ความก้าวหน้า

จาตุรนต์ หนุนทำ ประชามติ ยกร่างรธน.
ข่าววันนี้ /  จาตุรนต์ ฉายแสง / 

จาตุรนต์ หนุนทำ ประชามติ ยกร่างรธน.  แนะเลิกกฎอัยการศึก ก่อนดำเนินการ หวังให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเสรี เหน็บ รธน. ใหม่ล้าหลัง ยากเป็นประชาธิปไตย วันนี้ (12 พ.ย. 57) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตส.ส.เพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นผ่าน @Chaturon Chaisang แสดงความเห็นถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้มีการจัดทำประชามติก่อนการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า การลงประชามติ ก่อนการรัฐประหารมีข้อเสนอเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครองที่ดูจะปนๆกัน ระหว่างข้อเสนอที่ก้าวหน้ากับข้อเสนอที่ล้าหลัง แต่พอใกล้จะถึงเวลายกร่างเข้าจริงๆ ข้อเสนอต่างๆกลับค่อนไปทางล้าหลังและไม่เป็นประชาธิปไตยเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อพิจารณาจากรายชื่อผู้ที่จะมาร่าง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นฝ่ายเดียวกันเกือบทั้งหมดและบรรยากาศทางการเมืองที่ห้ามเสนอความเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยแล้ว การจะหวังให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจึงเป็นไปไม่ได้เลยทางที่จะลดความเสียหายในเรื่องนี้ก็คือ การส่งเสริมให้ประชาชนทั้งประเทศมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจว่า จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างกันขึ้นหรือไม่ นั่นก็คือต้องให้มีการลงประชามติ ซึ่งข้อเสนอนี้กำลังได้รับการขานรับและสนับสนุนจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้การลงประชามติเป็นประโยชน์จริงๆ และสามารถกล่าวอ้างได้ว่า รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเป็นที่ยอมรับของประชาชน ผมขอเสนอหลักการเกี่ยวกับการลงประชามติ ดังนี้ 1. ควรจะประกาศเสียแต่เนิ่นๆว่า เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะให้มีการลงประชามติ ไม่ใช่ไปตัดสินใจให้มีการลงประชามติในนาทีสุดท้าย 2. การลงประชามติที่จะมีขึ้น ไม่ควรให้อยู่ในสภาพมัดมือชกเหมือนการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ หากลงประชามติไม่ผ่านก็อาจเอารัฐธรรมนูญที่เลวร้ายยิ่งกว่ามาใช้แทน แต่ควรจะให้ตกไปแล้วร่างใหม่แม้จะเสียเวลาก็ตาม 3. ก่อนการลงประชามติเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป ควรยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกเสียก่อน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความเห็นและรณรงค์สนับสนุนหรือคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเสรี" ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "จาตุรนต์ ฉายแสง" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai news .............................................................................................. ข่าวที่เกี่ยวข้อง รู้กันยัง! ประชามติ คืออะไร การออกเสียงประชามติ คือ การนำร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญ และนโยบายที่สำคัญของประเทศ ไปผ่านการตัดสินเพื่อแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจากประชาชน ...

หม่อมอุ๋ย เชื่อประชานิยม คือจุดจบประชาธิปไตย
ข่าววันนี้ /  ประชาธิปไตย / 

มรว.ปรีดิยาธร กล่าวกลางเวทีปาฐกถาพิเศษ เชื่อประชานิยม คือจุดจบประชาธิปไตย ยกยุโรปเป็นโมเดลเรียนรู้  วอน สปช. วางแนวทางเอาคนไม่ดีออกจากการเมือง รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (16 ต.ค. 57) มรว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างกล่าวปาฐกถาพิเศษทิศทางประเทศไทย ในหัวข้อ"เศรษฐกิจไทยจะไปรุ่งหรือไปยุ่ง เพื่อระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 2535 และสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ของมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ โดยระบุว่า จุดจบของประชาธิปไตยของหลายประเทศ คือประชานิยม โดยเฉพาะประเทศในยุโรปซึ่งมีสวัสดิการที่มากไปจนไม่มีประสิทธิภาพในทางเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะพุ่งกว่า 100-150% ของจีดีพี ถ้ารัฐจะกู้หนี้ต้องนำมาลงทุนเท่านั้นไม่ใช่นำเงินไปปู้ยี้ปู้ยำในประชานิยมจนเอาไม่อยู่ หากสปช.จะวางแนวทางปฏิรูปเพื่อกันคนไม่ดีเข้ามาในระบบ แต่ไม่มีระบบใดกันอยู่ ต้องขึ้นอยู่กับการสั่งสอนของบิดามารดา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ให้คนไม่ดีออกไปเร็วขึ้น เพื่อให้จำนวนของคนไม่ดีเหลือน้อยจนไม่สามารถทำลายการเมืองลงได้ ถ้านักการเมืองถูกฟ้องและศาลรับฟ้องคดีอย่างมีเหตุมีผล ต้องพ้นจากการเมืองหยุดปฏิบัติหน้าที่รวมถึงครอบครัวลูกเมีย ไม่ต้องรอให้ต่อสู้คดีจนครบ 3 ศาลรูปแบบนี้จะทำให้คนไม่ดีลดไปกว่าครึ่ง ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ดีได้เพราะการเมืองตั้งอยู่บนรากฐานคุณธรรม ระบอบที่ดีที่สุดคือธรรมาธิปไตยจะเป็นแบบไหนก็ตามถ้าอยู่บนรากฐานของคุณธรรมประเทศจะเจริญก้าวหน้า และมีเสถียรภาพ MThai news

สปช.เข้าสู่วาระพิจารณา ตั้งกมธ.วิสามัญ 5คณะแล้ว
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ /  ข่าววันนี้ / 

ที่ประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าสู่วาระพิจารณาการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 5 คณะ แล้ว เตรียมขอความเห็นชอบจากที่ประชุม บรรยากาศการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ล่าสุด เปิดการประชุมแล้ว โดยมี นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุม จากนั้นพิจารณารายงานการดำเนินการจัดตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ จำนวน 5 คณะ ตามข้อบังคับการประชุม สปช. พ.ศ.2557 ข้อ 84 ซึ่งทางคณะ กมธ.วิสามัญกิจการ สปช. หรือ วิป สปช. ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ทั้งนี้ นางสาวทัศนา บุญทอง ในฐานะรองประธาน วิป สปช. กล่าวรายงานว่า วิป สปช. ได้พิจารณาแต่งตั้งทั้งอำนาจหน้าที่และสัดส่วนกรรมาธิการ อาทิ - คณะกรรมาธิการติดตามให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลส่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 18 คณะ และประสานงานติดตามความก้าวหน้าการทำงาน มี กมธ. ไม่เกิน 12 คน - คณะกรรมาธิการจัดทำวิสัยทัศน์รูปแบบของอนาคตประเทศไทย มีหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์อนาคตประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพ เน้นการมีส่วนร่วม มีกรรมาธิการ ไม่เกิน 12 คน - คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีความส่วนรวมของประชาชน มีหน้าที่ออกแบบระบบ กลไกรับฟังความเห็น การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนมีกรรมาธิการ ไม่เกิน 30 คน ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "สภาปฏิรูปแห่งชาติ" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai news .............................................................................................. ข่าวที่เกี่ยวข้อง ที่มา และหน้าที่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตลอดระยะเวลาหลายเดือนหลังการเข้ายึดอำนาจบริหารประเทศของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ตั้ง 22 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา จวบจนมีการแต่งตั้งคณะรัฐบาลนำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้คนใหญ่มักจะได้ยินคำว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติ ...

มะกันหวั่น โสมแดงสร้างนิวเคลียร์
นิวเคลียร์ /  สร้างขีปนาวุธ / 

ประเทศสหรัฐอเมริกา หวั่น เกาหลีเหนือสร้างหัวรบนิวเคลียร์ หลังพบมีศักยภาพและเทคโนโลยีเพียงพอในการผลิต สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา พล.อ.เคอร์ติส สกาปาร์รอตติ ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐประจำการในเกาหลีใต้ แถลงที่กระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) เมื่อวันศุกร์ โดยเกาหลีเหนือมีแนวโน้มที่จะมีศักยภาพและเทคโนโลยีเพียงพอในการผลิตขีปนาวุธพิสัยไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศอิหร่านและปากีสถาน รวมถึงระยะเวลาและความทุ่มเท ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะย่อขนาดหัวรบนิวเคลียร์ให้สามารถติดตั้งได้กับขีปนาวุธพิสัยไกล แม้จะยังไม่เคยมีการทดสอบหรือหลักฐานใดๆ ที่จะบ่งชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบันของเกาหลีเหนือก็ตาม อย่างไรก็ตาม ภาพอาวุธต่างๆ ทั้งเคลื่องปล่อยจรวดแบบเคลื่อนที่ และขีปนาวุธพิสัยไกล เคเอ็น-08 ที่ทางการเปียงยางมักเผยแพร่ออกมา แม้จะทำให้หลายฝ่ายกังวล แต่นักวิเคราะห์กลับมองว่าอาวุธเหล่านั้นอาจเป็นเพียงแบบจำลอง MThai News

เครือข่ายสลัม 4 ภาค จัดกิจกรรมรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลก
พล.อ.ประยุทธ์ /  รัฐบาล / 

เครือข่ายสลัม 4 ภาค จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ทหารไม่ให้ขบวนผ่านหน้าทำเนียบ ยื่น 3 ข้อเสนอให้รัฐบาล วันนี้ ( 7 ต.ค.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เพื่อให้รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการในการแก้ปัญหาคนจนให้มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ปกติสุข และมีความยั่งยืน เครือข่ายสลัม 4 ภาค โดยได้ยื่นข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ ดังนี้ 1. ด้านการสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย โดยขอให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณและสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมือง รวมถึงอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายที่อยู่อาศัยคนเร่ร่อนไร้บ้านและสร้างบ้านชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ประสบปัญหาเร่งด่วน 2. ด้านการกระจายสิทธิ์การถือครองที่ดิน และรับรองสิทธิ์การถือครองอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ออกกฎหมายรับรองสิทธิชุมนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร รวมถึงนำพื้นที่ป่าสงวนที่หมดสัญญาจัดสรรให้เกษตรกรเพื่อทำกิน 3. ปฏิรูปกองทุนยุติธรรมโดยออกกฎหมายกองทุนยุติธรรม ให้คนจนมีโอกาสเข้าถึงสิทธิขบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้ยื่นหนังสือให้กับรองปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ โดยเจ้าหน้าที่ทหารไม่อนุญาตให้เดินขบวนมาบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล

รัฐบาลเร่งปราม! ร้านเหล้าปั่นรอบสถานศึกษา
ยงยุทธ ยุทธวงศ์ /  รองนายกรัฐมนตรี / 

รองนายกรัฐมนตรี "ยงยุทธ" จี้ฝ่ายกฎหมาย เร่งจัดระเบียบร้านขายเหล้าปั่นรอบสถานศึกษา ไม่มีใบอนุญาต พร้อมเฝ้าระวังเพิ่มจำนวน นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดระเบียบร้านขายเหล้าปั่นรอบสถานศึกษาว่า ปัญหาดังกล่าวได้มีการหารือกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ปัญหาคือมีการตั้งขายข้างถนน เมื่อถูกไล่ ก็ย้ายไปขายที่อื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายต้องดูแล โดยต้องทำงานให้เข้มแข็งขึ้น เพราะร้านส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาต ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น เราต้องเข้าไปสู่ต้นตอของปัญหา คือการดูแลสังคมไม่ให้หมกมุ่นกับอบายมุขต่างๆ หากสังคมมั่นคงเรื่องเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ไม่มาก แต่จะให้หมดไปร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นคงทำได้ยาก และต้องเฝ้าระวังการเพิ่มจำนวนของร้านเหล้าด้วย ส่วนปลายเหตุก็ต้องป้องปราม เช่นเดียวกับเรื่องบารากุ เป็นปัญหาที่มีมานาน นอกจากนี้ นายยงยุทธ เปิดเผยถึงการหารือระหว่าง นายชิเกะคะสุ ซะโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยว่า ได้มีการพูดคุยถึงความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรม ในการช่วยเหลือผู้สูงอายุ การศึกษา งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น งานด้านระบบการขนส่ง ระบบราง และดาวเทียม ที่ไทยต้องการพัฒนาด้วยตนเอง รวมถึงได้สอบถามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็จะมีการประสานเพื่อติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ MThai News

'นพ.รัชตะ' ลาออกอธิการ ม.มหิดล เลือกนั่งรมว.สธ.
นพ.รัชตะประกาศลาออก /  นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน / 

"นพ.รัชตะ" ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เลือกตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข จากกรณีที่สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล มีมติให้ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เลือกดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง โดยต้องตัดสินใจภายในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ล่าสุด วันนี้ (8 ต.ค.) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นายแพทย์รัชตะ ประกาศในที่ประชุมคณบดีมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ตนจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตำแหน่งเดียว และจะลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล โดยหลังจากประกาศลาออกในที่ประชุมคณะบดีมหาวิทยาลัย ได้มีสารจากอธิการบดีถึง “ชาวมหิดล” ดังนี้ 8 ตุลาคม 2557 เรียน ชาวมหิดลที่รักทุกท่าน ตามที่ผมได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2557 นั้น ผมได้มีสารถึงชาวมหิดล เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 เรียนว่างานบริหารมหาวิทยาลัยมหิดลจะไม่สะดุด และผมขอเวลาศึกษางานสักระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจะเรียนให้ชาวมหิดลได้ทราบทิศทางของการดําเนินงานของมหาวิทยาลัย และกระทรวงสาธารณสุข บัดนี้เวลาได้ผ่านมาพอสมควรแล้ว จึงขอเรียนให้ชาวมหิดลทราบ ดังนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 41 ระบุ ให้ข้าราชการหรือพนักงานของรัฐดํารงตําแหน่งข้าราชการการเมืองควบคู่กันไปด้วยได้ เจตนารมณ์คือ ขอตัวมาช่วยปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 ปี ซึ่งเป็นอายุของรัฐบาลนี้ และเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สําคัญของประเทศ โดยยังสามารถปฏิบัติงานประจําควบคู่กันไปได้ด้วย ซึ่งในภาวะปกติสถานการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้แต่ผมได้เรียนกับชาวมหิดลว่าจะขอเวลาประเมินสถานการณ์ก่อนสักระยะ แนวทางประกอบการตัดสินใจมีดังนี้ 1. พิจารณาว่าการดํารงตําแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลควบคู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะสามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่ประเทศได้อย่างไร ในหลักการ คือ การเชื่อมโยงอุดมศึกษาเข้ากับระบบสุขภาพของประเทศ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตบุคลากรด้านสาธารณสุข ดังนั้น การได้ปฏิบัติหน้าที่ ที่กระทรวงสาธารณสุขด้วยจะทําให้ทราบปัญหาความต้องการของประเทศด้านการสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี สามารถนําประสบการณ์ไปใช้ในการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศร่วมกับระบบอุดมศึกษาและในการปรับปรุงการผลิตบุคลากรสาธารณสุขของประเทศได้อย่างเหมาะสมและโอกาสที่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรียังจะช่วยประสานงานด้านอื่นๆ กับอุดมศึกษา เช่น การปฏิรูปสังคม และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงเวลานี้มิใช่เวลาปกติของประเทศ เป็นโอกาสที่ชาวไทยทุกคนจะต้องรวมพลังช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อจะขับเคลื่อนประเทศ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ให้เกิดการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง และยั่งยืน จึงเป็นไปได้หรือไม่ที่ชาวมหิดล จะช่วยกันร่วมแรงร่วมใจ ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลให้ดําเนินไปได้ด้วยดีในขณะที่ผมรับตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย 2. เมื่อผมรับตําแหน่งรัฐมนตรีผมยังมีความรับผิดชอบต่อมหาวิทยาลัยมหิดลในการที่จะวางแผนการบริหารงานในช่วงนี้มิให้มีการติดขัดซึ่งต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งในการวางแผน เตรียมการ มิใช่จะสามารถจะปลดภาระหน้าที่ของอธิการบดีได้โดยทันที 3. ประเมินภาระงานที่กระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นอย่างไร จะสามารถทํางานควบคู่กับตําแหน่งอธิการบดีได้หรือไม่ เนื่องจากวันที่ผมเขียนสารถึงชาวมหิดลนั้น เป็นวันที่ 1 กันยายน 2557 กว่าที่ผมจะเข้าปฏิบัติงานที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นวันที่ 13 กันยายน 2557 เนื่องจากต้องผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน และรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อน 4. เนื่องจากมีรัฐมนตรีอีกหลายท่านในรัฐบาลชุดนี้ซึ่งอยู่ในสถานะเดียวกับผม คือ ควบตําแหน่งรัฐมนตรีและงานประจําด้วย เนื่องจากในขณะนี้เป็นภาวะวิกฤติของประเทศ มีความจําเป็นต้องใช้บุคลากร ที่มีความรู้และประสบการณ์ในสายงานต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขวิกฤติของประเทศ ผมจึงต้องศึกษาแนวทางจากรัฐบาลในประเด็นนี้ประกอบด้วย ผมขอเรียนว่าในแนวทางประกอบการตัดสินใจข้อแรกเป็นแนวทางที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ ผมทราบว่าชาวมหิดลบางกลุ่มมีความประสงค์จะให้ผมดํารงอยู่ทั้ง 2 ตําแหน่ง แต่บางกลุ่มไม่เห็นด้วย ซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างนี้เกิดขึ้นอยู่เป็นปกติไม่ว่าในสังคมใดก็ตาม ผมได้เตรียมการที่จะให้มีการปรึกษาหารือ ในเรื่องนี้ระหว่างฝ่ายที่เห็นแตกต่าง ด้วยสันติ ด้วยสุนทรียสนทนา เป็นการภายในมหาวิทยาลัยของเรา เพื่อให้ได้มีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่เราใช้กันมาโดยตลอดภายในมหาวิทยาลัยของเราแต่เป็นที่น่าเสียใจที่ชาวมหิดลบางกลุ่มมิได้เลือกใช้วิธีที่จะบริหารความเห็นที่แตกต่างโดยสันติแต่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะได้เข้าไปเริ่มทํางานในกระทรวงสาธารณสุขนําประเด็นที่ควรจะปรึกษาหารือตกลงกันได้อย่าง “ปัญญาชนของแผ่นดิน” ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศทางสื่อมวลชน และมีการแพร่ข่าวผ่านทาง social media ต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลด้านเดียวที่ให้แก่สังคม โดยใช้ถ้อยคําที่รุนแรง และทําให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเสื่อมเสีย ผมมิประสงค์จะตอบโต้เนื่องจากไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเสื่อมเสียไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ตามที่ผมได้สัญญากับชาวมหิดลไว้ว่าจะขอเวลาสักระยะโดยอาศัยแนวทางประกอบการตัดสินใจ 4 องค์ประกอบ ตามที่เรียนให้ทราบแล้วข้างต้น ผมจึงได้ตัดสินใจว่าจะขอปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพียงตําแหน่งเดียว ทั้งนี้ เพื่อจะได้รับใช้ประเทศชาติและเพื่อความเป็นเอกภาพของมหาวิทยาลัยมหิดล สําหรับการบริหารมหาวิทยาลัยมหิดลในระยะเปลี่ยนผ่านว่าจะดําเนินการอย่างไรนั้น ผมจะนําเข้าปรึกษาหารือในสภามหาวิทยาลัยมหิดลในการประชุมสภาฯ วันที่ 15 ตุลาคม 2557 ผมขอวิงวอนต่อชาวมหิดลว่าเหตุการณ์เช่นนี้มิควรเกิดขึ้นอีกในมหาวิทยาลัยที่เป็นที่รักของเรา มหาวิทยาลัยต้องเป็นแบบอย่างด้านจริยธรรมของสังคม ขอให้ชาวมหิดลทุกคนปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักธรรมาภิบาลบริหารความคิดความเห็นที่แตกต่างโดยสันติด้วยสติและปัญญา ปัญหาภายในมหาวิทยาลัยของเราควรแก้ไขกันเอง โดยไม่ต้องประโคมข่าวสู่สังคมภายนอก ที่จะไม่เข้าใจความเป็นมาของแต่ละปัญหาอย่างลึกซึ้ง ไม่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมของมหิดล เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวแก่สังคม และทําให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเสื่อมเสีย ผมขอให้ชาวมหิดลทุกคนตระหนักอีกครั้งว่าขณะนี้มิใช่เวลาที่ประเทศเป็นปกติแต่ชาติของเรากําลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูป ซึ่งชาวไทยทุกคนรวมทั้งชาวมหิดลด้วย จะต้องรวมพลังร่วมแรงร่วมใจ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้ชาติของเราก้าวหน้า และมีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ผมจะนัดหมายเพื่อสรุปงานที่ผมได้ดําเนินการในฐานะอธิการบดีและเพื่อขอบคุณทุกท่านตามกําหนดการที่จะแจ้งให้ทราบต่อไป ในขณะนี้ดัชนีชี้วัดทุกตัวระบุว่ามหาวิทยาลัยของเรามีความก้าวหน้าในทุกทาง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคและมีโครงการจํานวนมากที่ลงดําเนินการในชุมชนที่ประชาชนไทยในชุมชนจะได้รับการพัฒนาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณท่านรองอธิการบดี คณบดี ผู้อํานวยการ ผู้อํานวยการกอง และชาวมหิดลทุกท่านที่เสียสละทุ่มเททํางานเพื่อมหาวิทยาลัยมหิดล และสังคมไทย และขอบคุณสําหรับกําลังใจที่ท่านได้มอบให้กับผมมาโดยตลอด ขอบคุณครับ ศาสตราจารย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล MThai News ขอบคุณภาพจาก Motion News ช่อง Mono 29

'ประยุทธ์' เผยญี่ปุ่นรับพิจารณาลงทุนในไทย ก่อนขยายไปอาเซียน
การลงทุน /  ข่าว / 

'ประยุทธ์' เผยญี่ปุ่นรับปากจะใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนหลัก ก่อนขยายการลงทุนไปยังอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือ JTEPA พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผู้แทนพิเศษรัฐบาลญี่ปุ่นรับจะไปพิจารณาแนวทางการใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนหลัก ก่อนขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ๆ ในแถบภูมิภาคอาเซียน รวมถึงความร่วมมือในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจทวาย ในเมียนมาร์ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ว่าไทยกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน ซึ่งเปิดกว้าง และโปร่งใส ต้องการร่วมมือกับญี่ปุ่นทุกมิติ โดยเฉพาะกรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement – JTEPA) ถือว่าเป็นกลไกหลักที่ไทยต้องการพัฒนาให้ก้าวหน้าตามลำดับ ทั้งนี้รัฐบาลไทยยืนยันจะดูแลนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างดีและเป็นธรรม และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุนต่างชาติ และขอขอบคุณผู้ประกอบการญี่ปุ่นทุกภาคส่วนที่ฝ่าฟันอุทกภัยร่วมกับไทยเมื่อปี 2553 ขณะที่ปัจจุบันคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้อนุมัติการลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยกว่า 15,000 ล้านบาทแล้ว ขอให้ญี่ปุ่นเร่งส่งเสริมการลงทุนจริงในไทยเพิ่มยิ่งขึ้นหลังจากที่มีการลงทุนจริงแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท ในอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ เทคโนโลยีการสื่อสาร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบราง พลังงานทางเลือก อยากให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในภาคธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงในไทยมากขึ้น รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้ และเปิดโอกาสให้พนักงานไทยขึ้นสู่ระดับบริหารได้ รวมทั้งอุตสาหกรรมแปรรูปจากวัตถุดิบการเกษตรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากของไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยได้อีกทางหนึ่ง MThai News

คิดจะแบนแต่ขาดไม่ได้! 5อิทธิพลเกาหลีใต้ คนไทยยังเปิดรับ
ทีมชาติไทย /  ฟุตบอล / 

เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อกระแสการจัดกีฬาเอเชียนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ดูท่าไม่ค่อยจะดีนัก เพราะกีฬาหลากหลายชนิด นักกีฬาหลายชาติ ออกมาโวยวายว่า เจ้าภาพเล่นตุกติก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เหรียญทอง ที่เห็นเด่นชัดก็เป็นการแข่งขันฟุตบอลแมทสำคัญ ไทย กับ เกาหลีใต้ จนกระทั่งเกิดเป็นเรื่องใหญ่โต ชาวเน็ตชาวไทยไปโพสต์โจมตีไปถึงเพจเอเชียนเกมส์ รวมถึงในสังคมออนไลน์ ก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก บางคนถึงขั้นแอนตี้เกาหลี แบนไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเกาหลีใต้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอิทธิพลของแดนกิมจิ เข้ามามีบทบาทกับสังคมไทยจนแทบจะแยกไม่ออก ลองมาดูกันว่า คนไทยกำลังผูกสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ในเรื่องใดบ้าง 1.ซีรี่เกาหลี เพลงเกาหลี วงดนตรี เคป็อบ ธุรกิจบันเทิงในประเทศเกาหลีใต้ ที่กลายมาเป็นสินค้าส่งออกไปทั่วโลกในระดับชาติ ทำให้สิ่งนี้เข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตของคนไทย แถมบ้านเรายังเปิดรับได้ง่าย ดาราเกาหลีจึงกลายเป็นไอดอลของใครหลายๆคน เพลงเกาหลี จึงเป็นที่นิยมมากกว่า เพลง ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน ที่เคยได้รับความนิมมาก่อน อีกทั้งในละคร หรือภาพยนตร์ มีการสอดแทรกวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี หลายคนจึงเป็นติ่งเกาหลี คลั่งใคล้ในผลงานของศิลปิน ดารา กันมากทีเดียว 2.เกมส์ออนไลน์ เกมส์ออนไลน์ ที่คอเกมส์ทั้งหลายเล่นอยู่ในประเทศไทยนั้น เกือบทั้งหมดเป็นผลงานการผลิตจากประเทศเกาหลี ทั้งกราฟฟิกหรือเอ็ฟเฟ็กต์ต่าง ๆ ที่ใช้อยู่เป็นฝีมือของชาวเกาหลี ส่วนหนึ่ง ที่รัฐบาลและเอกชนร่วมกันผลักดันให้ก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง ผงาดขึ้นมาทัดเทียมแชมป์เก่าอย่างอเมริกาและญี่ปุ่น และรั้งตำแหน่งท็อป 3 ในตลาดเอเชียตะวันออกอยู่ในขณะนี้ (เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน) โดยมีประเทศไทยเป็นพื้นที่ทองคำในการตีตลาด 3.เทคโนโลยีสมาร์ทโฟน เกาหลีใต้มีการพัฒนาเศรษฐกิจมากที่สุดของโลกในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที มือถือชั้นนำในปัจจุบันนี้ คนไทยใช้สมาร์ทโฟนยี่ห้อ Samsung มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สวนทางกับแบรนด์อื่นๆ อย่างเช่น โนเกีย หรือ ไอโฟน ฉะนั้น เมืองไทยก็ถือว่าเป็นตลาดสำคัญ ซัมซุงไม่ใช่สินค้าตัวเลือกอีกต่อไป เห็นได้จากที่ผ่านมาซัมซุงสู้กับแอปเปิลอย่างดุเดือด ในขณะที่แอนดรอยด์พัฒนาตัวเองไปได้เรื่อยๆ 4.เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ตามป้ายโฆษณา และสื่อต่างๆ ยกประเด็น หน้าสวย ผิวใส ออร่าเหมือนดาราเกาหลี เมื่อจับกระแสฮิตนี้ได้ ก้อเกิดสิ่งต่างๆ มาโปรโมตในบ้านเราอย่างไม่ขาดสาย แน่นอนว่าหากเดินเข้าไปในร้านต่างๆ ก็จะเห็นแบรนด์ต่างๆ ให้เลือกแบบจุใจ หากลองใช้ก็จะขาวออร่า อย่างกับดาราเคป็อบ รวมถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่บางร้านชูจุดขายนำเข้าจากเกาหลี เช่นกัน 5.อาหาร เครื่องดื่ม คนไทยรู้จักอาหารเกาหลีเริ่มแรกคือ เนื้อย่างเกาหลี รู้จักกันมานานตั้งแต่สมัยใช้เตาถ่านย่าง จนปัจจุบันมักจะพบเป็นบุฟเฟต์หมูกระทะ เนื้อกระทะ มีร้านอาหารสไตล์เกาหลีเปิดให้บริการเพียบ ยิ่งเมื่อมีละครดังของเกาหลีอย่าง “แดจังกึม” ก็ทำให้ยุคนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคเกาหลีฟีเว่อร์ไปโดยแท้ สิ่งเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า เกาหลีใต้ก็มีเข้ามามีบทบาทในบ้านเรามากทีเดียว เป็นผลจากการเปิดรับการหลั่งไหลของวัฒนธรรมต่างชาติ จนเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน และเป็นจุดดำเนิดของคำว่า "ติ่งเกาหลี" แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของพวกเขาที่จะชื่นชอบในตัวบุคคล ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ทำให้สังคมเดือดร้อน การเปิดรับต้องเลือกเอาแต่สิ่งที่ดี และที่สำคัญคือไม่ทำลายวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน MThai News เที่ยวอินซอน ต้อนรับเอเชียนเกมส์ 2014 7 สถานที่ท่องเที่ยว ระดับแลนด์มาร์ก ที่คุณไม่ควรพลาดใน ปูซาน ตะลึง! อุทยานรูปปั้นจ้าวโลก แฝงแนวคิดเรื่องเพศ เที่ยวเกาะเจจู มรดกแห่งความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ เกาหลีใต้

ภาพถ่าย 12 หญิงผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

12 บุคคลที่ทีนเอ็มไทยนำมาเสนอในวันนี้ ล้วนเป็นผู้หญิงที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์โลกอีกด้วย ทั้ง 12 คนนี้ได้รับสมยานามต่างๆนาๆ ทั้งในแบบของความดีงาม และความอัปยศอดสู! ซึ่งรูปภาพที่เพื่อนๆ จะได้เห็น ผู้หญิงทั้ง 12 คนนี้เป็นรูปที่ถ่ายขึ้นใหม่ โดยใช้นางแบบจริงๆ และปรับแบล็คกราวน์ สะท้อนให้เห็นเรื่องราวของหญิงทั้ง 12 ในยุคนั้นๆด้วยภาพบและองค์ประกอบต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความสวยงามและชัดเจนในตัวของแต่ละบุคคล ^^ ภาพถ่าย 12 หญิงผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก ภาพถ่าย 12 หญิงผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก ภาพถ่าย 12 หญิงผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก 1. ราชินีอลิซาเบธที่ 1 : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์ ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษ และสมเด็จพระราชินีนาถแห่งไอร์แลนด์ ที่พระองค์ได้รับพระฉายานามว่า “ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์” เนื่องจากพระองค์ไม่มีการอภิเษกสมรสเลยตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ทรงเป็นกษัตรีย์พระองค์ที่ 5 และนับเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ทิวดอร์ ถึงแม้พระองค์เป็นราชินีที่ไม่มีการสมรสตลอดพระชนม์ชีพ แต่พระองค์ก็ทรงขับเคลื่อนอังกฤษให้ไปในทางที่ดีขึ้น และในยุคของพระองค์นี้เองที่อังกฤษได้แสดงแสนยานุภาพ ทั้งการสำรวจ วรรณกรรม สงคราม และการศึกษาไปกว่าครึ่งค่อนโลก หรือเรียกได้ว่าพระนางเป็น " หญิงเก่งโดยแท้ " ในด้านการปกครองพระราชินีนาถอลิซาเบธทรงดำเนินนโยบายที่เป็นสายกลางมากกว่าพระราชบิดา พระอนุชา และ พระเชษฐภคินี คำขวัญที่ทรงถืออยู่คำหนึ่งคือ “video et taceo” ( ข้าพเจ้ารู้แต่ข้าพเจ้าไม่พูด) นโยบายดังกล่าวสร้างความอึดอัดใจให้แก่บรรดาราชองคมนตรี แต่ก็เป็นนโยบายที่ทำให้ทรงรอดจากการสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและทางการมีคู่ในทางที่ไม่ถูกไม่ควรมาหลายครั้ง แม้ว่าจะทรงดำเนินนโยบายการต่างประเทศอย่างระมัดระวัง และทรงสนับสนุนการสงครามในเนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และ ไอร์แลนด์อย่างครึ่งๆ กลางๆ แต่ชัยชนะที่ทรงมีต่อกองเรืออาร์มาดาของสเปนในปี พ.ศ. 2131 ก็ทำให้ทรงมีชื่อว่าทรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับชัยชนะอันสำคัญที่ถือกันว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ ภายใน 20 ปีหลังจากการเสด็จสวรรคต พระองค์ก็ทรงได้ชื่อว่าเป็นพระมหากษัตรีย์ของยุคทองของอังกฤษ พระราชินีนาถอลิซาเบธทรงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำผู้มีเสน่ห์และเป็นผู้นำให้ประเทศรอดจากภัยพิบัติต่างๆ ในยุคที่รัฐบาลอยู่ในสภาวะที่ปั่นป่วนและสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศเพื่อนบ้านต้องเผชิญกับสถานะการณ์ภายในที่เป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์ หลังจากรัชสมัยอันสั้นของพระอนุชาและพระเชษฐภคินีแล้วรัชสมัยอันยาวนานถึง 44 ปีก็เป็นรัชสมัยที่สร้างความมั่นคงให้แก่ราชอาณาจักร และเป็นรัชสมัยที่วางรากฐานของความเป็นชาติของอังกฤษด้วย รัชสมัยของพระองค์เป็นที่รู้จักกันว่า “สมัยเอลิซาเบธ” ที่มีชื่อเสียงเหนือสิ่งใดว่าเป็นยุคเรอเนสซองซ์ของนาฏกรรมของอังกฤษ ที่นำโดยนักเขียนบทละครผู้มีชื่อเสียงเช่นวิลเลียม เชคสเปียร์ และ คริสต์โตเฟอร์ มาร์โลว์, และความเจริญทางการเดินเรือโดยผู้นำเช่นฟรานซิส เดรค เป็นต้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ไทย สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ทรงครองราชย์ในเวลาเดียวกันกับระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา 2. จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า อิสตรีคนสุดท้ายแห่งคาซาลีน่า พระจักรพรรดินีอเล็กซานดราทรงเป็นที่รู้จักดีที่สุดในฐานะที่ทรงเป็นจักรพรรดินีพระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ผู้เป็นพาหะโรคฮีโมฟีเรียให้กับบรรดาเครือญาติของพระ องค์ ทั้งนี้พระนางก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในฐานะอิสตรีคนสุดท้าย ของคาซาลีน และเนื่องจากพระนางทรงปฏิบัติหน้าที่ดีจนเกินไป จนไปขัดความก้าวหน้าของบาทหลวงปิศาจรัสปูติน ผู้ที่ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟอันยิ่งใหญ่ของรัสเซียล่มสลาย ทั้งนี้ยังมีอีกหลายหลักฐานปักใจเชื่อว่า สาเหตุที่พระนางทรงเสียชีวิตมีส่วนเกี่ยวข้องกับ รัสปูติ อ่านเพิ่มเติม : จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย 3. สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซีย : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า จักรพรรดินีผู้ทรงภูมิธรรม พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดินีนาถที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและครองราชย์ยาวนานที่สุดของรัสเซีย การปกครองของพระองค์เป็นการอธิบายถึงการเป็น ผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดที่ทรงเรืองปัญญา (enlightened despot) ทั้งยังทรงฟื้นฟูจักรวรรดิรัสเซียให้แข็งแกร่งและมีอาณาเขตกว้างกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนรัสเซียกลายมาเป็นชาติมหาอำนาจที่สำคัญมากที่สุดชาติหนึ่งในยุโรป พระองค์ทรงทำการปฏิรูประบบราชการรวมไปถึงมีรับสั่งให้สถาปนาเมืองและหมู่บ้านขึ้นมากมาย และในฐานะที่ทรงเป็นผู้นิยมชมชอบพระราชกรณียกิจของซาร์ปีเตอร์มหาราช พระองค์จึงได้ดำเนินพระราโชบายตามแนวทางของซาร์ปีเตอร์มหาราชโดยการปฏิรูปรัสเซียให้เข้าสู่ความทันสมัยตามแบบฉบับชาติยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ตามการเข้ารับราชการในกองทัพและระบบเศรษฐกิจของประเทศยังคงต้องพึ่งพาระบบทาสอยู่ต่อไป ในขณะที่ความต้องการใช้แรงงานของประเทศและของเหล่าผู้ครอบครองที่ดินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้แรงงานทาสดำเนินไปถึงขั้นกดขี่แรงงานทาส และระบบทาสดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในเหตุผลประการสำคัญของการก่อกบฏหลายต่อหลายครั้ง ดังเช่นกบฏปูกาเชฟที่มีกองทหารม้าและชาวนาจำนวนมากมายเข้าร่วมการกบฏ ตลอดระยะเวลาในการครองราชย์หรือ สมัยแคทเธอรีน ถูกพิจารณาว่าเป็นยุคทองของจักรวรรดิรัสเซียและของระบอบศักดินาในรัสเซีย แถลงการณ์ว่าด้วยเสรีภาพของขุนนางซึ่งเป็นที่โต้แย้งกันในรัชสมัยของซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ก็ได้รับการยินยอมในช่วงรัชสมัยของพระนางแคทเธอรีน โดยแถลงการณ์ฉบับนี้ได้ให้อิสรภาพแก่บรรดาขุนนางไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพหรือการรับราชการสนองคุณประเทศ ให้อิสรภาพในการครอบครองที่อยู่อาศัย เช่น แมนชันรูปแบบคลาสสิก โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นที่นิยมและได้รับการสนับสนุนโดยพระนางเจ้าแคทเธอรีนอย่างมาก ก่อให้เกิดตึกรามบ้านช่องอันหรูหราขึ้นจำนวนมาก ซึ่งตลอดช่วงการครองราชย์ของพระองค์ได้ทรงทำให้โฉมหน้าของประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จึงกล่าวได้ว่ารัชสมัยของพระนางคือยุคเรืองปัญญาของรัสเซียก็ว่าได้ 4. คาท์เตสอลิซาเบธ บาโธรี่ ผู้มีฉายาว่า เคาท์เตสคลั่งเลือด เป็นหญิงสาวที่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตที่เป็นอมตะ และต้องการคงร่างของตนเองให้คงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงมีความคิดที่ว่า หากได้อาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์แล้ว จะทำให้ตนเองดูอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป เธอจึงสั่งให้คนรับใช้ไปเอาร่างของหญิงสาวบริสุทธิ์ มากรีดเอาเลือดใส่อ่างด้วยเครื่อง ไอรอน เมเดน (Iron maiden) แล้วอาบต่างน้ำ โดยมีเหยื่อที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับเธอไปไม่น้อยกว่า 600 คน กว่าที่เธอจะถูกคนจับไปขังในคุกมืดจนตาย เธอได้รับสมญานามว่า The Blood Countess และ Countess Dracula - เคาท์เตสคลั่งเลือด (แดร็กคิวล่า) เอลิซาเบธ เกิดในตระกูลบาโธรี่ เป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงของฮังการี่และสืบสายมาจากตระกูลแฮบสเบิร์กอันเก่าแก่ของยุโรป ตระกูลที่เก่าแก่ร่ำรวย มีอำนาจ เป็นที่น่ายำเกรงของประชาชนมาหลายต่อหลายยุคสมัย เธอไม่ใช่สาวสวยออกขี่เหร่ด้วยซ้ำ อีกทั้งเธอยังมีอาการบกพร่องทางจิตอย่างรุนแรง เป็นเรื่องธรรมดาของตระกูลเก่าแก่ที่มีการแต่งงานกันเองในหมู่ญาติเพื่อ รักษาทรัพย์สมบัติและอำนาจเอาไว้ ทำให้ผู้สืบสายเลือดตระกูลนี้จำนวนมากมีอาการบกพร่องทางจิตอันเนื่องมาจาก ลักษณะทางพันธุกรรม เป็นต้นว่าโรคฮิสทีเรีย หรือแม้แต่การสืบทอดของสาวกลัทธิบูชาปีศาจ ผู้มักมากในกาม ฯลฯ เอลิซาเบธ ก็เช่นเดียวกัน นิสัยเพี้ยนของเอลิซาเบธ ปรากฏตั้งยังเล็กๆ เอลิซาเบธนั้นแทนที่จะพอใจกับเกียรติยศที่ผู้คนเตรียมใส่พานทองมาประเคนให้ แต่เธอกลับทำท่าเบื่อหน่ายพวกพี่เลี้ยง ครูอาจารย์ที่มาอบรมสั่งสอน เธอกลับเกเรหนีเรียน แอบไปเที่ยวเล่นกับลูกชาวนา ชาวไร่ที่เป็นทาส เธอชอบเล่นสัปดนเสียจนท้องเมื่ออายุเพียง 13 อ่านเพิ่มเติม : คาท์เตสอลิซาเบธ บาโธรี่ ผู้มีฉายาว่า เคาท์เตสคลั่งเลือด  5. สมเด็จพระราชินีนาถคริสติน่าแห่งสวีเดน : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีผู้ชาย เป็นพระราชธิดาใน สมเด็จพระราชาธิบดีกุสตาฟ อดอล์ฟที่ 2 แห่งสวีเดน พระนางมีบุคลิกลักษณะเหมือนผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โปรดการทรงม้า การลุกนั่งแบบผู้ชายและฉลองพระองค์สั้นผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทเรียกพระนางว่า "เจ้าชายคริสติน่า" พระนางขึ้นครองราชย์ตอนพระชันษาครบ 6 ปี แต่พระนางเบื่อกับการเป็นกษัตริย์ จึงทำให้พระเจ้าชาลส์ที่ 10 กุสตาฟผู้เป็นญาติของพระองค์ขึ้นครองราชย์แทน  หลังพระนางสละราชบัลลังก์ พระนางพร้อมด้วยบริวารใกล้ชิดเดินทางไปเข้าเฝ้าพระสันตปาปาและก็เปลี่ยนมานับถือโรมันคาทอลิก พระนางชอบทำตัวให้เป็นที่สนใจเมื่ออยู่ในโรม ชวนคนใหญ่คนโตในโรมทะเลาะ พระสันตปาปาทรงอยากให้พระนางออกไปจากโรมเสียที จึงพระราชทานเงิน 10,000 เหรียญให้พระนางกลับสวีเดน(ค.ศ. 1656) และเสด็จแวะไปหาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระเจ้าหลุยส์ทรงต้อนรับอย่างสมพระเกียรติที่พระราชวังฟองแตนโบล พระนางสั่งสังหาร เคานต์ เมนาล เดซิ ที่มีตำแหน่งเจ้ากรมอัศวราชโดยเพราะท่านเคานต์เขียนจดหมายตำหนิพระนาง พระนางยังพยายามเป็นกษัตริย์เนเปิลส์ และโปแลนด์แต่ไม่สำเร็จ และเมื่อพระนางไม่สามารถกลับสวีเดนได้แล้ว พระนางจึงกลับสู่โรม พระนางอดทำตัวเป็นที่สนใจไม่ได้แต่ไม่มีใครสนเลย พระนางเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1689 พระศพถูกเก็บไว้ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ 6. เจ้าหญิงโอลิมเปียส ผู้ได้รับฉายาว่า เจ้าหญิงแม่มด หรือ เจ้าหญิงอสรพิษ เพราะพระนางอยู่ในลัทธิบูชางู ของเทพสุราเมรัย ไดโอนีซุอุส พระนางจึงเทิดทูนงูมาก ๆ และบางตำราก็บอกว่าพระนางสามารถคุยกับงูได้ บังคับงูได้ แถมยังชอบหลับนอนกับงูอีกด้วย 7. พระนางคลีโอพัตรา (คลีโอพัตราที่ 7 ฟิโลปาตอร์) : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีผู้แสนเย้ายวน ความสวยของพระนางเคยทำให้อียิปต์ รอดจากการเป็นเมืองขึ้นมาแล้ว โดยการที่พระนางแอบหลบซ่อนตัวไปกับม้วนพรมที่เอาไปถวายแด่กษัตริย์จูเลียส ซีซาร์ จนพระองค์หลงพระนางหัวปักหัวปำ ทำให้กองทัพอียิปต์เมื่อรวมกับทัพรัสเซีย กลายเป็นกองทัพไร้เทียมทานจนประเทศอื่น ๆ ไม่กล้ารุกรานอียิปต์อีกเลยจนถึงวัน ที่จูเลียส ซีซาร์โดนลอบปลงพระชนม์โดยกบฏของรัสเซีย พระนางคลีโอพัตรา เป็นพระราชินีแห่งอียิปต์โบราณและเชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ทอเลมีแห่งมาซิโดเนีย ดังนั้นจึงเป็นผู้ปกครองอียิปต์ที่มีเชื้อสายกรีกคนสุดท้าย พระนางมีพระปรีชาสามารถมากทรงแตกฉานถึง 14 ภาษา เช่น ฮิบรู, ละติน, มาเซดอนโบราณ, เอธิโอเปียน, ซีเรีย, เปอร์เซีย, และ อียิปต์ ซึ่งแม้แต่ในราชวงศ์ น้อยคนนักที่จะแตกฉานภาษานี้ พระนางคลีโอพัตรา นับว่าเป็นผู้ปกครองอียิปต์โบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ซึ่งทำให้ราชินีองค์ก่อนๆ ที่ทรงพระนามคล้ายคลึงกันถูกลบเลือนไปสิ้น ในความเป็นจริงแล้วพระนางไม่เคยปกครองอียิปต์เพียงลำพัง แต่ครองราชย์ร่วมกับพระบิดา, พระอนุชา ,สวามีผู้เป็นอนุชาของพระองค์ หรือไม่ก็พระโอรส การครองราชย์ร่วมกันดังกล่าวมีผู้ร่วมบัลลังก์เป็นเพียงกษัตริย์ตามพระยศเท่านั้น อำนาจแท้จริงอยู่ในมือของคลีโอพัตราเองทั้งสิ้น 8. เอเลเนอร์แห่งอาควิเตน สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีนักรบ เป็นพระราชินีของฝรั่งเศสในพระเจ้าหลุยส์ที่ 7, พระราชินีของอังกฤษในพระเจ้าเฮนรีที่ 2, เป็นพระราชชนนีของพระมหากษัตริย์อังกฤษสองพระองค์สมเด็จพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ และสมเด็จพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ พระราชินีเอเลเนอร์ทรงเป็นสตรีที่มีฐานะดีและอำนาจมากที่สุดในยุโรปในยุคกลาง เอเลเนอร์แห่งอาควิเตน ทรงได้รับการเลี้ยงดูขึ้นมาในราชสำนักที่มีวัฒนธรรมดีที่สุดราชสำนักหนึ่งในยุโรปในสมัยนั้น ซึ่งเป็นที่กำเนิดของปรัชญารักในราชสำนัก (courtly love) ดยุกวิลเลียมที่ 10 พยายามส่งเสริมให้พระราชินีเอเลเนอร์มีการศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าภาษาแม่ของพระราชินีเอเลเนอร์จะเป็นภาษาปัวเตแวน (Poitevin) แต่ก็ทรงได้รับการศึกษาในภาษาละติน การดนตรี วรรณคดี การทรงม้า การล่าด้วยเหยี่ยว และการล่าสัตว์ เอเลเนอร์ มีพระลักษณะที่ชอบการสังคม มีพระปรีชาสามารถฉลาดเฉลียว และทรงมีชื่อว่าเป็นผู้มีหัวแข็ง นอกจากนั้นก็ทรงมีชื่อว่ามีพระสิริโฉมงดงามโดยผู้คนร่วมสมัยแต่ไม่มีหลักฐานคำบรรยายความงามของพระองค์หลงเหลืออยู่ พระราชินีเอเลเนอร์ ทรงมีส่วนร่วมในการเดินทางไปต่อสู้ในสงครามครูเสดครั้งที่ 2  ทรงติดตามกองทัพพระเจ้าหลุยส์ พร้อมกับนางสนองพระโอษฐ์และข้าราชหญิงอีกกว่า 300 คน ทรงยืนยันในการมีส่วนร่วมในสงครามครูเสดในฐานะผู้นำทัพของแคว้นในการปกครองของพระองค์  9. ราชินีอกริพพีนา : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีนักวางยา พระองค์ได้ลอบปลงพระชนม์ จักรพรรดิคลอเดียส (คลอดิอุสที่ 1) สามีของนาง ด้วยการให้หมอหลวงนำขนนกเคลือบยาพิษเข้าปากองค์จักรพรรดิ เพื่อที่จะได้ให้ลูกชายของตัวเอง จักรพรรดินีโร (ลูเซียส คลอดิอุส นีโร หรือฉายา นีโรจอมโหด) ขึ้นครองราชย์ ซึ่งความจริงจักรพรรดิคลอเดียส ผู้ที่ถูกอกริพพีนาวางยา เคยช่วยพระนางให้รอดพ้นจากความตายในฐานะกบฏมาก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องตายเพราะพระนางเอง จักรพรรดิคลอเดียส ครองราชย์ได้ 13 ซึ่งตลอดเวลา 13 ปีในรัชกาลทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรมทำให้บ้านเมืองสงบสุข  อ่านเพิ่มเติม : ที่มา โปรแกรมเนโร Nero Burning Rom (มาจากนี่นี่เอง! >.<) 10. พระนางบอว์ดิคา : ผู้ได้รับสมัญญาว่า ราชินีแห่งคาเธช์ พระนางทรงเป็นผู้นำของชนเผ่าคาเธช์ ให้รุกขึ้นต่อต้านและทำศึกกับทัพโรมันอันยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น โดยที่พระองค์ทรงออกรบและบัญชาด้วยตัวพระองค์เอง ด้วยเรื่องนี้มีตำนานว่า เมื่อสมัยก่อนกล่าวถึงอีเนียสผู้ก่อตั้งจักรวรรดิโรมันยังไม่ได้เป็นใหญ่ เธอได้หลงมาติดเกาะชาวคาเธช์ และด้วยแรงบัลดาลจากราชินีสวรรค์เฮร่า ด้วยความโกรธแค้นที่มีต่ออีเนียสทำให้ราชินีโดโด้ ผู้ปกครองคาเธช์ตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งนี้เทวีเฮร่าทำขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อีเนียสหนี ไปสร้างจักรวรรดิโรมัน อันยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดายที่แม่ของอีเนียส เทวีอะโฟรไดร์ที ได้ทรงขอร้องให้มหาเทพซีอุส ทรงมีโองการไปเตือนสติอีเนียสให้หนีออกจากเกาะคาเธช์ ไปสร้างโรมซะ ด้วยเหตุนี้ เมื่อพออีเนียสหนีไป ราชินีโดโด้ก็ตรอมใจตาย แต่ทว่าก่อนที่พระนางจะสิ้นชีพได้แช่งอีเนียสไว้ว่า ต่อไปชาวคาเธช์กับชาวโรมันจะรบพุ่งกันเรื่อยไปจนกว่าจะตายไปข้าง และนี้คือผลพวงนั้นเอง 11. สมเด็จพระราชินีนาถอีซาเบลที่ 1 แห่งคาสตีล : ผู้ได้รับสมัญญาว่า ราชินีคาร์ทอลิค สมเด็จพระราชินีนาถอีซาเบลที่ 1 แห่งสเปน พระนางและพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 (พระราชสวามี) ได้วางรากฐานในการรวมสเปน ทั้งสองได้เป็นขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในการยึดดินแดนสเปนกลับคืนมาจากพวกมัวร์และได้กระทำการรวมชาติสเปนเป็นปึกแผ่น อีกทั้งยังรู้จักนางในฐานะผู้อุปถัมภ์ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส พระนางทรงอนุมัติให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสไปแสวงหาดินแดนโพ้นทะเลและจนสำรวจพบทวีปอเมริกา พระนางจัดได้ว่าเป็นนักปกครองที่ได้รับการกล่าวชื่อในประวัติศาสตร์ พระนางได้ทำให้ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเจริญอย่างมากในสเปน พระนางทำให้กรานาดาในการปกครองของมุสลิมมัวร์ยินยอมส่งเครื่องบรรณาการต่อพระองค์ ต่อมาพระนางได้ทำการยึดครองกรานาดาได้สำเร็จ และยึดครองนาวาร์ได้ในปี พ.ศ. 2055 แล้ว คำว่า สเปน ก็เริ่มถูกนำมาใช้เพื่อเรียกชื่อของราชอาณาจักรที่รวมกันใหม่นี้ การรวมเป็นหนึ่งเดียวของราชอาณาจักรคาสตีล ราชอาณาจักรอารากอน และราชอาณาจักรนาวาร์ได้วางรากฐานให้กับการเกิดสเปนสมัยใหม่และจักรวรรดิสเปน (Spanish Empire) สเปนกลายเป็นผู้นำอำนาจของยุโรปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 จนถึงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 17 เนื่องมาจากการปรับปรุงด้านการเมือง สังคม และการทหารในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 การขยายตัวของผลผลิตที่ได้จากเหมืองแร่เงินในทวีปอเมริกาในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็ยิ่งเสริมตำแหน่งมหาอำนาจให้มั่นคงขึ้นอีก พระราชินีนาถอีซาเบล ได้แต่งตั้งให้นายพลโทมาส เดอ ทอร์คิวมาดา เจ้าหน้าที่สอบสวน(โดยวิธีทรมาน) รุ่นแรกๆ เป็นผู้บัญชาการในการสอบสวนทรมาน จนวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1492 มีบันทึกว่าเป็นวันออกกฤษฎีกาแอลฮัมบราโดยมีคำสั่งให้ขับไล่ชาวยิวและชาวมุสลิมออกนอกประเทศ นอกจากนั้นประชาชนราว 2 แสนคนที่หลงเหลือในประเทศสเปน ถ้าไม่เปลี่ยนศาสนาก็จะถูกจับมาลงโทษอย่างทารุณ ในปี ค.ศ. 1974 สันตะปาปาพอลที่ 6 กล่าวถึงการกระทำของพระนางว่า "สมควรทำ" และอวยพร ให้พระนางเป็นนักบุญ ในโบสถ์นิกายคาทอลิก ในฐานะข้ารับใช้ของพระเจ้า เพราะในยุคสมัยของพระนางได้กวาดล้างชาวคริสต์นิกายโปแตสแตนท์จนหมดสิ้น และทำนุบำรุงศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคให้ถึงจุดสูงสุด จนทำให้พระนางได้รับพระสมัญญานามมาจนถึงทุกวันนี้  12. พระนางมารีอองตัวเน็ต แห่งฝรั่งเศส : ผู้ได้รับสมัญญาว่า ราชินีฟุ่มเฟือย มารี อ็องตัวแน็ต เป็นเจ้าหญิงแห่งฮังการีและโบฮีเมีย อาร์ชดัชเชสแห่งออสเตรีย อดีตพระราชินีแห่งฝรั่งเศส และนาวาร์ (แคว้นบาสก์ในปัจจุบัน) รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า มารี-อ็องตัวแน็ตแห่งออสเตรีย ถูกประหารด้วยกิโยตีนระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส พระนางใช้เงินท้องพระคลังดั่งเศษกระดาษ ทุกวันต้องมีงานเลี้ยง เครื่องประดับต้องเเบรนด์เนมเท่านั้น น้ำหอมต้องน้ำหอมอย่างดี เสื้อผ้าต้องสวยหรูที่สุด อาหารต้องเลิศรสที่สุด เฟอร์นิเจอร์ต้องใหม่เอี่อมที่สุด และอื่น ๆ อีกมากมาย จนทำให้เกิดการจลาจลขึ้นที่ฝรั่งเศศ ผลสุดท้ายคือพระนางและพระสวามี พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดนโทษประหารด้วยกิโยติน โทษฐานทำให้ฝรั่งเศสยากแคล้นอย่างมากจนประชาชนล้มตาย เพราะความอดอยาก อ่านเพิ่มเติม : พระนางมารีอองตัวเน็ต แห่งฝรั่งเศส เรียบเรียงโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยนะคะ) ขอบคุณข้อมูล alexiasinclair.comhogwartsthai.com/forum/index.php?showtopic=13763, http://th.wikipedia.org,http://th.wikipedia.org

นายกฯขอสปช.ยึดประโยชน์ประเทศ ลุยกระตุ้นเศรษฐกิจ
คสช. /  คืนความสุขให้คนในชาติ / 

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณทุกฝ่ายเสนอตัวเป็น สปช. มั่นใจทุกคนหวังทำเพื่อชาติ เผยผ่านรายการย้ำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 เดือนเน้นโปร่งใส พร้อมหารถเมล์ NGV ลอตแรกใน ธ.ค. นี้ ชื่นชมนักกีฬาเอเชียนเกมส์ ยืนยันมีรางวัลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ คืนความสุขให้คนในชาติ ว่า ขอขอบคุณหน่วยงาน นิติบุคคล องค์กร ที่ได้เสนอผู้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กว่า 7,000 คน มั่นใจว่าทุกคน มีความตั้งใจเข้ามาช่วยเหลือประเทศชาติ และมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง แต่คงไม่สามารถจะเลือกทุกคนเข้ามาเป็น สปช. ได้ทั้งหมด แต่ได้สั่งการไปแล้ว และยืนยันว่าจะพยายามหาวิธีให้ทุกคนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศให้ได้มากที่สุด และขอให้ทุกคนตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติ และพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ต้องการมุ่งหวังสิ่งใด ๆ จากสภาปฏิรูป ต้องการให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะประเทศไทยมีความเสียหายมามากพอแล้ว ช่วยกันคลี่คลาย ช่วยกันนำพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบสุขความเจริญรุ่งเรือง เพื่อลูกหลานดีกว่า นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงสื่อมวลชนว่า ไม่เคยปิดกั้น และคิดว่าสื่อเป็นผู้ที่มีบทบาทในการนำข้อเท็จจริงมาสู่ประชาชน ดังนั้น สื่อต้องดำรงเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความเป็นกลาง เสนอข่าวข้อเท็จจริง ที่มีการตรวจสอบมาพอสมควร ปราศจาก “ข้อคิดเห็น” เป็นอคติ เพราะว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการสื่อสารกว้างขวาง รวดเร็ว อาจทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายเกลียดชัง ฉะนั้นสื่อจะต้องสื่อสารข้อมูลหลัก ๆ เข้ามาในสังคมให้ทราบในส่วนที่ดี ส่วนที่ไม่ดีก็แนะนำมาจะให้รัฐบาลแก้ไขอะไร ทั้งนี้ การดำเนินการในส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 3 เดือนนั้นจะมุ่งเน้นความโปร่งใส โดยภาครัฐจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งได้สั่งการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม เร่งรัดการเบิกจ่ายเงิน ในส่วนของงบประมาณเดิมที่กันไว้แต่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายหรือทำสัญญา ซึ่งคาดว่าหากสามารถเร่งเบิกจ่ายได้เร็วทันสิ้นปีจะช่วยให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ กว่า 160,000 ล้านบาท และจะเป็นการสร้างงานได้อีกจำนวนมาก ทั้งนี้ หากทุกคนร่วมมือช่วยเหลือกัน ทั้งในส่วนของการเร่งกระบวนการของภาครัฐ การตรวจสอบความโปร่งใส และในส่วนของการจ้างงานและการทำสัญญาของภาคเอกชน ก็จะทำให้มีเม็ดเงินเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ และในต้นปีหน้า รวมกันกว่า 250,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในระยะเร่ง 3 เดือนแรกนี้ จะเน้นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย ตัวอย่างเช่น โครงการจัดหารถโดยสาร NGV ซึ่งมีการคั่งค้างมาเป็นเวลานานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ก็จะกำหนดให้มีการส่งมอบรถโดยสาร รอบแรก ประมาณ 500 คัน ในเดือนธันวาคม 2557 โดยจะเป็นรถโดยสารแบบชานต่ำเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ ส่วนในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาผู้มีรายได้น้อย ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งจะหามาตรการเข้ามาดูแล พร้อมวอนให้ชาวนางดการทำนาปรัง เนื่องจากปริมาณน้ำในปีหน้ามีไม่เพียงพอและอาจเจอปัญหาภัยแล้ง ส่วนการจัดการกับปัญหาจำนวนข้าวที่อยู่ในสต๊อก ที่ผ่านจำนวน 18 ล้านตัน ขณะนี้อยู่ในขั้นการตรวจสอบการระบายข้าว ซึ่งใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้วภายในเดือนนี้ และมีแผนการในการระบายข้าวโดยคณะอนุกรรมการ โดยกระทรวงพาณิชย์ด้วย โดยจะระบายข้าวเฉพาะในส่วนที่ไม่เป็นปัญหา ไม่มีความผิด ส่วนตรงไหนมีปัญหาเรื่องการทุจริตก็ต้องเก็บไว้ แต่ทั้งหมดต้องมีหลักฐานชัดเจน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับประเทศต่าง ๆ หากไม่มีปัญหาไทยอาจจะสามารถส่งออกข้าวได้ถึงประมาณ 11 ล้านตันอีกครั้ง พร้อมทั้งได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาของผู้ส่งออกอีกทางหนึ่ง เพื่อช่วยลดอุปสรรคที่มีมาอย่างต่อเนื่องและเร่งกระบวนการส่งออกข้าวให้เป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวชื่นชม และแสดงความยินดี กับนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ นำความสุขให้ประชาชนทั้งประเทศ ส่วนกีฬาบางประเภท ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ ก็ขอให้นำมาปรับปรุง พัฒนาผลงานต่อไป เหรียญรางวัลก็เสมือนเป็นเครื่องหมายของชัยชนะ แต่ที่สำคัญ ที่ชนะใจตนเอง ความมีน้ำใจนักกีฬา การรู้แพ้รู้ชนะ การให้เกียรติยกย่องให้กำลังใจผู้ที่เราแข่งขันด้วย และการเคารพกฎกติกาเปรียบเป็นเครื่องหมายของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่กว่า ที่เราจะชนะใจคนทั้งโลก หลังจากนี้ รัฐบาลก็จะดูแลในเรื่องของรางวัล เรื่องของกำลังใจต่อไป ตลอดจนพัฒนาให้มีความก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืนต่อไป

รวมส้วมของหลากหลายประเทศทั่วโลก ในวันสุขาโลก
วันสุขาโลก /  วันส้วมโลก / 

หลายประเทศทั่วโลก ยังคงประสบกับปัญหาด้านสุขอนามัยในการใช้ห้องน้ำ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพ และ ความเป็นส่วนตัว เนื่องด้วยองค์การสหประชาชาติได้รับรู้ถึงปัญหา ที่บ่งชี้ว่าประชากรทั่วโลกกว่า 2.5 พันล้านคน ยังมีสุขลักษณะในการใช้ห้องสุขาที่ไม่เหมาะสม จึงกำหนดให้ทุกวันที่ 19 พ.ย.เป็นวันสุขาโลก โดยสำนักข่าวบีบีซีได้เผยแพร่ภาพถ่าย ของ สำนัก Panos Picture ได้เก็บภาพห้องสุขาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาผลกระทบที่มีต่อชีวิตของหญิงสาวในประเทศด้อยพัฒนาจนไปถึงประเทศที่เจริญก้าวหน้า เพื่อจัดนิทรรศการ ออสเตรเลีย เรนีเป็นศิลปิน เธอย้ายออกจากบ้านเก่าที่ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองซิดนีย์ เพื่อแสวงหาชีวิตที่เงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติ ห้องน้ำของเธอตั้งอยู่ด้านนอก ซึ่งใกล้ชิดกับธรรมชาติ บังคลาเทศ สเกอบานู วัย 65 ปีอาศัยอยู่ในสลัมในเมืองธากา ตั้งแต่วัยเด็ก เธอใช้ห้องน้ำแบบแขวนแพลตฟอร์มที่อยู่เหนือน้ำ เธอเผยว่าเธอมักจะทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย ที่เธอเชื่อว่าเกิดจากการใช้ห้องสุขาในรูปแบบนี้ เธอและลูกสาวอีกสามคนต้องเผชิญกับการรอคิวนานในการใช้ห้องน้ำก่อนที่จะไปทำงานในทุกๆเช้า บลาซิล อิซาเบล วัย 33 ปี เธอเป็นศิลปินที่อาศัยอยู่เพียวลำพัง เธอคิดว่าห้องน้ำคือสถานที่ที่อำนวยความสะดวกสะบายให้เธอ แต่ด้วยเธอเป็นผู้ศึกษาเกี่ยวกับกฏหมายสิ่งแวดล้อม เธอให้ความเห็นว่า แท้จริงแล้วสิ่งปฏิกูลจากการใช้ห้องน้ำทำให้ส่งผลต่อธรรมชาติเช่น ทะเลสาบ และมหาสมุทร เอกวาดอร์ ฟลาบริโอลาร์ วัย 69 ปี อาศัยอยู่ในแคมโบยา เธอใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆอีก 20 คนในคอนโดมิเนียมของเธอ สาธารณรัฐเอธิโอเปีย มาซาเรท อาชีพผู้จัดการร้านอาหารในแอดดิสอาบาบา ห้องน้ำของเธอสร้างอยู่ติดกับบ้าน เพราะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของคนในครอบครัว กานา ไอมาร์ วัย 47 ปี เธอเป็นผู้ดูแลห้องสุขาแห่งหนึ่ง ที่บ้านของเธอไม่มีห้องน้ำในตัว ในระหว่างวันเธอสามารถใช้ห้องน้ำที่ทำงานได้ แต่ตอนกลางคืน เธอจำเป็นต้องใช้ถุงพลาสติก เพราะการออกไปปลดทุกข์นอกบ้านอาจไม่ปลอดภัยกับเธอ ไฮติ มาร์ติน วัย 27 ปี ห้องสุขาของเธอคือพื้นดินที่ขุดเป็นหลุม ระแวกบ้านของเธอถือได้ว่าเป็นย่านที่เสี่ยงต่ออันตรายมาก แต่เธอต้องอาศัยเวลาตอนกลางคืนในการปลดทุกข์เพราะกลางวันอาจเสี่ยงต่อปัยหาความไม่เป็นส่วนตัว แต่หากเธอจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำตอนกลางวัน เธอจะใช้ห้องน้ำรวมในชุมชนแทน อินเดีย ซานกิตาร์ วัย 35 ปี เธอยังคงใช้ทุ่งนาเป็นที่ปลดทุกข์ เพราะประชาชนในประเทศอินเดียยังคงต้องใช้วิธีดังกล่าวอยู่ ญี่ปุ่น ไอโกะ วัย 61 ปี อาศัยอยู่ในโตเกียว "ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้านี้อยู่ใกล้กับบ้านของฉันฉันมักจะมาที่นี่เพื่อช้อปปิ้ง ตอนที่เธอยังเป็นเด็กห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่จะมีกลิ่นเหม็นและไม่สะอาด แต่ทุกครั้งที่ฉันใช้ห้องน้ำที่ห้างนี้ทุกฉันรู้สึกผ่อนคลายจนอยากจะใช้เวลานานๆในการเข้าห้องสุขา ห้องสุขาของห้างนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย เช่นเสียงเพลงรอบทิศทาง ระบบอุ่นที่นั่ง รวมถึงการดูทีวีและนวดเท้า ประเทศเคนย่า ยูนิเป็นผู้ร่วมก่อตั้งของสถาบันการศึกษาในเคนย่า ก่อนหน้านี้โรงเรียนมีห้องสุขาเพียง 2 ห้องทั้งที่มีนักเรียนกว่า 250 คน เด็กๆอยู่ในสภาพที่น่าสงสาร เธอและสามีจึงทุ่มเทเงินทุนเพื่องสร้างห้องน้ำเพิ่มให้เด้กๆ โมซัมบิก ฟลอร่า วัย 19 ปี เป็นนักเรียนมัธยม เธอเผยว่าเธอเกลียดการเข้าห้องน้ำ เพราะบางครั้งขณะที่เธอใช้ห้องน้ำอยู่ ผู้คนจะสามารถมองลอดเข้ามาได้ มันเป็นสถาที่ที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวเอาเสียเลย โรมาเนีย ปานา วัย 49 ปี เธออาศัยอยู่ในชนบทที่ไม่มีน้ำประปาหรือท่อน้ำทิ้งที่จัดขึ้นโดยเทศบาล เธอมีห้องน้ำภายในบ้านของเธอ แต่เธอต้องเดินมาใช้ห้องน้ำนอกตัวบ้านอยู่ดี แม่จะเป็นช่วงเวลาฤดูหนาวที่หนาวจัดก็ตาม แอฟริกาใต้ นอมโบนี ในบ้านของเธอมีอุปกรณ์รองรับการขับถ่ายที่สมาชิกในบ้านกว่า 12 คนใช้ร่วมกันก่อนหน้านี้เธอไม่มีห้องสุขา จึงต้องขับถ่ายตามพุ่มไม้ใกล้ถนนสายหลัก มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่ต้องปลดทุกข์ในพุ่มไม้ ความฝันของฉันคือมีชักโครกให้ใช้ปลดทุกข์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แมรี่ ประกอบอาชีพนักเขียน เธออาศัยอยู่ในนิวยอร์กซิตี้ เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีห้องน้ำส่วนตัวไว้ใช้ในบ้าน แซมเบีย ซูซาน วัย 46 ปี เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนในชุมชน เพื่อรองรับเด็กที่มีความพิการทางร่างกายและจิตใจ "มันทำให้ผมภูมิใจและมีความสุขที่จะสอนเด็กพิการเพื่อที่ว่าในอนาคตพวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น " เธอเล่าว่าเด็กๆน่าสงสารมากเพราะพวกเขาต้องประสบกับความยากลำบากขณะเข้าห้องน้ำ ข่าวที่เกี่ยวข้อง จีน พัฒนาห้องน้ำอัจฉริยะ ค้นหาแหล่งปลดทุกข์ได้แค่ปลายนิ้ว ทายนิสัย จาก การแต่ง ห้องน้ำ สุดยอดห้องน้ำ ตอกย้ำความอลังการแห่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ MThai News

ระลึกชาติในแบบเรียนEP.3 : กำเนิด 'ป้ากะปู่ กู้อีจู้'กับ'ปัญญา เรณู'
ปัญญา เรณู /  ระลึกชาติในแบบเรียน / 

ระลึกชาติในแบบเรียนEP.3 : กำเนิด 'ป้ากะปู่ กู้อีจู้'กับ'ปัญญา เรณู' แบบเรียนไทยยุคประชาธิปไตยเริ่มต้น สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้จัดนิทรรศการระลึกชาติในแบบเรียน โดยได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแบบเรียนไทยแต่ละยุคแต่ละสมัย แบ่งเป็น 6 ยุค ตามบริบทของสังคมและการเมืองไทย ทีมข่าว MThai News ได้มีโอกาสเยี่ยมชมนิทรรศการนี้และมองว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจ จึงขอหยิบนิทรรศการมาเขียนเป็นเรื่องราว 6 ตอนย่อยๆตามยุคได้ให้ลองอ่านกัน  ซึ่งได้นำเสนอไปสองตอนที่ผ่านมาสามารถตามอ่านย้อนหลังที่นี่ >>> ระลึกชาติแบบเรียนไทย .              มาถึงตอนนี้เล่าถึงยุคที่ 3 ของแบบเรียนไทย เป็นหนังสือแบบเรียนภาษาไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ในช่วงปี พศ.2475-2500 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการศึกษาไทย เพราะถูกบัญญัติไว้ในหลัก6ประการของคณะราษฎร อันประกอบด้วย "เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา" พร้อมทั้งมีระบุไว้ในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 "จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร " ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีการจัดทำคู่มือพลเมือง ของสำนักงานโฆษณาการที่ระบุความสำคัญของการศึกษาไว้ว่า ราษฎรสยามจำเป็นจะต้องมีหน้าที่ศึกษาให้รู้สิทธิและหน้าที่ตน เพื่อจะได้สามารถปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองดีได้         ต่อมาได้มีการประกาศประมวลการศึกษาพิเศษว่าด้วยหลักสูตรและประมวลการสอนใหม่ ปี 2480 มีความสำคัญเทียบเท่ากับหลักสูตรประถมศึกษา เปลี่ยนชื่อวิชาธรรมจรรยาเป็นวิชาหน้าที่พลเมืองและศึลธรรม มีเนื้อหาเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ สิทธิหน้าที่ของพลเมือง การปกครองส่วนท้องถิ่น การปกครองส่วนภูมิภาค หน้าที่และจิตอาสาที่พึงมีต่อสาธารณะ ซึ่งถือป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับประชาชนในยุคนั้น         หลังประเทศสยามผ่านพ้นสงครามโลก แบบเรียนไทยก็เปลี่ยนไปตามเน้นความเป็นชาติไทย มากขึ้น แบบเรียนชั้นต้น สอนให้สามัคคีรักชาติ ซึ่งแบบเรียนที่รู้จักกันดีในยุคเริ่มต้นของประชาธิปไตยคือ แบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 โดยหลวงดรุณกิจวิฑูรและนายฉันท์ ขำวิไล ตอน "ป้ากะปู่ กู้อีจู้"           หลังการขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกฯถึง 2 ครั้ง คือครั้งแรก ปี พ.ศ.2481-2486 และ ครั้งที่2 ปี พ.ศ.2497-2500 ในยุคนี้มีการวางนโยบายการศึกษาเพิ่มขึ้น มุ่งเน้นสามัญศึกษาและอาชีวศึกษา เพิ่มภาคปฏิบัติ การศึกษาภาคผนวก ให้ผู้ไม่รู้หนังสือสามารถอ่านออกเขียนได้ เพื่อให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของพลเมืองมากที่สุด . .                นอกจากนี้ยังเน้นการวางรากฐานเพื่อให้เยาวชนเติบโตไปเป็นคนดีของประเทศชาติ ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมและสังคมชนบท สอดแทรกเนื้อหาปฏิวัติวัฒนธรรม ชาตินิยม มีหนังสือแบบเรียนที่รู้จักกันดีคือ 'สุดากับคาวี' เป็นแบบเรียนไทยที่ดัดแปลงเนื้อหามาจากหนังสือเจเน็ตและจอห์น ของประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของหนังสือเรียนภาษาไทยในหลายยุคต่อมา เช่น แก้วกับกล้า,มานะ มานี โดยเล่มนี้เป็นเรื่องราวของตัวละครเด็กหญิงชายสองพี่น้อง พบเรื่องราวการเรียนรู้ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปตามระดับการเรียนรู้ของเด็กๆ              ส่วนอีกเล่มที่คนไทยรู้จักกันดีมากคือ แบบเรียนชุดบันไดก้าวหน้า เรณู ปัญญา หรือ ปัญญา เรณู นั่นเอง ซึ่งแบบเรียนชุดนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางเนื่องจากไม่มีการสอนสะกดคำและทำให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก                แม้ปัจจุบันแบบเรียนในยุคจอมพลป.พิบูลสงคราม จะไม่ได้ใช้ในการเรียนการสอนแล้ว แต่หลายคนคงไม่รู้ว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นคำสั่งของจอมพลป.พิบูลสงครามที่ฝังรากลึกลงในระบบการศึกษาไทยทุกวันนี้คือ การเข้าแถวเคารพธงชาติก่อนเข้าเรียนทุกวัน MThai News ความเดิมตอนที่แล้ว ระลึกชาติแบบเรียน EP.2 – ‘พ่อหลีพี่หนูหล่อ’ แบบเรียนไทยยุคชาติผู้ดี ระลึกชาติในแบบเรียนEP.1-เชื่อมั้ย? ฝรั่งแต่งแบบเรียนไทย

6 เรื่องจริง ของชีวิตทำงาน นักศึกษาจบใหม่ควรรู้
การทำงาน /  นักศึกษาจบใหม่ / 

การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้นเป็นเพียงแค่การฝึกซ้อมให้เราอยู่ในสังคม ในโลกแห่งความจริงที่เราจะต้องเจอในอีก 4 ปี (5-6-7 แล้วแต่คนเลยนะ) ข้างหน้า ซึ่งขอบอกเลยว่า มันช่างแตกต่างกันตอนเราเป็นนักเรียน นักศึกษาอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราจบการศึกษาต้องก้าวเข้าสู่วัยทำงาน หน้าที่ของเราก็ต้องมีมากขึ้น มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ และเข้าสู่ชีวิตพนักงานออฟฟิศ และวันนี้ทีนเอ็มไทยมี 6 เรื่องจริง ของชีวิตทำงาน นักศึกษาจบใหม่ควรรู้ มาฝากกันคะ ไว้ให้รู้ เตรียมใจและเตรียมพร้อมกับสิ่งที่เราต้องเจอกันนะ ^^ 6 เรื่องจริง ของชีวิตทำงาน นักศึกษาจบใหม่ควรรู้  1. ใบปริญญาที่เรียนจบมา  อาจจไม่ใช่สิ่งที่ "เราทำ"  ใบปริญญาเป็นเพียง "ใบผ่านทาง" ที่ทำให้เราสามารถเข้าทำงานในบริษัท/โรงงาน/ราชการ ฯลฯ และต่อจากนั้น การทำงานจริงๆ นั้น ต้องใช้ทุกศาสตร์ ทุกแขนง  ทุกสาขาวิชา และวิชาที่เราเรียนเคยเรียนในห้อง ท่องจำกันแทบตายยยย  สุดท้ายใช้แค่ 5% 2. คุณมี "1 ตำแหน่ง" แต่งานที่ทำ ตั้งแต่ "ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ"  ร้อยทั้งร้อยของคนทำงาน  บริษัทเขารับคุณมาในตำแหน่ง "A" แต่เขามีสิทธิ์ ใช้งาน ตั้งแต่ A - Z  และเราต้องทำ!!! เพื่อความก้าวหน้า เพื่ออนาคตและสังคม 3.  ตำแหน่งสูง ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกว่า "คุณจะสั่ง หรือ ทำอะไร" ก็ได้ บางทีในสำนักงาน อาจมี "อำนาจลึกลับ" เสมอ 4. ความสำเร็จ ของ "งาน" ไม่ได้อยู่ที่ "เกรด" และ "สถาบัน" 5. ความก้าวหน้าในงานที่ทำ ไม่ได้อยู่ที่ "ความเก่ง" และ "ขยัน"  เสมอไป 6. จงอย่างเอาชนะหัวหน้า เพราะคุณจะถูกเด้ง(ออกจากงาน) ก่อนเกมส์จะจบ ขอบคุณข้อมูล https://www.facebook.com/pages/Office-%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2/272092642980798

ดูดวง ปี 2558
ดูดวง /  ดูดวง 12 ราศี / 

ดูดวง ปี 2558 ต้อนรับปีมะแม กับ Horoscope.MThai.com ดูดวงโชคชะตา 12 ราศี ในปี 2558 กับนักพยากรณ์ชื่อดังของเมืองไทย และผู้คร่ำหวอดในวงการโหราศาสตร์มากกว่า 10 ปี อาจารย์ คฑา ชินบัญชร ไม่ว่าจะเป็นดวงการเงิน การงาน ความรัก คู่ครอง สุขภาพ โชคลาภ ทั้ง 12 ราศี ในปี 2558 จะเป็นเช่นไร Horoscope.Mthai.com นำคำทำนายมาฝากกันแล้วครับ ดูดวง ปี 2558 ราศีมังกร (เกิดวันที่ 14 ม.ค. - 13 ก.พ.) การงาน การงานจะค่อยๆก้าวหน้าอย่างช้าๆ งานที่ได้รับมอบหมายทำเสร็จอย่างราบรื่น แต่มีความรู้สึกลึกๆ ที่ไม่ค่อยพอใจ อยากเปลี่ยน อยากลองทำงานใหม่ๆ คุณต้องขวนขวายสิ่งนั้นถึงจะเป็นของคุณ ต้องเพิ่มพูนความสามารถ เพราะกำลังถูกจับเปรียบเทียบจะได้ไม่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ มีการชิงดีชิงเด่น และบริวารที่ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือ ให้ค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปหักกลางจะทำให้มองหนากันไม่ติด สถานการณ์จะดีขึ้น มีมิตรไมตรีและความสามัคคีกันมากขึ้น การเงินได้รับการช่วยเหลือ ได้ลาภจากผู้ใหญ่ ขออะไรใครก็ให้ คนรักก็เอ็นดูสิ้น ขอความช่วยเหลือใครก็ได้รับการตอบรับที่ดี คุณมีบ่อเงินบ่อทองอยู่ในมือ ขาดเหลืออะไรก็มีคนคอยช่วย แถมช่วงนี้ขยันเป็นพิเศษทำให้มีผลตอบแทนมากขึ้นไม่ขัดสน มีโชคลาภจากคนอายุมากกว่า แต่ต้องระวังเรื่องการใช้จ่ายบ้าง มักจะหมดไปกับค่ายา ค่าซ่อมแซม ความรัก ความรักคนมีแฟนแล้วมีปัญหาจุกจิกกันบ่อย เถียงกันด้วยเรื่องเล็กน้อย มีปากเสียง แง่งอน ฉุดเฉียวกันบ่อย ต่างคนต่างมีความคิดไม่เหมือนกัน อย่าบังคับใจกัน แต่ให้ยอมรับกันจะดีกว่า ขอแนะนำให้อยู่ห่างๆ กันก่อนเพราะมีแนวโน้มการแตกหัก ส่วนคนโสดสบายตัวไม่ต้องเอาห่วงมาผูกคอ ปิ๊งคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่วายไปแอบรักแฟนเพื่อนจึงต้องมานั่งเศร้า ดูดวง ปี 2558 ราศีกุมภ์ (เกิดวันที่ 14 ก.พ. - 13 มี.ค.) การงาน ดูเหมือนจะหยิบจับอะไรก็ทางสะดวกไปเสียทุกเรื่อง การงานดูโดดเด่นกว่าใครๆ ได้รับคำชม การยอมรับมากเป็นพิเศษ มีงานเสริมวิ่งเข้าหาช่วยเพิ่มรายรับ เป็นช่วงที่คุณได้เปิดตัวเอง พบปะผู้คนมากหน้าหลายตาได้เรียนรู้ มีความคิดกว้างไกลมากขึ้นจะเริ่มต้นงานใหม่ก็เมาะสม การเงิน ช่วงต้นๆจะมีแต่รายจ่ายอย่างเดียว ทั้งข้าวของ และคนหยิบยืมทำให้ไม่มีเหลือเก็บ ควรเร่งเก็บเร่งหา ควรงดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออกไปก่อน ยังไม่พร้อมที่จะหรูหราฟู่ฟ่า บ้างทีมีแววต้องจ่ายแบบจำใจ อีกทั้งโชคลาภก็ยังไม่มี ขึ้นๆ ลงๆ จับจุดไม่ถูก มีรายจ่ายเยอะปัญหาแยะ ต้องเตรียมวางแผนในการจับจ่ายใช้สอยให้รัดกุมมากขึ้น ความรัก ว้าวุ่นใจ มีแต่เรื่องคิดมาก ผิดหวัง ชอบทำก่อนคิดทีหลัง ทำให้ต้องมานั่งน้ำน้ำตาตก คู่ที่อยู่ไกลกันช่วงนี้จะได้เจอกันให้หายคิดถึง แต่ถ้ายังโสดอยู่ได้กระดี๊กระด๊ามีประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เจอคนถูกใจ เสน่ห์แรง แต่ส่วนใหญ่เข้ามารักจริงหวังแอ้มตลอด หาคนจริงจังยาก ดูดวง ปี 2558 ราศีมีน (เกิดวันที่ 14 มี.ค. - 14 เม.ย.) การงาน อะไรที่ผิดพลาดไปแล้วก็ให้มองข้ามไป คิดถึงสิ่งใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาและทำให้ดีที่สุดจะช่วยทำให้มีกำลังใจที่ดี การทำงานผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หนักหนา พยายามรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยเหลือกันได้ในภายหน้า อย่าเพิ่งใจร้อนตัดสินใจ สำหรับงานที่ออกนอกสถานที่บ่อยๆ ทำถึงจะดี พวกงานท่องเที่ยว ทัวร์ โรงแรมก้าวหน้าสุดๆ การเงิน รู้จักเก็บรู้จักใช้ทำให้ไม่ขัดสน จะมีเสียเยอะหน่อยก็เรื่องยานพาหนะ และเรื่องเดินทาง แต่ขนหน้าแข้งไม่ร่วงแน่ ใครที่ชอบทางลัด รวยเร็วคงได้สมใจ ช่วงนี้เพศตรงข้ามสนับสนุน มีลาภปากของฟรีสม่ำเสมอ แต่บางครั้งก็ต้องทำใจ มีขาขึ้นก็ต้องมีขาลง ห้ามให้ใครหยิบยืมเงินโอกาสได้คืนยาก ความรัก คนโสดเริ่มฉายแววความเสน่ห์มีทั้งเด็กกว่า แก่กว่ามารุมจีบ จะได้พบรักจากการเดินทาง มีโอกาสได้เลือกคนที่ถูกใจได้บ้างแล้ว จะได้ลงจากคานเสียที ส่วนคนมีแฟนแล้ว หวานชื่น หอมกรุ่น เป็นช่วงที่จะได้ไปเที่ยวพักผ่อนตากอากาศกันให้หวานฉ่ำ แต่อาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันได้บ้าง ให้หนักแน่น ดูดวง ปี 2558 ราศีเมษ (เกิดวันที่ 15 เม.ย. - 14 พ.ค.) การงาน จะได้ยินเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ ส่วนใหญ่มาจากบริวารหรือคนอายุน้อยกว่า เป็นเรื่องปกติอย่าเก็บมาเป็นอารมณ์ การงานแม้จะติดขัดไม่เป็นอย่างที่คิดบ้าง แต่โดยรวมดวงงานยังมั่นคงดีอยู่ มีเพื่อนฝูงคอยป็นที่ปรึกษาและช่วยเหลือคุณยามเดือดร้อน การงานเดี๋ยวเด่นเดี๋ยวดับ ต้องรอบคอบให้มากขึ้น มีแววรุ่ง หากคิดลงทุน หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่เหมาะสุด มีโอกาสได้เริ่มงานใหม่งานเสริมที่อยากทำ ขอให้มั่นใจในตัวเอง การเงิน ยังไม่มีดวงในการเสี่ยงโชค ให้อยู่นิ่งๆ ทำตัวรอบคอบ รัดกุมให้มากเป็นดี เพราะมีโอกาสทำของมีค่าสูญหาย ควรเน้นไปในเรื่องของการทำบุญ การช่วยเหลือ จิตใจปลอดโปร่ง แต่ต้องระวังพวกฉวยโอกาสจากความใจดี ทำเนียนให้คุณเดือนร้อน การเงินแม้ไม่หวือหวา แต่ก็เอาตัวรอดได้ ความรัก กลายเป็นศิราณีจำเป็น คอยให้คำปรึกษาช่วยเหลือคนอื่น ระวังเรื่องตัวเองจะตกม้าตาย ต้องแบ่งเวลาให้คนรักด้วย คอยเอาใจใส่ เป็นกำลังใจที่ดี ส่วนคนโสดสนิทไม่เหงาใจนาน จะมีคนมาวนเวียนให้เผลอใจ หรือมีแนวโน้มได้เลื่อนขั้นเพื่อนสนิทมาเป็นคนรู้ใจ ดูดวง ปี 2558 ราศีพฤษภ (เกิดวันที่ 15 พ.ค. - 14 มิ.ย.) การงาน กำลังตกที่นั่งลำบาก มักถูกผู้ใหญ่ไหว้วานในสิ่งที่ไม่ถนัดหรือสิ่งที่คุณไม่อยากทำ อดทนไว้ก่อนเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เหนื่อยๆ เพราะงานหนักกว่าคนอื่น แต่ก็ต้องอดทนเพื่อความก้าวหน้าในอนาคต อาจได้คนมาช่วยเบาแรง ทั้งครอบครัวเพื่อนสนิทจะเป็นกำลังใจที่ดี งานที่เกี่ยวกับการเดินทาง ส่งออก ท่องเที่ยวมีความสำเร็จ การเงิน เงินทองรั่วไหล คิดอยากได้อยากมีแต่ไม่รู้จะไปเอาจากไหน คนรอบขางก็คอยแต่จะหยิบยืมให้ลำบากใจ ยืม ถ้าไม่ใจแข็งปฏิเสทไปก่อน สุดท้ายก็มีปัญหาขัดใจกับคนยืมจนได้ กระเป๋ารั่ว มีเหตุให้ต้องควักจ่ายอยู่ตลอด ช่วงนี้พยายามเก็บออม หาช่องทางเพิ่มรายรับบ้างก็ดีครับ ความรัก ความรักจู้จี้จุกจิกเป็นเหตุให้มีปากเสียงกัน จิตใจฟุ้งซ่าน ถ้ามีเรื่องกับคนรักอาจถึงขั้นแตกหักได้ เพราะอารมณ์รุนแรง ส่วนคนโสดเสน่ห์แรง มีคนมาตามตื้อตามจีบ สวยหล่อเลือกได้ แต่ก็ต้องเลือกให้ดี คงต้องรอไปก่อน ยังไม่เจอใครเข้าตา ดูดวง ปี 2558 ราศีเมถุน (เกิดวันที่ 15 มิ.ย. - 15 ก.ค.) การงาน จะเบื่อเซ็งกับสิ่งที่เจอ มีแต่คนคอยอิจฉา คอยกลั่นแกล้ง มาซึ่งๆหน้าคงไม่น่ากลัวเท่ารอบกัด อย่าเผลอใจอ่อนเชื่ออะไรง่าย จะต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ต่อมความคิดสร้างสรรค์ทำงานได้ดี จึงมักทำอะไรแปลกๆ อยู่เสมอ แต่สามารถเชื่อในสัมผัสที่หกของตัวเองได้ การงานเหนื่อยขึ้น ภาระมากขึ้น ต้องรับงานเพิ่มทำแทนคนอื่น ให้อดทนทำไปก่อน สักพักจะดีขึ้นอง แน่ใจได้เลยว่าผลตอบแทนคุ้มค่าเหนื่อย การเงิน อยากได้นั่นอยากได้นี่ จนทำให้เกิดกิเลส ให้ใช้จ่ายแต่สิ่งของที่จำเป็นจะได้ไม่ขัดสน แต่ก็มักมีเหตุให้ต้องควักจ่าย อีกทั้งการเงินอย่าแสดงตัวว่ามี เพราะจะทำให้คุณถูกเบียดเบียน สภาพคล่องลดน้อยถ้อยลง ยังไม่มีจังหวะหรือโชคที่ดี ความรัก คนโสดยังไม่ต้องคิดเลย หาคู่ยากมาก ไม่ต้องเน้น ให้มุ่งไปที่ความมั่นคงและสำเร็จ ถ้ามีเข้ามาก็คงเป็นในกรเจรจาต่อรองเรื่องงาน ส่วนคนมีแฟนแล้วมีแนวโน้มลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน บางคู่ต้องบริหารเวลาให้ดี ต้องแบ่งเวลาให้กันและกันด้วย ลิ้นกับฟันดูเหมือนจะกระทบกันบ้าง ประชดประชันกันไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น รักกันไว้ดีกว่า ดูดวง ปี 2558 ราศีกรกฎ (เกิดวันที่ 16 ก.ค. - 16 ส.ค.) การงาน ผู้ใหญ่เริ่มเข้ามามีบทบาทกับคุณมากขึ้นทั้งเรื่องงาน ที่บ้าน แต่อย่าพึ่งร้อนใจ เพราะช่วงนี้คุณมีดวงอุปถัมภ์ ที่ผู้ใหญ่เข้ามาจะทำให้ชีวิตดีขึ้น การงานจะยุ่ง วุ่นกับการปรับเปลี่ยนงานเอกสารแก้ไข แต่พอสะสางเสร็จแล้วงานจะก้าวหน้าขึ้น ได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ได้รับโอกาสดีกว่าผู้อื่น เหมาะกับการลงทุน ขนขวายทำสิ่งที่ฝัน การงานมีไหวพริบเอาตัวรอดได้ดี แต่ต้องระวังศัตรู คู่แข่งคิดร้าย อาจลอบแทงข้างหลังได้ การเงิน แม้จะไม่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีรายรับเข้ามาเรื่อยๆ ยิ่งช่วงนี้คุณรู้จักเก็บรู้จักใช้ทำให้มีเงินออม การเงินเก็บเล็กผสมน้อย ทำให้กู้สถานการณ์กลับมาได้ เงินไหลเวียนคล่องตัว แถมยังมีลาภปาก ของกินมีเพียบ จากคนอายุน้อยกว่าให้พอชื่นใจบ้าง ความรัก คนโสดกำลังเนื้อหอมอยากทำอะไรให้รีบทำ มีแนวโน้มจะปะติดปะต่อความสัมพันธ์ฉันเพื่อนไปเป็นแฟน เกิดจากความใกล้ชิดและความเข้าใจ ส่วนคนมีแฟนแล้ว หอมหวานคนรักอบอุ่น อยากได้อะไรคนรักจัดหนักให้ทุกอย่าง เป็นกำลังใจที่ดี ปรึกษากันได้ทุกเรื่อง รักแนบแน่น ดูดวง ปี 2558 ราศีสิงห์ (เกิดวันที่ 17 ส.ค. - 15 ก.ย.) การงาน ทำอะไรเป็นสะดุด มีอุปสรรคให้หงุดหงิดอยู่ตลอด ต้องค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งใจร้อนยิ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ การงานมีดวงถูกจับโยกย้าย พอเข้าที่จะรู้สึกว่าดีกว่าเดิม เพื่อนร่วมงาน บริวารเข้ากันได้ดี แค่พยายามใส่ใจ เรียนรู้เพิ่มเติม คุณกลายเป็นคนเก่งได้ไม่ยาก ถ้ามีความคิดเด็ดๆ ดีๆ ให้รีบนำเสนอ เป็นช่วงที่ผู้ใหญ่จะเอ็นดูสนับสนุน กระฉับกระเฉงว่องไวในทุกเรื่องจึงได้เปรียบคนอื่น งานที่ได้รับมอบหมายออกมาสมบูรณ์ได้รับคำชม เป็นช่วงที่คุณทำงานอย่างมีคามสุข และจะได้พบปะคนมีชื่อเสียง คนหลากหลายรูปแบบจึงได้แนวคิดหลากหลายอย่างมาปรับใช้กับตัวเอง การเงิน จับจ่ายมือเติบ พอมารู้ตัวอีกทีก็ต้องมานั่งรัดเข็มขัดกันต่อ ก่อนควักจ่ายอะไรควรวางแผนให้รอบคอบ ใช่แต่เรื่องจำเป็นก่อนจะดีกว่า อาจจะพอมีลาภเข้ามาบ้างจากคนอายุน้อยกว่า หรือคนที่มาจากที่ไกล ความรัก คนโสดได้แต่รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอก็ไม่เจอเสียที แต่อาจมีคบหาแบบไม่จริงจังกับคนอายุน้อยกว่า ซึ่งทำให้คุณวุ่นวายใจมากกว่ามีความสุข คนมีคู่ความรักไม่ค่อยเป็นไปอย่างที่ต้องการ คนรักชอบทำให้เซ็ง คาดหวังอะไรต้องทำใจไว้ล่วงหนา ถึงแม้มีแนวโน้มในการเลิกรา เพราะความอดทนมาถึงขีดสุด พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากต้องการกู้คืนรักกลับมา ดูดวง ปี 2558 ราศีกันย์ (เกิดวันที่ 16 ก.ย. - 16 ต.ค.) การงาน รู้สึกเครียดๆ เพราะเจอแต่แรงกดดัน พยายามหาทางปลดปล่อยก่อนที่จะส่งผลเรื่องสุขภาพ ให้รีบสะสางให้เสร็จ เพราะจะเจออุปสรรคทั้งเรื่องงานและคน ทำให้เกิดการล่าช้า อย่ารับปากใครง่ายๆ อะไรปฏิเสทได้ให้บอกปัดไป จะได้ไม่เป็นภาระในภายหลัง ถึงแม้จะเจองานยากงานหิน แต่ถ้าอดทนทำไปสักระยะจะเจอทางออกเอง การที่คุณเอาการเอางานมากเป็นพิเศษ ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดี การมีผลจากความดีที่ทำสะสมอย่างสม่ำเสมอทำให้คุณก้าวหน้า ได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่ การเงิน จับทางการเก็บเงินได้บ้าง แต่ก็เอาไม่อยู่เพราะมีคนคอยมาเบียดเบียน ช่วงนี้มีดวงใช้เงินเยอะ เงินหมดเปลืองไปกับค่ารักษา ค่าซ่อมแซมจนคุณเองเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง ช่วงนี้อะไรที่ประหยัดได้ต้องรีบทำ ห้ามใจอ่อนให้ใครหยิบยืมจะถูกชักดาบ ความรัก คนโสดเนื้อหอมเสน่ห์แรงกับคนมีเจ้าของ หรือคนเจ้าชู้เป็นพิเศษ ฉะนั้นจะคบหาใครจึงต้องศึกษาดูใจกันให้นานก่อน ส่วนคนมีแฟนแล้วมีแนวโน้มจะมีรักซ้อน มีมือที่สาม เพราะความหวั่นไหว อาจมีปัญหาใหญ่โต อย่าใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด ดูดวง ปี 2558 ราศีตุลย์ (เกิดวันที่ 17 ต.ค. - 15 พ.ย.) การงาน ช่วงต้นๆทั้งหนักทั้งเหนื่อย ทำอะไรไปไม่สมหวังสักอย่าง อย่าเพิ่งท้อ คุณจะกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง การงานเอาแน่เอานอนไม่ได้มีคนคอยจิ้มแทงให้คุณตกต่ำ แต่คุณจะมีข่าวดีเกี่ยวกับงาน หากกำลังคิดเปลี่ยนจะได้ตามหวัง งานก็เยอะต้องวางแผนการทำงานให้ดี คุณจะได้รับข้อเสนอที่ต้องเลือก อย่าใจร้อน ใช้เหตุผล และที่ปรึกษาจะทำให้คุณเจอคำตอบที่ดีที่สุด การเงิน ให้ระวังความใจอ่อนทำให้ต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ทำไป การช่วยเหลือใคร ต้องคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ แม้จะมีรายจ่ายที่ต้องสะสางบ้าง แต่ขนหน้าแข้งไม่ร่วงแน่ เพราะจะมีดอกผลจากสิ่งที่ลงทุนไว้ได้กลับคืนมา กลายเป็นเศรษฐีย่อมๆ อีกทั้งจะมีโชคลาภจากความเสน่หา ได้ของที่อยากได้ จะมีลาภจากการเดินทาง ความรัก หงุดหงิด คนรักไม่ค่อยได้ดั่งใจ ชอบคิดอะไรแปลกๆ ทำให้ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า คนรักมักทำให้เบื่อหน่าย คาดหวังอะไรจากคนรักไม่ได้ ส่วนคนโสดช่างเลือกต้องรอไปก่อน คนหลงทางเข้ามามีบ้าง แต่ด้วยความช่างเลือกจึงไม่ถูกใจใครสักคน ดูดวง ปี 2558 ราศีพิจิก (เกิดวันที่ 16 พ.ย. - 14 ธ.ค.) การงาน งานด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน มีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ คำพูดการเจรจาประสบความสำเร็จ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงให้พยายามหาที่ยึดเกาะไว้ก่อน ผู้ใหญ่จะช่วยเหลือคุณได้ ไม่ค่อยได้อยู่นิ่ง ต้องเดินทางหรือมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่ ค่อนข้างวุ่นวายทุกๆเรื่อง การทำงานปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ เปลี่ยนที่ทำงาน ช่วงนี้คุณต้องตั้งตัวให้ดี มีเรื่องต้องตัดสินใจมากขึ้น ถ้าใช้อารมณ์ผลที่ได้คงจะแย่กว่าเดิม หรือใครที่กำลังมองหางานใหม่จะสบโอกาสเหมาะ ต้องตัดสินใจโดยไม่ลังเล การเงินโชคของคุณมักมาๆ ไปๆ หาความแน่นอนไม่ค่อยได้ การเงินน่าเบื่อหน่ายต้องคอยปฏิเสธคนที่มาขอหยิบยืม ทนอึดอัดไปสักพัก เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้น ช่วงนี้ไม่เหมาะช่วยเหลือใครจะทำให้คุณเดือดร้อน จะมีการขัดแย้งขัดใจกับหุ้นส่วน อย่าพึ่งเพิ่มทุนจะดีกว่า จะเสียเงินไปกับที่อยู่ รถยนต์ และการเดินทาง จะจ่ายเงินทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบขึ้น ต้องเตรียมเงินสำรองให้พร้อม ความรัก คนรักผิดใจกันบ่อย มีเวลาให้กันน้อย ทำให้เกิดปัญหาน้อยอกน้อยใจ แง่งอนกันบ่อย อย่าพยายามชุดคุ้ยเรื่องเก่า หากค้างคาใจหรือผิดใจกันในเรื่องไหนก็ให้คุยเฉพาะเรื่องนั้น ส่วนคนโสดมีแนวโน้มจะเหี่ยวเฉา แอบรัก แอบชอบใครไม่สมหวัง กินแห้วตลอด แต่จะได้เจอประสบการณ์แปลกใหม่ แต่ต้องดูให้ดี ดูดวง ปี 2558 ราศีธนู (เกิดวันที่ 15 ธ.ค. - 13 ม.ค.) การงาน แม้จะมีเหตุให้ต้องสะดุด มีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ด้วยความมีไหวพริบจึงแก้ลำได้ทัน ทุกอย่างจะกลับมาเข้าที่เข้าทางอย่างที่วางไว้ได้ไม่ยาก มีเพื่อนพ้องคอยช่วย และมีผลงานได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ เชื่อมั่นในตัวเองสูง ทำให้น่าเกรงขาม ผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ แต่อาจกลายเป็นจุดเสีย เพราะคุณจะได้รับมอบหมายงานมากกว่าคนอื่น การทำงานกำลังรุ่ง เพราะความสามารถที่เจิดจรัส อย่าไปสนใจเสียงรอบข้าง มักมีคนนินทาเพราะความอิจฉา ให้เชื่อมั่นในสิ่งที่คิด และเดินหน้าเพื่อทำให้สำเร็จ การเงิน มีทั้งช่วงที่ขาดแคลน และช่วงที่เฟื่องฟูสลับกันไปให้ช่วยเหลือตัวเองด้วยการวางแผนการใช้จ่าย จะได้ไม่เจอช่วงที่ขัดสน ช่วงนี้มีโชคลาภให้ตักตวง สิ่งที่ลงทุนหวังผลไปกำลังจะได้กลับคืนมาคุ้มเหนื่อยเหมาะที่จะเล่นหุ้นเสี่ยงโชค ทำให้ยิ้มหน้าบานกับรายรับที่มีมากขึ้น ความรัก คนมีคู่ ความรักเข้าอกเขาใจกันดี คนรักตามใจ แต่มีบ้างอาจจะไขว้เขว ระวังเรื่องคำพูดบ้าง จะเกิดปากเสียงทำให้แตกหัก ขอแนะนำให้อยู่เฉยๆสักพักแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง คนโสดมีสะดุดรักโดยบังเอิญ พบรักกับคนที่มีอายุน้อยกว่า ขอแค่กล้าและเชื่อมั่นโอกาสดีไม่หลุดมือแน่ หนังสือพยากรณ์ชะตาชีวิต ไพ่ยิปซี 2558 หากคุณต้องการรู้ข้อมูลแบบเจาะลึกของแต่ละราศีมากกว่านี้ สามารถซื้อหนังสือพยากรณ์ชะตาชีวิต ไพ่ยิปซี 2558 ในแต่ละราศีของ อาจารย์ คฑา ชินบัญชร ได้ตาม เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาได้แล้ววันนี้ ดวงปีชง 2558 วิธีแก้ชง ปี 2558 พร้อมสถานที่และการเดินทาง เปิดคัมภีร์ ปีมะแม 2558 ชง ไม่ชง กับ อ.คฑา ชินบัญชร

หรือถอดใจ! คุณหญิงปัทมา ประกาศล่วงหน้าไม่นั่งนายกส.แบดสมัย2
ขนไก่ /  ขนไก่ไทย / 

ความเคลื่อนไหวของสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ล่าสุด คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมแบดมินตันฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนจะหมดวาระลงในเดือนมีนามคปีหน้า และจะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ จึงขอประกาศนะตอนนี้ว่าจะไม่รับตำแหน่งต่ออีกสมัยแน่นอน เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำงานเพียง 1 ปี ตั้งแต่ที่เข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ ได้ปรับโครงสร้าง และแนวทางการบริหารมากมาย เพื่อต้องการพัฒนาวงการแบดมินตันไทยในก้าวหน้า โปร่งใส และปลอดความขัดแย้งอย่างจริงจัง “เวลานี้คิดว่าตนเองทำหน้าที่สมบูรณ์แล้วยืนยันว่าสาเหตุไม่ใช่ เพราะผลงานนักแบดมินตันไทย ในเอเชียนเกมส์ไม่ดีแน่นอน ขณะนี้ได้ทาบทามผู้มีความสามารถและเหมาะสมเข้ามาดูแลต่อแล้ว”

ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา
ต่างประเทศ /  นักบินอวกาศ / 

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา เจนนิเฟอร์ ลัตสัน ( @JennieLatson ) ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์ ได้เขียนข่าวเพื่อย้อนรำลึกถึงน้องหมา "ไลก้า" เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 57 ปี ที่เจ้าไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปยังนอกโลก และมันไม่มีวันได้กลับมายังโลกอีกเลย .. เศร้าจัง! ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา ไลก้า น้องหมาตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก และไม่มีวันได้กลับมา เจนนิเฟอร์ ลัตสัน  ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์ เขียนข่าว "เรื่องเศร้าของไลก้า" เพื่อย้อนรำลึกถึงน้องหมาตัวนี้ ซึ่งเป็นสุนัขตัวแรกที่ถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศสปุตนิก 2 ของสหภาพโซเวียต (ประเทศรัสเซียในปัจจุบัน) ในวันที่ 3 พ.ย. พศ. 2500 เพื่อที่ต้องการทดสอบเกี่ยวกับความปลอดภัย ก่อนจะมีการส่งมนุษย์จริง หรือนักบินอวกาศคนแรกไปในอวกาศ แต่การกระทำดังกล่าว ถือเป็น "การฆาตกรรม" น้องหมาผู้เคราะห์ร้ายตัวนี้ เนื่องจาก เทคโนโลยีด้านอวกาศในขณะนั้น ยังไม่มีความก้าวหน้าถึงขั้นที่จะนำมันกลับมายังโลกได้อีก ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี ระบุว่า ไลก้า เป็นสุนัขจรจัดเพศเมีย ที่ถูกเก็บมาจากข้างถนนในกรุงมอสโก เมืองหลวงของโซเวียตในขณะนั้น เพียงแค่สัปดาห์เดียวก่อนจะถึงกำหนดวันยิงจรวดขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ด้วยเหตุผลที่ ไลก้า เป็นสุนัขที่ตัวเล็ก รักสงบ มันจึงถูกเลือกให้เป็น สุนัขอวกาศตัวแรกที่จะถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศเพื่อโคจรรอบโลก ก่อนจะมีการส่ง "ยูริ กาการิน" นักบินอวกาศคนแรก ชาวโซเวียต ขึ้นไปในโคจรรอบโลก ตามไปภายหลัง ขณะเดียวกัน ก่อนหน้าที่จะส่งไลก้าขึ้นไปกับยานสปุตนิก 2 นั้น ทางศูนย์อวกาศของอดีตสหภาพโซเวียตได้ส่งสุนัขไปนอกโลกแล้วทั้งหมดรวม 36 ตัว แต่สุนัขตัวอื่นๆ เพียงแค่เดินทางไปกับยานอวกาศเท่าน้ัน ไม่ได้โคจรรอบโลกเหมือนกับเจ้าไลก้า อย่างไรก็ตาม ขณะที่สหภาพโซเวียตส่งยานอวกาศที่มีเจ้าไลก้าขึ้นไปในห้วงอวกาศเมื่อ 57 ปีก่อนนั้น สำนักข่าวหลายสำนักในสหรัฐฯ และอังกฤษ ได้รายงานข่าวแสดงความสงสาร ไลก้า กันอย่างมาก แต่ทางเจ้าหน้าที่โซเวียตได้ตอบโต้ว่า ชาวรัสเซียรักสุนัข และการที่ส่งไลก้าไปกับยานอวกาศโคจรรอบโลกนั้น ไมใช่การทารุณโหดร้ายต่อสัตว์ แต่เพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ แม้ว่าทีมงานของโซเวียตในครั้งนั้น จะได้ยืนยันว่า "ไลกา" ไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกต่อไปแล้ว หลังจากยานสปุตนิกโคจรอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากสถาบันมอสโกรายงานถึงปัญหาสารเคมีชีวภาพรั่วไหลออกมา นั่นหมายความว่า "ไลก้า" มันเสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมงนั่นเอง จากการบินขึ้นของยานอวกาศ และจากความตื่นตระหนกในตัวของมันเองบวกกับความร้อนภายในตัวยานที่สูงเกินไป แต่กระนั้นยานก็ยังคงโคจรรอบโลกเป็นเวลานานถึง 5 เดือน ก่อนจะถูกเผาไหม้เมื่อมันกลับเข้ามาบรรยากาศของโลกอีกครั้งในเดือนเมษายน ในปีถัดมา (พศ. 2501) ขอให้น้องไลก้า ไปเจอโลกใบใหม่ที่ไม่โหดร้ายแบบเหมือนโลกใบนี้เลยนะ และขอบใจน้องหมาอย่างไลก้า ที่ "อาจ" ทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติได้จริง ตามคำกล่าวอ้างของโซเวียตในครั้งนั้น Cr : time.com Editor, translate ข้าวน้องหมา

เปิดเอกสาร 78 หน้า ตีกรอบ 'ปฎิรูปสื่อสารมวลชน'
กระทรวงกลาโหม /  คสช. / 

เมื่อ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ระบุว่า สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ของ คสช. ได้สรุปผลการศึกษาข้อมูลการทำงานของสื่อมวลชน สภาพปัญหา และกรอบความเห็นร่วมของประชาชน เพื่อนำเสนอเป็นทางเลือกให้ สปช. นำไปใช้เป็นข้อมูลในการศึกษา และข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต ใช้ชื่อว่า "กรอบความเห็น ปฏิรูปประเทศไทย ด้านสื่อสารมวลชน" มีความยาวประมาณ 78 หน้า ทั้งนี้มีข้อมูลสำคัญหลายส่วน อาทิ สภาพปัญหา โครงสร้างการทำงานของสื่อยุคปัจจุบัน เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ การปรับปรุงบทบาทของสื่อ องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับดูแลสื่อ เป็นต้น ทั้งนี้ ในเอกสารดังกล่าว ได้ระบุสภาพปัญหาด้านสื่อสารมวลชน ว่า ในห้วงวิกฤติความขัดแย้งที่ผ่านมา เริ่มจากสื่อสารมวลชนกระแสหลักที่ไม่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ เนื่องจากไม่พยายามแสวงหาความจริงหรือตรวจสอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์ระดับชาติซึ่งถูกครอบงำทางโครงสร้างจากความเป็นเจ้าของ หรือการควบคุมโดยรัฐ นายทุน และนักการเมือง ขณะที่หนังสือพิมพ์ระดับชาติก็ถูกมองว่า “เลือกข้าง” ด้วยอคติหรือผลประโยชน์แอบแฝง ตามมาด้วย สื่อกระแสรองอย่างโทรทัศน์ดาวเทียมเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน และวิทยุธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่เป็นกลางให้ข้อมูลข่าวสารด้านเดียว แถมยังเผยแพร่ความเกลียดชังให้สังคมแบ่งแยกกันมากขึ้น ล่าสุดวิกฤติใหม่ที่อยู่ในช่วงความขัดแย้ง คือ “สื่อใหม่ (New Media) อย่างสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) ซึ่งเกิดจากสื่อสังคม(Social media)” ซึ่งมักถูกใช้เป็นพื้นที่ระบายอารมณ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูล ไปจนถึงระดมพล ในหมู่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากกว่าจะมีหน้าที่ใดๆ ต่อสังคมโดยภาพรวม วิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ศักยภาพทางการเมืองของสื่อใหม่นี้ปรากฏทั้งในแง่บวกและลบ เอื้ออำนวยการมีส่วนร่วมทางการเมือง ควบคู่ไปกับการขยายความเข้มข้นของการแบ่งขั้วทางการเมือง ความคาดหวังจากประชาชนต่อการปฏิรูปสื่อสารมวลชน พบว่าสื่อสารมวลชนจะต้องรักษาจรรยาบรรณ มีความเป็นกลาง มีหน่วยงานเฝ้าระวังการนาเสนอข่าวของสื่อสารมวลชน ไม่ให้สร้างความขัดแย้ง แตกแยก ควรมีบทลงโทษสื่อสารมวลชนที่นาเสนอข้อมูลเท็จ บิดเบือน หรือสร้างกระแสปลุกปั่น เพื่อให้สื่อสารมวลชนได้ทาหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาธารณะ ให้การศึกษา และให้ความบันเทิงในกรอบมาตรฐานวิชาชีพ หลายฝ่ายก็ยังตั้งความหวัง จะให้สื่อสารมวลชนเป็นผู้หาทางออกให้สังคม เพราะสื่อสารมวลชนยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ตรงกลางของสังคมอยู่ดี แต่เมื่อสื่อสังคมออนไลน์ถือกำเนิดมาและเริ่มแพร่กระจายกว้างขวาง การเข้าไปใช้สื่อใหม่นี้ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ก็เริ่มปรากฏเค้าลางของความหวังทางการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์แบบเดิมๆ เพราะผู้ใช้สื่อสามารถกาหนดวาระข่าวสารได้เอง และเลือกที่จะสื่อสารกับเครือข่ายที่คิดเห็นเหมือนๆ กันได้ สามารถสร้างการรับรู้ตัวตนสู่สาธารณะผ่านสื่อใหม่ได้ กรอบความเห็นร่วมเพื่อการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน ในการปฏิรูปสื่อสารมวลชนปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นไม่ให้เกิดความแตกแยก หรือทำให้ความขัดแย้งในสังคม จนยกระดับเป็นความรุนแรง เนื่องจากการนำเสนอข้อมูล และการใช้ภาษาที่ปลุกเร้าและกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง (Hate speech) หรือการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda)และปลุกระดมให้มวลชนคู่ขัดแย้งใช้ความรุนแรงต่อกัน การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ บิดเบือนไม่รอบด้าน ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ เพราะสื่อสารมวลชนขาดความรับผิดชอบต่อสังคม องค์กรวิชาชีพสื่อและหน่วยงานที่รับผิดชอบขาดการควบคุมกำกับดูแล ไม่ดำเนินการอย่างจริงจังให้บุคลากรและสื่ออยู่ในกรอบ มาตรฐานจรรยาบรรณของวิชาชีพ และบทบาท อิทธิพลของเจ้าของกิจการสื่อรวมถึงประชาชนผู้บริโภคสื่อ ขาดวิจารณญาณ เหล่านี้เป็นสาเหตุส่งผลให้ความขัดแย้งในสังคมขยายตัวเป็นการใช้ความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ ฉะนั้นสื่อสารมวลชนจึงจาเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการสื่อสารมวลชนทั้งระบบให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชน ถึงความผาสุก สงบร่มเย็นและความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทยอย่างยั่งยืน คณะเตรียมการปฏิรูปฯ ได้ดำเนินการสรุป กรอบความเห็นร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับออกมาเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ (1.) การปฏิรูปกิจการและการประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบ (2.) เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ และ (3.) คุณธรรมและจริยธรรมของสื่อ รายงานการศึกษาข้อมูลด้านสื่อ ยังระบุด้วยว่า การปฏิรูปสื่อสารมวลชน คือ การปรับตัวของสื่อสารมวลชน และผู้เสพสื่อ(ผู้บริโภคสื่อ) ไปพร้อมๆกันให้สมดุลสมกัน สื่อไม่หลอกผู้เสพสื่อ และผู้เสพสื่อไม่โดนจูงใจหรือมีภูมิป้องกันความเสี่ยงไม่โดนหลอกง่าย โดยรากฐานปัญหาส่วนหนึ่ง มาจากสื่อสารมวลชน และการสร้างความเข้าใจที่มีผลต่อระบบแนวความคิดของคนในชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องมีสื่อสารมวลชนที่ทาหน้าที่ของสื่ออย่างที่ควรจะเป็น คือ การให้ข่าวสารที่มุ่งสร้างความปรองดองให้คนในชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และพัฒนาไปในแนวทางที่ยั่งยืนเหมาะสมกับมิติพื้นฐานวัฒนธรรมและ จิตวิญญาณประเทศไทยในขณะที่สื่อรับใช้สังคมด้วยการนำความจริงมารายงานตามที่ได้เห็น ได้ยินการทำหน้าที่ของสื่ออย่างซื่อตรงต่ออุดมการณ์วิชาชีพ ก็เท่ากับร่วมกันปฏิรูปสิ่งต่างๆนั้นให้สำเร็จ ดังนั้น สื่อสารมวลชนทั้งระบบ ควรทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาที่ดีแก่สังคม เสมือนเป็นอีกกลไกพิเศษ ตรวจสอบบุคคล องค์กรต่างๆและกลุ่มก้อนผลประโยชน์ โดยคนปกติไม่อยากหูหนวกตาบอด แม้เกิดมาพิการก็ต้องหาทางชดเชยฉันใดก็ฉันนั้น สื่อควรเป็นตาที่ให้ความสว่างทางปัญญาแก่สังคม ไม่ใช่ครอบงำด้วยความไม่รู้หรือโฆษณาชวนเชื่อจนแสงสว่างแห่ง "ปัญญานั้นถูกบดบังให้มืดมิด สื่อควรเป็นหูที่ได้ยินชัดเจนแก่สังคม การรับรู้ของประชาชนต้องไม่คลุมเครือ ครึ่งๆกลางๆจริงปนเท็จ หรือถูกบิดเบือน และต้องไม่แปลความผิดๆแนวทางการทำงานของสื่อสารมวลชนทั้งระบบ จึงเป็นหัวใจ ควรทำงานอย่างสอดคล้อง ยึดหลักวิชาการและกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นพื้นฐาน เช่น การเข้าสู่ระบบธุรกิจของระบบทุนนิยม คือ ปัญหาใหญ่ หนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ ต้องทำรายได้ตามที่เจ้าของกิจการ และผู้ถือหุ้นสั่งการพนักงาน นักข่าว และผู้ทำงาน" "สื่อสารมวลชนทั้งหลายก็เริ่มคิดว่าเงิน คือผลตอบแทนสาคัญในอาชีพ จรรยาบรรณที่ว่ายอมเสียเงินและค่าใช้จ่ายทุกอย่างเพื่อความจริง กลายเป็นการขายเนื้อที่โฆษณา และขายข่าวประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าและสินค้า จึงกลายเป็นเครื่องมือโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อในที่สุด" เหล่าบรรณาธิการข่าว หันเหความสนใจไปจากงานของสื่อสารมวลชนที่เคยยึดเป้าหมาย ของการทำหน้าที่พลเมืองดีต่อสังคมไป เป็นการทำลายความจงรักภักดีที่สื่อสารมวลชนเคยมีต่อผู้อ่าน และทำลายความมั่นคงเติบโตของธุรกิจสื่อสารมวลชนในระยะยาว ความเสื่อมของนักสื่อสารมวลชน ทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ เกิดจากสาเหตุอื่นๆอีกมาก สื่อสารมวลชนทำตัวเป็นดาราค่าตัวแพง ผู้ประกาศข่าวกลายเป็นดาราที่แสดงเพียงบทอ่านข่าว ส่วนผู้สื่อข่าวที่ทำงานหนักจริงจังมีรายได้น้อยแทบเลี้ยงครอบครัวไม่รอด ผู้สื่อข่าวสงครามบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย ส่วนดาราอ่านข่าวหน้ากล้องเข้าสังคมหรูหรา "นักข่าวรุ่นใหม่เด็กเกินไป งานมากเกินไปเกินกว่าจะเข้าหาความจริงได้ลึกซึ้ง ประสบการณ์น้อยเกินไปจนตกเป็นเครื่องมือของนักประชาสัมพันธ์ได้ก็มีมาก นักข่าวที่ร่วมมือกับนักการเมืองก็มีไม่น้อยเช่นกัน ทำให้มุมมองความจริงเรื่องประชาธิปไตยเปลี่ยนไป นักข่าวรุ่นแรกเริ่มที่เคยเป็นหัวใจของพลังสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในอดีตหายไป ดังที่กล่าวข้างต้นจึงเห็นว่างานสื่อสารมวลชนนั้นมีความสำคัญมากกว่าความเป็นธุรกิจสุดท้ายนักสื่อสารมวลชน ก็คือปุถุชน เพียงแต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความสามารถ มุ่งมั่นและมีโอกาส ที่จะได้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน" "ส่วนจะเป็นนักสื่อสารมวลชนที่ดีมีคุณภาพ ได้จริงและนานแค่ไหน ขึ้นอยู่ที่จิตสานึกส่วนตัวและตัวตนที่แท้จริงในความเป็นคนๆนั้น สรุปได้ว่า ขอให้สื่อสารมวลชนได้เกิดความตระหนักถึงหน้าที่และบทบาทของสื่อสารมวลชน มองไปพร้อมๆ กัน" ข้อมูลจาก สำนักข่าวอิศรา MThai News