นิคมอุตสาหกรรม 304

สปป.ลาวหนุนเขตศก.พิเศษ ดึงนักลงทุนหวังดันGDP
ลาว /  สปป.ลาว / 

กนอ. เร่งศึกษานิคมอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน ด้าน สปป.ลาว ดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวง ดึงนักลงทุน หวังสร้าง GDP โตเพิ่มขึ้น 10 เท่า  นายวีระพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. มีนโยบายการศึกษาออกไปลงทุนตั้งนิคมฯ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุด กนอ. ได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อเยี่ยมชมแผนการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวง ด้าน นางบัวทา กันธิยะ รัฐมนตรีช่วยประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว กล่าวว่า สำหรับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวง ตั้งบนพื้นที่ 365 เฮกตาร์ วงเงินลงทุน 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2554 ที่ผ่านมา และมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 15 ปี โดยให้บริษัท เซี่ยงไฮ้ วั่นเฟิง ของประเทศจีนเป็นผู้พัฒนาที่ดินในลักษณะสัญญาสัมปทานระยะเวลา 99 ปี เบื้องต้น อยู่ระหว่างก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยโครงการดังกล่าวจะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติและจากนักลงทุนลาวให้ เข้ามาลงทุน ทั้งในรูปแบบรัฐร่วมทุนกับเอกชน เอกชนลงทุน 100% หรือรัฐลงทุน 100% ซึ่งขณะนี้ มีนักลงทุนจีนและญี่ปุ่นเริ่มเข้าจองพื้นที่แล้วระดับหนึ่ง หากสามารถดำเนินงานได้เต็มรูปแบบน่าจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สปป.ลาว เติบโตได้อีกประมาณ 10 เท่าต่อปี จากปัจจุบันเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 7-8 ต่อปี

รมว.อุตสาหกรรม เข้ากระทรวงวันแรก
กระทรวงอุตสาหกรรม /  จักรมณฑ์ / 

"จักรมณฑ์" เข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก สั่งหน่วยงานเร่งออกใบ ร.ง.4 เศรษฐกิจ 5 จังหวัดใต้ รับ AEC บรรยากาศที่กระทรวงอุตสาหกรรม เช้านี้ ล่าสุด นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางมาที่กระทรวงตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมได้พูดคุยทักทายกับข้าราชการและผู้บริหารในกระทรวง ก่อนที่จะนำข้าราชการและผู้บริหารเข้าสักการะพระนารายณ์ และศาลพระภูมิสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณภายในกระทรวง ก่อนที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ โดย นายจักรมณฑ์ กล่าวถึง สิ่งเร่งด่วนที่จะดำเนินการคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC การเร่งรัดโครงการนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล และนิคมอุตสาหกรรมยางที่ฉลุง จังหวัดสงขลา รวมถึงการเร่งรัดการออกใบอนุญาตต่าง ๆ โดยเฉพาะใบประกอบกิจการโรงงาน ร.ง.4 ซึ่งที่ผ่านมา คณะรักษาควาาสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้แก้ไขในบางส่วนแล้ว แต่ทั้งนี้ สนช. อยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎหมายใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่ควบคุมการอนุญาตต่าง ๆ ของหน่วยราชการ ดังนั้น กระทรวงต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการออกใบอนุญาตให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่จะออกมา Mthai News

 กนอ.อนุมัตินิคม 6 แห่ง ขยายพื้นที่รับเออีซี
กนอ. /  กนอ.อนุมัตินิคม 6 แห่ง / 

บอร์ด กนอ.อนุมัตินิคมอุตสาหกรรม 6 แห่ง ขยายพื้นที่เพิ่มรวม 4,022 ไร่ เงินลงทุน 6,751 ล้านบาท รองรับการขยายตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558  นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กนอ.เห็นชอบขยายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 6 แห่ง รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4,022 ไร่ งบประมาณทั้งสิ้น 6,751 ล้านบาท ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก โดยไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 โดยนิคมทั้ง 6 แห่ง เป็นนิคมร่วมดำเนินงานระหว่าง กนอ.กับผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอกชน ประกอบด้วย 1.นิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ จังหวัดระยอง โดยบริษัท อมตะซิตี้ จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ได้ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 2,524 ไร่ จากพื้นที่เดิมที่ได้มีการพัฒนาพื้นที่แล้ว 11,483 ไร่ ขายพื้นที่ไปแล้ว 8,171 ไร่ และยังมีพื้นที่ขายคงเหลือ 874 ไร่ โดยจะใช้วงเงินลงทุนประมาณ 4,842 ล้านบาท คาดว่าจะพัฒนาเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี 2.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 2 จังหวัดชลบุรี บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่ประมาณ 631 ไร่ จากพื้นที่โครงการเดิมที่มีอยู่ประมาณ 3,160 ไร่ ใช้วงเงินลงทุนประมาณ 822.92 ล้านบาท 3.นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) จังหวัดระยอง บริษัท อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท (ระยอง) จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 704 ไร่ จากโครงการเดิมที่มีพื้นที่พัฒนา 9,034 ไร่ และได้ขายหมดแล้ว จึงต้องขอขยายพื้นที่เพิ่มเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และประกอบรถยนต์ โดยใช้วงเงินลงทุน ประมาณ 762 ล้านบาท 4.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง บริษัท ระยอง 2012 จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่เพิ่มประมาณ 49 ไร่ จากพื้นที่โครงการเดิมที่มีอยู่ 1,232 ไร่ โดยวงเงินลงทุนประมาณ 55 ล้านบาท 5.นิคมอุตสาหกรรมสินสาคร จังหวัดสมุทรสาคร บริษัท ซี.เอ.เอส.แอสเซท จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ขอขยายพื้นที่ 83 ไร่ ปัจจุบันนิคมดังกล่าวมีการพัฒนาพื้นที่แล้ว 1,561 ไร่ พื้นที่ขายแล้ว 1,090 ไร่ คงเหลือพื้นที่ขายประมาณ 99 ไร่ โดยการขยายพื้นที่ในครั้งนี้มีวงเงินลงทุนประมาณ 270 ล้านบาท 6.นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จังหวัดระยอง บริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จำกัด เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ได้ขออนุญาตจาก กนอ.ในการจัดรูปแปลงที่ดินให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ จำนวน 31 ไร่ ซึ่งยังคงจำนวนพื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่สีเขียวจำนวนเท่าเดิม รวมเป็นพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 3,198 ไร่ MThai News

เบรคแตก! รถบัสขยี้คนงานนิคมอุตสาหกรรม ตาย 1 เจ็บ 4
เบรคแตก! /  รถบัส / 

ข่าว 7 สี - รถบัสเบรคแตก พุ่งชนคนงานบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี่ที่ยืนรอรถอยู่ริมถนน เพื่อเดินทางไปทำงาน เสียชีวิต 1 คน ได้รับบาดเจ็บอีก 4 คน ภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นว่า รถคันที่ก่อเหตุ ซึ่งเป็นรถบัสของบริษัทอธิปัตย์ทัวร์ หมายเลขทะเบียน 30-1897 พระนครศรีอยุธยา ได้ขับมาตามถนนพหลโยธิน ขาเข้ากรุงเทพมหานคร                เมื่อถึงหน้าตลาดประ...

โหด! เดินกระแทกไหล่ถูกรุมทำร้ายดับหน้าบ้าน
ถูกรุมทำร้าย /  เดินกระแทกไหล่ / 

เกิดเหตุชายวัย 56 ปี เดินกระแทกไหล่คู่กรณี ถูกรุมทำร้ายดับอนาถหน้าบ้าน ซ.รัชดาฯ 13 - ตำรวจเตรียมสอบปากคำ วิน จยย. เวลา 00.15 น. ตำรวจ สน.สุทธิสาร รับแจ้งมีผู้ถูกทำร้ายร่างกายเสียชีวิต ภายใน ซ.รัชดา 13 ใกล้เคียงวัดกุนนทีฯ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพ นายจตุพล คำมี อายุ 56 ปี สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีเทา กางเกงขายาวสีเขียวขี้ม้า รองเท้าแตะสีเหลือง นอนหงายเสียชีวิตอยู่หน้าบ้านเลขที่ 304 ซ.รัชดาภิเษก 13 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร พบบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งไม่ทราบชนิดที่บริเวณท้ายทอย และรอยฟกช้ำที่บริเวณกลางหลัง จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้มีเรื่องกับคู่กรณี เนื่องจากไปเดินกระแทกไหล่แถววินรถ จยย.รับจ้างหน้าบ้าน ก่อนที่จะถูกชาย 4-5 คน ขับ จยย. 2 คัน มารุมทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต เบื้องต้น ตำรวจสันนิษฐาน ผู้ตาย ไปมีเรื่องกับคู่กรณีก่อนถูกนำพวกมารุมทำร้าย พร้อมเตรียมรวบรวมพยานหลักฐาน และเรียก วิน จยย.รับจ้าง มาสอบปากคำ เพื่อหาเบาะแส ส่วนผู้ตายได้ส่งไปชันสูตรพลิกศพที่ สถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ

บอร์ดบีโอไออนุมัติ 18 โครงการ 80,000 ลบ.
BOI /  คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน / 

"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร" เผย บอร์ดบีโอไอ อนุมัติโครงการ 18 โครงการ 80,000 ล้านบาท มั่นใจนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเหมือนเดิม หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติโครงการ 18 โครงการ จำนวน 80,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการ Eco car ซึ่งเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการผลิต หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนแบบเจาะตามโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมทั่วไปในประเทศลดลง โดยจะใช้เวลา 3 สัปดาห์ ในการรวบรวมข้อมูลก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรี รวมถึงส่งเสริมการลงทุนไปยังต่างประเทศ เนื่องจากไทยเตรียมขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ เพื่อให้แข่งขันกับตลาดโลก ส่วนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยางพารา นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ดำเนินการเปิดนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ เพื่อผลิตยางพาราใช้ภายในประเทศ พร้อมดึงนักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมลงทุน ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ยังกล่าวถึงภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศไทย จากเดิมมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยเดือนละ 2.3 ล้านคน และลดลงเรื่อย ๆ จากผลกระทบทางการเมือง จนกระทั่งเดือนกรกฎาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและเชื่อว่าสิ้นปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเฉลี่ยที่ 2.3 ล้านคนเช่นเดิม

ห่วงภัยแล้งกระทบภาคอุตสาหกรรม
ห่วง /  ภัยแล้ง / 

ข่าว 7 สี - การนิคมอุตสาหกรรม ห่วงภัยแล้งกระทบภาคอุตสาหกรรม เตือนผู้ประกอบการแต่ละนิคมฯ ใช้น้ำอย่างประหยัด เตรียมสำรองน้ำ และพิจารณาใช้น้ำจากแหล่งน้ำสำรอง นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง มีปริมาณน้ำฝนลดลงส่งผลต่อปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ตลอดจนภาวะน้ำทะเลหนุน ทำให้เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา จนค่าความเค็มที่วั...

น้องเมย์ ลุ้น2รางวัลใหญ่ งานวันนักกีฬายอดเยี่ยม26มี.ค.นี้
งานประกาศเกียรติคุณ /  นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี / 

ความเคลื่อนไหวงานประกาศเกียรติคุณ “วันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2556” ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มี.ค.57 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาทีมชาติไทย วันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2556 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมี นายปัญญา เบ็ญจศิริวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการกีฬา วุฒิสภา ในฐานประธานคณะกรรมการจัดงาน พร้อมด้วย นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณารางวัลฯ คุณศรีวณิก หัสดิน รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นพ.พงษ์ศักดิ์ วัฒนา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล, นายเฉลิมชัย บุญรักษ์ อดีตรักษาการผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการพิจารณารางวัลฯ, นายศิวดล ชวลิตปรีชา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย และนายเลอภพ โสรัตน์ เลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ และสื่อมวลชนจากทุกแขนง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยงานวันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2556 สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26 มี.ค.57 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิคาเคิล แกรนด์ หลักสี่ ถ่ายทอดสดทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ระหว่างเวลา 16.00-18.00 น. โดยปีนี้คณะกรรมการจัดงานฯ ใช้แนวคิดการจัดงาน คือ “กีฬาไทย ใจเป็นหนึ่ง” เน้นถึงเรื่องของการนำกีฬาพัฒนาประเทศ และสร้างความรัก ความสามัคคีให้กับคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งภายในงานจะจัดพิธีแบบเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ และความศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง 22 รางวัล โดยเฉพาะถ้วยพระราชทานใหญ่ ซึ่งเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของนักกีฬาที่ได้รับไป ที่สำคัญสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาฯ ยังเป็นเพียงสมาคมเดียวที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลมาอย่างยาวนานอีกด้วย สำหรับไฮไลท์ของการมอบรางวัลในปีนี้ยังคงอยู่ที่ 4 รางวัลใหญ่ ที่จะได้ครองถ้วยพระราชทานอีนทรงเกียรติเหมือนเดิม ซึ่งนักกีฬาที่ผ่านเข้ารอบนั้น คณะกรรมการพิจารณาฯ รางวัลร่วมกันงาหลักเกณฑ์และพิจารณากันอย่างเข้มข้นเพื่อให้ทุกรางวัลมีความยุติธรรมและโปร่งใส สามารถตอบคำถามของสังคมและพี่น้องชาวไทยที่ติดตามการจัดงานใหญ่ครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนนั่นเอง สรุปผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ทั้ง 22 รางวัล มีดังนี้ รางวัลนักกีฬาสมัครเล่นชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ทนงศักดิ์ แสนสมบูรณ์สุข (แบดมินตัน), ฉัตร์ชัย บุตรดี (มวยสากลสมัครเล่น), จิระพงศ์ มีนาพระ (กรีฑา), รางวัลนักกีฬาสมัครเล่นหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ (แบดมินตัน), ชนาธิป ซ้อนขำ (เทควันโด), เรืออากาศเอกหญิง วาสนา วินาโท (กรีฑา) รางวัลนักกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม ประกอบด้วย วิศักดิ์ศิลป์ วังเอก หรือ ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย (มวยสากลอาชีพ), พรอนงค์ เพชรล้ำ (กอล์ฟ), น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ (แบดมินตัน) ซึ่งทั้ง 3 รางวัล จะได้ครองถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และรางวัลนักมวยไทยยอดเยี่ยม ได้แก่ พันธ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ ซึ่งจะได้ครองถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ส่วนรางวัลนักกีฬาเยาวชนชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ณัฐวัฒน์ สุวจนกรณ์ (กอล์ฟ), คฑาวุฒิ หมีนิ่ม (กรีฑา), พีระเทพ ศิลาอ่อน (เทควันโด), รางวัลนักกีฬาเยาวชนหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (แบดมินตัน), โสภิตา ธนสาร (ยกน้ำหนัก), พาณิพัค วงศ์พัฒนากิจ (เทควันโด), รางวัลนักกีฬายุวชนชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ธีระศักดิ์ ศรีพัฒน์ (ยกน้ำหนัก), วิทวัส ทุมชะ (กรีฑา), พชร คงวัดใหม่ (กอล์ฟ) ด้านรางวัลนักกีฬายุวชนหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ดวงกมล โพธิ์เงิน (วินด์เซิร์ฟ), มิ่งกมล คุ้มผล (กรีฑา), สุธิดา พูนพัฒน์ (เรือใบ), รางวัลผู้ฝึกสอนกีฬาสมัครเล่นยอดเยี่ยม ประกอบด้วย เกียรติพงศ์ รัชตเกรียงไกร (วอลเลย์บอล), เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ฟุตบอล), วีรัส ณ หนองคาย (เซปักตะกร้อ), รางวัลผู้ฝึกสอนกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม ประกอบด้วย สุรชาติ (โชคชัย) พิสิษฐ์วุฒินันท์ (โค้ชมวยสากลอาชีพของ ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย), อเลฮานโดร เมเนนเดส การ์เซีย (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด), โฆเซ มาเรีย ปาซอส เมนเดส หรือ ปูลปิส (ชลบุรี บลูเวฟ), เซีย จื่อหัว (โค้ชแบดมินตัน ของ รัชนก อินทนนท์), รางวัลผู้ฝึกสอนกีฬาภูธรดีเด่น ประกอบด้วย นายบรรจง สมบัติ (ผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลในร่ม จ.ขอนแก่น) กับ นายอนุชา วาทะวัฒนะ (ผู้ฝึกสอนตะกร้อลอดห่วง จ.นครพนม) ขณะที่รางวัลสมาคมกีฬายอดเยี่ยม ประกอบด้วย สมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย, สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย, รางวัลสมาคมกีฬาพัฒนาดีเด่น ประกอบด้วย สมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย, สมาคมยูโดแห่งประเทศไทย, สมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย, รางวัลสมาคมกีฬาจังหวัดดีเด่น ประกอบด้วย สมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ, สมาคมกีฬาจังหวัดนนทบุรี กับ สมาคมกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยม ประกอบด้วย นายคมกฤช นภาลัย (ชลบุรี บลูเวฟ), นายทัดเทพ พิทักษ์พูลสิน (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด), นางนวลพรรณ ล่ำซำ (ฟุตบอลหญิง) รางวัลทีมกีฬาชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ทีมฟุตซอลชลบุรี บลูเวฟ (แชมป์สโมสรเอเชีย, แชมป์ฟุตซอลไทยลีก), ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, ถ้วย ก, พรีเมียร์คัพ), ทีมฟุตบอลซีเกมส์ (แชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 27), รางวัลทีมกีฬาหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย (แชมป์เอเชีย 2013), ทีมวิ่งผลัด 4 คูณ 100 เมตรหญิง (แชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 27), ทีมฟุตบอลหญิง (แชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 27) รางวัลนักกีฬาคนพิการชายยอดเยี่ยม ประกอบด้วย หาญฤชัย เนตรศิริ (ยิงธนู), สายชล คนเจน (วีลแชร์เรซซิ่ง), เรวัตร ต๋านะ (วีลแชร์เรซซิ่ง), รางวัลนักกีฬาคนพิการหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย อัญชญา เกตุแก้ว (ว่ายน้ำ) , สายสุนีย์ จ๊ะนะ (วีลแชร์ฟันดาบ), สุจิรัตน์ ปุกคำ (วีลแชร์แบดมินตัน), รางวัลเอกชัย นพจินดา ประกอบด้วย วรากร เขตสมุทร, แทนไท บุญเปลื้อง, วงศกร การบรรจง, รางวัลผู้ทรงคุณค่าในวงการกีฬา ได้แก่ รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ, นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง, พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร, นางนวลพรรณ ล่ำซำ, นายอดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ และรางวัลโปรโมเตอร์มวยไทยยอดเยี่ยม ได้แก่ “เสี่ยเน้า” วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์

จิมทอมป์สัน ฟาร์ม งามพืชผล มาให้ยลเพียงปีละครั้ง
จิมทอมป์สัน ฟาร์ม /  ท่องเที่ยวเชิงเกษตร / 

หนาวนี้ไปไหนที่ไม่ต้องเดินทางไกลๆ ฟาร์มท่องเที่ยวเชิงเกษตร จิมทอมป์สัน ฟาร์ม หนาวนี้อยากหนีไปไหน ที่ไม่ต้องเดินทางไกลๆ ไปถึงยอดดอยทางภาคเหนือ ? หลายคนคงกำลังมีความคิดแบบนี้ เพราะเวลาของเราล้วนเป็นเงินเป็นทอง และมีอะไรให้ต้องทำอีกหลายอย่างจนบางครั้ง 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ยังทำอะไรได้ไม่หมด อยากออกไปเที่ยวสูดบรรยากาศดีๆ แต่ก็มีเรื่องของเวลาเป็นอุปสรรค เหมือนไปไม่คุ้มอย่างไรชอบกล ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อย่างโคราช หรือจ.นครราชสีมาเมืองหญิงกล้าผ้าไหมดีนั้น เราได้ยินมาว่านอกจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติวังน้ำเขียวที่เขาว่าพรมแดนฝั่งโคราชไม่เคยขาดคนไปเยี่ยมเยียนทุกๆ ปี ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ให้บรรยากาศชาวฟาร์มชาวไร่บนพื้นราบหลังหุบเขา และยังเชิญชวนต่อไปอีกว่าเมื่อถึงหน้าหนาวพื้นที่แห่งนี้จะอากาศดีเป็นพิเศษ เพราะยังคงความสมบูรณ์ของดินน้ำลำธารไว้ได้อยู่ เพราะมีเขื่อนลำพระเพลิง และอ่างเก็บน้ำลำนารายณ์เป็นเพื่อนบ้าน เรากำลังหมายถึงอ.ปักธงชัย ที่ตั้งของฟาร์มท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่าง จิมทอมป์สัน ฟาร์ม ที่เรากำลังจะพาไปทำความรู้จักกันในวันนี้ จิมทอมป์สัน ฟาร์ม งามพืชผล มาให้ยลเพียงปีละครั้ง คนไทยหากอยู่ในวัยเลย 30 ขึ้นไปแล้ว น่าจะยังคุ้นเคยกับชื่อของ จิม ทอมป์สัน ชาวอเมริกันผู้บุกเบิกกิจการผ้าไหมไทยให้แพร่หลายเลื่องชื่อไปยังระดับสากล ฟาร์มแห่งนี้จึงมีความเกี่ยวโยงกับโรงเลี้ยงไหม จิม ทอมป์สัน โดยตรง ในฐานะโรงผลิตไข่ไหมแก่สมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ร่วมกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบนพื้นที่กว่า 600 ไร่ จนกระทั่งปีพ.ศ. 2544 ฟาร์มกว้างใหญ่นี้ก็เพิ่มบทบาทจากพื้นที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ทั้งความรู้ด้านเกษตรกรรมท้องถิ่นและความเพลิดเพลินจากพรรณพืชพันธุ์ไม้สวยงามแปลกตา และเลือกช่วงเวลาปลายปีระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่เหมาะแก่การเปิดฟาร์มให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ด้วยอาณาบริเวณฟาร์มกว้างใหญ่ ทางฟาร์มจึงมีบริการรถนำทัวร์ตั้งแต่ต้อนรับ รถนำเที่ยวรูปร่างน่ารักจะพาเราผ่านจุดชมวิวเลื่องชื่ออย่าง ทุ่งปอเทือง สีเหลืองสดใส ซึ่งปอเทืองนี้ไม่ใช่แค่พืชล้มลุกปลูกแทนต้นหญ้าให้ดอกงามตาเท่านั้น แต่ปอเทืองยังเป็นพืชตระกูลถั่วที่เกษตรกรรู้ดีว่าสามารถนำมาปลูกเป็นพืชคลุมดินให้สารอาหารระหว่างปรับปรุงหน้าดินได้อย่างวิเศษด้วย นอกเหนือจากทุ่งทานตะวันที่บานอยู่อีกฟาก ออกดอกสะพรั่งเจิดจ้าท้าแสงแดดที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จากจุดชมวิวมทุ่งปอเทืองนี้ ผู้รู้ยังบอกต่อด้วยว่าเมื่อเสร็จจากฤดูท่องเที่ยว ดอกปอเทืองเหลืองอร่ามก็จะโรยราติดฝักอ่อนออกมาแทน และเมื่อนั้นปอเทืองจะถูกไถกลบเพื่อเป็นปุ๋ยให้กับต้นหม่อนใบใหญ่เขียวจัดอาหารรสเลิศของตัวไหมที่จะลงแปลงต่อไปอีกด้วย ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีด้วยภูมิปัญญาเกษตรท้องถิ่นล้วนๆ เรียกว่าสอดแทรกความรู้ที่ไม่เคยได้รู้อยู่แทบทุกตารางนิ้วของฟาร์มจริงๆ ด้วยความโดดเด่นเรื่องไม้ดอกสวยงามและฟาร์มพืชล้มลุกสุดลูกหูลูกตา เมื่อใครต่อใครมาเยือน จิมทอมป์สัน ฟาร์ม ก็จะเจอกับภูเขาฟักทองยักษ์รอต้อนรับตั้งแต่ทางเข้าฟาร์ม เป็นที่ถูกอกถูกใจของสมาชิกตัวน้อยๆ (และบ่อยๆ ที่ผู้ใหญ่อย่างเราก็จะขอแว้บเข้าไปแอคท่าถ่ายรูปกับฟักทองด้วย) ซึ่งสควอชหน้าหนาวเหล่านี้จะมีให้ชมอีกมากภายในฟาร์ม ทั้ง Cream of The Crop พืชตระกูลฟักทองเปลือกสีขาวนวลผลใหญ่รูปร่างคล้ายผลโกโก้, บัตเตอร์นัท น้ำเต้าที่มีสีและรูปร่างเหมือนเมล็ดถั่วลิสง หรือ บลู บัลเลต์ ฟักทองเปลือกสีอมฟ้ารูปทรงคล้ายกระโปรงนักเต้นบัลเลต์ และเดลิกาตา ฟักทองทรงยาวรีที่มีลายทางบนเปลือกดูแปลกตาเป็นที่แปลกตาสำหรับบ้านเรา ภาพ : thailandtatler.com เชื่อได้เลยว่าเห็นแบบนี้แล้วหลายคนต้องคิดถึงเกม Farm Ville และไม่ก็ Hay Day ที่ฮิตกันในสมาร์ทโฟนขึ้นมาทันที นอกจากนี้แล้ว จิมทอมป์สัน ฟาร์ม ยังเขียวขจีด้วยแปลงผักน้ำหยดหรือไฮโดรโพนิคส์ที่เรารู้จักกันดี บางคนอาจบอกว่าผักน้ำหยดแบบนี้ทานแล้วไม่มีชีวิตชีวาเพราะขาดแร่ธาตุในดิน ไม่ห่างกันนักก็เห็นแปลงผักลงดินเรียงรายเขียวสดใสเอาใจคนชอบผักทั้งสองแบบ ใครใคร่ซื้อติดมือกลับบ้านก็เลือกยกทั้งต้นกันตามสบาย รวมทั้งฟักทองลูกอวบใหญ่ที่มีให้ชิมก็สามารถหอบซื้อกลับบ้านได้ แถมยังมีบริการรับส่งและรับฝากให้ด้วย เพื่อจะได้เดินชมฟาร์มต่ออย่างสบายใจไม่ต้องแบกถือให้หนักมือ เมื่อเดินชมฟาร์มจนเหนื่อยอ่อน ทางฟาร์มก็มีอาหารไว้คอยบริการ โดยจะเน้นไปที่อาหารอีสานและเมนูโคราชสไตล์ อย่าง ผัดหมี่โคราช รสชาติจัดจ้านกำลังดีมาในกระทงใบตอง ใครมากันเยอะยากแซ่บเป็นหมู่คณะ แม่ครัวที่นี่เขาจะจัด ส้มตำ ชุดใหญ่ใส่ถาดใบโตให้จ้วงกันอย่างสะใจ พร้อมข้าวเหนียวไก่ทอดทั้งชุดราคาชาวบ้าน…ชาวบ้าน ตบท้ายด้วยการจิบ น้ำฟักทอง ล้างปากตามไปด้วย ก็ชื่นใจคลายเหนื่อยได้ดี มีแรงพอจะเดินไปชมการเลี้ยงไหมของฟาร์มกันต่อ ฟาร์มหม่อนไหม ของที่นี่ถือว่าขึ้นชื่อ และมีความสำคัญมายาวนาน ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมาโดยตลอด ทาง จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จะคัดไหมสายพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของไทยโดยพัฒนาและเพาะพันธุ์เองเพื่อให้ได้พันธุ์ที่แข็งแรงทนต่อดินฟ้าอากาศ ก่อนจะแจกจ่ายให้สมาชิกเกษตรกรนำไปเลี้ยง แล้วขายรังไหมสดให้ฟาร์มนำเข้าโรงงานไปผลิตเส้นไย ซึ่งระบบการผลิตนี้ทางฟาร์มก็ได้นำมาสาธิตให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน หากเด็กๆ ไม่กลัวหนอนไหม อยากจะจับหรือป้อนใบหม่อนให้ ทางฟาร์มก็เปิดโอกาสให้ร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่ นอกจากธรรมชาติที่ประทานความสวยงามให้กับพรรณไม้ใน จิมทอมป์สัน ฟาร์ม แล้ว ทางฟาร์มยังได้นำเอาวัฒนธรรมพื้นบ้านและงานศิลปะแบบท้องถิ่นอีสานมาผนวกเข้าด้วย ในโซน หมู่บ้านอีสานและหมู่บ้านศิลปิน นำเสนอผลงานของศิลปินชาวอีสานที่ผูกพันจิตวิญญาณแห่งท้องถิ่นออกมาเป็นเส้นสายสวย หรือจะสนุกสนานไปกับการละเล่นแบบเด็กชนบทเช่นการะลเล่นตีหม้อ, วิถีชาวนาที่ผูกพันกับควาย การฝัดข้าวตามแบบฉบับชาวนา, บทเพลงขับกล่อมในงานประเพณี และของดีของจังหวัดทางภาคอีสานอย่างเช่น ผีตาโขนจ.เลย คิดอีกมุมหนี่งก็คล้ายกับเวลาที่เราไปชมสวนสนุกอินเตอร์แล้วมีมาสคอตมาต้อนรับ ต่างกันตรงที่มาสคอตแบบไทยๆ จะสอดแทรกที่มาของวัฒนธรรมให้ด้วย จึงเหมาะมากที่จะพาเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษาหรือหอบลูกจูงหลานมาสัมผัสวิถีไทยในกลิ่นอายธรรมชาติแบบนี้ ที่ตั้งของ จิมทอมป์สัน ฟาร์ม อยู่ในพื้นที่เทศบาลต.ตะขบ ชาวปักธงชัยและชาวโคราชจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะใช้เส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนลำพระเพลิง ผ่านสี่แยกจุดตัดถนน 2072 แล้วเลี้ยวขวาข้ามคลองชลประทาน จุดสังเกตคือร.ร.ลำพระเพลิงพิทยาคม ตรงไปข้างหน้าอีกนิดก็จะถึงฟาร์มอยู่ทางด้านขวามือ หรือหากเดินทางจากกรุงเทพฯ ก็สามารถใช้ได้ 2 เส้นทาง คือเข้าทางจ.สระบุรี ใช้ช่องทางชุมทางต่างระดับสีคิ้ว ผ่านอ.โชคชัย ทางหลวงหมายเลข 24 ถึงคลองชลประทานแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านเทศบาลต.ตะขบ จากนั้นเลี้ยวขวาข้ามคลองชลประทานเช่นเดียวกับเส้นทางข้างต้น อีกเส้นทางหนึ่งคือเส้นทางฉะเชิงเทรา กบินทร์บุรี เข้าทางวังน้ำเขียว ใช้ทางหลวงหมายเลข 304 จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาถนน 2072 ผ่านวิทยาลัยเทคนิคปักธงชัยจนถึงสี่แยกข้ามคลองชลประทาน แล้วตรงต่อไปทางร.ร.ลำพระเพลิงพิทยาคมเช่นกัน ถือว่าเป็นการเดินทางที่ไม่ไกลนักและสะดวกพอที่จะไปเช้า-เย็นกลับได้ แต่ใครที่อยากจะสูดโอโซนธรรมชาติต่อ ก็พอจะหาที่พักบรรยากาศดีในละแวกเขื่อนลำพระเพลิงไปจนถึงวังน้ำเขียวที่พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง จิมทอมป์สัน ฟาร์ม จะกลับมาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2557 - มกราคม 2558 ใครที่เคยพลาดบรรยากาศจากปีก่อนๆ ก็เตรียมหาเวลาไปชื่นชมความงามของธรรมชาติ และพืชพันธุ์พร้อมกับเก็บเกี่ยววิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ขอแนะนำว่าเหมาะอย่างยิ่งที่จะเดินทางไปกันทั้งครอบครัว ชวนเด็กๆ ให้มาซึมซับกับเกร็ดความรู้และรายละเอียดที่ซุกซ่อนอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ รวมถึงวิถีชนบทอีสานแท้ๆ ที่กำลังเหลือน้อยเต็มที บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com   ภาพ : facebook.com/JimThompsonFarmTour

