ค่ายลพบุรี

ยังไงละเนี่ย! ย้ายค่ายหรอ? ไนกี้ ลูกรักคุณบอยช่อง ONE โดดมาเล่นละครช่อง 8
ไนกี้ ธนดล /  แคทลียา อิงลิช / 

  ไหนว่าเป็นจะดันให้เป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของช่อง ONE แต่ไฉนพระเอกหน้ายาวสันดั้งคมอย่าง ไนกี้ นิธิดล พระเอกลูกรักของบอสใหญ่ค่ายเอ็กแซ็กท์ คุณบอย ถกลเกียรติ ถึงกระโดดจากฝั่งอโศก มายังลาดพร้าวได้ละเนี่ย เพราะอยู่ๆ หนุ่มไนกี้ ก็ได้มาร่วมถ่ายฟิตติ้งให้กับทางช่อง 8 เรื่อง เพลิงรักไฟมาร ของผู้จัดฯ เอ๊ะ อิศริยา ในฐานะพระเอกละครเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีแดนซ์ซิ่งควีนอย่าง สาวแคท แคทรียา อิงลิช เจ้าของเพลงแดนซ์ระดับตำนานอย่าง โอเค! นะคะ ของค่ายแกรมมี่ ก็มาร่วมแจมเป็นนางร้ายปากแดงแซบเวอร์ในละครเรื่องอีกด้วย แม้ว่าสาวแคทจะไม่มีสัญญาอะไรกับทางค่ายแกรมมี่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังเห็นสาวแคทร่วมงานกับทางแกรมมี่ เดินเข้าเดินออกในตึกเป็นว่าเล่น     นอกจากนี้ยังมีดาราคนอื่นๆ จากหลายช่อง หลายค่าย มาร่วมแจม อาทิ จินนี่ ธนิดา ดาราสาวที่ชอบครองตำแหน่งบทเพื่อนนางเอกของช่อง 3 หรือจะเป็นหนุ่มจากค่ายโพลีพลัส บอล อัศนัย และนางงามคุณหมอผู้ได้มงฯ จาก สงครามนางงามซีซั่น1 ทางช่อง ONE อย่าง กวาง ดารัณ ก็มาร่วมแจมความแซบของละครเรื่องนี้   ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จกับกระแสข่าวลือที่ว่า ช่อง 8 จะรอดูดดาราตัวเปรี้ยงๆ ที่หมดสัญญาจากช่อง จากค่ายต่างๆ มาร่วมงานด้วย เพราะแค่เห็นภาพฟิตติ้งของละครเรื่องนี้ หลายๆ คนก็ยังคิดว่านี่เป็นละครของช่อง ONE หรือเปล่า???            

รีวิว พรจากฟ้า : เพราะเสียงดนตรีคือของขวัญที่ดีที่สุด
review /  จิระ มะลิกุล / 

โดยปกติช่วงปลายปีมักจะเป็นช่วงที่ครึกครื้นที่สุดของประเทศไทย ทั้งจากวันหยุดและเทศกาลรื่นเริงนานาประการ แต่สำหรับปีนี้ของชาวไทยทุกคนกลับเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีหม่น ๆ ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ อันเนื่องมาจากการสูญเสียที่ไม่มีใครคาดฝัน...พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “พ่อ” ของคนไทย พ่อผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถในศาสตร์ทุกแขนง และเป็นแรงบันดาลใจของลูก ๆ ทุกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงพระราชทานให้แก่ชาวไทยมาถึง 48 บทเพลง พรจากฟ้า ผลงานลำดับที่ 2 ของค่ายหนังฝีมือเก๋า GDH คือการหยิบยกบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน 3 บทเพลงมาเป็นจุดเริ่มต้น ผ่านการควบคุมดูแลของผู้กำกับ 4 คน ได้แก่ เก้ง จิระ มะลิกุล, ต้น นิธิวัฒน์ ธราธร, หมู ชยนพ บุญประกอบ และปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร จนได้ออกมาเป็นหนังสั้น 3 เรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกันแบบอ้อม ๆ ยามเย็น คือเรื่องราวของ บีม (รับบทโดย นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) และแป้ง (รับบทโดย วี วิโอเลต วอเทียร์) ที่บังเอิญได้แสดงบทบาทสมมุติร่วมกัน จนต่างฝ่ายต่างได้เปิดใจคุยกันและกลายเป็นความรู้สึกดี ๆ Still on my Mind เล่าถึง ฟา (รับบทโดย มิว นิษฐา จิรยั่งยืน) หญิงสาวที่ต้องมาดูแลพ่อผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์แทนแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไป ท่ามกลางความไม่เข้าใจกันระหว่างเธอกับพ่อ ฟาได้รู้จักเอ (รับบทโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) นักจูนเสียงเปียโนที่เข้ามาแนะนำให้เธอใช้เสียงดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว พรปีใหม่ เป็นเรื่องของหลง (รับบทโดย เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) อดีตร็อกเกอร์ที่ทิ้งความฝันมาเป็นพนักงานออฟฟิศ ในที่ทำงานใหม่...เขาพบว่าคิม (รับบทโดย หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ) และเหล่าเพื่อนร่วมงานจำนวนมากมีความชื่นชอบในการเล่นดนตรีแต่ยังขาดทักษะอยู่ หลงจึงต้องกลับมาทบทวนหัวใจตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่าแท้ที่จริงแล้วความสุขของเขาอยู่ที่ใด แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีจุดกำเนิดมาจากพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ 9 หากแต่เรื่องราวในภาพยนตร์กลับจับต้องได้ง่าย และเข้าถึงผู้ชมทุกเพศทุกวัยได้ชัดเจนตามสไตล์ค่ายหนัง GDH ตัวบทแต่ละพาร์ทมีเส้นเรื่องของตัวเอง (แม้จะมีตัวละครจากพาร์ทอื่นและนักแสดงรับเชิญโผล่มาอยู่เนือง ๆ ซึ่งก็เปรียบเหมือนธรรมเนียนของหนังค่ายนี้ไปซะแล้ว) ยามเย็น เป็นตอนเปิดเรื่อง ดำเนินเหตุการณ์ไปอย่างรวดเร็ว มีความเป็นวัยรุ่นทั้งในแง่พล็อตและคาแรกเตอร์ตัวละคร Still on my Mind เป็นพาร์ทที่สอง เป็นตอนที่มีกราฟทางอารมณ์เหวี่ยงขึ้นและลงสูงมาก โดยเฉพาะ มิว นิษฐา ผู้รับบทนำสามารถถ่ายทอดการร้องไห้ในมู้ดต่าง ๆ ได้แตกต่างอย่างชัดเจน และสุดท้าย พรปีใหม่ เป็นส่วนที่มีสีสันที่สุดของเรื่อง มีแก๊กตลกที่ชวนยิ้มชวนขบขัน มีมุมหลอน มุมเศร้า และมุมอิ่มเอมที่ลงตัว รวม ๆ แล้วเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมโดยใช้บทเพลงพระราชนิพนธ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว บางครั้งบทเพลงที่ไพเราะที่สุดก็ไม่ได้มาจากนักดนตรีที่เก่งที่สุด ทำนองเดียวกับความสุขที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับผู้ที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุดเท่านั้น พรจากฟ้า ถือเป็นภาพยนตร์ดี ๆ ส่งท้ายปลายปีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามองทีเดียว ณ จุดนี้ขอมอบคะแนนภาพยนตร์ให้ไว้ที่ 4.5/5 บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

“2538 อัลเทอร์มาจีบ” โดนใจ ! ได้ฉายงาน “หลวงพระบาง ฟิล์ม เฟสติวัล ครั้งที่ 7”
2538 อัลเทอร์มาจีบ /  พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ / 

“2538 อัลเทอร์มาจีบ” โดนใจ ! ได้ฉายงาน “หลวงพระบาง ฟิล์ม เฟสติวัล ครั้งที่ 7” 2538 อัลเทอร์มาจีบ แห่งค่ายโมโนฟิล์ม ถูกใจคณะกรรมการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในเทศกาล หลวงพระบาง ฟิล์ม เฟสติวัล (Luang Prabang Film Festival) ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นการจัดฉายภาพยนตร์เฉพาะอาเซียนและฉายแบบจอกลางแปลง โดยมีภาพยนตร์ที่เข้าร่วมทั้งหมด 9 ประเทศ ได้แก่ ลาว ไทย กัมพูชา พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยภาพยนตร์เรื่อง 2538 อัลเทอร์มาจีบ เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ได้รับเลือกให้เข้าฉายจากภาพยนตร์ไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 8 เรื่อง 2538 อัลเทอร์มาจีบ เป็นการย้อนเวลาของ ก้อง (เนตั้น แดนอรุณ รามณรงค์) เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่เกิดในยุคดิจิตอลที่จับพลัดจับผลูย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2538 ในบรรยากาศที่ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟโด่งดังอยู่ในเวลานั้น ซึ่งที่นั่นก้องได้พบกับพ่อแม่ตัวเองที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ และเขาต้องอยู่กับโลกที่เต็มไปด้วยดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ และได้พบกับ ส้ม (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) หญิงสาววัยรุ่นที่ไม่ถูกชะตากับก้องตั้งแต่แรกพบ แต่แล้วส้มกลับเป็นผู้ทำให้ก้องได้รู้จักความรักแบบไม่ฉาบฉวยอย่างที่ก้องเคยเจอมาในยุคของตัวเอง ผลงานกำกับโดย เสือ ยรรยง คุรุอังกูร ทั้งนี้ เทศกาลภาพยนตร์ หลวงพระบาง ฟิล์ม เฟสติวัล (Luang Prabang Film Festival) ครั้งที่ 7 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 7 ธันวาคม 2559 สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

60 ปี ธนิตย์ จิตนุกูล กับ 4 หนังไทยระดับปรากฏการณ์ในอดีต
ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย /  ธนิตย์ จิตนุกูล / 

แม้หลังจาก 'แก๊งค์ตบผี' ในปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา ธนิตย์ จิตนุกูล จะถอยตัวเองไปทำงานเป็นโปรดิวเซอร์อยู่เบื้องหลังคนทำหนังไทยรุ่นใหม่ๆ แทน (โดยมีโปรเจ็กต์ฟอร์มยักษ์ที่เปิดแถลงข่าวไปแล้วอย่าง 'มหาราช 2 แผ่นดิน' ค้างคาอยู่ และยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเติม) แต่ถ้าพูดถึงในแง่ผลงานการกำกับภาพยนตร์แล้ว 23 ผลงานที่เขากำกับไว้ตลอดกว่า 30 ปีในวงการหนัง แม้คละเคล้าในแง่ผลตอบรับทางความสำเร็จ แต่ธนิตย์ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่อยู่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญของวงการหนังไทย โดยเฉพาะการเป็นหนึ่งในผู้กำกับรุ่นใหม่ที่บุกเบิกยุคหนังวัยรุ่นให้เฟื่องฟูช่วงต้น พ.ศ. 2530 ที่ส่งผลและอิทธิพลมาถึงตลาดหนังไทยในยุคปัจจุบันอย่างยิ่งยวด ในโอกาสที่ ธนิตย์ จิตนุกูล จะฉลองครบรอบวันเกิดในวัย 60 ปี (วันที่ 24 พ.ย.) เราจึงขอผ่านไปย้อนดู 4 ผลงานเรื่องสำคัญที่ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของวงการหนังไทย 'ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย' (พ.ศ. 2528) / 'ปลื้ม' (พ.ศ. 2529) จากเงินหนึ่งล้านบาทที่ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ในวัย 25 ปีหยิบยืมจากคุณพ่อ (และสมทบทุนอีก 5 แสนบาทจากคุณอา จรัล พูลวรลักษณ์) กลายเป็นทุนเริ่มต้นของ ไท เอ็นเตอร์เทนเม็นต์ ที่กลายมาเป็นหนึ่งในค่ายหนังสำคัญของวงการหนังไทยในเวลาต่อมา และหนังเรื่องแรกเปิดค่ายของบริษัทนี้ คือหนังตลกวัยรุ่นฝีมือการกำกับของสองนักเขียนใบปิดหนังอย่างธนิตย์ และ อดิเรก วัฏลีลา (ซึ่งเป็นผลงานเรื่องแรกของทั้งคู่เช่นกัน) 'ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย' ออกฉายเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 และประสบความสำเร็จอย่างสูง ซึ่งเมื่อมองไปที่ช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งวงการหนังไทยยังเต็มไปด้วยหนังดราม่าหนักๆ แถม 'ซึมฯ' เองยังใช้นักแสดงหน้าใหม่เกือบทั้งหมดเป็นตัวนำ การกวาดรายได้ถึง 5 ล้านบาท กลายเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปีนั้น ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2529 ธนิตย์และอดิเรกจะสร้างภาคต่อที่เล่าเรื่องต่อจาก 'ซึมฯ' ออกมานั่นคือ 'ปลื้ม' โดยมาพร้อมนักแสดงชุดเดิม ผลปรากฏว่าหนังทำเงินไปถึงระดับสิบล้านบาท แล้วในช่วงเวลาเดียวกันยังมีหนังในแนววัยรุ่นสนุกสนานถูกสร้างและได้รับผลตอบรับที่ดี เช่น 'คู่วุ่นวัยหวาน' (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล), 'เพื่อน' (อภิชาติ โพธิ์ไพโรจน์), 'รักกันเล่น ๆ ไม่เห็นเป็นไร' (ศุภักษร) จนกล่าวได้ว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ค่ายอื่นๆ หันมาสนใจทำหนังในแนวเดียวกันนี้มากขึ้นในเวลาต่อมา และเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการภาพยตร์ไทยจากยุคหนังชีวิตสะท้อนสังคมให้ก้าวเข้าสู่ยุคหนังวัยรุ่นอย่างเต็มตัว 'สยึ๋มกึ๋ย' (พ.ศ. 2534) หลังจากนั้น 'ซึมฯ' และ 'ปลื้ม' ธนิตย์และอดิเรกก็แยกย้ายไปทำหนังเดี่ยวๆ ของตน โดยอดิเรกไปทำหนังแอ็กชั่น-อาชญากรรมอย่าง 'ดีแตก' (พ.ศ. 2530) ก่อนจะประสบความสำเร็จกับหนังสุดดังอย่าง 'ฉลุย' (พ.ศ. 2531) ส่วนธนิตย์ก็มาทำหนังคอร์ทรูม ดราม่า (หรือหนังที่นำเสนอกระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาล) อย่าง 'อย่าบอกว่าเธอบาป' (พ.ศ. 2530) และหนังรัก (ที่ทำเสร็จแล้วแต่กลับไม่ได้ฉาย) อย่าง 'ทั้งดวงใจให้หมดเลย' (พ.ศ. 2531) ก่อนที่ ก่อนจะว่างเว้นไปอีก 3 ปี กับผลงานหนังแอ็กชั่น-แฟนตาซีที่อุดมไปด้วยสเปเซียลเอฟเฟ็กซ์เรื่องนี้ ในปีที่ ไท เอ็นเตอร์เทนเม็นต์ ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์กับ 'กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้' ก็ยังมีอีกเรื่องอย่าง 'สยึ๋มกึ๋ย' ที่ธนิตย์ได้ สุรศักดิ์ วงษ์ไทย (ที่ฮ็อตมากๆ ในช่วงเวลานั้น) มารับบทนำในหนังของตนอีกครั้งหลังจาก 'ซึมฯ' และ 'ปลื้ม' นอกจากเป็นหนังตลกที่ผสมแนวสยองขวัญเข้าไป จนทำให้หนังโดดเด่นเป็นพิเศษในช่วงเวลานั้น และทำรายได้ไปกว่า 18 ล้านบาท (อนึ่ง ปี พ.ศ. 2534 เป็นปีที่มีหนังไทยน่าสนใจอย่าง 'กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน' หนังฟิล์มนัวร์ไทยของ มานพ อุดมเดช หรือ 'วิถีคนกล้า' หนังอีพิกฟอร์มยักษ์ของ ยุทธนา มุกดาสนิท ที่สร้างตำนานหลายอย่างให้วงการหนังไทยไว้ด้วย เป็นต้น) 'บางระจัน' (พ.ศ. 2543) หาก 'นางนาก' ในปี พ.ศ. 2542 คือคลื่นลูกแรกที่ทำให้หนังไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากภาวะซบเซาและมีจำนวนการสร้างน้อยลงจนน่าใจหาย 'สตรีเหล็ก' และ 'บางระจัน' คืออีกสองหนังเรื่องสำคัญที่พาหนังไทยไปแตะร้อยล้านให้วงการหนังกระแสหลักได้คึกคักอีกครั้ง โดย 'บางระจัน' เป็นช่วงเวลาที่ธนิตย์ได้เข้ามาทำหนังในสตูดิโอน้องใหม่ Film Bangkok (ในเครือ BEC-Tero อีกยักษ์ใหญ่วงการสื่อสารมวลชน) ภายใต้การดูแลของเพื่อนสนิทอย่าง อดิเรก วัฏลีลา โดยธนิตย์ทำการรีบูตหนังอีพิกสงครามย้อนยุคให้ดูสนุกและทันสมัยขึ้น ทั้งการสร้างคาร์แรกเตอร์ตัวละครที่น่าจดจำ ไปจนถึงสไตล์การตัดต่อที่ฉับไวและดนตรีประกอบอันชวนหึกเหิมแบบหนังแอ็กชัน จนทำให้ผู้ชมตอบรับอย่างล้นหลามทำรายได้ไปกว่า 150 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้เดินทางไปฉายตามเทศกาลหนังอีกหลายแห่ง และถูกซื้อสิทธิ์ไปจัดจำหน่ายฉายในอเมริกาในอีกสี่ปีต่อมาอีกด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า 'บางระจัน' เป็นจุดสูงสุดในชีวิตการทำหนังของธนิตย์ก็ว่าได้ ตัวอย่าง  เบื้องหลัง 'บางระจัน'  http://www.dailymotion.com/video/xsayan_behind-the-scenes-bang-rajan-%E0%B8%AA-%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93-%E0%B8%98%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B8%A2-%E0%B8%88-%E0%B8%95%E0%B8%99-%E0%B8%81-%E0%B8%A5-english-subs_shortfilms ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เหมือนไม่เหมือน!? โปสเตอร์หนัง พรจากฟ้า กับ โปสเตอร์ซีรีส์ อามะจัง
จิระ มะลิกุล /  ฉันทวิชช์ ธนะเสวี / 

เหมือนไม่เหมือน!? โปสเตอร์หนัง พรจากฟ้า กับ โปสเตอร์ซีรีส์ อามะจัง กลายเป็นประเด็นให้พูดถึงแล้วสำหรับโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดจากค่ายหนัง GDH เรื่อง พรจากฟ้า ที่ล่าสุดปล่อยภาพโปสเตอร์ออกมาให้ชมกัน โดยเป็นการรวมภาพเหล่านักแสดงจากในภาพยนตร์มารวมตัวกัน แต่ดันกลายเป็นว่าโปสเตอร์ที่เห็นนั้นช่างคล้ายกับโปสเตอร์ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง อามะจัง ที่ช่อง ไทยพีบีเอส ซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาฉายในไทยอยู่ในเวลานี้ เพจเฟซบุ๊ก อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก ได้นำภาพโปสเตอร์ทั้งสองภาพมาเปรียบเทียบให้เห็นกันอย่างชัดเจน รวมไปถึงภาพโปสเตอร์จากภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้าอย่าง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว อีกด้วย หลังจากที่โพสต์ไปนั้นก็ได้มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ประเด็นเรื่องโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่มีความคล้ายคลึงกันปรากฏให้เห็นนี้ก็เป็นที่ถกเถียงกันต่อไปว่า ที่สุดแล้วภาพยนตร์ที่ทำโปสเตอร์ภาพยนตร์คล้ายกับของประเทศอื่นนั้น เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ หรือเป็นการก็อบปี้อย่างชัดเจนกันแน่ ภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า มีกำหนดเข้าฉายในไทยวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ขอขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊กเพจ อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก

“ตั้ว เสฎฐวุฒิ” นำทีมเพื่อนนักแสดงลงแรงทำจิตอาสานวดเท้าให้คนมารอกราบพระบรมศพ
SCHOOL TALES /  ธนเศรษฐ์ สุริยะพรชัยกุล / 

 . “ตั้ว เสฎฐวุฒิ” นำทีมเพื่อนนักแสดงลงแรงทำจิตอาสา นวดเท้าให้คนมารอกราบพระบรมศพ ยังคงหลั่งไหลอย่างไม่ขาดสาย สำหรับน้ำใจที่มีต่อกันของคนไทยล่าสุด เหล่านักแสดงวัยรุ่นจากภาพยนตร์ School Tales เรื่องผีมีอยู่ว่า.. จากค่าย ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น นำทีมโดย ตั้ว เสฎฐวุฒิ อนุสิทธิ์, บอส นวไพบูลย์ สุขวุฒินานนท์, โทรุ โทรึ ทากิซาว่า และยูโร ธนเศรษฐ์ สุริยะพรชัยกุล ได้รวมพลังเป็นจิตอาสาร่วมกับสำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย ในการเป็นหน่วยพยาบาลเคลื่อนที่ คอยดูแลผู้รอเข้าน้อมถวายความอาลัย และกราบถวายบังคมพระบรมศพ งานนี้ หนุ่มตั้วเป็นตัวแทนเพื่อน ๆ เล่าให้ฟังว่า... “วันนี้พวกเรามาเป็นจิตอาสาหน่วยเคลื่อนที่พยาบาลครับ ก่อนหน้านี้ผมกับรุ่นพี่เคยเอาของกินมาแจกแล้ว ครั้งนี้เลยคิดกับเพื่อน ๆ ว่า อยากทำอะไรที่ได้มากกว่าการให้เป็นสิ่งของบ้าง เลยเลือกที่จะมาเป็นอาสาพยาบาลกัน ถ้าถามว่าเหนื่อยมั้ย ก็เหนื่อยนะครับ เพราะแดดร้อนมาก คนมารอก็เยอะจนแน่น แต่มันเป็นความเหนื่อยที่สุขใจ เราได้มีโอกาสได้เข้าไปถาม พูดคุยกับพี่ ป้า น้า อา คุณย่า คุณยายที่มานั่งรอ บางท่านก็อายุมากแล้ว นั่งนาน ๆ ก็ต้องมีปวดเมื่อย เราก็อาสาช่วยนวดให้ ถึงแม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ แต่ความรู้สึกมันพองโตอยู่ในใจ ตลอดการเป็นอาสาในครั้งนี้ ผมและเพื่อน ๆ ได้ยินคำอวยพรตลอดทาง บอกว่า “เจริญ ๆ นะลูก พระคุ้มครองนะลูก” มันเป็นอะไรที่อบอุ่นใจจริง ๆ และสิ่งที่ผมเห็นในวันนี้ มันตอกย้ำได้ว่า คนไทยรักและคิดถึงพ่อของเราเสมอ นอกว่าผมและเพื่อน ๆ ที่มาลงแรงเป็นอาสาพยาบาลแล้ว ผู้บริหารของไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น คุณอภิรดี เอี่ยมพึ่งพร และพี่ทีมงาน ก็ได้นำข้าวเหนียวหมูและนำดื่ม มาแจกคนที่นั่งรอ จริง ๆเราอาจจะเห็นว่ามีคนเอาของมาแจก มาเป็นจิตอาสาเข้ามาช่วยเหลือ แต่ผมยังรู้สึกว่ายังมีความต้องการอีกหลายอย่างที่ยังคงขาดอยู่ อย่างวันนี้มีคุณยายมาถามผมว่ามีน้ำหวาน หรือของหวานมาแจกด้วยหรือเปล่า คุณยายรู้สึกไม่กระชุ่มกระชวย เหมือนจะหน้ามืด ผมจึงอยากฝากถึงทุกคนที่มีจิตอาสา ถ้ามีเวลาก็อยากให้มาช่วยกันแบ่งปัน วันที่พวกเราก็ถือว่าได้ช่วยประมาณหนึ่ง ถ้าทุกคนรวมใจมาช่วยกัน ผมว่าน้ำใจของเราทำให้คนมีความสุขได้ครับ” ภาพยนตร์ School Tales เรื่องผีมีอยู่ว่า.. มีกำหนดฉาย 12 มกราคม 2560 ในโรงภาพยนตร์

ฟังเพลงต่อเนื่อง หนุ่ม ศรราม นักร้องสุดฮอตของอาร์เอสฯ ในยุค 90's
ก่อนน้ำตาหยดต่อไป /  จุ๊บ จุ๊บ / 

นอกจากการเป็น 'พระเอก' ที่โด่งดังเป็นพลุแตกแล้ว ย้อนไปเมื่อยุค 90's ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ ยังเป็นนักร้องสุดฮอตของค่ายเพลงอาร์เอสฯ มีผลงานเพลงฮิตติดหูเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ไม่เคยรักกันเลยใช่ไหม, จุ๊บ จุ๊บ, อย่างงี้มันน่าตีก้น, ก่อนน้ำตาหยดต่อไป ฯลฯ เมื่อครั้งสังกัดอาร์เอสฯ นั้น หนุ่ม ศรราม เคยมีทั้งอัลบั้มเพลงของตัวเองและอัลบั้มพิเศษมากมาย เช่น ลูกไม้ของนายหนุ่ม (ปี 2537), Super Teens (ปี 2539), หนุ่ม-นิ้ง Love and Dream (ปี 2540) , ศรราม จุ๊บ จุ๊บ (ปี2541) , จากใจถึงใจ (ปี 2543), The Celebration (ปี 2544), ศรราม อกสามศอก (ปี 2547) นอกจากนั้นเขายังร้องเพลงประกอบละครไว้อีกมากมายด้วย มาฟังเพลงฮิตติดหู จากหนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ กัน... รวมเพลง หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ | Official Music Long Play youtube channel : rsfriends รายชื่อเพลง 1. ไม่เคยรักกันเลยใช่ไหม อัลบั้ม ลูกไม้ของนายหนุ่ม 2. ผิดอะไร ละคร น้ำใสใจจริง 3. จุ๊บ อัลบั้ม ศรราม จุ๊บ จุ๊บ 4. อย่างงี้มันน่าตีก้น อัลบั้ม ลูกไม้ของนายหนุ่ม 5. ฝึกกับพี่ได้ไหม ละคร ผู้กองยอดรัก 6. ดาวพระศุกร์ ละคร ดาวพระศุกร์ 7. รักประกาศิต ละคร รักประกาศิต (ศรราม-กรพินธุ์) 8. รักคงยังไม่พอ ภาพยนตร์ ฝันติดไฟหัวใจติดดิน 9. หากรู้สักนิด ละคร บ้านทรายทอง 10. แต่ปางก่อน ละคร แต่ปางก่อน ( ศรราม-รพีพร ) 11. ก่อนน้ำตาหยดต่อไป อัลบั้ม ศรราม จุ๊บ จุ๊บ 12. ผู้ชายขี้อาย อัลบั้ม ศรราม อกสามศอก 13. อย่าใส่ใจ อัลบั้ม ลูกไม้ของนายหนุ่ม 14. ด้วยน้ำตา ภาพยนตร์ ฝันติดไฟหัวใจติดดิน 15. รักใครก็รักไป อัลบั้ม ศรราม จุ๊บ จุ๊บ 16. ฝันติดไฟ ภาพยนตร์ ฝันติดไฟหัวใจติดดิน 17. สู้ ละคร ตี๋ใหญ่

ลุ้นต่อไป แก้ว ไม่ระบุสถานะ! ป้อง โอกาสรีเทิร์น 50:50
แก้ว ป้อง /  แก้ว จริญญา / 

    ดาราสาว แก้ว จริญญา บอกขอบคุณคนเชียร์รีเทิร์น ป้อง ณวัฒน์ สถานะอยู่ในจุดที่ระบุไม่ได้ให้ดูกันต่อไป แจงไปเที่ยวด้วยกันบังเอิญว่างตรงกัน บอกไปทำบุญ รับเป็นทริปแรกหลังจากห่างกันไป โอกาสรีเทิร์น 50:50 ส่วนเรื่องฉากเลิฟซีนกับ บี้ เดอะสตาร์ เปรยเบาเบาไม่มีอะไรมาก กระแสซิงเกิ้ลใหม่ดี สำหรับข่าวเสียลละครแทน ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก บอกยังไม่มีใครติดต่อมา รับมีคุยละครยาวแต่จะประกบเรื่องแรกกับหนุ่มป้องไหมรอติดตาม...    “ความสัมพันธ์หลายกับพี่ป้อง ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบว่าแก้วเพิ่งกลับมาทำงาน แล้วก็ทำร้านอาหารอีก ยุ่งมากเลย เลยไม่มีเวลาคุยกับใคร หรือคุยกันเรื่องนั้น โสดทั้งคู่ ใช่ก็โสดด้วย ต้องขอบคุณทุกคนที่สนใจ ยังไม่รู้เลยว่าจะยังไง ยังไงก็ติดตามกันไปก่อนแล้วกัน(หัวเราะ)”    “ไปเที่ยวด้วยกัน แก้วกับพี่ป้องก็ไปทำบุญกันกับพี่หมอเอกอยู่แล้ว เหมือนวันนั้นบังเอิญมากกว่า เราว่างตรงกันพอดี เราและพี่เขาก็จะไปไหว้ตรงนั้นอยู่แล้ว ไปด้วยกันก็ได้ไม่ซีเรียส ดูแลเราดีไหม ไม่นะ ก็ทำตัวปกติ เป็นพี่น้องกัน สนิทกัน โสดแล้วพี่ป้องแซวไหม (ยิ้ม)ไม่ได้คุยกันเรื่องส่วนตัวเลยค่ะ”    “คนเชียร์รีเทิร์นเยอะ ก็ขอบคุณค่ะ ดูโพลอยู่นะในอินเตอร์เน็ต มีการเชียร์กัน ก็ขอบคุณมากๆ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้จริงๆ ว่ายังไง ทริปแรกตั้งแต่ห่าง ใช่ค่ะ เหมือนมันไม่ค่อยมีโอกาสมากกว่า ทำงานก็ไม่ค่อยได้เจอกัน มันก็เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกัน”    “มันเหมือนไม่ได้เจอกันนานเนอะ เจอกันก็มีความผูกพันก็ถูกแล้ว คนเลยสนิทกัน แรงเชียร์ช่วยกระตุ้นไหม ยังไม่ติดค่ะ ก็อย่างที่บอก ดูกันไปเรื่อยๆ ดีกว่า ถ้าตอนนี้มีความสุขก็ขออยู่แบบนี้ไปก่อน เกี่ยวกับพี่ป้องสนิทกับสาวต่างชาติไหม ไม่รู้ เราก็ไม่ได้รู้เรื่องส่วนตัวของพี่เขาอยู่แล้ว เราไม่ได้ไปถามว่ามีแฟนหรือยังไงหรือเปล่า หรือพี่เขาเป็นใคร อยู่ตรงนี้เป็นพี่น้องกันก็แฮปปี้ดี”    “พี่ป้องบอกว่าโสดแล้ว (หัวเราะ)ยังไม่รู้เนอะ ค่อยๆ ดูกันไปแล้วกัน ก็มีคุย ปรึกษากันเรื่องงาน เพราะเราก็เข้าไปเล่นละครกับค่ายพี่เขา ปรึกษาเรื่องงานบ้าง คุยทุกวันไหม ก็ไม่ขนาดนั้น”    “ทวงเครดิตการถ่ายรูปให้กัน แหม แอบส่องนะเนี่ย เราถ่ายรูปให้ก็ต้องลงเครดิตให้ใช่ไหม ความสัมพันธ์ดีขึ้นเรื่อยๆ ไหม ดีขึ้นไหม มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น คนเลิกกันไม่จำเป็นต้องเกลียดกัน เป็นพี่น้องที่ดีต่อกันได้ เราไม่ได้ปิดโอกาสกับใครเลย ไม่ใช่แค่พี่เขาคนเดียว"    “ก็ปกติ อย่างเราเปิดร้านทำธุรกิจ ทำงานไปด้วย เขาก็มีเป็นห่วงว่าจะพักผ่อนพอหรือเปล่า วันเปิดร้านเขาจะมาไหม ยังไม่ทราบเลย ถ้าเรียกค่าตัวมาก็คงไม่เชิญ ถามว่าวันนี้ได้บอกไหม ก็มีบอก มีเชิญว่าถ้าว่างก็มา เพราะช่วงนี้พี่เขาถ่ายละครเยอะ"    “โอกาสรีเทิร์นตอนนี้ 50:50 ยังไม่รู้เลยเนอะอนาคตจะเป็นยังไง ตอนนี้เราแฮปปี้ดีก็ทำตรงนี้ให้ดีก่อน หนุ่มๆ คนอื่นมาจีบ โห ตอนนี้ยังไม่มีเลยจริงๆ ค่ะ แห้งมาก(หัวเราะ) บันไดแห้งมาก ทำงานไปก่อน”    “ฉากจุ๊บกับพี่บี้ เดอะสตาร์ เป็นเหมือนการจุ๊บกันที่ไม่ใช่เลิฟซีนจริงจังขนาดนั้น เป็นจังหวะคอมเมดี้ จุ๊บปุ๊บก็ผลักออก เราก็มีขอๆ ไว้ แต่ก็ไม่ถึงกับซีเรียสว่าจูบกันจริงจังขนาดนั้น พี่บี้เขาเป็นคนน่ารักและเป็นคนกันเองมากๆ เวลาเล่นกับพี่เขาก็ไม่เกร็ง”    “ความจริงเราก็เคยเล่นละครมาก่อนอยู่แล้ว แต่ว่าซิทคอมเป็นเรื่องแรก ต้องคอยพยายามปรับตัว และการถ่ายทำก็ไม่ได้เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป"    “ทำเพลงเป็นคนแรกของค่ายเดโมแลป กลับมาทำอีกครั้งนึงเพราะแฟนๆ เขาก็รอ อย่างเราเองก็รอเฟย์ ฟาง กลับมา แต่เขากลับมาปีหน้า เลยทำเพลงเล่นๆ ไปก่อนกับพี่โปรดิวเซอร์เก่าของแก้ว ชื่อเพลง ดีออกค่ะ เข้าไปโหลดได้นะคะที่ itunes และ joox”    “กระแส ก็ดีค่ะ เป็นเพลงป๊อบๆ โจ๊ะๆ หน่อย อยากให้ทุกคนได้ฟังกัน เป็นสไตล์ที่เด็กๆ ฟังได้ ผู้ใหญ่ก็ฟังดี และเราก็ถ่ายเอ็มวีเองด้วย เราไปต่างประเทศมาก็เลยเสนอพี่เขา เพราะเราเองก็อยากมีส่วนร่วมให้มากที่สุด พอไปที่นู้นก็ได้ถ่ายเอ็มวีมาทำกันเองบ้าง”    “ถูกเอี่ยวกับละครที่มีปัญหาระหว่างพี่มะเดี่ยวกับผู้จัดการใบเฟิร์น คนอยากให้เราไปเสียบแทนความจริงยังไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเราก็ไม่ได้ไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย ขอให้เขาจัดการกันเองก่อนก็แล้วกัน เราขออยู่ห่างๆ อย่าเพิ่งลากเราเข้าไปเกี่ยวเลย ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีใครติดต่อมานะคะ ให้เขาเคลียร์ของเขาก่อนดีกว่า เดี๋ยวมันจะดูน่าเกลียดเกินไป”    “ละครยาว ก็มีคุยกับทางผู้ใหญ่ไว้บ้างค่ะ แต่จะเป็นเรื่องอะไรยังไงเดี๋ยวค่อยมาติดตามกันอีกที เปิดตัวละครเรื่องแรกคู่พี่ป้องเลยไหม (หัวเราะ)เดี๋ยวรอดูแล้วกัน” แก้ว จริญญา กล่าว แก้ว จริญญา   แก้ว จริญญา   แก้ว จริญญา   แก้ว จริญญา  

ชะนีหยุดมโน!! เจเจ-ต้าเหนิง ตัวติดกันไม่ห่าง!!
เจเจ กฤษณภูมิ /  ต้าเหนิง กัญญาวีร์

          ต้องเรียกว่าตัวติดกันสุดๆ ระหว่างคู่รักร่วมค่ายอย่างหนุ่ม เจเจ กฤษณภูมิ กับแฟนสาวสุดฮอตอย่าง ต้าเหนิง กัญญาวีร์ ที่ไม่ว่าจะไปงานไหนๆ ก็จะต้องเห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกันตลอดๆ ขนาดหนุ่มเจเจบินลัดฟ้าไปเดินแบบที่แดนปลาดิบ แฟนสาวก็ไม่วายที่จะรีบจองตั๋วเครื่องบินตามไปให้กำลังใจคนรัก เอ๊ะ!! หรือว่าสาวหน้าหมวยจะกลัวหนุ่มเจเจติดใจสาวญี่ปุ่น อ๊ะเปล่า?? ถึงได้ตามติดตามขนาดนี้ หุหุ           จุดนี้ถึงแม้ทั้งคู่จะเปิดใจยอมรับว่าคบหากัน ก็ไม่ทำให้ความฮอตของหนุ่มเจเจแผ่วลง เพราะเหล่าบรรดาแฟนคลับยังตามกริ๊ดกันอยู่ แถมยังดีซะอีกที่มีคู่รักหน้าใสมาให้จิ้นแบบฟินๆ ดูสิ...แม้ว่าทั้งสองมีกลุ่มแอนตี้ที่มีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ทั้งคู่พยายามร่วมกันข้ามผ่านปัญหาไปได้ทุกครั้ง อ๊ะๆๆ เห็นแล้วก็น่าอิจฉาไม่น้อยความรักวัยหนุ่มสาวอะไรๆ ก็ดีไปหมดซะจริงจริ๊ง ส่วนชะนี เก้งทั้งหลายก็หยุดมโนได้แล้วนะจ๊ะ เพราะคู่นี้เขารักกันมว๊ากกกและท่าท่างคงจะคบกันไปอีกนานแหละ คริคริ เจเจ-ต้าเหนิง   เจเจ-ต้าเหนิง   เจเจ-ต้าเหนิง   เจเจ-ต้าเหนิง   เจเจ-ต้าเหนิง   เจเจ กษณภูมิ   ต้าเหนิง กัญญาวีร์  

ที่สุดของชีวิต! หมาก ปริญ ร่วมเล่นหนังสั้น ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ
ข่าว หมาก ปริญ

  พระเอกวิก 3 หมาก ปริญ สุภารัตน์ ภูมิใจได้เป็นส่วนหนึ่งในหนังสั้นเรื่อง ความทรงจำของคุณย่า 1 ใน 15 ชิ้นงาน จากการรวมตัวเฉพาะกิจของกลุ่มผู้กำกับมิวสิควิดีโอ, โฆษณา และจิตอาสาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่เกิดบนแผ่นดินในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๙ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ในหลากหลายรูปแบบและมุมมอง เพื่อบอกเล่าสู่คนรุ่นหลังสืบไป มาร่วมโปรเจกต์นี้ได้ยังไง   "พี่แพร ผู้จัดการของผม เป็นเพื่อนกับ พี่ต๋อม (ณัฐพล มุขขันธ์) ผู้กำกับ ใน Facebook แล้วเห็นว่าพี่เค้ามีโปรเจกต์ทำหนังสั้น เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ ๙ โดยจัดทำขึ้นมาในนามของประชาชน ไม่มีสังกัดค่ายใดๆ คือใครมีจิตอาสา อยากมาช่วยกันก็มา ซึ่งแรกเริ่มได้ยินว่าเป็นเพียงโปรเจกต์เล็กๆ แต่พอมีการบอกต่อกันไปเรื่อยๆ ก็ได้การตอบรับจากคนมากมาย ทั้งผู้กำกับ, ตากล้อง, นักแสดง และทีมงานฝ่ายต่างๆ ใครมีกล้องก็เอากล้องมา ใครมีเสื้อผ้าก็เอามา ใครมีอะไร อยากจะช่วยแบบไหนก็เทใจกันมา งานนี้ไม่มีค่าตัว ไม่มีค่าจ้าง ทุกคนมาด้วยใจ ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือทำเพื่อพ่อหลวงของพวกเราคนไทย ผมรู้ข่าวจากพี่แพร ก็รู้สึกดีมากๆ พอทางพี่ต๋อมติดต่อมาให้เป็น 1 ในนักแสดง ของหนังสั้นเรื่อง ความทรงจำของคุณย่า 1 ใน 15 ชิ้นงานของโปรเจกต์นี้ ก็สนใจ ประจวบเหมาะกับคิวงานว่างตรงกับวันที่ทางทีมงานพี่ต๋อมจะถ่ายทำพอดี ก็เลยตกลงเล่น และมาถ่ายทำกันที่จังหวัดจันทบุรี ผมรู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ได้ทำเพื่อพระองค์ท่าน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ สู่คนรุ่นต่อๆ ไปครับ" ความทรงจำของคุณย่า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร   "เป็นเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด มีคุณย่า, พ่อ, แม่ และก็ลูกชาย โดยจะเล่าเรื่องตั้งแต่เด็กชายคนนี้ยังเล็ก เขาสนิทกับคุณย่า จนโต ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพ จนกลับมาบ้าน คุณย่าอายุมากป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ จำเราไม่ได้ จำพ่อแม่ไม่ได้ แต่น่าแปลกใจมาก ที่มีบางสิ่งบางอย่างที่ท่านไม่เคยหลงลืม เพราะท่านไม่ได้จดจำบางสิ่งบางอย่างที่ว่านั้นด้วยสมอง หากแต่จดจำด้วยหัวใจ" ติดตามชมหนังสั้นเรื่องนี้ได้ที่ไหน   "ติดตามชมได้ที่ Facebook Fanpage เราเกิดบนแผ่นดินรัชกาลที่๙ นอกจากนี้จะมีการทำเป็น VCD และ DVD ส่งให้โรงเรียนต่างๆ ในต่างจังหวัด เพื่อบอกเล่าถึงความรัก และพระมหากรุณาธิคุณ ที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ มีต่อประชาชนของพระองค์ท่าน ถูกส่งต่อไปถึงคนรุ่นหลังครับ"   "ความทรงจำของคุณย่า" มีเค้าโครงมาจากเรื่องราวชีวิตจริงของนักร้องดัง "ป๊อบ ปองกูล สืบซึ้ง" กำกับโดย "ต๋อม ณัฐพล มุขขันธ์" ผู้กำกับมิวสิควิดีโอแถวหน้าของเมืองไทย เจ้าของผลงานกำกับมิวสิควิดีโอเพลง "รูปที่มีทุกบ้าน" ภาพยนตร์โฆษณาชุดเหรียญทรงผนวช และเพลงเทิดพระเกียรติอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังเคยได้รับพระราชทาน รางวัลพระสุรสวดี จากภาพยนตร์เทิดพระเกียรติเรื่อง ความฝันอันสูงสุด อีกด้วย

ชมเบื้องหลัง
จำเนียรวิเวียนโตมร /  ธีรเดช เมธาวรายุทธ / 

ชมเบื้องหลัง "บอย-อาเล็ก-ชมพู่" ก่อนเข้าฉากบู๊&คอมเมดี้ใน "จำเนียรวิเวียนโตมร" เหมือนเป็นประจำทุกปีที่ค่ายหนัง M๓๙ จะต้องเสิร์ฟภาพยนตร์อารมณ์ดีมาเอาใจคอหนังคอมเมดี้ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งในปีนี้ก็เป็นภาพยนตร์เรื่อง จำเนียรวิเวียนโตมร ภาพยนตร์กึ่งพีเรียตที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างหนังบู๊และหนังตลก กำกับภาพยนตร์โดย ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ นำทัพความฮาโดย 3 พระนางตัวพ่อตัวแม่ ไม่ว่าจะเป็น บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ และชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต โดยในวันนี้ เราได้รวบรวมภาพเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์มาให้แฟน ๆ ได้ชมกันพอเป็นพิธี ส่วนภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร ฉบับเต็มนั้นได้ฤกษ์เข้าฉาย 29 ธันวาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์ เครดิตภาพจาก Facebook : จำเนียรวิเวียนโตมร I Love You Two

'20 ใหม่ฯ' ประสบการณ์รีเมกหนังบิ๊กไอเดียของ อารยะ สุริหาร
20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น /  ดาวิกา โฮร์เน่ / 

'20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น' ผลงานเปิดตัวของค่ายน้องใหม่ CJ Major ที่เป็นการจับมือกันระหว่าง CJ E&M Corporation จากเกาหลีใต้และ เครือเมเจอร์ฯ ของบ้านเรา โดยการนำ Miss Granny (2014) หนังเกาหลีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมารีเมกเป็นเวอร์ชั่นไทย ซึ่งเป็นการรีเมกครั้งที่ 4 ต่อจากเวอร์ชั่นจีน เวียดนาม และ ญี่ปุ่น โดยมอบหมายให้ผู้กำกับจากสายโฆษณา โจอี้-อารยะ สุริหาร มารับหน้าที่กำกับหนังยาวเป็นครั้งแรก กับพล็อตเรื่อง "บิ๊กไอเดีย" สไตล์เกาหลี ที่เล่าเรื่องของ ปาน คุณย่าวัย 74 ปีที่เกิดเหตุมหัศจรรย์จนกลับมาอายุ 20 อีกครั้ง พร้อมกันนั้นยังได้ดาราสาว ดาวิกา โฮร์เน่ มารับบทนำ กลายเป็นโปรเจ็กต์ระดับบิ๊กที่ชวนให้กดดันไม่น้อยสำหรับการมาลงทุนทำหนังเรื่องแรกของบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีในไทย ซึ่งสำหรับอารยะแล้ว การก้าวมาจับโปรเจ็กต์นี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเขาในหลายๆ ด้านอย่างยิ่ง BIOSCOPE : พี่โจอี้มาจากงานสายไหนครับ ผมมาจากงานสายโฆษณา คือเคยทำที่ Phenomena ทำงานเป็นผู้ช่วยพี่ต่อ - ธนญชัย ศรศรีวิชัย และเป็นรุ่นเดียวกับ โต้ง (บรรจง ปิสัญธนะกูล) กับ โอ๋ (ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ) ซึ่งตอนที่เขาทั้งสองคนออกไปทำ 'ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ' ก็เป็นช่วงเวลาที่เราเลือกเดินทางมาสายเป็น ผกก.โฆษณา คือจริงๆ เราก็อยากทำหนังนะ แต่ก็ทำงานสายนี้มายาวนาน 10 กว่าปี จนวันหนึ่งพี่วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยงก็โทรมาหา ถามเราว่าสนใจจะทำหนังไหม คือเราก็อยากทำหนังอยู่แล้ว ก็เลยลองคุยกับพี่เขาว่าเป็นโปรเจ็กต์อะไร แล้วเท่าที่ฟังมันก็น่าสนใจ ก็เลยตัดสินใจลองทำดู BIOSCOPE : ทราบไหมว่าทำไมพี่วิศิษฏ์ถึงได้โทรมาหาเราเพื่อชวนไปทำหนัง คือเราก็ไม่ได้รู้จักพี่เขาเป็นการส่วนตัวนะ แต่ก็รู้ละว่าพี่เขาคือใคร คือพี่วิศิษฏ์ต้องการผู้กำกับโฆษณามาทำโปรเจ็กต์นี้ ก็เลยลองถามๆ บรรดาเอเจนซี่ต่างๆ จนเขามาแนะนำเรา คือ CJ เขาต้องการผู้กำกับสายโฆษณามากำกับในโปรเจ็กต์นี้ ซึ่งก็มีหลายๆ ชื่อรวมถึงผมด้วย ซึ่งเราก็ส่งบรรดาผลงานเก่าๆ ที่เคยทำมา สาเหตุหลักก็คือ ด้วยตัวออริจินอลของหนังมันก็กำกับด้วยผู้กำกับที่มาจากสายโฆษณาเหมือนกัน คือทางโปรดิวเซอร์ของ CJ เขาคงต้องการมุมมองหรือวิธีคิดของผู้กำกับสายโฆษณามาใช้ในหนังด้วย ซึ่งพอได้คุยกันในรายละเอียดแล้วก็เรื่องการทำงานต่างๆ มันลงตัว เราก็เลยได้เข้ามาทำโปรเจ็กต์นี้ BIOSCOPE : กดดันไหมที่ต้องมาทำหนังรีเมก ซึ่งเคยประสบความสำเร็จมากๆ ในเกาหลี คือเรากดดันช่วงแรก แต่พอได้ลงมาดูในรายละเอียดของหนังแล้วก็เริ่มผ่อนคลายขึ้น คือด้วยแนวคิดแบบ “บิ๊กไอเดีย” ของหนังป็นคอนเซ็ปต์ว่าด้วยเรื่องครอบครัว หรือเรื่องความสัมพันธ์ ซึ่งผมเชื่อว่ามันเป็นเนื้อหาที่สากลและสามารถเข้าใจได้ทั่วโลก คือไปทำที่ไหนก็จะมีกลิ่นและภาษาของชาตินั้นอยู่แล้ว BIOSCOPE : ต้องปรับตัวมากไหม ถ้าเทียบกับการทำงานกำกับโฆษณา คือการทำโฆษณามันเป็นการทำงานที่ค่อนข้างคิดมาเสร็จแล้ว ทุกอย่างถูกวางแผนเตรียมเอาไว้หมด แต่กับหนังมันเป็นเรื่องของอารมณ์ เรื่องของความไหลลื่น ซึ่งช่วง 5 คิวแรกสำหรับเราก็เป็นเวลาที่ต้องปรับตัวมากเหมือนกัน เราก็แก้ปัญหาด้วยกันนำคนตัดต่อออกไปโลเคชั่นกับเราเลยเพื่อดูฟุตเตจคร่าวๆ ที่ถ่ายออกมาในตอนนั้น เราเลยรู้สึกในช่วงแรกๆ ว่า "ทำไมกูถ่ายมาน้อยจังวะ!" (หัวเราะ) เรายังติดแบบ...รู้สึกว่าถ่ายแค่นี้ก็พอละ แค่นี้ก็ได้ ซึ่งพอเป็นหนังมันต้องการมากกว่านั้น จังหวะบางอย่างถ้าเราทิ้งให้ยาวกว่าเดิมมันก็จะได้ความรู้สึกอีกแบบไปเลย หลังจากนั้นก็เลยต้องมีการวางแผนการถ่ายทำในแต่ละซีนให้มีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้น BIOSCOPE : ความแตกต่างของ Miss Granny กับ '20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น'  มีมากแค่ไหน คือในเรื่องและตัวละครหลักมันไม่ได้ต่างกันมาก คือด้วยโครงสร้างเดิมของแต่ละพาร์ตแต่ละองค์แต่ละซีนมันลิงค์กันหมดเลย จากตอนแรกที่เราเขียนบทเองกับทีมของเรา ก็อยากจะคิดใส่อะไรออกไปใหม่ๆ ลงไปบ้าง แต่พอมานั่งถอดโครงสร้างของบทออกมานั่งดูแล้ว ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เราพอจะเปลี่ยนมันได้ แต่กับแกนของมันเราก็ต้องยึดของเดิมเอาไว้ โอเค...เราก็เลยเปลี่ยนจุดหมาย มาเป็นการตั้งคำถามยังไงกับคนดู และคำตอบหรือสิ่งที่เขาได้รับกลับไปมันคืออะไร เรามาทำสิ่งเหล่านี้ให้มันชัดเจนขึ้นมาดีกว่า คือเราเองก็ตอบไม่ได้ว่ามันต่างจากฉบับเกาหลีมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนตัวแล้ว เราเชื่อว่าเราค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของเรื่องราวมากกว่าในทุกเวอร์ชั่น BIOSCOPE : ที่มาของนักแสดงต่างๆ ในเรื่อง และการทำงานกับ ใหม่-ดาวิกา อย่างใหม่จะเป็นตัวหลักที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรกของโปรเจ็กต์อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็จะมาจากการเคสติงทั้งหมด ส่วนการทำงานกับใหม่นั้น ตอนแรกค่อนข้างหนักใจมาก คือเธอก็มีภาพความเป็นเจ้าหญิงที่น่าจะเข้าถึงยาก พวกกับคิวงานต่างๆ ที่ฮอตมากๆ แต่เงื่อนไขหนึ่งที่เรามีนั่นคือ ใหม่จะต้องมาเวิร์คช็อปในการฝึกแสดงเป็นคนแก่ ซึ่งใหม่เองก็ให้ความร่วมมือมากๆ สิ่งที่น่าตกใจคือ ใหม่เองเรียนรู้ได้ไวมาก คือเราเชื่อว่าเธอมีการกลับไปทำการบ้านเองด้วยจนเราเห็นพัฒนาการที่เร็วมาก บวกกับใหม่เองก็ค่อนข้างไวในการตอบสนองสิ่งที่เราต้องการได้เร็วและถ่ายทอดออกมาได้ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นในการทำงานกับใหม่มากๆ BIOSCOPE : การทำงานกับทีมงานฝั่งเกาหลีเป็นอย่างไร และมีข้อจำกัดอะไรในการทำหนังรีเมกเรื่องนี้บ้าง ไม่เชิงว่าเป็นข้อจำกัดนะ มันก็เกิดการแลกเปลี่ยนพูดคุยในเรื่องไอเดียในการดัดแปลง กับบางอย่างเราก็คิดว่าพูดด้วยท่าทีแบบนี้คนไทยน่าจะเข้าใจง่ายกว่า หรือบางอย่างที่ทางเกาหลีคิดว่าจำเป็นต้องเก็บไว้ก็มี คือทั้งสองฝ่ายก็ยอมรับให้เกียรติซึ่งกันและกันนะ แต่ในมุมมองที่มีต่อภาพยนตร์ของเรากับเขาอาจแตกต่างกัน คือในบ้างอย่างเขาอาจจะไม่ได้เชื่อเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไว้ใจเราในฐานะ ผกก. แต่ฐานะที่เขาทำหนังมาเยอะมาก และก็มีส่วนรวมกับทั้งในเวอร์ชั่นเก่าและทุกเวอร์ชั่นที่ผ่านมา บางอย่างที่เขาพูดมาเราก็จำเป็นต้องฟังเขาเหมือนกัน BIOSCOPE : สุดท้ายแล้ว เรากลัวเรื่องของการโดนเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นต่างๆ ของหนังไหม คือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่โดนเปรียบเทียบ (หัวเราะ) ต่อให้หนังเรื่องนี้ไม่เป็นหนังรีเมก คนดูก็สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับหนังที่มันเป็นแนวเดียวกันได้อยู่ดี อย่างไรก็ตามเรามาถึงจุดนี้เราก็เชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำว่าเนื้อในของมันเองก็ดีพอที่จะมีคุณค่าในตัวของมันเองด้วยเหมือนกัน เมื่อมันเปลี่ยนมาเป็นหนังไทย เป็นมุมมองของคนไทยมันจะออกเป็นยังไง นั่นละ...คือสิ่งที่เราอยากเห็นและให้ทุกคนได้ดูกัน ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

รีวิว 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น : มนุษย์ย่าหน้าเด็ก
20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น /  review / 

รีวิว 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น : มนุษย์ย่าหน้าเด็ก เป็นค่ายหนังน้องใหม่แกะกล่องเลยทีเดียวสำหรับ CJ Major Entertainment ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป (ของไทย) และซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (ของเกาหลี) โดยได้ประเดิมภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยการนำภาพยนตร์เกาหลีที่เคยออกฉายเมื่อปี 2014 อย่าง Miss Granny มารีเมกแบบไทย ๆ กลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น ผ่านการกำกับของ โจอี้ อารยะ สุริหาร 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว ๆ หนึ่งที่มีผู้อาวุโสของบ้านคือ ย่าปาน (รับบทโดย นีรนุช ปัทมสูต) ที่เป็นคนแก่ปากร้าย ขี้บ่น เจ้ากี้เจ้าการ จนลูกสะใภ้เกิดอาการเครียดเข้าโรงพยาบาล เพื่อคลี่คลายปัญหา พงษ์ (รับบทโดย จิราวัฒน์ วชิรศรัณย์ภัทร) ผู้เป็นลูกชายตัดสินใจจะส่งย่าปานไปบ้านพักคนชรา ความผิดหวังในตัวลูกชายทำให้ย่าปานระหกระเหไปจนพบร้านถ่ายรูปแห่งหนึ่ง เธอเข้าไปถ่ายรูปในร้านดังกล่าวและเกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น ย่าปานกลับมาเป็นสาววัยยี่สิบอีกครั้ง โดยใช้ชื่อใหม่ว่า ป่าน (รับบทโดย ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่) เธอกลับมาใช้ชีวิตวัยรุ่นเพื่อสานฝันการเป็นนักร้องอีกครั้ง โดยเข้าร่วมวงดนตรีของหลานชายชื่อ บูม (รับบทโดย เจเจ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม) และเข้าร่วมแสดงในรายการร้องเพลงที่มีนัท (รับบทโดย ก้อง สหรัถ สังคปรีชา) เป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งความใกล้ชิดระหว่างป่านกับนัทก็นำไปสู่ทางเลือกระหว่าง “ความรัก” กับ “ครอบครัว” แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหนังรีเมกที่คงพล็อตหลัก ๆ ของต้นฉบับไว้ แต่ผู้กำกับมือใหม่ก็ใส่ความเป็นครอบครัวแบบไทยลงไปในภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว ทำให้เนื้อเรื่องมีความกลมกล่อมในแบบหนังดราม่าครอบครัวผสมกับหนังตลกสถานการณ์ ไม่เน้นการตบมุกปัง ๆ แบบหนังตลกที่นำแสดงโดยนักแสดงตลก การดำเนินเรื่องมีความตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ไม่รู้สึกถึงความเกินจริงของเรื่อง (แม้การย้อนวัยจะอยู่เหนือความเป็นจริงของมนุษย์ก็ตาม) นักแสดงนำของเรื่องไม่ว่าจะเป็น ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ หรือ ก้อง สหรัถ สังคปรีชา ต่างเป็นนักแสดงที่ทางต้นฉบับล็อกบทไว้ให้ ซึ่งทั้งสองก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมบทบาท โดยเฉพาะฉากที่นางเอกของเรื่องขึ้นเวทีร้องเพลงลูกกรุง การตัดต่อภาพช่วยส่งให้เธอดูโดดเด่นและเห็นถึงความรู้สึกของตัวละครที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องมาตลอดชีวิต คล้อยหลังจากฉากชวนขบขันต่าง ๆ นานาแล้ว ประเด็นหลักที่เรื่องต้องการจะสื่อก็คือคุณค่าของสถาบันครอบครัว ที่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว...คงไม่มีสิ่งใดที่สำคัญไปกว่าความรักความผูกพันที่มีต่อกัน บางครั้งอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่สุดท้ายสายใยระหว่างกันก็จะดึงทุกคนให้หันหน้าเข้าหากัน พูดคุยแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงยั่งยืนตลอดไป 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น ถือเป็นภาพยนตร์ไทยอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามองของปีนี้ ด้วยความที่เป็นหนังจากค่ายน้องใหม่ และผู้กำกับมือใหม่ แต่สามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้สวยงาม เพราะฉะนั้น...ขอมอบคะแนนให้ที่ 4/5 ครับ บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine