ทรงผม2014

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

ชีวิตมนุษย์เงินเดือน สุดสะพรึงที่โตเกียว ทำงานอาทิตย์ละ 78 ชั่วโมง
ชีวิตมนุษย์เงินเดือน /  ญี่ปุ่น / 

ชีวิตมนุษย์เงินเดือน สุดสะพรึงที่โตเกียว ทำงานอาทิตย์ละ 78 ชั่วโมง ถ้าเพื่อนๆ คิดคว่าคนเราทุกคนจะทำงาน 8 ชั่วโมงตามที่ 9 โมง ถึง 6 โมงเย็น ในแบบที่เราเข้าใจกันตั้งแต่เด็กแล้วหล่ะก็ บอกเลยว่า คิดผิดครับ คิดใหม่ได้เลย เพราะการทำงาน 8 ชั่วโมงนั้นเป็นอะไรที่ฉาบหน้าให้ดูสวยหรู แต่ความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย โดยวันนี้ทาง Men.MThai เราจะขอนำเสนอ ชีวิตมนุษย์เงินเดือน สุดทรหดเดินคนหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกได้ว่าน่าสพพรึงมาก สตู Stu หนุ่มอังกฤษ ที่ใช้ชีวิตอยู่ใน โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทำงานเป็นผู้ให้คำแนะนำทางการเงิน ได้ถ่ายคลิปสั้นๆ ในการใช้ชีวิตประจำวันของการทำงานวันละ 4-5 คลิป ต่อวันแล้วมาตัดต่อรวมกันจนเป็น การทำงาน 1 อาทิตย์ของเขา โดยอธิบายชีวิตอันเร่งด่วในประเทศญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น เขาต้องตื่นกี่โมง ทำงานถึงกี่โมง กลับมาบ้านกี่โมง ได้กินข้าวกี่โมง รวมถึงเวลาว่างในแต่ละอาทิตย์เขาต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งดูแล้วมันเป็นอะไรที่หดหู่มากๆ สำหรับชีวิตของเขา เพราะว่า นับจากวันจันทร์ถึงวันเสาร์เขาได้ทำงานถึง 78 ชั่วโมง และได้นอนหลับพักผ่อนเพียงแค่ 35 ชั่วโมง ต่ออาทิตย์!!! เหยดดดดดดดดดดดดดด เห็นสตูทำงานแล้วผมบอกได้เลยว่าผมรู้สึกรักงานตัวเองขึ้นมาอย่างรัวๆ 55555555555555+ ซึ่งจากที่เราเห็นในการใช้ชีวิตอันโลดโผนสไตล์ ชีวิตมนุษย์เงินเดือน ในวิดีโอของเขา เราจะเห็นได้ว่า เขาจะต้องกิน granola (ฟีลประมาณเข้าโอ๊ตสำเร็จรูปที่ใส่น้ำร้อนแล้วกิน) เป็นอาหารเย็น ตอนเที่ยงคืน!!! และต้อง ออกกำลังกาย อาบน้ำ รวมถึงต้องเตรียมอาหารเอาไว้กินตอนกลางวันสำหรับถัดไปด้วย ซึ่งจากที่เราเห็นแล้ว มันอาจจะดูเหมือนกันเขาทำงานหนักมาก จนเกินไป แต่เราต้องบอกเลยว่า นี่คือการใช้ชีวิตแบบปกติ!!! ของผู้คนทั่วไป ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนในประเทศญี่ปุ่นจริงๆ ครับ Men.MThai เรียบเรียงเนื้อหาจากต้นฉบับ http://www.thrillist.com/travel/nation/what-it-s-like-to-work-as-a-salary-man-in-tokyo-video

Koseta Mayu 小瀬 สาวญี่ปุ่นที่เซ็กซี่จนชาวจีนแทบคลั่ง
Gravure /  idol / 

Koseta Mayu สาว Gravure idol ของญี่ปุ่นที่โด่งดังไปไกล จนชาวจีนเกิดอาการตกหลุมรักเธอเข้าอย่างมาก วันนี้ทาง Men.MThai จึงอยากพาเธอมาให้คนไทยได้รู้จักกันบ้าง โดยสาวสวยคนนี้เธอคือนางแบบ Gravure มีผลงานออกมาเป็น Photo Book บ้าง DVD บ้าง แต่ยังไม่ได้ไปไกลถึงขนาด AV ด้วยสัดส่วน 36-24-36 แถมยังมีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้นเอง หน้าอก หน้าใจที่เป็นเอกลักษณ์ สายแทบขาด มุมหลังก็เนียนสวย เห็นไซส์แล้วไม่ธรรมดา ปิดแทบไม่มิด ดูความเซ็กซี่ หุ่นดีถูกใจมากๆ ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ดิบๆ ไม่ต้องแต่งให้มากความ เชื่อผมสิ!! น่ารักธรรมชาติในสไตล์สาวญี่ปุ่นแบบนี้ มิน่าถึงคลั่งกัน

