บลูเบอร์รี่ อาร์ สยาม

 เล็กแต่อบอุ่น! ปาร์ตี้วันเกิด 36 ปี นานา ไรบีนา
วันเกิดดารา /  วุ้นเส้น วิริฒิพา / 

    เล็กๆ แต่อบอุ่น เหล่าเพื่อนสนิทร่วมปาร์ตี้วันเกิดล่วงหน้า ฉลองครบรอบ 36 ปี ให้กับดาราสาว นานา ไรบีนา แน่นอนมีสมาชิกในแก๊งนางฟ้ามาร่วมเฮฮาปาร์ตี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น วุ้นเส้น วิริฒิพา, เจนสุดา ปานโต และ แอน อลิชา นอกจากนั้นก็ยังมีคู่เลิฟ พีเค - โยเกิร์ต และ ดีเจบอย ณาฆฤณ มาร่วมแจมด้วย โดยเจ้าของวันเกิดได้โพสต์ข้อความมาว่า "ขอบคุณความรักที่มีให้กันเสมอนะเพื่อนๆ I love you guys #จะเข้าวัย36กับเพื่อนรักทุกคน" ไปชมภาพบรรยากาศกันเลยจ้า...ขอบคุณ ภาพจากอินสตาแกรม @nanarybena, @janesuda, @ann_laisuthruklai, @yoghurt_rb, @djboy955   วันเกิด 36 ปี นานา ไรบีนา   วันเกิด 36 ปี นานา ไรบีนา   วันเกิด 36 ปี นานา ไรบีนา   วันเกิด 36 ปี นานา ไรบีนา   วันเกิด 36 ปี นานา ไรบีนา   วันเกิด 36 ปี นานา ไรบีนา  

จำเนียรวิเวียนโตมร /  ธีรเดช เมธาวรายุทธ / 

เป็นนางเอกสาวสุดแซบที่ขึ้นชื่อเป็นกูรูเกมออนไลน์คนหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต เพราะชอบสรรหาสารพัดเกมมาเล่นยามว่างในกองถ่าภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร หนังแอ็คชั่นคอมเมดี้สวัสดีปีใหม่ของผู้กำกับ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ไม่ว่าจะเป็นเกมใบ้คำ, เกมชาเย็น, เกมแวร์วูฟ, เกมโปเกมอน จน 2 พระเอกหนุ่ม บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ ยอมใจในความอะเลิท พร้อมยกฉายา หัวโจก ให้สาวชมพู่เหตุเพราะชอบป่วนด้วยการชวนนักแสดงคนอื่น ๆ เล่นเกมตลอดเวลา !! พบกับ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ในบท วิเวียน ได้ในภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร เข้าฉาย 29 ธันวาคมนี้พร้อมกันทั่วประเทศ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร เพิ่มเติมได้ที่ https://m39.studio/ILoveYou2

บอย ถกลเกียรติ โต้ขายหุ้น! เคลียร์แล้ว ไนกี้-แป้ง ร่วมงานช่อง 8
บอย ถกลเกียรติ /  ไนกี้ ธนดล / 

    หลังจากมีข่าวว่า  กลุ่มปราสาททองโอสถ เจ้าของช่องทีวีดิจิตอล PPTV เข้ามาซื้อหุ้นของช่อง ONE ทีวีดิจิตอล ถึง 50% กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยแกรมมี่ ถือหุ้น 25.50% จากเดิม 51% และ บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ถือหุ้น 24.50% จากเดิม 49% ล่าสุดทาง บอย ถกลเกียรติ ได้ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจง เผยไม่ได้ขายหุ้น แต่เป็นการเพิ่มทุนให้แข็งแรง ร่วมกับ บ.ประนันท์ภรณ์ ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจหลังเรตติ้งดีติด Top 5      ส่วนกรณีที่นักแสดงอย่าง ไนกี้ นิธิดล กับ แป้ง อรจิรา ดอดไปร่วมงานละครกับทางช่อง 8 บอกเป็นการเอื้อเฟื้อ ซึ่งมีการพูดคุยกับทางนักแสดงบ้างแล้ว...    "อย่างที่มีข่าวออกมาเมื่อวานนี้ ผมขออธิบายจริงๆ มันเป็นการเพิ่มทุน คือเรามีความคิดว่าเราอยากจะเพิ่มทุนมาสักพักนึงแล้ว เพราะว่ากิจการมันดีขึ้นๆ เรตติ้งก็ติดอับดับ top 5 อยู่ แต่จะทำยังไงให้มันแข็งแรงขึ้น เราเลยมีความคิดว่าเราอยากเพิ่มทุนประกอบเราไปกับเจอ บริษัท ประนันท์ภรณ์ ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีความคิดที่จะลงทุนธุรกิจต่างๆ ที่เขาเห็นว่ามันจะมีกำไรและอนาคต พอมาเจอกันก็เลยลงตัว เราไม่ได้ขายหุ้น เราเพิ่มทุน ผมขอยืนยันตรงนี้นะครับว่าไม่ได้ขายหุ้น นี่เป็นการเพิ่มทุนเพื่อที่จะทำให้ช่องของเราแข็งแรงขึ้นเพราะมันคือการต่อยอดธุรกิจ บริษัทนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่คือลูกสาวซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ pptv ครับ"    "ผลกระทบ ไม่มีครับ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านบริหารอะไร เพราะเขาเชื่อมั่นในทีมบริหารเดิม การทำงานยังเหมือนเดิม ปีหน้างานเราจะแข็งแรงขึ้น ถามว่าเกี่ยวหรือเปล่ากับการละครพิษสวาทเรตติ้งดีเลยทำให้ผู้ร่วมทุนอยากมาลงทุนด้วย เรามองภาพรวมครับ แต่แน่นอน ละครพิษสวาท เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ทำให้ละครช่องเราได้รับความนิยมมากขึ้น ในขนาดละครเรื่องอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นมาด้วย มันหลายๆ สิ่งรวมกัน ปีนี้โดยรวมก็ถือว่าแฮปปี้ครับ"    "ไนกี้ นิธิดล กับ แป้ง อรจิรา ไปร่วมงานละครกับช่อง 8 ช่องคู่แข่ง ผมมองว่าถ้าตอนนี้อะไรที่มันเป็นโอกาสเราก็เอื้อเฟื้อได้ เราก็ได้มีการพูดคุยกับนักแสดงบ้าง" บอย ถกลเกียรติ กล่าว บอย ถกลเกียรติ   บอย ถกลเกียรติ   บอย ถกลเกียรติ   บอย ถกลเกียรติ   บอย ถกลเกียรติ  

สวีทเบอร์แรง! บีม - ชาช่า ควงดูหนังมุ้งมิ้งตลอดเว
บีม ศรัณยู /  ชาช่า ทามาดะ

    หวานไม่มีตก! สำหรับคู่สามี-ภรรยาอย่าง บีม ศรัณยู กับ ชาช่า ทามาดะ ที่แม้จะยังไม่มีโซ่ทองมาคล้องใจแต่ก็ยังหมั่นเติมความมุ้งมิ้งใส่กันอยู่ตลอดเว วันก่อนเจอทั้งคู่ควงกันไปดูหนังที่ห้างหรูแถวสยาม ก็ฆ่าคนโสดอย่างแรงงงงงง หลายคนแอบอิจเบาเบาในความสวีทของทั้งคู่มีสามีมันดีอย่างนี้นี่เอง อิอิ บีม - ชาช่า   บีม - ชาช่า   บีม - ชาช่า  

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ยังไงละเนี่ย! ย้ายค่ายหรอ? ไนกี้ ลูกรักคุณบอยช่อง ONE โดดมาเล่นละครช่อง 8
ไนกี้ ธนดล /  แคทลียา อิงลิช / 

  ไหนว่าเป็นจะดันให้เป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของช่อง ONE แต่ไฉนพระเอกหน้ายาวสันดั้งคมอย่าง ไนกี้ นิธิดล พระเอกลูกรักของบอสใหญ่ค่ายเอ็กแซ็กท์ คุณบอย ถกลเกียรติ ถึงกระโดดจากฝั่งอโศก มายังลาดพร้าวได้ละเนี่ย เพราะอยู่ๆ หนุ่มไนกี้ ก็ได้มาร่วมถ่ายฟิตติ้งให้กับทางช่อง 8 เรื่อง เพลิงรักไฟมาร ของผู้จัดฯ เอ๊ะ อิศริยา ในฐานะพระเอกละครเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีแดนซ์ซิ่งควีนอย่าง สาวแคท แคทรียา อิงลิช เจ้าของเพลงแดนซ์ระดับตำนานอย่าง โอเค! นะคะ ของค่ายแกรมมี่ ก็มาร่วมแจมเป็นนางร้ายปากแดงแซบเวอร์ในละครเรื่องอีกด้วย แม้ว่าสาวแคทจะไม่มีสัญญาอะไรกับทางค่ายแกรมมี่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังเห็นสาวแคทร่วมงานกับทางแกรมมี่ เดินเข้าเดินออกในตึกเป็นว่าเล่น     นอกจากนี้ยังมีดาราคนอื่นๆ จากหลายช่อง หลายค่าย มาร่วมแจม อาทิ จินนี่ ธนิดา ดาราสาวที่ชอบครองตำแหน่งบทเพื่อนนางเอกของช่อง 3 หรือจะเป็นหนุ่มจากค่ายโพลีพลัส บอล อัศนัย และนางงามคุณหมอผู้ได้มงฯ จาก สงครามนางงามซีซั่น1 ทางช่อง ONE อย่าง กวาง ดารัณ ก็มาร่วมแจมความแซบของละครเรื่องนี้   ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จกับกระแสข่าวลือที่ว่า ช่อง 8 จะรอดูดดาราตัวเปรี้ยงๆ ที่หมดสัญญาจากช่อง จากค่ายต่างๆ มาร่วมงานด้วย เพราะแค่เห็นภาพฟิตติ้งของละครเรื่องนี้ หลายๆ คนก็ยังคิดว่านี่เป็นละครของช่อง ONE หรือเปล่า???            

ลูกเกด เคลียร์ข่าวลือ! ทะเลาะเดือดจน มาช่า ถอนตัวเมนเทอร์เดอะเฟซ 3
ลูกเกด เมทินี /  มาช่า วัฒนพานิช / 

