ขนไก่

ข้อแนะนำ การเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง โดยทางเครื่องบิน
การเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง /  ข้อแนะนำ / 

การเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง โดยการเดินทางอากาศ เป็นเรื่องที่เจ้าของสัตว์ ควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบางสายการบินมักจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะเรื่องขนาด สายพันธุ์ และน้ำหนัก ดังนั้นก่อนการเดินทางควรทำการตรวจสอบกับทางสายการบินให้แน่นอนก่อน ข้อแนะนำ การเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง โดยทางเครื่องบิน โดยทั่วไปสายการบินจะอนุญาตให้เจ้าของสัตว์นำสุนัข หรือแมว ที่มีขนาดเล็ก กว่า 15 ปอนด์ หรือประมาณ 6.8 กก.โดยใส่ในกระเป๋าเดินทางสำหรับสัตว์ วางไว้ใต้เก้าอี้ผู้โดยสารได้ โดยบางสายการบินอาจบังคับให้มีสัตว์เลี้ยงในห้องผู้โดยสารไม่เกิน 2 ตัว ถ้าน้ำหนักเกินกว่า หรือจำนวนสัตว์ที่เกินมานั้นจะส่งลงใต้ท้องเครื่องที่มีห้องปรับอุณหภูมิเฉพาะ และสุนัขที่มีขนาดใหญ่มากๆ น้ำหนักมากกว่า 35 กก.บางสายการบินจะให้ส่งผ่านระบบคลังสินค้า ดังนั้นควรทำการจองที่นั่งโดยระบุจำนวนสัตว์ด้วย ระเบียบโดยทั่วไปของสายการบิน สัตว์เลี้ยงไม่ควรมีอายุต่ำกว่า 2 เดือน และหย่านมมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 วัน ก่อนการเดินทาง (ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศปลายทาง) ของประเทศไทย สุนัข แมวควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 4 เดือน และผ่านการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และวัคซีนยังไม่หมดอายุ การเลือกจองตั๋วสายการบิน ควรเลือกสายการบินประเภทบินตรง หลีกเลี่ยงสายการบินที่มีการเปลี่ยนเครื่อง ควรเลือกจองตั๋วในกลางสัปดาห์ที่มีผู้โดยสารน้อยๆ หลีกเลี่ยงการเดินทาง วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือ วันหยุดยาว ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนให้เลือกเวลาเดินทางเวลาเช้าตรู่ หรือตอนดึกไปเลย ถ้าสภาพอากาศที่หนาวมากๆ ให้เลือกเวลาเดินทางในเวลากลางวัน โดยทั่วไปแล้วข้อบังคับการบิน มีข้อบังคับไว้ว่า กรณีที่สายการบินไม่สามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่กระทบตัวสัตว์ ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 45 ฟาเรนต์ไฮนต์ เป็นเวลามากกว่า 45 นาที ระหว่างการขนถ่ายจากตัวเครื่องไปยัง ตัวอาคารผู้โดยสารได้ ห้ามสายการบินนั้นๆ รับสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่อง ยกเว้นแต่จะมีใบรับรองจากสัตวแพทย์ระบุว่าสัตว์เลี้ยงตัวนั้นๆ สามารถทนต่อสภาพอุณหภูมิที่ต่ำ 45 ฟาเรนต์ไฮนต์(แต่ไม่เกิน 85 ฟาเรนต์ไฮนต์) เป็นเวลามากกว่า 45 นาที สุนัขสายพันธุ์ที่ควรระวังในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อน คือ สุนัขพันธ์หน้าสั้น เช่น บูลด็อก ปั๊ก มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะ Heat stroke ได้ บางครั้งสัตว์อาจเสียชีวิตก่อนที่จะขึ้นเครื่องได้ เนื่องจากระหว่างการขนย้ายจากอาคารผู้โดยสาร ไปยังตัวเครื่อง ไม่มีเครื่องปรับอากาศ และสัตว์จะไปรออยู่ในพื้นที่ลำเลียงกระเป๋า ซึ่งอุณหภูมิจะสูงกว่าปกติควรกำชับเจ้าหน้าที่สายการบินให้ดี เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินแล้ว ก่อนการเดินทางให้ทำการตรวจเช็คสัตว์เลี้ยง และนำออกมาเดินเล่นบ้าง จากนั้นค่อยนำสัตว์เลี้ยงเข้ากรงแล้วแจ้งสายการบินเพื่อนำขึ้นเครื่อง ควรเน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่สายการบินให้ระบุว่ามีสัตว์เลี้ยงเดินทางมาด้วยใน เที่ยวบินนั้นๆ เพื่อให้นักบินได้ทำการเตรียมห้องสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยการให้มีออกซิเจน อุณหภูมิ และ ความดันภายในห้องเก็บสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ เมื่อสุนัขมาถึงปลายทางแล้วให้นำสัตว์เลี้ยงออกมายืดเส้นยืดสายบ้าง กรงเพื่อการขนย้ายสัตว์เลี้ยงควรมีลักษณะตามระเบียบสายการบินดังนี้ 1.ขนาดควรใหญ่กว่าตัวสัตว์ ในระดับที่สามารถยืนได้โดยที่ตัวสัตว์ไม่แตะกับส่วนบนของกรง หรือให้กรงสูงจากหลังสัตว์ขณะยืนประมาณ 1คืบ สามารถหมุนตัวได้และนอนได้ 2.ควรมีความแข็งแรงสูง ไม่มีคมและควรมีที่จับ 3.ส่วนพื้นกล่องควรกันน้ำรั่วออกและปูรองด้วยวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ดี โดยมากจะใช้กระดาษหนังสือพิมฉีกเป็นเส้นๆ หรืออาจจะใช้แผ่นรองซับสำเร็จรูป ก็ได้ 4.มีการทำเครื่องหมายที่กรงชัดเจน ระบุชื่อเจ้าของสัตว์ ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ และควรมีคำว่า LIVE ANIMALS และมีลูกศรชี้ขึ้นให้กรงอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เอกสารสำคัญอื่นๆ เช่น Health certificate รูปถ่าย ใบวัคซีน ตัวจริงควรเก็บไว้กับตัวเจ้าของ เก็บสำเนาทั้งหมดใส่ซองกันน้ำและแปะไว้ที่กรง 5.ในฝั่งตรงข้ามของทั้งสองกรงควรมีรูระบายอากาศและพยายามฝึกสุนัขให้คุ้น เคยกับกรงก่อนการเดินทาง เพื่อไม่ให้สัตว์ตื่นกลัวมากเกินไปควรเอาเสื้อผ้าที่มีกลิ่นเจ้าของใส่เข้า ไปในกรงด้วย เช่น ถุงเท้า เสื้อผ้าที่ใช้แล้ว (แต่ยังไม่ซัก) 6.กรงต้องมีความแข็งแรงและแน่นหนา โดยเฉพาะส่วนประตูกล่องควรมีเชือกมัดทับไว้อีกชั้น เพื่อป้องกันกรงเปิดโดยไม่ตั้งใจ ก่อนการเดินทางควรปรึกษาสัตวแพทย์เรื่องการให้อาหาร เพื่อความปลอดภัยควรให้สุนัขท้องว่าง แต่ก็ยังควรให้น้ำอยู่ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดสัตว์ อายุ และระยะเวลาในการเดินทาง ในกรณีสัตว์บางตัวต้องการอาหารเป็นกรณีพิเศษ เช่นสัตว์ป่วยเป็นโรคไต ต้องกินอาหารแบบพิเศษ ควรเตรียมพร้อมไปด้วย ไม่แนะนำให้สัตว์เลี้ยงรับยาซึม หรือยาสลบอื่นในระหว่างการเดินทางด้วยเครื่องบิน ขอบคุณข้อมูลจาก kaowpoon.wordpress.com เรียบเรียงโดย Travel MThai

พาณิชย์เผยวันนี้ราคาสินค้าทรงตัว(20 พ.ย.57)
ราคาสินค้า /  ราคาสินค้าวันนี้

กระทรวงพาณิชย์ เผย วันนี้ราคาสินค้าทรงตัว ผักชี กิโลกรัมละ 160-170 บาท เนื้อหมู กิโลกรัมละ 122-126 บาท กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน รายงานภาวะราคาสินค้าจำหน่ายปลีกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ล่าสุดวันนี้พบว่าราคาสินค้าทรงตัว เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดย เนื้อหมู กิโลกรัมละ 122-126 บาท ไข่ไก่ เบอร์ 2 ราคาฟองละ 3.30-3.40 บาท ไข่ไก่ เบอร์ 3 ราคาฟองละ 3.20-3.30 บาท ไก่สดทั้งตัว ราคา กิโลกรัมละ 75-80 บาท ถั่วฝักยาว ผักคะน้า กวางตุ้ง กิโลกรัมละ 35-38 บาท ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 20-22 บาท แตงกวา กิโลกรัมละ 25-28 บาท กะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 12-15บาท ต้นหอม กิโลกรัมละ 70-80 บาท และ ผักชี กิโลกรัมละ 160-170 บาท

ผอ.รพ.รับขาคนในกองขยะ เป็นชิ้นส่วนคนไข้ถูกตัดจากโรคร้าย-ใส่ถุงผิด
ข่าวล่าสุด /  ผอ.รพ.อำนาจเจริญ / 

ผอ.รพ.อำนาจเจริญ รับขาโผล่กองขยะ เป็นชิ้นส่วนคนไข้ถูกตัดจากโรคร้าย-ใส่ถุงผิด วันนี้(20พ.ย.) จากกรณีที่มีชาวบ้านพบเศษส่วนขามนุษย์ฝ่าเท้ายาวถึงหัวเข่าประมาณ 1 ฟุต ที่กองขยะเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ บริเวณดงสีบู ศูนย์ราชการแห่งที่ 2 ต.ไก่คำ อ.เมือง อยู่ในถุงคล้ายออกจากโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงส่งชิ้นส่วนให้โรงพยาบาลอำนาจเจริญตรวจสอบ ล่าสุด นพ.ทรงเกียรติ เล็กตระกูล ผอ.รพ.อำนาจเจริญ   ได้เปิดเผยว่า ลักษณะขาที่พบพันด้วยผ้าก๊อซ และถูกตัดเลยหัวเข่าลงมาถึงปลายเท้า ซึ่งมีกระดูกขาโผล่ให้เห็นช่วงตัดเลยหัวเข่า ตรวจสอบอย่างละเอียด คาดว่า เป็นขาผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน หรือ โรคติดเชื้อ เรื่องดังกล่าวนี้ตนได้เรียกแพทย์-พยาบาล และ จนท.ผู้เกี่ยวข้องมาประชุมด่วนพอสรุปเบื้องต้นได้ว่า เมื่อประมาณเดือนนี้ได้มีการตัดขาผู้ป่วยที่เป็นโรคมีพิษร้ายแรงไปจำนวน 2 ราย และเชื่อว่าเป็นขาของผู้ป่วยที่โดนตัดไป 2 คนนี้ ไม่คนใดก็คนหนึ่ง ซึ่งหลังจากตัดขาของผู้ป่วยแล้วจะต้องนำขาที่ตัดใส่ในถุงสีแดงและนำไปกำจัดทิ้งที่จังหวัดนครสวรรค์แห่งเดียวเท่านั้น แต่ในการแยกขยะทางรพ.อำนาจเจริญ จะคัดแยกขยะเป็นพิษใส่ถุงแดง ส่วนขยะที่ไม่เป็นพิษใส่ถุงดำและจะถูกกำจัดไปเผาที่ดงสีบู คาดว่าเจ้าหน้าที่คัดแยกอาจสลับถุงผิดเพราะเห็นว่าถุงแดงมันเล็กไม่พอดีขนาดขา จึงเอาถุงดำที่มีขนาดใหญ่กว่ามาซ้อนถุงแดงอีกครั้ง จึงทำให้การแยกขยะผิด และนำไปทิ้งผิดสถานที่ หลังเกิดเรื่องก็ได้มีการกำชับกับจนท.ว่าต่อไปให้ใช้ความละเอียดถี่ถ้วนและระมัดระวังให้ดี อย่าแยกขยะผิดประเภท เด็ดขาด ขอบคุณเนื้อหาจาก ข่าวสดออนไลน์ MThai News __________________________ ข่าวที่เกี่ยวข้อง พบขาคนถูกโยนทิ้งกองขยะอำนาจเจริญ

เต๋า ผงะ เบน อ้อนขอเป็นแฟนในคราบเซเลอร์มูน ความลับของมิ้นต์กับมิว
Club Friday The Series 5 /  Club Friday The Series 5 ความรักกับความลับ / 

จัดเต็มชุดใหญ่ใส่ไม่ยั้ง สำหรับความฮาของ คลับ ฟรายเดย์ เดอะ ซีรี่ส์ 5 ความรักกับความลับ ในตอน ความลับของมิ้นต์กับมิว ที่ได้นักแสดงอารมณ์ดี เบน ชลาทิศ ตันติวุฒิ(รับบท มิว) มาจับคู่สวีทกับ เต๋า สมชาย เข็มกลัด (รับบท พี่ฮัท) กระแสคู่จิ้นคู่นี้ก็เรียกว่าถาโถมซะเหลือเกิ้น เพราะความน่ารักน่าหยิกและการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ทำเอาเหล่าคนดูอินฟินตามไปด้วย ครั้งนี้ เต๋า สมชาย สวมบทบาทของพี่ฮัท ชายหนุ่มสุดแมนที่ เบน ชลาทิศ ในบทน้องมิวกระเทยข้างบ้าน แอบหลงรักและอยากสานสัมพันธ์ด้วย จนสร้างเรื่องปลอมเสียงเป็น สาวสวยชื่อมิ้นต์ โทรไปจีบพี่ฮัท หมั่นโทร หมั่นหยอดคำหวาน จนทำเอาพี่ฮัทถึงกับยกหัวใจให้ทั้งดวง แต่สุดท้ายแล้วมิ้นต์ที่ไร้ตัวตนกับเรื่องราวความลับจะทำอย่างไรกับความรักครั้งนี้ สำหรับเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายนนี้ มิ้นต์กับมิว(เบน)จะควงแขนพี่ฮัท(เต๋า)มาสร้างความฮาให้กับผู้ชมให้หนำใจอีกครั้ง งานนี้น้องมิว(เบน)เล่นยกบ้านตัวเองให้เป็นปาร์ตี้แต่งชุดแฟนซี่สุดสะพรึง ขนแก๊งเพื่อนมาสร้างความฮาสุดติ่ง แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน พี่ฮัท(เต๋า)ก็เดินมาหาน้องมิว(เบน)ที่บ้าน ทำให้เพื่อนๆ ส่งเสียงแซว “ผัวอีมิวๆ” กันใหญ่ ทำเอาพี่ฮัท(เต๋า)ถึงกับฉุน งานนี้เพื่อความสมจริง ผู้กำกับสั่งเนตมิตบ้านหลังนี้ให้กลายเป็นผับ จัดแสงสี วิบวับวิบวับ เรียกว่า ถ้าเพลงมาก็พร้อมแดนซ์ได้เลย แต่ไม่มีอะไรที่จะสู้ความแซ่บของเหล่าแก๊งกะเทยเพื่อนๆ ของน้องมิว ที่พากันมาในธีม “เซเลอร์มูน” ตัวแทนแห่งดวงจันทร์แก๊งนี้ไม่ธรรมดานะจ๊ะ เพราะเสื้อผ้าหน้าผมสำเนาถูกต้องเป๊ะๆ โดยเฉพาะนางเอกของเรา เบน ชลาทิศ ที่มาในลุคเซเลอร์มูน แต่กว่าจะแต่งเต็มได้ขนาดนี้ไม่ง่ายจริงๆ เพราะใช้เวลา ในการแต่งหน้าทำผมใส่ชุดถึง 3 ชั่วโมง เมื่อพร้อม ผู้กำกับก็เรียกเหล่าชะนีเซเลอร์มาซักซ้อมคิวเสียก่อน โดยเริ่มจากการเดินเข้าฉากของแต่ละคน ออกลวดลายราวกับเดินบนแคทวอร์ค และปิดท้ายด้วยไฮไลท์กับ เบน ที่เดินควงคฑาเข้ามาพร้อมส่งเสียง “สาวน้อยน่ารักผู้พิทักษ์ความรักและความยุติธรรม เซเลอร์มูน” ความน่ารักนี่ไม่เป็นรองใครจริงจริ๊ง....เมื่อทุกอย่างเข้าที่ ผู้กำกับก็สั่งเดินกล้องทันที งานนี้ พูดเลยว่าไม่มีอะไรยากเกินสำหรับ เบน ชลาทิศ สวมวิญญาณอัศวินเซเลอร์ วาดลวดลายผ่านฉลุยเลยจ้า เบน เผยถึงการรับบทนี้ว่า "ตอนที่รับเล่นเรื่องนี้ผมคิดว่าจะต้องเล่นบทร้องไห้ดราม่าแน่ๆ แต่พอเอาเข้าจริงเอ๊ะ...บทร้องไห้ไปไหนว้า....ไม่ได้ร้องซักที...สำหรับเรื่องนี้การถ่ายทำสนุกมากครับ ผมได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิง ผมรู้สึกมันเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผม ปกติผมก็ได้แต่เชียร์เพื่อนให้แต่ง อย่างเพื่อนๆ ผมเรียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ก็แอ๊ปเสียงโทรหาผู้ชายนะครับ เลยถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เราได้เก็บเกี่ยวมาจากเพื่อน และเอามาใช้ได้จริงในการแสดง พอได้แสดงก็สนุกดี ทุ่มสุดตัวครับ ผมรู้สึกดีมากที่ได้เป็นตัวแทนของคนเพศนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความรักได้ ความรักไม่ใช่เรื่องผิด แต่สุดท้ายแล้วบทสรุปจะเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง ผมมั่นใจว่าความลับของมิ้นต์กับมิวจะต้องทำให้พวกคุณมีความสุขมากๆและอยากมีความรักแน่นอนครับ” ติดตามชมความสนุกนี้ได้ใน คลับ ฟรายเดย์ เดอะ ซีรี่ส์ 5 ความรักกับความลับ ตอน ความลับของมิ้นต์กับมิว ทุกวันเสาร์ เวลา 21.00น. ทางช่อง GMM Channel หมายเลข 25 หรือ 35 ตลอดเดือนพฤศจิกายน ดูย้อนหลัง ความลับของมิ้นต์กับมิว อัพเดททุกสัปดาห์ คลิกที่รูปด้านล่างได้เลย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

กองแช่งปาดเหงื่อ!! หงส์พร้อมซิว คล็อปป์ นั่งกุนซือแทนตาหวาน
คริสตัล พาเลซ /  คล็อปป์ / 

The Express สื่อชื่อดังของเกาะอังกฤษ รายงานว่า หลังจากที่ "หงส์แดง" บุกไปโดน คริสตัล พาเลซ ถอนขนถึงถิ่น 1-3 ทำให้ จอห์น เฮนรี่ เจ้าของสโมสร ลิเวอร์พูล ไม่พอใจฟอร์มการคุมทัพของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในซีซั่นนี้สุดๆ โดยเล็งตัดสัมพันธ์ "บีร็อด" ด้วยการอัญเชิญ เจอร์เกน คล็อปป์ เทรนเนอร์เมืองเบียร์ของ ดอร์ทมุนด์ มาเป็นนายใหญ่ในถึ่นแอนฟิลด์แทน ก่อนหน้านี้ คล็อปป์ เคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าสนใจเข้ามานั่งเก้าอี้คุมทีมใน พรีเมียร์ลีก แล้วถ้ามีใครติดต่อมาจริงก็พร้อมคุยเรื่องข้อเสนอทันที ซึ่งทำให้ ลิเวอร์พูล ที่กำลังฟอร์มแย่ เตรียมรื้อโครงการปั้นดาวรุ่งของ ร็อดเจอร์ส ไปคว้ากุนซือคนเก่งของ ดอร์ทมุนด์ เข้ามาทำหน้าที่แทนในเร็ววันนี้ ทั้งนี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส มีสถิติคุมทีม ลิเวอร์พูล ไปแล้วทั้งหมด 115 นัด พาทีมคว้าชัยไป 60 ครั้ง เสมอ 24 เกม และแพ้ 31 แมตช์ ตั้งแต่ตอบรับมาคุมทีมเมื่อปี 2012 ถึงปัจจุบัน

คิดว่าไง 15 สัตว์ขนเฟอร์น่ากอดปี 2014
สัตว์ /  สัตว์แปลก / 

คิดว่าไง 15 สัตว์ขนเฟอร์น่ากอดปี 2014 ยิ่งในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนเริ่มมองหาเสื้อหนาว ขนเฟอร์ ขนมิ้ง มาสวมใส่ตามเทรนด์กันอยู่แน่ๆ แต่ถ้าลองเปลี่ยนมาเป็นการกอดให้อบอุ่นแทนละคะ แต่กอดกับคนธรรมดาๆ อย่างหนุ่มหล่อสาวสวย ทีนไม่จัดนะคะ ขอจัดเป็นสัตว์แปลก ที่รับรองว่าถ้าได้กอดละก็ จะอบอุ่นและลืมไม่ลงแน่นอน คิดว่าไง 15 สัตว์ขนเฟอร์น่ากอดปี 2014 หลายคนคงเกิดคำถามว่า จะยาวไปไหน และใช่ขนของมันจริงๆ หรือเปล่า แน่นอนคะว่า ที่สัตว์ต่างๆ ต้องไว้ขนนั้น เพราะ พวกมันต้องป้องกันอากาศหนาว พรางตัว หรือเป็นลักษณะเฉพาะของสัวต์ตัวนั้นๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือมันเป็นขนจริง และให้ความสวยงามอย่างน่าประหลาดใจ จนหลายคนต้องอยากเข้าไปกอดขนพองๆ ของพวกมันแน่ๆ และนี่คือ 15 สัตว์ขนเฟอร์น่ากอดปี 2014 จะมีตัวอะไรบ้าง ไปติดตามพร้อมๆ กันค่ะ ดัดลอนสวยสยาย ขาวโพลนขนาดนี้ เริ่ดค่ะ นี่มันมีชีวิตจริงอ่ะ!! นึกว่าจับตุ๊กตามาตั้ง น่าอุ้มไปไว้บ้านจัง คงอุ่นน่าดู ย้ำอีกครั้งนะคะ มันคือ ไก่ดำ และเป็น ไก่ดำยี่ปุ่นซะด้วย แต่เหตุไฉไหน ถึงได้เกิดมาขนขาวจั๊วะ แปลกกว่าเค้าเพื่อน ยังกับใส่เฟอร์สีขาวตลอดเวลา จนมองไม่เห็นลูกตาแล้ว จัดไก่ไปอีกซะตัว คราวนี้เป็น ไก่โปแลนด์ ที่มีขนยาวพองฟูไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าที่มันเป็นแบบนี้ เพราะตกใจอะไรจนขนลุกขนพองหรือเปล่า อันนี้ฮาจริงค่ะ ไม่รู้ว่าเป็นสุนัข หรือ ผ้าม็อบ ขนเป็นเกลียวมาเลย ขอยืมถูพื้นแพพ เอ๊ะ! นี่หมา หรือ หมีขาวกันคะ ยืนสง่างามน่ากอดมาก ท่ามกลางหิมะขาวโพลนแบบนี้ ต้องแยกให้ออกนะ ขนสวย แผ่สยายมาก น่าจับไปโฆษณายาสระผม OMG  ที่สุดของที่สุดจริงๆ ค่ะ อะไรมันจะพองกลม ขาวโพลนได้น่ารักขนาดนี้ จนไม่เชื่อว่า มันคือกระต่าย นึกว่าสำลีก้อนมหึมา และถ้ามันโดนน้ำจะเป็นยังไงเนี่ย คราวนี้เป็นทีของนกบ้าง ขนยาวหยิกหยองมาเลย แต่ก็สวยแปลกไปอีกแบบนะ เฟี้ยวจริงๆ เจ้าหมูตัวนี้ อบอุ่นไปทั้งตัว ยังกับใส่เฟอร์สีน้ำตาล ราชินีแห่งรักสวยรักงาม ต้องยกให้นาง เลียขน ดูแลขนได้สวยงามมาก อยากได้อ่ะ เฟอร์ก็เฟอร์เถอะ เจอเจ้าแม่แฟชั่นนิสต้าเข้าไป ถึงกลับหงาย ไม่รู้ว่าขนจะยาวพรางตัวไปไหนกันนะคะ อยากผมยาว นิ่ม สลวย ดกดำแบบเดี๊ยน ต้องใช้น้ำยาเชนการ์ด นะคะ คุณค่าที่ คุณ คุณ และคุณ คู่ควร ผมนี่ลุกตั้งเลย! ปิดท้ายด้วยสัตว์หน้าตาประหลาด ต้นแบบผมทรง โมฮ็อค แถมย้อมสีผมซะเขียวเป็นตะไคร่มาเลย หน้าตาหล่อๆ แบบนี้ อยากกอดดูสักครั้งไหมคะ เรียบเรียง teen.mthai.com ข้อมูลและภาพ catdumb

ดูดวง ลักษณะคิ้วสะท้อนนิสัย
คิ้ว /  ดูดวง / 

รูป คิ้ว ของคุณเป็นอย่างไรกันครับ วันนี้ Horoscope.Mthai.com มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการทำนายทายนิสัย จากลักษณะของ คิ้ว มาฝากกัน ลองมาดูกันครับว่าจะแม่นขนาดไหน 1. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว เรียบเสมอต้นเสมอปลายและไม่หนาบางกว่ากันทั้งสองข้าง เป็นเครื่องหมายแสดงว่า เป็นคนมีสติปัญญาดี ใจคอกว้างขวาง รักเกียรติยศชื่อเสียง มักใหญ่ใฝ่สูง ใจเร็ว อารมณ์ร้อน มีความรักไม่ค่อยแน่นอน 2. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว มีบริเวณใหญ่ เส้นแข็งดกดำ เป็นเครื่องหมายของบุคคลที่พูดอย่างตรงไปตรงมา และมักหาเหตุผลมาประกอบให้เห็นจริงจัง ส่วนหัวใจที่แท้จริงนั้นไม่ค่อยจะตรงกับคำพูดนัก มักใช้ปัญญาพูดมากกว่าที่จะหลุดออกมาจากหัวใจอันแท้จริง มีความพยาบาทมาดร้าย กามารมณ์รุนแรง คิดคดทรยศ และใจเร็ว โมโหร้าย 3. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว ดำ ดำตอนกลางหรือตอนปลาย เป็น เครื่องหมายของคนที่ไม่ค่อยจะมีศีลธรรม มักหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายบ้านเมือง หรือมิฉะนั้นจะเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงทะเยอทะยาน อย่างชนิดที่เรียกว่า “ใฝ่สูงเกินศักดิ์” รักในทางนักเลง ชอบอำนาจอิทธิพล แต่มีปัญญาเฉลียวฉลาดดี มีความสามารถในทางหาเงินทอง 4. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว ดกดำตอนหัว คิ้ว เป็น เครื่องหมายของคนที่มีอัธยาศัยใจคอดี มีใจโอบอ้อมอารี มีความรักอันมั่นคงถาวร รักสงบและชอบมีความเป็นอยู่อย่างปกติ ไม่โลดโผน มีความซื่อสัตย์สุจริต สุขุมรอบคอบ รักศิลปะดนตรี มีความละเอียดประณีต รักสวยรักงาม ปากเก่งพูดคล่อง มีความมานะ อยู่อย่างสงบไม่โลดโผน เหมาะสมกับการเป็นครู แพทย์ และนักศิลปิน นักประพันธ์ หรือจิตรกร 5. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว บริเวณใหญ่แต่บาง ขนไม่ดก เป็น เครื่องหมายของคนที่มีความคิดสูง รักสงบ และเป็นผู้มีเมตตาปราณี สุภาพอ่อนน้อม ซื่อตรง รักความเจริญรุ่งเรืองในส่วนกลาง รักเกียรติยศและชื่อเสียงยิ่งกว่าชีวิตจิตใจ ยอมตายเพื่อหมู่คณะและประเทศชาติหรือผู้มีพระคุณ รักศิลปะวรรณคดีและมีศิลปะในทางช่าง เคร่งครัดในศาสนา และรักความเจริญในด้านวัฒนธรรมและความเป็นธรรม 6. คนที่มีลักษณะขน คิ้ว มีขนาดเล็กและบาง เป็น เครื่องหมายของคนที่ทำอะไรไม่แน่นอน มักเปลี่ยนความตั้งใจไปตามความผันแปรของอารมณ์ เป็นคนรักสวยรักงาม สนุกร่าเริง เจ้าระเบียบและรักศิลปะ ตลอดจนวรรณกรรม เป็นคนรักความสงบมากกว่าการตื่นเต้นโลดโผน โกรธง่ายใจร้อน กามารมณ์รุนแรง และมีความหึงหวงเป็นเจ้าเรือนของจิตใจ ปากหวานเจ้ามารยา 7. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ที่หัว คิ้ว สูงกว่าหาง คิ้ว เรียกว่า คิ้ว ตงฉิน เป็น เครื่องหมายของบุคคลที่มีความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ สุจริต เฉลียวฉลาด สุขุมรอบคอบ เป็นคนพิถีพิถัน เจ้าระเบียบ มีความละเอียดถี่ถ้วน ใจร้อนฉุนเฉียว โกรธง่าย โทสะร้าย มีความมานะ พากเพียร 8. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ตรง คือ หาง คิ้ว กับหัว คิ้ว เป็นเส้นตรงไม่โค้งงอ เป็น เครื่องหมายแสดงว่า เป็นคนชอบใช้ความคิด เฉลียวฉลาด รักการเก็บตัว และปฏิบัติความเป็นไปให้ดีและเจริญขึ้น เบื่อหน่ายในสิ่งที่สนุกร่าเริงบันเทิงใจ รักความยุติธรรม ซื่อตรง รักความจริงใจ มีความรักที่แท้จริง เด็ดเดี่ยว ใจเย็น มีความเมตตากรุณา 9. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ต่อ คือหัว คิ้ว ทั้งสองติดต่อกันประดุจเป็นเส้นเดียวกัน เป็น เครื่องหมายแสดงว่าเป็นคนมีวาทศิลป์ไปในทางหยาบคาย ใจดำอำมหิต โกรธง่าย โทสะร้าย ใจน้อย มีความพยาบาทอาฆาต มีเล่ห์เหลี่ยมไหวพริบดี รักดนตรีและนาฏศิลป์ กามารมณ์รุนแรง กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความลับลมคมนัย ไว้ใจยากอยู่สักหน่อย 10. คนที่ลักษณะ คิ้ว ถ่าง คือ หัว คิ้ว ทั้งสองห่างกันมาก เป็น เครื่องหมายของคนที่ไม่มีความลับกับใคร ชอบพูดอะไรตรงไปตรงมา ใจเร็ว จะคิดทำอะไรจะต้องทำให้ได้อย่างที่คิดไว้ คิดจะทำอะไรมักจะไม่ปิดบังผู้อื่น พูดจาอ่อนหวาน แต่บางครั้งก็ปากเก่ง เมื่อบันดาลโทสะจนอดกลั้นไว้ไม่อยู่ มักจะมีนิสัยขี้หึงริษยา กามารมณ์ร้อนแรง ถ้าเกิดความต้องการขึ้นทางจิตใจมักไม่ค่อยจะคิดถึงผลเสียหายภายหลัง 11. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่ง คือ คิ้ว ที่มีส่วนคล้ายกับคันศร เป็น เครื่องหมายแสดงว่าคนผู้นั้นจะต้องมีนิสัยชอบอุดมคติมีศีลธรรม มารยาทอันดีงาม มีผู้ยกย่องนับถือ มีใจเอื้อเฟื้อ เมตตากรุณา ชอบช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากหรือญาติมิตร สติปัญญาปานกลาง ชอบความสนุกเฮฮานิยมในช่างศิลป์ รักความสงบ ชอบความยุติธรรม อาภัพในวาสนา แต่มีมานะความพยายามแรงกล้า ไม่ลืมบุญคุณคนง่าย มีไหวพริบทันเล่ห์เหลี่ยมคนอื่น มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี แต่มักมีคนคิดอิจฉาริษยา ชอบช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คิดถึงผลเสียหายจะเกิดแก่ตัวเอง 12. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่งยาว คือ คิ้ว ที่โก่งมีส่วนยาวเหมือนส่วนโค้งของวงกลม เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้นจะมีน้ำใจที่น่าสรรเสริญ มีน้ำใจกรุณา เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีเสน่ห์ในตัวเอง เป็นที่ถูกตาถูกใจเพศตรงข้าม ชอบความรื่นเริง รักสวยรักงาม ขี้โอ่ ชอบสะอาด เจ้าชู้ เป็นคนทำงานได้ทุกๆ อย่าง แต่ชอบในทางค้าขาย รักเกียรติยศชื่อเสียง และเป็นผู้ทำให้ตระกูลของตัวเองรุ่งโรจน์ต่อไป 13. คนที่มีลักษณะ คิ้ว กังฉิน คือ คิ้ว ที่มีหาง คิ้ว สูงกว่าหัว คิ้ว เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดไปในทางอธรรม เจ้าเล่ห์ลึกลับ ปากกับใจไม่ค่อยจะตรงกัน หรือที่เรียกว่าปากหวานใจขม ชอบวางตัวเหนือผู้อื่น มีความพอใจในเกมกีฬา รักอย่างร้อนแรง รักสวยรักงาม ขี้โอ่ ขี้เห่อ ชอบทะเยอทะยาน ใฝ่ฝันหวังในตำแหน่งหน้าที่ มีความสนใจหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นผู้ที่ขาดความเมตตาปราณี มีความทรยศหักหลัง อิจฉาอยู่ในใจ ทะนงตัวยกตัวว่าดีเด่นด้วยทางที่ผิด เชื่อคนง่าย ชอบยอ ไม่ชอบความจริง ถ้าคนอื่นโกหกมักจะเชื่อถือเป็นจริงจัง 14. คนที่มีลักษณะ คิ้ว ลอน คือ คิ้ว ที่เป็นลูกคลื่นหนาๆ บางๆ ไม่สม่ำเสมอ ใหญ่ๆ เล็กๆ เป็นตอนๆ เป็น เครื่องหมายแสดงว่า คนผู้นั้น มีใจไม่ค่อยจะแน่นอน ไม่มีความเด็ดขาดอยู่ในตัวเอง ทำงานจับจด เบื่อหน่ายเร็ว รักง่ายหน่ายเร็ว ไม่มีความรักจริงจังกับใคร ชอบมีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แต่เป็นคนมีความอดทน บึกบึน มานะพยาบาทแรงกล้า ขาดความกรุณาในด้านศีลธรรม ไม่ยอมเสียเปรียบผู้อื่น แต่ชอบจะเอาเปรียบ จิตใจคล้ายกับคน คิ้ว กังฉิน มักมากในกามารมณ์ บางทีก็จะดี แต่ในเวลาเดียวกันอารมณ์เปลี่ยนแปลงเป็นร้ายที่สุดก็ได้ ยากที่ผู้จะคบค้าสมาคมได้ยืดยาว 15. คนที่มีลักษณะ คิ้ว โก่ง คือ คิ้ว ที่โก่งคล้ายดวงจันทร์ หาง คิ้ว ต่อ คิ้ว พอดีต่อหางตา หรือจดระดับหางตา กลางใหญ่ปลายเล็ก เป็น เครื่องหมายแสดงว่าคนผู้นั้นมีเสน่ห์ในตัวเอง อัธยาศัยดี เยือกเย็น มีสติปัญญาดี มีปฏิภาณเฉียบแหลม มีนิสัยละมุนละไม มีคนรักใคร่นับถือ ชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ญาติมิตร มีความกตัญญู ซื่อสัตย์ สุจริต ชอบการสมาคมรื่นเริง รักความสวยงาม พูดจาก็อ่อนหวาน ใฝ่ฝันทะเยอทะยานหาเกียรติยศชื่อเสียง อนาคตภายหน้าจะเป็นผู้ที่มีความรุ่งโรจน์ในวิถีชีวิตของตัวเอง (ขอบคุณข้อมูลจาก Forward Mail) (ขอบคุณภาพจาก postjung )

พาณิชย์ เผย วันนี้ราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงหลายรายการ (21พ.ย.57)
ราคาสินค้า /  ราคาสินค้าวันนี้

กระทรวงพาณิชย์ เผย ราคาสินค้าวันนี้เปลี่ยนแปลงหลายรายการ ขณะผักชีลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 120-130 บาท กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน รายงานภาวะราคาสินค้าจำหน่ายปลีกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ล่าสุดวันนี้ พบว่า ราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงหลายรายการ เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า อาทิ ถั่วฝักยาว ราคาเพิ่มขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 40-42 บาท กะหล่ำปลี ราคาเพิ่มขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 15-18 บาท กวางตุ้ง ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 25-28 บาท ต้นหอม ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 60-70 บาท และ ผักชี ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 120-130 บาท โดยสินค้าที่ราคาทรงตัว ได้แก่ เนื้อหมู กิโลกรัมละ 122-126 บาท ไข่ไก่ เบอร์ 2 ราคาฟองละ 3.30-3.40 บาท ไข่ไก่ เบอร์ 3 ราคาฟองละ 3.20-3.30 บาท ไก่สดทั้งตัว ราคา กิโลกรัมละ 75-80 บาท ผักคะน้า กิโลกรัมละ 35-38 บาท ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 20-22 บาท และ แตงกวา กิโลกรัมละ 25-28 บาท

กล้าป่ะ ใช้ กาวตราช้าง ลอกสิวเสี้ยน
กาวตราช้าง /  ผิวหน้า / 

เป็นวิธีที่สาวๆ หลายคนแอบใช้เคล็ดลับ กาวตราช้าง ลอกสิวเสี้ยน บนจมูก กันมาบ้างอยู่แล้ว แต่เป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์กันอีกครั้งเมื่อเริ่มแชร์กลเม็ดเคล็ดลับความสวยนี้กันอย่างแพร่หลายในโลกอินเตอร์เน็ต ต่างมีทั้งความเห็นว่า กลัว และ กล้า ที่จะลองกันมากขึ้น เรามาฟังความคิดเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังกันดูบ้าง เพื่อใช้ประกอบวิจารณญาณ ว่า เคล็ดสวยไม่ลับแบบวิธีนี้ เวิร์คจริง หรือ ไม่ ? รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง แนะ การนำกาวตราช้างมาลอกสิวเสี้ยนบนจมูกนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้โดนผิวหนังส่วนอื่น นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ได้แสดงความคิดเห็นว่า การใช้กาวตราช้างลอกสิ้วเสี้ยนบริเวณจมูก เป็นเทคนิคในการกำจัดสิวเสี้ยนอย่างหนึ่งที่สามารถทำได้ แต่ผู้ที่ทำควรจะมีความชำนาญ และควรจะทำในปริมาณที่พอเหมาะ อีกทั้งผู้ใช้นั้นจะต้องไม่แพ้สารเคมีในกาว หากไม่แพ้ก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ ปริมาณของกาวที่ทาต้องไม่มากจนเกินไป หากทามากเกินไป อาจจะไปเลอะบริเวณผิวหนังส่วนอื่นที่ไม่ใช่จมูก จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ และหากใช้วิธีนี้ลอกสิวเสี้ยนบ่อยจนเกินไป อาจทำให้รูขุมขนกว้างได้ ดังนั้นจึงต้องทำในปริมาณที่พอเหมาะ พอดี นายแพทย์ จินดา ยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมทิ้งท้ายว่า การกำจัดสิ้วเสี้ยนมีวิธีอื่นที่ทำได้ดีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประเภทกรดวิตามินเอ หรืออาจจะใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนสำเร็จรูป ที่วางขายทั่วไป แม้จะมีราคาแพงกว่าการใช้กาวตราช้าง แต่บริษัทที่ผลิตได้กำหนดปริมาณกาวในแผ่นที่พอเหมาะ และออกแบบมาให้ใช้ง่ายกว่า ส่วนความเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม doctoryouth นายแพทย์ ยุทธนา อ่องอนันตพงศ์ ได้กล่าวเตือนไว้ว่า กาวตราช้างมีไว้สำหรับติดของที่ชำรุดแล้ว ไม่มีคุณสมบัติหลังแพ็คเก็จข้อใดของกาวตราช้างที่บอกว่าช่วยในการกำจัดสิวเสี้ยนได้ สังเกตและใช้สติคิดให้ดี กาวตราช้างแค่ติดมือเรา เวลาแกะหนังที่มือที่ว่าหนา ๆ ยังหลุดเลย นับประสาอะไรกับผิวหนังบนหน้า สาเหตุที่คนใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยนแล้วบอกว่าทำให้จมูกดูโล่งใสได้จริง หมอไม่เถียงเพราะนั้นคือเรื่องจริง การใช้กาวตราช้างโปะลงไปบนจมูกแล้วกระชากออกแบบนั้น สิ่งที่จะติดออกไปด้วยแน่ ๆ นอกจากสิวเสี้ยนก็คือผิวหนังของเรา แน่นอนว่าเมื่อผิวหนังถูกกระชากหลุดออกไป ผิวเนียนใสก็ปรากฎตรงหน้า เป็นเรื่องปกติ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือการอักเสบที่จะต้องมาติด ๆ ความปวดแสบปวดร้อนที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก เนื่องจากกาวตราช้างเป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติค่อนข้างรุนแรง ไม่ยากเลยที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองกับผิวหนังได้ง่าย ดีไม่ดีอาจจะเกิดการอักเสบเป็นผื่นแพ้และสิวอักเสบตามมาได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดลองกันเลยครับ เกิดปัญหาสิวเสี้ยน อยากจัดการออกไปให้หมด อย่าคิดทำเอาด้วยวิธีง่าย ๆ แบบนี้เลย ผลที่ได้ไม่คุ้มเสีย สู้เดินเข้าไปปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางดีกว่า เขามีวิธีจัดการง่าย ๆ แบบไม่เสี่ยงอันตรายและผลร้ายที่จะตามมาภายหลังอีกด้วย วิธี ลอกสิวเสี้ยน บนจมูกด้วยกาวตราช้าง อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม 1.กระดาษกาวแบบเทปย่น ขนาดความกว้างประมาณ 1 นิ้วครึ่ง 2.กาวตราช้าง ขั้นตอนเริ่มจาก 1.ตัดกระดาษให้เข้ากับรูปจมูก ไม่จำเป็นต้องทำชิ้นใหญ่นะคะ 2.บีบกาวตราช้าง 2 - 3 หยดลงไปที่กระดาษด้านที่มีกาว (ไม่ต้องบีบกาวเยอะนะ กาวจะได้ไม่ไปโดนผิวส่วนอื่นของใบหน้า) 3. ใช้ปลายหลอดเกลี่ยกาวให้พอดีกับทรงจมูกเท่านั้น ให้เหลือส่วนขอบๆ ไว้ เพื่อเลี่ยงการสัมผัสกับผิวหนังบริเวณอื่น 4. สะบัดกระดาษกาว สัก 7 - 8 ครั้ง เพื่อลดกลิ่นฉุน ไม่ต้องกลัวกาวแห้งนะคะ 5.จากนั้นเล็งตำแหน่งให้ดี แล้วแปะจากกึ่งกลางกระดาษแล้วค่อยๆ ลูบกระดาษให้แนบไปกับผิวจมูก 6.แปะทิ้งไว้ 10 - 15 นาที จากนั้นค่อยๆ ดึงออกค่ะ ข้อควรระวัง 1. อันตราย หากกาวไปสัมผัสถูกผิวหน้าบริเวณอื่นๆ ผิวอาจจะไหม้ และ ทำลายผิวอ่อนได้ 2.สำหรับผู้ที่แพ้กาว อาจเกิดอาการแพ้ ระคายเคือง และทำลายชั้นผิวได้ 3.หากใช้วิธีนี้เป็นประจำ อาจทำให้รูขุมขนกว้าง ควรทำในปริมาณที่พอเหมาะ เรียบเรียงข้อมูลโดย Women.MThai Team ที่มาข้อมูล : บทสัมภาษณ์นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง และ บทความ  นายแพทย์ ยุทธนา อ่องอนันตพงศ์ doctoryouth

'พาณิชย์' ยันต้นทุนสินค้าไม่ขยับ แม้ปรับเงินขรก.
กรมการค้าภายใน /  กระทรวงพาณิย์ / 

กระทรวงพาณิชย์ยืนยัน ต้นทุนสินค้าไม่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการขึ้นเงินค่าครองชีพข้าราชการ เตือนผู้ผลิตอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลปรับเพิ่มเงินค่าครองชีพให้แก่ข้าราชการ และลูกจ้างชั้นผู้น้อย จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า จึงไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคาสินค้า และบริการในช่วงนี้ แต่ในอดีตที่ผ่านมามีผลทางด้านจิตวิทยาที่ผู้ผลิตฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า ด้านกรมการค้าภายในได้ติดตาม และตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดเป็นประจำทุกสัปดาห์ แม้ขณะนี้รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะพิจารณาปรับราคาพลังงานให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งมองว่าต้นทุนของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคไม่มีการขยับตัวสูงขึ้นมากจนกระทบต่อผู้ผลิตให้ขึ้นราคาสินค้า ขณะเดียวกันจากการประเมินต้นทุนสินค้าอาหารไม่พบความผิดปกติ ทั้งราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ น้ำมันพืช และผักชนิดต่างๆ มีแนวโน้มทรงตัว และลดลงตามช่วงฤดูกาล ซึ่งหากประชาชนพบเห็นการปรับราคาสินค้าอุปโภค และบริโภค รวมถึงอาหารสำเร็จรูปโดยไม่มีเหตุผล สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 ซึ่งโทษตามกฎหมายผู้ไม่ติดป้ายแสดงราคาสินค้ามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากมีการจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินควร จะถูกดำเนินคดีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ MThai News เริ่มฝืด! พาณิชย์เผยเงินเฟ้อตค.ลดลง อยู่ที่ 1.48% พาณิชย์ เบรกนมกล่อง ขึ้นราคา พาณิชย์ เตรียมช่วยเหลือต่างชาติก๊อปปี้สินค้าไทย

พุธ 26 พ.ย.2557 ดาวเสาร์ย้ายราศีครั้งใหญ่ จะเกิดไรขึ้น!!!
ดาวเสาร์ /  ดาวเสาร์ย้ายราศี / 

เนื่องจากวันพุธ 26 พ.ย.2557 ดาวเสาร์ได้ย้ายราศี ครั้งใหญ่ ออกจาก ราศีเมษ  ราศีตุลย์ แล้วดันย้ายเข้า ราศีพฤษภ ราศีพิจิก จะส่งผลดีหรือผลร้ายอย่างไรบ้าง และต้องเตรียมตัวอย่างไร มีหรือที่ Horoscope.Mthai.com จะไม่นำมาบอก ลองไปดูกัน วันพุธ 26 พ.ย.2557 ดาวเสาร์ย้ายราศี ครั้งใหญ่ จะเกิดไรขึ้น!!! ย้ายออกคือ ราศีเมษ และ ราศีตุลย์ หลังจากนี้ดวงชะตาจะพ้นเคราะห์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ปัญหาและอุปสรรคจะลดลง ส่งผลให้ชีวิตดีขึ้น ย้ายเข้าคือ ราศีพฤษภ ( เกิดระหว่าง  15 พ.ค. - 14 มิ.ย.) และ ราศีพิจิก ( เกิดระหว่าง 17 พ.ย. - 15 ธ.ค.) ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของดาวเสาร์ ในคร้ังนี้ จะส่งผลให้ผู้ที่เกิดในราศีพิจิก ซี่งเป็นเจ้าภาพดาวเสาร์เข้าตรงที่ราศีพิจิก ในช่วง 2-3 เดือนแรกงานจะหนักมากขึ้น หน้าที่งานรับผิดชอบสูงขึ้น หลังจากนั้นจะอยู่ตัว (แต่งานหนักจริงๆ) ส่วนราศีพฤษภ จะได้พบเจอกับคนใหม่ๆ มากขึ้น ทำมีโอกาสพบเจอคนที่คิดที่ไม่ซื่อ การร่วมหุ้นลงทุนต้องระวัง แต่ทั้งสองราศีจะมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ดี การทำบุญมี 2 ส่วน  ในวันดาวเสาร์ย้าย 1.ทำบุญช่วงเช้า สามารถทำได้หลายอย่าง เช่นการใส่บาตรตอนเช้าหรือถวาย สังฆทานในช่วงสายของวันที่ 26 พฤศจิกายน แต่แนะนำให้ถวายของที่มีความหมายที่เกี่ยวกับพระเสาร์ไปด้วย เช่น ของสีม่วงหรือเลขกำลังดาวเสาร์ก็คือเลข 7 หรือเลข 10 เช่นดอกกล้วยไม้สีม่วง จำนวนของทำบุญ 7 หรือ 10 อย่าง ถวายพระนาคปรก ปัจจัยให้มีเลข 7 หรือ 10 เป็นต้น ขึ้นอยู่กับศรัทธาของแต่ละบุคคล และอย่าลืมกรวดน้ำ 2. ไหว้พระเสาร์ตอนเย็น สามารถเริ่มไหว้ได้ตั้งแต่เวลาที่พระเสาร์ย้ายคือ 16.29 น. เป็นต้นไป แต่ไม่ควรเลยเที่ยงคืนของไหว้ ขั้นตอนการไหว้ในวันดาวเสาร์ย้าย คือ จุดธูปตามจำนวนของไหว้ 7 หรือ  10 ดอก ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดบทบูชาพระเสาร์ ตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วย "ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะฯ" (สวด 10 จบ) ตั้งจิตอธิษฐานกล่าว ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด "ข้าพเจ้าได้จัดของไหว้พระเสาร์จำนวน 7 อย่างหรือ10 อย่าง ขอให้พระเสาร์ราชาโชคส่งผลดีแก่ดวงชะตา ขอให้ผลแห่งกรรมดีในครั้งนี้ ช่วยคุ้มครองดวงชะตาตลอดช่วงเวลาที่ต้องพระเสาร์" และอธิษฐานเรื่องที่เราตามปรารถนา เมื่อธูปใกล้หมดให้ลาของไหว้ นำของไหว้มารับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล ควรท่องคาถาบทนี้ก่อนทานของไหว้แต่ละอย่าง "โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ" หากไม่สะดวกไหว้หรือทำบุญในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน แนะนำให้ไปทำบุญในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม แทนซึ่งตรงกับวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 ของไหว้รับดาวเสาร์ สามารถไหว้  7 อย่าง(ตัวเลขของดาวเสาร์) หรือ  10 อย่าง (กำลังดาวเสาร์) แล้วแต่ความพร้อม สีของดาวเสาร์คือสีดำหรือสีม่วง ดังนั้นของไหว้สามารถใช้ได้ทั้งสองสีตามความสะดวก แต่ควรเป็นอาหารที่ทานได้และควรมีทั้งของคาว,ของหวาน,ผลไม้ เช่น กาแฟดำ บัวลอยดอกอัญชัน ซุปไก่ น้ำองุ่น ขนมชั้นสีม่วง น้ำอัดลม สาหร่าย เป็นต้น อันนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ส่วนธูปเทียนและดอกไม้ไม่นับอยู่ในจำนวนของไหว้ ดอกไม้ คือ ดอกกล้วยไม้ หรือ ดอกบัวสีม่วง ก็ได้ ขอบคุณข้อมูลจาก อ.ช้าง ทศพล ศรีตุลา

งานไก่ต้องมา สาว ไต้หวัน ครวญเพลงสารพัดสัตว์ เป็นภาษาจีน
chick chick /  Pulcino Pio

งานเลียนเสียงสัตว์ต้องมา เมื่อแฟนเพจ Shanghaiist ได้โพสคลิปสาวไต้หวัน ครวญเพลงแปลก เลียนเสียงสารพัดสัตว์ ผ่านเพลง Pulcino Pio เพลงฮิตเมื่อปี 2012 ของศิลปินชาวอิตาลี ถูกนำมาเปลี่ยนเนื้อร้องใหม่เป็น ภาษาจีน โดยเธอคนนี้ ลองไปฟังกันเลย จะว่าไป ทำให้เรานึกถึงเพลง Chick Chick ของ Wang Rong Rollin ที่เพิ่งถูกพูดถึงอย่างมากมาย ในความแปลก แหวกแนว ทั้งเพลง และภาพในมิวสิควีดีโอ ลองไปฟังต้นฉบับ Pulcino Pio (chirping chick) เพลงฮิตที่อิตาลี เมื่อปี 2012 กันสักหน่อย เนื้อเพลง Pulcino Pio In radio c'è un pulcino, in radio c'è un pulcino... e il pulcino pio, e il pulcino pio, e il pulcino pio, e il pulcino pio, e il pulcino pio, e il pulcino pio... In radio c'è una gallina...in radio c'è una gallina... e la gallina cò, e il pulcino pio e il pulcino pio e il pulcino pio, e il pulcino pio, e il pulcino pio, e il pulcino pio... In radio c'è anche un gallo, in radio c'è anche un gallo e il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio.... In radio c'è un tacchino, in radio c'è un tacchino e il tacchino glu glu glu il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio,e il pulcino pio.... In radio c'è un piccione, in radio c'è un piccione e il piccione tru e il tacchino glu glu glu e il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio.... In radio c'è anche un gatto, in radio c'è anche un gatto e il gatto miao, il piccione tru e il tacchino glu glu glu e il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio.... In radio c'è anche un cane, in radio c'è anche un cane e il cane bau bau, il gatto miao, e il piccione tru e il tacchino glu glu glu e il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio.... In radio c'è una capra, in radio c'è una capra e la capra meee e il cane bau bau, e il gatto miao, e il piccione tru e il tacchino gulu gulu e il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio.... In radio c'è un agnello, in radio c'è un agnello e l'agnello bee e la capra meee e il cane bau bau, il gatto miao, e il piccione tru e il tacchino gulu gulu e il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio... In radio c'è una mucca, in radio c'è una mucca e la mucca moo, l'agnello bee e la capra meee e il cane bau bau, il gatto miao, e il piccione tru e il tacchino glu glu glu e il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio... In radio c'è anche un toro, in radio c'è anche un toro e il toro muu e la mucca moo l'agnello bee e la capra meee e il cane bau bau, il gatto miao, e il piccione tru e il tacchino glu glu glu e il gallo corococò e la gallina cò e il pulcino pio... In radio c'è un trattore, in radio c'è un trattore e il trattore bruum, il trattore bruum, il trattore bruum e il pulcino... (squeck) OH OH :)

รัฐนิวยอร์ก เฝ้าระวังน้ำท่วม เหตุอุณหภูมิสูงหลังพายุหิมะ
นิวยอร์ก /  น้ำท่วม / 

สหรัฐประกาศเตือนประชาชน ให้รับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากเกิดพายุหิมะที่โหมกระหน่ำในหลายพื้นที่เมืองสัปดาห์ที่แล้ว ละลายกลายเป็นมวลน้ำจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น วันนี้ (24พ.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าว เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระดมกำลังขนกระสอบทรายหลายพันถุง เพื่อป้องกันภัยน้ำท่วมหลังจากหิมะที่ตกอย่างหนัก และพัดถล่มปกคลุมหลายพื้นที่ใกล้กับเมืองบัฟฟาโล มลรัฐนิวยอร์กของสหรัฐ และคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วอย่างน้อย 13 ราย ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้มีการพยากรณ์จากศูนย์บริการสภาพอากาศแห่งชาติว่า อุณหภูมิอาจสูงขึ้นและทำให้น้ำแข็งละลายกลายเป็นมวลน้ำมหาศาล โดยเฉพาะหลายพื้นที่ทางตะวันตกของมลรัฐนิวยอร์กได้อยู่ในภาวะเฝ้าระวังน้ำท่วม อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สหรัฐ พยายามเรียกร้องให้ประชาชนเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ รวมถึง หากมีแนวโน้มใกล้เกิดน้ำท่วมอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จะออกประกาศเตือนอีกครั้ง ขณะที่ คำเตือนเฝ้าระวังน้ำท่วมดังกล่าวมีผลในเขตเมืองอีรี ไวโอมิง บัฟฟาโล สปริงวิลล์ เป็นต้น MThai News

แมค เดลิเวรี่ สั่งวันนี้ฟรี ไก่ทอด 5 ชิ้น
จ่ายผ่านบัตร วีซ่า /  มนูไก่ทอด / 

โปรโมชั่น  แมค เดลิเวรี่ สั่งออนไลน์ "อร่อยสุดคุ้ม" ฟรี ไก่ทอด 5 ชิ้น ใครหิวบ้างเอ่ยย ? ถ้าหิวแล้วละก็สั่ง ไก่ทอด แมค เดลิเวรี่ มากินที่บ้านได้เลยคะ สั่งวันนี้รับ ฟรี ไก่ทอด 5 ชิ้น เลยนะ รู้ยัง?  วันนี้ แมค โดนัล เค้ามีโปรโมชั่นสดๆ ร้อนๆ จาก แมค เดลิเวรี่ อร่อยง่ายๆ เพียงสั่ง เมนูไก่ทอด 5 ชิ้น ราคา 169 .- รับเพิ่มทันที  ไก่ทอดอีก 5 ชิ้น ฟรีๆ ไปเล๊ยยย! คุ้มสุดๆ ขอบอกเลยคะ  ค่าเมนูอาหารสามารถจ่ายผ่านบัตร วีซ่า ได้ด้วยนะคะ ง่ายๆ แถมรวดเร็วอีกต่างหาก ไม่ต้องเสียเวลารถติดให้ยุ่งยาก อยู่บ้าน ก็อร่อยไปกับ แมค เดลิเวรี่  ได้เลยค่าาา เริ่มหิวกันแล้วใช่ม๊าาา !?  อร่อยง่ายๆ ไม่ว่าจะสั่งทางออนไลน์  แค่คลิก http://mcdelivery.mcthai.co.th/  หรือแค่โทร McDelivery  1711  ส่งถึงที่ทุกเมนู ไม่มีขั้นต่ำ 24 ชม.* * ไม่มีกำหนดขั้นต่ำ โดยคิดค่าบริการจัดส่ง 40 บาท * จัดส่งเฉพาะภายในบริเวณที่กำหนด สอบถามพื้นที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง และสั่งอาหารได้ที่ 1711

ตร.รวบ แก๊งมิคาโดะ ซิ่งรถขนยาเลียนเเบบหนังดัง
The fast and the furious /  ขนยาเสพติด / 

ตำรวจจับกุมหัวหน้า แก๊งมิคาโดะ พร้อมสมาชิกกลุ่ม เลียนแบบหนังแต่งรถซิ่ง ลอบขนยาเสพติด นายอัมรินทร์ วัฒนสิริวิทย์ นายศุภมิตร ยิ่งอุบล และ นายณัฐวัฒน์ บัวชุมสุข ถูกตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 จับกุมได้ พร้อมของกลางยาบ้า 44,000 เม็ด ไอซ์ 200 กรัม ปืนขนาด 9 มม. พร้อมเครื่องกระสุน และรถยนต์ 2 คัน หลังตำรวจสืบทราบว่า นายอัมรินทร์ มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติด จึงได้วางแผนล่อซื้อยาเสพติด และจับกุมนายอัมรินทร์ พร้อมยึดยาบ้า 2,000 เม็ด ก่อนเข้าตรวจค้นห้องพักย่านรัชโยธิน และขยายผลจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด พร้อมยึดของกลางดังกล่าว จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่า รับยาเสพติดมาจาก นายบอย ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง มากระจายต่อให้กับลูกค้า ด้าน พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ระบุว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ใช้ชื่อ แก๊งมิคาโดะ (Mikado) มีพฤติกรรมชอบแต่งรถซิ่ง และรวมกลุ่มไปแข่งรถตามที่ต่าง ๆ โดยเลียนแบบภาพยนต์ เรื่อง The fast and the furious ในการแต่งรถแข่ง และนำมาใช้ขนยาเสพติด เพื่อหลบหนีการจับกุม

ยำใหญ่ The Voice 3 มหากาพย์แห่งความดราม่า รอบ Knock Out
The Voice 3

<<อ่านข่าว พืช The Voice 3 กรณี เลือกเพลงที่ร้องแต่ไม่ได้ร้อง ในรอบ Knock Out>> ดราม่าเอยจงเงยขึ้นมา เงยขึ้นมา เงยขึ้นมา หลังจากที่ได้นำเสนอกรณี พืช The Voice 3 โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เลือกเพลงที่ร้องแต่ไม่ได้ร้อง จนโค้ช แสตมป์ ต้องออกมาชี้แจง จนกลายเป็นประเด็นใหญ่โตบนโลกโซเชียล อยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิคไดเรคเตอร์ของรายการ The Voice ซีซั่น 3 ผู้แข่งขัน หรือแม้แต่บุคคลที่เรารู้จักกันดีในวงการเพลง ต่างก็ตั้งสเตตัสพูดถึงประเด็นดังกล่าว ทำเอาชาวเน็ตที่ตามเผือก เฮ้ย ตามประเด็นนี้อยู่ ถึงกับต้องติดตามกันต่อไปยาวๆเลยทีเดียว ทรูมิวสิค ชี้แจง ผ่านแฟนเพจ ขอบคุณทุกคำติชม และขอให้ติดตามอีก 3 สัปดาห์สุดท้าย ในนามของผู้อำนวยการผลิตรายการ ‪#‎thevoiceTH‬ ประเทศไทย ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามรายการ รวมทั้งให้การติชมรายการมาโดยตลอด ในโอกาสนี้ ทีมงานขออนุญาตเรียนชี้แจงกับ ท่านผู้ชมกับเหตุการณ์และกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งรายการ The Voice เป็นรายการโทรทัศน์ที่ถูกดีไซน์มาให้สร้าง “ความสุข” ให้กับผู้ชม โดยไม่ปรารถนาที่จะขายอารมณ์ชิงชัง เหยียดหยาม ในทางลบเลยครับ และขอถือโอกาสนี้สร้างความเข้าใจ โดยรูปแบบรายการ หรือ Format ของรายการนั้น ตั้งแต่รอบ Blind Audition โค้ชต้องเป็นผู้ตัดสินใจคัดเลือกคนเข้ารอบโดยฟังแต่เฉพาะ “เสียง” เท่านั้น และหลังจากนั้นจะทำการฝึกทักษะการร้อง พัฒนาความสามารถของลูกทีมเพื่อทำการแข่งขันในรอบ Battle และ Knock Out ต่อไป ซึ่งด้วยรูปแบบของรายการที่โค้ชจะต้อง “เลือก” หรือ “ไม่เลือก” ใครนั้น นับเป็นความลำบากใจ ซึ่งอาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจใครบ้าง แต่ที่สุดแล้วทั้งโค้ชและทีมงานทุกคน รวมทั้งตัวผู้เข้าแข่งขันเองต่างก็ต้องการทำทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมทุกท่าน และสุดท้ายแล้วไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ชนะเลิศหรือไม่ก็ตาม ทางรายการปรารถนาให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นที่ชื่นชมและจดจำ ซึ่งจากกระแสต่างๆ เกิดขึ้นทั้งกับตัวโค้ชและผู้เข้าแข่งขันเองนั้น ผมในฐานะผู้ดูแลรายการทั้งหมด ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ที่เราเคารพในกติกาของรายการมาโดยตลอด ซึ่งอาจจะไม่ตรงใจกับทุกคน ผมก็ขอน้อมรับ และนำมาเป็นบทเรียนไว้เพื่อนำไปปรับปรุงในกระบวนการทำงานให้ดีขึ้นในซีซั่นถัดๆ ไป และขณะนี้เรากำลังเข้าสู่รอบการแสดงสด ซึ่งอีกเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น เราก็จะรู้แล้วว่าใครจะได้เป็น The Voice ประจำซีซั่น 3 ผมและทีมงาน อยากให้ทุกท่านมาร่วมชมร่วมเชียร์ผู้เข้าแข่งขันที่ทุกคนชื่นชอบ เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาต่อไปกันเถอะครับ อาจกิจ สุนทรวัฒน์ ผู้อำนวยการผลิตรายการ เดอะวอยซ์ ประเทศไทย --------------------------------------------------------------------------------- มาที่ผู้แข่งขันกันบ้าง ไอนัท ปกรณ์ โพธิ์แสงดา หนึ่งในผู้แข่งขัน ทีม เจนนิเฟอร์ คิ้ม ได้เผยผ่านบล็อคส่วนตัว ว่า รู้สึกดีใจ ที่ได้ใช้นามสกุล The Voice แถมเจ้าตัวยังได้บอกเล่าถึงการแข่งขัน ตั้งแต่รอบ Blind Audition จนกระทั่ง ถึงรอบ Knockout พร้อมแนะถึงผู้ที่จะมาสมัครปีหน้า "เริ่มที่รอบ Blind Audition ที่ถูกคัดเลือกจากผู้สมัครกว่าสองหมื่นคน ก่อนขึ้นเวทีตื่นเต้นมาก ซ้อมความพร้อมทุกอย่างก่อนขึ้น พอก้าวแรกที่ขึ้นเวที ไอ้ที่ซ้อมมา หายหมดเลยครับ หายโดยตั้งใจ และใช้ความเป็นตัวเองออกมาล้วนๆ ตอนนั้นเราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครกด สุดท้ายพี่คิ้มก็กด ก็ทำให้เราดีใจเป็นทวีคูณที่จะได้ไปต่อ จากนั้น ก็มาถึงรอบ Battle นับตั้งแต่รอบคุยเพลงครั้งแรกหลังจากจบรอบ Blind พี่คิ้มก็แนะนำการร้องการออกเสียงให้ผมในตอนที่เลือกเพลง การจัดลำดับเสียงต่างๆ แม้จะเป็นเวลาสั้นคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นการคุยกันธรรมดา แต่สำหรับผมเป็นคนค่อนข้างชอบเรียนรู้อยู่บ้าง การพูดคุยกันครั้งนั้นผมจดจำมาตลอด และเอามาใช้จนได้ซ้อมเพลงรอบแบทเทิล ก่อนแข่งแบทเทิล พี่คิ้มเป็นโค้ชคนเดียวที่ใส่ใจเรื่องการแต่งตัวมาก ระหว่างที่คุยเรื่องแต่งตัวไปก็คุยเรื่องการร้องไปในตัวด้วย ว่าต้องทำยังไงในการร้องแฝงเข้าไป อันนี้ผมจดจำได้แม่นเลย" แล้วโค้ชจะมีเวลามาเจอเราเหรอ ไอนัท เผยต่อ "ช่วงที่พี่คิ้มให้ความรู้ด้านการเป็นนักร้องเป็นช่วงที่มาจากการคุยกันเล่นๆบนโต๊ะอาหาร หรือคุยกันเล่นๆในห้องซ้อม พี่คิ้มจะให้ความรู้ที่ห้องเรียนไม่มีสอนกับเราเพื่อให้มาใช้จริงๆแบบที่นักเรียนดนตรีไม่เคยได้มาก่อน การคุยกันเล่นๆแบบนั้นมันคือคลังความรู้มหาศาลเลยครับ ทุกคำของพี่คิ้มมันซึมเข้าไปในหัว เวลาที่เราจะได้เจอพี่คิ้มนั้นแม้จะมีน้อย แต่เราจะทำยังไงให้การได้เจอกันครั้งนั้นทำให้เราซึมซับและจดจำคำสอนจากพี่คิ้ม ซึ่งถ้าเราให้ความสำคัญที่จะเรียนรู้ซะอย่างไม่ต้องกลัวหรือเขินอายเลย มีแต่ได้ความรู้ครับ คุ้มมากจริงๆครับที่ได้มา The voice และได้อยู่ทีมพี่คิ้มครับ แม้ว่ากระแสสังคมจะว่ายังไงก็ตาม นี่คือสิ่งที่ผมได้จริงๆไม่ต้องมโนเลยครับ การได้ความรู้จากคนที่มีประสบการณ์มากนั้นดีซะยิ่งกว่าการอ่านหนังสือในห้องสมุดใหญ่ๆทั้งหมดมารวมกัน พี่คิ้มใช้สิ่งที่พี่คิ้มเจอมาสอนกับพวกเรา และพี่คิ้มไม่สอนใครร้องเลยนะครับ นอกจากลูกทีมของตัวเองเท่านั้น แค่นี้ก็เรียกว่าวิเศษแล้วครับสำหรับคนที่ได้อยู่ทีมโค้ชคิ้มครับ" แล้วก็มาถึงรอบ Knock Out เจ้าตัวเผยถึงความรู้สึกที่ได้มาอยู่ทีม เจนนิเฟอร์ คิ้ม "เราซ้อมกันจนดึกดื่นเลย พอซ้อมเสร็จ พวกเราก็ยกกันไปกินร้านข้าวต้มเฮียหวาน ร้านนี้อร่อยมากจนพี่คิ้มพามาทานเลยครับ อร่อยทุกอย่างจริงๆ เมนูที่ดีที่สุดของร้านกุ้งตัวโตๆ กินกันจนอิ่มเลย หลังจากกินเสร็จ คนในทีมวันนั้น มีน้องหนุ่ม น้องโจ ก็ได้คุยกับพี่คิ้มแบบเต็มๆ ความรู้บนโต๊ะคืนนั้นผมจดจำมากๆเลยอ่ะ มันเป็นสิ่งที่โครตจริงของอาชีพนักร้องแบบเรา การใช้ชีวิตในรูปแบบนี้เป็นยังไง ได้ฟังประสบการณ์ในการร้องต่างๆของพี่คิ้ม ยอมรับว่าทึ่งครับ เพราะผมมั่นใจว่าพี่คิ้มคงไม่คุย สั่งสอน พูดให้ความรู้กันแบบที่ไม่มีใครสามารถจะหาได้อีก ในความเป็นมืออาชีพ พี่คิ้มให้ความรู้กับเราให้มากที่สุด ในระยะเวลาที่น้อย พี่คิ้มพยายามให้ความรู้กับเราในเวลาที่จำกัด เราก็ต้องปรับตัวและรับความรู้ต่างๆของพี่คิ้มให้เร็วที่สุด หลังจากคุยกันที่ร้านข้าวต้มวันนั้น ผมกลับมาด้วยหัวใจ พองโตเลยครับ ที่ได้มีโอกาสทานข้าวกับพี่คิ้ม ได้คุย ได้ความรู้ในแบบที่เราเอามาใช้ได้จริงๆ เป็นคืนพิเศษของผมเลยครับ เพราะไม่ง่ายเลยที่เราจะมีโอกาสแบบนี้ ใช่ครับบางคนอาจจะมองว่า แค่ไปกินข้าวกับศิลปินคนนึงเฉยๆ ทำไมต้องอวยขนาดนี้……. ก็ผมได้ความรู้จริงๆครับ ผมถึงเอามาพูดและแบ่งปันกันว่าผมเจออะไรมาบ้าง ประสบการณ์ที่แสนพิเศษเมื่อได้มา The voice" ท้ายสุด ไอนัท เผยสิ่งที่ต้องทำใจเมื่อมาแข่ง ‪#‎TheVoiceTH‬ ใครจะแข่งปีหน้าควรรู้ไว้ครับ 1.คุณต้องลางานทั้งวันเพื่อมาแข่ง 2.คุณต้องมาก่อนเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง 3.ต้องรอเวลาอย่างเดียว ผมรอจนเสียงหมดเลย 555 4.เดินทางบ่อยมากครับ 5.การคอยคิวถ่ายที่ยาวนานมากๆ ยิ่งรอบ Blind คนเยอะมาก ยิ่งต้องทำใจเลยว่าเวลาขึ้นเวทีเสียงคุณจะคุณภาพแย่ลง 30% มีเรื่องเล่าจาก ไอนัท อีกเพียบนะครับ ตามไปอ่านต่อได้ ที่นี่ ไอนัท The Voice 3 จากรอบ Blind Audition เพลง เกิดมาแค่รักกัน ไอนัท The Voice 3 จากรอบ Knock Out เพลง พูดทำไม --------------------------------------------------------------------------------- มาดูมุมมองของศิลปิน คนเบื้องหลัง กันบ้าง เริ่มที่ พี่ฟั่น โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์ชื่อดัง ได้ออกมาพูดถึงประเด็นดราม่าดังกล่าว ปกติ ผมไม่ชอบดราม่าอะไร แต่เรื่องนี้ในฐานะอยู่วงในด้วย ถ้าหลักฐาน ว่าใครขอขึ้นคีย์ ใครบอกว่าร้องได้สบาย ถูกเผยแพร่ออกไปนี่ ผมว่า จะไม่เหลือที่ยืนในสังคมนะครับ บรรดาแฟนคลับชาวดราม่า จะเงิบกันนะครับ ทางที่ดี ออกมารับ แบบแมนๆ ลูกผู้ชายดีกว่า ในฐานะโปรดิวเซอร์ ผมก็ชอบเสียงนะ เชียร์ด้วย แต่ไม่อยากทำงานด้วยแล้วล่ะ ผมรู้จัก มิวสิคไดเรคเตอร์ทั้งสามคน กับ แสตมป์ ทั้งสี่คนเป็นคนที่ผมสนุกที่เห็นพวกเขาทำงานทุกครั้ง ท่ามกลางความจำกัดของเวลา คิด ทำ และ เวลานอนพักผ่อน แต่หัวใจที่อยากให้งานออกมาดีที่สุดของพวกเขา มีมากกว่าความจำกัดนั้นมันทำให้ดนตรีของรายการดีขึ้นทุกๆครั้ง เชื่อเถอะว่า สามคนนี้ ศิลปินหลายๆคนอยากทำงานร่วมกับพวกเขา แต่โปรดิวเซอร์หลายคนคงไม่อยากทำงานให้บางคนแน่ๆ นี่ก็เริ่มมีน้องๆบางคน ออก มาบอกพฤติกรรมไม่น่ารัก หลังจากที่เคยร่วมงานกันแระ ถัดมาที่ พี่บอย โกสิยพงษ์ กับสเตตัส "จดหมายให้กำลังใจแด่ผู้ตัดสินทุกท่าน" ผมได้มีโอกาสเฝ้าชมการตัดสิน การ comment ของหลายๆท่านในหลายๆรายการประกวดต่างๆ หลายๆครั้งก็มีทั้งเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้น แต่ก็มีหลายครั้งเช่นกันที่ผมในฐานะผู้ชมก็มีความเห็นที่แตกต่าง แต่ที่ผมเขียนจดหมายนี้ขึ้นมาเพราะได้มีโอกาสติดตามคำาวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆของผู้ชมทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับท่านผู้มีตำแหน่งในการตัดสินเหล่านั้น ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ก็เห็นว่าหลายครั้งนอกจากเห็นต่างกันแล้วยังมีคำพูดที่พยายามทำลายผู้ที่เห็นต่างกับตนให้จมธรณีกันเลยทีเดียว คล้ายกับ ผู้ตัดสินทำไมถึงเลือกใข่เจียว แทนที่จะเลือกข้าวมันไก่ อะไรอย่างนั้น พูดเหมือนว่าการที่ผู้ตัดสินเลือกไข่เจียวนั้นช่างอยุติธรรม เลวและชั่วร้ายมากเกินที่จะให้อภัยกับความเห็นที่แตกต่างกันอย่างนี้ได้ แล้วพอมีหนึ่งเริ่ม ก็มี สองสามสี่ใส่อารมณ์ตามขึ้นมาอีกเป็นแถว ซึ่งค่อยๆขยายความร้อนของอารมณ์แค้นที่ถูกขัดใจกับผลตัดสินให้รุนแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลมากขึ้นเรื่อยๆ เพลงก็เหมือนอาหารที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้แหละครับแต่รับประทานกันทางหูและทางใจ แน่นอนสิบคนชอบอีกยี่สิบคนอาจจะไม่ชอบก็ไม่มีใครผิด สิบคนชอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อก็ไม่ควรไปบอกว่าอีกยี่สิบคนที่ชอบข้าวผ้ดหมูไร้รสนิยมหรือโง่หรือไม่ยุติธรรมที่ไปเลือกกินข้าวผัดหมู เพราะมันเป็นแค่ความชอบส่วนตัว และบังเอิญเขาเหล่านั้นดันได้มีโอกาสตัดสินจากรสนิยมส่วนตัวของเขาออกสื่อเท่านั้นจึงอยากเขียนจดหมายนี้ขึ้นมาเพื่อจะให้กำลังใจแด่ท่านผู้ตัดสินทั้งหลายที่อาจจะกำลังท้อใจในการทำหน้าที่ที่เผอิญท่านได้รับมอบหมายจากรายการต่างๆ ให้ยืนหยัดเพื่อรสนิยมของตัวเองต่อไป เพราะหน้าที่ของท่านที่ได้รับมานั้นคือการจริงใจต่อการแสดงความคิดรสนิยมของท่านอย่างซื่อตรงและซื่อสัตย์ต่ออาชีพของท่าน ไม่ใช่การมาแสดงความเห็นเพื่อให้ตรงใจใครครับ สู้ๆนะคร้าบ บอย โกสิยพงษ์ ปล.ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าความคิดใครถูกหรือผิดนะครับแต่หมายความว่าทุกคนมีโอกาสออกความเห็นแต่ไม่ควรคิดว่าความคิดตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง เพราะมันเป็นเรื่องของรสนิยม ไม่ใช่เรื่องคณิตศาสตร์ งานนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า อีก 3 สัปดาห์สุดท้าย ของรายการ The Voice ซีซั่น 3 จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป โดยรอบที่กำลังจะแข่งต่อจากนี้ ผู้ชมทางบ้าน จะมีส่วนในการตัดสิน เลือก 1 คนของแต่ละทีม ผ่านเข้ารอบ Final แล้วมาดูกันว่า 4 คนสุดท้าย จะเป็นใคร แหม่ มันช่างน่าติดตามยิ่งนัก รวบรวมโดย ทีมงานมิวสิคเอ็มไทย ที่มาจาก : Facebook Komol Boonpienpol/Boyd Kosiyabong,ไอนัท เว็บไซต์ www.ihearband.com มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

สตรีเหล็ก ตบโลกแตก

บนเวทีคอนเสิร์ตจัดว่าเด็ดอยู่แล้ว พอโดดลงมาเล่นหนังใหญ่เป็นเรื่องแรก  “สตรีเหล็ก ตบโลกแตก” ก็พกฝีมือขั้นเทพ ในฉากเรียกน้ำตาเสมือนมืออาชีพที่ไม่ต้องพึ่งน้ำตาเทียม แต่ใช้อารมณ์และอินเนอร์ล้วนๆ ในบทของ “ต้อม” ลูกคนจีนที่พ่อแม่ไม่เข้าใจที่เขาเป็นเกย์ ทำให้มีคาแรคเตอร์ที่ค่อนข้างเก็บกด แต่  “เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ” (เขื่อน เคโอติค) ก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดี จนทำเอาผู้กำกับฯทึ่ง!! ในความสามารถ สั่งแอคชั่นปุ๊บ น้ำตาก็มาปั๊บ เมื่อถามถึงเคล็ดลับในการเรียกน้ำตาของนักแสดงหนุ่ม เขื่อนตอบว่า “ผมคิดถึงตอนที่คุณยายเสียครับ ผมรักท่านมากทุกครั้งที่คิดถึงท่านน้ำตาก็ไหลไม่หยุด ต้องขอบคุณคุณยายนะครับที่ช่วยให้ผมสามารถผ่านฉากยากๆพวกนี้ไปได้ และต้องขอบคุณพี่ๆที่เล่นกับผมทุกคน แต่ละคนเป็นมืออาชีพมากๆ รับส่งบทกันแบบเทคเดียวผ่านครับ ประทับใจที่ได้รู้ว่าวงการของจริงมันเป็นแบบนี้นี่เอง” ถามต่อถึงความรู้สึกกับการได้มาเล่นหนังใหญ่ครั้งแรก “ผมรู้สึกดีมากๆกับกองถ่ายกองนี้ เห็น พี่แทค(ภรัณยู) พี่แจ๊ส(ชวนชื่น) แต่ละคนขนมุกมาใส่กันเพียบ นั่งดูอยู่ข้างหลังกล้อง ขำตลอดเลยครับ ส่วนตัวผมไม่กลัวนะครับว่าคนดูจะเปรียบเทียบอะไร  แต่มันเป็นอารมณ์ กดดันตัวเองมากกว่า กลัวว่าเราจะเล่นไม่ได้เพราะมันเป็นหนังเรื่องแรก แต่สำหรับพวกพี่ๆและทีมงานกองนี้ไม่มีใครกดดันผมนะ ทุกคนน่ารักมาก ถ้าฉากไหนเล่นไม่ได้ พี่ฟิลม์ พี่แทค พี่แจ๊ส พี่ต๊อบ จะเข้ามาช่วยเลย จะสอนแนะนำผมว่าต้องทำยังไงส่งอารมณ์ยังไง แต่ผมไว้ใจ พี่พชร์ นะครับ แกเป็นคนที่เก่งมากๆ เราคิดไปแค่ หนึ่งก้าว แต่แกคิดไปสาม สี่ ก้าวแล้ว ผมเตรียมตัวฟิตหุ่น ฝึกซ้อมเล่นวอลเล่ย์บอลขยันทำการบ้านเป็นอย่างดีศึกษาทุกอย่างต้องยอมรับว่าภาคเก่าเค้าทำไว้ดีมากจริงๆในส่วนของผมก็ต้องทำให้ดีที่สุดครับ” เตรียมเป็นกำลังใจให้กับ เขื่อน ภัทรดนัย ใน “สตรีเหล็ก ตบโลกแตก”  31 ธันวาคมนี้ ตบกันในโรงภาพยนตร์ ------------------------------

ป้าหมอเตือน เด็กทารก กิน น้ำคลอโรฟิลล์ อาจตายได้
น้ำคลอโรฟิลล์ /  ป้าหมอ / 

จากกรณีที่มีการโพสต์ภาพ คุณแม่ท่านหนึ่ง นำ น้ำคลอโรฟิลล์ใส่ขวดนมให้ เด็กทารก ที่มีอายุเพียง 7 วันกินเข้าไปแล้วมีการโฆษณาชวนเชื่อว่า ดีต่อเด็กทารก ทำให้เด็กแข็งแรงมาก นั้น ล่าสุด ป้าหมอ หรือ พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด ได้โพสต์ข้อความเตือนคุณแม่ทั่วประเทศว่า นี่ เป็นการกระทำที่ เสี่ยงอันตราย อาจะทำให้เด็กเสียชีวิตได้ ป้าหมอขอขอบคุณ คุณหมอจ่าพิชิต ขจัดพาลชน ที่กรุณาส่งรูปผู้หญิงคนหนึ่งในโซเชียลมีเดียกำลังเอาน้ำที่เจ้าตัวบอกว่าชื่อน้ำคลอโรฟิลล์ ให้เด็กทารกกิน ด้วยความเป็นห่วงว่า ในปัจจุบัน มีการโพสต์ขายของมากมาย โดยไม่มีการกลั่นกรอง หากผู้ไม่ทราบ หลงใช้ตามโฆษณา ก็จะเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กๆค่ะ ทารกแรกเกิดหนัก 5 กก. ไม่ใช่เด็กปกตินะคะ ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมหรือเลียนแบบ อาจเกิดจากการที่คุณแม่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือ เด็กอาจเป็นโรคผิดปกติบางอย่างที่ทำให้มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลกับสมองตามมา หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง และ การให้ทารกกินน้ำอื่นๆที่ไม่ใช่นมแม่ หรือ นมผงสำหรับทารกที่ได้รับการเตรียมอย่างถูกสัดส่วน และ สะอาด จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น เกิดภาวะน้ำเกินหรือน้ำเป็นพิษจนสมองบวม ท้องร่วงจากติดเชื้อ เกิดอาการแพ้รุนแรง ต่อไปนี้คืะ วิธีให้อาหารตามวัยที่ถูกต้อง ใช้ได้ทั้งกรณีนมแม่และนมผง คำถามจากคุณแม่แฟนเพจเกี่ยวกับวิธีให้อาหารตามวัย >>>>>ลูกของคุณแม่สามเดือนกว่าแล้วค่ะ คุณแม่ให้นมแม่อยู่ และกำลังคิดว่าอาจเริ่มให้อาหารอ่อนๆ ประเภทกล้วยบดหรือว่าข้าวบด แต่เคยได้ยินมาว่าควรให้เมื่อลูกสี่เดือนขึ้นไป ไม่อย่างนั้นอาจไม่ดีต่อกระเพาะอาหารเล็กๆ จึงอยากสอบถามคุณแม่ว่าสามารถเริ่มให้ได้เลยหรือยังคะ และถ้าเริ่มได้ควรเริ่มจากอะไรก่อนดีคะ" ป้าหมอ >>>> ทำไมจึงไม่ควรให้ทารกกินอาหารอื่นที่ไม่ใช่นม ก่อนอายุ 6 เดือน เมื่อ 10 ปีก่อน แนะนำให้เริ่มอาหารตามวัยหลัง 4 เดือน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น 6 เดือนแล้วค่ะ โดยมีงานวิจัยมากมายสนับสนุนคำแนะนำดังกล่าว แต่บุคลากรทางการแพทย์จำนวนหนึ่ง และหนังสือคู่มือเลี้ยงลูกหลายๆเล่ม ยังไม่ทราบข้อมูลใหม่เหล่านี้ ต่อไปนี้ คือ หน่วยงานที่แนะนำว่า ทารกควรกินนมแม่อย่างเดียว หรือ กินนมผงบวกน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก *องค์การอนามัยโลก *ยูนิเซฟ *สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา *คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติออสเตรเลีย *คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแคนาดา เพราะว่า ทารกส่วนใหญ่จะมีความพร้อมทั้งด้านพัฒนาการและร่างกายในการกินอาหารอื่นที่ไม่ใช่นมแม่ หรือ นมผง เมื่ออายุประมาณ 6-9 เดือน บางงานวิจัยกล่าวว่าเด็กบางคนควรเริ่มกินอาหารตามวัยช้ากว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป เช่น คนที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว อาจเริ่มที่อายุ 12 เดือน หรือ เป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด #ข้อดีของการเริ่มอาหารหลังอายุ 6 เดือน - ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย เพราะได้รับภูมิต้านทานจากนมแม่เต็มที่ มากกว่า 50 ชนิด และยังมีอีกมากมายที่ยังไม่รูัจัก การศึกษาหนึ่งพบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวใน 4 เดือนแรก พบปัญหาโรคหูชั้นกลางอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มอาหารตามวัยเร็ว โดยลดลงถึง 40% และมีปัญหาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจลดลงอย่างชัดเจน - ไม่ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนักเกินไป ถ้าเริ่มเร็วเกินไป อาจมีปัญหา ท้องอืด ท้องผูก น้ำย่อยโปรตีนยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ย่อยโปรตีนได้ไม่เต็มที่ น้ำย่อยคาร์โบไฮเดรตยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 6-7 เดือน น้ำย่อยไขมันยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 6-9 เดือน - ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคแพ้อาหาร งานวิจัยพบว่า ยิ่งให้นมแม่นาน ยิ่งลดความเสี่ยงของโรคแพ้อาหาร เพราะว่าก่อน 6 เดือน เซลเยื่อบุลำไส้ยังอยู่กันแบบหลวมๆ (open) เพื่อให้ ภูมิคุ้มกันจากนมแม่ผ่านเข้าไปตามช่องว่างดังกล่าวเข้าไปอยู่ในเลือดของลูก ช่วยป้องกันการติดเชื้อโรค แต่หากมีการให้อาหารแปลกปลอมอื่นเข้าไป สารแปลกปลอมก็จะเล็ดลอดเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายทารกสร้างสารต่อต้าน จนเกิดปัญหาแพ้อาหารตามมาได้ หลัง 6 เดือนเซลเยื่อบุลำไส้จะอยู่กันชิดๆแล้ว (close) ความเสี่ยงจึงลดลง - ลดความเสี่ยงปัญหาขาดธาตุเหล็ก การให้อาหารอื่นก่อนอายุ 6 เดือน จะทำให้ลำไส้ดูดซึมธาตุเหล็กจากนมได้น้อยลง งานวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับอาหารอื่นก่อน 6 เดือน จะมีปัญหาซีดจากขาดธาตุเหล็กที่อายุ 1 ขวบมากกว่า และเมื่อเริ่มอาหารเสริมแล้ว อย่าลืมให้กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นประจำ จะได้ไม่ซีด อีกปัจจัยหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงของโรคซีดหลัง 6 เดือน คือ ตอนคลอดควรรีดเลือดจากสายสะดือเข้ามาทางลูก ถึงแม้จะเพิ่มปัญหาตัวเหลืองขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ - ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนเมื่อโตขึ้น - ช่วยให้แม่ผลิตน้ำนมได้เต็มที่ เพราะหากกินอาหารตามวัย จะทำให้เด็กกินนมแม่ลดลง แม่จะสร้างน้ำนมลดลง พบว่าเด็กที่เริ่มอาหารตามวัยเร็วก่อน 6 เดือน มีแนวโน้มหย่านมแม่เร็วขึ้น - ลูกมีปัญหาการกินน้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มอาหารตามวัยก่อน 6 เดือน เพราะลูกมีความพร้อมมากกว่า อย่าเชื่อคำขู่ว่า ถ้าไม่เริ่มเร็วๆ ลูกจะกินข้าวยาก เพราะเริ่มเร็วเริ่มช้ากว่า 6 เดือน ก็มีปัญหากินข้าวยากได้ทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งเด็กที่กินนมแม่หรือนมผง ก็เจอปัญหากินข้าวยากทั้ง 2 กลุ่ม และข้อเท็จจริง คือ กลุ่มที่เริ่มเร็วกว่า 6 เดือน (เพราะน้ำย่อยและการเคลื่อนไหวของลำไส้ยังไม่พร้อม) และ กลุ่มนมผง (เพราะเด็กนมแม่ รสชาตินมแม่จะแปรเปลี่ยนไปตามอาหารที่แม่กิน จึงทำให้เด็กคุ้นเคยกับรสชาติอาหารมากกว่า แต่นมผง รสชาติจะคงเดิมตลอด) จะมีปัญหากินข้าวยากมากกว่าค่ะ ลูกใครที่กินก่อน 6 เดือน แล้วไม่มีปัญหาอะไร ก็ถือว่าโชคดีไปค่ะ เช่น ให้กินกล้วยตั้งแต่ 1 เดือน ลูกก็ไม่เห็นเป็นไร กระเพาะอาหารก็ไม่เห็นแตกเหมือนกับที่เป็นข่าว ก็เหมือนกับการรัดเข็มขัดนิรภัยที่บางคนไม่รัด ก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดีอยู่ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวนั้นมีแน่ๆค่ะ เช่น แทนที่ลูกจะได้กินนมแม่มากๆ ซึ่งมีสารบำรุงสมอง สารต้านเชื้อโรค สารต้านมะเร็ง ก็ต้องเสียพื้นที่ไปในการกินกล้วยซึ่งไม่มีสารเหล่านี้ และ งานวิจัยพบว่า การเริ่มกินสิ่งอื่นก่อน 6 เดือน จะเป็นสาเหตุทำให้หย่านมแม่ก่อนเวลาอันควรด้วยค่ะ ถ้าเราอยากให้ลูกกินนมแม่ไปได้นานๆ ก็ไม่ควรเริ่มอาหารอื่นก่อน 6 เดือนนะคะ #วิธีการให้อาหารตามวัย ให้เริ่มด้วยข้าวกล้อง (บางคนแพ้ข้าวกล้อง กินแล้วมีผื่นขึ้น หรือ ท้องผูก ก็ให้เปลี่ยนเป็นข้าวขัดขาว) หุงรวมกับถั่ว แล้ว ค่อยๆใส่ผักทีละอย่าง ใช้ซ้ำหนึ่งเมนู นาน 4-5 วัน เพื่อการตรวจสอบว่าไม่มีปัญหาแพ้ อาการแพ้ คือ ผื่น ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด งอแง ส่วนผลไม้และน้ำผลไม้ ค่อยเริ่มเดือนถัดไป เพื่อให้รู้จักรสชาติของผักซึ่งจืดก่อน เพื่อไม่ให้ติดหวาน ผักที่ใช้มีดังนี้ แครอท ไชเท้า มันเทศ มันฝรั่ง มันม่วง มันญี่ปุ่น ถั่วลันเตา ถั่วแขก ถั่วฟักยาว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วขาว ถั่วชิกพี ถั่วสปลิท ลูกเดือย ลูกบัว ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหอม ผักกาดแก้ว กะหล่ำปลี ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักโขม ปวยเล้ง บ็อคชอย มะรุม ยอดมะระ ผักหวาน ข้าวโพดอ่อน เห็ด หัวหอมใหญ่ บล็อกโครี่ กะหล่ำดอก ฟักขาว แตงกวา แตงร้าน ฟักทอง ฟักเขียว อโวคาโด เมล็ดพืช ควรเลือกผักออร์แกนิกจะได้สารพิษน้อยหน่อย ควรแช่น้ำยาล้างสารพิษ เช่น เบคกิ้งโซดา หรือ น้ำเกลือ หรือ น้ำยาแช่ผัก อโวคาโด เมล็ดพืช เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดงา เมล็ดแฟล็กซ์ มีโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของดีเอชเอ ช่วยบำรุงสมองและสายตา ส่วนของข้าวกล้องและถั่วจะสุกช้า จึงควรแช่น้ำทิ้งไว้ 24 ชม. จึงค่อยต้มให้สุกด้วยน้ำเปล่า หรือ น้ำซุปผัก ไม่แนะนำน้ำต้มกระดูกหมู เพราะจะได้ไขมันจากสัตว์เข้าไปด้วย ห้ามปรุงรสด้วยซี่อิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล น้ำผึ้ง เพราะจะทำให้ลูกติดรสชาติ ไม่ดีกับสุขภาพ แต่ให้ใส่เกลือไอโอดีนเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ขาดสารไอโอดีน ไม่ใช่ใส่เพื่อให้มีรสชาติ เมื่อข้าวและถั่วสุกดีแล้วจึงค่อยใส่ผัก รอจนสุก ปล่อยให้เย็นแล้วตักใส่ช่องทำน้ำแข็ง เมื่อแข็งแล้วแกะใส่ถุงเก็บนม แยกเป็นแต่ละเมนู เก็บได้นาน 4 สัปดาห์ในตู้เย็นนช่องฟรีส เวลาจะใช้ แกะออกจากถุงใส่ภาชนะที่ปลอดภัยในการอุ่นด้วยไมโครเวฟ หรือ อุ่นบนเตา คนให้เข้ากันดี เพราะบางจุดร้อนจัด เดี๋ยวลวกปากลูก ไม่ควรทำอาหารจากดิบเป็นสุกด้วยไมโครเวฟ สำหรับอาหารของลูก เพราะกลัวจะสุกไม่ทั่วถึง แต่ใช้เป็นการอุ่นอาหารที่สุกมาแล้วได้ค่ะ ส่วนภาชนะ จาน ถ้วย ช้อน ถาดน้ำแข็ง ล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดขวดนมและน้ำเปล่า ไม่ต้องนึ่ง อายุ 6-7 เดือน ให้บดอาหารให้ละเอียด โดยปั่นละเอียด หรือครูดผ่านกระชอน วันละมื้อเดียว หัดให้ลูกกินน้ำจากถ้วยหรือหลอดดูด หรือ ช้อนตักน้ำป้อนเวลากินข้าวแล้วฝืดคอ ในวันแรก เริ่มป้อนเพียง 1 ชต. แล้วตามด้วยนมแม่จนอิ่ม ค่อยๆเพิ่มวันละ 1 ชต. อย่าเพิ่มเร็ว เดี๋ยวท้องอืด แล้วร้องกวนตอนกลางคืน แต่ถ้าลูกไม่อยากกิน อย่าบังคับ ให้หยุดป้อน แล้วค่อยให้ใหม่วันต่อมา จนกินได้ครบมื้อ ปริมาณ 5-8 ชต. นมมื้อนั้น จะเลื่อนการกินออกไปอีก 3-4 ชม. ในกรณีที่ยังไม่ทราบว่าแพ้อาหารหรือไม่ ควรให้กินมื้อเช้า หรือ กลางวัน เพราะหากป้อนมื้อเย็น แล้วมีปัญหาแพ้อาหาร ลูกอาจมีอาการผิดปกติตอนกลางคืน ซึ่งสังเกตอาการได้ยากและต้องไปโรงพยาบาลเวลาฉุกเฉิน แต่ถ้าหากทราบว่า ไม่มีอาการแพ้ อาจเปลี่ยนมาให้อาหารเป็นเวลาเย็น อาจมีประโยชน์ในแง่ อาหารทำให้อิ่มนานขึ้น ลูกอาจหลับได้ยาวขึ้น เริ่มใส่เนื้อสัตว์เดือนที่ 7 คือ ไก่ หมู ปลาน้ำจืด เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ปลากราย ปลาเนื้ออ่อน ปลาสวาย ปลาคัง ปลาตะเพียน (ระวังก้าง) ตับไก่ ตับหมู ไข่แดง (ต้องต้มให้สุกเต็มที่ หากเป็นยางมะตูม หรือ ไข่ลวกหรือไข่ที่ตอกลงไปในโจ๊ก ซึ่งสุกไม่เต็มที่ เชื้อโรคไม่ถูกทำลาย จะทำให้ถ่ายเป็นมูกเลือดได้) ปริมาณที่ใส่ต่ออาหาร 1 มื้อ คือ 1 ช้อนโต๊ะพูน ไม่ควรมากกว่านี้ เพราะไตจะทำงานหนัก บดให้ละเอียด ของใหม่ใช้ทีละอย่าง ใช้ซ้ำ 4-5 วัน เพื่อตรวจสอบอาการแพ้ ส่วนไข่ขาว และ อาหารทะเลให้เริ่มหลังจากอายุ 1 ขวบ เนื่องจากแพ้ง่าย หากเริ่มเร็วเกินไป อาจไปกระตุ้นทำให้เกิดปัญหาแพ้ภายหลังได้ เดือนที่ 7 เริ่มผลไม้ปั่นละเอียดและเติมน้ำลงไปด้วย จะได้ไม่ฝืดคอและไม่หวานเกินไป เป็นอาหารว่างอีก 1 มื้อ ปริมาณ 3-4 ชต. เช่น แอปเปิ้ล สาลี่ แคนตาลูป ชมพู่ แตงไทย แตงญี่ปุ่น ลูกพลับ ลูกพีช ลูกแพร์ พุทรา กล้วย มะม่วงสุก มะละกอสุก (หากกินผัก ผลไม้ สีเหลือง สีส้ม มากๆ อาจทำให้ผิวสีเหลือง ไม่อันตราย กินต่อไปได้ ถ้าหยุดกินแล้ว กว่าจะหายเหลือง จะใช้เวลานานประมาณ 6 เดือน) ส่วนผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว กีวี สัปปะรด มะเขือเทศ บลูเบอรี่ สตรอเบอรี่ ให้เริ่มหลัง 1 ขวบ เนื่องจากแพ้ง่าย ไม่แนะนำให้ขนมทุกชนิดใน 2 ขวบแรก แม้แต่ขนมปัง หรือ ที่เขาว่าเป็นขนมสำหรับเด็กฝึกถือกินเองก็ตาม เพราะจะทำให้ลูกติดใจรสชาติ ไม่ชอบกินข้าว ฟันผุ เป็นโรคอ้วน และขนมปังก็มีสารอาหารน้อยกว่าข้าว จึงไม่ควรให้รู้จัก ถ้าลูกเป็นเด็กมีปัญหากินข้าวยาก นอกจากนี้ขนมปังเป็นอาหารแปรรูป มีการปรุงแต่งใส่รสชาติ สารกันบูด นมเนยชีส และตัวแป้งสาลีก็ถือเป็นอาหารก่อภูมิแพ้ เดือนที่ 8 – 9 ให้เพิ่มข้าวเป็น สองมื้อ เริ่มป้อนอาหารเนื้อหยาบขึ้น คือ ไม่บดละเอียด แต่ตุ๋นให้นุ่ม เวลาป้อนให้ใช้หลังช้อนบด แต่ต้องดูด้วยว่า ลูกสามารถกินได้หรือไม่ ถ้าเคี้ยวแล้วกลืนได้ ไม่ติดคอ ไม่คายออกมา ไม่อมเอาไว้ในปากโดยไม่กลืน แสดงว่ากินได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ ให้กลับไปบดละเอียดเหมือนเดิม แต่ทำให้ข้นมากขึ้นเล็กน้อย แล้วเดือนหน้าค่อยลองป้อนใหม่ มื้อที่สาม ให้เริ่มเมื่ออายุ 11-12 เดือน และเริ่มทำอาหารแบบไม่ต้องตุ๋น เพียงแค่ต้ม แล้วดูว่าลูกกินได้หรือไม่ เด็กหลายคนเริ่มกินข้าวสวย และข้าวเหนียวได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ เริ่มปรุงรสอ่อนๆได้ แต่ต้องดูด้วยว่า ไม่มีปัญหาท้องผูก หรือ ถ่ายออกมาเป็นอาหารไม่ย่อย เนื่องจากการกินอาหารที่หยาบมากขึ้น เวลาเดินทาง แนะนำให้ใช้อาหารสำเร็จรูปบรรจุในกระปุกแก้ว ที่เปิดฝาแล้วตักกินได้เลย เลือกชนิดที่ไม่เติมน้ำตาล สารกันบูด และนมผง แต่ถ้าอยู่บ้าน แนะนำให้กินอาหารทำเองแช่แข็ง จะมีคุณค่ามากกว่าอาหารสำเร็จรูป ไม่แนะนำอาหารที่เป็นผงชนิดก่อนใช้ให้ผสมน้ำบางยี่ห้อ เนื่องจากมีน้ำตาลและนมวัวผงผสมอยู่ และอาหารที่เป็นผง จัดว่าเป็นอาหารที่มีการดัดแปลงมากเกินไป เนื่องจากผ่านกระบวนการความร้อนที่ทำให้เป็นผง จึงเหลือคุณประโยชน์น้อยลง ควรฝึกให้ลูกได้ตักอาหารกินเอง ตั้งแต่อายุ 9 เดือน ไม่ต้องกลัวเลอะเทอะ โดยให้นั่งเก้าอี้ (high chair) และมานั่งกินพร้อมผู้ใหญ่ จะได้เลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่ ไม่ควรกินข้าวพร้อมกับเล่นของเล่น หรือ ดูทีวี หรือ เดินตามป้อนหน้าบ้าน เพราะจะทำให้ติดเป็นนิสัย ไม่มีสมาธิกับการกินข้าว อมข้าว และใช้เวลานานเกินไป ตำราทำอาหารบางสูตร แนะนำให้ใส่เนย มาการีน ชีส หรือ นมวัว หรือ นมผง ลงไปในอาหาร แต่ป้าหมอไม่แนะนำ เนื่องจากทำมาจากนมวัว ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ ส่วนกรณีที่ต้องการเอานมแม่ที่สะสมไว้มาประกอบอาหาร อาจมีที่ใช้ใน 2 กรณี คือ หนึ่ง ลูกไม่ยอมกินนมที่สะสมไว้ หรือ สอง ลูกไม่ยอมกินอาหาร ดังนั้นการเอานมแม่มาผสมกับอาหาร อาจทำให้ยอมรับสิ่งที่ไม่ยอมกินได้ง่ายขึ้น แต่หากลูกยอมกินนมที่สะสมอยู่แล้ว และยอมกินข้าวดีอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องละลายนมเพื่อนำมาใช้ประกอบอาหาร ให้ยุ่งยากหลายขั้นตอน แต่หากลูกมีปัญหาดังกล่าว วิธีเอานมแม่แช่แข็งมาใช้ประกอบอาหารคาว ให้ทำอาหารให้ข้นกว่าปกติ หลังจากที่อุ่นอาหารพร้อมจะกินแล้ว ให้ละลายนมแม่มาราดบนอาหาร เพื่อให้ได้อาหารที่มีความเข้มข้นเหมาะสม จะไม่เอานมแม่ไปต้มกับอาหารตั้งแต่ต้น เพราะจะเสียคุณค่าและมีกลิ่นเหม็น หากต้องการนำนมแม่แช่แข็งมาทำเป็นอาหารหวาน คือ เอาก้อนนมแม่แข็งมาปั่นกับผลไม้ที่ต้องการ แล้วตักป้อนให้กินเป็นไอศกรีมผลไม้ เครดิตรูป : คุณหมอจ่าพิชิต ขจัดพาลชน คำเตือน : อย่าเลียนแบบหญิงสาวในภาพนี้เด็ดขาด นำมาให้ดูเป็นอุทาหรณ์ อย่าคิดแต่จะขายของโดยขาดสามัญสำนึกของมนุษย์ค่ะ ที่มาจาก :  https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic

ถูกเหลือเชื่อ! 'เจ๊ตุ้ม' ข้าวแกงเมืองโอ่ง ทุกอย่าง 10 บาท
ข่าว /  ข่าวราชบุรี / 

ข้างแกง 'เจ๊ตุ้ม' เมืองโอ่ง ราชบุรี ขายไม่สนต้นทุน ทุกอย่าง 10 บาท ตักไม่ทันวันละ 3,000 จาน เผยกำไรจานละ 1 บาท เป็นที่พูดถึงกันเป็นอย่างมากกับร้านขายข้าวแกง และอาหารตามสั่งราคาถูกเหลือเชื่อในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ 'เจ๊ตุ้ม' ข้าวราดแกง และอาหารตามสั่ง ทุกอย่างราคา 10 บาท โดยร้านเจ๊ตุ้ม อยู่ในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี บริเวณซอยชุมชนสันคู  ซึ่งทุกวันจะมีลูกค้าแวะเวียนมารับประทานอาหารที่นี่ไม่ต่ำกว่า 200-300 คน ทั้งชาวบ้าน คนทำงาน และเด็กนักเรียน ซึ่งที่ร้านมีทั้งบริการข้าวราดแกงรับประทานที่ร้าน และสั่งให้ห่อกลับบ้าน พร้อมกับเมนูอาหารหลากหลาย เช่น ผัดเผ็ดหมูป่า ผัดกะเพราหมู ผัดเผ็ดปลาดุก ผัดขิง รวมทั้งมีอาหารตามสั่ง ข้าวคลุกกะปิ ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยว ทุกอย่างราคาเดียว 10 บาทจริง ๆ ไม่มีหมกเม็ดแน่นอน แต่ถ้าเพิ่มไข่ดาวก็จ่ายเงินอีก 5 บาทเท่านั้น โดยร้านเจ๊ตุ้ม เป็นร้านเก่าแก่ ขายข้าวแกง และอาหารตามสั่งมานานกว่า 15 ปี รวมทั้งรับสั่งทำข้าวห่อด้วย ซึ่งแต่ละวันขายแทบไม่ทัน วันละไม่ต่ำกว่า 3,000 ห่อ และโดยเฉลี่ยจะมีกำไรห่อละ 1 บาท ซึ่งในช่วงเช้าของทุกวัน ก็จะมีพ่อค้าเร่มารับข้าวห่อไปขาย เริ่มขายตั้งแต่เวลาตีห้าครึ่ง ไปจนถึงช่วงบ่ายสาม และหยุดวันอาทิตย์ MThai News ชิลๆ กับ 10 สถานที่ เที่ยวสวนผึ้ง ราชบุรี พาณิชย์เผยวันนี้ราคาสินค้าทรงตัว(20 พ.ย.57)

10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

ในประวัติศาสตร์นั้นเราจะรู้กันดีกว่ามีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่บรรพบุรุษแรกของสิ่งมีชีวิต ลิงวานร และเริ่มมีวิวัฒนาการกลายมาเป็นมนุษย์อย่างในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเรามีการพัฒนามากขึ้น การไล่ล่า การกิน การอยู่รอด ก็ตามมาเรื่อยๆ ในยุคแรกๆ หลายพันปีนั้นมีสัตว์หลากหลายขนิดเกิดขึ้นมามากมาย และก็มีไม่น้อยที่สูญพันธ์ไปเพราะเกิดจากการไล่ล่าของมนุษย์นั่นเอง วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย มาฝากเพื่อนๆ ให่อ่านเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ กันคะ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำมายกตัวอย่างนะคะ  .. 10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย 1. นกโดโด้ : สูญพันธุ ตอนปลายของศตวรรษที่ 17 นกโดโด้หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Raphus Cucullatus เป็นนกที่บินไม่ได้ แหล่งที่อยู่อาศัยคือ หมู่เกาะเมอริตัส เป็นนกในตระกูลเดียวกันกับนกพิราบและนกนางแอ่น สูงประมาณ 1 เมตร (3 ฟุต) กินผลไม้เป็นอาหารและมักทำรังบนพื้นดิน นกโดโด้มักจะได้เป็นสัญลักษณ์ของการสูญพันธุ์ของสัตว์ต่างๆเพราะมันเป็นสัตว์ชนิดแรกของโลกที่สูญพันธุ์ในยุคที่มนุษย์เริ่มบันทึกการหายไปของสัตว์ เพราะฉะนั้นฝรั่งจะมีสำนวนที่ว่า “as dead as dodo” แปลได้ว่า ตายหยังเขียด หรือ “to go the way of the dodo” แปลได้ว่า การสูญพันธุ์ หรือ ล้าสมัย 2. เพนกวินยักษ์ : สูญพันธุ์ในปี 1844 เพนกวินยักษ์เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกันกับเพนกวินซึ่งบินไม่ได้ สูงประมาณ 75 เซนติเมตร หรือ 30-34 นิ้วและหนัก 5 กิโลกรัม ในสมัยก่อนพบมากในแถบหมู่เกาะนอกชาวฝั่งของแคนาดา กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ไอแลนส์ และอังกฤษ แต่จากการล่าโดยไม่มีการจำกัดทำให้มันสูญพันธุ์ในที่สุด 3. กวางไอริช : กวางที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูญพันธุ์ไปเมื่อ 7,700 ปีก่อน กวางไอริชหรือกวางยักษ์อาศัยในแถบยูเรเชียตั้งแต่ประเทศไอแลนด์ไปจนถึงเบงกอลในยุค Pleitocene ถึงช่วงต้นยุค Holocene  จากการศึกษาโครงกระดูกมันมีชีวิตอยู่ในช่วง 5,700 BC หรือ 7,700 ปีที่แล้ว มันสูงถึง 2.1 เมตร หรือ ราวๆ 7 ฟุต วัดจากเท้าถึงไหล่  มีการถกเถียงกันถึงสาเหตุของการสูญพันธุ์ของมันซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าเป็นเพราะขนาดที่ใหญ่ของมันทำให้เป็นจุดเด่นสำหรับผู้ล่า 4. พะยูน สเตลล่า : สูญพันธุ์ในปี 1768 สมัยก่อนมักพบมากในเขตทะเลแบร์ลิ่ง มันถูกพบเห็นเป็นครั้งแรกในปี 1741 โดยนักธรรมชาติวิทยา George Steller พยูนนี้สามารถโตเต็มที่และยาวได้ถึง 7.9 เมตร (25.9 ฟุต)  และหนักได้ถึง 3 ตัน จากการศึกษาฟอสซิลของมันพยูนนี้เคยอาศัยอยู่ในแถบทะเลแปซิฟิคยาวไปถึงตอนใต้ของญี่ปุ่นและรัฐแคลิฟอเนีย สาเหตุหลักๆที่ทำให้มันสูญพันธุ์คือ การมาถึงของมนุษย์ในแถบชายฝั่งทะเล มีหลายคนอ้างว่ายังพบเห็นกลุ่มพยูนสเตลล่าอยู่บริเวณทะเลแบร์ลิ่งและชายฝั่งของประเทศกรีนแลนด์ ซึ่งก็อาจจะยังมีพยูนแตลล่าบางส่วนเหลือรอดมาได้แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันแต่อย่างใด 5. ครึ่งม้าลาย ครึ่งม้า (Quagga) : สูญพันธุ์ในปี 1883 หนึ่งในสัตว์สูญพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักในแอฟริกา Quagga เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับม้าลาย ซึ่งในช่วงหนึ่งพบมากในแถบแอฟริกาใต้ เหมือนสัตว์อื่นๆที่ถูกล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร Quagga ตัวสุดท้ายถูกยิงในปี 1870 และ Quagga ในสวนสัตว์ตัวสุดท้ายของโลกตายเมื่อ 12 สิงหาคม 1883 ที่ สวนสัตว์ Artis Magistra ในกรุงอัมส์เตอร์ดัม เพราะความสับสนในการแยกแยะว่า Quagga ควรแยกเป็นสัตว์อีกพันธุ์จากม้าลายหรือไม่ มันก็สูญพันธุ์ไปซะก่อนก่อนที่มันจะถูกจัดเป็นสัตว์อีกพันธุ์นึงที่ไม่ใช่ม้าลาย  แต่จากการศึกษารูปแบบ DNA ของมันโดยศูนย์วิจัยของสมิธโซเนี่ยนพบว่า Quagga ก็คือม้าลายธรรมดานี่เองเพียงแต่มันเริ่มกลายพันธุ์โดยไม่ทราบสาเหตุ 6. วัวยักษ์ (Aurochs) : สูญพันธุ์ในปี 1627 เป็นสัตว์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในยุโรป มีแหล่งกำเนิดในแถบประเทศอินเดียเมื่อกว่า 2 ล้านปีก่อนและได้อพยพไปอาศัยในแถบเอเชีย และอพยพมาอยู่ในยุโรป เมื่อราวๆ 250,000 ปีก่อน จนเมื่อศตวรรษที่ 13 จะพบมันได้เฉพาะในประเทศ โปแลนด์ ลิทูเนีย โมดาเวีย ทรานซิลเวเนีย และ ปรัสเซีย ในสมัยก่อนผู้ที่จะสามารถล่ามันได้มีเฉพาะขุนนางผู้ใหญ่และเศรษฐีเท่านั้น เมื่อการล่าเพิ่มมากขึ้นกฎหมายคุ้มครองมันก็ถูกร่างขึ้นมาแต่สำนักราชวังยังคงต้อง ทำการล่าพวกมัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งในประเพณีของราชวงศ์ที่ต้องคงไว้แต่หากผู้อื่นใดล่ามันจะถูกประหารชีวิตทันที ในปี 1564 มีการบันทึกโดยราชวงศ์ว่ามี Aurochs เหลืออยู่เพียง 38 ตัว 7. ช้างแมมมอธ : สูญพันธ์ 10,000 ปีก่อน เป็นช้างที่อาศัยอยู่ในยุคน้ำแข็งเมื่อ 20,000 ปีก่อน แต่สูญพันธุ์ไปเพราะถูกมนุษย์ยุค หินล่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีการสันนิษฐานสาเหตุการตายของมันว่า เกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันจึงทำให้ล้มตาย แต่หลังจากมีการค้นพบสุสานช้างขนาดใหญ่ พร้อมด้วยอาวูธยุคหินจำนวนมากที่ฝังอยู่ใต้กระดูกของพวกมัน และดูเหมือนว่าทุกตัวจะกระดูกขาหักเพราะตกจากที่สูง จึงทำให้บางส่วนคิดว่าน่าจะเกี่ยวกับการล่าของมนุษย์ด้วย ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ยุคก่อนใช้ไฟและหอกปลายแหลมไล่ล่าเจ้าแมมมอธพวกนี้ให้ตกจากหน้าผา เพื่อให้ง่ายต่อการฆ่าภายหลัง 8. นกพิราบ (Passenger Pigeon) : สูญพันธ์เมื่อปี 1914 จากนกพิราบที่เคยมีนับพันล้านตัวในทวีปอเมริกาเหนือ ดูเหมือนว่าพวกมันได้รับผลกระทบจากการตัดไม้และไล่ล่าพวกมันเพื่อนำเนื้อมากิน จนเกือบสูญพันธ์ในช่วงยุค 1890 แต่ก็ยังประสบปัญหาเดิมอยู่ในภาวะวิกฤติ ก่อนที่จะหายสาบสูญไปอบ่างสมบูรณ์ เมื่อนกตัวสุดท้ายตายลงในปี 1924 ที่สวนสัตว์ Cincinnati Zoological Garden 9. เสือดาวแซนซิบาร์ (Zanzibar leopard) : สูญพันธ์เมื่อปี 2000 สัตว์ตระกูลแมวยอดนักล่าที่สวยงามสายพันธุ์นี้ เคยอาศัยอยู่ในผืนป่าบนเกาะแซนซิบาร์ของประเทศแทนซาเนีย เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในมหาสมทุรอินเดีย นอกชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก เสือเหล่านี้มีเฉพาะบนเกาะแซนซิบาร์เท่านั้น ทว่ามีข้อมูลของพวกมันอยู่น้อยมาก โดยมีหนังของเสือดาวชนิดนี้ถูกเก็บไว้เพียงหกผืน การขยายตัวของชุมชนมนุษย์บนเกาะแห่งนี้ส่งผลคุกคามต่อเสือดาว และเมื่อพวกมันเข้ารบกวนสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ พวกเสือดาวจึงถูกไล่ล่าจนลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อกลางทศวรรษที่ 1990 เสือดาวแซนซิบาร์ก็ถูกระบุว่าสูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม มีรายงานที่ไม่แน่ชัดถึงการพบเห็นเสือดาวบนเกาะแซนซิบาร์อยู่เป็นระยะ ทว่ายังไม่มีหลักฐานอื่นที่ชัดเจนถึงการเหลืออยู่ของพวกมัน 10. เสือทัสมาเนีย (Tasmanian Tiger) : สูญพันธ์ปี 1936 หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมาป่าทัสมาเนีย (Tasmanian Wolf) ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Thylacine เป็นสัตว์กินเนื้อที่หายากซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าสูญพันธุ์หมดไปจากโลกนี้แล้ว เป็นสัตว์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดที่สูญพันธุ์ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ที่สูญพันธุ์จะเป็นสัตว์กินพืชซะมากกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลียและปาปัวนิวกินีย์  มีการพบเห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเสือทัสมาเนียครั้งสุดท้าย ในเวสต์ออสเตเลีย บนแผ่นดินใหญ่ แต่พบเป็นฟอสซิล หรือซากศพที่ติดอยู่ในหินอายุประมาณ 3,100 ปี มีลักษณะคล้ายๆกับสุนัขในบ้านเรา แต่มีฟันหน้าที่แหลมคม นอกจากนั้นลำตัวและหางของเสือประเภทนี้มีลักษณะคล้ายๆกับจิงโจ้ บางครั้งมันยืนด้วยสองขาหลังเหมือนจิงโจ้ด้วย เสือทัสมาเนียที่ชาวออสเตเลียเคยเห็นเป็นขนปุยลายทางสีน้ำตาลอ่อน มีสีดำสลับที่สันหลังค่อนไปทางก้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้เสือทัสมาเนียสูญพันธุ์อาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ประการที่เห็นชัดๆ คือการล่าอย่างไม่มีของเขต เมื่อชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ๆนั้น เสือทัสมาเนียก็เริ่มหดหายไป เนื่องจากพวกที่เข้ามาใหม่นั้นนำแกะเข้ามาเลี้ยง  โดยบริษัท Van Diemens Land Co. ให้ค่าหัวในการล่าเสือทัสมาเนีย ต่อมารัฐบาลสั่งห้ามการล่าดังกล่าวเสีย แต่กว่าจะหยุดได้ก็ทำให้เสือดังกล่าวหายากมาก ตามบันทึกบอกว่าเสือทัสมาเนียตัวสุดท้ายของโลกตายในสวนสัตว์โฮบาร์ต ทัสมาเนีย เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2479 และในปีนี้เองรัฐบาลประกาศการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการของเสือชนิดนี้ และอีกหลานสาเหตุ ได้แก่การที่ผู้คนไม่ใส่ใจจะอนุรักษ์สัตว์ประเภทนี้ไว้ แต่บางรายงานก็บอกว่าเพราะการแพร่ระบาดของโรคบางชนิด เรียบเรียง teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูล dvdgameonline.com,www.jabchai.com,http://www.komkid.com/