ข่มขื่น

รวมพฤติกรรมที่ทำให้คู่รักเลิกกันมากที่สุด
คู่รักเลิกกัน /  สาเหตุการเลิก / 

เพราะสาเหตุใด ความรักของเราถึงไปไม่ถึงฝั่งฝัน ถ้ายังคิดไม่ออก ก็ลองมาดูพฤติกรรมเหล่านี้กัน เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ คู่รักเลิกกัน มากที่สุด หลายคนคงสงสัยกันว่า เพราะสาเหตุใดทำไม ความรัก ของเราถึงไปไม่ถึงฝั่งฝัน เป็นเหตุให้เราต้องเลิกรากันก่อน จะเป็นความผิดที่เขาหรือที่เรากันแน่ เพราะฉะเราจึงต้องพยายามมองย้อนกลับไปในขณะที่คบกันอยู่ว่าเราทำอะไรผิดหรือเปล่า ถ้ายังคิดไม่ออก ก็ลองมาดูพฤติกรรมเหล่านี้กัน ว่ามีอยู่ในตัวเราหรือเปล่า เพราะพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ คู่รักเลิกกัน มากที่สุด เอาแต่ใจ ตัวเอง เป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าใครจะ เอาใจตัวเองมาก หรือน้อยเท่านั้นเองค่ะ บางคนคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง น้อย แต่ความจริงแล้วมากเนี่ย ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย ทำตัวเป็นเจ้าของ มากเกินไป การที่คุณแสดงตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่า คุณกับเขาเป็นแฟนกันเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่อง แปลก เพียงแต่บางครั้งคุณอาจแสดงความเป็นเจ้าของเขา ในลักษณะที่เป็นเงา ตามตัวกันเลย เช่น ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลา ส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน หึง แบบไร้ขีดจำกัด คงจะห้ามกันได้ยาก เรื่องความหึงเนี่ย แต่ต้องมีลิมิตกันบ้างนะ ไม่ใช่ว่าเพื่อนคุยด้วยก็ยังหน้ามืดตามัว หึงขนาดนั้น คงจะไม่ไหว บางคนเข้าขั้นโทเช็คตลอด เวลา อันนี้น่าเป็นห่วงมาก บอกเลิกทุกครั้ง ที่ทะเลาะ ส่วนใหญ่จะเกิดจากฝ่ายหญิงซะมากกว่า จริงๆ แล้วก็พูดแค่อยากให้เขามาง้อเท่า นั้น ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้นค่ะ แต่หลังๆ ล่ะก็ เอ้า.. อยากเลิกดีนัก เลิกเลยดีกว่า น้ำตาเช็ดหัวเข่า ไปเจ๊าะแจ๊ะ กับคนอื่น ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย ซึ่งทุกคนก็ย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง บางครั้งอาจทำ เพื่อให้อีกฝ่ายหึงเล่นๆ เป็นการคอนเฟิร์มว่าคุณเองก็มีค่า สำหรับพวกเขา แต่ต้องระวังนะคะ เพราะมองอีกมุมคือคุณไม่แคร์ความรู้สึกของ เขาเลย และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม อีกกรณีหนึ่งที่หึงหรือชายไปชอบเพื่อนของฝ่ายหนึ่ง นอกจากจะทำให้มิตรภาพระหว่างเพื่อนแตกสะบั้นแล้ว คนอื่นจะมองคุณเป็นคนไม่ดีเอามาก ๆ ด้วย ข้อนี้ต้องคิดให้ดี เชื่อเพื่อน มากเกินไป บางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน ซึ่งก็โทษไม่ได้อีกนั่นแหล่ะ เพราะจากที่ เคยเจอกัน ทานข้าวด้วยกันทุกวัน ก็กลับกลายเป็นว่า คุณไปตัวติดกับแฟนแทน หรืออาจจะด้วยความหวังดีมากเกินไป ก็เลยคิดแทนคุณไปหมด ว่าแฟนคุณดีพอ สำหรับคุณหรือเปล่า โกรธแล้ว ไม่พูดด้วย เป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รัก เลิก รากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาการแบบนี้จะทำให้อีกฝ่าย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือบางทีเรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูด กัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ นัดแล้ว ไม่เป็นนัด การเลื่อนนัด ประเภทเลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือว่ามาเลทแบบนัดเช้ามาบ่าย นัดบ่ายมาเย็น อาการแบบนี้เนี่ย บางคนเขารอบ่อยๆ รอไปรอมา เลิก รอตลอดไปเลยก็มีนะ พูดจาข่มกัน ต่อหน้าคนอื่น อาจจะเพียงแค่อำกันเล่น แต่บางคนอำกันแรงเกินไป อาจจะเกิดการทะเลาะกันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความบานปลายได้ โกหก บางคนโกหกเป็นนิสัย ทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจก็คงไม่เป็นไร แต่ขอบอกว่าเรื่องอย่างนี้ น้อยคนนัก ถึงจะยอมเข้าใจ ขอบคุณข้อมูลจาก Forward Mail

มึงรู้จักไอ้ต่ายป่าววว เรียบร้อย เงิบบบบ!
ทะเลาะวิวาท /  คลิปรถชน / 

วันที่ 25 ม.ค. 58 ร.ต.ท.ศิริชัย สีนิล ร้อยเวร สภ.เมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์เฉี­่ยวชนพร้อมมีเหตุทะเลาะวิวาทกันที่ โค้งโรงเรียนสตรีอ่างทอง ถนนโพธิ์พระยา-ท่าเรือ ต.ศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมระงับเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองอ่างทอง ในที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีแดง หมายเลขทะเบียน กกท 82 อ่างทอง พลิกค่ำพังเสียหายอยู่ข้างทางมีผู้ได้รับบ­าดเจ็บ1รายทราบชื่อต่อมาว่านาย สมประสงค์ หาสะศรี อายุ38 ปี ได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่วีอาร์กู้ภัยอ่างทองนำตัวส่­งโรงพยาบาลอ่างทองเพื่อทำการรักษาตัว และมีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหลายคนยื่นโต้เถียง­ถึงอุบัติเหตุครั้งนี้ ด้านรถจักยานยนต์คู่กรณีเป็นฮอนด้าเวฟสีเท­า ไม่ติดป้ายแผ่นทะเบียน ขับขี่โดยนายไพทูลย์ ยาบุญ อายุ 30 ปี หรือ ต่ายป่าโมก ซึ่งไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่มีอาการโวยวายพูดว่าหาเรื่องพร้อมข่มขู­่ ว่าเพิ่งออกมาจากคุกไม่กลัวใครพร้อมจะมีเร­ื่องกับญาติๆคู่กรณี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและเพื่อนนายไพทูลย์ ได้พยายามห้ามปรามนายไพทูลย์ แต่ไม่ยอมฟังได้ตะโกนท้าทายกันอย่างต่อเนื­่องเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามแยกออกจากกัน ส่วนทางญาตินายสมประสงค์ ผู้ได้รับบาดเจ็บ นั้นก็ไม่หวั่นเกรงจึงได้เกิดการเผชิญหน้า­และโต้เถียงเรื่องการเกิดอุบัติเหตุในครั้­งนี้โดยต่างฝ่ายไม่ยอมกันจนเกิดบันดาลโทสะ­แล้ว ญาติของนายสมประสงค์ ปล่อยมัดตรงเข้าที่ปลายคางนายไพทูลย์ จนล้มลงไปกลิ้งอยู่กับพื้น และได้เกิดการตะลุมบอนชกต่อยกันนัว จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าห้ามปรามและแยกกันก่­อนที่เรื่องจะบานปลายออกไป เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ป­ระสบอุบัติเหตุและผู้ที่ก่อเหตุชกต่อยทะเล­าะวิวาท นำตัวไปสงบสติอารมณ์ก่อนสอบสวนเพื่อดำเนิน­การตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป   ขอบคุณข้อมูล : matichon tv

สุริยะใส ชม วิชา ผู้เป็นมหาคน
ข่าววันนี้ /  จำนำข้าว / 

สุริยะใส โพสต์ชื่นชม วิชา มหาคุณ หลังทำหน้าที่ตามเอาผิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคม พร้อมยกเป็น  "วิชาผู้เป็นมหาคน" วันนี้ (22 ม.ค. 58) นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย และผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ภายหลังนายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เข้าชี้แจงปิดคดีปมจำนำข้าวต่อ สนช. โดยนายสุริยะใส ยกย่องนายวิชา เป็นมหาคน ภายหลังจัดเต็มไล่ล่าการทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งเป็นต้นตอทุกปัญหาของชาติ โดยระบุว่า ...รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว ชาวนา จำนำชีวิต ประเทศจำนำหนี้ ...ท่านวิชา มหาคุณ กรรมการ ปปช. ขอคารวะอีกครั้งกับการทำหน้าที่แถลงปิดคดี ไม่เยิ่นเย้อ กระชับ ชัดเจน และเข้าสู่กระบวนการถอดถอน ทั้งตอนเปิด ปิด และขั้นตอนซักถาม อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายังใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ มายืนอ่านแถลงการณ์ปิดคดีแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเสียดายไม่ได้เปิดให้ สนช.ซักถามหรือมีข้อโต้แย้งใดๆ ได้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ท่านวิชาต้องพ้นจากตำแหน่งภายในปีนี้ ซึ่งครบวาระของการดำรงตำแหน่ง 9 ปีพอดี เรียกได้ว่านับเดือนเหลือก็ว่าได้ ตลอดห้วงระยะเวลาการทำงานของท่านวิชา เป็นแถวหน้าของการเอาจริงเอาจังและไม่ลดลาวาศอกกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคม จนถูกข่มขูอาฆาต มาดหมายเอาชีวิตเป็นระยะๆ ที่สำคัญช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งการเมืองไทยจมปลักอยู่กับความแตกแยก ปัญหาการทุจริตฯ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นต้นตอสำคัญก็ว่าได้ เพราะการทุจริตรุนแรงขึ้นทั้งแนวราบแนวดิ่ง ซึมลึกไปถึงทัศนคติ ค่านิยมของผู้คนบางกลุ่มที่ยอมให้ผู้มีอำนาจ โกงได้ถ้าตัวเองได้ประโยชน์ด้วย ผลพวงจากกลุ่มธุรกิจการเมืองเฮโลยกทัพเข้ามายึดอำนาจรัฐผ่านพรรคการเมือง ผ่านสัปทานการเลือกตั้ง เกิดการทุจริตเชิงนโยบายเอื้อประโยชน์ญาติพี่น้องและพวกพ้อง ผ่านเมกะโปรเจคต์สารพัดและนโยบายประชานิยมสุดโต่งที่หากินกับความยากจน ท่านวิชาเป็นผู้หนึ่งที่จับได้ไล่ทัน เล่ห์เพทุบาย และพยายามเปิดโปงตีแผ่ตลอดมา ความรู้เท่าทัน ความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง และความมุ่งมั่นที่ท่านเพียรพยายาม ผมอยากเห็นท่านวิชาในวัยหลังหมดวาระ หาทางถ่ายทอดประสบการณ์ ถอดบทเรียนชีวิต เพื่อเป็นวิทยาการและเพื่อประสาทวิชา และใช้ในการฝึกอบรม ให้ผู้คน ให้สังคม ตื่นตัวต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่าจริงจัง คารวะ ท่านวิชา มหาคุณ ผู้เป็น "มหาคน" ครับ.. MThai news

อยากให้ความคิดมีเสียง : Peet Peera [Official MV] - Mono Music Bar
อยากให้ความคิดมีเสียง /  Peet Peera / 

เผยแพร่เมื่อ 8 ก.ย. 2014 อยากให้ความคิดมีเสียง : Peet Peera [Official MV] - Mono Music Bar"คิด" แต่..."พูดไม่ได้" คือสิ่งที่ทำให้คนแอบรักทรมานมากที่สุด▼ iTunes : http://bit.ly/MonoMusicBar♫ Deezer : http://www.deezer.com/album/7852130♫ KKBOX : http://kkbox.fm/Gd0izLข่าวสารเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/MonoMusic และ http://www.facebook.com/MrFellowMusic"อยากให้ความคิดมีเสียง" โดย พีท พีระ เพลงที่ของคนที่มีความลับอยู่ในใจแต่ไม่กล­้าพูดMono Music Bar อัลบั้มที่รวมเพลงฮิตจาก Mono Music ในรอบ 5 ปี มาเรียบเรียงดนตรีใหม่ในสไตล์ "Chilling Night Out" ให้อารมณ์เวลาฟังเหมือนนั่งดื่มไวน์ช่วงหั­วค่ำอยู่ในบาร์สุดหรูย่าน Manhattan, New York โดยมีบาร์เทนเดอร์ชั้นนำที่ใส่ใจทุกรายละเ­อียดจาก Fellow Music ในเครือ Mono Music เมนูที่ 8 จาก Mono Music Barคนที่ดื่ม "วอดก้า" มักจะเป็นคนใจกว้าง รักความสนุกสนาน แต่ก็มีบางเรื่องที่ขัดแย้งกับบุคลิกไม่กล­้าพูด เหมือนกับเพลง "อยากให้ความคิดมีเสียง" เพลงช้า ความหมายดีที่พูดถึงการแอบรัก ให้ความรู้สึกคล้ายช่วงเวลาในการกระดกวอดก­้า ถึงแม้จะขมแต่ก็ต้องข่มเอาไว้ข้างใน แม้จะไม่สามารถพูดได้ แต่ก็ไม่สามารถหักห้ามใจให้ไม่คิดได้ จากเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ "อ้อน ลัคนา" สู่แนวเพลง Electronic Bossa Nova โดย "พีท พีระ" เจ้าพ่อเพลงเศร้า "อยาก ให้ความคิดมีเสียง" จาก "พีท พีระ" เพลงที่คุณฟังแล้วให้อารมณ์เหมือนนั่งจิบ "วอดก้า" ที่บาร์สุดหรูย่านย่าน Manhattan, New York แล้วพบกับเมนูอื่นๆ จาก Mono Music Bar ได้ในเร็วๆ นี้Executive Supervisor : รัชพล จิตพึงธรรมExecutive Producer : ม.ล. พิทยากรณ์ รัชนีProducer : ม.ล. พิทยากรณ์ รัชนี Co-Producer : ชินวุฒิ วัฒนาสัจจา Lyrics : ปัญญา โกเมนไปรินทร์Melody : MildVocalistArrangement : ชินวุฒิ วัฒนาสัจจา Recording Engineer : ม.ล. พิทยากรณ์ รัชนีVocal Director : ม.ล. พิทยากรณ์ รัชนีDigital Edited : ม.ล. พิทยากรณ์ รัชนีRecorded at Guess Music Studio, A More StudioMixed and Mastered : วารุศ รินทรานุกูลMixed and Mastered at Sevendogs StudioArt Director : ประวิทย์ เจนสุขุม Graphic Designer : อริสรา วรศิริPhotographer : ตติพล ขุนอ่อน Stylist : สิวนาถ เลิศศักดิ์สิริ ติดต่อประชาสัมพันธ์ : คุณนิว 087 685 4495 / คุณเก๋ 089 967 4565 / คุณโป้ง 085 917 1709

ใหญ่แค่ไหน การวัดขนาดอวัยวะเพศ ให้เป๊ะทั้งความยาวและรอบวง
sex /  การวัดขนาดอวัยวะเพศ / 

คุณใหญ่แค่ไหน มาวัดกัน สอน การวัดขนาดอวัยวะเพศ แบบเป๊ะๆ ขนาดนั้นสำคัญไฉน คำถามนี้คงเป็นคำถามโลกแตกของเหล่าผู้ชายเราทุกยุคทุกสมัยจริงๆ ว่าขนาดมันมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตบนเตียงของเราไหม ถ้าจะถามทางเรา เราคงตอบว่าไม่ครับ เพราะว่าเซ็กส์ที่ดีนั้นมันขึ้นอยู่กับลีลาและความพอใจของทั้งสองฝ่ายนั่นเอง แต่สำหรับผู้ชายหลายๆ คน เรื่องศักดิ์ศรีมันเป็นอะไรที่ยอมกันไม่ได้ ต้องเอามาข่มกันให้สนุกปากนั่นเอง โดยวันนี้ Men.MThai เราก็เลยอยากจะนำเสนอเรื่อง การวัดขนาดอวัยวะเพศ ของผู้ชายแบบที่ถูกต้องมาฝากเพื่อนๆ กันครับ มาทำศึกษาความรู้เกี่ยวกับอวัยวะเพศกันก่อน อวัยวะเพศชายขนาดมาตรฐานสากล ISO 55555555+ เขาฟันธงกันออกมาแล้วครับ ว่าจะอยู่ที่เส้นรอบวงเฉลี่ยที่ 12.6 ซม. (5.0 นิ้ว) อาจคลาดเคลื่อนที่ 1.3 ซม. (0.5 นิ้ว) และค่าเฉลี่ยความยาวจะอยู่ที่ 14.9 ซม. (5.9 นิ้ว) และอาจมีการคลาดเคลื่อนไปได้ 2.1 ซม. (0.8 นิ้ว) ซึ่งการที่เรารู้ถึงขนาดที่แท้จริงของตัวเองแล้ว เราก็สามารถเลือกซื้อถุงยางอนามัยที่มีขนาดรองรับกับของตัวเองเพื่อปกป้องสุขภาพที่ดีของการมีเพศสัมพันธ์ครับ ซึ่ง การวัดขนาดอวัยวะเพศ ควรวัดตอนแข็งตัวเต็มที่และวัดหลายๆครั้งเพื่อหาค่าเฉลี่ยโดยให้แตกต่างด้วยสิ่งแวดล้อมเช่นอุณหภูมิห้อง ความชื้น มันจะแบ่งได้เป็น 2 วิธีคือหาค่าความยาว และ เส้นรอบวง นั่นเอง การวัดความยาว ควรใช้ สายวัดชนิดอ่อนจรดปลายเลขศูนย์ที่บริเวณฐาน (ส่วนที่ติดกับร่างกาย) คลี่ม้วนสายวัดไปจนถึงส่วนปลายสุดของอวัยวะเพศ (ปลายสุดส่วนหัว) ทำเช่นนี้ในขณะที่อวัยวะเพศตื่นตัวเต็มที่เพื่อที่หาค่าที่แท้จริง การวัดเส้นรอบวง ให้ใช้สายวัดพัน (ไม่ต้องแน่นมาก) รอบอวัยวะเพศ เลือกพันตรงบริเวณกึ่งกลาง และดูตัวเลขที่ได้ครับ แต่ถ้าเราไม่มีสายวัด เราขอแนะนำ ใช้เชือกธรรมดา หรือด้ายเย็บผ้าก็ได้ แล้วค่อยเอาด้ายไปวัดจากไม้บรรทัดอีกทีจะทำให้ได้ขนาดของจริง เหมือนกับการใช้สายวัดครับ เนื้อหาโดย Men.MThai

ข่มกันมิด!เผยสถิติกองหน้าผี รูนี่ย์, ฟานเพอร์ซี่, ฟัลเกา ยิงเท่า เคน คนเดียว
ท็อตแน่มฮอทสเปอร์ส /  พรีเมียร์ลีก / 

ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงสำหรับฟอร์มการเล่นของสามศูนย์หน้าค่าตัวแพงของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่าง เวนย์ รูนี่ย์ , โรบิน ฟานเพอร์ซี่ และ ราดาเมล ฟัลเกา ที่มีสถิติการยิงประตูรวมกันเท่ากับ แฮร์รี่ เคน กองหน้าของคู่แข่งในสุดสัปดาห์นี้อย่าง ท็อตแน่มฮอทสเปอร์ส ดาวยิงเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน 2  เดือนติดต่อกันยิงไปแล้ว 26 ประตูจากการลงเล่น 41 นัดในทุกถ้วยทุกรายงานในฤดูกาลนี้ เท่ากันกับสามดาวยิงค่าตัวแพงของ หลุยส์ ฟานกัล ที่ทำได้รวมกัน 26 ประตู เวนย์ รูนี่ย์ 12, โรบิน ฟานเพอร์ซี่ 10 และ ราดาเมล ฟัลเกา 4 โดยเฉพาะรายหลังที่โดนส่งไปเล่นกับทีมสำรองแล้ว

อกหัก ไม่ใช่เรื่องตลก 7 สิ่งที่ อกหัก ส่งผลกับร่างกายได้เห็นๆ!
สาวโสด /  สุขภาพ / 

อกหัก รักคุด ไม่สมหวัง แฟนหนีไปมีใหม่ เราทิ้งเขา เขาทิ้งเรา เป็นปัญหาที่สาวๆทุกคนต้องพบเจอสักครั้งในชีวิต แต่สาวๆรู้ป่าวว่า อาการอกหักหรือโดนทำร้ายทางความรู้สึกเนี่ย ไม่ว่าจะคบกันมาเจ็ดแปดปี หรือ แค่วันไนท์แสตนด์ สามารถกระทบความรู้สึกด้านอารมณ์และร่างกายของคุณได้แล้ว นี่คือ 7 ข้อที่ทำร้ายร่างกายคุณ ถ้าคุณเศร้าใจจากการอกหัก!! 1.สมองจะจดจำความรู้สึกเจ็บปวด และสร้างความคิดถึงแฟนเก่าอย่างรุนแรง เวลาเราเพ้อคิดถึงคนที่จากไปไม่ใช่ว่าเราเพ้อไปเองนะคะ เพราะสมองจะจดจำและถูกทำร้ายเมื่อคุณผ่านประสบการณ์อกหัก โดยในวารสาร Journal of Neurophysiology ในปี 2010 กล่าวว่า เมื่อ ทดลองกับคน โดยเปิดรูปของแฟนเก่าให้ดู จะเกิดผลกระทบต่อสมองในด้านความเจ็บปวด นอกจากนั้น การศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ยังบอกเราอีกว่า คุณจะรู้สึกขาดหาย อย่างมีนัยยะ กล่าวคือ คุณจะโหยหาและต้องการมาก พื้นที่ในสมองจะมีการทำงานเหมือนกับคนที่ติดโคเคน ที่ติดแล้วต้องหยุดใช้ยา ขนาดนั้นเลยล่ะเธอ 2.ร่างกายจะต่อสู้และหลีกหนี พฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมทางชีววิทยา โดยร่างกายจะหลังความเครียดอย่างรุนแรงจำนวนมาก และอะดรีนาลิน และ คอดิซอล จะหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองความเครียดเหล่านั้น  โดยผลที่เกิดคือ เมื่อร่างกายคุณไม่พร้อมจะรับฮอร์โมนเหล่านั้น คือ คุณจะเจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หัวใจเต้นแรง 3.ระบบย่อยจะช้าลง คอติซอล จะหลั่งออกมาในร่างกายเมื่อร่างกายคุณอ่อนแอ โดยจะเปลี่ยนเส้นทางการเดินเลือดจากทางที่ย่อยอาหาร และทิ้งแก๊ซไว้ และเมื่อเครียดก็จะส่งผลให้คุณอ้วนขึ้นได้ด้วย 4.ผิวแห้งแตก สิวขึ้น หลายๆอย่างต่างส่งผลกับผิวพรรณ ของคุณไม่ว่าจะฝุ่นละออง อากาศ อุณหภูมิ ซึ่งรวมไปถึงความเครียดด้วยนะเธอ 23 % ของคนที่เครียด มีผลกับผิวพรรณตรงๆนะ สิวขึ้นสิวเห่อแน่นอน 5.ผมร่วง ความเครียดส่งผลกับการร่วงของเส้นผมได้เช่นกัน เคยได้ยินมั้ยคะ ว่าคนที่ผมร่วงอยู่แล้ว ห้ามเครียด เพราะถ้าเครียดเพิ่มอีก ผมจะร่วงเร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าช่วงอกหัก ยังฟื้นตัวไม่ได้ ถ้าผมร่วงก็ไม่ต้องตกใจนะ เพราะฉะนั้น รีบๆหาย รีบๆกลับมาเป็นคนเดิมนะก่อนที่หัวจะล้าน 6.ความดันเพิ่มสูง ไม่ใช่เรื่องน่าเครียดค่ะ เพราะความดันเลือกมักจะขึ้นเวลาคุณเครียดเป็นบางครั้งอยู่แล้ว  แต่ถ้าคนที่เป็นโรคความดันสูงเนี่ย ต้องระวังให้ดี อย่าให้เครียดมาก ยิ่งตอนอกหักต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดี อาการส่วนใหญ่มักคือ อาการปวดหัว  หายใจสั้น และมีเลือดกำเดาไหล 7.หัวใจคนอกหักจะขยายใหญ่ขึ้นจนน่ากลัว ไม่ใช่เรื่องตลกนะเธอ เพราะ American Heart Association  อธิบายว่าอาการนี้ เมื่อใครก็ตามที่เครียด หรือ อกหัก หัวใจคุณบางครั้งจะมีขนาดใหญ่ และไม่สามารถเต้นได้ดี ในขณะที่ระบบอื่นๆที่ช่วยหัวใจ จะมีอาการหดตัวลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ ยิ่งไปกว่านั้น อาจทำให้คุณเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจได้ ( ไม่น่าเชื่อว่าอกหักนี่เกี่ยวกับหัวใจจริงๆนะเนี่ย) โดยอาจเรียกได้ว่าเป็น broken heart syndrome เลยก็ได้  โดยมักเกิดกับคนที่พบสภาวะอกหักรุนแรงครั้งแรก หรือ หาได้ยากมาก แต่นักวิจัยจากญี่ปุ่นกล่าวว่า พบเพียง 2 % เท่านั้น ที่เข้าโรงพยาบาลเพราะปัญหาโรคหัวใจที่เกิดจากการอกหัก แต่ข่าวร้ายก็คือ โรคแบบนี้ มักเกิดกับเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ (เอาล่ะสิ)   อกหัก เป็นเรื่องธรรมชาตินะจ๊ะ ใช้หลักธรรมะเข้าข่มเถอะ ดังที่ว่า "เกิดขึ้น มีอยู่ ดับไป" หรือไม่ก็ หาอะไรทำให้ชีวิตตัวเองรื่นเริงสดใสดีกว่าเนอะ เรื่องเครียดๆปล่อยมันไปดีกว่า เขาไม่สนใจ เราก็ไม่สน สะบัดบ๊อบใส่ไปเลย บ๊าย หัวไม่ล้าน หัวใจก็ปกติดีด้วยนะ :D  ที่มา Marieclair เรียบเรียงโดย Women Mthai Team    

ชะตาชีวิตอิสตรี ใต้อาณัติของกลุ่ม 'ไอเอส'
กลุ่มไอเอส /  ข่าวไอเอส / 

ตีแผ่ชีวิตสตรีภายใต้เขตการปกครองของกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ 'ไอเอส' กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือกลุ่มไอเอส เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ทำให้โลก ต้องจารึกชื่อของพวกเขาไว้ ในนามของ 'กลุ่มก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์'ทั้งนี้นอกจากเรื่องราวความโหดร้ายแล้ว ภาพที่หาชมได้ยากยิ่งบางฉากที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่การปกครองของกลุ่มไอเอส หนึ่งในนั้นคือภาพสตรีที่มือหนึ่งอุ้มบุตร ส่วนอีกมือหนึ่งถือปืน โดยหลังจากมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าว ทำให้โลกให้ความสนใจสงสัยถึงวิถีชีวิตของประชาชนภายใต้การปกครองของกลุ่มไอเอสเป็นอย่างมาก ไอเอสเริ่มบุกยึดเมืองแรกคือเมือง 'รักกา' ทางตอนเหนือของประเทศซีเรียในช่วงต้นปี 2557 สตรีในรัฐอิสลาม 'Women in the Islamic State' เมื่อเร็วๆนี้ ไอเอสแพร่เอกสารฉบับภาษาอาหรับ ซึ่งบรรยายเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสตรีในเป็นแม่และภรรยา ในพื้นที่การปกครองของไอเอส ชื่อว่า 'Women in the Islamic State' ระบุการหาแนวร่วมจากเดิมที่มุ่งเป้าไปที่สตรีจากประเทศแถบตะวันตกเป็นสตรีจากประเทศซาอุดิอาระเบียแทน เนื่องจากกลุ่มไอเอสคิดว่ากฎหมายที่เข้มงวดและกดขี่สตรีในซาอุดิอาระเบียใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากความสุขและประสงค์จะเดินทางมาร่วมกลุ่มไอเอสแทน เหตุจากกฏหมายที่เข้มงวดในซาอุดิอาระเบีย อาจทำให้สตรีในพื้นที่ตกที่นั่งลำบาก และอยากย้ายถิ่นฐานมายังเขตการปกครองของกลุ่มไอเอส ร่วมด้วยการโพสต์ภาพหญิงสาวนิรนามที่สวมชุดบุรุกา พร้อมทั้งระบุว่าเธอคือนักรบหญิงคนแรกที่จะทำหน้าที่ตัดศีรษะตัวประกันชาวตะวันตก พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าพยายามจะผลักดัน ฝึกฝนหญิงสาวรายนี้เพื่อเป็นนักสู้ การกำหนดบทบาทให้แก่สตรี เริ่มต้นตั้งแต่มีอายุได้ 7-15 ปี พวกเธอต้องเริ่มศึกษาศาสนาและคัมภีร์ และต้องเรียนรู้วิธีทำอาหาร การเย็บปักถักร้อย และทักษะอื่นๆ อย่างเช่นการปฐมพยาบาล พวกเธอสามารถทำงานนอกบ้านอย่างเช่น แพทย์ ครู หรือแม้กระทั่งการเป็นนักรบเหมือนกับบุรุษทั่วไปได้  ในกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น เธอสามารถเข้าสู่สนามรบได้หากนักรบอิสลามมีจำนวนไม่มากพอที่จะต่อสู้ในสมรภูมิรถ เว็บไซต์ออนไลน์ 'raqqa-sl ' นำเสนอบทความโดยชี้ว่า ไอเอสกำหนดเป้าหมายในการปกครองสตรีภายใต้อาณัติ และพยายามออกกฏเกณฑ์มาเพื่อบีบคั้นให้หญิงสาวในพื้นที่ จำใจต้องแต่งงานกับนักรบชายในกลุ่ม และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น สตรีจำนวนไม่น้อย จำต้องยอมสมรสกับ 'นักรบญิฮาด' อย่างไม่เต็มใจ เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว ส่วนกลุ่มไอเอสก็ได้ประโยชน์ โดยการสมรสกับประชาชนในดินแดนที่ตนยึดครอง ถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในท้องถิ่นให้แนบแน่นขึ้นด้วย ประกอบกับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศหลายสำนักพร้อมใจประโคมข่าวความรุนแรงต่อสตรีที่อยู่ภายใต้การปกครองของ 'นักรบญิฮาด' ซึ่งหลายต่อหลายเหตุการณ์สร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมาก ภายในพื้นที่ของกลุ่มไอเอส ได้มีการกำหนดกฏหมาย ข้อบังคับซึ่งมีพื้นฐานมาจากกฏหมายอิสลาม  และมีวิธีการลงโทษ ต่อผู้ฝ่าฝืนที่เข้มงวด แม้แต่เรื่องเล็กๆอย่างเช่นการแต่งกายในที่สาธารณะ ด้วยชุด 'บุรุกา' หรือถ้าคลุมหน้าแบบมิดชิด ถึง 2 ชั้น สวมถุงมือ ถุงเท้า จนแทบไม่เห็นร่างกายส่วนไหนแม้แต่ส่วนเดียว ถึงแม้ในขั้นแรกได้มีหญิงสาวที่ฝ่าฝืนกฏดังกล่าวอยู่หลายครั้ง แต่พวกเธอถูกลงโทษราวกับว่าเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นตีด้วยท่อนเหล็ก หรือไม้ ทั้งเจ็บกาย และอับอาย ส่วนผู้ปกครองชาย เช่น พี่ชาย หรือสามี ที่ต้องติดตามญาติสตรีที่กระทำผิด จะมีความผิดและอาจถูกลงโทษ หรือปรับเงินร่วมด้วย เมื่อวันพุธที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา สำนักข่าว 'ดิ อินดิเพนเดนท์' รายงานข่าว โดยอ้างอิงจากกลุ่มนักกิจกรรมท้องถิ่นในเมืองรักกา ประเทศซีเรีย ที่ระบุว่า หญิงสาวหลายรายถูกบังคับให้แต่งงาน บ้างก็ยื่นข้อเสนอให้ให้ครอบครัวที่ยากจน โดยการให้สินสอดเป็นจำนวนมาก โดยเว็บไซต์ข่าวเมโทรระบุว่า ค่าสินสอดสตรีจะอยู่ที่ราวๆ 5,000 ยูโร หรือราว 1.8 แสนบาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแต่งงานกับลูกสาวของพวกเขา แต่ปฏิเสธการคลุมถุงชนในลักษณะดังกล่าว จะถูกลงโทษด้วยวิธีอันโหดร้าย ด้วยการถูกคนในครอบครัวและชาวบ้าน ปาด้วยหินจน 'ถึงแก่ความตาย' รวมถึงการกำหนดกฏหมายให้สตรีสามารถแต่งงานกับนักรบได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่ส่วนใหญ่จะสมรสตั้งแต่อายุ 16-17 ปี แต่ความขมขื่นที่จำต้องแต่งงานอย่างไม่เต็มใจยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เนื่องจากชีวิตหลังแต่งงาน แทนที่พวกเธอจะมีความสุขกับชีวิตคู่แสนหวานดังเช่นผู้หญิงทั่วๆไป แต่ทว่าเธอกลับต้องตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายโดยสามีตัวเอง รวมไปถึงการถูกก่ออาชญากรรมทางเพศ ซึ่งบางรายร้ายแรงถึงขั้นต้องนำหามส่งโรงพยาบาล ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้สตรีในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวจนบางรายไม่กล้าแม้แต่จะออกมาจากบ้านด้วยซ้ำ เว็บไซต์ข่าวเมโทรของอังกฤษระบุต่อไปว่า แพทย์ในเขตการปกครองของไอเอส เผยข้อมูลลับ กรณีที่นักรบญิฮาดหลายรายมีความผิดปกติทางเพศ และ มีความปรารถนาทางเพศมากกว่าปกติ และมีสัญชาตญาณทางเพศที่โหดร้าย และผิดปกติจากคนทั่วไป จากการรายงานของสื่อท้องถิ่นในซีเรีย หนึ่งในความผิดปกติคือ มีข่าวแว่วๆว่า นักรบญิฮาดใช้ยาไวอากร้า เพื่อให้สามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังบังคับให้พวกเธอสวมใส่ชุดแบบปลุกใจเสือป่าเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ รวมไปถึงการซื้อชุดชั้นในเป็นจำนวนมากให้ภรรยา เกินกว่าปกติ พวกเขามีภรรยามากกว่า 1 คน และการสมรสเกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แพทย์ท้องที่เผยว่า สตรีหลายรายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ จากการมีเพศสัมพันธ์อันพิสดารกับสามี ส่วนหนึ่งของรายงานจาก เดอะ การ์เดียนระบุว่า เด็กหญิงชาวอิรักวัยเพียง 14 ปี ที่ถูกปิดบังชื่อ เธอเล่าเรื่องราวสุดโหดร้าย เธอถูกจับเป็นเชลย และถูกเป็นเครื่องมือในการค้าสวาทเพื่อหารายได้ให้กลุ่มไอเอสกว่า 15 ครั้ง และทุกครั้งเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ เธอหลบหนีและเล่าความขืนข่มให้กับนักสิทธิมนุษยชนเพื่อสตรีในอิรักถึงช่วงเวลาอันเลวร้าย อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ MThai News ได้นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวชาวยาซิดี เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2557 ที่นักรบไอเอสจับไปเธอเป็นเชลยในเมืองโมซุล ประเทศอิรัก เธอรู้ดีว่าชะตากรรมของเธอจะเป็นเช่นไร ซึ่งเธอไม่ต้องการตกเป็นทาสทางเพศของกลุ่มหัวรุนแรง จึงตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยการแขวนคอตายในที่สุด สมาชิกกลุ่มไอเอส พยายามกำหนดข้อบังคับ ของสตรีในพื้นที่การปกครองของตนเองดังนี้ 1.สวมผ้าคลุมแบบดั้งเดิมของสตรีชาวมุสลิมอย่างเคร่งครัด 2.หากสตรีคนใดออกจากบ้านเพียงลำพัง จะต้องมีญาติสนิทผู้ชายติดตามมาด้วย 3.ห้ามให้สตรีที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เดินทางเพียงลำพัง แม้กระทั่งเหตุผลทางด้านการเดินทางเพื่อพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาล 4.สั่งปิดสถาบันทางการศึกษาและมหาวิทยาลัย 5.ห้ามให้สตรี ย้ายภูมิลำเนาไปยังภูมิภาคอื่นๆเพื่อศึกษาต่อ 6.กำหนดให้สตรีต้องมีญาติสนิท ทำงานที่เดียวกัน 7.ห้ามทำศัลยกรรมความงามอย่างเคร่งครัด รวมถึงห้ามเจาะหู ห้ามเปิดธุรกิจร้านเสริมสวย แต่ไม่เพียงสตรีที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางกฏหมายที่เข้มงวดเท่านั้น เนื่องจากเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสบัญญัติบทลงโทษที่โหดร้าย เพื่อลงโทษผู้ที่ร่วมประเวณีนอกการสมรส หรือการคบชู้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากสมรสแล้ว จะต้องถูกฟาด 100 ครั้งจนสิ้นใจ โดยผู้สมรู้ร่วมคิดในการร่วมสวาทจะถูดตัดสินให้ตายตกไปตามกัน แต่หากยังโสดจะต้องถูกเนรเทศออกจากเมือง อับราฮัม ชายชาวอิรักชายชาวอิรัก หนึ่งในพยานที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อ ที่ให้ข้อมูลผ่านสำนักข่าวในอิรัก เผยว่า ไอเอสเปิดซ่องโสเภณีในเมืองโมซุล โดยการซื้อสตรีจากตลาดทาส ซึ่งสถานที่แห่งนี้ เปรียบได้กับนรกสำหรับทาสทางเพศที่จำยอมจำนนต่อชะตากรรมอันเลวร้ายอย่างไม่เต็มใจ เหยื่อ ? สตรีชาวยาซิดี ชนกลุ่มน้อย ที่บางส่วนนับถือศาสนาคริสต์ และบางส่วนนับถือศาสนาอิสลาม มุมมองของกลุ่มนักรบอิสลามเชื่อว่า กลุ่มยาซิดีเป็นพวกนอกรีต ดังนั้นการกระทำชำเรากลุ่มยาซิดีถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดบาป และแน่นอนว่าเป้าหมายของการถูกทำร้ายคือสตรีที่อาศัยในพื้นที่ที่ถูกกลุ่มไอเอสรุกราน สาวยาซิดีเป็นจำนวนมากถูกนักรบญิฮาดบุกเข้าไปในพื้นที่ สังหารพ่อแม่ และญาติผู้ชายทั้งหมด และจับเธอมาบรรเทาความกำหนัดของตัวเอง เหยื่อส่วนใหญ่ เปิดเผยด้วยความขื่นขมว่า เธอได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้าย รวมกับว่าพวกเธอไม่ใช่มนุษย์ แม้ว่าพวกเธอจะยังไม่ได้แต่งงานกับนักรบเหล่านี้อย่างถูกประเพณีและกฏหมายกลุ่ม ซึ่งมันดูจะขัดกับกฏหมายที่ได้ระบุมาก่อนหน้านี้ เหตุผลคือ ไวส์ นิวส์เปิด เผยเรื่องราวของกลุ่มไอเอส ที่ระบุว่า ในช่วงสงคราม กฏเกณฑ์ที่ถือปฏิบัติในช่วงปกติจะถูกยกเลิกชั้วคราว และนักรบในกลุ่มจะได้รับอนุญาติให้มีความสัมพันธ์กับเชลย โดยไม่มีความผิด ท้ายที่สุดหญิงสาวที่ถูกก่ออาชญากรรมทางเพศเหล่านี้ แม้จะรอดชีวิตจากเงื้อมมือของกลุ่มไอเอสมาได้ แต่สุดท้ายพวกเธอก็ต้องตายด้วยการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ ไม่จบชีวิตด้วยตัวเอง ก็โดนครอบครัวของเธอสังหารอยู่ดี สตรีชาวเคิร์ด เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่อสู้กับกลุ่มไอเอสเพื่อยึดครองเมืองโคบานี พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างประเทศตุรกีและซีเรียคืนจากกลุ่มไอเอส ซึ่งนักรบส่วนใหญ่คือผู้หญิง ครั้งใดที่ไอเอสบุกเข้ามาปิดล้อมพื้นที่ของกองทัพชาวเคิร์ด นักรบหญิงที่ทราบชะตากรรมว่าหากแพ้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเชลย และจะต้องเจอกับความเลวร้าย ในการถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนมากพวกเธอจะฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีสภาพดังกล่าว ความโหดร้ายรุนแรงทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ส่งผลให้นักเคลื่อนไหว และนักสิทธิมนุษย์ชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำอันป่าเถื่อนที่กลุ่มไอเอสกระทำต่อสตรี กลุ่มนักเรียกร้องสิทธิสตรีในอิสตันบูล ตุรกี ออกมารวมตัวกันเพื่อวัตถุประสงค์ ในการหยุดยั้งการปลดแอกสตรีจากการตกเป็นทาสทางเพศ พวกเขาเปรียบเปรยการก่ออาชญากรรมทางเพศดังเช่นอาวุธสงครามที่ประหัดประหารชีวิตพวกเธอในทางอ้อม MThai News ที่มา METRO VICE Raqqa-sl

