ทรงผม2014

งานเข้า! ป.ป.ช.จี้ “บิ๊กเจี๊ยบ” มีมูลความผิดวินัยขั้นร้ายเเรง (มีคลิป)
บิ๊กเจี๊ยบ /  ปปช / 

เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ งานเข้าหลัง (ป.ป.ช.) ชี้มีความผิดวินัยร้ายเเรง ด้านเจ้าตัวให้การปฏิเสธยันไม่มีสวนเกี่ยวข้อง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) แจ้งความคืบหน้าคดีทุจริตของข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสาหกิจ, พนักงานส่วนท้องถิ่น ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความความผิดในรอบเดือนที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซค์ www.nacc.go.th เมื่อวันที่ 26 เมษายน รวม 14 คดี โดยเป็นคดีในส่วนกลาง 5 คดีเเละต่างจังหวัด 9 คดี ปรากฏว่ามีชื่อของ พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ ในฐานะผู้บังคับการกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชอบ เขียวจันทร์ สารวัตรงาน 3 กองกำกับการ 2 กองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติในส่วนกลาง จำนวน 5 คดี ว่าละเว้นไม่ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อรู้ว่าการประมาณราคาค่าซ่อมแซมระบบน้ำประปาผิดพลาด กลับเรียกรับเงิน จากผู้ว่าจ้างซ่อมแซม โดยให้ทำเป็นเรื่องบริจาคเงินให้กองทุนสวัสดิการ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า พล.ต.ท. พิสัณห์ และพ.ต.ท.ชอบ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามมาตรา 148 (1) และ 157 (2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถาม “บิ๊กเจี๊ยบ” ถึงประเด็นดังกล่าว โดยออกมากล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นคดีเก่าเมื่อปี 2556 ตนขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ในขณะนั้น มีผู้วิ่งเต้นให้ตนล้มคดีโดยต้องการติดสินบน แต่ตนไม่ได้ไปพบเจอและไม่ได้รับเงินดังกล่าวแต่อย่างใด  "คิดว่าเรื่องนี้มีคนพยายามจะดิสเครดิตผมมากกว่า ยืนยันว่าผมไม่มีส่วยเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น ส่วนเรื่องกฎหมายต้องปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนต่อไป ส่วนตัวยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม" ทั้งนี้ ตามมาตรา 148 (1) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 40,000 บาท หรือประหารชีวิต และ มาตรา 157 (2) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เครดิตคลิป : youtube-คมสันต์ ศรีทอง

กระเป๋าสุดฮิต Anello ที่วัยรุ่นควรหามาสะพายก่อนเอ้าท์
Anello /  ประเทศญี่ปุ่น / 

วัยรุ่นอินเทรนด์วันนี้ จะพาเพื่อนๆ มาอัพเดทเทรนด์กระเป๋าที่กำลังมาแรง ไม่แพ้กระเป๋า Fjallraven Kanken ทรงเรียบง่ายและสีสวย แถมราคาสบายกระเป๋า อย่าง Anello จากประเทศญี่ปุ่น มี 2 ขนาดก็คือ mini กับ standard mini ใส่ของได้จุใจ ไม่ว่าจะหนังสือเรียน กระเป๋าดินสอ กระเป๋าเงินโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าเครื่องสำอาง กล้องถ่ายรูป ขนมน้ำดื่ม ฯลฯ กระเป๋าสุดฮิต Anello ที่วัยรุ่นควรหามาสะพายก่อนเอ้าท์ กระเป๋า anello เป็นกระเป๋าเป้สไตล์น่ารักๆ ที่วัยรุ่นญี่ปุ่นนิยมใช้กันมากๆ แถมโดนใจวัชาว Hipster กันถ้วนหน้ายิ่งสะพายก็ยิ่งดูเจแปนมากๆ ด้วยรูปทรงและโทนสีของกระเป๋า anello ที่เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น ทำให้แมทช์กับเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ง่าย ภาพจาก khonkaenlink, anelloshop, minxasheville

Did You Know..? หยุดทุกสถิติ 7 เรื่องราวกิเลนลบอาถรรพ์ปราสาทสายฟ้า
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด /  เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด / 

นับนิ้วก็คงไม่พอเพราะเป็นเวลาอันเนิ่นนานเหลือเกิน ที่ทัพกิเลนผยองไม่สามารถมีชัยเหนือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กระทั้งเกมล่าสุดนัดที่ 21 ในการปะทะของทั้งคู่ที่ เมืองทอง บุกมาลบอาถรรพ์ด้วยสกอร์ 3-0 ทำให้ทุกสถิติต้องยุติลงในวันที่ 27 เมษายนดังนี้ - ทัพ “ปราสาทสายฟ้า” เป็นสโมสรที่แพ้คาบ้านในเกมลีกล่าสุดต้องย้อนไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2012 ต่อทัพ “มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน ด้วยสกรอ์ 0-1 จนมาถึงเกมที่แพ้ เมืองทองฯ 0-3 ในวันที่ 27 เมษายน 2016 รวมเป็นเวลานานถึง 1,335 วัน - บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นทีมที่แพ้เกมลีกยากที่สุด เเต่หากย้อนสกอร์มากที่สุดต้องย้อนกลับไปช่วงตั้งไข่ไทยลีกในยุคใหม่เมื่อปี 2010 ซึ่งเป็นสกอร์ที่เท่ากับเกมบุกแพ้ บางกอกกลาส เอฟซี 0-3 ในปี 2014 - ปราสาทสายฟ้า โดนยิงในบ้านมากที่สุดถึง 3 ประตู ครั้งล่าสุดย้อนไปในเกมที่เปิดบ้านเสมอ บีอีซี เทโรศาสน 3-3 เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2015 - ทลวงตาข่ายบุรีรัมย์ไม่เกรงใจใครต้องยกให้ เคลตัน ซิลวา เนื่องจากเป็นนักเตะต่างชาติที่ทำสถิติยิงประตูทัพปราสาทสายฟ้ามากที่สุด 7 ประตู (นับทุกสังกัด) - หลังจากพ่ายกิเลนผยองด้วยสกอร์ 0-3 ทำให้ บุรีรัมย์ ต้องหยุดสถิติไม่แพ้ใครในลีกติดต่อกันที่ 44 นัด - เเม้บุรีรัมย์จะมีสถิติที่เหลือกว่า เมืองทองฯ ชัดเจน เเต่ตามสถิติก็มักไม่ชนะขุนพลกิเลนผยองในสนามนิวไอ-โมบาย สเตเดียมนานถึง 5 ซีซั่นในทุกถ้วย โดยเเมตช์ล่าสุดคือชนะ เมืองทองฯ 1-0 เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2011 - สุดท้ายน่าสนใจที่สุดก็คือฤดูกาลเดียวที่บุรีรัมย์แพ้ในบ้านเกมลีกเมื่อ ปี2012 นั้น เป็นปีเดียวที่ไม่น่าจดจำเนื่องจากบุรีรัมย์ ไม่ได้แชมป์ไทยลีกนั้นเอง เครดิตภาพ : Muangthong United FC. ข้อมูล : Kao Barley Jaroencher

หนึ่งประสบการณ์ ล่องเรือสำราญ Star Cruises
มาเลเซีย /  ล่องเรือ / 

จะดีแค่ไหน ถ้าได้พาคนรู้ใจไปล่องเรือสำราญตามรอยแจ็คกับโรสดูสักครั้ง แล้วเราก็ได้มีโอกาสไปล่องเรือสำราญ Star Cruises (สตาร์ครูซ) ลอยละล่องในน่านน้ำสิงคโปร์-มาเลเซีย กับเรือ SuperStar Gemini (ซูเปอร์สตาร์ เจมิไน) เรือสำราญสุดหรูเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน นับเป็นหนึ่งประสบการณ์ดีๆ ที่ในชีวิตนี้ ได้มีโอกาสมาสัมผัส ^^ พร้อมแล้ว ตามมาดูกันเลยดีกว่าว่าเรือ Star Cruises ลำนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจอะไรบ้าง หนึ่งประสบการณ์ ล่องเรือสำราญ Star Cruises ออกเดินทางสู่ประเทศสิงคโปร์ด้วยสายการบิน Jetstar Airways เป็นครั้งแรก... ตื่นเต้นไม่ใช่เล่นแฮะ ด้วยความที่เรามาถึงสิงคโปร์ก่อนเวลาขึ้นเรือพอสมควร เลยเอากระเป๋าเดินทางไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ Check-in Baggage บริเวณท่าเรือ Singapore Cruise Centre ก่อน แล้วค่อยไปเดินช้อปอุ่นเครื่องที่ ศูนย์การค้า HarbourFront Centre และห้าง Vivo City กันต่อ ได้ของมานิดหน่อยพอหอมปากหอมคอค่า 5 โมงเย็น ได้เวลากลับไปเตรียมตัวขึ้นเรือที่ท่าเรือ Singapore Cruise Centre กันแล้ว การเดินทางที่น่าตื่นตาตื่นใจกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ววว ไปลุยกันเลยคร๊าาา Welcome on Board!! ขอต้อนรับทุกท่านขึ้นสู่เรือสำราญระดับโลก SuperStar Gemini ที่พร้อมออกเดินทางจากสิงคโปร์มุ่งหน้าสู่มะละกา เมืองมรดกโลก และนครประวัติศาสตร์ที่สำคัญของมาเลเซียแล้ว ณ บัดนี้ เรือสำราญ SuperStar Gemini ของ Star Cruises เป็นเรือสำราญลำมหึมาที่เปรียบเสมือน “เมืองลอยน้ำ” ที่รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 1,530 คน เพียบพร้อมไปด้วยห้องพักสุดหรูกว่า 765 ห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายที่มีความหรูหราทันสมัยระดับโลก การแสดงโชว์ต่างๆ และความบันเทิงแบบครบครัน ตลอดจนการบริการชั้นเยี่ยม เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่าการมาพักผ่อนบนเรือสำราญร่วมกับครอบครัว เพื่อน และคนที่คุณรักในครั้งนี้ จะเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานและบรรยากาศสุดผ่อนคลายตลอดทั้งทริป พอเข้ามาภายในเรือ เราจะพบกับ เคาน์เตอร์เช็คอิน (Reception) เป็นอันดับแรก ตั้งอยู่ที่ชั้น 7 โซนกลางเรือ จุดนี้จะเป็นจุดที่รับติดต่อเอฟเวอรี่ติงจิงเกอเบลล์ ตั้งแต่ซื้อแพ็คเกจ Wi-Fi, ซื้อแพ็คเกจทัวร์ 1 Day Trip เมืองมะละกา ไปจนถึงการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ บนเรือลำนี้ ซึ่งกิ๊บเก๋ตรงที่เค้าจะให้ใช้ Access Card เป็นเหมือนบัตรเครดิต ในการช้อปปิ้งและชำระค่าบริการต่างๆ บนเรือ แล้วค่อยมาเคลียร์ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ใช้ไปก่อนลงจากเรือ โอ้โห! บัตรใบเดียวเฟี้ยวได้ทั้งเรือเลยแฮะ สะดวกสบายจริงๆ เลยนะคะ ก๊อกๆๆ ! ไปเปิดประตูดูห้องพักต่างๆ ของเรือ Star Cruises ลำนี้กันดีกว่าค่ะ อยากเห็นละว่าแต่ละห้องจะหรูหราฟู่ฟ่าขนาดไหน ทริปนี้ เราพักห้อง Oceanview Stateroom with Window ค่ะ ชอบห้องนี้เพราะมีหน้าต่างให้ชมวิวทะเลแสนงามกันด้วยนะคะ ภายในห้องสะดวกสบาย ขนาดกำลังดี ไม่รู้สึกอึดอัดเลยค่ะ มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งเตียงนอน 2 เตียง โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า โซฟาพักผ่อน LCD TV ห้องน้ำในตัวพร้อม Amenities เพียบพร้อม มีน้ำดื่มให้วันละ 2 ขวด และปลั๊กไฟ Universal Adapter ให้ถึง 4 รู เรียกได้ว่าเพียงพอกับความต้องการเลยทีเดียวค่ะ วันที่ 2 เราสามารถเลือกได้ว่าจะลงไปเที่ยวเมืองมะละกาแบบ 1 Day Trip ซึ่งจะมีค่าทัวร์อยู่ที่คนละ 89 SGD (ประมาณ 2,300 บาท) หรือถ้าไม่อยากออกไปไหน ก็สามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมอันหลากหลายบนเรือลำนี้ได้เช่นกันค่า ในส่วนของกิจกรรมนันทนาการ และ Facilities บนเรือสำราญ Star Cruises นั้น มีมากมายจนลองแทบไม่หมดเลยล่ะค่ะ ทั้งสระว่ายน้ำ อ่างจากุซซี่ ลานวิ่งจ๊อกกิ้ง ฟิตเนสเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ยังมีบริการนวดผ่อนคลาย สปา ซาวน่า (มีค่าใช้จ่าย) คาราโอเกะ บาร์เครื่องดื่ม ร้านดิวตี้ฟรีที่ยกขบวนน้ำหอม เครื่องสำอางไปจนถึงสินค้าปลอดภาษีต่างๆ มาลดราคาเป็นจำนวนมาก และห้องแสดงโชว์ต่างๆ อาทิ มายากล ร้อง เล่น เต้น ให้เราได้ชม ช้อป ชิม ชิลล์แบบไม่มีเบื่อ จนลืมวันลืมคืนไปเลยทีเดียว มารู้ตัวอีกทีก็ต้องกลับซะแล้ว นี่แหละน้า เค้าถึงบอกว่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ ช่วงเวลาที่ประทับใจมากที่สุดสำหรับเรา เป็นช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินค่ะ ภาพแสงสีทองและดวงอาทิตย์ดวงกลมโตกำลังลาลับขอบฟ้า มีลมทะเลเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้า พร้อมๆ กับได้สัมผัสกลิ่นอายทะเล เป็นภาพที่ฟินสุดๆ และจะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไปค่ะ ใครที่อยากไปบ้างก็ลองเข้าไปดูข้อมูลกันได้นะคะที่  http://www.starcruises.com

