ข่มขื่น

อกหักดังเป๊าะ! 7 เรื่องงี่เง่า มักทำ หลังอกหัก ยอมรับมาใครทำบ้าง!
สาวโสด /  หลังอกหัก / 

      อกหัก รักคุด ไม่สมหวัง แฟนหนีไปมีใหม่  เขาทิ้งเรา เป็นปัญหาที่สาวๆทุกคนต้องพบเจอสักครั้งในชีวิต แต่สาวๆรู้หรือไม่ว่า อาการอกหักหรือโดนทำร้ายทางความรู้สึกเนี่ย ไม่ว่าจะคบกันมาเจ็ดแปดปี หรือ แค่เดือนสองเดือน สามารถกระทบความรู้สึกด้านอารมณ์และร่างกายของคุณ ไม่ว่าจะเป็นชายที่แข็งแกร่งดั่งภูผาหรือผู้หญิงที่อ่อนไหวดั่งสายลม ก็ต่างมีวิธีแปลกๆในการจัดการกับความรู้สึกตรงนี้เช่นกัน และนี่แหละ คือ 7 งี่เง่าที่คุณมักทำ หลังอกหัก ดังเป๊าะ ซึ่งไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร!! 1. อยู่อย่างเหงาๆ เงียบๆคนเดียว วันแรก   คุณจะสิงตัวอยู่แต่ในห้อง มีเพื่อนรักเป็นกล่องกระดาษทิชชู่ หนังเศร้า เพลงเศร้า ซีรีย์เกาหลี หรือบางคนอาจจะมีของกินเป็นจำนวนมากด้วย เพื่อนที่ทำงานโทรมาคุณจะบอกว่า "แค่นี้นะ ปวดหัว" คุณจะอยู่บนเตียงและพยายามข่มตานอน วันที่สอง  คุณจะเริ่มลุกจากเตียงได้ เริ่มอยากออกไปหาอะไรอร่อย อยากไปเที่ยวข้างนอก แต่ใจมักยังไม่กล้าพอ คุณจะเดินไปรอบๆบ้านแต่ขาของคุณและใจของคุณมักสั่งว่า "อย่าเพิ่งออกไปไหนเลย" วันที่สาม หลังจากที่ไม่ได้อาบน้ำมายาวนาน คุณก็เริ่มคิดได้ว่าตัดใจซะทีเถอะ "ถึงเวลา shopping let's go" 2. Shopping อย่างบ้าคลั่ง หลังจากสามวัน ชอปปิ้งไปค่ะ อย่างบ้าคลั่ง เรียกได้ว่า ช็อป จับจ่าย ซื้อของ แบบคนขายรวยกันเลยทีเดียว รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า ของใช้ ของสวยงามคว้ามาหมด ถึงเวลาซะทีที่ต้องสวยขึ้น คุณจะรู้สึกว่าคุณต้องดูแลตัวเอง ไม่ว่าเท่าไหร่ก็ยอมจ่ายเพื่อที่คุณจะกลับมาสวยขึ้นอีกครั้งให้คนที่ทิ้งคุณไปรู้ว่าเขาคิดผิด 3. ดูหนังรักและร้องไห้เหมือนคนบ้า หนังรักที่ไม่สมหวัง หนังเศร้า ซีรีย์ คุณจะนั่งดูหนังเหล่านี้ได้แบบไม่เบื่อเลยแหละ คุณจะดำดิ่งความรู้สึกของคุณกับสิ่งที่คุณดูได้อย่างดี เข้าใจตัวละครเป็นอย่างดี และสุดท้ายคุณจะได้ระบายด้วยการร้องไห้ออกมา 4.กินเผือกเฟสบุ้คของแฟนเก่าทุกวินาที สาวคนนั้นมาโพสต์ มาไลค์รูป เขาไปกินกาแฟที่ร้านนี้ ไปปาร์ตี้ร้านนั้น เปลี่ยนรุปโปรไฟล์ คุณแทบจะรู้ทุกความเป็นไปของเขาหมดเลย และนั่นก็ยิ่งทำให้คุณยิ่งอยากประชดรักให้สุดๆ ว่าฉันโอเค ฉันไม่เป็นไร ฉันสบายดี! 5. ถ่ายรูปอวดชีวิตชั้นดี๊ดี ประชดรัก ต่อมาจากข้อ 4 หลายๆคนอาจจะก่อสงครามใน facebook ด้วยการด่ากันไปมา แต่เชื่อว่าสาวสวยเริ่ด สวยแพงอย่างเราไม่ทำแบบนั้นหรอกค่า แต่จะประกาศให้โลกรู้ว่า "ชั้นไม่แคร์ ชั้นสบายดี" ด้วยการถ่าย Hot selfie เซ็กซี่ไม่แคร์เวิร์ลกันต่อไป งานนี้หาดทราย ทะเล สายลม บิกินี่ ต้องมา เรียกได้ว่าเอาให้คนเก่าทุบหัวตัวเองกันเลยทีเดียว 6. เล่าเรื่องคนเก่าให้เพื่อนฟัง เรื่องดีๆตอนนี้ลืมหมดแล้ว ตอนนี้ขอเล่าแต่ข้อเสียแฟนเก่าก่อนเรียกได้ว่ามีเท่าไหร่ขุดมาให้หมด พูดจนเรียกได้ว่าคนทั้งโลกอยากจะมาให้กำลังใจคุณเลยทีเดียว บางคนอาจจะบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรทำ ไม่ควรบอกให้คนอื่นๆรู้ แต่กับบางคนมันก็ไม่ไหวนะ ขอระบายหน่อยแล้วกัน ก็มันสบายใจดีนี่นา 7. ทำทุกอย่างตามข้อ 1-6 อีกครั้ง บางทีเผลอๆ กลับไปเสพย์เรื่องราว ไปรู้เรื่องของเขามาอีก สุดท้ายคุณก็กลับมาตายรัง เวิ่นเว้อทำ 7 สิ่งที่งี่เง่านี้อีก แต่มันก็เป็นธรรมชาตินั่นแหละ "เราคือผู้หญิง และทางที่เราระบายออกมันอาจจะมีแค่นี้เท่านั้นแหละ" "เราแค่หวังว่าจะมีซักคนที่เข้ามาแล้วไม่ทำให้เราต้องงี่เง่าอีก แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเข้ามาเมื่อไหร่หรือบางทีเขาอาจจะไม่มีจริง" ที่มา youqueen.com เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

บังเชษ นักดนตรีฮีโร่ช่วยหญิงพ้นข่มขืน เสียชีวิตแล้ว
ข่าวภูเก็ต /  นักดนตรีช่วยหญิงถูกข่มขืน / 

บังเชษ นักดนตรีฮีโร่เสียชีวิตแล้ว หลังเจ็บหนักจากการช่วยหญิงพ้นข่มขืนที่ภูเก็ต ขณะที่โลกออนไลน์แห่ชื่นชมสดุดีในวีรกรรม รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (7 ก.ย. 58) บังเชษ นักดนตรีหนุ่มที่โดดเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวให้รอดพ้นจากการข่มขืน ที่บริเวณหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต เมื่อช่วงคืนวันที่ 2 ส.ค. 58 จนเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บสาหัส และมีอาการโคม่าได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ โดยเพจเฟซบุ๊ค @ตัล ลลลลลลลล (ลูกแม่ค้าไก่ทอด) ได้โพสต์สุดสลดดังกล่าวว่า ฮีโร่ในวันนั้นต้องมาจากโลกมาในวันนี้ เหตุที่ ราไวย์ จ.ภูเก็ต เมื่อหญิงสาวรายหนึ่งจะถูกกลุ่มคนร้ายข่มขืน บังเอิญมีหนุ่มนักดนตรีเพิ่งเลิกเล่นดนตรีเข้ามาพบเห็นเหตุการณ์ และได้เข้าช่วยเหลือหญิงสาวให้รอดจากการถูกข่มขื่น แต่ตัวเองถูกทำร้ายอาการสาหัส ตอนนี้ขั้นโคม่า ตรวจสอบภายหลังทราบชื่อว่า “บังเชษ เป็นนักดนตรีที่ภูเก็ต” (พื้นเพเป็นคนหาดใหญ่) จนมากระทั่งถึงวันนี้เขาได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ฮีโร่ที่ช่วยเหลือหญิงสาวในวันนั้น กลับถูกลบเลื่อนจากหน้าสังคมไป คนที่สละชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ไม่รู้จัก และต้องแลกมากับชีวิต ผมไม่เห็นว่าสื่อหรือเพจไหนจะออกมาทำข่าวบ้างเลย ขอเถอะครับอย่าให้การตายของบังเชษจากไปโดยเปล่าประโยชน์ #โปรดช่วยกันแชร์ เหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อให้ได้รู้ว่าโลกใบนี้ของเรายังมีการเสียสละเกิดขึ้นท่ามกลางสังคมที่แย่งชิงกันทุกวัน ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวของบังเชษถูกเผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นพร้อมส่งต่อเรื่องราว และยกย่องให้บังเชษเป็นวีรบุรุษ ที่พร้อมต่อสู้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จนตัวเองต้องจบชีวิตลงในที่สุดดังกล่าว ข้อมูลข่าวจาก @ตัล ลลลลลลลล ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ศัพท์วัยรุ่นฝรั่ง ปัง! ระดับอินเตอร์
คำนิยาม /  คำศัพท์ภาษาอังกฤษ / 

การตั้งชื่อคำจำกัดความหรือนิยามของวัยรุ่นไทย เช่นคำว่า กาก เกรียน กร่าง เนิร์ด หรือ ติ่ง เป็นคำจำกัดความของคนกลุ่มๆ หนึ่งที่มีพฤติกรรมแบบหนึ่งที่คล้ายๆ กัน เพื่อจำกัดความเรียกคนประเภทนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งคนที่โดนเรียกจะโกรธหรือภูมิใจหรือไม่นั้นก็แล้วแต่บุคคล ทางด้านของฝรั่งเองก็มีหลายคำที่เรียกคนกลุ่มประเภทนี้ด้วยเช่นกัน ลองไปดูกันเลยว่ามีคำไหนที่คล้ายคนไทยกันบ้าง...ศัพท์วัยรุ่นฝรั่ง ปัง! ระดับอินเตอร์ ศัพท์วัยรุ่นฝรั่ง ปัง! ระดับอินเตอร์ 1. Jock (จ๊อค) – มักถูกเรียกใช้กับนักกีฬาประจำโรงเรียนหรือมหาลัย พวกนี้จะไม่ใช่นักกีฬาที่เก่งกาจอะไร แต่เป็นพวกชอบกร่าง หยาบคาย ใช้กำลังข่มและทำร้ายผู้อื่น ซึ่งจะคบกับกลุ่มเพื่อนประเภทเดียวกัน และมักจะคบกับสาวๆ เชียร์ลีดเดอร์ 2. Princess (ปริ๊นเซส) – เวลาเพื่อนเรียกเราว่าปริ๊นเซสอย่าได้คิดว่าเขาชมเราว่าเป็นเจ้าหญิงหรืออะไรล่ะ เพราะจริงๆ แล้ว ปริ๊นเซส ในที่นี้หมายถึง คนที่ถูกตามใจ ถูกประคบประหงมจนเสียนิสัย จนทำให้การที่เธอจะเผชิญความจริงบนโลกนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย 3. Geek (กีค) – หลายคนอาจสับสนระหว่างคำว่า กีค กับ เนิร์ด คำว่า Geek ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนที่ฉลาด แต่เป็นพวกที่ชอบหรือให้ความสำคัญกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเป็นพิเศษ คนกลุ่มนี้จะชอบเล่นเกม อ่านหนังสือการ์ตูน ชอบเล่นอินเตอร์เน็ต และมักจะจับกลุ่มกันอยู่สัก 3 คน คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะต่อต้านสังคมเล็กๆและจะเข้ากับใครไม่ค่อยได้ ยกตัวอย่างคนดังอย่าง บิล เกตส์ นี่คือ “กีค” ตัวพ่อเลยล่ะ 4. Nerd (เนิร์ด) - หมายถึง เด็กที่ไอคิวสูงกว่าคนปกติ จะมีความสามารถและความฉลาดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ เขาจะชอบคอมพิวเตอร์ และวิชาคณิตศาสตร์เป็นพิเศษ เขาจะเป็นคนที่เข้ากับสังคมแทบไม่ได้เลยเพราะว่าสมาธิของเขากำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่นั่นเอง 5. Basketcase (บาสเก็ตเคส) – คนที่เป็นตัวแปลกของโรงเรียน มักจะมีอารมณ์แปรปรวน แปลก และชอบปลีกตัวไม่ชอบเข้ากับสังคม หรือต่อต้านสังคม 6. DUFF (ดัฟ) – ย่อมาจาก Designated Ugly Fat Friend ซึ่งแปลว่า คนๆ หนึ่งที่อยู่ภายในกลุ่มเพื่อนที่มีลักษณะ ไม่สวยหรือดูดีน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ภายในกลุ่ม เป็นเพียงแค่ตัวแถมเท่านั้น คนที่เป็นดัฟจึงโชคร้ายเพราะเป็นข้อเปรียบเทียบเพื่อทำให้เพื่อนคนอื่นดูดีขึ้นเท่านั้น และเร็วๆ นี้จะมี ภาพยนตร์ใหม่ The DUFF ที่พูดถึงเรื่องราวของสาวที่เป็น DUFF โดยไม่รู้ตัว จะแสบหรือจะอินกับวัยรุ่นมากแค่ไหนต้องตามไปดูได้ในโรงภาพยนตร์ 25 มิถุนายนนี้ ชมตัวอย่างกันได้ที่ movie.mthai.com

นิสัยแย่ ..แย่..ที่แฟนอยาก บอกเลิก
นิสัย /  นิสัยแย่ / 

นิสัยแย่ ..แย่..ที่แฟนอยาก บอกเลิก ตอนคบกันใหม่ ๆ มะระที่ว่าขมยังว่าหวาน แต่พอเวลาผ่าน ยิ่งนานขึ้นเท่าไร มะระที่ว่าหวานกลับยิ่งขม (ขื่น) มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น แล้วสาเหตุอะไรล่ะ ที่ทำให้คนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้ ก็คงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ วันนี้เราก็เลยขอพูดถึงนิสัยที่คนรักเอือมระอามากที่สุด (รู้ไว้แล้วก็อย่าทำอีกล่ะ แห้วมาอย่าหาว่าไม่บอก เพราะเราเตือนคุณแล้ว!!!) - นิสัยเอาแต่ใจตัวเอง- ชนิดที่เรียกว่า ขัดใจฉันไม่ได้ ขัดใจเป็นเลิกท่าเดียว อันนี้ขอบอกเลยว่า มันอยากจะเลิกให้มันเลิกไป เพราะไม่มีใครทนนิสัยนี้ได้หรอก ถึงจะเลิกกับเราไปแล้ว คิดหรือว่าคนอื่นเขาจะทนได้ ส่วนใคร ที่เริ่มคบกัน และรู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยที่เอาแต่ใจตัวเองแล้วละก็ ควรดัดนิสัยไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าไปยอม มาก เพราะถ้ายอมทุกครั้ง รับ รองว่าคุณก็ต้องยอมตลอดไป (แต่ไม่ใช่ว่าค้านไปซะทุกครั้งล่ะ) - ชอบแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของจนออกนอกหน้า- ไม่ว่าจะไปที่ไหน หรือจะทักทายกับใครที่เป็นเพศตรงข้ามแล้ว ก็จะแสดงอาการหน้าบูด หน้าเขียวให้เห็นเป็นระยะ ๆ หรือคอยกันท่าไม่ให้เพื่อนเค้าได้พบปะกันบ้างเลย อันนี้ก็ไม่ไหว เพราะคนเราควรจะมีสังคม มีโลกส่วนตัว (เวลาส่วนตัว) บ้าง ไม่ใช่ตัวติดกันเป็นตังเมตลอด ใครที่ชอบก็อาจจะอยู่ได้ แต่ใครที่ไม่ชอบ นั่นคือคุณทำให้เค้าเสียเวลาบางส่วนไป ไม่ช้าคุณก็จะเสียเค้าไป - อาการหึงไร้ขีดจำกัด- เรียก ว่า มีใครมองเหล่สักนิดไม่ได้เลย ต้องเป็นเรื่องตลอด หรือบางครั้ง เพื่อนเค้าอาจจะทักทายกันตามประสาเพื่อนสนิท ซึ่งอาจจะมีการจับ เนื้อต้องตัวกันบ้าง ก็โมโห อันนี้ ก็ให้ลด ๆ ลงมาบ้าง มีลิมิตสักหน่อย หรือประเภทโทรฯเช็กทุกชั่วโมง อันนี้ก็นะ ไม่นานหรอก อีกฝ่าย ต้องรีบจรลีหนีคุณไปแน่ แล้วจะหาว่าไม่เตือน - การบอกเลิกพร่ำเพรื่อ- ประมาณ ว่าทะเลาะกันทีไร ก็ เราเลิกกันนะ แรก ๆ ก็กลัวอยู่หรอก งั้นไม่ทำแล้วนาน ๆ เข้ามันอาจจะเปลี่ยนเป็นเลิกก็เลิก พูดอยู่ได้ อยากเลิกนักใช่ไหม? (เป็นไงล่ะสมใจหรือยัง) เฮ้อ!! เปลี่ยนเป็นคำอื่นดีกว่ามั้ย อย่างเช่น ขอโทษนะ อะไรแบบเนียะ น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิมอีกรับรอง - อย่าเชื่อเพื่อนมากเกินไป- อันนี้ก็ไม่ได้บอกว่าไม่ควรที่จะเชื่อเพื่อนเลย เพราะถ้างั้นจะมีไว้คอยขอคำปรึกษาทำไม แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า เพื่อนที่คุณกำลังขอคำปรึกษาอยู่นั้นจริงใจกับคุณมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นขอเตือนว่า คนที่จะตัดสินใจแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเราเอง ไม่ใช่เพื่อน และถ้าตัดสินใจผิด ถามหน่อยว่า เพื่อนมานั่งเสียใจกับเราด้วยหรือเปล่า ไม่หรอก มันก็ได้แค่ปลอบ และก็แนะนำให้หาคนใหม่มาดามใจเท่านั้นเอง อย่างที่บอก ควรตัดสินใจจากความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่จากคำพูดของเพื่อน - โกรธกัน แล้วไม่ยอมคุยกัน- สาเหตุ นี้ก็เลิก กันมานักต่อนักแล้ว ทำไมล่ะ? เวลาที่มีปัญหากันแล้วถึงไม่ยอมคุยกัน กลัวว่าคุยแล้วจะต้องทะเลาะกัน หรือคุยแล้วมันอาจจะต้องเลิกกันอย่างนั้นหรือ มันไม่เสมอไปหรอก เพราะว่าบางครั้งการที่เราคุยกันมันอาจจะทำให้สองคนปรับความเข้าใจกันบ้างก็ ได้ (เคยได้ยินไหมที่ว่า ควรหันหน้าเข้าหากัน น่ะ) สื่อสารกันด้วยแผ่นหลังมันไม่มีประโยชน์หรอกนะจะบอกให้ - พวกนัดแล้วปล่อยให้เก้อ- ทำไมเหรอ? ก่อนที่จะนัดไม่เช็กดูก่อนว่าว่างหรือไม่ว่าง สักแต่ว่านัด ไม่ห่วงคนที่มานั่งรอ ยืนรอบ้าง บางครั้งเล่นปล่อยให้รอเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง อันนี้โกรธแล้วนะ แต่ยังดีกว่าไม่มา แต่พวกนัดแล้วหายไปเลยนี่ใช้ไม่ได้ - การพูดจาข่มต่อหน้าคนอื่น- อาจจะเป็นแค่การอำกันเล่น ๆ แต่หารู้ไม่ว่า อีกฝ่ายอาจจะอายแทบแทรกแผ่นดินหนีไปเลยก็ได้ เอาเป็นว่าจะพูดเล่น หรือพูดจริง ก็ไม่ควรจะข่มอีกฝ่ายต่อหน้าใคร ถ้าห้ามไม่ได้จริง ๆ คันปากอยากจะพูด ก็พูดกัน 2 คน รู้กัน 2 คน มันจะดีกว่าน๊า - การพูดโกหก- อันนี้ยอมไม่ได้เลย และก็เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คู่รักต้องเลิกกัน แต่การโกหกเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ อันนี้ยกเว้นให้ได้ แต่ที่โกหกจนเป็นนิสัย อยากเที่ยวกับเพื่อน แต่บอกติดงาน ต้องกลับดึกอะไรประมาณนี้ ขอแนะนำว่า บอกความจริงดีกว่า ยังน่าโกรธน้อยกว่าจับได้ทีหลังว่าโกหก เอา เป็นว่า ไม่ว่าชีวิตคู่ของคุณจะเป็นอย่างไร ความเข้าใจ การพูดจาปรับความเข้าใจ การรับฟังความคิดของอีกฝ่าย และการหันหน้าเข้าหากันสำคัญที่สุด เพราะถ้ามัวแต่ก้มหน้า เอากระดูกสันหลังชนกันแล้วละก็ รับรองว่า ไม่นานเกินรอ ต้องใส่คอนเวิร์สกันคนละข้างแน่ ๆ รับรอง!!! ที่มา : ladynaka.com

The Man from U.N.C.L.E. : สายลับเด็กหลังห้อง
The Man From U.N.C.L.E. /  กาย ริตชี่ / 

นับตั้งแต่การเปิดหลักสูตรฝึกน้องใหม่ของ Kingsman: The Secret Service เมื่อเดือน ก.พ. มาจนถึงเจ๊ปุ้มปุ้ย Spy และพี่หล่อเกาะเครื่องบิน ใน MI5 ปี 2015 นี้อาจต้องจารึกลงในประวัติศาสตร์ว่า เป็นปีทองแห่งเหล่าพยัคฆ์ร้ายโดยแท้จริง เพราะทุกๆเรื่องช่างมีเอกลักษณ์โดดเด้งเฉพาะตัว ซึ่งกับ The Man from U.N.C.L.E. ที่หลายๆ คนอาจมองข้ามไปยัง เจมส์ บอนด์ ที่จะเข้าฉายต่อจากนี้ไปแล้ว เราขอให้คุณเลี้ยวกลับมาให้ไว เพราะคู่ซ่าแสบทรวงคู่นี้ มันมีดีมากกว่าการเป็นเพียงสายลับคั่นเวลาเยอะ The Man from U.N.C.L.E. ถ่ายทอดเรื่องราวในยุคสงครามเย็น กำแพงเบอร์ลินยังคงตั้งตระหง่าน ท่ามกลางสถานการณ์ไม่สู้ดีนักระหว่างสองมหาอำนาจอย่างอเมริกาและโซเวียต แต่ทว่าเมื่อองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ ได้ผงาดขึ้นพร้อมอาวุธมหาประลัยในกำมือ เบื้องบนจึงสั่งแกมบังคับให้ นโปเลียน โซโล (เฮนรี คาวิลล์) สายลับฝีมือดีสังกัดซีไอเอ ต้องมาร่วมมือกับ อิลย่า เคอร์ยากิน (อาร์มี่ แฮมเมอร์) สายลับโหดสังกัดเคจีบี ทั้งๆทีี่เคยวัดฝีมือเอาเป็นเอาตายกันมาแล้ว แถมเหม็นขี้หน้ากันสุดๆ เพื่อหยุดยั้งความวินาศที่กำลังจะเกิดขึ้น เอาเข้าจริงเรื่องทำนองนี้ เราๆ ก็คงเคยเห็นในหนังสายลับมานับไม่ถ้วนอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้จึงแห้งแล้งไร้ความสดใหม่ในเชิงบท ตั้งแต่ต้นจนจบก็ว่ากันตรงๆ ไหลไปเรื่อยๆ ใครใคร่เดา ผลก็ออกมาทำนองนั้น ก็ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายสักเท่าไหร่ จนหนักข้อไปทางเฉิ่มเชยเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้น หากไม่ถือสาหาความกับโครงเรื่องดังกล่าว ผู้กำกับ กาย ริตชี่ ที่เคยพาเชอร์ล็อก โฮมส์ และหมอวัตสันออกโลดแล่นได้อย่างประทับใจ ก็ยังคงทำให้ The Man from U.N.C.L.E. เต็มไปด้วยสไตล์จัดจ้าน และหว่านความก๋ากั่นยียวน กวนอวัยวะเบื้องล่าง ไว้อย่างถึงใจ The Man from U.N.C.L.E. ผลักตัวเองให้ไปไกลกว่าหนังสายลับดาษดื่น ความโดดเด่นครั้งนี้ ต้องยกให้สไตล์ภาพสวยสดของยุค 60 ที่เก็บได้เนี้ยบกริบสมจริงทุกรายละเอียด ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย ของประกอบฉาก ไปยันสถานที่ถ่ายทำ ราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นหัวนอกทั้งหลาย เมิ่อทั้งหมดถูกเคล้าคลอไปด้วยเพลงประกอบและจังหวะการตัดต่อ และอีกหลากตัวละครเปี่ยมเสน่ห์ หนังเรื่องนี้จึงมอบความบันเทิงชั้นดี ที่ทั้งสวยงามและชวนยิ้มไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ สองสายลับที่ต่างก็สุดโต่งไปคนละทาง ในขณะที่นโปเลียน แสนจะสำอาง สูทเนี้ยบผมเป๊ะ แถมเจ้าคารม ฝั่งอิลย่า กลับแข็งกระด้าง หัวรุนแรง เมื่อใดที่ปรอทแตก ก็พร้อมจะต่อยปากถอนฟันหน้าได้ทุกเมื่อ ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นห้องเรียน สายลับทั้งสองก็มีลักษณะไม่ต่างจากเด็กหลังห้อง เมื่อไอ้หนุ่มกวนเจ้าเสน่ห์ ต้องทำรายงานเล่มโตกับนายโหดจอมต่อยตี นำมาซึ่งการถ่มถุย จิกกัด และข่มกันเองสารพัด ความฮาชวนระบมตับจึงบังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างมีชั้นเชิงน่าสนใจ ถึงแม้บางครั้งมันจะดูเลยเถิดล้นทะลัก จนทำให้หาความเชื่อถือไม่ได้ คล้ายตัวการ์ตูนที่ไม่รู้เจ็บไม่รู้ตาย ไปบ้างก็ตาม หาก อีธาน ฮันท์ คือนักกีฬาสาวกรี๊ด หาก เจมส์ บอนด์ คือเด็กหน้าห้องมาดนิ่งจอมซีเรียส นโปเลียน โซโล และ อิลย่า เคอร์ยากิน ก็เป็นตัวแสบหลังห้อง ที่เอะอะโวยวายเสียงดัง ชอบเล่นมุขระหว่างคาบเรียน และเอาเนื้อหาสาระไม่ค่อยจะได้ คนดูอย่างเราๆ ในฐานะอาจารย์ผู้เฝ้ามอง ถึงจะจบไปนานแค่ไหน เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเหล่าตัวแสบพวกนั้น มันก็ยังคงฝังความประทับใจ จนอาจารย์จำได้ไปอีกนานแสนนาน ว่าไหมล่ะครับคุณผู้อ่าน เรื่องนี้ให้ 8 / 10 ครับ  Lecter. ----------------------------------------------

ละครวัยแสบสาแหรกขาด , เรื่องย่อวัยแสบสาแหรกขาด
ละคร วัยแสบสาแหรกขาด /  เรื่องย่อละคร วัยแสบสาแหรกขาด / 

บทประพันธ์โดย : ณัฐิยา ศิรกรวิไลบทโทรทัศน์โดย : ณัฐิยา ศิรกรวิไล, กศลิน เมฆวิภาต, กัลยาณมิตรกำกับการแสดงโดย : อดุลย์ บุญบุตรผลิตโดย : บริษัท มาสเตอร์ วัน โปรดักชั่น จำกัดควบคุมการผลิตโดย : ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุลออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ความไม่สมประกอบของครอบครัว คือ เหตุแห่งความบกพร่องของสังคม ทรายทิพย์ (ทราย) นักจิตวิทยาให้การปรึกษาเกี่ยวกับเด็ก และครอบครัว (counseling phychology) หนอนหนังสือบ้าตำรา ก้มหน้าก้มตาเรียนรวดเดียวตั้งแต่อนุบาลจนถึงด๊อกเตอร์ ชีวิตไม่เคยทำอย่างอื่น นอกจากเรียน แซนด์หอบปริญญาทางด้านจิตวิทยากลับมาจากต่างประเทศ พร้อมกับไฟในการทำงานอันเต็มเปี่ยม แต่เมื่อมาเจอความเป็นจริงของสังคมไทย ความฝันของเธอถูกดับอย่างอนาท ไม่มีใครให้ความสำคัญกับการรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา แซนด์กำลังจะสิ้นหวัง แต่แล้ว เหมือนฟ้ามีตา เธอได้รับการติดต่อมาจาก เปรมมิกา (ปาล์ม) เพื่อนสนิท ปาล์มทำงานอยู่ที่ โรงเรียนเปี่ยมคุณศึกษา (ป.ศ) แซนด์พุ่งเข้าไปรับงานพร้อมความมั่นใจ โดยไม่รู้เลยว่างานนี้ไม่ได้หมูอย่างที่เธอคิด โรงเรียนเปี่ยมคุณฯ ก่อตั้งโดย นพลักษณ์ (ลักษณ์) ไฮโซ ผู้ดีเก่า ผู้มากความสามารถ มั่นใจ แม้แต่ สมภพ สามียังต้องขอเลิก และหนีไปทำนา (แบบเกษตรสมัยใหม่เน้นความพอเพียง) เพราะทนต่อการโดนข่มไม่ไหว ภาระแห่งการต่อสู้เพื่อเอาชนะอัตตาของนพลักษณ์จึงตกมาถึง คุณชวนากร (กร) ลูกชายคนเดียว ผู้ต้องสืบทอดกิจการโรงเรียนต่อไป หลายคนมองว่าเขาโชคดีมีแม่ปูทางธุรกิจไว้ให้อย่างเข้มแข็ง แต่ในความเป็นจริง กรต้องต่อสู้กับความเก่งของแม่ เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้แม่ยอมรับ ในขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างผลงานให้บรรดาครูใหญ่ และครูน้อยในโรงเรียนเห็นว่าเขาไม่ใช่คุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็น กรกดดันตัวเองจนกลายเป็นเจ้านายสุดเขี้ยว อารมณ์ร้ายเข้ากับใครไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะ อำนาจ ครูใหญ่ กรกับอำนาจมีเรื่องต้องขัดแข้ง ขัดขา ขัดใจ ปะทะคารมกันเป็นประจำ พนักงานเพียงคนเดียวที่พอคุยกับกรรู้เรื่องก็คือ ปาล์ม เลขาคนสนิท ผลงานแรกที่กรหมายมั่นปั้นมือต้องทำให้สำเร็จ คือ โครงการ เด็กดีไม่มีปัญหา (Sweet broken home) โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะมี เด็กแสบ สร้างปัญหาจนถึงขั้นต้องไล่ออกพร้อมกันถึง 5 คน อำนาจยืนยันว่าเด็กกลุ่มนี้เกินเยียวยาต้องไล่ออกเท่านั้น แต่หลังจากดูประวัติกรเห็นว่าเด็กทั้ง 5 มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ พ่อแม่แยกทางกัน เด็กแต่ละคนมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ กรจึงเกิดความคิดที่จะทำโครงการพิเศษนี้ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาให้เด็กสามารถใช้ชีวิตกับคนอื่นได้ ไม่ใช่โยนเด็กที่มีปัญหาออกไปสู่สังคมภายนอกโดยไม่ทำอะไร ซึ่งความคิดนี้ตรงกันข้ามกับอำนาจอย่างสิ้นเชิง และนพลักษณ์ก็เลือกที่จะให้กรพิสูจน์ตัวเองทำให้อำนวจไม่พอใจอยู่ลึก ๆ นพลักษณ์ยื่นคำขาด ถ้าโครงการนี้ลดความแสบของเด็กทั้ง 5 ลงได้ถือว่ากรสอบผ่าน เด็กได้เรียนต่อและอาจจะมีโครงการนี้ต่อไป แต่ถ้าล้มเหลว เด็กทั้ง 5 ต้องโดนไล่ออก กรยอมรับการพิสูจน์ครั้งนี้ และสั่งให้ปาล์มตามหานักจิตวิทยาเฉพาะทางที่จะมาเป็นหัวหน้าโครงการโดยด่วน และคนคนนั้นก็คือ ทรายทิพย์ นั่นเอง!!ในการพบกันครั้งแรกของทรายทิพย์ และ กร ไม่ได้สวยหรูอย่างที่เธอคิดไว้ เขาไม่ได้ปลื้มกับใบปริญญาที่วางเรียงเป็นแผงและเกรดอันดีเยี่ยมของเธอแม้แต่น้อย แต่เขากลับไม่ไว้ใจเพราะเธอไม่เคยทำงานจริง และ อายุก็ยังน้อย แซนด์เลยสวนกลับไปว่า "คุณกำลังตีค่าฉัน เหมือนกับที่ครูในโรงเรียนตีค่าคุณ พวกเขาคิดว่าคุณทำงานแทนแม่คุณไม่ได้ เพราะไม่มีประสบการณ์และอายุน้อย ถ้าคุณไม่พอใจที่คนอื่นตัดสินคุณด้วยเหตุผลนี้ คุณเองก็ไม่ควรตัดสินฉันด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน".... คำพูดของแซนด์จี้ใจดำกรอย่างแรง กรตัดสินใจยอมรับเธอเข้ามาทำงานในตำแหน่ง หัวหน้าโครงการเด็กดี ฯ เมื่อ นักจิตวิทยาบ้าตำรายังไม่เคยเจอของจริง ต้องมาทำงานกับ คนจริงสุดเขี้ยว และยังต้องปะทะกับเด็กแสบอีก 5 คน ความปั่นป่วน ชวนเวียนหัวจึงได้เกิดขึ้น ความผูกพันอันสวยงามของกรและแซนด์ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น พร้อม ๆ ไปกับการทำงานที่ใกล้ชิดแบบตัวแทบจะติดกัน เด็กคนแรก ด.ญ.ญาทิป (น้องปิ๊กปิ๊ก) อยู่ชั้น ป. 4 เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม แววตาใสซื่อ พ่อ (จักรินทร์) เป็นนักธุรกิจใหญ่ ร่ำรวย เจ้าชู้ จนต้องแยกทางกับ แม่ (ตรีทิพย์) ที่มีฐานะร่ำรวยไม่แพ้กัน แต่ปิ๊กปิ๊กกลับมีพฤติกรรม ชอบขโมย จนเพื่อนไม่อยากคบ แต่ปิ๊กปิ๊กกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่หยุดพฤติกรรม จอมฉก ปิ๊กปิ๊กจึงเป็นเด็กดีหมายเลข 1 ที่ท้าทายความสามารถของกรและทรายทิพย์ เด็กดี No.2 เป็นเด็กชายอยู่ชั้น ป. 6 ชื่อ ด.ช. ดังใจ (โชกุน) พ่อแม่แยกทางกัน ดุจฤทัย (ดุจ) เป็นผู้หญิงเก่งที่ทุกอย่างต้อง เป๊ะ ๆ ๆ ๆ จน ภูทอง (ภู) สามีขอหย่า และหันไปเปิดผับเล็ก ๆ ในขณะที่ดุจฤทัยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติ ความเนี้ยบของดุจทำให้ โชกุน มีปัญหา ไม่กล้าบอกความจริง และนำมาสู่การเป็น เด็กเลี้ยงแกะ จอมโกหกของโรงเรียน เมษา (ตังเม) เป็นเด็กคนที่สาม ที่กรและแซนด์คัดเข้ามาอยู่ในโครงการ ตังเมอยู่ ม. 3 มีปัญหา หมกหมุ่นกับการฆ่าตัวตาย พ่อตังเมชื่อ ชัยภูมิ (ภูมิ) เป็นเจ้าของโรงงานขนาดใหญ่มีครอบครัวแล้ว นวลสราญ (นวล) แม่ของเธอมีฐานะเป็นเมียน้อยอย่างไม่เต็มใจ นวลปล่อยตัวให้จมกับความทุกข์ ไม่ลุกขึ้นสู้กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำให้ตังเมเป็นเด็กที่ไม่ได้รับความรัก การขู่ฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องให้พ่อ แม่หันมาสนใจ คนที่ 4 ที่สุดแสบ แสบทั้งแม่ทั้งลูก เรียกได้ว่า แสบสะท้านวงการ เพราะเธอเป็นลูกสาวของ พีรดา (รดา) อดีตซุปตาร์ ที่กำลังอยู่ในขาลง มงกุฎแก้ว (มินนี่) เป็นดาวโรงเรียน เป็นคนหลงตัวเองอย่างสุดขั้ว แม่ลูกคู่วีน เหวี่ยง เป็นจอมสร้างภาพอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย มินนี่วางตัวเป็นเจ้าแม่คอยควบคุมเพื่อน เผด็จการ เป็นตัวแทนของเด็กในยุค GEN Me อย่างแท้จริง ติดโซเชี่ยลมีเดีย จนถึงขั้นรับความจริงไม่ได้ พีรดา และมินนี่ เธอรับไม่ได้ที่ตัวเองถูกส่งมารวมกับไอ้เด็กปัญหา อาละวาดจนแซนต์และกรต้องปวดหัว ความปวดหัวสุดท้ายที่ทำให้กรและแซนด์ คือเด็กคนที่ 5 ถวายชัย (ลูกหวาย) เด็กชั้น ม. 6 หน้าตาดี ภายนอกดูสุภาพ เรียบร้อย พูดน้อย ทรายทิพย์แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าหวายจะเป็นเด็กที่ชอบใช้ความรุนแรง มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนเป็นประจำ ไม่ให้ความร่วมมืออะไรทั้งสิ้น เธอรู้แค่ว่าพ่อของหวายชื่อ ยอดยุทธ เป็นเจ้าของโรงเหล็ก ส่วน เป็นสุข ผู้เป็นแม่ แยกทางกับพ่อได้สองสามปี หวายมีน้องสาวชื่อ ถวายพร (ลูกหว้า) อยู่กับแม่ หลังจากได้รู้จักเด็กทั้ง 5 คน ทรายทิพย์เครียดสุด ๆ เพราะแต่ละปัญหาไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด ซ้ำร้ายยังไม่มีใครให้ความร่วมมือแม้แต่คนเดียว ทั้งตัวเด็ก พ่อ แม่ แต่สิ่งที่ทั้งสองคนได้โดยไม่คาดคิดคือ การได้เรียนรู้กันและกัน ทั้งกรและแซนด์ได้เก็บข้อมูลของกันและกันโดยไม่ตั้งใจ แซนด์ได้รู้ถึงความกดดันที่ทำให้กรเป็นคนดุ และจริงจังจนเกินไป กรเองก็ได้รู้ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้แซนด์เป็นผู้หญิงคิดบวก ไม่ท้อแท้ ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เป็นเพราะเธอมีครอบครัวที่แสนดี เป็นกองหนุนสำคัญ กรเองก็แอบมาขอกำลังกำลังใจจากพ่อแม่ของเธอเป็นประจำ เขาคิดว่ากรเป็นลูกชายคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แต่ถึงแม้แซนด์จะได้กำลังใจอย่างมากจากครอบครัว แต่ปัญหาสารพันที่รุมเร้าเข้ามา และฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้แซนด์สติขาดผึง เมื่อกรมาระบายความกดดันใส่ ด้วยการจิกเอาผลงาน การไล่บี้แบบไม่สนใจเหตุผลของกร ทำให้แซนด์ระเบิดอารมณ์อย่างกดดัน "ไม่ไหวแล้วเว้ยยยยยย....ฉันขอลาออก" แซนด์เก็บของและเดินออกไปเลย กร และ ปาล์ม ถึงกับอึ้ง ! การลาออกของแซนด์ทำให้อำนาจสะใจอย่างแรง อำนาจสรุปเลยว่าโครงการ เด็กดี ฯ (จอมปลอม) ล้มเหลว ไม่มีชิ้นดี ขณะนี้อำนาจหวังสูง เขาต้องการบีบขอซื้อหุ้นจากนพลักษณ์และยึดโรงเรียนมาเป็นของตัวเอง ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้กรหมดความน่าเชื่อถือ กรเองเมื่อไม่มีแซนด์ก็เริ่มรู้สึกเหมือนขาดคนรู้ใจ กรเร่งให้ปาล์มไปตามตัวแซนด์กลับมา ทางด้านแซนด์หลังจากลาออก เธอกลับรู้สึกว่างจนเหงา ด้วยทิฐิแซนด์พยายามไม่ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง ยืนยันกับปาล์มว่า ไม่กลับไปทำงานเด็ดขาด แต่แล้ว..ความตั้งใจของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป .. เมื่อ ลูกหว้า น้องสาวของหวายมาหาเธอที่บ้าน พร้อมกับ เป็นสุข ผู้เป็นแม่ ทั้งสองคนมาเพื่อขอให้ช่วยลูกหวาย เพราะถ้าโดนไล่ออกจริง ๆ จะโดนพ่อตีอย่างหนักแน่ ๆ ยอดยุทธ (พ่อ) เป็นคนอารมณ์ร้ายมาก ทำให้เป็นสุขทนไม่ได้ ขอหย่า และแบ่งลูกกัน หวายจึงเป็นคนเดียวที่ต้องรองรับอารมณ์ของพ่อ ทำให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าว และใช้กำลังตัดสินปัญหา ในระหว่างที่ลังเลอยู่นั้น กรก็พ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเอง เขามาหาเธอที่บ้านเพื่อตามกลับไปทำงาน แต่ยังมีฟอร์มด้วยการเอาคลิปที่อำนาจพูดในที่ประชุมด้วยความสะใจที่เธอทิ้งงานกลางครัน แซนด์ฟังแล้วจี๊ดดดดดดดขึ้นมาทันที กรรีบท้าทายถ้าอยากจะลบคำประมาทก็ต้องกลับไปทำงาน ดีกว่าจะต้องเสียชื่อไปทั้งชีวิต แซนด์คิด..คิด..คิด และตัดสินใจ ฉันกลับไปทำก็ได้ ..ถ้าต้องการให้เธอกลับไปทำงานครั้งนี้ กรจะต้องทำตัวเป็นทีมเดียวกับเธอ ไม่ใช่อยู่ฝ่ายตรงข้ามแล้วมาคอยไล่บี้แบบไม่มีเหตุผล และจะช่วยเธอทำงานนี้ให้สำเร็จในฐานะ เพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่ เจ้านาย กรกลับไปต่อรองกับแม่ได้สำเร็จ นพลักษณ์ยืดระยะเวลาของโครงการนี้ไปอีกหนึ่งเทอม กรและแซนด์ได้กลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง จากผูกพันที่เริ่มก่อตัว ได้รับการสานต่ออย่างเหนียวแน่น โดยมีปัญหารายล้อมเป็นตัวเร่ง แซนด์รวบรวมกำลังใจ และ ข้อมูลที่มีเพื่อเริ่มต้นสานต่อโครงการ เด็กดี ฯ อีกครั้ง โดยมีกรคอยประกบอยู่ไม่ห่าง ระหว่างปิดเทอมเด็กทั้ง 5 ต่างมีกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ทำให้แซนด์ได้รู้จักเด็ก ๆ ในอีกมุมที่เธอไม่เคยรู้ ระหว่างปิดเทอมที่ได้ทำงานด้วยกันทั้งกรและแซนด์ได้รู้จักกันมากขึ้น ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง โรงเรียนเปิดเทอม สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เด็กทั้ง 5 คนกลับมาสร้างปัญหาเหมือนเดิมและรุนแรงมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จากเหตุการณ์ร้ายแรงที่ประดังเข้ามาทำให้นพลักษณ์ตัดสินใจยุติโครงการ เด็กดี ฯ ของกร และเรียกเด็กทั้ง 5 พร้อมกับผู้ปกครองมาชี้แจงเรื่องการขอเชิญให้ออกกลางเทอม ทุกคนถึงกับช็อค และไม่ยอมออก ส่วนยอดยุทธเมื่อรู้เรื่องก็ตบหวายต่อหน้าทุกคนอย่างแรง ในจังหวะนั้นเอง แซนด์ก็พุ่งเข้าไปและเอาตัวเองกอดหวายไว้ยอมที่จะรับฝ่ามือ และกำปั้นของยอดยุทธแทนโดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวด กรเข้ามาเห็นพอดีรีบเข้ามาห้าม กว่าเหตุการณ์จะสงบทำเอาทุกคนอกสั่นขวัญหายและร่างกายของแซนด์ก็มีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด กรปฐมพยาบาลให้แซนด์ด้วยความสงสาร วินาทีนี้เขาไม่กังขากับความทุ่มเทให้กับงานของเธออีกต่อไป เขาชื่นชมเธอ (เป็นครั้งแรก) แซนด์ดีใจและนึกไม่ถึงว่าเธอจะทำให้จอมเฮี้ยบอย่างกรเอ่ยปากชมได้ แต่สุดท้ายเธอก็ทำโครงการนี้ไม่สำเร็จ เด็ก ๆ ต้องโดนไล่ออก กรเสียเครดิต และตัวเธอเองก็ต้องตกงาน ความเห็นอกเห็นใจกันทำให้ทั้งสองคนใกล้ชิดกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น .. เมื่อนพลักษณ์เรียกแซนด์เข้าพบ และบอกให้กลับมาทำโครงการเดิมให้สำเร็จ นพลักษณ์บอกว่า หลังจากเกิดเรื่องเหล่าบรรดาผู้ปกครองของเด็กมาขอเข้าพบ และขอร้องในเรื่องเดียวกัน นั่นคือ ขอโอกาสเพื่อเข้าโครงการ เด็กดี ฯ อีกครั้ง การกลับมาของเด็กทั้ง 5 คน สร้างความแปลกใจให้เพื่อนร่วมห้องเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงอาการรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด แซนด์และกรต้องร่วมมือกันรีบแก้ปัญหา ก่อนที่เด็กจะโดนทำร้ายจิตใจจนยากจะแก้ไข แซนด์และกรร่วมมือกัน เริ่มต้นแก้ปัญหาจากทั้งสองด้านคือ แก้ที่เด็ก และ แก้ที่พ่อแม่ ในระหว่างที่แซนด์พยายามจะแก้ปัญหาอันแสนหนักหน่วงของเด็กทั้ง 5 เธอมีกรคอยเป็นผู้ช่วยและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด ทำให้เธอได้เห็นมุมต่าง ๆ ของผู้ชายแสนเฮี้ยบหน้าขรึมคนนี้มากมาย กลายเป็นความผูกพันที่แสนงาม ท่ามกลางความชื่นมื่นของแซนด์และกร กับโครงการที่กำลังไปได้ดี ทั้งสองไม่รู้เลยว่าอำนาจได้แอบสร้างคลื่นไต้น้ำ พลังความคิดในด้านลบนี้ถูกก่อขึ้นและพร้อมระเบิดในวันประชุมผู้ปกครองประจำปี ในการประชุม ผู้ปกครองหลายคนที่โดนปั่นหัวเห็นด้วย ลามปามจนถึงขั้นต้องไล่เด็กออก ไล่แซนด์ออก และขู่ว่าถ้านพลักษณ์ให้กรมาดูแลโรงเรียนแทนจะพาลูกลาออกทั้งหมด !!! อำนาจยิ้มพอใจกับปฎิกริยาของผู้ปกครอง แต่แล้ว....สิ่งที่อำนาจวาดฝันไว้ก็ต้องพังทลาย เมื่อพีรดา นวลสราญ ตรีทิพย์ ดุจฤทัย และภูทอง รวมทั้งเป็นสุข และ ยอดยุทธ (ที่อาการเริ่มดีขึ้น แม้ยังไม่หายสนิท แต่นั่งวีลแชร์มาร่วมประชุม) ลุกขึ้นพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังจากที่ได้ร่วมโครงการนี้ แต่ละคนพูดถึงสิ่งที่ได้รับ ได้เห็นปัญหา ได้เข้าใจปัญหาของลูก ของตัวเอง ได้รู้ว่าเราจะปรับปรุงตัวอย่างไร เพื่อทำให้ลูกและตัวเราเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น สุดท้ายจะไล่เด็กทั้ง 5 ออกจากโรงเรียนก็ได้ แต่ขอให้มีโครงการนี้ต่อไป เพราะคนที่จะได้ประโยชน์คือลูก ๆ และตัวคุณเอง ทำให้ผู้ปกครองคนอื่น ๆ อึ้ง จากหน้ามือ เป็นหลังมือ จนอำนาจไม่พอใจ เผลอหลุดโวยวายออกมา จนนพลักษณ์ต้องรีบปิดการประชุม นพลักษณ์ต่อว่าอำนาจ และบอกว่าเธอรู้ทันเกมของเขา ไม่มีวันที่เธอจะขายหุ้น และนับจากนี้ไปเธอจะให้กรขึ้นมาบริหารโรงเรียนแทน !! ถ้ารับไม่ได้ก็พร้อมจะให้ลาออก อำนาจตีหน้าซื่อ และไม่มีปัญหาที่กรขึ้นมาแทน เขาพร้อมที่จะทำงานกับทุกคนเพื่อโรงเรียนเพื่อเด็ก ๆ อำนาจแม้จะพลาดในครั้งนี้ แต่เขาเก็บความแค้นไว้จนแน่นอก พร้อมจะแก้แค้นทันทีที่มีโอกาส การประชุมผู้ปกครองที่ผ่านพ้นไป .. เหมือนพายุที่พัดพาความมืดมัวออกไปจากชีวิตของหลาย ๆ คน ปิ๊กปิ๊กเลิกนิสัยขโมยของโดยเด็ดขาด และนำของที่เคยเอาไปซ่อนเพราะความอิจฉามาคืนเพื่อน ๆ คืนโรงเรียน และคืนแซนด์ ตรีทิพย์เลิกไปยุ่งวุ่นวายกับเมียอื่น ๆ ของจักรินทร์ ดูแลลูก ดูแลตัวเอง โชกุนกล้าที่จะพูดความจริง และยอมรับความผิด แม้ต้องโดนลงโทษก็ไม่กลัว ดุจฤทัยและภูทองกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง ทั้งสองคนเริ่มต้นกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ โดยมีโชกุนเป็นกาวใจ นวลสราญกลับมาสวยเหมือนเดิม เธอเลิกกับชัยภูมิอย่างเด็ดขาดและตัดสินใจกลับไปต่างจังหวัด พร้อมกับนำเงินที่เก็บสะสมไว้มาลงทุนทำสวนในที่ของตัวเอง ตังเมยินดีลาออกจากโรงเรียน และย้ายไปเรียนที่ประจำจังหวัดเพื่อจะได้อยู่กับแม่ ตังเมใช้เวลาไปกับการสร้างสรรค์งานศิลปะที่น่าทึ่ง มินนี่กลับมาเป็นเด็กธรรมดา ลดการสื่อสารทางโซเชี่ยลมีเดีย กลับมาอยู่กับเพื่อน ๆ อยู่กับโลกความเป็นจริง และหาเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดกับแม่มากขึ้น ทุ่มเทให้กับการเรียน หวายเอาดีทางด้านกีฬา จนได้เป็นนักฟุตบอลโรงเรียน เมื่อได้ปลดปล่อยพลังออกมา ความก้าวร้าวก็ลดลง อาการของพ่อก็เริ่มดีขึ้น ยอดยุทธขอร้องให้เป็นสุขและหว้ากลับมาอยู่บ้าน ยอดยุทธหันไปฟังธรรมะและละวางเรื่องงาน เรียนรู้เรื่องการควบคุมอารมณ์ เพื่อแลกกับครอบครัวที่เป็นสุข นพลักษณ์ชื่นชมแซนด์อย่างมากในความสำเร็จครั้งนี้ แต่แซนด์ไม่รับ เธอตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งให้กรขึ้นมาดูแลโรงเรียนแทนเธอ ท่ามกลางการยอมรับของครู และผู้ปกครอง กรขอบคุณแซนด์ที่ช่วยเหลือมาตลอด เขาชวนเธอมาเป็นพนักงานประจำ ทำหน้าที่ดูแลเด็กที่มีปัญหาคนอื่น ๆ ที่อาจจะมีมาอีก แต่แซนด์ปฎิเสธ เธอขออยู่อย่างอิสระ แต่ถ้ามีเด็กต้องการความช่วย เธอจะมาทันที .. กรยอมรับและในการตัดสินใจ และถือเป็นสัญญาใจระหว่างเขาและเธอ ทรายทิพย์ปิดจ๊อบแรกในชีวิตอย่างมีความสุข เธอได้เรียนรู้ว่า ครอบครัว เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าครอบครัวเราจะรั่ว แตก แยก ผุ อยู่ในสภาพเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม ความรัก ความใส่ใจ ความสนใจ คืออุปกรณ์สำคัญที่จะอุดรอยรั่ว รอยร้าวได้อย่างดีที่สุด ติดตามชม ละครวัยแสบสาแหรกขาด ได้ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครวัยแสบสาแหรกขาด เริ่มตอนแรกวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2559 รายชื่อนักแสดง ละคร วัยแสบสาแหรกขาด จิตตาภา แจ่มปฐม รับบท ทรายทิพย์/ทราย ธีรเดช เมธาวรายุทธ รับบท ชวนากร/กร ปรารถนา สัชฌุกร รับบท น้ำทิพย์ อนันต์ บุนนาค รับบท สักทอง ดวงตา ตุงคะมณี รับบท นพลักษณ์ ทูน หิรัญทรัพย์ รับบท สมภพ ชาโน แพมเบอร์เกอร์ รับบท ถวายชัย/ลูกหวาย ศานติ สันติเวชกุล รับบท ยอดยุทธ สุปราณี เจริญผล รับบท เป็นสุข อภัสริญญา แพมเบอร์เกอร์ รับบท ลูกหว้า ปฤสยา เจริญเนติศาสตร์ รับบท มินนี่ มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ รับบท พีรดา ชาตโยดม หิรัญยัษฐิติ รับบท ฉัตร ชาร์เลท วาศิตา แฮเมเนา รับบท เมษา/ตังเม เพชรดา เทียมเพ็ชร รับบท นวลสราญ ณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม รับบท ชัยภูมิ วราพรรณ หงุ่ยตระกูล รับบท เจ๊บ๊วย ณัฐพัชร์ นิมจิรวัฒน์ รับบท ดังใจ/โชกุน คัคกิ่งรักส์ คิกคิกสะระนัง รับบท ดุจฤทัย

