ชกต่อย

งามหน้า! แท็กซี่ไทยปล้นสาวจีนหมดตัว
ข่าวล่าสุด /  ปล้นสาวจีน / 

นักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ถูกแท็กซี่ปล้นระหว่างการเดินทางไปสนามบินดอนเมืองเพื่อกลับประเทศจีน วานนี้ (21 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง และตำรวจทางหลวงพิเศษมอเตอร์เวย์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบหญิงสาวลักษณะคล้ายเป็นชาวต่างชาติยืนโบกรถขอความช่วยเหลืออยู่ถนน จ.ปทุมธานี  จากการสอบสวนเบื้องต้น หญิงสาวคนดังกล่าวเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ทราบชื่อคือ นางสาวเซียงหลี่ อายุ 20 ปี เดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองไทยกับเพื่อน ซึ่งนางสาวเซียงหลี่ ให้การผ่านกับทางล่ามว่า เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยกับเพื่อนอีก 1 คน ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนเกิดเหตุตนกำลังเดินทางไปสนามบินดอนเมืองเพื่อกลับประเทศจีนเพียงลำพัง เนื่องจากเพื่อนอีกคนยังไม่กลับ ตนโบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง จำหมายเลขทะเบียนกับสีรถไม่ได้ คนขับแท็กซี่ขับออกนอกเส้นทาง พามาถนนลูกรังเปลี่ยวใกล้กับถนนมอเตอร์เวย์ ก่อนจะจอดรถและทำร้ายร่างกาย ชกเข้าที่หน้าท้องหลายครั้ง ตนรีบฉวยจังหวะเปิดประตูรถวิ่งหนีออกมา ปีนรั้วเหล็กกั้นเข้าไปในถนนมอเตอร์เวย์ โบกให้รถที่ผ่านไปผ่านมาช่วยเหลือ จนกระทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง ส่วนคนขับแท็กซี่ได้ขับรถหนีไป พร้อมกับทรัพย์สินและสัมภาระของตน เจ้าหน้าที่ได้พา นางสาวเซียงหลี ไปชี้จุดเกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยทรัพย์สินของผู้เสียหาย ซึ่งประกอบด้วย กระเป๋าเดินทางสีแดงขนาดใหญ่ ข้างในมีเงินสดทั้งสกุลไทยและสกุลจีน สมุดบัญชีเงินฝาก เสื้อผ้าและตั๋วเครื่องบิน ส่วนรูปพรรณของคนขับแท็กซี่คันดังกล่าว ผู้เสียหายระบุว่าเป็นชาย รูปร่างใหญ่ ผิวดำแดง สวมเสื้อแขนสั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บหลักฐานไปตรวจสอบหาคนร้ายต่อไป พร้อมกับแจ้งให้ทางสถานฑูตจีนได้ทราบเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว MThai News ........................................................................................................................................ รณรงค์ ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี นำเสนอผลงานออกมาอย่างน่าสนใจด้วยการใช้ภาพที่สามารถดึงความสนใจได้ในทันที

10 วิชาสุดแปลก กับปริญญามิกกี้เมาส์
10 อันดับ /  ความรู้ / 

10 วิชาสุดแปลก กับปริญญามิกกี้เมาส์ หลายคนอาจสงสัยว่า “ปริญญามิกี้เมาส์” หมายถึงอะไร? จริงๆ แล้ว “Micky Mouse” เป็นสัญลักษณ์ในการกล่าวคำเสียดสี และถูกนำมาใช้เปรียบเปรยเรื่องการศึกษาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 โดยนิตยสารแทบลอยด์ในอังกฤษ กล่าวถึง มหาวิทยาลัยที่มีชื่อหลักสูตรในระดับปริญญาแปลกๆ โดยเรียกว่าเป็นปริญญามิกกี้เมาส์ "Mickey Mouse degrees" ซึ่งมีการเรียนจริง สอนจริงในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก ที่นี่เราก้ลองมาติดตาม "วิชาแปลกๆ" ที่เรานำมาฝากดูกันค่ะ 10 วิชาสุดแปลก กับปริญญามิกกี้เมาส์ 1. วิชาล่าท้าผี (Psychology of Exceptional Human Experiences) เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นมาสำหรับคนที่มีสัมผัสพิเศษและชอบความลี้ลับโดย เฉพาะ เปิดสอนใน Coventry University ประเทศอังกฤษ เนื้อหาของวิชานี้จะเน้นในเรื่องของการสื่อสารกับผี โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ในการค้นหาผี จากการวัดคลื่นความถี่ การถ่ายภาพ อัดวีดีโอเทป เข้าไปบุกตามบ้านผีสิงที่ร่ำลือ หรือตามสถานที่เฮี้ยนๆ คล้ายกับรายการคนอวดผีในบ้านเรา จากนั้นก็นำหลักฐานต่างๆ ที่ได้มาวิเคราะห์ว่าในสถานที่นั้นมีผีจริงหรือไม่? 2. วิชาสังคมธุรกิจสื่อลามก (Cyberporn and Society) The State University of New York at Buffalo ได้เปิดสอนวิชา “Cyberporn and Society” ในระดับปริญญาตรี เอาใจหนุ่มๆ โดยเฉพาะ โดยนักศึกษาสามารถสำรวจเว็บไซต์ลามกทางอินเทอร์เน็ต และตรวจสอบประเด็นของความลามกอนาจาร สิ่งที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมหนังเรทต่างๆ ในโลกไซเบอร์ และการกำหนดภาพลามกอนาจารในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพราะอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญต่อปี ดังนั้น ชั้นเรียนนี้จึงเป็นการสำรวจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เพื่อที่นักเรียนจะมีโอกาสต่อยอดธุรกิจในด้านหนังผู้ใหญ่ต่อไป 3. วิทยาศาสตร์การเป็นฮีโร่ (The Science of Superhero) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเออร์ไวน์ (University of California : Irvine) ได้เปิดหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์กับการเป็นฮีโร่ โดยเนื้อหาวิชาจะเน้นที่เรื่องราวต่างๆ ของฮีโร่ ไม่ว่าจะเป็น Superman, Batman, Spider-Man, Wonder Woman และอื่นๆ โดยการใช้หลักการวิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ข้อสงสัยว่า ซุปเปอร์ฮีโร่เหาะเหินเดินอาการได้จริงรึเปล่า ถ้าจริงจะทำได้ด้วยวิธีใด โดยอ้างอิงถึงหลักการ ทางวิทยาศาสตร์ แล้วทีนี้จะได้รู้กันว่าเราจะสามารถเรียนแบบฮีโร่ หรือทำแบบที่ฮีโร่ทำได้จริงๆ หรือไม่ 4. วิชาเทคนิคชนะการประกวดนางงาม (How to Win a Beauty Pageant) หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่เปิดมานานตั้งแต่ปี 1920 จนถึงปัจจุบันของวิทยาลัย “Oberlin College” ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเปิดสอนเกี่ยวกับวิธีการที่จะชนะการประกวดนางงาม ต้องเรียนรู้ในเรื่องเพศ, ชนชั้น, เพศที่สาม, ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เอกลักษณ์ประจำชาติของสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงการวิเคราะห์วาทกรรม เพื่อเป็นประโยชน์ในการตอบคำถามอย่างไรให้ชนะใจกรรมการ บุคลิกการวางตัวทั้งหลายแหล่ที่จะทำให้คุณเอาชนะคู่แข่งในทุกๆ ทาง ไปจนถึงเวทีนางงามระดับโลก 5. วิชาเดินยังไงไม่ให้เบื่อ (Art of Walking) ศาสตร์แห่งการเดินนี้ไม่ใช่วิชาที่เรียนเพื่อพัฒนาบุคลิกหรือเดินเพื่อ สุขภาพแต่อย่างใด แต่สาขาวิชานี้เริ่มต้นจาการที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งที่เมืองแดนวิลล์ รัฐเคนทักกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญหากเทียบกับเมืองอื่นๆ จึงได้เปิดหลักสูตร "สาขาวิชาเดินอย่างไรไม่ให้เบื่อ" ขึ้นมา เพื่อให้เรารู้ถึงวิธีการเดินอย่างไรไม่ให้เบื่อ เพื่อที่จะสามารถเดินเท้าเป็นระยะทางไกลๆ ได้ แทนการใช้รถยนต์ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศถือเป็นการช่วยโลกไปอีกทางหนึ่ง ด้วย 6. วิชาซอมบี้ศึกษา (Zombie Studies) มหาวิทยาลัยบัลติมอร์ (University of Baltimore) สหรัฐอเมริกา เอาใจคนรักผีดิบ ด้วยการเปิดหลักสูตรวิชา “ซอมบี้ศึกษา” ในระดับปริญญาตรี เกี่ยวกับการวิเคราะห์ภาพยนตร์ผีดิบที่เป็นที่นิยม เพื่อให้นักศึกษารู้เท่าทันภัยคุกคามของพวกซากศพคืนชีพ และเตรียมรับมือวันที่ซอมบี้ออกอาละวาด 7. วิชาคนเหล็กศึกษา (Terminator studies) มหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในโลกอย่าง "มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University)" ก็ได้เปิดสอนหลักสูตรวิชาแปลกๆ กับเขาเหมือนกันอย่างหลักสูตรวิชา “คนเหล็กศึกษา” (Terminator studies) เปิดสอนอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ.2010 สร้างความฮือฮาและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไม่น้อย โดยมีคนคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ที่เผ่าพันธุ์มนุษย์อาจถึงคราวต้องล่ม สลายหายไปจากโลกภายใน ค.ศ. 2100 จึงได้เปิดหลักสูตรให้มีการศึกษาอย่างจริงจังต่อภัยคุกคามของพวกจักรกลและ คอมพิวเตอร์ ที่มีต่อมวลมนุษยชาติ 8. วิชาเดวิด เบ็คแฮมศึกษา (David Beckham Studies) หลักสูตร “เดวิด เบ็คแฮมศึกษา” เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ในปี 2002 ที่มหาวิทยาลัย “The Staffordshire University” ของประเทศอังกฤษ สำหรับนักศึกษาด้านกีฬา การแพทย์และวัฒนธรรม ซึ่งจะมีการเรียนแบบเจาะลึกในทุกเรื่องราวของนักฟุตบอลชื่อดังอย่างเดวิด เบ็คแฮม ใน 12 สัปดาห์แรก คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับทรงผมต่างๆ ของเดวิด เบ็คแฮม ที่มีอิทธิพลต่อบริบททางสังคม ไปจนถึงการแต่งงานของเขากับวิคตอเรียกับบทบาทที่เปลี่ยนไป 9. วิชาซิมป์สันและปรัชญา (The Simpsons and Philosophy) หลักสูตรแปลกนี้เป็นผลงานของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เบิร์คลีย์ของสหรัฐฯ ที่นำเอาเรื่องราวต่างๆ ของการ์ตูนซิตคอมยอดฮิตในสหรัฐอเมริกาอย่างครอบครัว “เดอะ ซิมพ์สัน” ที่มีเนื้อหาถากถางมุมมองของสังคมมนุษย์วัฒนธรรมอเมริกัน และจิตวิทยาครอบครัว ซึ่งผู้เรียนจะได้พบกับแง่มุม ข้อคิด ปรัชญาการใช้ชีวิตต่างๆ จากการ์ตูนเรื่องนี้ โดยเอามาศึกษาเปรียบเทียบในเชิงปรัชญากับผลงานของปรมาจารย์อย่างเพลโตและโฮ เมอร์ 10. วิชาอวัยวะเพศศึกษา (The Phallus) หลักสูตรวิชานี้เป็นของวิทยาลัย “Occidental College” ของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหลักสูตรที่เจาะลึกเกี่ยวกับลึงค์และอวัยวะเพศ, ความหมายของลึงค์ และยังรวมไปถึงการสำรวจตามแต่ละเขตปกครองในเรื่องของลึงค์ เพื่อจะนำมาซึ่งทฤษฎีที่สำคัญ และความยุติธรรมทางสังคมด้วย ข้อมูล eduzones, pantip

ปาเกียวเตรียมเปิดค่ายมวยในเมืองจีน
ค่ายมวย /  จีน / 

แมนนี่ ปาเกียว ยอดมวยตากาล็อกวัย 35 จากฟิลิปปินส์ เดินทางไปโปรโมตการชกป้องกันแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวต องค์การมวยโลกของตนเองกับ คริส แอลจีรี่ ผุ้ท้าชิงชาวอเมริกัน ซึ่งกำหนดมีขึ้นที่เขตปกครองพิเศษมาเก๊า ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 เพื่อเจาะตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ปาเกียวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนจีนว่า ได้รับการเชิญชวนจากภาคเอกชน และตัวแทนภาครัฐของจีน ให้ร่วมเปิดสถาบันมวยสากล หรือค่ายมวยสากลมาตรฐานระดับสากล ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งมีการตกลงในหลักการเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ก่อนจะแถลงข่าวเป็นทางการในเร็วๆ นี้ต่อไป จีนมีทรัพยากรด้านกีฬามวยเป็นพื้นฐานอย่างดีอยู่แล้ว มีผลงานทั้งมวยสากลสมัครเล่นและมวยสากลอาชีพในขั้นดีอยู่แล้ว ถ้าได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างเป็นระบบ ก็จะพัฒนาไปได้เร็วขึ้นแน่นอน ได้ผลลัพท์ที่ดีแน่นอน”

11 นิสัยสุดแปลก ของคนดังระดับโลก
ประวัติคนดัง /  เกร็ดความรู้ / 

เรื่องน่ารู้วันนี้ขอบอกว่า แปลกแต่จริงค่ะ สำหรับบุคคลดังระดับโลก ที่มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานไอเดียออกมาจนน่าทึ่ง มักจะมีความคิดนิสัยแปลกๆ ไม่เหมือนกับคนทั่วไป (ก็แหมระดับหัวกะทิซะขนาดนั้น จะมาคิดธรรมดาๆ ได้ยังไง จริงไหมค่ะ) ทุกอย่างต้องมีการครีเอทความแปลกใหม่ไปซะหมด พูดมาขนาดนี้แล้ว ยังไม่เชื่อใช่ไหมคะ ว่าพวกเขามีนิสัยไม่ธรรมดาจริงจริ๊ง ถ้าไม่เชื่อเราไปติดตามนิสัยและตัวตนที่แท้จริงของพวกเขากันเลย...11 นิสัยสุดแปลก ของคนดังระดับโลก 11 นิสัยสุดแปลก ของคนดังระดับโลก เริ่มจากคนที่ 1. บิล เกตส์ (Bill Gates) จำได้ไหมคะ? ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีของไมโครซอฟต์ ผู้สร้างไอเดียเทคโนโลยีระดับสูง โดยใช้เพียงกระดานไวท์บอร์ดธรรมดาๆ เท่านั้น และเขามักจะมีนิสัย ชอบพกปากกาเจ๋งๆ ดีๆ เสมอ เพราะมันจะช่วยทำให้เขาเกิดการ Brainstorm หรือเกิดความคิดชั่วขณะนั้นทันที และสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีเยี่ยม ให้กับคนอื่นๆ และในบางครั้งกับตัวเขาเอง" คนที่ 2 โยะชิโระ นะกะมะสึ (Yoshiro Nakamatsu) คนนี้ คือผู้คิดค้น แผ่นดิสก์แบบอ่อน หรือ ฟลอปปีดิสก์ (Floppy Disk) หรือเรามักนิยมเรียกว่า แผ่นดิสก์ หรือ ดิสเกตต์ อุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ไม่ค่อยได้เห็นแล้วในสมัยนี้ ไม่รู้ว่า...ใครทันได้ใช้บ้างไหมคะ (ขุดความแก่มาโชว์กันอีกแล้ว อิอิ) สำหรับนิสัยสุดแปลกของ โยะชิโระ ก็คือในแต่ละเย็น เขามักจะพักผ่อนด้วยการเข้าไปอยู่ในห้อง Calm Room ที่อลังการงานสร้างมากๆ ทำด้วยทอง 24 กะรัต (โอ้ว มายก็อต) โดยเขาให้เหตุผลว่า ทองจะช่วยป้องกันคลื่นวิทยุและสัญญาณทีวีได้ ดังนั้น มันจึงทำให้จินตนาการของเราโลดแล่นยิ่งขึ้น ต่อมาคนที่ 3 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก เล่น Facebook กันทั่วประเทศขนาดนี้ เพราะเขาก็คือ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเฟสบุ๊ค โดยนิสัยส่วนตัวของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็คือเขาชอบทำสิ่งท้าทายใหม่ๆ ทุกปี ตั้งแต่การเรียนภาษาจีน ไปจนกระทั่งการกินแต่เนื้อสัวต์ที่ตัวเองฆ่าเท่านั้น เพราะเขามักใช้เวลาแทบทั้งหมดไปกับการทำเฟสบุ๊ค ดังนั้น ความท้าทายเหล่านี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งปกติแล้วเขาไม่เคยได้รับ คนที่ 4 เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เขาคนนี้คือ ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Amazon ค่ะ สำหรับนิสัยแปลกแตกต่างของเขา ก็คือ ชอบการทำงานคิดไว้ล่วงหน้า เพราะเขาหวังว่า สิ่งที่จะได้รับคือขีดความสามารถใหม่ๆ โดยไม่ต้องไปแคร์ว่ามันจะยากลำบากในขั้นแรก คนที่ 5 นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) ผู้คิดค้น AC Electric System โดยเขาคนนี้มีนิสัยแปลกแต่ดี ตรงที่ เขามักจะฝึกซ้อมควบคุมการสูบบุหรี่ การดื่ม และการกินอาหาร อย่างระมัดระวัง เพราะเขาคิดว่า คนส่วนใหญ่มักถูกกลืนกินจากการไตร่ตรองใคร่ครวญเรื่องราวภายนอกมากจนเกินไป จนอาจหลงลืมสิ่งที่ผ่านเข้ามาภายในตัวพวกเขาเอง คนที่ 6 จอห์น ซี เฮฟเว่น (John C. Havens) ผู้ก่อตั้ง H(App)athon Project ค่ะ เขาคนนี้ชอบมีนิสัย แจกแจงสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยเครื่องมือและแอพลิเคชั่น เพื่อความเข้าใจกลไกแห่งความสุข (คนแบบนี้ก็มีด้วยอ่ะ) คนที่ 7 เควิน ซิสตรอม (Kevin Systrom) ผู้ก่อตั้ง app ยอดฮิต Instagram เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าทำไมเขาถึงคิดสร้าง Instagram ขึ้นมา นั้นก็เพราะว่า กล้องคือสิ่งมีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตเขม เขามีนิสัยรักหรือเรียกว่า บ้าการถ่ายภาพรูปทุกๆ คริสต์มาส มาก่อน และปัจจุบันก็ยังคงรักการถ่ายภาพอยู่เสมอ จึงทำให้เขาเข้าใจและสร้าง App ออกมาได้โดนใจนักถ่ายภาพเป็นอย่างดี คนที่ 8 ชิเงะรุ มิยะโมะโตะ (Shigeru Miyamoto) เขาคนนี้ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นผู้ดีไซเนอร์เกมส์ในตำนานแห่ง Nintendo ได้ เพระานิสัยสุดแปลกที่เขาชอบทำบ่อยๆ ก็คือ การวัดความยาวสิ่งของต่างๆ อยู่เป็นประจำ "ผมมักจะสนุกกับการคาดเดาความยาวของวัตถุ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมถึงพกสายวัดติดตัวตลอดเวลา" คนที่ 9 สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) ผู้คิดค้น และอดีตซีอีโอ Apple ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว แต่หลายคนก็ยังจดจำ คำพูดต่างๆ ของเขาได้ดี "หากคุณพยายามที่จะออกแบบคอมพิวเตอร์สักเครื่อง คุณจะต้องให้ตัวเองจมอยู่กับรายละเอียดต่างๆ เป็นพันๆ จุด และทันใดที่มันถูกคิดไตร่ตรองออกมาได้มากพอ นั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มันคือประสบการณ์ที่มีท่วงทำนองจังหวะ เป็นประสบการณ์ที่ทุกๆ สิ่งเชื่อมโยงกันเป็นประสบการณ์ที่เปราะบางละเอียดอ่อน ซึ่งช่างเหมือนกับดนตรีเหลือเกิน" ว้าวววล้ำลึกทางความคิด คนที่ 10 Anna Akbari คราวนี้เป็นผู้หญิงกันบ้าง เธอคือผู้ก่อตั้ง Sociologyofstyle.com ค่ะ เป็นเรื่องปกติที่นิสัยของผู้หญิงต้องห่วงเรื่องการทานอาหารเป็นหลัก และเธอคิดว่าการกินอาหารเช้ากับอาหารกลางวันเหมือนกันทุกวันเสมอ "ยิ่งตัวเลือกมาก ยิ่งต้องการพลังงานและมันจะทำให้เราหลุดโฟกัสจากสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า ตัวเลือกที่มากยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลในการเลือกตัวเลือกที่ถูกต้อง" เป็นแนวคิดที่เปรียบเทียบกับการทานอาหารทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยจริงไหมค่ะ สุดท้ายคนที่ 11 Joel Gascoigne ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Buffer โดยนิสัยของเขา เขามักจะตัดสินใจโดยปราศจากความมั่นใจที่สมบูรณ์ โดยเขาจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่ควรให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แม้ว่าประสบการณ์ส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการจะต้องใช้ความคิดที่สดใหม่อยู่เสมอ สำหรับการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ก็ตาม ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จของเมืองนอก ที่มีนิสัยและแนวทางแปลกๆ แต่เจ๋งสุดๆ เพียงบางส่วนเท่านั้นนะคะ แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายท่านมากมาย อย่างในเมืองไทยบ้านเราเอง ก็มีผู้ประสบความสำเร็จและเก่งไม่แพ้กัน จากจุดเล็กๆ ในวันวาน สู่ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการชื่อดัง (สุดยอด) ยกตัวอย่างเช่น 1. คุณตัน ภาสกรนที ผู้ทำธุรกิจเครื่องดื่มชาเขียว  จนได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ เพียงไม่กี่ปี 2. คุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย จากวัยรุ่นที่หมกหมุ่นเล่นเกมส์ หันมาจับธุรกิจตั้งแต่ยังหนุ่ม จนสาหร่ายเถ้าแก่น้อยได้รับความนิยม 3.  นักธุรกิจสาว อายุน้อย คุณเมย์ เจ้าของร้านเบเกอร์รี่  After you จากนิสัยที่เริ่มจากการชอบทานขนม และไม่หยุดคิดที่จะทำธุรกิจต่อยอดจนได้รับความนิยมอย่างมาก 4. คุณออม ดิษยา ดีไซเนอร์สาวไทยเจ้าของแบรนด์ Disaya  ที่สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในระดับอินเตอร์ตั้งแต่ปี 2006 เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ข้อมูลและภาพ brandbuffet, designtaxi.com

สู้กับผีหนีไม่ได้ 2/2 จบ
หนังไทย

"ไม่สู้ด้วยคาถา..ไม่สู้ด้วยเวทย์มนต์..แต่ พวกเขา รวมกัน ซัดมันด้วยหมัดลุ่น ลุ่น ...สถาบันผีๆรับประกันว่า ดุจัง เผ็ดจริง ฮาอร่อย ต่อยสบัด" ผู้กำกับ : ม.ล.ธิติพันธุ์ สุริยง ผู้ผลิต : พรสุรีย์โปรดักชั่น นักแสดง: ม.ล.สุรีย์วัล สุริยง ธนา สินทรัพย์ วันที่เข้าฉาย: พ.ศ.2531 1/2 - http://video.mthai.com/trailer/player/1408983334.html 2/2 - http://video.mthai.com/trailer/player/1408978253.html

มหากาพย์กิลกาเมช ตำนานน้ำท่วมโลกเก่าแก่ที่สุดในโลก
ตำนาน /  ต่างประเทศ / 

ไม่นานมานี้เพื่อนๆ หลายคนอาจจะได้ดูภาพยนตร์เรื่อง NOAH ที่เกี่ยวกับตำนานน้ำท่วมโลกที่ทำให้เกิดโดยพระเจ้าหรือเทพเจ้าเพื่อทำลายอารยธรรม โดยเป็นการตอบสนองผลกรรม ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่แพร่หลายในตำนานกรีก และตำนานในวัฒนธรรมอื่นๆ อีกมากมาย เรื่องราวของโนอาห์และเรือของโนอาห์ในเจเนซิส, มัสยาวตาร ในคัมภีร์ปุราณะ ของฮินดู, ดูเคเลียน ในตำนานเทพเจ้ากรีก และ อุตนาปิชติม ในมหากาพย์กิลกาเมช เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานต่างๆที่เราคุ้นเคยกันดี และนี่คือ มหากาพย์กิลกาเมช ตำนานน้ำท่วมโลกเก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นักโบราณคดีหลายๆ คนบอกว่า มหากาพย์เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ในทางประวัติศาสตร์ ว่าบุคคลที่ถูกพูดถึงในนิยายเล่มนี้อาจจะเคยมีชีวิตอยู่จริงๆก็ได้!  มหากาพย์กิลกาเมช ตำนานน้ำท่วมโลกเก่าแก่ที่สุดในโลก มหากาพย์กิลกาเมช (Gilgamesh) เป็นตำนานน้ำท่วมโลกที่เก่าแก่ที่สุดในยุคของเมโสโปเตเมียโบราณ และเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมประเภทนิยายที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย นักวิชาการเชื่อว่ามหากาพย์เรื่องนี้มีกำเนิดมาจากตำนานกษัตริย์สุเมเรียนและบทกวีเกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนานที่ชื่อว่า กิลกาเมช ซึ่งถูกรวบรวมเอาไว้กับบรรดาบทกวีอัคคาเดียนในยุคต่อมา มหากาพย์กิลกาเมช ตำนานน้ำท่วมโลกเก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นเรื่องราวการผจญภัยของวีรบุรุษนามว่า กิลกาเมช (Gilgamesh) กษัตริย์ในตำนานแห่งนครอุรุค ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไทกริส-ยูเฟติส อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (ประเทศอิรักปัจจุบัน) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกิลกาเมช กับเพื่อนของเขาชื่อ เอนกิดู เนื้อหาส่วนใหญ่ในมหากาพย์เน้นย้ำถึงความรู้สึกสูญเสียของกิลกาเมช หลังจากเอนกิดูเสียชีวิต และกล่าวถึงการกลับเป็นมนุษย์อีกครั้งพร้อมกับเน้นย้ำเรื่องความเป็นอมตะ มหากาพย์กิลกาเมช มหากาพย์ในต้นฉบับสุเมเรียนที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุอยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 3 ของอูร์ (Ur) คือระหว่าง 2150-2000 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนฉบับอัคคาเดียนที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในช่วงต้นๆ ของสหัสวรรษที่ 2 มหากาพย์อัคคาเดียนฉบับ "มาตรฐาน" ประกอบด้วยแผ่นดินเหนียว 12 แผ่น ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งระหว่าง 1300-1000 ปีก่อนคริสตกาล ค้นพบอยู่ในหอจารึกของ Ashurbanipal ที่เมืองนีนะเวห์ (Nineveh) หอสมุดแห่งนี้ถูกพวกเปอร์เซียทำลายเมื่อ 612 ปีก่อนคริสตกาล และจารึกทั้งหมดก็พินาศไปด้วย มหากาพย์ชุดที่สมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบันปรากฏในแผ่นดินเหนียว 12 แท่งซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอเก็บจารึกของกษัตริย์แห่งอัสซีเรีย เมื่อราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล มหากาพย์อัคคาเดียนนี้ ถูกจารึกระบุชื่อผู้แต่งไว้ด้วย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากในสมัยโบราณ แทบจะไม่มีการจารึกชื่อผู้แต่งเรื่องใด ๆ (จารึกไทยในสมัยสุโขทัยหรืออยุธยาก็ไม่มีการจารึกชื่อผู้แต่งเช่นกัน) ผู้แต่งจารึกนี้คือ ชิเนฆิอุนนินนิ (Shin-eqi-unninni) อาจกล่าวได้ว่า บุคคลผู้นี้เป็นนักเขียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกวรรณกรรม ที่เราสามารถระบุชื่อได้ มหากาพย์ มีชื่อดั้งเดิมว่า ผู้มองเห็นเบื้องลึก (He who Saw the Deep) หรือผู้ยิ่งใหญ่กว่าราชันทั้งปวง (Surpassing All Other Kings) มีการคาดเดาว่า  กิลกาเมชอาจจะเป็นผู้ปกครองที่มีตัวตนจริงในอดีตระหว่างราชวงศ์ที่ 2 ของยุคต้นของสุเมเรีย (ประมาณ 2,700 ปีก่อนคริสตกาล) การค้นพบวัตถุโบราณอายุประมาณ 2600 ปีก่อนคริสตกาลที่มีความเกี่ยวข้องกับ Enmebaragesi แห่ง Kish ผู้ปรากฏชื่ออยู่ในตำนานว่าเป็นบิดาของศัตรูคนหนึ่งของกิลกาเมช ทำให้มหากาพย์เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ในทางประวัติศาสตร์มากขึ้น และช่วยยืนยันว่ากิลกาเมชน่าจะมีตัวตนจริง มหากาพย์กิลกาเมช หลงเหลืออยู่เป็นวรรณกรรมในหลายภาษา เช่น ของชาวอัคคาเดีย (ภาษาตระกูลเซมิติค ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาษาฮีบรู, เป็นภาษาที่พูดกันในอาณาจักรบาบิโลน) นอกจากนี้ยังมีปรากฏบนแผ่นจารึกดินเหนียว เป็นภาษาฮูร์เรียน และภาษาฮิตไตต์ (ภาษาหนึ่งในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งพูดกันในเขตรอยต่อยุโรปและเอเชีย นับเป็นหนึ่งในบรรดาภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก) ภาษาทั้งหมดที่พูดมานี้ จารด้วยอักษรลิ่ม หรือที่เราคุ้นเคยกันด้วยชื่อ คูเนฟอร์ม มหากาพย์กิลกาเมช ตามตำนานได้เล่าไว้ว่า ... กิลกาเมช เป็นษัตริย์แห่งนครอูรุก ซึ่งเป็นนครรัฐใหญ่ของชาวสุเมอร์เรียน พระองค์ทรงมีพระมารดาเป็นเทพและมีพระบิดาเป็นมนุษย์ ทำให้ทรงมีเลือดเทพอยู่ในวรกายครึ่งหนึ่ง กิลกาเมชเป็นกษัตริย์ที่มัวเมาในเรื่องของกามารมณ์เป็นอย่างมาก พระองค์ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการหาสาวงามมาสนองตัณหาของตัวเอง โดยไม่ละเว้นว่า หญิงสาวผู้นั้นจะเป็นสาวโสดหรือมีคู่ครองแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์มักจะไปปรากฏตัวในงานแต่งงานและเรียกร้องสิทธิในการนอนกับเจ้าสาวในคืนแรกของการสมรส ซึ่งการกระทำเหล่านี้ทำให้พลเมืองชาวอูรุกพากันคับแค้นใจอย่างมาก แต่ก็มิอาจทำอะไรได้ เนื่องจากเกรงกลัวในอำนาจของกษัตริย์และสายเลือดแห่งเทพของกิลกาเมช ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาปวงชนผู้ทุกข์ร้อนจึงพากันไปสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าให้ทรงจัดการกับกิลกาเมช และเมื่อเสียงสวดอ้อนวอนของประชาชนไปถึงสวรรค์ เหล่าเทพเจ้าจึงลงมติที่จะต้องจัดการกับมนุษย์ครึ่งเทพผู้นี้ โดยเหล่าเทพได้ให้เทพีอารารูปั้นดินเหนียวเป็นรูปบุรุษผู้หนึ่งและให้นามว่า เอ็นคิดู โดยเทพเจ้าได้นำความป่าเถื่อนของสัตว์ป่า 12 ชนิดใส่ลงไปในตัวของเขา เพื่อให้เขาทรงพลังพอที่จะจัดการกับกิลกาเมชได้ เอ็นคิดูมีร่างกายท่อนบนเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำสูงใหญ่ขณะที่ขาทั้งสองข้างนั้นเป็นขาของวัวกระทิง ส่วนบนศีรษะยังมีเขากระทิงงอกออกมาอีกด้วย เหล่าเทพได้ส่งเอ็นคิดูลงมาอยู่กับบรรดาสัตว์ป่าในป่านอกเมืองอูรุก ซึ่งเอ็นคิดูได้ใช้พลังของตนปกป้องสัตว์เหล่านั้นจากสัตว์นักล่าและนายพราน บรรดานายพรานต่างไม่พอใจที่มีผู้มาขัดขวางการล่าสัตว์ ทว่าเมื่อพวกเขาได้พบกับเอ็นคิดูแล้ว ก็เกิดความพรั่นพรึงในตัวของมนุษย์ครึ่งกระทิงผู้นี้ พวกนายพรานจึงคิดหาวิธีจัดการกับเอ็นคิดู โดยพากันไปว่าจ้าง แซมฮัต ยอดหญิงนครโสเภณีประจำเทวาลัยแห่งอูรุก ให้ไปล่อลวงเอ็นคิดูออกมาจากป่าและทำให้พลังกับความป่าเถื่อนของมนุษย์ผู้นี้ลดน้อยลง แซมฮัตใช้มารยาหญิงยั่วยวนจนเอ็นคิดูหลงในบ่วงสวาทของเธอ ทั้งคู่อยู่ร่วมกันถึงเจ็ดราตรีและการที่เอ็นคิดูมาใช้ชีวิตอยู่กับนางได้ทำให้เหล่าสัตว์ป่าที่เคยแวดล้อมเขา พากันหนีหายไป อีกทั้งพลังของเอ็นคิดูเองก็ลดน้อยลงด้วย จากนั้นแซมฮัตก็ชักชวนเอ็นคิดูเข้าเมืองและนำเขาไปรู้จักการใช้ชีวิตแบบชาวเมืองจนในที่สุด เอ็นคิดูก็หมดสภาพความป่าเถื่อนและกลายเป็นชาวเมืองโดยสมบูรณ์ วันหนึ่งขณะที่เอ็นคิดูกับแซมฮัตพำนักอยู่ด้วยกันกับเหล่าคนเลี้ยงแกะ พวกเขาก็ได้ข่าวว่า ราชากิลกาเมชกำลังจะเสด็จไปที่งานแต่งงาน งานหนึ่งเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการนอนกับเจ้าสาวในคืนแรก ซึ่งเมื่อเอ็นคิดูทราบเรื่องก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขารีบตรงดิ่งไปที่งานและเข้าขัดขวางกิลกาเมชไม่ให้กระทำการอันน่าบัดสีนั้น กษัตริย์หนุ่มทรงกริ้วที่มีผู้มาขัดขวาง พระองค์จึงเข้าต่อสู้กับเอ็นคิดูอย่างดุเดือดจนบ้านเรือนรอบข้างพังพินาศ ทว่าหลังจากทั้งสองขับเคี่ยวกันเป็นเวลานานต่างก็ไม่มีใครปราบใครลงได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กิลกาเมชทรงประทับใจในพละกำลังของอีกฝ่าย พระองค์จึงได้ยุติการต่อสู้และขอให้เอ็นคิดูมาอยู่กับพระองค์ในฐานะพระสหาย มิตรภาพทำให้กิลกาเมชเปลี่ยนไป กษัตริย์หนุ่มทรงเลิกพฤติกรรมร้ายกาจที่เคยทำจนหมดสิ้นและด้วยคำแนะนำของเอ็นคิดู พระองค์ได้หันมาใส่พระทัยกับการดูแลบ้านเมือง จนนครอูรุกเจริญรุ่งเรืองและประชาชนต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญในคุณงามความดีของราชากิลกาเมช ทว่าในขณะที่ประชาชนทั่วทั้งนครพากันมีความสุขภายใต้การปกครองของราชาหนุ่ม กิลกาเมชกลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตที่สงบสุขนี้ พระองค์ปรารถนาที่จะแสวงหาความตื่นเต้นในชีวิต จึงได้ตรัสชวนเอ็นคิดูเดินทางไปยังป่าซีดาร์แห่งทิศตะวันตกเพื่อเผชิญหน้ากับอสูรฮูวาวา เมื่อได้ยินดังนั้น เอ็นคิดูก็ส่ายศีรษะอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดของสหาย เขากล่าวเตือนกิลกาเมชว่า ”อสูรตนนี้สูงใหญ่เทียมฟ้า ลมหายใจของมันเป็นเปลวไฟที่นำมาซึ่งความตายอย่างน่าสยดสยอง อีกทั้งเทพเอนลิลยังประทานพละกำลังให้มันเพื่อเป็นผู้ปกป้องป่าซีดาร์แห่งทิศตะวันตก การเผชิญหน้ากับมันไม่ผิดอะไรกับการเดินเข้าหาความตาย” “หากข้าชนะ ข้าจะได้รับเกียรติอย่างยิ่งใหญ่หรือหากข้าตายในการต่อสู้ครั้งนี้ ข้าก็ยังได้รับชื่อเสียงว่า เป็นผู้กล้าที่จะเผชิญหน้ากับจอมอสูรฮูวาวา ซึ่งนั่นคือการตายที่มีศักดิ์ศรี” กิลกาเมชตรัส ก่อนจะตำหนิ เอ็นคิดูว่า ไม่มีความกล้าหาญที่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเมื่อถูกผู้เป็นสหายตำหนิดังนั้นแล้ว เอ็นคิดูจึงตัดสินใจที่จะร่วมเดินทางไปกับกิลกาเมชเพื่อเผชิญหน้ากับอสูรฮูวาวา ทั้งสองออกเดินจากนครอูรุกโยปราศจากผู้ติดตามและหลังจากเดินทางเป็นเวลานับเดือนก็มาถึงเขตป่าซีดาร์ยักษ์ของอสูรฮูวาวา หลังจากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันโค่นต้นซีดาร์ลงเพื่อท้าทายจอมอสูรให้ปรากฏตัว เมื่อฮูวาวารู้ว่ามีมนุษย์บุกเข้ามาโค้นต้นไม้ของมัน เจ้าอสูรก็ปรากฏกายขึ้นด้วยรูปร่างอันสูงใหญ่เทียมฟ้า เสียงคำรามของมันดังไปไกลทั่วผืนป่า ขณะที่ดวงตาแดงก่ำจ้องมองสองมนุษย์ผูอหังการ์ กิลกาเมชและเอ็นคิดูต่างรวมกำลังกันเข้าต่อสูกับฮูวาวาอย่างกล้าหาญ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและรุนแรง จนในที่สุด กิลกาเมชก็สามารถสังหารฮูวาวาลงได้ ด้วยการทิ่มดาบลงบนเท้าอันมหึมาของจอมอสูรจนมันถึงกับทรุดลง จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นไปเหยียบบ่าและใช้ดาบตัดหัวของอสูรร้ายขาดกระเด็น ร่างมหึมาที่ไร้ศีรษะของฮูวาวาล้มครืนราวภูเขาถล่มทลาย เมื่อสังหารจอมอสูรลงได้แล้ว กิลกาเมชกับเอ็นคิดูก็ช่วยกันโค่นป่าซีดาร์จนราบเรียบ ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ชื่อเสียงของทั้งคู่เลื่องลือระบือไกล จนแม้ทวยเทพบนสรวงสวรรค์ก็ยังรับรู้ ในยามนั้น เทพีอิชตาร์ เทพีแห่งความงาม ความรัก สงคราม และตัณหา ทรงได้ยินเรื่องราวของกิลกาเมช พระนางจึงเสด็จลงมาเพื่อทอดพระเนตรราชาหนุ่มและเมื่อได้เห็นแล้ว องค์เทพีก็บังเกิดความเสน่หาในตัวกิลกาเมช พระนางจึงมาปรากฏองค์ต่อหน้าเขาและขอให้เขาเสกสมรสกับพระนางโดยทรงยื่นข้อเสนอว่าจะมอบอำนาจอันยิ่งใหญ่ให้กับเขาเป็นการตอบแทน ทว่ากิลกาเมชกลับปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย ทั้งยังตรัสกับเทพีด้วยว่า เขารู้ดีว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างกับอดีตคู่รักของพระนาง ยามเมื่อพระนางสิ้นรักแล้ว และเขาไม่ปรารถนาจะเป็นเช่นนั้น เทพีทรงโกรธและอับอายที่ถูกปฏิเสธซึ่งหน้า จึงเสด็จไปเข้าเฝ้าเทพอนู พระบิดาของพระนางเพื่อขอให้ลงโทษมนุษย์โอหังผู้นี้ “กิลกาเมชทำให้ข้าได้รับความอับอายยิ่งนัก ขอพระบิดาได้โปรดส่งกระทิงสวรรค์ไปสังหารมันและทำลายนครของมันให้พินาศสิ้นด้วยเถิด และหากพระบิดามิทรงยอมตามที่ลูกร้องขอ ลูกจะไปทลายประตูนรกเพื่อปลดปล่อยเหล่าผีร้ายให้ขึ้นมาย่ำยีมวลมนุษย์” เมื่อทรงได้ฟังคำขอของพระธิดาแล้ว เทพอนูจึงส่งกระทิงสวรรค์ลงมาเพื่อสังหารกิลกาเมชและทำลายนครอูรุก โดยในทันทีที่กระทิงสวรรค์เหยียบลงบนแผ่นดินอูรุก เพียงครั้งแรกที่มันพ่นลมหายใจออกมา ก็เกิดแผ่นดินแยกและสูบเอาทหารของกิลกาเมชลงไปถึง 100 คน และเมื่อมันพ่นลมหายใจครั้งที่สองก็ทำให้ทหารถูกสูบลงไปอีก 500 คน และในการพ่นลมหายใจครั้งที่สาม เอ็นคิดูก็พลัดตกลงไปในรอยแยกของแผ่นดิน ทว่าชายหนุ่มสามารถปีนกลับขึ้นมาได้และพุ่งเข้าจับเขาของกระทิงสวรรค์เอาไว้ พร้อมกับร้องบอกให้กิลกาเมชใช้ดาบแทงเข้าไปยังจุดตายที่อยู่ระหว่างเขาและคอของมัน กษัตริย์หนุ่มใช้ดาบแทงเข้าไปตามที่สหายร้องบอกและกระทิงสวรรค์ก็สิ้นชีพลงในทันที ความอหังการ์ของสองสหาย ทำให้เหล่าเทพตัดสินใจให้บทเรียนที่สำคัญแก่กิลกาเมช โดยบันดาลให้เอ็นคิดูล้มป่วยและเสียชีวิตลง ความตายของสหายทำให้กิลกาเมชเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เขาจมอยู่กับความทุกข์เป็นเวลานาน ทั้งยังเกิดความหวาดหวั่นสิ่งหนึ่งขึ้นภายในใจ นั่นคือ ความหวาดหวั่นว่า วันหนึ่ง พระองค์จะต้องสิ้นชีวิตลงเช่นเดียวกับสหาย ในที่สุด กิลกาเมชจึงตัดสินพระทัยหาวิธีที่จะทำให้พระองค์ไม่ต้องตาย โดยออกเดินทางไปยังต้นน้ำแห่งแม่น้ำทั้งมวลของโลก เพื่อค้นหา อุชนาปิชติม มนุษย์ผู้รอดตายจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกและได้รับพรจากเทพเจ้าให้เป็นอมตะ กิลกาเมชออกเดินทางเพียงลำพังและเผชิญหน้ากับสิ่งแปลกประหลาดมากมาย เช่น มนุษย์แมงป่องยักษ์ที่น่ากลัวสองตนที่ทำหน้าที่เฝ้าหนทางสู่โลกใต้พิภพ มนุษย์แมงป่องทั้งสองรู้ว่า กิลกาเมชมีสายเลือดของเทพเจ้าอยู่ในตัวโดยกล่าวว่า “ท่านมีความเป็นเทพอยู่สองในสามส่วน มีความเป็นมนุษย์อยู่หนึ่งในสามส่วน” และเมื่อพวกมนุษย์แมงป่องรู้ถึงความตั้งใจของกิลกาเมช พวกนั้นก็เอ่ยเตือนเขาถึงอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้เขาเดินทางต่อไป หลังเดินทางผ่านดินแดนแห่งความมืดแล้ว กิลกาเมชก็มาถึงหุบเขาแห่งแสงสว่างและสวนพฤกษาแห่งอัญมณีซึ่งต้นไม้ทุกต้นมีผลเป็นอัญมณีเลอค่า จากนั้นกิลกาเมชก็ไปถึงยังฝั่งทะเลแห่งมรณะและเมื่อข้ามพ้นทะเลแห่งนั้น เขาก็ได้พบกับอุชนาปิชติม ซึ่งอุชนาปิชติมบอกกับกิลกาเมชว่า “ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะเหล่าเทพเจ้ามีประสงค์ให้ชีวิตมนุษย์เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว” แต่กิลกาเมชก็ยังคงดึงดันที่จะเป็นอมตะ อุชาปิชติมจึงเล่าถึงเหตุการณ์น้ำท่วมโลกและกล่าวถึงการที่เทพเจ้าสั่งให้ตนต่อเรือช่วยสิ่งมีชีวิตบนโลกให้รอดตาย จากนั้นจึงได้รับพรจากเทพเจ้าให้เป็นอมตะ อย่างไรก็ตาม ในที่สุด อุชนาปิชติมก็ทนการอ้อนวอนของกิลกาเมชไม่ไหว เขาจึงบอกให้กิลกาเมชดำน้ำลงไปต้นมหาสมุทร ณ จุดสิ้นสุดของโลก เพื่อนำเอาต้นไม้แห่งการกลับคืนสู่ความหนุ่มสาวขึ้นมา กิลกาเมชทำได้สำเร็จและดีใจมาก เขาตั้งใจจะนำต้นไม้นี้กลับไปทดลองกับคนชราที่เมืองอูรุก ทว่าระหว่างเดินทางกลับ งูตัวหนึ่งได้มาขโมยต้นไม้ต้นนั้นไป ทำให้เหล่างูทั้งหลายสามารถลอกคราบเพื่อกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้อีกครั้ง แม้กิลกาเมชจะผิดหวังกับความพยายามที่สุดท้ายก็สูญเปล่าของตน แต่ในที่สุด เขาก็ได้เข้าใจถึงสัจจะธรรมของชีวิตและยอมรับชะตากรรมของชีวิตโดยไม่คิดดิ้นรนเป็นอมตะอีกต่อไป จากนั้นกิลกาเมชก็สั่งให้ขุนนางจารึกเรื่องราวการเดินทางของพระองค์ไว้ที่ฐานของประตูเมืองและกลายเป็นตำนานที่เล่าขานมานานนับพันปี กล่าวขานสืบมาและเป็นอมตะในความทรงจำของคนรุ่นต่อมา สืบมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ขอบคุณข้อมูล wikipedia, komkid, earthunseen.blogspot, myfirstbrain เรียบเรียงโดย teen.mthai.com

อย่าช้าเดี๋ยวเสียของ!WBC เร่ง สามารถเล็ก ตรวจฟิตก่อนชิงแชมป์โลก
wbc /  ก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ / 

ความคืบหน้า สามารถเล็ก ก่อเกียรติยิม รองแชมป์โลกชาวไทย ซึ่งจะเดินทางไปชิงแชมป์ไลต์ฟลายเวต สภามวยโลก (WBC) กับ นาโอยะ อิโนอูเอะ เจ้าของตำแหน่งชาวญี่ปุ่น ที่โยโยกิ ยิมเนเซียม ในนครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 5 ก.ย.นี้ พร้อมถ่ายทอดสดช่อง 7 สี เวลา 17.00-18.00 น. ล่าสุด นายสุรพจน์ พงษ์จิวานิช ตัวแทนสภามวยโลก และกรรมการจัดอันดับ สภามวยแห่งเอเชีย แจ้งว่า สามารถเล็ก ยังไม่ได้ส่งรายงานตรวจร่างกายตามกฏของสภามวยโลก ที่จะต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนการชก 1 สัปดาห์ ซึ่งตนได้สอบถามไปยังทีมงานฝ่ายต่างประเทศของ "เสี่ยโก้" ก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ได้รับคำตอบจากทีมงานว่า ไม่มีเวลา แต่จะพา สามารถเล็ก ไปตรวจที่โรงพยาบาลในวันที่ 27 ส.ค.นี้ นายสุรพจน์แจ้งว่า ตามกฏนั้นหากล่าช้าจะต้องถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 3 หมื่นบาท) ให้แก่สภามวยโลก มิฉนั้นอาจถูกระงับการขึ้นชิงแชมป์โลกเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามทางคณะผู้ท้าชิงชาวไทย จะออกเดินทางในวันที่ 29 ส.ค.นี้ สำหรับรายการดังกล่าว คู่เอก อากีร่า ยาอิกาชิ จะป้องกันแชมป์ฟลายเวต WBC กับ โรมัน กอนซาเลซ นอกจากนี้ในรายการยังมีนักชกไทย เด่นเก้าแสน กระทิงแดงยิม อดีตแชมป์โลกชาวไทย อุ่นเครื่องกับ เรียว มัตซูโมโต้ ดาวรุ่งญี่ปุ่น และธนะชัย ส.สยามชัย พบ ทาคูยะ อิโนอูเอะ ประกอบรายการอีกด้วย ขอบคุณภาพจาก : เฟสบุ๊ค สามารถเล็ก ก่อเกียรติยิม (คนดีที่โลกลืม)

ญาติหนุ่มสุราษฎร์ฯ ร้องINN ถูกคนร้ายปาดคอ ซ.ราม53
ปาดคอ /  ปาดคอที่ซอยราม / 

ญาติหนุ่มสุราษฎร์ฯ ร้อง INN ถูกคนร้ายใช้คัตเตอร์ปาดคอกลางซอยรามคำแหง 53 แต่คนก่อเหตุหลบหนี ตร.ยังไม่ออกหมายจับ เกรงคดีไม่คืบหน้า ญาติของ นายฮารี่ พันสำฤทธิ์ อายุ 25 ปี ชาว จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร้องเรียนกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า นายฮารี่ ถูกคนติดยา ใช้มีดคัตเตอร์ปาดคอ ก่อนจะหลบหนีไป และคดีไม่มีความคืบหน้า โดยญาติของ นายฮารี่ เล่าว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.00 น. นายฮารี่ พร้อมแฟนสาว ได้เดินทางไปซื้อกับข้าวในชุมชนรามคำแหง 53 ซ.รามคำแหง 53 ระหว่างที่เดินไปซื้อกับข้าว ได้มีชาย 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายสำรอง วงษ์เจ๊ะเซ็ม ที่มีอาการคล้ายคนติดยา ตะโกนด่า นายฮารี่ หลายครั้ง ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน หรือเคยมีปัญหากันมาก่อน จนเกิดมีปากเสียงและชกต่อยกันชุลมุนกันอยู่สักพัก ต่างคนก็ต่างแยกย้าย นายฮารี่ กับแฟนสาวก็เดินไปซื้อของ แต่นึกขึ้นได้ว่า ทำของตกในจุดที่เกิดเหตุ จึงเดินมาเก็บของระหว่างที่ก้มเก็บของอยู่นั้น รู้สึกว่ามีคนวิ่งมาด้านหลังและต่อยเข้าที่กกหูด้านขวาใช้มีดคัตเตอร์ปาดเข้าที่คอถูกแก้ม ก่อนจะวิ่งหลบหนี นายฮารี่ จึงวิ่งตามคนร้ายไป และขณะนั้น ยังไม่รู้ตัวว่าถูกปาดคอ แต่วิ่งตามไปสักพัก ก็เกิดอาการวูบและล้มลง เพราะเลือดไหลออกจากคอจำนวนมาก แฟนสาวของ นายฮารี่ และวินจักรยานยนต์รับจ้างในบริเวณนั้น ได้ช่วยกันนำส่ง ร.พ.รามคำแหง และนำส่งต่อ ร.พ.นพรัตนราชธานี และผู้เสียหายได้รับการผ่าตัด ในเวลาประมาณ 01.30 น. จากนั้นแฟนสาวของ นายฮารี่ ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.กัมปนาท เจริญศรี ร้อยเวร สน.วังทองหลาง พนักงานสอบสวน จึงทำการสอบปากคำ และนำแฟ้มประวัติของผู้ต้องสงสัยทั้งหมด มาให้แฟนสาวของ นายฮารี่ ดู ก็สามารถชี้ตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างชัดเจน คือ นายสำรอง วงษ์เจ๊ะเซ็ม ที่เคยมีประวัติปาดคอผู้อื่นมาแล้ว 2 ครั้ง และร้อยเวรสอบสวน นัดกับญาติผู้เสียหายจะไปสอบปากคำผู้เสียหายที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในช่วงสายของวันที่ 21 ส.ค. แต่เมื่อถึงเวลา กลับไม่เดินทางมาสอบปากคำ อ้างว่า แพทย์ยังไม่อนุญาตให้สอบปากคำ เพราะผู้ป่วยยังอาการไม่ดีขึ้น และในช่วงค่ำของวันที่ 21 ส.ค. พ่อและกลุ่มญาติของ นายฮารี่ ได้เดินทางเข้าพบร้อยเวรสอบสวน สน.วังทองหลาง เพื่อตามความคืบหน้าของคดี ว่า รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว สามารถจับกุมตัวได้หรือไม่ ซึ่งทาง ร.ต.ท.กัมปนาท ออกเวรไปแล้ว ร้อยเวรสอบสวนท่านอื่นอ้างว่า ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนีไป และยังขอศาลออกหมายจับไม่ได้ เพราะต้องรอสอบปากคำผู้เสียหายก่อน อีกทั้ง ร้อยเวรยังพูดในทำนองว่า คนก่อเหตุมีสติไม่ดี คดีอาจจะยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทั้งนี้ ญาติของผู้เสียหาย อยากเรียกร้องให้ตำรวจเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี เพราะเกรงว่าผู้เสียหายอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม