ตอนที่5/เก้า - จิรายุ ละอองมณี

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

Revelation Online เกมส์ออนไลน์จีน กลิ่นอาย Blade & Soul
Revelation Online /  เกมส์ออนไลน์ / 

NetEASE ผู้พัฒนาและผู้ให้บริการเกมส์ออนไลน์ ประกาศเปิดตัวเกมส์ออนไลน์ใหม่ Revelation Online เกมส์แนว Action-MMORPG 3 มิติ เต็มรูปแบบ และถูกกล่าวขานว่า เป็นเกมส์ Blade & Soul เวอร์ชั่นจีน เตรียมเปิดให้บริการต้นปี 2015 ที่ประเทศจีนเป็นแห่งแรก เกมส์ Revelation Online ให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นอาชีพตัวละครเกมส์อันสุดโดดเด่นด้านความสามารถและชุดเกราะที่เอกลักษณ์ รูปแบบการเล่นเกมส์จะมุ่งเน้นการแอคชั่นที่รวดเร็ว มอบความมันส์ต่อสู้ นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางโลกในเกมส์อิสระทั้งพื้นดินและบนอากาศ นอกจากได้รับความสนุกการเล่นเกมส์แล้ว ภาพกราฟิกเกมส์มีความคมชัดสวยงาม ออกแบบตัวละครเกมส์ที่มีเอกลักษณ์ทั้งความเท่, เซ็กซี่ และน่ารักๆ และบรรยากาศฉากเกมส์ที่เหนือจินตนาการ จนพลอยคิดได้ว่า มีกลิ่นอายและความคล้ายคลึงกับเกมส์ Blade & Soul ของประเทศเกาหลี เกมส์ Revelation Online เตรียมเปิดให้บริการต้นปี 2015 ที่ประเทศจีนเป็นแห่งแรก

ถุงน่อง ใช้แล้วอย่าทิ้ง! บริจาคมาทำ ขาเทียม กันนะจ๊ะ
ขาเทียม /  ถุงน่อง / 

สาวๆ ขา ถุงน่อง ใช้แล้วมีค่านะจ๊ะ อย่าทิ้ง ไม่ว่าจะ ขาด หรือ รันแล้ว สีไหน ไซส์ใด สั้นหรือยาว  เท่าไหร่ก็รับค่ะ ทีมงาน  Women.MThai ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ คุณ สว่าง เตียวโล่ห์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายอุปกรณ์ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ข้อมูลว่า ทางโรงพยาบาล ยินดีรับบริจาคไม่จำกัดจำนวน เพื่อนำมาทำ ขาเทียม ฟรี ให้กับผู้ป่วย ซึ่งยังต้องการอีกเป็นจำนวนมาก และยังรับบริจาคเรื่อยๆ ค่ะ เนื่องจาก ในทุกๆ เดือน ทางโรงพยาบาล จะแบ่งปันถุงน่องให้กับ โรงพยาบาลในจังหวัดอื่นๆ  เช่น ภูเก็ต พังงา นครศรีธรรมราช และ แม่ฮ่องสอน เป็นต้น อีกด้วย โดยถุงน่องทุกๆ 50 คู่ จะสามารถทำขาเทียมได้ 1 คู่ และในการทำขาเทียมสำหรับชาวสวนต้องใช้ถุงน่อง 70 คู่ขึ้นไปค่ะ จึงจะเหมาะกับการใช้งาน ซึ่ง ขาเทียมจะมีอายุการใช้งาน 2 - 5 ปี นั่นหมายความว่า ยังมีความต้องการขาเทียมในทุกๆ ปีค่ะ สาเหตุที่รับบริจาคถุงน่อง เพื่อทำขาเทียม  1. เนื่องจากต้องใช้ไนลอนเป็นวัตถุดิบในการหล่อขา ซึ่งมีราคาแพง กิโลละ 700- 800 บาท การรับบริจาคถุงน่องจะสามารถลดต้นทุนได้มากกว่าค่ะ 2. ถุงน่องมีรูปทรงของขาอยู่แล้ว เมื่อนำมาสวมซ้อนๆ กันจะมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับไฟเบอร์กลาส คือมีความยืดหยุ่น รับน้ำหนักกระแทกอันเกิดจากการใช้งานได้ดี เป็นรูปทรงขาขึ้นมาทำให้กระบวนการทำขาเทียมง่ายขึ้นค่ะ สามารถส่งได้ตามที่อยู่ดังต่อไปนี้ค่ะ  คุณสว่าง เตียวโล่ห์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายอุปกรณ์ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ 180 ถ.ระแงะมรรคา อ.เมือง จ.นราธิวาส 96000 โทร 083-184-4419 หรือ 081-698-0255 หมายเหตุ : - ก่อน บริจาค กรุณา ซักทำความสะอาดก่อนแพ็คส่งนะคะ - รับบริจาคแค่ถุงน่องเพียงอย่างเดียว ไม่จำกัดไซส์ สภาพ สี และจำนวนค่ะ - งดรับบริจาคเงินค่ะ - ผู้ป่วยจะได้รับขาเทียมจากโครงการนี้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใดค่ะ - อย่าลืมระบุชื่อ  - นามสกุลผู้ส่งด้วยนะจ๊ะ เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีการทำเอกสารรายชื่อผู้บริจาคเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ค่ะ รายงานโดย Women Mthai Team

แปลกดี! ส.เทนนิสออสซี่ โชว์แนวคิดเล่น4เกมไม่มีเสิร์ฟใหม่
ส.เทนนิสออสซี่ /  สมาคมเทนนิสออสเตรเลีย / 

ก็น่าสนดีนะ! สมาคมเทนนิสออสเตรเลีย โชว์แนวคิดใหม่ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นของเทนนิสให้ใช้เวลาสั้นขึ้น โดยแนวคิดที่ว่าจะใช้การแข่ง 3 ใน 5 เซ็ต ซึ่งมีการเปลี่ยนกฎ 4 ข้อ คือ ใครชนะ 4 เกมก่อนจะได้เซ็ตนั้น จากเดิมต้องเป็น 6 เกม และถ้าเสมอกัน 3-3 เกม ให้ตัดสินด้วยไทเบรก พร้อมกับจะไม่มีลูกเล็ต (เสิร์ฟโดนเน็ตให้เสิร์ฟใหม่) และจะไม่มีสกอร์แอดแวนเทจ (ดิวซ์แล้ว ใครได้แต้มต่อไปจะชนะเลย) โดยแนวคิดดังกล่าวของ ส.เทนนิสออสซี่ จะมีการจัดแมตช์ขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการพบกันระหว่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เจ้าของ 17 แชมป์แกรนด์สแลม ชาวสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นแชมป์โลกเทนนิส ประเภททีมชาย เดวิส คัพ หนล่าสุด เจอกับ เลย์ตัน ฮิววิตต์ อดีตมือ 1 ของโลก ชาวออสเตรเลีย ซึ่งจะมีการระเบิดศึกวันที่ 12 มกราคม 2558 ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าว ส.เทนนิสออสซี่ ต้องการจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ ไลฟ์สไตล์ ของคนยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว โดยได้แนวคิดจาก ศึกทเวนตี้ 20 ของวงการคริคเกต ซึ่งจะใช้เวลาเพียงครึ่งเดียวของการแข่งขันปกติ

ช้างศึก ฮึดลืมตายแซงถลกหนังเสือเหลือง3-2ฉลุยรอบ2AFFซูซูกิคัพ
กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ /  กีรติ เขียวสมบัติ / 

ผลฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซุซูกิคัพ 2014 กลุ่มบี นัดที่ 2 วันพุธที่ 26 พฤศจกายน 2557 ทีมชาติไทย 3-2 ทีมชาติมาเลเซีย ประตู : 0-1 มูด อัมรี่ น.28, 1-1 อดิศักดิ์ ไกรษร น.42, 1-2 ซาฟิค ราฮิม น.60, 2-2 ชาริล ชัปปุยส์ น.72, 3-2 อดิศักดิ์ ไกรษร น.90 สนาม : เจลัน เบซาร์ เวลา : 18.45 นซาร์ เวลา : 18.45 น . การแข่งขันฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซุซูกิคัพ 2014 กลุ่มบี นัดที่ 2 ณ สนามเจลัน เบซาร์ ประเทศสิงคโปร์ เป็นการพบกันระหว่าง ช้างศึก ทีมชาติไทย กับ เสือเหลือง มาเลเซีย โดยเกมแรก ทีมชาติไทย เอาชนะ เจ้าภาพ สิงคโปร์ มาได้ 2-1 ส่วนมาเลเซีย เสมอกับ เมียนมาร์ 0-0 เกมนี้หาก ช้างศึก ทีมชาติไทย สามารถเอาชนะได้ ก็จะผ่านเข้าสู่รอบที่ 2 ทันที ถึงแม้จะเหลือเกมกับ เมียนมาร์ อีก 1 เกมก็ตาม ก่อนเกมการแข่งขันได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เกมต้องเลื่อนเวลาเตะออกไปเป็น 18.00 น. จากเดิมต้องเตะ 16.00 น. เนื่องจากที่ประเทศสิงคโปร มีกฎว่าห้ามทำกิจกรรมกลางแจ้ง ในขณะที่มีฝนตก เพื่อป้องกันการถูกฟ้าผ่า เริ่มเกมครึ่งเวลาแรก เป็นทาง เสือเหลือง มาเลเซีย ที่เปิดเกมเข้าใส่ ช้างศึก ทีมชาติไทย ก่อนเลย แต่นาทีที่ 4 ช้างศึก มาได้ลุ้นประตูก่อนเมื่อ เมสซี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธุ์ ได้บอลจากกลางสนาม ก่อนจะลากเลื้อยทะลุไปถึงเขตโทษ และจิ้มบอลออกข้างให้ เจ้าก้อง เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เปิดไปที่เสา 2 ศราวุฒิ มาสุข พยายามจะโหม่ง แต่ก็โดนผู้เล่นมาเลเซียขวางไว้ ทำให้ ไครัล ฟาห์มี่ นายด่านเสือเหลือง ออกมาไว้ได้ นาทีที่ 8 ทีมชาติไทย มีโอกาสได้ลุ้นประตูอีกครั้ง เมสซี่เจ ชนาธิป ได้บอลก่อนจะจ่ายให้ เจ้าป็อป กีรติ เขียวสมบัติ ได้ซัดในกรอบเขตโทษ ไครัล ฟาห์มี่ ต้องใช้แรงปัดบอลออกหลัง เกมผ่าน 20 นาที ช้างศึก เปิดเกมได้ดูดีกว่า เสือเหลือง เล็กน้อย แต่สกอร์ยังคง 0-0 จากนั้น 8 นาที ประตูแรกของเกมก็เกิดขึ้น และกลายเป็น เสือเหลือง มาเลเซีย ที่ได้ประตูออกนำ ช้างศึก 1-0 จากการซัดบริเวณเส้นเขตโทษของ มูด อัมรี่ ดาวเตะตัวเก่งของทีม นาทีที่ 32 ช้างศึก ทีมชาติไทย เกือบที่จะได้ประตูตีเสมอเมื่อ เมสซี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธุ์ ได้โอกาสง้างเท้ายิงบอลพุ่งเรียดเฉี่ยวเสาออกหลังไปน่าเสียดาย นาทีที่ 42 แฟนบอล ช้างศึก ทีมชาติไทย ก็ได้เฮกันลั่นสนามเมื่อ ชาริล ชัปปุยส์ ได้บอลทางริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนจะปาดเข้ากรอบเขตโทษให้ เจ้ากอล์ฟ อดิศักดิ์ ไกรษร ได้จิ้มบอลผ่านมือ ไครัล ฟาห์มี่ เข้าประตูไป ทีมชาติไทย ตีเสมอ 1-1 ก่อนหมดครึ่งแรก มาเลเซีย มีโอกาสได้ลุ้นขึ้นนำอีกครั้งเมื่อ มูด อัมรี่ ได้ซัดไกลเกินครึ่งสนามในฝั่งตัวเองบอลลอยไปชนคานอย่างจัง ทำให้ ช้างศึก รอดจากการโดนขึ้นนำอีกครั้ง ทำให้จบครึ่งแรก ทีมชาติไทย เสมอ ทีมชาติมาเลเซีย 1-1 เริ่มเกมครึ่งเวลาหลังเป็นทาง ช้างศึก ที่ลงมาเปิดเกมโหมเข้าใส่ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสที่จะได้ซัดเหน่งๆ และแล้วนาทีที่ 60 ช้างศึก ทีมชาติไทย ก็ต้องตามหลังอีกครั้งเป็น 1-2 จากความผิดพลาดที่ประกบตัวไม่ดีปล่อยให้ ซาฟิค ราฮิม ได้ลากเลื้อยเข้าไปซัดเต็มแข้งบอลพุ่งเบียดเสาสองเข้าประตูไป หลังจากเสียประตู ช้างศึก ก็เริ่มกลับมาโหมบุกเข้าใส่อีกครั้ง แต่ทาง มาเลเซีย ก็หันมาวิ่งบีบเร็วขึ้น ทำให้ ทีมชาติไทย เล่นได้ยากขึ้นกว่าเดิม นาทีที่ 71 ทีมชาติไทย ก็เกือบที่จะได้ตีเสมอเมื่อ เมสซี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธุ์ ได้ซัดไกลบอลพุ่งไปชนเสาอย่างจัง จากนั้นหนึ่งนาที ความพยายามของ ช้างศึก ก็มาส่งผลเมื่อ เจ้ากอล์ฟ อดิศักดิ์ ไกรษร ไปไล่บอล ก่อนบอลจะมาถึง เมสซี่เจ ล็อกหนึ่งจังหวะ และจ่ายกลับหลังไปถึง ชาริล ชัปปุยส์ ได้วิ่งเข้าไปกดเต็มข้อบอลหายเข้าประตูไป ทีมชาติไทย ตีเสมอเป็น 2-2 นาทีสุดท้ายแฟนบอล ช้างศึก ทีมชาติไทย ก็ได้เฮกันลั่นสนามเมื่อทีมพลิกขึ้นนำ 3-2 จากจังหวะที่ ประกิต ดีพร้อม ได้บอลไปเกือบสุดเส้นหลัง ก่อนจะหักบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ เจ้ากอล์ฟ อดิศักดิ์ ไกรษร โฉบบอลจากกองหลัง มาเลเซียได้ และตัดสินใจยิงยัดเข้าเสาแรกบอลวาบเข้าไปนอนอยู่ก้นตาข่าย ทีมชาติไทย ออกนำ มาเลเซีย 3-2 เวลาที่เหลือไม่มีทีมใดพังประตูได้ ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติมาเลเซีย 3-2 เก็บ 6 คะแนนเต็มจาก 2 นัด ผ่านเข้าสู่รอบ 2 เป็นที่แน่นอนแล้ว ถึงแม้จะเหลือเกมกับ เมียนมาร์ อีกเกมก็ตาม จากชัยชนะเกมนี้ พร้อมกับยิงได้ 3 ประตู ทำให้ ขุนพล ช้างศึก ทีมชาติไทย ได้รับเงินอัดฉีดจาก บังยี วรวีร์ มะกูดี เป็นเงิน 1,600,000 บาท แบ่งเป็น ชนะ 1,000,000 บาท 3 ประตูๆละ 200,000 บาท ** ส่วนผลการแข่งขันอีกคู่ในกลุ่มเดียวกัน สิงคโป เอาชนะ เมียนมาร์ 4-2 รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามของทั้ง 2 ทีม ทีมชาติไทย : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (ผู้รักษาประตู), นฤบดินทร์ วีรวัฒน์โนดม, อดิศร พรมรักษ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ชยพัทธ์ กิจพงษ์ศรีธาดา (C), ชาริล ชัปปุยส์, สารัช อยู่เย็น, ชนาธิป สรงกระสินธุ์, ศราวุฒิ มาสุข (ชัยณรงค์ ทาทอง น.54 (ประกิต ดีพร้อม น.77)), เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, กีรติ เขียวสมบัติ (อดิศักดิ์ ไกรษร น.40) ทีมชาติมาเลเซีย : ไครัล ฟาห์มี่ (ผู้รักษาประตู), มูด เอมิรุดดิน, มาเฮลลี จาซูลี, ซาฟิค ราฮิม, นอร์ชาห์รัล ตาลาฮา (อับดุล มานาฟ มามัต น.75), มูด ซาฟี่ ซาลี, มูฮัมเหม็ด อัดดัน (C), คูนันลัน ซูบรามานิม (พูทรา มาฮายุดดิน น.46), มูด อัมรี่, มูฮัมเหม็ด อัซมี่, มูฮาหมัด ฟัดห์ลี

อิ่มบุญกับงานประเพณีสุดยิ่งใหญ่ ณ เขาคิชฌกูฏ
งานประเพณี /  รอยพระพุทธบาท / 

ประเพณีที่ว่าก็คือ งานนมัสการรอยพระพุทธบาท ณ เขาคิชกูฏ จังหวัดจันทบุรี จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในเทศกาลตรุษจีนถึงช่วงวันมาฆบูชาของทุกปี (ปลายเดือนมกราคม - มีนาคม) รวมระยะเวลา 2 เดือน การนมัสการรอยพระพุทธบาท เปรียบเหมือนได้เข้าเฝ้าองค์พระศาสดา ซึ่งถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ผู้คนนับพันจึงพากันดั้นด้นมาที่นี่ จุดหมายคือยอดเขาคิชกูฏอันสูงลิบ เพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาทอันงดงาม ขอบคุณรูปภาพจาก Unseen Tour Thailand อิ่มบุญกับงานประเพณีสุดยิ่งใหญ่ ณ เขาคิชฌกูฏ เขาคิชกูฏ นั้นมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่พยายามจะขึ้นไปให้ถึงสุดปลายยอดเขา เพื่อกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งถือเป็นงานประเพณีที่สำคัญประจำปี และได้ปฏิบัติสืบทอดกันมานาน โดยมีความเชื่อว่าจะได้บุญสูงสุด และเป็นการฝึกจิตใจให้มีความอดทนไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ขอบคุณภาพจากคุณ Cha-orn Sudprasert ภาพจากคุณ สาวเจียระไน ช่างตุ๊ ภาพจากคุณ แยม อันโกะจัง การเดินทางไปเขาคิชฌกูฏ เริ่มต้นที่วัดพลวง ต้องขึ้นรถกระบะโฟว์วีลไปตามถนนที่ลาดชันมาก ระยะทางราว 8 กิโลเมตร จากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นเขาไปอีกประมาณ 1.2 กิโลเมตร บนยอดเขายังมีปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่มาผูกกับตำนานทางพระพุทธศาสนาอยู่มากมาย ทั้งศิลาเจดีย์ หินรูปบารตคว่ำ ถ้ำฤาษี ลานแข่งรถพระอินทร์ หินที่มีรูปร่างคล้ายเต่าและช้างขนาดยักษ์ บนยอดเขาพระพุทธบาทอากาศเย็นสบาย สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองจันทบุรีได้อย่างชัดเจน ใครยังไม่เคยไป ต้องลองครั้งหนึ่งในชีวิต รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ภาพจากคุณ Top's Attapon ประเพณีแห่งศรัทธาตามรอยพระพุทธบาท ในครั้งถัดไป มีกำหนดการดังนี้ พิธีบวชชีพราหมณ์                     วันที่ 5 - 9 มกราคม 2558 งานบวงสรวง ปิดป่า-เปิดงาน       วันที่ 17 มกราคม 2558 และงานเปิดนมัสการ                   วันที่ 19 มกราคม - 19 มีนาคม 2558 หากคุณเป็นพุทธศาสนิกชน ต้องลองไปสักครั้งนะครับ แล้วคุณจะพบว่า พลังแห่งศรัทธา สามารถทำอะไรได้บ้าง ?สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎ โทร. 0 3945 2074 ขอบคุณที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , facebook.com/UnseenThailand  เรียบเรียงโดย : Travel MThai

ดูดวง ลักษณะคิ้วสะท้อนนิสัย
คิ้ว /  ดูดวง / 

รูป คิ้ว ของคุณเป็นอย่างไรกันครับ วันนี้ Horoscope.Mthai.com มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการทำนายทายนิสัย จากลักษณะของ คิ้ว มาฝากกัน ลองมาดูกันครับว่าจะแม่นขนาดไหน 1. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว เรียบเสมอต้นเสมอปลายและไม่หนาบางกว่ากันทั้งสองข้าง เป็นเครื่องหมายแสดงว่า เป็นคนมีสติปัญญาดี ใจคอกว้างขวาง รักเกียรติยศชื่อเสียง มักใหญ่ใฝ่สูง ใจเร็ว อารมณ์ร้อน มีความรักไม่ค่อยแน่นอน 2. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว มีบริเวณใหญ่ เส้นแข็งดกดำ เป็นเครื่องหมายของบุคคลที่พูดอย่างตรงไปตรงมา และมักหาเหตุผลมาประกอบให้เห็นจริงจัง ส่วนหัวใจที่แท้จริงนั้นไม่ค่อยจะตรงกับคำพูดนัก มักใช้ปัญญาพูดมากกว่าที่จะหลุดออกมาจากหัวใจอันแท้จริง มีความพยาบาทมาดร้าย กามารมณ์รุนแรง คิดคดทรยศ และใจเร็ว โมโหร้าย 3. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว ดำ ดำตอนกลางหรือตอนปลาย เป็น เครื่องหมายของคนที่ไม่ค่อยจะมีศีลธรรม มักหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายบ้านเมือง หรือมิฉะนั้นจะเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงทะเยอทะยาน อย่างชนิดที่เรียกว่า “ใฝ่สูงเกินศักดิ์” รักในทางนักเลง ชอบอำนาจอิทธิพล แต่มีปัญญาเฉลียวฉลาดดี มีความสามารถในทางหาเงินทอง 4. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว ดกดำตอนหัว คิ้ว เป็น เครื่องหมายของคนที่มีอัธยาศัยใจคอดี มีใจโอบอ้อมอารี มีความรักอันมั่นคงถาวร รักสงบและชอบมีความเป็นอยู่อย่างปกติ ไม่โลดโผน มีความซื่อสัตย์สุจริต สุขุมรอบคอบ รักศิลปะดนตรี มีความละเอียดประณีต รักสวยรักงาม ปากเก่งพูดคล่อง มีความมานะ อยู่อย่างสงบไม่โลดโผน เหมาะสมกับการเป็นครู แพทย์ และนักศิลปิน นักประพันธ์ หรือจิตรกร 5. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว บริเวณใหญ่แต่บาง ขนไม่ดก เป็น เครื่องหมายของคนที่มีความคิดสูง รักสงบ และเป็นผู้มีเมตตาปราณี สุภาพอ่อนน้อม ซื่อตรง รักความเจริญรุ่งเรืองในส่วนกลาง รักเกียรติยศและชื่อเสียงยิ่งกว่าชีวิตจิตใจ ยอมตายเพื่อหมู่คณะและประเทศชาติหรือผู้มีพระคุณ รักศิลปะวรรณคดีและมีศิลปะในทางช่าง เคร่งครัดในศาสนา และรักความเจริญในด้านวัฒนธรรมและความเป็นธรรม 6. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว มีขนาดเล็กและบาง เป็น เครื่องหมายของคนที่ทำอะไรไม่แน่นอน มักเปลี่ยนความตั้งใจไปตามความผันแปรของอารมณ์ เป็นคนรักสวยรักงาม สนุกร่าเริง เจ้าระเบียบและรักศิลปะ ตลอดจนวรรณกรรม เป็นคนรักความสงบมากกว่าการตื่นเต้นโลดโผน โกรธง่ายใจร้อน กามารมณ์รุนแรง และมีความหึงหวงเป็นเจ้าเรือนของจิตใจ ปากหวานเจ้ามารยา 7. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ที่หัว คิ้ว สูงกว่าหาง คิ้ว เรียกว่า คิ้ว ตงฉิน เป็น เครื่องหมายของบุคคลที่มีความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ สุจริต เฉลียวฉลาด สุขุมรอบคอบ เป็นคนพิถีพิถัน เจ้าระเบียบ มีความละเอียดถี่ถ้วน ใจร้อนฉุนเฉียว โกรธง่าย โทสะร้าย มีความมานะ พากเพียร 8. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ตรง คือ หาง คิ้ว กับหัว คิ้ว เป็นเส้นตรงไม่โค้งงอ เป็น เครื่องหมายแสดงว่า เป็นคนชอบใช้ความคิด เฉลียวฉลาด รักการเก็บตัว และปฏิบัติความเป็นไปให้ดีและเจริญขึ้น เบื่อหน่ายในสิ่งที่สนุกร่าเริงบันเทิงใจ รักความยุติธรรม ซื่อตรง รักความจริงใจ มีความรักที่แท้จริง เด็ดเดี่ยว ใจเย็น มีความเมตตากรุณา 9. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ต่อ คือหัว คิ้ว ทั้งสองติดต่อกันประดุจเป็นเส้นเดียวกัน เป็น เครื่องหมายแสดงว่าเป็นคนมีวาทศิลป์ไปในทางหยาบคาย ใจดำอำมหิต โกรธง่าย โทสะร้าย ใจน้อย มีความพยาบาทอาฆาต มีเล่ห์เหลี่ยมไหวพริบดี รักดนตรีและนาฏศิลป์ กามารมณ์รุนแรง กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความลับลมคมนัย ไว้ใจยากอยู่สักหน่อย 10. คนที่ลักษณะ คิ้ว ถ่าง คือ หัว คิ้ว ทั้งสองห่างกันมาก เป็น เครื่องหมายของคนที่ไม่มีความลับกับใคร ชอบพูดอะไรตรงไปตรงมา ใจเร็ว จะคิดทำอะไรจะต้องทำให้ได้อย่างที่คิดไว้ คิดจะทำอะไรมักจะไม่ปิดบังผู้อื่น พูดจาอ่อนหวาน แต่บางครั้งก็ปากเก่ง เมื่อบันดาลโทสะจนอดกลั้นไว้ไม่อยู่ มักจะมีนิสัยขี้หึงริษยา กามารมณ์ร้อนแรง ถ้าเกิดความต้องการขึ้นทางจิตใจมักไม่ค่อยจะคิดถึงผลเสียหายภายหลัง 11. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่ง คือ คิ้ว ที่มีส่วนคล้ายกับคันศร เป็น เครื่องหมายแสดงว่าคนผู้นั้นจะต้องมีนิสัยชอบอุดมคติมีศีลธรรม มารยาทอันดีงาม มีผู้ยกย่องนับถือ มีใจเอื้อเฟื้อ เมตตากรุณา ชอบช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากหรือญาติมิตร สติปัญญาปานกลาง ชอบความสนุกเฮฮานิยมในช่างศิลป์ รักความสงบ ชอบความยุติธรรม อาภัพในวาสนา แต่มีมานะความพยายามแรงกล้า ไม่ลืมบุญคุณคนง่าย มีไหวพริบทันเล่ห์เหลี่ยมคนอื่น มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี แต่มักมีคนคิดอิจฉาริษยา ชอบช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คิดถึงผลเสียหายจะเกิดแก่ตัวเอง 12. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่งยาว คือ คิ้ว ที่โก่งมีส่วนยาวเหมือนส่วนโค้งของวงกลม เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้นจะมีน้ำใจที่น่าสรรเสริญ มีน้ำใจกรุณา เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีเสน่ห์ในตัวเอง เป็นที่ถูกตาถูกใจเพศตรงข้าม ชอบความรื่นเริง รักสวยรักงาม ขี้โอ่ ชอบสะอาด เจ้าชู้ เป็นคนทำงานได้ทุกๆ อย่าง แต่ชอบในทางค้าขาย รักเกียรติยศชื่อเสียง และเป็นผู้ทำให้ตระกูลของตัวเองรุ่งโรจน์ต่อไป 13. คนที่มีลักษณะ คิ้ว กังฉิน คือ คิ้ว ที่มีหาง คิ้ว สูงกว่าหัว คิ้ว เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดไปในทางอธรรม เจ้าเล่ห์ลึกลับ ปากกับใจไม่ค่อยจะตรงกัน หรือที่เรียกว่าปากหวานใจขม ชอบวางตัวเหนือผู้อื่น มีความพอใจในเกมกีฬา รักอย่างร้อนแรง รักสวยรักงาม ขี้โอ่ ขี้เห่อ ชอบทะเยอทะยาน ใฝ่ฝันหวังในตำแหน่งหน้าที่ มีความสนใจหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นผู้ที่ขาดความเมตตาปราณี มีความทรยศหักหลัง อิจฉาอยู่ในใจ ทะนงตัวยกตัวว่าดีเด่นด้วยทางที่ผิด เชื่อคนง่าย ชอบยอ ไม่ชอบความจริง ถ้าคนอื่นโกหกมักจะเชื่อถือเป็นจริงจัง 14. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ลอน คือ คิ้ว ที่เป็นลูกคลื่นหนาๆ บางๆ ไม่สม่ำเสมอ ใหญ่ๆ เล็กๆ เป็นตอนๆ เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้น มีใจไม่ค่อยจะแน่นอน ไม่มีความเด็ดขาดอยู่ในตัวเอง ทำงานจับจด เบื่อหน่ายเร็ว รักง่ายหน่ายเร็ว ไม่มีความรักจริงจังกับใคร ชอบมีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แต่เป็นคนมีความอดทน บึกบึน มานะพยาบาทแรงกล้า ขาดความกรุณาในด้านศีลธรรม ไม่ยอมเสียเปรียบผู้อื่น แต่ชอบจะเอาเปรียบ จิตใจคล้ายกับคน คิ้ว กังฉิน มักมากในกามารมณ์ บางทีก็จะดี แต่ในเวลาเดียวกันอารมณ์เปลี่ยนแปลงเป็นร้ายที่สุดก็ได้ ยากที่ผู้จะคบค้าสมาคมได้ยืดยาว 15. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่ง คือ คิ้ว ที่โก่งคล้ายดวงจันทร์ หาง คิ้ว ต่อ คิ้ว พอดีต่อหางตา หรือจดระดับหางตา กลางใหญ่ปลายเล็ก เป็น เครื่องหมายแสดงว่าคนผู้นั้นมีเสน่ห์ในตัวเอง อัธยาศัยดี เยือกเย็น มีสติปัญญาดี มีปฏิภาณเฉียบแหลม มีนิสัยละมุนละไม มีคนรักใคร่นับถือ ชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ญาติมิตร มีความกตัญญู ซื่อสัตย์ สุจริต ชอบการสมาคมรื่นเริง รักความสวยงาม พูดจาก็อ่อนหวาน ใฝ่ฝันทะเยอทะยานหาเกียรติยศชื่อเสียง อนาคตภายหน้าจะเป็นผู้ที่มีความรุ่งโรจน์ในวิถีชีวิตของตัวเอง (ขอบคุณข้อมูลจาก Forward Mail) (ขอบคุณภาพจาก postjung )

ชูวิทย์ ชี้เป้า ผบ.ตร. ตำรวจทำผิด อาจอยู่ดูใกล้ๆ ตัว
ข่าววันนี้ /  ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ / 

ชูวิทย์ แนะ ผบ.ตร. คดีจับ บิ๊กตำรวจ บอกอาจจะมีคนบงการตัวเบ้งกว่า ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล หันไปก็เจอแล้ว นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ส่วนตัว @ชูวิทย์ I′m No.5 วานนี้ (25 พ.ย. 57) แสดงความเห็นถึงกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพร้อมพวกฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และหมิ่นม.112 โดยเผยระบุ "ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน อยู่ในยุคผมต้องถูกจับ" นั้นว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่จบ เพราะอาจจะคนบงการระดับบิ๊กที่ใหญ่กว่าไม่ใกล้ไม่ไกล ใหญ่แค่ไหนก็จับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ มีตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีอำนาจสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดทางอาญาทั่วประเทศ เป็นผู้บังคับบัญชากองปราบปราม ตำรวจน้ำ ตำรวจเศรษฐกิจ ตำรวจป่าไม้ ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญและอยู่ในตำแหน่งนี้มาเป็นเวลาหลายปี ให้คุณให้โทษได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะกับบรรดากลุ่ม "ธุรกิจสีเทา" บ่อนการพนันที่แอบอ้าง อันเป็นรายได้ที่มิชอบมหาศาลตามที่เป็นข่าวคือ บ่อนพระราม 9 (บ่อนโคลอนเซ่) และย้ายมาเปิดย่านรัชดาภิเษก ใกล้แยกห้วยขวาง ที่ผมเคยนำมาเปิดเผยเป็นคลิปในสภา โดยหลังจากที่ผมพูดไปแล้ว 3 วัน ปล่อยให้นำรถสิบล้อไปขนของออกกันโครม ๆ แม้กระทั่ง ฝ้า พรม ยังขนออก กลายเป็นอาคารร้างชั่วข้ามคืน แล้วตำรวจถึงเข้าไปตรวจสอบ ต่อมา ตำรวจสรุปผลการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามหนังสือเลขที่ ตช 0006.2/1771 ว่า ผลการสืบสวนข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ถูกสืบสวนข้อเท็จจริงและมีหน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบทุกคน ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสนใจและเอาใจใส่ตามสถานะ ภารกิจ และหน้าที่ความรับผิดชอบแล้ว จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องถูกพิจารณาข้อบกพร่องในการป้องกันปราบปรามอบายมุข จึงมีบันทึกสั่งให้ยุติเรื่อง" เมื่อผลการสืบสวนไม่มีผู้กระทำความผิดบกพร่อง แต่ตอนนี้เรื่องแดง พบผู้กระทำความผิด ผู้ต้องหาคือ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ โดยมีต้นเหตุจากการแอบอ้างบ่อนการพนันพระราม 9 และรัชดา หาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เป็น "ตัวการ" จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มี "ผู้สนับสนุน" เครือข่ายย่อมไม่ใช่แค่ระดับพันตำรวจเอกและดาบตำรวจสองสามคน ตามโครงสร้างที่ท่าน ผบ.ตร. แถลงข่าววันนี้เท่านั้น หาก ผบ.ตร. บอกว่า "ใหญ่แค่ไหนก็จับ" ก็ต้องไปดูรายชื่อตามที่ผมเคยร้องเรียนไว้ในเรื่องเกี่ยวกับบ่อนรัชดาที่นำไปแอบอ้าง กระซิบบอก ผบ.ตร. ไม่ใกล้ไม่ไกลหรอกครับ เผลอ ๆ แค่หันหน้าก็เจอแล้ว ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "คดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai news

ยำใหญ่ The Voice 3 มหากาพย์แห่งความดราม่า รอบ Knock Out
The Voice 3

<<อ่านข่าว พืช The Voice 3 กรณี เลือกเพลงที่ร้องแต่ไม่ได้ร้อง ในรอบ Knock Out>> ดราม่าเอยจงเงยขึ้นมา เงยขึ้นมา เงยขึ้นมา หลังจากที่ได้นำเสนอกรณี พืช The Voice 3 โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เลือกเพลงที่ร้องแต่ไม่ได้ร้อง จนโค้ช แสตมป์ ต้องออกมาชี้แจง จนกลายเป็นประเด็นใหญ่โตบนโลกโซเชียล อยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิคไดเรคเตอร์ของรายการ The Voice ซีซั่น 3 ผู้แข่งขัน หรือแม้แต่บุคคลที่เรารู้จักกันดีในวงการเพลง ต่างก็ตั้งสเตตัสพูดถึงประเด็นดังกล่าว ทำเอาชาวเน็ตที่ตามเผือก เฮ้ย ตามประเด็นนี้อยู่ ถึงกับต้องติดตามกันต่อไปยาวๆเลยทีเดียว ทรูมิวสิค ชี้แจง ผ่านแฟนเพจ ขอบคุณทุกคำติชม และขอให้ติดตามอีก 3 สัปดาห์สุดท้าย ในนามของผู้อำนวยการผลิตรายการ ‪#‎thevoiceTH‬ ประเทศไทย ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามรายการ รวมทั้งให้การติชมรายการมาโดยตลอด ในโอกาสนี้ ทีมงานขออนุญาตเรียนชี้แจงกับ ท่านผู้ชมกับเหตุการณ์และกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งรายการ The Voice เป็นรายการโทรทัศน์ที่ถูกดีไซน์มาให้สร้าง “ความสุข” ให้กับผู้ชม โดยไม่ปรารถนาที่จะขายอารมณ์ชิงชัง เหยียดหยาม ในทางลบเลยครับ และขอถือโอกาสนี้สร้างความเข้าใจ โดยรูปแบบรายการ หรือ Format ของรายการนั้น ตั้งแต่รอบ Blind Audition โค้ชต้องเป็นผู้ตัดสินใจคัดเลือกคนเข้ารอบโดยฟังแต่เฉพาะ “เสียง” เท่านั้น และหลังจากนั้นจะทำการฝึกทักษะการร้อง พัฒนาความสามารถของลูกทีมเพื่อทำการแข่งขันในรอบ Battle และ Knock Out ต่อไป ซึ่งด้วยรูปแบบของรายการที่โค้ชจะต้อง “เลือก” หรือ “ไม่เลือก” ใครนั้น นับเป็นความลำบากใจ ซึ่งอาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจใครบ้าง แต่ที่สุดแล้วทั้งโค้ชและทีมงานทุกคน รวมทั้งตัวผู้เข้าแข่งขันเองต่างก็ต้องการทำทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมทุกท่าน และสุดท้ายแล้วไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ชนะเลิศหรือไม่ก็ตาม ทางรายการปรารถนาให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นที่ชื่นชมและจดจำ ซึ่งจากกระแสต่างๆ เกิดขึ้นทั้งกับตัวโค้ชและผู้เข้าแข่งขันเองนั้น ผมในฐานะผู้ดูแลรายการทั้งหมด ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ที่เราเคารพในกติกาของรายการมาโดยตลอด ซึ่งอาจจะไม่ตรงใจกับทุกคน ผมก็ขอน้อมรับ และนำมาเป็นบทเรียนไว้เพื่อนำไปปรับปรุงในกระบวนการทำงานให้ดีขึ้นในซีซั่นถัดๆ ไป และขณะนี้เรากำลังเข้าสู่รอบการแสดงสด ซึ่งอีกเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น เราก็จะรู้แล้วว่าใครจะได้เป็น The Voice ประจำซีซั่น 3 ผมและทีมงาน อยากให้ทุกท่านมาร่วมชมร่วมเชียร์ผู้เข้าแข่งขันที่ทุกคนชื่นชอบ เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาต่อไปกันเถอะครับ อาจกิจ สุนทรวัฒน์ ผู้อำนวยการผลิตรายการ เดอะวอยซ์ ประเทศไทย --------------------------------------------------------------------------------- มาที่ผู้แข่งขันกันบ้าง ไอนัท ปกรณ์ โพธิ์แสงดา หนึ่งในผู้แข่งขัน ทีม เจนนิเฟอร์ คิ้ม ได้เผยผ่านบล็อคส่วนตัว ว่า รู้สึกดีใจ ที่ได้ใช้นามสกุล The Voice แถมเจ้าตัวยังได้บอกเล่าถึงการแข่งขัน ตั้งแต่รอบ Blind Audition จนกระทั่ง ถึงรอบ Knockout พร้อมแนะถึงผู้ที่จะมาสมัครปีหน้า "เริ่มที่รอบ Blind Audition ที่ถูกคัดเลือกจากผู้สมัครกว่าสองหมื่นคน ก่อนขึ้นเวทีตื่นเต้นมาก ซ้อมความพร้อมทุกอย่างก่อนขึ้น พอก้าวแรกที่ขึ้นเวที ไอ้ที่ซ้อมมา หายหมดเลยครับ หายโดยตั้งใจ และใช้ความเป็นตัวเองออกมาล้วนๆ ตอนนั้นเราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครกด สุดท้ายพี่คิ้มก็กด ก็ทำให้เราดีใจเป็นทวีคูณที่จะได้ไปต่อ จากนั้น ก็มาถึงรอบ Battle นับตั้งแต่รอบคุยเพลงครั้งแรกหลังจากจบรอบ Blind พี่คิ้มก็แนะนำการร้องการออกเสียงให้ผมในตอนที่เลือกเพลง การจัดลำดับเสียงต่างๆ แม้จะเป็นเวลาสั้นคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นการคุยกันธรรมดา แต่สำหรับผมเป็นคนค่อนข้างชอบเรียนรู้อยู่บ้าง การพูดคุยกันครั้งนั้นผมจดจำมาตลอด และเอามาใช้จนได้ซ้อมเพลงรอบแบทเทิล ก่อนแข่งแบทเทิล พี่คิ้มเป็นโค้ชคนเดียวที่ใส่ใจเรื่องการแต่งตัวมาก ระหว่างที่คุยเรื่องแต่งตัวไปก็คุยเรื่องการร้องไปในตัวด้วย ว่าต้องทำยังไงในการร้องแฝงเข้าไป อันนี้ผมจดจำได้แม่นเลย" แล้วโค้ชจะมีเวลามาเจอเราเหรอ ไอนัท เผยต่อ "ช่วงที่พี่คิ้มให้ความรู้ด้านการเป็นนักร้องเป็นช่วงที่มาจากการคุยกันเล่นๆบนโต๊ะอาหาร หรือคุยกันเล่นๆในห้องซ้อม พี่คิ้มจะให้ความรู้ที่ห้องเรียนไม่มีสอนกับเราเพื่อให้มาใช้จริงๆแบบที่นักเรียนดนตรีไม่เคยได้มาก่อน การคุยกันเล่นๆแบบนั้นมันคือคลังความรู้มหาศาลเลยครับ ทุกคำของพี่คิ้มมันซึมเข้าไปในหัว เวลาที่เราจะได้เจอพี่คิ้มนั้นแม้จะมีน้อย แต่เราจะทำยังไงให้การได้เจอกันครั้งนั้นทำให้เราซึมซับและจดจำคำสอนจากพี่คิ้ม ซึ่งถ้าเราให้ความสำคัญที่จะเรียนรู้ซะอย่างไม่ต้องกลัวหรือเขินอายเลย มีแต่ได้ความรู้ครับ คุ้มมากจริงๆครับที่ได้มา The voice และได้อยู่ทีมพี่คิ้มครับ แม้ว่ากระแสสังคมจะว่ายังไงก็ตาม นี่คือสิ่งที่ผมได้จริงๆไม่ต้องมโนเลยครับ การได้ความรู้จากคนที่มีประสบการณ์มากนั้นดีซะยิ่งกว่าการอ่านหนังสือในห้องสมุดใหญ่ๆทั้งหมดมารวมกัน พี่คิ้มใช้สิ่งที่พี่คิ้มเจอมาสอนกับพวกเรา และพี่คิ้มไม่สอนใครร้องเลยนะครับ นอกจากลูกทีมของตัวเองเท่านั้น แค่นี้ก็เรียกว่าวิเศษแล้วครับสำหรับคนที่ได้อยู่ทีมโค้ชคิ้มครับ" แล้วก็มาถึงรอบ Knock Out เจ้าตัวเผยถึงความรู้สึกที่ได้มาอยู่ทีม เจนนิเฟอร์ คิ้ม "เราซ้อมกันจนดึกดื่นเลย พอซ้อมเสร็จ พวกเราก็ยกกันไปกินร้านข้าวต้มเฮียหวาน ร้านนี้อร่อยมากจนพี่คิ้มพามาทานเลยครับ อร่อยทุกอย่างจริงๆ เมนูที่ดีที่สุดของร้านกุ้งตัวโตๆ กินกันจนอิ่มเลย หลังจากกินเสร็จ คนในทีมวันนั้น มีน้องหนุ่ม น้องโจ ก็ได้คุยกับพี่คิ้มแบบเต็มๆ ความรู้บนโต๊ะคืนนั้นผมจดจำมากๆเลยอ่ะ มันเป็นสิ่งที่โครตจริงของอาชีพนักร้องแบบเรา การใช้ชีวิตในรูปแบบนี้เป็นยังไง ได้ฟังประสบการณ์ในการร้องต่างๆของพี่คิ้ม ยอมรับว่าทึ่งครับ เพราะผมมั่นใจว่าพี่คิ้มคงไม่คุย สั่งสอน พูดให้ความรู้กันแบบที่ไม่มีใครสามารถจะหาได้อีก ในความเป็นมืออาชีพ พี่คิ้มให้ความรู้กับเราให้มากที่สุด ในระยะเวลาที่น้อย พี่คิ้มพยายามให้ความรู้กับเราในเวลาที่จำกัด เราก็ต้องปรับตัวและรับความรู้ต่างๆของพี่คิ้มให้เร็วที่สุด หลังจากคุยกันที่ร้านข้าวต้มวันนั้น ผมกลับมาด้วยหัวใจ พองโตเลยครับ ที่ได้มีโอกาสทานข้าวกับพี่คิ้ม ได้คุย ได้ความรู้ในแบบที่เราเอามาใช้ได้จริงๆ เป็นคืนพิเศษของผมเลยครับ เพราะไม่ง่ายเลยที่เราจะมีโอกาสแบบนี้ ใช่ครับบางคนอาจจะมองว่า แค่ไปกินข้าวกับศิลปินคนนึงเฉยๆ ทำไมต้องอวยขนาดนี้……. ก็ผมได้ความรู้จริงๆครับ ผมถึงเอามาพูดและแบ่งปันกันว่าผมเจออะไรมาบ้าง ประสบการณ์ที่แสนพิเศษเมื่อได้มา The voice" ท้ายสุด ไอนัท เผยสิ่งที่ต้องทำใจเมื่อมาแข่ง ‪#‎TheVoiceTH‬ ใครจะแข่งปีหน้าควรรู้ไว้ครับ 1.คุณต้องลางานทั้งวันเพื่อมาแข่ง 2.คุณต้องมาก่อนเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง 3.ต้องรอเวลาอย่างเดียว ผมรอจนเสียงหมดเลย 555 4.เดินทางบ่อยมากครับ 5.การคอยคิวถ่ายที่ยาวนานมากๆ ยิ่งรอบ Blind คนเยอะมาก ยิ่งต้องทำใจเลยว่าเวลาขึ้นเวทีเสียงคุณจะคุณภาพแย่ลง 30% มีเรื่องเล่าจาก ไอนัท อีกเพียบนะครับ ตามไปอ่านต่อได้ ที่นี่ ไอนัท The Voice 3 จากรอบ Blind Audition เพลง เกิดมาแค่รักกัน ไอนัท The Voice 3 จากรอบ Knock Out เพลง พูดทำไม --------------------------------------------------------------------------------- มาดูมุมมองของศิลปิน คนเบื้องหลัง กันบ้าง เริ่มที่ พี่ฟั่น โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์ชื่อดัง ได้ออกมาพูดถึงประเด็นดราม่าดังกล่าว ปกติ ผมไม่ชอบดราม่าอะไร แต่เรื่องนี้ในฐานะอยู่วงในด้วย ถ้าหลักฐาน ว่าใครขอขึ้นคีย์ ใครบอกว่าร้องได้สบาย ถูกเผยแพร่ออกไปนี่ ผมว่า จะไม่เหลือที่ยืนในสังคมนะครับ บรรดาแฟนคลับชาวดราม่า จะเงิบกันนะครับ ทางที่ดี ออกมารับ แบบแมนๆ ลูกผู้ชายดีกว่า ในฐานะโปรดิวเซอร์ ผมก็ชอบเสียงนะ เชียร์ด้วย แต่ไม่อยากทำงานด้วยแล้วล่ะ ผมรู้จัก มิวสิคไดเรคเตอร์ทั้งสามคน กับ แสตมป์ ทั้งสี่คนเป็นคนที่ผมสนุกที่เห็นพวกเขาทำงานทุกครั้ง ท่ามกลางความจำกัดของเวลา คิด ทำ และ เวลานอนพักผ่อน แต่หัวใจที่อยากให้งานออกมาดีที่สุดของพวกเขา มีมากกว่าความจำกัดนั้นมันทำให้ดนตรีของรายการดีขึ้นทุกๆครั้ง เชื่อเถอะว่า สามคนนี้ ศิลปินหลายๆคนอยากทำงานร่วมกับพวกเขา แต่โปรดิวเซอร์หลายคนคงไม่อยากทำงานให้บางคนแน่ๆ นี่ก็เริ่มมีน้องๆบางคน ออก มาบอกพฤติกรรมไม่น่ารัก หลังจากที่เคยร่วมงานกันแระ ถัดมาที่ พี่บอย โกสิยพงษ์ กับสเตตัส "จดหมายให้กำลังใจแด่ผู้ตัดสินทุกท่าน" ผมได้มีโอกาสเฝ้าชมการตัดสิน การ comment ของหลายๆท่านในหลายๆรายการประกวดต่างๆ หลายๆครั้งก็มีทั้งเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้น แต่ก็มีหลายครั้งเช่นกันที่ผมในฐานะผู้ชมก็มีความเห็นที่แตกต่าง แต่ที่ผมเขียนจดหมายนี้ขึ้นมาเพราะได้มีโอกาสติดตามคำาวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆของผู้ชมทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับท่านผู้มีตำแหน่งในการตัดสินเหล่านั้น ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ก็เห็นว่าหลายครั้งนอกจากเห็นต่างกันแล้วยังมีคำพูดที่พยายามทำลายผู้ที่เห็นต่างกับตนให้จมธรณีกันเลยทีเดียว คล้ายกับ ผู้ตัดสินทำไมถึงเลือกใข่เจียว แทนที่จะเลือกข้าวมันไก่ อะไรอย่างนั้น พูดเหมือนว่าการที่ผู้ตัดสินเลือกไข่เจียวนั้นช่างอยุติธรรม เลวและชั่วร้ายมากเกินที่จะให้อภัยกับความเห็นที่แตกต่างกันอย่างนี้ได้ แล้วพอมีหนึ่งเริ่ม ก็มี สองสามสี่ใส่อารมณ์ตามขึ้นมาอีกเป็นแถว ซึ่งค่อยๆขยายความร้อนของอารมณ์แค้นที่ถูกขัดใจกับผลตัดสินให้รุนแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลมากขึ้นเรื่อยๆ เพลงก็เหมือนอาหารที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้แหละครับแต่รับประทานกันทางหูและทางใจ แน่นอนสิบคนชอบอีกยี่สิบคนอาจจะไม่ชอบก็ไม่มีใครผิด สิบคนชอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อก็ไม่ควรไปบอกว่าอีกยี่สิบคนที่ชอบข้าวผ้ดหมูไร้รสนิยมหรือโง่หรือไม่ยุติธรรมที่ไปเลือกกินข้าวผัดหมู เพราะมันเป็นแค่ความชอบส่วนตัว และบังเอิญเขาเหล่านั้นดันได้มีโอกาสตัดสินจากรสนิยมส่วนตัวของเขาออกสื่อเท่านั้นจึงอยากเขียนจดหมายนี้ขึ้นมาเพื่อจะให้กำลังใจแด่ท่านผู้ตัดสินทั้งหลายที่อาจจะกำลังท้อใจในการทำหน้าที่ที่เผอิญท่านได้รับมอบหมายจากรายการต่างๆ ให้ยืนหยัดเพื่อรสนิยมของตัวเองต่อไป เพราะหน้าที่ของท่านที่ได้รับมานั้นคือการจริงใจต่อการแสดงความคิดรสนิยมของท่านอย่างซื่อตรงและซื่อสัตย์ต่ออาชีพของท่าน ไม่ใช่การมาแสดงความเห็นเพื่อให้ตรงใจใครครับ สู้ๆนะคร้าบ บอย โกสิยพงษ์ ปล.ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าความคิดใครถูกหรือผิดนะครับแต่หมายความว่าทุกคนมีโอกาสออกความเห็นแต่ไม่ควรคิดว่าความคิดตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง เพราะมันเป็นเรื่องของรสนิยม ไม่ใช่เรื่องคณิตศาสตร์ งานนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า อีก 3 สัปดาห์สุดท้าย ของรายการ The Voice ซีซั่น 3 จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป โดยรอบที่กำลังจะแข่งต่อจากนี้ ผู้ชมทางบ้าน จะมีส่วนในการตัดสิน เลือก 1 คนของแต่ละทีม ผ่านเข้ารอบ Final แล้วมาดูกันว่า 4 คนสุดท้าย จะเป็นใคร แหม่ มันช่างน่าติดตามยิ่งนัก รวบรวมโดย ทีมงานมิวสิคเอ็มไทย ที่มาจาก : Facebook Komol Boonpienpol/Boyd Kosiyabong,ไอนัท เว็บไซต์ www.ihearband.com มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com