ด้วยรักจากซอกตึก

4 องค์ประกอบในการ จัดฮวงจุ้ย ที่ถูกต้อง โดย ซินแสไฮเทค
คำทำนาย /  คำทำนายปี 2016 / 

องค์ประกอบฮวงจุ้ยทั้ง 4 ด้าน 1. ชัยภูมิ (รูปลักษณ์ที่มีผลต่อพลังปราณ) คือเรื่องคุณภาพของชัยภูมิที่เป็นสภาพแวดล้อมรอบๆตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายกระแสพลัง ซึ่งเป็นปัจจัยในด้านที่มองเห็นหรือสัมผัสได้ ซึ่งแบ่งเป็นภายนอกและภายใน ภายนอก • ทิศทางของรถที่วิ่งอยู่บนของถนน • ระดับความสูงต่ำของพื้นที่รอบๆอาคาร • ทิศทางของกระแสลมและน้ำ • อาคารที่อยู่รอบๆ • สภาพแวดล้อมอื่นๆที่อยู่รอบตัว เช่น จั่วแหลม ป้ายโฆษณา หม้อแปลง เสาไฟฟ้า และรวมไปถึงทุกๆสิ่งที่มองเห็นหรือสัมผัสได้ ภายใน • ตำแหน่งของประตู หน้าต่าง ซึ่งเป็นจุดรับพลังเข้ามาในอาคาร • ห้องนอน ห้องทำงาน ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้อยู่อาศัยสะสมพลังวันละหลายๆชั่วโมง • ห้องครัว เตาไฟ เป็นบริเวณที่พลังงานความร้อนหรือธาตุไฟกระจายออกมามากที่สุด 2. องศาทิศทาง (สูตรการคำนวณพลังปราณ) องศาทิศทางของพลังสนามแม่เหล็กโลกที่ทำมุมส่งพลังดีหรือร้ายเข้ามาทางประตู หรือหน้าต่างของบ้าน โดยปัจจัยนี้ตาเปล่ามองไม่เห็น แต่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยวัด ก็คือเข็มทิศหล่อแก และยังต้องมีสูตรลับที่ใช้ในการคำนวณทางพลังงาน ที่คิดค้นขึ้นมาโดยปรมาจารย์ในอดีต ที่จะบอกให้รู้ว่าชัยภูมิที่เรามองเห็นด้วยตานั้น ทำปฏิกิริยาอย่างไรกับองศาทิศทางของพลังงาน จึงจะสามารถบอกให้รู้ได้ว่า สิ่งที่เห็นนั้นจะส่งผลดีหรือร้ายต่อผู้ที่อยู่อาศัยอย่างไร เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ประกอบด้วยปัจจัย 2 ด้าน เช่น มนุษย์เราก็มีด้านที่เป็นร่างกาย(มองเห็นสัมผัสได้) และด้านที่เป็นวิญญาณ(หรือพลังงาน) ซึ่งถ้ามีแต่ร่างกายที่ไร้วิญญาณ ก็จะเรียกว่าศพ คือไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ เช่น แม้ว่าเราจะเอาอวัยวะทุกชิ้นส่วนมาเรียงต่อกันครบทุกชิ้นจนเป็นตัวคน ก็ไม่อาจจะมีชีวิตขึ้นมาได้ เพราะขาดในส่วนของวิญาณ ส่วนถ้าหากมีแต่วิญาณที่ไร้ร่างกายรองรับ เราก็จะเรียกว่าเป็นผี ที่ล่องลอยไร้แก่นสาร ซึ่งในแง่ของฮวงจุ้ยนั้น ก็จะพิจารณาว่าวัตถุรอบๆตัวแต่ละชนิดที่เรามองเห็นอยู่นั้น ทำปฏิกิริยาอย่างไรกับพลังของในแต่ละทิศทาง จึงจะเกิดอิทธิพลส่งผลต่อคนที่อยู่ในบ้านขึ้นมาได้ เช่น จั่วแหลมที่พุ่งเข้ามาใส่หน้าต่างห้องนอนของเรา ก็ไม่ใช่จะทำให้เกิดเรื่องร้ายกับคนที่นอนในห้องนั้นทุกวัน แต่ต้องรอว่าเมื่อไหร่ที่พลังไม่ดีหมุนเคลื่อนตัวเข้ามาทับในทิศทางนั้น จึงจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาได้ การจัดหรือแก้ไขฮวงจุ้ยก็คือ ต้องอ่านให้ออกว่า ถ้าปัญหาอยู่ที่ชัยภูมิซึ่งไม่ยอมจ่ายกระแส ก็ต้องแก้ไขเอาสิ่งที่ขวางกระแสออก เช่น ตัดต้นไม้หน้าบ้าน ย้ายเฟอร์นิเจอร์ที่ขวางทางเข้าออก หรือวัตถุบางชนิดไปอยู่ในทิศทางที่พลังไม่ดี จึงทำปฏิกิริยาให้เกิดเรื่องร้ายกับคนที่อยู่ในบ้านนั้นๆ ก็จัดการเอาวัตถุนั้นออกเสีย ซึ่งปัญหาอย่างนี้เป็นสิ่งที่ซินแสที่มีประสบการณ์จะสามารถช่วยได้ แต่ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย เช่น ถ้ายกห้างมาบุญครองไปเปิดในป่าช้าชลบุรี ซินแสคนไหนในโลกก็คงไม่อาจช่วยคุณขายดีหรือเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ นอกจากจะแนะนำให้ย้ายออก ซึ่งอย่างน้อยก็จะเป็นประโยชน์ในแง่ที่จะช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต เหมือนอย่างกรณีที่ อ.มาศได้มีโอกาสไปดูฮวงจุ้ยให้ฝรั่งที่ตึกเวิร์ลเทรดที่อเมริกา ก็แนะนำให้เขาย้ายออกอย่างเดียว แก้อย่างอื่นไม่ได้ เพราะเขาเป็นผู้เช่ารายเล็กๆของตึกทั้งหมด ซึ่งก็ยังช่วยให้เขารอดชีวิตมาได้ ส่วนถ้าเป็นปัญหาเรื่ององศาทิศทางของพลังไม่ดี ก็ต้องหาทางแก้ในเรื่องทิศทาง ไม่ใช่มาเปลี่ยนแปลงที่วัตถุหรือชัยภูมิ เช่น ถ้าบ้านหลังนั้นหันไปรับกับทิศทางที่พลังไม่ถูกยุคถูกสมัย เข้ามากระตุ้นให้คนในบ้านตัดสินใจลงทุนผิดพลาด จึงได้ทำให้เกิดความล้มเหลวเสียหาย ก็ต้องแก้ไขโดยการปรับองศาทิศทางของบ้านให้รับพลังที่ถูกยุคเข้ามาเสริมคน ให้คิดหรือวางแผนกลยุทธ์ได้เข้ากับยุคสมัยหรือโอกาสภายนอก 3. ดวงชะตา (พลังที่ประจุในตัว)           คือ พลังที่ประจุเข้าไปในตัวของเราตอนที่เกิด ซึ่งจะต้องคำนวณละเอียดไปถึงขั้นยามที่เกิด จึงจะใช้การได้จริง ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทำให้เราต้องการพลังที่ไม่เหมือนกัน เข้ามาเสริมพลังในตัว โดยจะใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ว่าทิศทางของบ้าน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง ให้คุณกับบุคคลมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการจัดทิศหัวนอนและทำงาน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการเลือกรูปแบบการตกแต่งบ้าน กำหนดวิธีการปรับแก้ดวงชะตา 4. ฤกษ์ยาม (กาลเวลาที่สอดคล้อง) คือ วิธีการคำนวณช่วงระยะเวลาที่พลังจากจักรวาล จะส่งผลบวกต่อบุคคลและทิศทางของบ้าน เพื่อประสานปัจจัยพลังงานของฟ้า ดิน และคน ให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งมีเทคนิคในการคำนวณหาที่สลับซับซ้อน ไม่เหมือนกับที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน ถ้าหากการจัดฮวงจุ้ยไม่ได้กระทำครบทั้ง 4 องค์ประกอบ ก็ไม่อาจจะทำให้เกิดประสิทธิผลตามที่คาดหวังได้ เช่น ท่านอาจจะได้ชัยภูมิที่ดี องศาทิศทางที่นำกระแสพลังที่ถูกยุคเข้ามา แต่ถ้าท่านเริ่มต้นก่อสร้างในวันเวลาที่พลังงานจากฟ้าไม่ดี ทำให้บ้านของท่านประจุพลังร้ายเข้าไปในบ้าน เมื่อท่านเข้าไปอยู่ก็จะสะสมพลังร้ายเหล่านี้เข้าไปในตัว ย่อมทำให้ชีวิตค่อยๆผกผันไปในทางไม่ดี โดยที่ซินแสที่มาตรวจสอบฮวงจุ้ยให้ท่านในภายหลังจากที่ท่านเข้าอยู่แล้ว ก็อาจงงว่าชัยภูมิและองศาทิศทางดีแต่ทำไมไม่เจริญรุ่งเรือง แต่สูตรที่ถูกต้องในการสร้างสัมพันธ์ของทั้ง 4 ปัจจัยให้เป็นหนึ่งเดียวนั้น ถูกเก็บงำไว้เป็นความลับสุดยอด ที่เปิดเผยหรือสอนกันอยู่ตามสำนักต่างๆในปัจจุบัน จึงแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เช่น บางแห่งดูชัยภูมิใช้หลักวิชาหนึ่ง แต่คำนวณองศาทิศทางของพลังจะใช้อีกวิชาหนึ่ง ส่วนการจัดห้องให้เข้ากับบุคคลก็ไปใช้อีกวิชา พอหาฤกษ์ที่จะดำเนินการก็ไปใช้อีกระบบ เมื่อไม่ได้ใช้วิชาในระบบเดียวกัน จึงอาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ได้ออกมาดังที่ประสงค์ไว้ ปัญหาของวงการวิชาฮวงจุ้ยในปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องของการที่ไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานของวิชา เหมือนกับระบบการแพทย์ที่จะมีขั้นตอนชัดเจนว่า ถ้าผู้ป่วยมีอาการแบบไหนมา จะต้องเริ่มต้นรักษาด้วยขั้นตอนไหน เนื่องจากวิชาฮวงจุ้ยนั้น ถือกำเนิดมาในโลกตะวันออกที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากตะวันตกอย่างสิ้นเชิง เพราะในโลกตะวันตกนั้น เมื่อคุณค้นพบสิ่งใดแล้วนำมาเปิดเผยสู่สาธารณชนทราบ คุณจะได้รับการยกย่องเชิดชู เมื่อใดที่มีการพูดถึงในเรื่องนี้ ก็จะต้องอ้างอิงชื่อของคุณ ถ้าหากจะนำผลงานของคุณไปใช้ก็จะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ จึงทำให้หลักวิชามีมาตรฐาน ทุกคนมีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงได้ ส่วนในโลกตะวันออกนั้น เมื่อคุณค้นพบสิ่งใดแล้วนำมาเปิดเผยสู่สาธารณชนทราบ ทุกคนมีแต่รอคอยจะก็อปปี้ เมื่อนำไปใช้ก็อ้างว่าตนเองค้นพบเอง จึงไม่มีใครอยากที่จะเปิดเผยวิชาออกมา มีแต่จะสอนให้กับลูกหลานหรือลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดเท่านั้น ส่วนถ้าจะมีการเขียนตำรา ก็จะไม่เปิดเผยเคล็ดวิชาที่แท้จริงลงไป จึงทำให้ไม่มีการกำหนดหลักมาตรฐานของวิชา ว่าจัดแบบนี้ถูก จัดแบบนั้นผิด ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือซินแสทุกคนจะมีความเชื่อว่า วิชาที่ตนเองเรียนมาเป็นวิชาที่ถูกต้อง จึงไม่ค่อยจะมาสังสรรค์สมาคมกัน และก็เป็นเรื่องของวาสนาของลูกค้าเองว่าจะพบซินแสคนไหน ใช้วิชาอะไร หรือชำนาญกับชัยภูมิแบบที่ตรงกับบ้านของคุณพอดี เรียกว่ารักษาถูกโรค ก็จะเห็นผลอย่างรวดเร็ว การจัดฮวงจุ้ยจึงไม่ใช่เรื่องของมือสมัครเล่นที่อ่านหนังสือที่ขายอยู่ใน ท้องตลาดไม่กี่เล่มจะมาตั้งตัวเป็นซินแสรับให้คำปรึกษาแก่บุคคลทั่วไป คือประเภทที่เรียนรู้มาไม่จริง แต่กลับมาเดินในเส้นทางนี้ เอาวัตถุมงคลมาหลอกขายชาวบ้าน เช่น การติดเสือคาบดาบ หรือกระจกแปดทิศ(โป๊ยข่วย) การตั้งเจ้าที่ ฮกลกซิ่ว ตั้งวัตถุมงคล ของปลุกเสก หรือยันต์ต่างๆ เหล่านี้คงเป็นสิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้ ซึ่งซินแสในปัจจุบันกว่า 90 % เป็นเช่นนี้ ทั้งๆที่ในคัมภีร์โบราณทางฮวงจุ้ยทั้งหมดไม่เคยมีการบัญญัติให้ใช้สิ่งเหล่า นี้ ซึ่งอาจจะเรียกว่า ซินมั่ว หลักการที่ถูกต้องของวิชาฮวงจุ้ย ก็คือ หาวิธีการช่วยให้คนนำความรู้ความสามารถและศักยภาพที่เขามี ไปจับกับความต้องการของตลาดหรือโอกาสภายนอก ลองยกตัวอย่างของคน2 คนที่เก่งเท่ากัน ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ทุกๆวันที่ออกไปหาลูกค้าวันละ 10 ราย ถ้าคนแรกออกไปแต่ละวันก็บังเอิญได้เจอแต่ลูกค้าที่กำลังอยากได้สินค้าชนิด นั้นพอดี ก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย แต่อีกคนเมื่อออกไปทุกวัน ก็พบแต่ปัญหาอุปสรรค ลูกค้าทุกรายที่ไปพบ บังเอิญยังไม่ต้องการสินค้าตัวนี้ ถ้าเจอแบบนี้ตลอดก็เรียกว่า พบกับความล้มเหลว หมุนเงินไม่ทัน ไม่มีเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ นี่คือหลักของฮวงจุ้ย คือพยายามช่วยให้บ้านรับพลังที่ถูกยุคเข้าไปกระตุ้นคน ให้คิดและทำสิ่งต่างๆได้ถูกยุค ถูกสมัย ถูกจังหวะกับโอกาสภายนอก ฮวงจุ้ยจึงเหมือนกับตัวคูณ ที่ทำหน้าที่ขยายศักยภาพของคนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ถ้าคุณมีความสามารถในระดับ 80 คะแนน แล้วได้ฮวงจุ้ยระดับ 100 เป็นตัวคูณ ก็จะกลายเป็น 8,000 แต่ถ้าได้ได้ฮวงจุ้ยที่ดีระดับ 100,000 ก็จะขยายเป็นผลงานระดับ 8,000,000 ส่วนถ้าโชคร้ายพบกับฮวงจุ้ยติดลบ 1000 เมื่อคูณเข้าไปใส่กับความสามารถที่คุณมี สิ่งที่จะสูญเสียก็กลายเป็น -80,000 แต่ถ้าหากว่าคนๆนั้นมีความสามารถเป็น 0 เช่นเป็นคนปัญญาอ่อน ต่อให้ได้ฮวงจุ้ยระดับ 1,000,0000 คะแนน เมื่อคูณกับ 0 ก็กลายเป็นศูนย์ ข้อมูลโดย : อ.มาศ ซินแสฮวงจุ้ยระดับโลก

น่ารัก! พิพิธภัณฑ์สนูปี้ (Snoopy Museum Tokyo) แห่งแรกของโลก เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
Snoopy Museum Tokyo /  ที่เที่ยวญี่ปุ่น / 

แน่นอนว่าถ้าพูดถึง สนูปี้ (Snoopy) ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นการ์ตูนที่โด่งดังทั่วโลก เป็น หมาสุดแนว เป็นตัวของตัวเอง วันๆ ก็เอาแต่แพลงกิ้งอยู่บนบ้านหลังคาสีแดง ที่มาพร้อมกับเหล่าแก๊งพีนัต ล่าสุดตอนนี้ก็ได้มี  พิพิธภัณฑ์สนูปี้ (Snoopy Museum Tokyo) แห่งแรกของโลก เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว ณ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น น่ารัก! พิพิธภัณฑ์สนูปี้ (Snoopy Museum Tokyo) แห่งแรกของโลก เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สนูปี้ (Snoopy) หมาสุดแนวตัวนี้เป็นตัวการ์ตูนที่โด่งดังและได้รับความนิยมทั่วโลก มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา คนที่ให้กำเนิดสนูปี้คือ ชาร์ลส์ ชูซ (Charles M. Schulz) สนูปี้เป็นการ์ตูนตลกของฝรั่ง อารมณ์เหมือนแมวการ์ฟิลด์ มันเป็นหมาของ เด็กผู้ชาย ที่ชื่อชาร์ลี บราวน์ สมาชิกหลักของแก๊งพีนัต เรื่องราวก็จะเป็นเรื่องตลกแบบเด็กๆ ออกครั้งแรกเป็นหนังสือ น่ารักน่าอ่าน จนต่อมากลายสร้างเป็นการ์ตูนทางโทรทัศน์ Charles M. Schulz Museum (พิพิธภัณฑ์ชาร์ลส์ เอ็ม ชูซ) และ Research Center in Santa Rosa, California ได้ร่วมมือกันเปิด พิพิธภัณฑ์สนูปี้ Snoopy Museum Tokyo スヌーピーミュージアム ขึ้น ณ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อซื้อตั๋วเสร็จแล้ว เข้ามาข้างใน เราสามารถนำตั๋วไปแลกกับทางพิพิธภัณฑ์ เป็นตั๋วที่ระลึก มีลาย 4 แบบ ภายในพิพิธภัณฑ์สนูปี้ มีโซนต่างๆ ที่น่าสนใจหลายที่ อาทิ โซนห้องนิทรรศการภาพวาด เจ้าสนูปี้และแก๊งค์ Peanuts, โซน Gallery ภาพวาดสนูปี้กับเหล่าคนดังต่างๆ, ต้นกำเนิดของสนูปปี้ รวมถึงผลงานการ์ตูนต้นฉบับของ Charles M. Schulz Museum ที่หายาก และบางชิ้นก็ยังไม่เคยตีพิมพ์ นำมาจัดให้ชมกันที่นี่ด้วย และที่น่าสนใจไปกว่าก็คือ พิพิธภัณฑ์สนูปี้ จะเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่ทุกๆ 6 เดือน โดยคอนเซ็ปต์แรกใช้ชื่อว่า My Favorite Peanuts : Peanuts of Love เป็นการนำเอาต้นฉบับของการ์ตูน Peanut 60 มาจัดแสดงให้ชมกัน ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน ถึงวันที่ 25 กันยายน 2016 เมื่อสิ้นสุดก็จะเป็นเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ที่สอง คือ Hello again, Snoopy เริ่มจัดตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ถึงวันที่ 9 เมษายน ปี 2017 ค่ะ ภายในพิพิธภัณฑ์สนูปี้ มี Cafe Blanket คาเฟ่สุดน่ารัก ภายในมีทั้งอาหาร พิซซ่า แพนเค้ก ของหวาน เครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย แถมการตกแต่งและสีสันน่าทานมากๆ ตอนนี้มีเมนูหลักเป็นแซนด์วิชและเฟรนฟรายด์ เสริฟพร้อมซอสพีนัทบัตเตอร์ ตามคอนเซปต์ My Favorite Peanuts ส่วนราคาก็สูงพอสมควร อย่างแซนวิชก็เริ่มต้นที่ 1,500 เยน มีโซนโต๊ะนั่งแบบ indoor และ outdoor Brown’s Store ร้านขายของที่ระลึกสนูปี้และแก๊งค์พีนัต สิ่งของเครื่องใช้น่ารักกุ๊กกิ๊ก เช่น ถ้วย ชา กาแฟ ของตกแต่ง artwork เสื้อยืด นาฬิกา แก้วน้ำ กระเป๋า คุ้กกี้ และบางชิ้นสามารถหาซื้อได้แค่ในชอปนี้เท่านั้น และเป็น Limited Edition ที่อื่นไม่มีนะจ๊ะ ที่ตั้ง : Tokyo-to, Minato-ku, Roppongi 5-6 ขึ้นรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro มาลงสถานี Roppongi และเดินต่ออีก 7 นาที เวลาทำการ : เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 20.00 น. (เข้าได้จนถึง 19.30 น.) กำหนดเข้าได้ 5 รอบต่อวัน คือ 10:00-11:30, 12:00-13:30, 14:00-15:30, 16:00-17:30 และ 18:00-19:30 ราคาค่าเข้า : ตั๋วล่วงหน้า : ผู้ใหญ่ 1,800 เยน / นักศึกษา 1,200 เยน / เด็กมัธยม 800 เยน / เด็กเล็ก 4 ขวบขึ้นไป 400 เยน (ถ้าซื้อตั๋ววันที่เข้าชม ราคาจะสูงกว่า 200 เยน ทุกประเภท) ข้อมูลและรูปภาพจาก: www.snoopymuseum.tokyo ติดตามเพิ่มเติม : Facebook Page, Instagram : Snoopy Museum Tokyo

Audio Technica เปิดตัวในไทย หูฟังคุณภาพเสียงจากญี่ปุ่น
ATH-ANC40BT /  ATH-SR5BT / 

บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด เผยโฉมสุดยอดหูฟังจาก Audio Technica แบรนด์หูฟังคุณภาพอันดับ 1 จากประเทศญี่ปุ่น 6 ปีซ้อน พร้อมกันถึง 2 รุ่นด้วยกัน คือ ATH-ANC40BT และ ATH-SR5BT โดยทั้งสองรุ่นเป็นหูฟังไร้สายที่ต่อยอดสุดยอดเทคโนโลยีด้านเสียงที่ได้รับการยอมรับจากนักฟังเพลงทั่วโลกให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรักเสียงเพลงในยุคปัจจุบันที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับคุณภาพและอิสระในการใช้งานพร้อมพกพาไปได้ทุกที่ทุกเวลา สำหรับ ATH-ANC40BT เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 ของหูฟังตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (active noise cancelation) ของแบรนด์ออดิโอ เทคนิก้า ที่โด่งดังระดับโลกมาแล้วหลายรุ่น ซึ่ง ATH-ANC40BT ออกแบบขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายต่อผู้ใช้งานสูงสุด เพราะนอกจะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนแบบไร้สายแล้ว ยังเป็นตัวแรกที่เป็นรูปแบบของการสวมใส่ที่สะดวกสบาย กระทัดรัดแบบที่ไม่เคยมีหูฟังตัวไหนทำได้มาก่อน โดยเทคโนโลยี Noise Cancelling ของออดิโอ เทคนิก้า เป็นนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านเทคโนโลยีป้องกันเสียงดังรบกวนจากภายนอกมาแล้วหลากหลายรางวัล โดย ATH-ANC40BT สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดถึง 90% และด้วยดีไซน์แบบคล้องคอด้านหลัง และมีสายที่พอดีกับใบหูทำให้สะดวกในการใช้งานและพกพา โดยมาพร้อมซิลิโคนอย่างดีให้เลือก 4 ขนาดให้คุณสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับขนาดรูหู และไดร์เวอร์ขับเสียง 13.5 mm ยิ่งไปกว่านั้นหูฟัง ATH-ANC40BT ยังรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ถึง 8 อุปกรณ์ผ่านระบบบลูทูธ รวมถึงมีรีโมทและไมโครโฟนแบบอินไลน์ในตัวช่วยให้การโทรออกรับสายและควบคุมการเล่นเพลงบนสมาร์ท ดีไวซ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยรองรับการใช้งานโทรศัพท์และฟังเพลงได้นานถึง 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ ภายในชุดหูฟังยังมาพร้อมสายสำรองแบบถอดออกได้เพื่อใช้ในกรณีที่แบตเตอรี่หมดหรือตัวสัญญาณไม่มีระบบบลูทูธ รวมถึงมี อะแดปเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อบนเครื่องบินอย่างไร้ขีดจำกัดอีกด้วย โดยพร้อมวางจำหน่ายในราคา 7,400 บาท ส่วน ATH-SR5BT เป็นหูฟังออนเอียร์ (on-ear) แบบไร้สายคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res Audio ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหูฟังรุ่นพี่ที่ได้รับรางวัลระดับโลกอย่าง ATH-MRS7 โดย ATH-SR5BT มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ของหูฟังบลูทูธที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดล้ำ aptX ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเสียงของอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายให้ดียิ่งขึ้น ขนาดเล็กกะทัดรัดและมีน้ำหนักเบาเพียง 185 กรัม ทำให้พกพาสะดวกและสวมใส่สบายตลอดการใช้งานด้วย Memory Foam Ear Pad นอกจากนี้ ATH-SR5BT ยังมาพร้อมไดร์เวอร์ขับเสียงคุณภาพขนาด 45 mm อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนจากการสนทนามาสู่การฟังเพลงได้ผ่านการเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิลซึ่งมาพร้อมกับไมโครโฟนในตัว ทั้งยังมาพร้อมกับการเชื่อมต่อบลูทูธกับเทคโนโลยี aptX แถมยังเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่าน NFC โดยแบตเตอรีสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 38 ชั่วโมง รวมถึงมีสายหูฟังสำรองที่สามารถถอดได้ความยาว 1.2 เมตรสำหรับการใช้งานในบริเวณที่ไม่มีสัญญาณระบบบลูทูธ โดยพร้อมวางจำหน่ายในราคา 7,400 บาท

ดีใจมีหลานแล้ว!! แจ็ค แฟนฉัน ควงแฟนสาวให้กำลังใจ กุ๊บกิ๊บ คลอด น้องเป่าเปา เฝ้าถึงรพ.!!
กุ๊บกิ๊บ คลอด /  กุ๊บกิ๊บ คลอดลูกสาว / 

  ออกอาการดีใจและเห่อหลานเอามากๆ สำหรับ แจ็ค แฟนฉัน ที่เพิ่งจะลาสิกขาออกมาหมาดๆ ก็เจอแต่เรื่องราวดีๆ ในชีวิต ล่าสุดควง “คุณ” แฟนสาว และยังมีดีกรีเป็นเพื่อนสนิทของ สาวกุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ มาให้กำลังใจคุณแม่มือใหม่ถึงโรงพยาบาล โดย แจ็ค แฟนฉัน ดีใจสุดๆ โพสต์ภาพแรกคู่กับ น้องเป่าเปา ลูกสาว กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ และ บี้ KPN พร้อมแคปชั่นน่ารักๆ ว่า   “หลานลุงแจ็ค” “รักมาก #น่ารักจริงๆ” และ “มีความสุขมากวันนี้”   ส่วนด้าน คุณ แฟนสาวของ หนุ่มแจ็ค ได้โพสต์ให้กำลังใจตั้งแต่ก่อน กุ๊บกิ๊บ จะคลอด น้องเป่าเปา พร้อมกับชื่นชมในความเป็นสุดยอดคุณแม่ของ กุ๊บกิ๊บ ที่ยอมเจ็บแทบตายแต่ก็ไม่ยอมบล็อคหลัง ว่า   “Waiting for my nieceหม่ามี๊ @gggubgib36 เจ็บมากแล้วว รีบออกมาได้แล้วหลานรักก คุณน้ารออยู่นะคะ!! ป.ล. เพื่อนชั้นสตรองมาก เห็นตัวเล็กๆงี้ แต่นางมีพลังมหาศาล เจ็บแทบตายก็ไม่ยอมบล็อคหลังนะคะ มึงเก่งมากก กูภูมิใจในตัวมึง อดทนอีกนิดเดียวนะ มันคือ #ความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตและสวยงามสุดในชีวิตเช่นกัน กูรักมึง!!#motherhood”   อีกทั้งยังเผยวินาทีแรกที่เห็นหน้า น้องเป่าเปา ร้องไห้จ้าไม่หยุดเลยทีเดียว   “my lil PAOPAO วินาทีแรกที่เดินเข้ามาเจอเพื่อนกับหลาน คือ ร้องไห้ไม่หยุด!! #รักนะหลานน้า” ขอบคุณภาพจาก IG khunkununya, jackfanchan                  

รีวิว Sing Street : เมื่อความจริงใจแฝงไว้ในเพลงรัก
Sing Street /  จอห์น คาร์นี / 

รีวิว Sing Street : เมื่อความจริงใจแฝงไว้ในเพลงรัก หลังจากสร้างชื่อเสียงจากหนังเกี่ยวกับเพลงอย่าง Once และ Begin Again มาแล้ว ปีนี้ จอห์น คาร์นี ผู้กำกับนักดนตรีก็ได้จัดหนังเพลงเรื่องใหม่ Sing Street มาสะท้อนมุมมองความรักในช่วงวัยรุ่นหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยใช้ฉากหลังเป็นเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ในยุคปี 80 Sing Street เล่าถึงเรื่องราวเด็กชายวัย 14 ปี คอร์เนอร์ รับบทโดย เฟอร์เดีย วอลช์-พีโล ที่มีเหตุให้ต้องย้ายโรงเรียนอย่างกะทันหัน ท่ามกลางความย่ำแย่ของสังคมในโรงเรียนเขาได้พบกับ ราฟิน่า รับบทโดย ลูซี่ บอยน์ตัน หญิงสาวแสนสาวแกมหยิ่ง และเพื่อการเอาชนะใจเธอ...คอร์เนอร์จึงตัดสินใจฟอร์มทีมกับเพื่อนตั้งวงดนตรี “Sing Street” ขึ้นมาซุ่มซ้อมทำเพลงเพื่อทาบทามเธอมาเล่น MV แบบเนียน ๆ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าภาพรวมของหนังได้ตีแผ่สภาพสังคมตะวันตกทั้งในเรื่องของ สถาบันครอบครัว ได้แก่ความไม่สมบูรณ์ของครอบครัว, ความผูกพันระหว่างพี่น้อง, การตีกรอบและการให้อิสระทางความคิดและการกระทำแก่ลูกหลาน สถาบันการศึกษา ได้แก่ ระบบชนชั้นภายในโรงเรียน (ภราดา – ครูประจำวิชา – นักเรียนเก่า – นักเรียนใหม่) และการตั้งกลุ่มกิจกรรมเสรี อย่างเช่น การฟอร์มวงดนตรีและขอขึ้นโชว์บนเวที เป็นต้น นอกจากนี้ เชื่อว่าอีกประเด็นหนึ่งที่แฝงอยู่ในหนังก็คือเรื่องความรักแบบวัยรุ่น ที่พบหน้าค่าตากันเพียงไม่นานก็ตกหลุมรักกันแล้ว ซึ่งหากมองในมิติของโลกแห่งความเป็นจริงเราจะเห็นว่าความรักประเภทนี้เป็นรักแบบประเดี๋ยวประด๋าว ไม่จีรังยั่งยืน ต่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องเพลงรักจีบกันทุกวันจนดูหวานซึ้งน่าเอ็นดูก็ตาม ทว่าลึก ๆ แล้วสิ่งที่จะเหนี่ยวรั้งหัวใจของคนสองคนให้ผูกพันกันได้อย่างถาวรก็คือความจริงใจต่างหาก ในส่วนของพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ของตัวละครมีลักษณะเป็นกราฟขึ้น ตีคู่ขนานไปกับการใช้บทเพลงเป็นสื่อนำพาให้เรื่องเดินหน้าต่อไป ดังนั้นจุดเด่นที่สำคัญของเรื่องจึงอยู่ที่จังหวะการปล่อยซีนซ้อมร้องเพลงอันไพเราะเหมาะเจาะกับสถานการณ์อย่างพอดิบพอดี แต่ถึงกระนั้นซีนร้องเพลงเหล่านี้ก็เป็นดาบสองคมแบบกลาย ๆ จากการที่ในหนังมีซีนทำนองนี้ค่อนข้างมาก ทำให้เรื่องมีความเนือยและดูเป็นแพทเทิร์นซ้ำกัน ท้ายที่สุดนี้ ขอมอบคะแนน 3.5/5 ให้สำหรับท่วงทำนองเพลงรักสุข-เศร้า-เหงา-บันเทิงที่นำพาคนสองคนให้มาพบและมีช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

mahogany homes แสนหวานใน บ้านมะฮอกกานี
บ้านชั้นเดียว /  แบบบ้าน

วันนี้ Decor.MThai ได้หยิบเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ mahogany homes แสนหวานในบ้านมะฮอกกานี มาให้เพื่อนๆ ชมกันค่ะ บทความนี้เป็นบทความของคุณศิวนาถ  เสนาประทุม ภาพประกอบสวยๆ จากชยพล  ปาระชาติ Mahogany Homes แสนหวานใน บ้านมะฮอกกานี ลองจินตนากการถึงหนังเรื่อง Mahogany ซึ่งมีชื่อภาษาไทยว่า นางสาวมะฮอกกานี ของ Paramout ที่เข้าฉายเมื่อปี 1975 นำแสดงโดย Diana Ross รับบทเป็นนางเอก ด้วยเพลงประกอบอันสุดแสนไพเราะติดหูอย่าง Do You Know Where You're Going To ด้วยความที่ชื่นชอบทั้งเนื้อเรื่อง และบทเพลงจึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณนก ศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอนโฮม จำกัด ตัดสินใจตั้งชื่ออาคารหลังนี้ว่า บ้านมะฮอกกานี กอปรกับอาณาบริเวณของบ้านที่ร่มรื่นไปด้วยเจ้าต้นไม้ชนิดนี้ที่ปลูกเรียงรายแตกกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา สร้างความสดชื่น รื่นรมย์ และความรู้สึกผ่อนคลายให้แก่ผู้อาศัยได้เป็นอย่างดี คุณนกออกมาต้อนรับทีมงานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม กับชุดที่เต็มไปด้วยสีสันสว่างสดใส รับกับบรรยากาศของบ้านได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เธอเล่าให้ทีมงานฟังถึงที่มาของบ้านแสนน่ารักหลังนี้ว่า "ที่ดินแปลงนี้เราเห็นมาตั้งแต่ช่วงปี 48 ตอนนั้นมีโอกาสได้มาปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ซึ่งมีบ้านอยู่ในโครงการนี้ ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ และผู้คนไม่พลุกพล่าน ครั้งแรกที่เห็นก็รู้สึกถูกใจประกอบกับที่เราอยากปลูกสร้างบ้านเอง ด้วยหลังจากนั้น 5 ปีถัดมา ก็ได้กลับมาซิ้อด้วยราคาที่ลดลงเยอะมาก อีกทั้งที่ดินดังกล่าวก็อยู่ติดกับบ้านเพื่อน ซึ่งเราก็ตั้งใจว่าอยากให้เป็นบ้านพักตากอากาศในช่วงวันหยุด และในอนาคตหากเกษียณก็จะกลับมาอยู่มากขึ้น ซึ่งคุณนกก็ได้สถาปนิกของบริษัท เธอเองมาสานต่อความต้องการโดยโจทย์แรกที่เธอตั้งใจนั้น คืออยากได้บ้านรูปทรงโคโลเนียล เพื่อเป็นบ้านสำหรับการพักผ่อนหรือบ้านตากอากาศ การออกแบบก็เรื่มจากการวางฟังก์ชั่นการใช้สอยที่ต้องลอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของบ้าน บ้านหลังนี้จึงออกมาในลักษณะที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน แต่เพียงพอและใช้งานจริงได้อย่างสะสวfสบาย บ้านมะฮอกกานีหลังน้อยมีพื้นที่ใช้สอย 350 ตารางเมตร ด้วยข้อจำกัดของเจ้าของโครงการที่ไม่ให้สร้างบ้าน 2 ชั้น ประกอบกับที่ดินซึ่งเป็นเนินลาดเอียง รวมถึงการเชื่อมต่อกับบ้านข้างเคียงที่เกือบจะเป็นบ้านแฝด ทั้งในแง่ของสายตาและการเข้าถึง อีกทั้งต้นไม้เดิมที่ทั้ง 2 บ้านอยากเก็บรักษาไว้ ซึ่งเป็นอุปสรรคพอสมควร ในการออกแบบบ้าน ซึ่งสถาปนิกเองก็ได้รวบรวมข้อมูลทดลองออกแบบขึ้นมาอยู่หลายแบบ โดยรูปทรงโคโลเนียลนั้นจะเข้ากันได้ยาก กับฟังก์ชั่นที่คุณนกต้องการ สุดท้ายก็มาลงตัวที่แบบบ้านชั้นครึ่งในสไตล์ Barn House บ้านทรงโรงนาของฝรั่ง มาพร้อมทรงหลังคา Garbrel Roof ที่เข้ามาตอบโจทย์ภาพรวมทั้งภายในและภายนอกทั้งหมดได้อย่างลงตัวพร้อมทั้งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจากทรงหลังคา และเข้ากันได้ดีกับไม้ฝาที่คุณนกต้องการ แต่เนื่องจากเป็นทรงหลังคาที่สถาปนิกเองไม่คุ้นเคย และไม่เคยออกแบบมาก่อนก็ต้องใช้เวลาศึกษานานพอสมควร ทั้งนี้การออกแบบภายในจึงเป็นลักษณะโถงกว้างเปิดโล่งด้วยประตูบานเฟี้ยมกระจกใส และหน้าต่างบานกว้างดีไซน์อยู่รอบตัวบ้าน ทำให้ลมพัดผ่านอากาศถ่ายเทได้ทั้งวัน โดยบ้านหลังนี้ก็ไม่ใช้เครื่องปรับอากาศมีเพียงพัดลมเท่านั้น  และเนื่องจากเป็นบ้านที่อยู่ในโครงการที่สวย และมีจุดเด่นใกล้ขุนเขา บริเวณโดยรอบมีต้นไม้ร่มรื่น มีเสียงสายน้ำไหลเพราะมีลำธารอยู่ใกล้ๆ คุณนกจึงต้องการให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายนอกเป็นพิเศษ ฉะนั้นการออกแบบส่วนใหญ่จึงถูกเทสัดส่วนไปที่พื้นที่เฉลียงเพื่อให้สามารถพักผ่อนหย่อนใจตลอดจนทำกิจกรรม หรือใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างสบาย สัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด สถาปนิกจึงพยายามเชื่อมพื้นที่ภายในออกสู่ภายนอกผ่านกิจกรรมตามฟังก์ชั่น คือ Counter pantry เพื่อความสะดวกในการพัก และเสิร์ฟอาหารได้อย่างคล่องตัว เหมาะกับสำหรับปาร์ตี้ในครอบครัวยิ่งนัก ขณะเดี่ยวกันห้องนอนของคุณแม่ ก็ได้ถูกดีไซน์ให้อยู่ชั้นล่างเพื่อสะดวกในการเดิน และหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากการเดินขึ้นลงบันได ก่อนจะขึ้นสู่ชั้นบนด้วยบันไดสีเขียวเข้มเป็นที่สะดุดตา ซึ่งคุณนกเธอได้แรงบันดาลมาจากแมกกาซีนฝรั่ง ซึ่งไปเปิดเจอที่ร้าน Kinokuniya ในช่วงที่กำลังสร้างบ้านพอดี เมื่อเห็นแล้วเกิดประทับใจ และย้ำว่า "ฉันต้องดีไซน์บันไดเป็นสีเขียว" นั่นจึงเป็นที่มา จากนั้นโทนสีเขียวพาสเทลที่ฉาบทาผนังจึงตามมาภายหลัง ซึ่งเธอก็บอกกับเราว่าเป็นโจทย์ที่ประหลาดอยู่เหมือนกัน เมื่อรูปทรงหลังคาถูกนำมาดีไซน์ให้กลมกลืนกับสเปซภายในบ้าน ฉะนั้นห้องนอนของคุณนกที่อยู่ชั้นบน จึงให้ความรู้สึกคล้ายกับห้องนอนใต้หลังคาเชื่อมออกมายังระเบียงที่ถูกต่อเติมขึ้นด้วยพื้นไม้ลามิเนตสู่ส่วนนั่งเล่น ที่ส่วนใหญ่คุณนกจะใช้เป็นพื้นที่รับแขก และจับปาร์ตี้เล็กๆ และยังปรับเป็นที่นอนสำหรับรองรับแขกได้ด้วย อีกทั้งยังทำให้ Dormer ซึ่งเป็นช่องเล็กๆ ที่หลังคาสามารถใช้งานได้จริง เพราะนอกจากจะเป็นช่องเปิดให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามา และช่วยระบายอากาศให้กับภายในแล้ว ยังเป็นเสมือนจุดชมวิวที่ระดับชั้น 2 เพื่อมองออกไปภายนอกแล้วเกิดการเชื่อมต่อกับบริบทแวดล้อมได้อีกจุดหนึ่ง คงจะดีไม่น้อยหากปั้นปลายชีวิตของเรา ได้อยู่กับครอบครัวที่รัก มีเพลงให้ฟังมีหนังสือให้อ่าน มีความอร่อยของอาหารที่ร่วมกันลงมือทำอยู่ตรงหน้า ได้ยิ้มหัวเราะกับเพื่อนฝูงข้างบ้าน แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศดีๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถเติมเต็มความสุขให้เกิดขึ้นทุกวันได้ไม่ยาก เฉกเช่นเดียวกับครอบครัวของคุณนก ภายในบ้านมะฮอกกานีแสนหวานหลังนี้ ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Jan 2016 จาก Mbookstore 

บอย ตรัย เล่ามุมมองของชีวิตคู่ ผ่านเพลงใหม่ 'เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม'
ตรัย ภูมิรัตน /  ตรัย ภูมิรัตน์ / 

บอย ตรัย ส่งต่อเพลงรักที่จะทำให้คุณได้ซึ้ง ไปกับ... 'เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม' กลับมาทวงตำแหน่งเจ้าพ่อเพลงรักอีกครั้ง สำหรับ บอย ตรัย ภูมิรัตน ซึ่งหลังจากส่งเพลงแห่งความสุข อย่าง ฮานาบิ มาให้ฟังไปเมื่อปลายปีที่แล้วเป็นการจุดพลุฉลองซิงเกิ้ลแรกของ ขุนเขาแห่งหมี อัลบั้มเดี่ยวในรอบ 10 ปี... และตอนนี้ บอย ตรัย กลับมาพร้อมซิงเกิ้ลที่ 2 เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม แค่ชื่อเพลง เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม ก็ชวนน้ำตาร่วงแล้ว กับการเล่าถึงมุมมองความรักและความผูกพันของการใช้ชีวิตคู่ ที่แต่ละคนต่างก็มีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป บางเรื่องเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เรามองข้าม แต่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของใครอีกคนก็ได้ เพลง เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม มีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องราวเล็กๆ ของ บอย ตรัย ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า..."จุดเริ่มต้นของเพลงนี้ คือผมอยากจะแต่งเพลงที่แทนความรู้สึกเพื่อให้เป็นของขวัญวันครบรอบให้กับภรรยาซึ่งรู้จักกันมา12 ปี โดยเล่ามุมมองของการใช้ชีวิตคู่ ซึ่งคำว่านานของแต่ละคู่แตกต่างกัน แต่สำหรับความสัมพันธ์นั้น ไม่ว่าจะกี่ปี ถึงแม้ทุกอย่างจะเหมือนเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ ดีกัน โกรธกัน งอนกัน ร้องไห้และหัวเราะไปด้วยกัน จนดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาระหว่างเรา ก็ไม่ได้หมายความว่าในเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวันเหล่านี้จะไม่มีความรักที่สวยงามซ่อนอยู่" บอย ตรัย ภูมิรัตน - เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม | (OFFICIAL MV) youtube channel : Spicydisc "สำหรับดนตรีของเพลง เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม เป็นแนวโฟล์ค–ป็อบ ให้บรรยากาศอบอุ่น สบายๆ มีกลิ่นอายคันทรี่นิดๆ ใช้เสียงกีต้าร์อะคูสติกเป็นตัวดำเนินเรื่อง มีท่อนที่มีเครื่องเป่าออกมาบรรเลง ที่เปรียบเสมือนเป็นกองเชียร์ให้เรามีกำลังใจในการประคับประคอง ดูแลความรักที่แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความรักความผูกพัน จะทำให้เราผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปด้วยกัน ซึ่งก่อนที่เราจะปล่อยเพลงออกมาให้ฟังเราได้ทำเป็นภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของคู่รัก โดยเราขอเวลาเพียง 5 นาทีชมคลิปนี้ให้จบแล้วคุณจะรู้ว่าบางทีเรื่องน่าเบื่ออาจจะกลายเป็นช่วงเวลาที่มีค่าก็ได้ ก็เหมือนกับเพลง เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม แม้บางเรื่องเราอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญจนทำให้ละเลย ก่อนที่จะสายเกินไปลองหันมามองคนใกล้ตัวใส่ใจดูแลกันให้ดีที่สุด ดีกว่ามีนั่งเสียใจในวันที่ไม่มีเขาแล้ว" ใครที่อยากรู้ว่าทำไมเรื่องที่น่าเบื่อจึงกลายเป็นเรื่องสวยงามได้ ต้องลองฟังเพลง เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม ได้ทางคลื่นวิทยุทั่วประเทศ หรือสามารถดาวน์โหลดได้ทาง itunes หรือกดมาได้ที่ *491544 42 และผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ บอย ตรัย ภูมิรัตน ได้ที่ www.spicydisc.com, www.facebook.com/spicydisc.fanpage และทาง LINE OFFICIAL ของ SPICY DISC มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ชีวิตแต่งงานแสนสุข เจน-พอล ลุยปั๊มเบบี๋
เจน เจนสุดา /  พอล สิริสันต์

         แต่งงานกับสามีไฮโซ พอล สิริสันต์ ไปเมื่อต้นปี ชีวิตหลังแต่งงานของ เจน เจนสุดา ดี๊ดี สามีนางไม่ได้เซอร์อย่างเดียว แต่ He เอาอกเอาใจเก่งด้วยนะจ๊ะ เรียกว่าดูแลกันดีแบบยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมเชียวแหละ มีโปรเจกต์อะไรที่อยากทำ ไฮโซพอลก็สนับสนุนเป็นกำลังใจให้อย่างดี         ชีวิตช่วงนี้ของสาวเจนจึงถือว่าพีคสุดๆ รักก็รุ่ง งานก็กำลังไปได้สวย ทั้งงานในวงการและงานแบรนด์เสื้อผ้า Janesuda ที่เจ้าตัวตั้งอกตั้งใจทำขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เหมือนชีวิตจะสุขสันต์ทุกอย่างจะลงตัว เหลือเพียงแต่เบบี๋โซ่ทองคล้องใจที่ทั้งเจนและไฮโซพอลเฝ้ารอทุกเดือนว่าเมื่อไหร่เบบี๋จะมาเกิด ว่างแป๊บๆ ก็ควงกันไปเที่ยวกระชับรักตลอดๆ นอกจากจะกระเตงกันไปสร้างบรรยากาศโรแมนติกสวีทกันบ่อยๆ แล้ว แว่วว่าทั้งคู่ยังหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรง อะไรที่ว่าดีก็หามาบำรุงกันและกัน เตรียมพร้อมเต็มที่กับการมีทายาท ในเมื่อทรัพย์สินเงินทองก็พร้อมแล้ว ขาดเพียงแต่เจ้าตัวเล็กที่จะมาเติมความสุขของชีวิตครอบครัวให้สุขยิ่งๆ ขึ้น เชื่อว่าหากทายาทคนแรกมาเมื่อไหร่ คงได้เฮกันทั้งตระกูล เจนสุดา-ไฮโซพอล   เจนสุดา-ไฮโซพอล   เจนสุดา-ไฮโซพอล   เจนสุดา-ไฮโซพอล  

กัวลาลัมเปอร์กับ 5 มุมเที่ยวยามค่ำคืน
Chinatown Night Marketing /  กัวลาลัมเปอร์ / 

Wonderful KL at night กัวลาลัมเปอร์ ความงามที่ไม่เคยหลับใหล  เมืองหลวงสุดศิวิไลซ์ยอดฮิตของประเทศมาเลเซียที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน ณ นาทีนี้ เพราะกัวลาลัมเปอร์ติดอันดับที่ 8 ของเมืองหลวงที่น่าเที่ยวที่สุดในโลกเมื่อปี 2558 และเมืองแห่งการ ชอปปิ้งที่ดีที่สุดในโลกอันดับที่ 4 สำรวจโดย CNN โดยแต่ละปีกัวลาลัมเปอร์ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 11 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเมืองหลวงแห่งนี้ถือเป็นประตูเชื่อมระหว่างเอเชียและตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางการค้า ธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นมากมาย โดยเฉพาะการเปิดแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิปใหม่ๆเอาใจคนทุกเจเนอเรชั่นได้อย่างลงตัว เมืองหลวงสุดทันสมัยแห่งนี้จึงไม่เพียงกลายเป็นไอคอนแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก แต่ยังเป็นที่ที่คนมาเลเซียเองยังถือว่าต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะกิจกรรมสุดฮิตอย่างการถ่าย Selfie คู่ตึกแฝด นั่งรถตากลมชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมอันวิจิตรของมัสยิดจาเม็ก ณ จัตุรัสเมอร์เดก้าและอีกมากมาย วันนี้เราจะขอนำเสนอความงดงามยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ใครอยากแชะภาพบรรยากาศที่สวยงามแปลกตาไว้อวดเพื่อน เชิญทางนี้! 1. ตึกแฝดปิโตรนาส (Petronas Twin Towers) ตึกแฝดปิโตรนาสคืออาคาร 88 ชั้น รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ อาคาร KLCC อาคารแห่งนี้เป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 451.9เมตร สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงเรขาคณิตของสถาปัตยกรรมอิสลาม ออกแบบโดยซีซาร์ เปลลิ สถาปนิกเชื้อสายอาร์เจนตินา-อเมริกัน ฝั่งหนึ่งของผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกนี้ติดกับสวน KLCC ที่กินเนื้อที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างสวยงาม สถานที่ที่น่าสนใจในอาคาร KLCC คือ ซูเรีย ชอปปิ้ง คอมเพล็กซ์, ปิโตรนาส ฟิลฮาร์โมนิก ฮอลล์, ศูนย์วิทยาศาสตร์ เปโตรซินและศูนย์ประชุมกัวลาลัมเปอร์ซึ่่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ลักษณะเด่นของตึกแฝดนี้เมื่อเปรียบเทียบกับตึกระฟ้า อื่นๆของโลก คือการที่เป็นอาคารหอคอย 2 อาคาร เชื่อมโดยสะพานลอยฟ้า (skybridge) อาคารแฝดใช้บริษัทรับเหมาก่อสร้างจาก 2 ประเทศ คือญี่ปุ่น และเกาหลี โดยมีนัยยะเป็นการแข่งขันกันเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารตึกระฟ้า สะพานลอยฟ้านี้เคยใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลีวูดมาแล้ว สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นสูงตระหง่านแห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คใจกลางย่านธุรกิจของกรุงกัวลาลัมเปอร์ จากกลางวันเปลี่ยนสู่กลางคืนตึกแฝดแห่งนี้จะถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟสุดอลังการที่ยิ่งทำให้ตึกที่สูงอยู่แล้วยิ่งดูสูงเสียดฟ้าไปอีก ท่ามกลางท้องฟ้าสีดำ ตึกปิโตรนาสแห่งนี้จะแลดูเหมือนถูกระบายสีตัดเส้นให้โดดเด่นด้วยแสงไฟรอบตึกราวกับภาพวาด เวลาทำการและจองตั๋ว เปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์ http://www.petronastwintowers.com.my/tickets#operating_hrs การเดินทาง เดินเท้าหรือรถแท็กซี่ ตึกแฝดปิโตรนาสตั้งอยู่ระหว่างถนนจาลันอัมปังและถนนจาลันราจาชูลัน ถัดจากโรงแรมแมนดารินโอเรียนทอล ตรงข้ามกับ ดิเอสคอตต์ Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี KLCC 2. ถนนฟู้ดทรัก (Food Truck Alley, Jalan Sultan Ismail ครั้งแรกใจกลางเมืองที่เหล่า Food Truck จะยกทัพปิดถนน Jalan Sultan Ismail บริเวณจตุรัสเมอร์ดิก้าเพื่อสร้างสีสันยามค่ำคืน พร้อมจัดเต็มเรื่องกินด้วยอาหารนานาชนิดหลากหลายเชื้อชาติ ให้ได้ลิ้มรสกันอย่างจุใจ โดยงานจะจัดทุกวันเสาร์ เวลา 9.00 – 1.00 น.(ค่ำ) และวันอาทิตย์ตั้งแต่ 6.30 – 9.30 น.(เช้า) ในสัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของทุกเดือน งานนี้ใครที่เป็นนักชิมตัวยงไม่ควรพลาดงานเดียวครบรสรู้เรื่อง! การเดินทาง Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี Masjid Jamek 3. ย่านบูกิตบินตัง (Bukit Bintang) หากจะพูดถึงสวรรค์ของนัก ชอปแล้วคงหนีไม่พ้นย่าน Bukit Bintang ที่ไม่ว่ามองไปทางไหนก็อัดแน่นไปด้วยห้างสรรพสินค้าและสถานที่สำหรับชอปปิ้งแบบที่เลือกเดินกันไม่ถูกเลยทีเดียว แต่นอกเหนือจากสถานที่ชอปปิ้งทั้งกลางวันและกลางคืนแล้วที่นี่ยังมีตรอกซอยให้ได้เดินเล่นสัมผัสความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นยามค่ำคืนเช่น Arab Street ตามชื่อถนนเลยคือ ถนนอาหรับ เป็นแหล่งรวมอาหารสไตล์อาหรับซึ่งเป็นอีกหนึ่งที่ที่นิยมทั้งชาวต่างชาติและชาวมาเลย์ หรือหากชอปปิ้งเสร็จแล้วหิว ควรแวะมาที่ Jalan Alor ถนนสายสตรีทฟู้ดชื่อดังที่ทั้งถนนเต็มไปด้วยอาหารแบบท้องถิ่นให้เลือกทานทั้ง จีน มาเลย์ อินเดีย รับรองอิ่มท้องนอนหลับฝันดีอย่างแน่นอน การเดินทาง Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี Bukit Bintang 4. Chinatown Night Marketing Chinatown หรือมีอีกชื่อคือ Petaling Street ที่นี่จะเปิดตั้งแต่กลางวันแต่จะคึกคักเป็นพิเศษช่วงกลางคืนเพราะอากาศไม่ร้อนและมีร้านค้ามาเปิดขายของเยอะกว่า สินค้าทั่วไปจะเป็นของฝากและอาหาร ของใช้เสื้อผ้า ของท้องถิ่นต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อยเพราะสามารถเดินไปกินไปช้อปของฝากได้ในที่ที่เดียว การเดินทาง Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี Pasar Seni 5. กำปง บารู (Kampung Baru) แม้ว่ากัวลาลัมเปอร์จะเป็นเมืองที่ทันสมัยมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นเมืองธุรกิจที่มีตึกตระหง่านตระการตา แต่อีกแห่งใจกลางกรุงนั้น ยังมีตรอกเล็กๆ ที่มีหมู่บ้านโบราณอย่าง Kampung Baru ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมดั้งเดิม หลังจากเป็นเอกราชจากการปกครองของอังกฤษ ชาวบ้านที่ก็ลุกขึ้นมาต่อต้านการเป็น modern-city ที่จะลุกล้ำเข้ามา ทำให้ Kampung Baru เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านโบราณใจกลางกรุงจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่นี่มีการปรับตัวได้อย่างดีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการผสมผสานวิถีชีวิตแบบใหม่และดั้งเดิม แม้กลางวันจะดูเป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ธรรมดาที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน แต่เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดสตรีทฟูดกลางคืนที่อยู่ท่ามกลางหมู่บ้านโบราณในบรรยากาศย้อนยุคแบบมาเลย์ มาเลย์ โดยเฉพาะร้านขายข้าวแกงมาเลย์ที่โด่งดังจนผู้ว่าการท่องเที่ยวมาเลเซียยังออกปาก เมนูเด็ดคือนาซิเลอมัก อาหารประจำชาติมาเลเซียที่ถ้าใครแวะมาย่านนี้ ไม่ลองไม่ได้จริงๆ การเดินทาง Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี Kampung Baru

Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ทําไมโลกนี้ ต้องมี 'เลือกตั้ง'
Footnote /  การเลือกตั้ง / 

อ้าว! ก็การเลือกตั้งมันเป็นการแสดงออกถึงสิทธิและหน้าที่ของเรานี่”, “เราจะได้ใช้สิทธิของเราเลือกคนดีมาแก้ปัญหาและบริหารประเทศไง”, “ไม่เห็นสําคัญเลย เลือกไม่เลือกก็เหมือนเดิม แย่หมด”, “ยกเลิกไปเถอะ มีรัฐบาลแต่งตั้งไปเลยดีกว่า” ฯลฯ ต่างคนต่างก็มีคําตอบของคําถามเดียวกัน แต่เราลองมาล้วงลึกลงอีกนิดไหม ...บางที ‘การเลือกตั้ง’ ที่ฟังเเล้วแสนน่าเบื่อนั้น อาจมีอะไรมากกว่าที่คิด จุดกำเนิด : ก่อเกิดการเลือกตั้ง การเลือกตั้งถือกํา เนิดตั้งแต่สมัยกรีก โดยบุคคลสําคัญซึ่งเป็นผู้ปูทางเอเธนส์สู่ระบอบประชาธิปไตยก็คือ โซลอน (Solon) ซึ่งเริ่มปฏิรูปกฎหมายในช่วงราว 590 ปีก่อนคริสตกาลและเริ่มมีการจัดตั้งศาลประชาชนที่มีผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง แม้จะมาจากการจับฉลากก็ตาม แต่ก็ถือว่าพลเมืองมีสิทธิในการเลือกตั้ง แถมยังมีการสมัครรับเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้แทนเพื่อทํางานในสภาและเป็นฝ่ายบริหารโดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นลูกขุน ซึ่งการปฏิรูปของโซลอนนี้ถือเป็นการช่วยเปิดทางสู่ข้อเรียกร้องของชนชั้นล่างมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเรื่องของกฎหมายและการปกครองเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมาโดยตลอด ดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของเอเธนส์ได้ในหนัง A Midsummer Night’s Dream (1935) ที่จุเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากกฎหมายเอเธนส์ข้อหนึ่งซึ่งระบุไว้ว่า พ่อแม่สามารถบังคับให้ลูกสาวแต่งงานกับใครก็ได้และหากลูกสาวขัดขืนต่อการบังคับของพ่อแม่จะต้องถูกประหาร โดยหนังซ่อนนัยยะการกดขี่จากชนชั้นสูงต่อชนชั้นล่างผ่านตัวกฎหมายดังกล่าวนั่นเอง มองเลือกตั้งในเชิงกฎหมาย ในเชิงประวัติศาสตร์ การเลือกตั้งอาจเป็นสัญลักษณ์และเครื่องมือของการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของชนชั้นล่าง แต่หากเราพิจารณาถึงการเลือกตั้งในเชิงกฎหมายแล้ว เดวิด บัตเลอร์ เขียนไว้ในหนังสือ Democracy ว่า เราสามารถพิจารณาและตีความการเลือกตั้งออกเป็น 3 แง่ คือ 1.การเลือกตั้ง = สิทธิ การเลือกตั้งถือเป็นสิทธิที่มีความสําคัญซึ่งรัฐต้องให้ความคุ้มครองและดูแลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน เช่นในสารคดี Slacker Uprising (2007) ของ ไมเคิล มัวร์ เล่าความพยายามของมัวร์ที่ไปปราศรัยตามมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงสิทธิของตัวเอง และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (โดยข้อเสนอที่แสบสุดๆ ตามสไตล์ก็คือ “ต้องไม่เลือกจอร์จ ดับเบิลยู บุช!”) 2.การเลือกตั้ง = อภิสิทธิ ในแง่นี้การเลือกตั้งคือ การที่ผู้ลงคะแนนเสียงมีอิสระที่จะเลือกทําสิ่งใดก็ได้ที่ได้รับการยอมรับจากกฎหมาย โดยปราศจากการแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น  ลองดูตัวอย่างของพฤติกรรมที่เรียกว่าแทรกแซงการเลือกตั้งได้จาก All the President’s Men (1976) เรื่องของ 2 นักข่าวที่ช่วยกันขุดคุ้ยจนพบว่ามีการติดเครื่องดักฟังในที่ทํา การของพรรคเดโมแครตเพื่อลักลอบล้วงข้อมูลของคู่แข่ง หรือใน Election (1999) ที่ครูหนุ่มหมั่นไส้เด็กเรียนสุดเพอร์เฟ็คต์ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียน เขาจึงหาทางแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ยัยเด็กนี่ได้เป็นผู้ชนะ 3.การเลือกตั้ง = หน้าที่ การเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยระบุไว้ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง หนังเรื่อง Homecoming (2005) ที่กํากับโดย โจ ดันเต สะท้อนแนวคิดดังกล่าวด้วยเรื่องของทหารผ่านศึกที่ตายแล้ว แต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อไปเลือกตั้งและแสดงสิทธิของตนเอง มองเลือกตั้งให้เป็นปรัชญา นอกจากแง่มุมทางประวัติศาสตร์และกฎหมายแล้ว บัตเลอร์เสริมอีกว่าการเลือกตั้งยังสามารถเป็นตัวสะท้อนนัยยะของความคิดเชิงปรัชญาได้ใน 3 แง่ คือ 1.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิตามธรรมชาติ ถือเป็นสิทธิที่เกิดมากับบุคคลในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เพราะบุคคลย่อมเสมอภาคกัน หากบุคคลใดก็ตามที่บรรลุนิติภาวะและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่นวิกลจริต, ต้องโทษ ฯลฯ ก็มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ตัวอย่างกรณีเกิดขึ้นใน Milk (2008) ที่เล่าการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของชาวรักร่วมเพศ โดยมี ฮาร์วีย์ มิลค์ เป็นผู้เคลื่อนไหวคนสำคัญ จนส่งผลให้เขาเป็นชายที่ประกาศตัวว่าเป็นรักร่วมเพศคนแรกที่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งให้เป็นเทศมนตรีของซานฟรานซิสโก และพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน 2.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นภารกิจสาธารณะ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในกรณีนี้จะถูกจํา กัดให้แก่บุคคลที่เหมาะสมและปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเท่านั้น เพราะถือว่าสังคมจะก้าวหน้าได้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างชาญฉลาดของคนในสังคม หากบุคคลใดประพฤติปฏิบัติตัวหรือมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น เป็นอาชญากร, ต้องโทษ ฯลฯ ก็สามารถถูกตัดสิทธิในการลงคะแนนเสียง ดั่งเช่นในหนังดังที่เข้าชิงออสการ์อย่าง Selma (2014) ที่เล่าเหตุการณ์การรวมตัวเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนผิวสีในอเมริกาเมื่อปี 1965 โดยพวกเขาต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและเผชิญกับความสูญเสียมากมาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นการขัดขวางภารกิจสาธารณะ ที่มาพร้อมนัยยะกีดกันและแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน 3.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิคัดค้าน การกระทําในแง่นี้มองว่า การเลือกตั้งคือเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐหรือนโยบายของรัฐ ด้วยการลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม  ดูการใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือต่อต้านการแบ่งแยกและแสดงออกถึงการเรียกร้องสิทธิทางเชื้อชาติได้ในหนังตลกสุดเพี้ยน Napoleon Dynamite (2004) ผ่านตัวละคร เปโดร นักเรียนเชื้อสายเม็กซิกันที่ใครๆ ก็มองว่าเป็นตัวประหลาด เขาซึ่งตัดสินใจลงสมัครชิงประธานนักเรียน แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางชนะ แต่เขาก็ขอเพียงแค่การยอมรับจากคนอื่นเท่านั้น เหตุผล 4  ข้อที่ทำให้ตัดสินใจไม่ไปเลือกตั้ง แม้จะมีคนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้งหรือตีความการเลือกตั้งไปในหลายแง่มุม แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ มีคนจํานวนไม่น้อยที่ไม่สนใจการเลือกตั้งจนสุดท้ายก็พัฒนาไปสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า "นอนหลับทับสิทธิ์" นักวิชาการในแวดวงรัฐศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยหาเหตุผลของพฤติกรรมดังกล่าว จนได้ออกมาเป็น 4 ปัจจัย ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือ Understanding Public Policy ของ โทมัส ดาย คือ 1.“มาอีกแล้วไอ้พวกขายฝัน” ประชาชน (บางส่วน) คิดเช่นนี้เพราะมีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ชูนโยบายที่ไม่สามารถทําได้จริง หรือถ้าทํา ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่รอบๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขึ้นมาหรอก ตัวอย่างเช่นในหนัง Man of the Year (2006) ที่ยั่วล้อกับแนวคิดดังกล่าว โดยเล่าเรื่องของพิธีกรล้อการเมืองชื่อดัง (นำแสดงโดย โรบิน วิลเลี่ยม ผู้ล่วงลับ) ที่เบื่อและรําคาญพวกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีที่มีแต่นโยบายขายฝันไปวันๆ เขาเลยประกาศทีเล่นทีจริงในรายการว่าจะลงเลือกตั้งบ้าง และด้วยนโยบายที่โดนใจประชาชนงานนี้เลยกองเชียร์เพียบ สุดท้ายเขาก็ชนะการเลือกตั้ง แม้จะเป็นเพราะความผิดพลาดของเทคโนโลยีนับคะแนนก็ตาม 2.“กอบโกยกันเข้าไป!” แนวคิดของคนอีกแบบที่เห็นว่า นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลล้วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แสวงหาอํานาจ หรือหากทําโครงการใดขึ้นมาก็มุ่งหวังคะแนนนิยมเท่านั้นโดยไม่คํานึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการทําประชาพิจารณ์ แต่การตัดสินใจสุดท้ายก็ยังเป็นอํานาจของรัฐบาลอยู่ดี แต่ในหนังอย่าง Mr. Smith Goes to Washington (1939) คงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังนี้สักเท่าไหร่ เพราะหนังบอกเราว่า นักการเมืองไม่ได้เห็นแก่ตัวไปหมด โดยเฉพาะ ส.ว.ป้ายแดงอย่าง เจฟเฟอร์สัน สมิธ ที่แม้จะต้องถูกรุมล้อมด้วยนักการเมืองรุ่นเก่าผู้จ้องแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ เขาก็ยังฮึดสู้และพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า นักการเมืองน้ําดีก็ยังมีอยู่จริง 3.“แหม! ชั่วได้ใจจริงๆ” ความเชื่อของบางคนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "นักการเมืองทุกคนเลว" เพราะฉะนั้นไม่ว่านักการเมืองคนไหนจะพูดอะไรก็จะถูกมองไปในลักษณะของคํา โกหกหรือเลวร้ายไปหมด จนอาจหมดความเชื่อถือศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ในหนัง Dave (1993) พลิกแพลงขยายมุมมองของแนวคิดนี้ ด้วยการเล่าเรื่องตัวละคร เดฟ โควิก ชายซึ่งบังเอิญหน้าเหมือนประธานาธิบดีที่กําลังป่วย เพราะดันแอบไปมีเซ็กซ์กับผู้ช่วยตัวเองจนเส้นเลือดในสมองแตก เดฟจึงอาศัยอํานาจจากตําแหน่งที่เขาสวมอยู่ทําเรื่องดีๆ ให้กับประชาชนและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างจริงจัง 4.“ไม่โดนสักคน” อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าการเลือกตั้งไม่สามารถนํามาซึ่งตัวแทนตามความต้องการของตน และรู้สึกแปลกแยกต่อระบบการเมืองที่ตนดํารงอยู่ จนรู้สึกว่าตัวเองไร้อํานาจที่จะตัดสินใจทางการเมืองในบริบทของการเลือกตั้ง และขาดความเชื่อมั่นนักการเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย ภาวะความแปลกแยกของประชาชนต่อระบบการเมืองถูกสะท้อนออกมาในหนังอิหร่านเรื่อง Secret Ballot (2001) ซึ่งเล่าเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสาวที่ต้องเดินทางมายังเกาะคิช เพื่อให้ชาวเกาะทั้งหลายมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งสําคัญของประเทศ แต่ชาวเกาะกลับไม่รู้จักผู้สมัครในรายชื่อสักคน แถมไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ในการจะเลือกคนที่พวกเขาไม่รู้จักอีกด้วย **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ทําไมโลกนี้ ต้องมี 'เลือกตั้ง' โดย ภัคพล รังษีภัทร์ / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 115 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

สีสันของแท้!สื่อน้ำหอมทำคลิปรวมความประทับใจแฟนไอริช
กองเชียร์ /  ยูโร 2016 / 

แม้ศึกยูโร 2016 จะมีข่าวไม่สู้ดีนักเรื่องกองเชียร์ที่ยกพวกตีกันหรือสร้างวีรกรรมป่วนๆออกมาให้เห็นเป็นประจำ แต่ว่าสุดยอดกองเชียร์ในยูโรครั้งนี้คงต้องยกให้กับแฟนบอลไอร์แลนด์ถึงขนาดว่าสื่อในประเทศฝรั่งเศสเจ้าภาพถึงกับต้องตัดคลิปขอบคุณกองเชียร์ที่รวมความน่ารักของเหล่ากองเชียร์ไอริช ที่มีทั้งรวมกันร้องเพลงอย่างสนุกสนาน, กล่อมเด็กบนรถไฟ,แอ๋วสาว, ร้องเพลงแซวตำรวจฝรั่งเศส ,เก็บขนะ,ซ่อมรถ ฯลฯ จนทำให้พวกเขากลายเป็นกองเชียร์ที่สุดน่ารักในการแข่งครั้งนี้ สำหรับ ไอร์แลนด์ ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปพบกับ ฝรั่งเศส เจ้าภาพในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน เวลา 20.00น.

ละครเล่ห์ลับสลับร่าง , เรื่องย่อเล่ห์ลับสลับร่าง
เล่ห์ลับสลับร่าง /  ละครเล่ห์ลับสลับร่าง / 

เล่ห์ลับสลับร่าง ละครช่อง3 ละครเล่ห์ลับสลับร่าง บทประพันธ์โดย : นรอินทร์บทโทรทัศน์โดย : Sanctuaryกำกับการแสดงโดย : กฤษณ์ ศุกระมงคลผลิตโดย : บริษัท โนพรอบเล็ม จำกัดควบคุมการผลิตโดย : ธิติมา สังขพิทักษ์ออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เล่ห์ลับสลับร่าง สาว “ญาญ่า” โคจรมาเจอคู่ขวัญ ณเดชน์ คูกิมิยะ อีกครา นอกจากท้าทายที่ต้องเล่นบทสลับเพศ เรื่องย่อเล่ห์ลับสลับร่าง เมื่อสองหนุ่มสาวมีปมรักตัวเองยิ่งยวด (Narcissus) หลงในเพศของตน จนรักคนอื่นไม่เป็นฝ่ายขายหลงคิดว่า เพศชายเหนือกว่าเพศหญิง ทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่วนหญิงก็ลำพองในความงามจนคิดว่าสอยชายทั้งแผ่นดินได้ สวรรค์เลยลงโทษให้ทั้งคู่แลกเพศกัน เพื่อให้เรียนรู้ทั้งสรีระ และสภาพจิตใจของแต่ละฝ่าย เพื่อบทสรุปที่ว่า เขาต้องเรียนรู้ที่จะรัก ซื่อสัตย์ และเสียสละ ซึ่งกันและกัน นั่นคือความรักที่แท้จริง ผู้กองรามิล ทุ่งพระเพลิง เป็นผู้กองมือปราบ ซึ่งดังจากหน่วยคอมมานโดเฉพาะกิจได้ฉายาว่า ผู้กองมือเหล็ก เพราะช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุด้วยมืออันแข็งแกร่งของตนมาหลายครั้งเป็นที่เลื่องลือรามิลหยิ่งผยองในความเป็นชายของตนเอง ถือว่าเพศชายเหนือกว่าเพศหญิง และผู้หญิงเป็นแค่วัตถุทางเพศเท่านั้น เขาจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะนอกใจ นกยูง แฟนสาวแสนดีของตนเองอยู่เนือง ๆ เป็นที่ขัดใจของ หมวดอาคม ลูกน้องของรามิลยิ่งนัก และอาคมเองก็แอบหลงรักนกยูงอยู่เงียบ ๆ เภตรา ภาวดี เป็นนางเอกละคร ที่กำลังก้าวสู่ชื่อเสียงอันดับโลก เมื่อได้รับเลือกให้เป็น ไข่มุกแห่งเอเชีย รางวัลจากฮ่องกง เภตราเช่นเดียวกับรามิล ที่หยิ่งทะนงในความงามของตนเองเธอเหยียดเพศชาย และคนรอบด้านไว้แทบเท้า สวรรค์บันดาลให้ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุเฉียดตาย ตกจากตึกสูงหมดสติไป และแลกวิญญาณกัน หมอนักษัตรหมอดูลวงโลกต้องรับภาระดูแคนทั้งคู่ เพราะเป็นคนเดียวที่สื่อสารกับทั้งสองได้ แต่เมื่อไม่สามารถหาวิธีกลับร่างของตน ทั้งสองต้องจำยอมเลียนแบบไฟล์สไตล์ของกันและกัน เพื่อกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมของทั้งคู่ไม่ให้ใครสงสัย รามิลในร่างเภตราต้องกลับไปรับบทนางเอกในละคร ส่วนเภตรา ในร่างรามิลต้องกลับไปเป็นผู้กองนักบู๊ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง การสลับเพศ และรับบทบาทของอีกฝ่าย เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สร้างความปวดเศียร เวียนเกล้าให้คนรอบข้าง เภตรากลายเป็นดาราสาวออกทอม เล่นละครไม่เป็น แอบจีบ อจลา สาวดาวยั่ว แถมยังท้าตีท้าต่อยกับ อาทิตย์ ฤทธิรงค์ พระเอกหนุ่มใจสาวเป็นที่กลุ้มใจของ เจ๊อั้ม อรชร ผู้จัดการแต๋วของเภตรา และคุณดนู ผู้จัดละคร ส่วนผู้กองมือเหล็ก กลายเป็น มือไม้อ่อนช้อย กรีดกราย จนอาคม และลูกน้องสงสัยว่ารุ่นพี่จะเป็นกะเทยแอ๊บแมน โดยเฉพาะตอนที่ต้องไปปลดระเบิดในโรงแรมหรู ผู้กองเป็นลมหลายเฮือก และทำอะไรไม่เป็นจนทุกคนสงสัย คนที่น่าสงสารที่สุดคือนกยูง ที่ต้องสับสนกับการออกสาวของผู้กอง และแสดงอาการห่างเหินกับเธออย่างเห็นได้ชัด นกยูงยิ่งเครียดก็ยิ่งหันมาหาอาคมให้ช่วยปลอบประโลมให้ทุกครั้ง จนเริ่มก่อตัวเป็นความรัก ญาญ่า ณเดชน์ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล (ในร่างเภตรา) ได้เบาะแสว่า ฤทธิ์ชาติ ออร์กาในเซอร์ชื่อดัง ที่กำลังแย่งตัวเภตราไปจากเจ๊อั้ม เป็นคนวางแผนทำร้ายรามิล และมีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับแกงค์อาชญากรรมข้ามชาติ ฤทธิ์ชาติ หวังจะเคลมเภตราเป็นของตน และใช้ประโยชน์จากเภตราที่กำลังโกอินเตอร์สร้างอิทธิผลให้เขาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขนยาเสพติด เภตราปฏิเสธเซ็นสัญญากับฤทธิ์ชาติ แต่ก็โดนขู่กลับเมื่อ ทอมณี สาวทอม ผู้ช่วยฤทธิ์ชาติ สืบรู้ประวัติมารดาของเภตรา ว่าที่แพ้คือ ป้าสีดา แม่ครัวประจำกองถ่ายของเภตรานั่นเอง ฤทธิ์ชาติขู่จะแฉว่าประวัติแท้จริงของเภตรา ที่แท้โลโซรากหญ้า มีแม่ที่เคยทำงานเป็นมาม่าซังมาก่อน งานนี้ รามิล (ร่างเภตรา) ขู่แฉกลับเรื่องที่ฤทธิ์ชาติปล้นเพชรเทียร่าจาก คุณนายพวงคราม แม่ของตนไปซ่อนไว้หวังเงินประกัน ข้อมูลเบื้องลึกได้มาจาก สีตลา นักข่าวสาวช่องน้อยสี ที่กำลังตามสืบเรื่องฤทธิ์ชาติอยู่อาคมสารภาพรักนกยูง และไม่พอใจรามิลจนถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง เพราะเข้าใจว่ารามิลแกล้งทำแต๋วเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับนกยูง อาคมขอนกยูงแต่งงานแทน แต่แล้วเมื่อรามิล (ในร่างเภตรา) และเภตรา (ในร่างรามิล) มาร่วมงานแต่ง ทั้งคู่ทำงานล่มไม่เป็นท่า เมื่อเภตราที่เมามายทำท่าเหมือนลวนลามนกยูงเจ้าสาว แถมยังไปท้าพิสูจน์รอยแผล และตะกรุดของอาคมในร่มผ้า เดาได้ถูกต้องจนอาคมเชื่อว่าในร่างเภตราคือรามิลจริง ๆ แต่งานนี้ อาคมกลับตกที่นั่งลำบากเสียเอง เพราะภาพเจ้าบ่าวถอดกางเกงเหลือแต่ชั้นใน กำลังกอดดาราสาวแนบแน่น ฉาวโฉ่ไปทั้งโซเชียล รามิล และอาคม ไหวตัวเมื่อรู้ว่าฤทธิ์ชาติจะขนยาเพสติดครั้งใหญ่ ส่งให้เจ้าพ่อแกงค์ฉิมพลี ฤทธิ์ชาติ เสนอให้ดนูถ่ายทำละครที่โรงแรมริมทะเลของตนฟรี คุณนายพวงครามเสนอให้ทีมงานไปทำการกุศลที่วัดป่า ถัดจากโรงแรมไปในป่าลึก รามิล อาคม และทีมพยายามค้นว่ายาเสพติดซ่อนอยู่ที่ไหน แต่หาไม่เจอ ในที่สุดรถโค้ชของบรรดาเซเลปถูกโจรปล้น และยาซ่อนอยู่ในกระเป๋าหนังตะกวดราคาเกือบล้านของเภตรา ที่ฤทธิ์ชาติมอบให้ นั่นเอง ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล เภตราหนีจากกลุ่มโจรหลบเข้าป่า ร่างรามิล (คือเภตรา) ยอมสละชีวิตกระโดดกันกระสุนให้ร่างเภตรา (รามิล) ทั้งสองร่วงลงจากนั้นตก และตะกายขึ้นฝั่งได้ ทั้งคู่หมดสติไป เพื่อที่จะตื่นขึ้น และพบว่าวิญญาณกลับเข้าร่างเดิมของตนแล้ว ทั้งคู่สารภาพรักซึ่งกันและกัน และรู้แล้วว่าการเสียสละแม้แต่ชีวิตของตน ทำให้สวรรค์บันดาลให้ทั้งสองได้กลับคืนร่างของตัวเอง คืนนั้นที่ริมลำธารทั้งสองเป็นของกันและกันอย่างสุขสม รามิลกลับมาเป็นผู้กองมือเหล็กเช่นเดิม รามิลวางแผนเล่นงานเปิดโปงฤทธิ์ชาติ ด้วยงานแถลงข่าวที่คฤหาสน์ของฤทธิ์ชาติเอง งานที่เภตราจะได้เซ็นสัญญาเล่นหนังกับฮ่องกง ที่ฤทธิ์ชาติติดต่อให้แต่งานนี้เภตราต้องยอมแลกกับการที่เธอจะไม่ได้โกอินเตอร์ เภตรายินดีชื่อเสียงเงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเธออีกแล้ว ทอมณีที่กลับใจแล้วร่วมมือกับเจ๊อั้ม นำเพชรเทียร่าที่ซ่อนไว้ มาแสดงต่อหน้าฤทธิ์ชาติ และพวงครามในงาน พวงครามความเสียใจจนเป็นลมที่ลูกชายเป็นอาชญากรตัวฉากจ ฤทธิ์ชาติถูกจับกุม แต่สารภาพส่วนตัวกับรามิลว่า เพชรที่นำมาเปิดโปงนั้นเป็นเพชรปลอม และเขาไม่ได้เป็นคนสั่งเก็บรามิลมีตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังอีกทีแต่เขาไม่รู้ว่าใคร รามิลรู้สึกผิดสังเกตรีบตามเภตราที่กำลังดูแลพวงครามที่ห้องนอนสองต่อสอง พวงครามเปิดเผยตัวว่าคือตัวการใหญ่ที่ซ้อนแผนลูกชายอยู่อีกที นางต้องการฆ่าทั้งรามิล และเภตรา เพราะรามิลนั้นทำลายแก๊งค์ผลิตยาของเธอหลายครั้ง ส่วนเภตราคือหญิงที่เธอไม่ต้องการให้มาเป็นสะใภ้ตามความต้องการของฤทธิ์ชาติ รามิลช่วยเภตราจากพวงครามไว้ได้ คุณนายถูกจับในที่สุด งานนี้สำเร็จลงด้วยดี แต่ต้องแลกกับการสลับวิญญาณของทั้งคู่อีกครั้ง ตอนที่ทั้งสองประสบอุบัติเหตุตกบันไดคฤหาสน์ลงมาพร้อมกัน สลับร่างครั้งที่สองสร้างความทุกข์ให้รามิล เภตรา เป็นทวีคูณ เมื่อรามิล (ในร่างเภตรา) ช็อค เพราะพบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ทั้งคู่ทำใจได้ในที่สุดจากกำลังใจของเพื่อน ๆ พี่ ๆ โดยเฉพาะนกยูง และอาคม นกยูงเชื่อแล้วว่ารามิล และเภตราสลับร่างกันจริง ยอมคืนดีกับอาคม และแต่งงานกัน เพื่อรักษาภาพพจน์ เภตรา อั้ม ทอมณี ดนู ที่ปรองดองร่วมหุ้นบริษัทกัน แนะนำให้รามิล และเภตราแต่งงานกันโดยเร็ว และรีแถลงข่าวออกสื่อ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล (ร่าง เภตรา) อุ้มท้องอยู่ 9 เดือน รับรู้ความทรมานของการตั้งครรภ์ และภาวะร่างกายผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่ ในที่สุดวันคลอดก็มาถึง รามิลเจ็บปวดแสนสาหัสและสิ้นสติไปในห้องคลอดเภตรา (ร่างรามิล) จับมือรามิลไว้ และเตือนถึงสัญญาของผู้กองมือเหล็ก ที่ไม่เคยปล่อยให้ใครต้องตายไปต่อหน้า เภตราช็อคเมื่อรามิลหัวใจหยุดเต้นชั่วคราว ทำให้เธอเป็นลมไป ทั้งสองโคม่าแต่มือยังกุมกันไว้แน่น หมอนักษัตรลุ้นให้ทั้งคู่รอด วิญญาณออกมาจากร่างอีกครั้ง และคราวนี้ทั้งสองกลับเข้าร่างเดิมของตนรามิลได้เรียนรู้การเป็นแม่ การให้กำเนิด ละครเล่ห์ลับสลับร่าง เขาหยุดดูถูกผู้หญิง และเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ เช่นที่เคย ขณะเดียวกันบทบาทเพศชายที่เภตราได้รับ ทำให้ตนเข้าใจถึงความเสียสละการปกป้อง และอุทิศตนให้กับผู้อื่น ทั้งคู่ล้างปม หลงเพศ ของตนจนหมดสิ้นกลายเป็นคนใหม่ และกลายเป็นขวัญใจผู้ชมอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะ คู่จิ้น สามีภรรยา ที่น่ารักที่สุดในโลก ติดตามชม ละครเล่ห์ลับสลับร่าง ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เล่ห์ลับสลับร่าง เล่ห์ลับสลับร่าง ญาญ่า รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ รับบท ผู้กองรามิล อุรัสยา เสปอร์บันด์ รับบท เภตรา ปรึชญา พงษ์ธนานิกร รับบท นกยูง ธนภพ ลีรัตนขจร รับบท อาคม ซอ จียอน รับบท จียอน เจสัน ยัง รับบท ฤทธิ์ชาติ รัชนี ศีระเลิศ รับบท พวงคราม ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล รับบท เจ๊อั้ม สมมาตร ไพรหิรัญ รับบท ธรรมนูญ ก้ามปู ปัทมสูต รับบท จิตรา เกริก ชิลเลอร์ รับบท หมอนักษัตร วิชัย จงประสิทธิ์พร รับบท ผู้กำกับก้อง กีรติ ศีวะเกื้อ รับบท ดนู นิธิชัย ยศอมสุนทร รับบท อาทิตย์ นิภาภรณ์ ฐิติธนการ รับบท ทอมณี เล่ห์ลับสลับร่าง เล่ห์ลับสลับร่าง ช่อง3 อาคม นกยูง เล่ห์ลับสลับร่าง นักแสดง เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์ เล่ห์ลับสลับร่าง ญาญ่า เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์

นางเอกสายฮอต!!! เบลล่า ราณี สวยสมดีกรีซุป’ตาร์
เบลล่า ราณี

         สวยหวานก็ได้ สวยเซ็กซี่ก็เป็น สวยแบ๊วก็ถนัด สำหรับนางเอกมาแรงแห่งวิก 3 พระราม 4 อย่าง เบลล่า ราณี เรียกว่าไปได้สวยกับเส้นทางนี้จริงๆ แรกเริ่มเดิมทีเปิดตัวด้วยบทนางร้าย แต่ดันมาเกิด...เกิ๊ด...เกิด เจิดจรัสและปังสุดๆ กับบทบาทนางเอกซะงั้น อ๊ะๆๆ ฮอตและน่ารักเว่อร์ขนาดนี้ จะแปลกอะไรถ้าแฟนคลับจะรักจะหลงสาวคนนี้อย่างมากมายก่ายกอง เนี่ยแหละน้าาา...วิถีนางเอกฮอต คริๆๆ ขอบคุณภาพจากIG:bellacampen เบลล่า ราณี   เบลล่า ราณี   เบลล่า ราณี   เบลล่า ราณี   เบลล่า ราณี