จุงเบย

12 ความผูกพันของคู่แม่-ลูกไอดอล K-POP สุดฮอต
2AM /  2PM / 

ท่ามกลางแสงไฟบนเวที แสงสีในวงการบันเทิง เบื้องหน้าที่เราได้เห็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ K-POP เฉิดฉายในวงการเพลง หลายคนอาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเหล่าไอดอลนั้น หลายคนมี 'แม่' เป็นหนึ่งแรงผลักดัน ทั้งจากความผูกพันและกำลังใจที่มอบให้ มากไปกว่านั้นคือคุณแม่ของนักร้องบางคนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ 'ลูก' ผงาดสู่ความใฝ่ฝัน... เนื่องในโอกาสใกล้เทศกาลวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม music.MThai จึงขอรวบรวมความผูกพันระหว่างแม่-ลูก นักร้อง K-POP ระดับแถวหน้า 12 คู่ มาให้แฟนๆ ได้สัมผัสถึงความรักของพวกเขากัน นิชคุณ - คุณแม่ เย็นจิต หรเวชกุล กำลังใจสำคัญที่กำลังช่วยให้นิชคุณผ่านวิกฤตเหตุการณ์ 'เมาแล้วขับ' ไปให้ได้ คุณแม่เย็นจิตใช้เหตุการณ์นั้นสอนทั้งลูกชายของตนและเหล่าแฟนคลับได้อย่างจับใจทีเดียว "เตือนสติทุกคนนะลูกก่อนจะทำอะไรให้มีสติ ถ้าเราขับรถ เราต้องรับผิดชอบต่อตัวเรา และคนที่อยู่บนท้องถนน ฉะนั้น ถ้าหนูรักน้อง เตือนสติตัวเองตลอดเวลาว่าเราจะทำอะไร ให้คิดให้ดีลูก แล้วแม่คิดว่าน้องจะได้กำลังใจนี้กลับมา มาเป็นน้องคุณที่ดีขึ้น" ปาร์คจินยอง - คุณแม่ ยุนอิมจา เพราะ ปาร์คจินยอง(เจวาย ปาร์ค) เป็นทั้งศิลปิน นักแต่งเพลง ผู้บริหาร ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในแวดวง K-POP รวมทั้งเขายังแจ้งเกิดให้กับเหล่าไอดอลอีกมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณแม่ ยุนอิมจา ของเขาจะสามารถคว้ารางวัล สุดยอดคุณแม่ของศิลปิน ประจำปี 2012 ไปได้อย่างงดงาม จุนซู JYJ - คุณแม่ ยอดคุณแม่ดีกรีนางงามเกาหลีที่ป๊อปปูล่าร์ไม่แพ้ลูกชาย อย่าง คิมจุนซู บ่อยครั้งที่คุณแม่ของจุนซูมักใช้ทวิตเตอร์ส่วนตัวสื่อสารกับบรรดาแฟนคลับของลูกชายอย่างเป็นกันเอง นอกจากนั้นหลายครั้งที่เธอปรากฎตัวในงานคอนเสิร์ตของลูกชาย ออมม่าคนนี้ก็ได้รับการทักทายและขอถ่ายรูปไม่แพ้ซุป'ตาร์คนหนึ่งเลยละ ยูชอน JYJ - คุณแม่ เบื้องหน้าแฟนคลับอาจเห็นปาร์คยูชอนในมาดหนุ่มสุดเท่ แต่กับแม่ของเขาแล้ว ยูชอนกลับเป็นลูกชายที่น่ารักและช่างอ้อนเอาใจ แม่ของเขาการันตีว่าแค่เปลี่ยนทรงผมเพียงนิดเดียว ลูกชายคนนี้ก็จะสังเกตเห็นและชมในความสวยงามของแม่ตัวเองทุกครั้ง นอกจากนั้นยูชอนยังรักและผูกพันกับแม่มากถึงขั้นมีข่าวว่าเขาไปสักเป็นรูปแม่ของตัวเองทีเดียว แจจุง JYJ - คุณแม่ หลังจากผ่านวิกฤตเรื่องฐานะของครอบครัวจนทำให้แจจุงและคุณแม่ที่แท้จริงพลัดพรากกันนานมากกว่า 10 ปี การเปิดเผยตัวตนของเธอต่อแจจุงกลับเพิ่มความรักให้มากทวีคูณราวกับจะทดแทนช่วงเวลาระหว่างแม่-ลูกในวัยเด็กที่ขาดหายไป นอกจากนั้นคุณแม่ของแจจุงยังมีความสามารถด้านการร้องเพลงที่โดดเด่นจนเคยเข้ารอบลึกบนเวทีการประกวดชั้นนำของเกาหลีอีกด้วย จางกึนซอก - คุณแม่ คุณแม่สุดเปรี้ยวของนักร้อง-นักแสดงหนุ่ม จางกึนซอก นอกจากคุณแม่จะยังดูอ่อนเยาว์ราวกับเป็นพี่สาวของจางกึนซอกแล้ว นักร้องหนุ่มยังเคยทวิตข้อความบอกรักแม่ของเขาว่า "ผมรักแม่ครับ ผมไม่ได้พูดแบบนี้เพราะบิลเครดิตการ์ดในเดือนนี้นะ" ซึ่งเรียกความขบขันกับความสนิทสนมของแม่-ลูกคู่นี้ได้อย่างดีทีเดียว อึนจอง T-ARA - คุณแม่ ยอดคุณแม่ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของลูกสาวอย่างแท้จริง อึนจองเคยเปิดเผยว่าคุณแม่ของเธอถึงกับลาออกจากอาชีพครูสอนเปียโน เพื่อมาขับรถรับส่ง จัดเสื้อผ้า-เครื่องประดับ รวมทั้งยังหาสปอนเซอร์เพื่อผลักดันให้ลูกสาวก้าวสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว คยูฮยอน Super Junior - คุณแม่ คุณแม่ที่สุดแสนจะขี้อายและอารมณ์ดีของมักเน่แห่งบอยแบนด์ Super Junior คยูฮยอนเคยเปิดเผยอย่างภาคภูมิใจว่าคุณแม่ของเขาเป็นครูสอนวาดรูปที่เก่งกาจ แถมทำอาหารได้อร่อยมาก ทำเอาเหล่าแฟนคลับถึงกับอย่างลองลิ้มอาหารจากฝีมือของคุณแม่ของคยูฮยอนกันเลยทีเดียว โยซอบ BEAST - คุณแม่ แม้ลูกชายจะเติบโตจนเป็นชายหนุ่มที่ประสบความสำเร็จในนามสมาชิกคนหนึ่งของวง BEAST แล้ว แต่คุณแม่ของ โยซอบ ก็ยังมองลูกชายของเธอราวกับเด็กน้อย ฟาก โยซอบ เอง หากว่างจากตารางงานก็มักจะกลับไปอ้อนแม่ของเขาทั้งที่บ้านและที่ร้านอาหารซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง โจควอน 2AM - คุณแม่ คุณแม่ของ โจควอน เคยเซอร์ไพร้ส์ทั้งลูกชายและเหล่าแฟนคลับ เมื่อเธอแอบมาให้กำลังใจในงานแฟนมีตติ้งของโจควอน รวมทั้งยังมอบจุมพิตและอ้อมกอดให้ลูกชายอย่างอบอุ่นอีกด้วย ซูจี Miss A - คุณแม่ ซูจี สมาชิกแห่งเกิร์ลกรุ๊ป Miss A เคยเปิดเผยภาพถ่ายของเธอกับคุณแม่ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างความสนใจให้กับเหล่าแฟนคลับอย่างมาก เพราะนอกจากความคล้ายคลึงราวกับพิมพ์เดียวกันทั้งรูปหน้าและดวงตาของแม่-ลูกคู่นี้แล้ว คุณแม่ของซูจียังดูอ่อนวัยและสดใสราวกับเป็นพี่สาวทีเดียว โซฮยอน 4minute - คุณแม่ เมื่อครั้งเป็นส่วนหนึ่งของเกิร์ลกรุ๊ป 4munite เหล่าสมาชิกมักไม่มีเวลากลับไปเยี่ยมครอบครัวบ่อยนัก ทางต้นสังกัดจึงเคยมอบเซอร์ไพร้ส์ด้วยการเชิญครอบครัวของสมาชิกแต่ละคนมาพบกันบนเวทีคอนเสิร์ต และนั่นก็ทำให้ โซฮยอน น้องเล็กของ 4minute ถึงกับกลั้นน้ำตาแห่งความคิดถึงไว้ไม่ได้ ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย  มิวสิคเอ็มไทย บน Facebook อัพเดททุกความเคลื่อนไหว แบบ Realtime คลิกเลย ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

Moto G4 Plus สมาร์ทโฟนที่ทำได้มากกว่าพร้อมว่างจำหน่ายแล้ว
moto /  Moto G4 Plus / 

Moto G4 Plus สมาร์ทโฟนหน้าจอแสดงผล แบบ Full HD ขนาด 5.5 นิ้ว ผลิตจาก Gorilla(R) Glass 3 วัสดุกันรอยประสิทธิภาพสูง มีความละเอียดหน้าจอ 1920 x 1080 FHD และความคมชัดของหน้าจอถึง 401 PPI Moto G4 Plus มีระบบประมวลผล Qualcomm Snapdragon 617 (MSM8952)  octa-core CPU 1.5 GHz, Adreno 405 550 MHz GPU แรม 3 GB และหน่วยความจำขนาด 32 GB เพิ่มพื้นที่หน่วยความจำผ่านการ์ดความจำ สูงถึง 128GB   ความจุแบตเตอรี่ 3,000 mAh รองรับแฟลช LED แบบคู่ ความละเอียดสูงถึง16 MP ด้วยเทคโนโลยี Hybrid Focus ที่ผสานระหว่างเลเซอร์ โฟกัส และ PDAF(Phase Detection auto Focus) Moto G4 Plus ยังรองรับ dual SIM ซึ่งสามารถใช้งาน 4G/3G ได้ทั้ง 2 ซิม อีกทั้งเพิ่มพื้นที่หน่วยความจำผ่านการ์ดความจำ โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ 8,990 บาท

งานผม งานออแกนิคต้องมา กับ Must Have 6 สุดยอดผลิตภัณฑ์ จากธรรมชาติ เพื่อผมหนานุ่มสลวยสุขภาพดี
บำรุงผม /  ผมยาวช้า / 

สวัสดีค่ะ สาวๆ MThai วันนี้ จะมาเสนอวิธีดูแลเส้นผม ในรูปแบบต่าง เพราะหลายๆคนคงเคยมีปัญหาผมมาบ้างไม่มากก็น้อย เช่น ผมเสีย ผมแตกปลาย ผมยาวช้า ผมร่วง เป็นต้น วันนี้ MThai เลยจะมาแนะนําผลิตภัณฑ์ที่ลองใช้แล้วแบบ เฮ้ย มันเวิร์คมากๆ สําหรับคนรักผม ต้องห้ามพลาดกันเลยค่ะ .... 1. สาวผมร่วง เอามือสางผมทีไรติดมาเป็นกําๆ มีปัญหาผมบาง จะทําผมทรงไหนก็ไม่สวย ดูแก่ แนะนําตัวนี้ เลย MThai ลองใช้แล้ว ลดผมร่วงได้ไวมาก ใช้ไปซัก 2 อาทิตย์ เริ่มมีผมงอกขึ้นใหม่เต็มเลย แล้วก็เวลาสางผมก็ไม่ค่อยมีหลุดติดมือละค่ะ คือดีงามจริงๆ AloEx hair regrowth shampoo and Serum จะเป็นแชมพูกับเซรั่มที่มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติ ที่เน้นการรักษาและฟื้นฟูรากผมและหนังศีรษะ โดย เสริมสร้างการไหลเวียนของเลือดภายใต้หนังศีรษะ ให้รากผมได้รับสารอาหารเต็มที่ใช้ได้ทั้งในผู้ชาย ผู้หญิง รวมถึงคนที่ผิวบอบบางแพ้ง่าย มั่นใจว่าไม่มีสารเคมีใดๆ ตกค้างบนศีรษะอย่างแน่นอน นอกจากนี้ คนที่มีพันธุกรรมผมบาง ใช้ตัวนี้แล้วผมงอกขึ้นด้วยนะ คอนเฟิ ร์ม! ใช้ไปเรื่อยๆ หนังศีรษะจะสุขภาพแข็งแรงขึ้น หัวไม่มัน ไม่คัน และพวกสะเก็ด รังแคต่างๆก็หายไปด้วยนะ คือดีงามสุดๆ www.aloexhair.com 2. สาวผมแห้งแตกปลาย ต้องนี่เลย L’occitane Aromachology Repairing Mask มาร์สหมักผมแนวอโรม่าที่ช่วยฟื้นฟู และบํารุงผมเสียแบบขั้นสุด สูตรนี้เน้นการฟื้นฟูผมเสียแตกปลายได้ดีมากๆ ไม่ว่าผมจะแห้งแข็ง เหมือนไม้กวาดขนาดไหน ใช้ตัวนี้แล้วผมจะนุ่ม ลื่น มี moisturizer สูงมากที่สามารถเคลือบเส้นผมและเกล็ดผมได้ดี แล้วที่สําคัญจุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้คือกลิ่นหอมมากๆ ใช้แล้วได้ฟิลลิ่งเหมือนอยู่ในสปา ผ่อนคลายสุดๆ เดินไปไหน ก็มีแต่กลิ่นผมหอมๆติดตัว โอ้ยเริ่ด! ตัวนี้สารสกัดหลักก็มาจากธรรมชาติ และมี sweet almond oil เชียร์บัตเตอร์และสารสกัดจากธรรมชาติอื่นๆ ที่ช่วยให้ผมลื่น สุขภาพดี ไม่ผสมซิลิโคนและพาราเบนจ้ะ รับรองว่าได้ผมหอมๆสวยๆ แล้วยังปลอดภัยอีกด้วย http://th.loccitane.com/ 3. สาวผมทําสี สาวผมทําสีมักจะอยากให้สีที่ย้อม ติดทน เงางาม ต้องนี่เลย EverPure Sulfate-Free Color Care System Moisture Conditioner by L'oreal Paris Hair Expertise นั้นเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ที่ไม่มีส่วนผสมของสารอันตรายจําพวก Sulfates ที่จะยิ่งทําให้ผมของเราหมอง ไม่เงางาม แล้วก็แห้งกระด้างไม่ชุ่มชื่นค่ะ แล้วตัวนี้ก็ไม่มีสารกันเสีย มีเทคโนโลยี Anti-Fade Complex เทคโนโลยีเพื่อการคงประกายสีผมให้ไม่หมอง หยุดยั้งการซีดจางของสีผม เพิ่มความเงางาม เหมือนเพิ่งทําสีผมมาใหม่ นอกจากนี้ยังป้องกันสีผมไม่ให้เพี้ยน บํารุงปลายผมไม่ให้แห้ง หลอดนี้ มีกลิ่น Rosemary Juniper หอมสมุนไพรสุดๆ สาวทําสีผมห้ามพลาดนะคะ http://www.lorealparisusa.com/ 4. สาวผมลีบแบน อันนี้เคยเป็นเหมือนกันค่ะ ผมไม่รู้จะลีบไปไหน ลีบจนหูโผล่ตลอด อยากได้ผมสวยมี volume เด้งๆ ต้องนี่เลยค่ะ Aveda thickening tonic เป็นแบรนด์ที่ดังมากๆในอเมริกา และมีความเป็นออแกนิคสูงมาก ขวดนี้ใช้ฉีดตรงโคนผม ช่วยยกโคนให้ผมดูพองหนา ดูผมเยอะ เซ็ตผมทรงไหนก็สวย ผมดูหนาตั้งแต่รากจรดปลายผมทันทีที่ใช้ ให้ฉีดเข้าที่โคนผมหลังจากเป่าผมแห้งแล้ว และหวีผมตามปกติ ก็ได้ผม volume สวยๆ ตัวนี้ส่วนผสมหลัก 97% ก็มาจากพืชธรรมชาติ และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำมันหอมระเหยสกัด ไม่มีสารเคมีด้วยนะ เลิฟสุดๆ http://www.aveda.com 5. สาวผมยาวช้า เคยอยากตัดผมบ๊อบน่ารักแบบเกาหลี แต่ช่างตัดผมดันเนรมิตรทรงคุณป้า อาจุมม่ามาให้ บางครั้งก็ตัดจนสั้นเด๋อ มันเครียด ส่องกระจกเมื่อไหร่ผมจะยาวซักที ต้องใช้ตัวนี้เลยค่ะ sunsilk co-creations ขวดสีเขียว สูตรนี้จะมีวิตามิน และไบโอติน ซึ่งก็คือวิตามินชนิดหนึ่ง รู้จักในอีกชื่อของวิตามินบี 7 หรือวิตามินเอช สามารถเจอได้ในอาหารจําพวกไข่แดง นม แป้งถั่วเหลือง เนย ถั่วลิสง บริเวอร์ยีสต์ และข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี คุณสมบัติหลักของมันช่วยบํารุงเส้นผมให้ไม่หงอก เพิ่มความชุ่มชื่น ทําให้รากผมแข็งแรงขึ้น ป้องกันผมร่วง พอมาอยู่ในซันซิลขวดสีเขียว เลยทําให้ผมสาวๆ ยาวไวขึ้น เห็นผลได้ชัดเจน มากๆเลยจ้า http://www.sunsilkthailand.com/ 6. สาวที่ขี้เกียจสระผม งานนี้บอกเลยว่าต้องพึ่ง dry shampoo เท่านั้นจ้ะ Mthai ลองมาแล้ว และชอบตัวนี้มากๆ คือ Living proof Perfect hair Day (PhD) ที่ ช่วยดูดซับความมัน เหงื่อ และกลิ่นไม่พึงประสงค์บนหนังศีรษะ โดยไม่ทําให้ผมเสียทรงหรือสูญเสียความชุ่มชื้น มีส่วนผสมหลักของ patented molecule, OFPMA ที่มีใน fast absorbing powder โดยไม่ทิ้งคราบผงแป้งบนหนังศีรษะ ทําความสะอาดเส้นผมได้ในเวลาอันรวดเร็ว ฉีดแล้วจะมีกลิ่นสดชื่นๆ เหมือนเพิ่งสระผมเสร็จใหม่ๆเลย ขวดนี้ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย ผมทําสี หรือ ผิวบอบบางแพ้ง่าย ก็ใช้ได้นะคะ เพราะไม่มีส่วนผสมของพาราเบนจ้า http://www.livingproof.com/

เซีย จุนซู เสิร์ฟความประทับใจทุกรสชาติ ในคอนเสิร์ต XIGNATURE
JYJ /  Kim Junsu / 

เซีย จุนซู ระเบิด ความเร่าร้อน น่ารัก ประทับใจ และเรียกเสียงฮา! ในคอนเสิร์ตสุดร้อนแรงแห่งปี 2016 XIA 5th ASIA TOUR CONCERT IN BANGKOK ‘XIGNATURE’ จบลงไปแล้วด้วยความประทับใจ สำหรับคอนเสิร์ต 2016 เซีย ฟิฟธ เอเชีย ทัวร์ คอนเสิร์ต อิน แบงคอก ซิกเนเจอร์ (2016 XIA 5th ASIA TOUR CONCERT IN BANGKOK ‘XIGNATURE’) ซึ่งจัดขึ้น ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าคุ้มสุดคุ้ม ฟินแล้วฟินอีก เพราะหนุ่ม เซีย จุนซู จัดหนัก จัดเต็ม จัดให้ครบทุกรสชาติจนแฟนคลับกรี๊ดกันแทบลืมหายใจ โดยคอนเสิร์ตเปิดฉากด้วยภาพ VTR บรรยากาศการทำงานในอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 4 XIGNATURE ก่อน เซีย จุนซู จะปรากฏกายบนแท่นไฮโดรลิคกลางเวทีราวกับเทพบุตรที่มาเพื่อหยุดทุกลมหายใจกับเพลงแรก F.L.P (Feels Like Paradise) การเปิดตัวอันแสนเร่าร้อนที่ปลุกให้ทุกคนลุกขึ้นจากที่นั่งโดยไม่รู้ตัว ทั้งท่วงทำนองเพลงและลีลาท่าเต้นแสนเซ็กซี่ช่วยเร่งดีกรีความสนุกให้ทะยานถึงขีดสุด ก่อนพาแฟนคลับกลับมาแดนซ์แค่พอให้หัวใจเต้นในเพลง Break My Heart จุนซู เดินออกมาหน้าเวทีก่อนจะทักทายเป็นภาษาไทยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบปนเซ็กซี่ “สวัสดีครับ เซียครับ ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่ เซีย ฟิฟธ เอเชีย ทัวร์ คอนเสิร์ต อิน แบงคอก ซิกเนเจอร์ ดีใจที่ได้เจอทุกคน สบายดีมั้ยครับ?” มาไทยคราวนี้ จุนซู ก็บอกว่ารู้สึกตกใจ เมื่อพบว่าแฟนคลับชาวไทยกว่าครึ่งในคอนเสิร์ตฟังภาษาเกาหลีของเขาออก สามารถโต้ตอบได้อย่างฉะฉาน ทักทายกันพอให้หายคิดถึงก็มากรี๊ดกันอีกระลอกกับเพลง Xitizen ที่เสื้อตัวนอกเริ่มปลิวไหวและท่าโยกบั้นท้ายค่อยๆ ร้อนแรงขึ้น แล้วตามติดมาด้วยเพลง Fantasy “สนุกมั้ยครับ?” จุนซู ตะโกนถาม ก่อนให้สัญญาว่าเจอกันคราวหน้าผมต้องพูดภาษาไทยให้ได้ เมื่อแดนซ์กระจายจนเอวเคล็ดไปแล้วก็มีการเปลี่ยนอารมณ์มาฟังเพลงบัลลาดกันบ้าง เริ่มด้วย Don’t forget เพลงเศร้าจากคนรักเก่าที่ขอร้องว่าอย่าลืมฉันเลย จากนั้นคั่นด้วยภาพ VTR ร่ายยาวประวัติศาสตร์การทำงานกว่าจะมาเป็น เซีย จุนซู ในวันนี้ ผ่านบทเพลงแร๊พ หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ จุนซู ก็ออกมาในชุดใหม่กับเพลง This Love Shouldn’t Go Away เท่านั้นยังไม่หนำใจ ชายหนุ่มเสื้อขาวกับกางเกงยีนขาดวิ่นเลยขอพาทุกท่านด่ำดิ่งสู่ความเศร้ากันต่อในเพลง Still จากนั้นในช่วงทอล์ค จุนซู บอกว่าเสียง “คะ/ค่า” คำลงท้ายประโยคของสาวไทยดังก้องอยู่ในหัวของผม เหล่าแฟนคลับจึงพร้อมใจกันเรียก “จุนซูคะ จุนซูค่า รักนะคะ” เสียงลั่น ทำเอา จุนซู แอบเขินแต่ไม่ยอมแพ้ตอบกลับเป็นภาษาไทยมาบ้าง “ผมรักคุณ รักนะจุ๊บๆ” ถัดมาเป็นช่วง Genie Time ขอพร 3 ข้อ โดย จุนซู จะเป็นคนคัดเลือกแฟนคลับผู้โชคดีเอง คนแรกให้พูดภาษาไทย 3 ประโยค ได้แก่ “ผมนี่อยากกินมะพร้าวเลยครับ”, “จุนซูน่ารักที่สุดใน 3 โลก” และ “รักนะจุ๊บๆ” แล้วต่อด้วยขอให้ร้องเพลงช้าง(ที่ แจจุง พี่ชายร่วมวง JYJ ชื่นชอบ) รวมทั้งขอให้ร้องเพลงที่ไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ตนี้ ซึ่งตอนแรก จุนซู จะร้องแค่สั้นๆ แต่พอร้องไปร้องมา ไหงจัดเพลง Yesterday มาซะเกือบจบเพลง! เคลิบเคลิ้มกับน้ำเสียงไพเราะไปแล้วก็มาแซวเรื่องอายุ 30 ยังแจ๋วของ เซีย จุนซู ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าผู้ชายอายุ 30 นี่กำลังน่ากินเชียวล่ะ!! ต่อกันที่ผู้โชคดีคนที่สองซึ่งขอให้พูดประโยค “นี่ตื่นได้แล้ว เช้าแล้ว” เวอร์ชั่นน่ารักกับเวอร์ชั่นเซ็กซี่ ซึ่ง จุนซู ก็จัดให้! แล้วมาพีคสุดๆ ตรงพรข้อสุดท้าย ที่ขอให้ จุนซู ช่วยเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาไทยด้วย 'บั้นท้าย' ช็อตนี้ทำเอาสาวๆ กรี๊ดหนักมากจนต้องร้องขอชีวิตกันทีเดียว! ฟังเพลงเพราะๆ จาก เซีย จุนซู กันต่อ ด้วยเพลงรักหวานใส Is You ที่ใครได้ฟังเป็นต้องใจละลาย แถมแฟนคลับยังตั้งใจทำเซอร์ไพร์สด้วยโปรเจ็ค Is Xia ก่อนปรับโหมดเข้าสู่เพลงเศร้า No one like you ท่ามกลางแสงไฟบนเวทีสุดงดงาม ก่อนจะพักให้ จุนซู ไปเปลี่ยนชุดด้วย Light Show การแสดงแสงสีสุดล้ำ แล้วกลับมาทำให้สาวๆ ลุ่มหลงด้วยเพลงหวานๆ Pretty จากนั้นไปกระโดดแบบไม่ต้องหยุดกับสองเพลงสุดมัน Magic Carpet และ Incredible ก่อนจะปล่อยให้แดนเซอร์ปล่อยทีเด็ดให้ จุนซู ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกครั้งก่อนกลับมาพร้อมชุดใหม่และโชว์สุดอลังการในเพลง Tonight แล้วทันใดนั้นราชินีแห่งดินแดนอาหรับจากเพลง Tarantallegra ก็ปรากฏกายเรียกเสียงกรี๊ดจากทั้งชายหญิงได้ถล่มทลายลั่นธันเดอร์โดม เข้าสู่ช่วงไฮไลท์ด้วยเพลงไตเติ้ล Rock the World วินาทีนั้นทุกคนกระโดดขึ้นเต้นตาม จุนซู กันทั้งคอนเสิร์ต เปลี่ยนธันเดอร์โดมเป็นทะเลเพลิงสีแดงอันสวยงาม จบเพลงพระเอกของงานกลับเข้าหลังเวทีปล่อยให้แฟนคลับร้องขออังกอร์กันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเพลงที่ทุกคนรอคอย How can I love you เพลงประกอบซีรี่ส์สุดฮิต Descendants Of The Sun ก็มาถึง ซึ่งแฟนคลับก็พร้อมใจบอกรักกันสนั่นโดมกับป้ายโปรเจ็ค 'ทุกวัน ทุกวัน ฉันรักเธอมากกว่าเดิม' ทำเอาบรรยากาศอบอวลไปด้วยความรัก มาถึงช่วงท้าย เซีย จุนซู อยากส่งแฟนคลับสาวๆ กลับบ้านไวๆ เพราะไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง ถึงขั้นขู่แบบน่ารักๆว่า “กลับบ้านดึกระวังลุงที่น่ากลัวนะ!” แม้จะอยากเล่นคอนเสิร์ตแบบจัดเต็ม 12 ชั่วโมงใจแทบขาด แต่ก็ต้องจากกันอยู่ดี เพลง Flower บทเพลงที่ปลดปล่อยความเศร้าในหัวใจจึงดังกระหึ่มขึ้นเพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำสุดท้ายให้งดงามที่สุด... งานนี้ เซีย จุนซู สัญญาว่าจะจดจำรอยยิ้มของทุกคนในวันนี้ไว้ และหวังว่าจะได้กลับมาเห็นรอยยิ้มเหล่านี้อีก จบคอนเสิร์ตหลังจากที่เสิร์ฟเกือบ 20 เพลงเต็มอิ่ม สุดประทับใจอย่างแท้จริง!! ภาพจาก CJes entertainment, via chosun, MBN มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

EZBook Air แล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Jumper เปิดให้สั่งจองแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 7 ตุลาคมนี้
EZBook Air /  Jumper / 

EZBook Air แล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Jumper แบรนด์จากประเทศจีน ตัวเครื่องทำมาจากอลูมีเนียม จอแสดงผล Full HD 1080p ขนาด 11.6 นิ้ว Intel Atom X5 Z8300 ความจำ RAM 4GB ความจุภายใน 128GB เปิดให้สั่งจองแล้วตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 7 ตุลาคมนี้เท่านั้น ที่ราคา 289.99$ (หรือประมาณ 10,200 บาท) และจะส่งของได้ในวันที่ 9 ตุลาคม 2559 ที่มา : techtablets

5 หนังเกาหลีธริลเลอร์เลือดสาดที่คุณห้ามพลาด
หนังเกาหลี

ยากที่จะปฏิเสธได้ว่าวงการบันเทิงเกาหลีใต้นั้นหลากหลายและรุ่มรวยซะจนน่าทึ่ง ไม่ว่าจะละครหรือหนัง บรรดาผู้สร้างได้ฝากฝังฝีมือจนเป็นที่ฮือฮาของผู้ชมไปทั่วโลก ทว่าหนึ่งในกระแสภาพยนตร์เกาหลีที่โดดเด่นเป็นเอกเทศเห็นจะหนีไม่พ้นบรรดาหนังธริลเลอร์ขึงขังที่ตะครุบคนดูด้วยความโหดเหี้ยมรุนแรง พล็อตซับซ้อนมืดหม่น และสไตล์การจัดองค์ประกอบศิลป์สุดบรรเจิด ในช่วงเวลาที่ The Wailing ของ นาฮงจิน กำลังออกอาละวาดกวาดรายได้และคำวิจารณ์อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เราจึงขอแนะนำหนังในแนวนี้บางส่วน สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากเริ่มสำรวจแนวหนังอันเข้มข้นแนวนี้ ***อ่าน "Bloody Korean Thrills ชำแหละธริลเลอร์เกาหลี" โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์ ได้เต็มๆ ใน นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 174 The Chaser (2008, นาฮงจิน)  แม้จะยึดการเดินเรื่องในทำนอง ‘คนดีไล่ล่าคนชั่ว’ แต่หนังก็สำรวจความเปราะบางอันซับซ้อนของตัวละครของทั้ง 2 ฝ่ายจนทำให้พวกเขามีเลือดเนื้อไม่ต่างจากปุถุชนในโลกแห่งความเป็นจริง ‘จุงโฮ’ อดีตตำรวจที่ผันตัวมาเป็นแมงดาคุมซ่องได้รับโทรศัพท์ให้ส่ง ‘มิจิน’ สาวขายบริการไปให้ลูกค้ารายหนึ่ง หลังจากนั้นเขาได้พบว่า เบอร์โทรศัพท์นั้นได้ทำให้เด็กในสังกัดเขาหายตัวไปแล้วหลายต่อหลายคน เขาจึงได้ตามหาตัวจนพบ ‘ยังมิน’ ผู้ต้องสงสัยที่รับสารภาพว่าตนเองคือฆาตรกรต่อเนื่องหญิงสาวถึง 9 ศพ แต่ยังมินกลับไม่ปริปากบอกเบาะแสใดๆ จุงโฮและตำรวจจึงมีเวลาเพียง 12  ชั่วโมงเพื่อตามหาหลักฐานมัดตัวคนร้าย การไล่ล่าครั้งนี้ เดิมพันด้วยชีวิตของมิจิน!! https://www.youtube.com/watch?v=gppSQejFYI8 A Bittersweet Life (2005, คิมจีวุน) อาชญากรรมและแก๊งมาเฟียดูจะเป็นสิ่งที่มาคู่กันอย่างเสียไม่ได้ โดยเนื้อหามักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องของศักดิ์ศรี ความจงรักภักดี ศีลธรรม อำนาจกับความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกกลุ่ม โดดเด่นด้วยฉากต่อสู้หลากรูปแบบ การขับเคลื่อนเรื่องราวชวนลุ้น และฉากหลังที่เป็นโลกใต้ดินอันหม่นหมองฉ้อฉลไร้ซึ่งความหวั่นเกรงต่ออำนาจรัฐ ‘ซันวู’ ผู้จัดการโรงแรมพ่วงตำแหน่งมือขวาของเจ้าพ่อมาเฟีย ได้รับมอบหมายให้ไปจับตาดูสาวคนรัก ของเจ้าพ่อที่ถูกสงสัยว่ากําลังคบชู้แต่กลับตกหลุมรักเธอเสียเอง ความรักเข้ามาทําให้คนไร้หัวใจอย่างเขาต้องปั่นป่วน ซึ่งด้วยการตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เขาก็ถูกลากเข้าสู่การวิวาทกับแก๊งคู่แข่ง พร้อมกับถูกตลบหลังอย่างสาหัสจากแก๊งตัวเอง https://www.youtube.com/watch?v=olAklLnDmuA Confession of Murder (2012, จองบยองกิล) นอกจากจะพูดถึงช่องโหว่ทางกฎหมายเรื่องอายุความแล้ว Confession of Murder ยังว่าด้วยเรื่องของการแก้แค้น เมื่อกฎหมายไม่สามารถทำอะไรกับฆาตกรได้ ครอบครัวของเหยื่อจึงลุกขึ้นมาหาทางจัดการกับฆาตกร การแก้แค้นจึงเป็นการเรียกหาความยุติธรรมที่กฎหมายมอบให้ไม่ได้และชวนให้คนดูลุ้นไปกับการแก้แค้นเพื่อปลดปล่อยและเยียวยาความเจ็บปวดของเหยื่อไปพร้อมๆกัน เมื่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 11 ศพ หมดอายุความลง และฆาตกรต่อเนื่องได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ ‘คำสารภาพของฆาตกร’ เพื่อประกาศว่า เขานี่แหละคือฆาตกรต่อเนื่อง ครอบครัวของเหยื่อทนอยู่กับความคับแค้นใจและพยายามหาหนทางเพื่อจับคนร้าย มีเพียง ‘นับสืบชอย’ เจ้าของคดีที่เชื่อว่า ฆาตกรที่มีใบหน้าหล่อเหลาคนนี้ไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง และแล้ววันหนึ่ง สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งก็ได้รับโทรศัพท์ลึบลับว่า เขาต่างหาก ที่เป็นฆาตกรตัวจริง... https://www.youtube.com/watch?v=SyjWMNzMUPw A Man from Nowhere (2010, ลีจองบอม) ฉากแอ็กชั่นในระดับของ Oldboy นั้นยากที่จะมีเรื่องไหนเทียบเท่า แต่ก็ยังมีหนังธริลเลอร์เกาหลีเรื่องอื่นๆ อีกมากที่ทำฉากแอ็กชั่นซึ่งขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้าได้ชวนระทึกและออกแบบท่วงท่าลีลาการต่อสู้ได้อย่างโดดเด่น เช่น งานของนาฮงจิน (The Chaser, The Yellow Sea), ฉากไล่ล่ากันทั้งในรถและบนตัวรถที่กำลังวิ่งอยู่ ใน Confession of Murder, ฉากล่าและฆ่าไม่ยั้งใน A Man from Nowhere หรือฉากเปิด-ปิดไฟของ A Bittersweet Life ที่เปลี่ยนผ่านจากฉากดราม่าเหงาหงอยไปเป็นฉากแอ็กชั่นได้อย่างแนบสนิท ‘แตซิก’ หนุ่มเจ้าของโรงรับจำนำผู้รักสันโดษ ที่หลบหนีอดีตอันแสนเจ็บปวด และ ‘ซูมิ’ เด็กน้อยลูกของสาวนักเต้นขี้ยา ที่ไม่เคยสนใจใยดีเธอ ทั้งคู่เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของกันและกัน จนวันหนึ่งแม่ของซูมิได้ขโมยยาเสพติดของแก็งค์ค้ายามาทำให้ถูกตามล่าตัว แตซิกพบศพของแม่ซูมิถูกค้าอย่างโหดเหี้ยม อวัยวะทุกส่วนถูกควักไปขาย และซูมิถูกจับตัวไป เขาจึงตามล่าทุกวิถีทาง เพื่อพาตัวเพื่อนคนเดียวของเขากลับคืนมา https://www.youtube.com/watch?v=38rPoGSr19U Memories of Murder (2003, บองจุนโฮ) หนังไม่เพียงรื้อฟื้นความทรงจำถึงคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงและมิอาจปิดคดีได้ หากยังกระตุ้นเตือนถึงฝันร้ายและอาชญากรรมที่รัฐเคยทำไว้กับประชาชน อาจกล่าวได้ว่าการถูกกดขี่อย่างไร้ความปรานีมาอย่างยาวนานในอดีตนี่เองคือหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ความโกรธเกรี้ยวและความรุนแรงเจริญงอกงามในหนังเกาหลีเหลือเกิน ในคืนวันฝนตก หญิงสาวได้หายตัวไปทีละคน ทีละคน พร้อมกับศพที่ถูกพบโดยมีกางเกงในมัดหน้าไว้ ยิ่งนักสืบสืบเข้าใกล้ความจริงมาขึ้นเท่าไหร่ การฆาตกรรมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทวีคูณความโหดร้ายมากขึ้นเรื่อยๆและไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ เมื่อฆาตกรทั้งฉลาดและก้าวนำหน้าเหล่านักสืบหนึ่งก้าวเสมอ จึงเป็นหน้าที่ของ ’นักสืบปาร์ค’ และ ’นักสืบซอ’ ที่จะต้องคลี่คลายคดีสะเทือนขวัญนี้ให้ได้ ! https://www.youtube.com/watch?v=dTnyhLywdJc ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BREAKING! ส.บอลตั้ง “โอกาเบะ” เชิ๊ดดำญี่ปุ่นลงชี้ขาดกิเลน-บุรีรัมย์
ช้างเอฟเอคัพ /  ทาคูโตะ โอกาเบะ / 

สมาคมฟุตบอลฯ เปิดเผยรายชื่อผู้ตัดสินดาวรุ่งดีกรีฟีฟ่าชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดศึกซุปเปอร์บิ๊กเเมตช์กิเลนผยอง กับปราสาทสายฟ้าในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 16 ทีมเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว สมาคมกีฬาฟุตบอลเเห่งประเทศไทยฯ ได้ทำการเผยรายชื่อผู้ตัดสินชาวญี่ปุ่นที่จะทำหน้าที่ชี้ขาดในศึกบิ๊กเเมตช์ “ช้างเอฟเอ คัพ 2016” รอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่างเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กับเเชมป์เก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว โดยเป็นเชิ๊ดดำดาวรุ่งเเเละพ่วงดีกรีผู้ตัดสินฟีฟ่าเมื่อปี 2015 ตามที่สมาคมฟุตบอลฯ ได้ส่งหนังสือถึงสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นเพื่อขอความช่วยเหลือส่งผู้ตัดสินฟีฟ่าเข้ามาทำหน้าที่คู่บิ๊กเเมตช์ในกลางสัปดาห์นี้ ล่าสุดมีการรายงานว่าผู้ตัดสินคนดังกล่าวคือ ทาคูโตะ โอกาเบะ เชิ๊ดดำดาวรุ่งมาเเรงชาวญี่ปุ่น พร้อมผู้ช่วยชาวญี่ปุ่นอีก 2 รายลงทำหน้าที่ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ณ สนามเอสซีจี สเตเดียม เวลา 19.00 น. สำหรับ ทาคูโตะ โอกาเบะ เเม้ปัจจุบันมีอายุเพียง 35 ปีเเต่มีประสบการณ์ผ่านการตัดสินในเวทีเอเชียมาอย่างมากมาย อาทิ ผ่านทุกรายการในศึกเจลีกเเละฟุตบอลถ้วย ของประเทศญี่ปุ่น, เกมเอเอฟซี เเชมป์เปี้ยนส์ลีก, วีลีก เวียดนาม, ไชนิส ซูเปอร์ลีก ประเทศจีน เเละเอลีก ประเทศออสเตรเลีย พร้อมกับมีดีกรีผู้ตัดสินฟีฟ่าเมื่อปี 2015 อีกด้วย 

ไฉไลกว่าเดิม!! คลิปมุมมองบรรยากาศภายในและนอก นิว เมน สแตนด์ ของ ลิเวอร์พูล
คลิปที่นั่งใหม่หงส์ /  นิว เมน สแตนด์ / 

กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญในเกมการแข่งขันศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ ลิเวอร์พูล มีคิวเปิดบ้านรับการมาเยือนของแชมป์เก่า เลสเตอร์ ซิตี้ ไปซะแล้ว! สำหรับ "นิว เมน สแตนด์" อัฒจันทร์ที่นั่งใหม่ของเหล่าสาวก "เดอะค็อป" ที่เพิ่มความจุมากถึง 8,500 ที่นั่ง รวมของเก่าเพิ่มขึ้นเป็นราวๆ 54,000 ที่นั่ง ส่วนบรรยากาศทั้งภายในและภายนอก สแตนด์ แห่งใหม่ของ "หงส์แดง" จะเป็นอย่างไร..ไปชมกันเลย!! คลิปมุมมองบรรยากาศภายในและนอก นิว เมน สแตนด์ ของ ลิเวอร์พูล

*ประกาศรางวัล*คนรักอาหารทะเลห้ามพลาด! งานเทศกาลอาหารทะเลระดับประเทศ 2016 (แจกบัตรฟรี)
Amazing Pattaya Seafood Festivel 2016 /  เทศกาลอาหารทะเล

เอาใจคนรักอาหารทะเล กับ งานเทศกาลอาหารทะเลพัทยา 2016 (Amazing Pattaya Seafood Festivel 2016) จัดขึ้นในวันที่ 29 - 31 กรกฎาคม 2559 ณ บริเวณชายหาดพัทยา เป็นงานที่มีกิจกรรมมากมายหลากหลายสำหรับแฟนอาหารทะเลตัวจริง ไปดูกันว่างานนี้มีอะไรบ้าง ? แถมงานนี้เรามีบัตรฟรีมาแจกกันด้วย... Fresh Seafood (Sale if the year) : เห็นคำว่า Sale ตัวโตๆหลายคนคงอดใจไม่ได้กับการลดราคาอาหารทะเล ที่มากมายหลากหลาย ทั้งสด และแปรรูปแล้วขนขบวนกันมาสำหรับนักชิม และนักชอปโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้รับรองว่าคุณจะต้องได้อาหารทะเลกลับบ้านอย่างมากมาย และสบายกระเป๋า Easy & Street DINING Food On The Beach : เดินชิล กินอาหารบนหาดพัทยาจะมีมื้อไหนของคุณฟินไปกว่านี้อีกหล่ะว่าไหมทานหารริมทะเล นั่งบนชายหาดมีร้านพร้อมเสิร์ฟให้คุณได้เลือกสรรกว่า 200 ร้านเป็นทางยาว ไม่ผิดหรอกนะ 200 ร้านกินกันให้ตัวแตกไปข้างเลยดีกว่ารักอาหารทะเลอย่าพลาด! Live Concert On The Beach :  มีLive Concert ให้ฟังกันจากศิลปิน ป๊อป แคลลอรี่ บลา บลา Jetset'er และเอ๊ะ จิรากร ต้องบอกเลยว่าครบจริงอาหารอร่อยบรรยากาศดีดนตรีเพราะ จะมีอะไรน่าไปกว่านี่อีกเล่า Exclusive GALA DINNER : ทานอาหารมื้อพพิเศษจากสุดยอดเชฟชื่อดัง 3 ท่านได้แก่ เชฟชุมพล โชว์ฝีมืออาหาร ไทยประยุกต์ เชฟวิลเมนต์ ลีออง โชว์ฝีมืออาหารตะวันตกระดับเวิร์ลคลาส และเชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ โชว์ฝีมืออาหารรูปแบบอาหารเอเชียนเจแปนนีสฟิวส์ชั่น 3 คน 3 สไตล์ ใน 3 วัน จากสุดยอดเชฟชื่อดังระดับประเทศและระดับโลก วันที่ 29 ก.ค. 2016  จะได้ทานอาหารจาก เชฟชุมพล แจ้งไพร ในรูปแบบอาหาร ไทยประยุกต์  5 คอร์ส วันที่ 30 ก.ค. 2016  จะได้ทานอาหารจาก เชฟวิลเมนต์ ลีออง อาหารตะวันตกระดับเวิร์ลคลาส  5 คอร์ส วันที่ 31 ก.ค. 2016  จะได้ทานอาหารจาก เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ ในรูปแบบอาหารเอเชียนเจแปนนีสฟิวส์ชั่น  5 คอร์ส (สำหรับแฟน MThai ทางเราไม่พลาดที่จะมีกิจกรรมแจกบัตรให้ชิมอาหาร จำนวน 10 ใบ ติดตามกิจกรรมด้านล่าง) Pattaya Seafood Signature DISH Contest : ประกวดสุดยอดเมนูซีฟูดประจำร้าน ร้านดัง เมนูเด็ดส่งเข้าประกวดมากมายจนต้องตามไปชิม Pattya Seafood Eating Contest : นักกินเตรียมให้พร้อมเพราะงานนี้มีแข่งขันสุดยอดนักกินอาหารทะเลซึ่งท้าผู้เข้าชิงจากทั่วประเทศ ใครแน่ กินจุ กินเร็ว มาได้เลยชิงเงินรางวัลกว่า 200,000 บาท Pattaya Seafood Photo Contest : การประกวดรูปอาหารทะเลเมืองพัทยาเพียง ถ่ายภาพอาหารที่คุณได้รับประทานในเมืองพัทยา(อาหารทะเล) โพสชื่อเมนูพร้อม #PSF2016 ภาพไหนที่ยอด Like&Share สูงสุดรับไปเลยบัตรห้องพักโรงแรม 5 ดาวและของรางวัลอื่นๆมูลค่ากว่า 100,00 บาท เห็นไหมหล่ะกิจกรรมเยอะ อร่อยครบ และยังชิลอีกต่างหากจะหาที่ไหนได้หล่ะ ก็งานเทศกาลอาหารทะเลพัทยา 2016 ไง สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมที่เราได้บอกไว้ในข้างต้น ถึงเวลาแจกกันแล้วเพียงแค่คุณทำตามกติกาด้านล่างจะมีสิทธิ์รับบัตร รับประทานอาหาร Gala Dinner จากเชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ มูลค่ากว่า 4000 บาทต่อ 1 ใบ ระยเวลากิจกรรม : วันนี้ – 25 กรกฎาคม 2016 แชร์ข่าวนี้ลงในหน้า Facebook ของคุณพร้อตั้งเป็น Public พิมพ์ Caption เชิญชวนพร้อม #mthai #psf2016 ตอบคำถาม พร้อมแจ้งรายละเอียดในการติดต่อให้ครบถ้วน และถูกต้อง ทีมงานจะสุ่มจับรางวัล และประกาศชื่อผู้โชคดีในข่าวนี้ วันที่ 26 กรกฎาคม 2016 รูปแบบของรางวัล : มีจำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 2 ใบ) ใช้ได้ในงานวันที่  31 กรกฏาคม 2016 คำถามกิจกรรม : Loading... หมายเหตุ - ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ - ทีมงานจะพิจารณาแจกของรางวัลจากผู้ที่ทำตามกติกาครบ - ทีมงานสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า การตัดสินใจของทีมงานถือเป็นที่สิ้นสุด สถานที่จัดงาน รายชื่อผู้โชคดี ประกาศ! รายชื่อผู้โชคดีกิจกรรม งานเทศกาลอาหารทะเลพัทยา 2016 (Amazing Pattaya Seafood Festival 2016) ได้แก่ 1. คุณ ธนพล ว่องไวมีทรัพย์ 2. คุณ ภีรดา วิวรรธนมุกดา 3. คุณ สมลักษณ์ จิตร์ชื้น 4. คุณ ชื่นสุมน หวังดี 5. คุณ พสันต์พัชร์ บุญญะวรรณกุล ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีด้วยนะครับ สำหรับคนที่ไม่ได้รางวัลไม่เป็นไร Food MThai ยังมีกิจกรรมดีๆแบบนี้มาเสิร์ฟให้เพื่อนตลอดปีอย่างแน่นอน เงื่อนไขการรับของรางวัล 1. ผู้โชคดีต้องยืนยันตัวตนตั้งแต่ วันนี้ – 28 กรกฎาคม 2559 ที่ Fanpage >> https://www.facebook.com/messages/food.mthai วิธีการคือส่ง Message มาทาง Inbox มาให้ Admin ถ่ายรูปบัตรประชาชนชื่อผู้โชคดีพร้อม เบอร์ติดต่อกลับ (กรณีผู้โชคดีไม่ได้เข้ามายืนยันตัวตนภายในระยะเวลาที่กำหนด ทีมงานจะถือว่าสละสิทธิ์) 2. กรุณาแต่งชุดสุภาพเมื่อมามาร่วมงาน หมายเหตุ - ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ทีมงานสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า

Lenovo เปิดตัว Air Pro ชูเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง
Air Pro /  Lenovo / 

ไหนๆ คู่แข่งก็เพิ่งเปิดตัว Notebook รุ่นใหม่มาแบบที่เรียกเสียงฮือฮากันไปแล้ว Lenovo ก็ยอมไม่ได้เลยจัด Air Pro ออกมาท้าชนซะเลย Lenovo Air Pro มาพร้อมหน้าจอขนาด 13.3 Full HD ประมวลผลด้วย Intel I5-6200U ชิปกราฟฟิคแยก NVIDIA GT940MX 2GB ความจุ SSD 256GB, RAM 4GB ตัวเครื่องบางแค่ 1.48 ซม. และน้ำหนักเพียง 1.29 กก. เท่านั้น แถมยังมีระบบสแกนลายนิ้วมือด้วย สนนราคา Lenovo Air Pro อยู่ที่ 4,999 หยวน (หรือประมาณ 26,200 บาท) ที่มา : gizmochina

Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ‘ซูชิ’ ศิลปะแห่งการกิน
Footnote อ่านโลกผ่านหนัง /  ซูชิ / 

"วัตถุดิบแต่ละชนิดมีช่วงเวลาแห่งความอร่อยในอุดมคติอยู่”  ในสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2011) นักทําซูชิระดับตํานานอย่าง จิโระ โอโนะ ยังคงวาดฝันถึงซูชิที่มีรสชาติสมบูรณ์พร้อม แม้ร้านสุคิบายาชิของเขาจะได้ชื่อว่าเป็นร้านที่ทําซูชิได้อร่อยที่สุดในโลกแล้วก็ตาม... ตรงข้ามกับซูชิรสชืดที่เราหาซื้อมากินได้ในห้างทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยสาหร่ายเหนียวหนืด กลิ่นเหม็นคาว หรือวัตถุดิบบี้แบน...บางทีซูชิอาจเป็นศาสตร์และศิลป์ที่มากกว่าการแล่ปลาดิบชิ้นบางวางโปะลงบนข้าวปั้นสี่เหลี่ยมก้อนเล็กๆ  โดยเริ่มต้นจากปลาส้มในแถบบ้านเรา... ปี 1824 ฮานายะ โชเฮย์ เริ่มแล่ปลาดิบวางลงไปบนข้าวผสมน้ําส้มสายชู...จนปี 2011 จิโระ พ่อครัววัย 85 ยังคง “พยายามขึ้นสู่จุดสูงสุด (แห่งการทําซูชิ) ไม่ว่าจุดสูงสุดที่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม โปรดเตรียมท้องให้ว่าง เปิดใจให้กว้าง ก่อนตะลุยสู่ดินแดนแห่งปรัชญาชีวิต จิตวิญญาณ และศิลปะแห่งที่สืบทอดมานานหลายร้อยปี! 1.ข้าวเปรี้ยวหวาน สิ่งแรกที่เราควรให้ความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปลาดิบ ก็คือ ‘ข้าวผสมน้ํา ส้มสายชู’ ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะพิถีพิถันตั้งแต่การปลูกโดยปราศจากสารเคมีและดูแลต้นข้าวทุกกระเบียดนิ้ว แม้คนส่วนใหญ่ชอบกินข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาใหม่ๆ แต่ข้าวที่มีอายุสักเล็กน้อยจะเหมาะแก่การทําซูชิมากกว่า โดยพ่อครัวจะติดต่อซื้อข้าวจากแหล่งโดยตรงเพื่อคัดเฉพาะเมล็ดที่โตเต็มที่แล้วนํา ไปผสมกับพันธุ์ข้าวจากแหล่งอื่นๆ จนตรงตามต้องการ เมื่อได้เมล็ดข้าวมาแล้ว หัวใจสําคัญสําหรับข้าวในซูชิก็คือ การหุงโดยใช้น้ําสําหรับปรุงอาหารหรือน้ําธรรมชาติเติมลงไปในหม้อโดยกะปริมาณตามความชื้นและอุณหภูมิในช่วงนั้นอย่างละเอียดอ่อน ทิ้งข้าวหุงสุกไว้จนเย็น (แต่ไม่นําไปแช่แข็ง) แล้วนํามาผสมน้ําส้มสายชูแบบใส อาจใส่น้ําตาลเล็กน้อยเพื่อข่มรสเปรี้ยว ดูวิธีหุงข้าวแบบญี่ปุ่นได้จาก Flavour of Green Tea over Rice (1952) ผลงานสุดคลาสสิกของ ยาสุจิโร โอสุ ซึ่งถ่ายทอดวิถีชีวิตประจําวันอันเรียบง่ายผ่านเหตุการณ์ที่คู่รักคืนดีกันระหว่างเตรียมอาหารมื้อเล็กๆ  2.เจาะกรุสมบัติแห่งธรรมชาติ เม็ดฝนโปรยปรายลงผืนดินในภูเขาพร้อมให้กําเนิดพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ แล้วชะล้างแร่ธาตุจากป่าลงสู่แม่น้ํา ให้ปลากิน และแม่น้ําก็จะชักพาสารอาหารสู่สัตว์น้อยใหญ่ที่แหวกว่ายในทะเลอีกทอดหนึ่ง... การเรียนรู้วัฏจักรที่ก่อเกิดสรรพสิ่งจะช่วยให้พ่อครัวเข้าใจสภาพของแหล่งวัตถุดิบซึ่งส่งผลสําคัญต่อรสชาติ และสามารถคํานวณช่วง ‘ชุน’ หรือช่วงที่วัตถุดิบมีคุณภาพดีที่สุดตามฤดูกาลของมัน เช่น ปลาบางพันธุ์อร่อยสุดเมื่อมีไข่ในท้อง, สะสมไขมันเพื่อรับฤดูหนาว หรือว่ายทวนกระแสน้ําเพื่อวางไข่ เป็นต้น เช่นเดียวกับ ชัค โนแลนด์ ใน Cast Away (2000) ซึ่งประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกจนต้องติดเกาะร้างอยู่นานปี เขาจึงเอาตัวรอดด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติ เช่น การกินมะพร้าวและหัดตกปลา หรือหนูน้อย ซันเป ใน Sanpei the Fisher Boy (2009) ซึ่งมุ่งตกปลาในตํานานจนต้องศึกษากระแสน้ําแหล่งธรรมชาติของปลาและออกเดินทางเลี้ยวลดคดเคี้ยวในป่าใหญ่ นอกจากพ่อครัวต้องคํานึงถึงรสชาติและสารอาหารแล้ว ยังต้องระวังเรื่องพิษในอาหารเป็นพิเศษ เพราะวัตถุดิบเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพของร้านซูชิ เช่น Le Grand Chef (2007) ซุงชานมีอดีตฝังใจจากการถูกกลั่นแกล้งว่าแล่ซาชิมิปลาปักเป้าไม่ดีจนทํา ให้กรรมการยกโขยงเข้าร.พ. เหตุการณ์ครั้งนั้นทําให้เขาเลือกวัตถุดิบเองทุกครั้งอย่างพิถีพิถัน 3.หลากที่ หลายเครื่อง มากรส ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงชันและล้อมรอบด้วยทะเล สภาพอากาศจึงผันแปรตามพื้นที่ ตั้งแต่เขตหนาวเหน็บอย่างฮอกไกโดไปจนถึงเขตร้อนอย่างคิวชูและโอกินาวา ซึ่งพืชและสัตว์ต่างสายพันธุ์จะเลือกอาศัยในอุณหภูมิที่เอื้อต่อการดํารงชีวิตของมันจนเกิดวัตถุดิบเฉพาะแห่ง แล้วพัฒนาเป็นซูชิรสท้องถิ่น เช่น ฮอกไกโดขึ้นชื่อเรื่องปลาเฮอร์ริง แซลมอน และปลาหมึกกล้วย หรือโตโฮคุมักใช้สมุนไพรบนภูเขามาทํา เป็นหน้าซูชิ ฯลฯ วิคเตอร์ เชฟหนุ่มใน Letters to Juliet (2010) ฝักใฝ่ในอาหารท้องถิ่น จนทิ้งการฮันนีมูนไปตระเวนหาวัตถุดิบและสูตรชั้นยอดจากเมืองต่างๆ ในอิตาลี   4.ปั้นซูชิตํา รับบูชิโด ชิ้งงง เสียงพ่อครัวใช้หินลับมีดเล่มโปรดอย่างระมัดระวัง เพราะนอกจากมันจะเป็นมีดเหล็กกล้าราคาแพงหูฉี่แล้วยังเป็นอาวุธคู่ใจที่ใช้แล่ปลาได้เรียบสวยเป็นเหลี่ยมมุมและไม่ทําให้เนื้อปลาฉีกขาดเหมือนมีดแสตนเลสทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสาวทวงแค้นใน Kill Bill: Vol. 1 (2003) ซึ่งขอให้ ฮัตโตริ ฮันโซ อดีตนักตีดาบผู้ผันตัวมาเป็นพ่อครัวซูชิ สร้างดาบสุดแกร่งในตํานานให้ แต่หนังก็ไม่ได้เว่อร์เกินหรอกนะเพราะจริง ๆ แล้วมีดของพ่อครัวซูชิก็สืบทอดจากดาบซามูไรซึ่งคมกริบไม่หักไม่งอ เมื่อแล่ปลาแล้วต้องปรุงวัตถุดิบให้ขับเน้นรสธรรมชาติออกมาโดยพิจารณาว่า สิ่งไหนควรกินดิบ หมักหรือปรุงสุก จากนั้นจุ่มมือในน้ําเย็นเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย แล้วนําข้าวกับเครื่องปรุงมาปั้นเป็นซูชิทรงพัดกระดาษ โดยส่วนใหญ่จะปั้น 5 ครั้ง (หากมากกว่านั้นอุณหภูมิของมือ จะทําให้วัตถุดิบเสียความสดใหม่และบีบข้าวมากไปจนแข็ง) ให้ข้าวสมดุลกับชิ้นปลาจนได้รสชาติเลิศรส ดูวิธีแล่ปลาและปั้นอย่างเหมาะสมได้ในสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2011) ซึ่งตีแผ่ชีวิตพ่อครัวระดับตํา นานอย่าง จิโระ โอโนะ ผู้ไขว่คว้าหาซูชิที่สมบูรณ์แบบ 5.วาซาบิ จี๊ดดด...เต็มพิกัด ใน Wasabi (2001) พนักงานเสิร์ฟถ้วยใส่วาซาบิพร้อมขวดโชยุ ก่อนฮูเบิร์ตจะโชว์เหนือด้วยการหยิบวาซาบิกินเปล่าๆ และ Jackass: the Movie (2002) ทําฮาโดยนําวาซาบิมาละเลงในโชยุ แล้วสูดเข้าจมูกเต็มๆ ! ทั้งสองเรื่องแสดงพฤติกรรมจิ้มซอสอย่างผิดๆ จนคนปลูกวาซาบิอาจร้องไห้เพราะรสฉุนเผ็ดจะหายไปง่ายๆ เมื่อสัมผัสออกซิเจน! การกินให้ได้รสชาติจัดจ้านต้องจุ่มด้านที่เป็นหน้าของซูชิลงไปในโชยุ โดยสัมผัสแค่ปลายชิ้น (ไม่จุ่มลงไปทั้งก้อนเพราะจะทํา ให้ข้าวดูด ซับโชยุมากเกินไป) ส่วนวาซาบิจะไม่ขูดทิ้งไว้ให้สัมผัสอากาศโดยตรง แต่ มักทาบางๆ ไว้บนข้าวซูชิส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อปลาแทน 6.เอาใจรายคน จะกินทั้งที เอ๊ะ ทํา ไมไม่บอกราคาในเมนู... ก็เพราะทุกๆ เช้า ร้านซูชิเปี่ยมคุณภาพมักเลือกซื้อปลาที่ดีที่สุดในท้องตลาดมาตีราคาอย่างแฟร์ๆ วันต่อวันว่าพวกเขามีปลาชนิดใด คุณภาพระดับไหนมานําเสนอ นอกจากนี้ทางร้านยังพยายามขายสินค้าให้เกลี้ยงภายในวันนั้นเลย เพื่อพรุ่งนี้จะได้ซื้อของสดใหม่มาให้ลูกค้าลิ้มรสอีก พ่อครัวซูชิต้องสังเกตรสนิยมของลูกค้าแต่ละคนเพื่อให้จัดเรียงซูชิได้ตรงใจ โดยทุกครั้งพ่อครัวจะไม่เตรียมวัตถุดิบจนเสร็จสรรพเพราะเมื่อปลาทํา ปฏิกิริยากับอากาศจะสูญเสียความสดใหม่ แต่เขามักลงมือทําพร้อมโชว์ศิลปะการปั้นทันทีที่ลูกค้าอยากทานเท่านั้น (แม้วิธีนี้จะเอื้อให้ลูกค้าสั่งอาหารอย่างอิสระ แต่หากกลัวงบกระฉูดก็สามารถสั่งเซ็ตรวมที่มี 7-9 ชิ้นได้เช่นกัน) สังเกตการสั่งอาหารในร้านซูชิอย่างถูกต้องได้ใน Defending Your Life (1991) เมื่อ แดเนียล ใช้ชีวิตหลังความตายด้วยการเข้าร้านซูชิ เขาเลือกนั่งที่บาร์แล้วถามพ่อครัวว่าอาหารอะไรสดที่สุดในวันนั้น ส่วนพ่อครัวก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาระหว่างเสิร์ฟ (การพูดคุยช่วยสานสัมพันธ์อันดีและว่ากันว่าพ่อครัวควรจํา ตั้งแต่ชื่อลูกค้า ไปจนถึงชื่อลูกเมียของเขาเลยทีเดียว) ตรงกันข้ามกับพนักงานร้านซูชิใน Woman on the Beach (2006) ซึ่งเพิกเฉยและไม่ยอมบริการลูกค้า จน จุงเร กราดเกรี้ยวใส่ 7.ทูนา เจ้าแห่งปลาทั้งมวล เดิมทีคนญี่ปุ่นนิยมกินปลาชิราอุโอะ แต่พอเริ่มลิ้มลองเนื้อวัวก็หันมาเชิดชูรสปลาทูนา ด้วยเส้นลายไขมันเรียงตัวสวยที่มาพร้อมรสชาติเข้มข้นคล้ายเนื้อวัวแต่มีรสตกค้างในปากน้อยกว่า... ข้ามฟากมาอีกซีกโลก ณ อเมริกา ทูนาเป็นเพียงอาหารราคาถูก โดยนําเศษเนื้อมาบดรวมกันแล้วอัดกระป๋องขาย ชาวตะวันตกจึงไม่เข้าใจรสชาติซูชิ พวกเขาแพ้ทางกลิ่นสาหร่าย รสฉุนขึ้นจมูกของวาซาบิ และเนื้อดิบแฉะของปลา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจาก Scenes from a Mall (1991) เมื่อ วูดดี อัลเลน มาในคราบของ นิค ชายหนุ่มผู้พร่ําบ่นรสซูชิในห้างว่ามัน “โคตรแพงเลยสําหรับอาหารทําจากปลาตาย” ต่อมาไม่นานซูชิกลับแพร่หลายไปทั่วโลก ทุกเช้าตอนตี 5 ตลาดซึคิจิซึ่งเป็นตลาดปลาแห่งใหญ่ในโตเกียวจะอัดแน่นไปด้วยลูกค้ากว่าแสนคนที่จ้องประมูลทูนาขนาดยักษ์เข้าร้านสินค้าส่งออก-นําเข้าในตลาดแห่งนี้สร้างเม็ดเงินมหาศาลกว่าพันล้านเยน จนเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงตอน 7 โมงเช้า สมรภูมิซื้อ-ขายอันดุเดือดจะสงบลง วัฒนธรรมแดนปลาดิบกลายเป็นอาหารที่นานาชาติยอมรับไม่เว้นกระทั่งแม่บ้านฝรั่งเศสใน The Hedgehog (2009) ผู้มองตัวเองว่า อ้วน แก่ น่าเกลียด แถมยังเป็นแม่ม่าย แต่ชีวิตพลิกผันเมื่อไปเดตกับชาวญี่ปุ่นในร้านซูชิ เธอค่อยๆ ซึมซับกระแสนิยมพร้อมๆ กับยอมรับตัวเอง หรือ ใน Sushi: The Global Catch (2011) สารคดีที่จับตาการเติบโตอย่างรวดเร็วของวัฒนธรรมซูชิ และตั้งคําถามว่าพฤติกรรมการบริโภคมหาศาลจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติเช่นไร 8.ซูชิกลายพันธุ์ ลัดฟ้ามาสู่อีกซีกโลกทั้งที พ่อครัวญี่ปุ่นจึงเอาใจฝรั่งด้วยการใส่ส่วนผสมแปลกใหม่อย่าง เนื้อ หมูไก่ แฮม แซลมอนรมควัน มะเขือเทศ ฯลฯ ลงไปในซูชิด้วย แถมคิดค้นสูตร ‘แคลิฟอร์เนีย โรล’ ซึ่งมีทั้งเนื้อปู แตงกวาและอโวคาโด (เชื่อว่ามีรสมันเข้มข้นคล้ายทูนา) แล้วกลับสาหร่ายเข้าด้านในซูชิเพื่อกลบกลิ่น ที่เด็ดกว่านั้นคือ เนียวไตโมริ หรือการเสิร์ฟซูชิที่วางบนตัวสาวเปลือยสุดเซ็กซี ซึ่งแม้จะไม่ได้พบเห็นทั่วไปในญี่ปุ่นแต่มันก็กลายเป็นภาพจําในสื่อต่างๆ และดึงดูดนักท่องเที่ยวจํานวนมหาศาลให้มาลองของวิธีนี้ต้องใช้ผู้หญิงที่ถูกฝึกให้นอนนิ่งๆ ได้นานหลายชั่วโมง ผิวไม่แพ้อาหารเย็นๆ และเป็นคนรักษาความสะอาด...สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามันเป็นศิลปะหรือการเหยียดเพศอย่างรุนแรงกันแน่ Map of the Sounds of Tokyo (2009) หนังสเปนซึ่งให้พนักงานสาวในตลาดขายปลารับอาชีพเสริมเป็นนักฆ่า โดยถูกวิจารณ์ว่าเสนอภาพเนียวไตโมริราวกับมีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น หรือใน Sex and the City (2008) เมื่อ ซาแมนธา โจนส์ พยายามชนะใจชายหนุ่มด้วยการเปลื้องผ้าแล้ววางซูชิลงบนตัว 9.รัชทายาทคนต่อไป การสืบทอดวิถีแห่งซูชิไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาฝึกฝนวิทยายุทธเกือบ 10 ปี อันได้แก่ 2 ปีแรก ทําความสะอาดร้านและในครัว / 2 ปีถัดมา เรียนรู้วิธีหุงข้าว / 3-4 ปีให้หลัง หัดเลือกซื้อวัตถุดิบและแล่ปลา โดยทั้งหมดนี้ต้องผ่านบททดสอบสุดหินอย่างการทํา ซูชิปลาโคฮาดะ (แล่ปลาที่มีก้างเล็กๆ เยอะแล้วหมักด้วยน้ําส้มสายชู) หรือทํา ซูชิปลาไหล (ใช้ซอสบางๆ ทาแทนวาซาบิ ซึ่งทํามาจากน้ําต้มซุปปลาไหลที่สะสมไขมันเข้มข้นนานหลายปี) การเรียนรู้วิชาซูชิก็คล้ายกับใน The Ramen Girl (2008) เมื่อ แอ็บบี สาวอเมริกันที่ชีวิตมาถึงทางตัน ได้กินน้ําซุปราเม็งแสนเลิศรส เธอจึงตัดสินใจขอเรียนรู้วิธีทําจากปรมาจารย์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การทําความสะอาด ผ่านการฝึกฝนอันยากลําบากจนในที่สุดก็ทําราเม็งเป็น นอกจากฝีมือแล้ว สิ่งสําคัญที่สุดของการทําซูชิคือจิตใจที่อยากให้ลูกค้าได้กินของอร่อย ซึ่งใน No Reservations (2007) เราจะเห็นชีวิตของกุ๊กเปลี่ยนไปเมื่อเธอรับเลี้ยงเด็ก จากเดิมที่ทําอาหารตามตํารา ก็หันมาคํา นึงถึงจิตใจของลูกค้า **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ศิลปะ ‘ซูชิ’ เมื่อชีวิตควรค่าแก่การกิน โดย สุภัชา ทิพเสนา / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 119 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ร้านนั่งชิลล์ติวหนังสือ Sit In Inspired Work Space กาแฟดี แถมฟรีWIFI
คาเฟ่ฟรีWIFI /  ร้านติวหนังสือ / 

ใครที่ชอบนั่งทำงาน คุยงาน อ่านหนังสือสอบตามร้านกาแฟ ประเภทที่ชอบนั่งลากยาวไปทั้งวัน จนติดการนั่งทำงานในร้านกาแฟไปแล้ว วันนี้มีร้านที่เปิดโดยเฉพาะให้คนที่ชอบ นัดลูกค้าคุยงาน อ่านหนังสอบ นัดติว หรือนั่งเล่นตามร้านคาเฟ่ต์ต่างๆ มีชื่อร้านว่า Sit In Inspired Work Space เปิดพื้นที่ให้นั่งกันเต็มที่ โดยจ่ายแค่ค่าบริการอย่างเดียว คิดเป็นหัวแบบบุฟเฟต์เลยค่ะ เงื่อนไขต่างๆ และบรรยากาศจะเป็นยังไง ไปดูกันเลยค่ะ ร้านนั่งชิลล์ติวหนังสือ Sit In Inspired Work Space กาแฟดี แถมฟรีWIFI Sit In Inspired Work Space เป็นร้านแรกและแห่งเดียวในใจกลางกรุงที่เปิดบริการให้นั่งยาวแบบบุฟเฟต์ หลายคนสงสัยว่าบริการให้นั่งแบบบุฟเฟต์เป็นอย่างไร หากพูดง่ายๆ คือจ่ายค่าบริการใช้พื้นที่ที่คิดต่อที่นั่ง แล้วใช้ฟรีได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Wifi เครื่องดื่ม กาแฟ จนไปถึงของว่างอย่าง วาฟเฟิล ไอศกรีม ขนม ฟรี! ห้องประชุมขนาดเล็กสำหรับ 2-6 ท่าน ขนาดกลาง 7-10 ท่าน และห้องประชุมใหญ่ จุได้ 15 ท่าน (มาครบตามจำนวน เปิดห้องฟรี! )เน้นย้ำว่าฟรี ฟรี ฟรี ทุกอย่างจริงๆ ค่ะ เริ่ดมากก ค่าบริการเริ่มต้นเพียง 119 บาท ต่อคน โดยมีแพคเกจให้เลือกดังนี้ ราคาค่าบริการแพคเกจพิเศษ (ต่อ 1 ท่าน)แพคเกจใช้งาน 3 ชม. ราคา 189 บาท แพคเกจใช้งาน 4 ชม. ราคา 225 บาท แพคเกจใช้งาน 5 ชม. ราคา 259 บาท แพคสุดชิล One day pass 289 บาท นั่งสวยๆ สบ๊าย สบาย พร้อมขนมเครื่องดื่มบริการฟรีไม่อั้นตลอดวัน!! * ราคาปกติต่อ 1 ท่าน ค่าบริการชั่วโมงแรก 119 บาท ชั่วโมงต่อๆ ไป ชม. ละ 40 บาท * Sit In Inspired Work Space อยู่ที่ สยามสแควร์ ชั้น 2 โรงหนังลิโด้ ย่านนี้เป็นย่านธุรกิจ และเป็นสถานที่ยอดฮิตที่วัยรุ่นมักจะมาพบเจอกัน และเป็นแหล่งที่มีโรงเรียนกวดวิชาเยอะมาก ทีนี้ล่ะ น้องๆ ที่หาสถานที่ติวหนังสือ ไม่ต้องไปไหนไกลเลยค่ะ มีพื้นที่ให้โดยเฉพาะ รูปภาพจาก แฟนเพจ Sit In Inspired Work Space

ไม่แชมป์แต่ได้ใจ! โต๊ะเล็กไทยฮึดไล่เจ๊าคาซัคสถาน2วินาทีสุดท้าย 3-3
คาซัคสถาน /  ฟุตซอลทีมชาติไทย / 

โต๊ะเล็กไทยไม่พ่ายคาซัคฯเบอร์ 9 ของโลก ได้ประตูตีเจ๊า 3-3 ช่วง 2 วินาทีสุดท้ายมี 5 แต้มเท่าคาซัคฯ แต่ประตูได้เสียเป็นรอง พลาดแชมป์ไปอย่างย่าเสียดายในศึก "ฟุตซอลไทยแลนด์ไฟว์2016 พรีเซนเต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป"  "ฟุตซอลไทยแลนด์ไฟว์ 2016 พรีเซนเต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป" ที่สนามบางกอก อารีน่า เวลา 19.30 น. วันอังคารที่ 23 ส.ค.59 ระหว่าง "ช้างศึก"ทีมชาติไทย เจ้าของอันดับ 12 ของโลกพบ คาซัคสถาน ทีมอันดับ 9 ของโลกจากยุโรป ซึ่งพึ่งคว้าอันดับ 3 เวทียูโร 2016 มาครอง โดยถือเป็นเกมชิงแชมป์เพราะมี 4 แต้มเท่ากัน แต่ลูกได้-เสีย คาซัคสถานดีกว่า มิเกล โรดริโก้ กุนซือชาวสเปนของทีมชาติไทย ส่งผู้เล่นชุดแรก ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู อย่าง คณิศร ภู่พันธ์ , เลิศชาย อิสราสุวิภากรณ์ , ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง , อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ , ไตรรงค์ เพชรเทียม โดยที่ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง นำเป็นดาวซัลโวที่ 4 เม็ด ด้าน ริคาโด้ ซามบ้า กุนซือคาซัคสถาน ส่งผู้เล่นชุดแรกซึ่งถือเป็นตัวหลักจาก 2 เกม ประกอบด้วย ฮิกวยต้า ผู้รักษาประตูที่ว่ากันว่าใช้เท้าดีที่สุดในโลกตอนนี้ , เลโอนาร์โด้ เมนดองก้า , ดูเรน นูโกรซิน , ดักลาส จูเนียร์ , เอเวอร์ตัน ริเบอโร่ โดยที่ ดักลาส จูเนียร์ ยิงรวม 3 ประตูได้ลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวด้วย ออกสตาร์ทครึ่งแรก ไทยอยู่ในชุดน้ำเงินล้วนเป็นฝ่ายเขี่ยบอลบุกก่อน 30 วินาทีแรก อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ เสียบอลก่อนจะถูกคาซัคดักได้ ก่อนที่ ดูเรน นูโกรซิน จะได้ชาร์จหน้าปากประตู บอลยังติด คณิศร ภู่พันธ์ น.2 ฮิกวยต้า นายด่านจอมลีลาของคาซัค โชว์ห้าวลากบอลมาเล่นเอง แต่ถูก เลิศชาย อิสราสุวิภากรณ์ ดักได้พร้อมกับเล่นสวนกลับ กะจะยิงไกล บอลสุดท้ายยังติด ฮิกวยต้า เคลียร์ทิ้งได้ก่อน น.3 อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ ดักบอลจากกลางสนาม ก่อนไหลเข้าเหลี่ยม ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ที่พลิกจะยิงแต่ยังโดนไม่ถนัด น.4 มิเกล โรดริโก้ กุนซือไทยเปลี่ยนผู้เล่นชุดสองลงสนาม นำโดย ณัฐพล สุทธิโรจน์ , เจษฎา ชูเดช , จิรวัฒน์ สอนวิเชียร์ และ ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน เช่นเดียวกับคาซัคสถานที่ส่งชุดสองลงเล่น น.5 คาซัคสถานชวดได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ ดูเรน นูโกรซิน พยายามจะซ้ำหน้าปากประตู แต่ยังพลาดไป , น.6 ไทยเสียประตูก่อนจากลูกซัดเร็วของ ดักลาส จูเนียร์ ช่วยให้ คาซัคสถาน ออกนำ 1-0 และทำให้ ดักลาส จูเนียร์ ยิงรวม 4 ประตูเทียบเท่า ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ในกลุ่มลุ้นดาวซัลโว น.7 แฟนชาวไทยเต็มความจุบางกอก อารีน่า ได้ลุ้นตีเจ๊าจากจังหวะที่ เจษฎา ชูเดช ไหลจากซ้ายไปที่เสาสอง ณัฐพล สุทธิโรจน์ ได้กดเต็มๆ บอลไปชนเสาเหลี่ยมนอก เกือบจะตีเสมอได้ , ถัดมาอีก 20 วินาที ณัฐพล สุทธิโรจน์ ที่เติมขึ้นไปยิงในจังหวะเข้าทำ บอลยังไม่เข้าเหลี่ยม น.8 ไทยกลับมาใช้ผู้เล่นชุดแรก หวังเอาชัวร์บดเข้าใส่คาซัคเพื่อทวงประตูตีเจ๊าให้เร็วที่สุด , ถัดมาอีก 15 วินาที ไตรรงค์ เพชรเทียม น.11 จากความห้าวของ ฮิกวยต้า นายด่านคาซัคที่ชอบออกมาเล่นนอกกรอบ จนเสียบอลจากสนาม ถูก ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ดักได้และหลอกยิงเร็วดาบแรกยังติดบล็อค ดาบสองศุภวุฒิกำลังจะยิง ก่อนที่ ฮิกวยต้า จะกระโดดโถมเข้าใส่ที่ตัว ผู้ตัดสินไม่รอช้า ควักใบแดงจากกระเป๋าหลังไล่ออกทันที คาซัคเหลือ 4 คนในช่วง 2 นาทีต่อจากนี้ ไทยได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่น ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน กดนอกกรอบเข้าไปอย่างสวยงาม ทำให้ไทยตีเสมอ 1-1 และคาซัคกลับมาเล่น 5 คนได้ทันที น.12 แฟนไทยได้กรี๊ดกร๊าด เมื่อ มิเกล โรดริโก้ ส่ง จิรวัฒน์ สอนวิเชียร และ กฤษดา วงษ์แก้ว มาเล่นชุดผสมในช่วงที่เหลือ , น.14 ดักลาส จูเนียร์ กดเต็มเท้า บอลไปชนโคนเสา ไทยเสียวแว่บในจังหวะนี้ น.13 ไทยได้ฮือฮา เมื่อ กฤษดา วงษ์แก้ว กัปตันทีมฟุตซอลไทยโชว์สเต๊ปแต่งบอลลอดขาผู้เล่นคาซัค เรียกเสียงเฮจากแฟนชาวไทยได้เป็นอย่างดี เกมถึง น.17 คาซัคขึ้นนำอีกครึ่งจากความยอดเยี่ยมของ ดักลาส จูเนียร์ ที่จับยิงเร็วหน้ากรอบเขตโทษ บอลเสียบก้นตาข่ายช่วยให้คาซัคนำ 2-1 และเป็นประตูที่ 5 ของดักลาส จูเนียร์ขึ้นนำเป็นดาวยิงสูงสุด น.18 คาซัคเครื่องแรง เซลิค ซามานคูลอฟ ได้ซัดโล่งๆ แต่ดันยิงไปชนเสา บอลดาบสองยังมาเข้าทาง พาเวล ทาคู ได้ซ้ำไม่พลาด ช่วยให้ คาซัค นำ 3-1 น.19 ไตรรงค์ เพชรเทียม ถูกทำฟาวล์หน้ากรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินเป่าให้ไทยได้ฟาวล์ และเป็น ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ที่กดเปรี้ยงเดียวไม่เหลือซาก ช่วยให้ไทยไล่มาเป็น 2-3 และเป็นประตูที่ 5 ของศุภวุฒิด้วย จบครึ่งแรก ไทย ตามหลัง คาซัคสถาน 2-3 เกมในครึ่งเวลาหลัง คาซัคฯเป็นฝ่ายเขี่ยลูกเริ่มเล่นบ้าง ส่วนไทยส่งผู้เล่นอย่าง ก้องหล้า เหล็กกล้า , ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง , อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ และ จิรวัฒน์ สอนวิเชียร ลงบู๊ , น.21 ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง เบิ้ลเร็วให้ จิรวัฒน์ สอนวิเชียร ที่จับหนึ่งจังหวะก่อนได้ยิงด้วยเหลี่ยมขวา แต่บอลยังไม่เข้ากรอบ น.23 ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน ตวัดยิงเร็วที่ริมซ้าย บอลยังแฉลบออกหลังนิดเดียว , น.26 เจษฎา ชูเดช กระชากขึ้นถึงสุดเส้นหลังฝั่งซ้าย หวังปาดให้ กฤษดา วงษ์แก้ว แต่บอลยังติดตัวบล็อค , น.30 ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน พยายามกระชากลากไปยิงที่ริมขวา แต่ก็ยังถูกเบียดบังเอาไว้ได้ก่อน ช่วง 5 นาทีสุดท้าย มิเกล โรดริโก้ สั่งการให้ฟุตซอลไทยเดินหน้าบุกแหลก น.39 สถานการณ์เริ่มเดือด หวิดมีมวยหมู่เกิดขึ้น แต่ยังดีที่ทีมงานของทั้งสองทีมยังรีบเข้ามาห้ามทัพได้ทัน ท้ายเกม คาซัคยังห้าวเล่นระบบพาวเวอร์เพลย์จน เกมทำท่าว่าจะจบด้วยชัยชนะของคาซัค แต่แล้วเหลือ 2 วินาทีสุดท้าย บอลคลุกคลิกหน้าประตูคาซัค ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน ตามจิ้มบอลแฉลบผู้เล่นคาซัคเข้าประตูไป ช่วยให้ไทยตีเสมอ 3-3 และจบเกมด้วยสกอร์นี้ "ฟุตซอลไทยแลนด์ไฟว์2016 พรีเซนเต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป" ตกเป็นของ คาซัคสถาน ที่มี 5 แต้มเท่ากับไทย แต่มีลูกได้-เสียดีกว่า , ไทยจบรองแชมป์ด้วยการไม่แพ้คู่แข่ง ส่วน อิหร่าน ที่ 3 มี 4 แต้ม และ ญี่ปุ่น ที่ 4 มี 1 แต้ม

ควงคุณแม่มาอิ่มอร่อยฟรี ที่ห้องอาหารคาเฟ่เดอนีมส์
วันแม่

ควงคุณแม่มาอิ่มอร่อยฟรี ที่ห้องอาหารคาเฟ่เดอนีมส์ โรงแรมแกรนด์สุขุมวิท กรุงเทพฯ คุณแม่ย่อมคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุดในวันพิเศษสุดของท่าน บอกให้คุณแม่รู้ว่าท่านคือคนสำคัญและพาท่านมาฉลองที่ห้องอาหารคาเฟ่เดอนีมส์ โรงแรมแกรนด์สุขุมวิท กรุงเทพฯ เราได้ตระเตรียมบุฟเฟต์มื้อกลางวัน พร้อมเมนูจานเด็ด ฟรัวกราส์ แลมป์ชอป ก้ามปูอลาสก้า ซีฟู้ดออนไอซ์และอีกมากมาย คุณแม่รับประทานฟรี! เมื่อมาพร้อมกับแขกที่ชำระเงินอย่างน้อยสองท่าน และรับของที่ระลึกช็อคโกแลต พราลีนบรรจุในกล่องสวยงามสำหรับคุณแม่ ราคา 799++ บาทต่อท่าน เวลา 12.00 – 14.30 น. เด็กอายุ 4-12 ปี รับส่วนลด 50% สำรองที่นั่งที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 207 9999

ไปกันใหญ่! ตั๋วผีราคาไหลฝั่งมีหลังคาเพ็กเกจละ4หมื่นบาท
จองตั๋ว /  ตั๋วผี / 

มันอะไรกันตั๋วผีอารละวาดล่าสุดมียืนยันขายในเว็ปเถื่อนเเล้วเเบบเพ็กเกจ 5 นัดของทีมชาติไทย ซึ่งปรากฎกว่าโซนชิดขอบสนามฝั่งเมนสเตเดียมมีราคาทุละ 4 หมื่นบาท กลายเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่องสำหรับการเปิดจับจองตั๋ววันเเรกของทีมชาติไทยผ่าน บ.ฟอร์ม สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ตัวแทนจำหน่ายตั๋วอย่างเป็นทางการของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ล่าสุดออกมาชี้เเจงปัญหาด้านระบบเเละอยู่ระหว่างการเร่งปรับปรุงเเก้ไข โดยท่ามกลางเเฟนบอลทั่วประเทศที่กำลังประสบปัญหา เเต่ว่าล่าสุดกลับมีเว็ปไซค์ออกมาจำหน่ายตั๋วผีเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ซึ่งมีราคาขายเเบบเพ็กเกจพ่วง 5 นัดเช่นกัน โดยโซน E2-E3 มีราคาขายปกติจากเดิมที่ 750 บาทเเต่ปรากฎว่าในเว็ปดังกล่าวมีราคาสูงถึง 5,000 บาท ส่วนใน โซน E1 ราคาเดิมอยู่ที่ 1,250 บาท ถูกตั๋วผีปล่อยในราคาขั้นต่ำ 9,000 บาท ขณะที่โซน W ฝั่งมีหลังคาราคาปกติ 2,500 บาท เเต่ปัจจุบันมีราคาเพ็กเกจพุ่งสูงถึง 19,000 บาท ท่ามกลางความไม่พอใจของเเฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าราคาตั๋วในโซน W นั้นพุ่งสูงถึง 40,000 บาทเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว

กระแสแรงจริงจัง พาวเวอร์แบงค์ Pokeball เอาใจแฟนๆ Pokemon Go
gadget /  Pokeball / 

เรียกว่ากระแสแรงจริงจังสำหรับ Pokemon Go และในระหว่างรอกันอยู่นี้ Tech.MThai อยากจะพาไปดู แบตเตอรี่สำรองรูป Pokeball กันหน่อย โดยมันจะมาพร้อมแบตเตอรี่สำรองความจุ 5300 mAh ชาร์จไฟผ่าน USB พร้อมแสดงสถานะผ่านไฟ LED และยังมาพร้อมที่ห้อยเป็นพวงกุญแจได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าเครื่องสำรองไฟนี้เป็นสินค้า Hand Made และไม่ได้ถูกผลิตโดย Nintendo แต่เชื่อว่าคนถูกใจนักล่า Pokemon ทั้งหลายแน่นอน แฟนร้องกรี๊ดกันเลยทีเดียว มีไฟแสดงสถานะด้วย ห้อยเป็นพวงกุญแจเท่ๆ เชื่อว่าถ้า Pokemon Go เข้าไทยจริงจะได้ใช้แน่ เพราะเห็นว่าเป็นแอพทีกินแบตมาก ฮ่าๆ ที่มา www.etsy.com

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศครั้งแรก ตื่นเต้นสิ ไปกันสามคน สามสาว สามโสด 4 - 8 มีนาคม 2558 4 คืน 5 วัน แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ - ถิ่นลุงโฮ ||| ดาลัด - ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดี๊ดี ||| มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล ทั้งเดิน วิ่ง แว๊น แท็กซี่ รถเมล์ รถบัส มินิบัส รถจิ๊บ เจอหลากสภาพอากาศ ทั้งร้อน ร้อนโคตร เย็น เย็นโคตรๆ ที่สำคัญ จดจำเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิต กับการตกเครื่องครั้งแรก ความเงิบจึงบังเกิด แต่ก็ทำให้เราได้อยู่ต่ออีก 1 วัน หุหุ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ค่าใช้จ่ายทั้งหมด คนละ = 8,700 บาท ตั๋วเครื่องบินไปกลับ + ค่าอาหาร + ของฝาก + ที่พัก (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินที่ซื้อใหม่นะ) ปล.ภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสมาชิกพันทิปท่านนึง ถ่ายรูปสวยมาก เวลา 5 ทุ่ม เมื่อปีที่แล้ว เพื่อนเราไลน์ชวนไปเที่ยวเวียดนาม เราก็ตอบตกลงไป คำเดียวแบบไม่คิด และจองตั๋วไปกลับ ดอนเมือง-ไซง่อน(โฮจิมินห์) ในคืนนั้นเลย 3,000 บาท คือก็ไม่ได้เห่อนะ แต่อารมณ์อยากเที่ยวมันพาไป กิกิ >\\<  จนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลาที่เราสองสามคนเฝ้ารอก็มาถึง ตื่นเต้นสิคะ ตปท.ครั้งแรกน้าาา เราได้ Flight FD 650 DMK-SGN 07.45 น. ก่อนเดินทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาพอสมควร และแลกเงินที่ซุปเปอร์ริชทั้งเงิน USD และ VND  พวกทศนิยมเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปคิดมากค่ะ แลกให้พอมีติดตัว เน้นความสะดวก เพราะถ้าหาร้านรับแลกที่โน่นไม่เจอก็แย่ เราใช้เวลาเดินทาง 1.30  ชม. ก็มาถึงสนามบินนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ไซง่อนหรือนครโฮจิมินห์นั่นเองค่ะ โฮจิมินห์อดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอีกด้วยค่ะ ถึงสนามบินแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ซื้อซิมค่ะ เดี๋ยวลงแดง !! ที่นี่จะมี vinaphone กับ mobifone (แบรนด์นี้ พนง.ไม่ให้เราถ่ายรูป) เราเลือก vinaphone แพ็คเกจกะมีให้เลือกเยอะกว่า และถูกกว่า เราเลือกแพ็คเกจ unlimited 1.2 GB เล่นเน็ตได้อย่างเดียว ราคา 1่15.000 ดอง (จะใช้ . แทน ,) พอดีใช้ซิม Standard เลยได้ลดอีก 18.000 ดอง เก๋ๆ วิธีคิดค่าเงินง่ายๆ คือ ตัดศูนย์ข้างหลังทศนิยมออก x 1.5 เช่น 115.000 ดอง เป็นเงินไทย 115 x 1.5 = 172.5 บาท เราเดินออกจากสนามบินมาทางขวามือ มอง 45 องศาอีกฝั่ง ประมาณ 500 เมตร จะเจอรถเมล์สาย 152 (เฮ้ยยยย ข้อมูลที่หามา เป๊ะอ๊ะะะ !!) เราขึ้นไปนั่งรอบนรถ สุดท้ายหน้าแตกจ้ะ รถที่ออกคือคันหลัง - - ได้ย้ายกันทั้งคัน ค่าโดยสารเข้าเมือง ราคา 5.000 ดอง ใครมีเป้ ข้าวของ เอาวางไว้ที่ตักนะคะ เด๋วจะโดนเรียกเก็บเป็น 10.000 ดอง แต่บางทีถ้าเราเอามาวางไว้ที่ตักแต่กระเป๋าเรามันใหญ่มากๆ เขาก็คิดเพิ่มนะคะ นั่งรถเข้าเมืองใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่ะ รถจะผ่านวงเวียนใหญ่ ตรงตลาดเบนถัน(ตามรูป) และรถจะจอดให้ลง ที่นี่สมคำร่ำลือจริงๆ เมืองแห่งมอไซค์ค่ะ คือรถโคตรเยอะ แซ้บบอยสก๊อยเกิลก็เถอะ เจอพี่เวียดเข้าไป เป็นต้องหลบให้เลยค่ะ ที่นี่ใส่หมวกกันน็อคกันทุกคนนะคะ ชอบมาก อยากให้คนไทยเป็นแบบนี้ เวียดนามจะมีรถสามล้อที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เราไม่นั่งค่ะ ได้เห็น ได้ถ่ายรูปพอละ เสี่ยงโดนโกง และเปลืองตัง ห้าาา ขณะนี้เวลา 11.45 น. เรารีบกางแผนที่ ตามหาเวียตซีค่ะ (Vietsea Tourist) เราจะจองทริปครึ่งบ่ายไปอุโมงค์กู๋จี ตอนแรกมึนมาก เดินมาผิดทาง เพราะมองแผนที่กลับหัว เอิ้กๆ วิธีมา >> ต้องเดินตามถนน PhanNgu Lao เส้นสวนสาธารณะนะคะ จะเจอเวียตซีอยู่ซ้ายมือชั้นล่าง ใต้โรงแรม KIM KHOI HOTEL ค่ะ ค่าทัวร์ 5 USD/คน พนง.จะนัดเวลา มาให้ตรงเวลานะคะ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ จากนั้นเราเดินหา บริษัท Phuong Trang ค่ะ เป็นบริษัทรถที่เราจะจองไปดาลัดคืนนี้ >> จากเวียตซี เดินต่อไปนิดเดียวจะเจอแยกถนน De Tham  เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 100 เมตร จะเจอที่ขายตั๋วค่ะ เราจองรถนอนไปดาลัด รอบประมาณ 23.45 น.  ราคา 230.000 ดอง ซึ่งรถจะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ ถ้าซื้อเวียตซีจะโดนชาร์จนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ลำบากอะไร ไปซื้อเองดีกว่าค่ะ ใกล้กันมากๆ ระหว่างรอขึ้นรถไปอุโมงค์กู๋จีเราก็เดินๆ หาอะไรกินกันค่ะ ปรากฏว่าเพลิน ลืมกิน เวลาก็จวนจ่ำ เลยต้องรีบเดินกลับค่ะ หลังๆ ดูเวลา เดินไม่ได้แล้วค่ะ วิ่งสิคะ โห...ผมนี่ติดสปีชเลย แต่เชื่อมั้ยว่าไม่ทัน ช้าไป 5 นาที ร้องไห้แปรบบบ เหงือนี่แตกพราก หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ พนง.ที่เวียตซีน่ารักมากค่ะ พาเราเดินไปรอรถอีกฝั่ง น่าจะให้วนมารับอีกรอบ ตอนขึ้นรถนี่พูดได้เต็มปากว่า "โคตรอาย"  ดังนั้นเพื่อนๆ อย่าเผลอนะคะ กะเวลาเวลาดีๆ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ เรานั่งรถบัสที่ทางเวียตซีจัดให้ไปอุโมงค์กู๋จี ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเกือบทั้งคัน มีไกด์ชื่อ คุณแจ็ค ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงอุโมงค์กู๋จี ไกด์จะเก็บเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเข้าชมคนละ 110.000 ดอง และจะพาเราไปปรับพื้นฐานเบื้องต้นก่อนไปสถานที่ต่างๆ ไกด์พามาดูกับดักค่ะ ด้านล่างจะมีเหล็กแหลมคอยดักศัตรูให้ติดกับ อุโมงคกู๋จี ห่างจากโฮจิมินห์ 40 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ของชาวเวียดกงที่ขุดขึ้นขนาดพอดีกับตัวในสมัยที่ทำสงครามกับกองทัพอเมริกา รวมถึงกองทหารพันธมิตรจากนานาประเทศ ใช้ซุ่มโจมตีกองกำลังทหาร ทำให้ทหารเวียดนามได้รับชัยชนะในการรบกับทหารอเมริกา ถึงขั้นที่อเมริกาคิดที่จะมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ แต่พันธมิตรยับยั้งไว้ก่อน โดยอุโมงค์นี้มความยาวกว่า 200 กิโลเมตร อยู่ได้ถึง 80,000 คน ใช้เป็นที่บัญชาการทางทหาร เป็นหลุมหลบภัย และอุโมงค์นี้ยังสามารถทะลุออกแม่น้ำไซ่ง่อนได้อีกด้วย มีทั้งให้ลองลอดอุโมงค์ บางอุโมงค์ต้องคลานเท่านั้น คืออิชั้นขอบายค่ะ คุณลุงทหารกำลังทำรองเท้าอยู่ค่ะ รองเท้าทำมาจากยาง สมัยก่อนทหารเวียดนามจะใส่รองเท้าสลับหัวท้าย เพื่อเป็นกลอุบาย หลอกล่อศัตรู ให้เดินมาติดกับดัก อารมณ์เดียวกับ กัณหา ชาลี เลย คือทหารเวียดนามฉลาดมากอ่า ก่อนกลับไกด์พามาที่โรงอาหารของทหารเวียดนาม เป็นโต๊ะไม้ยาวๆ มีของกินด้วยนะคะ "มันเผา" แบบฉบับทหารเวียดนาม จิ้มกับพริกเกลือ แต่ที่นี่จะใส่ถั่วลิสง รสชาติอร่อยดีนะ หอมๆ แปลกดี ทุกจุดที่ไกด์พากรุ๊ปทัวร์ไป เราจะเป็นสามคนสุดท้ายที่ไปช้าเสมอ และไกด์ก็มักเรียกเราด้วยประโยคนี้เสมอ เฮ้ มายกรุ๊ป คัมเฮีย !! เราใช้เวลาอยู่ที่อุโมงค์กู๋จี 1.45 ชั่วโมง กลับเวลา 16.30 น. ใช้เวลาเดินทางอีก 2 ชั่วโมงเหมือนเดิมค่ะ ช่วงว่างๆ นี่ นอนเอาแรงเหอะ ^^ Zzz. กว่าจะถึงโฮจิมินห์ก็ 18.30 น. ละค่ะ เราลงจากรถมองหาของกินอันดับแรกเลย เจอร้านน้ำผลไม้ปั่น น่ากินดี ราคา 15.000 ดองเอง เลยสั่งมาสามแก้ว น้ำส้ม น้ำมะม่วง น้ำสับปะรด รสชาติโอเคเลยถ้าเทียบกับราคา เราขอฝากกระเป๋าไว้ที่เวียตซี แล้วบอกเขาว่าจะมาเอาตอน 3 ทุ่ม เพราะถ้าเดินแบกไปเรื่อยๆ อาจมีหลังทรุด เราเดินไปตามสวนสาธารณะ จุดหมายอยู่ที่ Night Market แถวตลาดเบนถัน หาของกิน หาของกิน หาของกิน โฮจิมินห์ เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะเยอะมาก และคนเวียดนามก็ชอบมาออกกำลังกายที่นี่ และตอนกลางคืนก็มีหลายคู่ที่มานั่งจู่จี๋ตามสวนสาธารณะ บ้างก็มาเล่นกีฬาเตะลูกขนไก่ค่ะ  เรานั่งดูเพลินเลย ลูกขนไก่เล็กขนาดนั้นเตะกันได้ลูกเด้งดึ๋ง ปริงได้ดีมาก แล้วก็มีแบบเป็นแก๊งด้วยนะ มากระโดด โลดโผน ตีลังกา อารมณ์ศิษย์วัดเส้าหลินอ่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก โหะๆ เราข้ามถนนตรงวงเวียนมาฝั่งตลาด วิธีการข้ามถนนที่นี่ คือ ข้ามตรงทางม้าลายปลอดภัยสุด ถ้าตรงไหนไม่มีทางม้าลาย หายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบข้ามค่ะ ส่วนใหญ่รถจะหลีกทางให้เราเองนะ คหสต.เชื่อว่าหลับตาข้ามคงไม่โดนชนแน่นอน (แต่อย่าทำนะ) มาที่นี่ตอนแรกไม่ชินค่ะ เสียงแตรรถบีบกันถี่และดังมาก สะดุ้งทุกๆ สามวิก็ว่าได้ แต่อยากจะบอกว่า เรายังไม่เห็นอุบัติเหตุเลยนะ สงสัยเขาขับรถเชี่ยวกันมาก ที่ Night Market จะเหมือนถนนคนเดินเล็กๆ ไม่ใช่คนเท่านั้นที่เดินนะคะ รถมอไซค์ก็ขับผ่านไปมาพรุกพร่าน ระวังโดนซอยตูดกันด้วยค่ะ เสียว เราเดินเซอร์เวย์มาเรื่อยๆ มีร้านอาหารไม่กี่ร้านนะ แต่เราสะดุดร้านนี้ค่ะ ร้านหาบเร่เล็กๆ ขายบุ๋นเรียว ลักษณะคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำใสใส่ลูกชิ้นปลาสไลด์ ราคา 20.000 ดอง (ราว 30 บาท) เลยจัดไปถ้วยนึง อยากชิมของข้างทางแบบคนไซง่อนเขากินกัน คำแรกที่ซดน้ำซุป โห...น้ำตาจะไหล อร่อยอ่ะ มันเด็ดมาก ไม่ต้องปรุงเลย รสชาติเปรี้ยวมะนาว เค็มๆ หวานๆ เผ็ดพริกซอยเล็กๆ จัดว่าเด็ด !!!! บุ๋นเรียว 1 ถ้วย กินกัน 3 คน มันจะไปอิ่มอะไร เราไม่รีรอค่ะ เดินเข้าร้านสั่งอาหารเลย เราสั่งข้าวผัดทะเล ปอเปี๊ยะสด ผัดผัก ต้มปลาใส่ผัก(เรียกอะไรไม่รู้แต่เป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่) ข้าวผัดจะใส่อะไรไม่รู้ กรอบๆ แข็งๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่ความรู้สึกเราเหมือนข้าวหุงไม่สุก ข้าวก้นหม้อ ประมาณนั้น แต่คือหิว สั่งอะไรมาก็หมด ห้าาา ผลไม้ที่ซื้อมารูปร่างเหมือนละมุดยักษ์ แต่รสชาติเหมือนมะพร้าว อร่อยมาก ชอบ หวานนวลๆ มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 270.000 ดอง ค่ะ เสร็จจากมื้อนี้ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้ซื้อของนะ เพราะขี้เกียจถือ แค่นี่ก็หลายสิ่งแล้ว เราลองถามราคาเสื้อผา ของที่ระลึกต่างๆ ปรากฏว่าแพงนะ เลยไม่เอา แต่หลังจากไม่เอานี่แหละ สงครามประสาทก็เกิดขึ้น คนขายจะมาง้อเรา พร้อมเครื่องคิดเลข 1 เครื่อง ให้เรากดเสนอราคาที่เราพอใจ แหมะ ธัมโม สังโฆ คือไม่ค่อยชอบวิธีการ แต่ก็เอาวะ ลองดู ประเด็นอยากได้เสื้อยืดรูปธงเวียดนามไง ราคาประมาณ 120.000 ดอง เราเลยลองต่อครึ่งนึง นังบอก "โนววววววววว" ให้เสนอราคามาใหม่ คราวนี้เราเลยต่อไป เหลือ 80.000 ดอง (120 บาท) คนขายบอกโอเค เมื่อพอใจในราคาทั้งสองฝ่าย การซื้อขายจึงสิ้นสุดลง และเราก็ได้เสื้อยืดสีแดง รูปดาวมาสมใจ กิกิ มองดูเวลาสมควรแก่การอาบน้ำ เราเดินกลับไปเอากระเป๋าที่เวียตซี ห้องน้ำที่นั่นมีห้องเดียวเล็กๆ แถมกรุ๊ปทัวร์เยอะด้วย เราเลยหอบกระเป๋าไปห้องน้ำที่สวนสาธารณะ  ซึ่งเป็นห้องน้ำระดับสี่ห้าดาวของเวียดนามเลย เราจัดแจงแตรียมของไปอาบน้ำ พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ห้องน้ำปิด เอิ่ม....ความพยายามทั้งหมดที่ทำมา ไม่เป็นไร เราตัดสินใจเดินไปขึ้นรถที่ Phuong Trang โชคดีมาก ที่นั่นมีห้องน้ำ ไม่มีใครเข้าด้วย เพราะมันอยู่ด้านใน เสร็จเราสองสามคนจ้าาา เลยได้ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เอาน้ำลูบๆ ทาแป้งเย็นให้สบายเนื้อสบายตัวก่อนขึ้นรถไปดาลัด รถนอนที่นี่ นอนกันจริงจังมาก นั่งแทบไม่ได้ ก่อนขึ้นรถเขาจะให้ถอดรองเท้าเอาใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ที่ใต้เบาะนอนด้านบนนะคะ ฝรั่งบางคนขายาวมาก น่าสงสารอ่ะ เอาเท้าสอดเข้าช่องไม่ได้ เลยต้องนอนชันเข่าทั้งคืน ต่อจากนี้อีก 6 ชั่วโมง ก็จะถึงดาลัดแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ. **เพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายวันที่ 1 รวม 1793.000 VND + 15 USD / 3 คน ค่ะ เฉลี่ยใช้จ่ายคนละประมาณ 1,000*** บาทค่ะ สำหรับวันที่ 2 ณ เมืองดาลัด ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดีดี๊ ^^ เราถึงดาลัดประมาณ 05.30 น. อยากจะบอกว่า ดาลัดหนาวมากกกกก เราแคปเจอร์หน้าจอไว้เป็นหลักฐานมาด้วย ถึงแล้วให้บอกคนขับรถตู้ของ Phuong Trang (บริการฟรี) ว่าไปที่ไหน....เอ่อแล้วไปที่ไหนล่ะ ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เรากะ walk in เลย ที่หาข้อมูลไว้คือ เกสเฮาส์แถวๆ โรงแรมทิวลิป ตอนแรกคนขับรถไม่สนใจเรา โคตรเซง เลยต้องนั่งเสริจหารูปภาพโรงแรมและที่อยู่ให้เขาดู ถึงยอมไปส่งเรา ระหว่างทางเพื่อนเราก็ถ่ายรูปไป พนง.ก็ไล่ส่งคนจนเหลือแค่เราสามคน เขาบอกให้เราไปนั่งหน้า จะได้ถ่ายรูปได้สะดวกๆ ใจดีจุง กว่าจะถึงหน้าโรงแรมทิวลิปก็ 06.30 แล้ว แนะนำว่าเมื่อถึงหน้าโรงแรมทิวลิปให้ทันหน้าเข้าหาโรงแรม แล้วเดินไปทางด้านซ้ายมือ จะเจอเกสเฮาส์เพียบบบ ควรเลือกเกสเฮ้าที่มีรถมอไซค์ให้เช่า และมี พนง.ที่สื่อสารกับเราได้ ไม่งั้นปัญหาอาจจะเกิดขึ้นเหมือนเรา (ไว้จะเล่าอีกที) เราพักที่  NHA NGHI Guesthouse ด้านล่างจะเป็นร้านกาแฟ ชื่อ Coffee Dau Tay 2 ราคา 300.000 ดอง/คืน ถือว่าโอเคเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้อ่า แล้วเราก็ให้ทางร้านจองรถไปมุยเน่พรุ่งนี้เช้า ราคา 150.000 ดอง/คน พร้อมเช่ามอไซค์ ได้ร้านข้างๆ ติดกับที่พักนี่เอง ค่าเช่ามอไซค์ 2 คัน เราต่อได้คันละ 100.000 ดอง กิกิ แล้วจะช้าอยู่ใย ไปแว๊นกันเถอะ ถนนที่นี่ขับเลนส์ขวา แซงเลนส์ซ้ายนะคะ ต้องจูนสมองพักนึงเลย เราซื้อแผนที่มาจากร้านเช่ามอไซค์ 15.000 ดอง ไปเติมน้ำมันด้วย สองคัน 80.000 ดอง ที่แรกที่เราแวะเที่ยวคือ  Vuon Hoa Thanh Pho Da Lat หรือ The flowers garden เป็นสวนดอกไม้นานาชนิด สวยดีค่ะ เอารถจอดไว้ด้านหน้า เสียค่าจอด 6.000 ดอง ส่วนตั๋วซื้อได้ที่ด้านหน้า ราคา 30.000/คน ไปชมภาพบรรยากาศกันค่ะ ^^ โหมดสาระ : สวนพฤกษศาสตร์ดาลัด (Dalat Flower Gardens) อยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบซวนฮวาง บนถนนฟูดงเตียนหวุง (Phu Dong Thien Vuong) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2409 เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรภาคใต้ ดาลัดได้รับการขนานนามว่าเมืองแห่งดอกไม้ ที่นี่จะมีดอกไม้บานสะพรั่งตลอดทั้งปี รวบรวมพรรณไม้ไว้อย่างมากมาย ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้ ที่มีทั้งกล้วยไม้สายพันธุ์แท้และลูกผสม ซึ่งกล้วยไม้ตัดดอกทั้งหมดที่อยู่ในเวียดนามมาจากที่นี่ค่ะ มีพวกผักเมืองหนาวด้วย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว ที่แรกผ่านไป ต่อด้วยแว๊นมอเตอร์ไซค์ไปที่ที่สอง หุบเขาแห่งความรักค่ะ (Valley of Love) ที่นี่อยู่ทางเหนือของทะเลสาบซวนฮวางประมาณ 5 กิโลเมตร หุบเขาแห่งความรัก คนเวียดนามเรียก "ทุงหลุงติงห์เอียว" เป็นหุบเขาที่มีวิวทะเลสาบ ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ปกคลุมด้วยไม้สนค่ะ คืออากาศดีมากกกก ชอบมากกก ระหว่างขับรถด้านข้างจะเป็นทะเลสาบซวนฮวาง ถ้าใครแว๊นมากะแฟนนี่โคตรฟิน พูดเลยยยย >\\< แต่ละที่ระยะทางไม่ห่างกันมากค่ะ แต่ควรกะเวลาให้พอดีนะคะ เพราะเราเที่ยวแบบต๊ะต่อนยอนมาก ห้าา Valley of Love เขามีตำนานนะคะ เอามาจากคุณ *Pacharawalai ว่ากันว่า "เมื่อก่อนที่นี่เป็นสถานที่นัดพบระหว่างนายทหารชาวดาลัดนายหนึ่งกับหญิงสาวผู้เป็นที่รัก โดยเหตุการณ์นี้เกิดในช่วง ศตวรรษที่ 17  ซึ่งเป็นช่วงที่นายทหารผู้นี้ต้องไปทำการรบกับข้าศึกชาวจีนมองโกเลียที่มารุกรานเวียดนาม โดยสองคนนี้ได้สัญญาว่าเมื่อชายหนุ่มกลับมาพบกันตามเวลาที่นัดหมาย ก็จะแต่งงานกัน เมื่อถึงเวลานัด ฝ่ายหญิงก็ไปรอนายทหารหนุ่มคู่รักที่หุบเขาแห่งนี้ แต่เผอิญอีตาทหารหนุ่มเกิดไม่ได้มาตามนัดซะงั้น สาวเจ้าก็เศร้าโศกเสียใจ คิดว่าคนรักตายในสนามรบซะแล้ว เลยโดดหุบเขาฆ่าตัวตายที่นี่ สุดท้ายเมื่อนายทหารหนุ่มกลับมาและได้ข่าวว่าคนรักตัวเองโดดเขาตาย เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปในที่สุด ว่ากันว่าชาวดาลัดเรียกหุบเขาแห่งความรักนี้ว่า ดอยสองศพค่ะ เนื่องจากชาวบ้านได้นำเอาร่างของคนทั้งคู่มาฝังร่วมกันที่นี่" และทั้งหมกก็คือตำนาน จบ. มาต่อกันดีกว่า เมื่อมาถึง Valley of Love แล้วต้องเอารถไปจอดด้านในนะคะค่าฝาก 6.000 ดอง/คัน แล้วเดินออกมาซื้อตั๋วด้านนอก ราคา 30.000 ดอง/คน ค่ะ ที่นี่จะมีให้เราเลือกแพคเกจเที่ยวโดยรถไฟ รถจิ๊บ เดิน บลาๆๆ ซึ่งราคาแอบแพง เราเลยเลือกเดิน เข้าไปแล้วจะเจอสวนดอกไม้ มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลยค่ะ แนะนำว่าให้มาก่อนเที่ยงนะคะ ไม่งั้นตะวันตรงหัวเวลาถ่ายรูปแล้วเงาจะตกลงมาที่หน้าค่ะ จะมิงามมมม ^^ เข้าไปด้านในจะเจอร้านอาหาร เครื่องเล่น รถถีบด้วยค่ะ(ภาษาอะไรเนี้ย แอร๊ยยย) เราแวะกินข้าวกลางวันที่นี่หมดไป 230.000 ดอง แนะนำว่าเวลาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แล้วอยากกินก๋วยเตี๋ยวให้อ่านเมนูดีๆ นะคะ มาไกลถึงเวียดนามไม่อยากให้สั่งมาแล้วเงิบ เจอเส้นมาม่าเหมือนเรา ห้าา เพิ่มพลังกันแล้ว เดินต่อค่ะ จะได้ย่อย  ^^ เดินเข้าไปด้านในเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเจอภาพนี้ค่ะ ครั้งแรกที่เห็น ต้องอุทานออกมาดังๆ ว่า "เห้ยยยยยยยยยยยยยยย" วิวดีอ่า สวยมาก ด้านล่างจะเป็นทะเลสาบล้อมไปด้วยหุบเขา อยากให้มาเห็นด้วยตังเองจังค่ะ มีก๊อกน้ำลอยได้ด้วยนะ เก๋ๆ มาถึงแล้วขอถ่ายรูปเป็นที่ระทึกซักหน่อยค่ะ ด้านล่างเขาจะทำเป็นสวนผีเสื้อ ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดานะคะ แต่เป็นผีเสื้อยักษ์ !! ถ้าลงบันไดไปด้านล่างอีกก็จะมีเรือให้ปั่นเล่นที่ทะเลสาบค่ะ แต่เราไม่ได้ลง กลัวเวลาไม่พอ ต้องไปแล้วสิ ไปเอารถที่ฝากไว้ค่ะ เตรียมแว๊นไปที่ XQ Đà Lạt Sử Quán  อยู่ใกล้ๆ Valley of Love ทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ ติดตามโพสต่อไปนะคะ ที่นี่เด็ดไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย  ขอลาไปด้วยภาพนี้ที่พี่เป็นสก๊อยเวียดนาม โหะ โหะ โหะ.... ^O^ สถานีต่อไป XQ Đà Lạt Sử Quán ขับรถไปนิดเดียวก็จะเจอ อย่างที่บอกว่าทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ  ดูข้างนอกว่าสวยแล้ว  ข้างในสิสวยกว่า ปล.กล้องเราแบตหมด เซงมากกก ดีนะมีกล้องเพื่อนกะกล้องมือถือ ไม่งั้นร้องไห้ค่ะ ดังนั้นเพื่อนๆ เตรียมแบตสำรอง ชาร์จมาให้พร้อมนะคะ ตอนนี้ 16.00 น. ต้องรีบละค่ะ เรากลัวเก็บไม่หมด มาถึงก็ฝากรถไว้ 10.000 ดอง แล้วขึ้นไปด้านบนค่ะ จะเจอวิวเมืองดาลัดสวยๆ แบบนี้ ^^ เราเข้าไปซื้อตั๋ว cable car ให้บริการเวลา 07:00-11:30 และ 13:30-17:00 มีหยุดพักเที่ยวด้วยนะคะ ไปอย่างเดียว 50.000 ดอง ไป-กลับ 70.000 ดอง ขากลับเรากะนั่งแท็กซี่ลงมา เพราะใช้เวลานั่ง cable car ไปกลับ 30 นาที นานเกิน มาชมกันค่ะ ชมภาพทิวสนสีเขียวนวลตา ระหว่างนั่ง cable car ข้ามไปวัด Truc Lam ฟินลืมมม แต่คนที่กลัวความสูงนี่อดนะคะ >< 15 นาทีผ่านไป ลงจาก cable car เข้าสู่วัด Truc Lam ข้อมูลจาก Mr.hotsia บอกว่าวัดนี้เป็นวัดพุทธนิกายเซน ซึ่งเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) พระอารามห่างจากใจกลางเมืองของดาลัด 5 กม. ตั้งอยู่บนภูเขาฟินิกซ์เหนือมีทะเลสาบ Tuyen Lam Lake วัดนี้ไม่เพียงเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดลัมดอง (Lam Dong) เมืองดาลัดอยู่ภายใต้จังหวัดลัมดองค่ะ ลืมบอกเลย สิ่งที่พลาดไม่ได้ในการมาเที่ยววัดนี้คือการเดินออกไปชมวิวทะเลสาบตังแลม(Tuyen Lam Lake) หลังวัดซึ่งเราพลาด เหมือนตอนที่ไป เขามีป้ายซึ่งเราเข้าใจว่าห้ามเข้านะ อด ขากลับเรานั่งแท็กซี่กลับค่ะ ตอนแรกแอบกลัวโดนโกง จากข้อมูลที่หามาบอกว่า ให้นั่งของ Vina sun กับ Mai Linh เท่านั้น ซึ่งเราเลือกนั่งของ Vina sun ผู้หญิงขับด้วยค่ะ เค้าบอกว่าคิดราคาตามมิเตอร์ เราก็โอเค สรุปหมดไป 80.000 ดอง ค่ะ เก๋ๆ อิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา เชื่อมั้ยกว่าจะถึง Crazy House ก็ปาไปเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว ชีวิต....สิ้นนนนนน !!! คงได้เก็บสถานที่นี้เป็นที่สุดท้าย ณ ดาลัด เศร้าแปรบบบ  ขอย้ำ ขอซ้ำ ขอให้จำว่า "มาดาลัดต้องอยู่ 2 วัน ถึงจะเก็บหมดแบบชิวๆ" อิชั้นผิดเองที่ต๊ะต่อนยอน ขอสุมาเต๊อะ อดไปพระราชวัง Bao Dai พิพิธภัณฑ์รถไฟ โบสถ์สีชมพูโดเมนเดมารี นั่ง sliding car ไปน้ำตกดาตันลา เจดีย์มังกรเอย TT  จบบบบ สิ้นนนน ถือเป็นบทเรียนค่ะ (ขอโทษที่ข้อมูลไม่ครบนะคะ) ถ้าอยากครบต้องมีซ้ำ แต่ไม่เป็นไรเป้าหมายเราอยู่ที่วันพรุ่งนี้ คือ มุยเน่ เมืองทะเลทรายชายทะเล ตามรอยเราสองสามคน มโนรมณ์ว่าเป็นสุนทรีย์ แอร๊ยยย >\\< ต่อค่ะๆๆ ไปถึง Crazy House จอดรถไว้ด้านข้างนะคะ ค่าฝากรถ 4.000 ดอง ค่าเข้า 40.000 ดอง เวลานี้โพ้เพ้มาก เริ่มมืด ตื่นเต้น และน่ากลัวไม่น้อย หึหึ (คนอวดผีป่ะเนี้ยย) ไปดูภาพบรรยากาศกันค่ะ Crazy House เป็น 1 ใน 10 Houses to See Before You Die คนออกแบบคือ มาดาม Hang Nga ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีที่ 2 ของเวียดนามค่ะ เรียนจบสถาปัตกรรมจากฝรั่งเศส จุดเด่นของ Crazy House คือจะคล้ายๆ ถ้ำของมนุษย์ยุคหิน ข้างในจะตกแต่งด้วยของหน้าตาประหลาดๆ เราอยากบอกว่าด้านบนบางจุดอันตรายนะ ถ้าไปตอนเย็นๆ ทางเดินจะมืด บางจุดยังสร้างไม่เสร็จ สะพานข้ามเปราะๆ ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรง เห็นโครงเหล็กฉาบปูนอยู่เลย ตรงไหนรู้สึกเสี่ยง ก็เลี่ยงนะคะ (เอ๊ะ !! หรือว่าเขาตั้งใจทำ - -) เดิน วิ่ง กระโดด โลดโผน ปีน ป่าย เสร็จ ก็ได้เวลากลับที่พักค่ะ เวลา 1 ทุ่ม เราถึงที่พัก สิ่งที่ทำอย่างแรกคือ ชาร์จแบตกล้อง เด๋วคงต้องใช้กล้องมือถือถ่ายแล้วแหละ เราไม่รีรอที่จะออกหากิน แว๊นมอไซค์ไปจอดข้างถนน แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งซึ่งเป็น Night Market ค่ะ โหหห คนเยอะและของกินแยะเรียงรายตามบันได เห็นแล้วแทบจะเกลือกกลิ้ง อากาศก็เย้นเย็นนน อยากกินไรอะไรร้อนๆ มาก คือเราหิวมากต่อจากนี้ไป เราจะกิน กิน กิน และกิน มาเริ่มกันเลยค่ะ หมายเลข 1 เป็นต้นอาร์ติโชค เอาไว้ทำชาร้อนๆ จิบตอนอากาศเย็นๆ ฟินน หมายเลข 2 ไม่ใช่ของกิน ห้าา แต่เป็นปูนปาสเตอร์ก้อนกลมๆ แบนๆ ร้อยใส่เชือกเทียน ยังไม่เคยเห็นที่ไทยนะ น่ารักดี หมายเลข 3 เป็นขนม คล้ายขนมขี้หนูม้วน ข้างในสอดใส้ถั่วหวานๆ หอมๆ หมายเลข 4 ของปิ้งย่าง ลูกชิ้น ฮอทดอก ไส้กรอก หมู เนื้อ ปิ้ง ที่ชอบคืออะไรไม่รู้คล้ายๆ หมูห่อใบชะพลู รสชาติแปลกดี หมายเลข 5 เต้าฮวย ต่างจากไทยตรงที่เต้าฮวยที่นี่นุ่มนิ่มเด้งดึ๋งมาก ราดน้ำเชื่อมและกะทิด้านบน หมายเลข 6 แพนเค้ก จะมีแม่พิมพ์ใช้ทำอยู่ เลือกใส่ไส้ได้ตามใจชอบ มีทั้งชอก สตอ บลูเบอรี่ รสชาติก็งั้นๆ นะ เราทำอร่อยอีก (ดู๊วว) หมายเลข 7 บุ๋นเรียว ของขึ้นชื่อของดาลัดเลยนะ อร่อยมาก ก้อนๆ นั่นทำจากไข่ไก่ผสมไข่ปลา (เห็นเขาว่ามาอย่างงั้น) ยัง ยังไม่หมด อย่าลืมว่าเรามากันสองสามคน เวลาซื้อของกินเราจะซื้อทีละนิดทีละหน่อย พอให้กระเพาะได้มีพื้นที่ไว้ยัดของกินอย่างอื่นอีก ห้าาา หมายเลข 1,2 ร้านนี้ขายหลายอย่าง เราสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่น้ำใสมา(ตั้งชื่อเอง) ข้าวต้มหมู(อร่อยมาก) และต้มไก่ ร้านนี้ใช้เตาถ่านนะ กลิ่นเลยเฉพาะ น้ำซุปห๊อมหอม หมายเลข 3 บุ๋นเรียวต้องใส่กะปิด้วยนะลืมบอกเลย เหมือนข้าวปุ้นน้ำแจ่วที่เชียงคาน หมายเลข 4 เต้าฮวยนุ่มนิ่ม ต่อค่ะๆ อย่าให้ขาดช่วง หมายเลข 1 ผลไม้แช่อิ่ม ขายที่ตลาดด้านล่างคล้ายๆ ที่กาดหลวง กาดต้นพยามเชียงใหม่ เราโหวตมะม่วงอร่อยสุด แม่ค้านี่กวักมือรัวๆ เรียกเราให้เข้าไปชิม ไอเราก็ใจง่าย ไปเฉยเลย เจอเอาของกินเข้าล่อก็เงี้ยะ แม่ค้าขนของออกมาให้ลองแทบจะหมดร้านละค่ะ ทั้งชา กาแฟ โห...รู้ตัวอีกทีคือตรูแหลกของเค้าไปเยอะเลย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ได้ เลยเอามะม่วง พลับ กับบ๊วย ตอนจ่ายตังมีเงิบ 450.000 ดอง ธัมโม สังโฆ (แต่มารู้ทีหลังว่าถูกกว่าตลาดเบนถันอีกนะ) อ่อ เราซื้อกาแฟที่นี่ด้วย กาแฟ G7 กับกาแฟบด ขี้ชมดก็มี หมายเลข 2,4 น้ำเต้าหู้ของดาลัดเก๋มาก ทำจากถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิงสง รสชาติและกลิ่นแตกต่างกันไป เราโหวตถั่วเขียว อร่อยดี กินคู่กับซาลาเปาทอด หรือขนมปังที่ร้านมีไว้ให้(แต่อย่ากินเลย เหนียว แข็ง และไม่อร่อย) หมายเลข 3 พิซซ่าเวียดนาม แป้งกรอบ อร่ยยยยยมาก จัดว่าเด็ด ปกติจะเป็นแผ่นกลมๆ อันนี้แม่ค้าตัดมาให้เราพอดีคำ ใครจะไปต้องลองนะคะ ข้อสังเกต : คนดาลัดให้ความสำคัญกับอาหารมาก ทุกอย่างมีประโยชน์ ก๋วยเตี๋ยว เฝอ บุ๋นเรียว มีผักฟรีให้กินเยอะมาก น้ำเต้าหู้จากถั่วชนิดต่างๆเอย เต้าฮวยเอย คือเป็นเมืองที่คนใส่ใจดูแลสุขภาพมาก หุ่นแต่ละคนเป๊ะอ่า ไม่มีใครอ้วนเลย เห็นแล้วรู้สึกว่าควรหันมาใส่ใจตัวเองด่วน ! สรุปค่าใช้จ่าย วันที่ 2 รวมค่าใช้จ่าย 2840.000 VND = 4,260 บาท เฉลี่ยคนละ 4,260/3 = 1,420 บาท ค่ะ ^^ ปล.ค่าอาหาร พวกก๋วยเตี๋ยวราคา เฉลี่ยอยู่ที่ 20.000 ดอง หรือ 30 บาทค่ะ ถูก อร่อย ดี ต้องที่ "ด่าหลัด" อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao

หงส์,ค้อน เพิ่มเสียงเชียร์! Update ความจุสนามของ20ทีม พรีเมียร์ลีก ประจำซีซั่น2016/17
ความจุสนาม /  พรีเมียร์ลีก อังกฤษ / 

The Express สื่อดังของเกาะอังกฤษ เปิดเผยจำนวนความจุสนามของบรรดาสโมสรใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ รวมไปถึงทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอย่าง เบิร์นลีย์, มิดเดิลสโบรห์ และ ฮัลล์ ซิตี้ โดยมีสองทีมที่ความจุสนามเพิ่มขึ้นไปจากเดิมก็คือ ลิเวอร์พูล ที่จัดการต่อเติม เมน สแตนด์ แห่งใหม่เข้าไป และ เวสต์แฮม ที่ได้ย้ายสนามจากเดิม อัพตัน พาร์ค ไปอยู่ โอลิมปิก สเตเดี้ยม ซึ่งถือว่าเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมได้มากขึ้นพอสมควรเลยทีเดียว 20 อันดับ ความจุสนามของทุกสโมสรใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2016/17 20.) สนาม วิทาลิตี้ สเตเดี้ยม (ความจุ : 11,464 ที่นั่ง) สโมสร : บอร์นมัธ 19.) สนาม ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม (ความจุ : 20,909 ที่นั่ง) สโมสร : สวอนซี 18.) สนาม เทิร์ฟ มัวร์ (ความจุ : 22,546 ที่นั่ง) สโมสร : เบิร์นลีย์ 17.) สนาม วิคาเรจ โร้ด (ความจุ : 23,370 ที่นั่ง) สโมสร : วัตฟอร์ด 16.) สนาม เซลเฮิร์สท์ พาร์ค (ความจุ : 25,456 ที่นั่ง) สโมสร : คริสตัล พาเลซ 15.) สนาม เคซี สเตเดี้ยม (ความจุ : 25,586 ที่นั่ง) สโมสร : ฮัลล์ ซิตี้ 14.) สนาม เดอะ ฮอว์ธอร์นส (ความจุ : 26,850 ที่นั่ง) สโมสร : เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 13.) สนาม บริทานเนีย สเตเดี้ยม (ความจุ : 27,740 ที่นั่ง) สโมสร : สโต๊ค ซิตี้ 12.) สนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม (ความจุ : 32,312 ที่นั่ง) สโมสร : เลสเตอร์ ซิตี้ 11.) สนาม เซนต์ แมรี่ส์ สเตเดี้ยม (ความจุ : 32,505 ที่นั่ง) สโมสร : เซาแธมป์ตัน 10.) สนาม ริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม (ความจุ : 34,742 ที่นั่ง) สโมสร : มิดเดิลสโบรห์ 9.) สนาม ไวท์ ฮาร์ท เลน (ความจุ : 36,284 ที่นั่ง) สโมสร : สเปอร์ 8.) สนาม กูดิสัน พาร์ค (ความจุ : 39,571 ที่นั่ง) สโมสร : เอฟเวอร์ตัน 7.) สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ (ความจุ : 41,798 ที่นั่ง) สโมสร : เชลซี 6.) สนาม สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ (ความจุ : 49,000 ที่นั่ง) สโมสร : ซันเดอร์แลนด์ 5.) สนาม แอนฟิลด์ [หลังต่อเติม นิว เมน สแตนด์] (ความจุ : 54,000 ที่นั่ง) สโมสร : ลิเวอร์พูล 4.) สนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม (ความจุ : 55,097 ที่นั่ง) สโมสร : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3.) สนาม โอลิมปิก สเตเดี้ยม (ความจุ : 60,000 ที่นั่ง) / จากเดิม อัพตัน พาร์ค (ความจุ 35,016 ที่นั่ง) สโมสร : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2.) สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม (ความจุ : 60,260 ที่นั่ง) สโมสร : อาร์เซนอล 1.) สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด (ความจุ : 75,653 ที่นั่ง) สโมสร : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด