ความก้าวหน้า

The Couple : หลอน รัก พักชีวิตคู่
Last Summer /  Talent 1 / 

หลังจากเคยเปิดตัวด้วยภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องแรกของค่าย และทำรายได้น่าพอใจไปแล้ว มาถึงตอนนี้ก็ถึงเวลาสำหรับเรื่องใหม่เสียที สำหรับค่าย Talent 1 ผู้สร้าง Last Summer ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย ที่เข็นเรื่องใหม่ออกมาแล้วอย่าง The Couple รัก ลวง หลอน ที่มี ออม สุชาร์ มารับบทนำนั่นเอง ในคืนแต่งงาน จุดเริ่มต้นชีวิตคู่ของ กานต์ (พิชญะ นิธิไพศาลกุล) กับ อ้อม (สุชาร์ มานะยิ่ง) ที่หวังจะสร้างครอบครัวเล็ก ๆ ด้วยกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสยองขวัญ เมื่ออ้อมพบศพ สิตา (มะลิ โคทส์) พี่สะใภ้ของกานต์ผูกคอตายอยู่ภายในบ้าน ทุกคนลงความเห็นว่าสิตาฆ่าตัวตายแม้ไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เธอ ตัดสินใจกะทันหันเช่นนี้ แต่หลังจากวันนั้น อ้อมเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ร่างกายที่เคยเป็นของตนถูกผีสิตาพยายามเข้าครอบครอง หวังเปิดโปงเงื่อนงำการตายและแก้แค้นทุกคนที่เกี่ยวข้อง อ้อมเปลี่ยนไปเป็นคนละคนท่ามกลางความงุนงงของกานต์ ที่ต้องพยายามทำให้เธอกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้ หนังใช้ชื่อการกำกับว่า ทาเลนต์ วัน ทีม ซึ่งนั่นคงแปลว่ามีทีมงานหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือกำกับหนังเรื่องนี้ครับ ซึ่งจากตัวอย่างหนัง และ ใบปิด ก็ต่างบอกออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า The Couple น่าจะเป็นหนังสยองขวัญแนวจิตวิทยา ที่เล่นกับสถานที่มืดอย่างแน่นอน และตัวหนังจริงๆก็เป็นเช่นนั้น เพราะหนังถือว่าเป็นหนังผีไทยอีกเรื่องที่มุ่งเน้นจะพูดการอาฆาตแค้น และการบ่งบอกถึงปัญหาด้านของ จิตวิทยา และ ไศยศาสตร์ ซึ่งการที่ตัวหนังหยิบเอาเรื่องพวกนี้พูด ผสมกับเรื่องผีสิง น่าจะไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี ถ้าหากว่าตัวหนังกลับไม่สอบตกทั้งด้านงานกำกับ และ ตัดต่อเสียก่อน ซึ่งเอาเป็นว่า The Couple ต่างมีวัตถุดิบชั้นดีในการปรุงรสให้ได้หนังสยองขวัญเรื่องนึงออกมา ทั้งฉากหลัง และ ตัวละคร ที่ขนความเพี้ยนมาไม่ยอมใคร แต่เนื่องด้วยตัวหนังที่ทีมงานกำกับอาจจะดูมึนงงต่อการทำหนังอยู่บ้าง จึงทำให้การถ่ายทอดบทหนังที่เขียนออกมานั่น เปรียบเสมือนให้ตัวหนังนี่มันมีอยู่เพียง องค์เดียว และเล่ายาว ซึ่งนั่นเองทำให้ตัวหนังขาดการพัฒนาตัวละคร และ สถานการณ์รอบข้างโดยสิ้นเชิง เราจะเห็นก็แต่การพยายามจองล้างจองฆ่าของผีสาง และความพยายามของ กานต์ ที่อยากจะช่วยให้ ออม กลับมาเหมือนเดิมเท่านั่น แต่เรื่องราวทั้งหมดทั้งปมหลังในอดีต และ การพัฒนาตัวละครกลับดูจะสวนทาง และ ไม่ก้าวหน้าเลยสักนิด โดยสิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดคงเป็นการที่ได้เห็นชื่อของคุณ คงเดช ผู้กำกับ ตั้งวง มาอยู่ในทีมเขียนบทด้วยแล้ว แต่กลับไม่สามารถทำให้ The Couple เท่าเทียมเรื่อง Last Summer ได้อย่างดีนักในแง่ของคุณภาพหนัง แต่กระนั้นแล้วถ้าหากพูดถึงทีมนักแสดง ต้องขอบอกว่า ออม สุชาร์ เรื่องนี้สามารถแสดงได้ดีไม่แพ้กับ ปันปัน เมื่อตอนเรื่องก่อน ซึ่งถ้าหากไม่ติดขัดถึงเรื่องความแย่ของหนัง การแสดงของเธอในเรื่องนี้ก็น่าจะส่งให้เธอไปชิงรางวัลใน สุพรรณหงส์ ด้านสาขาการแสดงได้อย่างไม่ยากเลยทีเดียวครับ สรุปแล้ว The Couple ก็ดูท่าจะเป็นหนังสยองขวัญที่เน้นขายให้แก่คนที่ต้องการอะไรตุ้งแช่ และเป็นแฟนคลับของนักแสดงในเรื่องเสียมากกว่า จะมาเป็นหนังผี ดราม่ายุคใหม่ ที่ยังล้มเหลวทั้งในแง่ของการสื่อสาร และ การหาทางออกของตัวหนังอยู่มากโขทีเดียวครับ เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ

6 เรื่องจริง ของชีวิตทำงาน นักศึกษาจบใหม่ควรรู้
การทำงาน /  นักศึกษาจบใหม่ / 

การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้นเป็นเพียงแค่การฝึกซ้อมให้เราอยู่ในสังคม ในโลกแห่งความจริงที่เราจะต้องเจอในอีก 4 ปี (5-6-7 แล้วแต่คนเลยนะ) ข้างหน้า ซึ่งขอบอกเลยว่า มันช่างแตกต่างกันตอนเราเป็นนักเรียน นักศึกษาอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราจบการศึกษาต้องก้าวเข้าสู่วัยทำงาน หน้าที่ของเราก็ต้องมีมากขึ้น มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ และเข้าสู่ชีวิตพนักงานออฟฟิศ และวันนี้ทีนเอ็มไทยมี 6 เรื่องจริง ของชีวิตทำงาน นักศึกษาจบใหม่ควรรู้ มาฝากกันคะ ไว้ให้รู้ เตรียมใจและเตรียมพร้อมกับสิ่งที่เราต้องเจอกันนะ ^^ 6 เรื่องจริง ของชีวิตทำงาน นักศึกษาจบใหม่ควรรู้  1. ใบปริญญาที่เรียนจบมา  อาจจไม่ใช่สิ่งที่ "เราทำ"  ใบปริญญาเป็นเพียง "ใบผ่านทาง" ที่ทำให้เราสามารถเข้าทำงานในบริษัท/โรงงาน/ราชการ ฯลฯ และต่อจากนั้น การทำงานจริงๆ นั้น ต้องใช้ทุกศาสตร์ ทุกแขนง  ทุกสาขาวิชา และวิชาที่เราเรียนเคยเรียนในห้อง ท่องจำกันแทบตายยยย  สุดท้ายใช้แค่ 5% 2. คุณมี "1 ตำแหน่ง" แต่งานที่ทำ ตั้งแต่ "ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ"  ร้อยทั้งร้อยของคนทำงาน  บริษัทเขารับคุณมาในตำแหน่ง "A" แต่เขามีสิทธิ์ ใช้งาน ตั้งแต่ A - Z  และเราต้องทำ!!! เพื่อความก้าวหน้า เพื่ออนาคตและสังคม 3.  ตำแหน่งสูง ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกว่า "คุณจะสั่ง หรือ ทำอะไร" ก็ได้ บางทีในสำนักงาน อาจมี "อำนาจลึกลับ" เสมอ 4. ความสำเร็จ ของ "งาน" ไม่ได้อยู่ที่ "เกรด" และ "สถาบัน" 5. ความก้าวหน้าในงานที่ทำ ไม่ได้อยู่ที่ "ความเก่ง" และ "ขยัน"  เสมอไป 6. จงอย่างเอาชนะหัวหน้า เพราะคุณจะถูกเด้ง(ออกจากงาน) ก่อนเกมส์จะจบ ขอบคุณข้อมูล https://www.facebook.com/pages/Office-%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2/272092642980798

ดูดวง ทายนิสัย ท่าจับราวรถไฟฟ้า
จับราวรถไฟฟ้า /  ดูดวง / 

ทุกวันนี้เราจะเดินทางไปไหนมาไหน ก็ดูจะสะดวกสบายไปหมด เพราะมี รถไฟฟ้า ค่อยให้บริการอยู่ แต่คุณรู้ไหมครับ ว่าเวลาคุณขึ้น รถไฟฟ้า แล้ว หากเกิดว่าคนเยอะจนไม่มีที่นั่ง จึงทำให้คุณต้องจับราวรถไฟฟ้า การจับราวนั้นก็สามารถบ่งบอกถึงนิสัยของคุณได้เช่นกันครับ จับราว หรือห่วงด้วยมือทั้ง 2 ข้าง เป็นคนที่รักความก้าวหน้ามากถึงมากที่สุด มีความเป็นผู้นำ ไม่ชอบเรื่องเพ้อฝัน ยึดความจริงเป็นหลัก มีความรับชอบดีเยี่ยม สามารถไว้วางใจได้ นิสัยดี แต่อาจจะไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน เฮฮามากนัก จับที่สายของห่วง เป็นคนที่ไว้วางใจได้ มีความคาดหวังในทุกเรื่อง ชอบสิ่งที่สมบูรณ์แบบ ไม่ค่อยประนีประนอม มีความประณีตละเอียด จู้จี้จุกจิก แอบดูหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ได้คิดร้ายกับใคร เฉลียวฉลาด มีความคิดการณ์ไกล มีความมั่นใจในตัวเองมาก จับราว หรือห่วงด้วยนิ้วเพียง 4 นิ้ว เป็นคนที่มีไหวพริบดี เอาตัวรอดเก่ง รู้จักพูดจา และรู้จักวางตัว มนุษย์สัมพันธ์ดี มีความเป็นมิตรสูง พร้อมที่จะช่วยคนอื่นอยู่เสมอ เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ก็จะสนุกสนานเฮฮา แต่ไม่ใช่คนที่ติดเพื่อนมากจนเกินไป สามารถที่จะอยู่คนเดียวได้ จับราว หรือห่วงด้วยนิ้วเพียง 3 นิ้ว เป็นคนมีเสน่ห์ มีความสุภาพอ่อนโยน ไม่ชอบการเอะอะโวยวาย ไม่ก้าวร้าว รู้จักการประนีประนอม รอบคอบ เอาใจเก่ง แต่แอบเจ้าอารมณ์ และขี้โมโห ขี้งอน ขี้แยง่าย เข้มแข็ง และรักความสวยความงาม จับราว หรือห่วงด้วยมือทั้ง 5 นิ้ว เป็นคนแข็งแกร่ง รักเกียรติ รักศักดิ์ศรี รักเพื่อน ปัญญาดี ซื่อตรงยุติธรรม ชอบคิด ชอบวางแผน เป็นนักกิจกรรมที่เก่ง เป็นผู้นำคนได้ เพราะมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทดี ชอบความสนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ ขอบคุณภาพจาก scholarshipinter.com

เปิดคัมภีร์ ปีมะแม 2558 ชง ไม่ชง กับ อ.คฑา ชินบัญชร
ดวงปีชง /  ดวงปีชง 2558 / 

Horoscope.Mthai.com จะพาคุณไปเปิดคัมภีร์ ปีมะแม 2558 กับ อ.คฑา ชินบัญชร ปีแพะธาตุไม้ ปีที่ชงและไม่ชง พร้อมเคล็ดลับการบูชาเทพเจ้า ถ้าคุณพร้อมแล้ว เราไปดูกันครับ ปีแพะธาตุไม้ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง สำหรับดวงชะตาของแต่ละปีนั้น ปีชงและก็ปีฮะกัน เป็นกรณีพิเศษ สำหรับปีที่ฮะกันก็คือมะเมียเป็นคู่มิตรกับมะแม แน่นอนย่อมเป็นปีที่ดีเลิศแล้วก็เป็นปีที่โชคดี มีดวงมงคลส่องหลายดวงด้วย มีโอกาสไปกราบขอพรที่ศาลเจ้าพ่อม้า เมื่อม้ามาถึงทุกสิ่งคือสำเร็จ อีกหนึ่งปีที่เป็นเพื่อนและคู่มิตรกันเรียกว่าซะฮะ คือ ปีเถาะ และอีกหนึ่งปี คือปีกุน เถาะ มะแม กุน เรียกว่าซาฮะ ปีกระต่าย ปีนี้โดดเด่นในเรื่องของงาน การเงิน จะมีการเปลี่ยนแปลงการเริ่มต้นใหม่ๆเกิดขึ้น ทั้งเรื่องของชีวิตคู่ ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องการเงิน มีดาวมงคลส่องดี ถ้ามีโอกาสอยากให้ไปกราบสักการะขอพรพระอาทิตย์หรือไท่เอี๋ย หรือไท่หย๋า นั้นก็คือแพะสามตัว พร่องเสียงกันแปลว่าพระอาทิตย์ ไปกราบสักการะได้ที่วัดเล่งเน่ยยี่หรือวัดจีนที่มีองค์ไท่เอี๋ยสถิตอยู่ แล้วถ้ามีโอกาสให้สวดบทโมระปะริต ออกกำลังกายหรือว่าไปรับพลังของแสงแดดบ้าง เพื่อที่จะรับไปพลังของไท่หย๋าหรือไท่เอี๋ยนั้นเอง ปีกุน ปีนี้โชคดีมากๆ โชคดีมา 2 ปีแล้ว ปีนี้ กุน เถาะ มะแม ถือว่าเป็นซาฮะ หรือว่าสามสมพงษ์ ถ้ามีโอกาสยากให้คุณที่เกิดในปีกุนไปกราบสักการะขอพรองศ์เทพเจ้าแห่งโชคลาภ องค์ไท่เอี๋ย เช่นเดียวกันคือเทพพระอาทิตย์ ถ้ามีโอกาสก็สวดบทโมระปะริตด้วย ปีมะแม ถือว่าเป็นองค์ไท่ส่วยเอี๋ยประทับอยู่บนศรีษะไม่ถือว่าปะทะชน เมื่อองค์ไท่ส่วยเอี๋ยประทับอยู่บนศรีษะ สิ่งที่เราควรทำนั้นก็คืออวยพร เพราะเมื่อเราอวยพรใคร เขาจะอวยพรเรากลับ องค์ไท่ส่วยเอ๋ยจะอวยพรด้วย ถือว่าเราได้ 2 เด้ง เลยทีเดียว เฮงๆๆ รวยๆๆ โชคดีๆๆ แค่นี้ก็เป็นศิริมงคลกับตัวราและก็คนรอบข้าง อวยพรตัวเอง อวยพรให้กับคนที่เรารัก คนในครอบครัว เพื่อนพร่อง น้องพี่ต่างๆสบายๆ สำหรับปีปะทะชนมีปีอะไรบ้าง ปีฉลูกับมะแมเป็นคู่ศัตรู อีก 2 ปี ก็คือปีจอ และก็ ปีมะโรง ปีฉลู ปีจอ ปีมะโรง ถ้ามีโอกาสอยากให้ไปฝากดวงชะตากับองค์ไท่ส่วยเอี๋ยที่วัดเล่งเน่ยยี่ เร่งห๋กยี่ที่อยู่ฉะเชิงเทรา เอ๋ยฮัวยี่ และวัดเขตร์นาบุญญาราม อันนี้อยู่จังหวัดจันทบุรี หรือจะไปเซียงฮุดยี่ จังหวัดชลบุรี แล้วก็วัดทิพย์วารี คือวัดจีนทั่วไปประเทศไทย ที่มีองค์ไท่ส่วยเอี๋ยประดิษฐานอยู่ ไปกราบขอบารมีองค์ไท่ส่วยเอี๋ย เทพเจ้าประจำปีนักษัตริย์ ปีมะแม ขอพรให้คุ้มครองดวงชะตาเราให้ประสบแต่ความสุขความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรืองทั้ง 12 เดือน 1 ปี ให้มีแต่ความสุขแล้วความโชคดี ปีจอ ต้องระมัดระวังเล็กๆ เกี่ยวข้องกับสุขภาพและอุบัติเหตุ ดูแลตัวเองให้ดีนิดนึง ปีมะโรง ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับอารมณ์ทั้งของตัวเองและก็คนรอบข้าง เพราะฉะนั้นดูแลใส่ใจในตัวเองนิดนึง แล้วก็ที่สำคัญที่สุดทำใจเย็นๆ ชีวิตจะมีความสุขสบายใจ การให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จะทำให้ใจของเราสบาย ปีฉลู นอกจากไปฝากดวงชะตากับไท่ส่วย แล้วอยากให้ปีมะโรงกับฉลูนั้นกราบขอพรกับแชเล้งเอี๋ยคือเทพเจ้าประจำปีตัวเอง และฮะกันกับตัวเอง มะโรงก็คือแชเล้งเทพเจ้าประจำปีตัวเอง ส่วนฉลูก็คืองูเล็กถูกกันเป็นซาฮะไปกราบขอพรแซเลงเอี๋ยให้ตัวเองนั้นเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า มั่นคง ส่วนปีจอกราบขอพรจากศาลเจ้ากวนอู มีดาวเจี๋ยแฉคือดาวขุนพลก็จะส่งผลให้เราโชคดี ขอบคุณข้อมูลจาก Horolive

เปิดเอกสาร 78 หน้า ตีกรอบ 'ปฎิรูปสื่อสารมวลชน'
กระทรวงกลาโหม /  คสช. / 

เมื่อ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ระบุว่า สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ของ คสช. ได้สรุปผลการศึกษาข้อมูลการทำงานของสื่อมวลชน สภาพปัญหา และกรอบความเห็นร่วมของประชาชน เพื่อนำเสนอเป็นทางเลือกให้ สปช. นำไปใช้เป็นข้อมูลในการศึกษา และข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต ใช้ชื่อว่า "กรอบความเห็น ปฏิรูปประเทศไทย ด้านสื่อสารมวลชน" มีความยาวประมาณ 78 หน้า ทั้งนี้มีข้อมูลสำคัญหลายส่วน อาทิ สภาพปัญหา โครงสร้างการทำงานของสื่อยุคปัจจุบัน เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ การปรับปรุงบทบาทของสื่อ องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับดูแลสื่อ เป็นต้น ทั้งนี้ ในเอกสารดังกล่าว ได้ระบุสภาพปัญหาด้านสื่อสารมวลชน ว่า ในห้วงวิกฤติความขัดแย้งที่ผ่านมา เริ่มจากสื่อสารมวลชนกระแสหลักที่ไม่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ เนื่องจากไม่พยายามแสวงหาความจริงหรือตรวจสอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์ระดับชาติซึ่งถูกครอบงำทางโครงสร้างจากความเป็นเจ้าของ หรือการควบคุมโดยรัฐ นายทุน และนักการเมือง ขณะที่หนังสือพิมพ์ระดับชาติก็ถูกมองว่า “เลือกข้าง” ด้วยอคติหรือผลประโยชน์แอบแฝง ตามมาด้วย สื่อกระแสรองอย่างโทรทัศน์ดาวเทียมเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน และวิทยุธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่เป็นกลางให้ข้อมูลข่าวสารด้านเดียว แถมยังเผยแพร่ความเกลียดชังให้สังคมแบ่งแยกกันมากขึ้น ล่าสุดวิกฤติใหม่ที่อยู่ในช่วงความขัดแย้ง คือ “สื่อใหม่ (New Media) อย่างสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) ซึ่งเกิดจากสื่อสังคม(Social media)” ซึ่งมักถูกใช้เป็นพื้นที่ระบายอารมณ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูล ไปจนถึงระดมพล ในหมู่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากกว่าจะมีหน้าที่ใดๆ ต่อสังคมโดยภาพรวม วิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ศักยภาพทางการเมืองของสื่อใหม่นี้ปรากฏทั้งในแง่บวกและลบ เอื้ออำนวยการมีส่วนร่วมทางการเมือง ควบคู่ไปกับการขยายความเข้มข้นของการแบ่งขั้วทางการเมือง ความคาดหวังจากประชาชนต่อการปฏิรูปสื่อสารมวลชน พบว่าสื่อสารมวลชนจะต้องรักษาจรรยาบรรณ มีความเป็นกลาง มีหน่วยงานเฝ้าระวังการนาเสนอข่าวของสื่อสารมวลชน ไม่ให้สร้างความขัดแย้ง แตกแยก ควรมีบทลงโทษสื่อสารมวลชนที่นาเสนอข้อมูลเท็จ บิดเบือน หรือสร้างกระแสปลุกปั่น เพื่อให้สื่อสารมวลชนได้ทาหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาธารณะ ให้การศึกษา และให้ความบันเทิงในกรอบมาตรฐานวิชาชีพ หลายฝ่ายก็ยังตั้งความหวัง จะให้สื่อสารมวลชนเป็นผู้หาทางออกให้สังคม เพราะสื่อสารมวลชนยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ตรงกลางของสังคมอยู่ดี แต่เมื่อสื่อสังคมออนไลน์ถือกำเนิดมาและเริ่มแพร่กระจายกว้างขวาง การเข้าไปใช้สื่อใหม่นี้ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ก็เริ่มปรากฏเค้าลางของความหวังทางการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์แบบเดิมๆ เพราะผู้ใช้สื่อสามารถกาหนดวาระข่าวสารได้เอง และเลือกที่จะสื่อสารกับเครือข่ายที่คิดเห็นเหมือนๆ กันได้ สามารถสร้างการรับรู้ตัวตนสู่สาธารณะผ่านสื่อใหม่ได้ กรอบความเห็นร่วมเพื่อการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน ในการปฏิรูปสื่อสารมวลชนปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นไม่ให้เกิดความแตกแยก หรือทำให้ความขัดแย้งในสังคม จนยกระดับเป็นความรุนแรง เนื่องจากการนำเสนอข้อมูล และการใช้ภาษาที่ปลุกเร้าและกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง (Hate speech) หรือการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda)และปลุกระดมให้มวลชนคู่ขัดแย้งใช้ความรุนแรงต่อกัน การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ บิดเบือนไม่รอบด้าน ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ เพราะสื่อสารมวลชนขาดความรับผิดชอบต่อสังคม องค์กรวิชาชีพสื่อและหน่วยงานที่รับผิดชอบขาดการควบคุมกำกับดูแล ไม่ดำเนินการอย่างจริงจังให้บุคลากรและสื่ออยู่ในกรอบ มาตรฐานจรรยาบรรณของวิชาชีพ และบทบาท อิทธิพลของเจ้าของกิจการสื่อรวมถึงประชาชนผู้บริโภคสื่อ ขาดวิจารณญาณ เหล่านี้เป็นสาเหตุส่งผลให้ความขัดแย้งในสังคมขยายตัวเป็นการใช้ความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ ฉะนั้นสื่อสารมวลชนจึงจาเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการสื่อสารมวลชนทั้งระบบให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชน ถึงความผาสุก สงบร่มเย็นและความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทยอย่างยั่งยืน คณะเตรียมการปฏิรูปฯ ได้ดำเนินการสรุป กรอบความเห็นร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับออกมาเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ (1.) การปฏิรูปกิจการและการประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบ (2.) เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ และ (3.) คุณธรรมและจริยธรรมของสื่อ รายงานการศึกษาข้อมูลด้านสื่อ ยังระบุด้วยว่า การปฏิรูปสื่อสารมวลชน คือ การปรับตัวของสื่อสารมวลชน และผู้เสพสื่อ(ผู้บริโภคสื่อ) ไปพร้อมๆกันให้สมดุลสมกัน สื่อไม่หลอกผู้เสพสื่อ และผู้เสพสื่อไม่โดนจูงใจหรือมีภูมิป้องกันความเสี่ยงไม่โดนหลอกง่าย โดยรากฐานปัญหาส่วนหนึ่ง มาจากสื่อสารมวลชน และการสร้างความเข้าใจที่มีผลต่อระบบแนวความคิดของคนในชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องมีสื่อสารมวลชนที่ทาหน้าที่ของสื่ออย่างที่ควรจะเป็น คือ การให้ข่าวสารที่มุ่งสร้างความปรองดองให้คนในชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และพัฒนาไปในแนวทางที่ยั่งยืนเหมาะสมกับมิติพื้นฐานวัฒนธรรมและ จิตวิญญาณประเทศไทยในขณะที่สื่อรับใช้สังคมด้วยการนำความจริงมารายงานตามที่ได้เห็น ได้ยินการทำหน้าที่ของสื่ออย่างซื่อตรงต่ออุดมการณ์วิชาชีพ ก็เท่ากับร่วมกันปฏิรูปสิ่งต่างๆนั้นให้สำเร็จ ดังนั้น สื่อสารมวลชนทั้งระบบ ควรทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาที่ดีแก่สังคม เสมือนเป็นอีกกลไกพิเศษ ตรวจสอบบุคคล องค์กรต่างๆและกลุ่มก้อนผลประโยชน์ โดยคนปกติไม่อยากหูหนวกตาบอด แม้เกิดมาพิการก็ต้องหาทางชดเชยฉันใดก็ฉันนั้น สื่อควรเป็นตาที่ให้ความสว่างทางปัญญาแก่สังคม ไม่ใช่ครอบงำด้วยความไม่รู้หรือโฆษณาชวนเชื่อจนแสงสว่างแห่ง "ปัญญานั้นถูกบดบังให้มืดมิด สื่อควรเป็นหูที่ได้ยินชัดเจนแก่สังคม การรับรู้ของประชาชนต้องไม่คลุมเครือ ครึ่งๆกลางๆจริงปนเท็จ หรือถูกบิดเบือน และต้องไม่แปลความผิดๆแนวทางการทำงานของสื่อสารมวลชนทั้งระบบ จึงเป็นหัวใจ ควรทำงานอย่างสอดคล้อง ยึดหลักวิชาการและกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นพื้นฐาน เช่น การเข้าสู่ระบบธุรกิจของระบบทุนนิยม คือ ปัญหาใหญ่ หนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ ต้องทำรายได้ตามที่เจ้าของกิจการ และผู้ถือหุ้นสั่งการพนักงาน นักข่าว และผู้ทำงาน" "สื่อสารมวลชนทั้งหลายก็เริ่มคิดว่าเงิน คือผลตอบแทนสาคัญในอาชีพ จรรยาบรรณที่ว่ายอมเสียเงินและค่าใช้จ่ายทุกอย่างเพื่อความจริง กลายเป็นการขายเนื้อที่โฆษณา และขายข่าวประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าและสินค้า จึงกลายเป็นเครื่องมือโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อในที่สุด" เหล่าบรรณาธิการข่าว หันเหความสนใจไปจากงานของสื่อสารมวลชนที่เคยยึดเป้าหมาย ของการทำหน้าที่พลเมืองดีต่อสังคมไป เป็นการทำลายความจงรักภักดีที่สื่อสารมวลชนเคยมีต่อผู้อ่าน และทำลายความมั่นคงเติบโตของธุรกิจสื่อสารมวลชนในระยะยาว ความเสื่อมของนักสื่อสารมวลชน ทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ เกิดจากสาเหตุอื่นๆอีกมาก สื่อสารมวลชนทำตัวเป็นดาราค่าตัวแพง ผู้ประกาศข่าวกลายเป็นดาราที่แสดงเพียงบทอ่านข่าว ส่วนผู้สื่อข่าวที่ทำงานหนักจริงจังมีรายได้น้อยแทบเลี้ยงครอบครัวไม่รอด ผู้สื่อข่าวสงครามบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย ส่วนดาราอ่านข่าวหน้ากล้องเข้าสังคมหรูหรา "นักข่าวรุ่นใหม่เด็กเกินไป งานมากเกินไปเกินกว่าจะเข้าหาความจริงได้ลึกซึ้ง ประสบการณ์น้อยเกินไปจนตกเป็นเครื่องมือของนักประชาสัมพันธ์ได้ก็มีมาก นักข่าวที่ร่วมมือกับนักการเมืองก็มีไม่น้อยเช่นกัน ทำให้มุมมองความจริงเรื่องประชาธิปไตยเปลี่ยนไป นักข่าวรุ่นแรกเริ่มที่เคยเป็นหัวใจของพลังสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในอดีตหายไป ดังที่กล่าวข้างต้นจึงเห็นว่างานสื่อสารมวลชนนั้นมีความสำคัญมากกว่าความเป็นธุรกิจสุดท้ายนักสื่อสารมวลชน ก็คือปุถุชน เพียงแต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความสามารถ มุ่งมั่นและมีโอกาส ที่จะได้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน" "ส่วนจะเป็นนักสื่อสารมวลชนที่ดีมีคุณภาพ ได้จริงและนานแค่ไหน ขึ้นอยู่ที่จิตสานึกส่วนตัวและตัวตนที่แท้จริงในความเป็นคนๆนั้น สรุปได้ว่า ขอให้สื่อสารมวลชนได้เกิดความตระหนักถึงหน้าที่และบทบาทของสื่อสารมวลชน มองไปพร้อมๆ กัน" ข้อมูลจาก สำนักข่าวอิศรา MThai News

'พุทธะอิสระ'แนะ 'สุรพงษ์' อย่าโวยวายให้รอดูผลงานสปช.
กปปส. /  การเมือง / 

หลวงปู่พุทธะอิสระ หนุนการคัดสรรสมาชิก สปช.จาก คสช. ตอกกลับ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" สมัยรัฐบาล "ปู" มีสภาผัวเมียกลับนิ่งเฉย แนะให้รอดูผลงาน อย่าโวยวาย วันนี้ ( 3 ต.ค.) หลวงปู่พุทธะอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ "หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)" กรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการคัดเลือก สปช. ของคสช. หลวงปู่พุทธะอิสระ โดยข้อความระบุว่า จากสภาผัวเมีย พัฒนามาเป็นสภา สปช. มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการคัดสรรสมาชิกสภา สปช. ว่าล็อคสเปค ไม่เปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วม แถมท้ายด้วยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม อาจจะเป็นชนวนเหตุทำให้เกิดความแตกแยกในอนาคตได้ ฉันจึงนึกในใจว่า ทีพวกรัฐบาลปูสนับสนุนกฎหมาย อนุญาตให้มีสภาผัวเมีย สภาพ่อแม่ลูก ไม่เห็นคุณสุรพงษ์ออกมาโวยวายเลย แถมยังยกมือสนับสนุนให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ด้วยซ้ำ พอ คสช.เขาคัดสมาชิกสภาปฏิรูปโดยเลือกจากความรู้ความสามารถ เลือกจากบทความการบ้านที่ผู้สมัครเขียนส่งในวันลงสมัคร มิใช่เลือกจากหน้าตา มีหลักคิดที่ว่าขอเพียงมีความรู้ ความสามารถ เชี่ยวชาญในแขนงที่ตนลงสมัครและมีอุดมการณ์คล้ายคลึงหรือสอดคล้องกับ คสช.จึงเลือกด้วยเหตุผลและเงื่อนไขเวลาที่มีน้อย รวมถึงข้อจำกัดหลายๆด้าน โดยเฉพาะหลักคิด ความตั้งใจ จริงใจ ที่จะปฏิรูปบ้านเมืองในทุกด้าน เพื่อให้ประเทศชาติก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างปลอดภัย สถาบันพระมหากษัตริย์ปลอดภัย คนไทยมีความสุข คนชั่วคนโกง นักการเมืองและข้าราชการขี้ฉ้อต้องหมดไป ไม่ใช่เหมือนเช่นสภาผัวเมีย สภาพ่อแม่ลูก อย่างที่รัฐบาลปูพยายามที่จะทำให้มีขึ้นมา เพื่อแสวงหาอำนาจ ผูกขาด ตัดตอน ปิดหูปิดตา ละเมิด บ้าอำนาจ เพื่อการใดการหนึ่ง ที่จะทำให้พวกพ้องของตนอยู่ในอำนาจได้ยาวนาน อันจะตามมาด้วยการทุจริตคดโกงในทุกภาคส่วนของสังคมไทย ตัวอย่างของการโกงที่ผู้มีอำนาจพวกนี้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โครงการฟื้นฟูสาธารณูปโภคหลังจากมหาอุทกภัยปี ๕๔ โครงการบริหารจัดการน้ำ แม้แต่โครงการแจกปุ๋ยที่แจกให้แก่เกษตรกร โครงการสนามฟุตซอลให้โรงเรียน และจัดซื้อหนังสืออ่านนอกเวลาจากเล่มละ ๑๐๐ กว่าบาท กลายเป็น ๑,๐๐๐ กว่าบาท สุดท้ายทรายอะเบทกันยุงมันยังทุจริตเลย นี่แหละคุณสมบัติของสภาผัวเมียพ่อแม่ลูกหล่ะ สมาชิกสภา สปช.ที่คุณประยุทธ์เขาคัดสรรขึ้นมามีเป้าประสงค์ชัดเจนว่า นอกจากปฏิรูปทุกภาคส่วนของสังคมแล้ว ยังจะต้องปฏิรูปการเมือง ข้าราชการ ที่ไม่ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง สภา สปช.ต้องช่วยกันคิดหามาตรการ วางแนวทางป้องกันไม่ให้คนชั่วคนไม่ดีเข้ามาสู่อำนาจ สมดังพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนหนึ่งว่า บ้านเมืองประกอบด้วยคนดีและคนไม่ดี เราต้องช่วยกันป้องกันคนไม่ดีไม่ให้มามีอำนาจ และเปิดโอกาสให้คนดีปกครองบ้านเมือง แม้การล็อคสเปคของสมาชิกสภา สปช. ที่หากจะเกิดขึ้น ถ้าล็อคด้วยหลักคิดที่ว่าต้องการขัดขวางคนไม่ดี และเปิดโอกาสให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง ฉันว่าคนไทยทุกคนยอมรับได้ เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อชาติประชาชน เป็นประโยชน์ต่อการเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองอย่างมั่นคงยั่งยืน ซึ่งความแตกต่างมันเห็นได้ชัด ไม่เหมือนสภาผัวเมีย สภาพ่อแม่ลูก มีแต่จะทำความฉิบหายเสียหายให้แก่บ้านเมือง จนผู้คนต้องออกไปกินไปนอนและบาดเจ็บล้มตายบนถนน นี่คือผลงานของสภาผัวเมีย สภาพ่อแม่ลูก ที่ต้องการผูกขาดอำนาจเพื่อการโกงกิน แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง เรื่องสภาปฏิรูปที่ คสช.เลือกเข้ามา คงต้องเฝ้าดูกันยาวๆ ว่าผลงานออกมาเพื่อประโยชน์ของชาติ ประชาชนจริงหรือไม่ อย่าเพิ่งโวยวาย ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นหน้าตาเลยว่ามีใครบ้าง มีความรู้ความสามารถเป็นที่พึ่งพาของชาติประชาได้จริงหรือไม่ สิ่งที่พวกเขาทำนำมาซึ่งการปฏิรูปบ้านเมืองในทุกมิติได้สมบูรณ์หรือเปล่า พร้อมทั้งสามารถวางรากฐานแนวทางให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างปลอดภัย สถาบันพระมหากษัตริย์ปลอดภัย คนไทยมีความสุขได้จริงหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป อย่าพึ่งออกมาโวยวายทั้งที่ยังไม่ได้ทำงานเลย ขืนโวยวายกันมากๆ บ้านเมืองไม่สงบ กฎอัยการศึกยกเลิกไม่ได้ คสช.คงไปไม่ได้เหมือนกัน แล้วจะมาโทษทหารอีก พวกนักโวยวายทั้งหลาย ไม่ควรจะขุดหลุมพรางให้ คสช.ติดหล่ม เพื่อจะนำมาซึ่งความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวขับไล่ คสช. ขอให้คิดถึงชาติบ้านเมืองกันบ้าง อย่าเห็นแก่ตัวเกินไปนัก เคยฟังบ้างไหม เพลงหนักแผ่นดินน่ะ พุทธะอิสระ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๗ MThai News .................................................................................................................................. ข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘พุทธะอิสระ’ ระดมสมองปมพลังงานจากภาคประชาชน พุทธะอิสระ โพสต์วอนอย่าฆ่าฉันด้วยน้ำลาย “พุทธะอิสระ” แฉเรื่องจริงที่ยังไม่รู้ ปมเสวนาปฏิรูปพลังงาน พุทธะอิสระ เตือน ‘ประยุทธ – รมต.’ อย่าวางใจข้าราชการ หลวงปู่พุทธะอิสระ โพสต์ถามเหนื่อยไหมคุณประยุทธ์

ดูดวง ปี 2558
ดูดวง /  ดูดวง 12 ราศี / 

ดูดวง ปี 2558 ต้อนรับปีมะแม กับ Horoscope.MThai.com ดูดวงโชคชะตา 12 ราศี ในปี 2558 กับนักพยากรณ์ชื่อดังของเมืองไทย และผู้คร่ำหวอดในวงการโหราศาสตร์มากกว่า 10 ปี อาจารย์ คฑา ชินบัญชร ไม่ว่าจะเป็นดวงการเงิน การงาน ความรัก คู่ครอง สุขภาพ โชคลาภ ทั้ง 12 ราศี ในปี 2558 จะเป็นเช่นไร Horoscope.Mthai.com นำคำทำนายมาฝากกันแล้วครับ ดูดวง ปี 2558 ราศีมังกร (เกิดวันที่ 14 ม.ค. - 13 ก.พ.) การงาน การงานจะค่อยๆก้าวหน้าอย่างช้าๆ งานที่ได้รับมอบหมายทำเสร็จอย่างราบรื่น แต่มีความรู้สึกลึกๆ ที่ไม่ค่อยพอใจ อยากเปลี่ยน อยากลองทำงานใหม่ๆ คุณต้องขวนขวายสิ่งนั้นถึงจะเป็นของคุณ ต้องเพิ่มพูนความสามารถ เพราะกำลังถูกจับเปรียบเทียบจะได้ไม่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ มีการชิงดีชิงเด่น และบริวารที่ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือ ให้ค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปหักกลางจะทำให้มองหนากันไม่ติด สถานการณ์จะดีขึ้น มีมิตรไมตรีและความสามัคคีกันมากขึ้น การเงินได้รับการช่วยเหลือ ได้ลาภจากผู้ใหญ่ ขออะไรใครก็ให้ คนรักก็เอ็นดูสิ้น ขอความช่วยเหลือใครก็ได้รับการตอบรับที่ดี คุณมีบ่อเงินบ่อทองอยู่ในมือ ขาดเหลืออะไรก็มีคนคอยช่วย แถมช่วงนี้ขยันเป็นพิเศษทำให้มีผลตอบแทนมากขึ้นไม่ขัดสน มีโชคลาภจากคนอายุมากกว่า แต่ต้องระวังเรื่องการใช้จ่ายบ้าง มักจะหมดไปกับค่ายา ค่าซ่อมแซม ความรัก ความรักคนมีแฟนแล้วมีปัญหาจุกจิกกันบ่อย เถียงกันด้วยเรื่องเล็กน้อย มีปากเสียง แง่งอน ฉุดเฉียวกันบ่อย ต่างคนต่างมีความคิดไม่เหมือนกัน อย่าบังคับใจกัน แต่ให้ยอมรับกันจะดีกว่า ขอแนะนำให้อยู่ห่างๆ กันก่อนเพราะมีแนวโน้มการแตกหัก ส่วนคนโสดสบายตัวไม่ต้องเอาห่วงมาผูกคอ ปิ๊งคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่วายไปแอบรักแฟนเพื่อนจึงต้องมานั่งเศร้า ดูดวง ปี 2558 ราศีกุมภ์ (เกิดวันที่ 14 ก.พ. - 13 มี.ค.) การงาน ดูเหมือนจะหยิบจับอะไรก็ทางสะดวกไปเสียทุกเรื่อง การงานดูโดดเด่นกว่าใครๆ ได้รับคำชม การยอมรับมากเป็นพิเศษ มีงานเสริมวิ่งเข้าหาช่วยเพิ่มรายรับ เป็นช่วงที่คุณได้เปิดตัวเอง พบปะผู้คนมากหน้าหลายตาได้เรียนรู้ มีความคิดกว้างไกลมากขึ้นจะเริ่มต้นงานใหม่ก็เมาะสม การเงิน ช่วงต้นๆจะมีแต่รายจ่ายอย่างเดียว ทั้งข้าวของ และคนหยิบยืมทำให้ไม่มีเหลือเก็บ ควรเร่งเก็บเร่งหา ควรงดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออกไปก่อน ยังไม่พร้อมที่จะหรูหราฟู่ฟ่า บ้างทีมีแววต้องจ่ายแบบจำใจ อีกทั้งโชคลาภก็ยังไม่มี ขึ้นๆ ลงๆ จับจุดไม่ถูก มีรายจ่ายเยอะปัญหาแยะ ต้องเตรียมวางแผนในการจับจ่ายใช้สอยให้รัดกุมมากขึ้น ความรัก ว้าวุ่นใจ มีแต่เรื่องคิดมาก ผิดหวัง ชอบทำก่อนคิดทีหลัง ทำให้ต้องมานั่งน้ำน้ำตาตก คู่ที่อยู่ไกลกันช่วงนี้จะได้เจอกันให้หายคิดถึง แต่ถ้ายังโสดอยู่ได้กระดี๊กระด๊ามีประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เจอคนถูกใจ เสน่ห์แรง แต่ส่วนใหญ่เข้ามารักจริงหวังแอ้มตลอด หาคนจริงจังยาก ดูดวง ปี 2558 ราศีมีน (เกิดวันที่ 14 มี.ค. - 14 เม.ย.) การงาน อะไรที่ผิดพลาดไปแล้วก็ให้มองข้ามไป คิดถึงสิ่งใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาและทำให้ดีที่สุดจะช่วยทำให้มีกำลังใจที่ดี การทำงานผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หนักหนา พยายามรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยเหลือกันได้ในภายหน้า อย่าเพิ่งใจร้อนตัดสินใจ สำหรับงานที่ออกนอกสถานที่บ่อยๆ ทำถึงจะดี พวกงานท่องเที่ยว ทัวร์ โรงแรมก้าวหน้าสุดๆ การเงิน รู้จักเก็บรู้จักใช้ทำให้ไม่ขัดสน จะมีเสียเยอะหน่อยก็เรื่องยานพาหนะ และเรื่องเดินทาง แต่ขนหน้าแข้งไม่ร่วงแน่ ใครที่ชอบทางลัด รวยเร็วคงได้สมใจ ช่วงนี้เพศตรงข้ามสนับสนุน มีลาภปากของฟรีสม่ำเสมอ แต่บางครั้งก็ต้องทำใจ มีขาขึ้นก็ต้องมีขาลง ห้ามให้ใครหยิบยืมเงินโอกาสได้คืนยาก ความรัก คนโสดเริ่มฉายแววความเสน่ห์มีทั้งเด็กกว่า แก่กว่ามารุมจีบ จะได้พบรักจากการเดินทาง มีโอกาสได้เลือกคนที่ถูกใจได้บ้างแล้ว จะได้ลงจากคานเสียที ส่วนคนมีแฟนแล้ว หวานชื่น หอมกรุ่น เป็นช่วงที่จะได้ไปเที่ยวพักผ่อนตากอากาศกันให้หวานฉ่ำ แต่อาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันได้บ้าง ให้หนักแน่น ดูดวง ปี 2558 ราศีเมษ (เกิดวันที่ 15 เม.ย. - 14 พ.ค.) การงาน จะได้ยินเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ ส่วนใหญ่มาจากบริวารหรือคนอายุน้อยกว่า เป็นเรื่องปกติอย่าเก็บมาเป็นอารมณ์ การงานแม้จะติดขัดไม่เป็นอย่างที่คิดบ้าง แต่โดยรวมดวงงานยังมั่นคงดีอยู่ มีเพื่อนฝูงคอยป็นที่ปรึกษาและช่วยเหลือคุณยามเดือดร้อน การงานเดี๋ยวเด่นเดี๋ยวดับ ต้องรอบคอบให้มากขึ้น มีแววรุ่ง หากคิดลงทุน หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่เหมาะสุด มีโอกาสได้เริ่มงานใหม่งานเสริมที่อยากทำ ขอให้มั่นใจในตัวเอง การเงิน ยังไม่มีดวงในการเสี่ยงโชค ให้อยู่นิ่งๆ ทำตัวรอบคอบ รัดกุมให้มากเป็นดี เพราะมีโอกาสทำของมีค่าสูญหาย ควรเน้นไปในเรื่องของการทำบุญ การช่วยเหลือ จิตใจปลอดโปร่ง แต่ต้องระวังพวกฉวยโอกาสจากความใจดี ทำเนียนให้คุณเดือนร้อน การเงินแม้ไม่หวือหวา แต่ก็เอาตัวรอดได้ ความรัก กลายเป็นศิราณีจำเป็น คอยให้คำปรึกษาช่วยเหลือคนอื่น ระวังเรื่องตัวเองจะตกม้าตาย ต้องแบ่งเวลาให้คนรักด้วย คอยเอาใจใส่ เป็นกำลังใจที่ดี ส่วนคนโสดสนิทไม่เหงาใจนาน จะมีคนมาวนเวียนให้เผลอใจ หรือมีแนวโน้มได้เลื่อนขั้นเพื่อนสนิทมาเป็นคนรู้ใจ ดูดวง ปี 2558 ราศีพฤษภ (เกิดวันที่ 15 พ.ค. - 14 มิ.ย.) การงาน กำลังตกที่นั่งลำบาก มักถูกผู้ใหญ่ไหว้วานในสิ่งที่ไม่ถนัดหรือสิ่งที่คุณไม่อยากทำ อดทนไว้ก่อนเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เหนื่อยๆ เพราะงานหนักกว่าคนอื่น แต่ก็ต้องอดทนเพื่อความก้าวหน้าในอนาคต อาจได้คนมาช่วยเบาแรง ทั้งครอบครัวเพื่อนสนิทจะเป็นกำลังใจที่ดี งานที่เกี่ยวกับการเดินทาง ส่งออก ท่องเที่ยวมีความสำเร็จ การเงิน เงินทองรั่วไหล คิดอยากได้อยากมีแต่ไม่รู้จะไปเอาจากไหน คนรอบขางก็คอยแต่จะหยิบยืมให้ลำบากใจ ยืม ถ้าไม่ใจแข็งปฏิเสทไปก่อน สุดท้ายก็มีปัญหาขัดใจกับคนยืมจนได้ กระเป๋ารั่ว มีเหตุให้ต้องควักจ่ายอยู่ตลอด ช่วงนี้พยายามเก็บออม หาช่องทางเพิ่มรายรับบ้างก็ดีครับ ความรัก ความรักจู้จี้จุกจิกเป็นเหตุให้มีปากเสียงกัน จิตใจฟุ้งซ่าน ถ้ามีเรื่องกับคนรักอาจถึงขั้นแตกหักได้ เพราะอารมณ์รุนแรง ส่วนคนโสดเสน่ห์แรง มีคนมาตามตื้อตามจีบ สวยหล่อเลือกได้ แต่ก็ต้องเลือกให้ดี คงต้องรอไปก่อน ยังไม่เจอใครเข้าตา ดูดวง ปี 2558 ราศีเมถุน (เกิดวันที่ 15 มิ.ย. - 15 ก.ค.) การงาน จะเบื่อเซ็งกับสิ่งที่เจอ มีแต่คนคอยอิจฉา คอยกลั่นแกล้ง มาซึ่งๆหน้าคงไม่น่ากลัวเท่ารอบกัด อย่าเผลอใจอ่อนเชื่ออะไรง่าย จะต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ต่อมความคิดสร้างสรรค์ทำงานได้ดี จึงมักทำอะไรแปลกๆ อยู่เสมอ แต่สามารถเชื่อในสัมผัสที่หกของตัวเองได้ การงานเหนื่อยขึ้น ภาระมากขึ้น ต้องรับงานเพิ่มทำแทนคนอื่น ให้อดทนทำไปก่อน สักพักจะดีขึ้นอง แน่ใจได้เลยว่าผลตอบแทนคุ้มค่าเหนื่อย การเงิน อยากได้นั่นอยากได้นี่ จนทำให้เกิดกิเลส ให้ใช้จ่ายแต่สิ่งของที่จำเป็นจะได้ไม่ขัดสน แต่ก็มักมีเหตุให้ต้องควักจ่าย อีกทั้งการเงินอย่าแสดงตัวว่ามี เพราะจะทำให้คุณถูกเบียดเบียน สภาพคล่องลดน้อยถ้อยลง ยังไม่มีจังหวะหรือโชคที่ดี ความรัก คนโสดยังไม่ต้องคิดเลย หาคู่ยากมาก ไม่ต้องเน้น ให้มุ่งไปที่ความมั่นคงและสำเร็จ ถ้ามีเข้ามาก็คงเป็นในกรเจรจาต่อรองเรื่องงาน ส่วนคนมีแฟนแล้วมีแนวโน้มลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน บางคู่ต้องบริหารเวลาให้ดี ต้องแบ่งเวลาให้กันและกันด้วย ลิ้นกับฟันดูเหมือนจะกระทบกันบ้าง ประชดประชันกันไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น รักกันไว้ดีกว่า ดูดวง ปี 2558 ราศีกรกฎ (เกิดวันที่ 16 ก.ค. - 16 ส.ค.) การงาน ผู้ใหญ่เริ่มเข้ามามีบทบาทกับคุณมากขึ้นทั้งเรื่องงาน ที่บ้าน แต่อย่าพึ่งร้อนใจ เพราะช่วงนี้คุณมีดวงอุปถัมภ์ ที่ผู้ใหญ่เข้ามาจะทำให้ชีวิตดีขึ้น การงานจะยุ่ง วุ่นกับการปรับเปลี่ยนงานเอกสารแก้ไข แต่พอสะสางเสร็จแล้วงานจะก้าวหน้าขึ้น ได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ได้รับโอกาสดีกว่าผู้อื่น เหมาะกับการลงทุน ขนขวายทำสิ่งที่ฝัน การงานมีไหวพริบเอาตัวรอดได้ดี แต่ต้องระวังศัตรู คู่แข่งคิดร้าย อาจลอบแทงข้างหลังได้ การเงิน แม้จะไม่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีรายรับเข้ามาเรื่อยๆ ยิ่งช่วงนี้คุณรู้จักเก็บรู้จักใช้ทำให้มีเงินออม การเงินเก็บเล็กผสมน้อย ทำให้กู้สถานการณ์กลับมาได้ เงินไหลเวียนคล่องตัว แถมยังมีลาภปาก ของกินมีเพียบ จากคนอายุน้อยกว่าให้พอชื่นใจบ้าง ความรัก คนโสดกำลังเนื้อหอมอยากทำอะไรให้รีบทำ มีแนวโน้มจะปะติดปะต่อความสัมพันธ์ฉันเพื่อนไปเป็นแฟน เกิดจากความใกล้ชิดและความเข้าใจ ส่วนคนมีแฟนแล้ว หอมหวานคนรักอบอุ่น อยากได้อะไรคนรักจัดหนักให้ทุกอย่าง เป็นกำลังใจที่ดี ปรึกษากันได้ทุกเรื่อง รักแนบแน่น ดูดวง ปี 2558 ราศีสิงห์ (เกิดวันที่ 17 ส.ค. - 15 ก.ย.) การงาน ทำอะไรเป็นสะดุด มีอุปสรรคให้หงุดหงิดอยู่ตลอด ต้องค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งใจร้อนยิ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ การงานมีดวงถูกจับโยกย้าย พอเข้าที่จะรู้สึกว่าดีกว่าเดิม เพื่อนร่วมงาน บริวารเข้ากันได้ดี แค่พยายามใส่ใจ เรียนรู้เพิ่มเติม คุณกลายเป็นคนเก่งได้ไม่ยาก ถ้ามีความคิดเด็ดๆ ดีๆ ให้รีบนำเสนอ เป็นช่วงที่ผู้ใหญ่จะเอ็นดูสนับสนุน กระฉับกระเฉงว่องไวในทุกเรื่องจึงได้เปรียบคนอื่น งานที่ได้รับมอบหมายออกมาสมบูรณ์ได้รับคำชม เป็นช่วงที่คุณทำงานอย่างมีคามสุข และจะได้พบปะคนมีชื่อเสียง คนหลากหลายรูปแบบจึงได้แนวคิดหลากหลายอย่างมาปรับใช้กับตัวเอง การเงิน จับจ่ายมือเติบ พอมารู้ตัวอีกทีก็ต้องมานั่งรัดเข็มขัดกันต่อ ก่อนควักจ่ายอะไรควรวางแผนให้รอบคอบ ใช่แต่เรื่องจำเป็นก่อนจะดีกว่า อาจจะพอมีลาภเข้ามาบ้างจากคนอายุน้อยกว่า หรือคนที่มาจากที่ไกล ความรัก คนโสดได้แต่รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอก็ไม่เจอเสียที แต่อาจมีคบหาแบบไม่จริงจังกับคนอายุน้อยกว่า ซึ่งทำให้คุณวุ่นวายใจมากกว่ามีความสุข คนมีคู่ความรักไม่ค่อยเป็นไปอย่างที่ต้องการ คนรักชอบทำให้เซ็ง คาดหวังอะไรต้องทำใจไว้ล่วงหนา ถึงแม้มีแนวโน้มในการเลิกรา เพราะความอดทนมาถึงขีดสุด พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากต้องการกู้คืนรักกลับมา ดูดวง ปี 2558 ราศีกันย์ (เกิดวันที่ 16 ก.ย. - 16 ต.ค.) การงาน รู้สึกเครียดๆ เพราะเจอแต่แรงกดดัน พยายามหาทางปลดปล่อยก่อนที่จะส่งผลเรื่องสุขภาพ ให้รีบสะสางให้เสร็จ เพราะจะเจออุปสรรคทั้งเรื่องงานและคน ทำให้เกิดการล่าช้า อย่ารับปากใครง่ายๆ อะไรปฏิเสทได้ให้บอกปัดไป จะได้ไม่เป็นภาระในภายหลัง ถึงแม้จะเจองานยากงานหิน แต่ถ้าอดทนทำไปสักระยะจะเจอทางออกเอง การที่คุณเอาการเอางานมากเป็นพิเศษ ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดี การมีผลจากความดีที่ทำสะสมอย่างสม่ำเสมอทำให้คุณก้าวหน้า ได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่ การเงิน จับทางการเก็บเงินได้บ้าง แต่ก็เอาไม่อยู่เพราะมีคนคอยมาเบียดเบียน ช่วงนี้มีดวงใช้เงินเยอะ เงินหมดเปลืองไปกับค่ารักษา ค่าซ่อมแซมจนคุณเองเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง ช่วงนี้อะไรที่ประหยัดได้ต้องรีบทำ ห้ามใจอ่อนให้ใครหยิบยืมจะถูกชักดาบ ความรัก คนโสดเนื้อหอมเสน่ห์แรงกับคนมีเจ้าของ หรือคนเจ้าชู้เป็นพิเศษ ฉะนั้นจะคบหาใครจึงต้องศึกษาดูใจกันให้นานก่อน ส่วนคนมีแฟนแล้วมีแนวโน้มจะมีรักซ้อน มีมือที่สาม เพราะความหวั่นไหว อาจมีปัญหาใหญ่โต อย่าใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด ดูดวง ปี 2558 ราศีตุลย์ (เกิดวันที่ 17 ต.ค. - 15 พ.ย.) การงาน ช่วงต้นๆทั้งหนักทั้งเหนื่อย ทำอะไรไปไม่สมหวังสักอย่าง อย่าเพิ่งท้อ คุณจะกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง การงานเอาแน่เอานอนไม่ได้มีคนคอยจิ้มแทงให้คุณตกต่ำ แต่คุณจะมีข่าวดีเกี่ยวกับงาน หากกำลังคิดเปลี่ยนจะได้ตามหวัง งานก็เยอะต้องวางแผนการทำงานให้ดี คุณจะได้รับข้อเสนอที่ต้องเลือก อย่าใจร้อน ใช้เหตุผล และที่ปรึกษาจะทำให้คุณเจอคำตอบที่ดีที่สุด การเงิน ให้ระวังความใจอ่อนทำให้ต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ทำไป การช่วยเหลือใคร ต้องคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ แม้จะมีรายจ่ายที่ต้องสะสางบ้าง แต่ขนหน้าแข้งไม่ร่วงแน่ เพราะจะมีดอกผลจากสิ่งที่ลงทุนไว้ได้กลับคืนมา กลายเป็นเศรษฐีย่อมๆ อีกทั้งจะมีโชคลาภจากความเสน่หา ได้ของที่อยากได้ จะมีลาภจากการเดินทาง ความรัก หงุดหงิด คนรักไม่ค่อยได้ดั่งใจ ชอบคิดอะไรแปลกๆ ทำให้ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า คนรักมักทำให้เบื่อหน่าย คาดหวังอะไรจากคนรักไม่ได้ ส่วนคนโสดช่างเลือกต้องรอไปก่อน คนหลงทางเข้ามามีบ้าง แต่ด้วยความช่างเลือกจึงไม่ถูกใจใครสักคน ดูดวง ปี 2558 ราศีพิจิก (เกิดวันที่ 16 พ.ย. - 14 ธ.ค.) การงาน งานด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน มีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ คำพูดการเจรจาประสบความสำเร็จ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงให้พยายามหาที่ยึดเกาะไว้ก่อน ผู้ใหญ่จะช่วยเหลือคุณได้ ไม่ค่อยได้อยู่นิ่ง ต้องเดินทางหรือมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่ ค่อนข้างวุ่นวายทุกๆเรื่อง การทำงานปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ เปลี่ยนที่ทำงาน ช่วงนี้คุณต้องตั้งตัวให้ดี มีเรื่องต้องตัดสินใจมากขึ้น ถ้าใช้อารมณ์ผลที่ได้คงจะแย่กว่าเดิม หรือใครที่กำลังมองหางานใหม่จะสบโอกาสเหมาะ ต้องตัดสินใจโดยไม่ลังเล การเงินโชคของคุณมักมาๆ ไปๆ หาความแน่นอนไม่ค่อยได้ การเงินน่าเบื่อหน่ายต้องคอยปฏิเสธคนที่มาขอหยิบยืม ทนอึดอัดไปสักพัก เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้น ช่วงนี้ไม่เหมาะช่วยเหลือใครจะทำให้คุณเดือดร้อน จะมีการขัดแย้งขัดใจกับหุ้นส่วน อย่าพึ่งเพิ่มทุนจะดีกว่า จะเสียเงินไปกับที่อยู่ รถยนต์ และการเดินทาง จะจ่ายเงินทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบขึ้น ต้องเตรียมเงินสำรองให้พร้อม ความรัก คนรักผิดใจกันบ่อย มีเวลาให้กันน้อย ทำให้เกิดปัญหาน้อยอกน้อยใจ แง่งอนกันบ่อย อย่าพยายามชุดคุ้ยเรื่องเก่า หากค้างคาใจหรือผิดใจกันในเรื่องไหนก็ให้คุยเฉพาะเรื่องนั้น ส่วนคนโสดมีแนวโน้มจะเหี่ยวเฉา แอบรัก แอบชอบใครไม่สมหวัง กินแห้วตลอด แต่จะได้เจอประสบการณ์แปลกใหม่ แต่ต้องดูให้ดี ดูดวง ปี 2558 ราศีธนู (เกิดวันที่ 15 ธ.ค. - 13 ม.ค.) การงาน แม้จะมีเหตุให้ต้องสะดุด มีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ด้วยความมีไหวพริบจึงแก้ลำได้ทัน ทุกอย่างจะกลับมาเข้าที่เข้าทางอย่างที่วางไว้ได้ไม่ยาก มีเพื่อนพ้องคอยช่วย และมีผลงานได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ เชื่อมั่นในตัวเองสูง ทำให้น่าเกรงขาม ผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ แต่อาจกลายเป็นจุดเสีย เพราะคุณจะได้รับมอบหมายงานมากกว่าคนอื่น การทำงานกำลังรุ่ง เพราะความสามารถที่เจิดจรัส อย่าไปสนใจเสียงรอบข้าง มักมีคนนินทาเพราะความอิจฉา ให้เชื่อมั่นในสิ่งที่คิด และเดินหน้าเพื่อทำให้สำเร็จ การเงิน มีทั้งช่วงที่ขาดแคลน และช่วงที่เฟื่องฟูสลับกันไปให้ช่วยเหลือตัวเองด้วยการวางแผนการใช้จ่าย จะได้ไม่เจอช่วงที่ขัดสน ช่วงนี้มีโชคลาภให้ตักตวง สิ่งที่ลงทุนหวังผลไปกำลังจะได้กลับคืนมาคุ้มเหนื่อยเหมาะที่จะเล่นหุ้นเสี่ยงโชค ทำให้ยิ้มหน้าบานกับรายรับที่มีมากขึ้น ความรัก คนมีคู่ ความรักเข้าอกเขาใจกันดี คนรักตามใจ แต่มีบ้างอาจจะไขว้เขว ระวังเรื่องคำพูดบ้าง จะเกิดปากเสียงทำให้แตกหัก ขอแนะนำให้อยู่เฉยๆสักพักแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง คนโสดมีสะดุดรักโดยบังเอิญ พบรักกับคนที่มีอายุน้อยกว่า ขอแค่กล้าและเชื่อมั่นโอกาสดีไม่หลุดมือแน่ หนังสือพยากรณ์ชะตาชีวิต ไพ่ยิปซี 2558 หากคุณต้องการรู้ข้อมูลแบบเจาะลึกของแต่ละราศีมากกว่านี้ สามารถซื้อหนังสือพยากรณ์ชะตาชีวิต ไพ่ยิปซี 2558 ในแต่ละราศีของ อาจารย์ คฑา ชินบัญชร ได้ตาม เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาได้แล้ววันนี้ ดวงปีชง 2558 วิธีแก้ชง ปี 2558 พร้อมสถานที่และการเดินทาง เปิดคัมภีร์ ปีมะแม 2558 ชง ไม่ชง กับ อ.คฑา ชินบัญชร

ทำบุญ ปิดทองพระ ตำแหน่งไหนดีที่สุด
ทำบุญ /  ปิดทอง / 

เวลาคุณไปทำบุญตามวัดต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีการกราบไหว้พระ พร้อมทั้งการปิดทองที่พระ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เวลาคุณ ปิดทองพระ นั้น ตำแหน่งไหนดี และแต่ละตำแหน่งบ่งบอกถึงอะไร วันนี้ Horoscope.Mthai.com มีข้อมูลมาบอก เพื่อเอาใจคนชอบไหว้พระทำบุญครับ ปิดทองหลังพระ ทำไมต้องปิดทองหลังพระ? หมายถึง “การที่คนเรา ทำสิ่งดีเพื่อผู้อื่น โดยไม่หวังในสิ่งตอบแทน“ผม ว่าสุภาษิตนี้ ทุกคนคงเคยได้ยินมาตั้งแต่สมันยังเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย ๆ เป็นเรื่องของ คนที่ทำความดีกับผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทนชาวพุทธมีความเชื่อว่าเป็นการสร้างบุญมหากุศลอันยิ่งใหญ่ ด้านการงานหากต้องการความสำเร็จในสิ่งที่ทำไปแล้วโดยฉับพลันทันทีการสร้าง อานิสงส์โดยการ ปิดทองพระ พุทธปฏิมาจึงเป็นสิ่งที่ให้ผลโดยตรง โดยมีคติความเชื่อว่าผู้ที่ได้มีโอกาส ปิดทองพระ ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดจะมีผิว พรรณผ่องใสงดงาม มีสง่าราศรี เป็นที่ถูกเนื้อต้องใจของผู้ที่พบเห็น ส่วนอานิสงค์ผลบุญที่ให้เห็นในชาตินี้ ชาวพุทธมีคติความเชื่อว่ามาตั้งแต่โบราณกาลมาถึงปัจจุบันคือ ถ้าปิดที่พระพักตร์ มีคติความเชื่อว่าทำให้หน้าที่การงานชีวิตเจริญรุ่งเรือง ปิดบริเวณพระอุทร(ท้อง) มีคติความเชื่อว่าจะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ปิดที่พระนาภี (สะดือ) มีคติความเชื่อว่า ตลอดทั้งชีวิตจะไม่รู้จักคำว่าอด สมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สิน ปิดที่พระเศียร (หัว) มีคติความเชื่อว่า จะทำให้สติปัญญาความจำเป็นเลิศ สามารถแก้ไขฝันผ่าปัญญาอุปสรรคของชีวิตได้ตลอด ปิดที่พระอุระ (หน้าอก) มีคติความเชื่อว่า ทำให้มีความสง่ารา ศรีเป็นที่ถูกใจของคนทั่วๆ ไป ปิดที่ระหัตถ์ (มือ) ทำให้เป็นคนที่มีอำนาจบารมี ปิดที่พระบาท(เท้า) มีคติความเชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยที่พักอาศัยและยวดยานพาหระ การไหว้พระปิดทองนั้น เป็นคติธรรมมุ่งหมายถึงการได้บูรณะต่อองค์พระพุทธปฏิมา เพื่อผลแห่งอานิสงส์ที่จะให้ผลโดยทันที ผู้ที่เกิดเคราะห์กรรมหรือวิบากกรรม อุปสรรค์ ความมั่วหมองในชะตาชีวิต นอกจากนี้แล้ว การปิดทองหลังพระนั้น มีคติความเชื่อว่าถ้าจะให้การปิดทองทั้งหมดสมบูรณ์ต้องปิดด้านหลังด้วย เช่น กรณีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ แม้การปิดทองบริเวณฐานของรองขององค์พระทำให้หน้าที่การงานมั่นคงเจริญก้าวหน้า

มะเร็ง หากตรวจพบเร็ว รักษาให้หายขาดได้
มะเร็ง /  มะเร็งรักษาได้ / 

สถาบัน มะเร็ง แห่งชาติ ระดมแพทย์ทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพรักษาผู้ป่วย มะเร็ง พร้อมระบุมะเร็งหลายชนิด  อาทิ มะเร็งเต้านม  มะเร็งลูกอัณฑะ  มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาหายได้ นายแพทย์ภาสกรชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการโรค มะเร็ง แห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า  โรค มะเร็ง เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2554 พบว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิต  จากโรค มะเร็ง ปีละประมาณ 60,000 รายหรือเฉลี่ย 7   รายต่อชั่วโมง และยังคงพบอัตราการเกิดโรค มะเร็ง เพิ่มขึ้นทุกปีโดย มะเร็ง ที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกในเพศชาย คือ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ส่วน  3  อันดับแรกในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี  ซึ่งการรักษาผู้ป่วยโรค มะเร็ง ต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่อง และเสียค่าใช้จ่ายสูง  จึงส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโรค มะเร็ง  รวมทั้งเพื่อให้ผลลัพธ์จากความก้าวหน้าทางวิชาการ  มีความเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์การควบคุมโรค มะเร็ง ระดับชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินงานของแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข  คือ การลดอัตราการเกิด และการตายจากโรค มะเร็ง ทำให้ประชาชนชาวไทยห่างไกลจากโรค มะเร็ง ยกระดับการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง ดังนั้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ  จึงร่วมกับโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค 7 แห่ง ของกรมการแพทย์ จัดประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติในหัวข้อ “National Strategies to Nationwide Cancer Care” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรค มะเร็ง ในหลากหลายสาขา จำนวน 800 คน จากทั่วประเทศ   มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรค มะเร็ง ได้ทราบถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และวิทยาการต่าง ๆ ในการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค มะเร็ง  รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค มะเร็ง ให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น นายแพทย์วีรวุฒิ  อิ่มสำราญ  ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ มากกว่าปกติ ให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองและในที่สุดก็จะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติโดยมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ที่สำคัญ 3 ประการ คือ หนึ่ง ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค  รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด สอง ปัจจัยจากพฤติกรรม  เช่น การสูบบุหรี่  ดื่มสุราเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียมเป็นประจำและสุดท้ายปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติของยีน  และความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ในปัจจุบันแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้ และทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีอัตรารอดชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ  เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนองต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายขาดมากกว่าระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้าย  ดังนั้น  การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญ สำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง มีหลักการง่าย ๆ คือ  ออกกำลังกายประจำ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร  กินอาหารให้หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ และใหม่สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง  อาหารปิ้งย่างหรือทอดไหม้เกรียม  อาหารหมักดองเค็ม และปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบ ๆ รวมทั้งไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา  ไม่มีเซ็กซ์มั่วหรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย  ไม่อยู่กลางแดดนานๆ  และที่สำคัญคือตรวจร่างกายเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

เครือข่ายสลัม 4 ภาค จัดกิจกรรมรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลก
พล.อ.ประยุทธ์ /  รัฐบาล / 

เครือข่ายสลัม 4 ภาค จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ทหารไม่ให้ขบวนผ่านหน้าทำเนียบ ยื่น 3 ข้อเสนอให้รัฐบาล วันนี้ ( 7 ต.ค.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เพื่อให้รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการในการแก้ปัญหาคนจนให้มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ปกติสุข และมีความยั่งยืน เครือข่ายสลัม 4 ภาค โดยได้ยื่นข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ ดังนี้ 1. ด้านการสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย โดยขอให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณและสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมือง รวมถึงอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายที่อยู่อาศัยคนเร่ร่อนไร้บ้านและสร้างบ้านชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ประสบปัญหาเร่งด่วน 2. ด้านการกระจายสิทธิ์การถือครองที่ดิน และรับรองสิทธิ์การถือครองอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ออกกฎหมายรับรองสิทธิชุมนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร รวมถึงนำพื้นที่ป่าสงวนที่หมดสัญญาจัดสรรให้เกษตรกรเพื่อทำกิน 3. ปฏิรูปกองทุนยุติธรรมโดยออกกฎหมายกองทุนยุติธรรม ให้คนจนมีโอกาสเข้าถึงสิทธิขบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้ยื่นหนังสือให้กับรองปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ โดยเจ้าหน้าที่ทหารไม่อนุญาตให้เดินขบวนมาบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล

จาตุรนต์ หนุนทำ ประชามติ ยกร่างรธน.
ข่าววันนี้ /  จาตุรนต์ ฉายแสง / 

จาตุรนต์ หนุนทำ ประชามติ ยกร่างรธน.  แนะเลิกกฎอัยการศึก ก่อนดำเนินการ หวังให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเสรี เหน็บ รธน. ใหม่ล้าหลัง ยากเป็นประชาธิปไตย วันนี้ (12 พ.ย. 57) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตส.ส.เพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นผ่าน @Chaturon Chaisang แสดงความเห็นถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้มีการจัดทำประชามติก่อนการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า การลงประชามติ ก่อนการรัฐประหารมีข้อเสนอเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครองที่ดูจะปนๆกัน ระหว่างข้อเสนอที่ก้าวหน้ากับข้อเสนอที่ล้าหลัง แต่พอใกล้จะถึงเวลายกร่างเข้าจริงๆ ข้อเสนอต่างๆกลับค่อนไปทางล้าหลังและไม่เป็นประชาธิปไตยเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อพิจารณาจากรายชื่อผู้ที่จะมาร่าง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นฝ่ายเดียวกันเกือบทั้งหมดและบรรยากาศทางการเมืองที่ห้ามเสนอความเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยแล้ว การจะหวังให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจึงเป็นไปไม่ได้เลยทางที่จะลดความเสียหายในเรื่องนี้ก็คือ การส่งเสริมให้ประชาชนทั้งประเทศมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจว่า จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างกันขึ้นหรือไม่ นั่นก็คือต้องให้มีการลงประชามติ ซึ่งข้อเสนอนี้กำลังได้รับการขานรับและสนับสนุนจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้การลงประชามติเป็นประโยชน์จริงๆ และสามารถกล่าวอ้างได้ว่า รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเป็นที่ยอมรับของประชาชน ผมขอเสนอหลักการเกี่ยวกับการลงประชามติ ดังนี้ 1. ควรจะประกาศเสียแต่เนิ่นๆว่า เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะให้มีการลงประชามติ ไม่ใช่ไปตัดสินใจให้มีการลงประชามติในนาทีสุดท้าย 2. การลงประชามติที่จะมีขึ้น ไม่ควรให้อยู่ในสภาพมัดมือชกเหมือนการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ หากลงประชามติไม่ผ่านก็อาจเอารัฐธรรมนูญที่เลวร้ายยิ่งกว่ามาใช้แทน แต่ควรจะให้ตกไปแล้วร่างใหม่แม้จะเสียเวลาก็ตาม 3. ก่อนการลงประชามติเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป ควรยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกเสียก่อน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความเห็นและรณรงค์สนับสนุนหรือคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเสรี" ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "จาตุรนต์ ฉายแสง" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai news .............................................................................................. ข่าวที่เกี่ยวข้อง รู้กันยัง! ประชามติ คืออะไร การออกเสียงประชามติ คือ การนำร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญ และนโยบายที่สำคัญของประเทศ ไปผ่านการตัดสินเพื่อแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจากประชาชน ...

ตำราดูลักษณะแมวมงคล
ตำราดูลักษณะแมวมงคล /  ลักษณะแมว / 

ตำราดูลักษณะ แมวมงคล แมวที่ควรเลี้ยงไว้เพื่อให้เกิดมงคลภายในครอบครัว ควรมีลักษณะอย่างไร Horoscope.Mthai.com นำสาระดีๆมาฝากกันอีกแล้ว อนึ่ง แมวไทยเป็นแมวที่นิยมเลี้ยงกันมาก แม้แต่ชาวต่างประเทศเพราะเป็นแมวที่มีกิริยาสุภาพชอบคลอเคลียเอาใจเจ้าของ แต่แมวที่ควรเลี้ยง ท่านให้เลี้ยงเอาตามลักษณะสีกายที่ปรากฏกับตัวแมวนั้น มีอย่างนี้ 1 แมวลายเสือ ท่านว่า เลี้ยงไว้จะปราบนกหนูงูเงี้ยวภายในบ้านดีนัก 2 แมวด่าง ท่านว่า แมวให้คุณ ต้องด่างและดูสะอาดตา ไม่ด่างเปรอะเปื้อน ไปทั่วตัวจึงจะดี 3 แม่สีดำ ท่านว่า ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้าน เพราะเป็นแมวคราว มีผีสิงให้เร่งเอา ไปปล่อยตามวัดวาอารามเสีย เพราะจะทำให้เจ้าของและครอบครัวบริวารมีความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ดีแล 4 แมวสีทอง ท่านว่า เป็นแมวเจ้าสำราญ เลี้ยงไว้ในบ้านจะมีเสน่ห์ แต่ขาดลาภ แมวเองก็เกียจคร้าน ไม่ควรเลี้ยง เอาไว้ในบ้านเลย 5 แมวสีทองแดง ท่านว่า เป็นแมวเจ้าเสน่ห์ ไม่ควรเลี้ยงไว้เกินกว่า 2 ตัวในเรือนเดียวกัน เพราะนอกจากจะไม่ให้คุณแล้วยังให้โทษแก่เจ้าของมันเอง ในทางพนันขันต่อด้วย 6 แมวสีเทา ท่านวา เป็นแมวนักปราชญ์ ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเรือนจะทำให้ลูกหลานเรียนวิชาการก้าวหน้า เป็นบัณฑิตนักวิชาการท่านว่าดีนักแล 7 แมวสีขาวด่างเหลืองหรือดำ ท่านว่าเป็นแมวเจ้าชู้ ไม่ชอบทำการงาน ไม่จับหนู เอาแต่เที่ยว ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเรือนจะทำให้เจ้าของเกียจคร้าน และอัปโชค ไม่ดีเลย 8 แมวปากมอมข้อเท้าดำ ท่านว่า เป็นแมวขโมย ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้าน เพราะจะทำให้เจ้าของเสียทรัพย์สินเงินทองของรัก ไม่ค้ำคูณเลย 9 แมวสีขาวปลอด ท่านว่าเป็นแมวเทพเจ้า ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเรือน จะค้ำคูณ เจ้าของและจะนำลาภมาให้ดีนักแล 10 แมวสีสวาท ท่านว่า เป็นแมวมหาเศรษฐี ควรเลี้ยงไว้ในบ้านจะทำให้เจ้าของประสบโชคดีมีลาภ และค้าขายหรือทำกิจการใด ๆ เจริญก้าวหน้าหาโรคพยาธิไม่ได้เลยดีนักแล 11 แมวสีเก้าแต้ม จะมีสีอะไรก็ตาม แต่มีแต้มตามร่างกายครบ 9 แห่ง ท่านว่า เป็นแมว 9ชีวิต จะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาให้เจ้าของดีนักแล 12 แมวทางขอดและสั้น ท่านว่า เป็นแมวหาเช้ากินค่ำ ไม่ควรเลี้ยงเลย เพราะจะทำให้เจ้าของอาภัพทรัพย์สินและเสียลาภผล 13 แมวหางขอด แต่มีหางยาว ท่านว่า เป็นแมวมหาอำนาจ เจ้าของจะได้เป็นใหญ่กว่าใคร ๆ จะมีวาสนาชะตาดี บริวารมากดีแล 14 แมวหูดำตาดำ สันหลังดำ ท่านว่าเป็นแมวยมทูต ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเกินกว่า 2 ตัว ถ้ามีตัวเดียวดี ถ้ามีมากท่านว่า จะทำให้เจ้าของ มีแต่ความทุกข์ยากลำบากใจ ไม่สู้ดีเลย 15 แมวสีเทานัยน์ตาหรี่เล็ก ท่านว่า เป็นแมวปัญจมหาเศรษฐี เวลากลางวันจะออกทำมาหากิน จะไม่ยอมเงยหน้า เว้นแต่เวลาจับอาหารในกลางคืน จะมีขี้ตาอยู่เสมอ ๆ ท่านกล่าวว่า เป็นแมวมีนัยน์ตาเป็นแก้วค่าควรเมือง หรือที่เรียกว่า “คดตาแมว” หากมันจ้องมองจิ้งจกหรือนกบนที่สูง สัตว์มันอาจมองจะตกลงมาให้มันกิน ใครมีไว้ในบ้านเรือน พึงทะนุถนอมเลี้ยงไว้เถิด มีแต่ให้คุณอย่างเดียว พันหรือหมื่นตัวจึงจะมีให้ปรากฏสักตัวหนึ่ง หาค่ามิได้เลย ดีที่สุดแล

นายกฯยันรัฐบาลหนุนพัฒนาการกีฬาเต็มที่
คสช. /  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมสมาพันธ์สมาคมโอลิมปิก ยันรัฐบาลไทย ส่งเสริมการพัฒนาด้านกีฬาอย่างเต็มที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสมัชชาใหญ่สมาคมสหพันธ์โอลิมปิกแห่งชาติประจำปี 2557 ที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติกว่า 204 ชาติ รัฐมนตรีด้านกีฬาประเทศต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานว่ารัฐบาลและประชาชนไทย มีความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งการประชุมในวันนี้มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการพัฒนากระบวนการโอลิมปิกร่วม กัน โดยความคิดเห็นที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของสมาคมสหพันธ์โอลิมปิก แห่งชาติ และความก้าวหน้าของวงการกีฬาโลก ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังระบุว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการกีฬาเพื่อสุขภาพและพัฒนานักกีฬาให้ทีความ สามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม การประชุมในวันนี้เป็นโอกาสที่ไทยจะแสดงศักยภาพด้านกีฬาเพื่อสร้างความเชื่อ มั่นและการยอมรับจากนานาชาติ โดยรัฐบาลได้อำนวยความสะดวกผู้เข้าร่วมประชุมและรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด

โพลมองการเมืองดีขึ้นกังวลค่าครองชีพสูง,ข่าวฆ่า2ฝรั่ง
ข่าวฆ่า2ฝรั่ง /  ค่าครองชีพสูง / 

สวนดุสิตโพล ปชช. มองการเมืองไทยหลังคสช.บริหารดีขึ้นมีปฏิรูปใหญ่ แต่ยังขัดแย้ง ห่วงค่าครองชีพสูง สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สํารวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,459 คน วันที่ 7-11 ตุลาคม 2557 ต่อกรณี "บ้านเมือง ณ วันนี้ ในสายตาประชาชน" โดยส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 87.05 คิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองไทย ณ วันนี้ กําลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ขณะ ร้อยละ 84.24 ระบุว่า ยังคงมีความขัดแย้ง ความแตกต่างทางความคิด และเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่ คสช. จะเข้ามาบริหารประเทศ ร้อยละ 73.54 เผยว่า ดีขึ้น เพราะการทะเลาะเบาะแว้งลดน้อยลง ไม่มีการชุมนุมประท้วง การเมืองกําลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงด้านสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 74.02 ให้ความเห็นว่า ค่อนข้างดีขึ้น แต่ยังเป็นห่วงเรื่องการท่องเที่ยวและการเกษตร ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับก่อนมี คสช. ร้อยละ 42.43 บอกว่า เหมือนเดิม เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ยังเหมือนเดิม ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย คนไม่กล้าใช้จ่ายนอกจากนี้ เมื่อถามถึงสถานการณ์ด้านสังคมไทย ร้อยละ 79.10 มองว่า มีความสงบเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น การทะเลาะเบาะแว้งน้อยลง โดยเมื่อเทียบกับก่อนมี คสช. ร้อยละ 59.43 ระบุว่า ดีขึ้น เพราะประชาชนตระหนัก ตื่นตัว เห็นแก่ส่วนรวมมากขึ้น หวังเห็นบ้านเมืองก้าวหน้า สงบสุข

โพลคนให้โอกาสรบ.พอใจช่วยเกษตรกร-ชอบคสช.เด็ดขาด
ข่าววันนี้ /  ดุสิตโพล / 

ดุสิตโพล ปชช. พอใจการทำงาน คสช. - รัฐบาล ขอ ทำงานโปร่งใส ฟังเสียงวิจารณ์ พร้อมแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสํารวจประชาชนทั่วประเทศ 1,564 คน ระหว่างวันที่ 27 ต.ค. - 1 พ.ย. 57 โดยความคิดเห็นต่อการทํางานของ คสช. ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 80.43 ระบุว่า เด็ดขาด จริงจัง มุ่งมั่นตั้งใจที่จะทําให้บ้านเมืองสงบสุข ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ขณะด้านการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 66.56 มองว่า มีนโยบายการทํางานที่เน้นแก้ปัญหาสังคม เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชน การให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ควรให้โอกาสในการทํางาน ด้านผลงานเด่นของ คสช. ที่พึงพอใจ ร้อยละ 76.85 เห็นว่า เข้ามายุติความขัดแย้งในบ้านเมืองไม่ให้ลุกลามบานปลาย บ้านเมืองสงบมากขึ้น ในส่วนผลงานเด่นรัฐบาล ร้อยละ 73.91 เผยว่า มีนโยบายสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร พยุงราคาข้าว ทั้งนี้ ระหว่าง คสช. กับรัฐบาล ประชาชน ร้อยละ 43.64 มีความคาดหวังต่อทั้ง 2 หน่วยงานพอ ๆ กัน เพราะผู้ที่มีอํานาจตัดสินใจคือคนเดียวกัน ซึ่งบ้านเมือง ณ วันนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย คนไทยทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า สงบสุข คนในชาติสมัครสมานสามัคคี อยู่ดีกินดี นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชน ร้อยละ 77.05 อยากบอก คสช. คือ ขอให้ทํางานอย่างโปร่งใส ยุติธรรม รับฟังคําแนะนํา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ขณะสิ่งที่อยากบอกรัฐบาล ร้อยละ 82.42 ขอให้เร่งแก้ไขปัญหาสําคัญของประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

10 อันดับ ภูเขาโคตรอันตราย ที่สุดในโลก
10 อันดับ /  ที่สุดในโลก / 

ความอันตราย มีมนต์เสน่ห์ของความท้าทาย ชวนหลงไหลให้มนุษย์เราอยากลองไปทดสอบตัวเองเพื่อการเอาชนะ ... เว็บไซต์ Telegraph ได้มีการจัดอันดับ 10 อันดับ ภูเขาอันตราย ที่สุดในโลก พร้อมคร่าชีวิตนักปีนเขาจากทั่วโลกมาแล้วอย่างมากมาย มีที่ใดบ้าง ลองติดตามกัน  10 อันดับ ภูเขาโคตรอันตราย ที่สุดในโลก 10. Everest, ประเทศเนปาล ความสูงจากระดับน้ำทะเล 8,844.43 เมตร (29,017 ฟุต) Everest เป็นยอดเขาหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัยและเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก โดยนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีนักปีนเขาจบชีวิตลงที่นี่กว่า 200 รายแล้ว รวมทั้งมีไม่น้อยที่พยายามปีนแต่ก็ไปไม่ถึงยอดจนต้องถอดใจ ทุกวันนี้ด้วยความก้าวหน้าทำให้มีผู้พิชิตยอดเขานี้ได้มากขึ้น มันจึงไม่น่ากลัวเหมือนในอดีต อีกทั้งยังคงเป็นความฝันสำหรับนักปีนเขาจากทั่วโลกที่อยากจะเป็น ผู้พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก 9. The Matterhorn, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์-ประเทศอิตาลี ความสูงจากระดับน้ำทะเล 4,478 เมตร (14,692 ฟุต) The Matterhorn เป็นหนึ่งในยอดเขาที่อันตรายในเทือกเขา Alps เมื่อปี 1857 ได้มีกลุ่มคนริเริ่มอยากลองพิชิตยอดเขานี้ แต่เรื่องก็จบลงอย่างน่าเศร้า เพราะ 4 คนในคณะต้องสังเวยชีวิตที่นี่ และต่อมาก็ยังมีนักปีนเขาจบชีวิตลงอีกเรื่อยๆ ทำให้อัตราการตายสูงเป็นอันดับต้นๆ เพราะด้วยรูปทรงคล้ายปีระมิดทำให้เกิดความชันอย่างน่ากลัว 8. Mount Vinson, ทวีปแอนตาร์กติกา ความสูงจากระดับน้ำทะเล 4,892 เมตร (16,050 ฟุต) Mount Vinson เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอนตาร์กติกา ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1958 และถึงแม้จนถึงปัจจุบันจะมีนักปีนเขาราว 1,400 คน สามารถพิชิตยอดเขานี้ได้สำเร็จแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยทีเดียว เพราะตำแหน่งที่ตั้งของมันซึ่งอยู่ในทวีปที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ น้ำแข็ง และห่างไกล ทำให้มันเป็นหนึ่งในภูเขาที่ยากที่สุดก็ว่าได้ 7. Mount Fitz Roy, ประเทศอาร์เจนตินา ความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,359 เมตร (11,020 ฟุต) Mount Fitz Roy ถึงแม้มันจะไม่ได้สูงเสียดฟ้า ทว่าในแต่ละปีแทบจะไม่มีใครไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ หรือบางปีไม่มีเลยด้วยซ้ำ ซึ่งสาเหตุเพราะมันเป็นผาหินแกรนิตสูงชันสุดอันตรายกว่าที่ไหนๆ นั่นเอง 6. Kangchenjunga, ประเทศอินเดีย-ประเทศเนปาล ความสูงจากระดับน้ำทะเล 8,586 เมตร (28,169 ฟุต) Kangchenjunga เป็นยอดเขาหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัยและสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ถึงแม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีช่วยในการปีนเขาที่ทันสมัยและก้าวหน้า แต่อัตราการตายจากการพยายามปีนยอดเขาแห่งนี้ก็ยังคงสูงอยู่เหมือนเดิม โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ต่อ 5 เลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะหิมะถล่มและอากาศเลวร้ายบนเขาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา 10 อันดับ ภูเขาโคตรอันตราย ที่สุดในโลก 5. Nanga Parbat, ประเทศปากีสถาน ความสูงจากระดับน้ำทะเล 8,126 เมตร (26,660 ฟุต) Nanga Parbat เป็นยอดเขาหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัยและสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก ด้วยความหฤโหดทำให้นักปีนเขามากมายต่างก็ต้องล้มเหลวและเอาชีวิตมาทิ้งที่ นี่ อีกทั้งยอดเขาแห่งนี้หากเป็นในหน้าหนาว ยังไม่เคยมีใครพิชิตมันได้เลยแม้แต่คนเดียว 4. Mont Blanc, ประเทศฝรั่งเศส-ประเทศอิตาลี ความสูงจากระดับน้ำทะเล 4,810 เมตร (15,781 ฟุต) Mont Blanc เป็นหนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขา Alps ซึ่งสูงที่สุดในทวีปยุโรป มันขึ้นชื่อในเรื่องทิวทัศน์ที่สวยงามชวนหลงไหลและเหมาะสำหรับการเล่นสกี แต่มันก็เป็นต้นเหตุให้หลายคนต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคให้คนกล้าที่อยากจะไปเสี่ยงที่ภูเขา นี้น้อยลงเลยสักนิด 3. K2, ประเทศปากีสถาน ความสูงจากระดับน้ำทะเล 8,611 เมตร (28,251 ฟุต) K2 มีความสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองมาจาก Everest และมันมีอัตราการตายมากเป็นอันดับ 2 ของโลกด้วย และ K2 ก็ยังเป็นหนึ่งในยอดเขาที่ไม่เคยมีใครพิชิตมันในหน้าหนาวได้เลย เช่นเดียวกับ Nanga Parbat มันจึงได้ฉายาว่า "Savage Mountain" หรือ ภูเขาแห่งความโหดร้ายทารุณ และแม้บางครั้งจะมีผู้ปีนไปจนถึงยอดเขาได้ แต่ก็ต้องสังเวยชีวิตจากลมพายุหิมะที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรงนั่นเอง 2. Annapurna, ประเทศเนปาล ความสูงจากระดับน้ำทะเล 8,091 m (26,545 ฟุต) Annapurna เป็นภูเขาที่มีอัตราการตายมากที่สุดในโลก โดยในจำนวนนักปีนเขาทั้งหมด 157 คน มีถึง 60 คนที่ต้องมาจบที่นี่ หรือสูงถึง 38% ของผู้ท้าทายทั้งหมด ทำให้มันเป็นภูเขาที่ยากแก่การพิชิตแห่งหนึ่งของโลก แต่กระนั้นในปี 1987 มีนักปีนเขาคู่หนึ่งพิชิตมันลงได้ท่ามกลางความหนาวเหน็บในฤดูหนาวได้เป็น ครั้งแรก 1. Eiger, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,970 เมตร (13,025 ฟุต) Eiger ถึงแม้มันจะไม่ได้สูงเสียดฟ้าอย่างใครเขา ทว่ามันก็จัดเป็นยอดเขาที่อันตรายที่สุด โดยตั้งอยู่ในเทือกเขา Alps ถูกค้นพบเมื่อปี 1858 แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถพิชิตยอดมันได้ซักที ถึงแม้จะมีนักปีนเขาพากันไปท้าทายความสูงของมัน แต่ก็ต้องจบชีวิตลงถึง 64 คน และส่วนที่เหลือก็พากันล้มเหลวทั้งหมด ทำให้มันมีฉายาว่า "Mordwand" หรือ "Murder wall" หรือ "กำแพงแห่งความตาย" นั่นเอง จนกระทั่ง วันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1938 หรือ 80 ปีต่อมา จึงมีผู้สามารถพิชิตมันลงได้ในที่สุด ข้อมูลและภาพ : Telegraph / Wiki / Google เรียบเรียงโดย Travel MThai

'นพ.รัชตะ' ลาออกอธิการ ม.มหิดล เลือกนั่งรมว.สธ.
นพ.รัชตะประกาศลาออก /  นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน / 

"นพ.รัชตะ" ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เลือกตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข จากกรณีที่สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล มีมติให้ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เลือกดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง โดยต้องตัดสินใจภายในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ล่าสุด วันนี้ (8 ต.ค.) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นายแพทย์รัชตะ ประกาศในที่ประชุมคณบดีมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ตนจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตำแหน่งเดียว และจะลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล โดยหลังจากประกาศลาออกในที่ประชุมคณะบดีมหาวิทยาลัย ได้มีสารจากอธิการบดีถึง “ชาวมหิดล” ดังนี้ 8 ตุลาคม 2557 เรียน ชาวมหิดลที่รักทุกท่าน ตามที่ผมได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2557 นั้น ผมได้มีสารถึงชาวมหิดล เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 เรียนว่างานบริหารมหาวิทยาลัยมหิดลจะไม่สะดุด และผมขอเวลาศึกษางานสักระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจะเรียนให้ชาวมหิดลได้ทราบทิศทางของการดําเนินงานของมหาวิทยาลัย และกระทรวงสาธารณสุข บัดนี้เวลาได้ผ่านมาพอสมควรแล้ว จึงขอเรียนให้ชาวมหิดลทราบ ดังนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 41 ระบุ ให้ข้าราชการหรือพนักงานของรัฐดํารงตําแหน่งข้าราชการการเมืองควบคู่กันไปด้วยได้ เจตนารมณ์คือ ขอตัวมาช่วยปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 ปี ซึ่งเป็นอายุของรัฐบาลนี้ และเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สําคัญของประเทศ โดยยังสามารถปฏิบัติงานประจําควบคู่กันไปได้ด้วย ซึ่งในภาวะปกติสถานการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้แต่ผมได้เรียนกับชาวมหิดลว่าจะขอเวลาประเมินสถานการณ์ก่อนสักระยะ แนวทางประกอบการตัดสินใจมีดังนี้ 1. พิจารณาว่าการดํารงตําแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลควบคู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะสามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่ประเทศได้อย่างไร ในหลักการ คือ การเชื่อมโยงอุดมศึกษาเข้ากับระบบสุขภาพของประเทศ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตบุคลากรด้านสาธารณสุข ดังนั้น การได้ปฏิบัติหน้าที่ ที่กระทรวงสาธารณสุขด้วยจะทําให้ทราบปัญหาความต้องการของประเทศด้านการสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี สามารถนําประสบการณ์ไปใช้ในการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศร่วมกับระบบอุดมศึกษาและในการปรับปรุงการผลิตบุคลากรสาธารณสุขของประเทศได้อย่างเหมาะสมและโอกาสที่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรียังจะช่วยประสานงานด้านอื่นๆ กับอุดมศึกษา เช่น การปฏิรูปสังคม และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงเวลานี้มิใช่เวลาปกติของประเทศ เป็นโอกาสที่ชาวไทยทุกคนจะต้องรวมพลังช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อจะขับเคลื่อนประเทศ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ให้เกิดการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง และยั่งยืน จึงเป็นไปได้หรือไม่ที่ชาวมหิดล จะช่วยกันร่วมแรงร่วมใจ ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลให้ดําเนินไปได้ด้วยดีในขณะที่ผมรับตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย 2. เมื่อผมรับตําแหน่งรัฐมนตรีผมยังมีความรับผิดชอบต่อมหาวิทยาลัยมหิดลในการที่จะวางแผนการบริหารงานในช่วงนี้มิให้มีการติดขัดซึ่งต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งในการวางแผน เตรียมการ มิใช่จะสามารถจะปลดภาระหน้าที่ของอธิการบดีได้โดยทันที 3. ประเมินภาระงานที่กระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นอย่างไร จะสามารถทํางานควบคู่กับตําแหน่งอธิการบดีได้หรือไม่ เนื่องจากวันที่ผมเขียนสารถึงชาวมหิดลนั้น เป็นวันที่ 1 กันยายน 2557 กว่าที่ผมจะเข้าปฏิบัติงานที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นวันที่ 13 กันยายน 2557 เนื่องจากต้องผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน และรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อน 4. เนื่องจากมีรัฐมนตรีอีกหลายท่านในรัฐบาลชุดนี้ซึ่งอยู่ในสถานะเดียวกับผม คือ ควบตําแหน่งรัฐมนตรีและงานประจําด้วย เนื่องจากในขณะนี้เป็นภาวะวิกฤติของประเทศ มีความจําเป็นต้องใช้บุคลากร ที่มีความรู้และประสบการณ์ในสายงานต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขวิกฤติของประเทศ ผมจึงต้องศึกษาแนวทางจากรัฐบาลในประเด็นนี้ประกอบด้วย ผมขอเรียนว่าในแนวทางประกอบการตัดสินใจข้อแรกเป็นแนวทางที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ ผมทราบว่าชาวมหิดลบางกลุ่มมีความประสงค์จะให้ผมดํารงอยู่ทั้ง 2 ตําแหน่ง แต่บางกลุ่มไม่เห็นด้วย ซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างนี้เกิดขึ้นอยู่เป็นปกติไม่ว่าในสังคมใดก็ตาม ผมได้เตรียมการที่จะให้มีการปรึกษาหารือ ในเรื่องนี้ระหว่างฝ่ายที่เห็นแตกต่าง ด้วยสันติ ด้วยสุนทรียสนทนา เป็นการภายในมหาวิทยาลัยของเรา เพื่อให้ได้มีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่เราใช้กันมาโดยตลอดภายในมหาวิทยาลัยของเราแต่เป็นที่น่าเสียใจที่ชาวมหิดลบางกลุ่มมิได้เลือกใช้วิธีที่จะบริหารความเห็นที่แตกต่างโดยสันติแต่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะได้เข้าไปเริ่มทํางานในกระทรวงสาธารณสุขนําประเด็นที่ควรจะปรึกษาหารือตกลงกันได้อย่าง “ปัญญาชนของแผ่นดิน” ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศทางสื่อมวลชน และมีการแพร่ข่าวผ่านทาง social media ต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลด้านเดียวที่ให้แก่สังคม โดยใช้ถ้อยคําที่รุนแรง และทําให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเสื่อมเสีย ผมมิประสงค์จะตอบโต้เนื่องจากไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเสื่อมเสียไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ตามที่ผมได้สัญญากับชาวมหิดลไว้ว่าจะขอเวลาสักระยะโดยอาศัยแนวทางประกอบการตัดสินใจ 4 องค์ประกอบ ตามที่เรียนให้ทราบแล้วข้างต้น ผมจึงได้ตัดสินใจว่าจะขอปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพียงตําแหน่งเดียว ทั้งนี้ เพื่อจะได้รับใช้ประเทศชาติและเพื่อความเป็นเอกภาพของมหาวิทยาลัยมหิดล สําหรับการบริหารมหาวิทยาลัยมหิดลในระยะเปลี่ยนผ่านว่าจะดําเนินการอย่างไรนั้น ผมจะนําเข้าปรึกษาหารือในสภามหาวิทยาลัยมหิดลในการประชุมสภาฯ วันที่ 15 ตุลาคม 2557 ผมขอวิงวอนต่อชาวมหิดลว่าเหตุการณ์เช่นนี้มิควรเกิดขึ้นอีกในมหาวิทยาลัยที่เป็นที่รักของเรา มหาวิทยาลัยต้องเป็นแบบอย่างด้านจริยธรรมของสังคม ขอให้ชาวมหิดลทุกคนปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักธรรมาภิบาลบริหารความคิดความเห็นที่แตกต่างโดยสันติด้วยสติและปัญญา ปัญหาภายในมหาวิทยาลัยของเราควรแก้ไขกันเอง โดยไม่ต้องประโคมข่าวสู่สังคมภายนอก ที่จะไม่เข้าใจความเป็นมาของแต่ละปัญหาอย่างลึกซึ้ง ไม่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมของมหิดล เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวแก่สังคม และทําให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเสื่อมเสีย ผมขอให้ชาวมหิดลทุกคนตระหนักอีกครั้งว่าขณะนี้มิใช่เวลาที่ประเทศเป็นปกติแต่ชาติของเรากําลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูป ซึ่งชาวไทยทุกคนรวมทั้งชาวมหิดลด้วย จะต้องรวมพลังร่วมแรงร่วมใจ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้ชาติของเราก้าวหน้า และมีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ผมจะนัดหมายเพื่อสรุปงานที่ผมได้ดําเนินการในฐานะอธิการบดีและเพื่อขอบคุณทุกท่านตามกําหนดการที่จะแจ้งให้ทราบต่อไป ในขณะนี้ดัชนีชี้วัดทุกตัวระบุว่ามหาวิทยาลัยของเรามีความก้าวหน้าในทุกทาง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคและมีโครงการจํานวนมากที่ลงดําเนินการในชุมชนที่ประชาชนไทยในชุมชนจะได้รับการพัฒนาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณท่านรองอธิการบดี คณบดี ผู้อํานวยการ ผู้อํานวยการกอง และชาวมหิดลทุกท่านที่เสียสละทุ่มเททํางานเพื่อมหาวิทยาลัยมหิดล และสังคมไทย และขอบคุณสําหรับกําลังใจที่ท่านได้มอบให้กับผมมาโดยตลอด ขอบคุณครับ ศาสตราจารย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล MThai News ขอบคุณภาพจาก Motion News ช่อง Mono 29

ภาพถ่าย 12 หญิงผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

12 บุคคลที่ทีนเอ็มไทยนำมาเสนอในวันนี้ ล้วนเป็นผู้หญิงที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์โลกอีกด้วย ทั้ง 12 คนนี้ได้รับสมยานามต่างๆนาๆ ทั้งในแบบของความดีงาม และความอัปยศอดสู! ซึ่งรูปภาพที่เพื่อนๆ จะได้เห็น ผู้หญิงทั้ง 12 คนนี้เป็นรูปที่ถ่ายขึ้นใหม่ โดยใช้นางแบบจริงๆ และปรับแบล็คกราวน์ สะท้อนให้เห็นเรื่องราวของหญิงทั้ง 12 ในยุคนั้นๆด้วยภาพบและองค์ประกอบต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความสวยงามและชัดเจนในตัวของแต่ละบุคคล ^^ ภาพถ่าย 12 หญิงผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก ภาพถ่าย 12 หญิงผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก ภาพถ่าย 12 หญิงผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก 1. ราชินีอลิซาเบธที่ 1 : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์ ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษ และสมเด็จพระราชินีนาถแห่งไอร์แลนด์ ที่พระองค์ได้รับพระฉายานามว่า “ราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์” เนื่องจากพระองค์ไม่มีการอภิเษกสมรสเลยตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ทรงเป็นกษัตรีย์พระองค์ที่ 5 และนับเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ทิวดอร์ ถึงแม้พระองค์เป็นราชินีที่ไม่มีการสมรสตลอดพระชนม์ชีพ แต่พระองค์ก็ทรงขับเคลื่อนอังกฤษให้ไปในทางที่ดีขึ้น และในยุคของพระองค์นี้เองที่อังกฤษได้แสดงแสนยานุภาพ ทั้งการสำรวจ วรรณกรรม สงคราม และการศึกษาไปกว่าครึ่งค่อนโลก หรือเรียกได้ว่าพระนางเป็น " หญิงเก่งโดยแท้ " ในด้านการปกครองพระราชินีนาถอลิซาเบธทรงดำเนินนโยบายที่เป็นสายกลางมากกว่าพระราชบิดา พระอนุชา และ พระเชษฐภคินี คำขวัญที่ทรงถืออยู่คำหนึ่งคือ “video et taceo” ( ข้าพเจ้ารู้แต่ข้าพเจ้าไม่พูด) นโยบายดังกล่าวสร้างความอึดอัดใจให้แก่บรรดาราชองคมนตรี แต่ก็เป็นนโยบายที่ทำให้ทรงรอดจากการสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและทางการมีคู่ในทางที่ไม่ถูกไม่ควรมาหลายครั้ง แม้ว่าจะทรงดำเนินนโยบายการต่างประเทศอย่างระมัดระวัง และทรงสนับสนุนการสงครามในเนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และ ไอร์แลนด์อย่างครึ่งๆ กลางๆ แต่ชัยชนะที่ทรงมีต่อกองเรืออาร์มาดาของสเปนในปี พ.ศ. 2131 ก็ทำให้ทรงมีชื่อว่าทรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับชัยชนะอันสำคัญที่ถือกันว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ ภายใน 20 ปีหลังจากการเสด็จสวรรคต พระองค์ก็ทรงได้ชื่อว่าเป็นพระมหากษัตรีย์ของยุคทองของอังกฤษ พระราชินีนาถอลิซาเบธทรงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำผู้มีเสน่ห์และเป็นผู้นำให้ประเทศรอดจากภัยพิบัติต่างๆ ในยุคที่รัฐบาลอยู่ในสภาวะที่ปั่นป่วนและสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศเพื่อนบ้านต้องเผชิญกับสถานะการณ์ภายในที่เป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์ หลังจากรัชสมัยอันสั้นของพระอนุชาและพระเชษฐภคินีแล้วรัชสมัยอันยาวนานถึง 44 ปีก็เป็นรัชสมัยที่สร้างความมั่นคงให้แก่ราชอาณาจักร และเป็นรัชสมัยที่วางรากฐานของความเป็นชาติของอังกฤษด้วย รัชสมัยของพระองค์เป็นที่รู้จักกันว่า “สมัยเอลิซาเบธ” ที่มีชื่อเสียงเหนือสิ่งใดว่าเป็นยุคเรอเนสซองซ์ของนาฏกรรมของอังกฤษ ที่นำโดยนักเขียนบทละครผู้มีชื่อเสียงเช่นวิลเลียม เชคสเปียร์ และ คริสต์โตเฟอร์ มาร์โลว์, และความเจริญทางการเดินเรือโดยผู้นำเช่นฟรานซิส เดรค เป็นต้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ไทย สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ทรงครองราชย์ในเวลาเดียวกันกับระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา 2. จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า อิสตรีคนสุดท้ายแห่งคาซาลีน่า พระจักรพรรดินีอเล็กซานดราทรงเป็นที่รู้จักดีที่สุดในฐานะที่ทรงเป็นจักรพรรดินีพระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ผู้เป็นพาหะโรคฮีโมฟีเรียให้กับบรรดาเครือญาติของพระ องค์ ทั้งนี้พระนางก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในฐานะอิสตรีคนสุดท้าย ของคาซาลีน และเนื่องจากพระนางทรงปฏิบัติหน้าที่ดีจนเกินไป จนไปขัดความก้าวหน้าของบาทหลวงปิศาจรัสปูติน ผู้ที่ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟอันยิ่งใหญ่ของรัสเซียล่มสลาย ทั้งนี้ยังมีอีกหลายหลักฐานปักใจเชื่อว่า สาเหตุที่พระนางทรงเสียชีวิตมีส่วนเกี่ยวข้องกับ รัสปูติ อ่านเพิ่มเติม : จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย 3. สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซีย : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า จักรพรรดินีผู้ทรงภูมิธรรม พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดินีนาถที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและครองราชย์ยาวนานที่สุดของรัสเซีย การปกครองของพระองค์เป็นการอธิบายถึงการเป็น ผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดที่ทรงเรืองปัญญา (enlightened despot) ทั้งยังทรงฟื้นฟูจักรวรรดิรัสเซียให้แข็งแกร่งและมีอาณาเขตกว้างกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนรัสเซียกลายมาเป็นชาติมหาอำนาจที่สำคัญมากที่สุดชาติหนึ่งในยุโรป พระองค์ทรงทำการปฏิรูประบบราชการรวมไปถึงมีรับสั่งให้สถาปนาเมืองและหมู่บ้านขึ้นมากมาย และในฐานะที่ทรงเป็นผู้นิยมชมชอบพระราชกรณียกิจของซาร์ปีเตอร์มหาราช พระองค์จึงได้ดำเนินพระราโชบายตามแนวทางของซาร์ปีเตอร์มหาราชโดยการปฏิรูปรัสเซียให้เข้าสู่ความทันสมัยตามแบบฉบับชาติยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ตามการเข้ารับราชการในกองทัพและระบบเศรษฐกิจของประเทศยังคงต้องพึ่งพาระบบทาสอยู่ต่อไป ในขณะที่ความต้องการใช้แรงงานของประเทศและของเหล่าผู้ครอบครองที่ดินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้แรงงานทาสดำเนินไปถึงขั้นกดขี่แรงงานทาส และระบบทาสดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในเหตุผลประการสำคัญของการก่อกบฏหลายต่อหลายครั้ง ดังเช่นกบฏปูกาเชฟที่มีกองทหารม้าและชาวนาจำนวนมากมายเข้าร่วมการกบฏ ตลอดระยะเวลาในการครองราชย์หรือ สมัยแคทเธอรีน ถูกพิจารณาว่าเป็นยุคทองของจักรวรรดิรัสเซียและของระบอบศักดินาในรัสเซีย แถลงการณ์ว่าด้วยเสรีภาพของขุนนางซึ่งเป็นที่โต้แย้งกันในรัชสมัยของซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ก็ได้รับการยินยอมในช่วงรัชสมัยของพระนางแคทเธอรีน โดยแถลงการณ์ฉบับนี้ได้ให้อิสรภาพแก่บรรดาขุนนางไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพหรือการรับราชการสนองคุณประเทศ ให้อิสรภาพในการครอบครองที่อยู่อาศัย เช่น แมนชันรูปแบบคลาสสิก โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นที่นิยมและได้รับการสนับสนุนโดยพระนางเจ้าแคทเธอรีนอย่างมาก ก่อให้เกิดตึกรามบ้านช่องอันหรูหราขึ้นจำนวนมาก ซึ่งตลอดช่วงการครองราชย์ของพระองค์ได้ทรงทำให้โฉมหน้าของประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จึงกล่าวได้ว่ารัชสมัยของพระนางคือยุคเรืองปัญญาของรัสเซียก็ว่าได้ 4. คาท์เตสอลิซาเบธ บาโธรี่ ผู้มีฉายาว่า เคาท์เตสคลั่งเลือด เป็นหญิงสาวที่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตที่เป็นอมตะ และต้องการคงร่างของตนเองให้คงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงมีความคิดที่ว่า หากได้อาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์แล้ว จะทำให้ตนเองดูอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป เธอจึงสั่งให้คนรับใช้ไปเอาร่างของหญิงสาวบริสุทธิ์ มากรีดเอาเลือดใส่อ่างด้วยเครื่อง ไอรอน เมเดน (Iron maiden) แล้วอาบต่างน้ำ โดยมีเหยื่อที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับเธอไปไม่น้อยกว่า 600 คน กว่าที่เธอจะถูกคนจับไปขังในคุกมืดจนตาย เธอได้รับสมญานามว่า The Blood Countess และ Countess Dracula - เคาท์เตสคลั่งเลือด (แดร็กคิวล่า) เอลิซาเบธ เกิดในตระกูลบาโธรี่ เป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงของฮังการี่และสืบสายมาจากตระกูลแฮบสเบิร์กอันเก่าแก่ของยุโรป ตระกูลที่เก่าแก่ร่ำรวย มีอำนาจ เป็นที่น่ายำเกรงของประชาชนมาหลายต่อหลายยุคสมัย เธอไม่ใช่สาวสวยออกขี่เหร่ด้วยซ้ำ อีกทั้งเธอยังมีอาการบกพร่องทางจิตอย่างรุนแรง เป็นเรื่องธรรมดาของตระกูลเก่าแก่ที่มีการแต่งงานกันเองในหมู่ญาติเพื่อ รักษาทรัพย์สมบัติและอำนาจเอาไว้ ทำให้ผู้สืบสายเลือดตระกูลนี้จำนวนมากมีอาการบกพร่องทางจิตอันเนื่องมาจาก ลักษณะทางพันธุกรรม เป็นต้นว่าโรคฮิสทีเรีย หรือแม้แต่การสืบทอดของสาวกลัทธิบูชาปีศาจ ผู้มักมากในกาม ฯลฯ เอลิซาเบธ ก็เช่นเดียวกัน นิสัยเพี้ยนของเอลิซาเบธ ปรากฏตั้งยังเล็กๆ เอลิซาเบธนั้นแทนที่จะพอใจกับเกียรติยศที่ผู้คนเตรียมใส่พานทองมาประเคนให้ แต่เธอกลับทำท่าเบื่อหน่ายพวกพี่เลี้ยง ครูอาจารย์ที่มาอบรมสั่งสอน เธอกลับเกเรหนีเรียน แอบไปเที่ยวเล่นกับลูกชาวนา ชาวไร่ที่เป็นทาส เธอชอบเล่นสัปดนเสียจนท้องเมื่ออายุเพียง 13 อ่านเพิ่มเติม : คาท์เตสอลิซาเบธ บาโธรี่ ผู้มีฉายาว่า เคาท์เตสคลั่งเลือด  5. สมเด็จพระราชินีนาถคริสติน่าแห่งสวีเดน : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีผู้ชาย เป็นพระราชธิดาใน สมเด็จพระราชาธิบดีกุสตาฟ อดอล์ฟที่ 2 แห่งสวีเดน พระนางมีบุคลิกลักษณะเหมือนผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โปรดการทรงม้า การลุกนั่งแบบผู้ชายและฉลองพระองค์สั้นผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทเรียกพระนางว่า "เจ้าชายคริสติน่า" พระนางขึ้นครองราชย์ตอนพระชันษาครบ 6 ปี แต่พระนางเบื่อกับการเป็นกษัตริย์ จึงทำให้พระเจ้าชาลส์ที่ 10 กุสตาฟผู้เป็นญาติของพระองค์ขึ้นครองราชย์แทน  หลังพระนางสละราชบัลลังก์ พระนางพร้อมด้วยบริวารใกล้ชิดเดินทางไปเข้าเฝ้าพระสันตปาปาและก็เปลี่ยนมานับถือโรมันคาทอลิก พระนางชอบทำตัวให้เป็นที่สนใจเมื่ออยู่ในโรม ชวนคนใหญ่คนโตในโรมทะเลาะ พระสันตปาปาทรงอยากให้พระนางออกไปจากโรมเสียที จึงพระราชทานเงิน 10,000 เหรียญให้พระนางกลับสวีเดน(ค.ศ. 1656) และเสด็จแวะไปหาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระเจ้าหลุยส์ทรงต้อนรับอย่างสมพระเกียรติที่พระราชวังฟองแตนโบล พระนางสั่งสังหาร เคานต์ เมนาล เดซิ ที่มีตำแหน่งเจ้ากรมอัศวราชโดยเพราะท่านเคานต์เขียนจดหมายตำหนิพระนาง พระนางยังพยายามเป็นกษัตริย์เนเปิลส์ และโปแลนด์แต่ไม่สำเร็จ และเมื่อพระนางไม่สามารถกลับสวีเดนได้แล้ว พระนางจึงกลับสู่โรม พระนางอดทำตัวเป็นที่สนใจไม่ได้แต่ไม่มีใครสนเลย พระนางเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1689 พระศพถูกเก็บไว้ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ 6. เจ้าหญิงโอลิมเปียส ผู้ได้รับฉายาว่า เจ้าหญิงแม่มด หรือ เจ้าหญิงอสรพิษ เพราะพระนางอยู่ในลัทธิบูชางู ของเทพสุราเมรัย ไดโอนีซุอุส พระนางจึงเทิดทูนงูมาก ๆ และบางตำราก็บอกว่าพระนางสามารถคุยกับงูได้ บังคับงูได้ แถมยังชอบหลับนอนกับงูอีกด้วย 7. พระนางคลีโอพัตรา (คลีโอพัตราที่ 7 ฟิโลปาตอร์) : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีผู้แสนเย้ายวน ความสวยของพระนางเคยทำให้อียิปต์ รอดจากการเป็นเมืองขึ้นมาแล้ว โดยการที่พระนางแอบหลบซ่อนตัวไปกับม้วนพรมที่เอาไปถวายแด่กษัตริย์จูเลียส ซีซาร์ จนพระองค์หลงพระนางหัวปักหัวปำ ทำให้กองทัพอียิปต์เมื่อรวมกับทัพรัสเซีย กลายเป็นกองทัพไร้เทียมทานจนประเทศอื่น ๆ ไม่กล้ารุกรานอียิปต์อีกเลยจนถึงวัน ที่จูเลียส ซีซาร์โดนลอบปลงพระชนม์โดยกบฏของรัสเซีย พระนางคลีโอพัตรา เป็นพระราชินีแห่งอียิปต์โบราณและเชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ทอเลมีแห่งมาซิโดเนีย ดังนั้นจึงเป็นผู้ปกครองอียิปต์ที่มีเชื้อสายกรีกคนสุดท้าย พระนางมีพระปรีชาสามารถมากทรงแตกฉานถึง 14 ภาษา เช่น ฮิบรู, ละติน, มาเซดอนโบราณ, เอธิโอเปียน, ซีเรีย, เปอร์เซีย, และ อียิปต์ ซึ่งแม้แต่ในราชวงศ์ น้อยคนนักที่จะแตกฉานภาษานี้ พระนางคลีโอพัตรา นับว่าเป็นผู้ปกครองอียิปต์โบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ซึ่งทำให้ราชินีองค์ก่อนๆ ที่ทรงพระนามคล้ายคลึงกันถูกลบเลือนไปสิ้น ในความเป็นจริงแล้วพระนางไม่เคยปกครองอียิปต์เพียงลำพัง แต่ครองราชย์ร่วมกับพระบิดา, พระอนุชา ,สวามีผู้เป็นอนุชาของพระองค์ หรือไม่ก็พระโอรส การครองราชย์ร่วมกันดังกล่าวมีผู้ร่วมบัลลังก์เป็นเพียงกษัตริย์ตามพระยศเท่านั้น อำนาจแท้จริงอยู่ในมือของคลีโอพัตราเองทั้งสิ้น 8. เอเลเนอร์แห่งอาควิเตน สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีนักรบ เป็นพระราชินีของฝรั่งเศสในพระเจ้าหลุยส์ที่ 7, พระราชินีของอังกฤษในพระเจ้าเฮนรีที่ 2, เป็นพระราชชนนีของพระมหากษัตริย์อังกฤษสองพระองค์สมเด็จพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ และสมเด็จพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ พระราชินีเอเลเนอร์ทรงเป็นสตรีที่มีฐานะดีและอำนาจมากที่สุดในยุโรปในยุคกลาง เอเลเนอร์แห่งอาควิเตน ทรงได้รับการเลี้ยงดูขึ้นมาในราชสำนักที่มีวัฒนธรรมดีที่สุดราชสำนักหนึ่งในยุโรปในสมัยนั้น ซึ่งเป็นที่กำเนิดของปรัชญารักในราชสำนัก (courtly love) ดยุกวิลเลียมที่ 10 พยายามส่งเสริมให้พระราชินีเอเลเนอร์มีการศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าภาษาแม่ของพระราชินีเอเลเนอร์จะเป็นภาษาปัวเตแวน (Poitevin) แต่ก็ทรงได้รับการศึกษาในภาษาละติน การดนตรี วรรณคดี การทรงม้า การล่าด้วยเหยี่ยว และการล่าสัตว์ เอเลเนอร์ มีพระลักษณะที่ชอบการสังคม มีพระปรีชาสามารถฉลาดเฉลียว และทรงมีชื่อว่าเป็นผู้มีหัวแข็ง นอกจากนั้นก็ทรงมีชื่อว่ามีพระสิริโฉมงดงามโดยผู้คนร่วมสมัยแต่ไม่มีหลักฐานคำบรรยายความงามของพระองค์หลงเหลืออยู่ พระราชินีเอเลเนอร์ ทรงมีส่วนร่วมในการเดินทางไปต่อสู้ในสงครามครูเสดครั้งที่ 2  ทรงติดตามกองทัพพระเจ้าหลุยส์ พร้อมกับนางสนองพระโอษฐ์และข้าราชหญิงอีกกว่า 300 คน ทรงยืนยันในการมีส่วนร่วมในสงครามครูเสดในฐานะผู้นำทัพของแคว้นในการปกครองของพระองค์  9. ราชินีอกริพพีนา : ผู้ได้รับพระราชสมัญญาว่า ราชินีนักวางยา พระองค์ได้ลอบปลงพระชนม์ จักรพรรดิคลอเดียส (คลอดิอุสที่ 1) สามีของนาง ด้วยการให้หมอหลวงนำขนนกเคลือบยาพิษเข้าปากองค์จักรพรรดิ เพื่อที่จะได้ให้ลูกชายของตัวเอง จักรพรรดินีโร (ลูเซียส คลอดิอุส นีโร หรือฉายา นีโรจอมโหด) ขึ้นครองราชย์ ซึ่งความจริงจักรพรรดิคลอเดียส ผู้ที่ถูกอกริพพีนาวางยา เคยช่วยพระนางให้รอดพ้นจากความตายในฐานะกบฏมาก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องตายเพราะพระนางเอง จักรพรรดิคลอเดียส ครองราชย์ได้ 13 ซึ่งตลอดเวลา 13 ปีในรัชกาลทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรมทำให้บ้านเมืองสงบสุข  อ่านเพิ่มเติม : ที่มา โปรแกรมเนโร Nero Burning Rom (มาจากนี่นี่เอง! >.<) 10. พระนางบอว์ดิคา : ผู้ได้รับสมัญญาว่า ราชินีแห่งคาเธช์ พระนางทรงเป็นผู้นำของชนเผ่าคาเธช์ ให้รุกขึ้นต่อต้านและทำศึกกับทัพโรมันอันยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น โดยที่พระองค์ทรงออกรบและบัญชาด้วยตัวพระองค์เอง ด้วยเรื่องนี้มีตำนานว่า เมื่อสมัยก่อนกล่าวถึงอีเนียสผู้ก่อตั้งจักรวรรดิโรมันยังไม่ได้เป็นใหญ่ เธอได้หลงมาติดเกาะชาวคาเธช์ และด้วยแรงบัลดาลจากราชินีสวรรค์เฮร่า ด้วยความโกรธแค้นที่มีต่ออีเนียสทำให้ราชินีโดโด้ ผู้ปกครองคาเธช์ตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งนี้เทวีเฮร่าทำขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อีเนียสหนี ไปสร้างจักรวรรดิโรมัน อันยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดายที่แม่ของอีเนียส เทวีอะโฟรไดร์ที ได้ทรงขอร้องให้มหาเทพซีอุส ทรงมีโองการไปเตือนสติอีเนียสให้หนีออกจากเกาะคาเธช์ ไปสร้างโรมซะ ด้วยเหตุนี้ เมื่อพออีเนียสหนีไป ราชินีโดโด้ก็ตรอมใจตาย แต่ทว่าก่อนที่พระนางจะสิ้นชีพได้แช่งอีเนียสไว้ว่า ต่อไปชาวคาเธช์กับชาวโรมันจะรบพุ่งกันเรื่อยไปจนกว่าจะตายไปข้าง และนี้คือผลพวงนั้นเอง 11. สมเด็จพระราชินีนาถอีซาเบลที่ 1 แห่งคาสตีล : ผู้ได้รับสมัญญาว่า ราชินีคาร์ทอลิค สมเด็จพระราชินีนาถอีซาเบลที่ 1 แห่งสเปน พระนางและพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 (พระราชสวามี) ได้วางรากฐานในการรวมสเปน ทั้งสองได้เป็นขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในการยึดดินแดนสเปนกลับคืนมาจากพวกมัวร์และได้กระทำการรวมชาติสเปนเป็นปึกแผ่น อีกทั้งยังรู้จักนางในฐานะผู้อุปถัมภ์ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส พระนางทรงอนุมัติให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสไปแสวงหาดินแดนโพ้นทะเลและจนสำรวจพบทวีปอเมริกา พระนางจัดได้ว่าเป็นนักปกครองที่ได้รับการกล่าวชื่อในประวัติศาสตร์ พระนางได้ทำให้ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเจริญอย่างมากในสเปน พระนางทำให้กรานาดาในการปกครองของมุสลิมมัวร์ยินยอมส่งเครื่องบรรณาการต่อพระองค์ ต่อมาพระนางได้ทำการยึดครองกรานาดาได้สำเร็จ และยึดครองนาวาร์ได้ในปี พ.ศ. 2055 แล้ว คำว่า สเปน ก็เริ่มถูกนำมาใช้เพื่อเรียกชื่อของราชอาณาจักรที่รวมกันใหม่นี้ การรวมเป็นหนึ่งเดียวของราชอาณาจักรคาสตีล ราชอาณาจักรอารากอน และราชอาณาจักรนาวาร์ได้วางรากฐานให้กับการเกิดสเปนสมัยใหม่และจักรวรรดิสเปน (Spanish Empire) สเปนกลายเป็นผู้นำอำนาจของยุโรปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 จนถึงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 17 เนื่องมาจากการปรับปรุงด้านการเมือง สังคม และการทหารในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 การขยายตัวของผลผลิตที่ได้จากเหมืองแร่เงินในทวีปอเมริกาในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็ยิ่งเสริมตำแหน่งมหาอำนาจให้มั่นคงขึ้นอีก พระราชินีนาถอีซาเบล ได้แต่งตั้งให้นายพลโทมาส เดอ ทอร์คิวมาดา เจ้าหน้าที่สอบสวน(โดยวิธีทรมาน) รุ่นแรกๆ เป็นผู้บัญชาการในการสอบสวนทรมาน จนวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1492 มีบันทึกว่าเป็นวันออกกฤษฎีกาแอลฮัมบราโดยมีคำสั่งให้ขับไล่ชาวยิวและชาวมุสลิมออกนอกประเทศ นอกจากนั้นประชาชนราว 2 แสนคนที่หลงเหลือในประเทศสเปน ถ้าไม่เปลี่ยนศาสนาก็จะถูกจับมาลงโทษอย่างทารุณ ในปี ค.ศ. 1974 สันตะปาปาพอลที่ 6 กล่าวถึงการกระทำของพระนางว่า "สมควรทำ" และอวยพร ให้พระนางเป็นนักบุญ ในโบสถ์นิกายคาทอลิก ในฐานะข้ารับใช้ของพระเจ้า เพราะในยุคสมัยของพระนางได้กวาดล้างชาวคริสต์นิกายโปแตสแตนท์จนหมดสิ้น และทำนุบำรุงศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคให้ถึงจุดสูงสุด จนทำให้พระนางได้รับพระสมัญญานามมาจนถึงทุกวันนี้  12. พระนางมารีอองตัวเน็ต แห่งฝรั่งเศส : ผู้ได้รับสมัญญาว่า ราชินีฟุ่มเฟือย มารี อ็องตัวแน็ต เป็นเจ้าหญิงแห่งฮังการีและโบฮีเมีย อาร์ชดัชเชสแห่งออสเตรีย อดีตพระราชินีแห่งฝรั่งเศส และนาวาร์ (แคว้นบาสก์ในปัจจุบัน) รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า มารี-อ็องตัวแน็ตแห่งออสเตรีย ถูกประหารด้วยกิโยตีนระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส พระนางใช้เงินท้องพระคลังดั่งเศษกระดาษ ทุกวันต้องมีงานเลี้ยง เครื่องประดับต้องเเบรนด์เนมเท่านั้น น้ำหอมต้องน้ำหอมอย่างดี เสื้อผ้าต้องสวยหรูที่สุด อาหารต้องเลิศรสที่สุด เฟอร์นิเจอร์ต้องใหม่เอี่อมที่สุด และอื่น ๆ อีกมากมาย จนทำให้เกิดการจลาจลขึ้นที่ฝรั่งเศศ ผลสุดท้ายคือพระนางและพระสวามี พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดนโทษประหารด้วยกิโยติน โทษฐานทำให้ฝรั่งเศสยากแคล้นอย่างมากจนประชาชนล้มตาย เพราะความอดอยาก อ่านเพิ่มเติม : พระนางมารีอองตัวเน็ต แห่งฝรั่งเศส เรียบเรียงโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยนะคะ) ขอบคุณข้อมูล alexiasinclair.comhogwartsthai.com/forum/index.php?showtopic=13763, http://th.wikipedia.org,http://th.wikipedia.org

10 นิสัยสุดเจ๋ง ที่นักธุรกิจอายุน้อยมีเหมือนกัน จนประสบความสำเร็จ
นักธุรกิจ /  สุดเจ๋ง / 

ถ้าพูดถึงมหาเศรษฐีหมื่นล้าน เราก็มักจะมองไกลไปถึงคนที่มีอายุวัยทำงานมานาน และผ่านประสบการณ์มาเยอะจนประสบความสำเร็จได้ถูกต้องไหมคะ แต่ในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทำให้สิ่งที่น่าจับตามองคือคลื่นลูกใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามาแทนที่ และสามารถตอบโจทย์โลกแห่งเทคโนโลยีนี้จนประสบความสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น คำถามที่หลายคนอยากรู้คำตอบก็คือ พวกเขาทำได้ยังไง และมีความคิดอย่างไรในการมองธุรกิจ ถึงได้กล้าทำ กล้าเสี่ยงที่จะลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ งั้นอย่ารอช้าเราไปติดตามเรื่องน่าสนใจ 10 นิสัยสุดเจ๋ง ที่นักธุรกิจอายุน้อยมีเหมือนกัน จนประสบความสำเร็จ นี้พร้อมๆ กันเลยค่ะ 10 นิสัยสุดเจ๋ง ที่นักธุรกิจอายุน้อยมีเหมือนกัน จนประสบความสำเร็จ 1. ทำ “เร็ว” ทุกคนมีไอเดียดีๆ ได้โดยเฉพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่เพิ่งจบ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าตัดสินใจทำมันได้ “ไว” พอก่อนที่คนอื่นจะทำไอเดียนั้นให้เป็นจริงก่อนคุณ ลองนึกภาพสิ ถ้า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก Mark Zuckerberg สร้างเฟสบุ๊ก Facebook ช้ากว่านั้นอีกซัก 2-3 ปี มันจะเป็นอย่างไร เขาอาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น พอได้ไอเดียแล้ว “ทำทันที” เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร 2. สร้าง “ทีม” ให้แกร่ง ไม่ว่าคุณอยากจะสร้างอาณาจักรที่แข็งแกร่งขนาดไหน แต่จะทำให้สำเร็จได้เพียงลำพังนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก สิ่งสำคัญที่จะคอยช่วยเหลือและสนับสนุนเราก็คือ “ทีม” ตอนที่ Steve Jobs ก่อตั้ง Apple เขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาคนเดียว ทีมของเขา ช่วยเขาสร้างมันขึ้นมา และช่วยเหลือเขา เพราะไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่างหรอก เชื่อสิ จนวันที่สตีฟ จอบส์ไม่อยู่ ทีมงานที่อยู่ทุกคนก็สามารถพา Apple ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เขาวางไว้ได้ 3. ไม่หยุดอยู่กับที่ ให้ความสำเร็จ “สร้าง” ความสำเร็จไปเรื่อยๆ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม Google ไม่หยุดอยู่แค่ Google แต่เขายังเป็นเจ้าของเว็บไซต์อื่นๆ อีก อาทิ YouTube เพราะนักธุรกิจเหล่านี้ ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จไปแล้ว เขาเอาความสำเร็จที่เกิดขึ้น สร้างความสำเร็จต่อไปไม่หยุดสิ้น 4. พวกเขาเป็นนักคิดอิสระ แจ็ค หม่า Jack Ma นักธุรกิจหมื่นล้านคนจีน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ อาลีบาบา Alibaba คือตัวอย่างที่ดี ตอนที่เขามีไอเดียเว็บไซต์นี้ตอนแรก เขาเชิญเพื่อนนับยี่สิบคนมาที่บ้าน เพื่อเล่าไอเดียให้ฟัง มีเพียงคนเดียวที่เห็นด้วย นอกนั้นคัดค้านหมด และแนะนำให้เขาอย่าลาออกจากงานเพื่อทำสิ่งนี้ และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ เพราะการยืนหยัดในความคิดของตัวเองในวันนั้น และไม่กลัวที่จะยืนอยู่คนเดียว นับเป็นลักษณะนิสัยที่พบบ่อยของคนที่จะประสบความสำเร็จ 5. ฝันให้ “ใหญ่” ไว้ก่อน! คนพวกนี้ไม่เคยฝันอะไรเล็กๆ เขาคิดการใหญ่ และไม่เคยให้ความยิ่งใหญ่ของมันมาทำให้เขากลัว โดยในทุกๆ วันเขาจะทำสิ่งเล็กๆ ทีละก้าวที่เขาทำได้ แต่สายตาต้องมองไปที่เป้าใหญ่ปลายทางเสมอ เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง 6. ทำสิ่งที่พวกเขาปราถนา คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ทำสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ หรือฝืนทำ แต่เขาต้องทำในสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขารัก เพราะบางที การที่ไอเดียหนึ่งๆ ดีนั้น แต่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน อาทิ ตอน Steve Jobs พยายามโน้มน้าวให้เพื่อนของเขา John Sculley ที่มีการงานมั่นคงใน Pepsi ออกมาร่วมงานกับเขาใน Apple นั้น เขาบอกเพื่อนเขาว่า “นายอยากทำงานขายน้ำอัดลมไปตลอดชีวิต หรือนายอยากมาเปลี่ยนโลกกับฉัน” ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และรักในสิ่งที่เขากำลังจะทำมากเลยทีเดียว! 7. มุ่งมั่น ไม่วอกแวก เมื่อมีการสัมภาษณ์พนักงาน Facebook หลายๆ คนเกี่ยวกับการทำงานของ Mark Zuckerberg คำตอบที่ได้ยินมามากที่สุดคือ Mark เป็นคนที่ “มุ่งมั่น” มากๆ เขามีเป้าหมายเดียวคือทำให้โลกทั้งใบ กับคนหลายพันล้านคน เชื่อมเอาไว้ในเว็บไซต์ของเขา และการตัดสินใจทุกอย่างของเขา มีขึ้นเพื่อเป้าหมายนี้เป้าหมายเดียว และนั่นทำให้เขามีวันนี้ได้ ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของผู้นำ 8. พวกเขารักการเรียนรู้ การที่คุณ “รวย” หรือ “ประสบความสำเร็จ” ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณควรหยุด “เรียนรู้” และนี่คือ สิ่งที่คนเหล่านี้มี พวกเขารักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต พวกเขาจัดสมนาบ่อยๆ เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานอื่น องค์กรอื่น เพราะเขาคิดว่า ไอเดียดีๆ จะมาจากที่ไหน เวลาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น การเปิดรับตลอดเวลา คือสิ่งที่ฉลาดที่สุด 9. พวกเขารักการเรียนการสอน วิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการทำให้คุณเก่งขึ้น มีทักษะในเรื่องที่คุณทำมากขึ้น คือการถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง และนี่คือสิ่งที่นักธุรกิจเหล่านี้เป็น เขาจะสอนๆๆ คนในทีมของเขา ซึ่งนอกจากการทำให้คนในทีมเก่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมอีกด้วย 10. ไม่กลัวที่จะ “ล้มเหลว” ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาไม่กลัวว่าจะล้มเหลว บิล เกตส์ Bill Gates เคยบอกไว้ว่า “มันเป็นเรื่องดีที่คุณสามารถฉลองในความสำเร็จได้ แต่คุณไม่ควรลืมที่จะใส่ใจในความล้มเหลวของคุณ เพราะการเรียนรู้จากความล้มเหลวเนี่ยแหละ คือสิ่งที่จะทำให้คุณก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ” เป็นยังไงคะ กับ 10 นิสัยสุดเจ๋ง ที่นักธุรกิจอายุน้อยเค้าคิดและเป็นกัน เพื่อนๆ น้องๆ วัยรุ่นสามารถนำไอเดียเหล่านี้ไปปรับใช้หรือวางแผนชีวิตล่วงหน้าได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยนะคะ ไม่แน่นะว่า คุณเองอาจจะเป็น นักธุรกิจร้อยล้าน ที่มีอายุน้อยคนต่อไปก็เป็นได้... เรียบเรียง teen.mthai.com ข้อมูล : Lifehack, kiitdoo