ทรงผม2014

พีช เตรียมผ่อนผันทหาร ขอเรียนป.โทให้จบ ไม่แน่อาจสมัครใจรับใช้ชาติเอง!!
พีช พชร /  พีช เกณฑ์ทหาร / 

ใกล้จะถึงช่วงเกณฑ์ทหารของชายไทยแล้ว นักแสดงหนุ่มทายาทพันล้านอย่าง พีช พชร ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยกลัวการเกณฑ์ทหาร แต่ปีนี้เตรียมยื่นขอผ่อนผันต่ออีกปี เพราะกำลังศึกษาปริญญาโทอยู่และจะพยายามตั้งใจเรียนให้จบโดยเร็ว หากเสร็จสิ้นภารกิจก็ยินดีทำตามกระบวนการกฎหมาย และไม่แน่อาจจะสมัครใจรับใช้ชาติเองก็ได้ "ปีนี้เรื่องเกณฑ์ทหาร ตอนนี้ผมเรียนปริญญาโทอยู่ครับก็ได้อีกหนึ่งปีเลยผ่อนผันไปก่อนเพราะศึกษาต่อเลย เดี๋ยววันที่ 1 เมษายนนี้จะไปยื่นผ่อนผันที่วัดหัวลำโพงครับ มันไม่มีอะไรมากเพราะเราทำเอกสารเสร็จแล้ว แต่ต้องไปรายงานตัวด้วยตัวเอง เรียนปริญญาโท ผมอยากเรียนแต่แรกอยู่แล้วครับ เพราะเราเรียนจบปริญญาตรีก็ควรจะเรียนต่อ ซึ่งตอนนี้ผมกำลังเรียนโทอยู่ครับ ผมวางแผนเรียนปริญญาโทตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรีแล้วครับว่าคงต้องเรียนต่อ เพราะเดี๋ยวนี้เรียนแค่ปริญญาตรีมันก็ไม่ค่อยจะพอแล้วเนอะ" "จริงๆ ตามอายุผมยังผ่อนผันได้อีกหลายปี ยังไม่ใกล้ 26 เลย แต่มันอยู่ที่ว่าผมจะเรียนจบเมื่อไหร่ แต่ผมจะพยายามรีบเรียนให้จบเร็วที่สุดครับ ไม่ได้ตั้งใจคิดเรื่องนี้ไว้เลยครับว่าจะผ่อนผันถึงเมื่อไหร่ ถ้าเราเรียนจบเราก็คงไปตามกระบวนการกฎหมายของประเทศไทยครับ ส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจเรียนต่อเพราะครอบครัวอยากให้เรียนด้วยครับ แล้วเรารู้สึกว่าอยากมีวิชาชีพให้มากกว่าเดิม อยากเก่งให้มากกว่าเดิม" "อยากจับใบดำใบแดงให้มันรู้เรื่องไปเลยมั้ยเหรอ ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าใบดำใบแดงคือทางออกของทุกอย่าง มันอาจจะมีวิธีอื่น เช่น เราอาจจะสมัครเองไปเลยหรือเปล่า ซึ่งอันนี้เราค่อยคิดอีกที มันมีเวลาให้เราวางแผนอีกเยอะ ถ้าเรียนจบเราก็ต้องไปตามกระบวนการ ถึงสุดท้ายมีงานเราก็ต้องเคารพกฎหมายประเทศไทย เราเป็นประชาชนคนไทยเราก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ก่อน การเกณฑ์ทหารไม่ได้กลัวครับ มันเป็นเรื่องปกติ เพราะเราตัดสินใจไม่เรียนรด. เหมือนคนปกติ มันคือเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบเหมือนคนธรรมดา ที่บ้านก็ไม่ได้ถามเรื่องนี้นะครับ เขาก็ปกติ พ่อก็บอกแล้วแต่ละกัน อยากทำอะไรก็ทำ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องตัดสินใจเองอยู่ดี" "แต่ก่อนชอบปรึกษาปัญหาหัวใจกับต่อ ธนภพ ช่วงนี้ไม่ค่อยครับ (ยิ้ม) จะคุยเรื่องอื่นแทน สมัยก่อนจะมีครับ แบบโทรถามว่าถ้าทะเลาะกันแบบนี้จะยังไงดี เขาเป็นคนที่เกี่ยวกับความรักจะมีความสุขมาก ความรักราบรื่น เราเลยต้องปรึกษา เขาค่อนข้างเป็นคนที่แข็งแรงในเรื่องนี้มาก ไม่มีแนะนำสาวๆ ให้เลยครับ ช่วงนี้ไม่มีใครเลยด้วย เหงาไหมเหรอ มันก็โอเคนะ สุดท้ายก็ค้นพบตัวเองว่าก็อยู่ได้ อยู่กับตัวเองได้ดี ซึ่งตอนแรกเราอาจจะคิดว่าชีวิตนี้มันเหงาเนอะ แต่พอถึงเวลามันก็แฮปปี้ จริงๆ ผมค่อนข้างแฮปปี้นะ โสดเกือบปีแล้ว ก็โอเคถ้าจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เรื่องสเปกผมว่ามันซีเรียสขึ้น มันไปตามวัย เริ่มคิดว่าต้องเป็นจริงเป็นจังแล้ว และเดี๋ยวนี้โซเชียลมันทำให้ทุกคนปลอมตัวเองได้ ทำให้เราต้องคิดหนักกว่าเดิม" พีช กล่าว พีช พชร ต่อ-พีช พีช-ต่อ พีช พชร พีช พชร

ซัน รับแคร์กระแสสังคม คืนดีรอบนี้สวีท ต้นหอม เหมือนตอนจีบใหม่ๆ!!
ต้นหอม ศกุนตลา /  ดีเจต้นหอม / 

  เรียกได้ว่าคืนดีกันคราวนี้ ทำเอาแฟนคลับปลื้มอกปลื้มใจกันเป็นแถบๆ สำหรับคู่รักมาแรง หนุ่มซัน ประชากร กับ สาวต้นหอม ศกุนตลา ที่ทั้งคู่กลับมาหวานเหมือนเดิมแล้ว และยิ่งทวีความหวานขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ลงรูปคู่ ขอรอเวลาที่เหมาะสม โดยงานนี้ หนุ่มซัน ถึงกับออกมายอมรับว่าแคร์กระแสสังคมที่มีออกมาในทางไม่ดี และอยากให้ตนกลับมาคืนดีกับแฟนสาว ยันกลับมาคุยกันครั้งนี้เข้าใจกันมากขึ้นและหวานเหมือนตอนจีบกันใหม่ๆ   "จะมีงานคู่กับต้นหอมไหม ก็เกือบครับ คิวเขาฮอต แต่ผมยังว่าง ก็หวานขึ้นเรื่อยๆ ครับ วันนี้มาด้วยกัน แต่มาคนละงาน ตัวติดมากขึ้นไหม ก็ไม่หรอกครับ ผมถ่ายละครอยู่เซ็นทรัลพระรามเก้า แล้วผมต้องมางานที่เซ็นทรัลเวิลด์แล้วก็ต้องกลับไปถ่ายละครต่อ เขาก็เลยแวะมารับครับ หวานขึ้นขนาดไหน ก็เหมือนแรกๆ ที่เป็นแฟนกันครับ ตอนนี้ก็พยายามเคลียร์ทุกอย่างให้เหมือนเดิมครับ ก็ไม่ถึงกับขั้นจีบ เรื่องรูปคู่ในไอจี เอาไว้เวลาที่เหมาะสมดีกว่าครับ พอลงรูปคู่ไปเดี๋ยวจะมีกระเเสมาอีกว่าสร้างกระแสหรือเปล่า"   "จริงๆ ก็พร้อมครับ ตอนนี้ผมก็เริ่มค่อนข้างแคร์สังคม เพราะว่ารู้สึกว่ากระแสตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เรื่องลงรูปเราก็ไม่ได้ตกลงกันเป็นกิจจะลักษณะ เรารอช่วงเวลาที่มันเหมาะสมเวลาที่พร้อม แฟนคลับเขาก็รอเวลาลงรูปเดี่ยว เค้าก็ถามหารูปคู่ตลอด ถือว่ากลับมา 100% ไหม 100% ครับ เขาก็บอกอย่าไปอ่านเยอะ ผมก็พยายามดูอะไรที่อ่านแล้วมันจะเตือนใจ เราก็อ่าน อะไรที่มันปั่นทอนผมก็ไม่อ่าน จริงๆ ก็ไม่หรอกครับ มันเป็นเรื่องของคนสองคน จริงๆ เราอ่านไว้เป็นความรู้เฉยๆ เหมือนคู่เรามีคนคอยเชียร์คอยให้กำลังใจเยอะ ก็ไม่ได้กดดันผมกับเขาก็เป็นคนธรรมดาคนนึง เรามีความรู้สึกที่ดีต่อเขาแล้วเราเป็นแฟนกันแค่นั้นเอง มันผิดที่ว่าเราเป็นคนของประชาชนแค่นั้นเอง"   "ตอนนี้เขาก็สนุกสนานแล้ว ตอนนี้ก็สบายใจ จริงๆผมไม่ได้งอนก็ยังคุยปกติด้วยเหตุผลเหมือนเดิม มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาที่รอแผลเราหาย แล้วเราก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ก็เข้าใจกันมากขึ้นครับ ทุกครั้งที่มีการปรับความเข้าใจมันก็เข้าใจกันมากขึ้นอยู่แล้ว"   "สงกรานต์ผมไปกับที่บ้านครับ ส่วนต้นหอมไปด้วยไหมยังไม่ได้แพลนอะไรเลยครับ ไปทำบุญ แต่เดี๋ยวต้องคิดอีกนิดนึง เรื่องแพลนเที่ยวกันสองคนยังไม่ได้คิดอะไรเลยครับ" ซัน ประชากร กล่าว ขอบคุณภาพจาก IG djtonhorm ซัน ประชากร ซัน ประชากร ซัน ประชากร ซัน ประชากร ซัน ต้นหอม ดีเจต้นหอม

ตุ๊ดเซ็ง! โตโน่ ไม่พร้อมโชว์ห่อหมก แฮปปี้หัวสีชมพู เพื่อแฟนคลับโดยเฉพาะ
โตโน่ ภาคิน

     เป็นอีกหนึ่งนักร้องหนุ่มที่มีหุ่นอันน่าพิศมัยชวนวารีดำเนินสำหรับ โตโน่ ภาคิน ที่ตุ๊ดเก้งกวางต่างปรารถนาในเรือนร่าง แม้ว่าจะได้แค่นอนมโนก็ตาม ล่าสุดหนุ่มโตโน่ เดินทางไปรับรางวัล Man of the Year ในงาน Attitude 6th Anniversary งานนี้เลยต้องกระแซะถามสักหน่อย ว่าซัมเมอร์อากาศฮอตๆ แบบนี้ หนุ่มโตโน่จะยอมถอดโชว์ห่อหมกตามกระแสที่ตุ๊ดเรียกร้องหรือเปล่า แล้วคิดอะไร ยังไง ถึงได้ไปทำหัวให้เป็นสีชมพู๊...ชมพู แบบนี้ละคะพ่อคุ๊ณขา “อย่าให้ผมถอดเลยครับ ทุกอย่างอยู่ที่การคุยกัน ถอดหมดเลย ผมก็คงขอบาย ลิมิตมากสุดของผม คือถอดเสื้อก็พอแล้ว ในความคิดผม คือไม่ได้จะขายในเรื่องของความโป๊มาก หรือโป๊น้อย ถ้าหุ่นเราไม่ดี ต่อให้ถอดหมดมันก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ดังนั้นผมคิดว่ามันอยู่ที่การเตรียมตัว และการดูแลตัวเองมากกว่า อย่างชุดว่ายน้ำก็ยังไม่อยากจะถ่าย มันเขินเวลาที่มันต้องใส่ชุดรัดๆ ส่วนเรื่องสีผม พอดีผมเจอกับน้องแฟนคลับคนหนึ่ง ที่คุณแม่เขาเข็นรถเข็นมาคือน้องเขาเดินไม่ได้ครับ แล้วเขาบอกว่าอยากเห็นผมหัวสีชมพู ผมก็รับปากว่าจะทำ ซึ่งตอนนี้ผมก็ทำแล้ว ก็หวังว่าน้องเขาจะเห็นและมีความสุข คือผมซาบซึ้งน้ำใจที่น้องเขาเดินไม่ได้ก็ยังอุตส่าห์มาร่วมงาน” ภาพจากอินสตาแกรม @mootono29

แตงโม เปิดใจหมดเปลือกหลังเลิกเมีย!! ยันไม่เกี่ยวมือที่สาม-ไม่ได้เป็นเกย์!!
แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ /  ข่าว แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ / 

  ทำเอาเซอร์ไพรส์ตั้งแต่ต้นปี สำหรับคู่รักที่เลิกราหย่าขาดกันแบบสายฟ้าแล่บอย่าง แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ กับ เฟิร์น เกวรินทร์ อดีตภรรยาสาวแอร์โฮสเตส หลังใช้ชีวิตคู่กันได้เพียงแค่ 8 เดือนเท่านั้น ล่าสุด แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ ได้มาร่วมบวงสรวงละคร ใจลวง ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 เจ้าตัวได้เผยถึงสภาพจิตใจที่หลังเลิกรากันไป เริ่มโอเคขึ้นแล้วแต่ก็ยังไม่ชินที่ต้องทำอะไรคนเดียว รับเคยทะเลาะกันถึงขั้นถอดแหวนแต่งงานเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ตลอดระยะเวลา 8 เดือนมีการปรับจูนเข้าหากันตลอด รู้สึกเสียใจเพราะไม่มีใครให้เกิดขึ้นแต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป พร้อมบอกไม่เกี่ยวกับมือที่สาม ยันตัวเองแมนทั้งแท่งไม่ได้เป็นเกย์อย่างที่หลายคนสงสัย   “ผมต้องชี้แจงก่อนนะครับว่าคู่เราคบกันยังไม่ได้จดทะเบียน แค่มีการวางแพลนและพูดคุยกันไว้เฉยๆ ส่วนเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาอันนี้ผมขอไม่ลงรายละเอียดและก็ขอไม่พูดถึงอะไรที่มันผ่านมาดีกว่านะครับ เพราะผมก็เคยพูดไปแล้ว ส่วนเรื่องราวหรือเหตุผลจะเป็นอะไรยังไงนั้นผมขอไม่พูดดีกว่า เพราะว่าอันดับหนึ่งเลยคือมันไม่ได้เกิดขึ้นที่ตัวผมคนเดียว เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เกิดจากคนสองคนและคนสองคนก็คือคนที่รู้ดีที่สุด รวมถึงก็ยังมีคนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อีก คือมีครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นถ้าบางทีพูดอะไรออกไปมันก็อาจจะสร้างผลกระทบได้ไม่ใช่แค่กับตัวผม แต่มันก็จะกระทบกับทางอดีตภรรยาด้วย รวมถึงครอบครัวของเราสองคน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวผมหรือครอบครัวเขา คือมันอาจจะสร้างความไม่สบายใจได้ ดังนั้นผมขอไม่พูดถึงดีกว่าครับ”   “เข้าใจครับ ก็คือมีการพูดคุยกันและกัน เพราะว่าการที่เราจะตกลงอะไรออกไปเราก็มีการพูดคุยกันเกิดขึ้นตลอด รวมถึงมีการคุยกันด้วยว่าไม่อยากให้พูดอะไรเยอะแยะ เพราะว่าอันดับหนึ่งเลยเขาเองก็ได้รับผลกระทบเยอะ เขาไม่ใช่คนในวงการ เขาไม่อยากที่จะออกมาพูดอะไร คือเขาเองก็ค่อนข้งแฟร์มากๆ ดังนั้นในตอนแรกๆ ก็เลยยังไม่พร้อมที่จะพูด ผมเองก็ตกใจครับ ที่บ้านก็ค่อนข้างเป็นห่วงเหมือนกันเพราะว่าการคบใครสักคนเราก็ไม่ได้อยากให้มีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น แต่เรื่องของความรักมันก็เป็นเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้ เพราะแต่ละคนต่างก็มีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะมองว่าเร็ว บางคนก็บอกว่าถ้าหากมันอึดอัดก็ต้องตัดสินใจ คือเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องที่พูดยากมากๆ”   “ผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาคาราคาซังนะ แต่มันเป็นเรื่องของความสบายใจมากกว่า คือถ้าเราอยู่กับใครและเราสบายใจ เรายอมรับซึ่งกันและกันได้ เรามีเหตุผลมากพอ เรารักกันมากพอ มันก็น่าจะประคับประคองกันไปได้ แต่ผมก็ไม่ได้บอกนะครับว่ามันเป็นสาเหตุใดสาเหตุเหนึ่ง แค่รวมๆ แล้วเรามีการพูดคุยกันและพูดคุยกันว่าเราสบายใจตรงไหน จากนั้นก็เลือกทางที่ดีที่สุดให้ทั้งคู่ไม่ให้ใครต้องอึดอัด”   “ถ้าบอกว่าชีวิตก่อนแต่งกับหลังแต่งมันแตกต่างกันยังไง เอ่อ…อันนี้ผมก็ไม่เคยทราบเลยนะว่ามันแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรจนได้มีประสบการณ์แต่งงาน ซึ่งมันก็แตกต่างนะ คือถึงแม้ว่าคุณจะเป็นแฟนกันอยู่ด้วยกันในการทดลองใช้ชิวิต แต่มันก็ยังไม่เหมือนกับการแต่งงานอยู่ดี ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่ามันแตกต่างกันยังไงคือมันไม่สามารถอธิบายมาเป็นคำพูดได้ แต่มันเป็นเหมือนความรู้สึกบางๆ ที่อยู่ในชีวิตคู่มากกว่าครับ”   “มีแน่นอนครับ เราปรับจูนกันตั้งแต่ก่อนแต่งด้วยซ้ำ คือดูว่าเขาชอบแบบไหน เราชอบแบบไหน แต่ว่าถ้าที่สุดแล้วคนเราถ้าหากเป็นตัวของตัวเองยังไงมันก็จะต้องเป็นตัวของตัวเองอยู่ดี เราไม่สามรถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมดหรือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจากตัวเราไปเป็นสิ่งที่เขาชอบได้ นอกเสียจากเราจะรับได้ในสิ่งที่เขาเป็น”   “เสียใจแน่นอนครับ ไม่มีใครดีใจหรอกครับในการเลิกรา แต่เราก็ยังมีหน้าที่การงาน มีพ่อแม่ที่เราต้องรับผิดชอบ มีชีวิตที่เราต้องดำเนินต่อ มีภาระต่างๆ ที่มันต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งจริงๆ แล้วสำหรับเรื่องของผมมันอาจจะยังเบาๆ หากเทียบกับหลายๆ ท่านที่เขาเจอมาหนักหนากว่าผม แต่ทุกๆ คนก็ยังสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องลุกขึ้นยืนลุกขึ้นสู้ต่อไป”   “โอเคแล้วครับ เพราะอย่างที่ผมบอกพอมันมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาให้เราคิดเยอะ เราก็เลยต้องสู้ต่อไป ซึ่งไม่ใช่แค่กับตัวผม แต่ทางอดีตภรรยาของผมด้วยกันเหมือน คือเขาเองก็ยังออกไปทำงานทุกวัน พบปะผู้คนทุกวันแถมเจอมากกว่าผมด้วยซ้ำ ดังนั้นผมเชื่อว่าเขาเองก็เข้มแข็งมากๆ ที่จะต้องออกไปทำงานทุกวัน”   “ตอนนี้ไม่ได้คุยแล้วครับ แต่ถ้าหากมีปัญหาหรือว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องคุยเราก็สามารถคุยกันได้ครับ เพราะเราไม่ได้เกลียดกัน ยังไม่ชินนะ มันก็ยังรู้สึกแปลกๆ แปลกไปอีกแบบหนึ่ง”   "สำหรับเรือนหอจริงๆ แล้วก็เป็นบ้านที่ผมซื้อมานะครับ ก็คือผมอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วและตอนนี้ผมก็ยังอยู่ที่เดิม ส่วนอดีตภรรยาเขาก็กลับไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เขา ส่วนโอกาสที่จะกลับมาคืนดีกัน ตอนนี้ผมก็เลยยังไม่อยากจะพูดอะไร คือเรื่องของอนาคตเราก็ไม่สามารถรู้ได้เนอะว่ามันจะเป็นแบบไหน วันนี้เราอาจจะเลิกกัน แต่วันหน้าหากเรากลับมาเจอและมีคำพูดบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เราก็อาจจะสามารถกลับมาพูดคุยกันได้คบกันได้ คือมันเป็นเรื่องของอนาคตอ่ะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่ได้อยากที่จะปิดกั้นตัวเองว่าสิ่งไหนได้หรือสิ่งไหนไม่ได้”   “เอ่อ…ไม่ทราบว่าจำกัดความว่าอะไรนะครับ แต่ในเมื่อเราตัดสินใจแล้ว เราก็ขอเลือกทำสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ตอนนี้ให้มันดีที่สุดดีกว่า ถ้าให้พูดตรงๆ โลกไม่ต้องสวยนะครับ ก็คือว่ามันไม่มีการเลิกครั้งไหนสวยแน่นอน แต่มันอยู่กับเรามากกว่าว่าเราจะประคองมันยังไง พูดออกมาแบบไหน ทำให้เขาไม่ได้รับผลมาก และเราทั้งคู่ก็ไม่ต้องมาเจ็บช้ำน้ำใจมากไปกว่านี้”   “ไม่มีมือที่สามครับ ผมเองก็เคยบอกไปแล้วว่าไม่มีแน่นอน และทุกๆ วันนี้ผมเองก็ยังใช้ชีวิตอยู่คนเดียวด้วย”   “กับบางกระแสที่ออกมาว่าเป็นเกย์ ไม่หรอกครับ ถ้าหากจะเป็นจริงๆ ก็คงเป็นไปนานแล้ว (หัวเราะ) จริงๆ มันก็มองได้นะเพราะผู้ชายเดี๋ยวนี้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น แต่ว่าสำหรับตัวผมคือผมไม่ได้ดูแลตัวเองหรือเจ้าสำอางอะไรขนาดนั้น แค่มันอาจจะเป็นด้วยลุคหรือด้วยคำพูดมากกว่า เพราะผมมีเพื่อนผู้หญิงและมีเพื่อนเพศที่สามเยอะ มันก็เลยอาจจะติดเรื่องมือไม้มาบ้างนิดหน่อย”   “จริงๆ มันก็ตลกดีนะครับ และผมเองก็ชินแล้วด้วย คือมันเป็นเรื่องที่ผมรับมือกับมันได้มากกว่า ขนาดพี่ๆ ช่างแต่งหน้าช่างทำผมบางคนยังบอกเลยว่าผมไม่กลัวเลยเนอะ ซึ่งผมมองว่าผมไม่รู้จะกลัวทำไม แถมผมยังรู้สึกสบายใจด้วยซ้ำเพราะว่ามันไม่ได้มีอะไรจริงๆ แมนๆ ครับ จริงๆ (หัวเราะ) ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน”   “เรื่องนี้ผมยังขอไม่โฟกัสเลยกว่า คืออะไรใช่เดี๋ยวมันก็เข้ามาเองแหละ แต่ถ้าอะไรไม่ใช่เดี๋ยวมันก็ออกไป แต่ถ้าให้ผมบอกว่าผมอยากมีแฟนใหม่ไหม คือมันยังไม่ใช่อ่ะครับ เอาเป็นว่าอนาคตถ้าจะเจอใครและถ้าเขาใช่มันก็ใช่เอง แต่ ณ ตอนนี้ผมขอไม่ขวนขวายเน้นโฟกัสเรื่องงานเป็นหลักดีกว่า”   “มีคุณพ่อคุณแม่พูดอยู่แล้วครับ แต่คือว่ามันผ่านช่วงนั้นมาแล้วช่วงที่เราพูดคุยกัน เพราะเรื่องนี้มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เราทั้งคู่ตัดสินใจกันแบบด่วนๆ มันมีเหตุการณ์มาพอสมควร ก็เคยนั่งคิดนะครับว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปจากนี้ ซึ่งบางคนเขาก็แนะนำว่าให้ดูหลายๆ คนเป็นตัวอย่าง เพราะบางคู่เขาก็อยู่กันได้มีครอบครัวกันได้โดยที่ไม่ต้องแต่งงาน แต่สำหรับตัวผมพอผมมานั่งคิดดูแล้ว ณ ตอนนี้ผมก็ยังไม่สามารถให้คำตอบตัวเองได้ว่าจะเป็นยังไง คือมันก็เป็นความลังเลไม่แน่ใจเพราะไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นแบบไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วผมเชื่อว่าคนเราขาดความรักไม่ได้หรอก เพียงแค่มันอาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้”   "(จริงไหมที่ทะเลาะกันถึงขั้นถอดแหวนแต่งงาน ?) มันก็เคยมีครับ แต่ผมไม่พูดดีกว่าว่าเพราะสาเหตุอะไร มันอาจจะเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบที่ทำให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ แต่สุดท้ายเราก็พูดคุยกัน” แตงโม กล่าว แตงโม พงษ์พิสุทธิ์   แตงโม พงษ์พิสุทธิ์   แตงโม เฟิร์น   แตงโม เฟิร์น  

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

หน้ากากอีกาดำ เอ๊ะ จิรากร ปีกหัก! โดนหน้ากากทุเรียน ซิวแชมป์  The Mask Singer
The Mask Singer หน้ากากนักร้อง

  ลุ้นกันทุกลมหายใจแบบสดๆ ทุกวินาทีสำหรับ สองหน้ากากนักร้องคู่หยุดโลก ในรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ทางช่อง Workpoint กับรอบแชมป์ชนแชมป์ ที่ในรอบนี้ทางรายการเปิดโอกาสให้คนทางบ้านทั่วประเทศส่งคะแนนมาโหวตระหว่าง หน้ากากทุเรียน VS หน้ากากอีกาดำ   เริ่มต้นความสนุกสนานในรายการกับการเปิดฟลอร์ฟีทเจอริ่งของสองหน้ากาก ด้วยเพลงช้าๆ ทรงพลังอย่าง คิดถึง ของ หรั่ง ร็อคเคสตร้า ที่สะกดคนดูทั่วประเทศ กับพลังเสียง เปลวเพลิง และสายฝนกลางเวที จากนั้น หน้ากากอีกาดำ ก็บินโฉบมาโชว์เดี่ยวในเพลง อย่าหยุดยั้ง ของ ดิ โอฬาร โปรเจ็ค จนทำให้คณะกรรมการไขว้เขว ว่าหน้ากากอีกาดำคือใครกันแน่น   และมาถึงขวัญใจแฟนๆ อย่าง หน้ากากทุเรียน ที่ทำเอาคนทั้งประเทศคาดไม่ถึงว่าหน้ากากทุเรียน จะมาแหวกแนวร้องเพลงลูกทุ่งอย่าง จดหมายฉบับสุดท้าย ของ เกษม คมสันต์ ซึ่งผลปรากฏว่าคะแนนของคนไทยทั้งประเทศโหวตให้กับ หน้ากากทุเรียน เป็นผู้ชนะในซีซั่นนี้ ทำให้ หน้ากากอีกาดำ ต้องถูกกระชากหน้ากากออก และผลปรากฎว่าคือนักร้องหนุ่ม เอ๊ะ จิรากร ส่วนแชมป์อย่างหน้ากากทุเรียน จะไปเผยโฉมให้ทุกๆ คน ได้เห็นในสัปดาห์หน้า ซึ่งหลายๆ คาดเดาว่า เขาน่าจะคือนักร้องหนุ่ม ทอม Room39 นั้นเอง