ข่มขื่น

แล้วทีมไหนล่ะ? ผีแดง ร่วงอันดับหนึ่งสโมสรที่คนเกลียดมากสุดในลีกผู้ดี
ปีศาจแดง /  ผีแดง / 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีอันต้องร่วงจากอันดับหนึ่ง สโมสรที่มีคนเกลียดมากที่สุดใน พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ซะแล้ว จากการสำรวจล่าสุดของสื่อผู้ดี ก่อนเริ่มต้นฤดูกาล 2016/17 ทีมที่ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์โพลล์สำรวจอันไม่พึ่งประสงค์นี้คือ เชลซี ที่ถีบทีมปีศาจแดงร่วงลงไปเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งคาดว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากความสำเร็จในระยะหลัง ที่ทำให้แฟนบอลสิงโตน้ำเงินครามไปโม้ข่มทีมอื่นเอาไว้เยอะ ขณะที่ ลิเวอร์พูล ตามมาติดๆ เป็นอันดับที่ 3 ต่อด้วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ตามลำดับ ขณะที่ทีมซึ่งคนเกลียดน้อยที่สุดก็คือ บอร์นมัธ ที่ดูไม่มีพิษมีภัยอะไรกับใครอยู่แล้ว ตามมาด้วย เลสเตอร์ ซิตี้ ที่คว้าแชมป์เมื่อฤดูกาลก่อนไปแบบสุดประทับใจ โดยไม่ได้สร้างความโกรธเคืองให้กับแฟนบอลทีมอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย สำหรับผลสำรวจสโมสรที่คนเกลียดที่สุดในลีกผู้ดี จากการสอบถามแฟนบอลเกือบ 10,000 คน มีดังต่อไปนี้ 1. เชลซี 2. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3. ลิเวอร์พูล 4. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5. อาร์เซน่อล 6. ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 7. สโต๊ค ซิตี้ 8. เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด 9. ซันเดอร์แลนด์ 10. เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน 11. คริสตัล พาเลซ 12. เอฟเวอร์ตัน 13. ฮัลล์ ซิตี้ 14. มิดเดิ้ลสโบรช์ 15. สวอนซี ซิตี้ 16. เซาแธมป์ตัน 17. วัตฟอร์ด 18. เบิร์นลี่ย์ 19. เลสเตอร์ ซิตี้ 20. บอร์นมัธ

พรีวิว: ปีศาจแดงกำลังคึก จัดชุดเดิมเยือนฮัลล์ที่เปิดฤดูกาลสวย พรีเมียร์ ลีก
ปีศาจแดง /  พรีวิว / 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังเล่นกันด้วยความมั่นใจ มีโปรแกรมลงเตะ พรีเมียร์ ลีก คู่ดึกของวันเสาร์ที่ 27 ส.ค. นี้ โดยจะออกไปเยือน ฮัลล์ ซิตี้ ทีมน้องใหม่ซึ่งโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยหรูในช่วงต้นฤดูกาล เรามาดูความพร้อมของทั้งคู่ก่อนเกมกันดีกว่าว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง... ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559 ฮัลล์ ซิตี้ - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวลา: 23.30 น. สนาม: เคคอม สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด: beIN Sports 1 ฮัลล์ ซิตี้ เกมนี้ผู้จัดการทีมชั่วคราวอย่าง ไมค์ ฟีแลน ยังน่าจะใช้ผู้เล่นชุดเดิมจากทั้ง 2 เกมแรกในลีกที่ทำผลงานได้ดี โดยเก็บชัยได้ 2 นัดรวด โดยจะได้ตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาคือกองหลัง แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ที่ฟิตกลับมาพร้อมลงสนามแล้ว หลังจากได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้ามาก่อนหน้านั้น โดยในแดนหน้าจะใช้ อาเบล เอร์นานเดซ ศูนย์หน้าทีมชาติอุรุกวัยคอยล่าตาข่าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมปีศาจแดงของ โชเซ่ มูรินโญ่ เองก็มีโอกาสสูงเช่นกันที่จะจัดทีมชุดเดิมจากสุดสัปดาห์ก่อน ซึ่งโชว์ฟอร์มสวยเปิดบ้านเอาชนะ เซาแธมป์ตัน 2-0 โดยจะได้ตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาเช่นกันคือ เจสซี่ ลินการ์ด ที่หายจากอาการบาดเจ็บช่วง คอมมิวนิตี้ ชีลด์ โดยในแนวรุกจะมีศูนย์หน้าฟอร์มร้อนแรงอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช พร้อมใส่สกอร์ เฮดทูเฮด สถิติการพบกันในช่วงหลังถือว่าทีมปีศาจแดงข่มมิด เนื่องจาก 11 เกมหลังสุดรวมทุกรายการ สามารถคว้าชัยได้ถึง 10 เกม และอีกครั้งจบลงด้วยผลเสมอ โดยครั้งสุดท้ายที่ เดอะ ไทเกอร์ส สามารถเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ก็ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1974 เลยทีเดียว ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม ฮัลล์ ซิตี้: เอลดิน ยาคูโปวิช; เคอร์ติส เดวี่ส์, เจค ลิเวอร์มอร์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, อาเหม็ด เอลโมฮามาดี้; ทอม ฮัดเดิลสตัน, แซม คลูคัส, เดวิด เมย์เลอร์; อาดาม่า ดิโอมานเด้, โรเบิร์ต สน็อดกราสส์, อาเบล เอร์นานเดซ แมนฯ ยูไนเต็ด: ดาบิด เด เคอา; ดาลี่ย์ บลินด์, เอริก ไบญี่, ลุค ชอว์, อันโตนิโอ วาเลนเซีย; ปอล ป็อกบา, มารูยาน เฟลไลนี่; อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล, ฆวน มาต้า, เวย์น รูนี่ย์; ซลาตัน อิบราฮิโมวิช รูปเกมที่คาด ฮัลล์ ซิตี้ อาจจะกำลังมั่นใจหลังคว้าชัยชนะมาได้ติดๆ กัน แต่ก็อย่าลืมว่าทีมเยือนอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็กำลังคึกสุดขีดเช่นกัน หลังจากโชว์ฟอร์มได้ดีมาตลอด แถมนักเตะใหม่ก็เริ่มเล่นได้เข้าขากันคนอื่นๆ แล้วด้วย เกมนี้ขึ้นอยู่ที่ว่า มูรินโญ่ จะเน้นกับผลการแข่งขันมากขนาดไหนเท่านั้นเอง แต่เชื่อได้ว่ารูปเกมจะเป็นทีมปีศาจแดงที่ทำได้ดีกว่า และน่าจะคว้า 3 คะแนนเต็มกลับบ้านไปได้ไม่ยากเย็นนัก ฟันธง ฮัลล์ ซิตี้ แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-2

Healthy trick ก่อน ตรวจสุขภาพ
ตรวจสุขภาพ /  นอนไม่หลับ / 

    หากใกล้ถึงเวลา ตรวจสุขภาพ ประจำปี คนที่สุขภาพไม่ค่อยจะดีคงรู้สึกหวั่น ๆ กับการตรวจไม่น้อย จนพาลคิดว่าอาจเป็นโรคนั้นโรคนี้แล้วแต่จิตนาการจะพร่ำเพ้อจนนอนหลับไม่สนิท "กินดี" ศุกร์นี้ขอพักเมนูอาหารน่าหม่ำไว้ชั่วคราว เพื่อแนะนำผลหมากรากไม้ ที่ช่วยบำรุง (จิตใจ) ให้ข่มตา หลับสนิท เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายไว้ เจาะเลือด ในวันรุ่งขึ้น ดังนี้     กล้วย ผลไม้ที่เป็นแหล่งสะสมของแมกนีเซียม มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายตัว อีกทั้งในกล้วยมีฤทธิ์ลดการหลั่งสารซีโรโทนินหรือฮอร์โมนควบคุมการนอนหลับ ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นน้อยลง     ชาคาโมไมล์ ใช้ดื่มก่อนนอน ช่วยลดอาการกระสับกระส่ายหรือตื้นเต้นจากอาการหวาดกลัว     นมอุ่น ๆ ผสมน้ำผึ้งหยดเดียว จะช่วยให้สมองลดการหลั่งโอเรซิน หรือสารสื่อประสาทตื่นตัว ให้ตื่นตัวน้อยลง     มันฝรั่งปริมาณน้อย ย้ำ! ปริมาณน้อย เพราะจะไม่รบกวนกระเพาะอาหารมาก แต่จะช่วยลดกรดที่จะรบกวนการหาว ซึ่งกระตุ้นการหลั่งทริปโตแฟน หรือกรดอะมิโนธรรมชาติ มีมากในอาหารโปรตีน สมองเปลี่ยนทริปโตแฟนเป็นฮอร์โมนซีโรโทนินซึ่งช่วยควบคุมการนอนหลับอีกที ทานกับนมอุ่น ๆ สักแก้ว เวิร์กสุด ๆ     ข้าวโอ๊ตและอัลมอนด์ อุดมไปด้วยสารที่ช่วยให้นอนหลับสบาย การทานซีเรียลผสมอัลมอนด์ชามเล็ก ๆ ราด้วยน้ำเชื่อมเมเปิล จะทำให้หลับสบาย     ขนมปังธัญพืช ทานกับน้ำชาผสมน้ำผึ้งหยดเดียว มีฤทธิ์กระตุ้นสารหลั่งอินสุลิน ช่วยให้ทริปโตแฟนเข้าสู่สมองได้ดีขึ้น เห็นไหม หลับฝันดีได้ โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ แต่อย่าลืมนะว่า ก่อน ตรวจสุขภาพ ห้ามทานยาทุกชนิดจ้า ขอให้สุขภาพแข็งแรงกันถ้วนหน้านะคะ    

Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ‘ซูชิ’ ศิลปะแห่งการกิน
Footnote อ่านโลกผ่านหนัง /  ซูชิ / 

"วัตถุดิบแต่ละชนิดมีช่วงเวลาแห่งความอร่อยในอุดมคติอยู่”  ในสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2011) นักทําซูชิระดับตํานานอย่าง จิโระ โอโนะ ยังคงวาดฝันถึงซูชิที่มีรสชาติสมบูรณ์พร้อม แม้ร้านสุคิบายาชิของเขาจะได้ชื่อว่าเป็นร้านที่ทําซูชิได้อร่อยที่สุดในโลกแล้วก็ตาม... ตรงข้ามกับซูชิรสชืดที่เราหาซื้อมากินได้ในห้างทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยสาหร่ายเหนียวหนืด กลิ่นเหม็นคาว หรือวัตถุดิบบี้แบน...บางทีซูชิอาจเป็นศาสตร์และศิลป์ที่มากกว่าการแล่ปลาดิบชิ้นบางวางโปะลงบนข้าวปั้นสี่เหลี่ยมก้อนเล็กๆ  โดยเริ่มต้นจากปลาส้มในแถบบ้านเรา... ปี 1824 ฮานายะ โชเฮย์ เริ่มแล่ปลาดิบวางลงไปบนข้าวผสมน้ําส้มสายชู...จนปี 2011 จิโระ พ่อครัววัย 85 ยังคง “พยายามขึ้นสู่จุดสูงสุด (แห่งการทําซูชิ) ไม่ว่าจุดสูงสุดที่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม โปรดเตรียมท้องให้ว่าง เปิดใจให้กว้าง ก่อนตะลุยสู่ดินแดนแห่งปรัชญาชีวิต จิตวิญญาณ และศิลปะแห่งที่สืบทอดมานานหลายร้อยปี! 1.ข้าวเปรี้ยวหวาน สิ่งแรกที่เราควรให้ความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปลาดิบ ก็คือ ‘ข้าวผสมน้ํา ส้มสายชู’ ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะพิถีพิถันตั้งแต่การปลูกโดยปราศจากสารเคมีและดูแลต้นข้าวทุกกระเบียดนิ้ว แม้คนส่วนใหญ่ชอบกินข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาใหม่ๆ แต่ข้าวที่มีอายุสักเล็กน้อยจะเหมาะแก่การทําซูชิมากกว่า โดยพ่อครัวจะติดต่อซื้อข้าวจากแหล่งโดยตรงเพื่อคัดเฉพาะเมล็ดที่โตเต็มที่แล้วนํา ไปผสมกับพันธุ์ข้าวจากแหล่งอื่นๆ จนตรงตามต้องการ เมื่อได้เมล็ดข้าวมาแล้ว หัวใจสําคัญสําหรับข้าวในซูชิก็คือ การหุงโดยใช้น้ําสําหรับปรุงอาหารหรือน้ําธรรมชาติเติมลงไปในหม้อโดยกะปริมาณตามความชื้นและอุณหภูมิในช่วงนั้นอย่างละเอียดอ่อน ทิ้งข้าวหุงสุกไว้จนเย็น (แต่ไม่นําไปแช่แข็ง) แล้วนํามาผสมน้ําส้มสายชูแบบใส อาจใส่น้ําตาลเล็กน้อยเพื่อข่มรสเปรี้ยว ดูวิธีหุงข้าวแบบญี่ปุ่นได้จาก Flavour of Green Tea over Rice (1952) ผลงานสุดคลาสสิกของ ยาสุจิโร โอสุ ซึ่งถ่ายทอดวิถีชีวิตประจําวันอันเรียบง่ายผ่านเหตุการณ์ที่คู่รักคืนดีกันระหว่างเตรียมอาหารมื้อเล็กๆ  2.เจาะกรุสมบัติแห่งธรรมชาติ เม็ดฝนโปรยปรายลงผืนดินในภูเขาพร้อมให้กําเนิดพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ แล้วชะล้างแร่ธาตุจากป่าลงสู่แม่น้ํา ให้ปลากิน และแม่น้ําก็จะชักพาสารอาหารสู่สัตว์น้อยใหญ่ที่แหวกว่ายในทะเลอีกทอดหนึ่ง... การเรียนรู้วัฏจักรที่ก่อเกิดสรรพสิ่งจะช่วยให้พ่อครัวเข้าใจสภาพของแหล่งวัตถุดิบซึ่งส่งผลสําคัญต่อรสชาติ และสามารถคํานวณช่วง ‘ชุน’ หรือช่วงที่วัตถุดิบมีคุณภาพดีที่สุดตามฤดูกาลของมัน เช่น ปลาบางพันธุ์อร่อยสุดเมื่อมีไข่ในท้อง, สะสมไขมันเพื่อรับฤดูหนาว หรือว่ายทวนกระแสน้ําเพื่อวางไข่ เป็นต้น เช่นเดียวกับ ชัค โนแลนด์ ใน Cast Away (2000) ซึ่งประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกจนต้องติดเกาะร้างอยู่นานปี เขาจึงเอาตัวรอดด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติ เช่น การกินมะพร้าวและหัดตกปลา หรือหนูน้อย ซันเป ใน Sanpei the Fisher Boy (2009) ซึ่งมุ่งตกปลาในตํานานจนต้องศึกษากระแสน้ําแหล่งธรรมชาติของปลาและออกเดินทางเลี้ยวลดคดเคี้ยวในป่าใหญ่ นอกจากพ่อครัวต้องคํานึงถึงรสชาติและสารอาหารแล้ว ยังต้องระวังเรื่องพิษในอาหารเป็นพิเศษ เพราะวัตถุดิบเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพของร้านซูชิ เช่น Le Grand Chef (2007) ซุงชานมีอดีตฝังใจจากการถูกกลั่นแกล้งว่าแล่ซาชิมิปลาปักเป้าไม่ดีจนทํา ให้กรรมการยกโขยงเข้าร.พ. เหตุการณ์ครั้งนั้นทําให้เขาเลือกวัตถุดิบเองทุกครั้งอย่างพิถีพิถัน 3.หลากที่ หลายเครื่อง มากรส ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงชันและล้อมรอบด้วยทะเล สภาพอากาศจึงผันแปรตามพื้นที่ ตั้งแต่เขตหนาวเหน็บอย่างฮอกไกโดไปจนถึงเขตร้อนอย่างคิวชูและโอกินาวา ซึ่งพืชและสัตว์ต่างสายพันธุ์จะเลือกอาศัยในอุณหภูมิที่เอื้อต่อการดํารงชีวิตของมันจนเกิดวัตถุดิบเฉพาะแห่ง แล้วพัฒนาเป็นซูชิรสท้องถิ่น เช่น ฮอกไกโดขึ้นชื่อเรื่องปลาเฮอร์ริง แซลมอน และปลาหมึกกล้วย หรือโตโฮคุมักใช้สมุนไพรบนภูเขามาทํา เป็นหน้าซูชิ ฯลฯ วิคเตอร์ เชฟหนุ่มใน Letters to Juliet (2010) ฝักใฝ่ในอาหารท้องถิ่น จนทิ้งการฮันนีมูนไปตระเวนหาวัตถุดิบและสูตรชั้นยอดจากเมืองต่างๆ ในอิตาลี   4.ปั้นซูชิตํา รับบูชิโด ชิ้งงง เสียงพ่อครัวใช้หินลับมีดเล่มโปรดอย่างระมัดระวัง เพราะนอกจากมันจะเป็นมีดเหล็กกล้าราคาแพงหูฉี่แล้วยังเป็นอาวุธคู่ใจที่ใช้แล่ปลาได้เรียบสวยเป็นเหลี่ยมมุมและไม่ทําให้เนื้อปลาฉีกขาดเหมือนมีดแสตนเลสทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสาวทวงแค้นใน Kill Bill: Vol. 1 (2003) ซึ่งขอให้ ฮัตโตริ ฮันโซ อดีตนักตีดาบผู้ผันตัวมาเป็นพ่อครัวซูชิ สร้างดาบสุดแกร่งในตํานานให้ แต่หนังก็ไม่ได้เว่อร์เกินหรอกนะเพราะจริง ๆ แล้วมีดของพ่อครัวซูชิก็สืบทอดจากดาบซามูไรซึ่งคมกริบไม่หักไม่งอ เมื่อแล่ปลาแล้วต้องปรุงวัตถุดิบให้ขับเน้นรสธรรมชาติออกมาโดยพิจารณาว่า สิ่งไหนควรกินดิบ หมักหรือปรุงสุก จากนั้นจุ่มมือในน้ําเย็นเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย แล้วนําข้าวกับเครื่องปรุงมาปั้นเป็นซูชิทรงพัดกระดาษ โดยส่วนใหญ่จะปั้น 5 ครั้ง (หากมากกว่านั้นอุณหภูมิของมือ จะทําให้วัตถุดิบเสียความสดใหม่และบีบข้าวมากไปจนแข็ง) ให้ข้าวสมดุลกับชิ้นปลาจนได้รสชาติเลิศรส ดูวิธีแล่ปลาและปั้นอย่างเหมาะสมได้ในสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2011) ซึ่งตีแผ่ชีวิตพ่อครัวระดับตํา นานอย่าง จิโระ โอโนะ ผู้ไขว่คว้าหาซูชิที่สมบูรณ์แบบ 5.วาซาบิ จี๊ดดด...เต็มพิกัด ใน Wasabi (2001) พนักงานเสิร์ฟถ้วยใส่วาซาบิพร้อมขวดโชยุ ก่อนฮูเบิร์ตจะโชว์เหนือด้วยการหยิบวาซาบิกินเปล่าๆ และ Jackass: the Movie (2002) ทําฮาโดยนําวาซาบิมาละเลงในโชยุ แล้วสูดเข้าจมูกเต็มๆ ! ทั้งสองเรื่องแสดงพฤติกรรมจิ้มซอสอย่างผิดๆ จนคนปลูกวาซาบิอาจร้องไห้เพราะรสฉุนเผ็ดจะหายไปง่ายๆ เมื่อสัมผัสออกซิเจน! การกินให้ได้รสชาติจัดจ้านต้องจุ่มด้านที่เป็นหน้าของซูชิลงไปในโชยุ โดยสัมผัสแค่ปลายชิ้น (ไม่จุ่มลงไปทั้งก้อนเพราะจะทํา ให้ข้าวดูด ซับโชยุมากเกินไป) ส่วนวาซาบิจะไม่ขูดทิ้งไว้ให้สัมผัสอากาศโดยตรง แต่ มักทาบางๆ ไว้บนข้าวซูชิส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อปลาแทน 6.เอาใจรายคน จะกินทั้งที เอ๊ะ ทํา ไมไม่บอกราคาในเมนู... ก็เพราะทุกๆ เช้า ร้านซูชิเปี่ยมคุณภาพมักเลือกซื้อปลาที่ดีที่สุดในท้องตลาดมาตีราคาอย่างแฟร์ๆ วันต่อวันว่าพวกเขามีปลาชนิดใด คุณภาพระดับไหนมานําเสนอ นอกจากนี้ทางร้านยังพยายามขายสินค้าให้เกลี้ยงภายในวันนั้นเลย เพื่อพรุ่งนี้จะได้ซื้อของสดใหม่มาให้ลูกค้าลิ้มรสอีก พ่อครัวซูชิต้องสังเกตรสนิยมของลูกค้าแต่ละคนเพื่อให้จัดเรียงซูชิได้ตรงใจ โดยทุกครั้งพ่อครัวจะไม่เตรียมวัตถุดิบจนเสร็จสรรพเพราะเมื่อปลาทํา ปฏิกิริยากับอากาศจะสูญเสียความสดใหม่ แต่เขามักลงมือทําพร้อมโชว์ศิลปะการปั้นทันทีที่ลูกค้าอยากทานเท่านั้น (แม้วิธีนี้จะเอื้อให้ลูกค้าสั่งอาหารอย่างอิสระ แต่หากกลัวงบกระฉูดก็สามารถสั่งเซ็ตรวมที่มี 7-9 ชิ้นได้เช่นกัน) สังเกตการสั่งอาหารในร้านซูชิอย่างถูกต้องได้ใน Defending Your Life (1991) เมื่อ แดเนียล ใช้ชีวิตหลังความตายด้วยการเข้าร้านซูชิ เขาเลือกนั่งที่บาร์แล้วถามพ่อครัวว่าอาหารอะไรสดที่สุดในวันนั้น ส่วนพ่อครัวก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาระหว่างเสิร์ฟ (การพูดคุยช่วยสานสัมพันธ์อันดีและว่ากันว่าพ่อครัวควรจํา ตั้งแต่ชื่อลูกค้า ไปจนถึงชื่อลูกเมียของเขาเลยทีเดียว) ตรงกันข้ามกับพนักงานร้านซูชิใน Woman on the Beach (2006) ซึ่งเพิกเฉยและไม่ยอมบริการลูกค้า จน จุงเร กราดเกรี้ยวใส่ 7.ทูนา เจ้าแห่งปลาทั้งมวล เดิมทีคนญี่ปุ่นนิยมกินปลาชิราอุโอะ แต่พอเริ่มลิ้มลองเนื้อวัวก็หันมาเชิดชูรสปลาทูนา ด้วยเส้นลายไขมันเรียงตัวสวยที่มาพร้อมรสชาติเข้มข้นคล้ายเนื้อวัวแต่มีรสตกค้างในปากน้อยกว่า... ข้ามฟากมาอีกซีกโลก ณ อเมริกา ทูนาเป็นเพียงอาหารราคาถูก โดยนําเศษเนื้อมาบดรวมกันแล้วอัดกระป๋องขาย ชาวตะวันตกจึงไม่เข้าใจรสชาติซูชิ พวกเขาแพ้ทางกลิ่นสาหร่าย รสฉุนขึ้นจมูกของวาซาบิ และเนื้อดิบแฉะของปลา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจาก Scenes from a Mall (1991) เมื่อ วูดดี อัลเลน มาในคราบของ นิค ชายหนุ่มผู้พร่ําบ่นรสซูชิในห้างว่ามัน “โคตรแพงเลยสําหรับอาหารทําจากปลาตาย” ต่อมาไม่นานซูชิกลับแพร่หลายไปทั่วโลก ทุกเช้าตอนตี 5 ตลาดซึคิจิซึ่งเป็นตลาดปลาแห่งใหญ่ในโตเกียวจะอัดแน่นไปด้วยลูกค้ากว่าแสนคนที่จ้องประมูลทูนาขนาดยักษ์เข้าร้านสินค้าส่งออก-นําเข้าในตลาดแห่งนี้สร้างเม็ดเงินมหาศาลกว่าพันล้านเยน จนเมื่อพระอาทิตย์สาดแสงตอน 7 โมงเช้า สมรภูมิซื้อ-ขายอันดุเดือดจะสงบลง วัฒนธรรมแดนปลาดิบกลายเป็นอาหารที่นานาชาติยอมรับไม่เว้นกระทั่งแม่บ้านฝรั่งเศสใน The Hedgehog (2009) ผู้มองตัวเองว่า อ้วน แก่ น่าเกลียด แถมยังเป็นแม่ม่าย แต่ชีวิตพลิกผันเมื่อไปเดตกับชาวญี่ปุ่นในร้านซูชิ เธอค่อยๆ ซึมซับกระแสนิยมพร้อมๆ กับยอมรับตัวเอง หรือ ใน Sushi: The Global Catch (2011) สารคดีที่จับตาการเติบโตอย่างรวดเร็วของวัฒนธรรมซูชิ และตั้งคําถามว่าพฤติกรรมการบริโภคมหาศาลจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติเช่นไร 8.ซูชิกลายพันธุ์ ลัดฟ้ามาสู่อีกซีกโลกทั้งที พ่อครัวญี่ปุ่นจึงเอาใจฝรั่งด้วยการใส่ส่วนผสมแปลกใหม่อย่าง เนื้อ หมูไก่ แฮม แซลมอนรมควัน มะเขือเทศ ฯลฯ ลงไปในซูชิด้วย แถมคิดค้นสูตร ‘แคลิฟอร์เนีย โรล’ ซึ่งมีทั้งเนื้อปู แตงกวาและอโวคาโด (เชื่อว่ามีรสมันเข้มข้นคล้ายทูนา) แล้วกลับสาหร่ายเข้าด้านในซูชิเพื่อกลบกลิ่น ที่เด็ดกว่านั้นคือ เนียวไตโมริ หรือการเสิร์ฟซูชิที่วางบนตัวสาวเปลือยสุดเซ็กซี ซึ่งแม้จะไม่ได้พบเห็นทั่วไปในญี่ปุ่นแต่มันก็กลายเป็นภาพจําในสื่อต่างๆ และดึงดูดนักท่องเที่ยวจํานวนมหาศาลให้มาลองของวิธีนี้ต้องใช้ผู้หญิงที่ถูกฝึกให้นอนนิ่งๆ ได้นานหลายชั่วโมง ผิวไม่แพ้อาหารเย็นๆ และเป็นคนรักษาความสะอาด...สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามันเป็นศิลปะหรือการเหยียดเพศอย่างรุนแรงกันแน่ Map of the Sounds of Tokyo (2009) หนังสเปนซึ่งให้พนักงานสาวในตลาดขายปลารับอาชีพเสริมเป็นนักฆ่า โดยถูกวิจารณ์ว่าเสนอภาพเนียวไตโมริราวกับมีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น หรือใน Sex and the City (2008) เมื่อ ซาแมนธา โจนส์ พยายามชนะใจชายหนุ่มด้วยการเปลื้องผ้าแล้ววางซูชิลงบนตัว 9.รัชทายาทคนต่อไป การสืบทอดวิถีแห่งซูชิไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาฝึกฝนวิทยายุทธเกือบ 10 ปี อันได้แก่ 2 ปีแรก ทําความสะอาดร้านและในครัว / 2 ปีถัดมา เรียนรู้วิธีหุงข้าว / 3-4 ปีให้หลัง หัดเลือกซื้อวัตถุดิบและแล่ปลา โดยทั้งหมดนี้ต้องผ่านบททดสอบสุดหินอย่างการทํา ซูชิปลาโคฮาดะ (แล่ปลาที่มีก้างเล็กๆ เยอะแล้วหมักด้วยน้ําส้มสายชู) หรือทํา ซูชิปลาไหล (ใช้ซอสบางๆ ทาแทนวาซาบิ ซึ่งทํามาจากน้ําต้มซุปปลาไหลที่สะสมไขมันเข้มข้นนานหลายปี) การเรียนรู้วิชาซูชิก็คล้ายกับใน The Ramen Girl (2008) เมื่อ แอ็บบี สาวอเมริกันที่ชีวิตมาถึงทางตัน ได้กินน้ําซุปราเม็งแสนเลิศรส เธอจึงตัดสินใจขอเรียนรู้วิธีทําจากปรมาจารย์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การทําความสะอาด ผ่านการฝึกฝนอันยากลําบากจนในที่สุดก็ทําราเม็งเป็น นอกจากฝีมือแล้ว สิ่งสําคัญที่สุดของการทําซูชิคือจิตใจที่อยากให้ลูกค้าได้กินของอร่อย ซึ่งใน No Reservations (2007) เราจะเห็นชีวิตของกุ๊กเปลี่ยนไปเมื่อเธอรับเลี้ยงเด็ก จากเดิมที่ทําอาหารตามตํารา ก็หันมาคํา นึงถึงจิตใจของลูกค้า **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ศิลปะ ‘ซูชิ’ เมื่อชีวิตควรค่าแก่การกิน โดย สุภัชา ทิพเสนา / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 119 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

แบบนี้ก็ยังข่มกันด้วย! อัมโบร ทวีตแซว ไนกี้ หลัง อังกฤษ ปิ๋ว ยูโร 2016
ยูโร 2016 /  อังกฤษ / 

อัมโบร อดีตผู้ผลิตเสื้อแข่งให้กับทีมชาติ อังกฤษ ออกมาทวีตข้อความแซวสปอนเซอร์ชุดแข่งปัจจุบันของทีมสิงโตคำรามอย่าง ไนกี้ หลังจากที่ลูกทีมของ รอย ฮ็อดจ์สัน ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูโร 2016 ไปแบบไม่น่าประทับใจ ด้วยการแพ้ทีมรองบ่อนอย่าง ไอซ์แลนด์ ไป 1-2 เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา ประเด็น อังกฤษ ร่วงตกรอบ ยูโร 2016 ยังมีเรื่องให้เล่นไม่รู้จบรู้สิ้น ล่าสุด อัมโบร บริษัทกีฬาชื่อดังของแดนผู้ดีได้ออกมาทวีตข้อความแซว ไนกี้ โดยมีเนื้อหาว่า "อังกฤษเคยเป็นทีมที่ดีในตอนที่เราผลิตชุดแข่งให้พวกเขา..." ซึ่งทีมสิงโตคำรามเคยสวมใส่ชุดของ อัมโบร ในสมัยคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1966 England were good when we made the kits... — Umbro UK (@UmbroUK) June 27, 2016 นอกจากนั้นแล้ว อังกฤษ ก็ยังมีเหตุการณ์ที่น่าประทับใจมากมายภายใต้อาภรณ์ของแบรนด์นี้ เช่น ประตูสุดสวยของ พอล แกสคอยจ์ เมื่อ ยูโร 1996, แมตช์แจ้งเกิดในระดับทีมชาติของ ไมเคิล โอเว่น ตอน ฟุตบอลโลก 1998 หรือแม้กระทั่งเสื้อแข่งสีขาวเปื้อนเลือดอันโด่งดังของ เทอร์รี่ บุตเชอร์ เมื่อปี 1989 สำหรับผู้ผลิตชุดแข่งของ อังกฤษ ในปัจจุบันอย่าง ไนกี้ นั้น ได้เซ็นสัญญากันเอาไว้ถึงปี 2018 โดยมีมูลค่าสูงถึงราว 20 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

ส่งฝากขังศาล จ.ตราดแล้ว  5 ผู้ต้องหาข่มขืนสาวฝรั่งเศส
กัมพูชา /  ข่มขืน / 

ส่งฝากขังศาล จ.ตราดแล้ว  5 ผู้ต้องหาข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวฝรั่งเศส จัดกำลังเพิ่มดูปลอดภัย-หวั่นหลบหนี  พล.ต.ต.นพรัตน์ รินทพล ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดตราด เปิดเผยว่าถึงความคืบหน้าคดีผู้ต้องหาชาวเขมรจำนวน 5 คนบุกข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวชาวฝรั่งเศส บนเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ไปฝากขังที่ศาล จ.ตราดแล้ว โดยมีการดูแลความปลอดภัยเพิ่มขึ้นจากปกติ เพื่อป้องกันเหตุชาวบ้านที่โกรธแค้นทำร้ายกลุ่มผู้ต้องหา พร้อมทั้งคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ส่วนผลการตรวจจากคราบอสุจิ และ ดีเอ็นเอ คาดว่าจะทราบภายใน 1 ถึง 2 วันนี้ ทั้งนี้ทางพล.ต.ต.นพรัตน์ ยังหกล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้สามารถเอาผิดกับกลุ่มผู้ต้องหาได้ท้งหมด เพราะพยานหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมไว้สามารถชี้ชัดเอาผิดได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เผย 1 ใน 3 นักท่องเที่ยวฝรั่งเศส มีเลือดออกในสมอง เตรียมส่งตัวเข้ากรุงเทพฯ ชี้ ต้องสร้างมาตรการความปลอดภัย ความคืบหน้าเรื่องลูกเรือชาวกัมพูชา 5 คน ทำร้ายร่างกายและข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 นั้น นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เปิดเผยถึง ในส่วนของการป้องกันและแก้ไข จะต้องมี 3 ส่วน คือ ลักษณะทางกายภาพ เนื่องจากสภาพที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางเปลี่ยวแสงสว่างไม่เพียงพอ ส่วนที่ 2 ต้องประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังด้วยตัวเอง ไม่ให้เดินทางไปพื้นที่ที่ไม่มีผู้คนหรือทางเปลี่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวบางคนก็ชอบลักษณะแบบนี้ แต่สำหรับเหตุการณ์นี้นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสถือว่าค่อนข้างมัดระวังตัวอยู่แล้ว แต่ก็ยังโดนลูกเรือกัมพูชาทำร้าย ซึ่งลูกเรือชาวกัมพูชาโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะไม่ค่อยก่อเหตุในลักษณะนี้ ทุกอย่างต้องทบทวนกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ การระมัดระวัง รวมถึงแรงงานที่หายไปจากเรือทั้งตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ จำเป็นต้องรายงานหน่วยราชการให้ทราบ เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้สร้างผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเกาะกูดอย่างมาก และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียหาย พร้อมทั้งจะดูแลเยี่ยวยาอย่างเต็มความสามารถ ส่วนอาการผู้บาดเจ็บ ได้รับรายงานว่า 1 ใน 3 ยังมีเลือดออกในสมอง และเตรียมจะส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครต่อไป ซึ่งในรายของนักท่องเที่ยวผู้หญิงอายุ 57 ปี ถูกทำร้ายตามร่างกาย และศีรษะ รวมทั้งที่อื่นๆ ได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่าทุกคน ส่วนชายมีเลือดออกที่เหนือศรีษะ และเจ็บตามร่างกายจากการถูกมีดฟัน และอีกคนถูกข่มขืน และทำร้ายร่างกายหลายแห่ง ทั้งหมดปลอดภัยแล้ว ----------------------------------------------------------------------------------- ตำรวจตราด รวบ 3 ลูกเรือประมงกัมพูชา ทำร้ายร่างกาย ข่มขื่น นักท่องเที่ยวต่างชาติ เร่งล่าอีก 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะกูด ได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมฟาร์มเฮาส์ รีสอร์ท หมู่ 5 บ้านอ่าวพร้าว ต.เกาะกูด อ.เกาะกูด จ.ตราด ว่ามีนักท่องเที่ยวถูกแรงงานทำร้ายและข่มขืน ก่อนได้รับความช่วยเหลือจากพนักงานโรงแรมและชาวบ้าน พ.ต.ท.สุรพร เทพเสน รอง ผกก.เกาะกูด ได้ประสานงานกับ นายทรงกลด สอนพึ่งรักษ์ ปลัดอาวุโส อ.เกาะกูด และ จ.อ.วิชัย จันทร์คาม หน.ชุดประสานงานกองทัพเรือประจำเกาะกูด นำกำลังทหารนาวิกโยธิน ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้เข้าทำการปิดล้อมคนร้าย นานกว่า 2 ชม. และสามารถจับกุมได้ในป่าหลังเขา จำนวน 3 คน ส่วนอีก 2 คนหลบหนีเข้าป่าไปได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังทำการปิดล้อมต่อไป สำหรับลูกเรือชาวกัมพูชาทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายยิ้ม อายุ 25 ปี นายภัย อายุ 22 ปี นายเจิน อายุ 25 ปี ส่วนอีก 2 คน ที่ยังหลบหนีอยู่คือ นายที อายุ 20 ปี และ นายบด มาน อายุ 20 ปี ทั้งหมดเป็นลูกเรือประมง ที่ออกจากท่าเรือเฉลิมพล อ.แหลมงอบ จ.ตราด และมาจอดอยู่ที่ท่าเรืออ่าวพร้าว ใน อ.เกาะกูด ทั้งนี้ ส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 3 คน ล่าสุดทางโรงพยาบาลเกาะกูดได้นำตัวส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตราดแล้ว เนื่องจากมีอาการสาหัสและถูกส่งตัวเข้าทำการผ่าตัด ล่าสุดพ้นขีดอันตรายแล้ว ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก INN

หวาน-ฟิน-ซึ้ง-แฮปปี้ทั่วถึง! ในแฟนมีตติ้ง ยงพัล 'จูวอน'
AIS PRESENTS 2016 THE BEST OF ME JOO WON มาเหอะ อยากเจอ /  Joo Won / 

ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ สำหรับพระเอกหนุ่มหล่อหน้าใสกิ๊ง จูวอน (JOOWON) ที่หอบความน่ารักมาเสิร์ฟแฟนชาวไทยเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ในงาน เอไอเอส พรีเซ็นต์ 2016 เดอะ เบส ออฟ มี, จูวอน มาเหอะ อยากเจอ ( AIS PRESENTS 2016 THE BEST OF ME, JOO WON มาเหอะ อยากเจอ) ณ เมืองไทย จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยผู้จัดใจดี บริษัท นาว โปรดักชั่นส์ จำกัด ที่งานนี้เปิดโอกาสให้แฟนคลับได้ใกล้ชิดกับ พี่จ๋า กันแบบสุดๆ ด้านโชว์พระเอกหนุ่มก็จัดเต็มทั้งเสียงร้อง ลีลา คารมมาแบบครบเซ็ทให้สมกับชื่องาน 'THE BEST OF ME' ที่ทำให้ประทับใจกันไปนานแน่ งานนี้เริ่มด้วยวีทีอาร์ของหนุ่มจูวอนที่เชิญชวนสาวๆ มาเจอกันในแฟนมีตติ้ง เรียกเสียงกรี๊ดได้ถล่มทลาย ก่อนชายในชุดสูทสีดำพร้อมแว่นกันแดดสุดเท่จะปรากฏตัวบนเวทีกับเพลงแดนซ์สไตล์วินเทจอย่าง HONEY ของพัคจินยอง ทำเอาบรรยากาศในฮอลล์ดูคึกคักขึ้นทันตา จูวอน โชว์ทั้งการร้องพร้อมทั้งออกสเต็ปลีลาการเต้นได้อย่างลงตัว พูดได้ว่าแค่เพลงเปิดตัวก็เผยเสน่ห์รุนแรงทะลวงหัวใจกันแล้ว พอจบเพลงก็ถอดแว่นออกก่อนกล่าวทักทายทุกคนเป็นภาษาไทย “สวัสดีครับ ผมชื่อ จูวอน ครับ สบายดีไหมครับ?” ทำเอาเสียงกรี๊ดสนั่นเลยทีเดียว เมื่อพิธีกร ดีเจคิว ธิติพันธ์ สุริยาวิชญ์ และ ล่ามคนเก่ง แจยอง ถาม จูวอน ว่า 'เป็นแฟนมีตติ้งครั้งที่ 3 แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง?' พระเอกหนุ่มเจ้าของงานก็ตอบว่า “ผมมาถึงเมืองไทยเมื่อ 2 วันก่อน หนึ่งวันก่อนงานแฟนมีตติ้งผมตื่นเต้นมาก กลัวทำไม่ได้ แอบนอยด์นิดนึง ก่อนขึ้นเวทีก็ยังไม่ค่อยมีแรง แต่พอขึ้นมาบนเวทีปุ๊บไม่รู้พลังมันมาจากไหน มาสนุกให้เต็มที่กันนะครับ แล้วที่เลือกเพลง HONEY เป็นเพลงเปิดตัวก็เพราะเพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์เพียงไม่กี่เพลงที่ผมชอบ แล้วที่สำคัญเพราะทุกคนคือ HONEY ของผมไงครับ" พูดจบพระเอกของเราก็เอามือปิดหน้าอย่างเขินๆ น่ารักเป็นที่สุด! อย่างที่รู้กันว่า จูวอน มีความสามารถด้านกาาร้องเพลงไม่แพ้การแสดง เล่นซีรี่ส์เรื่องไหนก็ได้ร้องเพลงประกอบเกือบแทบทุกเรื่อง อย่างเรื่อง TOMORROW’S CANTABILE เขาก็ได้ร้องเพลง INNOCENTE พระเอกหนุ่มจึงขอมอบเพลงนี้ให้กับทุกคน เสียงร้องดังขึ้นพร้อมมิวสิควิดีโอภาพจากซีรีส์ จากนั้น พี่จ๋า ก็ก้าวลงจากเวทีเพื่อจะได้ให้แฟนคลับได้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น แม้จะพยายามทำมือบอกให้ทุกคนนั่งลง แต่แฟนคลับก็ไม่อาจห้ามมือไม่ให้ไขว่คว้า สุดท้ายเดินมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง จูวอน ก็ต้องหันหลังกลับเดินขึ้นเวทีไป และเมื่อจบเพลงนี้ก็มาต่อด้วยเพลง MY LOVE จากซีรีส์สร้างชื่อ THE KING OF BAKING KIM TAK KU ที่ทำเอาแฟนๆ ซึ้งไปตามกัน แถม จูวอน ยังอ้อนเพิ่มเติมอีกว่า “ผมคิดว่าทุกคนเป็น MY LOVE ไงครับ” โอ้ววว มาถึงกิจกรรมร่วมสนุกกับแฟนๆ กิจกรรมแรก 'ฉันอยากรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับจูวอน' โดยให้จูวอนจับหมายเลขผู้โชคดีที่จะได้สิทธิ์ถามคำถาม (จูวอนอยากเที่ยวจังหวัดไหนในเมืองไทยที่สุด?)"ปีก่อนที่มางานแฟนมีตติ้งผมเคยไปเที่ยวเชียงใหม่กับพ่อแม่ สวยงามมาก มีความทรงจำดีๆมากมายที่นั่น ผมชอบอากาศอุ่นๆ มากกว่าอากาศหนาวครับ พอรู้ว่าต้องมาทำงานที่เมืองไทย ผมตื่นเต้นตั้งแต่ตอนเก็บกระเป๋าเลย ช่วยแนะนำที่เที่ยวให้ผมเยอะๆนะครับ", (เมื่อวานเอาหมวกให้ที่หน้าลิฟท์หลังกินข้าว ได้อ่านโน้ตหรือเปล่า?)"เป็นหมวกที่มีชื่อผมหรือเปล่าครับ? ในนั้นมีโน้ตด้วยเหรอครับ ผมไม่ได้หยิบโน้ตขึ้นมาอ่าน แต่หมวกอยู่ที่ผมแล้วนะครับ เป็นจดหมายหรือว่าโน้ตเล็กๆ ครับ เขียนประมาณว่าให้จูวอนรึเปล่าครับ ถ้าเป็นอันนั้นได้รับแล้วครับ" ช่วงเวลานี้แม้จูวอนจะไถ่ถามด้วยความซีเรียสเพราะใส่ใจความรู้สึกของแฟนๆ แต่แฟนคลับในงานกลับไม่เครียดตาม ต่างขำก๊ากในความน่ารักของพ่อหนุ่มใสซื่อกันสนั่นฮอลล์ ฟากคำถามจากพิธีกร หนุ่ม จูวอน ก็ตอบอย่างเอาใจใส่เช่นกัน (3 เหตุผลที่คุณชอบเมืองไทยคืออะไร?)"อากาศ อาหาร และสำคัญที่สุดเลยก็เพราะทุกคนนี่แหละ นี่ผมตอบจากใจจริงไม่ได้ปากหวานนะ วันนี้พอเห็นทุกคนปุ๊บ รู้สึกเลยว่าทำไมทุกคนสวยขึ้น แล้วผู้หญิงไทยก็มีเสน่ห์มากด้วยครับ" (ถ้ามีละครไทยติดต่อไปจะมาเล่นมั้ย?)"แน่นอนอยู่แล้ว ผมอยากมีผลงานที่เมืองไทยให้ทุกคนเป็นของขวัญครับ" จบพักช่วงสัมภาษณ์มาเข้ากิจกรรมที่สอง 'เต้นให้แรง Post-it กระจาย' หนุ่ม จูวอน จับหมายเลขผู้โชคดี 4 ท่านขึ้นมาเล่นเกมแบบใกล้ชิดสนิทสนมบนเวที โดยกติกามีอยู่ว่าใครสลัด Post-it ออกจากร่างกายได้มากที่สุดคือผู้ชนะ ซึ่งจะได้รับสแตนดี้รูปจูวอนพร้อมลายเซ็นไปตั้งไว้ที่บ้าน ซึ่งพระเอกหนุ่มปล่อยมุขเรียกเสียงฮาว่า "ห้ามเตะผมนะ...ผมมองคุณอยู่นะ" ส่วนผู้แพ้ก็ได้ตุ๊กตาอุ่นใจพร้อมลายเซ็นต์ไปแทน แต่ใครจะชนะหรือแพ้หนุ่มจูวอน ก็ได้รับแจกอ้อมกอดอุ่นๆ อย่างทั่วถึง ให้เก็บไปเคลิ้มกันไป ภาพสลับมาที่ จูวอน ในมาดร็อกเกอร์ที่เตรียมเพลงไทยมาเซอร์ไพรส์แฟนคลับ กับเพลง แสงสุดท้าย ของ BODY SLAM บทเพลงที่พระเอกหนุ่มเลือกจะร้องเอง! ฝึกร้องเอง! ด้วยภาษาไทยที่ชัดเป๊ะ!! ในน้ำเสียงและลีลาซึ่งแฟนๆ ต่างลงความเห็นว่าคล้ายพี่ตูนซะเหลือเกิน (น่าเสียดายที่พี่จ๋าไม่ยอมถอดเสื้อแบบพี่ตูนนี่ละ!) แต่เพียงแค่นี้ก็ทำเอาเหล่าแฟนคลับทั้งทึ่งทั้งปลึ้มในความตั้งใจเต็มเปี่ยมของจูวอน พากันส่งเสียงกรี๊ดกระจายสนั่นฮอลล์กันแล้ว [Fancam] Joo Won sing Thai song 'แสงสุดท้าย The Last Light' @ 2016 The Best of Me Joo Won 2016.02.20 youtube channel : Aungnie Dee ต่อเนื่องความฟินในกิจกรรมต่อมา 'ลูกโป่งแตก' บอกได้คำเดียวว่านี่คือไฮไลท์ของงานสำหรับสาวๆ เพราะมีผู้โชคดี 7 ท่านได้ขึ้นมากอดกับพี่จ๋ายาวนานถึง 30 วินาที แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำลูกโป่งแตกให้ได้มากที่สุด โดยรายแรกก็ทำแตกไปถึง 10 ลูก สร้างความหนักใจแก่ผู้เข้าแข่งขันคนถัดๆ ไปอย่างมาก จึงต้องเลือกระหว่าง 'ทำลูกโป่งแตกให้ได้มากกว่า' กับ 'ดึงเวลาไว้ให้ได้กอดพี่จ๋าให้นานที่สุด' ซึ่งดูเหมือนว่าส่วนใหญ่จะเน้น 'กอดแน่นๆ แพ้ช่างมัน!' เว้นแต่ ป้าดา ขวัญใจมหาชนที่กอดก็แน๊นแน่น แถมทำแตกไปตั้ง 10 ลูก สุดท้ายต้องตัดสินผู้ชนะเลิศด้วยการเป่ายิ้งฉุบกับหนุ่มจูวอน ก่อนป้าดาจะชนะได้รับกิฟท์เซ็ตชุดใหญ่จากพระเอกหนุ่มของเราไป หลังจบเกมเจ้าตัวถึงกับต้องซับเหงื่อและบอกว่า "เหนื่อยนิดนึงแต่สนุกมากกกกครับ" แหมจะไม่เหนื่อยได้ไง เพราะต้องออกแรกกดฝ่ายเดียว ในขณะที่เหล่าแฟนคลับผู้แข่งขันต่างเน้นการกอดกันอย่างชัดเจน! เข้าสู่ช่วงสัมภาษณ์กันต่อ (ตอนนี้มีผลงานอะไรให้ติดตามบ้างครับ?) จูวอนก็ตอบแบบหยอกให้ขำๆ ว่า "ก็ผลงานที่ผมเล่นไงครับ", (เวลาว่างคุณชอบทำอะไร?)"ดื่มกาแฟครับ เพราะผมจะมีเวลาว่างไปที่ร้านกาแฟ ได้สั่งกินเอง ได้เจอเพื่อนๆ ไปดูหนังกันครับ" หนุ่ม คิว พิธีกรของงานเลยแซวว่า เวลาที่เขาว่างๆ จะลงไปนั่งที่ล็อบบี้คอนโด เพราะเปิดแอร์เย็นๆ แล้วก็ไปซื้อกาแฟเซเว่นมานั่งจิบ ทำเอาจูวอนขำหนักมากก่อนจะเล่าว่า "ที่เกาหลีช่วงหน้าร้อนคนเกาหลีก็ชอบไปธนาคารกันเพราะเปิดแอร์เย็นๆ ให้น่ะครับ"... มาพูดเรื่องรางวัลใหญ่ที่ได้รับจากการทำงานหนักกันบ้าง “ผมได้รับรางวัลแดซังไป แต่ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปนะครับ วันต่อมาผมยังตื่นไปซื้อขนมที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตกินเองเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม จริงๆแล้วผมรู้สึกดีนะที่ได้รางวัลมา แต่ผมก็ต้องทำให้ดีขึ้นเพื่อตอบแทนความรักของทุกคนครับ" จากนั้นเข้าสู่บทเพลง LOVE MEDICINE เพลงที่จะมาช่วยรักษาหัวใจสาวๆ ด้วยน้ำเสียงของ คุณหมอพัคชีอน จากเรื่อง GOOD DOCTOR แล้วไปพักเบรคความซึ้งกับการแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้กับแฟนคลับที่มีวันเกิดตรงกับวันนี้พอดี ซึ่งงานนี้เจ้าของวันเกิดมีถึงสี่สาว จูวอน ก็เลยร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้พร้อมกันและร่วมเป่าเค้กด้วย ก่อนจะมอบกอดแน่นๆ ให้กับทุกคนแทนของขวัญ ในขณะที่สาวๆ ก็ฝากรักด้วยรอยลิปสติกหลากสีบนเสื้อสูท ซึ่งพระเอกหนุ่มบอกว่า "วันนี้สนุกมากเลยครับ จะจบงานแล้วเหรอเนี่ย?" พอพิธีกรแซวเรื่องสูทของจูวอนที่เปื้อนรอยลิปสติก เขาก็ตอบทันควันว่า "ผมรู้ว่าทุกคนอยากดูสวยเวลาเจอผม เลยแต่งหน้าจัดเต็มกันมาครับ" นอกจากนั้น จูวอน ก็ยังพูดให้กำลังใจทุกคนอีกว่า "เวลาทำงานหนักมากๆ บางทีเราก็เหนื่อย ทุกคนเหนื่อยหมดไม่ใช่แค่ผม แต่เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไป อย่าไปท้อ แล้ววันหนึ่งเราจะยิ้มได้อย่างมีความสุขแน่นอนครับ" ก่อนจะพาเข้าเพลง IF I WERE เพลงประกอบละครความหมายลึกซึ้งจากใจ ชีอน ในเรื่อง GOOD DOCTOR เพลงที่ทำให้ทุกหัวใจอบอุ่นไปกับเนื้อหาและน้ำเสียงสะกดอารมณ์ของ จูวอน ก้าวสู่ช่วงซึ้งด้วยแฟนโปรเจ็คท์ที่แฟนคลับชาวไทยตั้งใจมอบให้ จูวอน ด้วยการเล่าเรื่องผ่านภาพการทำงานและข้อความแทนความรู้สึกห่วงใย 'อย่าลืมที่จะมีความสุข อย่าลืมที่จะยิ้ม' ซึ่งหลังจากคลิปวิดีโอจบลง จูวอน ก็หันมาหาแฟนคลับที่พร้อมใจกันชูป้ายซึ่งมีตัวอักษรทั้งภาษาไทย อังกฤษ และเกาหลี สื่อความหมายว่า 'กลับมานะ...เราจะรอ' ทำเอาน้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่ได้ไหลกันง่ายๆ ก็พรั่งพรู จูวอนกล่าวชื่นชมทั้งน้ำตาว่า "ปกติผมไม่ใช่คนร้องไห้เก่งขนาดนี้นะ แต่ผมประทับใจมากเวลาแฟนๆ ทำอะไรแบบนี้ให้ เลือกเพลงได้ดีมาก เขียนได้ดีมาก แฟนคลับของผมเก่งมากๆเลยครับ" และนี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งศิลปิน พิธีกร และล่าม พากันร้องไห้ด้วยความประทับใจ จนจูวอนอดตัดพ้อไม่ได้ว่า "เขียนว่าอย่าร้องไห้ แต่ทุกคนนั่นแหละทำให้ผมร้องไห้" แฟนโปรเจคงานมิตติ้ง 2016 "The Best Of Me" JooWon มาเหอะ อยากเจอ #JooWonThailandFanMeeting2016 [VTR HD] วีทีอาร์เซอร์ไพรส์ที่ทำให้จูวอนร้องไห้ อัพแบบ HD ให้ดูกันชัดๆเพลงในโปรเจคคือ 다시사랑한다말할까 / Should I Say I Love You again ของ Kim Dong Ryul Posted by Joo Won Thailand Fanclub on 22 กุมภาพันธ์ 2016 เดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย จูวอน ก็ได้เผยความในใจก่อนจากกันว่า "เดี๋ยวผมจะร้องเพลงสุดท้ายแล้วนะครับ ผมเป็นแค่คนธรรมดาที่อยู่บนโลกนี้ ผมเป็นคนที่ไม่มีอะไรดีพอ ขอบคุณทุกคนที่รักคนที่ไม่ดีพร้อมคนนี้นะครับ" เสียน้ำตาไปเยอะ จูวอน เลยชวนแฟนๆ ให้สนุกไปกับเพลง My Way To You แม้พระเอกของเราจะพยายามข่มอารมณ์ แล้วชวนแฟนๆ ร้องเล่นเต้นตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน แต่มาถึงท่อนสุดท้ายเจ้าตัวก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวไหลออกมาอีกรอบ ก่อนกลับเข้าไปหลังเวที ปล่อยให้แฟนคลับอังกอร์เรียกชื่อ "จูวอน" ได้สักพัก พระเอกหนุ่มก็ออกมาปิดท้ายด้วยเพลง HONEY อีกครั้ง ในเวอร์ชั่นที่มาพร้อมน้ำเสียงลีลาลูกเล่นและออกสเต็ปแดนซ์จัดเต็มโดนใจ ก่อนอำลาเวทีไปด้วยคำว่า "ขอบคุณคร้าบ" หลังงานจบลงด้วยความประทับใจ โดยแฟนคลับทุกที่นั่งของ เอไอเอส พรีเซ็นต์ 2016 เดอะ เบส ออฟ มี, จูวอน มาเหอะ อยากเจอ ( AIS PRESENTS 2016 THE BEST OF ME, JOO WON มาเหอะ อยากเจอ) ยังมีโอกาสได้สัมผัสมือนุ่มๆ แถมบางส่วนได้ของที่ระลึกและได้ถ่ายภาพร่วมกับจูวอนด้วย... ถ้าจะน่ารัก อบอุ่น ใจดีแบบนี้ ดูท่าคงจะมีเสียงอ้อนให้รีบกลับมาหาสาวไทยไวๆ อีกแน่นอน! ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เมนู แพนเค้กผักโขมไข่ดาวแฮม ตัวช่วยของคนไม่กินผัก
ผักโขม /  แพนเค้ก / 

สำหรับคนที่กินผักยาก ไม่ชอบรสชาติข่มๆ ของผักใบเขียว แต่ร่างกายของคนเราต้องการผักเพื่อการขับถ่ายของร่างกายดีขึ้น ปัญหาของคนไม่กินผัก ยิ่งโตยิ่งหัดยาก การกินผักสำคัญต่อร่างกายคนมากมายเลย วันนี้เราจึงมาเสนอเมนูที่ให้คนไม่กินผัก ได้รับสารอาหารของผักแบบเต็มๆ กับเมนู แพนเค้กไข่ดาวแฮม โดยส่วนผสมของแป้งแพนเค้กมีผักโขมผสมอยู่ด้วย กับขั้นตอนและวิธีการทำดังนี้ค่ะ เมนู แพนเค้กผักโขมไข่ดาวแฮม ส่วนผสมแป้งแพนเค้ก แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 3/4 ถ้วย ใบผักโขมสด 1 1/2 ถ้วย นมสด 1 1/2 ถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง ผงฟู 1/2 ช้อนชา เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา น้ำมันพืช 2 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ดาวทอดแบบฝรั่ง 2-3 ฟอง ส่วนผสมแฮม แฮมหั่นชิ้นเล็ก 1 ถ้วย น้ำส้มสายชูหมัก 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา วิธีทำ ผสมแป้งสาลี เกลือ ผงฟู เบกกิงโซดาและน้ำตาลเข้าด้วยกัน พักไว้ ปั่นผักโขมกับนมสดจนละเอียด ใส่ไข่ไก่ ปั่นต่อให้เข้ากัน เทลงใส่ชามแป้ง ค่อยๆ คนจนส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน แช่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 30 นาที ลวกแฮมแล้วคลุกกับน้ำส้มสายชูหมัก น้ำผึ้ง เกลือ และพริกไทยเข้าด้วยกัน เตรียมไว้ ตั้งกระทะเทฟลอนให้พอร้อน ทาน้ำมันบางๆ ตักส่วนผสมแป้งแพนเค้กใส่ ทอดจนด้านหนึ่งสุกแล้วกลับอีกด้าน ทอกให้สุก จัดใส่จาน เวลาเสิร์ฟวางแป้งแพนเค้ก ใส่แฮมปรุงรสวางแพนเค้กอีกแผ่น วางไข่ดาว ประกบ้านบนด้วยแป้งแพนเค้ก เครดิตจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine issue 192 : Jul 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

สาวโพสต์แจง ไม่ใช่หญิงถูกแก๊งวัยรุ่นรุมข่มขืน-โยนทิ้งเหว
ข่าวข่มขืน /  ข่าวจังหวัดพัทลุง / 

สาวโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง หลังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเหยื่อถูกแก๊งวัยรุ่นรุมข่มขืน-โยนทิ้งเหว  หลังจากเกิดคดีสะเทือนขวัญที่กลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่า และทำการข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ หลังเรื่องดังกล่าวตกเป็นข่าวดังตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งได้เข้าไปค้นหาเฟซบุ๊กฝ่ายชายซึ่งเป็นผู้เสียชีวิต และย้อนดูในไทม์ไลน์เฟซบุ๊กของผู้ตายประมาณ ช่วงเดือนเมษายน 2558 ที่ผ่านมา ก็ได้พบว่าผู้ตายได้ถ่ายภาพคู่กับหญิงสาวท่านหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก ดูท่าทางสนิทกัน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งตีความไปว่า หญิงที่ปรากฏในภาพดังกล่าวคือเหยื่อที่ปรากฏอยู่ในข่าว ถูก 4 วัยรุ่นขืนใจก่อนโยนทิ้งเหว แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา สมาชิกเฟซบุ๊ก น้อง' ฟิล์ม  ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในภาพดังกล่าวได้ออกมายืนยันว่า เธอไม่ใช่เหยื่อเคราะห์ร้ายที่ปรากฏอยู่ในข่าว เธอไม่ได้ถูกแทงและถูกข่มขืนอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิด แต่ยอมรับว่าเป็นแฟนเก่าของผู้ตาย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พยายามของให้ผู้ตายลบภาพเธอออกไปแล้ว แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ลบ อยากจะให้ทุกคนเข้าใจเพราะ ขณะนี้เครียดหนัก พร้อมระบุว่าเธอไม่รู้จักคนร้ายสักคน MThai News --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'บิ๊กตู่' ชี้ เปลี่ยนกฎหมายคดีข่มขืนเท่ากับประหารสุดโต่งเกินไป เหมือนการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ! วานนี้ (4 ก.พ. 59) มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่มีคนเสนอให้เปลี่ยนกฎหมายคดีข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ว่า นี่คือคนไทยที่มีแต่ความสุดโต่งเหมือนกับการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ซึ่งจะประหารชีวิตอย่างเดียวไม่ได้ เพราะกฎหมายมีขั้นตอน และปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายว่าทำได้หรือไม่ได้ และจิตสำนึกของคน ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงความหมายของคำว่า 'สุดโต่ง' ที่ท่านนายกฯ กล่าวไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องหรือเข้าข้างผู้กระทำผิด แต่ต้องการให้สังคมร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ แท้จริงแล้วต้นเหตุของปัญหาคืออะไร การใช้กฎหมายรุนแรงบังคับแต่เพียงอย่างเดียว จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้นายกฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไปศึกษาข้อมูลและหาทางออกในเรื่องดังกล่าว โดยนำกรณีศึกษาจากประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับตามหลักสากล MThai News --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วันนี้ (4 ก.พ. 59) เน วัดดาว จัดนักโพสต์ขู่แก๊งฆ่าโจ๋ฝังดิน ข่มขืนแฟน บอกนักโทษทุกคนรออยู่ แนะยิ้มให้เต็มที่ เพราะนี่อาจเป็นยิ้มสุดท้าย วานนี้ (3 ก.พ. 59) ที่เฟซบุ๊ก @Makharin Phumssart ซึ่งเป็นของ "เน วัดดาว" ได้มีการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงกรณีที่แก๊งโจ๋ฆ่าฝังดินคู่อริ ก่อนข่มขืนแฟนสาวและนำร่างทิ้งลงเหว ที่จ.พัทลุง จนทำให้มีคนออกมาเรียกร้องผ่านโลกออนไลน์ให้มีการแก้กฎหมาย "ข่มขืนโทษประหารชีวิต" ว่า กฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องอย่างบทลงโทษผู้กระทำความผิดฆ่าข่มขืน เรียกร้องให้มีโทษประหารกัน แต่ก็ไม่มีใครมาดำเนินการ พร้อมทั้งฝากข้อความถึง 4 โจ๋ใจเหี้ยมว่า คดีแบบนี้หากเข้าไปในคุกโดนหนักแน่ เชิญยิ้มให้สบาย เพราะอาจจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายก็ได้ "ยิ่งอยู่ไปอยู่ไป กฎหมายจราจรยิ่งแก้ให้หนักขึ้นๆ ปรับแพงขึ้น อนาคต ขับย้อนศรหรือไม่ใส่หมวกคงแก้เป็นติดคุกสัก 10 ปี ละมั้ง และดูกฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องกันสิ ฆ่าข่มขืนเท่ากับประหารกี่ศพและที่เขาเรียกร้องให้แก้กัน ไม่เห็นมีใครออกมาดำเนินการหรือออกมาพูดคุยให้ประชาชนฟังกันบ้างหรอ ผมก็ 1ในขี้คุก แต่คดีแบบนี้ "บอกตรงๆ เข้าไปข้างในมึงหนัก. ตอนโดนจับพวกมึงยิ้มแบบไม่สลด เดี๋ยวเข้าไปมึงจะไม่มีรอยยิ้มอีกเลย รีบยิ้มสะให้เต็มที่เลยนะพวกมึงเพราะมันอาจเป็นรอยยิ้มสุดท้ายของพวกมึง กูเชื่อว่าทุกคุกเขารอพวกมึงอยู่" เน วัดดาว --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คดีฆ่าหนุ่มหมกป่า-ข่มขืนสาวทิ้งเหว สามารถย้ายมาศาลอาญาได้ ส่วนเยาวชน 2 ราย ยังไม่มีข้อสรุปว่าขึ้นกับศาลใด พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เผยคดีฆ่าโหดหนุ่มหมกป่า ข่มขืนแฟนสาวจับทิ้งเหว หากจะมีการย้ายจากศาลเยาวชนมายังศาลปกติสามารถทำได้ ส่วนสำนวนคดีที่จะนำส่งศาลเพื่อสั่งฟ้องนั้นรวบรวมได้แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่จับตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย เป็น เยาวชน 2 ราย ผู้ใหญ่ 3 ราย และได้ขออำนาจศาลฝากขังไปแล้ว 4 ราย ทั้งนี้ ยังกล่าวถึงผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่เข้ามามีส่วนในเรื่องนี้ว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ไม่ได้มีการพูดถึงว่ามีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มองว่าไม่น่าจะมีส่วนร่วมเนื่องจากเพียงแค่ผ่านดื่มน้ำมาเท่านั้น นอกจากนี้ นางยุพิน องอาจ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพัทลุง เผยขณะนี้เยาวชนชาย 2 ราย อยู่ในความดูแลของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรัง เนื่องจากในขณะนี้สถานพินิจฯ พัทลุง อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดเป็นสถานแรกรับ จึงต้องไปฝากไว้ที่สถานพินิจฯ ตรัง เป็นการชั่วคราวก่อน ส่วนประเด็นว่าผู้ต้องหา 2 รายนี้ จะถูกพิจารณาในศาลเด็กและเยาวชน หรือศาลอาญาปกตินั้น ขณะนี้ศาลยังไม่ได้มีการพิจารณา ยังอยู่ในระหว่างการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ซึ่งกระบวนการต่อไปต้องดำเนินการไปตามกฎระเบียบที่วางเอาไว้ อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.วิชัย กล่าวถึงหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บขณะนี้ว่า อาการดีขึ้นแล้ว ซึ่งได้มีการจัดชุดดูแลความ ปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงหลังจากออกจากโรงพยาบาลด้วย เพื่อคุ้มครองพยานในคดี ที่มา : INN MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- โลกออนไลน์ระอุ!! คนแห่โพสต์ภาพรณรงค์แก้โทษฆ่าข่มขืน ชี้ ‘กี่ศพแล้ว กี่ศพเล่า กฎหมายไทย ทำไมไม่แก้’ รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดช่วงวันของวันนี้ (3 ก.พ. 59) ผู้คนในโลกออนไลน์ พร้อมใจกันโพสต์ภาพเขียนข้อความ เรียกร้องให้ทางการไทยแก้กฎหมาย "ยกเลิกอภัยโทษคดีฆ่าข่มขืน" ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นผู้ใหญ่บรรลุนิติภาวะ หรือเป็นเพียงเยาวชน ซึ่งการรณรงค์เรียกร้องดังกล่าวเกิดเป็นกระแสในสังคมอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกลุ่มวัยรุ่นลวงฆ่าคู่อริฝังดิน ก่อนจะข่มขืนแฟนสาว และพยายามฆ่าอำพรางด้วยการทิ้งลงเหว แต่โชคดีที่รอดมาได้ ขณะที่ข้อความรณรงค์ให้แก้กฎหมายข่มขืนให้ได้รับโทษสูงสุด ระบุว่า "ฆ่าข่มขืน กี่ศพแล้ว กี่ศพเล่า กฎหมายไทย ทำไมไม่แก้" สำหรับการเรียกร้องแก้กฎหมายข่มขืนเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะเกิดคดีพนักงานบนรถไฟฆ่าข่มขืนด.ญ.วัย 13 ปี บนรถไฟก่อนโยนศพทิ้งป่าทางเมื่อปี 2557 แต่จนถึงทุกวันนี้กฎหมายก็ยังไม่รับการปรับเปลี่ยนแก้ไขแต่อย่างใด รวบสาวทอม 1 ในแก๊งฆ่าหมกป่าแฟนหนุ่ม ก่อนข่มขืนแฟนสาวท้องต่อหน้า และจับโยนทิ้งเหว จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดผู้ต้องหาให้การซักทอดถึงสาวทอมคนร้ายอีก 1 คน คือ น.ส.ศิริมา ภูพวก อายุ 20 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้แล้ว ขณะที่ผู้ต้องหากำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในสวนยางพารา ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ร่วมในขบวนดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วมลงมือในการสังหารโหดเหยื่อแต่อย่างใด เพียงทำหน้าที่คอยซื้ออาหารให้กลุ่มคนร้ายตามคำสั่งของ นายคิว เท่านั้น ด้าน พ.ต.อ.วิชัย กล่าวว่า น.ส.ศิริมา ผู้ต้องหารายนี้ ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน มารับจ้างเป็นลูกจ้างกรีดยางในสวนยางพารา โดยเจ้าของสวนยางเป็นญาติขของ นายคิว จึงได้นำตัวไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีนครินทร์ ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทุกคนได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาเยาวชน 2 ราย ส่งตัวไปฝากขังที่สถานพินิจของ จ.พัทลุง คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้องต่อศาลเยาวชน ขณะที่ผู้ต้องหา อีก 3 คน ที่อายุเกิน 18 ปี เจ้าหน้าที่ได้ฝากขังไปยังเรือนจำ ก่อนจะเร่งส่งสำนวนคดีต่อศาล เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร็วที่สุด MThai News ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บุ๋ม ปนัดดา ปรี๊ด!! โพสต์ IG วอนศาล ตัดสินสถานหนักคดี 2 โจ๋ พัทลุง ฆ่า - ข่มขืน คู่แฟนวัยรุ่น แฟนคลับแห่โพสต์กระหน่ำ เห็นด้วย จากเหตุการณ์ แก๊งวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพรางคดี แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน แต่อีก 2 คน ยังหลบหนีอยู่ และได้ติดต่อมอบตัวแล้วแต่ยังไม่ระบุสถานที่และเวลา ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นกระเด็นร้อน ที่คนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุด นักแสดงสาว "บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้โพสต์อิสตาแกรมส่วนตัว @boompanadda เรียกร้องต่อศาล ขอให้ลงโทษเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้สถานหนัก โดยมีข้อความระบุว่า "โจ๋พัทลุง เรียกคู่แฟนวัยรุ่นออกไปพบ ขุดหลุมมัดผู้ชายลงก้นหลุมให้ดูแฟนตัวเองที่กำลังท้อง 3 เดือน โดนข่มขืนเรียงคิวต่อหน้าและยิงให้ตายฝังหลุม ส่วนผู้หญิงก็โดนแทงยับแล้วโยนก้นเหว ด้วยแรงฮึดสาวท้องปีนจากก้นเหวออกมาขอความช่วยเหลือ วัยรุ่นกลุ่มนี้รวมตัวเป็นแก๊งทำมาหลายคดี รอดเพราะเป็นเยาวชน แต่ครั้งนี้มันเกินไปไหมคะ บุ๋มเล่นละครเป็นตัวร้ายขนาดไหนยังไม่เคยเหี้ยมโหดขนาดนี้เลย นี่มันยิ่งกว่ามาเฟีย คนร้ายที่มอบตัว 2 คน อายุแค่ 19 กับ 17 ปี?!? ต่อให้ต้องโทษประหาร แต่ถ้ารับสารภาพก็ลดโทษกึ่งนึง และศาลยังลดได้อีกส่วนนึงตามดุลยพินิจของศาล เรียนศาลที่เคารพ หนูรู้ว่าเราต้องให้โอกาสแก่เยาวชน แต่เรายังมีเด็กยากจนและเป็นคนดีอีกมากที่อยากได้โอกาส ไม่ใช่เด็กกลุ่มนี้ที่ไม่เคยทำอะไรดีต่อพ่อแม่และสังคมเลย เราถึงเวลาแล้วไหมคะ ที่ต้องคัดเลือกเยาวชนที่มีคุณภาพ!!! เราไม่ต้องการเยาวชนที่ฆ่าคนอื่นได้อย่างโหดเหี้ยมค่ะ ปล่อยให้อยู่ในคุกยาว ๆ ไปเลยนะคะ ช่วยคุ้มครองพวกเราด้วยค่ะ" ทั้งนี้เมื่อข้อความดังกล่าวได้โพสต์ออกไปมีแฟนคลับเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยมีความเห็นไปในทางเดียวกันให้ศาลตัดสินลงโทษ แก๊งวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างสถานหนัก เช่นกัน ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก INN -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- โฆษก ยธ. ชี้ทำได้โอนคดีฆ่า-ข่มขืนแฟนโยนเหว ไปศาลปกติ เหตุ "แก่เกินวัยใจอาชญากร" นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ ได้เรียกร้องให้การดำเนินคดีฆ่าแฟนหนุ่ม - ข่มขืนแฟนสาวท้องก่อนโยนลงเหวที่พัทลุง เป็นเหมือนกับคดีของผู้ใหญ่ และให้มีบทลงโทษเทียบเท่า แม้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดจะเป็นเพียงเยาวชนนั้น ว่า จากคดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นการดำเนินคดีสามารถโอนจากศาลเยาวชนและครอบครัว ไปพิจารณาในคดีธรรมดาได้ เนื่องจากพฤติการของผู้ก่อเหตุ "แก่เกินวัยใจอาชญากร" เพราะ 1.มีการวางแผนเตรียมการมาก่อน 2.มีลักษณะอุกอาจ โหดร้ายทารุณ 3.ผลที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง หรือ เกิดความเสียหายแก่สังคมโดยรวม 4.กระทำโดยขาดความเห็นอกเห็นใจเหยื่อ และ 5.เคยมีประวัติการกระทำผิดในทำนองเดียวกันมาก่อน ไม่ว่าจะถูกจับกุมหรือไม่ โดยตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาตรา 97 วรรคสองระบุว่า คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัว พิจารณาโดยคำนึงถึงร่างกาย สติปัญญา สุขภาพภาวะแห่งจิตและนิสัย แล้วเห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือ ในระหว่างการพิจารณาเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาว่า กระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ก็ให้มีอำนาจสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้   ไม่สลด! 2 โจ๋ฆ่าหมกป่า-ข่มขืนสาวทิ้งเหว นั่งหัวเราะยิ้มขณะให้การ ขณะที่บุ๋ม ปนัดดา จี้ลงโทษ "ประหารชีวิต" จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด (2 ก.พ. 59) พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เผยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 4 ราย โดยให้การรับสารภาพทั้งหมด และในวันนี้จะนำตัวบางคนไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านผู้ต้องหา บริเวณจุดที่ผู้ต้องหาทำการข่มขื่นและฝังศพ รวมทั้งจุดที่ทำร้ายร่างการเหยื่อสาว ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพรางคดี ขณะที่ในโลกออนไลน์ ได้มีการส่งต่อข้อความเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด แม้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดจะเป็นแค่เยาวชนก็ตาม เพราะนับว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ และมีจิตใจเหี้ยมโหดเกินจะรับได้ โดยเฉพาะดาราสาวชื่อดัง บุ๋ม ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ที่ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นอย่างดุเดือดถึงเรื่องดังกล่าวผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว เรียกร้องให้ศาลตัดสินคดีขั้นสูงสุด (ประหารชีวิต) เพราะเห็นว่ากลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้สำนึกผิดในที่ได้ก่อเหตุในครั้งนี้ "นี่คือสีหน้าของคนที่เพิ่งฆ่าคน ข่มขืนคนท้อง ลงมือกระทำอย่างโหดเหี้ยม??? ไว้ชีวิตแม่งเพื่ออะไร ในเมื่อมันดูไม่สำนึกอะไรเลย???" ภาพจาก instagram @boompanadda MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ญาติสาวถูกข่มขืนจับโยนทิ้งเหวอำพราง สั่งงดเยี่ยมหลังพบชายฉกรรจ์ 5 บุกโรงพยาบาลตามหาตัวหลานสาว จากกรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวงชายหนุ่ม อายุ 19 ปี และแฟนสาว เข้าไปฆ่าหมกป่าและข่มขืนฝ่ายหญิงต่อหน้าฝ่ายชาย ก่อนจับโยนลงเหวเพื่ออำพราง แต่ฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมาได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด (1 ก.พ. 59) มารดาและคนในครอบครัวของเหยื่อสาว ได้เดินทางมาจาก อ.นาทวี จ.สงขลา เพื่อมาเฝ้าอาการของหญิงสาวด้วยความห่วงใยและเป็นกังวล เนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. มีชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันที่ทางญาติไม่รู้จักถึง 5 คน พยายามมาค้นหาสืบเสาะว่า หญิงสาวพักอยู่ชั้นไหนห้องใด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรู้สึกผิดสังเกตจึงปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม ญาติจึงขอเคลื่อนย้ายคนเจ็บไปตึกอื่นที่ไม่ใช่ตึกรวม เพื่อป้องกันอันตราย เพราะคิดว่าอาจเป็นคนของฝ่ายผู้ต้องหา นอกจากนี้ทาง รพ.ก็สั่งเฝ้าตรวจเข้มตลอด 24 ชม. ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ MThai News ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- มอบตัวแล้ว! 2 โจ๋โหด ลวงฆ่าคู่อริหมกป่า ก่อนข่มขืนแฟนสาวโยนทิ้งเหวอำพราง วันนี้ (1 ก.พ. 59) มีรายงานความคืบหน้ากรณี กลุ่มวัยรุ่น 4 คน ลวง นายภาสกร คงสวัสดิ์ อายุ 19 ปี และแฟนสาว อายุ 19 ปี ไปฆ่าหมกป่า ก่อนข่มขืนแฟนสาวของผู้ตายและจับโยนทิ้งเหว โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน แต่อีก 2 คน ได้หลบหนีออกจากหมู่บ้าน ล่าสุดญาติของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน คือ นายนพพร ทองเอียด หรือคิว อายุ 19 ปี และนายวรเมธ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ได้ติดต่อขอนำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เข้ามอบตัวที่ สภ.หลังสวน จ.ชุมพร ทั้งนี้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ข่มขืนแฟนสาวของผู้ตาย โดยให้ผู้ตายนั่งดูและขู่บังคับให้ผู้ตายลงไปนั่งในหลุมเพื่อทดลองว่าลึกพอหรือยัง และให้โอกาสผู้ตายได้สั่งเสียถึงคนที่บ้าน ก่อนใช้ปืนยิงนัดแรก ตามด้วยอีกคน ยิงนัดที่ 2 จน นายภาสกร เสียชีวิต ส่วนแฟนสาวของผู้ตาย หลังถูกข่มขืนได้ร้องขอชีวิต ตนจึงใจอ่อนไม่ฆ่าทิ้ง ซึ่งระหว่างที่ขุดหลุมและข่มขืนได้ถ่ายคลิปวีดีโอเก็บเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า แฟนสาวของผู้ตายตั้งครรภ์อยู่ 3 เดือน อย่างไรก็ตามคดีนี้พบมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีกอย่างน้อย 3 คน เป็นผู้หญิง 1 คน สาวทอม 1 คนและเป็นผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องสอบปากคำผู้ต้องหา ญาติของผู้ตายและฝ่ายผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บ ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วัยรุ่นพัทลุง ลากคู่อริกับแฟนสาวเข้าป่า ก่อนข่มขืนฝ่ายหญิงแล้วทิ้งลงเหว ส่วนฝ่ายชายถูกยิงดับจับฝังอำพราง วานนี้ (30 ม.ค. 59) มีรายงานว่า นายสาคร คงทรัพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง แจ้งว่า นายภาสกรณ์ (อัฐ) คงสวัสดิ์ อายุ 18 ปี ชาวบ้านในตำบลเดียวกัน ได้หายตัวไปจากบ้านพักพร้อมแฟนสาว ชื่อ น.ส.จุฑามาศ อายุ 19 ปี อาศัยอยู่ที่ ต.สะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. 59 ก่อนมีคนพบ น.ส.จุฑามาศ ถูกทำร้าย แทงด้วยของมีคม และทุบตีด้วยของแข็ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลนาโยง และนำส่งต่อโรงพยาบาลตรัง เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 59 โดย น.ส.จุฑามาศ ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีนครินทร์ ว่า ตนและแฟนหนุ่มถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ในหมู่บ้าน หลอกเข้าไปในป่า และช่วยกันขุดหลุมเพื่อฝังแฟนหนุ่มของตน ก่อนข่มขืนตนต่อหน้าแฟนหนุ่ม โดยหลังจากขุดหลุมเสร็จได้นำแฟนหนุ่มไปนั่งในหลุมและใช้ปืนยิงจนเสียชีวิต พร้อมช่วยกันฝังศพ โดยหลังจากนั้น กลุ่มวัยรุ่นได้ใช้หินทุบตีและมีดแทงตนจนหมดสติ และนำร่างตนไปโยนทิ้งเหว ซึ่งตนหมดสติไป 1 คืน เมื่อฟื้นขึ้นมา จึงพยายามคลานขึ้นจากเหวลึก มานอนขอความช่วยเหลือบนถนน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จึงออกค้นหาศพ พบถูกฝังลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 50 เซนติเมตร ในป่าบนเทือกเขาบรรทัด ห่างไปทางทิศตะวันตกของสำนักสงฆ์ป่าสนเขาคราม หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ประมาณ 5 กิโลเมตร และในเหวห่างจากสถานที่พบศพ ประมาณ 2 กิโลเมตร เจอรถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกนำไปทิ้งไว้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย คือ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เป็นชาวบ้านพื้นที่ ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ และ นายบี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย อยู่ระหว่างการหลบหนี ที่มา : INN MThai News

ละครวัยแสบสาแหรกขาด , เรื่องย่อวัยแสบสาแหรกขาด
ละคร วัยแสบสาแหรกขาด /  เรื่องย่อละคร วัยแสบสาแหรกขาด / 

บทประพันธ์โดย : ณัฐิยา ศิรกรวิไลบทโทรทัศน์โดย : ณัฐิยา ศิรกรวิไล, กศลิน เมฆวิภาต, กัลยาณมิตรกำกับการแสดงโดย : อดุลย์ บุญบุตรผลิตโดย : บริษัท มาสเตอร์ วัน โปรดักชั่น จำกัดควบคุมการผลิตโดย : ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุลออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ความไม่สมประกอบของครอบครัว คือ เหตุแห่งความบกพร่องของสังคม ทรายทิพย์ (ทราย) นักจิตวิทยาให้การปรึกษาเกี่ยวกับเด็ก และครอบครัว (counseling phychology) หนอนหนังสือบ้าตำรา ก้มหน้าก้มตาเรียนรวดเดียวตั้งแต่อนุบาลจนถึงด๊อกเตอร์ ชีวิตไม่เคยทำอย่างอื่น นอกจากเรียน แซนด์หอบปริญญาทางด้านจิตวิทยากลับมาจากต่างประเทศ พร้อมกับไฟในการทำงานอันเต็มเปี่ยม แต่เมื่อมาเจอความเป็นจริงของสังคมไทย ความฝันของเธอถูกดับอย่างอนาท ไม่มีใครให้ความสำคัญกับการรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา แซนด์กำลังจะสิ้นหวัง แต่แล้ว เหมือนฟ้ามีตา เธอได้รับการติดต่อมาจาก เปรมมิกา (ปาล์ม) เพื่อนสนิท ปาล์มทำงานอยู่ที่ โรงเรียนเปี่ยมคุณศึกษา (ป.ศ) แซนด์พุ่งเข้าไปรับงานพร้อมความมั่นใจ โดยไม่รู้เลยว่างานนี้ไม่ได้หมูอย่างที่เธอคิด โรงเรียนเปี่ยมคุณฯ ก่อตั้งโดย นพลักษณ์ (ลักษณ์) ไฮโซ ผู้ดีเก่า ผู้มากความสามารถ มั่นใจ แม้แต่ สมภพ สามียังต้องขอเลิก และหนีไปทำนา (แบบเกษตรสมัยใหม่เน้นความพอเพียง) เพราะทนต่อการโดนข่มไม่ไหว ภาระแห่งการต่อสู้เพื่อเอาชนะอัตตาของนพลักษณ์จึงตกมาถึง คุณชวนากร (กร) ลูกชายคนเดียว ผู้ต้องสืบทอดกิจการโรงเรียนต่อไป หลายคนมองว่าเขาโชคดีมีแม่ปูทางธุรกิจไว้ให้อย่างเข้มแข็ง แต่ในความเป็นจริง กรต้องต่อสู้กับความเก่งของแม่ เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้แม่ยอมรับ ในขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างผลงานให้บรรดาครูใหญ่ และครูน้อยในโรงเรียนเห็นว่าเขาไม่ใช่คุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็น กรกดดันตัวเองจนกลายเป็นเจ้านายสุดเขี้ยว อารมณ์ร้ายเข้ากับใครไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะ อำนาจ ครูใหญ่ กรกับอำนาจมีเรื่องต้องขัดแข้ง ขัดขา ขัดใจ ปะทะคารมกันเป็นประจำ พนักงานเพียงคนเดียวที่พอคุยกับกรรู้เรื่องก็คือ ปาล์ม เลขาคนสนิท ผลงานแรกที่กรหมายมั่นปั้นมือต้องทำให้สำเร็จ คือ โครงการ เด็กดีไม่มีปัญหา (Sweet broken home) โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะมี เด็กแสบ สร้างปัญหาจนถึงขั้นต้องไล่ออกพร้อมกันถึง 5 คน อำนาจยืนยันว่าเด็กกลุ่มนี้เกินเยียวยาต้องไล่ออกเท่านั้น แต่หลังจากดูประวัติกรเห็นว่าเด็กทั้ง 5 มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ พ่อแม่แยกทางกัน เด็กแต่ละคนมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ กรจึงเกิดความคิดที่จะทำโครงการพิเศษนี้ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาให้เด็กสามารถใช้ชีวิตกับคนอื่นได้ ไม่ใช่โยนเด็กที่มีปัญหาออกไปสู่สังคมภายนอกโดยไม่ทำอะไร ซึ่งความคิดนี้ตรงกันข้ามกับอำนาจอย่างสิ้นเชิง และนพลักษณ์ก็เลือกที่จะให้กรพิสูจน์ตัวเองทำให้อำนวจไม่พอใจอยู่ลึก ๆ นพลักษณ์ยื่นคำขาด ถ้าโครงการนี้ลดความแสบของเด็กทั้ง 5 ลงได้ถือว่ากรสอบผ่าน เด็กได้เรียนต่อและอาจจะมีโครงการนี้ต่อไป แต่ถ้าล้มเหลว เด็กทั้ง 5 ต้องโดนไล่ออก กรยอมรับการพิสูจน์ครั้งนี้ และสั่งให้ปาล์มตามหานักจิตวิทยาเฉพาะทางที่จะมาเป็นหัวหน้าโครงการโดยด่วน และคนคนนั้นก็คือ ทรายทิพย์ นั่นเอง!!ในการพบกันครั้งแรกของทรายทิพย์ และ กร ไม่ได้สวยหรูอย่างที่เธอคิดไว้ เขาไม่ได้ปลื้มกับใบปริญญาที่วางเรียงเป็นแผงและเกรดอันดีเยี่ยมของเธอแม้แต่น้อย แต่เขากลับไม่ไว้ใจเพราะเธอไม่เคยทำงานจริง และ อายุก็ยังน้อย แซนด์เลยสวนกลับไปว่า "คุณกำลังตีค่าฉัน เหมือนกับที่ครูในโรงเรียนตีค่าคุณ พวกเขาคิดว่าคุณทำงานแทนแม่คุณไม่ได้ เพราะไม่มีประสบการณ์และอายุน้อย ถ้าคุณไม่พอใจที่คนอื่นตัดสินคุณด้วยเหตุผลนี้ คุณเองก็ไม่ควรตัดสินฉันด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน".... คำพูดของแซนด์จี้ใจดำกรอย่างแรง กรตัดสินใจยอมรับเธอเข้ามาทำงานในตำแหน่ง หัวหน้าโครงการเด็กดี ฯ เมื่อ นักจิตวิทยาบ้าตำรายังไม่เคยเจอของจริง ต้องมาทำงานกับ คนจริงสุดเขี้ยว และยังต้องปะทะกับเด็กแสบอีก 5 คน ความปั่นป่วน ชวนเวียนหัวจึงได้เกิดขึ้น ความผูกพันอันสวยงามของกรและแซนด์ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น พร้อม ๆ ไปกับการทำงานที่ใกล้ชิดแบบตัวแทบจะติดกัน เด็กคนแรก ด.ญ.ญาทิป (น้องปิ๊กปิ๊ก) อยู่ชั้น ป. 4 เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม แววตาใสซื่อ พ่อ (จักรินทร์) เป็นนักธุรกิจใหญ่ ร่ำรวย เจ้าชู้ จนต้องแยกทางกับ แม่ (ตรีทิพย์) ที่มีฐานะร่ำรวยไม่แพ้กัน แต่ปิ๊กปิ๊กกลับมีพฤติกรรม ชอบขโมย จนเพื่อนไม่อยากคบ แต่ปิ๊กปิ๊กกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่หยุดพฤติกรรม จอมฉก ปิ๊กปิ๊กจึงเป็นเด็กดีหมายเลข 1 ที่ท้าทายความสามารถของกรและทรายทิพย์ เด็กดี No.2 เป็นเด็กชายอยู่ชั้น ป. 6 ชื่อ ด.ช. ดังใจ (โชกุน) พ่อแม่แยกทางกัน ดุจฤทัย (ดุจ) เป็นผู้หญิงเก่งที่ทุกอย่างต้อง เป๊ะ ๆ ๆ ๆ จน ภูทอง (ภู) สามีขอหย่า และหันไปเปิดผับเล็ก ๆ ในขณะที่ดุจฤทัยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติ ความเนี้ยบของดุจทำให้ โชกุน มีปัญหา ไม่กล้าบอกความจริง และนำมาสู่การเป็น เด็กเลี้ยงแกะ จอมโกหกของโรงเรียน เมษา (ตังเม) เป็นเด็กคนที่สาม ที่กรและแซนด์คัดเข้ามาอยู่ในโครงการ ตังเมอยู่ ม. 3 มีปัญหา หมกหมุ่นกับการฆ่าตัวตาย พ่อตังเมชื่อ ชัยภูมิ (ภูมิ) เป็นเจ้าของโรงงานขนาดใหญ่มีครอบครัวแล้ว นวลสราญ (นวล) แม่ของเธอมีฐานะเป็นเมียน้อยอย่างไม่เต็มใจ นวลปล่อยตัวให้จมกับความทุกข์ ไม่ลุกขึ้นสู้กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำให้ตังเมเป็นเด็กที่ไม่ได้รับความรัก การขู่ฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องให้พ่อ แม่หันมาสนใจ คนที่ 4 ที่สุดแสบ แสบทั้งแม่ทั้งลูก เรียกได้ว่า แสบสะท้านวงการ เพราะเธอเป็นลูกสาวของ พีรดา (รดา) อดีตซุปตาร์ ที่กำลังอยู่ในขาลง มงกุฎแก้ว (มินนี่) เป็นดาวโรงเรียน เป็นคนหลงตัวเองอย่างสุดขั้ว แม่ลูกคู่วีน เหวี่ยง เป็นจอมสร้างภาพอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย มินนี่วางตัวเป็นเจ้าแม่คอยควบคุมเพื่อน เผด็จการ เป็นตัวแทนของเด็กในยุค GEN Me อย่างแท้จริง ติดโซเชี่ยลมีเดีย จนถึงขั้นรับความจริงไม่ได้ พีรดา และมินนี่ เธอรับไม่ได้ที่ตัวเองถูกส่งมารวมกับไอ้เด็กปัญหา อาละวาดจนแซนต์และกรต้องปวดหัว ความปวดหัวสุดท้ายที่ทำให้กรและแซนด์ คือเด็กคนที่ 5 ถวายชัย (ลูกหวาย) เด็กชั้น ม. 6 หน้าตาดี ภายนอกดูสุภาพ เรียบร้อย พูดน้อย ทรายทิพย์แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าหวายจะเป็นเด็กที่ชอบใช้ความรุนแรง มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนเป็นประจำ ไม่ให้ความร่วมมืออะไรทั้งสิ้น เธอรู้แค่ว่าพ่อของหวายชื่อ ยอดยุทธ เป็นเจ้าของโรงเหล็ก ส่วน เป็นสุข ผู้เป็นแม่ แยกทางกับพ่อได้สองสามปี หวายมีน้องสาวชื่อ ถวายพร (ลูกหว้า) อยู่กับแม่ หลังจากได้รู้จักเด็กทั้ง 5 คน ทรายทิพย์เครียดสุด ๆ เพราะแต่ละปัญหาไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด ซ้ำร้ายยังไม่มีใครให้ความร่วมมือแม้แต่คนเดียว ทั้งตัวเด็ก พ่อ แม่ แต่สิ่งที่ทั้งสองคนได้โดยไม่คาดคิดคือ การได้เรียนรู้กันและกัน ทั้งกรและแซนด์ได้เก็บข้อมูลของกันและกันโดยไม่ตั้งใจ แซนด์ได้รู้ถึงความกดดันที่ทำให้กรเป็นคนดุ และจริงจังจนเกินไป กรเองก็ได้รู้ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้แซนด์เป็นผู้หญิงคิดบวก ไม่ท้อแท้ ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เป็นเพราะเธอมีครอบครัวที่แสนดี เป็นกองหนุนสำคัญ กรเองก็แอบมาขอกำลังกำลังใจจากพ่อแม่ของเธอเป็นประจำ เขาคิดว่ากรเป็นลูกชายคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แต่ถึงแม้แซนด์จะได้กำลังใจอย่างมากจากครอบครัว แต่ปัญหาสารพันที่รุมเร้าเข้ามา และฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้แซนด์สติขาดผึง เมื่อกรมาระบายความกดดันใส่ ด้วยการจิกเอาผลงาน การไล่บี้แบบไม่สนใจเหตุผลของกร ทำให้แซนด์ระเบิดอารมณ์อย่างกดดัน "ไม่ไหวแล้วเว้ยยยยยย....ฉันขอลาออก" แซนด์เก็บของและเดินออกไปเลย กร และ ปาล์ม ถึงกับอึ้ง ! การลาออกของแซนด์ทำให้อำนาจสะใจอย่างแรง อำนาจสรุปเลยว่าโครงการ เด็กดี ฯ (จอมปลอม) ล้มเหลว ไม่มีชิ้นดี ขณะนี้อำนาจหวังสูง เขาต้องการบีบขอซื้อหุ้นจากนพลักษณ์และยึดโรงเรียนมาเป็นของตัวเอง ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้กรหมดความน่าเชื่อถือ กรเองเมื่อไม่มีแซนด์ก็เริ่มรู้สึกเหมือนขาดคนรู้ใจ กรเร่งให้ปาล์มไปตามตัวแซนด์กลับมา ทางด้านแซนด์หลังจากลาออก เธอกลับรู้สึกว่างจนเหงา ด้วยทิฐิแซนด์พยายามไม่ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง ยืนยันกับปาล์มว่า ไม่กลับไปทำงานเด็ดขาด แต่แล้ว..ความตั้งใจของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป .. เมื่อ ลูกหว้า น้องสาวของหวายมาหาเธอที่บ้าน พร้อมกับ เป็นสุข ผู้เป็นแม่ ทั้งสองคนมาเพื่อขอให้ช่วยลูกหวาย เพราะถ้าโดนไล่ออกจริง ๆ จะโดนพ่อตีอย่างหนักแน่ ๆ ยอดยุทธ (พ่อ) เป็นคนอารมณ์ร้ายมาก ทำให้เป็นสุขทนไม่ได้ ขอหย่า และแบ่งลูกกัน หวายจึงเป็นคนเดียวที่ต้องรองรับอารมณ์ของพ่อ ทำให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าว และใช้กำลังตัดสินปัญหา ในระหว่างที่ลังเลอยู่นั้น กรก็พ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเอง เขามาหาเธอที่บ้านเพื่อตามกลับไปทำงาน แต่ยังมีฟอร์มด้วยการเอาคลิปที่อำนาจพูดในที่ประชุมด้วยความสะใจที่เธอทิ้งงานกลางครัน แซนด์ฟังแล้วจี๊ดดดดดดดขึ้นมาทันที กรรีบท้าทายถ้าอยากจะลบคำประมาทก็ต้องกลับไปทำงาน ดีกว่าจะต้องเสียชื่อไปทั้งชีวิต แซนด์คิด..คิด..คิด และตัดสินใจ ฉันกลับไปทำก็ได้ ..ถ้าต้องการให้เธอกลับไปทำงานครั้งนี้ กรจะต้องทำตัวเป็นทีมเดียวกับเธอ ไม่ใช่อยู่ฝ่ายตรงข้ามแล้วมาคอยไล่บี้แบบไม่มีเหตุผล และจะช่วยเธอทำงานนี้ให้สำเร็จในฐานะ เพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่ เจ้านาย กรกลับไปต่อรองกับแม่ได้สำเร็จ นพลักษณ์ยืดระยะเวลาของโครงการนี้ไปอีกหนึ่งเทอม กรและแซนด์ได้กลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง จากผูกพันที่เริ่มก่อตัว ได้รับการสานต่ออย่างเหนียวแน่น โดยมีปัญหารายล้อมเป็นตัวเร่ง แซนด์รวบรวมกำลังใจ และ ข้อมูลที่มีเพื่อเริ่มต้นสานต่อโครงการ เด็กดี ฯ อีกครั้ง โดยมีกรคอยประกบอยู่ไม่ห่าง ระหว่างปิดเทอมเด็กทั้ง 5 ต่างมีกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ทำให้แซนด์ได้รู้จักเด็ก ๆ ในอีกมุมที่เธอไม่เคยรู้ ระหว่างปิดเทอมที่ได้ทำงานด้วยกันทั้งกรและแซนด์ได้รู้จักกันมากขึ้น ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง โรงเรียนเปิดเทอม สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เด็กทั้ง 5 คนกลับมาสร้างปัญหาเหมือนเดิมและรุนแรงมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จากเหตุการณ์ร้ายแรงที่ประดังเข้ามาทำให้นพลักษณ์ตัดสินใจยุติโครงการ เด็กดี ฯ ของกร และเรียกเด็กทั้ง 5 พร้อมกับผู้ปกครองมาชี้แจงเรื่องการขอเชิญให้ออกกลางเทอม ทุกคนถึงกับช็อค และไม่ยอมออก ส่วนยอดยุทธเมื่อรู้เรื่องก็ตบหวายต่อหน้าทุกคนอย่างแรง ในจังหวะนั้นเอง แซนด์ก็พุ่งเข้าไปและเอาตัวเองกอดหวายไว้ยอมที่จะรับฝ่ามือ และกำปั้นของยอดยุทธแทนโดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวด กรเข้ามาเห็นพอดีรีบเข้ามาห้าม กว่าเหตุการณ์จะสงบทำเอาทุกคนอกสั่นขวัญหายและร่างกายของแซนด์ก็มีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด กรปฐมพยาบาลให้แซนด์ด้วยความสงสาร วินาทีนี้เขาไม่กังขากับความทุ่มเทให้กับงานของเธออีกต่อไป เขาชื่นชมเธอ (เป็นครั้งแรก) แซนด์ดีใจและนึกไม่ถึงว่าเธอจะทำให้จอมเฮี้ยบอย่างกรเอ่ยปากชมได้ แต่สุดท้ายเธอก็ทำโครงการนี้ไม่สำเร็จ เด็ก ๆ ต้องโดนไล่ออก กรเสียเครดิต และตัวเธอเองก็ต้องตกงาน ความเห็นอกเห็นใจกันทำให้ทั้งสองคนใกล้ชิดกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น .. เมื่อนพลักษณ์เรียกแซนด์เข้าพบ และบอกให้กลับมาทำโครงการเดิมให้สำเร็จ นพลักษณ์บอกว่า หลังจากเกิดเรื่องเหล่าบรรดาผู้ปกครองของเด็กมาขอเข้าพบ และขอร้องในเรื่องเดียวกัน นั่นคือ ขอโอกาสเพื่อเข้าโครงการ เด็กดี ฯ อีกครั้ง การกลับมาของเด็กทั้ง 5 คน สร้างความแปลกใจให้เพื่อนร่วมห้องเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงอาการรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด แซนด์และกรต้องร่วมมือกันรีบแก้ปัญหา ก่อนที่เด็กจะโดนทำร้ายจิตใจจนยากจะแก้ไข แซนด์และกรร่วมมือกัน เริ่มต้นแก้ปัญหาจากทั้งสองด้านคือ แก้ที่เด็ก และ แก้ที่พ่อแม่ ในระหว่างที่แซนด์พยายามจะแก้ปัญหาอันแสนหนักหน่วงของเด็กทั้ง 5 เธอมีกรคอยเป็นผู้ช่วยและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด ทำให้เธอได้เห็นมุมต่าง ๆ ของผู้ชายแสนเฮี้ยบหน้าขรึมคนนี้มากมาย กลายเป็นความผูกพันที่แสนงาม ท่ามกลางความชื่นมื่นของแซนด์และกร กับโครงการที่กำลังไปได้ดี ทั้งสองไม่รู้เลยว่าอำนาจได้แอบสร้างคลื่นไต้น้ำ พลังความคิดในด้านลบนี้ถูกก่อขึ้นและพร้อมระเบิดในวันประชุมผู้ปกครองประจำปี ในการประชุม ผู้ปกครองหลายคนที่โดนปั่นหัวเห็นด้วย ลามปามจนถึงขั้นต้องไล่เด็กออก ไล่แซนด์ออก และขู่ว่าถ้านพลักษณ์ให้กรมาดูแลโรงเรียนแทนจะพาลูกลาออกทั้งหมด !!! อำนาจยิ้มพอใจกับปฎิกริยาของผู้ปกครอง แต่แล้ว....สิ่งที่อำนาจวาดฝันไว้ก็ต้องพังทลาย เมื่อพีรดา นวลสราญ ตรีทิพย์ ดุจฤทัย และภูทอง รวมทั้งเป็นสุข และ ยอดยุทธ (ที่อาการเริ่มดีขึ้น แม้ยังไม่หายสนิท แต่นั่งวีลแชร์มาร่วมประชุม) ลุกขึ้นพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังจากที่ได้ร่วมโครงการนี้ แต่ละคนพูดถึงสิ่งที่ได้รับ ได้เห็นปัญหา ได้เข้าใจปัญหาของลูก ของตัวเอง ได้รู้ว่าเราจะปรับปรุงตัวอย่างไร เพื่อทำให้ลูกและตัวเราเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น สุดท้ายจะไล่เด็กทั้ง 5 ออกจากโรงเรียนก็ได้ แต่ขอให้มีโครงการนี้ต่อไป เพราะคนที่จะได้ประโยชน์คือลูก ๆ และตัวคุณเอง ทำให้ผู้ปกครองคนอื่น ๆ อึ้ง จากหน้ามือ เป็นหลังมือ จนอำนาจไม่พอใจ เผลอหลุดโวยวายออกมา จนนพลักษณ์ต้องรีบปิดการประชุม นพลักษณ์ต่อว่าอำนาจ และบอกว่าเธอรู้ทันเกมของเขา ไม่มีวันที่เธอจะขายหุ้น และนับจากนี้ไปเธอจะให้กรขึ้นมาบริหารโรงเรียนแทน !! ถ้ารับไม่ได้ก็พร้อมจะให้ลาออก อำนาจตีหน้าซื่อ และไม่มีปัญหาที่กรขึ้นมาแทน เขาพร้อมที่จะทำงานกับทุกคนเพื่อโรงเรียนเพื่อเด็ก ๆ อำนาจแม้จะพลาดในครั้งนี้ แต่เขาเก็บความแค้นไว้จนแน่นอก พร้อมจะแก้แค้นทันทีที่มีโอกาส การประชุมผู้ปกครองที่ผ่านพ้นไป .. เหมือนพายุที่พัดพาความมืดมัวออกไปจากชีวิตของหลาย ๆ คน ปิ๊กปิ๊กเลิกนิสัยขโมยของโดยเด็ดขาด และนำของที่เคยเอาไปซ่อนเพราะความอิจฉามาคืนเพื่อน ๆ คืนโรงเรียน และคืนแซนด์ ตรีทิพย์เลิกไปยุ่งวุ่นวายกับเมียอื่น ๆ ของจักรินทร์ ดูแลลูก ดูแลตัวเอง โชกุนกล้าที่จะพูดความจริง และยอมรับความผิด แม้ต้องโดนลงโทษก็ไม่กลัว ดุจฤทัยและภูทองกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง ทั้งสองคนเริ่มต้นกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ โดยมีโชกุนเป็นกาวใจ นวลสราญกลับมาสวยเหมือนเดิม เธอเลิกกับชัยภูมิอย่างเด็ดขาดและตัดสินใจกลับไปต่างจังหวัด พร้อมกับนำเงินที่เก็บสะสมไว้มาลงทุนทำสวนในที่ของตัวเอง ตังเมยินดีลาออกจากโรงเรียน และย้ายไปเรียนที่ประจำจังหวัดเพื่อจะได้อยู่กับแม่ ตังเมใช้เวลาไปกับการสร้างสรรค์งานศิลปะที่น่าทึ่ง มินนี่กลับมาเป็นเด็กธรรมดา ลดการสื่อสารทางโซเชี่ยลมีเดีย กลับมาอยู่กับเพื่อน ๆ อยู่กับโลกความเป็นจริง และหาเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดกับแม่มากขึ้น ทุ่มเทให้กับการเรียน หวายเอาดีทางด้านกีฬา จนได้เป็นนักฟุตบอลโรงเรียน เมื่อได้ปลดปล่อยพลังออกมา ความก้าวร้าวก็ลดลง อาการของพ่อก็เริ่มดีขึ้น ยอดยุทธขอร้องให้เป็นสุขและหว้ากลับมาอยู่บ้าน ยอดยุทธหันไปฟังธรรมะและละวางเรื่องงาน เรียนรู้เรื่องการควบคุมอารมณ์ เพื่อแลกกับครอบครัวที่เป็นสุข นพลักษณ์ชื่นชมแซนด์อย่างมากในความสำเร็จครั้งนี้ แต่แซนด์ไม่รับ เธอตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งให้กรขึ้นมาดูแลโรงเรียนแทนเธอ ท่ามกลางการยอมรับของครู และผู้ปกครอง กรขอบคุณแซนด์ที่ช่วยเหลือมาตลอด เขาชวนเธอมาเป็นพนักงานประจำ ทำหน้าที่ดูแลเด็กที่มีปัญหาคนอื่น ๆ ที่อาจจะมีมาอีก แต่แซนด์ปฎิเสธ เธอขออยู่อย่างอิสระ แต่ถ้ามีเด็กต้องการความช่วย เธอจะมาทันที .. กรยอมรับและในการตัดสินใจ และถือเป็นสัญญาใจระหว่างเขาและเธอ ทรายทิพย์ปิดจ๊อบแรกในชีวิตอย่างมีความสุข เธอได้เรียนรู้ว่า ครอบครัว เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าครอบครัวเราจะรั่ว แตก แยก ผุ อยู่ในสภาพเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม ความรัก ความใส่ใจ ความสนใจ คืออุปกรณ์สำคัญที่จะอุดรอยรั่ว รอยร้าวได้อย่างดีที่สุด ติดตามชม ละครวัยแสบสาแหรกขาด ได้ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครวัยแสบสาแหรกขาด เริ่มตอนแรกวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2559 รายชื่อนักแสดง ละคร วัยแสบสาแหรกขาด จิตตาภา แจ่มปฐม รับบท ทรายทิพย์/ทราย ธีรเดช เมธาวรายุทธ รับบท ชวนากร/กร ปรารถนา สัชฌุกร รับบท น้ำทิพย์ อนันต์ บุนนาค รับบท สักทอง ดวงตา ตุงคะมณี รับบท นพลักษณ์ ทูน หิรัญทรัพย์ รับบท สมภพ ชาโน แพมเบอร์เกอร์ รับบท ถวายชัย/ลูกหวาย ศานติ สันติเวชกุล รับบท ยอดยุทธ สุปราณี เจริญผล รับบท เป็นสุข อภัสริญญา แพมเบอร์เกอร์ รับบท ลูกหว้า ปฤสยา เจริญเนติศาสตร์ รับบท มินนี่ มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ รับบท พีรดา ชาตโยดม หิรัญยัษฐิติ รับบท ฉัตร ชาร์เลท วาศิตา แฮเมเนา รับบท เมษา/ตังเม เพชรดา เทียมเพ็ชร รับบท นวลสราญ ณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม รับบท ชัยภูมิ วราพรรณ หงุ่ยตระกูล รับบท เจ๊บ๊วย ณัฐพัชร์ นิมจิรวัฒน์ รับบท ดังใจ/โชกุน คัคกิ่งรักส์ คิกคิกสะระนัง รับบท ดุจฤทัย

