น้ำตาไม่ไหลคืน

ทวารบาลวัดบวรฯ เลือดไหลออกปาก ลือกันใหญ่
ทวารบาล /  ทวารบาลติดฝิ่น / 

ทวารบาลวัดบวรฯ เลือดไหลออกปาก จนเกิดกระแสวิพากษ์ว่าอาจเป็นลางบอกเหตุ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ก.ย.   คนจำนวนมากแห่ไปชมรูปตัวแกะสลักที่บานประตูทางเข้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ถ.พระสุเมรุ มีคราบคล้ายเลือดออกมาจากปาก จนเกิดกระแสวิพากษ์ว่าอาจเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง โดยเป็นรูปทวารบาลบานประตูไม้แกะสลักบริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ และรูปแกะสลักลอยองค์เทพเจ้าจีน มีรอยคราบสีน้ำตาลเข้มไหลเป็นทางยาวออกจากปากจนมองคล้ายเป็นคราบเลือด แต่บ้างก็ว่าเป็น ทวารบาลติดฝิ่น เรื่องดังกล่าวทาง แม่ค้าขายพวงมาลัยหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร นางปะจิน วงศ์ศรีรา  เผยที่มาของคราบดังกล่าวว่าเป็นคราบกาแฟ ไม่ใช่คราบเลือด พร้อมระบุว่าเทพเจ้าจีนองค์ดังกล่าวมีชื่อว่าเซี่ยวกาง มีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องโชคลาภและเรื่องทำมาค้าขาย เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจีนมาเป็นเวลาช้านาน สมัยก่อนเมื่อผู้มาบนบานศาลกล่าวแล้วประสบผลดังหวังจะนำฝิ่นมาปั้นเป็นก้อนป้ายไว้ที่ปากองค์เซี่ยวกางเป็นการแก้บน สมัยก่อนที่ฝิ่นยังไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมายจะมีผู้นำชุดฝิ่นจัดเป็นชุดเซ่นไหว้สำหรับแก้บน กระทั่งฝิ่นกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายจึงมีผู้คิดทำฝิ่นเทียมสำหรับแก้บนโดยใช้ผงกาแฟมาปั้นเป็นก้อนแทน เมื่อผงกาแฟถูกความชื้นและความร้อนจึงละลายไหลเยิ้มลงมาจนคล้ายคราบเลือดดังกล่าว ทวารบาลติดฝิ่น ตำนานทวารบาลของประตูเซี่ยวกางว่า ในยุคก่อนยังดูดฝิ่นได้ มีชาวจีนคนหนึ่งติดฝิ่นงอมแงม แต่เมื่อทางการได้ปราบ ทำให้เขาหาฝิ่นดูดไม่ได้ จนกระทั่งมาลงแดงเสียชีวิตอยู่ที่ประตูดังกล่าว จากนั้นเมื่อทางวัดมาพบก็ได้ทำพิธีกงเต๊กให้ ต่อมาดวงวิญญาณของชาวจีนรายนั้นก็ไปเข้าฝันสมเด็จท่านเจ้าอาวาสว่า ให้ทำที่ให้เขาอยู่ แล้วเขาจะช่วยเฝ้าวัดให้ ดังกล่าว // // // // ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @mnakin

เหวง โพสต์เย้ย ปชป. ไร้น้ำยาจับชายชุดดำ
ข่าววันนี้ /  ชายชุดดำ / 

เหวง โพสต์เย้ย ปชป. ไร้น้ำยาจับชายชุดดำ แต่ยังสงสัยเหตุไฉนตำรวจแจ้งข้อหาแต่จับอาวุธ แต่ไม่พ่วงข้อหาฆ่า พ.อ.ร่วมเกล้า วันนี้ (16 ก.ย. 57) นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นภายหลังมีข้อสงสัยว่า การตั้งข้อหาชายชุดดำที่ถูกจับได้ เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน ทำไมไม่มีคดีฆ่าพ.อ.ร่มเกล้ารวมอยู่ด้วย มีเพียงการแจ้งขอหาครอบครองอาวุธปืนเท่านั้น โดยระบุว่า ถามพลตำรวจเอกสมยศพุ่มพันธ์ม่วง กรณีสังหารทหารและพันเอกร่มเกล้าฯ หายไปไหน? 11 ก.ย. 2557 เวลา 12.45 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ รอง ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร นำโดย พล.ต.เทพพงษ์ ทิพยจันทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 แถลงผลการจับกุมกลุ่มชายชุดดำ ที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนและวัตถุระเบิด ยิงใส่เจ้าหน้าที่ ระหว่างการชุมนุมบริเวณแยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53 จนเป็นเหตุให้ พล.อ. ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 เวลาประมาณ 20.00 น. มีการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนตะนาว และบริเวณข้างเคียง โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นกำลังหลักในการปฏิบัติ ขณะนั้นได้มีกลุ่มคนร้ายแต่งกายเป็นชายชุดดำ ใช้อาวุธสงครามยิง และขว้างระเบิดใส่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร และพี่น้องประชาชนจนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตายจำนวนหลายราย รวมทั้ง พล.อ.ร่มเกล้า ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุในคืนวันนั้นด้วยดังกล่าว”ฯลฯ ข้อความข้างต้น สื่อสำนักต่างๆ เผยแพร่ แทบจะทันที ที่ทางตำรวจได้จัดให้มีการแถลงข่าว และเป็น “เอกสาร ใบแถลงข่าว”ด้วยซ้ำไป นี่เป็นความ “จงใจ ที่จะประกาศให้ ประชาชนไทยทั้งประเทศ เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ชายชุดดำมีจริง และชายชุดดำ ได้ปฏิบัติการโดยการใช้อาวุธสงครามจริง เพื่อสังหารและทำลายทหาร รวมไปถึง การสังหาร พันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม(ยศในขณะนั้น) จริง  นั่นหมายความว่า นปช.มีกองกำลังติดอาวุธที่เป็นชายชุดดำจริง และกองกำลังติดอาวุธดังกล่าวทำหน้าที่ในการสังหารและทำร้ายทหารและประชาชนจริง หรือจะให้ถึงที่สุดก็คือ นปช.เป็นผู้ก่อการร้ายจริง”ใช่หรือไม่ครับ? แต่มาวันนี้ ทางตำรวจนำตัวผู้ต้องหา7คนไปส่งฟ้องอัยการด้วยข้อกล่าวหา “ความผิดฐาน ร่วมกันมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และพาอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ. 2490” ไม่ปรากฏข้อกล่าวหาว่า “มีการใช้อาวุธสงครามยิง และขว้างระเบิดใส่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร และพี่น้องประชาชนจนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตายจำนวนหลายราย รวมทั้ง พล.อ.ร่มเกล้า ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุในคืนวันนั้นด้วย” แต่ปล่อยให้ตำรวจท่านอื่นมาอธิบาย “พ.ต.อ.ประสพโชคกล่าวว่า คดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีการสังหาร พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม โดยข้อเท็จจริงของคดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่ง”เพียงเท่านั้น พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธ์ม่วงครับ คุณเป็นคนนำการแถลงเองในวันนั้นนะครับ คุณรับผิดชอบต่อการแถลงของคุณหรือไม่ครับ? คุณเป็นห่วงความน่าเชื่อถือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติบ้างหรือเปล่า? ทางอีกฟากหนึ่ง ถาวรเสนเนียมและวัชระเพชรทอง ก็ทำตัวเป็น พวก “ได้ทีขี่แพะไล่”เอาเลยทีเดียว ผมสงสัยว่า เรื่องที่ ถาวรเสนเนียม เอามาแถลง และ วัชระเพชรทอง เอามาแถลง ก็เป็นเรื่องที่ปรากฏสำเร็จแล้วในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ทำไม พวกคุณ ไม่ “ดำเนินการกับชายชุดดำตั้งแต่ในสมัยพวกคุณเป็นรัฐบาลเล่าครับ กว่า สองปีภายหลังเหตุการณ์ 19 พฤษาคม 2553 พวกคุณไม่เห็นจับชายชุดดำได้แม้เพียงคนเดียว นั่นแปลง่ายๆว่า ไม่มีชายชุดดำนั่นเอง ถ้ามีชายชุดดำ มีหรือ รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะจะปล่อยให้หลุดมือไปแม้เพียงวันเดียว ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับ ประจานตนเองว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ไร้น้ำยา ไร้ความสามารถอย่างสิ้นเชิงในการจับชายชุดดำนั่นเอง ไม่เช่นนั้นพวกคุณต้องตอบว่า ทำไมจับชายชุดดำไม่ได้แม้เพียงคนเดียว? MThai news

เรือล่มฟิลิปปินส์ดับ3หายเพียบรอดราว100คน
พายุในฟิลิปปินส์ /  ฟิลิปปินส์ / 

เกิดเหตุเรือล่มกลางพายุในฟิลิปปินส์ ผู้โดยสารเสียชีวิต 3 ราย และสูญหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่มีผู้รอดชีวิตราว 100 คน สื่อต่างประเทศรายงาน เรือข้ามฟากฟิลิปปินส์ล่มขณะเกิดพายุ ในเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ มีผู้เสียชีวิต3 คน สูญหายเป็นจำนวนมาก ลูกเรือใช้เสื้อชูชีพช่วยเหลือผู้โดยสารปลอดภัย 111 ราย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุเล่าว่า เกิดคลื่นสูงซัดปะทะก่อนที่เรือจะพลิกคว่ำลง ทั้งนี้ยังมีกระแสลมแรงในขณะนั้นด้วย ผู้รอดชีวิตบางรายว่ายน้ำเอาชีวิตรอดด้วยการเข้าไปในแพชูชีพ ด้านจำนวนลูกเรือทั้งหมด ยังไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่ามีกี่คน เนื่องจากในบัญชีรายชื่อระบุว่าผู้โดยสารบนเรือมีเพียง 84 รายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางน้ำและทางอากาศ

Detective couple 01-1
Detective /  couple

คืนจันทร์พิฆาต เพราะการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้มีเงื่อนงำ จึงมีเหตุให้ผู้จงรักภักดีออกสืบหาความจริง แต่หมอฮั่วซึ่งเคยเป็นหมอหลวงได้บันทึกไว้ว่ามีคำสั่งลอบปลงพระชนม์จากหวังโส่วเฉิง ทุกคนต่างต้องการบันทึกนั้น จึงเกิดกลุ่มนักฆ่าขึ้น โดยมีการระบุการตายของผู้ที่จะถูกฆ่าไว้ในกระดาษเหลืองปริศนา แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

สาวสุดเซ็ง!! ใส่เกาะอกประชดเหตุน้ำประปาไม่ไหล
น้ำประปา /  ประท้วง / 

น้ำไม่ไหล 16/9/57 :: ปล.ขออภัยผู้ที่ไม่เห็นด้วยนะค่ะ แต่คุณไม่มีวันเข้าใจ ถ้าไม่เจอกับตัว เข้าห้องน้ำก็ไม่ได้ แม่เดือดร้อน พี่โอ๋ก็ท้อง ต้องอาบน้ำทุกวันให้ท้องสะอาด นี้ต้องไปอาบน้ำบ้านเพื่อนเลย!!! >> ใส่เสื้อผ้าข้างในปกตินะจ๊า อย่าตกใจ!! ว่าแต่..หน้าสดไปนิด!! 55555 --

อาจารย์เทพ เวสสุวรรณโน

โหรและหมอดู ดูดวงชื่อนก 12 ตัว ไม่แม่นยินดีคืนเงิน ต่อชะตาคนดวงตก สะเดาะเคราะห์ต่อดวงชะตา บูชาเทียน รับแก้-ถอนคุณไสย รับตั้งศาลพระภูมิ ศาลพระพรหม ศาลเทพทุกชนิด สักยันต์โดยน้ำมันจางลงอาคม หรือสักยันต์แบบห้าแถว

ข้ามฝั่งโขง เยือนวังเวียง กุ้ยหลินเมืองลาว
กุ้ยหลินเมืองลาว /  ธรรมชาติ / 

ถ้าเอ่ยถึง “สวรรค์บนพื้นพิภพ” หลายๆ คน จะนึกถึงกุ้ยหลิน เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของมณฑล“กวางสี” ประเทศจีน กุ้ยหลินเป็นดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำอันงดงาม มีแม่น้ำหลี (หลีเจียง) ที่ใสแจ๋วราวกระจกเป็นเส้นเลือดหลัก แต่ถ้าเป็นในละแวกประเทศเพื่อนบ้านใกล้ อย่าง‘วังเวียง’ หรือกุ้ยหลินเมืองลาว ก็สวยงาม คุ้มค่ากับการเดินทางไม่แพ้กัน แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้การเดินทางค่อนข้างจะสะดวกไปซะหมด รถรามีเส้นทางเชื่อมถึงกันแทบทุกจุดทั่วประเทศ แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านเองก็มีรถโดยสารแบบต่อเดียวถึงแล้ว อย่างล่าสุด ที่ บขส. เปิดเส้นทางเดินรถระหว่างประเทศ กรุงเทพฯ – ปากเซ และกรุงเทพฯ – เวียงจันทน์ ก็ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวลาวไม่ยากอีกต่อไป ข้ามฝั่งโขง เยือนวังเวียง กุ้ยหลินเมืองลาว วังเวียง เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งถ้ำและสายน้ำ นักท่องเที่ยวมาที่นี่ส่วนใหญ่ก็หมายใจจะได้สัมผัสธรรมชาติในรูปแบบการผจญภัยต่างๆ ด้วยวังเวียงถูกกโอบล้อมไปด้วยภูเขา แม่น้ำ และผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์เมืองหนึ่งของประเทศลาว โดยตัวเมืองวังเวียงนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง (Nam Song River) อยู่ห่างจากเมืองหลวงกรุงเวียงจันทน์ (Vientiane) ประมาณ 154 กิโลเมตร และห่างจากเมืองหลวงพระบาง (Luang Prabang) ประมาณ 210 กิโลเมตร กิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ การพายเรือคายักชมความสวยงามของสายน้ำซอง จุดเริ่มต้นอยู่ที่บริเวณผาตั้ง ล่องเรือ ผ่านเวียงสมัยไปจนถึงเมืองวังเวียงมาขึ้นที่บริเวณถาวรสุข บังกะโล ใช้เวลา 6 ชั่วโมงระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร การมาพายคายักล่องแม่น้ำซองจึงเป็นกิจกรรมแบบ 2 อิน 1 ที่คุณเองจะได้สนุกสนานกับการพายเรือและแวะเที่ยวชมถ้ำไปด้วย โดยการเริ่มต้นตามแผนการท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว จะเริ่มจากบริเวณผาตั้ง ซึ่งเป็นภูเขาหินปูนตั้งเด่นกลางทุ่งนา สูงประมาณ 800 เมตร ลักษณะคล้ายกระโดงปลาฉลาม มีหน้าผาตัดเรียบ 1 ด้าน จากผาตั้งนี้เองที่ไกด์นำทางจะสาธิตการพายคายักให้ถูกวิธี พร้อมทั้งสอนการช่วยเหลือตนเองในขณะที่เรือพลิกคว่ำ การวอร์มอัพก่อนลงเรือ และบอกจุดแวะพักต่างๆ จากนั้นก็เริ่มลงเรือล่องสายน้ำซองในช่วงแรก เป็นช่วงที่น้ำไหลไม่แรงและไม่ยากจนเกินไปเหมาะเป็นจุดวอร์มการบังคับไปในตัว และเมื่อล่องต่อไปจนถึงบริเวณถ้ำช้าง ก็อาจขึ้นเพื่อแวะพัก และชมบรรยากาศของสองถ้ำสองอารมณ์ที่เรากำลังจะกล่าวถึง ถ้ำแรก คือ ถํ้าช้างที่อยู่ใกล้ๆ โดยแต่ก่อนหมู่บ้านแถบนี้ยังไม่พัฒนา ชาวบ้านเลยใช้ถํ้านี่แหละเป็นวัด พอมีการสร้างวัดขึ้นในหมู่บ้านจึงปล่อยถํ้าให้ทิ้งร้างไป กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันเวลาเรามาเที่ยวก็จะได้เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ และรอยพระพุทธบาทที่เชื่อว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ประดิษฐานอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี อ้อ! ที่มาของชื่อถ้ำ เกิดจากหินรูปร่างแปลกตาลักษณะคล้ายช้าง ดังที่เห็นในภาพนั่นเอง อีกถ้ำหนึ่งคือ ถ้ำน้ำ ซึ่งภายในถํ้านํ้าถึงแม้จะไม่มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามอลังการเหมือนถํ้าหลายๆ แห่ง แต่ความน่าสนใจจะอยู่ตรงวิธีการเข้ามานี่ล่ะ เพราะทุกคนจะต้องนอนบนห่วงยาง และสาวเชือกถอยหลังเข้าไปแทบจะตลอดทางที่มืดสนิท ซึ่งจะสร้างความรู้สึกตื่นเต้นและเร้าใจเป็นอย่างมาก และหากในบางช่วงที่มีพื้นที่กว้างหน่อย ก็จะสามารถว่ายนํ้าเล่นหรือปล่อยเชือกได้ แต่อาจจะต้องคอยระวังแง่หินที่อาจบาดเอาได้ตลอดทาง เรียกว่าการเข้าไปในถํ้านํ้าครั้งนี้ เป็นเหมือนการผจญภัยในแดนลี้ลับเลยทีเดียว หลังจากการชมสองถ้ำแล้ว ก็จะเป็นช่วงแห่งการเดินทางไปตามสายน้ำที่กระแสน้ำเพิ่มระดับความแรงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง มีแก่งเล็กแก่งน้อยออกมาให้ท้าทายฝีมือกัน นอกจากจะสนุกสนานกับสายน้ำแล้วยังได้ชมความสวยงามของทิวทัศน์สองฟากฝั่งรวมระยะทางมตรเป็นของแถมกว่า 10 กิโลเมตร หรือถ้าหากใครไม่ชอบความผาดโผน การเดินชมสองฝั่งลำน้ำซองก็ถือว่าคุ้มมากแล้ว ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com

กยศ.เอาจริง ไม่จ่ายหนี้คืนเจอฟ้องถึงขั้นยึดทรัพย์แน่ !
กยศ. /  กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา / 

กยศ.เอาจริง ไม่จ่ายหนี้คืนเจอฟ้องถึงขั้นยึดทรัพย์แน่ ยันตั้งเกณฑ์กู้เงินต้องเกรด2.00เพื่อให้เด็กมีความพยายาม วันนี้(15 ก.ย.) มีรายงานข่าวว่า น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกยศ.ได้จ้างบริษัทติดตามนี้ผู้กู้ที่ค้างชำระแล้ว โดยมีผู้ครบกำหนดที่จะต้องชำระคืนในปี 2558 ประมาณ 100,000 กว่าราย  ซึ่งกยศ.มองว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นผลดีกับผู้กู้มากกว่าผลเสีย ซึ่งหากผู้กู้รู้ตัวแล้วมาชำระหนี้ก็จะไม่ถูกฟ้องร้องทางกฎหมาย แต่หากยังเพิกเฉยไม่ติดต่อชำระหนี้ กยศ.จะเป็นผู้ฟ้องร้องคดีตามกฎหมายซึ่ง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 อาจจะต้องยึดทรัพย์ผู้กู้ ทั้งนี้บริษัทจ้างทวงหนี้ของกยศ.เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนข่าวที่ทว่ากยศ.ตั้งเกณฑ์ว่าผู้กู้ต้องเกรดเฉลี่ย2.00ไม่สามารถคัดกรองเด็กยากจนได้จริงๆนั้น กฎเกณฑ์นี้ตั้งขึ้นเพื่อจะได้ให้เด็กตั้งใจเรียนและให้เห็นว่าการมากู้หนี้กับกยศ.ไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะกู้ต้องมีความพยายามให้มากขึ้น ไม่ใช่นำเงินกยศ.ไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่น MThai News

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูล ลูโดโกเรตส์
ทัศนะ /  พรีวิว / 

วิเคราะห์บอล แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2014-15 กลุ่ม B นัดแรก ประจำวันอังคารที่ 15 กันยายน 2557 ลิเวอร์พูล - ลูโดโกเรตส์ สนาม : แอนฟิลด์ แข่งขันเวลา : 01.45 น ลิเวอร์พูล ที่ห่างหายจากถ้วยยูฟ่สแชมเปี้ยนส์ลีกไปนานหลายซีซั่นได้โอกาสกลับลงโดลแล่นอีกครั้ง เกมนี้เชื่อว่า ร็อดเจอร์ส จะจัดหนักแน่นอนเพราะจะต้องกู้หน้าจากเกมล่าสุดที่พลาดท่าพ่ายแพ้ แอสตัน วิลล่า คาบ้านไป 1-0 ชนิดที่รูปเกมไม่ดีอีกด้วย ด้านสภาพผู้เล่นเกมนี้ ร็อดเจอร์ส น่าจะส่ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลงเป็นตัวจริงแทนที่ อดัม ลัลลสน่า ที่โชว์ฟอร์มไม่ประทับใจ ส่วนตัวหลักที่ลงสนามไม่ได้แน่นอนคือ มาร์ติน สเคอร์เทล และ จอน ฟลานาแกน ข้ามมาดูทีมแชมป์ลีกจากประเทศบัลแกเรีย ลูโดโกเรตส์ ที่ผ่านเข้ารอบมาเล่นศึกยูฟ่าแชมเปี้ยน์ลีก เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ เกมนี้ผู้เล่น ลูโดโกเรตส์ เป็นรอง ลิเวอร์พูล ทั้งหมดแต่จะมีตัวอันตรายคือกองหน้าตัวเป้าชาวบราซิล จูนินโญ่ แฟนหงส์ท่านหนึ่งฟันธง : เกมนี้ ลิเวอร์พูล จะเรียกศรัทธาคืนแฟนหงส์ทั่วโลก จัดไป ลิเวอร์พูล เปิดบ้านถล่ม ลูโดโกเรตส์ 3-0 เป็นอย่างน้อย

อลังเวอร์!! กับแบนเนอร์สุดยิ่งใหญ่ จาก The Hobbit: The Battle of the Five Armies
Middle Earth /  The Hobbit: The Battle of the Five Armies / 

เตรียมอาวุธชุดเกราะของคุณให้พร้อม แล้วไประเบิดศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งมัชฌิมโลก กับภาคจบของมหากาพย์ทวงคืนบ้านเกิดใน The Hobbit: The Battle of the Five Armies เดอะฮอบบิท: สงคราม 5 ทัพ อันจะนำไปสู่มหากาพย์ไตรภาคแหวนครองพิภพ The Lord of the Ring ซึ่งล่าสุดภาพยนตร์แห่งสงครามครั้งประวัติศาสตร์นี้ ก็ได้ปล่อยภาพแบนเนอร์ใหม่ ที่ยิ่งใหญ่อลังการแบบจัดหนักจัดเต็ม ออกมาให้ชมกันก่อนถึงวันเข้าสู่สมรภูมิจริงกันแล้ว แต่เห็นเพียงภาพเล็กๆ แค่นี้ อาจยังไม่สมศักดิ์ศรี The Hobbit: The Battle of the Five Armies เราเลยจัดแบ่งแต่ละส่วน มาให้ชมกันแบบภาพใหญ่ๆ ให้ได้สะใจกับความอลังการ และภาพเต็มแบนเนอร์แบบใหญ่จุใจ ตามไปด้านล่างนี้กันได้เลย ดินแดนแห่งมัชฌิมโลกจะลุกเป็นไฟ ในการระเบิดศึกครั้งสุดท้ายในตำนานเดอะฮอบบิท กับ The Hobbit: The Battle of the Five Armies เดอะฮอบบิท: สงคราม 5 ทัพ ในวันที่ 18 ธ.ค. นี้ สงครามจะปะทุ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกดูตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ The Hobbit: The Battle of the Five Armies ได้ที่นี่เลย ---------------------------------------------

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

Dragon Blood Tree (ต้นเลือดมังกร) ต้นไม้ทรงแปลก แต่สรรพคุณสุดมหัศจรรย์
Dragon Blood Tree /  ต้นเลือดมังกร / 

Dragon Blood Tree (ต้นเลือดมังกร) ต้นไม้ทรงแปลก แต่สรรพคุณสุดมหัศจรรย์ ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูผิวมากกว่า 1,000 ปีมาแล้ว หลายคนคงสงสัยว่า Dragon's blood คืออะไร? Dragon’s Blood (เลือดมังกร) เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ใทวีปออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อกรีดลำต้นหรือปลอกกิ่งของต้นเลือดมังกรก็จะเห็นว่ามีน้ำยางไหลออกมาเป็นสีแดงสดเหมือนเลือด นับว่าเป็นคุณค่าแห่งความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ของยางไม้สีแดงที่ชนชาวอินคา หรือชนพื้นเมืองชาวเปรู และคนทั่วทั้ง ทวีปอเมริกาใต้ค้นพบ และนำมา ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาฟื้นฟู ดูแลผิวพรรณนารานัปการ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ในการมีส่วนช่วยสมานแผลสมานผิว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Dragon Blood (เลือดมังกร) จึงถูกยกย่องว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ซึ่งยังคงเป็นศาสตร์อันเก่าแก่ที่สืบทอด จากบรรพบุรุษ ชาวอินคาจากรุ่นสู่รุ่นตราบจนปัจจุบัน ด้วยนวัตกรรมความงามใหม่ล่าสุดของครีมที่มีสารสกัดของ Dragon Blood จึงทำให้เกิดคุณสมบัติอันโดดเด่นในเรื่องการช่วยชะลอและลดเลือนริ้วรอย - ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ รังสียูวี มลภาวะที่เป็นพิษ - ช่วยลดรอยแดงบนใบหน้า - ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น - กระชับรูขุมขน รูขุมขนเล็กลง - ฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลาย พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน - แก้ปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำ - ยกกระชับผิวหน้า - พร้อมเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวสวย นอกจากนี้ยางของต้นเลือดมังกรได้ถูกนำมาสกัดและเป็นสาระสำคัญที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีประสิทธิภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระ และฟื้นฟูสภาพผิวที่ถูกทำลาย - เมื่อใช้เป็นประจำริ้วรอยที่มองเห็นชัดจะแลดูลดเลือนลง ผิวดูเรียบเนียนกระชับ เปล่งปลั่งสดใส ซึ่งในขณะนี้ครีมที่มีสารสกัดของ Dragon Blood กำลังเป็นที่คลั่งไคล้ของดารา HOLLYWOOD อย่าง Agelina Jolie รวมถึงนักร้องชื่อดังอย่าง Lady Gaga และ Victoria Beckham อีกด้วย สาวๆ ในบ้านเราอย่าเพิ่งกังวลว่าจะหาครีมที่มีส่วนผสมของ Dragon Blood ได้ยาก เพราะตอนนี้ทางเว็บมาสเตอร์ได้แอบเห็นว่าไทยเราก็มีครีมที่มีสารสกัดสุดแพงตัวนี้อยู่เช่นกัน นั่นคือ KIMBERREY DRAGON BLOOD WHITE CREAM จากครีมราคาแสนแพงซึ่งตีเป็นเงินไทย กระปุกละเกือบ 4,000 บาท KIMBERREY ได้นำนวัตกรรมความงามระดับ Hollywood มาถึงมือคุณ ได้ง่าย ด้วยราคาที่เป็นกันเอง ลองพิสูจน์ผลลัพธ์ความมหัศจรรย์จากสารสกัดต้นเลือดมังกร ได้ที่ KIMBERREY DRAGON BLOOD WHITE CREAM

ศาลารอรถ กลายเป็นศาลกุมารทอง  ชาวบ้านเห็นเด็กมารำไทยหน้าศาล
ศาลกุมารทอง /  ศาลารอรถกลายเป็นศาลกุมาร / 

ศาลารอรถ กลายเป็นศาลกุมารทอง  ชาวบ้านเห็นเด็กมารำไทยหน้าศาล เชื่อเป็นวิญญาณกุมาร วันนี้(15 ก.ย.) แฟนเพจ ทีวีชุมชน ข่าวสารออนไลน์ จ. เพชรบุรี และ ประจวบฯ  ได้เผยแพร่เรื่องราว เมื่อศาลารอรถผู้โดยสารกลับกลายเป็นศาลของกุมารทอง โดยได้เปิดเผยว่า บริเวณถนนสายเพชรบุรี-หาดเจ้าสำราญ ใกล้ปากทางเข้าวัดดอนบ้านใหม่ หมู่ 4 ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี จะมีศาลารอรถโดยสารซึ่งมีขวดน้ำแดงตั้งเรียงรายอยู่บนศาลา มีชุดไทยและของเล่นนานาชนิดตั้งอยู่ด้วย ซึ่งศาลารอรถแห่งนี้จากเดิมชำรุดทรุดโทรมและเสาได้ผุพังลง ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันซ่อมแซมโดยไปขอไม้มาจากที่วัดดอนบ้านใหม่ ซึ่งพระครูใบฏีกาแย้ม เจ้าอาวาส ได้ให้ไม้มาเปลี่ยนเสาโดยมีไม้ท่อนหนึ่งเป็นไม้ตะเคียนทองสูงประมาณ 50 ซม. ที่ถูกนำมาทำเป็นโคนเสาด้านหน้าของตัวศาลา โดยหลังจากซ่อมแซมเสร็จจนสมบูรณ์อยู่มาวันหนึ่งมีชาวบ้านผ่านมาช่วงกลางดึกเกิดเห็นเด็กสวมชุดไทยยืนร่ายรำอยู่บนศาลารอรถอย่างสวยงาม สร้างความตกใจเป็นอย่างมาก โดยเรื่องดังกล่าวได้ร่ำลือกันต่อๆมาซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นกุมารทองที่อยู่ในท่อนไม้ตะเคียนทองอย่างแน่นอน หลังจากนั้นจึงมีชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ขอโชคขอลาภ โดยเฉพาะในช่วงคืนวันก่อนหวยออกจะมีชาวบ้านนับร้อยเดินทางมาเพื่อขอหวยที่ศาลารอรถดังกล่าว โดยคนที่ขอแล้วสมหวังก็จะนำของเซ่นไหว้ที่เห็นมาถวายจนขณะนี้ที่ศาลารอรถแห่งนี้กลายเป็นศาลของกุมารทองไปแล้ว ขอบคุณภาพและข่าวจาก แฟนเพจ ทีวีชุมชน ข่าวสารออนไลน์ จ. เพชรบุรี และ ประจวบฯ,เพชรบุรีโพสต์

โบรกฯคาดหุ้นไทยผันผวน ไร้ปัจจัยใหม่
ข่าววันนี้ /  ข่าวเศรษฐกิจ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ยังผันผวน โดยที่ยังไร้ปัจจัยสนับสนุนใหม่ นักลงทุนยังคงกัวล 'เฟด' อาจขึ้นดอกเบี้ย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้จะผันผวน โดยให้แนวรับลึกที่ 1,568 จุด และแนวต้าน 1,590 จุด โดยมีปัจจัยลบจากความกังวลผลการประชุมเฟด ว่าอาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ รวมถึงการลงมติแยกสก็อตแลนด์ออกจากอังกฤษกดดันค่าเงินปอนด์ และตลาดในยุโรป ส่วนที่เป็นข่าวดีคงมาจาก Wealth effect ที่ Government pension investment fund Japan หรือ GPIF จะเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยแนะทยอยขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มขนส่ง, ค้าปลีก, อาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มไฟฟ้า ประปาเป็นต้น ทั้งนี้แนะให้ไปรอซื้อคืนเมื่อปรับฐาน ให้น้ำหนักดัชนีฯไม่หลุดแนวรับ 1,500 จุด ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต ประเมินว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ที่ 1,565-1,585 จุด โดยนักลงทุนยังคงรอผลการประชุม FOMC วันที่ 17 ก.ย.นี้ แต่ยังมองเป็นบวกในสัปดาห์นี้ ให้เป้าหมายที่ 1,600-1,615 จุด ตามแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัว ส่วนปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม คือการประชุมงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ของ สนช. และการประชุม กนง.วันที่ 17 ก.ย. ที่คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2% รวมถึง ธปท.จะทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจปลายเดือน ก.ย. ส่วนในภาคธุรกิจ ให้จับตาการยื่นซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายปลายเดือน ก.ย. และการแจกคูปอง Digital TV Set top box ในเดือน ต.ค.นี้ โดยแนะเก็งกำไรกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากการแจกคูปอง Digital TV  และซื้อกลุ่มธนาคาร รับเหมาฯ MThai News

ชมภาพฟ้าผ่า คาตาตัมโบ ที่ ทะเลสาบมาราไคโบ
คาตาตัมโบ /  ทะเลสาบมาราไคโบ / 

สายฟ้า หรือ อสนีบาต ฟาดจากฟ้าลงแผ่นดิน อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปของโลกที่ต้องพบเจอ แต่ยังมีสถานที่นึงไม่ธรรมดา เพราะมีฟ้าผ่าลงมากที่สุดในโลก และจึงกลายเป็นสถานที่ถ่ายภาพปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ได้ความนิยม ชมภาพฟ้าผ่า คาตาตัมโบ ที่ ทะเลสาบมาราไคโบ ณ เขตปากแม่น้ำคาตาตัมโบ (Catatumbo) รอยต่อกับทะเลสาบมาราไคโบ (Lake Maracaibo) ประเทศเวเนซูเอลา ดินแดนแห่งสาวงามหน้าเข้ม บริเวณนี้สายฟ้าฟาดเปรี๊ยะๆ แปล๊บๆ แทบจะทุกวัน และวันไหนที่ฟ้าลงก็ลงแทบจะตลอดวัน กล่าวคือใน 1 ปี 365 วัน จะมีฟ้าผ่าประมาณ 140-160 วัน และถ้าวันไหนฟ้าขยันฟาดก็อาจจะนับได้ถึง 280 ครั้ง ต่อเนื่องได้ยาวนานนับ 10 ชั่วโมง และอาจจะมีความถี่ได้อีก 16-40 ครั้งต่อนาที เฉลี่ยให้เห็นภาพชัดขึ้นคือผ่าได้ 3,600 ครั้งต่อ 1 ชม. หรือราว 1.2 ล้านครั้งต่อปี และช่วงนี้เป็นช่วงพีคที่สุด หากใครจะเดินทางไปชมแนะนำว่าเดือนเมษายน - พฤษภาคม รับรองว่าคุณจะได้เห็นแสงสีพร้อมเสียงสนั่นหวั่นไหวจนสะใจไปเลย © Alan Highton / Barcroft Media เส้นของสายอสุนีบาตสามารถมองเห็นได้ชัดจากระยะไกลถึง 400 กิโลเมตร โดยจะมีกระแสไฟฟ้าสูงสุดได้ถึง 400,000 แอมป์ ซึ่งฟ้าผ่าปกติจะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านเพียง 30,000-120,000 แอมป์เท่านั้น ทีนี้วกกลับเข้ามาที่ศัพท์เฉพาะกันสักนิด "ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าคาตาตัมโบ" นั้นเกิดได้อย่างไร? © Alan Highton / Barcroft Media มันมีที่มาจากน้ำในทะเลสาบไหลผ่านตมในที่ลุ่มจำนวนมาก ซึ่งพวกตมโคลนเหล่านั้นประกอบขึ้นด้วยสารอินทรีย์ ที่กำลังสลายตัว ก่อให้เกิดกาซมีเทนลอยตัวขึ้นที่สูง เมื่อก๊าซมีเทนเจอการเสียดสีจากลมร้อนที่ถูกพัดมาจากทะเลแคริบเบียน และลมที่พัดมาจากฝั่งเทือกเขาแอนดีส จึงเกิดความร้อน และเกิดการสะสมของประจุไฟฟ้าในอากาศจำนวนมหาศาล ส่งผลให้อากาศขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อสะสมไว้มากจนเกินไปก็ต้องมีการปลดปล่อย และเมื่ออากาศไปปล่อยประจุไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆกับพื้นโลก มันก็ส่งผลให้เกิดฟ้าผ่าขึ้น © Alan Highton / Barcroft Media ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าคาตาตัมโบ นั้นมีระบุว่าเกิดได้หลายแห่งบนโลกใบนี้ ที่มีปฏิกิริยาต้นกำเนิดคล้ายกัน เคยพบที่อินเดีย โคลัมเบีย อูกันดา เพียงแต่ว่าไม่ยาวนานต่อเนื่องจัดหนักแบบที่เวเนซูเอล่าแห่งนี้เท่านั้น และด้วยความร้อนแรงของที่นี่ทำให้มีการบันทึกสถิติต่างๆ ลงกินเนสท์บุ๊คไว้เป็นที่เรียบร้อย © Alan Highton / Barcroft Media ถ้าสถานที่แบบนี้มีในประเทศไทย อาจแปลว่ามีรามสูรหลายตน เลยขยันขว้างขวานใส่เมขลาแบบนี้ แต่ถ้าขว้างกันขนาดนี้เห็นทีเมขลาคงต้องเข้าร้องเรียนเกี่ยวกับหน่วยงานคุ้มครองสตรีแน่นอน อ้อ! ถ้าใครได้สาบานอะไรไว้เยอะๆ ไม่แนะนำให้ไปเที่ยวนะ กระแสไฟฟ้าของเค้าแรงดีจริงๆ นะจะบอกให้!!! © Alan Highton / Barcroft Media View Larger Map ข้อมูลและภาพ : adventure-journal.com / dailymail.co.uk / pichappy / unigang.com เรียบเรียงโดย Travel MThai

ประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต 2557
งานประเพณี /  ถือศีลกินผัก / 

เดิมประเพณีกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) ที่ชาวบ้านและชาวจีนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตเรียกกันว่า "เจี๊ยะฉ่าย" นั้น เป็นลัทธิเต๋าซึ่งนับถือบูชาเซียนเทวดา เทพเจ้า วีรบุรุษ เป็นประเพณีที่คนจีนนับถือมาช้านาน โดยเฉพาะคนจีนฮกเกี้ยน คำว่า "เจี๊ยะฉ่าย" (กินผัก) เป็นภาษาท้องถิ่น วันประกอบพิธีตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ (เก้าโง้ยโฉ่ยอีดถึงโฉ่ยเก้า) ตามปฏิทินจีนของทุกๆปี ประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต 2557 ภาพประกอบจาก http://www.suvarnabhumiairport.com/ วัตถุประสงค์การถือศีล กินผัก ๑. เจี๊ยะฉ่าย รับประทานอาหารที่ปรุงจากผัก (ยกเว้นผักที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หอม กุ้ยฉ่าย หลักเกียว ผักชี) ๒. ส่งเก๊ง สวดมนต์ ถือศีล ๓. เจ่เสียน อาการสงบนิ่ง ช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก สาหรับผู้ถือศีลกินผัก มีข้อปฏิบัติ ๑๐ ประการ ดังนี้ ๑. ห้ามฆ่า และ บริโภคเนื้อสัตว์ ๒. ห้ามกล่าวเท็จ ๓. ห้ามเล่นการพนัน ๔. ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา ๕. ห้ามลักขโมย ๖. ห้ามมีเพศสัมพันธ์ ๗. ห้ามสวมใส่เครื่องประดับและเครื่องหนัง ๘. ผู้ที่อยู่ระหว่างไว้ทุกข์,หญิงมีครรภ์, หญิงมีประจาเดือน ไม่ควรร่วมพิธีกรรมใด ๆ ๙. ทาความสะอาดเครื่องครัวและแยกเครื่องใช้คนละส่วนกับผู้ที่ไม่ได้ถือศีลกินผัก ๑๐. ควรสวมชุดขาว พิธีกรรมในช่วงงานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต พิธีป้างกุ้น ( พิธีเชิญทหารเพื่อรักษาบริเวณปริมณฑล ) พิธีกรรมชิญทหารมารักษาบริเวณงานกินผัก มี ๕ ทิศ ได้แก่ หล่าเอี๋ย คือทิศใต้ ธงสีแดงเป็นสัญลักษณ์ มีทหารจานวน ๘๘,๐๐๐ คน ปักเอี๋ย คือทิศเหนือ ธงสีดาเป็นสัญลักษณ์ มีทหารจานวน๕๕,๐๐๐ คน ตั่งเอี๋ย คือทิศตะวันออก ธงสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ มีทหารจานวน๙๙,๐๐๐ คน ไซ้เอี๋ย คือ ทิศตะวันตก ธงสีขาวเป็นสัญลักษณ์ มีทหารจานวน ๖๖,๐๐๐ คน ตงเอี๋ย ทัพหลวง ธงสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ มีทหารจานวน ๓๓,๐๐๐ คน พิธีโข้กุ้น (พิธีเลี้ยงอาหารทหารที่รักษาบริเวณงานกินผัก)  พิธีการเลี้ยงทหาร ซึ่งจะทาพิธี ๓ ค่า ๖ ค่า และ ๙ ค่า ของงานประเพณี ประมาณ ๑๕.๐๐ น. จึงเริ่มพิธีจะมีการเตรียมอาหารสาหรับเลี้ยงทหาร และมีหญ้าหรือพวกถั่ว เพื่อเป็นอาหารของม้า พิธีส่งเก๊ง  การสวดมนต์ โดยจะเริ่มทาการสวดมนต์ตั้งแต่เมื่อองค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ เข้าประทับในอ๊าม (ศาลเจ้า) ทาพิธีสวดวันละ ๒ ครั้ง เป็นลักษณะการสวดมนต์เช้าและสวดมนต์เย็น โดยเฉพาะกลางคืนหลังจาก สวดมนต์ซึ่งใช้บทสวด คือ ปักเต้าเก็ง ก็จะมีการถากส่อ คือการอ่านรายชื่อของผู้ที่เข้าร่วมกินผักต่อ หน้าแท่นบูชาองค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ พิธีป่ายชิดแช (พิธีบูชาดาว) มักจะทาในคืนก่อนพิธีอิ้วเก้ง เป็นพิธีขอพลังจากดาว เพื่ออวยพรให้คุ้มครอง ในพิธีนี้จะมีการแจกฮู๋ ( ผ้ายันต์ ) การเล่นประทัด  การเล่นประทัดเพื่อต้อนรับขบวนแห่ ควรจุดประทัดและวางบนพื้นก่อนขบวนแห่มาถึง และ จุดประทัดโยนใส่ไท่เปี่ย(เสลียงเล็ก) ได้แต่ห้ามจุดประทัดใส่หนิวสั่ว (ร่มฉัตรจีน) พิธีอิ้วเก้ง  เป็นการออกเยี่ยมขององค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ เพื่ออวยพรให้กับประชาชนทั่วไป โดยมีขบวน ธงและ ป้ายชื่อแห่นาหน้า ต่อด้วยเสลี่ยงเล็ก ( ไท่เปี๋ย ) จากนั้นเป็นขบวนของหนิ่วสั่ว (ร่มฉัตรจีน) ตามด้วย ตั่วเหลี้ยน (เสลี่ยงใหญ่) ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ ประชาชนควรคุกเข่าและอยู่ในอาการสงบนิ่งเพื่อรับพรจากองค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ ในขณะที่ขบวนแห่ผ่านไป ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชาหน้าบ้าน พิธีโก้ยโห้ย (พิธีลุยไฟ)  พิธีกรรมเพื่อชาระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์ พิธีโก้ยห่าน (พิธีสะเดาะเคราะห์)  ทาหลังจากพิธีลุยไฟ พิธีกรรมนี้ทาที่อ๊าม โดยผู้ที่ต้องการสะเดาะเคราะห์ตัดกระดาษเป็นรูปแทนตัวเอง พร้อมเงินตามศรัทธาและต้นกุ๊ยฉ่าย ๑ ต้น เดินข้ามสะพาน ให้ผู้ประทับทรงประทับตราด้านหลังของเสื้อที่สวม เรียกว่า ต๊ะอิ่น หมายถึงผู้ที่ผ่านการสะเดาะห์เคราะห์แล้ว พิธีส่งพระ  ทาในวันสุดท้ายของงานกินผัก ตอนกลางคืนจะมีการส่งองค์หยกฮ๋องซ่งเต่ ซึ่งมักส่งกันที่ หน้าเสาโกเต้ง ก่อนห้าทุ่ม กลับสวรรค์ หลังจากนั้น ก็มีการส่งองค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ (หลายอ๊ามจะส่งที่ชายทะเลสะพานหิน เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู ไฟทุกดวงในอ๊าม (ศาลเจ้า) ต้องดับสนิทและปิดประตูใหญ่ วันรุ่งขึ้นทุกอ๊าม (ศาลเจ้า) จะพิธีลงเสาโกเต้ง และสิ้วกุ้น ( เชิญทหารกลับกรมกอง) ประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต 2557 ประเพณีถือศีลกินผัก เทศกาลถือศีลกินผักภูเก็ตปีนี้นับว่าเป็นปีมหามงคล เนื่องจากตามปฎิทินจีนมีเดือนเก้าสองครั้ง ในปีนี้บางศาลเจ้าจะจัด 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก วันที่ 24 กันยายน – 2 ตุลาคม 2557 ครั้งที่สองวันที่ 24 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2557 ข้อมูลและภาพ : http://www.suvarnabhumiairport.com/

นิทานพื้นบ้านสุดโหด ฉบับพี่น้องตระกูลกริมม์
นิทานพื้นบ้าน /  นิยายต่างประเทศ / 

อย่างที่ทีนเอ็มไทยเคยนำเสนอไปเกี่ยวกับ เทพนิยายสุดโหด ต้นฉบับเจ้าหญิงดิสนีย์ ไม่ว่าจะเป็น สโนว์ไวท์, ซินเดอเรลล่า และ เจ้าหญิงนิทรา ในแบบของ 2 พี่น้องตระกูลกริมม์ (The Brothers Grim) ให้เพื่อนๆ อ่านกันไปแล้ว มาคราวนี้ทีนเอ็มไทยก็ยังมี นิทานพื้นบ้านแบบฉบับพี่น้องตระกูลกริมม์ฉบับโหด มาให้อ่านเพิ่มเติมกันต่อคะ จะมัวรอช้าทำไม ไปดูกันเลย ^^ นิทานพื้นบ้านสุดโหด ฉบับพี่น้องตระกูลกริมม์ นิทานพื้นบ้านสุดโหด ฉบับพี่น้องตระกูลกริมม์ ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งนิทานกริมม์ถูกพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกนั้น เยอรมันอยู่ในยุคของ Sturm und Drang ซึ่งเป็นการปฏิวัติด้านวรรณกรรมครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดการต่อต้านแนวคิดในแง่ปรัชญามาเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่งอยู่เหนือกว่าสติ และส่งผลให้มีการหยิบยกงานเขียนในอดีตขึ้นมากล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้สังคมหันมาจับตามองยังนิทานและตำนานอีกครั้ง มีหนังสือรวบรวมเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ถูกพิมพ์ออกมามากมาย หากส่วนมากก็ถูกบรรณาธิการดัดแปลงเรื่องเสียจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง พี่น้องกริมม์จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ และเริ่มตีพิมพ์ออกจำหน่ายฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี้ยังมีข้อด้อยทางภาษาและมีเนื้อหาไม่เหมาะสมอยู่มาก นิทานกริมม์จึงถูกปรับปรุงและพิมพ์ใหม่ หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเนื้อหาและตัดนิทานที่มีใจความไม่เหมาะสมออกไปอีกหลายครั้ง และตีพิมพท์ออกมาทำให้เรารู้จักจนถึงทุกวันนี้ หนูน้อยหมวกแดง (Little Red Riding Hood: Inter-Species Sex Play, Cannibalism) เรื่องราวของหนู้น้อยหมวดแดงที่เพื่อนๆ นึกถึงนั้นตอนท้ายก็คงจบแบบแฮปปี้ หมาป่าตาย คุณย่าและหนูน้อยหมวกแดงรอดตาย แต่ถ้าดูจากต้นฉบับที่พี่น้องตระกูลกริมม์ นั้นได้เขียนขึ้นเพื่อนๆจะลืมเรื่องราวแบบเดิมๆ หมดแน่ๆ เพราะ ต้นฉบับหนูน้อยหมวกแดง นั้นเล่นเซ็กส์ระหว่างสัตว์ และกินเนื้อคน เวอร์ชั่นแบบ Happy Ending ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เรื่องนี้ในฉบับภาษาเยอรมัน ถูกบอกเล่าให้แก่ พี่น้องตระกูลกริมม์ โดยคนพี่ เจค็อบ กริมม์ ฟังมาจาก Jeanette Hassenpflug (ค.ศ. 1791-1860), ส่วนคนน้อง วิลเฮล์ม กริมม์ ฟังมาจาก Marie Hassenpflug (ค. ศ. 1788-1856) พี่น้องทั้งสองได้รวมเนื้อเรื่องจากทั้งสองฉบับนั้นเป็นเรื่องเดียว จนเป็นฉบับปี ค.ศ. 1857 ที่เป็นเนื้อเรื่องที่แพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งเนื้อเรื่องค่อนข้างจะจินตนาการมากกว่าฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมา โดยหนูน้อยและคุณยายถูกหมาป่าจับกิน คนตัดไม้ได้มาช่วยผ่าท้องหมาป่า ช่วยหนูน้อยและคุณยายออกมาได้โดยปลอดภัยแต่อย่างใด ต้นฉบับหนูน้อยหมวกแดง โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ ที่มาของเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องที่เล่าปากต่อปาก แพร่หลายอยู่ในหลายประเทศในยุโรป ซึ่งคาดว่า เป็นก่อนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่เท่าที่ทราบโดยทั่วไป Le Petit Chaperon Rouge เป็นฉบับแรกสุด ที่ได้รับการตีพิมพ์จากเนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านของฝรั่งเศส โดยเนื้อเรื่องนั้น ได้ถูกพิมพ์ในหนังสือ ในปี ค.ศ. 1697 ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวม นิทานและเรื่องเล่าต่าง ๆ พร้อมคติสอนใจ โดย ชาร์ลส แปร์โรลต์ เนื้อเรื่องของฉบับนี้จะค่อนข้างรุนแรง เพราะมีการร่วมเพศระหว่างคนกับสัตว์ โดยหนูน้อยหมวกแดงจะระบำเปลื้องผ้าให้หมาป่าที่ปลอมตัวเป็นคุณยายดู ก่อนที่หนูน้อยและคุณยายถูกหมาป่าจับกิน และตาย Rumpelstiltskin (รัมเปลสติลล์สกิน) (Dismemberment, Dead Toddlers) เรื่องนี้บางคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตาเท่าไหร่ แค่ทีนเอ็มไทยว่าก็คงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง เวอร์ชั่นแบบ Happy Ending กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เจ้าของโรงสีมีลูกสาวสวยที่สามารถม้วนฟางให้เป็นทอง จนเรื่องนี้เข้าหูพระราชาโลภมากเข้า เลยจับขังหอคอยและบอกให้เธอปั่นทองให้ได้เท่านี้ถ้าทำไม่ได้เอ็งตายอย่างเขียด แต่ใครเอยจะบ้าทำได้ ในขณะที่หญิงสาวกำลังกลุ้มอยู่นั้น ก็ปรากฏร่างของคนแคระ มันเสนอแลกเปลี่ยนกับการแลกบุตรที่เธอคลอดคนแรกให้กับมัน และจะช่วยให้เด็กสาวสมปรารถนา จนกระทั่งเด็กสาวทำสำเร็จ ได้แต่งงานกับพระราชาโลภมาก(ดีไหมนั่น) มีบุตรคนแรก และคนแคระก็มารับเด็กตามข้อตกลง แต่เด็กสาวกลับคำ คนแคระเลยเพิ่มข้อแลกเปลี่ยนเพิ่ม โดยทายชื่อเขาให้ถูก โดยมีเวลา 3 วัน (บางเล่มบอกว่าให้ทายแค่ 3 ชื่อในเวลา 3 วัน) เจ้าหญิงเดาชื่อคนแคระไปเรื่อยๆ ทั้ง 2 วันก็ไม่ถูกสักทีจนกระทั่งมีคนผ่านไปแอบได้ยินมนุษย์แคระที่ร้องเพลงบอกชื่อของตนว่าเขาชื่อ “รัมเปลสติลล์สกิน” คนผ่านมาเลยไปบอกเจ้าหญิง และสุดท้ายคนแคระเลยอดได้เด็ก ต้นฉบับสรัมเปลสติลล์สกิน โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ ที่มาของเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องที่เล่าปากต่อปากจนกระทั่งพี่น้องตระกูลกริมม์นำมาแต่งใหม่ ซึ่งเวอรชั่นเดิมนั้นหญิงสาวไม่สามารถหาชื่อจริงของคนแคระคนนี้ได้เลยจนสุดท้ายเธอแก้ปัญหานี้ โดยต้องเอาลูกคนอื่นสวมรอย พอคนแคระจับได้มันเลยวิ่งจับลูกคนแรกของเด็กสาว (รวมถึงเด็กสาวด้วย) กระทืบเท้าจนขาคนแคระจมพื้นดิน จากนั้นคนแคระกระชากขาและแขนเธอและลูกจนฉีกขาด ซึ่งทหารผู้พิทักษ์ทั้งหมดต้องมาเอาคนแคระออก แต่สายไปเสียแล้วเพราะสิ่งที่เหลือจากนั้นคือซากของเด็กสาวและลูกที่ตายคาที่เหมือนก้อนเนื้อ จนมีคำถามตามมาว่าคนแคระนั้นคือซอมบี้สัตว์ประหลาดปลอมตัวหรือเปล่า เด็กหญิงผมทอง กับหมีสามตัว จุดจบของคนไม่มีมารยาท เวอร์ชั่นที่คุณรู้ จากนั้นฉากก็ปรากฏเจ้าของบ้านมา เป็นหมีสามตัว ซึ่งเป็น พ่อ แม่ และลูก ทั้งสามเห็นสิ่งที่ผิดปกติในบ้าน ชามข้าวต้มถูกคนกิน เก้าอี้มีคนนั่งแถมบางตัวยังหัก และเมื่อพ่อ แม่ ลูกหมี เดินไปถึงห้องนอน พ่อหมีเห็นเตียงที่นอน มีรอยยับ จึงพูดว่า "ดูซิมีใครมาแอบนอนเตียงฉันก็ไม่รู้" ลูกหมีเดินไปเตียงของตนเอง แล้วพูดว่า "ดูซิมีใครมาแอบนอนบนเตียงหนูก็ไม่รู้" ฝ่ายสาวน้อยผมทองกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง สะดุ้งตื่นขึ้นมา ได้ยินเสียงหมี 3 ตัวพูดกันอยู่ใกล้เตียง ก็ตกใจกลัว รีบกระโดดจากเตียง วิ่งหนีออกไปจากบ้านหมีทั้งสามโดยเร็วและนับตั้งแต่นั้นมา หนูน้อยผมทองก็ไม่กล้าเดินเข้าไปในเขตบ้าน ของหมีสามตัวนั้นอีกเลย เวอร์ชั่นพี่น้องตระกูลกริมม์ เวอร์ชั่นเดิมหมีสามตัวไม่ได้ใจดีกับสาวน้อยผมทองหรอก ในนิทานต้นฉบับเดิมเมื่อสามหมีพบสาวน้อยผมทองบนเตียง หมีสามตัวฉีกขย่ำเธอ จนร่างเละแยกเป็นชิ้นส่วน จากนั้นก็กินเธอเป็นอาหารเย็น ส่วนฉบับเดิมที่สองเมื่อสาวน้อยผมทองลืมตาตื่นขึ้นมาและพบหมีสามตัวก็ตกใจมากเลยเลยกระโดดลงมาจากหน้าต่าง แต่รู้สึกเธอจะกระโดดผิดท่า เธอลงพื้นพลาดเลยเกิดอุบัติเหตุคอหักตายคาที่ นี่คงเป็นจุดจบที่เหมาะสมสำหรับคนแปลกที่เข้าบ้านโดยไม่รับอนุญาตแล้วมั้ง ฮันเทลกับเกรเทล โศกนาฎกรรมที่บ้านขนม เวอร์ชั่นพี่น้องตระกูลกริมม์  เล่ากันว่าเป็นคดีหนึ่งในสมัยก่อน ซึ่งตอนนั้นยุโรปสูตรทำขนมนั้นถือว่ามีค่ามาก และเจ้าของสูตรขนมจะไม่เปิดเผยสูตรขนมให้แก่คนภายนอกรับรู้นอกเสียจากคนในครอบครัวเดียวกันเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาที่อยากรู้สูตรขนมปังจึงส่งสองเด็กเพื่อจารชนล้วงความลับเจ้าของสูตรขนม  ซึ่งส่วนมากเป็นหญิงแก่ใจดี และเมื่อเด็กสองคนถูกจับได้ หญิงแก่เลยจับเด็กมาขังและเลี้ยงดูอย่างดีโดยไม่ฆ่า  อย่างไรก็ตามคนในหมู่บ้านได้ไปช่วยเหลือและฆ่าและเผาคนทำขนมปังนี้ และใช้นิทานเรื่องเล่านี้เพื่อปกปิดอาชญากรรมที่ก่อไว้ แต่กระนั้นแม้ทำเป็นนิทาน เนื้อหาต่างๆ ยังคงแฝงไปด้วยความโหดร้ายเสมอ ในเวอร์ชั่นฝรั่งเศส ในขณะที่แม่มดเผลอ เด็กสองคนได้จับแม่มดเชือดคอหอยเธออย่างรุนแรงและหลบหนีไป  จบ!! คนเป่าปี่ นี่คือบทเรียน (The Pied Piper of Hamelin) เวอร์ชั่นที่คุณรู้ The Pied Piper of Hamelin  หรือคนเป่าปี่ ปรากฏในนิทานพื้นบ้านของเยอรมันที่เล่าโดยสองพี่น้องกริมม์ เรื่องมีอยู่ว่ากาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองฮาเอลินในภาคกลางของเยอรมัน ปีคศ.1248 ได้ถูกกองทัพหนูเข้าก่อกวนโดยเดือดร้อนไปทุกบ้าน พวกมันแพร่พันธุ์เป็นจำนวนมาก แล้วกัดแทะเสบียงอาหาร อีกทั้งพวกมันยังเป็นพาหะนำโรคร้ายมาอีกด้วย แม้แต่แมวก็ยังต้องหนีเพราะหนูมีจำนวนมากมายมหาศาล ถึงขนาดจะเข้ามารุมทำร้ายแมวเสียด้วยซ้ำไป  บรรดาชาวเมืองรับไม่ได้กับเหตุการณ์เหล่านี้ ต่างหาทางกันกำจัดพวกหนู โดยพากันออกเงินจนได้ก้อนหนึ่งเพื่อให้เป็นรางวัลแก่ผู้ที่จะมาปราบหนูเหล่านี้ได้ จากนั้นก็มีคนต่างเมืองเดินทางมาที่นี่และรับอาสากำจัดหนูให้  แต่จนบัดนี้ก็ไม่มีใครอาสามาปราบฝูงหนูเหล่านี้เลย ในยามนี้เองก็มีชายลึกลับผู้หนึ่งพร้อมกับปี่ที่เครื่องดนตรีคู่กายของเขาปรากฏตัว เขาอาสาจะปราบหนูให้ชาวเมืองแห่งนี้ และ ชาวเมืองก็ให้คำสัญญาว่าจะให้สิ่งตอบแทนใดๆก็ได้ตามที่เขาต้องการ  เมื่อ ตกลงกับชาวเมืองเรียบร้อย ชายประหลาดก็หยิบปี่ถุงออกมาและเป่าเพลงที่แปลกประหลาด พร้อมกับออกเดินไป ท่ามกลางสายตาสงสัยของชาวเมืองนั้นเอง กองทัพหนูทั้งหลายก็ออกมาจากที่ซ่อนจากบ้าน จากโบสถ์ ทุกหนทุกแห่งจนกลายเป็นขบวนแถวยาวเมื่อได้ฟังเพลงจากปี่ของเขาอย่างหลงใหล แล้วคนประหลาดคนนั้นก็เริ่มเดินตรงออกจากหมู่บ้านพร้อมกับกองทัพหนูที่วิ่งตามหลังเขา จนไปถึงแม่น้ำเวเซอร์ที่ไหลผ่านหมู่บ้านแห่งนี้  ชายนักเป่าปี่ก็หยุดยืนอยู่ริมแม่น้ำ ในขณะที่ฝูงหนูพากันกระโจนลงน้ำไปเรื่อยๆ จนในไม่ช้าก็ไม่มีหนูเหลืออยู่แม้แต่ตัวเดียว และทั้งหมดก็จมน้ำตายในแม่น้ำนั้นเอง ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ปลอดจากการรบกวนของหนูเป็นที่เรียบร้อย   หลังจากนั้นชายประหลาดก็มาทวงรางวัลจากชาวบ้าน แต่ชาวบ้านทั้งหลายเกิดความเสียดายเงินขึ้นมา จึงไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนให้ พร้อมกล่าวว่า"นายไม่ได้ ทำอะไรเสียหน่อย พวกหนูกระโดดลงน้ำไปเองต่างหาก"และยังขู่จะจับขังนักเป่าปี่อีกด้วยถ้าเขา ยังมามัวตื๊ออยู่ ชายประหลาดโกรธมากเขากล่าวทิ้งท้ายว่า"พวกคุณต้องรักษาสัญญา ฉันจะเอาสิ่งสำคัญที่สุดของพวกคุณไป" แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ยังกลับหัวเราะเยาะเขาเสียอีก เขาหายตัวไปจากหมู่บ้านแห่งนั้น  และวันต่อมา ชายประหลาดพร้อมปี่กลับมายังเมืองฮาเมลินอีกครั้ง เขาเริ่มเป่าปี่บทเพลงแปลกประหลาดบทใหม่บนถนน ซึ่งคราวนี้ผู้ติดตามเสียงปี่ของเขาที่ออกจากบ้านทุกหลัง กลับกลายเป็นเด็ก เด็กๆที่มีอายุมากกว่า 4 ปีต่างก็มารวมกันและเดินตามเขาไปจนในไม่ช้าเด็กชายหญิงจำนวนกว่า 130 คนต่างก็เต้นรำร้องเพลงตามทำนองของเสียงปี่ออกไปนอกเมือง และจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครพบเห็นชายประหลาดและเหล่าเด็กๆ อีกเลย เวอร์ชั่นพี่น้องตระกูลกริมม์  มันมีบทสรุปเรื่องราวต่อจากนั้น เล่าถึงซะตากรรมของเด็กที่ชายเป่าปี่พาไป คือเวอรชั่นเดิมชายเป่าปี่พาเด็กออกนอกเมืองไปจนถึงถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อเด็กทุกคนเข้าไปในถ้ำหมดแล้ว ชายประหลาดก็ปิดปากถ้ำขังเด็กทั้งหมดไว้ข้างในจนขาดใจตายอยู่ในถ้ำ(บางแห่งกล่าวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีเด็กรอดตายเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น) ส่วนอีกเวอรชั่นหนึ่งบอกว่าชายเป่าปี่ได้พาเหล่าเด็กๆ ไปที่แม่น้ำสายหรนึ่งแล้วเอาพวกเด็กนั้นไปถ่วงน้ำให้ขาดใจตาย(ยกเว้นเด็กชายคนหนึ่งที่รอดชีวิต) ซึ่งเด็กสมัยใหม่ยอมรับไม่ได้กับจุดจบของเหล่าเด็กๆ ในเทพนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณขอ้มูล tonnam-colin.blogspot.com,ohx3.exteen.comsurlalunefairytales.com