คันศีรษะ

ตื่นยาก ง่วงตลอดเวลา อย่าคิดว่าคุณขี้เกียจ นั่นแปลว่า คุณอาจกำลังเป็นโรคนี้!
ความเครียด /  ง่วงนอนตลอดเวลา / 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตื่นยาก และแอบงีบหลับตอนกลางวันอยู่บ่อยครั้งเพราะความอ่อนเพลีย รู้ไว้ว่าอาจไม่ได้เป็นเพราะคุณขี้เกียจ แต่กำลังเสพติดความเครียด ที่ต้องเจอในแต่ละวัน จนทำให้ ภาวะต่อมหมวกไตล้า จนมีอาการแสดงออกอย่างที่เห็น ลองสังเกตตัวเองว่า กำลัง 'เสพติด' ความเครียด อยู่หรือไม่เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดไม่ได้มาจากปัญหาครอบครัว และเรื่องงานเท่านั้น สิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นเพียงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจราจรที่หนาแน่นในชั่วโมงเร่งด่วน ภาวะกดดันในที่ประชุม รวมถึงงานที่ต้องเร่งรีบทำให้เสร็จทันตามกำหนด การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป และ การอดนอน ความเครียดที่มาจากปัจจัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งก็สะสมและกลายเป็นอาการ เสพติด ชนิดหนึ่งได้เช่นกัน เรียกว่า อาการ เสพติดความเครียด (Adrenal addict) พญ.ภาวิณี มณีไพโรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์ Royal Life Anti-aging Center โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า คนทั่วไปจะเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว เพราะในระยะแรก ร่างกายมีความทนทานสูงต่อกับความเครียด ที่เข้ามาในแต่ละวัน แต่พอมารู้ตัวอีกทีก็ล้มป่วย ติดเชื้อเฉียบพลันจนต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์วินิจฉัยอาการของโรคนี้ว่าเป็น 'ภาวะต่อมหมวกไตล้า หรือ 'Adrenal fatigue’ ที่เกิดจากอาการผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่งที่มี ความเครียดเรื้อรัง (Chronic stress) เป็นตัวกระตุ้น อาการที่ปรากฎชัดเจนของภาวะต่อมหมวกไตล้า คือ อาการขี้เกียจตื่นนอนตอนเช้า อ่อนเพลีย ไม่มีแรง อยากงีบหลับ ช่วงกลางวัน ง่วงแต่นอนไม่หลับ มีอาการวิงเวียน ศีรษะ หน้ามืด เวลาเปลี่ยนท่าทาง (ลุก-นั่ง) อยากของหวาน, ของเค็ม ในขณะที่บางรายปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ปวดประจำเดือนบ่อย เป็นภูมิแพ้กำเริบบ่อยๆ ผิวแห้งและแพ้ง่าย ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก เครียดซึมเศร้า คุมอาหาร ออกกำลังกายหนักเป็นประจำแต่น้ำหนักไม่ลดลง เป็นต้น ภาวะต่อมหมวกไตล้า จัดอยู่ในกลุ่ม 'โรคที่ถูกลืม' เพราะไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและทันท่วงที จากการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป อาจไม่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยภาวะนี้ เนื่องจากต้องวัดระดับฮอร์โมนต่อมหมวกไต (Adrenal hormones) 2 ตัว ที่มีชื่อว่า คอร์ติซอล (Cortisol) และ ดีเอชอีเอ (Dyhydroepiandrosterone-DHEA) จากผลเลือดร่วมด้วย Cortisol และ DHEA คือ ฮอร์โมนแห่ง ‘ความเครียด' ในร่างกายมนุษย์ ปัจจุบันนี้ การรักษาภาวะต่อมหมวกไตล้าจะมุ่งเน้นไปที่การปรับให้ฮอร์โมน 2 ตัวนี้ให้อยู่ระดับที่สมดุล โดยที่ Cortisol คือฮอร์โมนความเครียดตัวหลักของร่างกาย (Stress hormone) ปกติร่างกายจะหลั่งออกมาปริมาณมากที่สุดในตอนเช้า ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น และมีพลังต่อสู้ในวันใหม่ของทุกวัน และจะลดลงเหลือเพียง 10% ในช่วงเย็น แต่ในสถานการณ์คับขัน Cortisol จะทำหน้าที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและอัตราการเต้นหัวใจให้เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้ต่อสู้กับปัญหาข้างหน้า แต่ถ้าเกิดความเครียดสะสมเรื้อรัง จากการทำงานหนักมากเกินไป พักผ่อนไม่พอ หรือออกกำลังกายเกินพอดี ระดับฮอร์โมน Cortisol ที่สูงขึ้นจะเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์ ในการสลายและทำลายล้าง (Catabolic hormone) ทำให้ร่างกายเสื่อมและแก่เร็ว (Degeneration) แต่ถ้ามีน้อยไปก็จะทำให้ไม่มีแรงลุกขึ้นจากที่นอนตอนเช้า ขาดความกระตือรือร้นและอ่อนเพลียตอนกลางวัน ส่วนฮอร์โมน DHEA คือฮอร์โมนเพศชนิดหนึ่งที่เป็นฮอร์โมนตั้งต้นของทั้งฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย (Pre-sex hormones) และยังเป็นฮอร์โมนต้านความเครียด (Anti-stress hormones) ช่วยต้านฤทธิ์ของ Cortisol เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด ที่มีฤทธิ์ในการเสริมสร้าง (Anabolic hormone) ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ให้กับร่างกาย(Boost energy) เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ (Muscle building) ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย (Premature skin aging) และกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ (Sexual drive) การป้องกันไม่ให้ ภาวะต่อมหมวกไตล้า ที่ดีที่สุด คือ การนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม รับประทานอาหารเช้า ก่อน 10.00 น. เพราะหลัง 10.00 น. ระดับ Cortisol จะลดลง ทำให้ยิ่งอ่อนเพลีย Cortisol จะทำงานดีขึ้นเมื่อมีน้ำตาลในเลือดเพียงพอควรรับประทานมื้อเล็กๆ บ่อย ๆ แทนการทานอาหารมื้อหลัก ๆ เพียง 1-2 มื้อ และ ออกกำลังกายแบบหนักปานกลาง (Moderate intensity exercise) เพราะการออกกำลังกายที่หนักเกินไปจะส่งผลให้ต่อมหมวกไตล้ามากยิ่งขึ้น ลองหาวิธีคลายความเครียด เช่น หางานอดิเรกทำ เดินทางไปเที่ยว และทานอาหารเสริมและสมุนไพรบางชนิดสามารถช่วยลดอาการต่อมหมวกไตล้าได้ เช่น Ashwaghandha (โสมอินเดีย) L-theanine (สารสกัดจากชาเขียว) Phosphatidylserine (สารสกัดจากถั่วเหลือง) วิตามิน C วิตามิน B3 วิตามิน B5 วิตามิน B6 ท้ายที่สุดหากพบอาการผิดปกติของภาวะต่อมหมวกไตล้า อย่างน้อย 5 ข้อ แสดงว่าคุณกำลังมีความเสี่ยงสูง ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางและขอคำปรึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ความเครียดจะสะสมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง

ไข้หวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันตรงไหน พร้อม 5 วิธีดูแลตัวเอง
เป็นหวัด /  โรคหน้าหนาว / 

ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศก็เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล หากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน ก็อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยในฤดูหนาวส่วนใหญ่จะเป็น โรคไข้หวัด และ ไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นเรามาเตรียมพร้อมร่างกายเพื่อไม่ให้เจ็บป่วยกัน ผศ.ดร.เพิ่มศิริ นิติมานพ คณะสาธารณสุขศาสตร์ สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย มหาวิทยาลัยพิษณุโลก อธิบายว่า โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถติดต่อกันได้ง่าย เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ปาก และตา เชื้อเหล่านี้อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย ที่ไอ จามออกมา นอกจากนี้เชื้อยังอาจติดอยู่กับภาชนะ ของใช้หรือพื้นผิวที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย โรคนี้สามารถแพร่กระจายอย่างกว้างขวางได้ในที่ที่มีคนอยู่รวมกันมากๆ และอากาศไม่ถ่ายเท ไข้หวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันตรงไหน อาการของไข้หวัดจะเริ่มด้วยการมีไข้ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บหรือ แสบคอ อาจมีอาการหนาวสั่นด้วย สำหรับผู้ป่วยที่เป็น ไข้หวัดใหญ่นั้น จะมีอาการรุนแรงกว่า คือ ตัวร้อนจัด หนาวสั่น ปวดศีรษะและเวียนศีรษะมาก ปวดตามกระดูก กล้ามเนื้อ และมักมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย ถ้าพักผ่อนอย่างเพียงพอ และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยจะหายจากโรคนี้ได้ภายใน 5-7 วัน บางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบ คออักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายมากโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน โรคเรื้อรัง เช่น หอบหืด ปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตับ โรคไต เบาหวาน โรคที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ธาลัสซีเมีย โรคลมชัก ความผิดปกติทางระบบประสาท ผู้ที่มีอายุต่ำ ว่า 18 ปี ที่กำลังกินยาแอสไพริน รวมทั้งเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ 5 วิธีดูแลตัวเอง ห่างไกลไข้หวัด วิธีเบื้องต้นช่วยให้ปลอดจากโรคไข้หวัดและโรคไข้หวัดใหญ่ว่า มีหลายวิธีที่ทำได้เอง ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ป่วย รวมทั้งไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย เช่น จาน ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ ถ้ามีผู้ป่วยในบ้าน ควรแนะนำให้ปิดปากด้วยผ้า หรือกระดาษเช็ดหน้า เวลาไอ หรือจาม 2. ล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ หลังจากสัมผัสกับผู้ป่วยหรือข้าวของเครื่องใช้ในที่สาธารณะ เช่น การสัมผัสลูกบิดประตู ราวโหนรถเมล์ หรือราวบันได 3. ในขณะที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนแออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวกเป็นเวลานาน 4. หมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ 5. เมื่อเริ่มมีอาการไข้หวัดใหญ่ ควรนอนพักมากๆ และดื่มน้ำบ่อยๆ ถ้าตัวร้อนมาก กินยาลดไข้และใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว หรือ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ สิ่งสำคัญเราควรสนใจศึกษาและติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ โรคไข้หวัด โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ที่มีการแพร่ระบาดและกลายพันธุ์อยู่เป็นประจำทุกปี เพราะหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้ ก็จะได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อรักษาอาการและปฏิบัติตนให้เหมาะสมต่อไปได้ เรื่องโดย : นายฉัตร์ชัย นกดี team content www.thaihealth.or.th

ต๊อด-เต้ พา 2 ทีมแข่งไทย  ผงาดขึ้นศึกจีที เอเชีย ซีรี่ส์ 2016สนาม 4
จีที เอเชีย ซีรี่ส์ /  มอเตอร์ สปอร์ต / 

ความเคลื่อนไหวของสองทีมแข่งรถสัญชาติไทย ทีม ”ทีพี 12 สิงห์มอเตอร์สปอร์ต” ที่มี "ต๊อด" ปิติ ภิรมย์ภักดี และคู่หู คาร์โล แวนแดม และทีม “สิงห์ แพลนบี มอเตอร์สปอร์ต” ที่มี "เต้"ภูริต ภิรมย์ภักดี พร้อมด้วย “แบงค์” กันตศักดิ์ กุศิริ พร้อมทีมช่างคนไทย ที่เดินทางเข้าร่วมการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย "จีที เอเชีย ซีรี่ส์ 2016" สนามที่ 4 ที่ สนาม ฟูจิ อินเตอร์เนชั่นแนล สปีด เวย์ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีกำหนดการแข่งขันในระหว่าง 16-17 กรกฎาคม 2559 ซึ่งมี ทีมแข่งระดับแถวหน้าของเอเชีย เข้าชิงชัยอย่างมากมาย ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้เปิดฉากการชิงชัยในเรซแรก โดยไฮไลต์อยู่ที่ รุ่น GT3 ซึ่งมี "ต๊อด" ปิติ ภิรมย์ภักดี พร้อมด้วยคู่หู คาร์โล แวนแดม นักขับจากทีม “ทีพี 12 สิงห์มอเตอร์สปอร์ต” ซึ่งเคยคว้าแชมป์ในสนามนี้เมื่อปีที่แล้ว ได้อันดับควอลิฟายออกสตาร์ทเป็นอันดับ 3 ซึ่งหลังจากสัญญาณออกสตาร์ทเริ่มขึ้น เหล่านักขับชั้นนำทั้งหมดต่างเหยียบคันเร่งแข่งกันอย่างสูสี จบการแข่งขัน คู่หูนักขับทีมทีพี 12 สิงห์ มอเตอร์สปอร์ต ก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง ซิ่งเฟอร์รารี่หมายเลข 12 นำโด่ง ตั้งแต่รอบที่ 22 เข้าผ่านธงตราหมากรุกได้เป็นคันแรก ท่ามกลางสภาพสนามที่มีเทฝนหน่ำลงมาตลอดเวลาด้วยเวลา1 ชั่วโมง 02.430 วินาที ผงาดคว้าแชมป์ในรุ่น GT3 ในสนามนี้ไปครองได้สำเร็จเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยทิ้งห่างอันดับ 2 แอนเดรีย อามิชิ กับ เอดูอาร์โด ลิเบราติ จากทีม เอฟเอฟเอฟเรซซิ่ง ทีม บาย เอซีเอ็ม ที่ซิ่งตามเข้ามาเวลา 1 ชั่วโมง 43.515 วินาที และ อันดับ 3 แฟรงค์ ยู กับ ริชาร์ด ลีออนส์ จาก คราฟท์ แบมบู เรซซิ่งทีม ที่ซิ่งตามเข้ามาเวลา 1 ชั่วโมง 47.415 วินาที ขณะที่ ในรุ่น GTC ที่มี "เต้"ภูริต ภิรมย์ภักดี ควงคู่หู “แบงค์” กันตศักดิ์ กุศิริ นักขับจากสังกัดทีมสิงห์ แพลนบี มอเตอร์สปอร์ต ที่รั้งตำแหน่งผู้นำคะแนนรวมจาก 3 สนามที่ผ่านมา ยังลงล่าแชมป์ในสนามนี้ด้วย พร้อมกับได้ออกสตาร์ทเป็นคันแรก และสามารถโชว์ฟอร์มขับได้อย่างยอดเยี่ยมออกนำตั้งแต่ออกสตาร์ท พร้อมกัดคันเร่งซิ่งเข้าเส้นชัยได้เป็นอันดับหนึ่งตามความคาดหมาย ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 51.926 วินาที พร้อมผงาดคว้าแชมป์รุ่นนี้มาครองได้อีกสนาม และอันดับ 2 ฟูไน กับ อูด้า จากทีม Naoryu Age Age Racing ที่ขับเข้ามาเวลา 1 ชั่วโมง56.657 วินาที ภายหลังจากคว้าแชมป์ "ต๊อด" ปิติ ภิรมย์ภักดี และ คาร์โล แวนแดม เปิดเผยว่า ต้องบอกว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากที่เราสามารถคว้าแชมป์ในสนามนี้ได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน ต้องบอกเราภูมิใจมาก ที่สามารถทำให้เพลงชาติไทยดังกระหึ่มได้บนแผ่นดินญี่ปุ่นอีกครั้ง แชมป์นี้ถือเป็นแชมป์ที่ต้องยกความดีความชอบให้ทีมงาน รวมถึง คาร์โล คูหู่ของผมที่ขับได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน และต้องขอบคุณแฟนชาว ทีพี 12 และแฟนมอเตอร์ชาวไทยที่ส่งกำลังใจมาเชียร์พวกเราจนคว้าแชมป์ได้ ด้าน "เต้"ภูริต ภิรมย์ภักดี และ “แบงค์” กันตศักดิ์ กุศิริ กล่าวว่า นับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของเราทั้งสองคนอีกครั้ง เพราะในสนามถือเป็นสนามที่หินทีเดียว แต่เราสามารถทำผลงานได้ดีคว้าแชมป์มาครองได้ และทำให้มีโอกาสคว้าแชมป์ประจำฤดูกาลสูง หากในเรซต่อไปนั้นเราทำผลงานได้ดี ต้องขอบคุณทีมงาน และทุกกำลังใจที่ที่ส่งมาเชียร์พวกเรา จนทำให้เราคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จในที่สุด สำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย "จีที เอเชีย ซีรี่ส์ 2016" สนามที่ 4 ที่ สนาม ฟูจิ อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ ประเทศญี่ปุ่น จะเริ่มการแข่งขันเรซที่ 2 ของการแข่งขัน ในวันที่ 17 ก.ค. โดยแฟนแฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามการแข่งขันได้ทางhttp://www.gtasiaseries.com และ เว็บเพจ TP12 Singha motorsport และ เว็บเพจ Singha PlanB Motorsport

แบ็คแพ็คเกอร์ ทางเน้!!!! เดินทางในสิงคโปร์ง่ายๆด้วย “App” เดียว
App ท่องเที่ยวสิงคโปร์ /  MRT / 

ทราบกันไปแล้วใช่ม๊า ว่าต่อไปการเดินทางไปสิงคโปร์จะง่ายดายขึ้น เพราะเรากำลังจะมีรถไฟที่เดินทางจากหาดใหญ่ – มาเล – สิงค์โปร์ เอาใจขาแบ็คเพคให้เดินทางได้สะดวกและประหยัดมากขึ้น ส่วนใครที่อาจจะยังไม่เคยเดินทางแบบแบ็คแพ็คเกอร์ ก็น่าจะชั่งใจอยากลอง แต่ยังกลัวว่าแล้วถ้าไปถึงจะเดินทางเองได้อย่างไร จะหลงมั้ย แม้สิงคโปร์จะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการขนส่งสาธารณะแสนสะดวกสบาย แต่ถ้าเราต้องใช้ขนส่งสาธารณะที่ไม่ใช่แค่รถไฟฟ้า ก็คงทำให้เรางงไม่น้อย เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีแอพพลิเคชั่นดีดี ที่จะช่วยให้นักเดินทางทุกคน เดินทางท่องเที่ยวในประเทศสิงคโปร์ได้แบบสบ๊ายสบาย มาฝากกันคร้า แอพพลิเคชั่นนั้นก็คือ Google Map (IOS) หรือ Navigator (Android) แอพเดียวที่จะช่วยให้เดินทางได้สบายมากขึ้น เดินทางในสิงคโปร์ง่ายๆด้วย “App” เดียว ถ้าพูดถึง Google Map คนไทยส่วนมากจะรู้จักและใช้ประโยชน์ในกรณีการขับขี่รถยนต์ส่วนตัวซะมากกว่า แต่สำหรับที่นี่แล้ว ระบบขนส่งสาธาณะของเขาทุกประเภท ถูกลิ้งค์ไว้กับระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถใช้ Google map ในการเดินทางในรูปแบบขนส่งสาธารณะได้ด้วย และที่สำคัญใช้ง๊ายยยยง่าย มาเริ่มกันเลยดีกว่า ขั้นตอนที่ 1  แค่เปิดแอพ แล้วคลิกเลือกสถานที่ที่ต้องการเดินทาง โดยระบุให้เราเดินทางจากตำแหน่งที่เราอยู่ปัจจุบัน (ตำแหน่งของคุณ) จากนั้น พิมพ์สถานที่ที่เราต้องการเดินทางไป ระบบจะประมวลผลวิธีการเดินทาง จากวิธีที่ใช้เวลาน้อยสุด ไปถึงมากสุด โดยในแต่ละวิธี จะบอกว่าเราต้องไปด้วยระบบขนส่งสาธารณะแบบใดบ้าง รูป 1 เปิดแอพแล้วคลิกเลือกระบุสถานที่ เลือกตำแหน่งปัจจุบัน และระบุสถานที่ที่ต้องการไป ขั้นตอนที่ 2  คลิกเข้าไปดู แอพก็จะบอกวิธีในการเดินทาง เช่น จากที่เราอยู่ต้องเดินประมาณ 1.3 กม. เพื่อไปขึ้น MRT สายสีแดงที่ สถานี Yew Tee จากนั้น ไปลง Jurong East เพื่อเปลี่ยนไป MRT สายสีเขียว แล้วไปต่อสายสีม่วงซึ่งในแอพจะบอกหมดทั้งสถานีที่ลง ทางออก จำนวนป้าย และระยะเวลาที่ใช้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถคำนวณเวลาคร่าวๆในการเดินทางได้อีกด้วย (ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยอย่าง  MRT มัน Break Down นะคร้า ) รูปที่ 2 ระบบจะประมวลวิธีการเดินทาง เลือกเส้นทางที่ต้องการ แล้วคลิกเข้าไประบบจะแสดงการเดินทางทั้งหมดออกมา รูปที่ 3 ในกรณีต้องเดิน แอพจะแสดงเส้นทางให้เราเดินตามได้เลย ในกรณีที่เดินทางด้วยรถเมล์ แอพจะบอกหมดเลยคะว่า ก่อนไปถึงป้ายที่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณจะต้องผ่านป้ายรถเมล์ทั้งหมดกี่ป้าย และเป็นป้ายอะไรบ้าง ซึ่งนักเดินทางสามารถสังเกตได้จากแถบ LED ที่เป็นตัววิ่งบนรถโดยสาร เขาจะแสดงชื่อป้ายที่จอดและป้ายถัดไปคร้า ง่ายๆ แค่นี้ คุณก็สามารถเดินทางไปถึงสถานที่ปลายทางได้อย่างง่ายดาย ตรงเวลา และไม่หลงอีกด้วย ใครที่กำลังคิดอยากจะออกเดินทางต่างประเทศด้วยตัวเองแบบไม่ง้อทัวร์สักครั้ง แนะนำให้แพ็คกระเป๋าแล้วออกมาเลย อาจเริ่มต้นในสถานที่ง่ายๆที่การเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกสบายอย่างสิงคโปร์กันก่อนก็ได้นะคร้า และสำหรับใครที่อยากได้แอพพลิเคชั่นเพิ่มเติม เพื่อโหลดไว้สำหรับเดินทางภายในประเทศสิงคโปร์ เรามีมาแนะนำเพิ่มเติมอีก 2 แอพพลิเคชั่น คะ SG MRT LRT Official สำหรับระบบ IOS โดยแอพพลิเคชั่นนี้ จะบอกแผนที่การเดินทางด้วย MRT ทั้งหมดในสิงคโปร์ ซึ่งคุณสามารถเลือกสถานีต้นทาง – ปลายทาง เพื่อดูวิธีการเดินทาง และคำนวณเวลาในการเดินทางได้คะ รูปที่ 4 บอกวิธีการเดินทางด้วย MRT จำนวนสาย MRT ที่ใช้ในการเดินทาง (สายสีแดง และสยสีเหลือง รวม 2 สาย) จำนวนสถานีที่ผ่าน และเวลาที่ใช้ในการเดินทางด้วย MRT bus@sg สำหรับ IOS แอพนี้จะบอกสายรถเมล์ที่ผ่านบริเวณที่เราอยู่ (แต่เราต้องคลิกเลือกป้ายปัจจุบันที่เราอยู่ก่อนนะคะ) ป้ายทั้งหมดที่สายนั้นๆผ่าน และเวลาว่าอีกกี่นาทีรถเมล์คันนั้นจะมาถึงป้ายที่เราอยู่คะ ส่วนมากจะใช้คู่กับ Google Map เพื่อดูว่า เราต้องรออีกนานแค่ไหน เผื่อกรณีที่เราต้องเดินไปขึ้นรถเมล์ จะได้คำนวณถูกว่าต้องรีบหรือเดินชิวๆได้ รูปที่ 5 เลือกป้ายที่เราอยู่ แล้วคลิกเข้าไปดูว่ามีรถเมล์สายไหนผ่านบ้าง และสายที่เราต้องการจะมาถึงในอีกกีนาที เป็นไงบ้าง ทั้งง่าย และสะดวก เหมาะกับการเดินทางด้วยตัวเอง ถ้ามาสิงคโปร์ครั้งต่อไป ลองโหลดมาใช้กันดูนะคร้า แล้วการเดินทาง ใช้ชีวิตที่นี่ของคุณ จะสะดวกและง่ายขึ้นเยอะ

ความพยายามล่าสุดของ 'ออสการ์' ที่จะ
#OscarsSoWhite /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

กลายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการหนัง เมื่อสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences) ผู้จัดงานประกาศรางวัลทางภาพยนตร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลกอย่าง ออสการ์ (Oscar) ได้ส่งเทียบเชิญ (Invite) แก่บรรดาคนทำหนัง ทั้งในฮอลลีวูดและทั่วโลกเกือบ 700 ชื่อ เพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกของสถาบันฯ ที่สามารถมีสิทธิโหวตเสียงลงคะแนนในเวทีออสการ์ได้ ซึ่งได้ประกาศไปเมื่อวันพุธที่ 29 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นในอเมริกา ในจำนวน 683 รายชื่อ จาก 59 ประเทศทั่วโลกซึ่งถูกเชิญนี้ ไล่เรียงมาตั้งแต่เหล่าคนดังในฮอลลีวูดอย่างหนังแสดงผิวสี จอห์น โบเยกา (Star Wars ภาคล่าสุด), ไรอัน คูเกลอร์, ไมเคิล บี จอร์แดน (Creed) ,แน็ท พาร์คเกอร์ (ผู้กำกับและแสดงนำเองใน The Birth of a Nation อีกหนังตัวเต็งออสการ์ปีหน้า) หรือบรรดาหน้าเก่าๆ ในวงการอย่าง ทีน่า เฟย์, วิล ไอ แอม, ดาเนียล แด คิม, เกรตา เกอร์วิก และนักแสดงดาวรุ่งเช่น ทอม ฮิดเดิลสตัน, แอนดรูย์ การ์ฟิลด์ หรือ อลิเซีย วิคันเดอร์ เป็นต้น ส่วนผู้กำกับต่างชาติก็มีเช่นกัน ทั้ง เคน โลช, อับบาส เคิยรอสตามี, ฮิโรคาซุ โคเระเอดะ, คิโยชิ คุโรซาวะ, นาโอมิ คาวะเซะ, โหวเซียวเชียน, ปาร์คชานวุก, นิโคลัส วินดิง เรเฟน, เจมส์ วาน โดยมีคนไทยสองคนคือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และคอสตูมดีไซเนอร์เชื้อสายไทยสัญชาติ อเมริกัน สุทธิรัตน์ แอนน์ ลาลาภ (ขอบคุณข้อมูลจากเพจ คนมองหนัง) การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ น่าจะมาจากความกดดันของสถาบันใน 2 ปีหลังสุดซึ่งถูกวิจารณ์ว่า สมาชิกของสถาบันส่วนใหญ่มักเลือกที่จะไม่โหวตให้กับนักแสดงผิวสี จนทำให้แทบไม่มีนักแสดงผิวสีเข้ามาชิงในสาขาสำคัญๆ ก่อนเกิดกระแส #OscarsSoWhite แฮชแท็กในทวีตเตอร์เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับเวทีออสการ์ในบรรดาหมู่นักแสดงและคนทำหนังอย่างกว้างขวาง กระนั้นแม้จะเป็นทำสถิติใหม่ในการเชิญสมาชิกเข้ามาสู่สถาบัน ก็ได้แสดงให้เห็นความพยายามในการเพิ่มสัดส่วนของสตรีและคนผิวสี ไปจนถึงเชื้อชาติที่หลากหลายมากขึ้น โดยสื่อชื่อดังอย่าง Hollywood Reporter ได้แบ่งสัดส่วนจาก 683 คนว่า เป็นผู้หญิงถึง 46 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งทำให้เดิมมีอยู่ 25 เพิ่มเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกทั้งหมด) และคนหลากหลายเชื้อชาติสีผิวอีก 41 เปอร์เซ็นต์ แต่กระนั้นสัดส่วนของสมาชิกหลักดั้งเดิมก็ยังคงเป็นผู้ชายและคนผิวขาวอยู่ คิดเป็นทั้งหมด 62 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากนี้จะทำให้กระแสต่อต้าน #OscarsSoWhite เบาบางลงหรือหายไปได้แค่ไหน ซึ่งกว่าจะรู้ก็คงต้องรอต้นปีหน้า ในวันที่ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงออสการ์ 2017 นั่นเอง ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เที่ยวอินโดฯ
ที่เที่ยวอินโดนีเซีย /  ภูเขาไฟโบรโม่

อินโดนีเชีย เป็นประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอยู่หลายที่ สถานที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็เช่น เกาะบาหลี (Bali), วัดบุโรพุทโธ (Borobudur), โทราจาแลนด์ (Torajaland), วัดพรัมบานัน (Prambanan Temple) เป็นต้น นอกจากนี้อีกหนึ่งสถานที่ที่ควรไปมากๆ ก็คือ ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo) ที่ตั้งอยู่ทางทางตะวันออกของเกาะชวา โดยเพจเฟสบุ๊ค Coundsheck's journey. จะพาเราไปแอดเวนเจอร์กัน งานนี้นอกจากจะได้ชมภูเขาไฟแล้ว ยังนั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก อีกด้วย เที่ยวอินโดฯ "East Java" หมู่เกาะชวา ชมภูเขาไฟ นั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก แอดเวนเจอร์สุดติ่ง! บอกไปอินโดฯ ใครๆก็นึกว่าไปบาหลี แต่คราวนี้เราขอออกนอกเมือง พาทุกคนไป East Java หรือหมู่เกาะชวาตะวันออก แหล่งที่อุดมไปด้วยภูเขาไฟที่ยังระเบิดได้ พร้อมภูมิทัศน์สุดเซอเรียล งานนี้เรานั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก แอดเวนเจอร์สุดตั้งกะเที่ยวมาา ถึงดูลุย แต่ไปฟอลโล่วกันได้ไม่ยากแน่นอน อ้ะ พร้อมล้ะ ลุย!!! ทริปนี้เริ่มจากเรานั่งเครื่องบินไปลงที่ Surabaya (สุราบายาเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโด) เพื่อพบคนขับรถที่เราดีลไว้ตั้งแต่แรก (ซึ่งวิธีดีลจะบอกท้ายโพสน้ะ) เพื่อขับรถยาว 5 ชม. ออกจากสุราบายาไปถึงจุดหมายแรกของเรา นั่นก้คือโบรโม่! กว่าจะไปถึงโบรโม่ก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เราเข้านอนเร็วมากเพราะวันต่อมาเราต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพือขึ้นไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้น ตื่นปุ้ปรีบขึ้นรถขับคลุกคลุกคลุก ขึ้นเขา penanjakan mountain ซึ่งเราจะสามารถเห็นภูเขาพีคๆ ทั้งหมดของแถบนี้ได้จากบนเขาแห่งนี้ ขับวกไปวนมา ประมาน 45 นาที เราเริ่มรู้สึกได้ว่าปริมาณรถรอบตัวนี่หนาแน่นมาก และด้วยความที่เราตื่นสาย จุดชมวิวยอดฮิตรถติด! 5555 คนขับจึงพาเราเดินเลาะเข้าป่า ไปยังจุดชมวิวอีกที่ที่มีชื่อว่า kingkong view, รอพระอาทิตย์กันไปสาม ชม. แสงเริ่มมา พอพระอาทิตย์ขึ้นมาชนยอดเขาเท่านั้นแหล่ะ โอ้โหหหหหหหหหหห รู้แล้วทำไมคนชอบดูพระอาทิตย์ขึ้น ดีมากกกกกกกกกกก และนี่คือสิ่งที่ทำให้เรายอมตื่นสายขึ้นมาบนนี้ ที่เห็นตรงหน้าคือภูเขา Batok ส่วนที่พ้นควันม้วนๆ นั่นแหละคือ Bromo Bromo เป็นหนึ่งในภูเขาที่ยัง active บนเกาะชวา เลยไม่แปลกที่พ่นควันปุ๋ยๆ พร้อมระเบิดได้ (ถ้าจำไม่ผิด โบรโม่ระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว) พระอาทิตย์เป็นลำๆๆๆๆๆ ใครชอบถ่ายรูปเวอร์วังเก็บแลนด์สเคปอลัง น่าจะชอบ เราลงจากจุดชมวิว ไปกันต่อ ลืมบอกไปว่า ในช่วงที่เราเที่ยวไปทั่วเขตโบรโม่ เราจะใช้รถจี๊ป เพราะสามารถลุยกับพื้นที่ได้มากกว่ารถกึ่งๆ รถตู้ที่เรานั่งมา แถวนี้เลยเต็มไปด้วยรถจี๊ปหลายร้อยคัน ชอบมาก สนุกกกก ตื่นเต้นมากก ไม่เคยนั่ง 5555555 เรามาจอดรถที่ลาดดินสีเทากว้างๆ ด้านหน้าของโบรโม่ คาดว่าที่เป็นสีนี้เพราะดินตะกอนภูเขาไฟ เพราะเดี๋ยวเราจะขึ้นไปชมปากปล่องถูเขาไฟแบบใกล้ชิดกัน ตรงลานนี้นอกจากจะมีรถจี๊ปแล่นไปมา ยังมีม้าจำนวนมาก รอพาเราขึ้นไปที่โบรโม่ เพราะจากตรงนี้ ต้องเดินทางอีก 3 กิโลแหนะ แน่นอนมาถึงแล้วใครมันจะเดิน เราเลือกขี่ม้าในราคา 100000 รูปี หรือราวๆ 250 บาท โดยจะมีคนจูงเราและน้อง(ม้า) เดินผ่านโตรกเขาต่างๆเพื่อไปถึงฐานของโบรโม่ ตอนแรกเกร็งมาก ปีนนู่นปีนนี่กลัวน้องเจ็บ แต่คนจูงเราบอก น้องโอเคคคคคคค  ที่เชิงภูเขามีม้าจำนวนมากที่รอนักท่องเที่ยวลงมาจากเขาเพื่อขี่กลับไปที่รถจี๊ป คนจูงม้าของเราชื่อ Sandi ให้การ์ดชื่อเค้ากะเราไว้ บอกว่าปีนขึ้นไป ละลงมาให้เรียกเค้าน้ะ เด่วเค้าพาม้ามารับเรากลับ เมื่อมองกลับไปก็รู้ว่าน้องม้าพาเราผ่านด่านภูมิประเทศยุบยับมาไกลมั่กกก นี่คือบรรไดที่เราต้องปีนไปอีกต่อเพื่อให้ถึงปากปล่องของโบรโม่ สังเกตุว่าคนเยอะมาก เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่ามาล้ะจะเปลี่ยว บางคนก็ไม่ปีนบันได ปีนเอาเองสดๆเลย และเมื่อปีนไปถึง นี่คือปากปล่องของโบรโม่ในตำนานนนนนน โอ่ย ตื่นเต้นน้ะ กลัวระเบิดด้วย 555555555 นี่คือร่องรอยจากการประทุ แน่นอนที่เป็นเส้นๆคืออดีตทางไหลของลาวาจากโบรโม่นั่นเอง  บนปากปล่องมีสันเล็กๆให้เราเดินสำรวจรอบปากปล่องได้ด้วยน้ะ ใครปีนได้ระดับไหน สำรวจกันตามสบายเลยยย  ภูมิประเทศเมื่อมองจากปากปล่องง ที่เห้นเป็นเหมือนอาคิเต็กเจอร์อะไรบางอย่าง นั่นคือวัดฮินดู วัดเดียวของแถวนี้เลย ข้างๆเราคือ Batok ภูเขาที่เราเห็นจากจุดชมวิวนั่นเอง คนที่นี่มีความเชื่อเรื่องการไหว้เทพเจ้า จึงมีคนขายดอกไม้ เพื่อใช้สักการะ เห็นคนซื้อไป เพื่อโยนลงไปในปากปล่องเพื่อบูชาเทพ ตามความเชื่อของอินดู ไกด์เราบอกว่าดอกไม้พวกนี้อยุ่ได้ 5 ปีโดยไม่เหี่ยวน้ะ  จากโบรโม่ เรานั่งรถจี๊ปไปทุ่งหญ้าลับด้านหลังกันต่อ ใครจะรู้ว่ามีทุ่งหญ้าเขียว วิวเวอร์วังมาซ่อนอยู่หลังภูเขาไฟที่ก่อนหน้านี้เป็นที่ราบสีเทาขนาดยักษ์  เหมือนวาร์ปมาอยู่ที่ไหนซักที่ที่ไม่เชื่อว่าจะเป็นอินโด  รถจี๊ปบางคันนั่งบนหลังคาได้ เจ๋งอ้ะ อยากเล่นบ้าง น่าสนุก ถ่ายรูปไปเรื่อยเจอกลุ่มควันสีขาวขนาดยักษ์ลอยมา มันไม่ใช่ควันอะไรหรอก แต่มันคือเมฆ! แบบเดียวกะเมฆที่ลอยบนท้องฟ้าเลย ที่ี่เป็นที่ราบสูง สูงมากระดับเมฆวิ่งเล่นได้นั่นแหละ เราเลยบอกคขับให้ขับรถไปหากลุ่มเมฆ นี่คือวิวตอนเราอยู่ข้างในนั้น คือแบบ เซอร์เรียลมาก จอดรถลงไปถ่ายรูปสิครัช รออะไร 555555555 เซอร์เรียลจริงน้ะ รู้สึกโชคดีมากที่ได้เจอไรงี้ นี่คือรถเรากะคนขับรถชื่ออีวาน อีวานบอกว่า อ้ะๆ แกรๆ เราต้องไปต่อน้ะ จอดตรงนี้นานๆ อาจมีใครวิ่งฝ่าหมอกมาชนเราได้น้ะ 5555555 เราบอกลาโบรโม่ ขับรถลงเขาเพื่อมาแวะที่ Madakaripura น้ำตกอีกที่ที่พีคไม่แพ้กัน เริ่มจากเดินจากปากทางเข้าไปกิโลกว่าๆเราจะเห็นเส้นสีขาวอยู่ลิบๆ  ล้ะเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่มีเพิงไว้ให้นั่ง ให้หลบฝน ให้ใส่เสื้อกันฝนด้วย เพราะแถวนี้ชื้น ฝนตกเป็นปรกติ เราใส่เสื้อกันฝน เดินสวนไปตามน้ำตกเล็กๆเพื่อขึ้นไปต้นทางน้ำ อ้ะนี่ไงเริ่มเข้าใกล้เป้าหมายล้ะ  ที่ใส่เสื้อกันฝน ฝนไม่ได้ตกแต่อย่างใด แต่เราต้องลอดน้ำตกอื่นๆเข้ามา! กว่าจะมาถึงตรงนี้ ขออถัยไม่มีรูปลอดน้ำตก เพราะมันเสี่ยงเกินกว่าจะเอากล้องขึ้นมาถ่ายจริงๆ สงสารเราหน่อย 55555555555  คือรอบๆดีมากกกกกก ฟินมากกกกกก รูปไม่สามารถเล่าความเซอเรียลและยิ่งใหญ่ของน้ำตกได้จริงๆ แต่ขอให้มา เชื่อเรา (เสื้อกันฝนกะรองเท้าแตะมีขายตรงทางเข้าด้วยน้ะ 25-30 บาท ไม่แพงเลย) ออกจากน้ำตก เราขับรถอีก 7 ชั่วโมง เลียบทะเล ลงไปทางใต้เพื่อไปภูเขาไฟ มิชชั่นของเราอีกลูกคือ Kawha Ijen! เราขับรถมาถึงเขตของ Ijen ก็เป็นเวลาดึกอีกแล้วตามสไตล์ แต่พีคกว่าคือ พรุ่งนี้เราต้องเดินขึ้นเขาตอนตี 1! งานนี้เราบอกเลยว่า ขอให้ฟิตร่างกายมาให้พร้อม ! ตั้งแต่ตี 1 เราเดินขึ้นเขาพร้อมด้วยเพื่อนมากมาย เดินขึ้นเนินชันไม่ต่ำกว่า 40 องศา เป็นระยะทางประมาน 3-4 กิโล (แต่เดินจริงโครตไกล อย่าไปเชื่อ) บอกเลยว่าเหนื่อยสลบ เราเดินสลับพักหลายรอบสุดๆ อ้วกไป 1 รอบ (จริงๆ) จะตายมาก กว่าจะผ่านทางชันมหาโหดมาเป็นทางที่ไม่ชันมาก เรียบๆ ช่วงใกล้ถึงยอดเขา แต่พอขึ้นมาเจอกลุ่มควัน และทะเลสาปสีฟ้าข้างหน้า คือแบบ โอ้ยยยยย ยอมมมมมมมม คุ้มมากกกกกก สลบบบบ แต่ก่อนอิเจี้ยนยังไม่มีทะเลสาป แต่พอผ่านการระเบิดครั้งล่าสุดมา อยู่ดีดีก็เปิดเป็นทะเลสาปสีฟ้าขึ้นปากปล่องอิเจี้ยน  เนื่องจากอยากเห็นทะเลสาปใกล้ๆ เลยปีนตามทางคนเหมืองลงไปด้านล่าง ของภูเขาไฟ สวยมั้ยล่าาาาาาาาาาา สลบบบ นอกโลกมากกกก เข้าใกล้ได้อีกจึ๋งนึง ควันกำมะถันเริ่มเปลี่ยนทิศมาทางเรา เลยต้องปีนกลับขึ้นมาด้านบน ต้องบอกก่อนว่าที่อิเจี้ยนนี่ เป็นเหมืองแร่กำมะถันด้วย ถ้าเราปีนลงไป อาจโดนรมควันกำมะถันตาย ควันเริ่มเปลี่ยนทิศไล่หลังมา นี่คือเพื่อนร่วมทริปที่ยังยืนหยัดเก็บภาพจนนาทีสุดท้าย ตัดมานาทีต่อมา พวกเรากำลังกินน้ำ หาผ้าปิดปาก เพราะควันจากกำมะถันสูดเข้าไปแล้วแสบคอมาก แสบตานิดๆด้วย ปีนขึ้นมาด้านบนให้พ้นกลุ่มควัน นี่คือไกด์ผู้นำเราปีนเขาและปีนลงไปข้างล่างด้วย ถามเราตลอดตอนขึ้นเขาว่าโอเคมั้ย คือตอนปีนนี่ น้องไม่โอเคคคคค พูดเลยยยยยย นักท่องเที่ยวเพียบ เซอร์เรียลสุด นี่ดาวอังคารรึเปล่า หรือดาว dr.mann ในอินเตอร์สเตลล่า ต้นไม้ใบไม่แถวๆนั้นเป็นสีเทาๆ ไม่รู้เกิดจากใครเผา หรือเอฟเฟคจากภูเขาไฟ (สรุปอาจจะเกิดจากกำมะถัน >,<) พระอาทิตย์เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนเราขึ้นมาพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เราอดดู บลูเฟรม ไปตามระเบียบ (ลาวาสีฟ้า ที่เราต้องมาให้ถูกช่วงเวลาคือก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และยังมีแสงจันทร์เท่านั้น เราถึงจะเห็น) สวยสลบ เหมือนหิมะ แต่ไม่ใช่ ถ่ายรูปจนพอใจ เราก็เดินลงจากยอดเขา เจอพี่คนนี่ นั่งกินกาแฟและพรินเกิ้ล อยู่ข้างทาง ชิลมากกกกกกก มันต้องแบบนี่เซ่ ระหว่างทางก็มีพี่ๆชาวเหมืองเดินสวนไปสวนมา ขนแร่กำมะถันไปขายตลอด  ตรงกลางทางจะมีจุดให้นั่งพัก ขายบะหมี่ pop mie นี่แหละ คือถึงจุดนี้รู้ตัวว่าหิวล้ะ ต้องจัดหน่อย การมาอินโดคำฮิตที่ควรรู้เลย คือ AYAM แปลว่า ไก่ 55555 คำอื่นๆที่น่าจะรู้ คือ NASI = ข้าว, GORENG = ผัด, AYAM = ไก่, MIE = หมี่  คนที่ลงมาจากเขาเค้าก็จะมานั่งพักกัน ก่อนเดินลงต่อไป เราใช้เวลา ชม กว่าๆ ลงมาถึงตีนเขา แต่ตอนขึ้นนี่ สาม ชม เลยน้ะะะ เอาซี่ คนเรา เราบอกลาอิเจี้ยน ขับรถยาวๆ 10 ชม. กลับสุราบายา จบทริปโดยสมบูรณ์ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ คือพาร์ทนี้ยาวมากจริงๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันบ้าง ข้อมูลอื่นๆ วิธีติดต่อรถและไกด์ : เราใช้เอเจนซี่ชื่อ Tommy ด้วยการอีเมล์ไปสอบถาม และพิมพ์แพลนการเดินทางของเราไปให้ทอมมี่ เพื่อจองรถและไกด์ จากนั้นทอมมี่ก็จะนัดวัน ที่เราจะมา แล้วเค้าจะมารับเราถึงสนามบิน ขับรถพาเราไปในทุกที่เบื้องต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเราตกคนละประมาน 2 ล้านรูปี / คน (ประมาณ 5000 บาท) ติดต่อได้ตามอีเมลนี่เลย Tommy(blueisland_024@yahoo.com) ปล. จากอิเจี้ยน เราสามารถไปบาหลีต่อได้ด้วยน้ะ คนขับรถจะพาเราไปถึงท่าเรือเลยแหละ ปล2. ใครงงตรงไหน อินบ้อกซ์มาถามได้เลย ยินดี ขอบคุณข้อมูล และรุปภาพจาก https://www.facebook.com/coundsheckjourney/ ติดตามทริปท่องเที่ยวสนุกๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ https://www.facebook.com/coundsheckjourney/

แบบนี้ก็ได้เหรอ!คลิปฟรูมรถพังต้องวิ่งเข้าเส้นชัยรักษาผู้นำตูร์ เดอ ฟรองซ์
คริส ฟรูม /  ตูร์ เดอ ฟรองซ์

คริส ฟรูม ผู้นำและในการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ครั้งที่ 103 ต้องลงทุนวิ่งในกิโลเมตรสุดท้ายเมื่อประสบอุบัติเหตุรถล้มเสียดาย เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำเอาไว้โดยนักปั่นชาวอังกฤษ ที่สวมเสื้อสีเหลืองของผู้นำก่อนลงแข่งขันในสเตจที่ 12   ประสบอุบัติเหตุรถล้มเพราะกล้องถ่ายทอดสดคันหน้าเกิดเบรกกระทันหันทำให้มีนักปั่นหลายคนล้มระเนระนาด และรถของ ฟรูม เสียดาย จนทำให้เขาต้องตัดสินใจทิ้งรถ และรีบวิ่งเข้าเส้นชัยในกิโลเมตรสุดท้ายของการแข่งขันเพื่อรักษาตำแหน่งของผู้นำเอาไว้ ทำให้เขายังได้ครองเสื้อเหลืองต่อไปด้วยเวลารวม 57 ชั่วโมง 11 นาที 33 วินาที นำหน้า อดัม เยสต์ จาก โอริกา-ไบค์เอ็กซ์เชนจ์ 47 วินาที

ละครเพลิงนรี , เรื่องย่อเพลิงนรี
ละคร เพลิงนรี /  ละคร เพลิงนรี ช่อง3 / 

เพลิงนรี บทประพันธ์โดย : อินตราบทโทรทัศน์โดย : ญาลิลกำกับการแสดงโดย : น้องนุช ชวาลาผลิตโดย : บริษัท กัทส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัดออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องย่อ ละครเพลิงนรี เมื่อโชคชะตาพาให้ เจ้าหญิงพริริสา แห่งประเทศไทรจีส นำพาความแค้นกลับมาที่ประเทศไทย เพื่อหวังทำลายคนที่เคยใจร้ายกับเธอ และแม่ในอดีต แต่กลับกลายทำให้เธอมาพบกับความรักที่ไม่คาดฝันจาก ธีภพ สารวัตรหนุ่มหัวใจเด็ดเดี่ยว ผู้พยายามเปิดโปงว่าเธอเป็นใคร แต่การจับผิดกลายเป็นความรักที่จับเข้ามาในหัวใจ ทิฐิมานะที่พริริสามีหรือจะสู้รักแท้ของธีภพ เธอจึงต้องพ่ายแพ้ให้แก่หัวใจของเขา พันตำรวจตรีธีภพ (เจษฎาภรณ์ ผลดี) สังกัดหน่วย อรินทราช 26 (S.W.T.A) เป็นหน่วยตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญการใช้อาวุธ และยุทธวิธีพิเศษ มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการพิเศษต่อภัยคุกคามที่เป็นอาชญากรรม และการก่อการร้าย ลูกชาย พลตำรวจโทธเนศ (ทูน หิรัญทรัพย์) ผู้บัญชาการตำรวจหน่วยพิเศษผู้เคยเช้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ที่ประเทศไทรจีสช่วงที่มีการก่อการกบฏ เมื่อ 17 ปีก่อน จนธเนศเกษียรออกมาดูแลธุรกิจอย่างเต็มตัว และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทบูรพเกียรติ บริษัทส่งออกเครื่องประดับเพชรชื่อดัง ธีภพเจริญรอยตามพ่อในเรื่องการเป็นตำรวจ ท่ามกลางความไม่สบายใจนักของ วิวรรณ (รัชนี ศิระเลิศ) ผู้เป็นแม่ ที่ไม่อยากให้ลูกทำงานเสี่ยงอันตราย จนเมื่อธเนศทำงานหนักเริ่มมีอาการโรคหัวใจ ทำให้วิวรรณกังวลใจมากยิ่งขึ้น จึงขอร้องให้ธีภพลาออกจากราชการตำรวจมาทำงานแทนธเนศเพราะเป็นลูกชายคนเดียว ละครเพลิงนรี ธีภพรักพ่อมาก จึงจำใจลาออกจากราชการตำรวจเพื่อมาทำงานแทนพ่อ ธเนศจึงตัดสินใจส่งธีภพไปทำงานที่ท้าทายเพื่อดูว่าลูกชายจะสานต่องานนี้ได้ดีแค่ไหน โดยให้ธีภพศึกษาวิกฤตบริษัทบูรพเกียรติที่กำลังขาดทุน ด้วยความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อกับครอบครัวบูรพเกียรติ ทำให้ธเนศจำต้องยื่นมือให้ความช่วยเหลือ และให้ธีภพเดินทางไปไทรจีส ประเทศบนเกาะเล็ก ๆ ที่กำลังมีนโยบายเปิดประเทศให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาดูงานตลาดการค้าของที่นี่ ธีภพต้องไปศึกษาหาสู่ทางสำหรับช่องทางขยายธุรกิจที่นั่นเพื่อแก้วิกฤตของบูรพเกียรติ ซึ่งไทรจีสเพิ่งยอมเปิดประเทศให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ธีภพเดินทางไปครั้งนี้โดยไม่รู้เลยว่านี่คือบุพเพสำคัญในชีวิต ที่จะทำให้เขาได้ค้นพบหัวใจตัวเอง ที่ไทรจีส เจ้าหญิงพริริสา (ดาวิกา โฮร์เน่) หญิงสาวสายเลือดไทยแท้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชกุมารี เมื่ออายุครบ 22 ปี โดย กษัตริย์ราอิล แม้ชีวิตเธอจะเหมือนความฝันแต่วัยเด็กกลับมีชีวิตผกผัน และน่าสงสารที่ทำให้เธอและ พีรดา (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) ผู้เป็นแม่ระหกระเหินมาอาศัยอยู่ที่ไทรจีส จนกระทั่งพีรดาได้พบรักใหม่ และอภิเษกสมรสกับกษัตริย์ราอิล เมื่อ 17 ปีก่อน เป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์ราอิลเพิ่งสูยเสียพระชายาไปไม่นาน และมีลูกชายเพียงคนเดียวคือ เจ้าชายคามิน (เกริกพล มัสยวาณิช) ที่จะเป็นองค์รัชทายาทแห่งไทรจีสคนต่อไป พริริสาหวนระลึกถึงวัยเด็กอีกครั้ง แผลเป็นที่ข้อมือเธอเป็นอีกสิ่งที่ย้ำเตือนไม่ให้ลืมเลือนว่าเธอ และแม่เคยถูก กานดา (ซินดี้ สิรินยา บิชอฟ) และคุณหญิงจินตนา (ดวงตา ตุงคะมณี) ผู้เป็นย่า ข่มขู่ ทำร้ายจะเอาชีวิต ถ้าไม่ไปให้พ้นจากชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ คณิน (สันติสุข พรหมศิริ) บูรพเกียรติ พ่อแท้ ๆ ของเธอเอง พีรดาจึงต้องหอบหิ้วพริริสามาที่ไทรจีสเพื่อให้ไกลจากครอบครัวอดีตสามี และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ละครเพลิงนรี พริริสาได้เห็นภาพข่าวคณิน และกรนันท์ (รวีวรรณ บุญประชม) ลูกสาวอีกคนที่เกิดจากกานดาออกงานสังคมเสวยสุขกันอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก็ยิ่งโกรธที่แม่เคยโดนทำร้ายจนมีผลต่อการเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ ในปัจจุบัน แต่คนใจร้ายกลับมีความสุขโดยไม่เคยได้รับผลกรรมใด ๆ พีรดาพยายามย้ำนักหนาไม่ให้พริริสาคิดแค้นคนที่ได้ชื่อว่าพ่อ ทำให้พริริสาอัดอั้นขี่ม้าเตลิดออกไปเพื่อระบายความคันแค้นในใจ ม้าของพริริสามีอาการตื่นวิ่งออกนอกเขต ในขณะที่ธีภพมาเยี่ยมชมอุทยานสำคัญของโทรจัสตามคำเชิญของคู่ค้า ธีภพเห็นพริริสาอยู่บนม้าที่เตลิดจึงเข้าไปช่วยเอาไว้ แต่กลับถูกพริริสาหาว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง พร้อมขบวนรถจี๊บที่ตามมาโค้งคำนับ และรับตัวพริริสากลับไป ทำให้ธีภพสงสัยว่าหญิงสาวสวยแสนเอาแต่ใจพูดภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำคนนี้เป็นใครกันแน่ พริริสากลับวังอย่างขุ่นเคืองใจไม่สามารถทำตามคำขอของแม่ได้ ตัดสินใจไปเมืองไทยเพราะอยากเห็นคนใจร้ายได้รับผลกรรมบ้าง จึงหนีออกจากวังไทรจีสไปพร้อมกับ มิรา (มณีรัตน์ ศรีจรูญ) พระสหายที่เรียนหนังสือ และเติบโตมาด้วยกัน ธีภพกลับมาเมืองไทย รายงานเรื่องการดูงานให้ธเนศฟัง ธเนศเห็นธีภพมีแววที่จะทำธุรกิจได้ดี โดยธเนศคอยเป็นที่ปรึกษาอยู่ห่าง ๆ วิวรรณพอใจที่ธีภพไปช่วยงานบูรพเกียรติอย่างเต็มที่ ถือว่าเป็นการช่วยเหลือว่าที่พ่อตาแม่ยายไปในตัว เพราะวิวรรณทาบทามกรนันท์ไว้ให้เป็นคู่หมายกับลูกชาย ธีภพจำใจต้องไปทำงานตำแหน่งกรรมการผู้จัดการที่บริษัทบูรพเกียรติ และได้เจอผู้ช่วยเลขาคนใหม่ของคณินที่เขารู้สึกคุ้นหน้าเสียเหลือเกิน ศจี (วิมลพันธ์ ชาลีจังหาญ) เลขาคณิแนะนำ ให้ธีภพได้รู้จักกับพริริสาผู้ช่วยเลขาคนใหม่ พิริรสาจำธีภพได้ ธีภพแปลกใจว่าเคยเจอพริริสาที่ไทรจีส แต่พริริสาแกล้งทำไม่รู้เรื่อง บอกว่าเธอไม่เคยไปที่นั่นพยายามทำตัวเป็นพนักงานธรรมดาคนหนึ่งในบริษัท โดยสนิทสนมกับ ชนิดา (อนุสรา วันทองทักษ์) สาวประชาสัมพันธ์สุดเปรี้ยว บุษกร (วรินดา เขียวสลับ) พนักงานบัญชีสุดเชย และไพโรจน์ (โรซี่) (เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ) พนักงานการเงิน ละครเพลิงนรี เพราะทั้งสามดูจริงใจ และไม่ช่างซักช่างถามอยากรู้ความเป็นมาของเธอนัก แถมเม้าท์ทุกเรื่องในบริษัทที่รู้มาให้เธอฟัง แต่นิสัยธีภพยิ่งสงสัยเขายิ่งต้องรู้ให้ได้ จึงพยายามจับตาดูพริริสาเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันสายใยที่มองไม่เห็นทำให้คณินรู้สึกเอ็นดูพริริสาอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะเธอมีเขาหน้าคล้ายพีรดาคนรักเก่าของเขาก็เป็นได้ เช่นเดียวกับ ดร.กฤษ (สมภพ เบญจาธิกุล) ปู่ของเธอที่ถูกชะตาพริริสาที่ดูเก่งกล้าม และเฉียวฉลาด สู้คน ทำให้นึกย้อนไปในอดีตหากตอนนั้นลูกสะใภ้อย่างพีรดาจะลุกขึ้นสู้เหมือนพริริสาคนนี้ คงไม่เกิดเรื่องน่าเศร้าที่หวนไปแก้ไขไม่ได้ นั่นยิ่งทำให้คุณหญิงจินตนา และกานดาไม่ถูกชะตากับพริริสาตั้งแต่แรกเห็น ธีภพบังเอิญเห็นพรีริสาเดินเข้าออกสถานพูดไทรจีส ทำให้เขายิ่งต้องรู้ให้ได้ว่าพริริสาเป็นใครแล้ว ทำให้ต้องโกหกเขาว่าไม่เคยรู้จักประเทศไทรจีส แต่พริริสาก็ยังปากแข็งหาทางเอาตัวรอดไป กรนันท์เห็นธีภพวนเวียนใกล้พริริสาไม่ห่างก็ยิ่งเกิดความหึงหวงมีเรื่องลงไม้ลงมือกับพริริสา แต่คนอย่างพริริสาก็ไม่ยอมใครกรนันท์จึงให้คณินไล่พริริสาออกเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม คณินเสียดายความสามารถของพริริสา แต่เจอกรนันท์อาละวาดใส่ หนัก ๆ เข้าก็ต้องตามใจลูกสาว ทำให้พริริสาเจ็บใจที่คณินคิดว่าเขามีเพียงกรนันท์เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวถึงได้ทำผิดให้กลายเป็นถูก เขาคงลืมเธอ และแม่ไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อธีภพรู้เข้า เขาจึงเสนอให้พริริสามาเป็นเลขาอีกคนเพราะเขาต้องการผู้ช่วยที่มีคุณสมบัติที่ดี พริริสากลัวสายตาธีภพที่เหมือนคอยจับผิดกลัวว่าเขาจะจำเธอได้ และรู้ว่าเธอคือเจ้าหญิงพริริสาแห่งไทรจีส แต่ก็จำใจยอมทำงานนี้เพราะการทำงานกับธีภพทำให้เธอยังรู้ความเคลื่อนไหวของบูรพาเกียรติอยู่ เพื่อหาช่องทางให้ทุกคนในครอบครัวนั้นต้องเจ็บปวดอย่างสาสม แม้พริริสาจะถูกธีภพแกล้งใช้งานสารพัดเพื่อทดสอบ แต่ด้วยคุณสมบัติทางการศึกษา และความสามารถทำให้พรริสามองออกว่าหนทางการแก้ปัญหาของูรพเกียรติมีอะไรบ้าง ทุกสิ่งที่เธอเสนอธีภพก็มองเห็นแบบนั้นเช่นกัน ละครเพลิงนรี เจ้าชายคามิน รู้ว่าพริริสาหนีมาเมืองไทย ก็เดาได้ทันทีว่าพริริสามีแผนการอะไร เพราะคามินผูกพันกับพรริสามาก คินจึงรู้ความคิดจิตใจของพริริสาอย่างดีว่ากำลังคิดจะทำอะไร ด้วยความเป็นห่วงจึงส่ง ไคชัจ (ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์) มาคอยดูแล ทั้งที่อยากจะไปเองใจแทบขาด แต่ไทรจีสก็กำลังมีปัญหา เพราะเริ่มมีข่าวการกลับมาของพวกกบฏ เมื่อ 17 ปีก่อน คามินต้องอยู่สืบหา ราห์มาน (บิลลี่ โอแกน) อดีตพระอนุชาที่เป็นผู้นำก่อกบฏในอดีตแต่ไม่สำเร็จและกำลังคิดจะก่อการอีกครั้ง ธีภพดึงพริริสาอยู่ใกล้ จะได้จับผิดให้ได้ว่าพริริสาเป็นใครได้ง่ายขึ้น ยิ่งพริริสาเก่งกล้า เอาแต่ใจรสนิยมดีเกินเลขาปกติทั่วไป ยิ่งทำให้เขาสงสัย แต่ก็ไม่สามารถจับผิดได้สักที แม้แต่ ผู้กองอธิรุธ (ธนกฤต พานิชวิทย์) เพื่อนสนิทก็ยังตามสืบอะไรไม่ได้ เพราะมิรา และไคชัจคอยตามไปป่วน และกลเกลื่อนหลักฐานทั้งหลาย ไม่ว่าอธิรุธจะไปสืบที่ไหนที่พอจะได้เบาะแสเกี่ยวกับพริริสา ที่นั่นจะต้องมีเหตุประหลาดเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะไฟไหม้ คนหาย รวมไปถึงอุบัติเหตุต่าง ๆ จนอธิรุธจับได้ว่ามิราคือตัวการพยายามขัดขวาง แต่มิราไม่ยอมรับ ยืนกระต่างขาเดียวไม่รู้เรื่อง ธีภพเข้าทำงานได้ระยะหนึ่งก็เห็นปัญหาของบูรพเกียรติที่ย่ำแย่ลงเรื่อง ๆ หนทางเดียวที่จะช่วยพยุงบริษัทได้คือต้องหา แหล่งนำเข้าเพชรดิบใหม่ และหุ้นส่วนใหม่มาช่วยเหลือซึ่งต้องเป็นนายทุนต่างชาติที่พร้อมมาลงทุนอุตสาหกรรมเพชร และเครื่องประดับในประเทศไทย ธีภพเสนอเรื่องนี้กับคณินเพราะตอนที่ไปดูงานที่ไทรจีสเขาพบว่าประเทศไทรจีสมีเหมืองเพชรขนาดใหญ่ แต่ไม่เคยมีนโยบายขายเพชรดิบให้ต่างชาติ แต่ตอนนี้กำลังมีนโยบายเปิดประเทศให้นักธุรกิจต่างชาติเข้าไปดำเนินธุรกิจในไทรจีสหลายคนที่สนใจที่จะร่วมลงทุนในประเทศไทย แต่คณินไม่ต้องการให้บริษัทของครอบครัวกลายเป็นของต่างชาติจึงยังลังเลใจอยู่ ความคิดเห็นในบริษัทเองก็แตกเป็นสองทางที่เห็นด้วยกับคณิน และคนที่เห็นด้วยกับธีภพเพราะนี่คือทางเดียวที่จะทำให้บริษัทอยู่ต่อไปได้ ดร.กฤษเห็นคณินลังเลใจจึงเอาจดหมายเร่งรัดหนี้สินจากธนาคารไปให้คณินดู เพราะตอนนี้คณินแทบไม่เหลืออะไรอีกแล้ว เขาจำนองที่ดินและบ้านหลังใหญ่เพื่อเอาเงินไปผ่อนผันหนี้จนหมดแล้วไหนจะเงินที่กู้ยืมจากธนาคารในต่างประเทศ ในที่สุดคณินก็ต้องจำนนยอม ธีภพจึงพาพริริสาไปไทรจีสด้วยกันเพื่อพูดคุยกับนายทุนใหม่ กรนันทร์รู้เข้าไม่พอใจ อยากตามไปด้วยจะไม่ยอมให้พริริสาได้มีโอกาสอยู่กับธีภพสองต่อสองเด็ดขาด แต่กานดาห้ามไว้ เพราะมีแผนการที่ดีกว่า แค่รอให้ธีภพกลับมา ธีภพจะหันไปสนใจผู้หญิงอื่นไม่ได้อีก ละครเพลิงนรี คามินรู้ว่าพริริสากลับมาไทรจีสจึงไปรับ แต่พริริสาว่าเธอมาทำงานยังกลับวังไม่ได้ ธีภพเห็นพริริสาแอบไปหาผู้ชายอื่นก็เข้าใจผิดว่าคามินเป็นคนรักของพริริสา ความหึงหวงเกิดขึ้นในใจทำให้ธีภพอดไม่ได้ต้องประชดประชันพริริสา คามินรู้ว่าธีภพเผ้าตามดูตนอยู่กับพริริสา และรู้สึกได้ว่าธีภพคิดกับพริริสาเกินเจ้านายกับลูกน้องจึงยิ่งแกล้งแสดงความสนิทสนมกอดหอมพริริสาให้เห็น ธีภพยิ่งโกรธแสดงออกชัดว่าเขากำลังหึงหวงพริริสาอยู่ รพิริสาเห็นธีภพเข้าใจผิดก็รีบบอกว่ามาหาคามินเพราะเขาคือคนที่สนใจจะมาเป็นหุ้นส่วนกับบูรพาเกียรติ ทำให้ธีภพรู้ว่าคามินคือเจ้าชายรัชทายาทแห่งไทรจีส แต่จู่ ๆ กลับมีคนร้ายข้ามาลอบเล่นงานคามิน และพริริสาอย่างจงใจ ธีภพจึงช่วยเหลือทั้งคู่เอาไว้ จนรู้ว่าเป็นคนของฝ่ายกบฏ แต่ธีภพก็ยังสงสัยว่าคนร้ายทำไมต้องคิดเล่นงานพริริสาด้วย กษัตริย์ราอิลรู้เรื่องนี้ก็เป็นกังวลมากทั้งห่วงความปลอดภัยของคามิน และพริริสา รวมทั้งเรื่องความสงบของประเทศ กลัวประชาชนจะตื่นตระหนก คามินจึงเสนอเรื่องการลงทุนร่วมหุ้นกับบริษัทบูรพเกียรติ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าไทรจีสกำลังขยายเศรษฐกิจการค้า และยังมีประเทศไทยที่เป็นมิตรที่ดีต่อกันมาโดยตลอด เพื่อให้ฝ่ายกบฏไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม กษัตริย์ราอิลเห็นด้วย คามินจึงบอกข่าวดีกับธีภพ แต่ก่อนจะตัดสินใจร่วมหุ้น ทางไทรจีสจะต้องไปดูกิจการของบูรพเกียรติก่อน ธีภพว่ายินดี และจะกลับไปเตรียมทุกอย่างเพื่อต้อนรับคามิน แต่ที่สนามบินไทรจีสมีปัญหาเรื่องการประท้วง ทำให้ธีภพต้องอยู่ไทรจีสต่ออีกสองวัน พริริสาจึงอาสาพาธีภพเที่ยว เพราะนี่เป็นโอกาสที่เธอจะได้ออกมาเที่ยวอย่างสามัญชนโดยไม่มีคนตาม การได้อยู่กับธีภพทำให้พริริสาเริ่มหวั่นไหว ธีภพเองก็เช่นกัน แต่ยิ่งธีภพรู้สึกดีกับพริริสาแค่ไหน เขายิ่งต้องรู้ให้ได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใคร แต่เมื่อกลับมาเมืองไทยธีภพกลับถูกกรนันท์ และครอบครัวรวบรัดเรื่องงานหมั้น โดยที่ไม่ได้ตั้งตัวความสุขที่ไทรจีสมลายหายไปสิ้นจากใจพริริสา เพราะธีภพหมั้นกับกรนันท์ไปแล้ว คามินตามมาเมืองไทยรู้เข้าก็ดีใจที่ธีภพหมั้นกับคนอื่นไป พริริสาเสียใจที่ธีภพหมั้นกับกรนันท์จึงพยายามทำตัวออกห่าง แต่ธีภพกลับไม่ยอมให้พริริสาห่างตัว พริริสาพยายามผลักไส แต่ธีภพก็ยิ่งดึงพริริสามาใกล้อย่างอยากบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้เต็มใจหมั้น และคนที่เขาอยากอยู่ใกล้ไม่ใช่กรนันท์แต่เป็นพริริสา โดยอ้างเรื่องการต้อนรับเจ้าชายคามินที่จะมาดูกิจการของบูรพเกียรติ ไม่ยอมให้พริริสาไปไหน ด้านกรนันท์รู้ว่าจะมีเจ้าชายมาก็ตื่นเต้นไปด้วย คามินรู้จักผู้หญิงแบบกรนันทดีจึงแกล้งให้ความหวังไปในตัว ทำให้กรนันท์ยิ่งหลงคิดไปว่าจะได้เป็นเจ้าหญิงขึ้นมารำไร แต่เมื่อเห็นคามินแสดงความเอ็นดูพริริสายามลับตาผู้คน ก็คิดไปว่าพริริสาเป็นเสี้ยนหนามที่คิดจะแย่งทั้งธีภพ และคามิน กรนันท์จึงจ้างคนมาฉุดพริริสาเพื่อให้พ้นทาง ธีภพตามไปช่วยแต่กลับเจอพวกกบฏที่แอบตามมาสวมรอยจะจัดการพริริสา ธีภพยิ่งสงสัยว่าจากโจรกระจอกทำไมกลายเป็นกลุ่มคนร้ายที่น่ากลัว และพวกมันก็คือกบฏจากไทรจีส ละครเพลิงนรี ธีภพพาพริริสาหนีมาหลบที่บ้านพักตากอากาศของตน และยึดมือถือ ห้ามพริริสาติดต่อใคร หวังจะคาดคั้นให้รู้ความจริง แต่พริริสาไม่ยอมปริปากพูด ธีภพทำทีใจร้ายกลั่นแกล้งพริริสาสารพัดหวังให้เธอกลัว และพูดความจริงออกมา แต่คนใจแข็ง และมุ่งมั่นกับแผนการไม่ยอมปริปากง่าย ๆ พริริสายอมทนให้ธีภพแกล้งเธอจนป่วยเพราะพิษไข้ ธีภพจึงต้องมาดูแลพริริสาอย่างรู้สึกผิด ยามพริริสาไร้พิษสงเธอดูน่ารัก ยามอ่อนแอเช่นนี้ดูอ่อนหวาน จนเขาไม่อยากแกล้งเธออีก ความอ่อนโยนของธีภพทำให้พริริสาหวั่นไหวยิ่งขึ้น ทั้งคู่ต่างแอบคิดหากหยุดเวลาที่บ้านพักหลังนี้ไว้ได้ก็คงดี มิราเห็นพริริสาหายไป พยายามสืบจากอธิรุธก็ไม่ได้อะไร จึงร้อนรนเป็นกังวลใจมากรีบไปรายงานคามิน ขณะเดียวกันทางไทรจีสรู้เรื่องพวกกบฏราห์มานเข้ามาไทยเพื่อมุ่งร้ายคามิน และพริริสาจึงตัดสินใจติดต่อกับรัฐบาลไทยเพื่อขอกำลังคุ้มกัน โดยมีผู้การเอกสิทธิ์เป็นคนดูแลเรื่องนี้ ด้านธีภพแอบติดต่อกับอธิรุธ และผู้การเพื่อรายงานเรื่องกบฏไทรจีสที่เข้ามาในไทย ซึ่งเรื่องนี้ทางหน่วยได้ข่าวมาบ้างแล้ว และกำลังจัดกำลังคนคุ้มครองเจ้าชายคามิน และเจ้าหญิงตามที่ทางไทรจีสร้องขอ อธิรุธพยายามจะบอกธีภพว่าเจ้าหญิงคือใครแต่ก็ไม่มีโอกาส ด้านคามินรู้ว่าพริริสาอยู่กับธีภพจึงตามมาเจอจนได้ คามินโกรธจัดที่ธีภพบังอาจกักขังตัวเจ้าหญิงแห่งโทรจีสเอาไว้ ทำให้ธีภพประหลาดใจมาก คามินให้ไคชัจจับตัวธีภพเพื่อจัดการให้สาสมกับที่ทำให้เจ้าหญิงแห่งไทรจีสต้องเสียเกียรติ พริริสาตกใจมากเอาตัวปกป้องธีภพเอาไว้ หากธีภพตายเธอก็จะตายด้วย ทำให้คามินรู้ทันทีว่า พริริสาเผลอมอบหัวใจให้ธีภพไปแล้ว ธีภพรู้ความจริงเรื่องพริริสาเป็นใคร และมาทำอะไรที่บูรพเกียรติ เขาขอร้องให้เธอหยุดความคิดแก้แค้นพ่อของตัวเองเพราะความแค้นไม่เคยให้ความสุขกับใคร เมื่อถึงวันหนึ่งพริริรสาเองที่จะเป็นคนเจ็บปวดที่สุด แต่พริริสาไม่ยอมหยุด ธีภพจึงตัดสินใจอาสากลับมารับหน้าที่กับผู้การเอกสิทธิ์มาอารักขาพริริสา เพราะคงไม่มีใครทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว แม้ทั้งคู่จะอยู่ใกล้กัน แต่ความเหินห่างจากความไม่เข้าใจได้เกิดขึ้นเสียแล้ว ยิ่งพริริสาคือเจ้าหญิง คามินยิ่งคอยกรอกหูธีภพว่าเขาไม่คู่ควรกับพริริสาสักนิด และต้องการจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อนพาพริริสากลับไทรจีส เรื่องราวความรักความแค้นของพริริสา และธีภพจะลงเอยอย่างไร ก็ต้องติดตามชมใน ละครเพลิงนรี ที่เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 รายชื่อนักแสดง ละคร เพลิงนรี เจษฎาภรณ์ ผลดี รับบท ธีภพ ดาวิกา โฮร์เน่ รับบท ริสา/เจ้าหญิงพริริสา เกริกพล มัสยวาณิช รับบท คามิน ซินดี้ เบอร์บริดจ์ รับบท กานดา รวิวรรณ บุญประชม รับบท กรนันท์ ธนกฤต พานิชวิทย์ รับบท ผู้กองอธิรุธ มณีรัตน์ ศรีจรูญ รับบท มิรา สันติสุข พรหมศิริ รับบท คณิน ดวงตา ตุงคะมณี รับบท คุณหญิงจินตนา สมภพ เบญจาทิกุล รับบท ดร.กฤษ เพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบท พีรดา

จินตนาการล้ำเลิศ! เปรียบเทียบลักษณะ 10 ยอดนักบอลกับ ซูปเปอร์ฮีโร่ ชื่อดัง
10 อันดับ /  ซูเปอร์ฮีโร่ / 

เปรียบเทียบลักษณะ 10 ยอดนักบอลคนดังกับบรรดาเหล่า ซูปเปอร์ฮีโร่ ชื่อดังไม่ว่าจะเป็นทั้งในการ์ตูน และภาพยนต์ ส่วนจะมีใครกันบ้าง ไปดูกันเลย!! เปรียบเทียบลักษณะ 10 นักฟุตบอลกับ ซูปเปอร์ฮีโร่ ชื่อดัง 10. ฮัลค์ = อินเครดิเบิ้ล ฮัลค์ - ไม่มีใครจะเหมาะสมไปกว่าเขาคนนี้อีกแล้ว! สำหรับ ฮัลค์ นักบอลและซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง ที่ดันมีบุคลิกท่าทางบ้าพลังเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมายซะอย่างนั้น ยิ่งช่วงพักหลังก่อนย้ายไปรับทรัพย์ในลีกจีน มีการทำคลิป ฮัลค์(นักบอล)เป็นยอดพลังในสนามซ้อม ไม่ว่าจะยิงบอลแตก หรือเตะบอลอัดเพื่อนเข้าจนตัวลอยทะลุโกลมาแล้ว 9. ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง = สไปเดอร์แมน - ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีฟอร์มการเล่นความร้อนแรงมากที่สุดในเวลานี้ ด้วยสไตล์การเล่นที่สุดแสนโฉบเฉี่ยว รวดเร็ว และคล่องตัว แถมครั้งหนึ่งเคยฉลองประตูด้วยการใส่หน้ากาก "สไปเดอร์แมน" มาแล้ว เพราะฉะนั้นด้วยคุณสมบัติต่างๆทำให้ โอบาเมย็อง เหมาะสมที่สุดแล้ว กับการเป็น "สไปเดอร์แมน" 8. คาร์เลส ปูโยล = กัปตันอเมริกา - คาร์เลส ปูโยล ถือเป็นกัปตันทีมที่มีความเป็นสุดยอดผู้นำในตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมกับพา บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ต่างๆมากมายจนนับไม่ถ้วน ด้วยการป้องกันที่สุดแสนแข็งแกร่ง เหมือน กัปตันอเมริกา ที่มีโล่ป้องกันกระสุนจากศัตรู ช่วยให้เมื่อเวลาทำงานเป็นทีม บรรดาตัวรุกจะสามารถปล่อยอาวุธออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคอยพะวงหลังบ้านให้ลงมาช่วยป้องกันอยู่บ่อยครั้ง 7. ดาบิด เด เคอา = มิสเตอร์ แฟนตาสติค - ช่วงแรกๆที่ ดาบิด เด เคอา ย้ายมา แมนฯ ยูไนเต็ด จัดว่าเป็นมือโกลที่สร้างความผิดพลาดง่ายๆบ่อยมาก โดยเฉพาะลูกกลางอากาศที่ออกมาตัดบอลพลาดเป็นประจำ แต่ด้วยจิตใจที่ไม่ย่อท้อและการฝึกฝนตัวเองบวกกับเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเป็นมือ 1 มาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ตอนนี้กว่าบรรดาศูนย์หน้าจะจบสกอร์ได้แต่ละครั้ง ต้องเป็นการสังหารที่วิเศษมากจริงๆถึงจะผ่านมือ เด เคอา ไปได้! 6. แกเร็ธ เบล = แบทแมน - แกเร็ธ เบล คือหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์เรื่องความเร็ว เช่นเดียวกันกับ แบทแมน ที่มักใช้ความโดดเด่นนี้สร้างความมหัศจรรย์คว่ำคู่ต่อสู้มานักต่อนัก ถึงแม้ เบล จะไม่ได้ว่องไวปานจรวดเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ แต่ในโลกของนักฟุตบอลเขาคือคนที่สามารถควบคุมสปีดของตัวเองได้เยี่ยม และเป็นหนึ่งในนักเตะที่วิ่งฉีกคู่แข่งได้โหดสุดคนหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นคนที่ เรอัล มาดริด จะขาดไปไม่ได้พอๆกับ โรนัลโด้ เลยทีเดียว 5. เอริค คันโตน่า = เดดพูล - เอริค คันโตน่า เป็นหนึ่งในคนที่เข้ามาสร้างความบันเทิงเริงใจครบทุกรสชาติใน โรงละครแห่งความฝัน และซูปเปอร์ฮีโร่แบบเขาจะต้องไม่ธรรมดาเช่นเดียวกันกับ เดดพูล ด้วยคาแรคเตอร์ยียวนกวนอารมณ์ และไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน ทำให้สุดท้าย คันโตน่า สามารถใส่ชื่อตัวเองเข้าไปเป็นหนึ่งในนักเตะระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมกับนำพาความสำเร็จมาให้กับสโมสรอย่างมากมาย 4. หลุยส์ ซัวเรซ = แบทแมน - สาเหตุที่ยก ซัวเรซ มาเป็น ซูเปอร์ฮีโร่ อย่าง แบทแมน ไม่ใช่แค่เพราะ ค้างคาว มีนิสัยชอบกัดเท่านั้น ^^ แต่เพราะ "แบทแมน" คือหนึ่งใน ซูเปอร์ฮีโร่ ที่ไม่มีพลังวิเศษ ทุกอย่างที่ได้มาคือต่อสู้จากสติปัญญา และการทำงานอย่างหนักหน่วงในสนามซ้อม พร้อมกับพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดทำให้ปัจจุบันเขาคือหนึ่งในอาวุธสังหารตาข่ายที่ร้ายกาจมากสุดคนหนึ่งของยุโรป 3. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช = ไอรอน แมน - ความรู้สึกยิ่งใหญ่ในตัวเองของทั้งสองคนจัดว่าเหมือนกันอย่างกับแกะ แถมยังไม่เคยแยแสคำวิจารณ์ต่างๆนาๆจากทั่วทุกสารทิศ และไม่เคยเกรงกลัวการเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ พร้อมกับขนาดรูปร่างแข็งแรง แม้ปัจจุบันอายุอานามจะปาไป 34 ปี แต่ก็ยังสามารถเกาะกลุ่ม Top striker ได้จนถึงทุกวันนี้ 2. ลิโอเนล เมสซี่ = ธอร์ - ธอร์ ถูกส่งลงมาจาก แอสการ์ด เพื่อปกป้องชาวโลก ส่วน เมสซี่ ก็ถูกส่งลงมาจากยานแม่ เพื่อสอนให้ชาวโลก ให้รู้จักวิธีการเล่นฟุตบอลเหมือนกัน / ธอร์ (อาวุธ) = ค้อน, เมสซี่ (อาวุธ) = เท้าซ้าย 1. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ = ซูเปอร์แมน - ด้วยสไตล์การเล่นที่ถนัดแทบจะทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการ เลี้ยง, ยิง, ส่ง, หรือโขก และมาพร้อมกับร่างกายอันทรงพลังเหนือใครๆ จากการฝึกซ้อมอันเข้มงวด ทำให้ความเพอร์เฟ็คของ CR7 ตรงสเป๊กกับ "ซูเปอร์แมน" ซึ่งหลายๆครั้งจะเห็นได้ชัดว่า ขนาดสโมสรใหญ่อย่าง เรอัด มาดริด หากขาด โรนัลโด้ ไปเวลาใด(ช่วงเจ็บ) ฟอร์มการเล่นของทีมก็เป๋เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ที่มา : footballstopten