ช็อกโกแลตซอส

ทายนิสัยเรื่องบนเตียง! กับรสชาติ ไอศกรีม ที่คุณชื่นชอบ
ดูดวง /  ทายนิสัย / 

ร้อนๆ อย่างนี้ ไม่มีอะไรดับร้อนได้ดีไปกว่าไอศกรีมเย็นๆ หวานฉ่ำสักถ้วยหรอกโน๊ะ แล้วรู้กันหรือเปล่า รสชาติไอศกรีมที่คุณชอบกิน ทายใจทายนิสัยเรื่องบนเตียงได้ด้วยน๊า เอาล่ะสิ อยากรู้แล้วใช่มั้ยคะ ว่าจะตรง จะแม่น ขนาดไหน อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ ให้เพื่อนๆ ได้รู้กันด้วยน๊า :) ไอศกรีมวานิลลา คนที่ชอบกิน ไอศกรีม วานิลลาเป็นคนติดดิน และเป็นคนที่ไม่ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ เช่น ไม่ชอบมี เซ็กส์ ในที่โล่งแจ้ง หรือในสถานที่ไม่คุ้นชิน แต่ก็ไม่ใช่คนน่าเบื่อ เพราะคนที่ชอบกินไอศกรีมวานิลลาเป็นคนที่อ่อนโยนและชอบแสวงหาความรักที่ชุ่มฉ่ำ ไอศกรีมช็อกโกแลต เป็นรสไอศกรีมที่คนชอบมากพอ ๆ กับวานิลลา ทีนี้รสช็อกโกแลตมีทั้งหวานมัน ช็อกโกแลตขาวหรือผสมถั่วต่าง ๆ หรือมีคาราเมล แต่ไม่ว่าจะชอบแบบไหน คนที่ชอบกินไอศกรีมช็อกโกแลตก็เป็นคนที่มีอารมณ์ร้อนแรงทางเพศมากและเป็นคนที่ชอบเสพสุขทางเพศมากเช่นกัน เขาหรือเธอขาด เซ็กส์ ไม่ได้ นอกจากนี้คนที่ชอบกินช็อกโกแลตยังเป็นคนที่ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น และถ้ารักใครก็จะเป็นรักที่ยั่งยืนยาวนาน แถมยังเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ อีกด้วย ไอศกรีมวอลนัท คนที่ชอบกินไอศกรีมวอลนัทเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อคนรัก ไม่ชอบเปลี่ยนคู่นอน จึงเป็นคนรักจริง และเป็นคนรักจริง และเป็นคนที่รักครอบครัว สำหรับเรื่องบนเตียง คนที่ชอบไอศกรีมวอลนัทเป็นคนที่ไม่เร่าร้อน แต่เป็นคนโรแมนติกและอบอุ่น ไอศกรีมกล้วย คนที่ชอบกินไอศกรีมกล้วยเป็นคนช่างเลือกคนที่จะมาเป็นแฟน เขาหรือเธอจึงใช้เวลานานกว่าจะพบคนถูกใจ แต่เมื่อพบคนที่ใช่ เขาหรือเธอจะเป็นนักรักที่มีจินตนาการและชอบลองของใหม่ๆ เช่น มี เซ็กส์ ในรถยนต์ หรือที่อื่นๆ ไอศกรีมมะนาว ใครที่ชอบกินไอศกรีมมะนาว เป็นคนที่ชอบมี เซ็กส์ แปลกใหม่ ไม่ชอบผูกขาดกับใครในเรื่องของความรัก เพราะเป็นคนที่ชอบมีรักแบบแปลก ๆ แต่ถ้าพบคนที่ใช่ เขาหรือเธอก็จะทำให้เซ็กส์บรรเจิดเชียวละ ไอศกรีมกาแฟ คนที่ชอบกินไอศกรีมกาแฟเป็นคนช่างคิด เป้ฯนักวางแผนและโน้มน้าวคนเก่งในเรื่องของความรัก ไม่ค่อยชอบทดลองกับสิ่งใหม่ เขาหรือเธอจะให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าเรื่องบนเตียง ไอศกรีมเชอร์รี่ คนที่ชอบกินไอศกรีมเชอร์รี่เป็นคนที่มีอารมณ์อีโรติกมาก ให้ความใส่ใจกับคนรัก และถ้าอ่านสายตาคนรักออกว่าต้องการอะไรก็อยากจะสนองความต้องการให้อย่างเต็มใจ แค่สายตาที่แสดงความรักก็แทบจะทำให้คุณหลอมละลาย นอกจากนี้คนที่ชอบกินไอศกรีมเชอร์รี่ยังเป็นคนที่ชอบลองของใหม่ ๆ ซึ่งคุณสามารถไว้วางใจได้ว่าเขาหรือเธอจะทำให้คุณสุขสม   (ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ APPEAL THE BEAUTY BIBLE)

มาบุกถ้ำหมาป่า กับร้าน THINKIN’ OUTSIDE THE FOX
ขนมหวาน /  ทองหล่อ / 

มาบุกถ้ำหมาป่า กับร้าน THINKIN’ OUTSIDE THE FOX "THINKIN' OUTSIDE THE FOX" คาเฟ่น้องใหม่ในซอยทองหล่อ 14 ที่ใช้สุนัขจิ้งจอกสัญลักษณ์ของการมีสติปัญญาแหลมคม เฉลียวฉลาด จอมวางแผน คิดเร็วและคล่องแคล่ว เป็นตัวแทนในการเล่าความเป็นมาของร้าน โดยสร้างคาแรกเตอร์ให้สุนัขจิ้งจอกตัวนี้มีความแตกต่างจากตัวอื่นๆ ทั่วไป เพราะมันรักการสร้างสรรค์ ชอบเข้าสังคม แบ่งปัน รักการทำขนม หลงใหลในกลิ่นของกาแฟ ชื่นชอบการออกแบบข้าวของเครื่องใช้ และฝันที่จะสร้างพื้นที่ของตัวเองเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ ที่มีอยู่ในตัวยังผู้มาเยือนทุกคน เมื่อสุนัขจิ้งจอกตัดสินใจเดินทางออกจากป่าที่เคยอาศัย มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงในย่านทองหล่อ เพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้สื่อถึงความคิดที่แตกต่างจากบ้านหลังอื่นๆ และตั้งชื่อว่า THINKIN' OUTSIDE THE FOX ในรูปแบบของ URBAN NEIGHBOURHOOD CAFÉ ให้เป็นคาเฟ่ที่เปรียบเสมือนบ้านเพื่อน เป็นศูนย์รวมของพลังความคิดเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้คนได้คิดริเริ่มอย่างแตกต่างผ่านบรรยากาศที่แวดล้อมไปด้วยความสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักของเจ้าของร้านและพาร์ทเนอร์ที่อยากให้ร้านเป็นส่วนหนึ่งของการจุดประกายให้ทุกคนได้ลุกขึ้นลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิต ขึ้นชื่อว่าเป็นบ้านของสุนัขจิ้งจอกที่หลงใหลในกลิ่นของกาแฟ รักการทำขนมแล้วนั้น ที่ร้านจึงมีเมนูขนมและเครื่องดื่มที่ถูกคิดค้นด้วยสูตรเฉพาะ ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน ผ่านกระบวนการผลิตแบบโฮมเมดที่คำนึงถึงคุณภาพ ความสะอาด และความเอาใจใส่ในทุกๆ เมนู โดยนำเสนอผ่านการตกแต่งจานที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ จนทำให้ผู้มาเยือนตกหลุมรักร้านนี้ได้ไม่ยาก ว่าแต่ร้านนี้จะมีเมนูเด็ดอะไรบ้าง มาดูกัน... Fox Tail Creme Brulee เครมบูเล่ช็อกโกแลตนำเข้าแบบเข้มข้น โรยหน้าด้วยสตรอเบอรี่สด ไฮไลท์อยู่ที่การเสิร์ฟเพราะมาพร้อมกับสายไหมสีขาวเหมือนหางของสุนัขจิ้งจอกสัญลักษณ์ประจำร้าน หวานละมุนลิ้นไปกับเมนูซิกเนเจอร์ Less Guilty Chocolate Sundae เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งเนื้อแน่น เสิร์ฟคู่กับซอสสตอเบอรี่และไอศกรีมวานิลลา Signature Hot Cocoa ช็อกโกแลตร้อนเข้มข้นเสิร์ฟพร้อมคุกกี้ด้านบน เพิ่มความอร่อยแบบทวีคูณ ตัวร้านเป็นอาคารพาณิชย์เก่า 3 ชั้น ที่ถูกรีโนเวทใหม่ทั้งหมด โดยเก็บโครงสร้างเดิมไว้ เติมหลังคาทรงจั่วเพื่อบ่งบอกถึงสไตล์สแกนดิเนเวียน รื้อฝ้าและกระเบื้องออก วางระบบไฟใหม่ทั้งหมด ทั้งยังกรุกระจกใสบานใหญ่ที่ผนังด้านหน้าตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เพื่อให้รับแสงธรรมชาติเข้ามาในร้านทำให้ภายในอาคารดูโปร่งโล่งสว่างโดยไม่ต้องพึ่งแสงประดิษฐ์ในเวลากลางวัน ส่วนผนังอีกด้านหนึ่งถูกออกแบบให้เป็นของตกแต่งบิลต์อินที่เน้นความเป็นธรรมชาติโดยใช้วัสดุอย่างไม้แอช ไม้วีเนียร์ เข้ามาเป็นส่วนผสมทำให้ร้านดูอบอุ่นมากขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจหรืออยากลองไปบุกถ้ำหมาป่าล่ะก็ ร้าน THINKIN' OUTSIDE THE FOX จะเปิดทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 12:00 – 20:00 น. อย่าลืมไปพิสูจน์ความอร่อยกันนะ... เครดิตจาก นิตยสาร Life and Home ฉบับเดือนกรกฎาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

4 ร้านเด็ดจังหวัดระนอง ที่ต้องแวะเช็คอิน
ระนอง

ชายฝั่งทะเลตะวันตกอย่างจังหวัดระนอง ก็มีของกินดีๆ เยอะมากไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เลยค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวก็มีเยอะมาก มีที่ให้ไปได้ทั้งวัน ทั้งทะเลสวยมีมากมายหลายเกาะ อุทยานแห่งชาติต่างๆ หรือจะเที่ยวภูเขา และบ่อน้ำร้อน เวะไหว้พระได้ตลอดทางเลย สวนของกินนั้นก็มีดีหลายร้านเหมือนกันนะคะ วันนี้เรายกมา 4 ร้านเด็ดที่ต้องแวะไปทาน 4 ร้านเด็ดจังหวัดระนอง ที่ต้องแวะเช็คอิน ------------------------------    1.FarmHouse Ranong ร้านอาหารที่เจ้าถิ่นเขาแนะนำมาว่าถ้าอยากรับประทานอาหารจีนอร่อยๆ ให้ลองมาร้านนี้ดู ซึ่งฟาร์มเฮาส์ก็เป็นร้านเปิดใหม่ตกแต่งสไตล์โรงนาของฝรั่ง มีอาหารให้เลือกมากมายทั้งอาหารใต้ อาหารไทย อาหารจีน อาหารแนวยุโรป เบเกอรี่ และกาแฟ รวมไปจนถึงบาร์เครื่องดื่มและเบียร์นำเข้า เมนูแนะนำก็มี หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบชีส ไก่แช่เหล้ากระพรุนหมักงา ฟัวกราซอสส้ม แกงส้มกุ้งผักเหลียงชุบไข่ กุ้งผัดเครื่องแกงสะตอ ขนมฟาร์มหวาน ที่ตั้ง ถนนเรืองราษฎร์ ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000 โทร. 094-424-2459 เปิดทุกวัน Buffet เวลา 06.30 - 0.200 น. A La Carte เวลา 11.00 - 23.00 น. Facebook : โรงแรมและร้านอาหารฟาร์มเฮ้าส์ ระนอง FarmHouse Hotel&Restaurant Ranong ------------------------------------------------------------- 2. ร้านอาหารเคียงเล เคียงเล เป็นร้านอาหารโรแมนติกริมทะเลที่เปิดมาแล้วกว่าปี สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกและมองเห็นบรรยากาศสองฝั่งไทยพม่าได้อย่างชัดเจน จุดเด่นของร้านนี้อยู่ตรงอาหารทะเลสดใหม่ และอาหารทะเลพื้นบ้านประจำจังหวัดระนอง เมนูแนะนำได้แก่ ยำเคยกุ้ง ปูนิ่มผัดหมี่กระเฉด หมึกหอมผัดไข่เค็ม ยำถั่วพม่า ที่ตั้ง 123/6 ด้านหน้าเขานางหงส์รีสอร์ท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000 โทร.07-787-3969 เปิดทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น. facebook : เคียงเล ~KeingLay~ -------------------------------------------------------------   3. บังโรตีอาหรับ อีกหนึ่งร้านดังของชาวเมืองระนอง ที่ทุกๆ เช้าคนจะแน่นร้านหลังจากผ่านมาหลายรอบจึงขอแวะเข้ามาชิมเสียหน่อย บังกีอาหรับเป้นร้านอาหารสไตล์มุสลิม เมนูส่วนใหญ่จะเป็นโรตีหน้าต่างๆ มากมาย จะกินเป็นขนมหวาน หรืออาหารคามก็มีให้เลือกหมด เมนูแนะนำคือ โรตีอาหรับ โรตีธรรมดา โรตีมะตะบะไก่ ข้าวหมกไก่ต้ม โรตีพิซซ่า ที่ตั้ง ถนนเรืองราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง 85000 โทร. 081-852-2033 เปิดวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 06.30 - 16.00 น. facebook : โรตีระนอง บังกีโรตีอาหรับ ------------------------------------------------------------- 4. The Alis Cafe ร้านกาแฟบรรยากาศดี เหมาะแก่การนั่งชิลล์ ดื่มด่ำกับกลิ่นกรุ่นกาแฟหอมๆ และเบเกอรี่ละมุนลิ้น นอกจากนั้นที่นี่ยังมีอาหารจานเดียวหลากหลายเมนูให้เลือกลิ้มลอง ท่ามกลางเพลงบอสซ่าเพราะๆ เมนูแนะนำ เช่น กาแฟ สโคน คาราเมลมัคคิอาโต้ ต้มยำกุ้ง ที่ตั้ง ซอยดับคดี (ตรงข้ามศาลจังหวัดระนอง) ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง 85000 โทร. 07-781-0796 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-19.00 น. facebook : The Alis cafe ------------------------------------------------------------- Weekend issue 91 : Jan 2016 อ่านต่อที่ Mbookstore

นัฐพรไอศกรีม ต้นตำรับไอศกรีมโฮมเมดแห่งพระนคร
กะทิ /  ของหวาน / 

นัฐพรไอศกรีม ต้นตำรับไอศกรีมโฮมเมดแห่งพระนคร เมื่อกินอาหารคาวเสร็จแล้ว หลายๆ คนคงจะต้องเติมของหวานลงท้องต่อทันที เพราะชีวิตของเราคงขาดความหวานไม่ได้ วันนี้เราอยากจะพาบรรดาคนรักของหวานทั้งหลายมาที่ “แพร่งภูธร” ซึ่งมีแหล่งรวมอาหารชื่อดังไว้มากมาย นอกจากนี้ ที่นี่ก็มีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่นับได้ว่าเป็นเจ้าแรกๆ ของพระนครอีกด้วย เพราะเปิดมาแล้วถึง 3 รุ่น การันตีความหวานเย็นสดชื่นมายาวนานกว่า 70 ปี… นั่นก็คือ “นัฐพรไอศกรีม”  รู้อย่างนี้ มีหรือที่เราจะพลาด! เพียงแค่ได้เห็นไอศกรีมหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นนมสด ช็อกโกแลต กาแฟ ชาไทย ชาเขียว ทุเรียน ฯลฯ และมีเครื่องให้เลือกใส่กันแบบจุใจ ทั้งลูกชิด เม็ดบัว ถั่วเหลือง ข้าวโพด ถั่วลิสง ฟักทอง ข้าวเหนียว และลูกเดือย ก็ทำให้เราอดใจไม่ไหว ขอลองรสชาติขึ้นชื่อของทางร้านก่อนเลย ซึ่งเมื่อพูดถึงไอศกรีมโบราณ รสชาติแรกที่เรานึกถึงคงต้องเป็น ไอศกรีมกะทิ เป็นแน่ ซึ่งไอศกรีมกะทิของที่นี่เป็นกะทิแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ผสมนมผงหรือส่วนผสมอื่นๆ เป็นรสชาติที่เข้มข้นแบบดั้งเดิม ทานพร้อมกับถั่วเหลืองที่โรยมาด้านบน ช่วยเพิ่มความหวานมันและเท็กซ์เจอร์กรุบกรับในการกิน อีกเมนูสำหรับคนชอบมะพร้าว กับเมนูไอศกรีมมะพร้าวอ่อน ที่ช่วยดับร้อน ทำให้สัมผัสได้ถึงความหอมหวาน เย็นชื่นใจจากมะพร้าวอ่อนกัน และเมนูสุดท้ายที่ห้ามพลาดคือ ไอศกรีมมะม่วงมหาชนก ที่ใช้มะม่วงพันธุ์มหาชนกรสหวาน แปรรูปเป็นไอศกรีมเนื้อเนียนละเอียด เมื่อทานกับข้าวเหนียวมูนจะช่วยเพิ่มความอร่อยเป็นสองเท่า ถึงแม้ว่าสามแพร่งจะมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง มีทั้งช่วงที่เจริญและถดถอย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงทำให้ย่านดังแห่งนี้ยังคงมีชีวิตก็คือ รสชาติอาหารอันยอดเยี่ยม ที่แต่ละร้านเฝ้าทำด้วยความใส่ใจในคุณภาพ เพื่อคงไว้ซึ่ง…ความอร่อยแบบดั้งเดิมนั่นเอง เครดิตจาก นิตยสาร BAREFOOT ฉบับเดือนสิงหาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ‘ซูชิ’ ศิลปะแห่งการกิน
Footnote อ่านโลกผ่านหนัง /  ซูชิ / 

"วัตถุดิบแต่ละชนิดมีช่วงเวลาแห่งความอร่อยในอุดมคติอยู่”  ในสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2011) นักทําซูชิระดับตํานานอย่าง จิโระ โอโนะ ยังคงวาดฝันถึงซูชิที่มีรสชาติสมบูรณ์พร้อม แม้ร้านสุคิบายาชิของเขาจะได้ชื่อว่าเป็นร้านที่ทําซูชิได้อร่อยที่สุดในโลกแล้วก็ตาม... ตรงข้ามกับซูชิรสชืดที่เราหาซื้อมากินได้ในห้างทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยสาหร่ายเหนียวหนืด กลิ่นเหม็นคาว หรือวัตถุดิบบี้แบน...บางทีซูชิอาจเป็นศาสตร์และศิลป์ที่มากกว่าการแล่ปลาดิบชิ้นบางวางโปะลงบนข้าวปั้นสี่เหลี่ยมก้อนเล็กๆ  โดยเริ่มต้นจากปลาส้มในแถบบ้านเรา... ปี 1824 ฮานายะ โชเฮย์ เริ่มแล่ปลาดิบวางลงไปบนข้าวผสมน้ําส้มสายชู...จนปี 2011 จิโระ พ่อครัววัย 85 ยังคง “พยายามขึ้นสู่จุดสูงสุด (แห่งการทําซูชิ) ไม่ว่าจุดสูงสุดที่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม โปรดเตรียมท้องให้ว่าง เปิดใจให้กว้าง ก่อนตะลุยสู่ดินแดนแห่งปรัชญาชีวิต จิตวิญญาณ และศิลปะแห่งที่สืบทอดมานานหลายร้อยปี! 1.ข้าวเปรี้ยวหวาน สิ่งแรกที่เราควรให้ความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปลาดิบ ก็คือ ‘ข้าวผสมน้ํา ส้มสายชู’ ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะพิถีพิถันตั้งแต่การปลูกโดยปราศจากสารเคมีและดูแลต้นข้าวทุกกระเบียดนิ้ว แม้คนส่วนใหญ่ชอบกินข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาใหม่ๆ แต่ข้าวที่มีอายุสักเล็กน้อยจะเหมาะแก่การทําซูชิมากกว่า โดยพ่อครัวจะติดต่อซื้อข้าวจากแหล่งโดยตรงเพื่อคัดเฉพาะเมล็ดที่โตเต็มที่แล้วนํา ไปผสมกับพันธุ์ข้าวจากแหล่งอื่นๆ จนตรงตามต้องการ เมื่อได้เมล็ดข้าวมาแล้ว หัวใจสําคัญสําหรับข้าวในซูชิก็คือ การหุงโดยใช้น้ําสําหรับปรุงอาหารหรือน้ําธรรมชาติเติมลงไปในหม้อโดยกะปริมาณตามความชื้นและอุณหภูมิในช่วงนั้นอย่างละเอียดอ่อน ทิ้งข้าวหุงสุกไว้จนเย็น (แต่ไม่นําไปแช่แข็ง) แล้วนํามาผสมน้ําส้มสายชูแบบใส อาจใส่น้ําตาลเล็กน้อยเพื่อข่มรสเปรี้ยว ดูวิธีหุงข้าวแบบญี่ปุ่นได้จาก Flavour of Green Tea over Rice (1952) ผลงานสุดคลาสสิกของ ยาสุจิโร โอสุ ซึ่งถ่ายทอดวิถีชีวิตประจําวันอันเรียบง่ายผ่านเหตุการณ์ที่คู่รักคืนดีกันระหว่างเตรียมอาหารมื้อเล็กๆ  2.เจาะกรุสมบัติแห่งธรรมชาติ เม็ดฝนโปรยปรายลงผืนดินในภูเขาพร้อมให้กําเนิดพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ แล้วชะล้างแร่ธาตุจากป่าลงสู่แม่น้ํา ให้ปลากิน และแม่น้ําก็จะชักพาสารอาหารสู่สัตว์น้อยใหญ่ที่แหวกว่ายในทะเลอีกทอดหนึ่ง... การเรียนรู้วัฏจักรที่ก่อเกิดสรรพสิ่งจะช่วยให้พ่อครัวเข้าใจสภาพของแหล่งวัตถุดิบซึ่งส่งผลสําคัญต่อรสชาติ และสามารถคํานวณช่วง ‘ชุน’ หรือช่วงที่วัตถุดิบมีคุณภาพดีที่สุดตามฤดูกาลของมัน เช่น ปลาบางพันธุ์อร่อยสุดเมื่อมีไข่ในท้อง, สะสมไขมันเพื่อรับฤดูหนาว หรือว่ายทวนกระแสน้ําเพื่อวางไข่ เป็นต้น เช่นเดียวกับ ชัค โนแลนด์ ใน Cast Away (2000) ซึ่งประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกจนต้องติดเกาะร้างอยู่นานปี เขาจึงเอาตัวรอดด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติ เช่น การกินมะพร้าวและหัดตกปลา หรือหนูน้อย ซันเป ใน Sanpei the Fisher Boy (2009) ซึ่งมุ่งตกปลาในตํานานจนต้องศึกษากระแสน้ําแหล่งธรรมชาติของปลาและออกเดินทางเลี้ยวลดคดเคี้ยวในป่าใหญ่ นอกจากพ่อครัวต้องคํานึงถึงรสชาติและสารอาหารแล้ว ยังต้องระวังเรื่องพิษในอาหารเป็นพิเศษ เพราะวัตถุดิบเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพของร้านซูชิ เช่น Le Grand Chef (2007) ซุงชานมีอดีตฝังใจจากการถูกกลั่นแกล้งว่าแล่ซาชิมิปลาปักเป้าไม่ดีจนทํา ให้กรรมการยกโขยงเข้าร.พ. เหตุการณ์ครั้งนั้นทําให้เขาเลือกวัตถุดิบเองทุกครั้งอย่างพิถีพิถัน 3.หลากที่ หลายเครื่อง มากรส ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงชันและล้อมรอบด้วยทะเล สภาพอากาศจึงผันแปรตามพื้นที่ ตั้งแต่เขตหนาวเหน็บอย่างฮอกไกโดไปจนถึงเขตร้อนอย่างคิวชูและโอกินาวา ซึ่งพืชและสัตว์ต่างสายพันธุ์จะเลือกอาศัยในอุณหภูมิที่เอื้อต่อการดํารงชีวิตของมันจนเกิดวัตถุดิบเฉพาะแห่ง แล้วพัฒนาเป็นซูชิรสท้องถิ่น เช่น ฮอกไกโดขึ้นชื่อเรื่องปลาเฮอร์ริง แซลมอน และปลาหมึกกล้วย หรือโตโฮคุมักใช้สมุนไพรบนภูเขามาทํา เป็นหน้าซูชิ ฯลฯ วิคเตอร์ เชฟหนุ่มใน Letters to Juliet (2010) ฝักใฝ่ในอาหารท้องถิ่น จนทิ้งการฮันนีมูนไปตระเวนหาวัตถุดิบและสูตรชั้นยอดจากเมืองต่างๆ ในอิตาลี   4.ปั้นซูชิตํา รับบูชิโด ชิ้งงง เสียงพ่อครัวใช้หินลับมีดเล่มโปรดอย่างระมัดระวัง เพราะนอกจากมันจะเป็นมีดเหล็กกล้าราคาแพงหูฉี่แล้วยังเป็นอาวุธคู่ใจที่ใช้แล่ปลาได้เรียบสวยเป็นเหลี่ยมมุมและไม่ทําให้เนื้อปลาฉีกขาดเหมือนมีดแสตนเลสทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสาวทวงแค้นใน Kill Bill: Vol. 1 (2003) ซึ่งขอให้ ฮัตโตริ ฮันโซ อดีตนักตีดาบผู้ผันตัวมาเป็นพ่อครัวซูชิ สร้างดาบสุดแกร่งในตํานานให้ แต่หนังก็ไม่ได้เว่อร์เกินหรอกนะเพราะจริง ๆ แล้วมีดของพ่อครัวซูชิก็สืบทอดจากดาบซามูไรซึ่งคมกริบไม่หักไม่งอ เมื่อแล่ปลาแล้วต้องปรุงวัตถุดิบให้ขับเน้นรสธรรมชาติออกมาโดยพิจารณาว่า สิ่งไหนควรกินดิบ หมักหรือปรุงสุก จากนั้นจุ่มมือในน้ําเย็นเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย แล้วนําข้าวกับเครื่องปรุงมาปั้นเป็นซูชิทรงพัดกระดาษ โดยส่วนใหญ่จะปั้น 5 ครั้ง (หากมากกว่านั้นอุณหภูมิของมือ จะทําให้วัตถุดิบเสียความสดใหม่และบีบข้าวมากไปจนแข็ง) ให้ข้าวสมดุลกับชิ้นปลาจนได้รสชาติเลิศรส ดูวิธีแล่ปลาและปั้นอย่างเหมาะสมได้ในสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2011) ซึ่งตีแผ่ชีวิตพ่อครัวระดับตํา นานอย่าง จิโระ โอโนะ ผู้ไขว่คว้าหาซูชิที่สมบูรณ์แบบ 5.วาซาบิ จี๊ดดด...เต็มพิกัด ใน Wasabi (2001) พนักงานเสิร์ฟถ้วยใส่วาซาบิพร้อมขวดโชยุ ก่อนฮูเบิร์ตจะโชว์เหนือด้วยการหยิบวาซาบิกินเปล่าๆ และ Jackass: the Movie (2002) ทําฮาโดยนําวาซาบิมาละเลงในโชยุ แล้วสูดเข้าจมูกเต็มๆ ! ทั้งสองเรื่องแสดงพฤติกรรมจิ้มซอสอย่างผิดๆ จนคนปลูกวาซาบิอาจร้องไห้เพราะรสฉุนเผ็ดจะหายไปง่ายๆ เมื่อสัมผัสออกซิเจน! การกินให้ได้รสชาติจัดจ้านต้องจุ่มด้านที่เป็นหน้าของซูชิลงไปในโชยุ โดยสัมผัสแค่ปลายชิ้น (ไม่จุ่มลงไปทั้งก้อนเพราะจะทํา ให้ข้าวดูด ซับโชยุมากเกินไป) ส่วนวาซาบิจะไม่ขูดทิ้งไว้ให้สัมผัสอากาศโดยตรง แต่ มักทาบางๆ ไว้บนข้าวซูชิส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อปลาแทน 6.เอาใจรายคน จะกินทั้งที เอ๊ะ ทํา ไมไม่บอกราคาในเมนู... ก็เพราะทุกๆ เช้า ร้านซูชิเปี่ยมคุณภาพมักเลือกซื้อปลาที่ดีที่สุดในท้องตลาดมาตีราคาอย่างแฟร์ๆ วันต่อวันว่าพวกเขามีปลาชนิดใด คุณภาพระดับไหนมานําเสนอ นอกจากนี้ทางร้านยังพยายามขายสินค้าให้เกลี้ยงภายในวันนั้นเลย เพื่อพรุ่งนี้จะได้ซื้อของสดใหม่มาให้ลูกค้าลิ้มรสอีก พ่อครัวซูชิต้องสังเกตรสนิยมของลูกค้าแต่ละคนเพื่อให้จัดเรียงซูชิได้ตรงใจ โดยทุกครั้งพ่อครัวจะไม่เตรียมวัตถุดิบจนเสร็จสรรพเพราะเมื่อปลาทํา ปฏิกิริยากับอากาศจะสูญเสียความสดใหม่ แต่เขามักลงมือทําพร้อมโชว์ศิลปะการปั้นทันทีที่ลูกค้าอยากทานเท่านั้น (แม้วิธีนี้จะเอื้อให้ลูกค้าสั่งอาหารอย่างอิสระ แต่หากกลัวงบกระฉูดก็สามารถสั่งเซ็ตรวมที่มี 7-9 ชิ้นได้เช่นกัน) สังเกตการสั่งอาหารในร้านซูชิอย่างถูกต้องได้ใน Defending Your Life (1991) เมื่อ แดเนียล ใช้ชีวิตหลังความตายด้วยการเข้าร้านซูชิ เขาเลือกนั่งที่บาร์แล้วถามพ่อครัวว่าอาหารอะไรสดที่สุดในวันนั้น ส่วนพ่อครัวก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาระหว่างเสิร์ฟ (การพูดคุยช่วยสานสัมพันธ์อันดีและว่ากันว่าพ่อครัวควรจํา ตั้งแต่ชื่อลูกค้า ไปจนถึงชื่อลูกเมียของเขาเลยทีเดียว) ตรงกันข้ามกับพนักงานร้านซูชิใน Woman on the Beach (2006) ซึ่งเพิกเฉยและไม่ยอมบริการลูกค้า จน จุงเร กราดเกรี้ยวใส่ 7.ทูนา เจ้าแห่งปลาทั้งมวล เดิมทีคนญี่ปุ่นนิยมกินปลาชิราอุโอะ แต่พอเริ่มลิ้มลองเนื้อวัวก็หันมาเชิดชูรสปลาทูนา ด้วยเส้นลายไขมันเรียงตัวสวยที่มาพร้อมรสชาติเข้มข้นคล้ายเนื้อวัวแต่มีรสตกค้างในปากน้อยกว่า... ข้ามฟากมาอีกซีกโลก ณ อเมริกา ทูนาเป็นเพียงอาหารราคาถูก โดยนําเศษเนื้อมาบดรวมกันแล้วอัดกระป๋องขาย ชาวตะวันตกจึงไม่เข้าใจรสชาติซูชิ พวกเขาแพ้ทางกลิ่นสาหร่าย รสฉุนขึ้นจมูกของวาซาบิ และเนื้อดิบแฉะของปลา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจาก Scenes from a Mall (1991) เมื่อ วูดดี อัลเลน มาในคราบของ นิค ชายหนุ่มผู้พร่ําบ่นรสซูชิในห้างว่ามัน “โคตรแพงเลยสําหรับอาหารทําจากปลาตาย” ต่อมาไม่นานซูชิกลับแพร่หลายไปทั่วโลก ทุกเช้าตอนตี 5 ตลาดซึคิจิซึ่งเป็นตลาดปลาแห่งใหญ่ในโตเกียวจะอัดแน่นไปด้วยลูกค้ากว่าแสนคนที่จ้องประมูลทูนาขนาดยักษ์เข้าร้านสินค้าส่งออก-นําเข้าในตลาดแห่งนี้สร้างเม็ดเงินมหาศาลกว่าพันล้านเยน จนเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงตอน 7 โมงเช้า สมรภูมิซื้อ-ขายอันดุเดือดจะสงบลง วัฒนธรรมแดนปลาดิบกลายเป็นอาหารที่นานาชาติยอมรับไม่เว้นกระทั่งแม่บ้านฝรั่งเศสใน The Hedgehog (2009) ผู้มองตัวเองว่า อ้วน แก่ น่าเกลียด แถมยังเป็นแม่ม่าย แต่ชีวิตพลิกผันเมื่อไปเดตกับชาวญี่ปุ่นในร้านซูชิ เธอค่อยๆ ซึมซับกระแสนิยมพร้อมๆ กับยอมรับตัวเอง หรือ ใน Sushi: The Global Catch (2011) สารคดีที่จับตาการเติบโตอย่างรวดเร็วของวัฒนธรรมซูชิ และตั้งคําถามว่าพฤติกรรมการบริโภคมหาศาลจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติเช่นไร 8.ซูชิกลายพันธุ์ ลัดฟ้ามาสู่อีกซีกโลกทั้งที พ่อครัวญี่ปุ่นจึงเอาใจฝรั่งด้วยการใส่ส่วนผสมแปลกใหม่อย่าง เนื้อ หมูไก่ แฮม แซลมอนรมควัน มะเขือเทศ ฯลฯ ลงไปในซูชิด้วย แถมคิดค้นสูตร ‘แคลิฟอร์เนีย โรล’ ซึ่งมีทั้งเนื้อปู แตงกวาและอโวคาโด (เชื่อว่ามีรสมันเข้มข้นคล้ายทูนา) แล้วกลับสาหร่ายเข้าด้านในซูชิเพื่อกลบกลิ่น ที่เด็ดกว่านั้นคือ เนียวไตโมริ หรือการเสิร์ฟซูชิที่วางบนตัวสาวเปลือยสุดเซ็กซี ซึ่งแม้จะไม่ได้พบเห็นทั่วไปในญี่ปุ่นแต่มันก็กลายเป็นภาพจําในสื่อต่างๆ และดึงดูดนักท่องเที่ยวจํานวนมหาศาลให้มาลองของวิธีนี้ต้องใช้ผู้หญิงที่ถูกฝึกให้นอนนิ่งๆ ได้นานหลายชั่วโมง ผิวไม่แพ้อาหารเย็นๆ และเป็นคนรักษาความสะอาด...สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามันเป็นศิลปะหรือการเหยียดเพศอย่างรุนแรงกันแน่ Map of the Sounds of Tokyo (2009) หนังสเปนซึ่งให้พนักงานสาวในตลาดขายปลารับอาชีพเสริมเป็นนักฆ่า โดยถูกวิจารณ์ว่าเสนอภาพเนียวไตโมริราวกับมีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น หรือใน Sex and the City (2008) เมื่อ ซาแมนธา โจนส์ พยายามชนะใจชายหนุ่มด้วยการเปลื้องผ้าแล้ววางซูชิลงบนตัว 9.รัชทายาทคนต่อไป การสืบทอดวิถีแห่งซูชิไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาฝึกฝนวิทยายุทธเกือบ 10 ปี อันได้แก่ 2 ปีแรก ทําความสะอาดร้านและในครัว / 2 ปีถัดมา เรียนรู้วิธีหุงข้าว / 3-4 ปีให้หลัง หัดเลือกซื้อวัตถุดิบและแล่ปลา โดยทั้งหมดนี้ต้องผ่านบททดสอบสุดหินอย่างการทํา ซูชิปลาโคฮาดะ (แล่ปลาที่มีก้างเล็กๆ เยอะแล้วหมักด้วยน้ําส้มสายชู) หรือทํา ซูชิปลาไหล (ใช้ซอสบางๆ ทาแทนวาซาบิ ซึ่งทํามาจากน้ําต้มซุปปลาไหลที่สะสมไขมันเข้มข้นนานหลายปี) การเรียนรู้วิชาซูชิก็คล้ายกับใน The Ramen Girl (2008) เมื่อ แอ็บบี สาวอเมริกันที่ชีวิตมาถึงทางตัน ได้กินน้ําซุปราเม็งแสนเลิศรส เธอจึงตัดสินใจขอเรียนรู้วิธีทําจากปรมาจารย์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การทําความสะอาด ผ่านการฝึกฝนอันยากลําบากจนในที่สุดก็ทําราเม็งเป็น นอกจากฝีมือแล้ว สิ่งสําคัญที่สุดของการทําซูชิคือจิตใจที่อยากให้ลูกค้าได้กินของอร่อย ซึ่งใน No Reservations (2007) เราจะเห็นชีวิตของกุ๊กเปลี่ยนไปเมื่อเธอรับเลี้ยงเด็ก จากเดิมที่ทําอาหารตามตํารา ก็หันมาคํา นึงถึงจิตใจของลูกค้า **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ศิลปะ ‘ซูชิ’ เมื่อชีวิตควรค่าแก่การกิน โดย สุภัชา ทิพเสนา / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 119 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

รอบรู้เรื่อง น้ำตาล เพื่อมื้ออาหาร สุดเฮลท์ตี้
กลูโคส /  ซูโครส / 

เคยคิดกันบ้างไหมว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรหากไม่มีน้ำตาล แน่นอนว่าคงจะจืดชืด ไม่ใช่น้อยเลยล่ะ เพราะน้ำตาลช่วยให้อาหารมีรสหวาน อร่อยกลมกล่อมขึ้น และยังทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจไปกับอาหารแต่ละมื้อ นอกจากนี้ ยังรู้กันดีว่า รสชาติหอมหวานของน้ำตาลช่วยให้รู้สึก “สดชื่นกระปรี้กระเปร่า” และอารมณ์ดีขึ้นได้ทันทีที่เรารู้สึกโหยและอ่อนล้า ในอดีตกาลที่น้ำตาลยังไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ทั่วไปเราหาความหวานจากผักและผลไม้มากมายแทน มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งมีพระชนม์ชีพในช่วง 69 ถึง 30 ปีก่อนคริสตกาล ทรงโปรดปรานลูกฟิกและอินทผลัมเป็นของทานเล่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีรสหวานที่สุด น้ำตาลเพิ่งกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารที่เราทานเมื่อช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่ผ่านมานี้เอง เมื่อเริ่มมีการทำไร่อ้อยผลิตน้ำตาลและใช้เรือขนน้ำตาลไปค้าขายยัง ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก น้ำตาล เป็น คาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง พบได้ทั่วไปในอาหารหลากหลายประเภท เช่น น้ำตาลแลกโตสในน้ำนม หรือน้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้และน้ำผึ้ง อันที่จริงแล้ว น้ำตาลบางชนิดถือว่าส่วนประกอบจำเป็นของอาหารเพราะช่วยเติมเต็มพลังงานให้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหรือสมอง ต่างก็ต้องการเชื้อเพลิงมาเพิ่มพลังงานและช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงตื่นตัวทั้งนั้น ดังนั้น จึงไม่ควรตัดน้ำตาลออกไปจากมื้ออาหารไปซะหมด แต่ควรรู้จักบริโภคน้ำตาลอย่างเหมาะสม และเข้าใจประโยชน์ของน้ำตาลให้ถ่องแท้เสียก่อน เพื่อจะได้เพลิดเพลินกับรสชาติหวาน ๆ แสนอร่อยโดยไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพให้รำคาญใจ ฟรุกโตส กลูโคส และ ซูโครส น้ำตาลมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดและมาจากหลายแหล่งที่มา แต่ชนิดที่บริโภคกันมากได้แก่ ฟรุกโตสและกลูโคส ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผักและผลไม้ซึ่งมีเส้นใยและสารต้านอนุมูลอิสระรวมอยู่ด้วยเช่นกัน ส่วนน้ำตาลซูโครสมาจากฟรุกโตสและกลูโคสประกอบกันกลายเป็นน้ำตาลทรายที่เราซื้อและใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันนั่นเอง เมื่อเราบริโภคน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย กลูโคสจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่ฟรุกโตสจะต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นกลูโคสก่อน จากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป นับเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่มีรสชาติแสนอร่อยชวนติดใจ ทว่าก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากที่บริโภคเข้าไปแล้ว เราคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ น้ำเชื่อมข้าวโพดชนิดที่มีฟรุกโตสสูง หรือ high fructose corn syrup (HFCS) ซึ่งทำมาจากข้าวโพดกันมาบ้าง เจ้าน้ำเชื่อมตัวนี้เป็นคนละอย่างกับน้ำตาลฟรุกโตส ความจริงแล้วน้ำเชื่อมชนิดนี้มีองค์ประกอบคล้ายกับน้ำตาลทราย และปริมาณครึ่งหนึ่งของน้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลกลูโคส น้ำเชื่อม HFCS พบมากในพวกอาหารแปรรูป และเริ่มนิยมใช้กันมากในยุค 1980 โดยผู้ผลิตเริ่มหันมาใช้น้ำเชื่อมนี้แทนน้ำตาลจากอ้อย เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่าง ๆ โดยที่หลายคนไม่ได้นึกสงสัยเลยว่าจะมีน้ำตาลชนิดนี้ซ่อนอยู่ในอาหารในชีวิตประจำวันทั่วไป อย่างเช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด แครกเกอร์ และพวกขนมปังต่าง ๆ ซึ่งทำให้คนเราสะสมแคลอรี่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราจึงควรอ่านฉลากอาหารที่จะทานให้เข้าใจ เพื่อจะได้รู้ว่าบริโภคอะไรเข้าไปบ้างในแต่ละมื้อ น้ำตาลทานได้ แต่ในปริมาณที่พอดี ในบางครั้ง อาหารบางเมนูต้องเติมรสหวานเข้าไปบ้างเพื่อช่วยชูรสอาหารให้อร่อยขึ้น หรือกลบรสขมให้น้อยลง หรืออย่างน้อยก็ให้รู้สึกเพลิดเพลินเวลาทานกันสักหน่อย อย่างไรก็ดี เราก็ต้องรู้จักควบคุมปริมาณน้ำตาลที่เติมให้เหมาะสมด้วย และหันมาลิ้มรสชาติหวาน ๆ ตามธรรมชาติจากอาหารอย่างผลไม้กันให้มากขึ้น เราทุกคนรู้ดีว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้น เมื่อพูดถึงการบริโภคน้ำตาล ก็จะเชื่อมโยงไปถึงโรคอ้วน และปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการทำความเข้าใจชนิดน้ำตาลต่าง ๆ และความสำคัญของน้ำตาลในอาหารแต่ละมื้อจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า กาแฟขนาด 475 มิลลิลิตร หนึ่งถ้วยที่คนไทยนิยมดื่มกันทั่วไป มีน้ำตาลอยู่ถึง 10.5 ช้อนชา หรือ 52.5 กรัม ในขณะที่ชานมไข่มุกปริมาณ 350 มิลลิลิตรในหนึ่งแก้ว จะมีน้ำตาลทั้งหมด 11.25 ช้อนชา หรือ 56.25 กรัม ซึ่งหากคุณดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้แค่เพียงหนึ่งแก้ว จำนวนน้ำตาลที่ควรบริโภคต่อวันก็จะเกือบเกินหรือเกินระดับของเกณฑ์ทาง ด้านโภชนาการของไทยที่กำหนดไว้ (นั่นคือ แต่ละคนควรบริโภคน้ำตาลเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานในอาหารที่บริโภคทั้งหมด หรือ ห้ามมากกว่า 40-55 กรัมต่อวัน) ปริมาณน้ำตาลที่สมดุล คือคำตอบ คุณไม่สามารถทานอาหารแบบไม่มีน้ำตาลเลยได้ แต่เราก็ไม่อยากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป เพราะนั่นเท่ากับเพิ่มจำนวนแคลอรี่ให้ร่างกาย และอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย 9 เคล็ดลับ ช่วยลดปริมาณน้ำตาลให้ร่างกาย 1. ชิมอาหารทุกครั้ง ก่อนจะเติมน้ำตาลเพิ่ม 2. ไม่ควรทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง 3. เรียนรู้วิธีอ่านฉลากโภชนาการข้างผลิตภัณฑ์ 4. รู้จักชื่อน้ำตาลต่าง ๆ อาทิ กากน้ำตาล มอลท์ไซรัป น้ำตาลอ้อย ฯลฯ รวมถึงสารอาหารที่ลงท้ายด้วย “โ-ส” หรือ “ose” เช่น กลูโคส ฟรุกโตส เป็นต้น 5. ไม่ควรเติมและบริโภคน้ำตาลต่อวันเกินปริมาณที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 6. ค่อย ๆ ลดปริมาณน้ำตาลที่ทานทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว 7. หันมาใช้วานิลลา ซินนามอน หรือผิวเลมอนขูดละเอียดเพื่อเติมรสหวานให้อาหาร 8. ทานโปรตีนและอาหารที่มีเส้นใยที่จะช่วยให้คุณอิ่มได้นานกว่า 9. เลือกทานผลไม้สด แทนที่จะดื่มน้ำผลไม้หรือสมูทตี้ *บทความนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากเฮอร์บาไลฟ์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบโภชนาการเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนและเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาพดีและกระฉับกระเฉง

เมนูพิเศษประจำเดือนกรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน
โรงแรมรอยัล ออคิด

อาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด รสชาติอิตาเลียนแท้ ณ ห้องอาหารจิออร์จิโอ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ห้องอาหารอิตาเลียน “จิออร์จิโอ” ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน รังสรรค์เมนูอิตาเลียนแท้สไตล์โฮมคุกกิ้งตำรับคุณแม่ เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความหลากหลายของรสชาติอาหารอิตาเลียนแท้ๆที่เตรียมพร้อมให้คุณได้ลิ้มลอง เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง พาร์มาแฮมสไลท์บางทานคู่แตงฮันนี(320++ บาท) หรือจะเป็น สลัดผักโขม เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัดกอร์กอนโซลา และลูกมะเดื่อเชื่อมไวน์แดง(350++ บาท) ต่อด้วยมื้อหลักอย่างข้าวริซอตโต้เห็ดทรัฟเฟิลดำ(360++ บาท) สเต็กปลาคอท หอยลาย เสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่ง(620++ บาท) ปลาเนื้อแน่นทานคู่ซอสเฉพาะตัวสูตรเข้มข้น โคนขาลูกวัวตุ๋นเสิร์ฟกับข้าวอิตาเลียนแบบดั้งเดิม(580++ บาท) หรือจะเป็นเนื้อสันในหมักสมุนไพรย่าง ทานคู่น็อกจิและผักโขม(850 บาท++) ปิดท้ายมื้อค่ำอันพิเศษนี้ด้วย เซทขนมหวาน 4 สไตล์ อย่าง ทีรามิสุ พานาคอตต้า ไวท์ช็อกโกแลต และราสเบอร์รี่ชีสเค้ก (350 บาท++) สำหรับบัตรสมาชิกสตาร์วู้ด พรีเฟอร์ เกสต์ (Starwood Preferred Guest®) รับสิทธิพิเศษ ส่วนลด 15% (เฉพาะค่าอาหาร) ห้องอาหารอิตาเลียนจิออร์จิโอเปิดบริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์และวันอังคาร) เวลา 18.00 – 22.30 น. พร้อมบริการเรือรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 0 2266 9214 อีเมลล์: events.rosh@sheraton.com ไลน์แอด: @rosheratonbangkok เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/royalorchidsheratonhotel หรือ เว็บไซต์: www.royalorchidsheraton.com ------------------------------------------------- เพลิดเพลินค่ำคืนแห่งไวน์ และชีส ณ ห้องอาหารริเวอร์ไซด์ กริลล์ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ห้องอาหารริเวอร์ไซด์ กริลล์ ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ขอเชิญคุณมาเพลิดเพลินคืนแห่งไวน์ และชีส ในคืนวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2559นี้ ตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.30 น. หลีกหนีความวุ่นวายของชีวิตเมืองหลวง และการจราจรที่แสนติดขัด มาจิบไวน์รสนุ่มละมุนลิ้นชั้นเลิศ เคียงคู่ชีสและทาปาสนานาชนิดระดับพรีเมี่ยมแบบไม่อั้น ในราคาเพียง 599++ บาทต่อท่าน หรือเลือกเพิ่มความหลากหลายและอัพเกรดไวน์ระดับพรีเมียมเพียง 999++บาทต่อท่าน บริการเรือรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 0 2266 9214 อีเมลล์: events.rosh@sheraton.com ไลน์แอด: @rosheratonbangkok เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/royalorchidsheratonhotel หรือ เว็บไซต์: www.royalorchidsheraton.com

สูตร ไข่ปิ้งหรือไข่ทรงเครื่อง ทำเองฟินเอง
เมนูไข่ /  ไข่ทรงเครื่อง / 

 เมนูที่ทำให้เรานึกถึงตอนเด็กๆ แค่กินไข่ปิ้งก็ฟินสุดๆ แล้วในสมัยนั้น ยิ่งตรงส่วนที่โดนไฟแรงๆ ผิวจะด้านๆ ตึงๆ ยิ่งชอบเลย กินกับซอสถั่วเหลือง เมนูนี้ยอมเก็บตังไม่ซื้อของเล่นกันเลยทีเดียว แต่เมื่อเราโตแล้วก็ต้องทำกินเองได้ใช่ไหมล่ะคะ เราไปดูสูตร ส่วนผสม และวิธีทำกันเลย ส่วนผสมสำหรับ ไข่ 8 ฟอง เกลือ 1/4 ช้อนชา ซอสถั่วเหลือง  1  ช้อนโต๊ะ  พริกไทยป่น 1 ช้อนชา วิธีทำ ล้างไข่ไก่ให้สะอาด แล้วเจาะรูด้านบนเพียงด้านเดียว เทไข่ออกใส่ชามที่จะผสม ระวังอย่าให้เปลือกไข่ล้นไปในชาม ตีไข่ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป ตีให้เข้ากัน แต่ไม่ต้องตีจนเป็นฟองมากเกินไป เพราะเราจะนำไข่ไปกรองเพื่อเอาฟองอากาศออก ตีเสร้จแล้ว อยากให้ไข่เนื้อเนียนก็กรองเอาอากาศออก กรอกส่วนผสมลงไปที่เปลือกไข่ ไม่ต้องกรอกให้เต็มมากเพราะเวลานึ่ง ไข่จะล้นอกมาอยู่แล้ว ตั้งเตานึงรอให้น้ำเดือดจัดแล้วลดไฟลง นำไข่ใส่ลงไปที่ลังถึง วางไข่ไว้บนถ้วยจะได้ช่วยพยุงไม่ให้ไข่ล้ม ใช้เวลานึ่ง 50 นาที ใครที่ไม่อยากนำไปปิ้งต่อก็สามารถกินได้เลยเหมือนกัน แต่เราต้องการความหอมจากการปิ้ง ก็ตั้งเตาถ่านได้เลยค่ะ

สูตร กุ้งอบวุ้นเส้น ใช้เวลาทำไม่ถึง 15 นาที
กุ้ง /  กุ้งอบวุ้นเส้น

เมนูวันหยุด สำหรับคนที่อยู่บ้าน วันนี้เราก็มีเมนูที่เราสามารถทำกินได้ที่บ้าน ไม่ต้องยุ่งยากออกไปนั่งทานอาหารที่ร้าน วันหยุดแบบนี้ต้องมีเมนูพิเศษที่จะทำให้คนในครอบครัวได้ใช้กิจกรรมยาวว่างด้วยกัน อาจจะทำกันคนละเมนู แล้วก็มาทานด้วยกันบนโต๊ะอาหาร ส่วนใครที่ทำอาหารไม่ค่อยเป็นต้องจองเมนูนี้ไว้เลยค่ะ เมนู กุ้งอบวุ้นเส้น ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แค่เทส่วนผสมแล้วเปิดไฟ แค่นี้ก็ได้เมนูสุดพิเศษแล้วค่ะ ไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลย สูตร กุ้งอบวุ้นเส้น ส่วนผสม วุ้นเส้นแช่น้ำให้นิ่ม 1 ขีด ใช้น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ กุ้งสด 200 กรัม ขิงแก่หั่นแว่น 6-7 แว่น รากผักชี 4 ราก กระเทียมกลีบใหญ่ 5 กลีบ พริกไทยเม็ด ขึ้นฉ่าย น้ำซุป 1 ถ้วยตวง พริกหอม 1/2 ช้อนชา ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา หม้ออบวุ้นเส้น วิธีทำ  เทน้ำซุปใส่ชามผสม ตามด้วยซอสถั่วเหลือง ซอสปรุงรส พริกหอม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และซอสหอยนางรม คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย ทำความสะอาดและตัดหนวดกุ้งให้เรียบร้อย (ไม่ต้องแกะเปลือก) นำกุ้งลงไปแช่ไว้ในน้ำที่เราผสมไว้จากขั้นตอนที่ 1 แช่ไว้ 15 นาที แล้วนำกุ้งขึ้นมาแยกไว้ก่อน นำวุ้นเส้นที่แช่น้ำจนนิ่มแล้ว ลงไปคลุกกับน้ำซอสที่แช่กุ้ง อีกครั้งหนึ่ง คลุกเคล้าให้น้ำซอสซึมเข้าวุ้นเส้น เตรียมหม้อสำหรับอบ โดยใส่น้ำมันพืช ให้กลิ้งน้ำมันพืชให้เคลือบทั่วๆ หม้อ จากนั้นใส่รากผักชี ขิงหั่นแว่น กระเทียมทุบ พริกไทยเม็ด เทวุ้นเส้นลงไปในหม้อ เทใส่ไปให้หมดเลยพร้อมกับซอสที่อยู่ในชามผสมด้วย ตามด้วยกุ้งวางไว้บนวุ้นเส้น ปิดฝานำขึ้นเตา เปิดไฟอ่อน ใช้เวลา 8 นาที เมื่อกุ้งด้านบนสุกดีแล้วเป็นอันว่าใช้ได้ ปิดไฟโรยหน้าด้วยขึ้นฉ่าย แล้วปิดฝาอีกครั้งพร้อมเสิร์ฟได้เลยค่ะ สูตรจาก aroiho.com/

ชมเทศกาลดอกกระเจียว ณ อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์
Play la ploen /  Siam Tulip Festival / 

ต้องบอกว่า จังหวัดทางแดนอีสานใต้ อย่าง จ.บุรีรัย์ นั้นก็มีดอกกระเจียวให้ได้ชมกันแล้ว ที่อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน เนรมิตเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและพันธุ์ไม้หายาก เช่น ไม้ตามฤดูกาล (ดอกกระเจียว, ดอกกุหลาบ, ดอกไฮเดรนเยียร์) ไม้ดึกดำบรรพ์ ไม้เขตร้อน และไม้เมืองหนาว มาจัดแสดงได้อย่างสวยงาม อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จ. บุรีรัมย์ โดยในช่วงนี้ เป็นเทศกาลของ มนต์เสน่ห์ไม้งาม สยามสยามทิวลิป Siam Tulip Festival จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่วันที่1 มิ.ย. – 30 ส.ค. 59 นี้ พร้อมชมความสวยงาม ช๊อป ชิม ขนมไทยจากดอกกระเจียวได้อีกด้วย อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน สถานที่ท่องเที่ยวเชิงความรู้และแหล่งพักผ่อน ตั้งอยู่ที่ อ.คูเมือง บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ เปิดให้บริการมากว่า 3 ปีแล้ว โดยในโซนที่จัดแสดงดอกไม้นี้มีชื่อว่า The Flora @ Play la ploen นั้น เต็มไปด้วยดอกไม้ประดับนานาชนิด ที่นำมาจัดแสดงพร้อมให้ข้อมูลความรู้ และสร้างบรรยากาศให้สดชื่น ภายในจัดแสดงไม้ดอกออกเป็น 6 โรงเรือน ครั้งนี้ทาง เพ ลา เพลิน ได้นำสายพันธุ์กระเจียวมาจัดแสดง อย่าง ขาวม็องบลัง, ชมพูมะลิ, เชียงใหม่พิงค์, แดงวิเชียร, แดงกุหลาบ, ปากนกแก้ว, หงส์เหิน, เชียวช็อกโกแลต และยังมีมุมให้เลือกถ่ายภาพได้มากมาย ในพื้นที่ยังมีการปลูกผลไม้ อย่าง องุ่น และสตรอเบอร์รี่อีกด้วย โดยมีรถพาทุกท่านชมรอบๆ นอกจากสวน The Flora @ Play la ploen ที่นี้ยังเป็นแหล่งพักผ่อน ชื่อว่า เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ แคมป์ (Play la ploen : Boutique Resort & Adventure Camp) ภายในมีทั้ง สถานที่พักที่มีทั้งแบบเอเชียและแบบยุโรป สถานที่จัดสัมนา ทัศนศึกษา ฯลฯ โซนแอดเวนเจอร์ ชมฟาร์มแกะ เลี้ยงแกะ ปิดท้ายชมพิพิธภัณฑ์ของเก่าที่หาดูได้ยาก ขอขอบคุณ เพ ลา เพลิน, ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

14 เทคนิค กินบุฟเฟ่ต์ อิ่มได้ ไม่เสียสุขภาพ
กินบุฟเฟ่ต์ /  บุฟเฟ่ต์ / 

อาหารบุฟเฟ่ต์ ปัจจุบันมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน มีกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นจนบางร้านต้องรอคิวกว่าชั่วโมงเพื่อเข้ารับประทาน เหตุนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า บุฟเฟ่ต์ ได้เข้ามาเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของสัมคมไทยไปแล้ว ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายสามารถกินได้แบบไม่อั้น “อาหารบุฟเฟ่ต์” จึงกลายเป็นอาหารยอดนิยมของกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา โดยการกินบุฟเฟ่ต์ส่วนใหญ่มักจะคิดถึงความคุ้มทุนโดยจะพยายามกินอาหารปริมาณมาก หรือเลือกกินอาหารราคาแพง เพื่อจะให้คุ้มค่ากับราคาทั้งนี้ ร่างกายนำพลังงานจากอาหาร มาใช้กิจกรรมต่าง ๆ เช่น นั่ง นอน ยืน เดิน ทำงาน ออกกำลังกาย ถ้าได้รับพลังงานมากเกิน ความต้องการร่างกายจะนำพลังงานส่วนเกินนั้นไปเก็บสะสมในรูปไขมันเพื่อเป็นพลังงานสำรอง ถ้ามีการสะสมของไขมันมากขึ้นก็จะนำไปสู่โรคอ้วน และนำไปสู่โรคต่างๆ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ที่จะทำให้ทุกครั้งที่ กินบุฟเฟ่ต์ “อิ่ม คุ้มค่า ไม่เสียสุขภาพ” 1. กินน้อย ก่อนกินมาก จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า ‘การอดอาหารเพื่อกะไปกินบุฟเฟต์กับเพื่อนๆ ให้คุ้มนั้นไม่คุ้มอย่างที่คิด’ เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายลดการเผาผลาญพลังงานลงแล้ว เรายังอาจรู้สึกหิวมากเกินไปตอนไปกินบุฟเฟต์ ดังนั้นควรเลือกกินอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลงก่อนไปกินบุฟเฟต์สัก 1 วัน หรือ 1-2 มื้อ (ถ้าหิวมากจนอดใจไม่ไหว ก็ควรกินผลไม้หรือดื่มนมไขมันต่ำ และตามด้วยน้ำเปล่ารองท้อง) แต่ถ้ามีเหตุให้ต้องไปกินแบบไม่ทันได้เตรียมตัว ก็ควรลดอาหารในวันหลังจากนั้นให้น้อยลง 2. ‘ลุกเดิน’ วอร์มอัพ ก่อนหรือหลังกินบุฟเฟต์ ‘การเดิน’ เป็นกิจกรรมทางกายที่ง่ายสุดๆ ฉะนั้นจะลุกขึ้นมาเดินเพิ่มขึ้น 20-30 นาที ประมาณ 5-7 วัน ก่อนหรือหลังไปกินบุฟเฟต์ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถ 3. เสื้อผ้าก็สำคัญ ควรใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัว ไม่ควรใส่ชุดหลวมๆ เพราะเราอาจเพลิดเพลินกับอาหารจนกินเกินอิ่มได้ง่ายๆ 4. ไกลไว้ดีกว่าใกล้ การเลือกที่นั่งไกลจากซุ้มอาหาร ช่วยให้เราได้เพิ่มการใช้พลังงานทุกครั้งที่เดินมาตัก 5. สำรวจร้านเตรียมรับมือ ชิงเดินสำรวจอาหารทั้งหมดให้เรียบร้อย เพื่อที่จะได้วางแผนการรบกับกองทัพอาหารได้ถูกว่าควรเลือกเอาอะไรใส่ปากบ้าง และไม่ต้องเจอกับสถานการณ์ประเภท ‘อิ่มแล้ว แต่เพิ่งเดินมาเห็น’ แถมยังได้เดินเพิ่มก้าวอีกเล็กน้อยด้วย 6. จานเล็กช่วยได้ การหยิบจานเล็กใส่อาหารเหมือนไม่น่าจะช่วยอะไรเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้มีการศึกษามาแล้วและพบว่าการลดขนาดจานลง 2 นิ้ว ช่วยให้เรากินอาหารลดลงถึงร้อยละ 22 7. สลัดมาจานแรก ควรเลือกตักสลัด (น้ำสลัดน้อยๆ) เป็นจานแรก 8. ไม่ติดมัน ไม่เอาน้ำผัด ควรเลือกกินเนื้อสัตว์ประเภทต้มหรือนึ่ง ถ้าปิ้งย่างก็ไม่เอาแบบไหม้เกรียม ส่วนพวกเนื้อติดมัน น้ำผัด และชุบแป้งชุบไข่ทอดนี่อยู่ให้ห่างไว้ 9. ตักเผื่อล้นโต๊ะ การมีน้ำใจถือเป็นสิ่งดี แต่การตักเผื่อคนอื่นเวลากินบุฟเฟต์นั้น อาจทำให้มีอาหารล้นโต๊ะ ควรตักอาหารแต่ละชนิดไม่เกิน 1-2 ช้อน และตักทีละจานก็พอแล้ว 10. ผ้าเช็ดปากเตือนสติ แค่เอาผ้าเช็ดปากมาวางไว้บนตัก เราก็สามารถรู้ตัวทุกครั้งเวลาที่ลุกไปตักอาหาร และจะได้บังคับตัวเองไม่ให้ลุกจนเพลิน 11. สนทนาละความสนใจ มากินบุฟเฟต์ทั้งทีจะเน้นกินอย่างเดียวก็คงกระไรอยู่ ควรหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะให้มากขึ้นจะได้ช่วยดึงความสนใจของเราออกจากอาหารและกินอาหารได้น้อยลง 12. น้ำเปล่าดีที่สุด น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมก็ล้วนเป็นเครื่องดื่มเพิ่มแคลอรีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นหันมาดื่มน้ำเปล่าดีกว่า 13. ตัดทิ้งแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เรามีภาวะขาดน้ำแล้ว ยังกระตุ้นให้เราดื่มน้ำหรือกินอาหารเพิ่มขึ้นฉะนั้นเมินได้ก็เมินเถอะ 14. โปรดระวังไขมันแอบแฝง หลีกเลี่ยงไขมันแอบแฝงซึ่งซุกซ่อนอยู่ใน เนย น้ำสลัด (ไม่ว่าจะเป็น น้ำใสหรือน้ำข้น) รวมถึงเกลือแอบแฝงที่อยู่ในบรรดาซอสต่างๆ (ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ) หรือกระทั่งครีมทาร์ทาร์ และน้ำจิ้มเอง ก็ควรจิ้มให้น้อยที่สุด การกินอาหารที่ดี จะต้องใส่ใจว่าเรากินเข้าไปมากน้อยเพียงใด รู้จักการควบคุม “แคลอรี่” หรือปริมาณ พลังงานของอาหารที่กิน โดยผู้ชายควรได้รับพลังงานประมาณวันละ 2,000 กิโลแคลอรี และผู้หญิง วันละ 1,600 กิโลแคลอรี ปริมาณที่ว่านี้ รวมทั้งอาหารคาวและหวาน อาหาร 1 มื้อควรได้แคลอรี่ประมาณ 400-700 กิโลแคลอรี่ โดยอาหารเย็นเป็นมื้อที่มีแคลอรีต่ำกว่ามื้ออื่นๆ อาหารว่าง ต้องจำกัดให้น้อยกว่า 200 กิโลแคลอรีในแต่ละครั้ง และเมื่อรวมกับ อาหารมื้อหลักทั้งวันแล้วต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด ลด หรืองดอาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารรสจัด และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์ หรืออาหารทั่วไปก็ตามหากกินมากเกินไป ก็สามารถทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ มากมาย ความคุ้มค่าของราคาและปริมาณ อาจเทียบไม่ได้กับค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น กินอย่างพอดี เสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อสุขภาพที่ดีกันนะคะ เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th ข้อมูลและภาพประกอบจาก : หนังสือ“คิดเอง ทำได้ ห่างไกลโรค”เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ หนังสือ “ เดินศาสตร์” โครงการรักเดิน สสส. ร่วมกับ นิตยสารหมอชาวบ้าน

WA KO Bake คิวบิคชูครีม หนึ่งเดียวของขนมนุ่มๆ ในทรงลูกบาศก์
ของหวาน /  ชาเขียว / 

WA KO Bake คิวบิคชูครีม หนึ่งเดียวของขนมนุ่มๆ ในทรงลูกบาศก์ เห็นภาพคนแชร์เต็มไทม์ไลน์แล้วอดไม่ได้ที่จะต้องตามไปชิมให้มันรู้เรื่องกันไปเลยกับร้าน "WA KO Bake - วาโกะ เบค" ร้านขนมร้านเล็กๆ ที่เปลี่ยนบรรยากาศเชียงใหม่ ให้กลายเป็นคาเฟ่ขนมหวานเล็กๆ ในญี่ปุ่นเลยแหละ จัดเต็มด้วยเมนูชาเขียวเอาใจคนที่ชอบในรสชาติเข้มข้นติดขมเล็กๆ ที่ไม่ต้องอธิบายอะไรให้เสียเวลา แต่อยากให้มาลิ้มรสสัมผัสด้วยตัวเอง รับรองว่าไม่มีผิดหวัง... ซิกเนเจอร์อย่างหนึ่งของวาโกะ เบค ที่ใครมาก็ต้องสั่งมาชิมให้ได้นั่นก็คือ Cubic Choux Cream ชูครีมรูปแบบใหม่ ที่อยากให้ลืมภาพชูครีมก้อนกลมๆ ไปให้หมด เพราะร้านนี้เสิร์ฟในรูปแบบทรงลูกบาศก์สี่เหลี่ยมจัตุรัสสุดน่ารัก พร้อม 3 ไส้สุดละมุน ที่จะบรรจงบีบลงไปทีละลูกหลังจากที่เราสั่งเพื่อไม่ให้เสียรสชาติ ทั้งไส้พระเอกอย่าง ชาเขียว รสเข้มข้น มีความขมนิดๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่หวานมาก ใครเป็นสาวกชาเขียวแนะนำสุดๆ อีกสองไส้เป็นช็อกโกแลตกับวนิลลาสด ทั้งสองไส้นี้คงคอนเซ็ปต์เข้มข้น แต่ไม่หวานโดดตามแบบฉบับขนมญี่ปุ่นทุกอย่างเลยก็ว่าได้ จิบคู่กับเครื่องดื่มที่ร้านมีบริการอีกหลากหลาย ทั้งกาแฟสด Wako Fruit Punch และอีกหลากหลาย แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่ายังมีชาเขียวไม่เพียงพอในร่างกายต้องสั่ง "ชาเขียวเย็น" มาจัดด่วนๆ แก้วนี้ใช้ผงชาเขียวส่งตรงจากญี่ปุ่น ก่อนนำมามิกซ์กับนม เติมน้ำแข็งเพิ่มความสดชื่น ไม่หวานมาก กลมกล่อมเลยทีเดียว นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนู ชูครีมชาไทย ลูกเล็กๆ พอดีคำ โดยขนมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน เพราะเจ้าของร้านดันติดใจในรสชาติของชูครีมจากญี่ปุ่น ก่อนจะเอาสูตรมาปรับจนกลายมาเป็นจานเด่นประจำร้านในที่สุด ถ้าใครแวะไปเที่ยวเชียงใหม่ก็แวะไปชิมกันได้เลย เพราะว่าร้านเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วนะ ร้าน WA KO Bake - วาโกะ เบค ตั้งอยู่ใกล้โครงการ เดอะ ฮาเบอร์ เลี้ยวซ้ายจากถนนห้วยแก้ว เข้าซอย เดอะ ฮาเบอร์ จากนั้นเลี้ยวซ้ายอีกที ร้านจะอยู่ซ้ายมือ รูปภาพจาก แฟนเพจ WAKO bake เครดิตจาก นิตยสาร FINE DAE ฉบับเดือนกรกฎาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

วิธีทำ ปีกไก่คั่วพริกเกลือ สูตรนี้แม่ให้มา
Mother may i /  เมนูแม่ / 

เมนูที่ทำให้นึกถึงแม่มีเมนูอะไรกันบ้างคะเพื่อนๆ ส่วนตัวแล้วเมนูที่ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ เลยคือปีกไก่ทอด เป็นเมนูที่อร่อยทุกครั้งจนต้องเติมข้าวอีกรอบ และก็กลับมานึกถึงเมนูไก่ทอดอีกครั้งเมื่อได้ไปกินเมนู ปีกไก่คั่วพริกเกลือ ของ ร้าน Mother May I  ความอร่อยที่ทำให้คิดถึงฝีมือแม่ขึ้นมาทันที วันนี้เราได้นำสูตร ปีกไก่คั่วพริกเกลือจาก คุณมีวินัย ใจบุญ เชฟประจำร้าน Mother May I มาฝากกันค่ะ ส่วนผสม ปีกไก่ขนาดกลาง 5 ปีก (ล้างน้ำสะอาด) น้ำตาลทราย 5 กรัม เกลือ 2 กรัม ซอสปรุงรสฝาเขียว 5 กรัม กระเทียม 2 กรัม (โขลกให้ละเอียด) รากผักชีไทย 2 กรัม (โขลกให้ละเอียด) พริกไทยเม็ด 2 กรัม (โขลกละเอียด) น้ำมันพืชสำหรับทอด 500 กรัม ต้นหอมซอย 5 กรัม กระเทียมเจียว 15 กรัม พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแว่น 5 กรัม มะนาวหั่นซีกสำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ ผสมกระเทียม รากผักชีและพริกไทยในชามผสมให้เข้ากันปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือ และซอสปรุงรส คลุกเคล้าให้เข้ากันดี นำปีกไก่ลงไปหมักประมาณ 5-10 นาที พักไว้ ตั้งน้ำมันไฟปานกลางรอจนร้อนได้ที่ นำปีกไก่ลงไปทอดจนสุกด้านนอกมีสีเหลืองสวยงาม ตักไก่ขึ้นมาแล้วนำไปคั่วในกระทะอีกใบพร้อมกับกระเทียมเจียว ต้นหอมซอย พริกชี้ฟ้าแดง และเกลือเพียงหยิบมือ คลุกเคล้าทั้งหมดให้เข้ากัน ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมมะนาวหั่นซีก ก่อนกินบีบมะนาวลงบนปีกไก่เล็กน้อยเพื่อเสริมรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น อ่านต่อได้ที่ mbookstore : TAMAGO issue 64 : Jun 2016

มอบความรักให้คุณแม่ด้วยมื้ออร่อย กับ “ขนมจีนซาวน้ำ” จาก จิม ทอมป์สัน
จิม ทอมป์สัน /  วันแม่

กรุงเทพฯ – จิม ทอมป์สัน เรสเตอรองท์ ให้ลูกๆ ได้ตอบแทนความรักให้คุณแม่ในช่วงเทศกาลวันแม่กับเมนูพิเศษ “ชุดขนมจีนซาวน้ำ” ที่คงตำรับความอร่อยแบบโบราณ พร้อมเมนูสุขภาพ ตามด้วยของว่างสไตล์ไทย และชาสมุนไพรชั้นเลิศ เริ่มตั้งแต่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายนนี้ เริ่มต้นลิ้มลองความอร่อยกับ “ขนมจีนซาวน้ำ” ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์และรสชาติอันกลมกล่อมรสหวานนำ อมเปรี้ยวให้ความรู้สึกสดชื่น โดยคงตำรับการปรุงแบบโบราณ ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ เส้นขนมจีนสด จัดเป็นคำๆ เครื่องแจงลอน ที่มีสูตรลับเฉพาะอยู่ที่การปรุง “เนื้อปลากรายสด” เข้ากับ “หัวกะทิ” คั้นสดใหม่ พร้อมด้วยเครื่องเคียงหรือเครื่องซาวน้ำ ที่เลือกใช้สับปะรดพันธุ์ “ห้วยมุ่น” คัดพิเศษจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ความฉ่ำ และมีรสหวานอมเปรี้ยวกำลังดี กุ้งแห้งป่นชั้นดีโขลกละเอียดจนขึ้นฟู ขิงอ่อนซอยเป็นเส้นฝอย เพิ่มสีสันและรสชาติ ให้จัดจ้านยิ่งขึ้นด้วยพริกขี้หนูซอย มะนาวผ่าซีก และกระเทียมซอยเป็นแผ่นบางๆ ชุดขนมจีนซาวน้ำ เสิร์ฟพร้อม สลัดเป็ดรมควันซอสเสาวรส เมนูรักสุขภาพที่คัดสรรเฉพาะเนื้อเป็ดส่วนอก ให้ได้อิ่มอร่อยเต็มคำ ราดด้วยซอสเสาวรสสูตรพิเศษ พร้อมด้วยผักออร์แกนิคนานาชนิด และต่อด้วย ช่อมะลิงาดำ ที่ดัดแปลงจากของว่างสไตล์ไทยดั้งเดิมอย่าง “ช่อม่วง” สวยงามด้วยเนื้อแป้งสีขาวผสมงาดำจับจีบเป็นกลีบดอกไม้ เคล้ากับกลิ่นหอมของดอกมะลิ ข้างในเป็นไส้ไก่สูตรพิเศษที่ผ่านการปรุงรสอย่างดีเยี่ยมเพื่อชุดเมนูพิเศษนี้โดยเฉพาะ พร้อมเพิ่มสุนทรียรสด้วย เครื่องดื่มชาสมุนไพรใบหม่อนชั้นเลิศจาก จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ที่ช่วยเสริมให้รสชาติอาหารกลมกล่อมลงตัวมากขึ้น โดยมีให้เลือกถึง 4 รสชาติ ทั้งตะไคร้ ดอกเก๊กฮวย ดอกคำฝอย และมะตูม “ชุดขนมจีนซาวน้ำ” จำหน่ายในราคาชุดละ 490 บาท (ขนมจีนซาวน้ำ จานเดี่ยว ราคา 250 บาท) โดยผู้สนใจสามารถสั่งจองหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ จิม ทอมป์สัน เรสเตอรองท์ แอนด์ ไวน์ บาร์ (Jim Thompson restaurant and wine bar) พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ซ.เกษมสันต์ 2 โทร. 02-612-3601 และ จิม ทอมป์สัน เรสเตอรองท์ แอนด์ เล้าจน์ (Jim Thompson restaurant and lounge) ถนนสุรวงศ์ โทร. 02-235-8932 ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – วันที่ 30 กันยายนนี้ *หมายเหตุ: ชุดขนมจีนซาวน้ำจำกัดจำนวนชุดในการจำหน่ายต่อวัน

ยอดฮิต! 10 ร้านบิงซู น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี
10 อันดับ /  น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี / 

ถ้าถามว่าเมนูของหวานอันไหนเหมาะกับอากาศร้อนๆ บ้านเรามากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นน้ำแข็งไสแน่นอน ตอนนี้ Bingsu - บิงซู น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลีกำลังมาแรงสุดๆ ทีเด็ดก็คงเป็นน้ำแข็งไสที่นุ๊มนุ่มละลายในปาก ผสมกับนมข้นและผลไม้หวานเย็นชื่นใจ แถมเซลฟี่ยั่วน้ำลายเพื่อนได้ดีอีกด้วย วันนี้ Food.Mthai ก็เลยขอจัด ยอดฮิต! 10 ร้านบิงซู น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี ให้เพื่อนๆ ได้ลองแวะไปชิมความอร่อยกันถึงที่เลย ยอดฮิต! 10 ร้านบิงซู น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี Bingsu / Bing Soo (บิงซู) นั้นถือเป็นเมนูของหวานยอดนิยมของวัยรุ่นเกาหลี กินดับกระหายในช่วงหน้าร้อน แต่ถ้าในบ้านเราก็คงเป็นเมนูที่กินได้ทั้งปี >,< 1.Seobinggo (서빙고 / ซอบิงโก) อันยอง~ Korean Dessert Cafe สไตล์เกาหลีของจริง รับประกันความอร่อยก็ตรงที่ต้องรอคิวนานเนี่ยแหละ บิงซูของที่นี่รสชาติเข้มข้น เน้นเครื่องเยอะ ทำให้เราลิ้มรสชาติความอร่อยได้อย่างเต็มที่เหมือนไปกินที่เกาหลีเลย และเมนูของหวานขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ injeolmi (อินจอลมิ) บิงซูโรยด้วยผงถั่วเหลือง ต๊อกอินจอล อัลมอนด์ และ Mango Cheese Bingsu บิงซูมะม่วงชีส ให้ทั้งความสดชื่นของน้ำแข็งไส บวกกับชีสเข้มข้นและมะม่วงรสหวานฉ่ำ นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูของหวานให้เลือกกันอีกมากมาย เช่น Toast, เค้ก, เครื่องดื่ม soft drink, smooties เป็นต้น ที่ตั้ง : สยามสแควร์ ซอย 9 ชั้น2 ตรงข้ามกับ Siam Square One, เดอะมอลล์บางกะปิ โซน Dining Square ชั้น4 , สาขาจามจุรีสแควร์ ชั้น 2 ติดกับร้านไดโซะ, สาขาเมเจอร์ซีนีเพล็กส์ รังสิต ชั้น 1 ติดตามได้ที่ : Facebook Seo Bing Go ------------------------------------------------ 2.Hollys Coffee ร้านกาแฟสัญชาติเกาหลี ที่ไม่ได้มีของอร่อยแค่กาแฟเพียงอย่างเดียว มีเมนูบิงซูออริจินัลที่ขึ้นชื่อเหมือนกัน คือ injeolmi (อินจอลมิ) บิงซูโรยผงถั่วใส่อัลมอนด์กับโมจิ แถมร้าน Hollys Coffee , Yoghurt Berry Bingsoo ยังเป็นสปอนเซอร์ของซีรีส์เกาหลีเรื่อง "Rooftop Prince" ด้วย คุ้นๆ ไหมค่ะ นอกจากนี้ทางร้านยังมีสโลแกนน่ารักๆ ว่า "Fresh Coffee, Romantic Space" ฟังแล้วอบอุ่น อยากมีโอปป้ามานั่งกินบิงซูด้วยกันเลย ที่ตั้ง : มี 3 สาขา Siam Square One ชั้น 4 ตรงข้าม Yayoi , สุขุมวิท ซอย 15, อาคารสยามกิตติ์ ติดตามได้ที่ : Facebook Hollys Coffee Thailand  ------------------------------------------------ 3.Snowfall House อีกหนึ่งร้านน้ำแข็งไสเนื้อนุ่ม มีเมนูของหวานขึ้นชื่ออย่าง Bean Powder Bingsoo รสชาติเข้มข้น เครื่องแน่น แถมทีเด็ดยังมีมุมหิมะตกให้นั่งกันด้วย เหมือนไปนั่งกินอยู่ที่ประเทศเกาหลียังไงยังงั้น ^^ ที่ตั้ง : Siam Square One ชั้น 4 ติดตามได้ที่ : Facebook Snowfall House ------------------------------------------------ 4.The Wickedsnow Thailand เป็นร้านน้ำแข็งไสชื่อดังสัญชาติเกาหลี ที่มาเปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทย แถมความอร่อยนั้นก็ไม้แพ้ที่ใด มาตราฐานเดียวเหมือนที่เกาหลีเลย น้ำแข็งไสของที่นี่มีให้เลือกหลายรสชาติ บวกกับเครื่องโรยหน้าและท็อปปิ้งที่จัดเต็ม รับรองว่ามาร้านนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน! ที่ตั้ง : โครงการ I'm Park ซอยจุฬาฯ 22 ติดตามได้ที่ : Facebook The Wickedsnow Thailand ------------------------------------------------ 5. Softbee  ร้านนี้ตั้งอยู่ในห้าง Central พระราม 9 (ชั้น 3) นอกจากเมนูของหวานอย่าง บิงซูมะม่วงราดไอศกรีมโยเกิร์ตแล้ว เมนูเด็ดที่เป็น Signatue ของที่นี่ยังมี Gelato Choco ขนมปังนุ่มกรอบทานพร้อมกับไอศกรีมช็อคโกแลตเหนียวนุ่ม และ Honey Soft Ice Cream ไอศกรีมรสนมราดด้วยน้ำผึ่งและพิเศษตรงที่มีรังผึ้งชิ้นพอคำให้ได้ลิ้มรสความหวานที่มาจากธรรมชาติจริงๆ ด้วย ที่ตั้ง : Central พระราม 9 ชั้น 3 ติดตามได้ที่ : Facebook Softbee thailand ------------------------------------------------ 6. Brown Sugar  ข้ามมาอีกฝั่ง ออกนอกเมืองมานิดนึง ร้านของหวานชวนน้ำลายไหลที่สายหวานอย่างเราพลาดไม่ได้อีกร้าน Brown Sugar ร้านนี้มีเมนูของหวานให้เลือกอร่อยกันหลากหลาย แต่ที่อยากแนะนำก็คือ บิงซูชาเขียว รสชาติเข้มข้นมากๆ แล้วก็มี เครปมะม่วง หรือเครปสตอเบอร์รี่ เนื้อแป้งกรอบอร่อย ยิ่งทานคู่กับมะม่วงและครีม เขากันได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีเมนูใหม่ เช่น Nutella Lover!! เครปช็อคโกแลต ราดซอสนูเทียล่า สอดไส้ไอศครีมโฮมเมด และผลไม้สดกันแบบเต็มๆ ราดด้วยเบอรี่ซอส เปรี้ยวๆหวานๆ ชื่นใจ และเมนูใหม่เอาใจคนรัก Marshmallow ที่ตั้ง : สนามบินน้ำ มาร์เก็ต หัวมุม ถ.เลี่ยงเมือง ติดตามได้ที่ : Facebook Brown Sugar สนามบินน้ำ ------------------------------------------------ 7.Schoolfood Thailand นอกจากร้านนี้จะมี บิงซูเมล่อนเสิร์ฟบนลูกเมลอนลูกโตๆ ที่ขึ้นชื่อแล้ว ก็ยังมีเมนูอาหารให้เพื่อนๆ ได้เลือกทานกันหลายเมนู ได้ลิ้มรสทั้งของคาว และตบด้วยของหวานเย็นชื่นใจ มาร้านเดียวจบเลย! แต่ที่พิเศษก็คือร้านนี้จะเสิร์ฟบิงซูเมลอนเพียง 10 ที่ต่อวันเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องคงความสดของเมลอนที่มาส่งต่อวันเพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มรสความสดชื่นและความหวานเนื้อฉ่ำจริงๆ ที่ตั้ง : Siam Center ชั้น 4, สาขา Mercury Ville ชั้น 3 (สามารถมาจากทางเชื่อมรถไฟฟ้าสถานีชิดลม) ติดตามได้ที่ : Facebook Schoolfood Thailand ------------------------------------------------ 8.Ok Bing Sul  โอ๊ค บิง ซอล ร้านน้ำแข็งไสเกล็ดหิมะแฟรนไชน์นำเข้ามาจากประเทศเกาหลีใต้  ตั้งอยู่ ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ประตู 1 (งามวงศ์วาน) โครงการ Home Village เป็นสาขาแรกที่มาเปิดในไทย เปิดมาได้ไม่กี่เดือน ลูกค้าก็ติดลมบนไปซะแล้ว ทำเลหน้ามหาลัยแบบนี้ ก็โดนใจน้องๆ นักศึกษาไปเต็มๆ อ่านข้อมูลร้านเพิ่มเติม http://food.mthai.com/food-recommend/100353.html ที่ตั้ง : โครงการ Home Village (ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์), The Paseo Town, Central World ชั้น 7 โซน Beacon ติดตามได้ที่ : www.facebook.com/okbingsulthailand  ------------------------------------------------ 9.Elmar Offwhite ร้านนี้ตกแต่งน่ารักมากๆ สไตล์ร้านเป็นโทนสีขาวดูสะอาดตา ผสมด้วยลายไม้สื่อถึงความเป็นธรรมชาติแบบเกาหลี ตั้งอยู่ในซอยเอกมัยไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง โดยเจ้าของร้านเป็นขาวเกาหลีใต้ซะด้วย ส่วนเมนูของหวานของที่นี่เป็นสไตล์โฮมเมด บิงซูจัดเต็มด้วยผลไม้และท็อปปิ้ง แถมยังจัดรูปแบบจานได้น่ารัก ถ่ายรูปลงโซเชียลสวยๆ อวดเพื่อนได้เลย หลายสิ่งบ่งบอกได้เลยว่าร้านนี้ใส่ใจในวิธีการทำจริงๆค่ะ ที่ตั้ง : ถนนสุขุมวิท63 (เอกมัย) ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามปั๊มน้ำมันเอสโซ่ และ park lane ติดตามได้ที่ : facebook Elmar offwhite ------------------------------------------------ 10.Sulbing Korean Dessert Cafe ปิดท้ายด้วยร้านน้ำแข็งใสสไตล์เกาหลีที่ร้านนี้เลย Sulbing Korean Dessert Cafe เป็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน ตั้งอยู่ใน สยามสแควร์ซอย 11 รองรับลูกค้าได้จุใจ ส่วนทีเด็ดของร้านนี้ก็คงจะเป็นเมนู "Real Tong Tong Melon Bingsu " บิงซูเมลอน ที่มาพร้อมเมลอนชิ้นโต ตักกินพร้อมกับไอศกรีมวนิลาบอกกับนมชุ่มฉ่ำ รู้สึกได้ถึงความสดชื่นและกลิ่นหอมๆ ของเมลอน ทุกครั้งที่ทานกันเลยทีเดียว ที่ตั้ง :  สยามสแควร์ซอย 11 ติดตามได้ที่ :  sulbing.co.th, facebook Sulbing Thailand ------------------------------------------------

อร่อยมีประโยชน์กับเมนู Pizza Mix Cupcake
pizza /  คัพเค้ก / 

เมนูเด็กๆ มากันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ เป็นเมนูพิซซ่าที่มาในรูปแบบคัพเค้ก เมนูนี้เด็กๆ ได้ส่วนรวมตั้งแต่เลือกซื้อถ้วยน่ารักๆ และตุ๊กตาประดับแก้ว และที่สำคัญ ให้เด็กๆ แสดงฝีมือในการทำอาหารด้วย กับเมนู Pizza Mix Cupcake พิซซ่าในถ้วยคัพเค้ก ส่นผสม ข้าวโพด ถั่วลันเตา น้ำมัน ซอสมะเขือเทศ แป้งปอเปี๊ยะ มอสซาเรลล่าชีส เบคอน ทูน่า ไส้กรอก แฮม สับปะรด วิธีทำ เตรียมถ้วยสำหรับทำพิซซ่าคัพเค้ก ทาน้ำมันให้ทั่วถ้วยเพื่อไม่ให้แป้งติดกับถ้วย ขั้นตอนแรกเอาแผ่นแป้งปอเปี๊ยะรองไปที่ถ้วย ตามด้วยข้าวโพด ไส้กรอก เบคอน ถั่วลันเตา แฮม สับปะรด ทูน่า ในปริมาณที่พอเหมาะ ราดด้วยซอสมะเขือเทศและโรยด้วยมอสซาเรลล่าชีส นำเข้าเตาอบ ใช้ไฟ 180 องศา ใช้เวลา 15 นาที เสร็จแล้วก็พร้อมเสิร์ฟ รีบรับประทานในขณะที่ยังอุ่นๆ ชีสจะยืดอร่อย แค่นี้ก็ได้เมนูพิเศษที่คุณพ่อคุณแม่ร่วมกันทำกับเจ้าตัวน้อยที่บ้าน เสริมทักษะการเรียนรู้ได้ดี และที่สำคัญการทำอาหารกลายเป็นกิจกรรมที่ทำให้ครอบครัวอยู่กันอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

เที่ยวเมืองชุนชอน กิน นอน แบบเกาหลีแท้ๆ ที่ จ. คังวอนโด
chuncheon /  magkusu / 

เมื่อพูดถึงเกาหลีใต้ หลายคนอาจจะนึกถึงกรุงโซล (Seoul) ก่อน เพราะเป็นเมืองหลวง แต่วันนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวเกาหลี เมืองข้างเคียงบ้าง นั่นก็คือ เมืองชุนชอน (ChunCheon) จ. คังวอนโด (Gangwon-do) พูดแบบนี้อาจจะงง เมืองชุนชอนเป็นเมืองที่มีเกาะนามิ นั่นเองจ้า แต่วันนี้เราก็ไม่ได้พาไปเกาะนามินะ! อ้าว! แล้วจะไปไหน? เราอยากพาไปในที่แปลกๆ ใหม่ๆบ้าง มาดูกันว่า เราจะพาท่านไป กิน-เที่ยวที่ไหนบ้างในเมืองชุนชอน ตามกันไปเลยจ้า เที่ยวเกาหลี เมืองชุนชอน จ. คังวอนโด จากโซล เรานั่งรถไฟความเร็วสูงที่ชื่อว่า ITX วิ่งจากโซลไปชุนชอน ใช้เวลาประมาณ 40 นาที โดยต้องไปขึ้นที่สถานี "ยงซาล สเตชั่น" (Yongsan Station 용산역) เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่มากๆ สถานีปลายทางที่เราลงคือ นัมชุนชอน สเตชั่น Namchuncheon Station (남춘천역) พอมาถึงไม่รอช้า รีบบึ่งไปหาไรหม่ำก่อนเลย พอดีเรามีเพื่อนเกาหลีมารอรับที่สถานี ก็เลยสะดวกหน่อย เพื่อพาไปทานอาหารที่ ร้าน ฮาจุโกล ได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดร้านนึงในเมืองชุนชอนเลยนะ เป็นอาหารเกาหลี Traditional เกิดมาก็พึ่งจะเคยมาลงพื้นที่แบบชาวเกาหลีของจริง นึกภาพตามนะคะ เหมือนเดินเข้าไปในร้านร้านนึงที่ดูดี สะอาด แต่บรรยากาศผู้ใหญ่ๆที่พูดคุยกันแบบผู้ดี๊ ผู้ดีอะ ทุกอย่างสำรวม ผิดจากภาพที่เราจินตนาการไว้ว่าต้องโผงผาง เสียงดัง โดยรวมคือ รสชาติกลางๆ แต่คุณภาพเน้นๆ คือ สด ใหม่ แปลกดี ส่วนตัวคือชอบนะ ที่ตั้งร้าน ฮาจุโกล : 807-4 Mancheon-ri, Dong-myeon Chuncheon, Gangwon-do เกาหลีใต้ เมื่อท้องตึง กองทัพก็เดินหน้ากันต่อไปได้ เมืองชุนชอน เป็นเมืองที่น่าอยู่เมืองนึงของเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ ผู้คนใช้ชีวิตกันแบบ Slow Life ต่างจากในกรุงโซล ถนนโล่งๆ รถวิ่งไม่เยอะ อากาศดี๊ดี  เพื่อนพามาเดิน สะพานกระจกใส (Soyanggang Sky Walk) ยาว 140 เมตร ซึ่งถือเป็นสะพานที่ยาวที่สุด ของเมืองชุนชอน ได้ข่าวว่าพึ่งเปิดเมื่อวาน งานนี้เลยไปเดินเจิมซะหน่อย ซึ่งวันที่เราไปยังไม่เสียค่าเข้านะคะ เพราะพึ่งเปิดเมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม 59  แต่เดือนสิงหา 59 เป็นต้นไปมีการเก็บค่าเข้าคะ ที่ตั้งสะพาน Soyanggang Skywalk: 8, Geunhwa-dong, Chuncheon-si, Gangwon-do สะพานกระจกใส (Soyanggang Sky Walk) หลังจากนั้น ก็ไปร้านกาแฟที่เค้าว่ากันว่า ฮิตสุดๆ ใครอยู่เมืองชุนชอนถ้าไม่ได้มาร้านนี้ จะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง!!! และเราก็ไม่พลาดคะ ไปคะ เกาหลีกับร้านกาแฟเป็นของคู่กัน เพราะคนเกาหลีชอบดื่มกาแฟม๊ากมาก ร้านที่เราไปนี้ชื่อว่า Cafe Santorini เพื่อนเกาหลีบอกว่า ทุกวันหยุดคนที่อยู่โซลมากันเยอะมากๆ เพราะร้านนี้วิวดี อากาศดี มองเห็นวิวเมืองชุนชอนแบบสุดลูกหูลูกตา แถมคนนิยม มาเช่าสถานที่ จัดงานแต่งงานกันเยอะมากๆ Cafe Santorini เมืองชุนชอน เกาหลี ใครที่มาแถวนี้ ลองดูนะคะ มีร้านกาแฟติดกันอีกร้าน ชื่อ A Two Some Place ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วเกาหลี เยอะมากๆ แต่สาขาที่เมืองชุนชอน เค้ามีที่ถ่ายรูปเก๋ๆ เป็นห้องกระจก เข้าไปยืนเท่ห์ๆกันได้เลย ส่วนตัวชอนร้าน Santorini มากกว่า ส่วนร้านนี้แค่ไปยืนถ่ายรูปในห้องกระจกก็คุ้มแล้วจ๊ะ ดื่มกาแฟ ถ่ายรูปเล่นซักพัก เราก็เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง นั่นก็คือ Vivaldi Park ซึ่งเราพักที่คอนโด Sonofelice ดีงามตามท้องเรื่องจริงๆ เห็นวิวไกลๆคือ Ocean World ซึ่งเป็นที่นิยมมากๆของชาวเกาหลีในช่วงฤดูร้อนจ้า นอกจากนี้ ใน Vivaldi Park ยังมี สนามกอล์ฟ (Golf club) และ สกีรีสอร์ท (Ski World) ในช่วงหน้าหนาวอีกด้วย สวนน้ำ Ocean World ภายใน Vivaldi Park เมืองชุนชอน             Credit: Daemyungresort นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ที่น่าเที่ยวในเมืองชุนชอน จ.คังวอนโด ใครไปแล้วรับรองว่าติดใจแน่ๆจ้า เพราะธรรมชาติ อากาศดี๊ดี ผู้คนเป็นมิตร นอกจากนี้แล้ว เรายังได้กินอาหารอร่อยๆเยอะมาก เป็นอาหารพื้นเมืองชื่อดัง ประจำเมืองชุนชอน ที่เด็ดที่สุดและขึ้นชื่อที่สุดก็คือ มักกุกซู (Makgusu) หรือ ก๋วยเตี๋ยวบัควีท  และ ไก่ผัดซอส ทัคคาลบิ้ (Dakgalbi)  วิธีการกินมักกุกซูก็คือ มาเป็นถ้วยแบบนี้ เห็นกาน้ำที่ตั้งอยู่ข้างๆไหมคะ เทน้ำซุปใส่ลงไปเลยจ้า  ในถ้วนก้อนสีเหลืองๆคือ มัสตาด ใส่ละลายลงไปในน้ำ เสร็จแล้วก็โซ๊ยเลย เวลาทานพวกอาหารเส้นแบบนี้ เค้าใช้วิธีดูดเส้นกันเสียงดังมากกกกก คือแบบ เซอร์ราวด์แข่งกันมาก มารยาทการซู้ดเส้นที่เสียงดังแปลว่า อร่อยมากๆ ซึ่งจะตรงข้ามกับวัฒนธรรมบ้านเรา มาถึงเมนูไก่ผัดซอส ทัคคาลบิ้ (Dakgalbi) กันบ้าง หอมฉุยน่าทาน ใส่ทุกอย่างลงไป ผัดๆ กินๆๆๆ สัญลักษณ์เด่นๆคือ กระทะที่ผัดต้องใหญ่ จบทริปแล้วจ้า ใครสนใจอยากไปเที่ยวเมืองชุนชอนแบบนี้บ้าง แนะนำเลยจ้า เดินทางจากโซลแค่ 45 นาที อากาศดี อาหารอร่อย จบทริปแบบประทับใจเลย รูปประกอบจาก http://korea.prkorea.com/, visit korea