดตา / 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตหน้าจอตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือดูจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตอยู่ตลอดๆ ต้องทำความรู้จักกับสารแอนโธไซยานินโดยด่วน เพราะเพ่งจอเหล่านี้เป็นเวลานานๆ แสงในจอจะไปทำลายเซลล์จอประสาทตา ซึ่งนานไปอาจทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ที่ร้ายแรงถึงขึ้นตาบอด และยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน เว้นแต่ทำให้คงสภาพการมองเห็นที่เหลืออยู่ให้ได้นานที่สุด ซึ่งอาการเริ่มต้นจะมองภาพไม่ชัดหนักขึ้นไปเรื่อยๆ พอนานไปๆ จะเห็นเป็นภาพบิดเบี้ยว และเหมือนมีจุดสีดำบังตรงกลาง จนอาจถึงขั้นตาบอดในที่สุด ซึ่งจากการวิจัยหลายสถาบันพบว่า สารแอนโธไซยานิน จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าผักผลไม้หลายชนิด ทำงานตรงต่อดวงตา ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ที่จอประสาทตาได้ นอกจากนี้ยังมีพบว่าสารแอนโธไซยานิน ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก ช่วยเรื่องการมองเห็นในที่มืด มีแสงน้อย และช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา เพราะไปช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและการไหลเวียนในเส้นเลือดฝอยในตา ซึ่งจะทำให้ออกซิเจนและสารอาหารที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงดวงตาได้ดีมากขึ้น โดยตัวสารแอนโธไซยานินจะพบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สีม่วงแดง ยิ่งเบอร์รี่มีสีม่วงแดงจนไปถึงน้ำเงินเข้มยิ่งแสดงว่ามีปริมาณแอนโธไซยานินอยู่สูง เช่นพวก สตอรเบอร์รี่ บิลเบอร์รี่ แบลคเคอร์แรนท์ อะซาอิเบอร์รี่ เป็นต้น นอกจากนี้วิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาอื่นๆก็สำคัญ เช่น วิตามิน A C E เบต้าแคโรทีน ที่อยู่ในผักผลไม้ เช่น ฟักทอง แครอท หรือมะละกอสุก เป็นต้น จากการสำรวจพบว่าคนไทยที่เกิดในช่วงปี 2524 – 2543 ใช้อินเตอร์เน็ตกันเฉลี่ยวันละ 7.6 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นจะให้ถนอมจอประสาทตาด้วยการหลีกเลี่ยงการมองจอเหล่านี้คงจะเป็นเรื่องยาก สิ่งที่ควรทำเพื่อรักษาสุขภาพจอประสาทตาให้ใช้ได้ไปนานๆ ก็คือหมั่นพักสายตา และบำรุงดวงตาด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาได้ แต่ถ้ารู้สึกมีอาการผิดปกติที่ดวงตาควรไปพบแพทย์ทันที และตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยซักปีละครั้ง เพราะดวงตาก็เป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต เมื่อดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว สุขภาพดวงตาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หมั่นทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา และลองมองหาสารแอนโธไซยานินจากเบอร์รี่ทั้งหลายมาเสริมเกราะป้องกันดวงตาของเรา ให้ใช้งานได้นานๆ

จันจิ ปลื้ม มาริโอ้ ให้กล้องเป็นของขวัญวันเกิด ยันคำเดิมคบกันเงียบๆ แต่สบายใจ!!
จันจิ ไกอา /  มาริโอ้ เมาเร่อ / 

  หลังจากเพิ่งผ่านวันเกิดมาหมาดๆ สำหรับสาวนักร้องสาว จันจิ วงไกอา แฟนสาวของพระเอกหนุ่มรูปหล่อ มาริโอ้ เมาเร่อ ที่ล่าสุดได้มาร่วมงาน Qurator 2nd Anniversary พร้อมกับอัพเดทความหวานว่าในวันเกิดนอกจากไปทำบุญ ปล่อยปลา ถวายสังฆทานแล้ว หนุ่มโอ้ ยังซื้อกล้องให้เป็นของขวัญวันเกิดเพราะเห็นตนบ่นอยากได้แต่ไม่ซื้อสักที ถ้ามีอะไรพิเศษก็แสดงความยินดีบ้างแต่ก็คงไม่ได้ลงรูปคู่อะไร ยันคบกันแบบเงียบๆ อย่างนี้สบายใจดีอยู่แล้ว  "วันเกิดดีค่ะ ทำบุญมาไปปล่อยปลา แต่เสียดายปลาตายเยอะ (หัวเราะ) เหมือนระหว่างเดินทางมันอาจจะช้ำแล้วเพราะปล่อยลงไปลอยเต็มไปหมดเลยค่ะ ก็เสียใจ ประมาณเกือบสิบตัว เสียดายเหมือนกัน แล้วก็ไปถวายสังฆทานต่อ ทำบุญเผื่อเขาต่อ คือน้ำลึกเหมือนกันค่ะ แต่ว่ามันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เขาขนส่งมาจากที่ไกลๆ เขาอาจจะช้ำและเสียชีวิตระหว่างทางก็ได้ เราไปใช่ค่ะ ไปตรงตลาดคลองเตย แล้วก็ไปวัดแถวนั้นใกล้ๆ ปีนี้ก็มีพี่เขาบอกว่าชงเล็ก แต่ก็เพิ่งทราบเหมือนกัน แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าชงอะไร ก็เรื่อยๆ เหมือนเดิม โอ๊ย อย่าพูดสิคะกลัว ไม่หรอก เดี๋ยวจะมีไปทำบุญที่บ้านเด็กพิการที่บางปะกงด้วยค่ะ ชวนเพื่อนไปกันเยอะเลยวันที่ 1 นี้ค่ะ"   "ปีนี้อายุ 26 แล้วค่ะ แต่หน้าอาจจะล้ำ 26 แล้วก็ได้ (หัวเราะ) หนูรู้สึกว่าอายุมันก็ขึ้นแต่สมองหนูยังเด็กเหมือนเดิมค่ะคุณพี่ (ของขวัญพิเศษจากมาริโอ้) มีค่ะมี เป็นกล้องถ่ายรูปค่ะ หูยอยากได้นานมากแล้วแต่ยังไม่ซื้อสักทีเป็นปีแล้วค่ะเขาก็เลยถือโอกาสซื้อให้แทนละกัน ไม่บอกยีห้อละกัน คือเราก็บ่น ๆ ว่าเราอยากได้แต่ก็ไม่ได้คิดว่าพี่เขาจะซื้อให้ ยังไม่มีเมมเลยค่ะ (หัวเราะ) ยังไม่มีเมมเลยยังไม่ได้ถ่ายอะไร"   "ชอบถ่ายเซลฟีปกติค่ะ แต่ว่าอยากได้ภาพสวยก็อยากได้กล้องดีๆ มาถ่าย ก็ดีใจมาก พี่เขาก็ยื่นให้เฉยๆ ไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรทั้งนั้นค่ะ จันจิทำงานเสร็จก็มีทานข้าวเล็กน้อย ไม่ได้หวานอะไร แต่ว่าสถานที่ก็สวยงาม ทานจนอิ่มเลยค่ะ ไม่ได้ให้เป็นตากล้องประจำตัว พี่เขาน่าจะเป็นแบบได้ดีกว่าเป็นตากล้อง"   "ถ่ายด้วยกันมันก็มีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้เห็นกันแค่นั้นแหละค่ะ ไม่ได้เอามาลง เดี๋ยวโดน เก็บไว้ดูคนเดียว กลัวค่ะ จริงๆ ก็กลัวนะคะ เพราะว่าไม่อยากมีความวุ่นวายอะไรแล้ว อยู่อย่างนี้มันสบายมากแล้วค่ะ ไม่มีใครขอ จันจิรู้สึกว่าอยู่อย่างนี้สบาย ไม่มีอะไรเลยเราก็ลงรูปของเรา ถ้ามีอะไรพิเศษๆ เราอาจจะแสดงความยินดีบ้างอะไรอย่างนี้บ้าง แต่ว่าคงยังไม่มีรูปคู่อะไรค่ะ"   "ก็ถือว่าน้อยกว่าเดิม เพราะถือว่าเป็นเรื่องเดิมๆ ทุกคนก็เบื่อแล้วไม่ได้สนใจมันก็เลยไม่ค่อยมีอะไร ไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเท่าไหร่ มันยังไม่ได้มีอะไรพิสูจน์ จันจิว่าคนเขาก็แค่ไม่ได้รับข่าวหรืออะไรก็แค่นั้นค่ะ แค่ลืมๆ ไปปล่อยเฉย ชิลล์ๆ ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรเท่าไหร่" ขอบคุณภาพจาก IG junji_gaia, mario_mm38 จันจิ ไกอา   จันจิ ไกอา   จันจิ ไกอา   จันจิ ไกอา   มาริโอ้ เมาเร่อ   มาริโอ้ เมาเร่อ