รื้อหิ้งหนังเก่า : Closer (2004) - ตกหลุมรัก ทรยศ และปวดร้าว
BIOSCOPE /  closer / 

Closer (2004) ตกหลุมรัก ทรยศ และปวดร้าว "ผมคิดว่าการค้นหาคนรักเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่เคยน่าเหนื่อยหน่าย มันคือเหตุผลว่า ทำไมเราเกิดขึ้นมา ผมคิดว่าเมื่อคุณพบคนพิเศษสำหรับตัวคุณ ทุกๆ อย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปหมด ชีวิตของคุณเปลี่ยน ความคิดที่คุณจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรก็เปลี่ยน คุณเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับคนที่คุณรัก" ไมค์ นิโคลส์ นักทำหนังชาวอเมริกัน (แต่เกิดในเยอรมัน) พูดถึงผลงานหนังในปี 2004 ของเขา ที่แม้หน้าหนังจะพูดถึงเรื่องความรักความสัมพันธ์ของคนในรุ่นปัจจุบัน แต่มันก็ยังแฝงไว้ด้วยประเด็น 'การเมืองเรื่องเพศ' เช่นเดียวกับในยุค 60 และ 70 ที่เขาสำรวจเรื่องนี้ผ่านหนังเสมอมา ... ชื่อของ ไมค์ นิโคลส์ (Mike Nichols, 1931–2014) อาจถูกมองข้ามอย่างง่ายดาย เพียงเพราะเขาไม่ได้สร้างสไตล์หรือลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ไม่ได้นำเศษเสี้ยวของชีวิตหรือบุคลิคส่วนตัวมาใส่ในหนังอย่างเห็นเป็นรูปธรรม งานของนิโคลส์ไม่ได้ซ้ำซ้อนเกินความเข้าใจ ทว่า...มันกลับ 'เข้าใจง่าย' เกินไปเสียด้วยซ้ำ - แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ลดทอนคุณค่าของตัวเขาแต่อย่างใด เพราะแทนที่เขาจะเป็นผู้กำกับออเตอร์ เขากลับเลือกเป็น 'นักเสียดสี' (Satirist) https://www.youtube.com/watch?v=hsdvhJTqLak นิโคลส์เป็นนักเสียดสีสังคมตัวฉกาจ ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีแบบ 'ขำขื่น' หรือ 'ขำขัน' ก็ตาม ตัวอย่างเช่นงานสุดคลาสสิคของเขา The Graduate (1967) ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างหนุ่มหัวกบฏ (ดัสติน ฮอฟฟ์แมน) กับแม่แฟนสาวของเขา (แอนน์ แบนครอฟต์) ที่แม้ดูผิวเผินมันคือเรื่องราวดราม่าเข้มข้นของตัวละครที่มีความขัดแย้งรุนแรง แต่ The Graduate คือบันทึกของนิโคลส์ที่มีต่อสังคมอเมริกันช่วงเชื่อมต่อยุค 60 และ 70 -มันคือช่องว่างระหว่างวัยที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกา- แบนครอฟต์ คือ 'มิสซิส โรบินสัน' เปรียบเสมือนคนรุ่นเก่าที่มือถือสากปากถือศีล ส่วนฮอฟฟ์แมน คือ 'เบนจามิน' ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ มีไฟแห่งความสร้างสรรค์ และหัวใจของขบถ ...แต่ในฉากสุดท้ายของ The Graduate เบนจามินตัดสินใจพาแฟนสาววิ่งหนีออกจากงานแต่งงานที่เธอไม่เต็มใจ ทั้งคู่รีบวิ่งห้อขึ้นรถประจำทาง ก่อนจะพบกับบรรดาสายตาของผู้โดยสารที่จ้องมายังชายหนุ่มและหญิงสาวในชุดแต่งงาน รอยยิ้มที่มีเริ่มจางหายกลายเป็นความรู้สึกหลงทางกับอนาคตที่ไม่รู้ข้างหน้า ความขบถที่ได้มาซึ่งความว่างเปล่า ล้อไปกับเพลง Sound of Silence ของไซม่อนและการ์ฟังเกล ที่อธิบายและบันทึกอารมณ์จิตวิญญาณขบถผู้หลงทางในปลายยุค 60 ได้อย่างดี https://www.youtube.com/watch?v=14pdNYXY3Zo ... แม้ Closer (2004) จะมีโครงสร้างคล้ายงานยุคแรกๆ ของเขา เพียงแค่แนวคิดการเมืองเรื่องเพศที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย นี่จึงเป็นหนังทีมีแง่มุมต่างออกไปในแบบที่เขาไม่เคยเล่ามาก่อน แต่กระนั้นสิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยคือความแตกต่างระหว่าง ชาย และ หญิง "ผมคิดว่า ผู้หญิงคนหนึ่ง สามารถเข้าใจผู้ชายคนหนึ่งได้ทั้งหมด แต่ผู้ชายคนหนึ่งไม่สามารถเข้าใจผู้หญิงสักคนได้หรอก" ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ นี่คือทฤษฎีของนิโคลส์ "มันอยู่ในดีเอ็นเอที่ทำให้ผู้ชายฆ่าผู้ชายอีกคน แต่ผู้หญิงไม่ได้ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ฆ่ากันเอง ผู้หญิงเป็นคนลืมง่าย เช่น เธอลืมไปอย่างรวดเร็วว่าผู้ชายของเธอนอกใจ ถ้าเหตุการณ์กลับกันผู้ชายจะลืมช้ากว่า นอกจากนี้ ผู้ชายมีเพื่อนคู่หูและพวกเขาจะรักกันมาก แต่ทว่าพวกเขาจะไม่หยุดแข่งขันกันเอง" เมื่อหญิง-ชายไม่เหมือนกัน ดังนั้นทั้งคู่จึงต้องระวังตัวในความสัมพันธ์เสมอ นิโคลส์ยกตัวอย่างว่า "เช่นเมื่อคนหนึ่งเผลอนอกใจ  แล้วอีกคนหนึ่งพูดว่า 'บอกฉันมาเถอะ ฉันไม่โกรธหรอก แต่ฉันแค่อยากรู้ความจริง' ...ทุกๆ คนที่อายุมากกว่า 11 ขวบรู้ว่าไม่ควรตอบคำถามนี้ เพราะการตอบมันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย" "ผมจึงคิดว่า Closer เป็นเรื่องเกี่ยวกับ 'อันตรายของการใกล้ชิด' คุณมีสิทธิ์ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในหัวของอีกคนหรือเปล่า? คุณมีสิทธิ์ที่จะปกป้องความคิดในหัวของคุณรึเปล่า? คำตอบคือ มีสิ! ความรักเป็นเรื่องของการให้อิสระต่อกันและกัน มากกว่าการซึมซับตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่ง" "คนสองคนไม่มีทางรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้หรอก ในประสบการณ์ของผม ความสุขเกิดขึ้นได้เมื่อคนสองคนอยู่ด้วยกันและระมัดระวังระยะห่างที่พอเหมาะ ยกตัวอย่างเช่น ภรรยาของผมจะไม่ตอบคำถามว่า 'ตอนนี้คุณกำลังคิดอะไรอยู่?' เธอแค่ไม่ตอบ ผมก็ลองไม่ตอบเหมือนกัน แต่ผมไม่เก่งเท่าเธอ มันน่าสนใจดีนะ สิ่งสำคัญก็คือ คุณควรจะจำไว้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องตอบไปซะทุกคำถามหรอก คำถามว่า 'คุณกำลังคิดอะไรอยู่?' ไม่ได้หมายความว่า 'คุณกำลังจะพูดอะไร?' ความคิดของคุณเป็นของคุณและมันอยู่ในหัวของคุณได้ คุณไม่จำเป็นต้องบอกมันออกมา" Closer เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคน 2 คู่ : นักเขียน (จู๊ด ลอว์), นักเต้นระบำเปลื้องผ้า (นาตาลี พอร์ตแมน), ช่างภาพ (จูเลีย โรเบิร์ตส์) และ แพทย์ (ไคลฟ โอเวน) พวกเขามีความสัมพันธ์สลับไปสลับมา ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีดาราหน้าตาดีถึง 4 คน แต่ตัวละครเหล่านี้กลับมีนิสัยไม่ดีเอาเสียเลย ถึงขนาดที่หลายคนตกใจว่าทำไม จูเลีย โรเบิร์ตส์ และ นาตาลี พอร์ตแมน จึงรับเล่นเป็นตัวละครที่ไม่เอาใจคนดู แต่ทว่า นี่เป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของนิโคลส์ "ถ้าคุณเป็นผู้กำกับเพื่อจะเอาใจผู้ชม งานคุณก็เจ๊งตั้งแต่ตรงนั้นแล้วล่ะ คุณต้องเล่าเรื่องที่คุณอยากเล่า แล้วหวังว่า จะมีปริมาณคนที่สนใจเรื่องที่คุณเล่า มากเพียงพอที่จะทำให้มันมีคุณค่าขึ้นมา ผมคิดว่าการทำหนังเอาใจคนดูเป็นไอเดียแบบฮอลลีวูด ดูตัวละครคลาสสิคอย่างคู่ผัวเมียใน Macbeth ของเชคสเปียร์สิ พวกเขาไม่ได้เป็นที่รักของใครเลย แต่พวกเขาเป็นตัวละครที่ดี ผมคิดว่าถ้าทุกคนเป็นคนที่น่าชื่นชมไปหมด ผมคงไม่กล้าออกจากบ้านแล้วละ (หัวเราะ)" "ผมรู้สึกแปลกใจที่หลายคนช็อคที่ผมนำเสนอด้านเลวร้ายของตัวละคร เพราะสำหรับผมแล้ว พวกเขาคือด้านที่เลวร้ายของพวกเรานี่เอง" "เรามักพูดกันง่ายเกินไปว่า ตัวเองเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์" นิโคลส์ปิดท้าย https://www.youtube.com/watch?v=4i1SlznIaZk https://www.youtube.com/watch?v=5YXVMCHG-Nk **เรียบเรียงจาก นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 38 (มกราคม 2548)

เสรี โต้กลับ โน้ต เชิญยิ้ม ถ้ามีสมองควรแยกแยะถูก!!
โน้ต เชิญยิ้ม /  ข่าว โน้ต เชิญยิ้ม / 

นักร้องลุกทุ่ง เสรี รุ่งสว่าง โต้กลับดุเดือด!! ไม่ขอเคลียร์กับนักแสดงตลก โน้ต เชิญยิ้ม กรณีดราม่าวิจารณ์เอาตลกมาเป็นคอมเม้นท์เตเตอร์ในรายการเพลง ลั่นไม่ได้ว่าใคร บอกเรื่องจบนานแล้ว ไม่เข้าใจอีกฝ่ายจะออกมาพูดทำไม ถ้ามีมันสมองน่าจะแยกแยะถูก!! ยันร่วมงานกันได้ เปรยอีกฝ่ายต้องเป็นฝ่ายออกมาขอโทษตนถึงจะถูก แต่เชื่ออีโก้สูงคงไม่ทำ ก่อนปิดท้ายว่าความดีอยู่ที่ผลงาน ไม่ต้องออกมาพูดเอง.... "จริงๆ แล้วผมไม่ได้คิดอะไรครับ เรื่องมันจบไปแล้ว เขาก็ไม่ได้มาโต้ตอบอะไรเราแล้ว จริงๆตัวผมเองก็มาออกรายการ คนดังนั่งเคลียร์นี่แหละเกือบปีแล้ว แต่ว่าบางทีมันมีเรื่องพาดพิงมาถึงเรา ชื่อนักร้องตัว ส. ซึ่งวันนี้ผมก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากมายนะครับ ก็มาออกรายการธรรมดา แต่ว่าในเมื่อพี่ๆ น้องๆ เราอยากจะรู้เรื่อง เราก็จะบอกว่า ที่จริงเราไม่ได้คิดอะไร แล้วเรื่องมันก็ไม่เป็นเรื่อง ผมไม่ได้ไปเอ่ยชื่อใคร แล้วที่ผมพูดออกไป คืออาจารย์ยิ่งศักดิ์เขาถาม ผมก็ตอบ" "ผมอยู่ในวงการเพลงลูกทุ่ง ซึ่งนักร้องลูกทุ่งทั่วไป เขาก็คิดแบบเราเหมือนกันว่ามันจะถูกไหม แต่เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ที่จริงคนฟังเพลงลูกทุ่งเป็นทุกคนแหละครับ แต่ลึกๆ จริงๆแล้ว มันก็น้อยคนที่จะรู้เรื่องหรือว่าร้องได้ ผมเองก็อยู่สายลูกทุ่ง ผมก็คิดว่า บางทีมันก็ไม่ถูก แต่ผมก็ไม่เคยไปพูดอะไรกับใคร จริงๆ วันนี้ผมไม่ได้มีเรื่องอะไรที่จะบอกเลยนะครับ เพราะว่าเรื่องมันจบไป แล้วเขาก็เงียบๆ ไป ผมก็ไม่ได้คิดอะไร" "กับที่เขาได้ออกมาพูดล่าสุดโดยมากผมจะไม่ค่อยดู เพราะว่าเวลาที่ผมจะถาม จะพูดอะไรออกไป ผมจะต้องคิดแล้วว่า เราไม่เคยไปว่าใคร ไม่กระทบกระเทือนไปถึงใคร คืออาชีพทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นตลก ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ก็อาชีพเดียวกัน แล้วถามว่าร้องเพลงเป็นไหม ฟังเพลงเป็นไหม ก็ทำเพลงกันทุกคนแหละครับ" "แต่ว่าลึกๆ จริงๆการที่จะมาสอนนักร้อง มันจะมีไม่กี่คนหรอกครับ ถ้าไม่ใช่ลูกทุ่งตัวจริงก็คงคิดว่าไม่ใช่ครับ เราเป็นนักร้องลูกทุ่ง ซึ่งเราร้องให้ฟังได้ แล้วก็แนะนำได้ แนะนำไปในทางที่ถูก แต่ว่าถ้าทุกคนแนะนำได้ แล้วไปในทางที่ถูก ป่านนี้ลูกทุ่งทุกคนก็คงจะเหยียบกันตายแล้วครับ จะไม่มีเพชรเม็ดดีๆในวงการแน่นอน" "หลังเกิดเหตุการณ์ไม่ได้มีการพูดคุยกับอีกฝ่ายครับ เพราะว่าเขาเป็นคนต้นเรื่อง เขาเป็นคนออกมาพูดว่านักร้องตัว ส. ซึ่งถ้าหากว่าจะให้ผมเอาคนกลางไปเคลียร์ ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับผม เขาเป็นคนออกมาพูด เขาต้องออกมาเคลียร์กับผม ไม่ใช่ให้ผมไปเคลียร์ แล้วเขาจะยกโทษให้ มันไม่เกี่ยวกับผม แล้วผมก็ไม่เคยดูที่เขาพูดอะไรต่างๆนานา นอกจากแฟนเพลงที่มาถามเราว่าพี่ดูนั่นดูนี่หรือยัง แต่เราก็ไม่เคยเข้าไปดู ล่าสุดนี่ก็ไม่ได้เข้าไปดู เราก็ไม่รู้ว่าเขาเงียบไปยังไง (หัวเราะ)" "ที่เขาพูดว่าหลังจากนี้จะไม่ร่วมงานด้วย ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้ร่วมงานกับเขาอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าถามว่าผมจะไปร่วมกับเขาได้ไหม ได้ ผมร่วมได้หมด เพราะเราไม่มีอคติกับใคร เราไม่ได้ยกตนข่มท่าน ผมไม่มีนิสัยเป็นผู้หญิง นิสัยเราต้องแมน ไม่ใช่เจ๊าะแจ๊ะ ไม่ใช่เป็นประเภทคิดเล็กคิดน้อย คือเรื่องจริงเราพูดเรื่องจริง" "ที่เราพูดว่าเอาตลกมาตัดสินนักร้องลูกทุ่ง คนมองว่าเราจงใจว่าเขาหรือเปล่า คือจริงๆ ผมไม่ได้ไปว่าใครเขาเลย ที่ไปออกรายการคนดังนั่งเคลียร์ คืออาจารย์ยิ่งศักดิ์ เขาถามว่าทำไมคุณเสรีไม่ไปเป็นครูเพลง ที่คนเอาเพลงมาประกวดมากมาย ก็อาจารย์ถามผมว่าเขาไม่มาจ้างคุณหรือว่าคุณไม่ไป ผมก็บอกเขาไม่มาจ้างผม ถ้ามาจ้างผมก็ไป แล้วถ้าเกิดพวกผมไป รายการอาจจะกร่อย เพราะว่าตัดสินค่อนข้างเคร่งเครียด เราก็ต้องดูว่า เราต้องฟังให้แม่น แล้วก็คอมเม้นท์ไปในทางที่ถูก ก็ต้องคอมเม้นท์ให้มีคุณภาพ" "แต่ทีนี้ผมก็บอกว่าดีแล้วที่เอาตลกไปออกรายการ รายการจะได้สนุกเฮฮา คนดูจะได้ไม่เครียด เรตติ้งก็ดี สปอนเซอร์ก็มา แต่ขออยู่อย่างเดียวว่าคนที่ไปคอมเม้นท์ ไม่ใช่ยกตัวเองเป็นกูรู ก็ไม่ใช่ เพราะบางทีพูดอะไรออกไปก็พลาดไง แล้วบางทีนักร้องตัวจริง ไม่ใช่ผมคนเดียวนะ เขาก็รู้สึกว่า พูดยังไงไม่เข้าใจ คือคนที่คอมเม้นท์หลายๆคนในรายการเขาก็คอมเม้นท์ถูกนะ อย่างนักร้องกับนักแต่งเพลง คอมเม้นท์ถูก" "แต่บางทีมาเจอคนนี้เขาคอมเม้นท์ว่า คุณร้องหวานเกินไป คุณร้องเพราะเกินไป คุณร้องดีกว่าต้นฉบับ มันไม่ใช่ไง ที่จริงคุณไม่พูดอะไรมันก็ไม่มีความผิดหรอก ก็แค่ชมดีนะๆ ก็จบ แล้วทุกวันนี้รายการทุกรายการ คัดเลือกนักร้องเข้าไป ผลสุดท้ายก็ต้องไปโหวต แต่ถ้าเป็นความคิดผมนะ ผมคิดเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ไม่ได้ว่าใคร ไม่ได้ว่ารายการทุกๆ อย่างนะครับ" "ถ้าเป็นผม ผมต้องคัดตัวแข็งๆเข้าไปเลย สมมติมี 4 คน ผมก็คัดไปเลย เพื่อจะให้คนดูเขาโหวต จะได้คนไหนก็ ประชาชนยอมรับอยู่แล้ว แล้วผมจะบอกเลยว่าคุณจะได้เงินมหาศาลมากไปกว่านั้นอีก เพราะตัวแข็งๆเข้าไปประชันกันเลย 4 คนแล้วแต่ละคนก็ต้องมีแฟนคลับของแต่ละคน แล้วมันก็จะโหวตได้มากกว่า ซึ่งการอาจจะมี 250 ล้านคนที่จะโหวต น่าจะถึง ซึ่งมันจะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าจะเอานักร้อง 4 คนเข้าไปประชันกัน มันจะไปเป็นพันล้านคนละมั้ง หรือจะเป็น 60-70 ล้านคน มันน่าจะดีกว่า" "ฉะนั้นการที่ว่ากรั่นกรองนักร้องที่เข้าไปประกวด เราต้องเอาตัวแข็งๆเข้าไป ไม่ใช่ว่าเรามาร์กคนนี้เอาไว้แล้ว แล้วเอานักร้องคนอื่นที่มันไม่ดี หรือเอาอันดับ 2-3 มาประชันกัน มันก็ขัดสายตาประชาชน ประชาชนเขาก็รู้สึกว่า ทำไมคนนั้นเขาร้องดีตาตกรอบ มันจะเป็นข้อครหาจากประชาชนหรือเปล่า" "ไม่กลัว 2 วงการลูกทุ่งกับตลกจะมีปัญหากันหรอกครับ เพราะทุกวันนี้ตลกเขาก็คุยกับผม อย่างที่ไปงานบรรหาร ที่ตลกไปร้อยกว่าคน ผมก็ไปกับเขา เขาก็ยกมือไหว้เรา แล้วบอกว่าสวัสดีพี่ต้อม นู่นนี่นั่น เพราะว่าผมไม่ได้ไปว่าตลก ว่าไอ้คนนั้น ไอ้คนนี้ ไม่ใช่ ผมว่ารายการเขาเน้นไปทางตลกมากกว่า" "แต่ว่าตัวเขาเองผมไม่เข้าใจว่า เขาออกมาพูดทำไม แล้วผมก็ออกรายการไปเกือบปีแล้ว ที่มาออกคนดังนั่งเคลียร์ แต่ทำไมเหตุไฉนถึงจะมาออกข่าว ตอนที่ตัวเองจะทำเพลง นักเขียนคนอื่นเขาดังไม่รู้เท่าไหร่ ไม่เห็นว่าเขาต้องไปคุยตัวเองเลย ซึ่งมันจะเกี่ยวกับตรงนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจครับ แต่ว่าผมก็ไม่ได้ว่าเขามาโปรโมทอะไรหรือเปล่า คือผมแค่ไม่เข้าใจว่าเรื่องมันจบมานานแล้ว เพิ่งจะมาออก" "ที่เราพูดไปในรายการ ไม่ได้น้อยใจครับ เพราะทุกวันผมก็ทำงานไม่ได้หยุดอยู่แล้ว ไม่ได้ว่าง นักร้องศิลปิน คุณไปดูได้เลย งานวัด มีนักร้องลูกทุ่งไปงานทุกวันอยู่แล้ว เขาก็ไม่ได้หยุด แล้วรายการทีวี ที่นักร้องเขาเอาเพลงเราไปประกวด มันก็เป็นการช่วยเราโปรโมทอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปเอง นานๆเราจะไปสักครั้งมันก็ดี ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว" "แต่ว่าการที่เขาออกมาพูดแบบนี้ ก็ไม่เข้าใจ แล้วพูดไปคนละทางกับผมนะ เพราะผมบอกว่ารายการเน้นไปทางตลก แต่เขาหาว่าผมว่าไอ้พวกตลก แล้วก็บอกว่าผมไม่ทำงานกับนักร้องตัว ส. ซึ่งผมอยากจะบอกว่านักร้องตัว ส. ในประเทศไทยบานเลยนะ สุรพล สรคีรี สังข์ทอง ที่ตายไปแล้ว เขาจะคิดยังไง เขาจะคิดว่าเอ๊ะ เอ็งว่าข้าหรือเปล่า คือมันมีตัว ส. เยอะแยะไป" "แล้วคือถ้าผมจะพูดเนี่ย ผมจะพูดตัวตรงตัวคนนั้นเลย ว่าการที่เราไปติชมคนคนนั้นเราต้องไปดูตัวเราเองว่า เราทำดีหรือเปล่า มันจะเป็นกระจกสะท้อนกลับมาแล้วคุณเชื่อไหม แฟนเพลงทุกๆท่าน หรือนักเลงคีย์บอร์ด ผมพูดให้ฟังได้เลยนะ ว่าผมจะไม่พูดว่านักเลงคีย์บอร์ด เพราะนักเลงคีย์บอร์ดใช่ไหม ที่ทำให้เรายืนอยู่ตรงนี้ ที่เราได้มานั่งและมีชื่อเสียงแบบนี้ คือถ้าเราไม่มีกระจก เราก็จะไม่เห็นตัวเอง ฉันใดก็ฉันนั้นครับ" "นักเลงคีย์บอร์ดเป็นกระจก เป็นเงา ให้เรา เราจะได้รู้ว่าเราผิดอะไร เราดีไหม เราไม่ดีไหม ผมชอบให้คนคอมเมนต์เรา เพราะคนที่คอมเมนต์เรา เขาให้อาชีพเรา ให้ชีวิตเรา ให้ที่กินที่อยู่เรา เพราะฉะนั้นผมบอกได้เลยว่า ถ้าผมพูดอะไรออกไป เชิญคอมเมนต์ได้เลยครับ เพราะผมชอบ เพราะถ้าเขาไม่คอมเมนต์เรา เราจะไม่รู้ว่า ตัวเราเป็นยังไง เราดีแค่ไหน เราเลวแค่ไหน เราอาจจะไม่รู้ เราจะได้มาปรับปรุงตัวเรา" "แล้วทุกวันนี้นะครับแฟนเพลงทุกๆท่านในประเทศไทย นักร้องทุกคนถ้าเกิดว่าไม่มีคนดูหรือว่าไม่มีคนวิจารณ์ คุณก็ต้องนอนอยู่บ้านเฉยๆ แสดงว่าคุณไม่ดัง แต่ว่าคุณจำไว้เลยนะครับว่าถ้าเกิดมีนักเลงคีย์บอร์ดไปคอมเมนต์คุณ แสดงว่าคุณไม่ดีก็ชั่ว แล้วเราก็จะได้เอาตรงนั้นไปปรับปรุง" "หลังจากแถลงข่าววันนี้ผมคิดว่าผมจบมาตั้งนานแล้ว คือผมไม่ได้ไปโต้เถียงเลย แล้ววันนี้ผมอยากจะบอกว่าผมไม่รู้ตัวมาก่อนนะ ว่าผมจะต้องมาแถลงข่าว ผมไม่ได้คิดอะไรไง ผมไม่ได้คิดว่าจะต้องมาแถลงข่าว โต้ตอบอะไร มันไม่ใช่ ผมไม่ก้าวร้าวอยู่แล้ว แล้วผมบอกได้เลยว่า ผมอยู่ในวงการเป็นลูกทุ่งมากว่า 40 ปีเนี่ย ผมไม่ไประรานใคร ไม่ไปว่าใคร แล้วถ้าใครมาว่าผม ผมก็เฉย ทั้งๆที่เอ่ยชื่อว่าเป็นตัว ส. ซึ่งคนก็เล็งเป็นผม" "คุณไปดูทางเฟสบุ๊กทางทุกสื่อ หรือทางโซเชียลได้เลยว่า จะไม่มีผมโต้ตอบเลย เพราะผมถือว่ามันไม่ใช่เรื่อง คือถ้าเกิดว่าคนมีมันสมองนะครับ จะต้องคิดแยกแยะถูก แต่ถ้าคนที่ไม่มีมันสมอง มันจะแยกแยะอะไรไม่ถูก ก็ต้องไปดูตัวเองก่อน ว่าก่อนจะมาคุยอะไร เขาว่าอะไรให้มันชัดเจนไหม อย่างถ้าผมไปบอกว่าไอ้ตลกคนนั้น คนนี้ โอเคผมยอมรับ แต่นี่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อตลก ผมเอ่ยชื่อแต่รายการ" "คือถ้าเราว่ารายการลูกทุ่งในประเทศไทยจะมีเยอะดีไหม ผมสนับสนุนเลยนะ มันจะได้เพชรใหม่ๆมาประดับวงการ ไม่ใช่รุ่นผมตายจากกันไปแล้ว ไม่มีนักร้องลูกทุ่งแท้ๆมาประดับในวงการ มันก็แย่ เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนทุกรายการนะครับ ที่จะทำทุกช่อง" "ก่อนหน้านี้เราไม่มีเรื่องราวบาดหมางกันครับ ผมไปเวิร์คพอยท์บ่อยจะตายไป ก็เจอกันครับ รายการหลายๆ รายการเขาก็เชิญผมไป ไม่รู้ว่าเพลงเราที่จะเข้าไปตอนนี้ ไม่รู้จะได้หรือเปล่า ก็ไม่รู้ เราก็กลัว แต่จริงๆแล้วผมอยากจะบอกว่า เราอย่ามีอคติซึ่งกันและกันเลย ผมไม่ได้อคติกับใคร ผมไม่ได้ไปว่าใครครับ ผมไม่เคยจะไปก้าวร้าวใครคนใดคนหนึ่ง" "จริงๆแล้วผมจะพูดให้ฟังว่าผมไม่เคยกลัวอะไรเลย เพราะว่าถ้าเกิดเราทำผลงานออกไปดี คนก็ต้องสานต่ออยู่แล้วครับ ถ้าเราทำออกไปให้มันดี นักร้องทุกคนก็เอาไปประกวดอยู่แล้ว เพราะว่าผมไม่ได้อคติกับรายการใดรายการหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะบอกกับน้องๆเลยว่า เอาเพลงไปประกวดเถอะ ถ้ารายการนี้ไม่ได้ ก็ไปเอารายการอื่น รายการนี้ไม่ยอมรับก็เอารายการโน้นรายการนี้ก็ว่ากันไป แต่ผมพูดให้ฟังนะครับว่าการที่เราจะทำดี เราไม่ต้องมาพูดให้ตัวเองว่าฉันเป็นนู่น ฉันทำนี่เก่ง ทุกอย่างคุณไม่ต้องไปคุยตัวเองหรอกครับ ถ้าคุณเก่งจริง ประชาชนเขาจะรู้เองว่าคุณเก่งจริง" "ที่เขาบอกว่าเราพยายามจะดิสเครดิตเขา ผมจะไปดิสเพื่ออะไร ลูกวงผมก็เป็นตลก ผมตั้งวงดนตรีลูกทุ่ง ตลกก็มาเล่นคั่นรายการกับผม ผมจะไปว่าอะไร ก็อาชีพเดียวกัน เราจะไปด่าไปว่าทำไม เราไม่เคยไปดิสเครดิส คุณคิดไปเอง ผมถึงได้อธิบายให้ฟังว่า คนที่มีมันสมองเขาไม่คิดกันหรอก คุณไปถามตลกทุกคนได้เลยว่า คุณเกลียดเสรีไหม เขาก็ไม่เห็นมาพูดอะไรกับผมเลย แล้วยังมีตลกโทรมาคุยกับผมด้วยซ้ำ โทรมาหาผมทุกวันว่าพี่เป็นยังไง ผมก็บอกเป็นอย่างนี้แหละ คือมีแต่เล่าอะไรให้เราฟัง จริงๆแล้วผมบอกให้ฟังนะว่าเวลาเขาเดือดร้อนก็ควรไปช่วยเขา ตอนที่เราเดือดร้อน เราไปหาเขา ใครก็ไม่มาหรอก" "อย่างครูเพลงเขาบอกว่าคนที่จะเป็นคอมเม้นท์เตเตอร์ควรจะเป็นครูเพลงมากกว่า อันนั้นก็ได้ เพราะว่าอยู่ในสายเดียว คือครูเพลงเป็นอันดับแรก เขารู้ดี คือถ้าจะให้สายตรงจริงๆต้องเป็นครูเพลง หรือว่านักร้อง แล้วถ้าจะถามว่าเอาตลกไปด้วยไหมก็ได้ แต่ก็แค่เข้าไปแหย่ ไม่ว่าคอมเมนต์ที่มันรั่ว หรือที่มันเกินที่ประชาชนจะยอมรับ ก็ได้ครับแต่ไม่ใช่ว่า นักประพันธ์กับนักร้อง ฉันจะต้องเชื่อแกใช่ไหม มันไม่ใช่ เพราะบางทีมันไม่ถูกไม่ตรงกับประชาชนที่บ้าน คือผมเชื่อเลยว่าถ้าเป็นนักร้องนักแต่งเพลง ถ้าไปคอมเมนต์หลุดยากครับ แต่คนที่ไม่รู้เรื่องหลุดง่ายครับ" "อยากจะให้มีการขอโทษไหม เขาต้องขอโทษผมสิ ไม่ใช่ผมขอโทษเขา แต่เขาคงไม่ขอโทษหรอก เพราะเขาอีโก้สูง แล้วอีกอย่างเขาเป็นคนเหนือคนอยู่แล้ว คงไม่มีมาขอโทษใครอยู่แล้ว เพราะถ้าเกิดเขาคิดได้ตอนนั้นเขาก็คงไม่มาพูด คือคนเราความดีของคนอย่าพูดด้วยตัวเราเอง ต้องให้คนอื่นเขาพูดชมเรา ไม่ใช่เราชมตัวเอง ถ้าเกิดเราชมตัวเอง เขาเรียกว่ามันไม่มีสมองไง อย่างผมทุกวันนี้ใครบอกผมร้องดีนู่นนี่นั่น ผมก็เหรอ ผมไม่เคยไปบอกว่าฉันร้องดีกว่าคนนั้น ไม่ใช่ผม เพราะว่าผมไม่ใช่คนที่ยกตัวเองเหนือคนอื่นความดีมันอยู่ที่ผลงาน" "ให้คนเขาชมเราเถอะมันคือของแท้ อย่าชมตัวเอง บางคนความรู้ท่วมหัว แต่บางทีทำอะไรก็เจ๊ง มันไม่ใช่ว่าจะทำแล้วรวยเสมอไป ถ้าคุณทำแล้วรวยทุกเรื่อง ผมว่าคุณต้องทำต่อ อย่างผมถ้าผมทำอะไรแล้วรวย ผมทำต่อเลยทุกเรื่อง ถ้าผมทำแล้วได้เงิน ถ้าผมทำแล้วได้เงิน เพราะฉะนั้นเราบอกให้ฟังได้เลยว่า อะไรก็แล้วแต่ให้คนเขาชมเราดีกว่า" เสรี กล่าว ขอบคุณ ภาพประกอบจาก/ IG @notechernyim เสรี รุ่งสว่าง โต้กลับ โน้ต เชิญยิ้ม นักร้องลูกทุ่ง เสรี รุ่งสว่าง เสรี รุ่งสว่าง ไม่ร่วมงาน โน้ต เชิญยิ้ม เสรี รุ่งสว่าง ไม่ขอเป็นฝ่ายเคลียร์ โน้ต เชิญยิ้ม ตลกชื่อดัง โน้ต เชิญยิ้ม

ศาลนัดตรวจพยาน 'คดีพธม.' ชุมนุม-ปิดสถานที่ราชการปี51
คดีพันธมิตรปิดสนามบิน /  จำลอง ศรีเมือง / 

ศาลนัดตรวจหลักฐาน คดี 9 แกนนำ พธม. ระดม ปชช. ชุมนุมไล่รัฐบาลปิดสถานที่ราชการ ปี 51 วันที่ 16 พ.ค. นี้ เวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.พ.59 ศาลอาญารัชดา นัดสอบคำให้การในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พลตรี จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ แกนนำพันธมิตรฯ รวม 9 คน เป็นจำเลยที่ 1 - 9 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและความปั่นป่วนในหมู่ประชาชนฯ โดยใช้กำลังข่มขื่นใจหรือประทุษร้าย ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกชุมนุมแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, 215 และ 216 กรณีเมื่อวันที่ 25 พ.ค.51 จำเลยซึ่งเป็นแกนนำ พธม. ได้ปลุกระดมประชาชนไม่ยอมรับการบริหารงานของรัฐบาลยุค นายสมัคร สุนทรเวช แล้วชักชวนให้ผู้ชุมนุม หลายหมื่นคนปิดถนนสาธารณะ บุกรุกสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งโรงเรียนสถานศึกษาที่อยู่ใกล้ที่ชุมนุมต้องปิดการเรียนการสอนหลายครั้ง ซึ่งเมื่อถึงเวลานัดจำเลยทั้งหมดได้เดินทางมาศาล ศาลจึงได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งหมดฟัง ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เวลา 09.00 น. สำหรับคดีนี้ มีผู้ต้องหา คือ พลตรี จำลอง ศรีเมือง, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายอมร หรือ อมรเทพ หรือ รัชต์ยุตม์ ศิริโยธินภักดี หรือ อมรรัตนานนท์, นายเทิดภูมิ ใจดี และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งทั้งหมดได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยศาลตีราคาประกันคนละ 2 แสน ที่มา INN  ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ศาลให้ประกันคนละ2แสนแกนนำพธม. คดีปิดสนามบิน ศาลให้ประกัน 8 แกนนำพันธมิตร คดีปลุกระดม ประชาชน ชุมนุมบุกรุกปิดสถานที่ราชการ ขับไล่รัฐบาล ปี 51 คนละ 2 แสนบาท ความคืบหน้ากรณี น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความแกนนำกลุ่มพันธมิตร ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดจากกองทุนพันธมิตรฯ เพื่อขอปล่อยชั่วคราว พลตรีจำลอง ศรีเมือง และแกนนำพันธมิตรฯ ชุดแรก รวม 9 คน จำเลยที่ 1 - 9 ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 9 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.58 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและความปั่นป่วนในหมู่ประชาชนฯ โดยใช้กำลังขมขื่นใจหรือประทุษร้าย ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกชุมนุมแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, 215 และ 216 กรณีเมื่อวันที่ 25 พ.ค.51 จำเลยซึ่งเป็นแกนนำ พธม. ได้ปลุกระดมประชาชนไม่ยอมรับการบริหารงานของรัฐบาลยุค นายสมัคร สุนทรเวชแล้วชักชวนให้ผู้ชุมนุม หลายหมื่นคนปิดถนนสาธารณะ บุกรุกสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งโรงเรียนสถานศึกษาที่อยู่ใกล้ที่ชุมนุมต้องปิดการเรียนการสอนหลายครั้ง ล่าสุดศาลพิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว พลตรีจำลอง ศรีเมือง, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายอมร หรือ อมรเทพ หรือ รัชต์ยุตม์ ศิริโยธินภักดี หรือ อมรรัตนานนท์ และ นายเทิดภูมิ ใจดี แกนนำทั้ง 8 คน โดยตีราคาประกันเป็นเงินคนละ 2แสนบาท ยกเว้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล เนื่องจากในวันนี้ไม่ได้เดินทางมาศาล ศาลเลื่อนนัดสืบพยาน 'คดีพันธมิตรปิดสนามบินดอนเมือง' ศาลนัดสืบพยาน สนธิ กับพวกรวม 98 คน คดีบุกรุกสนามบินดอนเมือง ปี51 ไปเป็นวันที่ 20 ต.ค.นี้ ขณะที่ "จำลอง" ยื่นศาลเว้นค่าชดใช้ 600 ล้านบาท วันที่ 1 ก.พ.59 ศาลอาญารัชดา นัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกรวม 98 คน ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดิน หรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ กรณีพวกจำเลยบุกเข้าไปในสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551 โดยเมื่อถึงเวลานัด จำเลยได้เดินทางมาศาลจำนวน 88 คน 1 คน เสียชีวิต ส่วนอีก 7 คน อ้างว่าติดภารกิจ และมีอาการป่วย จึงไม่สามารถเดินทางมาศาลในวันนี้ ศาลจึงได้นัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ในวันที่ 20 ตุลาคม 2559 ขณะเดียวกัน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 14 คน ยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียม ในคดีที่ศาลแพ่งสั่งให้ชดใช้ เงินจำนวน 600 ล้านบาท แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลได้นัดไต่สวนคำร้อง ในวันที่ 21 มี.ค. 59 เวลา 09.00 น. ที่มา INN  ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

10 นิสัยของผู้หญิงที่ปราบผู้ชายเจ้าชู้ได้อยู่หมัด!
ความรักวัยรุ่น

บางทีการมีแฟนเจ้าชู้นี่มันก็น่าปวดหัวนะ! ต้องคอยระแวงว่าฮีจะแอบไปแชท คุย ควง ชะนีนางไหนบ้าง ไหนจะต้องคอยเช็คมือถือ เช็คนู้นนี่ตลอดเวลาทำให้บางทีก็ทะเลาะกัน แถมแฟนจะมองว่าเรางี่เง่าอีก ถามจริงเบื่อม๊ะสาวๆ? ไม่ดีๆ เราต้อง keep look แบบสาวสมัยใหม่สิ งั้นเราลองมาเปลี่ยนวิธีกันดูดีกว่าจะทำอย่างไรให้ เสือตัวนี้ถอดเขียวเล็บเป็นลูกแมวในกำมือ กับ 10 นิสัยของผู้หญิงที่ปราบผู้ชายเจ้าชู้ได้อยู่หมัด! 10 นิสัยของผู้หญิงที่ปราบผู้ชายเจ้าชู้ได้อยู่หมัด! 1.อย่าโวยวาย เริ่มจาก นับ หนึ่ง สอง สาม ในใจ?. แล้วนิ่ง เฉยไว้ก่อน อย่าปล่อยให้อารมณ์หึง ทำให้ คุณหุนหันพลันแล่น ตีโพยตีพายไปก่อน หรือปล่อยให้ความเสียใจ ทำให้คุณ ตัดสิน ใจอะไรผิด ๆ เรื่องแค่นี้อาจเป็นความ ผิดพลาด ชั่วครั้งชั่วคราว ยิ่งทำไม่รู้ไม่ชี้ ไว้ก่อนยิ่งดี 2.ห้ามใช้วิธีรุนแรงโดยเด็ดขาด พยายามทำตัวเป็นนางเอกเข้าไว้ (อย่าเป็น นางร้ายซะเอง) ข่มใจไว้ อย่าลุกขึ้นอาละวาด หรือทำร้ายฝ่ายตรงข้าม เพียงเพราะต้องการ แก้แค้นให้สาสม กับที่คุณเจ็บปวด เพราะ มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายมันอาจทำให้ ปัญหาลุกลามใหญ่โต 3.คุณคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ถ้าเค้าจะนอกลู่นอกทาง ไปตื่นเต้นกับ ของใหม่ ก็ปล่อย ๆ ไปบ้าง แต่ที่สำคัญคือคุณ ต้องแสดงให้เค้าเห็นว่า เราเป็นผู้หญิงที่มี คุณค่า และเหมาะที่จะเป็นภรรยา และแม ่ของลูกมากที่สุด ของดี? ใคร ๆ ก็อยากได้? จริงไหม ทำดีต่อเค้า ให้มาก เพื่อพิสูจน์ว่า คุณยอมรับเค้าได้ในทุกเรื่อง 4.อย่ามัวแต่ระแวง การนอกใจ แม้จะร้ายแรง แต่ไม่ถึงขั้น “ฆ่าคนตาย” นะจ๊ะ ถ้าต่อจากนั้น คุณเอาแต่ จ้องจับผิดว่าเค้าจะไปไหน ทำอะไร กับใคร คอยเช็คไปซะทุกเรื่อง มันก็ยิ่งทำให้เค้า เบื่อหน่าย และรำคาญ (แทนที่จะสำนึกผิด) แค่แสดงให้เค้ารู้ว่าเรารู้ แต่นิ่งเฉยไว้ ปล่อยให้สำนึกผิดเองได้ผลกว่า 5.ไร้ประโยชน์ที่จะฟื้นฝอย หาตะเข็บ จำไว้ว่าการขุดคุ้ยอดีต ที่เป็นแผลของ อีกฝ่าย เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ทั้งไม่ได้ ประโยชน์ และรังแต่จะตอกย้ำให้ สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น กลายเป็นชนวน ของการทะเลาะเบาะแว้งกันไปปล่าว ๆ และยิ่งตอกย้ำว่าคุณยังฝังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น 6.การให้อภัย แม้ว่า”การให้อภัย” จะเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุด อย่างหนึ่งในชีวิตคนเรา แต่ถ้าการที่เราเลือก ที่จะคบใครสักคน และจะประคองความรัก ไปให้ตลอดรอดฝั่ง ก็ควรยกโทษให้กับคนที่ เรารัก เพราะเค้าเองก็เป็นแค่คนธรรมดา คนหนึ่ง ที่ทำผิดพลาดได้เสมอ 7.อย่าประชดชีวิต ควรวางตัวเองให้มีคุณค่า อย่าคิดประชดคนรัก ด้วยวิธีเดียวกัน คือหันไปหาคนอื่นบ้าง เพราะ วิธีนี้จะทำให้เค้าเป็นฝ่ายเลือก ที่จะไปหาคนอื่น การใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง ใช้ไม่ได้ผล กับความรักนะจะบอกให้ 8.เอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ทำตัวให้ดูดี ดูสวยเข้าไว้ เอาแบบที่รียกว่า แม้แต่คนรักของคุณยังตาค้าง ผมที่ยุ่ง ๆ ฟู ๆ ก็จัดการซะให้เรียบร้อย เช็ด คราบน้ำตาทิ้ง แล้วหันมาเอาใจใส่ให้สวยปิ๊ง ดีกว่าเป็นไหน ๆ เราไม่ใช่ของตายของใคร นะเออ 9.หันหน้าเข้าหากัน สาเหตุของการนอกใจ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหา ระหว่างคุณและเค้า ซึ่งคุณเองอาจมีข้อบกพร่อง ในบางสิ่ง ควรหันมาพูดคุยกัน เพื่อปรับความ รู้สึกเข้ากับอีกฝ่าย รวมทั้งให้เวลาและเอาใจใส่ คนรักให้มากขึ้น 10.ไม่ควรเอาเรื่องนี้ไปประจาน กับคนอื่น ปัญหานี้เป็นเรื่องของคนสองคน ระหว่างคุณ และเค้า ทางที่ดีอย่านำความผิดของเค้าไป โพนทะนา หรือประจานให้เพื่อนหรือบุคคล ใกล้ชิดฟัง เพราะจะทำให้คนรักของคุณ รู้สึกเสียหน้า และเข้าหน้าคนใกล้ชิดของคุณ ไม่ติดแล้ว แม้ว่าต่อไปเค้ากับคุณจะคืนดีกัน หรือไม่ก็ตาม ขอบคุณข้อมูล www.pg.in.th

ดูดวงปี2559 กับภาพรวม12ราศี! โดย อ.คฑา ชินบัญชร
12ราศี /  ดูดวง / 

พยากรณ์ ภาพรวมดวงชะตา 12ราศี โดย อ. คฑา ชินบัญชร   ราศีมังกร (14 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์) หัวสมองโลดแล่นอยุ่นิ่งไม่ได้เลย อยากหยิบนั่นจับนี่ โครงการในหัวทะลักทลาย แต่สุดท้ายก็ทำได้ทุกอย่าง ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ การทำงานมีหลายๆ งานที่คุณต้องรับผิดชอบ รวมถึงงานใหม่ งานเสริมด้วย เป็นปีที่อยากลอง อยากทำทุกอย่าง ช่วงปลายปีมีความก้าวหน้าที่ดี ได้พบปะเจรจากับคนสำคัญ ซึ่งมีแนวทางใหม่ๆ หรือได้รับการสนับสนุนในเรื่องของเงินทอง ปีนี้ได้ "ไพ่พระลักษมี" และ "ไพ่ราชินีแห่งเหรียญ" มีข่าวสารที่ช่วยในการตัดสินใจ ทีนี้ใครที่ชอบเสี่ยง ชอบลุ้นสบายใจได้ เล่นหุ้นได้ผลกำไรดี ความรักมักจะมีรูปแบบแปลกใหม่เข้ามาเสมอ มีสีสันพอสมควร คนโสดคงจะมีเด็กกว่ามาจีบหรืออายุมากกว่าไปเลย ปีนี้เบิกบานใจ ส่วนคนที่มีคู่อยู่แล้ว ก็คงจะเจ้าชู้ แอบมีกิ๊กเพิ่ม ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม) เริ่มมีความกระตือรือร้นกลับมาอีกครั้ง ปีนี้ได้ "ไพ่พิเภก" และ "ไพ่เดอะเมจิกเชียน" มักมีแนวคิดแหวกแนวกว่าคนอื่น โครงการที่ไม่เคยทำก็อยากลองทำ ทำอะไรที่ตนเองถนัด คุณจะได้รับรู้ถึงพรสวรรค์ของตัวเอง การทำงานมีช่องทางใหม่ๆ ให้เลือก บางทีได้ชิมลางกับงานที่ไม่เคยทำ อย่าไปกลัวคุณทำได้อยู่แล้ว ในช่วงกลางปี ให้ระวังความป๋ำเป๋อหรือกังวลจะทำให้งานผิดพลาด ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องคำนวณ งานตัวเลข คงต้องรอบคอบมากขึ้น เรื่องการเงิน เงินทอง กระเป๋าแบนตลอด หยิบอะไรคิดอะไรเป็นต้องลงทุน ปีนี้ค่าใช้จ่ายอะไรก็ประดังเข้ามา ทำให้หมุนกันตัวเป็นเกลียว ความรักสำหรับคนโสด สดใสมาก ได้พบรักโดยบังเอิญ แบบบุพเพอาละวาดทำนองนั้น แต่ถ้ามีคู่รักอยู่แล้ว ก็ต้องระวังมือที่สาม เอาใจกันให้ดี ราศีมีน (14 มีนาคม - 14 เมษายน) เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดความอ่าน รอบคอบมากขึ้น เรื่องวุ่นวายเลยจางหายไป ปีนี้ได้ "ไพ่หนุมานครองเมือง" "ไพ่ 4 คฑา" การทำงานมีความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี มีผลงานเป็นที่น่าพอใจของผู้ใหญ่ และดูเหมือนคุณจะใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชามากขึ้น รู้จักนอบน้อม ทำตัวให้เป็น จะก้าวหน้ามากๆ งานที่ปรึกษา กฎหมาย วิชาชีพอิสระมีความสำเร็จ การเงิน เงินทองช่วงต้นๆ จะโชคดีมาก มีลาภวิ่งเข้ามาหา หรือคิดลงทุนก็ประสบความสำเร็จ ไม่ขัดสนแน่ปีนี้ เป็นจังหวะที่เหมาะในการเริ่มต้น ความรักหมั่นดูแลถนอมรักกันตลอด อบอุ่น มีกำลังใจที่ดี คนโสดในปีนี้สะดุดรักจังเบอเร่อ แต่ห้ามรีบร้อน ศึกษาดูใจกันให้ดี แล้วจะได้รักที่ยืนยาวมั่นคง ราศีเมษ (15 เมษายน - 14 พฤกษภาคม) ปีนี้ได้ "ไพ่เผากรุงลงกา" และ "ไพ่เดอะทาวเวอร์" คงต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวสักหน่อย ความใจร้อนก็ลดลงมาบ้าง มีเรื่องขัดแย้งผิดใจกับคนรอบข้างบ่อย อาจถึงขั้นแตกหัก การทำงานเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม มิฉะนั้นจะถูกเพ่งเล็ง ลดความดื้อลงอีกนิด งานใหญ่จำเป็นต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจ ปลายปีมีโอกาสปรับเปลี่ยนงาน เงินทองไหลออกเป็นส่วนใหญ่ หันไปทางไหนก็มีแต่เรื่องที่ต้องจ่าย แถมมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ อย่าเพิ่งไปลงทุนกับใคร มีแต่จะเสียมากกว่าได้ ความรักต้นปีรบราฆ่าฟันกันน่าดู ไม่มีใครยอมใคร พยายามข่มอารมณ์แล้วเรื่องร้ายผ่านไป คนโสดจะมีอัศวินเดินทางไกลมาหา ช่วงปลายปีมีรักกุ๊กกิ๊ก ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน) ปีนี้ต้นร้ายปลายดี ช่วงต้นปีมีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เห็นอะไรเป็นขวางหูขวางตา ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง ถ้าคุณไม่ไปหาเรื่องเขา ก็มีคนมาหาเรื่องคุณ สุดท้ายก็เป็นเรื่องจนได้ ก็สงบจิตสงบใจหน่อย จะได้ไม่เกิดปัญหา คุณที่อยากเปลี่ยนงาน สมัครงานทิ้งไว้ ปลายปีนี้มีข่าวดีแน่นอน การเงิน "ไพ่นางสีดา" และ "ไพ่ 9 เหรียญ" ปีนี้เก็บออมเป็นเลิศ ใครอย่ามาหวังแอ้มได้เงินจากคุณเลย ยากมากๆ แต่ก็จะมีเรื่องต้องเสียเงินแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นเรื่องฉุกเฉิน ปลายปีถึงจะมีลาภ ความรักมีปากเสียงกันตลอด คงต้องลดทิฐิลงมากันคนละครึ่งทาง คนโสดมีกามเทพมาแผลงศรให้ได้คู่ ราศีเมถุน (15 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) ปีนี้นับเป็นช่วงทองของชาวราศีเมถุนเลยทีเดียว  "ไพ่พระตรีมูรติ" และ "ไพ่ราชาแห่งเหรียญ" เงินทองไหลมาเทมา หยิบจับอะไรก็ขึ้น เป็นเงินเป็นทองไปทุกเรื่อง ถ้ากำลังมีโครงการในใจ ให้รีบสานต่อให้เสร็จ เหมาะในการเสี่ยงการลงทุน เล่นหุ้นได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ปลายปีมีลาภฟลุ้คๆ คนที่เคยชวยเหลือจะกลับมาตอบแทน เดินทางไกลดีมีโชคลาภ การทำงานสบายมาก ไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ ถ้าได้ผ่านมือคุณทุกอย่างไม่มีปัญหา ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา กลางปีมีข่าวดีเกี่ยวกับงาน มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งดีขึ้น ความรักเฮฮา ปาร์ตี้ ได้เพื่อนใหม่ คนโสดได้ปิ๊งแน่ ช่วงนี้ลุกขึ้นมาแต่งตัวนิดหน่อยก็เสน่ห์แรงแล้ว ส่วนที่มีคู่ได้สวีทให้ชื่นใจ ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ปีนี้เหมือนเจอมรสุม "ไพ่นนทกสิ้นฤทธิ์" และ "ไพ่ 10 ดาบ" ทำอะไรไปก็ไม่ได้ดี ช่วงกลางปีให้ระวังอุบัติเหตุจากของมีคม และการเดินทาง อย่าไปคาดหวังอะไรจากใครมากจะผิดหวัง การทำงานคอยแต่เกี่ยงกัน เรื่องดีๆ ก็แย่งกันรับ แต่พอมีปัญหาก็หนีเอาตัวรอด บรรยากาศแบบนี้ทำให้เบือได้ง่ายๆ ช่วงปลายปีลองแสดงความสามารถ แสดงความคิดเห็นให้เต็มที่ จะได้รับการยอมรับ เงินทองไหลออกมากกว่าเข้า มีเรื่องให้ต้องเสียอยู่ตลอดเวลา เจอะเจอใครก็พูดเรื่องหยิบยืมเงิน เริ่มรู้สึกเซ็งๆ แต่ช่วงปลายได้เฮ มีลาภฟลุ้คๆ ช่องทางทำเงินเริ่มเห็นชัดขึ้น ความรักหงอยเหงา แอบรักเขาข้างเดียว ที่มีแฟนอยู่แล้วก็บึ้งตึงกันบ่อย แถมอาจถูกนอกใจด้วย ทำตัวน่ารักๆ เข้าไว้จะได้ไม่มีปัญหา ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม - 15 กันยายน) ปีนี้ยุ่งอยู่กับเรื่องเงินทองตลอด เดี๋ยวได้มา เดี๋ยวจ่ายไปให้เวียนหัว "ไพ่ลงทัณฑ์หนุมาน" และ "ไพ่ 5 เหรียญ" ต้นปีจ่ายกันให้พอ กระเป๋ารั่ว อย่าเพิ่งไปคิดเก็บออม หมดไปกับค่าใช้จ่ายจุกจิก ทั้งค่ารักษา ซ่อมแซม กู้เงิน ยืมเงิน อย่าไปรับปากใครเด็ดขาด ความเดือดร้อนจะมาเยือน ช่วงกลางปีไปแล้วค่อยโล่งใจ เหมือนมีเทวดามาช่วย มีช่องทางทำกำไรที่ดี มีงานเสริม เข้าหาผู้ใหญ่ได้รับความช่วยเหลือ การลุ้นเสี่ยง มีลาภ การทำงานเอาแน่นอนไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีสมาธิ อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ งานเลยไม่ค่อยคืบหน้า แต่ถ้าเป็นงานบันเทิง ท่องเที่ยว ผับ บาร์ จะไปได้เร็ว ความรักมักชิงสุกก่อนห่าม ไม่ดี ปีนี้มีมาก็รักจริงหวังฟันทั้งนั้น ให้ดูใจกันให้นานแล้วจะรักกันยืนยาว ราศีกันย์ (16 กันยายน - 16 ตุลาคม) ปีนี้ได้ "ไพ่เสนาวานร" และ "ไพ่เดอะสตาร์" ยังคงส่องแสงระยิบระยับ หันไปทางไหนก็เจอแต่แสงสว่าง ไปได้ทุกที่ หยิบจับงานได้ทุกงาน การทำงานก้าวหน้า มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ผู้บังคับบัญชากำลังเทคะแนนให้อย่างแรง ถ้าคุณมีไอเดียเจ๋งๆ ไม่ต้องเก็บไว้ แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ช่วงนี้ทางสะดวก ช่วงกลางปีคนใกล้ชิด ครอบครัวจะคอยสนับสนุน เป็นแรงเชียร์ได้เป็นอย่างดี เงินทองจะไปไหนเสีย งานดี เงินก็ดีตามไปด้วย สิ่งที่คาดหวังอยากได้ จะได้ในช่วงนี้ ต้นปีการเสี่ยงลุ้น มีโอกาสสูง ความรักก้าวไกลกว่าคู่ไหนๆ จูงมือกันวิวาห์ มีฤกษ์งามดี คนโสด ก็คงได้คู่กันก็คราวนี้ มีความสุขกันทั่วหน้า ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) ต้นปียังหมกมุ่นคิดถึงแต่เรื่องเก่าที่ผ่านมา จนไม่เป็นอันทำอะไร ขอแนะนำให้ทิ้งเรื่องเก่า มองเรื่องใหม่ที่กำลังเข้ามาจะดีกว่า กลางปีได้เดินทาง ปรับเปลี่ยนที่อยู่ การทำงานดีขึ้น งานก้าวหน้า แต่คุณคงต้องกระตือรือร้นตามไปด้วย ส่งให้ไม่ค่อยได้อยู่ติดที่ เดินทางบ่อย คุณที่อยากเปลี่ยนงาน ลองสมัครดูจะได้รับข่าวดี ช่วงปลายผู้บังคับบัญชา สนับสนุนเต็มที่ เงินทองช่วงต้นปีทำให้หงุดหงิด มีบางอย่างเสียไปแล้วเกิดความเสียดาย ระวังของหาย ช่วงกลางปีมีลาภจากการเดินทาง ความรัก "ไพ่ทศกัณฐ์แห้ความ" และ "ไพ่ 5 ถ้วย" จุกจิกขี้บ่น จนเลยเถิด ตัวเองก็ต้องมานั่งเสียใจในคำพูด คนโสดสบายสุดๆ ช่วงนี้มีกามเทพแผลงศร ให้ได้สะดุดรักกันให้วุ่น ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม) ปีนี้จะนุ่มนวล อ่อนโยนกับเขาบ้างแล้ว เพราะได้รับอิทธิพลจาก "ไพ่จักรพรรดินี" และ "ไพ่ดิเอ็มเพรส" อ่อนไหวง่าย ขี้สงสาร การทำงานถึงแม้ว่าจะไม่ได้คล่องแคล่วว่องไวอย่างใจคิด แต่ก็ไปช้าๆ แบบมั่นคง ปีนี้คำพูด การเจรจา ไพเราะเสนาะหู มีเสน่ห์ ต่อรองอะไรก็สำเร็จผล ปลายปีได้เพื่อนคู่คิด ช่วยกันทำงาน ครอบครัวเป็นแรงหนุน เงินทองเริ่มรู้จักเก็บรู้จักใช้มากขึ้น คิดจะวางแผนลงทุนก็ทำได้ดี เข้าหาเพศตรงข้ามจะได้ลาภจากการเสน่หา ถึงแม้เงินจะได้มาช้ากว่าที่คิด แต่ได้แน่ๆ ไม่ต้องห่วง ความรักหวานโรแมนติก เอาใจใส่กันเป็นอย่างดี ใครที่กำลังคิดสร้างครอบครัว อยากมีบุตรจะมีข่าวดี คนโสดคงได้คนรอบข้างช่วยกันแนะนำ ราศีธนู (15 ธันวาคม - 13 มกราคม) ปีนี้เกิดอาการคิดมาก เพราะถูกเป่าหูเหลือเกิน "ไพ่ขันธกุมาร" และ "ไพ่เจ้าชายแห่งดาบ" มักได้ยินเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ อย่าเพิ่งไปสนใจใครมาก ให้เชื่อมั่นในตัวเอง ทำดีได้ดีแน่นอน การทำงานไม่ค่อยได้ดั่งใจ ยิ่งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เข้าหากันไม่ค่อยติด ต่างคนต่างความคิด ช่วงปลายถึงจะลงเอยกันได้ด้วยดี คุณต้องควบคุมอารมณ์ให้ดี เวลามีบู๊ คุณจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เงินทองมีแต่คนหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ ทั้งคนใกล้ตัวและไกลตัว ถ้าทำได้ให้ปฏิเสธไปก่อนจะดีกว่า ถึงแม้จะรู้สึกไม่ดีแต่แรก แต่พอเวลาผ่านไปก็จะดีขึ้นเอง ดีกว่าต้องมานั่งเป็นทุกข์ร้อนไปตลอด ความรักเจอมือที่สามเข้ามาแทรก เอาใจคนรักให้มากๆ แล้วจะรู้ว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรังเหมือนเคย รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com บทความนี้ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้บนเว็บไซต์ Horoscope.mthai.com เท่านั้น

อ.คฑา ชินบัญชร! จัดอันดับ ราศีดวงดีที่สุดในปี 2559
ดูดวงปี2559 /  ราศีดวงดีที่สุดในปี 2559 / 

เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง กับการเข้าศักราชใหม่ 2559 ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเปลี่ยนปี ดวงชะตาราศีของคุณ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย วันนี้ Horoscope.Mthai.com เลยขอมาจัดอันดับ ราศีดวงดีที่สุดในปี 2559 โดยความหมายของคำว่า "ดวงดี" ไม่ได้หมายถึงคุณจะไม่ต้องทำอะไรเลยแล้วมีแต่สิ่งดีเข้ามา แต่เป็นเหมือนโอกาสดีๆ เรื่องราวๆดี และคนดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช่วงปี 2559 จนส่งผลให้ชีวิตคุณมีความสุข แล้วอย่าลืมทำตามคำแนะนำนะคะ :) ราศีดวงดีอันดับ 12 ราศีธนู (15 ธันวาคม – 13 มกราคม) ปีนี้เกิดอาการคิดมาก เพราะถูกเป่าหูเหลือเกิน “ไพ่ขันธกุมาร” และ “ไพ่เจ้าชายแห่งดาบ” มักได้ยินเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ อย่าเพิ่งไปสนใจใครมาก ให้เชื่อมั่นในตัวเอง ทำดีได้ดีแน่นอน การทำงานไม่ค่อยได้ดั่งใจ ยิ่งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เข้าหากันไม่ค่อยติด ต่างคนต่างความคิด ช่วงปลายถึงจะลงเอยกันได้ด้วยดี คุณต้องควบคุมอารมณ์ให้ดี เวลามีบู๊ คุณจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เงินทองมีแต่คนหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ ทั้งคนใกล้ตัวและไกลตัว ถ้าทำได้ให้ปฏิเสธไปก่อนจะดีกว่า ถึงแม้จะรู้สึกไม่ดีแต่แรก แต่พอเวลาผ่านไปก็จะดีขึ้นเอง ดีกว่าต้องมานั่งเป็นทุกข์ร้อนไปตลอด ความรักเจอมือที่สามเข้ามาแทรก เอาใจคนรักให้มากๆ แล้วจะรู้ว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรังเหมือนเคย คำแนะนำ : ชาวราศีธนูทำบุญด้วยการบริจาคหนังสือ ตำราเรียน ตำราความรู้ต่างๆ จะช่วยเพิ่มพลังบารมี ให้เกิดความรู้ความคิดที่แตกฉาน มีสติในการตัดสินใจแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ราศีดวงดีอันดับ 11 ราศีเมษ (15 เมษายน – 14 พฤกษภาคม) ปีนี้ได้ “ไพ่เผากรุงลงกา” และ “ไพ่เดอะทาวเวอร์” คงต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวสักหน่อย ความใจร้อนก็ลดลงมาบ้าง มีเรื่องขัดแย้งผิดใจกับคนรอบข้างบ่อย อาจถึงขั้นแตกหัก การทำงานเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม มิฉะนั้นจะถูกเพ่งเล็ง ลดความดื้อลงอีกนิด งานใหญ่จำเป็นต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจ ปลายปีมีโอกาสปรับเปลี่ยนงาน เงินทองไหลออกเป็นส่วนใหญ่ หันไปทางไหนก็มีแต่เรื่องที่ต้องจ่าย แถมมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ อย่าเพิ่งไปลงทุนกับใคร มีแต่จะเสียมากกว่าได้ ความรักต้นปีรบราฆ่าฟันกันน่าดู ไม่มีใครยอมใคร พยายามข่มอารมณ์แล้วเรื่องร้ายผ่านไป คนโสดจะมีอัศวินเดินทางไกลมาหา ช่วงปลายปีมีรักกุ๊กกิ๊ก คำแนะนำ : ชาวราศีเมษ ควรทำบุญโดยการเลี้ยงอาหารกลางวันเด็ก หรือทำทานกับคนยากจน จะทำให้เกิดมีทานบารมีที่ดี มีบริวารมีคนช่วยเหลือ ราศีดวงดีอันดับ 10 ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม – 15 กันยายน) ปีนี้ยุ่งอยู่กับเรื่องเงินทองตลอด เดี๋ยวได้มา เดี๋ยวจ่ายไปให้เวียนหัว “ไพ่ลงทัณฑ์หนุมาน” และ “ไพ่ 5 เหรียญ” ต้นปีจ่ายกันให้พอ กระเป๋ารั่ว อย่าเพิ่งไปคิดเก็บออม หมดไปกับค่าใช้จ่ายจุกจิก ทั้งค่ารักษา ซ่อมแซม กู้เงิน ยืมเงิน อย่าไปรับปากใครเด็ดขาด ความเดือดร้อนจะมาเยือน ช่วงกลางปีไปแล้วค่อยโล่งใจ เหมือนมีเทวดามาช่วย มีช่องทางทำกำไรที่ดี มีงานเสริม เข้าหาผู้ใหญ่ได้รับความช่วยเหลือ การลุ้นเสี่ยง มีลาภ การทำงานเอาแน่นอนไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีสมาธิ อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ งานเลยไม่ค่อยคืบหน้า แต่ถ้าเป็นงานบันเทิง ท่องเที่ยว ผับ บาร์ จะไปได้เร็ว ความรักมักชิงสุกก่อนห่าม ไม่ดี ปีนี้มีมาก็รักจริงหวังฟันทั้งนั้น ให้ดูใจกันให้นานแล้วจะรักกันยืนยาว คำแนะนำ : ชาวราศีสิงห์ควรทำบุญเสริมมงคลด้วยการปล่อยชีวิตสัตว์ ปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า หรือเป็นสัตว์ใหญ่ด้วยการไถ่ชีวิตโค กระบือ ก็ทำให้ได้บุญมาก ช่วยเพิ่มพลังชีวิตหลุดพ้นจากเรื่องร้ายๆ คนที่คุณเคยทำร้ายเขาจะให้อภัยและยกโทษ ทำให้ศัตรูน้อยลง ราศีดวงดีอันดับ 9 ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม) ปีนี้เหมือนเจอมรสุม “ไพ่นนทกสิ้นฤทธิ์” และ “ไพ่ 10 ดาบ” ทำอะไรไปก็ไม่ได้ดี ช่วงกลางปีให้ระวังอุบัติเหตุจากของมีคม และการเดินทาง อย่าไปคาดหวังอะไรจากใครมากจะผิดหวัง การทำงานคอยแต่เกี่ยงกัน เรื่องดีๆ ก็แย่งกันรับ แต่พอมีปัญหาก็หนีเอาตัวรอด บรรยากาศแบบนี้ทำให้เบือได้ง่ายๆ ช่วงปลายปีลองแสดงความสามารถ แสดงความคิดเห็นให้เต็มที่ จะได้รับการยอมรับ เงินทองไหลออกมากกว่าเข้า มีเรื่องให้ต้องเสียอยู่ตลอดเวลา เจอะเจอใครก็พูดเรื่องหยิบยืมเงิน เริ่มรู้สึกเซ็งๆ แต่ช่วงปลายได้เฮ มีลาภฟลุ้คๆ ช่องทางทำเงินเริ่มเห็นชัดขึ้น ความรักหงอยเหงา แอบรักเขาข้างเดียว ที่มีแฟนอยู่แล้วก็บึ้งตึงกันบ่อย แถมอาจถูกนอกใจด้วย ทำตัวน่ารักๆ เข้าไว้จะได้ไม่มีปัญหา คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีกรกฏ ให้ระวังโรคที่เกี่ยวกับเลือด ให้เสริมมงคลด้วยการทำบุญกับธาตุน้ำ บริจาคค่าน้ำ น้ำดื่ม สร้างแท็งก์น้ำให้วัดในที่ทุรกันดาร รวมถึงการสร้างห้องน้ำสาธารณะ จะทำให้ชีวิตมีความร่มเย็น ไหลลื่นเหมือนสายน้ำ ราศีดวงดีอันดับ 8 ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน) ต้นปียังหมกมุ่นคิดถึงแต่เรื่องเก่าที่ผ่านมา จนไม่เป็นอันทำอะไร ขอแนะนำให้ทิ้งเรื่องเก่า มองเรื่องใหม่ที่กำลังเข้ามาจะดีกว่า กลางปีได้เดินทาง ปรับเปลี่ยนที่อยู่ การทำงานดีขึ้น งานก้าวหน้า แต่คุณคงต้องกระตือรือร้นตามไปด้วย ส่งให้ไม่ค่อยได้อยู่ติดที่ เดินทางบ่อย คุณที่อยากเปลี่ยนงาน ลองสมัครดูจะได้รับข่าวดี ช่วงปลายผู้บังคับบัญชา สนับสนุนเต็มที่ เงินทองช่วงต้นปีทำให้หงุดหงิด มีบางอย่างเสียไปแล้วเกิดความเสียดาย ระวังของหาย ช่วงกลางปีมีลาภจากการเดินทาง ความรัก “ไพ่ทศกัณฐ์แห้ความ” และ “ไพ่ 5 ถ้วย” จุกจิกขี้บ่น จนเลยเถิด ตัวเองก็ต้องมานั่งเสียใจในคำพูด คนโสดสบายสุดๆ ช่วงนี้มีกามเทพแผลงศร ให้ได้สะดุดรักกันให้วุ่น คำแนะนำ : ชาวราศีตุลย์หากมีเวลาว่าง ให้ตระเวนไหว้พระ ทำบุญแล้วอย่าลืมเอาน้ำมนต์กลับบ้าน เพื่อมาล้างหน้าตอนเช้า ทำให้สิ่งร้ายๆ ออกไป มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา ถ้าให้ดีก็ให้ถวายสังฆทาน ปัจจัยสี่ เพื่อความอยู่ดีมีสุข ขอให้โชคดีกันทุกคน ราศีดวงดีอันดับ 7 ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม) เริ่มมีความกระตือรือร้นกลับมาอีกครั้ง ปีนี้ได้ “ไพ่พิเภก” และ “ไพ่เดอะเมจิกเชียน” มักมีแนวคิดแหวกแนวกว่าคนอื่น โครงการที่ไม่เคยทำก็อยากลองทำ ทำอะไรที่ตนเองถนัด คุณจะได้รับรู้ถึงพรสวรรค์ของตัวเอง การทำงานมีช่องทางใหม่ๆ ให้เลือก บางทีได้ชิมลางกับงานที่ไม่เคยทำ อย่าไปกลัวคุณทำได้อยู่แล้ว ในช่วงกลางปี ให้ระวังความป๋ำเป๋อหรือกังวลจะทำให้งานผิดพลาด ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องคำนวณ งานตัวเลข คงต้องรอบคอบมากขึ้น เรื่องการเงิน เงินทอง กระเป๋าแบนตลอด หยิบอะไรคิดอะไรเป็นต้องลงทุน ปีนี้ค่าใช้จ่ายอะไรก็ประดังเข้ามา ทำให้หมุนกันตัวเป็นเกลียว ความรักสำหรับคนโสด สดใสมาก ได้พบรักโดยบังเอิญ แบบบุพเพอาละวาดทำนองนั้น แต่ถ้ามีคู่รักอยู่แล้ว ก็ต้องระวังมือที่สาม เอาใจกันให้ดี คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีกุมภ์ ควรเสริมมงคลชีวิตด้วยการบริจาคทรัพย์สร้างหอธรรม หอคัมภีร์ หนังสือสวดมนต์ หนังสือธรรมะ จะช่วยเพิ่มพูนสติปัญญา มีเกียรติยศชื่อเสียง มีปัญหาก็สามารถมองเห็นทางออก ราศีดวงดีอันดับ 6 ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน) ปีนี้ต้นร้ายปลายดี ช่วงต้นปีมีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เห็นอะไรเป็นขวางหูขวางตา ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง ถ้าคุณไม่ไปหาเรื่องเขา ก็มีคนมาหาเรื่องคุณ สุดท้ายก็เป็นเรื่องจนได้ ก็สงบจิตสงบใจหน่อย จะได้ไม่เกิดปัญหา คุณที่อยากเปลี่ยนงาน สมัครงานทิ้งไว้ ปลายปีนี้มีข่าวดีแน่นอน การเงิน “ไพ่นางสีดา” และ “ไพ่ 9 เหรียญ” ปีนี้เก็บออมเป็นเลิศ ใครอย่ามาหวังแอ้มได้เงินจากคุณเลย ยากมากๆ แต่ก็จะมีเรื่องต้องเสียเงินแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นเรื่องฉุกเฉิน ปลายปีถึงจะมีลาภ ความรักมีปากเสียงกันตลอด คงต้องลดทิฐิลงมากันคนละครึ่งทาง คนโสดมีกามเทพมาแผลงศรให้ได้คู่ คำแนะนำ : ชาวราศีพฤษภ ควรทำบุญเสริมมงคลให้กับโรงพยาบาลหรือคนเจ็บป่วย จะทำให้คุณชนะเรื่องร้ายต่างๆ ที่ประดังเข้ามาได้อย่างง่ายดาย เคราะห์ที่มีก็จะเบาบางลง ราศีดวงดีอันดับ 5 ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน – 14 ธันวาคม) ปีนี้จะนุ่มนวล อ่อนโยนกับเขาบ้างแล้ว เพราะได้รับอิทธิพลจาก “ไพ่จักรพรรดินี” และ “ไพ่ดิเอ็มเพรส” อ่อนไหวง่าย ขี้สงสาร การทำงานถึงแม้ว่าจะไม่ได้คล่องแคล่วว่องไวอย่างใจคิด แต่ก็ไปช้าๆ แบบมั่นคง ปีนี้คำพูด การเจรจา ไพเราะเสนาะหู มีเสน่ห์ ต่อรองอะไรก็สำเร็จผล ปลายปีได้เพื่อนคู่คิด ช่วยกันทำงาน ครอบครัวเป็นแรงหนุน เงินทองเริ่มรู้จักเก็บรู้จักใช้มากขึ้น คิดจะวางแผนลงทุนก็ทำได้ดี เข้าหาเพศตรงข้ามจะได้ลาภจากการเสน่หา ถึงแม้เงินจะได้มาช้ากว่าที่คิด แต่ได้แน่ๆ ไม่ต้องห่วง ความรักหวานโรแมนติก เอาใจใส่กันเป็นอย่างดี ใครที่กำลังคิดสร้างครอบครัว อยากมีบุตรจะมีข่าวดี คนโสดคงได้คนรอบข้างช่วยกันแนะนำ คำแนะนำ : ถ้ามีโอกาสควรหาเวลาเสริมมงคลให้ตัวเอง ด้วยการบริจาคเงินให้กับเด็กกำพร้า เด็กยากจน เด็กพิการซ้ำซ้อน ก็จะช่วยเสริมพลังชีวิต ให้มีบริวาร มีบุตรหลาน เป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ ราศีดวงดีอันดับ 4 ราศีมังกร (14 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์) หัวสมองโลดแล่นอยุ่นิ่งไม่ได้เลย อยากหยิบนั่นจับนี่ โครงการในหัวทะลักทลาย แต่สุดท้ายก็ทำได้ทุกอย่าง ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ การทำงานมีหลายๆ งานที่คุณต้องรับผิดชอบ รวมถึงงานใหม่ งานเสริมด้วย เป็นปีที่อยากลอง อยากทำทุกอย่าง ช่วงปลายปีมีความก้าวหน้าที่ดี ได้พบปะเจรจากับคนสำคัญ ซึ่งมีแนวทางใหม่ๆ หรือได้รับการสนับสนุนในเรื่องของเงินทอง ปีนี้ได้ “ไพ่พระลักษมี” และ “ไพ่ราชินีแห่งเหรียญ” มีข่าวสารที่ช่วยในการตัดสินใจ ทีนี้ใครที่ชอบเสี่ยง ชอบลุ้นสบายใจได้ เล่นหุ้นได้ผลกำไรดี ความรักมักจะมีรูปแบบแปลกใหม่เข้ามาเสมอ มีสีสันพอสมควร คนโสดคงจะมีเด็กกว่ามาจีบหรืออายุมากกว่าไปเลย ปีนี้เบิกบานใจ ส่วนคนที่มีคู่อยู่แล้ว ก็คงจะเจ้าชู้ แอบมีกิ๊กเพิ่ม คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีมังกร ควรไปไหว้เทพจ้าไฉ่ซิงเอี้ยเป็นประจำทุกปี เพื่อขอพระเสริมโชคลาภด้วยการลูบถุงเงินเทพเจ้าฯ มาใส่ในกระเป๋าเงินของเรา สามารถไปไหว้ได้ที่วัดมังกรกมลาวาส(เล่งเน่ยยี่) กรุงเทพฯ , วัดจีนประชาสโมสร (วัดเล่งฮกยี่) จ.ฉะเชิงเทรา , วัดมังกรบุปผาราม (วัดเล่งฮัวยี่) จ.จันทบุรี , ไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิม ศาลที่มีชื่อเสียงในย่านพาหุรัด ให้ตัวเรามีแต่ความสุขความสำเร็จ มีโชคลาภ เจริญรุ่งเรือง ราศีดวงดีอันดับ 3 ราศีเมถุน (15 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม) ปีนี้นับเป็นช่วงทองของชาวราศีเมถุนเลยทีเดียว  “ไพ่พระตรีมูรติ” และ “ไพ่ราชาแห่งเหรียญ” เงินทองไหลมาเทมา หยิบจับอะไรก็ขึ้น เป็นเงินเป็นทองไปทุกเรื่อง ถ้ากำลังมีโครงการในใจ ให้รีบสานต่อให้เสร็จ เหมาะในการเสี่ยงการลงทุน เล่นหุ้นได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ปลายปีมีลาภฟลุ้คๆ คนที่เคยชวยเหลือจะกลับมาตอบแทน เดินทางไกลดีมีโชคลาภ การทำงานสบายมาก ไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ ถ้าได้ผ่านมือคุณทุกอย่างไม่มีปัญหา ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา กลางปีมีข่าวดีเกี่ยวกับงาน มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งดีขึ้น ความรักเฮฮา ปาร์ตี้ ได้เพื่อนใหม่ คนโสดได้ปิ๊งแน่ ช่วงนี้ลุกขึ้นมาแต่งตัวนิดหน่อยก็เสน่ห์แรงแล้ว ส่วนที่มีคู่ได้สวีทให้ชื่นใจ คำแนะนำ : ชาวราศีเมถุน ควรทำบุญเสริมมงคลด้วยการบริจาคโลหิต หรือบริจาคเงินให้กับสภากาชาด ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน เสริมพลังชีวิตให้กับตัวคุณได้เป็นอย่างดี ราศีดวงดีอันดับ 2 ราศีมีน (14 มีนาคม – 14 เมษายน) เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดความอ่าน รอบคอบมากขึ้น เรื่องวุ่นวายเลยจางหายไป ปีนี้ได้ “ไพ่หนุมานครองเมือง” “ไพ่ 4 คฑา” การทำงานมีความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี มีผลงานเป็นที่น่าพอใจของผู้ใหญ่ และดูเหมือนคุณจะใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชามากขึ้น รู้จักนอบน้อม ทำตัวให้เป็น จะก้าวหน้ามากๆ งานที่ปรึกษา กฎหมาย วิชาชีพอิสระมีความสำเร็จ การเงิน เงินทองช่วงต้นๆ จะโชคดีมาก มีลาภวิ่งเข้ามาหา หรือคิดลงทุนก็ประสบความสำเร็จ ไม่ขัดสนแน่ปีนี้ เป็นจังหวะที่เหมาะในการเริ่มต้น ความรักหมั่นดูแลถนอมรักกันตลอด อบอุ่น มีกำลังใจที่ดี คนโสดในปีนี้สะดุดรักจังเบอเร่อ แต่ห้ามรีบร้อน ศึกษาดูใจกันให้ดี แล้วจะได้รักที่ยืนยาวมั่นคง คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีมีน หาเวลาทำบุญเกี่ยวกับการสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น หอระฆัง เจดีย์ โบสถ์วิหาร หมายถึงความมั่นคงในชีวิต จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ และมีชีวิตที่มั่นคงเจริญรุ่งเรือง ราศีดวงดีอันดับ 1 ราศีกันย์ (16 กันยายน – 16 ตุลาคม) ปีนี้ได้ “ไพ่เสนาวานร” และ “ไพ่เดอะสตาร์” ยังคงส่องแสงระยิบระยับ หันไปทางไหนก็เจอแต่แสงสว่าง ไปได้ทุกที่ หยิบจับงานได้ทุกงาน การทำงานก้าวหน้า มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ผู้บังคับบัญชากำลังเทคะแนนให้อย่างแรง ถ้าคุณมีไอเดียเจ๋งๆ ไม่ต้องเก็บไว้ แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ช่วงนี้ทางสะดวก ช่วงกลางปีคนใกล้ชิด ครอบครัวจะคอยสนับสนุน เป็นแรงเชียร์ได้เป็นอย่างดี เงินทองจะไปไหนเสีย งานดี เงินก็ดีตามไปด้วย สิ่งที่คาดหวังอยากได้ จะได้ในช่วงนี้ ต้นปีการเสี่ยงลุ้น มีโอกาสสูง ความรักก้าวไกลกว่าคู่ไหนๆ จูงมือกันวิวาห์ มีฤกษ์งามดี คนโสด ก็คงได้คู่กันก็คราวนี้ มีความสุขกันทั่วหน้า คำแนะนำ : สำหรับชาวราศีกันย์ ควรทำบุญเกี่ยวกับการบริจาคน้ำ การร่วมสร้างแท็งก์น้ำ อ่างเก็บน้ำ เขื่อนกั้นน้ำต่างๆ การบริจาคน้ำดื่ม เครื่องกรองน้ำให้กับโรงเรียนยากจน น้ำหมายถึงโชคลาภ และความสดชื่น แจ่มใส รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com บทความนี้ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้บนเว็บไซต์ Horoscope.mthai.com เท่านั้น

ละครเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ , เรื่องย่อเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ
ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ /  เรื่องย่อละคร ละครเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ / 

เรื่องย่อละครเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ บทประพันธ์โดย : กรุง ญ. ฉัตรกำกับการแสดงโดย : กฤษฎา เตชะนิโลบลออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ เมื่อพูดถึงหญิงสาวเลอค่าในแวดวงไฮโซเมืองไทย ทุกคนจะต้องนึกถึงสองเซเลบริตี้ที่เฉิดฉายข่มรัศมีกันไม่ลง หนึ่งในนั้นคือ อนุศนิยา วรเลิศลักษณ์ ผู้เป็นทายาทมหาเศรษฐีรายใหญ่ของไทยที่กำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่นักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลในเจเนอเรชั่นใหม่ถ้าอนุศนิยาสูงส่งเปรียบได้กับเจ้าหญิงบนหอคอยงาช้าง โสมมิกา พรรณราย ผู้เป็นทายาทพันล้านของผู้มีอิทธิพลชื่อดัง ก็ยอมไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เธอฉีกตัวเองให้เป็นดาวดังในแวดวงเซเลบในฐานะคาสโนวี่ของเมืองไทย ที่ใคร ๆ ก็พากันตั้งฉายาให้แก่ความเซ็กซี่ ขี้เล่นของเธอว่าเป็น ปารีส ฮิลตัน ของเมืองไทยนั่นเอง ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ทั้งอนุศนิยาและโสมมิกาต่างเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย แม้จะไม่มีอะไรเหมือนกัน แต่ทั้งคู่ก็ถูกมองเป็นคู่แข่งกันอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อไม่สามารถเปรียบได้ว่าใครเหนือกว่าใคร คำตอบสุดท้ายก็คงจะต้องตัดเชือกกันที่ผู้ชายที่สองสาวจะเลือกเป็นคู่ครองนั่นเองแม้ว่าใคร ๆ จะมองสองสาวด้วยความอิจฉา แต่ดูเหมือนทั้งสองสาวจะรู้สึกว่าความร่ำรวยของเธอเหมือนจะเป็นคำสาปมากกว่า เพราะเงินและความร่ำรวยทำให้ทั้งคู่ห่างไกลจากคำว่า "รักแท้" อนุศนิยากับโสมมิกาได้มาเจอกันอีกครั้งในงานเปิดตัวโรงแรมของไฮโซชื่อดังบนเกาะแถบอันดามัน ในงานนั้นเป็นงานที่อนุศนิยาได้มาเจอโสมมิกาควงกันมากับชยากรอาของเธอเอง ด้วยความหมั่นไส้ในความเชิดหยิ่งและถือตัวของอนุศนิยา ทำให้โสมมิกาคิดวางยาลงในแก้วเครื่องดื่มของอนุศนิยาเพื่อให้เธอหยุดเล่นตัวและเสร็จหนุ่มสักรายในงานนั้นในตอนดึกระหว่างที่นั่งเรือสปีดโบทกลับไปยังโรงแรมบนฝั่ง อนุศนิยารู้สึกเมายามาก เธอไม่มีสติพอที่จะควบคุมตนเอง และเมื่อมีหนุ่มแปลกหน้าเริ่มฉวยโอกาส อนุศนิยาก็พยายามปัดป้องจนกระทั่งเธอพลัดตกจากเรือลงไปในทะเล ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ชยากรโกรธจัดเมื่อรู้ว่าอนุศนิยากลับไม่ถึงโรงแรม เขาร้อนใจแทบคลั่ง สั่งให้คนออกตามหาหลานสาวทันที โดยไม่มีใครรู้ว่า มิรันตรี นักข่าวสาวที่ได้รับเชิญไปร่วมงานล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ทั้งหมด มิรันตรีแอบจับตามองดูศึกของสองสาวและคิดว่านี่จะเป็นข่าวทอล์คออฟเดอะทาวน์แน่ ๆ อนุศนิยาพลัดจากเรือลอยคว้างอยู่กลางทะเล ศตวรรษ สามารถช่วยเธอขึ้นมาไว้ได้ ศตวรรษพาอนุศนิยาไปที่บ้านพักชาวเลของตัวเองบนเกาะ เขาพยายามจะช่วยหญิงสาวแล้วพบว่าเธอยังอยู่ในอาการเมายา ศตวรรษเดาได้ว่าเธอน่าเป็นแขกในงานไพรเวทปาร์ตี้ที่ไฮโซมักจะมามั่วยาตามเกาะ แต่เมื่ออนุศนิยาฟื้นขึ้นมาเธอก็เข้าใจว่าถูกศตวรรษฉวยโอกาส เธอแสดงท่าทีรังเกียจศตวรรษมากจนศตวรรษทนไม่ไหว ชยากรตามอนุศนิยามาจนเจอ เขาเห็นอนุศนิยาไม่พูดไม่จาก็เข้าใจผิดว่าศตวรรษล่วงเกินอนุศนิยา จึงมีเรื่องชกต่อยกับศตวรรษ จนศตวรรษเข้าใจว่าชยากรคือแฟนของอนุศนิยา ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ อนุศนิยารู้ทันว่าโสมมิกาต้องเป็นคนเล่นงานเธอเมื่อคืนแน่ ๆ เธอจึงตั้งใจจะคิดบัญชีกับโสมมิกา ชยากรรับไม่ได้ที่โสมมิกาเล่นสกปรกกับอนุศนิยา เขาโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุให้อนุศนิยาต้องเจอเรื่องเลวร้าย เขาบอกเลิกโสมมิกาทันที โสมมิกาอึ้งที่ชยากรบอกเลิกเธอแบบฟ้าผ่า โสมมิกาทนไม่ได้ที่เธอพ่ายแพ้อนุศนิยา เธอเอาแต่ร้องไห้เสียใจจนไปเจอกับศตวรรษโดยบังเอิญ ศตวรรษเห็นโสมมิกากำลังผิดหวังในความรักก็กลัวว่าเธอจะคิดสั้น เขาถึงได้ไปช่วย โสมมิการะบายเรื่องที่เธอถูกอนุศนิยาแย่งแฟนจนทำให้ศตวรรษได้รู้ว่าที่แท้แล้วอนุศนิยาเป็นต้นเหตุทำลายความรักของโสมมิกา และที่ช็อคยิ่งกว่าก็คือ อนุศนิยากับชยากรไม่ใช่คู่รักกันอย่างที่เขาเข้าใจ แต่เป็นอาหลานกันแท้ ๆ ด้วย ศตวรรษเห็นอาการของโสมมิกาแล้วก็นึกสงสาร ศตวรรษรู้สึกว่าผู้หญิงอย่างโสมมิกานั้นทำเป็นแกร่งแต่เพียงภายนอก โสมมิกาเมาและพักอยู่ที่กระท่อมบนเกาะของศตวรรษเพราะไม่กล้ากลับไปสู้หน้าแขกที่มาร่วมงาน ต่อมาเธอจึงรู้ว่าที่จริงแล้วศตวรรษไม่ใช่ชาวประมงอย่างที่เธอเข้าใจ แต่เขาเป็นแพทย์ด้านไตที่มาลงพื้นที่ทำวิจัยที่เกาะนั้น ทำให้โสมมิกาทึ่งและหลงรักเขาทันที โสมมิกานึกเคลิ้มไปกับผู้ชายเท่ ๆ อย่างศตวรรษ เธอจึงขอกลับกรุงเทพฯ ไปพร้อมกับเขา และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ปล่อยผู้ชายคนนี้หลุดมือไปเด็ดขาด ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ข่าวรักร้าวของชยากรกับโสมมิกากลายเป็นข่าวกอสซิปดังคาด โดยบอกว่าชนวนรักร้าวนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นหลานแท้ ๆ อย่างอนุศนิยานั่นเอง ข่าวดังกล่าวทำให้นันทพล พ่อของอนุศนิยาไม่พอใจอย่างมาก เพราะทำให้ครอบครัวของเขาเสื่อมเสีย ชยากรตามไปเอาเรื่องมิรันตรี อนุศนิยาจำได้ว่ามิรันตรีเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับเธอ เธอจึงได้เป็นคนกลางขอเคลียร์ปัญหาเอง มิรันตรีลดอคติกับอนุศนิยาไปมากเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้คุกคามสื่ออย่างที่ชยากรทำ นันทพลล้มป่วยเพราะตรอมใจเรื่องข่าวฉาวของครอบครัว แพทย์ตรวจพบว่านันทพลมีปัญหาเรื่องไต ศตวรรษในฐานะแพทย์เฉพาะทางมือหนึ่งถูกเรียกตัวมาให้มาดูแลเคสนี้อย่างเร่งด่วน อนุศนิยาช็อคมากเมื่อพบว่าที่แท้แล้วศตวรรษเป็นหมอไม่ใช่ชาวเลอย่างที่เธอเข้าใจ ที่สำคัญก็คือ ครอบครัวเขาเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของครอบครัวเธอ ซึ่งนั่นทำให้อนุศนิยากลัวว่าศตวรรษจะเอาชีวิตพ่อของเธอเป็นประกัน โสมมิกาตามมาจีบศตวรรษที่โรงพยาบาล โสมมิกาเปิดตัวว่าเธอกำลังกิ๊กอยู่กับศตวรรษเพื่อเชิดใส่ชยากร โสมมิกาตามจีบศตวรรษแบบไม่ปิดบังจนทำให้ศตวรรษที่ไม่เคยโดนผู้หญิงรุกแบบนี้มาก่อนถึงกับอึ้ง แต่เมื่อเทียบกันแล้วเขากลับรู้สึกประทับใจในความจริงใจตรงไปตรงมาของเธอ ผิดกับอนุศนิยาที่ดูอ่านยากและซับซ้อนกว่าจนทำให้เขาไม่ค่อยไว้ใจมาดนางพญาของอนุศนิยาเท่าไหร่นัก ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ นันทพลจำเป็นต้องเปลี่ยนไตโดยเร่งด่วนทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปบริหารบริษัทเฟอร์นิเจอร์ได้อีก เขาจึงฝากงานทั้งหมดให้ชยากรและอนุศนิยาร่วมกันดูแล บรรดาน้องสาวของนันทพลต่างกลัวว่าชยากรซึ่งเป็นเพียงลูกเมียน้อยจะฮุบอำนาจไว้คนเดียว น้องสาวของนันทพลทุกคนต่างมายุแยงให้อนุศนิยายึดอำนาจมาจากชยากรอีกที ทำให้อนุศนิยาปวดหัวกับคุณอาทั้งสี่มาก เพราะแต่ละนางต่างก็เชี่ยวชาญแต่เรื่องผลาญเงินกงสี แต่ไม่เคยช่วยทำมาหากิน ไม่ว่าจะเป็นนันทนา ม่ายสาวใจเปลี่ยวที่ได้ชื่อว่าเป็นมิสจุ้นจ้าน นุดี ภรรยาของนักธุรกิจที่คอยหาทางหนุนหลังธุรกิจ ประสงค์สามีนักธุรกิจของเธอตลอดเวลา นนทยา สาวสวยที่วัน ๆ ต้องการเงินไปอัพหน้าจนเมาโบท็อกซ์ทุกวัน จะมีนาวิกา ที่ดีหน่อยเพราะเอาแต่หันหน้าไปปฏิบัติธรรมแต่ก็ขนสมบัติไปถวายวัดตลอดเวลาเช่นกัน แม้ทุกคนจะเห็นแก่ตัวแต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่สมานฉันท์กันได้นั่นก็คือ เรื่องเกลียดชยากรนั่นเอง เพราะทุกคนเชื่อว่าชยากรนั้นเป็นมารหัวขนที่อังกาบ เมียน้อยของเตี่ยเอามาสวมเขาให้ เพราะเห็นว่าตระกูลกำลังต้องการทายาทผู้ชาย นันทนา นุดี นนทยาและนาวิกาต่างหาหลานเขยมานำเสนอเพื่อหวังว่าจะให้เขยในสังกัดของตนเข้ามาควบคุมอนุศนิยาอีกทอดหนึ่ง โดยเฉพาะกับนันทนานั้นกำลังตกที่นั่งลำบากเพราะเธอเอาเงินกงสีไปปล่อยกู้ให้กับเสาวรส แม่ของศตวรรษกู้จนหนี้สูญไปกว่าหกสิบล้าน นันทนาไปเร่งรัดหนี้สินจากเสาวรส เสาวรสอวดอ้างกับทุกคนเรื่องที่ศตวรรษกำลังคบหากับไฮโซชื่อดัง จนทำให้อุดมศักดิ์พ่อของโสมมิกาที่เป็นเจ้าพ่อไม่พอใจ พอเขารู้ว่าโสมมิกาทิ้งชยากรมาหาผู้ชายมีแต่ตัว แถมยังมีหนี้สินรุงรังอย่างศตวรรษ ก็ทำให้อุดมศักดิ์ออกโรงกีดกัน ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ อนุศนิยาได้รู้จากนันทนาก็ทำให้เธอเข้าใจไปว่าศตวรรษนั้นกำลังคบโสมมิกาเพื่อหลอกเอาเงินมาใช้หนี้ อนุศนิยาจึงยิ่งนึกสมเพชชายหนุ่มขึ้นมาทันทีเพราะคิดว่าเขาเป็นพวกที่ชอบจับแต่ผู้หญิงรวย ๆ โสมมิกาควงศตวรรษเปิดตัวไปทั่ว มิรันตรียุให้อนุศนิยาทำให้โสมมิกาตาสว่าง ว่าถูกหลอกด้วยการขู่ฟ้องให้เสาวรสล้มละลาย เสาวรสรีบแจ้นไปขอให้อุดมศักดิ์ช่วยเหลือเรื่องหนี้สินแต่ถูกปฏิเสธ เสาวรสจึงแค้นและไม่อยากให้ศตวรรษคบหากับโสมมิกาอีก เสาวรสได้ยินข่าวที่นันทพลกำลังหาลูกเขย เสาวรสจึงเสนอตัวศตวรรษให้กับนันทนา โดยเสาวรสยื่นข้อเสนอว่าถ้าหากได้เป็นลูกเขยของนันทพลแล้วได้รับการยกหนี้ให้ เธอจะให้ศตวรรษกอบโกยเงินจากกงสีมาให้นันทนาเอง นันทนาได้ยินอย่างนั้นก็หูผึ่งเพราะกำลังร้อนเงินเต็มที่ เธอรีบจับคู่ศตวรรษให้อนุศนิยาโดยไม่สนว่าศตวรรษจะคบหากับโสมมิกาอยู่ โสมมิกาแค้นที่อนุศนิยากำลังเปิดศึกแย่งผู้ชายไปจากเธอ ชยากรรู้สึกทรมานที่ต้องเห็นอนุศนิยาไปเป็นของคนอื่น แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะพิสูจน์ชาติกำเนิดของตนเพราะกลัวว่าจะเป็นการประจานแม่ผู้แสนดีของตนเอง เขาจึงต้องทนมีฐานะเป็นอาของผู้หญิงที่เขารักจนทำให้รักของเขานั้นไม่มีวันเป็นไปได้ อาการหวงก้างนั้นทำให้นันทพลไม่ค่อยพอใจ เพราะเขาดูออกว่าชยากรคิดเลยเถิดกับอนุศนิยา เพียงแต่อนุศนิยาไม่รู้ตัวและยังดื้อรั้นยืนยันที่จะครองตัวเป็นโสดประสาผู้หญิงเก่ง นันทพลเห็นด้วยที่จะดัดนิสัยผู้หญิงจอมมั่นและตัดไฟต้นลมไม่ให้ชยากรคิดเลยเถิด ด้วยการให้อนุศนิยาแต่งงาน ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ นันทพลรักษาตัวอยู่กับศตวรรษและชื่นชมในความมีมนุษยธรรมของศตวรรษมาก ยิ่งเมื่อรู้ว่าหนี้หกสิบล้านนั้นเป็นหนี้ที่พ่อของศตวรรษกู้ไปเพื่อเปิดศูนย์แพทย์กลางทะเล และศตวรรษก็ยังต้องการจะสานฝันของพ่อ นันทพลก็ยิ่งอยากได้คนดีอย่างศตวรรษมาเป็นลูกเขย อนุศนิยารับไม่ได้ที่นันทนาพยายามแย่งศตวรรษมาให้เธอ เพราะเธอคิดว่าเขาเป็นผู้ชายหิวเงิน ศตวรรษเองก็รู้ว่าอนุศนิยารังเกียจและดูถูกเขา อนุศนิยาคิดว่าที่ทุกคนต้องการให้เธอแต่งงานก็เพราะระแวงเรื่องเธอกับชยากรจะทำอะไรผิดศีลธรรม อนุศนิยาจึงได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ ชยากรสงสารที่อนุศนิยาถูกคลุมถุงชนกับศตวรรษซึ่งเป็นคนที่เธอรังเกียจ ชยากรตัดสินใจจะสารภาพความรู้สึกของตัวเองและชวนอนุศนิยาหนีไปใช้ชีวิตตามลำพัง อนุศนิยาตกใจเมื่อได้รู้ว่าชยากรหลงรักเธอ ชยากรพาอนุศนิยาเข้าโรงแรม อนุศนิยาช็อกและรับไม่ได้ เธอหนีออกมาจากโรงแรมตอนที่ศตวรรษกำลังมาตามหาพอดี ทำให้ศตวรรษยิ่งมั่นใจว่าอนุศนิยามีอะไรลึกซึ้งกับอาของตัวเองไปแล้ว อนุศนิยาเสียใจที่รู้ว่าชยากรคิดกับเธอเกินกว่าหลาน เธอจึงคิดที่จะแต่งงานกับศตวรรษเพื่อให้ชยากรตัดใจ เพราะเธอยังรักและเคารพและยังอยากให้เขากลับมาทำงานในบริษัทได้ดังเดิม ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ นันทพลเรียกศตวรรษและเสาวรสมาตกลงว่าถ้าหากเขายอมแต่งงานกับอนุศนิยาแล้ว นันทพลจะไม่ฟ้องล้มละลายและยกหนี้จำนวนหกสิบล้านให้ฟรี ๆ แลกกับการแต่งงานอยู่กินกับอนุศนิยาเป็นเวลาสามปี ศตวรรษรู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่จะต้องมาขายตัวล้างหนี้ เขาจึงปฏิเสธที่จะแต่งงานเพื่อล้างหนี้ แต่ขอแค่แต่งงานเพื่อประวิงเวลาให้เขาได้ทยอยหาเงินมาชดใช้หนี้หกสิบล้าน เพื่อไถ่อิสรภาพของตัวเองคืน นันทพลรู้สึกพอใจในคำตอบของศตวรรษ เขาจึงยอมรับข้อเสนอนี้ และแถมโบนัสให้ว่าถ้าหากศตวรรษทำให้อนุศนิยามีทายาทให้เขาได้เมื่อไหร่ เขาจะมอบเงินให้สามสิบล้านทันที ศตวรรษเข้าใจว่าที่นันทพลจำเป็นต้องทุ่มทุนขนาดนี้ก็เพื่อจะล้างคาวให้กับลูกสาวตัวเองการแต่งงานจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบตั้งตัวไม่ติด ทั้งชยากรและโสมมิกาต่างอกหักและทำใจไม่ได้ อนุศนิยาไม่ไว้ใจกลัวศตวรรษจะหัวหมอรีบปั๊มทายาทเพื่อจะเอาเงินสิบล้านจากพ่อ อนุศนิยาจึงตั้งเงื่อนไขกับศตวรรษว่าจะแต่งกับศตวรรษแค่ในนามเท่านั้น ชยากรกลับมาทำงานที่บริษัทแบบซังกะตาย เขาต้องพบอนุศนิยาทุกวัน แต่อนุศนิยาก็ยังไม่สนิทใจกับเขาแถมมีศตวรรษคอยกันท่าอยู่ด้วย นันทพลอยากจับคู่ชยากรกับมิรันตรีที่เขาเชื่อว่าจะคุมชยากรได้ นันทพลขอให้อนุศนิยาช่วย อนุศนิยาไม่แน่ใจเพราะเห็นว่ามิรันตรีนั้นเป็นคู่กัดของชยากร ซ้ำยังห่างไกลจากสเปคของเขามาก อนุศนิยาเป็นแม่สื่อให้ชยากรกับมิรันตรี แม้ชยากรจะไม่ชอบ แต่เขาคิดว่านี่เป็นทางเดียวที่เขาจะได้กลับไปใกล้ชิดกับอนุศนิยาอีก มิรันตรีรู้ทั้งรู้ว่าชยากรแค่ใช้เธอบังหน้า เพื่อหาทางประสานรอยร้าวกับอนุศนิยา แต่เธอก็ยอมให้เขาหลอกใช้ ทั้งคู่ยอมตกลงคบหากัน โดยที่มิรันตรีแอบหวังว่าวันหนึ่งชยากรจะลืมอนุศนิยาได้ ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ โสมมิกายังทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียศตวรรษไปให้กับคู่แค้น เธอยังคอยมาสร้างความร้าวฉานให้กับชีวิตแต่งงานของอนุศนิยาอยู่เรื่อย ๆ เพราะรู้ว่าศตวรรษจำใจแต่งงานเพื่อล้างหนี้แค่สามปี โสมมิกาให้สัญญาว่าเธอจะรอเขาอยู่ดี อนุศนิยาเห็นโสมมิกายังตอแยศตวรรษก็รู้สึกขวางหูขวางตา ยิ่งเห็นศตวรรษไปวิ่งรอกทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเพื่อหวังจะหารายได้มาใช้หนี้ ก็ยิ่งทำให้อนุศนิยาคิดว่าศตวรรษคงจะกำลังทำทุกทางเพื่อปลดหนี้ไปหาโสมมิกา โสมมิกาตอกย้ำให้อนุศนิยาเชื่อว่าเธอได้แต่ตัวศตวรรษ แต่ไม่เคยได้ความรักของเขา ทำให้อนุศนิยารู้สึกน้อยใจตลอดเวลาที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับศตวรรษ ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ อนุศนิยายังคงทำงานหนัก มิรันตรีพาชาครีย์ เพื่อนดีไซน์เนอร์หนุ่มรูปหล่อมาช่วยงาน เพื่อหวังจะให้ชาครีย์เป็นพาร์ทเนอร์ให้อนุศนิยา ทำให้ชยากรไม่ต้องมีข้ออ้างหาเรื่องใกล้ชิดอนุศนิยาอีก บรรดาอา ๆ ของอนุศนิยาเห็นชยากรถูกแทนที่ก็วางแผนจะกำจัดชยากรให้หมดความสำคัญลงทันที แล้วดันอนุกรให้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารแทน เพราะเบื่ออนุศนิยาที่คุมเงินกงสีเข้มเกิน อนุศนิยาต้องเจอเรื่องปั่นป่วนในบริษัทและยังต้องคอยแก้ปัญหาที่เด็กเกรียนอย่างอนุกรเข้ามาสร้างไว้ ศตวรรษเห็นปัญหาที่อนุศนิยาต้องเผชิญ จึงได้เข้าใจว่าทำไมเธอถึงได้ต้องทำเก่งวางมาดข่มคนอื่นอยู่เสมอ อนุกรทำจีน่าพนักงานขายของบริษัทท้อง อนุศนิยาเข้ามาช่วยหาทางแก้ปัญหา ศตวรรษพาลเข้าใจไปว่าที่อนุศนิยามีลับลมคมในก็เพราะกำลังตั้งท้องลูกของชยากร นันทพลถึงต้องมาเร่ย้อมแมวขายเพื่อปิดข่าวฉาวของครอบครัว แม้ศตวรรษจะเข้าใจอนุศนิยาผิดแต่เขาก็ยินดีรับเป็นพ่อของเด็กเพื่อปกป้องชื่อเสียงให้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้อนุศนิยารู้สึกว่าศตวรรษไร้ศักดิ์ศรีจนยอมทำทุกอย่างได้เพื่อไถ่หนี้ เสาวรสตื่นเต้นเพราะนึกว่าจะได้เงินโบนัสจากการการที่มีทายาท จึงได้เอามาป่าวประกาศจนทำให้ความแตกว่าอนุกรต่างหากที่กำลังจะมีลูกไม่ใช่อนุศนิยา ศตวรรษผิดหวังที่อนุศนิยาปล่อยให้เขาเข้าใจผิดตลอดมา เขาจึงหนีไปทำงานที่เกาะชั่วคราว อนุศนิยาเริ่มรู้ตัวว่าศตวรรษพยายามปกป้องเธอมาตลอด และเธอเองที่เป็นฝ่ายเหยียบย่ำน้ำใจของเขา อนุศนิยายอมไปง้อศตวรรษที่เกาะ โสมมิกากลัวว่าศตวรรษจะหลงรักอนุศนิยาจึงได้วางแผนให้คนจับอนุศนิยาไป ศตวรรษช่วยอนุศนิยาจากโจรได้ ทำให้อนุศนิยายิ่งซึ้งใจที่ศตวรรษยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องเธอ อนุศนิยาอยู่ดูแลศตวรรษที่บาดเจ็บและสองคนก็ได้เริ่มต้นใช้ชีวิตสามีภรรยากันที่เกาะนั่นเอง หลังจากอนุศนิยากับศตวรรษกลับจากเกาะ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นมากจนทำให้ชยากรรับไม่ได้ โสมมิกาจึงได้วางแผนกับชยากรที่จะทำลายความรักของทั้งคู่ โสมมิการู้ว่าเสาวรสกำลังร้อนเงินเพราะหนี้พนัน เธอจึงแกล้งเอาเงินมาล่อ เสาวรสกำลังเดือดร้อนมากจึงแกล้งหลอกให้ความหวังโสมมิกาว่าศตวรรษจะกลับมาหาหลังครบกำหนดการแต่งงาน ชยากรเห็นว่าครอบครัวของศตวรรษแอบกอบโกยเงินจากผู้หญิงทั้งสองทาง เขาจึงร่วมมือกับโสมมิกาเปิดโปงให้อนุศนิยารู้ธาตุแท้ของศตวรรษด้วยการยอมออกเงินให้โสมมิกาไปหลอกล่อเสาวรส มิรันตรีจับได้ว่าชยากรร่วมมือทำอะไรบางอย่างกับโสมมิกาทำให้เธอรับไม่ได้จึงขอเลิกกับเขา ชยากรยอมเลิกกับมิรันตรีไปอย่างไม่ใยดี มิรันตรีเสียใจมากที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่อาจเปลี่ยนใจของชยากรได้เลย โสมมิกาตั้งใจจะแย่งศตวรรษคืนจากอนุศนิยาและแฉให้อนุศนิยาต้องอับอาย ชยากรทนไม่ได้ที่เห็นโสมมิกาพยายามทำลายชื่อเสียงของอนุศนิยา จึงได้หักหลังไม่ยอมออกเงินให้โสมมิกาตามที่ได้รับปาก โสมมิกาเจ็บใจมากที่ชยากรหักหลังในนาทีสุดท้าย จึงได้ขับรถไล่ล่าจนรถของชยากรพลิกคว่ำ ชยากรโคม่าอาการเป็นตายเท่ากัน ชยากรเคยบอกไว้ว่าเขาอยากจะสละไตเพื่อต่อชีวิตให้นันทพลเป็นการตอบแทนบุญคุณ ทุกคนจึงตั้งใจว่าถ้าหากชยากรเสียไปจะเปลี่ยนถ่ายไตให้กับนันทพล เมื่อตรวจไตของชยากร ผลปรากฏว่าไตของชยากรเข้ากันได้กับนันทพลและยังเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าชยากรเป็นน้องชายของนันทพลจริง ๆ ทำให้บรรดาพี่สาวของเขาหน้าแตกยับและไม่สามารถหาเรื่องกีดกันอังกาบกับชยากรได้อีก เพราะชยากรก็มีสิทธิ์ในกงสีเท่า ๆ กับที่ทุกคน รอยร้าวในครอบครัวที่เกิดจากการหวาดระแวงกันและกันก็หายไป ขณะที่ชยากรยังไม่ฟื้น โสมมิกายังคงเดินหน้าเปิดโปงให้อนุศนิยาเห็นว่าศตวรรษรับเงินจากเธอไปผ่อนหนี้ให้อนุศนิยา ทำให้อนุศนิยาเข้าใจผิดว่าตลอดเวลาศตวรรษแอบอยู่กินกับโสมมิกาเพื่อหลอกเอาเงินจากทางนั้นไปพร้อม ๆ กันด้วย อนุศนิยาผิดหวังที่รู้ว่าศตวรรษเป็นผู้ชายเห็นแก่เงิน เธอออกปากขอหย่า ศตวรรษตกใจมากที่รู้ว่าแม่เป็นคนรับเงินจากโสมมิกา อุดมศักดิ์แค้นที่ศตวรรษมาหลอกลูกสาวเขา จึงได้จับตัวเสาวรสไปและขู่ให้ศตวรรษหย่าขาดกับอนุศนิยามาหาโสมมิกาเพื่อแลกกับชีวิตแม่ ในขณะที่ศตวรรษกำลังจะหย่าขาดกับอนุศนิยา โสมมิการู้ว่าอนุศนิยาตั้งครรภ์ ทำให้เธอคิดว่าอนุศนิยากำลังเอาเด็กมายื้อศตวรรษไว้ โสมมิกาแค้นจึงได้ขับรถพุ่งเข้าชนอนุศนิยา อนุศนิยาเจ็บหนักแต่ก็รอดมาได้ อนุศนิยายืนยันที่จะเลิกกับศตวรรษเพื่อไถ่ชีวิตสงบสุขในชีวิตของเธอคืนมา ศตวรรษเข้าใจว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้อนุศนิยาต้องสูญเสียลูกไป เขายอมหย่าตามที่อนุศนิยาขอเพื่อชดเชยกับที่เขาปกป้องครอบครัวไม่ได้ ตำรวจจับได้ว่าโสมมิกาเป็นคนขับรถชนอนุศนิยา อุดมศักดิ์ขมขู่ให้ศตวรรษมาเป็นพยานเวลาให้โสมมิกาพ้นผิด เพื่อแลกกับการปล่อยตัวเสาวรส ศตวรรษจำใจไปเป็นพยานในคดีเพื่อช่วยชีวิตแม่ ทำให้อนุศนิยาผิดหวังมากที่ศตวรรษเลือกปกป้องโสมมิกามากกว่าเธอ ชยากรฟื้นขึ้นมาและได้รู้ความจริงเรื่องที่เขาเป็นอาแท้ ๆ ของอนุศนิยา ชยากรพบว่าระหว่างที่เขาสลบไปนั้น ศตวรรษกำลังทำเรื่องหย่ากับอนุศนิยา ชยากรรู้ดีว่าศตวรรษแค่ตกเป็นเหยื่อของโสมมิกา ที่สำคัญก็คือ อนุศนิยาไม่ได้แท้งลูกจริง แต่เธอแค่ต้องการจะกำจัดศตวรรษออกไปจากชีวิตจึงได้ร่วมมือกับนันทพลปกปิดเรื่องลูกที่ยังมีชีวิตอยู่เอาไว้ ชยากรรู้สึกผิดที่มีส่วนทำให้ชีวิตครอบครัวของอนุศนิยาพังลงดังนั้นเมื่อเขาค้นพบว่าศตวรรษยอมหักหลังอุดมศักดิ์ด้วยการมอบหลักฐานให้ตำรวจใช้เอาผิดโสมมิกา ชยากรก็ยอมบอกความจริงกับศตวรรษเรื่องลู กเพื่อให้ศตวรรษได้มีโอกาสกลับมาแก้ตัวกับอนุศนิยาอีกครั้ง ศตวรรษดีใจมากที่รู้ว่าเขาไม่ได้สูญเสียลูกไป หลังจากที่ตำรวจออกหมายจับโสมมิกา ศตวรรษก็เปลี่ยนใจไม่ยอมเซ็นหย่าในนาทีสุดท้ายเพราะต้องการจะกลับมาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์กับอนุศนิยาอีกครั้ง แต่อนุศนิยาคิดว่าศตวรรษยอมกลับมาเพราะหมดหนทางไปหลังจากที่โสมมิกากำลังถูกตำรวจไล่ล่า อนุศนิยาจึงไม่ยอมเสี่ยงที่จะกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับคนเห็นแก่เงินอย่างเขาอีก ศตวรรษพยายามที่จะเปลี่ยนใจอนุศนิยาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นคืนมา เขาขอเวลาสิบวันเพื่อพิสูจน์ว่าอนุศนิยาและลูกยังต้องการเขา ซึ่งถ้าหากครบสิบวันอนุศนิยายังไม่ใจอ่อน ศตวรรษก็พร้อมจะออกจากชีวิตอนุศนิยาและลูกไปทันที ศตวรรษกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับอนุศนิยา แต่อนุศนิยาใจแข็งเพราะตั้งใจไว้ว่าหนีไปใช้ชีวิตเป็นซิงเกิลมัมที่เมืองนอกหลังจากหย่า ศตวรรษเข้าใจว่าที่อนุศนิยาพยายามตัดใจก็เพราะจะเอาชาครีย์มาแทนที่ ศตวรรษน้อยใจที่อนุศนิยาไม่ให้โอกาส แต่เขาก็พยายามใช้เวลาที่เหลือทุ่มเทเอาใจใส่อนุศนิยาอย่างดี ศตวรรษพยายามกล่อมให้อนุศนิยาเลิกบ้างานเพื่อทำหน้าที่แม่ให้เต็มที่ อนุศนิยาค่อย ๆ ค้นพบว่าเธอไม่ได้ต้องการประสบความสำเร็จ เพราะแค่ได้เป็นแม่และเมียที่ดีให้กับผู้ชายธรรมดาสักคนก็ทำให้เธอมีความสุขมากพอแล้ว อนุศนิยาได้รู้จักรักแท้เพียงแต่ว่าเธอยังไม่อยากจะยอมรับว่าเธอตกหลุมรักผู้ชายที่ขายตัวแลกศักดิ์ศรีอย่างศตวรรษได้ เพราะกลัวจะต้องผิดหวังในวันข้างหน้าอีก ละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ชยากรเห็นอนุศนิยากับศตวรรษกำลังไปด้วยกันได้ดี มีแต่เขาที่ไม่เหลือใคร เพราะแม้แต่มิรันตรีก็ให้อภัยเขาไม่ได้ ชยากรยอมเข้าผ่าตัดปลูกถ่ายไตให้นันทพลเพื่อตอบแทนบุญคุณครอบครัว และเดินหน้าง้อมิรันตรี มิรันตรียอมให้โอกาสชยากรอีกครั้ง เพียงแต่ขอเวลาดูใจไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้เพื่อพิสูจน์ความจริงใจของเขา อุดมศักดิ์ต้องการล้างแค้นที่ศตวรรษทำให้โสมมิกาต้องหนีคดีหัวซุกหัวซุน เขาส่งคนมาเก็บศตวรรษจนศตวรรษบาดเจ็บปางตาย อนุศนิยาเพิ่งรู้ว่าศตวรรษถูกตามปองร้ายอยู่ตลอดเวลา และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ศตวรรษต้องการใช้เวลาสิบวันอยู่กับเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อนุศนิยารู้สึกเสียใจที่เธอไม่เคยเห็นความทุ่มเทของศตวรรษที่พยายามใช้เวลาที่เหลืออยู่ในสิบวันนั้นอย่างคุ้มค่า อนุศนิยาเพิ่งมาเรียนรู้ว่าเงินทองไม่สามารถปิดกั้นหัวใจไม่ให้พบรักแท้ อนุศนิยาหัดใช้ชีวิตแต่ละวันที่เหลือเพื่อสัมผัสกับสิ่งยิ่งใหญ่ที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทองต่าง ๆ ที่เธอหามาได้ นั่นคือ ความสุขที่เกิดจากการได้รักผู้ชายธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้วิเศษคนนี้แม้ไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีเวลาเหลืออยู่กับเขาได้อีกกี่วันก็ตาม ติดตามชมความสนุกเข้มข้นของ ละครเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ได้ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครเพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ เริ่มตอนแรกวันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2559 รายชื่อนักแสดงละคร เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ เจมส์ มาร์ รับบท ศตวรรษ คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ รับบท อนุศนิยา/นุช ฐากูร การทิพย์ รับบท ชยากร ชีรณัฐ ยูสานนท์ รับบท โสมมิกา/โสม กมลเนตร เรืองศรี รับบท มิรันตี จินตหรา สุขพัฒน์ รับบท เสาวรส ดารณีนุช ปสุตนาวิน รับบท นันทนา ดารัณ ฐิตะกวิน รับบท นุดี มนตรี เจนอักษร รับบท เจ้าสัวพล รัชนี ศิระเลิศ รับบท อังกาบ จิตรภาณุ กลมแก้ว รับบท อนุกร/เล็ก ไอริณ ศรีแกล้ว รับบท นนทิยา

จัดว่าเด็ด! สเต็กจานโต ผักสดออแกนิก ที่สวนผัก โอ้กะจู๋ สาขา 2 เชียงใหม่
ผักออแกนิก /  ร้านอาหารเชียงใหม่ / 

ร้านนี้เป็นร้านอีกสาขาของ ร้าน โอ้กะจู๋ ร้านที่มีชื่อเสียงของเชียงใหม่ แต่วันนี้ขอพามาร้าน โอ้กะจู๋ สาขา 2 ตั้งอยู่ที่ นิ่มซิตี้เดลี่  Nim city daily  สาขาแยกสนามบิน จ.เชียงใหม่ ภายในโครงการแอ่วตะวา อยู่ด้านในสุด ขับรถตรงไปจากทางเข้าจนสุดก็เห็นหน้าร้านเลยค่ะ หาไม่ยาก สาขานี้ร้าน ค่อนข้างใหญ่ รูปแบบทันสมัย ตกแต่งด้วยไฟทั่วร้าน โต๊ะต่างๆก็ถูกจัดไว้หลายมุม โต๊ะหลายขนาดร้านมี 2 ชั้น มีที่ให้นั่งรอคิว ตกแต่งด้วยสวนสวยๆ นั่งแล้วสดชื่น มีที่นั่งทั้งด้านนอก และห้องแอร์ เลือกได้ตามสบาย แบบชิลๆ หน้าร้านโอ้กะจู๋ อ่านดูที่ป้ายมีสะดุด ด้วยคอนเซ็ป "ปลูกผักเพราะรักแม่" (น่ารักอะ) จุดนั่งรอคิว โอ้กะจู๋ สำหรับเมนูอาหารต่างๆ มีมากมายหลายเมนูเลยค่ะ เมนูเด็ดๆ ที่ไม่ควรพลาดเลย ของร้านนี้ก็คือ เมนูที่แรก สลัดผลไม้ ที่เสริฟในลูกเมล่อนลูกโตกับผลไม้หลากชนิด ได้แก่ สับปะรด ลิ้นจี่ แอปเปิ้ลแดงเขียว เมล่อน แก้วมังกร กีวี ลูกพีซ ลูกเกด แอลมอน คลุกเคล้ากับครีมสลัด โรยด้วยวอลนัท รสชาติช่างนุ่มนวล บอกเลย...ฟินค่ะ สลัดผลไม้ 175.- เมนูที่ 2 สำหรับจานหลักที่ขอแนะนำเลยว่าต้องสั่ง สเต็กสะพานโค้ง เพราะว่าอร่อย เนื้อซี่โครงนุ่มมาก ซอสที่ราดมาบอกได้เลยว่า ไม่หวานจนเกินไป อร่อยกำลังดี  และคุ้มยิ่งกว่าคุ้มกับ สเต็กซี่โครงสะพานโค้ง มีให้เลือก 2 ไซส์ S กับ L แต่ขอบอกเลยว่าแค่ S ก็ใหญ่สุดๆ แล้ว เสริฟพร้อมผักสดๆ แบบไม่หวงผักกันเลยทีเดียว และเฟรนฟรายด์ทอดร้อนๆ งานนี้คนชอบกินผักกับสเต็กมีฟิน สเต็กสะพานโค้ง S 245.-/ L 385.- เมนูที่ 3 สเต็กทีโบนหมู เสิร์ฟคู่โฮมเมตไส้กรอก เมนูขอบอกว่า รสชาติจัดจ้านถึงใจจริง เพราะราดด้วยน้ำยำสะระแหน่ออแกนิกโรยด้วยข้าวคั่ว และทีโบนช่างนุ่มเข้ากันกับน้ำซอสดีจริงๆ ส่วนไส้กรอกก็เนื้อแน่นอร่อยดีค่ะ สเต็กทีโบนหมู เสิร์ฟคู่โฮมเมตไส้กรอก 260.- เมนูที่ 4 อันนขอบอก คนรักชีสมีฟิน เมนูนี้คือ โอ้กะจู๋ชีสทอด มอสซาเรลล่าชีสทอดกรอบๆ เสิร์ฟฟร้อมสัปปะรด และผักสดๆ อร่อยฟินเว่อร์ ชีสทอด 150.- เมนูที่ 5 สเต็กแซลมอนย่าง เป็นเซลมอนย่างสุกพอดี เสิร์ฟพร้อมมันบด มะเขือเทศ เรดิช และเห็ด 3 อย่าง ได้แก่ เห็ดออรินจิ เห็นเข็มทอด เห็ดชิตาเกะ น้ำไปผัดน้ำมันมะกอก เสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดอิตาเลี่ยน และวาซาบิ สเต็กแซลมอนย่าง 195.- เมนูที่ 6 สลัดหมูย่างหมี่กรอบข้าวกล้อง หมูย่างนุ่มๆ กินคู่กับผลไม้แอปเปิ้ล สับปะรด มะเขือเทศ และขื่นช่ายฝรั่ง กินคู่กับหมี่ข้าวกล้องทอดกรอบ ทอดด้วยน้ำมันข้าวโพดไม่มีคอเรสเตอรอล ขอบอกเด็ดที่น้ำสลัดเพราะเป็นน้ำสลัดแบบแซ่บๆ สไตล์ไทยๆ คล้ายกับน้ำจิ้มแจ่ว สลัดหมูย่างหมี่กรอบข้าวกล้อง 165.- เมนูที่ 7 แกงฮังเลเสิร์ฟพร้อมข้าวกล้อง ผักสด และน้ำจิ้ม หมูนุ่มในน้ำแกงฮังเล และแกนสับปะรด รสชาติกลมกล่อมไม่หวานมาก เสิร์ฟพร้อมผักสดๆ กินแกล้มได้เป็นอย่างดี แกงฮังเล เมนูสุดท้าย ขอเป็นของหวาน พูดดิ้งอัญชันออแกนิก มะพร้าวอ่อน หอมอร่อยด้วยเนื้อพูดดิ้งกลิ่นอัญชัน ราดด้วยน้ำกะทิใส่มะพร้าวอ่อน เป็นเมนูตบท้ายที่สดชื่นเลยทีเดียว พูดดิ้งอัญชันออแกนิก มะพร้าวอ่อน 65.- บรรยากาศภายในร้าน โอ้กะจู๋ ด้านนอกมีสวนสวยๆ เหมาะสำหรับถ่ายรูป ตกแต่งด้วยผักออแกนิก จุดถ่ายภาพที่ระลึก ร้าน โอ้กะจู๋ ขอบอกไว้ก่อนอาหารของที่ร้านนี้จานใหญ่มากๆ ที่สำคัญสำหรับเราแล้วถือว่าคุ้มราคามากๆ เพราะคุณภาพของอาหารและปริมาณมันเยอะจริงๆ ส่วนใหญ่คนที่มาร้านจะมาเป็นครอบครัวกัน จะมาร้านต้องโทรจองก่อนนะคะ เพราะร้านคนเยอะมากๆ เมนูเด็ด : สเต็กซี่โครงสะพานโค้ง , สลัดผลไม้, ชีสทอด แผนที่ ร้าน โอ้กะจู๋ สาขา 2

รวบ!อดีตตร. บุกห้องสาว-ข่มขื่น ชิงทรัพย์
ข่มขื่น /  ชิงทรัพย์ / 

รวบอดีตสายตำรวจ หลังทำที่ขอเข้าค้นตามห้องพัก ก่อนใช้อาวุธข่มขู่เหยื่อสาว และลงมือข่มขื่น พร้อมชิงทรัพย์ ย่านบางพลี วันนี้ 28 พ.ค. ตำรวจ สภ.บางพลี เข้าจับกุมตัวนายขวัญ หรือ โต้ง อุ่นมณี ตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 347/2558 ข้อหาบุกรุกเคหสถาน ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยคนร้ายก่อเหตุในลักษณะ ตระเวนไปตามหอพัก และเคาะประตูเรียก พร้อมแสดงตัวเป็น ตร.นอกเครื่องแบบ โดยมีบัตรแขวนที่คอ จากนั้นคนร้ายได้ทำทีขอเข้าห้องน้ำ ซึ่งผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นตำรวจ จึงให้เข้าไป ปรากฏว่าคนร้ายกลับใช้อาวุธปืนและกำลังขู่บังคับกระทำชำเรา จากการสอบสวน นายขวัญ สารภาพว่า เมื่อก่อนตนทำงานเป็นสายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนแห่งหนึ่ง จึงเรียนรู้การทำงานของตำรวจมา ช่วงหลังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้ว่าตนเองมีพฤติกรรมไม่ดี จึงถูกไม่ให้ไปร่วมงานด้วย ประกอบกับติดยาเสพติดด้วย จึงได้ออกไปก่อเหตุดังกล่าว หลังการสอบสวนจึงได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป MThai News ที่มา... ข่าวสด

พฤศจิกายนนี้ ! ราศีนี้มีดี เจ๋งจริง หากใครคิดจะล้มบอกเลยยาก
ดวง /  พฤศจิกายน

เอาช้างมาฉุดให้ ราศีพิจิก (23 ตุลาคม – 22 พฤศจิกายน) ตกเหวอย่างไง พิจิกก็ต้านแรงไหวอยู่แล้วค่ะ เมื่อดาวเสาร์ตำแหน่งเสาไชย 4 ต้น กุมลัคนาและจะอยู่กับชาวราศีนี้ยาวนาน นับว่ายามนี้ชาวพิจิกมีต้นทุนสูงกว่าชาวราศีอื่นสำหรับความเข้มแข็งในการปฏิบัติงานให้เกิดความก้าวหน้า เป็นหัวหน้างานคนหลายพรรคพวก หรือแม้จะเป็นเพื่อนร่วมงานกันหลายเสียงต้องพูดว่า ชาวราศีพิจิกนี้มีดีจริง !  แม้จะเก่งแค่ไหนชาวราศีพิจิกก็ไม่เคยเอ่ยปากโอ้อวดหรือใช้อำนาจข่มใคร แต่ก็ยังสามารถปกครองคนจนบริวารต้องเกรงกันเลยเชียว  ขอชมเชยจริง ๆ ในความเจ๋งของคุณ อย่าเล็งหาแต่ประโยชน์ส่วนตนมากเกินไปนะคะ ขอเตือน !

อีกด้านที่ควรมอง! ภาพทหารเงินเดือนหลักพัน Vs นักฟุตบอลเงินแสน
ดราม่าทหาร /  ทหารเงินเดือนหลักพัน / 

ภาพอีกด้านระหว่างทหารเงินเดือนหลักพัน Vs นักฟุตบอลเงินแสน ขณะที่ชาวเน็ตบอกมันมีความหมายคนละประเด็น เทียบกันไม่ได้ กลายเป็นประเด็นดราม่าบนโลกออนไลน์เมื่อมีการแชร์ภาพนักฟุตบอลทีมชาติได้เงินแสน แต่ทหารผู้เสียสละชีพเพื่อชาติได้เงินเดือนหลักพัน จนกลายเป็นเรื่องราวที่หลายคนแสดงความคิดเห็นไปในหลายมุม ล่าสุดชาวเน็ตได้มีการแชร์ข้อความอีกด้านของดราม่าที่ไม่ควรมองข้าม โดยเจ้าของโพสต์เผยว่า "มีข้อน่าสังเกตบางประการเกี่ยวกับรูปนี้" เงินเดือนหลักแสนของนักฟุตบอลนั้น เป็นเงินที่สโมสรต้นสังกัดเป็นคนจ่ายในฐานะ "นักฟุตบอลอาชีพ" ของแต่ละสโมสร ไม่เกี่ยวกับทีมชาติแต่ประการใด ส่วนการเตะทีมชาติมีรายรับนั้นทีมมีแค่เบี้ยเลี้ยง และโบนัสถ้าได้แชมป์ เงินเดือนไม่มี ซึ่งหาก ลองคิดดูว่างบทหารที่ว่ากันว่าเยอะเป็นอันดับต้น ๆ ในส่วนงบประมาณ มันกระเด็นไปที่ไหนบ้าง กว่าที่จะมาตกอยู่ที่ทหารชั้นผู้น้อย นอกจากนี้ รูปมีการใช้ข้อความแสดงถึงอคติ (ง่าย ๆ คือคำว่า "เล่น" กับ "สู้") อันนี้แสดงถึงธงที่ผู้โพสต์มีอยู่ในใจแล้ว ปัญหาของรูปนี้ไม่ใช่การโลกสวย แต่อยู่ที่การไม่รู้ข้อเท็จจริง จนเอาเรื่องสองเรื่องมาชนกัน และพยายามเชื่อมโยงโดยใช้อคติส่วนตัว เพื่อยกสิ่งหนึ่ง ข่มสิ่งหนึ่ง ถ้าจะเรียกว่า "ตรรกะวิบัติ" ก็คงจะได้" ที่มา สมาชิกเฟซบุ๊ค Panuwat Nui Apiwattanachai

In the Heart of the Sea : ราคาของมนุษย์
In the Heart of the Sea /  คริส เฮมส์เวิร์ธ / 

ก่อนจะว่ากันในประเด็นอื่นใด ขอชื่นชม In the Heart of the Sea ว่าสามารถใช้ประโยชน์จากภาพอลังการงานสร้าง ระบบการฉายแบบสามมิติ และจอยักษ์ไอแม็กซ์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถึงแม้จะไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งในทุกๆ ฉากที่ปรากฏแก่สายตา แต่ยุทธการมนุษย์ล่าวาฬกลางมหาสมุทรเรื่องนี้ คู่ควรอย่างยิ่งแก่การรับชมในโรงภาพยนตร์ ถึงไม่ใช่คอวรรณกรรมตัวกลั่น ต้องมีสักครั้งในชีวิตที่เคยได้ยินชื่อเสียงของตำนานนิยาย "โมบี้ ดิก" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงในปี 1820 เมื่อเรือล่าวาฬเอสเซกซ์ อับปางกลางทะเลด้วยฝีมือของวาฬยักษ์ จนเหลือผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คน ผู้กำกับ รอน ฮาวเวิร์ด ได้หยิบยกวิกฤตการณ์ครั้งนั้น มาบอกเล่าใหม่ด้วยลีลาเร้าอารมณ์ แฝงปรัชญาชวนคิดหลายหลากตามแต่จะคนดูจะสามารถหยิบจับกลับไปได้ใน In the Heart of the Sea โดยพาย้อนอดีตผ่านคำบอกเล่าเคล้าอาการกลั้นน้ำตาของลูกเรือที่เหลือรอดอย่าง โทมัส นิกเคอร์สัน ในวัยชรา (เบรนแดน กลีสัน) และมี เฮอร์แมน เมล์วิลล์ (เบน วิชอว์) เป็นผู้จดบันทึก ก่อนจะกลายเป็นนวนิยายเรื่องดังกล่าว ภาพการสัมภาษณ์และจดบันทึกนี้ ถูกแทรกสลับกับเหตุการณ์ในอดีตอยู่ตลอดเรื่อง ราวกับเป็นการคารวะถึงต้นกำเนิดของนวนิยายว่า เรื่องแต่งอันโด่งดังนี้มีที่มาจากเรื่องจริง ที่ต้องผ่านบททดสอบของชีวิตทั้งโหดร้ายและน่าอัศจรรย์มากมายเพียงไร แต่นี่เป็นเพียงประเด็นเสริมในทำนองบูชาครูเท่านั้น เพราะในเส้นเรื่องหลัก นิกเคอร์สัน เป็นเพียงเด็กรับใช้วัยกระเตาะในเรือเท่านั้น เขามีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของกัปตันและต้นหน แกนหลักของ In the Heart of the Sea พาคนดูไปสำรวจความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณมนุษย์ โดยมีวาฬยักษ์ ระบบทุนนิยม และชีวิตที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนขอบเหวของความเป็นความตายมาช่วยขับเน้นได้อย่างออกรส ตั้งแต่แรกเริ่มที่คนดูได้รู้จัก โอเวน เชส (คริส เฮมส์เวิร์ธ) ต้นหนเรือล่าวาฬฝีมือดี แต่บุญไม่พาวาสนาไม่ส่ง เสียตำแหน่งกัปตันเรือเอสเซกซ์ให้กับ จอร์จ พอลลาร์ด (เบนจามิน วอล์คเกอร์) ทายาทตระกูลใหญ่ทว่าไร้ประสบการณ์ไปเสียฉิบ การออกทะเลในครึ่งแรกของหนัง จึงเต็มไปด้วยการข่มกันไปมา คำพูดดูถูกเหยียดหยาม อุดมด้วยบรรยากาศมาคุอยู่เนืองๆ หายนะที่บังเกิดขึ้นจากความดื้อดึงของพอลลาร์ดที่เหมือนเด็กเอาแต่ใจ หากไม่ได้ประสบการณ์ชีวิตของเชสช่วยไว้ เหล่าลูกเรือก็อาจจะต้องไปพบความตายกันยกโขยง หนังวิพากษ์ระบอบชนชั้นผ่านความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของตัวละครทั้งสอง สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงจุดแตกหักนี้ไว้ เห็นจะเป็นความละโมบและหิวกระหายยศฐาบรรดาศักดิ์ที่ทั้งคู่มีร่วมกัน โดยมีมีเดิมพันจากผลผลิตไขวาฬที่ต้องเก็บเกี่ยวกลับไป เพื่อเป็นพลังงานให้แสงสว่างแก่ชุมชนมนุษย์ โดยแลกมาด้วยชีวิตของบรรดาวาฬที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรกับธุรกิจของมนุษย์ทั้งสิ้น ภาพยุทธการล่าวาฬ และการมาถึงของฉาก "น้ำพุเลือด" ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของมนุษย์ สามารถยืนยันชัดเจนถึงเจตนาของ In the Heart of the Sea ว่ามีน้ำเสียงเช่นไรต่อกระบวนการล่าวัตถุดิบดังกล่าว ความโหดร้ายคลุ้งคาวเลือดตรงหน้าถูกโหมประโคมขึ้นราวกับงานฉลองครึกครื้น จนอาจทำเอาชาวสมาคมคนรักสัตว์โลกถึงกับหัวเสีย แต่ธรรมชาติของโลกใบนี้ ย่อมมีวิธีรักษาสมดุลของมันเสมอ วาฬยักษ์จึงถูกส่งมาบดขยี้เรือเอสเซกซ์ อาวุธร้าย และความทะเยอทะยานของมนุษย์ให้ราบเป็นหน้ากลอง อีกทั้งมันยังมีเชาว์สติปัญญา ความคิดจิตใจที่เกินกว่าเพื่อนร่วมสปีชีส์จะมีได้ ราวกับเป็นการส่งตรงจากพระเจ้า (ไม่ก็ซาตาน) หนังทำให้วาฬยักษ์มีสถานะมากกว่าเป็นสัตว์ธรรมดาตัวหนึ่ง แต่เป็นตัวละครที่นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเรื่อง และเป็นค้อนอันมหึมา ที่กะเทาะเปลือกยศฐาและทิฐิของเผ่าพันธุ์ที่คิดว่าตนสูงส่งออกเสียจนเกือบสิ้น หลังหายนะเรือเอสเซกซ์บังเกิดขึ้น ทำให้มหกรรมความหรรษาล่าชีวิตวาฬของ In the Heart of the Sea กลับกลายเป็นความหมองหม่น และโยนบททดสอบข้อแล้วข้อเล่าให้ลูกเรือต้องก้าวข้าม หากครึ่งเรื่องแรกเป็นหนังแอ็คชั่นผจญภัยที่ดูสนุกตื่นเต้น ครึ่งหลังคงเป็นดราม่าว่าด้วยการยื้อชีวิตเพื่อต่อเวลากับมัจจุราช เมื่อเวลาผ่านไประบบความคิดของกัปตันและต้นหน ก็ค่อยๆ เปลี่ยนและละลายการยึดมั่นถือมั่นออกไปทีละน้อย จนเหลือเพียงสัญชาตญาณเอาตัวรอด มองข้ามศีลธรรมจรรยาไม่ต่างจากสัตว์หิวโหย และได้สำเหนียกเสียว่าตนเองมีขนาดและคุณค่าของชีวิตเพียงใดกันแน่ ไม่ว่าจะเทียบกับวาฬที่ถูกคร่าชีวิตไป วาฬยักษ์เพชฌฆาต หรือแม้แต่ผืนน้ำมหาสมุทรกว้างไกล ที่หนังจงใจใส่ภาพกว้างมาให้เราเห็นหลายต่อหลายครั้งอย่างมีนัยยะ จนเราได้เห็นภาวะยอมจำนนของมนุษย์ ที่ยอมศิโรราบต่อพลังที่กราดเกรี้ยว และเลือกทางใครทางมันในที่สุด แม้วาฬยักษ์อาจดูเป็นภัยพิบัติอันโหดร้ายที่สุดในเรื่อง แต่  In the Heart of the Sea ก็จัดแจงบดขยี้ความเป็นมนุษย์ของผู้เหลือรอดหลังผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นมาซ้ำอีก แสดงความย้อนแยงที่น่าสลดสิ้นดี เมื่อสุดท้ายแล้วอำนาจของเงินตราและระบบธุรกิจก็เป็นสิ่งทรงอำนาจอันไม่อาจหลีกเลี่ยง ในโลกของสัตว์ประเสริฐนี้ กำไรขาดทุนดูจะเป็นของที่พึงให้คุณค่า ตีราคาได้มากกว่าการแตกสลายจิตใจของมนุษย์ ชีวิตสรรพสัตว์เดรัจฉานใดๆ หรือแม้แต่ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็ตาม ถึงตอนนี้ปี 2015 การล่าวาฬจะถูกต่อต้านอย่างหนักและลดจำนวนลง ผู้คนหาแหล่งพลังงานอื่นๆ ได้มากมายแล้ว แต่อำนาจแห่งทุนนิยมก็ยังครอบงำ และหลอมรวมไปกับสังคมมนุษย์โลกใบนี้อย่างแยกขาดจากกันมิได้ หรือแท้จริงแล้ว เราอาจต้องการวาฬยักษ์ในรูปแบบอื่นใด มาเตือนสติกันดูสักที 8.5 / 10 ครับ  Lecter. ---------------------------------------------

เมื่อผมจะรับปริญญา ภารกิจลด 65 กิโล ในเวลา 8 เดือน เจ๋งมาก
เมื่อผมจะรับปริญญา

เมื่อผมจะรับปริญญา ภารกิจลดน้ำหนักจาก 140 กิโลกรัม ให้เหลือ 75 กิโลกรัม ในระยะเวลา 8 เดือน จึงเริ่มขึ้น! Men.MThai เราเชื่อมาตลอดว่า ถ้ามนุษย์เรามีความตั้งใจ และมุ่งมั่นอะไร อย่างเอาจริงเอาจังแล้ว ไม่มีสิ่งไหนที่เราทำไม่ได้แน่นอน ก็เหมือนกับคุณอาร์ม Opaque สมาชิกเว็บไซต์ Pantip ที่ตั้งใจ และเอาชนะอุปสรรค์ต่างๆ จนทำให้ตัวเองลดน้ำหนัก 65 กิโลกรัม จาก 140 ให้เหลือ 75 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 8 เดือน (และก่อนกำหนดเวลาที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ด้วย) และวันนี้ ทางเราก็อยากจะขอนำเสนอ ประสบการณ์และเคล็ดลับวิธีการลดน้ำหนัก ของคุณอาร์มที่ทำด้วยใจและไม่ใช้ยาลดน้ำหนักซักเม็ด สวัสดีครับ พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน ชาวพันทิปทุกท่าน ผมเขียนรีวิวครั้งนี้เพื่อ อยากแชร์ประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยตนเอง จากคนที่เคยมีน้ำหนัก 140 กิโลกรัม จนปัจจุบันผมลดลงมาเหลือ 75 กิโลกรัม ในระยะเวลา 7-8 เดือน โดยไม่ใช้ยาลดความอ้วนแม้แต่เม็ดเดียว ก่อนอื่น ขอแนะนำตัวสักหน่อย ผมชื่อ “อาร์ม” ครับ ผมเป็นคนอ้วนมาตั้งแต่เด็กครับ ด้วยความที่เป็นคนชอบกินจุกจิก ชอบกินของทอด ชอบกินขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ เข้าร้านสะดวกซื้อแทบทุกวัน ความรักในการกินทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ ครับ แค่ตอน ป.6 น้ำหนักก็เกิน 100 กิโลกรัมเข้าไปแล้วครับ นึกสภาพเด็ก ป.6น้ำหนักร้อยกิโลดูนะครับ ว่าคนรอบข้างจะตื่นตะลึงขนาดไหนกับน้ำหนักตัวนี้ แต่ไม่หยุดแค่นั้นครับเพราะในที่สุดน้ำหนักผมก็พุ่งทะยานมาแตะที่ 140 กิโลกรัมในขณะเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 4 แต่ยังพอมีดีอยู่บ้างเล็กน้อยที่ผมเป็นคนที่ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน ผมสูง 185 ซม. แม้จะไม่ได้อ้วนกลมแบบลูกบอล แต่ก็ยังถืออ้วนมากอยู่ดี ไม่พูดพร่ำทำเพลงมากครับไปดูรูปตอนอ้วนกันเลยครับ ผมใช้ชีวิตแบบคนอ้วนมาตลอด 22 ปี ในที่สุดผมก็แบกร่างกายและก้อนไขมันเรียนจนจบปริญญาตรี พอเรียนจบ เพื่อนๆก็ชวนไปลองและเช่าชุดครุยกันครับ พอผมเห็นตัวเองในกระจกและเมื่อได้พิจารณารูปร่างอันอ้วนท้วนสมบูรณ์ของตัวเองในกระจก ผมก็เกิดจินตนาการและคำถามมากมายในหัว เช่น “ถ้าเราผอมลงมากในวันรับปริญญาเพื่อนๆในคณะจะเซอร์ไพรส์ขนาดไหน?”, “ถ้าเราผอมกว่านี้ เราจะมีหน้าตาเป็นยังไง?” จากวันที่ไปเช่าชุดครุยทำให้นึกสนุก อยากทำอะไรเซอร์ไพรส์ตัวเองและคนรอบข้างทั้งเพื่อนและคนในครอบครัว ส่วนหนึ่งก็อยากท้าทายตัวเองด้วยแหละครับ ว่าถ้าเราพยายามจริงๆ ย้ำว่า “พยายามจริงๆ” มันจะไปได้ไกลขนาดไหน โปรเจคลดความอ้วนด้วยตัวเองจึงเริ่มขึ้น หลังจากวันนั้นผมตั้งเป้าหมายในใจ โดยตั้งเป้าหมายเป็น 3 ระยะครับ ระยะที่ 1 พยายามลดน้ำหนักลง 20 กิโลกรัม ให้เหลือ 127 กิโลกรัม ระยะที่ 2 พยายามลดน้ำหนักลงให้เหลือ 100 กิโลกรัม ระยะที่ 3 พยายามลดน้ำหนักลงให้เหลือ 75 กิโลกรัม เป้าหมายทั้ง 3 ระยะ มีจุดเริ่มต้นคือวันที่ 16 มีนาคม 2558 และ “ต้อง” สำเร็จก่อนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งคือวันรับปริญญานั่นเองครับ ผ่านไป 1 เดือนแรก (มี.ค.-เม.ย.) น้ำหนักผมก็ลดลงมาเหลือ 135-130กิโลกรัมครับ ตอนช่วงเดือนแรกนี้เป็นช่วงวัดใจครับ ทรมานจิตใจที่สุด ร่างกายขาดน้ำตาล ขาดของหวาน อยากจะกินแต่ขนม เหมือนคนลงแดง ตกกลางคืนนอนขดอยู่บนเตียงเลยวัน ผมแก้โดยการเปิดดูรีวิวบุฟเฟ่ต์/ร้านอาหารในพันทิปแก้หิว แล้วก็ข่มตานอนหลับไปครับ เข้าเดือนที่ 2 (พ.ค.) น้ำหนักผมลงมาอยู่ที่ 130-120 กิโลกรัมครับ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มปรับตัวกับกิจวัตร (Routine) ของตัวเองได้แล้วครับ เป็นช่วงที่น้ำหนักลงไว คนก็เริ่มๆ ทักกันบ้าง แต่ก็ยังอ้วนอยู่ดี เป้าหมายระยะที่ 1 ก็สำเร็จในช่วงนี้ครับ เข้าเดือนที่ 3 (มิ.ย.) น้ำหนักผมลงมาอยู่ที่ประมาณ 110-100 กิโลกรัม เป้าหมายระยะที่ 2 สำเร็จในช่วงนี้ครับ เข้าเดือนที่ 4 (ก.ค.) น้ำหนักผมลงมาอีกอยู่ที่ 100-90 ช่วงนี้คนทักเยอะมากครับว่าผอมลง ประมาณเดือนที่ 5-6  (ส.ค.-ก.ย.) เป็นช่วงที่น้ำหนักลงยากมากครับ ความท้อแท้เบื่อหน่ายก็เข้ามา แต่ต้องบอกกับตัวเองว่าต้องสู้ดิ!!! ต้องไหวดิ!!! สรุปช่วงนั้นน้ำหนักลดลงมาอยู่ที่ 90-85 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เพื่อนชวนถ่ายนอกรอบพอดี เลยมีภาพที่สวยกว่าปกติสักหน่อย แหะๆ ในที่สุด!!!!! วันที่ผมรอคอยก็มาถึง เมื่อขึ้นชั่งน้ำหนักแล้วพบว่า น้ำหนักตัวเอง อยู่ที่ 75.00 กิโลกรัม ในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2558 ถือเป็นการปิดโปรเจคการลดความอ้วนของผม อย่างสมบูรณ์ แถมยังสำเร็จก่อนเวลาด้วย 555+ ผมพร้อมแล้วครับ สำหรับร่างใหม่วันรับปริญญาในวันที่ 7 และ 17 พฤศจิกายน 2558 วิธีและเทคนิคในการลดความอ้วนผมปฏิบัติ ที่นำผมไปสู่ร่างใหม่มีทั้งหมด 4 วิธีหลักๆดังนี้ครับ 1. ปรับหัวใจ: ผมคิดว่า “หัวใจ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดความอ้วนครับ  หัวใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอวัยวะที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายนะครับ แต่หมายถึง จิตใจ ความคิด ความเชื่อ ทัศนะคติ ทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับการลดความอ้วน เช่น... ความคิด: อย่าคิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ อย่าประเมินความสามารถของตัวเองต่ำขนาดนั้น คิดไว้ว่า “เราไม่ใช่คนกระจอก” ความอาย: อย่าอายที่จะออกไปออกกำลังกาย อย่าอายคนอื่นในการที่เป็นคนอ้วนและจะเดินเข้าฟิตเนส หากตกเป็นเป้าสายตาให้เดินมั่นๆ แล้วคิดในใจว่า “รอกรูก่อน พวกเมิงรอดูกรูร่างใหม่ได้เลย” และอย่าเขินหรืออายที่จะใช้อุปกรณ์ฟิตเนส อุปกรณ์ออกกำลังเขาสร้างมาให้เราใช้ครับ เพราะฉะนั้น “จงใช้มันซะ” ถ้าใช้ไม่เป็น ก็ขอให้คนแถวนั้นช่วยแนะนำก็ได้ครับ คนไทยใจดีครับ ข้ออ้าง: อย่าโทษนู้นโทษนี้ อ้างนู้นอ้างนี้ว่าเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการลดความอ้วน ถ้าเราอ้วนด้วยตัวเอง เราต้องลงมือลดความอ้วนด้วยตัวเองครับ คนอ้วนส่วนใหญ่รวมทั้งผมในอดีตมักจะอ้างว่าไม่มีเวลา เราควรหยุดอ้างแบบนั้นซะ เพราะถ้าเรามีเวลาเล่น facebook, pantip, ig เราก็มีเวลาออกกำลังกายครับ หรือไม่ก็พยายามตื่นเช้ากว่าเดิมสักครึ่งชั่วโมง-หนึ่งชั่วโมง มาออกกำลังเถอะครับ เริ่มลงมือให้เร็วที่สุด: เราต้องลงมือทำเลยครับ หลายคนที่พยายามจะลดความอ้วน ชอบเวิ่นเว้อครับ หยุดสักทีครับกับประโยคที่ว่า “พรุ่งนี้ฉันจะลดความอ้วน” “วันนี้ขอกินก่อน พรุ่งนี้จะลดแล้ว” ลงมือทำเลยครับ ทำสักที หยุดพูด หยุดกิน แล้วไปออกกำลังกายเถอะครับ 2. อาหารการกิน: ผมปฏิวัติพฤติกรรมการกินของผมใหม่ยกชุดเลยครับสามารถแบ่งได้ดังนี้ครับ กินแบบนับแคลอรี่: ผมคำนวณค่า BMI, TDEE ทั้งหลายแหล่ แล้วจึงจำกัดการกินของผมให้อยู่ในช่วง 1,500-1,700 แคลอรี่ (แบบหยาบๆ ผู้หญิงอาจอยู่ในช่วง 1,200-1,500 แคลอรี่) ในเรื่องการนับแคลอรี่ ผมใช้ แอปพลิเคชั่น “แคลอรี่ ไดอารี่” เพื่อช่วยให้สามารถบริหารกินและการออกกำลังกายได้ดีขึ้น หากใครสนใจลองไปโหลดมาเล่นก็ได้ครับ อาหาร : ช่วงแรกๆ ผมก็กินตามปกตินี่แหละครับ แต่มันไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เลยพยายามปรับมากินคลีน โดยพยายามงดของทอด งดอาหารผัดน้ำมัน งดของมัน งดของหวาน ลดอาหารเค็ม งดบุฟเฟ่ต์ น้ำและเครื่องดื่ม : ผมดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-12 แก้ว หรือประมาณ 2-3 ลิตร โดยแบ่งเป็น หลังตื่นนอน 2 แก้ว หลังอาหารเช้า 1 แก้ว หลังอาหารกลางวัน 1 แก้ว หลังอาหารเย็น 1 แก้ว ก่อนนอน 1 แก้ว ที่เหลือก็ดื่มระหว่างวันครับ ข้อสำคัญคือต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามที่คุณครูสอนมาตั้งแต่ชั้นประถม โปรตีน : เน้นกินไข่ขาว อกไก่ ปลาทับทิม ปลาดอลลี่ ปลาทะเล อาหารทะเล ลดการกินเนื้อแดง (หมู+เนื้อวัว) คาร์โบไฮเดรต : เน้นกินข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต ฟักทอง มันญี่ปุ่น กล้วยน้ำว้าสุก/ต้ม กราโนล่า วิตามิน+เกลือแร่ : กินผักเยอะๆผักกินได้แทบทุกชนิดครับ  ส่วนผลไม้ก็พยายามเลือกกินที่น้ำตาลน้อย เช่น แก้วมังกร มะละกอ แอปเปิ้ล ฝรั่ง แคนตาลูป เมล่อน สตอเบอร์รี่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม เป็นต้น ไขมัน : พยายามงดอาหารมอดและอาหารผัด เพราะอาหารปกติมักมีไขมันแทรกอยู่แล้ว หากจะกินก็ขอให้เป็นไขมันดีเช่น อัลมอนด์ ปลาแซลมอน เป็นต้น ผมถ่ายรูปอาหารที่ผมกินในแต่ละวันไว้ด้วยครับ บางทีก็ทำเอง บางทีก็ซื้อ สลับกันไป แต่ส่วนใหญ่จะซื้อเอาครับ 3. การออกกำลังกาย : ช่วงแรกของการออกกำลัง ผมเน้นการออกกำลังแบบ Cardio เป็นหลัก การออกกำลังกายที่ผมชอบก็คือ การเดินเร็ว เนื่องจากที่บ้านมีลู่วิ่ง ผมก็เลย เดินช้า เดินเร็ว วิ่งบ้างเล็กน้อย สลับกันไป ตอนแรกก็ 30 นาที พอนานๆ ไปก็เพิ่มเป็น 45, 60 นาทีตามลำดับ และตามความฟิตของร่างกาย โดยพิจารณาอัตราการเต้นของหัวใจควบคู่ไปด้วย สำหรับผม ผมคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ประมาณ 125-145 ครั้งต่อนาที หลังจากน้ำหนักเริ่มลดลงมาได้สักพักประกอบกับต้องย้ายมาอยู่หอพัก และมีฟิตเนสอยู่ใกล้หอพอดี ผมก็เลยเริ่มเล่นเวทควบคู่กันไปด้วยครับ เพื่อที่หนังจะได้ไม่ย้วยมาก ผมทำแบบนี้เป็นประจำ วันละ 45-60 นาที 4-5 วันต่อสัปดาห์ อันนี้รูปลู่วิ่งที่บ้านครับ อยากให้สังเกตที่กระดาษครับ มันเป็นการเตือนสติอย่างหนึ่งครับ ส่วนอันนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ, ประสิทธิผลในการออกำลัง, และอัตราการเต้นของหัวใจครับ 4. การพักผ่อน : เรื่องการนอนผมจะพยายามนอนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมงครับ เพราะนอนน้อยจะไม่มีแรงออกกำลัง ร่างกายทรุดโทรม และอาจไม่สบายได้ นอกจากนี้การพักผ่อนของผมยังรวมไปถึง cheat meal คือมื้อปล่อยผีครับ ที่ผมจะไปหาอะไรอร่อยๆกิน อาหารญี่ปุ่น ไอศกรีม ขนมหวาน ของทอด ของมันๆ 1 มื้อต่อสัปดาห์ แต่กินแค่พออิ่ม ส่วนใหญ่ผมจะปล่อยผีในมื้อกลางวัน วันอาทิตย์ครับ มาดูความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นของเขากันครับ Men.MThai ขอบคุณเนื้อหาและสามารถอ่านเนื้อหาทั้งหมดต่อได้ที่ คุณอาร์ม Opaque สมาชิกเว็บไซต์ Pantip