คันศีรษะ

Lamborghini Centenario LP 770-4 รุ่นพิเศษ มีเพียง 40 คันเท่านั้น
lamborghini /  Super car / 

Lamborghini Centenario LP 770-4 รุ่นพิเศษ เพื่อฉลอง ครบรอบ 100 ปี ให้แก่ เฟร์รุชชิโอ แลมโบกินี่ ผู้ก่อตั้ง Lamborghini ซึ่งได้เปิดตัวในงาน Geneva Motor Show 2016 ไปแล้วและยังเป็นรถที่ได้รับความสนใจมากเลยทีเดียว ระบบเลี้ยวล้อคู่หลัง เครื่องยนต์ V12 พละกำลัง 770 แรงม้า เกียร์ชิงเกิ้ลคลัทช์ ISR เป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ 7 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 2.8 วินาที พร้อมระบบความปลอดภัยที่หนาแน่น มีดิสก์เบรกคาร์บอนเซรามิคขนาดใหญ่ พร้อมที่จะให้คุณได้สนุกไปกับความเร็วของมัน Centenario LP 770-4 ได้ถูกผลิตออกมาเพียง 40 คันเท่านั้น โดยแบ่งรุ่น Coupe และ Roadster อย่างละ 20 คัน ด้วยราคา 1.75 ล้านยูโร หรือประมาณ 68.5 ล้านบาท ส่วนใครที่กำลังอยากได้มาเป็นเจ้าของก็ต้องเสียใจด้วย เพราะถูกจองไปทั้งหมดตั้งแต่ก่อนเปิดตัวแล้วจร้า ขอบคุณข้อมูล/ภาพ motorauthority,Lamborghini

เร็วกระชากวิญญาณ เอียนโนเน่กับสถิติความเร็วสูงสุด
big bike /  MotoGP / 

อังเดร เอียนโนเน่ นักบิดชาวอิตาเลียน ได้แสดงถึงประสิทธิภาพความเร็วแรงที่สุดยอดของดูคาติ จีพี 16 กับการแข่งขัน MotoGP  สนามที่ 6 ที่มูเจลโล่ (Mugello) ประเทศอิตาลีที่ผ่านมา ซึ่งความเร็วที่ทำได้นั้นเป็นสถิติของ MotoGP ที่ 354.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่น่าเสียดายที่ในปีหน้า อังเดร เอียนโนเน่ จะย้ายค่ายไปอยู่กับ ซูซูกิ แต่ไม่อยากจะเชื่อว่าการแข่งขันครั้งนี้มีรถจาก ดูคาดิ ติดท็อปอันดับความเร็วมากถึง 6 คันเลยทีเดียว ทำให้การแข่งขันที่สนามมูเจลโล่ (Mugello) ในครั้งนี้ ดูคาดิ ได้กลายเป็นค่ายที่สามารถทำความเร็วติดอันดับมากที่สุดไปครอง 10 อันดับ ความเร็วสูงสุดในการแข่งขันโมโต จีพี 2016 สนามที่ 6 มูเจลโล่ (Mugello) 1. Andrea Iannone (Ducati) 354.9 km/h 2. Andrea Dovizioso (Ducati) 353.5 km/h 3. Michele Pirro (Ducati) 352.3 km/h 4. Eugene Laverty (Ducati) 351.3 km/h 5. Danilo Petrucci (Ducati) 351.3 km/h 6. Scott Redding (Ducati) 347.9 km/h 7. Maverick Viñales (Suzuki) 347.7 km/h 8. Pol Espargaró (Yamaha) 347.3 km/h 9. Bradley Smith (Yamaha) 347.2 km/h 10. Dani Pedrosa (Honda) 346.9 km/h ขอบคุณภาพ ducati

Ferrari 488 GTB ใครๆก็ขับได้
Ferrari /  Ferrari 488 GTB / 

Ferrari 488 GTB มีประสิทธิภาพสูงสุดบนสนามแข่งที่ผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินกับการขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะเป็นมือสมัครเล่นหรือผู้ขับขี่ที่ใช้งานในชีวิตประจำวันก็ตาม ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของสุนทรียะในการขับขี่ที่เหนือชั้น Ferrari 488 GTB มาพร้อมเครื่องยนต์ v8 ขนาด 3,902 cc เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 670 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 760 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 ใช้เวลาเพียง 3 วินาที ส่วนของ 0-200 ใช้เวลาเพียง 8.3 วินาที และเมื่อรวมกับนวัตกรรมอื่นๆ รถคันนี้สามารถวิ่งทำเวลาต่อรอบที่สนาม Fiorano ในเวลาเพียง 1.23 นาทีเท่านั้น Ferrari 488 GTB คันนี้ได้เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในงาน Thailand Premiere of 488 GTB โดยราคาของรถคันนี้ อยู่ที่ 600,000 ยูโร หรือ ประมาณ 24 ล้านบาท  ขอบคุณภาพ/ข้อมูล ferrari

กีกี้ ศักดิ์ นานา คนไทยใน Nürburgring สนามแข่งที่ยากที่สุดในโลก
Nürburgring /  porsche / 

