จุงเบย

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

Lenovo Ideacentre 200 มินิ พีซี ไซส์จิ๋วพกพาไปได้ทุกที่
Ideacentre 200 /  Lenovo / 

เลอโนโว ขอแนะนำ Lenovo Ideacentre 200 มินิ พีซี เพื่อการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ ให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้ทุกที่ ด้วยประสิทธิภาพเกินขนาด ในราคาสบายกระเป๋า Lenovo Ideacentre 200 มินิพีซี ดีไซน์โฉบเฉี่ยว แต่สเปคจัดเต็ม ด้วยขุมพลัง Intel Core i3-5005U Processor ความเร็วในการทำงานถึง 2.0 GHz มาพร้อมชิปกราฟิก Intel HD Graphics 5500 ตอบสนองความต้องการการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยรูปทรงกะทัดรัด เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่จำกัด ด้วยความพิเศษของมินิพีซี Lenovo Ideacentre 200 ที่มาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อ VGA, HDMI และ Display Port ที่สามารถเชื่อมต่อระบบการทำงานเข้ากับจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์ทั่วไป เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเปลี่ยนจอทีวีหรือจอมอนิเตอร์ให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์จอยักษ์ได้ทันที Lenovo Ideacentre 200 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Window 10 รวมถึงเม้าท์และคีย์บอร์ดไร้สาย เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากยิ่งขึ้น หน่วยความจำ RAM ขนาด 4 GB พร้อมฮาร์ดดิสก์ความจุ 1 TB ที่คุณสามารถอัพเกรดการทำงานได้ โดยสามารถเพิ่มเติมได้ภายหลัง และช่อง USB 3.0 ที่รองรับการเชื่อมต่อสูงสุดถึง 4 ช่อง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบเสาสัญญาณไร้สาย Wi-Fi 802.11AC และ Bluetooth 4.0 รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างครอบคลุม โดย Lenovo Ideacentre 200 ราคาเริ่มต้นที่อยู่ 11,490 บาท 

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

THE PALACE AND THE ORIGINALS จัดเต็มสมศักดิ์ศรี!
THE PALACE /  THE PALACE AND THE ORIGINALS / 

การหวนคืนเวทีของนักดนตรีคุณภาพจาก 6 วงดัง ยุค 80’s THE PALACE AND THE ORIGINALS จัดเต็มสมศักดิ์ศรี!! ผ่านไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา กับ 5 ชั่วโมงเต็มแห่งความประทับใจในคอนเสิร์ต Sermsuk Fulfill the Happiness THE PALACE and The Originals ณ ไบเทค บางนา ฮออล์ 106 จัดขึ้นโดยไอเวฟ... งานนี้เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับรุ่นใหญ่ที่ผูกพันกันเหนียวแน่นได้เหมือนเดิม แถมครั้งนี้นอกจากจะพาสมาชิกน้องใหม่แกะกล่อง ปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ มาเอาใจแฟนๆ แล้ว ยังใจป้ำจัดเต็มพาพี่น้องผองเพื่อนเหล่านักดนตรีคุณภาพจาก 6 วงดังแห่งยุค 80’s ไม่ว่าจะเป็น รอยัล สไปรท์ส, แมคอินทอช, ดิ อินโนเซ้นท์, ฟอร์เอฟเวอร์, พลอย และ อินคา มารื้อฟื้นความหลังเรียกเสียงกรี๊ดอย่างถล่มทลาย ที่สำคัญยังคงคอนเซ็ปท์เดิมเหนียวแน่น ว่า ‘เก้าอี้ในคอนเสิร์ตมีไว้วางกระเป๋า’ เพราะผู้ชมต่างลุกขึ้นมาแดนซ์แบบลืมวัย! คอนเสิร์ต THE PALACE and The Originals เปิดตัวด้วยการส่งน้องใหม่ ปุ๊ อัญชลี ที่มาพร้อมกับเพลง หนึ่งเดียวคนนี้ ตามด้วยเพลงฮิตในยุค 80’s ของสมาชิก THE PALACE ให้ผู้ชมได้อุ่นเครื่องออกสเต็ปเบาๆ ก่อนจะพาย้อนไปเปิดเผยวันวานยังหวานอยู่ของสมาชิกในวง เปิดตัวด้วยแขกรับเชิญของ จี๊ป วสุ ที่ชวน ติ๊ก ชีโร่ และ มืด ไข่มุก จาก วงพลอย ที่เปิดตัวด้วยลีลาการตีกลองชุด และกลองคองก้า และการปล่อยมุกสนุกสนานเรียกเสียงหัวเราะกับผู้ชม แถมลีลาทั้งร้องทั้งเต้นที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ทำเอาคุณผู้ชมต้องลุกขึ้นแดนซ์ไปกับ พลอย ในเพลง สมาคมคนเจ็บเจ็บ, สุภาพบุรุษนักฝัน, สมองคนจน, ไม่ได้เจตนา, ปลงซะ และ ถูกใจนิดๆ ต่อด้วย เต้ย อินคา ที่ชวน ดา ศักดา พัทธสีมา หนุ่มมาดเท่ตลอดกาล มาครวญเพลงรักและประชันลีลาการลีดกีต้าร์ในสไตล์อินคา โดยเฉพาะในช่วงเพลง ยิ่งใกล้ ยิ่งเจ็บ ที่ทำเอาหลายคนซึ่งมีความหลังกับเพลงนี้ถึงกับน้ำตาคลอกันทีเดียว แล้วถึงคิวรุ่นใหญ่ จี๊ด รอยัล สไปรท์ส พาเพื่อนรัก อ๊อด พิเชฏฐ ศุขแพทย์ และ ช้าง ศิโรตม์ จุลินทร จาก รอยัล สไปรท์ส ชวนผู้ชมย้อนเวลาไปดูวัยรุ่นยุค 80’s จีบสาวผ่านบทเพลง พบกันบนดวงดาว, หยุดโลก, น้ำกับฟ้า และ น่าอาย ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ยิ้มหวานกันเป็นแถว และเพื่อไม่ให้คลื่นความหวานจางไป จืด ฟอร์เอฟเวอร์ จึงพา สมาชิกวงฟอร์เอฟเวอร์พร้อมหน้าพร้อมตา ทั้ง ดำ วิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล, อั้น สหพล จุลวงศ์, ชา ปรีชา ศิริบุญส่ง, กอล์ฟ สมบุญ โชติหิรัญพาณิชย์, จุ่น สุทธิชัย เทวพิทักษ์, เก๋ นิฤทธิ์ มณีจำนงค์ และ โรจน์ นิโรจน์ วงศ์ไชยชุติกร ขึ้นเวทีครบทั้งวงในรอบ 28 ปี มารายงานตัวสวัสดีเพื่อให้สมกับความคิดถึงที่มีต่อกัน ซึ่งแฟนๆ ทั้งเฮียทั้งเจ๊ ก็ไม่ทำให้ ฟอร์เอฟเวอร์ ผิดหวัง ร้องตามได้หมดทั้งเพลงเร็ว ป่าป๊ามาม้า, ถามเจ๊, ความหวังหลังรอยยิ้ม รวมทั้งเพลงช้าสุดประทับใจ อย่าง หัวใจเธอมีหรือเปล่า จากเสียงร้องต้นฉบับ อั้น สหพล ก็เรียกเสียงกรี๊ดของสาวๆ ได้ทั้งฮอลล์ ครบทั้งซึ้งและสนุกแถมแดนซ์กระจายตั้งแต่เพลงแรกทำเอาปลื้มหน้าบานกันไปทั้งวง และมาถึงช่วงเวลาของ สายชล และ พีรสันติ กับวงต้นตำรับขวัญใจนักเรียน ดิ อินโนเซ้นท์ ที่ชวนสมาชิกดั้งเดิม สาท สิทธิศักดิ์ กิจเต่ง และ โหนก เกรียงศักดิ์ จงธีระธรรม ขนเพลงโฟล์คซองในยุคเริ่มแรกของวงมาเตือนความทรงจำในวัยเรียนอย่างเพลง เสียงจากแม่กลอง, อยู่หอ, สาว 86 และขาดไม่ได้กับ เพียงกระซิบ โดยออริจินัลตัวจริงเสียงจริง โอม ชาตรี คงสุวรรณ ที่ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันกระโดดจนพื้นไบเทคสะเทือน จากนั้นตอกย้ำความสุขแบบ ดิ อินโนเซ้นท์ ด้วยเพลง มนต์ไทรโยค ที่ผู้ชมรวมใจต่อตัวเป็นขบวนรถไฟกระโดดโลดเต้น “วาวๆ” ไปรอบๆ ฮอลล์ และปิดท้ายด้วยการเซอร์ไพรส์คนดูและทีมงานสดๆ ด้วยเพลง เพราะเธอหรือเปล่า ในเวอร์ชั่นอะคูสติก จากนั้นส่งไม้ต่อให้ ต้น แมคอินทอช ชวนเพื่อนเลิฟ วงแมคอินทอช ที่ขนสมาชิกดั้งเดิมครบทุกคน เหมียว สมบัติ ขจรไชยกุล, ปริ๊นซ์ มรุธา รัตนสัมพันธ์, หมู กิติพันธ์ ปุณกะบุตร, นิด พิษณุ นาคสวัสดิ์, เป๋ง วรเทพ เหลืองสิรพรชัย และ หนุ่ย สมเกียรติ ชวนสมบูรณ์ ส่งเพลงฮิตในยุคนั้นให้ฟังกันเต็มอิ่ม ทั้ง วันวานยังหวานอยู่, ใจสยิว, เพื่อนร่วมทาง, ถนนนี้กลับบ้าน และที่สุดแห่งความประทับใจที่ทำให้แฟนเพลงถึงกับน้ำตาซึม เมื่อวงแมคอินทอชร่วมกับผู้ชมถ่ายทอดความคิดถึงผ่านบทเพลง ลมหายใจแห่งความคิดถึง ซึ่งท่อนแรกมีเสียงของ อู๋ อรรถพล ประเสริฐยิ่ง สมาชิกผู้ล่วงลับ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ยืนอยู่บนเวทีแล้ว แต่ก็ยังเป็นหนึ่งใน แมคอินทอช ที่เพื่อนสมาชิกและแฟนเพลงจะยังคงคิดถึงตลอดไป เมื่อผ่านช่วงซึ้งกันไปแล้ว THE PALACE ขอมอบของขวัญ ซิงเกิ้ลใหม่ ชีวิตฉันมีไว้เพื่อเธอ เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนเพลงที่สนับสนุนกันมาโดยตลอด พร้อมยกเวทีให้หญิงเดี่ยวของวง ปุ๊ อัญชลี จัดทั้งเพลงเร็วเพลงช้า ออกมาเรียกเสียงกรี๊ดถล่มทลายกันอีกหน สมาชิกที่เหลือก็ไม่ยอมน้อยหน้า ขอจัดเมดเลย์ดิสโก้มาปิดท้ายให้แฟนเพลงได้เสียเหงื่อชุดใหญ่ก่อนกลับบ้าน เรียกว่าใครได้มาชมคอนเสิร์ตครั้งนี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะศิลปินคุณภาพตัวจริงเสียงจริงในยุคทองของเพลงไทยกลับมารวมตัว ยืนบนเวทีเดียวกัน ในบรรยากาศความสุขจากใจศิลปินทุกท่านที่ส่งถึงผู้ชมผู้น่ารักทุกที่นั่ง ให้ได้รับความสนุก มีความสุขแบบยาวๆ แต่ไม่เหนื่อยและไม่กลับดึก ขอบคุณ THE PALACE และ ดิ ออริจินัลส์ จากทุกวง ที่ทำให้ผู้ชมเต็มอิ่มกับความสุขที่ได้จากคอนเสิร์ตดีๆ ครั้งนี้ และหวังอย่างยิ่งว่าจะได้พบกันอีกพร้อมความสุขส่งท้ายปลายปีในสุดยอดเทศกาลดนตรี เยสเตอร์เดย์ วันซ์ มอร์ ในเดือนธันวาคมนี้. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เกิดอะไรขึ้น?? จีน่า ภรรยา โอ๊ต วรวุฒิ โพสต์จอดำ
โอ๊ต วรวุฒิ /  จีน่า อันนา / 

ทำเอาแฟนๆ แอบเป็นห่วงและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อแม่ลูกอ่อนอย่าง จีน่า อันนา ภรรยาคนสวยของนักแสดงหนุ่ม โอ๊ต วรวุฒิ ที่เพิ่งผ่าคลอดลูกชายตัวน้อย น้องโอลาฟ ไปได้ไม่ถึงเดือน โพสต์ภาพจอดำลงอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแคปชั่นว่า "แม่สัญญาว่าแม่จะเข้มแข็งนะครับ" แฟนๆ จึงเข้ามาคอมเม้นท์ส่งกำลังใจให้ สาวจีน่า มากมาย บางคนคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นภาวะเครียดและซึมเศร้าของคุณแม่หลังคลอด ด้าน หนุ่มโอ๊ต ก็โพสต์ภาพลูกน้อยบนตักภรรยาที่กำลังนอนหลับไปด้วยกัน พร้อมแคปชั่นว่า "เวลาของแม่คือเวลาของโอลาฟเช่นกัน สงสารแม่จุง" ช่วงนี้อาจต้องเหนื่อย อดหลับอดนอน และต้องเสียสละเพื่อลูกมากๆ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่สู้ๆ นะคะ ขอบคุณภาพจาก IG @oat_voravudh, jenaanna จีน่า-น้องโอลาฟ โอ๊ต-น้องโอลาฟ โอ๊ต-น้องโอลาฟ จีน่า-น้องโอลาฟ น้องโอลาฟ ลูกชาย โอ๊ต-จีน่า น้องโอลาฟ ลูกชาย โอ๊ต-จีน่า

ประกาศผล : ดูหนังใหม่ รอบพิเศษ Storks บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี่
Storks /  นิโคลัส สโตลเลอร์ / 

เอ็มไทยมูฟวี่พรีวิว Storks บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี่ Storks บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี่ ว่าด้วยเรื่องราวของนกกระแสที่เคยส่งมอบเด็กทารก ได้เปลี่ยนงานมาส่งพัสดุให้กับ cornerstore.com บริษัทระดับโลกบนอินเทอร์เน็ต และ จูเนียร์ ให้เสียงพากย์โดย แอนดี้ แซมเบิร์ก (Andy Samberg) นกกระแสตัวทอปที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นดันไปรับงานส่งเจ้าเด็กน้อยเข้า จูเนียร์จึงต้องแก้ไขสถานการณ์ที่ผิดพลาดด้วยการไปส่งเด็กคนนี้ให้ได้ ของรางวัล บัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษจำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง ในวันพุธที่ 21 กันยายน 2559 ที่ โรงภาพยนตร์ ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต รอบเวลา 20.00 น. (ลงทะเบียนรับบัตรเวลา 19.00-19.50 น.) ***ทางต้นสังกัดขอเปลี่ยนแปลงโรงภาพยนตร์จากเดิม โรงภาพยนตร์ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก เปลี่ยนเป็น โรงภาพยนตร์ ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์*** สนับสนุนของรางวัลโดย  ประกาศรายชื่อผู้โชคดี รายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับบัตรชมภาพยนตร์เรื่อง Storks บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี่ ทั้งหมด 10 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง มีรายชื่อดังต่อไปนี้ โมเรศ ศรีบ้านไผ่ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ศรัณย์ชัย เรืองมณี (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) นิรันดร์กุล บุญธรรม (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) สุรีรัตน์ จันทร์จุงจิตต์ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) วรรณวิไล กวีญาณ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ธนรัฐ บุญประกอบ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ณัฐธิดา เวชกามา (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) โสภณ คู่มงคล (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) เอกมงคล ทนใจ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) สาลินี เชี่ยวไพบูลย์สกุล (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ผู้โชคดีต้องเช็คอีเมลและตอบกลับเพื่อยืนยันสิทธิ์ ภายในวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2559 ก่อนเวลา 18.00 น. มิเช่นนั้นจะถือว่า “สละสิทธิ์” กรณีที่มีผู้สละสิทธิ์จะนำบัตรไปสุ่มแจกให้กับผู้ที่เข้ามาสำรองรายชื่อในหน้าเพจ facebook.com/movie.mthai การรับของรางวัล แสดงบัตรประชาชนตัวจริง (ที่ยังไม่หมดอายุ) ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะลงทะเบียนเพื่อรับบัตร เจ้าหน้าที่จากบริษัทจะเป็นผู้แจกบัตรให้ โดยผู้โชคดีต้องมารับบัตรชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ไม่สามารถฝากมารับได้ เริ่มแจกบัตรตั้งแต่เวลา 19.00-20.00 น. หากมาช้ากว่าเวลาดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์ทันที ผู้ที่ได้รับรางวัลในกิจกรรมรอบนี้ หากมีรายชื่อได้รับรางวัลซ้ำกับสื่ออื่น ๆ เกิน 1 รายชื่อ ทางเจ้าหน้าที่ขอสงวนสิทธิ์ให้เหลือชื่อเพียง 1 ชื่อเท่านั้น โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า กรุณาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กรณีที่ต้องฝากโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป หรืออุปกรณ์อื่น ๆ รางวัลนี้ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ รวมทั้งซื้อ-ขาย สงวนสิทธิ์ 1 ท่าน / 1 รางวัล ขอสงวนสิทธิ์ตัดสิทธิ์ผู้โชคดีที่ไม่ทำตามกติกาข้างต้นทุกกรณี การตัดสินของเจ้าหน้าที่ถือเป็นที่สิ้นสุด

Home Sweet Home เกม (ผี) ไทย หลอนสไตล์ 'หนังไทย'
Home Sweet Home /  อิ๊กดราซิลกรุ๊ป

ในปัจจุบันที่เกมต่างๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถหยิบยืมประสบการณ์ภาพยนตร์มาผสมผสานให้เกิดการเล่าเรื่องที่น่าตื่นเต้นและเพิ่มอรรถรสให้ผู้เล่นเกมราวกับได้ชมหนังสักเรื่อง** (ตัวอย่างเช่นเกม Uncharted 4 อันโด่งดัง) เช่นเดียวกับเกมสยองขวัญแนวมุมมองบุคคลที่หนึ่งสัญชาติไทย Home Sweet Home จาก อิ๊กดราซิลกรุ๊ป (YGGDRAZIL GroupCo.,LTD.) บริษัทซีจีไทยที่คร่ำหวอดในวงการโฆษณาและภาพยนตร์ไทยมานับสิบปี กับก้าวแรกในการทำเกมสามมิติที่นำบรรยากาศความน่ากลัวแบบหนังสยองขวัญไทยมาใส่ไว้อย่างเต็มตัว ซึ่งล่าสุดตัวเกม Home Sweet Home ได้ปล่อยเดโมให้ได้ทดลองเล่นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Home Sweet Home คือเกมไทยที่สามารถผ่านการโหวต Steam Greenlight จากผู้ใช้บริการ Steam (แหล่งจำหน่ายเกมผ่านระบบออนไลน์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด  ณ ปัจจุบัน) ทั่วโลกซึ่งมีส่วนร่วมในการคัดเลือกเกมจากผู้ผลิตอิสระให้เข้ามาจำหน่ายในนี้ได้ ซึ่ง HSH เป็นโปรเจ็กต์เกมสามมิติเกมแรกที่ ศรุต ทับลอย และ ธนัช จุวิวัฒน์ สองผู้ก่อตั้ง อิ๊กดราซิลกรุ๊ป ตั้งใจจะนำบริษัทให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น "มันมาจากการที่เราเริ่มรับงานทำแอนิเมชั่น 3D ในต่างประเทศ ปั้นโมเดลแอนิเมชั่นบ้าง ทำฉากทำซีนบ้าง ไปจนถึงสร้างซีนซีเนมาติกในเกม (ซีนเล่าเรื่องคล้ายภาพยนตร์ที่ใช้ประกอบการเล่าเรื่องระหว่างเกม) จนมาถึงจุดที่ว่าเฮ้ย! เราอยากทำเกมเป็นของตัวเองแล้ว (หัวเราะ) คือพวกองค์ความรู้ต่างๆ เราก็เริ่มสะสมเรียนรู้จากการทำงานให้คนอื่นมาพอสมควร อาจจะไม่เยอะมากแต่ก็รู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้ว แต่ในขณะเดียวกันธุรกิจหลักของเราคือการทำงานด้านโฆษณา ซึ่งก็เป็นงานที่เราทำมาเป็นสิบปีละ พอเรามาเริ่มทำเกม คนก็จะมารู้จักเราในด้านเกมอย่างเดียว ก็เลยอยากจะให้ทุกคนรู้จักผลงานของเราทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กันด้วย" ศรุตเกริ่นถึงที่มาในการลงมาลุยตลาดการสร้างเกมของอิ๊กดราซิลกรุ๊ป ตัวอย่างเกม Home Sweet Home https://www.youtube.com/watch?time_continue=73&v=NZxTowPwYIo ส่วนที่มาว่าทำไมต้องเกมผีนั้น มาจากความชื่นชอบหนังสยองขวัญไทยร่วมสมัยของศรุต อีกทั้งส่วนตัวแล้วก็จบมาทางด้านภาพยนตร์โดยตรง จึงเป็นความน่าสนใจที่จะหยิบแนวหนังซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติของไทย มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำเกมแรกของบริษัทเกมนี้ "ส่วนใหญ่เราจะชอบเล่นเกมแนว AAA คือเกมดังๆ ที่อยู่ในคอนโซลต่างๆ ด้วยเนื้อเรื่องที่ใกล้เคียงกับหนัง ซึ่งด้วยเราเองเรียนด้านภาพยนตร์มา บวกกับคิดว่าจะทำยังไงให้เกมแรกที่เราทำมันได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นก็นึกถึงหนังสยองขวัญไทยต่างๆ อย่าง ซัตเตอร์ฯ ดิอาย หรืออื่นๆ มันก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ คือผีไทยมันก็มีความพิเศษที่แตกต่างจากผีอื่นๆ ของเรามีเสียงหมาหอน ผีหลากหลายประเภท ไสยศาสตร์ความเชื่อต่างๆ นี่ไงเรามีของดีเยอะมากๆ สุดท้ายก็เลยลงมาที่การทำเกมผี ซึ่งเราคิดว่ามันอาจเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในการเล่นเกมผีของชาวต่างชาติด้วย" ในการออกแบบและพัฒนาเกมเพลย์นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นหลัก คือระบบการเล่นที่มอบความสนุกให้ผู้เล่น และสามารถถ่ายทอดความน่ากลัวแบบหนังผีไทยไปได้พร้อมๆ กัน โดย ป้อง - ปองธรรม นันทพันธ์ เกมดีไซเนอร์ ผู้ออกแบบการเล่นให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องเล่าว่า “การออกแบบเกมจะถูกควบคุมไว้ด้วยคอนเซ็ปต์เกมและเส้นเรื่อง เราต้องมองตั้งแต่ว่าผีไทยแบบไหนที่เอามาใช้ในเกมได้บ้าง ทั้งที่มาของผีแต่ละตัวมันก็จะส่งผลมาถึงการเล่าเรื่อง เช่น ความเชื่อไสยศาสตร์ที่มาของผีตัวนั้นๆ หรือวิธีการหลอกของผี ซึ่งก็มีผลกับการออกแบบวิธีเล่นด้วย” โดย HSH เป็นเกมแนวมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ที่ผสมผสานแนวแอ็กชั่นเข้ากับแนวแก้ปริศนา ทั้งนี้ตัวเกมยังถูกคิดผลิตเพื่อรองรับเทคโนโลยี VR ที่เข้ามีบทบาท ในวงการเกมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย โดยศรุตเสริมว่า เมื่อขึ้นชื่อว่าเกม ย่อมหมายถึงการที่ผู้เล่นสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งใด ซึ่งทั้งหมดจะทำให้เกิดเนื้อเรื่องที่แตกต่างออกไปหลายๆ แบบด้วย “คือเกมต่างจากหนัง เล่าไม่สามารถใช้การตัดต่อฃ่วยในการเล่าเรื่องได้ ทุกอย่างต้องถูกดำเนินเรื่องด้วยมุมมองของคนๆ เดียว ก็ต้องออกแบบว่า จะเล่าเรื่องทั้งหมดยังไงให้ผู้เล่นเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ จะออกแบบให้ผู้เล่นเดินไปสู่เรื่องราวที่จะเล่ายังไง หรือแม้แต่ผู้เล่นบางคนไม่สนใจเนื้อเรื่องเลย รูปแบบการเล่นมันก็ต้องเอื้อเขาด้วย เพราะสุดท้ายขึ้นชื่อว่าเกม สิ่งสำคัญคือมันต้องเล่นสนุก ซึ่งเนื้อเรื่องและบรรยากาศมันคือสิ่งที่ช่วยให้ผู้เล่นได้เติมเต็มกับประสบการณ์การเล่นได้มากขึ้น” สุดท้ายแล้ว เป้าหมายสำคัญของศรุตและอิ๊กดราซิล คือการสร้างมาตรฐานของเกมไทยให้เป็นที่ยอมรับของผู้เล่นในวงกว้างมากขึ้น "คือคนไทยไม่ค่อยชอบเล่นเกมไทย ยังไม่ยอมรับในคุณภาพเท่าไหร่ ทั้งที่จริงเกมไทยหรือทีมงานไทยก็มีส่วนร่วมในเกมระดับดังๆ มากมาย เลยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจว่า จะทำเกมให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้เล่นไทยให้ได้ คือถึงเกมนี้ไม่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติก็ไม่เป็นไร แต่คนไทยชอบเกมนี้เราจะดีใจสุดๆ เลย คือมันไม่มีทางที่เราจะเห็นคนญี่ปุ่นหรือฝรั่งหยิบเอาบรรยากาศความน่ากลัวแบบผีไทยไปทำหรอก เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเสียงหมาหอน กลิ่นธูปหรือบรรยากาศต่างๆ มันน่ากลัวยังไง มันคือสิ่งที่คนไทยเข้าใจ ถ้าคนไทยไม่ทำคงไม่มีใครทำแล้ว ซึ่งถ้าคุณชอบเกมนี้ คุณช่วยสนับสนุนเรา สนับสนุนเกมไทยด้วย เรายังมีสิ่งที่อยากจะทำอีกเยอะเลย" โดยสามารถติดตามข่าวสารและกำหนดการจำหน่ายตัวเกมฉบับเต็มได้ที่แฟนเพจ home sweet home : game คลิปการแคสเดโมเกม Home Sweet Home ของ MR.HEART ROCKER แคสเตอร์ชื่อดังของไทย  ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

Vivo X7 สีใหม่ Obsidian Black เตรียมวางขายปลายเดือนกันยายนนี้
iPhone7 /  ObsidianBlack / 

ไม่ต้องปล่อยให้รอกันนานสำหรับ Vivo X7 สีใหม่กับสีดำ Obsidian Black ที่กำลังมาฮิตอีกครั้งหลงจาก iPhone 7 เปิดตัวแล้วก็วางขายไปแล้วก่อนหน้านี้ โดย Vivo X7 Obsidian Black นี้มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว Full HD Super AMOLED ใช้ RAM 4GB ความจุภายในมีให้เลือก 64GB และ 128GB กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าถือว่าใกล้เคียงกันที่ 13 ล้านพิกเซล จะวางจำหน่ายวันที่ 26 กันยายนนี้ ที่ราคา 2,798 หยวน (หรือประมาณ 14,700 บาท) ที่มา : vivo

Samsung Galaxy Tab A (2016) with S Pen แท็ปเล็ตรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับปากกาสุดเทพ
Android /  GalaxyNote7 / 

ไหนๆ ก็มีปากกาเทพอย่าง S Pen ที่เปิดตัวพร้อมกับ Galaxy Note 7 ไปเมื่อไม่นานมานี้แล้ว ทาง Samsung เลยสานต่อแท็ปเล็ตรุ่น Galaxy Tab A (2016) ที่วางขายเมื่อต้นปีที่ผ่าน แต่คราวนี้จะมาพร้อมกับปากกาในชื่อรุ่น Galaxy Tab A (2016) with S Pen พร้อมกับชูจุดเด่นที่ปากกา S Pen โดย Galaxy Tab A (2016) with S Pen จะมาพร้อมกับ กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล ระบบปฎิบัติการ Android 6.0 Marshmallow หน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล 3GB RAM ส่วนความจุ 32GB แต่สามารถเพิ่มได้ผ่าน micro-SD จะวางจำหน่ายในเกาหลีใต้ที่ราคา 440$ (หรือประมาณ 15,400 บาท) ที่มา : sammobile

SanDisk เปิดตัวการ์ดความจำ Micro SD ความจุ 256 GB ความเร็วสูงที่สุดในโลก
Microsd /  Sandisk / 

SanDisk เปิดตัวการ์ดความจำ MicroSD ความจุขนาด 256 GB ซึ่งรวมไปถึง SanDisk Extreme microSDXC UHS-I ความจุขนาด 256 GB การ์ดความจำรุ่นใหม่นี้มอบความเร็วและประสิทธิภาพอันทรงพลังในรูปแบบการ์ดขนาดจิ๋ว เพื่อให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟน โดรน และกล้อง Action Camera สามารถถ่ายภาพ และเก็บภาพวิดีโอให้มีคุณภาพดั่งมืออาชีพ โดยไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่จัดเก็บบนอุปกรณ์เหล่านั้นจะเต็ม การ์ดความจำ SanDisk Extreme microSDXC UHS-I ความจุขนาด 256 GB สามารถเพิ่มความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลได้ถึง 100 MB ต่อวินาที เช่นเดียวกับความเร็วในการเขียนข้อมูลที่สูงถึง 90 MB ต่อวินาที โดยผู้ใช้งานสามารถบันทึกวิดีโอ 4K UHD ได้นานถึง 14 ชั่วโมง

เคล็ดลับ คืนชีพรูเสียบ iPhone ที่มีปัญหาชาร์จไฟไม่เข้า
iphone /  มือถือ / 

เชื่อว่าบางคนที่ใช้ไอโฟนมานานคงเคยพบกับปัญหาชาร์จไฟไม่เข้ากันมาบ้าง โดยที่เครื่องนั้นไม่เคยพบกับการตกหล่น, ตกน้ำ หรือประสบอุบัติเหตมาก่อน แบบที่ใช้อยู่ดีๆ แล้วมันก็ชาร์จไม่เข้าขึ้นมาซะแบบนั้น วันนี้ Tech.MThai มีวิธีแก้มาฝาก โดยปกติแล้วเราก็จะคิดว่ามันพังนะครับ แต่ที่จริงแล้วมันคือการที่มีเศษขุยผ้าที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงเรา หลุดเข้าไปติดจนอัดแน่นทำให้ไม่สามารถเสียบชาร์จได้ ซึ่งอาการนี้สามารถสังเกตุได้จากการที่เราเสียบชาร์จแล้วสายชาร์จเหมือนจะหลุดอยู่ตลอดเวลา หรือต้องคอยขยับมันจนแน่น บ้างทีก็ชาร์จไม่ได้เลย วีธีแก้ก็ง่ายๆ ใช้ไม้จิ้มฟันพยายามเขี่ยออกด้วยความเบามือที่สุด และที่สำคัญต้องพยายามระวังไม่ให้ไปโดนแผงวงจรไฟ ซึ่งตัวแผงนั้นจะอยู่ด้านบนและล่างของตัวเครื่องนั้นเอง ต้องพยายามเขี่ยด้วยความเบามือระวังเป็นอย่างมากนะครับ และต้องพยายามแยงให้ลึกหน่อยเนื่องจากขุยผ้านั้นจะอัดแน่นอยู่ด้านในค่อนข้างลึก ค่อยๆ เขี่ยออกมาแล้วสิ่งที่ได้ ไม่หมดเพียงรอบเดียว ต้องเขี่ยหลายรอบหน่อย เกือบจะเอาไปซ่อมแล้ว ออกมาแล้วเจ้าขุยผ้าตัวร้าย ชาร์จได้เรียบร้อยแล้วจ้า ต้องบอกว่าเหมือนได้มือถือเครื่องใหม่เลยทีเดียวเชียวครับ ปล. เล็บยาวเขินจุงเบย เนื้อหาโดย Tech.MThai

ยกระดับ! สมยศ เตรียมส่งโค้ชช้างศึกเรียนที่กาตาร์,U16,u17เก็บตัวต่างแดน
ช้างศึก /  ทีมชาติไทย / 

นายกสมาคมฟุตบอลเตรียมมีแผนส่งผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกเรียนงานโค้ชที่ประเทศกาตาร์ พร้อมหวังนำเยาวชนช้าศึกเก็บตัวยังต่างประเทศ  เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เวลา 10.00 น. ที่ห้องรับรอง สโมสรตำรวจ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จัดงานประชุมหัวหน้าผู้ฝึกสอนและผู้จัดการทีมชาติทุกชุดทุกประเภท เพื่ออัพเดตแผนงานของแต่ละทีม โดยมี พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก เลขาธิการสมาคมฯ, นายวิทยา เลาหกุล อุปนายกฝ่ายพัฒนาเทคนิค, นายธนศักดิ์ สุระประเสริฐ อุปนายกฝ่ายสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยหัวหน้าผู้ฝึกสอนและทีมชาติทุกชุด ภายหลังการประชุม พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า “วันนี้เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างสมาคมฯ, ประธานฝ่ายเทคนิค, ผู้จัดการทีมชาติและหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยทุกรุ่นทุกอายุ ซึ่งเราจะประชุมแบบนี้ทุกเดือน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น, หารือ, อัพเดตความเคลื่อนไหวแต่ละทีมซึ่งผมได้มอบนโยบายให้กับทุกชุดแล้วว่าให้ทำแผนงานแต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมทีมสำหรับทัวร์นาเมนต์ที่จะต้องไปแข่งขัน ว่าต้องการอะไรบ้าง” “ส่วนทีมที่ยังไม่มีทัวร์นาเมนต์ ก็มีการนโยบายในการส่งทีมเหล่านั้นชุดอายุ 14 และ 16 ปี ไปเก็บตัวต่างประเทศ อย่างที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้เด็กได้ไปเรียนรู้เรื่องวินัย การฝึกซ้อมที่ถูกต้องของทีมที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นการวางรากฐานแก่เด็กๆที่จะก้าวขึ้นไปเป็นกำลังหลักของทีมชาติชุดใหญ่ในอนาคต” “ส่วนผู้ฝึกสอนผมจะเดินทางไปกาตาร์วันที่ 22 สิงหาคมนี้เพื่อพบกับ นายกสมาคมฟุตบอลกาตาร์ เพื่อเจรจาขอเรียนรู้วิชาโค้ชแก่เรา โดยผมจะคัดเลือกโค้ชผู้ฝึกสอนไปอบรมที่นั่น เป็นเวลา 3-6 เดือน ซึ่งพวกเขาจะเป็นผู้ฝึกสอนทีมชาติในอนาคต ผมต้องการสร้างรูปแบบของนักเตะทีมชาติไทยในอนาคต ให้มีรูปแบบการเล่นเหมือนกัน ทุกคนที่ไปอบรมมาจะมีการแลกเปลี่ยนและมีวิชาเดียวกัน ผมอยากให้นักฟุตบอลทีมชาติไทยทุกคนมีรูปแบบการเล่นเหมือนกันหมด เหมือนบราซิล, อาร์เจนตินา, โปรตุเกส, เยอรมันและญี่ปุ่น ซึ่งเรามีรูปร่างที่เล็ก อะไรคือสิ่งที่เราจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแข็งแกร่งและความเร็ว ซึ่งทุกคนที่ส่งไปจะให้เขากลับมาทำหน้าที่ให้กับสมาคมฯ หรือสโมสรต่างๆ” “โดยเราจะเน้นไปที่ทีมเยาวชนทั้งชุดอายุ 14 หรือ 16 ปี ให้แต่ละทีมไปทำแผนมาว่าจะซ้อมกับทีมไหน โดยผมเน้นไปที่ทีมที่มีแรงกิ้งสูงกว่าประเทศไทย เราต้องมองข้ามระดับอาเซียน ถ้าเราไม่ซ้อมกับทีมที่แข็งแกร่งกว่า เวลาเราต้องเจอกับทีมที่ดีกว่าเราก็จะสู้ไม่ได้ เราต้องเรียนรู้ แม้เราจะแพ้ก็ไม่เป็นไร เราแพ้วันนี้เพื่อชนะวันข้างหน้า เราก็จะไม่เปลี่ยนแปลง”

ย้อนตำนาน วัดประจำรัชกาล พร้อมเรื่องราวที่มาและความสำคัญ
รัชกาล /  วัด / 

วัดประจำรัชกาลที่ 1 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2551และวันที่ 16 มิถุนายน 2554 ทางยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์จำนวน 1,440 ชิ้น เป็นมรดกความทรงจำโลก ในทะเบียนนานาชาติ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนประมาณ 99 องค์ พระเจดีย์ที่สำคัญ คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดประจำรัชกาลที่ 2 วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวราราม หรือที่นิยมเรียกกันในภาษาพูดว่า วัดแจ้ง หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า วัดอรุณ เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา ว่ากันว่าเดิมเรียกว่า วัดมะกอก และกลายเป็นวัดมะกอกนอกในเวลาต่อมา เพราะได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกวัดที่สร้างใหม่ว่า วัดมะกอกใน (วัดนวลนรดิศ) แล้วจึงเรียกวัดมะกอกซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า วัดมะกอกนอก ส่วนเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้งนั้น เชื่อกันว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีใน พ.ศ. 2310 ได้เสด็จมาถึงหน้าวัดนี้ตอนรุ่งแจ้ง จึงพระราชทานชื่อใหม่ว่าวัดแจ้ง ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังเดิม และได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดแจ้งใหม่ทั้งวัด แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาลที่ 1 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดแจ้งต่อมา และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอรุณราชธาราม” ต่อมามีพระราชดำริที่จะเสริมสร้างพระปรางค์หน้าวัดให้สูงขึ้น แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เสริมพระปรางค์ขึ้นและให้ยืมมงกุฎที่หล่อสำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่องที่จะเป็นพระประธานวัดนางนองมาติดต่อบนยอดนภศูล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชธารามหลายรายการ และให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นลง พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดอรุณราชวราราม” วัดประจำรัชกาลที่ 3 วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่เดิมชื่อวัดจอมทอง เป็นวัดที่มีมาก่อนการสร้างกรุงเทพมหานคร พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงสถาปนาวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่องจากเมื่อครั้งที่ทรงยกทัพไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ กาญจนบุรีใน พ.ศ. 2363 เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึงวัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักและทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงคราม พร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไปราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีทัพพม่ายกเข้ามา เมื่อยกทัพกลับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่และถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่าวัดราชโอรส ซึ่งหมายถึง พระราชโอรสคือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ในปัจจุบันมี พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช) เป็นเจ้าอาวาส วัดประจำรัชกาลที่ 4 วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตามธรรมเนียมประเพณีโบราณที่ว่า ในราชธานีจะต้องมีวัดสำคัญประจำ 3 วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดราชประดิษฐาน จึงทรงสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้ครบตามโบราณราชประเพณี และเพื่อพระอุทิศถวายแก่พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายเพื่อที่พระองค์เองและเจ้านาย ข้าราชการ ที่จะไปทำบุญที่วัดฝ่ายธรรมยุติกนิกายใกล้พระบรมมหาราชวังได้สะดวก วัดราชประดิษฐฯ จึงเป็นวัดฝ่ายธรรมยุติกนิกายวัดแรกที่สร้างขึ้นเพื่อพระสงฆ์ในนิกายนี้ เพราะวัดอื่น ๆ ของฝ่ายธรรมยุตเป็นวัดที่แปลงมาจากวัดของมหานิกาย วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามสร้างขึ้นในที่ดินที่เคยเป็นสวนกาแฟของหลวงโดยก่อสร้างใน พ.ศ. 2407 เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า "วัดราชประดิษฐสถิตธรรมยุติการาม" เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้เปลี่ยนเป็น "วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม" เพื่อให้เหมาะสมกับเป็นที่ประดิษฐานหลักศิลา ซึ่งเป็นสีมามีจารึกคาถาบาลีและภาษาไทย ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์รวม 10 หลัก วัดประจำรัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 7 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาลเมื่อ พ.ศ. 2412 โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง มีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก คือ ลักษณะภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในออกแบบตกแต่งอย่างตะวันตก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ “ราชบพิธ” หมายถึง พระอารามที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง บพิธ คำนี้มาจากภาษาบาลีคือ ปวิธะ ที่แปลว่าสร้าง ส่วน “สถิตมหาสีมาราม” หมายถึง พระอารามซึ่งมีสีมากว้างใหญ่ เป็นมหาสีมาล้อมรอบอาณาเขตของวัด วัดประจำรัชกาลที่ 6 วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน มีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) ที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง ในรัชกาลปัจจุบัน รอบฐานพระเจดีย์มี ศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง บริเวณรอบเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศ ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร วัดประจำรัชกาลที่ 8 วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า “วัดสุทัศนเทพวราราม” ปรากฏในจดหมายเหตุว่า “วัดสุทัศนเทพธาราม” และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี" "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี" ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี วัดประจำรัชกาลที่ 9 วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2538 ตั้งอยู่เลขที่ 999 ซอยพระราม 9 ซอย 19 ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคมสีมา และได้รับการยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีเป็นการพิเศษในปี พ.ศ. 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ปัญหาน้ำเน่าเสีย ที่เกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติ จึงมีพระราชดำริให้ทดลองแก้ไขปัญหาน้ำเสียด้วยวิธีเติมอากาศ ณ บริเวณบึงพระราม 9 ในลักษณะเป็นระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กและทำการทดสอบการบำบัดน้ำเน่าเสียที่ไหลมาตามคลองลาดพร้าวบางส่วนให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยใช้วิธีเติมอากาศลงไปในน้ำและปล่อยให้น้ำตกตะกอนแล้วปรับสภาพก่อนระบายออกสู่ลำคลองตามเดิม รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพน้ำซึ่งเป็นการนำน้ำสะอาดจากแม่น้ำเจ้าพระยามาชะล้างทำความสะอาดคลองและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยอาศัยจังหวะน้ำขึ้น – น้ำลง ตามธรรมชาติ อันเป็นการบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง เมื่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ตามโครงการบึงพระราม 9 ดำเนินการไปได้ระดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2531 ให้มีการดำเนินการปรับปรุงสภาพพื้นที่ และชุมชนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง พร้อมกันนั้นก็ให้มีการจัดตั้งวัดขึ้นในที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งนางสาวจวงจันทร์ สิงหเสนี ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน 8 – 2 – 54 ไร่ และได้รับการอนุญาตให้สร้างวัดจากกรมการศาสนา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2534 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ”

Samsung Galaxy Folder 2 สมาร์ทโฟนฝาพับเวอร์ชั่นปี 2016 ที่อัพเกรดขึ้นจากรุ่นก่อนหน้านี้
Android /  GalaxyFolder2 / 

หลังจาก Samsung วางขายสมาร์ทโฟนซีรีย์ฝาพับ Galaxy Folder ไปเมื่อปีที่แล้ว โดยในตอนนี้มันได้ถูกอัพสเป็คเพิ่มขึ้นในเวอร์ชั่นปี 2016 กับ Samsung Galaxy Folder 2 ที่มีข่าวหลุดออกมาว่าจะถูกเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้ ส่วนเรื่องสเป็คของเครื่องต่างๆจะถูกอัพจากรุ่นปี 2015 อย่างแน่นอน สเป็คคร่าวๆ ของ Samsung Galaxy Folder 2 ใช้ระบบปฎิบัติการ Android 6.0 Marshmallow จอแสดงผล 3.8 นิ้ว 480 x 800 พิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล RAM 2GB ความจุภายใน 16GB สามารถเพิ่มได้ผ่าน microSD card ที่มา : gsmdome

iPhone 7 Black Diamond ประดับด้วยเพชรกว่า 1,450 ชิ้น กับราคาเบาๆ ที่ 17.5 ล้านบาท
Airpods /  apple / 

หรูหราไฮโซกว่านี้มีอีกมั้ย เมื่อ Gresso แบรนด์ระดับไฮ-เอนด์ เปิดตัว iPhone 7 ความจุ 256GB ที่ประดับประดาด้านหลังด้วยจิวเวอร์รี่มากถึง 102 กะรัต และยังใช้เพชรถึง 1,450 ชิ้นในการตกแต่งอีกด้วย สนนราคาก็ไม่เท่าไหร่ iPhone 7 Black Diamond ตัวนี้ก็อยู่แค่ 500,000$ เอง (หรือประมาณ 17,500,000 บาท) นอกจากนี้ยังมี AirPods ประดับด้วยเพชร 30 ชิ้น 2 กะรัต ใครทำหล่นหายคงเสียดายแย่ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ทาง Gresso ยังออกเคสสำหรับ iPhone 7 ที่ทำจากไทเทเนียม มาพร้อมกับโลโก้ Gresso ทองคำ 18K แล้วก็ประดับไปด้วยเพชรอีกตามระเบียบ จะผลิตออกมาเพียง 999 ชิ้นเท่านั้น เจ้าเคสนี้ราคาอยู่ที่ 2,500$ (ประมาณหรือ 87,500 บาท) ที่มา : phonearena

ไม่แชมป์แต่ได้ใจ! โต๊ะเล็กไทยฮึดไล่เจ๊าคาซัคสถาน2วินาทีสุดท้าย 3-3
คาซัคสถาน /  ฟุตซอลทีมชาติไทย / 

โต๊ะเล็กไทยไม่พ่ายคาซัคฯเบอร์ 9 ของโลก ได้ประตูตีเจ๊า 3-3 ช่วง 2 วินาทีสุดท้ายมี 5 แต้มเท่าคาซัคฯ แต่ประตูได้เสียเป็นรอง พลาดแชมป์ไปอย่างย่าเสียดายในศึก "ฟุตซอลไทยแลนด์ไฟว์2016 พรีเซนเต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป"  "ฟุตซอลไทยแลนด์ไฟว์ 2016 พรีเซนเต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป" ที่สนามบางกอก อารีน่า เวลา 19.30 น. วันอังคารที่ 23 ส.ค.59 ระหว่าง "ช้างศึก"ทีมชาติไทย เจ้าของอันดับ 12 ของโลกพบ คาซัคสถาน ทีมอันดับ 9 ของโลกจากยุโรป ซึ่งพึ่งคว้าอันดับ 3 เวทียูโร 2016 มาครอง โดยถือเป็นเกมชิงแชมป์เพราะมี 4 แต้มเท่ากัน แต่ลูกได้-เสีย คาซัคสถานดีกว่า มิเกล โรดริโก้ กุนซือชาวสเปนของทีมชาติไทย ส่งผู้เล่นชุดแรก ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู อย่าง คณิศร ภู่พันธ์ , เลิศชาย อิสราสุวิภากรณ์ , ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง , อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ , ไตรรงค์ เพชรเทียม โดยที่ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง นำเป็นดาวซัลโวที่ 4 เม็ด ด้าน ริคาโด้ ซามบ้า กุนซือคาซัคสถาน ส่งผู้เล่นชุดแรกซึ่งถือเป็นตัวหลักจาก 2 เกม ประกอบด้วย ฮิกวยต้า ผู้รักษาประตูที่ว่ากันว่าใช้เท้าดีที่สุดในโลกตอนนี้ , เลโอนาร์โด้ เมนดองก้า , ดูเรน นูโกรซิน , ดักลาส จูเนียร์ , เอเวอร์ตัน ริเบอโร่ โดยที่ ดักลาส จูเนียร์ ยิงรวม 3 ประตูได้ลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวด้วย ออกสตาร์ทครึ่งแรก ไทยอยู่ในชุดน้ำเงินล้วนเป็นฝ่ายเขี่ยบอลบุกก่อน 30 วินาทีแรก อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ เสียบอลก่อนจะถูกคาซัคดักได้ ก่อนที่ ดูเรน นูโกรซิน จะได้ชาร์จหน้าปากประตู บอลยังติด คณิศร ภู่พันธ์ น.2 ฮิกวยต้า นายด่านจอมลีลาของคาซัค โชว์ห้าวลากบอลมาเล่นเอง แต่ถูก เลิศชาย อิสราสุวิภากรณ์ ดักได้พร้อมกับเล่นสวนกลับ กะจะยิงไกล บอลสุดท้ายยังติด ฮิกวยต้า เคลียร์ทิ้งได้ก่อน น.3 อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ ดักบอลจากกลางสนาม ก่อนไหลเข้าเหลี่ยม ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ที่พลิกจะยิงแต่ยังโดนไม่ถนัด น.4 มิเกล โรดริโก้ กุนซือไทยเปลี่ยนผู้เล่นชุดสองลงสนาม นำโดย ณัฐพล สุทธิโรจน์ , เจษฎา ชูเดช , จิรวัฒน์ สอนวิเชียร์ และ ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน เช่นเดียวกับคาซัคสถานที่ส่งชุดสองลงเล่น น.5 คาซัคสถานชวดได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ ดูเรน นูโกรซิน พยายามจะซ้ำหน้าปากประตู แต่ยังพลาดไป , น.6 ไทยเสียประตูก่อนจากลูกซัดเร็วของ ดักลาส จูเนียร์ ช่วยให้ คาซัคสถาน ออกนำ 1-0 และทำให้ ดักลาส จูเนียร์ ยิงรวม 4 ประตูเทียบเท่า ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ในกลุ่มลุ้นดาวซัลโว น.7 แฟนชาวไทยเต็มความจุบางกอก อารีน่า ได้ลุ้นตีเจ๊าจากจังหวะที่ เจษฎา ชูเดช ไหลจากซ้ายไปที่เสาสอง ณัฐพล สุทธิโรจน์ ได้กดเต็มๆ บอลไปชนเสาเหลี่ยมนอก เกือบจะตีเสมอได้ , ถัดมาอีก 20 วินาที ณัฐพล สุทธิโรจน์ ที่เติมขึ้นไปยิงในจังหวะเข้าทำ บอลยังไม่เข้าเหลี่ยม น.8 ไทยกลับมาใช้ผู้เล่นชุดแรก หวังเอาชัวร์บดเข้าใส่คาซัคเพื่อทวงประตูตีเจ๊าให้เร็วที่สุด , ถัดมาอีก 15 วินาที ไตรรงค์ เพชรเทียม น.11 จากความห้าวของ ฮิกวยต้า นายด่านคาซัคที่ชอบออกมาเล่นนอกกรอบ จนเสียบอลจากสนาม ถูก ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ดักได้และหลอกยิงเร็วดาบแรกยังติดบล็อค ดาบสองศุภวุฒิกำลังจะยิง ก่อนที่ ฮิกวยต้า จะกระโดดโถมเข้าใส่ที่ตัว ผู้ตัดสินไม่รอช้า ควักใบแดงจากกระเป๋าหลังไล่ออกทันที คาซัคเหลือ 4 คนในช่วง 2 นาทีต่อจากนี้ ไทยได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่น ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน กดนอกกรอบเข้าไปอย่างสวยงาม ทำให้ไทยตีเสมอ 1-1 และคาซัคกลับมาเล่น 5 คนได้ทันที น.12 แฟนไทยได้กรี๊ดกร๊าด เมื่อ มิเกล โรดริโก้ ส่ง จิรวัฒน์ สอนวิเชียร และ กฤษดา วงษ์แก้ว มาเล่นชุดผสมในช่วงที่เหลือ , น.14 ดักลาส จูเนียร์ กดเต็มเท้า บอลไปชนโคนเสา ไทยเสียวแว่บในจังหวะนี้ น.13 ไทยได้ฮือฮา เมื่อ กฤษดา วงษ์แก้ว กัปตันทีมฟุตซอลไทยโชว์สเต๊ปแต่งบอลลอดขาผู้เล่นคาซัค เรียกเสียงเฮจากแฟนชาวไทยได้เป็นอย่างดี เกมถึง น.17 คาซัคขึ้นนำอีกครึ่งจากความยอดเยี่ยมของ ดักลาส จูเนียร์ ที่จับยิงเร็วหน้ากรอบเขตโทษ บอลเสียบก้นตาข่ายช่วยให้คาซัคนำ 2-1 และเป็นประตูที่ 5 ของดักลาส จูเนียร์ขึ้นนำเป็นดาวยิงสูงสุด น.18 คาซัคเครื่องแรง เซลิค ซามานคูลอฟ ได้ซัดโล่งๆ แต่ดันยิงไปชนเสา บอลดาบสองยังมาเข้าทาง พาเวล ทาคู ได้ซ้ำไม่พลาด ช่วยให้ คาซัค นำ 3-1 น.19 ไตรรงค์ เพชรเทียม ถูกทำฟาวล์หน้ากรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินเป่าให้ไทยได้ฟาวล์ และเป็น ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ที่กดเปรี้ยงเดียวไม่เหลือซาก ช่วยให้ไทยไล่มาเป็น 2-3 และเป็นประตูที่ 5 ของศุภวุฒิด้วย จบครึ่งแรก ไทย ตามหลัง คาซัคสถาน 2-3 เกมในครึ่งเวลาหลัง คาซัคฯเป็นฝ่ายเขี่ยลูกเริ่มเล่นบ้าง ส่วนไทยส่งผู้เล่นอย่าง ก้องหล้า เหล็กกล้า , ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง , อภิวัฒน์ แจ่มเจริญ และ จิรวัฒน์ สอนวิเชียร ลงบู๊ , น.21 ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง เบิ้ลเร็วให้ จิรวัฒน์ สอนวิเชียร ที่จับหนึ่งจังหวะก่อนได้ยิงด้วยเหลี่ยมขวา แต่บอลยังไม่เข้ากรอบ น.23 ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน ตวัดยิงเร็วที่ริมซ้าย บอลยังแฉลบออกหลังนิดเดียว , น.26 เจษฎา ชูเดช กระชากขึ้นถึงสุดเส้นหลังฝั่งซ้าย หวังปาดให้ กฤษดา วงษ์แก้ว แต่บอลยังติดตัวบล็อค , น.30 ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน พยายามกระชากลากไปยิงที่ริมขวา แต่ก็ยังถูกเบียดบังเอาไว้ได้ก่อน ช่วง 5 นาทีสุดท้าย มิเกล โรดริโก้ สั่งการให้ฟุตซอลไทยเดินหน้าบุกแหลก น.39 สถานการณ์เริ่มเดือด หวิดมีมวยหมู่เกิดขึ้น แต่ยังดีที่ทีมงานของทั้งสองทีมยังรีบเข้ามาห้ามทัพได้ทัน ท้ายเกม คาซัคยังห้าวเล่นระบบพาวเวอร์เพลย์จน เกมทำท่าว่าจะจบด้วยชัยชนะของคาซัค แต่แล้วเหลือ 2 วินาทีสุดท้าย บอลคลุกคลิกหน้าประตูคาซัค ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน ตามจิ้มบอลแฉลบผู้เล่นคาซัคเข้าประตูไป ช่วยให้ไทยตีเสมอ 3-3 และจบเกมด้วยสกอร์นี้ "ฟุตซอลไทยแลนด์ไฟว์2016 พรีเซนเต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป" ตกเป็นของ คาซัคสถาน ที่มี 5 แต้มเท่ากับไทย แต่มีลูกได้-เสียดีกว่า , ไทยจบรองแชมป์ด้วยการไม่แพ้คู่แข่ง ส่วน อิหร่าน ที่ 3 มี 4 แต้ม และ ญี่ปุ่น ที่ 4 มี 1 แต้ม