ณัฐ ศักดาทร ลุยญี่ปุ่น สื่อความอ้างว้างผ่านเอ็มวี ความหมายที่หายไป
ความหมายที่หายไป /  ณัฐ ศักดาทร

ณัฐ ศักดาทร ลุยญี่ปุ่น สุดคุ้ม เหนื่อยโหด! หนาวสุดขั้ว!! ถ่ายมิวสิควิดีโอ ความหมายที่หายไป ที่แดนปลาดิบ ศิลปินนักร้องครบเครื่อง ณัฐ ศักดาทร ลุยญี่ปุ่นถ่ายทำเอ็มวีเพลง ความหมายที่หายไป เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง FATHERS ที่ณัฐได้แรงบันดาลใจในการแต่งเนื้อร้องทำนองตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว ณัฐ เล่าว่า "ภาพยนตร์เรื่อง FATHERS เป็นภาพยนตร์ที่ผมร่วมแสดงกับ พี่อั๊ต อัษฏา และพี่นก สินจัย และได้มีโอกาสแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย โจทย์เพลงผมตีความจากตัวละครในหนัง เพลงนี้แทนความรู้สึกของตัวละครแทบทุกตัวในเรื่อง FATHERS ที่เมื่อวันหนึ่งความรักของทุกคนหายไป ชีวิตและโลกของทุกคนก็เปลี่ยนไปด้วย" "เพลง ความหมายที่หายไป เกิดขึ้นตอนที่ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว แล้วมันมีโมเม้นท์นึงที่ครอบครัวผมกลับก่อนผมอยู่เที่ยวต่อ มีวันหนึ่งผมได้อยู่กับตัวเองทั้งวัน เป็นวันที่ผมเดินไปรอบเมืองเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ขึ้นรถ แล้วอยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกเหงา เคว้งคว้าง คิดถึงทุกคนในครอบครัวเรารู้สึกว่าพอคนที่เรารักหายไปหมด ความสุขที่อยู่ตรงหน้าและสิ่งที่มีความหมายมันก็หายไปด้วย" ความหมายที่หายไป (ost. FATHERS) - NAT SAKDATORN【MV single version】 youtube channel : GMM GRAMMY OFFICIAL "ในส่วนของเอ็มวีก็ไปถ่ายทำกันที่ญี่ปุ่นครับ เราอยากได้ภาพที่เล่าถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างใน สะท้อนความอ้างว้างท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน จนไปถึงบรรยากาศของหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่ว สะท้อนความเหงาอ้างว้างให้เห็น ซึ่งก็สมใจครับได้ภาพสวยงาม เหงา อ้างว้างตามที่ต้องการ เป็นการถ่ายทำที่สนุกและท้าทายมาก เจออากาศทุกรูปแบบ เพราะเรานั่งรถไฟไปหลายเมือง ทั้งโตเกียว, ยูซาว่า, นิงาตะ, อุระสะ เจอทั้งแดด ทั้งฝน ทั้งลม และหิมะ แต่ละวันไม่ซ้ำกันเลย บางวันอากาศแค่ 1-3 องศา วันสุดท้ายนี้สนุกมากครับ คือเรานั่งรถไฟกำลังจะกลับไปถ่ายทำต่อที่โตเกียว แต่ระหว่างทางผ่านเมืองอุระสะ ทุกคนมองออกไปเห็นทุ่งนาที่ปกคลุมด้วยหิมะ แล้วรู้สึกเหมือนกันว่ามันคือซีนที่เราอยากได้เลย มันเข้ากับเพลงมาก เลยตัดสินใจนั่งรถไปย้อนกลับไปถ่ายทำที่นั้นแทน แล้วก็ได้ภาพที่สวยมากจริงๆ รอดูกันนะครับ" ดาวน์โหลดเพลง ความหมายที่หายไป (OST. FATHERS) ของ ณัฐ ศักดาทร กันได้ที่ *123 ตามด้วยรหัส 1010 แล้วกดโทรออก และติดตามข่าวสารของณัฐได้ที่ Face book, Instagram, Twitter: MUSICCREAM มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ว่ากันเเมนๆ! เนวิน รับสู้เมืองทองไม่ได้-ลั่นเเก้ไขเพื่อป้องเเชมป์
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด /  เนวิน ชิดชอบ / 

บอสใหญ่ทัพปราสาทสายฟ้า ยืดอกยอมรับเกมพ่ายทีมกิเลนผยองนัดล่าสุดว่าสู้ไม่ได้จริงๆ เเต่ยันไม่พร้อมเเพ้ข้อเเก้ไขเพื่อป้องกันเเชมป์ให้ได้ “บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีม 5 เเชมป์เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเกมล่าสุดปราชัยให้กับคู่ปรับสำคัญอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์ 0-3 นับเป็นการพ่ายเเพ้ครั้งเเรกในการพบกัน 21 นัดพร้อมหยุดสถิติไม่เเพ้ใครที่ 44 นัดไปอย่างหมดรูป โดยนายใหญ่ปราสาทสายฟ้า กล่าวว่า “วันนี้สู้ไม่ได้ครับ มีการบ้านที่ผมจะต้องทำอีกเยอะมากสำหรับฤดูกาลนี้ ขอบคุณแฟนบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทุกคน ทั้งที่ในสนาม ไอ-โมบาย สเตเดียม และที่ชมอยู่ทางบ้าน วันนี้ได้เห็นอะไรมากพอสมควร และมีอะไรมากที่เราจะต้องปรับแก้ไข สู้ต่อไปครับ รักษาแชมป์ให้ได้ครับ ผมไม่ยอมแพ้หรอกครับ และผมจะทำให้ดีกว่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ"

18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย
10 อันดับ /  ดาราวัยรุ่น / 

ภาพยนตร์ที่เราดูกันตอนเด็กๆนั้น ก็มักจะเห็นดาราเด็กฮอลีวู้ดเยอะแยะมากมาย หน้าตาน่ารัก ^^ วันนี้ teen.mthai 18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย โตแล้วสวยทุกคน อยากรู้ว่ามีใครบ้างไปชมกันเลยคะ ^^ แล้วครั้งหน้าอย่าลืมติดตาม?ดาราเด็กฮอลลีวูดฝ่ายผู้ชาย กันต่อนะคะ .. เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) 18 ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย 1. ดาโกตา แฟนนิ่ง (Dakota Fanning -อายุ 19 ปี) คนแรกคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก สาวน้อย ดาโกตา แฟนนิ่ง ที่มีแววสวยตั้งแต่เด็ก เธอโด่งดังจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เป็นนักแสดงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award และยังได้รับรางวัลการแสดงอีกเป็นจำนวนมาก ดาโกตา แฟนนิง เข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 5 ปี โดยแสดงภาพยนตร์โฆษณา และรับบทเล็กๆ ในภาพยนตร์ซีรีส์ ER, CSI เป็นต้น ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ ในเรื่องI am Sam,เมื่ออายุ 7 ปี ดาโกตาแสดงบทนำในซีรีส์ Taken , ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในปัจจุบัน คือภาพยนตร์ War of the Worlds (2005) ,ภาพยนตร์ Charlotte's Web และภาพยนตร์ The Twilight นั่นเอง ^^ 2. เอ็มมา วัตสัน (Emma Charlotte Duerre Watson -อายุ 23 ปี) สาวน้อยผู้โด่งดังจากภาพยนตร์ทีมีคนเฝ้าติดตามชมมากที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง คือ Harry Potter ซึ่งรับบทเป็น?เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ เธอเริ่มแสดงภ.ตั้งแต่อายุได้เพียง 9 ปี จากการแสดงภาพยนตร์เรื่อง?แฮร์รี่ พอตเตอร์ นี้ทำให้เธอได้รับรางวัลเป็นจำนวนมาก และรายได้กว่า 10 ล้านปอนด์ เธอเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 5 รางวัลจากการแสดงใน?แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ เธอชนะรางวัล Young Artist Award สำหรับนักแสดงนำที่เป็นเยาวชน?ภาพยนตร์ที่วัตสันแสดงนอกเหนือจากเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเรื่องแรกคือ บัลเลต ชูส์ (Ballet Shoes) วัตสันได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ The Tale of Despereaux ที่ออกฉายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 เธอพากย์เสียงเป็นเจ้าหญิงพี 3. คริสเตน สจ๊วต (Kristen Stewart) สาวสวยผู้โด่งดังเป็นพลุแตกจาก แวมไพร์ ทไวไลท์ (Twilight) อาชีพนักแสดงของคริสเตนเริ่มต้นเมื่อเธออายุได้ 8 ขวบใน The Thirteen Year ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ของ ดิสนี่ย์ แชลแนล หลังจากนั้น คริสเตน ปรากฏตัวใน ภาพยนตร์อิสระเรื่อง The Safety of Objects ซึ่งเธอรับบทเป็น ลูกสาวผู้เป็นทอมของมารดาผู้โดดเดี่ยวและมีปัญหา หลังจากนั้น สจ๊วตได้รับบทสำคัญในภาพยนตร์ฮอลีวูดเรื่อง Panic Room และผลตอบรับในขณะนั้นดีมาก หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง Panic Room สจ๊วตได้เล่นในภาพยนตร์อีกหลานนเรื่องเช่น Zathura, In the Land of Women, The Messengers, Catch That Kid, และ?Into the Wild ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2007 บริษัทหนัง Submit Entertainment ประกาศว่า คริสเตน สจ๊วต จะรับบทเป็น อิซาเบลล่า'เบลล่า'สวอน ในภาพยนตร์เรื่อง Twilight จากบทประพันธ์ขายดีที่สุดของ สเตฟานี่ เมเยอร์ นิยายในชื่อเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องราวความรักระหว่างแวมไพร์ เธอรักกับพระเอกของเรื่อง โรเบิร์ต แพททินสัน ได้ไม่กี่ปีก็ต้องจบความสัมพันธ์ลง เมื่อเธอแอบมีใจให้กับผู้กำกับเรื่อง Snow White ที่เธอรับบทแสดงนำ 4. แมคเคนซี่ ฟอย (Mackenzie Foy) แมคเคนซี่เป็นผู้มีผมยาวนัยน์ตาสวยเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ด้วยการเป็นนางแบบโฆษณาให้แบรนด์ดังอย่าง Polo Ralph Lauren, Gap และ The Walt Disney Company จากนั้นจึงเริ่มมีงานแสดงเมื่อปี พ.ศ.2552 กับบทบาทเล็กๆ ในซีรีส์เรื่อง "Til Death" และหลังจากนั้นก็ได้รับบทบาทในซีรีส์อีกหลายเรื่อง ก่อนจะได้รับบทที่ทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักเธอในภาพยนตร์ แวมไพร์ ทไวไลท์ "Twilight" 5. จอร์จี เฮนเลย์ (Georgie Henley - 18 ปี) จอร์จี เฮนเลย์ หรือที่ใครๆรู้จักเธอในชื่ของ "ลูซี่" จอร์จี เป็นหนึ่งในนักแสดงนำของภาพยนตร์สุดอมตะ 7 เล่มเรื่อง อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย (NARNIA) รับบทเป็นน้องสาวคนสุดท้องชื่อว่าลูซี่ หลังจากนั้น เธอได้รับงานละครเรื่อง Babes in the Wood และในปี 2005 (2548) เธอได้รับรางวัลจากสถาบันโพนิกฟิลม์คลิติกส์ ตำแหน่ง "Best Performance by a Youth in a Lead or Supporting Role - Female" ในเรื่อง อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย : ราชสีห์ แม่มด และตู้พิศวง 6. แอนนาโซเฟีย ร็อบ (Annasophia Robb - 21 ปี) แอนนาโซเฟีย ร็อบ เพื่อนๆจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอดีจากภาพยนตร์เรื่องชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory) หลังจากเข้าร่วมในโฆษณา McDonald ของ Anna เริ่มอาชีพด้วยการแสดงบทบาทเล็ก ๆ ในตอน" Number one fan "ใน TV series ของDrake & Joshบทบาทที่สำคัญเป็นครั้งแรกของเธอใน"Samantha : An American Girl Holiday" แต่ในปี 2005 เธอก้าวเข้าสู่หน้าจอขนาดใหญ่ที่มีสองเรื่องที่ดัดแปลงจากนวนิยายเด็กชื่อดังของ บทบาทของโอปอลในหนัง"Because of Winn-Dixie"ของเธอและยังปรากฏเป็น Violet Beauregarde ในภาพยนตร์เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory สองเรื่องนี้มีความสำเร็จด้วยรายได้สูงจากสำนักงาน Box Office และทั่วโลก ต่อมาในปี 2006 เธอพักการแสดงและได้พากย์เสียงเรื่อง "Phantom Danny" เธอยังร้องเพลงในเรื่องนี้อีกด้วย "Keep Your Mind Wide Open"และวิดีโอเพลงนี้มาออกอากาศซ้ำใน Disney Channel เพลงอันดับที่ 90 ที่จัดขึ้นใน Billboard Hot 100 ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมเป็นครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จเดียว ต่อมา Anna ได้แสดงอีกครั้งเรื่อง"The Reaping" พร้อมกับ "Spy School" และ "Jumper" (เธอเล่นเป็น Millie ตอนเด็ก) และหนังดราม่าเรื่อง "Wild Travel" และ "Have Dreams. ในหนัง"Sleepwalking" เธอได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิตยสาร Time 7. อิซาเบล เฟอร์แมน (Isabelle Fuhrman - 17 ปี ) อิซาเบลล์ เฟอร์แมน เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เธอเป็นเป็นที่รู้จักในบทบาทของเอสเธอร์ จากภาพยนตร์เรื่องออร์แฟน เด็กนรก เรื่องนี้หลานคนคงจะจำเธอในบทโรคจิตไปอีกนาน ซึ่งต่อมาเธอก็ได้รับบทหนึ่งในนักแสดง Hunger Games รับบท Clove อิซาเบลล์เกิดเมื่อวันที่25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 ในกรุง วอชิงตัน ดี.ซี. แต่เติบโตใน แอตแลนตา, ประเทศจอร์เจีย?แม่ของเธอเป็นนักข่าวที่อพยพมาจากสหภาพโซเวียต และได้ทำงานให้กับCNN พ่อของเธอเป็นผู้สมัครทางการเมืองและอดีตที่ปรึกษาทางธุรกิจ เธอมีพี่สาวซึ่งเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง อิซาเบลล์อาศัยอยู่กับครอบครัวที่ลอสแอนเจลิส, รัฐแคลิฟอร์เนีย 8. ดาโกต้า บลู ริชาร์ด ( Dakota blue richards - 20 ปี) ดาโกต้า บลู ริชาร์ด เป็นนักแสดงนำเด็กในเรื่อง อภินิหารเข็มทิศทองคำ (GOLDEN COMPASS) รับบทเป็น ไลล่า เบลลาควา และภาพยนตร์เรื่อง The Secret Of Moonacre อภินิหารมนตรามหัศจรรย์ 9. เดเวห์ เชส (Daveigh Chase) ในปี 2002 เธอได้รับบทพากย์เสียงในการ์ตูนดิสนีย์ เรื่อง ลีโล่ แอนด์ สติชท์ (Lilo & Stitch) โดยเธอพากย์เป็นลีโล่ สาวน้อยที่บังเอิญเจอกับสัตว์ประหลาดอย่างสติทช์แต่แล้วก็ได้กลายเป็นเพื่อนรักกัน ต่อมาได้แสดงในบทบาทของ มาร่า มอร์แกน ในภาพยนตร์เรื่อง The Ring และเรื่องนี้ทำให้หลายๆคนรู้จักเธอมากขึ้น 10.?Kiernan Shipka นักแสดงเด็กอายุเพียง 15 ปี เธอมีชื่อเสียงจากการเล่นซีรีส์ Mad Men เธอยังเป็นซุปเปอร์โมเดลตั้งแต่เล็กๆอีกด้วย 11. เอมิลี่ เจน บราวน์นิ่ง (Emily Jane Browning) ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้คนรู้จักเอมิลี่ คือ ขอให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย หรือThe Lemony Snicket?s A Series of Unfortunate Events (2004) โดยประกบคู่กับนักแสดงชั้นนำอย่าง จิม แครี่ , Ghost Ship เรือผีในปี 2002 และที่โด่งดังที่สุดของเธออีกหนึ่งเรื่อง?Sucker Punch หรือ อีหนูดุ นั่นเอง ^^ เริ่มชีวิตการแสดงของเธอด้วยการรับบทในหนังที่ฉายทางทีวีเรื่อง The Echo of Thunder โดยได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนของพ่อที่มีธุรกิจในแวดวงบันเทิง ซึ่งเขาได้เห็นการแสดงในแบบแปลกๆ ของเธอในโรงเรียน และดึงเธอเข้าสู่เส้นทางการแสดง หลังจากนั้นหลานปีเธอก็มีผลงานมากมาย เช่น High Flyers ,Thunderstone , Something In The Air, Darkness Falls, Ned Kelly , Stranded , The Uninvited 12. โคลอี มอเรตซ์ (Chloe Grace Moretz - 17 ปี) เป็นที่รู้จักจากเรื่อง (500) Days of Summer และในเรื่อง Diary of a Wimpy Kid เธอยังรับบทเป็น ฮิต-เกิร์ล ในหนังแนวซูเปอร์ฮีโรในปี 2010 เรื่อง Kick-Ass ในภาคแรกและภาค 2 และจะรับบทแอบบี้ ใน Let Me In เริ่มงานสายบันเทิงตั้งแต่อายุ 5 ขวบในนิวยอร์กซิตี้ กับงานนางแบบประจำโครงการรณรงค์ระดับชาติต่างๆ ซึ่งพบเห็นได้ตามสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ ต่อมาเล่นดราม่าเรื่อง The Guardian? ทางช่อง CBS ไม่นานนัก บทบาทแรกในจอเงินก็มาถึงมือเธอ ในหนังนอกกระแสเรื่อง The Heart of the Beholder ต่อมาจึงจับจองบทนำใน The Amityville Horror ฉบับรีเมกโดย ไมเคิล เบย์ ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นที่กล่าวขาน 13. แอล แฟนนิง (Elle Fanning - 16 ปี) เธอไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นน้องสาวของ ดาโกตา แฟนนิ่งเองคะ?แอล เริ่มเลิ่นภาพยนตร์เมื่ออายุ 2 ขวบเรื่อง i am sam?แอล รับบทเป็น Lucy เมื่อตอนอายุ 2 ขวบ ส่วดาโกตารับบทเป็น lucy ตอนโตขึ้นมา ต่อมาแสดงภาพยตร์อีกหลายเรื่อง เช่น  Super8, We Bought a Zoo, Ginger & Rosa, Yong ones ล่าสุดในปี 2014 นี้ หลายคนคงตั้งตารอภาพยนตร์เรื่อง Maleficent ที่นางเอกเซ็กซี่ตลอดการอย่าง แองเจลีน่า โจลี ที่ครั้งนี้มารับบทเป็น แม่มดร้าย โดย แอล รับบทเป็นเจ้าหญิงออโรร่า Princess Aurora?ในบทสัมภาษณ์ elle บอกว่า เธอต้องใช้จินตนาการ สูงมากในการแสดงเนื่องจากในห้องถ่ายทำนั้นมีเพียงแค่กระดาษสีเขียวเท่านั้น ที่เธอต้องทำให้ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต 14. เคิร์สเตน ดันสท์  (Kirsten Dunst) ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนางเอกตลอดกาลของฮอลลีวูด เคิร์สเตน เริ่มอาชีพนักแสดงตั้งแต่อายุ 7 ปี ในหนังเรื่องแรก New York Stories ซึ่งเธอก็ได้รับงานต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น โฆษณา, ละคร, โทรทัศน์ และภาพยนตร์ ต่อมาในปี 1994 เธอแสดงใน Little Women ร่วมกับวิโนนา ไรเดอร์และแคลร์ เดนส์ ในปีเดียวกันเธอแสดงใน Interview with the Vampire ของแอน ไรซ์ ร่วมแสดงกับทอม ครูซและแบรด พิตต์ ซึ่งจากเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ เธอยัง ในหนังครอบครัวเรื่อง Jumanji ร่วมกับโรบิน วิลเลียมส์ จากนั้นเธอก็ได้หนังแอนิเมชันเรื่อง Anastasia ของดิสนีย์ และได้แสดงใน เรื่อง Wag The Dog ร่วมกับ ดัสติน ฮอฟแมน และ โรเบิร์ต เดอนิโร, ในปี 1998 ได้แสดงเรื่อง Small Soldiers, ต่อมาแสดงในหนังเบาสมองเรื่อง Dick และ Drop Dead Gorgeous และ The Virgin Suicidesรวมถึงแสดงในหนังเชียร์ลีดเดอร์ใน Bring It On จนได้แสดงในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในภาพยนตร์สไปเดอร์แมน รับบทเป็น แมรี เจน วัตสัน โดยเธอประกบคู่กับ โทบีย์ แม็คไกวร์ ผู้มารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ไอ้แมงมุม 15. คริสตินา ริชชี (Christina Ricci)  มีชื่อเสียงครั้งแรกจากบทเวดส์เดย์ แอดดัมส์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Addams Family (1991) รวมถึงภาคต่อ Addams Family Values (1993) ภาพยนตร์ที่เธอแสดงมีตั้งแต่ภาพยนตร์แนวอาร์ต อย่างเช่น The Ice Storm (1997) หรือหนังดราม่า Monster (2004) หนังตลกนอกกระแสอย่าง The Opposite of Sex (1998) ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และยังมีผลงานภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Sleepy Hollow (1999) ริชชีผันตัวจากนักแสดงเด็กไปเป็นนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น จนถึงนักแสดงผู้ใหญ่ และเธอยังมีบริษัทผลิตงานของตัวเอง ที่ชื่อ Blaspheme Films ที่มีผลงานอย่าง Pumpkin และ?Prozac Nation เธอยังแสดงภาพยนตร์เรื่อง Black Snake Moan (2007) และ Penelope (2008) และยังแสดงภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่อง Speed Racer  ในปี 2008 16. Alexa Vega เธอเป็นทั้งนักแสดงและนักน้อง เธอชื่นชอบการร้องเพลง ภาพยนตร์ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักนั่นก็คือ SPY KIDS รับบทเป็น คาร์เมน คอร์เตซ เด็กผู้หญิงที่มีพ่อ-แม่เป็นสายลับสุดเจ๋ง , From Prada to Nada (2011) รับบทเป็น?แมรี โดมินเกซ 17.ฮิลารี ดัฟ (Hilary Duff) นางเอกขวัญใจวัยรุ่นตลอดกาล ฮิลารี ดัฟ หลายคนจะรู้จักเธอจากภาพยนตร์วันรุ่น กุ๊กกิ๊ก น่ารัก หลายๆเรื่อง อีกทั้งเสียงร้องที่น่าหลงใหล หลังจากที่เริ่มต้นเข้าสู่วงการด้วยการแสดงบทนำในละครทางโทรทัศน์ Lizzie McGuire ทางช่อง Disney เธอก็มาสู่ผลงานอาชีพบนจอเงินอย่าง Cheaper by the Dozen , The Lizzie McGuire Movie และ A Cinderella Story (2004) เธอยังเดินทางบนสายอาชีพนักร้องอีกด้วย โดยสามารถทำยอดขายอัลบั้มของเธอได้กว่า 13 ล้านแผ่นทั่วโลก และมี 4 แผ่นเสียงทองคำขาว (RIAA certified-platinum albums) เป็นเครื่องการันตี อัลบั้มแรกของเธอ Metamorphosis สามารถทำยอดขายอัลบั้มถล่มทลายอีกด้วย ในปี 2012 เธอได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกกับสามี ไมค์ คอมรี ชื่อว่า ลูกา ครูซ คอมรี แต่ต่อมาในปี 2014 เธอได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ชี้แจงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับสามี ไมค์ คอมรี ที่เดินทางมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจและแยกทางกัน 18. ดรูว์ แบร์รีมอร์ (Drew Barrymore) เธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลแบร์รีมอร์ ครอบครัวนักแสดง เริ่มการแสดงตั้งแต่อายุได้ 11 เดือน แบร์รีมอร์มีผลงานภาพยนตร์บนจอใหญ่ครั้งแรกในเรื่อง Altered States ในปี 1980 หลังจากนั้นแสดงในบทแจ้งเกิดใน E.T. the Extra-Terrestrial ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงเด็กที่เป็นที่รู้จักมาที่สุดคนหนึ่ง ในปี 1995 เธอก่อตั้งบริษัทโปรดักชันที่ชื่อ ฟลาวเวอร์ฟิล์มส ที่มีผลงานสร้างเรื่องแรกคือ?Never Been Kissedที่เธอร่วมแสดงด้วยในปี 1999 และมีผลงานการสร้างภายใต้ชื่อเธออย่างเรื่อง?Charlie's Angels, 50 First Dates, และ Music and Lyrics เช่นเดียวกับหนังคัลต์ที่ชื่อ Donnie Darko โครงการล่าสุดของเธอเช่น He's Just Not That into You, Beverly Hills Chihuahua, และ?Everybody's Fineเธอยังมีชื่ออยู่บนฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม และยังได้ขึ้นปากนิตยสารพีเพิลปี 2007 ฉบับ 100 สิ่งสวยงามที่สุด แบร์รีมอร์ เป็นทูตต่อต้านความหิวโหยให้กับ United Nations World Food Programme (WFP) เธอยังได้บริจาคเงินกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับโครงการ ในปี 2007 เธอเป็นนางแบบให้กับ CoverGirl และเป็นโฆษกให้กับเครื่องสำอางให้กับไลน์ใหม่ล่าสุดของอัญมณีกุชชี 19. เอเรียนา ริชาร์ดส (Ariana Richards) โด่งดังจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง  Jurassic Park และยังทำให้เธอได้รับรางวัลอีกมากมาย เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) ข้อมูลโดย wikipedia เพิ่มเติม  ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง กับพัฒนาการความสวย 20. ลินด์ซีย์ ดี โลเอิน (Lindsay Dee Lohan) ในวัยเด็กเธอถือว่าเป็นเด็กสาวที่ฮอตที่สุดในฮอลลีวูดอีดหนึ่งคนเลยทีเดียว แต่พอโตขึ้นกลับมาข่าวฉาวไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเรื่องยาเสพติด ผู้ชาย วิ่งเล่นให้ตำรวจจับเป็นว่าเล่น ลินด์ซีย์ ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการ ถ่ายโฆษณารถยนต์ฟอร์ด เมื่ออายุเพียงแค่ 3 ขวบ หลัง จากนั้นก็มีงานถ่ายโฆษณาโทรทัศน์กว่า 60 ชิ้น จนกระทั่งได้แสดงละครโทรทัศน์เรื่องแรกคือ "Another World" (1996) ลินด์ซีย์ มีผลงานการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อ ปี 1998 ในงานเก่าเอามาทำใหม่เรื่อง “The Parent Trap” เธอรับบทเป็นฝาแฝด แสดงกับเดนนิส เควด และนาตาชา ริชาร์ดสัน หลังจากนั้นก็มีผลงานที่สร้างชื่อให้เธอในบทบาทสาววัยรุ่นอีกหลายเรื่อง เป็นขวัญใจของทุกคนในยุคนั้นมากทีเดียว ลินด์ซีย์ มักเป็นขาประจำหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ โดยสื่อมวลชนมักชอบมอบตำแหน่งทีนควีนให้กับเธอ และเสนอภาพลักษณ์สาวปาร์ตี้ของเธอ โดยเธอเคยตอบโต้ให้เลิกเขียนภาพพจน์ของเธอเช่นนี้ โดยนักแสดงสาวได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ฉันรังเกียจจริงๆ เวลาที่คนส่วนใหญ่มาเรียกฉันว่าเป็นราชินีหนังวัยรุ่น” นอกจากนี้ ลินด์ซีย์ มักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ทั้งน้ำหนัก สารเสพติด และ อาการติดแอลกอฮอล์ 21. เอ็มม่า โรส โรเบิร์ตส์ (Emma roberts) นักแสดงวัยรุ่น เล่นหนังแนววัยรุ่นหลายต่อหลายเรื่อง อีกทั้งยังเป็นนักร้อง,  Voice Actor,  Spokesmodel, โฆษก และเป็น Fashion Designer เรียกได้ว่ามากความสามารถจริง และที่สำคัญเป็นหลานสาวของนักแสดงสาวชื่อดัง จูเลีย โรเบิตส์ เจ้าแม่หนังรักอีกด้วย 22. โจแอนนา โนแอล แบลกเดน เลเวสค์ (Joanna Noëlle Blagden Levesque) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โจโจ (JoJo Levesque) เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงป็อป-อาร์แอนด์บีและนักแสดงวัยรุ่น โจโจออกอัลบั้มแรกในชื่อตัวเธอเองเมื่อปี ค.ศ. 2004 ซึ่งในขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 13 ปี  มีเพลงฮิตอย่าง "Leave (Get Out)" ซึ่งขึ้นสูงสุดที่อันดับ 12 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮ็อต 100 นอกจากนี้ โจโจยังมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Aquamarine (เล่นกับเอ็มม่า โรเบิร์ตส์ ด้วย) และ RV ทั้ง 2 เรื่องออกฉายในปี ค.ศ. 2006 และในปี ค.ศ. 2008 เธอยังได้ถ่ายภาพยนตร์เรื่องใหม่ในชื่อ True Confessions of a Hollywood Starlet ด้วย โดยออกฉายเฉพาะทางทีวีสำหรับเรื่องสุดท้าย (ทั้ง 3 เรื่องมีวางขายในเมืองไทย) 23. เซียร์ชา โรนัน (Saoirse Ronan) ถ้าจะให้พูดถึง ดาราเด็กฮอลลีวูดผู้หญิง ที่มีเส่นห์ สวยเว่อร์วัง! เซียร์ชา โรนัน ก็คงจะอยู่ในอันดับนั้นด้วย นอกจากใบหน้าที่สวยของเธอแล้ว เธอมีดวงตาที่สวยมากๆ เลยทีเดียว เซียร์ชา โรนัน เป็นนักแสดงชาวไอริช-อเมริกัน ชื่อเสียงมาจากการเล่นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ระดับเล็ก ๆ ก่อนที่จะมารับบท ไบรโอนี่ ทาลลิส เด็กสาววัย 13 ขวบที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน แต่จินตนาการของเธอทำให้พี่สาวต้องพลัดพรากกับคนรักไปตลอด ในภาพยนตร์เรื่อง Atonement ซึ่งทำให้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบาฟต้าครั้งที่ 61, รางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 65 และรางวัลออสการ์ครั้งที่ 80 ในสาขานักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม หลังจากนั้นเธอก็มีผลงานภาพยนตร์และในวงการอีกมากมาย Lost River (2014), Byzantium(2013), The Host(2013), Hanna(2011), The Lovely Bones(2010), City of Ember(2008), I Could Never Be Your Woman(2008), Atonement(2008) เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ)

ชาคริต เคลียร์!! ใครบอก วุ้นเส้น มีลูกไม่ได้..??
ชาคริต แย้มนาม /  วุ้นเส้น วิริฒิพา / 

เพิ่งจะครบรอบแต่งงาน 4 ปีไปหมาดๆ สำหรับคู่รักสุดหวาน ชาคริต แย้มนาม และ วุ้นเส้น วิริฒิพา แต่ก็ยังไม่มีวี่แววผลิตทายาทตัวน้อยกันสักที ล่าสุดมีข่าวลือออกมาว่า สาววุ้น ผลตรวจสุขภาพไม่แข็งแรงและไม่สามารถมีลูกได้! งานนี้สามีสุดรักอย่าง หนุ่มคริต ถึงกับต้องออกมาเคลียร์แทนว่าไม่เป็นความจริง แค่ทั้งคู่ยังไม่พร้อม ขอทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานก่อนเท่านั้นเอง!! "วันครบรอบแต่งงานปีนี้นิ่งๆ ครับ เบาๆ เพราะต่างคนต่างก็ทำงาน สำหรับผมถือเป็นวันดีครับ นอกจากจะครบรอบแต่งงานแล้วยังไม่พอ ยังได้รับคุณแม่กลับจากโรงพยาบาลด้วย การฉลองคงไม่มี เพราะมันยังมีวันอื่น วาระอื่นอีกที่คอยมาทดแทนกันตลอด ต้องบอกว่าช่วงนี้วุ้นทำงานหนักกว่าผมอีกนะ ทุกวันจริงๆ ผมเองยังรอรายการ รอซีรี่ส์เปิด" "โมเม้นท์พิเศษ จริงๆ ทุกเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน เราก็ทำให้เต็มที่กับตรงนั้นอยู่แล้ว ของขวัญปีนี้ต้องบอกว่ายังไม่มีเลย จะมีก็ดอกไม้ คำหวานๆ ก็พอแล้วแหละ (หัวเราะ) บางทีบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องมีอะไรตลอดเวลาเนอะ เดี๋ยวเดือนพ.ค. ก็จะไปถ่ายรายการด้วยกันที่อเมริกาครึ่งเดือน คงได้มีเวลาอยู่ด้วยกันอีกเยอะเลย ภาพหวานก็ไว้ติดตามดูแล้วกัน ทุกวันนี้อาทิตย์นึงเราก็แพลนว่าวันไหนจะไปกินข้าวดูหนังกัน เพราะรู้ว่างานยุ่งทั้งคู่" "อาการคุณแม่ก็เกือบหายเป็นปกติแล้วครับ เดินได้ คุยได้ เล่นตลกได้แล้วครับ กลับมาอยู่บ้านเพราะท่านคิดถึงบ้าน แต่เราอยากให้อยู่โรงพยาบาลใกล้ชิดคุณหมอให้มากที่สุด ก็ต้องบอกเลยว่าเป็นปฏิหาริย์จริงๆ ตอนนี้ก็ต้องมีพยาบาลคอยดูแล แม่เค้าเป็นคนแอคทีฟ เป็นเวิร์คกิ้งวูเมน ต้องคอยตามเค้าให้ทันนิดนึง ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องรู้ว่าอยู่ในช่วงพักฟื้น จะเดินเองได้แต่ต้องมีคนตามประกบนิดนึง อาการตอนนี้ก็ดีใจครับ แต่ยังไม่วางใจ 100% อย่าล้มนะเพราะมันจะมีเลือดซึม จะเป็นอะไรได้ง่ายกว่าคนอื่น และอีกอย่างเป็นโรคหัวใจพริ้วอยู่ด้วย คือหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ" "สุขภาพตัวผมหลังจากที่สึกออกมาก็ได้ไปตรวจเลือดเพิ่ม ทำประกันใหม่ เพิ่มเบี้ยประกัน สุขภาพดีครับไม่มีอะไร ส่วนวุ้นเค้าก็ดูสดใสดีนะ ก็โอเค แต่เค้าทำงานหนักก็อาจจะมีความคิดในแบบของเค้าว่า ตอนนี้ยังแอคทีฟอยู่ ยังทำงานได้ เพราะอนาคตหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้หญิงคืออยู่บ้าน ดูแลลูก ก็อยากให้เค้ามีความสุข อยากทำก็ให้ทำเต็มที่" "ล่าสุดมีกระแสข่าวออกมาว่าผลตรวจสุขภาพของวุ้นไม่อำนวยที่จะมีลูก ไม่ๆ คือทุกคนเวลาทำงานหนักก็จะทำให้สุขภาพทรุดโทรม หรือตรงนั้นตรงนี้ไม่แข็งแรง ก็ต้องบู๊ทนิดนึงให้มันแข็งแรง ซึ่งมันเป็นปกติอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะผู้หญิง ก็ไม่มีการคุยกันนะว่ามีไม่ได้ คือสามารถมีได้ครับ คิดว่าไม่น่าจะมีไม่ได้ ปัญหาเสี่ยงอะไรไม่มี ไม่งั้นคงไม่วิ่งทำงานขนาดนี้ เรื่องมีน้องต้องบอกเลยว่ายังไม่รีบ ใครที่มีไปก่อนก็ยินดีด้วย แต่คู่เรายังไม่รีบ แต่ก็ยังไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้คิดทุกวัน ก็ดูแลซึ่งกันและกันไป" ชาคริต กล่าว ขอบคุณภาพจาก IG @vjwoonsen, shahkrit ชาคริต แย้มนาม ชาคริต แย้มนาม ชาคริต แย้มนาม ชาคริต-วุ้นเส้น ชาคริต-วุ้นเส้น ชาคริต-วุ้นเส้น

เผยเหตุผลสุดฮา ทำ 'พรินซ์' โบกมือลา The Fifth Element
Fifth Element /  gallery หนัง รูปภาพหนังใหม่ Movie / 

ฌ็อง ปอล โกติเยร์ ดีไซเนอร์สุดดังยอมรับความเด๋อ ปากเป็นเหตุทำนักร้องดังหลุดมือ โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ (BIOSCOPE) ก่อนที่หนังไซ-ไฟสุดคัลต์อย่าง  The Fifth Element (1997) จะออกมาเป็นเวทีฟื้นชีพของบรูซ วิลลิส และเวทีแจ้งเกิดของมิลลา โจโววิช กับคริส ทัคเกอร์ อย่างที่เราเคยเห็น เชื่อหรือไม่ว่า จุดกำเนิดของมันคัลต์ซะยิ่งกว่านี้อีก เพราะเดิมทีผู้กำกับลุค แบซง วางตัวเมล กิบสัน กับจูเลีย โรเบิร์ตส์ ไว้ในบทคู่พระนาง และบรรจงแคสติ้งนักร้องคนดังอย่าง พรินซ์ ให้มารับบท รูบี้ ร็อด อีกหนึ่งตัวเอกของหนัง ซึ่งต้องถือเป็นการคัดเลือกที่แจ่มมากๆ เพราะหากได้พรินซ์มาแสดงจริงๆ เขาจะต้องเป็นสีสันที่เพิ่มระดับความจัดจ้านและความคัลต์ขลังแก่หนังยิ่งกว่าที่คริส ทัคเกอร์แสดงไว้อีกหลายขุม แล้วเพราะอะไรพรินซ์ถึงไม่ได้มาเล่นหนังเรื่องนี้ในที่สุด ทั้งๆ ที่เขาสนใจถึงขั้นยอมเดินทางไปพบปะกับแบซงและฌ็อง ปอล โกลติเยร์ แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังผู้มาออกแบบเสื้อผ้าให้ตัวละครในเรื่องนี้แล้ว? โกลติเยร์เปิดเผยเหตุผลไว้เมื่อ 3 ปีก่อนตอนที่งานออกแบบของเขาได้ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บรูคลินว่า "ผมเอาสเก็ตช์ภาพชุดที่เรากะจะให้เขาใส่ในหนังให้เขาดู พรินซ์ดูแล้วไม่พูดอะไรสักคำ แล้วผมก็พยายามอธิบายด้วยสำเนียงฝรั่งเศสจ๋า-ภาษาอังกฤษห่วยแตกของผมว่า ผมคิดขำๆ ให้ชุดนี้เป็นตาข่ายที่มีขนของคนใส่โผล่หรอมแหรมออกมาทั่วตัว แถมผมยังสเก็ตช์ทั้งด้านหน้าทั้งหลังแล้วด้วยนะ ผมเลยลุกขึ้น เอามือตบตูดตัวเองและพยายามจะบอกเขาว่า ‘ตรงนี้เป็น faux cul อันใหญ่ๆ นะ’ พรินซ์มองผมแล้วทำหน้าแปลกๆ จากนั้นก็บอกบอดี้การ์ดว่าเขาจะกลับ ผมล่ะงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พรินซ์ออกไปเจอลุค แล้วลุคถึงค่อยมาเล่าให้ผมฟังทีหลังว่า พรินซ์ขำกับความพยายามพรีเซนต์แบบของผมมาก แต่เขาไม่ชอบชุดบ้านี้ มันดู ‘หญิง’ เกินไป "แต่ที่หนักที่สุด เขาบอกว่าผมหยาบคายมาก อยู่ดีๆ ก็ลุกมาเอามือตบก้นแล้วพูด ‘F-ck you, f-ck you!’ ใส่เขาซะงั้น ...ทั้งที่จริงๆ แล้วผมพูดว่า faux cul, faux cul (แปลว่า fake ass - ก้นปลอม) ต่างหาก!” ...โธ่วววว

ตะลุยถิ่น 'คุมะมง' หมีดำแก้มแดงสุดทะลึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น (แบบละเอียดยิบ!)
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า คุมะมง คืออะไร เอาง่ายๆ มันคือมาสคอตหมี ตัวนึงครับ นอกจากนี้ผมรู้แค่ว่าเจ้านี่หน่ะ ดังมาก! ดังอย่างไร? เพราะอะไร? และทำไม? ผมไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งมีโอกาสมาเที่ยวที่ จังหวัดคุมะโมะโตะ ถิ่นกำเนิดเจ้าหมีดำแก้มแดงตัวนี้ ใช่แล้วครับ {Was there once} in JAPAN ครั้งนี้จะพาไปตะลุยที่ 'จังหวัดคุมะโมะโตะ' ภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น นั่นเอง! ตะลุยถิ่น 'คุมะมง' หมีดำแก้มแดงสุดทะลึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น (แบบละเอียดยิบ!) กระทู้นี้นอกจากจะชวนเที่ยวแล้ว ยังพร้อมชวนทุกคนไปรู้จัก คุมะมง  หมีดำโคตรน่าหมั่นเขี้ยว น่าหมั่นไส้ และน่าเอ็นดู ไปพร้อมๆ กัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยคร้าบบบ! Day1: Kumamoto หลังจากลงเครื่องที่ จังหวัดฟุกุโอกะ ผมจัดแจงซื้อ 3 Days North Kyushu Pass ที่สนามบิน แล้วตรงดิ่งมายัง จังหวัดคุมะโมโตะ ด้วยรถไฟ Shinkansen (ใช้เวลาประมาณ 30 กว่านาที) ผมมาถึง คุมะโมะโตะ ราวบ่ายสามครึ่ง ฝากสัมภาระที่โรงแรม Toyoko Inn Kumamoto Ekimae ที่พักในคืนนี้ เดินจาก JR Kumamoto 3 นาทีเองครับ ผมซื้อบัตร One day Kumamoto Tram city สำหรับการเดินทาง จะใช้วันไหน ก็ขูดเอาเลยครับ เราจะไปด้วยเจ้านี่กันครับ ภายในเป็นโบกี้ธรรมดาๆ เหมือนนั่งบนรถเมล์ไทย เวอร์ชั่นสะอาด ปลอดภัย  (ไม่มีรูปลงเพราะถ่ายติดหน้าชาวญี่ปุ่นชัดมากครับ) **เพิ่มเติม**  สำหรับการเดินทางใน คุมะโมะโตะ มีสองทางหลักๆ 1. Kumamoto Tram city มีสาย A และ B วิ่งมาเชื่อมกันที่ป้าย Karachimacho ก่อนวิ่งตีคู่ขนานตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ  ผู้ใหญ่ 150 yen เด็ก 80 yen ขึ้นที่ JR Kumamoto ได้ 2. Kumamoto Castle loop Bus หรือ (Shiromegurin Bus) วิ่งเป็นวงกลมจาก JR Kumamoto มี 18 ป้าย รถออกทุก 20 นาที ตั๋วแบบ One day ราคา 300 เยน ซื้อที่ Tourist information ณ JR Kumamoto ปล. Taxi ก็มีนะ ผมลงป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle ตามภาพเลยครับ อ้อ...แผนที่เส้นทางเดินรถ มีแจกฟรีบน Tram หรือจะหยิบจากสถานี JR Kumamoto เลยก็ได้ครับ ระหว่างทางเราเจอเจ้าหมีตัวนี้เป็นระยะ โอ๊ะ! ตรงนี้ก็มี คุมะมง นะ >,< ผมเจอหมีดำขนาดย่อมอีกตัว ณ จุดหมายแรกของเรา คือ “Sakura-No-Baba Johsaien” ที่นี่เป็นแหล่งช๊อปปิ้งน่ารักๆ ร้านรวงสวยงาม สะอาดสะอ้าน มีขนม และอาหาร ให้เลือกซื้อไม่มาก รวมถึงของที่ระลึก เจ้าคุมะมง ก็มีเช่นกัน มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเจ้านี่มีดีอะไร!? แต่ที่แน่ๆ ผมรู้สึกโดนหมี คุกคาม... ‘อะไรก๊านนนนนน นี่จะตามไปถึงหนายยยยย!’ เหตุผลนึงที่ทำให้เจ้าคุมะมงแพร่หลายไปทั่ว คือ คุมะโมะโตะ ไม่ได้เรียกเก็บค่าลิขสิทธ์ใดๆ ผลดีคือ ทำให้ คุมะมงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ใครๆ ก็อยากมา คุมะโมะโตะ บ้านเกิดหมีดำแก้มแดงกัน (เม็ดเงินมหาศาล) แต่ไม่ใช่เพราะคนเห็นบ่อยหรอกนะที่ทำให้เจ้านี่โด่งดัง มันยังมีอะไรมากกว่านั้น... เรามาที่นี่เพราะ ‘หิว’ แต่ลองด่อมๆ ดู ยังไม่รู้สึกตกหลุมพรางเมนูไหน งั้นเดินไปรอบๆ ดูอีกนิดดีกว่า... ละแวกใกล้ๆกันนอกจาก ปราสาทคุมะโมะโตะ แล้วก็ยังมี อนุสาวรีย์ไดเมียวแห่ง Kumamoto ด้วย ท่านไดเมียวชื่อ คะโต คิโยะมะซะ ‘Koto Kiyomasa’ ครับ ก่อนหน้านี้ ท่านเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ 1 ใน 7 ทหารเอกแห่งชิซูคะตะเกะ โด่งดังมาก ชนิดที่ว่าหากเกิดยุคสมัยนี้ คงต้องมีการขอท่านเซลฟี่สักนิด ถัดไปอีกนิดก็มีโซนต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงปราสาทคุมะโมะโตะ อากาศสบายๆ สงบเงียบดี **เพิ่มเติม** อนุสาวรีย์ Koto Kiyomasa ตั้งอยู่ใกล้ Kumamoto Castle และ Sakura-No-Baba Johsaien เรียกได้ว่าเป็นทางผ่านเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามาเที่ยวละแวกนี้ก็เก็บรวดเดียวทั้งสามสถานที่ข้างต้นเดินทางโดย Kumamoto Castle loop bus ป้าย Sakuranobaba Johsaien หรือ Kumamoto Tram city ป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle / City hall แต่ละจุดใกล้กับแต่ละสถานที่ต่างกันนะ ผมตัดสินใจเดินทางต่อไปยัง Fujisakidai- 1000-year old Camphor Trees นับว่าเป็นสถานที่เปลี่ยวใจ อีกหนึ่งแห่ง ถึงแม้จะมาไกลขนาดนี้ เราก็ยังพบเจอคุมะมงได้ (บริเวณนี้ไม่ใช่เขตท่องเที่ยวเลยครับ) ที่นี่มี ต้นการบูรยักษ์ อายุมากกว่า 1000 ปี หลายต้น ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติ จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก นทท.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมากันหรอกครับ วิวเมืองคุมะโมะโตะยามเย็น ผมหลงทางเลยพลาดช๊อต ดวงอาทิตย์คล้อยตกแบบพีคๆ นั่นเป็นจุดประสงค์หลักในการมาที่นี่ของผม (เศร้าใจกันเลยทีเดียว) อย่างไรก็ตาม กลิ่นใบไม้ ใบหญ้า อากาศชื้นๆ เย็นๆ ก็ช่วยทดแทนความเฟลข้างต้นได้สบายๆ รอบตัวเราไม่มีใคร มีเพียงแค่เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กญี่ปุ่นที่ลอยมาจากทางไหนก็ไม่รู้ >,< **เพิ่มเติม** หากไม่ได้ชอบอยู่เงียบๆ ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า ฟังเสียงนกร้อง มองท้องฟ้าสีส้ม ที่นี่อาจจะไม่ใช่ช้อยส์ที่ถูกใจนัก แต่ถ้าอยากลบหลีกคนเ ผมว่าที่นี่ก็ไม่เลวครับ การเดินทาง ใช้บัตร Kumamoto Castle loop bus ลงป้าย Children Culture center แล้วเดินต่อขึ้นเนินไปตามทางอีกประมาณ 7 นาที มองสูงเข้าไว้จะเจอต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้น พิกัดอยู่ใกล้กับสนามเบสบอล Fujisakidai ระหว่างทางไม่มีป้ายบอกแนะนำว่าควรถามทางจะดีที่สุดครับ ควรเซฟรูปเก็บไว้ เพราะคนแถวนั้นก็งงๆ ว่าเราจะไปไหนกัน คำที่ควรพูดออกไปคือ Big trees จะช่วยให้คนญี่ปุ่นเข้าใจได้เยอะ หากเดินทางโดย Tram หรือ รถราง (เหมือนผม) ลงป้าย Daniyama-machai จะเดินค่อนข้างไกลนะครับและอาจหลงทางได้  ***หายากมาก แนะนำมาโดย รถบัส เถอะครับ ‘จ๊อก จ๊อก’ เพราะเสียงท้องร้อง ทำให้เรามาอยู่ที่นี่ Sun Road Shinshigai หรือถนนช๊อปปิ้ง คุมะมงอยู่ด้านบนนั่นไง เห็นทุกหนทุกแห่งขนาดนี้ แต่กว่าเจ้านี้จะโด่งดังแบบพีคๆ ใช้เวลาเกือบสองปีเลยทีเดียวครับ การันตีรายได้ USD $293 ล้าน ในปี 2012 (เกิด 2010) คุมะมง Debut สู่สายตาประชาชีแบบยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ที่คุมะโมะโตะ แต่เป็นการไปเดินป้วนเปี้ยนตามจุดดังๆ ใน Osaka City ใครๆก็สงสัยว่าหมีดำตัวนี้คือใคร มาทำอะไร จนกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ (twitter) ผมนั่งรถรางไปยังป้าย Karachimacho เดินเข้าถนน Sunroad ชิดขวาเข้าไว้ มองสูงจะเจอตึกปาจิงโกะอยู่ตรงหัวมุมของแยกแรก เลี้ยวขวามือตรงไปอีก 3 นาที ร้านจะอยู่ด้านซ้ายมือครับ ยะฮู้! ได้กินสักที ทงคัตสึร้านนี้อร่อยมากกกกกกก! ผมสั่งเนื้อคนละส่วนมาอย่างละหนึ่ง โดยการโชว์ภาพทงคัตสึที่เซฟมาในมือถือ (เรื่องกินต้องพร้อมเสมอ ฮิฮิ) โชคร้ายที่เราไม่สามารถแยกความต่างระหว่างเนื้อสองจานนี้ได้ - - รู้แค่ว่า 'โออิชิ!!' เมนูร้านไม่มีภาษาอังกฤษนะ และพนักงานพูดอิ้งไม่ค่อยได้ครับ กว่าจะจัดการทงคัตสึตรงหน้าเสร็จ ร้านอื่นๆ ก็ปิดกันหมดแล้ว เดินวนอีกสองรอบชมบรรยากาศเว้งว้าง ได้อารมณ์สตรีทสไตล์ของชาวญี่ปุ่น ละแวกนี้ดีครับ ค่ำคืนนี้จบลงด้วยการหย่อนพุงแน่นๆ ลงบนเตียง (นั่งรถรางกลับมาที่ป้าย JR Kumamoto Station เช่นเดิม) ห้องนอนขนาดกะทัดรัดแต่สบาย ห้องน้ำเล็กนิดนึงแต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ส่วนใต้เตียงมีพื้นที่สำหรับยัดกระเป๋าใหญ่ๆได้ที่สำคัญ Service mind เต็มร้อย Day2: Kumamoto / Aso นี่คือมื้อเช้าของผม อาหารเช้าฟรีของโรงแรมมีหลากหลายให้เลือกตักตามใจชอบ ดูเหมือนว่าจะเป็น Traditional Food ละมั้ง อืม.. ไม่มีเนื้อสัตว์ให้หน่อยหรอ T_T ระหว่างทางมักมีเรื่องราวน่ารักๆ เสมอ ผมเลือกมาปราสาทคุมะโมะโตะ ในช่วงเช้าของวันที่สอง ยังคงเดินทางโดยบัตร One day trip Kumamoto Tam City ลงป้ายหมายเลข 10 เช่นเดิม มีป้ายบอกทาง อย่ากังวลไปนะ คาวาอิมากเลย เดินตามทางมาจนถึงทางเข้าปราสาท ค่าตั๋ว ราคา 500 เยน (ใช้บัตรลดจาก Tram Cityได้) จ่ายปุ๊ปจะได้โปรชัวร์มาด้วย เอ้า! พลิกดูด้านหลังเร็วเข้าทุกคน .. มีที่ว่างให้ Stamp ด้วยยยยยยยยยย! (ตื่นเต้นเพื่อออ!?)  สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นมักจะมี Stamp ให้เราเก็บไว้เป็นที่ระลึก ช่วยเพิ่มคุณค่าทางใจ และความน่ารักใสๆ ให้ตัวเอง 5555555 สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นความละเอียด และใส่ใจของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อนักท่องเที่ยว ผมชอบจัง ;D เดินผ่านกำแพงพร้อมอากาศร้อนๆ ไปสักครู่เดียว ปราสาทคุมะโมะโตะใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นป้อมปราการ (มีหอคอยสูง 2 หอ) เดิมถูกเพลิงไหม้เสียหาย  ก่อนได้รับการบูรณาการขึ้นใหม่ หอคอยแรกที่เข้าไปมีขนาดเล็กกว่า หากฟังภาษาญี่ปุ่นออกจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตอบคำถามที่สงสัย ผมลองแอบหลบมุมยืนดูเจ้าหน้าที่อธิบายสาวเจแปนสักครู่ใหญ่ เผื่อจะพอสังเกตท่าทาง แปลความหมายได้ เอ่อออออออ... อืมมมม.. เอ่อะ. หันมากดชัตเตอร์แทนละกัน วิวจากหอคอยเล็กครับ ฝั่งนู้นคือหอคอยใหญ่ที่กำลังจะพาไปแล้ววววว ว่าแล้วก็ชักภาพคู่กับหอคอยใหญ่ สักหนึ่งแช๊ะ หอคอยใหญ่ด้านในจะมีนิทรรศการขนาดย่อมให้เสพ ฝั่งนู้นคือ หอคอยที่เราไปมาไงจ๊ะ หันมาอีกฝั่ง เจอะคุมะมงทักทายมาแต่ไกล ตรงนั้นคือโรงเรียนครับ คุมะมงทำให้ คุมะโมะโตะ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยครับ เห็นเป็นการ์ตูนเด็กๆ อย่างนี้ แต่เจ้านี่ทำให้เมืองทางผ่านอย่างคุมะโมะโตะ ได้รับความสนใจขึ้นมาก ถึงแม้ คุมะมง จะเป็นการ์ตูน แต่ผู้ใหญ่ก็แสดงออกว่ารักและเอ็นดูไม่แพ้กัน มองกลับมาที่บ้านเรา ผู้ใหญ่บางคนยังมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระอยู่เลย... คุมะมงตัวบิ๊กอีกแล้ว อีกมุมหนึ่ง เดินวนดูได้ 360 องศาเลยครับ นอกจากนี้ที่ คุมะโมะโตะ ยังมี คุมะมงสแควร์ สถานที่เอ็กซ์คลูซีฟเพื่อคนรักคุมะมงโดยเฉพาะ (ของแอบแพงนิดๆ นะ) นอกจากจะมี นทท. แล้ว นร.มาทัศนศึกษาที่นี่ก็มีเยอะมากครับ มากันเป็นครอบครัวก็มีแยะ , เราชอบความสัมพันธ์แบบนี้ ความสัมพันธ์แบบเรียบง่าย เรื่อยๆ ไปจนแก่ .. >,< ผมวิ่งขาขวิดด้วยสปีดเดียวกับโดนหมาไล่กัด เพื่อไปหยิบกระเป๋าที่ฝากไว้ ในโรงแรม (เช็คเอาท์เรียบร้อย) เรากำลังนั่งรถไฟไป Aso San หรือภูเขาไฟอะโส กันครับ ที่นี่ถือเป็นไฮไลท์เด่นๆ สำหรับผม คงเพราะผมชอบกลิ่นหญ้าละมั้ง .. รถไฟ Trans-Kyushu Limited  Express ที่เราจับไปวันนี้ หากจะไป Aso ควรอย่างยิ่งที่จะต้องจองรถไฟ ผมไปจองช่วงเช้าก่อนไปปราสาท เกือบจองไม่ทันแหนะ บนรถไฟมี Stamp ให้ด้วย เย๊ส! นอกจากนี้ยังมีแจกลูกอมด้วยนะ รถไฟสายท่องเที่ยวจะมีอะไรน่ารักๆแบบนี้เสมอ (เดินไปขออนุญาตถ่ายรูป พนักงานยิ้มเขินๆ น่ารักมาก อิอิ) พิเศษเข้าไปอีกด้วยป้ายพร้อมบริการถ่ายรูปให้ (ใช้กล้องตัวเองนะ ;P) ความเขียวขจีนอกหน้าต่างยิ่งมองยิ่งตื่นเต้น ยิ่งโหยหายกลิ่นธรรมชาติ ผมเผลอเอาจมูกไปชิดหน้าต่าง หวังให้มีกลิ่นหญ้าลอดมาสักนิด ... อะไรจะขนาดน้านนนน พ่อคู๊ณณณณณณ - -‘’ Kuro คือมาสคอตโด่งดังอีกตัวหนึ่ง Kuro ประจำการอยู่บนรถไฟสายท่องเที่ยว Aso Boy โด่งดังไม่น้อยหน้าขบวนอื่น โดย Aso Boy มีตารางเวลาเดินรถไม่แน่นอน ปกติหากไม่ใช่ช่วง High Season จะมีบริการเสาร์-อาทิตย์ ครับ ที่สำคัญคือ ต้องจองล่วงหน้านะ! คุมะมงแบบฉบับรถก็มา เหมือจะเป็นรถเช่าประจำการที่นี่ครับ ภายในสถานีวินเทจด้วยระบบอัตโนมือซะส่วนใหญ่ มุมนอกสถานี JR Aso  เรียบๆ เงียบๆ เรารอรถบัสเพื่อที่จะนั่งรถไป ภูเขาไฟ Aso อีกต่อ ที่บริเวณนี้เลยครับ อย่าลืมขอแผนที่ละแวก JR Aso และตารางเวลารถบัสนะครับ อย่าลืม Stamp ด้วยหล่ะ ;P โดยขอตารางรถบัสได้ที่ Tourist Information ควรแพลนก่อนนะครับ เดี๋ยวจะตกรถเอา (จ่ายเงินตอนลงนะ) วิวสองข้างทาง เขี๊ยวเขียว Aso Ropeway station ระหว่างทางมีจุดจอดสองป้ายหลัก จุดนี้คือป้ายสุดท้าย Aso Ropeway station สามารถขึ้นกระเช้าไปชมปากปล่องได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าของที่ระลึก คุมะมง เต็มไปหมดเลย บะหมี่คุมะมง มาม่าคุมะมง ขนมคุมะมง สารพัดจะคุมะมง เขาถึงได้บอกว่า คุมะมง เนี่ย มีมูลค่าเทียบเท่าหรืออาจมากกว่า Hello Kitty ด้วยซ้ำนะครับ รอบนอกมีศาลเจ้าอยู่ ไปชมกันครับ อาศัยเลียนแบบคนญี่ปุ่นครับว่าเขาต้อง ไหว้กันยังไง คนไทยมาไหว้เต็มเลย (ดูจากภาษาไทยที่เขียนอยู่)   มองย้อนไปด้านหลัง เห็นกระเช้าที่เราไม่ได้ขึ้น เนื่องจาก ภูเขาไฟ Aso ปะทุมาสักพักแล้ว นทท.ไม่สามารถขึ้นไปดูปากปล่องได้ คนส่วนใหญ่แนะนำว่าอย่าไป  'มันเสียเวลาเปล่า...ไม่มีอะไรหรอก' แต่เอาจริงๆ  ‘ใช่ว่าเราจะได้เห็นภูเขาไฟปะทุบ่อยซะที่ไหน!’ จะสบายตามากขึ้น ถ้ามีเราอยู่ในรูป.. 55555555555555 (แดดแรง ตาหยีไปนิด) อย่าแปลกใจไป ผมซื้อเจ้าคุมะมงตัวนี้เมื่อสักครู่นี่เอง ก็ไม่ค่อยเห่อเท่าไหร่หรอก.. ร้องหา ทอยเลท ทอยเลท (Toilet) วิ่งแจ้นเข้าไปเปลี่ยนทันที โม้มาตั้งนานมัวเเต่ชมว่า คุมะมง เจ๋ง หลายคนเริ่มถาม แล้วมันเจ๋งยังไง??????? เอาเป็นว่า คุมะมงเนี่ย มีการโปรโมต PR ตัวเองมาตลอด มีแคมเปญโปรโมตตัวเองสม่ำเสมอมา 5 ปี (จนถึงทุกวันนี้) เหตุการณ์เด่นๆคือ วันดีคืนดี เจ้าหน้าที่ออกมาประกาศว่า แก้มแดงๆ ของคุมะมงหายไป ขอช่วยให้ทุกคนตามหาให้หน่อย นอกจากนี้การออกอีเว้นท์และรายการทีวีประหนึ่งดารา เซเลบดัง พร้อมบุคลิก กวนตรีน ทะลึ่ง ที่ทำเอาคนหมั่นเขี้ยวและเอ็นดูไปพร้อมๆ กัน ยิ่งทำให้เจ้านี่โด่งดังมากขึ้น ตัวอย่างภาพเซเลปคุมะมงหยิบจับสินค้า (ภาพทั้งหมดขออนุญาตจากทวิตเตอร์ออฟฟิเชียลแล้วครับ) ความเจ๋งที่ว่ามันจึงกลายเป็นว่า คุมะมง หยิบจับสินค้าอะไรก็ตาม สินค้าชิ้นนั้นก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แน่นอนว่า การกระจายรายได้สู่ชุมชน  สินค้าของชาวคุมะโมะโตะได้รับผลดีตามๆ ไป เอาเป็นว่า พ่อค้า แม่ค้า ทุกคน อยากให้คุมะมงหยิบจับสินค้าตัวเองกันทั้งนั้น!!! เพราะมันการันตีได้ว่าจะขายดี(ขึ้น) นี่มันเซเลบชัดๆ เรานั่งรถย้อนลงมาที่สถานีทุ่งหญ้า Kusasenri หิวจัง ! หมับเข้าให้ "เนื้อม้าย่าง!!" (เนื้อม้าคือของขึ้นชื่อของเมืองนี้!!) รสชาติประหนึ่งเคี้ยวสันนอกหมูชิ้นหนาๆ  เนื้อหนาและแน่น แต่เคี้ยวไม่ยาก ไม่มีกลิ่นคาว ให้ผวาใจสักนิด พ่อค้าจะย่างไฟร้อนๆ อีกรอบ ก่อนยื่นไม้ต่อให้เรา ถือว่าเวิร์คมากกก ขายอยู่เจ้าเดียว ตรงหน้าร้านขายของใหญ่ๆ ครับ หาไม่ยาก ลงป้ายนี้ยังไงก็ต้องเห็นจ้า ราคาตามป้ายเลยนะครับ ไม้ใหญ่เนื้อล้วน 300 เยน ขอประมาณคร่าวๆ เป็น 100 บาท ไม้เล็กเนื้อผสมมัน เหมือนในรูปด้านบน 150 เยน คร่าวๆ 50 บาท .. แอบแพงครับ (สำหรับผม) ผมไม่เคยทานเนื้อม้าก็เลยลองดูครับ ปากเคี้ยวเนื้อม้าในมือ ตาดูม้าเป็นๆ วิ่งในสนามหญ้า ให้อารมณ์แปร่งๆ ดี ระหว่างกิน มีน้องๆนักเรียนม.ต้น มาทัศนศึกษา(สองรถบัส) กินไป ก็มองไป.. อดไม่ได้ที่จะวางม้าย่างแล้วหยิบกล้องมากดชัตเตอร์ ‘สดใสจัง’ นี่แหละ ความหมายของคำว่า ‘เด็ก’ สำหรับเรา ใกล้ๆ กันมีร้านทาโกะ เปิดท้ายของอาเฮียน่ารักท่านนี้ รสชาติปกติ แต่เซอร์วิส มายด์ สุดยอดดดด ขายอยู่ตรงลานจอดรถเลยครับ เอาไปกินบนรถได้ครับ เดินขึ้นมาทางด้านหลัง Aso volcano museum (ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 840 เยนครับ) มองเห็นวิว Aso ลิบๆ และสามารถมองเห็น ปากปล่องภูเขาไฟ Naka-dake รูปร่างพิลึกพิลั่น (ปากปล่องดับไปแล้ว) เดินย้อนลงเนินไปด้านหลังจะเจอจุดชมวิวอีกที่ครับ เดินย้อนไปใกล้ๆตามถนน จะเห็น Aso ชัดแบบเต็มๆ ไม่ได้ขึ้นปากปล่อง แต่ก็มีจุดให้เที่ยว ให้ถ่ายรูปเยอะอยู่นะครับ การเดินทาง  รถบัสสาย Mt.Aso ลงที่สถานี Kusasenri (ก่อนถึงสถานี Aso-san Nishi) 470 เยน ลงป้ายสุดท้าย Aso-san Nishi (Aso Ropeway Station) 540 เยน ค่าตั๋ว Ropeway กระเช้าขึ้น-ลง 1000 เยน หากเที่ยวเดียวราคา 600 เยน ใกล้ถึงเวลารถบัสลงจาก Aso ไปยัง JR Aso รอบสุดท้ายแล้วครับ ผมทันเห็นช๊อตฝูงม้าวิ่งเอาจริงเอาจังเริงร่ากับหญ้าตรงหน้าพวกมัน ม้าพวกนี้ใช้สำหรับบริการขี่ให้ นทท. ตกเย็น นทท.กลับหมด ก็ปล่อยอิสระเลยครับ ทุกตัวดูสนุกมากกก เหลือตัวนี้อยู่ตัวนึง เฝ้าบ้าน ม้าที่นี่แบ่งชัดเจน ตัวไหนเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร ตัวไหนเลี้ยงเพื่อใช้งาน ระหว่างทาง เห็นบ้านเรือนยามเย็น ลงเขากันครับ..  มาถึงปุ๊ป ก็ถามเจ้าหน้าที่แถวนั้น บอกว่าอยากเห็นวิถีเจแปนนีสๆ เจ้าหน้าที่เลยชี้มาที่ร้านเล็กๆ มีขนม ของที่ระลึก และผัก ผลไม้ ขาย ด้านในจะมีร้านอาหารด้วยครับ เราไปถึงเย็นเกินไป เขาปิดเรียบร้อย (แถวนี้มีร้านเปิดเย็นๆไม่กี่ร้านครับ) คุมะมงเป็นมาสคอตไม่กี่ตัวที่โดดเด่นออกมา ปัจจุบันมาสคอตในญี่ปุ่นมีถึง 2000 ตัวโดยประมาณ ด้วยความสามารถทั้งหลาย เจ้าคุมะมงจึงได้รับรางวัล“Yurchara Grand Prix 2011” จากเวทีประกวดมาสคอตของญี่ปุ่นเขาด้วยนะ ผมเหลือบไปมองข้างๆ เห็นเจ้าคุมะมงตัวจ้อย มองไปมองมา รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักหมีดำแก้มแดงตัวนี้ไปซะแล้ว ปัจจุบันเจ้าหมีตัวนี้ริจะคิดครองโลกโดยการตระเวนเยี่ยมเยียนไปนอกเจแปนเลยนะครับ สุดท้ายนี้ขอลาไปก่อน หากใครติดใจหรืออยากรู้จัก หมีดำแก้มแดง ตัวนี้มากขึ้น ติดตามทวิตออฟฟิเชียลจากเจเเปนเลยเลยครับ ขอบอกว่า หมั่นไส้และหมั่นเขี้ยวมากกกกก ;P ขอบคุณเรื่องราวดีๆ และรูปภาพสวยๆ และแวะมาติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/wasthereonce https://www.twitter.com/wasthere01 https://www.instagram.com/wasthereonce

เชฟโรเลต เปิดตัว The All New Colorado แกร่งกว่าเดิมเพิ่มเติมความหรูหรา
car /  Chevrolet / 

เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย เผย The All New Colorado ที่จะสานต่อตำนานความสำเร็จของรถกระบะเชฟโรเลตที่มีประวัติอันยาวนานเกือบ 100 ปี โคโลราโดใหม่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่ครบครันทุกด้านในแบบฉบับรถกระบะอเมริกันของเชฟโรเลต มาพร้อมการออกแบบภายนอกและภายในใหม่ สมรรถนะที่เหนือชั้นกว่าเดิม ความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้น ความหรูหรามากกว่าเดิม และเทคโนโลยีระดับผู้นำเซกเมนท์ โคโลราโด รุ่นใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและความประณีต มีลวดลายเส้นสายที่สวยงามและชัดเจน เปี่ยมไปด้วยดีเอ็นเอแบบฉบับรถกระบะอเมริกันพันธุ์แท้ ตัวถังรถมีสัดส่วนที่บึกบึน เสริมภาพลักษณ์ความสมบุกสมบัน สะท้อนศักยภาพการลุยเส้นทางออฟโรดได้อย่างเต็มที่ รถกระบะรุ่นนี้มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบระดับโลกที่ถ่ายทอดพละกำลังและความแข็งแกร่ง ด้วยการออกแบบด้านหน้าใหม่ที่เน้นความสปอร์ตทั้งแผงกันชน กระจังหน้า ฝากระโปรง และไฟหน้า ซึ่งทำให้รถกระบะรุ่นนี้โดดเด่นเหนือกว่ารถกระบะทั่วไป รูปลักษณ์ใหม่เน้นความสะดุดตาด้วยไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวันแอลอีดีรูปทรงเรียวบางที่พร้อมดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน ภายในห้องโดยสารของโคโลราโดรุ่นใหม่ ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่งและความหรูหราเหมือนกับภายนอก ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งหมดที่เน้นความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง ความประณีต และเทคโนโลยี แผงแดชบอร์ดและการตกแต่งเบาะที่นั่งใหม่ยกระดับความรู้สึกพรีเมียม  ขณะที่คอนโซลกลางที่ถูกปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ใช้งานได้ง่ายดาย สะดวกสบายด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่น) และระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ รวมไปถึงวัสดุผ้าให้พื้นผิวสัมผัสนุ่มนวล การตกแต่งทั่วทั้งห้องโดยสารให้ความสะดวกสบาย โคโลราโดรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ที่ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อสมรรถนะที่ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า และลดมลพิษไอเสีย ด้วยการใช้ระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตร มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 6 สปีดตามแต่รุ่นย่อย โดยระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดได้รับการปรับแต่งอัตราทดเกียร์ใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตรถูกติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อให้ทำงานได้เงียบขึ้น โคโลราโดทุกรุ่นยังมาพร้อมยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่ ซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง จากการทดสอบของทีมวิศวกรแสดงให้เห็นว่าห้องโดยสารของโคโลราโดรุ่นใหม่เงียบลง 2-4 เดซิเบล และมีแรงสั่นสะเทือนลดลง โคโลราโดพัฒนาบนระบบช่วงล่างที่มีความแข็งแกร่ง ทำให้มีความเสถียรยิ่งกว่าเดิม ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ ห้องโดยสารถูกแยกจากระบบช่วงล่างด้วยยางรองตัวถัง ทำให้สามารถลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนลง พร้อมกับทำให้มีการขับขี่ที่คล่องตัวและหนึบมากขึ้น จานดิสก์เบรกชุดใหม่มีเสียงการทำงานที่ลดลง นอกจากนี้ ระบบกันสะเทือนชุดใหม่ยังถูกปรับตั้งพร้อมช็อกอัพแบบไดเกรสซีฟ ซึ่งช่วยให้โคโลราโดมีการขับขี่ที่สะดวกสบายและเสถียรภาพที่เหนือชั้น โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด ยังมาพร้อมระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการบังคับพวงมาลัยสำหรับการขับขี่ในเมืองและขณะจอดรถ อีกทั้งยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ ดังนั้นโคโลราโดรุ่นใหม่จึงมีน้ำหนักพวงมาลัยที่เหมาะสมเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงขึ้น ในเรื่องของความปลอดภัยมาพร้อม ระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ (ขึ้นอยู่กับรุ่น), ทั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด โดดเด่นด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร, ระบบเตือนการชนด้านหน้า, ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง, ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง, เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน, ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ, และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเวลาจอดกลางแจ้งด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ, ขณะที่ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น

มารูยาน เฟลไลนี่ กับช่วงเวลาที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอด 3 ปี ในสีเสื้อ ปีศาจแดง
ปีศาจแดง /  มารูยาน เฟลไลนี่ / 

มารูยาน เฟลไลนี่ อาจโชว์ฟอร์มโดดเด่นในเกม เอฟเอ คัพ รอบตัดเชือกที่ผ่านมา จนทำให้เสียงก่นด่าในตัวเขาจากแฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มน้อยลงไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฤดูกาลหน้าเขาจะยังค้าแข้งกับทีมปีศาจแดงต่อไป เพราะกำลังมีข่าวอย่างหนักว่า มิดฟิลด์ชาวเบลเยียม อาจย้ายไปเล่นกับ โรม่า ในฤดูกาลหน้า ซึ่งก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะเปิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ เราลองมาทบทวนกันหน่อยดีกว่าว่า เฟลไลนี่ ได้ผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้าง ตลอดระยะเวลา 3 ฤดูกาล ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ขาขึ้น : กันยายน 2013 เฟลไลนี่ เซ็นสัญญา 5 ปี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 27.5 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เขาได้กลับมาร่วมงานอีกครั้งกับ เดวิด มอยส์ เจ้านายของเขาสมัยค้าแข้งที่ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ประเดิมสนามให้กับทีมปีศาจแดงในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ไป 2-0 ขาลง : พฤศจิกายน 2013 ถูกไล่ออกในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ที่บุกเสมอ เรอัล โซเซียดัด 0-0 โดยเป็นการได้รับใบเหลืองที่ 2 ในนาทีที่ 90 ขาลง : เมษายน 2014 The Daily Telegraph ได้ใส่ชื่อ เฟลไลนี่ เป็นหนึ่งใน 10 การซื้อตัวยอดแย่ประจำฤดูกาลของ พรีเมียร์ ลีก หลังจากที่มิดฟิลด์ชาวเบลเยียมไม่สามารถสานต่อฟอร์มอันยอดเยี่ยมจากสมัยค้าแข้งกับ เอฟเวอร์ตัน ได้ และได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับทีมปีศาจแดงในลีกไปแค่ 16 เกมเท่านั้น ตลอดฤดูกาล 2013/14 แถมยังทำประตูไม่ได้เลยสักลูกเดียว ขาขึ้น : มิถุนายน 2014 แม้จะทำผลงานไม่เป็นชิ้นเป็นอันในระดับสโมสร แต่ทีมชาติ เบลเยียม ก็ยังใส่ชื่อเขาไปทำศึก ฟุตบอลโลก 2014 และ เฟลไลนี่ ก็ตอบแทนความไว้วางใจจากผู้จัดการทีม มาร์ก วิลม็อตต์ ด้วยการลุกจากม้านั่งสำรองมายิงตีเสมอ อัลจีเรีย ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่สุดท้ายจะพลิกแซงชนะไป 2-1 ขาขึ้น : สิงหาคม 2014 ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่อย่าง หลุยส์ ฟาน กัล ในเกมพรีซีซั่นที่พบกับ บาเลนเซีย เขาถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในฐานะกองหน้า และก็สามารถทำประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้ทีมเอาชนะไป 2-1 ขาขึ้น : ตุลาคม 2014 ประตูแรกในเกมอย่างเป็นทางการของ เฟลไลนี่ มาถึงจนได้ในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอกับ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน ไป 2-2 แถมยังโชว์ฟอร์มได้ดี จนทำเอาเสียงวิจารณ์ในตัวเขาเริ่มลดลงไป ขาขึ้น : พฤษภาคม 2015 เฟลไลนี่ พังประตูชัยช่วยให้ทีมเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 ถือเป็นประตูที่ 7 ในฤดูกาลของเขากับทีมปีศาจแดง ซึ่งเขาทำผลงานได้ดีมาโดยตลอด ถึงตรงนี้เขาได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจแฟนๆ ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว แต่... ขาลง : พฤษภาคม 2015 ... ภายในเดือนเดียวกัน เฟลไลนี่ ก็ทำตัวเองตกอยู่ในที่นั่งลำบากอีกครั้งในเกมสุดท้ายของฤดูกาล เมื่อไปย่ำใส่ พอล แม็คเชน ของ ฮัลล์ ซิตี้ แบบน่าเกลียด จนถูกไล่ออก ทั้งที่เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงสนามมาได้แค่ 18 นาที ซึ่งใบแดงโดยตรงครั้งนี้ทำให้เขาต้องติดโทษแบน 3 เกม ในช่วงต้นฤดูกาลหน้าไปแบบช่วยไม่ได้ ขาลง : พฤศจิกายน 2015 ฤดูกาล 2015/16 เฟลไลนี่ กลับมาประสบปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่นอีกครั้ง แถมคราวนี้ยังมาเจอกับเรื่องแย่ๆ นอกสนามอีกด้วย เมื่อถูกทางอังกฤษลงโทษห้ามขับรถเป็นเวลา 9 เดือน หลังจากทำผิดกฏหมายขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนดในพื้นที่จำกัดความเร็วถึง 2 ครั้งในวันเดียวกัน ขาลง : มีนาคม 2016 นอกจากจะไปศอกใส่ เอ็มเร่ ชาน จนถูกสวดยับไปทั่วทุกสารทิศแล้ว ผลงานโดยรวมในสนามก็ยังคงย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง คราวนี้ทำเอาแฟนปีศาจแดงบางส่วนถึงกับทนไม่ไหวต้องส่งเสียงโห่ใส่เขาในเกม เอฟเอ คัพ ที่พบกับ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาตัดพ้อว่าบางทีที่แฟนๆ เกลียดเขาอาจเป็นเพราะคนที่ซื้อตัวเขาเข้ามาคือ เดวิด มอยส์ ก็เป็นได้ ขาขึ้น : เมษายน 2016 กลับมาพิสูจน์ตนเองอีกครั้งว่ายังทำประโยชน์ให้กับทีมได้ในเกมรอบรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ด้วยการซัดประตูใส่ทีมเก่าอย่าง เอฟเวอร์ตัน แถมยังโชว์ฟอร์มได้ดีจนทำเอาเกมในแดนกลางของทีมทอฟฟี่ไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว... แต่ว่ามันจะสายเกินไปสำหรับเขาแล้วหรือเปล่ากับอนาคตในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ?

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

จะครีเอทีฟอะไรเบอร์นั้น! ชม 15 อ่างล้างมือ ดีไซน์เก๋ ที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน
ดีไซน์ /  นักออกแบบ / 

เหล่านักออกแบบ เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เปลี่ยนจากความน่าเบื่อ กลายเป็น งานศิลปะได้ แม้กระทั่งจุดเล็กๆ ของใช้ที่ไม่มีใครใส่ใจ ให้กลายเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจได้อย่างน่าชื่นชม อย่างเช่น อ่างล้างมือ ในห้องน้ำ หรือ อ่างน้ำในห้องครัว เพราะสิ่งเหล่านี้ผ่านกระบวนการคิด ด้วยทักษะของมืออาชีพ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่มีฟังก์ชั่นการใช้อย่างมีคุณภาพควบคู่ไปกับความสวยงาม วันนี้เรารวบรวม อ่างล้างหน้า ที่ เห็นแล้วจะตื่นตาตื่นใจมาฝาก เผื่อไว้เป็นไอเดียในการแต่งบ้านของคุณทุกคนกันค่ะ อ่างล้างหน้ารูปทรงน้ำตกที่ทำจากแก้ว ภาพจาก pinterest อ่างล้างมือ รูปแก้วกาแฟ ภาพจาก  home-designing อ่างน้ำ ที่เป็นเขียงในตัว ภาพจาก designboom อ่างล้างมือทรงแอ่งน้ำตก ภาพจาก pinterest อ่างล้างมือทรงสี่เหลี่ยม ภาพจาก home-designing อ่างล้างมือทรงปีกนก ภาพจาก hello-style อ่างล้างมือที่เป็นโต๊ะในตัว ภาพจาก imgur อ่างล้างมือสำหรับใช้ได้ทั้งครอบครัวแม้กระทั่งเด็กเล็ก ภาพจาก alacartaparados อ่างน้ำเซรามิกสไตล์ตะวันออก ภาพจาก flickr อ่างล้างมือโปร่งใส ภาพจาก shipmypad อ่างน้ำหินอ่อนสุดหรู ภาพจาก shipmypad อ่างน้ำไฮเทคติด LED ภาพจาก pinterest อ่างน้ำกระจกเจียรลาย ภาพจาก pinterest อ่างน้ำทรงช้อน ภาพจาก pinterest อ่างน้ำทรงหินในสวน ภาพจาก pinterest ที่มาจาก brightside.me

มุมที่ใช่กับศิลปะที่ชอบ
art /  cut out sketch / 

"cut out sketch" เทรนด์ใหม่มาแรงสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางและมีความรักศิลปะอยู่ในหัวใจ หลายคนอาจยังไม่คุ้นชื่อของ cut out sketch มากนัก เพราะเทรนด์นี้มาจากต่างประเทศ แต่ก็กำลังเริ่มเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะด้วยความอเมซิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเราให้ธรรมชาติเติมเต็มลวดลายลงไปบนกระดาษที่สุดแสนธรรมดาซึ่งเราตัดและเว้นช่องว่างไว้ให้ จนเกิดเป็นรูปต่างๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี อาจเป็นเพราะเสน่ห์ในความงามของศิลปะที่เกิดขึ้นได้ทุกที่แบบนี้นี่เอง ที่ทำให้หลายคนหลงใหล cut out sketch รวมถึง คุณพชร อาชาศรัย หรือ "ดุ๊ก" เด็กหนุ่มวัยเพียง 24 ปี ทีมฝ่ายฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก โรงละครเมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ และอาจารย์พิเศษที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนไทยคนแรกๆที่สร้างสรรค์ cut out sketch ขึ้นมาในแบบของเขาเอง ความสนใจและจุดเริ่มต้น "ด้วยความที่เราเรียนจบคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สาขาการละคอน เรียนเกี่ยวกับการออกแบบฉากมา ก็จะมีพื้นฐานในเชิงการตัดโมเดล การตัดกระดาษ การวาดการสเก็ตช์อะไรแบบนี้ ประกอบกับสมัยเรียนเวลาเราต้องหาข้อมูล หา reference บางทีเราต้องใช้เว็บไซต์ต่างประเทศ เช่น pinterest หรืออะไรแบบนี้ เราก็จะเจองานที่น่าสนใจหลายรูปแบบมาก ก็ทำให้เราสนใจมาโดยตลอด เมื่อมีโอกาสได้สร้างผลงานของเราเอง มันก็เหมือนเอาสิ่งที่เราเรียนกับสิ่งที่สนใจมารวมกัน" "วันหนึ่งประมาณปลายปีที่แล้ว พอดีวันนั้นไปเที่ยวที่เขาใหญ่กับที่บ้าน และด้วยความที่ไปเที่ยวในเขาในป่า ไม่มีกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษและอาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาตอนนั้นภาพวิวที่สวยงามตรงหน้ากับสิ่งที่เรามีอยู่ในมือมันประจวบเหมาะกันพอดี เพราะปกติเป็นคนพกกระดาษพกดินสอพกคัตเตอร์อยู่แล้วก็เลยลองตัด แล้วก็ทำมันออกมา อันแรกๆยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เพราะตอนนั้นเซ็นส์เรายังไม่ค่อยถูก จริงๆแล้วมันควรจะเจาะตรงที่เป็นชุด แต่เราไปตัดเป็นตัวคนเลย แต่ถามว่าฟีดแบ็กดีมั๊ย ก็ดีมาก คนก็เชียร์อัพให้ทำต่อ แล้วพออันที่สองเรารู้ละว่าเราจะต้องตัดเฉพาะชุด ให้ตัวกระดาษรอบตัว Figure ยังอยู่ มันก็เลยค่อนข้างออกมาโอเคแล้วเราก็ต่อยอดออกมาเรื่อยๆ" "cut out sketch"ในแบบฉบับไทยๆ  "ที่จริงเป็นคนชอบศิลปะไทยอยู่แล้วประมาณหนึ่ง เราก็คิดว่าถ้าเรายังอยากจะทำสิ่งนี้ไปในระยะยาวให้คนได้เห็น ได้สร้างแรงบันดาลใจ ก็เลยรู้สึกว่าศิลปะไทย ลายไทยแบบนี้แหละเป็นเอกลักษณ์ เพราะ cut out ของแต่ละคนแต่ละประเทศมันอาจจะมีไอเดียอะไรที่ซ้ำกัน แต่ชุดไทยลายไทยมันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศเรา มันคือสิ่งที่มีประสบการณ์สั่งสมอยู่ในตัวเราคนไทยเองทุกๆคน ไม่ว่าจะตัวคนทำ หรือผู้ชมที่ได้รับสารนี้ไปก็จะรู้สึกว่า มีประสบการณ์ร่วมมากกว่า เราก็เลยลองวาด พอออกมาปรากฎว่าความละเอียดของลายไทย ความเป็นศิลปะไทยมันมีความเหมือนจริงแบบในวัดมากๆ บวกกับชุดที่มีทรงเป็นชุดไทย ก็เลยได้รับผลตอบรับจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเยอะพอสมควร เป็นชุดที่ฟีดแบ็กดีที่สุดเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นในอินสตราแกรม มาชมว่า Gorgeous อย่างที่รู้กันว่าตอนนี้ประเทศไทย การท่องเที่ยวไทย ศิลปะไทยก็ได้รับความนิยมจากต่างชาติเยอะ ก็มีคนเข้ามาชมว่าแบบ Fabulous น่าติดตามมากๆ มีคนมาบอกว่า อินสตาแกรมน่าสนใจมาก เราฟอลโล่คุณเพราะอยากติดตามผลงานของคุณอะไรแบบนี้" การพัฒนาและต่อยอด "ตอนนี้ก็พยายามลองวาดชุดที่มันต้องเจาะออกมาแล้วดูซับซ้อนมากขึ้น หรือแพทเทิร์นที่จะสะท้อนชุดออกมาให้มันดูมีอะไรมากขึ้น แต่ถ้าในเชิงว่าจะออกมาเป็น Products มั้ยคงไม่ครับ คงเป็นงานศิลปะที่ไว้เพื่อความสนุกของเรา และอาจจะเป็นแรงบันดาลใจหลายๆคน" บางคนอาจมองว่าเราก็อปปี้งานฝรั่ง? "มันมีเส้นบางๆระหว่าง copy กับ inspiration เราทำงานออกมาในฐานะศิลปิน เราสื่อสารกับคนทั้งโลก ไม่ได้แบ่งแยกเชื้อชาติ เรามองว่าเวลาที่เขาชมเรา เขาไม่ได้มองว่าเราชาติเดียวหรือคนละชาติกับเขา เขาชมมุมมองของเราที่มันอาจจะแตกต่างจากคนต่างชาติที่ทำงานในรูปแบบเดียวกับเรา เขาชมภาพที่มันออกมา ที่เป็นส่วนประกอบระหว่าง Cut out Sketch การไดคัท เราไม่ได้มองว่าเขาชื่นชมที่เราเป็นคนต่างชาติ ที่ทำได้เหมือนเขา แต่เขาชื่นชม Point of view ของเรา" "งานศิลปะ เราต้องฝึกฝนมัน ถ้าเราอยากจะทำอะไร เรามีแรงบันดาลใจหรืออะไรก็ตาม ถ้าเราไม่ลงมือทำและทำมันในระยะยาว ต่อยอดมันไป สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นคำว่าเทรนด์ แต่ถ้าเราลงมือทำและพัฒนาต่อยอดไป รับคำติชมให้ได้ ไม่ว่าฟีดแบ็กจะมายังไง แต่ถ้าเราชอบ เรามีความสุขกับมัน สักวันนึงมันก็จะส่งผลที่ดีกับเราเองครับ" ธรรมชาตินอกจากจะเติมเต็มกระดาษให้เกิดเป็นงานศิลปะแล้ว ก็หวังว่าเรื่องราวของคุณดุ๊กผู้ที่มีจินตนาการและมุ่งมั่นที่จะทำมันออกมานั้น จะเติมเต็มแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านทุกท่านเช่นกัน เมื่อเรามีหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ เราคงมองเห็นได้ไม่ยากว่า "ศิลปะอยู่รอบตัวเรา" จริงๆค่ะ ติดตามผลงานของคุณพชรได้ที่  ig : duxz.zxib หรือ hashtag : #PorChorRorGallery =============================================================

รีวิว บุฟเฟ่ต์ทุเรียน  และผลไม้หลากชนิดที่ สวนละไม จ.ระยอง
ทุเรียน /  บุฟเฟ่ต์ทุเรียน / 

ช่วงนี้เป็นหน้าผลไม้ ที่ใครๆ ก็ต้องนึกถึง เงาะ ทุเรียน และจังหวัดที่คิดถึงแรกๆ คงไม่พ้นจังหวัด ระยองและจันทบุรี เมื่อปีก่อน เห็นมีในกรุงเทพฯ ที่เปิดบริการ บุฟเฟ่ต์ทุเรียน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมากๆ มีคนแชร์ และพูดถึงกันเยอะมากๆ แต่วันนี้ ผมมีโอกาสไป รีวิวบุพเฟ่ต์ผลไม้ ถึงสวนกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพอเฟ็คมากๆ เพราะเขาบริหารจัดการดี และเข้าใจถึงลูกค้าทุกขั้นตอนเลย นับว่าเป็นสวนผลไม้ที่น่าจับตามองเลยทีเดียว ซึ่งสวนที่ผมเพิ่งไปรีวิวมาก็คือ สวนละไม สวนผลไม้บนเขา พร้อมกับฟาร์มแกะ ที่มีไว้ต้อนรับลูกค้าที่ชอบแกะด้วยอีกทางหนึ่ง ป้ายหน้าทางเข้าสวนละไม บุฟเฟ่ต์ผลไม้ ที่สวนละไม มีบริการทั้งผลไม้ นานาชนิด เช่น เงาะ, ทุเรียน, ลองกอง, มังคุด, แก้วมังกร, มะม่วง, ขนุน, แตงโม  และส้มตำรสเด็ด โดยเฉพาะทุเรียนนั้น สามารถทานได้ไม่อั้น ถ้าไม่กลัวร้อนในซะก่อน ก็ทานได้เต็มที่เลย บางคนไม่ชอบทุเรียน ก็มีอย่างอื่นให้เลือก และส้มตำก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายๆ คนชอบ วันที่ผมไปนั้นส้มตำ ตำแทบไม่ทันเลย เพราะอร่อยจริงๆ ทุกอย่างนี้คือฟรี ในราคา 300 บาทครับ สำหรับเด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. คิดครึ่งราคา คุ้มจริงๆ เพราะเด็กๆ ชอบไปดูแกะด้วย โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย เสียแค่ค่าหญ้า กำละ 10 บาทเท่านั้นเอง เริ่มต้นจากการเดินทาง เราไปแต่เช้าหน่อย คนจะไม่เยอะ ทางสวนบอกว่า ราวๆ 8-9 โมงเช้ากำลังดี ถ้าสายๆ คนจะเยอะมาก ทำให้ต้องรอคิวเยอะ และบางครั้งผลไม้อาจจะเติมไม่ทันบ้าง โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์ จะยิ่งเยอะมากๆ บางวันลูกค้ามากกว่า 1.5 พันคนเลยทีเดียว ซึ่งถึอว่าเยอะจริงๆ ครับ มาจากกรุงเทพฯ วิ่งราวๆ 2 ชั่วโมง จากมอเตอร์เวย์ วิ่งเส้น บ้านบึง-ระยอง แล้วไปกลับรถที่ กม.67 และเลี้ยวซ้ายก่อนถึงปั้ม ปตท. สังเกตป้ายบอกทาง ไปสวนละไม เป็นระยะๆ ไม่น่าหลง หลังจากจอดรถแล้ว ก็เดินไปที่เคาท์เตอร์ ซื้อตั๋วซะก่อน และก็ดูราคาต่างๆ ตามป้ายนี้เลยครับ หลังจากซื้อตั๋วแล้วก็รอให้เจ้าหน้าที่เรียกขึ้นรถครับ โดยจะนั่งแถวละ 4 คน/คันๆ หนึ่งก็ได้ราวๆ 10 - 20 คนนะ บัตรเข้าสวนละไม เพื่อชิมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ เจ้าหน้าที่จะฉีกเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เราเก็บไว้ด้วยเพื่อเอามาเข้าชมฟาร์มแกะอีกครั้ง อย่าเพิ่งทิ้งบัตรนะครับ เสร็จแล้วก็ขึั้นรถวิ่งขึ้นเขา เพื่อไปชิมผลไม้สดๆ จากต้นกันเลย ถึงแล้วจุดแรก จะจอดให้เรากินเงาะ ที่ทางสวนเก็บไว้ให้ครับ ซึ่งตอนที่เราไป เงาะยังไม่สุกเลย ทางสวนก็เลยไปเก็บจากต้นที่สุกแล้วมาไว้ให้เรา พร้อมมีเงาะลอยแก้ว และน้ำดื่มต่างๆ บริการฟรีจุดนี้ เงาะยังไม่สุกมันก็เขียวๆ แบบนี้ล่ะครับ ใจจริงอยากเก็บเงาะจากต้นเลยนะ ไปเร็วเกินยังไม่สุกก็ได้แต่ถ่ายรูปมาฝากนี่แหละ ไว้ราวๆ ปลายเดือนพฤษภาคม ถึงต้นๆ เดือนมิถุนายน น่าจะสุกแดงเต็มที่แล้วครับ จากนั้น นั่งรถต่อไปบนเขาอีกนิดหน่อย ก็จะเจอจุดทานทุเรียนและผลไม้อื่นๆ เป็นซุ้มใหญ่เลยนะครับ ราวๆ 3 ซุ้ม และมีเป็นโต๊ะๆ บริเวณที่โล่งๆ อีกหลายจุดไว้บริการ เลือกได้เลยว่าจะนั่งตรงไหน ขนาดผมไปถึงราวๆ 9 โมงกว่าๆ คนก็เยอะแล้วนะครับเนี่ย ไว้คราวหน้าไปวันธรรมดาดีกว่า คนน่าจะน้อยกว่านี้ จุดนี้จะมีต้นทุเรียนเยอะแยะ ซึ่งที่นี่จะมีเฉพาะ ทุเรียนหมอนทองนะ มีก้านยาวต้นเดียว ส่วนชะนีไม่มีเลย ส่วนใหญ่ไปถ่ายรูปนะครับ ส่วนทุเรียนที่เราไปกินเขาจะมีแกะไว้ให้อยู่แล้ว บุฟเฟ่ต์ทุเรียน ที่ จ.ระยอง จุดที่เราไปยืนต่อแถวรับทุเรียนไปทานครับ มีทั้งหมอนทอง และ ชะนี แต่ที่รอๆ กันนี่คือรอหมอนทองทั้งนั้นเลย ส่วนชะนี ก็ที่เห็นๆ นี่แหละครับ คนกินน้อยกว่าหมอนทอง ผลไม้อย่างอื่นก็มีนะครับ ที่ทางสวนเตรียมไว้ให้กลัวลูกค้าไม่อิ่ม นอกจากผลไม้ ก็มีส้มตำไว้บริการด้วย ส้มตำขายดีจริงๆ รอคิวกันยาวเหยียด ตำแทบไม่ทันเลย จุดบริการทุเรียนอีกจุดหนึ่ง แกะแล้วกินเลย สดๆ อร่อยมากๆ ใครอยากกินข้าวเหนียวทุเรียนก็มีบริการนะครับ ทุกอย่างฟรีหมด มีแรงกินกินเลยทั้งวัน ไหนก็มาแล้ว ทำตามกติกากันหน่อยครับ ป้ายชี้แจงเรื่อง รับทุเรียนครั้งละ 1 จาน เพราะบางคนหยิบไปเยอะแล้วกินไม่หมด จะเสียของนะครับ หลังกินเสร็จก็มีจุดให้ล้างมือ ดับกลิ่นทุเรียนด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นบนรถไม่มีแน่นอน สุดท้าย หลังจากกินทุเรียน ผลไม้อื่นๆ และส้มตำอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็นั่งรถลงมา เพื่อชมฟาร์มแกะที่ด้านล่างกันต่อ ซึ่งใครพาเด็กๆ ไปก็รับรองไม่ผิดหวังครับ สนุกสนานเขาล่ะ โดยเฉพาะถ้าไปวันที่ไม่ค่อยมีแดด ไม่มีฝนด้วยละก็ เด็กๆ ไม่อยากกลับบ้านกันเลยทีเดียว สำหรับทริปนี้คงจะพอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้คราวหน้า ผมจะเสาะหาสวนเงาะ สวนทุเรียนแห่งใหม่ มาแนะนำเพื่อนๆ อีกเช่นเคย แล้วพบกันครับ (เป็นบทความของปี 2558 ที่เคยไปเมื่อที่แล้ว ส่วนรายละเอียดของปี 2559 ตามได้ที่แฟนเพจเลยค่ะ) ติดต่อสอบถามได้ที่ 098-737-4983, 098-737-4984, 098-737-4985 ข้อมูลอื่นๆ ในการชม สวนละไม คลิกที่นี่