ประมูลแสตมป์ สมัยศตวรรษที่ 19 ราคาแพงที่สุดในโลก
นครนิวยอร์ค /  ประมูลแสตมป์ / 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าซัทเทบีส์ บริษัทจัดการประมูลผลงานศิลปะชื่อดังได้ออกมาเปิดเผยว่า แสตมป์ราคา 1 เซนต์ในสมัยที่อังกฤษยังเป็นเจ้าอาณานิคมในอเมริกาใต้ ช่วงศตวรรษที่19 ได้กลายเป็นแสตมป์ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก หลังจากถูกประมูลไปด้วยราคา 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 304 ล้านบาท)  การประมูลครั้งนี้จัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้านี้ ซัทเทบีส์ประเมินว่าแสตมป์ปี 1856 ดวงนี้จะมีราคาประมูลอยู่ที่ 10-20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับแสตมป์ดวงนี้มีขนาดกว้าง 2.5ซ.ม. ยาว 3.2 ซ.ม. มีสีม่วงอมแดง ซึ่งถูกนำออกสู่สายตาประชาชนครั้งล่าสุดในปี 1986 (พ.ศ.2529) เจ้าของคนล่าสุดคือ นายจอห์นอี.ดูปองต์ทายาทธุรกิจดู ปองต์ เคมีคัล MThai News

ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดปากน้ำโจ้โล้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา
วัด /  วัดปากน้ำโจ้โล้ / 

ชวนเพื่อนๆ Travel.mthai.com ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกวัดหนึ่ง ที่ วัดปากน้ำโจ้โล้ มีพระอุโบสถเป็นสีทองทั้งหลัง ทั้งภายในและภายนอก ยามเมื่อแสงแดดส่องกระทบตัวโบสถ์ เป็นภาพที่งดงามตระการตาเป็นอย่างยิ่ง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าตากสิน เมื่อเสด็จนำทัพผ่านเพื่อไปตีเมืองจันทบุรี ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดปากน้ำโจ้โล้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา วัดปากน้ำโจ้โล้ ห่างจากตัวตลาดน้ำบางคล้า 3 กิโลเมตร วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดย Banjong Sudsawat ภาพ วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดยคุร Boos-Bas ภาพวัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดยคุณ Bumkhra Chiuchiu วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดยคุณ Mooaun Oto วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดย Prathom Eos ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น พระอุโบสถ เป็นทองอร่าม สวยมากๆ วัดปากน้ำโจ้โล้ ภาพโดยคุณ กระแต แต้แว๊ด การเดินทาง เส้นทางมาวัดปากน้ำโจ้โล้ จากตัวเมืองฉะเชิงเทรา มาทางถนนหลวง 304 พนมสารคามเเยกซ้ายเข้าอำเภอบางคล้า ประมาณ 7 กม. จะเจอทางเเยกตรงป้อมตำรวจ ให้เลี้ยวขวาตรงมาอีก 3 กม. จะพบกับวัดปากน้ำโจ้โล้ (ข้อมูลจาก fb : Arm Kmitl) ข้อมูลจาก www.unseentourthailand.com ขอบคุณภาพจากแฟนเพจ: คุณ max : www.facebook.com/maxza.maxis บทความท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง :: เที่ยวอิ่มบุญ ไหว้พระ กับ 8 วัด สายตะวันออก :: ตะลอน เที่ยวแปดริ้ว งบนิดเดียว แต่เที่ยวคุ้ม :: ไหว้พระเสริมมงคลชีวิต วัดโสธรวรารามวรวิหาร ฉะเชิงเทรา

สารเคมีมาบตาพุดรั่ว หามส่งร.พ. 5 ราย
มาบตาพุดรั่ว /  สารเคมีรั่ว

สารเคมีในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดรั่วอีกละรอก หามผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลแล้ว 5 ราย ภาพประกอบข่าว ได้เกิดเหตุสารเคมีรั่วอีกครั้ง ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เบื้องต้น มีผู้ถูกส่งโรงพยาบาลมาบตาพุด จำนวน 5 ราย ลักษณะกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นคลอลีน และยาฆ่าแมลง ขณะที่ระดับสารเคมีในอากาศ มีความหนาแน่นระดับ 3 ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลำบาก ขณะเดียวกันประชาชนที่อาศัยโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เริ่มมีการอพยพออกจากพื้นที่อีกครั้ง โดยย้ายไปอยู่พื้นที่เหนือลมเพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากสารเคมีรั่วดังกล่าว

แผนโครงสร้างพื้นฐานที่ คสช. อนุมัติพร้อมลุยมีอะไรบ้าง
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ /  คมนาคม / 

คสช. เห็นชอบยุทธศาสตร์ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปีงบประมาณ 58-65 รวม 4 ด้าน 5 แผนงาน เริ่มก่อสร้างปี 59 นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์  ปลัดกระทรวงคมนาคม เผยหลังเข้าร่วมประชุมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า คสช. ได้เห็นชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พร้อมให้จัดสรรแหล่งที่มาของเงินลงทุนในระยะยาวเร่งด่วนภายใน 30 วันโดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเเละกระทรวงคมนาคม นำโดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.รองหัวหน้า คสช. และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธานในการพิจารณารายละเอียดทั้งหมด โดยยุทธศาสตร์ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปีงบประมาณ 58-65 รวม 4ด้าน 5แผนงาน มีดังนี้ ยุทธศาสตร์4 ด้าน มี 1.การสร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม 2.การสร้างมาตรฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3.การสร้างโอกาสสำหรับการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน 4.เสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง 5 แผนงาน มีดังนี้ แผนงานที่ 1. การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง  ขยายรถไฟทางคู่เดิม 6 เส้นทาง วงเงิน 127,472 ล้านบาท และรถไฟทางคู่แบบขนาดทางมาตรฐาน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (ไฮสปีดเทรนเดิม) 2 เส้นทาง วงเงิน 741,460 ล้านบาท  และโครงข่ายถนนสายหลักเชื่อมเมืองหลัก กทม.และปริมณฑล ซึ่งรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน หรือรางขนาด 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม. ที่ประชุมเห็นชอบที่ 2 เส้นทางคือ สายหนองคาย-โคราช-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด ระยะทาง 737 กม. วงเงิน 392,570 ล้านบาท และสายเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ระยะทาง 655 กม. วงเงิน 348,890 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 2558-2564 จะใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ใช้ความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม.และขนสินค้า ใช้ความเร็ว 120 กม.ต่อ ชม. ตามแผนจะเชื่อมต่อกับประเทศจีนตอนใต้ ขั้นตอนในช่วงแรกจะมีการว่าจ้างศึกษาเพื่อปรับแบบและกำหนดแผนการก่อสร้างจากเดิมที่มีการศึกษาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง   ทำให้ค่าก่อสร้างจากเดิม กม.ละ 500-600 ล้านบาท เหลือเพียง 350-400 ล้านบาท ทำไมรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน หรือรางขนาด 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อ ชม.  “ทางคู่แบบมาตรฐาน ก็คือรถไฟความเร็วสูงที่เราเข้าใจ เพียงแต่ปรับลดขนาดความเร็วจากเดิมมากกว่า 200 กม.ต่อชม. เหลือเพียง160 กม.ต่อชม. จึงไม่เรียกว่ารถไฟความเร็วสูง โดยในอนาคตจะเพิ่มความเร็วเปลี่ยนไปเป็นรถไฟความเร็วสูงได้จริง เพราะระบบรางรองรับได้ จึงถือว่าเป็นการลงทุน เพื่อลดภาระการลงทุนในอนาคต”  โครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน6 เส้นทาง887 กม .วงเงิน 127,472 ล้านบาท โครงการเร่งด่วน  ประกอบด้วย 1. ชุมทางจิระ-ขอนแก่น185กม.วงเงิน 16,007 ล้านบาท 2. ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร167 กม. วงเงิน 17,293 ล้านบาท 3. นครปฐม-หัวหิน165 กม.วงเงิน 20,038 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการช่วงปี 58-61ส่วน 4.มาบกะเบา-นครราชสีมา132 กม. วงเงิน29,855 ล้านบาท 5.ลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม. วงเงิน 24,842 ล้านบาท 6.หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กม. วงเงิน 9,437 ล้านบาท ดำเนินการ ปี 59-63 ยังไม่รวมสายฉะเชิงเทรา –คลอง 19-แก่งคอยอยู่ในขั้นตอนเตรียมเปิดประกวดราคา รอให้คณะกรรมการคตร.ตรวจสอบรายละเอียดโครงการหากสามารถขยายทางคู่ได้ตามแผน จะทำให้ขบวนรถไฟที่ให้บริการวันละ 288 เที่ยวต่อวันเพิ่มเป็น 800 เที่ยวต่อวัน จัดหาหัวรถจักรขบวนรถใหม่ และปรับเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณ ไปใช้ระบบอัตโนมัติ กว่า 106 หัวจักร แผนงานที่ 2. การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขยายโครงการลดค่าครองชีพ รถเมล์ฟรี  รถไฟฟรี  ไปอีก6เดือนไปจนถึงเดือน ม.ค. 58 เเละ เพิ่ม รถเมล์ NGV 3,183 คัน แผนดำเนินการรถไฟฟ้า ปี 57– 58 จะเร่งรัดประกวดราคา  - สายสีเขียวช่วงสะพานใหม่-คูคต 7 กม.และหมอชิต-สะพานใหม่ 11.4 กม.  - สายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี20 กม. อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นโครงการ86.4 กม.ในความรับผิดชอบของ รฟม.  - สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 36 กม.  เตรียมขออนุมัติโครงการ  - สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-พัฒนาการ 30.4 กม.  เตรียมขออนุมัติโครงการ  ส่วนอีก 3 เส้นทางในความรับผิดชอบของ ร.ฟ.ท.คือ 1. บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน 25.5 กม. 2. ส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์พญาไท–ดอนเมือง21.8กม. ร.ฟ.ท.พร้อมประกวดราคาและ 3. ส่วนต่อขยายสายสีแดงช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10.3 กม. เตรียมเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม โครงการรถไฟฟ้า10เส้นทาง จะเร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 4 เส้นทาง8 9กม. โครงการเร่งด่วน คือ - สายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ23 กม.จะสร้างเสร็จปี 58 - สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ-บางแค27 กม. สร้างเสร็จปี 60 - สายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 12.8 กม. สร้างเสร็จปี 60 - สายสีแดงบางซื่อ-รังสิต26 กม.จะพิจารณาปรับแบบคาดจะสร้างเสร็จปี 60 แผนงานที่ 3. การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน  เน้นเชื่อมโยงโครงข่ายประตูการค้าระหว่างประเทศ การค้าชายแดน และระบบถนนที่เชื่อมโยงประตูการค้าของประเทศ เชื่อมโยงเมืองหลัก เชื่อมโยง กทม.และปริมณฑล ซึ่งจะพัฒนาทางหลวง 4 ช่องจราจรได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 4 กระบี่-อ.ห้วยยอด ทางหลวงหมายเลข 12 กาฬสินธุ์-อ.สมเด็จ ตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย ทางหลวงหมายเลข 314 อ.บางปะกง-อ.ฉะเชิงเทราตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 3138อ.บ้านบึง-อ.บ้านค่ายตอน 3 และบูรณะทางหลวงสายหลัก ที่เชื่อมระหว่างภาคทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา-มาบตาพุด ทางหลวงที่สนับสนุนการเกษตรและการท่องเที่ยวรวมทั้งพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าอีกด้วย แผนงานที่ 4. การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ พัฒนาท่าเรือชายฝั่ง ให้สามารถเชื่อมต่อไปสู่ ศูนย์ขนส่งสินค้าทางรถไฟ ถนนเชื่อมกับท่าเรือเเละท่าอากาศยานต่างๆได้ - ศึกษาเเละทบทวนท่าเรื่อน้ำลึก ปากบารา จ.สตูล - พัฒนาท่าเรื่องเเหลมฉบัง เฟส3 ต่อไป แผนงานที่ 5. การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ - พัฒนาการบริการเเละการขนส่งทางอากาศของ สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส2 - พัฒนาการขนส่งทางอากาศของสนามบินภูมิภาค ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เบตง เเละ เเม่สอด  MThai News

คค.ประชุมอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐาน
กระทรวงคมนาคม /  ข่าววันนี้ / 

คมนาคม ประชุมอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร พิจารณาแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ครั้งที่ 2 เช้าวันนี้ นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากรร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 2/2557 เพื่อพิจารณาแผนและลำดับความสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแผนปรับปรุงด่านศุลกากร ด่านชายแดน และแผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในการพัฒนาพื้นที่และจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพ อีกจำนวน 6 ด่าน 5 พื้นที่ชายแดนที่เหลือ คือ ได้แก่ 1. ด่านแม่สอด จ.ตาก  2. ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว  3. ด่านหาดเล็ก (ท่าเรือคลองใหญ่) จ.ตราด  4. ด่านมุกดาหาร  5. ด่านสะเดา  6. ด่านปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ส่วนที่เหลืออีก 12 ด่านจะทยอยดำเนินการในระยะต่อไป ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมจัดทำรายละเอียดแผนแม่บทและส่งมอบให้ กับ คสช. ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณและปรับปรุงแก้ไขตามความเหมาะสม ซึ่งจะตัองทำการส่งมอบรายละเอียดแผนงานต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

