คันศีรษะ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด!เช็กรถชนยับหลังเกมพ่ายหงส์
ปีเตอร์ เช็ก /  ลิเวอร์พูล / 

ปีเตอร์ เช็กนายทวารมือหนึ่งของ อาร์เซน่อล เคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังจากเปิดสนามในศึกพรีเมียร์ลีกแล้วโดนลิเวอร์พูลบุกมาทะลวงถึง 4 ประตูรถเก๋งคันงามหลังชนกับเสาในสนามเอมิเรตส์โดยนายทวารจอมสวมเฮดการ์ด เจอวันร้ายๆเข้าไปเต็มเปา เมื่อโดน ลิเวอร์พูล บุกมายิงถึง 4 ประตูจนทำให้แพ้ในนัดเปิดสนามศึกพรีเมียร์ลีกด้วยสกอร์ 4-3 แล้วรถเก๋งออดี้เอ7คันงามยังชนเข้ากับเสาในลานจอดรถสนามเอมิเรสต์สเตเดี้ยม จนพังยับแต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีที่ไม่บาดเจ็บอะไร

น่ารักเว่อร์! จีนเปิดตัวรถไฟใต้ดินธีมแพนด้า พร้อมเปิดให้บริการแล้ว
ประเทศจีน /  รถไฟ

แพนด้า หมีตัวอ้วนตาดำสุดน่ารักนี้เรียกได้ว่า เป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศจีน ซึ่งเราก็จะได้เห็นสัญลักษณ์ของเจ้าแพนด้ากระจายอยู่ทุกที่ โดยล่าสุด ประเทศจีนได้เปิดตัวรถไฟใต้ดินแบบใหม่ โดยใช้แพนด้าเป็นธีมนั่นเอง บอกเลยว่าน่ารักเว่อร์! น่ารักเว่อร์! จีนเปิดตัวรถไฟใต้ดินธีมแพนด้า พร้อมเปิดให้บริการแล้ว เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา จีนได้เปิดตัวรถไฟใต้ดินคันใหม่ ในธีมแพนด้า สัตว์ประจำชาติสุดน่ารัก เปิดให้บริการเป็นวันแรกที่มณฑลเสฉวน-เฉิงตู (Chengdu) เส้นทางเริ่มจากทางตะวันตกเฉียงใต้ไปยังตะวันออกเฉียงใต้ รวมระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร รถไฟใต้ดินคันใหม่นี้ ภายในตัวรถนั้นถูกออกแบบให้เป็นแพนด้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นราวจับก็จะเป็นรูปแพนด้า, เก้าอี้นั่งก็เป็นสีขาว-ดำ เหมือนตัวของมัน รวมถึงพื้นก็จะมีกิมมิคเป็นรูปรอยเท้าสีชมพูเหมือนแพนด้าอีกด้วย >,< ขอบคุณข้อมูล http://www.gzhphb.com/article/28/287570.html

แฉ 10 ความลับก็อดซิลลา! รู้ไว้ก่อนไปรับมือกับความโหดใน Shin Godzilla
Shin-Godzilla /  ก็อดซิลลา / 

แฉ 10 ความลับก็อดซิลลา! รู้ไว้ก่อนไปรับมือกับความโหดใน Shin Godzilla การปรากฏตัวอีกครั้งของสัตว์ประหลาดไคจูขนาดยักษ์ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยเจอมา ก็อดซิลลา ตัวใหม่ล่าสุดจากญี่ปุ่นในภาพยนตร์เรื่อง Shin Godzilla ที่ก่อนหน้านี้ได้ถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศของประเทศญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงกวาดรายได้อย่างท้วมท้น และเร็ว ๆ นี้สหมงคลฟิล์มฯ ได้เตรียมการขนก็อดซิลลามาถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศประเทศไทยอย่างแน่นอน ทว่าการรับมือกับก็อดซิลลานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะระดมกองทัพมาเปิดฉากโจมตีก็หาได้เพลี่ยงพล้ำไม่ การสู้รบกับสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาขนาดนี้จำเป็นจะต้องรู้รายละเอียดของศัตรูให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดั่งปรัชญาที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” มาดูกันว่า 10 ข้อความรู้ที่เป็นความลับของเจ้าก็อดซิลลาตัวล่าสุดนี้มีอะไรบ้าง 1. ตัวสูงถึง 118.5 เมตร 2. หนัก 92,000 ตัน 3. ลมหายใจพังเมืองทั้งเมืองได้ในเสี้ยววินาที 4. ผิวหนังขรุขระ มีรอยแตกสีแดง  5. ฟันและเขี้ยวนับร้อยซีที่พร้อมจะพุ่งทะแยงทุกทิศทาง 6. ดวงตาคล้ายมนุษย์ 7. มือแคระแกร็นและบิดเบี้ยว 8. ฝ่าเท้ามีขนาดเท่ากับรถ 7 คันต่อกัน 9. ส่วนหัวมีกลุ่มแก๊สร้อนของระเบิดนิวเคลียร์ 10. หางยาวที่สุด และพริ้วไหวว่องไวที่สุด

โอ้แม่เจ้า!! นี่หรือพลังหญิง? เปิดสถิติ นักยิมสาวมะกัน ตีลังกาข้าม ไดโนเสาร์ สบายบรื๋อ
Entertainment /  Gymnastics / 

ถือเป็นอีกหนึ่งนักกีฬาที่สร้างความประทับใจให้กับศึก โอลิมปิก 2016 ครั้งนี้ได้มากพอสมควรเลยทีเดียว! สำหรับ ซิโมเน่ บิเลส นักกีฬายิมนาสติกสาวดาวรุ่งวัยเพียง 19 ปี จาก สหรัฐอเมริกา เจ้าของ 4 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง โดยมีการเปิดเผยสถิติมาว่าเธอสามารถใช้พลังขากระโดดได้สูงถึง 9 ฟุต 4 นิ้ว (284 เซนติเมตร) ทั้งๆที่เธอมีความสูงเพียง 4 ฟุต 8 นิ้ว (142 เซนติเมตร) เท่านั้น โดยเมื่อมีการนำสถิติของเธอมาเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆ เท่ากับว่า ซิโมเน่ บิเลส จะสามารถวิ่งมากระโดดหมุนตัวตีลังกาข้าม ไดโนเสาร์ พันธุ์ ไดโลโฟซอรัส ที่มีขนาดความสูง 6 ฟุต (182 เซนติเมตร) ได้สบายๆ นอกจากนั้นนักบาสชื่อดังอย่าง แชคิล โอนีล เจ้าของความสูง 7 ฟุต 1 นิ้ว (216 เซนติเมตร) ก็มีศีรษะอยู่บริเวณเอวของ บิเลส เท่านั้น ขณะที่ห่วงบาสเกตบอลทั่วไปในระดับความสูง 10 ฟุต (305 เซนติเมตร) เธอสามารถใช้พลังขากระโดเขึ้นไป ชนิดที่ศรีษะเกือบถึงห่วง ด้วยความสูงในระดับ 142 เซนติเมตร เท่านั้น ทั้งนี้ ซิโมเน่ บิเลส คว้าเหรียญ โอลิมปิค ปี 2016 มาครองด้วยวัยเพียง 19 ปีไปแล้วถึง 5 เหรียญ ได้แก่ ม้ากระโดดหญิง(ทอง), ทีมรวมอุปกรณ์หญิง(ทอง), ฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์หญิง(ทอง), บุคคลรวมอุปกรณ์หญิง(ทอง) และคานทรงตัวหญิง(ทองแดง) Image: Bob Al-Greene/Mashable

เกจิฟุตบอลชึ้คล็อปป์เกาไม่ถูกที่คัน เอามิลเนอร์ไปยืนแบ็คซ้ายแก้ปัญหาไม่ได้
ครู้กส์ /  คล็อปป์ / 

แกร์ธ ครู้กส์ เกจิฟุตบอลของบีบีซีแนะการเอา เจมส์ มิลเนอร์ มายืนแบ็คซ้ายไม่ช่วยให้ดีขึ้นย้ำ ลิเวอร์พูล จะตกชั้นถ้า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีมยังคงส่ง อัลแบร์โต้ โมเรโน่ แบ็คซ้ายชาวสเปนลงสนาม สัปดาห์ที่แล้ว ครู้กส์ จวกฟอร์มการเล่นของโมเรโน่หลังเกมที่บุกไปชนะ อาร์เซนอล 4-3 เขาให้คำแนะนำคล็อปป์ว่า "ถ้าเขายังเก็บ อัลแบร์โต้ โมเรโน่ อยู่ในทีม ลืมตำแหน่งท็อปโฟร์ไปได้เลย เขาจะพาทีมตกชั้น" ขณะที่ในเกมล่าสุดที่แพ้ เบิร์นลี่ย์ 2-0 คล็อปป์ส่งมิลเนอร์มาประจำการแบ็คซ้ายซึ่งครู้กส์ให้ความเห็นว่า "เหมือนทำอะไรผิดที่ผิดทาง การให้เจมส์ มิลเนอร์ไปเล่นตำแหน่งนั้นแก้ปัญหาไม่ได้"

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศครั้งแรก ตื่นเต้นสิ ไปกันสามคน สามสาว สามโสด 4 - 8 มีนาคม 2558 4 คืน 5 วัน แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ - ถิ่นลุงโฮ ||| ดาลัด - ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดี๊ดี ||| มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล ทั้งเดิน วิ่ง แว๊น แท็กซี่ รถเมล์ รถบัส มินิบัส รถจิ๊บ เจอหลากสภาพอากาศ ทั้งร้อน ร้อนโคตร เย็น เย็นโคตรๆ ที่สำคัญ จดจำเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิต กับการตกเครื่องครั้งแรก ความเงิบจึงบังเกิด แต่ก็ทำให้เราได้อยู่ต่ออีก 1 วัน หุหุ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ค่าใช้จ่ายทั้งหมด คนละ = 8,700 บาท ตั๋วเครื่องบินไปกลับ + ค่าอาหาร + ของฝาก + ที่พัก (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินที่ซื้อใหม่นะ) ปล.ภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสมาชิกพันทิปท่านนึง ถ่ายรูปสวยมาก เวลา 5 ทุ่ม เมื่อปีที่แล้ว เพื่อนเราไลน์ชวนไปเที่ยวเวียดนาม เราก็ตอบตกลงไป คำเดียวแบบไม่คิด และจองตั๋วไปกลับ ดอนเมือง-ไซง่อน(โฮจิมินห์) ในคืนนั้นเลย 3,000 บาท คือก็ไม่ได้เห่อนะ แต่อารมณ์อยากเที่ยวมันพาไป กิกิ >\\<  จนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลาที่เราสองสามคนเฝ้ารอก็มาถึง ตื่นเต้นสิคะ ตปท.ครั้งแรกน้าาา เราได้ Flight FD 650 DMK-SGN 07.45 น. ก่อนเดินทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาพอสมควร และแลกเงินที่ซุปเปอร์ริชทั้งเงิน USD และ VND  พวกทศนิยมเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปคิดมากค่ะ แลกให้พอมีติดตัว เน้นความสะดวก เพราะถ้าหาร้านรับแลกที่โน่นไม่เจอก็แย่ เราใช้เวลาเดินทาง 1.30  ชม. ก็มาถึงสนามบินนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ไซง่อนหรือนครโฮจิมินห์นั่นเองค่ะ โฮจิมินห์อดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอีกด้วยค่ะ ถึงสนามบินแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ซื้อซิมค่ะ เดี๋ยวลงแดง !! ที่นี่จะมี vinaphone กับ mobifone (แบรนด์นี้ พนง.ไม่ให้เราถ่ายรูป) เราเลือก vinaphone แพ็คเกจกะมีให้เลือกเยอะกว่า และถูกกว่า เราเลือกแพ็คเกจ unlimited 1.2 GB เล่นเน็ตได้อย่างเดียว ราคา 1่15.000 ดอง (จะใช้ . แทน ,) พอดีใช้ซิม Standard เลยได้ลดอีก 18.000 ดอง เก๋ๆ วิธีคิดค่าเงินง่ายๆ คือ ตัดศูนย์ข้างหลังทศนิยมออก x 1.5 เช่น 115.000 ดอง เป็นเงินไทย 115 x 1.5 = 172.5 บาท เราเดินออกจากสนามบินมาทางขวามือ มอง 45 องศาอีกฝั่ง ประมาณ 500 เมตร จะเจอรถเมล์สาย 152 (เฮ้ยยยย ข้อมูลที่หามา เป๊ะอ๊ะะะ !!) เราขึ้นไปนั่งรอบนรถ สุดท้ายหน้าแตกจ้ะ รถที่ออกคือคันหลัง - - ได้ย้ายกันทั้งคัน ค่าโดยสารเข้าเมือง ราคา 5.000 ดอง ใครมีเป้ ข้าวของ เอาวางไว้ที่ตักนะคะ เด๋วจะโดนเรียกเก็บเป็น 10.000 ดอง แต่บางทีถ้าเราเอามาวางไว้ที่ตักแต่กระเป๋าเรามันใหญ่มากๆ เขาก็คิดเพิ่มนะคะ นั่งรถเข้าเมืองใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่ะ รถจะผ่านวงเวียนใหญ่ ตรงตลาดเบนถัน(ตามรูป) และรถจะจอดให้ลง ที่นี่สมคำร่ำลือจริงๆ เมืองแห่งมอไซค์ค่ะ คือรถโคตรเยอะ แซ้บบอยสก๊อยเกิลก็เถอะ เจอพี่เวียดเข้าไป เป็นต้องหลบให้เลยค่ะ ที่นี่ใส่หมวกกันน็อคกันทุกคนนะคะ ชอบมาก อยากให้คนไทยเป็นแบบนี้ เวียดนามจะมีรถสามล้อที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เราไม่นั่งค่ะ ได้เห็น ได้ถ่ายรูปพอละ เสี่ยงโดนโกง และเปลืองตัง ห้าาา ขณะนี้เวลา 11.45 น. เรารีบกางแผนที่ ตามหาเวียตซีค่ะ (Vietsea Tourist) เราจะจองทริปครึ่งบ่ายไปอุโมงค์กู๋จี ตอนแรกมึนมาก เดินมาผิดทาง เพราะมองแผนที่กลับหัว เอิ้กๆ วิธีมา >> ต้องเดินตามถนน PhanNgu Lao เส้นสวนสาธารณะนะคะ จะเจอเวียตซีอยู่ซ้ายมือชั้นล่าง ใต้โรงแรม KIM KHOI HOTEL ค่ะ ค่าทัวร์ 5 USD/คน พนง.จะนัดเวลา มาให้ตรงเวลานะคะ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ จากนั้นเราเดินหา บริษัท Phuong Trang ค่ะ เป็นบริษัทรถที่เราจะจองไปดาลัดคืนนี้ >> จากเวียตซี เดินต่อไปนิดเดียวจะเจอแยกถนน De Tham  เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 100 เมตร จะเจอที่ขายตั๋วค่ะ เราจองรถนอนไปดาลัด รอบประมาณ 23.45 น.  ราคา 230.000 ดอง ซึ่งรถจะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ ถ้าซื้อเวียตซีจะโดนชาร์จนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ลำบากอะไร ไปซื้อเองดีกว่าค่ะ ใกล้กันมากๆ ระหว่างรอขึ้นรถไปอุโมงค์กู๋จีเราก็เดินๆ หาอะไรกินกันค่ะ ปรากฏว่าเพลิน ลืมกิน เวลาก็จวนจ่ำ เลยต้องรีบเดินกลับค่ะ หลังๆ ดูเวลา เดินไม่ได้แล้วค่ะ วิ่งสิคะ โห...ผมนี่ติดสปีชเลย แต่เชื่อมั้ยว่าไม่ทัน ช้าไป 5 นาที ร้องไห้แปรบบบ เหงือนี่แตกพราก หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ พนง.ที่เวียตซีน่ารักมากค่ะ พาเราเดินไปรอรถอีกฝั่ง น่าจะให้วนมารับอีกรอบ ตอนขึ้นรถนี่พูดได้เต็มปากว่า "โคตรอาย"  ดังนั้นเพื่อนๆ อย่าเผลอนะคะ กะเวลาเวลาดีๆ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ เรานั่งรถบัสที่ทางเวียตซีจัดให้ไปอุโมงค์กู๋จี ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเกือบทั้งคัน มีไกด์ชื่อ คุณแจ็ค ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงอุโมงค์กู๋จี ไกด์จะเก็บเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเข้าชมคนละ 110.000 ดอง และจะพาเราไปปรับพื้นฐานเบื้องต้นก่อนไปสถานที่ต่างๆ ไกด์พามาดูกับดักค่ะ ด้านล่างจะมีเหล็กแหลมคอยดักศัตรูให้ติดกับ อุโมงคกู๋จี ห่างจากโฮจิมินห์ 40 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ของชาวเวียดกงที่ขุดขึ้นขนาดพอดีกับตัวในสมัยที่ทำสงครามกับกองทัพอเมริกา รวมถึงกองทหารพันธมิตรจากนานาประเทศ ใช้ซุ่มโจมตีกองกำลังทหาร ทำให้ทหารเวียดนามได้รับชัยชนะในการรบกับทหารอเมริกา ถึงขั้นที่อเมริกาคิดที่จะมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ แต่พันธมิตรยับยั้งไว้ก่อน โดยอุโมงค์นี้มความยาวกว่า 200 กิโลเมตร อยู่ได้ถึง 80,000 คน ใช้เป็นที่บัญชาการทางทหาร เป็นหลุมหลบภัย และอุโมงค์นี้ยังสามารถทะลุออกแม่น้ำไซ่ง่อนได้อีกด้วย มีทั้งให้ลองลอดอุโมงค์ บางอุโมงค์ต้องคลานเท่านั้น คืออิชั้นขอบายค่ะ คุณลุงทหารกำลังทำรองเท้าอยู่ค่ะ รองเท้าทำมาจากยาง สมัยก่อนทหารเวียดนามจะใส่รองเท้าสลับหัวท้าย เพื่อเป็นกลอุบาย หลอกล่อศัตรู ให้เดินมาติดกับดัก อารมณ์เดียวกับ กัณหา ชาลี เลย คือทหารเวียดนามฉลาดมากอ่า ก่อนกลับไกด์พามาที่โรงอาหารของทหารเวียดนาม เป็นโต๊ะไม้ยาวๆ มีของกินด้วยนะคะ "มันเผา" แบบฉบับทหารเวียดนาม จิ้มกับพริกเกลือ แต่ที่นี่จะใส่ถั่วลิสง รสชาติอร่อยดีนะ หอมๆ แปลกดี ทุกจุดที่ไกด์พากรุ๊ปทัวร์ไป เราจะเป็นสามคนสุดท้ายที่ไปช้าเสมอ และไกด์ก็มักเรียกเราด้วยประโยคนี้เสมอ เฮ้ มายกรุ๊ป คัมเฮีย !! เราใช้เวลาอยู่ที่อุโมงค์กู๋จี 1.45 ชั่วโมง กลับเวลา 16.30 น. ใช้เวลาเดินทางอีก 2 ชั่วโมงเหมือนเดิมค่ะ ช่วงว่างๆ นี่ นอนเอาแรงเหอะ ^^ Zzz. กว่าจะถึงโฮจิมินห์ก็ 18.30 น. ละค่ะ เราลงจากรถมองหาของกินอันดับแรกเลย เจอร้านน้ำผลไม้ปั่น น่ากินดี ราคา 15.000 ดองเอง เลยสั่งมาสามแก้ว น้ำส้ม น้ำมะม่วง น้ำสับปะรด รสชาติโอเคเลยถ้าเทียบกับราคา เราขอฝากกระเป๋าไว้ที่เวียตซี แล้วบอกเขาว่าจะมาเอาตอน 3 ทุ่ม เพราะถ้าเดินแบกไปเรื่อยๆ อาจมีหลังทรุด เราเดินไปตามสวนสาธารณะ จุดหมายอยู่ที่ Night Market แถวตลาดเบนถัน หาของกิน หาของกิน หาของกิน โฮจิมินห์ เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะเยอะมาก และคนเวียดนามก็ชอบมาออกกำลังกายที่นี่ และตอนกลางคืนก็มีหลายคู่ที่มานั่งจู่จี๋ตามสวนสาธารณะ บ้างก็มาเล่นกีฬาเตะลูกขนไก่ค่ะ  เรานั่งดูเพลินเลย ลูกขนไก่เล็กขนาดนั้นเตะกันได้ลูกเด้งดึ๋ง ปริงได้ดีมาก แล้วก็มีแบบเป็นแก๊งด้วยนะ มากระโดด โลดโผน ตีลังกา อารมณ์ศิษย์วัดเส้าหลินอ่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก โหะๆ เราข้ามถนนตรงวงเวียนมาฝั่งตลาด วิธีการข้ามถนนที่นี่ คือ ข้ามตรงทางม้าลายปลอดภัยสุด ถ้าตรงไหนไม่มีทางม้าลาย หายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบข้ามค่ะ ส่วนใหญ่รถจะหลีกทางให้เราเองนะ คหสต.