ทรงผม2014

KCON 2014 ep. 5
viki

KCON 2014 ep. 5

2014 Super Star: A Red & White Lunar New Year Special ep. 1
viki

2014 Super Star: A Red & White Lunar New Year Special ep. 1

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

KCON 2014 ep. 7
viki

KCON 2014 ep. 7

5 อันดับ สถานที่ชม ใบไม้เปลี่ยนสี ในโตเกียว ญี่ปุ่น
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี /  เที่ยวญี่ปุ่น / 

ช่วงนี้ เชื่อว่าคนไทยหลายๆ คน สนใจที่จะไปชม ใบไม้เปลี่ยนสี จากทั่วโลกแน่ๆ แต่ที่ใกล้ที่สุด ก็คือญี่ปุ่นนั่นเอง พอพูดถึงประเทศญี่ปุ่น หลายๆ คนอาจจะนึกถึง ดอกซากุระ ซึ่งก็ต้องรอดูช่วงเดือน เมษายนโน่น แต่ถ้าเป็นช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน ก็ต้องอยากไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งก็สวยงามไม่แพ้ไปชมดอกซากุระเลย เอาล่ะ ถ้าใครจะไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเมืองโตเกียว มาดูกันว่า จะไปชมใบไม้เปลี่ยนได้ที่ไหนกันบ้าง 5 อันดับ สถานที่แนะนำสำหรับชม ใบไม้เปลี่ยนสี ในโตเกียว ญี่ปุ่น อันดับ 1 สวนริคุงิเอน (Rikugien) สวนริคุงิเอน เป็นสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ JR Komagome (JR Yamanote Line) หรือรถไฟใต้ดินนัมโบคุ เดินจากสถานีโคมาโกเมะเพียง 5-10นาทีก็จะถึงทางเข้าสวนแล้วครับ โดยค่าเข้าจะอยู่ที่ 300 เยน สวนริคุงิเอน นั้นจะเป็นที่นิยมมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงครับ เนื่องจากในสวนนั้นจะมีต้นเมเปิ้ลอยู่มาก และในช่วงที่มีใบไม้เปลี่ยนสี สวนนี้ก็จะเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงดูแล้วสดชื่นและอิ่มเอมกันไปเลยครับ ถ้าใครได้มากับคนรู้ใจก็คงจะมีความสุขไม่ใช่น้อยเลย ที่นี่จะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 9.00น. และจะปิดในเวลา 17.00น. ยกเว้นในช่วงดอกซากุระบานหรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ที่นี่ก็จะปิดในเวลา 21.00น. ครับ ที่ปิดช้ากว่าปกติเนื่องจากในสวนจะมีการจัดแสดงไฟให้ชมกันด้วยครับ น่าสนใจและน่าตื่นเต้นมากเลยทีเดียว อันดับ 2 สวนโคอิชิคาวะ โคระคุเอง (Koishikawa Korakuen) สวนโคอิชิคาวะ โคระคุเองเป็นอีกหนึ่งสวนสาธารณะที่โดดเด่นในเรื่องของการชมใบไม้เปลี่ยนสี เช่นเดียวกัน นอกจากจะมีต้นเมเปิ้ลที่ให้สีแดงและสีส้มคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดู ใบ้ไม้ร่วงนี้แล้ว ยังมีต้นแปะก๊วยที่ให้สีเหลืองอะหร่ามอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสวนอีก ด้วย สวนโคอิชิคาวะ โคระคุเองตั้งอยู่ติดกับโตเกียวโดม เป็นฮอลล์ขนาดใหญ่ซึ่งมักจะมีการจัดแสดงคอนเสิร์ทอยู่เสมอ ผู้คนบริเวณโดยรอบสวนก็คงจะดูเยอะแยะมากมายโดยเฉพาะช่วงที่มีคอนเสิร์ทนั่น เอง ที่สำคัญเวลาเราอยู่ในสวนเราก็จะสามารถเห็นโตเกียวโดมเป็นฉากหลังได้อีกด้วย ครับ เวลาถ่ายรูปออกมาคงดูดีไม่น้อยเลยทีเดียว การเดินทางมายังสวนโคอิชิคาวะ โคระคุเองนั้น ควรลงที่สถานี Iidabashi ออกทางประตู C3 แล้วเดินต่อมาอีกประมาน 5-7นาทีก็จะถึงทางเข้าสวนแล้วครับ โดยสวนโคอิชิคาวะ โคระคุเองจะมีค่าเข้าที่ 300 เยน เปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 9.00น. ถึง 17.00น. เข้าประตูได้ไม่เกิน16.30น. ครับ อันดับ 3 มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo / Todai) ที่ โทได หรือ มหาวิทยาลัยโตเกียว นั้น เป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าสนใจมากอีกแห่งหนึ่ง เมื่อคุณเข้าไปในนั้น คุณจะรู้สึกเหมือนว่ากำลังอยู่ในละครซี่รี่ย์เลย โดยเฉพาะใครที่มากับคนรู้ใจจะยิ่งรู้สึกถึงความอบอุ่นและโรแมนติกแบบสุดๆ เพราะที่นี่จะมีต้นแปะก๊วยที่ให้ใบสีเหลืองอร่ามตลอดทางตัดกับตัวอาคารที่มี สีแดงอิฐ สร้างความโดดเด่นให้แก่ใบแปะก๊วยสีเหลืองสด ทั้งนี้ยิ่งถ้ามีใบไม้ร่วงเต็มพื้นด้วยจะยิ่งรู้สึกประทับใจแบบไม่รู้ลืม การเดินทางมายังมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้น ให้นั่งรถไฟ Tokyo Metro Namboku Line ลงที่สถานี Todaimae ก็จะเจอกับกำแพงสีแดงเลือดหมูริมถนน เดินมาเรื่อยๆจะเจอประตูแดงทางเข้ามหาวิทยาลัยที่ชื่อว่าอะกะมง นั้นแหละครับเป้าหมายของเรา มหาวิทยาลัยโตเกียวหรือโทไดนั่นเอง อันดับ 4 โชวะ คิเนน (Showa Memorial Park) โชวะ คิเนน เป็นอีกไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ที่นี่จุดเด่นคือต้นแปะก๊วยเช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยโตเกียว โดยเฉพาะบริเวณน้ำพุนั้นจะสวยมาก เพราะจะมีต้นแปะก๊วยยาวตามทางเดินที่ให้สีเหลืองสดใส ดูแล้วสดชื่นมากๆครับ ที่สวนโชวะนี้ไม่ได้นิยมมากันแค่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเท่านั้น ที่นี่เรียกได้ว่ามาได้แทบจะทุกฤดูเลยทีเดียว โชวะ คิเนน นั้นจะตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกและไกลจากตัวเมืองสักเล็กน้อย แต่ก็เดินทางมาไม่ยากเย็นนัก ใช้เวลาประมาน 30นาทีจากสถานีรถไฟชิจูกุ เดินทางโดยรถไฟ JR Chou Line มุ่งสู่สถานี Tachikawa โดยที่นี่มีค่าเข้าชม 400 เยน ครับ อันดับ 5 โทโดโระคิ วัลเล่/วัดโทโดโระคิ (Todoroki Valley, Todoroki Fudoson) เราจะขอขั้นสีเหลือด้วยสีแดงส้มกันสักเล็กน้อย คราวนี้เราจะพาไปเที่ยวในสถานที่ที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงกันสักเท่าไร แต่ความสวยงามนั้นไม่แพ้สถานที่เที่ยวที่อื่นๆเลยครับ ก่อนอื่นเลย ผมจะขอนำเสนอความพิเศษของที่นี่ก่อน โทโดโรคิ วัลเล่ นั้นตังอยู่ในโตเกียวก็จริง แต่เมื่อคุณได้ไปยืน ณ จุดนั้น คุณจะรู้สึกได้เลยว่าตัวคุณนั้นไม่ได้อยู่ในเมืองแต่อย่างใด คุณจะรู้สึกได้ว่าความเป็นเมืองกับธรรมชาติถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง อารมณ์เหมือนคุณเดินอยู่ในป่าที่ชุ่มชื้นด้วยเสียงของน้ำในคูคล้องเล็กๆที่ ชื่อว่ายาซาวะตลอดทางเดิน และยังมีต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่นตลอดเส้นทางอีกด้วย แต่ไฮไลท์นั้นอยู่ที่วัดโทโดโระคิฟุโดะครับ เพราะตรงนั้นจะมีใบไม้แดงที่สวยมาก และด้วยความที่โทโดโระคินั้นไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก คนจึงไม่ค่อยเยอะสักเท่าไร ที่นี่น่าจะตอบโจทย์สำหรับคนชอบความสงบได้มากทีเดียวครับ แต่ก็ใช่ว่าที่นี่จะมีข้อดี ข้อเสียก็มีครับ คือพื้นที่ของโทโดโระคินั้นค่อนข้างน้อย ถ้าเกิดคนเยอะขึ้นมาคงจะอึดอัดพอสมควรครับ การเดินทางก็ไม่ยากครับ นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Todoroki สาย Oimachi เดินออกมาจากสถานีเล็กน้อยจะเจอสะพานแล้วเดินลงทางลงเล็กๆครับ ระวังเลยนะครับ เพราะทางลงนั้นไม่ได้มีจุดเด่นจุดสังเกตสักเท่าไร สำหรับหลายๆ ท่านที่ไปญี่ปุ่นเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสี ต้องการหาสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี แบบไม่ต้องกลัวผิดหวัง ให้ไปตามสถานที่เหล่านี้ได้เลยครับ นอกจากที่แนะนำ 5 สถานที่นี้แล้ว ยังสามารถชมที่อื่นๆ ได้อีกนะครับ เช่น ที่ ฮาโกเน่, ทะเลสาบอชิ เป็นต้น เครดิต : http://www.j-reco.com เรียบเรียงโดย : travel mthai

กลัวชะนีละอ่อนตีท้ายครัว บุ๋ม แอ๊บแบ๊ว มัดใจแฟนเด็ก
บุ๋ม ปนัดดา /  บุ๋ม เอก เอกริน / 

ชิชะ!! รู้สึกว่าตั้งแต่คบหาดูใจกับแฟนเด็กหุ่นล่ำกล้ามโตอย่าง เอก เอกริน สาวใหญ่หุ่นอึ๋มชั่วโมงบินสูงอย่าง บุ๋ม ปนัดดา ดูจะสวยขึ้นกว่าเดิมเยอะ ที่สำคัญขยันแอ๊บเด็กเอาใจแฟนหนุ่มสุดๆ หลังจากที่ประกาศว่าจะแต่งงานกันในปีหน้า ดูคู่นี้จะหวานขึ้นทุกวันตัวติดกันอย่างกะปาท่องโก๋ ควงกันไปนู่นมานี่อยู่บ่อยๆ แม้หลายคนจะมองว่าอายุที่ห่างกันของทั้งคู่จะเป็นอุปสรรค แต่สำหรับสาวใหญ่อย่างบุ๋มดูจะไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิดส์ ดูจากช่วงหลังๆ ที่นางแต่งตัวสิจ๊ะเด็กวัยรุ่นยังอาย นอกจากนางจะหมั่นดูแลทรวดทรงองค์เอวและหนังหน้าให้ดูสวยเต่งตึงฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอแล้ว เรื่องการแต่งตัวของนางช่วงนี้ก็ดูจะแอ๊บแบ๊วลดอายุลงไปเยอะ ทั้งมัดผมแกละ ใส่เสื้อผ้าอย่างกะเด็กวัยรุ่น เห็นแล้วก็แซบเหลือหลาย มิน่าหนุ่มเอกถึงเอาอกเอาใจกระดิกตัวไปทางไหนก็คอยเป็นมือเป็นเท้าให้ตลอด ลงทุนแอ๊บแบ๊วมัดใจแฟนหนุ่ม ออดอ้อนฉอเลาะบ้างในบางครั้งแบบนี้ ไม่รู้เพราะกลัวชะนีหน้าใสวัยทีนจะมาตีท้ายครัวหรือเปล่าน้า... บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก

2014 Super Star: A Red & White Lunar New Year Special ep. 1
viki

2014 Super Star: A Red & White Lunar New Year Special ep. 1

2014 Super Star: A Red & White Lunar New Year Special ep. 3
viki

2014 Super Star: A Red & White Lunar New Year Special ep. 3

2014 Taipei 101 New Year's Eve Countdown ep. 8
viki

2014 Taipei 101 New Year's Eve Countdown ep. 8

2014 Taipei 101 New Year's Eve Countdown ep. 1
viki

2014 Taipei 101 New Year's Eve Countdown ep. 1

2014 Taipei 101 New Year's Eve Countdown ep. 7
viki

2014 Taipei 101 New Year's Eve Countdown ep. 7

KCON 2014 ep. 6
viki

KCON 2014 ep. 6

KCON 2014 ep. 4
viki

KCON 2014 ep. 4

บ้านไม้หลังเล็ก ขนาด 133 ตารางเมตร ในรัฐเซีย
บ้านสองชั้น /  บ้านหลังเล็ก

วันนี้ Decor.Mthai จะพาเพื่อนๆ ไปพบกับ บ้านไม้หลังเล็ก ขนาด 133 ตารางเมตร กันค่ะ บ้านไม้หลังเล็ก หลังนี้ออกแบบโดย Alexey Lyalin เป็นบ้านสองชั้น สร้างขึ้นที่หมู่บ้าน Konakovsky แม่น้ำโวลก้า ประเทศรัฐเซียค่ะ บ้านไม้หลังเล็ก ขนาด 133 ตารางเมตร บ้านไม้หลังเล็ก หลังนี้ออกแบบโดย Alexey Lyalin เป็นบ้านสองชั้นในประเทศรัฐเซีย บ้านนอกบ้านไม้หลังน้อย เป็นการออกแบบบ้านที่เรียบง่าย อาคารประกอบไปด้วยรูปทรงต่างๆ ใช้เทคนิควางไม้แนวตั้งสลับกับแนวนอนให้เกิดจังหวะที่สวยงาม และสี Patchworks ของไม้ที่ทำให้ตัวบ้านดูดีมีสไตล์ ภายในบ้านหลังน้อย ภายในมีชั้นวางของสลับเป็นจังหวะที่ลงตัวและสวยงาม ภายในตัวบ้าน ภายในกรุด้วยไม้สีครีมอีกชั้น เพิ่มระดับพื้นในส่วนของห้องรับแขกขึ้นมาเป็นสเตป เพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นในการใช้งานให้กลายเป็นลิ้นชักเก็บของ ส่วนทางเดินขั้นชั้น 1 ชั้น 2 เปิดโล่ง เทคนิคนี้ช่วยให้บ้านดูกว้างขวางขึ้น ห้องนอน 1 ห้องนอน 1 : ตกแต่งหัวเตียงด้วยลิ้นชักไม้ไล่สเต็ปเป็นชั้นๆ มีช่องกระจกเล็กๆ ทำเป็นตู้กระจกไว้เก็บของบริเวณหัวนอน และเป็นช่องโล่งๆ ให้มองทะลุไปยังกำแพงอีกฝั่งนึงไว้วางของเก๋ๆ บริเวณหัวเตียง ห้องนอน 2 ห้องนอน 2 : ตกแต่งหัวเตียงคล้ายๆ กับห้องนอน1 แต่ห้องนี้มีกระจกบานใหญ่เพิ่มความกว้าง ดูห้องใหญ่และโปร่งกว่าห้องแรก และด้วยการตกแต่งโทนสีครีมเพิ่มบรรยากาศที่สบายตาให้กับห้องนี้ได้อย่างมาก ห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น : เจาะวอยบริเวณห้องรับแขกกับทางขั้นไปชั้นสอง ช่วยเพิ่มความกว้าง และจำให้ห้องมีจังหวะที่สวยงาม ห้องแคบๆ เลยกลายเป็นห้องที่ดูโปร่งขึ้น ห้องครัว ห้องครัว : ตกแต่งด้วยเคาน์เตอร์ไม้ขัดมันสีเข้มๆ มีประตูเปิดไปยังส่วนสวนนอกบ้าน มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่วางอยู่กลางห้อง ระเบียงหน้าบ้าน  ระเบียงหน้าบ้าน : ระเบียงหน้าบ้าน ตกแต่งด้วยโทนสีครีมแสนสบายตา มีโซฟาสีขาวประดับอยู่ และมีประตูบานใหญ่ สามารถเปิดไปรับลมนอกบ้านได้ แปลนบ้าน บ้านไม้หลังเล็ก ขนาด 133 ตารางเมตร หลังนี้เรียกได้ว่า มีการออกแบบได้อย่างลงตัว และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครันมาก ถ้าเพื่อนๆ สนใจบ้านไม้หลังนี้ ก็ลองนำไปปรับใช้สร้างบ้านดูนะคะ ขอบคุณ : archdaily.com