พบกับเรื่องราวของนักแข่งรถอันดับ 1 ของประเทศไทยถึงสาเหตุว่าทำไมเขาจึงเลือกไปแข่งที่ Nürburgring รายการแข่งรถที่ขึ้นชื่อในเรื่องความหินที่สุดในโลก วันนั้น มีรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง รู้จักกันมาหลายปีแล้ว ได้ถามผมว่า “พี่กี้คะ ตั้งแต่พี่กี้แข่งมา พี่กี้เคยชนะอะไรบ้างไหมคะ” นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมกลับไปบ้าน แล้วเสิร์ชกูเกิ้ลว่า สนามอะไร การแข่งขันอะไร ที่ยากที่สุดในโลก โหดที่สุด เสี่ยงที่สุด และมีคนเสียชีวิตมากที่สุด กูเกิ้ลตอบผมว่า “Nürburgring” เพราะว่าเป็นสนามที่นักแข่งระดับโลกต่างบอกว่ายากกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็น Nikki Lauda, Stirling Moss และอีกคนหนึ่งคือ Sir Jackie Stewart ที่เขาได้มอบฉายาให้สนามนี้ว่า นรกสีเขียว (The Green Hell)…การที่ผมโดนดูถูกในครั้งนั้น ทำให้ผมเลือกที่จะไปแข่งสนามที่ยากที่สุดในโลกครับ การที่เราจะได้ไปแข่งขันที่ Nürburgring ได้ เราต้องสอบใบขับแข่ง ใบขับแข่งมีสามรูปแบบ คือ ใบขับแข่งประเภท C, B และ A ใบขับแข่งประเภท C จะได้มาจากประเทศเกิดของนักแข่งแต่ละท่าน ที่ลงแข่งการแข่งขันของประเทศนั้นๆ เช่นเมืองไทยก็เป็นงาน Thailand Super Series เป็นต้น ซึ่งเราก็เอาใบขับแข่งประเภท C นี้ ไปสอบเป็น ใบขับแข่งประเภท B ที่สนามแข่งที่เยอรมนี โดยเราจะต้องแข่ง VLN (งานแข่งชิงแชมป์เยอรมัน) อย่างน้อย 3 สนาม และใน 3 สนามนี้ เราจะต้องติดอันดับ 1 ใน 5 ทั้ง 3 สนาม และต้องแข่งจนจบการแข่งขันโดยไม่มีการชนหรือรถแข่งมีปัญหา พอเราได้ใบขับแข่งประเภท B แล้ว เราก็จะต้องไปอบรมและสอบข้อเขียน เพื่อที่จะได้ใบขับแข่งประเภท A ซึ่งเราจะต้องไปเข้าห้องเรียนสองวัน ต้องสอบข้อเขียนให้ผ่าน โดยจะต้องผ่านแบบถูกต้อง 100 เปอร์เซนต์ เท่านั้น พอสอบข้อเขียนผ่านแล้ว ก็จะต้องขับรถแข่งที่เขาเตรียมไว้ให้ในสนามโดยมี Instructor ( ครูสอนซึ่งเป็นนักแข่งมาก่อน ) นั่งไปในรถด้วย เราจะต้องขับรอบสนามทั้งหมด 3 รอบ แล้วทาง Instructor ก็จะให้คะแนนเรา ว่าเราจะสอบผ่านไหม พอเราผ่านสอบปฏิบัตินี้ เราก็จะได้ใบขับแข่งประเภท A ซึ่งเราจะสามารถแข่งรายการทุกรายการในประเทศเยอรมนีได้หมด ส่วนการแข่ง ตารางการแข่งขัน จะมี VLN ทั้งหมด 10 สนาม VLN คืองานแข่งชิงแชมป์ประเทศเยอรมนี ใน 10 สนามนี้ 9 ครั้งจะเป็นการแข่ง 4 ชั่วโมง และมี 1 ครั้งที่เป็นแข่ง 6 ชั่วโมง แล้วก็มี Qualification Race ซึ่งแข่ง 6 ชั่วโมง เป็นการแข่งเพื่อเตรียมตัวสำหรับแข่งชิงแชมป์โลกในงาน 24H ซึ่งถึงเราจะได้ใบขับแข่งประเภท A แล้ว ก็จะต้องมาขับในงาน Qualification Race 6 ชั่วโมงนี้ด้วย เพราะมันเป็นงานที่ใช้กฎกติกาและตารางงานเหมือนกับงาน 24H ทุกอย่าง แล้วก็งานแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดของปีคือ ADAC 24 Hours Rennen Nürburgring ซึ่งงานแข่งนี้ใช้เวลาหลายวันมาก เริ่มจากวันอังคาร เปิดให้ซ้อม วันพุธมี Qualify ตอนกลางคืน วันพฤหัสฯ มี Qualify ตอนกลางวัน วันศุกร์มีงานแข่งงานอื่น เช่น WTCC, Formula 3 และ WEC วันเสาร์เช้ามีแข่ง Classic Cars จากนั้นคิวของพวกเราก็จะเริ่มแข่งกันตอน 4 โมงเย็นวันเสาร์ ยาวไปถึง 4 โมงเย็นวันอาทิตย์ มีรถแข่งเฉลี่ย 250 คัน นักแข่งเกือบ 1,000 คน ทีมของผมเนี่ย เป็นทีม Porsche GetSpeed ครับ ซึ่งเป็นทีมที่ได้สปอนเซอร์มาจาก Porsche ได้การดูแลจาก Porsche มีช่างจากโรงงานมาดูแลตลอด ซึ่งพอเป็นทีมใหญ่ ผู้จัดการทีมและเจ้าของทีม ให้ความจริงจังกับการแข่งมาก เขาควบคุมนักแข่งในเรื่องการออกกำลังกาย การทานอาหาร การดื่มน้ำ และการซ้อม อาหารที่เราทานทุกมื้อ ทางทีมก็คำนวนปริมาณพลังงานและโปรตีน เพื่อที่ให้เรามีแรงงานพอเพียง ช่วงแข่งเขาจะให้เราทานแต่ soup จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องย่อยอาหารหรือปวดท้อง เราจะได้ทานอาหารเป็นมื้อเต็มๆ แค่มื้อเย็นเท่านั้น น้ำดื่มจะมีเตรียมกระติกให้นักแข่งแต่ละคน ติดชื่อเอาไว้ เป็นน้ำเปล่าผสมกับกลูโคสและวิตามินต่างๆ ซึ่งเป็นน้ำที่เอาไว้สำหรับนักกีฬาวิ่งระดับโลกเขาใช้ดื่มกัน ตอนอยู่ในรถแข่ง ก็จะมีน้ำอีกชนิดหนึ่งเตรียมไว้ให้ เวลาเราขับไปชั่วโมงหนึ่งแล้วเหนื่อยๆ พอมาดื่มน้ำแล้วจะรู้สึกมีแรงขึ้นมาเลย เหมือนได้ดื่ม Energy Drink ส่วนการซ้อม ยกตัวอย่างทีมอื่นเขาก็จะมาซ้อมก่อนแข่งแค่หนึ่งวัน แต่ทีมผม เขาจะปิดสนาม 2 วันเต็ม ก่อนที่จะมีการแข่งขันหนึ่งอาทิตย์ล่วงหน้า ให้นักแข่งในทีมได้ทำการซ้อมได้อย่างเต็มที่ ได้เข้าใจรถอย่างเต็มที่ ได้รู้จักลิมิตรถ สภาพอากาศของสนาม Nürburgring ด้วยมันเป็นสนามที่สูง 350 – 650 เมตร จากน้ำทะเล จุดนี้ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันตลอดเวลาครับ ความหมายคือ บางครั้งเราขับหนึ่งรอบนั้นมีหลายฤดูด้วยกัน บางช่วงก็แดดออก บางช่วงก็เหมือนเป็นน้ำแข็งบางๆ บนพื้นสนาม บางช่วงก็เปียกเหมือนมีฝนตก นั่นคือสิ่งที่ทำให้สนามนี้ขับยากที่สุด เพราะเราจะไม่สามารถเซ็ทรถให้เข้ากับสนามแบบแห้งหรือแบบเปียกอย่างใดอย่าง หนึ่งได้เลย ดังนั้นจึงเป็นงานของคนขับ ที่จะขับรถ คุมรถ ให้เข้ากับสภาพอากาศในสนามในช่วงๆ นั้น ถ้าถามถึงความคุ้นเคยกับสนาม ผมแข่งสนามนี้มาเป็นปีที่ 4 คงไม่กล้าตอบว่าคุ้นเคยมาก แต่ใช้คำว่า ทุกครั้งที่ขับในสนามนี้ จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ กลับมาทุกครั้ง คนที่แข่งที่สนามนี้จะรู้ดีว่า ไม่ว่าคุณจะขับเป็น 1,000 รอบ ไม่มีรอบไหน ที่สนามจะให้ความรู้สึกเหมือนกันเลย หลายท่านถามผมถึง feeling ในการขับ รถ 991 Cup Car ที่ใช้แข่งเป็นรถที่ดีมากครับ Balance ดีมาก, Handling ดีมาก Porsche เป็นรถที่แบบ…ไม่รู้ว่าสร้างด้วยอะไร แต่ไม่รู้สึกว่าเครื่องอยู่หลังแล้ว รู้สึกเหมือนเครื่องอยู่กลาง Understeer นี่แทบไม่มีเลย ผมเคยขับ SLS GT3, Z4 GT3, Lambo GT3 และ 997 GT3R แล้วผมก็คิดว่า 997 GT3R เป็นรถแข่งเกรด GT3 ที่ดีที่สุดแล้ว ครั้งแรกผมคิดว่า 991 cup car นี่ไม่มีทางสู้ได้หรอก แต่พอผมขับแล้วเนี่ย รู้สึกว่า 997 ห่วยไปเลย เพราะว่า Balance น้ำหนักของ 991 นี่ดีเหลือเชื่อ ระบบเบรกนี่คือ โอ้โห! ไม่เคยเจออะไรเบรกดีขนาดนี้มาก่อน สำหรับช่วงล่าง ผมก็ไม่เคยเจอช่วงล่างที่ดีขนาดนี้มาก่อนเหมือนกัน ปกติ Porsche มันจะมีนิสัย Understeer ค่อนข้างง่าย แต่ 991 cup GT3 ไม่มีอาการ Understeer เลย ผมสรุปง่ายๆ เลยละกันครับ ว่า ตั้งแต่ผมแข่งรถมา ผมไม่เคยขับรถแข่งที่ดีขนาดนี้มาก่อน ส่วนการปรับรถให้เข้ากับสนามนั้น รถ 991 cup car ใช้ช่วงล่างมาจากโรงงาน Porsche ซึ่งเราไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนมัน เราเปลี่ยนได้แค่สปริงเท่านั้น ทางทีมก็จะเซตอัพให้เราทดสอบดูในวันซ้อม แล้วก็ถามความเห็นนักแข่งว่าแบบไหนดีที่สุด ลมยางแบบไหนดีที่สุด Toe/Camber แบบไหนดีที่สุด เขาจะให้เราเลือก แล้วก็จะเซตอัพอันนั้นให้เรา หรือถ้าตัวเลือกที่เขามีนั้นเราไม่ชอบเลย เขาก็จะให้เราบอกอาการรถ แล้วแก้ไขจนกว่าเราขับแล้วรู้สึกเพอร์เฟ็กต์ เพื่อให้รถกับเราเป็นเหมือนชิ้นส่วนเดียวกัน โดยการดูจากเวลาต่อรอบขับเป็นหลัก ว่าเซตอัพแบบไหนทำเวลาได้ดีที่สุด ส่วนยาง ทาง Porsche จะบังคับให้ใช้เหมือนกันหมดทุกทีม คือ Michelin Hard Compound สุดท้ายนั่นคือแผนการขับ สำหรับตัวผมก็คือ เราต้องขับให้เร็วที่สุดและห้ามชน นี่คือคำสั่งที่เราได้ยินบ่อยที่สุดจากผู้จัดการทีมครับ ส่วนผลการแข่งขันที่ออกมาน่าพอใจไหม? ผมพอใจมากกับผลการแข่งขันสนามแรก แต่เหลืออีก 11 สนาม ยังต้องเหนื่อยอีกเยอะเลยครับ ข้อมูลภาพจาก : นิตยสาร GTPorsche Thailand  

MINI Driving Experience 2016 กับการเทสต์ไดรฟ์โชว์ความเหนือระดับของMini
Driving Experience /  mini / 

มินิ ประเทศไทย นำทัพสื่อมวลชนมุ่งหน้าสู่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ เพื่อร่วมสัมผัสสมรรถนะและดีไซน์อันยอดเยี่ยม เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของยานยนต์ระดับตำนานจากอังกฤษ กับรถยนต์มินิรุ่นล่าสุด ทั้ง มินิ คลับแมน มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ และมินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ในงาน MINI Driving Experience 2016 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559      “รถยนต์มินิทุกรุ่นถือเป็นสัญลักษณ์แทนความสนุกในการขับขี่ พร้อมด้วยงานออกแบบที่โดดเด่น แตกต่าง ไม่ซ้ำใคร” คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าว “นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา เราได้ทยอยนำยนตรกรรมมินิรุ่นล่าสุดเข้ามาสร้างสีสันให้แฟนๆ ชาวไทยได้ตื่นตาตื่นใจ เพื่อต่อยอดความสำเร็จของมินิในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์คอมแพคหรูของเมืองไทย และในโอกาสนี้ เราก็พร้อมแล้วที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ครบเครื่องในสไตล์มินิให้ได้สัมผัสกัน” มินิ คลับแมน โฉมใหม่ ใหญ่ที่สุดในตระกูลมินิ      ด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้น 27 เซนติเมตร กว้างขึ้น 9 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 10 เซนติเมตรเมื่อเทียบกับรถยนต์มินิ แฮทช์ 5 ประตู มินิ คลับแมน โฉมใหม่ จึงเป็นรถยนต์มินิที่มีขนาดใหญ่ที่สุด พร้อมตอบรับทุกการใช้งานด้วยช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุมากถึง 360 ลิตร และยังสามารถขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 1,250 ลิตร เมื่อทำการพับเบาะที่นั่งหลังซึ่งแยกกันที่ 40:20:40 ส่วนฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้างใช้วัสดุโลหะที่โดดเด่นสะดุดตา เป็นอีกจุดเด่นชวนมองในส่วนท้ายของ มินิ คลับแมน โฉมใหม่ เสากลางระหว่างบานกระจกซ้าย-ขวามีขนาดเล็กลงกว่าในรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองด้านหลังให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสะดวกสบายด้วยการเปิดประตูแบบไม่ต้องสัมผัส เพียงใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้ายเมื่อมีกุญแจรถอยู่กับตัวเท่านั้น      มินิ คลับแมน โฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 3 รุ่น โดยขุมกำลังของมินิ รุ่นใหม่นี้ ประกอบด้วยเทคโนโลยี มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้อารมณ์ในการขับขี่แบบโกคาร์ทโดยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้านต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้น มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ โฉมใหม่ เต็มพลัง ส่งตรงจากสนามแข่ง      มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ โฉมใหม่ ผสมผสานความเร้าใจจากสนามแข่งกับความหรูหราเต็มเปี่ยมของมินิรุ่นล่าสุด ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นแต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกไว้อย่างครบครัน ต่อยอดจากรถยนต์ต้นแบบเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้      มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ใหม่ มาพร้อมกับที่สุดแห่งขุมพลังสปอร์ตจากมินิ กับเครื่องยนต์ 4 สูบที่ติดตั้งแบบ transverse พร้อมอัพเกรดระบบส่งกำลังให้ทำงานราบรื่นด้วยเทคโนโลยี มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้คุณขับขี่ได้คล่องตัว รวดเร็ว พร้อมท้าทายทุกสนามแข่ง ขุมพลังใหม่ของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่มินิเคยนำออกมาทำตลาด โดยมีกำลังสูงสุดถึง 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า      นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ยังมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วยระบบแสดงผล MINI Head-Up Display พร้อมคอนเทนต์พิเศษในรุ่นนี้เฉพาะ หลังคาและกระจกมองข้างสีแดง Chili Red ล้อแม็กอัลลอยน้ำหนักเบา จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ขนาด 18 นิ้ว และแถบสีแต่งกระโปรงรถลายจอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ส่วนระบบช่วงล่างทำงานสอดประสานกับเครื่องยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ควบคู่ไปกับเบรกระดับสปอร์ตรุ่นใหม่จากเบรมโบ ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ เซอร์โวทรอนิก ที่ใช้ทั้งระบบไฟฟ้าและกลไกผสมผสานกัน และเทคโนโลยี Dynamic Stability Control ที่มีทั้งคุณสมบัติ Dynamic Traction Control (DTC)  Electronic Differential Lock Control (EDLC) และ Dynamic Damper Control ติดตั้งมาในตัวเป็นมาตรฐาน มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ใหม่      มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ใหม่ เป็นรุ่นที่สามของมินิรุ่นไฮเอนด์สุดคลาสสิกที่เปี่ยมความหรูหรา พร้อมจับทุกสายตาด้วยดีไซน์และสีสันพิเศษสุดเฉพาะตัว ตัวถังสีเทาเมทัลลิก Earl Grey จับคู่กับหลังคาและกระจกมองข้างสีแดง Oak Red พร้อมแต่งด้วยแถบสีสไตล์สปอร์ตในสีเดียวกับกระโปรงรถ กันชนท้าย และส่วนข้างตัวรถ ขณะที่ไฟเลี้ยวติดตั้งในกรอบชุบโครเมียมที่แต่งด้วยสีแดง Oak Red เช่นกัน นอกจากนี้ ตัวรถยังเสริมความสปอร์ตด้วยล้อแม็กอัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วสีเทาในดีไซน์ Turbo Fan Dark Grey พร้อมตกแต่งรอบตัวถังด้วยชิ้นส่วนกันชนและขอบประตูสีเงินในชุดแต่ง MINI ALL4 Exterior      มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งผลิตจากอลูมิเนียมทั้งบล็อก มอบกำลังสูงสุด 143 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 305 นิวตันเมตร อุ่นใจทุกเส้นทางกับโปรแกรมบำรุงรักษาและการรับประกัน      นอกเหนือจากสมรรถนะและดีไซน์ที่โดดเด่นของมินิทุกรุ่นแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดคือความสบายใจของลูกค้ากับโปรแกรม Service Inclusive อภิสิทธิ์พิเศษสุดสำหรับเจ้าของรถมินิ คุ้มครองรถให้ขับเคลื่อนไปในทุกเส้นทางอย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือตลอดระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่กำหนดใดถึงก่อน) นอกจากนี้ มินิยังมีโปรแกรมการรับประกันที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองเป็นตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย

ณัทพงศ์ กด 16 อันเดอร์ แซงคว้าแชมป์  ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ สิงห์-แซท 2016
ณัทพงศ์ นิยมชน /  สิงห์ แซท แชมเปี้ยนชิพ / 

ณัทพงศ์ นิยมชน มาแรงวันสุดท้ายหวดโบกี้ฟรี 7 อันเดอร์พาร์ 65 รวมสี่วันแซงคว้าแชมป์ ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ รายการแรกในชีวิตด้วยสกอร์ 16  อันเดอร์พาร์ 272 ทิ้งห่างอันดับสองถึง 4 สโตรค ในศึก สิงห์ แซท แชมเปี้ยนชิพ ชิงเงินรางวัลรวม 3 ล้านบาท ณ สนามมาเจสติค ครีก กอล์ฟ คลับ แอนด์ รีสอร์ท อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ณัทพงศ์ นิยมชน โปรวัย 28 ปีจากนครสวรรค์ ที่ออกสตาร์ทรอบสุดท้ายด้วยการตามหลังผู้นำ 2 สโตรคเร่งเครื่องอย่างรวดเร็วด้วยการเก็บ 5 เบอร์ดี้ในช่วงเก้าหลุมแรก ก่อนจบสกอร์รอบสุดท้าย 7 อันเดอร์พาร์ 65 จากการทำ 7 เบอร์ดี้โดยไม่เสียโบกี้ รวมสี่วันคว้าแชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์รายการแรกในชีวิตไปครองด้วยสกอร์รวม 16 อันเดอร์พาร์ 272 ชัยชนะรายการนี้ ณัทพงศ์ รับเงินรางวัลไปครอง 435,000 บาท ซึ่งนักกอล์ฟจากนครสวรรค์ที่ก่อนหน้านี้ทำผลงานดีที่สุดในไทยพีจีเอทัวร์คือการจบอันดับสองในการแข่งขันที่กบินทร์บุรี เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เปิดเผยว่า "ได้แชมป์วันนี้รู้สึกแบบบอกไม่ถูกเลยครับ แชมป์นี้สำหรับคุณพ่อและคุณแม่ครับ" ณัทพงศ์ ที่เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วเพิ่งชนะรายการระดับอาชีพรายการแรกในชีวิตในเซอร์กิตอาเชียนพีจีเอทัวร์ที่มาเลเซีย ยังกล่าวต่ออีกว่า "ก่อนแข่งผมไม่ได้คาดหวังว่าจะชนะ แต่อยากติดหนึ่งในห้า เพราะก๊วนหลังผมยังมีนักกอล์ฟเก่งๆอย่างพี่โจ๊ก (ชัพชัย นิราช) และโม (ธันยากร ครองผา) ก็เลยไม่คิดอะไรมากแค่ทำให้ดีที่สุด ทำให้เล่นค่อนข้างสบาย"  แชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์คนล่าสุดที่ตลอดทั้งสัปดาห์เสียไปเพียง 3 โบกี้ในรอบที่สองของการแข่งขันยังกล่าวด้วยว่า ตอนที่ผมขึ้นนำร่วมกับพี่เทพ (เทพบดินทร์ อัมรนันทน์) ก็ยังไม่คิดว่าจะได้แชมป์นะเพราะพี่เทพเขาตีดี จุดเปลี่ยนน่าจะอยู่ที่หลุม 14 ที่พี่เทพเขาเสียโบกี้ แล้วผมมาได้เบอร์ดี้ที่หลุม 15 ทำให้นำ 2 สโตรค ก็คิดว่าชนะแน่"  อันดับสองตามเข้ามาเท่ากัน 3 คน ประกอบด้วย ภูมิ ศักดิ์แสนศิลป์ ที่หวดเข้ามาอีก 6 อันเดอร์พาร์ 66, ปริยะ ชุณหสวัสดิกุล ที่ทำเข้ามาอีก 5 อันเดอร์พาร์ 67 และ เทพบดินทร์ อัมรนันทน์ ที่ช่วงหนึ่งของรอบสุดท้ายขึ้นนำหรืออย่างน้อยนำร่วมแต่สุดท้ายจบเข้ามาเพียง 2 อันเดอร์พาร์ 70 รวมสี่วันมีคนละ 12 อันเดอร์พาร์ 276 แบ่งเงินรางวัลคนละ 188,000 บาท เทพบดินทร์ นักกอล์ฟวัย 31 ปีจากเชียงรายที่ขึ้นนำการแข่งขันที่หลุม 12 ก่อนจะมาแผ่วปลายเปิดเผยว่า "ตอนหลุม 12 ผมขึ้นนำ พอหลุม 13 เสียโบกี้ ตั้งแต่หลุม 13 เป็นต้นมาพัตต์ไม่ดีเลยครับ พัตต์ใกล้ๆไม่ลงเลยครับ หลุม 13 สามพัตต์  หลุม 14  ตีสองออนก็สามพัตต์อีก หลุม 15 เซฟพาร์พัตเตอร์หนึ่งไม่ลงอีก หลุม 18 ก็ออกสามพัตต์อีก" ทางด้าน นายเมธี สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย เผยหลังจบทัวร์นาเม้นต์แรกของตัวเองหลังได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมฯ ว่า สมาชิกให้การตอบรับที่ดี จะเห็นว่ามีนักกอล์ฟในรุ่นใหม่ขึ้นมา มีโอกาสมากขึ้น นี่คือแรงบันดาลใจที่ดี ขอบคุณทางผู้บริหารสนาม เดอะ มาเจสติค ครีก คันทรี่คลับ และหลายๆ สนามที่ให้การสนับสนุน อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของคณะกรรมการชุดใหม่  ในอนาคตเราจะมีสนามแข่งขันสภาพดี ๆมีมาตรฐานให้เล่นมากขึ้นแน่นอน สำหรับสนามต่อไปของไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ กำหนดจัดแข่งขันระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย.59 ที่สนามกอล์ฟเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

Harley Davidson  Forty Eight 2016 จอมเก๋ารุ่นใหญ่
Forty Eight /  Harley / 

ถ้าให้นึกถึงรถมอเตอร์ไซค์สองล้อระดับตำนานที่มีชื่อเสียงจากฝั่งอเมริกาคงจะหนีไม่พ้นรถสองล้อสุดเก๋าจากแบรนด์ Harley Davidson ที่ได้รับกระแสตอบรับมาตั้งแต่ยุคสมัยก่อนจนถึงยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเสียงของเครื่องยนต์อันบ่งบอกถึงความเป็นรถรุ่นใหญ่สุดเก๋า ทำให้หนุ่มๆ ชาวไบค์เกอร์ รุ่นใหญ่จอมเก๋าทั้งหลาย อยากที่จะได้เจ้า Harley Davidson มาครอบครอง Harley Davidson Forty Eight คันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ทีมีพละกำลังความแรงอยู่ถึง 1,202cc ในแบบ 4 จังหวะ 2 ลูกสูบ V-Twin OHV ใช้การระบายความร้อนเครื่องยนต์ด้วยอากาศ พร้อมกับการพัฒนาเครื่องยนต์แบบ Evolution ที่ทาง Harley Davidson ได้ทำการสร้างสรรค์กันมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงบิด 70.8 ฟุต/ปอนด์ ที่ 3,500 รอบต่อนาที กับระบบเกียร์ธรรมดา 5 Speed ครัชมือแบบเปียก ที่สามารถเรียกพละกำลังเครื่องยนต์ของ Harley Davidson Forty Eight ออกมาได้เต็มที่ ส่วนด้านตัวถังน้ำมันมีความจุอยู่ที่ 7.9 ลิตร ทางด้านน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 245 kg ซึ่งก็ถือว่าน้ำหนักในระดับนี้เป็นเรื่องธรรมดาของรถในแนวอเมริกันชอปเปอร์ ที่ต้องเน้นความใหญ่ และหนักแน่นไปด้วยความดุดันอยู่แล้ว ด้านราคารุ่นใหญ่อย่าง Harley Davidson Forty Eight ถือว่าเป็นราคาที่สามารถให้คนไทยอย่างเราๆ จับจองกันได้โดยเจ้ารุ่นใหญ่จอมเก๋าคันนี้มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 889,000 บาท ซึ่งก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถเข้าถึงได้ สำหรับชาวไบค์เกอร์ในบ้านเรา ขอบคุณภาพ Harley

Honda ปล่อย Civic Black Pack
Black Pack /  civic / 

Honda ออสเตรเลีย ปล่อย All-New Civic "Black Pack"  Civic ตัวใหม่ที่โฉบเฉียวกว่าเดิมด้วยชุดแต่งสีดำสไตล์สปอร์ต ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ แต่จะออกขายเฉพาะในออสเตรเลียเท่านั้น      All-New Civic "Black Pack" ตัวนี้จะมาพร้อมกับความสปอร์ตแบบดุดันด้วยชุดแต่งสีดำทั้งกระจังหน้า, สปอยเลอร์หน้า, สเกิร์ตข้าง, กระจกมองข้าง, สปอยเลอร์ท้าย และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ส่วนราคานั้นชุดแต่งของตัว Black Pack จะมีราคาที่ 2,998 เหรียญฯ สำหรับของแต่งเสริมในรุ่นปกติ VTi, VTi-S, VTi-L และ VTi-LX ส่วนในรุ่น RS จะมีราคาลดลงอยู่ที่ 2,298 เหรียญฯ เท่านั้น และตัวกระจังหน้าและสปอยเลอร์หลังสีดำจะมีให้ในรุ่น RS อยู่แล้ว ทาง Honda ออสเตรเลีย นั้นได้เปิดให้จอง New Civic ก่อนหน้านี้แล้ว และยอดจองในตอนนี้ก็เกิน 200 คันไปแล้ว

ออกไปซิ่งกับ 1969 Lamborghini Espada ของ Jay Leno กันเถอะ
1969 /  Classic cars / 

เมื่อ Jay Leno พิธีกรและดาราตลกชื่อดังชาวอเมริกันพาเจ้ากระทิงรุ่นปู่อย่าง Lamborghini Espada ปี 1969 ออกมาโลดแล่นบนไฮเวย์ ที่ทำเอาเจ้าตัวถึงกับอุทานออกมาว่าดังๆเลยว่า "โอ้วแม่เจ้าพลังเสียงมันช่างเหมือนโอเปร่าของชาวอิตาเลี่ยนไปเลยพวก" เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วสำหรับใครที่ติดตาม Jay Leno พิธีกรและดาราตลกชื่อดังชาวอเมริกันคนนี้นั้นคลั่งไคล้ในรถซูเปอร์ คาร์ และคลาสสิค คาร์ เอามากๆ และเจ้าตัวนั้นสะสมรถซูเปอร์ คาร์ ไว้นับร้อยๆคัน และส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถซูเปอร์ คาร์ ที่หายากๆแทบทั้งสิ้น และวันนี้เค้าจะพาไปเปิดโรงรถเพื่อที่จะแนะนำให้รู้จักกับ Lamborghini Espada ปี 1969 กัน  สำหรับ Lamborghini Espada ปี 1969 คันนี้นั้น Jay Leno เพิ่งจะได้นำไปโมดิฟายสภาพรถขึ้นมาใหม่หมาดๆเมื่อไม่นานนี้เอง หลังจากที่เจ้าตัวนั้นได้เป็นเจ้าของรถคันนี้มาเป็นเวลาถึง 30 ปีแล้ว เขากล่าวว่า " ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดการออกแบบทั้งภายนอกหรือภายในของรถคันนี้นั้นมันอาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณเกลียดเสียงเครื่องยนต์ V12 ขนาด 4.0 ลิตร ของรถคันนี้แล้วนั้น ผมว่าพูดได้เลยว่า คุณโกหกแน่นอน เพราะผมว่าคุณไม่มีทางที่จะเกลียดพลังเสียงโอเปร่าอันไพเราะนี้ได้หรอกนะ" หลังจากสองสามปีที่ผ่านมาเค้าสังเกตุได้ถึงความเสื่อมสภาพลงของรถไม่ว่าจะเป็นทางด้านของเครื่องยนต์,เกียร์ และการกัดกร่อนของตัวถัง รวมไปถึงกลิ่นควันและการเผาไหม้ของสายไฟภายในตัวรถ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจน เค้าจึงไม่รอช้าที่จะโมดิฟายเจ้า Espada นี้อย่างเร่งด่วนก่อนที่สายไฟพวกนั้นมันจะก่อให้เกิดหายนะกับรถของเค้า และหลังจากภารกิจการโมดิฟายเจ้า Espada เสร็จสิ้นลงแล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ "เจ้า Espada ปี 69 มันจะทำให้คุณตื่นเต้นจนหัวใจคุณสั่นรัวๆเลยทีเดียวเชียวแหละ" ขอบคุณ carbuzz

ฝ่ายค้านออกโรง! ลูกพี่ไม่ปลื้ม คันโตน่าชี้มูไม่เหมาะกับแมนฯยูฯ
บอลอังกฤษ /  พรีเมียร์ลีก / 

ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้ง โฆเซ่ มูรินโญ่ เริ่มออกมาแสดงตัว ล่าสุดเป็น อิริค คันโตน่า ตำนานนักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ออกมาบอกตรงๆ ว่ากุนซือชาวโปรตุเกสรายนี้ไม่เหมาะกับผี Embed from Getty Images มูรินโญ่ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือที่เน้นเกมรับรัดกุมซึ่งแฟนบอลหลายคนคิดว่าไม่เหมาะกับทีมปีศาจแดงที่นิยมเล่นเกมบุกมาตลอด คันโตน่าออกมาพูดถึงสไตล์การทำทีมของว่าที่กุนซือคนใหม่ว่า "ผมชอบโฆเซ่ มูรินโญ่นะ แต่ในด้านรูปแบบการเล่นของเขาผมไม่คิดว่าเขาเหมาะกับแมนฯ ยูฯ" "ผมชอบบุคลิกของเขา ผมชอบความหลงใหลที่เขามีต่อเกมฟุตบอล เขาเป็นคนมีอารมณ์ขันและฉลาดมาก เขาต้องการให้นักเตะทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ และแน่นอนเขาเคยพาทีมได้แชมป์" "แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นสไตล์การเล่นที่แฟนปีศาจแดงจะชอบนะแม้ว่าทีมจะได้แชมป์ก็ตาม"

HONDA Fury ABS  สุดเก๋าสไตล์ยุ่น
bigbike /  chopper / 

HONDA Fury ABS สุดเก๋าสไตล์ยุ่น ขอบอกตรงๆ เลยนะครับว่า “ยังไม่เคยเห็นรถรุ่นนี้บนถนนเลยสักครั้ง” Honda Fury ABS เอาแค่ชื่อก็ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์สงครามอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นหน่วยรถถัง แต่พอมาเป็นมอเตอร์ไซค์ของฮอนด้า มันต่างกันราวฟ้ากับดิน ด้วยเครื่องยนต์พอเหมาะและที่สำคัญการออกแบบสัญชาติญี่ปุ่น เขาจะซ่อนลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์เอาไว้ แม้ต้นสังกัดจะไม่สามารถสู้รายใหญ่อย่างอเมริกาได้ในเรื่องยอดขาย แต่นี่ก็คือตัวเลือกที่ดี เพราะมันออกแบบโดยอิงจากลักษณะรูปร่างไซส์ “เอเชีย” Fury ABS เป็นรถครูสเซอร์ที่มาตัดแต่งดัดแปลงจนเกือบจะเรียกว่า “ช็อปเปอร์” แต่มาติดตรงที่ Fury ABS เป็นรถที่ทำออกมาในลักษณะของโรงงาน ทำออกมาในจำนานมากๆ ต่างกับ ช็อปเปอร์ ที่ 1 คันจะเป็นเพียง 1 เดียวในโลก งานออกแบบรถของญี่ปุ่น ณ เวลานี้กระแสกำลังมาแรง ทำเอาฝรั่งเก่งๆ หลายต่อหลายค่ายต้องหันกลับมามอง Fury ABS ใช้เฟรมแบบอุ้มเครื่องยนต์ น่าจะมีอยู่ด้วยกัน 8 ชิ้นส่วนหลักๆ ในการประกอบขึ้นเฟรม ถังน้ำมันเชื้อเพลิงทรงหยดน้ำมีการยืดระยะและกดให้บางลง มาด้วยขนาดความจุ 12.8 ลิตร แบบของไฟหน้าเป็นจอกลมตูดกระสุน แอบเก๋ด้วยการใช้คิ้วไฟหน้าโด่งยื่นออกมาคล้าย “แคปไฟหน้า” ส่วนแฮนด์มาในระยะที่สูงไม่มากนักจากถังน้ำมัน เบาะนั่งถูกกดลงไปด้วยแบบของเฟรม วางอยู่ด้านหลังเครื่องยนต์ในมิติที่สูงกว่าเครื่องยนต์เพียงนิดเดียวเท่านั้น ไม่มีพื้นที่สำหรับการโดยสารซ้อนท้าย บังโคลนหน้าโอบเกือบๆ จะครึ่งหนึ่งของยาง แต่มาแบบแนบสนิทและลดขนาดให้บางตาลง บังโคลนหลังโค้งล้อไปกับรัศมีของยางหลัง ไฟท้ายเล่นด้วยหลอดแบบ LED เรื่องความสว่างมาแบบจัดเต็ม แต่เก๋กว่าด้วยขนาดที่เล็กกว่า ลักษณะของไฟเลี้ยวมาแบบตูดกระสุนทั้งหน้าและหลัง หน้าเลนส์ใช้ทับทิมสีส้มเพื่อจะได้ถูกกฎหมายในบางประเทศ มีไฟส่องป้ายทะเบียนแยกออกมาอย่างเป็นสัดส่วน ขนาดของยางหน้ามาด้วยขนาด 90 / 90 – 21 นิ้ว ยางหลัง 200 / 50 – 18 นิ้วน้ำหนักรวมตัวรถ 308 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นช็คอัพเทเลสโคปิค ขนาด 45 มม. ให้ระยะของการทำงาน 102 มม. ด้านหลังเป็นโช็คอัพเดี่ยว หลบสายตาเข้าไปด้านใน มีระยะการยุบตัว 95 มม. ปรับตั้งได้ 5 ระดับ ชนิดครบทุกความต้องการในเวลาขับขี่ จานเบรคหน้ามีขนาด 336 มม. คาลิเปอร์ 3 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นจานเดี่ยวในขนาด 296 มม. คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ ใช้ระบบ C-ABS เข้าร่วมในการหยุด จึงทำให้รถคันนี้หยุดได้ตามสั่งและนิ่มนวลมากๆ อีกด้วย ความสูงของเบาะนั่ง 685 มม. ระยะห่างฐานล้อ 1,805 มม. ตัวเครื่องยนต์เป็นเบ็นซิน 4 จังหวะ 2 ลูกสูบ V twin ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำและชุดพัดลมไฟฟ้า มีขนาดความจุสุทธิ 1,312 ซีซี. กระบออกสูบ x ระยะชัก เท่ากับ 89.5 x 104.3 มม. กำลังอัดเครื่องยนต์ 9.2 : 1 จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็คทรอนิคส์ PGMFI ใช้เพลาลูกเบี้ยวในการกดวาล์วแบบเดี่ยวด้านบนเหนือฝาสูบ SOHC เจ๋งตรงที่ใช้วาล์ว 3 ชุด : 1 ห้องเผาไหม้ รับรอง “จี๊ดได้ใจ” เกียร์ธรรมดา 5 สปีด คลัทช์สั่งการด้วยสายสลิง สตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยระบบไฟฟ้า ขับเคลื่อนด้วยชุดเพลาขับที่ทันสมัย การออกแบบหม้อน้ำ ก็จะวางตำแหน่งอยู่กลางคู่เสาด้านหน้าของเฟรมเพื่อหลบสายตาพร้อมด้วยการ์ดกันรังผึ้ง การวางทางเดินท่อไอเสียจนถึงปลายท่อเป็นแบบ 2 – 1 – 2 ไม่เน้นเสียงคำรามโหดๆ แต่จะเน้นอารมณ์เงียบๆ เพื่อเพิ่มสุนทรีในการขับขี่ (สำหรับคนที่ชอบเดินทาง) และยังมีการใส่ทับทิมด้านหน้าและหลังเพื่อจะได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยทับทิมด้านหน้าจะใช้สีส้ม และด้านหลังจะเป็นสีแดง แต่ในบางประเทศก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจในเรื่องนี้นัก เรียบเรียงโดย A'Lure Magazine ติดตามต่อได้ใน A'Lure Magazine issue 70

Mercedes-Benz 600 รถควีนอลิซาเบธที่คุณสามารถเป็นเจ้าของได้
Benz /  Benz 600 / 

นี่คือรถที่เป็นมากกว่ารถ เพราะนี่คือส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์ยุโรป เมอซิเดส เบนซ์ 600 คันนี้นับเป็นรถแห่งประวัติศาสตร์ของราชวงศ์อังกฤษและเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรปเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นรถที่ ควีนอลิซาเบธและและเจ้าชายฟิลิป ใช้เป็นยานพาหนะขณะเยือนกรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมนีในวันที่ 18 พฤษภาคม ปี 1965 ที่เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามสร้างความปรองดองของทั้งสองประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยตามรายงานกล่าวว่ารถคันนี้เป็นรถที่ไปรับทั้งคู่จากสนามบินโคโลญ-บอนน์ พาไปทุกที่ๆทั้งคู่ต้องการจะไป และเป็นครั้งแรกที่ได้นำรถคันนี้ออกมาใช้ สำหรับ เมอซิเดส เบนซ์ 600 คันนี้หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ควีนอลิซาเบธและและเจ้าชายฟิลิป แล้วนั้นในระหว่างช่วงปลายปี 1980 - 1990 ก็ได้ถูกนำมาบูรณะใหม่ให้มีความสวยงามและสมบูรณ์ทั้งภายในและภายนอกมากขึ้นไปอีก ทั้งเครื่องยนต์ใหม่ สีของตัวถังที่มีความสดและใหม่ขึ้นกว่าเดิม และภายในตัวรถนั้น ก็ได้บุหนังใหม่และใช้วัสดุที่เป็นไม้คุณภาพดีและราคาที่สูงมาก คุณสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของรถคันนี้ได้ที่ เว็บไซต์ Mechatronik และมีสิ่งที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปด้วยมุมมองแบบ 360 องศาที่คุณสามารถหมุนมุมกล้องไปได้ทั่วทุกทิศทางเสมือนว่าคุณได้นั่งอยู่ในรูปคันนี้จริงๆเลย และถ้าหากท่านที่สนใจจะเป็นเจ้าของแล้วนั้นก็สามารถติดต่อและสอบถามราคาทางเว็บไซต์ได้เลยครับ

3 สาวนักสู้ แม้
กำลังใจ /  คีโม / 

ขึ้นชื่อว่า "มะเร็ง" ใครไม่เจอกับตัวคงไม่มีทางเข้าใจ หลายครั้งที่มันทำร้ายชีวิตของใครหลายคนให้ทรุดลงแบบตั้งตัวแทบไม่ทัน บางคนท้อจนไม่สามารถกลับมามีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ได้อีก แต่สิ่งเหล่านั้นคงไม่ได้เกิดขึ้นกับสามสาวที่เราพามาในวันนี้แน่ เพราะทั้งสามมีวิธีตั้งรับในแบบที่มั่นคงและแตกต่างกันไป เราจึงนำเรื่องราวและแง่มุมที่ดีๆ ที่ทั้งสามถ่ายทอดมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจให้กับใครอีกหลายๆคน  ความรู้สึกแรกที่รู้ว่าเป็น "มะเร็ง" คุณพิมพ์ พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร ดารานักแสดงสาวสวย เล่าให้เราฟังว่า... "หมอบอกพิมพ์ว่า เจอก้อนเนื้อขนาด 18 เซนต์อยู่ในรังไข่ด้านซ้าย เหมือนส้มโอลูกหนึ่งอยู่ในรังไข่ แล้วให้เวลาไปเคลียร์ชีวิตตัวเอง 2 อาทิตย์แล้วกลับมาผ่าตัด ตอนนั้นพิมพ์มีทั้งงานละครและงานผู้จัดค้างอยู่ ก็ยังต่อรองว่าขอพิมพ์ไปทำงานอีกสักพักได้ไหม คือยังชิล ยังไม่รู้เรื่อง เพราะชีวิตนี้มีความสุขมาตลอด ไม่มีอะไรให้เครียดหรือคิดมาก ยกเว้นตอนอกหัก (หัวเราะ) คำว่า ‘มะเร็ง’ ไม่เคยอยู่ในหัว คิดว่าคงเป็นเนื้องอกหรือถุงน้ำเหมือนที่ใครๆก็เป็นกัน ยังบอกคุณหมอก่อนผ่าตัดเลยว่า ยังไงคุณหมอช่วยเอาไขมันพิมพ์ออกไปด้วยนะคะ จนเมื่อหมอบอกว่าก้อนเนื้อที่ว่านั้นคือมะเร็ง จึงทั้งชาทั้งมือไม้สั่น  ความรู้สึกทุกอย่างมันป๊อปอัพเข้ามาในหัว พิมพ์จะตายไหม แล้วพิมพ์จะไปทำงานยังไง เพราะตอนนั้นละครก็ถ่ายใกล้จบแล้ว พิมพ์ขอหมอไปถ่ายละครให้จบก่อนหมอก็บอกไม่ได้ ซึ่งก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรง" ในขณะที่คุณแป้ง อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ สไตลิสท์ และ กรรมการบริหารแบรนด์เสื้อผ้า Vickteerut และ Vick’s  เล่าว่า... "ตอนหมอบอกก็ตกใจประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เครียดมากมาย เพราะก่อนนั้นก็สังเกตเห็นว่าทำไมแม่ เพื่อนแฟน หมอต้องออกไปคุยกันนอกห้อง ก็คิดว่าเป็นมะเร็งใช่ไหมเนี่ย เขาถึงต้องทำแบบในละคร (หัวเราะ) แล้วก็ทราบจากในละครอีกนั่นแหละว่าเออ...เดี๋ยวถ้าให้คีโมแล้วต้องหัวโล้นนะ งั้นก็ไปโกนหัวรอเลยก็แล้วกัน เพราะที่จริงก็อยากจะไว้ผมทรงนี่อยู่แล้วล่ะ คือแป้งเป็นคนพร้อมรับกับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้สึกกังวลอะไรกับมันมากมาย แล้วก็มั่นใจว่าหมอเก่ง คิดว่ายังไงเราก็ต้องหายเพราะแป้งเป็นคนชอบเที่ยว ยังมีที่อีกตั้งเยอะที่อยากจะไป" สำหรับคุณหนึ่ง มสธร เห็นใจชน Marketing & PR Director บริษัท Bemyguest Management เธอบอกว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของเธอก็คือช่วงที่รอผ่าตัดและรอฟังผล "นอนไปนี่ตื่นขึ้นมาทุก 1 ชั่วโมง คิดอยู่แค่ว่าถ้ามันเป็นมะเร็งล่ะ แล้วถ้าเป็น...มันจะเป็นขนาดไหน แต่พอรู้ว่าเป็นอะไรแน่นอนแล้ว หลังจากวันนั้นก็ ‘สู้’ เลยคิดเลยว่าเราเกิดวันที่ 1 ใหม่ เราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ใหม่ keep fighting คือก่อนนี้หนึ่งเป็นคนใช้ชีวิตแบบเลวร้าย ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก เที่ยวหนัก แต่ในวันที่ตั้งใจว่าฉันจะเกิดใหม่ ก็เปลี่ยนมาเป็นนอนเร็ว สองทุ่มนี่ต้องอยู่บนเตียงแล้วพร้อมหลับ อาหารการกินก็เปลี่ยน จากที่เคยนอนกินหมูสามชั้นทอดตอน 4 ทุ่ม ตอนนี้งดของทอด กินผักผลไม้มากขึ้น เพราะเสิร์ชเจอในกูเกิ้ล (ซึ่งเธอบอกว่าช่วงที่เป็นมะเร็ง เธอเข้ากูเกิลเป็นพันๆหน) ว่าคนเราต้องกินผักและผลไม้ 50เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ แล้วก็ดื่มน้ำเยอะๆ รวมถึงกินไข่ขาว ข้าวกล้อง เวลาไปเดินซูปเปอร์มาร์เก็ต ทุกอย่างที่เคยหยิบแต่ก่อนนี้ ตอนนี้หยิบไม่ได้เลย  ไส้กรอก อาหารที่เป็นโปรเซสส์ ฟู้ดส์ ต้องหยุดหรืออาหารตามร้านสะดวกซื้อ ไม่กินค่ะ เพราะว่าเป็นอาหารไมโครเวฟ ห้ามเด็ดขาด แต่ก่อนหนึ่งชอบมากตื่นมาขี้เกียจทำกับข้าวก็ใส่ไมโครเวฟ แล้วก็กินๆๆๆ แต่ช่วง 3 เดือนแรกที่ให้คีโม หนึ่งกินอาหารที่บ้าน ปรุงเองตลอด ส่วนพวกเหล้า บุหรี่นี่ตัดทันทีเลยแบบหักดิบ (หัวเราะ)" "คีโม" อีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปโดยเฉพาะคุณพิมพ์ที่อยู่ในวงการบันเทิงถือเป็นสิ่งที่ยากลำบากมาก "ต้องบอกว่า ผมร่วงจนโล้นนี่เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิตที่เกิดขึ้นกับพิมพ์ก็ว่าได้ มันแย่กว่าตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็งอีก จนพิมพ์คิดว่าคงจะผ่านมันไปไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตแล้ว จะให้ใครเห็นสภาพเราแบบนี้ได้ยังไง ทั้งๆที่ก็ทำใจไว้แล้วนิดหนึ่งนะคะ เพราะก่อนจะร่วงหมด ผมมันก็เริ่มจะปลิวออกจากศีรษะไปแบบง่ายๆ นั่งๆอยู่ก็บอกแม่ผมร่วงอีกแล้ว แต่วันที่แค่จับแล้วผมหลุดเลยนี่ช็อคมากเลย จับตรงไหนก็หลุดไปทั้งกระจุก จับตรงไหนตรงนั้นโหว่ ก็ร้องไห้หนักมาก กอดกันกับคุณแม่ทั้งคืน พอตื่นขึ้นมาก็ตกใจตัวเองอีกเพราะเห็นสภาพตัวเองในแบบที่ผมมันไม่เหลือแล้ว เหลือแต่ตอแหว่งๆ" "ในที่สุดพิมพ์ก็ตัดสินใจโกนผมทั้งน้ำตา แต่การโกนผมก็ทำให้พิมพ์ได้คิดว่า พิมพ์จะอ่อนแอไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วนะเพราะไม่รู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้แล้ว จะผ่านมันไปได้ยังไง พิมพ์ยังต้องให้คีโม ยังต้องสู้กับมันอีกตั้ง 5 ครั้ง นี่เพิ่งครั้งแรกเอง แล้วพิมพ์จะผมร่วงฟรีเหรอ เพื่ออะไร พิมพ์ก็ต้องรักษาให้หายให้ได้ พิมพ์จะบอกตัวเองอย่างนี้ทุกวันๆ" การมองโลกในแง่บวกเป็นเครื่องมือ ‘สู้’ กับ ‘มะเร็ง’ "สำหรับหนึ่งจะบอกว่าเป็นความโชคร้ายบนความโชคดีก็ได้เพราะตอนนี้หนึ่งอายุ 42 เราใช้ชีวิตสุดโต่งมาเต็มที่แล้ว แต่เรายังมีชีวิตอีก 40 กว่าปี ที่เรายังต้องอยู่ต่อไป ...มันเหมือนมะเร็งมาเตือนเรา ให้เราดูแลชีวิตดีขึ้น รักตัวเองมากขึ้น เพราะหนึ่งคิดว่าไม่ใช่ว่าเมื่อเราเป็นมะเร็งแล้ว แล้วเราจะต้องไปพร้อมกับมัน หนึ่งคิดว่าหนึ่งมีทางเลือก" ส่วนคุณแป้งเธอว่า "มะเร็ง มันช่วยให้รู้ว่ามีคนรักเรามากแค่ไหน ไม่ใช่แค่คนสนิท แม้แต่คนที่ห่างไปหน่อย ที่เขียนอะไรซึ่งบางครั้งเราก็รู้สึกว่ามันดราม่า แต่ลึกๆเราก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงเรานะ แล้วมันก็เป็นกำลังใจให้เรา" "พิมพ์มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมและได้พูดหน้าชั้นในวันสุดท้าย ก็เล่าให้ทุกคนฟัง เปิดหมวกให้ทุกคนดู พิมพ์เห็นทุกคนช็อค เพราะตอนนั้นคนทั่วไปยังไม่รู้ แล้วคนที่เม้าท์ว่ามาปฏิบัติธรรมแล้วทำไมต้องใส่หมวก ทำไมต้องติดสวย เขาเดินมาขออโหสิกรรม มาขอโทษ มาให้กำลังใจ กลายเป็นได้พลังบวกแฮะ แล้วพิมพ์รู้สึกโล่งไปเลย สบายใจที่ได้บอกออกไป อีกครั้งคือตอนให้สัมภาษณ์นักข่าว ที่ทำให้พิมพ์ได้คิดว่าด้วยอาชีพของเรา เราสามารถเป็นกำลังใจให้คนได้อีกเยอะมากๆสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนกล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่เป็น" "พิมพ์จะพูดตลอดว่าต้องเห็นคุณค่าของตัวเองก่อน ต้องทำตัวเองให้มีประโยชน์สิ ถ้าทำได้ จะมามัวนั่งอมทุกข์อยู่ทำไม เพราะการเจ็บป่วยแบบนี้มันเป็นเรื่องภายนอก พอรักษาหายแล้วเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป” ทั้งสามคนมีจุดเริ่มต้นที่เหมือนกันคือการพบก้อนเนื้อที่บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ดังนั้นสาวๆก็ควรหมั่นสังเกตตัวเองกันด้วยนะคะ และที่สำคัญควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะการตรวจภายในเพื่อที่จะได้แก้ไขได้ทันถ่วงที แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม "ความหวัง" และ "กำลังใจ"  เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้จิตใจของคุณแข็งแรง และหลายๆครั้งที่จิตใจที่เข้มแข็งสามารถพาเราผ่านเรื่องร้ายไปได้ราวกับปาฏิหาริย์ เช่นเดียวกับสามสาว ที่ขอบอกว่าเรานับถือหัวใจของเธอจริงๆ 

หลุมยักษ์ถล่ม กลืนรถหนุ่มอังกฤษ
sinkhole /  ภัยธรรมชาติ / 

หลุมยุบขนาดความกว้างเกือบสี่เมตรกำลังทรุดตัวลงพร้อมด้วยรถยนต์ของผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ หนุ่มชาวลอนดอนต้องพบกับเรื่องสุดเซอร์ไพร์สในรุ่งเช้าของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาหลังจากที่เขาเพิ่งตื่นนอนภาพที่ทำให้เขาแทบทรุดลงไปกับพื้น ณ ขณะนั้นคือ รถยนต์ Vauxhall รุ่น ซาฟิร่า คันสีน้ำเงินขนาด 7ที่นั่งของเขากำลังจะถูกหลุมขนาดใหญ่ดูดกลืนไปเกือบทั้งคัน เหตุการณ์ภัยธรรมชาติกลั่นแกล้งมนุษย์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่ถนนวู๊ดแลนด์ เทอร์เรซ เขตกรีนวิช ย่านลอนดอนตะวันออกเฉียงใต้ เจ้าของรถดวงตกคนนี้มีชื่อว่า กาซี่ ฮัสซันได้เล่าให้นักข่าวฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ขณะที่เขากำลังนอนหลับอยู่ในเช้าวันนั้น น้องชายของเขาชื่อนาย อับดุล อาห์มัดไซซึ่งเป็นเจ้าของบ้านได้มาปลุกเขาพร้อมกับบอกข่าวร้ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "เจ้าหน้าที่ตำรวจมาปลุกผมที่บ้านตั้งแต่ตอนตีสี่ พร้อมกับบอกว่ามีหลุมขนาดใหญ่อยู่ที่หน้าบ้านของผม และรถยนต์ของพี่ชายที่กำลังจมลงไปในหลุมเกือบครึ่งคัน แต่ในขณะนั้นผมไม่สามารถทำอะไรได้จึงบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้กลับมาที่นี่อีกครั้งในตอนเช้า" อับดุล อาห์มัดไซกล่าว ด้าน กาซี่ ฮัสซัน เจ้าของรถกล่าวว่า "ผมรู้สึกหงุดหงิดมากที่น้องชายผมมาปลุกในตอนเช้าโดยที่ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์อะไร มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเป็นเช้าที่แย่มาก แต่ยังดีที่ครอบครัวของผมไม่ได้อยู่ในรถตอนดินยุบ และเหตุการณ์นี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ" เมื่อหน่อยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงเหตุการณ์อีกครั้งในตอนเช้า รถVauxhallคันดังกล่าวจึงถูกกู้ขึ้นมาจากหลุ่มตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสันนิฐานสาเหตุที่เกิดขึ้น เบื้องต้นสันนิฐานว่าหลุมนี้อาจเกิดจากฟ้าผ่าเนื่องจากคืนวันเกิดเหตุได้เกิดพายุฝนหนักในเขตพื้นที่ดังกล่าว  ขณะที่เพื่อนบ้านในระแวกนั้นได้ให้การเสริมว่าตอนตีสี่ของคืนนั้นขณะที่ฝนตกหนักได้เกิดเสียงระเบิดเปรี้ยงดังจึงคิดว่าคงเกิดฟ้าผ่าตามปกติ แต่ไม่คิดว่าจะมีหลุมยักษ์ขนาดนี้เกิดขึ้น

Aston Martin V8 Vantage S Blade Edition เพียง 5 คันในโลกเท่านั้น
Aston Martin /  Super car / 

Aston Martin V8 Vantage S Blade Edition เป็นรุ่นพิเศษของตัวแทนจำหน่าย Aston Martin Cambridge ที่ผลิตขึ้นมาทั้งหมดเพียง  5 คันเท่านั้น โดยใช้พื้นฐานของรถสปอร์ตขนาดเล็กสุดคือ Aston Martin V8 Vantage S  มาตกแต่ง ขุมกำลังของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.7 ลิตร กำลังสูงสุด 436 แรงม้า และแรงบิด 490 นิวตันเมตร รวมถึงอัตราเร่งจาก   0-100 จะทำได้ต่ำกว่าที่ 4.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Aston Martin V8 Vantage S Blade Edition ตั้งราคาขายไว้ที่ 119,950 ปอนด์ หรือประมาณ 6.1 ล้านบาท แต่ถ้าอยากเร้าใจขึ้นไปอีกด้วยเกียร์ 7 จังหวะ พร้อมแพดเดิลชิฟท์ที่จะทำให้เข้าใกล้อารมณ์รถแข่งมากขึ้นต้องควักเพิ่มอีก 5,000 ปอนด์ (สำหรับใครที่อยากเป็นเจ้าของต้องแสดงความเสียใจด้วยเพราะทุกคันมีเจ้าของหมดแล้วจร้าา) ขอบคุณข้อมูล/ภาพ jardinemotors, carscoops