นิคมอุตสาหกรรม 304

แผนโครงสร้างพื้นฐานที่ คสช. อนุมัติพร้อมลุยมีอะไรบ้าง
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ /  คมนาคม / 

คสช. เห็นชอบยุทธศาสตร์ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปีงบประมาณ 58-65 รวม 4 ด้าน 5 แผนงาน เริ่มก่อสร้างปี 59 นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์  ปลัดกระทรวงคมนาคม เผยหลังเข้าร่วมประชุมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า คสช. ได้เห็นชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พร้อมให้จัดสรรแหล่งที่มาของเงินลงทุนในระยะยาวเร่งด่วนภายใน 30 วันโดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเเละกระทรวงคมนาคม นำโดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.รองหัวหน้า คสช. และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธานในการพิจารณารายละเอียดทั้งหมด โดยยุทธศาสตร์ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปีงบประมาณ 58-65 รวม 4ด้าน 5แผนงาน มีดังนี้ ยุทธศาสตร์4 ด้าน มี 1.การสร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม 2.การสร้างมาตรฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3.การสร้างโอกาสสำหรับการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน 4.เสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง 5 แผนงาน มีดังนี้ แผนงานที่ 1. การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง  ขยายรถไฟทางคู่เดิม 6 เส้นทาง วงเงิน 127,472 ล้านบาท และรถไฟทางคู่แบบขนาดทางมาตรฐาน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (ไฮสปีดเทรนเดิม) 2 เส้นทาง วงเงิน 741,460 ล้านบาท  และโครงข่ายถนนสายหลักเชื่อมเมืองหลัก กทม.และปริมณฑล ซึ่งรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน หรือรางขนาด 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม. ที่ประชุมเห็นชอบที่ 2 เส้นทางคือ สายหนองคาย-โคราช-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด ระยะทาง 737 กม. วงเงิน 392,570 ล้านบาท และสายเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ระยะทาง 655 กม. วงเงิน 348,890 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 2558-2564 จะใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ใช้ความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม.และขนสินค้า ใช้ความเร็ว 120 กม.ต่อ ชม. ตามแผนจะเชื่อมต่อกับประเทศจีนตอนใต้ ขั้นตอนในช่วงแรกจะมีการว่าจ้างศึกษาเพื่อปรับแบบและกำหนดแผนการก่อสร้างจากเดิมที่มีการศึกษาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง   ทำให้ค่าก่อสร้างจากเดิม กม.ละ 500-600 ล้านบาท เหลือเพียง 350-400 ล้านบาท ทำไมรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน หรือรางขนาด 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม.  “ทางคู่แบบมาตรฐาน ก็คือรถไฟความเร็วสูงที่เราเข้าใจ เพียงแต่ปรับลดขนาดความเร็วจากเดิมมากกว่า 200 กม.ต่อชม. เหลือเพียง160 กม.ต่อชม. จึงไม่เรียกว่ารถไฟความเร็วสูง โดยในอนาคตจะเพิ่มความเร็วเปลี่ยนไปเป็นรถไฟความเร็วสูงได้จริง เพราะระบบรางรองรับได้ จึงถือว่าเป็นการลงทุน เพื่อลดภาระการลงทุนในอนาคต”  โครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน6 เส้นทาง887 กม .วงเงิน 127,472 ล้านบาท โครงการเร่งด่วน  ประกอบด้วย 1. ชุมทางจิระ-ขอนแก่น185กม.วงเงิน 16,007 ล้านบาท 2. ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร167 กม. วงเงิน 17,293 ล้านบาท 3. นครปฐม-หัวหิน165 กม.วงเงิน 20,038 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการช่วงปี 58-61ส่วน 4.มาบกะเบา-นครราชสีมา132 กม. วงเงิน29,855 ล้านบาท 5.ลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม. วงเงิน 24,842 ล้านบาท 6.หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กม. วงเงิน 9,437 ล้านบาท ดำเนินการ ปี 59-63 ยังไม่รวมสายฉะเชิงเทรา –คลอง 19-แก่งคอยอยู่ในขั้นตอนเตรียมเปิดประกวดราคา รอให้คณะกรรมการคตร.ตรวจสอบรายละเอียดโครงการหากสามารถขยายทางคู่ได้ตามแผน จะทำให้ขบวนรถไฟที่ให้บริการวันละ 288 เที่ยวต่อวันเพิ่มเป็น 800 เที่ยวต่อวัน จัดหาหัวรถจักรขบวนรถใหม่ และปรับเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณ ไปใช้ระบบอัตโนมัติ กว่า 106 หัวจักร แผนงานที่ 2. การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขยายโครงการลดค่าครองชีพ รถเมล์ฟรี  รถไฟฟรี  ไปอีก6เดือนไปจนถึงเดือน ม.ค. 58 เเละ เพิ่ม รถเมล์ NGV 3,183 คัน แผนดำเนินการรถไฟฟ้า ปี 57– 58 จะเร่งรัดประกวดราคา  - สายสีเขียวช่วงสะพานใหม่-คูคต 7 กม.และหมอชิต-สะพานใหม่ 11.4 กม.  - สายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี20 กม. อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นโครงการ86.4 กม.ในความรับผิดชอบของ รฟม.  - สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 36 กม.  เตรียมขออนุมัติโครงการ  - สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-พัฒนาการ 30.4 กม.  เตรียมขออนุมัติโครงการ  ส่วนอีก 3 เส้นทางในความรับผิดชอบของ ร.ฟ.ท.คือ 1. บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน 25.5 กม. 2. ส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์พญาไท–ดอนเมือง21.8กม. ร.ฟ.ท.พร้อมประกวดราคาและ 3. ส่วนต่อขยายสายสีแดงช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10.3 กม. เตรียมเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม โครงการรถไฟฟ้า10เส้นทาง จะเร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 4 เส้นทาง8 9กม. โครงการเร่งด่วน คือ - สายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ23 กม.จะสร้างเสร็จปี 58 - สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ-บางแค27 กม. สร้างเสร็จปี 60 - สายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 12.8 กม. สร้างเสร็จปี 60 - สายสีแดงบางซื่อ-รังสิต26 กม.จะพิจารณาปรับแบบคาดจะสร้างเสร็จปี 60 แผนงานที่ 3. การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน  เน้นเชื่อมโยงโครงข่ายประตูการค้าระหว่างประเทศ การค้าชายแดน และระบบถนนที่เชื่อมโยงประตูการค้าของประเทศ เชื่อมโยงเมืองหลัก เชื่อมโยง กทม.และปริมณฑล ซึ่งจะพัฒนาทางหลวง 4 ช่องจราจรได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 4 กระบี่-อ.ห้วยยอด ทางหลวงหมายเลข 12 กาฬสินธุ์-อ.สมเด็จ ตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย ทางหลวงหมายเลข 314 อ.บางปะกง-อ.ฉะเชิงเทราตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 3138อ.บ้านบึง-อ.บ้านค่ายตอน 3 และบูรณะทางหลวงสายหลัก ที่เชื่อมระหว่างภาคทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา-มาบตาพุด ทางหลวงที่สนับสนุนการเกษตรและการท่องเที่ยวรวมทั้งพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าอีกด้วย แผนงานที่ 4. การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ พัฒนาท่าเรือชายฝั่ง ให้สามารถเชื่อมต่อไปสู่ ศูนย์ขนส่งสินค้าทางรถไฟ ถนนเชื่อมกับท่าเรือเเละท่าอากาศยานต่างๆได้ - ศึกษาเเละทบทวนท่าเรื่อน้ำลึก ปากบารา จ.สตูล - พัฒนาท่าเรื่องเเหลมฉบัง เฟส3 ต่อไป แผนงานที่ 5. การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ - พัฒนาการบริการเเละการขนส่งทางอากาศของ สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส2 - พัฒนาการขนส่งทางอากาศของสนามบินภูมิภาค ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เบตง เเละ เเม่สอด  MThai News

คุมได้แล้ว เหตุ ไฟไหม้ โกดังเก็บสินค้า นิคมฯบางปู
นิคมอุตสาหกรรมบางปู /  ไฟไหม้ Bisco / 

คุมได้แล้ว เหตุ ไฟไหม้ โกดังเก็บสินค้า นิคมฯบางปู พร้อมประกาศเป้นพื้นที่อันตรายห้ามเข้า ความคืบหน้าเหตุไฟไหม้ บริษัท บางปู อินเตอร์ โมดัลซิสเต็ม จำกัด หรือบิสโก้ ซอย 13 B นิคมอุตสาหกรรมบางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมเพลิงได้แล้ว เมื่อเวลา 14.30 น. แต่ยังทำได้ในวงจำกัด เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวัง และมีการฉีดน้ำเลี้ยงอยุ่ตลอดเวลา ส่วนความเสียหายนั้นคาดมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนสาเหตุของไฟไหม้ยังไม่สามารถสรุปได้ ขณะที่ นายวันชัย คงเกษม รองผู้ว่าราชการ จังหวัดสมุทรปราการ ได้มีการประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตราย เนื่องจากพบว่าโครงสร้างอาคารมีความที่จะยุบตัวลงมาได้จากความร้อนสะสม จึงสั่งห้ามเข้าใกล้พื้นที่ดังกล่าวเป็นอันขาด ............................................ เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า Bisco ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ขณะนี้เพลิงลุกลามอย่างหนัก เบื้องต้นเจ้าหน้านำรถดับเพลิงเข้าไปยังที่เกิดเหตุแล้ว วันนี้ (27 มิ.ย. 57) เมื่อเวลาประมาณ 8.30 เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า Bisco ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ซึ่งขณะนี้เพลิงได้ลุกลามอย่างหนัก เบื้องต้นเจ้าหน้าได้ประสานรถดับเพลิงเข้าไปยังที่เกิดเหตุแล้ว จากการตรวจสอบพบว่าโกดังสินค้าที่เกิดเพลิงไหม้ เป็นของบริษัท บางปูอินเตอร์โมเดอน จำกัด ซึ่งมีโกดังทั้งหมด 50 ล็อค ขณะนี้ไฟได้ลุกลามเต็มพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมไปถึงยังไม่ได้ประเมิณมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณดังกล่าวด้วย  Mthai News ขอบคุณภาพข้อมูลจาก ภาพนคร002,สปริงนิวส์   

เก๋งสุดทน! เร่งเครื่องพุ่งชนเด็กแว้น ล้มระนาวกลางแยก
ข่าววันนี้ /  ชนเด็กแว้น / 

เกิดเหตุรถเก๋งสีฟ้าเร่งเครื่องพุ่งชนแก๊งเด็กแว้นเมืองกบินทร์บุรี ขณะจอดรถติดไฟแดงอยู่เกือบ 100 คัน ล้มคว่ำระเนระนาด ก่อนขับหลบหนีไป   รายงานข่าวแจ้งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นช่วงกลางดึกของวันเสาร์(15 พ.ย.)ที่ผ่านมา บริเวณสี่แยกไฟแดงกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี  มีผู้ได้รับบาดเจ็บนอนรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังเร่งให้การช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบ พบว่าหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจะพุทธธรรมกบินทร์บุรี ต้องช่วยกันนำคนเจ็บส่ง รพ.กบินทร์บุรี จำนวน 5-6 ราย จากการสอบสวนทราบว่า กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้ขับขี่รถแข่งกันออกมาจากงานคาราวานรถคลาสสิค บริเวณถนนหลวง 304 กบินทร์บุรี มุ่งหน้าไป จ.ฉะเชิงเทรา จนถึงแยกไฟแดงและได้จอดรถติดไฟแดงรวมกว่า 100 คัน พอไฟเขียวทุกคันต่างเร่งเครื่องยนต์ขับแข่งกันไปส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จากนั้นได้มีรถยนต์เก๋ง สีฟ้า ไม่ทราบยี่ห้อรุ่น และหมายเลขทะเบียน ที่ขับตามหลังมาเร่งเครื่องพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ที่อยู่ข้างหน้าล้มระเนระนาดหลายคัน จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวอาจไม่พอใจที่เห็นกลุ่มเด็กแว้นหลายคันเร่งเครื่องต่อหน้า และมักจะปิดถนนแข่งรถกันเป็นประจำ  MThai News

คนขับรถตู้นิคมอุตสาหกรรม ถูกประกบยิงดับ
ข่าววันนี้ /  คนขับรถตู้ / 

พนักงานขับรถตู้รับส่งคนงานนิคมอุตสาหกรรม ถูกคนร้ายใช้รถไม่ทราบชนิดประกบยิงเสียชีวิต วานนี้(10พ.ย.)ศูนย์วิทยุ สถานีตำรวจภูธรบ่อวิน ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยในนิคมอมตะซิตี้ว่า มีเหตุยิงกันบริเวณฝั่งตรงข้าม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ชลบุรี หลังรับแจ้งทาง พ.ต.ท.กิตติ อุทัยวงค์ สารวัตรปราบปรามสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน และ พ.ต.ต.โสภณ พราหมณี สารวัตรสืบสวน พร้อมชุดสืบสวนและหน่วยกู้ภัยศีลธรรมสมาคม จุดบ่อวิน เดินทางไปตรวจสอบ เมื่อถึงที่เกิดเหตุบนถนนสายนิคมอมตะซิตี้ หมู่ 3 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน นข-5721 ระยอง ติดสติ๊กเกอร์ บริษัท ซากุระ ไม่ติดเครื่องยนต์ไว้ ประตูรถล็อกทุกด้าน ประตู กระจกหน้าและด้านคนขับมีรอยกระสุนเจาะ 7 รู เจ้าหน้าที่จึงทำการทุบกระจกพบผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสเป็นชาย ทราบชื่อต่อมาคือ นายยุทธจักร วงค์สุนทร อายุ 40 ปี บ้านเลขที่ 546/1 หมู่ 7 ตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีบาดแผลถูกยิงที่ขมับขวา 1 นัด หัวไหล่ซ้าย 1 นัด กระสุนไม่ทราบขนาด จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลปลวกแดง จังหวัดระยอง แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา นายรุ่งกิจ วงค์สุนทร อายุ 21 ปี บุตรชายได้มาที่เกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บกำลังจะไปรับพนักงานซึ่งจะเลิกในเวลา 17.00 น. ที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์น ซีบอร์ด ซึ่งได้ออกจากบ้านที่โปร่งสะเก็ด และไม่เคยมีเรื่องกับใคร

โสมขาวยุบหน่วย รปภ. ทางทะเล เซ่นเซวอลล่ม
เกาหลีใต้ /  เซวอล / 

ทางการเกาหลีใต้ สั่งยุบหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเล ขึ้นตรงดับเพลิง เซ่นเหตุเซวอล ล่ม เมื่อ 7 เดือนก่อน สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงาน เกาหลีใต้เดินหน้าปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยทางทะเล ครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับมาตรฐานการเตือนภัยและการช่วยเหลือทางทะเล หลังเกิดโศกนาฏกรรรมเรือข้ามฟากอับปาง เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน เสียชีวิตถึง 304 ราย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถูก ปาร์ค กึน เฮ ผู้นำประเทศตำหนิ จากการปฏิบัติงานที่ล้มเหลวไร้ความรับผิดของหน่วยงานทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศวันนี้ว่า หน่วยงานดังกล่าวจะถูกยุบลงและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสังกัดทั้งด้านค้นหาและด้านการช่วยเหลือที่มีทั้งสิ้นราว 10,000 คน จะถูกรวมเข้ากับทีมดับเพลิงภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยช่วยเหลือฉุกเฉินแทน ขณะที่การดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุบัติเหตุเรือล่ม ศาลได้ตัดสินจำคุกกัปตันเรือ เป็นเวลา 36 ปี ขณะที่ลูกเรือรายอื่นถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่ 20-30 ปี ตามลำดับความผิด

อย.เผาทำลายยาเสพติดกว่า3ตันค่ากว่า8,800ล้านบาท
อย.เผายาเสพติด /  เผาทำลายยาเสพติด

อย. เผาทำลายยาเสพติด กว่า 3 ตัน มูลค่ากว่า 8,800 ล้านบาท จ่อ เผาเพิ่มปลายปีอีก 1 ตัน ขานรับนโยบาย คสช. พล.ท.ฉัตร เฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก รองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ครั้งที่ 43 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เพื่อร่วมต่อต้านยาเสพติดในวันต่อต้านยาเสพติดสากล สำหรับของกลางที่จะเผาทำลายในวันนี้ มีน้ำหนักรวมกว่า 3,000 กิโลกรัม ซึ่งยาบ้ามีจำนวนมากที่สุดถึง 27 กิโลกรัม รวมมูลค่ายาเสพติดของกลางทั้งหมดกว่า 8,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นยาเสพติดที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โดย ภก.ชาญชัย เอื้อชัยกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด คณะกรรมการ อย. ระบุว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีความห่วงใยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของยาเสพติด และเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกวาดล้างจับกุม และอยากให้มีการเผาทำลายยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น จากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2-3ครั้ง ซึ่งทาง อย. ก็จะขานรับนโยบาย โดยนำข้อมูลหารือกับผู้บริหาร และคาดว่า ปลายปีนี้จะสามารถเผาทำลายยาเสพติก ได้อีกประมาณ 1 ตัน นาย ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวรายงานต่อ พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษ ของกลางครั้งที่ 43 ที่บริเวณศูนย์บริหารสาธารนูปโภคและสิ่งแวดล้อม นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งยาเสพติดของกลางที่เผาทำลายรวมประกอบน้ำหนัก 3,094 กิโลกรัม จาก 2,911 คดี รวมมูลค่า 8,867 ล้านบาท ประกอบด้วยยาบ้า 2,504 กิโลกรัม หรือ 27 ล้านเม็ด ยาไอซ์ น้ำหนัก 243 กิโลกรัม เฮโรฮีน น้ำหนัก 21 กิโลกรัม ยาอี น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ฝิ่น น้ำหนัก 74 กิโลกรัม และอื่น ๆ ซึ่งทำพิธีเผาทำลายยาเสพติดในเวลา 11.00 น. ของวันนี้

สารเคมีมาบตาพุดรั่ว หามส่งร.พ. 5 ราย
มาบตาพุดรั่ว /  สารเคมีรั่ว

สารเคมีในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดรั่วอีกละรอก หามผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลแล้ว 5 ราย ภาพประกอบข่าว ได้เกิดเหตุสารเคมีรั่วอีกครั้ง ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เบื้องต้น มีผู้ถูกส่งโรงพยาบาลมาบตาพุด จำนวน 5 ราย ลักษณะกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นคลอลีน และยาฆ่าแมลง ขณะที่ระดับสารเคมีในอากาศ มีความหนาแน่นระดับ 3 ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลำบาก ขณะเดียวกันประชาชนที่อาศัยโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เริ่มมีการอพยพออกจากพื้นที่อีกครั้ง โดยย้ายไปอยู่พื้นที่เหนือลมเพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากสารเคมีรั่วดังกล่าว

ชาวโคราชพลิกวิกฤต ฝนตกจับอึ่งขายสร้างรายได้งาม
จับอึ่งขาย /  ชาวโคราช / 

ชาวโคราชใช้โอกาสฝนตกลงมาต่อเนื่อง พลิกวิกฤตเป็นโอกาสฝนตกจับอึ่งขายสร้างรายได้งาม วันละกว่าหมื่น ชาวโคราชใช้โอกาสที่ฝนตกลงมาต่อเนื่อง พากันจับอึ่งมาขายข้างทางเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัว วันละกว่า 10,000 บาท บริเวณถนนสาย 304 เขตเชื่อมต่อระหว่าง อ.ปักธงชัย กับ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร มีชาวบ้านมาตั้งเพิงขายอึ่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนผู้ขับขี่รถยนต์ผ่านไป-มา จอดรถยนต์ลงมาซื้ออึ่งกันอย่างคึกคัก ทั้งนี้ นางอักษร ทองอินทร์ แม่ค้าขายอึ่งบริเวณ ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่เกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องหลายวันในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้อึ่งที่จำศีลอยู่นานจากสภาวะฝนทิ้งช่วง ออกมาหากินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อยู่บนภูเขาในเขต อ.ปักธงชัย และ อ.วังน้ำเขียว ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวต่างก็พากันออกมาจับอึ่งในช่วงกลางคืน เพื่อนำมาขายเป็นอาชีพเสริม โดยอึ่งที่นิยมจับมาขายมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ อึ่งไม้แดง กับ อึ่งภูเขา ส่วนราคาขายนั้น สำหรับอึ่งไม้แดงตัวเป็น ๆ ขายกิโลกรัม ละ 200 บาท อึ่งภูเขา กิโลกรัมละ 250 บาท และอึ่งภูเขามีไข่ กิโลกรัมละ 300 บาท นอกจากนี้ ยังมีอึ่งย่าง 4 ตัว ขายไม้ละ 100 บาท และอึ่งร้า (เหมือนปลาร้า) ขายกระปุกละ 250 บาท ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาซื้อก็จะเป็นนักท่องเที่ยว และนักเดินทางต่างจังหวัด ที่จะจอดรถยนต์ลงมาแวะซื้อกันอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้ตนในช่วงนี้เป็นกอบเป็นกำ โดยวันปกติจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 7,000-8,000 บาท แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะมีรายได้สูงถึงวันละ 10,000-15,000 บาท

ธนาคารเอสเอ็มอี /  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม / 

เอสเอ็มอีแบงก์ ผนึก 21 พันธมิตร จัดประชุมเชิงปฏิบัติการช่วยเหลือ SMEs พร้อมจัดสินเชื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่อง หวังธุรกิจรอดวิกฤติเศรษฐกิจ นางสาวปาริฉัตร เหล่าธีระศิริวงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเอสเอ็มอี เปิดเผยว่าธนาคารได้ลงนามความร่วมกับ หน่วยงานพันธมิตร จำนวน 21 หน่วยงาน เพื่อดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากผลกระทบทางการเมือง และภัยพิบัตทางธรรมชาติ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ได้มีการลงนามความร่วมมือ และการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตามแผนยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม (12พ.ค. 2557) โดยมีหน่วยงานและสถาบันอิสระภายใต้การกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมลงนามในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 2. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 3. กรมโรงงานอุตสาหกรรม 4. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 5. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 6. สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย 7. สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม 8. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 9. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 10. สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ 11. สถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย 12. สถาบันยานยนต์ 13. สถาบันพลาสติก 14. สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 15. สถาบันไทย-เยอรมัน 16. สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 17. สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ 18. สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 19. สถาบันอาหาร 20. สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย โดยมี 21. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ความร่วมมือครั้งนี้ได้จัดตั้งคณะทำงานของหน่วยงานร่วมกัน และประสานความร่วมมือข้อมูลพื้นฐาน (Data Base) ด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตามแผนยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม และสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity Improvement Loan : PIL) ระยะที่ 2 รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ทันสถานการณ์ และยังสำรวจความคิดเห็นความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs ต่อธุรกิจที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อนำไปสู่การออกนโยบายให้ความช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้ บสย. ยังให้การสนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อ โดยทุกหน่วยงานจะช่วยเหลือผู้ประกอบการไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านการเงิน การบริหารจัดการ ข้อมูลด้านวิชาการ การพัฒนาผู้ประกอบการ และด้านการตลาดและสังคม โดยอยู่ภายใต้นโยบายและยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้เกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรมต่อไป MThai News

สปป.ลาวหนุนเขตศก.พิเศษ ดึงนักลงทุนหวังดันGDP
ลาว /  สปป.ลาว / 

กนอ. เร่งศึกษานิคมอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน ด้าน สปป.ลาว ดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวง ดึงนักลงทุน หวังสร้าง GDP โตเพิ่มขึ้น 10 เท่า  นายวีระพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. มีนโยบายการศึกษาออกไปลงทุนตั้งนิคมฯ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุด กนอ. ได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อเยี่ยมชมแผนการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวง ด้าน นางบัวทา กันธิยะ รัฐมนตรีช่วยประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว กล่าวว่า สำหรับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวง ตั้งบนพื้นที่ 365 เฮกตาร์ วงเงินลงทุน 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2554 ที่ผ่านมา และมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 15 ปี โดยให้บริษัท เซี่ยงไฮ้ วั่นเฟิง ของประเทศจีนเป็นผู้พัฒนาที่ดินในลักษณะสัญญาสัมปทานระยะเวลา 99 ปี เบื้องต้น อยู่ระหว่างก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยโครงการดังกล่าวจะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติและจากนักลงทุนลาวให้ เข้ามาลงทุน ทั้งในรูปแบบรัฐร่วมทุนกับเอกชน เอกชนลงทุน 100% หรือรัฐลงทุน 100% ซึ่งขณะนี้ มีนักลงทุนจีนและญี่ปุ่นเริ่มเข้าจองพื้นที่แล้วระดับหนึ่ง หากสามารถดำเนินงานได้เต็มรูปแบบน่าจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สปป.ลาว เติบโตได้อีกประมาณ 10 เท่าต่อปี จากปัจจุบันเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 7-8 ต่อปี

คมนาคมลั่น เตรียมผุดสนามบินในภูมิภาค 6 แห่ง
กระทรวงคมนาคม /  คมนาคม / 

กระทรวงคมนาคม เตรียมผุดสนามบินในภูมิภาค 6 แห่งในปี 2558 เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน คาดอีก 5 ปีจะแล้วเสร็จ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม จะมีการศึกษาและพิจารณาแผนขยายการลงทุนสนามบินในภูมิภาค 6 แห่ง ซึ่งเป็นสนามบินขนาดเล็ก เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะประกอบด้วย อำเภอเบตง จังหวัดยะลา , อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก , อำเภอเลิงนกทา จังหวัดมุกดาหาร หรือ อำเภอคลองลึก จังหวัดตราด ,จังหวัดอุตรดิตถ์ , จังหวัดกาญจนบุรี, อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยคาดว่า ผลการศึกษาจะได้ข้อสรุปทั้งหมดภายใน 1-2 เดือน และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ ภายในปี 2558 แล้วเสร็จภายใน 5 ปี นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในส่วนของเขตเศรษฐกิจพิเศษที่แม่สอด จังหวัดตาก ขณะนี้ได้ทำการศึกษาเรื่องการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 โดยเป็นหน้าที่ของกรมทางหลวง ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการเจรจาโครงการต่อเชื่อมระหว่างเมือง เขตเศรษฐกิจพิเศษ และนิคมอุตสาหกรรม นายอาคม ยังเปิดเผยถึง กรณีโครงการพัฒนาอุตสาหกรรท่าเรือน้ำลึกทวายและถนนเชื่อมต่อว่า ขณะนี้โครงการทวายยังดำเนินการต่อเนื่อง แม้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา คณะทำงานไทยเมียนมาร์ได้มีการหารือในเรื่องการร่วมมือของบริษัทอิตาเลี่ยน-ไทยฯ ที่ดำเนินการค้างอยู่ รวมถึงเรื่องการเจรจากับประเทศญี่ปุ่น ถึงการเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการทวาย ได้รับความสนใจทางการญี่ปุ่นที่จะมาร่วมลงทุนในนิติบุคคลเฉพาะกิจหรือ SPV ทั้งนี้สำหรับประเด็นที่จะนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปเจรจากับประธานาธิบดีเต็งเส่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในระยะเริ่มต้นและเส้นทางการเชื่อมต่อกับชายแดนประเทศไทย ซึ่งภาคเอกชนให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นผู้ลงทุนด้วย รวมทั้งการสร้างท่าเรือก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในด้านความเชื่อมั่นกับนักลงทุนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามการเดินหน้าโครงการสามารถทำงานได้เฉพาะที่มีความจำเป็นของบริษัทอิตาเลี่ยน-ไทยฯ สุดท้ายแล้วในเรื่องการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในระยะเริ่มต้น จะต้องหารือระหว่างไทยกับเมียนมาร์ต่อไป ว่าจะอนุญาตให้บริษัทอิตาเลี่ยน-ไทยเข้าไปดำเนินการในระยะเริ่มต้นได้หรือไม่ MThai News

รถขนแรงงานเขมรกลับปท.ชนต้นไม้แปดริ้วตาย6เจ็บ13
ลักลอบเข้าเมือง /  อุบัติเหตุ / 

กระบะขนคนงานต่างด้าวชาวกัมพูชา เตรียมกลับประเทศ เสียหลักชนต้นไม้ ที่ จ.ฉะเชิงเทรา เสียชีวิตทันที 6 ศพ บาดเจ็บ 13 ราย ร.ต.ท.สมมาศ เมืองมุสิก ร้อยเวรสอบสวน สภ.ราชสาส์น เข้าตรวจสอบ อุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักพลิกคว่ำ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ที่เกิดเหตุ หน้าโรงงานกินรี ถ.ฉะเชิงเทรา มุ่งหน้า พนมสารคาม  ถนนสาย 304  ช่วง กม.ที่  24  ต.เมืองใหม่ อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา พบรถกระบะ อีซูซุ สีบอร์นทอง ทะเบียน บท-7856 สระแก้ว อยู่ในสภาพอัดก็อบปี้ กับต้นไม้ พบ ผู้เสียชีวิตทันที 6  ราย ชาย 2 ราย หญิง 4 ราย ในที่เกิดเหตุ และมีผู้บาดเจ็บ 13 ราย  ในจำนวนนี้ มีอาการบาดเจ็บสาหัส 3-4 ราย ตรวจสอบพบว่า ทั้งหมด เป็นแรงงานชาวกัมพูชา สอบสวนทราบว่า รถกระบะคันดังกล่าว ขนแรงงานชาวกัมพูชา อัดแน่นกันมาในรถกระบะ เพื่อเตรียมนำคนงาน เดินทางกลับประเทศกัมพูชา หลังมีกระแสข่าวทหารไทย กวาดล้างแรงงานต่างด้าว ทำให้แรงงานต่างด้าว เกิดความหวาดกลัว จึงรีบเดินทางกลับประเทศ และเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ รถเกิดเสียหลัก ลงข้างทาง ชนเข้ากับต้นไม้ ส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิต 6 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่นั่งอยู่ด้านหน้าตัวรถ รวมถึงคนขับที่เป็นคนไทย ก็เสียชีวิตด้วย  และบาดเจ็บ 13 ราย ส่วนผู้ที่ ได้รับบาดเจ็บ เล็กน้อย ต่างวิ่งหลบหนีกันไปคนละทิศ ละทาง ซึ่งภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้ทยอยนำแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บ นำส่ง รพ.พนมสารคาม เพื่อทำการรักษา ส่วนผู้เสียชีวิต 6 ราย นั้น ต้องส่งชันสูตรที่ รพ.ราชสาส์น เพราะเป็น โรงพยาบาลในพื้นที่รับผิดชอบ

รมว.อุตสาหกรรม เข้ากระทรวงวันแรก
กระทรวงอุตสาหกรรม /  จักรมณฑ์ / 

"จักรมณฑ์" เข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก สั่งหน่วยงานเร่งออกใบ ร.ง.4 เศรษฐกิจ 5 จังหวัดใต้ รับ AEC บรรยากาศที่กระทรวงอุตสาหกรรม เช้านี้ ล่าสุด นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางมาที่กระทรวงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมได้พูดคุยทักทายกับข้าราชการและผู้บริหารในกระทรวง ก่อนที่จะนำข้าราชการและผู้บริหารเข้าสักการะพระนารายณ์ และศาลพระภูมิสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณภายในกระทรวง ก่อนที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ โดย นายจักรมณฑ์ กล่าวถึง สิ่งเร่งด่วนที่จะดำเนินการคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC การเร่งรัดโครงการนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล และนิคมอุตสาหกรรมยางที่ฉลุง จังหวัดสงขลา รวมถึงการเร่งรัดการออกใบอนุญาตต่าง ๆ โดยเฉพาะใบประกอบกิจการโรงงาน ร.ง.4 ซึ่งที่ผ่านมา คณะรักษาควาาสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้แก้ไขในบางส่วนแล้ว แต่ทั้งนี้ สนช. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎหมายใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่ควบคุมการอนุญาตต่าง ๆ ของหน่วยราชการ ดังนั้น กระทรวงต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการออกใบอนุญาตให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่จะออกมา Mthai News

วางคีย์บอร์ด และ เมาส์ อย่างไรให้เหมาะสม
คอมพิวเตอร์ /  คีย์บอร์ด / 

นอกจากการจัดวางจอคอมพิวเตอร์ เอกสารที่พิมพ์ โต๊ะ และเก้าอี้ให้เหมาะสม ยังมีความจำเป็นอย่างที่ต้องจัดวางแป้นพิมพ์และ เมาส์ ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมกับอุปกรณ์งานที่ทำ ตลอดจนตัวผู้ใช้เองเพราะการจัดวางที่ไม่เหมาะสมทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง หรือเกิดการบาดเจ็บของส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้ เช่น เส้นประสาทและเอ็นรอบอุโมงค์ข้อมืออักเสบ เอ็นข้อศอกอักเสบ กล้ามเนื้อ บ่าและไหล่อักเสบ ตำแหน่งในการจัดวางแป้นพิมพ์และ เมาส์ การจัดวางที่เหมาะสมมีหลักการดังนี้ 1. ความสูงของที่วางแป้นพิมพ์และ เมาส์ ควรอยู่ ที่ระดับพอดีกับมือเมื่องอศอก 90 องศา หรือสูงกว่าเล็กน้อย (โดยที่เมื่อวางมือแล้วไม่มีแรงกดระหว่างข้อมือ และแป้นพิมพ์ หรือขอบโต๊ะ) โดยที่แขนส่วนบนไม่เหยียด ออก (วางตามแนวลำตัว) แขนส่วนล่างขนานกับพื้น ไหล่ไม่เกร็งและไม่ยกข้อมือไม่งอหรือกระดก แป้นพิมพ์และ เมาส์ ที่ต่ำเกินอาจทำให้ต้องก้มคอมากเพื่อมองแป้นพิมพ์ ส่วนแป้นพิมพ์และ เมาส์ ที่สูง อาจทำให้ไหล่ต้องยกกล้ามเนื้อไหล่เกร็งตัว และข้อมือมีแนวโน้มกดทับกับแป้นพิมพ์หรือโต๊ะได้ 2. หากมีโต๊ะและเก้าอี้อยู่แล้ว ความสูงของแป้นพิมพ์และ เมาส์ ที่ควรเป็นคือระดับตามความสูงของโต๊ะที่มีอยู่ เพราะโต๊ะส่วนมากไม่สามารถปรับความสูงได้ ดังนั้นอาจจำเป็นต้องจัดความสูงเก้าอี้ เพื่อให้มืออยู่ในระดับที่เหมาะสมตามข้อ 1 ดังนั้นเมื่อปรับเก้าอี้อาจจำเป็นต้องมีที่พักเท้าเพื่อไม่ให้ขาห้อย จนทำให้มีการกดทับหลอดเลือดใต้ต่อเข่า แต่ถ้านั่งแล้วเข่าชันแสดงว่า โต๊ะอาจเตี้ยไป จำเป็นต้องหนุนโต๊ะให้สูงขึ้น 3. แป้นพิมพ์ต้องวางตรงด้านหน้า วางใกล้กับลำตัวผู้ใช้ให้มากที่สุด และต้องไม่ห่างไปจากแนวกลางไปทางด้านข้างมากนัก เพราะจะมีผลต่อการวางมือ และทำให้ต้องเอื้อม แขนต้องเหยียดยื่นออก ไหล่ก็จะเกร็งตัวมากขึ้น หรือผู้ใช้อาจใช้วิธีโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อให้ตัวเข้าใกล้แป้นพิมพ์และ เมาส์ มากขึ้น ซึ่งส่งผลคือกล้ามเนื้อหลังและคอทำงานมากขึ้น และแรงกดต่อหมอนรองกระดูกสันหลังมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง สำหรับโรคปวดหลัง 4. ตำแหน่งของแป้นพิมพ์และ เมาส์ ควรอยู่ในระดับเดียวกัน บางกรณี โต๊ะคอมพิวเตอร์มีลิ้นชักสำหรับวางแป้นพิมพ์ แต่ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับวาง เมาส์ ผลคือเมาส์ต้องถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะ ทำให้เวลาทำงานต้องมีการยกแขนขึ้นลงสลับกันตลอดเวลา เมื่อมีการใช้งานสลับกันระหว่างแป้นพิมพ์และ เมาส์ 5. เมื่อตำแหน่งแป้นพิมพ์และ เมาส์ พอเหมาะแล้ว ให้สังเกตว่า ศอกได้รับการพยุงจากที่พักแขนของเก้าอี้หรือไม่ หากมีการพยุงที่ดีจะส่งผลให้กล้ามเนื้อ บ่าและไหล่ทำงานลดลง ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวไม่เมื่อยล้าหรือเมื่อยน้อยลง อย่างไรก็ตามเมื่อมีการจัดวางที่ดีแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าผู้ใช้บางท่านอาจยังคงมีอาการปวดเมื่อยที่บ่า ทั้งนี้ให้ลองสังเกตว่า ตนเองเป็นผู้ที่เคร่งเครียดกับงานจนทำให้เกิดการเกร็งตัวของไหล่ และการโน้มตัวไปข้างหน้าหรือไม่ โดยสังเกตว่าไหล่ของท่านยกและลอยตัวจากที่พักแขนหรือไม่ พนักพิงยังคงติดอยู่กับหลังของท่านหรือไม่ (กรณีของพนักพิงที่เอียงไปด้านหลังมาก จะเหมาะ สำหรับให้เอนหลังพักหลังเมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่ง จึงเป็นไปได้ว่าหลังจะไม่ติดอยู่กับพนักพิงตลอดเวลา หากเป็นเช่นนั้น ให้ดูว่าหลังโค้งและโน้มไปด้านหน้าหรือไม่ ลักษณะการวางมือที่ถูกต้อง เมื่อใช้แป้นพิมพ์หรือ เมาส์ ถึงแม้จะมีการจัดวางแป้นพิมพ์ที่ดีก็ตาม หากวางมือและใช้งานไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดปัญหาต่อข้อมือได้ ลักษณะการวางมือที่ดีสังเกตโดย ข้อมือต้องไม่กระดกขึ้นหรืองอลง นั้นคือข้อมือ ควรอยู่ในแนวตรง โดยให้ลองสังเกตว่า ถ้าวางแขนราบคว่ำไปบนโต๊ะ ข้อมือจะกระดกขึ้นเล็กน้อย และปลายนิ้ว ทั้ง 5 นิ้วจะวางบนโต๊ะด้วย ซึ่งมุมข้อมือนั้นคือมุมปกติของข้อมือที่ควรจะเป็นเมื่อมีการใช้งานกับแป้นพิมพ์และ เมาส์ สำหรับแป้นพิมพ์บางแป้นจะมีขาหนุนด้านหลังให้สูงขึ้น การหนุนให้แป้นสูงขึ้นนั้นไม่มีความจำเป็น ยกเว้นกรณีที่ปรับให้แป้นพิมพ์วางอยู่สูงกว่าข้อศอกมากๆ ทำให้การเอียงตัวของแป้นอยู่ในแนวระนาบของข้อมือพอดี ขณะเดียวกันข้อมือต้องไม่เอียงออกด้านข้าง หรือเอียงเข้าด้านใน มือที่เอียงไปถือว่าเป็นมุมที่ไม่ปกติ อาจทำให้เอ็นข้อมือข้างใดข้างหนึ่งยืดมากกว่าเป็นเวลานาน ทำให้เกิดเอ็นอักเสบได้ หลีกเลี่ยงการวางพักข้อมือ ในขณะทำงานด้วย การวางข้อมือบนขอบหรือพื้นโต๊ะที่แข็ง เพราะทำให้มีการกดทับที่ข้อมือซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาของข้อมือดังที่ได้กล่าวมา การใช้ เมาส์ มีหลักการวางมือที่เหมือนกับการใช้แป้นพิมพ์ แตกต่างกันที่ เมาส์ ต้องการการขยับไปมาซึ่งการขยับนั้นอาจมาจากการขยับของข้อมือหรือแขนก็ได้ แต่เมื่อสิ้นสุดการเคลื่อนไหวหรือต้องค้างอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ท่านั้นควรเป็นท่าข้อมือไม่งอหรือเอียงมากเกินไป การเลือกแป้นพิมพ์ เมาส์ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อุปกรณ์บางอย่างมีขนาดมาตรฐาน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้ตามแบบนั้นๆ เช่น แป้นพิมพ์ ขนาดของตัวกดอักษร แต่ที่เลือกได้ก็คือ ความฝืด ความยากง่ายในการกด อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้มีแป้นพิมพ์แบบใหม่ๆ ให้เห็นมากขึ้น เช่น แป้นที่มีการแยกออกเพื่อกันการเอียงตัวของข้อมือ แป้นพิมพ์ที่ยกเอียงตัวหงายออกด้านข้างเพื่อให้ข้อมือไม่คว่ำเป็นเวลานานๆ หรือแป้นที่มีแผ่นวัสดุนิ่มเพื่อรองรับข้อมือเพื่อกันการกดทับ สำหรับ เมาส์ มีแบบแปลกๆ ออกมาหลายแบบเช่นกัน ซึ่งลดภาระการขยับของข้อมือได้มาก เช่น เมาส์ที่มี trackball เพื่อเลื่อน cursor (ลูกศรในจอคอมพิวเตอร์) หรือเมาส์ที่มี scroll ติดอยู่ด้วย เพื่อเลื่อนหน้าเอกสารบนจอ นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์สำหรับการใช้เมาส์ นั่นคือแผ่นรองเมาส์ ซึ่งบางแบบอาจมียางนิ่มๆ มารองรับที่ข้อมือ แบบและอุปกรณ์ดังกล่าวนั้น ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ดี หากสามารถซื้อหามาใช้ได้ก็จะช่วยลดปัญหาได้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนอยากให้ข้อคิดว่า ในการเลือกอุปกรณ์ต่างๆ สิ่งที่ต้องกระทำคือการได้ลองสัมผัส หรือลองใช้อุปกรณ์นั้นๆ ให้รู้สึกว่าเหมาะสมและถนัดมือ และอุปกรณ์นิ่มๆ ที่ช่วยรองข้อมือขณะที่พิมพ์หรือใช้เมาส์นั้น อาจไม่มีความจำเป็น หากสามารถใช้มือโดยที่ไม่วางบนพื้นโต๊ะได้ (เรียกได้ว่าอากาศนิ่มกว่าวัสดุใดๆ) แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเริ่มมีปัญหาของข้อมือแล้ว ผู้เขียนแนะนำว่า wrist support (ผ้ารัดข้อมือ) จะเป็นตัวที่ช่วยได้แต่ต้องเจาะรูบริเวณข้อมือให้เป็นช่องว่าง เพื่อไม่ให้บริเวณข้อมือที่มีเส้นประสาทและหลอดเลือดถูกกดกับโต๊ะหรือขอบของแป้นพิมพ์ นั่นคือใช้หลักการการกระจายแรงไปสู่บริเวณอื่นๆ ของข้อมือ ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 304 สิงหาคม 2547 เขียนโดย ดร.คีรินท์ เมฆโหรา

กนอ.อนุมัติงบ29ล้านบาททำCSR
CSR /  ข่าวล่าสุด / 

บอร์ด กนอ. เห็นชอบอนุมัติงบประมาณ ปี 58 วงเงิน 29 ล้านบาท ด้านกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม เล็งจัด โครงการ Green Network นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (บอร์ด กนอ.) เปิดเผย ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณประจำปี 2558 ในวงเงิน 29 ล้านบาท เพื่อให้ กนอ. ดำเนินงานด้านกิจกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ด้านสังคม ด้านสุขภาพ และด้านเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะทำการต่อยอดกิจกรรมที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสร้างความพึงพอใจของชุมชนโดยรอบนิคมฯ ทั้งนิคมฯ เดิม และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่รอบนิคมฯ ที่จะจัดตั้งนิคมฯ ใหม่ และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรด้าน CSR นอกจากนี้ กนอ. ยังมีกิจกรรมที่จะดำเนินงานต่อเนื่อง เช่น โครงการ Green Network (CSR ECO Envi &Safety Network) เป็นโครงการต่อยอดจากโครงการ ECO & CSR Network เพื่อสร้างเครือข่ายการดำเนินงานการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่การเป็นเมืองเชิงนิเวศโรงงาน ชุมชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โครงการ “ECO for Life” เป็นกิจกรรมที่จัดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อประกวดเฟ้นหาผู้ที่มีความสามารถ ในการประดิษฐ์หรือมีไอเดียในเรื่องการนำสิ่งเหลือใช้จากพื้นที่นิคมฯ กลับมาเพิ่มมูลค่าโดยสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนรอบนิคมฯ โดยความร่วมมือของนิคมฯ โรงงาน และชุมชน

ต่างจังหวัดกำลังเติบโตความเป็นเมือง-รายได้สูงขึ้น
ขอนแก่น /  ความเป็นเมือง / 

ศูนย์วิจัยTMBชี้ หลายจังหวัดเติบโต "ความเป็นเมืองมากขึ้น" มีทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองฐานการผลิต เมืองการค้าชายแดน และเมืองการค้าและการขนส่ง บางจังหวัดจุดเด่นหลายด้าน อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง  ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ของธนาคารทหารไทย รายงานว่า ความเป็นเมืองกำลังขยายตัวสู่หลายจังหวัดในภูมิภาค สามารถกระจายรายได้ให้ประชาชนในท้องถิ่น เปิดโอกาสทางธุรกิจให้กว้างขึ้นกำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น การบริโภค การพักอาศัยและรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันใกล้เคียงกับประชาชนเขตกรุงเทพฯ มากขึ้น คือ “ความเป็นเมือง” (Urbanization) มากขึ้นนั่นเอง ยิ่งเศรษฐกิจในท้องถิ่นดีต่อเนื่อง รายได้ประชาชนก็เพิ่มขึ้นเร็ว ความเป็นเมืองก็เพิ่มขึ้นตามมา จากข้อมูลพบว่า จังหวัดที่มีจุดเด่นทางด้านเศรษฐกิจ จะมีความเป็นเมืองเร็วกว่าจังหวัดอื่นๆ แบ่งได้คือ จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ เศรษฐกิจมีความเป็นเมืองได้เร็วที่สุด เห็นได้จากปริมาณการค้าจังหวัดกลุ่มนี้เติบโตเฉลี่ย 5.44% ต่อปี เพราะเกิดการจ้างงานกระจายรายได้เป็นวงกว้าง เกิดธุรกิจจำนวนมากจากการท่องเที่ยว รายได้ประชาชนจึงเพิ่มขึ้นเร็ว จังหวัดฐานการผลิต ได้แก่ ชลบุรี ระยอง อยุธยา ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี ปริมาณการค้าเติบโตเฉลี่ย 5.37% ต่อปี จังหวัดกลุ่มนี้มีนิคมอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงเกิดการจ้างงานจำนวนมากในพื้นที่ การเติบโตของการค้าอ่อนไหวตามปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ จังหวัดการค้าแถบชายแดน ได้แก่ สงขลา อุดรธานี หนองคาย อุบลราชธานี เชียงราย เนื่องจากความได้เปรียบที่ตั้ง ทำให้เกิดการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในจังหวัดกลุ่มนี้ ปริมาณการค้าเติบโต 4.37%ต่อปี และน่าจะเติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจเพื่อนบ้านที่ยังมีทิศทางสดใส จังหวัดการค้าและการขนส่ง ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น นครสวรรค์ พิษณุโลก เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อจากจังหวัดขนาดเล็กที่อยู่รายรอบช่วยหนุนเศรษฐกิจจังหวัดกลุ่มนี้ ปริมาณการค้าขยายตัวเฉลี่ย 4.06% ต่อปี การเติบโตของการค้าอ่อนไหวตามปัจจัยในประเทศเป็นหลัก ขณะที่เขต กทม.และปริมณฑล มีการค้าเติบโตเฉลี่ย 4.22% ต่อปี ทั้งสี่กลุ่มจังหวัดจึงมีความเป็นเมืองเร็วมาก และบางจังหวัดอาจมีจุดเด่นหลายด้าน เช่น ชลบุรี ระยอง อยู่ในกลุ่มจังหวัดฐานการผลิต และยังมีการท่องเที่ยวเป็นจุดเด่นอีกด้วย จึงทำให้การค้าขายคึกคักกว่าจังหวัดอื่น ระดับของความเป็นเมืองจึงเกิดเร็วกลุ่มที่ความเป็นเมืองใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง สงขลา นครราชสีมา ขอนแก่น จังหวัดที่ก้าวสู่ความเป็นเมืองมากขึ้นคือ สุราษฎร์ธานี กระบี่ อยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี อุดรธานี หนองคาย อุบลราชธานี เชียงราย นครสวรรค์ พิษณุโลก อย่างไรก็ตามธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง มีรูปแบบของร้านค้าทันสมัย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นธุรกิจ SME ในพื้นที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นพร้อมๆ กัน การเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภคและตอบสนองอย่างตรงจุด จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแข่งขันและได้รับผลบวกจาก”ความเป็นเมือง” Mthai News

 กนอ.อนุมัตินิคม 6 แห่ง ขยายพื้นที่รับเออีซี
กนอ. /  กนอ.อนุมัตินิคม 6 แห่ง / 

บอร์ด กนอ.อนุมัตินิคมอุตสาหกรรม 6 แห่ง ขยายพื้นที่เพิ่มรวม 4,022 ไร่ เงินลงทุน 6,751 ล้านบาท รองรับการขยายตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558  นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กนอ.เห็นชอบขยายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 6 แห่ง รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4,022 ไร่ งบประมาณทั้งสิ้น 6,751 ล้านบาท ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก โดยไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 โดยนิคมทั้ง 6 แห่ง เป็นนิคมร่วมดำเนินงานระหว่าง กนอ.กับผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอกชน ประกอบด้วย 1.นิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ จังหวัดระยอง โดยบริษัท อมตะซิตี้ จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ได้ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 2,524 ไร่ จากพื้นที่เดิมที่ได้มีการพัฒนาพื้นที่แล้ว 11,483 ไร่ ขายพื้นที่ไปแล้ว 8,171 ไร่ และยังมีพื้นที่ขายคงเหลือ 874 ไร่ โดยจะใช้วงเงินลงทุนประมาณ 4,842 ล้านบาท คาดว่าจะพัฒนาเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี 2.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 2 จังหวัดชลบุรี บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่ประมาณ 631 ไร่ จากพื้นที่โครงการเดิมที่มีอยู่ประมาณ 3,160 ไร่ ใช้วงเงินลงทุนประมาณ 822.92 ล้านบาท 3.นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) จังหวัดระยอง บริษัท อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท (ระยอง) จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 704 ไร่ จากโครงการเดิมที่มีพื้นที่พัฒนา 9,034 ไร่ และได้ขายหมดแล้ว จึงต้องขอขยายพื้นที่เพิ่มเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และประกอบรถยนต์ โดยใช้วงเงินลงทุน ประมาณ 762 ล้านบาท 4.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง บริษัท ระยอง 2012 จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 49 ไร่ จากพื้นที่โครงการเดิมที่มีอยู่ 1,232 ไร่ โดยวงเงินลงทุนประมาณ 55 ล้านบาท 5.นิคมอุตสาหกรรมสินสาคร จังหวัดสมุทรสาคร บริษัท ซี.เอ.เอส.แอสเซท จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่ 83 ไร่ ปัจจุบันนิคมดังกล่าวมีการพัฒนาพื้นที่แล้ว 1,561 ไร่ พื้นที่ขายแล้ว 1,090 ไร่ คงเหลือพื้นที่ขายประมาณ 99 ไร่ โดยการขยายพื้นที่ในครั้งนี้มีวงเงินลงทุนประมาณ 270 ล้านบาท 6.นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จังหวัดระยอง บริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ได้ขออนุญาตจาก กนอ.ในการจัดรูปแปลงที่ดินให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ จำนวน 31 ไร่ ซึ่งยังคงจำนวนพื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่สีเขียวจำนวนเท่าเดิม รวมเป็นพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 3,198 ไร่ MThai News