รถขนแรงงานเขมรกลับปท.ชนต้นไม้แปดริ้วตาย6เจ็บ13
ลักลอบเข้าเมือง /  อุบัติเหตุ / 

กระบะขนคนงานต่างด้าวชาวกัมพูชา เตรียมกลับประเทศ เสียหลักชนต้นไม้ ที่ จ.ฉะเชิงเทรา เสียชีวิตทันที 6 ศพ บาดเจ็บ 13 ราย ร.ต.ท.สมมาศ เมืองมุสิก ร้อยเวรสอบสวน สภ.ราชสาส์น เข้าตรวจสอบ อุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักพลิกคว่ำ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ที่เกิดเหตุ หน้าโรงงานกินรี ถ.ฉะเชิงเทรา มุ่งหน้า พนมสารคาม  ถนนสาย 304  ช่วง กม.ที่  24  ต.เมืองใหม่ อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา พบรถกระบะ อีซูซุ สีบอร์นทอง ทะเบียน บท-7856 สระแก้ว อยู่ในสภาพอัดก็อบปี้ กับต้นไม้ พบ ผู้เสียชีวิตทันที 6  ราย ชาย 2 ราย หญิง 4 ราย ในที่เกิดเหตุ และมีผู้บาดเจ็บ 13 ราย  ในจำนวนนี้ มีอาการบาดเจ็บสาหัส 3-4 ราย ตรวจสอบพบว่า ทั้งหมด เป็นแรงงานชาวกัมพูชา สอบสวนทราบว่า รถกระบะคันดังกล่าว ขนแรงงานชาวกัมพูชา อัดแน่นกันมาในรถกระบะ เพื่อเตรียมนำคนงาน เดินทางกลับประเทศกัมพูชา หลังมีกระแสข่าวทหารไทย กวาดล้างแรงงานต่างด้าว ทำให้แรงงานต่างด้าว เกิดความหวาดกลัว จึงรีบเดินทางกลับประเทศ และเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ รถเกิดเสียหลัก ลงข้างทาง ชนเข้ากับต้นไม้ ส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิต 6 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่นั่งอยู่ด้านหน้าตัวรถ รวมถึงคนขับที่เป็นคนไทย ก็เสียชีวิตด้วย  และบาดเจ็บ 13 ราย ส่วนผู้ที่ ได้รับบาดเจ็บ เล็กน้อย ต่างวิ่งหลบหนีกันไปคนละทิศ ละทาง ซึ่งภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้ทยอยนำแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บ นำส่ง รพ.พนมสารคาม เพื่อทำการรักษา ส่วนผู้เสียชีวิต 6 ราย นั้น ต้องส่งชันสูตรที่ รพ.ราชสาส์น เพราะเป็น โรงพยาบาลในพื้นที่รับผิดชอบ

คมนาคมลั่น เตรียมผุดสนามบินในภูมิภาค 6 แห่ง
กระทรวงคมนาคม /  คมนาคม / 

กระทรวงคมนาคม เตรียมผุดสนามบินในภูมิภาค 6 แห่งในปี 2558 เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน คาดอีก 5 ปีจะแล้วเสร็จ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม จะมีการศึกษาและพิจารณาแผนขยายการลงทุนสนามบินในภูมิภาค 6 แห่ง ซึ่งเป็นสนามบินขนาดเล็ก เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะประกอบด้วย อำเภอเบตง จังหวัดยะลา , อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก , อำเภอเลิงนกทา จังหวัดมุกดาหาร หรือ อำเภอคลองลึก จังหวัดตราด ,จังหวัดอุตรดิตถ์ , จังหวัดกาญจนบุรี, อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยคาดว่า ผลการศึกษาจะได้ข้อสรุปทั้งหมดภายใน 1-2 เดือน และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ ภายในปี 2558 แล้วเสร็จภายใน 5 ปี นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในส่วนของเขตเศรษฐกิจพิเศษที่แม่สอด จังหวัดตาก ขณะนี้ได้ทำการศึกษาเรื่องการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 โดยเป็นหน้าที่ของกรมทางหลวง ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการเจรจาโครงการต่อเชื่อมระหว่างเมือง เขตเศรษฐกิจพิเศษ และนิคมอุตสาหกรรม นายอาคม ยังเปิดเผยถึง กรณีโครงการพัฒนาอุตสาหกรรท่าเรือน้ำลึกทวายและถนนเชื่อมต่อว่า ขณะนี้โครงการทวายยังดำเนินการต่อเนื่อง แม้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา คณะทำงานไทยเมียนมาร์ได้มีการหารือในเรื่องการร่วมมือของบริษัทอิตาเลี่ยน-ไทยฯ ที่ดำเนินการค้างอยู่ รวมถึงเรื่องการเจรจากับประเทศญี่ปุ่น ถึงการเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการทวาย ได้รับความสนใจทางการญี่ปุ่นที่จะมาร่วมลงทุนในนิติบุคคลเฉพาะกิจหรือ SPV ทั้งนี้สำหรับประเด็นที่จะนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปเจรจากับประธานาธิบดีเต็งเส่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในระยะเริ่มต้นและเส้นทางการเชื่อมต่อกับชายแดนประเทศไทย ซึ่งภาคเอกชนให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นผู้ลงทุนด้วย รวมทั้งการสร้างท่าเรือก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในด้านความเชื่อมั่นกับนักลงทุนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามการเดินหน้าโครงการสามารถทำงานได้เฉพาะที่มีความจำเป็นของบริษัทอิตาเลี่ยน-ไทยฯ สุดท้ายแล้วในเรื่องการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในระยะเริ่มต้น จะต้องหารือระหว่างไทยกับเมียนมาร์ต่อไป ว่าจะอนุญาตให้บริษัทอิตาเลี่ยน-ไทยเข้าไปดำเนินการในระยะเริ่มต้นได้หรือไม่ MThai News

รถบัสซิ่งทับสาวฉันทนา ดับคาล้อ 2 สาหัส 1
รถทับสาวโรงงาน /  รถบัสทับคน

เกิดเหตุรถบัสรับส่งพนักงาน ซิ่งทับสาวฉันทนาดับคาล้อ 2 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ภายในนิคมบางกระดี พ.ต.ท.ชัยทัศน์ ลิมกุล สารวัตรเวรสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งเหตุมีรถบัสรับส่งพนักงานเฉี่ยวชนพนักงานที่กำลังจะขึ้นรถ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตภายในนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี หน้าบริษัท SVI PUBLIC COMPANY LIMITED ต.บางกระดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุพบรถบัสรับส่งพนักงานบริษัท ธนันท์ชัย หมายเลขทะเบียน 32-5332 กทม. จอดอยู่ข้างถนน ที่ด้านรถด้านคนขึ้นมีรอยชน ได้รับความเสียหาย ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถบัสรับส่งพนักงานบริษัท สามารถ หมายเลขทะเบียน 31-3346 กทม. กระจกหน้ารถแตก ที่ล้อหน้าพบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อ น.ส.รักษ์ คำนิล และที่ล้อหลังพบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อ น.ส.สุพัตรา นาคสมยนต์ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 คน ทราบชื่อ น.ส.โรสรินทร์ เจียมทอง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครร่วมกตัญญูนำส่งโรงพยาบาลปทุมธานี จากการสอบถาม นายสมชาย อับดุลเลาะ อายุ 56 ปี คนขับ บอกว่า ตนเองกำลังจะไปส่งพนักงานบริษัท โตชิบา เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ มองไม่เห็นพนักงานที่กำลังขึ้นรถอยู่ริมทางจึงทำให้รถชนเข้าที่ด้านหน้ารถอย่างแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

กระหน่ำซัลโวหนุ่มใหญ่ คาดขัดแย้งพนันบอล
การพนัน /  ขัดแย้งเรื่องบอล / 

คนร้ายควบกระบะกระหน่ำยิงหนุ่มใหญ่ เสียชีวิตคาที่ กลางตลาดบ้านโคกอุดม คาดขัดแย้งพนันบอล ร.ต.ท.สุระไชย คำพลงาม พนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เข้าตรวจสอบเหตุผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่ ตลาดบ้านโคกอุดม ต.หนองกี่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ทราบชื่อ นายประยงค์ พาแก้ว อายุ 47 ปี นอนเสียชีวิตบนฟุตบาทบริเวณหน้าร้าน Anek Sport เลขที่ 379/704 ในสภาพนอนตะแคง ตามร่างกายมีรอยกระสุนถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าตามร่างกายหลายนัด ใกล้กันยังพบกระเป๋าสตางค์และเงินตกอยู่ จำนวน 16,511 บาท ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกกระจัดกระจายอยู่ในที่เกิดเหตุ จำนวน 7 ปลอก และหัวกระสุน 3 หัว หลังจากชันสูตรพลิกศพผู้ตายยังพบเงินสดอยู่ในกระกระกางเกงอีกจำนวน 22,505 บาท รวมทั้งหมด 39,016 บาท ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมด คาดว่าน่าจะนำมาจ่ายให้กับลูกค้าพนันฟุตบอล จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายจึงมานั่งดื่มเบียร์ต่อที่ ร้าน Anek Sport จากนั้น มีรถยนต์กระ มิซูบิชิ ไทตัน สีขาวป้ายแดง วิ่งมาถึงคนร้ายที่ยังไม่ทราบจำนวนได้ใช้อาวุธปืนพกขนาด 9 มม. กระหน่ำยิง นายประยงค์ จนเสียชีวิต จากนั้นคนร้ายได้ขับรถหลบหนีไปทางนิคมอุตสาหกรรมบ้านโคกอุดม ส่วนสาเหตุที่ นายประยงค์ ถูกยิงเสียชีวิตนั้น คาดว่าน่าจะพัวพันการพนันฟุตบอล แต่ยังไม่ตัดประเด็นชู้สาวทิ้งแต่อย่างใด

เตือน 10 เส้นทางเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวง
10 เส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ /  กรมทางหลวง / 

กรมทางหลวงเตือน 10 เส้นทางให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง เดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมตั้งเต้นท์สีเหลืองบริการประชาชน 200 จุด ทั่วประเทศ นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า จากสถิติข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างปี 2550-2556 สาเหตุสำคัญคือขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การตัดหน้ากระชั้นชิด และเมาสุราระหว่างการเดินทาง สำหรับเส้นทางที่ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการเดินทางในช่วงสงกรานต์ปีนี้ มี 10 จุดทั่วประเทศ ได้แก่ 1. ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงประตูน้ำพระอินทร์-หนองแค (กม.60-67 ) อ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นทางตรง 10-12 ช่องจราจร (รวมทางขนานฝั่งละ 2 ช่องจราจร ) บริเวณนี้ปริมาณการจราจรสูง และรถขนาดใหญ่วิ่งเป็นจำนวนมาก บางครั้งรถขนาดใหญ่ใช้ความเร็วสูงเกินกฎหมายกำหนด เกิดการตัดหน้ากระชั้นชิดบริเวณจุดเปิดเกาะกลาง 2. ทางหลวงหมายเลข 2 ช่วงหน้าค่ายเพชรรัตน์ (กม.24-34) จังหวัดสระบุรี เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขา มีโค้งหลายโค้งต่อเนื่องกัน และเป็นทางลาดชันลงเขา 3. ทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงเขาพะวอ (กม.23-30) และดอยรวก (กม.64-70) จังหวัดตาก ทั้ง 2 ช่วงเป็นทางที่ตัดผ่านภูเขาที่มีความคดเคี้ยว และลาดชัน รวมทั้งสภาพเป็นป่ารกทึบ ประกอบกับเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งไปยังประเทศพม่า ทำให้บริเวณดังกล่าวมีปริมาณการจราจรมาก 4. ทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงสะพานพ่อขุนผาเมือง ( กม.347 -375) จังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณนี้เป็นทางลงเขาลาดชัน ยาวประมาณ 3 กม. เป็นทางโค้งรูปตัวเอส (S) ต่อเชื่อมกับสะพานคอนกรีต ข้ามทางระหว่างเขา ถนน 2 ช่องจราจร สะพานอยู่ระหว่างโค้ง (โค้งมีรัศมี 200 เมตร) ช่วงบริเวณสะพานเป็นเหวลึกกว่า 50 เมตร 5. ทางหลวงหมายเลข 32 ช่วงอำเภอพรหมบุรี (กม.77– 82 ) จังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจากเป็นถนนทางตรง ขนาด 6 ช่องจราจร มีจุดเปิดเกาะกลางกลับรถรอเลี้ยว ที่ กม.77+500, 78+000, 78+600, 80+340 และรถมักวิ่งด้วยความเร็วสูง หรือประชาชนอ่อนเพลียจากการขับรถเป็นระยะทางไกล ผู้ขับขี่หลับใน รวมถึงมีการตัดหน้ากระชั้นชิด 6. ทางหลวงหมายเลข 35 บริเวณสะพานแม่น้ำท่าจีน (กม.28 – 32) จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเส้นทางเข้าเมืองสมุทรสาคร และไปอำเภอกระทุ่มแบน เป็นย่านชุมชน และโรงงานอุตสาหกรรม มีปริมาณการจราจรสูงและรถใช้ความเร็วสูง ประกอบกับเป็นทางโค้งและมีจุดเข้าออกทางขนานหลายแห่ง อีกทั้งรถจักรยานยนต์มักจะวิ่งย้อนศรบนสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน 7. ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วงอุทยานทับลาน (กม.42 - 45) จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาที่มีความคดเคี้ยวและลาดชัน มีรถบรรทุกหนักจำนวนมากวิ่งผ่าน ซึ่งรถเหล่านี้จะเคลื่อนตัวได้ช้าเมื่อวิ่งขึ้นเขา จึงเกิดการแซงกันของรถขนาดเล็กในระยะคับขัน ขณะเดียวกันรถบรรทุกและรถสัญจรโดยส่วนใหญ่ขณะขับลงเขามักจะใช้ความเร็วเกินกำหนด เมื่อมีสถานการณ์เฉพาะหน้าคับขัน จะทำให้การควบคุมรถเป็นไปด้วยความยากลำบาก 8. ทางหลวงหมายเลข 225 ช่วงทางลงเขาพังเหย (กม.181– 185) จังหวัดชัยภูมิ บริเวณนี้เป็นทางโค้ง และเป็นทางลาดชันสูง 9. ทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงโค้งหนองหญ้าปล้อง (กม.365+013 – 365+113) และ ช่วงโค้งสายเพชร (กม.389+700-390+000 ) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นถนนสายหลักลงสู่ภาคใต้ เป็นทางโค้งต่อเนื่อง และมีจุดกลับรถอยู่ในบริเวณใกล้เคียง รถสัญจรด้วยความเร็วสูง และ 10. ทางหลวงหมายเลข 4197 ช่วงโค้งบางโสก (กม.5+400 – 8+680) จังหวัดพังงา เป็นทางโค้งลาดชันลงเนิน ทั้งนี้กรมฯได้ประสานงานตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธรในพื้นที่ ตั้งจุดสกัดบนทางหลวง ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาการจราจร ใน 10 จุด และได้เตรียมพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบเคลื่อนที่ (Mobile CCTV) ในบริเวณที่มีปริมาณการจราจรมาก เพื่อรายงานสภาพการจราจร Online แบบ Real time และยังได้จัดให้มีจุดบริการประชาชน 200 จุด (เต้นท์สีเหลือง ) ทั่วประเทศ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพื่อให้บริการประชาชนพักรถ พักผ่อนอิริยาบถ ก่อนการเดินทาง MThai news