ก้องเกียรติ โขมศิริ /  ขุนพันธ์ / 

"แฟรงค์ ภคชนก์" ร้ายระดับพระกาฬ ด้วยบท "หลวงโอฬาร" ในขุนพันธ์ “พี่โขมเป็นคนที่ใช้ความมืดมาบีบคั้นคนดูเพื่อให้เห็นคุณค่าของแสงสว่าง เขาใช้ความมืดกดดันเพื่อให้คนดูหิวกระหายความสว่าง และเมื่อความสว่างโผล่ออกมาเมื่อไหร่มันจะดื่มด่ำขึ้นมาทันที มันจะโอ้ว มันสว่างแล้ว และนี่คือวิธีการของพี่โขมที่ผมชอบความละเมียดละไมแบบนี้มาก กดดันให้คนหิวความสว่าง กดดันให้คนหิวความสดใส พอมันถึงความสว่างขึ้นมาปุ๊บ อ๋อมันสว่างขึ้นมาจริง ๆ”  แฟรงค์ ภคชนก์ กล่าว หลังจากที่เราได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ 2 นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ ของผู้กำกับ ก้องเกียรติ โขมศิริ กันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อนันดา เอเวอริ่งแฮม (อ่านบทสัมภาษณ์ คลิก) หรือ น้อย วงพรู (อ่านบทสัมภาษณ์ คลิก) คราวนี้ก็ถึงทีของอีกหนึ่งตัวละครสำคัญผู้รับบทบาทเป็น หลวงโอฬาร จอมร้ายกาจ ซึ่งได้แก่ แฟรงค์ ภคชนก์ โวอ่อนศรี ว่าแต่หนุ่มแฟรงค์จะมาพูดอะไรเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้บ้าง ตามไปอ่านกันได้เลยครับ... ครั้งแรกที่ได้รู้จักท่านขุนพันธ์ รู้จักท่านขุนพันธ์ครั้งแรกจากหนังสือพิมพ์ครับ จากรายการทีวี จากหลาย ๆ แหล่งที่ต่างพูดเหมือนกันว่าท่านคือตำรวจที่ดี แล้วก็ทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ที่โดนใจมากเลยก็คือเรื่องของการมีอาคม คือคนสมัยก่อน สภาวะแวดล้อมสิ่งต่าง ๆ มันไม่เหมือนสมัยนี้ มันก็จำเป็นที่ต้องมีคาถาอาคม อย่างผมเองมีโอกาสที่ได้ทันคุณทวดของผมซึ่งเป็นคุณยายของคุณพ่อ คุณทวดจะมีสมุดอยู่เล่มหนึ่งซึ่งในนั้นก็จะมีคาถามากมาย อย่างเช่น เวลาที่คุณโดนของร้อนไฟลวกนะคุณก็ต้องเป่าคาถานี้นะ เวลาคุณเดินไปในพงหญ้าคุณกลัวงูคุณก็ต้องท่องคาถานี้นะ พออ่านเรื่องของขุนพันธ์ว่าท่านมีคาถาอาคมก็เลยยิ่งอินเข้าไปใหญ่ เมื่อก่อนมีความศรัทธาทางด้านนี้ เขามีวิชาอย่างนี้อยู่แล้ว ก็รู้สึกว่าท่านเป็นตัวแทนของคนไทยในยุคนั้น ท่านก็เป็นตำรวจตัวแทนของด้านสว่าง ถ้าในวันวานคนทุกคนมีอาคม คุณจะใช้อาคมของคุณไปในทางไหนล่ะ ท่านมีพลังอาคมอันแก่กล้าแล้ว ท่านใช้ไปในทางที่ดี นี่คือฮีโร่ของยุคนั้นครับผม แล้วพอได้มีโอกาสมาร่วมงานภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์ ความรู้สึกที่มีต่อขุนพันธ์เมื่อสัมผัสแรกยิ่งเข้มข้นมากขึ้นด้วยความชื่นชม และประทับใจจากการได้รู้เรื่องราวในส่วนประวัติของท่าน ว่าท่านปราบเสือ ปราบโจรร้ายมาหลายที่ ด้วยพลังของความดี ทราบมาว่าในการที่ได้มีโอกาสเป็น1ในตัวละครสำคัญ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องมีการเตรียมตัวเพื่อรับบทนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถึงกับศึกษาบรรยากาศแวดล้อมของยุคสมัยของภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว ผมก็ต้องไปหาว่ายุคนั้น ยุคก่อนสงครามโลกบ้านเมืองมันเป็นอย่างไร ความวุ่นวายมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็มีการอ่านหนังสืออยู่ 3 เล่มครับ (หัวเราะ) เพื่อดูภาพของความเป็นอยู่ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงช่วงเวลาที่ขุนพันธ์มีชีวิตครับ เล่มที่ 2 พูดถึงเรื่องความคิดของชนชั้นปกครองที่เปลี่ยนไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4-รัชกาลที่ 7 ตอนที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เล่มที่ 3 อ่าน 100 ปีแห่งความโดดเดี่ยว มันเป็นหนังสือที่เป็นเรียกว่าเป็นแนวหรือประเภท Magical realismซึ่งเป็นแนวเดียวกับหนังเหมือนกัน ก็เลยได้คำตอบว่าสังคม ความคิดของคนมันไม่เหมือนตอนนี้ คนไทยยังคิดเรื่องเหตุผลแบบไตรภูมิอยู่ครับ แบบเวียนว่ายเกิดแก่เจ็บตาย ฉันเป็นผู้น้อยเพราะว่าฉันทำบุญมาน้อยในชาติที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันความคิดแบบใหม่มันกำลังวิ่งเข้ามาในเมืองไทย แบบการศึกษา คิดแบบฝรั่ง ณ ยุคหนึ่งของขุนพันธ์ คนเรามีมีสิทธิ์ที่จะหาความรู้ได้ เราเริ่มมองข้ามความคิดแบบบาปบุญคุณโทษ เรารวยได้เราเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ มันเลยเป็นช่วงจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำให้เกิดโจรไง แบบหลวงโอฬารทำไม่ดีใส่ กดขี่ข่มเหง การสอดส่องปกครองยังไม่ทั่วถึง การจะออกจากกรุงเทพฯไปแค่ราชบุรีมันใช้เวลาวันหนึ่งนะครับคุณ เมื่อสังคมข้างบนมันเต็มไปด้วยคนที่คิดที่จะดึงผลประโยชน์ต่างๆเข้าหาตัวเอง นั่นแหละครับมันเลยทำให้เกิดฮีโร่ขึ้นมา ขุนพันธ์เป็นคนที่ไม่ยอมที่จะทำตัวไม่ดี เชื่อมั่นในความดี แล้วออกไปปราบเหล่าเสือร้าย ในที่สุดเท่าที่อ่านมา ณ จุดนั้นเสือร้ายบางคนไม่ใช่โจรร้าย บางคนทำด้วยคุณธรรมด้วยซ้ำไป นี่แหละครับ ท่านเป็นคนที่เชื่อมั่นในพลังของความดีแล้วพลังความดีก็ปกป้องท่าน ถามว่าเสือร้ายต่างๆมีอาคมมั้ย มี แต่ว่าสิ่งที่เป็นอาคมที่มีพลังที่สุดคือความดีของท่าน มันเป็นเรื่องยากมากที่คนมีพลังขนาดนั้นจะดึงตัวเองให้อยู่ในด้านสว่างตลอดเวลาครับผม การกลับมาร่วมงานกับก้องเกียรติ โขมศิริ เป็นครั้งที่ 2 ได้มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ตอนแรกพอได้ทราบว่าจะได้เล่นเรื่องขุนพันธ์ ผมก็เตรียมตัวโดยการเอาหนังสือประวัติศาสตร์มาอ่าน ผมอยากจะดูสภาพแวดล้อมของประเทศเป็นอย่างไร การคมนาคมจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งลำบากยากเย็นขนาดไหน และมันทำให้เรารู้ว่าการเดินทางจากพระนครไปเมืองใต้ มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลยนะ มันเป็นเหมือนการเดินทางไปจาริกแสวงบุญด้วยซ้ำไปเพราะว่ามันเป็นการเดินทางที่ไกลมาก คนๆหนึ่งที่จะสามารถไปตรงนั้นด้วยปฏิบัติการลับได้ จะต้องเป็นคนที่มีจิตใจมุ่งมั่นจริงๆสำหรับการทำความดี สำหรับการทำหน้าที่ของตัวเองซึ่งผมก็ดีใจครับที่ได้มีโอกาสเป็นตัวละครซึ่งเป็นปรปักษ์กับขุนพันธ์ เป็นคนที่จะต้องสู้กับอำนาจของความดีที่บริสุทธิ์ขนาดนั้น ในเมื่อเรามีโอกาสได้รู้ว่าเราจะต้องสู้กับคนดีมากๆ มันทำให้ผมต้องไปเตรียมตัวว่าเลวแค่ไหน เพื่อที่พอจะสู้กับคุณธรรมของคนอย่างนี้ให้ได้ เป็นเกียรติที่ได้นำเสนอเรื่องของท่านให้คนได้รู้ว่าคนที่รักประเทศชาตินี้และมีอุดมการณ์ที่แท้จริงเคยอยู่ในประเทศนี้ แล้วผมก็หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คนได้กลับมาสู่ยุคสมัยที่ผู้คนต่างมีอุดมการณ์กลับมาอีกครั้งหนึ่งครับ เรื่องราวของท่านขุนพันธ์จากมุมมองของแฟรงค์ เรื่องราวของขุนพันธ์เป็นเรื่องของข้าราชการตำรวจท่านหนึ่งครับซึ่งมียศเป็นท่านขุน ท่านเป็นมือปราบโจรดังๆมากมาย มีเรื่องเล่ามากมายว่าท่านเป็นนายตำรวจหนังเหนียว เป็นตำรวจซึ่งถ้าจับโจรได้แล้วจะเอาหัวกะโหลกของโจรมาไว้ใต้บันไดเป็นการตัดไม้ข่มนาม เป็นตำรวจซึ่งสามารถปราบเสือร้าย ซึ่งใครบอกว่าคงกระพันชาตรีก็ปราบได้ มีเวทย์มนต์ท่านก็ปราบได้ แต่สิ่งที่ผมมองไปมากกว่าการมีเวทย์มนต์ หรือเรื่องมนต์ดำคือท่านมีจิตใจที่มุ่งมั่นในความดี และท่านก็มีความศรัทธาในสิ่งที่ท่านทำว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกที่ต้อง พระถึงคุ้มครองท่าน ที่เราจะได้เห็นฝีไม้ลายมือทางด้านการแสดง ของนักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทย มาเฉือดเชือนตั้งแต่นักแสดงหลักอย่างอนันดา ,น้อย-กฤษดา ไปจนถึงนักแสดงสมทบ ใช่ครับ ผมดีใจมาก ผมเห็นนักแสดงแต่ละคน ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงที่มีพลังทางการแสดงสูงครับ ตัวละครที่เป็นนักแสดงสมทบในบทนายตำรวจเผือก หรือสารวัตรดำเกิง หรือใครอีกหลายคนซึ่งล้วนต่างมีความกระหายที่จะแสดง น้องอ้อม-กานต์พิสชา (แม่เบี้ย) ซึ่งมันทำให้เข้มข้น แล้วบทของพี่โขมที่เขียนมามันจะพลิกไปตลอดเรื่อง เรื่องที่คุณคิดว่าคุณรู้แล้ว สิ่งที่เฉลยออกมามันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง คือมันจะมีตลอดทั้งเรื่องให้เราได้ติดตามกัน และแน่นอนว่าทีมแอ็คชั่น นักแสดงคิวบู๊ต่างๆแต่ละคนก็ทุ่มเทจริง ๆ ครับ คิวบู๊อลังการมาก รับรองว่าคุณจะได้ทั้งความสนุกสนานทางด้านแอ็คชั่น ได้ความเข้มข้นของการเชือดเฉือนของบท แต่ที่ท้าทายมากๆคือการที่ต้องเล่นกับนักแสดงที่มีความสามารถสูงๆ อย่างอนันดา พี่น้อย เขาจะต้องปะทะกันด้วยอารมณ์ด้วยคารม บางฉากมันมีการพูดกันน้อยมาก บางฉากขุนพันเดินขึ้นมาบนโรงพักเพื่อที่จะปลดหลวงโอฬารออกจากตำแหน่งคืออนันดาเขาก็มาเต็มไง เพราะเขาทำให้เรารู้สึกว่าเราจะต้องทำอย่างไรให้เอาอยู่ สามารถตอบโต้เล่นโต้กันได้ ก็ดีใจครับที่ได้ร่วมงานกับนักแสดงที่มีฝีมือ ก็เลยทำให้เราอยากจะพัฒนาฝีมือให้มากกว่านี้ เลยรู้สึกว่าเราค่อนข้างได้บทที่ค่อนข้างโชคดี แล้วก็มีสีสันมาก ๆ เลย คงต้องเล่าให้ฟังแล้วถึงบทบาทที่ได้รับในภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์ ผมรับบทเป็นหลวงโอฬาร เป็นข้าราชการที่อยากเป็นใหญ่ ด้วยการให้ผลประโยชน์แก่คนต่างๆโดยที่ไม่ได้มอบสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ มอบสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็นมันก็เลยทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเหล่านี้เสียไป เบื้องหน้าอาจจะดูเป็นคนที่ดูใจดีดูเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ความช่วยเหลือคนอื่น แต่ที่จริงแล้วหวังสิ่งตอบแทน ไม่ได้เพราะใจเมตตา จุดเริ่มต้นของตัวหลวงโอฬารก็คล้ายๆกับข้าราชการ แต่เขาก็รู้ว่าอุดมการณ์ที่ดีมันก็ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เป็นจริงได้ง่าย ในโลกของความเป็นจริง เขาก็เลยเลือกทำความเลวทำได้ง่ายกว่า ตัวหลวงโอฬารกลับมองที่ความสุขคือรูปร่างภายนอก ถ้าจะพูดให้เห็นภาพชัดๆเป็นข้าราชการที่ขี้ฉ้อโกงกิน ขายชาติ ต่ำช้า ด้วยความคิดที่ว่า ทุกคนสามารถเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาได้ เมื่อหลวงโอฬารได้ถูกย้ายไปที่ที่ทุรกันดารห่างไกลด้วยความคิดที่แสนชาญฉลาดและเลวร้าย ในเมื่อเราไม่ได้อยู่ในที่ที่เจริญ เราก็สร้างความเจริญขึ้นมาใหม่สิ หลวงโอฬารเป็นคนที่เรียนนอกมา อันนี้เป็นแบคกราวด์ข้างหลังของตัวละครไม่ได้ถูกเอามาเล่าในหนัง เรียนปีนังมา อ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ อ่านภาษาฝรั่งเศสได้ มีความคิดแบบฝรั่งเศสที่แบบเป็นนักปฏิวัติ ฉันสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ มีความรู้ทางการเมือง สงครามโลกกำลังจะมาใกล้แค่ไหน ฮิตเลอร์อยู่ตรงไหนของโลกแล้ว เขาใช้ช่องว่างนี้ในการเอาเปรียบคน เขาสร้างท่าเรือขึ้นมาเพื่อให้สินค้าเข้า เขาทำให้มีฝรั่งเข้ามาตรงจุดนี้ เพื่อให้มันมีวิถีชีวิตแบบชาวฝรั่ง และก็ดึงคนในชุมชน ดึงคนในเมืองเข้ามาทำงานรับใช้ฝรั่ง เพื่อให้คนที่มีชีวิตแบบเดิมได้เห็นถึงชีวิตแบบศิวิไลซ์ เขาสร้างบ่อนขึ้นมาเพื่อให้วงจรชีวิตของคนในนั้นต้องมาติดกับเขา เขาก็จะเป็นเจ้าของเงินตราติดลบของทุกคนในชุมชน สร้างสโมสรงาช้างเพื่อเป็นแหล่งที่จะทำให้มีฝรั่งมีชาวญี่ปุ่นทำให้สโมสรนี้เป็นจุดศูนย์รวมของโลก แล้วก็ตบตาคนทั้งเมืองว่าสิ่งที่เขานำมานั้นคือความเจริญ โดยมีศูนย์กลางที่เมืองเมืองนี้ เหมือนกับคนที่ถูกบีบให้ไปอยู่ชายขอบ เขาก็จะกลายเป็นโจรนั้นก็คืออัลฮาวียะลู หลวงโอฬารเลือกที่จะใช้โจรเป็นกองกำลังของตัวเองในการนำสินค้าเข้า ในการนำสินค้าหนีภาษีเข้า เอามาขายในราคาแพงในสโมสรงาช้างของตัวเอง ลูกสาวของคนที่ไม่มีหนี้ที่จะใช้ก็ต้องกลายไปเป็นโสเภณี ซึ่งจริงๆพวกเขาไม่ใช่โจร เมืองนี้ไม่ให้มีการตรวจสอบจากรัฐบาลกลางมาโดยตลอด จนขุนพันธ์เข้ามาทุกอย่างก็เลยเกิดขึ้น ขุนพันธ์มาเป็นฮีโร่ เห็นว่าผู้กำกับก้องเกียรติใส่ใจในทุกรายละเอียดของตัวละคร ถึงขนาดที่ว่าเราสามารถสัมผัสได้ถึงบุคลิกคาแรคเตอร์ของตัวละครสะท้อนผ่านจากชุดหรือเสื้อผ้าที่สวมใส่เลยทีเดียว การแต่งตัวของหลวงโอฬารก็จะสะท้อนถึงบุคลิกของเขา ที่จะใส่ใจหรือสนใจแต่เรื่องภายนอก ข้างในมันจะเป็นอย่างไรไม่ได้สนใจ จากการแต่งตัวดูมีอารยะ เหมือนกับที่เขาเอาความเจริญมาใส่ให้ ความเจริญฟู่ฟ่า แต่จริง ๆ แล้วคนต้องการรึเปล่า ผมใส่ครั้งแรกแล้วผมแบบ ยืนกลางกองแล้ว ฮ่า ๆ ๆ เสื้อฉันขาวกว่าใครเพราะว่าฉันรับสบู่จากปีนังมาใช้ เอาสบู่จากปีนังมั้ยล่ะก้อนละ 20 บาทเอง ทองบาทละตั้ง 20 เขาเดินไปไหนเขาก็จะมีกล้องตัวหนึ่งตาม เขาสามารถที่จะซื้อกล้องเข้ามานะ พอทำคาแรคเตอร์กับพี่โขมไปประมาณหนึ่งด้วยการนั่งคุยกัน ผมอ่านหนังสือเล่มนี้มา ผมสามารถทำท่าน่าหมันไส้ได้อย่างไม่เคอะเขิน ฟังดูแล้วเป็นตัวละครสำคัญที่พูดได้ว่าเป็นทั้งตัวแปร และเป็นตัวละครที่มีสีสันมากเลยทีเดียว ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับอีกตัวละครสำคัญอย่าง “อัลฮาวียะลู” คู่ปรับคนสำคัญของขุนพันธ์ “อัลฮาวียะลู” ที่แสดงโดยพี่น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ ในภาพยนตร์เขาเป็นทายาทโจรมาตั้งแต่แรก เราเห็นเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เราเห็นแววความมุ่งมั่นของเขาในการทำเพื่อส่วนรวม แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนหัวอ่อนซึ่งๆสามารถเกลี่ยกล่อมได้ง่าย เพราะว่าจิตใจเขาดีบริสุทธิ์ แล้วก็เป็นอีกครั้งที่หลวงโอฬารใช้ความบริสุทธิ์ของคนรอบตัวของ “อัลฮาวียะลู” มาเป็นเครื่องมือโดยการร่วมมือกัน สิ่งที่“อัลฮาวียะลู” ปล้นมาได้ก็จะนำมาเป็นกำลังทรัพย์ของหลวงโอฬารเพื่อที่จะเลี้ยงกองกำลังของ“อัลฮาวียะลู” ต่อไป เพื่อที่จะปกป้องเขาบูโดนี้ให้อยู่ใต้อาณัติของหลวงโอฬาร เงินที่ได้ก็เอามาสร้างสโมสรงาช้างเป็นที่ที่ผลิตเงินจากสิ่งนอกกฎหมายมากมาย จนกระทั่งวันหนึ่งที่ขุนพันธ์สามารถเข้ามาในเขตนี้ได้ มันทำให้ตัวหลวงโอฬารต้องปรับตัวกับการสั่นคลอนของอำนาจ เพราะว่าตัวขุนพันธ์ก็เอาจริงเอาจังและในขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถจะปราบเขาลงได้เหมือนกับผู้ตรวจการคนอื่นๆที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องชนกัน แต่ หลวงโอฬารวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว โดยใช้กองกำลังของอัลฮาวียะลูเป็นตัวต้านทานขุนพันธ์ นี่คือสิ่งหนึ่งที่สะท้อนในตัวคาแรคเตอร์ที่ว่าเขาพร้อมจะไปทุกอย่าง มีช่องทางไหนที่เขาจะเติบโตได้ ที่จะใหญ่ได้ เขาพร้อมที่จะทำ และพร้อมที่จะเปลี่ยนเหตุผลให้ตัวเองได้เสมอๆเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ถือได้ว่าเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์แอ็คชั่นที่มีมิติและเต็มไปด้วยความซับซ้อนเลยทีเดียวในฐานะนักแสดงแล้วบทนี้ทั้งยากและท้าทายการแสดงอย่างไรบ้าง พอเมื่ออ่านบทผมเชื่อว่าบทของหลวงโอฬารเป็นตัวแทนของความเลว และผมก็ทำการสดุดีความดีของขุนพันธ์ ด้วยการทำตัวหลวงโอฬารให้เลวที่สุดอย่างสมเหตุสมผลในทุก ๆ มิติ อย่างมีที่มาที่ไป ผมเชื่อว่าถ้าตัวละครของหลวงโอฬารยิ่งเลวเท่าไหร่พลังงานความดีของขุนพันธ์จะยิ่งส่องแสงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น พี่โขมบอกว่าหนังเรื่องนี้พี่โขมอยากจะให้คนได้เห็นคุณค่าของความดี พี่โขมจะเล่าถึงความมืดมนที่มันเกิดขึ้นจนท่านผู้ชมกระหายอยากความสว่าง ผมได้รับบทเป็นความมืดมนสีขาว ที่มันดูช่างสะอาดเหลือเกิน เพราะฉะนั้นยิ่งผมไปได้สุดเท่าไหร่มันยิ่งเป็นการแสดงความเคารพต่อท่านขุนพันธ์มากแค่นั้น ผมพยายามทำสุดฝีมือ สำหรับบทหลวงโอฬาร มันมีความยากอยู่อย่างหนึ่งคือ หลวงโอฬารจะเป็นคนที่รู้อะไรก่อนที่ทุกคนในเรื่องนี้จะรู้ทุกอย่าง อันนี้คือข้อได้เปรียบของตัวละครนี้ แล้วมันทำให้เราสนุกสนานว่า แล้วเราจะเก็บไว้ยังไงให้ทั้งคนดูก็ไม่รู้ทั้งคนที่เล่นกับเราก็ไม่รู้ว่าเรารู้ ความท้าทายที่สุดมันคือ มันคือการต้องอยู่ในยุคนั้นให้ได้ เมื่อก่อนการที่คนจะรู้ข่าวสารรอบ ๆ ได้นั้น มันไม่มีหนังสือพิมพ์ ประเทศไทยไม่มีวิทยุ ส่วนมากคนเราจะได้รับข่าวสารจากลิเก หนังตะลุง ลำตัด คณะโน้นคณะนี้ที่เวียนกันมาแล้วก็เล่าขานด้วยภาษาไทย แต่หลวงโอฬารมีช่องทางการรับรู้ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ แสดงว่าเขาจะต้องมีความรู้เรื่องภาษา ในเรื่องก็จะมีชาวฝรั่งเศสเข้ามาสโมสรงาช้าง ต้องพูดหลายภาษามากเป็นนักการเมืองชาวใต้ก็ต้องพูดภาษาใต้ได้ ซึ่งภาษาใต้ยากที่สุดเพราะว่าสำเนียงมันยาก แล้วถ้าเกิดพูดผิดมันจะกลายเป็นล้อ เราก็พยายามที่จะพูดให้ชัดทันที ต้องพูดภาษาญี่ปุ่น ร้องเพลงญี่ปุ่น มีกงสุลฝรั่งเศสเข้ามาก็ต้องพูดภาษาฝรั่งเศส อาศัยว่ามีเจ้าของภาษา มาอธิบาย แต่ละพยางค์ แต่ละประโยคว่ามันหมายถึงอะไร แล้วก็พยายามที่จะสื่อสารให้ได้ในจังหวะจะโคนที่มันถูกต้อง พี่โขมส่งครูฝรั่งเศสมาให้ก็เขียนคำภาษาไทย ไปหาหนังฝรั่งเศสมาดู เขามีวิธีการออกเสียงกันอย่างไร ญี่ปุ่นนี่ตอนแรกไม่ต้องได้พูดหรอก แต่ว่าคุยกับพี่โขมว่าพอถึงไลน์ที่เสนอขายชาติเราพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นกลับไป มันจะดีมั้ยพี่ พี่เขาบอกเอาๆ แล้วก็ได้ฉากนี้มาเขาก็สอนให้ตรงนั้นเดี๋ยวนั้นเลย แต่ที่ยากที่สุด ภาคใต้ครับผม มันจะต้องมีฉากปราศรัย แล้วบทมันก็เป็นภาษาไทยภาษาภาคกลางนี่แหละ พี่โขมบอกว่า เฮ้ยแฟร้งค์เคยเห็นนักการเมืองมั้ยเวลาไปไหนเขาจะพูดภาษานั้นนะ คุณเป็นคนกรุงเทพแต่ว่าสิ่งที่อยากได้คือเป็นนักการเมืองแบบน่ารัก พูดภาษาใต้เลย แล้วมันอันตรายมากคือภาษาใต้ถ้าเราพูดไม่ตรงมันจะเหมือนล้อเลียนทองแดง ก็ได้คุณครูสน อัดวีดีโอคุณครูสนเลยให้อ่านให้ฟังแล้วก็เหมือนร้องเพลงเลย เนี่ยแหละความท้าทาย และสิ่งที่เป็นที่สุดอีกอย่างหนึ่งในคาแรคเตอร์นี้ก็คือ หลวงโอฬารเป็นคนที่รู้เยอะ มีความทะเยอทะยานด้วย บุคลิกของเขาก็เลยมีพลัง มันคือการที่ผมศรัทธาในความดีของขุนพันธ์ครับ ฉากที่เป็นความประทับใจในการทำงานในภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์ มีหลายฉากครับที่ประทับใจ ฉากโรงพัก เป็นการพบกันครั้งแรกของหลวงโอฬารกับขุนพันธ์ หลังจากที่หลวงโอฬารไปฆ่าจเรตำรวจมาแล้ว รู้ข่าวว่าจเรตำรวจจะมาเอาอัลฮาวียะรู และสมุนออกไปฆ่า คนที่เล็ดรอดมาได้คือขุนพันธ์ แล้วก็อยู่ในสโมสรงาช้างมาตลอดจนวันหนึ่งเขาจึงปรากฏตัวในเครื่องแบบมาที่โรงพัก แล้วไล่หลวงโอฬารออกจากราชการ ด้วยพลังของความดี และความเลวก้อนใหญ่ๆ พอมันชนกัน คือฉากนั้นเล่นมันมาก คือแบบว่าคุณรู้ว่าผมเลว ผมรู้ว่าคุณดี เรามาพิสูจน์กันว่าความดีหรือความเลวหรืออำนาจกันแน่ที่จะข่มกันอยู่อย่างนี้ แล้วเป็นครั้งแรกที่เล่นกับอนันดา เราได้สัมผัสเขามีพลังอยู่ข้างใน วันนั้นผมไม่ออกจากกองเลย ผมประทับใจ ผมเดินตามอนันดาเดินดูว่าอนันดาแสดงอะไรต่อ อีกฉากหนึ่งที่ประทับใจเลย อันนี้เป็นเรื่องงานสร้างย้อนกลับไปพอผมอ่านหนังสือสามเล่ม ผมได้เห็นภาพของเมืองของบ้านของคน ปลูกอย่างไรใช้วัสดุอะไรในการปลูก แล้วพอผมได้เห็นสโมสรงาช้างผมขนลุกเลยนะ หลวงโอฬารเป็นเจ้าของสิ่งนี้คือมันรวยมากนะมันมหาอำนาจ แล้วสวยงาม มีระเบียงศิลปะแบบโคโรเนียล ยุคล่าอาณานิคมอะไรแบบนี้ คือมันทำให้ยิ่งตัวละครผมมันทำได้ลึกขึ้น คือยุคอาณานิคมนะ ทุกอย่างมันมีศิลปะ วัฒนธรรม ในความฝรั่งมันมีความจีน ในความจีนมันมีรูปไทยๆ หรือในคลับซึ่งมีนักดนตรีสากลมาเล่น ในขณะที่นอกคลับงาช้างนี้ยังเป็นลำมะนา ปี่พาทย์กัน มีเปียโน มันยิ่งเสริมสิ่งที่เราทำการบ้านมาคราวนี้พลิ้วเลย รวมไปถึงงานอาร์ตทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย ไม้ถือ หมวก อะไรแบบนี้ครับ พอยิ่งฉากเยอะๆ เช่นฉากสร้างทางรถไฟ พอเราไปยืนอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่เหมือนเรา คนแต่งตัวชาวบ้านชาวช่องเรายิ่งรู้สึกว่าโอ้โหตัวละครนี้มันช่างศิวิไลซ์จริงๆ มันช่างมีอำนาจซะเหลือเกิน การทำงานร่วมกับผู้กำกับอย่างก้องเกียรติ โขมศิริ พี่โขมหลายคนอาจจะบอกว่าเป็นผกก.เลือดสาด แต่จริง ๆ ก่อนที่จะมาเจอจุดเลือดสาดมันจะมีความละเมียดละไมครับ พี่โขมเป็นคนที่ใช้ความมืดมาบีบคั้นคนดูเพื่อให้เห็นคุณค่าของแสงสว่าง แล้วมันทำให้เกิดผลของความรู้สึกทางอารมณ์ที่มันรุนแรงครับ การทำงานกับพี่โขมสนุกครับ ที่ผ่านมาเพราะว่าผมกับพี่โขมสนิทกันมาตั้งแต่เด็กน้อยตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง 14 ตุลาสงครามประชาชน ตอนนั้นพี่โขมเป็นพรอพ ทำน้ำป่าอยู่ เป็นคนเขย่าเข่งให้น้ำกลายเป็นสีแดง แล้วก็โตมาก็มีโอกาสได้เจอกัน พี่โขมทำงานด้วยหัวใจจริง ๆ เขารักในการเล่าเรื่อง เขารักที่จะสร้างชิ้นงานที่เป็นมหรสพให้กับท่านผู้ชม เขาจะทุ่มเทกับทุกงานและเราก็จะสนิทกัน แล้วเราก็จะค่อยๆเพิ่มตัวละครทีละนิด งานมันถูกเตรียมเป็นปี ตั้งแต่บทถูกสร้างขึ้นมาจนกระทั่งบทเสร็จ แล้วพอไปในกองปั๊บเราไม่ต้องกังวลเราไม่ต้องคิดเรื่องอื่นเลย มันสามารถเล่นไปได้เลย คราวนี้มันก็ยิ่งสนุก ฉากนี้เล่นแบบนี้ดีกว่า 4-5 ฉาก ทำให้ได้เห็นแง่มุมในความคิดต่าง ๆ ความรู้สึกต่าง ๆ การปะทะกับคนต่าง ๆ ในมิติที่แตกต่างกันหลวงโอฬารจะเจอกับน้องมาลัยก็จะทำตัวแบบหนึ่ง เจอกับอัลฮาวียะรูก็ทำตัวอีกแบบหนึ่ง เจอกับพี่สนก็ทำแบบหนึง อะไรแบบนี้ครับ ความรู้สึกที่มีต่อนักแสดงอย่าง อนันดา เอเวอริ่งแฮม ไม่ค่อยได้มีฉากชน ๆ กับพี่อนันดาเท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นพี่น้อย แต่ว่าผมชอบอยู่กองไง เราไปถ่ายกันที่ต่างจังหวัดส่วนมากจะเป็นกุยบุรี เมื่อถ่ายเสร็จปุ๊บเราก็จะอยู่ที่นั่นเพื่อรอถ่ายวันรุ่งขึ้น เขาเท่มากเลยครับ คืออนันดาไม่ได้เป็นแบบที่เราเห็นนะครับ เขาเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งไงที่เดินกุ๊กกิ๊ก ๆ เฮ้ยพี่ทำอะไร แต่พออยู่ในบทปุ๊บต่อให้ติดหนวดแล้วนะรูปลักษณ์เสร็จแล้วนะเขาก็ยังเป็นเด็กกุ๊กกิ๊ก ๆ แต่พอเขาเริ่มจะเล่นปั๊บคือเขามาเลย เฮ้ยเยี่ยมว่ะ เขามีมาดพระเอกอย่างไอ้ฉากที่เปิดเรื่องที่ยิงกันที่ปัดกระสุนปืนที่เป็นทีเซอร์ตัวแรกเลย ผมมีโอกาสได้ไปนั่งดูด้วยคือเท่ห์ พลังเขาสูงมาก เราได้เรียนรู้จากคนเก่ง ๆ ไม่มีข้อสงสัยกับการที่อนันดาเป็นขุนพันธ์ อนันดาเป็นคนที่ใส จิตใจดี รู้จักหาความงามของโลกใบนี้ เมื่อมันไปประกอบกับการแสดงที่เขาร่ำเรียนมาที่เขาทำความเข้าใจมาตลอดในวิชาชีพของเขา ความดีที่มีอยู่ในตัวอนันดาบวกกับความดีของขุนพันธ์ที่เป็นแบบอย่างมันจึงเชื่อมกันได้อย่างไม่เป็นปัญหา เขารู้ว่าคนเราดีไปเพื่ออะไร อนันดารู้จักและรู้สึกได้ถึงความงดงามของความดี เหมือนที่อนันดาเป็นนักแสดงแล้วก็ทำงานอย่างมีคุณภาพมาตลอด แต่ในคราวนี้เขาจะสวมบทบาทของคนที่รักในงานเหมือนกัน และงานนั้นคืองานที่ทำลาย ปราบปรามและสยบความชั่วร้าย อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย พี่น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์กับการร่วมงานกันเป็นครั้งที่หลังจากอันธพาล พี่น้อยร่วมงานกันมาตั้งแต่อันธพาลแล้ว รักพี่เขาอยู่แล้ว พี่น้อยเป็นอาร์ททิสต์ครับ คือเขาเป็นเครื่องมือในการนำพลังจากศิลปะแล้วถ่ายทอดออกมาได้เป็นคนที่มีธรรมชาติแบบนั้นอยู่แล้ว นั่นทำให้ทุกครั้งที่พี่น้อยแสดงมันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น แน่นอนพี่น้อยต้องทำการบ้านมา แต่ว่า ณ ขณะนั้น แล้วเวลาเราเล่นอยู่กับพี่น้อย เราจะต้องเปิดสมาธิอย่างมาก และเขาก็จะรอเรานะ เขาก็จะดูว่าเราเล่นจะต้องเล่นเบอร์นี้ แต่ว่าเมื่อเราเล่นกับพี่น้อย เราเปิดรับกันสดๆ มาเบอร์นี้หรอ ฉันผลักกลับเบอร์นั้นอย่างงั้นหรอ มันเหมือนเกิดขึ้นจริง ๆ เวลาเล่นกับพี่น้อยมันเหมือนเรามีเรื่องราวด้วยกันจริง ๆ พี่น้อยเป็นกองกำลังของเราจริง ๆ เรามีความกริ่งเกรงกันในแต่ละด้านของกันจริง ๆ ถ้าหลวงโอฬารเป็นเหมือนผู้นำ อัลฮาวียะลูจะเป็นเหมือนแม่ทัพ แน่นอนผู้นำขาดแม่ทัพไม่ได้ และแม่ทัพก็ขาดผู้น้ไม่ได้เช่นเดียวกัน ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานและสิ่งที่อยากจะพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ “ขุนพันธ์” หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การถ่ายทำหนังธรรมดา ไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นที่จะมีบู๊เลือดสาดกันอย่างเดียว แต่มันเป็นหนังที่บอกถึงปัญหาของประเทศเราครับ บอกถึงปัญหาของความคิดของคน อย่างเช่นเมื่อก่อนที่นี่เคยมีความสุขอย่างมากก็มีแค่ความจนที่เป็นปัญหา แต่พอหลวงโอฬารเข้ามาสร้างความหรูหราอะไรต่างๆความจนไม่ได้เป็นปัญหาต่อไปละ สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือหนี้สิน ซึ่งมันเลวร้ายกว่าความจนอีก แล้วคุณก็ตกอยู่ใต้ระบบของเศรษฐกิจ อยากให้มาดูและฉุกคิดว่าที่จริงแล้วอะไรคือความสุขที่จะอยู่กับเราไปได้โดยตลอด ถ้าเกิดมองความสุขแต่เพียงเปลือกนอก ข้างหลังเปลือกนั้นก็จะไม่ได้รับความสนใจ ทำไมต้องไปดูหนังเรื่องนี้... เพราะมันสนุกแน่นอน เพราะว่า Conflict มันแรงมันชัด ความดีกับความเลวมาปะทะกัน ความศรัทธาในความดี พลังของจิตใจมันจะปะทะกันในเรื่องนี้ ผมเชื่ออย่างนี้ว่า เมื่อได้ดูคุณจะรู้ว่าคุณจะยืนอยู่ฝั่งไหน มันอาจจะทำให้คุณกระตุกคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นชีวิตที่เรากำลังเดินกันอยู่มันไปถูกทางแล้วเหรอ แน่นอนคนเรามีเสรีภาพแต่มันไม่ควรมาเป็นข้ออ้างในการทำชั่ว เลือกเอาคุณจะใช้เสรีภาพของคุณอย่างไร ศรัทธาในความดีแล้วชีวิตเราก็จะมีแต่สิ่งดีดี เนื่องในวันที่ 5 ก.ค. จะเป็นวันคล้ายวันครบรอบ 10 ปีที่ท่านขุนพันธ์เสียชีวิต อยากให้พูดอะไรถึงท่านขุนพันธ์ ถึงแม้ว่าท่านขุนพันธ์จะเสียไปแล้ว ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าคนที่ได้ศึกษาประวัติท่าน ได้อ่านเรื่องราวของท่าน หลายคนอาจจะชื่นชอบนะกับคาถาอาคมของท่าน มีฤทธิ์ปราบ เอาหัวกะโหลกมาไว้ใต้บันได คนอาจจะชื่นชอบกับสิ่งเหล่านั้น แต่ที่จริงแล้ว การที่อาคมแก่กล้าขนาดนั้น สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นมือปราบที่หนังเหนียวได้ เป็นเพราะว่าสิ่งที่ท่านศรัทธาก็คือความดีความถูกต้อง หลายคนที่บูชาท่านอยู่ห้อยท่านอยู่ ก็น่าจะสัมผัสได้ ได้ระลึกว่าคนธรรมดาถ้าอยากจะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์แล้วและให้ลูกหลานพูดถึงอย่างสมเกียรติต่อไปสิ่งที่คุณต้องทำในวันนี้คือความดี

เมื่อผมจะรับปริญญา ภารกิจลด 65 กิโล ในเวลา 8 เดือน เจ๋งมาก
เมื่อผมจะรับปริญญา

เมื่อผมจะรับปริญญา ภารกิจลดน้ำหนักจาก 140 กิโลกรัม ให้เหลือ 75 กิโลกรัม ในระยะเวลา 8 เดือน จึงเริ่มขึ้น! Men.MThai เราเชื่อมาตลอดว่า ถ้ามนุษย์เรามีความตั้งใจ และมุ่งมั่นอะไร อย่างเอาจริงเอาจังแล้ว ไม่มีสิ่งไหนที่เราทำไม่ได้แน่นอน ก็เหมือนกับคุณอาร์ม Opaque สมาชิกเว็บไซต์ Pantip ที่ตั้งใจ และเอาชนะอุปสรรค์ต่างๆ จนทำให้ตัวเองลดน้ำหนัก 65 กิโลกรัม จาก 140 ให้เหลือ 75 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 8 เดือน (และก่อนกำหนดเวลาที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ด้วย) และวันนี้ ทางเราก็อยากจะขอนำเสนอ ประสบการณ์และเคล็ดลับวิธีการลดน้ำหนัก ของคุณอาร์มที่ทำด้วยใจและไม่ใช้ยาลดน้ำหนักซักเม็ด สวัสดีครับ พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน ชาวพันทิปทุกท่าน ผมเขียนรีวิวครั้งนี้เพื่อ อยากแชร์ประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยตนเอง จากคนที่เคยมีน้ำหนัก 140 กิโลกรัม จนปัจจุบันผมลดลงมาเหลือ 75 กิโลกรัม ในระยะเวลา 7-8 เดือน โดยไม่ใช้ยาลดความอ้วนแม้แต่เม็ดเดียว ก่อนอื่น ขอแนะนำตัวสักหน่อย ผมชื่อ “อาร์ม” ครับ ผมเป็นคนอ้วนมาตั้งแต่เด็กครับ ด้วยความที่เป็นคนชอบกินจุกจิก ชอบกินของทอด ชอบกินขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ เข้าร้านสะดวกซื้อแทบทุกวัน ความรักในการกินทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ ครับ แค่ตอน ป.6 น้ำหนักก็เกิน 100 กิโลกรัมเข้าไปแล้วครับ นึกสภาพเด็ก ป.6น้ำหนักร้อยกิโลดูนะครับ ว่าคนรอบข้างจะตื่นตะลึงขนาดไหนกับน้ำหนักตัวนี้ แต่ไม่หยุดแค่นั้นครับเพราะในที่สุดน้ำหนักผมก็พุ่งทะยานมาแตะที่ 140 กิโลกรัมในขณะเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 4 แต่ยังพอมีดีอยู่บ้างเล็กน้อยที่ผมเป็นคนที่ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน ผมสูง 185 ซม. แม้จะไม่ได้อ้วนกลมแบบลูกบอล แต่ก็ยังถืออ้วนมากอยู่ดี ไม่พูดพร่ำทำเพลงมากครับไปดูรูปตอนอ้วนกันเลยครับ ผมใช้ชีวิตแบบคนอ้วนมาตลอด 22 ปี ในที่สุดผมก็แบกร่างกายและก้อนไขมันเรียนจนจบปริญญาตรี พอเรียนจบ เพื่อนๆก็ชวนไปลองและเช่าชุดครุยกันครับ พอผมเห็นตัวเองในกระจกและเมื่อได้พิจารณารูปร่างอันอ้วนท้วนสมบูรณ์ของตัวเองในกระจก ผมก็เกิดจินตนาการและคำถามมากมายในหัว เช่น “ถ้าเราผอมลงมากในวันรับปริญญาเพื่อนๆในคณะจะเซอร์ไพรส์ขนาดไหน?”, “ถ้าเราผอมกว่านี้ เราจะมีหน้าตาเป็นยังไง?” จากวันที่ไปเช่าชุดครุยทำให้นึกสนุก อยากทำอะไรเซอร์ไพรส์ตัวเองและคนรอบข้างทั้งเพื่อนและคนในครอบครัว ส่วนหนึ่งก็อยากท้าทายตัวเองด้วยแหละครับ ว่าถ้าเราพยายามจริงๆ ย้ำว่า “พยายามจริงๆ” มันจะไปได้ไกลขนาดไหน โปรเจคลดความอ้วนด้วยตัวเองจึงเริ่มขึ้น หลังจากวันนั้นผมตั้งเป้าหมายในใจ โดยตั้งเป้าหมายเป็น 3 ระยะครับ ระยะที่ 1 พยายามลดน้ำหนักลง 20 กิโลกรัม ให้เหลือ 127 กิโลกรัม ระยะที่ 2 พยายามลดน้ำหนักลงให้เหลือ 100 กิโลกรัม ระยะที่ 3 พยายามลดน้ำหนักลงให้เหลือ 75 กิโลกรัม เป้าหมายทั้ง 3 ระยะ มีจุดเริ่มต้นคือวันที่ 16 มีนาคม 2558 และ “ต้อง” สำเร็จก่อนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งคือวันรับปริญญานั่นเองครับ ผ่านไป 1 เดือนแรก (มี.ค.-เม.ย.) น้ำหนักผมก็ลดลงมาเหลือ 135-130กิโลกรัมครับ ตอนช่วงเดือนแรกนี้เป็นช่วงวัดใจครับ ทรมานจิตใจที่สุด ร่างกายขาดน้ำตาล ขาดของหวาน อยากจะกินแต่ขนม เหมือนคนลงแดง ตกกลางคืนนอนขดอยู่บนเตียงเลยวัน ผมแก้โดยการเปิดดูรีวิวบุฟเฟ่ต์/ร้านอาหารในพันทิปแก้หิว แล้วก็ข่มตานอนหลับไปครับ เข้าเดือนที่ 2 (พ.ค.) น้ำหนักผมลงมาอยู่ที่ 130-120 กิโลกรัมครับ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มปรับตัวกับกิจวัตร (Routine) ของตัวเองได้แล้วครับ เป็นช่วงที่น้ำหนักลงไว คนก็เริ่มๆ ทักกันบ้าง แต่ก็ยังอ้วนอยู่ดี เป้าหมายระยะที่ 1 ก็สำเร็จในช่วงนี้ครับ เข้าเดือนที่ 3 (มิ.ย.) น้ำหนักผมลงมาอยู่ที่ประมาณ 110-100 กิโลกรัม เป้าหมายระยะที่ 2 สำเร็จในช่วงนี้ครับ เข้าเดือนที่ 4 (ก.ค.) น้ำหนักผมลงมาอีกอยู่ที่ 100-90 ช่วงนี้คนทักเยอะมากครับว่าผอมลง ประมาณเดือนที่ 5-6  (ส.ค.-ก.ย.) เป็นช่วงที่น้ำหนักลงยากมากครับ ความท้อแท้เบื่อหน่ายก็เข้ามา แต่ต้องบอกกับตัวเองว่าต้องสู้ดิ!!! ต้องไหวดิ!!! สรุปช่วงนั้นน้ำหนักลดลงมาอยู่ที่ 90-85 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เพื่อนชวนถ่ายนอกรอบพอดี เลยมีภาพที่สวยกว่าปกติสักหน่อย แหะๆ ในที่สุด!!!!! วันที่ผมรอคอยก็มาถึง เมื่อขึ้นชั่งน้ำหนักแล้วพบว่า น้ำหนักตัวเอง อยู่ที่ 75.00 กิโลกรัม ในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2558 ถือเป็นการปิดโปรเจคการลดความอ้วนของผม อย่างสมบูรณ์ แถมยังสำเร็จก่อนเวลาด้วย 555+ ผมพร้อมแล้วครับ สำหรับร่างใหม่วันรับปริญญาในวันที่ 7 และ 17 พฤศจิกายน 2558 วิธีและเทคนิคในการลดความอ้วนผมปฏิบัติ ที่นำผมไปสู่ร่างใหม่มีทั้งหมด 4 วิธีหลักๆดังนี้ครับ 1. ปรับหัวใจ: ผมคิดว่า “หัวใจ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดความอ้วนครับ  หัวใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอวัยวะที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายนะครับ แต่หมายถึง จิตใจ ความคิด ความเชื่อ ทัศนะคติ ทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับการลดความอ้วน เช่น... ความคิด: อย่าคิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ อย่าประเมินความสามารถของตัวเองต่ำขนาดนั้น คิดไว้ว่า “เราไม่ใช่คนกระจอก” ความอาย: อย่าอายที่จะออกไปออกกำลังกาย อย่าอายคนอื่นในการที่เป็นคนอ้วนและจะเดินเข้าฟิตเนส หากตกเป็นเป้าสายตาให้เดินมั่นๆ แล้วคิดในใจว่า “รอกรูก่อน พวกเมิงรอดูกรูร่างใหม่ได้เลย” และอย่าเขินหรืออายที่จะใช้อุปกรณ์ฟิตเนส อุปกรณ์ออกกำลังเขาสร้างมาให้เราใช้ครับ เพราะฉะนั้น “จงใช้มันซะ” ถ้าใช้ไม่เป็น ก็ขอให้คนแถวนั้นช่วยแนะนำก็ได้ครับ คนไทยใจดีครับ ข้ออ้าง: อย่าโทษนู้นโทษนี้ อ้างนู้นอ้างนี้ว่าเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการลดความอ้วน ถ้าเราอ้วนด้วยตัวเอง เราต้องลงมือลดความอ้วนด้วยตัวเองครับ คนอ้วนส่วนใหญ่รวมทั้งผมในอดีตมักจะอ้างว่าไม่มีเวลา เราควรหยุดอ้างแบบนั้นซะ เพราะถ้าเรามีเวลาเล่น facebook, pantip, ig เราก็มีเวลาออกกำลังกายครับ หรือไม่ก็พยายามตื่นเช้ากว่าเดิมสักครึ่งชั่วโมง-หนึ่งชั่วโมง มาออกกำลังเถอะครับ เริ่มลงมือให้เร็วที่สุด: เราต้องลงมือทำเลยครับ หลายคนที่พยายามจะลดความอ้วน ชอบเวิ่นเว้อครับ หยุดสักทีครับกับประโยคที่ว่า “พรุ่งนี้ฉันจะลดความอ้วน” “วันนี้ขอกินก่อน พรุ่งนี้จะลดแล้ว” ลงมือทำเลยครับ ทำสักที หยุดพูด หยุดกิน แล้วไปออกกำลังกายเถอะครับ 2. อาหารการกิน: ผมปฏิวัติพฤติกรรมการกินของผมใหม่ยกชุดเลยครับสามารถแบ่งได้ดังนี้ครับ กินแบบนับแคลอรี่: ผมคำนวณค่า BMI, TDEE ทั้งหลายแหล่ แล้วจึงจำกัดการกินของผมให้อยู่ในช่วง 1,500-1,700 แคลอรี่ (แบบหยาบๆ ผู้หญิงอาจอยู่ในช่วง 1,200-1,500 แคลอรี่) ในเรื่องการนับแคลอรี่ ผมใช้ แอปพลิเคชั่น “แคลอรี่ ไดอารี่” เพื่อช่วยให้สามารถบริหารกินและการออกกำลังกายได้ดีขึ้น หากใครสนใจลองไปโหลดมาเล่นก็ได้ครับ อาหาร : ช่วงแรกๆ ผมก็กินตามปกตินี่แหละครับ แต่มันไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เลยพยายามปรับมากินคลีน โดยพยายามงดของทอด งดอาหารผัดน้ำมัน งดของมัน งดของหวาน ลดอาหารเค็ม งดบุฟเฟ่ต์ น้ำและเครื่องดื่ม : ผมดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-12 แก้ว หรือประมาณ 2-3 ลิตร โดยแบ่งเป็น หลังตื่นนอน 2 แก้ว หลังอาหารเช้า 1 แก้ว หลังอาหารกลางวัน 1 แก้ว หลังอาหารเย็น 1 แก้ว ก่อนนอน 1 แก้ว ที่เหลือก็ดื่มระหว่างวันครับ ข้อสำคัญคือต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามที่คุณครูสอนมาตั้งแต่ชั้นประถม โปรตีน : เน้นกินไข่ขาว อกไก่ ปลาทับทิม ปลาดอลลี่ ปลาทะเล อาหารทะเล ลดการกินเนื้อแดง (หมู+เนื้อวัว) คาร์โบไฮเดรต : เน้นกินข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต ฟักทอง มันญี่ปุ่น กล้วยน้ำว้าสุก/ต้ม กราโนล่า วิตามิน+เกลือแร่ : กินผักเยอะๆผักกินได้แทบทุกชนิดครับ  ส่วนผลไม้ก็พยายามเลือกกินที่น้ำตาลน้อย เช่น แก้วมังกร มะละกอ แอปเปิ้ล ฝรั่ง แคนตาลูป เมล่อน สตอเบอร์รี่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม เป็นต้น ไขมัน : พยายามงดอาหารมอดและอาหารผัด เพราะอาหารปกติมักมีไขมันแทรกอยู่แล้ว หากจะกินก็ขอให้เป็นไขมันดีเช่น อัลมอนด์ ปลาแซลมอน เป็นต้น ผมถ่ายรูปอาหารที่ผมกินในแต่ละวันไว้ด้วยครับ บางทีก็ทำเอง บางทีก็ซื้อ สลับกันไป แต่ส่วนใหญ่จะซื้อเอาครับ 3. การออกกำลังกาย : ช่วงแรกของการออกกำลัง ผมเน้นการออกกำลังแบบ Cardio เป็นหลัก การออกกำลังกายที่ผมชอบก็คือ การเดินเร็ว เนื่องจากที่บ้านมีลู่วิ่ง ผมก็เลย เดินช้า เดินเร็ว วิ่งบ้างเล็กน้อย สลับกันไป ตอนแรกก็ 30 นาที พอนานๆ ไปก็เพิ่มเป็น 45, 60 นาทีตามลำดับ และตามความฟิตของร่างกาย โดยพิจารณาอัตราการเต้นของหัวใจควบคู่ไปด้วย สำหรับผม ผมคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ประมาณ 125-145 ครั้งต่อนาที หลังจากน้ำหนักเริ่มลดลงมาได้สักพักประกอบกับต้องย้ายมาอยู่หอพัก และมีฟิตเนสอยู่ใกล้หอพอดี ผมก็เลยเริ่มเล่นเวทควบคู่กันไปด้วยครับ เพื่อที่หนังจะได้ไม่ย้วยมาก ผมทำแบบนี้เป็นประจำ วันละ 45-60 นาที 4-5 วันต่อสัปดาห์ อันนี้รูปลู่วิ่งที่บ้านครับ อยากให้สังเกตที่กระดาษครับ มันเป็นการเตือนสติอย่างหนึ่งครับ ส่วนอันนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ, ประสิทธิผลในการออกำลัง, และอัตราการเต้นของหัวใจครับ 4. การพักผ่อน : เรื่องการนอนผมจะพยายามนอนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมงครับ เพราะนอนน้อยจะไม่มีแรงออกกำลัง ร่างกายทรุดโทรม และอาจไม่สบายได้ นอกจากนี้การพักผ่อนของผมยังรวมไปถึง cheat meal คือมื้อปล่อยผีครับ ที่ผมจะไปหาอะไรอร่อยๆกิน อาหารญี่ปุ่น ไอศกรีม ขนมหวาน ของทอด ของมันๆ 1 มื้อต่อสัปดาห์ แต่กินแค่พออิ่ม ส่วนใหญ่ผมจะปล่อยผีในมื้อกลางวัน วันอาทิตย์ครับ มาดูความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นของเขากันครับ Men.MThai ขอบคุณเนื้อหาและสามารถอ่านเนื้อหาทั้งหมดต่อได้ที่ คุณอาร์ม Opaque สมาชิกเว็บไซต์ Pantip

ละคร นางอาย , เรื่องย่อ นางอาย
ละครนางอาย /  ละครนางอาย ตอนแรก / 

นางอาย บทประพันธ์โดย : นราวดีบทโทรทัศน์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกษกำกับการแสดงโดย : ปวันรัตน์ นาคสุริยะออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องย่อ ละครนางอาย ...กำแพงรั้วที่เรียกว่าโรงเรียน ซึ่งตัดขาดเธอจากโลกภายนอก แต่มันกลับพาเธอก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ โลกของมิตรภาพ เมื่อความรักฉันท์เพื่อนก่อตัวสูงขึ้น ขอบรั้วที่เคยบีบรัดหัวใจก็ค่อย ๆ ทลายลง สุดท้ายที่ ๆ เคยถูกเปรียบเทียบว่าเป็นเรือนจำของความสุข กลายเป็นสถานที่แห่งความรักความผูกพัน ที่จะไม่มีวันเลือนหายไปจากใจของเธอ... อภิรดี อโณทัย หรือ นาง สาวน้อยแสนสวยวัย 17 ปี ลูกสาวคนเดียวของ เด่นชาติ และเอมอร เมื่อนางเริ่มเป็นที่หมายตาจากหนุ่ม ๆ เพื่อนร่วมรุ่นในโรงเรียนสหศึกษา เด่นชาติ และเอมอร ตัดสินใจส่งตัวไปเรียนโรงเรียนคอนแวนต์หญิงล้วนที่ปีนัง เพราะไม่อยากให้ลูกสาวริรักในวัยเรียน หวังให้เหล่าซิสเตอร์ผู้เข้มงวดช่วยอบรมขัดเกลามารยาทกุลสตรี นักเรียนไทยหลายคนต่างมองว่าโรงเรียนคอนแวนต์แห่งนั้น คือโรงเรียนดัดสันดารของเหล่าสาวแสบ ก้าวแรกที่นางได้ก้าวเท้าเข้ามาในโรงเรียน ซิสเตอร์ออเดรย์ หัวหน้าแม่ชีที่ดูแลนักเรียนประจำ ม.ปลายรัก และเอ็นดูนางตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็ไม่วายขัดใจนางด้วยการตรวจค้นกระเป๋าเสื้อผ้า และริบข้าวของที่ไม่จำเป็นไปหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ นางแทบจะกรี๊ด... สเตตัสสุดท้ายที่นางโพสก่อนจะจำใจส่งมือถือให้ซิสเตอร์ซิสเตอร์ออเดรย์คือ "ลาก่อนอิสรภาพของฉัน วันหนึ่งเราคงได้พบกันใหม่" นางได้เช็คอินสถานที่โดยครีเอทใหม่ ว่า เรือนจำคอนแวนต์ ละครนางอาย เรเวอร์เร้นท์มาเธอร์ซิสเตอร์หลุยส์ หรือคุณแม่อธิการผู้เคร่งขรึมหมายจะให้เด่นชาติพบกับ ซิสเตอร์เทเรซ่า แม่ชีคนไทยเพียงคนเดียวที่อกหักจากรักแรกจนต้องตัดสินใจหันหน้าเข้าหาพระเจ้า สาบานตนว่าชาตินี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกอีก อดีตคนรักของเทเรซ่าก็คือท่านรัฐตรีเด่นชาติ ! คุณแม่อธิการต้องการให้ทั้งสองได้พบกัน..ก็เพื่อให้ซิสเตอร์เทเรซ่าตัดใจอย่างถาวร แต่การที่เด่นชาติจูงมือนางเข้ามาในโรงเรียนนั้น ยิ่งทำให้แผลใจของซิสเตอร์เทเรซ่าถูกซ้ำเติมมากขึ้น นางได้พบกับ จรรยา หัวหน้านักเรียนไทยรุ่นพี่ที่ศึกษาอยู่ชั้นม.6 จรรยาแนะนำให้นางรู้จักกับกลุ่มนักเรียนไทยในชั้นเรียน ฝากฝังให้ สินีนาฏ สาวไทยแสนเรียบร้อยเป็นคนดูแลนาง สินีนาฎถูก สายสนม แม่ของเธอส่งมาอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่ม.1 เพราะพ่อแม่หย่ากัน และสายสนมต้องทำงาน และดูแลลูกเพียงคนเดียว สินีนาฏ และนางถูกชะตากันทันทีที่เจอ สินีนาฎแนะนำทุกอย่างให้นาง ตั้งแต่สถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียน กิจวัตรประจำวัน และอธิบายเรื่องการอาบน้ำแบบ Fast Speed 5 นาทีทันใจ โดยมีแม่ชีสุดโหดเฮี้ยบอย่าง ซิสเตอร์ฟรานซิส เป็นผู้ดูแลการเปิด-ปิดวาล์วน้ำในระหว่างการอาบ นางแทบจะร้องไห้ที่ต้องใช้ชีวิตลำบากแบบนี้ นอกจากสินีนาฎแล้ว ยังมีนักเรียนไทยอีก 2 คนที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนาง นั่นคือ สายสุดา และมีนา ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน โดยสายสุดามองว่ามีนาคือลูกน้องของเธอ ส่วนมีนาเองก็อาศัยบารมีของสายสุดาทำตัวอวดเบ่งกับทุกคน เพราะสายสุดามีดีกรีเป็นถึงน้องสาวคนเดียวของท่านกงสุลไทยประจำปีนัง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าที่สายสุดาชอบทำตัวให้เป็นที่สนใจ และต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ เพราะปมชีวิตส่วนตัวที่ความจริงแล้วสายสุดาคือลูกนอกสมรส สายสุดาไม่ชอบหน้านาง เพราะตั้งแต่นางเข้ามาในโรงเรียนหลายคนให้ความสนใจจนเด่นเกินหน้าเกินตา สายสุดาหาทางแกล้งนางอยู่เสมอแต่กลับโดนนางเอาคืนทุกที อย่างในงานเลี้ยงต้อนรับนักเรียนใหม่ประจำปี นางโดนสายสุดาแกล้งจนพลัดตกลงไปในบ่อบัว สินีนาฎพานางไปเปลี่ยนเสื้อผ้า นางได้ทีจึงเอาชุดนักเรียนที่เปียกชุ่มยัดใส่เข้าไปในตู้เสื้อผ้าของสายสุดา สายสุดาโกรธมาก หมายใจไว้ว่างานนี้เธอกับนางไม่มีวันอยู่กันอย่างมีความสุขแน่ ทุกวันพฤหัสบดีถือเป็นวัน English Day คือวันที่นักเรียน และซิสเตอร์ทุกคนต้องสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษเท่านั้น สายสุดาและมีนาคอยฟ้องซิสเตอร์ว่านางแอบพูดภาษาไทย นอกจากคู่อริสองแสบแล้ว นางยังมีศัตรูอีกคน คือ จอยคาม สาวน้อยเจ้าถิ่นในปีนังที่มีเรื่องปะฉะดะกับนางตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเรียน จอยคามเห็นสายสุดาไม่ชอบนาง จึงรวมตัวกันหาทางกลั่นแกล้งนาง ละครนางอาย นอกจากสินีนาฎ นางยังมีเพื่อร่วมรุ่นอีก 2 คนที่สนิทกัน นั่นคือ ฮองลัน สาวอ้วนที่รักการกินเป็นที่สุด ฮองลันเป็นนักเรียนไป-กลับที่สนิทกับนาง เพราะทั้งคู่คอยช่วยกันหาทางแอบลอดเอาของกินเข้ามาทานในรั้วโรงเรียนอยู่เสมอ และฮองลันประทับใจนางมากที่เคยโดนซิสเตอร์ฟรานซิสจับได้เรื่องแอบเอาขนมเข้ามาทานที่ห้องเรียน นางก็พร้อมจะโดนลงโทษร่วมกับฮองลันไปด้วย อีกหนึ่งสาวที่นางชื่นชมตั้งแต่แรกเห็น คือ มาเรีย สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน-มาเลเซีย ที่ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นเพราะพิการมาตั้งแต่เด็ก หลายคนชอบพูดจาดูถูก และรังเกียจมาเรีย แต่นางไม่คิดแบบนั้น แถมยังคอยช่วยซ่อมรถเข็นให้มาเรียอีกด้วย ทุกวันศุกร์ที่นักเรียนทุกคนต้องเข้าโบสถเพื่อนมัสการพระเจ้า นางได้รู้ว่ามาเรียร้องเพลงเพราะมาก นางจึงสนับสนุนให้มาเรียได้ขึ้นร้องนำในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างงานวันไหว้ครู นางพยายามทำทุกอย่างให้มาเรียได้แสดงความสามารถของเธอ จนในที่สุดมาเรียก็ได้ร้องนำ แถมนางรับเลือกจากเพื่อน ๆ และรุ่นพี่รุ่นน้องให้เป็นตัวนักเรียนไทยไปถือพานไหว้ครู สายสุดา และมีนาทั้งโกรธทั้งเสียหน้าที่เสียตำแหน่งให้นาง เลยหาทางแกล้งไม่ให้นางได้ถือพาน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ สายสุดาแอบรู้ว่านางชอบแอบใช้มือถือของ คัมพล เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทกับนางที่เรียนอยู่โรงเรียนซิสเตอร์เซเวียร์ชายล้วนรั้วติดกัน โทรติดต่อพ่อแม่ของเธอ คัมพลเป็นลูกชายคนเล็กของพิทักษ์ เศรษฐีเหมืองแร่ในภูเก็ตซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับเด่นชาติ คัมพลไม่เคยขัดใจนางเพราะแอบชอบนางอยู่ เรื่องนางติดต่อกับเพื่อนนักเรียนชายโรงเรียนข้าง ๆ ดังไปทั่ว คุณแม่อธิการตัดสินใจตามตัวท่าน ธนาธิป กงสุลไทยที่รับหน้าที่ดูแลนักเรียนไทยที่อยู่ที่ปีนังทั้งหมด แถมยังเป็นพี่ชายต่างมารดาของสายสุดาอีกด้วย นางจึงตั้งท่าไม่ถูกชะตากับธนาธิปตั้งแต่ยังไม่เจอตัว ธนาธิปตามตัวผู้ปกครองของนางและคัมพลมาพบ การเจอหน้ากันครั้งนี้ทำให้ธนาธิปรู้ว่าพิทักษ์หมายปองให้นางแต่งงานกับคัมพลหลังเรียนจบจากคอนแวนต์ เมื่อรู้ว่ามีชายหนุ่มหมายปองสาวแก่นเซี้ยวอย่างนาง ธนาธิปก็แปลกใจไม่น้อยว่าอะไรที่ทำให้คัมพลชอบนางได้ขนาดนี้ ยิ่งสงสัย..ก็ยิ่งเข้าใกล้นางมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งที่นางเสนอความคิดออกมา มักทำให้ธนาธิปทึ่งในความเฉลียวฉลาดของนางอยู่เสมอ ละครนางอาย ความไม่ลงรอยของนางและสายสุดาเริ่มทวีคุณความแรงขึ้น เมื่อถึงกิจกรรมกีฬาสีมาถึง เหล่าซิสเตอร์ทั้งหลายตั้งใจจะให้กิจกรรมนี้เป็นการสมานแผลระหว่างนางกับสายสุดา โดยจัดให้ทั้งคู่อยู่สีเดียวกัน แต่แผนกลับไม่เป็นไปตามที่คิด สายสุดาร่วมมือกับจอยคามที่อยู่คนละสีแอบโกงในการแข่งขันว่ายน้ำ จนนางเกือบจะจมน้ำเพราะเจ็บขา แถมจอยคามก็ไม่ช่วยเธอเสียด้วย กลายเป็นสินีนาฎ และจรรยาต้องเป็นคนลงไปช่วยนางขึ้นมาแทน เหตุการณ์ครั้งนี้คุณแม่อธิการโกรธมาก ทำโทษกลุ่มนาง และสายสุดายกใหญ่ พร้อมทั้งตามตัวธนาธิปให้มาทราบเรื่องนักเรียนไทยมีปัญหากันเอง ธนาธิปจึงต้องรับหน้าที่เป็นดูแลควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนไทยเพิ่มอีกตำแหน่ง ธนาธิปลงโทษทุกคนด้วยการให้ช่วยทำความสะอาดบ้านทูต ร้อยมาลัย ทำกับข้าวเพื่อต้อนรับแขกต่างบ้านต่างเมืองที่เข้ามาพักที่บ้านพักของสถานทูตไทย แรก ๆ ทุกคนอิดออด แต่หลัง ๆ กลับเสนอตัวขอมาช่วยงานเสมอ เพราะต้องการออกมานอกรั้วคอนแวนต์ นางชอบแอบปีนต้นมะม่วงที่อยู่ข้างห้องทำงานธนาธิป แรก ๆ ธนาธิปตกใจ และเรียกนางมาต่อว่าในความไม่เป็นกุลสตรี แต่นาน ๆ เข้าก็ปล่อยให้ปีนขึ้นปีนลงอยู่เรื่อย ๆ จนเป็นความคุ้นเคย แถมบางวันนางยังแอบเข้ามาในห้องทำงานธนาธิป จัดการเปลี่ยนหลอดไฟในห้องที่ติด ๆ ดับ ๆ ให้เสียด้วย นอกจากธนาธิปที่ต้องคอยดูแลนักเรียนไทยในปีนังแล้ว ยังมี ชัยพงษ์ อีกคนที่เป็นกงสุลไทยที่ดูแลในส่วนของกิจกรรมประเพณี และวัฒนธรรม ชัยพงษ์มีโอกาสได้เจอกลุ่มนักเรียนไทยอยู่เรื่อย ๆ ชัยพงษ์เป็นพี่ชายคนกลางของคัมพล จึงสนิทสนมกับนางเช่นกัน ชัยพงษ์ต่างกับธนาธิปแบบคนละขั้ว เพราะชัยพงษ์คือหนุ่ม Biker ที่มีมอเตอร์ไซค์ Big Bike คันเท่เป็นพาหนะคู่กาย ธนาธิปไม่พอใจที่ชัยพงษ์สนิทสนมกับนางเพราะคิดว่าชัยพงษ์แอบชอบนาง แต่จริง ๆ แล้ว ชัยพงษ์แอบชอบสินีนาฎ และนางเองก็รู้แถมยังทำหน้าที่เป็นแม่สื่อให้ด้วย แต่สินีนาฎกลับไม่มีใจให้เพราะเธอแอบหลงรักธนาธิปมาตั้งแต่แรกเจอเช่นกัน เวลาผ่านไป...นางเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในรั้วคอนแวนต์ แต่ก็ยังไม่วายแหกกฎระเบียบโรงเรียนอยู่เสมอ วีรกรรมที่โด่งดังของนางคือการแอบเอาอาหารคาวหวานซุกซ่อนเข้ามาในกระเป๋าเสื้อผ้าทุกครั้งที่กลับเข้าโรงเรียนในวันจันทร์ต้นเดือน... อาทิตย์นี้เป็นวันเกิดของฮองลัน นางวางแผนแอบเอาขนมเค้กเข้ามาฉลองวันเกิด โดยจะแอบเอาเค้กปอน์ดใส่มาในกล่องรองเท้าพละ และขอให้จรรยาช่วยปล่อยผ่านตอนเข้าเวรตรวจกระเป๋า แต่เมื่อถึงเวลาเป่าเค้ก เมื่อนางเปิดกล่องรองเท้าพละออกมา กลับพบว่าจากเค้กปอน์ดแสนอร่อยกลายเป็นรองเท้าพละเก่า ๆ เน่า ๆ คู่หนึ่งเท่านั้น เหล่าซิสเตอร์ทั้งหลายปรากฎตัวขึ้นพร้อมด้วยเทียนวันเกิดสั้น ๆ กุด ๆ แท่งหนึ่ง เซ็นส์ฟรานซิสจัดการปักเทียนบนรองเท้าคู่นั้นแล้วให้นางและฮองลันช่วยกันเป่าเทียนให้ดับ แต่เทียนเล่มนั้นดันเป็นเทียนแบบเป่าดับได้ยากเสียด้วย ฮองลันทั้งโกรธทั้งอายที่โดนทำโทษประจานที่ลานกิจกรรม ทั้งหมดโดนทำโทษร่วมกัน ถึงจะอดทานเค้กแต่กลับรักกันแน่นแฟ้นมากขึ้น ละครนางอาย หลายครั้งที่นางมักมีปัญหากับ ซิสเตอร์ปอนลีน แม่ชีประจำวิชาดนตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องความลำเอียงรักนักเรียนไม่เท่ากัน คนไหนที่ลงเรียนพิเศษเปียโนกับเธอ เธอจะรักและเอ็นดูเด็กพวกนั้นมาก ส่วนนักเรียนคนอื่นมักจะโดนไม่ให้ซ้อมเปียโนในห้องดนตรีของเธอ นางเห็นว่าไม่ยุติธรรมเพราะสินีนาฎมักโดนไล่ออกมาจากห้องซ้อมก่อนหมดเวลา พยายามเจรจาเท่าไหร่ก็โดนซิสเตอร์ปอนลีนสั่งทำโทษตลอด คัมพลอาสามารับนาง และเพื่อน ๆ ไปเที่ยวทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยทุกครั้งชัยพงษ์จะตามมาเจอด้วยเพราะต้องการพบกับสินีนาฎ สายสุดาที่อิจฉาที่พวกนางได้เที่ยวจึงคอยหาเรื่องพูดจาจิกกัดคัมพลเสมอ เพราะลึก ๆ ไม่พอใจที่คัมพลสนใจนางมากกว่าเธอ ช่วงสอบปลายภาคของภาคเรียนที่ 1 สินีนาฎขาดการติดต่อจากสายสุดาแม่ของเธอ จนปิดเทอมแล้วสายสุดาก็ยังไม่ติดต่อมา จนในที่สุดสินีนาฎก็ได้รู้ความจริงว่าแม่ถูกเพื่อนร่วมธุรกิจโกงจนหมดตัว ส่งข่าวมาบอกว่าไม่สามารถส่งให้เรียนต่อได้แล้ว สินีนาฏทั้งโกรธทั้งเสียใจที่ต้องหมดอนาคต ซิสเตอร์ออเดรย์ขอให้แม่อธิการช่วยเหลือสินีนาฏได้เรียนต่อจนจบ ม.6 แต่สินีนาฏต้องย้ายจากนักเรียนประจำชั้นหนึ่ง ไปเป็นนักเรียนประจำชั้นสองที่ต้อยต่ำกว่า สินีนาฏคิดฆ่าตัวตาย แต่ซิสเตอร์เทเรซ่ามาห้ามไว้ได้ทัน ซิสเตอร์เทเรซ่ าและซิสเตอร์ออเดรย์เกลี้ยกล่อมจนสินีนาฏยอมเรียนหนังสือต่อจนจบเพื่ออนาคตของเธอเอง สินีนาฏขอร้องไม่ให้บอกเรื่องนี้กับนางเพราะไม่อยากให้นางช่วยเหลือ และอยากตัดขาดเพื่อนชั้นหนึ่งทุกคน วันเปิดภาคเรียน ทุกคนแปลกใจที่เห็นสินีนาฎถูกย้ายไปอยู่รวมกับกลุ่มนักเรียนชั้นสอง พวกสายสุดาพากันเยาะเย้ยถากถาง และสมน้ำหน้า นางไปหาสินีนาฏเพื่อถามความจริงแต่ถูกหลบหน้า นางยิ่งทุกข์ใจเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรัก ในที่สุดนางได้รู้เรื่องราวของสินีนาฎ นางเข้าพบคุณแม่อธิการเพื่อส่งตัวสินีนาฏกลับมาเรียนชั้นหนึ่งเหมือนเดิม และจะให้พ่อแม่ของเธอส่งเสียสินีนาฏเอง แต่แม่อธิการไม่ยอมจนกว่าจะได้คำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากเด่นชาติ และเอมอร ซึ่งตอนนี้ติดต่อไม่ได้เพราะทั้งสองเดินทางไปต่างประเทศ ที่พึ่งสุดท้ายของนางจึงเป็นธนาธิป กลางดึกคืนนั้นนางตัดสินใจแอบออกจากตึกนอน ปีนรั้วไปหาธนาธิปที่ห้องทำงาน แต่ยังไม่ทันได้คุยกันก็โดนไล่กลับมาก่อน เพราะธนาธิปเห็นว่าไม่ควรพบกันดึก ๆ เช่นนี้ นางขอให้ธนาธิปมาพบเธอที่โรงเรียนในวันพรุ่งนี้ ละครนางอาย แต่ธนาธิปกลับมาในอีก 2 วันถัดมา นางโกรธแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่เหลือใครที่จะช่วยสินีนาฎได้แล้ว นางขอยืมเงินธนาธิปก่อนจนกว่าพ่อแม่ของเธอจะเดินทางกลับมา แต่ธนาธิปกลับขอรับอุปการะสินีนาฏเอง โดยอธิบายเหตุผลสารพัดจนนางต้องยอมให้ธนาธิปเป็นผู้อุปการะสินีนาฏ นางขอร้องไม่ให้บอกเรื่องนี้กับสายสุดา เพราะกลัวจะเอาเรื่องนี้มาข่มสินีนาฏ เมื่อสินีนาฏรู้เรื่องการช่วยเหลือครั้งนี้ ก็ซาบซึ้งและยิ่งทำให้สินีนาฏประทับใจในตัวธนาธิป มากขึ้นไปอีก ชัยพงษ์รู้เรื่องที่ธนาธิปอุปการะสินีนาฎ ก็รู้สึกขัดใจไม่น้อยเพราะเขาอยากจะรับผิดชอบช่วยเหลือสินีนาฎมากกว่าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ธนาธิปงานยุ่งไม่ค่อยได้มาเยี่ยมสินีนาฏตามคำแนะนำของซิสเตอร์ออเดรย์เท่าที่ควร ชัยพงษ์จึงเสนอตัวคอยหมั่นไปเยี่ยมสินีนาฎอยู่บ่อย ๆ คอยซื้อข้าวของต่าง ๆ ให้โดยอ้างว่าธนาธิปสั่ง เมื่อชัยพงษ์รุกหน้าทำคะแนนกับสินีนาฎ คัมพลก็ไม่แพ้กันพยายามมาทำคะแนนกับนาง ธนาธิปไม่พอใจที่นางสนิทสนทกับผู้ชายคนอื่น จึงเริ่มเข้ามาเยี่ยมสินีนาฎมากขึ้น เพื่อจะหาโอกาสได้เจอกับนางมากขึ้นเช่นกัน นางขอให้ธนาธิปพาเธอกับสินีนาฏออกไปดูหนัง ยิ่งได้ออกไปเที่ยวด้วยกันก็ยิ่งใกล้ชิดกัน ธนาธิปถูกใจในความสดใสร่าเริงของนาง แต่กับสินีนาฎเขามองเธอเป็นแค่น้องสาวเท่านั้น จอยคามที่แอบชอบธนาธิปมานาน เมื่อเห็นธนาธิปมาส่งนางกับสินีนาฏ จึงรีบไปบอกสายสุดา สายสุดามาเอาเรื่องแกล้งเทขยะใส่สินีนาฏ นางมาช่วย เด็กสาวทั้งสองกลุ่มจึงตะลุมบอนกัน ซิสเตอร์ฟรานซิสลงโทษเด็กทุกคนให้ช่วยกันเก็บขยะ ทำความสะอาดตึกเรียนทั้งหมด แต่สุดท้ายพวกนาง และสายสุดาก็ทะเลาะกันอีก จนเหล่าซิสเตอร์ต้องเข้ามาแยก และหาทางลงโทษพวกเด็ก ๆ ขั้นเด็ดขาด สินีนาฏรู้เรื่องธนาธิปส่งเงินค่าเทอมให้สินีนาฎ จึงโพทะนาไปทั่วว่าสินีนาฏให้ท่าพี่ชายเธอเพื่อให้ส่งเสียเลี้ยงดูหวังจะเป็นเมีย สินีนาฏถูกนักเรียนคนอื่นดูถูกโดยเฉพาะจอยคาม จอยพูดจาดูดถูกสินีนาฎสารพัด สายสุดาคอยพูดเหน็บเปรียบเทียบฐานะให้สินีนาฏเจียมตัว สินีนาฏร้องไห้เสียใจ นางเจ็บแค้นแทนเพื่อนจึงหาทางแก้เผ็ดสายสุดาด้วยการเอาหน้ากากผีมาใส่หลอกสายสุดาตอนกลางคืน ข่าวสายสุดาถูกผีหลอกแพร่สะพัดในโรงเรียน แถมสายสุดาโดนทำโทษที่รบกวนเพื่อนกลางดึกด้วย ละครนางอาย ช่วงเลิกเรียนตอนเย็น กลุ่มนักเรียนจะไปทำกิจกรรมที่ลานกว้างใกล้รั้วระหว่างโรงเรียนหญิงล้วนกับโรงเรียนชายล้วน นาง สินีนาฏ กับเพื่อนแบ่งทีมเล่นคิงส์แคมป์กัน นางดันเผลอตบลูกบอลแรงจนลูกบอลกระเด็นเข้าไปในบริเวณโรงเรียนชายล้วน ทุกคนหน้าจ๋อยเพราะโรงเรียนมีกฎห้ามเข้าไปในโรงเรียนชายล้วน แต่นางยืนยันที่จะปีนเข้าไปเก็บบอลด้วยตัวเอง นางแอบปีนรั้วเข้ามาเก็บบอลที่สนามของโรงเรียนชายล้วน แต่ถูก เดวิด กับ ปีเตอร์ นักเรียนชายชั้นเดียวกับคัมพลแย่งลูกบอลไปและหวังจะลวนลามนาง คริส เพื่อนตัวอ้วนคนสนิทของคัมพลพยายามจะช่วย แต่กลับโดนเดวิด และปีเตอร์จัดการจนต้องหนีไป นางพยายามจะหนีแต่โดนเดวิดและปีเตอร์เข้ามาจับตัวไว้ คัมพลเข้ามาช่วยนางไว้ได้ จัดการเดวิดกับปีเตอร์จนหมอบราบ ทำให้ทั้งสองอาฆาตแค้นคัมพลมาก ธนาธิปมาหานางด้วยเรื่องที่แอบปีนเข้าไปในโรงเรียนชายล้วนจนเกิดเรื่องราวใหญ่โต เพราะนอกจากคัมพลโดนสั่งพักการเรียนแล้ว เดวิส และปีเตอร์ยังโดนไล่ออกด้วยเพราะเคยมีความผิดเรื่องการชกต่อย แถมยังมีนักเรียนแอบได้ยินพวกเดวิดวางแผนทำร้ายคัมพล นางรู้สึกผิดขอร้องให้ธนาธิปช่วยคัมพลที่เดือดร้อนเพราะเธอ ถึงจะเจ็บปวดที่นางเป็นห่วงชายอื่น แต่ธนาธิปรับปากว่าจะช่วย และขอให้นางสัญญาว่าจะไม่ก่อเรื่องอะไรอีก เดวิด ปีเตอร์ พาเพื่อนมาดักทำร้ายคัมพลกับคริสตรงถนนเลียบชายทะเล คัมพลเอาตัวเข้าปกป้องคริสจนบาดเจ็บ ธนาธิปมาช่วยเหลือคัมพลได้ทันพร้อมแจ้งตำรวจชาวมาเลย์ให้มาจับกุมตัวเดวิดกับเพื่อนไป ธนาธิปสั่งห้ามไม่ให้นางออกไปเที่ยวนอกโรงเรียนกับคัมพลอีกเพราะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย และในเวลาว่างจากชั่วโมงเรียน ธนาธิปก็บังคับให้พานางมาอยู่ที่บ้านทูต โดยอ้างว่าให้นางมาทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ จะได้ไม่ได้เกเรที่ไหนอีก แต่ลึก ๆ แล้วธนาธิปอยากอยู่ใกล้นางมากขึ้นเพราะเขารู้ตัวแน่แล้วว่ามีใจให้นาง แต่ธนาธิปจำต้องปิดบังทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึม เจ้าระเบียบ จอยคาม และสายสุดาหาเรื่องแกล้งสินีนาฎ ให้ซิสเตอร์ฟรานซิสเข้าใจผิดว่าสินีนาฏแอบเอานิยายรักโรแมนติกมาอ่าน แต่นางกลับออกรับแทนว่าเป็นหนังสือของเธอ นางเลยโดนลงโทษด้วยการให้อดอาหารเย็น คืนนั้นซิสเตอร์เทเรซ่าแอบเอาขนมปังมาให้ นางซาบซึ้งในความเมตตาของ ซิสเตอร์เทเรซ่า พูดประสาซื่อว่าขอให้หนูเรียกซิสเตอร์ว่าแม่อีกคนได้มั้ย ซิสเตอร์เทเรซ่าอึ้งเพราะถ้าเด่นชาติไม่ทิ้งเธอไป นางคนเป็นลูกสาวของเธอจริง ๆ ละครนางอาย ช่วงปิดเทอมใหญ่ เด็กนักเรียนประจำที่ไม่ได้กลับบ้านจะได้ไปพักที่บังกะโล ตันหยงบุหงา นาง สินีนาฏ มาเรีย จอยคาม มีนา จรรยา และเพื่อนนักเรียนประจำมาพร้อมเหล่าซิสเตอร์ ทุกคนสังเกตเห็นซิสเตอร์เทเรซ่าเศร้ามากเมื่อมาถึงที่นี่ เพราะที่แห่งนี้คือที่ ๆ เธอได้พบกับเด่นชาติ และเด่นชาติพูดขอความรัก ขอให้ซิสเตอร์เทเรซ่ารอเขาเรียนจบกลับมาจากอเมริกาแล้วแต่งงานด้วยกัน นางกับจอยคามท้าแข่งว่ายน้ำออกไปยังประภาคารไกลฝั่ง เพราะนางยังฝังใจที่แข่งว่ายน้ำแพ้จอยคามในงานกีฬาสี จอยคามรับคำท้า สินีนาฎพยายามห้ามเพื่อนทั้งสองแต่ไม่มีใครฟัง จอยคามเป็นตะคริวกำลังจะจมน้ำ นางรีบเข้าไปช่วยพาจอยคามกลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย จอยคามซาบซึ้งในน้ำใจที่นางช่วยชีวิต จอยคามกับนางถูกลงโทษด้วยกัน ทั้งคู่จึงได้เปิดใจกัน และเคลียร์เรื่องหมางใจต่าง ๆ พร้อมทั้งจับมือสัญญาเป็นเพื่อนรักกันอีกด้วย ธนาธิปทนคิดถึงนางไม่ได้ แสร้งขอติดตามเด่นชาติกับเอมอรมาเยี่ยมสินีนาฏที่ตันหยงบุหงา แม่อธิการให้ซิสเตอร์เทเรซ่าไปต้อนรับเด่นชาติกับเอมอร เมื่อเด่นชาติเจอซิสเตอร์เทเรซ่าก็ตกใจมาก ไม่คิดว่าเธอจะเป็นแม่ชีอยู่ที่โรงเรียนคอนแวนต์ เมื่อมีโอกาสอยู่กันสองต่อสอง เด่นชาติพยายามจะพูดคุยกับซิสเตอร์เทเรซ่า แต่เธอกลับไม่ยอมพูดด้วย นางแอบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็แปลกใจในความสัมพันธ์ของพ่อกับซิสเตอร์เทเรซ่าร์ ธนาธิปเปิดบ้านพักกงสุลไทยจัดงานเลี้ยงต้อนรับเด่นชาติกับเอมอรที่มาพักในปีนัง และเชิญพิทักษ์กับคัมพล ชัยพงษ์ ลูกชายมาด้วย ในงานเลี้ยงธนาธิปตะลึงเมื่อเจอนางแต่งตัวน่ารักสวยสดใส ต่างจากสินีนาฏที่สวยหวาน คืนนั้นคัมพลขอนางเต้นรำ นางที่ไม่ได้คิดอะไรก็ออกไปเต้นรำอย่างสนุกสนาน ธนาธิปหาจังหวะอยู่ตามลำพังกับนาง เพื่อเตือนนางให้ไว้ตัวบ้าง อย่าปล่อยให้ใครจับมือถือแขนง่าย ๆ เพราะเขาหวงนางอย่างไม่รู้ตัว แต่นางกลับรู้สึกว่าธนาธิปไม่ชอบเธอ จึงหาเรื่องติเธอทุกอย่าง ทำอะไรก็ผิดเสมอในสายตาธนาธิป นางเลยประชดธนาธิปด้วยการอยู่ใกล้คัมพลตลอดเวลา ยิ่งทำให้ธนาธิปร้อนรุ่ม อึดอัดใจมาก พิทักษ์พูดสู่ขอนางให้ ทัศนัย ลูกชายคนโตที่กำลังเรียนหมออยู่อเมริกา เพราะจากเรื่องชกต่อยของคัมพล ทำให้เด่นชาติเคยปฏิเสธที่จะให้นางหมั้นกับคัมพล ส่วนชัยพงษ์ก็หลงรักสินีนาฎ ดังนั้นจึงเหลือแค่ทัศนัย คัมพลและชัยพงษ์พานาง และสินีนาฎมาเที่ยวงานของปีนัง ธนาธิปที่พาสายสุดามาด้วยจึงมีโอกาสได้เที่ยวด้วยกันทั้งหมด คืนนั้นธนาธิปมีโอกาสได้อยู่กับนางสองต่อสองอีกครั้ง ธนาธิปพานางไปยังจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ทั้งสองคนมีเวลาดี ๆ ร่วมกัน ละครนางอาย สายสุดารู้ว่าจอยคามเป็นมิตรกับนางก็โกรธ หาเรื่องนางที่มาแย่งเพื่อนเธอไป นางและสายสุดาทะเลาะกัน นางเห็นว่าสายสุดาพูดไม่รู้เรื่องก็จะเลิกคุย แต่สายสุดาไม่ยอม ทั้งหมดตะลุมบอลยื้อกันจนสายสุดาพลาดล้มหัวแตก นวลใย แม่ของสายสุดามาเอาเรื่องนางถึงโรงเรียน บังคับจะให้คุณแม่อธิการไล่นางออก แต่งานนี้เพื่อนทุกคนพร้อมใจกันเป็นพยานว่านางไม่ได้เริ่มหาเรื่องก่อน และสายสุดาซุ่มซ่ามหกล้มเอง แถมธนาธิปยังเข้าข้างนางอีกด้วย นวลใยเลยทะเลาะกับธนาธิปไปอีกคน แถมงานนี้นวลใยเผลอหลุดพูดไปว่าเพราะสายสุดาเป็นลูกคนใช้อย่างป้าใช่มั้ย ธนาธิปจึงไม่คิดจะนับเธอเป็นญาติ สายสุดาทั้งโกรธทั้งอายที่เพื่อน ๆ ได้รู้ว่าเธอคือลูกคนใช้ สินีนาฏที่กำลังเศร้าเรื่องที่แม่ป่วยจึงไปซ้อมเปียโนเพื่อผ่อนคลาย โดยไม่รู้ว่าห้องข้าง ๆ กำลังสอบวัดผลเปียโนกันอยู่ ซิสเตอร์ปอนลีนที่โกรธจนขาดสติเข้ามาอาละวาดในห้องซ้อมเปียโน พร้อมทั้งตบหน้าสินีนาฏต่อหน้าทุกคน สินีนาฏเสียใจมากทั้งเจ็บปวด และอับอาย แต่ไม่มีซิสเตอร์คนไหนกล้ายุ่งกับซิสเตอร์ปอนลีน นางทนไม่ได้จึงไปกดดันให้แม่อธิการพาซิสเตอร์ปอนลีนมาขอโทษสินีนาฏต่อหน้าทุกคน ไม่อย่างนั้นเธอจะลาออกและเพื่อนทุกคนจะลาออกด้วย รวมทั้งสายสุดาเช่นกัน สุดท้ายซิสเตอร์ปอนลีนมาขอโทษสินีนาฏต่อหน้านักเรียนทุกคน นางขอบคุณสายสุดาที่ร่วมมือกับเพื่อนช่วยสินีนาฏ สายสุดาเก๊ก ๆ ไม่อยากดีกับนางมาก เทศกาลงานวันคริสมาสต์มาถึง นักเรียนทุกคนต่างตื่นเต้นกับงานแฟร์ที่จะมีขึ้นในปลายอาทิตย์หน้า ทุกคนตั้งใจเตรียมงานกันสุด ๆ ทั้งการแสดง ทั้งการออกร้านขายของรวมทั้งซุ้มสอยดาว งานแฟร์คืนนั้นนางต้องไปรับผิดชอบซุ้มสอยดาว เพราะเป็นหน้าที่ของนักเรียนม.4 ธนาธิปมาสอยดาวตามคำชวนของสายสุดา และได้เห็นว่านางกำลังพูดคุยกับชายคนหนึ่งอย่างมีความสุข โต๋เต๋ คือเพื่อนชายที่ชอบ และพยายามจีบนางเป็นคนรัก เลยทำให้นางต้องมาอยู่ที่คอนแวนต์แห่งนี้ ธนาธิป เอมอร และเด่นชาติต่อว่านางเพราะคิดว่านางแอบติดต่อกับโต๋เต๋ นางปฏิเสธและเสียใจมากที่ธนาธิปไม่เชื่อเลยหนีไป สุดท้ายชัยพงษ์ที่ได้สอบสวนโต๋เต๋แล้วยืนยันว่านางพูดความจริง ธนาธิปรู้สึกผิดรีบตามไปง้อนาง ธนาธิปขอโทษที่โกรธเพราะคิดว่านางคบหากับโต๋เต๋ และไม่ต้องการให้นางมีคนรักตอนนี้ อยากให้รอเวลาที่สมควรแล้วค่อยรักกัน นางถามรักกันน่ะรักกับใคร ธนาธิปไม่ตอบแต่กลับซื้อตุ๊กตาหมีที่มีปักตัวอักษรย่อว่า T. แล้วส่งให้นาง ธนาธิปตั้งใจบอกให้นางรู้ว่าเขาต้องการเป็นคนรักของนาง ช่วงวันหยุดยาวระหว่างคริสมาตส์จนถึงปีใหม่ นักเรียนประจำหลายคนเดินทางกลับบ้าน ธนาธิปออกตั๋วเครื่องบินให้สินีนาฏกลับไปเยี่ยมแม่ที่เมืองไทยพร้อมกับนาง เขาตามมาส่งนางที่สนามบินพร้อมซิสเตอร์ออเดรย์ คัมพลเอาดอกไม้ช่อใหญ่มาให้นางด้วยความอาลัยอาวรณ์ราวกับจะไม่ได้เจอกันอีก นางขำแต่ก็รับช่อดอกไม้ไปด้วยความยินดี ธนาธิปเตือนนางอ้อม ๆ เรื่องการรับดอกไม้จากผู้ชายคือการเปิดโอกาสให้ผู้ชายคนนั้นคิดเข้าข้างตัวเองไปได้ว่านางมีใจให้ นางก็ประชดประชันไม่ฟังธนาธิป สายสนมพาสินีนาฏมาพักอยู่กับ ทับทิม เพื่อนของเธอที่คอยช่วยเหลือมาตั้งแต่โดนโกง ทับทิมรัก และเอ็นดูสินีนาฎเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง พิทักษ์เดินทางจากภูเก็ตเอาแหวนเพชรมาให้ เด่นชาติเพื่อหมั้นนางกับทัศนัย เด่นชาติและเอมอรรับไว้อย่างเสียไม่ได้ ส่วนชัยพงษ์เองก็พาพิทักษ์มาสู่ขอสินีนาฏกับสายสนมไว้ก่อน สายสนมตกลง เพราะอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี โดยที่สินีนาฏไม่รู้เรื่องนี้ ละครนางอาย ธนาธิปบินมาธุระที่กรุงเทพฯได้พบกับสินีนาฎ และสายสนม สินีนาฎพยายามบอกความรู้สึกของเธอที่มีต่อธนาธิป โดยไม่รู้เลยว่าธนาธิปเปิดเผยความรู้สึกของเขาที่มีต่อนางไปหมดแล้ว ธนาธิปขอนางว่าอย่าเปิดใจให้ผู้ชายคนไหนนอกจากตน นางอึ้งไม่แน่ใจว่าธนาธิปหมายความว่าอย่างไร ธนาธิปบอกไม่ต้องหาคำตอบจนกว่านางจะเรียนจบ ระหว่างนี้แค่ให้นางทำตามที่ตนขอก็พอ ปีการศึกษาสุดท้าย... แม้เหล่าซิสเตอร์ต่างหนักใจที่พวกนางยังคงความเป็นเด็กซนแซบไว้อย่างเต็มตัว แต่ในเวลาที่จำเป็นทั้งหมดก็แสดงความเป็นผู้ใหญ่ออกมาได้ดี ยิ่งเห็นเด็กรุ่นน้องทะเลาะกัน หรือร้องห่มร้องไห้อยากกลับบ้าน รุ่นพี่อย่างพวกนาง สินีนาฏ สายสุดา ก็จะเข้าไปตักเตือนและให้คำปรึกษาแทนเหล่าซิสเตอร์ เหมือนที่ซิสเตอร์คอยสอนให้พวกเธอรู้จักความสามัคคีและการแบ่งปัน หลังจากสอบปีสุดท้ายเสร็จ นาง สินีนาฏ สายสุดา และเพื่อน ๆ แอบจัดงานเซอร์ไพรส์ขอบคุณเหล่าซิสเตอร์ มอบดอกไม้ขอขมาที่พวกเธอเคยล่วงเกิน ซิสเตอร์ซาบซึ้งน้ำตาซึม...เมื่อเห็นนักเรียนที่รักทุกคน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ กำลังจะเรียนจบ และจากโรงเรียนนี้ไปสู่โลกอันกว้างใหญ่ คืนก่อนเดินทางกลับประเทศไทย นางเข้าไปหาซิสเตอร์เทเรซ่า ถามสิ่งที่เธอสงสัยมาตลอด จนรู้ว่าเด่นชาติเคยทิ้งซิสเตอร์เทเรซ่าไปแต่งงานกับเอมอร ทำให้ซิสเตอร์ตัดสินใจบวชตลอดชีวิต นางกราบขอโทษแทนพ่อ ไม่รู้จะชดใช้ความเจ็บปวดนั้นให้ซิสเตอร์เทเรซ่ายังไง นาง สินีนาฏ จอยคาม มาเรีย ฮองลัน ล่ำลากันก่อนจากทั้งน้ำตา และทั้งหมดสัญญาว่าจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ สินีนาฏรู้ว่าธนาธิปเตรียมตัวย้ายไปกงสุลไทยในสหรัฐ สินีนาฏใฝ่ฝันจะอยากเป็นภรรยาที่ติดตามธนาธิปไปด้วย แต่ธนาธิปกลับพูดดักคอว่าจะแนะนำสินีนาฏให้ทำงานกับเพื่อนของเขา สายสนมต้องแบ่งรับแบ่งสู้เพราะยังไม่ได้บอกสินีนาฏว่าจะต้องแต่งงานกับชัยพงษ์ นางกับธนาธิปมาเจอกันโดยบังเอิญ ธนาธิปช่วยนางหิ้วของ และเดินตามไปช้อปปิ้งอย่างไม่รู้สึกเบื่อ เขาชอบมองใบหน้า และท่าทางที่สดใสตลอดเวลาของนาง ธนาธิปรู้ดีว่าตนเหลือเวลาที่อยู่ในประเทศไทยน้อยลงทุกที เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มจีบนางแบบนิ่มนวล ธนาธิปเทียวรับเทียวส่งนางหลายวันติดกัน พร้อมทั้งหมั่นพูดความนัยกับนางตลอดเวลา ซึ่งนางก็เอะใจ แต่ไม่กล้าถามตรง ๆ เพราะความเขินอาย เอมอรและเด่นชาติเริ่มรับรู้ในความสัมพันธ์ระหว่างนาง และธนาธิป เด่นชาติไม่ค่อยชอบเพราะได้รับปากหมั้นหมายให้นางกับทัศนัยไปแล้ว สินีนาฏเองก็รับรู้เรื่องธนาธิปชอบนางเช่นกันจึงเสียใจมาก สายสนมเตือนสินีนาฏ และพูดเรื่องยกสินีนาฏให้ชัยพงษ์แล้ว สินีนาฏไม่ยอมแต่งงานกับชัยพงษ์เพราะเธอไม่ได้รักเขา ธนาธิปเริ่มเปิดเผยความในใจกับนาง ซึ่งแทนที่นางจะแก่นแก้วตอบตรง ๆ กลับอ้อมค้อม เอียงอายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาธิปสัญญาว่าจะพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอนาง เมื่อกลับจากทำธุระที่ต่างจังหวัดเสร็จแล้ว เด่นชาติจึงจัดงานหมั้นระหว่างนางกับทัศนัยอย่างรวบรัด นางร้องไห้เสียใจไม่ยอมหมั้นแต่ขัดคำสั่งพ่อแม่ไม่ได้ ธนาธิปกลับมาจากต่างจังหวัด นางแอบมาหาธนาธิปที่บ้าน และเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง ธนาธิปใช้สติคิดหาทางทำให้นางกับเขาได้รักกันและแต่งงานกัน ส่วนคัมพลเองก็โกรธที่รู้ว่าพ่อพาทัศนัยไปหมั้นนาง คัมพลชกต่อยกับทัศนัยทันทีที่เจอหน้า และไปหานางที่บ้านเพื่อขอความรักจากนาง ขอให้นางถอนหมั้นจากทัศนัย แต่นางปฏิเสธ และบอกว่าว่าเธอรักธนาธิป คัมพลช็อก...ไม่คาดคิดว่าผู้ชายมาดนิ่งอย่างธนาธิป จะแย่งหัวใจนางไปจากเขา ละครนางอาย ธนาธิปไปหาเด่นชาติกับเอมอรเพื่อยืนยันว่าเขารักนางจริง และพร้อมจะแต่งงานด้วย ติดที่เด่นชาติไม่อยากเสียคำพูดกับเพื่อนรัก และจะไม่มีวันยอมให้นางเป็นฝ่ายถอนหมั้นให้เขาเสียหน้าเป็นอันขาด สินีนาฏที่มาปรึกษาธนาธิปเรื่องที่ถูกแม่บังคับให้แต่งงานกับชัยพงษ์ ธนาธิปเตือนสติสินีนาฏให้มองเหตุผลของผู้ใหญ่ สินีนาฏกอดธนาธิป และสารภาพรัก ธนาธิปบอกสินีนาฏตรง ๆ ว่าเขารักนาง และเขาจะแต่งงานกับนาง สินีนาฏอึ้ง ช็อกรู้สึกเหมือนถูกนางทรยศหักหลัง ธนาธิปบอกนางเรื่องสินีนาฏ นางเป็นห่วงเพื่อนจึงรีบมาหาแต่ดันพบว่าสินีนาฏกินยาฆ่าตัวตาย นางรีบพาสินีนาฏไปส่งโรงพยาบาล พร่ำร้องไห้โทษตัวเองที่ทำให้เพื่อนรักต้องเป็นแบบนี้ สินีนาฏฟื้นขึ้นมาเจอชัยพงษ์นอนเฝ้าเธออยู่ สายสนมเล่าว่าชัยพงษ์รู้ข่าวก็รีบบินมาจากภูเก็ตและขอเฝ้าเธอทั้งคืนด้วยตัวเอง สินีนาฏเห็นใจชัยพงษ์ แต่หัวใจเธอปวดร้าวเพราะรักที่ไม่สมหวังจากธนาธิป นางมาหาสินีนาฏเพื่อขอโทษในสิ่งที่ทำให้เพื่อนเสียใจ แต่ความรักมันห้ามกันไม่ได้ บังคับกันไม่ได้ นางก็ไม่รู้ตัวว่ารักธนาธิปตั้งแต่เมื่อไหร่ สินีนาฏใจอ่อน...เพราะมิตรภาพของความเป็นเพื่อนระหว่างเธอกับนางมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เธอจะโกรธเกลียดเพื่อนรักได้ ธนาธิปตามสืบทัศนัยจนรู้ว่าทัศนัยรักอยู่กับพยาบาลสาวสวยในคลินิก ธนาธิปจึงไปพูดกับทัศนัยตรง ๆ ว่าเขารักนาง และขอให้ทัศนัยถอนหมั้นกับนาง ในที่สุด...นางกับธนาธิปก็ได้แต่งงานกัน ธนาธิปแทบไม่อยากเชื่อว่าเด็กสาวแก่นแก้ว สนุกสนานในอดีตอย่างนาง จะกลายเป็นหญิงสาวงดงาม และขี้อายตรงหน้าเขาในปัจจุบัน ติดตามชม ละครนางอาย ได้ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครนางอาย เริ้มตอนแรกวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2559 รายขื่อนักแสดงนำใน ละครนางอาย วรินทร ปัญหกาญจน์ รับบท ธนาธิปณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ รับบท นาง/อภิรดีชนกสุดา รักษนาเวส รับบท สินีนาฏคาริสา สปริงเก็ตต์ รับบท สายสุดาจักริน ภูริพัฒน์ รับบท คัมพลจิตรภาณุ กลมแก้ว รับบท ชัยพงษ์ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี รับบท เด่นชาติไรวินทร์ ออง รับบท มีนาพรรณปพร ศรีดุรงคธรรมพ์ รับบท จอยคามอภัสริญญา แพมเบอร์เกอร์ รับบท ฮองลันอาริศา หอมกรุ่น รับบท มาเรียบุณฑรีก์ จิตรีงาม รับบท จรรยาณัชพงศ์พล สุดดี รับบท คริสภูวดล เวชวงศา รับบท เดวิดขุนณรงค์ ประเทศรัตน์ รับบท ปีเตอร์อัญชลี จงคดีกิจ รับบท คุณแม่อธิการนนทิยา จิวบางป่า รับบท มาการิต้าเพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบท ฟรานซิส ละครนางอาย ละครนางอาย ละครนางอาย ละครนางอาย ละครนางอาย ละครนางอาย ละครนางอาย ละครนางอาย

อ.คฑา ชินบัญชร! จัดอันดับ ราศีดวงดีที่สุดในปี 2559
ดูดวงปี2559 /  ราศีดวงดีที่สุดในปี 2559 / 

เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง กับการเข้าศักราชใหม่ 2559 ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเปลี่ยนปี ดวงชะตาราศีของคุณ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย วันนี้ Horoscope.Mthai.com เลยขอมาจัดอันดับ ราศีดวงดีที่สุดในปี 2559 โดยความหมายของคำว่า "ดวงดี" ไม่ได้หมายถึงคุณจะไม่ต้องทำอะไรเลยแล้วมีแต่สิ่งดีเข้ามา แต่เป็นเหมือนโอกาสดีๆ เรื่องราวๆดี และคนดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช่วงปี 2559 จนส่งผลให้ชีวิตคุณมีความสุข แล้วอย่าลืมทำตามคำแนะนำนะคะ :) ราศีดวงดีอันดับ 12 ราศีธนู (15 ธันวาคม – 13 มกราคม) ปีนี้เกิดอาการคิดมาก เพราะถูกเป่าหูเหลือเกิน “ไพ่ขันธกุมาร” และ “ไพ่เจ้าชายแห่งดาบ” มักได้ยินเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ อย่าเพิ่งไปสนใจใครมาก ให้เชื่อมั่นในตัวเอง ทำดีได้ดีแน่นอน การทำงานไม่ค่อยได้ดั่งใจ ยิ่งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เข้าหากันไม่ค่อยติด ต่างคนต่างความคิด ช่วงปลายถึงจะลงเอยกันได้ด้วยดี คุณต้องควบคุมอารมณ์ให้ดี เวลามีบู๊ คุณจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เงินทองมีแต่คนหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ ทั้งคนใกล้ตัวและไกลตัว ถ้าทำได้ให้ปฏิเสธไปก่อนจะดีกว่า ถึงแม้จะรู้สึกไม่ดีแต่แรก แต่พอเวลาผ่านไปก็จะดีขึ้นเอง ดีกว่าต้องมานั่งเป็นทุกข์ร้อนไปตลอด ความรักเจอมือที่สามเข้ามาแทรก เอาใจคนรักให้มากๆ แล้วจะรู้ว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรังเหมือนเคย คำแนะนำ : ชาวราศีธนูทำบุญด้วยการบริจาคหนังสือ ตำราเรียน ตำราความรู้ต่างๆ จะช่วยเพิ่มพลังบารมี ให้เกิดความรู้ความคิดที่แตกฉาน มีสติในการตัดสินใจแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ราศีดวงดีอันดับ 11 ราศีเมษ (15 เมษายน – 14 พฤกษภาคม) ปีนี้ได้ “ไพ่เผากรุงลงกา” และ “ไพ่เดอะทาวเวอร์” คงต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวสักหน่อย ความใจร้อนก็ลดลงมาบ้าง มีเรื่องขัดแย้งผิดใจกับคนรอบข้างบ่อย อาจถึงขั้นแตกหัก การทำงานเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม มิฉะนั้นจะถูกเพ่งเล็ง ลดความดื้อลงอีกนิด งานใหญ่จำเป็นต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจ ปลายปีมีโอกาสปรับเปลี่ยนงาน เงินทองไหลออกเป็นส่วนใหญ่ หันไปทางไหนก็มีแต่เรื่องที่ต้องจ่าย แถมมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ อย่าเพิ่งไปลงทุนกับใคร มีแต่จะเสียมากกว่าได้ ความรักต้นปีรบราฆ่าฟันกันน่าดู ไม่มีใครยอมใคร พยายามข่มอารมณ์แล้วเรื่องร้ายผ่านไป คนโสดจะมีอัศวินเดินทางไกลมาหา ช่วงปลายปีมีรักกุ๊กกิ๊ก คำแนะนำ : ชาวราศีเมษ ควรทำบุญโดยการเลี้ยงอาหารกลางวันเด็ก หรือทำทานกับคนยากจน จะทำให้เกิดมีทานบารมีที่ดี มีบริวารมีคนช่วยเหลือ ราศีดวงดีอันดับ 10 ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม – 15 กันยายน) ปีนี้ยุ่งอยู่กับเรื่องเงินทองตลอด เดี๋ยวได้มา เดี๋ยวจ่ายไปให้เวียนหัว “ไพ่ลงทัณฑ์หนุมาน” และ “ไพ่ 5 เหรียญ” ต้นปีจ่ายกันให้พอ กระเป๋ารั่ว อย่าเพิ่งไปคิดเก็บออม หมดไปกับค่าใช้จ่ายจุกจิก ทั้งค่ารักษา ซ่อมแซม กู้เงิน ยืมเงิน อย่าไปรับปากใครเด็ดขาด ความเดือดร้อนจะมาเยือน ช่วงกลางปีไปแล้วค่อยโล่งใจ เหมือนมีเทวดามาช่วย มีช่องทางทำกำไรที่ดี มีงานเสริม เข้าหาผู้ใหญ่ได้รับความช่วยเหลือ การลุ้นเสี่ยง มีลาภ การทำงานเอาแน่นอนไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีสมาธิ อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ งานเลยไม่ค่อยคืบหน้า แต่ถ้าเป็นงานบันเทิง ท่องเที่ยว ผับ บาร์ จะไปได้เร็ว ความรักมักชิงสุกก่อนห่าม ไม่ดี ปีนี้มีมาก็รักจริงหวังฟันทั้งนั้น ให้ดูใจกันให้นานแล้วจะรักกันยืนยาว คำแนะนำ : ชาวราศีสิงห์ควรทำบุญเสริมมงคลด้วยการปล่อยชีวิตสัตว์ ปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า หรือเป็นสัตว์ใหญ่ด้วยการไถ่ชีวิตโค กระบือ ก็ทำให้ได้บุญมาก ช่วยเพิ่มพลังชีวิตหลุดพ้นจากเรื่องร้ายๆ คนที่คุณเคยทำร้ายเขาจะให้อภัยและยกโทษ ทำให้ศัตรูน้อยลง ราศีดวงดีอันดับ 9 ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม) ปีนี้เหมือนเจอมรสุม “ไพ่นนทกสิ้นฤทธิ์” และ “ไพ่ 10 ดาบ” ทำอะไรไปก็ไม่ได้ดี ช่วงกลางปีให้ระวังอุบัติเหตุจากของมีคม และการเดินทาง อย่าไปคาดหวังอะไรจากใครมากจะผิดหวัง การทำงานคอยแต่เกี่ยงกัน เรื่องดีๆ ก็แย่งกันรับ แต่พอมีปัญหาก็หนีเอาตัวรอด บรรยากาศแบบนี้ทำให้เบือได้ง่ายๆ ช่วงปลายปีลองแสดงความสามารถ แสดงความคิดเห็นให้เต็มที่ จะได้รับการยอมรับ เงินทองไหลออกมากกว่าเข้า มีเรื่องให้ต้องเสียอยู่ตลอดเวลา เจอะเจอใครก็พูดเรื่องหยิบยืมเงิน เริ่มรู้สึกเซ็งๆ แต่ช่วงปลายได้เฮ มีลาภฟลุ้คๆ ช่องทางทำเงินเริ่มเห็นชัดขึ้น ความรักหงอยเหงา แอบรักเขาข้างเดียว ที่มีแฟนอยู่แล้วก็บึ้งตึงกันบ่อย แถมอาจถูกนอกใจด้วย ทำตัวน่ารักๆ เข้าไว้จะได้ไม่มีปัญหา คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีกรกฏ ให้ระวังโรคที่เกี่ยวกับเลือด ให้เสริมมงคลด้วยการทำบุญกับธาตุน้ำ บริจาคค่าน้ำ น้ำดื่ม สร้างแท็งก์น้ำให้วัดในที่ทุรกันดาร รวมถึงการสร้างห้องน้ำสาธารณะ จะทำให้ชีวิตมีความร่มเย็น ไหลลื่นเหมือนสายน้ำ ราศีดวงดีอันดับ 8 ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน) ต้นปียังหมกมุ่นคิดถึงแต่เรื่องเก่าที่ผ่านมา จนไม่เป็นอันทำอะไร ขอแนะนำให้ทิ้งเรื่องเก่า มองเรื่องใหม่ที่กำลังเข้ามาจะดีกว่า กลางปีได้เดินทาง ปรับเปลี่ยนที่อยู่ การทำงานดีขึ้น งานก้าวหน้า แต่คุณคงต้องกระตือรือร้นตามไปด้วย ส่งให้ไม่ค่อยได้อยู่ติดที่ เดินทางบ่อย คุณที่อยากเปลี่ยนงาน ลองสมัครดูจะได้รับข่าวดี ช่วงปลายผู้บังคับบัญชา สนับสนุนเต็มที่ เงินทองช่วงต้นปีทำให้หงุดหงิด มีบางอย่างเสียไปแล้วเกิดความเสียดาย ระวังของหาย ช่วงกลางปีมีลาภจากการเดินทาง ความรัก “ไพ่ทศกัณฐ์แห้ความ” และ “ไพ่ 5 ถ้วย” จุกจิกขี้บ่น จนเลยเถิด ตัวเองก็ต้องมานั่งเสียใจในคำพูด คนโสดสบายสุดๆ ช่วงนี้มีกามเทพแผลงศร ให้ได้สะดุดรักกันให้วุ่น คำแนะนำ : ชาวราศีตุลย์หากมีเวลาว่าง ให้ตระเวนไหว้พระ ทำบุญแล้วอย่าลืมเอาน้ำมนต์กลับบ้าน เพื่อมาล้างหน้าตอนเช้า ทำให้สิ่งร้ายๆ ออกไป มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา ถ้าให้ดีก็ให้ถวายสังฆทาน ปัจจัยสี่ เพื่อความอยู่ดีมีสุข ขอให้โชคดีกันทุกคน ราศีดวงดีอันดับ 7 ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม) เริ่มมีความกระตือรือร้นกลับมาอีกครั้ง ปีนี้ได้ “ไพ่พิเภก” และ “ไพ่เดอะเมจิกเชียน” มักมีแนวคิดแหวกแนวกว่าคนอื่น โครงการที่ไม่เคยทำก็อยากลองทำ ทำอะไรที่ตนเองถนัด คุณจะได้รับรู้ถึงพรสวรรค์ของตัวเอง การทำงานมีช่องทางใหม่ๆ ให้เลือก บางทีได้ชิมลางกับงานที่ไม่เคยทำ อย่าไปกลัวคุณทำได้อยู่แล้ว ในช่วงกลางปี ให้ระวังความป๋ำเป๋อหรือกังวลจะทำให้งานผิดพลาด ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องคำนวณ งานตัวเลข คงต้องรอบคอบมากขึ้น เรื่องการเงิน เงินทอง กระเป๋าแบนตลอด หยิบอะไรคิดอะไรเป็นต้องลงทุน ปีนี้ค่าใช้จ่ายอะไรก็ประดังเข้ามา ทำให้หมุนกันตัวเป็นเกลียว ความรักสำหรับคนโสด สดใสมาก ได้พบรักโดยบังเอิญ แบบบุพเพอาละวาดทำนองนั้น แต่ถ้ามีคู่รักอยู่แล้ว ก็ต้องระวังมือที่สาม เอาใจกันให้ดี คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีกุมภ์ ควรเสริมมงคลชีวิตด้วยการบริจาคทรัพย์สร้างหอธรรม หอคัมภีร์ หนังสือสวดมนต์ หนังสือธรรมะ จะช่วยเพิ่มพูนสติปัญญา มีเกียรติยศชื่อเสียง มีปัญหาก็สามารถมองเห็นทางออก ราศีดวงดีอันดับ 6 ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน) ปีนี้ต้นร้ายปลายดี ช่วงต้นปีมีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เห็นอะไรเป็นขวางหูขวางตา ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง ถ้าคุณไม่ไปหาเรื่องเขา ก็มีคนมาหาเรื่องคุณ สุดท้ายก็เป็นเรื่องจนได้ ก็สงบจิตสงบใจหน่อย จะได้ไม่เกิดปัญหา คุณที่อยากเปลี่ยนงาน สมัครงานทิ้งไว้ ปลายปีนี้มีข่าวดีแน่นอน การเงิน “ไพ่นางสีดา” และ “ไพ่ 9 เหรียญ” ปีนี้เก็บออมเป็นเลิศ ใครอย่ามาหวังแอ้มได้เงินจากคุณเลย ยากมากๆ แต่ก็จะมีเรื่องต้องเสียเงินแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นเรื่องฉุกเฉิน ปลายปีถึงจะมีลาภ ความรักมีปากเสียงกันตลอด คงต้องลดทิฐิลงมากันคนละครึ่งทาง คนโสดมีกามเทพมาแผลงศรให้ได้คู่ คำแนะนำ : ชาวราศีพฤษภ ควรทำบุญเสริมมงคลให้กับโรงพยาบาลหรือคนเจ็บป่วย จะทำให้คุณชนะเรื่องร้ายต่างๆ ที่ประดังเข้ามาได้อย่างง่ายดาย เคราะห์ที่มีก็จะเบาบางลง ราศีดวงดีอันดับ 5 ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน – 14 ธันวาคม) ปีนี้จะนุ่มนวล อ่อนโยนกับเขาบ้างแล้ว เพราะได้รับอิทธิพลจาก “ไพ่จักรพรรดินี” และ “ไพ่ดิเอ็มเพรส” อ่อนไหวง่าย ขี้สงสาร การทำงานถึงแม้ว่าจะไม่ได้คล่องแคล่วว่องไวอย่างใจคิด แต่ก็ไปช้าๆ แบบมั่นคง ปีนี้คำพูด การเจรจา ไพเราะเสนาะหู มีเสน่ห์ ต่อรองอะไรก็สำเร็จผล ปลายปีได้เพื่อนคู่คิด ช่วยกันทำงาน ครอบครัวเป็นแรงหนุน เงินทองเริ่มรู้จักเก็บรู้จักใช้มากขึ้น คิดจะวางแผนลงทุนก็ทำได้ดี เข้าหาเพศตรงข้ามจะได้ลาภจากการเสน่หา ถึงแม้เงินจะได้มาช้ากว่าที่คิด แต่ได้แน่ๆ ไม่ต้องห่วง ความรักหวานโรแมนติก เอาใจใส่กันเป็นอย่างดี ใครที่กำลังคิดสร้างครอบครัว อยากมีบุตรจะมีข่าวดี คนโสดคงได้คนรอบข้างช่วยกันแนะนำ คำแนะนำ : ถ้ามีโอกาสควรหาเวลาเสริมมงคลให้ตัวเอง ด้วยการบริจาคเงินให้กับเด็กกำพร้า เด็กยากจน เด็กพิการซ้ำซ้อน ก็จะช่วยเสริมพลังชีวิต ให้มีบริวาร มีบุตรหลาน เป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ ราศีดวงดีอันดับ 4 ราศีมังกร (14 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์) หัวสมองโลดแล่นอยุ่นิ่งไม่ได้เลย อยากหยิบนั่นจับนี่ โครงการในหัวทะลักทลาย แต่สุดท้ายก็ทำได้ทุกอย่าง ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ การทำงานมีหลายๆ งานที่คุณต้องรับผิดชอบ รวมถึงงานใหม่ งานเสริมด้วย เป็นปีที่อยากลอง อยากทำทุกอย่าง ช่วงปลายปีมีความก้าวหน้าที่ดี ได้พบปะเจรจากับคนสำคัญ ซึ่งมีแนวทางใหม่ๆ หรือได้รับการสนับสนุนในเรื่องของเงินทอง ปีนี้ได้ “ไพ่พระลักษมี” และ “ไพ่ราชินีแห่งเหรียญ” มีข่าวสารที่ช่วยในการตัดสินใจ ทีนี้ใครที่ชอบเสี่ยง ชอบลุ้นสบายใจได้ เล่นหุ้นได้ผลกำไรดี ความรักมักจะมีรูปแบบแปลกใหม่เข้ามาเสมอ มีสีสันพอสมควร คนโสดคงจะมีเด็กกว่ามาจีบหรืออายุมากกว่าไปเลย ปีนี้เบิกบานใจ ส่วนคนที่มีคู่อยู่แล้ว ก็คงจะเจ้าชู้ แอบมีกิ๊กเพิ่ม คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีมังกร ควรไปไหว้เทพจ้าไฉ่ซิงเอี้ยเป็นประจำทุกปี เพื่อขอพระเสริมโชคลาภด้วยการลูบถุงเงินเทพเจ้าฯ มาใส่ในกระเป๋าเงินของเรา สามารถไปไหว้ได้ที่วัดมังกรกมลาวาส(เล่งเน่ยยี่) กรุงเทพฯ , วัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่) จ.ฉะเชิงเทรา , วัดมังกรบุปผาราม (วัดเล่งฮัวยี่) จ.จันทบุรี , ไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิม ศาลที่มีชื่อเสียงในย่านพาหุรัด ให้ตัวเรามีแต่ความสุขความสำเร็จ มีโชคลาภ เจริญรุ่งเรือง ราศีดวงดีอันดับ 3 ราศีเมถุน (15 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม) ปีนี้นับเป็นช่วงทองของชาวราศีเมถุนเลยทีเดียว  “ไพ่พระตรีมูรติ” และ “ไพ่ราชาแห่งเหรียญ” เงินทองไหลมาเทมา หยิบจับอะไรก็ขึ้น เป็นเงินเป็นทองไปทุกเรื่อง ถ้ากำลังมีโครงการในใจ ให้รีบสานต่อให้เสร็จ เหมาะในการเสี่ยงการลงทุน เล่นหุ้นได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ปลายปีมีลาภฟลุ้คๆ คนที่เคยชวยเหลือจะกลับมาตอบแทน เดินทางไกลดีมีโชคลาภ การทำงานสบายมาก ไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ ถ้าได้ผ่านมือคุณทุกอย่างไม่มีปัญหา ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา กลางปีมีข่าวดีเกี่ยวกับงาน มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งดีขึ้น ความรักเฮฮา ปาร์ตี้ ได้เพื่อนใหม่ คนโสดได้ปิ๊งแน่ ช่วงนี้ลุกขึ้นมาแต่งตัวนิดหน่อยก็เสน่ห์แรงแล้ว ส่วนที่มีคู่ได้สวีทให้ชื่นใจ คำแนะนำ : ชาวราศีเมถุน ควรทำบุญเสริมมงคลด้วยการบริจาคโลหิต หรือบริจาคเงินให้กับสภากาชาด ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน เสริมพลังชีวิตให้กับตัวคุณได้เป็นอย่างดี ราศีดวงดีอันดับ 2 ราศีมีน (14 มีนาคม – 14 เมษายน) เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดความอ่าน รอบคอบมากขึ้น เรื่องวุ่นวายเลยจางหายไป ปีนี้ได้ “ไพ่หนุมานครองเมือง” “ไพ่ 4 คฑา” การทำงานมีความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี มีผลงานเป็นที่น่าพอใจของผู้ใหญ่ และดูเหมือนคุณจะใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชามากขึ้น รู้จักนอบน้อม ทำตัวให้เป็น จะก้าวหน้ามากๆ งานที่ปรึกษา กฎหมาย วิชาชีพอิสระมีความสำเร็จ การเงิน เงินทองช่วงต้นๆ จะโชคดีมาก มีลาภวิ่งเข้ามาหา หรือคิดลงทุนก็ประสบความสำเร็จ ไม่ขัดสนแน่ปีนี้ เป็นจังหวะที่เหมาะในการเริ่มต้น ความรักหมั่นดูแลถนอมรักกันตลอด อบอุ่น มีกำลังใจที่ดี คนโสดในปีนี้สะดุดรักจังเบอเร่อ แต่ห้ามรีบร้อน ศึกษาดูใจกันให้ดี แล้วจะได้รักที่ยืนยาวมั่นคง คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีมีน หาเวลาทำบุญเกี่ยวกับการสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น หอระฆัง เจดีย์ โบสถ์วิหาร หมายถึงความมั่นคงในชีวิต จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ และมีชีวิตที่มั่นคงเจริญรุ่งเรือง ราศีดวงดีอันดับ 1 ราศีกันย์ (16 กันยายน – 16 ตุลาคม) ปีนี้ได้ “ไพ่เสนาวานร” และ “ไพ่เดอะสตาร์” ยังคงส่องแสงระยิบระยับ หันไปทางไหนก็เจอแต่แสงสว่าง ไปได้ทุกที่ หยิบจับงานได้ทุกงาน การทำงานก้าวหน้า มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ผู้บังคับบัญชากำลังเทคะแนนให้อย่างแรง ถ้าคุณมีไอเดียเจ๋งๆ ไม่ต้องเก็บไว้ แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ช่วงนี้ทางสะดวก ช่วงกลางปีคนใกล้ชิด ครอบครัวจะคอยสนับสนุน เป็นแรงเชียร์ได้เป็นอย่างดี เงินทองจะไปไหนเสีย งานดี เงินก็ดีตามไปด้วย สิ่งที่คาดหวังอยากได้ จะได้ในช่วงนี้ ต้นปีการเสี่ยงลุ้น มีโอกาสสูง ความรักก้าวไกลกว่าคู่ไหนๆ จูงมือกันวิวาห์ มีฤกษ์งามดี คนโสด ก็คงได้คู่กันก็คราวนี้ มีความสุขกันทั่วหน้า คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีกันย์ ควรทำบุญเกี่ยวกับการบริจาคน้ำ การร่วมสร้างแท็งก์น้ำ อ่างเก็บน้ำ เขื่อนกั้นน้ำต่างๆ การบริจาคน้ำดื่ม เครื่องกรองน้ำให้กับโรงเรียนยากจน น้ำหมายถึงโชคลาภ และความสดชื่น แจ่มใส รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com บทความนี้ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้บนเว็บไซต์ Horoscope.mthai.com เท่านั้น

เช็คด่วน! ดวงเนื้อคู่ของคุณ.....จะใช่ที่คบอยู่มั้ยน๊าา ?
ความรัก /  ดวง12ราศี / 

ดวงความรักของผู้เกิด ราศีมังกร เป็นคนโรแมนติกบ้างแต่ไม่ค่อยยอมแสดงออกเท่าไรรู้วิธีทำให้คนอื่นมีความสุขเนื้อคู่ของคนเดือนนี้ถ้าได้คนผิวนวล หรือผิว 2สีก็ได้ จะถือว่าดีเยี่ยม ไม่ผอม บางเกินไปและควรมีอารมณ์ขัน ไม่มุทะลุเคร่งเครียดผู้ที่เกิดเดือนนี้มักจะได้คู่ที่ดีมีความรักใคร่กันครอบครัวไม่ทุกข์ยากถ้ามีลูกคนแรกเป็นผู้ชายจะยอดเยี่ยมที่สุด ดวงความรักของผู้เกิด ราศีกุมภ์ เป็นคนโรแมนติคลึกๆ แต่ไม่แสดงออก เนื้อคู่ของคนเดือนนี้ถ้าเป็นคู่เทียม ก็จะทิ้งกันได้ในยามมีปัญหาคู่แท้จึงมีลักษณะเป็นเพื่อนตายที่มีความซื่อตรง ต่อกันอย่างแท้จริงคอยตักเตือน ไม่ให้ถูกล่อลวงได้ง่าย และต้องทำใจได้กับนิสัยที่ชอบท้าทาย ของคนเกิดเดือนนี้เนื้อคู่มักมีลักษณะสง่างามกว่าคนเดือนสาม คิ้วเข้มตาคม มีบุคลิกน่านับถือผู้ที่เกิดเดือนนี้จะได้คู่ที่มีเกียรติ มีทรัพย์จึงอาจถูกคู่ข่มบ้าง ถ้ามีลูกสาวก่อน จะถือว่าดีมาก ดวงความรักของผู้เกิด ราศีมีน เนื้อคู่ของคนราศีมีน จะมีรูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย หุ่นกำลังดี พูดจาคารมเหลือร้าย มีความรู้ความสามารถและชอบชีวิตสุขสงบ เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินตัว ถ้ารู้จักเข้าใจนิสัยเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของคนเดือนนี้ได้ก็จะอยู่กันยั่งยืน ถ้ามีลูกคนแรกเป็นลูกสาวจะไม่ค่อยได้ดั่งใจนัก ดวงความรักของผู้เกิด ราศีเมษ เนื้อคู่ของคนราศีเมษ ควรมีผิวขาวหรือผิวเดียวกัน รูปร่างล่ำสัน หรือสูงกำลังดีหน้ากลมอิ่มเอิบสุขุมรอบคอบและมีวาทศิลป์ช่วยเหลือให้กำลังใจ หรือคำปรึกษาที่ดีได้ เป็นคนขยันและปราดเปรียว ผู้ที่เกิดราศีเมษนี้ถ้าได้คู่ที่เด่นกว่าในด้านใดด้านหนึ่งถือว่าเยี่ยมมาก ถ้าได้ลูกสาวคนแรกจะมีวาสนาดี ดวงความรักของผู้เกิด ราศีพฤษภ เนื้อคู่ของคนราศีพฤษภนี้ เป็นคนรูปร่างกำลังดี ดวงตาสดใสน่ามอง คิ้วสวยได้รูป เป็นคนชอบทำบุญ มีลักษณะของผู้ใหญ่หรือผู้ดี เป็นคนรู้จักกาลเทศะ ไม่ก้าวร้าว ไม่เห็นแก่ตัว ผู้ที่เกิดราศีพฤษภนี้ ถ้าคู่มีกำลังช่วยเสริมจะยิ่งทำให้รุ่งเรือง ลูกคนแรกหากเป็น ผู้ชาย ถือว่าจะนำเกียรติมาสู่วงศ์ตระกูลในวันหน้า ดวงความรักของผู้เกิด ราศีเมถุน เนื้อคู่จะมีลักษณะเพรียวบางใบหน้าเรียวสวย มีความคิดอ่าน ลึกซึ้งรู้จักพูดจาดีและถ้ารู้จักอดทน ก็จะอยู่กันยืดเพราะทั้งคู่อาจจะไม่ได้อยู่ชิดใกล้หวานชื่นกันนักผู้ที่เกิด เดือนนี้จะได้คู่ที่ซื่อสัตย์ลูกคนแรกเป็นผู้ชายจะดี แต่ถ้าได้ลูกสาวก็ไม่มีผลร้าย ดวงความรักของผู้เกิด ราศีกรกฎ เนื้อคู่ของคนราศีกรกฎนี้ มักจะมีวัยที่ต่างกันมาก รูปร่างสูง มีเรื่องไม่เข้าใจกันเสมอเพราะไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึกต่อกัน หากแก้จุดนี้ได้จะเป็นคู่ชีวิตที่อบอุ่นและรุ่งเรืองได้ดีที่สุดคนเกิดเดือน นี้จะได้คู่ที่ดวงตาสวยถ้ามีลูกสาวก่อนลูกชายจะมีเรื่องยุ่งยากใจ ดวงความรักของผู้เกิดราศีสิงห์ เป็นคนโรแมนติคดีเลยทีเดียว เนื้อคู่ของคนราศีสิงห์นี้ อาจเป็นคนต่างชาติหรือลูกครึ่ง จิตใจทิฐิ ดื้อดึงเชื่อมั่น ในตัวเองสูง ถ้าอารมณ์เสียจะปากร้ายแต่ก็ขยันหมั่นเพียร หวังก้าวหน้าก้าวไกล จะได้คู่ที่อยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่าลูกคนแรกจะดีมากถ้าเป็นชาย ดวงความรักของผู้เกิด ราศีกันย์ จะได้พบกับเนื้อคู่ แบบไม่ทันตั้งใจ เป็นคนมีผิวขาว รูปร่างไม่สูง ไม่เตี้ยใบหน้าสั้นอารมณ์รื่นเริงดี ติดจะดูไร้สาระไปบ้างคนเกิดราศีกันย์นี้ อาจจะต้องแตกแยกกับคู่ก่อนจะได้แต่งอีกครั้ง ลูกคนแรกถ้าได้ลูกชายถือว่าเป็นมงคล ดวงความรักของผู้เกิด ราศีตุลย์ เป็นคนโรแมนติค เป็นห่วงเป็นใย เนื้อคู่ของคนราศีตุลย์นี้เป็นคนสูงเพรียวริมฝีปากเล็กบางถ้าขยันทำงานด้วย ก็จะสมพงษ์กันที่สุดแต่ถ้าขาดจุดนี้ ก็จะอยู่กันไม่นานและเนื้อคู่มักเป็นคน ปากร้าย หรือพูดมาก ขี้หึงหวงแม้จะเจ้าชู้พอกันคนเกิดราศีตุลย์ถ้าอยู่กินกันแล้ว จะมีฐานะดีขึ้นลูกคนแรกเป็นชายหรือหญิงก็ถือว่าดีทั้งนั้น ดวงความรักของผู้เกิด ราศีพิจิก เป็นคนที่รักใครรักจริง โรแมนติค แต่ไม่ค่อยสนใจสัมพันธ์จริงจังนัก เนื้อคู่ของคนราศีพิจิกจะมีผิวพรรณดี รูปร่างดี ใบหน้ามน ชอบช่วยกันทำมาหากิน รักใคร่กันดีทั้งยามสุขทุกข์ แม้ขัดใจกันบ้างแต่ก็ไม่ทอดทิ้งกัน คนเกิดราศีพิจิกนี้จะได้คู่ที่เป็นคู่รักคู่กรรม ลูกคนแรกจะเป็นคนมีปากเป็นเอก เป็นคนโรแมนติค เป็นห่วงเป็นใย เนื้อคู่ของคนราศีตุลย์นี้เป็นคนสูงเพรียวริมฝีปากเล็กบางถ้าขยันทำงานด้วย ก็จะสมพงษ์กันที่สุดแต่ถ้าขาดจุดนี้ ก็จะอยู่กันไม่นานและเนื้อคู่มักเป็นคน ปากร้าย หรือพูดมาก ขี้หึงหวงแม้จะเจ้าชู้พอกันคนเกิดราศีตุลย์ถ้าอยู่กินกันแล้ว จะมีฐานะดีขึ้นลูกคนแรกเป็นชายหรือหญิงก็ถือว่าดีทั้งนั้น ดวงความรักของผู้เกิด ราศีธนู มักได้คู่ช้ากว่าเพื่อน เพราะจะเลือกคนที่เหมือนภาพวาดฝันไว้ให้มากที่สุด ทั้งเรื่องหน้าตา ฐานะ และนิสัยใจคอ เนื้อคู่จะมีรูปร่างสูงกำลังดี ผิวพรรณละเอียด ผ่องใส คนเกิดราศีธนูนี้จะมีคู่ที่พึ่งพาได้ ลูกคนแรกจะไม่ดีนักถ้าเป็นชาย รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

ไฮเปอร์ไปอี๊ก บี้ - กุ๊บกิ๊บ สวีทท้าแดดริมทะเล กับท่าโพสที่แซ่บมาก!!
ข่าว กุ๊บกิ๊บ บี้ /  กุ๊บกิ๊บ บี้ ลูกสาว / 

เรียกว่าอากาศจะร้อนแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอะไรกับว่าที่ขุ่นพ่อและว่าที่ขุ่นแม่สุดไฮเปอร์อย่าง ดาราสาว กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ กับคุณสา บี้ เคพีเอ็น ได้ ที่ช่วง long weekend ล่าสุดทั้งคู่ก็เก็บกระเป๋าไปท้าลมท้าแดดกันที่ทะเล๊ทะเล จุดนี้โชว์สวีทหนักมากๆ เช่นเคย จะว่าไปคู่นี้เคมีเข้ากันจริงๆ ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่ทั้งคู่มักจะชอบทำอะไรคล้ายๆ กันอย่างภาพชุดนี้แปลงร่างเป็นนางเงือก, นายเงือก โพสท่าถ่ายรูปข่มกันสุดฤทธิ์ หลายคนที่เห็นก็อดที่จะฮาเสียไม่ได้ ไม่ต้องสงสัยว่า น้องเป่าเปา ลูกสาวของทั้งคู่จะออกมาเป็นเด็กอารมณ์ดีแค่ไหน จริงมั้ยจ๊ะครอบครัวเงือก อิอิขอขอบคุณ ภาพจากอินสตาแกรม @bie_kpn, @gggubgib36, @jiiiiiiiiiib กุ๊บกิ๊บ - บี้ กุ๊บกิ๊บ - บี้ กุ๊บกิ๊บ - บี้ กุ๊บกิ๊บ - บี้ กุ๊บกิ๊บ - บี้ กุ๊บกิ๊บ - บี้

10 นิสัยของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่โอเค!
ความรักวัยรุ่น

ปกติแล้วนิสัยของผู้หญิงก็จะมี เอาแต่ใจบ้าง ขี้งอนบ้าง แล้วแต่ว่าคนไหนจะมีมากหรือน้อย ซึ่งเมื่อเวลามีแฟน แฟนรับในสิ่งที่เราเป็นได้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าเขาทนกับพฤติกรรมบางอย่างที่มันมากเกินไปของเราไม่ได้ วันนึงเขาอาขขะทิ้งเราไปก็ได้นะ วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 10 นิสัยของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่โอเค! มาฝากกันค่ะ นิสัยบางอย่างถ้ามีเยอะเกินไปก็ลดๆ ลงมาหน่อย เพื่อความสุขของทั้ง 2 คนนะ ^^ 10 นิสัยของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่โอเค! 10. งอนแล้วไม่พูด การงอนแล้วไม่พูดทำให้ผู้ชายไม่รู้ในสิ่งที่ผู้หญิงกำลังคิดอยู่ ณ เวลาขนาดนั้น การกระทำแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชายไม่ชอบและไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดต่อไปจึงเป็นการเมินเฉยมากกว่าที่จะเข้ามาพูดคุยกัน 9. ขุดเรื่องเก่ามาพูด เรื่องเก่าหมายถึงเรื่องในอดีต ฉะนั้นเรื่องในอดีตก็คือสิ่งที่สมควรลืมเพราะผ่านมาเนิ่นนาน การขุดคุ้ยเรื่องเก่ามาพูดในเวลาใหม่หรือในเวลาปัจจุบันนั้นจึงไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ชายบางคน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมนี้ควรหักห้ามใจและเลิกทำเพื่อความรักที่ยั่งยืนต่อไป 8. จู่จี้มากเกินไป การต้องออกความคิดเองในทุกเรื่องหรือบ่นทุกครั้งที่ทำกิริยาที่คุณผู้หญิงไม่พอใจนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ชายทั้งหลายทนไม่ค่อยได้เมื่อเจอกับสิ่งเดิมๆ ในทุกวันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนสองสามารถเลิกกันได้ง่ายๆ 7. อย่าด่าหรือออกคำสั่งต่อหน้าเพื่อนหรือบุคคลอื่น ตามนิสัยพื้นฐานของบรรดาหนุ่มๆ ที่ต้องมีมาดหรือวางฟอร์มต่อหน้าคนอื่น ยิ่งกับบุคคลที่รู้จักแล้วนั่นยิ่งต้องมีนิสัยที่แอบข่มแฟนต่อหน้าเพื่อนเพื่อดูยิ่งใหญ่ ไม่ว่าต่อหน้าคุณนั้นเค้าจะยอมคุณมากมายเพียงใด แต่ถ้าต่อหน้าเพื่อนหรือบุคคลอื่นแล้วนั้นคุณอย่าได้ทำเลยทีเดียว 6. ล้ำเส้นมากเกินไป ผู้ชายส่วนใหญ่ย่อมมีพื้นที่ส่วนตัวของตนเองทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการห้ามยุ่งกับโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าตังค์ หรือแม้แต่ที่นอนหมอนใบเล็กๆ เค้าอาจโกรธคุณมากหากคุณบุกรุกที่ส่วนตัวเหล่านี้เพราะในความคิดของบรรดาหนุ่มๆ เค้าคือเจ้าของอาณาจักรในพื้นที่ส่วนตัวของเค้าเอง 5. เรียกร้องมากเกินไป สิ่งใดที่มากเกินไปก็ไม่ดีเหมือนที่พระท่านว่า เพราะการเรียกร้องมากเกินไปของสาวๆ ทั้งหลายทำให้ดูน่าเบื่อในสายตาของบรรดาหนุ่มๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องโดยการถามว่าจำวันเกิดได้ไหม ชอบสีอะไร ใส่เสื้อผ้าแบบไหนบ้าง ไม่ใช่แค่ผู้ชายที่รำคาญหากเกิดกับสาวๆ บางคนคงรำคาญเหมือนกัน 4. ใช้วาจาไม่สุภาพวาจา ไม่สุภาพทั้งหลายต่างๆ นานา ที่ผู้หญิงอาจพูดไปด้วยความโมโหหรือตั้งใจก็ตามแต่ ชายทั้งหลายไม่ชอบการสนทนาที่ไม่สุภาพเหล่านั้น 3. ปล่อยให้ท้อง วิธีการที่คุณผู้หญิงกำลังกระทำนั้นไม่เห็นผลสักเท่าไหร่นัก หากคุณปล่อยให้ท้องเพื่อหวังจะได้อยู่กับเค้าหรือให้เค้ารับผิดชอบ ชายส่วนใหญ่นั้นรู้เท่าทันการกระทำเหล่านี้แล้วเค้าจะกระทำกลับโดยการไม่คิดจะรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำลงไป 2. ขู่เลิกตลอดเวลา สิ่งที่ผู้ชายทั้งหลายไม่ชอบอีกอย่างคือการขู่เลิกตลอดเวลา ทำให้เกิดความรำคาญจากการขู่เลิกบ่อยครั้งทำให้รู้สึกว่าคุณอยากเลิกกับเค้าจริงๆ จนทนไม่ไหวแม้รักแค่ไหนผู้ชายร้อยทั้งร้อยก็ยอมเลิก 1. อย่าลองใจกันมากนัก การอย่าลองใจกันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการคบกับคนอื่นเพื่อให้แฟนหึงห่วง แต่หมายถึงการถามทุกครั้งว่าเค้ารักคุณมากกว่าคู่ของคนอื่นหรือไม่ รักคุณหรือป่าว เพราะในสายตาของหนุ่มๆ นั้นเป็นสิ่งที่ดูน่ารำคาญและความน่ารักของคุณจะหายไปด้วย ขอบคุณข้อมูล toptenthailand.com

ละครชื่นชีวา  , เรื่องย่อชื่นชีวา
ละครชื่นชีวา /  ละครชื่นชีวา ช่อง7 / 

ชื่นชีวา บทประพันธ์โดย : บุษยมาสบทโทรทัศน์โดย : ภาวิตกำกับการแสดงโดย : ณพธันกรณ์ ธัญญาสิริทรัพย์ผลิตโดย : บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัดออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ทางช่อง 7 สี เรื่องย่อ ละครชื่นชีวา หลวงพิทยไพบูลย์ พาลูกสาว ชีวา ซึ่งกำลังตั้งครรภ์อพยพหนีออกมาจากเมืองชัยนาทอย่างคับแค้นใจ ย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ชีวาลูกสาวคนสวยรักกับ ม.ล.นิวัฒน์ ชวาล ข้าราชการหนุ่มหล่อที่เพิ่งมาประจำที่ชัยนาท เขารักเธอมากจนไม่อาจห้ามใจทำให้ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน ม.ล.นิวัฒน์ลำบากใจเมื่อบิดาและมารดาให้คนมาตามกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวแต่งงานกับ กานดา สาวสวย ไฮโซ ที่เขาเคยคบด้วยก่อนที่จะมาชัยนาท นิวัฒน์รู้ดีว่าบิดาและมารดาพอใจที่จะได้เธอมาเป็นลูกสะใภ้ เขาไม่อยากหลอกชีวาจึงบอกเธอเรื่องกานดา และความจำเป็นที่ต้องแต่งงานกับเธอ ชีวาเสียใจแต่ก็ยอมให้เขาไปแต่งงานกับกานดาเพื่อไม่ให้บิดาและมารดา ของสามีโกรธ เพราะเธอรักเขามาก ชีวาเป็นคนอ่อนหวานใจอ่อนมองโลกในแง่ดี เธอหวังว่านิวัฒน์ คงจะอธิบายให้บิดามารดาและกานดายอมรับเธอได้ในวันหนึ่ง ม.ล.นิวัฒน์แต่งงานกับกานดาแต่ก็ยังไม่กล้าบอกเรื่องชีวา เมื่อกลับชัยนาทเขาจะไปอยู่กับชีวา เวลาผ่านไปจนกระทั่งกานดาคลอดลูกสาว ไม่นานนักชีวาก็ตั้งครรภ์บ้างยังไม่ทันที่นิวัฒน์จะจัดการเรื่องต่างๆให้เรียบร้อยกานดาก็รู้เรื่องชีวา เธอโกรธมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นรูปชีวาในกระเป๋าสตางค์ของนิวัฒน์ กานดายอมรับว่าเธอสวยมากจนกานดากลัวว่าสามีจะทิ้งเธอไปอยู่กับชีวา ซึ่งเธอยอมไม่ได้ กานดาวางแผนใส่ร้ายป้ายสีชีวาอย่างแนบเนียน จนทำให้นิวัฒน์เข้าใจผิดว่าชีวาคบชู้ และลูกในท้องของเธอก็เป็นลูกของชายอื่น นิวัฒน์หึงหวงจนขาดสติเขาทะเลาะกับชีวาอย่างรุนแรงคำกล่าวหาที่ว่าเธอคบชู้ทำให้ชีวาเสียใจมาก กานดาปล่อยข่าวลือจนชีวาเสื่อมเสียชื่อเสียง หลวงพิทยไพบูลย์ พยายามอธิบายให้ลูกเขยเข้าใจ แต่ ม.ล.นิวัฒน์ไม่ยอมรับรู้และเข้าใจอะไรทั้งสิ้น หลวงพิทยไพบูลย์จึงพาลูกสาวหนีออกจากชัยนาทมาใช้ชีวิตใหม่อย่างเรียบง่ายอยู่ที่รังสิต โดยเปลี่ยนชื่อเป็นนายชม ลูกสาวชื่อช้อย เมื่อครบกำหนดคลอดชีวาหรือช้อยคลอดลูกสาวหน้าตาน่าเอ็นดู ชมตั้งชื่อให้ว่า ชื่น ละครชื่นชีวา เวลาผ่านไป แม้ชื่นจะเป็นเด็กหญิงแต่ก็รู้กันเฉพาะในครอบครัว แต่กับเพื่อนบ้านและคนละแวกนั้นรับรู้ว่าลูกของช้อยเป็นผู้ชายชื่อชื่น ชมเลี้ยงหลานสาวเหมือนเลี้ยงหลานชายสอนวิชาป้องกันตัวให้จนเก่ง แกต้องการให้หลานสาวเข้มแข็งเหมือนผู้ชายจะได้ป้องกันตัวเองได้ หลังคลอด ไม่นานช้อยกลับเดินไม่ได้โดยที่ไม่รู้สาเหตุ ชมสานกระบุงตะกร้าออกเร่ขายที่สถานีรถไฟเพื่อเลี้ยงลูกและหลาน ชื่นเก่งสมใจตา เรื่องชก ต่อย ไม่กลัวใครแม้จะตัวเล็กแต่ก็ล้มเด็กผู้ชายตัวใหญ่ๆมาแล้วหลายคน ชื่นมีเด็กชายวัยไล่เลี่ยกันเป็นลูกน้อง ชื่อ เบิ้ม หลอ และ เปี๊ยกทั้งสามมีเรื่องมาให้ชื่นตามไปจัดการโดยที่ไม่รู้เลยว่าลูกพี่คนเก่งนั้นเป็นผู้หญิง วันหนึ่งในหน้าร้อนเบิ้มมาตามชื่นให้ไปช่วย เปี๊ยกที่ถูกเด็กต่างถิ่นรังแก เมื่อถึงที่เกิดเหตุชื่นเห็นเด็กผู้ชายโตๆ สองคนยืนข่มขู่เปี๊ยกอยู่ ชื่นโกรธมากเมื่อเห็นว่าเปี๊ยกได้รับบาดเจ็บด้วย เด็กทั้งสองกลุ่มทะเลาะกันและท้าทายกันไปมาก่อนที่ชื่นจะตัดสินใจชกกับเด็กต่างถิ่นนั้นเพื่อยุติเรื่องยุ่ง ชื่นมั่นใจว่าต้องชนะแน่ๆ ก่อนที่การชกต่อยจะเริ่มขึ้นก็มีคนมาห้ามเสียก่อน คนที่มาห้ามนั้นเป็นเด็กรุ่นหนุ่มสองคน ชื่อ คุณต้น หรือ ศรันย์ และ คุณต่อ หรือ สาโรจน์ ซึ่งชื่นได้รู้จักภายหลังว่าเป็นลูกชายของ พระยาพิชัยศรายุทธ เจ้าของบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆนั่นเอง คุณต้นเป็นพี่สวมแว่นสายตาดูเคร่งขรึม ต่างจากคุณต่อน้องชายที่ร่าเริง อารมณ์ดี มากกว่า ทั้งสองคนเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยยุติเรื่องชกต่อย เพราะคนที่เริ่มเรื่องก่อนเป็นคนในบ้านพิชัยศรายุทธชื่อ เจิมกับลอย ระหว่างที่โต้เถียงกันไปมา ชื่นพูดแย้งอย่างฉลาด ฉาดฉาน จนทำให้สองพี่น้องเอ็นดู จึงขอเป็นเพื่อนกับชื่น และพวก ซึ่งชื่นยอมตกลง หลังจากวันนั้น ชื่น กับลูกน้องจะไปบ้าน พิชัยศรายุทธทุกวัน ชื่นสนิทกับคุณต่อมากกว่าคุณต้น เพราะท่าทางเคร่งขรึมของเขา แต่ทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของชื่น เมื่อใกล้เปิดเทอมคุณต้นกับคุณต่อก็กลับพระนครเพื่อเรียนหนังสือ ส่วนชื่นนั้นแม้ไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนคนอื่นๆแต่ตาชมกับแม่ช้อย ก็สอนหนังสือให้ชื่นได้เช่นกัน วันเวลาผ่านไปอีก ชื่นไม่ได้พบคุณต้นและคุณต่อ สองสามปีเพราะทั้งคู่ไปพักร้อนที่จังหวัดอื่น แต่คุณต่อมักจะมีจดหมายมาถึงชื่นเสมอโดยที่คุณต้นจะฝากความคิดถึงมาด้วยทุกครั้ง มีอยู่ฉบับหนึ่งคุณต่อเล่าว่าท่านเจ้าคุณพ่อจะแต่งงานใหม่กับ ม.ล.วีณา ชวาล น้องสาวของม.ล.นิวัฒน์ ชวาล เจ้าเมืองชัยนาท ชื่นตกใจเมื่ออ่านจดหมายให้ตากับแม่ฟังเหมือนทุกครั้ง ทว่าคราวนี้ ตาชมหน้าบึ้ง แววตาโกรธจัดอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อได้ยินชื่อ ม.ล.นิวัฒน์ แม่ช้อยเองก็หน้าซีดเมินหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนน้ำตา วันนั้นตาชมบอกชื่นว่าให้จำชื่อนี้ไว้แล้ววันหนึ่งตาจะเล่าให้ฟังเมื่อชื่นโตกว่านี้ ชื่นใจแป้วทุกครั้งที่รู้ว่าคุณต้นและคุณต่อจะไม่มารังสิต แต่หน้าร้อนปีนี้ชื่นดีใจเมื่อรู้ว่าจะได้พบกันอีก เธอเตรียมหาของชอบเอาไว้ให้ทั้งคู่แม้ตาจะเตือนว่าให้เผื่อใจไว้บ้างถ้าหากว่าคุณต้นและคุณต่อเปลี่ยนไป ไม่รับชื่นเป็นเพื่อนอีกต่อไป ละครชื่นชีวา เย็นวันหนึ่ง ชื่นทั้งตกใจและดีใจเมื่อเห็นคุณต้นกับคุณต่อมาถึงบ้าน ทั้งสองหนุ่มไหว้ตาชมอย่างนอบน้อมแสดงถึงการเป็นคนที่ได้รับการอบรมมาดี ตาชมดีใจที่ชื่นมีเพื่อนดีๆอย่างนี้ สองพี่น้องชวนชื่นกับเพื่อนไปเที่ยวอยุธยาโดยให้ไปขึ้นรถที่บ้าน ชื่นดีใจที่ตาอนุญาตให้ไป เช้าวันรุ่งขึ้นชื่นกับเปี๊ยกรีบไปที่บ้านพิชัยศรายุทธ ขณะที่ชะเง้อรอคนมาเปิดประตูบ้านให้บังเอิญว่า เกศินี ชวาล ลูกสาวของกานดากับม.ล. นิวัฒน์ นั่งเล่นอยู่แถวนั้น กานดาฝากเกศินีให้อยู่กับคุณหญิงวีณา เพราะเรียนหนังสือในพระนคร เกศินีเริ่มจะเป็นสาวเธอติดใจ “คุณต้น” นักหนาถึงกับอ้อนขอตามมารังสิตด้วยทั้งที่ไม่ชอบท้องนาท้องไร่เลย เกศินีได้ยินคุณต้นและคุณต่อพูดถึงชื่นอย่างเอ็นดูจนหมั่นไส้ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า การพบกันเช้าวันนี้จึงไม่น่าประทับใจ เกศินีจิกเรียกชื่นกับเปี๊ยกว่า บ้านนอก ไพร่ จนชื่นทนไม่ไหวย้อนให้บ้างจนเกศินีกรีดร้องอย่างโกรธจัด ส่วนชื่นตาวาวกำมือแน่นพยายามข่มใจไม่ให้ชกผู้หญิงปากร้ายคนนี้ ก่อนที่จะมีการทำร้ายร่างกายกันเกิดขึ้นคุณต้นและคุณต่อก็ลงมาพอดี เกศินีฉอเลาะกับคุณต้นว่าร้ายชื่นอย่างน่าหมั่นไส้ ชื่นนึกเคืองคุณต้นเมื่อเขาหันมามองทำหน้าเคร่งเหมือนตำหนิ ชื่นเลยหาเหตุกล่าวลาไม่ยอมไปอยุธยาด้วย หน้าสวยหวานเกินเด็กผู้ชายงอง้ำทำให้คุณต่ออดอมยิ้มไม่ได้ วันนั้นแผนการไปเที่ยวต้องยกเลิกไปโดยปริยาย ตาชมแปลกใจเมื่อเห็นหลานสาวกลับมาเร็วกว่าปกติ เมื่อชื่นเล่าให้ฟังตาชมก็ยิ่งผูกใจเจ็บ กานดา และ ม.ล. นิวัฒน์ มากขึ้น แกจะสอนให้ชื่นล้างแค้นครอบครัวชวาลให้ได้ ส่วนคุณต่อเมื่ออยู่ตามลำพังกับพี่ชายคุยกันหลายเรื่องแล้วก็วกมาพูดเรื่องชื่น คุณต่อพูดขำๆว่าถ้าชื่นเป็นผู้หญิงคงสวยมากเขาคงไม่ลังเลเลยที่จะแต่งงานด้วย คุณต้นซึ่งเป็นคนจริงจังปรามน้องชายว่าเหลวไหล คุณต่อเลยยิ่งแกล้งพี่ชายโดยบอกว่าถ้าชื่นเป็นผู้หญิง เขาจะจองตัวให้เป็นเจ้าสาวและห้ามคุณต้นแย่งเป็นอันขาด เย็นวันนั้นสองหนุ่มชวนกันไปหาชื่นที่บ้านอีกทำให้ชื่นดีใจที่คุณต้นและคุณต่อยังเมตตาตนอยู่ เวลาผ่านไปเกศินีหงุดหงิดและเกลียดชื่นมากขึ้นทุกทีเพราะทั้งคุณต้นและคุณต่อขยันออกไปให้ชื่นพาเที่ยวในละแวกนั้นได้ทุกวัน ไม่กี่วันต่อมา พระยาพิชัยศรายุทธ และคุณหญิงวีณา ก็ตามมาพักที่รังสิตด้วยเกศินีฟ้องคุณอาหญิงเรื่องชื่นว่าปากร้าย นักเลง ไม่น่าที่จะให้คุณต้นและคุณต่อคบหาด้วย เด็กสาวต้องการให้เรื่องนี้รู้ถึงหูพระยาพิชัยศรายุทธท่านจะได้ห้ามปรามลูกชาย แต่คุณหญิงวีณาไม่สนใจวันหนึ่งคุณหญิงออกมาจ่ายตลาดจึงได้พบกับชื่น ส่วนชื่นรู้ได้ทันทีว่าเป็นคุณหญิงเพราะมากับคนเฝ้าบ้านพิชัย ศรายุทธที่คุ้นเคย เมื่อคุณหญิงขาดชะลอมใส่ของ ชื่นกุลีกุจอไปหอบผลงานของตาชมมาให้เธอทันที แถมไม่คิดเงินอีก ชื่นบอกคุณหญิงว่าเพราะเธอเป็นญาติกับคุณต้นและคุณต่อผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้มีพระคุณ ชื่นไม่สามารถจะรับเงินของท่านได้ คุณหญิงวีณานึกรักชื่นที่มีน้ำใจ พูดจาฉลาดเฉลียว เรียบร้อยรู้กาลเทศะ ต่างจากที่เกศินีเล่าให้ฟังเป็นคนละเรื่อง อะไรบางอย่างในตัวชื่นทำให้เธอนึกรัก เอ็นดูถึงขนาดจะไปขอตัวชื่นจากตาและแม่ไปอุปการะส่งให้เรียนหนังสืออย่างที่ควรจะเป็น คุณหญิงวีณาสั่งให้ชื่นไปบอกตาและถ้าตายินยอมเธอจะไปพบตาชมที่บ้านในเร็วๆนี้ ชื่นรีบกลับไปเล่าให้ตาฟังเด็กสาวดีใจที่ตาอนุญาต สองสามวันต่อมาคุณหญิงวีณาก็มาบ้านตาชมพร้อมกับคุณต้นและคุณต่อ เธอไหว้ตาชมอย่างไม่นึกรังเกียจหรือแบ่งชนชั้นทำให้ตาชมใจอ่อนลงบ้างเมื่อพบญาติของศัตรู ตกลงรายละเอียดการรับตัวชื่นกลับพระนครคุณหญิงวีณาบอกว่าเธอจะเลี้ยงชื่นอย่างลูกหลาน ยิ่งไปกว่านั้นเธอตกลงใจว่าจะให้ชื่นเปลี่ยนนามสกุลจากชาวนามาใช้ชวาล ซึ่งพระยาพิชัยศรายุทธก็เห็นด้วย ตาชมซ่อนความรู้สึกสะใจไว้ภายใต้รอยยิ้มและคำพูดนอบน้อมให้คุณหญิงเมตตาชื่นให้มากๆ ละครชื่นชีวา ก่อนถึงกำหนดเดินทางไปอยู่กับคุณหญิงวีณาที่บ้านพิชัยศรายุทธ ตาชมเล่าให้ชื่นฟังว่าพ่อของเธอชื่อ วิทยา วรงค์ เป็นเพื่อนรักกับ ม.ล.นิวัฒน์ ชวาล แต่ผ่านไปไม่นาน ม.ล.นิวัฒน์ เป็นเพื่อนทรยศหาเรื่องใส่ร้ายว่าพ่อของเธอเป็นโจรจนเขาต้องหนีเข้าป่าไม่มีที่ซุกหัวนอน ภัยนั้นยังลามมาถึงตาชมและแม่ช้อยซึ่งกำลังตั้งท้องจนอยู่บ้านไม่ได้ตาจึงพาแม่และชื่นมารังสิต ส่วนพ่อวิทยาถูกตำรวจจับตายที่ในป่า ต้นเหตุก็เพราะ ม.ล.นิวัฒน์ ชวาล และภรรยา ดังนั้นถ้ามีโอกาสให้ชื่นหาทางแก้แค้นให้ได้ การเข้าไปอยู่ที่พิชัยศรายุทธอยู่ร่วมบ้านกับเกศินีชื่นต้องอดทนในขณะเดียวกันก็ต้องทำทุกอย่างให้เหนือกว่า เก่งกว่า เกศินีให้ได้ พวกชวาลจะได้รู้สึกถึงความเป็นผู้แพ้เสียบ้าง ที่สำคัญเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ส่วนเรื่องที่ชื่นเป็นผู้หญิงให้หาโอกาสเรียนให้คุณหญิงวีณาทราบเอง ในวันที่ต้องจากตาและแม่ชื่นต้องฝืนใจให้เข้มแข็งไม่ร้องไห้ต่อหน้าคุณต้นและคุณต่อ ที่บ้านพิชัยศรายุทธ คุณหญิงวีณาให้ชื่นอยู่เรือนเล็กข้างห้องของนมอ่อน โดยเธอขอให้นมอ่อนช่วยอบรมสั่งสอนชื่นโดยมีสะอาดเป็นผู้ช่วยอีกคน ชื่นต้องปรับตัวใหม่แต่ก็ไม่ยากนักเพราะทั้งตาและแม่อบรมสั่งสอนมาดี คุณหญิงวีณาขอให้คุณต้นช่วยสอนหนังสือให้ชื่นเพื่อเตรียมตัวเข้าโรงเรียน ชื่นตัวเกร็งเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าคุณต้นมาดเคร่งขรึมของเขาทำให้เธอเกรงใจ ไม่กล้าดื้อ คุณต้นทดสอบความรู้ชื่น ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ชื่นเก่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก แต่คุณต้นก็ไม่แปลกใจมากนักเพราะเขาเคยเห็นว่าตาชมมีหนังสือดีๆทั้งไทยและภาษาอังกฤษมากมาย เขาค่อนข้างแน่ใจว่าตาชมต้องได้รับการศึกษาและมาจากครอบครัวที่ดีกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน ชื่นมาอยู่พิชัยศรายุทธไม่นาน คุณต่อก็ต้องไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อย คุณต้นไปปีนังกับเพื่อนๆ เขาอนุญาตให้ชื่นเล่นกับสโนไวท์สุนัขตัวโปรดของเขาได้ ส่วนเกศินีได้แต่เก็บความไม่พอใจชื่นไว้เธอรอว่าเมื่อใดที่ครอบครัวเธอมาพักที่พิชัยศรายุทธ เธอจะฟ้องคุณกานดาเรื่องที่คุณหญิงวีณาโอ๋เด็กบ้านนอกอย่างชื่นเหลือเกิน ระหว่างที่คุณต้นและคุณต่อไม่อยู่ ยังไม่ทันที่ชื่นจะเรียนคุณหญิงวีณาเรื่องเพศที่แท้จริง ความลับของชื่นเรื่องที่เธอเป็นผู้หญิงก็ไม่เป็นความลับอีก เมื่อธรรมชาติของผู้หญิงประกาศตัวออกมาเองนมอ่อนและสะอาดได้รู้เป็นคนแรก นมอ่อนจึงพาเธอไปกราบคุณหญิงวีณาให้รู้ความจริง ชื่นกลัวคุณหญิงโกรธ แต่กลับกลายเป็นว่าเธอกลับรักและเมตตาชื่นมากขึ้นไปอีก คุณหญิงวีณาสั่งให้จัดเสื้อผ้าให้ชื่นใหม่ทั้งหมดทำให้เกศินียิ่งเกลียดชื่นมากขึ้นไปอีก สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือชื่นสวยน่ารักมาก เมื่อถึงวันหยุดคุณต่อกลับมาบ้านเขาเตรียมเสื้อผ้าของใช้สำหรับผู้ชายมาให้ชื่น แต่เมื่อได้พบเธอที่ห้องนมอ่อนคุณต่อจำไม่ได้งงไปเป็นครู่ ตาใสๆและรอยยิ้มอายๆของชื่นทำให้เขาจำได้ ชายหนุ่มบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรที่เพื่อนหนุ่มห้าวกลายเป็นเพื่อนสาวและสวยเสียด้วย เขาอยากรู้จริงๆว่าคุณต้นจะทำหน้าอย่างไรเมื่อรู้ว่าชื่นเป็นผู้หญิง เมื่อพี่ชายกลับจากปีนังคุณต่อรีบเข้าไปนั่งคุยที่ห้องพัก เขาเกรงว่าของฝากจากคุณต้นจะไม่เหมาะสมกับชื่นเมื่อได้โอกาสเขาจึงบอกพี่ชายเรื่องชื่นเป็นผู้หญิง คุณต้นจึงเปลี่ยนของฝากที่สวยน่ารักให้แทนและสวยกว่าของคนอื่นเสียอีก ละครชื่นชีวา ชื่นทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องพบคุณต้นโดยบังเอิญที่สวนหลังบ้าน ขณะที่เธอวิ่งเล่นกับสโนไวท์ ชายหนุ่มเองก็ต้องนิ่งไปเป็นครู่ แม้เจ้าชื่นจะเป็นหนุ่มหน้าสวยแต่เมื่อเป็นผู้หญิงแล้วเขาต้องยอมรับว่าชื่นสวยและน่ารักมากกว่าเดิมเสียอีก มาดขรึมๆของเขาทำให้การสนทนาไม่ประดักประเดิดมากไปนัก ครู่เดียวทั้งสองคนก็คุยกันอย่างสนิทสนมเหมือนเดิม แล้ววันที่ครอบครัวชวาลมาพิชัยศรายุทธก็มาถึง ม.ล. นิวัฒน์ ได้พบกับชื่นโดยบังเอิญ ท่านนิ่งไปเมื่อชื่นหน้าตาเหมือนชีวาเหลือเกิน ม.ล. นิวัฒน์ อดใจไม่ได้ต้องเดินตามเพื่อถามชื่นว่ารู้จัก ชีวา วิชชลักษณ์ หรือไม่ ชื่นปฏิเสธวันรุ่งขึ้นเธอได้พบ ม.ล. นิวัฒน์ อีกคราวนี้ ท่านหยิบรูปจากกระเป๋าเสื้อออกมาให้เธอดูว่ารู้จักผู้หญิงในรูปหรือไม่ แม้ชื่นจะแปลกใจที่รูปนั้นคือรูปแม่ช้อย เธอเคยเห็นรูปนี้ในกล่องเก็บของในห้องนอนแม่ แต่ชื่นก็ปฏิเสธและเดินจากไปอย่างหมางเมิน เด็กสาวได้แต่เขียนจดหมายเล่าให้ตาฟัง ซึ่งตาชมตอบกลับมาว่าเธอทำถูกแล้วเมื่อโรงเรียนเปิดเทอม ชื่นได้เข้าเรียนที่กุลธิดาวิทยาลัยซึ่งเป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วน โดยมีชื่อเต็มว่า น.ส. ชื่นชีวา ชวาล เธอเรียนเก่งเป็นที่รักของเพื่อนๆ และในวันหยุดทุกสัปดาห์คุณต้นและคุณต่อจะมารับเธอกลับบ้าน มาคนเดียวบ้างสลับกันมาบ้าง ความเป็นหนุ่มหน้าตาดีสมาร์ทของสองพี่น้องทำให้เพื่อนๆคอยเดาคนมารับชื่นอย่างสนุกสนาน เวลาผ่านไปคุณต้นเรียนสำเร็จปริญญาตรีและเตรียมตัวจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ชื่นแอบถักเสื้อสเว็ตเตอร์ไหมพรมสีเทาสวยไว้ให้เขาใช้ที่นั่นด้วย หนุ่มสาวทั้งสองเริ่มมีความรู้สึกดีๆต่อกันโดยที่ไม่รู้ตัว คนที่เฝ้าจับตาอย่างริษยาคือเกศินี ก่อนที่คุณต้นจะไปต่างประเทศ ชื่นได้มีโอกาสมอบเสื้อถักตัวสวยให้เขา คุณต้นบอกเธอว่าเขาจะสวมมันแน่นอน ชายหนุ่มเดินทางไปแล้วและมีจดหมายมาถึงพระยาพิชัยศรายุทธ คุณต่อ นมอ่อนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเกศินีเขาตอบจดหมายเธอก็ต่อเมื่อเธอเขียนถึงเขาแต่น้อยกว่าจดหมายถึงนมอ่อนซึ่งรวมของชื่นไว้ด้วย ความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งระหว่างเขาและชื่นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน วันหนึ่งตาชมให้เปี๊ยกมาตามเธอกลับบ้านบอกว่าแม่ป่วยหนัก ชื่นรีบกลับบ้านโดยคุณหญิงวีณากับ ม.ล. นิวัฒน์ พาหมอธนา หมอประจำตระกูลไปด้วย เมื่อถึงบ้านชื่นที่รังสิตม.ล. นิวัฒน์ตกใจเมื่อพบ ตาชม เขาก้มลงกราบทันทีและเรียกว่า อาหลวง ขณะที่ตาชมคว้าปืนขึ้นมาไล่ให้เขาไปจากบ้าน คุณหญิงวีณารีบขอให้หมอเข้าไปรักษาช้อยโดยมีชื่นเข้าไปด้วย หมอธนาสีหน้าไม่สู้ดีนักช้อยอาการหนักมากต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งหมดจึงต้องค้างที่รังสิต วันนั้นคุณหญิงวีณาจึงได้รู้ว่าตาชมคือหลวงพิทยไพบูลย์พ่อของชีวาภรรยาอีกคนของพี่ชาย ดังนั้นชื่นก็คือลูกสาวของม.ล.นิวัฒน์ ซึ่งก็คือหลานแท้ๆของเธอเอง ชื่นชีวามีสายเลือดชวาลจริงๆ ม.ล.นิวัฒน์พยายามขอร้องอาหลวงเข้าไปพบชีวาแต่ก็ยากเหลือเกิน จนกระทั่งช้อยหรือชีวาขอร้องบิดาขอพบม.ล.นิวัฒน์เป็นครั้งสุดท้าย ม.ล. นิวัฒน์ใจหายเมื่อเข้าไปเห็นชีวาเธอยังสวย แต่ซูบผอม อิดโรย อย่างน่าสงสาร ช้อยหรือ ชีวาได้มีโอกาสพูดในสิ่งที่อัดอั้นใจมานาน คำตัดพ้อต่อว่าของเธอทำให้ม.ล. นิวัฒน์สงสารแทบขาดใจ เขาเองก็ยอมรับว่าพลาดที่หูเบาเชื่อกานดาง่ายเกินไป ความรักทำให้หวาดระแวง หึงหวงแต่เมื่อเขาถามเธอว่าชื่นคือลูกของเขาใช่หรือไม่ ช้อยกลับปฏิเสธอย่างหมางเมิน ทว่าม.ล.นิวัฒน์ กลับมั่นใจว่าชื่นชีวาคือลูกสาวของเขากับชีวา คืนนั้นทุกคนอยู่ดูอาการชีวาที่รังสิตภาวนาให้เธอหายป่วย ทว่า ชีวาสิ้นใจตอนใกล้รุ่ง เธอจากไปอย่างสงบทิ้งให้คนที่อยู่คิดถึงเธอ นอกจากพ่อกับลูกสาวแล้วยังมี ม.ล. นิวัฒน์ที่ต้องทนทุกข์ทรมานใจไปตลอดชีวิต คุณหญิงวีณารับเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้ชีวาหรือช้อยอย่างสมเกียรติ หลวงพิทยไพบูลย์ไม่ยอมไปอยู่ที่พิชัยศรายุทธตามคำอ้อนวอนของม.ล.นิวัฒน์ และคุณหญิงวีณา แต่แกแอบเข้าพระนครมาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆชื่นชีวาโดยมีเปี๊ยกตามมาอยู่ด้วย ละครชื่นชีวา เมื่อชาติกำเนิดที่แท้จริงของชื่นถูกเปิดเผย เธออยู่ในพิชัยศรายุทธในฐานะหลานสาวคนโปรดของคุณหญิงวีณา ม.ล. นิวัฒน์ เรียกชื่นชีวาว่าลูกทุกคำ แม้เธอจะเมินเฉยไม่แยแสแต่ท่านก็ทำใจเพราะความผิดของท่านที่ทำไว้กับแม่ของเธอนั้นมากมายนัก กนก น้องชายของเกศินีเองก็ยอมรับชื่นชีวา เรียกเธอว่าพี่ชื่นอย่างเต็มใจ มีเพียงกานดาและเกศินีที่ยังเคียดแค้นชิงชังชื่นชีวา ความเคียดแค้นของกานดามากขึ้นอีกเมื่อเธอต่อว่าสามีว่าเห่อลูกสาวคนใหม่ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ม.ล. นิวัฒน์กลับพูดชัดเจนว่าเขาเชื่อว่าชื่นชีวาเป็นลูกสาวของเขา และเขาจะแบ่งทรัพย์สินให้เท่ากับเกศินี และกนกในฐานะลูกคนหนึ่ง กานดายอมไม่ได้เพราะนางรู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องที่ชีวามีชู้นั้นเป็นแผนการของนางเองและไม่เป็นความจริงสักนิดเดียว ชื่นชีวาเป็นลูกสาวของม.ล. นิวัฒน์ จริงๆ เป็นมารความสุขของนางและเกศินี กานดาจึงให้ นางจันทร์ บ่าวคนสนิทไปตามหลานชายชื่อ จาบ มาวางแผนหลอกชื่นไปข่มขืน ทำให้เสียหาย กนกผ่านมาได้ยินพอดีพยายามหาโอกาสช่วยพี่สาวโดยทีไม่ให้ใครรู้ เย็นวันหนึ่งไม่มีใครอยู่บ้านนอกจาก ชื่น เกศินี และกานดา เป็นโอกาสให้จาบในมาดของนายจำรักษ์คนสนิทของหลวงพิทยไพบูลย์เข้ามาสร้างเรื่องหลอกให้ชื่นชีวาไปกับเขาจนได้ กนกร้อนใจแต่ไม่สามารถตามไปได้ ได้แต่กระวนกระวายใจจนกระทั่งคุณต่อกลับมา เขาจึงบอกให้ตามไปช่วยตามที่อยู่ที่ได้ยินมา ส่วนชื่นใจหายเมื่อจำรักษ์พาเธอไปขังไว้ในห้องนอนที่บ้านริมทางเปลี่ยว จำรักษ์พยายามปล้ำเธอแต่ชื่นตั้งสติ ชื่นชีวากลับมาอยู่ในมาดของเจ้าชื่นไอ้หนุ่มหมัดหนักอีกครั้ง เธอหาจังหวะใช้ขวดเหล้าฟาดจำรักษ์จนสลบเหมือดคุณต่อเองก็ตามมาช่วยเธอทันเวลา จำรักษ์และลูกน้องจึงโดนจัดการอย่างสาสม คุณต่อกับชื่นตกลงว่าจะไม่บอกใครเพื่อหาตัวการให้ได้ เมื่อครบสองปีคุณต้นเรียนจบจึงกลับเมืองไทย เกศินีตื่นเต้นจนออกนอกหน้า ตรงข้ามกับชื่นที่เก็บอาการทั้งที่ใจจดจ่อรอวันกลับของเขาเช่นกัน เกศินีไม่รู้ว่าจะจัดการกับชื่นอย่างไรดีในเมื่อทุกคนดูจะเป็นใจให้ชื่นได้ดูแลคุณต้นเหลือเกินแม้กระทั่งการจัดห้องพัก นมอ่อนก็ต้องตามให้คุณชื่นไปช่วยทั้งที่เธออยากจะทำหน้าที่นี้เอง ในวันที่คุณต้นเดินทางกลับทุกคนไปรับที่สนามบิน คุณต้น กราบบิดาไหว้คุณหญิงวีณาทักนมอ่อนแล้วจึงทักชื่นด้วย สายตาของคุณต้นที่มองชื่นทำให้เธอแก้มแดงเขินอาย น่ารักจนชายหนุ่มอยากจะหันไปมองอีกครั้งแต่ต้องรักษากิริยา ทักคนอื่นๆต่อไป เกศินีหน้าบึ้งงอนเมื่อเห็นว่าคุณต้นทักชื่นก่อนเธอ ที่จริงแล้วเป็นเพราะชื่นยืนอยู่ใกล้นมอ่อนนั่นเอง งานเลี้ยงต้อนรับคุณต้นจัดที่บ้านเป็นงานใหญ่ เกศินีวุ่นวายเตรียมเสื้อผ้าให้สวยที่สุดเธอหวังว่าจะได้เปิดฟลอร์กับเขา ชื่นชีวาคอยช่วยคุณหญิงวีณาจัดบ้าน จัดดอกไม้ โดยมีคุณต้นคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เขาสนทนากับมารดาเลี้ยงอย่างสนิทสนมจนทำให้ท่านเจ้าคุณพ่อพอใจและมีความสุข ละครชื่นชีวา เมื่อถึงวันงาน ชื่นชีวาแต่งตัวเสร็จแล้วแต่ไม่กล้าเดินออกไป นั่งอยู่กับนมอ่อนจนนางต้องคิดหาทางช่วยแต่แล้วคุณต้นก็เป็นคนเดินมารับชื่นชีวาเอง เขาจองให้เธอเต้นรำเปิดฟลอร์กับเขา เมื่อดนตรีบรรเลงชายหนุ่มเดินตรงมารับชื่นชีวาไปเต้นรำโดยเดินผ่านเกศินีอย่างไม่ได้มองด้วยซ้ำ หนุ่มสาวทั้งคู่มีความสุขมาก คุณต้นขอจองเต้นกับชื่นอีกครั้งในเพลงสุดท้ายเธอรับปาก เพลงจบเขาพาเธอมาส่งที่โต๊ะแล้วจึงหันไปเต้นรำกับคนอื่นๆบ้าง คุณต่อนั่งดื่มสนุกกับเพื่อนๆที่กรมฯจนหลับอยู่ที่โต๊ะ เวลาผ่านไปจนดึกมากชื่นแอบหลบไปอยู่กับนมชื่นเธอเกรงว่าคุณต้นอาจจะลืมสัญญาแล้วเธออาจจะเก้อ แต่เขาเดินกลับมาเพื่อรับเธอไปเต้นรำในเพลงสุดท้ายจริงๆ ชื่นชีวามีความสุขที่สุดตรงข้ามกับเกศินีที่แค้นใจมากเช่นกัน เกศินีทนเห็นชื่นมีความสุขไม่ได้ เธอแกล้งทำดีกับชื่นและพูดเรื่องที่เธอรักกับคุณต้นและจะแต่งงานกันหลังจากเรียนจบ แม้ชื่นจะไม่เชื่อนักแต่ก็เจ็บปวดใจเหลือเกิน เกศินีไปพูดให้คุณต่อเข้าใจผิดเรื่องชื่นชอบหว่านเสน่ห์กับหนุ่มๆโดยเฉพาะคุณต้นทำให้เขาทนไม่ไหว คุณต่อไปทวงสัญญาจากพี่ชายที่บอกว่าจะไม่แต่งงานกับชื่นถ้าเธอเป็นผู้หญิงและเขาพร้อมจะแต่งงานกับชื่นแล้ว คุณต้นข่มใจบอกน้องชายว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้ทุกอย่างจะเป็นไปตามความต้องการของคุณต่อและชื่น น้องชายออกไปจากห้องแล้ว ชายหนุ่มนั่งนิ่งที่โต๊ะทำงานความเจ็บปวดที่ต้องเสียของรักมันมากมายท่วมท้นจนแทบทนไม่ไหวเขาจำเป็นต้องตัดใจจากชื่นให้ได้ทั้งที่รักเธอมากเหลือเกิน คุณต้นลุกไปเปิดลิ้นชักหยิบแหวนหมั้นที่บิดาหมั้นคุณหญิงสลิลมารดาของเขาออกมา ชายหนุ่มพลิกแหวนดูอย่างพิจารณา เขาจะให้คุณต่อใช้แหวนวงนี้เป็นแหวนหมั้นชื่นชีวาของที่คุณต้นรักจะได้เป็นของคนที่เขารักคือชื่นชีวา พระยาพิชัยศรายุทธ ถามลูกชายคนโตอย่างไม่แน่ใจเมื่อเขานำแหวนของมารดามาให้เพื่อให้คุณต่อใช้เป็นแหวนหมั้น เพราะเป็นที่รู้กันว่าคุณต้นรักและหวงแหวนวงนี้มาก ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจว่าแหวนวงนี้เหมาะสมกับสะใภ้คนแรกของศรายุทธ ลูกชายออกไปจากห้องแล้วแม้ท่าทางสงบนิ่ง แต่พระยาพิชัยศรายุทธก็รู้ว่าคุณต้นรักชื่นชีวาและรักน้องชายมากด้วย เขาจึงยอมสละสิ่งที่เขารักให้น้องได้ทั้งหมดทั้งคนรักและของรัก งานหมั้นถูกกำหนดขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะคุณต่อต้องการหมั้นก่อนไปราชการที่เกาหลี ระหว่างนั้นทั้งชื่นชีวาและคุณต้นต่างก็หมางเมินต่อกันเพราะความเข้าใจผิดที่เกศินียุแยงไว้ นมอ่อนแปลกใจที่คุณชื่นไม่ค่อยสนใจไยดีเรื่องเสื้อผ้าหรือทำผมนัก เธอปล่อยตามสบายทำเหมือนโดนบังคับแต่ปากบอกเต็มใจ ละครชื่นชีวา งานหมั้นผ่านไปอย่างเรียบง่ายโดยที่คุณต้นไม่อยู่ร่วมพิธีด้วยเขาอ้างว่าติดราชการทั้งที่จริงคือทำใจไม่ได้ เขากลับมาเมื่อพิธีหมั้นเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มพบน้องชายและชื่นอยู่ด้วยกันที่เฉลียงหน้าบ้าน คุณต่อจึงบอกให้ชื่นขอบคุณที่คุณต้นยอมให้แหวนหมั้นของมารดามาหมั้นเธอทั้งๆที่ควรจะเป็นของผู้หญิงที่คุณต้นรัก ชื่นพูดไม่ออกเธอไหว้เขาเรียบร้อยเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าคุณต้นมองเธออยู่แล้ว แววตาเขาเศร้าและปวดร้าวทั้งที่ปากบอกว่ายินดี เมื่ออยู่คนเดียวชื่นชีวามองแหวนหมั้นที่นิ้วมืออย่างไม่เข้าใจ ทำไมคุณต้นจึงยอมมอบของรักของหวงมาให้เธอไม่นานนักคุณต่อเดินทางไปราชการที่เกาหลี วันเวลาผ่านไปชื่นชีวาตั้งใจเรียนให้ได้ปริญญาอีกใบ เธอหลบหน้าคุณต้นแม้จะมีชั่วโมงเรียนกับเขาจนเขาต้องให้นมอ่อนมาเตือน หญิงสาวทำใจไม่ได้ถ้าจะต้องอยู่ใกล้กับคุณต้น เธอรักเขาแต่เขาไม่รักเธอเลยสักนิดผลักไสจนเธอต้องยอมหมั้นกับคุณต่อ สถานการณ์สงครามที่เกาหลีไม่ดีนักทุกคนเป็นห่วงคุณต่อ แต่แล้วข่าวร้ายมาถึงพิชัยศรายุทธในวันหนึ่งคุณต่อโดนสะเก็ดระเบิดบาดเจ็บสาหัสก่อนเสียชีวิตเขาเขียนจดหมายถึง บิดา พี่ชาย และชื่นชีวา คำขอร้องครั้งสุดท้ายคือขอให้คุณต้นแต่งงานกับชื่นชีวาแทนเขา เป็นการไถ่โทษที่เขาแย่งชื่นชีวามาจากพี่ชาย ถ้าเขารู้เร็วกว่านี้สักนิดว่าทั้งสองคนรักกันเขาจะไม่หมั้นกับเธอ พระยาพิชัยศรายุทธถามความสมัครใจจากลูกชาย คุณต้นตอบตกลงส่วนชื่นชีวาไม่ปฏิเสธเช่นกันเมื่อคุณหญิงวีณาถาม เกศินียังไม่หยุดบั่นทอนความรักของทั้งคู่เธอพูดจนชื่นชีวาเข้าใจว่า คุณต้นยอมแต่งงานกับเธอก็เพราะคำขอร้องของน้องชาย แต่ชื่นชีวาไม่ปฏิเสธการแต่งงานเพราะเธอต้องการให้เกศินีและกานดาต้องเสียใจเหมือนตากับแม่ของเธอบ้าง งานแต่งงานจัดอย่างเรียบง่าย แต่ชื่นชีวายังคงงอนคุณต้นอยู่โดยที่เจ้าตัวไม่เข้าใจ แต่เขาตั้งใจว่าจะปรับความเข้าใจกับเธอเมื่อไปฮันนีมูนที่หัวหินในช่วงเวลาเดียวกันความผิดหวังทำให้เกศินียอมออกไปกินข้าวกับ ทรงวุฒิ เพื่อนนักบัญชีรุ่นพี่โดยไม่รู้ว่าเขาได้ ยุพา ญาติห่างๆของเธอเป็นเมียแล้วและกำลังตั้งท้อง ทรงวุฒินั้นยากจนแต่ทะเยอทะยานเขาหวังในตัวเกศินีเพื่อใช้เธอตามเข้าสังคมชั้นสูง เกศินีพลาดตกเป็นของทรงวุฒิจนได้ กานดาแทบคลั่งรีบส่งนายจาบหรือจำรักษ์ไปหัวหินเพื่อทำลายครอบครัวของคุณต้นและชื่นชีวา นางต้องทำให้คุณต้นเกลียดชื่นชีวาหย่ากันแล้วจากนั้นจึงจะเป็นโอกาสของเกศินี แต่ทรงวุฒิกลับเป็นมาร เขานำรูปของเขากับเกศินีที่แอบถ่ายไว้มาแบล็กเมล์จนกานดาตั้งใจว่าต้องให้จาบฆ่าทรงวุฒิหลังจากจบงานที่หัวหิน ละครชื่นชีวา ที่บ้าน ชื่นสวาท จำรักษ์ทำงานได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ความรักทำให้คุณต้นหูเบาเชื่อว่าจำรักษ์คือสามีของชื่นชีวาจริงๆ เขาเอ่ยปากให้เธอกลับไปอยู่กับจำรักษ์เสียเขายินดีเปิดทางให้ ชายหนุ่มออกจากบ้านอย่างปวดร้าว ขณะที่ชื่นชีวาอาละวาดไล่จำรักษ์ออกไปเช่นกันหญิงสาวเก็บเสื้อผ้าหนีกลับมาอยู่กับตาชมเสียใจและเจ็บปวดอย่างที่สุด นมอ่อนรีบติดต่อคุณหญิงวีณาให้ตามมาแก้สถานการณ์ กนกซึ่งตามดูมารดาและเกศินีผ่านมาได้ยินเรื่องนี้เขารีบไปบอกม.ล. นิวัฒน์ ทั้งหมดจึงตามไปที่ชื่นสวาท กนกเล่าความจริงให้คุณต้นรู้ว่าชื่นชีวาโดนกลั่นแกล้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วครั้งแรกคุณต่อตามไปช่วยไว้ทันก่อนที่จะพลาดให้กับจำรักษ์ ชายหนุ่มโกรธตัวเองที่หูเบาอย่างไม่น่าอภัยสงสารชื่นชีวาจับใจเมื่อกลับถึงพิชัยศรายุทธ พระยาพิชัยศรายุทธคุณหญิงวีณา คุณต้นม.ล. นิวัฒน์ และกนก ตามไปที่บ้านของหลวงพิทยไพบูลย์ หรือตาชม คุณหลวงฯต้อนรับอย่างดีท่านยอมให้อภัย ม.ล. นิวัฒน์ เมื่อรู้ว่าเขาได้สละโลหิตช่วยชีวิตท่านเมื่อครั้งที่ได้รับอุบัติเหตุรถชนไม่นานมานี้ ตาชมพยักหน้าให้คุณต้นตามไปปรับความเข้าใจกับชื่นชีวาในห้อง เธอยอมตามสามีออกมาแต่ตั้งใจว่าจะยังไม่คืนดีง่ายๆ ส่วนคุณต้นวางแผนไว้ในใจว่าเขาจะพาเธอกลับไปปรับความเข้าใจที่ชื่นสวาทอีกครั้งเมื่อถึงที่พักคุณต้น ง้อ และลงโทษคนแสนงอนด้วยความรักที่มีมากมายจนชื่นชีวาหายโกรธ ที่บ้านพิชัยศรายุทธ ม.ล.นิวัฒน์วางแผนจับจำรักษ์หรือนายจาบ รวมทั้งนางจันทร์ จนสารภาพหมดว่าทั้งหมดเป็นแผนของกานดาจนกา ติดตามชมกันต่อได้ใน ละคร ชื่นชีวา ที่ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ทางช่อง 7 สี ละคร ชื่นชีวา เริ่มตอนแรกวันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2559 รายชื่อนักแสดงนำในละคร ชื่นชีวา ศรัณย์ ศิริลักษณ์ รับบท คุณต้น/ศรันย์คามิลล่า กิตติวัฒน์ รับบท ชื่นชีวาแก้วใส คริสตัล รับบท ม.ร.ว.ฉัตร์สุดาขวัญกวินท์ ธำรงรัฐเศรษฐ์ รับบท ยุพาณทรรศชัย จรัสมาส รับบท คุณต่อ/สาโรจน์พูลภัทร อัตถปัญญาพล รับบท นัททีพิชยดนย์ พึ่งพันธ์ รับบท ทรงวุฒิกชกร ส่งแสงเติม รับบท เกศินีสรพงศ์ ชาตรี รับบท หลวงพิทยไพบูลย์/ตาชมเกรียงไกร อุณหนันท์ รับบท พระยาพิชัยศรายุทธวสุ แสงสิงแก้ว รับบท ม.ล.นิวัฒน์ ชวาลนคินธร ภาษยวรรณ์ รับบท กนกจักรกฤษณ์ คชรัตน์ รับบท จาบ/จำรักษ์ ละครชื่นชีวา ละครชื่นชีวา ละครชื่นชีวา ละครชื่นชีวา ละครชื่นชีวา ละครชื่นชีวา