รวบ!อดีตตร. บุกห้องสาว-ข่มขื่น ชิงทรัพย์
ข่มขื่น /  ชิงทรัพย์ / 

รวบอดีตสายตำรวจ หลังทำที่ขอเข้าค้นตามห้องพัก ก่อนใช้อาวุธข่มขู่เหยื่อสาว และลงมือข่มขื่น พร้อมชิงทรัพย์ ย่านบางพลี วันนี้ 28 พ.ค. ตำรวจ สภ.บางพลี เข้าจับกุมตัวนายขวัญ หรือ โต้ง อุ่นมณี ตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 347/2558 ข้อหาบุกรุกเคหสถาน ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยคนร้ายก่อเหตุในลักษณะ ตระเวนไปตามหอพัก และเคาะประตูเรียก พร้อมแสดงตัวเป็น ตร.นอกเครื่องแบบ โดยมีบัตรแขวนที่คอ จากนั้นคนร้ายได้ทำทีขอเข้าห้องน้ำ ซึ่งผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นตำรวจ จึงให้เข้าไป ปรากฏว่าคนร้ายกลับใช้อาวุธปืนและกำลังขู่บังคับกระทำชำเรา จากการสอบสวน นายขวัญ สารภาพว่า เมื่อก่อนตนทำงานเป็นสายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนแห่งหนึ่ง จึงเรียนรู้การทำงานของตำรวจมา ช่วงหลังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้ว่าตนเองมีพฤติกรรมไม่ดี จึงถูกไม่ให้ไปร่วมงานด้วย ประกอบกับติดยาเสพติดด้วย จึงได้ออกไปก่อเหตุดังกล่าว หลังการสอบสวนจึงได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป MThai News ที่มา... ข่าวสด

นิสัยแย่ ..แย่..ที่แฟนอยาก บอกเลิก
นิสัย /  นิสัยแย่ / 

นิสัยแย่ ..แย่..ที่แฟนอยาก บอกเลิก ตอนคบกันใหม่ ๆ มะระที่ว่าขมยังว่าหวาน แต่พอเวลาผ่าน ยิ่งนานขึ้นเท่าไร มะระที่ว่าหวานกลับยิ่งขม (ขื่น) มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น แล้วสาเหตุอะไรล่ะ ที่ทำให้คนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้ ก็คงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ วันนี้เราก็เลยขอพูดถึงนิสัยที่คนรักเอือมระอามากที่สุด (รู้ไว้แล้วก็อย่าทำอีกล่ะ แห้วมาอย่าหาว่าไม่บอก เพราะเราเตือนคุณแล้ว!!!) - นิสัยเอาแต่ใจตัวเอง- ชนิดที่เรียกว่า ขัดใจฉันไม่ได้ ขัดใจเป็นเลิกท่าเดียว อันนี้ขอบอกเลยว่า มันอยากจะเลิกให้มันเลิกไป เพราะไม่มีใครทนนิสัยนี้ได้หรอก ถึงจะเลิกกับเราไปแล้ว คิดหรือว่าคนอื่นเขาจะทนได้ ส่วนใคร ที่เริ่มคบกัน และรู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยที่เอาแต่ใจตัวเองแล้วละก็ ควรดัดนิสัยไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าไปยอม มาก เพราะถ้ายอมทุกครั้ง รับ รองว่าคุณก็ต้องยอมตลอดไป (แต่ไม่ใช่ว่าค้านไปซะทุกครั้งล่ะ) - ชอบแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของจนออกนอกหน้า- ไม่ว่าจะไปที่ไหน หรือจะทักทายกับใครที่เป็นเพศตรงข้ามแล้ว ก็จะแสดงอาการหน้าบูด หน้าเขียวให้เห็นเป็นระยะ ๆ หรือคอยกันท่าไม่ให้เพื่อนเค้าได้พบปะกันบ้างเลย อันนี้ก็ไม่ไหว เพราะคนเราควรจะมีสังคม มีโลกส่วนตัว (เวลาส่วนตัว) บ้าง ไม่ใช่ตัวติดกันเป็นตังเมตลอด ใครที่ชอบก็อาจจะอยู่ได้ แต่ใครที่ไม่ชอบ นั่นคือคุณทำให้เค้าเสียเวลาบางส่วนไป ไม่ช้าคุณก็จะเสียเค้าไป - อาการหึงไร้ขีดจำกัด- เรียก ว่า มีใครมองเหล่สักนิดไม่ได้เลย ต้องเป็นเรื่องตลอด หรือบางครั้ง เพื่อนเค้าอาจจะทักทายกันตามประสาเพื่อนสนิท ซึ่งอาจจะมีการจับ เนื้อต้องตัวกันบ้าง ก็โมโห อันนี้ ก็ให้ลด ๆ ลงมาบ้าง มีลิมิตสักหน่อย หรือประเภทโทรฯเช็กทุกชั่วโมง อันนี้ก็นะ ไม่นานหรอก อีกฝ่าย ต้องรีบจรลีหนีคุณไปแน่ แล้วจะหาว่าไม่เตือน - การบอกเลิกพร่ำเพรื่อ- ประมาณ ว่าทะเลาะกันทีไร ก็ เราเลิกกันนะ แรก ๆ ก็กลัวอยู่หรอก งั้นไม่ทำแล้วนาน ๆ เข้ามันอาจจะเปลี่ยนเป็นเลิกก็เลิก พูดอยู่ได้ อยากเลิกนักใช่ไหม? (เป็นไงล่ะสมใจหรือยัง) เฮ้อ!! เปลี่ยนเป็นคำอื่นดีกว่ามั้ย อย่างเช่น ขอโทษนะ อะไรแบบเนียะ น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิมอีกรับรอง - อย่าเชื่อเพื่อนมากเกินไป- อันนี้ก็ไม่ได้บอกว่าไม่ควรที่จะเชื่อเพื่อนเลย เพราะถ้างั้นจะมีไว้คอยขอคำปรึกษาทำไม แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า เพื่อนที่คุณกำลังขอคำปรึกษาอยู่นั้นจริงใจกับคุณมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นขอเตือนว่า คนที่จะตัดสินใจแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเราเอง ไม่ใช่เพื่อน และถ้าตัดสินใจผิด ถามหน่อยว่า เพื่อนมานั่งเสียใจกับเราด้วยหรือเปล่า ไม่หรอก มันก็ได้แค่ปลอบ และก็แนะนำให้หาคนใหม่มาดามใจเท่านั้นเอง อย่างที่บอก ควรตัดสินใจจากความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่จากคำพูดของเพื่อน - โกรธกัน แล้วไม่ยอมคุยกัน- สาเหตุ นี้ก็เลิก กันมานักต่อนักแล้ว ทำไมล่ะ? เวลาที่มีปัญหากันแล้วถึงไม่ยอมคุยกัน กลัวว่าคุยแล้วจะต้องทะเลาะกัน หรือคุยแล้วมันอาจจะต้องเลิกกันอย่างนั้นหรือ มันไม่เสมอไปหรอก เพราะว่าบางครั้งการที่เราคุยกันมันอาจจะทำให้สองคนปรับความเข้าใจกันบ้างก็ ได้ (เคยได้ยินไหมที่ว่า ควรหันหน้าเข้าหากัน น่ะ) สื่อสารกันด้วยแผ่นหลังมันไม่มีประโยชน์หรอกนะจะบอกให้ - พวกนัดแล้วปล่อยให้เก้อ- ทำไมเหรอ? ก่อนที่จะนัดไม่เช็กดูก่อนว่าว่างหรือไม่ว่าง สักแต่ว่านัด ไม่ห่วงคนที่มานั่งรอ ยืนรอบ้าง บางครั้งเล่นปล่อยให้รอเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง อันนี้โกรธแล้วนะ แต่ยังดีกว่าไม่มา แต่พวกนัดแล้วหายไปเลยนี่ใช้ไม่ได้ - การพูดจาข่มต่อหน้าคนอื่น- อาจจะเป็นแค่การอำกันเล่น ๆ แต่หารู้ไม่ว่า อีกฝ่ายอาจจะอายแทบแทรกแผ่นดินหนีไปเลยก็ได้ เอาเป็นว่าจะพูดเล่น หรือพูดจริง ก็ไม่ควรจะข่มอีกฝ่ายต่อหน้าใคร ถ้าห้ามไม่ได้จริง ๆ คันปากอยากจะพูด ก็พูดกัน 2 คน รู้กัน 2 คน มันจะดีกว่าน๊า - การพูดโกหก- อันนี้ยอมไม่ได้เลย และก็เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คู่รักต้องเลิกกัน แต่การโกหกเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ อันนี้ยกเว้นให้ได้ แต่ที่โกหกจนเป็นนิสัย อยากเที่ยวกับเพื่อน แต่บอกติดงาน ต้องกลับดึกอะไรประมาณนี้ ขอแนะนำว่า บอกความจริงดีกว่า ยังน่าโกรธน้อยกว่าจับได้ทีหลังว่าโกหก เอา เป็นว่า ไม่ว่าชีวิตคู่ของคุณจะเป็นอย่างไร ความเข้าใจ การพูดจาปรับความเข้าใจ การรับฟังความคิดของอีกฝ่าย และการหันหน้าเข้าหากันสำคัญที่สุด เพราะถ้ามัวแต่ก้มหน้า เอากระดูกสันหลังชนกันแล้วละก็ รับรองว่า ไม่นานเกินรอ ต้องใส่คอนเวิร์สกันคนละข้างแน่ ๆ รับรอง!!! ที่มา : ladynaka.com

สมาธิเบื้องต้น สำหรับชาวบ้าน!! สะดวก ง่ายและได้บุญ
กรรมฐาน /  ทำสมาธิ / 

เป็นเรื่องราวดีๆที่จะได้สัมผัสกับรสพระธรรมแบบใกล้ชิดและสามารถทำตามได้ไม่ยาก สำหรับหนังสือ สมาธิเบื้องต้น สำหรับชาวบ้าน แม่หมอ แห่ง Horoscope.Mthai เลยอยากหยิบส่วนหนึ่งจากหนังสือน้ำดีมาฝากผู้อ่านทุกท่านค่ะ ลองทำตามกันดูนะคะ ไม่ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ อันดับแรก หากต้องการจะทำสมาธิด้วยตนเองนั้น จะต้องเข้าใจจุดประสงค์กันก่อนนะคะ เพราะว่าการนั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐานนั้น จะแบ่งออกเป็น 1. กรรมฐานที่มุ่งให้จิตเกิดความสงบ เป็นวิธีการข่มจิตให้สงบ จิตอยากคิดก้ไม่คิด จิตอยากขยับก็ไม่ขยับ ฝืนทวนกระแสสิ่งที่จิตอยากคิดอยากทำ การไม่ทำตามใจอยาก เรียกว่าข่มจิตให้สงบระงับ วิธีการคือการเอาจิตไปผูกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตต้องหยุดคิด จิตต้องสงบ วิธีการนี้จะทำให้จิตอ่อนล้า ในที่สุดก็ทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความสงบนิ่งเป็นสมาธิ 2. กรรมฐานที่มุ่งให้จิตเกิดปัญญา เป็นวิธีการทำให้จิตสงบ ด้วยการตามดูจิตว่าคิดอะไร ทำไมจึงเกลียด จิตจะคิดบ้างก็ปล่อยให้คิด เพียงให้รู้จิตกำลังคิดอะไร โดยวิธีนี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญา รู้เท่าทันจิต เป็นเหตุให้เข้าใจตัวเอง แล้วเกิดความสงบนิ่งเป็นสมาธิ แม้การปฏิบัติจะแยกออกเป็น 2 วิธี แต่ทั้งสองวิธีนั้นก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเบ็ดเสร็จ เรียกว่าสมถะเจือวิปัสสนา หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนคนเดินทางเส้นเดียวกัน แต่มุมมองในขณะเดินทางต่างกัน และปลายทางก็ไปสู้เป้าหมายเดียวกัน คือความสงบแห่งจิต  นอกจากนี้ การกำหนดลมหายใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง อาจจะเรียกว่าสำคัญกว่าตำแหน่งอื่นๆ เพราะลมหายใจเป็นตำแหน่งหลัก ต้องทำความเข้าใจว่าลมหายใจเป็นหลักของจิต ไม่ว่าจิตจะเคลื่อนไปเพ่งอยู่ที่ตำแหน่ง เวทนา จิตหรือธรรม สุดท้ายต้องกลับมาประจำที่ลมหายใจเข้า-ออกเหมือนเดิม หากเปรียบลมหายใจก็เหมือนบ้านของจิต คนเราไม่ว่าจะไปที่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลับบ้าน เวลาทำสมาธิก็เหมือนกัน ไม่ว่าจิตจะไปที่ไหนคิดเรื่องอะไรก็ปล่อยให้คิดบ้าง แต่เมื่อหยุดคิด ได้สติว่าขณะนี้เรากำลังทำสมาธิ ต้องกลับไปที่ลมหายใจเข้า-ออก การทำสมาธิเหมือนคนพยายามต่อสู้กับจิต จิตออกไปก็ต้องดึงกลับมา ไม่จักเหน็ดเหนื่อย ในการดึงจิตกลับมาไว้ที่ลมหายใจเข้า-ออก ก็ต้องนำจิตกลับบ้านให้ได้ อย่าลืมว่าธรรมชาติของจิต คือดิ้นรน กวัดแกว่ง ห้ามได้ยาก รักษาได้ยาก ไม่ต่างจากจับลิงเข้ากรง จึงต้องพยายามห้าม พยายามรักษา พยายามประคับประคองให้จิตอยู่กับลมหายใจให้นิ่งที่สุดค่ะ ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ สมาธิเบื้องต้น สำหรับชาวบ้าน จาก Mbookstore

รวบลูกจ้าง แอบเข้าห้อง หวังข่มขืนลูกสาวนายจ้าง
ข่มขืน /  ข่มขืนลูกสาวนายจ้าง / 

ตำรวจสภ.เมืองลพบุรี จับหนุ่มลูกจ้างกลัดมัน ย่องเงียบบุกเข้าห้อง ลูกสาวนายจ้างวัย 18 ปี หวังข่มขืน เหตุเกิดเมื่อช่วงเวลา 02.00 น. ตำรวจสายตรวจรถยนต์สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรี นำกำลังไปจับกุมตัว นายสงวน มีประสุข อายุ 35 ปี พร้อมเครื่องชอร์ตไฟฟ้ามือถือ 1 อัน ที่อู่ซ่อมรถยนต์แห่งหนึ่งในเขตหมู่ 8 ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี หลังจากก่อเหตุบุกเข้าไปในห้องนอนแล้วใช้เครื่องชอร์ตข่มขู่เหยื่อสาววัย 18 ปี ลูกสาวเจ้าของอู่ เพื่อพยายามจะข่มขื่นแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากเหยื่อสาวได้พยายามพูดคุยกับคนร้ายซึ่งรู้จักกันฐานะเป็นลูกจ้างจนคนร้ายยอมสำนึกผิดเปลี่ยนใจไม่ทำอะไรเหยื่อ โดยเหตุเกิดขึ้นช่วงประมาณ 01.00 น. ขณะที่เหยื่อกำลังนอนหลับกับน้องชายวัย 9 ขวบ ในร้าน แต่นายสงวน ซึ่งเป็นช่างประจำร้านที่ได้เข้ามาทำงานได้ประมาณ 6 เดือน และอยู่กินนอนอยู่ห้องข้างร้าน ได้ฉวยโอกาสที่แม่ของเด็กสาวรายนี้ยังไม่กลับบ้าน บุกเข้าไปทางประตูหลังร้านย่องไปในห้องนอนขณะเธอกำลังนอนอยู่กับน้องชาย นายสงวน เข้าไปกอดจนเด็กสาวรู้สึกแปลกใจ พอมองเห็นใบหน้าไม่ใช้น้องชาย จึงกระโดดออกจากที่นอนทันทีวิ่งเข้าไปหลบในห้องน้ำ นายสงวนก็ยังตามไปทัน พร้อมเอาเครื่องชอร์ตขู่บังคับให้เดินไปนั่งกลางร้าน แล้วพยายามที่จะข่มขื่น แต่ลูกสาวเจ้าของร้านตั้งสติ พยายามพูดคุยขอร้องไม่ให้นายสงวนทำแบบนี้เพราะก็เป็นคนรู้จักกัน ในที่สุดนายสงวน เกิดความสำนึกผิดกลับเปลี่ยนใจไม่ยอมทำอะไร เดินออกไปเข้าห้องนอนของตนเองทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งเด็กสาวได้โทรศัพท์ไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง หลังจากนั้นก็แจ้งตำรวจเข้าไปจับกุมตัวขณะกำลังนอนอยู่ในห้องข้างร้าน

ขุดคุ้ย! ทำไม แมนยู ลิเวอร์พูล เกลียดกัน นักหนา?
lfc /  LiverPool / 

ด้วยความสงสัยมานาน ทำไม ทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ "ผีแดง" แมนยู  ถึง เกลียดกัน นักหนา เกลียดใครก็ไม่เท่าคู่อริ เหยียดหยามใครก็ไม่สะใจเท่าคู่อริ ชนะใครก็ไม่เท่าชนะคู่อริ บางคนก็บอกว่า ไม่รู้ล่ะว่าเริ่มต้นที่ไหน ก็ เกลียดกัน มา หยามมา ก็เกลียดกลับ หยามกลับน่ะ ผมก็รักทีม หงส์/ผี ของผมนี่นา บางคนก็บอกว่า คนบริหารทีม อาจจะอาฆาตกันมาก่อน แบบ เมืองทอง - บุรีรัมย์ ก็เป็นได้? ขุดตำนาน เมืองอริ แมนยู - ลิเวอร์พูล เกลียดกัน เหตุการค้า ย้อนกลับไปเมือ 120 กว่าปีที่แล้ว (ตอนนั้น ยังไม่มีทีมฟุตบอล) เมือง แมนเชสเตอร์ (Manchester) คือ เมืองอุตสาหกรรมที่เจริญรุ่งเรือง ในการผลิต ฝ้ายดิบ ส่วน ลิเวอร์พูล (Liverpool) คือ เมืองท่า (ท่าเรือ) ที่เงินไหนมาเทมา จากการ เป็นตัวเชื่อมในอังกฤษ ไปยังแดนตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ และไปยังอเมริกา สองเมืองพึ่งพากันดี เพราะ แมนเชสเตอร์ ไม่มีจุดขนส่งออกแม่น้ำและทะเล แต่ในทศวรรษ 1870 เริ่มมีวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ทุกคนดิ้นรนเอาตัวรอด และ แมนเชสเตอร์ ก็รู้สึกว่า ทาง ลิเวอร์พูล เก็บค่าผ่านทาง ทั้งทางเรือ และรถไฟ สูงเกินไป จนคนแมนเชสเตอร์เดือดร้อน บังเกิดความคิดที่จะสร้างท่าเรือ และขุดคลองเข้ามายัง แมนเชสเตอร์ ของตนเอง จึงระดมเงินขุดคลองยาวจาก แม่น้ำ Mersey เข้ามายังแมนเชสเตอร์ เปิดทำการเมื่อ 1894 การขุดคลองดังกล่าว ทำให้ เมืองลิเวอร์พูล ขาดรายได้ทันที รวมทั้ง มีคนตกงานเพิ่มขึ้น เป็นความแค้น เกลียดกัน แรกๆในอดีตกาล แมนยู ลิเวอร์พูล เกลียดกัน ในแชมป์เกมส์ บอล เรื่องของเรื่อง ก็มาจาก การที่สองทีม ไล่บี้กันเก็บคะแนน ถ้วย ในยุคนั้น ที่เรียกว่า มีเพียงสองทีมที่ยิ่งใหญ่สูสีกัน บิล แชงคลีย์ นำ LFC ให้ได้แชมป์ลีคใน ปี 1963-1964 ซึ่งปีต่อมา มัตต์ บัสบี้ นำ แมนยู ได้แชมป์ลีก ตามด้วย LFC และ แมนยู สลับกันแบบนี้ ปีต่อปี บี้กันรดต้นคอ ต่อมาเมื่อ แมนยู ได้แชมป์ ยูโรเปี้ยนคัพได้ ปี 1968 ทาง ลิเวอร์พูล ก็ตามมาเก็บ ยูโรเปี้ยนคัพบ้าง ไปอีก 4 ครั้ง สร้างหน้าตาให้กับ อังกฤษได้มากมาย และเป็นหน้าเป็นตาแก่สโมสรอย่างมาก รวมทั้งเก็บ ถ้วยดิวิชั่น 1 ในบ้านได้ช้วน 11 สมัย (ณ จุดนี้ การเปลี่ยนมือจากกุนซือ บิล แชงคลีย์  ไปยัง บ็อบ เพลสลี่ย์ และ โจ เฟแกน ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จ เป็นกุนซือมือทองทั้งนั้น) ส่วน แมนยู นั้น ร้างถ้วยรางวัลนาน 26 ปีเลยทีเดียวจน กระทั่ง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้ามาเป็นกุนซือมือทองให้ผีแดง ในปี 1986 แล้วก็คว้าถ้วยลีกที่ 8 ให้กับ แมนยู ในฤดูกาล 1992-1993  ในอายุการทำงานกุมบังเหียนทั้ง 26 ปีกว่าๆให้กับแมนยู ป๋า ก็คว้าถ้วยลีกมาอีกเพียบ จนได้ครบ 20 ครั้ง! นำหน้า ลิเวอร์พูล เลยคราวนี้ ส่วน ลิเวอร์พูล เอง ก็ก้าวสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เมื่อได้ครอง ยูโรเปี้ยนคัพ ถ้วยที่ 5 ในปี 2004-2005 ทุกครั้งที่มีศึก แดงเดือด ก็จะมี คนแห่มาชมกันแน่นสนาม พร้อมทั้งมีการเหยียดหยาม นักเลงตีกันต่างๆนานา ซึ่ง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอกว่า "ไม่แปลกที่คนจะรอดู การแข่งขันของทีมสโมสรที่มีประวัติประสบความสำเร็จมากที่สุดสองทีม" นับว่าเป็นการให้เกียรติคู่แข่งอย่างดีเลย อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปในช่วงที่ผลัดกันได้แชมป์นั้น ถือว่าเป็นช่วงที่ทั้งสองเมือง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นมาก เรียกได้ว่าเงินสะพัดจาก ทีมฟุตบอล มากโข (แต่ แมนเชสเตอร์ ก็ยังคงเป็นต่อในเรื่องของธุรกิจที่เฟื่องฟู และบ้านเมืองพัฒนามากกว่าอยู่ดี) ดราม่า อื่นๆ หมูพริ้ว เวนย์ รูนี่ย์ ที่เป็นกองหน้าสำคัญของ แมนยู เติบโตจากเมือง ลิเวอร์พูล และเป็นเด็กปั้นของ เอฟเวอร์ตัน อีกหนึ่งคู่แข่งตัวยง (Derby) ของ ลิเวอร์พูล (เรียกได้ว่า เฮียรูน จองล้างจองผลาญกับ LFC มาโดยตลอดนั่นเอง ส่วนแหล่งข่าวลือว่า เฮียรูนประกาศตัวเลยว่า เกลียด the Reds มานานแล้ว และจะอยู่กับทีมใดๆก็ตามที่จะตัดฝันสามแต้มของ หงส์ ให้ได้) ส่วน เฮียเจิด สตีเฟ่น เจอร์ราร์ดก็ไม่น้อยหน้า เห็นหงิมๆนิสัยงาม เฮียบอกว่า แลกเสื้อกับนักเตะทีมอื่นมาหมดเลยแล้วมาแขวนไว้ที่บ้าน ยกเว้น แมนยู ส่วนพ่อเหยิน กัดแหลก หลุยส์ ซัวเรซ (ลิเวอร์พูล) ก็สร้างประเด็นพูดถึง ปาทริซ เอฟร่า (แมนยู) ในเชิงดูถูกชาติพันธุ์ ทำให้ ถูกแบน 8 นัด และหลังจากนั้นพอมาเจอกันอีก เฮียเหยินก็ไม่ยอมจับมือกับ เอฟร่า อีก สร้างความขัดเคืองระหว่างแฟนทั้งสองทีม (แต่จริงๆ แล้ว ทุกคนก็รู้นิสัย พ่อเหยิน ว่า เฮียแกว่งมากขนาดไหนในเกมส์ต่อๆมา) เรื่องราวนักเตะต่อๆมา หลายๆคนก็เป็นดราม่า ไม่ว่าจะกระทบกระทั่งในเกมส์ นอกเกมส์ ก็ดูเป็นเรื่องเป็นราวเสียหมด รวมทั้ง การย้ายทีมของนักเตะ ถ้าย้ายระหว่างสองทีมนี้ ถือว่า "ทรยศ" แฟนๆอย่างมาก ซึ่ง ไมเคิล โอเว่นเจ้าหนูมหัศจรรย์ ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ เติบโตจากทีมเยาวชนของ LFC หงส์แดง จนติดในทีมตัวจริง ต่อมาย้ายไป เรอัล มาดริด จากนั้นก็ย้ายไปอยู่กับนิวคาลเซิล ยูไนเต็ด แล้วมาอยู่กับ แมนยู  แถมทะลึ่งได้แชมป์ลีกกับผีแดงอีกจนทำให้แฟนหงส์ ช้ำใจว่า เด็กปั้น ทรยศ (บางคน ถึงขนาดไม่อยากเรียกเขาเป็น LFC Legend ด้วยซ้ำ) ศึกแห่ง สี แดงเดือด ฟ้าบันดาลหรือไร สองทีมนี้ ดันมีสีนำโชค สีหลักเป็นสีแดงเหมือนกัน ดังนั้น เวลาไปเยือนถิ่นอีกฝั่งก็ต้องใส่สีทีมเยือน เรียกว่า เป็นอริ สีแดงเหมือนกัน คนไทยเรียก ศึก แดงเดือด คนอังกฤษเรียก Red War ปัจจุบัน แฟนบอลรุ่นใหม่จะรู้สึกถึง ความอาฆาตระหว่างสองทีมน้อยลงไป เพราะว่า ทั้งแมนยู และ ลิเวอร์พูล ต่างก็มีช่วงถดถอย โดยมี อาร์เซน่อล, เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดดเด่นขึ้นมา ก็เรียกได้ว่า ความสำเร็จของดาวเด่นเหล่านี้ กลบความบาดหมางของทีมใหญ่สองทีมนี้ไปได้บ้าง (คู่แข่งเยอะขึ้น ประมาทไม่ได้) สีสันแฟนบอล หยามกัน คดี ปีกพ่อมด ไรอัน กิ๊กส์ มีชู้กับเมียน้องชายตนเองถึงแปดปี รวมทั้งนอกใจเมียตนเองด้วย เป็นเรื่องร้ายแรงเชิงศีลธรรมมากๆ ซึ่งน้องชายก็แฉว่า ปีกแมนยูที่ปัจจุบันทำหน้าที่จัดการทีม พูดสารภาพหน้าด้านๆว่า "ไม่มีอะไรในกอไผ่เลยนะน้องรัก แค่เซ็กซ์ล้วนๆ" แฟนบอลชาว ผีแดง ส่ายหัวในพฤติกรรม แต่บอกว่า เรื่องในสนาม ในเตียง คนละเรื่องกันแยกแยะได้ (เพราะ กิ๊กส์ คือ หนึ่งในนักเตะมีฝีมือที่มีระเบียบดีที่สุด) ส่วนแฟนบอล หงส์แดง หยามว่า พฤติกรรมแบบนี้หรือที่แฟนผี ยกย่อง? ช็อตพลาด ไม่ว่าจะยาม ลื่น หรือ โดนใบแดง ของเฮียเจิด เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ชาว the Kop พร้อมให้อภัยเมื่อคิดถึงคุณความดีของเฮียเจิดที่มีต่อหงส์แดงมาตั้งแต่เป็นนักเตะเยาวชน แต่ ชาว ปิศาจแดง บอกได้คำเดียวว่า น่าอายโคตรๆ เรื่องถ้วยใครเยอะกว่า ยังคงเย้ยหยันกันได้เสมอ อยู่ที่ว่าใครจะนับถ้วยอะไรมาข่ม เพราะแมนยูครองถ้วยลีก 20 ครั้ง (ลิเวอร์พูล 18) ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ครองถ้วยยูโรเปี้ยนคัพ 5 ครั้ง (แมนยู 3 ครั้ง) และถ้ามองเรื่องถ้วยลีก ทาง ลิเวอร์พูล ห่างเหินถ้วยลีกมานานกว่า 24 ปีแล้ว (ครั้งสุดท้าย ฤดูกาล 1989-1990) แฟนไทย เล่นหยามที่สัญลักษณ์กันง่ายๆเลย จะ เผาผี ไล่ผี หรือไม่ก็ ต้องเชือดเป็ด ภาพต่อไปนี้เริ่ม จาก ล้อเลียน ฝั่ง หงส์แดง ก่อนละกัน ตามด้วย ฝั่งผีกันบ้าง รักสโมสรใดก็รักกันไป และขอให้ การข่มกัน หยามกันเป็นสีสันการเชียร์บอลแล้วกัน (เราไม่ได้เสี้ยมนะ เรานำเสนอเฉยๆ ให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของแฟนคลับสองฝ่าย เพราะทีมงาน MThai เอง ก็มีแฟนคลับทั้งสองฝ่ายจ้า เราเข้าใจดีเลย สุดท้ายก็อยากให้แซวเป็นสีสัน แค่เกมส์กีฬานะจ๊ะ มีแพ้มีชนะ มีขึ้น มีลง) อ่านต่อ แดงเดือด" เกมส์แห่งแฟนบอล ไอ้หนอนเน่า! น้องชายกิ๊กส์ ชี้พี่ชายน่ารังเกียจ หื่นมาก! ไรอัน กิ๊กส์ ชู้เมียน้องชายตัวเองนาน 8 ปี ประมวลภาพล้อ เมื่อหงส์แดง ปราชัย แก่ ผีแดง อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Liverpool_F.C.%E2%80%93Manchester_United_F.C._rivalry http://www.fourfourtwo.com/features/our-manc-kop-why-liverpool-vs-man-united-more-game http://therepublikofmancunia.com/rooney-i-hate-liverpool/ http://www.caughtoffside.com/2015/03/22/lol-liverpools-steven-gerrard-trolled-hard-by-meme-artists-after-rapid-red-card-vs-manchester-united/

ได้เวลา พาร์ท กามิกาเซ่ ซิงเกิ้ลแรกในสไตล์ R&B คนกลาง
kamikaze /  Part Kieran / 

เป็นอีกหนึ่งศิลปิน KAMIKAZE Newcomer ที่ได้ฤกษ์ปล่อยผลงานออกมาให้ได้ฟังกันแล้ว สำหรับ พาร์ท-เคียราน ชัยธัช ชีวมงคล เลือดใหม่หนุ่มหล่อ เสียงดีสไตล์อาร์แอนด์บี ดีกรีหนุ่มคลีโอ จากค่าย กามิกาเซ่ เปิดตัวด้วยเพลงในสไตล์ R&B กับเพลง คนกลาง (The Middleman) เพลงช้าๆ แนวจังหวะป๊อป-อาร์แอนด์บี ที่มีเอกลักษณ์สไตล์ความเป็นตัวเองโดดเด่นไม่เหมือนใคร พาร์ท-เคียราน ชัยธัช ชีวมงคล “สำหรับเนื้อหาเพลง คนกลาง เป็นความรักที่ทุกคนเคยเจอ เรื่องราวในเพลงจะเล่าถึงคนอยู่สามคน ซึ่งจะมีแค่สองคนที่ได้รักกันสมหวัง และอีกคนที่ต้องผิดหวัง เสียใจ เป็นเหตุการณ์ของความรักอีกมุมหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมทุกวันนี้ พาร์ท เลยอยากจะถ่ายทอดออกมาเล่าผ่านเพลง เพราะชีวิตจริงครั้งนึงเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ในด้านของดนตรีจะเป็นเพลงช้า แนวป๊อป-อาร์แอนด์บี ผสมผสานกลิ่นอายความเป็นร็อค มีเสียงกลองนุ่มๆ เข้ามาทำให้เพลงฟังดูมีน้ำหนัก เน้นการร้องอย่างชัดเจน ใส่อารมณ์ อินเนอร์เข้าไปในเพลง ซึ่งจะมีท่อนที่ต้องใช้เสียงสูงมาก ระบายออกมาแทนความรู้สึกที่มันเจ็บปวดอัดอั้นอยู่ข้างในครับ สำหรับส่วนร่วมในการเพลงนี้ “พาร์ท” casino ค่อนข้างมีส่วนร่วมเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อหาเพลงก็มาจากเรื่องราวของตัวเอง แนวเพลงก็เป็นแนวที่ชอบ ทางค่ายให้อิสระในการดีไซน์การร้อง การอิมโพรไวท์ ประสานเพลงเอง รวมถึงลูกเล่นต่างๆ ลงไปในเพลง อยากจะให้ทุกคนลองเปิดใจฟังกันดูครับ ดาวน์โหลดเพลง คนกลาง ได้แล้ววันนี้ที่ *339096 หรือติดตามทุกความเคลื่อนไหว www.ilovekamikaze.com” เนื้อเพลง เพลง คนกลาง (The Middleman) ศิลปิน : พาร์ท เคียราน กามิกาเซ่ V1 ไม่มีเวลาหรอกนะ ถ้าจะมาคุยเรื่องเขา อยากจะคืนดีก็คุยกับเขาเอง V2 ช่วยพวกเธอเคลียร์กี่ครั้ง ให้เข้าใจกันกี่หน แต่สุดท้ายคนสับสนคือฉันเอง Pre ชอบพูดแบบนี้ให้ไม่คิดได้ยังไง เหมือนให้ความหวังโดยที่เธอไม่ตั้งใจ ทำเป็นจะไป แต่สุดท้ายก็คืนดี Hook เจ็บที่คนกลาง ก็เจ็บที่มันต้องวางตัว ต้องข่มหัวใจที่เต้นรัว ไม่ให้เธอรู้ ที่จริงฉันรักเธอแค่ไหน คนกลาง คนนี้ที่เธอแค่วางใจ จะเปลี่ยนที่ยืนบ้างได้ไหม ขอแทนที่เขา เพียงสักครั้ง ขอให้ฉัน ดูแลเธอ V3 ตอนที่เธอดีกับเขา ก็แทบจะทำใจไม่ไหว เธอไม่สงสัยก็เลยไม่รู้ตัว ----------------------------------------- Written : Postcard Composed & Arranged : Narongsak Sribandasakwatcharakorn (AFU) Music : DOGFATHER Executive Producer : Narongsak Sribandasakwatcharakorn (AFU), Thanee Wongniwatkajorn Producer : Narongsak Sribandasakwatcharakorn (AFU) Lyric Producer : Thanee Wongniwatkajorn Vocal Director/ Audio Editor : AFU มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ผบ.ตร ลั่น! ไม่เคยรับเงินผิดกฏหมาย-เอี่ยวบ่อนเตาปูน
การพนัน /  บ่อนเตาปูน / 

ผบ.ตร โต้ลั่น! ไม่เคยรับเงินผิดกฏหมาย ข่ม คนอ้างชื่อเอี่ยวเปิดบ่อนเตาปูน ซัด ปล่อยข่าวมั่ว ตรวจสอบแล้ว พบแต่ฝุ่น  25 ก.พ.58 จากกรณีมีอดีตนายตำรวจร้องเรียน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งจับกุมบ่อนการพนันย่านเตาปูน หลังมีการเปิดบริการอีกครั้งช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งพบมีเงินหมุนเวียนนับล้านบาท โดยได้รับอนุญาตให้เปิดเล่นได้จากการแอบอ้างชื่อนายทหารกองทัพบกและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงหลังจากได้รับรายงาน ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับทหารในพื้นที่ดังกล่าวทันที เบื้องต้น ไม่พบการเล่นการพนัน ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสภาพเก่าและไม่มีการใช้พื้นที่มานาน ส่วนการกล่าวอ้างบุคคลสำคัญและตนเอง เป็นเรื่องที่ใครก็แอบอ้างได้ แต่ก็สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยง่าย จึงขอย้ำ "คนอย่าง พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ไม่เคยรับเงินผิดกฎหมายแน่นอน" MThai News

ละครบ้านศิลาแดง  , เรื่องย่อบ้านศิลาแดง
นิโคล กิตติวัฒน์ /  วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ / 

“เพ็ญพร” หรือ “เพ็ญ” หญิงสาวสวยปราดเปรียว ทายาทของเจ้าของบริษัท สวนเสาวรส ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตมะพร้าวผงส่งนอก และส่วนผสมในการชงกาแฟทั้งหลาย เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยหลังจากจบวิชาบริหาร และด้วยความที่ชอบวิชาการต่อสู้ทุกชนิด เพ็ญพรก็กลับมาพร้อมวิชาการต่อสู้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นคาราเต้,เทควันโด้,ยิงปืน ฯลฯ และเที่ยวนี้เธอกลับมาพร้อมกับสุดา เพื่อนรักที่เดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกามาด้วยกัน ย่างก้าวแรกที่กลับมาถึงเมืองไทย เพ็ญพรก็ได้พบกับเดือนฉาย ผู้เป็นแม่มารอรับอยู่ที่สนามบิน และคลาดกันกับ สโรชาและอาภาพร ซึ่งเดินออกมาจากสนามบินเช่นกันเพ็ญพรเหยียบเมืองไทยได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็เกือบไปมีเรื่องกับตรัย ซึ่งตรัยเองก็เข้าใจผิดคิดว่าเพ็ญพรนั้น เป็นพรเพ็ญ ทางด้านบ้านศิลาแดง เมื่ออาภาพรเข้ามาถึงบ้านศิลาแดง ก็หาเรื่องแกล้งพรเพ็ญด้วยความหมั่นไส้ พรเพ็ญไม่โต้ตอบแต่อย่างใด มีเพียงป้าแจ่มที่คอยแต่จะให้กำลังใจ ถึงแม้จะปกป้องอะไรไม่ได้มาก พรเพ็ญต้องอดทนอยู่ในบ้านศิลาแดง เพราะเอกสิทธิ์ผู้เป็นพ่อคนเดียวเท่านั้น เมื่อกลับถึงบ้านที่ “สวนเสาวรส” เพ็ญพรรีบเข้าไปหา “เคน” ซึ่งเป็นตา ทั้งตาและหลานพูดคุยล้อเล่นกันสนุกสนานตามประสาตาหลานที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปี เพ็ญพรมีลูกน้องอยู่คนหนึ่งคือ กอล์ฟ ซึ่งเป็นเด็กในสวนเสาวรส เคนเป็นคนเก็บเอากอล์ฟมาเลี้ยง เพราะสงสารที่ไม่มีพ่อ มีแต่แม่ซึ่งเป็นคนงานในไร่ โดยกอล์ฟจะเป็นลูกไล่ และโดนเพ็ญพรแกล้งอยู่เป็นประจำ แต่ก็มักจะแกล้งด้วยความเอ็นดู เพราะกอล์ฟเป็นเด็กอ้วนน่ารัก เสียแต่ปากไม่ค่อยดีนัก พูดจาโผงผาง เพ็ญพรจึงมักจะหาเรื่องมาแกล้งกอล์ฟอยู่เสมอ โดยที่กอล์ฟก็จะหาทางแก้เผ็ดเพ็ญพรอยู่เสมอเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ก็โดนจับได้และโดนเพ็ญพรเล่นงานจนเจ็บแสบกลับไปทุกครั้ง แต่แม้ว่าทั้งคู่จะแกล้งกันไปมาเป็นประจำ แต่ลึกๆ ทั้งเพ็ญพรและกอล์ฟก็รักและห่วงกันเหมือนพี่สาวกับน้องชาย เพ็ญพรชวนกอล์ฟ เข้าตลาด มาหาของกินอร่อยๆ แต่ก็บังเอิญไปเจอพวกโจรกระชากสร้อย เพ็ญพรมองแบบไม่อยากมีเรื่อง แต่ก็โชว์ฝีไม้ลายมือแบบไม่ยั้ง จนเอาสร้อยมาจากโจร ส่งคืนให้กับเจ้าของได้ วิทวัสมาเจอกับเพ็ญพรโดยบังเอิญ ในคราบของแม่ค้าขายปาท่องโก๋ แค่การพบกันครั้งแรก ทั้งคู่ก็ได้ปะทะคารมกันอย่างถึงพริกถึงขิงเพ็ญพรไม่ชอบขี้หน้าวิทวัสอย่างแรง แต่ก็ไม่ทันข้ามวันเพ็ญพรต้องเจอกับวิทวัสอีก ที่บ้านสวนเสาวรส เพ็ญพรถึงกับอึ้งที่รู้ว่า ต้องเจอกับวิทวัส ในฐานะที่ทำธุรกิจร่วมกันทั้งเพ็ญพรและวิทวัสมีโอกาสพบกันอีกหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งทั้งคู่ก็อดที่จะแกล้งให้อีกฝ่ายเจ็บใจไม่ได้ จนกลายเป็นเหมือนขมิ้นกับปูนกันเลยทีเดียว หลังจากที่เอกสิทธิ์กลายเป็นอัมพาตต้องนอนอย่างเดียว พูดอะไรไม่ได้ สโรชาปล่อยให้เอกสิทธิ์มีชีวิตอยู่ เพราะถ้าเอกสิทธิ์ตายสมบัติทั้งหมดก็ต้องตกอยู่กับลูกสาว เธอปล่อยให้เอกสิทธิ์มีชีวิตอยู่อย่างคนที่มีแต่ร่างแต่ไร้วิญญาณ และคอยรับหน้าทนายสมศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้จัดการเกี่ยวกับมรดกและทรัพย์สินทั้งหมดของบ้านศิลาแดง โดยคอยเป็นทำดีต่อหน้าทนายสมศักดิ์ว่าเป็นห่วงเป็นใย คอยดูแลเอกสิทธิ์ที่นอนป่วยอยู่เป็นอย่างดี แต่พอทนายสมศักดิ์กลับไป ก็ปล่อยให้เอกสิทธิ์อยู่แบบคนอนาถา มีเพียงพรเพ็ญคนเดียวที่คอยดูแลพ่อของเธอ เชาว์เข้ามาครอบครองบ้านศิลาแดงโดยเปิดเผย ด้วยการเป็นสามีเก่าของสโรชา เชาว์นั้นมีลูกกับสโรชา 2 คนคือ “ณัฐพงษ์” และ “อาภาพร” แต่เชาว์ก็ไม่ได้เข้ามาเพียงคนเดียว เชาว์พาวาทินีเมียเด็กของเขาเข้ามาด้วย เลยทำให้สโรชา และอาภาพรไม่พอใจ แต่สโรชาก็ต้องยอมให้เชาว์พาวาทินีเข้ามา เพราะสโรชายังต้องพึ่งเชาว์ อยู่ดี สิบเจ็ดปีผ่านไป เดือนฉายกลายเป็นเศรษฐีนีเจ้าของโรงงานผงมะพร้าวสกัดแห้งกระป๋องสำเร็จรูป ขยายกิจการจนรุ่งเรือง เพราะทางราชการตัดถนนผ่านสวนเสาวรสของเคน ทำให้มีเงินขยายกิจการสวนมะพร้าวและซื้อที่ดินแถบนั้นอีกหลายร้อยไร่ เธอมุมาะทำธุรกิจนี้จนประสบความสำเร็จ โดยมีเคนเป็นคนช่วยดูแลธุรกิจให้เธอ ส่วนเพ็ญพรนั้นเรียนทางด้านบริหารธุรกิจจบมาจากเมืองนอก และในขณะเดียวกันก็เรียนศิลปะการต่อสู้มาหลายแขนง เพราะคุณตาของเธอคือ “เคน” ที่คอยสอนการต่อสู้ให้เธอตั้งแต่เด็กๆ จนกลายเป็นความชอบของเพ็ญพร และเมื่อมีโอกาสเพ็ญพรก็จะหาเวลาไปเรียนวิชาการต่อสู้ต่างๆ จากหลายอาจารย์จนเกิดความช่ำชองในด้านนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าเดือนฉายจะไม่เห็นด้วยในการให้ลูกผู้หญิงไปเรียนวิชาพวกนี้ แต่ก็มีเคนที่คอยพูดและแนะว่าลูกผู้หญิงควรจะรู้จักวิชาพวกนี้เอาไว้ป้องกันตัวบ้าง เพ็ญพรเป็นสาวสวยที่ฉลาดเป็นกรด แก่นแก้ว และไม่ยอมคน ในขณะเดียวกันการเรียนก็ดี ทำให้เดือนฉายโล่งใจในเรื่องนี้ไปได้ แถมยังเรียนวิชาการแต่งหน้าเปลี่ยนตัวเองไปได้หลายบุคลิกด้วย ส่วนพรเพ็ญนั้นเติบโตขึ้นมาในบ้านศิลาแดงเหมือนคนรับใช้ ได้เรียนแค่มัธยมปีที่ 3 เท่านั้น เพราะสโรชาไม่ต้องการให้เธอฉลาดนัก และไม่ต้องการให้พรเพ็ญทัดเทียมกับณัฐพงษ์และอาภาพรลูกทั้งสองของเธอ แถมยังกดขี่ข่มเหงพรเพ็ญตลอดเวลา ใช้ให้ทำงานเยี่ยงทาส ในขณะเดียวกันก็เอาเอกสิทธิ์ไปอยู่ห้องเล็กซึ่งเป็นห้องของพรเพ็ญ เพราะว่าป่วยเป็นอัมพาตไม่สามารถทำอะไรได้ ปล่อยให้อยู่โดยไม่มีใครเหลียวแล มีเพียงพรเพ็ญที่มาดูแลพ่อของตนเพียงคนเดียว แต่ก็โดนด่าอยู่ตลอด พรเพ็ญได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนใช้ชีวิตอยู่ในบ้านศิลาแดงเพราะเธอห่วงพ่อของเธอ ถ้าเธอหนีไปเมื่อไร พ่อของเธอก็จะไม่มีคนดูแล และอาจต้องตายเหมือนคนไร้ญาติขาดมิตร ณัฐพงษ์โตขึ้นเป็นหนุ่มหน้าตาดี แม้จะเรียนเก่งแต่ก็ขี้เกียจ เอาแต่เที่ยวและติดหรู เจ้าชู้เหมือนเชาว์ผู้เป็นพ่อ ไม่ยอมทำงานอะไรถึงแม้จะเรียนจบแล้ว เที่ยวเตร่ไปวันๆ ส่วนอาภาพรนั้นไม่ค่อยสนใจการเรียนจึงเรียนไม่จบ แต่ก็ชอบคุยอวดเพื่อนๆ ว่าไม่อยากเรียนจบในเมืองไทย จะไปเรียนต่อเมืองนอก ณัฐพงษ์พึงพอใจในตัวพรเพ็ญมากเพราะเธอเป็นคนสวย และมักจะพูดจาแทะโลมพรเพ็ญเสมอเมื่อลับตาคนอื่น ส่วนอาภาพรนั้นรูปร่างหน้าตาก็สะสวย แต่งตัวเก่ง แต่ก็อิจฉาที่พรเพ็ญนั้นถึงแม้จะไม่ได้แต่งตัว แต่ก็สวยกว่าเธอ เธอจึงมักจะข่มเหงและดูถูกพรเพ็ญเสมอ พรเพ็ญนั้นก็ทำได้แค่ปัดป้องตัวเองไม่ให้บาดเจ็บเท่านั้น ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ ส่วนเชาว์นั้นก็เริ่มเห็นว่าพรเพ็ญกลายเป็นสาวแล้ว และด้วยความเจ้าชู้ของตน เขาหมายใจเอาไว้ว่าสบโอกาสเหมาะเมื่อไรก็จะปล้ำพรเพ็ญเป็นเมียอีกคนให้ได้ แต่ก็หาโอกาสได้ยาก เพราะว่าเมียทั้งสองคือวาทินีและสโรชายังอยู่ที่บ้านทั้งสองคน เพ็ญพรเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป้าหมายแรกของเธอคือสุดา สุดาดีใจที่พบเพ็ญพรอีกครั้งและชวนให้พักที่บ้านของเธอ แต่เพ็ญพรอยากพักโรงแรมมากกว่า และในใจแล้วยังไม่อยากพบตรัยด้วย เพราะยังอดหมั่นไส้ในความขี้เต๊ะของเขาไม่หาย เพ็ญพรเล่าเรื่องที่เธอจะมาสืบหาพี่สาวฝาแฝดของเธอ สุดารับปากว่าจะให้ความช่วยเหลือ และเป็นคนออกความคิดให้เพ็ญพรปลอมเป็นสาวมิสทีน เพ็ญพรปลอมตัวใส่วิก แต่งหน้าจนจำไม่ได้เป็นพนักงานขายเครื่องสำอางค์เข้าไปขายในบ้านศิลาแดง พบอาภาพรก็จำได้ว่าเป็นสาวที่ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ “ตรัย” จึงคิดแกล้ง และด้วยฝีปากของเพ็ญพรทำให้อาภาพรชอบใจเครื่องสำอางค์ที่เธอเสนอขาย แต่เพ็ญพรก็อ้างว่าหมด และจะนำมาให้ดูอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น และในระหว่างที่ขายของให้อาภาพรนั้น เพ็ญพรก็ได้พบกับพรเพ็ญ เพราะอาภาพรสั่งให้พรเพ็ญเอาน้ำมาเสิร์ฟให้เธอ และยังเห็นว่าวาทินีและสโรชานั้นข่มพรเพ็ญเหมือนทาสก็ไม่ปาน ทำให้เพ็ญพรโมโหจนเกือบเก็บอาการไม่ได้ เพ็ญพรมองหาช่องทางในการเข้ามาในบ้านศิลาแดง และก่อนกลับเธอก็พบกับเชาว์ที่เข้าบ้านมาพอดี เชาว์มองดูเธอเหมือนเสือจ้องขม้ำเหยื่อ และเพ็ญพรก็ทำเป็นอ่อยเหยื่อให้กับเชาว์แทน จนทำให้เชาว์แทบหัวปั่นในรูปร่างหน้าตาของเธอ เพ็ญพรไปหาสุดาที่บ้านเล่าเรื่องทั้งหมดเล่าให้สุดาฟัง สุดาเป็นเดือดเป็นแค้นแทนเพ็ญพร เพ็ญพรมีแผนจะเปลี่ยนตัวกับพรเพ็ญ และต้องการสืบเรื่องพ่อของเธอด้วย อาภาพรนั้นมักจะชวนให้ตรัยมาทานข้าวที่บ้านเป็นประจำ เมื่อตรัยได้พบกับพรเพ็ญก็นึกชอบ เพราะว่าพรเพ็ญเป็นคนสวยน่ารัก แต่ก็มักจะโดนอาภาพรกีดกันบอกว่าพรเพ็ญเป็นแค่คนใช้ในบ้านเท่านั้น ไม่สมควรจะสนทนาพาทีด้วย และเมื่อตรัยกลับไป พรเพ็ญก็มักจะโดนอาภาพรทำร้ายร่างกายเป็นประจำ พร้อมทั้งสั่งไม่ให้พรเพ็ญออกมาเสนอหน้าอีกตอนที่ตรัยมาที่บ้าน ป้าแจ่มและลุงเติมคนรับใช้เก่าแก่ของบ้านนี้ แม้จะสงสารพรเพ็ญ แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ จึงได้แต่ปลอบใจให้พรเพ็ญมีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตในบ้านนี้ต่อไป วันรุ่งขึ้น เพ็ญพรก็เข้าไปที่บ้านศิลาแดงอีกครั้ง โดยทำทีเป็นมาส่งเครื่องสำอางค์ที่อาภาพรสั่งเอาไว้ และได้พบกับตรัยซึ่งจำเธอไม่ได้ อาภาพรแสดงท่าทีเหมือนเขาเป็นแฟนเธอทำให้เพ็ญพรอดหมั่นไส้ไม่ได้ จึงแกล้งทำกาแฟหกใส่เขา อาภาพรไปหาเสื้อให้ตรัยเปลี่ยน ตรัยและเพ็ญพรปะทะคารมกัน และเมื่อเพ็ญพรกำลังจะเดินออกจากบ้านก็พบว่าเชาว์กำลังจะลวนลามพรเพ็ญ แต่วาทินีมาพบเข้าจึงตรงเข้าทำร้ายตบตีพรเพ็ญจนบาดเจ็บ แถมยังด่าว่าพรเพ็ญว่ามาให้ท่าเชาว์ซึ่งเป็นสามีของตน แม้ว่าพรเพ็ญจะแก้ตัวอย่างไรวาทินีก็ไม่ฟัง แถมเชาว์เองก็ยังสมทบว่าพรเพ็ญมาให้ท่าตนอีก ซึ่งทำให้วาทินียิ่งโกรธและทำร้ายพรเพ็ญหนักขึ้น เพ็ญพรเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถช่วยพรเพ็ญได้ และกลับออกมาจากบ้านศิลาแดงด้วยความไม่สบายใจ คืนนั้นเพ็ญพรวางแผนกับสุดา โดยจะเปลี่ยนตัวกับพรเพ็ญ โดยให้สุดาขับรถไปจอดข้างบ้านศิลาแดง เพ็ญพรลอบปืนเข้าไปในบ้าน และเข้าไปพบพรเพ็ญ พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พรเพ็ญฟัง พรเพ็ญนั้นแทบจะปรับตัวไม่ทัน สองพี่น้องฝาแฝดกอดกันแล้วร้องไห้ แต่เมื่อรู้ว่าน้องสาวฝาแฝดของเธอมีฝีมือพอตัว จึงยอมเปลี่ยนตัวกลับไปที่สวนเสาวรสเพราะอยากพบแม่และตาเหมือนกัน แต่ก็เป็นห่วงเอกสิทธิ์ผู้เป็นพ่ออยู่ เพ็ญพรรับปากว่าจะดูแลเอกสิทธิ์ให้ดีที่สุด พรเพ็ญเล่าเรื่องราวของคนในบ้านศิลาแดงให้เพ็ญพรรู้ถึงพฤติกรรมของแต่ละคน รวมถึงเผยว่าทั้งสามคนนี่เองที่ทำให้พ่อของพวกเธอต้องกลายเป็นคนพิการน่าเวทนา ยิ่งทำให้เพ็ญพรโกรธและคิดแก้แค้นคนในบ้านศิลาแดงให้สาสม ก่อนที่พรเพ็ญจะไปกับสุดา เพ็ญพรบอกว่าจะส่งข่าวไปให้พรเพ็ญรู้เป็นระยะ แต่ในช่วงที่พรเพ็ญกลับไปอยู่สวนเสาวรส พรเพ็ญต้องแสดงตัวว่าเป็นเพ็ญพรถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน พรเพ็ญรับปาก และคืนนั้นก่อนเข้านอนเพ็ญพรก็ลอบเข้าไปหาเอกสิทธิ์ เมื่อเธอเห็นสภาพพ่อของเธอ ความไม่พอใจที่เธอเคยมีและคิดว่าพ่อทิ้งแม่และเธอไปก็หายไปจนหมด เหลือแต่ความสงสาร เอกสิทธิ์มองหน้าเธอแล้วน้ำตาไหล แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพ็ญพรกอดพ่อเอาไว้ในอ้อมแขนและสัญญาว่าจะแก้แค้นทุกคนที่ทำให้ครอบครัวของเธอต้องมาพบกับชะตากรรมอย่างนี้ รุ่งเช้าป้าแจ่มเข้ามาปลุกเพ็ญพรให้ลุกขึ้นช่วยงานในบ้าน งานแรกคือทำอาหารเช้าให้เจ้านายทั้งหลายในบ้าน แต่เมื่อทุกคนมาถึงโต๊ะอาหารก็พบว่ามีขนมปังไหม้กองอยู่บนจาน พร้อมด้วยไข่ดาวเกรียมจนดำปี๋อีกหลายใบ อาภาพรกรี๊ดลั่นโต๊ะ ตะโกนเรียกป้าแจ่มสอบถามถึงคนทำอาหารเช้า ป้าแจ่มเดินเข้ามาดูที่โต๊ะอาหารก็แทบเป็นลมไปอีกคน เพ็ญพรเดินตามเข้ามา อาภาพรเดินเข้าไปด่าเหมือนเคย แต่เพ็ญพรก็ด่าสวนกลับทุกคำ วาทินี,สโรชา และเชาว์มองหน้ากันด้วยความสงสัยในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือของเพ็ญพรในคราบของพรเพ็ญ พร้อมทั้งลงความเห็นกันว่าพรเพ็ญคงกินอาหารผิดสำแดงไป จึงทำให้เป็นบ้า หลังจากนั้นป้าแจ่มก็บอกให้เพ็ญพรกวาดบ้าน,ถูบ้านและซักเสื้อผ้า เพราะว่าพรเพ็ญนั้นก็ทำงานอย่างนี้อยู่ทุกวัน เพ็ญพรมองเห็นงานที่พี่สาวตนต้องทำเหมือนทาสทุกวันแล้วยิ่งแค้นจึงแกล้งทำจนบ้านเละไปหมด วาทินีเมื่อเดินลงบันไดบ้านมาก็ลื่นตกบันไดจึงส่งเสียงกรี๊ดสนั่นบ้าน เพราะเพ็ญพรเอา น้ำราดจนเปียกโชกไปหมด แถมไม้ปาร์เก้ที่ห้องรับแขกก็ลอยเป็นแพ เพราะน้ำที่ขังอยู่บนพื้น วาทินีตะโกนเรียกพรเพ็ญในร่างเพ็ญพร เพ็ญพรวิ่งเข้ามารายงานตัว เพ็ญพรถูกวาทินีด่าว่า แต่เธอก็ลอยหน้าลอยตารับผิดอย่างหน้าชื่นตาบาน แล้ววิ่งกลับไปทำงานอย่างอื่นต่อ ทำให้วาทินีโกรธจนแทบเป็นลม ส่วนสโรชานั้นสั่งให้เพ็ญพรดูแลตัดเล็มดอกไม้ที่เธออุตส่าห์สั่งให้ลุงเติมปลูกให้เรียบร้อย แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอก็แทบสลบเพราะดอกไม้ทั้งหลายหน้าบ้านโดนเพ็ญพรตัดจนเหี้ยนไม่เหลือซากทีเดียว สโรชาเรียกเพ็ญพรมาถาม เพ็ญพรจึงตอบว่าสโรชาสั่งให้ตัดให้เรียบร้อยเธอจึงตัดจนเรียบหมดไม่มีเหลือตามคำสั่ง สโรชาโมโหมาก ยกมือจะตบเพ็ญพร แต่เพ็ญพรก็จับมือสโรชาบิดจนสโรชาเจ็บต้องรามือไปเอง เพ็ญพรบอกว่าคนอย่างเธอไม่ชอบให้ใครมาใช้กำลัง ถ้าใครทำเธอก่อนเธอก็จะทำกลับมากกว่าเป็นเท่าทวีคูณ แต่ถ้าใครดีกับเธอ เธอก็จะดีตอบเหมือนกัน สโรชากลับเข้าบ้านด้วยความโมโหปนประหลาดใจ เพราะพรเพ็ญที่เธอรู้จักและคอยกดหัวมาสิบกว่าปีไม่ได้เป็นอย่างนี้ ส่วนเชาว์นั้นวันๆ ไม่ทำงานอะไรคอยแต่จะกินสมบัติเก่าของบ้านศิลาแดง และมีเพื่อนเป็นพวกนักเลงและมาเฟีย เชาว์เล่นการพนันบ่อยแต่ส่วนใหญ่ก็จะเสียมากกว่าได้ เชาว์นั้นเห็นว่าพรเพ็ญเป็นคนสวยจึงมักคอยหาโอกาสแทะเล็มพรเพ็ญอยู่เสมอ แต่ในช่วงหลังนี้เขาก็เริ่มสงสัยว่าพรเพ็ญเปลี่ยนไป เพราะเขาไม่สามารถเข้าใกล้หรือล่วงเกินได้เหมือนก่อน เพราะพรเพ็ญใช้การหลบเลี่ยงและหาจังหวะผลักเขาจนขาแพลงไปครั้งหนึ่ง เชาว์โมโหมากชวนเพื่อนฝูงมาที่บ้านหลายคนและเรียกให้เพ็ญพรมาทำอาหารให้ วันนั้นเพ็ญพรไม่สบายมากเพราะคืนก่อนโดนฝน และยังไม่มีโอกาสไปหาหมอ เธอแทบลุกไม่ขึ้น แต่ก็ฝืนใจขึ้นมาทำอาหารให้ แต่ก็ไม่วายแกล้งทำอาหารรสชาติแปลกประหลาดให้กิน วาทินี,สโรชา และ อาภาพรก็รุมด่าเพ็ญพรว่าฝีมือทำอาหารอย่างนี้ท่าทางจะหาผัวลำบาก เพ็ญพรเถียง อาภาพรจึงฉวยโอกาสตบเพ็ญพรจนหน้าหันเลือดออกจากปาก วาทินีเห็นว่าเพ็ญพรไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อสู้จึงตรงเข้าตบซ้ำอีกครั้ง เพ็ญพรโกรธจนแทบบ้า แต่สภาพร่างกายไม่อำนวยในการป้องกันตัวเองจึงได้แต่กัดฟันทนและคิดว่าแค้นครั้งนี้เธอจะต้องเอาคืนให้สาแก่ใจ พักหลังเชาว์รู้จักสมปองซึ่งเป็นพวกค้ายาเสพติดและถูกชักชวนให้ลองขายดูเพราะเงินดี เชาว์ยังไม่กล้าเท่าไรนัก เพราะยังไม่มีเงินมากพอ จึงพกยาเสพติดกลับมาที่บ้านศิลาแดงและเสพบ่อยๆ จนติดตรัยและลูกน้องเฝ้าติดตามพวกของสมปอง และพบว่าสมปองกำลังติดต่อขายยาเสพติดจึงตรงเข้าจับ เกิดการยิงต่อสู้ขึ้น ลูกน้องของสมปองถูกยิงตายหมด สมปองหนีไปได้ ตรัยตามไปติดๆ แต่ก็คลาดกันเพ็ญพรแอบได้ยินเชาว์ติดต่อเรื่องขายยาเสพติดกับสมปองจึงโทรแจ้งตำรวจ ตรัยจึงนำกำลังตำรวจเข้าจับพร้อมของกลาง เชาว์ถูกจับ แต่สมปองหนีไปได้ เชาว์โมโหมากโดยไม่รู้ว่ามีใครแกล้งตน และคิดว่าเด็กข้างบ้านที่ตัวเองเคยข่มอยู่เสมอแอบโทรไปบอกตำรวจ เพ็ญพรเข้าไปดูแลเอกสิทธิ์ทุกวันเมื่อมีเวลาว่าง เธอมักจะเข้าไปพูดคุยกับพ่อของตน เอกสิทธิ์นั้นเริ่มมีอาการดีขึ้น เพราะเพ็ญพรจะคอยนวดเฟ้นให้กล้ามเนื้อเขากระเตื้องขึ้น และคอยพยุงให้นั่งและนอนอยู่เสมอ ด้วยสุขภาพจิตที่ดีของเพ็ญพร ทำให้เอกสิทธิ์ก็เริ่มไหวติงขึ้นมาเรื่อยๆ และเริ่มรับรู้เรื่องราวต่างๆ มากขึ้น แม้ว่าจะยังพูดอะไรไม่ได้ก็ตาม อาภาพรมักจะชวนตรัยมาที่บ้านศิลาแดงบ่อยๆ แต่ก็มักจะโดนเพ็ญพรแกล้งอยู่เสมอๆ ตรัยเริ่มสังเกตว่าพรเพ็ญ เด็กรับใช้ในบ้านที่เขาเคยเห็นนั้นเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม จากผู้หญิงอมทุกข์ที่ไม่กล้ามองหน้าใครตรงๆ แถมยังขี้อายและน่าสงสาร กลายเป็นผู้หญิงสาวสวยปราดเปรียว แคล่วคล่องว่องไว ดูทะมัดทะแมง แถมฝีปากยังคมกริบ และกลายเป็นคนไม่ยอมคนไปได้ แม้ว่าจะถูกแกล้งอยู่บ่อยๆ แต่ตรัยก็ไม่ถือสา แถมยังคอยดูว่าแต่ละวันเธอจะมีอะไรมาแกล้งเขาอีก จากที่เคยสงสารกลับกลายเป็นสนใจ เพราะเขาชอบผู้หญิงที่สวย ฉลาดปราดเปรียวและไม่ยอมคนอย่างนี้มานานแล้ว เพ็ญพรเองถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยชอบหน้าตรัยมาตั้งแต่แรก แต่พอได้พบบ่อยๆ และแกล้งเขาอยู่เรื่อยๆ ก็อดสงสารไม่ได้ แถมยังเห็นว่าความจริงเขาก็เป็นผู้ชายน่ารักคนหนึ่งเหมือนกัน แถมเป็นพี่ชายของเพื่อนรักอย่างสุดาด้วย ก็อดที่จะสนใจเขาอยู่ลึกๆ ไม่ได้ ซึ่งอาการของทั้งคู่นั้นหาได้รอดสายตาของอาภาพรไปไม่ อาภาพรเริ่มอาละวาดกับตรัย แต่ตรัยก็ไม่สนใจ เพราะเขาไม่ได้คิดว่าอาภาพรจะมาเป็นแม่ของลูกเขาอยู่แล้ว ที่เขาคบอาภาพรเพราะว่าสงสารและเธอก็ตามตื๊อเขามาตลอด เมื่อยังไม่มีใครน่าสนใจกว่าก็เลยคบไปก่อน และเมื่อได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านศิลาแดงทั้งหมดจากป้าแจ่มและลุงเติม ทำให้เพ็ญพรในคราบของพรเพ็ญเริ่มประกาศอิสระภาพโดยการเชิญทนายประจำตระกูลคือทนายสมศักดิ์,ตรัย และสุดามาที่บ้าน เมื่อได้เวลาทนายสมศักดิ์เป็นคนประกาศว่าพรเพ็ญบรรลุนิติภาวะแล้ว และเป็นลูกสาวของเจ้าของบ้านศิลาแดงมีอำนาจในการดูแลทรัพย์สินและมรดกทุกอย่างที่เป็นของเอกสิทธิ์ นับตั้งแต่วันนี้ไปพรเพ็ญจะเป็นคนดูแลทรัพย์สินทุกอย่างของบ้านศิลาแดงเอง โดยมีทนายสมศักดิ์เป็นที่ปรึกษา สโรชา และ อาภาพร คัดค้านไม่เห็นด้วย แต่ทนายสมศักดิ์บอกว่าพรเพ็ญมีสิทธิ์ที่จะทำได้อย่างชอบธรรม สร้างความโกรธแค้นให้กับสามสาวเป็นอย่างมาก หลังจากวันนั้นเพ็ญพรก็นำเอาเอกสิทธิ์ขึ้นมาอยู่ที่บ้านใหญ่ และให้ทั้งสามสาวไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กซึ่งเป็นสิทธิ์ของวาทินีแทน แม้ว่าทั้งสามสาวจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะวันนี้พรเพ็ญที่พวกเธอเห็นแข็งแกร่งไม่อ่อนแอขี้แยเหมือนพรเพ็ญที่พวกเธอรู้จัก ทำให้ไม่มีใครกล้าหือกับพรเพ็ญ และเมื่อย้ายขึ้นมาอยู่บ้านใหญ่แล้ว เพ็ญพรก็สั่งให้ป้าแจ่มและลุงเติมขึ้นมาดูแลเอกสิทธิ์ ปล่อยให้วาทินี,สโรชา และอาภาพร ทำงานบ้านทั้งหมดแทน แม้ว่าไม่อยากทำและไม่พอใจในคำสั่งของเพ็ญพร แต่ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม เพราะว่าเพ็ญพรเป็นคนถือเงินและบัญชีทั้งหมด แถมเพ็ญพรยังแกล้งให้ทั้งสามทำงานหนักเป็นการแก้แค้นแทนพรเพ็ญที่เคยถูกใช้ทำงานเยี่ยงข้าทาสในบ้านศิลาแดง อาภาพรซึ่งเคยมีเงินซื้อเสื้อผ้าแต่งตัวสวยๆ ก็ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าแพงๆ เหมือนก่อน และต้องทำงานแลกกับเงินค่าจ้างไปวันๆ ซึ่งทำให้เพ็ญพรสะใจยิ่งนัก ตรัยได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมด เพราะเขามาเที่ยวที่บ้านศิลาแดงและเห็นอาภาพรต้องทำงานไม่ได้เฉิดฉายเหมือนก่อน อาภาพรบอกตรัยว่าพรเพ็ญยึดอำนาจไปอย่างไม่เป็นธรรม ตรัยได้แต่พยักหน้ารับรู้ทั้งที่ในใจเขาแสนจะดีใจ เพราะว่าสาวคนที่เขาแอบชอบกลายเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้อย่างเต็มภาคภูมิ และในช่วงหลังเพ็ญพรต้อนรับเขาอย่างมิตรไม่เหมือนศัตรูเหมือนแต่ก่อน ความสัมพันธ์ของตรัยและเพ็ญพรสร้างความไม่พอใจให้กับอาภาพรเป็นอย่างมาก อาภาพรวางแผนให้เพ็ญพรเข้าใจผิดตรัยโดยโทรไปนัดตรัยให้มาพบบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาเมื่อตรัยมาพบเธอวานให้วาทินีเดินไปบอกเพ็ญพรว่าตรัยมาหาอาภาพรที่บ้าน เพ็ญพรเดินมาที่ห้องรับแขก อาภาพรเหลือบเห็นจึงทำเป็นกอดกับตรัยอยู่ ตรัยไม่ทันรู้ตัว เพ็ญพรโกรธกับภาพที่เธอเห็น ตรัยหันมาพบว่าเพ็ญพรกำลังทำหน้าบึ้งกับเหตุการณ์นี้อยู่ ตรัยสลัดอาภาพรออกและเดินเข้าไปปรับความเข้าใจกับเพ็ญพร แต่เพ็ญพรไม่ฟังวิ่งขึ้นห้องและล็อคประตู ตรัยวิ่งตามขึ้นไปตะโกนอธิบายแต่เพ็ญพรไล่ให้ตรัยกลับไปก่อนเพราะเธอยังไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น โดยมีอาภาพรและวาทินียืนยิ้มดีใจในความสำเร็จครั้งนี้ เพ็ญพรเสียใจเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง สุดารู้เรื่องจากตรัยก็มาปรับความเข้าใจแทนพี่ชาย เพ็ญพรไม่ยอมฟัง แต่ในที่สุดสุดาบอกว่าอยากแพ้คนที่บ้านศิลาแดงหรือ เพ็ญพรจึงรวบรวมสติและทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยลดความโกรธและความใจร้อนซึ่งเป็นข้อเสียของเธอ และในที่สุดเพ็ญพรก็เข้าใจว่าเป็นแผนของอาภาพรและวาทินีที่ต้องการให้เธอกับตรัยเข้าใจผิดกันตรัยมาหาเพ็ญพรที่บ้าน อาภาพรตรงเข้ามากอดคลอเคลียกับตรัยอีกเพื่อให้เพ็ญพรโมโหตรัย แต่เที่ยวนี้เพ็ญพรกลับเฉยและไม่แยแสการกระทำของอาภาพร เธอต้อนรับขับสู้ตรัยอย่างดี ตรัยพยายามเดินหนีอาภาพร แต่อาภาพรก็ตามติดอย่างกับตุ๊กแกเกาะผนังห้อง เพ็ญพรบอกตรัยว่าเธอรักเขาต่อหน้าอาภาพร ตรัยก็บอกว่าเขาก็รักเธอสุดหัวใจเหมือนกัน อาภาพรกรี๊ดลั่นบ้านเพราะทนไม่ได้กับการเป็นส่วนเกินอย่างที่เป็นอยู่ อาภาพรวิ่งขึ้นห้องไปหาวาทินีที่ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เลย เพ็ญพรยิ้มเยาะอย่างสะใจ มยุรีได้พบกับณัฐพงษ์ที่งานแต่งงานของบุษกรเพื่อนสนิทของเธอ ณัฐพงษ์เมื่อเห็นมยุรีก็พอใจในความสวยของเธอและเข้าไปจีบ มยุรีก็พอใจในความเป็นหนุ่มหล่อของณัฐพงษ์เหมือนกัน คืนนั้นทั้งคู่จบลงที่โรงแรม หลังจากวันนั้นมยุรีก็ตกหลุมรักณัฐพงษ์เพราะเขาเป็นคนเอาใจผู้หญิงเก่ง และอยู่ในตระกูลดี มยุรีอดหึงหวงสาวทุกคนที่เข้าใกล้ณัฐพงษ์ไม่ได้ ไม่นานณัฐพงษ์ก็เริ่มเบื่อเพราะมยุรีนั้นอายุแก่กว่าเขาหลายปี และเขาก็ไม่ได้รักมยุรีเพราะคิดว่าเธอเป็นเพียงแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งของเขาเท่านั้นช่วงหลังสุดามักจะตามตรัยมาที่บ้านศิลาแดงเป็นประจำเพราะว่าอยากมาเจอเพ็ญพร แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้แสดงให้ใครรู้ว่าเป็นเพื่อนรักกัน ณัฐพงษ์นั้นเมื่อพบหน้าสุดาครั้งแรกก็นึกชอบ และพยายามทำตัวใกล้ชิดกับสุดา ซึ่งในช่วงแรกเพ็ญพรเตือนสุดาบอกให้ดูณัฐพงษ์ให้ดีเสียก่อน สุดาจึงพยายามให้ณัฐพงษ์ปรับปรุงตัวเสียใหม่ ซึ่งณัฐพงษ์ก็เต็มใจที่จะเปลี่ยนจากพ่อพวงมาลัย หางานทำและตั้งใจทำงานสร้างฐานะ เพราะหลังจากที่คบกับสุดาไปพักใหญ่ เขาก็รู้ตัวว่าเขาหลงรักผู้หญิงคนนี้เข้าเสียแล้ว และวันนี้ถึงวันที่เขาจะต้องสร้างฐานะเพื่ออนาคตเสียที ทำให้สุดาดีใจที่สามารถทำให้พ่อไก่แจ้กลายเป็นคนดีได้ เพ็ญพรก็ดีใจที่เพื่อนรักจะได้มีความสุขเสียที มยุรีเมื่อรู้ว่าณัฐพงษ์กำลังจีบสุดาก็เข้าไปที่บ้านศิลาแดงอาละวาดกับณัฐพงษ์ซึ่งกำลังนั่งคุยหยอกล้ออยู่กับสุดาและเพ็ญพร เธอตรงเข้าตบสุดาอย่างไม่ยังมือ ณัฐพงษ์ตรงเข้ากระชากมยุรีจนกระเด็นไปติดข้างฝาพร้อมทั้งออกปากไล่มยุรีให้ออกไปจากบ้าน มยุรีตกใจแทบช็อคเพราะผู้ชายคนที่เธอรักเขาสุดชีวิตกลับไม่มีเยื่อใยกับเธอเลย มยุรีเดินน้ำตานองหน้าออกจากบ้านศิลาแดงไปอย่างคนที่พ่ายแพ้ สุดาโกรธณัฐพงษ์ที่ไม่บอกเรื่องนี้กับเธอ ณัฐพงษ์สัญญาว่าจะไม่นอกใจเธออีกตลอดชีวิตและจะดูแลสุดาให้ดีที่สุดโดยมีเพ็ญพรเป็นพยานรักครั้งนี้ทางด้านพรเพ็ญเมื่อกลับไปอยู่ที่สวนเสาวรส ก็ปลอมตัวเป็นเพ็ญพร เพราะทำตามสัญญากับเพ็ญพรที่ไม่ต้องการทำให้พ่อและตาเป็นห่วง แต่ด้วยความที่เป็นคนเรียบร้อย เธอก็ดูแลปรนนิบัติเดือนฉายและเคนเป็นอย่างดีสร้างความแปลกใจให้กับทั้งสองเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากกลับจากกรุงเทพฯ ก็กลายเป็นคนละคน ไม่ซนแก่นเซี้ยวเหมือนเมื่อก่อน และไม่แกล้งกอล์ฟเหมือนอย่างเคยจนทำให้กอล์ฟอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอมาไม้ไหนกันแน่ แต่ก็ยังคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังติดสอยห้อยตามพรเพ็ญไปไหนมาไหนตลอด พรเพ็ญได้พบวิทวัสที่ตลาด วิทวัสปราดเข้าหาพรเพ็ญเพราะคิดว่าเป็นเพ็ญพร และหาเรื่องแกล้งเหมือนเคย โดยขับรถปาดน้ำโคลนที่เอ่อล้นอยู่ข้างทางให้กระเด็นโดนพรเพ็ญ แถมยังจอดรถลงมาเยาะเย้ย แต่เที่ยวนี้เขาผิดคาด เพราะคิดว่าพรเพ็ญจะตรงเข้ามาต่อว่าเขา เธอกลับบอกว่าไม่เป็นไร และคิดว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย ทำให้วิทวัสทำตัวไม่ถูก ต้องเอ่ยปากขอโทษเธอ พร้อมทั้งขอพาเธอกลับไปส่งที่สวนเสาวรส แต่กอล์ฟอดโมโหแทนพรเพ็ญไม่ได้ ก็เลยต่อว่าต่อขานวิทวัส พรเพ็ญเอ่ยปากห้ามกอล์ฟไม่ให้พูดมาก และยอมให้วิทวัสไปส่งที่สวนเสวรสโดยดี ที่นั่นวิทวัสได้พบกับเดือนฉายและเคนเป็นครั้งแรก และได้รู้จักคุยกันจนถูกคอกับเคนเป็นอย่างดีเพราะมีนิสัยนักเลงไม่กลัวคนเหมือนกัน เย็นนั้นพรเพ็ญเอ่ยปากชวนให้วิทวัสทานข้าวที่บ้าน ซึ่งแม้จะแปลกใจและคิดว่าอาจจะโดนสาวเจ้าแกล้งเหมือนเคย แต่ก็อยากลองดูว่าเธอจะมาไม้ไหนกับเขา แต่เมื่อได้ลิ้มรสชาติฝีมือทำอาหารของพรเพ็ญเข้า เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าความจริงผู้หญิงคนนี้ไม่ได้สวยอย่างเดียว แต่ยังมีความเป็นแม่ศรีเรือนอยู่ในตัวอย่างที่เขาต้องการเสียด้วย หลังจากวันนั้นวิทวัสก็หาทางพาพบพรเพ็ญบ่อยๆ แม้ว่าจะยังไม่ไว้ใจนักว่าเธอจะเปลี่ยนนิสัยจากสาวจอมกวนมาเป็นสาวหวานได้จริงๆ แต่ในใจลึกๆ แล้ว เขาก็รู้ว่าเขารักเธอเข้าเสียแล้ว โดยมีพัฒน์คอยสอดแนมและยุยงอยู่ตลอดให้วิทวัสตามจีบพรเพ็ญให้สำเร็จ ส่วนพรเพ็ญก็มีกอล์ฟคอยเป็นกันชนไม่ให้วิทวัสเข้าถึงตัวได้ง่าย แต่แล้ววิทวัสก็ติดสินบนกอล์ฟได้ด้วยของฝากต่างๆ จนสามารถเอากอล์ฟมาเป็นพวกของตนได้อีกคน ซึ่งช่วงหลังพรเพ็ญเองก็ไม่ปฏิเสธว่าในหัวใจของเธอก็มีชายชื่อ “วิทวัส” นั่งอยู่เต็มหัวใจเหมือนกัน เดือนฉายและเคนเฝ้ามองความรักของทั้งคู่อย่างเบาใจ เพราะวิทวัสก็เป็นชายหนุ่มที่มีความมั่นคงทั้งฐานะและความดี พอที่จะเข้ามาเป็นเขยของสวนเสาวรสได้โดยไม่ขาดตกบกพร่องเดือนฉายป่วยเพราะตรากตรำงานหนัก พรเพ็ญโทรบอกให้เพ็ญพรกลับมาเยี่ยมแม่บ้าง เพ็ญพรเมื่อรู้เรื่องก็บอกให้พรเพ็ญกลับมาที่บ้านศิลาแดงเพื่อสลับตัวกัน พรเพ็ญกลับมาเปลี่ยนตัวกับเพ็ญพรโดยมีสุดาเป็นคนช่วย เมื่อเพ็ญพรกลับมาถึงบ้านก็ตรงเข้าไปดูเดือนฉายซึ่งอาการดีขึ้นและพูดคุยกับเดือนฉายมากมายจนเดือนฉายงง เพราะคิดว่าเพ็ญพรอยู่กับเธอตลอดเวลา ทำใมถึงได้แสดงท่าทีเหมือนคนที่ไม่ได้พบกันมานาน วิทวัสมาเยี่ยมเดือนฉายที่บ้าน เมื่อพบเพ็ญพรก็คิดว่าเป็นพรเพ็ญ เขากุมมือเพ็ญพรแต่เพ็ญพรซึ่งไม่รู้ว่าพรเพ็ญนั้นบัดนี้กลายเป็นคนรักของวิทวัสแล้วจึงสบัดมือออก วิทวัสงงกับอาการที่เพ็ญพรแสดงกับเขา เพ็ญพรด่าว่าวิทวัสที่มาหาเศษหาเลยกับเธอ วิทวัสยิ่งงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก จึงขอตัวกลับบ้าน เพ็ญพรโทรกลับไปหาพรเพ็ญที่บ้านศิลาแดงเพื่อถามเรื่องวิทวัส พรเพ็ญจึงบอกความจริงทั้งหมดและย้ำให้เพ็ญพรทำดีกับวิทวัส เพ็ญพรรับปากรุ่งขึ้นวิทวัสมาหาเพ็ญพรอีกครั้ง เที่ยวนี้เพ็ญพรทำเป็นเอาใจวิทวัสอย่างดี ทำให้วิทวัสหายโกรธและเมื่อเขาจะเข้าใกล้เพ็ญพรเธอก็กระเถิบหนีจนเขาสงสัย แต่ก็คิดว่าเพ็ญพรคงอายตามประสาผู้หญิง ส่วนพรเพ็ญกลับไปถึงบ้านศิลาแดงพร้อมกับสุดา โดยสุดาทำทีว่ามาค้างเป็นเพื่อนพรเพ็ญและต้องการป้องกันพรเพ็ญจากคนในบ้านด้วย ตรัยมาหาพรเพ็ญเพราะคิดว่าเป็นเพ็ญพร เที่ยวนี้พรเพ็ญกลับเรียบร้อยน่ารักเหมือนกับที่เขาเคยพบครั้งแรก เธอต้อนรับเขาอย่างดีคอยปรนนิบัติเหมือนเมื่อก่อนจนตรัยเองก็งงเพราะพรเพ็ญช่วงหลังที่เขารู้จักเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว พูดจาห้วนๆ แต่ก็ฉลาดทันคน ตรัยคิดว่าพรเพ็ญคงอยากเปลี่ยนเป็นสาวหวานบ้าง แต่ก็อดพูดกับสุดาไม่ได้ว่าพรเพ็ญเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมเมื่อเดือนฉายหายป่วย เพ็ญพรจึงโทรหาสุดาและพรเพ็ญเพื่อเปลี่ยนตัวกันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เกือบพลาดเพราะอาภาพรมาเห็นเข้าพอดี จึงเดินตรงเข้ามาหา สุดาเข้าขวางพรเพ็ญจึงหลบไปขึ้นรถสุดาที่จอดอยู่ทัน เพ็ญพรเข้าปะทะคารมกับอาภาพรเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ สุดารีบขึ้นรถขับออกไปก่อนที่ความลับทั้งหมดจะแตก ที่ไร่ของวิทวัสเกิดมีโรคระบาดทำให้วัวและสัตว์เลี้ยงในไร่ของเขาล้มป่วย วิทวัสวุ่น นักแสดง วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ รับบท ตรัยธนพล นิ่มทัยสุข รับบท วิทวัสนิโคล กิตติวัฒน์ รับบท เพ็ญพร (เพ็ญ) คามิลล่า กิตติวัฒน์ รับบท พรเพ็ญ ปิยะธิดา ชิตอรุณ รับบท สุดา กันตา ดานาว รับบท เดือนฉายณหทัย พิจิตรา รับบท สโรชาชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล รับบท อาภาพร เอกสิทธิ์ รับบทโดย ไพโรจน์ สังวริบุตร

เข้าใจนะสาวๆ! 10 นิสัยห้ามทำถ้าไม่อยากโดนทิ้ง
ความรักวัยรุ่น /  อกหัก

ครั้งก่อนนี้ได้เสนอเรื่องราวความรักเกี่ยวกับ 16 พฤติกรรมของผู้ชาย ถ้าเจอคนแบบนี้โชคดีสุดๆ และ 13 พฤติกรรมแย่ๆ ของผู้ชายที่ไม่ควรเอามาเป็นแฟน ให้สาวๆได้เช็คหนุ่มๆ(เจ็บช้ำน้ำใจ) กันไปแล้ว มาคราวนี้ก็ขอให้หนุ่มๆ ได้เช็คสาวๆ กันบ้างละกันนะ(ตาผมบ้างหล่ะ หึ!) กับ 10 นิสัยห้ามทำถ้าไม่อยากโดนทิ้ง .. บางทีสาวๆ ทำนิสัยบางอย่างนิดๆ หน่อยๆ ก็จะดูน่ารักนะ แต่บางทีถ้ามันเยอะ!เกินไป หนุ่มๆก็อาจจะเซย์โนได้เช่นกันนะเธอ! เข้าใจนะสาวๆ! 10 นิสัยห้ามทำถ้าไม่อยากโดนทิ้ง เข้าใจนะสาวๆ! 10 นิสัยห้ามทำถ้าไม่อยากโดนทิ้ง 1. ไปเจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่น  ใครที่คิดจะลองใจแฟนหนุ่มด้วยการไปจิ๊จ๊ะกับหนุ่มอื่น เพราะอยากให้เขาแสดงอาการหึงออกมาบ้าง บางครั้งวิธีนี้อาจได้ผล แต่บางครั้งการทำแบบนี้อาจนำมาซื่งจุดจบของความสัมพันธ์ค่ะ เพราะนั่นแสดงว่า คุณไม่แคร์ความรู้สึกของเขาเลยสักนิด และถ้าเขาคิดจะไปเจ๊าะแจ๊ะกับสาวอื่นดูบ้าง อย่ามานั่งเสียใจทีหลังแล้วกันนะคะ 2.โกหก   แม้ว่าการโกหกบางครั้งจะมีข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะความจริงที่พูดออกไปบางครั้งก็เป็นการทำร้ายเขา แต่ความรักคือการเชื่อใจค่ะ การโกหกไปเรื่อย จนทำให้แฟนหนุ่มของคุณหมดความเชื่อใจ มันคงไม่ดีต่อชีวิตคู่นักหรอกค่ะ 3.โกรธแล้วไม่พูดด้วย ใครที่คิดว่าเมื่อโกรธกันแล้ว ต่างคนต่างเงียบเดี๋ยวก็ลืมแล้ว คุณคิดผิดแล้วล่ะค่ะ เพราะถ้าคุณคิดอย่าง เขาคิดอีกอย่าง แล้วไม่เปิดปากคุยกันให้จบๆ มีหวังบานปลายกว่าเดิม แถมผลสำรวจยังพบอีกว่า "การเก็บงำ การไม่แชร์ความรู้สึก การไม่สื่อสารกัน" เป็นต้นเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกกันได้มากที่สุดเลยล่ะค่ะ  4.บอกเลิกทุกครั้งที่ทะเลาะกัน  คำพูดที่ว่า ‘เลิกกันเถอะ’ เพราะอยากให้เขาแคร์ เขาง้อ หรือรั้งคุณไม่ให้เลิกกับเขา เลิกใช่เถอะค่ะ เพราะวิธีนี้จะใช้ได้ผล ก็ในช่วงแรกๆ เท่านั้นล่ะค่ะ หากทำหลายๆ ครั้งเข้า ผู้ชายที่ไหนมันจะไปทนได้ บางครั้งผู้ชายก็ไม่ได้อยากเป็นฝ่ายง้อ ฝ่ายตื๊อไปตลอดหรอกนะคะ 5. พูดจาข่มเขาต่อหน้าคนอื่น  แม้นี่จะเป็นพฤติกรรมที่ผู้หญิงอย่างเราๆ ไม่ค่อยได้ทำมากเท่าผู้ชายก็ตาม แต่จำไว้เถอะค่ะว่า อย่าได้คิดข่มให้เขาดูด้อยต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด เพราะไม่มีผู้ชายที่ไหนอยากดูด้อยกว่าผู้หญิงหรอกค่ะ ถ้าอยากเป็นสาวเก่งในสายตาเขาควรเลือกให้ถูกเรื่องถูกเวลาดีกว่านะคะ 6.นัดไม่เป็นนัด  การปล่อยให้ผู้ชายรอเป็นชั่วโมงๆ ไม่ใช่เรื่องดีนักหรอกค่ะ แม้แรกๆ เขาจะยอมตามใจคุณหรือพร่ำบอกว่านานแค่ไหนก็รอได้ แต่นานเข้าเขาอาจจะเบื่อ และปล่อยให้คุณรอเขาดูบ้าง หรือเบี้ยวนัดคุณบ้าง ผู้ชายบางคนก็มีความอดทนไม่มากพอหรอกนะคะ 7.เชื่อเพื่อนมากเกินไป  แม้เพื่อนจะเป็นที่ปรึกษาชั้นยอดในเรื่องความรัก แต่บางครั้งความหวังดีของเพื่อน อาจเป็นเพียงการปลอบใจ และพูดเพื่อให้คุณรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ซึ่งคนที่รู้ปัญหาจริงๆ ก็คือตัวคุณเองนั่นล่ะค่ะ ลองคิดทบทวนกับตัวเอง และพูดคุยกับแฟนหนุ่มอย่างใจเย็นดีกว่านะคะ 8.หึงแบบไร้ขีดจำกัด  ก็จริงที่ว่า ความหึงมันห้ามกันไม่ได้ แต่สำหรับสาวบางคนที่ไม่อยากให้แฟนตัวเองไปไหนกับเพื่อนเลย จะต้องโทรเช็คโทรหาอยู่ตลอดเวลา แถมเวลามีเพื่อนผู้หญิงมาพูดด้วยก็จะหึง จะหวง จะพาลงี่เง่า อย่างนี้เขาเรียกว่าหึงจนน่ารำคาญ ระวังเขาจะทนไม่ไหวแล้วไม่อยู่ให้หึงนะคะ!! 9.ทำตัวเป็นเจ้าของมากเกินไป  ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นนะคะที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ผู้ชายก็มีอารมณ์แบบนั้นเช่นกันค่ะ ก็เข้าใจว่าบางทีคุณก็อยากอยู่กับเขาตลอดเวลา เขาจะไปไหนก็อยากไปด้วย ทำอะไรก็ทำด้วย แต่บางครั้งมันก็อาจจะมากไป ลองถอยออกมาสักนิด ให้เวลาส่วนตัวกับเขาบ้าง ความรักจะยืดแน่นอนค่ะ 10.เอาแต่ใจตัวเอง  บางคนอาจไม่รู้ตัวว่านิสัยเอาแต่ใจตัวเองเวลาอยู่กับแฟนมันมากขนาดไหน จำไว้ว่าไม่มีใครที่อยากจะเอาแต่ใจคนอื่นอยู่ฝ่ายเดียวหรอกค่ะ ฉะนั้นการเอาแต่ใจตัวเองก็ควรจะมีลิมิตบ้าง ไม่งั้นเขาคงเบื่อที่ต้องมานั่งตามใจคุณตลอดเวลา ซึ่งนั่นทำให้ชีวิตรักสั่นคลอนเอาได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ ขอบคุณข้อมูลจาก fhm.in.th

เผลอไป - Tattoo Colour
Tattoo Colour /  เผลอไป / 

เผลอไป เพลงเต้นรำจังหวะถนัดของ Tattoo Colour ที่ผสมความเป็นเพลง Soul กับ Latin ไว้อย่างกลมกลืน กับเนื้อหาที่พูดถึง “เพื่อนที่แอบรักเพื่อน” เล่าด้วยภาษาน่ารักๆกับภาพ MV สวยๆ เชื่อว่าทุกคนจะรักเพลงนี้เหมือนกับพวกเราครับ ดึกแล้วเราก็ยังไม่กลับ นอนเราก็นอนไม่หลับ เกือบจะเวลาเช้า ในคืนที่เหน็บหนาว คุยกันถึงเรื่องเก่าๆ วันที่เราไม่เหลือใคร เย็นมือคล้ายๆมันสั่น มองเธอแล้วใจยังหวั่น กอดซักทีได้ไหม แต่ก็ข่มใจไว้ ความจริงฉันคงไม่กล้า ปล่อยให้มันผ่านพ้นไป * และช่วงเวลา ไม่รู้อะไร ที่มากดดันให้ฉันได้เฉลยในใจ ไม่กล้าจะเอ่ย ให้ฉันได้พูดไปอย่างนั้น ** ว่าฉันนั้นรักเธอ ก็ปากมันเผลอไป ในเวลาที่สองเราอ่อนไหว ได้ตัดสินใจพูดคําว่ารัก และฉันไม่รู้ตัว ได้แต่ยอมรับมัน เก็บคําบางคําซ่อนไว้ว่าใจฉันนั้นรักเธอ ฉันเผลอออกไป ต่อให้มองเธอเท่าไรไม่เบื่อ คุยกันเหมือนเราเป็นเพื่อน กอดซักทีได้ไหม แต่ต้องข่มใจไว้ เอาจริงๆฉันคงไม่กล้า ปล่อยให้มันผ่านพ้นไป ----------------------------------------------------------------------------- เพลง เผลอไป Friend With Benefit เนื้อร้อง + ทำนอง : รัฐ พิฆาตไพรี / เรียบเรียง : Tattoo Colour ----------------------------------------------------------------------------- เมื่อเพลง เผลอไป ถูกนำไปสร้างเป็นหนังสั้น กับเรื่องราวของบุ๊คและไอซ์ คู่เพื่อนซี้ที่วันหนึ่งได้รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง กับความสัมพันธ์ที่มากกว่าเพื่อน กับเรื่องราวของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสิ่งที่ดีกว่า โดยมีภาพบรรยากาศความสนุกจากคอนเสิร์ต AIS Exclusive Concert TATTOO COLOUR : Get Ready To Change : เปลี่ยนจากโทรศัพท์ระบบเติมเงินเป็นรายเดือน

กำเนิดสุดยอดกลางรับ สถิติชี้ โคเกอแลง คุณภาพคับแก้วข่มมาติช
กีฬา /  ข่าวกีฬา / 

พลิกกลับมาแจ้งเกิดได้อย่างไม่น่าเชื่อสำหรับ ฟรานซิส โคเกอแลง มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสของ อาร์เซนอล ที่ทำท่าจะหมดอนาคคกับทีมไปแล้วเพราะปั้นเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นจนถูกส่งยืมตัวไปหลายสโมสร แต่หลังจาก เวนเกอร์ เรียกตัวกลับมาช่วงปลายปีก่อน โคเกอแลง กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดแบบเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เมื่อเอาผลงานการเล่นมาเทียบกับ เนมานย่า มาติช เทพกลางรับของ เชลซี ถือว่าสถิติของ โคเกอแลง ขี่เกือบหมดทุกอย่าง ไม่เชื่อวัดกันดูได้ โคเกอแลง – มาติช 13 เกมที่ลงสนาม 25 925 นาทีที่ลงสนาม 2,229 0.2 บล็อกลูกยิง(ต่อเกม) 0.6 5.2 เคลียร์บอล(ต่อเกม) 3.2 59.1% ชนะการดวลภาคพื้นดิน(เปอร์เซ็นต์) 49.6% 0 เล่นเกมรับผิดพลาด(ต่อเกม) 0.04 48.6% เสียบสกัดสำเร็จ(เปอร์เซ็นต์) 41.6% 68.9% ดวลลูกกลางอากาศชนะ(เปอร์เซ็นต์) 62.5% 4.1 การตัดบอล(ต่อเกม) 2.2