ช็อกโกแลตซอส

14 เทคนิค กินบุฟเฟ่ต์ อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ
กินบุฟเฟ่ต์ /  บุฟเฟ่ต์ / 

อาหารบุฟเฟ่ต์ ปัจจุบันมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน มีกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นจนบางร้านต้องรอคิวกว่าชั่วโมงเพื่อเข้ารับประทาน เหตุนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า บุฟเฟ่ต์ ได้เข้ามาเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของสัมคมไทยไปแล้ว ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายสามารถกินได้แบบไม่อั้น “อาหารบุฟเฟ่ต์” จึงกลายเป็นอาหารยอดนิยมของกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา โดยการกินบุฟเฟ่ต์ส่วนใหญ่มักจะคิดถึงความคุ้มทุนโดยจะพยายามกินอาหารปริมาณมาก หรือเลือกกินอาหารราคาแพง เพื่อจะให้คุ้มค่ากับราคาทั้งนี้ ร่างกายนำพลังงานจากอาหาร มาใช้กิจกรรมต่าง ๆ เช่น นั่ง นอน ยืน เดิน ทำงาน ออกกำลังกาย ถ้าได้รับพลังงานมากเกิน ความต้องการร่างกายจะนำพลังงานส่วนเกินนั้นไปเก็บสะสมในรูปไขมันเพื่อเป็นพลังงานสำรอง ถ้ามีการสะสมของไขมันมากขึ้นก็จะนำไปสู่โรคอ้วน และนำไปสู่โรคต่างๆ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ที่จะทำให้ทุกครั้งที่ กินบุฟเฟ่ต์ “อิ่ม คุ้มค่า ไม่เสียสุขภาพ” 1. กินน้อย ก่อนกินมาก จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า ‘การอดอาหารเพื่อกะไปกินบุฟเฟต์กับเพื่อนๆ ให้คุ้มนั้นไม่คุ้มอย่างที่คิด’ เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายลดการเผาผลาญพลังงานลงแล้ว เรายังอาจรู้สึกหิวมากเกินไปตอนไปกินบุฟเฟต์ ดังนั้นควรเลือกกินอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลงก่อนไปกินบุฟเฟต์สัก 1 วัน หรือ 1-2 มื้อ (ถ้าหิวมากจนอดใจไม่ไหว ก็ควรกินผลไม้หรือดื่มนมไขมันต่ำ และตามด้วยน้ำเปล่ารองท้อง) แต่ถ้ามีเหตุให้ต้องไปกินแบบไม่ทันได้เตรียมตัว ก็ควรลดอาหารในวันหลังจากนั้นให้น้อยลง 2. ‘ลุกเดิน’ วอร์มอัพ ก่อนหรือหลังกินบุฟเฟต์ ‘การเดิน’ เป็นกิจกรรมทางกายที่ง่ายสุดๆ ฉะนั้นจะลุกขึ้นมาเดินเพิ่มขึ้น 20-30 นาที ประมาณ 5-7 วัน ก่อนหรือหลังไปกินบุฟเฟต์ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถ 3. เสื้อผ้าก็สำคัญ ควรใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัว ไม่ควรใส่ชุดหลวมๆ เพราะเราอาจเพลิดเพลินกับอาหารจนกินเกินอิ่มได้ง่ายๆ 4. ไกลไว้ดีกว่าใกล้ การเลือกที่นั่งไกลจากซุ้มอาหาร ช่วยให้เราได้เพิ่มการใช้พลังงานทุกครั้งที่เดินมาตัก 5. สำรวจร้านเตรียมรับมือ ชิงเดินสำรวจอาหารทั้งหมดให้เรียบร้อย เพื่อที่จะได้วางแผนการรบกับกองทัพอาหารได้ถูกว่าควรเลือกเอาอะไรใส่ปากบ้าง และไม่ต้องเจอกับสถานการณ์ประเภท ‘อิ่มแล้ว แต่เพิ่งเดินมาเห็น’ แถมยังได้เดินเพิ่มก้าวอีกเล็กน้อยด้วย 6. จานเล็กช่วยได้ การหยิบจานเล็กใส่อาหารเหมือนไม่น่าจะช่วยอะไรเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้มีการศึกษามาแล้วและพบว่าการลดขนาดจานลง 2 นิ้ว ช่วยให้เรากินอาหารลดลงถึงร้อยละ 22 7. สลัดมาจานแรก ควรเลือกตักสลัด (น้ำสลัดน้อยๆ) เป็นจานแรก 8. ไม่ติดมัน ไม่เอาน้ำผัด ควรเลือกกินเนื้อสัตว์ประเภทต้มหรือนึ่ง ถ้าปิ้งย่างก็ไม่เอาแบบไหม้เกรียม ส่วนพวกเนื้อติดมัน น้ำผัด และชุบแป้งชุบไข่ทอดนี่อยู่ให้ห่างไว้ 9. ตักเผื่อล้นโต๊ะ การมีน้ำใจถือเป็นสิ่งดี แต่การตักเผื่อคนอื่นเวลากินบุฟเฟต์นั้น อาจทำให้มีอาหารล้นโต๊ะ ควรตักอาหารแต่ละชนิดไม่เกิน 1-2 ช้อน และตักทีละจานก็พอแล้ว 10. ผ้าเช็ดปากเตือนสติ แค่เอาผ้าเช็ดปากมาวางไว้บนตัก เราก็สามารถรู้ตัวทุกครั้งเวลาที่ลุกไปตักอาหาร และจะได้บังคับตัวเองไม่ให้ลุกจนเพลิน 11. สนทนาละความสนใจ มากินบุฟเฟต์ทั้งทีจะเน้นกินอย่างเดียวก็คงกระไรอยู่ ควรหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะให้มากขึ้นจะได้ช่วยดึงความสนใจของเราออกจากอาหารและกินอาหารได้น้อยลง 12. น้ำเปล่าดีที่สุด น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมก็ล้วนเป็นเครื่องดื่มเพิ่มแคลอรีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นหันมาดื่มน้ำเปล่าดีกว่า 13. ตัดทิ้งแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เรามีภาวะขาดน้ำแล้ว ยังกระตุ้นให้เราดื่มน้ำหรือกินอาหารเพิ่มขึ้นฉะนั้นเมินได้ก็เมินเถอะ 14. โปรดระวังไขมันแอบแฝง หลีกเลี่ยงไขมันแอบแฝงซึ่งซุกซ่อนอยู่ใน เนย น้ำสลัด (ไม่ว่าจะเป็น น้ำใสหรือน้ำข้น) รวมถึงเกลือแอบแฝงที่อยู่ในบรรดาซอสต่างๆ (ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ) หรือกระทั่งครีมทาร์ทาร์ และน้ำจิ้มเอง ก็ควรจิ้มให้น้อยที่สุด การกินอาหารที่ดี จะต้องใส่ใจว่าเรากินเข้าไปมากน้อยเพียงใด รู้จักการควบคุม “แคลอรี่” หรือปริมาณ พลังงานของอาหารที่กิน โดยผู้ชายควรได้รับพลังงานประมาณวันละ 2,000 กิโลแคลอรี และผู้หญิง วันละ 1,600 กิโลแคลอรี ปริมาณที่ว่านี้ รวมทั้งอาหารคาวและหวาน อาหาร 1 มื้อควรได้แคลอรี่ประมาณ 400-700 กิโลแคลอรี่ โดยอาหารเย็นเป็นมื้อที่มีแคลอรีต่ำกว่ามื้ออื่นๆ อาหารว่าง ต้องจำกัดให้น้อยกว่า 200 กิโลแคลอรีในแต่ละครั้ง และเมื่อรวมกับ อาหารมื้อหลักทั้งวันแล้วต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด ลด หรืองดอาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารรสจัด และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์ หรืออาหารทั่วไปก็ตามหากกินมากเกินไป ก็สามารถทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ มากมาย ความคุ้มค่าของราคาและปริมาณ อาจเทียบไม่ได้กับค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น กินอย่างพอดี เสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อสุขภาพที่ดีกันนะคะ เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th ข้อมูลและภาพประกอบจาก : หนังสือ“คิดเอง ทำได้ ห่างไกลโรค”เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ หนังสือ “ เดินศาสตร์” โครงการรักเดิน สสส. ร่วมกับ นิตยสารหมอชาวบ้าน

กินอาหารชาติไหน แล้ว ช่วยยืดอายุ ชะลอความแก่ !
กินอาหาร /  ชะลอความแก่ / 

ปัจจุบันหนุ่มสาวหลายคนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น นอกจากการออกกำลังกายแล้วการกินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ไม่ใช่แค่กินจนอิ่มท้องเท่านั้นแต่จะต้องนึกถึงสุขภาพด้วย ซึ่งในครั้งนี้เรามีหลักการและเคล็ดลับในการกินอาหารจากนานาชาติที่จะช่วยยืดอายุ ชะลอความแก่ ว่าแต่ละประเทศมีเคล็ดลับอย่างไร และสามารถประยุกต์ให้เข้ากับการกินของเราได้อย่างไรบ้าง อาหารยุโรป การกินแบบสแกนดิเนเวีย สแกนดิเนเวีย หรือยุโรปเหนือ เช่น สวีเดน นอร์เวย์ นิยมกินปลาทะเล คาเวียร์ มันเทศ ธัญพืชต่างๆ น้ำมันคาโนลา น้ำมันตับปลา ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม รวมทั้งขนมปังที่มีไฟเบอร์สูง และอาจมีการกินเนื้อสัตว์ชนิดอื่นบ้างเล็กน้อยส่วนผลไม้จะนิยมเป็น ผลไม้ป่า เช่น ลินกอนเบอร์รี โดยส่วนใหญ่จะนำมาทำเป็นซอสเพื่อกินร่วมกับอาหาร การกินแบบเมดิเตอร์เรเนียน หรือยุโรปใต้ เช่น อิตาลี สเปน กรีซ และสโลวีเนีย วัตถุดิบในการปรุงอาหาร ส่วนใหญ่มาจากแหล่งโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลาทะเล ขนมปังโฮลวีท ธัญพืชไม่ขัดสี น้ำมันมะกอก ผักผลไม้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมและ เนื้อแดงเล็กน้อย อาหารแบบสแกนดิเนเวียและแบบเมดิเตอร์เรเนียน ไม่ใช่แค่เพียงอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ยังมีรสชาติที่อร่อยอีกด้วย หากใครอยากลองปรับเปลี่ยนวิธีการกินให้คล้ายกับแบบยุโรป แล้วล่ะก็ เรามีเทคนิคง่าย ๆ มาฝาก คือ กินข้าวกล้องหรือขนมปังโฮลวีทแทนข้าวขาว กินเนื้อสัตว์ใหญ่ เพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และหันมากินอาหารทะเลที่มี โอเมก้า 3 นอกจากนี้ควรเลือกกินโปรตีนจากพืชบ้าง เช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้ และถั่วชนิดต่าง ๆ ให้มากขึ้น รวมถึงการกิน น้ำมันตับปลาในปริมาณที่เหมาะสม อาหารเอเชีย “อายุรเวท” ศาสตร์ของอินเดีย (เอเชียใต้) อายุรเวทเป็นศาสตร์ของอินเดียที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยมีหลักการกินตามอายุรเวท คือ กินอาหารร้อนเพื่อกระตุ้นการย่อย กินแบบไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป ไม่ควรกินอาหารเมื่อมีอารมณ์โกรธ เศร้า หรือมีความเครียด เพราะจะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้น จนทำให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยมากกว่าปกติ ก่อให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารที่กินเข้าไปถูกย่อยไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน หยินหยาง ศาสตร์แห่ง ความสมดุลของจีน (เอเชียตะวันออก) หยินหยาง คือ การสร้างสมดุลที่ถูกนำมาปรับใช้ในเรื่องของอาหารการกิน เป็นการเลือกกินอาหารในปริมาณที่สมดุลกันทั้งสอง ด้านหากร่างกายเรามีความเป็นหยินมากเกินไป ก็ควรจะเลือกกินอาหาร ประเภทหยางเพื่อให้ร่างกายสมดุล อาหารหยิน คือ อาหารที่มีรสเย็น เค็ม เปรี้ยว และขม เช่น แตงโม สับปะรด ขึ้นฉ่าย หอยนางรม เป็นต้น รวมทั้งอาหารที่ทำด้วยวิธีการตุ๋น ต้ม นึ่ง อาหารหยาง คือ อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนและหวาน เช่น ขิง ข่า เนื้อวัว เนื้อไก่ เป็นต้น รวมทั้งอาหารที่ ทอด ย่าง และรมควัน แต่หากเรากินอาหารจำพวกใด จำพวกหนึ่งมากเกินไป จะทำให้ร่างกายไม่สมดุลและก่อ ให้เกิดโรคต่างๆ ได้ อาหารญี่ปุ่นกับการกินแบบ โอกินาวา (เอเชียตะวันออก) อาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารที่เน้นรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบ โดยเมนูอาหารส่วนใหญ่จะทำมาจากปลา สาหร่าย ธัญพืช ซึ่งเป็นอาหาร ที่มีแคลอรีต่ำ อุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมันจำเป็น ชาวโอกินาวาเน้นการกินมันหวาน เนื่องจากมีวิตามิน A,C, E โพแทสเซียม และ แคลเซียมสูงรวมถึงการกินเส้นโซบะ เพราะว่ามีสารอาหารมากกว่าเส้นชนิดอื่น สรรพคุณทางยาของสมุนไพรในอาเซียน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) พืชสมุนไพรถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารไทย ซึ่งนอกจากจะใช้ในการแต่งกลิ่น รส และเพิ่มสีสันของอาหารแล้ว ยังมีสรรพคุณในทางยาไม่เพียงแต่ประเทศไทยแต่ประเทศเพื่อนบ้านของเราก็มีการนำพืชสมุนไพรมาใช้ในการปรุงอาหารเช่นเดียวกันยกตัวอย่าง เช่น เฝอ อาหารเวียดนาม มีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยว โดยน้ำซุปจะเต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิดที่มีสารต้าน อนุมูลอิสระ กาโด กาโด อาหารของประเทศอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วยผักนานาชนิด เต้าหู้ และไข่ต้มสุก โดยจะกินคู่กับซอสถั่ว ซึ่งในซอสจะมีส่วนประกอบของพริกแดงและกระเทียมอยู่ด้วย แกงหัวปลา อาหารของมาเลเซีย ที่มีเครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ทั้งหอมแดง กระเทียม ที่ช่วยชูรสชาติ อาหารและทำให้อร่อยมากขึ้น โดยสรรพคุณของพืชสมุนไพรก็มีมากมาย หลากหลาย ชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระเทียม ที่มีฤทธิ์อย่างอ่อนในการลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือดและสามารถยับยั้งการเกิด โรคหัวใจ พริกสด ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยในการสลายลิ่มเลือด ตะไคร้ บรรเทาอาการหวัด ช่วยในการขับปัสสาวะ และรักษาโรคนิ่ว ข่า สรรพคุณช่วยยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร ทำลายสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ และมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ ที่มาบทความจาก นิตยสารแม่บ้าน

ชีวอน, BTS นำทัพไอดอลเกาหลี มาเปิดร้านอาหารที่ SHOW DC ประเทศไทย!
Bangtan Boys /  BTS / 

แฟนคลับเกาหลีฟินแน่นอน! เมื่อร้านอาหารของเหล่าศิลปิน K-POP ชื่อดัง กำลังจะมาเปิดที่เมืองไทย ณ K-Celebrity Street Food by The Mall of Korea at SHOW DC ที่ชั้น1 ศูนย์การค้า SHOW DC เริ่มเปิดให้บริการ 22 มกราคม 2560 (คลิปวิดีโอแนะนำร้านอาหารต่างๆ ที่จะมาเปิด ณ K-Celebrity Street Food by The Mall of Korea at SHOW DC บรรยายโดย มิส โน ฮียอง มาสเตอร์เชฟหญิงเซเลบริตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและไลฟ์สไตล์จาก The Mall of Korea และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YG FOODS บริษัทในเครือ YG Entertainment) K-Celebrity Street Food by The Mall of Korea at SHOW DC จะเป็นศูนย์รวมร้านอาหารของดารา/นักร้องแดนกิมจิ ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยเหล่าศิลปินชื่อดังของเกาหลีเลือกมาเปิดร้านของตัวเองเพื่อแฟนๆ ชาวไทยเป็นแห่งแรก! AFTER THE RAIN ร้านอาหารฟิวชั่นสไตล์อิตาเลี่ยนและเบเกอรี่สไตล์เกาหลีเพื่อสุขภาพ ของนักร้อง-นักแสดงซุปเปอร์แห่งเอเชีย เรน PSY-MIEN ร้านราเมงสไตล์เกาหลีรสชาติจัดจ้านพิเศษสำหรับคนไทย ของ ไซ เจ้าของเพลงฮิตระดับโลก Gangnum Style BTS BRICK LIVE CAFE ร้านกาแฟและวาฟเฟิลที่ตกแต่งด้วยเลโก้เพื่อเอาใจเหล่าแฟนคลับของบอยแบนด์สุดฮอตวง BTS โดยเฉพาะ BUGSY DOG ร้านฮอทด็อกสไตล์เกาหลี พร้อมเบอรี่โซดาที่ทานคู่กันกับฮอทด็อกได้อย่างลงตัว ของ ชเว ชีวอน Super Junior นอกจากนั้นที่ K-Celebrity Street Food by The Mall of Korea at SHOW DC ยังมี ร้านต๊อกโบกิที่สามารถเลือกซอสและท๊อปปิ้งได้เองตามใจชอบ LEE SEUNG GI'S MILL ของพระเอกหนุ่ม ลีซึงกิ, ร้านข้าวผัดกิมจิ KIM'S FULL HOUSE ของนักแสดงหนุ่ม คิมซองซู, ร้านไก่ทอดสไตล์เกาหลี SEOJINI'S CHICKEN ของ ลีซอจิน และโซนอาหารแนว Street Food จากเมียงดง ยกมาให้ชิมที่เมืองไทยด้วย สาวกเกาหลีห้ามพลาดจริงๆ เพราะจะได้อิ่ม อิน และฟินกันอย่างเต็มที่... เตรียมยกพลกันไปศูนย์การค้า SHOW DC ได้เลย เปิดให้บริการ 22 มกราคมปีหน้า!

ทายนิสัยเรื่องบนเตียง! กับรสชาติ ไอศกรีม ที่คุณชื่นชอบ
ดูดวง /  ทายนิสัย / 

ร้อนๆ อย่างนี้ ไม่มีอะไรดับร้อนได้ดีไปกว่าไอศกรีมเย็นๆ หวานฉ่ำสักถ้วยหรอกโน๊ะ แล้วรู้กันหรือเปล่า รสชาติไอศกรีมที่คุณชอบกิน ทายใจทายนิสัยเรื่องบนเตียงได้ด้วยน๊า เอาล่ะสิ อยากรู้แล้วใช่มั้ยคะ ว่าจะตรง จะแม่น ขนาดไหน อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ ให้เพื่อนๆ ได้รู้กันด้วยน๊า :) ไอศกรีมวานิลลา คนที่ชอบกิน ไอศกรีม วานิลลาเป็นคนติดดิน และเป็นคนที่ไม่ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ เช่น ไม่ชอบมี เซ็กส์ ในที่โล่งแจ้ง หรือในสถานที่ไม่คุ้นชิน แต่ก็ไม่ใช่คนน่าเบื่อ เพราะคนที่ชอบกินไอศกรีมวานิลลาเป็นคนที่อ่อนโยนและชอบแสวงหาความรักที่ชุ่มฉ่ำ ไอศกรีมช็อกโกแลต เป็นรสไอศกรีมที่คนชอบมากพอ ๆ กับวานิลลา ทีนี้รสช็อกโกแลตมีทั้งหวานมัน ช็อกโกแลตขาวหรือผสมถั่วต่าง ๆ หรือมีคาราเมล แต่ไม่ว่าจะชอบแบบไหน คนที่ชอบกินไอศกรีมช็อกโกแลตก็เป็นคนที่มีอารมณ์ร้อนแรงทางเพศมากและเป็นคนที่ชอบเสพสุขทางเพศมากเช่นกัน เขาหรือเธอขาด เซ็กส์ ไม่ได้ นอกจากนี้คนที่ชอบกินช็อกโกแลตยังเป็นคนที่ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น และถ้ารักใครก็จะเป็นรักที่ยั่งยืนยาวนาน แถมยังเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ อีกด้วย ไอศกรีมวอลนัท คนที่ชอบกินไอศกรีมวอลนัทเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อคนรัก ไม่ชอบเปลี่ยนคู่นอน จึงเป็นคนรักจริง และเป็นคนรักจริง และเป็นคนที่รักครอบครัว สำหรับเรื่องบนเตียง คนที่ชอบไอศกรีมวอลนัทเป็นคนที่ไม่เร่าร้อน แต่เป็นคนโรแมนติกและอบอุ่น ไอศกรีมกล้วย คนที่ชอบกินไอศกรีมกล้วยเป็นคนช่างเลือกคนที่จะมาเป็นแฟน เขาหรือเธอจึงใช้เวลานานกว่าจะพบคนถูกใจ แต่เมื่อพบคนที่ใช่ เขาหรือเธอจะเป็นนักรักที่มีจินตนาการและชอบลองของใหม่ๆ เช่น มี เซ็กส์ ในรถยนต์ หรือที่อื่นๆ ไอศกรีมมะนาว ใครที่ชอบกินไอศกรีมมะนาว เป็นคนที่ชอบมี เซ็กส์ แปลกใหม่ ไม่ชอบผูกขาดกับใครในเรื่องของความรัก เพราะเป็นคนที่ชอบมีรักแบบแปลก ๆ แต่ถ้าพบคนที่ใช่ เขาหรือเธอก็จะทำให้เซ็กส์บรรเจิดเชียวละ ไอศกรีมกาแฟ คนที่ชอบกินไอศกรีมกาแฟเป็นคนช่างคิด เป้ฯนักวางแผนและโน้มน้าวคนเก่งในเรื่องของความรัก ไม่ค่อยชอบทดลองกับสิ่งใหม่ เขาหรือเธอจะให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าเรื่องบนเตียง ไอศกรีมเชอร์รี่ คนที่ชอบกินไอศกรีมเชอร์รี่เป็นคนที่มีอารมณ์อีโรติกมาก ให้ความใส่ใจกับคนรัก และถ้าอ่านสายตาคนรักออกว่าต้องการอะไรก็อยากจะสนองความต้องการให้อย่างเต็มใจ แค่สายตาที่แสดงความรักก็แทบจะทำให้คุณหลอมละลาย นอกจากนี้คนที่ชอบกินไอศกรีมเชอร์รี่ยังเป็นคนที่ชอบลองของใหม่ ๆ ซึ่งคุณสามารถไว้วางใจได้ว่าเขาหรือเธอจะทำให้คุณสุขสม   (ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ APPEAL THE BEAUTY BIBLE)

Fantastic Beasts: เรื่องราวของ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์
Fantastic Beasts /  Fantastic Beasts and Where to Find Them / 

Fantastic Beasts: เรื่องราวของ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ (สปอยล์เนื้อหา) ตามที่แฟน ๆ ได้ชมในภาพยนตร์ Fantastic Beasts and Where to Find Them สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ กันไปแล้ว สำหรับนักแสดงคนดังที่ปรากฏตัวในตอนท้ายเรื่อง จอห์นนี เดปป์ (Johnny Depp) ที่รับบทเป็น พ่อมดผู้ชั่วร้ายคนที่สองตลอดกาล เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ ตามคำจำกัดความของ ริต้า สกีตเตอร์ 30 วินาทีของการปรากฏตัวในช่วงท้ายของภาพยนตร์นั้น ดูเหมือนว่า เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ จะเป็นตัวหลักในภาพยนตร์ทั้งห้าภาค โดยพ่อมดคนนี้เป็นหนึ่งในตัวละครไม่กี่ตัวในภาพยนตร์เรื่อง Fantastic Beasts ที่ถูกพูดถึงในจักรวาลแฮร์รี่อีกด้วย Image: giphy กรินเดลวัลด์ ถูกพูดถึงครั้งแรกในตอนที่แฮร์รี่เห็นชื่อพ่อมดผู้ชั่วร้ายบนการ์ดกบช็อกโกแลต ซึ่งระบุข้อความบนการ์ดว่า “จากการลงความเห็นของเหล่าพ่อมดแม่มดผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ดัมเบิลดอร์มีชื่อเสียงที่โด่งดังในการเอาชนะ กรินเดลวัลด์ พ่อมดผู้ชั่วร้ายในปี 1945...” นั่นหมายถึง กรินเดลวัลด์ เป็นพ่อมดผู้ชั่วร้ายก่อนหน้าโวลเดอมอร์ และถูกปราบในช่วงปีเดียวกันกับที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Fantastic Beasts and Where to Find Them สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่นั้น เกิดขึ้นในปี 1926 ริต้า สกีตเตอร์ เขียนเรื่องราวของดัมเบิลดอร์ ลงในหนังสือที่ชื่อว่า The Life and Lies of Albus Dumbledore ซึ่งใน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ เครื่องรางยมทูต ระบุว่า แฮร์รี่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และทำให้เขาได้รู้เรื่องราวที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับดัมเบิลดอร์ Image: giphy ทุกคนต่างรู้ดีว่า ริต้า สกีตเตอร์ นั้นไม่ใช่นักข่าวที่เชื่อถือได้ แต่เธอดันมีแหล่งข้อมูลที่ยอดเยี่ยมอยู่ นั่นก็คือ บาธิลดา แบ็กช็อต ผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์ และยังเป็นป้าของกรินเดลวัลด์ เธอได้ข้อมูลมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ด้วยการใช้สัจจะเซรุ่ม ซึ่งทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่รู้นั้นเป็นความจริง ริต้า สกีตเตอร์ ได้เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า ดัมเบิลดอร์และกรินเดลวัลด์เป็นเพื่อนกันและไปสังสรรค์ในก็อดริก ฮอลโลว์ พวกเขาพบกันตอนที่ดัมเบิลดอร์อายุ 17 ปี หลังจากที่เขาออกจากฮอกวอตส์เพื่อมาดูแล อาเบอร์ฟอร์ธ และ อารีอานนา หลังจากที่แม่สิ้นใจ กรินเดลวัลด์เป็นพ่อมดผู้ชั่วร้าย แต่เขาก็ไม่เคยโชว์พาวสร้างความน่ากลัวในยุคสมัยของเขาเหมือนที่โวลเดอมอร์ทำที่อังกฤษ เขากลับให้ความสนใจไปที่เครื่องรางยมทูต ได้แก่ ไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์ ผ้าคลุมล่องหน และหินชุบวิญญาณ ดัมเบิลดอร์เองก็สนใจในเครื่องรางยมทูตเช่นเดียวกัน เพราะเขาต้องการที่จะพบกับครอบครัวอีกครั้ง ความชั่วร้ายของกรินเดลวัลด์ไม่ส่งผลต่อดัมเบิลดอร์มากนัก และตามความคิดของริต้า สกีตเตอร์ ดูเหมือนว่าดัมเบิลดอร์มีความรู้สึกอ่อนไหวในเรื่องของมักเกิ้ลอยู่บ้าง ในปี 2007 ที่งานอีเวนต์ คาร์เนกี ฮอลล์ เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ได้เปิดเผยว่า ดัมเบิลดอร์เป็นเกย์ และกำลังอินเลิฟกับกรินเดลวัลด์ “ฉันคิดเสมอว่าดัมเบิลดอร์เป็นเกย์” เธอตอบ “ดัมเบิลดอร์ตกหลุมรักกับกรินเดลวัลด์ และมันกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับเขาไม่น้อย เมื่อกรินเดลวัลด์เปิดเผยความชั่วร้ายของตัวเองออกมา...” แต่ความรักของดัมเบิลดอร์ที่มีต่อกรินเดลวัลด์นั้นสิ้นสุดลง ทันทีที่พ่อมดผู้ชั่วร้ายเสกคาถากรีดแทงใส่อาเบอร์ฟอร์ธหลังจากการโต้เถียงระหว่างเขากับดัมเบิลดอร์ การต่อสู้ระหว่าง กรินเดลวัลด์ อาเบอร์ฟอร์ธ และอัลบัสจึงเริ่มต้นขึ้น กระทั่งอารีอานนาโดนลูกหลงและกำลังจะตาย ถ้าคุณจำไม่ได้ในรายละเอียดพวกนี้ นั่นเป็นเพราะว่าภาพยนตร์ Harry Potter and the Deathly Hallows แทบจะไม่ได้พูดถึงรายละเอียดพวกนี้เลย อาเบอร์ฟอร์ธเป็นคนเดียวที่ช่วยแฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี ไปถึงฮอกวอตส์ด้วยการใช้เส้นทางลับในภาพยนตร์ตอนสุดท้าย กรินเดลวัลด์ออกจากก็อดริก ฮอลโลว์ และอังกฤษ เขาขโมยไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์มาจากเกรโกโรวิทช์ เป็นเวลา 19 ปีเต็มที่เขาและผู้ติดตามได้ก่อคดีอาชญากรรมและฆาตกรรมผู้คนในทวีป กระทั่งดัมเบิลดอร์หาตัวเขาพบในปี 1945 ทำให้เกิดการประลองที่มีพ่อมดแม่มดกล่าวขวัญมากที่สุด ผลสุดท้ายกรินเดลวัลด์ไปจบชีวิตที่คุก และดัมเบิลดอร์กลายเป็นที่รู้จักของโลกเวทมนตร์ในทันที เรื่องราวของกรินเดลวัลด์จบลงอย่างไร ในที่สุดโวลเดอมอร์มาหาเขาเพื่อตามหาไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์ กรินเดลวัลด์ไม่ได้บอกว่ามันอยู่ที่ไหน โวลเดอมอร์เลยลงมือปลิดชีพเขาทันที ไม่รู้ว่าภาพยนตร์ภาคต่อ Fantastic Beasts ทั้ง 5 ภาคจะเป็นไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้หรือไม่ หรือ เจ.เค. โรว์ลิง จะมีลูกเล่นอะไรมาเพิ่มเติมอีก แต่ที่แน่ ๆ สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือนักแสดงคนใดจะได้รับบทเป็น ดัมเบิลดอร์ ในวัยหนุ่มกันแน่ ดูบทความต้นฉบับ : 'Fantastic Beasts': Let's talk about that Grindelwald reveal

กินเจ แบบไหนถึงจะไม่อ้วน อิ่มบุญได้สุขภาพ และสัดส่วนผลไม้ที่ควรกิน ช่วงกินเจ
กินเจ /  กินเจเพื่อสุขภาพ / 

ปัจจุบันการกินเจได้รับความนิยมมากขึ้น คนส่วนใหญ่ก็มักจะฝากท้องไว้กับอาหารเจนอกบ้าน หรืออาหารเจสำเร็จรูป แต่ถึงแม้ว่าอาหารเจจะเป็นอาหารสุขภาพ แต่หากเราบริโภคไม่ได้สัดส่วน หรือไม่ถูกหลักโภชนาการแลัว ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ เนื่องจากอาหารเจ มักทำมาจากแป้งเป็นหลัก และมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ดังนั้น การเลือกกินอาหารเจ จึงไม่ควรเลือกเพียงรสชาติอร่อยเท่านั้น หากยังต้องได้สุขภาพที่ดีตามมาด้วย เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการกินอาหารเจสูงสุด เรามีเทคนิคจาก คุณรุ่งฉัตร อำนวย นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากดังนี้ค่ะ 1.อาหาร การกินเจครบ 5 หมู่ ควรเลือกใช้วัตถุดิบ และแหล่งโปรตีนที่หลากหลายในทุกมื้อ เช่น เต้าหู้ ข้าวกล้อง ถั่ว เห็ด งา เพื่อให้ได้กรดอะมิโนครบถ้วน และหากในเมนูนั้นมีผักควบคู่ไปด้วยก็จะดีมาก เช่น ผัดหมี่ 1 จาน ควรเพิ่มผักในปริมาณมากขึ้น และลดปริมาณเส้นลงก็จะพอดีกับความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ ควรเลี่ยงอาหารทอด และเน้นกินอาหารนึ่ง ต้ม ตุ๋น และพยายามปรุงรสให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นซีอิ๊ว น้ำมันหอยสูตรเจ น้ำตาล เกลือ และซอสชนิดต่างๆ ควรใส่ให้น้อยที่สุด หรือหากไม่ใส่เลยก็จะดีมาก เพราะในเครื่องปรุงรสแทบทุกชนิดส่วนใหญ่จะมีโซเดียม น้ำตาล หรือไขมันผสมอยู่ และหากปรุงรสในอาหารเจมากๆ ก็จะทำให้เสี่ยงต่อภาวะโซเดียมสูง เกิดอาการบวม และเสี่ยงต่อเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคความดัน ไต หรือเส้นเลือดในหัวใจตีบ เป็นต้น 2.ขนมเจ อาหารช่วงเทศการกินเจมักจะจืดชืดไม่ค่อยถูกปากเท่าไร บางคนจึงอาจกินอาหารคาวน้อย แล้วไปกินขนมหวานแทน ซึ่งขนมในเทศกาลกินเจ ส่วนใหญ่จะเป็นขนมรสหวานจัด จึงควรลดปริมาณการกินลง ให้กินเป็นของตบท้าย หรือเป็นมื้อว่างระหว่างวันแทน สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคว่าเป็นเพียงแค่การชิมก็พอ หากอยากกินก็ให้ลดข้าวหรืออาหารคาวก่อนแล้วจึงค่อยกิน เพราะขนมหวานเหล่านี้จะทำให้น้ำหนักขึ้น ดังนั้นทางที่ดีควรกินในปริมาณพอเหมาะแล้วหันมากินผลไม้จะดีกว่า 3.เครื่องดื่มเจ เครื่องดื่มช่วงกินเจ โดยเฉพาะในน้ำเต้าหู้ จะมีน้ำตาลมากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่น้ำเต้าหู้ที่ขายถุงละ 7-8 บาท มักจะมีปริมาณน้ำตาลทรายอยู่ 1.50 -2 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 4.5-6 ช้อนชา อาจจะลองซื้อแบบน้ำตาลน้อย หรือไม่ใส่เลยได้ยิ่งดี และนมถั่วเหลืองแบบกล่องที่เป็นสูตรหวานน้อยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หรืออาจจะพยายามจิบน้ำบ่อยๆ ทุกชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า น้ำแร่ หรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ให้หวานพอดี แคลอรีต่ำ โดยมีน้ำตาลรวมไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (ประมาณ 25 กรัม) 4.ผักและผลไม้ เทศกาลกินเจสามารถเพิ่มมื้อว่างเติมพลังระหว่างวัน ได้ด้วยผลไม้สดที่หวานน้อย พลังงานต่ำ มีวิตามิน และใยอาหารสูง เช่น แก้วมังกร แอปเปิ้ล สับปะรด กล้วย มะละกอ ซึ่งผลไม้ช่วงกินเจ เป็นผลไม้ที่ไม่ได้มีปริมาณน้ำตาลสูงอยู่แล้ว ยกเว้นผลไม้หน้าร้อน ขึ้นอยู่กับปริมาณการกินมากกว่า โดยแนะนำให้กินเป็นอาหารว่างระหว่างวัน แต่ไม่ควรทานผลไม้แก้หิวแทนมื้ออาหารนั้นๆ นอกจากนี้ ควรกินผักให้ครบทั้ง 5 สี เช่น สีแดง ขาว เขียว ส้ม เหลือง ม่วง โดยสลับเปลี่ยนหมุนเวียนนำมากินในแต่ละวันไม่ซ้ำกัน และไม่ควรเลือกเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตัวเองชอบ อีกทั้งควรกินผักสดมากกว่าผักดอง เพราะผักสดมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผักดอง สัดส่วนการกินผลไม้ ฝรั่ง = ½ ลูก  ส้ม = 1 ผล  มะละกอ = 7ชิ้นคำ  กล้วยน้ำว้า = 1ผล  แอปเปิล = 1 ผล ภัยของการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็น นำมาซึ่งโรคไม่ติดต่อต่างๆ มากมาย ทั้งเบาหวาน โรคอ้วน ซึ่ง สสส. เองก็ได้สร้างความตระหนักรู้และชี้ให้เห็นโทษภัยมาโดยตลอด แต่อย่างไรก็ตาม กินเจปีนี้นอกจากได้อิ่มบุญและสุขภาพที่ดีกันแล้ว อย่าลืมขยับกายเคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรงได้อยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ เรื่องโดย : เสาวลักษณ์ พิสิษฐ์ไพบูลย์ team content www.thaihealth.or.th

10 อาหาร ทำฟันเหลือง เลิกกินซะ!!
ทำร้ายฟัน /  ฟอกฟันขาว / 

ใครๆก็คงอยากมีฟันขาว ยิ้มสวยๆ ใช่ไหม แต่คุณรู้ไหมว่า การฟอกสีฟันบ่อยๆไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะมันจะยิ่งทำให้ฟันกร่อนลงไป หรือการรับประทานอาหารบางชนิด ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ ฟันเหลือง แบบที่เราไม่รู้ตัว วันนี้ Health Mthai ขอแนะนำ 10 อาหารที่เมื่อกินเข้าไปแล้ว ฟันเรารับเต็มๆ ไม่ต้องคิดมาก แค่ลองจินตนาการว่า เมื่อมันหกใส่เสื้อสีขาวของเรา ก็ซักออกยากเหลือเกิน นั่นล่ะ..มันคล้ายๆกับลักษณะที่จะเกิดขึ้นบนฟันของเราเช่นกัน 1.ไวน์แดงหรือไวน์ขาว ไม่ใช่เฉพาะแค่ไวน์แดงเท่านั้นที่ร้ายกาจ แต่ไวน์ขาว ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำให้ฟันขาวๆ ของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้ด้วย ดังนั้นหลังจากดื่มไวน์ ควรดื่มน้ำตามเพื่อช่วยลดไม่ให้แทนนินและ โพลีฟีน ที่อยู่ในไวน์เกาะฟันเรา 2.กาแฟ คุณไม่สามารถป้องกันฟันขาวๆ ของคุณจากกาแฟได้แน่ๆ อยู่แล้ว แต่ทางออกเดียวที่มีก็คือ เติมนมลงในกาแฟของคุณเพิ่ม จะได้ลดความเข้มข้นของกาแฟลง ถ้ามันจะไม่ทำให้กาแฟถ้วยโปรดของคุณเสียรสชาติล่ะ 3.ชา ชาดำนี่มีอนุภาพร้ายแรงไม่ต่างจากกาแฟเลยทีเดียว และเผลอๆ อาจให้ผลลัพท์กับฟันขาวๆของคุณได้มากกว่าซะด้วยซ้ำ 4.น้ำส้มสายชู การทานสลัดที่มีน้ำส้มสายชูเป็นส่วนผสมในน้ำสลัด บางทีก็อาจทำให้กัดสารเคลือบฟันขาวของคุณออกไปได้โดยไม่รู้ตัว 5.แกงกระหรี่ รสชาติของมันยอดเยี่ยมใช่ไหมล่ะ แต่รู้ไหมสีของแกงจะทำให้ฟันของคุณเหลืองโดดเด่นขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งขึ้นถ้าคุณหลงระเริงในเครื่องเทศที่แปลกใหม่เหล่านี้ตลอดเวลา 6.ซอสมะเขือเทศ ใครสามารถเลี่ยงไม่ทานซอสมะเขือเทศได้ล่ะ มันแทบจะปรากฎอยู่ในอาหารเกือบทุกมื้อ มะเขือเทศมีสารบางอย่างที่มีความเป็นกรดสูง ซึ่งหากคุณเพิ่งฟอกสีฟันมา มันจะกัดสีฟันให้กร่อนลงได้ 7.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่, แบล็กและบลูเบอร์รี่ เต็มไปด้วยวิตามินที่ดีต่อสุขภาพและชีวิตเพิ่มสารอาหารอื่น ๆปัญหาเดียวก็คือว่า พวกมันเป็นผลไม้ที่สีจัด และมีแนวโน้มว่าสีเหล่านั้นอาจเกาะติดฟันคุณได้อย่างมาก ดังนั้นครั้งต่อไปหลังจากที่กินผลเบอร์รี่ ก็อย่าลืมดื่มน้ำตามด้วย 8.น้ำอัดลม (โคล่า) ปัญหาอยู่ที่สีเข้มของน้ำอัดลม โดยเฉพาะหากมันมีความเย็นมาก ฟันจะมีแนวโน้มที่จะหดตัว และทำให้มีรูพรุนมากขึ้น ก็จะทำให้มันดูดซับสีเข้าไปที่ฟันแบบเต็มๆ เช่นเดียวกันกับ เครื่องดื่มร้อน อย่าง ชา กาแฟ เช่นกัน 9.ซอสถั่วเหลือง คุณอาจจะต้อง จำกัดปริมาณของซอสถั่วเหลือง ถ้าคุณต้องการที่จะทำให้ฟันของคุณขาว เพราะในซอสถั่วเหลืองในยุคนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การหมักถั่วเหลือง แต่ยังมีการเติมกรดไฮโดรคลอริก เข้าไปเพื่อทำให้มันเร็วขึ้น และแน่นอน มันมาพร้อมกับการทำร้ายฟันขาวๆของเรา 10.บีทรูท บีทรูทจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินต่อร่างกายและผิวพรรณ แต่มันต้องแลกมาด้วยสีแดงเข้มที่จะทำให้เกิดคราบฟันชนิดที่ล้างด้วยน้ำเปล่าอาจไม่พอ ต้องใช้การแปรงฟันหลังทานบีทรูท เพื่อช่วยลดการกัดกล่อนสีฟัน เรียบเรียงโดย Health.Mthai.com ที่มาเนื้อหาจาก www.lifehack.org

5 สิ่งต้องรู้! ข้อมูลเบื้องต้น เที่ยวออสเตรีย ยุโรปในฝัน
Austria /  hallstatt / 

ออสเตรีย คือ หนึ่งในประเทศยุโรปที่มีความสวยงามด้าน วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และธรรมชาติ อันดับต้นๆของโลก โดยมีอิทธิพลจากยุโรปผสมกับอาณาจักรโมัน ต่อเนื่องเป็น อาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี บ่มเพาะความเจริญผ่านศิลปะโดยเฉพาะเสียงดนตรี (พระราชวังเชินบรุนน์) ออสเตรีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยจากการก่อการร้าย เพราะหลังแพ้สงครามโลก ก็ไม่สามารถส่งทหารร่วมรบในสนธิสัญญา(ทางทหาร)กับใครเลย รอด!! 1. ต้องรู้ อุณหภูมิและฤดู ของ ออสเตรีย ออสเตรีย เป็นประเทศแถบยุโรป ซึ่งเพื่อนๆก็เลือกฤดูที่จะไปเที่ยวได้เลย อากาศหนาวตั้งแต่เดือน ธ.ค. – มี.ค. อากาศแบบเย็นสบายหลัง มี.ค. เป็นต้นไป และจะร้อนมากไม่ต่างจาก กทม. เอาตอนเดือน ก.ค. และ ส.ค. (ใส่เสื้อกล้ามเดินถนนได้เลยล่ะ) ซึ่งทีมงานเราไป เวียนนา  (เขตเมือง)เดือน ก.ค. ครับผม แต่บ้านเมืองเขาก็แบ่งโซนพื้นที่อีก เช่น โซนหุบเขาแอลป์จะมีอากาศเย็นแบบที่สูงครับ เช่น เมือง Hallstatt ที่บรรยากาศคล้าย Switzerland แต่ว่า บ้านเรือนริมทะเลสาบไล่เขา เขามีสันลูกกวาด ตกแต่งดอกไม้สวยงาม) (พระราชวังเชินบรุนน์: ด้านหลัง) 2. ภาษา และธรรมเนียม ในการ เที่ยวออสเตรีย ภาษา: ที่นี่มีภาษาทางการเป็นเยอรมัน แต่ว่า ร้านค้าส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ คนที่นี่น่ารักต้อนรับ ทางที่นี่ รู้ศัพท์พื้นฐานของที่นี่ไว้บ้างก็ได้ครับ (ออกเสียง และสำเนียงถูกต้องอย่างไร ค้นหา คลิป หรือ แอพ เองนะ) Guten Tag (กูเทน ถาก) สวัสดี Dunke schon (ดังเค่อ เชิน) ขอบคุณมาก Wasser trinken ถ้าเห็นป้ายนี้ตามสาธารณะ หมายถึงว่า น้ำสะอาดรองดื่มได้ครับ Herren ป้ายหน้าห้องน้ำของผู้ชาย Damen ป้ายห้องน้ำคุณผู้หญิงครับ Schweien หมู, Rind เนื้อวัว, Hahnchen เนื้อไก่, Kalp เนื้อลูกวัว ธรรมเนียมที่ควรรู้: ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ควรยืนรอบริกรต้อนรับที่หน้าร้าน หรือจุดยืนรอ อย่าไปหาโต๊ะหรือจองโต๊ะเอง การให้ทิป จะไม่ให้ทิปเลยก็ได้ครับ ถ้าจะให้ก็อยู่ระหว่าง 5-10% ของราคาอาหาร เอาล่ะ พร้อมเที่ยวแล้ว เราก็มาแนะนำข้อมูลเมืองที่ควรรู้ก่อน 3. แผนที่ เดินทาง และซิมมือถือ สำหรับ เที่ยวออสเตรีย 3.1 ข้อมูล กรุงเวียนนา (พระราชวังฮอฟบวร์ก) เวียนนาคือ เมืองหลวง แหล่งช้อปปิ้ง และที่ตั้งของพระราชวังหลายแห่งที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม ข้อมูลที่เที่ยว กรุงเวียนนา อ่านต่อที่นี่ > เที่ยวออสเตรีย กับ 20 สถานที่ยอดฮิตในกรุงเวียนนา (Vienna) 3.2 ข้อมูลเมือง Salzburg Salzburg เป็นเมืองแห่งการถ่ายทำหนัง โดยมีสวนดอกไม้ บ้านเรือนที่เป็นจุดถ่ายหนัง โดยเฉพาะ Sound of Music บ้านเกิดและบ้านที่ทำงานของโมสาร์ท ปราสาทป้อมปราการบนเขา และถนนตึกเก่าสวยๆน่ารักๆ (ข้อมูลท่องเที่ยวเมือง Salzburg เร็วๆนี้) ดาวโหลดแผนที่ ที่เที่ยว Salzburg ที่นี่ 3.3 ข้อมูลเมือง Hallstatt ข้อมูลที่เที่ยวเมือง Hallstatt อ่านต่อ > ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก 3.4 แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ Metro (เวียนนา) ดาวน์โหลดแผนที่ metro (รถไฟฟ้า) กรุงเวียนนาที่นี่ แผนที่ดูง่ายครับ จุดที่ต้องจำไว้คือ Wien Mitte (อ่านว่า วีน มิตเต้อ) หรือ Landstrasse เป็นสถานที่จะเชื่อมกับ รถไฟฟ้าสาย CAT กับ สนามบินครับ และ สถานี Wien Hofbanhof (อ่านว่า วีน ฮอฟ บาน หอฟ) หรือ Sudtiorler Platz เป็นเหมือนหัวลำโพงที่จะเชื่อมไปยังรถไฟสายต่างๆที่ออกนอกเมือง ค่ารถไฟฟ้า metro ครั้งละ 2.2 ยูโร ไม่ว่าจะใกล้ไกลต่อหนึ่งการเดินทาง (และถ้าซื้อแบบ validate ทันที คือจะใช้เลย ไม่งั้นก็ซื้อล่วงหน้าแล้วมา validate ทีหลังกับเครื่องสแตมป์บัตรที่สถานทีก็ได้) ค่ารถไฟฟ้า metro แบบเหมาวัน (ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจาก validate) 7.6 ยูโร นะครับ (ถ้าวางแผนไว้ว่าจะเดินทางเที่ยวมากกว่า 4 ทริปต่อวันก็ซื้อเหมาวันดีกว่า) และมีแบบเหมาสัปดาห์ด้วย เช็คราคาเองนะครับ 3.5 รถไฟฟ้าสีเขียว ระหว่างเมือง (เวียนนา)และสนามบิน แบบรวดเดียว 16 นาที และมีรถออกทุกๆ 30 นาที เรียกว่า CAT (City – Airport Train) ราคา 17 ยูโร แบบไปกลับ (หมายความว่า เก็บบัตรไว้ใช้ตอนกลับนะครับ ภายใน 30 วัน) เช็คข้อมูลรถไฟ ระหว่างเวียนนาและสนามบิน CAT ที่นี่ ซื้อได้ที่ตู้ขายอัตโนมัติที่สนามบิน หรือที่เคาน์เตอร์ก็ได้ 3.5 รถไฟระหว่างเมือง เข้าได้ที่ เว็บ รถไฟ ยุโรป นะครับ (รถไฟ ไปยังประเทศต่างๆนอก ออสเตรีย ได้ด้วย) ค้นชื่อสถานีต้นทาง ปลายทางได้ เช่น ถ้าไป Hallstatt ก็ใส่ปลายทางเป็น Hallstatt HBF หรือไป Salzburg ก็ใส่ปลายทางเป็น Salzburg HBF ราคาแปรผันตามช่วงเวลา ช่วงโปรโมชั่นราคาอาจจะลดลงถึง 21 ยูโรต่อหนึ่งทริป (เที่ยวเดียว) แต่ราคาปกติก็ประมาณ 51 ยูโรครับ คุณสามารถดาวน์โหลด app ได้ด้วย แล้วก็รถไฟ ระหว่างเมืองบางรอบ ซื้อล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตราคาถูกกว่า 3.6 ซิมมือถือ แพ็คเก็จน่าจะคล้ายๆกัน เราได้ลองใช้ยี่ห้อ Vectone ราคา 20 ยูโร ได้โหลดข้อมูลได้ 5 GB ก็เร็วดี 4.อาหารการกิน ประเทศออสเตรีย ที่นี่มีการกินที่ เป็นส่วนผสมระหว่างความเป็นเยอรมนี (กินของเย็นๆชืดๆ) และยุโรปกลาง (กินของร้อนๆ พิถีพิถันนิดนึง) เราและนำอาหารของทีนี่และร้านอาหารที่อร่อย และร้านอาหารประทังชีวิตดังนี้ อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ของ ออสเตรีย  สลัดผัก (ซึ่งสลัดผักที่นี่ ปลูกในประเทศ ส่วนใหญ่จะใช้ น้ำมันเมล็ดฟักทอง แทนน้ำมันมะกอกทำให้มีรสชาติหวานหอมไปอีกแบบนึง) คนออสเตรียแนะนำยีห้อ Steirisches ที่มีรางวัล (สติ๊กเกอร์สีทอง) การันตี Schnitzel ซึ่งมีทั้งแบบหมูและลูกวัว โดยที่ มีขายแทบทุกร้านเป็นหมูชุบแป้งทอด กินเปล่าๆกับผักหรือกินกับซอสแครนเบอร์รี่รสหวาน ซุป Gulasch ส่วนใหญ่เป็นซุปเนื้อเครื่องเทศ ถ้าใครไม่กินเนื้อ บางแห่งจะมี ซุปฟักทอง ซุปมันฝรั่ง หรือซุป celerie เป็นออเดิร์ฟครับ Topfen และ Topfencreme มันคือ ชีสเหลวของที่นี่ หรือที่เยอรมนี เรียกว่า Quark นะครับ รสชาติเหมือนมีความเปรี้ยวมัน คล้ายๆโยเกิร์ตแต่มันกว่า ซึ่ง topfen จะเป็นชีสแบบหนึ่งมักจะเอาไปทำเค้กด้วย (ถ้าเห็น topfen … torte ก็ลองชิมนะ torte แปลว่า cake) ส่วน topfencreme มักจะเห็นวางขายใกล้ๆกับโยเกิร์ตในซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นแพ็กพร้อมผลไม้เบอร์รี่ อ่านเนื้อหาเกี่ยวกับ Quark (ที่ไม่ใช่โยเกิร์ต) Cafe ร้านกาแฟ ขนม (คาเฟ่) ที่ออสเตรีย (โดยเฉพาะ เวียนนา) ถือว่า เป็นร้านที่เท่ที่สุดในโลก เนื่องจาก ส่วนใหญ่ กาแฟอร่อย เค้กอร่อย บรรยากาศดี ในอาคารตกแต่งทรงยุโรปสวย แต่สิ่งที่ต้องรู้ คือ Eiskaffee  (อ่านว่า ไอส์ คาฟเฟ่) ที่นี่จะเป็นแบบ กาแฟเย็นใส่ไอศกรีมนะครับ (เช่นเดียวกับ Eischocolat ก็เป็น ช็อกโกแล็ท เย็นใส่ไอศกรีม เช่นกัน) * ถ้าอยากกินกาแฟเย็น ให้สั่งเป็น Iced Capuccino/ Latte จะชัดเจนกว่า หรือไม่ก็ต้อง สั่ง Iced Coffee (อ่านว่า ไอซ์ คอฟฟี่ แบบอังกฤษทับศัพท์ หรือ Geeister Kaffee อ่านว่า เกไอซ์แทร์ คาฟเฟ่) * รวมทั้งที่น่าสนใจคือ หลายๆร้านที่นี่ มีเมนูเครื่องดื่ม สำหรับ ฤดูร้อน และ ฤดูหนาว ต่างกัน Sacher Cake คือ สิ่งที่หลายคนจะแนะนำกันให้มาชิม เป็นเค้กช็อกโกแล็ท ณ โรงแรม Sacher (ค้นหาได้ครับ) แต่ต้องเป็นคนชอบของหวานนะครับ และที่สำคัญ หลายๆ คาเฟ่ ก็จะมี เค้กช็อกโกแล็ท โดดเด่นประจำร้านตัวเองเช่นกัน ร้านอาหาร และแหล่งกิน อาหารฟาสท์ฟู้ด (เบอร์เกอร์หลายๆยี่ห้อ ไม่ว่าจะ แม็ค หรือ คิง หรือ บัคส์) หาได้ตามจุดท่องเที่ยวโดยเฉพาะ Stephenplatz และ Graben อาหารอิตาเลียนตามสั่ง ร้าน Vapiano เข้าไปแล้วเขาจะให้ cash card เปล่าๆไว้ แล้วเราก็เข้าไปสั่งอาหารมีอยู่สาม station มี pizza, salad และ pasta ก็ไปสั่งอาหารตามเมนู ยืนรอรับเลย (เหมือนอาหารตามสั่งบ้านเรา) พอได้รับอาหารแล้วก็ทาบบัตรกับเครื่องหน้า station นั้น กินเสร็จค่อยเอาบัตรไปแสดงตัวจ่ายเงินครับ อาหารรสชาติดี กินง่าย เพราะเราก็คุ้นเคยกับอาหารอิตาเลียนอยู่แล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ต มีสองแหล่งใหญ่คือ Billa และ Spar ซึ่งมีขายทั้ง แซนด์วิช สลัด และอาหารชุดแช่เย็น เช่น บะหมี่(จีน) ข้าวหน้าปลาดิบ ซื้อไปทานประทังชีวิตได้ (คือมันก็อร่อยนะครับ ที่พูดเช่นนี้ เพราะคนไทยเรา คุ้นเคยกับอาหารเสิร์ฟร้อนมากกว่า) ร้านอาหารแนะนำอื่นๆ เราแนะนำอีกสามร้าน ตามลิงค์ลงรายละเอียดนะจ๊ะ Café Central, Demel Café, Figlmuller 5. ของฝาก คู่ควร กับการเที่ยว ออสเตรีย ช็อกโกแล็ท ชื่อดังของที่นี่ มียี่ห้อ Manner (ที่หลายคนชอบ คือ เวเฟอร์ Hazelnut แต่ผมรู้สึกว่า ที่นี่ติดหวานจัดนะ) Heindl และ Mozartkugeln (หรือที่คน เรียกว่า ช็อกโกแล็ท Mozart) ทั้งสามยี่ห้อนี่หาซื้อได้ทุกที่เลย ถ้าแนะนำที่รสชาติดีก็ยี่ห้อ Manner นะ มีสาขาใหญ่ๆที่ Stephanplatz ตามสถานีรถไฟ และที่สนามบินครับ แต่แนะนำให้ซื้อที่ Billa หรือ Spar supermart ได้หลายแบบหลายขนาด และได้ราคาดีที่สุด ราคาตั้งแต่ 1 ยูโร แพ็คเล็ก จนถึง กล่องเหล็ก 10 ยูโรอ่อ ผมซื้อ เหล้าช็อกโกแล็ท มาชิมด้วยครับ เดี๋ยวรสชาติเป็นอย่างไร จะมาบอกอีกที (มีขายทั้งขวดใหญ่ ขวดเล็ก ขายทั้งที่สนามบิน และตามซุปเปอร์มาร์เก็ต) กล่องดนตรี เนื่องจากเป็นเมืองเสียงดนตรี แหล่งเกิด และแหล่งทำงานดัง ของศิลปินหลายท่าน ก็เลยมีกล่องเพลงทั้งกล่องเล็กใหญ่ เริ่มต้น ราคา 7 ยูโร ขึ้นไป ตะไบเล็บประดับคริสตัล หาซื้อได้ตามร้านของฝาก คุณผู้หญิงเขาแนะนำว่าไม่ค่อยเจอตะไบเล็บสวยๆแบบนี้ ราคาเริ่มต้น 6.5 ยูโร Swarovski คริสตอลแบรนด์ดังมีต้นกำเนิดที่เมือง อินส์บูร์ก ประเทศออสเตรีย นี่แหละ ดังนั้น สินค้านี้ จึงราคาถูกกว่า และมีโปรโมชั่นส่วนลดเยอะกว่า คน ออสเตรีย เขาแนะนำให้ เราหาซื้อ น้ำมันเมล็ดฟักทองไว้ทานกับสลัด (แทนน้ำมันมะกอก หอมหวานกว่า) โดยซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต สังเกตตราที่มีรางวัลการันตีเอา เกลือ !!! ใช่ครับ หลายเมืองของ ออสเตรีย ทั้ง Salzburg (แปลว่า ปราสาทเกลือ) และ Hallstatt มีเหมืองเกลือ จึงมีเกลือหลายแบบ ทั้งแบบผสมเครื่องหอม แบบผสมเครื่องเทศ และแบบมีแร่ธาตุผสม (สีสันต่างๆ) ซึ่งบรรดานักชิม และนักปรุงอาหารน่าจะเข้าใจมากกว่า แอดมิน นะ (เหอๆ เข้าไม่ถึงจริงครับ)  (ภาพจาก http://www.salzwelten-shop.at/en.html) การขอคืนภาษี ซื้อสินค้า Tax Free การซื้อของใน ออสเตรีย หากราคาถึง 75 ยูโร สามารถขอฟอร์มคืนภาษีได้ โดยขอคืนได้ที่หลัง ตม. มองหา custom เพื่อเอาฟอร์มที่กรอกแล้วไปประทับตราศุลกากรก่อนแล้ว มองหา Global Blue Tax Free เพื่อขอคืนภาษี (แนะนำว่า เอาของที่ซื้อใส่กระเป๋าถือเผื่อว่า โดนเรียกตรวจสินค้า ที่ไม่ใช่โลชั่นของเหลวนะครับ ถ้าเป็นของเหลว ให้อ่านคู่มือเพื่อตรวจและประทับตราก่อนนำกระเป๋าโหลดดิ้งนะ)

คอนเต้ สุดเฮี้ยบ! ห้ามแข้ง เชลซี กินซอสมะเขือเทศ เพื่อรักษาความฟิต
คอนเต้ /  ซอสมะเขือเทศ / 

อันโตนิโอ คอนเต้ ผู้จัดการทีม เชลซี โชว์ความเฮี้ยบก่อนเปิดศึก พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลใหม่ เมื่อสั่งห้ามลูกทีมกินอาหารจิ้มซอสมะเขือเทศ รวมถึงสั่งแบนพิซซ่าที่แข้งสิงห์บลูส์มักจะกินกันเป็นประจำหลังเกมด้วยเช่นกัน คำสั่งดังกล่าวของกุนซือวัย 47 ปี มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มระดับความฟิตในตัวนักเตะให้ถึงขีดสุด ซึ่ง คอนเต้ มองว่าการกินพิซซ่าหลังเกมที่ผู้เล่น เชลซี ทำต่อกันมาจนกลายเป็นธรรมเนียมนั้นจะสร้างผลเสียต่อสภาพร่างกาย ขณะที่การเพิ่มรสชาติอาหารด้วยซอสมะเขือเทศก็ถูกสั่งห้ามเช่นกัน โดยสามารถใส่ได้เพียงแค่เกลือกับพริกไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คอนเต้ ก็ไม่ใช่ผู้จัดการทีมรายแรกที่เข้มงวดเป็นพิเศษเรื่องอาหารการกินของนักเตะ เพราะก่อนหน้านี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ได้สั่งห้ามนักเตะ แมนฯ ซิตี้ กินอาหารผิดหลักจนน้ำหนักเกินเกณฑ์มาแล้วเช่นกัน