ข้อห้าม

พลังใจล้วนๆ หนุ่มลดน้ำหนัก 43 กิโล สู้โรคร้ายออกกำลังกายทั้งๆ ที่ป่วย
Diet /  Fitness / 

เรื่องสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากดั่งคำกล่าวที่ว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ Men.MThai จึงขอพาไปดูเรื่องราวดีๆ ของคุณ Bankba สมาชิคเว็บ Pantip หนุ่มวัย 35 ปี คนนี้ที่ลดน้ำหนัก 43 กิโล ใน 10 เดือน เพราะเป็นโรคอ้วนและตามมาด้วยโรคต่างๆ มากมาย จึงทำให้เขาหันมาดูแลตัวเองและออกกำลังกายสู้กับโรคต่างๆ ลองไปชมประสบการณ์การลดน้ำหนักดีๆ ของหนุ่มคนนี้กัน ผมอายุ 35 ปี สูง 178 นี่ผมเองครับ ลุงอ้วนแก่นี่หละผมเอง ตอนนั้นหนักราวๆ 132 กิโลกรัม BMI 41.66 เป็นโรคอ้วนขั้นสูงสุดครับ เรื่องสุขภาพ  เมื่อมีนาคมปีที่แล้ววันนึง ผมต้องกินยาวันละ 4-5 เม็ด เพื่อบรรเทาอาการขอโรคต่างๆ ดังนี้ ภูมิแพ้  อันนี้ต้องพ่น สเตียรอยด์ ตอนเช้าทุกวัน เพื่อให้ ร่างกายไม่แพ้ฝุ่น เพราะตื่นเช้ามาจะทรมานมาก เพราะหายใจไม่ออก ต้องหายใจทางปาก ไปหาคุณหมอ คุณหมอว่า ต้องพ่นยา + กินยาไป ตลอดชีวิต แล้วให้ดูแล้วห้องนอนไม่ให้มีฝุ่น ทำให้ตอนเช้าๆ จมูกตีบ หายใจไม่ออก เจ็บคอเพราะ กรน+หายใจทางปาก พอพ่นยาแล้วอาการก็ดีขึ้นบ้าง แต่ถ้าช่วงไหนมีไข้หรือเป็นหวัดอาการก็จะทรุดมาก ความดันสูง+ไขมันในเลือดสูง อันนี้ หมอให้กินยาลดไขมันในเลือด แถมโดนเพิ่มปริมาณยา เพราะปริมาณเดิมเอาไม่อยู่  ส่วนความดัน ก็ไปถึง 150-160 / 100-110 บ่อยๆ ช่วงก่อนหน้านี้บวชพระก็ลำบากมาก เพราะบวชสายธรรมยุติ เดินบิณฑบาต หลายกิโล ต้องพ่นยาที่เท้าก่อนออกบิณฑบาต จนกินยามาได้ซัก 2 ปีกว่า เวลาจะไปไหนมาไหนที ยาเป็นถุงๆครับ  ร่างกายแย่มาก เตะบอลนิดเดียวก็จะเหนื่อยมาก แทบขาดใจเลย เวลาไปเที่ยว เดินนิดหน่อยก็จะเหนื่อยมาก เที่ยวไม่สนุก เป็นภาระ คนอื่นคอยเป็นห่วงสุดท้ายกลับมาจากเที่ยวญี่ปุ่นก็เลยคิดว่ายังไงก็ต้องลดให้ได้ เลยเริ่มหาข้อมูลการลดน้ำหนัก  แต่ครั้นจะไปหาเทรนเนอร์เข้าฟิตเนส ก็คงจะไม่ไหว แต่ก็ยังโชคดี ที่ทำงานมีพี่คนนึง เป็นนักเพาะกายดีกรี รองแชมป์กีฬาแห่งชาติ ก็เลยได้ที่ปรึกษาชั้นดีโดยไม่ต้องเสียเงิน จาก จุด start ในวันนั้น คือ 132 อย่างที่ บอก มาดูพัฒนาการความอ้วนครับ สารแรกที่ผมประมวลได้หลังจากที่หาข้อมูล  คือ *** ห้ามอดอาหารห้ามงดแป้ง กินให้เป็นปกติ แต่ให้ใช้เวทเทรนนิ่ง และ คาดิโอ ควบคู่กันไปในการลดความอ้วน *** *** นำหนักที่เหมาะสมในการลดความอ้วนคือ0.5-3 กิโล ต่อเดือน*** ตอนนั้นหนักมากครับวิ่งไม่ได้ ก็ใช้คาดิโอด้วยการปั่นจักรยาน  แล้วก็ซิทอัพจากเครื่องซิทอัพ  ที่มีที่ดึงแล้วก็มีเครื่องยกเหล็ก แบบที่ไว้ดึงๆ ดันๆ  ก็เริ่มเล่นจากวันละ 40 – 60 นาที อาทิตย์ละ 3-5 วัน  แรกๆ นี่น้ำหนักลงไวมากครับ ไม่ถึงเดือนลงไป 7 กิโล  แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะน้ำหนัก 132 นี่คือชั่งหลังจากกลับมาจาก ญี่ปุ่นแบบว่ากินเพียบมามาก พอมากินปกติ + ออกกำลังกายนี่แรกๆ น้ำหนักเลยลดมาค่อนข้างเยอะ แรกๆที่เล่นทรมานมากครับ เดี๋ยวเนื้อตึง เดี๋ยวตะกริวขา  ที่ทรมานที่สุด คือตะคริวหน้าท้องครับ ยืนยังไม่ได้เลยปวดมากครับ ช่วงแรกๆ นี่ยังนอนดึกตามปกติครับ 5 ทุ่ม ถึงตี 1 ตื่นตี 5 ดูละครบ้าง ซีรี่ย์บ้าง เล่นเกมส์บ้าง  กินก็เลิกพวกน้ำหวาน น้ำอัดลม ของหวาน มื้อเย็นนี่ก็กินบ้างไม่กินบ้าง แต่หมูกระทะ  แฮมเบอร์เกอร์ยังมาเต็มครับ ไปกินบ่อยๆ ใช้ชีวิต แบบนี้มาราวๆ 7 เดือนครับ น้ำหนักลงไปราวๆ 20 กิโลครับ ช่วง 7 เดือนนี้ หักดิบครับ  คือเลิกทานยาทุกอย่างเลย  แต่ความดันลงครับ  อยู่แถวๆ 140/105 แต่ที่ชัดเจนเลยคือ หัวใจเต้นช้าลง จากปกติเคยเต้น 100 นิดๆ ก็มาเหลือแค่ 80 กว่าๆ ในช่วงปกติแต่ที่มหัศจรรย์เลยคือ  ตอนเช้าจมูกไม่ตีบแล้วครับ  หายใจคล่อง  แต่ยังมีอาการภูมิแพ้อยู่บ้างเวลามีฝุ่นมากๆครับ ยังจามอยู่ กางเกงเริ่มหลวมครับ ลงมาใส่ 42 40 ตามลำดับ เริ่มรื้อกางเกงเก่าๆ  มาใส่ครับ อันนี้ยาที่ต้องกินทุกวันครับ แค่บางส่วนนะครับ มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเลย  คือช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วครับ  ผมเข้าโรงพยาบาลครับ  เพราะ มีอาการปวดท้องรุนแรงร้าวไปหลัง แรกๆ หมออายุรกรรม วิเคราะห์ว่าเป็นกระเพาะครับ  ช่วงนี้ น้ำหนักจะลดเยอะเลยเพราะทานอะไรไม่ค่อยได้  อาการก็เป็นๆหายๆ  สุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาลใหญ่ครับ  เช็คละเอียดอีกทั้งอัลต้ราซาวด์ และ MRI ก่อนป่วยคือหนัก 110 จำได้เลยว่าวันที่  20 พย. 2015 ผลอัลตราซาวด์ออกมาก่อน และหมอวิเคราะห์ว่ามีนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนหมอศัลย์ดูแล้วส่งไปทำ MRI เพราะ บอกว่า ตับแปลกๆ  แต่ไม่ได้บอกอะไรมาก  ได้คิว mri ปลายๆ ธันวาครับ แล้วก็นัดตรวจเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ตอนนั้นกังวลมากครับ สงสัยว่าอะไรคือ ตับแปลกๆ  มะเร็งตับ ฝีในตับ  ตับแข็ง  คือไม่ว่าจะเป็นอะไรก็หนักหน่วงทั้งนั้นครับ ส่วนผลปัสสาวะ มีโปรตีนรั่วครับ นาทีนั้นเลยตัดสินใจเด็ดขาดครับ  ถ้าจะป่วยหนักต้องเตรียมร่างกายไว้สู้กับโรคภัยครับ  ก็เลยเพิ่มเวลาการออกกำลังกาย เป็น 1-1.5 ชม. และ 6 วันต่อสัปดาห์  แน่นอนครับ  ปวดร้าวไปหลัง ยกเวทไม่ไหวแน่ แต่ก็พยายามทำท่าอื่นๆ และคาดิโอให้มากขึ้น  ทำทั้งๆ ที่ยังนอนเจ็บอยู่เลยนี่หละครับ แต่อันนี้ สำคัญมากครับ  ผมเน้นเลยนะครับ เพราะผมเชื่อว่า น่าจะมีส่วน  มากๆเลยครับ  เรื่องการกินครับ พอช่วงที่ป่วยเนี่ย  เนื่องจากถุงน้ำดีมันจะทำงานเวลาร่างกายต้องการน้ำดีไป ย่อยไขมันครับ   ดังนั้นช่วงป่วยนี่ผมไม่กล้าทานอะไรเลย  แอ๊ปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้มทั้งวันครับ เพราะกลัวเจ็บไปหมดครับ  เต็มที่คือ ต้มผักกินสุกี้เอาครับ และจากการหาข้อมูลทำให้ได้รู้ว่าพวกอาหารแปรรูปทั้งหลาย ผงชูรส ของหมักดอง น้ำปลา ไม่ดีกับไต ผมก็เลยเลิกขาดทุกชนิครับ สุดท้ายกินแค่ สุกี้ ผักต้ม ปลาปิ้ง ผลไม้สด ผักสด ในช่วงเดือนนี้ป่วยซะมากครับ วันที่ 20 ธ.ค. น้ำหนักคือ 99 ครับ  ต่ำกว่า 100 แล้ว  แต่ ไม่มีแรงครับ เวทที่เคยยกได้ก็ยกไม่ได้ครับ ต้องยกที่น้ำหนักน้อยลง แต่ที่เพิ่มแน่นอนคือพักผ่อนครับ  ตอนนี้เริ่มนอน 2-4 ทุ่มครับ ตื่นตี 5 เหมือนเดิม พออาการปวดเริ่มลดลง  ก็เริ่มกินมากขึ้นครับ นับๆ ดูให้ได้ ซํก 2 พัน แคลในแต่ละวัน   ใช้วิธีกินบ่อยๆครับ  เช้า 7 โมง กลางวัน 11 โมง บ่ายๆกินผลไม้ครับ เย็นก็กินผลไม้บ้าง บางทีออกกำลังกายกลับมาดึกอาบน้ำเสร็จก็นอนเลย หลังจากอาการเริ่มดีขึ้น  ผมก็อัดเวลาออกกำลังเพิ่มไปอีกครับ แต่เพิ่มแค่วันหยุดนะครับ วันธรรมดาไม่มีเวลาแล้ว คือวันหยุดปกติเช้าจะไปวิ่งประมาณ 15-30 นาที รวมวอร์ม + คูลดาว เย็นก็เล่นฟิตเนส + คาดิโอ อีก 2-3 ชม. เรื่องการกิน คือ ไม่กินอาหาร ทอด + ผัด ก็กิน ต้ม นึ่ง แกง(ไม่กะทิ) เท่านั้น อาหารแปรรูปทุกชนิดเลี่ยงครับ กินจืดไม่ปรุงเพิ่ม เลิกน้ำปลา ดังนั้นเมนูผม จะเป็นอะไรที่หากินง่ายๆได้ทุกวันครับ  เช่น สุกี้ (ไม่เอาน้ำจิ้มสูตรเต้าหู้ยี้ ถ้าไม่มีก็ไม่ซดน้ำ) แกงส้ม พะโล้ กินแต่ไข่ เพราะน้ำมันเค็ม แกงเห็ด ส้มตำ ลาบ ยำ แกงป่า แกงไตปลา สลัด+ปลาทูน่าไม่ใส่น้ำสลัดกินมันเขียวๆนี่หละ ข้าวโพดหวานต้ม ก๋วยเตี๋ยว ขนมปังโฮลวีต แอปเปิ้ล กล้วย ทานวันละ 2 มื้อครับ คือ 7โมงกับ 11 โมง ถ้าหิวบางวันบ่ายๆก็กินผลไม้หรือ ขนมปังครับ พอกินมากขึ้น เริ่มยกน้ำหนักได้มากขึ้นครับ  ยกเวทได้ที่น้ำหนักเท่าเดิมแล้วแต่วันไหนที่ปวดครบทุกส่วนของร่างกายก็จะพักครับ คือ ปวดใต้ซี่โครง ปวดข้างๆหน้าอก ปวดต้นขาด้านหลัง  ก็จะพัก1-2วันครับ  เท่ากับว่าจะเล่น 4-6 วันพัก1-2 วันครับ เรื่องสุขภาพ ความดันลงเยอะมาก จนวันที่ไปทำ MRI พยาบาลบอกเลยว่าอย่าให้ต่ำลงไปถึงขนาด 80-90 /60-70  มันจะวูบ แล้วก็จริงๆ ด้วย เพราะช่วงที่ผมป่วยหนักและกินไม่เป็นปกตินั้น ความดันต่ำมากครับ และก็วูบบ่อยๆ  แต่ตอนนี้ความดันปกติแล้วครับ คือ 120+/ 80+ บางทีตัวล่างก็วิ่งไปถึง 90 นิดๆครับ แต่ก็ไม่เกินนี้ ภูมิแพ้ แทบไม่มีอาการแล้วครับ ยกเว้นเวลาไปที่ที่แบบฝุ่นมากจริงๆ จะมีจามบ้าง ล่าสุด เมื่อ วังอังคารที่ผ่านมาหมอนัดตรวจแล้ว  ตับเจอซีสครับ เซนกว่าๆ ถุงน้ำดียังมีอาการบวม แต่เนื้อตับไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแข็ง  สุดท้ายหมอนัด ตัดถุงน้ำดีสิ้นเดือนครับ อ่านมาถึงตรงนี้  ใครมีคำแนะนำช่วงพักฟื้นก็ดีนะครับ ว่า ช่วงที่แผลยังไม่หายผมออกกำลังกายท่าไหนได้บ้าง ผมกลัวกลับไปอ้วนอีกครับ ส่วนเรื่องเสื้อผ้า ใส่ไม่ได้ครับ อันนี้ตัวอย่างเสื้อตัวเก่ากับเสื้อใหม่ครับ ตอนนี้ลำบากมากครับ เพราะเสื้อเก่าๆ ใส่ไม่ได้แล้วต้องไปรื้อเสื้อเก่ามากๆมาใส่  ถ้าซื้อใหม่ บางตัวก็ M บางตัวก็ L ครับพวกเสื้อเชิ้ตก็ xl พวก 4-6 xl ใส่ไม่ได้แล้วครับกางเกง เข็มขัดเอาไม่อยู่ครับ บางเส้นเอาไปเจาะเพิ่ม 4 รูก็ยังใส่ไมได้ ตอนนี้ ใส่เอว 34-36 ครับ ผมมี เหตุผลเป็นร้อยอย่างที่คิดว่าอ้วนแล้วมีความสุข ร่าเริง อารมณ์ดี ที่สำคัญไม่หนักหัวใครด้วย แต่เชื่อผมเถอะครับ ความเจ็บป่วยมันทรมาน หันมาดูแล สุขภาพเถอะครับ  อ้วนแล้วไม่หนักหัวใครหรอกครับ หนักหัวตัวเองกับคนรอบข้างนี่แหละ โรครุมเร้า ร่างกายอ่อนแอ ผมคิดว่า มี 3 อย่าง ที่ควรดูแลให้เหมาะสม คือ การกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย เท่าที่สังเกตุหลังจากวันพักนี่น้ำหนักลงแบบฮวบๆ หลายขีดเลยครับ  Men.MThai ขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพ จากคุณ Bankba สมาชิคเว็บ Pantip ที่มา http://pantip.com/topic/34765786

อบอุ่นกว่าทุกครั้ง! 5 ภาพยนตร์รักที่จะเปลี่ยนวาเลนไทน์ให้มีความหมาย
Yes or No...อยากรัก ก็รักเลย /  ความรัก / 

9 เดือนที่เราได้รับความรักจากแม่อย่างอบอุ่น เรากำเนิดขึ้นมา เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ และมีชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น ได้รู้จักกับผู้คนมากมาย เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดี และพัฒนาความรู้สึกนี้เป็นความรักที่สวยงาม ความรักของแต่ละคนมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป วาเลนไทน์นี้มาทำความรู้จักกับความรักในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านภาพยนตร์ 5 เรื่องต่อไปนี้ที่จะทำให้มุมมองความรักกว้างขึ้น และเข้าใจความรักของคนอื่นมากขึ้น แสงแดดที่สาดลงมากระทบพื้นในยามเย็น ขณะที่เรากำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน ทุกวินาทีเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจอยู่ในหัว เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ว่าด้วยเรื่องราวของผู้หญิงที่ชื่อ “น้อยหน่า” เธอส่งการ์ดแต่งงานมาหา “เจี๊ยบ” เพื่อนผู้ชายในวัยเด็กของเธอ เมื่อเขาเห็นการ์ดแต่งงานใบนี้ ใบหน้าอันเลือนลางของเด็กหญิงน้อยหน่าก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ และภาพเหตุการณ์แห่งความสุขในวัยเยาว์ก็พร้อมจะเล่นย้อนให้เขาได้ดูอีกครั้ง ความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเขาและเธอได้ใกล้ชิดกันและมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ความรักครั้งแรกของใครหลายคนในวัยเด็ก อาจไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นความรักที่แท้จริงหรือไม่ รู้แค่ว่าได้อยู่ใกล้กับเธอ ได้เห็นเธอ และได้ยินเสียงของเธอในทุก ๆ วัน ก็เพียงพอแล้ว เมื่อชีวิตเริ่มเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น บ่อยครั้งที่เราจะรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว แม้จะมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ มากมาย เป็นไปได้ไหมที่จะมีใครสักคนที่เข้าใจเราและดูแลหัวใจของเราที่แสนอ่อนล้า ใครสักคนที่เป็นได้มากกว่าเพื่อน แต่ด้วยข้อจำกัดจากการทำงาน อาจทำให้ใครสักคนที่ว่านั้นยังไม่เดินมาหาเราสักที และวันหนึ่งเมื่อฟ้าเป็นใจ สายใยพันผูก ด้ายแดงกระตุกเข้าหากัน ก็ถึงเวลาที่จะได้พบกันคนนั้น เหมือนในภาพยนตร์เรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ว่าด้วยเรื่องราวของ “เหมยลี่” สาวโสดวัย 30 ปี ที่มีชีวิตการทำงานไม่ต่างจากคนทั่วไป กระทั่งวันหนึ่งประสบอุบัติเหตุขับรถไปชนร้านขายโจ้ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รู้จักกับผู้ชายที่ชื่อ “ลุง” หนุ่มวิศวกรรถไฟฟ้าที่ใช้ชีวิตแตกต่างจากเธอโดยสิ้นเชิง ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างช้า ๆ กระทั่งหัวใจของเธอตัดสินใจแล้วว่าเขาคนนี้คือผู้ชายที่เธอจะต้องคว้าไว้ให้อยู่มือ บางทีความรักก็อาจจะเป็นใครสักคนที่เข้ามาในชีวิตโดยที่เราไม่ทันตั้งตัวก็ได้นะ ความรักบนโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงความรักระหว่างหญิงและชายอีกต่อไป แต่ยังมีความรักของคนที่มีเพศสภาพเดียวกันอีกด้วย ผู้ชายก็สามารถรักและชื่นชอบผู้ชายด้วยกันเอง เคยมีคำกล่าวที่ว่ารักแท้แพ้ใกล้ชิด และความใกล้ชิดนี้เองที่ทำให้ความรักทำหน้าที่ของมันไปโดยธรรมชาติ การได้อยู่ด้วยกัน เป็นเพื่อนรักกัน สู่การผันแปรเป็นความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน เหมือนในภาพยนตร์ รักแห่งสยาม ว่าด้วยเรื่องราวของ “โต้ง” และ “มิว” เพื่อนสนิทที่บ้านอยู่ตรงข้ามกัน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ครอบครัวของโต้งต้องย้ายบ้านไป เวลาเลยผ่าน ทั้งสองได้กลับมาพบกันอีกครั้งที่สยาม เกิดเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ทั้งสองได้กลับมาเติมเต็มให้กันอีกครั้ง กระทั่งพัฒนากลายเป็นความสัมพันธ์ที่เกินคำจำกัดความคำว่า “เพื่อน” ไป แม้ทั้งสองคนจะมีผู้หญิงที่เข้ามาเกี่ยวพันก็ตาม นำพาไปสู่การค้นหาตัวเอง และเลือกที่จะทำตามที่เสียงหัวใจเรียกร้อง ท้ายที่สุดหัวใจของเด็กผู้ชายทั้งสองคนก็ไม่ปฏิเสธที่จะเชื่อมถึงกัน ผู้หญิงเองก็สามารถรักและชื่นชอบผู้หญิงด้วยกันเองได้ เหมือนภาพยนตร์เรื่อง Yes or No อยากรัก ก็รักเลย ว่าด้วยเรื่องราวของ “พาย” หญิงสาวที่ต้องมาอยู่หอพักห้องเดียวกันกับ “คิม” หญิงสาวที่ดูภายนอกเหมือนทอม แต่คิมปฏิเสธว่าไม่ได้เป็น แต่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกทำให้พายไม่สนิทใจ และไม่รู้สึกถูกชะตาด้วย สก็อตเทปสีแดงจึงเป็นเส้นแบ่งเขตไม่ให้ต่างฝ่ายต่างก้าวล้ำกัน คิมเริ่มเข้าหาด้วยความเป็นมิตรและจริงใจจึงทำให้พายยอมใจอ่อน เส้นแบ่งเขตจึงไม่มีความหมายอีกต่อไป และเป็นเพื่อนกันได้ในที่สุด เมื่อใกล้ชิดกันมากขึ้น ความรู้สึกของทั้งสองก็พัฒนาจนมากกว่าคำว่า “เพื่อน” ผีเสื้อเริ่มบินวนในท้อง เกิดเป็นความรักครั้งใหม่ในห้องเล็ก ๆ ห้องนั้น อีกหนึ่งตัวแทนความในใจของใครหลายคนที่อยากให้ทุกคนได้รู้จักกับรักอันบริสุทธิ์ที่เพศสภาพเดียวกันมีให้กัน และความรักที่สวยงามไม่ได้มีเฉพาะความรักของชายและหญิงอีกต่อไป เมื่อถึงเวลาที่มนุษย์ต้องละจากร่างกายไป กลายเป็นเพียงจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กระนั้นความรักก็ยังคงอยู่ เหมือนภาพยนตร์เรื่อง พี่มากพระโขนง ว่าด้วยเรื่องราวของ “มาก” ชายหนุ่มที่ถูกเกณฑ์ไปรบในช่วงสงครามยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ทิ้งให้ ”นาก” ภรรยาตนที่ตั้งท้องอยู่บ้านเพียงลำพังรอคอยวันที่สามีตนกลับมา เมื่อมากมาถึงก็เกิดข่าวลือว่านากตายพร้อมลูกในท้อง ความที่รักภรรยามากจึงไม่เชื่อ เพราะนากยังคงใช้ชีวิตอยู่กับตนและลูกอยู่ตลอดเวลา เพื่อนของมากและชาวบ้านพยายามบอกความจริงเรื่องนี้ให้ฟัง หลังจากที่มากได้ฟังแล้วมากจึงได้บอกความในใจของตนออกมาให้ทุกคนได้ฟังบ้าง กลายเป็นหนึ่งความรักที่สุดแสนประทับใจ เรียกน้ำตาให้เอ่อล้นพร้อมทั้งรอยยิ้มได้อย่างซาบซึ้ง สุดท้ายแล้วไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในสถานะใดความรักยังคงอยู่ ยังคงรัก และคิดถึงกันตลอดไป จากภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่อง ที่มีเรื่องราวความรักแตกต่างกันออกไป รักในวัยเด็กที่ซื่อตรงและจริงใจ รักวัยผู้ใหญ่ที่เข้าใจกันมากขึ้น รักที่ก้าวข้ามคำจำกัดความของเพศชายและหญิง และรักระหว่างมนุษย์และจิตวิญญาณ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม “รัก” ทำให้เรามีความรู้สึกที่ดี และเติมเต็มให้เราพร้อมก้าวเดินต่อไปในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต หนึ่งภาพสามารถแทนคำพูดได้เป็นล้านคำ หนึ่งคลิปวีดิโอสามารถแทนเรื่องราวได้เป็นล้านเรื่อง คลิปวีดิโอนี้จะเปลี่ยนทัศนคติของความรักเก่า ๆ ทิ้งไป ความรักมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ความรักไม่มีนิยาม อย่าให้เพศ อายุ เชื้อชาติ ความบกพร่องทางร่างกาย และศาสนามามีอิทธิพลเหนือความรักอันบริสุทธิ์ที่เรามี สุดท้ายนี้ขอให้วาเลนไทน์มีความหมายกับทุกคนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

จะออกไปแตะขอบฟ้า ชมเครื่องบิน ที่หาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต
ชมเครื่องบิน /  ที่เที่ยวจังหวัดภูเก็ต / 

มาอีกหนึ่ง Unseen ชมเครื่องบินลงจอดแบบใก้ลแค่เอื้อม ที่หาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต พิกัดลายแทงการเดินทาง สำหรับการเดินทางไปที่นั่น ง่ายมากซึ่ง มาได้ 2 ทางเลือก คือ 1. เดินมาจากอุทยานสิรินาถ ซึ่งไกลมากๆ 2. กับอีกทางคือ เลาะทางข้างโรงแรม Centara Grand มาครับ ซึ่งรถจะเข้าไปถึงที่เลย ตั้ง GPS ไว้ที่ 8.113600, 98.302421 พอถึง ก็จอดรถใต้ต้นสน บริเวณที่เป็นพื้นหญ้า อย่าไปไกล เดี๋ยวติดหล่มขึ้นไม่ได้ ช่วงเวลาที่ไป ช่วงเวลาที่ไปคือ ควรเป็น ช่วงเช้า ถ่ายง่ายกว่า เพราะว่าถ่ายตามแสง หน้าไม่มืด ให้ดีควรมี Application : Flightradar24 เช็คดูเครื่องบินขึ้นลง จะได้ไปไม่เสียเที่ยวเพราะการลงจอด (Landing) ของเครื่องบิน จะขึ้นอยู่กับทิศทางลม (การลงจอดจะต้องต้านลม) ถ้าลมเปลี่ยนทิศ ก็จะทำไม่เห็นการแลนด์แบบประชิดเหมือนในภาพ จะได้เครื่อง Take off แทน ซึ่งไม่ตื่นเต้นเท่า ซึ่งช่วงนี้จนถึงเดือนมีนาคม เราจะได้เห็นเครื่องบินลงจอดทางฝั่งทะเลบ่อย นอกเหนือจากนั้นอาจจะยาก *** ข้อควรปฏิบัติ *** - ช่วงนี้มีคนมาเที่ยวที่นี่เยอะขึ้นมาก เนื่องจากกระแส Social Network จึงทำให้ปัญหาเรื่องขยะตามมา ช่วยกันรักษาความสะอาดกันด้วยจ้า - พยายามอย่าปีนขึ้นไปดูเครื่องบินที่รั้ว พี่ รปภ. จะเป่านกหวีดไล่ และอาจเกิดปัญหาได้ในอนาคตถ้าเรายังปีนขึ้นไปดู เค้าอาจจะปิดไม่ให้เข้าไปดูอีกก็ได้ เสียดายแย่ - ช่วงเครื่องบิน Take off จะมีลมปะทะแรงมากๆ ให้ระวังไว้ด้วย เพราะเม็ดทรายอาจกระเด็นมาเข้าตาได้ พยายามอย่าวางของเบาๆ ขยะต่างๆ วางไว้บริเวณที่มีลมจากไอพ่นผ่าน ระวังหมวก ร่ม ที่นำมา อาจทำให้ปลิวลงทะเล - ห้ามเล่น Drone (ผิดกฎหมาย), เล่นเลเซอร์, ลูกโป่ง, ห้ามโยนสิ่งของขึ้นสูง หรือ กิจกรรมต่างๆทุกชนิดที่อาจเกิดอันตรายกับเครื่องบินได้ ข้อมูลอื่นๆ - WEB เช็คทิศทางลม : http://www.windguru.cz/int/index.php?sc=255651&sty=m_spot - UNSEEN MAI KHAO BEACH, PHUKET :  GPS (8.113600, 98.302421) - VDO บรรยากาศสถานที่ : https://www.facebook.com/popumon/videos/vb.1813785478/10204034277576603/?type=2&theater&notif_t=like ขอบคุณเครดิตข้อมูลและรูปภาพสวยๆให้เราได้ชม จาก : Theerasak Saksritawee

ประคบร้อน หรือ ประคบเย็น บรรเทาโรคตา ทำถูกวิธีช่วยรักษาได้โดยไม่ต้องใช้ยา
ตาเจ็บ /  ประคบตา / 

ในหลายๆโรคหมอตาจะแนะนำประคบร้อน หรือประคบเย็นเพื่อช่วยในการรักษานอกจากยา กรณีไหนบ้างที่จะแนะนำให้ประคบร้อน? หรือ กรณีไหนบ้างที่จะแนะนำให้ประคบเย็น? และทำอย่างไรดี? ไขข้องข้องใจได้จากบทความนี้ครับ การประคบร้อน / เย็นบริเวณตา โดย นพ.คณินท์ เหลืองสว่าง ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร การรักษาพยาบาล โรคทางตา นอกจากการใช้ยาหยอดและยากินแล้ว การใช้ความร้อน/ความเย็นประคบ เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการและรักษาโรคทางตา โดยการประคบบริเวณดวงตาด้วยความร้อนช่วยทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น บรรเทาอาการปวด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทำให้ไขมันที่อุดตันต่อมไขมันที่เปลือกตาละลาย การประคบเย็นบริเวณดวงตาช่วยบรรเทาอาการคันที่เกิดจากภูมิแพ้ที่ดวงตา ทำให้หลอดเลือดหดตัวลดอาการบวมและเลือดออกจากการผ่าตัดที่เปลือกตาหรืออุบัติเหตุกระแทกบริเวณเบ้าตา ข้อบ่งชี้การใช้ "ความร้อน" ประคบตา - ตากุ้งยิง (Hordeolum) และ เปลือกตาอักเสบ (blepharitis) : เกิดจากการติดเชื้อบริเวณต่อมที่เปลือกตา ทำให้เปลือกตาบวมแดง มีหนองได้ และการอักเสบอาจลามมาที่เนื้อเยื่อข้างเคียงทำให้เปลือกตาอักเสบ (blepharitis) การประคบร้อนร่วมกับการนวดเบาๆ ช่วยบรรเทาอาการปวด และทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ตากุ้งยิงและเปลือกตาอักเสบหายเร็วขึ้น - ต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน (MGD) : เกิดจากการที่ไขมันที่ต่อมไขมันที่เปลือกตาเกิดการแข็งตัว อุดตันทางออกของน้ำตาชั้นไขมัน ทำให้ตาแห้ง แสบตา เคืองตา การประคบร้อนช่วยให้ไขมันที่อุดตันละลายออก น้ำตาชั้นไขมันออกมาเคลือบกระจกตาได้ดีขึ้น ลดอาการตาแห้ง แสบเคืองตา - ตาล้าจากการใช้คอมพิวเตอร์ (computer vision syndrome) : เกิดจากการใช้สายตาเพ่งมองคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บเล็ต เป็นเวลานานๆโดยไม่พักสายตา ทำให้เกิดอาการปวดตา เคืองตา แสบตา การประคบร้อนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา บรรเทาอาการปวดตา ลดอาการแสบเคืองตา วิธีทำที่ประคบร้อนตา วิธีที่1 - เตรียมผ้า หรือถุงผ้าสะอาด (อาจตัดเย็บเป็นรูปเข้ากับดวงตา) - ใส่ข้าวสารในถุงที่เตรียม มัดปากถุงหรือปิดปากถุงให้เรียบร้อย - นำเข้าMicowave. อุ่นให้พอร้อน 10-15 วินาที - ตรวจความร้อนว่าร้อนเกินไปหรือไม่ โดยเอามาอิงที่หลังมือ - วางประคบบนตาครั้งละ 5-10 นาที วันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น หรือตามต้องการ วิธีที่ 2 - นำผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำหมาดๆ อุ่นใน Microwave 10-15 วินาที - นำออกมาแตะหลังมือตรวจความร้อนให้พอเหมาะ - นำผ้าแห้งหรือถุงซิปล็อคมาห่อผ้าขนหนูที่ร้อนอีกที - วางประคบบนตา 5-10 นาที วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือตามต้องการ ข้อควรระวัง: ความร้อนที่มากเกินไปอาจทำให้มีแผลพุพองได้ ข้อบ่งชี้การใช้ "ความเย็น" ประคบตา - ภูมิแพ้เยื่อบุตา (allergic conjunctivitis) : เกิดจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ มีการหลั่งสารฮิสตามีนและมีสารน้ำรั่วจากหลอดเลือด ทำให้เกิดอาการคันตาและอาการตาบวม การประคบเย็นทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดการหลั่งสารฮิสตามีนและลดการรั่วของสารน้ำ ลดอาการคันบริเวณดวงตาและลดอาการบวมจากภูมิแพ้เยื่อบุตา - หลังผ่าตัดเปลือกตา : หลังการผ่าตัดเปลือกตา อาจมีเลือดออกบริเวณที่ผ่าตัดและเนื้อเยื่อรอบๆบวมช้ำ การประคบเย็นช่วยให้หลอดเลือดหดตัว เลือดแข็งตัว ลดอาการบวมช้ำและช่วยห้ามเลือด - บวมช้ำรอบดวงตาจากอุบัติเหตุ : หากเกิดอุบัติเหตุกระทบกระแทกบริเวณรอบดวงตา ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณรอบดวงตาบวมช้ำ อักเสบได้ การประคบเย็นช่วยลดการอักเสบจากอุบัติเหตุ และช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการบวมช้ำได้ วิธีทำที่ประคบเย็นตา วิธีที่ 1 - นำน้ำแข็งและน้ำใส่ในชามหรือกะลังใบเล็ก - นำผ้าขนหนูผืนเล็กมาชุบน้ำเย็นในชาม บิดให้หมาดๆ - นำผ้าขนหนูมาวางประคบบริเวณดวงตา ครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง หรือตามต้องการ วิธีที่ 2 - นำน้ำสะอาดใส่ถุงซิปล็อคแล้วนำไปแช่ตู้เย็นช่องแช่แข็ง หรือนำน้ำแข็งใส่ถุงซิปล็อค - นำถุงซิปล็อคที่มีน้ำแข็งภายในมาห่อด้วยผ้าขนหนูเปียกหมาดๆ - นำมาประคบบริเวณดวงตา ครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง หรือตามต้องการ ข้อควรระวัง: ระวังไม่ให้ถุงน้ำแข็งสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง อาจทำให้เกิดแผลจากน้ำแข็งกัดได้ (frostbite) ที่มาจาก สุขภาพตา โดย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย All About Eye by RCOPT

ดูย้อนหลัง เคพีเอ็น #25 สาย D ใครจะอยู่ ใครจะไป!?
KPN Award /  KPN AWARD 25th / 

KPN AWARD 25th THE BATTLE RETURNS วัดฝีมือ 6 ผู้เข้าแข่งขันสุดท้ายของ สาย D... ใครจะอยู่ ใครจะไป!? ลูกปลา อารียา โรจนดิษฐ์ ครูก้อย ชิดชนก มัญชุรัตน์ ขับเคี่ยวกันมาอย่างดุเดือดได้สี่สัปดาห์แล้ว! สำหรับ รายการ เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 25 เดอะ แบทเทิล รีเทิร์น (KPN Award 25th The Battle Returns) ซึ่งในแต่ละสัปดาห์นั้น ถือเป็นการรวมพล ทั้ง 'ตัวพ่อ' และ 'ตัวแม่' ให้ได้กลับมาแข่งขันร้องเพลงและพ่นไฟใส่กัน ทั้งสนุกและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในสัปดาห์นี้ สาย D พบกับ ลูกปลา อารียา โรจนดิษฐ์ เพลง Memory, ปุ้ย จิตสุดา พลับศิริ เพลง Wrecking Ball, อาร์ม ศิริพงษ์ วสุนันต์ เพลง จะบอกว่ารัก, ครูอุ้ม อริยา ประทุมทิพย์ เพลง เสียงของหัวใจ, ครูบี สุชัญญ์ญา นรปฏิพัทธิ์ เพลง First Love และ ครูก้อย ชิดชนก มัญชุรัตน์ เพลง ไม่มีใคร ...  6 ผู้เข้าแข่งขันสุดท้ายต่างโชว์น้ำเสียงกันสุดพลัง เพื่อที่จะชนะใจกรรมการได้ผ่านเข้ารอบต่อไป KPN Award 25th : The Battle Returns EP.4 (Full) - 13 Feb 2016 น่าเสียดายที่ในสัปดาห์นี้ ครูอุ้ม อริยา ประทุมทิพย์ ไม่สามารถคว้าโอกาสที่สองเอาไว้ได้ ครูอุ้ม อริยา ประทุมทิพย์ แอน ธิติมา มาเชียร์พี่สาว อุ้ม อริยา ติดตามชมและร่วมลุ้นว่าใครจะคว้าโอกาสครั้งที่ 2 ได้เป็น นักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทยประจำปี 2559 เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 25... ห้ามพลาด รายการ เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 25 เดอะ แบทเทิล รีเทิร์น (KPN Award 25th The Battle Returns) ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 17.25 น. ทาง ช่อง 3 และช่อง 33 HD และสามารถติดตามข่าวสารเคพีเอ็น อวอร์ด ได้ที่ www.kpnaward.com, www.facebook.com/kpnaward และ Instagram : @kpnaward ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ลด แลก แจก แถม!! เรือใบผุดโปรเจคใช้ 3 แข้งแลกตัว สโตนส์ แค่คนเดียว
จอห์น สโตนส์ /  ทอฟฟี่สีน้ำเงิน / 

ไม่รู้ว่าแผนการณ์ล่อใจครั้งนี้จะสำเร็จหรือเปล่า? สำหรับทาง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่พร้อมปล่อย 3 สตาร์ดังให้กับ เอฟเวอร์ตัน เพื่อแลกกับ จอห์น สโตนส์ กองหลังดาวรุ่งเลือดผู้ดีไปใช้งานแค่คนเดียว ตามรายงานจาก The Mirror ฉบับวันอาทิตย์ รายงานยังบอกด้วยว่า 3 แข้งดังที่พร้อมโดนปล่อยไปอยู่ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ก็คือ เฆซุส นาบาส, วิลเฟร็ด โบนี่ และเอเลควิม ม็องกาล่า ซึ่งทั้งหมดมีมูลค่ารวมกันราวๆ 75 ล้านปอนด์ โดยเชื่อกันว่านักเตะทั้งสามรายไม่น่าจะอยู่ในแผนการทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่จะเข้ามารับงานเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ในฤดูกาลหน้า ทั้งนี้ เอฟเวอร์ตัน เคยตัดสินใจกัดฟันปัดข้อเสนอของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยื่นเข้ามาด้วยเม็ดเงินจำนวน 45 ล้านปอนด์ ในช่วงเดดไลน์ตลาดซื้อขายนักเตะเดือน มกราคม ไปแล้ว และรอบต่อไปก็คือ ซัมเมอร์ ต้องมาลุ้นกันว่าบิ๊กโปรเจคครั้งนี้จะเกิดขึ้นบนเกาะอังกฤษหรือไม่

โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา
ที่สุดในประเทศไทย /  ประวัติศาสตร์ / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยขอนำเกร็ดความรู้ ประวัติศาสตร์ไทย มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ ซึ่งในวันนี้นี้จะเกี่ยวกับ โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา  โหดไม่แพ้ของต่างประเทศที่ทีนเอ็มไทยเคยนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันคราวก่อนเลย >,< เนื้อหาอาจรุนแรง เหมาะกับ 18+ นะค่ะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน โหดแท้! 21 วิธีประหารสมัยกรุงศรีอยุธยา  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดอีกยุคสมัยหนึ่งของไทยเรา พบว่า มีการตราบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุดคือ โทษประหารชีวิตเอาไว้ในพระไอยการกระบถศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อนจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่กฎหมายฉบับนี้มิได้มีการแก้ไขในบทลงโทษความผิดขั้นประหารชีวิตและวิธีการประหารชีวิตเลยแม้แต่น้อย คือยังคงลักษณะเดิมไว้แต่ครั้งการตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทุกประการ โดยวิธีการประหารชีวิตตามพระไอยการกระบถศึก บันทึกและอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดถึงวิธีการลงโทษประหาร 21 วิธีหรือ 21 สถาน ดังนี้ สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์ สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง) เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาเพลิงจุด สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาเพลิงจุด สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้ว ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอวและให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้งเป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้ากระทำหนังเบื้องบนให้คลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้าง ข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน (ลน) ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย สถาน 9 คือ ให้เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก (เปิด) หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย สถาน 10 คือ ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง(นำเนื้อมาชั่งให้ได้น้ำหนักหนึ่่งตำลึง:มาตราวัดสมัยโบราณ) จนกว่าจะสิ้นมังสา (เนื้อ) สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดครูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก สถาน 12 คือ ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน (เวียนเทียน) สถาน 13 คือ ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา (ลูกหิน) บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอมแล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า สถาน 14 คือ ให้เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วลาด**censor**ลงมาแต่ศีศะ (ศีรษะ) จนกว่าจะตาย สถาน 15 คือ ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยากแล้วปล่อยให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า สถาน 16 คือ ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ สถาน 17 คือ ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย สถาน 18 คือ ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อนคลอกด้วยเพลิงพอหนังไหม้แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เป็นริ้วน้อยริ้วใหญ่ สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย เกร็ดความรู้  เรื่องเล่าจากลานประหาร การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในทุก ๆ ประเทศ ที่มีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งถ้าหากใครได้อ่านหรือศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ซักครั้ง คงจะรู้สึกไม่ต่างกันหรอกค่ะว่า แม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีเครื่องมือประหารชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่ความรุนแรง หรือความซาดิสม์นั้นไม่ได้ต่างกันเลย เพราะไม่ว่าจะใช้เครื่องมือไหน ๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือทรมานคนผิดอย่างเลือดเย็นแล้วปล่อยให้เจ็บปวดตายไปในที่สุด ในประเทศไทยก็เช่นกัน โทษประหารที่เคยทำกันมาตั้งแต่อดีตนั้นขึ้นชื่อว่าโหดใช่ย่อย เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ วิธีการประหารชีวิตจะเน้นความทรมานชนิดที่ได้ยินแล้วยังขนลุก ไม่ว่าจะเป็นการเอาน้ำมันเดือดราดหัวจนตาย เอามีดและขวานผ่าอกแหวกตับไตไส้พุงทั้งเป็นจนตาย  เอาเบ็ดใหญ่เกี่ยวเนื้อให้หลุดทีละส่วนจนตาย เอามีดคม ๆ แล่เนื้อลอกหนังออกทีละนิดจนตาย เอาหอกค่อย ๆ ทิ่มแทงจนตาย หรือฝังดินครึ่งตัวแล้วเผาส่วนบนจนทรมานตาย ซึ่งโทษแสนทรมานในสมัยนั้น ก็จะตัดสินจากความผิดที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นถ้าใครเผาบ้านเมือง ก็จะถูกประหารด้วยการเอาผ้าชุบน้ำมันพันรอบตัวแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น อย่างงี้เป็นต้น และที่สำคัญการประหารชีวิตทุกรูปแบบก็จะต้องทำกันแบบโจ่งแจ้งต่อหน้าชาวบ้านมากมาย เพื่อให้คนเกรงกลัว และมันก็ได้ผลดีเลยล่ะค่ะ เพราะเวลาที่มีการประหารนักโทษซักคน บ้านเมืองก็สงบสุขไปพักใหญ่ทีเดียว เพราะไม่มีใครกล้าทำความผิด ไม่มีใครอยากถูกลงโทษอย่างทรมานอย่างที่ตัวเองไปเห็นมา สมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ การประหารด้วยวิธีทรมานสารพัดก็เริ่มค่อย ๆ หายไป เหลืออยู่แค่วิธีเดียวง่าย ๆ นั่นคือ การตัดคอหรือกุดหัวเท่านั้น เป็นวิธีฉับเดียวดับ ไม่ทันได้ทรมานก็ตายแล้ว แถมก่อนหน้าวันประหารก็ยังมีการเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำอย่างดีอีก และพอถึงวันประหารนักโทษก็ถูกปิดตา ไม่ต้องเห็นบาดแผล ไม่ต้องรู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรเรา ไปแบบสบาย ๆ เลยทีเดียว ในการประหารนักโทษ 1 คน เค้าจะใช้เพชฌฆาตถึง 3 คน ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเพชฌฆาตดาบ 1 จะพลาด ก็พลาดมากที่สุดแค่ตัดคอแล้วตายแต่คอดันไม่ขาด ซึ่งแบบนี้เพชฌฆาตดาบ 2 ก็จะรีบเข้ามาฟันให้ขาดทันที ถ้ายังไม่ขาดอีกก็มีดาบ 3 สำรองไว้อีก ต้องเอาให้ขาดอย่างแท้จริงเพื่อที่จะเอาหัวไปเสียบประจานนั่นเอง ส่วนร่างกายก็มอบให้ญาตินำไปทำพิธีต่อไป ในกรณีที่นักโทษเป็นเชื้อพระวงศ์หรือกษัตริย์ ก็จะมีวิธีเฉพาะคือการทุบด้วยท่อนจันทน์ ที่ถือเป็นไม้หอม เป็นการให้เกียรตินักโทษ โดยการประหารด้วยท่อนจันทน์นี้ จะใช้วัดปทุมคงคาเป็นลานประหาร ส่วนวิธีการ ก็คือ จะนำร่างของผู้ถูกประหารสวมด้วยถุงแดงแล้วรัดถุงให้แน่น เพื่อไม่ให้ใครแตะต้องพระวรกาย และไม่ให้ใครเห็นพระศพด้วย จากนั้นเพชฌฆาตที่ได้รับนามเฉพาะว่า "หมื่นทะลวงฟัน"  ก็จะใช้ไม้จันทน์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายสากตำข้าวทุบลงไปสุดแรงบริเวณพระเศียรหรือพระนาภี เสร็จแล้วก็นำไปฝังในหลุม 7 คืนเพื่อให้มั่นใจว่าสิ้นพระชนม์แล้วจริง ๆ ก่อนขุดขึ้นมาประกอบพิธีต่อไป และหากใครสงสัยว่าทำไมไม่ใช้วิธีเปิดผ้าดูว่าสิ้นแล้วหรือไม่ ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่าไม่ว่าจะอย่างไร หลังจากนำนักโทษใส่ถุงแดงแล้วก็ห้ามเปิดให้ใครเห็นหรือแตะต้องพระวรกายโดยตรงได้เป็นอันขาด แต่!วิธีการประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ เลิกล้มไปในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากมีการประกาศใช้กฎหมาย ร.ศ. 127 ว่า ให้ประหารชีวิตเชื้อพระวงศ์ด้วยวิธีเดียวกันกับสามัญชน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนักโทษ และในที่สุด ในปี 2477 ก็ได้ล้มเลิกการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวไป เปลี่ยนเป็นการใช้ปืนยิงแทน โดยวิธีการยิงปืนประหารนี้ ก็จะมีขั้นตอนคล้ายกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ต่างที่การยิงปืนประหาร จะทำในห้องประหารมิดชิด ไม่มีการเรียกประชาชนมามุงดูเหมือนกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวอีกต่อไป การประหารชีวิตด้วยปืนทำกันมาได้ไม่นานนัก เพราะเมื่อปี 2545 ได้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตด้วยปืน มาเป็นการฉีดยาแทน ซึ่งการฉีดยาจะมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกจะฉีดยาให้นักโทษสลบก่อน จากนั้นค่อยฉีดยาหยุดการทำงานของปอดและกระบังลม และสุดท้ายก็จะฉีดยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น เป็นอันเสร็จพิธี เรียกว่าสบายกว่าวิธีไหน ๆ ไม่ต้องตื่นเต้นว่าจะถูกสับหัวหรือยิงปืนเมื่อไหร่ และวิธีนี้ก็ยังเป็นวิธีที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้คือวิวัฒนาการของการประหารชีวิตในสยาม ที่ดูเหมือนจะลดความทรมานลงทุกวัน ๆ ขณะเดียวกันที่สถิติการประหารชีวิตก็ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก  ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่าคนเรามีคุณธรรมกันมากขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะบทลงโทษในสังคมทุกวันนี้มันเบาลงเรื่อย ๆ ต่างหาก.. ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่บทลงโทษในสังคมเบาลงทุกวัน ขณะที่โจรผู้ร้ายมีมากขึ้นแบบนี้ ก็ยังมีคนในหลายประเทศออกโรงต่อต้านการประหารชีวิตกันอย่างมากมาย เพราะเห็นว่ามันโหดร้าย ก็ไม่แน่ว่า.. บางที โทษประหารอาจถูกล้มเลิกไปในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ สังคมก็คงวุ่นวายขึ้นน่าดู ที่มา : http://xchange.teenee.com/lofiversion/index.php/t46653.html, http://nongza.exteen.com/20101028/entry อ่านเพิ่มเติม >> 15 เครื่องมือทรมานโหดในอดีต Torture << >> เครื่องมือทรมานโหดในอดีต Torture ภาค 2 <<

บิวตี้ แอนด์ เดอะ บีสต์ แล้วไง! ไม่เหมาะแต่รักจริง 3 คู่พิสูจน์รักแท้ ไม่ใช่แค่ที่หน้าตา
กบ ปภัสรา /  คู่รัก / 

     เรื่องของหัวใจ อย่าได้ตัดสินกันที่หน้าตา ! เรื่องแบบนี้ไม่เจอกับตัวคงไม่มีใครเข้าใจอย่างแท้จริง โดยเฉพาะบรรดาขาเม้าท์ทั้งหลาย ที่เห็นใครรักกันก็มักจะหมั่นออกนอกหน้าไปซะทู๊กที..ดังเช่น คู่รักที่เรากำลังจะพูดถึงวันนี้ เพราะพวกเธอต้องฝ่าด่านอรหันต์มาเพียบ กว่าจะพิสูจน์ได้ว่า รักแท้ไม่ใช่ที่หน้าตา... อริสรา ทองบริสุทธิ์ กับ ไผ่ วันพอยท์       ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์ กับ ไผ่ วันพอยท์ ที่คบหาดูใจ พิสูจน์ความรักมาเกือบ 4 ปี นับเป็นคู่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะ ฝ่ายหญิงนั้นเป็นดาราสาวเซ็กซี่ระดับต้นๆ ของวงการ ในขณะที่ถูกมองว่า คบหากับ ไผ่ วันพอยท์ เพราะฐานะของฝ่ายชาย แถมยังหน้าตาธรรมดาไม่เหมาะกับเธอเลยซักนิด แต่นั่นก็เป็นแค่คำพูดของคนอื่นๆ เมื่อ ดิว อริสรา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คำครหาเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องจริง เพราะนอกจากเธอจะชนะใจฝ่ายชายแบบหมดข้อสงสัยแล้ว ครอบครัวฝ่ายชายยังเลิฟเธอสุดๆอีกด้วย เหลือก็แต่รอลุ้นข่าวดีเท่านั้นล่ะคร๊า แพนเค้ก เขมนิจ กับ สารวัตหมี           หลังจากผ่านมรสุมต่างๆ เมื่อแยกทางกับอดีตแฟนหนุ่ม ที่แฟนๆเชียร์กันทั้งประเทศอย่าง เวียร์ ศุกลวัฒน์ นางเอกสาววิก7สี อย่าง แพนเค้ก เขมนิจ ก็เปิดตัวอย่างมั่นใจอีกครั้งหลังจากมั่นใจแล้วว่ากำลังคบหาดูใจกับ หนุ่มรุ่นพี่ ดีกรีสารวัตร ที่มีนามว่า สารวัตรหมี - พ.ต.ต.ศักดิ์สุนทร เปรมานนท์ ทำเอาแฟนๆละครตามลุ้นกันยกใหญ่ แต่พอปรากฎตัวออกมา กลับโดนขาเม้าท์บ่นพึมพำกันให้แซดว่า แฟนคนนี้ไม่ค่อยปลื้ม เพราะระดับหน้าตาเทียบกับดีกรีนางเอกเบอร์ต้นๆอย่างเธอ มันไม่โออ่ะ.. แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ ความรักของทั้งคู่สะดุดสะเทือนได้ และด้วยความที่ทั้งคู่เป็นสายบุญสายธรรมะ เข้ากันได้ดีเหมือนปาท่องโก๋กับนมข้นหวานขนาดนี้ ผ่านมา 4 ปี ทั้งคู่ก็แว่วๆว่ากำลังจะมีข่าวดีเร็วๆนี้ ก็นะ คลิกกันซะขนาดนี้ แล้วจะหนีกันไปไหนร๊อด   กบ ปภัสรา และ เอ๋ พรเทพ เตชะไพบูลย์        ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน เมื่อ กบ ปภัสรา สาวงามผู้พิชิตมงกุฎ มิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 1988 เปิดเผยว่ากำลังคบหาและ กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับ เอ๋ พรเทพ เตชะไพบูลย์ แบบสายฟ้าแล่บ ทั้งที่คบหากันได้เพียงแค่ 2 เดือน นั่นทำให้เธอกลายเป็น ซินเดอเรลล่า เพียงข้ามคืน แต่ขาเม้าท์ก็ไม่วายต้องทำหน้าที่เช่นเคย เพราะนอกเหนือจากความรวยแล้ว ดูเหมือนว่า สาวผู้เลอโฉม กับ หนุ่มใหญ่ที่เคยผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว แถมยังอายุมากกว่าเธอถึง 16 ปี ทำให้หลายคนกังขาในความรักของทั้งคู่ ...ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน กบ ปภัสรา และ เอ๋ พรเทพ แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา 15 ปี และมีลูกสาวที่น่ารักอีกคน นี่คงจะต้องยกเป็นตัวอย่างคู่รักแท้ ตัวจริงของจริง แบบอย่างคนรุ่นนี้เลยเชียวล่ะ เรียบเรียงโดย Women Mthai Team ที่มาภาพจาก @paionepoint @duearisara @khemanito @khunnaisailub

แต่งบ้านรับโชค สำหรับ 12 นักษัตร
ฮวงจุ้ยบ้านที่ดี /  ฮวงจุ้ยแต่งบ้าน

การแต่งบ้านก็ต้องให้ถูกใจผู้อยู่อาศัย หากผู้อยู่อาศัยยังมีความเชื่อเรื่องของ ฮวงจุ้ย ก็ต้องมาอ่านกันหน่อยนะคะว่า จะจัดยังไงให้บ้านที่เราอยู่นั้นมีโชค เรียกว่า แต่งบ้านรับโชค กันค่ะ ใครที่อยู่คนเดียวก็สบายหน่อย อ่านแค่ราศีเดียวก็แต่งบ้านได้แล้ว แต่บ้านไหนที่อยู่กันหลายคน ก็ต้องปรับแต่งให้ถูกใจใครสักคนเป็นหลัก จากนั้นก็ค่อยหาทางปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ ราศีอื่นๆ ของสมาชิกในบ้าน ตามมาเลยค่ะว่า จะแต่งบ้านรับโชค สำหรับ 12 นักษัตร ได้ยังไงบ้าง บ้านคนปีชวด (พ.ศ. 2527, 2515 และ 2503) เพื่อความมั่งมีศรีสุข บ้านของคนปีชวด ควรมีเครื่องดนตรีอย่างน้อย 1 ชิ้น อยู่ในบ้าน เช่น ขลุ่ย เมาท์ออร์แกน เปียโน กีตาร์ ฯลฯ แม้จะเล่นไม่เป็น เพียงมีไว้ประดับบ้านก็ถือว่าถูกโฉลกนำโชคดีมาสู่ในบ้าน แต่ถ้าเป็นเครื่องดนตรีที่สมาชิกในบ้านสามารถเล่นได้จริงๆ หรือมีการเล่นร่วมดนตรีด้วยกันภายในครอบครัว เสียงดนตรีที่ดังขึ้นดุจดั่งเสียงสวรรค์ที่เรียกทรัพย์นับล้านเข้าสู่บ้านคนปีชวด บ้านคนปีฉลู (พ.ศ. 2528, 2516 และ 2504) เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย บ้านของคนปีฉลู ไม่ควรมีอะไรที่เป็นทรงกลม ยกเว้นโต๊ะอาหารที่เป็นโต๊ะกลมได้ นอกนั้นแล้วสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านควรเป็นเหลี่ยมเป็นมุมทั้งหมด ตัวอย่างเช่น นาฬิการทรง 8 เหลี่ยม อ่างบัวทรง 5 เหลี่ยม กระถางต้นไม้ทรง 4 เหลี่ยม รวมไปถึงลวดลายของเหล็กดัด วอลล์เปเปอร์ ก็ควรเป็นรูปทรงเหลี่ยม หลีกเลี่ยงรูปวงกลมและรูปโค้งมนต่างๆ บ้านคนปีขาล (พ.ศ. 2529, 2517 และ 2505) เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านของคนปีขาล ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง ควรมีขนาดใหญ่กว่าปกติ หน้าบ้านควรมีต้นไม้ใหญ่ หรือ สัญลักษณ์ที่ใหญ่โตโดดเด่น อาทิ มีประตูหน้าบ้านบานใหญ่ มีโอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ เป็นต้น ในห้องรับแขกควรมีรูปภาพพระอาทิตย์ขึ้นประดับไว้ จะช่วยเพิ่มพลังอำนาจ และบารมีให้มีมากขึ้นกว่าเดิม บ้านคนปีเถาะ (พ.ศ. 2530, 2518 และ 2506 ) เพื่อความสุขและความสำเร็จ บ้านของคนปีเถาะ ควรเป็นบ้านที่มีความร่มรื่น ร่มเย็น มีสนามหญ้า ต้นไม้ ดอกไม้ อ่างบัว ตัวบ้านมีความโปร่งโล่งสบาย มีแสงแดดและแสงสว่างพอประมาณ ในห้องนอนหรือห้องรับแขก ควรมีตุ๊กตาเซรามิครูปกระต่าย รูปไก่ รูปไข่ รูปหมู รูปเด็กทารก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวย จะช่วยให้เงินทองไม่รั่วไหลไปไหน ได้ปรับเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้พบกับความสมหวังและสมปรารถนาทุกประการ บ้านคนปีมะโรง (พ.ศ. 2531, 2519 และ 2507) เพื่อความเป็นสิริมงคล บ้านของคนปีมะโรง ควรจะมีชื่อบ้าน โดยเป็นชื่อที่เป็นมงคลและถูกต้องตามหลักทักษาของเจ้าของบ้าน ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะใช้ชื่อหรือนามสกุลของเจ้าของบ้านมาเป็นชื่อบ้าน ซึ่งถ้าชื่อหรือนามสกุลถูกโฉลกอยู่แล้ว ชื่อบ้านก็ย่อมจะดีตามไปด้วย ชื่อบ้านต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะของบ้านและผู้อยู่อาศัย ห้ามขัดแย้ง หรือตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น บ้านทาสีฟ้าทั้งหลังแต่ตั้งชื่อบ้านว่าเรือนสีชมพู หรือ บ้านอยู่ติดภูเขา แต่ตั้งชื่อบ้านว่า บ้านริมทะเล ลักษณะอย่างนี้ถือว่าไม่เหมาะสมจะทำให้อับโชค พบเจอแต่อุปสรรคขวากหนามในการดำเนินชีวิต บ้านของคนปีมะเส็ง (พ.ศ. 2532, 2520 และ 2508) เพื่อความเจริญรุ่งเรือง บ้านของคนปีมะเส็งต้องมีแสงสว่างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ต้องให้ความรู้สึกว่าสว่างอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ควรจะมีไฟภายนอกบ้านอย่างน้อยสัก 1 ดวง ที่เปิดให้ความสว่างอยู่ตลอดคืนโดยเฉพาะไฟดวงไหนหากเปิดไว้แล้วนอกจากจะให้ความสว่างแก่บ้านของเรา ยังให้ความสว่างและความปลอดภัยแก่บ้านหลังอื่นและผู้ที่เดินทางผ่านไปมา ถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง บ้านมืดๆ จะนำภัยอันตรายและโชคร้ายมาสู่คนปีมะเส็ง บ้านคนปีมะเมีย (พ.ศ. 2533, 2521 และ 2509) เพื่อความเจริญก้าวหน้า บ้านของคนปีมะเมีย ต้องมีความเคลื่อนไหว เช่น มีธงโบกสะบัด มีน้ำพุ มีกังหัน มีโมบาย มีสุนัขหรือแมววิ่งเล่นกัน มีต้นไม้ใหญ่ที่โอนเอนตามสายลมภายในบ้าน ก็ควรมีสัญลักษณ์ของความเคลื่อนไหวหรือความเร็ว เช่น รถยนต์โบราณ รถไฟ เรือใบ เรือสำเภา เครื่องบิน จรวด ฯลฯ เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งร่ำรวย บ้านที่สงบ นิ่งและเงียบเกินไป จะทำให้คนปีมะเมียอึดอับและอับโชค บ้านคนปีมะแม (พ.ศ. 2534, 2522 และ 2510) เพื่อความสุขและความสำเร็จ บ้านของคนปีมะแม ควรเป็นบ้านที่สะสมงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพวิวทิวทัศน์ งานหล่อ งานปั้น งานแกะสลัก หนังสือ ซีดีเพลง ดีวีดีภาพยนตร์ ฯลฯ ล้วนถูกโฉลกและนำโชคดีมาสู่คนปีมะแม และถ้าผลงานศิลปะเหล่านั้น เป็นฝีมือของเจ้าของบ้านด้วยแล้ว จะยิ่งถูกโฉลกและโชคดีเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า บ้านของคนปีวอก ( พ.ศ. 2523, 2511 และ 2499) เพื่อความเจริญรุ่งเรือง บ้านของคนปีวอก ควรเป็นบ้านที่มีการขยับขยาย เพิ่มเติม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามวันเวลาเพื่อให้สอดคล้องสมดุลกับผู้อยู่อาศัย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นบ้านที่มีการเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น มีต้นไม้ใหม่ๆ มาปลูกเพิ่มอยู่เสมอมีเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาทดแทนของเดิมที่ชำรุดเสียหาย มีเก้าอี้ม้าหินชุดใหม่มาตั้งแต่เพิ่มในสวน มีการเปลี่ยนผ้าม่านใหม่ทุกๆ 2 ปี และทาสีบ้านใหม่ทุกๆ 3 ปี บ้านของคนปีระกา (พ.ศ. 2524, 2512 และ 2500) เพื่อความเป็นสิริมงคล บ้านของคนปีระกาต้องสวย สะอาด สดใส และดูใหม่อยู่เสมอ สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน ควรจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย รั้วบ้านและอาคารภายนอกบ้านควรทาสีใหม่ทุกๆ 3 ปี ภายในบริเวณบ้าน ห้ามมีสิ่งของแตกหัก ชำรุด เสียหาย ใบไม้แห้ง ต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉาโรยรา โดยเด็ดขาด รอยร้าวบนผนัง หากพบเจอต้องรีบแก้ไขในทันที หลอดไฟ กลอน กุญแจ ประตู หน้าต่าง ต้องพร้อมใช้งานอยู่เสมอ บ้านของคนปีจอ (พ.ศ. 2525, 2513 และ 2501) เพื่อความมั่งมีศรีสุข บ้านของคนปีจอ ควรจะมีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงนำโชคของคนปีจอ เพราะความซื่อสัตย์และแสนรู้ของสุนัข จะช่วยให้คนปีจออารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส สมองปลอดโปร่ง ไม่เครียด ดังนั้นไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรก็ล้วนแต่โชคดีมีความสำเร็จ สุนัขที่เลี้ยงไว้ไม่ควรเลี้ยงตัวเดียว ควรเลี้ยงตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป แต่ก็อย่าให้มากเกิน ควรให้เหมาะสมกับบริเวณบ้านและกำลังในการดูแลเอาใจใส่ บ้านของคนปีกุน (พ.ศ. 2526, 2514 และ 2502) เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย บ้านของคนปีกุน ต้องมีห้องครัวที่กว้างขวาง สะอาด สะดวก สบาย มีอุปกรณ์ในการทำครัวครบครัน เพราะการเข้าครัวทำอาหารของคนปีกุน ถือเป็นเรื่องมงคลนำมาซึ่งโชคลาภ ความสำเร็จ และความร่ำรวย และถ้ามีตุ๊กตาเซรามิครูปหมูสีขาวหรือสีชมพู สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ วางไว้ในห้องรับแขกหรือห้องรับประทานอาหารด้วย จะยิ่งถูกโฉลก โชคดี เฮง เฮง เฮง เพิ่มมากขึ้น ที่มา http://www.homedd.com

10 สิ่งที่ผู้หญิงคาดหวังว่าจะได้ ในวัน Valentine ของทุกๆปี
10 อันดับ /  valentine / 

Valentine ปีนี้ ส่งผลให้บรรยากาศคึกคัก โดยเฉพาะหนุ่มๆ สาวๆ ผู้ที่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์มีเวลาในการที่จะเลือกซื้อสิ่งของเพื่อมอบให้แก่กัน และยังมีเวลาที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกัน เช่น การรับประทานอาหาร ชมภาพยนตร์ เป็นต้น และอยากรู้ไหมว่า 10 สิ่งที่ผู้หญิงอยากได้จากคนรัก ในวันวาเลนไทน์ คือ อะไร? ..มาดูกันเลย 10 สิ่งที่ผู้หญิงคาดหวังว่าจะได้ ในวัน Valentine ของทุกๆปี โรแมนติกนิดนึงละ คือ ดอกไม้ / ช่อดอกไม้ ช่อดอกไม้ กุหลาบแดง (red rose) จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า 'ฉันรักเธอ' การให้ดอกกุหลาบแดงกับคนที่รักความ หมายถึงความรักอันลึกซึ้ง จริงจัง กุหลาบแดงจึงมักจะเป็นดอกไม้ ที่ชายหนุ่มมอบให้หญิงสาวที่ตนเองตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน อยากได้มาก ตั้งความหลังไว้สูง คือ เครื่องประดับ /สร้อยคอ/ แหวน การให้แหวน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของหรือบอกเป็นนัยว่า เราเป็นคู่กัน ชายหนุ่มที่ให้แหวนกับหญิงสาว ในวันวาเลนไทน์ หมายถึง ความเป็นนิรันดร การรวมกัน ปรองดองกันเป็นหนึ่งเดียว ถ้าได้ก็ดี น่ารักที่สุด คือ ช็อคโกแลต เค้า ว่ากันว่า...ในยุคโรมันที่นักบุญวาเลนไทน์ได้เสียชีวิตนั้น ช็อคโกแลตยังเป็นของหายากจึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่คนรักจะมอบแทนใจให้กันและ กัน อยากได้ๆ ไว้นอนกอดคิดถึงเธอทุกวัน คือ ตุ๊กตาหมีน่ารัก ตุ๊กตาหมี หมายถึง การให้ความมั่นใจ ความปลอดภัย การปลอบโยนและการเป็นมิตร จะรักกัน ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง คือ เสื้อคู่ ของขวัญวาเลนไทน์ เสื้อคู่รัก สัญลักษณ์แห่งความรัก ความจริงใจ คุณเป็นคนเอาใจใส่กับความรู้สึกของคนรักคุณ เป็นคนที่กล้าแสดงออก รักใครรักจริงและมั่นคง หวานๆ รู้นะว่า รัก และ คิดถึง แค่ไหน คือ SMS /มือถือ/ แอพพลิเคชั่น เป็นค่านิยม วันวาเลนไทน์ ของหนุ่ม สาว สมัยนี้ นิยมให้กันในวันพิเศษ สำหรับ คนพิเศษ ในวันวาเลนไทน์ ส่งSMS ทางมือถือเพือจะได้ เติมความหวานด้วย แอพพลิเคชั่น น่ารักๆ มากมายเอาใจคู่รักยุคสมัยใหม่ หนึ่งในใจมีเพียงเธอ วันไหนๆก็มีค่าเสมอ คือ ดูหนังสักรอบ ดูหนัง วันวาเลนไทน์ ถือเป็นอีกกิจกรรมสุดฮิตที่บรรดาคู่รักต่างเลือกใช้เวลาดีๆ ในวันพิเศษๆ อย่าง วันวาเลนไทน์ ไป ดูหนัง ด้วยกัน อยากอยู่กับเธอตลอดไป คือ มื้อค่ำสุดโรแมนติก ร้านอาหารดินเนอร์ ที่สามารถมองเห็น วิวตึกสูงในเมืองหลวงได้ หรืออีกด้านเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ลดเลี้ยวเป็นสายยาว หรูหรา โรแมนติก เหมาะสำหรับพาคู่รักไป ดินเนอร์มื้อค่ำ ให้รู้ว่ารักนั้นยาวนานแค่ไหน รักเทอนะ แต่ก็รักครอบครัวไม่แพ้กัน คือ ได้อยู่กับครอบครัว วันวาเลนไทน์ เป็นวันที่ต้องอยู่กับคู่รัก สำหรับคุณที่ทำงานจนไม่มีเวลาให้กับคู่รักเลือกวันวาเลนไทน์นี้มอบ ความสุขให้ ความสำคัญกับคนที่อยู่เคียงข้าง ของคุณบ้างจะดีแค่ไหน เติมความอบอุ่นให้กับครอบครัว อีกครั้ง ในวันวาเลนไทน์นี้นะคะ รออยู่ๆ รักหวานสุขใจ ไม่น่าเบื่อมันก็ต้องมีเซอร์ไพรกันบ้างละ คือ พาไปเที่ยวสถานที่บอกรัก ปีนี้หากคุณและคนรักกำลังมองหาสถาน ที่แสนโรแมนติก บรรยากาศดี เป็นสถานที่บอกความ ในใจกับคนรัก หรือพาคนรักไปเติมความหวานให้กับชีวิตคู่ สนุก! ท่องเที่ยว สวยๆ มาให้คุณ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนรักของคุณในวัน วาเลนไทน์ ปีนี้ไปอีกนานแสนนานมีคนเคยบอกว่า หากต้องการพิสูจน์ความรักแท้ของคุณต้องพาคู่รักไปพิชิตยอด ภูกระดึง หลังจากการพิชิตยอดภูกระดึงแล้ว คุณทั้งสองยังครองรักกันต่อไปได้ นั่นแสดงว่าคุณทั้งสองเกิดมาเพื่อเป็นคู่กัน เพราะช่วงเวลาที่เดินสู่ยอด ภูกระดึง นั้นจะเป็นสิ่งพิสูจน์รักแท้ของคุณทั้งสอง รู้แบบนี้แล้วอย่ามัวรอช้าเลือกเอาสักข้อนะคะ มอบเป็นของขวัญแด่คนที่คุณรักไม่ว่าจะเป็นรักครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อน คนรัก ... ด้วยการมอบ ของขวัญวันวาเลนไทน์ ในเทศกาลแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ นี้นะคะ thank :: fwmail

ใครจะทำไม!
fifa /  พ.ต.ท.ชัยทรัพย์ ธรัช ฤทธิ์เต็ม / 

พ.ต.ท.ชัยทรัพย์ ธรัช ฤทธิ์เต็ม และ อนงค์ ล่อใจ ยืนกรานไม่ถอนฟ้อง FAT NC แม้มีหนังสือฟีฟ่าระบุชัดว่าอาจจะลงโทษสมาคมฟุตบอลไทยได้ สืบเนื่องจากฟีฟ่าได้ส่งหนังสือถึง FAT NC หลังจบการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ว่าให้ดำเนินการกับสโมสรสมาชิกที่ฟ้องร้องคดีอยู่ในศาลปกครอง เพราะถือเป็นการทำผิดตามข้อบังคับฟีฟ่า บทที่ 68 ข้อ 2 และ ข้อ 3 ซึ่งหากยังมีคดีค้างอยู่ ทางฟีฟ่าจะนำกรณีนี้ให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อพิจารณาและโทษสมาคมฟุตบอลไทย เเต่ล่าสุดทางผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง “ร้องเเห้ว” พ.ต.ท.ชัยทรัพย์ ธรัช ฤทธิ์เต็ม หนึ่งในผู้สมัครนายกสมาคมฟุตบอลฯ เเละอนงค์ ล่อใจ อดีตประธานสโมสรสุราษฎร์ เอฟซี โดยทั้งคู่ยืนยันจะไม่ถอนฟ้องคดีที่ศาลปกครอง พร้อมกับมองฟีฟ่าจะไม่มีทางลงโทษทีมชาติไทย เนื่องจากว่าเป็นปัญหาเรื่องภายในประเทศ 

ผลบอล : ท็อปโฟร์เลือนราง!! โคเน่ โขกเต็มหัวพา แมวดำ เปิดบ้านฝัง ผี ท้ายเกม
ซันเดอร์แลนด์ /  ปีศาจแดง / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ซันเดอร์แลนด์ 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ทำประตู : 1-0 วาห์บี้ คาซรี่ น.3, 1-1 อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล น.39, 2-1 ลามีน โคเน่ น.82 เวลา : 19.45 สนาม : สเตเดี้ยม อ็อฟ ไลท์ ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 1 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดสุดสัปดาห์กลับมาเปิดฉากฟาดแข้งกันอีกครั้ง โดยเป็นการพบกันระหว่าง "แมวดำ" ซันเดอร์แลนด์ ที่วันนี้ได้เปิดสนาม สเตเดี้ยม อ็อฟ ไลท์ ต้อนรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งก่อนแข่งเป็นอันดับ 5 ของตารางคะแนน [เริ่มเกม] GOAL! นาทีที่ 3 เปิดฉากขึ้นมาสาวก "เดอะ แบล็คแคท" ได้เฮลั่นสนาม สเตเดี้ยม อ็อฟ ไลท์ เมื่อ วาห์บี้ คาซรี่ ปั่นฟรีคิกกะจะหยอดให้เพื่อนที่ยืนรอโขก แต่บอลตกพื้น ก่อนที่จะกระดอนเข้าไปตุงตาข่าย ชนิดที่ไม่แฉลบใครผ่านมือ ดาบิด เด เคอา เข้าไปอย่างง่ายดายเกินคาด ผ่านมาถึงนาที 15 แม้ว่า "ปีศาจแดง" จะเป็นฝ่ายตามหลัง แต่ก็พยายามเอาบอลมาครอง พร้อมกับเดินเกมรุกทดสอบแนวรับ ซันเดอร์แลนด์ แต่สุดท้ายลูกทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ก็ยังหาโอกาสลุ้นยิงประตูไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ครึ่งชั่วโมงแรกของเกม ถึงตรงนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายเอาบอลมาครองได้มากกว่า แต่โอกาสปิดบัญชีเป็นทางฝั่งเจ้าบ้านที่มีโอกาสลุ้นพังตาข่ายอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งนักเตะ "ปีศาจแดง" ก็ยังคงหาโอกาสลุ้นยิงประตูไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว นาที 31 โอกาสลุ้นจบสกอร์ครั้งแรกในเกมของ ยูไนเต็ด มาจาก ฆวน มาต้า ได้ลองยิงไกล แต่ก็ยังไม่อันตรายพอไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก(เบา) และทิศทาง(ตรงตัว วิโต้ มานโนเน่) GOAL! นาที 39 "ปีศาจแดง" ตามตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะตามซ้ำจากลูกยิงแถวสองของ ฆวน มาต้า โดยเป็นทาง อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล ที่วิ่งเข้ามาตักบอลข้ามตัว วิโต้ มานโนเน่ เข้าไปอย่างง่ายดาย ช่วงท้ายครึ่งแรก ถือว่ารูปเกมเริ่มกลับมาสูสี โดย "ปีศาจแดง" ได้ครองบอลมากกว่าเหมือนเดิม แต่โอกาสสวนกลับของทาง "แมวดำ" ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับแผงหลังผู้มาเยือนได้ไม่น้อยเช่นกัน แต่สุดท้ายจบ 45 นาทีแรก ยังไม่มีฝั่งไหนทำประตูเพิ่มกันได้ ทำให้สกอร์ยังคงเจ๊ากันอยู่ที่ 1-1 [เริ่มครึ่งหลัง] ยังไม่มีรายงานการเปลี่ยนตัวของทั้งสองทีม ผ่านมาถึงนาที 53 ถือว่าเจ้าถิ่นหวิดได้ประตูขึ้นนำหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นจังหวะโขกโดนแขน(แต่ผู้ตัดสินไม่ให้จุดโทษ) และลูกชาร์จจ่อๆของ เจอร์เมน เดโฟ แต่บอลหลุดเสาออกหลังไปแค่ปลายเส้นผม นาที 61 สถานการณ์ของผู้มาเยือนชักเริ่มไม่ค่อยสู้ดี หลังจาก ดาเม่ เอ็นดอย ตะบันเต็มข้อด้วยขวา บอลพุ่งแรงแต่ไปติดเซฟ ดาบิด เด เคอา ใช้ขาสกัดออกหลังไปได้แบบหวุดหวิด เกมผ่านมาถึงนาที 80 รูปเกมของเจ้าถิ่น ซันเดอร์แลนด์ ยังคงดูเหนือกว่าในเรื่องของการหาโอกาสพังประตู แถมยังหวิดจะทำได้หลายต่อหลายครั้ง แต่จังหวะปิดบัญชียังไม่เฉียบขาดพอ GOAL! นาที 82 และแล้วสาวก "เดอะ แบล็คแคท" ก็ได้เฮกันบ้านแตกอีกครั้ง จุดเริ่มต้นมาจากจังหวะเปิดเตะมุมเข้ามา และเป็นทาง ลามีน โคเน่ วิ่งมาขึ้นโขกเต็มๆให้ "แมวดำ" พลิกกลับมานำอีกครั้งเป็น 2-1 [จบเกม] ซันเดอร์แลนด์ เปิดสนาม สเตเดี้ยม อ็อฟ ไลท์ เฉือนชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 2-1 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม ซันเดอร์แลนด์ : วิโต้ มานโนเน่, เดอังเดร เย็ดลิน, ลามีน โคเน่, จอห์น โอเช, พาทริค ฟาน อันโฮลท์, ยาน เคิร์ชฮ็อฟฟ์, วาห์บี้ คาซรี่, ยานน์ เอ็มวิล่า, ลี แค็ตเตอร์โมล, ดาเม่ เอ็นดอย, เจอร์เมน เดโฟ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ดาบิด เด เคอา, มัตเตโอ ดาเมี่ยน, คริส สมอลลิ่ง, ดาลี่ย์ บลินด์, คาเมรอน บอร์ธวิค-แจ็คสัน, มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิล คาร์ริค, เจสเซ่ ลินการ์ด, ฆวน มาต้า, อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล, เวย์น รูนี่ย์