นิคมอุตสาหกรรม 304

กระหน่ำซัลโวหนุ่มใหญ่ คาดขัดแย้งพนันบอล
การพนัน /  ขัดแย้งเรื่องบอล / 

คนร้ายควบกระบะกระหน่ำยิงหนุ่มใหญ่ เสียชีวิตคาที่ กลางตลาดบ้านโคกอุดม คาดขัดแย้งพนันบอล ร.ต.ท.สุระไชย คำพลงาม พนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เข้าตรวจสอบเหตุผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่ ตลาดบ้านโคกอุดม ต.หนองกี่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ทราบชื่อ นายประยงค์ พาแก้ว อายุ 47 ปี นอนเสียชีวิตบนฟุตบาทบริเวณหน้าร้าน Anek Sport เลขที่ 379/704 ในสภาพนอนตะแคง ตามร่างกายมีรอยกระสุนถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าตามร่างกายหลายนัด ใกล้กันยังพบกระเป๋าสตางค์และเงินตกอยู่ จำนวน 16,511 บาท ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกกระจัดกระจายอยู่ในที่เกิดเหตุ จำนวน 7 ปลอก และหัวกระสุน 3 หัว หลังจากชันสูตรพลิกศพผู้ตายยังพบเงินสดอยู่ในกระกระกางเกงอีกจำนวน 22,505 บาท รวมทั้งหมด 39,016 บาท ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมด คาดว่าน่าจะนำมาจ่ายให้กับลูกค้าพนันฟุตบอล จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายจึงมานั่งดื่มเบียร์ต่อที่ ร้าน Anek Sport จากนั้น มีรถยนต์กระ มิซูบิชิ ไทตัน สีขาวป้ายแดง วิ่งมาถึงคนร้ายที่ยังไม่ทราบจำนวนได้ใช้อาวุธปืนพกขนาด 9 มม. กระหน่ำยิง นายประยงค์ จนเสียชีวิต จากนั้นคนร้ายได้ขับรถหลบหนีไปทางนิคมอุตสาหกรรมบ้านโคกอุดม ส่วนสาเหตุที่ นายประยงค์ ถูกยิงเสียชีวิตนั้น คาดว่าน่าจะพัวพันการพนันฟุตบอล แต่ยังไม่ตัดประเด็นชู้สาวทิ้งแต่อย่างใด

กนอ.ไฟเขียวเอกชนร่วมลงทุนนิคมฯ ใหม่ 2 แห่ง
ชิ้นส่วนยานยนต์ /  นิคมอุตสาหกรรมยามาโตะ / 

บอร์ด กนอ. อนุมัติเอกชน ร่วมลงทุนนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 2 แห่ง “อุดรธานี และยามาโตะ อินดัสทรีส์ ชลบุรี” มูลค่าลงทุนเบื้องต้นรวม 96,000 ล้านบาท เชื่อจ้างงานเพิ่มกว่า 20,000 คน นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กนอ. เห็นชอบให้ กนอ. ร่วมกับเอกชนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 2 แห่ง ในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับ กนอ. เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม โดยมีเอกชนผู้ลงทุน พัฒนา และให้บริการระบบ สาธารณูปโภค รวมพื้นที่ 2 โครงการ ประมาณ 2,900 ไร่ คาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนประมาณ 96,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานไม่น้อยกว่า 20,000 คน สำหรับนิคมฯ 2 แห่งที่บอร์ด กนอ.เห็นชอบ ประกอบด้วย 1. นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี พื้นที่ประมาณ 2,200 ไร่ ในท้องที่ตำบลโนนสูง และตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ดำเนินงานโดย บริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 74,000 ล้านบาท การจ้างงานไม่น้อยกว่า 16,900 คน นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีจัดตั้งเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากยางพารา ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดอุดรธานีเพิ่มขึ้น และให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมระดับจังหวัด ตลอดจนรองรับการขยายการลงทุนด้านอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ อีกแห่งคือ นิคมอุตสาหกรรมยามาโตะ อินดัสทรีส์ จังหวัดชลบุรี พื้นที่ประมาณ 690 ไร่ ในท้องที่ตำบลหนองใหญ่ อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ดำเนินงานโดย บริษัท อเมริกัน บิวเดอร์ จำกัด คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 22,000 ล้านบาท การจ้างงานไม่น้อยกว่า 5,000 คน อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมเบาอื่นๆ ที่มีความต้องการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก MThai News

ไฟไหม้ 3โกดังเก็บรองเท้าบาจา นิคมลาดกระบัง
นิคมลาดกระบัง /  โรงงานรองเท้าบาจา / 

เกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บรองเท้า ยี่ห้อ บาจา ภายในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เบื้องต้นเสียหาย แล้ว 3 โกดัง ขณะที่ เจ้าหน้าที่เร่งสกัด ล่าสุดคุมเพลิงได้วงจำกัดแล้ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ระดมรถน้ำดับเพลิง จากพื้นที่ต่างๆ ร่วม 30 คันเข้าทำการใช้น้ำฉีดสกัดเพลิง ที่ลุกไหม้ ภาย ในโกดังเก็บสินค้า ในศูนย์กระจายสินค้าเคเอส โลจิติก ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทรองเท้าบาจาแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ถนนฉลองกรุง แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง และอยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว มีโกดังสินค้าอยู่ 3 หลัง ลักษณะเป็นโกดังชั้นเดียว เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ โดย เพลิงได้ลุกไหม้ บริเวณโกดัง ที่ 2 ซึ่งเป็นคลังเก็บวัสดุผลิตรองเท้า ได้แก่ ยาง กาวติดรองเท้า ที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี โดยเจ้าหน้าที่ ได้ช่วยกัน เร่งระดมใช้น้ำฉีดสกัดเพลิงรอบนอกพื้นที่ เพื่อควบคุมเพลิงไม่ให้ขยายวงกว้างออกไป และขณะเจ้าหน้าที่ฉีดน้ำสกัด เพลิง อยู่นั้น หลังคาของโกดัง ได้พังถล่มลงมาเนื่องจาก โครงหลังคาเกิด ความร้อนจัด และเจ้าหน้าที่ใช้เวลา กว่า 2 ชั่วโมง  จนสามารถควบคุมเพลิง ไว้ในวงจำกัดได้ แต่ยัง คงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงภายในโกดังไว้ เพื่อไม่ให้เพลิงประทุขึ้นมาอีก จาก การสอบถาม พนักงาน ของ บริษัท บาจา ระบุว่า ขณะเกิดเหตุ พนักงานกำลังจะเลิกงาน และกลับบ้าน แต่ เห็นว่า มีไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณหน้าลิฟต์ และเพลิง ได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว เพราะด้านในโกดัง เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี พนักงานจึงวิ่งหนีตายกันออกมาด้านนอก อย่างไรก็ตาม ตำรวจ สน.ฉลองกรุง ที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ในส่วนของสาเหตุเบื้องต้น คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร และ ในช่วงเช้า ของวันนี้ จะประสาน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ ที่แท้จริง และมูลค่าความเสียหาย ต่อไป

ห่วงภัยแล้งกระทบภาคอุตสาหกรรม
ห่วง /  ภัยแล้ง / 

ข่าว 7 สี - การนิคมอุตสาหกรรม ห่วงภัยแล้งกระทบภาคอุตสาหกรรม เตือนผู้ประกอบการแต่ละนิคมฯ ใช้น้ำอย่างประหยัด เตรียมสำรองน้ำ และพิจารณาใช้น้ำจากแหล่งน้ำสำรอง นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง มีปริมาณน้ำฝนลดลงส่งผลต่อปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ตลอดจนภาวะน้ำทะเลหนุน ทำให้เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา จนค่าความเค็มที่วั...

ต่างจังหวัดกำลังเติบโตความเป็นเมือง-รายได้สูงขึ้น
ขอนแก่น /  ความเป็นเมือง / 

ศูนย์วิจัยTMBชี้ หลายจังหวัดเติบโต "ความเป็นเมืองมากขึ้น" มีทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองฐานการผลิต เมืองการค้าชายแดน และเมืองการค้าและการขนส่ง บางจังหวัดจุดเด่นหลายด้าน อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง  ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ของธนาคารทหารไทย รายงานว่า ความเป็นเมืองกำลังขยายตัวสู่หลายจังหวัดในภูมิภาค สามารถกระจายรายได้ให้ประชาชนในท้องถิ่น เปิดโอกาสทางธุรกิจให้กว้างขึ้นกำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น การบริโภค การพักอาศัยและรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันใกล้เคียงกับประชาชนเขตกรุงเทพฯ มากขึ้น คือ “ความเป็นเมือง” (Urbanization) มากขึ้นนั่นเอง ยิ่งเศรษฐกิจในท้องถิ่นดีต่อเนื่อง รายได้ประชาชนก็เพิ่มขึ้นเร็ว ความเป็นเมืองก็เพิ่มขึ้นตามมา จากข้อมูลพบว่า จังหวัดที่มีจุดเด่นทางด้านเศรษฐกิจ จะมีความเป็นเมืองเร็วกว่าจังหวัดอื่นๆ แบ่งได้คือ จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ เศรษฐกิจมีความเป็นเมืองได้เร็วที่สุด เห็นได้จากปริมาณการค้าจังหวัดกลุ่มนี้เติบโตเฉลี่ย 5.44% ต่อปี เพราะเกิดการจ้างงานกระจายรายได้เป็นวงกว้าง เกิดธุรกิจจำนวนมากจากการท่องเที่ยว รายได้ประชาชนจึงเพิ่มขึ้นเร็ว จังหวัดฐานการผลิต ได้แก่ ชลบุรี ระยอง อยุธยา ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี ปริมาณการค้าเติบโตเฉลี่ย 5.37% ต่อปี จังหวัดกลุ่มนี้มีนิคมอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงเกิดการจ้างงานจำนวนมากในพื้นที่ การเติบโตของการค้าอ่อนไหวตามปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ จังหวัดการค้าแถบชายแดน ได้แก่ สงขลา อุดรธานี หนองคาย อุบลราชธานี เชียงราย เนื่องจากความได้เปรียบที่ตั้ง ทำให้เกิดการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในจังหวัดกลุ่มนี้ ปริมาณการค้าเติบโต 4.37%ต่อปี และน่าจะเติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจเพื่อนบ้านที่ยังมีทิศทางสดใส จังหวัดการค้าและการขนส่ง ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น นครสวรรค์ พิษณุโลก เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อจากจังหวัดขนาดเล็กที่อยู่รายรอบช่วยหนุนเศรษฐกิจจังหวัดกลุ่มนี้ ปริมาณการค้าขยายตัวเฉลี่ย 4.06% ต่อปี การเติบโตของการค้าอ่อนไหวตามปัจจัยในประเทศเป็นหลัก ขณะที่เขต กทม.และปริมณฑล มีการค้าเติบโตเฉลี่ย 4.22% ต่อปี ทั้งสี่กลุ่มจังหวัดจึงมีความเป็นเมืองเร็วมาก และบางจังหวัดอาจมีจุดเด่นหลายด้าน เช่น ชลบุรี ระยอง อยู่ในกลุ่มจังหวัดฐานการผลิต และยังมีการท่องเที่ยวเป็นจุดเด่นอีกด้วย จึงทำให้การค้าขายคึกคักกว่าจังหวัดอื่น ระดับของความเป็นเมืองจึงเกิดเร็วกลุ่มที่ความเป็นเมืองใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง สงขลา นครราชสีมา ขอนแก่น จังหวัดที่ก้าวสู่ความเป็นเมืองมากขึ้นคือ สุราษฎร์ธานี กระบี่ อยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี อุดรธานี หนองคาย อุบลราชธานี เชียงราย นครสวรรค์ พิษณุโลก อย่างไรก็ตามธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง มีรูปแบบของร้านค้าทันสมัย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นธุรกิจ SME ในพื้นที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นพร้อมๆ กัน การเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภคและตอบสนองอย่างตรงจุด จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแข่งขันและได้รับผลบวกจาก”ความเป็นเมือง” Mthai News

น้องเมย์ ลุ้น2รางวัลใหญ่ งานวันนักกีฬายอดเยี่ยม26มี.ค.นี้
งานประกาศเกียรติคุณ /  นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี / 

ความเคลื่อนไหวงานประกาศเกียรติคุณ “วันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2556” ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มี.ค.57 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาทีมชาติไทย วันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2556 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมี นายปัญญา เบ็ญจศิริวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการกีฬา วุฒิสภา ในฐานประธานคณะกรรมการจัดงาน พร้อมด้วย นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณารางวัลฯ คุณศรีวณิก หัสดิน รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นพ.พงษ์ศักดิ์ วัฒนา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล, นายเฉลิมชัย บุญรักษ์ อดีตรักษาการผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการพิจารณารางวัลฯ, นายศิวดล ชวลิตปรีชา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย และนายเลอภพ โสรัตน์ เลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ และสื่อมวลชนจากทุกแขนง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยงานวันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2556 สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26 มี.ค.57 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิคาเคิล แกรนด์ หลักสี่ ถ่ายทอดสดทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ระหว่างเวลา 16.00-18.00 น. โดยปีนี้คณะกรรมการจัดงานฯ ใช้แนวคิดการจัดงาน คือ “กีฬาไทย ใจเป็นหนึ่ง” เน้นถึงเรื่องของการนำกีฬาพัฒนาประเทศ และสร้างความรัก ความสามัคคีให้กับคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งภายในงานจะจัดพิธีแบบเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ และความศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง 22 รางวัล โดยเฉพาะถ้วยพระราชทานใหญ่ ซึ่งเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของนักกีฬาที่ได้รับไป ที่สำคัญสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาฯ ยังเป็นเพียงสมาคมเดียวที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลมาอย่างยาวนานอีกด้วย สำหรับไฮไลท์ของการมอบรางวัลในปีนี้ยังคงอยู่ที่ 4 รางวัลใหญ่ ที่จะได้ครองถ้วยพระราชทานอีนทรงเกียรติเหมือนเดิม ซึ่งนักกีฬาที่ผ่านเข้ารอบนั้น คณะกรรมการพิจารณาฯ รางวัลร่วมกันงาหลักเกณฑ์และพิจารณากันอย่างเข้มข้นเพื่อให้ทุกรางวัลมีความยุติธรรมและโปร่งใส สามารถตอบคำถามของสังคมและพี่น้องชาวไทยที่ติดตามการจัดงานใหญ่ครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนนั่นเอง สรุปผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ทั้ง 22 รางวัล มีดังนี้ รางวัลนักกีฬาสมัครเล่นชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ทนงศักดิ์ แสนสมบูรณ์สุข (แบดมินตัน), ฉัตร์ชัย บุตรดี (มวยสากลสมัครเล่น), จิระพงศ์ มีนาพระ (กรีฑา), รางวัลนักกีฬาสมัครเล่นหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ (แบดมินตัน), ชนาธิป ซ้อนขำ (เทควันโด), เรืออากาศเอกหญิง วาสนา วินาโท (กรีฑา) รางวัลนักกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม ประกอบด้วย วิศักดิ์ศิลป์ วังเอก หรือ ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย (มวยสากลอาชีพ), พรอนงค์ เพชรล้ำ (กอล์ฟ), น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ (แบดมินตัน) ซึ่งทั้ง 3 รางวัล จะได้ครองถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และรางวัลนักมวยไทยยอดเยี่ยม ได้แก่ พันธ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ ซึ่งจะได้ครองถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ส่วนรางวัลนักกีฬาเยาวชนชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ณัฐวัฒน์ สุวจนกรณ์ (กอล์ฟ), คฑาวุฒิ หมีนิ่ม (กรีฑา), พีระเทพ ศิลาอ่อน (เทควันโด), รางวัลนักกีฬาเยาวชนหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (แบดมินตัน), โสภิตา ธนสาร (ยกน้ำหนัก), พาณิพัค วงศ์พัฒนากิจ (เทควันโด), รางวัลนักกีฬายุวชนชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ธีระศักดิ์ ศรีพัฒน์ (ยกน้ำหนัก), วิทวัส ทุมชะ (กรีฑา), พชร คงวัดใหม่ (กอล์ฟ) ด้านรางวัลนักกีฬายุวชนหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ดวงกมล โพธิ์เงิน (วินด์เซิร์ฟ), มิ่งกมล คุ้มผล (กรีฑา), สุธิดา พูนพัฒน์ (เรือใบ), รางวัลผู้ฝึกสอนกีฬาสมัครเล่นยอดเยี่ยม ประกอบด้วย เกียรติพงศ์ รัชตเกรียงไกร (วอลเลย์บอล), เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ฟุตบอล), วีรัส ณ หนองคาย (เซปักตะกร้อ), รางวัลผู้ฝึกสอนกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม ประกอบด้วย สุรชาติ (โชคชัย) พิสิษฐ์วุฒินันท์ (โค้ชมวยสากลอาชีพของ ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย), อเลฮานโดร เมเนนเดส การ์เซีย (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด), โฆเซ มาเรีย ปาซอส เมนเดส หรือ ปูลปิส (ชลบุรี บลูเวฟ), เซีย จื่อหัว (โค้ชแบดมินตัน ของ รัชนก อินทนนท์), รางวัลผู้ฝึกสอนกีฬาภูธรดีเด่น ประกอบด้วย นายบรรจง สมบัติ (ผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลในร่ม จ.ขอนแก่น) กับ นายอนุชา วาทะวัฒนะ (ผู้ฝึกสอนตะกร้อลอดห่วง จ.นครพนม) ขณะที่รางวัลสมาคมกีฬายอดเยี่ยม ประกอบด้วย สมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย, สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย, รางวัลสมาคมกีฬาพัฒนาดีเด่น ประกอบด้วย สมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย, สมาคมยูโดแห่งประเทศไทย, สมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย, รางวัลสมาคมกีฬาจังหวัดดีเด่น ประกอบด้วย สมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ, สมาคมกีฬาจังหวัดนนทบุรี กับ สมาคมกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยม ประกอบด้วย นายคมกฤช นภาลัย (ชลบุรี บลูเวฟ), นายทัดเทพ พิทักษ์พูลสิน (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด), นางนวลพรรณ ล่ำซำ (ฟุตบอลหญิง) รางวัลทีมกีฬาชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ทีมฟุตซอลชลบุรี บลูเวฟ (แชมป์สโมสรเอเชีย, แชมป์ฟุตซอลไทยลีก), ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, ถ้วย ก, พรีเมียร์คัพ), ทีมฟุตบอลซีเกมส์ (แชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 27), รางวัลทีมกีฬาหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย (แชมป์เอเชีย 2013), ทีมวิ่งผลัด 4 คูณ 100 เมตรหญิง (แชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 27), ทีมฟุตบอลหญิง (แชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 27) รางวัลนักกีฬาคนพิการชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย หาญฤชัย เนตรศิริ (ยิงธนู), สายชล คนเจน (วีลแชร์เรซซิ่ง), เรวัตร ต๋านะ (วีลแชร์เรซซิ่ง), รางวัลนักกีฬาคนพิการหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย อัญชญา เกตุแก้ว (ว่ายน้ำ) , สายสุนีย์ จ๊ะนะ (วีลแชร์ฟันดาบ), สุจิรัตน์ ปุกคำ (วีลแชร์แบดมินตัน), รางวัลเอกชัย นพจินดา ประกอบด้วย วรากร เขตสมุทร, แทนไท บุญเปลื้อง, วงศกร การบรรจง, รางวัลผู้ทรงคุณค่าในวงการกีฬา ได้แก่ รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ, นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง, พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร, นางนวลพรรณ ล่ำซำ, นายอดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ และรางวัลโปรโมเตอร์มวยไทยยอดเยี่ยม ได้แก่ “เสี่ยเน้า” วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์

สยามอินโนเวชั่น พาร์ท (บริษัท จำกัด)

งาน Engineering Plastic / RUBER / Standless 304 , 316 , 420, Flex

แผนโครงสร้างพื้นฐานที่ คสช. อนุมัติพร้อมลุยมีอะไรบ้าง
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ /  คมนาคม / 

คสช. เห็นชอบยุทธศาสตร์ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปีงบประมาณ 58-65 รวม 4 ด้าน 5 แผนงาน เริ่มก่อสร้างปี 59 นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์  ปลัดกระทรวงคมนาคม เผยหลังเข้าร่วมประชุมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า คสช. ได้เห็นชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พร้อมให้จัดสรรแหล่งที่มาของเงินลงทุนในระยะยาวเร่งด่วนภายใน 30 วันโดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเเละกระทรวงคมนาคม นำโดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.รองหัวหน้า คสช. และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธานในการพิจารณารายละเอียดทั้งหมด โดยยุทธศาสตร์ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปีงบประมาณ 58-65 รวม 4ด้าน 5แผนงาน มีดังนี้ ยุทธศาสตร์4 ด้าน มี 1.การสร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม 2.การสร้างมาตรฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3.การสร้างโอกาสสำหรับการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน 4.เสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง 5 แผนงาน มีดังนี้ แผนงานที่ 1. การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง  ขยายรถไฟทางคู่เดิม 6 เส้นทาง วงเงิน 127,472 ล้านบาท และรถไฟทางคู่แบบขนาดทางมาตรฐาน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (ไฮสปีดเทรนเดิม) 2 เส้นทาง วงเงิน 741,460 ล้านบาท  และโครงข่ายถนนสายหลักเชื่อมเมืองหลัก กทม.และปริมณฑล ซึ่งรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน หรือรางขนาด 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม. ที่ประชุมเห็นชอบที่ 2 เส้นทางคือ สายหนองคาย-โคราช-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด ระยะทาง 737 กม. วงเงิน 392,570 ล้านบาท และสายเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ระยะทาง 655 กม. วงเงิน 348,890 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 2558-2564 จะใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ใช้ความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม.และขนสินค้า ใช้ความเร็ว 120 กม.ต่อ ชม. ตามแผนจะเชื่อมต่อกับประเทศจีนตอนใต้ ขั้นตอนในช่วงแรกจะมีการว่าจ้างศึกษาเพื่อปรับแบบและกำหนดแผนการก่อสร้างจากเดิมที่มีการศึกษาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง   ทำให้ค่าก่อสร้างจากเดิม กม.ละ 500-600 ล้านบาท เหลือเพียง 350-400 ล้านบาท ทำไมรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน หรือรางขนาด 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม.  “ทางคู่แบบมาตรฐาน ก็คือรถไฟความเร็วสูงที่เราเข้าใจ เพียงแต่ปรับลดขนาดความเร็วจากเดิมมากกว่า 200 กม.ต่อชม. เหลือเพียง160 กม.ต่อชม. จึงไม่เรียกว่ารถไฟความเร็วสูง โดยในอนาคตจะเพิ่มความเร็วเปลี่ยนไปเป็นรถไฟความเร็วสูงได้จริง เพราะระบบรางรองรับได้ จึงถือว่าเป็นการลงทุน เพื่อลดภาระการลงทุนในอนาคต”  โครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน6 เส้นทาง887 กม .วงเงิน 127,472 ล้านบาท โครงการเร่งด่วน  ประกอบด้วย 1. ชุมทางจิระ-ขอนแก่น185กม.วงเงิน 16,007 ล้านบาท 2. ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร167 กม. วงเงิน 17,293 ล้านบาท 3. นครปฐม-หัวหิน165 กม.วงเงิน 20,038 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการช่วงปี 58-61ส่วน 4.มาบกะเบา-นครราชสีมา132 กม. วงเงิน29,855 ล้านบาท 5.ลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม. วงเงิน 24,842 ล้านบาท 6.หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กม. วงเงิน 9,437 ล้านบาท ดำเนินการ ปี 59-63 ยังไม่รวมสายฉะเชิงเทรา –คลอง 19-แก่งคอยอยู่ในขั้นตอนเตรียมเปิดประกวดราคา รอให้คณะกรรมการคตร.ตรวจสอบรายละเอียดโครงการหากสามารถขยายทางคู่ได้ตามแผน จะทำให้ขบวนรถไฟที่ให้บริการวันละ 288 เที่ยวต่อวันเพิ่มเป็น 800 เที่ยวต่อวัน จัดหาหัวรถจักรขบวนรถใหม่ และปรับเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณ ไปใช้ระบบอัตโนมัติ กว่า 106 หัวจักร แผนงานที่ 2. การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขยายโครงการลดค่าครองชีพ รถเมล์ฟรี  รถไฟฟรี  ไปอีก6เดือนไปจนถึงเดือน ม.ค. 58 เเละ เพิ่ม รถเมล์ NGV 3,183 คัน แผนดำเนินการรถไฟฟ้า ปี 57– 58 จะเร่งรัดประกวดราคา  - สายสีเขียวช่วงสะพานใหม่-คูคต 7 กม.และหมอชิต-สะพานใหม่ 11.4 กม.  - สายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี20 กม. อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นโครงการ86.4 กม.ในความรับผิดชอบของ รฟม.  - สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 36 กม.  เตรียมขออนุมัติโครงการ  - สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-พัฒนาการ 30.4 กม.  เตรียมขออนุมัติโครงการ  ส่วนอีก 3 เส้นทางในความรับผิดชอบของ ร.ฟ.ท.คือ 1. บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน 25.5 กม. 2. ส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์พญาไท–ดอนเมือง21.8กม. ร.ฟ.ท.พร้อมประกวดราคาและ 3. ส่วนต่อขยายสายสีแดงช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10.3 กม. เตรียมเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม โครงการรถไฟฟ้า10เส้นทาง จะเร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 4 เส้นทาง8 9กม. โครงการเร่งด่วน คือ - สายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ23 กม.จะสร้างเสร็จปี 58 - สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ-บางแค27 กม. สร้างเสร็จปี 60 - สายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 12.8 กม. สร้างเสร็จปี 60 - สายสีแดงบางซื่อ-รังสิต26 กม.จะพิจารณาปรับแบบคาดจะสร้างเสร็จปี 60 แผนงานที่ 3. การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน  เน้นเชื่อมโยงโครงข่ายประตูการค้าระหว่างประเทศ การค้าชายแดน และระบบถนนที่เชื่อมโยงประตูการค้าของประเทศ เชื่อมโยงเมืองหลัก เชื่อมโยง กทม.และปริมณฑล ซึ่งจะพัฒนาทางหลวง 4 ช่องจราจรได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 4 กระบี่-อ.ห้วยยอด ทางหลวงหมายเลข 12 กาฬสินธุ์-อ.สมเด็จ ตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย ทางหลวงหมายเลข 314 อ.บางปะกง-อ.ฉะเชิงเทราตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 3138อ.บ้านบึง-อ.บ้านค่ายตอน 3 และบูรณะทางหลวงสายหลัก ที่เชื่อมระหว่างภาคทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา-มาบตาพุด ทางหลวงที่สนับสนุนการเกษตรและการท่องเที่ยวรวมทั้งพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าอีกด้วย แผนงานที่ 4. การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ พัฒนาท่าเรือชายฝั่ง ให้สามารถเชื่อมต่อไปสู่ ศูนย์ขนส่งสินค้าทางรถไฟ ถนนเชื่อมกับท่าเรือเเละท่าอากาศยานต่างๆได้ - ศึกษาเเละทบทวนท่าเรื่อน้ำลึก ปากบารา จ.สตูล - พัฒนาท่าเรื่องเเหลมฉบัง เฟส3 ต่อไป แผนงานที่ 5. การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ - พัฒนาการบริการเเละการขนส่งทางอากาศของ สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส2 - พัฒนาการขนส่งทางอากาศของสนามบินภูมิภาค ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เบตง เเละ เเม่สอด  MThai News

เตือน 10 เส้นทางเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวง
10 เส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ /  กรมทางหลวง / 

กรมทางหลวงเตือน 10 เส้นทางให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง เดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมตั้งเต้นท์สีเหลืองบริการประชาชน 200 จุด ทั่วประเทศ นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า จากสถิติข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างปี 2550-2556 สาเหตุสำคัญคือขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การตัดหน้ากระชั้นชิด และเมาสุราระหว่างการเดินทาง สำหรับเส้นทางที่ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการเดินทางในช่วงสงกรานต์ปีนี้ มี 10 จุดทั่วประเทศ ได้แก่ 1. ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงประตูน้ำพระอินทร์-หนองแค (กม.60-67 ) อ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นทางตรง 10-12 ช่องจราจร (รวมทางขนานฝั่งละ 2 ช่องจราจร ) บริเวณนี้ปริมาณการจราจรสูง และรถขนาดใหญ่วิ่งเป็นจำนวนมาก บางครั้งรถขนาดใหญ่ใช้ความเร็วสูงเกินกฎหมายกำหนด เกิดการตัดหน้ากระชั้นชิดบริเวณจุดเปิดเกาะกลาง 2. ทางหลวงหมายเลข 2 ช่วงหน้าค่ายเพชรรัตน์ (กม.24-34) จังหวัดสระบุรี เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขา มีโค้งหลายโค้งต่อเนื่องกัน และเป็นทางลาดชันลงเขา 3. ทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงเขาพะวอ (กม.23-30) และดอยรวก (กม.64-70) จังหวัดตาก ทั้ง 2 ช่วงเป็นทางที่ตัดผ่านภูเขาที่มีความคดเคี้ยว และลาดชัน รวมทั้งสภาพเป็นป่ารกทึบ ประกอบกับเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งไปยังประเทศพม่า ทำให้บริเวณดังกล่าวมีปริมาณการจราจรมาก 4. ทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงสะพานพ่อขุนผาเมือง ( กม.347 -375) จังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณนี้เป็นทางลงเขาลาดชัน ยาวประมาณ 3 กม. เป็นทางโค้งรูปตัวเอส (S) ต่อเชื่อมกับสะพานคอนกรีต ข้ามทางระหว่างเขา ถนน 2 ช่องจราจร สะพานอยู่ระหว่างโค้ง (โค้งมีรัศมี 200 เมตร) ช่วงบริเวณสะพานเป็นเหวลึกกว่า 50 เมตร 5. ทางหลวงหมายเลข 32 ช่วงอำเภอพรหมบุรี (กม.77– 82 ) จังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจากเป็นถนนทางตรง ขนาด 6 ช่องจราจร มีจุดเปิดเกาะกลางกลับรถรอเลี้ยว ที่ กม.77+500, 78+000, 78+600, 80+340 และรถมักวิ่งด้วยความเร็วสูง หรือประชาชนอ่อนเพลียจากการขับรถเป็นระยะทางไกล ผู้ขับขี่หลับใน รวมถึงมีการตัดหน้ากระชั้นชิด 6. ทางหลวงหมายเลข 35 บริเวณสะพานแม่น้ำท่าจีน (กม.28 – 32) จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเส้นทางเข้าเมืองสมุทรสาคร และไปอำเภอกระทุ่มแบน เป็นย่านชุมชน และโรงงานอุตสาหกรรม มีปริมาณการจราจรสูงและรถใช้ความเร็วสูง ประกอบกับเป็นทางโค้งและมีจุดเข้าออกทางขนานหลายแห่ง อีกทั้งรถจักรยานยนต์มักจะวิ่งย้อนศรบนสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน 7. ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วงอุทยานทับลาน (กม.42 - 45) จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาที่มีความคดเคี้ยวและลาดชัน มีรถบรรทุกหนักจำนวนมากวิ่งผ่าน ซึ่งรถเหล่านี้จะเคลื่อนตัวได้ช้าเมื่อวิ่งขึ้นเขา จึงเกิดการแซงกันของรถขนาดเล็กในระยะคับขัน ขณะเดียวกันรถบรรทุกและรถสัญจรโดยส่วนใหญ่ขณะขับลงเขามักจะใช้ความเร็วเกินกำหนด เมื่อมีสถานการณ์เฉพาะหน้าคับขัน จะทำให้การควบคุมรถเป็นไปด้วยความยากลำบาก 8. ทางหลวงหมายเลข 225 ช่วงทางลงเขาพังเหย (กม.181– 185) จังหวัดชัยภูมิ บริเวณนี้เป็นทางโค้ง และเป็นทางลาดชันสูง 9. ทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงโค้งหนองหญ้าปล้อง (กม.365+013 – 365+113) และ ช่วงโค้งสายเพชร (กม.389+700-390+000 ) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นถนนสายหลักลงสู่ภาคใต้ เป็นทางโค้งต่อเนื่อง และมีจุดกลับรถอยู่ในบริเวณใกล้เคียง รถสัญจรด้วยความเร็วสูง และ 10. ทางหลวงหมายเลข 4197 ช่วงโค้งบางโสก (กม.5+400 – 8+680) จังหวัดพังงา เป็นทางโค้งลาดชันลงเนิน ทั้งนี้กรมฯได้ประสานงานตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธรในพื้นที่ ตั้งจุดสกัดบนทางหลวง ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาการจราจร ใน 10 จุด และได้เตรียมพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบเคลื่อนที่ (Mobile CCTV) ในบริเวณที่มีปริมาณการจราจรมาก เพื่อรายงานสภาพการจราจร Online แบบ Real time และยังได้จัดให้มีจุดบริการประชาชน 200 จุด (เต้นท์สีเหลือง ) ทั่วประเทศ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพื่อให้บริการประชาชนพักรถ พักผ่อนอิริยาบถ ก่อนการเดินทาง MThai news

เช็คเรทติ้ง!!หุ้นกลุ่มยานยนต์ โบรกฯแนะลงทุนปานกลาง
AH /  SAT / 

อุตสาหกรรมรถยนต์ ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว หลังรับอานิสงส์ มาตรการออกรถคันแรกปี 2555 ต่อไปโตตามภาวะจริงตลาดโลก โบรกเกอร์แนะนำลงทุนหุ้นยายนยนต์แบบปานกลาง บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ และกลุ่มที่มีผลต่อเนื่องอย่างกลุ่มเช่าซื้อว่า ยอดขายรถตกลงมากในรอบ25 เดือน ยืดรถคันแรกอีก3เดือน โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)รายงานยอดจำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศเดือน ม.ค. มีจำนวนต่ำที่สุดในรอบ 25 เดือน เนื่องจากไม่มีการส่งมอบรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อ ขณะที่สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และเกษตรกรไม่ได้รับเงินตามโครงการจำนำข้าว  จึงทำให้ยอดขายรถที่เกี่ยวข้องทั้งรถกระบะ และรถจักรยานยนต์ลดตามด้วย ทั้งนี้บล.เคทีบี (ประเทศไทย) วิเคราะห์ และให้ข้อมูลโดยละเอียด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รายงานตัวเลขการผลิตกลุ่มยานยนต์ไทยประจำเดือน ม.ค. 2557 มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ยอดผลิตรถยนต์เดือน         ม.ค. 57 อยู่ที่ 1.62 แสนคัน  (-31.1% เทียบ ม.ค. 56  และ +2.4% เทียบ ธ.ค. 56 ) 2. ยอดจำหน่ายรถยนต์เดือน         ม.ค. 57 อยู่ที่ 0.68 แสนคัน  (-45.5% เทียบ ม.ค. 56  และ -39.8% เทียบ ธ.ค. 56 ) 3. ยอดส่งออกรถยนต์ และชิ้นส่วนเดือน     ม.ค. 57 อยู่ที่ 0.81 แสนคัน  (-4.2%    เทียบ ม.ค. 56 และ -0.9% เทียบ ธ.ค. 56 ) 4. ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์เดือน     ม.ค. 57 อยู่ที่ 1.26 แสนคัน  (-30.3%  เทียบ ม.ค. 56 และ -0.9% เทียบ ธ.ค. 56 ) แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2556 ที่พึ่งผ่านพ้นไปสามารถประคับประครองให้เติบโตได้ 1.1%เทียบปี 2555 โดยปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง อีกทั้งการชะลอตัวการบริโภคในประเทศเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศได้รับผลกระทบ ส่วนปัจจัยภายนอกยังเป็นเรื่องของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างช้าๆ แต่ที่สำคัญคือเปรียบเทียบกับปี 2555 ซึ่งมียอดการขายรถยนต์สูงมากเป็ประวัติการณ์ จากมาตการกระตุ้นภาษีรถยนต์คันแรกไปเมื่อ จึงไม่น่าแปลกใจที่อัตราการเติบโตจะน้อยมาก แนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2557 จะเป็นปีแห่งความท้าทาย ผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายว่า จะสามารถดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ ให้ผ่านพ้นแรงกดดันในสถานการณ์ปัจจุบันไปได้อย่างไร โดยปัจจัยหนุนสำคัญที่คาดหวังให้การยอดผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนให้บรรลุเป้า จะมาจากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ (ส.อ.ท.) ตั้งเป้ายอดการผลิตรถยนต์ปี 2557 ไว้ที่ 2.5-2.55 ล้านคันหรือคิดเป็นการเติบโตที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับยอดการผลิตรถยนต์ในปี 2556 อยู่ที่ 2.46 ล้านคัน และคาดหวังเพิ่มเป้าส่งออกในสัดส่วน 51% ของยอดการผลิตโดยรวม เพราะตลาดส่งออกรถยนต์ในปี2557 มีแนวโน้มฟื้นตัว อาทิ สหรัฐอเมริกายุโรป และจีน ตามลำดับ (ในปี 2556 มีสัดส่วนการส่งออก 45% ของยอดการผลิตโดยรวม สำหรับโครงการอีโคคาร์ระยะที่ 2 ซึ่งบอร์ดบีโอไอกำหนดยื่นขอรับการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ได้ภายในวันที่ 31 มี.ค. 2557 ปัจจุบันยังไม่มีค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใดยื่นขอส่งเสริมการลงทุน พราะบางเงื่อนไขอาจต้องมีการปรับให้เกิดความเหมาะสมสำหรับผู้ผลิตรายใหม่ และเกิดความยุติธรรม ประกอบกับสถานการณ์การเมืองไม่เอื้ออำนวย ค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า มองไทยยังมีศักยภาพเพียงพอในการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และวางแผนขยายการลงทุนต่อเนื่อง เช่น โตโยต้า มีเป้าหมายที่จะผลิตรถยนต์ในประเทศไทยให้ได้ 1 ล้านคันในอนาคต จากปัจจุบันที่มีอยู่ 850,000 คัน ซึ่งจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 15,000-20,000 ล้านบาท ส่วนฮอนด้า เดินหน้าตามแผนลงทุนโรงงานแห่งใหม่มูลค่า 17,150 ล้านบาท ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เป็นต้น แนะนำการลงทุนกลุ่มยานยนต์ปานกลาง (Neutral) Top Pick ตัวเด่นสุดในกลุ่ม (Top Pick) AH, STANLY ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ตลาดรถยนต์โตตามเป้าหมาย คือ โครงการส่งเสริมการลงทุน อีโคคาร์ เฟส2 ในปี 2557 โดยเราให้น้ำหนักการลงทุนปานกลาง (Neutral) ในกลุ่มยานยนต์ปี 2556-57เพราะยังขาดปัจจัยกระตุ้นจากภาครัฐในระยะสั้น แต่ระยะยาวมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยคาดว่าแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มยานยนต์ในปี 2557 อาจใกล้เคียงกับปี 2556 โดยยังให้ปัจจัยส่งออกเป็นตัวหนุนให้เติบโต ทั้งนี้ Top Pick กลุ่มยานยนต์ ได้แก่ AH บมจ.อาปิโก ไฮเทค  และ STANLY บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า และแนะนำ “เก็งกำไร” หุ้นSAT บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี โดย STANLY มีจุดเด่นจากงานผลิตหลอดไฟรถยนต์ให้กับอีโคคาร์ครบทุกค่าย มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 55% สำหรับรถยนต์ และ 90% สำหรับรถจักรยานยนต์ และยังได้ประโยชน์จากคำสั่งผลิตหลอดไฟรถยนต์สำหรับค่ายผู้ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ในปี 2556-57 ส่วน SAT มีจุดเด่นจากการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ใหกับรถกระบะมากที่สุด และมีส่วนแบ่งตลาดสำหรับชิ้นส่วนรถกระบะที่ระดับ80-85% ในขณะที่ AH มีประเด็นเรื่องการรับรู้รายได้พิเศษจากค่าสินไหมทดแทนจากน้ำท่วมในปี 2554 ที่เหลือ ซึ่งจะนำไปตัดค่าเผื่อการด้อยค่าของบริษัทย่อย ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานที่จะบันทึกเข้ามาในส่วนต้นทุนขายลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น (เบื้องต้นตั้งค่าสินไหมคงเหลือไว้ที่ 300-500 ล้านบาท) และแนวโน้มผลประกอบการบริษัทร่วม (JV) เริ่มเห็นผลในปี 2557 โดยเราให้ราคาเหมาะสมของ  STANLY ที่ราคา 235 บาท,  SAT อยู่ที่ 20.30 บาท  และ AH ที่ราคา 20.84 บาท ตามลำดับ MThai News

ชาวนาแปดริ้วเป่านกหวีด กลางเวทีแก้จำนำข้าว
ชาวนา /  ชาวนาเป่านกหวีด / 

ชาวนาฉะเชิงเทรา เป่านกหวีดกลางเวที ถกแก้ไขปัญหาเงินจำนำข้าวจังหวัด ที่ห้องประชุมบางแก้ว สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มีกลุ่มตัวแทนชาวนาที่เตรียมตัวออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องขอเงินค่าข้าว ตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ยังคงติดค้างชาวนาในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่จำนวนกว่า 3,145 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้มีการเตรียมตัวบุกเข้ายึดศาลากลางและออกมาปิดถนนสาย 304 สุวินทวงศ์ (มีนบุรี-ฉะเชิงเทรา) แต่ได้ถูกทางส่วนราชการ และทางจังหวัด ได้ทำการขอร้องกับบุคคลในระดับแกนนำของชาวนาในพื้นที่ไว้ และได้มีการนัดหมายให้ตัวแทนชาวนาในแต่ละพื้นที่เดินทางมาเข้าร่วมประชุมรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของทางจังหวัดในวันนี้ ระหว่างที่มีการเจรจาเสนอแนวทางในการเยียวยาช่วยเหลือ นายมานิตย์ เซ็นลา อายุ 45 ปี ชาวนาจาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ได้ลุกขึ้นพูดว่า "รัฐบาลชุดนี้ล้มเหลวแล้ว ทำไมข้าวเก็บไว้ตั้งมากมายในโกดังจึงส่งออกขายไม่ได้ ก็เอาข้าวที่มีอยู่ ที่เก็บไว้ในโกดังออกมาขายสิ จะได้มีเงินมาให้กับชาวนา" ก่อนที่จะเป่านกหวีดใส่คณะกรรมการข้าวระดับจังหวัด แล้วเดินออกจากห้องประชุมไป

ละครล่ารักสุดขอบฟ้า , เรื่องย่อล่ารักสุดขอบฟ้า
ล่ารักสุดขอบฟ้า /  เรื่องย่อละคร ล่ารักสุดขอบฟ้า / 

ล่ารักสุดขอบฟ้าบทประพันธ์ : คนหลังม่าน บทโทรทัศน์ : ละลิตา ฉันทศาสตร์โกศลกำกับการแสดง : ธีระศักดิ์ พรหมเงิน ความรักระหว่างองครักษ์หนุ่มจากต่างแดนกับราชนิกูลสาวไทยจอมเฮี้ยวที่เกือบจะกลายเป็นเส้นขนาน เพราะหน้าที่และความภักดีต่อแผ่นดิน การคัดตัวราชองครักษ์ประจำปีของประเทศรายา ประเทศที่มีขนาดเล็กตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ใกล้กับประเทศอินเดียและจีนกำลังเริ่มขึ้น ตามธรรมเนียม องค์รัชทายาทจะต้องทรงเข้าร่วมประลองในรอบสุดท้าย เพื่อวัดฝีมือกับผู้ได้รับการคัดเลือกด้วยตัวเอง ซึ่งการประลองก็เป็นไปอย่างราบรื่น องค์รัชทายาทภายใต้ชุดเกราะและหน้ากากสามารถเอาชนะได้อย่างสวยงาม ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องของผู้เข้าชมการแข่งขัน มีเพียงองค์ราชาอินทราเท่านั้นที่ทรงทราบว่า แท้จริงผู้เข้าประลองคือ คามิน องครักษ์หนุ่ม ผู้ที่ทรงให้ความไว้วางใจให้ถวายการดูแล เจ้าชายมาคี รัชทายาทผู้ซึ่งต้องสืบต่อราชบัลลังก์จากนี้ในไม่ช้า หน้าที่ของคามิน นอกจากคุ้มครองเจ้าชาย ยังต้องเป็นตัวแทนของเจ้าชายไปทำราชกิจต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากองค์ราชา โดยมีสินธรทหารองครักษ์คู่ใจที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์และศรัทธาคามินอย่างที่สุดเป็นมือขวา คามินเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่เคยมีผู้ใดรู้ประวัติที่แน่ชัด บ้างก็ว่าพ่อแม่ของคามินเป็นมหาดเล็กของพระราชาอินทรา และเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตระหว่างตามเสด็จไปเยี่ยมราษฎร บ้างก็ว่าแม่ของคามินเป็นนางรำท้องลูกไม่มีพ่อ จึงฆ่าตัวตายหนีความอับอายและทิ้งลูกไว้ ซึ่งคามินไม่เคยสนใจที่จะสืบหาประวัติตัวเอง เพราะมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะถวายชีวิตเพื่อความจงรักภักดีต่อราชาอินทรา ที่ได้ชุบเลี้ยงเขามาแต่เยาว์วัย ราชาอินทราทรงหนักใจกับเจ้าชายมาคีซึ่งมีอุปนิสัยไม่เอาถ่าน ไม่ยอมสนใจศึกษางานราชกิจใดๆ คามินแทบจะต้องทำงานแทนทุกอย่าง แม้แต่เวลาที่มาคีไปมีสัมพันธ์กับสาวๆ คามินก็ต้องตามไปแก้ปัญหาให้ จนถูกสาวพวกนั้นตามตื๊อซะเอง กว่าจะสลัดหลุดไปได้ คามินก็ต้องแกล้งทำเป็นเกย์ ที่สำคัญ นายพลวิฑูร ผู้กุมอำนาจใหญ่ในวังก็คิดจะรวบอำนาจทางอ้อมด้วยการยกหฤทัย บุตรสาวให้เป็นชายาของเจ้าชายมาคี โดยมีพระนางสาวิตรี มเหสีของพระราชาให้การหนุนหลัง เนื่องจากทรงเป็นญาติกับนายพลวิฑูร พระนางสาวิตรีเองก็ไม่ค่อยชอบคามินนัก เพราะขณะที่เจ้าชายเป็นคนหยิบหย่งไม่เอาไหน แต่คามินกลับมีความสามารถทั้งบู๊และบุ๋น อบอุ่น มีวาทศิลป์ จนกลายเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านและคนรอบข้าง รวมทั้งราชาอินทราที่ทรงรักคามินเหมือนโอรสของพระองค์ เพื่อคานอำนาจของนายพล ราชาอินทราตัดสินใจหาทางออกด้วยการให้เจ้าชายมาคีอภิเษกกับหญิงต่างแดน และผู้หญิงที่เหมาะสมผู้นั้นก็คือ มัทนา สาวชาวไทยที่พระราชาได้แอบหมั้นหมายไว้กับธรรมรัตน์ บิดาของมัทนานั่นเอง ธรรมรัตน์เป็นพระสหายสนิทของพระราชามาตั้งแต่สมัยที่พระองค์มาศึกษาร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทย และที่สำคัญที่สุด ธรรมรัตน์เป็นผู้กุมความลับของพระราชา และชาติกำเนิดที่แท้จริงขององครักษ์คามินมาตลอด 26 ปี!! นายพลวิฑูรและพระมเหสีสาวิตรีก็พากันคัดค้านเรื่องการเลือกสาวไทยมาเป็นพระชายา แต่ราชาอินทราให้เหตุผลว่าประเทศรายาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร การผูกสัมพันธ์กับนักธุรกิจระดับเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอย่างธรรมรัตน์ จะสามารถนำวิทยาการที่ทันสมัยเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ราชสภาต่างพากันสนับสนุน ทำให้นายพลวิฑูรยอมล่าถอย ราชาอินทราจึงมีคำสั่งให้องครักษ์คามินเดินทางไปเมืองไทย ธรรมรัตน์พ่อของมัทนากินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อราชาอินทราแจ้งข่าวว่าจะส่งคนมารับตัวมัทนาไปอภิเษกกับเจ้าชายที่ประเทศรายาตามคำสัญญา เพราะมัทนาลูกสาวไม่มีคุณสมบัติกุลสตรีที่เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาเลยแม้แต่น้อยนิด คามินเดินทางไปเมืองไทยทันทีโดยมอบหมายให้สินธรคอยดูแลอารักขามาคีแทน ในงานเลี้ยงฉลองรับปริญญาของมัทนา ม.ร.ว.มาณวิกาได้ทำการแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับมัทนา บุตรสาว จนงดงามโดดเด่นดั่งเทพธิดาสมกับเป็นเชื้อสายราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ เพื่อเปิดตัวกับผู้คนในสังคมชั้นสูง แต่มาณวิกาต้องหน้าแตกและอับอายอย่างแรง เมื่อมัทนาออกมาเดินแบบโชว์พร้อมกับฟันที่เหยินเหมือนแก้วหน้าม้า พอๆ กับธรรมรัตน์ที่แทบจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินเพราะองครักษ์คามินมาถึงในวันนั้นพอดี ระหว่างที่ทุกคนมัวแต่สนใจมัทนา มือปืนลึกลับปรากฏตัวขึ้นยิงใส่ธรรมรัตน์ เป็นจังหวะที่มัทนากำลังวิ่งเข้าหาพ่อแม่ องครักษ์คามินกระโจนเข้าช่วยเหลือ ผลักมัทนาพ้นวิถีกระสุน ไล่ล่ายิงสู้กับมือปืนจนหลุดไปจากบริเวณงาน ซึ่งคามินก็ต้องตกใจมากเมื่อพบว่ามัทนาซิ่งมอเตอร์ไซด์ออกมาทั้งชุดสวยงามเพื่อไล่ล่าเช่นกัน มือปืนหลบหนีไปได้ธรรมรัตน์และมาณวิกาขอร้องให้คามินช่วยปกปิดเรื่องความก๋ากั่นของมัทนาเอาไว้ก่อน โดยจะพยายามเปลี่ยนแปลงมัทนาให้เป็นกุลสตรีให้ได้ แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะรูปถ่ายของมัทนาในสภาพแก้วหน้าม้าหลุดรอดไปถึงมือเจ้าชายมาคีที่รายา เจ้าชายรับไม่ได้กับหน้าตาอันสุดแสนจะขี้ริ้วขี้เหร่ของมัทนา จึงโทรศัพท์มายืนยันเสียงหนักแน่นกับองครักษ์คามินว่า หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ แถมยังบังคับให้องครักษ์คามินหาทางล้มเลิกการอภิเษกให้จงได้ ทำให้คามินหนักใจมาก เพราะในขณะเดียวกันก็ถูกกำชับจากองค์ราชาให้เตรียมการให้มัทนาเป็นเจ้าสาวให้ได้ เพราะองค์ราชาเคยพบกับมัทนาเทื่อตอนที่เริ่มเป็นสาวและแน่ใจว่ามัทนาไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วอย่างอย่างแน่นอน แท้จริงมัทนา เป็นเด็กสาวหัวสมัยใหม่ น่ารัก ร่าเริง สดใส ซุกซน รักความตื่นเต้น ชีวิตไม่เคยสัมผัสกับความทุกข์ ความยากลำบากใดๆ ชอบเล่นกีฬาผาดโผน ทั้งบันจี้จัมพ์ กีฬาทางน้ำต่างๆ เข้ากลุ่มเล่นร่มร่อน ปั่นจักรยานมาราธอน เล่นเอา ม.ร.ว.มาณวิกาปวดเศียรเวียนเกล้าที่ไม่สามารถฝึกลูกให้เป็นกุลสตรีได้ทุกกระเบียดนิ้วอย่างที่หวัง แม้จะพยายามหาคู่ที่ทัดเทียมเสมอศักดิ์กัน ผู้ชายเหล่านั้นก็โดนมัทนาพาไปรับน้องเล่นกีฬาผาดโผนจนขวัญหนีดีฝ่อกระเจิดกระเจิงกันไปหมด ต่างจากมินตรา บุตรสาวบุญธรรม ที่ได้ดั่งใจทุกอย่าง มินตราเป็นลูกสาวของพี่เลี้ยงของ ม.ร.วมาณวิกา ที่ป่วยตายและทิ้งลูกไว้ให้มาณวิกาช่วยดูแล มินตราเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมในทุกด้าน กิริยางดงาม งานบ้านงานเรือนไม่เคยบกพร่อง มินตราต้องการอยู่เหนือกว่ามัทนา เพราะมีปมในใจที่ตัวเองเป็นแค่ลูกคนรับใช้ มินตราจึงคอยเอาใจประจบประแจงมาณวิกาและธรรมรัตน์ จนมาณวิกาหลงรักรับเป็นลูกบุญธรรม โดยไม่มีใครมองออกว่าหญิงสาวผู้อ่อนหวานคนนี้ภายในเต็มไปด้วยความริษยาอันรุนแรง แม้แต่รูปแก้วหน้าม้าของมัทนา มินตราก็เป็นคนแอบส่งไปให้เจ้าชายมาคีเพราะอิจฉาที่มัทนาจะได้เป็นพระชายา มัทนาไม่อยากแต่งงานกับเจ้าชาย จึงพยายามแสดงตนว่าไม่ใช่กุลสตรีต่อหน้าคามิน และใช้มุกเดิมพาคามินไปกลั่นแกล้งให้ขวัญหนีดีฝ่อ คามินแกล้งไม่รู้ทันมัทนา เพราะต้องการเรียนรู้ว่ามัทนาเป็นคนอย่างไรกันแน่ มัทนาโอ้อวดความสามารถในเชิงกีฬาผาดโผนเพื่อข่มคามิน แรกๆ คามินแกล้งแพ้ มัทนาได้ใจ จึงให้เหมันต์ เพื่อนหนุ่มตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่แอบหลงรักมัทนา ช่วยสืบให้ว่าจะเอาชนะคามินได้ยังไง ในที่สุดเหมันต์ก็แนะนำให้มัทนาแข่งเจ็ทสกี เพราะภูมิประเทศของรายาเป็นภูเขา ยังไม่เจริญเท่าประเทศตะวันตก คามินคงไม่ชำนาญเจ็ทสกี มัทนารีบยื่นคำท้าต่อคามิน โดยให้เงื่อนไขว่าหากคามินสามารถเอาชนะได้ มัทนาจะยอมเข้าคอร์สฝึกความเป็นกุลสตรีตามแบบฉบับของประเทศรายา และเดินทางไปอภิเษกกับเจ้าชายแต่โดยดี องครักษ์คามินรับคำท้า ทั้งสองแข่งขันกันโดยมีเหมันต์และมินตรามาเป็นกรรมการ เหมันต์ต้องการให้มัทนาชนะจึงแอบทำให้เจ็ทสกีของคามินเกิดปัญหาระหว่างแข่งขัน แต่คามินรู้ทันและสามารถแก้ปัญหา เร่งเครื่องจนเกือบจะเอาชนะมัทนา ขณะที่มัทนามุ่งแต่จะเอาชนะคามินจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ คามินต้องเป็นฝ่ายช่วยมัทนา ทำให้มัทนารู้ว่าคามินฝีมือระดับเทพ คามินยังคุยทับว่าเจ้าชายมาคีเก่งกว่าเขาหลายสิบเท่า มัทนาจำเป็นต้องรักษาสัจจะยอมให้คามินฝึกการปฏิบัติตัวตามประเพณีของประเทศรายาอย่างไม่เต็มใจ ส่วนมินตราก็พึงพอใจในความหล่อเท่สุดๆ ขององครักษ์คามิน พยายามหาทางตีสนิทอยู่ตลอดเวลาที่มีโอกาส มัทนาไม่ปรารถนาจะแต่งงานจึงแกล้งหลอกองครักษ์คามินว่าตัวเองเป็นโรคเกลียดผู้ชาย (Male Phobia: โรคกลัวผู้ชายแบบไร้เหตุผล) เพราะถูกมาณวิกาเลี้ยงดูอย่างเข้มงวด เหมันต์ก็ร่วมช่วยโกหกอีกทางว่ามัทนาเคยถูกผู้ชายจูบแล้วหายใจไม่ออกเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทุกวันนี้ยังต้องไปหาหมอทางจิตเพื่อรับการรักษาอยู่ตลอด ส่วนมินตราก็แอบให้ข้อมูลคามินว่ามัทนาชอบก่อกวนผู้ชายทุกคนที่เข้ามาจีบจนหนีเตลิดไปหมด เพราะมัทนาเกลียดผู้ชาย คามินไม่ปักใจเชื่อพยายามค้นหาความจริง แต่ก็ยังจับผิดมัทนาไม่ได้ อสิต คู่แข่งทางธุรกิจของพ่อมัทนา เกิดความแค้นที่พ่อมัทนากำลังจะแย่งซื้อที่ดินผืนใหญ่ จึงส่งมือปืนมาตามเก็บธรรมรัตน์พ่อของมัทนา แต่โชคดีที่คามินมาช่วยได้ทันการ และในเหตุการณ์นี้เองทำให้คามินกับมัทนาจูบกันโดยไม่ตั้งใจ มัทนาอ่อนระทวยในวงแขนของคามินโดยไม่มีอาการหายใจไม่ออกอย่างที่เหมันต์เคยช่วยมัทนาโกหกไว้ ทำให้คามินรู้ได้ทันทีว่ามัทนากุเรื่องขึ้นทั้งเพ แม้ความจริงจะถูกเปิดเผย แต่เรื่องกลับวุ่นวายหนักขึ้นเมื่อ ทั้งคู่แอบมีใจให้แก่กันแต่ต้องพยายามเก็บงำความรักไว้ในใจอุปสรรคขององครักษ์คามินยังมีเข้ามาไม่หยุดหย่อน เมื่ออัคนี ลูกชายคนเก่งของอสิตพยายามตามจีบมัทนาเพื่อโชว์ความเจ๋งของตัวเอง แต่โดนมัทนาทำให้อับอายขายหน้า จึงเกิดความแค้นตามนิสัยของคนที่แพ้ไม่เป็น จึงคิดจะฉุดมัทนาไปเป็นเมียให้ได้ คามินเข้าขัดขวาง ทำให้อัคนียิ่งเสียหน้าและแค้นคามินไปด้วย ขณะที่มัทนาแอบประทับใจในความเก่งกล้าสามารถของคามินมากยิ่งขึ้นทุกที มัทนาเริ่มรู้สึกรักคามินมากขึ้นจนไม่อยากแต่งงานกับเจ้าชายมาคี จึงระบายความในใจที่มีต่อคามินให้มินตราฟัง โดยหารู้ไม่ว่ามินตราก็แอบหลงรักองครักษ์คามินอยู่เช่นกัน มินตราทำเป็นห่วงใยมัทนา ให้มัทนาตัดใจจากคามินเสีย ส่วนตัวเองก็ตามเอาใจใส่คามินในฐานะแขกคนสำคัญของครอบครัว มาณวิกาแม่ของมัทนาก็สนับสนุนมินตราจนออกนอกหน้า เพราะอยากได้ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอย่างคามินมาเป็นเกี่ยวดองเป็นญาติ ขณะเดียวกันมินตราก็ยังริษยากลัวมัทนาได้ดิบได้ดีเหนือตน จึงคอยส่งข้อมูลแย่ๆ ที่เกี่ยวกับมัทนาให้เจ้าชายมาคีอยู่เรื่อยๆ เล่นเอาเจ้าชายขนหัวลุกไม่อยากแต่งงานกับมัทนาท่าเดียว ราชาอินทราเห็นท่าจะไปกันใหญ่จึงบังคับให้โภคิน กรมวังผู้จงรักภักดีพาเจ้าชายมาคีมาเมืองไทยเพื่อให้เจ้าชายเห็นมัทนากับตา เมื่อโภคินและเจ้าชายเดินทางมาถึงเมืองไทย โภคินได้บอกเรื่องที่มีคนลึกลับคอยสร้างภาพมัทนาในทางลบ ทำให้ธรรมรัตน์สงสัยว่าจะเป็นฝีมือเล่นไม่ซื่อของอัคนีที่ตามตอแยมัทนาไม่ลดละ มัทนาทำตัวเรียบร้อยน่ารัก ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับคามิน ทำให้มาคีถึงกับตกหลุมรักมัทนาในนาทีแรกที่เห็น พร่ำเพ้อพรรณนากับองครักษ์คามินว่ามัทนาคือที่สุดในใจตั้งแต่เจอผู้หญิงในโลกนี้มา คามินต้องสะกดเก็บความปวดแปลบใจไว้ เมื่อราชาอินทราเดินทางกลับไปประกาศหมายกำหนดการแต่งงานที่รายา สร้างความไม่พอใจให้กับนายพลวิฑูรเป็นอย่างมาก จึงเร่งรีบส่งทหารคนสนิทไปเมืองไทยเพื่อเด็ดชีวิตมัทนา แต่มัทนาอาศัยความฉลาดปราดเปรียวเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด ยิ่งทำให้เจ้าชายมาคีเกิดความประทับใจจึงเร่งเวลาการแต่งงานให้เร็วขึ้นมาอีก มัทนาไม่อยากแต่งงานจึงตัดสินใจหนี มินตราซึ่งไม่อยากเห็นมัทนาได้ดีอยู่แล้วจึงแกล้งเห็นดีเห็นงามอาสาช่วยมัทนาหลบหนี คามินตามไปทันและดุว่ามัทนาทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต จะทำให้พ่อแม่ของมัทนาเดือดร้อนไปด้วย และอาจนำความขัดแย้งมาสู่ทั้งสองประเทศ มัทนาระเบิดความในใจว่าที่หนีเพราะรักคามิน ถ้ารักใครแล้วก็จะรักคนนั้นไปจนวันตายจะไม่ขอแต่งกับผู้ชายคนไหน เล่นเอาคามินถึงกับช็อกที่มัทนามีใจตรงกัน แต่คามินต้องตัดใจเลือกความภักดี จึงปลอบโยนมัทนาให้ยอมเดินทางไปประเทศรายาก่อน แล้วค่อยไปแก้ปัญหากันที่นั่น หญิงสาวยอมเชื่อฟังวาทศิลป์ของคามิน จึงยอมไปแต่โดยดี แต่พอทั้งหมดเดินทางถึงรายา คามินกลับทำตัวเหมือนคนแปลกหน้าไม่เหมือนตอนอยู่เมืองไทย แถมยังพยายามสร้างภาพว่าตนเองมากรักหลายใจ ด้วยการพาสนมกำนัลในรายามาค้างคืนที่ที่พัก เพื่อหวังให้มัทนาเกลียดและตัดใจจากตนเสีย ขณะที่พระนางสาวิตรีก็แสดงท่าทีรังเกียจมัทนา พยายามกลั่นแกล้งให้ทุกคนเห็นว่ามัทนาไม่คู่ควรกับตำแหน่งมเหสี โดยมีลูกคู่คือหฤทัย ส่วนนายพลวิฑูรก็หาโอกาสล่อลวงมัทนาไปทำร้ายบ่อยๆ แต่ก็มีบุรุษลึกลับมาช่วยให้มัทนารอดหวุดหวิดทุกครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นคามินนั่นเอง ในที่สุดมัทนาจับได้ว่าคามินแอบคุ้มครองตัวเองอยู่ จึงรู้ว่าคามินยังรักตน มัทนาตัดสินใจที่จะเข้าเฝ้าราชาอินทราเพื่อปฏิเสธการอภิเษกในครั้งนี้ด้วยตนเอง แต่เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก่อน หฤทัยพบว่าตัวเองท้องกับเจ้าชาย แต่เจ้าชายกลับไม่ยอมรับผิดชอบและอ้อนวอนให้คามินช่วยเหลือ คร่ำครวญว่าถ้าไม่ได้ครองคู่กับมัทนา ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ คามินเห็นทางว่าจะทำให้มัทนาตัดใจจากตนได้ จึงโกหกกับทุกคนว่าตัวเองคือพ่อเด็ก นายพลวิฑูรไม่ต้องการให้ลูกสาวเสียโอกาสเป็นชายา จึงต้องการยืดเวลาออกไปด้วยการขอให้มีการตรวจดีเอ็นเอคามินกับเด็ก เจ้าชายรอดตัวไปโดยปริยาย แต่การอภิเษกต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า คามินคือพ่อของลูกในท้องหฤทัยจริงหรือไม่ คามินพยายามหลบหน้ามัทนาเพราะไม่อยากตอบคำถามใดๆ มัทนาเองไม่เชื่อว่าคามินจะเป็นคนเช่นนั้น มินตราเกิดความละโมบอยากเป็นชายาเจ้าชาย จึงทำแผนให้มัทนากับคามินมาเจอกัน แล้วล่อให้เจ้าชายมาคีมาเห็นสองคนกอดกันกับตา เจ้าชายเจ็บปวดที่ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดทรยศหักหลัง สินธรซึ่งหลงรักหฤทัย เจ็บแค้นที่มาคีโยนความรับผิดชอบให้คามิน ประกอบกับรู้สึกมาตลอดว่ามาคีไม่คู่ควรจะเป็นราชา จึงลอบทำร้ายมาคี สุเทษเข้าขัดขวาง สินธรหนีรอดไปได้ แต่ก็ถูกประกาศจับไปทั่ว ขณะเดียวกันพวกโจรป่าก่อความวุ่นวายปล้นสะดมชาวบ้าน ส่วนราชาอินทราก็มาประชวรกะทันหันบ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย องครักษ์คามินแสดงฝีมือปราบโจรจนราบคาบ ประชาชน เสนาข้าราชบริพารพากันแซ่ซ้องสรรเสริญในวีรกรรมอันอาจหาญของคามิน ท่าทีห่วงใยที่มัทนามีต่อคามินยิ่งทำให้เจ้าชายอิจฉา หึงหวง และหวาดระแวงว่าคามินจะแข่งดีแข่งเด่นเหนือเจ้าชาย ในช่วงจังหวะนี้เองที่พระมเหสีสาวิตรีค้นพบรูปถ่ายแรกเกิดของคามินโดยบังเอิญ มเหสีบอกนายพลวิฑูร นายพลวิฑูรจึงลากตัวโภคินมาทรมานรีดความจริงจนยอมเปิดปากว่าเด็กคนนั้นคือคามินโอรสของพระราชา นายพลฆ่าโภคินทิ้ง มเหสีตกใจมากที่เห็นความโหดเหี้ยมของนายพล แต่ต้องตกกระไดพลอยโจนร่วมมือเพื่อเจ้าชายจะได้ขึ้นครองราชย์ นายพลบอกเรื่องชาติกำเนิดของคามินให้เจ้าชายรู้ และเป่าหูว่าเจ้าชายจะตกกระป๋อง หากความจริงนี้ถูกเปิดเผยออกมา เจ้าชายจึงร่วมมือกับนายพลวิฑูร สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายคามินว่าลอบปลงประชนม์พระราชา คามินถูกจับขังคุก ราชาอินทราเสียพระทัยจนประชวร นายพลเร่งรัดให้มีการประหารคามิน ขณะที่คามินไม่ยอมเปิดปากชี้แจงอะไรเลย เพราะคิดว่าไม่มีตนเองทุกอย่างก็จะจบ หฤทัยสำนึกบุญคุณที่องครักษ์คามินรับเป็นพ่อเด็ก และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ยังมีน้ำใจช่วยดูแลหฤทัยอย่างดี จึงยอมร่วมมือกับมัทนาช่วยเหลือคามินหนีจากที่คุมขังจนสำเร็จ หนำซ้ำยังเอาตัวขวางการตามล่าของนายพลวิฑูร จนตัวเองแท้งลูก นายพลวิฑูรใช้วิกฤติเป็นโอกาสปล่อยข่าวว่าคามินคบชู้กับมัทนา ทำให้เจ้าชายยิ่งแค้นนำทหารออกตามล่าตัวคามินจนไปพบอยู่ในป่า เจ้าชายทำร้ายคามินโดยคามินไม่ยอมต่อสู้ มัทนาพยายามขอร้องเจ้าชายทำให้เจ้าชายยิ่งโกรธ จะฆ่าคามินให้ได้ แต่เจ้าชายพลาดพลั้งเหยียบกับระเบิด คามินเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยถอดสลักระเบิดจนเจ้าชายรอดตาย แต่ตัวเองกลับโดนสะเก็ดระเบิด เมื่อควันจางลง คามินหายตัวไปอย่างลึกลับ ส่วนมัทนาที่สลบไปถูกเจ้าชายจับตัวกลับรายา และถูกกักบริเวณไม่ให้ไปไหน แต่มินตราช่วยมัทนาหนีกลับเมืองไทย ส่วนตัวเองก็อาศัยจังหวะที่เจ้าชายสับสน ยั่วยวนเจ้าชายจนได้เสียกันแบบลับๆ ที่เมืองไทย มัทนาเฝ้าห่วงใยคามิน โดยไม่รู้ว่าธรรมรัตน์เป็นผู้ส่งคนไปช่วยเหลือคามิน จนได้พบกับสินธรที่หลบอยู่ในป่าด้วย คามินขอให้สินธรอยู่ในรายาเพื่อคอยสืบข่าววิฑูร ธรรมรัตน์พาคามินไปเมืองไทยและส่งคามินไปรักษาอาการบาดเจ็บดวงตาในบ้านบนเกาะของแม่คามินซึ่งทิ้งไว้ให้ลูกก่อนตาย มัทนารู้ข่าวว่าเจ้าชายจะเดินทางมาปรับความเข้าใจกับธรรมรัตน์ จึงได้หนีหน้าไปพักผ่อนบนเกาะและที่นั่นมัทนาก็ได้พบกับคามินอีกครั้ง แต่การพบกันครั้งนี้ถึงกับทำให้มัทนาเข่าอ่อนเพราะคามินกลายเป็นคนตาบอด สูญเสียการมองเห็นชั่วคราว มัทนาไม่กล้าบอกให้คามินรู้ตัว จึงแอบอยู่กับคามินในบ้านหลังเดียวกัน และโกหกว่าเป็นคนรับใช้ แต่ก็โดนคามินจับได้ในเวลาต่อมา ขณะที่นายพลเดินทางมาติดต่ออัคนีซึ่งเบื้องหลังมีซุ้มมือปืนรับจ้างฆ่าคน อัคนีตกลงรับงานทันทีเพราะแค้นคามินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อัคนีสืบรู้ที่ซ่อนของคามินจากมินตรา จึงพาลูกน้องบุกไปฆ่าคามิน คามินต่อสู้กับผู้ร้ายโดยมีมัทนาเป็นคนคอยบอกทิศทางเป็นดวงตาให้กับคามิน ในที่สุดทั้งคู่หนีรอดไปในป่าและได้พบกับหมอจีนช่วยฝังเข็มรักษาดวงตาของคามินจนกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ราชาอินทราเริ่มแข็งแรงขึ้น และต้องการพบคามิน นายพลจึงหลอกพาราชาอินทราไปเพื่อลอบปลงพระชนม์โดยให้อัคนีเป็นคนลงมือ คามินกับมัทนาตามมาช่วย แต่ราชาอินทราถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ราชาบอกความจริงว่าคามินคือลูก ก่อนที่จะสิ้นใจ คามินจึงคาดคั้นถามความจริงจากธรรมรัตน์ ย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เจ้าชายอินทราเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในเมืองไทย พระองค์ได้รู้จักกับธรรมรัตน์และปรารถนา สาวงามชาวไทย ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทร่วมสถาบันเดียวกัน เจ้าชายตกหลุมรักปรารถนา และได้เสียกันจนปรารถนาตั้งท้องในช่วงที่สำเร็จการศึกษาพอดี เจ้าชายอินทราสัญญาว่าจะเดินทางกลับมารับปรารถนาไปเป็นมเหสี แต่เมื่อเดินทางไปแล้ว พระราชบิดาของเจ้าชายบังคับให้เจ้าชายอภิเษกกับมเหสีองค์ปัจจุบัน เวลานั้นเจ้าชายอินทราอ่อนแอไม่กล้าขัดคำสั่งพระราชบิดา จึงตัดการติดต่อกับปรารถนา ปรารถนาร่างกายอ่อนแอหลังคลอดลูกชาย จึงเสียชีวิตลง ธรรมรัตน์เลี้ยงดูลูกชายของพระราชาอินทราจนอายุได้ 2 ขวบ พระราชาสำนึกผิดจึงส่งคนรับใช้คนสนิท มารับตัวลูกชายไป และตั้งชื่อให้ว่าคามิน นายพลวิฑูรใส่ร้ายว่าคนที่ฆ่าพระราชาตายคือคามิน แต่มเหสีเชื่อว่าเป็นฝีมือของนายพล จึงรู้สึกสำนึกเสียใจที่หลงร่วมมือกับคนชั่ว ความที่กลัวว่าเจ้าชายจะรู้ว่าตนเองมีส่วนในการสิ้นพระชมน์ของราชาอินทรา ทำให้มเหสีเริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว ส่วนเจ้าชายแค้นคามินมากยอมร่วมมือกับนายพลกำจัดคามิน แลกกับการสนับสนุนให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์ แต่มินตรานำจดหมายและรูปที่บอกชาติกำเนิดของคามินมาข่มขู่เจ้าชาย หากเจ้าชายไม่ต้องการให้ความลับนี้แพ่งพรายออกไป ต้องแต่งตั้งตัวเองให้เป็นชายา นายพลแอบรู้ข้อตกลงนี้จึงหลอกใช้มินตรา โดยสัญญาว่าจะผลักดันมินตราขึ้นเป็นพระชายาแทนหฤทัย แต่ขอให้มินตราหาตัวคามินและมัทนาให้พบ หลังจากนั้นก็แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชการ เจ้าชายเริ่มอึดอัดที่กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ มินตราเดินทางกลับมาที่เมืองไทย หลอกล่อมาณวิกา จนกระทั่งรู้ที่ซ่อนมัทนาและคามิน จึงส่งข่าวให้อัคนีรู้ อัคนีตามล่าตัวคามินและมัทนาจนพบ แต่จับมัทนาไปได้คนเดียว เพราะมัทนาจงใจจะให้คามินหนีรอด มัทนาไม่ยอมเปิดปากบอกว่าคามินอยู่ที่ไหน จึงถูกอัคนีพาตัวไปรายาเพื่อรับรางวัลจากนายพล เจ้าชายดีใจมากที่พบมัทนา แต่มัทนากลับไม่ใยดีทำให้เจ้าชายแค้นมากจับมัทนาขังไว้บนหอคอย คามินเสียใจมากทีมัทนาถูกจับตัว และแผ่นดินรายาก็กำลังตกอยู่ในมือของคนชั่ว จึงแอบลอบเข้าชายแดนรายาพร้อมกับเหมันต์ โดยมีธรรมรัตน์หนุนหลัง คามินพบว่านายพลส่งทหารออกรีดไถชาวบ้าน จึงปลอมตัวเข้าช่วยเหลือ จนเรื่องถึงหูนายพลว่ามีชายลึกลับคิดก่อกบฏ แต่ก็ตามจับตัวไม่ได้ ความหวาดระแวงว่าตนจะไม่ได้ครอบครองรายา ทำให้นายพลวิฑูรหักหลังเจ้าชายคิดการกบฏ มินตรารู้ว่าโดนหลอกใช้ จึงคิดหนี แต่ถูกนายพลข่มขืน และทำร้ายปางตาย ก่อนจะนำร่างของมินตราไปทิ้งไว้ชายป่า คามินและพวกเข้าช่วยมินตราไว้ได้ และก่อนที่นายพลจะสังหารเจ้าชาย คามิน ธรรมรัตน์ เหมันต์ พากองกำลังอาสาที่ภักดีต่อคามินมารวมกับกองทหารในวังที่เจ้าชายแอบรวบรวมได้ เข้าสู้รบกับฝ่ายกบฏและคนของอัคนี จนสามารถเอาชนะได้ อัคนีถูกจับ นายพลวิฑูรหนีไปที่หอคอยที่ขังมัทนา จังหวะที่นายพลจะฆ่ามัทนา หฤทัยเข้าขวางถูกพ่อทำร้ายบาดเจ็บ นายพลหนีการจับกุมจนพลัดตกหอคอยตาย หลังเรื่องร้ายผ่านไป พระนางสาวิตรีสำนึกผิด จึงตั้งใจสถาปนาคามินขึ้นปกครองรายา แทนเจ้าชายมาคี เจ้าชายเองก็สนับสนุน เพราะตามสิทธิแล้ว คามินเป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่ง แต่คามินกลับหายตัวไปพร้อมหฤทัย เขียนจดหมายทิ้งไว้ขอสละตำแหน่งให้เจ้าชาย และอวยพรให้ครองคู่กับมัทนาอย่างมีความสุข เพราะรู้ว่าเจ้าชายรักมัทนา มัทนาแค้นมากตกลงจะอภิเษกกับเจ้าชาย ร้อนถึงมินตราที่สำนึกผิดแล้วต้องตามหาตัวคามินจนพบว่าไปแอบอยู่ที่บ้านบนเกาะกับหฤทัยเพื่อหลีกทางให้เจ้าชายกับมัทนาได้สมหวัง มินตราจึงร่วมมือกับเจ้าชาย และเหมันต์ทำแผน ให้ทั้งคู่ได้คืนดีกัน ณ ชายหาดขาวสะอาด และทะเลสีครามอันงดงามของเมืองไทย ภารกิจตามล่าหารักคนสองคนก็ปิดฉากลง พร้อมกับสองหัวใจที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว รายชื่อนักแสดง ศุกลวัฒน์ คณารศ รับบท คามินพีชญา วัฒนามนตรี รับบท มัทนาหลุยส์ เฮสดาร์ซัน รับบท มาคีภูมิภาฑิต นิตยารส รับบท สินธรชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล รับบท มินตราภูษณะ บัวงาม รับบท เหมันต์ทูน หิรัญทรัพย์ รับบท อินทราอภิรดี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม รับบท สาวิตรีตฤณ เศรษฐโชค รับบท ธรรมรัตน์อัญษนา บุรานันท์ รับบท มาณวิกา สินิทธา บุณยศักดิ์ รับบท ปรารถนา ฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์ รับบท วิฑูร อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ รับบท หฤทัย

คสช.เห็นชอบร่างกฎหมายอุ้มบุญแล้ว-เพิ่มเงิน อส.
กฎหมายอุ้มบุญ /  ข่าววันนี้ / 

ที่ประชุม คสช. เห็นชอบร่างกฎหมายอุ้มบุญแล้ว พร้อมให้มีการปีับเพิ่มเงิน อส. ในอัตราร้อยละ 5 มีผลย้อนหลัง 1 เม.ย. รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ วันนี้ (13ส.ค.57) ได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. ..แล้ว ก่อนจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มีหลักการเพื่อกำหนดสถานะความเป็นบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ให้เหมาะสม ตลอดจนควบคุมการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เกี่ยวกับตัวอ่อนและเทคโนโลยีช่วยการช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยมีทั้งหมด 49 มาตรา แบ่งเป็น 6 หมวด และบทเฉพาะกาล นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทน เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวและเงินช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. กระทรวงมหาดไทยด้วย โดยปรับอัตราเงินค่าตอบแทนของสมาชิก อส. เพิ่มขึ้น ในอัตราร้อยละ 5 มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 โดยระยะเวลาการปรับขึ้นเงินค่าตอบแทน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2554 ถึง 31 ธันวาคม 2554 ปรับใหม่ เป็น อัตราขั้นต่ำ 8,610 บาท และอัตราขั้นสูง 12,285 บาท และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป อัตราขั้นต่ำ 9,000 บาท อัตราขั้นสูง 12,285 บาทเช่นเดิม นอกจากนั้น ยังเห็นชอบการจ่ายเงินตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ที่มีเงินเดือนเต็มขั้นสูงของระดับตำแหน่ง ภายใต้วงเงินรวมไม่เกินร้อยละ 4 ของฐานเงินเดือนรวมของพนักงานที่มีเงินเดือนเต็มขั้น โดยเงินตอบแทนพิเศษเป็นเงินที่ได้รับนอกเหนือจากเงินเดือน และจะไม่นำไปเป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินเดือน MThai news

หุ้นไทยเปิดตลาดบวก 1.78 จุด สัญญาฯฟื้นไม่เด่นชัด
10หุ้น /  AMATA / 

ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.78 จุด ดัชนีไปอยู่ที่ 1,306.40 จุด มูลค่าการซื้อขาย 949.52 ล้านบาท เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการของส่งเสริมการลงทุนภาคอุตาหกรรมชะงักกว่า 5 แสนล้านบาท บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นบ้านเรายังถูกกดดันจากากรเมืองอีกนาน คาดว่าตลาดหุ้นยังคงผันผวนในช่วงนี้ แต่มีแรงซื้อกลับมาเป็นช่วงๆ ทั้งนี้ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ไม่เกิดการลงทุนเพิ่ม และดัชนีผุ้บริโภคถดถอยลง เปิดตลาดเช้านี้ ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.78 จุด ดัชนีไปอยู่ที่ 1,306.40 จุด มูลค่าการซื้อขาย 949.52 ล้านบาท การทำงานของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือBOI ค่อนข้างลำบาก เพราะ กกต.แจ้งว่าไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งคณกรรมการ และแจ้งว่าการดำเนินการใดๆของ BI ต้องไม่เป็นผลผูกพันกันรัฐบาลชุดต่อไป ส่งผลให้ โครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนมูลค่ากว่า 5 แสนล้าน เกิดขึ้นได้ไม่กี่โครงการ หลายโครงการต้องหยุดชะงักลง ที่กระทบโดยตรงก็นิคมอุตสาหกรรมที่ AMATA มีรายได้ขายที่ดินในนิคม โดยตรงได้รับผลเสียแน่ การปะทะช่วงนี้ มีการปิดล้อมจากทั้ง 2 ฝ่าย ทั้ง การยิงและระเบิด ส่งผลถึงบรรยากาการลงทุนในหุ้นต่อเนื่อง แม้จะมีแรงซื้อดีดกลับมาบ้างก็ตาม ปัจจัยภายนอก โดยสหรัฐเผชิญอากาศหนาวเย็น โพลาร์ วอเท็กซ์ อีกระลอกส่งผลต่อเศรษฐกิจระยะนี้ ญี่ปุ่นแม้กำลังฟื้นตัวแต่จะสะดุดการขึ้นภาษีการบริโภคในเดือน เม.ย. นี้ ส่วนข่าวดีคือ เศรษฐกิจของอังกฤษยังฟื้นตัวต่อเนื่อง ำหรับผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2556 ของบริษัทจดทะเบียนเหลือเวลาเพียง 4 วันที่สิ้นุดการส่งงบฯ ส่วนใหญ่ผลงานยังดีอยู่ แต่การเล่นหุ้นแนะนำเล่นหุ้นที่ได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มส่งออก กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ช่วงนี้กลุ่มสถาบันซื้อเบาบาง ขณะที่ต่างชาติขายต่อเนื่อง หุ้นเด่นวันนี้ บล.เคเคเทรด แนะนำ BCP อัตรากำไรในธุรกิจโรงกลั่นน้อยลงในปีนี้ ขณะที่รายได้หลัก BCP อยู่ที่โรงกลั่น 60-65% และมีแผนหยุดเดินเครื่อง 40 วัน จากากรเปลี่ยนหอกลั่นใหม่ จาก 8 หมื่นบาเรลต่อวัน เป็น 1 แสน บาเรลต่อวัน แม้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระยะที่ 3 จะเพิ่มขึ้น 67% แต่ไม่พอชดเชยรายได้หลัก ราคราหุ้นเพิ่มขึ้น 12% ช่วง 2 เดือนทีร่ผ่านมา สะท้อนอุปสงค์ของน้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น แม้ผลประกอบการครึ่งปีแรกปีนี้จะลดลง แต่เงินปันผลน่าสนใจ มีอัตราตอบเแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี แนะนำถือจากเดิม ซื้อ รคาคาเป้าหมายหุ้นละ 34 บาท KARMART จากธุรกิจเครื่องสำอางค์ ทำกำไรสุทธิ175ล้านบาท แต่ต้นทุนขายกับกับค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ ทำให้อัตรากำไรลดลง EBITDA เป็น26.8%อัตราการเติบโตผลกำไรอยุที่ 47.9% คาดว่าธุรกิจปกติกำไร 187 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 7% ยังไม่รวมเงินปันผลจากการลงทุนในเวียดนาม ราคาหุ้นซื้อขายที่ PE 1.7เท่า ถือว่าไม่แพงเทียบกัย PE เฉลี่ยกลุ่มค้าปลีกที่ 22 เท่า คงแนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 7.10 บาท Mthai News