นิคมอุตสาหกรรม 304

หวิดตายหมู่! รถบัสรับ-ส่ง พนง.พลิกคว่ำ กลางถนนท่าเรือ-ภาชี
รถบัสพลิกคว่ำ /  รถบัสรับส่งพนักงานพลิกคว่ำ

วันนี้(22 ส.ค.)เวลา 07.30 น. ร.ต.ท.พรหมศรันย์ แป้นจันทร์ ร้อยเวร สภ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถบัสรับส่งพนักงานพลิกคว่ำ บนถนนสาย ท่าเรือ-ภาชี ม. 5 ต.ดอนหญ้านาง มีผู้บาดเจ็บจำนวนหลายราย จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุพบรับส่งพนักงานบริษัทฟูจิโกกิ นิคมอุตสาหกรรมหนองปลากระดี อ.หนองแค จ.สระบุรี หมายเลขทะเบียน 30-1181 ลพบุรี พลิกคว่ำตะแคงอยู่บนถนน มีผู้บาดเจ็บเป็นพนักงานโรงงานจำนวน 30 ราย เป็นชาย 4 ราย และหญิง 26 ราย จนท.ช่วยกันนำส่งรพ.ท่าเรือ 20 ราย และรพ.ภาชี 10 ราย ทั้งหมดอาการปลอดภัย ส่วนใหญ่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้เกือบทั้งหมด ภาพจาก NationWeekend พนักงานที่นั่งมากับรถ เผยว่าก่อนเกิดมีรถบัสอีกคันวิ่งแซงขึ้นมา คนขับน่าจะเกิดอาการตกใจหักพวงมาลัยจนรถเลี้ยวไปทางด้านซ้ายจนเกือบจะพุ่งลงไปข้างทาง ก่อนที่คนขับจึงหักพวงมาลัยกลับทำให้รถเกิดเสียหลักพลิกคว่ำทันที เนื่องจากถนนลื่นด้วย แต่โชคดีที่ตนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและไม่มีใครเสียชีวิต ด้าน ร.ต.ท.พรหมศรันย์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่ารถคันดังกล่าวไปรับพนักงานที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา มุ่งหน้าไปยัง อ.ท่าเรือ ปรากฏว่าเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุก่อนหน้านั้นมีฝนตก ทำให้ถนนลื่น แล้วเกิดเสียหลักพลิกตะแคงกลางถนนมีผู้บาดเจ็บ อาการปลอดภัย ส่วนคนขับได้รับบาดเจ็บเช่นกันอยู่ที่รพ.ท่าเรือ จะได้ดำเนินคดีในข้อหาขับรถประมาท ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บต่อไป MThai News

เกรทเซ็นทรัล (อินเตอร์เนชั่นแนล) (บริษัท จำกัด)

ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กสเตนเลส ผู้ผลิต-จำหน่าย ผลิตภัณฑ์สเตนเลส ท่อกลมสเตนเลส / ท่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า / ท่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส / ท่อเกลียว (Great One), แผ่นสเตนเลส เกรด 304 BA, 304 2B, 430 BA ความหนา 0.4 mm.-3.0 mm. แผ่นสเตนเลส NO.1 ความหนา 3.0 mm.-12 mm. แบนสเตนเลส ฉากสเตนเลส เพลาสเตนเลส ข้องอสเตนเลส ตัวยู ท่อน้ำ NB เกรด 304,316 บร

ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดปากน้ำโจ้โล้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา
วัด /  วัดปากน้ำโจ้โล้ / 

ชวนเพื่อนๆ Travel.mthai.com ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกวัดหนึ่ง ที่ วัดปากน้ำโจ้โล้ มีพระอุโบสถเป็นสีทองทั้งหลัง ทั้งภายในและภายนอก ยามเมื่อแสงแดดส่องกระทบตัวโบสถ์ เป็นภาพที่งดงามตระการตาเป็นอย่างยิ่ง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าตากสิน เมื่อเสด็จนำทัพผ่านเพื่อไปตีเมืองจันทบุรี ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดปากน้ำโจ้โล้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา วัดปากน้ำโจ้โล้ ห่างจากตัวตลาดน้ำบางคล้า 3 กิโลเมตร วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดย Banjong Sudsawat ภาพ วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดยคุร Boos-Bas ภาพวัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดยคุณ Bumkhra Chiuchiu วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดยคุณ Mooaun Oto วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดย Prathom Eos ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น พระอุโบสถ เป็นทองอร่าม สวยมากๆ วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดยคุณ กระแต แต้แว๊ด การเดินทาง เส้นทางมาวัดปากน้ำโจ้โล้ จากตัวเมืองฉะเชิงเทรา มาทางถนนหลวง 304 พนมสารคามเเยกซ้ายเข้าอำเภอบางคล้า ประมาณ 7 กม. จะเจอทางเเยกตรงป้อมตำรวจ ให้เลี้ยวขวาตรงมาอีก 3 กม. จะพบกับวัดปากน้ำโจ้โล้ (ข้อมูลจาก fb : Arm Kmitl) ข้อมูลจาก www.unseentourthailand.com ขอบคุณภาพจากแฟนเพจ: คุณ max : www.facebook.com/maxza.maxis บทความท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง :: เที่ยวอิ่มบุญ ไหว้พระ กับ 8 วัด สายตะวันออก :: ตะลอน เที่ยวแปดริ้ว งบนิดเดียว แต่เที่ยวคุ้ม :: ไหว้พระเสริมมงคลชีวิต วัดโสธรวรารามวรวิหาร ฉะเชิงเทรา

คืบหน้า เหตุไฟไหม้บ่อขยะบางปู ยังดับไม่สนิท
ข่าวจังหวัดสมุทรปราการ /  ไฟไหม้ขยะ / 

ความคืบหน้าเหตุไฟไหม้บ่อขยะบางปู ยังดับไม่สนิท แต่สกัดไม่ให้ลามได้แล้ว ด้านผู้ว่าฯ สมุทรปราการ ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ สั่งอพยพประชาชนหนีควัน คาดอีก 3-4 วันสถานการณืถึงจะปกติ ยันเป็นขยะธรรมดาไร้สารพิษ ความคืบหน้าเหตุไฟไหม้บ่อทิ้งขยะเอกชน  ภายในซอย 8 นิคมอุตสาหกรรมบางปู หมู่ 4 ต.แพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ ขณะนี้ยังไม่สามารถดับสนิท มีเปลวไฟประทุอยู่ตลอดเวลา แต่สามารถสกัดไม่ให้ขยายวงกว้างได้แล้ว หลังใช้เวลาไปกว่า 17ชั่วโมง ขณะเดียวกันได้ประกาศอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านสหกรณ์แสนสุข และ หมู่บ้านธันยาพร ให้ออกจากพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย เพราะหลายคนเกิดอาการสำลักควันไฟ ด้านนายคณิต เอี่ยมระหงษ์ ผู้ว่าราชการ จ.สมุทรปราการ ได้ออกมาเปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ประกาศให้พื้นที่ไฟไหม้เป็นเขตภัยพิบัติแล้ว พร้อมทั้งได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือกู้วิกฤติ โดยคาดว่าต้องใช้เวลาอีกหลายวันสถานการณ์ถึงจะกลับสู่ภาวะปกติได้ เนื่องจากด้านล่างกองขยะเป็นบ่อน้ำ จึงทำให้ดับไฟเป็นไปด้วยความลำบาก ส่วนสาเหตุนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ต้องมีการสอบสวนอีกครั้งว่าเป็นความประมาทของผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ สำหรับเหตุไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 16 มี.ค. 57 ที่ผ่านมา โดยไฟเกิดขึ้นบริเวณกลางบ่อขยะ ก่อนจะลามขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้กลุมควันขนาดมหึมาลอยอยู่เหนือท้องฟ้ากินบริเวณกว้างกว่า 100 เมตร ทั้งนี้จากการสอบสวนเบื้องต้นขยะดังกล่าวเป็นขยะธรรมดา ไม่มีสารพิษปะปนแต่อย่างใด MThai News

เตือน 10 เส้นทางเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวง
10 เส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ /  กรมทางหลวง / 

กรมทางหลวงเตือน 10 เส้นทางให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง เดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมตั้งเต้นท์สีเหลืองบริการประชาชน 200 จุด ทั่วประเทศ นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า จากสถิติข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างปี 2550-2556 สาเหตุสำคัญคือขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การตัดหน้ากระชั้นชิด และเมาสุราระหว่างการเดินทาง สำหรับเส้นทางที่ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการเดินทางในช่วงสงกรานต์ปีนี้ มี 10 จุดทั่วประเทศ ได้แก่ 1. ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงประตูน้ำพระอินทร์-หนองแค (กม.60-67 ) อ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นทางตรง 10-12 ช่องจราจร (รวมทางขนานฝั่งละ 2 ช่องจราจร ) บริเวณนี้ปริมาณการจราจรสูง และรถขนาดใหญ่วิ่งเป็นจำนวนมาก บางครั้งรถขนาดใหญ่ใช้ความเร็วสูงเกินกฎหมายกำหนด เกิดการตัดหน้ากระชั้นชิดบริเวณจุดเปิดเกาะกลาง 2. ทางหลวงหมายเลข 2 ช่วงหน้าค่ายเพชรรัตน์ (กม.24-34) จังหวัดสระบุรี เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขา มีโค้งหลายโค้งต่อเนื่องกัน และเป็นทางลาดชันลงเขา 3. ทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงเขาพะวอ (กม.23-30) และดอยรวก (กม.64-70) จังหวัดตาก ทั้ง 2 ช่วงเป็นทางที่ตัดผ่านภูเขาที่มีความคดเคี้ยว และลาดชัน รวมทั้งสภาพเป็นป่ารกทึบ ประกอบกับเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งไปยังประเทศพม่า ทำให้บริเวณดังกล่าวมีปริมาณการจราจรมาก 4. ทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงสะพานพ่อขุนผาเมือง ( กม.347 -375) จังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณนี้เป็นทางลงเขาลาดชัน ยาวประมาณ 3 กม. เป็นทางโค้งรูปตัวเอส (S) ต่อเชื่อมกับสะพานคอนกรีต ข้ามทางระหว่างเขา ถนน 2 ช่องจราจร สะพานอยู่ระหว่างโค้ง (โค้งมีรัศมี 200 เมตร) ช่วงบริเวณสะพานเป็นเหวลึกกว่า 50 เมตร 5. ทางหลวงหมายเลข 32 ช่วงอำเภอพรหมบุรี (กม.77– 82 ) จังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจากเป็นถนนทางตรง ขนาด 6 ช่องจราจร มีจุดเปิดเกาะกลางกลับรถรอเลี้ยว ที่ กม.77+500, 78+000, 78+600, 80+340 และรถมักวิ่งด้วยความเร็วสูง หรือประชาชนอ่อนเพลียจากการขับรถเป็นระยะทางไกล ผู้ขับขี่หลับใน รวมถึงมีการตัดหน้ากระชั้นชิด 6. ทางหลวงหมายเลข 35 บริเวณสะพานแม่น้ำท่าจีน (กม.28 – 32) จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเส้นทางเข้าเมืองสมุทรสาคร และไปอำเภอกระทุ่มแบน เป็นย่านชุมชน และโรงงานอุตสาหกรรม มีปริมาณการจราจรสูงและรถใช้ความเร็วสูง ประกอบกับเป็นทางโค้งและมีจุดเข้าออกทางขนานหลายแห่ง อีกทั้งรถจักรยานยนต์มักจะวิ่งย้อนศรบนสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน 7. ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วงอุทยานทับลาน (กม.42 - 45) จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาที่มีความคดเคี้ยวและลาดชัน มีรถบรรทุกหนักจำนวนมากวิ่งผ่าน ซึ่งรถเหล่านี้จะเคลื่อนตัวได้ช้าเมื่อวิ่งขึ้นเขา จึงเกิดการแซงกันของรถขนาดเล็กในระยะคับขัน ขณะเดียวกันรถบรรทุกและรถสัญจรโดยส่วนใหญ่ขณะขับลงเขามักจะใช้ความเร็วเกินกำหนด เมื่อมีสถานการณ์เฉพาะหน้าคับขัน จะทำให้การควบคุมรถเป็นไปด้วยความยากลำบาก 8. ทางหลวงหมายเลข 225 ช่วงทางลงเขาพังเหย (กม.181– 185) จังหวัดชัยภูมิ บริเวณนี้เป็นทางโค้ง และเป็นทางลาดชันสูง 9. ทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงโค้งหนองหญ้าปล้อง (กม.365+013 – 365+113) และ ช่วงโค้งสายเพชร (กม.389+700-390+000 ) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นถนนสายหลักลงสู่ภาคใต้ เป็นทางโค้งต่อเนื่อง และมีจุดกลับรถอยู่ในบริเวณใกล้เคียง รถสัญจรด้วยความเร็วสูง และ 10. ทางหลวงหมายเลข 4197 ช่วงโค้งบางโสก (กม.5+400 – 8+680) จังหวัดพังงา เป็นทางโค้งลาดชันลงเนิน ทั้งนี้กรมฯได้ประสานงานตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธรในพื้นที่ ตั้งจุดสกัดบนทางหลวง ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาการจราจร ใน 10 จุด และได้เตรียมพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบเคลื่อนที่ (Mobile CCTV) ในบริเวณที่มีปริมาณการจราจรมาก เพื่อรายงานสภาพการจราจร Online แบบ Real time และยังได้จัดให้มีจุดบริการประชาชน 200 จุด (เต้นท์สีเหลือง ) ทั่วประเทศ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพื่อให้บริการประชาชนพักรถ พักผ่อนอิริยาบถ ก่อนการเดินทาง MThai news

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

สยามอินโนเวชั่น พาร์ท (บริษัท จำกัด)

งาน Engineering Plastic / RUBER / Standless 304 , 316 , 420, Flex

คุมได้แล้ว เหตุ ไฟไหม้ โกดังเก็บสินค้า นิคมฯบางปู
นิคมอุตสาหกรรมบางปู /  ไฟไหม้ Bisco / 

คุมได้แล้ว เหตุ ไฟไหม้ โกดังเก็บสินค้า นิคมฯบางปู พร้อมประกาศเป้นพื้นที่อันตรายห้ามเข้า ความคืบหน้าเหตุไฟไหม้ บริษัท บางปู อินเตอร์ โมดัลซิสเต็ม จำกัด หรือบิสโก้ ซอย 13 B นิคมอุตสาหกรรมบางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมเพลิงได้แล้ว เมื่อเวลา 14.30 น. แต่ยังทำได้ในวงจำกัด เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวัง และมีการฉีดน้ำเลี้ยงอยุ่ตลอดเวลา ส่วนความเสียหายนั้นคาดมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนสาเหตุของไฟไหม้ยังไม่สามารถสรุปได้ ขณะที่ นายวันชัย คงเกษม รองผู้ว่าราชการ จังหวัดสมุทรปราการ ได้มีการประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตราย เนื่องจากพบว่าโครงสร้างอาคารมีความที่จะยุบตัวลงมาได้จากความร้อนสะสม จึงสั่งห้ามเข้าใกล้พื้นที่ดังกล่าวเป็นอันขาด ............................................ เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า Bisco ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ขณะนี้เพลิงลุกลามอย่างหนัก เบื้องต้นเจ้าหน้านำรถดับเพลิงเข้าไปยังที่เกิดเหตุแล้ว วันนี้ (27 มิ.ย. 57) เมื่อเวลาประมาณ 8.30 เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า Bisco ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ซึ่งขณะนี้เพลิงได้ลุกลามอย่างหนัก เบื้องต้นเจ้าหน้าได้ประสานรถดับเพลิงเข้าไปยังที่เกิดเหตุแล้ว จากการตรวจสอบพบว่าโกดังสินค้าที่เกิดเพลิงไหม้ เป็นของบริษัท บางปูอินเตอร์โมเดอน จำกัด ซึ่งมีโกดังทั้งหมด 50 ล็อค ขณะนี้ไฟได้ลุกลามเต็มพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมไปถึงยังไม่ได้ประเมิณมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณดังกล่าวด้วย  Mthai News ขอบคุณภาพข้อมูลจาก ภาพนคร002,สปริงนิวส์   

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News

15-3-57 โจรคว้าทอง9บาท หนีลอยนวล ปทุมธานี
โจรคว้าทอง9บาท /  หนีลอยนวล / 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 มี.ค. ร.ต.ท.ตูชัย สุระเสียง พนักงานสอบสวน สภ.ย่อยนวนคร จ.ปทุมธานี รับแจ้งเหตุคนร้ายวิ่งราวทอง ที่ร้านทองเฮียนึกนวนคร เลขที่ 54/101-102 ภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.เพิ่มเกียรติ สุริยวงศ์ ผกก.สภ.คลองหลวง พ.ต.ท.ฐานันท์ ทิมวัฒน์ รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.จีรวัฒน์ เปี่ยมปิ่นเศรษฐ สว.สส. และกำลังชุดสืบสวน ที่เกิดร้านเป็นร้านค้าทองตั้งอยู่ติดกับถนนเส้นทางประตู 1 นวนคร ลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น 2 คูหา ภายในร้านพบ นายสมนึก โรจนภิญญู อายุ 55 ปี เจ้าของร้าน ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าตื่นตกใจ นายสมนึกผู้เสียหาย ให้การว่า ขณะกำลังยืนจำหน่ายทองรูปพรรณให้กับลูกค้า ระหว่างนั้นได้มีคนร้ายเป็นชาย 1 คน อายุประมาณ 30-35 ปี รูปร่างผอม สูง ผิวดำแดง ไว้ผมรองทรงสูง สวมเสื้อคอกลมสีเขียว นุ่งกางเกงยีน เข้ามาทำทีขอซื้อสร้อยทองน้ำหนัก 3 บาท 1 เส้น ตนจึงหยิบออกมาวางในถาดให้เลือก หลังจากชายคนดังกล่าวยืนเลือกสร้อยทองอยู่ประมาณ 10 นาที จึงอาศัยจังหวะคว้าเอาสร้อยทองน้ำหนัก 3 บาท จำนวน 3 เส้น วิ่งออกไปจากร้าน ก่อนไปขึ้นรถ จยย.ที่จอดเตรียมเอาไว้ห่างจากร้านประมาณ 10 เมตรขี่หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยคนร้ายได้ทำกระเป๋าสตางค์สีดำตกเอาไว้ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงนำไปตรวจสอบหาเบาะแส ทางด้าน พ.ต.อ.เพิ่มเกียรติ ผกก.สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทางร้านแล้ว พบว่าสามารถบันทึกใบหน้าของผู้ที่ก่อเหตุได้อย่างชัดเจนขณะที่กำลังลงมือ จึงคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นมือใหม่ เพราะไม่มีการปิดบังใบหน้า และจากการตรวจสอบภายในกระเป๋าสตางค์ที่คนร้ายทำตกไว้ พบบัตรสมาชิกร้านอาหารชื่อดังภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ถือบัตร เพื่อนำตัวมาสอบสวนและดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป โดยเชื่อว่าน่าจะจับกุมตัวได้ในเร็วๆนี้.

กระหน่ำซัลโวหนุ่มใหญ่ คาดขัดแย้งพนันบอล
การพนัน /  ขัดแย้งเรื่องบอล / 

คนร้ายควบกระบะกระหน่ำยิงหนุ่มใหญ่ เสียชีวิตคาที่ กลางตลาดบ้านโคกอุดม คาดขัดแย้งพนันบอล ร.ต.ท.สุระไชย คำพลงาม พนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เข้าตรวจสอบเหตุผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่ ตลาดบ้านโคกอุดม ต.หนองกี่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ทราบชื่อ นายประยงค์ พาแก้ว อายุ 47 ปี นอนเสียชีวิตบนฟุตบาทบริเวณหน้าร้าน Anek Sport เลขที่ 379/704 ในสภาพนอนตะแคง ตามร่างกายมีรอยกระสุนถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าตามร่างกายหลายนัด ใกล้กันยังพบกระเป๋าสตางค์และเงินตกอยู่ จำนวน 16,511 บาท ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกกระจัดกระจายอยู่ในที่เกิดเหตุ จำนวน 7 ปลอก และหัวกระสุน 3 หัว หลังจากชันสูตรพลิกศพผู้ตายยังพบเงินสดอยู่ในกระกระกางเกงอีกจำนวน 22,505 บาท รวมทั้งหมด 39,016 บาท ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมด คาดว่าน่าจะนำมาจ่ายให้กับลูกค้าพนันฟุตบอล จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายจึงมานั่งดื่มเบียร์ต่อที่ ร้าน Anek Sport จากนั้น มีรถยนต์กระ มิซูบิชิ ไทตัน สีขาวป้ายแดง วิ่งมาถึงคนร้ายที่ยังไม่ทราบจำนวนได้ใช้อาวุธปืนพกขนาด 9 มม. กระหน่ำยิง นายประยงค์ จนเสียชีวิต จากนั้นคนร้ายได้ขับรถหลบหนีไปทางนิคมอุตสาหกรรมบ้านโคกอุดม ส่วนสาเหตุที่ นายประยงค์ ถูกยิงเสียชีวิตนั้น คาดว่าน่าจะพัวพันการพนันฟุตบอล แต่ยังไม่ตัดประเด็นชู้สาวทิ้งแต่อย่างใด

แผนโครงสร้างพื้นฐานที่ คสช. อนุมัติพร้อมลุยมีอะไรบ้าง
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ /  คมนาคม / 

คสช. เห็นชอบยุทธศาสตร์ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปีงบประมาณ 58-65 รวม 4 ด้าน 5 แผนงาน เริ่มก่อสร้างปี 59 นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์  ปลัดกระทรวงคมนาคม เผยหลังเข้าร่วมประชุมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า คสช. ได้เห็นชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พร้อมให้จัดสรรแหล่งที่มาของเงินลงทุนในระยะยาวเร่งด่วนภายใน 30 วันโดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเเละกระทรวงคมนาคม นำโดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.รองหัวหน้า คสช. และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธานในการพิจารณารายละเอียดทั้งหมด โดยยุทธศาสตร์ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปีงบประมาณ 58-65 รวม 4ด้าน 5แผนงาน มีดังนี้ ยุทธศาสตร์4 ด้าน มี 1.การสร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม 2.การสร้างมาตรฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3.การสร้างโอกาสสำหรับการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน 4.เสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง 5 แผนงาน มีดังนี้ แผนงานที่ 1. การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง  ขยายรถไฟทางคู่เดิม 6 เส้นทาง วงเงิน 127,472 ล้านบาท และรถไฟทางคู่แบบขนาดทางมาตรฐาน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (ไฮสปีดเทรนเดิม) 2 เส้นทาง วงเงิน 741,460 ล้านบาท  และโครงข่ายถนนสายหลักเชื่อมเมืองหลัก กทม.และปริมณฑล ซึ่งรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน หรือรางขนาด 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม. ที่ประชุมเห็นชอบที่ 2 เส้นทางคือ สายหนองคาย-โคราช-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด ระยะทาง 737 กม. วงเงิน 392,570 ล้านบาท และสายเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ระยะทาง 655 กม. วงเงิน 348,890 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 2558-2564 จะใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ใช้ความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม.และขนสินค้า ใช้ความเร็ว 120 กม.ต่อ ชม. ตามแผนจะเชื่อมต่อกับประเทศจีนตอนใต้ ขั้นตอนในช่วงแรกจะมีการว่าจ้างศึกษาเพื่อปรับแบบและกำหนดแผนการก่อสร้างจากเดิมที่มีการศึกษาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง   ทำให้ค่าก่อสร้างจากเดิม กม.ละ 500-600 ล้านบาท เหลือเพียง 350-400 ล้านบาท ทำไมรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน หรือรางขนาด 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม.  “ทางคู่แบบมาตรฐาน ก็คือรถไฟความเร็วสูงที่เราเข้าใจ เพียงแต่ปรับลดขนาดความเร็วจากเดิมมากกว่า 200 กม.ต่อชม. เหลือเพียง160 กม.ต่อชม. จึงไม่เรียกว่ารถไฟความเร็วสูง โดยในอนาคตจะเพิ่มความเร็วเปลี่ยนไปเป็นรถไฟความเร็วสูงได้จริง เพราะระบบรางรองรับได้ จึงถือว่าเป็นการลงทุน เพื่อลดภาระการลงทุนในอนาคต”  โครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน6 เส้นทาง887 กม .วงเงิน 127,472 ล้านบาท โครงการเร่งด่วน  ประกอบด้วย 1. ชุมทางจิระ-ขอนแก่น185กม.วงเงิน 16,007 ล้านบาท 2. ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร167 กม. วงเงิน 17,293 ล้านบาท 3. นครปฐม-หัวหิน165 กม.วงเงิน 20,038 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการช่วงปี 58-61ส่วน 4.มาบกะเบา-นครราชสีมา132 กม. วงเงิน29,855 ล้านบาท 5.ลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม. วงเงิน 24,842 ล้านบาท 6.หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กม. วงเงิน 9,437 ล้านบาท ดำเนินการ ปี 59-63 ยังไม่รวมสายฉะเชิงเทรา –คลอง 19-แก่งคอยอยู่ในขั้นตอนเตรียมเปิดประกวดราคา รอให้คณะกรรมการคตร.ตรวจสอบรายละเอียดโครงการหากสามารถขยายทางคู่ได้ตามแผน จะทำให้ขบวนรถไฟที่ให้บริการวันละ 288 เที่ยวต่อวันเพิ่มเป็น 800 เที่ยวต่อวัน จัดหาหัวรถจักรขบวนรถใหม่ และปรับเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณ ไปใช้ระบบอัตโนมัติ กว่า 106 หัวจักร แผนงานที่ 2. การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขยายโครงการลดค่าครองชีพ รถเมล์ฟรี  รถไฟฟรี  ไปอีก6เดือนไปจนถึงเดือน ม.ค. 58 เเละ เพิ่ม รถเมล์ NGV 3,183 คัน แผนดำเนินการรถไฟฟ้า ปี 57– 58 จะเร่งรัดประกวดราคา  - สายสีเขียวช่วงสะพานใหม่-คูคต 7 กม.และหมอชิต-สะพานใหม่ 11.4 กม.  - สายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี20 กม. อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นโครงการ86.4 กม.ในความรับผิดชอบของ รฟม.  - สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 36 กม.  เตรียมขออนุมัติโครงการ  - สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-พัฒนาการ 30.4 กม.  เตรียมขออนุมัติโครงการ  ส่วนอีก 3 เส้นทางในความรับผิดชอบของ ร.ฟ.ท.คือ 1. บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน 25.5 กม. 2. ส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์พญาไท–ดอนเมือง21.8กม. ร.ฟ.ท.พร้อมประกวดราคาและ 3. ส่วนต่อขยายสายสีแดงช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10.3 กม. เตรียมเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม โครงการรถไฟฟ้า10เส้นทาง จะเร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 4 เส้นทาง8 9กม. โครงการเร่งด่วน คือ - สายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ23 กม.จะสร้างเสร็จปี 58 - สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ-บางแค27 กม. สร้างเสร็จปี 60 - สายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 12.8 กม. สร้างเสร็จปี 60 - สายสีแดงบางซื่อ-รังสิต26 กม.จะพิจารณาปรับแบบคาดจะสร้างเสร็จปี 60 แผนงานที่ 3. การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน  เน้นเชื่อมโยงโครงข่ายประตูการค้าระหว่างประเทศ การค้าชายแดน และระบบถนนที่เชื่อมโยงประตูการค้าของประเทศ เชื่อมโยงเมืองหลัก เชื่อมโยง กทม.และปริมณฑล ซึ่งจะพัฒนาทางหลวง 4 ช่องจราจรได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 4 กระบี่-อ.ห้วยยอด ทางหลวงหมายเลข 12 กาฬสินธุ์-อ.สมเด็จ ตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย ทางหลวงหมายเลข 314 อ.บางปะกง-อ.ฉะเชิงเทราตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 3138อ.บ้านบึง-อ.บ้านค่ายตอน 3 และบูรณะทางหลวงสายหลัก ที่เชื่อมระหว่างภาคทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา-มาบตาพุด ทางหลวงที่สนับสนุนการเกษตรและการท่องเที่ยวรวมทั้งพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าอีกด้วย แผนงานที่ 4. การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ พัฒนาท่าเรือชายฝั่ง ให้สามารถเชื่อมต่อไปสู่ ศูนย์ขนส่งสินค้าทางรถไฟ ถนนเชื่อมกับท่าเรือเเละท่าอากาศยานต่างๆได้ - ศึกษาเเละทบทวนท่าเรื่อน้ำลึก ปากบารา จ.สตูล - พัฒนาท่าเรื่องเเหลมฉบัง เฟส3 ต่อไป แผนงานที่ 5. การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ - พัฒนาการบริการเเละการขนส่งทางอากาศของ สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส2 - พัฒนาการขนส่งทางอากาศของสนามบินภูมิภาค ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เบตง เเละ เเม่สอด  MThai News

อย.เผาทำลายยาเสพติดกว่า3ตันค่ากว่า8,800ล้านบาท
อย.เผายาเสพติด /  เผาทำลายยาเสพติด

อย. เผาทำลายยาเสพติด กว่า 3 ตัน มูลค่ากว่า 8,800 ล้านบาท จ่อ เผาเพิ่มปลายปีอีก 1 ตัน ขานรับนโยบาย คสช. พล.ท.ฉัตร เฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก รองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ครั้งที่ 43 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เพื่อร่วมต่อต้านยาเสพติดในวันต่อต้านยาเสพติดสากล สำหรับของกลางที่จะเผาทำลายในวันนี้ มีน้ำหนักรวมกว่า 3,000 กิโลกรัม ซึ่งยาบ้ามีจำนวนมากที่สุดถึง 27 กิโลกรัม รวมมูลค่ายาเสพติดของกลางทั้งหมดกว่า 8,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นยาเสพติดที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โดย ภก.ชาญชัย เอื้อชัยกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด คณะกรรมการ อย. ระบุว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีความห่วงใยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของยาเสพติด และเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกวาดล้างจับกุม และอยากให้มีการเผาทำลายยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น จากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2-3ครั้ง ซึ่งทาง อย. ก็จะขานรับนโยบาย โดยนำข้อมูลหารือกับผู้บริหาร และคาดว่า ปลายปีนี้จะสามารถเผาทำลายยาเสพติก ได้อีกประมาณ 1 ตัน นาย ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวรายงานต่อ พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษ ของกลางครั้งที่ 43 ที่บริเวณศูนย์บริหารสาธารนูปโภคและสิ่งแวดล้อม นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งยาเสพติดของกลางที่เผาทำลายรวมประกอบน้ำหนัก 3,094 กิโลกรัม จาก 2,911 คดี รวมมูลค่า 8,867 ล้านบาท ประกอบด้วยยาบ้า 2,504 กิโลกรัม หรือ 27 ล้านเม็ด ยาไอซ์ น้ำหนัก 243 กิโลกรัม เฮโรฮีน น้ำหนัก 21 กิโลกรัม ยาอี น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ฝิ่น น้ำหนัก 74 กิโลกรัม และอื่น ๆ ซึ่งทำพิธีเผาทำลายยาเสพติดในเวลา 11.00 น. ของวันนี้