15 ข้อที่ผู้ชายควรหัดโรแมนติกซะบ้าง
ความกรักวัยรุ่น /  ความรัก

หมดข้ออ้างกับประโยคที่ว่า "ผมไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติกสักที" เพราะคำว่าโรแมนติกไม่จำเป็นว่าคุณต้องจัดเซอร์ไพรส์ในโรงแรมสุดหรู เตรียมดอกไม้มอบให้ 9,999 ดอก หรืออะไรที่มันต้องยิ่งใหญ่ขนาดนั้น และบางคนถึงขั้นไม่คิดจะทำอะไรให้เธอเลย แบบนี้ก็อยู่คนเดียวเถอะ การที่คุณมีใครสักคนให้รัก ให้อยู่เคียงข้าง คุณก็ควรที่จะดูแล ใส่ใจ หมั่นเติมความหวานให้กันบ้างนะคะ เพียงแค่คุณ จำวันเกิด หรือวันสำคัญต่างๆ โดยที่เธอไม่ต้องมาแกล้งนั่งถามว่า วันนี้วันอะไรน้า หรือ การที่คุณใส่ใจว่าเธอชอบสีอะไร ทานอะไร หรือเธอชอบบ่นว่าอยากไปไหน แล้วคุณจัดให้ แค่นี้เธอก็ดีใจสุดๆ แล้วหละคะ ลองดูนะคะ กับ 15 ข้อที่ผู้ชายควรหัดโรแมนติกซะบ้าง  15 ข้อที่ผู้ชายควรหัดโรแมนติกซะบ้าง 1. จำชื่อเพื่อนๆ ของเราได้ เธอเล่าเรื่องซูซี่ให้คุณฟังอย่างน้อย 17ครั้งตั้งแต่ที่คบกับคุณ อย่าเชียวที่จะพูดถึงเพื่อนของเธอว่า “เพื่อนของเธอคนที่คิ้วประหลาดๆน่ะ” เพราะนั้นคือสิ่งที่บอกให้เธอรู้ว่าคุณไม่สนใจในยามที่เธอพูด 2. รักความสะอาด เราจะยกตัวอย่างเหตุการณ์ขึ้นมา 3 ข้อ A : คุณมีบ้านเป็นของตัวเองและเมื่อเธอแวะไปหา เธอจะรู้สึกยินดีที่รู้ว่าคุณเป็นคนรักความสะอาด B : คุณพักอยู่ด้วยกัน เธอจะรู้สึกยินดีที่เห็นว่าคุณหมั่นทำความสะอาด C : เธอมีบ้านและใช้เวลาอยู่ด้วยกันกับคุณที่นั่น เธอจะรู้สึกยินดีที่คุณช่วยทำความสะอาด 3. บอกเธอตรงๆว่าคุณรู้สึกอย่างไร ผู้ชายขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องปิดปากเงียบและซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง คุณมักบอกกับผู้หญิงว่าคุณอ่านใจใครไม่เป็น พวกผู้หญิงก็เช่นเดียวกัน เธอจะรู้สึกดีใจมากหากคุณยอมเปิดใจกับเธอ 4. อย่ากดดันเธอในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าเรื่องไหนก็ไม่ดี ต่อให้เรื่องเล็กแค่ไหนก็ตาม 5. อย่าวิจารณ์อาหาร/เครื่องดื่มที่เธอสั่ง “คุณจะกินนี่จริงๆเหรอ?” “แน่ใจนะว่าจะดื่มนี่?” ใช่เธอแน่ใจแล้ว ไม่งั้นเธอจะสั่งทำไม เชื่อสิเธอต้องสั่งทั้ง 2 อย่างแน่ๆเพราะความเห็นงี่เง่าของคุณ 6. กรุณาตอบข้อความของเธออย่างทันท่วงที คุณไม่จำเป็นต้องทำตัวติดกับโทรศัพท์ขนาดนั้น แต่ถ้าเธอส่งข้อความมาหาอย่างน้อยคุณควรตอบกลับไปในเวลาที่เหมาะสม เพราะเธอจะรู้สึกได้ว่าเธอมีความสำคัญแม้ว่าคุณจะงานยุ่งขนาดไหนก็ตาม 7. อย่าขัดใจเธอ การคบหากันนอกจากจะต้องเอาใจใส่กันในทุกๆเรื่องแล้ว คุณต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่คนรักของคุณสนใจด้วย แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะไม่ใช่แนวของคุณก็ตาม ที่สำคัญคุณอาจมีสิทธิ์ได้เป็นคนเลือกทำกิจกรรมในครั้งหน้าด้วย 8. ฝึกทำอาหาร หากคุณทำอาหารไม่เป็นอย่างน้อยตอนนี้คุณควรทำเป็นสัก 2-3 อย่างนะ ไม่จำเป็นต้องเว่อร์วังอลังการ รู้ไหมผู้หญิงมองว่าผู้ชายเซ็กซี่มากยามที่กำลังทำอาหาร ฟังดูเริ่ดใช่ไหมล่ะ 9. นวดให้ เธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว และต่อให้เธอไม่เหนื่อยคุณก็น่าจะอาสานวดให้เธอบ้างให้ร่างกายได้สัมผัสใกล้ชิดกันและทำให้สาวคนรักรู้สึกผ่อนคลาย 10. หมั่นพาเธอไปเดท ไม่สำคัญว่าคุณสองคนคบกันมานานแค่ไหนแล้ว แต่บอกเลยว่าคุณไม่ควรหยุดไปเดทกระหนุงกระหนิงกัน ไม่ว่าจะไปรับประทานมื้อค่ำหรือเดินชมเมืองยามค่ำคืน อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์อับเฉา เอื่อยเฉื่อย เอาล่ะบอกเธอให้ไปแต่งตัวสวยๆและออกไปเที่ยวด้วยกันได้แล้ว 11. ไม่ว่าคุณจะซื้ออะไร ซื้อเผื่อเธอด้วย ออกไปซื้อกาแฟเหรอ? ลุกขึ้นไปดื่มน้ำเหรอ? อย่ากลับมามือเปล่า เธอจะรู้สึกดีใจกับความเอาใจใส่ของคุณ 12. ให้พื้นที่ส่วนตัวแก่เธอบ้าง สิ่งเดียวที่แย่กว่าการไม่เอาใจใส่คนรักคือการที่เขาเอาใจใส่เธอมากเกินไป บางทีเธออาจจะอยากอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์เงียบๆตามลำพัง ให้เวลาเธอได้พักผ่อนและจัดระเบียบตัวเองเสียบ้างเถอะ แล้วเธอจะปลื้มคุณสุดๆเลยล่ะ 13. ฟัง ผู้ชายเป็นเพศที่รู้จักแก้ปัญหาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาผู้ชายจะต้องการคำแนะนำหรือหาหนทางแก้ไข แต่ผู้หญิงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เธอจะต้องการให้คุณฟังและอย่างน้อยควรพยายามเข้าใจด้วย เธอไม่ต้องการให้คุณตอบ แต่สนับสนุนวิธีแก้ปัญหาของเธอก็พอ 14. อย่าพูดถึงอดีตคนรักในทางที่ไม่ดี ผู้หญิงจะคิดว่าการที่คุณพูดถึงอดีตของคนรักเก่าสิ่งเหล่านั้นจะสะท้อนถึงตัวตนของคุณ หากวันใดวันหนึ่งความสัมพันธ์ของคุณทั้งคู่ต้องจบลง เธอจะเดาได้ทันทีว่าคุณจะเล่าเรื่องของเธอให้เพื่อนๆหรือแฟนใหม่ของคุณฟัง 15. ไปช้อปปิ้งกับเธอ วันเสาร์แล้วและคุณไม่มีธุระอะไรใช่ไหม หากเธอต้องการไปห้างรีบไปเป็นเพื่อนเธอเลย แต่อย่าพร่ำบ่นเป็นตาแก่อยู่ข้างๆล่ะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผู้ชายถึงมักมีปัญหากับเรื่องนี้นัก! คุณต้องไปช่วยเธอเลือกเสื้อผ้าที่ทำให้เธอดูเย้ายวนชวนมอง เพราะอย่างไรสุดท้ายแล้วเธอก็ใส่ชุดนี้มาอวดคุณอยู่ดี อ้อ..อย่าลืมเสนอตัวช่วยถือของให้เธอด้วยล่ะ Source : yourtango.com, issue247

สวยสยอง! รวมใบปิดแฟนอาร์ตชวนอึ้ง จาก หนังสยองขวัญ ระดับตำนาน
Fan art /  Horror Movie / 

นอกจากกลุ่มแฟนคลับหนังซูเปอร์ฮีโร่ ที่ขยันสร้างแฟนอาร์ตสวยๆ มาให้ชมกันแล้ว อีกหนึ่งกลุ่มที่ทรงพลังและขยันไม่แพ้กันคือแฟนๆ หนังสยองขวัญ ที่ทุกครั้งที่มีผลงานออกมา ก็ทำให้คอหนังอึ้งในความสวยสยองแบบสุดๆ ได้ไม่ใช่เล่น และวันนี้เราขอแนะนำ ใบปิดอาร์ตชุดใหญ่จาก Matt Ryan Tobin ที่ถ่ายทอดหนังสยองระดับตำนานทั้งหลายนี้ ให้ออกมาทั้งงามงด ทั้งน่าสะพรึงเสียจนชวนขนลุก เอ้า! คอหนังสยองขวัญ ดูกันครบทุกเรื่องแล้วหรือยัง? อยากชมแฟนอาร์ต หนังสยองขวัญ ฉบับสวยสะดุ้งเฮือกแบบนี้อีกล่ะก็ ตามต่อไปที่ Matt Ryan Tobin ได้เลย ----------------------------------------

SADAO WATANABE Group 2015 in Bangkok คอนเสิร์ตแจ๊สสนุกสมคำร่ำลือ
Sadao Watanabe /  SADAO WATANABE Group 2015 in Bangkok / 

ซาดาโอะ บรมครูแจ๊สระดับแถวหน้าของโลก ใช้เสียงดนตรีเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-ญี่ปุ่นใน SADAO WATANABE Group 2015 in Bangkok คอนเสิร์ตแจ๊สที่สนุกสนานสมคำร่ำลือของบรมครูแจ๊สในตำนาน คอเพลงแจ๊สคึกคักแห่ตบเท้าเข้าชมคอนเสิร์ตของสุดยอดบรมครูแจ๊สระดับแถวหน้าของโลก อย่าง ซาดาโอะ วาตานาเบ้ ในงานคอนเสิร์ต SADAO WATANABE Group 2015 in Bangkok (ซาดาโอะ วาทานาเบ กรุ๊ป 2015 อิน แบงคอก) ช่วงค่ำวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ งานนี้แฟนเพลงตัวจริงของซาดาโอะ อย่าง โก้ มิสเตอร์แซกแมน, ติ๊กชีโร่, มิ้นท์ อรรถวดี จิรมณีกุล และ ดร.พิจิตต รัตตกุล ก็ไม่พลาดที่จะมาร่วมชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้เช่นกัน โดยช่วงต้นก่อนเริ่มการแสดง ได้มีพิธีมอบเงินสนับสนุนโดยหักรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายบัตรจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้มีการเชิญ Mr.Yuji Nakagawa (ยูจิ นาคากาวา) รองประธานบริษัท โตโยต้า ทูโช ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะกรรมการบริหารคอนเสิร์ตในครั้งนี้ พร้อมด้วย Mr.Shigeki Kobayashi (ชิเกกิ โคบายาซิ) ที่ปรึกษาสำนักข่าวสารญี่ปุ่น สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และ Mr.Torajiro Ohashi (โทราจิโร่ โอฮาชิ) ประธานสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทย ขึ้นบนเวทีเพื่อมอบเงินสนับสนุนให้แก่ตัวแทนของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ดร.ปรีชา สุนทรานันท์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และศิษย์เก่า รศ.ศ และดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดนตรี รศ.ศ เป็นผู้รับมอบ หลังเสร็จสิ้นพิธีการ ก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยที่จะได้พบกับการแสดงสดของ ซาดาโอะ และคณะดนตรีคุณภาพเต็มวง อุ่นเครื่องด้วย 3 เพลงดัง อย่าง A FELICIDADE, PASSING BY และ TEMBEA ต่อด้วยการบรรเลงตัวโน๊ตที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยความสนุกสนานของคณะดนตรีคุณภาพของซาดาโอะ ที่ประกอบด้วยนักเพอร์คัสชั่น นาดิอาส เนียง นักเปียโน มือกลอง มือกีตาร์ และมือเบส โดยไฮไลท์เด่นจะอยู่ที่ใครไปไม่ได้นอกจากพระเอกของงานอย่าง ซาดาโอะ ที่ถึงแม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัย 82 ปี แต่ลีลาการแสดงของบรมครูแจ๊ส ได้สร้างความประทับใจ และยังสามารถพาทุกคนเข้าถึงความงดงามและอรรถรสทางดนตรีแจ๊สได้เป็นอย่างดีด้วยการแสดงที่ทรงพลังและตรึงตราตรึงใจของซาดาโอะทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกสนานตลอดการแสดงกว่าสองชั่วโมง เต็มอิ่มกับการแสดงทั้งหมดกว่า 11 เพลง ทั้ง ALALAKE~LOPIN, SANGOMA, CALL ME, I THOUGHT OF YOU, RENDEZVOUS, AFROZIL, CHEGA DE SAUDADE และ Encore ด้วยเพลง LIFE IS ALL LIKE THAT, SMILE โดยหลังจบการแสดง ดร.ปรีชา สุนทรานันท์ พร้อมด้วยดร.สุกรี เจริญสุข ขอเป็นตัวแทนขึ้นมอบดอกไม้ให้แก่ ซาดาโอะ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณที่มามอบเสียงเพลงและใช้ดนตรีเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ไทย-ญี่ปุ่น ในครั้งนี้ ถือเป็นการปิดฉากคอนเสิร์ตด้วยความประทับใจ งานนี้ต้องขอขอบคุณกลุ่มบริษัทโตโยต้า รวมถึงบริษัทต่างๆ ในประเทศไทย ที่เป็นโต้โผทำให้เกิดคอนเสิร์ตดีมีคุณภาพ นำนักดนตรีฝีมือระดับโลกมาให้แฟนเพลงไทยได้สัมผัสบรรยากาศกันอย่างใกล้ชิด และกลับบ้านไปด้วยรอยยิ้มและความประทับใจ ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

จาเร็ด เลโต้ ตัดผมสั้น โกนหนวดเคราเกลี้ยง
จาเร็ด เลโต้ /  Jared Leto / 

จาเร็ด เลโต้ (Jared Leto) ตัดผมสั้น โกนหนวดเคราเกลี้ยง

10 สุดยอด พระเอกอินเดีย หล่อจริง ล่ำจัง ใจละลาย
hrithick roshan /  imran abbas / 

ตามที่หลายคน คงจะได้รู้จักกันอยู่แล้ว และติดตามกันอยู่บ้าง แต่เรามาดู สุดยอด พระเอกอินเดีย (รุ่นใหม่) ของวงการ หนังอินเดีย หรือ Bollywood กัน แล้วจะรู้ว่า ไม่หล่อ ไม่ล่ำ ไม่แซ่บ อยู่ยากจริงๆ โพสต์ต่อ กรุณาใช้ลิงก์ >> http://goo.gl/lds6Rz ว่ากันด้วยเรื่องของหนังอินเดีย กันซักนิด ซึ่งส่วนใหญ่ จะมีบทเดินเรื่องเป็นพระเอกเสียส่วนใหญ่ และแฟนคลับส่วนใหญ่ก็จะติดตามพระเอกเหล่านี้ ทำให้วงการหนังอินเดีย มีตัวเลือกมากมาย แต่คนที่จะ perfect เท่านั้นที่จะอยู่รอดซึ่งหมายถึง หล่อ ล่ำ ร้องเพลงดี และเต้นได้ดีด้วย แต่เดิมนั้น พระเอกอินเดีย ที่ครองอันดับมานาน ได้แก่ "สามพระเอกตระกูล Khan" (ไม่ใช่พี่น้องกัน แต่ดันนามสกุลซ้ำกัน) ได้แก่ * Sharukh Khan ราชาแห่ง Bollywood ซึ่งมีคนกล่าวว่า เขาคือ ตำนาน ที่ทั้งร้องไพเราะ ทั้งเต้นเร้าใจ และมีท่วงท่าสง่างาม อ่อ ที่ที่กล่าวขานกันมากคือ เขาไม่แคร์สื่อนะ ถ้าจะมาถามอะไรล้วงลึกเกิน พ่อวีนเอาง่ายๆ * Aamir Khan พระเอกอินเดียหน้าแปลก ที่ฝากฝีไม้ลายมือ มาทุกบท ไม่ว่าจะ โหด ตลก โรคจิต ล่าสุดเรื่อง PK ได้คำชมมากโข * Salman Khan พระเอกนักบู๊ ตัวล่ำร่างใหญ่ ได้รับบทหนังแอคชั่นแนวถนัด และการเต้นเอวพริ้ว (ขัดกับร่างใหญ่อย่างมาก) ล่าสุดได้ดีกับการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ แต่นั่นเป็นรุ่นใหญ่ เรามาดู 10 อันดับ พระเอกอินเดีย หล่อล่ำ แซ่บ ประจำปี 2014 ที่คาดว่าจะท้าชิงรุ่นใหญ่กัน ดังนี้ 10. Gautam Rode พระเอกอินเดีย ในละครทีวี และพิธีกรรายการทีวี อายุ 37 ปี หน้าหวาน แต่พฤติกรรมไฮเปอร์ที่สุด ชอบลุย ชอบเที่ยว และชอบโชว์หุ่นล่ำงามๆให้ชมเล่นอยู่ร่ำไป พระเอกอินเดีย Gautam Rode ยิ้มหวานๆ พระเอกอินเดีย Gautam Rode หล่อล่ำ 9. Siddharth Shukla โด่งดังจากการเป็นพระเอกละครทีวี อยู่ในวงการมา 7 ปีแล้ว ไม่ค่อยโชว์หุ่นล่ำเท่าไหร่ นานๆที แต่สาวๆชาว bollywood ก็คิดถึงตลอด พระเอกอินเดีย Siddharth Shukla หน้าคมสัน ผู้ใหญ่ใจดี พระเอกอินเดีย Siddharth Shukla หุ่นทรมานใจสาวๆอีกแล้ว 8. Ruslaan Mumtaz พระเอกอินเดียหน้าหล่อใส หุ่นดี ที่งานดันไม่ค่อยชุกเท่าไหร่ (ไม่รู้เล่นตัว เลือกบท หรือเล่นตัวอย่างไร) อายุ 27 ปีแล้ว แต่มีหนังออกมาเพียงแค่ปีละเรื่อง ทำให้แฟนๆบ่นคิดถึง   พระเอกอินเดีย Ruslaan Mumtaz หน้าหล่อ หุ่นแซ่บ จบมั้ย! 7. Mohit Raina นายแบบที่อยู่ในวงการมา 10 ปี และได้รับบทเด่นขึ้นเรื่อยๆ หน้าตาคมสัน และหุ่นนายแบบ ที่ดันได้ดีกับบทละครทีวีตำนานเทพ ซึ่งเขาได้รับเกียรติแสดงในบทพระศิวะ พระเอกอินเดีย Mohit Raina นายแบบ เท่ ล่ำ 6. Imran Abbas Naqvi หนุ่มตาหวาน อายุ 32 ปี ที่เป็นชาว ปากีสถาน (ไม่ใช่อินเดีย) แต่มีคนนำภาพเขาไปส่งต่อผิดๆในฐานะ "เจ้าชายรูปงามแห่งปากีสถาน" บ้างล่ะ หรือ "เจ้าชายรูปงาม Mutaibแห่ง ซาอุดิ อาระเบีย (หลอกทั้งเพ)" บ้างล่ะ ทั้งๆที่เขาก็คนธรรมดา ที่เป็นนายแบบ นักแสดงที่ หล่อขั้นเทพ และมีผลงานใน bollywood อยู่บ้าง ในวงการหนังอินเดีย เขาคือ อันดับที่ 6 แต่ในอันดับโลก เขาถือเป็นหนึ่งในคนที่ชาวเน็ท ยกย่องว่า Imran Abbas Naqvi หล่อที่สุดในโลก (ภาพและเนื้อหาโดยละเอียดในลิงก์ค่ะ) คุณเห็นด้วยมั้ย? พระเอกอินเดีย Imran Abbas Naqvi ตาหวานเยิ้มเลย พระเอกอินเดีย Imran Abbas Naqvi ล่ำไปไหนเนี๊ยะ 5. Varun Dhawan อายุ 27 ปี หน้าใหม่ในวงการ เพราะเข้ามาแค่ 3 ปี (พร้อมๆกับ Sidharth Malhotra ในเรื่อง Student of the Year) หน้าหล่อเข้ม หุ่นล่ำทรมานใจสาว แต่เขาถูกวิจารณ์ว่าแพ้พระเอกอินเดียคนอื่นๆอยู่นิดหน่อย คือ เขาตัวเตี้ยกว่าคนอื่นๆ และเต้นไม่พริ้วเท่าไหร่ (เด้งซะขนาดนี้ เต้นไม่เก่งยังไงคะเนี่ย งงแพล็บ!) แนะนำให้ชมเรื่อง Main Tera Hero พระเอกอินเดีย Varun Dhawan หล่อใส นัยน์ตากรุ้มกริ่ม พระเอกอินเดีย Varun Dhawan ใครหาว่าผมเต้นไม่เก่ง?  พระเอกอินเดีย Varun Dhawan ล่ำโฮก 4. Hrithik Roshan อายุ 41 ปีแล้ว หน้าคมสัน นัยน์ตาน้ำตาลอมเขียว ทำให้เขาได้ชื่อทั้งเรื่อง รูปร่างล่ำเปรี๊ยะ และดวงตาสวยตราตรึง แม้ว่าจะตัวล่ำใหญ่แต่มีท่าเต้น เอวไร้กระดูกที่ชวนทึ่ง นั่นทำให้เขาได้เป็นกรรมการรายการทีวี Just Dance ด้วย แนะนำให้ชมหนังอินเดียเรื่อง Krrish (แนวซุปเปอร์ฮีโร่ๆ มันส์ๆฮาๆ) และ Dhoom 2 มีคนมั่วนิ่ม นำไปโพสว่า Hrithik Roshan คือ มกุฎราชกุมาร หรือ เจ้าชาย แห่ง รัฐมหาราษฏระ แห่งอินเดีย ขำมากถึงมากที่สุด เพราะพ่อของเขาเป็นโปรดิวเซอร์ในวงการบันเทิงน่ะ พระเอกอินเดีย  Hrithik Roshan 3. Arjun Kapoor อายุ 30 ปี เป็นพระเอกอินเดียที่ไต่เต้าในวงการมาหลายปี และอยู่ในตระกูล Kapoor นักโปรดิวเซอร์หนัง เข้าวงการมา 3 ปี และได้รางวัลพระเอกหน้าใหม่หลายรางวัลเลย แนะนำให้ชมเรื่อง 2 States พระเอกอินเดีย Arjun Kapoor แนว เข้ม เถื่อน ดิบ 2. Karan Singh Grover อายุ 32 ปี แต่งงานแล้วแต่เสน่ห์ไม่เสื่อมสลาย หน้าตาแนว bad boy และบ้าคลั่งการเพาะกายอย่างหนัก ทำให้ได้หุ่นที่มีกล้ามชัด ไร้ไขมัน อยู่ในวงการมา 10 ปีแล้ว เริ่มต้นจากการเป็นนายแบบ เขาคือพระเอกเรื่อง Alone (หนัง GTH แฝด เวอร์ชั่นอินเดีย) พระเอกอินเดีย Karan Singh Grover มีดีที่ กล้ามและซิกแพ็ค 1. Sidharth Malhotra อายุ 30 ปี ใบหน้าใสซื่อ รูปร่างสูงโปร่ง และลีลาการเต้นเป็นที่น่าประทับใจสาวๆ ทำให้ เขาได้รับรางวัลมากมายในปีแรกที่เข้าวงการจากเรื่อง Student of the Year และยังได้ขึ้นหน้าปก Men's Health (India) ถึงสองครั้ง แนะนำให้ดูหนังอินเดียเรื่องคือ EK Villian พระเอกอินเดีย Sidharth Malhotra หน้าใสๆ พระเอกอินเดีย Sidharth Malhotra เท่ เข้ม พระเอกอินเดีย Sidharth Malhotra มันเขี้ยว พระเอกอินเดีย Sidharth Malhotra หน้าปก Men's Health อินเดีย พระเอกอินเดีย Sidharth Malhotra ซิกแพ็ค เพียวๆ (#ร้องไห้หนักมาก #กรีดร้องหนักกว่า) เห็นคุณพระเอกภารตะ หุ่นเซียะ หน้าหล่อเข้มแบบนี้ แล้วหิวโรตีขึ้นมาทันทีทันใด ยืนยันอีกครั้งค่ะ จะไปบินไปอินเดียด่วนๆ (ถ้ายังไม่พร้อม ให้ไปหาหนังของคุณพระเอกอินเดียเหล่านี้มาดูพลางๆก่อน) เรียบเรียงโดย MThai นำไปใช้กรุณาให้เครดิตด้วย อ้างอิงแหล่งภาพ http://www.imranabbasofficial.com http://www.iamgautamrode.com/ http://www.bollywoodhungama.com http://www.indiatimes.com http://www.imranabbasofficial.com http://www.santabanta.com http://www.india-forums.com

โสดแล้วเหงา VS มีคู่แล้วชีวิตวุ่นวาย เลือกแบบไหนดี??
โสด /  เหงา / 

พึ่งจะผ่านพ้นช่วงเทศกาลแห่งความรักมาหมาดๆ หลายคู่ก็คงจะชื่นมื่นอิ่มเอม ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่บาดใจคนโสดเหลือเกิน ก็แหม...แค่วันปกติก็เหงาพออยู่แล้ว ยังจะต้องมาเจอภาพคนเขารักกันให้บาดใจในเทศกาลนี้อีก อ๊ะๆๆ แต่ก็ใช่ว่าคนมีคู่จะแฮบปี้เสมอไปนะจ๊ะ เพราะมีหลายคู่ง๊องแง๊ง มีปัญหากันออกจะเยอะ ชีวิตวุ่นวายระแวงกันตลอดเวลา หนักสุดถึงขั้นเลิกรามองหน้ากันไม่ติดก็มี ว่าไปแล้วคนโสดกับคนมีคู่ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันเนอะ จุดนี้เราลองไปถามหนุ่มสาวในวงการบันเทิงหน่อยดีกว่าว่า ถ้าเป็นโสดแล้วเหงากับมีคู่แล้วชีวิตวุ่นวาย พวกเขาและเธอจะเลือกแบบไหน อาเล็ก อาเล็ก ธีรเดช อยู่คนเดียวแล้วเหงาดีกว่า เพราะว่าปกติผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเหงาเท่าไหร่ คือจะหาอะไรทำอยู่ตลอด ไม่ค่อยอยู่นิ่ง อย่างถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเหงา ผมก็จะหากิจกรรมทำค่าเวลา หรือออกไปหาเพื่อน เราก็หายเหงาไปเอง คือถ้าไม่คิดมากเราก็มีความสุขในแบบของเรา ก็เลยเลือกอยู่คนเดียวดีกว่า สมาร์ท สมาร์ท กฤษฎา ผมว่าอยู่เป็นโสดดีกว่านะ อยู่คนเดียวเวลาเราจะทำอะไรก็ทำได้สบายๆ ไม่ต้องแคร์ใครว่าเขาจะชอบเราไหม เราก็มีความสุขของเราไม่ต้องวุ่นวายกับใคร แต่ถ้ามีแฟนมันก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน มีคนคุยด้วย มีที่ปรึกษา คือถ้าเจอคนที่เข้ากันได้ชีวิตมันก็ดีมากขึ้น มาริโอ้ มาริโอ้ เมาเร่อ ผมเลือกโสดแล้วเหงาแล้วกันครับ เพราะถ้าเราเหงาก็ยังออกไปหาเพื่อนชวนทำกิจกรรมอะไรแก้เหงาได้ แต่ถ้ามีคู่แล้วมันจุกจิกชีวิตวุ่นวาย จริงอยู่เราอาจจะไม่เหงาแต่มันวุ่นวาย มันก็ทำให้เราเครียดไม่มีความสุข ผมขอเลือกแบบโสด แล้วออกไปหาวิธีแก้เหงาดีกว่า เดี่ยว สุริยนตร์ เดี่ยว สุริยนตร์ ผมว่าอยู่มีคู่ดีกว่าครับ (หัวเราะ) คืออย่างน้อยมันก็ไม่เหงาไง โอเคอาจจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะทุกอย่างมันต้องมีอุปสรรคอยู่แล้ว คนแต่ละคนเจอเรื่องราวต่างๆ มาไม่เหมือนกัน ความคิดมันก็แตกต่างกัน ผมว่าไอ้ความวุ่นวายตรงนั้น ถ้าเราปรับจูนเข้าหากันได้มันก็จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น เพราะฉะนั้นเลือกอยู่แบบมีคู่ ถึงแม้ชีวิตจะวุ่นวายดีกว่าครับ อย่างน้อยก็เป็นรสชาติของชีวิต บอย พิษณุ บอย พิษณุ เรื่องแบบนี้มันตอบยากอ่ะ เพราะบางคนเขาก็เลือกที่จะมีความสุขกับความวุ่นวายนะ แต่ถ้าเป็นผมเลือกโสดดีกว่า อาจจะเป็นโสดอยู่แบบเหงาๆ ผมว่าก็น่าจะดีกว่าอยู่แบบมีคู่แล้ววุ่นวาย คือถ้ามีแล้วต้องมานั่งระแวงกันมันก็ไม่โอเค เลยเลือกเป็นโสด มันก็สุขใจกว่า ได้ทำนู้นทำนี่ เป็นอิสระสบายใจด้วย ธันวา ธันวา สุริยจักร โสดแล้วเหงาดีกว่าครับ เพราะไม่อยากวุ่นวายกับชีวิต ไม่ต้องมาคอยระแวง หรือต้องมานั่งอธิบายเวลาน้อยใจกัน ผมว่าอยู่คนเดียวนั่นแหละดีแล้วครับ สบายใจ อาจจะเหงาแต่เราก็ออกไปหาอะไรทำได้ ไปทำงาน ไปเรียน เจอเพื่อนๆ เราก็มีความสุข เดี๋ยวก็ลืมเหงาไปเอง กัสจัง กัสจัง จิร่าร์ เป็นโสดแล้วเหงาดีกว่า ถ้ามีคู่แล้ววุ่นวายอยู่คนเดียวดีกว่าค่ะ คือถ้ามีก็อยากให้เข้าใจกันมากกว่าที่จะต้องมานั่งระแวง ส่วนเป็นโสดก็ดีทำให้เราได้มีโอกาสให้เรียนรู้เปิดโอกาสได้เจออะไรใหม่ๆ แค่เหงาคงไม่ถึงตายหรอกเนอะ แต้ว แต้ว ณฐพร ถ้าเป็นแต้วคงเลือกอยู่เป็นโสดแล้วเหงาค่ะ เพราะทำให้เราได้มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เปิดโอกาสได้เจออะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรืออะไรก็ตาม ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นด้วย แต่ถ้ามีคู่ก็ขออยู่แบบเข้าใจกันดีกว่า (แหมๆๆ เหมือนคนมีคู่อย่างสาวแต้วใช่ไหมจ๊ะ)

โอ้ละพ่อ! แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครองแชมป์สถิติส่งบอลคืนหลังให้โกลมากที่สุด
พรีเมียร์ลีก /  ฟุตบอล / 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นแท่นครองแชมป์สถิติสุดเห่ย ด้วยการเป็นทีมที่ส่งบอลคืนหลังให้ผู้รักษาประตมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ทั้งหมด 442 ครั้ง โดยทิ้งห่างอันดับที่สอง เอฟเวอร์ตันที่ส่งบอลคืนหลัง 398 ครั้งแบบไม่เห็นฝุ่น โดยทีมของ หลุยส์ ฟานกัล ถูกแฟนบอลของตัวเองในโอลด์แทร็ฟฟอร์ดโห่ พร้อมกับตะโกนกดดันให้ ทำเกมส์บุก หลังจาก จอนนี่ อีแวนส์ ส่งบอลคืนหลังให้ ดาบิด เดเคอา จากเส้นกลางสนามถึงสองครั้ง จากจังหวะที่ทีมเติมขึ้นไปเล่นลูกเตะมุม ซึ่งกุนซือชาวดัตช์ก็ยังออกมาเห็นด้วยกับเรื่องนี้ “ผมเห็นด้วยกับแฟนบอลนะ เราไม่ควรส่งบอลคืนผู้รักษาประตูมากแบบนี้” ซึ่งจากสถิติดังกล่าว มาร์กอส โรโฮ ครองแชมป์ส่งบอลคืนผู้รักษาประตูถึง63 ครั้ง โดยอันดับที่สองเป็น  ฟิล โจนส์ 57 ครั้ง ,จอนนี่ อีแวนส์ 51 ครั้ง และ คริส สมอลลิ่ง 50 ครั้ง สำหรับ เชลซีจ่าฝูง มีสถิติส่งบอลืนให้ผู้รักษาประตูแค่เพียง 277 ครั้งเท่านั้น

ชูวิทย์ซัด จะปฏิรูปบ้านเมือง หัดปฏิรูปตัวเองก่อน!
ข่าวชูวิทย์ /  ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ / 

ชูวิทย์ โพสต์เฟซบุ๊คซัด  สนช. สปช. กรรมาธิการทั้งหลาย หากคิดจะมาปฏิรูปบ้านเมือง หัดปฏิรูปตัวเองเสียก่อน วันนี้(5มี.ค.) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัว “ชูวิทย์ I’m No.5″ ในหัวข้อ ได้ฝากลูกเมีย เสียยกให้เพื่อน ข้อความระบุดังนี้ ปฏิรูปประเทศไทยของ "มวลมหาประชาชน" ไม่ได้เป็นอย่างที่ใฝ่ฝัน เสียงเป่านกหวีดต่อบรรดาแกนนำคงต้อง "อกหัก" เพราะตอนเชียร์กับตอนทำจริงเป็นหนังคนละม้วน เหมือนพูดกันคนละภาษา การปฏิรูปเป็นเสมือน "โพยหวย" ที่ไม่มีวันถูก จนบัดนี้ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ส่วน บรรดา สนช. สปช. กรรมาธิการทั้งหลาย หากคิดจะมาปฏิรูปบ้านเมือง หัดปฏิรูปตัวเองเสียก่อน ไม่ใช่ทำงานเหมือนอยู่ในกงสี "ได้ฝากเมีย เสียยกให้เพื่อน" สุขกันทั้งบ้าน สุขกันให้พอ สุขกับเงินเดือนหลักแสน สุขกับเบี้ยประชุมครั้งละพัน สุขกับบินฟรีทั่วประเทศ สุขกับค่าน้ำมันฟรี สุขกับค่ารักษาพยาบาลฟรี สุขกับลูกเมียที่ได้เงินเดือนฟรี พอเขาจะมีกฎระเบียบไม่ให้เล่นการเมืองสองปีหลังปฏิรูป ก็เอะอะโวยวายร้องกระจองอแงไม่ยอมรับ ส่วนที่ไม่มีอยู่ในกฎระเบียบ เอาเงินเดือนให้ลูกเมีย ก็อ้างว่าเขาไม่มีกฎห้าม นายกฯก็อยากจะใช้คนนอก ส.ว.ก็จะใช้สรรหาทั้งหมด ยิ่งปฏิรูปยิ่งเข้าตัว เหลือระยะเวลาอีกหนึ่งปี จะไปได้สักกี่น้ำ? เมื่ออำนาจใหม่เข้ามา ก็มาแก้ไขเปลี่ยนแปลงกันอีก อยู่ที่ว่ายุคใครสมัยใคร นกหวีดที่เคยคาบไว้ ร้องเฮฮาสะใจกับบรรดาแกนนำ ป่านนี้คงกลืนหายไปในลำคอ เพราะตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงนกหวีด ผมได้ยินแต่เสียงผายลม MThai News

ฟังกันยัง? Hip Hop for the World เพลงจากแร๊พเปอร์ทั่วโลก 14 คน!!
#HIPHOPISHIPHOP /  Hip Hop for the World / 

14 แร๊พเปอร์จากนานาชาติ ในนามโปรเจ็ค #HIPHOPISHIPHOP ร่วมกันทำลายกำแพงแห่งเชื้อชาติ วัฒนธรรม ภาษา และเพศ สร้างสรรค์ซิงเกิ้ลการกุศล Hip Hop for the World Hip Hop for the World เป็นบทเพลงจากเสียงร้องของแร๊พเปอร์เปี่ยมพรสวรรค์ 14 คน นำทีมสร้างสรรค์ผลงานโดย San E แร๊พเปอร์ชื่อดังแห่งวงการเพลงเกาหลีใต้ เจ้าของเพลงฮิตติดอันดับ K-Pop Hot 100 อย่างเพลง Break-Up Dinner, A Midsummer Night's Sweetness และ Body Language San E เปิดเผยกับสื่อ Billboard ว่า "โปรเจ็ค #HIPHOPISHIPHOP เป็นความใฝ่ฝันของผมมาตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายแล้วครับ... ตอนผมเรียนที่อเมริกา เวลาผมให้เพื่อนฟังเพลงฮิพฮอพของเกาหลี พวกเขาก็มักจะมีฟีดแบ็คกลับมาว่า 'เขาแร๊พภาษาเกาหลีกันได้ด้วยเหรอ' ผมจึงมีความใฝ่ฝันมาโตยตลอดที่อยากจะทำให้ทุกคนรู้ว่าดนตรีฮิพฮอพนั้นไร้พรมแดน มันมีการแร๊พในทุกภาษาที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมันเลยก็ได้ แล้ววันนี้ผมก็ทำให้โปรเจ็คนี้เกิดขึ้นจริงครับ" นอกจาก San E แล้ว ยังมีแร๊พเปอร์ทั่วโลกมาร่วมงานในเพลง Hip Hop for the World ไม่ว่าจะเป็น KRS-One เอ็มซีและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกา, Redrama แร๊พเปอร์จาก ฟินแลนด์, Frenkie จาก บอสเนีย, SadmAnn จากบังกลาเทศ, Deeb จากอียิปต์, Adx จากอินเดีย, Yacko จากอินโดนีเซีย, Strike the Head จากอิตาลี, Julian Nagano จากญี่ปุ่น, Valete จากโปรตุเกส, Pendekar จากสิงคโปร์, Mr. Skin จากไต้หวัน และ Mr Phormula จาก เวลส์ รายได้ทั้งหมดของโปรเจ็ค #HIPHOPISHIPHOP จะนำไปบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาของเด็กๆ ผ่านองค์กร UNICEF ข้อมูลจาก Billboard ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

15 สถานที่น่าเที่ยว สุดอันซีนทั่วโลก ปี 2015
ดินแดนมหัศจรรย์ /  ท่องเที่ยวรอบโลก / 

สถานที่ท่องเที่ยวบนโลกนี้ มีมากมายนับไม่ถ้วน เบื่อไหม ? กับการได้เห็นสถานที่สวยๆ แต่ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ มาวันนี้ travel.mthai.com ขอพาคุณไปรู้จักกับ 15 สถานที่น่าเที่ยว สุดอันซีนทั่วโลก ปี 2015 สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แฝงไปด้วยความงดงามและเรื่องราวที่คุณยังไม่เคยเห็น เสริมสร้างข้อมูลและเปิดประสบการณ์ใหม่ ในการท่องเที่ยวของคุณ  15 สถานที่น่าเที่ยว สุดอันซีนทั่วโลก ปี 2015 1. หมู่เกาะแฟโร หมู่เกาะแฟโร หมู่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันยอดเยี่ยมของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 20 มีนาคม 2015 จะมีปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มรูปแบบเกิดขึ้น ซึ่งถ้าคุณอยู่ที่นี่ จะได้เห็นความมหัศจรรย์ได้ชัดเจนที่สุด ส่วนช่วงเวลาในการเที่ยวหมู่เกาะแฟโรได้ดีที่สุด คือเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่มีอุณภูมิอบอุ่นกำลังสบาย ที่ราบ ทุ่งหญ้าอันเขียวขจี โขดหินและท้องทะเล จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม 2. เอสเตรอส เดล อิเบร่า - อาร์เจนตินา สถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยทะเลสาบมากมาย แห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองคอร์เรียนเตส ประเทศอาร์เจนตินา น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีความบริสุทธิ์สูง และเปล่งประกายระยิบระยับ จนนักผู้คนต่างให้ขนานนามว่า "brilliant water" กินบริเวณกว่า 3 ล้านไร่ เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ พร้อมทั้งสัตว์ป่านานาชนิด เป็นอีกมุมนึงของโลก ที่ควรไปสัมผัสสักครั้ง 3. หมู่เกาะซี - เซาท์ แคโรไลน่า - สหรัฐอเมริกา สถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นแหล่งประวัติศาสตร์แห่งอเมริกันชน คุณจะได้พบกับกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย ชมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวของหมู่เกาะซี รับรองว่าพวกเขาจะต้องประหลาดใจ พร้อมเพลิดเพลินไปกับเรื่องเล่า และอาหารพื้นเมือง ในกลางเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่ดีที่สุด คุณจะได้พบกับเทศกาลดื่มไวน์และอาหารหลากหลายชนิด 4. มงต์ แซงต์ มิเชล - ฝรั่งเศส มงต์ แซงต์ มิเชล มหาวิหารเก่าแก่อายุกว่าพันปี ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม คุณจะได้เห็นเมือง และกระแสน้ำในอ่าว เป็นสถานที่ที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ในปี 1897 สะพานถูกสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกในการเข้าถึง แต่ก็ต้องก็หยุดก่อสร้าง จากการถูกล้อมรอบด้วยน้ำ และกลายเป็นวิหารที่เบื้องล่างเป็นหาดโคลนขนาดใหญ่ แต่ในปี 2005 วิหารแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณะ จนสามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างเต็มตัว 5. เนชันแนล มอลล์ - วอชิงตัน ดี.ซี. สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมือง ที่พลเมืองวอชิงตันชุมนุมกันที่ขั้นบันได ของอนุสาวรีย์ลินคอล์น อีกหนึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของอเมริกันชน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ได้กล่าวสุนทรพจน์อันเลื่องชื่อ ที่ว่า "I have a dream" กลายเป็นวลีแห่งตำนานเลยทีเดียว สำหรับการท่องเที่ยว ที่แห่งนี้ต้อนรับทุกคนเสมอ คุณจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและแสดงออกได้อย่างอิสระ 6. คอร์ซิกา - ฝรั่งเศส คอร์ซิกา เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา เพราะประสบความสำเร็จในการต่อต้านอิทธิพลและวัฒนธรรมต่างถิ่นมาว่า 2 ศตวรรษ หลังจากการพ่ายแพ้สงครามของกษัตริย์นโปเลียน โบนาปาร์ต แม้จะมีการเชื่อมต่อกับอิตาลีอย่างใกล้ชิด แต่คอร์ซิกา ก็ยังยืนหยัดหัวชนฝารักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมและภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ควรค่าแก่การไปเยี่ยมเยือน 7. เมเดลยิน - โคลอมเบีย ที่ผ่านมา เมืองนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งโคเคนโลก เต็มไปด้วยการค้ายา แต่ตอนนี้ด้านลบเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ ด้วยพลเมืองดี สถานที่อันเคยเป็นแหล่งผู้ก่อการร้าย ตอนนี้กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผุ้คนจะได้เพลิดเพลินกันในวันหยุด เมเดลยิน ได้กลายเป็นสถานที่สุดฮอตแหล่งใหม่ของนักท่องเที่ยว ด้วยการถูกโอบล้อมด้วยภูเขา ใจกลางเมืองเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสุดจี๊ด ผสมผสานกันได้อย่างน่าทึ่ง จึงเป็นอีกเมืองน่าเที่ยวประจำปีนี้ 8. มารามูเรส - โรมาเนีย แผ่นดินประวัติศาสตร์ ที่คงความเป็นธรรมชาติไว้มากที่สุดในโลก ประมาณว่าได้รับการปรุงแต่งจากเครื่องจักรของมนุษย์น้อยที่สุดนั่นเอง เนินเขาที่ไม่มีถนนตัดผ่าน ไม่มีการแกะสลักหรือตัดหญ้าด้วยเครื่อง ทุกอย่างที่นี่ทำด้วยมือคน เพราะคนที่นี่ให้ความสำคัญกับแรงงานมนุษย์ ตวามอุตสาหะพยายาม มากกว่าเทคโนโลยีล้ำสมัย มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบดั้งเดิม ท่ามกลางทัศนียภาพของแม่น้ำ หุบเขา และทุ่งนา นักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบ ในวิถีแบบสโลว์ไลฟ์ รับรองว่า มารามูเรส จะติดตราตรึงใจคุณไปชั่วกาล 9. ไฮดา กวาย - แคนาดา  ด้วยความที่เป็นเกาะที่มีความเงียบสงบค่อนข้างสูง ทำให้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ มีลักษณะเป็นหมู่เกาะยาว 180 ไมล์ มีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ และมีความอุดมสมูรณ์ พื้นที่บนเกาะส่วนมากเป็นป่าทึบ เต็มไปด้วยพืชพันธุ์สวยงาม นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ามีคนเคยอาศัยอยู่ใต้ดินในพื้นที่นี้ โดยมีหลักฐานที่แสดงชี้ชัดว่า มีการตั้งถิ่นฐานมาประมาณ 12,000 ปีแล้ว ลึกลับแบบนี้ น่าไปพิสูจน์จริงๆ 10. โอกลาโฮมา ซิตี้ - สหรัฐอเมริกา ในปีที่ผ่านมา โอกลาโฮมา ซิตี้ มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก และไฮไลท์ที่สำคัญของปีนี้ จะทำการเปิดศูนย์ล่องแพ white-water ในพื้นที่ 11 ไร่ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในรูปแบบ Downtown ที่น่าเที่ยวอีกแห่งของปีนี้ เต็มไปด้วยที่พักสวยๆ และแหล่งช้อปปิ้งมากมาย 11. Choquequirao - เปรู สถานที่แห่งนี้ เป็นเรื่องยากมากๆ ในการจะอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง อันเป็นรากเหง้าของมาชู ปิกชู แห่งอาณาจักรอินคาอันเลื่องชื่อ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นทรัพย์สินทางอารยธรรมที่หาค่าเปรียบไม่ได้ การจะไปท่องเที่ยวที่นี่นั้นไม่ได้เข้าถึงง่ายๆ ด้วยความสูง 9,800 ฟุตจากพื้นดิน หากจะบอกว่าสามารถไปได้โดยรถไฟและรถบัส คงจะเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ คุณต้องเสี่ยงปีนเขาสักหน่อย แล้วคุณจะได้พบกับความมหัศจรรย์ของ Choquequirao รับรองว่าคุ้มค่ากับทุกหยาดเหงื่อและแรงกายอย่างแน่นอน 12. ซาร์ค - หมู่เกาะชานเนล 1 ในสถานที่ไม่กี่แห่งบนโลก ที่ยังรักษาวิถีชีวิต และประเพณีดั้งเดิมเอาไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย เกาะนี้ ตั้งอยู่ห่างจากเกาะอังกฤษไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 80 ไมล์ และใกล้กับอ่าวนอมังดี ประเทศฝรั่งเศส ในปี 2015 นี้ จะมีการเฉลิมฉลองครบ 450 ปีของระบอบศักดินา ผู้คนบนเกาะยังคงใช้ชีวิตแบบโบราณ สองธนาคารบนเกาะ ไม่มีตู้เอทีเอ็ม ถนนไม่มีการปะติดปะต่อ เวลากลางคืนจะมืดมิดเงียบสงัด ไร้แสงไฟ รวมทั้งเป็นเขตแดนที่ห้ามขับขี่รถยนต์อีกด้วย ถือว่ายูนิคสุดๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบและใฝ่หาความสงบสุขอย่างแท้จริง 13. ไฮเดอราบัด - อินเดีย ไฮเดอราบัด เมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย เป็นเมืองที่มีหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอาศัยอยู่นั่นก็คือ เมียร์ ออสมัน อาลี ข่าน ปัจจุบัน เมืองนี้เป็นสถานที่ที่หลายแบรนด์ไอทีระดับโลกมาตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ แต่ลักษณะทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้หายไปไหน ยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ ด้วยก้อนหินโบราณ บ้านเรือนร่วมสมัย ผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน แถมยังล้อมรอบด้วยสวนสวยและทะเลสาบอีกด้วย 14. ไต้หวัน แห่งสาธารณรัฐจีน ไต้หวัน เป็นอีกประเทศที่สะอาดและเงียบสงบ สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi เกือบทั่วทั้งเกาะ เกาะแห่งหุบเขานี้ได้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนสินค้าที่มีคำว่า "Made In Taiwan" จะได้รับชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีด้านคุณภาพ แต่ปัจจุบันสิ่งนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว และเมืองหลวงอย่างไทเป เป็นเกียรติได้รับสถานะให้เป็น 2016 'World Design Capital เนื่องจากมีตึกระฟ้าจำนวนมากและสิ่งปลูกสร้างที่ล้ำสมัย 15. โคยะซัง - ญี่ปุ่น โคยะซัง ถือเป็นจุดศูนย์กลางของพุทธศาสนาและหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของประเทศญี่ปุ่น มีความเป็นมาอันยาวนานกว่า 1,200 ปี ใช้เวลาเดินทางจากโอซาก้า เพียง 2 ชั่วโมง ด้วยรถไฟ ถ้าคุณได้มาสัมผัสถึงประเพณี ชีวิตอันสันโดษ ด้วยการฝึกจิต สวดมนต์ในตอนเช้า คุณจะรู้สึกถึงจิตวิญญาณและแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ที่นี่เป็นมังสวิรัติแบบเคร่งครัด และคุณจะมีโอกาสที่จะได้ลิ้มรสอาหารมังสวิรัติที่เรียบง่าย แต่อร่อย ตอนกลางคืนจะมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากโคมเท่านั้น ชาวพุทธแบบเรา น่าไปแสวงบุญที่นี่กัน คงจะเป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยม ที่มา : happylifestylejournal.com  ,  เรียบเรียงโดย : Travel MThai

EXO ครองแชมป์ 'ทรงอิทธิพลที่สุดในเกาหลีใต้' ประจำปี 2015
BAEK HYUN /  CHAN YEOL / 

EXO เบียด คิมซูฮยอน, อีซึงกิ, Girls' Generation ฯลฯ ทะยานครองแชมป์ผู้ทรงอิทธิพลในเกาหลีใต้ปี 2015 จากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes Korea EXO บอยแบนด์ K-POP สุดฮอตจาก SM Entertainment ทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่ง 'ผู้ทรงอิทธิพลในเกาหลีใต้ปี 2015' หรือ 2015 Korea Power Celebrity 40 จากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes Korea ท่ามกลางรายชื่อคนดังชาวเกาหลีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คิมซูฮยอน (นักแสดง), คิมยอนอา (นักกีฬา), จอนจีฮยอน (นักแสดง), ซนยอนแจ (นักกีฬา), อีซึงกิ (นักแสดง), รยูฮยอนจิน (นักกีฬา), ซนฮึงมิน (นักกีฬา), Girls' Generation (นักร้อง) และ SISTAR (นักร้อง) นิตยสาร Forbes Korea ทำการจัดอันดับผู้ทรงอิทธิพลในเกาหลีใต้มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2009 โดยในปีนี้ทางทีมงานได้คัดสรรรายชื่อผู้มีชื่อเสียงจากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ นักแสดง, พิธีกร, นักร้อง, นักกีฬา ฯลฯ ซึ่งถูกค้นหาชื่อผ่านเวบไซต์พอร์ทอลในปี 2014 มากที่สุดจำนวน 150 คน แล้วนำมาจัดอันดับโดยใช้เกณฑ์การตัดสินจาก รายได้, การปรากฏตัวผ่านสื่อ, กิจกรรมในรายการโทรทัศน์ และ ความเป็นมืออาชีพ EXO ได้รับการจับตามองอย่างมาก เพราะนอกจากพวกเขาจะเป็นคนดังเพียงหนึ่งเดียวที่มีรายชื่อติดใน TOP10 ผู้ทรงอิทธิพล จากทั้ง 4 สาขา คือ รายได้, การปรากฏตัวผ่านสื่อ, กิจกรรมในรายการโทรทัศน์ และ ความเป็นมืออาชีพ นอกจากนั้น EXO ขึ้นครองแชมป์ผู้ทรงอิทธิพลในเกาหลีใต้ของปีนี้ จากเดิมเมื่อปีที่แล้วที่พวกเขาอยู่ในอันดับที่ 5. แปลและเรียบเรียงจาก eNEWSWORLD ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

คิดได้เนอะ! บังยี เล็งดึงเปาแก่ลีกผู้ดีเป่าไทยลีก
บังยี /  บังยี. วรวีร์ มะกูดี / 

บังยี วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โชว์แนวคิดสุดบรรเจิด เล็งดึงผู้ตัดสินที่เกษียณอายุ จากศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาเป่าไทยลีก โดย บังยี วรวีร์ มะกูดี เปิดเผยว่า ยอมรับว่าผู้ตัดสินไทย เวลานี้มีปัญหาในการทำหน้าที่ที่ผิดพลาด จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาวงการผู้ตัดสินรวมถึงหาทางที่ทำให้ผู้ตัดสินมีการพัฒนาตัวเองขึ้นมาให้มากกว่านี้ ตอนนี้ผมได้ติดต่อ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในการส่งผู้ตัดสินที่เกษียร มาทำหน้าที่ในเมืองไทย เพื่อเป็นกรากระตุ้นผู้ตัดสินไทยให่มีการพัฒนาฝีมือ “ผมคิดว่าอย่างน้อยทุกสโมสรก็น่าจะให้การยอมรับ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจาโดยเฉพาะเรื่องค่าจ้างซึ่งหากตกลงกันได้ลงตัวก็น่าจะยืนยันได้ภายในสัปดาห์หน้า”

ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ซีซั่น 5 เปิดรับสมัครแล้ว
TGT5 /  น้าเน็ก / 

แอบคอยลุ้นคอยเชียร์และเห็นความสำเร็จของผู้กล้าชาวไทยใน ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์มาแล้วถึง 4 ซีซั่น ล่าสุดยังปลุกระดมความกล้าไม่หยุด โดยแว่วว่าสปอนเซอร์ใหญ่ เรโซนาและเรโซนาเมน เตรียมอัดฉีดเงินรางวัลรวมกว่าสิบล้านบาทใน ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ซีซั่น 5 พร้อมจัดเต็มพิธีกรนำโดย น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ไปตะลุยรับสมัคร รีคูทคนกล้าทั่วฟ้าเมืองไทยมาประชันโชว์เด็ดๆ กันแบบไม่ยั้งเลยทีเดียว เอาให้ตรงคอนเซปต์ “กล้าได้อีก ทำไดอีก” “ก็ไม่เคยเห็นรายการไหนจะขยันหาคนกล้าได้ขนาดนี้ แถมเป็นรายการที่มีโชว์ดีๆ อึ้ง ทึ่ง เสียว โชว์เด็ด โชว์ขาด โชว์ประทับใจกันทุกๆ โชว์เลยทีเดียว ที่ผ่านมามีความสุขมากและคิดว่าซีซั่นนี้ก็จะฟินอีกเหมือนกันกับโชว์ต่างๆ ที่จะมาแสดงในรายการ บอกตรงๆ ว่าติดตามครับ รอดูคนกล้ามาโชว์ความสามารถใหม่ๆ ให้รู้ว่าทาเลนต์คนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และผมพูดเลยว่า ไม่มีอะไรจะฟินเท่านี้อีกแล้ว โชว์ดี โชว์ดัง ได้ตังค์ด้วย กว่าสิบล้านเลยนะครับ ฉะนั้นอย่าพลาด จำวันเวลาเหล่านี้ให้ดี เริ่มรับสมัครทุกความกล้า รอบคัดเลือกระดับภูมิภาค ตลอดเดือนมีนาคมนี้ เริ่มตั้งแต่ ภาคเหนือ วันที่ 7-8 มีนาคม ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 13-14 มีนาคม ณ โรงแรมเจริญธานี จ.ขอนแก่น ภาคกลาง วันที่ 20-21 มีนาคม ณ โรงละครสยามพิฆเนศ ศูนย์การค้า SQ1 ปิดท้ายที่ ภาคใต้ วันที่ 27-28 มีนาคม ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. หรือ สมัครทางออนไลน์ ง่าย ๆ เพียงอัพโหลดคลิปการแสดงความยาวไม่เกิน 2 นาทีที่เว็บไซต์www.thailandsgottalent.tv หรือผ่านทางอินสตาแกรมพร้อมใส่แฮชแท็ก #TGT5 ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม – 15 เมษายน 2558” น้าเน็ก พิธีกรประจำรายการ เผยถึงรายละเอียดการสมัครในซีซั่นนี้ ใครรู้ตัวว่ามีพรสวรรค์ที่กล้าได้อีก ทำได้อีก! อย่ารอช้า! รีบมาสมัครโชว์ความสามารถ เพื่อคว้ารางวัลแห่งชัยชนะในฐานะแชมป์ของซีซั่น 5 พร้อมเงินรางวัลพลิกชีวิตมูลค่า 10 ล้านบาท!! กันด่วน ๆ ติดตามรายละเอียดการรับสมัครเพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/thailandsgottalent มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ฉลามชลโต๊ะเล็ก เตรียมระเบิดศึก4เส้าเชิญทีมดังหวด12-14มี.ค.58
คมกฤช นภาลัย /  ฉลามชลโต๊ะเล็ก / 

ศึกฟุตซอล 4 เส้า ปรีซีซั่น 2015 ยูโร่ เค้ก ฟุตซอลทัวร์นาเม้นต์ 2015 ที่สนามบลูเวฟ อารีน่า จ.ชลบุรี ซึ่งจะระเบิดการแข่งขันขึ้น ในระหว่างวันที่ 12-14 มี.ค.นี้ ล่าสุดได้มีการเปิดเผยโปแกรมการแข่งขัน ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนัดเปิดสนาม วันที่ 12 มี.ค. เวลา 16.00 น. ตะหานน้ำ ราชนาวี จะลงสนาม พบกับ แข้งเทพ แบงค็อก เอฟซี เป็นคู่แรก ขณะที่ ฉลามชลโต๊ะเล็ก ชลบุรี บลูเวฟ เจ้าภาพ จะพบกับ สมุทรปราการ ฟุตซอล ในเวลา 18.00 น. ทีมแพ้จะเข้าไปชิงอันดับ 3 วันที่ 14 มี.ค. ส่วนทีมชนะจะเข้าชิงชนะเลิศในวันเดียวกัน นอกจากนี้สโมสร ชลบุรี บลูเวฟ ยังจะมีการเปิดตัว ผู้สันบสนุน และ ทีมงานสตาฟโค้ช และ นักเตะ สู้ศึกในฤดูกาล 2015อย่างเป็นทางการ ก่อนที่เกมการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ จะเริ่มต้นขึ้นอีกด้วย อ๋อวังโอ่ง คมกฤช นภาลัย ผู้จัดการทีม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เราต้องการใช้การแข่งขัน ในทัวร์นาเม้นต์นี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทั้งเรื่องของการเตรียมทีม และการทดสอบความพร้อม รวมไปถึงศักยภาพ ของผู้เล่นทุกคน ก่อนที่การแข่งขัน ไทยแลนด์ ฟุตซอลลีก จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ สำหรับเป้าหมายในการลงเล่นในทัวร์นาเม้นต์นี้นั้น เรามีเป้าหมายที่คว้าแชมป์มาครองให้ได้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจให้กับนักเตะทุกคนก่อนที่จะเข้าสู้การแข่งขันในทุกรายการ ของ ซีซั่น 2015 ซึ่งผมก็อยากจะขอเชิญชวนแฟนคลับ ฉลามชลโต๊ะเล็ก และแฟนฟุตซอลชาว จ.ชลบุรี และ แฟนฟุตซอลชาว ไทย ที่มีเวลาว่างให้เข้ามาชมการแข่งขันฟุตซอลรายการนี้กันให้มากๆ รับรองได้เลยว่าทุกท่านจะได้รับชมการแข่งขันที่สนุกตื่นเต้น ไม่แพ้ฟุตบอลใหญ่ อย่างแน่นอน

ยิ่งกว่านิยาย! แฟนคลับบรูซกับการชมทีมรักครั้งสุดท้ายก่อนตาย
คลับ บรูซ /  ชูนแบร์ต / 

โลเรนโซ่ ชูนแบร์ต ชายวัย 41 ต้องเจอกับโชคชะตาอันเลวร้าย เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และได้ผ่านการผ่าตัดรักษามาแล้วกว่า 37 ครั้ง แต่สุดท้ายอาการกลับไม่ดีขึ้น และสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โลเรนโซ่ ชูนแบร์ต ขอเลื่อนทำ"การุณยฆาต" กับแพทย์ที่ดูแลตนเพื่อเข้าชมทีมรัก คลับ บรูซ ลงเล่นเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต พร้อมกับลูกสาว ไดน่า วัย 7 ขวบ เมื่อสโมสรรู้ข่าวก็รีบตอบรับคำปรารถนาดังกล่าว พร้อมจัดพิธีต้อนรับชูนแบร์ตและครอบครัวลงมาปรากฎตัวในสนามท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องจากแฟนบอลราว 20,000 คน โดยมีแฟนบอลบางกลุ่มทำป้ายผ้าเขียนข้อความให้กำลังใจชูนแบร์ตด้วยว่า "คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย" ผลการแข่งขันในเกมนี้คลับ บรูช เป็นฝ่ายเอาชนะมูส โครเก่น 3-0 สร้างความสุขเป็นครั้งสุดท้ายให้กับ ชูนแบร์ต ได้สำเร็จ "นี่คือความปรารถนาครั้งสุดท้ายก่อนผมตาย เพื่อดูทีมรักชนะอีกหนึ่งเกม" "ผมมีความสุขมาก มันเป็นความทรงจำดีๆ ที่จะติดตัวลูกสาวของผม เธอจะได้มีความสุขกับชีวิตต่อจากนี้ ความฝันสุดท้ายของผมเป็นจริงแล้ว ผมตายตาหลับ และจะเฉลิมฉลองบนสรวงสวรรค์" โลเรนโซ่ จากโลกนี้ไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงคำพูดถึงรักสุดท้ายของเขา คือ ลูกสาว และคลับ บรูซ สโมสรที่เขารักที่สุดในชีวิต ขณะเดียวกัน แม็ท ไรอัน นายทวาร คลับ บรูช ก็เขียนข้อความสรรเสริญชูนแบร์ตในเฟชบุ้คว่า "เขาจะเป็นสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนรักและคิดถึงตลอดไป เขากล้าหาญจนถึงนาทีสุดท้าย ทั้งที่ทุกสิ่งถูกเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว แต่เขาก็ยังมีความสุขในช่วงเวลาสุดท้ายกับคนที่เขารัก" ทั้งนี้ "การุณยฆาต"(การช่วยให้บุคคลที่ทุกข์ทรมานจากโรคหรืออาการบาดเจ็บที่รักษาไม่หาย ตายอย่างไม่เจ็บปวด) ที่มา : metro.co.uk, Football Vintage