ชกกัน

อย่าช้าเดี๋ยวเสียของ!WBC เร่ง สามารถเล็ก ตรวจฟิตก่อนชิงแชมป์โลก
wbc /  ก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ / 

ความคืบหน้า สามารถเล็ก ก่อเกียรติยิม รองแชมป์โลกชาวไทย ซึ่งจะเดินทางไปชิงแชมป์ไลต์ฟลายเวต สภามวยโลก (WBC) กับ นาโอยะ อิโนอูเอะ เจ้าของตำแหน่งชาวญี่ปุ่น ที่โยโยกิ ยิมเนเซียม ในนครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 5 ก.ย.นี้ พร้อมถ่ายทอดสดช่อง 7 สี เวลา 17.00-18.00 น. ล่าสุด นายสุรพจน์ พงษ์จิวานิช ตัวแทนสภามวยโลก และกรรมการจัดอันดับ สภามวยแห่งเอเชีย แจ้งว่า สามารถเล็ก ยังไม่ได้ส่งรายงานตรวจร่างกายตามกฏของสภามวยโลก ที่จะต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนการชก 1 สัปดาห์ ซึ่งตนได้สอบถามไปยังทีมงานฝ่ายต่างประเทศของ "เสี่ยโก้" ก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ได้รับคำตอบจากทีมงานว่า ไม่มีเวลา แต่จะพา สามารถเล็ก ไปตรวจที่โรงพยาบาลในวันที่ 27 ส.ค.นี้ นายสุรพจน์แจ้งว่า ตามกฏนั้นหากล่าช้าจะต้องถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 3 หมื่นบาท) ให้แก่สภามวยโลก มิฉนั้นอาจถูกระงับการขึ้นชิงแชมป์โลกเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามทางคณะผู้ท้าชิงชาวไทย จะออกเดินทางในวันที่ 29 ส.ค.นี้ สำหรับรายการดังกล่าว คู่เอก อากีร่า ยาอิกาชิ จะป้องกันแชมป์ฟลายเวต WBC กับ โรมัน กอนซาเลซ นอกจากนี้ในรายการยังมีนักชกไทย เด่นเก้าแสน กระทิงแดงยิม อดีตแชมป์โลกชาวไทย อุ่นเครื่องกับ เรียว มัตซูโมโต้ ดาวรุ่งญี่ปุ่น และธนะชัย ส.สยามชัย พบ ทาคูยะ อิโนอูเอะ ประกอบรายการอีกด้วย ขอบคุณภาพจาก : เฟสบุ๊ค สามารถเล็ก ก่อเกียรติยิม (คนดีที่โลกลืม)

มหากาพย์กิลกาเมช ตำนานน้ำท่วมโลกเก่าแก่ที่สุดในโลก
ตำนาน /  ต่างประเทศ / 

ไม่นานมานี้เพื่อนๆ หลายคนอาจจะได้ดูภาพยนตร์เรื่อง NOAH ที่เกี่ยวกับตำนานน้ำท่วมโลกที่ทำให้เกิดโดยพระเจ้าหรือเทพเจ้าเพื่อทำลายอารยธรรม โดยเป็นการตอบสนองผลกรรม ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่แพร่หลายในตำนานกรีก และตำนานในวัฒนธรรมอื่นๆ อีกมากมาย เรื่องราวของโนอาห์และเรือของโนอาห์ในเจเนซิส, มัสยาวตาร ในคัมภีร์ปุราณะ ของฮินดู, ดูเคเลียน ในตำนานเทพเจ้ากรีก และ อุตนาปิชติม ในมหากาพย์กิลกาเมช เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานต่างๆที่เราคุ้นเคยกันดี และนี่คือ มหากาพย์กิลกาเมช ตำนานน้ำท่วมโลกเก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นักโบราณคดีหลายๆ คนบอกว่า มหากาพย์เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ในทางประวัติศาสตร์ ว่าบุคคลที่ถูกพูดถึงในนิยายเล่มนี้อาจจะเคยมีชีวิตอยู่จริงๆก็ได้!  มหากาพย์กิลกาเมช ตำนานน้ำท่วมโลกเก่าแก่ที่สุดในโลก มหากาพย์กิลกาเมช (Gilgamesh) เป็นตำนานน้ำท่วมโลกที่เก่าแก่ที่สุดในยุคของเมโสโปเตเมียโบราณ และเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมประเภทนิยายที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย นักวิชาการเชื่อว่ามหากาพย์เรื่องนี้มีกำเนิดมาจากตำนานกษัตริย์สุเมเรียนและบทกวีเกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนานที่ชื่อว่า กิลกาเมช ซึ่งถูกรวบรวมเอาไว้กับบรรดาบทกวีอัคคาเดียนในยุคต่อมา มหากาพย์กิลกาเมช ตำนานน้ำท่วมโลกเก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นเรื่องราวการผจญภัยของวีรบุรุษนามว่า กิลกาเมช (Gilgamesh) กษัตริย์ในตำนานแห่งนครอุรุค ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไทกริส-ยูเฟติส อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (ประเทศอิรักปัจจุบัน) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกิลกาเมช กับเพื่อนของเขาชื่อ เอนกิดู เนื้อหาส่วนใหญ่ในมหากาพย์เน้นย้ำถึงความรู้สึกสูญเสียของกิลกาเมช หลังจากเอนกิดูเสียชีวิต และกล่าวถึงการกลับเป็นมนุษย์อีกครั้งพร้อมกับเน้นย้ำเรื่องความเป็นอมตะ มหากาพย์กิลกาเมช มหากาพย์ในต้นฉบับสุเมเรียนที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุอยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 3 ของอูร์ (Ur) คือระหว่าง 2150-2000 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนฉบับอัคคาเดียนที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในช่วงต้นๆ ของสหัสวรรษที่ 2 มหากาพย์อัคคาเดียนฉบับ "มาตรฐาน" ประกอบด้วยแผ่นดินเหนียว 12 แผ่น ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งระหว่าง 1300-1000 ปีก่อนคริสตกาล ค้นพบอยู่ในหอจารึกของ Ashurbanipal ที่เมืองนีนะเวห์ (Nineveh) หอสมุดแห่งนี้ถูกพวกเปอร์เซียทำลายเมื่อ 612 ปีก่อนคริสตกาล และจารึกทั้งหมดก็พินาศไปด้วย มหากาพย์ชุดที่สมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบันปรากฏในแผ่นดินเหนียว 12 แท่งซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอเก็บจารึกของกษัตริย์แห่งอัสซีเรีย เมื่อราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล มหากาพย์อัคคาเดียนนี้ ถูกจารึกระบุชื่อผู้แต่งไว้ด้วย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากในสมัยโบราณ แทบจะไม่มีการจารึกชื่อผู้แต่งเรื่องใด ๆ (จารึกไทยในสมัยสุโขทัยหรืออยุธยาก็ไม่มีการจารึกชื่อผู้แต่งเช่นกัน) ผู้แต่งจารึกนี้คือ ชิเนฆิอุนนินนิ (Shin-eqi-unninni) อาจกล่าวได้ว่า บุคคลผู้นี้เป็นนักเขียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกวรรณกรรม ที่เราสามารถระบุชื่อได้ มหากาพย์ มีชื่อดั้งเดิมว่า ผู้มองเห็นเบื้องลึก (He who Saw the Deep) หรือผู้ยิ่งใหญ่กว่าราชันทั้งปวง (Surpassing All Other Kings) มีการคาดเดาว่า  กิลกาเมชอาจจะเป็นผู้ปกครองที่มีตัวตนจริงในอดีตระหว่างราชวงศ์ที่ 2 ของยุคต้นของสุเมเรีย (ประมาณ 2,700 ปีก่อนคริสตกาล) การค้นพบวัตถุโบราณอายุประมาณ 2600 ปีก่อนคริสตกาลที่มีความเกี่ยวข้องกับ Enmebaragesi แห่ง Kish ผู้ปรากฏชื่ออยู่ในตำนานว่าเป็นบิดาของศัตรูคนหนึ่งของกิลกาเมช ทำให้มหากาพย์เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ในทางประวัติศาสตร์มากขึ้น และช่วยยืนยันว่ากิลกาเมชน่าจะมีตัวตนจริง มหากาพย์กิลกาเมช หลงเหลืออยู่เป็นวรรณกรรมในหลายภาษา เช่น ของชาวอัคคาเดีย (ภาษาตระกูลเซมิติค ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาษาฮีบรู, เป็นภาษาที่พูดกันในอาณาจักรบาบิโลน) นอกจากนี้ยังมีปรากฏบนแผ่นจารึกดินเหนียว เป็นภาษาฮูร์เรียน และภาษาฮิตไตต์ (ภาษาหนึ่งในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งพูดกันในเขตรอยต่อยุโรปและเอเชีย นับเป็นหนึ่งในบรรดาภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก) ภาษาทั้งหมดที่พูดมานี้ จารด้วยอักษรลิ่ม หรือที่เราคุ้นเคยกันด้วยชื่อ คูเนฟอร์ม มหากาพย์กิลกาเมช ตามตำนานได้เล่าไว้ว่า ... กิลกาเมช เป็นษัตริย์แห่งนครอูรุก ซึ่งเป็นนครรัฐใหญ่ของชาวสุเมอร์เรียน พระองค์ทรงมีพระมารดาเป็นเทพและมีพระบิดาเป็นมนุษย์ ทำให้ทรงมีเลือดเทพอยู่ในวรกายครึ่งหนึ่ง กิลกาเมชเป็นกษัตริย์ที่มัวเมาในเรื่องของกามารมณ์เป็นอย่างมาก พระองค์ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการหาสาวงามมาสนองตัณหาของตัวเอง โดยไม่ละเว้นว่า หญิงสาวผู้นั้นจะเป็นสาวโสดหรือมีคู่ครองแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์มักจะไปปรากฏตัวในงานแต่งงานและเรียกร้องสิทธิในการนอนกับเจ้าสาวในคืนแรกของการสมรส ซึ่งการกระทำเหล่านี้ทำให้พลเมืองชาวอูรุกพากันคับแค้นใจอย่างมาก แต่ก็มิอาจทำอะไรได้ เนื่องจากเกรงกลัวในอำนาจของกษัตริย์และสายเลือดแห่งเทพของกิลกาเมช ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาปวงชนผู้ทุกข์ร้อนจึงพากันไปสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าให้ทรงจัดการกับกิลกาเมช และเมื่อเสียงสวดอ้อนวอนของประชาชนไปถึงสวรรค์ เหล่าเทพเจ้าจึงลงมติที่จะต้องจัดการกับมนุษย์ครึ่งเทพผู้นี้ โดยเหล่าเทพได้ให้เทพีอารารูปั้นดินเหนียวเป็นรูปบุรุษผู้หนึ่งและให้นามว่า เอ็นคิดู โดยเทพเจ้าได้นำความป่าเถื่อนของสัตว์ป่า 12 ชนิดใส่ลงไปในตัวของเขา เพื่อให้เขาทรงพลังพอที่จะจัดการกับกิลกาเมชได้ เอ็นคิดูมีร่างกายท่อนบนเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำสูงใหญ่ขณะที่ขาทั้งสองข้างนั้นเป็นขาของวัวกระทิง ส่วนบนศีรษะยังมีเขากระทิงงอกออกมาอีกด้วย เหล่าเทพได้ส่งเอ็นคิดูลงมาอยู่กับบรรดาสัตว์ป่าในป่านอกเมืองอูรุก ซึ่งเอ็นคิดูได้ใช้พลังของตนปกป้องสัตว์เหล่านั้นจากสัตว์นักล่าและนายพราน บรรดานายพรานต่างไม่พอใจที่มีผู้มาขัดขวางการล่าสัตว์ ทว่าเมื่อพวกเขาได้พบกับเอ็นคิดูแล้ว ก็เกิดความพรั่นพรึงในตัวของมนุษย์ครึ่งกระทิงผู้นี้ พวกนายพรานจึงคิดหาวิธีจัดการกับเอ็นคิดู โดยพากันไปว่าจ้าง แซมฮัต ยอดหญิงนครโสเภณีประจำเทวาลัยแห่งอูรุก ให้ไปล่อลวงเอ็นคิดูออกมาจากป่าและทำให้พลังกับความป่าเถื่อนของมนุษย์ผู้นี้ลดน้อยลง แซมฮัตใช้มารยาหญิงยั่วยวนจนเอ็นคิดูหลงในบ่วงสวาทของเธอ ทั้งคู่อยู่ร่วมกันถึงเจ็ดราตรีและการที่เอ็นคิดูมาใช้ชีวิตอยู่กับนางได้ทำให้เหล่าสัตว์ป่าที่เคยแวดล้อมเขา พากันหนีหายไป อีกทั้งพลังของเอ็นคิดูเองก็ลดน้อยลงด้วย จากนั้นแซมฮัตก็ชักชวนเอ็นคิดูเข้าเมืองและนำเขาไปรู้จักการใช้ชีวิตแบบชาวเมืองจนในที่สุด เอ็นคิดูก็หมดสภาพความป่าเถื่อนและกลายเป็นชาวเมืองโดยสมบูรณ์ วันหนึ่งขณะที่เอ็นคิดูกับแซมฮัตพำนักอยู่ด้วยกันกับเหล่าคนเลี้ยงแกะ พวกเขาก็ได้ข่าวว่า ราชากิลกาเมชกำลังจะเสด็จไปที่งานแต่งงาน งานหนึ่งเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการนอนกับเจ้าสาวในคืนแรก ซึ่งเมื่อเอ็นคิดูทราบเรื่องก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขารีบตรงดิ่งไปที่งานและเข้าขัดขวางกิลกาเมชไม่ให้กระทำการอันน่าบัดสีนั้น กษัตริย์หนุ่มทรงกริ้วที่มีผู้มาขัดขวาง พระองค์จึงเข้าต่อสู้กับเอ็นคิดูอย่างดุเดือดจนบ้านเรือนรอบข้างพังพินาศ ทว่าหลังจากทั้งสองขับเคี่ยวกันเป็นเวลานานต่างก็ไม่มีใครปราบใครลงได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กิลกาเมชทรงประทับใจในพละกำลังของอีกฝ่าย พระองค์จึงได้ยุติการต่อสู้และขอให้เอ็นคิดูมาอยู่กับพระองค์ในฐานะพระสหาย มิตรภาพทำให้กิลกาเมชเปลี่ยนไป กษัตริย์หนุ่มทรงเลิกพฤติกรรมร้ายกาจที่เคยทำจนหมดสิ้นและด้วยคำแนะนำของเอ็นคิดู พระองค์ได้หันมาใส่พระทัยกับการดูแลบ้านเมือง จนนครอูรุกเจริญรุ่งเรืองและประชาชนต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญในคุณงามความดีของราชากิลกาเมช ทว่าในขณะที่ประชาชนทั่วทั้งนครพากันมีความสุขภายใต้การปกครองของราชาหนุ่ม กิลกาเมชกลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตที่สงบสุขนี้ พระองค์ปรารถนาที่จะแสวงหาความตื่นเต้นในชีวิต จึงได้ตรัสชวนเอ็นคิดูเดินทางไปยังป่าซีดาร์แห่งทิศตะวันตกเพื่อเผชิญหน้ากับอสูรฮูวาวา เมื่อได้ยินดังนั้น เอ็นคิดูก็ส่ายศีรษะอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดของสหาย เขากล่าวเตือนกิลกาเมชว่า ”อสูรตนนี้สูงใหญ่เทียมฟ้า ลมหายใจของมันเป็นเปลวไฟที่นำมาซึ่งความตายอย่างน่าสยดสยอง อีกทั้งเทพเอนลิลยังประทานพละกำลังให้มันเพื่อเป็นผู้ปกป้องป่าซีดาร์แห่งทิศตะวันตก การเผชิญหน้ากับมันไม่ผิดอะไรกับการเดินเข้าหาความตาย” “หากข้าชนะ ข้าจะได้รับเกียรติอย่างยิ่งใหญ่หรือหากข้าตายในการต่อสู้ครั้งนี้ ข้าก็ยังได้รับชื่อเสียงว่า เป็นผู้กล้าที่จะเผชิญหน้ากับจอมอสูรฮูวาวา ซึ่งนั่นคือการตายที่มีศักดิ์ศรี” กิลกาเมชตรัส ก่อนจะตำหนิ เอ็นคิดูว่า ไม่มีความกล้าหาญที่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเมื่อถูกผู้เป็นสหายตำหนิดังนั้นแล้ว เอ็นคิดูจึงตัดสินใจที่จะร่วมเดินทางไปกับกิลกาเมชเพื่อเผชิญหน้ากับอสูรฮูวาวา ทั้งสองออกเดินจากนครอูรุกโยปราศจากผู้ติดตามและหลังจากเดินทางเป็นเวลานับเดือนก็มาถึงเขตป่าซีดาร์ยักษ์ของอสูรฮูวาวา หลังจากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันโค่นต้นซีดาร์ลงเพื่อท้าทายจอมอสูรให้ปรากฏตัว เมื่อฮูวาวารู้ว่ามีมนุษย์บุกเข้ามาโค้นต้นไม้ของมัน เจ้าอสูรก็ปรากฏกายขึ้นด้วยรูปร่างอันสูงใหญ่เทียมฟ้า เสียงคำรามของมันดังไปไกลทั่วผืนป่า ขณะที่ดวงตาแดงก่ำจ้องมองสองมนุษย์ผูอหังการ์ กิลกาเมชและเอ็นคิดูต่างรวมกำลังกันเข้าต่อสูกับฮูวาวาอย่างกล้าหาญ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและรุนแรง จนในที่สุด กิลกาเมชก็สามารถสังหารฮูวาวาลงได้ ด้วยการทิ่มดาบลงบนเท้าอันมหึมาของจอมอสูรจนมันถึงกับทรุดลง จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นไปเหยียบบ่าและใช้ดาบตัดหัวของอสูรร้ายขาดกระเด็น ร่างมหึมาที่ไร้ศีรษะของฮูวาวาล้มครืนราวภูเขาถล่มทลาย เมื่อสังหารจอมอสูรลงได้แล้ว กิลกาเมชกับเอ็นคิดูก็ช่วยกันโค่นป่าซีดาร์จนราบเรียบ ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ชื่อเสียงของทั้งคู่เลื่องลือระบือไกล จนแม้ทวยเทพบนสรวงสวรรค์ก็ยังรับรู้ ในยามนั้น เทพีอิชตาร์ เทพีแห่งความงาม ความรัก สงคราม และตัณหา ทรงได้ยินเรื่องราวของกิลกาเมช พระนางจึงเสด็จลงมาเพื่อทอดพระเนตรราชาหนุ่มและเมื่อได้เห็นแล้ว องค์เทพีก็บังเกิดความเสน่หาในตัวกิลกาเมช พระนางจึงมาปรากฏองค์ต่อหน้าเขาและขอให้เขาเสกสมรสกับพระนางโดยทรงยื่นข้อเสนอว่าจะมอบอำนาจอันยิ่งใหญ่ให้กับเขาเป็นการตอบแทน ทว่ากิลกาเมชกลับปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย ทั้งยังตรัสกับเทพีด้วยว่า เขารู้ดีว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างกับอดีตคู่รักของพระนาง ยามเมื่อพระนางสิ้นรักแล้ว และเขาไม่ปรารถนาจะเป็นเช่นนั้น เทพีทรงโกรธและอับอายที่ถูกปฏิเสธซึ่งหน้า จึงเสด็จไปเข้าเฝ้าเทพอนู พระบิดาของพระนางเพื่อขอให้ลงโทษมนุษย์โอหังผู้นี้ “กิลกาเมชทำให้ข้าได้รับความอับอายยิ่งนัก ขอพระบิดาได้โปรดส่งกระทิงสวรรค์ไปสังหารมันและทำลายนครของมันให้พินาศสิ้นด้วยเถิด และหากพระบิดามิทรงยอมตามที่ลูกร้องขอ ลูกจะไปทลายประตูนรกเพื่อปลดปล่อยเหล่าผีร้ายให้ขึ้นมาย่ำยีมวลมนุษย์” เมื่อทรงได้ฟังคำขอของพระธิดาแล้ว เทพอนูจึงส่งกระทิงสวรรค์ลงมาเพื่อสังหารกิลกาเมชและทำลายนครอูรุก โดยในทันทีที่กระทิงสวรรค์เหยียบลงบนแผ่นดินอูรุก เพียงครั้งแรกที่มันพ่นลมหายใจออกมา ก็เกิดแผ่นดินแยกและสูบเอาทหารของกิลกาเมชลงไปถึง 100 คน และเมื่อมันพ่นลมหายใจครั้งที่สองก็ทำให้ทหารถูกสูบลงไปอีก 500 คน และในการพ่นลมหายใจครั้งที่สาม เอ็นคิดูก็พลัดตกลงไปในรอยแยกของแผ่นดิน ทว่าชายหนุ่มสามารถปีนกลับขึ้นมาได้และพุ่งเข้าจับเขาของกระทิงสวรรค์เอาไว้ พร้อมกับร้องบอกให้กิลกาเมชใช้ดาบแทงเข้าไปยังจุดตายที่อยู่ระหว่างเขาและคอของมัน กษัตริย์หนุ่มใช้ดาบแทงเข้าไปตามที่สหายร้องบอกและกระทิงสวรรค์ก็สิ้นชีพลงในทันที ความอหังการ์ของสองสหาย ทำให้เหล่าเทพตัดสินใจให้บทเรียนที่สำคัญแก่กิลกาเมช โดยบันดาลให้เอ็นคิดูล้มป่วยและเสียชีวิตลง ความตายของสหายทำให้กิลกาเมชเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เขาจมอยู่กับความทุกข์เป็นเวลานาน ทั้งยังเกิดความหวาดหวั่นสิ่งหนึ่งขึ้นภายในใจ นั่นคือ ความหวาดหวั่นว่า วันหนึ่ง พระองค์จะต้องสิ้นชีวิตลงเช่นเดียวกับสหาย ในที่สุด กิลกาเมชจึงตัดสินพระทัยหาวิธีที่จะทำให้พระองค์ไม่ต้องตาย โดยออกเดินทางไปยังต้นน้ำแห่งแม่น้ำทั้งมวลของโลก เพื่อค้นหา อุชนาปิชติม มนุษย์ผู้รอดตายจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกและได้รับพรจากเทพเจ้าให้เป็นอมตะ กิลกาเมชออกเดินทางเพียงลำพังและเผชิญหน้ากับสิ่งแปลกประหลาดมากมาย เช่น มนุษย์แมงป่องยักษ์ที่น่ากลัวสองตนที่ทำหน้าที่เฝ้าหนทางสู่โลกใต้พิภพ มนุษย์แมงป่องทั้งสองรู้ว่า กิลกาเมชมีสายเลือดของเทพเจ้าอยู่ในตัวโดยกล่าวว่า “ท่านมีความเป็นเทพอยู่สองในสามส่วน มีความเป็นมนุษย์อยู่หนึ่งในสามส่วน” และเมื่อพวกมนุษย์แมงป่องรู้ถึงความตั้งใจของกิลกาเมช พวกนั้นก็เอ่ยเตือนเขาถึงอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้เขาเดินทางต่อไป หลังเดินทางผ่านดินแดนแห่งความมืดแล้ว กิลกาเมชก็มาถึงหุบเขาแห่งแสงสว่างและสวนพฤกษาแห่งอัญมณีซึ่งต้นไม้ทุกต้นมีผลเป็นอัญมณีเลอค่า จากนั้นกิลกาเมชก็ไปถึงยังฝั่งทะเลแห่งมรณะและเมื่อข้ามพ้นทะเลแห่งนั้น เขาก็ได้พบกับอุชนาปิชติม ซึ่งอุชนาปิชติมบอกกับกิลกาเมชว่า “ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะเหล่าเทพเจ้ามีประสงค์ให้ชีวิตมนุษย์เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว” แต่กิลกาเมชก็ยังคงดึงดันที่จะเป็นอมตะ อุชาปิชติมจึงเล่าถึงเหตุการณ์น้ำท่วมโลกและกล่าวถึงการที่เทพเจ้าสั่งให้ตนต่อเรือช่วยสิ่งมีชีวิตบนโลกให้รอดตาย จากนั้นจึงได้รับพรจากเทพเจ้าให้เป็นอมตะ อย่างไรก็ตาม ในที่สุด อุชนาปิชติมก็ทนการอ้อนวอนของกิลกาเมชไม่ไหว เขาจึงบอกให้กิลกาเมชดำน้ำลงไปต้นมหาสมุทร ณ จุดสิ้นสุดของโลก เพื่อนำเอาต้นไม้แห่งการกลับคืนสู่ความหนุ่มสาวขึ้นมา กิลกาเมชทำได้สำเร็จและดีใจมาก เขาตั้งใจจะนำต้นไม้นี้กลับไปทดลองกับคนชราที่เมืองอูรุก ทว่าระหว่างเดินทางกลับ งูตัวหนึ่งได้มาขโมยต้นไม้ต้นนั้นไป ทำให้เหล่างูทั้งหลายสามารถลอกคราบเพื่อกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้อีกครั้ง แม้กิลกาเมชจะผิดหวังกับความพยายามที่สุดท้ายก็สูญเปล่าของตน แต่ในที่สุด เขาก็ได้เข้าใจถึงสัจจะธรรมของชีวิตและยอมรับชะตากรรมของชีวิตโดยไม่คิดดิ้นรนเป็นอมตะอีกต่อไป จากนั้นกิลกาเมชก็สั่งให้ขุนนางจารึกเรื่องราวการเดินทางของพระองค์ไว้ที่ฐานของประตูเมืองและกลายเป็นตำนานที่เล่าขานมานานนับพันปี กล่าวขานสืบมาและเป็นอมตะในความทรงจำของคนรุ่นต่อมา สืบมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ขอบคุณข้อมูล wikipedia, komkid, earthunseen.blogspot, myfirstbrain เรียบเรียงโดย teen.mthai.com

งามหน้า! แท็กซี่ไทยปล้นสาวจีนหมดตัว
ข่าวล่าสุด /  ปล้นสาวจีน / 

นักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ถูกแท็กซี่ปล้นระหว่างการเดินทางไปสนามบินดอนเมืองเพื่อกลับประเทศจีน วานนี้ (21 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง และตำรวจทางหลวงพิเศษมอเตอร์เวย์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบหญิงสาวลักษณะคล้ายเป็นชาวต่างชาติยืนโบกรถขอความช่วยเหลืออยู่ถนน จ.ปทุมธานี  จากการสอบสวนเบื้องต้น หญิงสาวคนดังกล่าวเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ทราบชื่อคือ นางสาวเซียงหลี่ อายุ 20 ปี เดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองไทยกับเพื่อน ซึ่งนางสาวเซียงหลี่ ให้การผ่านกับทางล่ามว่า เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยกับเพื่อนอีก 1 คน ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนเกิดเหตุตนกำลังเดินทางไปสนามบินดอนเมืองเพื่อกลับประเทศจีนเพียงลำพัง เนื่องจากเพื่อนอีกคนยังไม่กลับ ตนโบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง จำหมายเลขทะเบียนกับสีรถไม่ได้ คนขับแท็กซี่ขับออกนอกเส้นทาง พามาถนนลูกรังเปลี่ยวใกล้กับถนนมอเตอร์เวย์ ก่อนจะจอดรถและทำร้ายร่างกาย ชกเข้าที่หน้าท้องหลายครั้ง ตนรีบฉวยจังหวะเปิดประตูรถวิ่งหนีออกมา ปีนรั้วเหล็กกั้นเข้าไปในถนนมอเตอร์เวย์ โบกให้รถที่ผ่านไปผ่านมาช่วยเหลือ จนกระทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง ส่วนคนขับแท็กซี่ได้ขับรถหนีไป พร้อมกับทรัพย์สินและสัมภาระของตน เจ้าหน้าที่ได้พา นางสาวเซียงหลี ไปชี้จุดเกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยทรัพย์สินของผู้เสียหาย ซึ่งประกอบด้วย กระเป๋าเดินทางสีแดงขนาดใหญ่ ข้างในมีเงินสดทั้งสกุลไทยและสกุลจีน สมุดบัญชีเงินฝาก เสื้อผ้าและตั๋วเครื่องบิน ส่วนรูปพรรณของคนขับแท็กซี่คันดังกล่าว ผู้เสียหายระบุว่าเป็นชาย รูปร่างใหญ่ ผิวดำแดง สวมเสื้อแขนสั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บหลักฐานไปตรวจสอบหาคนร้ายต่อไป พร้อมกับแจ้งให้ทางสถานฑูตจีนได้ทราบเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว MThai News ........................................................................................................................................ รณรงค์ ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี นำเสนอผลงานออกมาอย่างน่าสนใจด้วยการใช้ภาพที่สามารถดึงความสนใจได้ในทันที

คลิปเดือด ยิงการ์ดผับขอนแก่นเสียชีวิต เข้ามาห้ามไม่ให้ทะเลาะ
ขอนแก่น /  คลิป / 

แชร์ว่อน คลิปเดือด ยิงการ์ดผับขอนแก่นเสียชีวิต เข้ามาห้ามไม่ให้ทะเลาะ วันนี้(19 ส.ค.) ชาวสังคมออนไลน์ ได้มีการแชร์คลิปยิงการ์ดผับแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นเสียชีวิต  ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ก่อเหตุคือ นายศราวุธ โมลาเจริญ อายุ 27 ปี ได้เข้ามาใช้บริการในผับซึ่งต่อมาได้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทจนนายวิรัต ทองดี อายุ 48 ปี การ์ดรักษาความปลอดภัยของผับ เข้ามาระงับเหตุและห้ามไม่ให้ทะเลาะกัน แต่ก็มีการยิงปืนใส่กันจนเกิดโกลาหลและนายวิรัต ถูกยิงจนเสียชีวิต จากการสอบสวนคดีพบว่าผู้ตายและกลุ่มผู้ก่อเหตุมีปัญหากันมาก่อนหน้านี้แล้วและได้นัดมาเคลียร์ที่ผับแต่ตกลงกันไม่ได้เลยเกิดเรื่องขึ้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สั่งปิดผับดังกล่าวแบบไม่มีกำหนดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ได้มีการแชร์คลิปของเหตุการณ์พร้อมระบุข้อความว่า "ช่วยแชร์บ้างนะคะ  ให้เห็นถึงการกระทำอันเกินกว่าเหตุของทหารบ้าง ชายเสื้อลาย ในคลิปคือนายทหาร หรือจ่าดร เป็นนายทหารอยุ่ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในขอนแก่น วันที่เกิดเหตุคือ 17/8/57 จ่าดรกับพวกคิดว่าตัวเองเป็นทหารแล้วมีอำนาจสูงสุดจะทำอะไรก็ได้ ตามข่าวบอกว่าจ่าดรไปเที่ยวที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น และได้มีปากเสียงกับชายคนหนึ่งและเหตุไม่คาดคิดนายทหารหรือจ่าดรได้ชกเข้าที่หน้าผู้ชายคนนั้น และพวกของนายทหาร หรือจ่าดรได้ลากตัวชายคนนี้เข้าไปในร้านแล้วชกต่อยทั้งเตะ และยิงซ้ำ จึงเป็นเหตุให้ชายคู่กรณีของจ่าดรได้เสียชีวิตและมีผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ 2 คน"

ได้ดูแน่!จิมมี่ เปรย อำนาจ ตะบันหน้า ซูซิหมิง ชัวร์
IBF /  จิมมี่ / 

แฟนมวยชาวไทย ได้ดูไฟต์หยุดโลก ระหว่าง “เจ้าเพชร” อำนาจ เกษตรพัฒนา แชมป์โลกสถาบันหลักคนที่ 49 ของเมืองไทย เจ้าของตำแหน่งแชมป์สหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) รุ่นฟลายเวต กับ ซู ซิ หมิง นักชกชาวจีน เจ้าของ 2 เหรียญทองโอลิมปิก โดยจากการยืนยันของ “จิมมี่” เอกรัฐ ไชยโชติช่วง โปรโมเตอร์เกียรติกรีรินทร์ โปรโมชั่น ผู้จัดการของ อำนาจ เกษตรพัฒนา แชมป์โลกชาวไทย ได้ยืนยันว่า หาก อำนาจ สามารถผ่าน แมควิลเลียน อาร์โรโย ผู้ท้าชิงอันดับ 1 ชาวเปอร์โตริกัน ในการป้องกันตำแหน่งไฟต์บังคับ ในวันที่ 10 ก.ย.57 ได้ ไฟต์ที่แฟนมวยชาวไทยรอคอยก็จะได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน "ที่ผ่านมาได้พูดคุยกันกับ บ็อบ อารัม โปรโมเตอร์ของ ซู ซิ หมิง ไปบ้างแล้วระดับหนึ่ง หาก “เจ้าเพชร” อำนาจ ผ่าน อาร์โรโย ได้ก็เตรียมที่จะเจรจาให้ไฟต์ดังกล่าวมาจัดที่เมืองไทย แต่ยังไม่แน่นอนเรื่องเวลา และสถานที่" จิมมี่ กล่าวปิดท้าย

Tower Boxing เกมส์ทุบตึก ทำคะแนน สนุกๆ บนมือถือ
Tower Boxing /  เกมส์ทุบตึก

FDG Entertainment ประกาศเปิดตัวเกมส์ Tower Boxing เกมส์แคชชวลชกตึกระฟ้าทำคะแนนสูงสุด เตรียมดาวน์โหลดฟรีบน iOS และ Android เกมส์ Tower Boxing ให้ผู้เล่นทำการเลือกตัวละครเกมส์ที่หลากหลาย ตั้งแต่นักชกหมัดหนักจนถึงกอริล่า ทำการทุบอาคารระฟ้าทำแต้มคะแนน พร้อมด้วยเก็บเหรียญข้างอาคารบริเวณซ้าย-ขวา แถมต้องหลบหลีกชานระเบียงอาคารเพื่อไม่ให้ถูกทับ และความท้าทายของเกมส์นี้คือ ระดับความเร็วของเกมส์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อาศัยไหวพริบหลบหลีกอุปสรรค ดาวน์โหลดเกมส์ Tower Boxing เวอร์ชั่น iOS ได้ที่นี่ https://itunes.apple.com/app/id902464591 ดาวน์โหลดเกมส์ Tower Boxing เวอร์ชั่น Android ได้ที่นี่ https://play.google.com/store/apps/details?id=com.FDGEntertainment.TowerBoxing.gp

เอาเถอะท่าน! บังยี นอนยันไม่ลดโทษแบน คาร์เมโล่
คาร์เมโล่ /  คาร์เมโล่ กอนซาเลซ / 

บังยี วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ออกโรงยืนยันเสียงแข็งไม่ลดโทษ คาร์เมโล่ กอนซาเลซ เพราะเจตนาทำร้ายผู้ตัดสิน มีโทษหนักถึงแบน 6 เดือน โดย บังยี นายใหญ่ลูกหนังไทย เปิดเผยว่า จะไม่มีการลดโทษแบนทั้งฤดูกาลของ คาร์เมโล่ กอนซาเลซ แน่นอน เพราะการกระทำที่ออกมาเข้าข่ายทำร้ายร่างกายผู้ตัดสิน ผมยืนยันว่ากรณีนี้เราให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แต่ในการลงโทษนั้นเราต้องยึดตามตัวบทกฏระเบียบที่มีอยู่ จังหวะดังกล่าวเขาได้เตะลูกฟุตบอลออกไปแล้ว ซึ่งเหมือนกับการชกหน้าผู้ตัดสิน ต่างจากการวิ่งเข้าไปหาผู้ตัดสินซึ่งจะเข้าข่ายพยายามทำร้ายซึ่งเรื่องนี้ มันไม่ได้เกิดผลดีกับทุกฝ่าย และที่ผมห่วงที่สุดคือ เยาวชน ที่นั่งชมเกมนี้อยู่ เขาจะได้รับความรุนแรงตรงนี้ไป "ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถลงโทษแบนได้ถึง 6 เดือนเลย เพียงแต่คณะกรรมการมองว่าโทษดังกล่าวเหมาะสมแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สามารถยื่นอุทธรณ์มายังคณะกรรมการของสมาคมฟุตบอลได้" บังยี กล่าวปิดท้าย

5 สุดยอด แม่นักกีฬา เพราะลูกคือพลังอันยิ่งใหญ่สำหรับเธอ
คริสตี แรมพอน /  คิม ไคลจ์สเตอร์ส / 

เนื่องในโอกาสวันแม่ 12 สิงหาคม ทางทีมงานถือโอกาสรวบรวมนักกีฬาหญิงที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จแค่ในเกมกีฬา แต่พวกเธอยังทำหน้าที่คุณแม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยเหตุผลเพราะคำว่า ลูก คือพลังอันยิ่งใหญ่สำหรับเธอ :) คิม ไคลจ์สเตอร์ส : นักเทนนิสชาวเบลเยียม ประกาศหวนคืนคอร์ตอีกครั้ง เมื่อปี 2009 หลังจากรีไทร์ไปสองปี ซึ่งการกลับมาคราวนี้ ทำให้เธอ ประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ยูเอส โอเพ่น 2009 ได้เป็นสมัยที่สอง แถมยังครองตำแหน่งนักหวดยอดเยี่ยมของ ลอเรอุส เวิลด์​ สปอร์ต และ ดับเบิลยูทีเอ ในปีนั้นไปครองอีกด้วย อดีตนักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลก ให้เหตุผลการรีไทร์ว่า ต้องการที่จะเริ่มชีวิตครอบครัวกับ ไบรอัน ลินซ์ อดัตนักบาสเกตบอลชาวอเมริกัน หลังจากประสบความสำเร็จมากมายในวงการเทนนิส โดยทั้งคู่แต่งงานกันในเดือน ก.ค.ปี 2007 ก่อนที่ไคลจ์สเตอร์ส จะให้กำเนิดบุตรสาวคนแรก น้องจาดา ในเดือน ก.พ.ปี 2008 และหลังจากนั้น ใครจะไปคิดว่า คุณแม่ลูกหนึ่งคนนี้ จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ชนิดที่ทุกคนต้องปรบมือชื่นชม ด้วยการซิวแชมป์แกรนด์ สแลม เพิ่มได้อีกถึง 3 รายการ ได้แก่ ยูเอส โอเพ่น สองสมัย (2009, 2010) และ แชมป์ออสเตรเลีย โอเพ่น (2011) ซึ่งมากกว่าสมัยที่เธอยังใช้ชีวิตเป็นสาวโสด ที่เธอได้แชมป์ยูเอส โอเพ่น เพียงครั้งเดียว ในปี 2005 บางทีส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความสมบูรณ์ในชีวิต ทั้งเกมกีฬาและครอบครัว ที่ประสานกันลงตัว จนทำให้เธอเล่นเทนนิสได้อย่างแตกต่างจากนักเทนนิสรุ่นใหม่ อย่างที่เจ้าตัวกล่าวว่า "ฉันคิดว่า การเป็นแม่คน ทำให้คุณมีจิตใจที่แข็งแกร่งกว่า มันไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งแค่ทางร่างกายเท่านั้นหรอก ฉันภูมิใจมากขึ้นที่เห็นจาดามาอยู่ที่นั่น มากกว่าที่ฉันได้แชมป์เสียอีก ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเป็นแม่ ไม่ว่าจะชัยชนะหรือถ้วยแชมป์​ มันก็ไม่อาจเทียบค่าได้เลย" พอลล่า เรดคลิฟฟ์ :  นักวิ่งมาราธอนชื่อดัง ชาวอังกฤษ โชว์ความเป็นหญิงเหล็ก หลังจากผงาดคว้าแชมป์ นิวยอร์ก มาราธอน ในปี 2007 ภายหลังให้กำเนิด บุตสาวคนแรก อิสลา เพียงแค่ 9 เดือนเท่านั้น จากนั้นในปี 2010 เธอก็ยังเปิดเผยว่า ตนเองยังคงวิ่ง 14 ไมล์ ต่อวัน ในการรักษาความฟิตเพื่อลุ้นศึกลอนดอนเกมส์ ในปี 2012 ซึ่งในขณะนั้นเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองที่อายุครรภ์ 5 เดือนแล้วก็ตาม "นี่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงความคิดของหลายคน ที่เชื่อว่า การมีลูก อาจเป็นจุดจบของอาชีพของฉัน แต่กลับกันมันช่วยให้ฉันกลายเป็นนักกีฬาที่ดีขึ้น เธอมอบทัศนคติที่ดีให้แก่ฉัน เธอไม่ได้แคร์ว่า ฉันจะล้มเหลวในโอลิมปิกหรือไม่ เธอทำให้ฉันหัวเราะซึ่งเป็นการผ่อนคลายอย่างดี และเมื่อฉันมีความสุข ฉันก็จะวิ่งดีขึ้น" แชมป์โลก และแชมป์ยุโรป หลายสมัย กล่าว นอกจากนี้ แรดคลิฟฟ์ ในวัย 37 ปี ยังได้แนะนำเคล็ดลับการรักษาสุขภาพให้กับคุณแม่ที่กำลังจะมีน้องด้วยว่า "มันสำคัญมากๆในการเป็นต้นแบบให้กับคุณแม่อีกหลายคน ฉันยินดีที่จะออกกำลังกายระหว่างตั้งท้อง มีหลายความเชื่อเกี่ยวกับการห้ามออกกำลังกาย แต่ถ้าคุณทำมันอย่างเหมาะสม มันก็จะเป็นประโยชน์" คริสตี แรมพอน :  นักฟุตบอลหญิงมากประสบการณ์วัย 36 ปี กลายเป็นนักเตะเพียงคนเดียว ที่มีสถานะเป็น "แม่คน" ในทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2011 ที่ประเทศเยอรมัน และนั่นย่อมหมายถึงความไม่ธรรมดาของคุณแม่ลูกสองผู้นี้ ซึ่งให้กำเนิดบุตรสาวคนโต ไรลีย์ เคท ในเดือน ก.ย.ปี 2005 และ ลูกสาวคนเล็ก รีซ เอลิซาเบธ ในเดือน มี.ค.ปี 2010 แรมพอน ลงสนามในนามทีมชาติสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1997 และติดทีมไปลุยศึกเวิลด์​คัพ มาแล้วถึง 4 สมัย โดยซิวแชมป์โลกได้ 1 ครั้งในปี 1999 นอกจากนี้ แรมพอน ยังได้ร่วมศึกกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ฤดูร้อน อีก 3 สมัย ซึ่งเธอช่วยให้ทีมขุนพลมะกันหญิง ซิวเหรียญทองมาครอง หลังจากเอาชนะ บราซิล ในนัดชิงฯ ในปี 2008 "การเป็นแม่คน คุณจะมีความสนุกกับเกมมากขึ้น การได้ทำในสองสิ่งที่ฉันรัก ทำให้มันง่ายขึ้น ในฐานะนักกีฬา และมันยังทำให้ฉันแข็งแกร่งมากขึ้นด้วย เมื่อเจอวันที่เลวร้าย ฉันไม่สามารถจะยอมแพ้ได้ เพราะฉันมีลูกๆ พวกเขาไม่สนใจหรอก ว่าฉันจะชนะหรือแพ้ พวกเขายังคงต้องการแค่แม่คนนี้" แรมพอน กล่าว แมรี่ คอม : นักมวยหญิงชาวอินเดีย กวาดแชมป์ทั้งระดับประเทศ และระดับโลกมาอย่างมากมาย รวมถึงการได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬาอินเดียยอดเยี่ยม ประจำปี 2009 เคียงข้างกับนักกีฬาชายอกสามศอกอย่าง วิเจนเดอร์ ซิงห์ นักมวยสากลสมัครเล่น และ ซูชิล คูมาร์ นักมวยปล้ำ มาแล้ว หลังคว้าแชมป์ศึกเอเชียน คัพ 2011 นัดชิงชนะเลิศ ที่ประเทศจีน ซึ่งเธอเอาชนะ คิม ยอง ซิม จากเกาหลีเหนือ มาได้ ทำให้หลายคนต้องยกย่องความเข้มแข็งของนักมวยสาววัย 28 ปี ซึ่งหากไม่บอกก็คงไม่รู้ว่า ก่อนเปิดฉากทัวร์นาเมนต์ ลูกชายวัย 3 ขวบครึ่งของเธอ ต้องถูกส่งด่วนเข้าโรงพยาบาลด่วน เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ "มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากสำหรับเรา มันเกิดขึ้นแค่ 2-3 วัน ก่อนที่เธอจะไปที่ประเทศจีน คุณหมอบอกให้ลูกของเราต้องแอดมิดที่โรงพยาบาล และแม่ของเขาก็อยากมาอยู่่ที่นี่แทบใจจะขาด แต่ผมบอกเธอว่า ให้ทำหน้าที่รับใช้ชาติต่อไป ผมบอกแมรี่ ให้มีสมาธิกับการชกของเธอ ในฐานะที่ผมจะดูแลลูกเองที่นี่ เธอเสียใจมาก และโทรหาผมทุกๆ ชั่วโมง ขอบคุณที่ตอนนี้ ลูกชายของเรา ดีขึ้นมากแล้ว" ออนเลอร์ คอม สามีของ แมรี กล่าวถึงภรรยาตนเอง ส่วน แมรี่ เจ้าของแแชมป์โลก 5 สมัย, แชมป์เอเชีย 4 สมัย และแชมป์แห่งชาติอินเดีย 11 สมัย กล่าวทิ้งท้ายว่า "มันเป็นการต่อสู้ที่แสนสาหัส แต่ฉันคิดเสมอว่าจะต้องชนะให้ได้เพื่อลูกชายของฉัน และฉันก็ทำสำเร็จ" ลินเซย์ ดาเวนพอร์ต : หลังให้กำเนิดบุตรสองคน ในปี 2007 และ 2009 ลินเซย์ ดาเวนพอร์ต นักเทนนิสชื่อดังชาวอเมริกัน กลับคืนสู่วงการเทนนิสอีกครั้ง และสามารถคว้ารางวัลเทนนิสคัมแบ็กยอดเยี่ยมแห่งปี 2007 จากดับเบิลยูทีเอ แต่ไฮไลท์คงไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จ แต่เป็นการที่เธอมักจะนำลูกน้อยขึ้นมาโอบกอดโชว์ในอ้อมอกของเธอ ซึ่งเธอยอมรับว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 1996 หรือการได้แชมป์แกรนด์ สแลม หรือการก้าวขึ้นมาเป็นมือ 1 ของโลก แต่มันคือลูกๆ ของเธอ "แน่นอน ลูกของฉันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ฉันไม่อาจเชื่อได้เลยว่า พวกเขาคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา มันมหัศจรรย์กว่าที่ฉันคาดคิดไว้เสียอีก" ดาเวนพอร์ต วัย 35 ปี ซึ่งกำลังตั้งท้องลูกคนที่สามของครอบครัว กล่าว นอกจากนี้ ดาเวนพอร์ต ยังกล่าวว่า การเป็นแม่คน ทำให้เธอได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติในเกมเทนนิสของตัวเอง จากอดีตอีกด้วย "แน่นอน ชีวิตของนักเทนนิส มันค่อนข้างจะเห็นแก่ตัว มันเป็นกีฬาประเภทเดี่ยว แต่ตอนนี้ มันเหมือนกับว่าการตัดสินใจส่วนใหญ่มันจะต้องเกี่ยวกับลูกๆ ตอนนี้กระเป๋าเดินทางของฉันเต็มไปด้วยนม อาหาร และผ้าอ้อม" เครดิตข้อมูล Twitter : ket13

ญาติหนุ่มสุราษฎร์ฯ ร้องINN ถูกคนร้ายปาดคอ ซ.ราม53
ปาดคอ /  ปาดคอที่ซอยราม / 

ญาติหนุ่มสุราษฎร์ฯ ร้อง INN ถูกคนร้ายใช้คัตเตอร์ปาดคอกลางซอยรามคำแหง 53 แต่คนก่อเหตุหลบหนี ตร.ยังไม่ออกหมายจับ เกรงคดีไม่คืบหน้า ญาติของ นายฮารี่ พันสำฤทธิ์ อายุ 25 ปี ชาว จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร้องเรียนกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า นายฮารี่ ถูกคนติดยา ใช้มีดคัตเตอร์ปาดคอ ก่อนจะหลบหนีไป และคดีไม่มีความคืบหน้า โดยญาติของ นายฮารี่ เล่าว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.00 น. นายฮารี่ พร้อมแฟนสาว ได้เดินทางไปซื้อกับข้าวในชุมชนรามคำแหง 53 ซ.รามคำแหง 53 ระหว่างที่เดินไปซื้อกับข้าว ได้มีชาย 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายสำรอง วงษ์เจ๊ะเซ็ม ที่มีอาการคล้ายคนติดยา ตะโกนด่า นายฮารี่ หลายครั้ง ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน หรือเคยมีปัญหากันมาก่อน จนเกิดมีปากเสียงและชกต่อยกันชุลมุนกันอยู่สักพัก ต่างคนก็ต่างแยกย้าย นายฮารี่ กับแฟนสาวก็เดินไปซื้อของ แต่นึกขึ้นได้ว่า ทำของตกในจุดที่เกิดเหตุ จึงเดินมาเก็บของระหว่างที่ก้มเก็บของอยู่นั้น รู้สึกว่ามีคนวิ่งมาด้านหลังและต่อยเข้าที่กกหูด้านขวาใช้มีดคัตเตอร์ปาดเข้าที่คอถูกแก้ม ก่อนจะวิ่งหลบหนี นายฮารี่ จึงวิ่งตามคนร้ายไป และขณะนั้น ยังไม่รู้ตัวว่าถูกปาดคอ แต่วิ่งตามไปสักพัก ก็เกิดอาการวูบและล้มลง เพราะเลือดไหลออกจากคอจำนวนมาก แฟนสาวของ นายฮารี่ และวินจักรยานยนต์รับจ้างในบริเวณนั้น ได้ช่วยกันนำส่ง ร.พ.รามคำแหง และนำส่งต่อ ร.พ.นพรัตนราชธานี และผู้เสียหายได้รับการผ่าตัด ในเวลาประมาณ 01.30 น. จากนั้นแฟนสาวของ นายฮารี่ ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.กัมปนาท เจริญศรี ร้อยเวร สน.วังทองหลาง พนักงานสอบสวน จึงทำการสอบปากคำ และนำแฟ้มประวัติของผู้ต้องสงสัยทั้งหมด มาให้แฟนสาวของ นายฮารี่ ดู ก็สามารถชี้ตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างชัดเจน คือ นายสำรอง วงษ์เจ๊ะเซ็ม ที่เคยมีประวัติปาดคอผู้อื่นมาแล้ว 2 ครั้ง และร้อยเวรสอบสวน นัดกับญาติผู้เสียหายจะไปสอบปากคำผู้เสียหายที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในช่วงสายของวันที่ 21 ส.ค. แต่เมื่อถึงเวลา กลับไม่เดินทางมาสอบปากคำ อ้างว่า แพทย์ยังไม่อนุญาตให้สอบปากคำ เพราะผู้ป่วยยังอาการไม่ดีขึ้น และในช่วงค่ำของวันที่ 21 ส.ค. พ่อและกลุ่มญาติของ นายฮารี่ ได้เดินทางเข้าพบร้อยเวรสอบสวน สน.วังทองหลาง เพื่อตามความคืบหน้าของคดี ว่า รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว สามารถจับกุมตัวได้หรือไม่ ซึ่งทาง ร.ต.ท.กัมปนาท ออกเวรไปแล้ว ร้อยเวรสอบสวนท่านอื่นอ้างว่า ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนีไป และยังขอศาลออกหมายจับไม่ได้ เพราะต้องรอสอบปากคำผู้เสียหายก่อน อีกทั้ง ร้อยเวรยังพูดในทำนองว่า คนก่อเหตุมีสติไม่ดี คดีอาจจะยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทั้งนี้ ญาติของผู้เสียหาย อยากเรียกร้องให้ตำรวจเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี เพราะเกรงว่าผู้เสียหายอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม