ถ่ายทอดสดการไต่สวน

จบนะ! โบวี่ อัฐมา เปิดตัวผู้ใหม่ โอม อิทธิศักดิ์ หล่อตี๋ งานดี๊ดี
โบวี่ อัฐมา /  โบวี่ / 

    เปิดตัวซะเลย!! นางเอกสาว โบวี่ อัฐมา โพสต์ภาพคู่หนุ่มคนสนิทตัวจริง! ที่กำลังศึกษาดูใจกันอยู่ พร้อมแคปชั่นว่า "สำหรับคนที่คิดว่าโบโกหกเรื่องข่าว คนนี้คือคนที่โบกำลังคุยอยู่ #จบนะคะ" หลังตกเป็นข่าวควงพ่อหม้ายป้ายแดง ชาคริต แย้มนาม ดินเนอร์ ซึ่งแม้ว่าสาวโบวี่จะออกมา Live สดโต้ข่าวแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่ งานนี้เลยได้ฤกษ์เปิดตัวผู้ใหม่นามว่า โอม อิทธิศักดิ์ กำลังมีผลงานละครเรื่อง "The Extra วงการร้าย วงการรัก" ทางโมเดิร์นไนน์ พูดเลยหล่อตี๋ มีซิกแพค งานดี๊ดี ว่าแล้วไปซูมกันชัดๆ เลยจ้ะทุกคนนนนนนนขอขอบคุณ ภาพจากไอจี @ohmisw, @bowie_atthama โบวี่ เปิดตัวแฟนใหม่   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โบวี่ อัฐมา   โบวี่ อัฐมา  

ชีวิตที่ถูกบันทึกไว้ในโลกภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร
ฟิเดล คาสโตร

หากเอ่ยชื่อของ ฟิเดล คาสโตร (1926 - 2016) ตลอดช่วงชีวิตในฐานะผู้นำของสาธารณรัฐคิวบา ซึ่งคาสโตรได้นำแนวคิดสังคมนิยมมาใช้ปฏิรูปประเทศ ได้สร้างขอถกเถียงให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในมุมยกย่องคาสโตรผู้มั่นคงในการต่อต้านระบอบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมอย่างเข็มแข็งตลอดชีวิตในการปกครองคิวบา (ก่อนจะส่งไม้ต่อให้น้องชาย ราอูล คาสโตร ขึ้นมาปกครองประเทศเมื่อ พ.ศ. 2551) หากในอีกมุมหนึ่งภายใต้การปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยมของคาสโตรเอง ก็ถูกโจมตีถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนและถูกตราหน้า (จากฝ่ายตรงข้าม) ว่าเป็นผู้นำเผด็จการแสนโหดเหี้ยม - ชีวิตของคาสโตรถูกถ่ายทอดไว้พอสมควรในรูปแบบของภาพยนตร์ เพื่อร่วมระลึกถึงการเสียชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ในวัย 90 ปี เราจึงขอพาย้อนไปชมหลากมุมมองชีวิตในโลกของภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำผู้อื้อฉาวและเต็มไปด้วยสีสันผู้นี้ หนังสารคดี ชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ถูกเล่าในรูปแบบหนังสารคดีมากมาย โดยรูปแบบส่วนใหญ่คือการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่อยู่ในห่วงเวลานั้น ผสมผสานกับฟุตเตจฟิล์มส่วนตัวของคาสโตรที่บันทึกไว้ในวาระต่างๆ ตัวอย่างเช่น Fidel (2001) ของผู้กำกับ เอสเตลา บราโว ,The Fidel Castro Tapes (2014) สารคดี 56 นาทีของ ผกก. ทอม เจนกินส์ ที่เน้นโชว์ฟุตเตจหายากซึ่งได้มาจากหอภาพยนตร์คิวบา, Name ID : Fidel Castro (2004) สารคดีซีรีส์ยาว 7 ตอนของ ผกก. อเล็กซ์ ราโมเน็ต ที่ทำขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ของเหตุการณ์โจมตีที่มอนคาดา อันเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติในคิวบาของคาสโตร แต่ถ้าจะพูดถึงสารคดีที้ได้คาสโตรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง คงต้องยกให้สารคดีไตรภาคของ โอลิเวอร์ สโตน ทั้ง Comandante (2003), ที่ตัวสโตนได้เดินทางไปคิวบาเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับตัวคาสโตรเอง ซึ่งตัวหนังได้บันทึกช่วงเวลาที่สโตนติดตามคาสโตรไปยังที่ต่างๆ ไปจนถึงฟุตเตจใกล้ชิดชนิดจับเข่าคุยของทั้งสองในการสนทนา โดยที่หนังเปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์ แต่ก็ถูกออกจากโปรแกรมฉายทางช่อง HBO ไปในนาทีสุดท้าย โดยสโตนยังคงสานต่อการเล่าถึงต้วคาสโตร ทั้ง Looking for Fidel (2004) ที่สโตนเล่าถึงเหตุการณืเมืองในคิวบาที่ล้อไปกับเหตุชายชาวคิวบา 3 คนจี้เครื่องบินเพื่อขอเดินไปอเมริกา และ Castro in Winter (2012) ที่สโตนเดินทางกลับไปคิวบาอีกครั้งในปี 2009 ณ ช่วงเวลาที่คาสโตรลงจากตำแหน่งทางการเมือง โดยนอกจากนี้ยังสารคดีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวคาสโตรแบบอ้อมๆ เช่น I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) หนังสารคดีรัซเซีย-คิวบาที่ถูกลืม ก่อนถูกค้นพบและเผยแพร่โดยคนทำหนังอเมริกาในอีก 30 ปีต่อมา โดยมันคือสารคดีบันทึกสภาพของสังคมคิวบาในช่วงก่อนถูกปฏิวัตโดยคาสโตร ซึ่งตัวหนังถูกยกย่องในแง่การถ่ายทำและการตัดต่ออย่างสูง, Waiting for Fidel (1974, ไมเคิล รับโบ) ที่บันทึกภารกิจ(อันล้มเหลว)ในการตะลุยคิวบาเพื่อไปสัมภาษณ์ตัวคาสโตรของนักข่าวจากแคนาดา, Buena Vista Social Club (1999, วิม เวนเดอร์) ไร คูเดอร์ นักดนตรีแจ๊สชื่อดังที่ลาวงการไปแล้ว หากแต่การเดินทางไปเที่ยงกรุงฮาวานาของเขา กลับทำให้พบกลุ่มนักดนตรีแจ๊สสูงวัยมากพรสวรรค์ของคิวบา, I am Cuba, the Siberian Mammoth (2005, วินเซ็นต์ เฟอร์ราซ) ,Maradona by Kusturica (2008, อีเมียร์ คุสตูริกา) สารคดีอัตชีวประวัติของยอดนักฟุตบอลผู้อื้อฉาว โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวมาราโดน่ากับคาสโตรด้วย และ Will the Real Terrorist Please Stand Up (2010, ซาอูล ลันเดา) บันทึกความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและคิวบา ผ่านประวัติของกลุ่มสายลับ "the Cuba five" ในไมอามี เป็นต้น ซีเควนต์เปิดเรื่องสุดงดงามของ I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) https://www.youtube.com/watch?v=eOLVm_9UcRw ภาพยนตร์ น่าแปลกที่กลับไม่ค่อยมีหนังที่เล่าชีวิตของฟิเดล คาสโตร โดยตรงนัก เช่น Fidel (2002, เดวิด แอ็ตต์วูด) หนังอัตชีวประวัติของคาสโตรที่ยาวถึง 200 นาที (โดยยังได้ กาแอล กาเซีย เบอร์นัล มารับ เช กูวารา ที่คนดูสามารถอ้างอิงไปถึงหนังที่เขาแสดงนำอย่าง The Motorcycle Diaries) แต่ที่เหลือนั้นเรื่องราวของคาสโตรมักปรากฏในหนังอื่นเป็นบทสมทบ หรือไปก็เป็นเพียงฉากหลังถูกอ้างถึงในเรื่องเท่านั้น เช่นในหนังอัตชีวประวัติของ เช กูวารา หลายๆ เรื่อง อย่าง Che ฉบับ 1969 ของ ริชาร์ด เฟรเชอร์ และฉบับ 2008 ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก รวมไปถึง The Motorcycle Diaries ผลงานปี 2004 ของ วอลเตอร์ ซัลเลส เป็นต้น และนี่คือหนังบางส่วนซึ่งนำเรื่องราวของคาสโตร ไปจนถึงประเทศคิวบาในช่วงเวลาที่เขาปกครองมาเล่าในรูปแบบภาพยนตร์ Cuba libre (2005, เรย์ การ์เซีย) หนังตลกร้ายว่าด้วยกลุ่มผู้ประท้วงที่บุกสถานฑูตคิวบาในกรุงมาดริด, ประเทศสเปน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่คิวบามีการเลือกตั้งครั้งแรก The Lost City (2005, แอนดี การ์เซีย) ผลงานกำกับของนักแสดงฮอลลีวูดเชื้อสายคิวบาผู้นี้ จับช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลภายใต้การปกครองของฟุลเคนเซียว บาติสตา สู่การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติประเทศของคาสโตร ผ่านเรื่องราวของเจ้าของผับสุดหรูในกรุงฮาวาน่า I Love Miami (2006, อเลฆันโดร กอนซาเลส ปาดิลลา) หนังเม็กซิโกที่ว่าด้วยเหตุการณ์เดินทางมาเยือนไมอามีของคาสโตร (เหตุการณ์สมมติ) โดยหนังเล่าถึงหลากผู้คนชาวคิวบาในพื้นที่ซึ่งมีปฏิกิริยาต่อการมาเยื่อนของคาสโตรแตกต่างกัน Memorias del desarrollo (2010, มิเกล โคยูลา) ภาวะไร้สุขในโลกศิวิไลว์ของเหล่าศิลปินชาวคิวบาที่หลบหนีออกจากประเทศซึ่งยังคงทีในรูปแบบระบอบสังคมนิยม กลายเป็นหนังสุดเซอร์ที่ฉายภาพอันไม่ปะติดต่อที่แสดงให้เห็นความสับสนของพวกเขา (ชมตัวอย่าง) Company Man (2000, ปีเตอร์ แอสกิน และ ดักลาส์ แม็คกราธ) หนังฮอลลีวูดตลกร้าย ว่าด้วยครูหนุ่มสุดเนิร์ดผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแกรมม่า ที่ตกกระไดพลอยโจนกลายมาเป็นสายลับ CIA ไปที่คิวบา คาสโตร..ในฐานะนักแสดง! แต่สิ่งที่สนใจคือ ในช่วงชีวิตหนึ่งของคาสโตร ตัวเขายังเคยเข้ามาในวงการฮอลลีวูดในฐานะนักแสดงประกอบของหนังถึงสองเรื่องในปี 1946 ได้แก่ Holiday in Mexico ผลงานกำกับของ จอร์จ ซินนีย์ โดยคาสโตรรับบทเป็นนักเต้นรุมบ้า (นักเต้นรุมบ้า คนที่สองจากซ้ายมือ ในตัวอย่างภาพยนตร์ นาทีที่ 2.10) และ Easy to Wed ของผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด บัซเซลล์ ในบทหนึ่งในชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมสระน้ำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

คอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” ประกาศเลื่อนวันจัดงาน เป็น 18 มี.ค. 60
คอนเสิร์ต โมเดิร์นด็อก /  โมเดิร์นด็อก 22

    แจ้งแล้ว!!! บีอีซี-เทโร ประกาศวันจัดแสดงคอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” เป็นวันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2560 ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งผู้ที่มีบัตรอยู่แล้ว สามารถใช้บัตรเก่าเข้าชมการแสดงได้เลย และสำหรับท่านที่ยังไม่มีบัตร สามารถจับจองได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา     ทั้งนี้  คอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ที่สุดเท่าที่ โมเดิร์นด็อก เคยมี และเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เพื่อฉลอง 22 ปี ที่พวกเขาได้ก้าวเดินอยู่บนถนนสายดนตรี ดังนั้น ทุกความพิเศษจะถูกจัดเต็มไว้ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ทั้งโปรดักชั่น ที่แฟนเพลงทุกคนจะได้ย้อนเวลาสู่ยุค 90 และสัมผัสบรรยากาศสุดคลาสสิคในช่วงเวลานั้นไปด้วยกัน แสง สี จะถูกเนรมิตอย่างอลังการโดย ไลท์ติ้ง ดีไซเนอร์ (Lighting Designer) มากประสบการณ์จากเกาะอังกฤษ เทลสัน เจมส์ (Tellson James) ซึ่งเคยทำคอนเสิร์ตให้ศิลปินระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ วิทนีย์ ฮูสตัน (Whitney Houston), จอร์จ ไมเคิล (George Michael), ฟิล คอลลินส์ (Phill Conllins), เชน วอร์ด (Shayne Ward), วาเนสซ่า เมย์ (Vanessa Mae) และอีกหลายๆ คน นอกจากนี้ ทุกคนจะได้ตื่นตาตื่นใจ ไปกับกราฟฟิค สุดอาร์ท สีสันสุดแนว ที่จะถูกฉายและถ่ายทอดให้ทุกคนได้สัมผัสอยู่บนจอขนาดยักษ์ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เพลงดัง เพลงฮิต จากทั้ง 6 อัลบั้ม ของ “โมเดิร์นด็อก” จะถูกจัดนำมาเรียงร้อยร้องเล่นให้แฟนเพลง ได้ฟัง ได้ร้อง ได้กระโดดไปด้วยกัน อย่างเต็มอิ่มกว่า 30 เพลง ตลอดการแสดงกว่า 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

มิว นิษฐา ยันไม่มีเอี่ยวการ์ดตื้บลูกนายพล บอกไม่คิดเอาชื่อเสียงไปแลก!!
มิว นิษฐา

    นางเอกสาว มิว นิษฐา หนึ่งในดาราที่โดนพาดพิงมีในข่าวการ์ดดาราตื้บลูกชายนายพลในผับที่ จ.เชียงใหม่ ล่าสุดเธอได้ออกมาเปิดใจ ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีการ์ดดารา และไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เปรยไปเข้าห้องน้ำก็แต่คิวปกติ ตอนเกิดเรื่องเห็นคนมุงกันแต่ไม่ได้เข้าไปดูเพราะกำลังจะกลับพอดี วอนใช้วิจารณญาณในการเสพข่าว บอกไม่คิดเอาชื่อเสียงมาแลกกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนทางผู้ใหญ่ช่องและครอบครัวก็เข้าใจ ดังนี้อยากให้เราเล่าเหตุการณ์ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น?    "วันนั้นเป็นวันที่พวกเราไปถ่ายละครกัน และพอเลิกกอง พี่ทีมงานที่เขารู้จักกับพี่อุ้มก็เลยมาชวนกันไปร้าน ซึ่งตอนที่ไปก็ไม่มีอะไรนะคะ เราก็สนุกสนานกันปกติ แต่สักพักก็มีผู้ชายคนหนึ่งมาบอกกับเราว่าเขาเป็นคนของทางร้านนะ ถ้าหากมีอะไรก็สามารถบอกเขาได้ เช่นมีคนมาขอถ่ายรูปหรืออะไรก็สามารถมาบอกกับเขาได้ ซึ่งเราก็ตอบกลับไปว่า อ๋อโอเคค่ะๆ แต่ก็ไม่ได้อะไร หลังจากนั้นสักพักเราก็อยู่ของเราไปเรื่อยๆ จนเราไปเข้าห้องน้ำ และตอนที่ออกมาก็คือไม่ได้มีอะไร ทุกอย่างสงบดี มีคนมาขอถ่ายรูปบ้างปกติ"คนที่เข้ามาคุยกับเราคนนี้เขาคือเจ้าของร้านหรือว่าใคร?    "เขาเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ของร้านค่ะ แต่มิวก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเป็นใคร"อย่างข่าวที่ออกมาช่วงแรกมันเหมือนมีการระบุด้วยว่าดารามีส่วนในการสั่งการ์ดให้ทำ?    "พวกเรางงมาก เพราะวันนั้นไม่ได้มีอะไรเลย เราก็แยกย้ายกลับปกติ ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน เพราะว่าวันนั้นพี่แต้วกับพี่หมากเขามีถ่ายละครตอนเช้า ก็เลยต้องรีบกลับค่ะ ประมาณ 5 ทุ่มกว่า เกือบเที่ยงคืนก็กลับแล้ว ซึ่งอย่างที่บอกเราค่อนข้างงงมากว่ามีชื่อพวกเราไปอยู่ในรายชื่อที่รุมกระทืบได้ยังไง งงมากๆ มากๆ เลยค่ะ"ระหว่างที่พวกเราอยู่ที่ร้านไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลยใช่ไหม?    "ไม่มีอะไรเลย ตอนไปเข้าห้องน้ำและออกมาก็ไม่ได้มีคนทะเลาะกันหรืออะไรอยู่หน้าห้องน้ำนะ เราก็ไปนั่งที่ของเราปกติ"ช่วงจังหวะที่อยู่ในร้านเราได้เห็นใครหรืออะไรกับใครเป็นพิเศษบ้างไหม?    "หนูไม่ได้สังเกตใครเลยค่ะ เพราะตัวร้านเองก็ใหญ่เหมือนกัน คนก็เยอะแยะ หนูก็เลยไม่ได้สังเกตใครอ่ะค่ะ"ในวันนั้นเราเห็นเหตุการณ์หรือเห็นอะไรแปลกๆ บ้างหรือเปล่า?    "มีตอนก่อนจะกลับค่ะ คือเห็นว่ามีคนมุงๆ กันอยู่มุมนู้น แต่ก็ไม่ได้เห็นว่าเขาทำอะไรกัน แค่เห็นเฉยๆ ว่ามีคนกำลังมุงๆ ซึ่งมันก็เป็นจังหวะที่เราจะกลับอยู่แล้ว ด้วยเนื่องจากว่ามันค่อนข้างดึก"ส่วนตัวเราคิดไหมว่ามันอาจจะเป็นเพราะเรื่องที่เรามีสิทธิพิเศษไม่ให้คนอื่นเข้าห้องน้ำ?    "มิวจะอธิบายให้ฟังว่า ห้องน้ำมันเป็นห้องน้ำหญิงกับห้องน้ำชายแยกกัน และก็ห้องน้ำหญิงมันก็มีแค่ 2 ห้องเองในนั้น ซึ่งเวลาที่มิวไปเข้า มิวก็จะไปเข้ากับพี่แต้ว คือเราเข้ากันคนละห้องก็เต็มแล้ว ยังไปต่อคิวอยู่เลยตอนก่อนที่จะเข้าเพราะว่าก่อนหน้านั้นก็มีคนเข้าห้องน้ำอยู่"แสดงว่าไม่ได้มีการปิดห้องน้ำเพื่อให้ดาราเข้าอย่างที่เป็นข่าว?    "เราไม่ได้กั๊กนะคะ แต่อย่างที่บอกว่าห้องน้ำมันมีแค่ 2 ห้อง ซึ่งพอมิวกับพี่แต้วเข้าไปมันก็อาจจะเต็มแล้วหรือเปล่า ก็เลยงงว่าเราใช้สิทธิอะไรยังไง เพราะเราก็ยังต่อคิวเข้าปกติ เพราะห้องน้ำที่ใช้ก็เป็นห้องน้ำสาธารณะของทางร้าน"แล้วกับข้อความที่มีคนออกมาบอกว่าคนที่ทำร้ายไม่ได้เป็นการ์ดของดารา แต่เป็นการ์ดของทางร้านที่เขาช่วยจัดการให้ อันนี้คือยังไง?    "ใช่ค่ะ ไม่ใช่การ์ดของพวกเรา พวกเราไปกันแบบว่าเด็กน้อยมาก"อย่างตอนที่อยู่ในร้านเราได้นั่งโซนพิเศษหรือว่ามีคนคอยมาคุมด้วยหรือเปล่า?    "ไม่ใช่โซนพิเศษอะไรเลยค่ะ เป็นโต๊ะปกติ โต๊ะอยู่ในระดับเดียวกันหมดเลย ไม่ได้มีการ์ดอยู่รอบๆ เลยด้วย จะมีก็แค่พนักงานเสิร์ฟที่เดินไปเดินมา กับผู้ชายคนหนึ่งที่เขาเดินมาบอกว่าเขาจะช่วยดูแล ช่วยอำนวยความสะดวกให้เราเวลาเราไปห้องน้ำหรือว่าไปอะไร"อันนี้คือเป็นทางผู้ใหญ่สั่งให้หรือว่า?    "น่าจะเป็นคนของทางร้านอยู่แล้วนะ แต่มิวก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะว่าเพิ่งเคยเจอเขาวันนั้นครั้งแรก"ตั้งแต่เกิดเรื่องราวเป็นประเด็นขึ้นมาเราได้มีโอกาสคุยกับ อุ้ม ลักขณา แล้วหรือยัง?    "ยังไม่ได้คุยเลยค่ะ เพราะเอาจริงๆ ตัวมิวเองก็ไม่ได้สนิทกับพี่อุ้มมากเป็นการพิเศษ ไม่ได้มีแชทค่ะ"เราคิดไหมว่ามันจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขนาดนี้?    "ตอนแรกที่เห็นข่าวก็ยังขำๆ อยู่เลยว่ามาได้ยังไง งงเหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ เหมือนเรื่องมันจะเริ่มใหญ่แล้วอ่ะ เริ่มจะแบบว่าตกใจแล้วเหมือนกัน"ทางแม่ผู้เสียหายก็บอกว่าทำไมตอนที่เขามีเรื่อง เราเป็นดาราถึงไม่เข้าไปช่วยห้าม?    "ตอนนั้นมิวยังไม่เห็นเลยว่าเขามีเรื่องอะไรกัน เห็นแค่ว่ามีการมุง แต่ไม่เห็นว่าเขามุงอะไรหรือว่าทำอะไรด้วยซ้ำไป เนื่องจากว่ามันเป็นจังหวะที่เรากำลังจะกลับอยู่แล้ว เพราะเราตั้งใจไว้ว่าจะกลับกันก่อนเที่ยงคืน"ตอนนั้นมีคนมาบอกให้เรากลับด้วยไหมว่าแบบ กำลังมีเรื่องเลยให้เรากลับก่อน?    "ไม่ค่ะ เพราะพี่ช่างแต่งหน้าที่ไปด้วยกันเขาเป็นคนบอกว่ากลับได้แล้วนะ ดึกแล้ว แค่นั้นเอง"มีผลกระทบกับเรายังไงบ้างสำหรับข่าวที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้?    "ก็คือบางคนที่เขาอ่านข่าวและเขาเชื่อไปตามข่าวนั้นแล้ว มิวก็อยากให้แบบว่าใช้วิจารณญานนิดหนึ่ง เพราะโดยส่วนตัวเราเอง เราเป็นนักแสดง เรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ฉะนั้นเราคงไม่เอาชื่อเสียงเราหรือเอาตัวเราไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอะไรแบบนี้อยู่แล้ว"ณ ตอนนี้ผู้ใหญ่ทางช่องได้มีการพูดถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า?    "สำหรับตัวมิวเองยังไม่ได้มีใครมาพูดนะคะ ยังไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเรา เพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวนักแสดงเลย มิวกล้ายืนยันเลยว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง เราไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ยุ่งอะไรด้วยเลย การ์ดก็ไม่ใช่การ์ดเรา ไม่ได้มากับเรา"ทางบ้านเราว่ายังไงบ้างกับเรื่องที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้?    "พ่อแม่ไม่ได้ถามอะไรมากค่ะ เพราะเขาก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องมันไม่ใช่เรื่องจริง แต่เหมือนเป็นการพาดหัวมากกว่าที่ทำให้ดูรุนแรง ให้เกี่ยวกับโยงกับพวกเรา ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ได้เกี่ยวโยงกับพวกเรา"แต่ล่าสุดเห็นว่ามีคนออกมาให้การแล้วว่าไม่เกี่ยวกับกลุ่มดารา?    "ต้องขอบคุณมากค่ะ ที่ออกมาพูดออกมาเล่าความจริงให้คนได้ฟัง เพราะถ้ามิวเล่าเองมันก็จะมีคนที่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่ถ้าหากเป็นคนของฝั่งนู้นได้มาเล่าให้ฟัง ก็อาจจะมีน้ำหนักมากขึ้น"เข็ดเลยไหมกับการไปเที่ยว?    "จริงๆ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมิวเลยนะ กล้ายืนยันเลยว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมิวเลย แต่ถ้าหากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการสืบสวนหรือว่าอะไรมิวก็ยินดีค่ะ"กลัวไปเลยไหมกับการที่จะต้องไปเที่ยวในสถานที่แบบนี้?    "จริงๆ แล้วมันเป็นเหมือนร้านอาหารด้วยซ้ำไป แต่เป็นร้านอาหารที่มีดนตรีสด และก็มีเด็กๆ มีครอบครัวมากินข้าว คือมันไม่ได้เป็นผับอ่ะค่ะ" มิว นิษฐา   มิว นิษฐา   มิว นิษฐา   มิว นิษฐา  

โบวี่ จิกกล้องสู้แม้ถูกด่า ตอบไม่เคลียร์ชวน ชาคริต กินตับ!!
โบวี่ อัฐมา /  ชาคริต แย้มนาม / 

  กำลังเป็นที่ถูกจับตามองและถูกวิจารณ์อย่างมากสำหรับนางร้ายสุดแซ่บ โบวี่ อัฐมา กับข่าวเม้าท์มอยเป็นมือที่ 3 ระหว่าง ชาคริต แย้มนาม กับ วุ้นเส้น วิริฒิพา ชวนพระเอกไม้เลื้อย ชาคริต แย้มนาม ดินเนอร์หรูจิบไวน์สองต่อสอง ซึ่ง สาวโบวี่ ได้ออกมาแถลงข่าวผ่าน Facebook Live ไปแล้วนั้นแต่เป็นเพียงการชี้แจงแบบสั้นๆ ทำให้ชาวโซเชียลที่ได้ดู Live สดอยู่นั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สาวโบวี่ ตอบคำถามแบบไม่เคลียร์ ไม่โฟกัสที่กล้องบ้างล่ะ บางคนถึงกับแสดงความเห็นให้ สาวโบวี่ ไปเข้าเครื่องจับเท็จ และจิกกัดแรงๆ ด้วยการให้ฉายา สาวโบวี่ เป็นสาวน้อยทำไร่สตอร์เบอร์รี่คนใหม่ของวงการไปแล้ว   ซึ่งล่าสุดหลัง สาวโบวี่ อัฐมา เช็คฟีดแบคจากชาวโซเชี่ยลไปแล้วนั้น เธอก็เลยขอลงรูปสวยๆ จิกกล้องแทบแตกใส่อินสตาแกรมส่วนตัว ลบคำครหาที่นางไม่กล้าสู้กล้องตอน live สดซะเลย พร้อมกับระบุข้อความว่า   “อึ้มม..มองกล้องแล้วนะ#ไม่รู้จะพูดอะไร // ชุดจาก @na.style2016”   โถ...นี่ขนาดออกมาปฏิเสธกันชัดๆ แล้วว่าไม่ได้กิ๊กไม่ได้กั๊กซะขนาดนี้ ก็ยังไม่รอดพ้นข้อหามือที่ 3 อยู่ดี น่าสงสารซะจริงจริ๊ง!! ขอบคุณภาพจาก IG bowie_atthama   โบวี่ อัฐมา   โบวี่ อัฐมา   โบวี่ อัฐมา    

รีวิว Bleed for This คนระห่ำหมัดหยุดโลก
Ben Younger /  Bleed for This / 

วินนี ปาเซียนซา (Vinny Pazienza) ชื่อของนักมวยคนดังที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ได้ยินหนาหูในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Bleed For This คนระห่ำหมัดหยุดโลก กำลังฉายในบ้านเรา ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดังที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางอาชีพที่เขารัก แต่ดันโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิต แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะกลับขึ้นสังเวียนอีกครั้ง แต่อะไรทำให้เขาฝืนชะตาลิขิตจากสวรรค์ อะไรที่ทำให้เขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ทันทีที่ผมดูตัวอย่างภาพยนตร์จบลง ผมไม่รอช้าที่จะตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ Bleed For This คนระห่ำ หมัดหยุดโลก ว่าด้วยเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงสุดช็อคของแชมป์มวยโลก วินนี ปาเซียนซา รับบทโดย ไมลส์ เทลเลอร์ (Miles Teller) ที่เกือบเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถคว่ำ หมอได้วินิจฉัยว่าเขาอาจจะไม่สามารถเดินได้อีก แต่เขาเลือกที่จะต่อสู้กับโชคชะตาแล้วทุ่มแรงกาย หวนกลับมาซ้อมเพื่อเข้าสู่สังเวียนเดือดอีกครั้ง ภาพยนตร์ได้เล่าเรื่องในช่วงจังหวะชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดัง วินนี ปาเซียนซา การดำเนินเรื่องนั้นไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไป ไม่มีแฟลชแบ็กย้อนกลับไปกลับมาถึงอดีตให้สับสน ภาพยนตร์เผยให้เห็นแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตนักมวยคนนี้ในไฟท์ที่เขาจะได้รู้จักกับความพ่ายแพ้ กระทั่งฟิตซ้อมร่างกายจนขึ้นเวทีออกหมัดได้อย่างไม่อายใคร ตัวละครที่ปรากฏในเรื่องนั้น สำหรับตัวละครหลัก ๆ แล้วมีไม่มากนัก และแต่ละคนก็มีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน สร้างการจดจำได้ง่าย แม้จะมีตัวละครอื่น ๆ บ้าง แต่ถ้าดูแล้วนึกไม่ออกว่าเป็นใครก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด ซึ่งนักแสดงที่รับบทนำอย่าง ไมลส์ เทลเลอร์ ก็ถ่ายทอดความรู้สึกและสร้างคาแรกเตอร์ให้เชื่อได้ว่าเขาเป็นนักมวยจริง ๆ และเขาเป็นเสาหลักของเรื่องเพียงคนเดียวที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูแล้วไม่น่าเบื่อ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงช่วงชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดัง ซึ่งผู้กำกับ เบ็น ยังเกอร์ (Ben Younger) ก็ไม่ได้ยัดเยียดฉากชกมวยให้ดูจนต้องเบือนหน้าหนีอย่างแน่นอน ซึ่งฉากที่ ไมลส์ เทลเลอร์ ได้ขึ้นสังเวียนนั้นมีน้อยมาก นอกจากนี้กติกาหรือเรื่องราวยาก ๆ ที่เกี่ยวกับการชกมวยก็ไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับคนดูต้องมานั่งทำความเข้าใจอะไรเลย หน้าที่ของคนดูคือรู้แค่ว่าเขากำลังขึ้นเวทีและชกกับใครแค่นั้นก็พอแล้ว ฉากที่พีคที่สุดคงต้องยกให้ฉากเอาที่ครอบศีรษะออกหลังจากใส่มาแล้ว 6 เดือนเต็ม ซึ่งการเอาออกนี้โดยปกติแล้วผู้ป่วยจะต้องเข้าห้องผ่าตัดดมยาสลบ แต่เจ้าตัวกลับบอกหมอว่า ขันน็อตเอาออกสด ๆ ได้เลย ไม่ต้องฉีดยาชาหรือดมยาสลบใด ๆ ฉากนี้นอกจากจะลุ้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะซีดปากตาม ประหนึ่งว่าโดนหมอเอาออกเอง แค่เห็นความใจสู้ของผู้ชายคนนี้ในการใช้ชีวิตร่วมกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็นับว่าน่ายกย่องแล้ว แต่การเอาออกแบบสด ๆ ก็ต้องบอกเลยว่านับถือใจนักมวยคนนี้จริง ๆ ที่สุดแล้ว ชีวิตคนเรามันไม่มีอะไรแน่นอน คนบางคนกำลังมาถึงจุดที่ช่วงชีวิตกำลังออกตัวพุ่งทะยานไปสู่จุดที่สูงขึ้น แต่โชคชะตาอาจไม่เป็นใจ และพระเจ้าอาจไม่เห็นด้วย ชีวิตอาจถึงขั้นพลิกผันจนต้องเลือกเส้นทางเดินให้กับชีวิตใหม่ แต่สำหรับ วินนี ปาเซียนซา จิตวิญญาณของเขายังอยู่กับนวมและสังเวียน เขาพยายามฝืนสังขารตัวเองเพื่อกลับมายืนบนผืนผ้าใบอีกครั้ง จิตใจของเขาสร้างปาฏิหาริย์จากคนที่หมอวินิจฉัยว่าแค่เดินยังลำบาก แต่ไม่ถึงปีผู้ป่วยรายนี้กลับได้ไปยืนแลกหมัดกับคู่ต่อสู้ได้อย่างถึงใจถึงอารมณ์ เมื่อใจเป็นประธานและกายเป็นบ่าวแล้ว ขอเพียงใจสู้เท่านั้น มนุษย์ก็สร้างปาฏิหาริย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลานุภาพที่มองไม่เห็น ป.ล. ตอนท้ายของภาพยนตร์มีภาพของ วินนี ปาเซียนซา ตัวจริง พร้อมประโยคเด็ด ๆ ที่เจ้าตัวเคยพูดไว้ในภาพยนตร์ และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา ซึ่งตัวละครแต่ละตัวในเรื่องถอดแบบมาค่อนข้างเหมือนทีเดียว

รีวิว ปั๊ม-น้ำ-มัน : รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ
review /  ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ / 

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานภาพยนตร์ไทยช่วงส่งท้ายปลายที่น่าจับตามองทีเดียว สำหรับ ปั๊ม-น้ำ-มัน ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของดอกไม้เหล็กเมืองไทย กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ได้ไปฉายรอบพรีเมียร์ไกลถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลี พร้อมหอบกระแสตอบรับดี ๆ จากนักวิจารณ์กลับมาเตรียมเข้าโรงฉายในเมืองไทย ปั๊ม-น้ำ-มัน คือเรื่องราวของ มั่น (รับบทโดย ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย) ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันกลางดินแดนชนบทห่างไกล เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อรอคอยการกลับมาของ นก (รับบทโดย หนูจ๋า อาชิรญาณ์ แก้วกัญญา) เมียรักที่ทอดทิ้งเขาไป โดยที่มีสาวรุ่นใหญ่อย่าง เจ๊มัท (รับบทโดย ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) และสาวรุ่นเล็กอย่าง ฝน (รับบทโดย แม็กกี้ อาภา ภาวิไล) แวะเวียนมาคอยขายขนมจีบให้มั่นอยู่เนือง ๆ แต่ถึงกระนั้นมั่นก็ยังมีใจที่มั่นคงสมชื่อ เพราะเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน แม้เวลาจะผ่านเลยไปสักกี่สิบปีก็ตาม พี่กอล์ฟ ผู้กำกับของเรื่องได้เล่าว่าที่มาที่ไปของคำว่า ปั๊ม-น้ำ-มัน ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายแฝงเกี่ยวกับการรอคอย คนเราจะนึกถึงปั๊มน้ำมันก็ต่อเมื่อน้ำมันหมด เมื่อแวะมาเติมน้ำมันจนเต็มถังแล้วก็จากไป โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่ แต่ปั๊มน้ำมันก็ยังอยู่ที่เดิม รอคอยลูกค้าที่จะแวะเวียนมา เช่นเดียวกับพระเอกของเรื่องที่เฝ้ารอคนรักของตัวเองอยู่ที่ปั๊มน้ำมันโดยไม่คิดจะออกไปตามหา เพราะวันใดที่คนรักของเขาหวนกลับมา พวกเขาจะได้ไม่ต้องคลาดคลากันอีก พล็อตเรื่องโดยรวมกล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์รักสี่เส้า มีตัวละครหลัก ๆ ที่ดำเนินเรื่องเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น โดยแต่ละตัวละครมีปมเกี่ยวกับการรอคอย อีกทั้งยังมีเส้นเรื่องของตัวเองที่ชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าใจที่มีถึงสาเหตุการกระทำของทุก ๆ ตัวละคร อย่างไรก็ตาม...ตัวหนังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ผู้ชมรับรู้ไปตามลำดับเวลา หากแต่ท้าทายผู้ชมด้วยการเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีตสลับไปมา เพื่อค่อย ๆ คลี่คลายให้เข้าใจตัวละครอย่างช้า ๆ และมีความหมายอย่างที่สุด และแม้จะจั่วหัวว่าเป็นหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ทว่าตัวหนังจริง ๆ มีกราฟขึ้นลงในลักษณะแฟนตาซีและคอมเมดี้อยู่ประปราย ซึ่งมีข้อดีคือเรื่องราวจะไม่ดูราบเรียบชวนหลับจนเกินไป แต่กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้บางฉากไม่สามารถถ่ายทอดความดราม่าได้จนสุดท้าย (ถูกเบรกด้วยมุกตลกเสียก่อน) ต่าย เพ็ญพักตร์ และ แม็กกี้ อาภา คือสองตัวละครที่น่าจับตามองมาก ๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยความสามารถทางการแสดงที่มีพลังดึงให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม ตลอดจนสปิริตทางการแสดงที่ไม่หวั่นแม้คอสตูมจะหลุดโลกและแฟนตาซีเพียงใดก็ตาม (มีคนลงทุนนับด้วยว่า แม็กกี้ อาภา เปลี่ยนชุดถึง 12 ชุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ จริงเท็จประการใดลองไปนับกันเอาเอง) โดยรวมแล้วภาพยนตร์ตั้งคำถามกับการรอคอยว่า...ในยามที่เวลาพัดผ่านไป สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” จะยังคงอยู่หรือแปรเปลี่ยนไป คน ๆ หนึ่งจะรอคอยได้นานเพียงใด และในการรอคอยนั้นสิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งหมดหาคำตอบได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ปั๊ม-น้ำ-มัน อีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยสไตล์วินเทจที่แฝงด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขอให้คะแนนไว้ที่ 3.5 / 5 ครับ บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

พลอยชมพู นำทีมศิลปิน MBO ร้องเพลงพิเศษ พ่อเล่าให้ฟัง
Jannine W /  Jannine Weigel / 

พลอยชมพู ญานนีน ไวเกล นำทีมศิลปิน MBO ในเครือบริษัท GMM GRAMMY อาทิ มิว,จิด้า,จีน่า ดี,ภีม,ก๊อต,ตอง,ไอเฟล,นินน่า,เอ็มม่า,โบลิ่ง,ป่าน และ แพม ร่วมใจกันกันขับร้องบทเพลงพิเศษ พ่อเล่าให้ฟัง เพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก ซึ่งสอนให้รู้จักความพากเพียรและต่อสู้กับอุปสรรคในชีวิต ผ่านฝีมือการสร้างสรรค์เนื้อร้องโดย อารียา พีรพงศ์เดชา ทำนองโดย อรรถพล ประเสริฐยิ่ง เรียบเรียงใหม่โดย Bellsnowbear [Official MV] "พ่อเล่าให้ฟัง" | รวมศิลปิน MBO youtube channel : MBOofficial สำหรับมิวสิควีดิโอเพลง พ่อเล่าให้ฟัง ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพวาดระบายสีของน้องๆ กว่า 100 ชีวิตจากโรงเรียน วนิษา รังสิต ของ คุณหนูดี วนิษา เรซ ที่ต่างร่วมใจกันวาดภาพของ พ่อหลวงและวาดภาพจากบทพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก จากหัวใจของเด็กๆ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้ พลอยชมพู ตัวแทนจากศิลปิน MBO ได้เผยความรู้สึกถึงเพลง พ่อเล่าให้ฟัง ว่า “สำหรับเพลงนี้เป็นเพลงที่พวกเรา MBO ทุกคนตั้งใจเลือกมาร้อง เพราะเนื้อหาของเพลงได้พูดถึงคำสอนของพ่อที่สอนให้เรารู้จักความเพียรพยายาม ต่อสู้กับอุปสรรค ให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นเหมือนคำสอนที่พ่อได้ฝากพวกเราไว้ และเราก็อยากส่งต่อเพลงๆ นี้ให้กับวัยรุ่นไทยทุกคนได้ฟังกันค่ะ ซึ่งความพิเศษของมิวสิควีดิโอเพลงนี้คือได้น้องๆ มาวาดรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านและวาดภาพพระมหาชนก พร้อมพูดความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่าน รวมถึงพี่ๆ ทีมงานที่ต่างมาช่วยกันด้วยจิตอาสาร่วมแรงร่วมใจสร้างมิวสิควีดิโอเพลงนี้ขึ้นมา ซึ่งระหว่างถ่ายทำก็ทำเอาพี่ๆ ทีมงานทุกคนน้ำตาซึมกับความรู้สึกของน้องๆ ที่มีต่อพ่อหลวงของเราเลยค่ะ” สามารถดาวน์โหลดเพลง พ่อเล่าให้ฟัง ฟรีได้ที่ *1239000 ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

รีวิว พรจากฟ้า : เพราะเสียงดนตรีคือของขวัญที่ดีที่สุด
review /  จิระ มะลิกุล / 

โดยปกติช่วงปลายปีมักจะเป็นช่วงที่ครึกครื้นที่สุดของประเทศไทย ทั้งจากวันหยุดและเทศกาลรื่นเริงนานาประการ แต่สำหรับปีนี้ของชาวไทยทุกคนกลับเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีหม่น ๆ ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ อันเนื่องมาจากการสูญเสียที่ไม่มีใครคาดฝัน...พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “พ่อ” ของคนไทย พ่อผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถในศาสตร์ทุกแขนง และเป็นแรงบันดาลใจของลูก ๆ ทุกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงพระราชทานให้แก่ชาวไทยมาถึง 48 บทเพลง พรจากฟ้า ผลงานลำดับที่ 2 ของค่ายหนังฝีมือเก๋า GDH คือการหยิบยกบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน 3 บทเพลงมาเป็นจุดเริ่มต้น ผ่านการควบคุมดูแลของผู้กำกับ 4 คน ได้แก่ เก้ง จิระ มะลิกุล, ต้น นิธิวัฒน์ ธราธร, หมู ชยนพ บุญประกอบ และปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร จนได้ออกมาเป็นหนังสั้น 3 เรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกันแบบอ้อม ๆ ยามเย็น คือเรื่องราวของ บีม (รับบทโดย นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) และแป้ง (รับบทโดย วี วิโอเลต วอเทียร์) ที่บังเอิญได้แสดงบทบาทสมมุติร่วมกัน จนต่างฝ่ายต่างได้เปิดใจคุยกันและกลายเป็นความรู้สึกดี ๆ Still on my Mind เล่าถึง ฟา (รับบทโดย มิว นิษฐา จิรยั่งยืน) หญิงสาวที่ต้องมาดูแลพ่อผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์แทนแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไป ท่ามกลางความไม่เข้าใจกันระหว่างเธอกับพ่อ ฟาได้รู้จักเอ (รับบทโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) นักจูนเสียงเปียโนที่เข้ามาแนะนำให้เธอใช้เสียงดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว พรปีใหม่ เป็นเรื่องของหลง (รับบทโดย เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) อดีตร็อกเกอร์ที่ทิ้งความฝันมาเป็นพนักงานออฟฟิศ ในที่ทำงานใหม่...เขาพบว่าคิม (รับบทโดย หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ) และเหล่าเพื่อนร่วมงานจำนวนมากมีความชื่นชอบในการเล่นดนตรีแต่ยังขาดทักษะอยู่ หลงจึงต้องกลับมาทบทวนหัวใจตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่าแท้ที่จริงแล้วความสุขของเขาอยู่ที่ใด แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีจุดกำเนิดมาจากพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ 9 หากแต่เรื่องราวในภาพยนตร์กลับจับต้องได้ง่าย และเข้าถึงผู้ชมทุกเพศทุกวัยได้ชัดเจนตามสไตล์ค่ายหนัง GDH ตัวบทแต่ละพาร์ทมีเส้นเรื่องของตัวเอง (แม้จะมีตัวละครจากพาร์ทอื่นและนักแสดงรับเชิญโผล่มาอยู่เนือง ๆ ซึ่งก็เปรียบเหมือนธรรมเนียนของหนังค่ายนี้ไปซะแล้ว) ยามเย็น เป็นตอนเปิดเรื่อง ดำเนินเหตุการณ์ไปอย่างรวดเร็ว มีความเป็นวัยรุ่นทั้งในแง่พล็อตและคาแรกเตอร์ตัวละคร Still on my Mind เป็นพาร์ทที่สอง เป็นตอนที่มีกราฟทางอารมณ์เหวี่ยงขึ้นและลงสูงมาก โดยเฉพาะ มิว นิษฐา ผู้รับบทนำสามารถถ่ายทอดการร้องไห้ในมู้ดต่าง ๆ ได้แตกต่างอย่างชัดเจน และสุดท้าย พรปีใหม่ เป็นส่วนที่มีสีสันที่สุดของเรื่อง มีแก๊กตลกที่ชวนยิ้มชวนขบขัน มีมุมหลอน มุมเศร้า และมุมอิ่มเอมที่ลงตัว รวม ๆ แล้วเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมโดยใช้บทเพลงพระราชนิพนธ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว บางครั้งบทเพลงที่ไพเราะที่สุดก็ไม่ได้มาจากนักดนตรีที่เก่งที่สุด ทำนองเดียวกับความสุขที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับผู้ที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุดเท่านั้น พรจากฟ้า ถือเป็นภาพยนตร์ดี ๆ ส่งท้ายปลายปีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามองทีเดียว ณ จุดนี้ขอมอบคะแนนภาพยนตร์ให้ไว้ที่ 4.5/5 บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

หนังสารคดีที่เราอยากดู : Weiner (2016)
Weiner /  หนังสารคดี

วายป่วง ล้วง ‘วีเนอร์’! โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์ **ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 174 (ก.ค. 2559) ออกจะตลกร้ายหน่อยๆ ที่ชื่อของ แอนโธนี วีเนอร์ ไปพ้องเสียงกับคำสแลงที่มีความหมายถึงน้องจู๋... ย้อนไปเมื่อปี 2011 อนาคตของนักการเมืองผู้นี้ยังสดใส วีเนอร์เป็นขวัญใจประชาชนด้วยเอกลักษณ์ประจำตัวคือ เสน่ห์เหลือร้ายและวาทะอันเผ็ดร้อนในสภา แล้วจู่ๆ ก็เกิดเหตุฉาวเมื่อเขาเผลอทวีต ‘รูปจู๋’ ตัวเอง (จริงๆ คือเป็นจู๋ตุงในกางเกงใน) ให้คนทั้งอินเตอร์เน็ตได้เห็นจนต้องอับอายแล้วลาออกจากการเป็นสมาชิกรัฐสภาไป สองผู้กำกับ จอช ครีกแมน -อดีตทีมงานของวีเนอร์ที่มาเอาดีด้านทำหนัง- และ เอลีส สไตน์เบิร์ก ได้โอกาสถือกล้องตามติดวีเนอร์ ในวาระที่เขาพยายามแก้ตัวใหม่ด้วยการกลับมาลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของนครนิวยอร์คในปี 2013 โดยเจ้าตัวอนุญาตให้ทั้งคู่เข้าถึงทุกซอกมุมในชีวิตส่วนตัวและแคมเปญหาเสียงของเขา แต่ในขณะที่ประชาชนเริ่มกลับมาให้เทใจให้อีกครั้งนั่นแหละ ที่นิสัยอื้อฉาวเดิมๆ ของวีเนอร์ก็พาเอาทุกสิ่งดิ่งลงเหวอีกตามเคย เมื่อสาวนาม ซิดนีย์ เลเธอร์ส ออกมาปูด (พร้อมภาพที่เผยให้เห็นมากกว่าเป้าตุง) ว่าเขายังดำเนินการ ‘sexting’ หรือคุยเสียวออนไลน์ไม่หยุด (คราวนี้ใช้นามแฝงว่า ‘Carlos Danger’) จากที่มีท่าว่าจะเป็นหลักฐานให้โลกได้ประจักษ์ถึงการคัมแบ็คอย่างเกรียงไกร... Weiner กลับกลายเป็นสารคดีที่บันทึกถึงความพังพินาศที่ยากจะกอบกู้ “เรารู้ว่าถ้าสามารถเล่าเรื่องของเขาได้ มันจะเป็นเรื่องราวที่ชวนตราตรึงมากๆ ... ผมคุยกับเขาเรื่องความเป็นไปได้ที่จะทำสารคดีมาเป็นปีๆ พยายามหาจุดที่เขาจะรู้สึกสะดวกใจให้เราเข้าไปสำรวจ” ครีกแมนเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ แน่นอนว่าไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์จะออกมาอีท่านี้ แถมที่ชวนเหวอยิ่งไปกว่านั้นคือตัววีเนอร์เองที่อาจจะสะดวกใจมากไปหน่อยจนปล่อยให้ทั้งครีกแมนกับสไตน์เบิร์กบันทึกความฉิบหายต่อไปจนพวกเขาต้องเป็นฝ่ายถามวีเนอร์เองว่า “ทำไมคุณถึงยังปล่อยให้เราถ่ายอยู่ได้เนี่ย”! คำถามดังกล่าวกลายมาเป็นแกนกลางของสารคดีเรื่องนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะจับภาพช่วงเวลาอันน่าขายหน้าอย่างวินาทีแรกที่วีเนอร์กับภรรยา -ฮูมา อบีดิน (ผู้เป็นผู้ช่วยมือขวาของ ฮิลลารี คลินตัน)- รู้เรื่องฉาว หรือเหตุชุลมุนที่เลเธอร์สไล่ต้อนวีเนอร์ในร้านแม็กโดนัลด์จนต้องวิ่งหนีหัวหด หนังยังถ่ายทอดตัวตนของเขาออกมาอย่างรอบด้าน เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและความเป็นมนุษย์ “ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของหนังคือการมองตัวเขาในฐานะคนคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงมุกตลกที่เอาไว้พาดหัวข่าว” สไตน์เบิร์กบอก ส่วนครีกแมนอธิบายเพิ่มว่า “เราอยากตั้งคำถามต่อการตัดสินของคนเราจากข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รับผ่านสื่อยุคใหม่ในทุกวันนี้ ว่ามันต่างเพียงไรจากความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน" ผลลัพธ์คือหนังสารคดีสุดแสบที่ชวนให้หัวเราะขำขัน ลุ้น สมเพช และเศร้ากับไปเคราะห์กรรมของวีเนอร์อย่างเสียไม่ได้ (ในเมื่อเขาเป็นมนุษย์ที่ทำผิดพลาดได้เหมือนกันนี่นะ) ทั้งยังเปิดหูเปิดตาให้เราเมียงมองเข้าไปในความเป็นไปของแวดวงสื่อและการเมืองอเมริกันในแบบที่ไม่เคยมีสารคดีเรื่องไหนนำเสนอมาก่อน อย่างที่สไตน์เบิร์กยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องราวของนักการเมืองคนนี้และแคมเปญหาเสียงของเขาที่ล้มไม่เป็นท่าเพียงอย่างเดียว “มันยังเผยให้เห็นด้วยว่าการเมืองทุกวันนี้ถูกขับเคลื่อนโดยความบันเทิงและความปรารถนาดราม่าตื่นตาตื่นใจขนาดไหน” https://www.youtube.com/watch?v=nJ4FIGnJknk Weiner (2016) , สหรัฐอเมริกา รางวัล: Sundance Film Festival (Grand Jury Prize สายสารคดี), Montclair Film Festival (David Carr Award for Truth in Non-Fiction Filmmaking) ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ใครเขียนด่าก็อ่าน!? นาตาลี พอร์ตแมน ทำการบ้านก่อนเล่นหนัง Jackie
Darren Aronofsky /  Jackie / 

หลังจากที่ได้ชมตัวอย่างภาพยนตร์ที่สร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหน้าประวัติศาสตร์อย่าง Jackie แทบทุกคนที่ได้ชมต่างสัมผัสได้ถึงอารมณ์ดราม่าของ นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) ที่ปลดปล่อยศักยภาพทางการแสดงออกมาจนหลายเสียงถึงกับพูดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งออสการ์ของปีนี้ กว่าจะอินได้สุดใจอย่างที่ได้เห็นในตัวอย่างภาพยนตร์ไป นาตาลี พอร์ตแมน จะต้องศึกษาเรื่องราวของ แจ็กเกอร์ลีน เคนเนดี (Jackie Kennedy) ด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์และฟังเสียงสัมภาษณ์ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อเลียนแบบวิธีการพูด อ่านบันทึกทำเนียบขาวและอ่านหนังสือแฉชีวิตแจ็กเกอลีน เคนเนดี กว่า 20 เล่ม ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโจมตีจนหาความจริงแทบไม่ได้ แต่อ่านเพื่อให้รู้ว่าคนอื่นมองเธออย่างไร ขณะที่ผู้กำกับ ปาโบล ลาร์ราอีน (Pablo Larraín) ผู้กำกับที่มาแรงที่สุดของชิลี ที่เคยเข้าชิงทั้งคานส์ เบอร์ลิน และเวนิส และภาพยนตร์เรื่องเรื่อง No ของเขาเคยเข้าชิงออสการ์ในปี 2013 มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวอันเข้มข้นนี้ เขาเล่าว่า “เขาไม่เคยสนใจทำหนังชีวประวัติคนดังเลย (โดยเฉพาะคนอเมริกัน) เขาสนใจชีวิตคนทำธรรมดาที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองมากกว่า แต่เขาหันมาพิจารณาโปรเจกต์นี้ เพราะคำชวนของผู้กำกับ ดาร์เรน อาโรนอฟสกี (Darren Aronofsky) และลาร์ราอีนก็ตอบตกลงเมื่ออาโรนอฟสกียินยอมให้เขานำเสนอภาพยนตร์ด้วยวิธีการที่เขาถนัด”   Jackie เข้าฉายในไทย 19 มกราคม 2017