ช็อกโกแลตซอส

รสชาติ แบบไหน ดีต่อสุขภาพ
ขับถ่ายยาก /  ขับถ่ายไม่คล่อง / 

อาหารแต่ละ รสชาติ มีประโยชน์และโทษต่างกันออกไป เราจึงต้องหาข้อมูลเพื่อสุขภาพของตัวเราเอง ขึ้นชื่อว่าเมนูอาหารไทย รสชาติ ดุเด็ดเผ็ดมันอย่าง เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ต้องมากันครบ ยิ่งร้านไหนปรุงอาหารได้จัดจ้านก็ยิ่งได้รับความนิยมอย่างแน่นอน ซึ่งคุณรู้ไหมว่า เจ้า รสชาติ แซ่บๆ นี่แหละที่เป็นเหมือนเพชรฆาตเงียบอันน่าสะพรึงกลัว จงระวังรสจัดจ้าน ก่อนจะเข้าสู่โหมดเชียร์การรับประทานรสจืด เราขอชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับสารพัดความอันตรายที่ตามติดมากับ รสชาติ ของอาหารแต่ละชนิดกันก่อนดีกว่าว่าจะร้ายแรงเพียงใด รสเค็ม รสเค็มคือ รสชาติ หนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ แม้เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า ความเค็มที่มากเกินไปจะเป็นปัญหาต่อสุขภาพ ซึ่งอาหารไทยหลายชนิดมีส่วนผสมของเกลือในปริมาณสูง โดยความเค็มยังแอบซุกซ่อนอยู่ในอาหารสำเร็จรูปอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมอบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ผักดอง และซอสต่างๆ นอกจากนี้ อาหารตามธรรมชาติบางอย่างก็ยังมีโซเดียมสูง เช่น อาหารทะเลและเนื้อสัตว์ต่างๆ นั่นจึงหมายความว่า เวลาที่เราจะรับประทานอะไรก็ควรต้องระมัดระวังในการปรุงรสพอสมควร มิฉะนั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่อโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมสูงเกิน สำหรับโทษของการกินเค็มจัดคือ ทำให้เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง แต่ความอันตรายยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะความเค็มยังอาจก่อให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ อาการบวม หัวใจวาย ริดสีดวง ไมเกรน และภาวะกระดูกบาง ซึ่งถ้าเราทานเกลือให้น้อยลงจะส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น รสหวาน เมื่อพูดถึงที่มาของความหวาน น้ำตาลก็คือสิ่งที่หลายคนนึกถึง ซึ่งเจ้าน้ำตาลหวานหยดนี่แหละที่ถูกจัดให้อยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานต่อร่างกายในทันทีที่กินเข้าไป ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในความหวานก็ควรระวังไว้สักนิด เพราะหวานมากไปก็ทำให้อ้วน เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนก่อให้เกิดไขมันสะสม นอกจากนี้ อาหารรสหวานยังเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมามากกว่าปกติเพื่อกำจัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ยิ่งคนเป็นเบาหวานกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งให้ตับอ่อนทำงานหนัก และเป็นอันตรายมากเท่านั้น รสเปรี้ยว รสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดมีคุณสมบัติสำคัญในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ และแก้เลือดออกตามไรฟัน ซึ่งการรับรสเปรี๊ยวจากธรรมชาติอย่าง มะนาว มะกรูด มะขาม มะม่วงดิบ หรือสับปะรด นับว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก แต่ถ้าเป็นความเปรี้ยวที่มาจากสารสังเคราะห์อย่าง น้ำส้มสายชู หากบริโภคมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นเดียวกันกัน โดยโรคที่มากับอาหารรสเปรี้ยวคือ ท้องเสีย ร้อนใน ระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา และกระดูกผุ รสเผ็ด การรับประทานอาหาร รสชาติ เผ็ดๆ ใส่พริก 10 เม็ด ชวนเหงื่อไหลไคลย้อยคือสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ โดยแหล่งที่มาของความเผ็ดร้อนมักมากับสมุนไพรกลุ่ม เช่น กานพลู ยี่หร่า กระเทียม หัวหอม และพริก ซึ่งความเผ็ดนี่เองที่จะช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้ใหญ่เป็นไปตามปกติ แต่ถ้าบริโภคมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคกรดในกระเพาะอาหารที่ทำให้นักกินเผ็ดมักมีอาการท้องขึ้นและอึดอัด นอกจากนี้ รสชาติ อันเผ็ดร้อนจนเกินไปยังสามารถก่อให้เกิด สิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติทำให้เกิดสิวได้ง่าย และที่สำคัญอาหารรสเผ็ดยังมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนัก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเผ็ดจึงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว เทคนิคในการกิน เห็นหรือยังล่ะว่าการทานอาหารรสจัดนั้นมีแต่ส่งผลเสียให้กับร่างกาย ดังนั้น เราจึงมีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณรับประทานอาหารให้อร่อยแบบไม่เสี่ยงโรคภัยมาฝากกัน ชิมก่อนปรุงทุกครั้ง ลดการเติมเครื่องปรุงรส เพราะในเครื่องปรุงรสเกือบทุกชนิดมีปริมาณโซเดียมสูง ลดการกินอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอก หมูยอ แหนม เบคอน ผักดอง ผลไม้ดอง ลดความถี่และปริมาณน้ำจิ้มของการกินอาหารที่มีน้ำจิ้ม เช่น ของทอด สุกี้ หมูกระทะ เลี่ยงอาหารจานด่วน เพราะมีโซเดียมสูง อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งก่อนที่จะบริโภค ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

ร้านดังย่านชลบุรี ถ้าข้อกำหนดจะเยอะขนาดนี้แล้วละก็...?
ข้อกำหนดเยอะ /  ร้านชลบุรี / 

ร้านดังย่านชลบุรี เขียนแจกแจง ข้อปฏิบัติและข้อกำหนดสำหรับลูกค้า อธิบายลำดับการสั่ง ชัดเจน หลังจากที่ชาวสังคมออนไลน์ได้วิพากษ์วิจารณ์กรณีข้าวมันไก่ จานละ50 บาท ได้ชิ้นเดียวที่ย่านตลาดจตุจักร วันนี้ก็มีการแชร์ภาพร้านอาหารชื่อดังย่านชลบุรี ที่ใครจะไปกินร้านนี้ต้องอ่านให้ดีๆ เพราะเขามีข้อกำหนดเยอะมาก เขียนไว้ในสมุดเมนูประจำโต๊ะ เช่น น้ำแข็งฟรี กรุณาตักน้ำแข็งพอประมาณเพียงพอกับความต้องการ แก้วเกินจำนวนคนที่มาคิดแก้วละ 5 บาท ห้ามนำภาชนะอื่นที่เป็นแก้วของร้านใส่น้ำแข็ง เพื่ออนามัยกรุณาใช้หลอด  น้ำเปล่าในถังฟรี ในตู้เสียเงิน ถ้าในถังหมดกินน้ำเสียตังค์บ้างก็ได้ นอกจากนี้ยังมีการเปิดแผนผังการผัดของร้านสำหรับคนที่มีข้อข้องใจว่าทำไมคนมาหลังได้กินก่อน เพราะว่าร้านมีวิธีการผัด หากโต๊ะไหนมาทีหลังแต่สั่งอาหารเหมือนโต๊ะก่อนหน้าก็จะได้กินก่อน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกทานช้าหรือทานเร็ว ถ้าสั่งเหมือนกันทั้งโต๊ะก็ได้ทานเร็ว แต่ถ้าสั่งไม่เหมือนกันก็ต้องรอ ส่วนโต๊ะหินอ่อนของร้าน ขอความกรุณาให้นั่งเฉพาะสำหรับลูกค้าที่มาหลายคนขึ้นไป ที่นี่ไม่มีบริการจานแบ่งจานเปล่า ไข่ดาวที่นี่ทอดสุกยืนพื้นทุกจาน ถ้าจะเอาไม่สุกกรุณาบอกด้วย ไข่เจียวที่นี่ไม่มีซอสพริก ร้านไม่ออกบิลเงินสดให้ ขอบคุณลูกค้าที่มาอุดหนุนและเข้าใจทางร้าน MThai News

14 ประเพณีแปลกมหาวิทยาลัย เขาเล่นกันแรงจัง!
การศึกษา /  ต่างประเทศ / 

ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในบ้านเรานั้นก็จะมีกิจกรรม หรือพิธีต่างๆ ตามของแต่ละมหา'ลัยนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับน้อง ไหว้ครู หรือแม้แต่มีความเชื่อในเรืองต่างๆ เยอะแยะมากมาย เช่นเห็นนู้นแล้วจะสอบตก ห้ามข้ามนี่แล้วจะเรียนไปจบ ประมาณนั้น .. ในต่างประเทศก็มีเช่นกันแต่ของเขาแปลกกว่าบ้านเรามากๆ ถ้าถามว่าแรงไหม ตอบได้เลยว่าเมืองไทยออาจจะมองว่าแรง แต่ถ้าในบ้านเขาอาจจะเป็นเรืองธรรดา เห็นกันจนชินไปแล้วก็ได้ กับ 14 ประเพณีแปลกมหาวิทยาลัย เขาเล่นกันแรงจัง! แรงจริง!! >,< เพื่อนๆ คนไหนเคยเล่นประเพณีพวกนี้กันแล้ว อย่าลืมมาบอกต่อกันนะคะ  14 ประเพณีแปลกมหาวิทยาลัย เขาเล่นกันแรงจัง! 1. “Memorial Bell” ตีระฆังเมื่อพรหมจรรย์ขาด :  วิทยาลัยมาคาเลสเตอร์ (Macalester College) Ringing The Bell The First Time You Have Sex On Campus วิทยาลัยมาคาเลสเตอร์ เป็นวิทยาลัยเล็กๆ ในเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ณ ที่แห่งนี้มีระฆังเก่าแก่อยู่ใบหนึ่ง ที่สร้างไว้เพื่ออนุสรณ์มีชื่อเรียกว่า “Memorial Bell” และยังมีประเพณีปฎิบัติสืบต่อกันมาสำหรับนักศึกษาในวิทยาลัยแห่งนี้ว่า “ให้ขึ้นมาตีระฆังเมื่อคุณสูญเสียความบริสุทธิ์ครั้งแรก (ในวิทยาลัย)” นั่นคือ เมื่อใดก็ตามที่มีเสียงระฆังดังขึ้น เป็นอันรู้กันว่ามีการฟีชเชอริ่งกันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ในมหาวิทยาลัยนี่แหละ เหล่าบรรดานักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในหอพักก็จะออกมายืนที่หน้าต่างพร้อมทั้งพากันปรบมือประหนึ่งว่าร่วมแสดงความยินดีกับการเสียความบริสุทธิ์ครั้งนี้ด้วย และสำหรับผู้ที่สูญเสียความบริสุทธิ์มาแล้ว ก็สามารถเข้าร่วมประเพณีการตีระฆังครั้งแรกนี้ได้เช่นกัน ถ้าตีแล้วก็จะถือว่าเซ็กซ์ที่เคยผ่านมาทั้งหมดนั้นเป็นโมฆะ!!! โดยเป้าหมายและความเชื่อของการตีระฆังอนุสรณ์ของวิทยาลัยมาคาเลสเตอร์แห่งนี้ เป็นเครื่องหมายแห่งการเฉลิมฉลอง สร้างเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ ร่วมแสดงความยินดีกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปอีกขั้น อีกหนึ่งการเรียนรู้ชีวิตที่เกิดขึ้นในวิทยาลัยแห่งนี้ 2. "Sex in the Stacks" แอบฟีชเชอริ่งในห้องสมุด แล้วจะเรียนจบ : มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Havard University) มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง “ฮาร์วาร์ด” ก็มีประเพณีแปลกๆ ในมหาวิทยาลัยให้ได้อึ้ง ทึ่ง เสียวกับเขาอยู่เหมือนกัน กับความเชื่อที่ว่า “ถ้าใครมีเซ็กซ์ที่ชั้นวางหนังสือ หรือกองหนังสือในห้องสมุดแล้วจะเรียนจบ” ซึ่งการมีเซ็กซ์ในห้องสมุดนี้เป็นเพียง 1 ใน 3 ความเชื่อว่า ถ้าใครทำสำเร็จก็จะเรียนจบอย่างแน่นอน มีนักศึกษาจำนวนมากที่พยายามจะทำตาม เข้าตำราไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จนได้มีการทำการวิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อเหล่านี้ว่ามันสำเร็จจริงหรือไม่? จากผลสำรวจในปี 2013 พบว่า มีนักศึกษา13% ที่จบการศึกษาเคยมีเพศสัมพันธ์ที่ห้องสมุด และอีกสองความเชื่อที่เหลือคือ ถ้าปัสสาวะรดเท้ารูปปั้น John Harvard แล้วจะเรียนจบ มีนักศักษาปีสุดท้ายพยายามทำตามข้อนี้ถึง 23% และมีนักศึกษามากถึง 32% ทำตามประเพณี 'Primal Scream' ในคืนสุดท้ายก่อนการสอบ เพราะเชื่อว่าจะทำให้การสอบครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้จะเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล แต่อย่างไรก็ตามความเชื่อเหล่านี้ก็ยังได้รับการปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น 3. "Primal Scream"  วิ่งเปลือยแล้วกรี๊ด : มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Havard University) อีกหนึ่งประเพณีและความเชื่อของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Havard University) ที่เรียกว่า 'Primal Scream' นั่นก็คือ ในตอนเที่ยงคืนสุดท้ายก่อนการสอบปลายภาค จะมีนักศึกษาจำนวนมากลงมาวิ่งรอบ “Harvard Yard” ลานสนามหญ้าที่ไม่กว้างนัก สถานที่ที่สำคัญมากของมหาวิทยาลัย ที่ล้อมรอบไปด้วยหอพักนักศึกษา ห้องสมุด และรูปปั้นของ “John Havard” ซึ่งมีความเชื่ออีกว่าถ้าใครได้จับเท้าของรูปปั้นแล้วจะมีโอกาสได้เรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในอนาคต ที่ลานสนาม “Harvard Yard” ทุกปี คืนก่อนการสอบปลายภาค ตอนเที่ยงคืนจะมีบรรดานักศึกษาลงมาวิ่งรอบสนามแห่งนี้พร้อมกับกรีดร้องตะโกน แบบเปลือยกายร่อนจ้อน บางคนสวมแค่เสื้อคลุม หรือหมวก ปิดบังใบหน้าไว้เพียงเท่านั้น เพราะเชื่อว่าการวิ่งเปลือยเปล่าแบบนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ มีประสิทธิภาพในการศึกษาภาคต่อไป และที่สำคัญสอบผ่านแน่นอน... 4. "Sex Under The Button" มีเซ็กซ์ใต้รูปปั้นกระดุม แก้คำสาป : มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) อีกหนึ่งเรื่องเล่าและตำนานความเชื่อของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่คล้ายคลึงกับความเชื่อในมหาวิทยาลัยไทย นั่นก็คือ “ถ้านักศึกษาคนไหนก้าวเท้าเข้าไปยัง 'เข็มทิศ' ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยจะสอบไม่ผ่านมิดเทอม” และวิธีแก้คำสาปอันน่าอัศจรรย์ใจในตำนานนั่นก็คือ “คุณจะต้องมีเซ็กซ์กับใครคนหนึ่งใต้รูปปั้นกระดุมหัก (Claes Oldenburg)" ที่ตั้งอยู่นอกห้องสมุดมหาวิทยาลัย เป็นห้องเล็ก และแคบมากสำหรับสองคนที่จะไปนอนอยู่ในนั้นได้ และแน่นอนกับความเชื่อนี้ต้องมีคนที่อยากลอง และต้องไปนอนแก้คำสาปในห้องแห่งนี้อย่างแน่นอ 5. "Senior Serenading" น้องร้องให้พี่ ขยี้ให้เละ อุ๊ปส์! : วิทยาลัยวาสซาร์ (Vassar College) วิทยาลัยวาสซาร์ (Vassar College) จะมีประเพณีที่จะต้องปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกปีที่เรียกว่า “Senior Serenading” เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเหล่าบรรดารุ่นน้องปี 1 และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของรุ่นพี่และรุ่นน้อง โดยประเพณีนี้จะให้รุ่นพี่เดินไปตามหอพักต่างๆ ของรุ่นน้องปีหนึ่ง เพื่อให้น้องๆ ออกมาร้องเพลงให้พวกเขาฟัง และแม้ว่าเพลงที่ร้องออกมานั้นจะไพเราะสักเพียงใด แต่ก็ต้องโดน…อยู่ดี เพราะในที่สุดแล้วตอนจบน้องๆ ก็จะต้องพบกับพายุอาหารนานาชนิดที่รุ่นพี่ทั้งหลายกระหนำปาเข้ามา ทั้งอาหาร ช็อคโกแลต น้ำเชื่อม รวมถึงลูกโป่งที่ภายในบรรจุซอสมะเขือเทศ สภาพรุ่นน้องแต่ละคนเละเทะแต่ก็มีความสุข สร้างเสียงหัวเราะและความสนุกสนานให้กับรุ่นพี่และรุ่นน้องได้เป็นอย่างดี คงจะคล้ายๆ กับประเพณีรับน้องในบ้านเรานั่นเอง 6. "The Shoe Tree"  ต้นไม้รองเท้า : มหาวิทยาลัยเมอร์เรย์สเตท (Murray State University) ใจกลางมหาวิทยาลัยเมอร์เรย์สเตท (Murray State University) รัฐเคนตั๊กกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา จะพบต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเต็มไปด้วยรองเท้าอย่างน้อย 50 คู่ ถูกตอกตรึงไว้กับต้นไม้นั้น แม้ว่ามันจะทำให้ทิวทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยไม่สวยงามนัก แต่ต้นไม้รองเท้านี้กลับมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจ แม้จะไม่มีใครทราบว่าประเพณีต้นไม้รองเท้านี้เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเมอร์เรย์สเตทแห่งนี้ไปแล้ว และได้มีการปฏิบัติต่อเนื่องกันมาทุกปี เรื่องราวอันน่าประทับใจของต้นไม้รองเท้านี้เริ่มต้นมาจาก มีเรื่องเล่าว่ามีนักศึกษาสองคนได้พบรักและได้แต่งงานกัน ณ ที่แห่งนี้ ถ้าอยากโชคดีเหมือนพวกเขาให้ตอกรองเท้าไว้ที่ต้นไม้ต้นนี้ และนับตั้งแต่นั้นมาก็มักจะมีเหล่าบรรดาคู่รักทั้งหลายนำรองเท้ามาตอกตรึงไว้กับต้นไม้ และเขียนวันครบรอบของพวกเขาลงไปในรองเท้าด้วย เมื่อเวลาผ่านไปคู่รักที่ประสบความสำเร็จแต่งงานสร้างครอบครัวแล้ว ก็มักจะย้อนกลับมาเพื่อตอกตรึงรองเท้าของบรรดาลูกๆ ของเขาไว้กับต้นไม้นี้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้เรายิ้มได้ 7. "Full Moon On The Quad" จูบกัน วันพระจันทร์เต็มดวง : มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด (Stanford University) อีกหนึ่งประเพณีรับน้องของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของสหรัฐอเมริกา อย่างมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด (Stanford University) ก็มีประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี และเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ “Full Moon On The Quad” ในคืนพระจันทร์เต็กดวงครั้งแรกของปี จะมีการเฉลิมฉลองคืนวันพระจันทร์เต็มดวงที่ลานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้น้องปี 1 ได้กลายเป็นคนสแตนฟอร์ดอย่างเต็มตัว ด้วยการจูบกับรุ่นพี่ที่อาวุโสกว่า (ใครก็ได้) ภายในค่ำคืนแห่งนี้ จนกลายเป็นเทศกาลประจำมหาวิทยาลัย มีการเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนานทุกปี ประเพณี Full Moon On The Quad (FMOTQ) เริ่มปรากฎขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1900s มีตำนานเล่าว่า “พี่ชาย (หมายถึงตัวแทน senior boys) ต้องการที่จะมอบน้องสาว (ตัวแทนของน้องสาวคือ freshman girls) ให้กับดอกไม้ และก่อนที่จะให้พวกเขาไปก็ได้จุมพิตไปที่แก้ม เสมือนเป็นการมอบความกล้าหาญให้กับน้องๆ ในการดำเนินชีวิตต่อไปในฟาร์มดอกไม้” และหลายปีต่อมาประเพณี FMOTQ ก็ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยมาจนถึงปัจจุบัน 8. "Raisin Weekend" สัปดาห์ ปาลูกเกด : มหาวิทยาลัยเซนท์แอนดริว (St Andrews) ที่มหาวิทยาลัยเซนท์แอนดริว (St Andrews) ในสกอตแลนด์ ก็มีประเพณีกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องที่เรียกว่า “Raisin Weekend” จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี โดยการขว้างปาถั่วและโฟมไปที่น้องใหม่ของมหาวิทยาลัย คล้ายกับประเพณีรับน้องในบ้านเรา ตามประเพณีที่ก่อนหน้านี้จะใช้ลูกเกดตากแห้ง หรือที่เรียกว่าลูกเกด เป็นอุปกรณ์ ที่นักศึกษาปี 1 จะมอบให้รุ่นพี่เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ แต่ยุคนี้ใช้โฟมแทน ก็เลยกลายเป็นการเอาโฟมโปะกันและกันเป็นที่สนุกสนาน ไม่มีลูกเกดอย่างในอดีต แต่ก็ยังคงเรียกชื่องานนี้ว่า Raisin Weekend เหมือนเดิม 9. "Dragon Day"  วันมังกร : วิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) 'Dragon Day' หรือ วันมังกร ถือเป็นประเพณีประจำปีของวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จะจัดขึ้นในวันศุกร์ ก่อนที่วิทยาลัยจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ กลางเดือนมีนาคม ของทุกปี จะมีขบวนแห่มังกร (Dragon) ที่สร้างโดยนักศึกษาปีแรกของคณะสถาปัตยกรรม และแห่ข้าม Arts Quad ท่ามกลางเสียงตะโกน และการเต้นรำ ประเพณีวันมังกรนี้ เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1901 โดยเชื่อว่าน่าจะมีวันสถาปนาคณะสถาปัตยกรรมของวิทยาลัยแห่งนี้ โดยนักศึกษาสถาปัตยกรรมได้ร่วมกันสร้างมังกรยักษ์ขึ้นมา เป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานของ St Patrick ที่ได้เดินทางโดยการใช้งูเป็นพาหนะที่เกาะไอแลนด์ นั่นเอง 10. "Naked Quad Run" ประเพณีวิ่งเปลื้องผ้า : มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) แห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา มีประเพณีแปลกที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ 'Naked Quad Run' หรือประเพณีการวิ่งเปลื้องผ้าของเหล่าบรรดานักศึกษา จะทำกันในฤดูหนาวคืนการอ่านหนังสือสอบ โดยนักศึกษาของมหาวิทยาลัยทัฟส์จะวิ่งจากตึก West Hall ไปยังตึก Residential Quad ระหว่างทางที่กำลังวิ่งไปนั้นก็จะทำการถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นไปตลอดทาง ซึ่งต้นกำเนิดของประเพณีวิ่งเปลื้องผ้าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1900 ในยุคนั้นมหาวิทยาลัยทัฟส์ยังเป็นมหาวิทยาลัยชายล้วน ได้ทำการประท้วงการรวมมหาวิทยาลัย กับวิทยาลัยหญิงล้วนที่ชื่อว่า “Jackson College” ด้วยการวิ่งเปลื้องผ้า และได้กลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา แต่ปัจจุบันนี้แว่วๆ ว่าได้มีการห้ามนักศึกษาปฏิบัติตามประเพณีนี้แล้ว 11. "Trashing" สอบเสร็จต้องเละ : มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford Univeristy) นักศึกษาในมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford Univeristy) เป็นเพียงมหาวิทยาลัยเดียวในฝั่งโลกตะวันตกที่ยังคงใส่เครื่องแบบนักศึกษาในการสอบ ซึ่งหลังจากสอบเสร็จครั้งสุดท้ายของปีแล้ว นักศึกษาเหล่านั้นจะต้องเข้าสู่ประเพณีประจำมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า 'trashed' ซึ่งพวกเขาจะต้องถูกปาด้วย แป้ง, วิปครีม, เส้นสปาเกตตี้ และฉีดด้วยสายรุ้งเต็มไปหมด คล้ายกับการเฉลิมฉลองให้กับนักศึกษาหลังสอบเสร็จ 12. "Renn Fayre" งานเผาวิทยานิพนธ์ : วิทยาลัยรีด (Reed College) บ้านเราต้องเก็บไว้ดูต่างหน้า >,< ประเพณี 'Renn Fayre' เป็นประเพณีการเฉลิมฉลองของเหล่าบรรดานักศึกษาในวันในวันปิดภาคเรียน ของวิทยาลัยรีด (Reed College) ปัจจุบัน Renn Fayre ได้กลายเป็นประเพณีประจำมหาวิทยาลัยในเทศกาลสิ้นปี วันสุดท้ายของการเรียน สำหรับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาแล้วจะมีการเฉลิมฉลองด้วยการเอาวิทยานิพนธ์ของพวกเขาที่ทำเสร็จแล้วมาเผา และร่วมกันเดินแห่ไปรอบวิทยาลัย มีทั้งอาหาร ดนตรี การแสดงศิลปะ กระดานลื่นยักษ์ ลานสเก๊ตบอร์ด และขบวนพาเรดเปลือยของนักศึกษาที่เพ้นท์ร่างกายด้วยสีน้ำเงิน ครึกครืนและสนุกกันไปทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องเลยทีเดียว 13. "Liquid Latex" บอร์ดี้เพ้นท์เต้นกระจาย : มหาวิทยาลัยแบรนดีส (Brandeis University) มหาวิทยาลัยแบรนดีส (Brandeis University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลชมเชยจากนิตยสารเพลย์บอย จากการจัดอันดับงานแสดงมหาวิทยาลัยประจำปี ในชุดการแสดงที่ชื่อว่า 'Liquid Latex' ซึ่งถือเป็นงานประเพณีที่จัดแสดงทุกปีของมหาวิทยาลัยแบรนดีส โดยนักศึกษาจะออกมาทำแสดงโชว์ด้วยร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงการเพ้นท์สีตามร่างกายเท่านั้น คล้ายกับภาพยนตร์เรื่องทิมเบอร์ตัน ที่ร่างกายปกคลุมด้วยสีเพ้นท์น้ำยางเหลวข้น และเต้นรำไปตามจังหวะเพลง ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดและปฏิบัติมาเป็นเวลา 13 ปีแล้ว อีกทั้งยังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในหมู่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย 14. "Healy Howl" โหย..หวน..หอน : มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University) หลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อภาพยนตร์สุดสยอง “The Exorcist” กันมาบ้าง กับภาพความสยองในภาพยนตร์ แต่น้อยคนนักจะทราบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำกันที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University) นี่เอง ดังนั้นในวันฮาโลวีนของทุกปีจะมีการจัดฉายภาพยนตร์เรื่องนี้บริเวณสนามหญ้าภายในมหาวิทยาลัย หลังจากภาพยนตร์จบจะเป็นเวลาช่วงเที่ยงคืน เหล่าบรรดานักศึกษาก็จะยังไม่ไปไหน แต่จะพากันไปยังสุสานใกล้กับตึก "Healy Hall" ของมหาวิทยาลัย เพื่อทำการ "หอน" ที่เรียกว่า "Healy Howl" ร่วมกัน นึกไม่ออกเลยว่าภาพบรรยากาศจริงจะสยองชวนขนลุกแค่ไหน!!! นอกจากนี้ก็ยังมีประเพณีแปลกๆ อีกหลายที่เลยคะ เช่น  "Naked Library Walk" เปลือยกายเดินในห้องสมุด : มหาวิทยาลัยแยล (Yale University), "Naked Jump in the Lake" แก้ผ้าลงเล่นนน้ำในทะเลสาป : Ohio State University, "Sex in the football Stadium" มีเซ็กส์ในสนามฟุบอล : University of Michigan แรงๆ ทั้งนั้น!! ขอบคุณ ที่มา : teen.allwomenstalk.com,studentbeans.com,mentalfloss.com.hercampus.com,buzzfeed.com,www.fiestafrog.com

โออิชิ จัดกาล่าดินเนอร์สุดหรูเปิดตัว 4 เมนูเลอค่า ฉลอง 15 ปี โออิชิ บุฟเฟต์
โออิชิ บุฟเฟต์

โออิชิ จัดกาล่าดินเนอร์สุดหรูเปิดตัว 4 เมนูเลอค่า ฉลอง 15 ปี โออิชิ บุฟเฟต์ ขึ้นแท่นเป็นร้านอาหารบุฟเฟต์ญี่ปุ่นที่ครองใจคนไทยมายาวนาน ในวันครบรอบ 15 ปี โออิชิ บุฟเฟต์ บอสแซม-ไพศาล อ่าวสถาพร เลยขอฉลองมื้อใหญ่อย่างหรู จัดงาน “โออิชิ 15 ปี พร 15 ประการ” เอาใจคนรักอาหารญี่ปุ่น เนรมิตรร้านบุฟเฟต์ที่ โออิชิแกรนด์ ให้เป็นโต๊ะกาล่าดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ส่งเมนูพรีเมี่ยมระดับโลกหัวละ 10,000 บาท ให้แฟนโออิชิ เหนียวแน่น อย่าง กรกนก ยงสกุล, ทิพย์ลดา พูนศิริวงศ์, ณัฏฐิ์ประภา ชุณหะวัน และจารุจิต ใบหยก ฯลฯ ได้ลิ้มรสชาติกันทั่วหน้า โดยมี ซีอีโอมาดเข้มแห่งโออิชิ กรุ๊ป มารุต บูรณะเศรษฐกุล ร่วมให้การต้อนรับ ณ โออิชิ แกรนด์ ชั้น 2 สยาม ดิสคัฟเวอรี่ เซ็นเตอร์ เมื่อวันก่อน ภายในงานอบอุ่นไปด้วยคนรักโออิชิที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์เหนือชั้นของต้นตำรับบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นแห่งแรกในเมืองไทย ตื่นเต้นกับ ปลามากุโร่ ไซส์ยักษ์ หนักกว่า 100 กิโลกรัม มูลค่ากว่าครึ่งล้านบาทที่ บอสแซม-ไพศาล สั่งมาแล่ให้ชิมกันสดๆ ก่อนจะบอกว่า “ตลอด 15 ปี ที่ชื่อ โออิชิ บุฟเฟต์ จารึกอยู่ในหัวใจคนไทย ด้วยการยอมรับและการสนับสนุนอย่างเนืองแน่นตลอดมา เราขอถือโอกาสนี้ ส่งมอบความปรารถนาดีเป็นการตอบแทนภายใต้แคมเปญ “โออิชิ 15 ปี พร 15 ประการ” โดยจัดเตรียมของขวัญและของรางวัลพิเศษนับ 100 รางวัล มามอบให้ทุกท่านที่มาอุดหนุนที่ร้าน โออิชิ บุฟเฟต์ ทั้ง 19 สาขาทั่วประเทศ” จากนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปิดตัว 4 เมนูเลอค่า ที่สุดแห่งปี!!! หนึ่งในพร 15 ประการ ที่เป็นสุดยอดปรารถนาของคนรักอาหารญี่ปุ่น ได้แก่ ปลาโอโทโร่, ปูอลาสก้า, ล็อบสเตอร์ และเนื้อโกเบ ที่บอสโออิชิ รังสรรค์ขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน เริ่มจากเมนู โอโทโร่ ซาชิมิ นำเนื้อท้องส่วนหน้าของปลามากุโร่ที่มีน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม ส่งตรงจากแดนอาทิตย์อุทัย เนื้อส่วนนี้จะมีไขมันแทรกอยู่แทบจะทุกอณู เวลาทานเข้าไปแล้ว ไขมันจะแตกตัวออกแทบจะทันทีที่นำเนื้อปลาเข้าปาก และละลายหายไป ทิ้งไว้เพียงความหวานชุ่มฉ่ำที่คุณสัมผัสได้ทั่วทั้งปาก ถัดมาเป็น ปูอลาสก้า หรือปูยักษ์ (Alaska King Crab) ซึ่งจะมีในช่วงเทศกาลเท่านั้น คัดเฉพาะที่มีเนื้อนุ่มหวานฉ่ำ แถมยังมีคุณค่าทางโภชนาการและไขมันต่ำ จนได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งปู ต่อด้วยราชินีแห่งอาหารทะเล ล็อบสเตอร์ แซฟฟรอนซอส กุ้งล็อบสเตอร์ไซส์ยักษ์ ราดด้วยซอสสูตรเด็ดของร้าน ทานคู่กับเนื้อกุ้งอวบแน่น รสชาติหวาน ผสานความหนึบกรอบของเนื้อกุ้งได้อย่างกลมกลืน ปิดท้ายด้วยเมนู สเต็กเนื้อโกเบ Queen of Beef สวรรค์ของคนรักเนื้อ เสิร์ฟความหอมกรุ่นของเนื้อนุ่มๆ ที่ย่างมาแบบมีเดียมแรร์ จนได้เนื้อที่มีความชุ่มฉ่ำ แทบจะละลายในปาก ทำเอาบีฟเลิฟเวอร์ต่างยกนิ้วให้ด้วยความฟิน!!! งานนี้น้องเล็ก-กรกนก สาวสวยที่มีความสุขในการรับประทาน และมักใช้เวลาว่างในการตระเวนชิมของอร่อย บอกว่า “วันนี้ น้องเล็กเหมือนได้ดำดิ่งไปในมหาสมุทรที่วิเศษที่สุด เพราะได้เจอแต่เมนูเลอค่า ใต้ท้องทะเล ทั้งราชินี ล็อบเสตอร์ (กุ้งมังกร) ราชา ปูยักษ์ (ปูอลาสก้า) และโอโทโร่ แถมยังมี ควีน ออฟ บีฟ เนื้อโกเบ มาบำเรอความสุขอีก ด้วยความสดและส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น และการนำมาปรุงรสชาติอย่างพิถีพิถัน จากสุดยอดมาสเตอร์เชฟของโออิชิแล้ว อร่อยโดนใจมากๆ ค่ะ ถ้าให้เลือกพร 15 ประการจาก โออิชิ น้องเล็กขอเลือก รับพรจาก 4 เมนูนี้ ไว้พิจารณาเป็นอันดับแรกเลยค่ะ” ลุ้นสุดยอดความอร่อยจาก 4 เมนูขั้นเทพ มูลค่า 20,000 บาท จำนวน 50 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง) และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ บัตรรับประทาน โออิชิ บุฟเฟต์ ฟรี 1 ปี จำนวน 25 รางวัล, รถสกู๊ตเตอร์ Vespa, MacBook Pro ฯลฯ ในโอกาสฉลอง 15 ปี โออิชิ บุฟเฟต์ กับแคมเปญ “โออิชิ 15 ปี พร 15 ประการ” ได้ตลอดเดือนกันยายน 2557 รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊ก www.oishigroup.com

พิซซ่ากระทะ สำหรับคนที่ไม่มีเตาอบ
พิซซ่า /  พิซซ่ากระทะ

วันนี้จะมาเสนอสูตรทำ พิซซ่ากระทะ สำหรับคนที่ชอบทำอาหารทานเองแต่อุปกรณ์ที่บ้านไม่ครบ นอกจากซื้อวัตถุดิบมากมายแล้วยังต้องหาซื้ออุปกรณ์ทำครัวเพิ่มอีก อย่างพิซซ่าที่ทั่วไปเขาทำด้วยเตาอบ แต่สูตรนี้สามารถมาดัดแปลงใช้กับเครื่องครัวที่มีอยู่นี่แหละ ไม่ต้องไปสิ้นเปลืองหาซื้อเตาอบ มาดูวิธีทำกันเลยดีกว่าค่ะ พิซซ่ากระทะ ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 225 กรัม ยีสต์แห้ง 13 กรัม น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำอุ่น 100 กรัม น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ ซอสพิซซ่าสำเร็จรูป มอสซาเรลล่าชีสผสมเชดด้าชีส เครื่องสำหรับทำหน้าพิซซ่าตามชอบ วิธีทำ 1. นำแป้ง ยีสต์ น้ำตาลทราย และเกลือป่น เทลงไปในชามผสม และทำเป็นหลุมตรงกลางแป้ง ผสมน้ำอุ่นและน้ำมันมะกอกเข้าด้วยกัน จากนั้นให้เทลงไปในหลุมแป้งและผสมให้เข้ากันแล้วนวดแป้งจนเนียนและไม่ติดมือ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ทาน้ำมันมะกอกนำแป้งใส่ถ้วยคลุมด้วยผ้าขาวบาง พักแป้งทิ้งไว้ 30 นาที 2. พอแป้งขึ้นแล้ว แบ่งแป้งเป็น 3 ก้อน เท่าๆ กัน นำแป้งที่แบ่งแล้วมานวดให้แป้งเป็นแผ่นบางๆ โรยแป้งสาลีตามไปด้วยเพื่อไม่แป้งติดกับโต๊ะและที่นวดแป้ง 3. ทาน้ำมันมะกอกบางให้ทั่วกระทะ วางแผ่นแป้งลงไปในกระทะใช้ส้อมจิ้มให้ทั่ว และทาซอสพิซซ่าลงไปบนแผ่นแป้ง โรยชีสลงไป แล้วตามด้วยเครื่องต่างๆ ตามใจชอบ และโรยชีสซ้ำไปอีกครั้ง ใช้ความร้อนปานกลาง และปิดฝาเพื่ออบใช้ชีสละลาย และคอยขยับกระทะเพื่อไม่ให้แป้งไหม้ แค่นี่ก็ได้พิซซ่าที่ทำจากกระทะแล้วค่ะ ขอบคุณข้อมูลจากคุณ 13 Destinations Pantip

10 เมนูไข่ครอบจักรวาล ตอนที่ 1
เมนูไข่

"ไข่" นอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายแล้วยังสามารถนำมาประยุกต์อาหารได้หลากหลายเมนู แม้แต่เมนูใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำ ไข่ทำให้นึกไอเดียขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ จนไปถึงการรักษาความสวความงามได้อีกด้วย ไข่นี้มีประโยชน์มากจริงๆ บทความนี้จึงขอตั้งชื่อว่า เมนูไข่ครอบจักรวาล ทาง MThai จะคอยรวบรวมเมนูไข่ วันนี้จึงมานำเสนอ 10 เมนูไข่ครอบจักรวาล ที่ทำเองได้ที่บ้านค่ะ 10 เมนูไข่ครอบจักรวาล 1.ไข่ป่าม อาหารของภาคเหนือที่ภาคอื่นๆ ไม่ค่อยจะมีขายสักเท่าไหร่ แต่ที่จริงแล้วเราทำเองได้ไม่ยากอย่างที่คิด แค่ทำเหมือนไข่เจียวทุกอย่างใส่ต้นหอมพริกหยวกและก็ใส่เครื่องตามใจชอบ ต่างจากไข่เจียวที่นำไปทอด แต่ไข่ป่ามนำไปย่างโดยใส่กระทงใบตองนั่นเอง ย่างด้วยไฟปานกลาง 10-15 นาที เท่านั้น 2.ไข่อโวคาโด้ นำผลอโวคาโด้มาผ่าครึ่งแล้วควักไส้ออกให้พอดีกับไข่ 1 ลูก และนำไข่ตอกลง นำเข้าเตาอบ 20 นาทีจะได้ความกรอบนอกนุ่มในของผลอโวคาโด้และหอมไข่ที่เข้าอบแบบสุกกำลังดี 3.ปอเปี๊ยะไข่ ปอเปี๊ยะธรรมดาจะใช้แป้งห่อแต่เมนูนี้เปลี่ยนเป็นไข่ห่อเหมาะกับคนที่ควบคุมน้ำหนักเป็นอย่างมากเพราะเปลี่ยนจากแป้งมาเป็นไข่เจียวมาห่อแทน 4.ไข่หุ้มเกราะ นำเนื้อหมูมาบดและปรุงรสแล้วนำมาห่อไข่ต้มให้เป็นลูกกลมๆ และนำไปชุบเกล็ดขนมปังอีกทีหนึ่งเพื่อความกรอบ จากนั้นให้เอาไปทออดด้วยไฟปานกลางจนเหลืองกรอบ 5.สลัดครีมชีส โดยการเปลี่ยนจากใส่ไข่ต้มเป็นไข่ดาวทอดไฟอ่อนๆ เพื่อเปลี่ยนการทานสลัดใน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น โดยทานคู่กับน้ำสลัดที่ผสมชีสเข้าไปเพื่อความนุ่มเหนียวของชีส 6.ไข่เปลือกตุ๋น ไอเดียเก๋ๆ แค่เปลี่ยนเปลือกไข่ให้กลายเป็นภาชนะใส่ไข่ตุ๋น วิธีการทำให้เจาะไข่ให้เป็นลักษณะถ้วย นำไข่ข้างในออกมาปรุงรสและกอกไข่กลับลงไปในเปลือกไข่ และนำไปนึงโดยใช้ไฟอ่อนๆ 7-10 นาที 7.ไข่ตะกร้า โดยนำเบคอนมาสานกันเป็นตะกร้าหรือว่างบนถ้วยเพื่อเป็นแม่พิมพ์ นำเข้าเตาอบให้มีหอมมันพอหอมๆ นำออกมาตอกใครลงไปและนำเข้าเตาอบอีกครั้งแค่นี้เราก็ได้ไข่กระทะ 8.ไข่ครัวซองค์ เมนูอาหารเช้าที่สุดเก๋ แต่ทำได้ไม่ยากเลย โดยไข่ไปต้มเป็นยางมะตูมและนำแป้งครัวซองค์มาพันให้รอบแล้วนำไปอบ 15 นาที แค่นี้ก็จะได้ไข่ที่สุกกำลังดีและแป้งครัวซองค์กรอบๆ แล้วค่ะ 9.ไข่ม้วน ไข่ม้วนนี้มีลูกเล่นที่การตีไข่ โดยใส่ครีมสด และชีส ลงไปในไข่อัตราส่วน 2 : 8 ของไข่ แล้วใช้กระทะท้องแบนทอดด้วยไฟอ่อนๆ พร้อมใส่ใส้ลงไป เมื่อไข่เริ่มเป็นแผ่นก็ค่อยๆม้วนไข่เข้าหากัน เราก็จะได้เมนูไข่ที่ธรรมดาแล้ว 10. ไข่แฟนซี ทอดไข่ดาวด้วยไฟไม่แรงให้ไข่ค่อยๆสุก แต่ไม่สุกดี แล้วใช้ซอสมะเขือเทศแต่งแต้มก็เป็นเมนูไข่ที่น่ารักน่ากินได้แล้ว ที่มาจาก ToptenThialand

บีบีฟู้ดโปรดิวซ์ (บริษัท จำกัด)

น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำจิ้มไก่ น้ำปลา

นอนไม่หลับ ทำอย่างไรดี?
นอน /  นอนไม่พอ / 

หลายๆ คนมีปัญหาการ นอนไม่หลับ เวลานอนก็ไม่พอ เป็นผลให้เช้ามาก็ไม่สดใส แล้วยิ่งหากนอนน้อยติดต่อกันจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมขึ้นมาอีกด้วยนะคะ วันนี้เลยมีเทคนิคเล็กๆ เพื่อช่วยให้หลับสบายมากขึ้นมาฝากกันค่ะ จัดระเบียบเวลาการนอน พยายามจัดระเบียบการนอนให้เป็นเวลาและพยายามเข้านอนตามเวลานั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ ช่วงเวลาก่อน 4 ทุ่ม และตื่น 6 โมงเช้า เพราะนี่คือช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการพักผ่อนร่างกาย นั่งสมาธิก่อนนอน ทำจิตใจให้สงบ การฝึกกำหนดลมหายใจ การนั่งสมาธิ การเล่นโยคะ และการรำไท่เก็ก ช่วยให้ร่างกายของคุณผ่อนคลายและหลับสบายมากขึ้น รวมไปถึง การทำจิตใจให้สงบ หากมีอะไรรบกวนจิตใจก่อนเข้านอน ให้ระบายสิ่งที่กวนใจนั้นด้วยการเขียนลงบนกระดาษหรือระบายให้คนรอบข้างฟังเสียก่อน ใช้อุปกรณ์เสริมและสร้างบรรยากาศ การใช้ที่ปิดตาและการเปิดดนตรีเบาๆ ขับกล่อม การสร้างลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำมันหอมระเหยวางในห้อง จะช่วยให้คุณผ่อนคลายและการนอนหลับที่ง่ายขึ้น อยู่ห่างจากเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ที่จะดังรบกวนคุณได้ในระหว่างการนอนหลับ ปิดไฟในห้องนอนเพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบให้กับตัวคุณเอง ออกกำลังกายก่อนนอน ควรออกกำลังกายก่อนนอน ในช่วงเย็น หรือประมาณ 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน และควรทำเป็นประจำ เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้คุณหลับสบายมากขึ้น อีกอย่างจะทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมากขึ้นด้วย การปรับอุณหภูมิและเครื่องฟอกอากาศ ปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นระหว่าง 17-25 องศาเซลเซียส แล้วจะหลับง่ายสบายพอดี รวมทั้งเสริมเครื่องฟอกอากาศในห้องนอนเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่สมดุล จะนอนหลับลึกได้ต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มกระตุ้น หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และช็อกโกแลตระหว่างวัน เพราะกาเฟอีนที่ผสมอยู่จะทำให้ร่างกายตื่นตัว และจะทำให้หลับยาก ดื่มเครื่องดื่มอุ่นก่อนเข้านอน อย่างการดื่มน้ำอุ่น นมอุ่น หรือเครื่องดื่ม Whole Grains ก่อนนอน จะช่วยทำให้สมองและร่างกายผ่อนคลายและง่วงนอนง่ายขึ้น รับประทานอาหารให้ถูกต้อง นอกจากการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนแล้ว ก็ไม่ควรนอนในขณะที่กำลังหิวหรืออิ่มเกินไป และไม่ควรนอนทันทีหลังจากที่ดื่มน้ำหรือรับประทานของเหลว เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกหิว ให้รับประทานผลไม้ เช่น กล้วย ที่อุดมไปด้วยโปแทสเซียมและได้รับการวิจัยมาแล้วว่าสามารถช่วยให้นอนหลับสบายหลังจากรับประทาน ขอคำปรึกษาจากแพทย์ หลายๆ คนอาจมองว่าการนอนไม่พอมีปัจจัยมาจากความเครียด แต่ที่จริงแล้วการที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอนั้นอาจส่งผลกับร่างกายในด้านอื่นๆ ได้อีก ถ้ามีปัญหาในเรื่องของการนอนหลับควรรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

อาหารเจ สเต็กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ
สเต็กเต้าหู้ /  อาหารเจ

อาหารเจ สเต็กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ ส่วนผสม อาหารเจ เต้าหู้เนื้อแข็ง 1-2 ชิ้น เห็ดหอมสด เห็ดเปาฮื้อประมาณ 100 กรัม น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนชา เกลือเล็กน้อย แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 3 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 1 ถ้วย โชยุ 2 1/2 ช้อนโต๊ะ มิริน 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำอาหารเจ วิธีทำ หั่นเต้าหู้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หนาประมาณ 1 ซม. ตบแป้งบางๆ ทอดในน้ำมันจนสุก เหลือง ตักขึ้นซับน้ำมันและเรียงใส่จาน หั่นเห็ดเป็นชิ้นเล็กบาง ผัดเห็ดกับน้ำมันพอสุกเติมน้ำเปล่า ใส่ซีอิ้ว มิริน น้ำตาลทราย เกลือเล็กน้อย ชิมรสตามชอบให้เค็ม หวานนิดๆ ใส่แป้งลงไปผสมน้ำจนซอสเหนียว ตักขึ้นราดเต้าหู้ ตักเสิร์ฟ ที่มาจาก เมนูอร่อย

10 สูตรอาหารเจ ทำง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้
อาหารเจ /  เจ / 

สวัสดีค่ะ MThai ก็บทความดีๆ มาฝากกันอีกเช่นเคย ใกล้จะช่วงเทศกาลกินเจกันแล้ว ปีนี้เป็นปีพิเศษที่สุดในรอบ 200 ปี ปีนี้จะจัดเทศกาลเจ 2 รอบ เพราะเป็นปีที่จะครบรอบ 200 ปีนั้นเอง ใครที่เพิ่งเริ่มทานเจเป็นครั้งแรก ไม่ต้องกลัวเรื่องรสชาติว่ามันจะจืด หรือไม่อร่อย วันนี้เรามี สูตรอาหารเจ 10 เมนู มาฝากกันค่ะ สูตรอาหารเจ สูตรอาหารเจ ส้มตำเจ สำหรับคนที่ชอบอาหารจัดจ้านแต่อยากจะทานอาหารเจร่วมทำบุญในปีนี้ ไม่ต้องอดทานอาหารรสจัดอีกต่อไป แค่ทำตามสูตรนี้ก็สามารถทานเจ แต่ถ้าใครอยากทานส้มตำปลาร้า ตามร้านขายวัตถุดิบเจก็มีปลาร้าเจขายด้วยนะ หมักจากถั่ว ไปหาซื้อได้เลย อ่านต่อที่นี่ สูตรอาหารเจ โปรตีนเกษตรทอดกรอบเจ การทานอาหารเจแน่นอนต้องไม่มีเนื้อสัตว์ แต่ร่างกายเราต้องทำงานอยู่ทุกวัน ร่างกายต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์ สิ่งที่แทนเนื้อสัตว์ได้ดีคือโปรตีนเกษตรที่ทำจากถั่วเหลืองและนม เมนูนี้ทำงาย แค่ซื้อเจ้าตัวโปรตีนเกษตรนี่นำมาประกอบอาหารและนำมาทอดกรอบ จิ้มน้ำจิ้มเจ แค่นี้ก็ได้เมนูเจแสนอร่อยมาอีกหนึ่งเมนู อ่านต่อที่นี่ สูตรอาหารเจ สเต็กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ เมนูของคนรักสเต็ก แต่เป็นเต้าหู้แทน ได้อารมณ์การทานสเต็กเนื้อสัตว์ หั่นเต้าหู้เป็นชิ้นเล็กๆ ทานคู่กับซอสเห็ดทำให้การทำบุญครั้งนี้ อิ่มอร่อย และทำให้ตัวเองมีความสุขอีกต่างหาก อ่านต่อที่นี่ สูตรอาหารเจ ผัดไทยเจ เมนูนี้เป็นเมนูที่ยังคงเหมือนเดิม รสชาติจะไม่ต่างกับผัดไทยธรรมดา แค่ไม่ใส่เนื้อสัตวฺและไข่ เท่านั้นเอง เหมาะกับคนที่เพิ่มเริ่มกินเจเป็นครั้งแรก อ่านต่อที่นี่ สูตรอาหารเจ ผัดหมี่เจ ผัดหมี่เจ เป็นเมนูที่คนกินเจต้องนึกถึงอยู่แล้ว ในเรื่องของรสชาติทานง่ายและหาซื้อง่ายในเทศกาลกินเจ แต่สูตรวิธีทำก็ง่ายอีกเช่นกัน ใครอยากลองทำทานเองก้สามารถทำตามสูตรนี่ได้ อ่านต่อที่นี่ สูตรอาหารเจ เห็ดนางฟ้าชุบแป้งทอดเจ สำหรับคนที่ชอบทานของทอด เช่นหมูทอด ไก่ทอด กุ้งชุบแป้ง กรอบๆ มันๆ ทานกับข้าวสวย แต่สำหรับเมนูเจนี้ แนะนำให้เป็นเห็ดนางฟ้าทอดกรอบ ลองนำสูตรนี้ไปทำดู รับรองว่าคุณจะทานอยากมีความสุขตลอดเทศกาลเจปีนี้อ่านต่อที่นี่ สูตรอาหารเจ หมี่กรอบเจ เมนูนี้ก็เป็นเมนูเจที่ทานง่ายกันอีกเมนูหนึ่ง คนกินเจมือใหม่ อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง มีความสุขไปตลอดช่วงเจนี้ ลองทำตามสูตร รับรองว่าไม่ยากอ่านต่อที่นี่  สูตรอาหารเจ แกงจืดฟองเต้าหู้ดอกไม้จีนเจ เมนูเจที่ทำง่ายสุดๆ และอร่อยครบเครื่องอีกต่างหากกับเมนูต้มจืด แถมทานแล้วไม่อ้วนอีก เพราะไม่มีแป้ง มีแต่ผักล้วนๆ เลย อ่านต่อที่นี่ - รวมเทศกาลกินเจปี 2557

บีร็อด ยืนยันเกมชน เรือ ได้เห็น มาร์โควิช โมเรโน่ แน่นอน
มาร์โควิช /  ลิเวอร์พูล / 

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซอสมองเพชรของ ลิเวอร์พูล ยืนยันว่าเกมที่จะพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะมีชื่อของ ลาซาร์ มาร์โควิช และอัลเบร์โต้ โมเรโน่ สองผู้เล่นหน้าใหม่ที่ซื้อมาในช่วงซัมเมอร์อยู่ในทริปที่จะไปเยือนถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม แน่นอน เทรนเนอร์ชาว ไอร์แลนด์เหนือ ให้สัมภาษณ์ถึง 2 แข้งดาวรุ่งดวงใหม่ว่า "มาร์โควิช จะมีชื่ออยู่ในทีมเราสำหรับเกมวันจันทร์ รู้ไหมก่อนหน้านี้เขามีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่ด้วยความเป็นนักสู้ทำให้เจ้าตัวกลับมาเร็วกว่ากำหนด และฝึกซ้อมอย่างหนัก แถมยังทำได้ดีมากๆเลยด้วย" "สำหรับ โมเรโน่ ก็เป็นอีกคนที่จะมีชื่อในทีม ตอนนี้เขาฟิตเต็มร้อยเปอร์เซ็น บอกได้เลยเจ้าหนูคนนี้เป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยพลัง บวกกับเท้าซ้ายที่ทรงประสิทธิภาพ แถมการผ่านบอลที่สุดแม่นยำ และอนาคตที่สดใสมากๆ" อดีตบิ๊กบอส สวอนซี ทิ้งท้าย

อาหารเจ ผัดไทยเจ
ผัดไทยเจ /  อาหารเจ

อาหารเจ ผัดไทยเจ รูปจาก venus V.R. ส่วนผสม เส้นจันทร์แช่น้ำจนนิ่ม 200-250 กรัม หัวไชโป๊เค็มสับละเอียด ล้างน้ำ เต้าหู้หั่นเต๋า ถั่วงอกเด็ดหาง ขึ้นฉ่ายหั่นฝอย น้ำมะกอก น้ำตาลปี๊บ 5 ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก 5 ช้อนโต๊ะ ซีอิ้วขาว 4 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 4 ช้อนโต๊ะ มะนาวผ่าซีก ถั่วงอกและแครอท ถั่วลิสงป่นและพริกป่น วิธีทำ หั่นผักและวัตถุดิบต่างๆ เตรียมไว้ให้เรียบร้อยลวกเส้นพอสุก(สำหรับเส้นที่สำเร็จรูป) หรือเส้นที่เป้นแบบแช่น้ำจนนิ่ม เลือกซื้อได้ตาใจชอบ ผสมน้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียกและน้าเปล่าเข้าด้วยกัน จนได้เป็นน้ำซอสสำหรับผัดไทย ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อย รอจนน้ำมันเริ่มร้อนจากนั้นใส่หัวไชโป๊ลงไปและผัดจนไชโป๊เริ่มสุก แล้วก็นำซอสสำหรับผัดไทยที่ปรุงรสไว้เทใส่ลงไป เคี่ยวจนน้ำซอสข้นเล็กน้อย จากนั้นใส่เต้าหู้หั่นเต๋าและเส้นจันทร์ตามลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผัดต่อ 2-3 นาทีจนมีกลิ่นหอม จากนั้นให้ใส่ถั่วงอกและขึ้นฉ่ายหั่นฝอยคลกเคล้าอีกรอบและผัดต่อไปเรื่อยจนถั่วงอกสุกดี นำลงจากเตาใส่จาน วางมะนาวพริกป่นและถั่วลิสงคั่วประดับไว้ข้างจานแล้วพร้อมเสิร์ฟได้เลยค่ะ ที่มา venus-Bart-charlotte.bloggang.com

ซาซิมิ ปลาดิบ ดีจริงหรืออันตราย?
ซาซิมิ /  ตามใจปาก / 

ซาซิมิ คือหนึ่งในอาหารญี่ปุ่น ทีคนไทยจำนวนมากต่างก็หลงใหลในความสด อร่อย โดยสำหรับคนญี่ปุ่น ปลาดิบ ถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะของชาวญี่ปุ่น เป็นอาหารประจำชาติ และชาวญี่ปุ่น ยังถือว่าเป็นอาหารพิเศษที่พระเจ้าประทานมาให้ ดังนั้นวัฒนธรรมการรับประทาน ปลาดิบ จึงต้องมีความพิถีพิถัน ในทุกขั้นตอนของรายละเอียด เริ่มตั้งแต่การเลี้ยงปลา การจับ การแปรรูป การปรุง รวมถึงรสชาติ และการตกแต่งหน้าตาอาหาร สำหรับคนที่รักอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมนูที่แสนอร่อยอย่างซาชิมิหรือ ปลาดิบ คงทราบดีว่าทำไมถึงยืนยันในเสน่ห์แบบดิบๆ จากธรรมชาติ ซึ่งในอีกมุมของคนที่ไม่ชอบเลย ก็ไม่อาจข้าใจได้เลยว่า การรับประทานปลาที่ไม่ผ่านการปรุงรส ไม่ผ่านความร้อนมันจะอร่อยได้อย่างไร และจะมีประโยชน์อะไรได้ แน่นอนว่าอาหารทุกเมนูมีสองด้าน สำหรับ ปลาดิบ มีด้านดีคือความอร่อยและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ และด้านร้ายที่แฝงมา ก็มีเช่นกัน สารอาหารที่ได้จาก ปลาดิบ 1. ไขมัน : ด้วยความที่อาหารดิบจะเน้นผักกับผลไม้ ปริมาณไขมันที่รับจึงอยู่ระหว่างร้อยละ 20-35 ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่ควรได้รับจากไขมันในแต่ละวัน ข้อดีคือไขมันเหล่านี้จะเป็นพวกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีอีกด้วย 2. โปรตีน : แม้จะไม่ได้กินเนื้อสัตว์มากมาย แต่โปรตีนก็ยังอยู่ในระดับพอดีๆ ด้วยผักใบเขียว เมล็ดพืช และถั่ว 3. คาร์โบไฮเดรต : ไม่มากและไม่น้อยเกินไป 4. เกลือ : ต้องแยกระหว่างการกินอาหารแบบ Raw Food กับอาหารญี่ปุ่น โดยอย่างแรกนั้นคุณจะพบว่า การบริโภคเกลือน้อยลงมากและอยู่ในปริมาณที่แนะนำคือ โซเดียมไม่เกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม (ยกเว้นผู้สูงอายุผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง ซึ่งจำกัดไว้ไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม) ในทางตรงกันข้ามการใช้โชยุอาจทำให้ระดับโซเดียมพุ่งสูงขึ้นได้ง่ายๆ ปลาดิบ มีผลกับโรคเบาหวาน สิ่งที่เราควรทราบคือ การมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นจากการได้รับแคลอรี่ (ไม่ว่าแคลอรี่นั้นจะมาจากไหนก็ตาม) จะทำให้ระดับภาวะการต้านอินซูอินเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในทางกลับกัน การลดน้ำหนักและรักษาให้อยู่ในระดับนั้นเอาไว้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานได้ ข้อดีของ ปลาดิบ 1. ดีต่อหัวใจ โดยทั่วไปแล้วซูชิจะให้โปรตีนคุณภาพดี แต่แคลอรีต่ำ มันมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลอยู่น้อยมากจึงดีต่อหัวใจของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแซลมอน ซึ่งมีโอเมก้า-3 อยู่สูง เช่นเดียวกับปลาทูน่า ส่วนตัวสาหร่ายยิ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น ไอโอดีน ซึ่งจำเป็นต่อระบบฮอร์โมนที่ปกติ นอกจากนี้การทาน ปลาดิบ หรือจำพวกซูชิ คุณยังได้แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และไฟโตนิวเทรียนต์ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ 2. ช่วยเรื่องขับถ่าย นอกจากซูชิแล้ว น้ำส้มสายชูที่ใช้ในการทำซูชิก็มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียเช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำส้มสายชูถึงถูกใช้ในการถนอมอาหารมาตั้งแต่โบราณ มันช่วยเรื่องการขับถ่าย ลดความเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง และช่วยให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยไม่มากก็น้อย ข้อเสียของ ปลาดิบ 1. แคลอรี่แอบแฝง เพราะเครื่องปรุงส่วนใหญ่ของซูชิจะถูกม้วน หรือปั้นเป็นชิ้นเล็ก บางทีคุณก็อาจจะลืมไปว่า มันมีแคลอรี่มากขนาดไหน อย่างเช่น ซูชิทูน่าอาจมีน้อยกว่า 200 แคลอรี่ก็จริง แต่ถ้ารวมมายองเนส เทมปุระ หรือซอสอื่น ๆ คุณก็จะได้แคลอรี่เพิ่มขึ้นอีกมากโข (ซอสถั่วเหลือง มีแคลอรี่ต่ำก็จริง แต่มีโซเดียมสูง) 2. ระดับปรอท แหล่งน้ำเปิด อย่างเช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล จะทำให้ปลาปนเปื้อนปรอท สารพิษต่อระบบประสาทที่เป็นที่รู้จักดี บรรดาปลานักล่าตัวใหญ่จะมีระดับปรอทสูงสุด รวมถึงปลาทูน่าที่พบในซูซิ ดังนั้น เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ หรือคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ควรอยู่ห่างจาก ปลาดิบ เหล่านี้ ทาน ปลาดิบ ให้ได้ประโยชน์ และปลอดภัย ปลาดิบ จริงๆ แล้ว ก็มีทั้งคุณและโทษ หากชอบทานปลาดิบมากๆ ก็ควรระวังในสิ่งต่อไปนี้ 1. ชนิดของปลา โดยทั่วไป ปลาดิบ นั้นมักใช้ปลาทั้งสายพันธุ์น้ำจืด และสายพันธุ์น้ำเค็ม ส่วนมาก ปลาดิบ ที่มาจากทะเล จะมีรสชาติดีกว่าและมีคุณค่าทางโภชนาการ สูงกว่า ปลาดิบ จากน้ำจืด อีกทั้งสายพันธุ์น้ำจืด อันตรายและเสี่ยงต่อเชื้อโรคและพยาธิติดมาเป็นของแถมมากกว่าสายพันธุ์น้ำเค็มหรือปลาที่มาจากทะเล โดยปลาน้ำจืดอาจมีของแถมเป็นพยาธิตัวจี๊ด พยาธิใบไม้ในตับ ส่วนน้ำเค็มก็หาได้ปลอดจากพยาธิร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากพยาธิอานิซาคิส ดังนั้นแล้วอย่าเชื่อมั่นในความปลอดภัยจนเกินไป ทานในปริมาณที่เหมาะ 2. อุณหภูมิในการเก็บปลา เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า ปรสิตในเนื้อปลาได้ถูกทำลาย ควรเก็บปลาที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส (-4 องศาฟาเรนไฮต์) อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ( หรืออาจเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่านี้ ถ้าตู้เย็นสามารถปรับให้ต่ำลงได้อีก) และควรปรุงอาหารที่อุณหภูมิ -12 องศาเซลเซียส 3. เลือกร้านที่สะอาดและเชื่อถือได้ อย่างที่บอกไปว่าไม่ใช่ว่า ปลาดิบ ที่มาจากทะเลจะไม่มีพยาธิ ความจริงแล้ว ปลาทุกชนิด มีโอกาสที่จะมีเชื้อโรคปลอมปนได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ควรเลือกบริโภค จากร้านที่สะอาดและเชื่อถือได้ 4. กินทันทีหลังทำ ควรรับประทาน ซูซิ ซาชิมิ ภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากทำเสร็จ เพราะถ้าทิ้งไว้นาน จะทำให้เสียรสชาติ และคุณค่าทางอาหารเนื่องจากน้ำมันในปลา จะระเหยออกไป และควรหลีกเลี่ยง ซูชิ ซาซิมิ ที่ทำสำเร็จโชว์ไว้ในตู้แช่ เพราะไม่สามารถระบุเวลาได้แน่นอน ว่าเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไหร่ 5. วิธีสังเกตุร้านทำ ปลาดิบ ถ้าต้องซื้อซูชิ ซาซิมิ ที่ร้านควรสังเกตุ ว่าคนขายมีขั้นตอนการทำ ปลาดิบ ที่สะอาดหรือไม่ (ใส่ถุงมือทุกครั้งที่หยิบปลาหรือเปล่า เพื่อป้องกันการเสี่ยงต่อการติดเชื้อ) 6. ข้อควรรระวัง กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ จากการรับประทาน ปลาดิบ ได้แก่ คนแก่, เด็กเล็ก, คนตั้งครรภ์ และ บุคคล ที่มีระบบ ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

10 ขนมไหว้พระจันทร์ แสนอร่อยในกล่องบรรจุภัณฑ์สวยๆ
ขนมไหว้พระจันทร์ /  เทศกาลไหว้พระจันทร์

ช่วงเวลาดีดีกำลังจะมาถึงกับ เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของคนจีน และ ขนมไหว้พระจันทร์ (moon cake) เป็นของไหว้ที่ขาดไม่ได้ โดยขนมไหว้พระจันทร์จะทำเป็นรูปกลม จะต้องมีไส้หวาน หรือสอดไส้ด้วยธัญพืชที่มีรสหวานเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ขนมไหว้พระจันทร์มีไส้ต่าง ๆ ที่มีรสเค็ม รสเปรี้ยว แตกต่างกันไป ร้านต่างๆ จะมีจำหน่ายล่วงหน้าก่อนวันไหว้พระจันทร์ หลายๆ คนอาจจะกำลังเลือกซื้อขนมไหว้พระจันทร์อร่อยๆ จัดเป็นกล่องน่ารักสำหรับให้ผู้ใหญ่เป็นของขวัญ วันนี้ MThai จึงรวบรวมร้านขายขนมไหว้พระจันทร์ รสชาติต่างๆ และโปรโมชั่นดีๆ เพียบ ขนมไหว้พระจันทร์ แบล็คแคนยอน  เปิดตัวขนมไหว้พระจันทร์ ร่วมสร้างสีสันช่วงเทศกาลให้คึกคัก ขนมไหว้พระจันทร์ แบล็คแคนยอน  มี สูตรต้นตำหรับ 4 ไส้ ยอดนิยม ซึ่งแบล็คแคนยอนได้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมารังสรรค์ให้เลือกอร่อย 4 สไตล์ ได้แก่ ไส้ทุเรียนหมอนทองไข่ 1 สอดไส้ไข่แดง ไส้ทุเรียนหมอนทอง เนื้อแน่น ไส้ลูกบัวไข่ 1 …เนื้อเม็ดบัวกวน สอดไส้ไข่แดง และ ไส้ถั่วแดงชาเขียว อ่านต่อที่นี่ สตาร์บัคส์แนะนำ 4 เมนูขนมต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ สตาร์บัคส์ ร่วมต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ใกล้มาถึงอีกครั้งแนะนำ 4 เมนู “ Happy Moon Festival ” ขนมไหว้พระจันทร์หลากรสชาติยอดนิยมในเอกลักษณ์เฉพาะของสตาร์บัคส์ให้ลูกค้าได้เลือกสรร ได้แก่ ไส้กาแฟสตาร์บัคส์เอสเพรสโซ่และไข่1ฟอง, ไส้ทุเรียนหมอนทองและไข่ 1ฟอง, ไส้ชาเขียวสตาร์บัคส์และถั่วแดง และไส้โหงวยิ้ง ประกอบด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ฟักเชื่อมเมล็ดแตงโมเมล็ดงาขาวเมล็ดเฮ่งยิ้งถั่วแมคคาเดเมียและหมูหวาน บรรจุในกล่องดีไซน์สวยงามสำหรับขนาด 2 ชิ้น และ4 ชิ้นให้เลือกสรร(สามารถเลือกรสชาติได้) อ่านต่อที่นี่ ขนมไหว้พระจันทร์ อร่อยไม่ซ้ำใครที่ หล่งฟ่ง ห้องอาหารจีนหล่งฟ่ง  โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ ร่วมต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์หอมกรุ่นสารพัดไส้หอมอร่อยหลากหลายรสตำรับ ขนมไหว้พระจันทร์ ตามแบบฉบับเฉพาะตัวของหล่งฟ่งให้เป็นศาสตร์และศิลป์ของความอร่อย  บรรจุในกล่องดีไซน์หรูจำนวน 4 ชิ้นที่สามารถเลือกได้จาก 6 รสชาติคุณภาพ ได้แก่ ไส้เม็ดบัวไข่ ไส้โหงวยิ้งล้วน ไส้โหงวยิ้งไข่ ราคาชิ้นละ 140 บาท ไส้หมอนทองไข่ ไส้อินทผาลัมล้วน และไส้อินทผาลัมไข่ ราคาชิ้นละ 150 บาท จำหน่ายที่ห้องอาหารจีนหล่งฟ่งและเดลี่ สวิส โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคมถึง 30 กันยายน 2557 อ่านต่อที่นี่ สัมผัสความอร่อยกับ ขนมไหว้พระจันทร์ 4 รสชาติ ที่ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน อิ่มเอมความสุขในเทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลแห่งความกลมเกลียว ในวันที่พระจันทร์ส่องแสงงดงามที่สุดซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ของทุกปี และถือเป็นวันรวมญาติที่สำคัญวันหนึ่งของชาวจีน สำหรับปีนี้ ร้าน “ฮ่องกงฟิชเชอร์แมน” ขอแนะนำ “ ขนมไหว้พระจันทร์ ” แสนอร่อยให้คุณเลือกถึง 4 รสชาติ ได้แก่ไส้เม็ดบัวสูตรดั้งเดิมนำเข้าจากฮ่องกงไส้ทุเรียนหมอนทองที่กวนจนได้ความหอมหวาน ไส้ชาเขียวเพื่อสุขภาพ และไส้คัสตาร์ด อ่านต่อที่นี่ ขนมไหว้พระจันทร์ “บัวหิมะ” อร่อยขั้นเทพ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ ขนมไหว้พระจันทร์  สูตรแป้งสด “ บัวหิมะ ” ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว เชฟฮ่องกง เหล่า ชิ หว่อง รังสรรค์ ขนมไหว้พระจันทร์ บัวหิมะ รสใหม่ อร่อยสุดล้ำ สูตรโฮมเมด “บัวหิมะ โอวหนี่แปะก้วย” ความอร่อยที่ลงตัว เนื้อเนียนนุ่มละมุนหอมหวานของเผือกและแปะก๊วย ขอเชิญเลือกสรร “ขนมไหว้พระจันทร์” รสดั้งเดิมยอดนิยม รสคลาสสิค ที่ครองใจลูกค้าตลอดกาลอีกหลากหลายชนิด อาทิ บัวหิมะครีมใบเตย – ไข่เดี่ยว, ขนมไหว้พระจันทร์ ทุเรียน – งาดำ, ขนมไหว้พระจันทร์ โหงวยิ้ง – รสเค็ม อ่านต่อที่นี่ ร่วมฉลองเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ที่ โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ กรุงเทพ โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ กรุงเทพ – สิงหาคม 2557: ร่วมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ กรุงเทพ พร้อมอิ่มอร่อยกับขนมไหว้พระจันทร์อันเป็นตำนานที่มีหลากหลายรสชาติ วางจำหน่ายที่ห้องอาหารจีน โนเบิล เฮ้าส์ กูร์มองดิสส์ คาเฟ่ แอนด์ เบเกอรี่ และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และสามารถสั่งเป็นจำนวนมากได้ในราคาพิเศษ พร้อมบริการส่งถึงที่ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2557 อ่านต่อที่นี่ ขนมไหว้พระจันทร์ ใน Box Set สุดหรู ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ที่โรงแรมเรเนซองส์ มี ขนมไหว้พระจันทร์ หลากไส้ให้คุณเลือกสรรค์ อาทิ ไส้คัสตาร์ด ไส้โหงวยิ้งไข่เดี่ยว ไส้ทุเรียนไข่เดี่ยว ไส้ชาเขียวพุทราจีนและไส้กาแฟลูกบัวแมคคาเดเมีย ราคาเซ็ทละ 799 บาทถ้วน (4 ชิ้น) หรือ ชิ้นละ 150 บาทถ้วน อ่านต่อที่นี่  ขนมไหว้พระจันทร์ทำมือ ที่ โรงแรม Mandarin Oriental, Bangkok หากคุณกำลังมองหาขนมไหว้พระจันทร์ที่มีกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ด้วยการใช้พิมพ์ไม้ค่อยๆ เคาะขนมไหว้พระจันทร์ออกมาทีละชิ้นๆ ซึ่งในปีนี้เชฟต้องผลิตขนมไหว้พระจันทร์ด้วยมือกว่าสี่แสนชิ้นเลยทีเดียว กับขนมไหว้พระจันทร์ 4 ไส้ที่อร่อยล้ำตามสไตล์โอเรียลเต็ล คือ ไส้ทุเรียนไข่แดง, ไส้ลูกบัวจีนขาวและไข่แดง, ไส้คัสตาร์ด และไส้งาดำ หนึ่งกล่องบรรจุ 8 ชิ้น ราคา 558 บาท อ่านต่อที่นี่ พบกับขนมไหว้พระจันทร์ 4 ไส้ยอดนิยม ที่โรงแรมคอนราด ขนมไหว้พระจันทร์ จากโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ มีให้เลือกอร่อยกันถึง 4 ไส้ ซึ่งเป็นไส้ยอดนิยมที่ใครๆ ก็นึกถึง ได้แก่ ไส้ครีมคัสตาร์ด ไส้ทุเรียน ไส้เม็ดบัว และ ไส้โหงวยิ้ง ในกล่องบรรจุ 4 ชิ้น และ 8 ชิ้น ในราคาตั้งแต่กล่องละ 348 บาท จนถึง 688 บาท และหากต้องการมอบเป้นของวัญให้คนพิเศษ ก็มีกล่องดีไซน์สุดหรูรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น อ่านต่อที่นี่ ขนมไหว้พระจันทร์ 4 ชิ้น แค่ 389 บาท ที่ Swensen's พบกับความแตกต่างของขนมไหว้พระจันทร์ ที่ไม่เหมือนกับที่ไหน ด้วยรสชาติแปลกใหม่ 4 รสชาติ คือ ชาเขียวถั่วแดง, ช็อกโกแลต อัลมอนต์ บราวนี่, สตรอเบอร์รี่ คอบเบลอร์ และมะม่วงอกร่อง ในราคาพิเศษ 436 บาท วันนี้ - 30 กันยายน 2556 ขนมไหว้พระจันทร์ 4 ชิ้น แค่ 389 บาท ที่ Swensen's ไอศกรีมขนมไหว้พระจันทร์ แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครที่ Cold Stone แบรนด์ไอศกรีมสุดอร่อยสร้างสรรค์ไอศกรีมขนมไหว้พระจันทร์ออกมาเอาใจมิตรรักแฟนไอศกรีม ที่อยากจะอินไปกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ด้วย 4 รสชาติหลากหลาย Golden Oreo , Choco Goodies , Coffe Lush Almond และ Strawberry Wonder  และรสชาติใหม่ Happy Green Tea อ่านต่อที่นี่ บทความที่เกี่ยวข้อง วันไหว้พระจันทร์ 2557 ประวัติวันไหว้พระจันทร์ และขนมไหว้พระจันทร์ http://scoop.mthai.com/specialdays/5386.html

คิดสักนิด! ก่อน ปรุงรส อาหาร
ขับถ่ายไม่คล่อง /  ปรุงอาหาร / 

ทุกคนมีรสชาติอาหารที่ถูกปากเป็นของตัวเอง บางคนชอบรสหวาน บางคนชอบรสเค็ม บางคนชอบรสเผ็ด บางคนชอบรสเปรี้ยว หรือบางคนก็ไม่ชอบ ปรุงรส สั่งอะไรมาทาน รสชาติอย่างไหนก็ทานอย่างนั้นเลย ซึ่งรู้ไหมคะ..ว่ารสชาติอาหารต่างๆ นั้นมีข้อดี ข้อเสีย กับร่างกายเหมือนกัน รสเค็ม หลายคนชื่นชอบรสชาติเค็ม ถึงแม้จะรู้กันดีอยู่แล้วว่า ความเค็มที่มากเกินไปจะเป็นปัญหาต่อสุขภาพ ซึ่งอาหารไทยหลายชนิดมีส่วนผสมของเกลือในปริมาณสูง โดยความเค็มยังแอบซุกซ่อนอยู่ในอาหารสำเร็จรูปอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมอบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ผักดอง และซอสต่างๆ รวมไปถึงอาหารตามธรรมชาติบางอย่างก็ยังมีโซเดียมสูง เช่น อาหารทะเลและเนื้อสัตว์ต่าง ๆ หมายความว่า เวลาที่เราจะรับประทานอะไรก็ควรต้องระมัดระวังใน การ ปรุงรส พอสมควร มิฉะนั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่อโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมสูงเกิน สำหรับโทษของการกินเค็มจัดคือ ทำให้เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง แต่ความอันตรายยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะความเค็มยังอาจก่อให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ อาการบวม หัวใจวาย ริดสีดวง ไมเกรน และภาวะกระดูกบาง ซึ่งถ้าเราทานเกลือให้น้อยลงจะส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น รสหวาน เมื่อพูดถึงความหวาน น้ำตาลก็คือสิ่งที่หลายคนนึกถึง ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานต่อร่างกายในทันทีที่กินเข้าไป ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในความหวานก็ควรระวังไว้สักนิด เพราะหวานมากไปก็ทำให้อ้วน เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนก่อให้เกิดไขมันสะสม นอกจากนี้ อาหารรสหวานยังเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปมาก ๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมามากกว่าปกติเพื่อกำจัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ยิ่งคนเป็นเบาหวานกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งให้ตับอ่อนทำงานหนัก และเป็นอันตรายมากเท่านั้น รสเปรี้ยว รสเปรี้ยวมีคุณสมบัติสำคัญในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดี ให้ปล่อยน้ำย่อยช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ และแก้เลือดออกตามไรฟัน ซึ่งการรับรสเปรี้ยวจากธรรมชาติอย่าง มะนาว มะกรูด มะขาม มะม่วงดิบ หรือสับปะรด นับว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก แต่ถ้าเป็นความเปรี้ยวที่มาจากสารสังเคราะห์อย่าง น้ำส้มสายชู หากบริโภคมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นเดียวกันกัน โดยโรคที่มากับอาหารรสเปรี้ยวคือ ท้องเสีย ร้อนใน ระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา และกระดูกผุ รสเผ็ด ทั้งความเผ็ดที่มาจากพริก หรือสมุนไพร เช่น กานพลู ยี่หร่า กระเทียม หัวหอม และพริก ซึ่งความเผ็ดนี่เองที่จะช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้ใหญ่เป็นไปตามปกติ แต่ถ้าบริโภคมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคกรดในกระเพาะอาหารที่ทำให้นักกินเผ็ดมักมีอาการท้องขึ้นและอึดอัด นอกจากนี้ รสชาติอันเผ็ดร้อนจนเกินไปยังสามารถก่อให้เกิดสิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติทำให้เกิดสิวได้ง่าย และที่สำคัญอาหารรสเผ็ดยังมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนัก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเผ็ดจึงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอาหารที่รสชาติจัดจ้านจนเกินไป อาจจะถูกปากเราในปัจจุบัน แต่ก็จะส่งผลเสียให้เราในอนาคตได้นะคะ ทางที่ดีก่อนที่เราจะปรุงอาหารตามรสชาติที่ชื่นชอบนั้น ลองหยุดคิดสักนิด หรือชิมก่อนปรุงสักหน่อย ลองทานอาหารที่ไม่ต้องปรุงมากจนเกินไป พยายามลดการปรุงอาหาร งดการทานอาหารแปรรูปต่างๆ และที่สำคัญอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งก่อนบริโภคค่ะ  ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com ขอบคุณภาพจาก : www.wanelo.com

เกลือบำบัด คุณค่าที่มากกว่าความเค็ม
ระบบทางเดินหายใจ /  เกลือ / 

เกลือ สารอาหารแห่งชีวิต ในยุคกลาง อันเป็นยุคที่ผลึกเกลือมีค่าดั่งทอง มีเหมืองเกลือเกิดขึ้นมากมายทั่วภูมิภาคยุโรป ผลึกขาวราคาแพงกลายมามีบทบาทสำคัญหลายประการ ดังจะเห็นได้จากร่องรอยหลงเหลือในภาษา อย่างคำที่เราคุ้นเคยกันไม่ว่าจะเป็น salary-เงินเดือน sauce-น้ำซอส sausage-ไส้กรอก รวมทั้ง salad-สลัด ซึ่งล้วนมีรากศัพท์มาจากคำว่า sal-เกลือ ในภาษาละติน หรือแม้แต่หลายเมืองในยุโรปก็ปรากฏคำว่าเกลือในชื่อ ย้ำเตือนให้เห็นว่าเกลือนั้นสำคัญมากเพียงไรในอดีต. เจ้าผลึกขาวรสเค็มในโลกนี้มีหลายชนิด แต่ที่ใกล้ตัวและมีบทบาทกับเรามากที่สุดเห็นจะไม่พ้นการรวมตัวของโซเดียมและคลอไรด์ (NaCl) ซึ่งกลายมาเป็นเกลือแกงปรุงอาหารสีขาวแสนคุ้นเคย นอกจากคุณสมบัติในการเติมแต่งรสชาติอาหารแล้ว สารอาหารที่ชื่อว่าโซเดียมนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ อันเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน ในชื่อเรียกว่า “ เกลือบำบัด ” (Salt Therapy หรือ Speleotherapy) อีกด้วย กว่าจะเป็น “ เกลือบำบัด ” บทบาทของเกลือกับการแพทย์นั้นมีหลักฐานว่าฮิปโปเครตีส (Hippocrates) ปรัชญาเมธีผู้โด่งดังได้รู้จักการสูดดมไอเกลือเพื่อรักษาโรคทางเดินหายใจมาตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว ส่วนในเอเชียมีตำราเภสัชวิทยาโบราณอายุกว่า 4,700 ปีของจีน “เปงเจากันมู” (Peng Tzao Kan Mu) ระบุไว้ว่ายุคนั้นมีการใช้เกลือแพร่หลายมากกว่า 40 ชนิด ทั้งเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์และเป็นเงินตราแลกเปลี่ยน เกลือบำบัด ยุคใหม่ ในปีค.ศ. 1843 เฟลิกซ์ บ็อกซโควสกี้ นายแพทย์ชาวโปแลนด์สังเกตพบว่า อุบัติการณ์โรคระบบทางเดินหายใจ เกิดขึ้นกับคนงานเหมืองเกลือน้อยมาก จึงริเริ่มนำผู้ป่วยทั้งโรคทางเดินหายใจและภูมิแพ้ลงไปสูดดมไอเกลือในเหมืองหรือถ้ำเกลือใต้ดิน จนพบว่าช่วยบำบัดโรคอย่างได้ผล ความสำเร็จนี้จึงถูกบันทึกในตำรา กระตุ้นให้ถ้ำ เกลือบำบัด กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายแพทย์ชาวเยอรมัน คาร์ล เฮอร์มันน์ สแปนนาเกล ได้พบว่าผู้ป่วยทางเดินหายใจซึ่งลี้ภัยอยู่ในถ้ำเกลือมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งย้ำเตือนประโยชน์ของถ้ำเกลือต่อสุขภาพอย่างชัดเจน จากพัฒนาการแต่ละช่วงเวลาเหล่านี้ ปัจจุบัน เกลือบำบัด จึงกลายมาเป็นบริการมาตรฐานในสปาหลายแห่งทั่วทั้งยุโรปและอเมริกา เกลือบำบัด ในเมืองไทย เกลือบำบัด ถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในเมืองไทย โดยถ้ำเกลือแห่งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2009 ในยุคที่ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ระบาด หากใครนึกหน้าตาไม่ออกล่ะก็ ลองจินตนาการถึงช่องฟรีซของตู้เย็นที่มีน้ำแข็งเกาะหนาแน่น ภาพที่คุณเห็นนั่นล่ะค่ะ ถ้ำเกลือจำลอง ถ้ำเกลือจำลองนี้ทำขึ้นจากเกลือสินเธาว์บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับใช้ในทางการแพทย์ หรือเรียกว่าฟาร์มาซอลท์ (Pharma salt) เป็นห้องปลอดเชื้อที่มีประจุลบความเข้มข้นสูง อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20-26 องศาเซลเซียส และมีความชื้นระหว่างร้อยละ 40-50 มีหัวใจสำคัญคือ เครื่องสร้างบรรยากาศระดับอณู อันเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับสร้างบรรยากาศเสมือนในถ้ำเกลือจริง โดยเครื่องสร้างบรรยากาศระดับอณูนี้ จะพ่นละอองเกลือขนาดจิ๋วเพียง 1-5 ไมครอนให้เราสูดดม อณูเกลือจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ทุกส่วนในระบบทางเดินหายใจ จากนั้นจะสกัดแยกสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กต่างๆ ให้หลุดออก ก่อนถูกกำจัดทิ้งผ่านการไอ จาม รวมทั้งทางเสมหะ เหมือนเป็นการดีท็อกซ์ระบบทางเดินหายใจ ให้สะอาดและทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ระบบอื่นๆ ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ รวมทั้งระบบภูมิคุ้มกันด้วย ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine เมษายน, Issue 123