ดูบอลผ่านเนต

จิ้นแทบไม่ลง แพทริเซีย-สนสวย แข่งกัน!!!
สน ยุกต์ /  แพทริเซีย กู๊ด / 

เป็นอีกหนึ่งคู่พระ-นางที่คอละครจับคู่ให้จิ้น สำหรับสาวน้อยวัยกระเตาะ แพทริเซีย ธัญชนก กับพระเอกหนุ่ม สน ยุกต์ เมื่อครั้งที่ได้ร่วมงานกันเรื่องแรกในละคร แค้นสเน่หา ก็ทำเอาแฟนๆ ถูกอกถูกใจจนยกให้เป็นคู่ขวัญประจำจอ เวลานี้โดดมาป๊ะหน้ากันอีกครั้งในละครสุดอลังของ ไก่ วรายุฑ อย่าง มาลีเริงระบำ ก็ทำเอาประชาชีตื่นเต้นยกใหญ่ แต่จุดนี้ไม่รู้ว่าออนแอร์ให้เห็นไปบ้างแล้ว จะยังทำให้บรรดาติ่งออกอาการจิ้นฟินกระจายอยู่หรือเปล่า เพราะแม้จะเคยทำให้หลายๆ คนปลื้มปริ่มกับความน่ารักจากละครเรื่องก่อน แต่พอมาเรื่องนี้ดูแล้วจิ้นแทบไม่ลง เพราะออร่าของหนุ่มสนนั้นสวยเฉิดฉายยิ่งกว่าสาวแพทริเซียเป็นไหนๆ เบิกตาเบิ่งเสื้อผ้าหน้าผมบวกกับบุคลิกที่แลดูสำอางของเจ้าตัวแล้ว จากที่จะฟินจับคู่ให้จิ้นทั้งในจอและนอกจอตามประสาหนุ่มสาว จะกลายเป็นว่าฟินตามแบบฉบับเพื่อนสาวเสียมากกว่า ก็พ่อหนุ่มเจ้าเล่นสวยแข่งนางเอกของเราซะขนาดนี้ แถมข่าวเกย์เก้งกวางยังมีออกมาให้ได้เห็นตล๊อด...ตลอด งานนี้จะยังจิ้นกันลงหรือเปล่า ก็สุดแล้วแต่ท่านผู้ชมล่ะค้าาา... สน-แพทริเซีย สน-แพทริเซีย สน-แพทริเซีย

วิเคราะห์บอล ก่อนลงสนาม พรีเมียร์ลีก : นิวคาสเซิล VS ลิเวอร์พูล
11ตัวจริง /  กีฬา / 

วิเคราะห์บอล ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด VS ลิเวอร์พูล สนาม เซ็นต์เจมส์ พาร์ค วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2557 เวลา 23.00น. ถ่ายทอดสด CTH Stadium2 ความพร้อม ก่อนลงสนาม อลัน พาร์ดิว กุนซือแฟนชังของ นิวคาสเซิล นัดนี้จะไม่มี ปาปิซ ซิสเซ่ กองหน้าของทีมที่ยังมีปัญหาที่เข่าทำให้ อโยเซ่ เปเรซ น่าจะได้ยืนตำแหน่งหน้าเป้าต่อไป ส่วนในแดนกลาง ชีค ติโอเต้ เจ็บน่องไม่น่าพร้อมลงสนามเช่นเดียวกับ ดาวิเด้ ซานตอน กับ เซียม เด ยอง ขณะที่ ไมค์ วิลเลียมสัน ปราการหลังตัวกลางต้องรอเช็คความฟิต เบรนเดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ ลิเวอร์พูล หมดโอกาสใช้งาน ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์, มามาดู ซาโก้, จอน ฟลานาเก้น และ ซูโซ่ ที่ยังเจ็บอยู่ทั้งหมด รวมไปถึง โฆเซ่ เอนริเก้ ที่อดลงโม่แข้งทีมเก่าเพราะมีอาการเจ็บเข่า ส่วนผู้เล่นตัวหลักที่ถูกพักในเกมแคปปิตอล วัน คัพ นัดกลางสัปดาห์น่าจะกลับมาเป็นตัวจริงทั้ง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ ราฮีม สเตอร์ลิง ตัวจริง ที่คาดว่าจะลงสนาม นิวคาสเซิล – ครูล, ยานมาต, สตีเว่น เทย์เลอร์, โคลอชชินี่, ดัมเม็ตต์, อานิต้า, โคลแบ็ค, โอแบร์ตอง, มุสซ่า ซิสโซโก้, กุฟฟร็อง, อาโยเซ่ เปเรซ ลิเวอร์พูล – มินโญเล่ต์, เกล็น จอห์สัน, สเคอร์เทล, ลอฟเรน, โมเรโน่, เจอร์ราร์ด, เอ็มเร่ ชาน, เฮนเดอร์สัน, สเตอร์ลิง, ลัลลานา, บาโลเตลลี่

ความมั่นใจเริ่มหดหาย! มิลเนอร์ วอนแฟนเรืออย่าคาดหวังว่าจะชนะผีง่ายๆ
ดาร์บี้แมตซ์ /  นิวคลาสเซิ่ล / 

หลังจากฟอร์มเก่งของทีมหดหายไป เจมส์ มิลเนอร์ ผู้ที่ผ่านเกมดาร์บี้แมตซ์มามากหลาย ก็ออกมาเตือนเหล่าสาวกว่า อย่าคาดหวังว่าเกมที่จะพบกับ ปีศาจแดง จะเอาชนะได้ง่ายๆ เพราะเขาเองก็เดาไม่ถูกว่าผลจะออกมาเช่นไร เจมส์ มิลเนอร์ มิดฟิลด์วัย 28 กะรัต ของ เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มองถึงเกมดาร์บี้แม็ตซ์ที่จะพบกับ ปีศาจแดง นั้นว่า ตัวเองก็ไม่มั่นใจว่าทีมจะสามารถเอาชนะได้หรือไม่ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้ว่าทีมอาจจะฟอร์มตกลงไปใน 2 นัดล่าสุดที่แพ้ให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ นิวคลาสเซิ่ล แต่การเจอกับคู่ปรับแบบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักจะทำให้เหล่านักเตะมีแรงกระตุ้นที่เป็นพิเศษ และเชื่อว่าจะทำให้ทีมของเขากลับมาได้ "ไม่ว่าจะเป็นดาร์บี้ไหนๆ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก คุณย่อมหวังในสิ่งที่ไร้ซึ่งความหวังแต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนก็คือเกมดาร์บี้นำมาซึ่งแรงกระตุ้นอันพลุ่งพล่านของแฟนบอล มันเป็นเกมสำคัญ มันเป็นหนึ่งในเกมที่คุณต้องดูเป็นอันดับแรกว่าจะแข่งกันวันไหนเมื่อโปรแกรมออกมา แม้ไม่มีอะไรอย่างที่คาดหวังแต่เราหวังจะได้ผลการแข่งขันที่เข้าทางเรา" มิลเนอร์ กล่าวผ่านทางเว็บไซต์ของสโมสร

ชวนดู เจ้าชายน่ารัก ทรงพระเยาว์จาก 5 ราชวงศ์ทั่วโลก
ราชวงศ์ /  เจ้าชาย / 

เห็นเหล่าลูกน้อยดาราหรือคนดังกันมาก็เยอะแล้ว วันนี้เราแอบยลโฉมพระราชกุมารตัวน้อยของราชวงศ์จากต่างประเทศกันบ้างดีกว่า ว่าจะทรงพระน่ารัก หน้าตาหล่อเหลาเอาการขนาดไหน เรานำ เจ้าชายน่ารัก ๆ มาฝากถึง 5 พระองค์กันเลยทีเดียว มาดูกันดีกว่าว่าจะมีหนุ่มน้อยพระองค์ไหนติดโผมาบ้าง 1. Prince George of Cambridge (อังกฤษ)      นาทีนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เจ้าชายจอร์จ แห่งเคมบริดจ์  แน่นอน เพราะทรงเป็น เป็นพระโอรสพระองค์แรกในเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ กับแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ประสูติเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 (1 ชันษา) พระนามเต็มว่า จอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ (George Alexander Louis) การประสูติของเจ้าชายจอร์จเป็นที่จับตามองของผู้คนทั่วโลก จนสื่อมวลชนต่างพรรณนาพระโอรสองค์นี้ว่าเป็น "พระกุมารผู้ทรงมีชื่อเสียงที่สุดในโลก" 2. Prince Hisahito of Akishino (ประเทศ ญี่ปุ่น)      เจ้าชายฮิซะฮิโตะ แห่งอะกิชิโนะ ประสูติเมื่อ 6 กันยายน พ.ศ. 2549 (8 ชันษา) เป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวใน เจ้าชายอะกิชิโนะ กับเจ้าหญิงอะกิชิโนะ เป็นรัชทายาทในพระราชวงศ์ญี่ปุ่นเพียงพระองค์เดียวที่เป็นผู้ชาย นับตั้งแต่การประสูติของพระบิดาพระองค์เมื่อ 41 ปีก่อน ถือเป็นการรอคอยของราชวงศ์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว   3. Prince Sverre Magnus  (ประเทศ นอร์เวย์)        เจ้าชายสแวร์เรอ มักนุส แห่งนอร์เวย์ ประสูติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2005 (8 ชันษา) เจ้าชายสแวร์เรอ มักนุส อยู่ในลำดับที่ 3 ของการสืบราชบัลลังก์ 4. Prince Christian (ประเทศ เดนมาร์ค)      เจ้าชายคริสเตียน วัลเดมาร์ เฮนรี จอห์น แห่งเดนมาร์ก เคานต์แห่งมงเปอซา ประสูติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2548 (9 ชันษา) พระองค์ทรงอยู่ในลำดับที่สองในการสืบราชบัลลังก์เดนมาร์ก ต่อจากพระบิดาคือมกุฎราชกุมารเฟรเดอริก 5. Prince Moulay Hassan ( ประเทศโมรอคโค)      เจ้าชายมูลัย ฮัสซัน มกุฎราชกุมารแห่งโมร็อกโก 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 (11 ชันษา) เป็นพระโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 แห่งโมร็อกโก กับเจ้าหญิงลัลลา ซัลมา พระชายา ขอบคุณที่มาจาก Cosmenet  

ฮาโลวีนปี 2014 นี้ แต่งตัวคอสเพลย์ ผี-ปีศาจ จากเกมส์อะไรดี
คอสเพลย์ฮาโลวีน /  คอสเพลย์เกมส์

เข้าสู่เทศกาลวันฮาโลวีนของวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกๆปี แน่นอนว่าเกมเมอร์ต่างประเทศจะแต่งชุดผีปีศาจที่อิงจากวิดีโอเกมส์ชื่อดัง คอยสร้างสีสันความหลอน และหลอกเหล่าผู้คนให้ตกใจสะพรึง เรามาดูกันว่า เทรนด์ปีนี้เกมเมอร์จะแต่งชุดเป็นอะไรกันบ้าง Cosplay เกมส์ World of Warcraft Cosplay เกมส์ Silent Hill Cosplay เกมส์ Silent Hill Cosplay เกมส์ The Last of Us Cosplay เกมส์ DOTA 2 Cosplay เกมส์ The Evil Within Cosplay เกมส์ Biohazard 3 Cosplay เกมส์ Outlast Whistleblower Cosplay เกมส์ Mortal Kombat Cosplay เกมส์ DOTA 2 (ฝีมือคนไทย)

Whiplash : เด็กดื้อครูตี เด็กดีครูด่า?!
Whiplash /  ครูและศิษย์ / 

ถึงแม้ว่าโดยเนื้อหาของภาพยนตร์ Whiplash ที่รัวเสียงกลองมาแต่ไกลนี้ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปมากกว่าเรื่องเดิมๆ อย่าง การไล่ตามความฝันของวัยรุ่น วัยบ้าพลัง หนึ่งนายถ้วน โดยมีครูเป็นผู้ช่วยเคี่ยวกรำ และดำเนินไปตามสูตรอย่างไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์มากมาย แต่เส้นเรื่องหลักเส้นนี้ คงเป็นดังกลองที่พึ่งเริ่มอินโทรเริ่มจังหวะ และหาก Whiplash คือเพลงหนึ่งเพลง เราขอให้ชมมันอย่างตั้งใจตั้งแต่โน้ตตัวแรกยันตัวสุดท้าย ฟังรายละเอียด ความสงบเงียบ ความเกรี้ยวกราด ที่พร้อมจะออกอาละวาดได้อย่างทรงพลังในแบบไม่น่าเชื่อ Whiplash บอกเล่าเรื่องราวของ แอนดรูว์ นักเรียนดนตรี ที่เป็นมือกลองผู็มีความสามารถ และใฝ่ฝันเหลือหลายว่าจะไปเล่นในวงชั้นนำ อยู่กลางแสงไฟเหมือนอย่างไอดอล จนความสามารถโดดเด้งนี้ ไปเข้าตา เทอเรนซ์ เฟลชเชอร์ อาจารย์ผู้เล็งเห็นพรสวรรค์ และชักชวนให้ลองเข้ามาเล่นในวงตัวแทนโรงเรียน แอนดรูว์ ตั้งใจโชว์ฟอร์มเต็มที่ แต่นั่นยังไม่พอที่จะแตะเส้นมาตรฐานของ เฟลชเชอร์ หลักสูตรการเคี่ยวกรำ เพื่อไล่ล่าความฝันฉบับเข้มข้น ถึงลูกถึงคน จึงได้เริ่มขึ้น หาก Whiplash คือเพลงหนึ่งเพลง เพลงนี้ก็แทบจะครบรสจบสิ้นสมบูรณ์ในตัวมันเอง เพราะถึงแม้จะมีความรู้ด้านดนตรี มากพอๆ กับอากาศบนดวงจันทร์ หนังที่ดูท่าจะมุ่งเน้นไปทางดนตรีได้ ก็ยังสามารถมอบความบันเทิง ให้เราได้เพลิดเพลิน และกระแทกกระทั้น สลับกันเป็นพักๆ ได้อย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งโดยทางหู กับจังหวะที่รุนแรงของกลอง ดนตรี และแน่นอนรวมไปถึงเสียงก่นด่า ประชดประชัน ของอาจารย์ ที่จัดใส่ศิษย์เสียยังกะเทลงมาจากรถบรรทุก และโดยทางตา จากจังหวะการตัดต่อที่รวดเร็วคล้ายหนังแอ็คชั่น การเล่าเรื่องที่ฉับไว ซึ่งนั่นทำให้แม้ช่วงแรกจะออกอาการช้ากับการปูเรื่องไปบ้าง แต่หนังก็ทำการเร่งเร้าจังหวะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หนีห่างจากความน่าเบื่อ ยืดยาดไปหลายขุม และมันส์ได้ราวกับหนังที่ยิงกันตูมตามในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ได้อย่างน่าประทับใจ นอกจากการได้เพลินกับจังหวะที่รุนแรงแล้ว Whiplash ไม่ต่างอะไรกับการยื่นคำถามชั้นดีใส่คนดูและสังคม อันว่าด้วยจรรยาบรรณและคุณธรรม ที่คนเป็นครูและศิษย์พึงจะมี พึงจะกระทำ หากดำรงสถานะเป็นครู เมื่อครูเล็งเห็นพรสวรรค์ของศิษย์ ที่สามารถต่อยอดได้แบบเห็นอนาคตอีกไกล สิ่งใดควรกระทำมากกว่ากันแน่ ระหว่างการชี้แนะให้ศิษย์รู้ ปูทางและส่งเสริมให้ศิษย์ทำ หากศิษย์คิดเลิกหยุดฝัน นั่นก็เท่ากับครูต้องหยุด และไม่ควรจะไปบังคับขืนใจให้ทำต่อไป หรือการพร่ำสอนชนิดเข้มข้น กำให้แน่นเพื่อให้แทรกตัวเอาชีวิตรอด และดื้อรั้นที่จะผลักดันพาศิษย์ที่เข่าทรุด งอแง ล้มเลิกไปแล้ว ให้กลับมายืนใหม่ จนคล้ายจะบังคับกัน หรือถ้าดำรงอยู่ในสถานะเป็นศิษย์ อะไรคือสิ่งที่ควรทำมากกว่าระหว่าง ทำสิ่งที่อยากทำ แบบไม่มีใครบังคับ เบื่อก็จบ คิดว่าไม่ใช่ก็เลิก ใช้ชีวิตมีความสุขสบายๆ หรือเลือกี่จะดึงดัน ล้มลุกคลุกคลาน ทนฝืนทำสิ่งที่เหมือนจะใช่ แต่ไม่ใช่ไปเรื่อยๆ ให้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป้าหมายที่เฝ้าหวัง ทั้งที่มันคือความทรมาน และหากครูและศิษย์ มีเป้าหมายที่จุดจุดหนึ่งเชื่อมโยงกัน การไปให้ถึงฝันของฝ่ายใดฝ่ายหนึงนั้น มันจำเป็นแค่ไหนที่ต้องฉุดรั้งอีกฝ่ายให้ไปถึงด้วย (แอนดรูว์ สามารถโด่งดังได้ โดยหาลู่ทางอื่นๆ ด้าน เฟลชเชอร์ เองก็สามารถพาวงชนะประกวดได้ โดยไม่ต้องมี แอนดรูว์ เสียด้วยซ้ำ) อีกหนึ่งความดีของหนังเคล้าจังหวะกลองเรื่องนี้ ตกไปอยู่ที่การกระตุ้นและย้ำเตือนเด็กโลกสวยช่างฝันทั้งหลาย ที่มักจะตั้งเป้าหมายไว้สูงๆ และมองถนนที่จะวิ่งไปสู่มันคือความชอบ ความสนุกสนานสวยงาม การไล่ตามความฝันนี่ช่างมีความสุขจังเลย ว่าในโลกความเป็นจริง ไม่มีอะไรที่สวยงามเช่นนั้น การไปสู่จุดที่สูงขึ้น ย่อมต้องมีการพลาดตก บาดเจ็บอ่อนแรง มากบ้างน้อยบ้างอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้น เมื่อบันไดแห่งความสำเร็จอยู่ตรงหน้า เราจะทนความเจ็บ สะกดกลั้น และปีนต่อไปให้้สูงขึ้นอีกได้หรือเปล่า หรือนั่งอยู๋ตรงจุดเดิม จุดปลอดภัยอย่างสบายใจ และเพียงพออยู๋แค่นั้น แน่นอนว่าไม่มีทางเลือกใดที่ถูกหรือผิด มันอยู่ที่ความพอใจ และแรงขับภายในว่ามีมากแค่ไหนมากกว่า อาจกล่าวไม่ได้เต็มปากนัก Whiplash คือหนังที่กู่ร้องซึ่งความทะเยอทะยาน เพราะบางครั้งจังหวะของหนัง ก็ซบเซาเชื่องช้า แวะพักรักษาแผล ไปจนถึงถอดใจและพอใจในสิ่งที่มี แต่ถึงกระนั้น ามารถกล่าวได้เต็มปากแทนว่า Whiplash คือหนังแห่งความอดทนอดกลั้น ที่สื่อสารผ่านศิษย์และครู ในเส้นทางเป้าหมายที่ทับซ้อนกัน ยิ่งคุณคิดจะดื้อไปต่อ ครูจะยิ่งตี มิใช่ให้ล้มเลิกแต่ให้คุณอดทน ยิ่งคุณคิดว่าดีพอแล้ว อ่อนข้อทำตามสิ่งที่ทำได้อยู่แล้ว ครูจะยิ่งด่า เพราะนั่นคือการหยุดซึ่งการสร้างสรรค์และพัฒนา และไม่ว่าคุณจะกำลังอดทนเพียงไหน เชื่อเถอะว่าคนที่คอยผลักดันคุณอยู่ อดทนมากกว่าคุณอีกเยอะ เรื่องนี้ให้ 10/10 ครับ โดย Lecter ----------------------

อั้ม ฉุดเรตติ้ง วิกหมอชิตพราว คือตัวตนของเธอ
อั้ม พัชราภา /  ละคร พราว / 

กลับมาสร้างความฮือฮาให้กับวิกหมอชิตอีกครั้ง กับเรตติ้งละครของช่อง 7 ที่ตอนนี้กำลังพุ่งๆๆ เพราะฝีมือการแสดงขั้นเทพของนางเอกซุป’ตาร์ตัวแม่เบอร์หนึ่งของวงการอย่าง อั้ม พัชราภา ในละครเรื่อง พราว ที่เรื่องนี้มีหลายปาก หลายเสียง วิเคราะห์ วิจารณ์ กันออกมาแล้ว ตัวละครที่เธอแสดงในเรื่องนี้ คือตัวตนที่แท้จริงของสาวอั้ม จึงไม่แปลกใจที่เธอจะใส่อินเนอร์ความเป็นตัวเองเข้าไปทุกๆ ตอน แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวออกมาว่าละครเรื่องนี้อาจจะเป็นละครเรื่องสุดท้ายที่เธอจะรับเล่น แต่ดูท่าทางแล้วแฟนๆ ละครคงจะไม่มีใครยอมกันอย่างแน่นอน เพราะละครเรื่องนี้กลายเป็นตัวต่อยอดให้สาวอั้มได้พิสูจน์ฝีมือทางการแสดงอีกหนึ่งเรื่องว่า นางเอกละครแนวตลกคอมเมดี้ของวิกหมอชิตตัวจริงเสียงจริง ต้องยกให้สาวอั้มคนเดียวเท่านั้น ถึงจะเป็นบทนางเอกตลก ขำๆ แต่ความตลกของเธอ ก็ทำให้เธอกลายเป็นนางเอกเบอร์หนึ่งของวงการ ที่ยังไม่มีนางเอกคนไหนโค่นเธอลงมาได้ อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา

อีกมุม ข่าวหมาน้ำทิพย์โดนทารุณ อาจเป็นข่าวลวง หลอกเงินบริจาค
ข่มขืนสุนัขม /  ข่มขืนหมา / 

อีกมุม ข่าวหมาน้องน้ำทิพย์ โดนทารุณ อาจเป็นข่าวลวง หลอกเงินบริจาค พบประเด็นน่าสงสัย วันนี้(31 ต.ค.) จากกรณีที่บนโลกออนไลน์มีการแชร์ข่าวสุนัขชื่อ น้องน้ำทิพย์ ถูกคนทารุณและกระทำชำเราจนป่วยติดเชื้อภายในและเสียชีวิตเมื่อวานที่ผ่านมา ล่าสุดมีสมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งซึ่งทำงานในหน่วยNGOที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สัตว์ รวมไปถึงมีการแชร์ข้อความที่อ้างว่ามาจากบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดีและชัญญ่า ทามาดะ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คแฉข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับประเด็นข่าวน้องน้ำทิพย์โดนคนข่มขืนว่า เจาะประเด็น คนหากินกับหมา 1. ตัวเองไม่มีรถ (ไม่สามารถพาน้องปั๊คมาหาหมอได้เอง) แต่ไปรับหมาป่วยมาได้ยังไงเยอะแยะมากมาย 2.คุยว่าบ้านหลังละ 2 ล้าน สามีเงินเดือนเป็นแสน แต่สี่ร้อยบาทค่ารักษาหมา จ่ายไม่ไหว ต้องระดมทุน 3.ขอให้คนไปช่วยเยอะแยะมากมาย แต่พอดารามีตังค์ขอช่วยด้วย ดันโวยวาย หาว่าเกาะหมาดัง ขอโทษทีเถอะ ดาราเค้าดังมานานแล้ว! แล้วเคสที่ช่วยๆอยู่ทั้งคนทั้งหมาเป็นร้อยๆเคสที่ไม่ได้ออกข่าว กับน้องหมาอีกตัวที่โดนคนทำร้าย มันจะไปเกาะดังตรงไหน? 4.บุ๋มโดนพาลว่าทำไมไปบอกว่า บุ๋มกับเก๋ รับเคสนี้แล้ว! บุ๋มพูดตอนไหน? ในไอจีขึ้นแต่เนื้อข่าวตาม นสพ. ถามจริงๆเถอะ หมาอยู่กับคุณ มีคนใจโหดนำมาทิ้ง คุณรู้ได้ยังไงว่าโดนข่มขืน??? เพราะคุณหมอบอกว่า ปั๊คตัวเล็กมากนิ้วเข้าไปยังลำบาก หมอบอกว่า น้องน่าจะแค่มดลูกอักเสบ! จากการติดเชื้อ! 5. หมอบอกให้แอดมิด เธอยืนยันว่า จะเอากลับบ้าน? ติดเชื้อขนาดนั้น? เอาไปนอนข้างๆ ถ่ายรูป ดูดี 6.แต่พอเดอะว๊อยส์ ขอดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ขอแค่ให้พาไปหาหมอ เธอบอกว่า อย่าใช้ความเป็นดาราเข้ามายุ่ง?? 6. น้องหมาตายกลางทางวันนี้ เวลาประมาณ 12:30น เราถามว่า แล้วเงินที่คนบริจาคทำไง เธอบอกว่า บริจาคไปหมดแล้ว (ตอนไหนวะ?) 7. พอนักข่าวถามและขอดูศพน้องปั๊ค เธอเอากลับบ้านและรีบฝังทันที เธอบอกมันจบแล้ว! 8. ในเฟสเธอตอนเช้ามีการบอกว่า ให้หยุดการพูดข่าวว่า น้องโดนข่มขืน (ประหนึ่งไม่อยากฟัง) ใช่สิ ก็เพราะเธอรู้นี่ ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นเรื่องที่เธอแต่ง ทำให้มันเป็นประเด็นน่าสงสาร พอเป็นข่าว ก็เริ่มโวยวาย! 9. องค์กรทำดี เราส่งเสริมคนทำดี แต่ถ้าใครมาทำมาหากินกับความขี้สงสารของประชาชน เราจำเป็นต้องเปิดโปง 10. อย่าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ อย่ามาโบ้ยว่า ดารารังแก ชั้นอยู่ข้างความถูกต้องและประชาชนเสมอ! 11. คนนี้เอาหมามาจากคุณฟาริดา ซึ่งคุณฟ้าเอาน้องปั๊คมาจากนครนายก หมอตรวจแล้วเป็นแค่ท่อปัสสาวะติดเชื้อพอเธอเอามาวันเดียว ออกข่าวว่า หมาโดนข่มขืนและระดมทุนรักษา ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวกำลังถูกแชร์ออกไปและกลายเป็นข้อสงสัยที่ต้องการให้สาวผู้ที่นำหมาน้องน้ำทิพย์ไปดูแลก่อนตายออกมาชี้แจงกับสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการผลักดันพรบ.คุ้มครองสัตว์เพื่อลดการทารุณกรรมในสัตว์เลี้ยงด้วย Mthai News ข่าวที่เกี่ยวข้อง ภาพความซี้งของน้องหมา ที่จะทำให้คุณต้องน้ำตาซึม ร่วมไว้อาลัย น้องน้ำทิพย์ น้องหมาผู้โชคร้าย ที่ถูกคนชั่วเลี้ยงทำร้ายทารุณ!! รวมภาพ ล่ารายชื่อร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์

พีค ภัทรศยา อดีตสาวเกมส์ Ragnarok Online Girl สู่ซุปเปอร์สตาร์
Ragnarok Online /  RO Girl / 

น้องพีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ ดารานักแสดงชื่อดังที่กลายเป็นดาวเด่นในแวดวงละครและภาพยนตร์ รู้หรือไม่ว่าก่อนที่เธอเป็นซุปเปอร์สตาร์ เธอเคยเข้าร่วมประกวดสาว RO Girl จากเกมส์ออนไลน์ดัง Ragnarok Online (ragnarok.in.th) จาก Playpark ในช่วงน่ารักวัยใส วันนี้เรามาดูชุดภาพที่น้องพีคเคยเข้าประกวดให้กับเกมส์ออนไลน์ดังในครั้งนั้นกัน อดีต RO Girl พีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ พีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ ใน ปัจจุบัน (ภาพจาก IG)

รักแท้มีอยู่จริง! รู้จักกัน 7 วัน แต่งงาน...สู่รักนิรันดร์
ความรัก /  รักแท้ / 

วันที่หนึ่ง พึงใจในหน้าตา วันที่สองวาจาเลื่มใส วันที่สามกิริยาน่าพอใจ วันที่สี่ นิสัยคล้ายๆกัน วันที่ห้า ความรู้คู่กันได้ วันที่หก ชอบในอสรมรืขัน ชาติตระกูลเกิดมาเหมาะสมกัน เพียงเจ็ดวันร่วมชีวิตนิจนิรันดร์ เมื่อ 50 ปีก่อน คุณใหญ่-ภัทรา ไรวา สาวสวยเปรี้ยวนักเรียนนอกจากบอสตัน เพิ่งเรียนจบกลับมาเมืองไทยและใช้ชีวิตการทำงานที่แรกในตำแหน่งเศรษกรโทแห่งสภาพัฒน์ ส่วนคุณอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นหนุ่มอนาคตไกลในบริษัทเชลล์ และที่สำคัญขณะนั้นทั้งคู่ยังโสด! ด้วยความที่เพื่อนของทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน ด้านเพื่อนคุณอมเรศนั้นคือคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ เห็นว่าเพื่อนหนุ่มคนนี้ยังไม่ใครจึงคิดจับคู่ไบลด์เดทให้ ส่วนคุณภัทรานั้นเป็นเพื่อนน้องชายของเธอ คุณวงศ์วุฒิ วุฑฒินันท์ เพื่อนๆคุณอมเรศจึงได้นัดรับประทานอาหารกันที่โรงแรมรามาย่านสีลม "ครั้งแรกที่เจอคุณอมเรศรู้สึกเฉยๆนะคะ แต่เขาสิคงมองว่าเราแปลก แต่งตัวเปรี้ยว ทำผมฟูเป็นมนุษย์ดาวอังคาร ดูไม่น่าเข้ากันได้เลย คุณอมเรศเล่าว่าประทับใจที่เราพุดฝรั่งเศสได้แปลเมนูให้เขาฟังได้ ส่วนเราน่ะรู้สึกดีตรงที่เขารู้ใจจำได้ว่าทานอาหารเสร็จ เขาหยิบกระเป๋าส่งให้ทันทีเพราะรู้ว่าเราต้องทาลปสติก...สเป๊กเลย" นั่นคือเดทแรกของทั้งคู่ กลับจากรับประทานอาหารวันนั้น คุณอมเรศได้ขับรถไปส่งคุรภัทรซึ่งมีบ้านอยู่ย่านฝั่งธนเช่นกัน จึงเป้นโอกาสดีที่ได้ทำความรู้จักกันมากชึ้น หลังจากนั้นได้พบเจอพูดคุยกันทุกวัน จนครบสัปดาห์เต็ม คุณภัทราจึงเอ่ยปากขึ้นว่า "คุณอมเรศ ส่งผู้ใหญ่มาขอได้แล้ว เป็นคนตัดสินใจเร็วค่ะ ถ้าคิดว่าใช่คือใช่ จึงพูดออกไปแบบนั้น ตอนแรกคุณอมเรศคงงง พอสักพักก็เข้าใจ เพราะเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว 2 เดือนเขาจึงพาผู้ใหญ่มาขอ...และนี่คือที่มาของกลอนเลือกคู่ที่แต่งขึ้น" ด้านการครองรักครองเรือนของผู้ใหญ่คู่นี้ก็นาาสนใจโดยท่านได้ทิ้งท้ายไว้เป็นข้อคิดว่า "เราไม่ได้ปรับตัวอะไรกันมาก เพราะรสนิยม ความรู้และความคิดคล้ายๆกัน เลยเข้ากันง่าย เขาเป็นคนมีมารยาทมาก รู้จักกาลเทศะ ซึ่งเราชอบ...ส่วนตัวคุณอมเรศเองจะมีหลักครองเรือนอยู่ว่าต้องไม่โกรธพร้อมกัน เมื่อไรที่ฌกรธอีกคนต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เพราะฉะนั้นหลังมานี้เราต้องรีบโกรธล่วงหน้าก่อน" คุณภัทราปิดท้ายการสนธนาพร้อมเสียงหัวเราะสดใส นับเป็นแง่คิดการใช้ชีวิตคู่ที่น่าลองไปปรับใช้ดูไม่น้อยเลยทีเดียว ติดตามเรื่องราวเทั้งหมดได้จาก นิตยสาร HELLO! Wedding (Special Edition 2014)

เจาะลึก แอ่นนรก เชียร์ลีดเดอร์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ
ผู้นำเชียร์ /  มหาวิทยาลัย / 

เป็นเรื่อง ทั้งน่าอึ้ง และน่าทึ่ง สำหรับ เชียร์ลีดเดอร์ หรือ ผู้นำเชียร์ ที่แต่ละมหาวิทยาลัย มีการคัดเลือกเป็นอย่างดี หน้าตา การเต้น และบุคลิก และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีภาพว่อนเน็ท ภาพเชียร์ลีดเดอร์สาว แอ่นหลัง หักมุม 90 องศาตัวขนาดกับพื้นโดยยังไม่ล้ม?? หลายคนบอกว่า นี่มันยากยิ่งกว่าสะพานโค้งเสียอีก พร้อมกับ คำบรรยายว่า นี่คือ เชียร์ลีดเดอร์ ของ คณะวิทยาศาสตร์ ม. อุบลราชธานี (ม.อุบลฯ) พร้อมๆกับเรียกท่านี้ว่า "แอ่นนรก" เราไปดูภาพต่างๆกันก่อน ด้านบน คือภาพของคณะทีมเชียร์ลีดเดอร์ปีล่าสุด และคลิปจ้า โดยที่หลายคนบอกว่า เห็นแล้วนึกถึง ท่าชี้นิ้วสั่ง ของ Boa Hancock จากเรื่อง One Piece เห็นแล้ว ปวดหลังแทนเลยว่ามั้ย?? เชียร์ลีดเดอร์ของ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ นี่ต้องอดทน กับการฝึกซ้อมมาก แน่ๆเลย อย่าสงสัยกันนานเลย ทีมงานได้ติดต่อสัมภาษณ์กับตัวแทน ชื่อ น้อง อานนท์ วงศ์คำ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในทีมเชียร์ลีดเดอร์ ซึ่งให้ข้อมูลมาดังนี้ "แอ่นนรก" เป็นคำที่คนนอก ตั้งฉายาให้เรา แต่จริงๆแล้วเรามีชื่อออริจินัลของเราเอง อ้าว?! จริงๆแล้ว เราเรียกท่าเตรียมพร้อมแบบนี้ว่า "แอ่น วิดยา 90" (90 หมายถึง 90 องศา หักศอกตั้งตรง ตัวขนานกับพื้น ตัวไม่เอน ขายืดตรง เข่าไม่งอ และท่ามองจากมุมตรงจะต้องไม่เห็นอก ไม่เห็นหัวเลย โอ้ว...) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท่าเชียร์ลีดเดอร์ แห่งนี้ ซึ่งคณะอื่น หรือมหาวิทยาลัยอื่นที่เห็น ก็อึ้ง และเรียกท่านี้ว่า "แอ่นนรก" (คงเพราะมันดูแอ่น ได้อย่างโหดอ่ะนะ) น้องย้ำว่า โดยปกติแล้ว เชียร์ลีดเดอร์มีท่ามาตรฐานคือ แอ่น 45 องศา (เพื่อให้เอียง ได้สบสายตากับทั้งสแตนด์เชียร์) ซึ่งของเราน่ะ 90 องศา จริงๆ (จ้ะ 90 เป๊ะๆเลย) เปรียบเทียบ แอ่น 45 และ แอ่น 90 มันมีที่มาอย่างไร ใครเป็นคนคิด คณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ ก่อตั้งมาแล้ว 22 ปี (ส่วน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ก่อตั้งมา 25 ปีแล้ว) เราได้รับการถ่ายทอด ท่า แอ่นนรก ตั้งแต่รุ่นแรก ซึ่งพี่(ลีดผู้หญิง)รุ่นแรกๆ เขาลองทำท่าแอ่นแบบนี้ แล้วปรากฎว่ามันสามารถแอ่นไปได้เยอะมาก แต่ต้องฝึกเพื่อการทรงตัว จากนั้นก็กลายเป็นเอกลักษณ์จากรุ่นสู่รุ่นมาเรื่อย ฝึกซ้อมอย่างไร ใช้เวลานานหรือเปล่า น้องๆที่สมัครมาเป็นเชียร์ลีดเดอร์ รู้ตัวตั้งแต่แรกว่า เขาจะต้องทำท่า "แอ่นนรก" ได้ (ใจต้องพร้อมประมาณหนึ่ง) แล้วเราก็มีเวลาฝึกซ้อม ดัดหลัง สะพานโค้ง เพิ่ม ประมาณ 2 เดือน ก่อนที่ลงโชว์ในการแข่งกีฬา ภาพการดัดตัว ที่น้อง อานนท์บอกว่า ฝึกไว้ทำท่า แอ่นนรก ส่วนนี่ก็คือ ท่าวอร์มอัพ ก่อนจะโชว์นำเชียร์ ทำ "แอ่นนรก" ไม่ได้ ไม่ใช่ ลีด วิทยา ม.อุบล? ถูกต้องครับ บางคนถูกคัดออกเอาวันสุดท้ายของโชว์ก็มี และที่เห็นตามอินเตอร์เน็ท บางรุ่นก็ผ่านมาแค่ 2 คนเท่านั้น ขอตั้งชื่อภาพนี้ว่า "เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม" สรุปว่า ลีดเดอร์ วิทยา ม.อุบล เอาตัวอ่อนเข้าว่า สวยไม่สวยค่อยว่ากันเหรอ? เรามองว่า ความสวยก็สำคัญ แต่ว่า การซ้อมไม่ใช่ง่ายๆ เราจึงมองเรื่อง "แอ่นนรก" เป็นเรื่องทุ่มเท และอดทนครับ ซึ่งในโชว์ครั้งหนึ่ง เราจะแอ่นแบบนั้นประมาณ 3 รอบเท่านั้น (เท่านั้น? สำหรับพี่น่ะ เกินพอล่ะจ้า) รู้สึกอย่างไร กับกระแสชาวเน็ทที่กล่าวขวัญถึง แอ่นนรก ในขณะนี้ ขอบคุณครับ ที่ชื่นชมพวกเรา และขอชี้แจงคนที่มองว่า โหดเกินไป ที่จับนักศึกษาผู้หญิงมาทรมาน เราอยากจะบอกว่า ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ทรมานครับ ทุกคนมาด้วยใจ ความสามารถ และซ้อมหนัก เป็นสภาพความแข็งแรงและยืดหยุ่นของร่างกายที่มาจากการออกกำลังกาย เราทุ่มเท เพียงเพราะคำว่า "ภูมิใจในความเป็นเชียร์ลีดเดอร์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ ของเรา" สุดท้ายนี้ ทีมงาน MThai Teen ขอบอกว่า ปลื้มกับน้องๆมากๆ และเราทราบว่า ลีดเดอร์ของ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ จะมีการโชว์ แอ่นนรก ในงานดังนี้ งานแข่งกีฬา (คณะ)วิทยาศาสตร์สัมพันธ์ ระหว่างมหาวิทยาลัย หรือที่เรียกว่า อะตอมเกมส์ (ซึ่ง ทีมเชียร์ ม.อุบลฯ ไม่เคยพลาดรางวัลจ้า) งานแข่งกีฬาเฟรชชี่ ของ ม.อุบลฯ งานรับปริญญา โชว์บูมให้รุ่นพี่ ฝากติดตามผลงานของน้องเขาด้วยนะ (ว่าแต่การเชียร์ด้วยอุดมการณ์ดีงามแบบนี้ เรียก "แอ่นสวรรค์" แทน ดีมั้ยจ๊ะ) ขอบคุณภาพจาก สโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, Taweeporn photographer, วีดีโอบน Youtube โดย คุณ  T'TopZ Naphatsakorn

กลัวชะนีละอ่อนตีท้ายครัว บุ๋ม แอ๊บแบ๊ว มัดใจแฟนเด็ก
บุ๋ม ปนัดดา /  บุ๋ม เอก เอกริน / 

ชิชะ!! รู้สึกว่าตั้งแต่คบหาดูใจกับแฟนเด็กหุ่นล่ำกล้ามโตอย่าง เอก เอกริน สาวใหญ่หุ่นอึ๋มชั่วโมงบินสูงอย่าง บุ๋ม ปนัดดา ดูจะสวยขึ้นกว่าเดิมเยอะ ที่สำคัญขยันแอ๊บเด็กเอาใจแฟนหนุ่มสุดๆ หลังจากที่ประกาศว่าจะแต่งงานกันในปีหน้า ดูคู่นี้จะหวานขึ้นทุกวันตัวติดกันอย่างกะปาท่องโก๋ ควงกันไปนู่นมานี่อยู่บ่อยๆ แม้หลายคนจะมองว่าอายุที่ห่างกันของทั้งคู่จะเป็นอุปสรรค แต่สำหรับสาวใหญ่อย่างบุ๋มดูจะไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิดส์ ดูจากช่วงหลังๆ ที่นางแต่งตัวสิจ๊ะเด็กวัยรุ่นยังอาย นอกจากนางจะหมั่นดูแลทรวดทรงองค์เอวและหนังหน้าให้ดูสวยเต่งตึงฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอแล้ว เรื่องการแต่งตัวของนางช่วงนี้ก็ดูจะแอ๊บแบ๊วลดอายุลงไปเยอะ ทั้งมัดผมแกละ ใส่เสื้อผ้าอย่างกะเด็กวัยรุ่น เห็นแล้วก็แซบเหลือหลาย มิน่าหนุ่มเอกถึงเอาอกเอาใจกระดิกตัวไปทางไหนก็คอยเป็นมือเป็นเท้าให้ตลอด ลงทุนแอ๊บแบ๊วมัดใจแฟนหนุ่ม ออดอ้อนฉอเลาะบ้างในบางครั้งแบบนี้ ไม่รู้เพราะกลัวชะนีหน้าใสวัยทีนจะมาตีท้ายครัวหรือเปล่าน้า... บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

Diy ชั้นวางของ ทำง่ายๆ จากวัสดุที่มีในบ้าน
diy /  diy ของเหลือใช้

ทุกวันนี้ข้าวของเครื่องใช้ก็สุดแสนจะแพง ยิ่งเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในบ้านด้วยนะยิ่งแพงหูฉีกกันเลยทีเดียว วันนี้ Decor.Mthai จึงนำไอเดียการทำ Diy ชั้นวางของ ทำง่ายๆ จากวัสดุที่มีในบ้าน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ Diy ชั้นวางของ ทำง่ายๆ จากวัสดุที่มีในบ้าน เราไปดูวิธีทำ Diy ชั้นวางของ ทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ในบ้านมีไม้ มีสว่าน และเชือก เพื่อนๆ  ก็จะได้ชั้นวางของแสนสวยไว้ประดับบ้านกันแล้ว ไม่ต้องเสียงเงินซื้อชั้นวางของแพงๆ แถมได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมทำชั้นวางของ สว่าน, ปากกาจับงานหรือที่เรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือ (ตัวล๊อกไม้กับโต๊ะ), เชือก, กรรไกร, ไม้, พู่กันกับสี (ถ้าต้องการชั้นวางของสีๆ) ขั้นตอนการทำ 1. นำไม้มาล๊อกกับโต๊ะด้วยปากกาจับงาน และเจาะรูไม้ด้วยสว่าน 2. ทาสีไม้ถ้าต้องการให้ชั้นมีสีที่สวยงาม 3. ตัดเชือกถามความยาวที่ต้องการจะแขวนชั้นนี้ (ตัดเผื่อการทำปมเชือกเพื่อแขวนด้วยนะคะ) 4. ร้อยเชือกลงไปในรูไม้ที่เราเจาะไว้ แล้วทำปมด้านท้าย จากนั้นก็ทำปมเผื่อแขวนกับผนัง (แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นแล้วค่ะ) Diy ชั้นวางของ ทำง่ายๆ จากวัสดุที่มีในบ้าน เห็นขั้นตอนการทำชั้นวางของกันไปแล้ว ง่ายมากเลยใช่มั้ยค่ะ ถ้าเพื่อนๆ อยากประหยัดและอยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ก็ลองนำไอเดียดีไปใช้กันดูนะคะ ขอบคุณ : homedit.com

บ้านไม้หลังเล็ก ขนาด 133 ตารางเมตร ในรัฐเซีย
บ้านสองชั้น /  บ้านหลังเล็ก

วันนี้ Decor.Mthai จะพาเพื่อนๆ ไปพบกับ บ้านไม้หลังเล็ก ขนาด 133 ตารางเมตร กันค่ะ บ้านไม้หลังเล็ก หลังนี้ออกแบบโดย Alexey Lyalin เป็นบ้านสองชั้น สร้างขึ้นที่หมู่บ้าน Konakovsky แม่น้ำโวลก้า ประเทศรัฐเซียค่ะ บ้านไม้หลังเล็ก ขนาด 133 ตารางเมตร บ้านไม้หลังเล็ก หลังนี้ออกแบบโดย Alexey Lyalin เป็นบ้านสองชั้นในประเทศรัฐเซีย บ้านนอกบ้านไม้หลังน้อย เป็นการออกแบบบ้านที่เรียบง่าย อาคารประกอบไปด้วยรูปทรงต่างๆ ใช้เทคนิควางไม้แนวตั้งสลับกับแนวนอนให้เกิดจังหวะที่สวยงาม และสี Patchworks ของไม้ที่ทำให้ตัวบ้านดูดีมีสไตล์ ภายในบ้านหลังน้อย ภายในมีชั้นวางของสลับเป็นจังหวะที่ลงตัวและสวยงาม ภายในตัวบ้าน ภายในกรุด้วยไม้สีครีมอีกชั้น เพิ่มระดับพื้นในส่วนของห้องรับแขกขึ้นมาเป็นสเตป เพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นในการใช้งานให้กลายเป็นลิ้นชักเก็บของ ส่วนทางเดินขั้นชั้น 1 ชั้น 2 เปิดโล่ง เทคนิคนี้ช่วยให้บ้านดูกว้างขวางขึ้น ห้องนอน 1 ห้องนอน 1 : ตกแต่งหัวเตียงด้วยลิ้นชักไม้ไล่สเต็ปเป็นชั้นๆ มีช่องกระจกเล็กๆ ทำเป็นตู้กระจกไว้เก็บของบริเวณหัวนอน และเป็นช่องโล่งๆ ให้มองทะลุไปยังกำแพงอีกฝั่งนึงไว้วางของเก๋ๆ บริเวณหัวเตียง ห้องนอน 2 ห้องนอน 2 : ตกแต่งหัวเตียงคล้ายๆ กับห้องนอน1 แต่ห้องนี้มีกระจกบานใหญ่เพิ่มความกว้าง ดูห้องใหญ่และโปร่งกว่าห้องแรก และด้วยการตกแต่งโทนสีครีมเพิ่มบรรยากาศที่สบายตาให้กับห้องนี้ได้อย่างมาก ห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น : เจาะวอยบริเวณห้องรับแขกกับทางขั้นไปชั้นสอง ช่วยเพิ่มความกว้าง และจำให้ห้องมีจังหวะที่สวยงาม ห้องแคบๆ เลยกลายเป็นห้องที่ดูโปร่งขึ้น ห้องครัว ห้องครัว : ตกแต่งด้วยเคาน์เตอร์ไม้ขัดมันสีเข้มๆ มีประตูเปิดไปยังส่วนสวนนอกบ้าน มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่วางอยู่กลางห้อง ระเบียงหน้าบ้าน  ระเบียงหน้าบ้าน : ระเบียงหน้าบ้าน ตกแต่งด้วยโทนสีครีมแสนสบายตา มีโซฟาสีขาวประดับอยู่ และมีประตูบานใหญ่ สามารถเปิดไปรับลมนอกบ้านได้ แปลนบ้าน บ้านไม้หลังเล็ก ขนาด 133 ตารางเมตร หลังนี้เรียกได้ว่า มีการออกแบบได้อย่างลงตัว และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครันมาก ถ้าเพื่อนๆ สนใจบ้านไม้หลังนี้ ก็ลองนำไปปรับใช้สร้างบ้านดูนะคะ ขอบคุณ : archdaily.com

5 อันดับ สถานที่ชม ใบไม้เปลี่ยนสี ในโตเกียว ญี่ปุ่น
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี /  เที่ยวญี่ปุ่น / 

ช่วงนี้ เชื่อว่าคนไทยหลายๆ คน สนใจที่จะไปชม ใบไม้เปลี่ยนสี จากทั่วโลกแน่ๆ แต่ที่ใกล้ที่สุด ก็คือญี่ปุ่นนั่นเอง พอพูดถึงประเทศญี่ปุ่น หลายๆ คนอาจจะนึกถึง ดอกซากุระ ซึ่งก็ต้องรอดูช่วงเดือน เมษายนโน่น แต่ถ้าเป็นช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน ก็ต้องอยากไปชมใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งก็สวยงามไม่แพ้ไปชมดอกซากุระเลย เอาล่ะ ถ้าใครจะไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเมืองโตเกียว มาดูกันว่า จะไปชมใบไม้เปลี่ยนได้ที่ไหนกันบ้าง 5 อันดับ สถานที่แนะนำสำหรับชม ใบไม้เปลี่ยนสี ในโตเกียว ญี่ปุ่น อันดับ 1 สวนริคุงิเอน (Rikugien) สวนริคุงิเอน เป็นสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ JR Komagome (JR Yamanote Line) หรือรถไฟใต้ดินนัมโบคุ เดินจากสถานีโคมาโกเมะเพียง 5-10นาทีก็จะถึงทางเข้าสวนแล้วครับ โดยค่าเข้าจะอยู่ที่ 300 เยน สวนริคุงิเอน นั้นจะเป็นที่นิยมมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงครับ เนื่องจากในสวนนั้นจะมีต้นเมเปิ้ลอยู่มาก และในช่วงที่มีใบไม้เปลี่ยนสี สวนนี้ก็จะเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงดูแล้วสดชื่นและอิ่มเอมกันไปเลยครับ ถ้าใครได้มากับคนรู้ใจก็คงจะมีความสุขไม่ใช่น้อยเลย ที่นี่จะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 9.00น. และจะปิดในเวลา 17.00น. ยกเว้นในช่วงดอกซากุระบานหรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ที่นี่ก็จะปิดในเวลา 21.00น. ครับ ที่ปิดช้ากว่าปกติเนื่องจากในสวนจะมีการจัดแสดงไฟให้ชมกันด้วยครับ น่าสนใจและน่าตื่นเต้นมากเลยทีเดียว อันดับ 2 สวนโคอิชิคาวะ โคระคุเอง (Koishikawa Korakuen) สวนโคอิชิคาวะ โคระคุเองเป็นอีกหนึ่งสวนสาธารณะที่โดดเด่นในเรื่องของการชมใบไม้เปลี่ยนสี เช่นเดียวกัน นอกจากจะมีต้นเมเปิ้ลที่ให้สีแดงและสีส้มคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดู ใบ้ไม้ร่วงนี้แล้ว ยังมีต้นแปะก๊วยที่ให้สีเหลืองอะหร่ามอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสวนอีก ด้วย สวนโคอิชิคาวะ โคระคุเองตั้งอยู่ติดกับโตเกียวโดม เป็นฮอลล์ขนาดใหญ่ซึ่งมักจะมีการจัดแสดงคอนเสิร์ทอยู่เสมอ ผู้คนบริเวณโดยรอบสวนก็คงจะดูเยอะแยะมากมายโดยเฉพาะช่วงที่มีคอนเสิร์ทนั่น เอง ที่สำคัญเวลาเราอยู่ในสวนเราก็จะสามารถเห็นโตเกียวโดมเป็นฉากหลังได้อีกด้วย ครับ เวลาถ่ายรูปออกมาคงดูดีไม่น้อยเลยทีเดียว การเดินทางมายังสวนโคอิชิคาวะ โคระคุเองนั้น ควรลงที่สถานี Iidabashi ออกทางประตู C3 แล้วเดินต่อมาอีกประมาน 5-7นาทีก็จะถึงทางเข้าสวนแล้วครับ โดยสวนโคอิชิคาวะ โคระคุเองจะมีค่าเข้าที่ 300 เยน เปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 9.00น. ถึง 17.00น. เข้าประตูได้ไม่เกิน16.30น. ครับ อันดับ 3 มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo / Todai) ที่ โทได หรือ มหาวิทยาลัยโตเกียว นั้น เป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าสนใจมากอีกแห่งหนึ่ง เมื่อคุณเข้าไปในนั้น คุณจะรู้สึกเหมือนว่ากำลังอยู่ในละครซี่รี่ย์เลย โดยเฉพาะใครที่มากับคนรู้ใจจะยิ่งรู้สึกถึงความอบอุ่นและโรแมนติกแบบสุดๆ เพราะที่นี่จะมีต้นแปะก๊วยที่ให้ใบสีเหลืองอร่ามตลอดทางตัดกับตัวอาคารที่มี สีแดงอิฐ สร้างความโดดเด่นให้แก่ใบแปะก๊วยสีเหลืองสด ทั้งนี้ยิ่งถ้ามีใบไม้ร่วงเต็มพื้นด้วยจะยิ่งรู้สึกประทับใจแบบไม่รู้ลืม การเดินทางมายังมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้น ให้นั่งรถไฟ Tokyo Metro Namboku Line ลงที่สถานี Todaimae ก็จะเจอกับกำแพงสีแดงเลือดหมูริมถนน เดินมาเรื่อยๆจะเจอประตูแดงทางเข้ามหาวิทยาลัยที่ชื่อว่าอะกะมง นั้นแหละครับเป้าหมายของเรา มหาวิทยาลัยโตเกียวหรือโทไดนั่นเอง อันดับ 4 โชวะ คิเนน (Showa Memorial Park) โชวะ คิเนน เป็นอีกไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ที่นี่จุดเด่นคือต้นแปะก๊วยเช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยโตเกียว โดยเฉพาะบริเวณน้ำพุนั้นจะสวยมาก เพราะจะมีต้นแปะก๊วยยาวตามทางเดินที่ให้สีเหลืองสดใส ดูแล้วสดชื่นมากๆครับ ที่สวนโชวะนี้ไม่ได้นิยมมากันแค่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเท่านั้น ที่นี่เรียกได้ว่ามาได้แทบจะทุกฤดูเลยทีเดียว โชวะ คิเนน นั้นจะตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกและไกลจากตัวเมืองสักเล็กน้อย แต่ก็เดินทางมาไม่ยากเย็นนัก ใช้เวลาประมาน 30นาทีจากสถานีรถไฟชิจูกุ เดินทางโดยรถไฟ JR Chou Line มุ่งสู่สถานี Tachikawa โดยที่นี่มีค่าเข้าชม 400 เยน ครับ อันดับ 5 โทโดโระคิ วัลเล่/วัดโทโดโระคิ (Todoroki Valley, Todoroki Fudoson) เราจะขอขั้นสีเหลือด้วยสีแดงส้มกันสักเล็กน้อย คราวนี้เราจะพาไปเที่ยวในสถานที่ที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงกันสักเท่าไร แต่ความสวยงามนั้นไม่แพ้สถานที่เที่ยวที่อื่นๆเลยครับ ก่อนอื่นเลย ผมจะขอนำเสนอความพิเศษของที่นี่ก่อน โทโดโรคิ วัลเล่ นั้นตังอยู่ในโตเกียวก็จริง แต่เมื่อคุณได้ไปยืน ณ จุดนั้น คุณจะรู้สึกได้เลยว่าตัวคุณนั้นไม่ได้อยู่ในเมืองแต่อย่างใด คุณจะรู้สึกได้ว่าความเป็นเมืองกับธรรมชาติถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง อารมณ์เหมือนคุณเดินอยู่ในป่าที่ชุ่มชื้นด้วยเสียงของน้ำในคูคล้องเล็กๆที่ ชื่อว่ายาซาวะตลอดทางเดิน และยังมีต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่นตลอดเส้นทางอีกด้วย แต่ไฮไลท์นั้นอยู่ที่วัดโทโดโระคิฟุโดะครับ เพราะตรงนั้นจะมีใบไม้แดงที่สวยมาก และด้วยความที่โทโดโระคินั้นไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก คนจึงไม่ค่อยเยอะสักเท่าไร ที่นี่น่าจะตอบโจทย์สำหรับคนชอบความสงบได้มากทีเดียวครับ แต่ก็ใช่ว่าที่นี่จะมีข้อดี ข้อเสียก็มีครับ คือพื้นที่ของโทโดโระคินั้นค่อนข้างน้อย ถ้าเกิดคนเยอะขึ้นมาคงจะอึดอัดพอสมควรครับ การเดินทางก็ไม่ยากครับ นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Todoroki สาย Oimachi เดินออกมาจากสถานีเล็กน้อยจะเจอสะพานแล้วเดินลงทางลงเล็กๆครับ ระวังเลยนะครับ เพราะทางลงนั้นไม่ได้มีจุดเด่นจุดสังเกตสักเท่าไร สำหรับหลายๆ ท่านที่ไปญี่ปุ่นเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสี ต้องการหาสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี แบบไม่ต้องกลัวผิดหวัง ให้ไปตามสถานที่เหล่านี้ได้เลยครับ นอกจากที่แนะนำ 5 สถานที่นี้แล้ว ยังสามารถชมที่อื่นๆ ได้อีกนะครับ เช่น ที่ ฮาโกเน่, ทะเลสาบอชิ เป็นต้น เครดิต : http://www.j-reco.com เรียบเรียงโดย : travel mthai

โฟกัส จิระกุล เผยทุกสิ่ง กับบทสาวขี้หึง ไม่ว่าเป็นหรือตาย!! ใน The Eyes Diary
The Eyes Diary /  คนเห็นผี / 

หลังจากที่แอบปลื้มนาน ในที่สุดนักแสดงสาว โฟกัส จิระกุล ก็ได้ร่วมงานกับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ผู้กำกับในดวงใจ ในภาพยนตร์ The Eyes Diary คนเห็นผี งานนี้ โฟกัสขอท้าทายตัวเอง สวมบทบาทหญิงสาวขี้หึงและชอบให้แฟนแสดงออกว่ารักตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย และในวันนี้ โฟกัส จะมาเผยทุกข้อสงสัยและทุกสิ่งที่คุณอยากรู้ เกี่ยวกับผลงานเรื่องล่าสุดนี้กัน โฟกัส จิระกุล ก่อนอื่นเลย ขอให้โฟกัสอัพเดตตัวตน และผลงานที่ผ่านมาหน่อยครับ? "สวัสดีค่ะ โฟกัส จิระกุล นะคะ เริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบเริ่มจากพวกโฆษณา และมีโอกาสได้มาเล่นหนังเรื่องแรกเรื่องแฟนฉันตอนอายุ 9 ขวบ จากนั้นก็เล่นหนัง เล่นละคร แสดงเอ็มวี ทำหลายอย่างค่ะในระหว่างหลายปีที่ผ่านมา เป็นพิธีกรก็เป็นมาแล้ว ล่าสุดตอนนี้กำลังมีผลงานหนังเรื่อง The Eyes Diary ค่ะ" หลายๆคน คุ้นเคยกับโฟกัสในภาพยนตร์ โดยส่วนตัวแล้วผูกพันกับงานภาพยนตร์มากน้อยแค่ไหนครับ? "จริงๆก็โตมากับหนังค่ะ จุดเริ่มต้นของเราคือภาพยนตร์ ก็เหมือนสนใจภาพยนตร์เรื่อยๆมาโดยตลอด ก็คิดไว้ว่าอยากจะเรียนภาพยนตร์ ต่อมาได้มีโอกาสมาเล่นละคร แต่ก็รู้สึกได้เลยว่าเราชอบเล่นหนังมากกว่า คนที่เล่นหนังก็จะชอบเล่นหนัง แต่สำหรับคนเล่นละครมาก็จะบอกว่าเล่นละครง่ายกว่า จนกระทั่งพอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยเลือกเรียนภาพยนตร์ ตอนนี้ก็เรียนอยู่ชั้นปี4 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒค่ะ จริงๆก็อยากลองเขียนบทค่ะ ก็ได้เรียนเขียนบทกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย รู้สึกว่าเราก็พอเขียนได้ พอเริ่มเรียนก็รู้สึกว่าอยากลองเขียนดู แต่ยอมรับว่าการจะเขียนบทสักเรื่องหนึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะต้องใช้เวลานานมาก ขนาดเรื่องที่เขียนส่งอาจารย์ ก็ยังรู้สึกว่ามันยาก จริงๆหนูเป็นคนชอบดูหนังค่ะ การเป็นคนชอบดูหนังมันก็จะทำให้เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาอันนั้นผสมกับอันนี้แล้วมันอาจจะออกมาเวิร์คมากกว่า แต่เราก็ไม่ได้เป็นคนจินตนาการสูงขนาดนั้น" ในผลงานล่าสุด The Eyes Diary คนเห็นผี เป็นไงมาไงถึงได้มาเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องนี้ครับ? "พอดีมีพี่ที่รู้จักกันทำงานอยู่กับพี่มะเดี่ยวเป็นแคสติ้งค่ะ พอเขาเห็นบทแล้วนึกถึงเราว่าเราเล่นได้ เลยลองเสนอกับพี่มะเดี่ยวดู ซึ่งพี่มะเดี่ยวก็โอเคให้มาแคสติ้ง กัสอ่านบทแล้วก็โอเค เพราะแค่ขึ้นชื่อว่าพี่มะเดี่ยวกลับมาทำหนังสยองขวัญก็ตื่นเต้นแล้ว กัสติดตามพี่เขามาตั้งแต่ 13 เกมสยอง คือพี่เขาทำไว้สยองจริงๆ ค่ะ ชื่นชมผลงานพี่เขาด้วย เลยตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้" ตอนที่เห็นบท-อ่านบทครั้งแรกรู้สึกอย่างไรบ้างครับ? "ตอนเห็นบทหนังเรื่องนี้ครั้งแรกก็นึกถึงพี่มะเดี่ยวก่อนเลยค่ะ ว่าเขาจะทำออกมาได้สยองขนาดไหน เพราะจากเรื่อง 13 เกมสยองพี่เขาทำไว้ได้โอเคมากๆ และพอมาเรื่องนี้อ่านบทดูก็คิดว่าน่าจะมีจุดเด็ดๆอยู่หลายจุด เพราะในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่หนังแนวสยองขวัญเพียงอย่างเดียว แต่มันมีในเรื่องของความรักในวัยรุ่นด้วย เป็นความรักหนุ่มสาว แต่มันจะเกี่ยวกับความสยองขวัญยังไงต้องไปดูค่ะ" แบบนี้ต้องให้โฟกัสเล่าให้ฟังแล้วว่า ความน่าสนใจของคาแรคเตอร์ที่ได้รับเป็นอย่างไรบ้าง? "คาแรคเตอร์ของปลาก็จะเป็นผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งที่จริงจังในเรื่องความรักมาก มีนิสัยเหมือนผู้หญิงทั่วไป คือขี้งอน ขี้หึง เรียกร้องความสนใจ อยากให้แฟนสนใจ อยากให้เขาแสดงความรักกับเรามากกว่านี้ ในขณะที่น็อต (แสดงโดย ปั้นจั่น)ที่เป็นแฟนเราเขาก็แบบไม่ค่อยแสดงออก แบบแค่นี้ก็พอรึเปล่า นอกจากนี้ตัวปลาเองก็จะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งของทุกอย่างที่แฟนให้มาไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาที่เคยได้มาในวันครบรอบ หรือตัวเขาก็จะรักตุ๊กตาตัวนี้มาก พูดได้ว่าตัวละครปลาจะเน้นหนักไปในเรื่องของความรัก ทั้งเรื่องก็จะอยู่กับความรัก ส่วนในเรื่องของผีนี่ถ้านับจริงๆเรียกได้ว่าปลาเป็นคนที่เจอผีบ่อยที่สุด เยอะที่สุด โดยที่ตัวปลาเองไมได้อยากจะเห็นผีเลย แต่ก็ต้องมาเห็น" คาแรคเตอร์ของปลากับโฟกัส เหมือนหรือแตกต่างกันบ้างไหมครับ? "ปลาเป็นผู้หญิงร่าเริง โลกสวย ยิ้มง่าย เหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่ในเรื่องความรักเขาจะเป็นคนที่ใส่ใจมากๆ รักแฟน หวงแฟน ขี้หึง ขี้งอน โกรธง่าย ซึ่งมันคนละแบบกับกัสนะ เรียกได้ว่าไม่ใกล้กันเลย คือตัวจริงกัสจะเป็นคนที่เฮฮากว่าเยอะ ส่วนในเรื่องของความรักก็ไม่ได้เป็นคนขี้งอนขนาดนั้น ไม่ได้แบบว่าเธอต้องจดวันสำคัญวันนี้ให้ได้นะ และกัสก็ไมได้ขี้หึงขนาดนั้นด้วย แต่ส่วนในเรื่องรักใครรักจริง รักแฟนมากๆ กัสว่าเป็นแบบนี้ทุกคนแหละเวลาที่เรารักใครนะ" ภาพยนตร์ The Eyes Diary มีเรื่องราวเป็นยังไงบ้างครับ? "ก็เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่เขารักและผูกพันกับแฟนของเขามาก แต่คืนหนึ่งก็มีเหตุให้ทะเลาะกันแล้วก็ขับรถไปชน ทำให้แฟนตัวเองตาย ชีวิตก็เปลี่ยนไป ฝังตัวเองอยู่กับความเศร้า คิดแต่ว่าอยากจะเจอแฟนสักครั้ง เลยพยายามหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองเห็นผีแล้วหวังว่าหนึ่งในผีเหล่านั้นก็อาจจะเป็นแฟนตัวเอง ก็เริ่มจากไปเป็นอาสาเก็บศพแล้วก็แอบเก็บของคนตายโหงกลับมาบ้าน แต่จะเห็นผีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  เพื่อนๆมหาวิทยาลัยที่เรียนมาด้วยกันหรือแม้แต่เพื่อนที่มูลนิธิพยายามเตือนก็ไม่ฟัง เริ่มถลำตัวเองลงไปลึกอีกเรื่อยๆ  และกลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากมันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดแล้ว แต่มันกลับส่งผลต่อทุกชีวิตที่อยู่รอบตัวเขาแทน" ลองเล่าถึงมิติความหลอนของ The Eyes Diary หน่อยครับ "อันแรกก็คือในส่วนของผีในภาพยนตร์เรื่อง The Eyes Diary คือมีผีเยอะมากๆ แล้วผีทุกตัวก็จะมีเรื่องราว จะไม่ใช่แค่โผล่ออกมาหลอกแฮ่แล้วจบ ซึ่งผีแต่ละตัวจะถูกออกแบบมาให้มีสภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งอันนี้ต้องยกนิ้วให้พี่ทีมเอฟเฟกต์ค่ะ เก่งมากจริงๆ คือแต่งออกมาได้เหมือนมาก น่ากลัวมากๆ แล้วก็สถานที่และบรรยากาศในการถ่ายทำด้วยความที่เป็นหนังผี ความโหดร้ายจะอยู่ตรงสถานที่ และที่ฟังมาสถานที่ถ่ายทำทุกที่คือเป็นสถานที่ที่ร้างจริงๆ โรงพยาบาลร้างที่สร้างไม่เสร็จแล้วทุกอย่างมันก็คือยังไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นบันได รูลิฟท์ แล้วยังมีพวกท่อที่สามารถเดินตกลงไปได้เลย แล้วตอนที่ถ่ายเป็นกลางคืนด้วย ต้องมีคนคอยส่องไฟฉายให้ตลอดเวลา เพราะถ้าพลาดนิดหนึ่งนี่คือตกลงมาข้างล่างเลยนะ เพราะเราถ่ายกันอยู่ที่ชั้น 3-4 ตกลงมาก็มีขาหักได้ค่ะ ส่วนบ้านร้างก็คือร้างจริงๆ แอบน่ากลัว คือสถานที่โหด จริงๆ ไม่ได้กลัวนะคะ อาจเป็นเพราะว่าเราชอบอะไรแนวนี้อยู่แล้วด้วย แต่ถ้าให้ไปถ่ายคนเดียวคงไม่กล้า เพราะมันร้างจริงๆ แต่บ้านสวยนะ ถ้าไม่ร้างจะดีมาก" ทราบมาว่าในการถ่ายทำหนังผีเรื่องนี้ มีอุปสรรคพอสมควร จริงหรือเปล่าครับ? "อุปสรรคในเรื่องนี้ที่จริงมีเยอะมากค่ะ อย่างแรกเลยเราถ่ายช่วงที่มีฝนตก(พายุฤดูร้อน) แล้วยุงเยอะมาก เหมือนเป็นแหล่งชุกชุมของยุง คนที่แต่งเอฟเฟกต์ก็ร้อนเห็นแล้วสงสารเลย ที่เห็นว่าออกมาน่ากลัวขนาดนี้จริงๆ แล้วเขาทนร้อน ทนยุง ทนเหงื่อ แบบทุ่มทุนกันสุดๆ ฝุ่นเยอะด้วยค่ะทั้งกัสทั้งพี่มะเดี่ยวก็แพ้ฝุ่นคันตามตัว และด้วยอากาศแบบฝนๆ ร้อนๆ สถานที่ก็มีฝุ่นเยอะพี่มะเดี่ยวถึงขั้นป่วยเข้าโรงพยาบาล แต่ด้วย สปีริทของผู้กำกับเขาก็กำกับผ่านเฟสไทม์ค่ะ แต่นักแสดงเรื่องนี้ก็ทุ่มเทกันสุดๆนะ อย่างกัสนี่แพ้ฝุ่นและเป็นตากุ้งยิงด้วย พักผ่อนน้อย ส่วนแจ๊คก็คอเคล็ดเพราะต้องแสดงฉากแอคชั่น น่าสงสารนะ กัสเข้าใจเวลาคอเคล็ดมันก็จะหันลำบาก พอแจ๊คต้องมาเข้าฉากมันก็ลำบากเวลาหันมาคุยกันก็ต้องหันทั้งตัว และยังมีพี่ปั้นจั่นอีก คนนี้เหนื่อยหน่อยเพราะระหว่างที่เขาถ่ายหนัง ก็มีถ่ายละครด้วย เขาจะต้องบินไปบินกลับ เหนื่อยสุดๆ แล้วเขาก็ปวดไหล่ด้วย นี่แหละค่ะอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ กระดูกไม่แข็งแรง (หัวเราะ)ที่จริงในเรื่องนี้เราเล่นจริงกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นโดนผีกระชากขาบ้าง ก็เล่นเองหมดเลย ก็เป็นคนชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้วด้วย สนุกดีค่ะ ก็เป็นประสบการณ์แบบใหม่ดี เคยเล่นหนังผีมาก่อนนะ แต่มันคนละแนวกันเลย" มีการใช้เทคนิคใหม่ๆ และมุมกล้องทางด้านภาพ มาช่วยเพิ่มระดับดีกรีความหลอนอีกด้วย เล่าให้ฟังหน่อยครับ? "หนังเรื่องนี้มีเทคนิคการถ่ายทำเยอะมาก ไม่ใช่แค่วางกล้องแล้วจบนะคะ เพราะเรามีถ่ายบน Drone เหมือนเอากล้องไปติดไว้กับเครื่องบินบังคับ ก็ถ่ายกันทั้งมุมเบิร์ดอายวิว (มุมกล้องทางอากาศ) ไหนยังมี สเตดิแคมที่แทนสายตาคนดู (ผกก.ภาพแบกกล้องติดกับตัว เดินหรือวิ่งเข้าไปถ่ายใกล้ชิดกับตัวละคร) เวลาถ่ายออกมามันจะทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังมากขึ้น และด้วยความที่เป็นหนังผี ถ้าภาพมันเหมือนกับการที่เราได้มีส่วนเข้าไปอยู่ในหนังด้วย เห็นเหตุการณ์ไปพร้อมๆ กับตัวละครนั้นด้วย มันก็จะเพิ่มดีกรีความหลอน ความสยองยิ่งขึ้นค่ะ" พูดถึงการทำงานร่วมกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่ชื่อ มะเดี่ยว หน่อยครับ? "พี่มะเดี่ยวเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของหนังมากๆ ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเฟรมภาพ แสงต้องได้แบบนี้นะ นักแสดงต้องเล่นได้ขนาดนี้ พี่เขาจะเป็นคนที่เป๊ะมากๆ เป๊ะจริงๆ แต่ละฉากนี้สังเกตได้เลยว่าทุกคนจะโดนเหมือนกันหมดคือพี่มะเดี่ยวจะบอกว่าดีๆ ขออีกทีเผื่อไว้ เขาจะบอกว่าแบบนี้ดีแล้ว แต่อยากให้ดีมากกว่านี้ ขออีกทีหนึ่ง เผื่อเก็บไว้ คือในเรื่องนี้เราต้องเล่นกันจริง ไม่ว่าจะโดนผีกระชากขา แต่งเอฟเฟกต์ที่ขา เจอผีก็ต้องกรี๊ด พี่มะเดี่ยวเขาจะมีสูตรว่าเวลาเจอผีต้องแบบนี้นะ ก่อนจะกรี๊ดต้องตกใจแบบนี้ พี่มะเดี่ยวก็จะเข้ามาสอนทุกๆ ฉากที่สำคัญ อย่างฉากเจอผีพี่เขาจะมาเล่นให้ดู มาคอยบอก คอยสอน กัสก็จะเก็บมาแล้วทำตาม เพราะบางครั้งเราคิดไม่ออกว่าจะต้องขนาดไหน ดีค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดีถือว่าได้ทำงานร่วมกับผู้กำกับมือทอง พี่มะเดี่ยวนอกจากจะเป็นผู้กำกับแล้ว ยังเหมือนเป็นแอคติ้งโค้ชให้ด้วยค่ะ ก็จะคอยมาบอกว่ามันเล่นแบบนี้นะ อยากให้มันเป็นแบบนี้ เขาก็จะมาคอยบอก คอยสอน   แล้วในแง่ความทุ่มเท อย่างตอนที่พี่มะเดี่ยวป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มากองไม่ได้ แต่ก็หยุดกองไม่ได้ เพราะคิวจะรวน ก็ต้องกำกับผ่านเฟสไทม์กัน คือทุกคนในกองไม่เคยเจอเรื่องอย่างนี้เลย ขนาดกำกับทางไกล พี่มะเดี่ยวก็ยังละเอียด สรุปพี่เขาก็นอนเช้าพร้อมพวกเราที่กองนั่นแหละ แค่ว่า อยู่คนละที่  ไม่รวมว่า พี่เขาก็จะเล่นเป็นเล่น ทำงานเป็นทำงาน จริงจังมาก ตอนเล่น พี่เขาจะฮามาก แต่พอทำงานจะดุ เป็นคนละคน กัสกับพี่ปั้นจั่นก็จะติดเล่นนิดนึง ก็โดนดุบ้าง" (หัวเราะ) พูดถึงเพื่อนนักแสดงที่ร่วมงานบ้าง ทำงานกับปั้นจั่นเป็นอย่างไรบ้างครับ ต้องถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกการเป็นคู่ที่รักกัน? "ในตัวบทเองมีอะไรให้เล่นเยอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นของพี่ปั้นจั่นหรือของโฟกัสเองก็จะมีหลายมุมค่ะในเรื่องนี้ แบ๊ว ดราม่า รักโรแมนติก มีครบหมดเลยค่ะในเรื่องนี้ ได้เล่นหมดเลย ได้เจอผีด้วย ก็ดีค่ะถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดี อย่างในเรื่องพี่ปั้นจั่นจะรับบทเป็นน็อต ซึ่งเป็นแฟนกับปลา เราอยู่บ้านเช่าหลังเดียวกัน การเป็นแฟนกันก็จะมีมุมหวานแหวว กุ๊กกิ๊ก งุ๊งงิ๊งกัน และก็ต้องมีทะเลาะกันด้วย ก็จะได้เห็นหลายมุมหน่อย ทำงานกับพี่ปั้นจั่นเหมือนเราคุยกันค่ะ อย่างฉากหวานจะหวานยังไง หวานขนาดไหน คนดูจะเชื่อรึเปล่าว่าเราเป็นแฟนกัน เราก็จะปรึกษากันตลอด ในมุมทะเลาะพี่เขาก็จะเสนอไอเดียให้ตบจริง กัสก็เกรงใจเขา แต่เขาก็ยังยืนยัน ตอนแรกๆก็ไม่กล้าตบเพราะไม่เคยตบใคร เลยตบเบาๆ พี่ปั้นก็บอกแรงๆ เลย ไม่เจ็บหรอก ตัวเล็กๆแบบนี้จะแรงเยอะขนาดไหนเชียว กัสก็เลยตบจริงๆ คือฉากนั้นเงียบทั้งกอง เพราะกัสตบแรงมาก ขึ้นรอยแดงเลยแหละ พี่ปั้นบอกเจ็บยิ่งกว่าเข้าฉากเตะต่อยเวลาไปถ่ายละครแอ็คชั่นอีกง กัสก็ว่าฟาดไม่หนักนะ (หัวเราะ) ถ้าถามว่าหนักใจอะไรมั้ย ก็คงหนักใจตอนที่รู้อายุพี่ปั้นจั่นมากกว่าค่ะ(หัวเราะ) เพราะว่าพี่เขาอายุ27แล้ว ส่วนคนอื่นๆก็จะอยู่ในช่วงมหาวิทยาลัยกันอยู่เลย ตอนที่ยังไม่เจอกันก็คิดนะว่าพี่เขาจะเล่นกับเรารึเปล่า เขาจะเป็นคนยังไง เพราะไม่เคยเจอกันเลย แต่พอมาเจอจริงๆ พี่เขาน่าเฮฮา ขี้เล่นดีค่ะ ก็สบายใจ แต่ไอ้ความขี้เล่นทำให้เวลาอยู่ในกองส่วนใหญ่เราจะเล่นกัน ทำให้เวลาเข้าฉากที่ต้องทำอารมณ์มากๆ กัสจะมีปัญหาหลุดขำ ยิ่งเวลาที่เขามองหน้าเราเมื่อไหร่ ก็จะเริ่มขำ ส่วนพี่ปั้นจั่นเขาจะไม่ค่อยมีปัญหา เขาจะทำเข้มๆตามบทไป แต่ชีวิตจริงเขาไม่ได้เข้มเหมือนพระเอกในเรื่องนะคะ พี่ปั้นจั่นเป็นคนที่ตั้งใจทำงานมาก อย่างซีนอารมณ์เขาก็จะเต็มที่ไม่ว่าจะกี่เทคและเต็มที่กับทุกๆเทคด้วย" เม้าส์ถึงเพื่อนๆ ในกองถ่ายหน่อยครับ มีอะไรสนุกๆบ้าง? "เริ่มจากแจ๊ค (Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ ,เกรียนฟิคชั่น) ก่อนเลยค่ะ แจ๊คก็จะเป็นคนตั้งใจทำงาน เขาจะเป็นคนที่เตรียมตัวมาดีมากๆ อ่านบทท่องบทมาเป๊ะมากๆ แต่แจ๊คก็ชอบมาพูดบทข้างๆนะ อยู่ดีๆ เดินมานั่งแล้วพูดบทขึ้น กัสก็ห๊ะ..อะไรนะ..? แจ๊คก็จะอ่อ..เปล่า ท่องบทอยู่จะให้กัสต่อบทด้วย (หัวเราะ) ตอนแรกเลยแจ๊คเขาจะไม่ค่อยกล้าเข้ามาเล่นกับกัสนะ ไม่รู้ว่ากลัวหรืออะไร เหมือนยังเกร็งๆ ไม่กล้าทัก แต่พอมาหลังๆเริ่มสนิทกัน แต่ก็ยังไม่ค่อยกล้าแกล้งกัสอยู่ดี เพราะกัสเป็นมือแกล้งในกอง (หัวเราะ) ส่วนเมโกะ (ตั้งวง,Mary is Happy,Mary is Happy) ก็จริงๆ ไม่ค่อยได้เข้าฉากด้วยกันนะ ไม่มีบทสนทนากันเลยในเรื่อง แต่ด้วยความที่เราเป็นวัยใกล้ๆ กัน ร่วมงานกันครั้งแรกก็ดีนะ มีเล่นกันบ้าง เอาเป็นว่าเราจะไม่กัดผู้หญิงด้วยกันค่ะ (หัวเราะ) คนสุดท้ายพี่ปั้นจั่น คนนี้เขาจะพยายามแอ๊บเด็กตลอดเวลา ก็ชอบมาเล่นมาแกล้งน้องๆ ก็ทำให้บรรยากาศในกองสนุกสนานดีค่ะ ขอเม้าส์อีกหน่อยว่าพี่ปั้นจั่นเป็นคนที่กลัวผีมากๆ บางครั้งไม่มีคิวถ่ายแต่ถ้าต้องอยู่ห้องคนเดียวก็จะแบบเดี๋ยวไปให้กำลังใจเพื่อนดีกว่า แต่เอาลึกๆ แล้วคือกลัวมากกว่าอยากมาให้กำลังใจ ไม่กล้าอยู่คนเดียว" ถ่ายหนังผี เล่นหนังผี แบบนี้ มีการเจออะไรแปลกๆ หลอนๆ ในกองบ้างรึเปล่าครับ? "มันก็มีแหละคะ ด้วยความเป็นหนังผีนะ ส่วนใหญ่เราถ่ายทำกลางคืน และสถานที่ถ่ายทำมันก็คือสถานที่จริง อย่างแจ๊คก็เจอรอยนิ้วมือตรงท้อง รอยข่วนตรงคางซึ่งเราก็พิสูจน์ไม่ได้ น่ากลัวดีค่ะ เมโกะด้วยนะ เห็นน้องเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรเลยนี้เท่าไหร่ แต่พอถามปุ๊บก็จะค่อยๆ หลุดออกมาทีละนิดๆ ว่าเห็นเหมือนกัน ส่วนพี่ปั้นจั่นขานี้เขาไม่ค่อยเจออะไรค่ะ เพราะแขวนพระตลอดเวลา ด้วยความเป็นคนที่กลัวผีสุดฤทธิ์ แค่พูดว่าพี่ปั้นระวังนะ บ่นใหญ่เลย" แล้วโฟกัสล่ะ ได้เจออะไรแปลกๆ หลอนๆ บ้างรึเปล่าครับ? "ก็รู้สึกเหมือนมีอะไร ทั้งที่โรงแรมด้วย และที่กองด้วย แค่รู้สึกแต่เป็นคนไม่มีเซนส์ ในกองมันจะมีฉากที่ทีมงานทั้งหมดต้องออกไปอยู่ข้างนอกบ้าน และกัสต้องวิ่งออกจากบ้านไปข้างนอก ซึ่งในบ้านก็ไม่มีทีมงานอยู่เลย มืดมาก ไฟก็ถูกขนออกไปหมดแล้ว กัสอยู่ในบ้านคนเดียว ตอนที่เดินมาหน้าประตูก็รู้สึกเหมือนมีคนมองมาจากด้านหลังตลอดเวลา ตอนแรกก็คิดว่าคิดไปเอง ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แต่พอเมโกะมาเล่าว่าเห็นคนแก่หัวล้านอยู่ในบ้าน แล้วพี่ทีมงานก็มาบอกอีกว่าเห็นเหมือนเมโกะเลย ก็เลยรู้สึกว่าน่าจะมีแหละ เพราะตัวเองก็รู้สึกเหมือนมีใครมองมาจากด้านหลังเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าจะเจอไง รู้สึกโฟกัสจะมีเจอที่ห้องที่โรงแรมด้วยนะ เห็นเป็นเงาดำๆ ตอนแรกนึกว่าแม่ แต่ก็ไม่ใช่ แต่เขาก็ไม่ได้มากวนอะไร" มีอะไรให้อึ้ง ทึ่งกับการทำงานในภาพยนตร์เรื่อง The Eyes Diary ไหมครับ? "นอกจากตัวหนังแล้ว โฟกัสรู้สึกอึ้งทึ่งพี่ทีมงานและนักแสดงทุกคนมากกว่า เพราะหนังที่เราถ่ายทำกันอยู่มันเป็นหนังผี เวลาถ่ายก็ต้องถ่ายถึงเช้าแทบทุกวันเลย ด้วยพี่ๆทีมงานเองที่อดหลับอดนอนกันเพื่อหนังเรื่องนี้ การทำงานเรื่องนี้ถือว่าโหด เพราะมันเป็นการทำงานที่อดหลับอดนอนติดต่อกันหลายวันสัก4วันได้แล้วที่นอนเช้ากัน นับถือทีมงานและนักแสดงทุกคนจริงๆว่าสุดยอด โดยไม่มีใครบ่นค่ะว่าต้องนอนเช้า ทุกคนก็จะเต็มที่กับงานหมด ถ้าถามว่าโฟกัสรักตัวละครตัวนี้มั๊ย ก็รักค่ะ เพราะในเรื่องปลาเองก็มีจุดมุ่งหมายของเขาเหมือนกันคล้ายกับน็อตที่เขาก็มีจุดมุ่งหมายของเขา การดำเนินเรื่องทุกคนมันมีจุดมุ่งหมายว่าทำไม เพราะอะไร ดูมีมิติดีค่ะ น่าสนใจ" สำหรับโฟกัสแล้ว มีซีนไหนที่ยากโหดหินมากๆในการทำงานภาพยนตร์เรื่องนี้ไหมครับ? "ซีนที่ยากที่สุดและรู้สึกว่าไม่ชอบที่สุด และซีนที่โหดที่สุด ก็คงเป็นซีนที่มีอุบัติเหตุบนถนน ก็จะต้องปิดถนนกันค่ะไกลมากเลย แล้วก็มีอุบัติเหตุกัน มันก็จะต้องมีเอฟเฟกต์ใช่มั๊ยค่ะ มันก็จะมีเลือด แล้วเลือดมันเหนียวมาก แล้วหนูเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรเหนอะหนะ แล้วนี่ต้องเหนอะไปนอนกลางถนน ตอนนอนอยู่ก็คิด ว่าอยากผ่านซีนนี้ไปเร็วๆซึ่งจริงๆ ซีนนี้เป็นซีนที่ใช้เวลาถ่ายไม่ได้นานสักเท่าไร ใช้เวลาสักชั่วโมง แต่ว่ายากจริงเพราะว่ามันใช้ Drone ถ่าย(กล้องติดอุปกรณ์คล้ายๆวิทยุบังคับลอยบนท้องฟ้า) แล้วก็เป็นซีนอารมณ์นิดๆ ด้วย ยาก เหนียวด้วย แต่ก็ได้กลับไปอาบน้ำนะคะ แล้วก็กลับมาถ่ายใหม่ ตอนตี4ยังนอนอยู่กลางถนนแล้วก็กลับไปอาบน้ำ แล้วกลับมาถ่ายใหม่ตอนตี 5" ติดตามบทบาทของสาวโฟกัส ที่จะมาชวนคุณไปเห็นสิ่งที่ทุกคนกลัว! ไปกับ The Eyes Diary คนเห็นผี ได้แล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกดูตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ The Eyes Diary ได้ที่นี่ --------------------------------

กฏหมายเกี่ยวกับการทารุณสัตว์ที่ควรรู้
กฏหมายการทารุณสัตว์ /  กฏหมายสัตว์ / 

ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการทารุณสัตว์ ดังเช่นนานาอารยประเทศ เช่นกัน แต่ปัจจุบันกฎหมายที่มีอยู่ช่วยสัตว์ได้น้อยมากและยังขาดความศักดิ์สิทธิ์อยู่มาก อันเนื่อง มาจากการบังคับใช้ไม่ได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้รักษากฎหมายเอง ไม่เห็นความสำคัญของชีวิตสัตว์และการทารุณสัตว์ ผู้คนจำนวนมากยังขาดความรู้ หรือ ไม่ทราบเกี่ยวกับกฎหมายเหล่านี้ ด้วยสาเหตุดังกล่าว สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (Thai Society for the Prevention of Cruelty to Animals - TSPCA) จึงมีเจตนารมย์มุ่งเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบเกี่ยวกับกฎหมายเหล่านี้ และช่วยกัน สอดส่องป้องกันมิให้เกิดการทารุณสัตว์ อีกทั้งยังช่วยรณรงค์ให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ขึ้น 1. ในประเทศไทย ผู้ใดกระทำทารุณสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นทำร้ายร่างกายจนถึง การฆ่าอย่างทารุณ มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์หรือไม่? มีกฎหมายมาตรา 381 ผู้ใดกระทำทารุณต่อสัตว์ หรือฆ่าสัตว์โดยได้รับทุกขเวทนา อันไม่จำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรานี้มีข้อความทำนองเดียวกับมาตร 335(16) แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม 2. คำว่า "การทารุณ" ควรจะตีความหมายอย่างไร? ตามหัวข้อที่ 1461 การทารุณ คือ การแสดงความโหดร้าย ให้ดูมาตรา 289(5) หัวข้อที่ 1008 มาตรา 340 วรรค 4 หัวข้อที่ 1296 ซึ่งวินิจฉัยตามความรู้สึกของคนทั่วไป ในพฤติการณ์เช่นนั้น "ทุกขเวทนา" คือความลำบากการฆ่าสัตว์ (เช่น ฆ่าสัตว์เป็นอาหาร) ทำได้ตามวิธีธรรมดา แม้จะทำให้สัตว์ได้รับความลำบาก ถ้าเป็นวิธีจำเป็นตามพฤติกรรม อันควรใช้วิธีฆ่าเช่นนั้น ก็ไม่เป็นความผิดฐานนี้ (๑) การกระทำตามนี้ แสดงว่าผู้กระทำ ต้องมีเจตนา 3. การทารุณสัตว์ตามกฎหมายนั้นจำกัดความใหญ่ เล็ก ของสัตว์หรือไม่? การพิจารณาว่าจะเข้าเกณฑ์ทารุณสัตว์หรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป กฎหมาย ไม่ได้จำกัดสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ สัตว์ทุกขนาดตั้งแต่แมลงจนถึงช้าง ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายมาตรานี้ (381) เท่าเทียมกันทั้งสิ้น 4. การใช้แรงงานสัตว์อย่างทารุณ ถือว่าทารุณสัตว์ หรือ ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง แรงงานสัตว์หรือไม่? ตามกฎหมาย มาตรา 382 ผู้ใดใช้ให้สัตว์ทำงานจนเกินสมควร หรือ ใช้ให้ทำงาน อันไม่สมควร เพราะเหตุที่สัตว์นั้นป่วย เจ็บ ชรา หรืออ่อนอายุ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรานี้มีความทำนองเดียวกับมาตรา 335(17) แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม แต่ไม่ต้องมีผลทำให้สัตว์ถึงตายหรือบาดเจ็บเช่นเดิม ตามหัวข้อที่ 1462 สัตว์ที่ใช้งานตามมาตราจะเป็นงานใด ๆ ที่ใช้สัตว์นั้นทำ เช่น ไถนา ลากรถ ขับขี่ ลากไม้ แสดงละคร เป็นต้น สัตว์นั้นป่วย เจ็บ แก่ หรืออ่อนอายุเกินสมควรกว่างานที่ไม่สมควรสำหรับสัตว์ในสภาวะเช่นนั้น ที่มาจาก สมาคมป้องกันการทารุณสตว์แห่งประเทศไทย  MThai News