ช็อกโกแลตซอส

4 นาทีก่อนเป็นลม!? 'อนันดา' ฟัด 25 สตั้นท์พระกาฬในฉากบู๊ต่อเนื่องของขุนพันธ์
ก้องเกียรติ โขมศิริ /  ขุนพันธ์ / 

4 นาทีก่อนเป็นลม!? อนันดาฟัด 25 สตั้นท์พระกาฬในฉากบู๊ต่อเนื่องของขุนพันธ์ การปะทะระหว่างนายตำรวจผู้มีคาถาอาคมอย่าง ขุนพันธ์ รับบทโดย อนันดา เอเวอริ่งแฮม กับเหล่าฝูงโจรผู้ร้ายดูจะเป็นเรื่องปกติในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่สิ่งที่ไม่ปกติก็คือการที่อนันดาจะต้องบู๊แบบจัดหนักจัดเต็ม ซึ่งเจ้าตัวจะต้องถูกส่งไปซ้อมกับสตั้นท์แมนระดับโลก ลูกศิษย์ของปรมาจารย์คิวบู๊ พันนา ฤทธิไกร ภายใต้การดูแลของ วีระพล ภูมาตย์ฝน ผู้กำกับและออกแบบฉากแอคชั่นภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์อย่าง ต้มยำกุ้ง, ช็อกโกแลต, จีจ้าสวยดุ ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้ฉากนี้ออกมา อนันดาได้บอกเล่าถึงความรู้สึกว่า “มันจะมีฉากแอคชั่นอยู่ฉากหนึ่งที่ผมกับพี่โขมเคยคุยกันไว้ ว่าเราควรต้องมีสักฉากหนึ่งไหมที่เป็นฉากจำ หรืออย่างน้อยที่สุดแตกต่างจากหนังแอคชั่นทั่วไป เป็นเทคเดียวอยู่ เป็นการถ่ายทำแบบ long take เป็นการถ่ายแบบรวดเดียวโชว์แอคชั่นแบบล้วน ๆ เลย..." "...มันจะเป็นการเคลื่อนตัวละครไปด้านข้างของเฟรมกล้อง แล้วก็สู้กับศัตรูเป็นสิบ ๆ คนในฉากเดียว ก็เลยเกิดการดีไซน์ฉากนี้ขึ้นมา ไปซ้อมกับทีมสตั้นท์เพียงแต่ในห้องซ้อมกับหน้าเซตมันจะต่างกัน เพราะว่าตอนเราซ้อม ชุดที่เราใส่อยู่มันไม่ใช่ชุดที่เราใส่ในหนังจริง ๆ กางเกงวอร์ม เสื้อกล้าม อุปสรรคของฉากก็ไม่มี แต่พอถึงหน้าเซตนี่แทบจะต้องเริ่มต้นใหม่..." "...เป็นฉากที่อยู่ในโบกี้รถไฟเราต้องสู้จากท้ายโบกี้มาหัวโบกี้ ระหว่างนั้นก็จะมีทีมสตั้นท์เข้ามาทีมละ 3-4 คน รวมทั้งหมด 25 คน ซีนนี้จะเห็นในภาพยนตร์ประมาณ 4 นาที เป็น 4 นาทีที่ต้องจำคิวเป๊ะ ๆ เราต้องปรับตัวเข้าฉาก หลายอย่างที่เราซ้อมไว้ก็ต้องแก้ไข เป็นฉากที่นับว่ามันยากมากแล้วมันก็ถอยไม่ได้ เพราะว่าเราก็สัญญากับพี่โขมไว้แล้วว่า เฮ้ย มาซะขนาดนี้แล้ว ต้องทำให้ได้ กี่เทคเราก็ต้องทำให้ได้..." "...แต่บางทีเราลืมไปว่า 4 นาทีนั้นพอเราใช้พลังเต็มที่ พอมาถึงศัตรูแบบ 2-3 คนสุดท้ายนี่คือหมดแม็ก มันคือแบบเฮือกสุดท้ายจริง ๆ อีกนิดเดียวจะเป็นลมอยู่แล้ว พอเล่นเสร็จก็จะมีทีมเข้ามาพร้อมกับถังออกซิเจน มาให้เราหายใจ รู้สึกว่าถ่ายไป 9 เทคนะถ้าจำไม่ผิด พูดได้ว่าเป็นวันที่ถ่ายทำที่เหนื่อยที่สุดในหนังเรื่องนี้ ผิดพลาดทีก็ต้องเริ่มต้นใหม่ แต่พอทำได้ก็เป็นฉากที่น่าจดจำสำหรับผม เป็นฉากที่ภาคภูมิใจมาก เป็นการยกทีมสตั้นท์ฝีมือดีลูกศิษย์พี่พันนามาทั้งหมดเลยในซีนนี้” อีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ที่คอภาพยนตร์แอคชั่นทุกคนไม่ควรพลาด ขุนพันธ์ ประกาศความยิ่งใหญ่เหนือมหาโจรทั่วประเทศ 14 กรกฎาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

อยากกินขนมญี่ปุ่นไม่ต้องรอของฝาก ไปเลือกเองได้เลยที่
Japan Station /  ขนมญี่ปุ่น / 

เคยไหมที่เวลาเพื่อนไปญี่ปุ่นแล้วต้องฝากซื้อขนม ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหรือเคยกิน ส่วนคนที่ไปญี่ปุ่นต้องหอบหิ้วขนมเต็มกระเป๋าเพื่อจะเอากลับมาฝากเพื่อนที่ประเทศไทย แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้วค่ะ ใครอยากกินขนมจากประเทศญี่ปุ่น หรืออยากจะไปเลือกเองกับตัว ไม่ต้องฝากเพื่อนซื้อแล้ว เราซื้อเองในไทยนี่แหละค่ะกับ Japan Station เป็นร้านขายขนมจากประเทศญี่ปุ่น ที่สยามพารากอน ชั้น G ไปดูกันเลยว่ามีอะไรขายบ้าง เค้ก Kasutera หรือ rare Castella ส่วน Mini Rare Castella มี 3 รสชาติ ได้แก่ รสดั่งเดิม (Plain), รสชีส (Cheese), รสงาดำ (Sesame) Japanes Cheese cake Omotcheese มี 3 รสชาติ Original , สตรอเบอร์รี่ และ ช็อกโกแลต Strawberry Jelly in White Chocolate  ยังมีอีกเยอะมาก ที่รอให้เราตามไปชิมไปช้อป ความรู้สึกไม่ต่างจากการไปช้อปที่ประเทศญี่ปุ่นเลยค่ะ สามารถหาซื้อได้ที่ Paragon ติดกับร้านROYCE' ชั้นG , Isetan ติดกับร้าน ROYCE' ชั้น5 และ CentralFestival EastVille ชั้น1 ที่มารูปภาพ : แฟนเพจ Japan Station

WA KO Bake คิวบิคชูครีม หนึ่งเดียวของขนมนุ่มๆ ในทรงลูกบาศก์
ของหวาน /  ชาเขียว / 

WA KO Bake คิวบิคชูครีม หนึ่งเดียวของขนมนุ่มๆ ในทรงลูกบาศก์ เห็นภาพคนแชร์เต็มไทม์ไลน์แล้วอดไม่ได้ที่จะต้องตามไปชิมให้มันรู้เรื่องกันไปเลยกับร้าน "WA KO Bake - วาโกะ เบค" ร้านขนมร้านเล็กๆ ที่เปลี่ยนบรรยากาศเชียงใหม่ ให้กลายเป็นคาเฟ่ขนมหวานเล็กๆ ในญี่ปุ่นเลยแหละ จัดเต็มด้วยเมนูชาเขียวเอาใจคนที่ชอบในรสชาติเข้มข้นติดขมเล็กๆ ที่ไม่ต้องอธิบายอะไรให้เสียเวลา แต่อยากให้มาลิ้มรสสัมผัสด้วยตัวเอง รับรองว่าไม่มีผิดหวัง... ซิกเนเจอร์อย่างหนึ่งของวาโกะ เบค ที่ใครมาก็ต้องสั่งมาชิมให้ได้นั่นก็คือ Cubic Choux Cream ชูครีมรูปแบบใหม่ ที่อยากให้ลืมภาพชูครีมก้อนกลมๆ ไปให้หมด เพราะร้านนี้เสิร์ฟในรูปแบบทรงลูกบาศก์สี่เหลี่ยมจัตุรัสสุดน่ารัก พร้อม 3 ไส้สุดละมุน ที่จะบรรจงบีบลงไปทีละลูกหลังจากที่เราสั่งเพื่อไม่ให้เสียรสชาติ ทั้งไส้พระเอกอย่าง ชาเขียว รสเข้มข้น มีความขมนิดๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่หวานมาก ใครเป็นสาวกชาเขียวแนะนำสุดๆ อีกสองไส้เป็นช็อกโกแลตกับวนิลลาสด ทั้งสองไส้นี้คงคอนเซ็ปต์เข้มข้น แต่ไม่หวานโดดตามแบบฉบับขนมญี่ปุ่นทุกอย่างเลยก็ว่าได้ จิบคู่กับเครื่องดื่มที่ร้านมีบริการอีกหลากหลาย ทั้งกาแฟสด Wako Fruit Punch และอีกหลากหลาย แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่ายังมีชาเขียวไม่เพียงพอในร่างกายต้องสั่ง "ชาเขียวเย็น" มาจัดด่วนๆ แก้วนี้ใช้ผงชาเขียวส่งตรงจากญี่ปุ่น ก่อนนำมามิกซ์กับนม เติมน้ำแข็งเพิ่มความสดชื่น ไม่หวานมาก กลมกล่อมเลยทีเดียว นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนู ชูครีมชาไทย ลูกเล็กๆ พอดีคำ โดยขนมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน เพราะเจ้าของร้านดันติดใจในรสชาติของชูครีมจากญี่ปุ่น ก่อนจะเอาสูตรมาปรับจนกลายมาเป็นจานเด่นประจำร้านในที่สุด ถ้าใครแวะไปเที่ยวเชียงใหม่ก็แวะไปชิมกันได้เลย เพราะว่าร้านเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วนะ ร้าน WA KO Bake - วาโกะ เบค ตั้งอยู่ใกล้โครงการ เดอะ ฮาเบอร์ เลี้ยวซ้ายจากถนนห้วยแก้ว เข้าซอย เดอะ ฮาเบอร์ จากนั้นเลี้ยวซ้ายอีกที ร้านจะอยู่ซ้ายมือ รูปภาพจาก แฟนเพจ WAKO bake เครดิตจาก นิตยสาร FINE DAE ฉบับเดือนกรกฎาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

แค่
ผลไม้ /  พิซซ่า / 

เมนูวันว่างๆ ของครอบครัว หลายๆ คนต่างก็หากิจกรรมทำกับภายในบ้าน หลักๆ เลยคือจะทำอาหารกินกันในครอบครัว และยิ่งพิเศษไปกว่านั้นเลยคือ เมนูที่แปลกแหวกแนวไปจากเดิมๆ เป็นเมนูที่มีความสร้างสรรค์ ทำแล้วสนุกด้วยกับเมนูพิซซ่า ที่หาวัตถุดิบได้ง่ายๆ แค่เพียงมีไข่และผลไม้ติดตู้เย็น ก็สามารถทำพิซซ่ากินเองได้ ที่สำคัญเมนูนี้ไม่ต้องพึ่งเตาอบให้ยุ่งยากเลย แค่มีกระทะเทฟล่อน ก็สามารถทำได้แล้วค่ะ ส่วนผสม น้ำมะนาว 2 ช้อนชา เนยสด 1 1/2 ช้อนชา ไข่ไก่ 4 ฟอง กีวี่ฝานบาง สตรอว์เบอร์รี่ฝานบาง สับปะรดฝานบาง มอสซาเรลล่าชีส แป้งข้าวโพด 1 ถ้วย ซอสมะเขือเทศ 1 ถ้วย วิธีทำ ทำส่วนผสมในส่วนของแป้งพิซซ่ากันก่อน โดยตีไข่ใส่ชามผสม ตามด้วยน้ำมะนาว และแป้งข้าวโพด และตีจนส่วนผสมเข้ากันดี เตรียมกระทะเทฟล่อนก้นแบน เปิดไฟอ่อน เมื่อกระทะร้อนดีแล้วให้ทาเนยให้ทั่วกระทะ เทส่วนผสมของไข่และแป้งลงในกระทะ เกลี่ยให้แป้งเป็นวงกลมทั่วกระทะ จากนั้นก็ปิดฝารอให้สุก ในระหว่างที่ไข่เกือบจะสุกดี ด้านบนยังเป็นเหลวๆ อยู่ เปิดฝาแล้วทาซอสมะเขือเทศให้ทั่วๆ แผ่นแป้ง วางผลไม้ลงบนแป้ง จัดเรียงกันให้สวยงามแล้วตามด้วยมอสซาเรลล่าชีส โรยให้ทั่ว จำนวนก็ตามใจชอบเลย ปิดฝากระทะอีกครั้ง อบจนชีสละลาย เมื่อละลายแล้วปิดไฟ ตักขึ้นมาใส่ถาด หั่นชิ้นให้เป็นสามเหลี่ยม แค่นี้เราก็ได้พิซซ่าที่ทำจากไข่และผลไม้แล้วค่ะ ไม่อยากเลยใช่ไหมคะ ใช่แค่วัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ ใกล้บ้าน และไม่ต้องใช้เตาอบให้ยุ่งยากเลย แค่นี้เราก็ได้พิซซ่าที่ทำจากผลไม้และไข้แล้วค่ะ ส่วนใครที่มีไส้กรอกหรือแฮมอยู่ในตู้เย็นก้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เลย

รอบรู้เรื่อง น้ำตาล เพื่อมื้ออาหาร สุดเฮลท์ตี้
กลูโคส /  ซูโครส / 

เคยคิดกันบ้างไหมว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรหากไม่มีน้ำตาล แน่นอนว่าคงจะจืดชืด ไม่ใช่น้อยเลยล่ะ เพราะน้ำตาลช่วยให้อาหารมีรสหวาน อร่อยกลมกล่อมขึ้น และยังทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจไปกับอาหารแต่ละมื้อ นอกจากนี้ ยังรู้กันดีว่า รสชาติหอมหวานของน้ำตาลช่วยให้รู้สึก “สดชื่นกระปรี้กระเปร่า” และอารมณ์ดีขึ้นได้ทันทีที่เรารู้สึกโหยและอ่อนล้า ในอดีตกาลที่น้ำตาลยังไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ทั่วไปเราหาความหวานจากผักและผลไม้มากมายแทน มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งมีพระชนม์ชีพในช่วง 69 ถึง 30 ปีก่อนคริสตกาล ทรงโปรดปรานลูกฟิกและอินทผลัมเป็นของทานเล่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีรสหวานที่สุด น้ำตาลเพิ่งกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารที่เราทานเมื่อช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่ผ่านมานี้เอง เมื่อเริ่มมีการทำไร่อ้อยผลิตน้ำตาลและใช้เรือขนน้ำตาลไปค้าขายยัง ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก น้ำตาล เป็น คาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง พบได้ทั่วไปในอาหารหลากหลายประเภท เช่น น้ำตาลแลกโตสในน้ำนม หรือน้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้และน้ำผึ้ง อันที่จริงแล้ว น้ำตาลบางชนิดถือว่าส่วนประกอบจำเป็นของอาหารเพราะช่วยเติมเต็มพลังงานให้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหรือสมอง ต่างก็ต้องการเชื้อเพลิงมาเพิ่มพลังงานและช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงตื่นตัวทั้งนั้น ดังนั้น จึงไม่ควรตัดน้ำตาลออกไปจากมื้ออาหารไปซะหมด แต่ควรรู้จักบริโภคน้ำตาลอย่างเหมาะสม และเข้าใจประโยชน์ของน้ำตาลให้ถ่องแท้เสียก่อน เพื่อจะได้เพลิดเพลินกับรสชาติหวาน ๆ แสนอร่อยโดยไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพให้รำคาญใจ ฟรุกโตส กลูโคส และ ซูโครส น้ำตาลมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดและมาจากหลายแหล่งที่มา แต่ชนิดที่บริโภคกันมากได้แก่ ฟรุกโตสและกลูโคส ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผักและผลไม้ซึ่งมีเส้นใยและสารต้านอนุมูลอิสระรวมอยู่ด้วยเช่นกัน ส่วนน้ำตาลซูโครสมาจากฟรุกโตสและกลูโคสประกอบกันกลายเป็นน้ำตาลทรายที่เราซื้อและใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันนั่นเอง เมื่อเราบริโภคน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย กลูโคสจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่ฟรุกโตสจะต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นกลูโคสก่อน จากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป นับเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่มีรสชาติแสนอร่อยชวนติดใจ ทว่าก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากที่บริโภคเข้าไปแล้ว เราคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ น้ำเชื่อมข้าวโพดชนิดที่มีฟรุกโตสสูง หรือ high fructose corn syrup (HFCS) ซึ่งทำมาจากข้าวโพดกันมาบ้าง เจ้าน้ำเชื่อมตัวนี้เป็นคนละอย่างกับน้ำตาลฟรุกโตส ความจริงแล้วน้ำเชื่อมชนิดนี้มีองค์ประกอบคล้ายกับน้ำตาลทราย และปริมาณครึ่งหนึ่งของน้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลกลูโคส น้ำเชื่อม HFCS พบมากในพวกอาหารแปรรูป และเริ่มนิยมใช้กันมากในยุค 1980 โดยผู้ผลิตเริ่มหันมาใช้น้ำเชื่อมนี้แทนน้ำตาลจากอ้อย เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่าง ๆ โดยที่หลายคนไม่ได้นึกสงสัยเลยว่าจะมีน้ำตาลชนิดนี้ซ่อนอยู่ในอาหารในชีวิตประจำวันทั่วไป อย่างเช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด แครกเกอร์ และพวกขนมปังต่าง ๆ ซึ่งทำให้คนเราสะสมแคลอรี่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราจึงควรอ่านฉลากอาหารที่จะทานให้เข้าใจ เพื่อจะได้รู้ว่าบริโภคอะไรเข้าไปบ้างในแต่ละมื้อ น้ำตาลทานได้ แต่ในปริมาณที่พอดี ในบางครั้ง อาหารบางเมนูต้องเติมรสหวานเข้าไปบ้างเพื่อช่วยชูรสอาหารให้อร่อยขึ้น หรือกลบรสขมให้น้อยลง หรืออย่างน้อยก็ให้รู้สึกเพลิดเพลินเวลาทานกันสักหน่อย อย่างไรก็ดี เราก็ต้องรู้จักควบคุมปริมาณน้ำตาลที่เติมให้เหมาะสมด้วย และหันมาลิ้มรสชาติหวาน ๆ ตามธรรมชาติจากอาหารอย่างผลไม้กันให้มากขึ้น เราทุกคนรู้ดีว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้น เมื่อพูดถึงการบริโภคน้ำตาล ก็จะเชื่อมโยงไปถึงโรคอ้วน และปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการทำความเข้าใจชนิดน้ำตาลต่าง ๆ และความสำคัญของน้ำตาลในอาหารแต่ละมื้อจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า กาแฟขนาด 475 มิลลิลิตร หนึ่งถ้วยที่คนไทยนิยมดื่มกันทั่วไป มีน้ำตาลอยู่ถึง 10.5 ช้อนชา หรือ 52.5 กรัม ในขณะที่ชานมไข่มุกปริมาณ 350 มิลลิลิตรในหนึ่งแก้ว จะมีน้ำตาลทั้งหมด 11.25 ช้อนชา หรือ 56.25 กรัม ซึ่งหากคุณดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้แค่เพียงหนึ่งแก้ว จำนวนน้ำตาลที่ควรบริโภคต่อวันก็จะเกือบเกินหรือเกินระดับของเกณฑ์ทาง ด้านโภชนาการของไทยที่กำหนดไว้ (นั่นคือ แต่ละคนควรบริโภคน้ำตาลเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานในอาหารที่บริโภคทั้งหมด หรือ ห้ามมากกว่า 40-55 กรัมต่อวัน) ปริมาณน้ำตาลที่สมดุล คือคำตอบ คุณไม่สามารถทานอาหารแบบไม่มีน้ำตาลเลยได้ แต่เราก็ไม่อยากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป เพราะนั่นเท่ากับเพิ่มจำนวนแคลอรี่ให้ร่างกาย และอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย 9 เคล็ดลับ ช่วยลดปริมาณน้ำตาลให้ร่างกาย 1. ชิมอาหารทุกครั้ง ก่อนจะเติมน้ำตาลเพิ่ม 2. ไม่ควรทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง 3. เรียนรู้วิธีอ่านฉลากโภชนาการข้างผลิตภัณฑ์ 4. รู้จักชื่อน้ำตาลต่าง ๆ อาทิ กากน้ำตาล มอลท์ไซรัป น้ำตาลอ้อย ฯลฯ รวมถึงสารอาหารที่ลงท้ายด้วย “โ-ส” หรือ “ose” เช่น กลูโคส ฟรุกโตส เป็นต้น 5. ไม่ควรเติมและบริโภคน้ำตาลต่อวันเกินปริมาณที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 6. ค่อย ๆ ลดปริมาณน้ำตาลที่ทานทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว 7. หันมาใช้วานิลลา ซินนามอน หรือผิวเลมอนขูดละเอียดเพื่อเติมรสหวานให้อาหาร 8. ทานโปรตีนและอาหารที่มีเส้นใยที่จะช่วยให้คุณอิ่มได้นานกว่า 9. เลือกทานผลไม้สด แทนที่จะดื่มน้ำผลไม้หรือสมูทตี้ *บทความนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากเฮอร์บาไลฟ์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบโภชนาการเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนและเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาพดีและกระฉับกระเฉง

วิธีทำ ปีกไก่คั่วพริกเกลือ สูตรนี้แม่ให้มา
Mother may i /  เมนูแม่ / 

เมนูที่ทำให้นึกถึงแม่มีเมนูอะไรกันบ้างคะเพื่อนๆ ส่วนตัวแล้วเมนูที่ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ เลยคือปีกไก่ทอด เป็นเมนูที่อร่อยทุกครั้งจนต้องเติมข้าวอีกรอบ และก็กลับมานึกถึงเมนูไก่ทอดอีกครั้งเมื่อได้ไปกินเมนู ปีกไก่คั่วพริกเกลือ ของ ร้าน Mother May I  ความอร่อยที่ทำให้คิดถึงฝีมือแม่ขึ้นมาทันที วันนี้เราได้นำสูตร ปีกไก่คั่วพริกเกลือจาก คุณมีวินัย ใจบุญ เชฟประจำร้าน Mother May I มาฝากกันค่ะ ส่วนผสม ปีกไก่ขนาดกลาง 5 ปีก (ล้างน้ำสะอาด) น้ำตาลทราย 5 กรัม เกลือ 2 กรัม ซอสปรุงรสฝาเขียว 5 กรัม กระเทียม 2 กรัม (โขลกให้ละเอียด) รากผักชีไทย 2 กรัม (โขลกให้ละเอียด) พริกไทยเม็ด 2 กรัม (โขลกละเอียด) น้ำมันพืชสำหรับทอด 500 กรัม ต้นหอมซอย 5 กรัม กระเทียมเจียว 15 กรัม พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแว่น 5 กรัม มะนาวหั่นซีกสำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ ผสมกระเทียม รากผักชีและพริกไทยในชามผสมให้เข้ากันปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือ และซอสปรุงรส คลุกเคล้าให้เข้ากันดี นำปีกไก่ลงไปหมักประมาณ 5-10 นาที พักไว้ ตั้งน้ำมันไฟปานกลางรอจนร้อนได้ที่ นำปีกไก่ลงไปทอดจนสุกด้านนอกมีสีเหลืองสวยงาม ตักไก่ขึ้นมาแล้วนำไปคั่วในกระทะอีกใบพร้อมกับกระเทียมเจียว ต้นหอมซอย พริกชี้ฟ้าแดง และเกลือเพียงหยิบมือ คลุกเคล้าทั้งหมดให้เข้ากัน ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมมะนาวหั่นซีก ก่อนกินบีบมะนาวลงบนปีกไก่เล็กน้อยเพื่อเสริมรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น อ่านต่อได้ที่ mbookstore : TAMAGO issue 64 : Jun 2016

10 อาหาร ทำฟันเหลือง เลิกกินซะ!!
ทำร้ายฟัน /  ฟอกฟันขาว / 

ใครๆก็คงอยากมีฟันขาว ยิ้มสวยๆ ใช่ไหม แต่คุณรู้ไหมว่า การฟอกสีฟันบ่อยๆไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะมันจะยิ่งทำให้ฟันกร่อนลงไป หรือการรับประทานอาหารบางชนิด ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ ฟันเหลือง แบบที่เราไม่รู้ตัว วันนี้ Health Mthai ขอแนะนำ 10 อาหารที่เมื่อกินเข้าไปแล้ว ฟันเรารับเต็มๆ ไม่ต้องคิดมาก แค่ลองจินตนาการว่า เมื่อมันหกใส่เสื้อสีขาวของเรา ก็ซักออกยากเหลือเกิน นั่นล่ะ..มันคล้ายๆกับลักษณะที่จะเกิดขึ้นบนฟันของเราเช่นกัน 1.ไวน์แดงหรือไวน์ขาว ไม่ใช่เฉพาะแค่ไวน์แดงเท่านั้นที่ร้ายกาจ แต่ไวน์ขาว ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำให้ฟันขาวๆ ของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้ด้วย ดังนั้นหลังจากดื่มไวน์ ควรดื่มน้ำตามเพื่อช่วยลดไม่ให้แทนนินและ โพลีฟีน ที่อยู่ในไวน์เกาะฟันเรา 2.กาแฟ คุณไม่สามารถป้องกันฟันขาวๆ ของคุณจากกาแฟได้แน่ๆ อยู่แล้ว แต่ทางออกเดียวที่มีก็คือ เติมนมลงในกาแฟของคุณเพิ่ม จะได้ลดความเข้มข้นของกาแฟลง ถ้ามันจะไม่ทำให้กาแฟถ้วยโปรดของคุณเสียรสชาติล่ะ 3.ชา ชาดำนี่มีอนุภาพร้ายแรงไม่ต่างจากกาแฟเลยทีเดียว และเผลอๆ อาจให้ผลลัพท์กับฟันขาวๆของคุณได้มากกว่าซะด้วยซ้ำ 4.น้ำส้มสายชู การทานสลัดที่มีน้ำส้มสายชูเป็นส่วนผสมในน้ำสลัด บางทีก็อาจทำให้กัดสารเคลือบฟันขาวของคุณออกไปได้โดยไม่รู้ตัว 5.แกงกระหรี่ รสชาติของมันยอดเยี่ยมใช่ไหมล่ะ แต่รู้ไหมสีของแกงจะทำให้ฟันของคุณเหลืองโดดเด่นขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งขึ้นถ้าคุณหลงระเริงในเครื่องเทศที่แปลกใหม่เหล่านี้ตลอดเวลา 6.ซอสมะเขือเทศ ใครสามารถเลี่ยงไม่ทานซอสมะเขือเทศได้ล่ะ มันแทบจะปรากฎอยู่ในอาหารเกือบทุกมื้อ มะเขือเทศมีสารบางอย่างที่มีความเป็นกรดสูง ซึ่งหากคุณเพิ่งฟอกสีฟันมา มันจะกัดสีฟันให้กร่อนลงได้ 7.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่, แบล็กและบลูเบอร์รี่ เต็มไปด้วยวิตามินที่ดีต่อสุขภาพและชีวิตเพิ่มสารอาหารอื่น ๆปัญหาเดียวก็คือว่า พวกมันเป็นผลไม้ที่สีจัด และมีแนวโน้มว่าสีเหล่านั้นอาจเกาะติดฟันคุณได้อย่างมาก ดังนั้นครั้งต่อไปหลังจากที่กินผลเบอร์รี่ ก็อย่าลืมดื่มน้ำตามด้วย 8.น้ำอัดลม (โคล่า) ปัญหาอยู่ที่สีเข้มของน้ำอัดลม โดยเฉพาะหากมันมีความเย็นมาก ฟันจะมีแนวโน้มที่จะหดตัว และทำให้มีรูพรุนมากขึ้น ก็จะทำให้มันดูดซับสีเข้าไปที่ฟันแบบเต็มๆ เช่นเดียวกันกับ เครื่องดื่มร้อน อย่าง ชา กาแฟ เช่นกัน 9.ซอสถั่วเหลือง คุณอาจจะต้อง จำกัดปริมาณของซอสถั่วเหลือง ถ้าคุณต้องการที่จะทำให้ฟันของคุณขาว เพราะในซอสถั่วเหลืองในยุคนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การหมักถั่วเหลือง แต่ยังมีการเติมกรดไฮโดรคลอริก เข้าไปเพื่อทำให้มันเร็วขึ้น และแน่นอน มันมาพร้อมกับการทำร้ายฟันขาวๆของเรา 10.บีทรูท บีทรูทจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินต่อร่างกายและผิวพรรณ แต่มันต้องแลกมาด้วยสีแดงเข้มที่จะทำให้เกิดคราบฟันชนิดที่ล้างด้วยน้ำเปล่าอาจไม่พอ ต้องใช้การแปรงฟันหลังทานบีทรูท เพื่อช่วยลดการกัดกล่อนสีฟัน เรียบเรียงโดย Health.Mthai.com ที่มาเนื้อหาจาก www.lifehack.org

คาเฟ่ฮิปๆ สำหรับหนุ่มสาวที่รักสุขภาพ Mix & Munch : Grab and Go Cafe
สุขภาพ /  อาหารคลีน

มิกซ์แอนด์มันซ์ เป็นเฮทล์ตี้ฟู้ดคาเฟ่ สำหรับหนุ่มสาวผู้รักสุขภาพ คาเฟ่ฮิปๆ แห่งนี้มีแนวคิดที่ว่า "อาหารสะอาดและมีประโยชน์ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ แต่สมารถทำให้มีลูกเล่นและสนุกขึ้นได้"  มิกซ์แอนด์มันซ์คาเฟ่เลือกใช้วัตถุดิบและส่วนผสมที่สดใหม่ ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้เทคนิคการปรุงอาหารสุดล้ำที่อร่อยแค่คลีน แถมยังให้คนรักสุขภาพดีไซน์มื้ออาหารได้เองตามใจชอบ แมท์ส่วนผสมได้ตามต้องการ เริ่มต้นด้วยการเลือกคาร์โบไฮเดรต อาทิ ข้าวไรส์เบอร์รี่ เส้นฟูชิลี่โฮลวีต จากนั้นก็เลือกโปรตีนให้กับจานโปรดที่มีตั้งแต่ สะโพก อกไก่ เนื้ออสเตรเลีย ไปจนถึงแซลมอนชิ้นโตที่เอาใจคอซีฟู้ดได้เป็นอย่างดี ในส่วนของผักทางร้านก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด เช่น บร็อคโคลี่ ฟักทองย่าง ข้าวโพด เห็ดออรินจิ และเห็ดชิตาเกะ คุณอาจลองสลัดผักรวมออแกนิกสุดคลาสสิกหรือมิกซ์แอนด์มันซ์สลักที่หวานกรอบ มีส่วนผสมของข้าวโพดหวานและซูกินี่ (บวบฝรั่ง) ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่ ซอสมิกซ์แอนด์มันซ์ ซอสกระเพรา ซอสวาซาบิ-ซีฟู้ด ซอสแกง เขียวหวาน ซอสสะเต๊ะ หรือซอสจิ้มแจ่วตัวหม่ล่าสุดที่นับว่าเป็นไฮไลท์เลยเพราะแซ่บโดนใจ หลังจากอิ่มท้องจากมื้อหลักก็อาจตบท้านมื้ออร่อยด้วยขนมหวานรสชาติดี แถมแคลอรี่ต่ำไม่เกิน 30 กิโลแคลอรี่ต่อชิ้น ทานได้แบบไม่ต้องกลัวอ้วน เช่น เค้กแครอท บราวนี่ช็อกโกแลตสูตร Vegan ราคาอาหารอยู่ที่ประมาณ 100 - 225 บาท ส่วนขนมหวานเริ่มต้นที่ 40 - 70 บาทเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นมิกซ์แอนด์มันซ์คาเฟ่ยังชูโรงเป็น Unique fast - casual restaurant เหมาะกับไลฟ์สไตล์อันเร่งรีบของคนเมือง ด้วยบริการซื้อกลับบ้าน (Grab&Go) และบริการเดลิเวอรี่ส่งอาหารเพื่อเอาใจคนวัยทำงาน นักศึกษา เหล่าคนรักสุขภาพ ที่มีเวลาน้อยแต่อยากทานอาหารเฮลท์ตี้ แต่หากว่าอยากดื่มด่ำกับบรยากาศฮิปๆ ในสไตล์การตกแต่งร้านแบบ Loft-industrial ก็สามารถทานอาหารที่ร้านพร้อมกับเยี่ยมชม "Open-Kitchen" แห่งแรก เพลิดเพลินไปกับการทำอาหารของเชฟในทุกขั้นตอน กล่าวได้ว่าที่มิกซ์แอนด์มันช์ คาเฟ่ คุณจะได้ทานอาหารเพื่อสุขภาพที่อร่อย มีประโยชน์แถมยังมีความสุขทุกครั้งที่รับประทาน มาลิ้มรสความอร่อยและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษได้แล้วที่ Mix&Much Cafe 

เที่ยวเมืองชุนชอน กิน นอน แบบเกาหลีแท้ๆ ที่ จ. คังวอนโด
chuncheon /  magkusu / 

เมื่อพูดถึงเกาหลีใต้ หลายคนอาจจะนึกถึงกรุงโซล (Seoul) ก่อน เพราะเป็นเมืองหลวง แต่วันนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวเกาหลี เมืองข้างเคียงบ้าง นั่นก็คือ เมืองชุนชอน (ChunCheon) จ. คังวอนโด (Gangwon-do) พูดแบบนี้อาจจะงง เมืองชุนชอนเป็นเมืองที่มีเกาะนามิ นั่นเองจ้า แต่วันนี้เราก็ไม่ได้พาไปเกาะนามินะ! อ้าว! แล้วจะไปไหน? เราอยากพาไปในที่แปลกๆ ใหม่ๆบ้าง มาดูกันว่า เราจะพาท่านไป กิน-เที่ยวที่ไหนบ้างในเมืองชุนชอน ตามกันไปเลยจ้า เที่ยวเกาหลี เมืองชุนชอน จ. คังวอนโด จากโซล เรานั่งรถไฟความเร็วสูงที่ชื่อว่า ITX วิ่งจากโซลไปชุนชอน ใช้เวลาประมาณ 40 นาที โดยต้องไปขึ้นที่สถานี "ยงซาล สเตชั่น" (Yongsan Station 용산역) เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่มากๆ สถานีปลายทางที่เราลงคือ นัมชุนชอน สเตชั่น Namchuncheon Station (남춘천역) พอมาถึงไม่รอช้า รีบบึ่งไปหาไรหม่ำก่อนเลย พอดีเรามีเพื่อนเกาหลีมารอรับที่สถานี ก็เลยสะดวกหน่อย เพื่อพาไปทานอาหารที่ ร้าน ฮาจุโกล ได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดร้านนึงในเมืองชุนชอนเลยนะ เป็นอาหารเกาหลี Traditional เกิดมาก็พึ่งจะเคยมาลงพื้นที่แบบชาวเกาหลีของจริง นึกภาพตามนะคะ เหมือนเดินเข้าไปในร้านร้านนึงที่ดูดี สะอาด แต่บรรยากาศผู้ใหญ่ๆที่พูดคุยกันแบบผู้ดี๊ ผู้ดีอะ ทุกอย่างสำรวม ผิดจากภาพที่เราจินตนาการไว้ว่าต้องโผงผาง เสียงดัง โดยรวมคือ รสชาติกลางๆ แต่คุณภาพเน้นๆ คือ สด ใหม่ แปลกดี ส่วนตัวคือชอบนะ ที่ตั้งร้าน ฮาจุโกล : 807-4 Mancheon-ri, Dong-myeon Chuncheon, Gangwon-do เกาหลีใต้ เมื่อท้องตึง กองทัพก็เดินหน้ากันต่อไปได้ เมืองชุนชอน เป็นเมืองที่น่าอยู่เมืองนึงของเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ ผู้คนใช้ชีวิตกันแบบ Slow Life ต่างจากในกรุงโซล ถนนโล่งๆ รถวิ่งไม่เยอะ อากาศดี๊ดี  เพื่อนพามาเดิน สะพานกระจกใส (Soyanggang Sky Walk) ยาว 140 เมตร ซึ่งถือเป็นสะพานที่ยาวที่สุด ของเมืองชุนชอน ได้ข่าวว่าพึ่งเปิดเมื่อวาน งานนี้เลยไปเดินเจิมซะหน่อย ซึ่งวันที่เราไปยังไม่เสียค่าเข้านะคะ เพราะพึ่งเปิดเมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม 59  แต่เดือนสิงหา 59 เป็นต้นไปมีการเก็บค่าเข้าคะ ที่ตั้งสะพาน Soyanggang Skywalk: 8, Geunhwa-dong, Chuncheon-si, Gangwon-do สะพานกระจกใส (Soyanggang Sky Walk) หลังจากนั้น ก็ไปร้านกาแฟที่เค้าว่ากันว่า ฮิตสุดๆ ใครอยู่เมืองชุนชอนถ้าไม่ได้มาร้านนี้ จะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง!!! และเราก็ไม่พลาดคะ ไปคะ เกาหลีกับร้านกาแฟเป็นของคู่กัน เพราะคนเกาหลีชอบดื่มกาแฟม๊ากมาก ร้านที่เราไปนี้ชื่อว่า Cafe Santorini เพื่อนเกาหลีบอกว่า ทุกวันหยุดคนที่อยู่โซลมากันเยอะมากๆ เพราะร้านนี้วิวดี อากาศดี มองเห็นวิวเมืองชุนชอนแบบสุดลูกหูลูกตา แถมคนนิยม มาเช่าสถานที่ จัดงานแต่งงานกันเยอะมากๆ Cafe Santorini เมืองชุนชอน เกาหลี ใครที่มาแถวนี้ ลองดูนะคะ มีร้านกาแฟติดกันอีกร้าน ชื่อ A Two Some Place ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วเกาหลี เยอะมากๆ แต่สาขาที่เมืองชุนชอน เค้ามีที่ถ่ายรูปเก๋ๆ เป็นห้องกระจก เข้าไปยืนเท่ห์ๆกันได้เลย ส่วนตัวชอนร้าน Santorini มากกว่า ส่วนร้านนี้แค่ไปยืนถ่ายรูปในห้องกระจกก็คุ้มแล้วจ๊ะ ดื่มกาแฟ ถ่ายรูปเล่นซักพัก เราก็เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง นั่นก็คือ Vivaldi Park ซึ่งเราพักที่คอนโด Sonofelice ดีงามตามท้องเรื่องจริงๆ เห็นวิวไกลๆคือ Ocean World ซึ่งเป็นที่นิยมมากๆของชาวเกาหลีในช่วงฤดูร้อนจ้า นอกจากนี้ ใน Vivaldi Park ยังมี สนามกอล์ฟ (Golf club) และ สกีรีสอร์ท (Ski World) ในช่วงหน้าหนาวอีกด้วย สวนน้ำ Ocean World ภายใน Vivaldi Park เมืองชุนชอน             Credit: Daemyungresort นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ที่น่าเที่ยวในเมืองชุนชอน จ.คังวอนโด ใครไปแล้วรับรองว่าติดใจแน่ๆจ้า เพราะธรรมชาติ อากาศดี๊ดี ผู้คนเป็นมิตร นอกจากนี้แล้ว เรายังได้กินอาหารอร่อยๆเยอะมาก เป็นอาหารพื้นเมืองชื่อดัง ประจำเมืองชุนชอน ที่เด็ดที่สุดและขึ้นชื่อที่สุดก็คือ มักกุกซู (Makgusu) หรือ ก๋วยเตี๋ยวบัควีท  และ ไก่ผัดซอส ทัคคาลบิ้ (Dakgalbi)  วิธีการกินมักกุกซูก็คือ มาเป็นถ้วยแบบนี้ เห็นกาน้ำที่ตั้งอยู่ข้างๆไหมคะ เทน้ำซุปใส่ลงไปเลยจ้า  ในถ้วนก้อนสีเหลืองๆคือ มัสตาด ใส่ละลายลงไปในน้ำ เสร็จแล้วก็โซ๊ยเลย เวลาทานพวกอาหารเส้นแบบนี้ เค้าใช้วิธีดูดเส้นกันเสียงดังมากกกกก คือแบบ เซอร์ราวด์แข่งกันมาก มารยาทการซู้ดเส้นที่เสียงดังแปลว่า อร่อยมากๆ ซึ่งจะตรงข้ามกับวัฒนธรรมบ้านเรา มาถึงเมนูไก่ผัดซอส ทัคคาลบิ้ (Dakgalbi) กันบ้าง หอมฉุยน่าทาน ใส่ทุกอย่างลงไป ผัดๆ กินๆๆๆ สัญลักษณ์เด่นๆคือ กระทะที่ผัดต้องใหญ่ จบทริปแล้วจ้า ใครสนใจอยากไปเที่ยวเมืองชุนชอนแบบนี้บ้าง แนะนำเลยจ้า เดินทางจากโซลแค่ 45 นาที อากาศดี อาหารอร่อย จบทริปแบบประทับใจเลย รูปประกอบจาก http://korea.prkorea.com/, visit korea

ชมเทศกาลดอกกระเจียว ณ อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์
Play la ploen /  Siam Tulip Festival / 

ต้องบอกว่า จังหวัดทางแดนอีสานใต้ อย่าง จ.บุรีรัย์ นั้นก็มีดอกกระเจียวให้ได้ชมกันแล้ว ที่อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน เนรมิตเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและพันธุ์ไม้หายาก เช่น ไม้ตามฤดูกาล (ดอกกระเจียว, ดอกกุหลาบ, ดอกไฮเดรนเยียร์) ไม้ดึกดำบรรพ์ ไม้เขตร้อน และไม้เมืองหนาว มาจัดแสดงได้อย่างสวยงาม อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จ. บุรีรัมย์ โดยในช่วงนี้ เป็นเทศกาลของ มนต์เสน่ห์ไม้งาม สยามสยามทิวลิป Siam Tulip Festival จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่วันที่1 มิ.ย. – 30 ส.ค. 59 นี้ พร้อมชมความสวยงาม ช๊อป ชิม ขนมไทยจากดอกกระเจียวได้อีกด้วย อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน สถานที่ท่องเที่ยวเชิงความรู้และแหล่งพักผ่อน ตั้งอยู่ที่ อ.คูเมือง บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ เปิดให้บริการมากว่า 3 ปีแล้ว โดยในโซนที่จัดแสดงดอกไม้นี้มีชื่อว่า The Flora @ Play la ploen นั้น เต็มไปด้วยดอกไม้ประดับนานาชนิด ที่นำมาจัดแสดงพร้อมให้ข้อมูลความรู้ และสร้างบรรยากาศให้สดชื่น ภายในจัดแสดงไม้ดอกออกเป็น 6 โรงเรือน ครั้งนี้ทาง เพ ลา เพลิน ได้นำสายพันธุ์กระเจียวมาจัดแสดง อย่าง ขาวม็องบลัง, ชมพูมะลิ, เชียงใหม่พิงค์, แดงวิเชียร, แดงกุหลาบ, ปากนกแก้ว, หงส์เหิน, เชียวช็อกโกแลต และยังมีมุมให้เลือกถ่ายภาพได้มากมาย ในพื้นที่ยังมีการปลูกผลไม้ อย่าง องุ่น และสตรอเบอร์รี่อีกด้วย โดยมีรถพาทุกท่านชมรอบๆ นอกจากสวน The Flora @ Play la ploen ที่นี้ยังเป็นแหล่งพักผ่อน ชื่อว่า เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ แคมป์ (Play la ploen : Boutique Resort & Adventure Camp) ภายในมีทั้ง สถานที่พักที่มีทั้งแบบเอเชียและแบบยุโรป สถานที่จัดสัมนา ทัศนศึกษา ฯลฯ โซนแอดเวนเจอร์ ชมฟาร์มแกะ เลี้ยงแกะ ปิดท้ายชมพิพิธภัณฑ์ของเก่าที่หาดูได้ยาก ขอขอบคุณ เพ ลา เพลิน, ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

สูตร กุ้งอบวุ้นเส้น ใช้เวลาทำไม่ถึง 15 นาที
กุ้ง /  กุ้งอบวุ้นเส้น

เมนูวันหยุด สำหรับคนที่อยู่บ้าน วันนี้เราก็มีเมนูที่เราสามารถทำกินได้ที่บ้าน ไม่ต้องยุ่งยากออกไปนั่งทานอาหารที่ร้าน วันหยุดแบบนี้ต้องมีเมนูพิเศษที่จะทำให้คนในครอบครัวได้ใช้กิจกรรมยาวว่างด้วยกัน อาจจะทำกันคนละเมนู แล้วก็มาทานด้วยกันบนโต๊ะอาหาร ส่วนใครที่ทำอาหารไม่ค่อยเป็นต้องจองเมนูนี้ไว้เลยค่ะ เมนู กุ้งอบวุ้นเส้น ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แค่เทส่วนผสมแล้วเปิดไฟ แค่นี้ก็ได้เมนูสุดพิเศษแล้วค่ะ ไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลย สูตร กุ้งอบวุ้นเส้น ส่วนผสม วุ้นเส้นแช่น้ำให้นิ่ม 1 ขีด ใช้น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ กุ้งสด 200 กรัม ขิงแก่หั่นแว่น 6-7 แว่น รากผักชี 4 ราก กระเทียมกลีบใหญ่ 5 กลีบ พริกไทยเม็ด ขึ้นฉ่าย น้ำซุป 1 ถ้วยตวง พริกหอม 1/2 ช้อนชา ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา หม้ออบวุ้นเส้น วิธีทำ  เทน้ำซุปใส่ชามผสม ตามด้วยซอสถั่วเหลือง ซอสปรุงรส พริกหอม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และซอสหอยนางรม คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย ทำความสะอาดและตัดหนวดกุ้งให้เรียบร้อย (ไม่ต้องแกะเปลือก) นำกุ้งลงไปแช่ไว้ในน้ำที่เราผสมไว้จากขั้นตอนที่ 1 แช่ไว้ 15 นาที แล้วนำกุ้งขึ้นมาแยกไว้ก่อน นำวุ้นเส้นที่แช่น้ำจนนิ่มแล้ว ลงไปคลุกกับน้ำซอสที่แช่กุ้ง อีกครั้งหนึ่ง คลุกเคล้าให้น้ำซอสซึมเข้าวุ้นเส้น เตรียมหม้อสำหรับอบ โดยใส่น้ำมันพืช ให้กลิ้งน้ำมันพืชให้เคลือบทั่วๆ หม้อ จากนั้นใส่รากผักชี ขิงหั่นแว่น กระเทียมทุบ พริกไทยเม็ด เทวุ้นเส้นลงไปในหม้อ เทใส่ไปให้หมดเลยพร้อมกับซอสที่อยู่ในชามผสมด้วย ตามด้วยกุ้งวางไว้บนวุ้นเส้น ปิดฝานำขึ้นเตา เปิดไฟอ่อน ใช้เวลา 8 นาที เมื่อกุ้งด้านบนสุกดีแล้วเป็นอันว่าใช้ได้ ปิดไฟโรยหน้าด้วยขึ้นฉ่าย แล้วปิดฝาอีกครั้งพร้อมเสิร์ฟได้เลยค่ะ สูตรจาก aroiho.com/

4 ร้านเด็ดจังหวัดระนอง ที่ต้องแวะเช็คอิน
ระนอง

ชายฝั่งทะเลตะวันตกอย่างจังหวัดระนอง ก็มีของกินดีๆ เยอะมากไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เลยค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวก็มีเยอะมาก มีที่ให้ไปได้ทั้งวัน ทั้งทะเลสวยมีมากมายหลายเกาะ อุทยานแห่งชาติต่างๆ หรือจะเที่ยวภูเขา และบ่อน้ำร้อน เวะไหว้พระได้ตลอดทางเลย สวนของกินนั้นก็มีดีหลายร้านเหมือนกันนะคะ วันนี้เรายกมา 4 ร้านเด็ดที่ต้องแวะไปทาน 4 ร้านเด็ดจังหวัดระนอง ที่ต้องแวะเช็คอิน ------------------------------    1.FarmHouse Ranong ร้านอาหารที่เจ้าถิ่นเขาแนะนำมาว่าถ้าอยากรับประทานอาหารจีนอร่อยๆ ให้ลองมาร้านนี้ดู ซึ่งฟาร์มเฮาส์ก็เป็นร้านเปิดใหม่ตกแต่งสไตล์โรงนาของฝรั่ง มีอาหารให้เลือกมากมายทั้งอาหารใต้ อาหารไทย อาหารจีน อาหารแนวยุโรป เบเกอรี่ และกาแฟ รวมไปจนถึงบาร์เครื่องดื่มและเบียร์นำเข้า เมนูแนะนำก็มี หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบชีส ไก่แช่เหล้ากระพรุนหมักงา ฟัวกราซอสส้ม แกงส้มกุ้งผักเหลียงชุบไข่ กุ้งผัดเครื่องแกงสะตอ ขนมฟาร์มหวาน ที่ตั้ง ถนนเรืองราษฎร์ ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000 โทร. 094-424-2459 เปิดทุกวัน Buffet เวลา 06.30 - 0.200 น. A La Carte เวลา 11.00 - 23.00 น. Facebook : โรงแรมและร้านอาหารฟาร์มเฮ้าส์ ระนอง FarmHouse Hotel&Restaurant Ranong ------------------------------------------------------------- 2. ร้านอาหารเคียงเล เคียงเล เป็นร้านอาหารโรแมนติกริมทะเลที่เปิดมาแล้วกว่าปี สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกและมองเห็นบรรยากาศสองฝั่งไทยพม่าได้อย่างชัดเจน จุดเด่นของร้านนี้อยู่ตรงอาหารทะเลสดใหม่ และอาหารทะเลพื้นบ้านประจำจังหวัดระนอง เมนูแนะนำได้แก่ ยำเคยกุ้ง ปูนิ่มผัดหมี่กระเฉด หมึกหอมผัดไข่เค็ม ยำถั่วพม่า ที่ตั้ง 123/6 ด้านหน้าเขานางหงส์รีสอร์ท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000 โทร.07-787-3969 เปิดทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น. facebook : เคียงเล ~KeingLay~ -------------------------------------------------------------   3. บังโรตีอาหรับ อีกหนึ่งร้านดังของชาวเมืองระนอง ที่ทุกๆ เช้าคนจะแน่นร้านหลังจากผ่านมาหลายรอบจึงขอแวะเข้ามาชิมเสียหน่อย บังกีอาหรับเป้นร้านอาหารสไตล์มุสลิม เมนูส่วนใหญ่จะเป็นโรตีหน้าต่างๆ มากมาย จะกินเป็นขนมหวาน หรืออาหารคามก็มีให้เลือกหมด เมนูแนะนำคือ โรตีอาหรับ โรตีธรรมดา โรตีมะตะบะไก่ ข้าวหมกไก่ต้ม โรตีพิซซ่า ที่ตั้ง ถนนเรืองราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง 85000 โทร. 081-852-2033 เปิดวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 06.30 - 16.00 น. facebook : โรตีระนอง บังกีโรตีอาหรับ ------------------------------------------------------------- 4. The Alis Cafe ร้านกาแฟบรรยากาศดี เหมาะแก่การนั่งชิลล์ ดื่มด่ำกับกลิ่นกรุ่นกาแฟหอมๆ และเบเกอรี่ละมุนลิ้น นอกจากนั้นที่นี่ยังมีอาหารจานเดียวหลากหลายเมนูให้เลือกลิ้มลอง ท่ามกลางเพลงบอสซ่าเพราะๆ เมนูแนะนำ เช่น กาแฟ สโคน คาราเมลมัคคิอาโต้ ต้มยำกุ้ง ที่ตั้ง ซอยดับคดี (ตรงข้ามศาลจังหวัดระนอง) ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง 85000 โทร. 07-781-0796 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-19.00 น. facebook : The Alis cafe ------------------------------------------------------------- Weekend issue 91 : Jan 2016 อ่านต่อที่ Mbookstore

ของฟรี 20 อย่างที่พบได้ในเมืองต่างๆ ของยุโรป
ของฟรีในยุโรป /  ที่เที่ยวยุโรป / 

พูดถึง "ของฟรี" เมื่อไหร่ เป็นต้องหูผึ่ง ตาโต ไปซะทุกที .. การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศนั้น ใครว่าไม่มีของฟรี มีอยู่ทั่วไปแต่เราไม่สังเกตุหรือรู้รายละเอียดมากนัก ^^ วันนี้เราเลยนำ ของฟรี 20 อย่างที่พบได้ในเมืองต่างๆ ของยุโรป มาฝากกัน สิ่งนี้อาจจะทำให้เพื่อนๆ เตรียมพร้อม เก็บรายละเอียดต่างๆ การได้เที่ยวได้ดีมากขึ้น ตามไปดูกันเลยดีกว่า ของฟรี 20 อย่างที่พบได้ในเมืองต่างๆ ของยุโรป 1. จักรยานฟรีๆ เมืองโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก เก็บเงินไว้รับประทานอาหารในร้านหรูๆ ดีไหม! คุณจะไปนั่งในร้านชั้นนำระดับโลกอย่างโนมา (Noma) เลยก็ยังได้ ถ้าหากคุณเที่ยวชมเมืองด้วยบริการจักรยานฟรีตามโครงการจักรยานให้เช่าของเมืองโคเปนเฮเกนเขาน่ะ 2. ช็อกโกแลตฟรีๆ เมืองซูริค (Zurich) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช็อกโกแลตฟรี! คงจะมีแค่เบียร์ฟรีเท่านั้นล่ะมั้งที่พอจะสูสีกัน? คนรักช็อกโกแลตมีหรือที่จะต้านทานไม่ลองชิมทรัฟเฟิลสักชิ้นสองชิ้นที่โรงงานช็อกโกแลตลินด์แอนด์สปรุงลี (Lindt & Sprungli) ที่ซูริคได้ หรือถ้าจะเข้าชมพิพิธภันฑ์ช็อกโกแลตที่นั่นก็ฟรีเช่นกัน 3. แกะรอยรหัสลับดาวินซีฟรีๆ กรุงปารีส (Paris) ประเทศฝรั่งเศส เยี่ยมชมลูฟว์ (Louvre) แกลเลอรี่งานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของโลกแบบไม่เสียค่าเข้าในวันอาทิตย์แรกของเดือน (และวันที่ 14 กรกฎาคม หรือฟรีตลอดถ้าอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือ 18-25 ปี ก็ยังฟรีถ้าถือสัญชาติประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นครูอาจารย์ด้านศิลปะ) แต่ถ้าจำเป็นต้องเข้าไปพินิจพิจารณาโมนาลิซา หรือไปทำอะไรเกี่ยวกับแดน บราวน์จริงๆ ค่าเข้าชมปกติก็จะอยู่ที่ 15 ยูโร 4. ละครตลกฟรีๆ เมืองเอดินบะระ (Edinburgh) สก๊อตแลนด์ สหราชอาณาจักร ถ้าหากว่าคุณวางแผนที่จะดูโชว์สักสามสี่โชว์ในหนึ่งวัน คงจะเสียค่าเข้าชมงานเทศกาลเอดินบะระ (Edinburgh Festival) ในเดือนสิงหาคมแพงน่าดู แต่ก็สามารถประหยัดงบลงได้ด้วยการไปชมโชว์ที่งานเทศกาลละครตลกฟรี (Free Comedy Festival) แทนได้อยู่นะ ตามชื่อของงานเลย คือ ชมฟรี แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ควรที่จะจ่ายเงินสักเล็กน้อยลงในกล่องรับบริจาคตอนท้ายบ้าง มุกตลกดูจะขำมากขึ้นด้วยเมื่อคุณจ่ายเงินทั้งหมดที่มีไปกับค่าเบียร์ 5. ช้อปปิ้งฟรีๆ เมืองอิสตัลบูล (Istanbul) ประเทศตุรกี โอเค การที่จะไม่จับจ่ายอะไรที่แกรนด์ บาซาร์ (Grand Bazaar) ในอิสตัลบูลอาจจะดูว่าเป็นอะไรที่ท้าทายอยู่สักหน่อย แต่ลองฝืนแรงเชื้อเชิญของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ชวนให้ซื้อ แล้วลองเปลี่ยนเป็นการเดินดูสินค้าเฉยๆ ท่ามกลางบรรยากาศและความเป็นไปเหล่านั้นบ้างก็จะพบว่าดีเหมือนกันนะ 6. ฟรีคอนเสิร์ต เมืองอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตามเหล่าไฮโซท้องถิ่นไปฟังชูเบิร์ต (Schubert) ในคอนเสิร์ตยามเที่ยงวันพุธแบบฟรีๆ ด้วยบรรยากาศที่ชวนให้ประทับใจสุดๆ ของคอนเสิร์ตฮอลล์ (Concertgebouw) สถานที่ที่เป็นเสมือนบ้านของวงออเคสตร้าที่ได้รับการยอมรับที่สุดของโลก ไปก่อนเวลาเนิ่นๆ หน่อยเพื่อเข้าคิว ซึ่งรับรองว่าคุ้มค่าแก่การรอคอย 7. ไดโนเสาร์ฟรีๆ กรุงลอนดอน (London) อังกฤษ สหราชอาณาจักร ลอนดอนภูมิใจนำเสนอพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก และบางแห่งนั้นก็ไม่เสียค่าเข้าชมเสียด้วย อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ (Natural History Museum) ซึ่งเป็นที่ที่สมควรไปเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่ง หากคุณมีเด็กร่วมทริปและต้องการทำให้พวกเขาเพลิดเพลิน 8. ทัวร์เดินเท้าแบบฟรีๆ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) ประเทศเยอรมัน ถ้าคุณเสร็จภารกิจการชมสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เช็คพ้อยท์ ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) และอาคารรัฐสภา (Reichstag) แล้ว ลองไปชมสถานที่ที่มีความเป็นแหล่งท่องเที่ยวน้อยลงอีกหน่อย ด้วยการโฉบไปมองตึกเก่าเก๋ๆ และเยี่ยม (บาร์) ชายหาดกับอัลเทอร์เนทีฟ เบอร์ลิน ทัวร์ (Alternative Berlin Tours) ที่เปิดให้บริการนำเที่ยววันละสองรอบ สิ่งนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงหัวใจของความคิดสร้างสรรค์ของเมืองที่มีเสน่ห์เมืองนี้ 9. เกาดี้ฟรีๆ เมืองบาร์เซโลนา (Barcelona) ประเทศสเปน หนึ่งในสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวของบาร์เซโลนาคือสถาปัตยกรรมอันวิจิตรของอันโตนี เกาดี้ (Antoni Gaudi) นั่นเอง ซึ่งคุณสามารถชมจากข้างนอกได้ฟรีเกือบจะทุกแห่ง เช่น ที่คาซา มิลา (Casa Milà) หรือแม้แต่จะลองนั่งดูก็ได้ อย่างเช่นที่ระเบียงนั่งเล่น (Serpentine Bench) ในสวนสาธารณะพาร์คกูเอล (Park Güell) 10. ศิลปะฟรีๆ กรุงมาดริด (Madrid) ประเทศสเปน พิพิธภัณฑ์ปราโด (Museo Nacional del Prado) ในมาดริด เป็นที่แสดงคอลเล็กชั่นงานศิลปะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง หาคุณไปแวะปราโดช่วง 18.00 - 20.00 น. (อังคาร - เสาร์) หรือ 17.00 – 20.00 น. (อาทิตย์) คุณอาจจะได้ชื่นชมผลงานของโกย่าฟรีๆ เลย 11. ประวัติวรรณกรรมแบบฟรีๆ เมืองดับลิน (Dublin) ประเทศไอร์แลนด์ ดื่มด่ำไปกับความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมโดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาทที่ทรินิตี้คอลเลจ (Trinity College) อันขรึมขลังในดับลิน ท่องไปในโถงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เต็มไปด้วยบรรยากาศกรุ่นๆ ของอัจฉริยะทางวรรณกรรม เช่น ออสการ์ ไวล์ด (Oscar Wilde) บราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) และซามูเอล เบ็คเค็ท (Samuel Beckett) ที่ได้เคยศึกษาอยู่ ณ ที่แห่งเดียวกันนี้มาก่อน 12. ชมเมืองแบบฟรีๆ กรุงโรม (Rome) ประเทศอิตาลี วิหารแพนธีออนและช่องโหว่ตรงกลางหลังคาโดมคือสิ่งที่พลาดไม่ได้ในการเยือนโรม และก็ไม่เสียสตางค์เสียด้วย ดังนั้นคุณจึงสามารถประหยัดเงินเอาไว้สำหรับซื้อไอศกรีมเจลาโตราคาแพงหูฉีก และคาปูชิโนจากคาเฟ่ปิอาซซ่า (piazza café) ในย่านศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้เลย 13. อาหารฟรีๆ เมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี ในยุค 60 เคยมีความรักแบบให้เปล่า ในขณะที่มิลานก็มีอาหารให้คุณเปล่าๆ เหมือนกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ร้านต่างๆ ที่จะวางขนมขบเคี้ยวไว้ให้ทาน (gratuito at aperitivo) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงโรลไส้กรอกชิ้นเล็กๆ หรอกนะ คุณก็เพียงแค่ซื้อเครื่องดื่มสักแก้ว แล้วก็ลุยเลย 14. หมากรุกฟรีๆ เมืองซาลซ์บูร์ก (Salzburg) ประเทศออสเตรีย เมืองซาลซ์บูร์กของประเทศออสเตรียนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพค่อนข้างสูง แต่คุณก็ยังสามารถมีเวลาแห่งความสนุกสนานได้ฟรีๆ ด้วยการเล่น “หมากรุกถนน” (Street Chess) ที่มีขนาดเท่าคนในย่านคาพิเทลพลัทซ์ (Kapitelplatz) ได้ รวมถึงการโดนบี้จนแพ้ราบคาบโดยเซียนหมากรุกชาวซาลซ์บูร์กก็ฟรีเช่นกัน 15. ดนตรีฟรีๆ เมืองเวนิส (Venice) ประเทศอิตาลี ราคากาแฟในย่านจัตุรัสเซนต์มาร์ก (St. Mark’s Square) อาจจะไม่ดึงดูดเท่าใดนัก แต่สถานที่ที่โด่งดังอย่างคาเฟ่ฟลอเรียน (Café Florian) ก็คลาคร่ำไปด้วยวงสตริงควอเต็ทที่มีคุณภาพมาแสดงดนตรีให้ดูฟรีๆ คุณจะขอแค่น้ำเปล่าแก้วเดียวก็ได้ แต่โปรเซคโก (Prosecco) สักแก้วน่าจะเข้าท่ากว่า 16. โอกาสในการถ่ายรูปแบบฟรีๆ กรุงปราก (Prague) ประเทศออสเตรีย สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องทำให้จงได้เมื่อไปเยือนปราก ก็คือการมีรูปถ่ายเป็นที่ระลึกบนสะพานชาร์ลส์ (Charles Bridge) อันมีมนต์ขลังเหนือแม่น้ำวัตตาวา (Vltava) และแน่นอนว่าไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับค่ากล้องนะ 17. เข้าพิพิธภันฑ์ฟรีๆ กรุงลิสบอน (Lisbon) ประเทศโปรตุเกส คุณอาจจะมองวันอาทิตย์ว่าเป็นวันสำหรับการพักผ่อนอยูกับบ้าน แต่ไม่ใช่กับคนที่อยากจะเที่ยวอย่างประหยัดในโปรตุเกสแน่ เพราะในวันอาทิตย์คุณสามารถเข้าชมพิพิธภันฑ์ในลิสบอนได้หลายแห่งเลยทีเดียว 18. ชมทิวทัศน์ฟรีๆ กรุงเอเธนส์ (Athens) ประเทศกรีซ หากต้องการจะได้ภาพสวยขั้นเทพของมหาวิหารพาเธนอน แบบที่ว่าถ้าจะให้ดีก็ต้องมีสายฟ้าพาดผ่านลงมาด้วย (ซึ่งก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ) ก็ต้องยอมเดินขึ้นไปยังเนินเขาฟิโลปาปโป (Filopappou Hill) ใกล้ๆ กับอะโครโพลิสหน่อย 19. ชมเมืองเก่าฟรีๆ เมืองริกา (Riga) ประเทศลัตเวีย (latvia) เลือกได้เลยว่าต้องการเมืองใดในแถบบอลติกและยุโรปตะวันออกเพื่อการเดินทอดน่องชมเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมตระการตา ไม่ว่าจะเป็นปราก (Prague) กรากุฟ (Krakow) หรือถนนสายเก่าประจำเมืองหลวงของลัทเวียอย่างริกานี้ 20. หญ้าเขียวขจีฟรีๆ ทั่วยุโรป ตั้งแต่ตุยเลอรีส์ (Tuileries) ในปารีส ไปจนถึงเทียร์การ์เทน (Tiergarten) ในเบอร์ลิน สวนสาธารณะในเมืองทั่วทั้งยุโรปจัดเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับการไปเที่ยวเล่นโดยไม่ต้องเสียสตางค์ เต็มที่ก็อาจจะเสียแค่ค่าบาเก็ตและเบียร์แค่นั้น ถ้าคุณต้องการน่ะนะ ขอบคุณข้อมูล www.skyscanner.co.th

Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ‘ซูชิ’ ศิลปะแห่งการกิน
Footnote อ่านโลกผ่านหนัง /  ซูชิ / 

"วัตถุดิบแต่ละชนิดมีช่วงเวลาแห่งความอร่อยในอุดมคติอยู่”  ในสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2011) นักทําซูชิระดับตํานานอย่าง จิโระ โอโนะ ยังคงวาดฝันถึงซูชิที่มีรสชาติสมบูรณ์พร้อม แม้ร้านสุคิบายาชิของเขาจะได้ชื่อว่าเป็นร้านที่ทําซูชิได้อร่อยที่สุดในโลกแล้วก็ตาม... ตรงข้ามกับซูชิรสชืดที่เราหาซื้อมากินได้ในห้างทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยสาหร่ายเหนียวหนืด กลิ่นเหม็นคาว หรือวัตถุดิบบี้แบน...บางทีซูชิอาจเป็นศาสตร์และศิลป์ที่มากกว่าการแล่ปลาดิบชิ้นบางวางโปะลงบนข้าวปั้นสี่เหลี่ยมก้อนเล็กๆ  โดยเริ่มต้นจากปลาส้มในแถบบ้านเรา... ปี 1824 ฮานายะ โชเฮย์ เริ่มแล่ปลาดิบวางลงไปบนข้าวผสมน้ําส้มสายชู...จนปี 2011 จิโระ พ่อครัววัย 85 ยังคง “พยายามขึ้นสู่จุดสูงสุด (แห่งการทําซูชิ) ไม่ว่าจุดสูงสุดที่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม โปรดเตรียมท้องให้ว่าง เปิดใจให้กว้าง ก่อนตะลุยสู่ดินแดนแห่งปรัชญาชีวิต จิตวิญญาณ และศิลปะแห่งที่สืบทอดมานานหลายร้อยปี! 1.ข้าวเปรี้ยวหวาน สิ่งแรกที่เราควรให้ความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปลาดิบ ก็คือ ‘ข้าวผสมน้ํา ส้มสายชู’ ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะพิถีพิถันตั้งแต่การปลูกโดยปราศจากสารเคมีและดูแลต้นข้าวทุกกระเบียดนิ้ว แม้คนส่วนใหญ่ชอบกินข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาใหม่ๆ แต่ข้าวที่มีอายุสักเล็กน้อยจะเหมาะแก่การทําซูชิมากกว่า โดยพ่อครัวจะติดต่อซื้อข้าวจากแหล่งโดยตรงเพื่อคัดเฉพาะเมล็ดที่โตเต็มที่แล้วนํา ไปผสมกับพันธุ์ข้าวจากแหล่งอื่นๆ จนตรงตามต้องการ เมื่อได้เมล็ดข้าวมาแล้ว หัวใจสําคัญสําหรับข้าวในซูชิก็คือ การหุงโดยใช้น้ําสําหรับปรุงอาหารหรือน้ําธรรมชาติเติมลงไปในหม้อโดยกะปริมาณตามความชื้นและอุณหภูมิในช่วงนั้นอย่างละเอียดอ่อน ทิ้งข้าวหุงสุกไว้จนเย็น (แต่ไม่นําไปแช่แข็ง) แล้วนํามาผสมน้ําส้มสายชูแบบใส อาจใส่น้ําตาลเล็กน้อยเพื่อข่มรสเปรี้ยว ดูวิธีหุงข้าวแบบญี่ปุ่นได้จาก Flavour of Green Tea over Rice (1952) ผลงานสุดคลาสสิกของ ยาสุจิโร โอสุ ซึ่งถ่ายทอดวิถีชีวิตประจําวันอันเรียบง่ายผ่านเหตุการณ์ที่คู่รักคืนดีกันระหว่างเตรียมอาหารมื้อเล็กๆ  2.เจาะกรุสมบัติแห่งธรรมชาติ เม็ดฝนโปรยปรายลงผืนดินในภูเขาพร้อมให้กําเนิดพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ แล้วชะล้างแร่ธาตุจากป่าลงสู่แม่น้ํา ให้ปลากิน และแม่น้ําก็จะชักพาสารอาหารสู่สัตว์น้อยใหญ่ที่แหวกว่ายในทะเลอีกทอดหนึ่ง... การเรียนรู้วัฏจักรที่ก่อเกิดสรรพสิ่งจะช่วยให้พ่อครัวเข้าใจสภาพของแหล่งวัตถุดิบซึ่งส่งผลสําคัญต่อรสชาติ และสามารถคํานวณช่วง ‘ชุน’ หรือช่วงที่วัตถุดิบมีคุณภาพดีที่สุดตามฤดูกาลของมัน เช่น ปลาบางพันธุ์อร่อยสุดเมื่อมีไข่ในท้อง, สะสมไขมันเพื่อรับฤดูหนาว หรือว่ายทวนกระแสน้ําเพื่อวางไข่ เป็นต้น เช่นเดียวกับ ชัค โนแลนด์ ใน Cast Away (2000) ซึ่งประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกจนต้องติดเกาะร้างอยู่นานปี เขาจึงเอาตัวรอดด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติ เช่น การกินมะพร้าวและหัดตกปลา หรือหนูน้อย ซันเป ใน Sanpei the Fisher Boy (2009) ซึ่งมุ่งตกปลาในตํานานจนต้องศึกษากระแสน้ําแหล่งธรรมชาติของปลาและออกเดินทางเลี้ยวลดคดเคี้ยวในป่าใหญ่ นอกจากพ่อครัวต้องคํานึงถึงรสชาติและสารอาหารแล้ว ยังต้องระวังเรื่องพิษในอาหารเป็นพิเศษ เพราะวัตถุดิบเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพของร้านซูชิ เช่น Le Grand Chef (2007) ซุงชานมีอดีตฝังใจจากการถูกกลั่นแกล้งว่าแล่ซาชิมิปลาปักเป้าไม่ดีจนทํา ให้กรรมการยกโขยงเข้าร.พ. เหตุการณ์ครั้งนั้นทําให้เขาเลือกวัตถุดิบเองทุกครั้งอย่างพิถีพิถัน 3.หลากที่ หลายเครื่อง มากรส ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงชันและล้อมรอบด้วยทะเล สภาพอากาศจึงผันแปรตามพื้นที่ ตั้งแต่เขตหนาวเหน็บอย่างฮอกไกโดไปจนถึงเขตร้อนอย่างคิวชูและโอกินาวา ซึ่งพืชและสัตว์ต่างสายพันธุ์จะเลือกอาศัยในอุณหภูมิที่เอื้อต่อการดํารงชีวิตของมันจนเกิดวัตถุดิบเฉพาะแห่ง แล้วพัฒนาเป็นซูชิรสท้องถิ่น เช่น ฮอกไกโดขึ้นชื่อเรื่องปลาเฮอร์ริง แซลมอน และปลาหมึกกล้วย หรือโตโฮคุมักใช้สมุนไพรบนภูเขามาทํา เป็นหน้าซูชิ ฯลฯ วิคเตอร์ เชฟหนุ่มใน Letters to Juliet (2010) ฝักใฝ่ในอาหารท้องถิ่น จนทิ้งการฮันนีมูนไปตระเวนหาวัตถุดิบและสูตรชั้นยอดจากเมืองต่างๆ ในอิตาลี   4.ปั้นซูชิตํา รับบูชิโด ชิ้งงง เสียงพ่อครัวใช้หินลับมีดเล่มโปรดอย่างระมัดระวัง เพราะนอกจากมันจะเป็นมีดเหล็กกล้าราคาแพงหูฉี่แล้วยังเป็นอาวุธคู่ใจที่ใช้แล่ปลาได้เรียบสวยเป็นเหลี่ยมมุมและไม่ทําให้เนื้อปลาฉีกขาดเหมือนมีดแสตนเลสทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสาวทวงแค้นใน Kill Bill: Vol. 1 (2003) ซึ่งขอให้ ฮัตโตริ ฮันโซ อดีตนักตีดาบผู้ผันตัวมาเป็นพ่อครัวซูชิ สร้างดาบสุดแกร่งในตํานานให้ แต่หนังก็ไม่ได้เว่อร์เกินหรอกนะเพราะจริง ๆ แล้วมีดของพ่อครัวซูชิก็สืบทอดจากดาบซามูไรซึ่งคมกริบไม่หักไม่งอ เมื่อแล่ปลาแล้วต้องปรุงวัตถุดิบให้ขับเน้นรสธรรมชาติออกมาโดยพิจารณาว่า สิ่งไหนควรกินดิบ หมักหรือปรุงสุก จากนั้นจุ่มมือในน้ําเย็นเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย แล้วนําข้าวกับเครื่องปรุงมาปั้นเป็นซูชิทรงพัดกระดาษ โดยส่วนใหญ่จะปั้น 5 ครั้ง (หากมากกว่านั้นอุณหภูมิของมือ จะทําให้วัตถุดิบเสียความสดใหม่และบีบข้าวมากไปจนแข็ง) ให้ข้าวสมดุลกับชิ้นปลาจนได้รสชาติเลิศรส ดูวิธีแล่ปลาและปั้นอย่างเหมาะสมได้ในสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2011) ซึ่งตีแผ่ชีวิตพ่อครัวระดับตํา นานอย่าง จิโระ โอโนะ ผู้ไขว่คว้าหาซูชิที่สมบูรณ์แบบ 5.วาซาบิ จี๊ดดด...เต็มพิกัด ใน Wasabi (2001) พนักงานเสิร์ฟถ้วยใส่วาซาบิพร้อมขวดโชยุ ก่อนฮูเบิร์ตจะโชว์เหนือด้วยการหยิบวาซาบิกินเปล่าๆ และ Jackass: the Movie (2002) ทําฮาโดยนําวาซาบิมาละเลงในโชยุ แล้วสูดเข้าจมูกเต็มๆ ! ทั้งสองเรื่องแสดงพฤติกรรมจิ้มซอสอย่างผิดๆ จนคนปลูกวาซาบิอาจร้องไห้เพราะรสฉุนเผ็ดจะหายไปง่ายๆ เมื่อสัมผัสออกซิเจน! การกินให้ได้รสชาติจัดจ้านต้องจุ่มด้านที่เป็นหน้าของซูชิลงไปในโชยุ โดยสัมผัสแค่ปลายชิ้น (ไม่จุ่มลงไปทั้งก้อนเพราะจะทํา ให้ข้าวดูด ซับโชยุมากเกินไป) ส่วนวาซาบิจะไม่ขูดทิ้งไว้ให้สัมผัสอากาศโดยตรง แต่ มักทาบางๆ ไว้บนข้าวซูชิส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อปลาแทน 6.เอาใจรายคน จะกินทั้งที เอ๊ะ ทํา ไมไม่บอกราคาในเมนู... ก็เพราะทุกๆ เช้า ร้านซูชิเปี่ยมคุณภาพมักเลือกซื้อปลาที่ดีที่สุดในท้องตลาดมาตีราคาอย่างแฟร์ๆ วันต่อวันว่าพวกเขามีปลาชนิดใด คุณภาพระดับไหนมานําเสนอ นอกจากนี้ทางร้านยังพยายามขายสินค้าให้เกลี้ยงภายในวันนั้นเลย เพื่อพรุ่งนี้จะได้ซื้อของสดใหม่มาให้ลูกค้าลิ้มรสอีก พ่อครัวซูชิต้องสังเกตรสนิยมของลูกค้าแต่ละคนเพื่อให้จัดเรียงซูชิได้ตรงใจ โดยทุกครั้งพ่อครัวจะไม่เตรียมวัตถุดิบจนเสร็จสรรพเพราะเมื่อปลาทํา ปฏิกิริยากับอากาศจะสูญเสียความสดใหม่ แต่เขามักลงมือทําพร้อมโชว์ศิลปะการปั้นทันทีที่ลูกค้าอยากทานเท่านั้น (แม้วิธีนี้จะเอื้อให้ลูกค้าสั่งอาหารอย่างอิสระ แต่หากกลัวงบกระฉูดก็สามารถสั่งเซ็ตรวมที่มี 7-9 ชิ้นได้เช่นกัน) สังเกตการสั่งอาหารในร้านซูชิอย่างถูกต้องได้ใน Defending Your Life (1991) เมื่อ แดเนียล ใช้ชีวิตหลังความตายด้วยการเข้าร้านซูชิ เขาเลือกนั่งที่บาร์แล้วถามพ่อครัวว่าอาหารอะไรสดที่สุดในวันนั้น ส่วนพ่อครัวก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาระหว่างเสิร์ฟ (การพูดคุยช่วยสานสัมพันธ์อันดีและว่ากันว่าพ่อครัวควรจํา ตั้งแต่ชื่อลูกค้า ไปจนถึงชื่อลูกเมียของเขาเลยทีเดียว) ตรงกันข้ามกับพนักงานร้านซูชิใน Woman on the Beach (2006) ซึ่งเพิกเฉยและไม่ยอมบริการลูกค้า จน จุงเร กราดเกรี้ยวใส่ 7.ทูนา เจ้าแห่งปลาทั้งมวล เดิมทีคนญี่ปุ่นนิยมกินปลาชิราอุโอะ แต่พอเริ่มลิ้มลองเนื้อวัวก็หันมาเชิดชูรสปลาทูนา ด้วยเส้นลายไขมันเรียงตัวสวยที่มาพร้อมรสชาติเข้มข้นคล้ายเนื้อวัวแต่มีรสตกค้างในปากน้อยกว่า... ข้ามฟากมาอีกซีกโลก ณ อเมริกา ทูนาเป็นเพียงอาหารราคาถูก โดยนําเศษเนื้อมาบดรวมกันแล้วอัดกระป๋องขาย ชาวตะวันตกจึงไม่เข้าใจรสชาติซูชิ พวกเขาแพ้ทางกลิ่นสาหร่าย รสฉุนขึ้นจมูกของวาซาบิ และเนื้อดิบแฉะของปลา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจาก Scenes from a Mall (1991) เมื่อ วูดดี อัลเลน มาในคราบของ นิค ชายหนุ่มผู้พร่ําบ่นรสซูชิในห้างว่ามัน “โคตรแพงเลยสําหรับอาหารทําจากปลาตาย” ต่อมาไม่นานซูชิกลับแพร่หลายไปทั่วโลก ทุกเช้าตอนตี 5 ตลาดซึคิจิซึ่งเป็นตลาดปลาแห่งใหญ่ในโตเกียวจะอัดแน่นไปด้วยลูกค้ากว่าแสนคนที่จ้องประมูลทูนาขนาดยักษ์เข้าร้านสินค้าส่งออก-นําเข้าในตลาดแห่งนี้สร้างเม็ดเงินมหาศาลกว่าพันล้านเยน จนเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงตอน 7 โมงเช้า สมรภูมิซื้อ-ขายอันดุเดือดจะสงบลง วัฒนธรรมแดนปลาดิบกลายเป็นอาหารที่นานาชาติยอมรับไม่เว้นกระทั่งแม่บ้านฝรั่งเศสใน The Hedgehog (2009) ผู้มองตัวเองว่า อ้วน แก่ น่าเกลียด แถมยังเป็นแม่ม่าย แต่ชีวิตพลิกผันเมื่อไปเดตกับชาวญี่ปุ่นในร้านซูชิ เธอค่อยๆ ซึมซับกระแสนิยมพร้อมๆ กับยอมรับตัวเอง หรือ ใน Sushi: The Global Catch (2011) สารคดีที่จับตาการเติบโตอย่างรวดเร็วของวัฒนธรรมซูชิ และตั้งคําถามว่าพฤติกรรมการบริโภคมหาศาลจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติเช่นไร 8.ซูชิกลายพันธุ์ ลัดฟ้ามาสู่อีกซีกโลกทั้งที พ่อครัวญี่ปุ่นจึงเอาใจฝรั่งด้วยการใส่ส่วนผสมแปลกใหม่อย่าง เนื้อ หมูไก่ แฮม แซลมอนรมควัน มะเขือเทศ ฯลฯ ลงไปในซูชิด้วย แถมคิดค้นสูตร ‘แคลิฟอร์เนีย โรล’ ซึ่งมีทั้งเนื้อปู แตงกวาและอโวคาโด (เชื่อว่ามีรสมันเข้มข้นคล้ายทูนา) แล้วกลับสาหร่ายเข้าด้านในซูชิเพื่อกลบกลิ่น ที่เด็ดกว่านั้นคือ เนียวไตโมริ หรือการเสิร์ฟซูชิที่วางบนตัวสาวเปลือยสุดเซ็กซี ซึ่งแม้จะไม่ได้พบเห็นทั่วไปในญี่ปุ่นแต่มันก็กลายเป็นภาพจําในสื่อต่างๆ และดึงดูดนักท่องเที่ยวจํานวนมหาศาลให้มาลองของวิธีนี้ต้องใช้ผู้หญิงที่ถูกฝึกให้นอนนิ่งๆ ได้นานหลายชั่วโมง ผิวไม่แพ้อาหารเย็นๆ และเป็นคนรักษาความสะอาด...สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามันเป็นศิลปะหรือการเหยียดเพศอย่างรุนแรงกันแน่ Map of the Sounds of Tokyo (2009) หนังสเปนซึ่งให้พนักงานสาวในตลาดขายปลารับอาชีพเสริมเป็นนักฆ่า โดยถูกวิจารณ์ว่าเสนอภาพเนียวไตโมริราวกับมีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น หรือใน Sex and the City (2008) เมื่อ ซาแมนธา โจนส์ พยายามชนะใจชายหนุ่มด้วยการเปลื้องผ้าแล้ววางซูชิลงบนตัว 9.รัชทายาทคนต่อไป การสืบทอดวิถีแห่งซูชิไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาฝึกฝนวิทยายุทธเกือบ 10 ปี อันได้แก่ 2 ปีแรก ทําความสะอาดร้านและในครัว / 2 ปีถัดมา เรียนรู้วิธีหุงข้าว / 3-4 ปีให้หลัง หัดเลือกซื้อวัตถุดิบและแล่ปลา โดยทั้งหมดนี้ต้องผ่านบททดสอบสุดหินอย่างการทํา ซูชิปลาโคฮาดะ (แล่ปลาที่มีก้างเล็กๆ เยอะแล้วหมักด้วยน้ําส้มสายชู) หรือทํา ซูชิปลาไหล (ใช้ซอสบางๆ ทาแทนวาซาบิ ซึ่งทํามาจากน้ําต้มซุปปลาไหลที่สะสมไขมันเข้มข้นนานหลายปี) การเรียนรู้วิชาซูชิก็คล้ายกับใน The Ramen Girl (2008) เมื่อ แอ็บบี สาวอเมริกันที่ชีวิตมาถึงทางตัน ได้กินน้ําซุปราเม็งแสนเลิศรส เธอจึงตัดสินใจขอเรียนรู้วิธีทําจากปรมาจารย์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การทําความสะอาด ผ่านการฝึกฝนอันยากลําบากจนในที่สุดก็ทําราเม็งเป็น นอกจากฝีมือแล้ว สิ่งสําคัญที่สุดของการทําซูชิคือจิตใจที่อยากให้ลูกค้าได้กินของอร่อย ซึ่งใน No Reservations (2007) เราจะเห็นชีวิตของกุ๊กเปลี่ยนไปเมื่อเธอรับเลี้ยงเด็ก จากเดิมที่ทําอาหารตามตํารา ก็หันมาคํา นึงถึงจิตใจของลูกค้า **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ศิลปะ ‘ซูชิ’ เมื่อชีวิตควรค่าแก่การกิน โดย สุภัชา ทิพเสนา / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 119 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

5 สิ่งต้องรู้! ข้อมูลเบื้องต้น เที่ยวออสเตรีย ยุโรปในฝัน
Austria /  hallstatt / 

ออสเตรีย คือ หนึ่งในประเทศยุโรปที่มีความสวยงามด้าน วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และธรรมชาติ อันดับต้นๆของโลก โดยมีอิทธิพลจากยุโรปผสมกับอาณาจักรโมัน ต่อเนื่องเป็น อาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี บ่มเพาะความเจริญผ่านศิลปะโดยเฉพาะเสียงดนตรี (พระราชวังเชินบรุนน์) ออสเตรีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยจากการก่อการร้าย เพราะหลังแพ้สงครามโลก ก็ไม่สามารถส่งทหารร่วมรบในสนธิสัญญา(ทางทหาร)กับใครเลย รอด!! 1. ต้องรู้ อุณหภูมิและฤดู ของ ออสเตรีย ออสเตรีย เป็นประเทศแถบยุโรป ซึ่งเพื่อนๆก็เลือกฤดูที่จะไปเที่ยวได้เลย อากาศหนาวตั้งแต่เดือน ธ.ค. – มี.ค. อากาศแบบเย็นสบายหลัง มี.ค. เป็นต้นไป และจะร้อนมากไม่ต่างจาก กทม. เอาตอนเดือน ก.ค. และ ส.ค. (ใส่เสื้อกล้ามเดินถนนได้เลยล่ะ) ซึ่งทีมงานเราไป เวียนนา  (เขตเมือง)เดือน ก.ค. ครับผม แต่บ้านเมืองเขาก็แบ่งโซนพื้นที่อีก เช่น โซนหุบเขาแอลป์จะมีอากาศเย็นแบบที่สูงครับ เช่น เมือง Hallstatt ที่บรรยากาศคล้าย Switzerland แต่ว่า บ้านเรือนริมทะเลสาบไล่เขา เขามีสันลูกกวาด ตกแต่งดอกไม้สวยงาม) (พระราชวังเชินบรุนน์: ด้านหลัง) 2. ภาษา และธรรมเนียม ในการ เที่ยวออสเตรีย ภาษา: ที่นี่มีภาษาทางการเป็นเยอรมัน แต่ว่า ร้านค้าส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ คนที่นี่น่ารักต้อนรับ ทางที่นี่ รู้ศัพท์พื้นฐานของที่นี่ไว้บ้างก็ได้ครับ (ออกเสียง และสำเนียงถูกต้องอย่างไร ค้นหา คลิป หรือ แอพ เองนะ) Guten Tag (กูเทน ถาก) สวัสดี Dunke schon (ดังเค่อ เชิน) ขอบคุณมาก Wasser trinken ถ้าเห็นป้ายนี้ตามสาธารณะ หมายถึงว่า น้ำสะอาดรองดื่มได้ครับ Herren ป้ายหน้าห้องน้ำของผู้ชาย Damen ป้ายห้องน้ำคุณผู้หญิงครับ Schweien หมู, Rind เนื้อวัว, Hahnchen เนื้อไก่, Kalp เนื้อลูกวัว ธรรมเนียมที่ควรรู้: ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ควรยืนรอบริกรต้อนรับที่หน้าร้าน หรือจุดยืนรอ อย่าไปหาโต๊ะหรือจองโต๊ะเอง การให้ทิป จะไม่ให้ทิปเลยก็ได้ครับ ถ้าจะให้ก็อยู่ระหว่าง 5-10% ของราคาอาหาร เอาล่ะ พร้อมเที่ยวแล้ว เราก็มาแนะนำข้อมูลเมืองที่ควรรู้ก่อน 3. แผนที่ เดินทาง และซิมมือถือ สำหรับ เที่ยวออสเตรีย 3.1 ข้อมูล กรุงเวียนนา (พระราชวังฮอฟบวร์ก) เวียนนาคือ เมืองหลวง แหล่งช้อปปิ้ง และที่ตั้งของพระราชวังหลายแห่งที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม ข้อมูลที่เที่ยว กรุงเวียนนา อ่านต่อที่นี่ > เที่ยวออสเตรีย กับ 20 สถานที่ยอดฮิตในกรุงเวียนนา (Vienna) 3.2 ข้อมูลเมือง Salzburg Salzburg เป็นเมืองแห่งการถ่ายทำหนัง โดยมีสวนดอกไม้ บ้านเรือนที่เป็นจุดถ่ายหนัง โดยเฉพาะ Sound of Music บ้านเกิดและบ้านที่ทำงานของโมสาร์ท ปราสาทป้อมปราการบนเขา และถนนตึกเก่าสวยๆน่ารักๆ (ข้อมูลท่องเที่ยวเมือง Salzburg เร็วๆนี้) ดาวโหลดแผนที่ ที่เที่ยว Salzburg ที่นี่ 3.3 ข้อมูลเมือง Hallstatt ข้อมูลที่เที่ยวเมือง Hallstatt อ่านต่อ > ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก 3.4 แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ Metro (เวียนนา) ดาวน์โหลดแผนที่ metro (รถไฟฟ้า) กรุงเวียนนาที่นี่ แผนที่ดูง่ายครับ จุดที่ต้องจำไว้คือ Wien Mitte (อ่านว่า วีน มิตเต้อ) หรือ Landstrasse เป็นสถานที่จะเชื่อมกับ รถไฟฟ้าสาย CAT กับ สนามบินครับ และ สถานี Wien Hofbanhof (อ่านว่า วีน ฮอฟ บาน หอฟ) หรือ Sudtiorler Platz เป็นเหมือนหัวลำโพงที่จะเชื่อมไปยังรถไฟสายต่างๆที่ออกนอกเมือง ค่ารถไฟฟ้า metro ครั้งละ 2.2 ยูโร ไม่ว่าจะใกล้ไกลต่อหนึ่งการเดินทาง (และถ้าซื้อแบบ validate ทันที คือจะใช้เลย ไม่งั้นก็ซื้อล่วงหน้าแล้วมา validate ทีหลังกับเครื่องสแตมป์บัตรที่สถานทีก็ได้) ค่ารถไฟฟ้า metro แบบเหมาวัน (ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจาก validate) 7.6 ยูโร นะครับ (ถ้าวางแผนไว้ว่าจะเดินทางเที่ยวมากกว่า 4 ทริปต่อวันก็ซื้อเหมาวันดีกว่า) และมีแบบเหมาสัปดาห์ด้วย เช็คราคาเองนะครับ 3.5 รถไฟฟ้าสีเขียว ระหว่างเมือง (เวียนนา)และสนามบิน แบบรวดเดียว 16 นาที และมีรถออกทุกๆ 30 นาที เรียกว่า CAT (City – Airport Train) ราคา 17 ยูโร แบบไปกลับ (หมายความว่า เก็บบัตรไว้ใช้ตอนกลับนะครับ ภายใน 30 วัน) เช็คข้อมูลรถไฟ ระหว่างเวียนนาและสนามบิน CAT ที่นี่ ซื้อได้ที่ตู้ขายอัตโนมัติที่สนามบิน หรือที่เคาน์เตอร์ก็ได้ 3.5 รถไฟระหว่างเมือง เข้าได้ที่ เว็บ รถไฟ ยุโรป นะครับ (รถไฟ ไปยังประเทศต่างๆนอก ออสเตรีย ได้ด้วย) ค้นชื่อสถานีต้นทาง ปลายทางได้ เช่น ถ้าไป Hallstatt ก็ใส่ปลายทางเป็น Hallstatt HBF หรือไป Salzburg ก็ใส่ปลายทางเป็น Salzburg HBF ราคาแปรผันตามช่วงเวลา ช่วงโปรโมชั่นราคาอาจจะลดลงถึง 21 ยูโรต่อหนึ่งทริป (เที่ยวเดียว) แต่ราคาปกติก็ประมาณ 51 ยูโรครับ คุณสามารถดาวน์โหลด app ได้ด้วย แล้วก็รถไฟ ระหว่างเมืองบางรอบ ซื้อล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตราคาถูกกว่า 3.6 ซิมมือถือ แพ็คเก็จน่าจะคล้ายๆกัน เราได้ลองใช้ยี่ห้อ Vectone ราคา 20 ยูโร ได้โหลดข้อมูลได้ 5 GB ก็เร็วดี 4.อาหารการกิน ประเทศออสเตรีย ที่นี่มีการกินที่ เป็นส่วนผสมระหว่างความเป็นเยอรมนี (กินของเย็นๆชืดๆ) และยุโรปกลาง (กินของร้อนๆ พิถีพิถันนิดนึง) เราและนำอาหารของทีนี่และร้านอาหารที่อร่อย และร้านอาหารประทังชีวิตดังนี้ อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ของ ออสเตรีย  สลัดผัก (ซึ่งสลัดผักที่นี่ ปลูกในประเทศ ส่วนใหญ่จะใช้ น้ำมันเมล็ดฟักทอง แทนน้ำมันมะกอกทำให้มีรสชาติหวานหอมไปอีกแบบนึง) คนออสเตรียแนะนำยีห้อ Steirisches ที่มีรางวัล (สติ๊กเกอร์สีทอง) การันตี Schnitzel ซึ่งมีทั้งแบบหมูและลูกวัว โดยที่ มีขายแทบทุกร้านเป็นหมูชุบแป้งทอด กินเปล่าๆกับผักหรือกินกับซอสแครนเบอร์รี่รสหวาน ซุป Gulasch ส่วนใหญ่เป็นซุปเนื้อเครื่องเทศ ถ้าใครไม่กินเนื้อ บางแห่งจะมี ซุปฟักทอง ซุปมันฝรั่ง หรือซุป celerie เป็นออเดิร์ฟครับ Topfen และ Topfencreme มันคือ ชีสเหลวของที่นี่ หรือที่เยอรมนี เรียกว่า Quark นะครับ รสชาติเหมือนมีความเปรี้ยวมัน คล้ายๆโยเกิร์ตแต่มันกว่า ซึ่ง topfen จะเป็นชีสแบบหนึ่งมักจะเอาไปทำเค้กด้วย (ถ้าเห็น topfen … torte ก็ลองชิมนะ torte แปลว่า cake) ส่วน topfencreme มักจะเห็นวางขายใกล้ๆกับโยเกิร์ตในซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นแพ็กพร้อมผลไม้เบอร์รี่ อ่านเนื้อหาเกี่ยวกับ Quark (ที่ไม่ใช่โยเกิร์ต) Cafe ร้านกาแฟ ขนม (คาเฟ่) ที่ออสเตรีย (โดยเฉพาะ เวียนนา) ถือว่า เป็นร้านที่เท่ที่สุดในโลก เนื่องจาก ส่วนใหญ่ กาแฟอร่อย เค้กอร่อย บรรยากาศดี ในอาคารตกแต่งทรงยุโรปสวย แต่สิ่งที่ต้องรู้ คือ Eiskaffee  (อ่านว่า ไอส์ คาฟเฟ่) ที่นี่จะเป็นแบบ กาแฟเย็นใส่ไอศกรีมนะครับ (เช่นเดียวกับ Eischocolat ก็เป็น ช็อกโกแล็ท เย็นใส่ไอศกรีม เช่นกัน) * ถ้าอยากกินกาแฟเย็น ให้สั่งเป็น Iced Capuccino/ Latte จะชัดเจนกว่า หรือไม่ก็ต้อง สั่ง Iced Coffee (อ่านว่า ไอซ์ คอฟฟี่ แบบอังกฤษทับศัพท์ หรือ Geeister Kaffee อ่านว่า เกไอซ์แทร์ คาฟเฟ่) * รวมทั้งที่น่าสนใจคือ หลายๆร้านที่นี่ มีเมนูเครื่องดื่ม สำหรับ ฤดูร้อน และ ฤดูหนาว ต่างกัน Sacher Cake คือ สิ่งที่หลายคนจะแนะนำกันให้มาชิม เป็นเค้กช็อกโกแล็ท ณ โรงแรม Sacher (ค้นหาได้ครับ) แต่ต้องเป็นคนชอบของหวานนะครับ และที่สำคัญ หลายๆ คาเฟ่ ก็จะมี เค้กช็อกโกแล็ท โดดเด่นประจำร้านตัวเองเช่นกัน ร้านอาหาร และแหล่งกิน อาหารฟาสท์ฟู้ด (เบอร์เกอร์หลายๆยี่ห้อ ไม่ว่าจะ แม็ค หรือ คิง หรือ บัคส์) หาได้ตามจุดท่องเที่ยวโดยเฉพาะ Stephenplatz และ Graben อาหารอิตาเลียนตามสั่ง ร้าน Vapiano เข้าไปแล้วเขาจะให้ cash card เปล่าๆไว้ แล้วเราก็เข้าไปสั่งอาหารมีอยู่สาม station มี pizza, salad และ pasta ก็ไปสั่งอาหารตามเมนู ยืนรอรับเลย (เหมือนอาหารตามสั่งบ้านเรา) พอได้รับอาหารแล้วก็ทาบบัตรกับเครื่องหน้า station นั้น กินเสร็จค่อยเอาบัตรไปแสดงตัวจ่ายเงินครับ อาหารรสชาติดี กินง่าย เพราะเราก็คุ้นเคยกับอาหารอิตาเลียนอยู่แล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ต มีสองแหล่งใหญ่คือ Billa และ Spar ซึ่งมีขายทั้ง แซนด์วิช สลัด และอาหารชุดแช่เย็น เช่น บะหมี่(จีน) ข้าวหน้าปลาดิบ ซื้อไปทานประทังชีวิตได้ (คือมันก็อร่อยนะครับ ที่พูดเช่นนี้ เพราะคนไทยเรา คุ้นเคยกับอาหารเสิร์ฟร้อนมากกว่า) ร้านอาหารแนะนำอื่นๆ เราแนะนำอีกสามร้าน ตามลิงค์ลงรายละเอียดนะจ๊ะ Café Central, Demel Café, Figlmuller 5. ของฝาก คู่ควร กับการเที่ยว ออสเตรีย ช็อกโกแล็ท ชื่อดังของที่นี่ มียี่ห้อ Manner (ที่หลายคนชอบ คือ เวเฟอร์ Hazelnut แต่ผมรู้สึกว่า ที่นี่ติดหวานจัดนะ) Heindl และ Mozartkugeln (หรือที่คน เรียกว่า ช็อกโกแล็ท Mozart) ทั้งสามยี่ห้อนี่หาซื้อได้ทุกที่เลย ถ้าแนะนำที่รสชาติดีก็ยี่ห้อ Manner นะ มีสาขาใหญ่ๆที่ Stephanplatz ตามสถานีรถไฟ และที่สนามบินครับ แต่แนะนำให้ซื้อที่ Billa หรือ Spar supermart ได้หลายแบบหลายขนาด และได้ราคาดีที่สุด ราคาตั้งแต่ 1 ยูโร แพ็คเล็ก จนถึง กล่องเหล็ก 10 ยูโรอ่อ ผมซื้อ เหล้าช็อกโกแล็ท มาชิมด้วยครับ เดี๋ยวรสชาติเป็นอย่างไร จะมาบอกอีกที (มีขายทั้งขวดใหญ่ ขวดเล็ก ขายทั้งที่สนามบิน และตามซุปเปอร์มาร์เก็ต) กล่องดนตรี เนื่องจากเป็นเมืองเสียงดนตรี แหล่งเกิด และแหล่งทำงานดัง ของศิลปินหลายท่าน ก็เลยมีกล่องเพลงทั้งกล่องเล็กใหญ่ เริ่มต้น ราคา 7 ยูโร ขึ้นไป ตะไบเล็บประดับคริสตัล หาซื้อได้ตามร้านของฝาก คุณผู้หญิงเขาแนะนำว่าไม่ค่อยเจอตะไบเล็บสวยๆแบบนี้ ราคาเริ่มต้น 6.5 ยูโร Swarovski คริสตอลแบรนด์ดังมีต้นกำเนิดที่เมือง อินส์บูร์ก ประเทศออสเตรีย นี่แหละ ดังนั้น สินค้านี้ จึงราคาถูกกว่า และมีโปรโมชั่นส่วนลดเยอะกว่า คน ออสเตรีย เขาแนะนำให้ เราหาซื้อ น้ำมันเมล็ดฟักทองไว้ทานกับสลัด (แทนน้ำมันมะกอก หอมหวานกว่า) โดยซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต สังเกตตราที่มีรางวัลการันตีเอา เกลือ !!! ใช่ครับ หลายเมืองของ ออสเตรีย ทั้ง Salzburg (แปลว่า ปราสาทเกลือ) และ Hallstatt มีเหมืองเกลือ จึงมีเกลือหลายแบบ ทั้งแบบผสมเครื่องหอม แบบผสมเครื่องเทศ และแบบมีแร่ธาตุผสม (สีสันต่างๆ) ซึ่งบรรดานักชิม และนักปรุงอาหารน่าจะเข้าใจมากกว่า แอดมิน นะ (เหอๆ เข้าไม่ถึงจริงครับ)  (ภาพจาก http://www.salzwelten-shop.at/en.html) การขอคืนภาษี ซื้อสินค้า Tax Free การซื้อของใน ออสเตรีย หากราคาถึง 75 ยูโร สามารถขอฟอร์มคืนภาษีได้ โดยขอคืนได้ที่หลัง ตม. มองหา custom เพื่อเอาฟอร์มที่กรอกแล้วไปประทับตราศุลกากรก่อนแล้ว มองหา Global Blue Tax Free เพื่อขอคืนภาษี (แนะนำว่า เอาของที่ซื้อใส่กระเป๋าถือเผื่อว่า โดนเรียกตรวจสินค้า ที่ไม่ใช่โลชั่นของเหลวนะครับ ถ้าเป็นของเหลว ให้อ่านคู่มือเพื่อตรวจและประทับตราก่อนนำกระเป๋าโหลดดิ้งนะ)