เชื่อว่าหลับตาข้ามคงไม่โดนชนแน่นอน (แต่อย่าทำนะ) มาที่นี่ตอนแรกไม่ชินค่ะ เสียงแตรรถบีบกันถี่และดังมาก สะดุ้งทุกๆ สามวิก็ว่าได้ แต่อยากจะบอกว่า เรายังไม่เห็นอุบัติเหตุเลยนะ สงสัยเขาขับรถเชี่ยวกันมาก ที่ Night Market จะเหมือนถนนคนเดินเล็กๆ ไม่ใช่คนเท่านั้นที่เดินนะคะ รถมอไซค์ก็ขับผ่านไปมาพรุกพร่าน ระวังโดนซอยตูดกันด้วยค่ะ เสียว เราเดินเซอร์เวย์มาเรื่อยๆ มีร้านอาหารไม่กี่ร้านนะ แต่เราสะดุดร้านนี้ค่ะ ร้านหาบเร่เล็กๆ ขายบุ๋นเรียว ลักษณะคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำใสใส่ลูกชิ้นปลาสไลด์ ราคา 20.000 ดอง (ราว 30 บาท) เลยจัดไปถ้วยนึง อยากชิมของข้างทางแบบคนไซง่อนเขากินกัน คำแรกที่ซดน้ำซุป โห...น้ำตาจะไหล อร่อยอ่ะ มันเด็ดมาก ไม่ต้องปรุงเลย รสชาติเปรี้ยวมะนาว เค็มๆ หวานๆ เผ็ดพริกซอยเล็กๆ จัดว่าเด็ด !!!! บุ๋นเรียว 1 ถ้วย กินกัน 3 คน มันจะไปอิ่มอะไร เราไม่รีรอค่ะ เดินเข้าร้านสั่งอาหารเลย เราสั่งข้าวผัดทะเล ปอเปี๊ยะสด ผัดผัก ต้มปลาใส่ผัก(เรียกอะไรไม่รู้แต่เป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่) ข้าวผัดจะใส่อะไรไม่รู้ กรอบๆ แข็งๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่ความรู้สึกเราเหมือนข้าวหุงไม่สุก ข้าวก้นหม้อ ประมาณนั้น แต่คือหิว สั่งอะไรมาก็หมด ห้าาา ผลไม้ที่ซื้อมารูปร่างเหมือนละมุดยักษ์ แต่รสชาติเหมือนมะพร้าว อร่อยมาก ชอบ หวานนวลๆ มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 270.000 ดอง ค่ะ เสร็จจากมื้อนี้ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้ซื้อของนะ เพราะขี้เกียจถือ แค่นี่ก็หลายสิ่งแล้ว เราลองถามราคาเสื้อผา ของที่ระลึกต่างๆ ปรากฏว่าแพงนะ เลยไม่เอา แต่หลังจากไม่เอานี่แหละ สงครามประสาทก็เกิดขึ้น คนขายจะมาง้อเรา พร้อมเครื่องคิดเลข 1 เครื่อง ให้เรากดเสนอราคาที่เราพอใจ แหมะ ธัมโม สังโฆ คือไม่ค่อยชอบวิธีการ แต่ก็เอาวะ ลองดู ประเด็นอยากได้เสื้อยืดรูปธงเวียดนามไง ราคาประมาณ 120.000 ดอง เราเลยลองต่อครึ่งนึง นังบอก "โนววววววววว" ให้เสนอราคามาใหม่ คราวนี้เราเลยต่อไป เหลือ 80.000 ดอง (120 บาท) คนขายบอกโอเค เมื่อพอใจในราคาทั้งสองฝ่าย การซื้อขายจึงสิ้นสุดลง และเราก็ได้เสื้อยืดสีแดง รูปดาวมาสมใจ กิกิ มองดูเวลาสมควรแก่การอาบน้ำ เราเดินกลับไปเอากระเป๋าที่เวียตซี ห้องน้ำที่นั่นมีห้องเดียวเล็กๆ แถมกรุ๊ปทัวร์เยอะด้วย เราเลยหอบกระเป๋าไปห้องน้ำที่สวนสาธารณะ  ซึ่งเป็นห้องน้ำระดับสี่ห้าดาวของเวียดนามเลย เราจัดแจงแตรียมของไปอาบน้ำ พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ห้องน้ำปิด เอิ่ม....ความพยายามทั้งหมดที่ทำมา ไม่เป็นไร เราตัดสินใจเดินไปขึ้นรถที่ Phuong Trang โชคดีมาก ที่นั่นมีห้องน้ำ ไม่มีใครเข้าด้วย เพราะมันอยู่ด้านใน เสร็จเราสองสามคนจ้าาา เลยได้ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เอาน้ำลูบๆ ทาแป้งเย็นให้สบายเนื้อสบายตัวก่อนขึ้นรถไปดาลัด รถนอนที่นี่ นอนกันจริงจังมาก นั่งแทบไม่ได้ ก่อนขึ้นรถเขาจะให้ถอดรองเท้าเอาใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ที่ใต้เบาะนอนด้านบนนะคะ ฝรั่งบางคนขายาวมาก น่าสงสารอ่ะ เอาเท้าสอดเข้าช่องไม่ได้ เลยต้องนอนชันเข่าทั้งคืน ต่อจากนี้อีก 6 ชั่วโมง ก็จะถึงดาลัดแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ. **เพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายวันที่ 1 รวม 1793.000 VND + 15 USD / 3 คน ค่ะ เฉลี่ยใช้จ่ายคนละประมาณ 1,000*** บาทค่ะ สำหรับวันที่ 2 ณ เมืองดาลัด ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดีดี๊ ^^ เราถึงดาลัดประมาณ 05.30 น. อยากจะบอกว่า ดาลัดหนาวมากกกกก เราแคปเจอร์หน้าจอไว้เป็นหลักฐานมาด้วย ถึงแล้วให้บอกคนขับรถตู้ของ Phuong Trang (บริการฟรี) ว่าไปที่ไหน....เอ่อแล้วไปที่ไหนล่ะ ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เรากะ walk in เลย ที่หาข้อมูลไว้คือ เกสเฮาส์แถวๆ โรงแรมทิวลิป ตอนแรกคนขับรถไม่สนใจเรา โคตรเซง เลยต้องนั่งเสริจหารูปภาพโรงแรมและที่อยู่ให้เขาดู ถึงยอมไปส่งเรา ระหว่างทางเพื่อนเราก็ถ่ายรูปไป พนง.ก็ไล่ส่งคนจนเหลือแค่เราสามคน เขาบอกให้เราไปนั่งหน้า จะได้ถ่ายรูปได้สะดวกๆ ใจดีจุง กว่าจะถึงหน้าโรงแรมทิวลิปก็ 06.30 แล้ว แนะนำว่าเมื่อถึงหน้าโรงแรมทิวลิปให้ทันหน้าเข้าหาโรงแรม แล้วเดินไปทางด้านซ้ายมือ จะเจอเกสเฮาส์เพียบบบ ควรเลือกเกสเฮ้าที่มีรถมอไซค์ให้เช่า และมี พนง.ที่สื่อสารกับเราได้ ไม่งั้นปัญหาอาจจะเกิดขึ้นเหมือนเรา (ไว้จะเล่าอีกที) เราพักที่  NHA NGHI Guesthouse ด้านล่างจะเป็นร้านกาแฟ ชื่อ Coffee Dau Tay 2 ราคา 300.000 ดอง/คืน ถือว่าโอเคเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้อ่า แล้วเราก็ให้ทางร้านจองรถไปมุยเน่พรุ่งนี้เช้า ราคา 150.000 ดอง/คน พร้อมเช่ามอไซค์ ได้ร้านข้างๆ ติดกับที่พักนี่เอง ค่าเช่ามอไซค์ 2 คัน เราต่อได้คันละ 100.000 ดอง กิกิ แล้วจะช้าอยู่ใย ไปแว๊นกันเถอะ ถนนที่นี่ขับเลนส์ขวา แซงเลนส์ซ้ายนะคะ ต้องจูนสมองพักนึงเลย เราซื้อแผนที่มาจากร้านเช่ามอไซค์ 15.000 ดอง ไปเติมน้ำมันด้วย สองคัน 80.000 ดอง ที่แรกที่เราแวะเที่ยวคือ  Vuon Hoa Thanh Pho Da Lat หรือ The flowers garden เป็นสวนดอกไม้นานาชนิด สวยดีค่ะ เอารถจอดไว้ด้านหน้า เสียค่าจอด 6.000 ดอง ส่วนตั๋วซื้อได้ที่ด้านหน้า ราคา 30.000/คน ไปชมภาพบรรยากาศกันค่ะ ^^ โหมดสาระ : สวนพฤกษศาสตร์ดาลัด (Dalat Flower Gardens) อยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบซวนฮวาง บนถนนฟูดงเตียนหวุง (Phu Dong Thien Vuong) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2409 เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรภาคใต้ ดาลัดได้รับการขนานนามว่าเมืองแห่งดอกไม้ ที่นี่จะมีดอกไม้บานสะพรั่งตลอดทั้งปี รวบรวมพรรณไม้ไว้อย่างมากมาย ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้ ที่มีทั้งกล้วยไม้สายพันธุ์แท้และลูกผสม ซึ่งกล้วยไม้ตัดดอกทั้งหมดที่อยู่ในเวียดนามมาจากที่นี่ค่ะ มีพวกผักเมืองหนาวด้วย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว ที่แรกผ่านไป ต่อด้วยแว๊นมอเตอร์ไซค์ไปที่ที่สอง หุบเขาแห่งความรักค่ะ (Valley of Love) ที่นี่อยู่ทางเหนือของทะเลสาบซวนฮวางประมาณ 5 กิโลเมตร หุบเขาแห่งความรัก คนเวียดนามเรียก "ทุงหลุงติงห์เอียว" เป็นหุบเขาที่มีวิวทะเลสาบ ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ปกคลุมด้วยไม้สนค่ะ คืออากาศดีมากกกก ชอบมากกก ระหว่างขับรถด้านข้างจะเป็นทะเลสาบซวนฮวาง ถ้าใครแว๊นมากะแฟนนี่โคตรฟิน พูดเลยยยย >\\< แต่ละที่ระยะทางไม่ห่างกันมากค่ะ แต่ควรกะเวลาให้พอดีนะคะ เพราะเราเที่ยวแบบต๊ะต่อนยอนมาก ห้าา Valley of Love เขามีตำนานนะคะ เอามาจากคุณ *Pacharawalai ว่ากันว่า "เมื่อก่อนที่นี่เป็นสถานที่นัดพบระหว่างนายทหารชาวดาลัดนายหนึ่งกับหญิงสาวผู้เป็นที่รัก โดยเหตุการณ์นี้เกิดในช่วง ศตวรรษที่ 17  ซึ่งเป็นช่วงที่นายทหารผู้นี้ต้องไปทำการรบกับข้าศึกชาวจีนมองโกเลียที่มารุกรานเวียดนาม โดยสองคนนี้ได้สัญญาว่าเมื่อชายหนุ่มกลับมาพบกันตามเวลาที่นัดหมาย ก็จะแต่งงานกัน เมื่อถึงเวลานัด ฝ่ายหญิงก็ไปรอนายทหารหนุ่มคู่รักที่หุบเขาแห่งนี้ แต่เผอิญอีตาทหารหนุ่มเกิดไม่ได้มาตามนัดซะงั้น สาวเจ้าก็เศร้าโศกเสียใจ คิดว่าคนรักตายในสนามรบซะแล้ว เลยโดดหุบเขาฆ่าตัวตายที่นี่ สุดท้ายเมื่อนายทหารหนุ่มกลับมาและได้ข่าวว่าคนรักตัวเองโดดเขาตาย เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปในที่สุด ว่ากันว่าชาวดาลัดเรียกหุบเขาแห่งความรักนี้ว่า ดอยสองศพค่ะ เนื่องจากชาวบ้านได้นำเอาร่างของคนทั้งคู่มาฝังร่วมกันที่นี่" และทั้งหมกก็คือตำนาน จบ. มาต่อกันดีกว่า เมื่อมาถึง Valley of Love แล้วต้องเอารถไปจอดด้านในนะคะค่าฝาก 6.000 ดอง/คัน แล้วเดินออกมาซื้อตั๋วด้านนอก ราคา 30.000 ดอง/คน ค่ะ ที่นี่จะมีให้เราเลือกแพคเกจเที่ยวโดยรถไฟ รถจิ๊บ เดิน บลาๆๆ ซึ่งราคาแอบแพง เราเลยเลือกเดิน เข้าไปแล้วจะเจอสวนดอกไม้ มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลยค่ะ แนะนำว่าให้มาก่อนเที่ยงนะคะ ไม่งั้นตะวันตรงหัวเวลาถ่ายรูปแล้วเงาจะตกลงมาที่หน้าค่ะ จะมิงามมมม ^^ เข้าไปด้านในจะเจอร้านอาหาร เครื่องเล่น รถถีบด้วยค่ะ(ภาษาอะไรเนี้ย แอร๊ยยย) เราแวะกินข้าวกลางวันที่นี่หมดไป 230.000 ดอง แนะนำว่าเวลาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แล้วอยากกินก๋วยเตี๋ยวให้อ่านเมนูดีๆ นะคะ มาไกลถึงเวียดนามไม่อยากให้สั่งมาแล้วเงิบ เจอเส้นมาม่าเหมือนเรา ห้าา เพิ่มพลังกันแล้ว เดินต่อค่ะ จะได้ย่อย  ^^ เดินเข้าไปด้านในเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเจอภาพนี้ค่ะ ครั้งแรกที่เห็น ต้องอุทานออกมาดังๆ ว่า "เห้ยยยยยยยยยยยยยยย" วิวดีอ่า สวยมาก ด้านล่างจะเป็นทะเลสาบล้อมไปด้วยหุบเขา อยากให้มาเห็นด้วยตังเองจังค่ะ มีก๊อกน้ำลอยได้ด้วยนะ เก๋ๆ มาถึงแล้วขอถ่ายรูปเป็นที่ระทึกซักหน่อยค่ะ ด้านล่างเขาจะทำเป็นสวนผีเสื้อ ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดานะคะ แต่เป็นผีเสื้อยักษ์ !! ถ้าลงบันไดไปด้านล่างอีกก็จะมีเรือให้ปั่นเล่นที่ทะเลสาบค่ะ แต่เราไม่ได้ลง กลัวเวลาไม่พอ ต้องไปแล้วสิ ไปเอารถที่ฝากไว้ค่ะ เตรียมแว๊นไปที่ XQ Đà Lạt Sử Quán  อยู่ใกล้ๆ Valley of Love ทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ ติดตามโพสต่อไปนะคะ ที่นี่เด็ดไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย  ขอลาไปด้วยภาพนี้ที่พี่เป็นสก๊อยเวียดนาม โหะ โหะ โหะ.... ^O^ สถานีต่อไป XQ Đà Lạt Sử Quán ขับรถไปนิดเดียวก็จะเจอ อย่างที่บอกว่าทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ  ดูข้างนอกว่าสวยแล้ว  ข้างในสิสวยกว่า ปล.กล้องเราแบตหมด เซงมากกก ดีนะมีกล้องเพื่อนกะกล้องมือถือ ไม่งั้นร้องไห้ค่ะ ดังนั้นเพื่อนๆ เตรียมแบตสำรอง ชาร์จมาให้พร้อมนะคะ ตอนนี้ 16.00 น. ต้องรีบละค่ะ เรากลัวเก็บไม่หมด มาถึงก็ฝากรถไว้ 10.000 ดอง แล้วขึ้นไปด้านบนค่ะ จะเจอวิวเมืองดาลัดสวยๆ แบบนี้ ^^ เราเข้าไปซื้อตั๋ว cable car ให้บริการเวลา 07:00-11:30 และ 13:30-17:00 มีหยุดพักเที่ยวด้วยนะคะ ไปอย่างเดียว 50.000 ดอง ไป-กลับ 70.000 ดอง ขากลับเรากะนั่งแท็กซี่ลงมา เพราะใช้เวลานั่ง cable car ไปกลับ 30 นาที นานเกิน มาชมกันค่ะ ชมภาพทิวสนสีเขียวนวลตา ระหว่างนั่ง cable car ข้ามไปวัด Truc Lam ฟินลืมมม แต่คนที่กลัวความสูงนี่อดนะคะ >< 15 นาทีผ่านไป ลงจาก cable car เข้าสู่วัด Truc Lam ข้อมูลจาก Mr.hotsia บอกว่าวัดนี้เป็นวัดพุทธนิกายเซน ซึ่งเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) พระอารามห่างจากใจกลางเมืองของดาลัด 5 กม. ตั้งอยู่บนภูเขาฟินิกซ์เหนือมีทะเลสาบ Tuyen Lam Lake วัดนี้ไม่เพียงเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดลัมดอง (Lam Dong) เมืองดาลัดอยู่ภายใต้จังหวัดลัมดองค่ะ ลืมบอกเลย สิ่งที่พลาดไม่ได้ในการมาเที่ยววัดนี้คือการเดินออกไปชมวิวทะเลสาบตังแลม(Tuyen Lam Lake) หลังวัดซึ่งเราพลาด เหมือนตอนที่ไป เขามีป้ายซึ่งเราเข้าใจว่าห้ามเข้านะ อด ขากลับเรานั่งแท็กซี่กลับค่ะ ตอนแรกแอบกลัวโดนโกง จากข้อมูลที่หามาบอกว่า ให้นั่งของ Vina sun กับ Mai Linh เท่านั้น ซึ่งเราเลือกนั่งของ Vina sun ผู้หญิงขับด้วยค่ะ เค้าบอกว่าคิดราคาตามมิเตอร์ เราก็โอเค สรุปหมดไป 80.000 ดอง ค่ะ เก๋ๆ อิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา เชื่อมั้ยกว่าจะถึง Crazy House ก็ปาไปเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว ชีวิต....สิ้นนนนนน !!! คงได้เก็บสถานที่นี้เป็นที่สุดท้าย ณ ดาลัด เศร้าแปรบบบ  ขอย้ำ ขอซ้ำ ขอให้จำว่า "มาดาลัดต้องอยู่ 2 วัน ถึงจะเก็บหมดแบบชิวๆ" อิชั้นผิดเองที่ต๊ะต่อนยอน ขอสุมาเต๊อะ อดไปพระราชวัง Bao Dai พิพิธภัณฑ์รถไฟ โบสถ์สีชมพูโดเมนเดมารี นั่ง sliding car ไปน้ำตกดาตันลา เจดีย์มังกรเอย TT  จบบบบ สิ้นนนน ถือเป็นบทเรียนค่ะ (ขอโทษที่ข้อมูลไม่ครบนะคะ) ถ้าอยากครบต้องมีซ้ำ แต่ไม่เป็นไรเป้าหมายเราอยู่ที่วันพรุ่งนี้ คือ มุยเน่ เมืองทะเลทรายชายทะเล ตามรอยเราสองสามคน มโนรมณ์ว่าเป็นสุนทรีย์ แอร๊ยยย >\\< ต่อค่ะๆๆ ไปถึง Crazy House จอดรถไว้ด้านข้างนะคะ ค่าฝากรถ 4.000 ดอง ค่าเข้า 40.000 ดอง เวลานี้โพ้เพ้มาก เริ่มมืด ตื่นเต้น และน่ากลัวไม่น้อย หึหึ (คนอวดผีป่ะเนี้ยย) ไปดูภาพบรรยากาศกันค่ะ Crazy House เป็น 1 ใน 10 Houses to See Before You Die คนออกแบบคือ มาดาม Hang Nga ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีที่ 2 ของเวียดนามค่ะ เรียนจบสถาปัตกรรมจากฝรั่งเศส จุดเด่นของ Crazy House คือจะคล้ายๆ ถ้ำของมนุษย์ยุคหิน ข้างในจะตกแต่งด้วยของหน้าตาประหลาดๆ เราอยากบอกว่าด้านบนบางจุดอันตรายนะ ถ้าไปตอนเย็นๆ ทางเดินจะมืด บางจุดยังสร้างไม่เสร็จ สะพานข้ามเปราะๆ ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรง เห็นโครงเหล็กฉาบปูนอยู่เลย ตรงไหนรู้สึกเสี่ยง ก็เลี่ยงนะคะ (เอ๊ะ !! หรือว่าเขาตั้งใจทำ - -) เดิน วิ่ง กระโดด โลดโผน ปีน ป่าย เสร็จ ก็ได้เวลากลับที่พักค่ะ เวลา 1 ทุ่ม เราถึงที่พัก สิ่งที่ทำอย่างแรกคือ ชาร์จแบตกล้อง เด๋วคงต้องใช้กล้องมือถือถ่ายแล้วแหละ เราไม่รีรอที่จะออกหากิน แว๊นมอไซค์ไปจอดข้างถนน แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งซึ่งเป็น Night Market ค่ะ โหหห คนเยอะและของกินแยะเรียงรายตามบันได เห็นแล้วแทบจะเกลือกกลิ้ง อากาศก็เย้นเย็นนน อยากกินไรอะไรร้อนๆ มาก คือเราหิวมากต่อจากนี้ไป เราจะกิน กิน กิน และกิน มาเริ่มกันเลยค่ะ หมายเลข 1 เป็นต้นอาร์ติโชค เอาไว้ทำชาร้อนๆ จิบตอนอากาศเย็นๆ ฟินน หมายเลข 2 ไม่ใช่ของกิน ห้าา แต่เป็นปูนปาสเตอร์ก้อนกลมๆ แบนๆ ร้อยใส่เชือกเทียน ยังไม่เคยเห็นที่ไทยนะ น่ารักดี หมายเลข 3 เป็นขนม คล้ายขนมขี้หนูม้วน ข้างในสอดใส้ถั่วหวานๆ หอมๆ หมายเลข 4 ของปิ้งย่าง ลูกชิ้น ฮอทดอก ไส้กรอก หมู เนื้อ ปิ้ง ที่ชอบคืออะไรไม่รู้คล้ายๆ หมูห่อใบชะพลู รสชาติแปลกดี หมายเลข 5 เต้าฮวย ต่างจากไทยตรงที่เต้าฮวยที่นี่นุ่มนิ่มเด้งดึ๋งมาก ราดน้ำเชื่อมและกะทิด้านบน หมายเลข 6 แพนเค้ก จะมีแม่พิมพ์ใช้ทำอยู่ เลือกใส่ไส้ได้ตามใจชอบ มีทั้งชอก สตอ บลูเบอรี่ รสชาติก็งั้นๆ นะ เราทำอร่อยอีก (ดู๊วว) หมายเลข 7 บุ๋นเรียว ของขึ้นชื่อของดาลัดเลยนะ อร่อยมาก ก้อนๆ นั่นทำจากไข่ไก่ผสมไข่ปลา (เห็นเขาว่ามาอย่างงั้น) ยัง ยังไม่หมด อย่าลืมว่าเรามากันสองสามคน เวลาซื้อของกินเราจะซื้อทีละนิดทีละหน่อย พอให้กระเพาะได้มีพื้นที่ไว้ยัดของกินอย่างอื่นอีก ห้าาา หมายเลข 1,2 ร้านนี้ขายหลายอย่าง เราสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่น้ำใสมา(ตั้งชื่อเอง) ข้าวต้มหมู(อร่อยมาก) และต้มไก่ ร้านนี้ใช้เตาถ่านนะ กลิ่นเลยเฉพาะ น้ำซุปห๊อมหอม หมายเลข 3 บุ๋นเรียวต้องใส่กะปิด้วยนะลืมบอกเลย เหมือนข้าวปุ้นน้ำแจ่วที่เชียงคาน หมายเลข 4 เต้าฮวยนุ่มนิ่ม ต่อค่ะๆ อย่าให้ขาดช่วง หมายเลข 1 ผลไม้แช่อิ่ม ขายที่ตลาดด้านล่างคล้ายๆ ที่กาดหลวง กาดต้นพยามเชียงใหม่ เราโหวตมะม่วงอร่อยสุด แม่ค้านี่กวักมือรัวๆ เรียกเราให้เข้าไปชิม ไอเราก็ใจง่าย ไปเฉยเลย เจอเอาของกินเข้าล่อก็เงี้ยะ แม่ค้าขนของออกมาให้ลองแทบจะหมดร้านละค่ะ ทั้งชา กาแฟ โห...รู้ตัวอีกทีคือตรูแหลกของเค้าไปเยอะเลย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ได้ เลยเอามะม่วง พลับ กับบ๊วย ตอนจ่ายตังมีเงิบ 450.000 ดอง ธัมโม สังโฆ (แต่มารู้ทีหลังว่าถูกกว่าตลาดเบนถันอีกนะ) อ่อ เราซื้อกาแฟที่นี่ด้วย กาแฟ G7 กับกาแฟบด ขี้ชมดก็มี หมายเลข 2,4 น้ำเต้าหู้ของดาลัดเก๋มาก ทำจากถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิงสง รสชาติและกลิ่นแตกต่างกันไป เราโหวตถั่วเขียว อร่อยดี กินคู่กับซาลาเปาทอด หรือขนมปังที่ร้านมีไว้ให้(แต่อย่ากินเลย เหนียว แข็ง และไม่อร่อย) หมายเลข 3 พิซซ่าเวียดนาม แป้งกรอบ อร่ยยยยยมาก จัดว่าเด็ด ปกติจะเป็นแผ่นกลมๆ อันนี้แม่ค้าตัดมาให้เราพอดีคำ ใครจะไปต้องลองนะคะ ข้อสังเกต : คนดาลัดให้ความสำคัญกับอาหารมาก ทุกอย่างมีประโยชน์ ก๋วยเตี๋ยว เฝอ บุ๋นเรียว มีผักฟรีให้กินเยอะมาก น้ำเต้าหู้จากถั่วชนิดต่างๆเอย เต้าฮวยเอย คือเป็นเมืองที่คนใส่ใจดูแลสุขภาพมาก หุ่นแต่ละคนเป๊ะอ่า ไม่มีใครอ้วนเลย เห็นแล้วรู้สึกว่าควรหันมาใส่ใจตัวเองด่วน ! สรุปค่าใช้จ่าย วันที่ 2 รวมค่าใช้จ่าย 2840.000 VND = 4,260 บาท เฉลี่ยคนละ 4,260/3 = 1,420 บาท ค่ะ ^^ ปล.ค่าอาหาร พวกก๋วยเตี๋ยวราคา เฉลี่ยอยู่ที่ 20.000 ดอง หรือ 30 บาทค่ะ ถูก อร่อย ดี ต้องที่ "ด่าหลัด" อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao

เอิร์น จิรวรรณ โพสต์คลิป ลูกนั่งตักซิ่งรถ โดนดราม่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
เอิร์น จิรวรรณ

     โดนชาวเน็ตท้วงติงกันมากมาย สำหรับอดีตนักร้องสาว เอิร์น จิรวรรณ ที่ตอนนี้กลายเป็นคุณแม่ยังสาว ที่มีลูกชายแล้วถึง 2 คน วัยกำลังน่ารักน่าชัง ล่าสุด เมื่อสาวเอิร์น โพสต์คลิปลูกชายคนโต น้องดี นั่งตักคนขับ พร้อมด้วยรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูง และแคปชั่นใต้คลิปว่า "กลัวความเร็วซะที่ไหนลูกแม่" งานนี้ ดูเหมือนว่าชาวเน็ตจะไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะเห็นแล้วกลายเป็นหวาดเสียวแทน พร้อมทั้งบอกว่าเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี เป็นห่วงว่าอาจจะเกิดอันตรายได้ ซึ่งสาวเอิร์นก็ได้เข้ามาตอบคอมเม้นต์แล้วว่า "ขอบคุณมากๆ ที่เป็นห่วงน้องค่ะ พอดีพาน้องมาขับเล่นในซอยบ้านซึ่งช่วงสายๆปกติจะเงียบมากแทบไม่มีรถค่ะเพราะเด็กๆ ไปโรงเรียนผู้ใหญ่ไปทำงานหมดแล้วค่ะ จะเห็นได้ว่าที่ขับมีรถสวนคันเดียวค่า" กลัวความเร็วซะที่ไหนลูกแม่🚗🚗🚗 A video posted by 🎀✨EarN Techaruvichit✨ 🎀 (@earnie_chirawan) on Aug 21, 2016 at 9:26pm PDT

1 ก.ย. เวลา 17.14 น.วันขอเงินพระจันทร์ (มีสุริยุปราคาวงแหวน)
ปี2559 /  ฤกษ์มงคล / 

1. ตอนเช้าทำบุญ ใส่บาตร หรือบวชชีพรามณ์ เข้าวัดนุ่งขาวห่มขาว เพื่อเป็นการเปิดรับบุญให้มากขึ้น *** เคล็ดลับคือพยายามอย่าให้ใครมาหยิบยืมเงินอย่างเด็ดขาด 2. เตรียมเงินจำนวนหนึ่ง อาจจะลงท้ายด้วยเลขมงคล เช่น 99 บาท / 999 บาท 3. สวด คำบูชาพระ อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ คำนมัสการพระรัตนตรัย อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ(กราบ) สะวาขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ(กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ(กราบ) คำอาราธนาศีล 5 มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ                               ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ                     ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ                    ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ คำนมัสการพระพุทธเจ้า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ) ไตรสรณคมณ์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ                      ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ                      สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ          ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ           ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ         ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ          ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ศีล 5 ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ บทสวด ชุมนุมเทวดา “สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขิระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะ วัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันทุ เทวา ชะละถะละ วิสะเม ยักขะ คันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเกยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุฯ ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตาฯ” 4. จากนั้นให้ท่านนำเงินที่ท่านเตรียมไว้แล้วกล่าวคำอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้า (ชื่อ/นามสกุล ของท่าน) ขออุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้สร้างมาแต่อดีตชาติ ถึงปัจจุบัน ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตย์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลทั้งหลายให้เทพเทวา นาคาทุกหมู่เหล่า ตลอดถึงเทพพระอาทิตย์ เทพพระจันทร์ จงได้รับอานิสงส์แห่งผลบุญนี้ ที่ข้าพเจ้าได้สร้างในวันนี้โดยเร็วพลัน เมื่อได้รับผลบุญนี้แล้ว ก็ขอให้ท่านทั้งหลายประทานพรอันประเสริฐให้ข้าพเจ้ามีโชคลาภ มีเงินตราตามที่ปรารถนา จากสิ่งที่ทำด้วยความวิริยะอุตสาหะ ขอให้ได้รับความสำเร็จในเรื่องของการงาน ความสำเร็จในเรื่องความรัก ความสำเร็จในเรื่องของชีวิต …………………..” 5. นำเงินที่ได้ขอพรไปทำบุญ หรือบริจาคตามที่สะดวก เช่น ไถ่ชีวิตโค กระบือ , ซื้อปลา ซื้อนก มาปล่อย เป็นต้น รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

ปรบมือรัวๆ!! ต๊อด-นุ่น ส่งมอบรถป้ายแดงให้แท็กซี่ใจบุญคนดัง!
ต๊อด ปิติ /  นุ่น วรนุช / 

  เป็นที่น่าชื่นชมอย่างมาก!! สำหรับเรื่องราวดีๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการนำเสนอผ่านสื่อและแชร์กันอย่างมากมายมาแล้ว หลังจากที่ ต๊อด ปิติ สามีของนางเอกซุปตาร์ นุ่น วรนุช ได้ทำการจองรถแท็กซี่ป้ายแดงเพื่อบริจาคให้กับ คุณสุวรรณฉัตร พรหมชาติ โชเฟอร์แท็กซี่ใจบุญ สำหรับให้บริการ พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี คนพิการ และคนตาบอดนั่งฟรี เพื่อทดแทนรถคันเดิมที่ใช้มากว่า 7 ปี โดยล่าสุดเมื่อวานนี้ (26ก.ค.59) ต๊อด ปิติ ได้มีการส่งมอบรถฟอร์จูนเนอร์ป้ายแดงให้กับ คุณสุวรรณฉัตร แท็กซี่ใจบุญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้แชร์ภาพเฟซบุ๊คของ สุวรรณฉัตร พรหมชาติ พร้อมระบุข้อความว่า   "ใช้จ่ายอย่างประหยัด ส่วนที่เหลือก็แบ่งให้สังคม 1ใน3 เก็บ 1ใน3 จ่าย 1ใน3 แจก"   ทั้งนี้โชเฟอร์แท็กซี่ใจบุญ คุณสุวรรณฉัตร ได้โพสต์ข้อความขอบคุณในเฟซบุ๊คว่า   “วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผมที่ได้รับความเมตตาช่วยให้ผมไปสร้างบุญ เพื่อให้เกิดประโยชนต่อสังคม คุณต๊อดและคุณนุ่นได้ส่งมอบรถฟอร์จูนเนอร์ให้กับผม คุณต๊อดและคุณนุ่น รวมทั้งครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีในการเสียสละ ช่วยเหลือเผื่อแผ่โดยไม่หวังผลตอบแทน และคุณต๊อดได้บอกผมว่า ไม่ต้องการผลประโยชน์ใดๆจากผมทั้งสิ้น แค่ต้องการให้ไปช่วยเหลือสังคม การที่ได้ให้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้อื่น แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ท่านติดตามผมมานานและเห็นว่ารถคันเดิมเล็กไม่สะดวกในการอุ้มผู้ป่วยขึ้นรถ และรถก็เหลือเวลาวิ่งเป็นแท็กซี่แค่ปีกว่า คุณต๊อดบอกว่าคุณต๊อดไม่ได้อวดรวย แต่คุณต๊อดก็มีความตั้งใจและพยายามที่จะช่วยเหลือผมโดยการดาวน์และผ่อนงวดรถฟอร์จูนเนอร์เป็นเวลา5ปี และค่าใช้จ่ายต่างๆทั้งหมดในการออกรถและค่าตกแต่งเป็นรถแท็กซี่พร้อมใช้งานเพื่อรับส่งผู้ป่วย ผู้พิการ อัมพฤกษ์ อัมพาต นอนติดเตียงพระภิกษุสงฆ์ สามเณร แม่ชี ในเขตกทม และปริมณฑล โดยที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีใครมาช่วยผมได้มากมายขนาดนี้ ดังคำที่ว่า "ดีที่สุด คือการให้ไม่สิ้นสุด" ผมไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ผมจะตั้งใจทำความดี ช่วยเหลือสังคมต่อไปจนกว่าชีวิตจะหมดแรงครับ   กราบขอบพระคุณคุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี และคุณนุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี (วงษ์สวรรค์) ขอให้บุญกุศลที่ท่านได้ทำในครั้งนี้และทุกๆบุญที่ผมได้กระทำมา21ปี ส่งผลให้คุณต๊อด คุณนุ่น และครอบครัวทุกคนทุกท่าน สุขภาพแข็งแรง แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันอันตรายทั้งปวง ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญ กิจการรุ่งเรือง ตลอดไปครับ   สุวรรณฉัตร พรหมชาติ”   นับเป็นเรื่องราวดีๆ ที่น่าชื่นชมและน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ขอปรับมือรัวๆ ให้แก่คนหัวใจหล่อทั้งคู่อีกครั้งค่า!! ขอบคุณภาพจาก IG nuneworanuch, nuneworanuch_fc, FB Todd Piti, สุวรรณฉัตร พรหมชาติ เฟซบุ๊ค ต๊อด ปิติ   คุณสุวรรณฉัตร แท็กซี่ใจบุญโพสต์เฟซบุ๊ค   เฟซบุ๊ค คุณสุวรรณฉัตร แท็กซี่ใจบุญ   คุณสุวรรณฉัตร รับผู้ป่วยรายแรก   ต๊อด ปิติ มอบแท็กซี่ป้ายแดง   ต๊อด ปิติ มอบแท็กซี่ป้ายแดง   ต๊อด ปิติ มอบแท็กซี่ป้ายแดง   ต๊อด ปิติ มอบแท็กซี่ป้ายแดง   คุณสุวรรณฉัตร แท็กซี่ใจบุญ   นุ่น ต๊อด   นุ่น ต๊อด  

เที่ยวออสเตรีย กับ 20 สถานที่ยอดฮิตใน กรุงเวียนนา (Vienna)
Austria /  กรุงเวียนนา / 

กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย นั้นก็มีสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง เราได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่เป็นแหล่งความรู้ ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจใน กรุงเวียนนา มาฝากกัน ^^ เที่ยวออสเตรีย กรุงเวียนนา (Vienna) กรุงเวียนนา (Vienna) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนสะอาดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกแห่งปี 2014 นอกจากนั้นเวียนนายังถือว่าเป็นในเมืองสุดแสนโรแมนติก เป็นฮันนีมูนเดสติเนชั่นในฝันของคู่รักนับล้านรอบโลก  มีที่เที่ยวที่น่าสนใจ คือ 1. พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Palace) เวียนนา เป็นอาคารในสไตล์โรโคโคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรีย โดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชมมรดกโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศแห่งนี้หลายล้านคน ชื่นชมการตกแต่งอันหรูหราในแต่ละห้องของพระราชวังเชินบรุนน์ ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาและบรรดาผู้ปกครองแห่งประเทศออสเตรียพระองค์อื่นๆ จากนั้น เดินเล่นที่สวนสไตล์บารอกอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่อยู่ด้านหลังของตัวพระราชวัง เด็กๆ จะต้องหลงรักเขาวงกตและสวนสัตว์แห่งศตวรรษที่ 18 อย่างแน่นอน 2. พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) เวียนนา ก่อสร้างขึ้นในปี 1275 สิ่งที่น่าสนใจมีตั้งแต่ห้องจัดแสดงในหอสมุดแห่งชาติไปจนถึงวัตถุแวววาวระรานตาในพระคลังสมบัติหลวง ที่นี่ยังเต็มไปด้วยเครื่องประดับล้ำค่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมและศิลปะ เดินชมความหรูหราในสถานที่พำนักกว่า 600 ปีของราชวงศ์ฮอฟบวร์กและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติของผู้ปกครองที่ทรงอำนาจของราชวงศ์นี้ พระราชวังหลังนี้ประกอบด้วยปีกอาคารกว่า 18 ส่วนและห้องมากกว่า 2,000 ห้องเลยทีเดียว 3. มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ ชเตฟันสโดม(St. Stephan's Cathedral, Stephan Dom) และ ถนนช้อปปิ้ง กราเบน (Graben) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกในอัครมุขมณฑลเวียนนา และเป็นที่ตั้งอาสนะของอาร์ชบิชอปแห่งเวียนนา สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบโรมานเนสก์ และ กอทิก ริเริ่มโดยรูดอล์ฟที่ 4 ยุกแห่งออสเตรีย โบสถ์ที่อุทิศให้กับนักบุญสตีเฟนในบริเวณนี้มาตั้งแต่ปี 1147 ที่นี่ เข้าชมฟรีนะครับ ซึ่งบริเวณรอบข้างจะมีร้านซื้อของฝาก ซื้อตรงนี้เลยครับ (แม่เหล็ก ธง แก้ว กล่องดนตรี ป้าย ปากกา และที่หลายคนแนะนำคือ ตะไบเล็บประดับคริสตัลสวยงาม) รวมทั้งร้านช็อกโกแล็ตชื่อดังอย่าง Manner (อ้อ แต่ซื้อที่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตถูกกว่า)  และยี่ห้อ Mozart เดินทะลุไปที่ Graben เป็นถนนช้อปปิ้งที่จะมี นักดนตรีเปิดหมวกให้ฟังเพลินๆ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านเสื้อผ้าที่คุณผู้หญิงคงไม่พลาด เพราะราคาถูกกว่าไทยในช่วง summer จ้า การเดินทาง รถไฟฟ้า metro ลงสถานี Stephanplatz 4. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ (Kunsthistorisches Museum หรือ Museum of Art History) เป็นพิพิธภัณฑ์คู่ที่หันหน้าเข้าหากันระหว่างจัตุรัสมาเรียเทเรซา พิพิธภัณฑ์ทั้งสองตั้งอยู่ในกรุงเวียนนาในประเทศออสเตรีย ที่ก่อตั้งระหว่างปี ค.ศ. 1872 ถึง ค.ศ. 1891โดยทำพิธีเปิดโดยสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 1 แห่งออสเตรีย พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลกในการสะสมงานวิจิตรศิลป์และมัณฑนศิลป์ 5. พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่พระราชวังเบลเวอเดียร์ (Belvedere Palace) ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 สถาปัตยกรรมแบบโรโคโค ในอดีตพระราชวังสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าชายยูจีน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของกรุงเวียนนา ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน เช่น กุสตาฟ คลิมท์ (Klimt), Monet, Kokoschka, Renoir และ Schiele โดยเฉพาะรูป The Kiss ของ Klimt ที่ถือเป็น สัญลักษณ์ของศิลปะของเวียนนา (เป็นภาพในของขายที่ระลึกเต็มไปหมด) ก็เก็บในที่แห่งนี้ (ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Kiss_(Klimt)) เดินทางด้วย สถานที Stadtpark 6. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Naturhistorisches Museum) ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายยุค 1800 ส่วนจัดแสดงในปัจจุบันประกอบด้วยวัตถุกว่า 30 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ส่วนจัดแสดงของที่นี่ถือเป็นหนึ่งในส่วนจัดแสดงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ห้องจัดแสดงกว่า 40 ห้องภายในอาคารของพระราชวังเก่าใช้เป็นพื้นที่ในการอธิบายรายละเอียดของการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกและองค์ประกอบบนดาวเคราะห์สีฟ้าของเรา สถานที่อยู่ด้านหลังวัง Hofburg 7. หอสมุดแห่งชาติของประเทศ ออสเตรีย (National Bibliotheque) หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย สร้างขึ้นในปี 1722 ตั้งอยู่ในอาคารบารอกที่งดงามภายในพระราชวังฮอฟบวร์ก ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งและเก็บรวบรวมหนังสือมากที่สุดในประเทศออสเตรีย หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งด้วยกัน เดินชมม้วนกระดาษโบราณในพิพิธภัณฑ์ปาปิรัส เรียนรู้ภาษาสากลในพิพิธภัณฑ์ภาษาโลกหรือทำความเข้าใจถึงแผนการค้นพบของบรรดาพ่อค้าในโลกได้ที่พิพิธภัณฑ์ลูกโลก สถานที่อยู่ภายใน Hofburg (แต่ถ้าจะเขาไปยังห้องสมุดเก่าในภาพต้องเดินอ้อมไปทางด้านหลังห้องสมุด) 8. สุสานกลาง (Zentralfriedhof)  กรุงเวียนนา สร้างขึ้นในปี 1874 และกลายเป็นหนึ่งในสุสานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป มีผู้คนนับล้านฝังอยู่ภายใต้พื้นที่ 495 เอเคอร์ (200 เฮกตาร์) ของสุสาน โดยมีพื้นที่สำหรับใช้เป็นหลุมฝังศพของบุคคลพิเศษ เช่น บีโธเฟน, บราห์ม, ชูเบิร์ต, สโทรส หลับใหลอยู่ภายใต้ป้ายจารึกที่ประดับประดาอย่างสมเกียรติในสุสานกลางแห่งกรุงเวียนนา ที่ทำให้ "เมืองแห่งเสียงเพลง" เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก 9. พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์ (MuseumsQuartier; MQ) พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2001 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นโรงม้าของพระราชวังหลวงและกินพื้นที่ 645,000 ตารางฟุต ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอำนวยความสะดวกกว่า 70 แห่ง ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ศูนย์เต้นรำและร้านค้ามากมายของกรุงเวียนนา เพลิดเพลินไปกับความแตกต่างอันโดดเด่นระหว่างอาคารในสไตล์บารอกกับภูมิทัศน์ถนนสมัยใหม่ที่ผสมผสานกันอยู่ในศูนย์แสดงผลงานศิลปะ ใช้เวลาช่วงเช้าเพื่อเที่ยวชมผลงานศิลปะร่วมสมัย ชมผลงานของศิลปินเอกแห่งโลกยุคใหม่อย่างปิกัสโซและแอนดี้ วอร์ฮอล เสร็จแล้วลองนั่งผ่อนคลายบนม้านั่งแนวแอบสแตรกหรือจิบกาแฟในคาเฟ่หรือภัตตาคาร ซึ่งมีให้เลือกมากมายในบริเวณนี้ 10. โรงละคร โรงโอเปร่าแห่ง กรุงเวียนนา (Vienna State Opera) หรือรู้จักกันในชื่อท้องถิ่นว่า "วีเนอร์ สตาทโซเพอร์" ถือเป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่แห่งแรกที่สร้างเสร็จในใจกลางของริงชตราสตั้งแต่ปี 1869 หลังจากได้รับความเสียหายระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โรงอุปรากรแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างสุดความสามารถในปี 1950 เพื่อให้กลับไปมีความสวยงามเฉกเช่นเดิม ในปัจจุบัน มีการแสดงต่างๆ จัดขึ้นที่โรงอุปรากรแห่งชาติเวียนนาเกือบทุกวัน โรงอุปรากรแห่งนี้ประกอบด้วยทีมงานมากกว่า 50 ทีมงานต่อปี ซึ่งทำให้ที่นีกลายเป็นสถานที่จัดแสดงอุปรากรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 11.พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ อัลแบร์ทินา (Albertina) กรุงเวียนนา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงต้นฉบับภาพพิมพ์กราฟฟิคชิ้นเอกที่เยอะที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมไปถึงผลงานของมอแนและปิกัสโซ ชมผลงานต้นฉบับของรือเบินส์ มอแน ปิกัสโซ เรมบรานดต์ และที่นี่ยังเปิดให้เข้าชมห้องอันหรูหราของหนึ่งในพระราชธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา 12. โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์ เที่ยวเวียนนา ในปี 1713 สมเด็จจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สาบานว่าจะสร้างโบสถ์เพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักบุญอุปถัมภ์ของพระองค์ที่ชื่อชาร์ลส์ โบร์โรเมโอ อาคารที่มีโครงสร้างแปลกตาหลังนี้เต็มไปด้วยภาพปูนเปียกและแท่นบูชาอันวิจิตรตระการตาภายใต้โดมอันงดงาม ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเปิดให้บริการอยู่ภายในด้วย โดมและหอคอยในสไตล์บารอกแบบเวียนนาผสมผสานหน้ามุขแบบกรีกและเสาแบบโรมาเนสก์ ซึ่งทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นโบสถ์ที่ดูสะดุดตาที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา 13. บวร์กเธียเตอร์ (Burgtheater) ก่อสร้างในปี 1741 ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ซึ่งเดิมทีทำหน้าเป็นหนึ่งในท้องพระโรงสำหรับงานพระราชพิธีของสมเด็จพระจักรพรรดินี แต่ส่วนของโรงละครในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1888 อาคารแบบเรเนสซองส์ โรงละครได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการบูรณะให้กลับมาอยู่สภาพเดิม เนื่องจากโรงละครแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงละครที่สำคัญที่สุดในทวีปยุโรป 14. สวนสาธารณะเวียนเนอร์ พราเตอร์ (Wiener Prater) นั่งชิงช้าสวรรค์หรือรถไฟเหาะที่มีชื่อเสียงในสวนสนุกที่เปิดให้บริการยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหรือเดินเล่นกินลมชมวิวในสวนสาธารณะโดยรอบ ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นพื้นที่ในการล่าสัตว์ของราชวงศ์และต่อมาในปี 1766 สมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 2 แห่ง ออสเตรีย ก็บริจาคพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นของสาธารณะ ในช่วงเวลาเกือบศตวรรษต่อมา ผู้คนในท้องถิ่นเริ่มสังสรรค์และสร้างความบันเทิงในพื้นที่ส่วนนี้ ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของสวนแห่งนี้เปิดบริการเป็นสวนสนุก 15. บ้านแห่งเสียงดนตรี (Haus Der Musik, House of Music)  ขึ้นชื่อว่า เวียนนา เป็นเมืองแห่งเสียงเพลง ที่มีทั้งวงออเครสตร้าระดับโลก และเป็นเมืองเกิดของนักดนตรี นักประพันธ์เพลงระดับโลก (รวมทั้งคนที่ไม่ได้เกิดที่นี่แต่มาดังที่นี่) ทั้ง Mozart, Beethoven, Johann Strauss, Johann Strauss Jr. สถานที่แห่งนี้จึงเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ กึ่งสถานที่การเรียนรู้ เกี่ยวกับ ศาสตร์เกี่ยวกับเสียงและดนตรีผสานกับเทคโนโลยี ลูกเล่นอย่างน่าสนใจ (ขอแนะนำให้เล็งเวลาให้ดี ไปช่วงที่ไม่ค่อยมีคนจะดีมาก) มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับนักดนตรีคลาสสิกต่างๆ การจำลองคำอธิบาย การทดสอบต่างๆเกี่ยวกับคลื่นเสียง เสียงเพลง และมีให้เราลองใส่ชื่อภาษาอังกฤษของเราลงไปเป็นเพลงวอลทซ์ และให้เราลองเป็นนักวาทยากรควบคุมวงออเครสตร้าด้วยล่ะ 16. โฟล์คสการ์เทน (People's Garden) เราสามารถเดินชมสวนกุหลาบ ชมอนุสรณ์ต่างๆ ได้ในที่นี้ สร้างขึ้นระหว่างปี 1820 ถึง 1823 และเป็นพื้นที่สันทนาการสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเวียนนา ออกแบบในสไตล์ฝรั่งเศสตามแบบแผน ซึ่งมีทางเดินกว้างใหญ่และแปลงดอก อุทยานแห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังโฮฟบูร์กซึ่งอยู่ข้างๆ กัน มีวิหารธีซีอุสที่ใจกลางอุทยาน โฟล์คสการ์เทนตั้งอยู่ถัดจากพระราชวังโฮฟบูร์ก ในย่าน Inner Stadt ของเวียนนา สวนเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนโดยไม่มีค่าผ่านประตู รถราง รถบัส และรถไฟใต้ดินหลายสายจอดรับส่งใกล้ๆ 17. โบสถ์ Minorite โบสถ์คณะภราดาน้อยก่อสร้างขึ้นช่วงระหว่างปี 1276 ถึง 1350 โดยคณะบักบวชฟรันซิสกัน หลายคนอาจได้ยินโบสถ์ในชื่อว่า Italienische Nationalkirche Maria Schnee (โบสถ์พระนางมารีย์แห่งหิมะแห่งชาติอิตาลี) เนื่องจากจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ได้สั่งการให้เปลี่ยนชื่อเมื่อปี 1782 โบสถ์สร้างในสไตล์โกธิกแบบฝรั่งเศส ภายในมีภาพโมเสกจำลองภาพเขียน Last Supper ของดา วินชี และรูปปั้นพระมารดาซึ่งสร้างจากหิน ของเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่อยู่ในโบสถ์ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้เท่านั้น 18. อนุสรณ์สถานสงครามโซเวียต รูปปั้นสำริดสูง 12 เมตรรูปนายทหารรัสเซียนี้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1945 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหล่าทหารรัสเซีย 17,000 นายผู้เสียชีวิตลงระหว่างต่อสู้กับนาซีในยุทธการที่เวียนนา ยุทธการครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเป็นเวลาสองสัปดาห์เมื่อเดือนเมษายน 1945 และเป็นการสิ้นสุดการยึดครองของลัทธินาซียาวนานหลายปี ตั้งอยู่ใกล้ใกล้กันกับละอองไอของน้ำพุ Hochstrahlbrunnen   19. อาคารรัฐสภา ออสเตรีย (Austrian Parliament Building) ชมอาคารสุดบรรเจิด ซึ่งเป็นที่ประชุมสภาออสเตรียมานับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเวลาการปกครองโดยจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ รัฐสภาออสเตรียเป็นอาคารโอ่อ่าใหญ่โตที่สุดหลังหนึ่งบนถนน Ringstraße สถาปนิก Baron Theophil Hansen ออกแบบอาคารหลังนี้ในรูปแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกรีก ด้วยเสาต้นใหญ่ รูปปั้น และห้องโถงต่างๆ ภายในอาคาร เที่ยวชมจากที่น้ำพุ Pallas Athena อันโด่งดังนอกอาคาร น้ำพุนี้เป็นผลงานการออกแบบโดย Hansen เช่นกัน โดยมีเทพีอะธีนายืนเด่นเป็นสง่า เสริมด้วยรูปปั้นอื่นๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเขตแคว้นต่างๆ ของจักรวรรดิ ออสเตรีย-ฮังการี ระหว่างอยู่ด้านนอก ชมการตกแต่งภายนอกอาคารแล้วคุณจะเห็นรูปปั้นกว่า 100 ตัวที่ประดับอยู่ รวมถึงรถทำศึกขนาดใหญ่สี่คันบนหลังคา 20. ตลาดแนชมาร์ก (Naschmarkt) เที่ยวเวียนนา ตลาดที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงเวียนนา ชาวบ้านถือว่าตลาดแนชมาร์กแห่งนี้เป็นเสมือน "คลังอาหารแห่งกรุงเวียนนา" เพราะตลาดเก่าแก่แห่งนี้รวบรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารไว้อย่างครบครัน มีให้เลือกตั้งแต่ของขบเคี้ยวง่ายๆ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปชั้นยอด ตลาดแนชมาร์กเปิดมาตั้งแต่ช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นตลาดแห่งนี้ใช้เป็นตลาดค้านมในถังไม้เท่านั้น ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 18 เกษตรกรในท้องถิ่นจึงเริ่มนำผลิตผลทางการเกษตรจากเรือกสวนไร่นาของพวกเขามาขายที่นี่ด้วย โดยในปี 1916 ตลาดแห่งนี้มีร้านค้ากว่า 120 ร้านจนทำให้กลายเป็นตลาดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเวียนนา ข้อมูลอื่นๆที่ควรรู้ เกี่ยวกับ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย * แผนที่ กรุงเวียนนา (Vienna) เมืองเป็นตรอกซอกซอย ไม่ได้เป็นบล็อกเป็นเหลี่ยมเสียทีเดียว (เหมือนอย่าง เบอร์ลิน โคโลญ) แต่ก็เดินได้ไม่ยาก สังเกตชื่อถนนเอา ซึ่งจะแปะอยู่ต้นซอย ต้นถนน หรือแม้แต่ตามร้านค้าก็มีที่อยู่(ที่มีชื่อถนน) แปะไว้ ดาวน์โหลดแผนที่ ที่ท่องเที่ยว กรุงเวียนนา ที่นี่ ไหนๆก็ไปเที่ยวออสเตรีย แล้ว แนะนำว่า ควรไปเที่ยว เมือง Hallstatt ด้วย * ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก * ข้อมูลทำวีซ่าเวียนนา VFS Global  ขอบคุณข้อมูล www.expedia.co.th, wikipedia

วันซวย! รถคันหรู ปีเตอร์ เช็ก หน้าแหก ทั้งที่เพิ่งโดนหงส์แดงถลุงไป 4 ดอก
ปีเตอร์ เช็ก /  รถชน / 

นับเป็นวันที่ย่ำแย่จริงๆ สำหรับ ปีเตอร์ เช็ก ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของ อาร์เซน่อล เมื่อมีภาพปรากฏทางทวิตเตอร์ว่ารถของเขาถูกชนที่ด้านหน้า ขณะที่กำลังจะออกจากสนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าที่รถของเขาจะมีสภาพยับที่ด้านหน้าเพียงหนึ่งชั่วโมง เขาโดน ลิเวอร์พูล ยิงบอลไปซุกก้นตาข่ายที่เขายืนเฝ้าอยู่ถึง 4 ประตู ในเกมที่อาร์เซน่อลแพ้ให้กับลิเวอร์พูล 3-4 นับเป็นวันที่ไม่น่าจดจำสำหรับ ผู้รักษาประตูชาวเช็กเสียเหลือเกิน!

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ 4 คืน 5 วัน โดยวันที่ 1-2 นั้น แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ , ดาลัด ส่วนวันที่ 3 นี้ เก็บกระเป๋าจะพาไป มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล กันค่ะ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) มา มา มา มาต่อเช้าวันที่ 3 กันค่ะ ที่มุยเน่ (ออกเสียงว่า หมุยแน้) ใช้เวลาเดินทางจากดาลัด - มุยเน่ ประมาณ 5 ชั่วโมง คือระหว่างทาง เราจะได้ยินเสียง ขาก ตุ๋ย ขาก ตุ๋ย ตลอด  ประสานเสียงให้ฟังกันทั้งคัน พี่เวียดเขาอ้วกพุ่งกันค่ะ คือเส้นทางค่อนข้างเป็นเขา โค้งไปโค้งมา ขนาดเรายังต้องดมยาดม ไม่งั้นอาจมีสิทธิ์ ขาก ตุ๋ย ขาก ตุ๋ย ได้ ^^ รถจะจอดรับคนตามทาง จนมีช่วงนึงรถจอดพักค่ะ เราก็ไม่รู้เรื่องว่าเขาจอดให้กินข้าว จนคนขับรถมาเรียกเราบอกว่า "เบรคฟัทๆ" อ่อดีเลย สวรรค์สิคะ รีบลงรถเพราะหิวมาก เขาพาเราไปในร้าน THIEN TRANG ขายพวกเฝอ พวกบุ๋น คือเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ไอเราก็สั่งไม่เป็นเลยใช้กูเกิ้ลทรานเสลดเลยค่ะ ห้าาา ได้ผล และที่สำคัญเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เราชี้ๆ ไปที่ชามที่เขาเอามาเสริฟ เขาบอกว่า "นัมเบอร์วันๆ" เรานี่ตาลุกเป็นประกาย เป็นเนื้อด้วย สั่งเลยจ้ะ 1 ชามโตๆ มันคือ Bun Bo Hue  (ภาพกลาง-บน) ขนมจีนใส่น้ำซุปใสของเนื้อวัวและขาหมู ใส่มะเขือเทศ น้ำซุปจะใส่ตระใคร้ สีแดงได้จากเม็ด Hột Điều Màu เป็นเครื่องเทศผัดน้ำมัน ส่วนเพื่อนเราสั่งเหมือนกันแต่เป็นหมู ได้มาเป็นขาหมูโตๆเลย (ภาพล่าง-กลาง) เค้าจะเอาผัก และน้ำชาทั้งร้อนทั้งเย็นมาเสริฟด้วยค่ะ อยากบอกว่านัมเบอร์วัน นี่นัมเบอร์โคตรๆ เด็ดอ่ะ ต้องมาลองนะคะ ตั้งแต่กินอาหารเวียดนามมาแต่ละอย่างแทบจะไม่ปรุงเลย ประทับใจมาก แต่ถ้าปรุงเรากินเค็มอ่ะ ต้องเพิ่มน้ำปลา และน้ำปลาเวียดนามนี่ตัวเด็ดเลยค่ะ เป็นน้ำปลาที่อร่อยที่สุดในโลกค่ะ เค็มๆ หวานๆ มาลองนะ 3 ชาม หมดไป 150.000 ดอง ถือว่าสมราคาค่ะ เราเดินทางต่อจนถึงใจกลางมุยเน่ รถพาเรามาปล่อยไว้กลางทางจ้าาา บอกว่าให้นั่งแท็กซี่เข้าไป ตายๆๆ นึกว่าจะส่งตรงหน้าร้าน Lam Tong เหมือนที่เขารีวิวกัน อื้ม...มองหาแท็กซี่ เจอของ MaiLinh คันเขียว เราเลยถามราคาเข้าบอกว่า 150.000 ดอง ตามมิเตอร์ ก็ตกลงไป เสี่ยงอีกละแท็กซี่ แต่พอเอาเข้าจริง 150.000 ดองเป๊ะค่ะ ปรบมือรัวๆ เลย สงสัยมาส่งนักท่องเที่ยวบ่อย และแน่นอนอิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา ^^ ลงรถเสร็จอยู่ดีๆ ก็มีคนอาสาพาไปที่พักบอกว่าที่พักนี้ราคาถูก ของเพื่อนเขา ใจง่ายอีกละไปสิคะ ห้าาาา  คือไปนั่งค้นนามบัตรจนเจอเมื่อกี้เองโชคดีมาก อยากแชร์ มาพักที่นี่เหอะ ถูก ดี พนง.น่ารัก ห้องกว้าง มีมอไซค์ให้เช่าด้วย ที่ "MINH HUNG" ด้านหน้าจะเป็นร้านแว่นตา แต่ด้านในซ่อนที่พักไว้ ราคาห้องละ 250.000 ดอง/คืน (แค่ 375 บาทเอง หาร 3 อีกต่างหาก รู้สึกภาคภูมิใจมากค่ะ ห้าา) เราให้ พนง.จองทัวร์นั่งจิ๊บไปทะเลทรายแบบมีหลังคานะไม่งั้นไหม้ ราคา 6 USD/คน เฮ้ยยยถูกอ่า ส่วนใหญ่เหรดอยู่ที่ 7 USD/คน นะ และเราก็ให้เขาจองรถกลับโฮจิมินห์พรุ่งนี้ด้วย 8 USD/คน ค่ะ ป๊ะ !! เก็บข้าวของไปกินข้าวกัน  จิ๊บจะมารับตอน 13.00 น. เราออกหากินอีกแล้วค่ะ ผู้หญิงอัลไร กิน กิน และกิน ^O^ รอบนี้หาอาหารพื้นมืองกินยากนะคะ ที่นี่มีแต่ฝรั่ง อาหารก็จะออกกลางๆ นี่สั่งข้าวผัด ข้าวหน้าหมูมากิน รสมันๆ เลี่ยนๆ ไม่ค่อยถูกปาก มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 110.000 ดอง ค่ะ กินข้าวเสร็จก็เดินกลับมาขึ้นรถ แวะซื้อน้ำซื้อขนมที่ร้านโชห่วยแบบเวียดนามสไตล์ค่ะ มาไกลถึงนี่ แต่ก็หนีไม่พ้นไทยแลนด์จริงๆ พบแผงขายแชมพู   ทั้งซัลซิล โดฟ รีจอยส์ เคลียร์ แพนทีน โหยยยกะขายทุกยี่ห้อเลยอ่า ห้าา รถมาแล้ว เงิบ..ทำไมเจอแต่เรื่องเงิบๆ จิ๊บเปิดประทุนจ๊ะ ตายๆ ไหนบอกมีหลังคาไง ดีนะทากันแดดกับใส่เสื้อแขนยาวมา ถึงว่าราคา 6  USD เองโปรแกรมวันนี้เราจอยกรุ๊ปกะฝรั่งอีก 4 คนค่ะ มีคู่หนุ่มสาว และคู่รุ่นตายาย(น่าร้ากกก) วันนี้เราจะไปที่... ซุยเตียน(Fairy Stream) หมู่บ้านชาวประมง(Fisherman Village) ทะเลทรายขาว(White Sand Dune) ทะเลทรายแดง(Red Sand dune) เดินทางไม่ไกล ก็ถึงซุยเตียน(Fairy Stream) หรือแกรนด์แคนยอนเวียดนาม เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลม คล้ายๆกับแพะเมืองผีบ้านเราค่ะ จะมีลำธารเล็กๆ ระดับน้ำประมาณตาตุ่มด้วยค่ะ ซึ่งจะพัดพาตะกอนทรายสีแดงไหลออกไปสู่ทะเล คนขับรถให้เวลา 30 นาที (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) เกือบทุกที่เลย เริ่มจากด้านหน้ารถจิ๊บจอดเต็มเลยค่ะ จิ๊บเขียวมะนาวคันนี้สีเจ็บมาก ชอบ เดินเข้ามาด้านในจะได้กลิ่นตุตุ เดาว่าน่าจะเป็นกลิ่นกะปิที่ชาวบ้านหมักไว้ในโอ่งมังกร ฝาปิดโอ่งเหมือนหมวกเวียดนามเลยอ่า ^^ ก่อนเดินลงไปตามพื้นทรายสีแดง จะมีกลุ่มเด็กเกรียนมาเรียกเก็บค่าเข้า 5.000 ดอง กรุ๊ปเราไม่จ่าย นำทีมโดยคู่คุณตาคุณยายชาวฝรั่ง ห้าา พอไม่จ่ายเท่านั้นแหนะ ฮีก็ด่าเรา  วดฟ. เราหาแคร์ไม่ ถอดรองเท้าหิ้วเดินชิวๆ ไปตามทางค่ะ ทรายนุ้มนุ่มอ่ะ ย่างไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นภาพนี้นะคะ นักท่องเที่ยวเดินเข้าออกสวนกันเยอะดี ซักพักจะเห็นเนินทรายอยู่ซ้ายมือ เราเคยอ่านเจอว่ามันเป็นทางขึ้นไปด้านบนแล้วจะเห็นเป็นท็อปวิวสวยๆ  พูดมาซะขนาดนี้ถามว่าได้ขึ้นไปมั้ย "ม่ายยยยย" เรายอมแพ้ค่ะ ทรายร้อนมาก ขืนไปเท้าคงสุกพอดี  ขึ้นไปนิดเดียวให้พอได้ภาพละกันน้อ ^^ เราเจอกรุ๊ปทัวร์คนไทยด้วย บางคนเพิ่งเดินเข้ามาครึ่งทางแล้วไกด์เรียกให้กลับ  ทำให้พลาด ไม่ได้เห็นมุมสวยๆ อีกมุมหนึ่งของซุยเตียน เสียดาย เสียดาย เสียดายแทน ยังไงถ้าใครมาที่นี่แล้วรีบเดินจ่ำอ้าวไปให้สุดทางเท่าที่จะทำได้นะคะ ซุยเตียนก็จะประมาณนี้ค่ะ สถานีต่อไป >> หมู่บ้านชาวประมง (Fisherman Village) เอาภาพระหว่างทางมาฝาก น้ำทะเลสีครามนวลๆ ^^ หมู่บ้านชาวประมงค่ะ(Fisherman Village) ที่นี่จะมีเรือหาปลานับร้อยลำที่พากันกลับเข้าฝั่งมาในตอนเย็นและยังมีเรือกระด้งลำกลมๆ  ซึ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้านของชาวดาลัดอีกด้วยค่ะ แสงอาทิตย์ระยับระยิบส่องต้องผิวน้ำ ระรอกคลื่นที่ซัดโถมเข้าฝั่ง สวยจนต้องยอมถอดแว่นกันแดดมองเลยทีเดียว โว๊ะ โหะ โหะ ^O^ สถานีต่อไป >> ทะเลทรายขาว (White Sand Dune) เห็นทางเข้าทะเลทรายแล้วใจเต้น ได้ยินเสียงอะไรมั้ย... ได้ยินเสียงเพลงนั้นมั้ย... ทำนอง... จังหวะ... เริ่มดังอยู่ในโซนประสาทหูแล้วสิ ^^ ขบวนรถจิ๊บพานักท่องเที่ยวมุ่งสู่ทะเลทรายขาว แนะนำให้หา Mask มาใส่ด้วยนะคะ ฝุ่นเยอะมาก มองไปด้านซ้ายจะเห็นทะเลทรายอยู่ไกลๆ ตื่นเต้นๆ ก่อนเข้าไปด้านในจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 10.000 ดอง เราซื้อน้ำเปล่าติดตัวไปด้วย กันลงแดงเพราะขาดน้ำ ที่นี่จะมีรถ ATV ให้เช่า ราคา 200.000 - 300.00 ดอง จำกัดเวลาด้วย แพงนะ เดินดีกว่าประหยัดและได้ออกกำลังกาย จะบอกว่าเราใส่หูคีบเพื่อนยากมาแหละ เวลาเดินก็ถอดออกให้เท้าได้สัมผัสกับทรายนุ่มๆ อุ่นๆ แต่แดดอ่าร้อนมาก !! แต่ก็คุ้มนะ ทะเลทรายที่ใกล้ประเทศไทยแบบนี้ควรมาค่ะ และที่นี่ก็เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่องเราสองสามคน ที่เราเป็นนางเอก (แอร๊ยย ><) แต่เรื่องจริงเราทั้งหูไม่ดี ทั้งสายตาไม่ดีเลยนี่สิ ห้าา ฝรั่งคู่คุณตาคุณยายเดินเร็วมาก นำเราไปเรียบร้อย สงสัยเราขาสั้น เอิ๊กๆ หันหลังกลับไปจะได้วิวนี้ค่ะ สวยงาม เพื่อนเราโคตรเท่เลยรูปนี้ ผมยุ่งๆ ชอบอ่า >< ะเลทรายที่เวียดนามมีทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงอยู่ใกล้ๆ กันค่ะ ซึ่งที่สุดท้ายเราจะไปดูพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่ทะเลทรายแดงกัน ใครไม่ได้เล่นสไลเดอร์เมื่อกี้ ที่นี่จะมีเด็กๆ คอยเดินตามตื้อให้ซื้อไปเล่นนะคะ รถจะจอดฝั่งที่ติดทะเล เราก็ข้ามมาอีกด้าน คราวนี้เดินไปไม่ไกลค่ะ ชิวๆ เราเดินทางกลับที่พักประมาณ 1 ทุ่มค่ะ โหยยเหนียวตัวมาก แดด ฝุ่น ทราย อาบน้ำด่วน แล้วเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอกกัน สองข้างทางจะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก และโรมแรม เกสเฮ้าส์ เยอะค่ะ แต่ช่วงนั้น 3 ทุ่ม รู้สึกจะเริ่มเงียบ มาถึงมุยเน่ หลายรีวิวบอกว่าต้องมากินอาหารทะเลที่ร้าน Lam Tong ค่ะ  โดยเฉพาะล็อบสะเต้ออออ หาร้านอยู่นานในที่สุดก็เจอ เข้าไปด้านในเลือกที่นั่งติดระเบียงริมทะเล แต่รู้สึกเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งจะดังไป ราคาอาหารที่นี่ค่อนข้างแพง อย่างว่าย่านแหล่งท่องเที่ยว วิธีการสั่งถ้าเป็นอาหารทะเล เขาจะคิดเป็นกิโล ตักเอาสดๆ จากตู้เลย เห่อจะกินก็สงสาร ถ้ามัวแต่สงสารก็จะอดกิน สุดท้ายสั่งมา 3 อย่าง ล็อบสเตอร์ย่างได้มา 2 ตัว หอยนางรมอบชีส 4 ตัว และข้าวผัดซีฟู้ด 1 จานกลางๆ ค่าเสียหายมื้อนี้อยู่ที่ 1.305.000 ดอง หรือ 3 อย่าง 1,957 บาท แพงงงงงงงงงงอ่ะ แพงสุดเท่าที่กินมาละ กระเป๋านี่แห้งเลยค่ะ ที่อยากกินเพราะล็อบสเตอร์เลยย TT เราและเพื่อนสรุปกันว่าแพงไป และรสชาติก็งั้นๆ นะ ไปหาร้านอื่นเหอะ ใครมีร้านอร่อย ราคาโอเคกว่านี้ แนะนำมานะคะ วันที่ 3 ที่หมุยแน้ สนุก เหนื่อย แดด ลม ทราย แผดเผาร่าง คืนนี้ต้องพักฟื้นค่ะ เพื่อพรุ่งนี้ที่โฮจิมินห์ถิ่นลุงโฮ ราตรีสวัสดิ์ สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3 "มุยเน่" ค่าใช้จ่ายรวม 2.157.000 VND + 42 USD = (2157 x 1.5) +  (42 x 32) = ประมาณ 4,579 บาท เฉลี่ยคนละ  4,579/3 = 1,526 บาทค่ะ ปล.ถ้าไม่เน้นกิน แนะนำกินอาหารข้างทาง บั๋นหมี่ก็มีค่ะ 20.000 ดองเอง ราคาแตนดาร์ด ประหยัดได้อีกเยอะ ^^ เช้าวันที่ 4 ก่อนไปโฮตอน 08.00 น. วันนี้เราตื่นกันเช้าค่ะ อยากไปเห็นแสงแรกที่ริมทะเล เกือบ 7 โมงได้ แต่ไม่ทันแสงแรกหรอก โน่น...แสงที่สอง สาม สี่ ห้า.... สว่างจ้าเลย แต่ก็ถือว่าได้ออกมารับอากาศตอนเช้าๆ ได้เห็นคนเอาเรือออกหาปลาด้วย น้องหมาก็ออกมาเดินเล่นนะคะ พอคลื่นซัดมาใกล้ๆ ก็วิ่งหนี มองดูแล้วอารมณ์ดีเลย ระหว่างไปหาของกิน ร้านไม่ค่อยเปิดเลย เงียบไปนะ เราเจอ "ฺBackpacker Village" คูลอ๊าาาา เจอรถเต่าด้วย หาเจอยากนะ >< ร้านอาหารที่นี่จะเปิด 07.00 น. แต่จะตั้งร้านไว้ก่อนหลอกล่อเรามาก เราตัดสินใจเดินไปร้านนึง หาพนง.นานอยู่ กว่าจะออกมา คือมื้อเช้านี่ต้องกินนะ ไม่งั้นหิวตาย กว่าจะถึงโฮจิมินห์ ก็ประมาณ 6 ชั่วโมง เราสั่งเบอร์เกอร์เวียดนาม ก๋วยเตี๋ยว(ได้เส้นมาม่าอีกละ U_U) และข้าว รสชาติก็งั้นๆ คือมุยเน่นี่ไม่มีอะไรอร่อยเลยหรอ ?! ค่าอาหารมื้อนี้ 215.000 ดองค่ะ อิ่มท้องแล้วจัดกระเป๋า โก ทู โฮจิมินห์ ค่ะ เราออกเดินทางจากมุยเน่ตอน 08.00 น. รถออกไปได้ซักพัก เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนเราลืมมือถือ !!! ขณะรถจอดรับผู้โดยสาร เพื่อนเรารีบออกไปบอกคนขับว่าลืมของ นังรีบโดดออกจากรถซ้อนท้ายพี่วินกลับไปเอาของที่ที่พัก งานนี้เป็นใครก็ใจเต้นรัวๆ ดีนะที่เพิ่งออกมาได้ไม่ไกล ฝากถึงทุกท่านโปรดเช็คสิ่งของมีค่าก่อนออกจากที่พักทุกครั้งค่ะ รถจะแวะพักให้ทานมื้อเที่ยงด้วยนะคะ ไม่อดตายแล้วเรา ^^ เวลา 13.30 น. เราถึงโฮจิมินห์ ใช้เวลา 5.30 ชม. และเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวเวียดนาม  ตอนนี้เงินดองไม่พอต้องเดินหาที่แลกตังค่ะ จำได้ว่าจะมีธนาคาร Dong A Bank อยู่ตรงถนนฟามงูเหลา ก็เดินไปหาดูปรากฏว่าปิด ผ่านเวียตซีก็ปิด คือวันเสาร์ที่โฮจิมินห์ บริษัท ร้านค้าจะปิดให้บริการ เงียบเหงาเลย จริงๆ ควรจะเปิดนะ นักท่องเที่ยวก็เยอะ ดังนั้นใครมาเที่ยวแล้วเจอแบบนี้โคตร ซอ อัว ยอ ซวยยยย เราเลยเดินไปที่ตลาดเบนถันเพราะข้อมูลที่หามาบอกว่ามีร้านรับแลกอยู่ และก็มีจริงๆ ข้ามทางม้าลายไปจะเจออยู่ด้านซ้ายมือ มีอยู่สองร้านอยู่ข้างๆกัน เราเลือกร้านขวาเหรดแลกเงินไทยเป็นดองดีกว่า (แต่ทำไมบางบทความบอกว่าถ้าแลกเงินกับร้านเพชรร้านทองเวียดนามผิดกฏหมายนะ) แลกเงินแล้ว เข้าไปที่ตลาดเบนถันกันค่ะ คล้ายจัตุจักรบ้านเราเลย ที่นี่มีพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร มีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ค่ะ สินค้าก็จะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ อาหารสด ดอกไม้ บลาๆ ของทีนี่ถูกนะ ต่อราคาดีๆ แต่ผลไม้แช่อิ่มแพงกว่าที่เราซื้อที่ดาลัด จะให้ดีกลับไปซื้อกินที่ไทยเหอะค่ะ ห้าา (ตลาดเบนถันจะเปิดตอนเช้าจนถึงบ่ายๆ นะคะ มาตอนเย็นกินแห้วแน่ ) จากนั้นเราก็เดินเที่ยวรอบเมืองค่ะ แน่นอนว่าตามสไตล์นักท่องเที่ยวก็ต้องหยิบแผนที่ออกมากาง แล้วคลำๆ ทางไปด้านหลังตลาดเบนถัน พร้อมถามทางคนไปเรื่อยๆ เจอร้านตัดผมอยู่ในซอกในช่องเล็กๆ ด้วย ชอบอ่า ช่างกำลังตัดผมให้เด็กน้อยอยู่ และแล้วเราก็มาถึงที่แรกค่ะ พิพิธภัณฑ์สงคราม (War Remnants Museum) คนต่อแถวซื้อบัตรเยอะเลย ค่าเข้า 15.000 ดอง ข้างในอาคารจะจัดแสดงเครื่องมือการรบ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ในสมัยสงครามเวียดนามมีทั้งของจีน เมกา พร้อมภาพถ่ายแนว Photo Essay ขอย้ำว่าฝีมือช่างภาพในสมัยนั้นเทพมาก โดยเฉพาะผลงานช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ใช้กล้อง Nikon ตัวสีดำ ภาพส่วนใหญ่เห็นแล้วสะเทือนใจค่ะ เราเห็นฝรั่งหลายคนยืนมองแล้วน้ำตาคลอ คงอินมาก เพราะแต่ละภาพถ่ายทอดความรู้สึกได้ดี สถานีต่อไป โบสถ์นอร์ทเธอดามค่ะ เก็บภาพระหว่างทางมาฝาก โบสถ์นอร์ทเธอดามสร้างขึ้นในสมัยเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส พ.ศ.2420 เป็นการจำลองมหาวิหาร Notre Dame กรุงปารีสมา มีหอคอยคู่ สูงๆ เป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้แต่ไกล และยังเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงามที่สุดในเวียดนามใต้อีกด้วยค่ะ เดินมานิดเดียวก็เจออาคารสีเหลืองเข้มๆ ตั้งเด่นเป็นสง่า ภาพนี้เราถ่ายจากมือถือ ซัมซุงแกรนด์ 2 ไม่คิดว่าจะชัดขนาดนี้ ห้าาาา ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Central Post Office) เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามด้วยศิลปะโกธิคค่ะ สร้างขึ้นเมื่อครั้งที่เวียดนามยังอยู่ในการปกครองของฝรั่งเศสช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ออกแบบไปรษณีย์แห่งนี้คือ **Gustave Eiffel สถาปนิกระดับโลก ผู้ออกแบบหอไอเฟล ในตัวอาคาร    จะตกแต่งด้วยภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และมีภาพของอดีตผู้นำประเทศ "ลุงโฮ" นั่นเอง ใครจะส่งโปสการ์ดเชิญได้ที่นี่นะคะ เราจะใช้เวลาอยู่ในแต่ละที่ไม่นานมากค่ะ แล้วเดินต่อไปอีกที่ เมื่อยมาก จนมาถึง Opera House หรือโรงละครยาฮดแถงห์โฝ (Nha hat Thanh Pho) สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2402 เพื่อใช้ในการแสดงต่างๆ เมื่อก่อนเคยใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาเเห่งชาติเวียดนามใต้ แต่ ณ บัดนาว เปิดใช้เป็นที่เเสดงเหมือนเดิมค่ะ สถานที่ต่อมา สภาประชาชน ตรงข้ามจะเป็นสวนที่เรียกว่า จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue) มีอนุสาวรีย์ลุงโฮอยู่ด้วยนะคะ จุดนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโฮจิมินห์ ที่ใช้เป็นจุดตั้งหลักและจุดนัดพบเลยก็ว่าได้ ประเด็นฝั่งจัตุรัสโฮจิมินห์กำลังทำการปรับปรุงค่ะ โดนล้อมไว้หมดเลย มองไม่เห็นอะไรซักอย่าง TT ขณะนี้เวลา 18.30 น. รถเมล์สาย 152 ไปสนามบินหมดแล้ว เราอยากใช้เวลาให้คุ้มค่าเพราะ เครื่องออก 21.35 น. ซึ่งเช็คอินในเว็บเรียบร้อยแล้ว  เลยว่าจะนั่งแท็กซี่ไปสนามบินเอา ประมาณ 30 นาที ระหว่างนี้เพื่อรักษาเวลาเราไม่เดินละค่ะ นั่งแท็กซี่อย่างเดียว ไป ร้าน Quan an ngon ที่อยู่ 138 Nam KyKhoiNghia Street | District 1, Ho Chi Minh City, Vietnam ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ยิ่งเวลามีจำกัด อยากกินอาหารเวียดนามให้ครบต้องมาที่นี่เลย ทำกันให้ดูสดๆ ด้วยนะคะ เราสั่งอาหารมา 5 อย่าง จำชื่อไม่ได้ซักอย่าง ถามพนังงานให้แนะนำเมนูแบบเวียดนามสไตล์เอาค่ะ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ อาหารอร่อยทุกอย่าง โหวตๆๆ ^^ หมายเลข 1 ข้าวผัดเวียดนามใส่หม้อดิน หมายเลข 2 เส้นขนมจีนเส้นแห้งกินกับปอเปี๊ยะทอดและหมูย่าง เด็ดมาก พูดเลย หมายเลข 3 คล้ายๆ สาคูไส้หมู แต่แป้งจะเหนียวๆ ใสๆ ข้างในใส่ไส้กุ้งหวานๆ จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆ เปรี้ยวๆ ที่อยู่ในจาน ฟินมากก หมายเลข 4 ขนมเบื้องเวียดนามค่ะ อันใหญ่กว่าที่ไทยมาก แป้งจะกรอบ ข้างในเป็นถั่งงอก ผักต่างๆ และกุ้ง หมายเลข 5 ขนมหวานอันนี้คล้ายกล้วยบวชชีค่ะ ส่วนผสมมีกล้วยนึ่งฝานบางๆ สาคูเม็ดเล็ก เนื้อมะพร้าวอ่อน ราดด้วยกะทิแบบเจ้มจ้น และถั่วลิสง คือจานใหญ่มาก ดีนะสั่งมาแค่จานเดียว อิ่มอร่อยมากค่ะ ชอบ กลับบ้านต้องลองทำกินให้ได้ มื้อเย็นที่แสนอร่อยนี้ ราคาอยู่ที่ 1.907.000 ดอง หรือประมาณ 2,860 ค่ะ (แพงงงงงงงงอ่า แต่ไม่เป็นไรแลกกับเวลาที่ไม่ต้องไปเดินหาของกินแบบเวียดๆ แล้วยอมจ่าย) อิ่มกันแล้ว แต่เวลานี่ 2 ทุ่ม จวนจ้ำมาก เรานั่งแท็กซี่ให้ไปส่งที่ Night Market เพื่อเลือกซื้อของฝาก แบบเร่งๆ รีบๆ คราวนี้เวลาโคตรกระชั้น เราเลยเรียกแท็กซี่ไปสนามบิน พอถึงสนามบินเราวิ่งไปที่ เคาเตอร์แอร์เอเชียแบบไม่คิดชีวิต แล้วยื่นเอกสารให้พนง. สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้ จากที่ฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก แต่วันนั้นฟังออกเต็มสองรูหู "ซอรี่" มาคำแรกและ "เลท" มาคำที่สอง "ทูม้อโร่ อะ เกน" คำที่สาม เราสองสามคมองหน้ากันทำตาปริบๆ โหยย ชีวิต ตกเครื่องข่าาาาา เราเสริจหาเที่ยวบินของวันนี้และวันพรุ่งนี้ในราคาที่ถูกที่สุด ได้ Vietjet Air ราคาดีสุดคือ 3,000 บาท รอบ 11.00 น. แต่เคาเตอร์ปิดแล้ว จองในเน็ตก็ไม่ได้ ตอนนั้นประมาณ 5 ทุ่มได้ เลยตัดสินใจเดินออกจากสนามบินไปหาที่พักใกล้ๆ แล้วค่อยมาจองตั๋ววันพรุ่งนี้ รุ่งขึ้นการซื้อตั๋วสำร็จไปด้วยดี แต่ของฝากเราไม่อยู่แล้ว เศร้า... แต่จะเศร้าทำไม ทำวิกฤตให้เป็นโอกาสสิ ไหน ๆ ก็มีเวลาอยู่ต่อแล้ว เลยนั่งรถเมล์สาย 152 กลับเข้าเมืองโฮจิมินห์อีกครั้ง และใช้เวลา 3 ชม. สุดท้ายให้คุ้มค่าที่สุด เราแวะตลาดเบนถันเพื่อซื้อของฝากใหม่ และหาของกินที่นี่เลย โชคดีก่อนกลับได้ลิ้มรสกาแฟและราเมงสูตรเวียดนามแสนอร่อย กาแฟรสเข้มมากและหวาน แต่มันกลมกล่อม อร่อยสุดๆ ราเมงเวียดนามนี่เด็ดมาก เส้นเด้ง น้ำซุปต้มยำ เเซ่บเวอร์  ต้องลองนะคะ !! ขากลับไปสนามบินให้ขึ้นรถเมล์ที่จุดเดิม แต่ให้ยืนรอที่ช่องรอรถด้านในนะคะ จะมีป้าย 152 บอกประจำจุดอยู่ค่ะ สาบานว่า จะไม่ให้ประวัติศาสตร์ตกเครื่องซ้ำรอยอีก ต่อจากนี้เตรียมตัวกลับสู่ประเทศไทยและโลกแห่งความจริงของมนุษย์เงินเดือนต่อไป สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3 และ 4 รวม 3.539.000 VND = 3539 x 1.5 ประมาณ 5,300 บาท/3คน เฉลี่ยคนละ 5,300/3 = 1,766 บาท ***สรุปค่าใช้จ่ายต่อคน 4 - 8 มีนาคม 2558 ระยะเวลา 4 คืน 5 วัน*** ตั๋วเครืองบินไปกลับ 3,000 บาท วันที่ 1     : 1,056 บาท วันที่ 2     : 1,420 บาท วันที่ 3     : 1,526 บาท วันที่ 4-5   : 1,766 บาท รวม 8,768 บาทค่ะ ตีเป็นเลขกลมๆ สวยๆ ก็ 8,700 บาท (ขอไม่รวมค่าตั๋วที่ซื้อใหม่นะคะ) ถ้าไม่เน้นกิน เลือกแบบโลคอลตามข้างทาง และไม่ตกเครื่องเสียเงินนอนโรงแรมและค่าอื่นๆ เพิ่ม งบจะอยู่ที่ 7,500*** บาทค่ะ หากคุณต้องการเที่ยวแบบประหยัดในราคาสบายกระเป๋า การศึกษาข้อมูลก่อนออกเดินทางเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากค่ะ แล้วคุณจะไม่ถูกโกงงง !!!!  ^^ ปล.ใครอยากได้ข้อมูล หลังไมค์นะคะ มีแบบละเอียดค่ะ แต่ขอรวบรวมดีๆ แปรบบ สุดท้ายและท้ายสุดขอบคุณเพื่อนร่วมทริปเราสองสามคนที่ทำให้ทริปนี้มีสีสันและสนุกสุดเหวี่ยง ขอบคุณภาพสวยๆ จากกล้องอิดรูเพื่อนสาว ที่ทำให้ได้ภาพเพิ่มในหลายๆ มุม กระทู้มีสีสันขึ้นเยอะ สำคัญสุด ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบันทัดนี้ คือยาวมาก ทำเองยังเบื่อเลย คิดตลอดว่าเมื่อไหร่จะจบวะเนี้ย ห้าาาาา จบละนะ จบ. แต่ "เวียดนาม" พี่ไม่จบแน่ ต้องมีซ้ำ !!!! บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกดีใจสักเท่าไหร่ มากแค่ไหนก็ไม่รู้.... ^^ อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao