ความก้าวหน้า

15 ตำแหน่งเงินเดือนสูงสุดในบริษัทแอปเปิ้ล
10 อันดับ /  Apple / 

อย่างที่เรารู้กันว่า Apple คือบริษัทที่ทำเกี่ยวกับธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และเทคโนโลยีล้ำยุคต่างๆ โดยมีผู้บริหารที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง สตีฟ จ็อบส์ นั้นเป็นผู้บุกเบิกร่วมกับเพื่อนของเขา ดูเหมือนตอนแรกนั้นบริษัทแอปเปิ้ลนี้จะไปไม่รอดเอาซะเลย แต่สุดท้ายก็พลิกตัวกลับมาพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์  เทคโลโลยีสุดล้ำให้เราได้ใช้กันถึงปัจจุบัน และเพื่อนๆ รู้ไหมว่า บริษัทแอปเปิ้ลนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในความฝันของใครหลายคน ที่อยากจะเข้ามาทำงานร่วมกับองค์กรที่ถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกแห่งนี้ด้วย วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 15 ตำแหน่งเงินเดือนสูงสุดในบริษัทแอปเปิ้ล (The Highest Salaries - Apple Inc.) ในสหรฐอเมริกา มาฝากกันคะ จะเจ๋งแค่ไหนต้องไปดู!! น้ำลายหยดเป็นแถวเลย .. 15 ตำแหน่งเงินเดือนสูงสุดในบริษัทแอปเปิ้ล (The Highest Salaries - Apple Inc.) ตำแหน่งเงินเดือนในบริษัทแอปเปิ้ลนี้ อ้างอิงมาจากเว็บไซต์ glassdoor ที่ได้รวบรวมรายงานเงินเดือนของพนักงานแอปเปิ้ลทั้งในปัจจุบันและที่ผ่านมา ตำแหน่งที่เพื่อนๆ คิดกันไว้ว่าน่าจะได้เงินเดือนมากที่สุดนั้นคือตำแหน่งไหน? นักออกแบบ, วิศวกร นั่นก็มีส่วนถูกค่ะ แต่จะว่าไปแล้ว บริษัทแอปเปิ้ลให้ความสำคัญกับตำแหน่งหรือหน้าที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เพราะทุกส่วนต้องช่วยกันผลักดันให้องค์กรนั้นเดินหน้าและก้าวหน้าต่อไป ในปัจจุบัน บริษัทแอปเปิ้ลมีพนักงานมากถึง 8,369 คน ใน 1,509 สายงานหรือตำแหน่งงาน OMG!  15. Software quality assurance engineer  เงินเดือน $92,733 (ประมาณ 2,967,456 บาทไทย) บริษัทแอปเปิ้ล ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ซอฟแวร์ที่ทำการจัดส่งสินค้านั้นไม่มีข้อบกพร่องและจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าของแอปเปิ้ลด้วย นั่นคือสิ่งที่วิศวกรควบคุมคุณภาพต้องทำ ^^ 14. Systems engineer  เงินเดือน $95,713 (ประมาณ 3,062,816 บาทไทย) เกี่ยวข้องกับซัพพลายเออร์และโรงงาน แอปเปิ้ลต้องมีการจัดการโลจิสติกอย่างระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทแอปเปิ้ลได้รับการจัดส่งในเวลาที่จัดเตรียมไว้ และ วิศวกรระบบ จะเป็นคนตรวจสอบระบบนี้ทั้งหมดให้ไม่เกิดความเสียหายหรือความเสี่ยงแก่บริษัท งายใหญ่เลยนะพี่! >,< 13. Project manager เงินเดือน $101,716 (ประมาณ 3,254,912 บาทไทย) ผู้จัดการโปรเจค นั้นจะเป็นคนดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับโครงการ, ส่วนประกอบต่างๆ, ข้อมูล ในโปรเจคที่ได้รับมอบหมายให้ทำซึ่งจะดูแลตามสาขาแตกต่างกันไป 12. Firmware engineer  เงินเดือน $105,270 (ประมาณ 3,368,640 บาทไทย) ตำแหน่ง Firmware engineers นี้จะเป็นคนทดสอบให้แน่ใจว่า ซอฟต์แวร์ทั้งหมดของแอปเปิ้ลนั้นสามารถไปได้ดีกับฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องใช้ความความเชี่ยวชาญทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ (ใครเก่งด้านนี้ต้องลองดู!) 11. Test engineer เงินเดือน $106,446 (ประมาณ 3,406,272 บาทไทย) Test engineer จะทำหน้าที่พัฒนากระบวนการที่เน้นการทดสอบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าได้คุณภาพตามมาตรฐานของบริษัทแอปเปิ้ล พวกเขาต้องรับผิดชอบในด้านการสร้างขั้นตอนการทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอุปกรณ์แอปเปิ้ลที่จัดส่งจะทำงานอย่างเต็มที่และไม่เกิดข้อบกพร่อง 10. Senior systems engineer เงินเดือน $107,740 (ประมาณ 3,447,680 บาทไทย) เป็นคนควบคุมดูแล Test engineer เพียงแค่ตำแหน่งนี้อวุโสขึ้นมาหน่อย ^^ 9. Database administrator  เงินเดือน $109,415 (ประมาณ 3,501,280 บาทไทย) Database administrator จะเป็นคนคอยตรวบสอบฐานข้อมูลการใช้งาน การให้บริการต่างๆ ผ่าน App Store อีกทั้งคอยดูแลเกี่ยวกับการเชื่อมต่อเว็บไซต์ โดยต้องให้แน่ใจว่าแอปเปิ้ลจำทำงานได้อย่างรวดเร็วและไม่  offline 8. Software engineer เงินเดือน $110,784 (ประมาณ 3,545,088 บาทไทย) Software engineers เรียกได้ว่าเป็น "สมอง" ที่อยู่เบื้องหลัง Apple's applications และระบบปฏิบัติการ ถ้าเทียบกับศวกรซอฟต์แวร์ของบริษัท Google นั้นห่างกันเพียงเล็กน้อย ^^ $118,982 เอง 7. Hardware engineer  เงินเดือน $113,577 (ประมาณ 3,634,464 บาทไทย) วิศวกรฮาร์ดแวร์ นั้นมีส่วนคล้ายกับ เพื่อทำให้มั่นใจว่า วิศวกรซอฟต์แวร์ เลยทีเดียว ซึ่งฮาร์ดแวร์ของแอปเปิ้ลนั้นสิ่งสำคัญ เป็นหัวใจสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน 6. Mechanical engineer  เงินเดือน $119,150 (ประมาณ 3,812,800 บาทไทย) งานยิ่งละเอียดยิ่งต้องรับผิดชอบสูง! ผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลยังคงเผชิญปัญหามากเกี่ยวกับกลไกต่างๆ เช่น ความร้อนของเครื่อง หรือชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งวิศวกรช่างกลเนี่ยแหละที่จะคอนดูชิ้นส่วนต่างๆ นี้ ปรับปรุงและแก้ไขตลอดเวลา 5. Product design engineer  เงินเดือน $119,742 (ประมาณ 3,831,744 บาทไทย) การออกแบบ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ อีกอย่างหนึ่งของแอปเปิ้ล ตำแหน่งนี้จึงได้ค่าตอบแทนสูงไม่ใช่น้อย  4. Product manager เงินเดือน $120,182 (ประมาณ 3,845,824 บาทไทย) ตำแหน่งนี้จะต้อวคอยควบคุมทุกอย่าง คอยดูแลตั้งแต่การผลิตภายในว่าชิ้นส่วนแต่ละอันนั้นถูกส่งไปยังฝ่ายต่างๆ ได้ถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งยังคอยดูแล การตลาด, ดีไซน์เนอร์, การตลาด, ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ อีกด้วย 3. Senior software engineer เงินเดือน $130,130 (ประมาณ 4,164,160 บาทไทย) วิศวกรซอต์แวร์ระดับอาวุโส นี้จะเป็นผู้ที่ทำงานคอยควบคุมดูแลซอฟต์แวร์ในส่วนที่ละเอียดหรือเป็นหัวใจหลักของแอปเปิ้ล ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก 2. Senior hardware engineer เงินเดือน $138,753 (ประมาณ 4,440,096 บาทไทย) วิศวกรฮาร์ดแวร์ระดับอาวุโส ก็เป็นรุ่นใหญ่ที่คอยควบคุมดูแล ตรวจสอบฮาร์ดแวร์ทั้งหมด ให้มีความพร้อมและสมบูรณ์แบบมากที่สุดก่อนที่จะนำมาให้พวกเราๆได้ใช้กัน 1. Industrial designer เงินเดือน $167,260 (ประมาณ 5,352,320 บาทไทย) เป็นที่ทราบกันว่าบริษัท “Apple” ยึดถือในปรัชญาการผสมผสานระหว่าง “การออกแบบ” กับ “เทคโนโลยี” ซึ่งตำแหน่งนี้จะเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง เกี่ยวกับหน้าตาของผลิตภัณฑ์ ไอเดีย โดยพวกเขาต้องคำนึงถึงลูกค้าเสมอเพื่อออกแบบสุดยอดผลิตภัณฑ์ให้บริษัทให้จงได้ ขอบคุณที่มา www.businessinsider.com เรียบเรียงโดย teen.mthai.com

ประภัสร์ นั่งตำแหน่งผู้ว่ารฟท. 1ปี 8 เดือน แก้ไขอะไรแล้วบ้าง ?
ข่าว น้องแก้ม /  ข่าว วันนี้ / 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2555 นายประภัสร์ จงสงวนได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ในสมัยรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย นับเวลาจนถึงวันนี้รวมกว่า 1 ปี8 เดือน จากเหตุโศกนาฏกรรมการข่มขืนฆ่าน้องแก้มบนรถไฟทำให้สังคมออนไลน์ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมา 1 ปี 8 เดือน นายประภัสร์แก้ไขปัญหาอะไรหรือสร้างความก้าวหน้าอะไรให้วงการรถไฟไทยแล้วบ้าง? ซึ่งทางทีม MThai News ขอย้อนผลงานของ นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟคนปัจจุบันว่ามีอะไรบ้าง นายประภัสร์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการผลักดันโครงการปฏิรูประบบราง เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย, รถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟรางคู่ ในช่วงการดำรงตำแหน่งผู้ว่ารฟท.ของเขา มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อาทิ การรื้อและทำทางรถไฟใหม่ทั้งหมดในเขตภาคเหนือตอนบน, แก้แบบโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน จาก 3 ทางเป็น 4 ทาง, แก้แบบให้สถานีกลางบางซื่อรองรับรถไฟความเร็วสูง แต่มีข้อมูลระบุว่าในช่วงปี 2555-2556 มีสถิติรถไฟตกรางรวมกันสูงถึง 203 ครั้ง แม้จะมีการปรับปรุงรางรถไฟใหม่แล้วก็ตาม นอกจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยในสมัยของนายประภัสร์ ได้มีการปรังปรุงรถไฟโฉมใหม่ในเส้นทาง กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี ในขบวนที่ 67 และ 68 มีห้องสุขาใหม่ที่กว้างขวางสีขาวสะอาดพร้อมที่นั่งใหม่ มาเดี่ยวนั่งเดี่ยว มาคู่นั่งคู่ ให้ความสบายตลอดการเดินทางและมีปลั๊กไฟให้บริการเป็นจุดๆ รวมไปถึงมี ตู้โดยสาร บชท.ป.30 เพื่อคนพิการและปรับเบาะหนังน่านั่งให้กับผู้โดยสาร ส่วนเรื่องผลงานที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงและเป็นที่ละเหี่ยใจให้กับผู้ใช้บริการอันได้แก่รถไฟไม่ตรงเวลาเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ จนเป็นเรื่องล้อเลียนว่า "ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง" สภาพของรถไฟบางขบวนที่ยังชำรุดทรุดโทรม ความสกปรกภายในขบวนรถ ระบบการจัดการสิ่งปฏิกูล คือ ห้องน้ำถ่ายตรงไหนก็ร่วงลงตรงนั้นและห้ามขับถ่ายเวลารถจอดสถานี อาหารแพง มีการขายเหล้าเบียร์จนก่อให้เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทหลายครั้ง นอกจากนี้ยังมีเรื่องความไร้ระเบียบอันเกิดจากพ่อค้าแม่ขายวิ่งขึ้นรถไฟไปขายของจนกลายเป็นเรื่องที่เราชินตา ส่วนสุดท้ายคือไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป รถไฟไทยยังไม่สามารถพัฒนาด้านผลประกอบการได้เลยและยิ่งขาดทุนเรื่อยมาปีละหลายพันล้านบาท จนได้รับการขนานนามองค์กรแห่งนี้ว่าแดนสนธยา ทั้งนี้แม้จะมีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปการรถไฟและมีการใฝ่ฝันถึงรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูง แต่ก็ไม่เห็นว่าผู้ว่าการรถไฟกี่สมัยก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาคาราคาซังที่ผ่านระยะเวลายาวนานมากว่า 117ปี ได้ ซึ่งมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราในสังคมสมควรตั้งคำถามว่า ผู้ว่าการรถไฟไทย ทำอะไรอยู่  ? และปัญหาที่แท้จริงของการรถไฟไทยอยู่ที่องค์กร หรือตัวบุคคลที่เข้ามาบริหารกันแน่ MThai News ข่าวที่เกี่ยวข้อง แฉประภัสร์ โบ้ย ฆาตกรเป็นพนง.เอกชน พบแล้ว! ศพน้องแก้มด.ญ.13ปี พนง.รถไฟข่มขืนโยนทิ้งข้างทาง ข่าวที่เกี่ยวข้อง ผู้ชายถือป้าย “อยากให้คดีข่มขืนถูกประหาร” ดาบสองคม โทษประหาร!! เหมาะสมหรือไม่กับคนร้าย “ฆ่าข่มขืน” ย้อนรอย ‘พันธุ์-เดชา’ นักโทษข่มขืน2รายสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิต ป้องกันจากภัยการโดนข่มขืน รู้ไว้ก่อนจะสาย

เผยภาพ! ซาฮาร่า เมืองไทย ทะเลทรายแล้งๆ บนยอดเขาจังหวัดเลย
ซาฮาร่า เมืองไทย /  เที่ยวเลย

หนึ่งในปัญหาทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทย ต่างพบเจอนั้นคือ ปัญหาเขาหัวโล้น ซึ่งเกิดจากการลักลอบตัดไม้ ทำลายป่า และการทำไร่เลื่อนลอย ทำให้พื้นที่ป่าเดิมที่มีอยู่น้อยแล้ว ยิ่งหดหายมากขึ้น เผยภาพ! ซาฮาร่า เมืองไทย ทะเลทรายแล้งๆ บนยอดเขาจังหวัดเลย ภาพถ่ายทางอากาศของ อบต.อิปุ่ม อ.ด่านซ้าย จ.เลย โดยคุณภัทราวุธ บุญประเสิรฐ  โดยภาพต่อไปนี้จาก คุณภัทราวุธ บุญประเสิรฐ ได้ระบุว่า... ผลการของส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว สภาพของเกษตรกรตอนนี้จึงเหมือนหมาไล่งับหางตัวเอง เป็นหนี้ ธ.ก.ส. ไม่จบสิ้น ค่าปุ๋ยค่ายา ค่าเมล็ดพันธุ์ จึงจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกกว้างออกขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อหาเงินมาปลดหนี้ สภาพภูเขาจึงเป็นอย่างที่เห็น... คนที่รวยก็คือ พวกพ่อค้า ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกันพวกนักการเมือง รับกำไรอื้อซ่าจากการนำเข้าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง... แม้ในบ้านเมืองเราจะพัฒนาทุกๆ ด้าน ให้ก้าวหน้าเพียงใด แต่ความเหลื่อมล้ำ และการเอาเปรียบของคนในสังคม รวมไปถึงการตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ยังคงอยู่ต่อไป...

กฎอัยการศึก คืออะไร มีขอบเขต ข้อห้ามอย่างไรบ้าง
กฎอัยการศึก /  ข้อห้ามกฎอัยการศึก

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์  นักกฎหมายอิสระ ได้เผยแพร่บทความชื่อ "กฎอัยการศึก" คืออะไร และยังประกาศใช้ได้จริงหรือ ? โดยเผยรายละเอียดว่า  - กฎอัยการศึก เป็นกฎหมายโบราณซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 100 ปี โดยถูกตราเป็นพระราชบัญญัติครั้งสุดท้ายเมื่อพระพุทธศักราช 2457 - กฎอัยการศึกมุ่งหมายให้ใช้ได้ในพื้นที่จำกัดเท่าที่จำเป็น ในยามสงครามหรือจลาจล แต่ไม่ได้นิยามความหมายของยามสงครามหรือจลาจลไว้โดยชัด และไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายทหารว่าเป็นไปโดยสุจริตได้สัดส่วน และสมควรแก่เหตุหรือไม่ - กฎอัยการศึกให้อำนาจฝ่ายทหารประกาศได้เอง โดยเมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใด ให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้นซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพันหรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหารมีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด - ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธการระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร - เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด, เมืองใด, มณฑลใด, เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น,ที่จะเกณฑ์, ที่จะห้ามการกระทำ,ที่จะยึด, ที่จะเข้าอาศัย,ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่, และที่จะขับไล่ ทั้งข้าศึกและประชาชน และหากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารใช้อำนาจและเกิดความเสียหาย บุคคลหรือบริษัทใด ๆจะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใด แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย - ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ศาลของฝ่ายทหารมีอำนาจ กล่าวคือ ศาลพลเรือนคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ปกติเว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาศึก และผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก - ในเวลาสงครามหรือจลาจล แม่ทัพใหญ่หรือแม่ทัพรองมีอำนาจออกข้อบังคับเพิ่มเติมให้ดำเนินไปตามกฎอัยการศึกนี้และเมื่อได้ประกาศแล้ว ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติ - การที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใดนั้น ต้องมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเสมอ - ที่ผ่านมา กฎอัยการศึกถูกประกาศใช้ในยามที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย อาทิ การประกาศใช้และแก้ไขหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติช่วงปี 2534 และการประกาศใช้ในช่วงหลังการรัฐประหาร 2549 มาถึงช่วงการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 ข้อสังเกต : การจะพิจารณาวินิจฉัยในทางนิติศาสตร์ว่ากฎอัยการศึกถือเป็นกฎหมายที่มีผลให้นำมาบังคับใช้ภายใต้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่นั้นจำเป็นต้องพิจารณาตามหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน ภายใต้หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมดังนี้ ในด้านความจำเป็น เห็นได้ว่า กฎอัยการศึกอาจเคยมีความจำเป็นในยุคสมัยโบราณที่การจัดการภัยคุกคามไม่อาจทำได้ทันท่วงทีและการสื่อสารสั่งการโดยรัฐบาลพลเรือนไปยังฝ่ายทหารมีข้อจำกัดในยามวิกฤติจึงต้องให้อำนาจฝ่ายทหารดำเนินการได้อย่างเต็มที่และทันท่วงที อย่างไรก็ดี สภาพข้อเท็จจริงในปัจจุบันปรากฏชัดว่าเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและเครื่องมือในด้านความมั่นคงมีความก้าวหน้าและมีการนำเงินภาษีประชาชนไปใช้จ่ายพัฒนาและบำรุงกองทัพอย่างมหาศาล และแม้คณะรัฐมนตรีจะอยู่ที่ใด ก็ยังบัญชาสั่งการฝ่ายทหารได้อย่างทันท่วงทีกฎอัยการศึกจึงมีลักษณะไม่ชอบด้วยหลักความจำเป็นในทางรัฐธรรมนูญ ในด้านความได้สัดส่วน กฎอัยการศึกมีบทบัญญัติให้อำนาจฝ่าทหารประกาศใช้อำนาจได้เองโดยปราศจากนิยามหรือหลักเกณฑ์อีกทั้งให้อำนาจฝ่ายทหารในการตรวจค้น เกณฑ์กำลัง ที่จะห้ามการกระทำ ยึด เข้าอาศัย ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ และที่ขับไล่ได้เต็มที่โดยปราศจากเงื่อนไขชัดเจน โดยเฉพาะการให้อำนาจฝ่ายทหารทำหน้าที่ทั้งด้านบริหารสถานการณ์ ออกข้อบังคับในทางนิติบัญญัติ และพิพากษาคดีทหารและอาญาศึกแทนตุลาการ โดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลอันเป็นการละเมิดหลักนิติธรรมและนิติรัฐอย่างร้ายแรง กฎอัยการศึกจึงมีลักษณะไม่ชอบด้วยหลักความได้สัดส่วนในทางรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ในหลักกฎหมายขั้นพื้นฐาน เห็นได้ว่า ในปัจจุบันยังได้มีการตรากฎหมายที่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในปัจจุบันมากขึ้นอาทิ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อันเป็นกฎหมายที่มีความเฉพาะเจาะจงและตราขึ้นในภายหลัง ย่อมถือได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติและผู้แทนปวงชนได้ดำเนินการยกเลิกกฎอัยการศึกไปโดยปริยายแล้วกฎอัยการศึกจึงอยู่ในสภาพกฎหมายที่ถูกยกเลิกและไม่อาจนำมาประกาศหรือบังคับใช้ได้อีกต่อไป หรือหากจะยังตีความให้บังคับใช้ได้บางส่วนก็จะต้องเป็นกรณีที่มีข้าศึกจากทั้งภายในและภายนอกที่มีแสงยานุภาพขั้นสูงและได้เข้าจับกุมควบคุมตัวรัฐบาลพลเรือนจนรัฐบาลพลเรือนอยู่ในสภาพที่สั่งการบังคับบัญชาฝ่ายทหารไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น ในทางนิติศาสตร์ จึงเห็นได้ว่า กฎอัยการศึกมีบทบัญญัติที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในลักษณะที่ไม่มีความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน  ขัดต่อหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม อีกทั้งยังได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยปริยายทั้งหมดหรือบางส่วน ส่งผลให้นำมาบังคับใช้ดังในอดีตอีกไม่ได้ โดยตราบใดที่ยังมีรัฐบาลพลเรือนปฏิบัติหน้าที่หรือรักษาการณ์อยู่ฝ่ายทหารย่อมไม่อาจนำกฎอัยการศึกมาอ้างใช้ในภาวะจลาจลหรือสงคราม และหากประกาศใช้ไปก็เท่ากับกระทำการละเมิดต่อหลักกฎหมาย หลักรัฐธรรมนูญ และหลักประชาธิปไตยเสียเอง รวมทั้งอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรืออาจเข้าขั้นความผิดฐานกบฏ เป็นความผิดทางอาญารุนแรงอันมีอายุความติดตัวต่อไปอย่างยาวนานอีกด้วย ที่สำคัญ ฝ่ายทหารพึงระลึกเสมอว่า กฎอัยการศึกถูกออกแบบมาใช้กับข้าศึกที่รุกรานประเทศชาติในลักษณะการสงคราม แต่หากกฎอัยการศึกถูกนำมาใช้ในยามที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งทางการเมืองสูงและมีการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ยังจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมวลชนต่อต้านอันจะนำไปสู่ความบาดเจ็บล้มตายที่ร้ายแรงขึ้นในที่สุด MThai News

ตำรา ทำนายปาน…ส่วนไหนให้โทษหรือคุณ
ดูดวง /  ตำราทำนายปาน / 

บางคนมี ปาน แต่เกิดความสงสัยว่า จะให้โทษหรือให้คุณ Horoscope.Mthai.com จึงไม่รอช้าที่จะไปค้นหาข้อมูล เกี่ยวกับ ปาน ว่าบริเวณไหนที่จะให้คุณและบริเวณไหนที่จะให้โทษ จากตำราทำนาย ปาน พรหมชาติฉบับสมบูรณ์ ปาน…ส่วนไหนให้โทษหรือคุณ ลักษณะ ปาน อาจกล่าวได้ว่า ปาน มีส่วนให้โทษมากกว่าให้คุณ ลักษณะปานพิจารณาตามสีของ ปาน จะพบว่า มี 3 สี คือ ตามนี้ (1) ปานสีขาว ขาวหม่น คนผิวดำจะมองเห็นได้ชัด คนผิวขาวอาจจะมองไม่เห็น ชัดเจนนัก (2) ปานสีแดง ปนสีดำเล็กน้อย หรือสีค่อนข้างเขียว (3) ปานสีดำ ดำสนิท 1. ผู้ใด (ชาย-หญิง) มีปานที่บริเวณใบหน้าไม่ว่าที่ใด ๆ ทายว่า ผู้นั้นเสมือนมีตราอัปมงคลตรึง อยู่บนเสนทางชีวิต ไม่มีทางให้คุณใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่จะทำให้ตนอัปยศอดสู มีปมด้อยอย่างเดียว 2. ผู้ใดมีปานบริเวณลำคอ ทายว่า ผู้นั้นมักเย่อหยิ่งไม่ค่อยสมาคมกับใคร ๆ มักเก็บตัวแต่มีสติปัญญา  ความสามรถในการงานดี 3. ผู้ใดมีปานที่ต้นคอ ทายว่า ผู้นั้นหากร่ำเรียนศาสตร์ลึกลับ เช่น ดาราศาสตร์ หรือโหราศาสตร์  ท่านว่าจะประสบความสำเร็จ จะมีชื่อเสียงเรืองนามเป็นที่ปรากฏแก่ชนทั่วไป 4. ผู้ใดมีปานเล็ก ๆ สีเขียวที่ริมฝีปาก ทายว่า ผู้นั้นจะเจรจาพาทีเป็นที่สบอารมณ์ ของคนทั่วไป ทำราชการจะก้าวหน้า ทำการค้าจะรุ่งเรือง เป็นนักการเมืองจะมีชื่อเสียงโด่งดัง หากมีไฝปรากฏอยู่ด้วยยิ่งเสริมอำนาจวาสนามากขึ้น 5. ผู้ใดมีปานเป็นรูปราชสีห์ ช้างสาร หรือเทวดา ไปมีที่ใด ๆ ทายว่า ผู้นั้นจะประสบความสำเร็จ ทางการมีอำนาจวาสนา มีตะบะเดชะมาก หากเป็นสมณะชีพราหมณ์ยิ่งดีนัก จะมีคนขึ้นคารวะ ไม่อดอยากทางลาภสักการะ หากเป็นฆราวาสมักชอบเรียนวิชาลึกลับ เป็นหมอดูจะทายแม่นยำ ดังตาเห็น 6. ผู้ใดมีปานที่นมซ้าย ทายว่า ผู้นั้นจะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข มีทรัพย์สินเงินทอง ข้าทาสบริวารมาก ถ้าเป็นชายจะเป็นที่พึ่งของญาติพี่น้อง เป็นหญิงจะมีแม่ศรีเรือน มีลูกเต็มบ้านหลายเต็มเมืองดีนักแล 7. ผู้ใดมีปานที่นมขวา ทายว่า ผู้นั้นจะต้องทำงานมากได้รับความลำบากยากไร้ ไม่มีญาติมิตรหรือ ลูกหลานยำเกรง พึ่งใครมักจะถูกปฏิเสธ จะหย่าร้างกับคู่ครอง เป็นสมณะชีพราหมณ์ จึงจะดี 8. ผู้ใดมีปานที่กลางอกระหว่างนมทั้ง 2 หรือใต้หรือเหนือราวนม ทายว่า ผู้นั้นเมื่อน้อยจะมีความทุกข์ เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนจะพบกับความสำเร็จในการเลือกคู่ควร เมื่อเข้าสู่วัยชรา จะมีทรัพย์สิน เงินทองข้าทาสบริวารมากดีนักแล 9. ผู้ใดมีปานที่ใบหูขวา ทายว่า ผู้นั้นจะมีความสุข ทำอะไรมีคนช่วยเหลือเจือจุน ไม่เดือดร้อน เป็นคนเห็นการณ์ไกล ไปสารทิศใด คนมักยำเกรง  เป็นข้าราชการ พ่อค้าดีนักไม่เดือดร้อน 10. ผู้ใดมีปานที่ใบหูซ้าย ทายว่า ผู้นั้นมีความกังวลใจ เกี่ยวกับญาติพี่น้อง ไม่มีคนเห็นใจ ทำอะไรหรือมีทรัพย์สินมักมีคนมาเบียดเบียน ต้องช่วยเหลือคนอื่นอยู่ร่ำไป 11. ผู้ใดมีปานที่ฝ่ามือหรือหลังฝ่ามือขวา ทายว่า ผู้นั้นมีสติปัญญาความคิดริเริ่มดี มักขายปัญญาให้คนอื่น ตัวเองสร้างตัวไม่ค่อยได้ ต้องพึ่งพาอาศัยคู่ครองจึงจะก้าวหน้า 12. ผู้ใดมีปานที่ฝ่ามือหรือหลังมือซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะมีความสุขเงินทองของใช้ เมื่อเข้ามาให้ใช้มือซ้ายนี้เก็บจะยั่งยืนไม่สูญหายเป็นที่พึ่งของคนทั่วไป 13. ผู้ใดมีปานในช่องหู ไม่ว่าขวาหรือซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะมีความสุขความเจริญ ในกิจการงาน ๆ ทั่วไป มีทรัพย์สินเงินทอง ของใช้มากแต่จะมีลูกหลานนำความเดือดร้อนมาให้เนืองๆ ท่านว่า สุขเพียงกายแต่ทุกข์ใจเกี่ยวกับบริวารมาก 14. ผู้ใดมีปานที่รักแร้  หรือต้นคางไม่ว่าข้างใด ทายว่า ผู้นั้นจะลำบากกายใจเมื่อวัยหนุ่มวัยสาว ต่อเมื่อมีครอบครัวแล้วจะทำมาค้าขึ้น เจริญรุ่งเรืองดีจะสุขกายสบายใจ ตลอดชีวิต 15. ผู้ใดมีปานที่หัวนม ไม่ว่าขวาหรือซ้าย ทายว่า ผู้นั้นอาภัพจะทำมาหากินลำบาก ลูกหลานจะไม่เลี้ยงดู เมื่อวัยชราจะตกระกำลำบาก ควรสะเดาะเคราะห์เมื่อย่างเข้าวัยเบญจเพส (อายุ 25 ปี) และเมื่ออายุ 45 ปี จะดี 16. ผู้ใดมีปานที่บังคับ คือ ที่ระหว่างคิ้ว อก ไหล่ กลางหลังพอดี ทายว่า ผู้นั้นอัปมงคล ไม่มีความสุขสบายเท่าที่ควร 17. ผู้ใดมีปานที่ปานบริเวณท้องน้อย ทายว่า ผู้นั้นจะเป็นคนอุดมสมบูรณ์ ไปด้วย โภคสมบัติทรัพย์สินเงินทอง ข้าทาสบริวาร จะมีคู่ครองที่หลงใหลรักใคร่ เลี้ยงดูให้สุขกาย สบายใจ แต่ท่านว่าผู้นั้นมักมากในกามารมณ์ยิ่งนักแล 18. ผู้ใดมีปานที่เนินหรือโคนของลับ ทายว่าผู้นั้นมีเสน่ห์ เจรจาพาทีเป็นที่สบอารมณ์ของต่างเพศทั่ว ๆ ไป มักมีรสนิยมทางเพศสม่ำเสมอ เจ้าชู้ไม่รู้จักอิ่มในกามคุณ 19. ผู้ใดมีปานที่แคมของลับ (หญิง) หรือลำลึงค์ (ชาย) ทายว่าผู้นั้นมีความสนุกสนานร่าเริงอยู่เสมอ มักมากในกามารมณ์ มักผิดลูกผิดคู่ของชาวบ้านไม่เลือกเวลาสถานที่ จะสุขทางกามคุณแต่จะทุกข์ทางทรัพย์สินเงินทอง มักประสบความเสื่อมเสียในทางชื่อเสียง อนึ่ง ถ้าเป็นชายจะได้หญิงหม้ายเป็นภรรยา หากเป็นหญิงจะเป็นเมียน้อยเขาแล 20. ผู้ใดมีปานที่ตะโพก หรือที่ของลับ ทายว่า ผู้นั้นมักเป็นคนชอบสนุกสนาน ไม่มีความคิดอ่านในเรื่องการสร้างตัว มักเย่อหยิ่งจองหอง เมื่อวัยหนุ่มสาว จะมีเงินทองของใช้มาก แต่หาความสุขไม่ค่อยมี เมื่อเข้าวัยชราจึงจะพบกับความสุขสบาย 21. ผู้ใดมีปานที่ตา ทายว่า เป็นชายใช้ไม่ได้ ไม่เป็นเหย้าเป็นเรือน เสพลเฮฮา ชอบสนุกไม่นึกถึงอนาคต หากเป็นหญิงทายว่า ถ่อยนัก อาภัพเหลือเกิน มีลูกก็เลี้ยงไม่ได้ มีสมบัติก็รักษาไม่คุ้ม 22. ผู้ใดมีปานที่หน้าผาก ทายว่าผู้นั้นอาภัพอับโชควาสนาหากินไม่ทันเพื่อนบ้าน ไปไหนมาไหนมักเป็นคนมีปมด้อย ทำไร่นาค้าขายในชนบทเจริญก้าวหน้ากว่าอย่างอื่น 23. ผู้ใดมีปานที่บริเวณขาหนีบใกล้ทวารหนัก ทายว่า ผู้นั้นมักมากในกามารมณ์ จะมากชู้หลายคู่นอน มีรสนิยมทางเพศต่ำ มักชอบเพศตรงข้ามที่มีวัยแก่หรือน้อยกว่าตนมากๆ วัยหนุ่มสาวดี เข้าสู่วัยกลางคนปานกลาง วัยชราจะลำบาก 24. ผู้ใดมีปานที่ตะโพกย้อย ทายว่า ผู้นั้นมีอารมณ์ทางเพศสม่ำเสมอ รุนแรง จะหาความสุขทางครองเรือนได้ยาก วัยสาวมักมีคู่หลายคน เข้าสู่วัยกลางคนและชราจึงจะสุขกายสบายใจ 25. ผู้ใดมีปานที่ตรงบริเวณขาอ่อน ไม่ว่าขวาหรือซ้าย ทายว่า ผู้นั้นจะมีความฉลาดในการเลือกคู่ก็ต่อเมื่อสูญเสียเงินทอง หรือความบริสุทธิ์ไปก่อนแล้ว จะมีความสุขสมหวัง เมื่อวัยกลางคนไปแล้ว 26. ผู้ใดมีปานที่ข้อพับแขนหรือขา ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนจัดจ้นเจรจาพาทีมักอ้าง คนใหญ่คนโตมาบังหน้า มักมากในกามารมณ์ มีรสนิยมทางเพศสูง เก็บความรู้สึกไม่ค่อยอยู่ มักระบายออกทางวาจา แลฯ อนึ่ง ผู้ใดไม่มีไฝหรือปานในร่างกายแล ท่านว่า ผู้นั้นเป็นคนอาภัพอัปลักษณ์ที่สุด ไม่มีไฝ อนึ่ง ต้องมีปาน หรือมีแต่ไฝไม่มีปานเลยยิ่งดี หากมีแต่ปานไม่มีไฝท่านว่าไม่ดีแลฯ

รสนา ซัด
ข่าววันนี้ /  คสช. / 

อดีตสว. กทม. รสนา โตสิตระกูล ไม่เห็นด้วย คสช. เตรียมขึ้น VAT เพิ่มเป็น 9% ในปีหน้า เหตุทำคนจนเดือดร้อน แนะไปออกกฎหมายเก็บภาษีอัตราก้าวหน้ากับนักลงทุน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกของผู้มีอันจะกินจะดีกว่า วานนี้ (17 ก.ค. 57) นางรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกประกาศคง VAT 7% อีก 1ปี ก่อนจะเพิ่มขึ้น 3% ในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ว่า เป็นการขูดเลือดประชาชนหาเช้ากินค่ำ แนะไปออกกฎหมายเก็บภาษีอัตราก้าวหน้ากับนักลงทุน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกของผู้มีอันจะกินจะดีกว่า คสช.ประกาศว่าการรัฐประหารของตนเพื่อคืนความสุขให้ประชาชน และจะปฏิรูปเพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งปัจจุบันช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างกัน15-20 เท่า โครงสร้างทางภาษีจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ดังโครงสร้างการเก็บภาษีเงินได้บุคคล และนิติบุคคลแบบขั้นบันได ใครมีรายได้มากก็จ่ายมาก ใครมีน้อยก็จ่ายน้อยหรือได้รับการยกเว้น รัฐบาลที่ผ่านๆ มาเคยมีแนวความคิดจะออกกฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดิน แต่ก็มีแค่แนวความคิด ไม่มีผลทางปฏิบัติเพราะกลุ่มทุนมักมีอิทธิพลเหนือนักการเมืองเสมอมา รัฐบาลจึงปล่อยให้มีนายทุนที่ครอบครองที่ดินคนละเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ได้ โดยไม่มีการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า โดยเฉพาะที่ดินที่ถือครองไว้โดยไม่ได้ทำประโยชน์ ควรมีการเก็บภาษีให้สูงมากๆ เพื่อจำกัดการถือครองที่ดินเพราะที่ดินไม่สามารถงอกใหม่ได้ ในขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี การถือครองที่ดินมากเกินไป ในขณะที่ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไร้ที่ดินทำกิน จึงเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง รวมทั้งเกิดปัญหาที่ชาวบ้านบุกรุกที่ดินป่าสงวนเพื่อแสวงหาที่ทำกิน ฯลฯ รัฐบาลส่วนใหญ่มักอุ้มคนรวยเสมอเพราะมีกำลังต่อรองสูงกว่าประชาชนทั่วไป มิเช่นนั้นก็เพราะมีเครือข่ายของตนเองเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เสียเอง ดังจะเห็นได้ว่ารัฐบาลก่อนก็อุ้มธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยการลดสัดส่วนขั้นสูงสุดการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% และปัจจุบันเหลือเพียง20% ซึ่งไม่ใช่นโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม บริษัทขนาดใหญ่ยังได้รับการอุ้มชูจากรัฐด้วยการให้ BOI เพื่อลดหย่อนภาษีอีกด้วย ทั้งที่มีกำลังจะช่วยแบ่งเบาภาระให้สังคมได้ ตัวอย่างบริษัทปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่เป็นการควบรวมกิจการของบริษัทเก่า แต่รัฐก็ยังให้ BOI ที่ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล100% เป็นเวลา8ปี และหลังจาก8ปี ก็ยังได้รับการลดหย่อนภาษี50% เป็นเวลาอีก5ปี ทั้งที่ธุรกิจใหญ่โตที่มีกำลังในการจ่ายภาษี แต่กลับได้รับการอุ้มชูจากรัฐบาลในทุกสมัย ยิ่งกว่านั้นยังเป็นกิจการที่ไม่ต้องจ่ายภาษีทุกชนิดตั้งแต่ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมก่อมลภาวะ และสร้างขยะพลาสติกมหาศาล แต่กลับไม่ต้องร่วมรับผิดชอบในการดูแลสังคมเอาเลย แม้รัฐบาลก่อนจะมีแนวความคิดที่จะเพิ่มการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็ยังไม่กล้าประกาศดำเนินการ การที่คสช.ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขให้มีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากกลุ่มทุนและกลุ่มผู้มีอันจะกินในสังคมนี้เสียก่อนที่จะมาประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก7%เป็น 9% ตั้งแต่วันที่1ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปนั้น จึงเป็นเรื่องที่สวนทางจากแนวทางที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมตามที่ประกาศไว้หรือไม่? ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีกลไกลดความเหลื่อมล้ำ คนจนหรือคนรวยซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง ก็จ่ายภาษีเท่ากัน การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเป็นการกระจายภาระลงไปที่คนจน ซึ่งมีฐานกว้างกว่า รัฐได้ภาษีเพิ่มขึ้นง่ายกว่าเพราะแม้ว่าคนจนมีจำนวนมากกว่า แต่ก็เป็นกลุ่มที่ไร้อำนาจต่อรองไม่เหมือนกลุ่มทุน กลุ่มคนร่ำรวยในสังคมที่เสียงดังกว่าเสมอ การเก็บเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยยังคงการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ20% และไม่มีการออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า และภาษีมรดกจึงเป็นนโยบายที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ ที่ปัจจุบันก็รับภาระหนักอึ้งจากค่าครองชีพ และราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นโดยมีแนวโน้มที่คสช.จะทำตามข้อเสนอของกลุ่มทุนพลังงานที่เรียกร้องให้ปรับขึ้นราคาดีเซล ก๊าซ LPG และ NGV ให้เป็นรายการคืนความสุขอันดับต่อไป หรือไม่? ตรงกันข้าม การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอาจจะมีผลให้จัดเก็บภาษีได้น้อยลง เพราะกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้เพราะการบริโภคภายในประเทศเป็นตัวสร้างGDP ของประเทศถึง 55%ในขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมดสร้างGDP เพียง22% เท่านั้น น่าเสียดายที่ วาทกรรมการคืนความสุข และสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ อาจจะถูกมองจากประชาชนได้ว่าเป็นเพียงสโลแกนกลวงๆ ที่ไม่ต่างจากคำหวานที่ทุกรัฐบาลมักหาเสียง และให้สัญญาแบบลมๆแล้งๆกับประชาชนกระมัง?" MThai news …………………………………………………….. ข่าวที่เกี่ยวข้อง คสช.คงVAT 7% อีก1ปี ปรับเพิ่มเป็น10 % เริ่มปี58 ประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 92/2557เรื่อง การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อีก1ปี ปรับเพิ่มเป็น10 % เริ่มปี 58 ...

10 มหาวิทยาลัยไทยที่ดีที่สุดในเอเชีย ปี 2014
10 อันดับ /  ที่สุดในโลก / 

ในปีนี้ผลการจัดอันดับ QS Asia University Rankings 2014 โดย Quacquarelli Symonds (QS) บริษัทเอกชนทำธุรกิจในด้านการศึกษาได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ประจำปี 2014 ออกมาแล้ว ซึ่งมี 10 มหาวิทยาลัยไทยติดอยู่ในการจัดอันดับซะด้วย จะมีมหาวิทยาลัยไหนกันบ้างไปติดตามกันคะ ^^ .. 10 มหาวิทยาลัยไทยที่ดีที่สุดในเอเชีย ปี 2014 10 มหาวิทยาลัยไทยที่ดีที่สุดในเอเชีย ปี 2014 1. มหาวิทยาลัยมหิดล : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014 อันดับที่ 40 ของเอเชีย อันดับ ที่ 1 ของประเทศไทยปีที่ 5 ติดต่อกัน และเป็นอันดับที่ 40 ของเอเชีย 2432 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม "มหิดล" อันเป็นพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ใช้แทนชื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี พ.ศ. 2549 มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับดีเลิศและเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ทั้งในด้านการเรียนการสอนและการวิจัย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของไทย โดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา นอกจากนี้ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ยังรับรองมาตรฐานของสถาบันในระดับดีมากให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลจัดการเรียนการสอนใน 15 คณะ บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งหมด 551 หลักสูตร โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใน 6 พื้นที่คือ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานครฯ (ประกอบด้วยพื้นที่บางกอกน้อย พญาไท และวิทยาลัยการจัดการ), มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา, มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจบุรี, มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ และ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ 2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014 อันดับที่ 48 ของเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ถือกำเนิดจาก "โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน" ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อปี พ.ศ. 2442 พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ "พระเกี้ยว" มาเป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียน การดำเนินงานของโรงเรียนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 (ขณะนั้นนับวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ นับอย่างใหม่ต้องเข้าปี พ.ศ. 2460) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประดิษฐานขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย และพระราชทานนามว่า "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถของพระองค์ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2460 ถึงปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผู้บัญชาการและอธิการบดีดำรงตำแหน่งมาแล้ว 16 คน อธิการบดีคนปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ภิรมย์ กมลรัตนกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอับดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศทั้งในสาขาศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาเวชชีวศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ และได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับดีมากจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติอีกด้วย นอกจากนี้ นักเรียนที่ทำคะแนนรวมได้สูงสุดของคณะต่างๆ จากการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางและระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย พบว่า ส่วนใหญ่เลือกเข้าศึกษาต่อในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอนใน 19 คณะ บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 540 สาขาวิชา หลักสูตรนานาชาติและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ้น 85 สาขาวิชา นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสถาบันวิจัยขึ้นภายในมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งเพื่อดำเนินการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย 3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014 อันดับที่ 92 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งแรกในส่วนภูมิภาคของประเทศไทย โดยใช้ชื่อตามจังหวัดเป็นแห่งแรก เป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคเหนือ ตั้งอยู่ที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทางราชการจัดตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาคของประเทศไทย ตามโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2501 เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อันเป็นแหล่งสะสมวัฒนธรรมอันล้ำค่ามานานกว่า 700 ปี มีสภาพภูมิประเทศงดงามท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันเป็นธรรมชาติ บริเวณเชิงดอยสุเทพ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีจำนวนนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 36,379 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2556) จำแนกตามระดับการศึกษา ได้แก่ ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต โดยมีคณะที่เปิดสอนจำนวนทั้งสิ้น 20 คณะ 1 วิทยาลัย และ 1 บัณฑิตวิทยาลัย ทั้งนี้ หลักสูตรในระดับปริญญาตรี มีหลักสูตรที่เปิดสอนในแต่ละคณะทั้งหมดประมาณ 100 หลักสูตรโดยจะมีการแบ่งหลักสูตรออกเป็น หลักสูตรภาคปกติ หลักสูตรภาคพิเศษ หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรต่อเนื่อง และหลักสูตรสาขาวิชาร่วม โดยแต่ละคณะจะเป็นผู้กำหนดรายวิชาในแต่ละสาขาวิชาที่เปิดสอน 4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014 อันดับที่ 134 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ก่อตั้งในชื่อ "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" หรือ "ม.ธ.ก." (The University of Moral and Political Sciences หรือ UMPS) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นตลาดวิชา เพื่อการศึกษาด้านกฎหมายและการเมือง สำหรับประชาชนทั่วไป ต่อมาใน พ.ศ. 2495 รัฐบาลเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบัน นับเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอายุเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และมีประวัติศาสตร์ผูกพันกับพัฒนาการทางการเมือง และความเป็นไปของชาติ ตลอดจนเรื่องของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดการศึกษาครอบคลุมทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทุกระดับจำนวนทั้งสิ้น 256 หลักสูตร เป็นระดับปริญญาตรี 111 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิต 8 หลักสูตร ปริญญาตรีควบปริญญาโท 4 หลักสูตร ปริญญาโท 99 หลักสูตร และปริญญาเอก 34 หลักสูตร จัดการศึกษาทั้งภาคกลางวันและภาคค่ำ 5. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014  อันดับที่ 142 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในภาคใต้ของประเทศไทย ตาม พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2510 ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2510 จึงถือว่าวันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็นวันสงขลานครินทร์ ในระยะแรกของการก่อตั้ง ได้รับนักศึกษาเข้าศึกษาครั้งแรกในคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยใช้อาคารเรียนของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหิดล) เป็นสถานที่ศึกษา และปีต่อมา พ.ศ. 2511 ก็เริ่มย้ายนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มาเรียนที่จังหวัดปัตตานี ในปี พ.ศ. 2514 ย้ายนักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเรียนที่ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิทยาเขตที่ใหญ่ที่สุด พ.ศ. 2520 เปิดวิทยาเขตภูเก็ต พ.ศ. 2533 เปิดวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และ พ.ศ. 2534 เปิดวิทยาเขตตรัง ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้เปิดคณะวิชาต่าง ๆ 25 คณะ โดยเปิดสอนสาขาวิชาการต่าง ๆ จำนวน 236 สาขา เป็นการศึกษาระดับปริญญาเอกและเทียบเท่า 20 สาขา หลักสูตรฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง 9 สาขา ปริญญาโท 86 สาขา ประกาศนียบัตรบัณฑิต 2 สาขา และปริญญาตรี (4-6 ปี) 121 สาขา 6. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014 อันดับที่ 151-160 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านการเกษตร ก่อตั้งขึ้นเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ โดยมีปณิธาณในการก่อตั้งเพื่อเป็นคุณประโยชน์แก่การกสิกรรมและการเศรษฐกิจของประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เริ่มต้นจากการเป็นโรงเรียนช่างไหมในปี พ.ศ. 2447 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนการเพาะปลูก หลังจากนั้นรวมเข้ากับโรงเรียนแผนที่เป็นโรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการ มีผลให้วิทยาการทางการเกษตรพัฒนาและก้าวหน้า ใน พ.ศ. 2486 รัฐบาลได้ปรับปรุงและรวมกิจการของวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนกับโรงเรียนวนศาสตร์ (โรงเรียนการป่าไม้เดิม จังหวัดแพร่) มาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แรกเริ่ม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดสอนเฉพาะด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ต่อมาได้ขยายสาขาวิชาครอบคลุมทั้งสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ บริหารธุรกิจ และศิลปศาสตร์ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2541 และอยู่ระหว่างการพิจารณาแปรสภาพจากมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีวิทยาเขตที่เปิดทำการสอนทั้งหมด 4 วิทยาเขตได้แก่ วิทยาเขตบางเขน วิทยาเขตกำแพงแสน วิทยาเขตศรีราชา และวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนครทั้งยังมีโครงการจัดตั้งวิทยาเขตสุพรรณบุรีอีกหนึ่งแห่งด้วย มีหน่วยงานที่เปิดการสอน 28 คณะ 2 วิทยาลัย และสถาบันสมทบอีก 2 แห่ง มีหลักสูตรที่เปิดทำการสอน 373 หลักสูตร โดยเป็นหลักสูตรนานาชาติ 38 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสถาบันวิจัยขึ้นตามจังหวัดต่าง ๆ หลายแห่งเพื่อดำเนินการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ 7. มหาวิทยาลัยขอนแก่น : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014 อันดับที่ 171-180 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีอัตราการสอบแข่งขันเข้าเรียนมากที่สุดในภูมิภาค มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย และได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเก้ามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติจากกระทรวงศึกษาธิการในปี พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งอยู่ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งขึ้นและสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาชั้นสูงขยายออกไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งภูมิภาคที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของประเทศ ส่วนการจัดการเรียนการสอนนั้นครอบคลุมสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์การแพทย์ การเกษตร มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยได้รับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของไทย โดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับดีเลิศทางด้านการเรียนการสอน และดีเยี่ยมทางด้านการวิจัย เปิดหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 317 หลักสูตร แบ่งได้เป็นหลักสูตรระดับปริญญาเอก 59 หลักสูตร ปริญญาโท 129 หลักสูตร ปริญญาตรี 105 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิต 24 หลักสูตร 8. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014 อันดับที่ 181-190 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หรือที่รู้จักในชื่อ "บางมด" เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล เดิมชื่อ วิทยาลัยเทคนิคธนบุรี, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตธนบุรี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้าน วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรมศาสตร์ ปัจจุบันเปิดทำการสอน 8 คณะ 1 สถาบัน 1 บัณฑิตวิทยาลัย 1 โครงการร่วมบริหาร ทั้งในหลักสูตรปกติ สองภาษาและนานาชาติ ในระดับปริญญาตรี โท และเอก มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยด้วย 9. มหาวิทยาลัยบูรพา  : ติดอันดับ  QS Asia University Rankings 2014 อันดับที่ 201-250 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันอุดมศึกษาของรัฐแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตั้งอยู่ที่ ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 โดยอดีตเป็นวิทยาเขตหนึ่งของวิทยาลัยวิชาการศึกษา (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในปัจจุบัน) โดยมีชื่อว่า วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน ในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้วันที่ 8 กรกฎาคม หรือที่เรียกว่า "แปดกรกฎ" ของทุกปีจึงนับเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ปัจจุบันมหาวิทยาลัยบูรพาจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับปริญญาตรี โท เอก ในหลากหลายกลุ่มสาขาวิชา เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นต้น 10. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (อันดับที่ 251-300 ของเอเชีย) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พัฒนาจาก โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง ซึ่งก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2492 และต่อมาพัฒนาเป็น วิทยาลัยวิชาการศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2497 และพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อ พ.ศ. 2517 โดยได้รับพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ส่วนอักษรย่อ มศว ไม่มีจุด มี 3 แนวคิด 1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพร้อมกับชื่อมหาวิทยาลัย (ซึ่งไม่ได้มีในประกาศ มีเพียงชื่อเต็มและคำอ่าน) 2. เพื่อให้ได้ความหมายของการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด 3. เกิดจากครั้งหนึ่ง มีการเปลี่ยนระบบอักษรย่อในภาษาไทย โดยไม่ใส่จุดแบบภาษาละติน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจึงได้ใช้อักษรย่อ มศว แต่เนื่องจากมีการกลับมาใช้อักษรย่อแบบมีจุดเหมือนเดิม มศว จึงกลายเป็นสถาบันที่มีอักษรย่อแบบไม่มีจุด ต่างจากที่อื่น ปัจจุบันเปิดการเรียนการสอน 15 คณะ 4 วิทยาลัย 1 สำนักวิชา ขอบคุณที่มาข้อมูล QS Asia University Rankings 2014, .manager.co.th, wikipedia

กลุ่มคนรุ่นใหม่ SBNR เชื่อศรัทธาแต่ปฏิเสธศาสนา
ศาสนา /  เทรนด์ใหม่ / 

ตั้งแต่สมัยศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้จิตใจสงบ คนไทยก็นับถือศาสนาพุทธ พระ เข้าวัด สวดมนต์ เพราะมีความเชื่อและเป็นวัฒนธรรมมาตั้งแต่โบราณว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ทำให้เป็นคนดี จิตใจดี แต่ในปัจจุบันนั้นการนับถือศาสนาดูจะเป็นเรื่องที่ห่างออกไปทุกที เกิดกลุ่มที่มีคนปฏิเสธศาสนาหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ ขึ้น ซึ่งกระแสเรื่องศาสนานั้นจะเห็นได้ชัดเจนจากฝั่งยุโรป เรื่องราวจะเป็นอย่างไรมาติดตามกันคะ กลุ่มคนรุ่นใหม่ SBNR เชื่อศรัทธาแต่ปฏิเสธศาสนา (ทั้งหมดที่นำเสนอมานี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน-คิดไต่ตรอง เป็นความเชื่อส่วนบุคคล) กลุ่มคนรุ่นใหม่ SBNR เชื่อศรัทธาแต่ปฏิเสธศาสนา เชื่อหรือไม่? คนในปัจจุบันนับถือศาสนากันน้อยลง จนเกิดการปฏิเสธการมีศาสนากันมากขึ้น เพราะบางคนคิดว่าการไม่มีศาสนาทำให้เขามีความเชื่อมั่นในชีวิตตัวเองมากขึ้น มากกว่าการงมงาย ต้องหาข้อพิสูจน์ได้ ซึ่งแต่เดิมศาสนานั้นสอนให้คนช่วยเหลือกันและกัน เพือทีให้โลกนี้ดีขึ้น หรือน่าอยู่ขึ้น แต่ในทางกลับกันคนอีกกลุ่มคิดว่า ควรจะช่วยเหลือตัวเองให้ดีขึ้นก่อนที่จะช่วยเหลือผู้อื่น .. เมื่อได้ยินแบบนี้ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นยังไงกันบ้างคะ ? คนยุคสมัยเดิมต่างก็นับถือในศาสนาของตนเอง ไม่ว่าจะชาวพุทธ อิสลาม หรือคริสต์ ทุกคนต่างก็มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมถึงเรื่องความเชื่อตามศาสนาของตน ให้ทำความดี ช่วยเหลือกันและกัน มีน้ำใจ เป็นต้น แต่ในยุคสมัยปัจจุบันเรื่องของศาสนาดูจะเป็นเรื่องที่หลายคนนั้นมองข้าม รู้ เชื่อ ศรัทธาในสิ่งศักสิทธิ์ แต่ก็ไม่ยอมรับศาสนา ไม่เข้าวัด ไม่สวดมนต์ ไม่เคร่งศาสนาหรือเรียกว่าการปฏิเสธศาสนานั่นเอง โดยที่เห็นกันชัดเจนก็ดูจากประเทศที่มีความเจริญ ทางด้านความรู้, เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ เป็นต้น เช่นตัวอย่าประเทศในฝั่งยุโรป อเมริกา, เยอรมัน หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น เมื่อเกิดการปฏิเสธศาสนา ไม่นับถือศาสนาก็ทำให้เกิดกลุ่มต่างๆขึ้นมามากมาย มีการเรียกด้วยศัพท์เฉพาะหลายคำ แล้วความหมายของแต่ละคำก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย เช่น -  ถ้าเรียกทั่วไปก็คงจะเป็น "อศาสนิก" (atheist") คือ ผู้ไม่นับถือศาสนา แต่ที่จริงแล้วคำนี้แปลว่า คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติในทุกรูปแบบ และมักมีความหมายรวมถึงการไม่นับถือศาสนาใดๆทั้งสิ้นด้วย -  atheism หมายถึง แนวคิดที่ไม่เชื่อในศาสนาที่มีพระเจ้า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเทพเทวดา ที่เรียกว่า "อเทวนิยม" แต่บางทีก็หมายถึงการไม่นับถือศาสนาใดๆเลยด้วย -  irreligion หมายถึง แนวคิดที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ เลย -  skeptics  หมายถึง แนวคิดที่ชอบตั้งข้อสงสัยในการกล่าวอ้างในเรื่องใดๆ ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะในเรื่องศาสนาหรือความเชื่อใดๆ -  agnostics หมายถึง แนวคิดที่เชื่อว่า เรื่องของพระเจ้าและศาสนาเป็นสิ่งที่คนเราไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ -  secular humanism หมายถึง แนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์เรานี่แหละเป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่ง ไม่ใช่เบื้องบนหรือศาสนาอะไรหรอก กลุ่ม SBNR คืออะไร?  ปัจจุบันยังมีกลุ่มล่าสุดที่จัดว่าเป็นอศาสนิกแบบใหม่ได้ด้วยคือ Spiritual หรือ SBNR (Spiritual but not religious) คือ เน้นจิตวิญญาณธรรมแต่ไม่เอาศาสนา แต่ยังอาจเชื่อว่ามีพระเจ้าและสิ่งเหนือธรรมชาติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ดูเหมือนว่า กลุ่ม SBNR นี้จะมีการเพิ่มของคนที่ไม่นับถือศาสนาเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้มีประชากรโลกถึงราว 16 เปอร์เซ็นต์หรือ 1.1 พันล้านคน ที่ระบุว่าเขาไม่นับถือศาสนาใดๆ แล้วรู้ได้อย่างไร? ก็มีหลักฐานเช่นในการกรอกใบสมัครต่างๆ ตามเว็บไซต์ เช่นในอเมริกา มีผลสำรวจออกมาบ่งชี้ว่า กลุ่มศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุดคือ "ไม่มีศาสนา" ฟังดูน่ากลัวไหมหล่ะ .. ยิ่งถ้าได้รู้ว่า กลุ่มอศาสนิก หรือ  SBNR นี้กลายเป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และยังมีอัตราเติบโตเร็วที่สุดในโลกด้วยโดยโตจากอันดับสี่ขึ้นมาเป็นอันดับสามแทนศาสนาพุทธ ยังเป็นรองเพียงคริสต์ และอิสลาม ทำไม กลุ่ม SBNR จึงคิดแตกต่าง?  1. ศาสนาเน้นความเชื่อที่ขัดแย้งกับเหตุผล และพิสูจน์ไม่ได้ 2. ศาสนามักมีศีลหรือหลักปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง หรือยากเกินกว่าที่จะปฏิบัติได้ในความเป็นจริง 3. ศาสนาเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งกับที่ ไม่มีการพัฒนาก้าวหน้าสอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 4. ศาสนามักถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชังคนที่นับถือศาสนาต่างจากเรา หรือเชื่อไม่เหมือนเรา 5. ศาสนามักถูกใช้เป็นเครื่องมือให้พวกผู้นำศาสนาหรือพระ ใช้หาประโยชน์เพื่อตัวเอง 6. ศาสนามักเน้นให้ปฏิบัิติพิธีกรรมที่ไม่มีเหตุผล น่าเบื่อ และยากต่อการปฏิบัติ 7. ศาสนามักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการทำให้ผู้คนปกครองง่าย 8. ศาสนามักทำให้คนเรากลัว และไม่กล้าคิดต่างจากศาสนา 9. ศาสนามักทำให้คนทำดีในแง่ "ทำบุญให้แก่สถาบันศาสนา" มากกว่าที่จะไป "ทำดีกับผู้คนที่ทุกข์ลำบาก" 10. ศาสนามักเน้นความดีส่วนตัว แต่ไม่เน้นความดีเพื่อสังคม 11. ศาสนาบางอย่าง อาจมีแง่มุมที่หนุนไปในทางความเขลาและความชั่วได้ 12. ศาสนามักมุ่งแสวงหาอำนาจทางการเมืองที่ทำให้ศาสนิกของตนมีอำนาจเหนือสังคมและเหนือศาสนิกอื่น 13. ศาสนาบางอย่างมีความเป็นชาติพันธุ์นิยมหรือชาตินิยมสูง 14. ศาสนิกของศาสนาทำให้คนผิดหวังในศาสนา เรียบเรียงเขียน teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูล www.bbc.com/news/magazine-27554640, ศาสนวิทยา-ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ 

14 ป้ายเตือนที่อาจมีให้เราเห็นในอนาคต
its /  ป้ายเตือน

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นทุกวัน การประกาศเตือนหรือประกาศห้ามที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อนก็เริ่มมีให้เราเห็นแล้ว อย่างการประกาศปิดมือถือในโรงหนังก็เป็นหนึ่งในการห้ามที่เกิดจากเทคโนโลยีเช่นกัน signsfromthenearfuture.tumblr.com ได้ทำป้ายเตือนจากผลของเทคโนโลยีที่มีโอกาสเป็นไปได้ในอนาคตมาให้เราดูกันล่วงหน้า ไม่แน่ว่าวันหนึ่งที่เทคโนโลยีก้าวไปถึงขั้นนั้น เราอาจได้เจอป้ายเหล่านี้จริงๆก็ได้! เริ่มจากป้ายแรกที่ประกาศให้เป็นเขตปลอดสมองกลหรือชิปคอมพิวเตอร์ที่ต่อตรงเข้าสมอง กดปุ่มนี้เพื่อลบเพื่อนร่วมทางที่เป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติออกชั่วคราว น่าจะเอาไว้ใช้เวลาเข้าไปในร้านอาหารหรือโรงหนังในอนาคต กรุณาเปิดเลนซ้ายไว้ให้รถไร้คนขับวิ่งด้วย อยากได้เนื้ออะไรสั่งเลย เราจะปริ๊นให้ทาน! เครื่องตรวจชุด exoskeleton หรือชุดที่ใส่เพื่อเพิ่มพลังกายเหมือนในหนังเรื่อง Edge of Tomorrow บริเวณนี้รักษาความปลอดภัยด้วยโดรนตลอด 24 ชม. ในลิฟท์จะมีสไลม์เหลวๆออกมาตรวจสอบผู้ใช้งาน กรุณาอยู่ในความสงบไม่ต้องตกใจ ทุกภาพเซลฟี่ที่ถ่ายด้วยสมาร์ทคอนแทคเลนส์จะสามารถแชร์แบบเรียลไทม์ได้ทันทีถ้าคุณอนุญาต Jetpack ให้เช่าจะมาแทนที่จักรยานให้เช่า!! คุณแชร์มากเกินกว่าทีแชร์ได้ในอาทิตย์นี้แล้ว! แท็กซี่ไร้คนขับ ขึ้นนั่งแล้วเลือกปลายทางได้เลย ห้ามใช้ Smart Glass กรุณาปิดแว่นตาอัจฉริยะของคุณเสีย รถด่วนความเร็วเสียง!! จ่ายเงินด้วยการแสกนมือ!! ที่มา : signsfromthenearfuture.tumblr.com

5 ฮวงจุ้ยพิฆาต ที่พบบ่อยๆ
5 ฮวงจุ้ยพิฆาต /  ดูดวง / 

หากจะสร้างบ้าน จัดห้องหรือทำกิจการใดๆก็ตาม คนในปัจจุบันจะใส่ใจกับ ฮวงจุ้ย มากขึ้น เพราะถือว่ามีส่วนช่วยทำให้มีชีวิตไม่เกิดปัญหาและมีความเป็นอยู่ที่ราบรื่นมากขึ้น ทำอะไรๆก็ดีไปหมด แต่คุณรู้หรือเปล่าว่า 5 ฮวงจุ้ยพิฆาต ที่พบบ่อยในปัจจุบัน มีอะไรบ้าง และมันจะสร้างปัญหาอะไรให้กับคนที่พักอาศัยอยู่ วันนี้ Horoscope.Mthai.com  มีคำตอบมาบอกครับ 5 ฮวงจุ้ยพิฆาต 1 พลังร้ายทะลุกลางบ้าน ประตูหน้าบ้านตรงกับประตูหลังบ้านหรือระเบียงหลัง แสงสว่างและพลังจะพุ่งตรงทะลุออก ด้านหลังโดยไร้สิ่งกำบัง ทำให้ทรัพย์ไหลออกและเกิดเคราะห์ร้าย 2 ทางปะทะ ประตูหน้าบ้านมีถนนเดินรถพุ่งใส่ จะทำให้ธุรกิจการงานมีอุปสรรค 3 โค้งเกาฑัณฑ์พิฆาต บ้านพักอาศัยมีทางน้ำ บ่อน้ำหรือถนนโค้งเข้าหา ผู้อยู่อาศัยไม่เพียงไม่สงบสุข แต่ยังเก็บเงินไม่อยู่อีก 4 พลังร้ายกดไหล่ บ้านที่อยู่ระหว่างอาคารสูงทั้งซ้ายและขวา ผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกกดดัน หน้าที่การงาน กิจการต่างๆยากที่จะเจริญก้าวหน้า 5 ศรพิฆาตทะลวงฟ้า บ้านหรืออาคารสูงตระหง่านท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างเตี้ยๆ ผู้อยู่อาศัยมักมีปัญหากับคนภายนอก เข้าสังคมยาก

ศาสตร์ฮวงจุ้ย ตัวเลข ดีหรือร้าย
ดูดวง /  ดูดวงตัวเลข / 

ในศาสตร์ฮวงจุ้ย ตัวเลข ทุกตัวมีทั้งความหมายที่ดีและร้าย ซึ่งมีความหมายเฉพาะตัวแฝงไว้ด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์ ตัวเลขทุกตัวเกี่ยวข้องอยู่กับชีวิตของเรา และเป็นตัวแทนความหมายได้อีกหลายสิ่งหลายอย่าง ศาสตร์ฮวงจุ้ยตัวเลข ดีหรือร้าย ตัวเลข ที่สัมพันธ์กับ ศาสตร์ฮวงจุ้ย เลข 1 หมายถึง เริ่มต้น เอกเทศ ได้รับความนิยมน้อย แต่ไม่ใช่โชคร้าย เลข 2 หมายถึง เมตตา อ่อนไหว มีชีวิต เลข 3 หมายถึง อุบัติเหตุ พลัดพราก เลข 4 หมายถึง รอบข้าง มีสัมพันธ์ไมตรี เลข 5 หมายถึง ความสมดุล เป็นกลาง เลข 6 หมายถึง มั่งคั่ง ร่ำรวย เลข 7 หมายถึง อุปสรรค แตกแยก เลข 8 หมายถึง ราบรื่นมั่นคง ร่ำรวย ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุด เลข 9 หมายถึง ยั่งยืน ยาวนาน ก้าวหน้า เลข 0 หมายถึง ไม่สิ้นสุด ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือไขรหัสลับด้วยฮวงจุ้ย

สีหศักดิ์ จวก สหรัฐฯ ใช้มาตรฐานตัวเองตัดสินชาติอื่น ปมจัดอันดับไทยค้ามนุษย์
UN /  กระทรวงการต่างประเทศ / 

ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ  รับ ผิดหวัง สหรัฐฯ จัดอันดับไทยต่ำสุดกรณีการค้ามนุษย์ ยัน ไทยให้ความร่วมมือ UN มาตลอด ชี้ สหรัฐฯ ประเมินแค่ฝ่ายเดียวแถมใช้มาตรฐานตัวเอง วันนี้ 24 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ระบุภายหลังจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีรายงานการประเมินเกี่ยวกับการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ประจำปี พ.ศ.2557 ที่จัดทำโดยสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และได้ปรับลดระดับการค้ามนุษย์ของประเทศไทย จากระดับ 2.5 ที่อยู่มาอย่างยาวนานถึง 4 ปี ไปอยู่เทียร์ 3 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุด ว่า ประเทศไทยรู้สึกผิดหวังและไม่เห็นด้วยในการประเมินและจัดอันดับดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากที่ผ่านมาในการปราบปรามการค้ามนุษย์ ถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมาสามารถดำเนินคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์กว่า 400 คดี และมีการลงโทษแล้วกว่า 200 ราย รวมถึงประเทศไทย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาตรวจสอบข้อมูลมาตลอด ซึ่งล่าสุด ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ให้ความสำคัญโดยการมีนโยบายการปราบปรามค้ามนุษย์ เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มีความก้าวหน้าการปราบปรามมากยิ่งขึ้น ขณะที่ การประเมินดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินของฝ่ายเดียว โดยยึดมาตรฐานตนเองเป็นหลัก จึงไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง พร้อมกันนี้ขอยืนยันว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธสัญญาขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN มาตลอด และยืนยันว่าประเทศไทยดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเข้มข้น ไม่ได้ดำเนินการเพื่อหวังผลในการจัดอันดับใดๆ ทั้งนี้ ในเรื่องมาตรการการคว่ำบาตร สามารถขอยกเว้นได้ และไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองและการค้าใดๆ ซึ่งต้องให้ประเทศสหรัฐอเมริกาพิจารณาอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีความพยายามที่จะให้ความร่วมมือในการประเมินมาตลอด ส่วนการประเมินจะกระทบต่อการค้ากุ้งและสิ่งทอที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางประเทศไทยจะไม่ตอบโต้ใดๆ MThai News

ชาวเน็ตโวย หลัง กสม.ห้ามมิให้นายจ้าง ตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ก่อนสมัครงาน
HIV /  ตรวจหาHIVสมัครงานละเมิดสิทธิ / 

กสม. ชี้ การตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ในเงื่อนไขการสมัครงานเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้านชาวเน็ตโวยหากทำเช่นนี้ก็ถือเป็นการเมิดสิทธิของบริษัทเช่นกัน วานนี้(25ก.ค.)กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกแถลงการณ์ว่า ห้ามมิให้นายจ้าง ตรวจเลือดหาเชื้อ HIV จากผู้สมัครงาน เพราะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ซึ่งทาง กสม.ได้พิจารณาและมีมติว่า การที่นายจ้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กำหนดให้มีการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีและใช้เป็นเงื่อนไขในการจ้างงานถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการละเมิดต่อสิทธิในร่างกาย หากไม่ได้รับการยินยอมของบุคคล ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม การตีตราตัวเอง (self-stigma) และส่งผลกระทบทางอ้อมต่อครอบครัว กสม. จึงขอให้นายจ้างทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนองค์กรอิสระและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนโดยไม่กำหนดให้มีการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการรับสมัครงาน และหากบุคคลใดได้ ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวสังคมออนไลน์ มีสมาชิกเฟซบุ๊คจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสงสัยว่าการตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนเข้าทำงานเป็นการละเมิดสิทธิจริงหรือ แล้วการที่ กสม. ห้ามไม่ให้ตรวจหาเชื้อ HIV ดูเหมือนจะเป็นการละเมิดสิทธิของบริษัทเช่นกัน เนื่องจากทางบริษัทเอง ก็มีสิทธิเลือกว่าจะเลือกคนแบบไหนมาเป็นพนักงาน และการตั้งเงื่อนไขให้คนที่มาสมัครงาน ต้องตรวจหาเชื้อ HIV มันผิดตรงไหน เพราะงานบางอย่างต้องการคนที่มีร่างกายแข็งแรงเท่านั้น  ไม่ต้องการคนที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงมาทำงาน ซึ่งงานบางประเภทยังต้องตรวสจสุขภาพจิตก่อนรับเข้าทำงานเลย ด้านชาวเน็ตที่เห็นด้วยกับมติของ กสม. ได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า งานที่ต้องตรวจสุขภาพจิตก่อนรับเข้าทำงานมันมีบัญญัติไว้ในกฏหมายอยู่แล้ว แต่กับเชื้อ HIV มันแตกต่างออกไปเพราะทัศนคติของสังคมไทยต่อโรคนี้ยังเลวร้ายอยู่มาก ดังนั้นผู้ติดเชื้อก็มีสิทธิที่จะสงวนข้อมูลส่วนตัวตรงนี้ไว้ไม่ให้บริษัทรู้ และการติดเชื้อจากคนไปสู่คน ก็ไม่ติดกันง่ายๆ มันต้องมีเพศสัมพันธ์หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกันถึงจะติดกันได้ ทุกวันนี้ยารักษาโรคนี้ก็ก้าวหน้าไปมาก คนที่กินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ สามารถใช้ชีวิตยืนยาวได้เหมือนคนปรกติแล้ว MThai News ข่าวที่เกี่ยวข้อง กสม.ชี้กำหนดตรวจหาHIVสมัครงานละเมิดสิทธิ

รองนายกฯ ตุรกี ย้ำเตือนผู้หญิงอย่าโทรมือถือนาน
ข่าววันนี้ /  ตุรกี / 

รองนายกรัฐมนตรี เผย เตือนผู้หญิงให้คำนึงถึง "ความเสื่อมเสียทางศีลธรรม" ให้มาก ชี้ ไม่ควรใช้โทรศัพท์เกินความจำเป็น หนังสือพิมพ์เฮอร์ริยัท ของตุรกี ลงข่าวเรื่องที่ บูเลนต์ อารินซ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เนื่องในวันตรุษอีฏิลฟิตรี ย้ำเตือนผู้หญิงให้นึกถึง "ความเสื่อมเสียทางศีลธรรม" ให้มากขึ้น โดยสิ่งที่เขาเห็นว่าผู้หญิงไม่ควรทำ คือ ใช้โทรศัพท์มือถือเกินความจำเป็น การหัวเราะในที่สาธารณะ เขาก็เห็นว่าไม่ควร นายอารินซ์ ยังเรียกร้องให้ทั้งหญิงและชายละเว้นเรื่องทางเพศ และหันมาสนใจพระคัมภีร์กุรอานให้มากขึ้น เขายังประณามโทรทัศน์และสื่อมวลชนว่า เป็นตัวการทำให้เด็กวัยรุ่น "หมกมุ่นกับเรื่องทางเพศ" การกระทำอื่น ๆ ที่รวมอยู่ในรายการผิดศีลธรรมของเขา ก็มีอย่างเช่น การมีรถหลายคันและใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลือง อย่างไรก็ดี หลังให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ก็มีคนออกมาโจมตี โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่เห็นว่าตุรกียังต้องการเสียงหัวเราะของผู้หญิง ตุรกีเคยเป็นประเทศหัวก้าวหน้าในเรื่องสิทธิสตรีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านมุสลิมอื่น ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งปัญหาเรื้อรัง อย่างช่องว่างระหว่างรายได้

ดูดวงวัยรุ่น เดือนกรกฎาคม 2557
ดูดวงวัยรุ่น

ดูดวงวัยรุ่น เดือนกรกฎาคม 2557 มาติดตามดวงวัยรุ่น ทั้งเรื่องการเรียน การเงิน ความรัก แม่นๆ ในเดือนมิถุนายน 57 นี้กันนะคะ ว่าจะตรงกับราศีเกิดของเพื่อนๆ จริงหรือเปล่า?… ดูดวงวัยรุ่น เดือนกรกฎาคม 2557 ราศีมังกร (16 มกราคม - 15 กุมภาพันธ์) การเรียน ถือว่าอยู่ในช่วงของการทำผลงาน การสร้างสรรค์สิ่งดีๆ มีดวงจะพบเจอความสำเร็จความสมหวังเกิดขึ้น แถมยังมีคนรอบข้างคอยให้การส่งเสริมเป็นอย่างดี การเงิน มีแต่เรื่องของรายจ่ายอันสุดแสนวุ่นวาย แถมยังจะต้องเจอกับเรื่องการใช้เงินหมุนเวียน มีความกลุ้มใจแถมยังประสบปัญหาเรื่องหนี้สิน ความรัก จะเจอเรื่องของความไม่คงที่ไม่ค่อยแน่นอนสักเท่าไรนัก แถมยังจะต้องเจอเรื่องของความไม่ถูกใจกับความรักที่เป็นอยู่ในช่วงเวลานี้ด้วย ราศีกุมภ์ (16 กุมภาพันธ์ - 15 มีนาคม) การเรียน ดวงการเรียนถือว่ามีความสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี มีแรงใจความมุ่งมั่นอย่างมากในการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ แถมยังมีความเจริญก้าวหน้าในการเรียนอีกด้วย การเงิน จะมีโชคลาภเข้ามาอย่างพลิกล็อค อยู่ในช่วงของการเงินที่กำลังดีขึ้นแถมยังได้รับสิ่งดี มีคนคอยให้การสนับสนุนเรื่องการเงิน ถือว่าเงินทองคล่องมือ ความรัก ยังคงอยู่ในช่วงเวลาลุ้นๆ เสี่ยงๆ ยังไม่ไม่ค่อยลงตัวเท่าไรนัก จะได้พบเจอเรื่องความรักที่ดูแล้วมีความตื่นเต้น กำลังรอฟังข่าวเรื่องความรัก ราศีมีน (16 มีนาคม - 15 เมษายน) การเรียน มีเรื่องของกฎระเบียบอันดูเคร่งครัด ได้รับความคาดหวังจากบ้านและครอบครัว ในสถานที่เรียนก็จะได้รับคำชี้แนะการช่วยเหลืออันดีจากผู้คนรอบข้าง การเงิน พบเจอสิ่งของล่อตาล่อใจมากมาย อารมณ์กิเลสกำเริบ อยากได้ไปซะหมดทุกอย่าง ส่งผลให้มีสภาพรายจ่ายอันสุดแสนฟุ่มเฟือย ความรัก มีเรื่องของการแข่งขันการเอาชนะ พบเจอแต่ความอึดอัดและขัดใจเป็นอย่างมาก ความรักต้องใช้ความพยายามความอดทนเป็นอย่างมาก ราศีเมษ (16 เมษายน - 15 พฤษภาคม) การเรียน อยู่ในสภาพของความวิตกกังวลใจ การเรียนในช่วงนี้จะพบกับความเร่งรีบ มีโปรเจกต์งานที่ต้องพบเจอกับความอึดอัดกดดันเป็นอย่างมาก มีความเหนื่อยล้า การเงิน ในช่วงเวลานี้มีความสุขสบายสดใสร่าเริงเป็นอย่างมาก ในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยทางการเงิน ได้ใช้จ่ายเงินในทางที่ตนเองรู้สึกพึงพอใจ ความรัก ให้ระวังเรื่องของความเจ็บปวด การสื่อสารการสนทนาที่ดูติดขัด มีคำพูดที่เกิดความไม่สบายใจ อย่างเดียวสำหรับความรักในช่วงนี้คืออย่าใจร้อน ราศีพฤษภ (16 พฤษภาคม - 15 มิถุนายน) การเรียน มีการเรียนรู้ มีความรอบคอบเป็นอย่างดี สภาพการเรียนถือว่าได้รับการดูแลการช่วยเหลืออันดีจากผู้ใหญ่ และบุคคลภายในครอบครัว การเงิน ช่วงนี้ให้ระวังว่าจะเจอเรื่องของรายจ่ายก้อนใหญ่ เป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายไปตามกฎระเบียบ อาจจะมีความลำบากใจในการใช้จ่ายอยู่บ้าง ความรัก จะได้พบเจอเรื่องของความรักที่ได้รับความดูแล มีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นกับคนรู้ใจ แถมยังจะได้รับคำพูดดีๆ อารมณ์ดีมีความอบอุ่นในเรื่องของความรัก ราศีเมถุน (16 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) การเรียน มีแต่เรื่องของความรู้สึกอึดอัดใจ มีความลำบากใจ เจอคำพูดเจอเรื่องที่เข้ามากระทบภายในจิตใจจนเกิดความกระวนกระวายใจ การเงิน ใช้จ่ายอย่างคล่องมือ มีการหมุนเงินเป็นจำนวนมาก ฐานทางการเงินนี้ดูแล้วไม่มั่นคง ควรเก็บเงินสะสมไว้บ้างจึงจะดี ความรัก ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ต้องเร่งรีบมากในการสานความสัมพันธ์ทางด้านความรัก ต้องใช้ความเพียรพยายามและความใจเย็นความรักจึงจะสำเร็จ ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม) การเรียน มีความรู้มีพรสวรรค์เป็นอย่างดี ได้รับความรู้เพิ่มเติมได้รับการศึกษา มีการเข้าใจสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมในสถานที่ศึกษาเป็นอย่างดี การเงิน มีความเจริญงอกงามเป็นอย่างดี มีโชคดีทางด้านการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเงิน ดวงการเงินถือว่าจะได้ลาภก้อนโต มีเงินทองอิ่มเอม ความรัก จะมีคนเข้ามาคบหา คนเข้ามาสนทนาพูดคุยด้วย แถมช่วงนี้จะมีเข้ามาหลากหลายคน เข้ามาแอบชอบ เข้ามาสนใจ แต่อย่างหนึ่งที่ให้ระวังเรื่องผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง ราศีสิงห์ (16 สิงหาคม - 15 กันยายน) การเรียน ถือว่าจะมีความเหนื่อยอ่อน มีความท้อใจกับการเรียนที่เป็นอยู่จะมีการรอข่าวรอการฟังผลทางการเรียนอย่างใจจดจ่อ การเงิน เริ่มมีความมั่นคง มีการใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น การใช้จ่ายการหมุนเงินถือว่ามีความพอเพียงมากยิ่งขึ้น แถมยังได้รับเงินส่วนแบ่ง ความรัก มีความสุขความสมหวังกันดีในเรื่องของความรัก มีความรู้สึกชอบอกชอบใจกับความรักที่เป็นอยู่หากพบรักก็จะได้พบรักพบเจอคนหน้าตาดี ราศีกันย์ (16 กันยายน-15 ตุลาคม) การเรียน ถือว่ามีความตั้งอกตั้งใจ มีความรู้สึกจดจ่อกับการเรียนที่เป็นอยู่ มีความรู้ความถนัดดีในสายวิชาที่ตนเองกำลังศึกษาหาความรู้ การเงิน มีความรู้สึกเชื่องช้าในการจับจ่ายใช้สอยทางการเงินในช่วงเวลานี้ถือว่าจะพบเจอแต่เรื่องของความรู้สึกท้อใจกับสภาพการเงินที่ดูฝืดเคือง ความรัก เวลานี้ก็ถือว่าพบเจอกับปัญหาเกิดขึ้น แถมยังจะต้องพบเจอกับปัญหาสภาพของญาติผู้ใหญ่เข้ามายุ่งเกี่ยวจนทำให้วิตก ราศีตุลย์ (16 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) การเรียน จะพบเจอกับปัญหา สภาพของความวิตกกังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีความรู้สึกอึดอัดท้อใจกับปัญหาต่างๆ ทางด้านการเรียน การเงิน มีการใช้จ่ายที่ดูฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเป็นอย่างมาก แถมยังจะเจอเรื่องการใช้เงินที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ จนกระทั่งสภาพทางการเงินขัดข้อง ความรัก มีแต่อารมณ์ของความรุนแรง มีเรื่องของการง้องอนกันเกิดขึ้น แถมความรักก็จะมีแต่เรื่องของความดื้อรั้น ความหัวแข็ง ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม) การเรียน ตัวคุณมีความเก่งกล้า ความสามารถที่แฝงอยู่ภายใน สามารถจัดการ สามารถควบคุมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการเรียนได้เป็นอย่างดี การเงิน เงินทองโชคลาภกำลังหล่นทับ มีเงินทองที่ไหลมาเทมา สภาพที่ดีของการมีเงินทอง การมีโชคลาภตอนนี้กำลังหลั่งไหลเข้ามา ความรัก กำลังอยู่ในช่วงของความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น มีการเก็บเกี่ยวความสัมพันธ์ความรักความเข้าใจกันเป็นอย่างมาก จะได้ผลลัพธ์ดีๆ เรื่องความรัก ราศีธนู (16 ธันวาคม - 15 มกราคม) การเรียน มีดวงที่จะต้องแก้ไขปัญหาทางการเรียนที่ต้องรอมาช้านาน มีเรื่องของการทำคะแนนการสอบแข่งขันที่ดูแล้วมีความจริงจังเป็นอย่างมาก การเงินเป็นการเงินที่แสวงหาได้จากความสามารถของตนเองล้วนๆ แถมมีเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาส่งเสริมดวงทางด้านโชคลาภเป็นอย่างมาก ความรัก มีดวงจะได้พบเจอพบรักกับคนในสถานที่บันเทิงแบบวัยรุ่น ที่มา อ.มดดำ นิตยสารแคนดี้, เรียบเรียงโดย http://teen.mthai.com/ หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ

ดูออนไลน์ ก่อนไปดูของจริงที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองนิวยอร์ก
พิพิธภัณฑ์ /  พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองนิวยอร์ก / 

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีของคนที่ชื่นชอบในงานศิลปะ เพราะ NYC Metropolitan Museum of Art  หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่นิวยอร์ก ได้ทำการอัพโหลดภาพงานศิลป์ โบราณวัตถุกว่า 390,000 รูปขึ้นบนเว็บไซท์ ให้ใครก็ได้เข้าไปชม ไปดู แต่ห้ามนำไปใช้ในทางการค้าเด็ดขาด ดูออนไลน์ ก่อนไปดูของจริงที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองนิวยอร์ก ลองไปส่องวัตถุโบราณของทาง Aztec กันบ้าง (ดูแล้วอย่าคิดมากนะครับ มันเป็นศิลปะ ^^") จริงๆก๊อตซิลล่ามีมานานแล้วสินะ ชุดแฟชั่นของสาวๆฝรั่งเศสในช่วงปีค.ศ. 1960 ภาพของชาวไทยก็มีเหมือนกัน น่าจะตอนไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สำหรับคอกาแฟชุดกาแฟชุดนี้คงยั่วใจไม่น้อย ...แต่ดูได้อย่างเดียว NYC Metropolitan Museum of Art ตั้งอยู่ที่ 1000 5th Ave, New York, NY 10028 สหรัฐอเมริกา สำหรับคนที่ชอบงานศิลปะแต่ไม่มีโอกาสไปเที่ยวดูของจริง การได้ดูจากในแกลลอรี่ออนไลน์ก็โอเคอยู่นะครับ ถือเป็นอีกหนึ่งวงการที่นำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้คนได้เข้าถึงงานศิลปะมากขึ้น อีกทั้งผลงานที่ดีๆจะได้ออกสู่สายตาชาวโลกแทนที่ปล่อยให้ฝุ่นเกาะในกล่องเก็บเพียงอย่างเดียวหากใครสนใจสามารถเข้าชมภาพทั้งหมด(ที่น่าจะดูกันได้เป็นเดือน) ได้ที่ http://www.metmuseum.org/collection/the-collection-online

ลายเซ็นแบบไหน เสริมดวงชะตา
ดูดวง /  ลายเซ็น / 

วันนี้ Horoscope.Mthai.com มีวิธีการเซ็น ลายเซ็น ที่สมบูรณ์มาฝากกัน สำหรับลายเซ็นที่ดีจะต้องห้ามตัด ห้ามฆ่า ห้ามพันกันครับ ลายเซ็นแบบไหน เสริมดวงชะตา ทั้งนี้หลายคนถามว่าทำไม ลายเซ็น จึงเกี่ยวข้องกับชะตาชีวิตของคนเราได้ คำตอบก็คือไม่ใช่เรื่องของความเชื่อเท่านั้น แต่เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีการวิเคราะห์วิจัยและศึกษากันมาอย่างช้านาน เช่นเดียวกับการทำนายโชคชะตาที่ดูวันเดือนปีเกิด เวลาเกิด หรือการทำนายบุคคลจากลักษณะรูปร่างหน้าตาและท่าทางนั่นเอง ลายมือชื่อหรือ ลายเซ็น เป็นศาสตร์อีกแขนงซึ่งเป็นภาพสะท้อนและบอกลักษณะของแต่ละคนได้ และสามารถนำมาทำนายได้เช่นเดียวกัน ซึ่งการวิเคราะห์บุคคลจาก ลายเซ็น สามารถพิจารณาได้จากขนาดของตัวอักษร ความหนักเบาของ ลายเซ็น ขนาดของเส้นสายลายปากกา การดูโซนตัวอักษรความเอียงของตัวอักษร เส้นฐานอักษรหรือ Baseline นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ในเรื่องความเร็วในการเซ็น Speed in Writing ร่วมด้วย ด้านนิสัยใจคอ และทัศนคติ สามารถบอกได้ว่าลักษณะนิสัยของบุคคลผู้นั้นเป็นอย่างไร เช่น เบิกบานสดชื่น อารมณ์แจ่มใส อมทุกข์ สุภาพ นุ่มนวล แข็งกร้าว ก้าวร้าว เป็นมิตร เช่น ลายเซ็นของคนที่มองโลกในแง่ดีมักจะพลิ้วเป็นคลื่นสวยงาม ขณะที่ลายเซ็นที่มีลักษณะผอมสูงหรือแคบๆ มักจะมีทัศนะคติและวิธีคิดในเชิงบวก ด้านความสามารถ ส่วนใหญ่คนที่มีความเก่งกาจสามารถ มักจะมีลายเซ็นแบบเส้นด้ายพลิ้วไหว ต่อเนื่องและสวยงาม ส่วนคนที่ขาดความเชื่อมั่นทำงานไม่เป็นสับปะรด ลายเซ็นจะโย้หน้าบ้างหลังบ้าง ด้านสติปัญญา ไม่ว่าจะเป็นความฉลาดเฉลียวและปราดเปรื่อง ความฉลาดแบบมีเล่ห์เหลี่ยม หรือความอ่อนด้อยทางเชาวน์ปัญญา สามารถแสดงออกได้ทางลายเซ็นทั้งนั้น ด้านทักษะทางสังคม การชอบเปิดเผย หรือปิดตัวเอง แสดงออกมาในลายเซ็นที่แตกต่างกัน บางคนสามารถเข้ากับผู้คนได้ดี ปรับตัวเก่ง ในขณะที่บางคนก็มีปัญหากับการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม ด้านความใฝ่ฝัน ความทะเยอทะยาน แสวงหาความก้าวหน้ามักจะบอกได้ในลายเซ็นที่มีเส้นสายปลายลายเซ็นตวัดขึ้นสูง ส่วนบุคคลที่ไม่ทะเยอทะยานนักจะมีลายเซ็นที่ค่อนข้างเล็กและไม่ตวัดสูง

แสตมฟอร์ด หลักสูตรปริญญาตรีสองภาษารูปแบบใหม่
นักเรียน /  มหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด / 

แสตมฟอร์ด หลักสูตรปริญญาตรีสองภาษารูปแบบใหม่  มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด สถาบันการเรียนรู้ชื่อดังของเมืองไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับมานานกว่าสองทศวรรษ ตระหนักดีถึงการขาดความมั่นใจของนักศึกษาใหม่เมื่อต้องเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แสตมฟอร์ดจึงนำเสนอหลักสูตรปริญญาตรีสองภาษารูปแบบใหม่เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่ความสำเร็จทั้งในด้านการศึกษาและการทำงานในอนาคต แสตมฟอร์ด หลักสูตรปริญญาตรีสองภาษารูปแบบใหม่ โดยเน้นการปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษของผู้เรียนในปีแรกควบคู่ไปกับเนื้อหาของสาขาวิชาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนในปีที่สองและสามจะปรับเนื้อหาให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างสมดุล เพื่อให้นักศึกษาเกิดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น และเนื้อหาการเรียนในปีสุดท้ายจะเป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด หลักสูตรปริญญาตรีสองภาษาของแสตมฟอร์ดจึงเปรียบเสมือนการเดินทางเพื่อการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้นักศึกษาไทยที่ขาดความมั่นใจกลายเป็นบุคลากรผู้เปี่ยมด้วยศักยภาพทางภาษา ที่พร้อมก้าวหน้าสู่ความสำเร็จในสายงานระดับสากล หลักสูตรปริญญาตรีสองภาษา ครอบคลุมกว่า 10 กลุ่มวิชาเฉพาะทางที่หลากหลาย อาทิ การจัดการธุรกิจสายการบิน, การจัดการธุรกิจการเงินการธนาคาร, การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ, การจัดการธุรกิจขนส่ง, การตลาด, การสื่อสาร และการโฆษณา เป็นต้น รายวิชาเหล่านี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และจัดการเรียนการสอนโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ทางวิชาชีพที่เฉพาะที่สามารถแบ่งปันให้กับผู้เรียนได้อย่างละเอียด หัวใจของหลักสูตรปริญญาตรีสองภาษาของแสตมฟอร์ด คือเหล่าคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมทุ่มเทและกระตือรือร้นในการพัฒนาศักยภาพด้านภาษาของนักศึกษาให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ผ่านการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความสนุกสนานในการเรียนรู้ เพื่อให้นักศึกษามีทั้งความรู้ความสามารถในสาขาวิชา และความเชื่อมั่นในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษระดับสูงไปพร้อมกัน หลักสูตรการเรียนการสอนของแสตมฟอร์ดให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ทักษะเพื่อความสำเร็จในการทำงานจริง” อาทิ การแก้ปัญหา ภาวะผู้นำ การคิดเชิงกลยุทธ์ ฯลฯ ซึ่งทำให้บัณฑิตจากแสตมฟอร์ดเป็นบุคลากรที่มีความโดดเด่นในตลาดงานอย่างแท้จริง อีกทั้งหลักสูตรยังถูกออกแบบให้ “นักศึกษาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้” โดยเนื้อหาทั้งหมดมุ่งสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษา และปูเส้นทางสู่การเสริมสร้างศักยภาพและความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ ตลอดจนคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งเป็นที่ต้องการขององค์กรธุรกิจทั่วโลก อีกทั้งการเป็นพันธมิตรกับเครือข่ายลอรีเอทระดับสากลที่เชี่ยวโยงกับมหาวิทยาลัยในกว่า 29 ประเทศทั่วโลก ทำให้แสตมฟอร์ดมีการประสานงานกับองค์กรธุรกิจรายใหญ่ระดับโลกอย่างสม่ำเสมอ และมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความต้องการของนายจ้าง และนำมาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรการสอนเพื่อเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคตให้แก่นักศึกษา เมื่อสำเร็จหลักสูตรปริญญาตรีสองภาษาของแสตมฟอร์ด นักศึกษาจึงมีโอกาสมากกว่าในการได้เข้าทำงานในองค์กรชั้นนำ รวมถึงการได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป       หลักสูตรปริญญาตรีสองภาษาแสตมฟอร์ดคือ “วิธีสร้างความมั่นใจในทักษะภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด” ซึ่งสามารถเสริมศักยภาพด้านการสื่อสารผ่านระบบสนับสนุนการเรียนชั้นเลิศ เพื่อเพิ่มโอกาสการทำงานในระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรปริญญาตรีสองภาษาของมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.stamford.edu หรือ https://www.facebook.com/stamfordthailand

สหรัฐฯฉลองเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ
บารัค โอบามา /  สหรัฐอเมริกา / 

สถานทูตสหรัฐ เผยคำแถลง โอบามา กล่าวฉลองเนื่องในเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ สถานทูตสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยถึงแถลงการณ์ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวฉลองเนื่องในเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ ที่ชาวอเมริกัน ได้รับสิทธิความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน โดยมีเนื้อหาว่า เมื่อความก้าวหน้าแผ่ขยายจากรัฐหนึ่งไปยังอีกรัฐหนึ่งเมื่อศาลมอบความ ยุติธรรมให้แก่สังคมและเมื่อชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นได้รับการปฏิบัติอย่าง ให้เกียรติและเคารพในศักดิ์ศรี ประเทศของเราไม่เพียงเปิดใจกว้างยอมรับกันมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีความเสมอภาคกันมากขึ้นด้วย ในช่วงเดือนแห่งกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศนี้ เราขอเฉลิมฉลองให้แก่ชัยชนะที่ยืนยันถึงเสรีภาพและความเที่ยงธรรม และเราจะมุ่งมั่นที่จะทำงานจนกว่าภารกิจนี้จะสำเร็จ"