จุงเบย

ละครละครคน , เรื่องย่อละครคน
โปรเจ็ค The Writers เรื่อง ละครคน /  เรื่องย่อละคร ละครคน / 

ละครคนบทประพันธ์ : ว.วินิจฉัยกุลบทโทรทัศน์ : ธัญลักษณ์ จุลพงษ์ผู้อำนวยการสร้าง : สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยาผู้อำนวยการฝ่ายผลิตละคร : วรฤทธิ์ ไวยเจียรนัยกำกับการแสดง : โอ๋-คฑาเทพ ไทยวานิชออกอากาศทุกคืนวันจันทร์และวันอังคาร เวลา 20.15น. ทางช่อง GMM25 เรื่องย่อละคร ละครคน เพราะชีวิตคือละคร ที่ทุกคนต่างมีบทบาทที่ต้องแสดง แต่ชีวิต...ต่างจากละครตรงที่ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า บทบาทของแต่ละคน จะจบลงที่ตรงไหนทุกคนทำได้แค่เพียง...แสดงในบทของตัวเอง ที่ได้รับในวันนี้ ให้ดีที่สุด เรื่องราวของ ละครคน เริ่มต้นจาก แก้วใส(แนท อนิพรณ์) บัณฑิตสาวที่เพิ่งเรียนจบด้านการละคร กำลังเริ่มต้นวัยทำงาน เธอมีแม่ที่ยังสาวสวย กระดังงาลนไฟอย่าง แววนิล(แก้ว อภิรดี) ที่เกิดกับ วิษณุ(แจ๊บ เพ็ญเพชร) แต่ทั้งคู่ก็ได้เลิกราและแยกทางกันไป แก้วใสถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาจากการดูแลของตาและยาย หลังจากนั้นวิษณุ ก็แต่งงานใหม่กับ มัณฑนา(ตู่ นันทิดา) สาวใหญ่ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ซึ่งแก้วใสไม่ได้ตำหนิพ่อ เพราะเธอรู้สึกผูกพันและเคารพรักพ่อมากกว่าแม่วิษณุฝากแก้วใสให้เข้ามาทำงานที่สถานีโทรทัศน์ของมัณฑนา ละครคน โดยแก้วใสมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ ดรงค์(ท็อป เทวินทร์) หัวหน้าฝ่ายรายการผู้เคร่งครัด เอาจริงเอาจัง แม้จะถูกดรงค์และใครๆ มองว่าเป็นเด็กเส้น แต่เธอก็พยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ แก้วใสมีเพื่อนสนิทที่เป็นรูมเมทของเธอนั่นก็คือ เก็จ(ญี่ปุ่น นภัทร) ด้วยความอิจฉาแก้วใส ทำให้เก็จพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง จนในที่สุดเธอก็ได้มาช่วยงาน ลีลา(อุ๋ม อาภาศิริ) ผู้จัดละครคนสำคัญของสถานี โดยดรงค์เป็นคนช่วยแนะนำ เพราะเขาถูกใจในความสวยน่ารักและดูเป็นผู้หญิงเรียบร้อยของเก็จ ช่วงเวลาเดียว กันศิวา(เก้า จิรายุ) ลูกชายคนเดียวของมัณฑนาที่เกิดจากสามีเก่าซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว กลับมาจากเมืองนอกพอดี ศิวาและแก้วใสมีโอกาสได้พบกันในงานเลี้ยงของสถานีโทรทัศน์ เขาประทับใจในตัวแก้วใสที่ดูเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง ฉลาดและพูดตรง แต่ความรู้สึกดีที่เขาแอบประทับใจเธอนั้น เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขารู้ว่าแก้วใสเป็นลูกสาวของพ่อเลี้ยงที่เขาไม่เคยชอบหน้าเลยอย่างวิษณุ มัณฑนาอยากให้ศิวามาทำงานที่บริษัทในฐานะผู้บริหาร แต่ ทุกอย่างกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และมัณฑนาก็ไม่สามารถได้ทุกอย่างมาอย่างที่เธอต้องการ เพราะ เภา(ตุ๊ก เดือนเต็ม) ประธานกรรมการของสถานีที่หวงทรัพย์สมบัติของตระกูลและ วราวุธ(หนุ่ม สันติสุข) หุ้นส่วนของสถานี ที่หวังผลประโยชน์และเห็นแก่ตัวเอง ก็คัดค้านไม่ให้ศิวาขึ้นมาบริหารสถานีโทรทัศน์อย่างเด็ดขาด ละครคน ด้านศิวาอยากพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นว่า เขามีความสามารถพอที่จะบริหารงานต่อจากผู้เป็นแม่ได้ ประกอบกับ ทิวาวัน (ฝน นลินทิพย์) ลูกสาวคนเดียวของวราวุธ เธอหาทางใกล้ชิดกับศิวา ด้วยการเขียนบทละครชื่อเรื่อง โทษทัณฑ์ นำมาเสนอศิวา เขาชอบบทละครมากและตัดสินใจเล่นเป็นพระเอกด้วยตัวเอง ด้วยนิสัยมั่นใจในตัวเอง และตรงไปตรงมาของศิวาทำให้พนักงานในช่องไม่ค่อยชอบเขา ต่างกับ เปรมา(ดาว พิมพ์ทอง) ที่เธอให้ความสนใจในความหล่อเหลาของศิวา เธอหวังอยากจะมีอำนาจและได้เป็นนางเอกเบอร์หนึ่งของสถานี เพราะกลัวจะถูก น้ำฝน(ดิว อริสรา) แย่งตำแหน่งนางเอกไปครอง ละครคน เช่นเดียวกับ จัตวา(ปังปอนด์ อัครวุฒิ) เขาใช้ความหล่อ มีเสน่ห์ของตัวเองตีสนิทกับแก้วใส และทิวาวัน พร้อมๆ กัน เพื่อหวังว่าตนเองนจะได้ผลประโยชน์เป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของสถานี และมีงานในวงการบันเทิงเยอะกว่าใคร ตามที่ ทิวลิป(บุ๊คโกะ ธนัชพันธ์) ผู้จัดการส่วนตัวของทั้งคู่คอยสั่งสอน โดยพวกเขาไม่รู้เลยว่า แจ๋ม(รัศมีแข) ช่างแต่งหน้า คอยเก็บข้อมูลอยู่การถ่ายทำละครเรื่อง โทษทัณฑ์ เป็นไปได้ด้วยดี เพราะแก้วใสเป็นผู้กำกับ และทุ่มเทงานนี้สุดความสามารถ ทำให้ศิวาเริ่มหลงรักเธอแบบไม่รู้ตัว ด้านแก้วใสเองเมื่อเธอได้อยู่ใกล้ชิดกับศิวามากขึ้น เธอก็เริ่มใจอ่อนหลงเสน่ห์และคารมของเขาเช่นกัน บทละครชีวิตของแต่ละคน จงลงเอยเช่นไร? ในเมื่อทุกคนต่างแสวงหาผลประโยชน์ของกันและกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งการเป็นใหญ่ เกมส์การแข่งขันแย่งชิงนี้ ใครจะเป็นผู้ชนะ? ติดตามชมได้ในโปรเจ็ค The Writers เรื่อง ละครคน เวลา 20.15น. ช่อง GMM 25 เริ่มตอนแรกจันทร์ที่ 24 เมษายน 2560 นี้ ละครคน ละครคน ละครคน ละครคน ละครคน ละครคน ละครคน ละครคน ละครคน

กระหึ่มอีกระลอก! สภาเมืองไฟเขียว หงส์ เพิ่มความจุอัฒจันทร์ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด
นิว เมน สแตนด์ /  ลิเวอร์พูล ขยายสนาม / 

เรียกได้ว่าเพิ่มดีกรีความกระหึ่มให้กับ แอนฟิลด์ กันอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว!! สำหรับกลุ่ม เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป เจ้าของทีม ลิเวอร์พูล เมื่อล่าสุด The Express ประโคมข่าว สภาเมือง(ลิเวอร์พูล)อนุมัติให้มีการขยายอัฒจันทร์(แอนฟิลด์)ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด หลังจากประสบความสำเร็จในการเพิ่มความจุของ เมน สแตนด์ มาแล้ว โดยรายงานระบุว่า หลังจากที่ นิว เมน สแตนด์ สามารถเพิ่มความจุให้สาวก "เดอะค็อป" เข้ามาสัมผัสบรรยากาศในสนามได้อีกถึงประมาณ 8,500 ที่นั่ง รวมของเดิมปัจจุบันจะเท่ากับ 54,000 ที่นั่ง และอนาคตหากอัฒจันทร์ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด ต่อเติมขึ้นมาสำเร็จ เท่ากับว่าสนาม แอนฟิลด์ ของ ลิเวอร์พูล จะมีขนาดความจุมากถึง 60,000 ที่นั่ง เลยทีเดียว ทั้งนี้ นิว เมน สแตนด์ แห่งใหม่ของ "หงส์แดง" พร้อมเปิดใช้บริการครั้งแรกในเกมที่ ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ แชมป์เก่า เลสเตอร์ ซิตี้ ในวันเสาร์นี้ เวลา 23.30 เป็นต้นไป

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

SanDisk เปิดตัวการ์ดความจำ Micro SD ความจุ 256 GB ความเร็วสูงที่สุดในโลก
Microsd /  Sandisk / 

SanDisk เปิดตัวการ์ดความจำ MicroSD ความจุขนาด 256 GB ซึ่งรวมไปถึง SanDisk Extreme microSDXC UHS-I ความจุขนาด 256 GB การ์ดความจำรุ่นใหม่นี้มอบความเร็วและประสิทธิภาพอันทรงพลังในรูปแบบการ์ดขนาดจิ๋ว เพื่อให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟน โดรน และกล้อง Action Camera สามารถถ่ายภาพ และเก็บภาพวิดีโอให้มีคุณภาพดั่งมืออาชีพ โดยไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่จัดเก็บบนอุปกรณ์เหล่านั้นจะเต็ม การ์ดความจำ SanDisk Extreme microSDXC UHS-I ความจุขนาด 256 GB สามารถเพิ่มความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลได้ถึง 100 MB ต่อวินาที เช่นเดียวกับความเร็วในการเขียนข้อมูลที่สูงถึง 90 MB ต่อวินาที โดยผู้ใช้งานสามารถบันทึกวิดีโอ 4K UHD ได้นานถึง 14 ชั่วโมง

ละครเกิดเป็นกา (ละครเย็น) , เรื่องย่อเกิดเป็นกา (ละครเย็น)
ละคร เกิดเป็นกา /  ละคร เกิดเป็นกา ช่อง7 / 

เกิดเป็นกา ผู้ประพันธ์: นันทนา วีระชนบทโทรทัศน์: ปลายปากกาผู้ผลิต: บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัดออกอากาศทุกวัน เวลา 18.50 น. ทางช่อง7 เรื่องย่อ ละครเกิดเป็นกา บุญเพ็ญ (หลิน นุศรา )เป็นคนรับใช้คนสนิทของ คุณหญิงภูรี (จิ๋ม ปนัดดา) แอบลักลอบได้เสียกับชายชล (หนุ่ม สุรวุฑ ) คุณหญิงภูรีจับได้เลยจับให้ชายชลรีบแต่งงานกับ กานดา (เอ๋ รชยา ) หลังจากคืนแต่งงานทั้งสองได้เดินทางไปฮันนีมูนที่ต่างประเทศ คุณหญิงภูรีจึงไล่บุญเพ็ญออกจากบ้าน บุญเพ็ญโซซัดโซเซเดินไปตามทางเปลี่ยวแล้วเจอกับ หวัง(อ๋อง กษาปณ์) ที่กำลังเมามาย หวังพยายามข่มขืนบุญเพ็ญ บุญเพ็ญต่อสู้แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ไหวตกเป็นเมียหวัง บุญเพ็ญไปอาศัยอยู่กับ บุญพา (เดียร์ ปริษา )น้องสาวของตัวเองในสลัม โดยบุญเพ็ญไม่รู้มาก่อนว่าหวังเป็นสามีของน้องสาว บุญเพ็ญจำหวังได้แต่ไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีต ละครเกิดเป็นกา ตลอดเวลาบุญเพ็ญคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชายชลและกานดา บุญเพ็ญตั้งท้อง ส่วนกานดาก็ตั้งท้องเช่นเดียวกัน วันที่กานดาเจ็บท้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล บุญเพ็ญที่กำลังท้องแก่ก็พยายามทุบท้องตัวเองเพื่อให้ลูกคลอดออกมาในคืนเดียวกับลูกของกานดา และเมื่อคลอดแล้วก็ลักลอบเปลี่ยนป้ายชื่อของเด็กทั้งสอง ทำให้ชายชลและกานดานำลูกของบุญเพ็ญไปเลี้ยง ส่วนบุญเพ็ญก็ทิ้งลูกของกานดาไว้ที่โรงพยาบาล แต่บุญพากลับไปรับมาเลี้ยงด้วยความสงสาร และตั้งชื่อให้หลานสาวว่ากระแต (พาย รมิดา) บุญเพ็ญเกลียดชังและทุบตีกระแตมาโดยตลอด กระแตโตมาในชุมชนสลัมโดยไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะบุญเพ็ญไม่ให้เรียน แต่ให้กระแตไปขายหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ยังเด็ก โชคดีที่ยังมีทม (ปาแปง กุมภ์ ) เป็นเพื่อนสนิทกับกระแตมาตั้งแต่เด็กๆ คอยหาหนังสือที่ไม่ได้ใช้แล้วมาให้กระแตอ่าน หาหนทางเพื่อให้กระแตได้เรียนหนังสือ ทมแอบหลงรักกระแตแต่ไม่กล้าบอกเพราะกลัวว่าจะเสียเพื่อน วันหนึ่งบุญเพ็ญเล่นไพ่แล้วถูกตำรวจจับ ทำให้กระแตต้องหาเงินมาจ่ายค่าประกันตัว กระแตเลยใช้วิธีกระโดดตัดหน้ารถของ พงษ์วัฒน์ (บอส โตนนท์) เพื่อเรียกค่าทำขวัญ พงษ์วัฒน์เป็นหลานชายของกานดาและกานดาก็หมายมั่นจะให้แต่งงานกับเต็มดาว (กุ๊กกิ๊ก กชกร ) เต็มดาวมีนิสัยก้าวร้าว เย่อยิ่ง เพราะถูกชาดา (ครูอ้วน มณีนุช )พี่สาวของชายชลตามใจมาตั้งแต่เด็กๆ กระแตบอกกับบุญเพ็ญว่าจะไปสมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟในโรงแรม แต่บุญเพ็ญบอกว่าหางานเอาไว้ให้แล้ว จึงส่งกระแตไปสมัครเป็นสาวใช้ที่บ้านของชายชล บุญเพ็ญใช้ถ่านทาที่ใบหน้าและเนื้อตัวของกระแตให้ดำดูสกปรก ละครเกิดเป็นกา กระแตเข้าไปทำงานในบ้านของกานดาและชายชล ทั้งคู่รักและเมตตากระแตมาก กระแตเองก็เกิดความผูกพันต่อทั้งสองอยางแปลกประหลาด พงษ์วัฒน์สงสารกระแตเลยหางานในบริษัทให้ แต่กระแตปฏิเสธเพราะคิดว่าจะอยู่ตอบแทนกานดาที่อนุญาตให้กระแตไปเรียนหลังทำงานเสร็จได้ พงษ์วัฒน์จึงให้ความเมตตากระแต เลยทำให้เต็มดาวเกิดความริษยา หาทางกลั่นแกล้งกระแตอยู่แสมอ วันหนึ่งเต็มดาวตัดน้ำประปาที่บ้าน กระแตจึงไปตักน้ำที่บ่อน้ำหลังบ้าน เต็มดาวแอบเดินมาข้างหลังแล้วผลักกระแตตกลงไปในบ่อ พงษ์วัฒน์ช่วยกระแตออกมาได้ จึงพบว่าแท้จริงกระแตคือเด็กสาวที่พงษ์วัฒน์เคยช่วยเหลือไว้ และเป็นเด็กสาวที่มีใบหน้าสวยงามผุดผ่อง เพราะน้ำในบ่อล้างคราบถ่านดำที่ใบหน้าและเนื้อตัวของกระแต ทั้งสองเกิดความรักความผูกพัน พงษ์พัฒน์ออกหน้าปกป้องกระแต ยิ่งทำให้เต็มดาวเกลียดชังกระแตมากขึ้น เต็มดาวหลอกให้กระแตไปในที่เปลี่ยวเพื่อให้เชิดศักดิ์ (เขต-ธาราเขต เพ็ชร์สุกใส) หนุ่มเพลย์บอยจัดการกับกระแต แต่กระแตหนีรอดออกมาได้ เต็มดาวกลับโดนเชิดศักดิ์รังแกเสียเอง เชิดศักดิ์บีบให้เต็มดาวเป็นหนอนบ่อนไส้ บอกที่ซ่อนและรหัสเปิดเซฟบรรจุเครื่องเพชร แล้วสร้างหลักฐานว่ากระแตเป็นคนร้าย หวังเข้าร่วมมือกับเชิดศักดิ์แล้วได้รับส่วนแบ่งเป็นกำไลเพชร หวังเมากลับมาพบบุญเพ็ญกลางสะพานข้ามแม่น้ำ บุญเพ็ญผลักหวังตกสะพานแล้วช่วงชิงกำไลเพชร เมื่อตำรวจเข้ามาค้นบ้านของบุญเพ็ญและบุญพา บุญเพ็ญเลยแกล้งสารภาพว่ากระแตเป็นคนร้ายขโมยเครื่องเพชรมาให้ กระแตถูกตำรวจจับและส่งฟ้องศาล พงษ์วัฒน์พยายามหาวิธีช่วยกระแตเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เต็มดาวเกิดอาการแพ้ท้องโดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ เชิดศักดิ์เลยขู่เต็มดาวเพื่อที่จะให้เต็มดาวรับตนเป็นสามี เชิดศักดิ์จะได้เข้ามาครอบครองทรัพย์สมบัติในฐานะเขย คุณหญิงภูรีปฏิเสธก็ถูกเชิดศักดิ์ข่มขู่จนหัวใจวายตาย ละครเกิดเป็นกา บุญเพ็ญลวงเชิดศักดิ์ไปฆ่าเพราะต้องการช่วยลูก บุญเพ็ญสารภาพกับเต็มดาวว่าตัวเองเป็นแม่ ทำให้เต็มดาวโกรธมากและไม่ยอมรับบุญเพ็ญเป็นแม่ พงษ์วัฒน์หาทนายมาประกันตัวกระแตออกมา กระแตกลับมาอยู่ในสลัมคอยดูแลบุญเพ็ญที่เริ่มมีอาการเจ็บปวด โรคภัยประดังเข้ามา เพราะตรอมใจที่เต็มดาวไม่ยอมรับเป็นแม่ กระแตนำบุญเพ็ญส่งโรงพยาบาล และคอยเฝ้าดูแล บุญเพ็ญขอให้กระแตพาเต็มดาวมาพบ กระแตจึงไปอ้อนวอนเต็มดาวให้มาเยี่ยมบุญเพ็ญ แต่เต็มดาวมีข้อแลกเปลี่ยนไม่ให้กระแตพบกับพงษ์วัฒน์อีก กระแตยินยอม เต็มดาวจึงต้องจำใจมาโรงพยาบาล บุญเพ็ญขอจับมือเต็มดาว แต่เต็มดาวปฏิเสธด้วยความรังเกียจ ถึงแม้จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตบุญเพ็ญก็ตาม ชายชลและกานดาตามมาที่โรงพยาบาลจึงรู้ความจริงทั้งหมดจากปากของบุญเพ็ญ แล้วเรื่องราวบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตามชมในละครเรื่อง “เกิดเป็นกา” นักแสดงละคร เกิดเป็นกา โตนนท์ วงบุญ แสดงเป็น พงษ์วัฒน์รมิดา ธีรพัฒน์ แสดงเป็น กระแตกชกร ส่งแสงเติม แสดงเป็น เต็มดาวธาราเขต เพ็ชร์สุกใส แสดงเป็น เชิดศักดิ์ปริตา ไชยรักษ์ แสดงเป็น เมย์กุมภ์ ทองพุทธรักษ์ แสดงเป็น ทมนุศรา ประวันณา แสดงเป็น บุญเพ็ญสุรวุฑ ไหมกัน แสดงเป็น ชายชลรชยา รักกสิกรณ์ สดงเป็น กานดามณีนุช เสมรสุต แสดงเป็น ชาดาปริษา ทนาวิวัฒน์ แสดงเป็น บุญพากษาปณ์ จำปาดิบ แสดงเป็น หวัง ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ขอบคุณภาพจากIG:#เกิดเป็นกา

ประกาศผล : ดูหนังใหม่ รอบพิเศษ Storks บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี่
Storks /  นิโคลัส สโตลเลอร์ / 

เอ็มไทยมูฟวี่พรีวิว Storks บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี่ Storks บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี่ ว่าด้วยเรื่องราวของนกกระแสที่เคยส่งมอบเด็กทารก ได้เปลี่ยนงานมาส่งพัสดุให้กับ cornerstore.com บริษัทระดับโลกบนอินเทอร์เน็ต และ จูเนียร์ ให้เสียงพากย์โดย แอนดี้ แซมเบิร์ก (Andy Samberg) นกกระแสตัวทอปที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นดันไปรับงานส่งเจ้าเด็กน้อยเข้า จูเนียร์จึงต้องแก้ไขสถานการณ์ที่ผิดพลาดด้วยการไปส่งเด็กคนนี้ให้ได้ ของรางวัล บัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษจำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง ในวันพุธที่ 21 กันยายน 2559 ที่ โรงภาพยนตร์ ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต รอบเวลา 20.00 น. (ลงทะเบียนรับบัตรเวลา 19.00-19.50 น.) ***ทางต้นสังกัดขอเปลี่ยนแปลงโรงภาพยนตร์จากเดิม โรงภาพยนตร์ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก เปลี่ยนเป็น โรงภาพยนตร์ ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์*** สนับสนุนของรางวัลโดย  ประกาศรายชื่อผู้โชคดี รายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับบัตรชมภาพยนตร์เรื่อง Storks บริการนกกระสา เบบี๋เดลิเวอรี่ ทั้งหมด 10 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง มีรายชื่อดังต่อไปนี้ โมเรศ ศรีบ้านไผ่ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ศรัณย์ชัย เรืองมณี (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) นิรันดร์กุล บุญธรรม (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) สุรีรัตน์ จันทร์จุงจิตต์ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) วรรณวิไล กวีญาณ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ธนรัฐ บุญประกอบ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ณัฐธิดา เวชกามา (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) โสภณ คู่มงคล (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) เอกมงคล ทนใจ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) สาลินี เชี่ยวไพบูลย์สกุล (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ผู้โชคดีต้องเช็คอีเมลและตอบกลับเพื่อยืนยันสิทธิ์ ภายในวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2559 ก่อนเวลา 18.00 น. มิเช่นนั้นจะถือว่า “สละสิทธิ์” กรณีที่มีผู้สละสิทธิ์จะนำบัตรไปสุ่มแจกให้กับผู้ที่เข้ามาสำรองรายชื่อในหน้าเพจ facebook.com/movie.mthai การรับของรางวัล แสดงบัตรประชาชนตัวจริง (ที่ยังไม่หมดอายุ) ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะลงทะเบียนเพื่อรับบัตร เจ้าหน้าที่จากบริษัทจะเป็นผู้แจกบัตรให้ โดยผู้โชคดีต้องมารับบัตรชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ไม่สามารถฝากมารับได้ เริ่มแจกบัตรตั้งแต่เวลา 19.00-20.00 น. หากมาช้ากว่าเวลาดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์ทันที ผู้ที่ได้รับรางวัลในกิจกรรมรอบนี้ หากมีรายชื่อได้รับรางวัลซ้ำกับสื่ออื่น ๆ เกิน 1 รายชื่อ ทางเจ้าหน้าที่ขอสงวนสิทธิ์ให้เหลือชื่อเพียง 1 ชื่อเท่านั้น โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า กรุณาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กรณีที่ต้องฝากโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป หรืออุปกรณ์อื่น ๆ รางวัลนี้ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ รวมทั้งซื้อ-ขาย สงวนสิทธิ์ 1 ท่าน / 1 รางวัล ขอสงวนสิทธิ์ตัดสิทธิ์ผู้โชคดีที่ไม่ทำตามกติกาข้างต้นทุกกรณี การตัดสินของเจ้าหน้าที่ถือเป็นที่สิ้นสุด

มาแล้ว!! HTC One A9s สมาร์ทโฟนตัวใหม่ล่าสุดของค่าย
Android /  htc / 

เตรียมเปิดตัวแล้วสำหรับ HTC One A9s สมาร์ทโฟนตัวใหม่ล่าสุดของค่าย มาพร้อมจอแสดงผล 5 นิ้ว 720p HD ขนาดเครื่อง 146.49 x 71.5. x 7.99 มิลลิเมตร น้ำหนัก 149.8 กรัม RAM 2GB/3GB ความจำ 16GB/32GB แต่ถ้ายังไม่จุใจสามารถเพิ่มได้ถึง 2TB ผ่าน microSD ความจุแบตเตอรี่ 2300 mAh กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล แถมยังมีระบบสแกนลายนิ้วมืออีกด้วย ที่มา : htc

คิม แจจุง เตรียมรีเทิร์น! จัดคอนเสิร์ตทันทีที่ออกจากกรม
JYJ /  Kim Jae Joong / 

คิม แจจุง นักร้อง-นักแสดงหนุ่มชื่อดัง จะกลับมาทำกิจกรรมในวงการบันเทิงทันที หลังปลดประจำการจากการเป็นทหาร หลังจากเข้ากรมตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2015 และทำหน้าที่ประจำการในวงดุริยางค์ทหารกว่าสองปี ในที่สุด คิม แจจุง นักแสดงชื่อดังและนักร้องหนุ่มสมาชิกของวง JYJ (เจวายเจ) ก็กำลังจะกลับมาเจอแฟนๆ ของเขาแล้ว คิม แจจุง มีกำหนดจะปลดประจำการในวันที่ 30 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งทาง C-JeS Entertainment ต้นสังกัดของเขาเปิดเผยว่า คิม แจจุง เตรียมทำกิจกรรมในวงการบันเทิงทันทีที่ออกจากกรม โดยจะจัดคอนเสิร์ตราวกลางเดือนมกราคม ปี 2017 เปิดฉากที่ กรุงโซล เกาหลีใต้ ก่อนจะทัวร์คอนเสิร์ตในเมืองอื่นๆ ในเกาหลี และมีแผนที่จะเดินสายในต่างประเทศด้วย แฟนคลับ คิม แจจุง อดใจรออีกนิดเดียว. 김재중 (Kim Jaejoong) Just Another Girl M/V youtube channel : CJESJYJ 김재중_KIM JAEJOONG_MINE_MV youtube channel : CJESJYJ

Apple เปิดตัว iPhone 7, iPhone 7 Plus พร้อมสีดำใหม่ 2 สี และชิพ A10 Fusion แรงสุดในโลก
iPhone 7 /  iPhone 7 Plus / 

เรียกว่าสิ้นสุดการรอคอยแล้วพร้อมทั้งสยบทุกข่าวลือเมื่อ Apple ทำการเปิดตัว iPhone 7 และ iPhone 7 Plus อย่างเป็นทางการที่ Bill Graham Civic Center ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการเปิดตัวครั้งนี้เริ่มด้วยการสร้างความตื่นตาด้วยการเปิดตัว Nintendo ที่เคยบอกว่าจะไม่ทำมือถือนั้น จะนำ Mario มามุดท่อโลดแล่นอยู่บน App Store ในเกม Super Mario Run ให้เราได้เล่นกันด้วย เป็นอะไรที่น่าตื่นตาจริงๆนะครับ ลองไปดูกันว่ามีอะไรใหม่บ้าง โดย ไอโฟน7 และ iPhone 7 Plus จะมาพร้อม iOS 10 ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของ iOS Spec. ต่างๆ ของ ไอโฟน7 ตัวเครื่องอะลูมิเนียมดีไซน์ใหม่ ขัดผิวแบบพิเศษจนมันเงาและได้มาเป็นสีดำเจ็ทแบล็คใหม่ CPU มาพร้อมชิพ A10 Fusion 4 core แบบใหม่ประกอบคอร์ด้วยประสิทธิภาพสูง 2 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงานสูงอีก 2 คอร์ เพิ่มความอึดให้แบตเตอรี่มากกว่าเดิม จอภาพ Retina HD ใหม่มาพร้อมขอบเขตสีที่กว้างพร้อม 3D Touch ขนาดจอ 4,7 นิ้ว ความละเอียด 1334×750 สำหรับ iPhone 7 และ 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 สำหรับ iPhone 7 Plus ปุ่มโฮมใหม่แบบทัชสกรีนเพิ่ม Focre Touch สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกด หนัก-เบา สามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP67 สามารถป้องกันฝุ่นได้จุ่มน้ำได้ที่ความลึกตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ไอโฟน 7 ใช้หูฟังแบบใหม่ ไร้สายนะจ๊ะ ตัดช่องหูฟัง เพื่อพัฒนาคุณภาพเสียงที่ดีกว่า ตัดเสียงรบกวนได้ เพิ่มลำโพงเครื่องเป็น 2 ตัว ให้เสียงดังมากกว่า iPhone 6s ถึง 2 เท่า หูฟังใหม่แบบพอร์ต lightning พร้อมทั้งแถมแจ็คแปลงพอร์ต 3.5 มม. มาให้อีกด้วย นอกจากนี้ในงานยังเปิดตัว AirPods หูฟังไร้สายใหม่ที่มาพร้อมชิพ W1 ในราคา 5,500 บาท และ หูฟัง Beats X รุ่นใหม่ไปพร้อมๆกันด้วย ส่วนกล้อง iPhone 7 นั้นมาพร้อมชุดเลนส์ 6 ชิ้น รูรับแสง f 1.8 กล้องหลังมาพร้อมระบบกันสั่นใหม่ความละเอียด 12 ล้านเมกะพิกเซล, กล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านเมกะพิกเซล ด้านกล้องของ iPhone 7 Plus จะมาพร้อมเลนส์คู่ ความละเอียด 12 เมกะพิกเซลทั้ง 2 ตัว โดยตัวนึงจะเป็นเลนส์เทเล และอีกตัวจะเป็นเลนส์กว้าง ซูมออปติคอล 2 เท่า ซูมดิจิตอลสูงสุด 10 เท่า สามารถถ่ายไฟล์ raw ได้คุณภาพใกล้เคียงกล้อง DSLR  และจะสามารถถ่ายภาพแบบ Bokeh ได้แต่ซอฟต์แวร์ที่รองรับจะมาช่วงปลายปีนี้นะครับ กำหนดวางจำหน่าย  ไอโฟน 7 โดย iPhone 7 และ iPhone 7 Plus จะมีความจุที่ 32GB, 128GB และ 256GB  พร้อมสีให้เลือกด้วยกัน 5 สี คือ เทา, ทอง, ชมพู, ดำด้าน และดำเงาเจ็ทแบล็คใหม่ โดยสีดำเงาจะมีในความจุตั้งแต่ 128 GB ขึ้นไป ส่วนราคาสำหรับ iPhone 7 จะเริ่มต้นที่ 22,500 บาท และ iPhone 7 Plus เริ่มต้นที่ 26,700 บาท และจะเริ่มให้สั่งจองได้ในวันที่ 9 กันยายนและพร้อมวางจำหน่ายในวันที่ 16 กันยายน 2016 ที่มา www.apple.com

กระหึ่มแอนฟิลด์!! คลิปวินาที เดอะค็อป ร้องเพลง YNWA + นิวเมนสแตนด์ ก่อนหงส์ปะทะจิ้งจอก
You'll Never Walk /  นิว เมน สแตนด์ / 

ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของศึกการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่ปิดท้ายค่ำคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาพอสมควรเลยทีเดียว!! สำหรับบรรยากาศก่อนลงสนามของ ลิเวอร์พูล ที่มีคิวเปิดรัง แอนฟิลด์ แมตช์แรกของฤดูกาล 2016/17 ต้อนรับการมาเยือนของแชมป์เก่า เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งตามธรรมเนียมเหล่าพลพรรคสาวก "เดอะค็อป" จะพร้อมใจร้องเพลงเชียร์ You'll Never Walk Alone ก่อนลงสนาม ซึ่งวันนี้ได้มีการเปิดใช้งาน "นิว เมนด์ สแตนด์" ที่เพิ่งขยายความจุใหม่ และได้มีแฟนบอล "หงส์แดง" ถ่ายคลิปวินาทีประวัติศาสตร์ดังกล่าวเอาไว้.. ส่วนบรรยากาศจะเป็นอย่างไร ไปชมกันเลย!! คลิปวินาที เดอะค็อป ร้องเพลง YNWA ก่อน ลิเวอร์พูล vs เลสเตอร์ ซิตี้ คลิปบรรยากาศ เดอะค็อป ร้องเพลง YNWA บนอัฒจันทร์ฝั่ง นิว เมน สแตนด์ >>ชมไฮไลท์ทุกประตู ลิเวอร์พูล vs เลสเตอร์ ซิตี้ คลิก!<<

อบอุ่นเหลือเกิน!! บี้ KPN โพสต์ถึง กุ๊บกิ๊บ-น้องเป่าเปา หลังกลับจากทำงานแบบนี้
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ /  บี้ KPN / 

  ช่างเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์แบบซะจริงๆ สำหรับครอบครัวสุขสันต์ของ กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ และ บี้ KPN หรือ บี้ ธรรศภาคย์ ที่ล่าสุด หนุ่มบี้ ได้โพสต์ภาพสุดประทับใจในอินสตาแกรมพร้อมระบุข้อความสุดซึ้งถึง สาวกุ๊บกิ๊บ ศรีภรรยา และ น้องเป่าเปา ลูกสาวสุดที่รัก หลังกลับจากทำงานว่า   “นี้คือภาพที่กลับมาจากทำงานทุกๆครั้ง...เป็นภาพที่ทำให้ผมยิ้มจากใจ ไม่ว่าจะเจออะไรในชีวิตมาก็ตาม...อย่างน้อย ผมรู้ว่า นอกจากคุณแม่ที่รักผมเหลือเกิน ยังมี2สาวนี้ที่รักผม และคงจะรักผมตลอดไป ผมเชื่ออย่างนั้นนะ เพราะผมก็รักเค้าสุดหัวใจเช่นกัน...” ด้าน กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ ได้เข้าไปคอมเม้นต์บอกรักสามีใต้ภาพด้วยว่า   "ที่รักปีนหลังคาถ่ายเหรอสูงจุง5555555 รักนะคะ”   โอ๊ย!! หวานกันซะขนาดนี้ มีน้องให้ น้องเป่าเปา อีกคนดีมั้ย!! ขอบคุณภาพจาก IG bie_kpn บี้ KPN กุ๊บกิ๊บ บี้ น้องเป่าเปา บี้ น้องเป่าเปา กุ๊บกิ๊บ บี้ น้องเป่าเปา กุ๊บกิ๊บ น้องเป่าเปา

อุทาดะ ฮิคารุ กลับมาในรอบ 8 ปี! ด้วยอัลบั้มใหม่ Fantôme
HIKK‬I /  Utada Hikaru / 

หลังจากหายหน้าหายตาจากวงการเพลงไปถึง 8 ปี ล่าสุดนักร้องสาวชื่อดังจากญี่ปุ่น อุทาดะ ฮิคารุ (Utada Hikaru) กลับมาแล้ว! โดยในวันนี้ (28 ก.ย.) เธอได้ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 6 ซึ่งใช้ชื่อว่า Fantôme ที่มากับบทเพลง 11 แทร็คบรรจุอยู่อย่างเต็มอิ่ม โดยสองเพลงในนั้น Utada ได้แต่งให้กับแม่ของเธอผู้จากไปของเธอด้วย อัลบั้ม Fantôme ของ Utada Hikaru เปิดตัวอย่างสวยงามด้วยการครองอันดับ 1 บนชาร์ต iTunes Top Albums ถึง 6 ประเทศ และติดอันดับ 2 ในประเทศไทยบ้านเราไปเรียบร้อยแล้วด้วย แฟนๆ สามารถฟังและดาวน์โหลดเพลงจากอัลบั้ม Fantôme ของ Utada Hikaru ได้แล้ววันนี้ ส่วนซีดีมีกำหนดวางจำหน่ายในเมืองไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ 宇多田ヒカル「花束を君に」360度メイキング youtube channel : Utada Hikaru Track Listing 1. Michi 2. Ore No Kanojo 3. Hanataba Wo Kimini 4. Nijikan Dake No Vacance (feat. Sheena Ringo) 5. Ningyo 6. Tomodachi 7. Manatsu No Tooriame 8. Kouya No Ookami 9. Boukyaku (feat. KOHH) 10. Jinsei Saikou No Hi 11. Sakura Nagashi มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

Home Sweet Home เกม (ผี) ไทย หลอนสไตล์ 'หนังไทย'
Home Sweet Home /  อิ๊กดราซิลกรุ๊ป

ในปัจจุบันที่เกมต่างๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถหยิบยืมประสบการณ์ภาพยนตร์มาผสมผสานให้เกิดการเล่าเรื่องที่น่าตื่นเต้นและเพิ่มอรรถรสให้ผู้เล่นเกมราวกับได้ชมหนังสักเรื่อง** (ตัวอย่างเช่นเกม Uncharted 4 อันโด่งดัง) เช่นเดียวกับเกมสยองขวัญแนวมุมมองบุคคลที่หนึ่งสัญชาติไทย Home Sweet Home จาก อิ๊กดราซิลกรุ๊ป (YGGDRAZIL GroupCo.,LTD.) บริษัทซีจีไทยที่คร่ำหวอดในวงการโฆษณาและภาพยนตร์ไทยมานับสิบปี กับก้าวแรกในการทำเกมสามมิติที่นำบรรยากาศความน่ากลัวแบบหนังสยองขวัญไทยมาใส่ไว้อย่างเต็มตัว ซึ่งล่าสุดตัวเกม Home Sweet Home ได้ปล่อยเดโมให้ได้ทดลองเล่นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Home Sweet Home คือเกมไทยที่สามารถผ่านการโหวต Steam Greenlight จากผู้ใช้บริการ Steam (แหล่งจำหน่ายเกมผ่านระบบออนไลน์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด  ณ ปัจจุบัน) ทั่วโลกซึ่งมีส่วนร่วมในการคัดเลือกเกมจากผู้ผลิตอิสระให้เข้ามาจำหน่ายในนี้ได้ ซึ่ง HSH เป็นโปรเจ็กต์เกมสามมิติเกมแรกที่ ศรุต ทับลอย และ ธนัช จุวิวัฒน์ สองผู้ก่อตั้ง อิ๊กดราซิลกรุ๊ป ตั้งใจจะนำบริษัทให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น "มันมาจากการที่เราเริ่มรับงานทำแอนิเมชั่น 3D ในต่างประเทศ ปั้นโมเดลแอนิเมชั่นบ้าง ทำฉากทำซีนบ้าง ไปจนถึงสร้างซีนซีเนมาติกในเกม (ซีนเล่าเรื่องคล้ายภาพยนตร์ที่ใช้ประกอบการเล่าเรื่องระหว่างเกม) จนมาถึงจุดที่ว่าเฮ้ย! เราอยากทำเกมเป็นของตัวเองแล้ว (หัวเราะ) คือพวกองค์ความรู้ต่างๆ เราก็เริ่มสะสมเรียนรู้จากการทำงานให้คนอื่นมาพอสมควร อาจจะไม่เยอะมากแต่ก็รู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้ว แต่ในขณะเดียวกันธุรกิจหลักของเราคือการทำงานด้านโฆษณา ซึ่งก็เป็นงานที่เราทำมาเป็นสิบปีละ พอเรามาเริ่มทำเกม คนก็จะมารู้จักเราในด้านเกมอย่างเดียว ก็เลยอยากจะให้ทุกคนรู้จักผลงานของเราทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กันด้วย" ศรุตเกริ่นถึงที่มาในการลงมาลุยตลาดการสร้างเกมของอิ๊กดราซิลกรุ๊ป ตัวอย่างเกม Home Sweet Home https://www.youtube.com/watch?time_continue=73&v=NZxTowPwYIo ส่วนที่มาว่าทำไมต้องเกมผีนั้น มาจากความชื่นชอบหนังสยองขวัญไทยร่วมสมัยของศรุต อีกทั้งส่วนตัวแล้วก็จบมาทางด้านภาพยนตร์โดยตรง จึงเป็นความน่าสนใจที่จะหยิบแนวหนังซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติของไทย มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำเกมแรกของบริษัทเกมนี้ "ส่วนใหญ่เราจะชอบเล่นเกมแนว AAA คือเกมดังๆ ที่อยู่ในคอนโซลต่างๆ ด้วยเนื้อเรื่องที่ใกล้เคียงกับหนัง ซึ่งด้วยเราเองเรียนด้านภาพยนตร์มา บวกกับคิดว่าจะทำยังไงให้เกมแรกที่เราทำมันได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นก็นึกถึงหนังสยองขวัญไทยต่างๆ อย่าง ซัตเตอร์ฯ ดิอาย หรืออื่นๆ มันก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ คือผีไทยมันก็มีความพิเศษที่แตกต่างจากผีอื่นๆ ของเรามีเสียงหมาหอน ผีหลากหลายประเภท ไสยศาสตร์ความเชื่อต่างๆ นี่ไงเรามีของดีเยอะมากๆ สุดท้ายก็เลยลงมาที่การทำเกมผี ซึ่งเราคิดว่ามันอาจเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในการเล่นเกมผีของชาวต่างชาติด้วย" ในการออกแบบและพัฒนาเกมเพลย์นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นหลัก คือระบบการเล่นที่มอบความสนุกให้ผู้เล่น และสามารถถ่ายทอดความน่ากลัวแบบหนังผีไทยไปได้พร้อมๆ กัน โดย ป้อง - ปองธรรม นันทพันธ์ เกมดีไซเนอร์ ผู้ออกแบบการเล่นให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องเล่าว่า “การออกแบบเกมจะถูกควบคุมไว้ด้วยคอนเซ็ปต์เกมและเส้นเรื่อง เราต้องมองตั้งแต่ว่าผีไทยแบบไหนที่เอามาใช้ในเกมได้บ้าง ทั้งที่มาของผีแต่ละตัวมันก็จะส่งผลมาถึงการเล่าเรื่อง เช่น ความเชื่อไสยศาสตร์ที่มาของผีตัวนั้นๆ หรือวิธีการหลอกของผี ซึ่งก็มีผลกับการออกแบบวิธีเล่นด้วย” โดย HSH เป็นเกมแนวมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ที่ผสมผสานแนวแอ็กชั่นเข้ากับแนวแก้ปริศนา ทั้งนี้ตัวเกมยังถูกคิดผลิตเพื่อรองรับเทคโนโลยี VR ที่เข้ามีบทบาท ในวงการเกมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย โดยศรุตเสริมว่า เมื่อขึ้นชื่อว่าเกม ย่อมหมายถึงการที่ผู้เล่นสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งใด ซึ่งทั้งหมดจะทำให้เกิดเนื้อเรื่องที่แตกต่างออกไปหลายๆ แบบด้วย “คือเกมต่างจากหนัง เล่าไม่สามารถใช้การตัดต่อฃ่วยในการเล่าเรื่องได้ ทุกอย่างต้องถูกดำเนินเรื่องด้วยมุมมองของคนๆ เดียว ก็ต้องออกแบบว่า จะเล่าเรื่องทั้งหมดยังไงให้ผู้เล่นเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ จะออกแบบให้ผู้เล่นเดินไปสู่เรื่องราวที่จะเล่ายังไง หรือแม้แต่ผู้เล่นบางคนไม่สนใจเนื้อเรื่องเลย รูปแบบการเล่นมันก็ต้องเอื้อเขาด้วย เพราะสุดท้ายขึ้นชื่อว่าเกม สิ่งสำคัญคือมันต้องเล่นสนุก ซึ่งเนื้อเรื่องและบรรยากาศมันคือสิ่งที่ช่วยให้ผู้เล่นได้เติมเต็มกับประสบการณ์การเล่นได้มากขึ้น” สุดท้ายแล้ว เป้าหมายสำคัญของศรุตและอิ๊กดราซิล คือการสร้างมาตรฐานของเกมไทยให้เป็นที่ยอมรับของผู้เล่นในวงกว้างมากขึ้น "คือคนไทยไม่ค่อยชอบเล่นเกมไทย ยังไม่ยอมรับในคุณภาพเท่าไหร่ ทั้งที่จริงเกมไทยหรือทีมงานไทยก็มีส่วนร่วมในเกมระดับดังๆ มากมาย เลยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจว่า จะทำเกมให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้เล่นไทยให้ได้ คือถึงเกมนี้ไม่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติก็ไม่เป็นไร แต่คนไทยชอบเกมนี้เราจะดีใจสุดๆ เลย คือมันไม่มีทางที่เราจะเห็นคนญี่ปุ่นหรือฝรั่งหยิบเอาบรรยากาศความน่ากลัวแบบผีไทยไปทำหรอก เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเสียงหมาหอน กลิ่นธูปหรือบรรยากาศต่างๆ มันน่ากลัวยังไง มันคือสิ่งที่คนไทยเข้าใจ ถ้าคนไทยไม่ทำคงไม่มีใครทำแล้ว ซึ่งถ้าคุณชอบเกมนี้ คุณช่วยสนับสนุนเรา สนับสนุนเกมไทยด้วย เรายังมีสิ่งที่อยากจะทำอีกเยอะเลย" โดยสามารถติดตามข่าวสารและกำหนดการจำหน่ายตัวเกมฉบับเต็มได้ที่แฟนเพจ home sweet home : game คลิปการแคสเดโมเกม Home Sweet Home ของ MR.HEART ROCKER แคสเตอร์ชื่อดังของไทย  ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

Vivo X7 สีใหม่ Obsidian Black เตรียมวางขายปลายเดือนกันยายนนี้
iPhone7 /  ObsidianBlack / 

ไม่ต้องปล่อยให้รอกันนานสำหรับ Vivo X7 สีใหม่กับสีดำ Obsidian Black ที่กำลังมาฮิตอีกครั้งหลงจาก iPhone 7 เปิดตัวแล้วก็วางขายไปแล้วก่อนหน้านี้ โดย Vivo X7 Obsidian Black นี้มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว Full HD Super AMOLED ใช้ RAM 4GB ความจุภายในมีให้เลือก 64GB และ 128GB กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าถือว่าใกล้เคียงกันที่ 13 ล้านพิกเซล จะวางจำหน่ายวันที่ 26 กันยายนนี้ ที่ราคา 2,798 หยวน (หรือประมาณ 14,700 บาท) ที่มา : vivo

“เบสท์ กัญจน์” อวดซิกแพคโชว์ความแซ่บ ใน “BOYFRIEND แฟนผมเป็นผู้ชาย“
BOYFRIEND แฟนผมเป็นผู้ชาย /  กัญจน์ ศรีวรรณวัฒน์ / 

“เบสท์ กัญจน์” อวดซิกแพค โชว์ความแซ่บ ใน “BOYFRIEND แฟนผมเป็นผู้ชาย“ สาว ๆ เตรียมกรี๊ดเมื่อหนุ่มหน้าตี๋สุดเซ็กซี่ เบสท์ กัญจน์ ศรีวรรณวัฒน์ จะขอโชว์หุ่นสุดแซ่บในภาพยนตร์ BOYFRIEND แฟนผมเป็นผู้ชาย ที่เป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นระหว่างชายกับชายที่เป็นเพื่อนสนิทกันแต่ถูกจับตาว่าเป็นคู่จิ้น โดยมีเพื่อนชอบแกล้งและคอยปั่นกระแสจนกลายเป็นเรื่องโด่งดังในโลกโซเชียลขึ้นมา ซึ่งในเรื่องนี้ เบสท์ รับบทเป็นนักเรียนมัธยมที่มีนิสัยชอบแกล้งเพื่อน ออกแนวกวน ๆ ชอบแหย่และสร้างเรื่องราวให้เกิดความวุ่นวายด้วยความสนุกของตัวเอง เป็นนักกีฬาว่ายน้ำและอยู่ในชมรมนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน แน่นอนงานนี้สาว ๆ จะได้เห็นหนุ่มเบสท์ใส่ชุดว่ายน้ำ พร้อมลีลาการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาด้วย โดยเบสท์เล่าถึงผลงานล่าสุดนี้ว่า... “ตื่นเต้นและรู้สึกดีใจ ตอนที่พี่โน๊ต ผู้กำกับ ติดต่อมาให้ไปแสดงภาพยนตร์ ก่อนหน้านี้เบสท์แสดงเลิฟซิคเดอะซีรีส์ฯ และแสดงโฆษณามาบ้าง แต่ยังไม่เคยแสดงภาพยนตร์มาก่อน ก็ดีใจครับที่ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก ในเรื่อง BOYFRIEND แฟนผมเป็นผู้ชาย เบสท์รับบทเป็น ไมค์ จะเป็นคนชอบแกล้ง ชอบแหย่เพื่อน โชคดีที่คาแรคเตอร์มีความตรงกับตัวเบสท์เอง ก็เลยไม่เกร็ง แสดงเป็นตัวเองได้เลยเต็มที่ครับ ในเรื่องเบสท์จะมีเพื่อนอีก 2 คน คือ เต้ย รับบทโดย โบอิ้ง สิปปวิศว์ และ เอก รับบทโดย แม็ก ณัชพล ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทกัน เราเองด้วยนิสัยชอบแกล้งเพื่อนอยู่แล้ว จึงแซวว่าสองคนนี้เป็นแฟนกัน แล้วก็ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ครับ สำหรับการเตรียมตัวก่อนเข้าฉาก เบสท์ก็อ่านบททำการบ้านมาบ้าง ส่วนพี่โน๊ต ผู้กำกับ เขาก็เอาการ์ตูนเรื่องนี้มาให้ผมอ่านก่อน เพื่อที่จะได้เข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น แม้ในภาพยนตร์กับการ์ตูนจะมีปรับเปลี่ยนบ้างเพื่อให้เข้ากับยุคโซเชียลปัจจุบันมากขึ้น ส่วนฉากที่ชอบมากที่สุด เป็นฉากชมรมว่ายน้ำที่โรงเรียนครับ ฉากนั้นเบสท์ต้องประกาศรายชื่อว่ามีใครบ้างที่ถูกคัดเลือกได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ มันตื่นเต้นดี เหมือนเราได้ลุ้นจริง ๆ ว่าจะมีใครบ้างครับ สุดท้ายขอฝากผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเบสท์ด้วยนะครับ BOYFRIEND แฟนผมเป็นผู้ชาย เข้าฉาย 13 ตุลาคมนี้แล้ว ภาพยนตร์วัยรุ่น คู่จิ้น แม้จะเป็นความรักของเพื่อนชาย แต่แฝงแง่คิดดี ๆ ในภาพยนตร์นี้ วัยรุ่นต้องชอบแน่ครับ” BOYFRIEND แฟนผมเป็นผู้ชาย จากการ์ตูน Y ฝีมือคนไทย ที่ดังสุดจากเว็บ PANTIP สู่ภาพยนตร์จอเงิน 13 ตุลาคมนี้ ฉายเฉพาะเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์