นิคมอุตสาหกรรม 304

รู้หรือไม่!! ถนนเมืองไทย แดนอันตราย ตายเป็นอันดับ 2 ของโลก
จักรยาน /  ตาย / 

เคยคิดหรือไม่ว่า เมื่อขับรถบนท้องถนนในประเทศไทย มีความปลอดภัยกันแค่ไหน และรู้หรือไม่ว่าถนนเมืองไทย ขึ้นชื่อว่าอันตรายยิ่งกว่าประเทศใดๆ บนโลกใบนี้ คุณต้องเสี่ยงตายกับอุบัติเหตุที่ "ไม่ไปชนเขา เขาก็มาชนเรา" อย่างที่เห็นเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ยังไม่รวมอุบัติเหตุอื่นๆ ตามท้องถิ่นชนบท ที่ไม่เป็นข่าว แต่ถึงคราวตายกันเป็นจำนวนมาก ที่กลายเป็นข่าวดัง ข่าวเด่นขึ้นมา เมื่อ นายฮวน ฟรานซิสโก นักปั่นรอบโลกชาวชิลี วัย 48 ปี ต้องมาจบชีวิต กับเส้นทางสุดท้าย บนถนนสายมรณะ ในประเทศไทย ทั้งที่เดินทางมา 5 ทวีประยะทางกว่า 250,000 กม. ตั้งแต่ปี 2010 ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 56 ก็เป็นที่ฮือฮากันทั่วโลกมาแล้ว เมื่อนักปั่นจักรยานสองสามีภรรยาชาวอังกฤษ มาเสียชีวิตในประเทศไทย เพราะคนขับรถมัวก้มเก็บหมวกขณะขับรถ เป็นเหตุให้พุ่งชนจักรยานดังกล่าว บนถนนสาย 304 กบินทร์บุรี - พนมสารคาม แน่นอน เรื่องนี้กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศเต็มๆ รัฐบาลสหรัฐฯ ถึงกับเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทย เพราะการเดินทางบนถนนสุดอันตราย อาจไม่ได้กลับประเทศ เหล่านี้เป็นเพราะความมักง่ายของคนที่ใช้รถใช้ถนน ไม่มีวินัยในการขับขี่ และขาดจิตสำนึกที่ดีต่อเพื่อนร่วมทาง ลองมาดูกันว่า การขับขี่บนท้องถนนในประเทศไทยนั้น มีสถิติที่ไม่ธรรมดา ข้อมูลการวิจัยจาก สถาบันวิจัยความปลอดภัยในการขนส่งแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน เผยผลสำรวจที่น่าตกใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุในบ้านเรา มีอัตราการเสียชีวิต สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงนามิเบีย ที่มีสถิติห่างจากกันไม่มากมายนัก โดยจากการสำรวจนี้ระบุว่า ปัจจัย 3 ข้อ ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุคือ พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวดพอ และความปลอดภัยของถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน อัตราส่วน อุบัติเหตุ คนไทย 100,000 คน จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนถึง 44 คน ในขณะที่ทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยของผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เพียง 18 คน ต่อประชากร 100,000 คน โดยประเทศที่มีอุบัติเหตุทางถนนน้อยที่สุดได้แก่ประเทศ มัลดีฟท์ ในเว็บไซต์ กรมการขนส่ง เผยข้อมูล ประเทศไทยมีอัตราการตาย ที่เกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยวันละ 25 คน หรือมีการตายเฉลี่ย ชั่วโมงละ 1 คน ในแต่ละปีนั้น มีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนนถึง 230,000 ล้านบาทต่อปี และถูกจัดเป็นประเทศที่มีอัตราการตายที่เกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับ 6 ของโลก จากสถิติทั้งหมด 200 ประเทศ ล่าสุด ข้อมูลของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ถึงกับจัดเป็นประเทศไทย เป็นประเทศที่แย่ที่สุดในโลกในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 1.1 หมื่นคน ส่วนใหญ่ ผู้ตายทั้งหมดบนท้องถนนนั้น 70 % เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และไม่สวมหมวกนิรภัย เห็นแบบนี้แล้ว การใช้รถใช้ถนนในประเทศไทย นั้นค่อนข้างเสี่ยง (มาก) ต่อชีวิต ใครจะรู้ว่า วันหนึ่งรถกระบะจะขับตัดหน้าแบบกะทันหัน รถสิบล้ออาจจะฝ่าไฟแดงมาโดยไม่รู้ตัว หรือ มอเตอร์ไซค์ขับย้อนศรมาชน กลายเป็นคนขับรถชนตายไปแบบไม่ทันตั้งตัว ตราบใดที่คนเรายังไร้วินัยการขับขี่ และยังไม่มีมาตรการที่เข้มงวด กรณีแบบนี้ก็มีให้เห็นแทบทุบวัน ทางที่ดีคือการป้องกันตัวเอง ลดความเสี่ยงด้วยการ หมั่นตรวจสอบสภาพรถ คาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกกันน็อค ปฏิบัติตามกฎวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด หากทุกๆคนช่วยกันปฏิบัติตาม อย่างน้อย อุบัติเหตุย่อมลงลงได้ หากไม่ประมาท เพชรพิริยะ MThai News

คมนาคมผุดแนวคิด ก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์พาร์ค
กระทรวงคมนาคม /  ข่าวคมนาคม / 

กระทรวงคมนาคม เล็งแนวคิดก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์พาร์ค คาดพิจารณาร่างผลการศึกษาได้ในปลายปีนี้ ก่อนนำเสนอ ครม. นายวรเดช หาญประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคมด้านอำนวยการ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดในการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์พาร์ค ดังนั้นจึงได้มอบหมายทางกรมการบินพลเรือนว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นพื้นที่ในการผลิตและส่งออกสินค้า ซึ่งจะเป็นพื้นที่ฟรีโซน เนื่องจากพื้นที่เดิมอาจติดปัญหาเรื่องสัมปทานทำให้การพัฒนาอาจเป็นไปได้อย่างยากลำบาก และประกอบกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นบริษัทฯ กระทรวงคมนาคมจึงไม่สามารถเข้าไปยุ่งกับระบบบริหารได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลการศึกษาการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์พาร์คจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาได้ในช่วงเดือนธันวาคม 2557 และหากไม่มีส่วนใดต้องแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาในด้านกฎหมาย ก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ส่วนปัญหาด้านอื่นของของทางอากาศ ในเรื่องความไม่เข้าใจในการบริหารธุรกิจทางอากาศของผู้บริหาร ทอท. การตั้งเป้าหมาย แต่ไม่มีระบบการจัดการที่ดี และขาดกลไกในการติดตามและประเมินผล อีกทั้งไม่มีผู้รับผิดชอบในแต่ละโครงการเมื่อเกิดปัญหา ซึ่งในวันนี้ ทางผู้บริหารของ ทอท. ก็ได้รับทราบเรื่องและจะนำไปแก้ไขต่อไป MThai News

สาวชลบุรีร้องถูกพี่ชายข่มขืนท้อง7เดือน
ข่มขืน /  ข่าวล่าสุด / 

สาวชลบุรี วัย 32 ถูกพี่ชายแท้ ๆ ข่มขืนจนท้อง 7 เดือน แม่โร่เข้าแจ้งความหวั่นถูกทำร้าย ที่สถานีตำรวจภูธรพานทอง จ.ชลบุรี นางสมหวัง เดินทางมาพร้อม น.ส.โอ๋ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ตั้งครรภ์ 7 เดือนครึ่ง เข้ามาแจ้งความต่อ พ.ต.ท.กฤษณะ วจะสุวรรณ สารวัตรเวร สภ.พานทอง ให้ติดตามจับกุมลูกชายคนโตซึ่งเป็นพี่ชายแท้ ๆ และอีกคนคือสะใภ้ ที่ร่วมกันข่มขืน น.ส.โอ๋ น้องสาว คือ นายบุญส่ง  อายุ 46 ปี และ นางตะวัน เมื่อประมาณกว่า 7 เดือนที่ผ่านมา โดย นางบุญส่ง ผู้เป็นมารดา กล่าวว่า ตนมีอาชีพขายผักผลไม้แผงอยู่หน้าวัดหนองตำลึง มีบุตรชายสาวรวม 5 คน มี นายบุญส่ง คนก่อเหตุเป็นคนโต ทำงานเป็น รปภ. ของโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร อ.พานทอง จ.ชลบุรี และ น.ส.โอ๋ เป็นคนที่ 5 ได้ถูกพี่ชายแท้ ๆ ข่มขืน โดยมีสะใภ้เป็นผู้สมคบคิด ตำรวจจึงให้ น.ส.โอ๋ ไปตรวจร่างกายเพื่อดำเนินคดี โดยจะเรียก นายบุญส่ง และ นางตะวัน มาสอบสวน หากพบผิดจริง จะดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันข่มขืนผู้อื่นต่อไป

สลิงลิฟท์ขนของขาด ทำเหล็กทับคนงานดับ1เจ็บ1
ลวดสลิง /  ลิฟท์ / 

เกิดเหตุสลิงที่ใช้ขนย้ายของภายในอาคารก่อสร้างโรงแรมแห่งหนึ่งย่านเพลินจิตขาด ทำให้แท่งเหล็กพาเลทหล่นทับพนักงานขับรถส่งของเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 1 คน รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาได้เกิดเหตุสยองสายสลิงลิฟท์ขนของตึกก่อสร้างโรงแรมแห่งหนึ่งย่านเพลินจิตจาด ส่งผลทำแท่งเหล็กหล่นทับคนงานเสียชีวิต1 และบาดเจ็บ 1 คน ทราบชื่อผู้ตาย และผู้บาดเจ็บต่อมาคือนายหนูแดง รัตนธรรม อายุ 53 ปี และนายวุฒิเดช สมหา อายุ 35 ปี ซึ่งทั้ง 2 เป็นพนักงานขับรถส่งของบริษัทเอเอ็มที ฮอนเนท ทั้งนี้จากการนายยุทธยา โซ่เมืองแซะ อายุ 36 ปี เพื่อนร่วมงานที่มาด้วยกันระบุว่า ก่อนเกิดเหตุได้นำกระจกจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครมาส่งที่อาคารก่อสร้างดังกล่าว ขณะที่ตนผู้ตาย และเพื่อนอีกคนกำลังรอคิวเพื่อนำกระจกลงไปส่ง ได้ยินเสียงของหล่นดังโครมจึงวิ่งหลบ แต่ผู้ตายหลบไม่พ้นถูกพาเลทล็อกกระจกหล่นทับเสียชีวิตทันที ส่วนเพื่อนอีกคนได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าสลิงของลิฟต์ขาด เป็นเหตุให้พาเลทเหล็กที่อยู่บนลิฟต์หล่นลงมาใส่คนที่อยู่ด้านล่าง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว MThai news

อย.ขึ้นทะเบียน 'ยายุติการตั้งครรภ์' ผลักดันสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ
การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร /  ตั้งครรภ์ / 

รมว.สธ.เผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ล่าสุด อย.ได้ขึ้นทะเบียน ยายุติการตั้งครรภ์ ที่องค์การอนามัยโลกรับรอง 2 ชนิด เป็นยาใหม่ที่ต้องควบคุมการใช้ 2 ปี พร้อมเตรียมผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อใช้ทั่วประเทศ ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาว บูรณาการงานข้ามกระทรวงหลายมาตรการ การใช้ถุงยางอนามัยทั้งชายและหญิง การคุมกำเนิดระยะยาว เผยล่าสุดปี 2556 วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15ปีคลอดวันละ9 คน อายุต่ำกว่า20 ปีคลอดวันละ 334 คนและตั้งครรภ์ซ้ำ ร้อยละ 12 วันนี้ (22 มกราคม 2558) ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2558 ว่า ในการประชุมครั้งนี้ ได้ติดตามความก้าวหน้าเรื่องแนวทางการกระจายถุงยางอนามัย การป้องกันการตั้งครรภ์วัยรุ่น การส่งเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ และติดตามความก้าวหน้าการขึ้นทะเบียน ยายุติการตั้งครรภ์ และยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จากข้อมูลของสำนักอนามัย การเจริญพันธุ์ กรมอนามัย พบอัตราคลอดของหญิงอายุ 10-14 ปี เพิ่มขึ้นจาก 1.1 ต่อประชากร 1,000 คน ในปี 2548 เป็น 1.7 ในปี 2556 และอัตราการคลอดของหญิงอายุ 15-19 ปี เพิ่มขึ้นจาก 31.1 ต่อประชากร 1,000 คน ในปี 2543 เป็น 51.2 ในปี 2556 นอกจากนี้ในปี 2556 พบจำนวนการคลอดในวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี วันละ 9 คน และ อายุต่ำกว่า 20 ปีวันละ 334 คน ซึ่งเพิ่มจากปี 2543 ที่คลอดวันละ 240 คน การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นส่งผลต่อปัญหาสาธารณสุขหลายด้าน เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเอดส์ การทำแท้ง เด็กแรกคลอด มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และพบปัญหาตั้งครรภ์ซ้ำสูงถึงร้อยละ 12 ทั้งนี้เพื่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และองค์กรเอกชน จัดทำยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นแบบบูรณาการ พ.ศ.2558 -2567 เพื่อลดปัญหาการตั้งครรภ์ให้เหลือครึ่งหนึ่ง ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การเสริมสร้างทักษะชีวิตและเพศศึกษา รอบด้านแก่วัยรุ่น 2.การเสริมสร้างบทบาททางเพศ ครอบครัวและชุมชนร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหา 3.จัดให้มีระบบบริการสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตร 4.จัดให้มีระบบช่วยเหลือดูแลและบำบัดฟื้นฟู ให้สวัสดิการทางสังคมแก่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตร 5.มีการสื่อสารและส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม ค่านิยม ทัศนคติที่เหมาะสม และ 6.จัดกลไกเชื่อมประสาน ขับเคลื่อนนโยบาย กำกับ ติดตาม เฝ้าระวัง ประเมินผล ระดับประเทศและพื้นที่ ซึ่งหากเสร็จสมบูรณ์จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริม การพัฒนาเด็กและเยาวชน (กดยช.)เพื่อพิจารณาและเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป พร้อมกันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับ สปสช. จัดทำโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำในแม่วัยรุ่น โดยจัดทำยุทธศาสตร์ถุงยางอนามัยแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและใช้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม เนื่องจากในปี 2556 พบการตั้งครรภ์ซ้ำในหญิงอายุ 10 -19 ปี จำนวน 15,295 คน คิดเป็นร้อยละ 12.1 จากจำนวนการคลอด ทั้งหมดของหญิงอายุดังกล่าว โดยได้มีการสนับสนุนค่าบริการคุมกำเนิดกึ่งถาวรกรณีใส่ห่วงอนามัย 800 บาท ต่อรายและฝังยาคุมกำเนิด 2,500 บาทต่อราย นอกจากนี้ยังได้มีการเตรียมแจกถุงยางอนามัย 53.7 ล้านชิ้น และถุงยางอนามัยสำหรับสตรีจำนวน 1 แสนล้านชิ้น เพื่อการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ โดยจะแจกให้ในกลุ่มวัยรุ่นทั่วประเทศทั้งหมด 37 ล้านชิ้น สำหรับความก้าวหน้าการขึ้นทะเบียน ยายุติการตั้งครรภ์ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้อนุมัติให้ใช้ ยายุติการตั้งครรภ์ ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ 2 ชนิด ได้แก่ ยามิฟิพริสโตน และยาไมโซโพรสตอล และมีใช้ในต่างประเทศแล้ว ใช้ได้ผลมากกว่าร้อยละ 95 ซึ่งในประเทศไทยได้ทำการศึกษา พบว่า สามารถให้ประสิทธิภาพ ยุติการตั้งครรภ์ได้มากกว่าร้อยละ 95 และได้ผลักดันการขึ้นทะเบียนยาโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ขึ้นทะเบียนเป็นยาใหม่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยมอบให้ สปสช.และกรมอนามัย เป็นผู้บริหารและควบคุมกำกับการใช้ยา เพื่อติดตามความปลอดภัยของยาใหม่ 2 ปี พร้อมเตรียมบรรจุเข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติและใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพต่อไป นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในการใช้ยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ ที่ผ่านมามีการใช้อย่างผิดๆ และการสั่งซื้อยาทางอินเตอร์เน็ตก่อให้เกิดอันตราย ในการขึ้นทะเบียน ยายุติการตั้งครรภ์ 2 ชนิดนี้ จะเป็นทางเลือกในการใช้ ยายุติการตั้งครรภ์ ที่ปลอดภัย แต่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเป็นไปตามข้อบังคับของแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ตามมาตรา 304 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2548 ได้แก่ หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา หญิงที่ตั้งครรภ์อายุต่ำกว่า 15 ปีและอายุครรภ์ต่ำกว่า 9 สัปดาห์ หญิงตั้งครรภ์เพราะถูกทำอนาจาร สนองความใคร่ โดยใช้อุบายล่อลวง บังคับ ข่มขู่ หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเครียดเนื่องจากพบว่าทารกในครรภ์พิการรุนแรงหรือเสี่ยงที่จะเป็นโรคพันธุกรรมรุนแรง โดยสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ด้านเวชพันธุศาสตร์ได้ตรวจรับรอง หญิงตั้งครรภ์ที่มีปัญหาสุขภาพ หากปล่อยให้มีการตั้งครรภ์หรือคลอดอาจเป็นอันตรายต่อหญิงผู้นั้นได้ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและมีแพทย์ที่ไม่ได้เป็นผู้ยุติการตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 คน รับรองตามขั้นตอนและเงื่อนไข ทั้งนี้จะมีการให้ความรู้ ความเข้าใจเพื่อให้วัยรุ่นที่มีปัญหาสามารถมาใช้บริการด้วย ยาดังกล่าวยังไม่มีขายในร้านขายยา หากมีขายจัดว่า เป็นยาเถื่อน ขณะนี้กรมอนามัยได้เตรียมความพร้อมแพทย์ในโรงพยาบาล 110 แห่ง ไว้แล้ว อย่างไรก็ตามการใช้ ยายุติการตั้งครรภ์ เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันคือ การป้องกัน โดยการคุมกำเนิดระยะยาวด้วยการใส่ห่วงอนามัยหรือการฝังยาคุมกำเนิดในกลุ่มสตรีวัยรุ่นที่ยังไม่เคยตั้งครรภ์ หากวัยรุ่นมีปัญหาสามารถปรึกษาได้ที่คลินิกวัยรุ่นใกล้บ้านในโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ

 กนอ.อนุมัตินิคม 6 แห่ง ขยายพื้นที่รับเออีซี
กนอ. /  กนอ.อนุมัตินิคม 6 แห่ง / 

บอร์ด กนอ.อนุมัตินิคมอุตสาหกรรม 6 แห่ง ขยายพื้นที่เพิ่มรวม 4,022 ไร่ เงินลงทุน 6,751 ล้านบาท รองรับการขยายตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558  นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กนอ.เห็นชอบขยายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 6 แห่ง รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4,022 ไร่ งบประมาณทั้งสิ้น 6,751 ล้านบาท ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก โดยไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 โดยนิคมทั้ง 6 แห่ง เป็นนิคมร่วมดำเนินงานระหว่าง กนอ.กับผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอกชน ประกอบด้วย 1.นิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ จังหวัดระยอง โดยบริษัท อมตะซิตี้ จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ได้ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 2,524 ไร่ จากพื้นที่เดิมที่ได้มีการพัฒนาพื้นที่แล้ว 11,483 ไร่ ขายพื้นที่ไปแล้ว 8,171 ไร่ และยังมีพื้นที่ขายคงเหลือ 874 ไร่ โดยจะใช้วงเงินลงทุนประมาณ 4,842 ล้านบาท คาดว่าจะพัฒนาเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี 2.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 2 จังหวัดชลบุรี บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่ประมาณ 631 ไร่ จากพื้นที่โครงการเดิมที่มีอยู่ประมาณ 3,160 ไร่ ใช้วงเงินลงทุนประมาณ 822.92 ล้านบาท 3.นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) จังหวัดระยอง บริษัท อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท (ระยอง) จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 704 ไร่ จากโครงการเดิมที่มีพื้นที่พัฒนา 9,034 ไร่ และได้ขายหมดแล้ว จึงต้องขอขยายพื้นที่เพิ่มเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และประกอบรถยนต์ โดยใช้วงเงินลงทุน ประมาณ 762 ล้านบาท 4.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง บริษัท ระยอง 2012 จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 49 ไร่ จากพื้นที่โครงการเดิมที่มีอยู่ 1,232 ไร่ โดยวงเงินลงทุนประมาณ 55 ล้านบาท 5.นิคมอุตสาหกรรมสินสาคร จังหวัดสมุทรสาคร บริษัท ซี.เอ.เอส.แอสเซท จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่ 83 ไร่ ปัจจุบันนิคมดังกล่าวมีการพัฒนาพื้นที่แล้ว 1,561 ไร่ พื้นที่ขายแล้ว 1,090 ไร่ คงเหลือพื้นที่ขายประมาณ 99 ไร่ โดยการขยายพื้นที่ในครั้งนี้มีวงเงินลงทุนประมาณ 270 ล้านบาท 6.นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จังหวัดระยอง บริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ได้ขออนุญาตจาก กนอ.ในการจัดรูปแปลงที่ดินให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ จำนวน 31 ไร่ ซึ่งยังคงจำนวนพื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่สีเขียวจำนวนเท่าเดิม รวมเป็นพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 3,198 ไร่ MThai News

คมนาคม ดีเดย์ปีหน้า ดันสร้างมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง
กระทรวงคมนาคม /  ข่าววันนี้ / 

กระทรวงคมนาคม เตรียมผลักดันแผนก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมเปิดประกวดราคาสร้างรถไฟฟ้า 7 สายในปีหน้า นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม มีแผนเดินหน้าก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ในปี 2558 คือ มอเตอร์เวย์ สายบางปะอินสระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร อยู่ระหว่างรอ กรมทางหลวง เสนอแผนมาให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา และหลังจากออกแบบ และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ แล้วจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาเพื่อก่อสร้างในปี 2558 นอกจากนี้ ยังมีมอเตอร์เวย์ สายพัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร ที่จะก่อสร้างในปี 2558 เช่นกัน โดยที่ผ่านมาได้รับงบประมาณในการเวนคืนที่ดินแล้ว ส่วนงบประมาณการก่อสร้าง จะใช้เงินของกองทุนมอเตอร์เวย์ ในการลงทุน ขณะที่มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตรจะออกแบบแล้วเสร็จในต้นปี 2558 และนอกจากมอเตอร์เวย์ 3 สาย ที่กรมทางหลวงจะก่อสร้างในปีหน้าแล้ว ยังมีโครงการสำคัญในการขยายถนนให้เป็น 4 ช่องจราจร เช่น ทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-อำเภอปักธงชัย ที่ปัจจุบันมีปัญหาคอขวดและยังเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงต้องเร่งดำเนินการให้เดินทางสะดวกขึ้น ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ งานก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ในปี 2558 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในต้นปี 2559 แต่ในระหว่างที่ทดสอบอาจเปิดให้ประชาชนทั่วไปทดลองใช้บริการได้ด้วย ขณะที่ โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ ที่จะเปิดประกวดราคาได้ในปี 2558 มี 6 ถึง 7 โครงการ คือ ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ช่วงพญาไท-ดอนเมือง ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง ส่วนต่อขยายที่เป็นรถไฟดีเซล ช่วงบางซื่อหัวหมาก และส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่อยู่ระหว่างการประกวดราคา รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าวสำโรง และสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ “มอร์เตอร์เวย์” ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai News

คลิปพายุงวงช้าง เหนือน่านฟ้าชลบุรี
ข่าวจังหวัดชลบุรี /  ข่าวพายุงวงช้าง / 

พายุงวงช้าง ปรากฎเหนือน่านฟ้า ชลบุรี หลังเกิดพายุฝนตกหนักนานติดต่อกัน 2 ชั่วโมง เมื่อช่วงเช้าที่ (29 ต.ค.57) ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางช่อง 3 ได้มีการเผยแพร่คลิปนาทีระทึกขณะเกิดพายุงวงช้างเหนือท้องฟ้าเมืองชลจ.ชลบุรี โดยรายงานได้ระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคลิปได้เผยให้เห็นจังหวะนาทีก่อตัวของพายุงวงช้าง มีลักษณะเป็นท่อยาวจากฟ้าทอดลงมาบนพื้นดิน และหมุนผ่านหน้านิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ข้ามผ่านถนนสุขุมวิทตัดออกลงสู่ทะเลช่วง ต.บางทราย อ.เมืองชลบุรี เป็นเวลานานนับ 10 นาที รวมเป็นระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ทั้งนี้พายุงวงช้างเกิดขึ้นภายหลังเกิดฝนตกติดต่อกันประมาณ 2 ชั่วโมง ทำให้ท้องฟ้าบริเวณใกล้ถนนสุขุมวิท ต.คลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี มืดครึ้มดำทะมึน และเกิดพายุหมุน ก่อนจะพาดผ่านบริเวณนิคมอุตสาหกรรรมอมตะนครดังกล่าว MThai news

กนอ.ยันนิคมฯภาคใต้ไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม
กนอ. /  นิคมอุตสาหกรรม / 

กนอ. ยันนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม พร้อมเปิดศูนย์วอร์รูมช่วยเหลือประชาชน มอบถุงยังชีพ นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่ของตำบลฉลุง ประมาณร้อยละ 60 ซึ่งเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่นิคมฯ ไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในส่วนพื้นที่การประกอบกิจการ มีเพียงบริเวณเส้นทางเข้าออกนิคมฯ มีน้ำท่วม ระดับประมาณ 30 ซม. รถยนต์สามารถสัญจรเข้า-ออกได้ สำหรับพื้นที่ชุมชนโดยรอบนิคมฯ ได้รับผลกระทบ จำนวนประมาณ 2,200 ครัวเรือน ซึ่งล่าสุดได้ให้เจ้าหน้าที่ กนอ. ประจำพื้นที่เข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบนิคมที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเร่งดำเนินการเปิดวอร์รูม (warroom) เพื่อประสานงานให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการในนิคมฯ และชุมชน และจัดเตรียมถุงยังชีพเพื่อให้การช่วยเหลือ พร้อมประสานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ในการจัดตั้งศูนย์พักพิง เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ กนอ. ได้กำชับไปยังนิคมฯ ภาคใต้ดำเนินการตามแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรณีเกิดอุทกภัย และได้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแผนดำเนินการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมภายในนิคมฯ เบื้องต้น ได้ดำเนินการรื้อแนวคันดิน เพื่อเปิดช่องทางระบายน้ำให้เกิดความคล่องตัวไหลผ่านออกสู่พื้นที่เฟสที่ 3 ของนิคมฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เปล่าอยู่ระหว่างการพัฒนา จะไหลผ่านออกสู่คลองวาดต่อไป พร้อมกำชับให้นิคมฯ ภาคใต้ ทำแผนสรุปแนวทางการเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อม จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดเฝ้าระวังระดับน้ำโดยรอบพื้นที่ ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนป้องกันอุทกภัย

จยย.เสียหลัก ถูก18ล้อตามหลัง เหยียบแฟนสาวตายคาที่
7วันอันตราย /  ปีใหม่ / 

สองหนุ่มสาวขี่จักรยานยนต์กลับจากเยี่ยมบ้าน ที่บุรีรัมย์ขับรถชนขอบฟุตปาธข้างสะพานจนเสียหลัก ถูก 18 ล้อที่ตามหลังชนซ้ำ ทำให้แฟนสาวที่นั่งซ้อนท้ายเสียชีวิต ร.ต.ท. บุญสาน นิติสุภัคดี พนักงานสอบสวน สภ.สระบัว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งรถจักรยานยนต์ถูกรถพ่วง 18 ล้อชนกลางสะพานบ้านหนองคล้า รอยต่อ อ.ศรีมหาโพธิ กับ อ.กบินทร์บุรี ถนนสาย 304 หมู่1 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปสอบสวนในที่เกิดเหตุพบรถพ่วง 18 ล้อ สีขาวหมายเลขทะเบียน 79-8578 กทม. ตัวพ่วง 79-5699 กทม. ของบริษัท อีอีซี จำกัด มี นายสุรชัย หลุบเลา อายุ 47 ปี เป็นคนขับ ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า MSX ป้ายแดง ล้มพังเสียหายอยู่ ใกล้กัน พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิงทราบชื่อ นางสาวนุดจรินทร์ ขันทางรัมย์ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 207 หมู่ 19 ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ สภาพตามร่างกายแหลก แขนขาหัก กระโหลกศีรษะแตก นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกคนเป็นชาย ทราบชื่อ นายไกรสิทธิ์ แสงจันทร์ อายุ 23 ปี กู้ภัยนำส่ง ร.พ.กบินทร์บุรี ก่อนหน้าแล้ว จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้ เดินทางไปเยี่ยมบ้านในช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่โดยใช้รถ จักรยานยนต์คันเกิดเหตุ มี นายเฉลิม เป็นคนขับจนกระทั่งวันนี้ทั้งสองคนได้เดินทางจากบ้านเพื่อกลับไปทำงานที่ จ.สมุทรปราการ ขณะที่นายเฉลิมขี่จักรยานยนต์มาตามเส้นทางคาดว่าอาจไม่ชินทางประกอบกับเป็น เวลามืดค่ำให้ทำให้รถจักรยานยนต์ชนกับฟุตปาธข้างสะพานจนเสียหลักล้มลง ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ นายสุรชัย ขับรถพ่วงตามหลังเพื่อไปรับสินค้าที่ท่าเรือหยุดไม่ทันจึงชนซ้ำ ทำให้นางสาวนุตจรินทร์เสียชีวิตในสภาพร่างกายแหลกเหลว ส่วนนายเฉลิม คนขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์รักษาเป็นการด่วน หลังตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วจะได้นำตัวนายสุรชัย คนขับรถพ่วง ไปสอบปากคำที่ สภ.กบินทร์บุรี อีกครั้งขณะเดียวกันได้เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งวีออส เสียหลักพลิกคว่ำชนเสาไฟฟ้ากลางถนน คนขับได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เหตุเกิดที่บริเวณ ใกล้ศูนย์บริการนิสสันกบินทร์บุรี

เกรทเซ็นทรัล (อินเตอร์เนชั่นแนล) จำกัด

ผู้ผลิตและจำหน่ายสเตนเลส ผลิตภัณฑ์สเตนเลส ท่อกลมสเตนเลส / ท่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า,กล่องไม้ขีด / ท่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส / ท่อเกลียว (Great One) ,หมาน-หมาน , เกรท ดี , G7 แผ่นสเตนเลส เกรด 304 BA, 304 2B, 430 BA ความหนา 0.4 mm.-3.0 mm. แผ่นสเตนเลส NO.1 ความหนา 3.0 mm.-12 mm. แบนสเตนเลส ฉากสเตนเลส เพลาสเตนเลส ข้องอสเตนเลส ตัวยู ท่อน้ำ NB เกรด 304,316

สวีทกับคนรัก ต้องไปเดอะ เวโรน่า ทับลาน ปราจีนบุรี
คอมมูนิตี้ มอลล์ /  ภาคตะวันออก / 

หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการขนานนามให้เป็น ประตูสู่วังน้ำเขียว แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้น เดอะ เวโรน่า ทับลาน (The Verona Tublan) หรือ เดอะ เวโรน่า @ ทับลาน (The Verona @ Tublan) ดินแดนแห่งความรักท่ามกลางขุนเขา ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์อิตาเลียน โดย เดอะ เวโรน่า ทับลาน ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เมืองเวโรน่า (Verona) เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในแคว้นเวเนโต้ (Veneto) 1 ใน 20 แคว้นของประเทศอิตาลี (Italy) เหมาะอย่างยิ่งในการไปเที่ยวกับคนรัก โดยเฉพาะในช่วงวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ สวีทกับคนรัก ต้องไปเดอะ เวโรน่า ทับลาน ปราจีนบุรี ภาพจาก weekendhobby.com เมืองเวโรน่า เป็นเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรมอันเลื่องชื่อของโลก และได้ประกาศจากองค์การสหประชาชาติให้เป็นเป็นมรดกโลกแห่งวัฒนธรรม เมืองเวโรน่า ถูกสร้างโดยโรมันและเหตุการณ์ต่างๆ ในบทละครเรื่องโรมิโอกับจูเลียตของเช็กเสปียร์ ล้วนเกิดขึ้นในเมืองเวโรน่า บ้านจูเลียตบนถนน Capello โรมิโอและจูเลียต นวนิยายรักอันสุดแสนโรแมนติก เป็นละครที่ประพันธ์โดย วิลเลียม เชกสเปียร์ เวโรน่า(Verona) จึงเป็นประตูสู่อิตาลี เมืองที่ใหญ่และสำคัญ จนได้รับสมญานามว่า "LITTLE ROMAN" ภาพจาก skyscrapercity.com เดอะ เวโรน่า ทับลาน คือ อีกหนึ่งแหล่งช้อป-กิน-เที่ยว ที่น่ามาเยือนแห่งหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ อยู่บนถนนสาย 304 หลักกิโลเมตรที่ 32-33 ตรงข้ามอุทยานแห่งชาติทับลาน ภายในประกอบไปด้วยร้านค้ากว่า 120 ร้าน ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายของที่ระลึก ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นนำ รวมไปถึงร้านอาการแสนอร่อยอีกเป็นจำนวนมาก สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรี ขอแนะนำต้องลองไปเยือน เดอะเวโรน่า @ ทับลาน สักครั้ง! ภาพจาก board.kobalnews.com ภาพจาก http://pantip.com/topic/32398627 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/veronaattublan หรือ /www.veronatublan.com

โสมขาวยุบหน่วย รปภ. ทางทะเล เซ่นเซวอลล่ม
เกาหลีใต้ /  เซวอล / 

ทางการเกาหลีใต้ สั่งยุบหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเล ขึ้นตรงดับเพลิง เซ่นเหตุเซวอล ล่ม เมื่อ 7 เดือนก่อน สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงาน เกาหลีใต้เดินหน้าปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยทางทะเล ครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับมาตรฐานการเตือนภัยและการช่วยเหลือทางทะเล หลังเกิดโศกนาฏกรรรมเรือข้ามฟากอับปาง เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน เสียชีวิตถึง 304 ราย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถูก ปาร์ค กึน เฮ ผู้นำประเทศตำหนิ จากการปฏิบัติงานที่ล้มเหลวไร้ความรับผิดของหน่วยงานทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศวันนี้ว่า หน่วยงานดังกล่าวจะถูกยุบลงและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสังกัดทั้งด้านค้นหาและด้านการช่วยเหลือที่มีทั้งสิ้นราว 10,000 คน จะถูกรวมเข้ากับทีมดับเพลิงภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยช่วยเหลือฉุกเฉินแทน ขณะที่การดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุบัติเหตุเรือล่ม ศาลได้ตัดสินจำคุกกัปตันเรือ เป็นเวลา 36 ปี ขณะที่ลูกเรือรายอื่นถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่ 20-30 ปี ตามลำดับความผิด

รมว.อุตสาหกรรม เข้ากระทรวงวันแรก
กระทรวงอุตสาหกรรม /  จักรมณฑ์ / 

"จักรมณฑ์" เข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก สั่งหน่วยงานเร่งออกใบ ร.ง.4 เศรษฐกิจ 5 จังหวัดใต้ รับ AEC บรรยากาศที่กระทรวงอุตสาหกรรม เช้านี้ ล่าสุด นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางมาที่กระทรวงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมได้พูดคุยทักทายกับข้าราชการและผู้บริหารในกระทรวง ก่อนที่จะนำข้าราชการและผู้บริหารเข้าสักการะพระนารายณ์ และศาลพระภูมิสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณภายในกระทรวง ก่อนที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ โดย นายจักรมณฑ์ กล่าวถึง สิ่งเร่งด่วนที่จะดำเนินการคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC การเร่งรัดโครงการนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล และนิคมอุตสาหกรรมยางที่ฉลุง จังหวัดสงขลา รวมถึงการเร่งรัดการออกใบอนุญาตต่าง ๆ โดยเฉพาะใบประกอบกิจการโรงงาน ร.ง.4 ซึ่งที่ผ่านมา คณะรักษาควาาสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้แก้ไขในบางส่วนแล้ว แต่ทั้งนี้ สนช. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎหมายใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่ควบคุมการอนุญาตต่าง ๆ ของหน่วยราชการ ดังนั้น กระทรวงต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการออกใบอนุญาตให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่จะออกมา Mthai News

อดีต ส.ส.เพื่อไทย บุกพบ
ประยุทธ์ /  ผลกระทบ / 

อดีต สส.พรรคเพื่อไทย  บุก ทำเนียบขอพบนายกรัฐมนตรี พิจารณาทบทวนปรับเปลี่ยนเส้นทางสถานีปลายทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู หลังผลกระทบประชาชนจำนวนมาก วันที่ 15 มกราคม เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานมูลนิธิคนรักเมืองมีน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์, นายไพโรจน์ อิสรเสรีพงษ์,นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์,นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กทม. ในพื้นที่ดังกล่าว ขอเข้าพบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้มีการพิจารณาทบทวนปรับเปลี่ยนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูเฉพาะสถานีที่ 29 (ตลาดมีนบุรี) เพื่อให้เลี้ยวซ้ายจากถนนรามอินทรา ไปยังถนนสุวินทวงศ์ เนื่องจากพื้นทีดังกล่าว มีพี่น้องประชาชนอยู่อาศัยหนาแน่นมากกว่าในตลาดมีนบุรีที่รถไฟฟ้าจะเข้าไปจอด การเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุวินทวงศ์ จะเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคต ปัจจุบันถนนสุวินทวงศ์ (ทางหลวงหมายเลข 304) อยู่ในระหว่างปรับปรุงให้เป็นถนน8ช่องทางเดินรถ ผ่านเขตหนองจอกไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา ถนนดังกล่าวมีถนนร่วม และซอยแยกต่างๆเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนหนาแน่นมา เช่น ถนนหทัยราษฎร์ ออกสู่ถนนสายพหลโยธิน และถนนสุขาภิบาล 5 ถนนสามวา และถนนนิมิตใหม่ออกสู่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ถนนราษฎร์อุทิศไปสู่เขตหนองจอก ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวจะมีประชาชนอาศัยหนาแน่นมากขึ้นทุกวัน พร้อมแสดงรายงานสวนดุสิตโพลล์ ได้ทำการสำรวจ จากประชาชน ในพื้นที่ดังกล่าว พบว่าร้อยละ 82.35 ต้องการให้เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู เลี้ยวซ้ายจากถนนรามอินทรา ไปยังถนนสุวินทวงศ์ เพื่อรับคนกว่า 2 แสนคนที่ อยู่บริเวณดังกล่าว อีกทั้งคณะกรรมาธิการฯ ในสภาชุดที่แล้วที่พิจารณาระบบโครงการรถไฟฟ้า ก็ได้ลงพื้นที่ศึกษาแล้วต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าสมควร จะจัดสร้างสถานีที่29 ไปยังถนนสุวินทวงศ์ และใช้เป็นสถานีซ่อมบำรุงด้วย ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาการจราจรที่ประชาชนนำรถเข้าในเมือง และจะทำให้เศรษฐกิจย่านกรุงเทพฝั่งตะวันออกดีขึ้น และในอนาคตอันใกล้จะทำให้รถไฟฟ้าสายนี้สามารถเชื่อมต่อไปยังเขตหนองจอกและจังหวัดฉะเชิงเทราได้ง่ายขึ้น ขอบคุณข้อมูลและภาพ มติชน 

สยามอินโนเวชั่น พาร์ท (บริษัท จำกัด)

งาน Engineering Plastic / RUBER / Standless 304 , 316 , 420, Flex

ไฟไหม้รง.ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นิคมบางกระดี่
ข่าวล่าสุด /  โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ / 

เกิดเหตุเพลิงไหม้ บริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นิคมบางกระดี่ เบื้องต้น เจ็บ 2 ราย ล่าสุด จนท.คุมเพลิงอยู่ในวงจำกัดได้แล้ว เมื่อเวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ของบริษัท SVI ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี ถ.ติวานนท์ เขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยจุดเกิดเหตุเป็นโกดังลายผลิตขนาด 200x300 เมตร ซึ่งขณะที่เพลิงปะทุนั้น มีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ เจ้าหน้าที่ได้ระดมรถน้ำกว่า 20 คัน เร่งสกัดเพลิงไว้ได้ในวงจำกัดแล้ว เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นคนงานหญิง จำนวน 2 คน มีอาการสำลักควัน เจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลปทุมธานีแล้ว อย่างไรก็ตาม คาดว่า เหตุดังกล่าวจะต้องใช้เวลาในการระงับเหตุอีกระยะหนึ่งด้วย ความคืบหน้า พ.ต.ท.ชัยทัศน์ ลิ้มกุล สารวัตรสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต สารวัตรเวรสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต รับแจ้งเหตุโรงงาน SVI จำกัด (มหาชน) ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี ไฟไหม้อาคารฝ่ายผลิต เลขที่ 142 หมู่ 5 ต.บางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี พร้อมประสานงานขอรถดับเพลิงเทศบาลบางกระดี และท้องที่ใกล้เคียง ส่งรถดับเพลิงมาช่วยดับไฟกว่า 20 คัน ที่เกิดเหตุพบโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไฟกำลังลุกไหม้ยังไม่สงบดี มีควันสีดำลอยขึ้นอย่างมาก มีรถดับเพลิงประมาณ 20 คัน มาช่วยดับไฟ เพื่อไม่ให้ลุกไหม้ไปยังอาคารอื่น ยังควบคุมไฟไม่ได้ ลักษณะของอาคารเป็นอาคารชั้นเดียว ด้านในเป็นคลังเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเพลิงลุกไหม้ พื้นที่ฝั่งซ้ายของอาคารอย่างรวดเร็วและลามอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีเสียงระเบิดดังอยู่ภายใน เนื่องจากมีแก๊สและน้ำมัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงช่วยกันสกัดไฟอย่างเร่งด่วน และอพยพคนงานกว่า 200 คน ออกพื้นที่และมีคนงานสำลักควันไฟออกมาได้ทั้งหมดแล้ว และนำส่ง ร.พ.ปทุมธานี 2 ราย ทราบชื่อ นางสาวจิรพร โชติช่วง อายุ 34 ปี และ นางสุนันทา ประสานทรัพย์ อายุ 47 ปี และไม่มีผู้ติดภายใน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงฉีดน้ำสกัดควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกไหม้ไปยังอาคารอื่นอยู่ในวงจำกัดแล้ว ส่วนสาเหตุ ภายในโรงงานมีการต่อเติมอาคาร คาดว่าสะเก็ดลูกไฟที่ช่างกำลังเชื่อมอยู่กระเด็นไปติดกองกล่องชิ้นส่วน ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ พฐ. เข้ามาตรวจสอบสาเหตุเพลิงไหม้ต่อไป

ซ้ำรอยคดีดังในไทย สาวสวยถูกพบเป็นศพในแทงค์น้ำที่เม็กซิโก
ทิ้งศพในแท๊งน้ำ /  ศพสาวสวย / 

ทางการเม็กซิโกตรวบพบศพสาวสวย หลังถูกทิ้งไว้ในแทงค์น้ำนานนับปี จนกระทั่งชาวบ้านพบความผิดปกติของน้ำปะปา และร้องเรียนทางการให้เข้าไปตรวจสอบ วันนี้ (14 ม.ค.)สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใน อพาร์ทเม้นท์หลายแห่งในเม็กซิโก ได้รับความเดือดร้อนจากความผิดปกติของน้ำปะปา ที่ทั้งมีกลิ่นเหม็น และรสชาติอันแปลกประหลาด โดยเมื่อมีการร้องเรียนเพิ่มมากขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงเข้าไปตรวจสอบ และพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน รายงานระบุว่า จากการตรวจสอบถังบรรจุน้ำ พบศพของหญิงสาวอยู่ภายใน และสืบทราบต่อมาว่าเป็นศพของ Carmen Yarira Noriega Esparza วัย 27 ปี สาวสวยผู้ที่มีความฝันอยากเป็นนักแสดงสาว ที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการค้าทางเพศ และกรณีที่เธอมีความสัมพันธ์ลับกับนักธุรกิจรายหนึ่งก่อนหน้านี้ หลังจากเกิดเรื่องชาวบ้านทีอยู่ในพื้นที่ได้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนั่น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าน้ำปะปาในพื้นที่ มีศพคนทั้งคนเจือปนอยู่นานเกือบ 1 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นสถาบันนิติเวชวิทยาศาสตร์จะทำการชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุต่อไปว่า การทำศัลยกรรมก่อนหน้านี้เป็นตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ส่วนตัว ที่ทำให้ทราบว่าเป็นร่างของดาราสาวรายนี้จริง เนื่องจากสภาพศพ ค่อนข้างเน่าเปื่อยจนแทบจะไม่สามารถระบุตัวตนได้ เพื่อนของ Esparza ระบุว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยและมีความสามารถ และที่สำคัญเธอมีความฝันอยากเป็นนักแสดงและมีความทะเยอทะยานอย่างมาก ทั้งนี้เรื่องราวของสาวสวยรายนี้ ทำให้หวนคิดถึงเรื่องราวคล้ายๆกัน ที่เป็นข่าวโด่งดัง และยังเป็นปริศนาของ เอลิซ่า แลม ถูกพบเป็นศพ ในแท้งค์น้ำของโรงแรมเซซิล ในลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อหลายปีก่อน และยังไม่สามารถไขความลับดังกล่าวท่ามกลางข้อกังขา แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการปิดคดีโดยชี้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ยังมีคนตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นการฆาตกรรม อย่างไรก็ตามในไทยเอง ย้อนไปเมื่อปี 2551 เคยมีคดีสะเทือนขวัญในลักษณะคล้ายคลึงกัน เมื่อน.ส.ราตรี หมั่นดี อายุ 26 ปีพนักงานสาวร้านคาราโอเกะ ชาวอยุธยา ถูกฆ่ารัดคอยัดใส่ถุงดำ แล้วทิ้งศพลงไปในถังน้ำขนาดใหญ่บนดาดฟ้าหอพักพัชรินทร์จ.ปทุมธานี วันที่ 18 กรกฎาคม ในปี2551 ซึ่งสาเหตุเกิดจากคนร้ายได้ไปเที่ยวสถานบันเทิง ในเขตนิคมอุตสาหกรรมนวนคร แล้วเจอกับผู้ตาย จากนั้นได้พากันมาที่ห้องพัก และเกิดบันดาลโทสะหลังจากทราบว่า ผู้ตายขโมยยาบ้าของคนร้ายไปจำนวน 20 เม็ด จึงเกิดความโมโหลงมือทุบตีผู้ตายจนเสียชีวิต ก่อนนำศพไปทิ้งในถังน้ำ แต่สุดท้ายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบตัวและดำเนินคดีตามกฏหมายในที่สุดโดยคดีนี้โด่งดังจนกระทั่งเป็นเค้าโครงของภาพยนต์เรื่อง 'ตายโหง' ตอนศพหมกแท๊งค์น้ำ ซึ่งเนื้อหาสร้างให้เห็นความสะอิดสะเอียน เมื่อผู้อาศัยในตึกที่เกิดเหตุ ได้บริโภคน้ำในแทงค์ที่มีศพซ่อนอยู่ MThai News ที่มา Mirror

ตร.ทางหลวง แนะ6เส้นทางเลี่ยงรถติดกทม.-ไปอิสาน
ข่าววันนี้ /  ปีใหม่ / 

12.21 น. กองบังคับการตำรวจทางหลวง แนะนำเส้นทางเลี่ยงรถติด 6 เส้นทาง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องเดินทางในช่วงวันปีใหม่ 2558 ในเส้นทาง กรุงเทพฯ ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางที่ 1 : ใช้ถนนวิภาวดีรังสิต (ทางหลวงหมายเลย 31) หรือ ให้ทางยกระดับโทลล์เวย์ เข้าสู่ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลย 1) ผ่าน จ.สระบุรี มุ่งหน้า จ.นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 265 กม. เพื่อเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางที่ 2 : ใช้ทางพิเศษศรีรัช เชื่อมทางพิเศษอุดรรัถยา จนสุดสายปากเกร็ด-บางปะอิน ที่ อำเภอบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา (วงแหวนตะวันตก ทางหลวงหมายเลข 9) จนถึงต่างระดับบางปะอิน เข้าสู่ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ผ่าน จ.สระบุรี มุ่งหน้า จ.นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 273 กม. เพื่อเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางที่ 3 : ใช้ถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันตก ทางหลวงหมายเลข 9) มุ่งหน้าเข้าสู่ต่างระดับบางปะอิน เข้าถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ผ่านจ.สระบุรี มุ่งหน้า จ.นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 280 กม. เพื่อเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางที่ 4 : ใช้ถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันออก ทางหลวงหมายเลข 9) มุ่งหน้าเข้าสู่ต่างระดับบางปะอิน เข้าถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ผ่าน จ.สระบุรี มุ่งหน้า จ.นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 286 กม. เพื่อเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางที่ 5 : ใช้ต่างระดับรังสิต ไปตามถนนรังสิต - องครักษ์ (ทางหลวงหมายเลข 305) ตรงไปจังหวัดนครนายก เลี้ยวขวาเข้าถนนสุวรรณศร (ทางหลวงหมายเลข 33) มุ่งสู่ อ.กบินทร์บุรี ถึงสี่แยกกบินทร์บุรี เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกบินทร์บุรี-ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) มุ่งหน้า จ.นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 328 กม. เพื่อเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางที่ 6 : ใช้ถนนรามอินทรา-สุวินทวงค์ (ทางหลวงหมายเลข 304) ผ่านฉะเชิงเทรา, พนมสารคาม, กบินทร์บุรี, ปักธงชัย มุ่งหน้า จ.นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 324 กม. เพื่อเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ........................................................... ปชช.ทยอยกลับต่างจังหวัด ถ.มิตรภาพรถหนึบ ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ส่งผลให้การจราจรทุกเส้นมีปริมาณรถมาก ขณะถนนมิตรภาพปริมาณรถหนาแน่นเคลื่อนตัวช้า ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพการจราจร หลังประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว (วันขึ้นปีใหม่) ว่า สภาพการจราจรบริเวณ ถนนมิตรภาพ มีปริมาณรถหนาแน่น ชะลอตัวเป็นระยะ บริเวณ อ. มวกเหล็ก จ.สระบุรี สามารถใช้ความเร็วได้ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ ถนนทางหลวงหมายเลข 304 ช่วง ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี มุ่งหน้า อ.ปักธงชัย ปริมาณรถมากแต่เคลื่อนตัวช้า ส่วนสายเอเชีย ทางหลวงหมายเลข 32 ทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณบุรี-ชัยนาท ถนนพหลโยธิน และ ถนนเพชรเกษม นั้น มีปริมาณรถมากแต่ยังคล่องตัวดี ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ “เส้นทางเลี่ยงปีใหม่” ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai News

ไฟไหม้นิคมอุตฯ ปางปะอิน เพลิงโหมแรง เร่งอพยพคน
ข่าววันนี้ /  นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน / 

ไฟไหม้นิคมอุตฯ ปางปะอิน ไฟโหมแรง เร่งอพยพคน หวั่นได้รับอันตรายจากสารพิษ-ควันไฟ ล่าสุดพนักงานดับเพลิงเข้าพื้นที่แล้วแต่ยังคุมเพลิงไม่ได้ รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันนี้ (12 ม.ค. 58) ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ส่งผลควันไฟสีดำพวยพุ่งเต็มบริเวณ จนท.ต้องเร่งอพยพคนงานออกจากบริเวณเป็นการด่วนเนื่องจากหวั่นอันตรายจากสารพิษ และควันไฟ  เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เข้าไปในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถสกัดเพลิงไว้ได้ ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "ไฟไหม้" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai news