ดูดวงตามราศี

Bangkok Screening Room : พื้นที่ศิลปะสำหรับคนรักหนัง
Bangkok Screening Room /  หนังนอกกระแส / 

โดย คุณากร วิสาลสกล (ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 172 / พฤษภาคม 2559) “ทำไมการดูหนังในไทยมันถึงจำกัดจังเลย มีแต่หนังบล็อคบัสเตอร์ แต่ไม่มีโรงหนังอิสระที่เอื้อต่อการดูหนัง และสนับสนุนคนทำหนังเลยแม้แต่ที่เดียว” คือคำถามที่เกิดขึ้นในหัวของสามศิลปินคนรักหนังที่เรียกตัวเองว่า threelogy ประกอบไปด้วย มิ้ว - ศริญญา มานะมุติ, นิค - นิโคลัส ฮัดสัน เอลลิส และ เม่น - วงศรณ สุทธิกุลพานิช ซึ่งมันยังเป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขาทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อให้ independent cinema แห่งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นจริงในชื่อ Bangkok Screening Room (bkksr) ณ ใจกลางย่านธุรกิจอย่างถนนศาลาแดง “มันก็มี (โรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแส) แต่เรารู้สึกว่าเขาก็ฉายหนังอย่างเดียวเลย คือโอเค ถ้าชอบอินดี้ก็มาดู แต่รู้เรื่องหรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะมันไม่มีการให้ข้อมูลหรือบิลด์ว่า ฉายอะไร ฉายทำไม " วิดีโอที่พวกเราทำขึ้นเพื่อระดมทุน แม้พวกเขาจะเคยจัด pop up cinema อยู่หลายครั้ง แต่ความฉาบฉวยของมันก็ไม่อาจสร้างเทรนด์การดูหนังและสนับสนุนศิลปินสายหนังได้อย่างใจคิด “พอมันเป็น pop up แล้ว คนเลยไม่ซีเรียสกับมันขนาดนั้น เพราะเดี๋ยวมาๆ หายๆ แต่เราอยากทำให้จริงจังกว่านี้ ให้มันเป็น permanent เป็นรูปเป็นร่าง เป็นโรงหนังอิสระ ที่ทำงานอย่างมืออาชีพ มีพื้นที่สำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยน สร้างกิจกรรมต่างๆ และสนับสนุนการดูการทำหนังอย่างจริงจัง แต่ด้วยความที่มันไม่เคยมีมาก่อน ก็เลยต้องใช้เวลาออกแบบโมเดลการทำงาน วางระบบให้มันเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ ให้มันเป็นเทรนด์ที่อิมแพ็กต์จริงๆ หรือคิดกันถึงขั้นว่า อยากผลักดันให้ภาครัฐเขาเห็นด้วยซ้ำว่ามีคนที่รักและทุ่มเทกับหนังและงานศิลปะอยู่จริงๆ หรืออย่างน้อยก็เป็นโมเดลตั้งต้นให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้นำไปทำตามหรือต่อยอด โดยที่ยังมีพวกเราคอยให้คำปรึกษา พอคิดอย่างนี้ปุ๊บ ก็จัดแจงขายบ้าน ขายทุกอย่างที่ออสเตรเลีย แล้วบินกลับมาลุยกับมันเต็มๆ เมื่อธันวาคมปีที่แล้ว (2015) เพื่อนๆ ก็ถามนะว่าบ้ารึเปล่า เราว่าก็นิดนึงนะ (หัวเราะ)” มิ้วเล่า ภาพจำลองบรรยากาศในโรงหนัง (ที่มาจาก facebook : Bangkok Screening Room)เมื่อเราเสนอความคิดเห็นที่ว่าจริงๆ เมืองไทยก็ยังมีโรงหนังที่ฉายหนังทางเลือกอยู่ แต่ภาพฝันของพวกเขามันไปไกลกว่านั้น มิ้วเล่าว่า “มันก็มี (โรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแส) แต่เรารู้สึกว่าเขาก็ฉายหนังอย่างเดียวเลย คือโอเค ถ้าชอบอินดี้ก็มาดู แต่รู้เรื่องหรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะมันไม่มีการให้ข้อมูลหรือบิลด์ว่า ฉายอะไร ฉายทำไม อย่างที่เราเคยทำกันที่ออสเตรเลีย ก็คือคัดเลือกผลงาน emerging artist รวมถึงที่ส่งเข้ามาด้วยนะ มาดูว่าจะจับมานำเสนอยังไง อะไรเข้ากับอะไร สร้างธีมยังไง มันมีความละเอียดอ่อนอยู่ คือถ้าเราเอางานทั้งหมดมาโชว์ๆ รวมๆ กัน มันก็ไม่เกิดอะไร งานมันจม ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ชี้นำมากเกินไปด้วย ยกตัวอย่างเราสร้างธีม Freaky Friday เพื่อให้คนดูรู้ว่าต้องมาเจอ horror หน่อยนะ แล้วก่อนจะฉายหนัง ก็เปิดโรงด้วยหนังสั้นที่น่าสนใจแต่ไม่มีโอกาสฉาย เหมือนเวลาดูคอนเสิร์ตแล้วมีวงเล็กๆ เปิดก่อน พอมาอินโทรดิวซ์แบบนี้ เราว่าพวกหนังสั้นที่คนพูดว่าไม่เข้าใจ อาร์ตเกินไป พอมันมาอยู่ในเซ็ตติ้งที่ถูก คนจะพร้อมเปิดรับมันมากขึ้น นี่คือเป้าหมายเลยล่ะ" สมาชิกทั้งสามแห่ง threelogy ผู้ก่อตั้ง Bangkok Screening Room (จากซ้ายมาขวา) เม่น - วงศรณ สุทธิกุลพานิช นักออกแบบ interior ผู้มีความหลงใหลในศิลปะแขนงต่างๆ โดยเฉพาะหนังสั้นและวิดีโออาร์ต ปัจจุบันเป็น Design Director ให้กับบริษัทโปรดักชั่นอีเวนต์อย่าง Armonia Group จำกัด มิ้ว - ศริญญา มานะมุติ เคยทำงานในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ประเทศออสเตรเลีย และมีความมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสให้กับศิลปินหน้าใหม่แววดีได้แสดงผลงานของตัวเองมาตลอดภายใต้ชื่อกลุ่ม Crawl Inc. นิค - นิโคลัส ฮัดสัน เอลลิส ผู้เติบโตในครอบครัวที่ทำงานด้านการละคร จึงผูกพันกับศิลปะทุกแขนง จบการศึกษาทั้งด้านศิลปะสื่อใหม่และการบริหาร มีประสบการณ์หลายปีในการทำงานกับองค์กรด้านวัฒนธรรมในออสเตรเลีย ผลงานที่ผ่านมาของกลุ่ม threelogy อย่าง Pop-up cinema การจัดฉายหนังคลาสสิค ในเทศกาลดนตรีสุดฮิปอย่าง Wonderfruit Festivalat Wonderfruit เมื่อ ธันวาคม 2015 ที่ผ่านมาOpen Reel Rooftop Fetival งาน pop-up cinema ครั้งแรกของ threelogy บนดาดฟ้าอาคาร HOF ART Residency ที่ W District เมื่อธันวาคมปี 2014มิ้วยังกล่าวถึงความมุ่งหวังในการเป็นพื้นที่ให้กับนักทำหนังรุ่นใหม่ๆ ด้วย "แล้วบางครั้งเด็กจบภาพยนตร์มา มันไม่มีตรงกลางที่ทำให้ผลงานของเขาได้ฉาย เราก็อยากเป็นพื้นที่ตรงนั้น เป็น platform ที่ให้หนังของคนที่ตั้งใจทำได้มีพื้นที่ด้วยวิธีการแบบมืออาชีพ แล้วภายใต้ข้อจำกัดทางขนบประเพณีบางอย่างของไทย ที่ไม่รู้ว่าโลกเขาไปถึงไหนแล้ว คนทำหนังรุ่นใหม่ที่เก่งๆ ก็ไม่มีพื้นที่ให้อาละวาด เราเจอพวกเขาหลายกลุ่ม ที่อยู่กันแบบกระจัดกระจาย ไม่มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนกัน bkksr ก็อยากจะเชื่อมต่อพวกเขาเข้าด้วยกัน รวมถึงคนดูที่กว้างขึ้นด้วย ให้มันเป็นเทรนด์ ส่วนถ้าถามว่าคนไทยพร้อมมั้ยสำหรับอะไรแบบนี้ เราว่า พร้อมไม่พร้อมเราไม่รู้ แต่เราอยากให้พร้อม ด้วยประสบการณ์ที่เราพบว่าแม้แต่ลาว พม่าเพื่อนบ้านเราเขาก็มีแบบนี้กันหมด เราอยากให้คนไทยรู้ว่ามันมีแบบนี้อยู่ด้วยจริงๆ” โปรแกรมภาพยนตร์ที่จะจัดฉายในช่วงเปิดให้บริการครั้งแรก เดือนสิงหาคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ bkksr.com/th ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เซน มาลิค ไม่กั๊ก! ขอเล่าเรื่องเซ็กซ์แบบเปิดเผย
Celebrities /  Pop Star / 

เมื่อราวๆ 10 ปีก่อน จัสติน ทิมเบอร์เลค (Justin Timberlake) เคยบอกเล่าเรื่องเซ็กซ์ผ่านเพลง... มาตอนนี้ก็มีอดีตหนุ่มจากบอยแบนด์ดังขอเจริญรอยตาม และยืนยันว่าเรื่องแบบนี้ยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน เซน มาลิค (Zayn Malik) ที่มาถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร Paper ในธีม Summer Sexy issue ปากของเขาพ่นควันออกมาโดยมีข้อความประกอบว่า 'Sexy Zayn' และบทสัมภาษณ์ภายในเล่มก็พูดถึงเรื่องเซ็กซ์ของเขาด้วย SEE ALSO: Zayn Malik put on a condom on a microphone while making his solo album Introducing our Summer #SEXY Issue starring @zaynmalik! See the pics & read the story here 🔥 https://t.co/wZffl7FSjq pic.twitter.com/h7qLlLFXsL — PAPER Magazine (@papermagazine) June 20, 2016 อาจบอกได้ว่า Mind of Mine เป็นเพลงเวอร์ชั่น R&B ของเพลง I Just Had Sex ของหนุ่มๆ วง The Lonely Island ก็ว่าได้ ถ้านักร้องนำ Andy Samberg จะมีเนื้อเสียงคล้าย Zayn Malik เซน ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Paper ไว้ว่า "จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้อัลบั้มมันเกี่ยวกับเซ็กซ์หรือพูดถึงเรื่องเซ็กซ์หรอกครับ" แต่แล้ว หลังจาก เซน ตัดสินใจเป็นอิสระจากวง One Direction เหตุผลของเขาก็คือเพื่อสื่อสารถึงเรื่องจริงในชีวิต ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจหมายถึงสถานการณ์เรื่องเซ็กซ์ของเขาด้วยก็เป็นได้ "จริงๆ ในทุกๆ สถานการณ์ที่พบประสบมา มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเซ็กซ์ตลอดเวลาหรอกนะ" เซนบอก "เพียงแค่ผมสนุกกับการพูดถึงเรื่องเซ็กซ์แบบตรงไปตรงมาน่ะครับ" ดูบทความต้นฉบับ : Zayn confirms that he has had sex in shocking new profile

ร่วมสนุกชิงเสื้อ 45th THE LEGEND OF THE GUITAR
Big Ass /  Blackhead / 

ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการเพลงไทยจะต้องถูกจารึกไว้อีกครั้ง กับเทศกาลดนตรีระดับชาติ ในงาน 45th THE LEGEND OF THE GUITAR เนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี ของตำนานหนังสือเพลง เดอะกีตาร์ พบกับศิลปินชั้นนำระดับประเทศถึง 3 ยุค กว่า 20 วง ตั้งแต่ยุค 1970 – ปัจจุบัน ในรูปแบบโชว์ ON GOING SHOW CASE บนเวทีเดียว อลังการงานสร้างด้วยฉาก และระบบแสง-สี-เสียงเต็มรูปแบบ! ชวนแฟนคลับเวบไซต์ music.mthai.com ร่วมลุ้นชิงเสื้อ 45th THE LEGEND OF THE GUITAR เพียงตอบคำถามดังนี้… Loading... คลิกเพื่อหาคำตอบได้ที่นี่ ผู้โชคดีที่ตอบคำถามได้ถูกต้องและถูกใจทีมงาน จะได้รับ เสื้อ 45th THE LEGEND OF THE GUITAR จำนวน 20 รางวัล ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม เวลาเที่ยงตรง โดยทางทีมงานจะประกาศผลผู้โชคดีทางเว็บไซต์ music.mthai.com ภายในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้

5 ข้อสังเกต อาการ แพ้กลูเตน! ที่มักแฝงมากับอาหาร
Gluten-free /  กลูเตน / 

หลายคนอาจยังไม่รู้จักว่ากลูเตนคืออะไร ? แล้วทำไมจึงให้ความสำคัญขนาดนี้ เรามีคำตอบมาฝากค่ะ กลูเตน เป็นชื่อของโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งพบมากในกลุ่มธัญพืชประเภทข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์ เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณสมบัติเด่นคือทำให้อาหารมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะการทำให้ขนมปังเหนียวนุ่มอร่อย นอกจากเบเกอร์รี่แล้ว ยังแฝงมากับอาหารประเภทอื่นอีกมากมาย เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น นักเก็ต ลูกอม กล้วยทอด ไม่เว้นแม้แต่ ขนมไหว้พระจันทร์ ยังไม่หมดนะคะ เครื่องปรุงรสอีกหลายอย่างก็มีส่วนผสมของกลูเตน ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำสลัด ผงซุปต่างๆ ที่ทำให้อาหารมีความเหนียวข้น ใกล้ตัวขนาดนี้ต้องระวังกันหน่อยแล้วล่ะ อาการสำหรับผู้ที่แพ้กลูเตน 1. ระบบทางเดินอาหารไม่ค่อยดี หลังจากกินอาหารที่มีส่วนผสมของกลูเตนเข้าไป จะมีอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ขับถ่ายผิดปกติ 2. ผิวหนังมีขนคุดขึ้นตามร่างกาย กลูเตนจะไปทำลายลำไส้ จนส่งผลให้การดูดซึมไขมันลดลง ร่างกายก็จะขาดกรดไขมันและวิตามิน A ผิวหนังก็จะแห้งกร้าน มีลักษณะเป็นตุ่มคล้ายหนังไก่ 3. ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดหัวไมเกรน รู้สึกเหนื่อยล้า ฮอร์โมนผิดปกติ หงุดหงิดง่าย น้ำหนักขึ้น ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางครั้งสมองตื้อจนเป็นไมเกรน หากแพ้มากๆ อาจส่งผลกับภาวะอารมณ์ซึมเศร้าได้ 4. มีอาการปวดอักเสบ บริเวณข้อต่อกระดูก คุณจะรู้สึกปวดตามข้อกระดูก ไม่ว่าจะเป็นข้อนิ้ว หัวเข่า หรือสะโพก 5. คุณมีอาการป่วยเกี่ยวกับโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น สะเก็ดเงิน ต่อมไทรอยด์เรื้อรัง จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของกลูเตน การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนนั้น เบื้องต้นคือการเลี่ยงอาหารที่ทำจากแป้งสาลี ของทอดต่างๆ รวมทั้งขนมเค้ก เบเกอร์รี่ ถ้าหากซื้อสินค้าในห้างร้าน ก็ควรตรวจเช็ครายละเอียดฉลากให้ถี่ถ้วน บางอย่างก็จะระบุไว้เลยว่า ไม่มีกลูเตน (Gluten-free) ในประเทศไทยยังโชคดีที่ข้าวที่เรากินกันอยู่นั้นเป็นแป้งข้าวเจ้า แต่ในต่างประเทศมีคนที่แพ้กลูเตนเป็นจำนวนมาก ลักษณะอาการไม่ต่างจากคนแพ้นมวัว แต่ก็ไม่ต้องตกใจกันเกินไป สำหรับคนที่ไม่แพ้ กลูเตนไม่ใช่สิ่งไม่ดี และไม่ได้ทำให้ผอมหรือสุขภาพดี แต่กลูเต็นเป็นเพียงโปรตีนชนิดหนึ่งเท่านั้น!! หากกินในสัดส่วนที่พอเหมาะก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ นะคะ และขอย้ำอีกครั้งว่า อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เป็นอาหารที่ปลอดกลูเตนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น ผลไม้และผักสด หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ รู้อย่างนี้แล้วก็สบายใจได้จ้า :) รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Women Mthai Team

ทุ่มกายและดวงจิตสู่ความคงกระพันอันแสนโหดเหี้ยม เมื่อ “น้อย วงพรู” เป็น “อัลฮาวียะลู”
กฤษดา สุโกศล แคลปป์ /  ก้องเกียรติ โขมศิริ / 

ทุ่มกายและดวงจิตสู่ความคงกระพันอันแสนโหดเหี้ยม เมื่อ “น้อย วงพรู” เป็น “อัลฮาวียะลู” “โอกาสที่จะได้บท ได้เล่น ได้เปลี่ยนคาแรคเตอร์อย่างนี้ เราไม่มีทางรู้เลยว่าโอกาสมันจะมีอีกเมื่อไหร่ มันอาจจะไม่มีด้วยซ้ำ นักแสดงรู้ว่าเวลาบทอย่างนี้มาถึงมือ ยูอย่าพลาด พลาดไม่ได้นะ ไม่ว่ายูจะล้มหรือจะยืนขึ้น ไม่ว่าจะออกมาเป็นยังไง อย่าปล่อยมัน”  น้อย วงพรู กล่าว แม้การสวมบทบาทเป็นมือปราบสายเวทย์อย่าง ขุนพันธรักษ์ราชเดช จะเป็นเรื่องยาก แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าในกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ ของผู้กำกับ ก้องเกียรติ โขมศิริ ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่ยากระดับปราบเซียน และก็ไม่ใช่ว่าจะให้ใครมารับบทนี้ได้ง่าย ๆ นั่นก็คือบทบาทของมหาโจรผู้เหี้ยมโหด ชั่วร้ายแต่ก็มีมุมรักพวกพ้อง อัลฮาวียะลู คือชื่อตัวละครดังกล่าวนั้นก่อนที่หัวโขนของบทบาทนี้จะถูกสวมลงที่ศีรษะของ กฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือ น้อย วงพรู และวันนี้ เราจะไปฟังกันว่าดาวร้ายผู้นี้มีอะไรอยากจะเล่าให้ท่านผู้ชมได้ฟังก่อนที่จะไปเต็มอิ่มกับการแสดงของเขาในโรงภาพยนตร์  เมื่อได้ยินชื่อโปรเจกต์ครั้งแรก และถูกทาบทามให้มาแสดงในภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ หลายคนทราบว่าผมก็เล่นอันธพาลกับโขมมาก่อน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากสำหรับผม ตอนที่โขมโทรมาชวนรับทันทีเลยครับ พอได้คุยกันปั๊บ ก็ยิ่งอยากเล่น มันเป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้นะครับ ตอนแรกที่พอได้อ่านบทก็รู้สึกว่ามันท้าทายมากเลย จะทำได้เปล่า จะทำถึงเปล่า มันยากนะ จำได้ว่ามีซีนหนึ่ง ไม่ใช่ซีนแอคชั่น ส่วนมากน้อยจะเริ่มเครียด และเริ่มคิดว่าจะทำได้เปล่า เป็นซีนที่ต้องพูดเยอะมาก เป็นซีนที่น้อยเผชิญหน้ากับอนันดาครั้งที่ 2 ที่นั่งด้วยกัน ซึ่งเป็นซีนที่หลายคนได้เห็นในทีเซอร์ที่กินลูกกระสุน สิ่งที่ผมต้องพูดกับอนันดานี่เยอะมากเลย เกือบหน้าหนึ่งนะครับ ซึ่งคำที่ใช้ ศัพท์ที่ใช้ เป็นภาษาไทยสมัยก่อนด้วยผมก็เหนื่อย ผมก็ โอ้โห (หัวเราะ)  ทราบว่าขุนพันธ์เป็นภาพยนตร์แอคชั่นเต็มรูปแบบ ทั้งส่วนของเอฟเฟกต์ ระเบิดกระสุน ไปจนถึงการแสดงที่ต้องเชือดเฉือนกันแบบมันส์หยดเลยทีเดียว โดยเฉพาะน้อย-กฤษดา กับ อนันดา ใช่ครับอย่างตอนเราอ่านบท ซีนนี้แอคชั่นมันส์แน่เราอยากเล่น แต่นี่เป็นซีนที่เผชิญหน้ากันระหว่าง2ตัวละครสำคัญซึ่งเป็นคู่ปรับกัน แล้วคำที่เราพูดมันลึกเหลือเกิน คือว่าไดอะล็อคมันดีมาก โมโนล็อคมันดีมาก แล้วมันแรงเหลือเกิน มันขึ้นมาจากข้างใน แต่เรานิ่งนะครับ มันเหมือนเปรียบเป็นแอคชั่นในตัวของเรา เพียงแต่เวลาเราพูดจะนิ่งหน่อย สำหรับนักแสดงมันท้าทายมากนะ ทั้งน่ากลัวแล้วก็ทั้งมันส์ ก็เลยตื่นเต้นกับซีนนี้มากเป็นพิเศษเลยครับ  คาแรคเตอร์ “อัลฮาวียะลู” มหาโจรผู้เหี้ยมโหด ที่ถ่ายทอดการแสดงแบบเกินร้อยของน้อย กฤษดา เป็นอย่างไร อัลฮาวียะลู ก็คือคู่ปรับของขุนพันธ์ เป็นโจรทางภาคใต้ เขาจะปกครองดูแล และคุ้มครองผู้คนในเขตพื้นที่ของเขานะครับ ในอดีตที่ผ่านมาตัวเขาเอง ครอบครัวได้ผ่านเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ชีวิตเขาเองจะค่อนข้างโดดเดี่ยว หวาดระแวง ไม่ไว้วางใจใครสักเท่าไหร่ สำหรับเขาแล้วรู้เพียงอย่างเดียวว่านี่คือพื้นที่ของเขา คนพวกนี้เป็นชาวบ้านของเขา เป็นคนของเขา ที่เขาต้องคุ้มครอง และในพื้นที่ของเขาใครจะเข้ามาเขาไม่สน แต่เขาพร้อมจะลุกขึ้นปกป้อง และป้องกัน โดยจะทำทุกอย่างครับ เขาเป็นคนที่มองทุกอย่างเป็นแค่ขาว-ดำเท่านั้น เวลาผมอ่านบทก็จะรู้สึกได้ว่าทุกสิ่งที่เขาพูดมันจะเป็นแบบเหมือนกับการออกคำสั่ง อืม อืม อืม แรงเสมอ   ถ้าให้คำจำกัดความของอัลฮาวียะลู อัลฮาวียะลู มหาโจรที่ฆ่าไม่ได้ ตายไม่เป็น ขุนพันธ์อาจจะล่าเราได้ แต่ฆ่าเราไม่ได้ เพราะตัวอัลฮาวียะลูเอง มีทั้งความโหดเหี้ยม โหดร้าย คือเป็นโจรที่ฉลาดด้วยนะครับ สามารถฆ่าคนโดยที่ไม่คิดอะไร แต่จะมีอุดมการณ์ของตัวเอง ถ้าเกิดนี่คือที่ของเขาคุณก็จะตายทันที ชื่อของเขาอัลฮาวียะลู แปลว่าหลุมที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งตัวขุนพันธ์ (อนันดา) จะต้องเข้าไปในหลุมนี้ที่ลึกเหลือเกิน เพื่อที่จะดึงความเป็นปมบางอย่างของอัลฮาวียะลู เพื่อที่จะปราบอัลฮาวียะลู เราจะได้เห็นกันว่าขุนพันธ์ทำได้หรือไม่ เป็นตัวละครที่ไม่ธรรมดา มีทั้งความสามารถพิเศษเฉพาะตัว โดยเฉพาะเรื่องยิงไม่เข้า คงกระพันและมีอาวุธที่ใช้ประจำตัว อัลฮาวียะลู เขาก็จะมีอาวุธในหลายรูปแบบ นอกเหนือจากการที่เล่นของอยู่แล้ว จะมีกริช มีรอยสักซึ่งเป็นสิ่งที่ป้องกันเขาได้ จริงๆโขมก็เป็นคนบอกมาเองนะครับว่า เวลาเปรียบเทียบพี่น้อยจริงๆแล้วมันไม่ต่างจาก ลอร์ดเวเดอร์นะ ซึ่งจะต้องมีไลท์เซเบอร์ การใช้บังคับคนด้วยจิตได้อะไรอย่างนี้ มีอาวุธ มีอาคม คงกระพัน จริงๆเขาจะค่อนข้างมีทุกอย่างครบถ้วนในคาแรคเตอร์ของเขา และในสุดท้ายเขาจะรู้สึกอย่างนั้นว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ สำหรับผมแล้วคิดว่าตัวขุนพันธ์ไม่น่ามาปะทะกับโจรคนไหนที่มีครบทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ อย่างอัลฮาวียะลู เพราะเขาตายไม่เป็น เวลาเราเล่นบทอัลฮาวียะลูนี่รู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นทั้งวิญญาณ เป็นมนุษย์ ซึ่งผมว่าขุนพันธ์เองก็น่าจะไม่เคยเจอมาก่อนนะครับ ในการที่ต้องถ่ายทอดตัว “อัลฮาวียะลู” หัวหน้าโจรผู้โหดเหี้ยม ที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับตัวตนของ น้อย กฤษดา เลย ต้องมีการเตรียมตัวหรือทำอะไรเป็นพิเศษบ้าง การเตรียมพร้อมก็จะเริ่มตั้งแต่ยังไม่เปิดกล้อง  แล้วพอมาถึงในช่วงของการถ่ายทำ ในแต่ละฉากก่อนเล่น ก็ต้องมีการเตรียมตัว เตรียมพร้อมอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบท อัลฮาวียะลู ซึ่งเป็นตัวละครที่ค่อนข้างห่างไกลจากคาแรคเตอร์เรามาก การที่บทภาพยนตร์เรื่องนี้มันมีมิติเหลือเกิน แล้วอัลฮาวียะลูเอง อาจไม่ได้เป็นคาแรคเตอร์จริงอย่างขุนพันธ์ แต่ว่าก็ยังมีโจรอีกหลายต่อหลายคน ที่ในชีวิตจริงขุนพันธ์เคยปราบมาแล้วนะครับ   เราก็พยายามเบสคาแรคเตอร์ของเรา กับโจรที่เป็นจริงเหล่านั้นครับ เลยเกิดการตีความ 2 อย่างเราก็พยายามทั้งศึกษาว่า โจรสมัยโน้นเขาเชื่อมั่นในสิ่งอะไร จุดยืนเขาอยู่ที่ไหน เขาเกิดมาเป็นอย่างไรถึงคิดกลายเป็นโจรอย่างนั้น อีกอย่างหนึ่งเราก็พยายามใช้จินตนาการ การตีความ อย่างการที่คาแรคเตอร์เราก็ไม่ได้เป็นจริงด้วย เราก็สามารถใช้อิมเมจิเนชั่นมาสร้าง มันสามารถสร้างสีสันได้ เพราะอย่างในเรื่องก็มีคาแรคเตอร์ของอัลฮาวียะลู ที่คล้ายๆของขุนพันธ์ด้วยใช่ไหมครับ  ผมก็แบบแอบดูว่าอนันดาเขาเดินยังไง  ขาเขาจะเป็นยังนี่ ไม่รู้ว่าภาษาไทยเขาจะเรียกยังไงฮะ ขาเขาจะเขย่งครับ น้อยก็จะเริ่มเดินเหมือนอนันดานิดหน่อยแล้วกัน ให้มีอะไรใกล้เคียงกันในการมูฟเม้นท์นิดหน่อยนะครับ (หัวเราะ) ถ้าเปรียบเป็นมวยก็ถือได้ว่าถูกคู่และสมศักดิ์ศรี อนันดา กับน้อย-กฤษดาจับคู่ทางด้านการแสดงรวมไปถึงบู๊แอคชั่น อยากให้พูดถึงการทำงานกับอนันดา ผมจะอายุมากกว่าอนันดา ห่างกันเกือบเจนเนอเรชั่นหนึ่งด้วยซ้ำ แต่เหมือนอนันดาเข้ามาในวงการก่อนน้อย ก่อนเป็นน้อยวงพรูผมก็จะเห็นอนันดาอยู่แล้ว แล้วเราก็ยังติดภาพมองเขาเป็นซุปเปอร์สตาร์นะครับ แต่ผมก็พอรู้ว่านิสัยเขาเป็นยังไงอยู่แล้ว เขาเป็นคนที่ติดดินมากครับ แต่ผมจะตื่นเต้นเสมอนะครับ ไม่ว่าจะแสดงกับใครก็ตาม แต่ถ้าเกิดเป็นพวกดาราแบบใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอนันดา หรือว่าชาคริต ผมจะตื่นเต้นเสมอ ผมยังมองเขาเป็นสตาร์ครับ จนกว่ามาเล่นซีนด้วยกันซึ่งอันนั้นผมก็ต้องเริ่มมีสมาธิจริงแล้ว เวลาที่ผมเล่นในขณะนั้นข้างในผมหัวใจกำลังเต้นไวอยู่นะ มันตื่นเต้น โดยเฉพาะซีนแรกครับ สิ่งที่ผมชื่นชม ผมอิจฉานิดหน่อยกับอนันดา เขาเป็นนักแสดงที่รีแลกซ์มากครับ ตั้งใจ เป็นคนที่คอนเซนเทรตได้ทันทีนะครับ การแสดงมันก็สนุกตรงนี้ การรับบทต่อกันแล้วเราก็จะเริ่มเรียนรู้คนนี้แสดงดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอนันดา ซึ่งสิ่งที่เขาทำได้ดี มันเหมือนกับว่าเราเองก็รู้ว่านี่เป็นอนันดาที่เล่นอยู่ใช่ไหมครับ เราจะเชื่อว่าเขาเป็นคาแรคเตอร์นั้น เวลาเขาเล่นบทเป็นขุนพันธ์ เราก็เชื่อว่าเขาเป็นขุนพันธ์ ถึงแม้เราจะรู้ว่านั่นคืออนันดานะ นั่นคือสัญลักษณ์ของนักแสดงที่ดี ที่มีพรสวรรค์ ความสามารถที่พิเศษ ซึ่งบางทีอนันดาอาจจะนิ่งไม่ต้องพูดอะไรมากก็ได้ มันก็เป็นสิ่งที่ผมสังเกตเวลาเล่นกับอนันดานะครับ พลังเขาออกมา แม้เขาจะนิ่งๆ แล้วพอเราแสดงด้วยกันเราก็เริ่มรู้แล้วว่า จะจ้องตากัน สบตากัน หรือจะชกต่อยกัน จะรับกันยังไง เพราะคาแรคเตอร์ผมก็จะแรงเสมอ อนันดาก็จะรับ เล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังของการทำงานในฉากยากๆ ว่าเหนื่อยขนาดไหน สาหัสอย่างไร จริงๆ มันก็มี 2 ฉากนะครับ ก็คือฉากไคล์แมกซ์ของภาพยนตร์ที่ต้องสู้กัน ที่ 2 คนต้องมาแรงใส่กัน แล้วมันก็เหนื่อยจริงๆ ฉากแรกที่ผมเจอเขา เขายังปลอมตัวอยู่ ฉากที่ 2 นี่รู้แล้วว่ามึงเป็นใคร แล้วผมเตรียมตัวแบบ รู้ว่า โอเค ยูตื่นเต้นไม่ได้ ยูต้องโฟกัสนะ ตอนนั้นเราก็ถ่ายที่กุยบุรี มันเหมือนเวลาจะขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพ็คอะไรอย่างนี้ บางทีมันก็ซ้อมก็คิดมาเยอะแล้ว พอถึงจุดนั้นอย่าตื่นเต้น อย่าไปคิดมากเกินไปให้มันรีแลกซ์ เราก็แสดงได้ดีขึ้น ซีนนั้น ผมก็บอกทุกคนว่าผมขอขับรถผมไปได้ไหม ขอขับรถดูวิวของกุยบุรีที่มันมีภูเขา เริ่มต้องเตรียมพร้อมต้องอินแล้วกับซีนนี้ แล้วผมก็เปิดเพลงของเดอะคิลเลอร์ เพลงแร็ป เหมือนกับมันเป็นเพลงสกอร์ภาพยนตร์ให้กับคาแรคเตอร์ผมครับ แล้วเพลงก็แบบแรง ผมก็กำลังมา แล้วผมก็บอกทีมงานว่า เวลาพร้อมก็โทรมาหาน้อยนะ น้อยรีบขับกลับมาเลย ผมก็แต่งตัวอย่างนี้ในชุดอัลฮาวียะลู ผมก็อินกับคาแรคเตอร์แล้ว มาแล้วเว้ย แล้วพอไปถึงฉากมันต้องโฟกัสมากเลยฮะ นั่นก็เลยเป็นฉากที่มันส์ดีแต่ก็เหนื่อยมาก ประมาณ 2-3 เทคฮะ เริ่มไม่พร้อม เหนื่อยแล้วๆ แต่พอเสร็จแล้วอนันดาก็บอก เฮ้ยทุกคน..เป็นไง (หัวเราะ) ในภาพยนตร์ขุนพันธ์แล้ว ยังมีอีกตัวละครที่มีความสำคัญมากๆ ที่จะต้องเกี่ยวพันกับตัวอัลฮาวียะลู นั่นคือหลวงโอฬาร ซึ่งรับบทโดย แฟรงค์ ภคชนม์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันครั้งที่ 2 แล้วหลังจากอันธพาล กับแฟรงค์นี่เป็นนักแสดงที่ผมให้ความนับถือมากๆ ครับ ถ้าเกิดที่เมืองนอกเขาจะเรียกว่าคาแรคเตอร์แอคเตอร์ เขาอาจจะไม่ได้เป็นแบรด พิตต์ แต่ละคนที่มีฝีมือเยอะเหลือเกินมีโอกาสให้เขาได้โชว์ฝีมือที่เขาเล่นอย่างนี้ครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นกับแฟรงค์มาก่อนในอันธพาล แล้วพอมาในเรื่องนี้บทก็ไม่เหมือนกันเลย แล้วเวลาผมแสดงกับเขา ผมก็รู้สึกได้เลยว่านี่เป็นนักแสดงที่แท้จริง เขาเหมือนเป็นนักแสดงแล้วพอเขาเปลี่ยนมาเล่นบทอะไรก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง สามารถพลิกบทบาทได้ ให้ตัวละครตัวนั้นโดดเด่น อย่างเรื่องอันธพาลแฟรงค์ก็เป็นตัวไม่ดี อันนี้ก็อีกคาแรคเตอร์หนึ่ง แล้วเขาทำได้ดีมากครับ ผมก็อยากร่วมงานกับแฟรงค์อีกนะครับ จากการทำงานที่ผ่านมาในภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์คิดว่าฉากไหนยากที่สุด สำหรับฉากที่ยากมันก็จะมี 2 สไตล์ มันจะมีทั้งฉากที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวเลย แค่พูดกันแล้วส่งบทกัน ต้องมีสมาธิมากๆ ซึ่งฉากพวกนั้นจะยากมากอยู่แล้ว อีกฉากหนึ่งก็น่าจะเป็นฉากที่มันเหนื่อยครับ แล้วผมก็ไม่เคยเลยจริงๆนะครับ แสดงอยู่บนเซต ไม่ใช่แค่ 24 ชั่วโมงนะ 36 ชั่วโมง ผมจำได้ถ่ายตั้งแต่เจอกัน 6 โมงเช้า เป็นฉากแอคชั่นสุดท้ายนะครับ6 โมงเช้า ผมก็นึกว่าจะเสร็จภายใน 6 โมงเย็นอย่างนั้น แล้วก็ไปเรื่อยๆอีก จนถึงเที่ยงคืนแล้ว ผมก็เริ่มเหนื่อยแล้ว จนบางที ซีนหนึ่งนี่แสดงๆกันไป แล้วพอคัท เทค 1 เสร็จแล้วก็รอเทค 2 ใหม่ นั่งรอแล้วก็นั่งหลับ เทค 2 โอเค อีกทีหนึ่ง จนต่อถึงเที่ยงวันต่อไป จริงๆนะครับไม่ใช่แค่น้อยคนเดียวนะครับแต่คนอื่นด้วย แต่มันต้องทำให้เสร็จครับ วันนั้นเหนื่อยมากเลย ผมไม่เคยเล่นหนังที่เหนื่อยขนาดนี้มาก่อน มันก็สมควรเหนื่อยนะครับกับฉากนี้ เพราะว่าตอนถ่ายวันนั้นก็เป็นวันสุดท้ายด้วย แล้วก็ซีนแอคชั่นสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย และการที่ต้องมาชกต่อยกัน ยิง แทงกันครับ ก็เหมือนกับเป็นฉากแอคชั่นที่เหนือจริงที่มโหฬาร แล้วมันเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนการที่นอกเหนือจากการยิงกัน แทงกัน ชกๆๆ แล้วมันก็มีการที่ต้องยกมอเตอร์ไซค์ให้มันลอย ผมเริ่มรู้สึกเหมือนอเวนเจอร์อย่างนี้ (ขำ) เวลาที่เขาไปโพสต์โปรดักชั่นของเขา เราก็ตื่นเต้นนะครับ อยากดูจริงๆว่ามันจะออกมาเป็นยังไง รอบตัวเรามองไปทางไหนก็มีแต่คนเสียชีวิต ที่แบบเลือดไหลอะไรอย่างนี้ แล้วการที่ต้องถ่ายทำกันไปแบบ 16 ชั่วโมง 20 ชั่วโมง มันเหนื่อยแต่มันคุ้มครับแล้วมันคุ้มค่าจริงๆ ฟังๆ ดูแล้วเป็นฉากแอ็คชั่นที่นอกจากยิ่งใหญ่อลังการแล้ว ยังมีรายละอียดค่อนข้างเยอะมากในฉากนี้ ก็คือในซีนนั้นที่เราถ่ายทำไปใน36 ชั่วโมง ถึงแม้ว่ามันก็เหมือนกับเป็นการถ่ายหนังซีนหนึ่ง แต่พอมันคือ1ซีนในสไตล์ของโขมนี่ มันจะยิ่งมีดราม่าในแอคชั่นนะครับ และมันต้องทำทั้ง 2 อย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นดราม่าการแสดง แม้แต่แค่รับบทระหว่างกันและกัน กับการชกต่อยกัน คือการถ่ายทอด 2 อย่างในซีนเดียวกัน ซึ่งสำหรับโขมนี่มันต้องได้ เราต้องเข้าใจว่าเวลาเราเล่นหนังมันมีโอกาสครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นมันก็จะอยู่ในจอ มันจะอยู่ตลอดชีวิตนั่นคือผลงานของเรานะครับ เลยต้องทำให้ถึงทำให้ได้ครับ หลายครั้งถึงเราจะเหนื่อย บางทีเราแสดงก็จะรู้สึกว่าผมอินมาก แต่กลายเป็นไฟดันไม่ได้ บางทีการจะอินแบบ 3-4 เทคก็ยาก ทุกคนไม่ว่าจะเป็นไฟ ทีมงาน นักแสดงทั้ง 2 คน มันต้องลงล็อคพอดีเลยครับ ยิ่งสำหรับโขมอย่างพวกเราทุกคนนี่ ฉากแอคชั่นมันก็อาจจะยากกว่าด้วยซ้ำ ทั้งรถไฟ มอเตอร์ไซค์ มันต้องมาชนกันในจุดนั้นพอดี มันก็เลยเหนื่อยนะครับ แต่ว่าเวลาทำถึงแล้วเราก็รู้สึกดีจริงๆครับ มันก็คุ้มค่ากับการที่เราตั้งใจหรือทุ่มเททำกัน เลยทำให้เวลาเราอิน แล้วปรากฎว่ามีการสั่งคัท เราก็แบบคัททำไม (หัวเราะ) เวลาเล่นผมก็จะคอยสังเกต ซึ่งผมไม่ได้เป็นนักแสดงระดับโลก อย่างคริสเตียน เบล หรือว่า แดเนี่ยล เดย์ ลูอิส ที่ผมได้ข่าวว่าเขาจะอินทั้งวันเลย แต่ผมจะอินแค่ช่วงเวลาถ่ายซีนนั้นนะ แบบเวลาคัท ผมก็อาจจะบางทีผมก็ยังเป็นคาแรคเตอร์อัลฮาวียะลูตอบโขมอยู่ (เสียงใหญ่) อะไรนะ อยากให้ทำอะไรอีกนะ โอเคๆ ได้ๆ ซึ่งกลายเป็นว่าผมยังอยู่ในคาแรคเตอร์นั้นนะฮะ (หัวเราะ) ความประทับใจที่เกิดขึ้นกับการทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ มันก็มีฉากประทับใจหลายรูปแบบนะครับ เพราะว่าสิ่งที่โขมเขาทำให้มันดีมากๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือเขาสามารถผสมผสานแอคชั่นกับดราม่าได้อย่างดี และลงตัวทีเดียว เวลาเราไปเล่นหนังเขานี่ เราจะสามารถรู้หรือสัมผัส ได้รับรสชาติในการแสดงที่หลากหลายทีเดียว ฉากแอคชั่นที่มันส์นี่ มันไม่ใช่แค่ผมสู้กับอนันดาเท่านั้นนะครับ อย่างมันเป็นเพียงแค่ฉากที่ทำให้เราได้มีโอกาสได้ขี่ม้า จริงๆผมเองก็เหมือนกับนักแสดง เหมือนผู้ชายทุกคน เด็กๆฝันขี่ม้า อยากยิงปืน การเป็นนักแสดงเราโชคดีจริงๆที่ได้มีโอกาสเล่นขี่ม้า ยิงปืน เป็นโจรอย่างนี้ครับ ข้างในเราก็มีความเป็นเด็ก ก่อนที่จะแสดงก็ไปหัดขี่ม้ากัน แล้วเป็นฉากแรกของการถ่ายทำในหนังที่ผมได้ขี่ม้ามาลุย มาปราบพวกตำรวจ แล้วก็ยิงๆ แล้วเราเองไม่ใช่แค่เริ่มมีความสัมพันธ์กับนักแสดงคนอื่นๆ แต่เราก็เริ่มมีกับม้าของเราด้วยนะครับ ม้าของเราตัวไหน อยากได้ตัวเดิมนะ มันก็มีความเป็นเด็กของเรานะครับที่แบบขี่แล้วจะเท่ ยิงปืน ผมก็เลยประทับใจกับความรู้สึกตรงนี้ด้วยนะครับ ในภาพยนตร์จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ผู้ชมจะได้เห็นความเป็นอัลฮาวียะลู และเป็นอีกฉากที่ผู้ชมจะได้เห็นการแสดงของน้อย กฤษดาที่เข้มข้นมากๆ ก็มีฉากหนึ่งซึ่งรู้สึกว่าเป็นฉากเปิดเผยคาแรคเตอร์อัลฮาวียะลูนะครับ ซึ่งคนที่เล่นของ เขาจะทำยังไงก็ได้เพื่อที่จะมีอำนาจ เขาจะเป็นคนที่ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะมีพลังมากขึ้นนะครับ ซึ่งเป็นซีนที่เขามาเผชิญหน้ากับพระรูปหนึ่ง แต่พระรูปนี้ก็มีของ ของอันนั้นก็คือฟันที่งอกขึ้นอยู่ในเพดานของปาก ซึ่งถ้าเกิดรวมกับอีก 2-3 อย่างนี่ มันสามารถให้เขาเพิ่มพลังได้อย่างสูงทีเดียวครับ ซึ่งต้องรอไปดู ผมก็ไม่เคยแสดงฉากนี้มาก่อน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่คนดูอาจจะได้พบกับพลังของอัลฮาวียะลูครับ ในเบื้องหลังในการเตรียมตัวทำงานก่อนจะเล่นซีนนี้ ผมก็เริ่มฟังเพลง แต่ผมไม่ได้ฟังเพลงน้อย วงพรูนะ แต่ละซีนผมจะมีซาวน์แทรค ครั้งนี้ผมจะฟัง M&M ครับ เพลงแร็พครับเขาจะเหมือนว่าคนนี้กำลังโกรธอยู่ ฟังแล้วก่อนจะเล่นผมก็แบบเตรียมพร้อมมาละ แอคชั่น เวลาที่เราแสดงมันไม่ใช่แค่คิดเกี่ยวกับว่า ได้รับฟันจากเพดานปากนั้นมานะ ผมก็กำลังคิดถึง M&M กับพลังกับเสียงอันแรงของเพลง มันก็บิ้วท์ในสไตล์นี้ครับ สนุกดีครับ ขุนพันธ์คือโปรเจกต์แห่งความเป็นที่สุด ในหนังของโขมนะครับ เขาจะมีบทที่นักแสดงทุกคนอยาก หรือตื่นเต้นที่จะเล่น มีบทที่น่าสนใจเยอะครับ แล้วมันจะสนุก เวลาเราได้เห็นพัฒนาของนักแสดงแต่ละคนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอย่างอ้อม (กานต์พิสชา เกตุมณี) อย่างนี้นะครับ ซึ่งเธอก็เล่นขุนพันธ์ก่อนมาแสดงแม่เบี้ยด้วยซ้ำ การที่เป็นหนังเรื่องแรกของอ้อมนี่ ตอนนี้เธอก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้น เราก็ได้เห็นเธอเดินออกไปเรื่อยๆ มันเหมือนกับสมัยก่อนที่ผมเคยเล่น 13 เกมสยองกับมะเดี่ยว หลังจากถ่ายกันเสร็จก็เจอมาริโอ้ มะเดี่ยวบอกกำลังมีรักแห่งสยาม เด็กคนนี้ก็มีแวว ตอนนี้แบบ โห เป็นซุปเปอร์สตาร์ เวลาเราเห็น เราก็จะติดภาพอนันดาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เวลาเรามาแสดงกับอนันดา มัน โอ้โฮ คนนี้มันเคลื่อนไหวได้คล่องตัว ผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ ผมก็เคลื่อนไหวเก่งนะ ผมน้อย วงพรูนะเว้ย ผมเต้นเก่งนะ(หัวเราะ) ผมเคลื่อนไหวได้เยอะนะ แต่มันจะอีกแบบหนึ่งครับ แล้วก็อย่างแฟรงค์ที่ผมก็รักมากอยู่แล้วนี่ สำหรับเขาอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย แต่ถ้าเกิดผมได้เล่นบทเป็นนักการเมืองนี่ มันท้าทายมากกว่าสำหรับเขาอย่างนั้นนะครับ คือทุกคนสามารถมีโอกาสได้พลิก (ล็อค) บทได้ในหนังของโขมนะครับ แล้วผมก็สนุกมากกับการแสดงกับทุกคนนะครับ ได้เห็นสไตล์ใหม่ของแต่ละคน แม้แต่อนันดาก็อาจจะดูเท่มากเวลาชกต่อยแต่ว่ามันก็เป็นการแสดง ส่วนเดี่ยวเขาก็มาทางแอคชั่นอยู่แล้วนะครับ ก่อนที่เราจะเปิดกล้องถ่ายทำหนังเรื่องขุนพันธ์นี้ ผม อนันดา เดี่ยว กบ ก็ไปฝึกขี่ม้ากัน ฝึกชกมวยกันด้วย แต่สำหรับเดี่ยว คือเขาเกิดมาเพื่อเดินสายนี้โดยตรงเขาธรรมชาติ แล้วเราก็ได้เรียนรู้จากเขาเยอะมากทีเดียวด้วย ผมว่าเดี่ยวเขาก็มักจะได้เป็นคนดีในหนังแอคชั่นของเขา แต่คราวนี้ขอโทษนะ เดี่ยวก็เป็นมือขวาของน้อยนะครับ ที่มาปะทะกับอนันดา และการแสดงด้วยกันกับเดี่ยวส่วนมากก็จะสื่อสารผ่านสายตา ก็แบบเคลียร์ๆ “ฆ่ามัน” เราจะได้เห็นอินเนอร์และการทุ่มเทการแสดงแบบสุดตัว ของนักแสดงทุกๆคน รวมทั้ง น้อย กฤษดา ที่ถึงขนาดว่าติดคาแรคเตอร์ความเกรี้ยวกราดของอัลฮาวียะลูกลับบ้านด้วย ในการทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะกับบทบาทนี้ บางทีเราเองก็เริ่มลืมไปแล้วว่า ตอนนั้นเราอินไปกับบทมากขนาดไหน ผมก็ไม่นึกว่าผมจะเป็นนักแสดงที่เอาบทกลับมาบ้าน เอาคาแรคเตอร์อัลฮาวียะลูบทนี้ติดกลับมาด้วยนะครับ จนมาวันหนึ่งในขณะที่ผมอยู่ที่บ้าน แล้วก็ทะเลาะกับภรรรยาเล็กน้อย แล้วผมก็เริ่มแบบ ชี้หน้า น่าเกลียดมากเลยครับ ผมก็ไม่จริง แล้วภรรยาผมก็ เฮ้ย ยูไม่เคยชี้หน้าไออย่างนี้มาก่อนนะ นี่มันแรงมากเลยนะ ผมลืมไปๆเพราะว่าบทอัลฮาวียะลูเป็นคนที่ชี้บ่อยมาก เป็นคนที่พูดอะไรมักจะออกมาเป็นคำสั่งเสมอ อาจแค่ส่งสายตาอยากให้เบิ้ลความแรงก็จะชี้ ผมก็ขอโทษภรรยา ไอผิด มันไม่ใช่น้อย มันเป็นอัลฮาวียะลู บางทีมันก็เอากลับมาบ้านด้วย ผมไม่นึกว่ามันจะเป็นถึงขนาดนั้นครับ มันเหมือนกับแค่เวลาพูดมันก็เหนื่อยแล้ว เวลาเล่นคาแรคเตอร์นี้ มันก็เป็นความกลัวนิดหน่อยด้วย เวลาแสดงจนไม่กล้าไปดูมอนิเตอร์ รู้สึกแบบมองตัวเองแรง รู้สึกมันไม่ใช่เราอย่างนั้นนะครับ ผมก็รู้สึกว่าหนังไทยบ้านเราช่วงนี้ก็จะเน้นหนังวัยรุ่นเยอะนะครับ ผมก็ไม่ได้เป็นวัยรุ่นแล้วโอกาสที่จะได้เล่นบท ได้เปลี่ยนคาแรคเตอร์อย่างนี้ โอกาสมันจะมีอีกเมื่อไหร่ มันอาจจะไม่มีด้วยซ้ำ จนกว่าโขมทำหนังอีกเรื่องหนึ่ง จนกว่าสหมงคลฟิล์ม บาแรมยูชวนผมมาเล่นครับ เรารู้ว่าเวลานักแสดงรู้ว่าเวลาบทอย่างนี้มา พลาดไม่ได้นะ ไม่ว่ายูจะล้มหรือจะยืนขึ้น ยูจะพลาดไม่ได้อย่างนี้ครับ เราก็เลยต้องเต็มที่ แล้วก็จับมัน อย่าปล่อยมัน ท้ายนี้ น้อย อยากฝากอะไรกับ “ขุนพันธ์” เราก็รู้สึกว่าเราเป็นนักแสดงที่โชคดีจริงๆนะครับ ที่โขมเขามาให้โอกาสเราเล่นบทนี้ เหมือนกับพวกหนังตลกผมก็เคยลองแสดงมาบ้าง หนังโรแมนติกก็เคยมาบ้าง นักแสดงหลายๆคนก็อยากมีโอกาสได้เล่นบทร้ายสักเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่าบทร้ายนี่ เราจะได้เล่นอย่างไร ออกมาเป็นอย่างไร นั่นมันเป็นสิ่งที่ท้าทายมากครับ บทร้ายนี่จะ...(ร้ายอย่างไร) ซึ่งมันก็เป็นความสนุกของการแสดงนะครับ เสียงน้อยก็เสียงนิ่มๆอยู่แล้วด้วย แต่เวลาอ่านบทแล้วก็ไปทิศทางนั้นไม่ได้นะครับ มันก็ต้องลองเสี่ยงละกัน ลองเสี่ยงแบบให้เอาแรงที่สุดที่จะแรงให้ได้แล้วกัน ซึ่งลึกๆแล้วผมก็รู้ว่าโขมอยากให้ผมรุนแรง ก็ต้องหัดพูดให้มันแรงกว่านี้ ผมก็ต้องเริ่มแบบดัดเสียงให้ได้ ซึ่งมันก็ยากนะครับ บางวันก็ เอ๊ะ ทำไมวันนี้เสียงมันไม่มา ผมก็ต้องไปฝึกให้ได้ แต่นี่ผมก็เป็นนักร้องนะแต่มันก็ยากครับ สำหรับบทอัลฮาวียะลูครั้งนี้เป็นการพลิก และเปลี่ยนคาแรคเตอร์ที่สุดที่ผมเคยทำมาครับ

9 ผัก สมุนไพร มหัศจรรย์ รักษาได้หลากโรค
ผัก /  ผักรักษาโรค / 

อาหารที่ผู้บริโภคเห็นความสำคัญน้อยที่สุดอย่าง ผัก นั้น กลับกลายเป็นอาหารที่มีคุณค่ามากชนิดหนึ่ง เพราะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เช่น เกลือแร่ วิตามิน อยู่เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญคือ สารบางอย่างที่มีคุณค่าต่อร่างกาย จะมีเฉพาะใน ผัก เท่านั้น เห็นที่ว่าจะไม่ลิ้มชิมรส ผัก ก็คงจะไม่ดีต่อสุขภาพนัก นอกจากใน ผัก จะมีคุณค่าต่อร่างกายแล้ว ผัก ยังช่วยรักษาโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางทียาที่หมอให้ ยังไม่อาจสู้ทานพืช ผัก เหล่านี้เลย เรามาดูกันว่ามี ผัก อะไรที่ช่วยรักษาโรคได้อย่างน่ามหัศจรรย์ บ้าง 1. ขี้เหล็ก สำหรับคนสมัยใหม่ อาจจะไม่ชอบทานสักเท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นคนสมัยก่อน รุ่นคุณพ่อคุณแม่เราขึ้นไปแล้ว บอกเลยว่าอาหารที่ทำด้วย ผัก ขี้เหล็กจัดเป็นอาหารรสเลิศถูกปากมากเลยทีเดียว และนอกจากใช้ประกอบอาหารแล้ว ใบขี้เหล็กสามารถรับประทานเป็นยาชั้นดี เพราะใบขี้เหล็กมีทั้งวิตามินเอ วิตามินซี เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และไนอาซิน สรรพคุณทางยาของใบขี้เหล็กมีสารชนิดหนึ่งออกฤทธิ์ต่อประสาททำให้นอนหลับดี แก้ท้องผูกได้ดี และบำรุงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยได้ 2. หัวปลี หัวปลี ที่เป็นส่วนดอกของต้นกล้วย ที่หลายคนไม่ชอบทาน หารู้ไม่ว่าใบหัวปลีนั้นมีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด แก้โลหิตจาง และยังคงลดน้ำตาลในเลือดได้ รวมถึงยังสามารถทานแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ได้เป็นอย่างดี 3. มะระขี้นก มะระขี้นก เป็น ผัก พื้นบ้านของไทย ที่คนไทยนิยมนำยอดอ่อนและผลอ่อนมาปรุงเป็นอาหารโดยนำมาลวกเป็น ผัก จิ้ม แต่หลายคนก็ไม่ชอบทานนัก เพราะว่าขม มีผิวขรุขระ แต่ว่ามะระขี้นกนี้ เป็นยาชนะเบาหวานชั่นยอดเลยนะ เพราะมะระขี้นกนี้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อันเป็นสาเหตุของเบาหวาน และสามารถชะลอการเกิดต้อกระจกซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ รูปแบบวิธีทานที่ให้ผลลดน้ำตาลในเลือดก็ไม่ซับซ้อน คือสามารถใช้ได้ทั้งน้ำคั้น ชงเป็นชา หรือกินในรูปแบบของแคปซูล ผงแห้งก็ได้ 4. ผัก ตำลึง ตำลึงเป็น ผัก ที่นิยมนำยอดมาลวกหรือนึ่ง เป็น ผัก จิ้มน้ำพริก หรือนำยอดอ่อน ใบอ่อนมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย คำลึงจัดว่ามีสรพพคุณทางยาที่เยอะมาก อย่างผลอ่อนที่ก้านดอกเริ่มจะหลุดกินสดได้กรอบอร่อย ไม่ขม เป็นยาบำรุงสุขภาพ รักษาปากเป็นแผล ได้ หลายคนใช้ตำลึงในการรักษาโรคผิวหนังพวกผื่นแพ้ ตำแย หมามุ่ย หนอนคัน บุ้ง หอยคัน มดคันไป ผื่นคันจากน้ำเสีย ผื่นคันจากละอองข้าว ผื่นคันชนิดที่ไม่รู้สาเหตุ เริม งูสวัด สุกใส หิด สิว ฝีหนอง เป็นต้น บางคนก็ทานตำลึง เพื่อระบายท้อง ลดการอึดอัดท้องหลังกินอาหารเนื่องจากมีสารช่วยย่อยแป้ง และช่วยแก้ร้อนใน เป็นต้น และที่สำคัญคือตำลึงเป็นยาพื้นบ้านใช้รักษาเบาหวาน ทั้งราก เถา ใบ ใช้ได้หมด มีสูตรตำรับหลากหลาย และในตำราอายุรเวทก็มีการใช้เป็นยารักษาเบาหวานมานานนับพันปี ชาวเบงกอลในอินเดียใช้ตำลึงเป็นยาประจำวันสำหรับแก้โรคเบาหวาน 5. ผักเชียงดา ผักเชียงดา เป็นพืชผักไม้เลื้อย ทางภาคเหนือ เถาสีเขียว ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวเหมือนน้ำนม ใบ เดี่ยว รูปกลมรี ท้องใบเขียวแก่กว่าหลังใบ ใบออกตรงข้อเป็นคู่ๆ ยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเชียงดา นำมากินเป็นผัก มีรสขมอ่อนๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และยังเป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพิ่มกำลังในการทำงานหนักและใช้เป็นยารักษาเบาหวาน นอกจากนี้ผักเชียงดาสามารถนำไปใช้ลดน้ำหนัก เพราะว่าผักเชียงดาช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพบมีรายงานการศึกษาว่าผักเชียงดาสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง 6. แครอท นับเป็นผักที่ให้เบต้าแคโรทีสูง ซึ่งสารที่พบในแครอทนี้จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะออกฤทธิ์ในการรักษาไข้หวัด ไอ เจ็บคอ ปอดอักเสบ ลดการอักเสบและบวมได้ ถ้าใช้ทาผิวภายนอกช่วยลดอาการแสบร้อนของผิวเนื่องจากโดนแดดเผาไหม้ ลดฝ้าและรอยด่างดำลงได้ นอกจากนี้การทานแครอทยังช่วยป้องกันลดมะเร็งปอด มะเร็งมดลูก กระเพาะอาหารและเต้านม ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยในระยะพักฟื้น ลดความอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย รักษาโรคลำไส้อักเสบ ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาว บรรเทาอาการข้ออักเสบ ช่วยล้างพิษในตับ บำรุงสายตา แก้ตาฝ้าฟาง ตาบอดกลางคืน ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร ขับพยาธิไส้เดือน บำรุงผิว ชะลอความชราของผิวพรรณได้ดีด้วย 7. ถั่วฝักยาว รู้หรือไม่ว่าผักที่มีวิตามีนซีสูงที่ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี ที่จะมีผลช่วยให้เลือดดี ผิวพรรณสวย ถั่วฝักยาวมีกากใยอาหารจำนวนมาก ซึ่งกากใยชนิดนี้จะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะ ได้สารจำพวกเจลลาตินเคลือบที่กระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วอิ่มนาน สารชนิดนี้จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้เพราะว่าจะไปจับกับกรดน้ำดี เมื่อน้ำดีไม่พอใช้ในร่างกายก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งการใช้น้ำดีต้องใช้คอเลสเตอรอลเป็นวัตถุดิบ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลลงได้ ถ้านำถั่วฝักยาวไปต้มเอาน้ำดื่มจะช่วยรักษาบำรุงไต 8. กะหล่ำปลี เป็นผักที่ได้รับการยกย่องว่าสามารถป้องกันรักษามะเร็งได้หลายชนิด มีวิตามินซีสูง มีสารอาหารกลูตามีนช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อบุผนังกระเพาะได้รวดเร็ว ทำให้แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้หายได้เร็ว จึงใช้เป็นอาหารในการรักษาโรคกระเพาะและป้องกันมะเร็งลำไส้ได้ดี อีกทั้ง กะหล่ำปลียังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิ คุ้มกันในร่างกาย ช่วยล้างพิษในตับ ช่วยให้ระบบน้ำดีทำงานได้ปกติ ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้น้ำคั้นหรือกินสด (แต่ปริมาณในแต่ละวันไม่มาก) ใช้ใบสดประคบเต้านมแม่ลูกอ่อนช่วยลดความปวดจากการคัดเต้านมลงได้ 9. ผักกาดขาว ถือเป็นเจ้าแห่งเส้นใยและโฟเลท ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีบทบาทในการควบคุมความเป็นปกติของชีวิตทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา นั่นคือการสร้างระบบประสาทและ DNA อีกทั้งเส้นใยของผักกาดขาวช่วยกระตุ้นการเคลื่อน ไหวของลำไส้ ช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันอุจจา ระแข็ง เนื่องจากเส้นใยไม่จับกันแน่นและสามารถถนอมน้ำไว้จึงทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ไม่เพียงแค่นี้ เพราะผักกาดนั้นมีรสหวานไม่ร้อนไม่เย็น ช่วยลดอาการอึดอัดบริเวณหน้าอก ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ช่วยลดความเครียด ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ ลดการเต้นของหัวใจ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการทำงานของไต สารพัดประโยชน์ และเป็นได้สารพัดยาเลยล่ะค่ะ สำหรับผักแต่ละชนิด บางทีสิ่งเหล่านี้อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากเกินไปจนหลายคนมองข้ามคุณค่าที่น่าทึ่งไป อย่าลืมชายตามองพืชผักกันบ้าง แล้วคุณจะได้ฟื้นฟูสุขภาพจากอาหารนานาประดยชน์อย่างพืชผักเหล่านี้ ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

พลทหาร ยุนโฮ ชินดง อึนฮยอก ซองมิน ออกเพลงใหม่เพื่อชาติ!
Dong Bang Shin Ki /  EUNHYUK / 

อยู่ในกรมก็มีเพลงใหม่ได้! พลทหาร ยุนโฮ ดงบังชินกิ ผนึกกำลังพลทหาร ชินดง อึนฮยอก และ ซองมิน แห่ง ซุปเปอร์จูเนียร์ อวดความเท่ของผู้ชายในเครื่องแบบ ร้อง-เต้น สุดเป๊ะในเพลง 내가 지키는 조국 เป็นเพราะเหล่าไอดอลเกาหลีชื่อดังหลายคนชักแถวเข้ากรมรับใช้ชาติในช่วงเวลาเดียวกัน งานนี้ทางหน่วยงานทหารของเกาหลีใต้เลยไม่ปล่อยโอกาสให้เสียเปล่า ดึงสมาชิกบอยแบนด์ K-POP อย่าง ยุนโฮ ดงบังชินกิ รวมทั้ง ชินดง, อึนฮยอก และ ซองมิน สมาชิกวง ซุปเปอร์จูเนียร์ ร่วมร้องเพลงสดุดีชาติ 내가 지키는 조국 ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า 'ชาติที่ฉันปกป้อง' แถมทั้งสี่หนุ่มยังออกสเต็ปแดนซ์ในมิวสิควิดีโอเพลงนี้อีกด้วย [육군 장병가요 뮤비 - 내가 지키는 조국 ] youtube channel : 대한민국육군 เท่สุดใจจริงๆ! มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ผลบอล  อาเรียลเหมา!กระต่ายกระซวกบิ๊กแบงส่งท้ายไทยลีกเลกแรก
บางกอกกล๊าส เอฟซี /  บีบีซียู เอฟซี / 

ผลบอล โตโยต้าไทยลีก 2016 วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2559 บางกอกกล๊าส เอฟซี 1-1 บีบีซียู เอฟซี ผู้ทำประตู:1-0 อาเรียล โรดิเกวซ น.20,1-1 จูเลียส โออิโบ้ห์ น.54 เวลา:20.00 น. สนาม:ลีโอสเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด:ทรูสปอร์ต HD3 เริ่มเกม เจ้าบ้านที่เหนือกว่าทุอย่าง เดินหน้าลุยใส่ทันที นาทีที่ 7 บางกอกกล๊าส เอฟซี ได้ลุ้นก่อน เมื่อขึ้นเกมทางกราบขวา พิชิต เกสโร บรรจงหยอดบอลไปตรงกลางให้ อาเรียล โรดิเกวซ วอลเลย์ด้วยขวา แต่บอลไม่หนีตัว ศรายุทธ พลูทรัพย์มาก ทำให้ล้มตัวไปรับได้ทัน นาทีที่ 11 ศราวุฒิ มาสุข ได้บอลจากทางซ้ายแล้วลากตัดเข้ามาตรงกลาง ก่อนยิงแบบปั่นโค้งๆ จะให้บอลเสียบเสาไกล แต่บอลโค้งไม่พอ นาที 16 นเรศ ฤทธิ์พิทักษ์วงศ์ ที่วันนี้ได้เจอทีมเก่าเกี่ยวบอลที่ ดูห์ มูโคโค่ วางยาวไปได้ลงพื้นได้อย่างสวยงามก่อนจ่ายต่อให้ อู กึน ยอง ลองสับด้วยซ้ายจากนอกกรอบ จังหวะแรก นริศ รับไม่อยู่แต่ยังตามมาเก็บงานได้ นาที 20 เจ้าบ้านที่ครองบอลได้มากกว่า มาได้ประตูออกนำจากความผิดพลาดง่ายๆของ แนวรับทีมเยือน เมื่อคู่เซนเตอร์ ปล่อยให้ อาเรียล โรดิเกวซ ยืนว่างเลยโดน โตติ หยอดบอลไปให้โขกนิ่มๆผ่านมือ ศรายุทธ พลูทรัพย์ เป็นประตูให้ บางกอกกล๊าส เอฟซี ออกนำ 1-0 นาที 26 บีบีซียู พยายามเปิดเกมเพื่อทวงคืน แต่ว่าขึ้นไปไม่ถึงพื้นที่สุดท้ายจนทำให้ ต้องเจาะด้วยการยิงไกลของ นฤพน พุฒซ้อน แต่บอลหลุดเป้าไปเยอะ นาที 30 ทีมเยือนต้องเจาะด้วยการซัดไกลอีกครั้งคราวนี้เป็น จูเลียส โออิโบ้ห์ ที่ซัดไกลจากระยะ ประมาณ 30 หลาบอลข้ามคานไปแบบได้ลุ้นจน นริศ ต้องพุ่งไปเช็ก นาที 37 ศรายุทธ พลูทรัพย์ เตะแบ็กยาวไปให้ นเรศ ฤทธิ์พิทักษ์วงศ์ ดูดบอลลงอย่างเนียนตาก่อนที่จะกระชากผ่าน สุวรรณภัทร กิ่งแก้ว เข้าไปยิงติดเซฟของ นริศ ทวีกุล ที่ปิดมุมเสาแรกได้มิด ท้ายครึ่งแรก บีจี เจ้าบ้านที่สกอร์นำอยู่ค่อยๆผ่อนเกมของตัวเองลง ส่วน บีบีซียู ก็ยังเจาะไม่เข้า ทำให้จบครึ่งแรก บางกอกกล๊าส เอฟซี ออกนำ บีบีซียู​เอฟซี 1-0 ครึ่งหลัง เกมยังเป็นของเจ้าบ้าน ที่ครองเกมได้มากกว่า นาที 54 เดอะบิ๊กแบงมาตามตีเสมอได้ จากจังหวะโต้กลับเร็ว อู กึนยอง แทงบอลให้ จูเลียส โออิโบ้ห์ เก็บบอลได้แล้วรอเพื่อนยังไม่เติม บวกกับเห็น นริศ ออกมาไกลทำให้จัดการชิพบอลข้ามหัวนายทวารกระต่ายแก้วจากระยะกว่า 30 หลาเข้าประตูไปอย่างเหนือชั้นให้ บีบีซียู ตามตีเสมอ 1-1 นาที 62 แนวรับของ บีจี ออกอาการรวนให้เห็น และเกือบโดนทีมเยือนแซงนำ เมื่อ นเรศ สะกิดบอลให้ จูเลียส โออิโบ้ห์ ควบมาเอาบอลแล้วพร้ิวหนี แมตต์ สมิธ ตัวประกบ ก่อนที่จะพยายามชิพข้ามหัวนริศอีกครั้ง คราวนี้บอลไปชนคาน นาที 65 เจ้าถิ่นมีลุ้นได้ประตูออกนำ เมื่อ โตติ เปิดบอลเข้ามาตรงกลางให้ แมตต์ สมิธ โหม่งสวน ศรายุทธ พลูทรัพย์ ที่ออกมาไม่เจอบอล แต่ยังมี นฤพน พุฒซ้อน ที่ตามมาซ้อนสกัดบอลทิ้งออกจากเส้นได้ นาที 67 กลายเป็น บีบีซียู ที่ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ โดยเฉพาะลูกยิงไกล เมื่อ นฤพน พุฒซ้อน ลากบอลขึ้นมาตรงกลางก่อนซัดเต็มข้อจากระยะร่วมๆ 40 หลา บอลพุ่งไปชนคานเด้งออกหลัง นาที 68 ดูเหมือน จูเลียส โออิโบ้ห์ จะติดใจ และพยายามจะชิพบอลข้ามหัวนริศอีกครั้งแต่หนนี้บอลไปตกบนเพดานตาข่าย นาที 77 บีบีซียู ขึ้นมาทางซ้าย อู กึน ยอง เก็บบอลได้ แล้วพลิกยิง นริศ ทวีกุล ต้องออกแรงพุ่งไปเซฟ นาที 83 กองเชียร์เจ้าบ้านได้เฮลั่นเมื่อ พิชิต เกสโร ยกบอลมาจากทางขวา โตติ โขกชงให้ อาเรียล โรดิเกวซ พักบอลลงแล้วพยายามจะพลิกแต่บอลติด มา ซังฮุน มาเข้าทางหอกคอสตาริก้า ได้จิ้มสวนตัว ศรายุทธ พลูทรัพย์ เข้าประตูไปให้ บางกอกกล๊าส พลิกนำ 2-1 นาที 90 เจ้าบ้านมาได้ประตูตอกฝาโลง เมื่อ ชาตรี ฉิมทะเล กระชากบอลไปจ่ายให้ ศราวุฒิ มาสุข สอดมาแปเหน่งๆ เป็นประตูให้ บางกอกกล๊าส นำ 3-1 เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกมส์ บางกอกกล๊าส เอฟซี เอาชนะ บีบีซียู​เอฟซี ไปแบบหืดจับ 3-1 จบเลกแรกด้วยสามแต้ม จนขยับมาอยู่ที่ 3 ของตาราง ส่วนบีบีซียู เอฟซี จบเลกแรกด้วยการไม่มีแต้มนอกบ้านแม้แต่คะแนนเดียว และจมอยู่ในอันดับบ๊วยของตาราง รายชื่อ บางกอกกล๊าส เอฟซี:นริศ ทวีกุล(GK)-แมตต์ สมิธ,สุวรรณภัทร กิ่งแก้ว,ปิยะชนก ดาฤทธิ์,พิชิต เกสโร-องอาจ ภมรประเสริฐ(ทัศนพงษ์ หมวดดารักษ์ น.79),ภคิณ ไก่แก้ว(พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ น.63),ศราวุฒิ มาสุข-อาเรียล โรดิเกวซ อารายา,สุรชาติ สารีพิมพ์(ชาตรี ฉิมทะเล น.49) บีบีซียู เอฟซี:ศรายุทธ พลูทรัพย์(GK)-วรเนตร ต่อเนื่อง,มา ซังฮุน,ดูห์ มูโคโค่,ปิยวิทย์ จันพุทธ-มงคล วรพรม(เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม น.46),นฤพน พุฒซ้อน,ณกุนฑ์ ปิ่นทอง,นเรศ ฤทธิ์พิทักษ์วงศ์(ณัฎฐิกรณ์ ย่าพรหม น.84)-อู กึนยอง(ดิยาร่า อาลี น.88),จูเลียส โออิโบ้ห์

คิว วงฟลัว โดนชนแล้วหนี วอนโซเชียลช่วยหาคนผิด
คิว วงฟลัว /  สุวีระ บุญรอด

เมื่อช่วงเช้าเวลา 06.00 - 06.30 น. ของวันที่ 21 มิถุนายน ได้เกิดเหตุการณ์ รถจักรยานยนต์ ขับชนคนได้รับบาดเจ็บแล้วหนี ในซอยทองหล่อ ทราบภายหลังว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บคือ นายสุวีระ บุญรอด หรือ คิว วงฟลัว ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกส่งไปยัง รพ.กรุงเทพ ล่าสุด ตอนนี้อาการปลอดภัยดีแล้ว นาทีชนคิว วงฟลัว กลางถนนทองหล่อ youtube channel : Clip Clip ด้านนายเอกศักดิ์ พรมลัท หรือหนุ่ม ผู้จัดการส่วนตัวของคิว ได้เปิดเผยถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า คิวและเพื่อน กำลังเดินข้ามถนนในซอยทองหล่อ ขณะนั้นได้มีรถจักรยานยนต์ขับพุ่งชน จนคิวและเพื่อสลบไป ก่อนที่รถจักรยานยนต์คันนั้นจะหลบหนี ซึ่งพลเมืองดี ได้ช่วยกันนำตัวคิวและเพื่อน ส่งโรงพยาบาล ให้แพทย์ทำการผ่าตัด ล่าสุดพ้นขีดอันตรายแล้ว ทั้งนี้ ใครที่อยู่ในเหตุการณ์วันเกิดเหตุ พบเห็น หรือมีกล้องวงจรปิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สน.ทองหล่อ หรือช่วยแชร์เพื่อหาตัวคนผิดต่อไป และในเวลา 16.00 น. คณะแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ จะออกมาแถลงข่าวถึงอาการล่าสุด พร้อมด้วยตำรวจสน.ทองหล่อ ร่วมชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย ทางทีมงาน music.mthai จะแจ้งข่าวให้ทราบต่อไป ขอบคุณรูปภาพจาก q_flure

กานต์ เคพีเอ็น รับรางวัล เยาวชนต้นแบบอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
กษิดิ์เดช หงส์ลดารมภ์ /  กานต์ KPN / 

กานต์ เคพีเอ็น ปลื้ม! รับรางวัล 'เยาวชนต้นแบบอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย' ปิ๊งไอเดีย 'อยากทำดนตรีไทยให้อินเตอร์!' นับเป็นอีกครั้งกับความภาคภูมิใจในชีวิตของหนุ่ม กานต์ เคพีเอ็น (กษิดิ์เดช หงส์ลดารมภ์) นักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2558 จากเวที เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 24 ซึ่ง ล่าสุดได้เข้ารับรางวัล เยาวชนต้นแบบอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย จากโครงการ อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ในคณะ กมธ.การศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ณ อาคารรัฐสภา 2 กรุงเทพมหานคร ร่วมกับเยาวชนคนเก่ง อาทิ เมสซี่เจ - สิบตำรวจตรี ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักฟุตบอลทีมชาติไทย, ป๊อป - ดลฤดี ปานดวง รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เยาวชนคนเก่ง ปี 2558 และ เทนนิส - ภาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักเทควันโดหญิงทีมชาติไทย แชมป์เทควันโดหญิงโลกปี 2558 กานต์ เคพีเอ็น เผยความรู้สึกว่า "รู้สึกดีใจที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ให้โอกาสที่ดีตรงนี้กับผมเป็นเยาวชนต้นแบบ ซึ่งในแง่ของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยที่ชัดเจนสำหรับผมมากที่สุดคงจะเป็นการเล่นดนตรีไทย เพราะผมถูกปลูกฝังให้เล่นดนตรีไทยเป็นตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา เลยมีความคุ้นเคยกับศิลปวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่ โขน นาฏศิลป์ ตลอดจนดนตรีไทย ซึ่งผมเล่นดนตรีไทยเป็นก็จากที่นี่เลยครับ" กานต์ เคพีเอ็น "คนส่วนใหญ่ที่คิดว่าการเล่นดนตรีไทยมันเชย แต่ในความเป็นจริงฝรั่งที่เขามาเที่ยวบ้านเรา เขายังงงว่าเครื่องดนตรีไทยที่ทำด้วยไม้ เช่น ขลุ่ย ซอ ระนาด เล่นประกอบกันเป็นวงได้ด้วยหรอ เขาดูแล้วรู้สึกมหัศจรรย์เพราะมีเสียงที่ไพเราะ ทั้งๆ ที่ทำมาจากไม้ เพราะบ้านเขายังต้องใช้เหล็กทำอยู่เลย จริงๆ ต่างชาติไม่ได้มองไทยล้าสมัย แต่เราต่างหากที่มองตัวเราเองว่าล้าสมัยทั้งที่เราควรใช้ตรงนี้เป็นจุดแข็งของตัวเราเองด้วยซ้ำ ผมเองยังมีความคิดอยากทำดนตรีไทยให้อินเตอร์ด้วยการสอดแทรกเสียงดนตรีไทยเข้าไปในทำนองเพลงเพื่อให้ดูทันสมัยมากขึ้น นี่ยังเป็นไอเดียอยู่นะครับ แต่ผมก็อยากจะทำให้ได้เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้รำลึกถึงดนตรีไทยและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ดี อย่างการไหว้ การพูด การอ่อนน้อมถ่อมตนและเคารพต่อผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ และเยาวชนทุกคนควรยึดถือปฏิบัติ ผมก็อยากจะเชิญชวนให้เยาวชนทุกคนรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ดีนี้ไว้ให้อยู่คู่สังคมไทยบ้านเรากันตราบนานเท่านานด้วยนะครับ" กานต์ เคพีเอ็น กานต์ เคพีเอ็น กานต์ เคพีเอ็น สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอัพเดทผลงาน ของ กานต์ เคพีเอ็น (กษิดิ์เดช หงส์ลดารมภ์) ได้ที่อินสตาแกรม @Karnkpn และสามารถติดตามข่าวสารศิลปิน เคพีเอ็น อวอร์ด คนอื่นๆ ได้ที่ www.kpnaward.com/ www.facebook.com/kpnaward/Instagram : @kpnaward KPN Award 24 : กานต์ KPN7 "Fly Me To The Moon + เก็บอยู่ในหัวใจ" - 4 April 2015 youtube channel : kpnaward Official KPN Award 24 : #THELASTSTEP : กานต์ "รถของเล่น" - 14 Feb 2015 youtube channel : kpnaward Official มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ท้าพิสูจน์!! Samsung Galaxy S7 ในพูลปาร์ตี้ริมสระ แบบฉบับยิ่งมืดยิ่งมันส์
mobile /  s7 / 

ซัมซุงชวนท้าพิสูจน์ความสามารถกันน้ำและถ่ายสวยแม้แสงน้อยอีกครั้ง จัดงาน Samsung Galaxy S7 #TGIF Pool Party ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ยิ่งมืดยิ่งมันส์” ชวนผู้ร่วมงานกระโดดลงน้ำโพสต์และถ่ายภาพใต้น้ำอย่างสนุกสนาน พร้อมเซอร์ไพรส์สุดว้าวจากแขกรับเชิญที่มาในความมืด ซึ่งทางซัมซุงท้าทายให้ผู้ร่วมงานยกกาแลคซี่ เอส 7 ขึ้นมาถ่ายเพื่อการันตีว่าชัดและสว่างยิ่งกว่าที่ตาเห็น ซัมซุง นำโดย นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอทีร่วมด้วยนายบุญสืบ จันทร์แจ่มศรี ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาด และ นางสาววราพร ลิขิตจรรยากุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส ร่วมกันเพื่อพิสูจน์ความสามารถเด่นสุดว้าว ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถกันน้ำได้ลึกสุดถึง 1.50 เมตร นานสุด 30 นาที ด้วยมาตรฐานไอพี 68 หมดกังวลแม้สมาร์ทโฟนเปียกน้ำหรือเล่นน้ำอยู่ในสระ จึงสนุกกับชีวิตได้แบบไร้ขีดจำกัด และ ความสามารถในการถ่ายรูปได้สวยชัดแม้แสงน้อย ด้วยรูรับแสงกว้าง F1.7 เรียกว่ามืดแค่ไหนก็ถ่ายได้ ชัดยิ่งกว่าที่ตาเห็น ซัมซุงได้จัดสตูดิโอได้น้ำให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสนุก โดยสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นลงไปโพสต์ท่าใต้น้ำ หรือจะไปเก็บภาพนางแบบก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องนำกาแลคซี่ เอส 7 ลงไปใต้น้ำด้วย และซัมซุงยังได้จัดโซนอาหารที่มีสีสันสวยงามให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองใช้โหมด Food shot ในการทดลองถ่ายภาพอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้นักร้องคู่หวานอย่าง คัตโตะ วงลิปตา และ เบียร์ เดอะ ว้อยซ์ ที่มาสร้างความสนุกสนานครื้นเครง แต่ก่อนจะได้เห็นหน้านักร้องอย่างชัดเจนนั้น ซัมซุงมีกิมมิคให้ผู้ร่วมงานได้พิสูจน์ความสามารถในการถ่ายภาพในที่แสงน้อยกันอีกครั้ง ที่ซัมซุงกล้าการันตีว่าชัดยิ่งกว่าที่ตาเห็น ก่อนที่จะเผยว่านักร้องที่มาเป็นใครนั้นก็มีการปิดไฟในงานแล้วให้ใช้กาแลคซี่ เอส 7 ส่องดูว่าจะเดาออกหรือไม่ว่านักร้องที่มาร่วมงานเป็นใคร ปิดท้ายงานอย่างประทับใจด้วยโชว์สุดพิเศษจากซัมซุงให้ผู้ร่วมงานได้เก็บภาพความประทับใจในความมืดกันอีกครั้งกับ Ping Pong Ball Projecting

สาวๆ ห้ามพลาด! เคล็ดลับ เสริมความงาม ตามธาตุเกิด
ธาตุเกิด /  เคล็ดลับความงาม / 

ธาตุเกิดสามารถบอกนิสัยหรือบุคลิกของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้เราจะเน้นไปทาง เรื่องความสวยความงาม การแต่งกายให้เหมาะกับบุคลิกและตรงกับธาตุเกิดของตัวเอง หากสาวคนไหนที่อ่านเนื้อหานี้แล้วนำไปทำตาม รับรองว่าจะต้องเป็นสาวสวย สาวมั่นอย่างแน่นอนจ้า คนธาตุดิน (ราศีมังกร, ราศีพฤษภ และราศีกันย์) บุคลิกของคนธาตุดิน จะเป็นคนหนักแน่น แต่มีความนุ่มนวล แฝงด้วยความอบอุ่น และเอื้ออาทร คนธาตุดินจะเป็นคนที่มีอารมณ์มั่นคง ฉะนั้นสาวธาตุดินควร เสริมความงาม โดยแต่งกายด้วยสีโทนร้อนเช่น เฉดสีแดง ส้ม โอโรสสีเหลืองไพร เป็นต้น เป็นการเสริมให้ดินอุ่น มีพลัง และน่าเสน่หา ส่วนการแต่งหน้าให้เน้นโทนสีส้ม อมชมพู ดูอบอุ่น มีมนต์ขลัง ดวงตาควรเป็นสีสว่าง และริมฝีปากเป็นโทนสีอบอุ่น เพื่อเพิ่มพลังชีวิต คนธาตุน้ำ (ราศีมีน, ราศีกรกฎ, ราศีพิจิก) บุคลิกของคนธาตุน้ำ จะเป็นคนอ่อนหวาน ชวนฝัน มีจินตนาการมีความนุ่มละมุน ช่างคิด มีน้ำใจและเอื้ออารี และขี้สงสาร มักจะแสดงออกทางรอยยิ้ม สาวธาตุน้ำจึงควร เสริมความงาม โดยแต่งกายด้วยโทนสีของทองเป็นการเพิ่มความสง่างาม มีคุณค่าและสูงส่ง เพื่อเสริมบุคลิกให้งามสง่า และมีความมั่นใจ ได้ทั้งแนวสีเหลืองสว่าง สีฟ้าอ่อน เทา ตองอ่อน น้ำเงิน ประกายเหลืองมุกสีบรอนช์ตะกั่ว ส่วนการแต่งหน้าควรเน้นโทนสีสดใส ประกายทอง เช่น โทนสีฟ้าอม เขียว สีม่วง-คราม และน้ำเงิน เติมริมฝีปากและแก้มด้วยสีสดใส คนธาตุลม (ราศีกุมภ์, ราศีเมถุน, ราศีตุลย์) บุคลิกของคนธาตุตุลม จะเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหว บอบบาง อารมณ์ผันแปรได้โดยง่าย ดังนั้นสาวธาตุลมควร เสริมความงาม โดยแต่งกายด้วยโทนสีสว่าง ดูสดใสเป็นการแสดงให้เห็นความหนักแน่น ดูมั่นคง เช่น สีชมพู สีเขียวสดใส สีฟ้าน้ำทะเล และสีสันของธรรมชาติ ควรแต่งหน้าด้วยโทนสีสว่าง เช่น แดง ชมพู สีสันของธรรมชาติและดอกไม้ จะทำให้ดวงตาดูสดใสและคมเข้มเป็นพิเศษ ทั้งยังช่วยเสริมให้ดูเป็นคนหนักแน่นมั่นคง และควรแต่งริมฝีปากสีแดงสด สีรูธ และสีสดใส คนธาตุไฟ (ราศีเมษ, ราศีสิงห์, ราศีธนู) บุคลิกของคนธาตุไฟเป็นผู้ที่มีพลังในตัวตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง ชอบคิดค้น มีความมุ่งมั่นสูง มั่นใจในตัวเอง และ รสนิยมไม่เหมือนใคร จึงควร เสริมความงาม โดยแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีเขียวของพรรณไม้ เพื่อเสริมพลังในตัวให้มีเสน่ห์น่าค้นหา สีเอิร์ทโทน ช่วยจุดประกายแห่งความคิด อีกทั้งการแต่งหน้าที่จะเสริมพลังและเสน่ห์ควรใช้สีเอิร์ทโทน ริมฝีปากใช้สีน้ำตาลเข้ม สีน้ำตาล สีเบจ เพื่อให้ดูมีมนต์ขลัง ดวงตาเป็นประกายสีสว่างเป็นการเพิ่มไฟในตัว สรุปคือ ใช้เอิร์ทโทนเป็นหลักแล้วก็เสริมด้วยสีเข้มสดขอธาตุไฟก็จะดี   รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

ผู้ชายชื่อ “น้อย วงพรู” กับ 8 หนังที่เราอยากให้คุณดู
13 เกมสยอง /  Mary is Happy / 

ผู้ชายชื่อ “น้อย วงพรู” กับ 8 หนังที่เราอยากให้คุณดู น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือ น้อย วงพรู เป็นนักแสดงลูกครึ่งไทย – อเมริกัน วัย 45 ปี เริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงด้วยการเป็นนักร้องนำวงพรู สังกัดเบเกอรี่มิวสิก ก่อนจะมาชิมลางเล่นภาพยนตร์เรื่องแรก คนกราบหมา เมื่อปี พ.ศ. 2539 แต่ไม่ได้ออกฉายในประเทศไทยเนื่องจากกองเซ็นเซอร์ตรวจสอบและพิจารณาว่ามีเนื่องเรื่องไม่เหมาะสม ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจพักเรื่องการแสดงไปนานพอสมควรกว่าจะยอมกลับมารับบทบาทบนแผ่นฟิล์มอีกครั้งในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งคราวนี้เขาประสบความสำเร็จ และมีผลงานตามมาอีกอย่างต่อเนื่อง และในวันนี้ เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับภาพยนตร์ 8 เรื่องที่ น้อย วงพรู ได้ฝากลีลาการแสดงเอาไว้อย่างสวยงามและควรค่าแก่ความทรงจำที่สุด 13 เกมสยอง (2549) หนึ่งในภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่น้อย วงพรู เป็นอย่างมาก กับเรื่องราวชีวิตสุดบ้าระห่ำของชายชื่อ ภูชิต ที่ตกปากรับคำเล่น 13 เกมสุดสยองหลังจากที่ชีวิตผกผันถูกไล่ออกจากงาน แถมยังถูกคนรักทอดทิ้งไปอีก เมื่อเริ่มรับโจทย์จากสายโทรศัพท์ลึกลับ ความโหดเหี้ยมของเกมก็ทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นต้องฆ่าคน แต่เขาก็ไม่สามารถหยุดเล่นเกมนี้ได้ ด้วยเพราะเดิมพันที่เป็นจุดหมายปลายทางนั้นมูลค่าสูงถึง 100 ล้านบาท ความสุขของกะทิ (2552) ภาพยนตร์อุ่นไอรักครอบครัวที่มีจุดเริ่มต้นจากการสูญเสียแม่ ชีวิตที่เหลือของเด็กสาว กะทิ จึงต้องผูกไว้กับตาและยายผู้มีนิสัยรักความเรียบง่าย ตลอดจนเหล่าเพื่อนและญาติสนิทของแม่ อันได้แก่ น้าชฎา น้ากันต์ และลุงตอง ที่มักจะแวะมาเยี่ยมเยือนจนเสมือนว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้กะทิเติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับความเชื่อที่ว่า...ในความโศกเศร้าก็มีความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นเดียวกัน A Moment in June – ณ ขณะรัก (2552) หนังรักที่เชื่อมโยงคน 3 คู่เข้าไว้ด้วยกันผ่านห้วงเวลาแห่งการตัดสินใจอันยากลำบาก คู่แรก เป็นความรักระหว่างชายหนุ่มสองคน ปกรณ์ และ พล ที่ตัดสินใจแยกกันสักพัก เพราะชีวิตคู่ที่ก้าวต่อไปไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความรักจะจางหายไป คู่ที่สอง เป็นความรักของคนรุ่นใหญ่ เมื่อ อรัญญา ต้องมาพบกับ กรุง ชายที่เธอมีใจให้มาตลอด 30 ปี เธอมีคำถามมากมายที่อยากรู้ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเอ่ยคำ ๆ แรกออกไป และคู่ที่สาม ความรักต้องห้ามที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จากการที่ว่าที่เจ้าสาวใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าดันไปเผลอมีใจให้เพื่อนเจ้าบ่าวหนุ่มที่มีครอบครัวแล้ว หลวงพี่เท่ง 3 (2553) การสานต่อภาค 3 กับความฮาที่สอดแทรกธรรมะ ซึ่งในครั้งนี้มีตัวละครหลักคือ น้อย นักร้องหนุ่มสุดเซอร์ที่ตัดสินใจออกบวชเพื่อหนีความวุ่นวายทางโลก หากแต่ด้วยนิสัยตรงไปตรงมาค่อนไปทางขว้างโลก แถมยังชอบพูดจากำปั้นทุบดิน กลับทำให้เขาไม่ได้พบความสงบสุขที่แท้จริงสักที นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระและเหล่าฆราวาสสุดแสบที่มักจะสร้างเรื่องชวนปวดหัวให้พระน้อยอยู่เรื่อย ๆ อีกต่างหาก อันธพาล (2555) ภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพสังคมในยุคอันธพาลครองเมือง จ๊อด เฮาดี้ และแดง ไบเลย์ คือสองนักเลงที่เป็นคู่หูกัน ร่วมมือกันต่อกรกับศัตรูโดยไม่สนใจว่าเป็นใครหรือใหญ่โตมาจากไหน ชีวิตของพวกเขากำลังไปได้สวยในแวดวงอันธพาลจนกระทั่งวันหนึ่งจ๊อดถูกจับเข้าคุกหลังจากยิงปืนพลาดไปถูกผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิต และเมื่อพ้นโทษออกมาจ๊อดก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการตายของแดง การเสื่อมศรัทธาจากลูกน้อง และการหักหลังจากผู้ทรงอิทธิพลที่เคยเป็นคนที่เขานับถือ โลงจำนำ (2556) ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการแสดงหนังผีเรื่องแรกของน้อย วงพรู กับการสวมบทบาทเป็นหนึ่ง นักแต่งเพลงสุดแสนธรรมดาที่บังเอิญขับรถไปชนลูกสาวของเพื่อนบ้านจนโคม่า ความต้องการเงินมารับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หนึ่งและภรรยาตัดสินใจนำของมีค่าทั้งหมดไปที่โรงจำนำ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาล สุดท้ายทั้งคู่จึงเลือกที่จะเดิมพันชีวิตครั้งใหญ่ด้วยการจำนำตัวเองกับผีเพื่อแลกเงินมูลค่า 1 ล้านบาท โดยไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้พวกเขาจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง Mary is Happy, Mary is Happy (2556) หนังสุดอินดี้ที่ผู้กำกับ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ได้พล็อตเรื่องมาจากการสุ่มเข้าไปใน Follower ของ Twitter ตัวเอง และพบว่ามีเจ้าของทวิตเตอร์คนหนึ่งใช้ชื่อว่า @marylony ซึ่งชอบทวีตเรื่องของตนราวกับคนเวิ่นเว้อไม่สนใจใคร ในการนี้ผู้กำกับหนุ่มจึงหยิบเอาเหตุการณ์ใน 410 ทวีตแรกของเธอมาร้อยเรียงโดยผูกเป็นเรื่องราวสุดแปลกประหลาดในชีวิตโค้งสุดท้ายปลายระดับชั้นมัธยมของเด็กสาวคนหนึ่ง   ขุนพันธ์ (2559) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หัวเมืองทางใต้เต็มไปด้วยโจรเสือมากมาย แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถเล็ดรอดการจับกุมของร้อยตำรวจโท ขุนพันธรักษ์ราชเดช ตำรวจหนุ่มผู้มีทั้งความสามารถและคาถาอาคมไปได้ นอกจากนี้ขุนพันธ์ยังเลือกที่จะเสนอตัวทำภารกิจที่เสี่ยงอันตรายและไม่เคยมีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์คนใดเคยทำมาก่อน นั่นก็คือการออกไล่ล่ามหาโจร อัลฮาวียะลู ผู้เหี้ยมโหดและมีคาถาอาคมดุจเดียวกับขุนพันธ์จนสามารถขยายอิทธิพลครอบคลุมทั่วเขตภาคใต้ มาร่วมพิสูจน์ความสามารถทางการแสดงของน้อย วงพรู อีกครั้งกับบทบาทสุดท้าทายแห่งปี มหาโจรอัลฮาวียะลู ในภาพยนตร์ ขุนพันธ์ 14 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ทุกโรงภาพยนตร์

ละครคุณนายสายลับ , เรื่องย่อคุณนายสายลับ
ละครคุณนายสายลับ /  เรื่องย่อ ละครคุณนายสายลับ / 

คุณนายสายลับ บทประพันธ์ : ชลาลัยบทโทรทัศน์ : สายลมเดียวดายผลิตโดย : บริษัท ปภัสรา โปรดักชั่น จำกัดออกอากาศ : ทุกวันวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.35 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 18.20 น. ทาช่อง 7 เรื่องย่อ ละคร คุณนายสายลับ ณ โรงแรมดังในลำพูน วิชัย เจ้าของโรงแรมกำลังต้อนรับคณะทัวร์กลุ่มใหญ่จากกรุงเทพฯ โดยมี ลิซ่า ภรรยาสาวแต่งหน้าจัดแต่งกายสีฉูดฉาดอยู่เคียงข้าง ทุกสายตาต่างจับจ้อง โดยเฉพาะ สินธพ รุจิกรณ์ (พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์) ทายาทเจ้าของรีสอร์ต ธุรกิจแปรรูปองุ่นและไร่องุ่น วรพงษ์ ที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกหลังจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจเขากับวินธัย ลูกชายวิชัยเป็นเพื่อนรักกัน สินธพจึงมาเที่ยวตามคำเชิญของเพื่อนและคิดจะทำงานที่นี่ เพราะอยากได้ประสบการณ์ก่อนกลับบ้าน ลิซ่าหาจังหวะแยกตัวไปที่ห้องทำงานวิชัย เพื่อเซฟข้อมูลลูกค้ายาเสพติดของเขาเป็นหลักฐาน สินธพซึ่งไม่เคยไว้ใจสาวสวยที่แต่งงานกับชายแก่คราวพ่ออยู่แล้วเลยตามมา และหาทางก่อกวน ลิซ่า หรือ ร้อยตำรวจโทหญิงเรขาคณิต รวิปรียา (รัญดาภา มันตะลัมพะ) จึงต้องถ่วงเวลาจนเซฟข้อมูลเสร็จ แต่ดูเหมือนสินธพจะไม่ยอมจบ ลิซ่าจึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจาก สารวัตรเพิก (ธีรภัทร์ แย้มศรี) ที่ปะปนอยู่ในงาน เพิกจึงส่ง จ่าชู (ต๋อง ชวนชื่น) ลูกน้องคนสนิทไปช่วย แต่ก็เกือบเสียแผน เพราะความซุ่มซ่ามของจ่า ด้านเพิกเข้าจับกุมวิชัย จนเกิดการปะทะภายในงาน แต่ทั้งวินธัยและวิชัยก็ถูกจับ สินธพเป็นห่วงลิซ่าแต่ก็แปลกใจที่เธอหายไปอย่างไร้ร่องรอย ละครคุณนายสายลับ ที่กรุงเทพฯ เรขาคณิตกลับมาบ้านพร้อมเพิกซึ่งอยู่บ้านติดกัน อดีตรัฐมนตรีคำนวณ (วันชัย เผ่าวิบูล) กับ คุณหญิงรพีภัสร์ (ปภัสรา เตชะไพบูลย์) พ่อแม่ของเธอเริ่มจะชินกับการหายตัวไปนาน ๆ ของลูกสาวจึงไม่ซักถามเรื่องงานที่เรขาคณิตเป็นสายลับของหน่วยเฉพาะกิจแห่งกองปราบ จะมีก็แต่ ยายสม ญาติห่างๆ ของคุณหญิงรพีภัสร์ที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กคอยถามสารทุกข์สุขดิบ และแซวว่าเมื่อไหร่คุณหนูของตนจะแต่งงานกับเพิก เพราะหมั้นกันมาหลายปีแล้ว แต่เรขาคณิตไม่ตอบอะไร ส่วนเพิกก็เรียกเรขาคณิตไปคุยเรื่องงานที่เกือบมีปัญหาเพราะสินธพ เรขาคณิตขอให้ไม่พบเขาอีก เพิกถึงกับยิ้มแห้งและบอกว่า มีงานด่วนที่เกี่ยวข้องกับคนนามสกุล “รุจิกรณ์” เรขาคณิตถึงกับอึ้งไป หนึ่งเดือนต่อมา วรพงษ์โทรหาสินธพเพื่อให้มาแต่งงานกับหญิงที่ท่านหาให้ แต่สินธพปฏิเสธเพราะเกลียดการคลุมถุงชน วรพงษ์โกรธมากถึงกับจะตัดสินธพออกจากกองมรดก ดีที่ได้ มาติกา (พิมพาภรณ์ เสริมพาณิชยกิจ) หลานสาวบุญธรรมที่ท่านขอมาเลี้ยงช่วยพูด วรพงษ์จึงบอกว่า สะใภ้ของท่านจะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ มิรันตี หรือ มีมี่ (แพร เอมเมอรี่) นางแบบสาวที่เขาควงอยู่ เพราะเธอคือลูกสาว เสี่ยมีโชค (ภูธฤทธ์ พรหมบันดาล) คู่แข่งซึ่งอยู่ไร่ติดกับ ไร่ของวรพงษ์นั่นเอง สินธพนั้นคิดกับมิรันตีแค่เพื่อน แต่พอได้ยินพ่อพูดอย่างนั้น จึงประชดว่าเขาจะแต่งงานกับมิรันตีทันทีที่กลับไป วรพงษ์โกรธจัดจน แม่ทิพย์ (นริสา พรหมสุภา) แม่บ้านต้องเอายาดมมาให้ วรพงษ์ตัดพ้อลูกชายกับแม่ทิพย์ และเลยไปถึง นพนารี (ฐิตินันท์ สุวรรณถาวร) ลูกสาวที่เอาแต่หลง อเนก (พงษธัช รัตนเศรณี) คนรักจนไม่ยอมกลับมาช่วยงาน ก่อนจะประกาศว่า ในเมื่อลูกชายไม่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงดีๆ อย่างเรขา ท่านก็จะแต่งเองข่าวใหญ่ของวรพงษ์และสินธพถูกกระจายไปทั่วไร่ลามไปถึงไร่ข้างๆ ทำให้มิรันตีถึงกับเนื้อเต้นที่จะได้แต่งงาน ขณะที่ มาติกาเสียใจเพราะแอบรักสินธพอยู่ แต่เรื่องวรพงษ์จะแต่งงานดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าเธอจึงรีบโทรบอกสินธพ สินธพตัดสินใจกลับไร่ทันที ความรีบร้อน ทำให้สินธพลืมเติมน้ำมันจนรถดับกลางทาง มิหนำซ้ำ ยังเจอพวกมิจฉาชีพกลุ่มใหญ่อีกด้วย แต่โชคก็ไม่ใจร้ายเกินไป เมื่อเรขาขับรถผ่านมาและโชว์ฝีมือจัดการคนร้ายจนหมด สินธพทั้งทึ่งในความสามารถ อึ้งในความสวย และแปลกใจที่เธอรู้จักเขาเป็นอย่างดี เรขาพาสินธพไปถึง รีสอร์ตโดยไม่แนะนำตัวเองและเดินจากไปทันที ทำให้สินธพคิดว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยว ละคร คุณนายสายลับ สินธพมองรอบไร่ที่เปลี่ยนไป และต้องหงุดหงิด เมื่อเห็นป้ายไร่เปลี่ยนเป็น “ไร่เรขา” เขาจึงไปหาพ่อทันที แต่ก็ได้คำตอบที่ทำให้ตกใจกว่าว่าพ่อจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว เขาขอพบคุณเรขา แต่วรพงษ์ทำเฉย บอกเพียงเย็นพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงภายใน สินธพจึงไปหามาติกา จนรู้ว่า เรขาเพิ่งมาสมัครเป็นเลขาของวรพงษ์เมื่อเดือนก่อน แล้วท่านก็รับทันทีโดยไม่ต้องฝึกงาน แถมยังให้เธอมาร่วมโต๊ะด้วยทุกวัน โดยห้ามใครเข้าไปกวน แต่แม่ทิพย์แอบมาเล่าว่า วรพงษ์หัวเราะอารมณ์ดี และสุขภาพดีขึ้นทุกวันตั้งแต่เรขามาอยู่ด้วย และเรขาเองก็เป็นคนอัธยาศัยดีไม่ถือเนื้อถือตัว สินธพไม่พอใจ เพราะคิดว่าที่พ่อทำเป็นจะบังคับให้เขาแต่งงานเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นเรื่องพ่อยังไม่ทันจะแก้ไข สินธพก็ได้รับโทรศัพท์จากนพนารีที่โทรมาร้องห่มร้องไห้บอกว่า ธุรกิจที่อเนกทำร่วมกับเพื่อนขาดทุนย่อยยับ สินธพเลยแนะนำให้นพนารีพาอเนกกลับมาทำงานที่ไร่ ตอนแรกนพนารีจะไม่ยอมจนเมื่อรู้เรื่องภรรยาใหม่ของพ่อ เธอก็ชวนอเนกกลับมาทันที อเนกนั้นอ้างตัวเป็นนักธุรกิจ และเป็นสุภาพบุรุษต่อหน้านพนารี ทำให้เธอหลงเขามากถึงขั้นจะแต่งงานกัน แต่วรพงษ์ก็ขวางไว้สุดตัว นพนารีไม่รู้ว่า อเนกเป็นนักพนันตัวยง และตนกำลังนำตัวอันตรายไปอยู่ที่บ้าน สินธพแอบคิดถึงผู้หญิงที่ช่วยเหลือเขา แต่ก็ไม่ได้พบอีก จนงานเลี้ยงที่พ่อจัดขึ้น เขาจึงได้รู้ว่า หญิงสาวที่ช่วยเขาไว้ก็คือ เรขา ภรรยาใหม่ของพ่อนั่นเอง นพนารีโวยวายไม่ยอมรับและบอกจะแต่งงานกับอเนกบ้าง ส่วนมิรันตี แขกไม่ได้รับเชิญก็เข้ามาในงานพร้อมเสี่ยมีโชค ผู้เป็นพ่อ เธอประกาศว่าพร้อมจะแต่งงานตามที่สินธพลั่นวาจาไว้ วรพงษ์โกรธจนความดันขึ้น แต่เขาแข็งใจประกาศว่า ถ้าทั้งสองแต่งงาน เขาจะยกทุกอย่างให้เรขา จากนั้น วรพงษ์ก็เรียกเรขากับมาติกาพยุงเขากลับห้อง งานเลี้ยงจบลงท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด สินธพสังเกตเห็นว่าเรขามองทุกคนอย่างสำรวจจึงสงสัย ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เรขาผูกมิตรกับคนงานในไร่จนเป็นที่รักของทุกคน ทั้งแม่ทิพย์ ผอง (วรพรต ชะเอม) หัวหน้างาน และ น้อย (ณธษา เวชประสิทธ์) สาวใช้คนใหม่ แต่นั่นยิ่งขัดใจสินธพ วรพงษ์เรียกทุกคนมาประชุมแบ่งงาน โดยให้สินธพเป็นผู้จัดการใหญ่ดูแลในภาพรวม เรขาดูแลการเงินมีมาติกาคอยช่วย ส่วนอเนกกับนพนารีให้เริ่มต้นที่พนักงานต้อนรับ อเนกไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่นพนารีก็จำต้องยอม เพราะวรพงษ์ยึดบัตรเครดิตทั้งหมดไว้ ด้านมิรันตียังมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้สินธพ แต่เขาไม่สนใจเธอ เพราะมัวแต่จับผิดเรขา มีเพียงอเนกที่ส่งสายตาหวานไม่หยุด และมิรันตีก็เล่นด้วย ทั้งคู่จึงแอบนัดกันโดยไม่ให้นพนารีรู้สินธพแอบตามเรขาไปทุกที่แต่ก็ถูกจับได้ทุกครั้ง เรขาแกล้งพาเขาเดินทั่วไร่หวังให้เหนื่อยเล่นและให้เขาเรียนรู้งานไปในตัว สินธพแปลกใจที่เรขาทำได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่งานกรรมกร กลางคืนเมื่อมีเวลา เธอก็จะไปร้องรำทำเพลงกับพวกคนงาน โดยมีน้อยกับผองเป็นลูกคู่ หากเรขาเห็นสินธพก็จะแกล้งดึงเขาเข้าไปในวงจนคล้ายเป็นตัวตลกของคนงาน แต่สินธพกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรือหากวันไหน เรขาเข้าไปขี่ม้าและสินธพตามไป เธอก็จะทิ้งระยะห่างจนเขาตามไม่เคยทัน เขาสังเกตว่าเธอชอบแวะเวียนไปเขตไร่ของตนกับเสี่ยมีโชค จึงสงสัยว่าเธอเป็นใครกันแน่ ละคร คุณนายสายลับ วันหนึ่ง มีคนงานป่วยเพราะเพิ่งคลอดลูก เรขาก็ไปช่วยเหลือแถมยังมีความรู้ด้านแพทย์แผนไทย ทำให้สินธพเผลอมองเธออย่างชื่นชม แต่พอเธอจับได้ สินธพก็ทำเป็นโวยวาย ค่อนแคะดูถูกเรขาว่าเธอหวังสมบัติ เพราะหากไม่จริง เธอคงไม่แต่งงานกับคนแก่คราวพ่อเด็ดขาด ทั้งคู่เลยกลายเป็นคู่กัด และทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา แต่ดูเหมือนสินธพจะพ่ายแพ้ทุกครั้ง มิรันตีก็แอบนินทาเรขากับมาติกาหวังหาพวก แต่พอเรขามาได้ยินและตอกกลับมิรันตีอย่างเจ็บแสบ เหมือนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเธอดี มาติกาก็แอบเชียร์เพราะไม่อยากให้สินธพกับมิรันตีแต่งงานกัน เรขาเริ่มรู้จุดอ่อนของมาติกาเลตีสนิทด้วยการสนับสนุนให้เธอสมหวังในรักกับสินธพสินธพที่มักชวนเรขาทะเลาะ เริ่มรู้ตัวว่าแอบชอบแม่เลี้ยง เขาจึงต้องพยายามบังคับใจไม่ให้คิดเกินเลยกว่าฐานะลูกเลี้ยงที่เป็นอยู่ ด้านเรขาก็ชอบพูดจายั่วและชอบเรียกสินธพว่า “นายม้าพยศ” โดยไม่สนใจว่าสินธพจะโกรธมากแค่ไหน วันหนึ่ง มิรันตีมาตื๊อชวนสินธพไปขี่ม้า เขาปฏิเสธไม่ได้ แต่พอไปถึงคอกม้าจึงได้เห็นเรขากำลังขี่ม้าเล่นอยู่กับชายแปลกหน้า มิรันตีคิดแกล้งเรขาด้วยการทำให้ม้าในคอกตื่นและหลุดออกไป สินธพเป็นห่วงเรขามากแต่ก็พบว่าเธอควบคุมสถานการณ์ได้ดี เรขาแนะนำให้สินธพรู้จักเพิก เจ้าของร้านกาแฟที่อยู่เชิงดอยไม่ไกลจากไร่คนใหม่ สินธพแปลกใจเพราะจำได้ว่า เป็นร้านประจำของตน เรขาไม่ให้ความกระจ่างอะไร แถมยังคุยสนิทสนมกับเพิก จนสินธพหึงแทนพ่อและทำให้มิรันตีหงุดหงิดทุกวัน เรขาจะออกไปนั่งร้านกาแฟของเพิก แต่วรพงษ์ก็ไม่เคยว่า จนสินธพอดค่อนขอดไม่ได้ วรพงษ์รำคาญลูกชายจึงหนีไปยังบ้านพักที่สร้างไม่เสร็จท้ายรีสอร์ต สินธพยังคงหงุดหงิด แต่ไม่กล้าไปร้านกาแฟคนเดียว เลยชวนมาติกาไปเป็นเพื่อน มาติกาแอบดีใจคิดว่า สินธพอาจใจตรงกัน แต่เธอก็ต้องผิดหวัง เมื่อเขาเอาแต่ตอแยเรขาหาว่ามีชู้ ปล่อยให้มาติกานั่งอยู่คนเดียว เพิกสงสารเลยมาชวนคุย แต่มาติกาไม่ไว้ใจเพิกเพราะดูท่าทางเจ้าชู้ ด้านอเนกขยันทำงานขึ้นจนแม้แต่นพนารีก็แปลกใจ แต่เขาก็เฉไฉบอกว่าจะเก็บเงินขอเธอแต่งงาน ทำให้นพนารียิ่งหลงอเนก ผองคอยรายงานวรพงษ์ทุกระยะเกี่ยวกับอเนก วรพงษ์ซึ่งชอบให้โอกาสคนจึงเลื่อนตำแหน่งอเนกให้มาดูแลงานด้านจัดซื้อโดยมีนพนารีเป็นผู้ช่วย ทำให้อเนกพอใจมาก และทุกครั้งที่มีโอกาส เขามักจะคอยแทะโลมมาติกาเสมอ จนเธอกลัว ดีที่ได้เรขาคอยเป็นก้างขวางคอ ยกเรื่องเงินเดือนมาอ้าง จนนพนารีทั้งหึงมาติกาและเกลียดเรขาเพิ่มมากขึ้นทุกคืน เรขาจะเข้าไปนวดหลังให้วรพงษ์จนท่านหลับ ก่อนที่จะหายตัวไป หรือบางครั้ง เธอก็ไปขลุกอยู่กับคนงานเพื่อหาข้อมูลในอดีตของวรพงษ์ โดยไม่ให้ผิดสังเกต ทุกคนจึงรักเธอมากกว่ามิรันตีที่มาทีไรก็เอาแต่วางอำนาจ ทุกคนเรียกเรขาว่าคุณนาย ทำให้สินธพหมั่นไส้ วรพงษ์เฝ้าดูเรขาอยู่ห่าง ๆ ทุกครั้งที่มองหน้าเธอ เขาก็คิดถึงอดีตคนรักที่หน้าตาเหมือนเรขาไม่ผิดเพี้ยนพอรู้ประวัติว่าเรขาเป็นกำพร้า แต่ขยันขันแข็ง และดูฉลาดเฉลียว เขาจึงอยากอุปการะเธอและชดเชยความรู้สึกผิดที่มีต่อคนรักเก่า ท่านคิดจะให้สินธพแต่งงานกับเรขา แต่สินธพกลับไม่สนใจแถมยังประชดจะไปคบกับมิรันตี ท่านจึงแต่งงานประชดลูกชายบ้าง ด้านมาติกาเห็นมิรันตีเกาะติดสินธพไม่ห่างก็ไประบายกับเรขา เรขาจึงยุให้เธอบอกรักสินธพ มาติกาตัดสินใจรวบรวมความกล้าเปิดเผยความในใจ แต่ได้รับการปฏิเสธ ทำให้มาติกาวิ่งหนีไปพร้อมน้ำตา เพิกที่บังเอิญแวะมาจึงตามไปปลอบโยน ทำให้ทั้งสองสนิทกันขึ้น ละคร คุณนายสายลับ เพิกได้รับข้อความจากหัวหน้าหน่วยให้สืบหาข้อมูลที่ไร่มิรันตี โดยเฉพาะในโรงเก็บไวน์ เพราะมีสิ่งไม่ชอบมาพากล เพิกรีบติดต่อเรขาและหาทางส่งจ่าชูเข้าไปเป็นคนงาน กลางดึกคืนนั้น เรขาลอบเข้าไปที่ไร่มิรันตี แต่เกือบถูก กำจร (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) ผู้จัดการไร่จับได้ เพราะสินธพที่ตามมาข้างหลัง แต่ได้จ่าชูมาช่วย เธอรีบพาสินธพกลับทันที ส่วนกำจรรีบไปรายงานเสี่ยมีโชค เสี่ยมีโชคให้มิรันตีรีบเผด็จศึกสินธพ เพื่อเข้าเป็นใหญ่ในบ้านสินธพและหาคนที่เป็นสายตำรวจ กำจรเก็บความขมขื่นไว้ เพราะเขาแอบรักมิรันตีอยู่ ด้านสินธพไม่ยอมให้เรื่องจบตามคาดคั้นความจริงจากเรขา แต่เพราะเป็นกลางคืน ทำให้เขาเกือบถูกงูกัด ดีที่เรขาใช้ความชำนาญจัดการงูตัวนั้นซะก่อน จนสินธพอึ้งที่ต้องเป็นหนี้บุญคุณเธออีก เพิกมาหามาติกาบ่อยครั้ง แต่สินธพเข้าใจผิดว่าเขามาหาเรขาจึงหึงมาก แต่พยายามบอกตัวเองว่าไม่ใช่ สินธพเริ่มสงสัยพฤติกรรมเรขาว่าวางยาบิดาตัวเองเพื่อหวังอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่สามารถจับผิดเรขาได้ สินธพจึงขอยาสมุนไพรที่เรขาให้วรพงษ์กินไปตรวจแต่ก็พบว่าเป็นเพียงยาบำรุง เขารู้สึกผิดเลยหาโอกาสขอโทษเธอด้วยการทำอาหารให้ทาน จนเรขามีความสุข แต่ต้องบอกตัวเองว่าเธอมีงานต้องทำและเขาอาจรู้เห็นกับว่าที่พ่อตาอย่างเสี่ยมีโชคทำเรื่องผิดกฎหมาย เพิกไม่ให้เรขาอคติ และอย่าเพิ่งมองข้ามวรพงษ์ไปด้วยอดีตที่เขาเคยค้ายา เพิกพอมองออกว่าเรขาชอบสินธพจึงทั้งเตือนตัวเองและเรขาว่าพวกเขาเป็นคู่หมั้นกัน เรขานิ่งไปทันที ด้านนายวรพงษ์เห็นความสามารถของเรขาจึงมอบอำนาจให้เธอเรื่องการเงินมากขึ้น ไม่ว่าใครจะเบิกอะไร จะต้องผ่านการอนุมัติของเรขา โดยเฉพาะนพนารี แต่อเนกเห็นว่าไม่ใช่ปัญหา และเพราะงานใหญ่ที่กำลังจะถูกจัดขึ้น ทำให้เรขาต้องขลุกอยู่กับสินธพ จนมิรันตีหึงหวง เพิกเองก็กลัวงานจะเสีย เลยหาเรื่องเข้ามาที่ไร่ ทำให้ได้พบมาติกาเป็นประจำ เขาชอบในความเรียบร้อยขี้อายของเธอจึงมักจะแกล้งเย้าแหย่ จนมาติกาเริ่มเป็นกันเองมากขึ้นและเพราะต้องการตัดใจจากสินธพ เธอจึงขอไปทำงานที่ร้านกาแฟของเพิกด้วย เพิกตกลง ก่อนจะรีบไปบอกเจ้าของร้านตัวจริง ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเองให้รับมาติกาเข้าทำงาน จนโดนเพื่อนแซวว่าระวังจะลืมคู่หมั้น เพิกถึงกับอึ้งไปเพราะลืมไปจริงๆ เรขาเห็นเป็นโอกาสดีที่จะเข้าไปที่ไร่มิรันตี จึงแนะนำให้สินธพร่วมมือกับมิรันตีจัดงานเก็บเกี่ยวองุ่นประจำปีให้ใหญ่ขึ้น สินธพสงสัย แต่เรขาก็หาข้ออ้างจนได้ ในที่สุด สองไร่จึงได้ร่วมมือกัน โดยมีเรขาเป็นคนกลาง เรขาคุยงานกับเสี่ยมีโชคโดยตรง แม้เขาจะดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่เรขาก็ไม่ประมาท ขณะเดียวกัน เธอสังเกตเห็นวรพงษ์ไปที่บ้านพักท้ายรีสอร์ตบ่อยขึ้น จึงแอบตามไปและได้รู้ความจริงว่า วรพงษ์เป็นสายของตำรวจ เรขายังไม่สามารถเปิดเผยตัวเองได้ ขณะที่ วรพงษ์ไว้ใจเรขาแล้ว จึงยอมเล่าความจริง ที่ตนเคยค้ายาเสพติด จนทำให้ต้องเลิกรากับคนรักไป ดีที่ทางการไม่มีหลักฐานเอาผิดเขาได้ แต่ความรู้สึกผิดในใจ ทำให้วรพงษ์ตัดสินใจช่วยงานราชการเพื่อลบล้างความรู้สึกนั้น เรขาจึงเข้าใจ วรพงษ์และนับถือเขามากขึ้น แต่เธอต้องตกใจ เมื่อวรพงษ์เอาภาพคนรักเก่ามาให้ดู เพราะนั่นคือภาพ แม่ของเรขานั่นเอง วรพงษ์ไม่รู้ว่าเรขาเกี่ยวข้องกับคนรักเก่าหรือไม่ แต่เขาก็อยากจะทำอะไรเพื่อชดเชยให้เธอ ทำให้เรขายิ่งซาบซึ้งแทนผู้เป็นแม่ ละคร คุณนายสายลับ แม้เรขาจะคิดถึงพ่อกับแม่ แต่เธอก็อยู่ช่วยงานเก็บเกี่ยวองุ่นจนเสร็จสิ้น งานถูกจัดขึ้นที่รอยต่อไร่ของวรพงษ์และเสี่ยมีโชค เพิกกับจ่าชูลอบเข้าไปในโรงเก็บไวน์เสี่ยมีโชค แต่ไม่พบอะไรผิดปกติ เพิกถึงกับงง ขณะที่ อเนกอาศัยจังหวะที่ทุกคนวุ่นวายสั่งเบิกจ่ายปุ๋ยปลอม และลอบเข้าไปที่โรงเก็บไวน์ของวรพงษ์บ่อยครั้ง โดยอ้างกับผองว่าเข้าไปเรียนรู้งาน ผองสงสัยแต่ยังไม่มีโอกาสบอกเจ้านายในงานเก็บเกี่ยวองุ่น มิรันตีพยายามทำตัวโดดเด่นและควงสินธพเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ เรขาแอบเขม่นเลยชวนมาติกาทำเรื่องสนุกระหว่างงาน เธอหาเรื่องแยกมิรันตีจากสินธพ และแกล้งให้มิรันตีขายหน้า แต่กำจรก็ช่วยกู้สถานการณ์ให้นายสาว เมื่อผ่านงานใหญ่ไป เรขาก็ขออนุญาตวรพงษ์เข้ากรุงเทพฯ อ้างว่านัดเพื่อนไว้ สินธพระแวงแทนพ่อแต่ก็ไม่กล้าแสดงออก เขาอยากตามเรขาไป แต่ผองมาบอกเรื่ององุ่นในไร่ไม่เติบโตเต็มที่ สินธพสงสัยเกี่ยวกับปุ๋ยล็อตใหม่ที่อเนกสั่งจึงให้ผองแยกแปลงองุ่นแปลงนี้ทดลองกับปุ๋ยใหม่ ส่วนแปลงอื่นใช้ปุ๋ยตัวเดิม ช่วงนี้ มิรันตีหายไป ทำให้สินธพโล่งอก โดยไม่รู้ว่าคนที่ร้อนใจกลายเป็นนพนารีแทน เพราะอเนกก็หายตัวไปบ่อย ๆ นพนารีหงุดหงิดถึงกับลงที่มาติกาบ่อยครั้ง จนเพิกต้องออกโรงปกป้อง ด้านเรขากลับถึงบ้านก็กอดแม่ไว้ด้วยความคิดถึง และเป็นครั้งแรกที่เธอยอมพูดเรื่องงานแล้วก็ต้องอึ้งที่แม่กับพ่อรู้การเคลื่อนไหวของเธอตลอด และอยากให้เธอเลิกอาชีพนี้ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เรขาพูดถึงเรื่องคนรักเก่าของแม่ แม่ยอมรับว่าเคยมีคนรัก แต่ก็เป็นเพียงอดีต เพราะท่านกับคนรักเลือกทางเดินต่างกัน แล้วตอนนี้ แม่ก็รักพ่อของเรขามาก เรขาอบอุ่นใจและหวังว่าเธอจะได้เจอคนที่ใช่บ้าง แม่เลยงงว่าเรขามีคู่หมั้นแล้ว ทำไมถึงพูดแบบนี้ แต่เรขาไม่ตอบอะไร และในใจเธอก็นึกถึงเพียงสินธพเมื่อเรขากลับถึงไร่ เธอก็เริ่มตรวจสอบบัญชีอย่างจริงจัง เพื่อตอบแทนบุญคุณวรพงษ์ และพบว่าอเนกเบิกจ่ายเงินมากผิดปกติ ทำให้เธอมีปากเสียงกับอเนกบ่อยขึ้น ส่วนเพิกก็มาพบเรขาบ่อย เพราะหาของกลางที่ไร่เสี่ยมีโชคไม่พบ เรขาสงสัยว่าในไร่วรพงษ์มีบางอย่างผิดปกติ เธอจึงบอกเรื่องที่ วรพงษ์เป็นสายให้ตำรวจอาจจะมีข้อมูลบางอย่าง เพิกไปคุยกับวรพงษ์แบบจริงจัง ทำให้สินธพเข้าใจผิดว่าเพิกข่มขู่พ่อของเขาแล้วคิดจะไปเสวยสุขกับเรขา เขาจึงเข้ามาขัดจังหวะ เพิกเลยไม่ได้ข้อมูลอะไรนอกจากแนะนำตัวกันเฉย ๆ เรขากุมขมับกับความดื้อรั้นของสินธพ จึงต่อว่าเขาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ทำให้สินธพน้อยใจขณะที่ ภายในไร่เริ่มมีเรื่องคนงานเล่นการพนันและติดยา สินธพที่ยังน้อยใจเลยหาว่าเป็นเพราะเรขา เรขาเลยเอาหลักฐานการซื้อปุ๋ยปลอม และภาพถ่ายที่อเนกเข้าบ่อนบ่อยครั้งมาให้สินธพ สินธพอึ้งไปที่เรขาก็มีข้อมูล ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนแอบฟังอยู่ ละคร คุณนายสายลับ วันหนึ่ง เรขาว่ายน้ำเล่นที่สระในบ้านคลายเครียด และเพราะความประมาท ทำให้เธอโดนไฟช็อตจมน้ำ โชคดีที่สินธพผ่านมาและช่วยไว้ได้ทัน เพิกรู้เรื่องก็มาคุยกับเรขาให้ถอนตัว ด้วยเธอกำลังอ่อนแอเพราะความรัก แต่เรขาไม่ยอม เธอยืนยันที่จะทำงานต่อนพนารีทะเลาะกับเรขาบ่อยขึ้น เพราะถูกอเนกเป่าหู โดยเฉพาะเรื่องที่เรขาทำให้เธอกับเขาไม่ได้แต่งงานกัน ถึงขั้นนพนารีประกาศจะทำทุกทางเพื่อกำจัดเรขา ทำให้สินธพเป็นห่วงมาก ขณะเดียวกันก็ไม่ไว้ใจเพิก ที่ช่วงหลังชอบมาตีสนิทกับพ่อของเขาแบบแปลกๆ เขาจึงให้มาติกาช่วย จับตามอง โดยไม่รู้ว่าน้องสาวเริ่มมีใจให้เพิกแล้ว นพนารีหงุดหงิดทั้งเรื่องที่อเนกหายตัวไป เงินที่เธอควรจะเอาไปช้อปปิ้งก็ไม่มี เธอเลยเข้าไปขอเบิกเงินกับเรขา แต่เรขาปฏิเสธ ทำให้นพนารีโมโหถึงกับขว้างแฟ้มใส่เรขาที่ไม่ทันระวังตัว จนเรขาบาดเจ็บ สินธพรีบเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง จนเรขาหวั่นไหว แต่พอสินธพนึกได้ เขาก็ต่อว่าเธอที่ชอบหาเรื่องเจ็บตัว จนเรขาหมดอารมณ์ซึ้ง วรพงษ์เห็นสินธพกับเรขาสนิทกันก็พอใจ แต่บางครั้งก็อยากแกล้งลูกชาย เลยเรียกมาตักเตือนไม่ให้วุ่นวายกับเมียพ่อ สินธพจึงรู้สึกตัว ขณะที่เรขาได้ยินโดยบังเอิญว่าคนที่ทำไฟช้อตในสระน้ำคือ อเนก แต่เธอก็ไม่ได้บอกใครและจับตามองอเนกมากขึ้น สินธพรวบรวมหลักฐานเรื่องปุ๋ยปลอม แต่ยังไม่บอกวรพงษ์ เพราะเห็นแก่น้องสาว จึงไปคุยกับนพนารีและอเนก อเนกว่าถูกใส่ความ ผองได้ยินก็ทนไม่ไหว เลยไปบอกวรพงษ์ ทำให้วรพงษ์โกรธมาก เรียกลูกสาวและคนรักมาต่อว่า แต่นพนารียังเข้าข้างอเนก ถึงกับบอกจะพาอเนกหนี หากพ่อจับอเนกเข้าคุก วรพงษ์เครียดจัดจนเป็นลม เรขารีบพาท่านส่งโรงพยาบาลพร้อมสินธพ สินธพเศร้าใจคิดว่าเรขาคงรักพ่อเขามาก เมื่อวรพงษ์ฟื้นขึ้นก็สั่งยุติการสอบเรื่องปุ๋ยปลอม แต่เรียกใส่ปะปนไปกับไวน์จากไร่วรพงษ์ที่ติดคำว่า วีไอพี เพิกจึงเร่งให้เรขาหาข้อมูลและออกจากพื้นที่ทันทีเรขายังกังวลและเป็นห่วงวรพงษ์กับคนในไร่ แต่เพิกย้ำว่าหน้าที่ต้องมาก่อนเรื่องหัวใจ เรขาจึงรับคำ สินธพยังไม่วางมือเรื่องอเนก จึงสืบหาข้อมูลจากคนงาน แต่ก็เกิดเรื่องอีก เมื่อเรขาไปนั่งที่ร้านกาแฟของเพิก และถูกคนร้ายลอบยิง แต่สินธพที่ตามมาเอาตัวเข้าบังกระสุนจนได้รับบาดเจ็บ เรขาเป็นห่วงสินธพมากและเริ่มยอมรับใจตัวเองว่ารักเขา เพิกกลัวเรขาเป็นอันตรายถึงชีวิตจึงตัดสินใจแจ้งหน่วยงาน และนำคำสั่งที่ให้เรขาถอนตัวมาบอก แต่เรขาไม่ยอม เธอต้องการทำภารกิจให้เสร็จสิ้นเหมือนทุกครั้ง เรขาเข้าไปดูสินธพ เพราะเป็นห่วงเรื่องอาการบาดเจ็บ บรรยากาศที่เป็นใจ ทำให้ทั้งคู่เผลอจูบกัน อเนกผ่านมาเห็นเลยถ่ายภาพไว้แล้วนำไปขู่สินธพให้เลิกวุ่นวายกับเรื่องตน สินธพอึ้งไปเพราะกลัวพ่ออาการกำเริบอีก ด้านนพนารีรู้ว่าอเนกขู่สินธพก็ไม่สบายใจ เพราะถึงอย่างไรก็รักพี่ชาย วรพงษ์ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล จึงไม่ได้ส่งข่าวให้ ผู้กำกับวัชระ ตำรวจในพื้นที่ ที่ตามคดีนี้อยู่ ผู้กำกับวัชระได้รับคำสั่งให้ประสานงานกับผู้การทรงยศ (เป็นหนึ่ง ไชยชิต) หัวหน้าของเรขาเข้าตรวจ โรงเก็บไวน์ของไร่วรพงษ์ แต่ก่อนจะเข้าตรวจ ก็เกิดเหตุไฟไหม้โรงเก็บไวน์ ขณะที่เรขาไม่อยู่ มิรันตีเป่าหูสินธพว่าเป็นฝีมือเรขา ทำให้สินธพเครียดมาก เขาไม่เชื่อมิรันตี แต่ก็ไม่มีหลักฐานไรยืนยันว่าเรขาไปไหน ยังไม่ทันที่สินธพจะแจ้งวรพงษ์ เรขาซึ่งลอบเข้าไปเก็บข้อมูลที่ไร่เสี่ยมีโชคอีกครั้ง และได้หลักฐานภาพถ่ายออกมา เธอก็ถูกไล่ล่าและถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส สินธพเครียดกว่าเดิมไม่กล้าบอกวรพงษ์ แต่อเนกก็คาบข่าวไปบอกพร้อมภาพที่สินธพจูบเรขา วรพงษ์ไม่ได้ตกใจเรื่องนี้ แต่ช็อกเรื่องไฟไหม้ และอาการเรขาที่เป็นตายเท่ากัน เหตุการณ์นี้ ทำให้อาการวรพงษ์ทรุดหนัก เขาเรียกสินธพเข้าไปคุยเป็นครั้งสุดท้ายและบอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องเรขา พร้อมทั้งฝากให้สินธพดูแลเรขาตลอดไป วรพงษ์จากไปอย่างสงบ สินธพ นพนารีและมาติกาเสียใจมาก มีแต่อเนกที่ไปมีความสุขกับมิรันตี เพราะความจริง อเนกรับจ้างเสี่ยมีโชคเข้าตีสนิทกับนพนารีและสร้างสถานการณ์ทั้งหมด เพื่อทำให้รีสอร์ต วรพงษ์ต้องปิดตัวลง และตอนนี้เสี่ยมีโชคก็กำลังจะสมหวัง ละคร คุณนายสายลับ และแล้วเรขาก็ฟื้นขึ้นมาแต่เธอกลับจำอะไรไม่ได้ นอกจากบอกว่า สินธพเป็นสามีเธอและเธอรักเขามาก ด้วยตอนที่เธอหลับอยู่ เธอฝันเห็นแต่หน้าเขา อาการของเรขาดีขึ้น จนออกจากโรงพยาบาลได้ สินธพสั่งไม่ให้ทุกคนพูดเรื่องวรพงษ์ แต่นพนารียังแค้นใจจึงเล่าทุกอย่างให้ฟัง และ เยาะเย้ยว่าเธอจะไม่มีที่สูบเงินแล้ว เรขาอึ้งไป และยิ่งสับสนหนักขึ้นกับคำบอกเล่าของเพิกที่ว่า เธอ คือ ร้อยตำรวจโทหญิงเรขาคณิต รวิปรียา สายลับแห่งหน่วยเฉพาะกิจ รหัสคือ คุณนายสายลับ 009 เรขาไม่เชื่อจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่มีคนร้ายมาประชิดตัวด้านหลัง เธอใช้ความสามารถด้านการต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว เรขาสับสนมากจึงปบอกสินธพ สินธพไม่ต้องการเสียเธอไป จึงไปขอร้องเพิกไม่ให้พูดถึงอดีตอีก เพิกไม่พูดเรื่องเรขาแต่นำรูปถ่ายระหว่างอเนกกับมิรันตีมาให้สินธพ บังเอิญนพนารีมาเห็นเข้าอีกคน เลยตามไปหาความจริงกับอเนกที่ไร่มิรันตี อเนกไม่ยี่หระอะไร จนกระทั่ง เพิกกับตำรวจชุดหนึ่งมาที่บ้านเสี่ยมีโชคเพื่อจับเขาและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด และมีเจตนาฆ่าเรขา อเนกแสดงความเห็นแก่ตัววิ่งหนีไป ขณะที่ กำจรปกป้องเสี่ยมีโชคกับมิรันตีจนตัวเองเจ็บหนัก เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมิรันตีกับเสี่ยมีโชคไปดำเนินคดี อเนกหนีไปเจอเรขาอยู่คนเดียวจึงจับเป็นตัวประกัน แต่ด้วยสัญชาตญาณ เธอจึงป้องกันตัวเองและจับอเนกไว้ได้ อเนกแค้นใจเลยควักมีดพกมาแทงเรขาจนล้มหัวกระแทกพื้น เพิกรีบเข้ามาจับอเนก ส่วนสินธพรีบพาเรขาส่งโรงพยาบาล ละคร เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างจบลง นพนารีเข้มแข็งขึ้นและช่วยงานสินธพอย่างเต็มที่ ด้าน เรขาฟื้นขึ้นมาก็จำทุกอย่างได้ และพ่อแม่ก็มารับตัวเธอกลับไป ส่วนมาติกาเสียใจมากที่รู้ว่าเพิกเป็นคู่หมั้นของเรขา เพิกกลับกรุงเทพฯ พร้อมยกเลิกการหมั้นกับเรขา ซึ่งเรขาก็เข้าใจดีและไม่ขัดขวาง เพิกจึงกลับไปสารภาพรักกับมาติกาและขอเธอแต่งงาน มาติกาเขินอายแต่ก็ตกลงโดยดี สินธพดีใจกับน้องสาว แต่เขาก็อยู่อย่างซังกะตาย เพราะไม่กล้าไปตามง้อเรขา จนวันหนึ่ง เพิกมาบอกสินธพให้ไปห้ามเรขาที่จะกลับไปทำงานสายลับ โดยคราวนี้ เรขาจะแต่งงานกับชาวต่างชาติ นักค้ายารายใหญ่ สินธพอึ้งไป จนเพิกย้ำว่า เรขาก็รักสินธพมาก เธอไม่เคยมีความสุขเลยที่ต้องจากสินธพไป สินธพจึงตัดสินใจบุกไปชิงตัวเรขาที่งาน ก่อนจะพบว่าทุกอย่างเป็นแผนที่เรขาคิดขึ้นเพื่อพิสูจน์ใจเขา สินธพยืนยันว่ารักเรขามาก เขาขอเธอแต่งงานและขอให้เธออยู่เป็นคุณนายเรขาแห่งไร่เรขาตลอดไป หญิงสาวรับคำอย่างเต็มใจและยอมเลิกเป็นคุณนายสายลับตลอดกาล นักแสดง ละครคุณนายสายลับ รัญดาภา มันตะลัมพะ รับบท เรขาคณิต รวิปรียา (เรขา)พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท สินธพ รุจิกรณ์ธีรภัทร์ แย้มศรี รับบท สารวัตรเพิกพิมพาภรณ์ เสริมพาณิชยกิจ รับบท มาติกาแพร เอมเมอรี่ รับบท มิรันตี หรือ มีมี่ตฤณ เศรษฐโชค รับบทวรพงษ์ รุจิกรณ์ฐิตินันท์ สุวรรณถาวร รับบท นพนารี รุจิกรณ์พงษธัช รัตนเศรณี รับบท อเนก ภูธฤทธ์ พรหมบันดาล รับบท เสี่ยมีโชค

แฟนเพลงญี่ปุ่นในไทยเตรียมจ้องจอถ่ายทอดสด THE MUSIC DAY 2016
akb48 /  Arashi / 

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการบันเทิงญี่ปุ่นที่ได้มีการถ่ายทอดสดมหกรรมดนตรีครั้งยิ่งใหญ่ THE MUSIC DAY 2016 – Beginning of Summer คอนเสิร์ตฤดูร้อนครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีของนิปปอนทีวี ประเทศญี่ปุ่น สู่ 5 ประเทศในทวีปเอเชีย ได้แก่ ประเทศกัมพูชา, ประเทศฮ่องกง, ประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศฟิลิปินส์ และประเทศไทย!! นิปปอนทีวี ประกาศจัด THE MUSIC DAY 2016 – Beginning of Summer คอนเสิร์ตฤดูร้อนครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีซึ่งทางนิปปอนทีวีให้คำมั่นสัญญาว่า 'ปีนี้จะเป็นมหกรรมดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ที่ได้รวบรวมกลุ่มศิลปินไอดอล J-POP ที่โด่งดังทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันจากประเทศญี่ปุ่นมาแสดงบนเวทีเดียวกันไว้มากที่สุด!' ไม่ว่าจะเป็น AKB48, Kyary Pamyu Pamyu, Nogizaka 46 และ LUNA SEA รวมทั้งอีก 9 กลุ่มศิลปินจากค่ายจอห์นนี่ฯ นำทีมโดย ARASHI มาพร้อมกับกลุ่มศิลปินรุ่นน้องชื่อดัง อย่าง Hey! Say! JUMP, KANJANI EIGHT, KinKi Kids และอื่นๆ อีกมากมาย LUNA SEA ซากุราอิ โช สมาชิกบอยแบนด์ชื่อดังจากวง ARASHI ได้รับเชิญให้มาเป็นพิธีกรของรายการคอนเสิร์ตอีกครั้งในปีนี้ เขากล่าวว่า "THE MUSIC DAY เป็นรายการทีวีที่จะมาสร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกรุ่นทุกวัย มันคงจะดีถ้าสมาชิกทุกคนในครอบครัวอย่าง คุณตา คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ ลูกๆ และหลานๆ จะได้มานั่งดูพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกันหน้าจอทีวี ทุกคนจะต้องสนุกมากแน่ๆ ครับ" แฟนเพลงญี่ปุ่นในเมืองไทยเตรียมจ้องจอกันให้พร้อม เพื่อชมการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์การรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าศิลปินชื่อดังทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ในคอนเสิร์ต THE MUSIC DAY 2016 – Beginning of Summer เต็มอิ่ม 5 ชั่วโมง (จากคอนเสิร์ตความยาว 11 ชั่วโมง) ในวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 21.00 น. ที่แรกและที่เดียวทางช่อง GEM อัญมณีของความบันเทิงแห่งเอเชีย โดยแฟนๆ ชาวไทยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางทรูวิชั่นส์ ช่อง 244 Kyary Pamyu Pamyu Flumpool Ikimonogakari รายชื่อกลุ่มศิลปินที่จะได้รับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต THE MUSIC DAY 2016 – Beginning of Summer จากทางช่อง GEM ACE OF SPADES AKB48 ARASHI Ayaka E-girls EXILE THE SECOND Flumpool Gen Hoshino GOLDEN BOMBER Hey!Say!JUMP HKT48 Ikimonogakari Johnnys WEST JSB III Kana Nishino KANJANI EIGHT Keisuke Kuwata Ken Hirai Kenta Kiritani Keyakizaka46 KinKi Kids KOBUKURO Kyary Pamyu Pamyu LUNA SEA Mariya Nishiuchi Miwa Misato Watanabe Motohiro Hata NAOTO INTI RAYMI NEWS Nogizaka 46 NMB48 PornoGraffiti RADIO FISH SEKAI NO OWARI Sexy Zone SKE48 THE YELLOW MONKEY Tetsuya Komuro TOKIO V6 WEDNESDAY CAMPANELLA มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com