        แซ่บจริงอะไรจริงตั้งแต่ยังไม่ออนแอร์เลยทีเดียว สำหรับรายการ เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 3 ที่ซีซั่นนี้ได้เมนเทอร์คนใหม่อย่าง มาช่า วัฒนพานิช มาร่วมเพิ่มความสนุกให้กับรายการ แต่ก็ตามมาพร้อมกระแสข่าวลือมากมาย ทั้งข่าวเมนเทอร์หวิดตบกลางรายการ ทะเลาะกันจนกระทั่งมีข่าวลือว่า สาวมาช่า ขอถอนตัวออกไปแล้ว ล่าสุดเจอ เมนเทอร์ลูกเกด มาร่วมงาน "Numero Thailand Seminar on Best Beauty Brand Products 2016-17" จึงได้สอบถามถึงข่าวลือดังกล่าว งานนี้ เมนเทอร์ลูกเกด ออกตัวว่าอยากเล่าแต่พูดไม่ได้ ให้รอติดตามชมในรายการและฟังจากปาก มาช่า เอง ด้าน คุณเต้ กันตนา เจ้าของรายการประกาศชัด ใครสปอยล์ก่อนโดนฟ้องแน่!!              "ที่คนสงสัยเดอะเฟซไทยแลนด์ซีซั่น 3 พี่มาช่าหายไปไหนก็ต้องรอดูค่ะ อันนี้ก็ไม่รู้พี่ช่าจะตอบยังไงนะคะ ก็ต้องรอดูว่ารายการปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข่าวว่าพี่ช่าถอนตัวเพราะหายไป 2 เทป อันนี้ก็บอกอะไรไม่ได้ เพราะเดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์ว่าอะไรมันเกิดขึ้น แต่รู้สึกว่าตอนนี้มีกระแสมากมาย แต่ขอบอกเลยว่าปีนี้มีดาราชื่อดังมาเยี่ยมมาร่วมในรายการเดอะเฟซฯ เยอะมาก มีเยอะแทบจะทุกสัปดาห์ทุกเทปเลย เพราะฉะนั้นรอดูค่ะ ก็เหมือนกับทุกปีที่เราจะมีกรุ๊ปไลน์ไว้ส่งข่าวตอบกันอะไรอย่างนี้ ส่วนกระแสที่บอกว่าจะตบกันกลางรายการ อันนั้นเราสัมภาษณ์แบบสนุกสนานขำๆ ก็ดุเดือด ซีซั่นที่แล้วก็ดุเดือด ก็มีทะเลาะกัน ปีนี้ก็ไม่น้อยค่ะ ก็สนุกเหมือนกัน"              "ข่าวที่ว่าสร้างกระแสทะเลาะกันจนพี่ช่าออกหรืออะไร เกดต้องบอกว่าแฟนคลับของรายการนี้เค้าเก่งมากเลย เค้าดูทุกจุด ทุกเม็ด ทุกหยด คอยสังเกตทุกอย่างเลย ชุดนี้ใครใส่ ชุดนั้นใครไม่ใส่ ทำไมคนนั้นดูเด่นกว่า คือเค้าต้องการจะดูแล้ว ทุกอย่างเค้าเอามาเป็นกระแสหมด เท่าที่ทราบทางรายการก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงอะไร เพราะฉะนั้นเกดก็คงไม่สามารถจะบอกอะไรได้มากมาย แต่บอกได้แค่ว่าสนุกมากๆ"               "ส่วนที่คนจับผิดจากวันเกิดบีว่าไม่มีพี่ช่า จริงๆ วันนั้นก็จะไม่มีเกดนะคะ เพราะวันนั้นเราถ่ายเสร็จแล้วต้องรีบไปสนามบิน กำลังจะก้าวขึ้นรถอยู่ก็โดนคว้ามา ตอนนั้นคือกำลังจะกลับบ้านที่ภูเก็ตค่ะ พอเสร็จแล้วก็รีบไปสนามบินเลย แต่ยังไงก็ต้องรอดูนะคะ มันก็มีบ่อยครั้งที่เมนเทอร์ไม่ได้อยู่ด้วยกัน 3 คน มันก็มีถ่ายเดียว ถ่ายแก๊งใครแก๊งมัน เราก็เครียดอยู่เหมือนกัน เพราะมีรูปเยอะมากที่อยากจะลง ที่ถ่ายกับลูกสาว แต่ไม่สามารถลงเพราะเดี๋ยวความแตก แต่จะบอกให้ว่าแฟนคลับเค้าละเอียดแค่ไหน มีอยู่วันนึงเกดพาน้องๆ ทีมซีซั่น 3 ไปยิงเลเซอร์แล้วเกดหันหน้าใส่กล้อง ให้สาวๆ หันหลังเพื่อให้มันสนุกสนาน ให้คนเค้าดูกันไป แฟนคลับก็สังเกตไปวงกลมสร้อยว่าคนนี้เคยใส่ ต้องอยู่ทีมลูกเกดแน่เลย คนนี้เคยใส่เสื้อตัวนี้เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เห็นมั้ยมีความอยากดูรายการนี้มากค่ะ"               "ก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่าคุณเต้ขู่จะฟ้องคนสปอยล์ คันมากเลยอยากเล่ามาก อันนี้อาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาเคยมีบุคคลที่เคยลงสปอยล์ ซึ่งถ้าคุณทำแบบนั้นมันก็น่าเสียดาย เพราะคนเค้ารอดู คนมาสปอยล์มันก็ไม่สนุก เกดก็เลยคิดว่าคุณเต้ไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ก็อาจจะต้องใช้เรื่องกฎหมายเข้ามาช่วย เพราะมันก็ไม่ควรสปอยล์ เวลามีคนสปอยล์ไม่เสียเซลฟ์ค่ะ เพราะว่าไม่ได้เป็นเจ้าของรายการ (หัวเราะ) มันก็เสียดายอรรถรส บางทีก็อึ้งว่าเค้ารู้กันได้ไง ใครสปอยล์ เหมือนอยู่ที่กองถ่ายเลย หรือหลุดจากกองถ่ายจริงๆ บางทีทีมงานเค้าก็คุมไม่ทั่วถึง ก็พยายามเก็บเป็นความลับให้มากที่สุด เพราะเป็นรายการที่คนสนใจมาก เราก็อยากทำให้ดีและสนุกที่สุด"               "คุณเต้ก็บอกถ้าใครสปอยล์จับได้จะฟ้อง โดยเฉพาะคนในกองเลยค่ะ บางทีช่างแต่งหน้าประจำของเกดมาไม่ได้แล้วเป็นช่างคนอื่นมา เราต้องคอยเตือนเค้าว่า อย่าถ่ายรูปเล่น จะโพสต์อะไรต้องระวังหน่อย บางทีเราโพสต์แป๊บเดียวแล้วลบ แต่มันไปไกลแล้วก็ต้องระวังหน่อย ตอนนี้ถ่ายไปประมาณ 9-10 เทปแล้วค่ะ เวลาคนถามมากๆ ก็ไม่รู้สึกกดดันหรือเครียด เรารู้สึกดีที่มีคนสนใจ รักและอยากรู้อยากเห็นอยากดูรายการนี้ แต่ถ้าคนไม่ถามนั่นสิ จะรู้สึกว่าไม่มีใครอยากดูรายการไม่มีใครสนใจเหรออะไรแบบนี้" ลูกเกด กล่าว      ลูกเกด เมทินี   ลูกเกด เมทินี   ลูกเกด เมทินี   ลูกเกด เมทินี   ลูกเกด เมทินี   ลูกเกด เมทินี   ลูกเกด-มาช่า   เมนเทอร์เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 3   เมนเทอร์เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 3   เมนเทอร์เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 3  

หมอเจี๊ยบ ลลนา รับดูใจ เดียร์ สาวนอกวงการ ยินดี พอลลี่ แต่งงาน!!
หมอเจี๊ยบ ลลนา /  เจี๊ยบ ลลนา / 

  หลังจากมีภาพพรีเวดดิ้งระหว่างอดีตคู่จิ้นอย่างนักแสดงสาว พอลลี่ พรพรรณ กับว่าที่เจ้าบ่าว เบนซ์ ออกมาให้เห็นกันแล้วเป็นอันยืนยันฟันเฟิร์มว่าเป็นการปิดตำนานอดีตคู่จิ้น หมอเจี๊ยบ ลลนา กับ สาวพอลลี่ อย่างจริงแท้แน่นอนแล้ว ล่าสุด หมอเจี๊ยบ มาร่วมงานแถลงข่าว “ตำมั่ว เปิดตัวน้ำปลาร้าปรุงรส และเมนูใหม่ ตำลาวแม่น้อย ตำนาน 27 ปี” ณ ร้านตำมั่ว MBK Center ชั้น 7 ก็ได้เปิดปากยอมรับดูใจกับสาวนอกวงการ เดียร์ บุษรา ไฮโซสาวสุดแซ่บเจ้าของธุรกิจลูกโป่ง iParty Bangkok หลังลงภาพคู่ใน IG ยันไม่มีเรื่องมือที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง เห็นลงรูปคู่สาวใหม่เรียกว่าเปิดตัวได้มั้ย?- ไม่ได้เปิดตัว ลงไอจีเฉยๆ (ยิ้ม) ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องกัน ต้องตอบแบบดารามั้ย (หัวเราะ) ก็กำลังศึกษาดูๆ กันอยู่ ถามว่ารู้จักกันได้ยังไง ก็ไปซื้อลูกโป่งร้านเขา ก็ไปซื้อกันได้นะ คือน้องเขาเป็นคนจิตใจดี และอายุน้อย แต่เป็นผู้ใหญ่มาก เป็นเจ้าของธุรกิจ มีความคิดที่ดี เป็นคนดี มีความรับผิดชอบ รู้สึกว่า คุยกันรู้เรื่องไปในทิศทางเดียวกัน รู้จักกันมาตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน บังเอิญเดินเข้าไปซื้อลูกโป่ง เรียกว่าสนิทที่สุดหรือเปล่า?- ก็สนิทที่สุด ถามว่ามั่นใจไหม อย่างที่บอกตอนนี้เป็นเพื่อนพี่น้อง คุยๆ กันไป ดูๆ กันอยู่ แต่อนาคตดูกันอีกที มีคนโยงกับเรื่องพอลลี่จะแต่งงาน เลยเปิดตัวหรือเปล่า?- เจี๊ยบว่าเป็นเรื่องที่ดี เวลาเราจะคุยกับใคร ไม่จำเป็นต้องปิดบัง เป็นการให้เกียรติกัน กับพอลลี่เห็นรูปพรีเวดดิ้งแล้ว โห..สวยหวาน นึกว่าเกาหลี เขาก็โทรมาชวนว่าไปไหม ตั้งแต่ก่อนจะมีภาพพรีเวดดิ้งแล้ว เราก็บอก เดี๋ยวไป ทราบมาก่อนไหมว่าพอลลี่คบเบนซ์?- ทราบนะ ช่วงที่เขาคุยกับพี่คนนี้เขาก็มาบอกว่า เขาคุยกับพี่คนนี้นะ อยากให้มากินข้าวกัน มาเจอกัน แต่ยังไม่ว่างไปสักที (ปิดตำนานคู่จิ้นพอลลี่-เจี๊ยบ?) ก็คงต้องปิดเนอะ เขามีสามีขนาดนั้น แต่ถ้ามีงานด้วยกันอาจจะเป็นได้ แต่ถ้าไม่มีคงต้องปิด เราไม่ได้มีปัญหาเลย เขายังมาเล่นแมวของเจี๊ยบอยู่ แต่ตอนนี้เขามีแมวส่วนตัวของเขาแล้วนะ งานแต่งเขาจริงๆ มีติดคิวละครอยู่ ถ้าไปทันจะไป อยากไปร่วมงานเหมือนกัน เดี๋ยวเอาลูกโป่งไปให้เขา (ยิ้ม) เขาแต่งวันที่ 9 ธ.ค. พอลลี่กับเดียร์รู้จักกันหรือเปล่า?- พอลลี่รู้จักเดียร์ก่อนเจี๊ยบอีก เพราะเขาไปซื้อลูกโป่งให้เจี๊ยบ โลกนี้มันโลกกลม ไม่มีเรื่องมือที่ 3 เลย เพราะต่างคนต่างไปเจอคนที่ใช่ของตัวเอง ถามว่าเดียร์เป็นคนที่ใช่ไหม ถ้าตอนนี้ก็เป็นคนที่ใช่นะ แต่ยังไม่ได้ตกลงเป็นแฟนไง ขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก IG jeab_lalana, diabutsara หมอเจี๊ยบ ลลนา   หมอเจี๊ยบ ลลนา   หมอเจี๊ยบ ลลนา   หมอเจี๊ยบ ลลนา   หมอเจี๊ยบ ลลนา   หมอเจี๊ยบ ลลนา เดียร์   หมอเจี๊ยบ ลลนา เดียร์   หมอเจี๊ยบ ลลนา เดียร์    

ปลายปีนี้...เตรียมตัวฮาสุดป่วนไปกับก๊วนสุดรั่ว ใน
Office Christmas Party /  คอร์ทนีย์ บ. แวนซ์ / 

ปลายปีนี้...เตรียมปิดออฟฟิศแล้วมาปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยง กับเหล่านักแสดงสายฮาระดับท็อปของอเมริกา ใน Office Christmas Party ความฮาสุดป่วนบังเกิดขึ้น เมื่อซีอีโอของบริษัท (เจนนิเฟอร์ อนิสตัน) พยายามจะปิดสาขาของน้องชาย (ที.เจ. มิลเลอร์) ซึ่งชอบปาร์ตี้เป็นหลัก ดังนั้นเขาและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (เจสัน เบทแมน) จึงชวนเพื่อนร่วมงานมาจัดปาร์ตี้ฉลองคริสต์มาส เพื่อสร้างความประทับใจให้ว่าที่ลูกค้าคนสำคัญและพยายามปิดดีลการขาย เพื่อรักษาตำแหน่งหน้าที่การงานไม่ให้หลุดลอยไป พบกับคอเมดี้สุดฮา Office Christmas Party กำกับโดย จอช กอร์ดอน และ วิล สเป็ค ร่วมด้วยนักแสดงอย่าง เคท แม็คคินนอน, โอลิเวีย มันน์, จิลเลียน เบล และคอร์ทนีย์ บ. แวนซ์ กำหนดฉาย 15 ธันวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง