กูเกิล

เขย่ง 9 กระโดด (Triple Jump) 23 เม.ย. 57
Seed MCOT /  รายการย้อนหลัง เขย่ง 9 กระโดด / 

รายการย้อนหลัง เขย่ง 9 กระโดด (Triple Jump) 23 เม.ย. 57 พูดคุยกับพาราด๊อกซ์ วงร็อควาไรตี้ ที่มีเอกลักษณ์ทางการแสดงสดที่ไม่เหมือนใคร รายการ เขย่ง 9 กระโดด (Triple Jump) รายการที่เพียบไปด้วยหลายๆเรื่องราว ที่อยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่ ตลอด 1 ชั่วโมงเต็ม กับ 3 พิธีกรสุดซี๊ด เด-ดาวิเด โดริโก้,ดอส-วัฒนากร ทิพจร และ อ้น-อัตตพงษ์ อัตตกิจกุล สัปดาห์นี้ พูดคุยกับวงร็อควาไรตี้ สุดแสนหรรษา วง พาราด็อกซ์ (Paradox) จากนั้น ดีเจอ้น จะมาโชว์ท่วงท่า ความพริ้วไหว ในกีฬาลีลาศ และอีกหลากหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ ติดตามชมได้ในรายการ เขย่ง 9 กระโดด (Triple Jump) ช่วง ทำนองนั้น ดอส-วัฒนากร ทิพจร พามาสัมผัสพูดคุยกับวงร็อควาไรตี้ สุดแสนหรรษา ที่มีเอกลักษณ์ทางการแสดงสดที่ไม่เหมือนใคร จนหลายคนต้องยกนิ้วให้กับความสามารถของวง Paradox เจาะลึกเรื่องราวประสบการณ์ แนวคิดแปลกๆ ในการทำงานเพลง พร้อมเปิดร้านคาเฟ่ เล่นดนตรีโชว์เพลงใหม่ล่าสุด รถไฟขบวนแห่งความฝัน ให้ฟังกันแบบจัดเต็ม!! ช่วง กระแสนิยม สำหรับใครที่รักการดื่มกาแฟ เป็นชีวิตจิตใจ วันนี้เลยขอพาไปนั่งชิลล์ร้านกาแฟ ในบรรยากาศน่ารักและอบอุ่น ที่มีความพิเศษตรงที่การตกแต่งร้านด้วยธีม Mr. Bean กับร้าน Mr. Bean Thailand จากนั้นไปอัพเดตเทคโนโลยีสุดล้ำ Google Glass การร่วมโปรเจ็กระหว่างกูเกิล และแว่นตายี่ห้อดังของโลก Ray-Ban, Oakley ในการผลิตกรอบแว่นที่ทันสมัย ช่วง ออกสนาม ดีเจอ้น-อัตตพงษ์ อัตตกิจกุล โดนส่งมาออกสนามกับกีฬาที่แสนท้าทาย และต้องใช้ความพริ้วไหวของท่วงท่าในการเต้นอย่าง กีฬาลีลาศ งานนี้หนุ่มอ้นจะทำได้ดีแค่ไหน กับการเรียนในหลักสูตรแบบเร่งรัด ติดตามชมเป็นกำลังใจให้หนุ่มอ้นได้ในช่วง ออกสนาม ช่วง ตัวจริง ดีเจเด-ดาวิเด โดริโก้ พามาพบกับตัวจริงเรื่อง ฉีด พ่น ที่มีกำแพงและท้องถนนเป็นผืนผ้าใบ โดยมีสีเสปรย์แทนพู่กัน จากความชอบในวัยเด็ก บวกกับความมุ่งมั่นทำในสิ่งที่แปลกในสายตาของคนทั่วไป จนกลายมาเป็นผลงานศิลปะที่ใครๆ ก็ยอมรับในทุกวันนี้ “Alex Face” ชีวิตคือ Graffiti การจะเป็นตัวจริงเรื่องงาน Graffiti ได้จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ต้องติดตาม... ติดตามชมรายการ “เขย่ง 9 กระโดด” (Triple Jump) รายการที่เพียบไปด้วยหลายๆเรื่องราว ที่อยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่ ทุกวันพุธ ห้าทุ่มครึ่ง ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี
นักวิทยาศาสตร์โลก /  เกร็ดความรู้

หลังจากที่มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่าทางกูเกิ้ลนั้นมีโปรเจ็กทำแก็ดเจ็ต (Gatget) ล้ำยุคออกมา คือ กูเกิลกลาส นั่นเอง โดยกูเกิลกลาสนี้จะเปรียบเสมือนลูกครึ่งแว่นตากับสมาร์ทโฟน ออกมา ทำให้หลายๆ คนที่เป็นสาวกนั้นก็คอยติดตามอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว และเป็นที่สงสัยอย่างยิ่งเพราะ นักวิจัยสหรัฐฯ พบว่า กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี เอ๊ะๆ เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต้องตาม teen.mthai ไปดูกันคะ ^^ กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี  การค้นพบครั้งนี้ เกิดขึ้นขณะที่ นายเบิร์ท ไวลด์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลินอยส์ของสหรัฐฯ ทำการศึกษาแผนภาพของดาวินชี เพื่อหาแรงบันดาลใจในการทำวิจัย จนกระทั่งเขาได้ไปพบกับแบบแปลนที่มีลักษณะเป็นหน้าคนสวมแว่นตา ที่มีกล้องขนาดเล็กติดอยู่ด้านข้าง นายไวลด์เล่าว่า ระหว่างที่เขากำลังอ่านหนังสือ และภาพสเก็ตของดาวินชี เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ก็พบกับ ภาพแว่นตา ดังกล่าว และเมื่ออ่านเพิ่มเติมจึงพบว่า แว่นตาอันนี้มีชื่อในภาษาอิตาเลียนว่า Occhiovita Immagine หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า แว่นตาภาพชีวิต โดยดาวินชีระบุว่า แว่นตาที่เขาคิดค้นขึ้นสามารถสั่งการด้วยภาพและตัวหนังสือ เสมือนเป็นผู้ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งคล้ายกับกูเกิลกลาส แว่นตาอัจฉริยะของกูเกิล ที่กำลังจะเตรียมวางจำหน่ายในปีนี้ ซึ่งภายหลังที่เขาเห็นภาพสเก็ตแว่นตาอัจฉริยะของดาวินชีเป็นครั้งแรก ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับคอนเซ็ปต์แว่นตาที่ดาวินชีเคยคิดไว้ แต่ก็ไม่พบรายละเอียดใดๆ นอกจากภาพสเก็ตที่ระบุลักษณะของภาพที่ปรากฎบนเลนส์ของแว่นตา ที่ดาวินชีเคยร่างไว้เท่านั้น นายไวลด์บอกว่า เขาแทบไม่เชื่อว่าไม่มีใครเคยสังเกตเห็น ภาพสเก็ตแว่นตาอัจฉริยะของดาวินชี มาก่อน จนกระทั่งมีการเปิดตัวกูเกิลกลาส จึงนับเป็นการพิสูจน์ว่า กูเกิลไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายแรก ที่คิดค้นแว่นตาอัจฉริยะอีกต่อไป!! อัยย่ะ เรื่องน่ารู้ กูเกิลกลาส ที่มาของกูเกิลกลาส เซอร์เกย์ บริน (ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล) บอกเหตุผลที่กูเกิลคิดทำ กูเกิลกลาส คือ การที่ผู้คนสมัยนี้ใช้ชีวิตผูกกับโทรศัพท์มาก ในขณะที่ใช้โทรศัพท์ มือหนึ่งก็ต้องถือ ตาก็ต้องก้มดู กูเกิลจึงคิด ถึงอุปกรณ์ที่สามารถทำให้มนุษย์ยังคงสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลกผ่านการมองเห็นด้วยดวงตาไปพร้อม ๆ กับการรับรู้ข้อมูลและสั่งการอุปกรณ์ไฮเทคของตัวเองได้ Glass Explorer หรือผู้ทดลองใช้กูเกิลกลาส  ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า กูเกิลกลาส  ทำให้การใช้งานอินเทอร์เนต มือถือ และกล้องง่ายขึ้นแบบ no hand แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขนาดนี้ก็ทำให้ผู้ใช้ล้ำเส้นไปละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนรอบข้างได้ง่ายๆ เช่นการแอบบันทึกภาพคนอื่นอย่างแนบเนียน หรือการพูดโทรศัพท์และสั่งการกลาสเสียงดังโดยไม่สนว่าจะรบกวนคนข้างๆ (อืม .. อันนี้น่าคิด) กูเกิลกลาส สามารถทำอะไรได้บ้าง? ถ่ายภาพนิ่ง, ถ่ายวิดีโอ, สั่งค้นหาด้วยเสียง, วิดีโอคอล และสั่งแปลภาษา, หน้าจอแสดงผลคมชัดเทียบเท่าจอ HD ขนาด 25 นิ้ว จากระยะการมองเห็น 8 ฟุต ความละเอียดของกล้องในการถ่ายภาพ 5 ล้านพิกเซล และบันทึกวิดีโอระดับ HD 720p มาพร้อมกับหน่วยความจำภายในตัวขนาด 16GB (ซึ่งใช้ได้จริง 12GB) โดยที่สามารถซิงก์ได้กับ Google cloud storage ด้วย ส่วนตัวแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 1 วันเต็ม ๆ หากไม่ใช้งานแอพพลิเคชั่นที่เปลืองแบตฯ หรือถ่ายวิดีโอ, รองรับการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นที่มี Bluetooth เป็นต้น คู่มือการใช้กูเกิลกลาส  1. ข้อแรกคือจงจำไว้เสมอว่าคุณมีกล้องติดอยู่บนใบหน้า เพราะฉะนั้นไม่แปลกอะไรที่ทุกคนจะมองคุณด้วยสายตาหวาดระแวง เพราะไม่รู้ว่าจะถูกแบบบันทึกภาพหรือไม่ เมื่อไหร่ และด้วยเหตุนี้ คุณจึงควรถอดกลาสทุกครั้งที่อยู่ในสถานที่ที่ไม่ควรมีการถ่ายภาพ เช่นห้องน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โรงหนัง และห้องประชุม 2. อย่าใช้ กูเกิลกลาส  แบบพร่ำเพรื่อมากเกินไป เนื่องจาก กูเกิลกลาส  เป็นแก็ดเจ็ตที่ดึงดูดสาตาอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรโดดเด่นเพิ่มเติมเข้าไปอีก เช่นการสั่งการกลาสด้วยเสียงตลอดเวลา หรือการใช้กลาสโทรศัพท์ ซึ่งทำให้คุณดูเหมือนเดินพูดคนเดียว ไม่ต่างจากการใช้บลูทูธ ที่สำคัญ ไม่ควรจะใส่กลาสตลอดเวลา เพราะนอกจากจะทำให้คุณดูเป็นคนบ้าเทคโนโลยีมากเกินไป ยังไม่มีใครชอบที่คนที่เขาคุยด้วยจะเหลือบมองไปที่ด้านขวาบนของตัวเองทุกๆ 10 วินาที 3. กฎข้อสุดท้ายที่ฟังดูไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ก็คือจงอย่าถ่ายรูปหรือบันทึกภาพอะไรที่ไม่สมควรด้วยกูเกิลกลาส เพราะหากมีคลิปหรือภาพที่หลุดไปอยู่ในอินเทอร์เนต ซึ่งชัดเจนว่าถ่ายจากกลาส แล้วเป็นภาพที่ไม่สมควรอย่างการแอบถ่ายผู้หญิงโป๊ คุณจะกลายเป็นคนที่ทำให้ภาพลักษณ์ของกลาส และผู้ใช้กลาสทั่วโลกเสียทันที เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผู้สวมใส่กลาสคนไหนจะมีมารยาทมากพอที่จะไม่ถ่ายภาพแย่ๆ เหล่านี้ กูเกิ้ลทำวิดีโอแนะนำการใช้และมารยาทในการใช้ กูเกิลกลาส โดยใช้คำว่า dont be a glass hole ซึ่งเป็นคำที่ออกมาล้อเลียนคำด่าที่ว่า ass hole นั่นเอง ในวิดีโอ ชุดนี้ ก็ระบุว่า ห้ามผู้ใช้ นำแว่นวีดีโอตัวนี้ ไปใช้ในหลายๆสถานที่ เช่น โรงหนัง ผับ บาร์ บาร์เต้นระบำเปลือย คาสิโน เพราะการที่แว่นอัจฉริยะตัวนี้สามารถบันทึกภาพและวิดีโอได้ อาจไปล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นๆ เพื่อนๆ สามารภไปเปิดดูกันได้เลยนะคะ การสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งใช้คำว่า "OK, Glass," เป็นคำขึ้นต้น เวลาจะสั่งให้มีการถ่ายภาพนิ่ง หรือวิดีโอ รวมถึงยังสามารถแชร์สิ่งที่เราได้เห็นและบันทึกเอาไว้ ไปยังคนใกล้ชิดได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่สั่งงานด้วยเสียงเท่านั้น ขณะเดียวกัน การวิดีโอแชทผ่านโปรแกรมสไกป์  รวมถึงการรายงานสภาพอากาศ และเส้นทางซึ่งมีความแม่นยำมากขึ้น และเห็นเส้นทางได้ชัดกว่าเดิม  ก็เป็นอีกหนึ่งความพิเศษ ที่มาพร้อมกับกูเกิล กลาสแบบใหม่นี้อีกด้วย เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง nanmeebooks,plus.google

ชมตย.ใหม่จาก Maleficent พร้อมกับเพลงประกอบจาก ลาน่า เดล เรย์
Maleficent /  มาเลฟิเซนท์ / 

ปล่อยกันออกมาแล้วคลิป 90 วินาที "มาเลฟิเซนท์ -- กำเนิดนางฟ้าปีศาจ" เผยเพลงสุดคลาสสิค "Once Upon a Dream" เวอร์ชั่นใหม่โดย ลาน่า เดล เรย์ เปิดให้โหลดฟรีผ่านทาง กูเกิล เพลย์ นักร้อง/นักแต่งเพลงชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลทางดนตรีมากมาย ลาน่า เดล เรย์ ได้บันทึกเสียงการตีความใหม่ ของบทเพลงจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเทพนิยายสุ­ดคลาสสิคของดิสนีย์ เรื่อง "สลีปปิ้ง บิวตี้ -- เจ้าหญิงนิทรา" ที่จะเป็นเพลงท้ายภาพยนตร์ (End Credit) ของ "มาเลฟิเซนท์ -- กำเนิดนางฟ้าปีศาจ" ที่จะเข้าฉายในบ้านเราในวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 นี้ เพลง "Once Upon a Dream" (วันซ์ อัพพอน อะ ดรีม) เวอร์ชั่น ลาน่า เดล เรย์ จะเปิดให้ดาวน์โหลดได้ฟรีเฉพาะที่ กูเกิล เพลย์ ได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ http://smarturl.it/ldrgps1 พร้อมติดตามหนังกันได้ 29 พฤษภาคมนี้

18 กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ สำหรับวัยรุ่น
10 อันดับ /  กิจกรรมวัยรุ่น / 

18 กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ สำหรับวัยรุ่น เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยี มันก้าวไปไกลจริงๆ วัยรุ่นหนุ่มสาวก็ชอบมันซะด้วย ก็เช่น Iphone , Samsung , Black Berry รุ่นใหม่มาทีไรก็แห่กันไปซื้อซะเกลี้ยง!! บางคนก็ซื้อด้วยเงินตัวเอง แต่สำหรับใครที่อ้อนง้อให้พ่อแม่ซื้อให้ ถ้าเจอ 18 กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ สำหรับวัยรุ่น เข้าไปจะเสียววาบๆแน่นอน!! คุณพ่อคุณแม่ ก็สามารถใช้ได้นะคะ teen.mthai ว่า 18 กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ดีมากๆทีเดียว  ^^ ซึ่งเรื่องราวกฏเหล็กเหล่านี้ เป็นของของแม่ลูกชาวอเมริกันคู่หนึ่ง โดยนางเจเนล ฮอฟฟ์แมน ผู้เป็นแม่ ได้มอบ iPhone รุ่นล่าสุดให้แก่ เกร็ก ฮอฟฟ์แมน ลูกชายวัย 13 ปี เพื่อเป็นของขวัญในวันคริสต์มาส พร้อมกับแนบกฎเหล็กในการใช้โทรศัพท์เอาไว้อย่างชาญฉลาดถึง 18 ข้อด้วยกัน เพื่อให้ลูกชายรู้จักใช้โทรศัพท์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม และมีความรับผิดชอบ!!! 1. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ มันเป็นโทรศัพท์ของแม่ แม่เป็นคนซื้อ แม่เป็นคนจ่าย แม่ให้ลูกยืมใช้ เพราะฉะนั้นแม่มีสิทธิ์สูงสุด 2. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ แม่จะต้องรู้พาสเวิร์ดทั้งหมด 3. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ถ้าแม่โทรเข้า ต้องรับ มันคือโทรศัพท์ ให้ทักทายอย่างสุภาพ ห้ามเมินเมื่อมีคำว่า "Mom" หรือ "Dad" โชว์บนหน้าจอโดยเด็ดขาด 4. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ส่งโทรศัพท์ให้พ่อหรือแม่ในเวลา 19.30 น. ในวันที่มีเรียน และ 21.00 น. ในวันหยุด ซึ่งมันจะถูกปิดจนกระทั่งเปิดอีกครั้งตอน 7:30 น. เช้าวันรุ่งขึ้น ถ้าลูกไม่ยอมใช้โทรศัพท์บ้านโทรหาเพื่อนก็ไม่ต้องโทรไป ลูกต้องเคารพพ่อแม่ของเพื่อน เหมือนอย่างที่ต้องการให้เพื่อนเคารพพ่อและแม่ของลูก 5. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ แม่จะไม่ให้ลูกพกมันไปโรงเรียน ลูกต้องคุยสื่อสารกับเพื่อนด้วยปาก ซึ่งเป็นทักษะการเข้าสังคม รู้จักมีสังคมปกติบ้าง **หากเรียนแค่ครึ่งวัน, มีทริปออกนอกสถานที่ หรือหลังจากที่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนเสร็จแล้ว จะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะให้ลูกใช้โทรศัพท์หรือไม่** 6. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ถ้ามันหล่นลงในโถส้วม ตกพื้น หรือหายไป ลูกจะต้องเป็นคนจ่ายค่าซ่อมหรือค่าซื้อใหม่ ด้วยการใช้เงินออมที่ได้รับจากวันเกิด หรือรับจ้างทำงานพิเศษ เช่น พี่เลี้ยงเด็ก ตัดสนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งมันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ลูกควรจะเตรียมตัวเอาไว้ 7. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้เทคโนโลยีในการโกหก หลอกลวง หรือแกล้งคนอื่น ห้ามร่วมวงสนทนาที่ให้ร้ายผู้อื่น ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี และอยู่ห่าง ๆ จากคนทะเลาะกัน 8. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามส่งอีเมล ข้อความผ่าน iphone ถ้าลูกไม่คิดจะพูดมันออกมาด้วยปาก 9. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามส่งอีเมล ข้อความ หรือพูดอะไรกับใคร ในสิ่งที่คุณคิดว่าพ่อแม่ของเขาคงโมโหถ้าได้ยินเข้าเด็ดขาด 10. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามดูหนังโป๊ แต่ใช้เพื่อหาข้อมูลความรู้ต่าง ๆ 11. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ปิดมันหรือปิดเสียงมัน เมื่ออยู่ในที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหาร โรงหนัง หรือตอนที่กำลังพูดกับคนอื่นอยู่ ลูกไม่ใช่คนหยาบคาย อย่าให้ iphone เปลี่ยนชีวิตลูก 12. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามรับ-ส่งรูปภาพของลับของลูก หรือของคนอื่น ห้ามหัวเราะ สักวันลูกจะถูกแบล็คเมล์ด้วยเรื่องนี้ หรือกระทั่งโดนเอาไปปล่อยต่อ ซึ่งไม่มีทางที่จะตามลบได้หมด 13. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามถ่ายรูปหรือวิดีโอจนเมมเต็ม ลูกไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกอย่างเก็บไว้ แต่ให้เก็บมันเอาไว้ในความทรงจำแทน 14. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ให้วาง iphone ไว้ที่บ้านบ้างบางครั้ง ไม่ต้องพกติดตัวออกไปข้างนอก เรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่มีมัน ก้าวข้ามความรู้สึก FOMO (fear of missing out) 15. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ให้ฟังเพลงใหม่ ๆ หรือเพลงคลาสสิก หรือเพลงที่แตกต่างจากที่คนอื่นเขาฟังกัน สมัยนี้รุ่นลูกสามารถเข้าถึงข้อมูลพวกนี้ได้ง่าย ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากมัน 16. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ให้เล่นเกมที่เกี่ยวกับ words puzzle หรือเกมลับสมองต่าง ๆ 17. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ตื่นตัว มองโลกรอบตัวเอง มองออกไปนอกหน้าต่าง ฟังเสียงนกร้อง ออกไปเดินเล่น พูดคุยกับคนแปลกหน้า ให้หาข้อมูลโดยไม่ใช้กูเกิล 18. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ถ้าทำผิดกฎแม้เพียงข้อเดียว แม่จะยึดโทรศัพท์ของลูก และเราจะมานั่งจับเข่าคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และเราพร้อมที่จะเริ่มสัญญาให้ยืม iphone ใหม่อีกครั้ง ลูกและแม่พร้อมที่จะเรียนรู้ แม่อยู่ข้างเดียวกับลูก เราสองคนอยู่เรือลำเดียวกัน นอกจากนี้ ในสัญญา นางเจเนล ฮอฟฟ์แมน ผู้เป็นแม่ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายในสัญญาด้วยว่า แม่ อยากให้ลูกยอมรับและทำตามกฎนี้ เพราะข้อปฏิบัติเหล่านี้ไม่ใช่สามารถนำมาใช้กับ iPhone ได้อย่างเดียว แต่ยังนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของลูกได้ด้วย หวังว่าลูกจะมีความสุขและสนุกไปกับ iPhone เครื่องใหม่ สุขสันต์วันคริสต์มาสจ้ะ ข้อมูล teen.mthai อ้างอิง popcornfor2

Tango เลือก The 38 Years Ago เป็นศิลปินรายแรกของเอเชีย ที่มีแฟนคลับบน app
Tango /  The 38 Years ago / 

สำหรับบรรดาผู้ใช้สมาร์โฟนทั้งหลาย น่าจะรู้จักับ App Tango ซึ่งใช้สำหรับติดต่อสื่อสารกันในแบบมาทั้งภาพและเสียง หรือ Video Wall กันเป็นอย่างดี นอกจากจะใช้ในการพูดคุยกันแบบเห็นหน้าเห็นตาแล้ว ล่าสุดแทงโก้ยังเปิดบริการใหม่ “แทงโก้ กรุ็ป” ให้คนคอเดียวกันได้เข้ามารวมกลุ่มพูดคุยกัน แลกเปลี่ยน และรับรู้ข่าวสารต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน โดยศิลปินเบอร์แรกที่แทงโก้เลือกเปิดแฟนคลับใน “แทงโก้ กรุ็ป” ก็คือ “เดอะ 38 เยียร์ อะโก” The 38 Years Ago ศิลปินคู่หนึ่งหนุ่ม หนึ่งสาว ที่สร้างชื่อจากการเล่นเพลงคัฟเวอร์แล้วโพสท์ขึ้นเว็บยูทู้บ ซึ่งมีคนคลิกชมคลิปของพวกเขากว่า 50 ล้านวิว และแฟนเพจบนเฟซบุ๊คก็มีถึงกว่า 4 แสนคน ไม่ใช่เป็นเพียงศิลปินรายแรกในเมืองไทยที่แทงโก้ เปิดแฟนคลับบนแอพพ์ให้ แต่ “The 38 Years Ago” ยังเป็นศิลปินรายแรกในเอเชีย ที่มีแฟนคลับในแทงโก้ กรุ็ป ด้วยฝีไม้ลายมือ และเสียงร้องที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ในที่สุดพวกเขาก็ได้มีโอกาสออกผลงานเป็นของตัวเอง กับซิงเกิ้ลแรก “ฮาว ลอง” How Long โดยสังกัดวอร์นเนอร์ มิวสิค ไม่เพียงแค่ความน่ารักและความไพเราะของเพลงนี้ยังขึ้นสู่อันดับ 1 บนไอทูนส์ สโตร์ และ Deezer พร้อมเปิดตัวด้วยมิวสิควิดีโอให้แฟนๆ ได้ชมกันแล้ว แฟนๆ และผู้สนใจสามารถร่วมจอยน์ และร่วมแจมกับ “The 38 Years Ago Fanclub” ได้ง่ายๆ เพียงแค่ ใช้แอพพ์ แทงโก้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบ ไอโอเอส หรือว่า แอนดรอยด์ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก แอพพ์ สโตร์ ของแอปเปิล หรือ กูเกิล เพลย์ ของแอนดรอยด์ จากนั้นให้เข้าไปที่ http://38.tango.me พร้อมกรอกรายละเอียด เพียงแค่นี้ ก็กลายเป็นหนึ่งในแฟนเพลงของ The 38 Years Agoที่ได้มาอยู่ในสังคมเดียวกัน และรับสิทธิพิเศษต่างๆ จาก The 38 Years Ago Fanclub ที่มีให้กับแฟนเพลง มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

ต้อนรับฟุตบอลโลก (World Cup 2014) Google ปรับโฉมดูเดิลใหม่
Google ปรับโฉมดูเดิลใหม่ ต้อนรับฟุตบอลโลก (World Cup 2014) /  กูเกิ้ล / 

Google ปรับโฉมดูเดิลใหม่ ต้อนรับฟุตบอลโลก (World Cup 2014) เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. เสิร์จเอ็นจิ้นดัง "กูเกิล" ปรับโฉม "ดูเดิล" ต้อนรับ "ฟุตบอลโลก" เปลี่ยนโลโก้เป็น "ภาพการ์ตูนสุดเก๋ มีลูกฟุตบอล ชายหาด รวมทั้งรูปปั้นพระเยซูคริส์อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศบราซิล" พร้อมค้นหาข้อมูลฟุตบอลโลก โดยอัตโนมัติ นับได้ว่าเป็นธรรมเนียมประจำสำหรับเว็บไซต์เสิร์จเอ็นจิ้นชื่อดัง "กูเกิล" อยู่แล้ว ที่จะมีการปรับโลโก้บนหน้าแรกของเว็บไซต์ตามเทศกาลต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า "ดูเดิล" สำหรับการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก เวิลด์ คัพ 2014 ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 20 แล้ว โดยมีประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ ซึ่งก็นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ของบราซิลแล้วล่ะที่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอย่างนี้ หลังจากที่เคยเป็นเจ้าภาพไปครั้งหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) ทั้งนี้ การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ โดยจะจัดแข่งขั้นใน 12 เมืองทั่วบราซิล MThai News

สุดยอดคำถามที่บริษัทระดับโลกใช้ในการคัดคนเข้าทำงาน
สมัครงาน /  เกร็ดความรู้

ตัวอย่างคำถามที่บริษัทระดับโลกใช้ในการคัดคนเข้าทำงาน ในแต่ละปี บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ไมโครซอฟท์ กูเกิล แอปเปิ้ล ทวิตเตอร์ หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆของแต่ล่ะประเทศ ขอแนะนำก่อนว่า ก่อนจะตอบคำถาม ควรหัดเป็นคนที่มีความคิดแบบ ตรรกะ การคิดนอกกรอบ การคิดสร้างสรรค์ อย่าคิดแต่อะไรเดิมๆ .... เพื่อนๆลองคิดและเขียนคำตอบลงในกระดาษดูนะคะ ข้างท้ายมีเฉลย ^^ สุดยอดคำถามที่บริษัทระดับโลกใช้ในการคัดคนเข้าทำงาน 1.บันไดเชือกยาว 3.6 เมตรถูกแขวนอยู่ข้างเรือลำหนึ่ง ระยะห่างระหว่างแต่ละขั้นคือ 30 เซนติเมตร ระดับน้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้นด้วยความเร็ว 10 เซนติเมตรต่อชั่วโมง จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าบันไดขั้นที่4จะจมน้ำ ตอบก่อนดูเฉลย... 2.มีขวดไวน์อยู่หนึ่งขวด ผมใส่เหรียญลงไปในขวดไวน์ขวดนั้นแล้วปิดฝาด้วยจุกคอร์ก(จุกฝาปิดของขวดไวน์)แล้วถ้าผมให้คุณเอาเหรียญออกมา โดยที่ไม่เปิดฝาจุกคอร์ดและขวดยังอยู่ในสภาพเดิม(ขวดห้ามแตกหรือเป็นอะไร)คุณจะใช้วิธีใดนำเหรียญออกมา ตอบก่อนดูเฉลย... 3.เศรษฐีคนหนึ่งกำลังติดสินใจจะยกมรดกให้ลูกชายของเค้าคนใดคนหนึ่งในจำนวน 2 คน เค้าบอกกับลูกทั้ง 2 คน ว่าให้ขี่ม้าแข่งกันไปยังเมืองข้างหน้านี้ แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าถ้าม้าของใครไปถึงเมืองเป็นอันดับที่สอง! เจ้าของม้าคนนั้นจะได้รับมรดกไป แต่เมื่อทั้งสองไปถึงหน้าเมืองก็ไม่มีใครยอมใครไม่ยอมขี่ม้าเข้าไปในเมืองก่อน จนวันแล้ววันเล่าผ่านไป เอ้า..คราวนี้จะทำยังไงเล่าที่จะมีใครได้รับมรดกไป ตอบก่อนดูเฉลย... 4.มีแก้วอยู่ 6 ใบ แก้วที่2ที่4และที่6 มีน้ำส้มบรรจุอยู่ในแก้ว จะทำยังไงให้น้ำส้มในแก้วเรียงติดกันได้ โดยการเคลื่อนย้ายหรือจับแก้วได้เพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น ตอบก่อนดูเฉลย... 5.ชาวนาคนหนึ่งจะข้ามแม่น้ำจากฝั่งนี้ไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ โดยจะน้ำเอา สุนัขจิ้งจอก ข้าวเปลือกหนึ่งกระสอบและไก่ ติดตัวไปด้วย ปัญหาคือ เรือข้ามฟากสามารถบรรทุได้เพียงชาวนากับสัมภาระได้เพียงหนึ่งอย่างเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเค้ายังไม่สามารถทิ้งสุนัขจิ้งจอกไว้กับไก่ได้ เพราะจะถูกกิน และยังไม่สามารถทิ้งไก่ไว้กับข้าวเปลือกได้ เพราะข้าวเปลือกจะถูกไก่กิน แต่ข้าวเปลือกจะไม่ถูกจิ้งจอกกิน ดังนั้นจึงทิ้งจิ้งจอกไว้กับข้าวเปลือกได้ ถามว่าชาวนาจะทำยังไงในการข้ามฟากแม่น้ำนี้โดนที่สัมภาระทั้งหมดไม่มีสิ่งใดเสียหายเลย ตอบก่อนดูเฉลย... 6.1ส่วน2,2ส่วน3,3ส่วน4,4ส่วน5,5ส่วน6,6ส่วน7,7ส่วน8,8ส่วน9,9ส่วน10 ของ 1000 มีค่าเท่ากับเท่าไหร่ ตอบก่อนดูเฉลย... 7.โลกนี้มีบัตรเครดิตทั้งหมดกี่ใบ ตอบก่อนดูเฉลย... 8.มีเด็ก 2 คน กำลังเล่นม้ากระดกกันอยู่ เด็กคนหนึ่งน้ำหนัก 50 กิโลกกรัม และอีกคนหนึ่งมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ถ้าจะทำให้ม้ากระดกมันสมดุลหรือทำให้มันขนานกัน เด็ก 2 คนนี้ต้องทำอย่างไร ตอบก่อนดูเฉลย... 9.มีการจัดแข่งขันปิงปองชิงแชมป์ระดับโลก ซึ่งมีนักปิงปองทั้งหมด 657 คน จากทั่วโลกในการร่วมชิงชัย โดยจะแข่งขันกันแบบแพ้คัดออก แต่เนื่องจากผู้เล่นทั้งหมดมีจำนวนคี่ มือวางอันดับหนึ่งของโลกจึงได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบที่สองโดยอัตโนมัติ อยากรู้ว่าจะมีการแข่งขันทั้งหมดกี่ครั้ง จนกว่าจะได้แชมป์โลก ตอบก่อนดูเฉลย... 10.ขอถามว่า คำถามอะไรยาก!ที่สุดในโลก ตอบก่อนดูเฉลย... เฉลย สุดยอดคำถามที่บริษัทระดับโลกใช้ในการคัดคนเข้าทำงาน 1.บันไดเชือกไม่จมน้ำ (จงระวังเอาไว้เมื่อเจอคำถามระดับง่ายเช่นนี้ เพราะมันจะเป็นคำถามลวงซะมากกว่า ผู้สมัครมักจะตอบผิดมาหลายรายแล้ว นั้นจึงเป็นเหตุให้เค้าไม่ผ่านในการสัมภาษณ์) 2.ดันจุกคอร์กเข้าไปในขวดแล้วน้ำเหรียญออกมา (การดันจุกคอร์กเข้าไปในขวดแล้วนำเหรียญออกมา คือวิธีการคิดนอกกรอบที่ผู้สัมภาษณ์มองหา ผู้สมัครที่เข้าใจในเรื่องนี้มีแนวดน้มที่จะสามารถนำจุดแข็งของปัญหามาแก้ตัวปัญหาเอง น่าเสียดายที่ผู้สมัครส่วนใหญ่ไม่สามารถหลุดจากกรอบความคิดเดิมๆได้ นั้นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ไม่ผ่านการสัมภาษณ์) 3.ให้ชายทั้งสองคนแลกม้ากัน แล้วไปเริ่มต้นวิ่งแข่งกันอย่างจิงจัง เพราะเงื่อนไขในคำถามมีอยู่ว่า ถ้าม้าของใครไปถึงทีหลังเจ้าของม้าคนนั้นจะได้รับมรดกไป 4.เทน้ำจากแก้วใบที่ 2 ลงไปในแก้วที่ 5 หรือ...เทน้ำจากแก้วใบที่ 6 ลงไปในแก้วใบที่ 3 (นี่คือการเคลื่อนย้ายหรือจับแก้วได้เพียงแค่ครั้งเดียว 5.ชาวนาต้องนำไก่ข้ามไปก่อน แล้วทิ้งสุนัขจิ้งจอกไว้กับข้าวเปลือก จากนั้นข้ามกลับมาเพื่อนำสุนัขจิ้งจอกข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วนำไก่ที่พาข้ามไปตัวแรกนั้นข้ามกลับมาด้วย(เพราะจะได้ไม่โดนสุนัขจิ้งจอกกิน) เมื่อข้ามกลับมาแล้ว ชาวนาต้องนำข้าวเปปลือกข้ามมาด้วย โดยทิ้งไก่เอาไว้ จากนั้นสุดท้ายชาวนาค่อยข้ามกลับมาเอาไก่ดังเดิม... 6.ตอบ100 (คำถามนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เคล็ดลับง่ายๆเพียงแค่คำนวณจากหลังไปหน้าเท่านั้นเอง) 9ส่วน10ของ1000เท่ากับ900 8ส่วน9ของ900เท่ากับ800 7ส่วน8ของ800เท่ากับ700 6ส่วน7ของ700เท่ากับ600 5ส่วน6ของ600เท่ากับ500 4ส่วน5ของ500เท่ากับ400 3ส่วน4ของ400เท่ากับ300 2ส่วน3ของ300เท่ากับ200 1ส่วน2ของ200เท่ากับ100 7.คำถามนี้ไม่มีคำตอบหรือมีลักษณะคำตอบที่ไม่ชัดเจน ถูกถามขึ้นมาเพื่อประเมินว่าผู้สมัครจะมีท่าทีอย่างไรเมื่อถูกถามคำถามที่เหมือนจะไม่มีทางรู้คำตอบ ผู้สมัครที่ด้อยคุณภาพจะวิตกกังวลหรือหัวเสียจนถึงต้องทำหน้าตาไม่พอใจจ้องเขม็งมาที่ผู้สัมภาษณ์ราวอยากจะกินเลือดกินเนื้อหรือคิดว่าร้ายผู้สัมภาษณ์ในใจ คำถามลักษณะนี้ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่เพียงแค่จะดูท่าทีของผู้สมัครเท่านั้น หรือผู้สมัครอาจจะคิดคำตอบในหลักการของความน่าจะเป็นก็ได้ คำถามนี้ประเมินได้หลายลักษณะคือ จิตวิทยา และหลักการคณิตศาสตร์ของความน่าจะเป็น การคำนวณประชากร และหลักการคิดแบบเปอเซ็น อื่นๆ 8.คนที่หนักกว่าต้องเขยิบมาอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของม้ากระดก(คำถามนี้ง่ายโครตๆๆๆๆ) 9.มีการแข่งขันทั้งหมด 656 ครั้ง (เริ่มที่จากผู้แข่งขันทั้งหมดมีอยู่ 656 คน ตัดมือวางอันดับหนึ่งของโลกไป และในแต่ละเกมที่แข่งก็จะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ต่อไปเราก็ต้องมาดูว่าต้องแข่งกี่ครั้งเพื่อให้ได้ผู้แพ้ 656 คน ในเมื่อแพ้ชนะติดสินกันด้วยการแข่งขัน ดังนั้น จำนวนเกมการแข่งขันก็ต้องเท่ากับจำนวนผู้แพ้ นั้นหมายความว่า หากมีผู้แพ้ 656 คน ก็ต้องมีการแข่งขันทั้งหมมด 656 ครั้ง 10.คำตอบของคำถามนี้ก็คือ คำถามที่ยากที่สุดในโลกนั้นแหละที่ยากที่สุดในโลก(ตอบอีกทีหนึ่ง คำตอบคือของคำถามนี้คือ >>>คำถามที่กำลังถามอยู่นี่แหละยากที่สุดในโลก) นี่ก็คืออีกหนึ่งคำถามลวงชวนคิดแทบบ้าอีกหนึ่งคำถาม 5555555 CR:John Kador จากเว็บ www.dek-d.com

Google เผย คำถามสัมภาษณ์งานสุดหิน ไม่มีผลต่องาน หรือรับเข้าทำงาน!!
google /  กูเกิล

"คำถามสัมภาษณ์งานสุดหิน Google ถามเอามันส์ เฉยๆ !!"   Google ถือเป็นหนึ่งในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ที่เหล่า Geek หนุ่มสาว เฝ้าฝันอยากจะเข้าไปร่วมงาน และแน่นอนเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ายาก ทั้งการสัมภาษณ์งานที่ขึ้นชื่อว่าหินสุดๆ โดยเฉพาะคำถามสุดครีเอท แหวกแนว แต่ล่าสุด Laszlo Bock รองประธานอาวุโสฝ่ายทรัยากรบุคคลแห่งกูเกิลนั้น กลับเปิดเผยข้อเท็จจริง เรื่องคำถามสัมภาษณ์งาน ที่แท้แล้วไม่มีผลต่องาน และมีคุณค่าเพียงสร้างความภูมิใจให้กับผู้สัมภาษณ์ ทำให้พวกเค้ารู้สึกว่าตัวเองฉลาดเท่านั้น!!     " จากสถิติของกูเกิล คำถามเหล่านั้นไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้สัมพันธ์กับประสิทธิภาพของพนักงานที่รับเข้ามาแม้แต่น้อย นอกจากสร้างความรู้สึกต่อผู้ที่สัมภาษณ์ว่าตัวเองฉลาด แต่สิ่งสำคัญกับอยู่ที่คำถามเชิงพฤติกรรม ( behavioral interview ) ซึ่งเป็นคำถามชุดเดียวกัน ที่จะใช้กับผู้ถูกสัมภาษณ์ทุกคน เราสามารถสังเกตได้ว่าผู้ตอบมีท่าทีต่อสถานการณ์จริงอย่างไร? ไม่พบว่าคำถามยากนั้นๆ จะสัมพันธ์กับการเฟ้นหาพนักงานเก่งๆ ได้เป็นพิเศษในทุกกรณี และเช่นกันคะแนนเช่น GPA เกรดที่ดีนั้น ไม่มีผลกับการจ้างงานในกูเกิลเลย เราไม่ใช้ transcript ในการสมัครงานแล้ว     เนื่องจากทักษะในการเรียนนั้นไม่เกี่ยวข้องกับทักษะการทำงานจริง คำถามในห้องเรียนนั้นเป็นการจำลอง มีคำตอบที่เจาะจง ขณะที่ความเป็นจริงนั้นคำตอบของปัญหานั้นหลากหลายไม่ชัดเจน " Laszlo Bock เล่า นอกจากนี้ ในเรื่องของการทำงานในกูเกิลนั้น ยังเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถให้คะแนนหัวหน้างานเป็นลำดับชั้นขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนแชร์ไปยังหัวหน้างานคนนั้นๆ ได้ เป็นผลให้งานบริหารคนของกูเกิลดีขึ้น ซึ่งประเด็นด้านผู้นำที่ดีตามสถิติอยู่ที่ ความยุติธรรรม และ ความสม่ำเสมอ !!     ตัวอย่างคำถามสัมภาษณ์งานของกูเกิล   - ในประเทศที่ต้องการเฉพาะเด็กผู้ชาย ทุกๆ ครอบครัวจะมีเด็กจนกว่าจะได้ลูกผู้ชาย , ถ้าพวกเค้ามีลูกผู้หญิงหนึ่งคน และเด็กคนอื่นๆ อีก ถ้าพวกเค้ามีลูกผู้ชาย ครอบครัวนั้นก็จะหยุดผลิตลูก , สัดส่วนระหว่างเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงในประเทศนี้คือเท่าไหร? - มี piano tuners ทั้งหมดเท่าไหร่? อยู่บนโลก - ช่วยดีไซน์แผนอพยพ สำหรับเมืองซานฟรานซิสโกให้หน่อย - คุณมีลูกบอลไซต์ 7 อยู่ 8 ลูก น้ำหนักเท่ากัน แต่มีอยู่ลูกนึง ที่น้ำหนักมากกว่าลูกอื่นอยู่เล็กน้อย หาลูกบอลลูกนั้น โดยใช้โอกาสยกขึ้นมาเทียบน้ำหนักได้ 2 ครั้ง - ทำไมจึงมีขอบรอบๆ ท่อระบายน้ำ? - อธิบายความสำคัญของ "วัวที่ตายไปแล้ว" ??? - ผู้ชายคนหนึ่งจอดรถของเค้าไว้ที่โรงแรม และต่อมามันก็หายไป ...เกิดอะไรขึ้น? - จงอธิบาย database ภายใน 3 ประโยค ให้หลานชายวัย 8 ขวบ ฟัง !!     อ้างอิงจาก : blognone by mk , usaukonline

ผู้หญิงยุคใหม่กับความก้าวหน้าในอาชีพ โดย เชอริล แซนด์เบิร์ก ซีโอโอ เฟซบุ๊ก
บุคคลต้นแบบ /  ผู้หญิงต้นแบบ / 

ผู้หญิงยุคใหม่กับความก้าวหน้าในอาชีพ โดย เชอริล แซนด์เบิร์ก ซีโอโอ เฟซบุ๊ก ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Facebook ซึ่งทำให้ Mark Zuckerburg กระโดดจากมหาเศรษฐีอันดับที่ 29 ของโลก จะมีสักกี่คนที่รู้จัก “ เชอริล แซนด์เบิร์ก ” (Sheryl Sandberg)  ซีโอโอหญิง ผู้นำหมายเลข 2 ของเฟซบุ๊ก คือ ผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น เชอริล แซนด์เบิร์ก มีประวัติการศึกษาที่โดดเด่น จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ด้วยคะแนนระดับท็อปจากฮาร์วาร์ด เธอเคยเป็นผู้บริหารคนสำคัญที่ช่วยผลักดันการขายโฆษณาของกูเกิล (Google,Inc) และภายหลังเธอเริ่มต้นความท้าทายในชีวิตการทำงานอีกครั้ง โดยตัดสินใจย้ายมาเป็น “ Chief Operating Officer (COO) ” หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ คุมงานบริหารทั้งหมดของโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ร้อนแรงที่สุดแห่งยุคสมัยอย่าง Facebook หลังจาก เชอริล มาทำงานกับเฟซบุ๊ก องค์กรมีแต่เติบโต จากพนักงาน 130 คน เพิ่มเป็น 2,500 คน จากยอดผู้ใช้ 70 ล้านคนไปเป็น 700ล้านคน ทั่วโลก ยังไม่นับรวมถึงการสนับสนุนให้เฟซบุ๊กมีรบบโฆษณาแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นรายได้หลักของเว็บด้วย ถ้าว่ากันตามเนื้องานแล้ว “อำนาจ” ในการบริหารของเธอมากกว่าตัว ซัคเคอร์เบิร์ก เองด้วยซ้ำ ปัจจุบันเชอริล วัย42 ปี พักอาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโกกับสามี “เดวิด โกลด์เบิร์ก (David Goldberg) ” เพื่อสนิทมาหลายปีที่กลายเป็นคู่ชีวิตในที่สุด และมีบุตรอีก 2 คน ถึงแม้ว่าผู้บริหารคนเก่ง เชอริล จะได้รับการยกย่องอย่างสูงในด้าน “อิทธิพล” และ “มันสมอง” ในโลกอำนาจแห่งการทำงานแล้ว ในอีกด้านหนึ่งเธอยังถูกยกย่องในเรื่อง “ความเป็นหญิง” จากผู้หญิงด้วยกัน นั่นเป็นเพราะว่า เธอมีบทบาทในการให้คำปรึกษาแก่พนักงานหญิงของเฟซบุ๊ก รวมถึงผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ๆ และที่สำคัญ เธอได้รับการยอมรับจากโลกแห่งแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ว่าเป็นตัวแทนของ “นักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่” ที่สร้างสมดุลย์ระหว่างอาชีพการงาน ครอบครัว และเสน่ห์ ได้อย่างลงตัวและเพอร์เฟ็กต์ เคล็ดลับความสำเร็จในชีวิตครอบครัวและการทำงานของผู้บริหารคนเก่ง เชอริล แซนด์เบิร์ก ฐานะ ผู้นำหมายเลข 2 แห่งเฟซบุ๊ก และสตรีทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ลำดับที่ 6 นั่นคือ เธอแนะนำว่า เรื่องกฎระเบียบและวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อผู้หญิงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้หญิงเองก็ต้องมีวิธีคิดที่จะก้าวหน้าด้วยตัวของตัวเองจากภายในด้วย และ ผู้หญิงส่วนมากที่ประสบความสำเร็จทั้งชีวิตครอบครัว และหน้าที่การงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากคนในที่ทำงาน และคนที่บ้าน   “สตรีทั่วไปมักมีความกลัวอยู่ทั่วสเต็มเซลล์” มันเลยทำหน้าที่หยุดพวกเธอไว้อยู่ที่ตำแหน่งถาวรตลอดชีวิต นั่นคือ  “แม่บ้าน” เชอริล ได้ขึ้นพูดในเวที TED เวทีของคนเจ๋งๆ ที่มาบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก ที่สำคัญเธอได้ปลุกใจให้ผู้หญิง ที่รับรู้ดีว่าตัวเองเป็น "แม่" และคิดว่ายากเหลือเกินที่จะไต่เต้าขึ้นไปยังตำแหน่งผู้บริหาร และนี่คือ สิ่งที่เชอริลนำแนะนำเพื่อเป็นหลักปฏิบัติ 3 ข้อ ที่ผู้บริหารหญิงควรทำ ได้แก่... 1.จงนั่งแถวหน้า (sit at the table) เชอริลบอกว่าสิ่งแรกที่ผู้หญิงควรทำคือมั่นใจในความสามารถของตัวเองว่าไม่ด้อยกว่าเพื่อนร่วมงานเพศชาย ดังนั้นเธอจึงขอร้องให้ผู้หญิงมั่นใจในตัวเอง และพร้อมจะรับความสำเร็จ เสียงชื่นชม ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของพวกเธอเอง ขอให้นั่งแถวหน้าเวลาประชุม และอย่าอายที่จะยกมืออาสาทำงาน 2.ให้คู่ชีวิตเป็น “คู่ชีวิต” จริงๆ (make your partner a real partner) ต่อให้สามีและภรรยาทำงานนอกบ้านเหมือนกัน แต่เมื่อมีลูก สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้หญิงจะต้องทำงานบ้านและเลี้ยงลูกหนักกว่าฝ่ายชายเสมอ ซึ่งเธอมองว่าเป็นอุปสรรคไม่ให้ผู้หญิงใส่ใจกับการงานนอกบ้านได้เต็มที่เท่ากับผู้ชายครอบครัวที่แบ่งภาระหน้าที่กันอย่างเท่าเทียมจะช่วยให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จมากขึ้น และมีสถิติว่าครอบครัวที่สามีภรรยามีรายได้ใกล้เคียงกัน มีภาระหน้าที่เท่าเทียมกัน จะมีอัตราหย่าร้างน้อยกว่าปกติถึงครึ่ง 3.อย่าเลิกทะเยอทะยานก่อนเวลาอันควร (don’t leave before you leave)  ผู้หญิงทำงานควรจะคิดถึงความก้าวหน้าในอาชีพจนวินาทีสุดท้ายที่จะต้องหยุดงานเพื่อทุ่มเทให้กับครอบครัวจริงๆ อย่าเพิ่งเลิกมองหาความสำเร็จหรือความรับผิดชอบก่อนถึงเวลาที่จำเป็น   "อย่าออกจนกว่าคุณจะออก" คือไม่ควรคิดเรื่องการลาออกจนกว่าจะจำเป็นต้องออกจริง ๆ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อใดที่ผู้หญิงเริ่มคิดว่าอยากมีลูก ผู้หญิงก็มักจะเริ่มคิดถึงการเผื่อพื้นที่ในชีวิตให้ลูก และนับจากจุดนั้นเธอก็จะ "ถอย" จากหน้าที่การงาน ไม่มองหาการเลื่อนขั้น ไม่ขานรับความท้าทายใหม่ ๆ จากที่ศึกษาประวัติของเธอ ยอมรับเลยค่ะว่าชอบในแนวความคิดของเธอ และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า องค์ประกอบสำคัญของชีวิตที่ทุกคนควรใส่ใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสำเร็จในหน้าที่การงาน นั่นคือ "ครอบครัว" หน่วยที่เล็กที่สุดแต่สำคัญมากที่สุด สิ่งที่เราเห็นได้ชัดและเชิดชูคือ เธอเจ๋งจริง เธอไม่เคยมีความกลัวในหัวสมองเลย เชอริล แซนด์เบิร์ก  เธอคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกเห็นว่า “ผู้หญิงเก่งและแกร่ง” นั้นมีรัศมีมากแค่ไหน " อย่าให้ความกลัวมาอยู่เหนือความปราถนาในใจ " "Don't let your fears overwhelm your desire" …เพราะคุณไม่มีทางรู้จักความสามารถที่แท้จริงของตัวเองได้เลย…หากไม่ลุกขึ้นมาลองสักตั้ง - เชอริล แซนด์เบิร์ก - เรียบเรียงโดย...Women Mthai Team ขอบคุณภาพประกอบจาก...forbes.com

ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ THE MEANING OF ‘IT PRINCESS’
สัมภาษณ์ / 

ซี ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ เจ้าหญิงแห่งวงการ IT “สิ่งที่ซีโฟกัสคือ คนไทยเพราะซีต้องการดันคนไทยในความคิดของ ซี ฉัตรปวีณ์ คนไทยต้องได้ก่อน คนไทยต้องฉลาดก่อน คนไทยต้องรู้ก่อน และที่สำคัญที่สุด คือทำอย่างไรให้คนไทยไปสู่ระดับสากล” หากจะให้พูดถึงเซเลบริตี้บนโลกออนไลน์ของไทย ที่ประชากรบนโลกไซเบอร์นับล้านรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะ ‘เจ้าหญิงไอที’ ก็คงจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก ‘ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์’ เพราะเธอได้ชื่อว่าเป็นพิธีกรด้านไอทีหนึ่งเดียวของวงการนี้ ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามจนใครต่อใครต้องหลงรัก รวมถึงรูปแบบการนำเสนอเนื้อหา และวิธีการจัดรายการที่น่าสนใจ ทำให้รายการด้านไอที ทั้งในเชิงวาไรตี้ รวมถึงรายการเชิงข่าวของเธอที่ปรากฏอยู่ในทีวีมีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยเฉพาะในเฟซบุ๊คส่วนตัว ‘ceemeagain’ มียอดคลิกไลค์มากถึง121,260 ไลค์ ซึ่งยืนยันได้ถึงความมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ของเธอได้อย่างชัดเจน’ จะด้วยความดัง หรือความมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์อะไรก็แล้วแต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ แท้จริงแล้ว ซี-ฉัตรปวีณ์มีความเชี่ยวชาญด้านไอทีจริงๆ หรือไม่ หรือที่ดังได้เป็นเพราะความสวยเพียงอย่างเดียว รวมถึงบทพูดที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ เบื้องหลังจะถูกจัดฉาก ด้วยการมีคนเขียนสคริปต์ให้เธออ่านด้วยน้ำเสียงและหน้าตาที่น่ารักอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่หลายคนอยากรู้ และเป็นเหตุผลสำคัญในการนัดคุยกับ ซี-ฉัตรปวีณ์ อย่างจริงจัง เพื่อตอบข้อสงสัยทั้งหมด มากกว่านั้นเรายังพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่การเริ่มต้นในสายอาชีพสื่อสารมวลชนด้านไอที จริยธรรมด้านสื่อสารมวลชนที่เธอยึดถือ รวมถึงประสบการณ์ด้านการสร้างนวัตกรรมจากประเทศชั้นนำที่เธออยากสะท้อนให้สังคมไทยได้เห็นเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด ระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงกับคำตอบในคำถามทั้งหมด ที่กลั่นกรองจากความคิดของเธอ สามารถสะท้อนความหมายของคำว่านางฟ้าไอที ที่ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารักของดวงตากลมโตเคลือบด้วยคอนแท็คเลนส์บิ๊กอายส์ ปกคลุมด้วยขนตางอนวิบวับได้เป็นอย่างดี และเราเชื่อว่านี่เป็นครั้งแรกที่คุณจะได้อ่านความคิดคมๆ รวมถึงบทบาทหน้าที่สื่อแบบจริงจังที่สุดของสาวสวยคนนี้ ว่ากันตามตรงด้วยรูปร่างหน้าตาที่สวย คุณสามารถเป็นดาราได้อย่างสบายๆ แถมยังหารายได้ได้มากกว่างานด้านพิธีกรเสียอีก ทำไมคุณถึงเลือกงานด้านนี้ฉัตรปวีณ์ : ค่ะ เคยมีคนถามว่า ทำไมไม่ไปแสดงละคร แสดงหนัง หรือถ่ายเซ็กซี่นู่นนี่ อาจจะดังกว่านี้เยอะ แล้วดังเร็วด้วย ซีขอตอบชัดว่า ซีไม่ได้อยากดัง ถ้าตราบใดที่ซีต้องดังในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รัก และคนเขาก็ไม่ได้รักในสิ่งที่ซีเป็น ซีขอไม่ดังดีกว่า คุณกำลังจะบอกว่างานด้านพิธีกรไอที คืองานที่คุณรักที่สุดในเวลานี้ใช่ไหมฉัตรปวีณ์ : ใช่ค่ะ(ตอบเร็ว) คุณเริ่มต้นเข้ามาเป็นพิธีกรสาวด้านไอที ที่มีความเชี่ยวชาญได้อย่างไรฉัตรปวีณ์ : ถ้าจะบอกว่าเริ่มต้นจากงานพิธีกรเลยก็คงไม่ถูกนัก จุดเริ่มต้นของซีจริงๆ เริ่มต้นจากการชอบงานด้านสื่อสารมวลชนมากกว่า เป็นคนชอบงานด้านข่าวมาตั้งแต่สมัยเรียนนิเทศจุฬาฯ แล้ว โดยส่วนตัวก็เป็นคนซีเรียส ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับภาพลักษณ์ ประกอบกับช่วงเวลาที่จะต้องเลือกภาคเรียน ก็เป็นเวลาพอดีกันกับที่ซีได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ซึ่งที่พักกับที่เรียนทำให้ซีต้องเดินผ่านสำนักงานของ BBC ทุกวัน ทำให้ได้เห็นการทำงานของนักข่าว แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ได้เห็นว่านักข่าวที่นั่นดูเท่ทั้งด้านบุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ รวมไปถึงด้านความคิด เวลาเขายิงคำถามใส่แหล่งข่าวดูฉลาดและมีวิธีคิด ทำให้ซีคิดว่าการเรียนวารสารศาสตร์น่าจะตรงกับสิ่งที่เราอยากเป็นมากที่สุด จึงเลือกเรียนเอกวารสารศาสตร์ ซึ่งได้มีโอกาสฝึกงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ที่บางกอกโพสต์ โต๊ะข่าว Horizon รวมถึงสำนักข่าวเอพี ประจำประเทศไทย มันได้ฝึกทักษะทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชนวันที่จบออกมาจึงคิดว่างานที่อยากทำก็ต้องเป็นงานด้านหนังสือพิมพ์เป็นอันดับแรก ไม่ใช่งานพิธีกรค่ะ แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณเข้ามาสู่งานด้านพิธีกรคืออะไรฉัตรปวีณ์ : จุดเปลี่ยนเริ่มต้นช่วงใกล้จบตอนสมัครงานที่บางกอกโพสต์ แต่ที่นั่นยังไม่รับตำแหน่งใหม่ ก็ตัดสินใจว่าจะลองหาอะไรทำดูเพื่อรอโอกาส ซึ่งในช่วงนั้นมีงานถ่ายโฆษณา มิวสิกวิดีโอบ้างประปราย รวมถึงงานพิธีกรรายการทีนทอล์ค แต่การเข้ามาสู่การเป็นพิธีกรด้านไอทีนี่คือโอกาส เพราะบังเอิญมีรุ่นพี่ของเราเขาบอกว่ามีรายการที่ต้องการพิธีกรหญิงในรายการไอทีที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เขารับแคสติ้งอยู่ ซีเลยลองไปแคสต์ดูแล้วก็ได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นในสายไอทีค่ะ เรื่องไอทีอาจจะเป็นเรื่องยาขมของผู้หญิง คุณมีวิธีการสร้างความสนใจเรื่องดังกล่าวนี้อย่างไรฉัตรปวีณ์ : สำคัญที่ตัวโปรดิวเซอร์ค่ะ เขามีวิธีพูดที่ทำให้เราสนใจ และนำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอดให้พิธีกรแบบง่ายๆ ซึ่งต่างจากกูรูด้านไอทีที่ซีเจอ เขาจะอธิบายยากมาก และบังเอิญช่วงที่ซีเข้าไปทำเป็นช่วงแนะนำเกี่ยวกับแก็ดเจตน่ารักๆ แล้วเขาก็แนะนำการนำเสนอโดยปล่อยให้ซีแนะนำในแบบตัวเอง เราเลยเริ่มฝึกจากรายการเคเบิ้ลทีวีเล็กๆ จากการทำรายการ 7 นาที มีสคริปต์จริงๆ 1 นาที ที่เหลือด้นเอาเอง ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทั้งการพูด การเขียนสคริปต์ รวมถึงเรื่องไอทีในเชิงลึก ยิ่งรู้ก็ยิ่งชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เรื่องยากที่สุดในการเป็นสื่อสารมวลชนสายไอทีของคุณฉัตรปวีณ์ : ในงานสายนี้มันยากทุกอย่างค่ะ เพราะว่าเรื่องไอทีเป็นเรื่องยาก การที่จะพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ คุณต้องแตกฉานกับเทคโนโลยี เพราะถ้าคุณไม่แตกฉานกับมันแล้ว คุณก็จะพูดเหมือนกับอ่านสคริปต์ เพราะฉะนั้นการที่เราจะแตกฉานในแต่ละเรื่องได้เราต้องเจอตัวจริงของเรื่องนั้นๆ แต่บางทีเจอตัวจริงที่เก่งเกินไปเขาอธิบายให้เราฟังอึ้งไปเลยก็มี เพราะข้อมูลของเขามีมาก อธิบายทีสมองเราเหมือนถูกถล่มด้วยข้อมูลโดยที่เราไม่มีพื้นฐานจนจับประเด็นไม่ถูก นี่อาจจะเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของซีก็ได้ เพราะซีได้ฟังข้อมูลมา ก็จะสามารถเข้าใจภาวะของคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับไอที แล้วเราจะนำเสนอเรื่องแบบนี้ คนดูเหล่านั้นต้องรู้แค่ไหนพอในระดับคนปกติ เพราะว่ากูรูเหล่านั้นเขารู้ทุกอย่างจริงๆ แล้วเราสามารถเรียกคุณว่า ‘กูรู’ ได้หรือไม่ฉัตรปวีณ์ : เอาจริงๆ ซีไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่ากูรูนะ เพราะซีเคยเจอคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นกูรูจริงๆ เขาเทพมาก ระดับที่ไม่ใช่แค่ประกอบคอมฯ ได้ แต่คนเหล่านี้รู้ลึกทุกรายละเอียด ชิปเซตบางอย่างเราแค่ชี้เขาก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร ตัวซีเองน่ะแค่เด็กๆ ดังนั้นงานของซี จึงไม่ไปจุ้นจ้านกับเรื่องบางอย่างที่เราไม่ถนัด เพียงแต่ทำในขอบข่ายของการบอกเล่าข้อมูลเกี่ยวกับไอทีที่คนปกติควรรู้ หรือแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้มิจฉาชีพด้านออนไลน์หลอกคุณ หรือบอกข้อป้องกันการโดนแฮกข้อมูลก็เท่านั้น แล้วกับคำยกย่องให้เป็น ‘เจ้าหญิงไอที’ คุณคิดอย่างไรกับคำชมนี้ฉัตรปวีณ์ : ก็ดีใจนะคะ (ยิ้ม) เพราะซีไม่ได้คาดหวังอะไร คือการที่เราไม่คาดหวัง แล้วพอมีคนเอามงกุฎมายื่นให้เป็นเจ้าหญิงไอทีมันก็ตกใจนะ แต่ก็ดีใจ มีความสุขจากการที่คนยอมรับ แต่แน่นอนว่าทั้งนี้ ทั้งนั้นก็ไม่ยึดติด เพราะซีเป็นแค่คนๆ หนึ่งที่โชคดี ที่งานของเรามีคนเห็น เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เหลิงกับคำพูดเหล่านี้ แล้วก็มีความคิดที่อยากจะพัฒนางานของตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน ย้อนกลับมาที่เรื่องงาน ทราบว่าในรายการของคุณ คุณทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ด้วยตัวเองใช่ไหมฉัตรปวีณ์ : ใช่ค่ะ (ตอบเร็ว) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะแฟนคลับเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะมันมาถึงช่วงเวลาที่เราต้องมาเป็นผู้ผลิตเอง เขียนสคริปต์เอง เพราะโปรดิวเซอร์ออกไป ซีเลยต้องทำหน้าที่ที่เขาทำทุกอย่าง พอทำเองจึงได้เห็นคุณค่าของสคริปต์ว่ามันยากมากในการเขียน เพราะกว่าจะเขียนได้ ไม่รู้ต้องอ่านข้อมูลกี่เว็บ กว่าทำจะออกมาเป็นสคริปต์ ตอนแรกคิดว่ามันง่ายๆ เพราะด้วยความที่เป็นแค่พิธีกร เขายื่นสคริปต์มาเราก็อ่านๆ ไป คือไม่ค่อยสนใจด้วยซ้ำ แต่พอได้ลองมาทำสคริปต์เอง ถึงได้รู้ว่านี่เป็นสิ่งสำคัญ มันยากมาก ทำให้เราใส่ใจมากขึ้น ก็เลยเริ่มทำเว็บบล็อก อ่านจบเมื่อไหร่ก็เกลาเป็นภาษาเขียนโยนเข้าไปในบล็อกส่วนตัว ก็เริ่มมีคนอ่าน มีคนสนใจ ทำให้คนในสายไอทีเริ่มเชิญไปงานด้านไอทีมากขึ้นเรื่อยๆ คนในสายไอทีเขาไม่แปลกใจหรือ ที่ผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณจะมีความรู้เรื่องไอทีในเชิงลึกฉัตรปวีณ์ : ในช่วงที่ทำสคริปต์ ทำให้ซีได้รับความรู้เรื่องไอทีมากๆ ซึ่งก็คุ้มกับการที่ต้องนอนตีสองเขียนสคริปต์เพื่อมาจัดรายการตอนแปดโมงเช้า มันเป็นคุณูปการที่ทำให้เราสื่อสารกับคนที่เชี่ยวชาญเวลาที่เราต้องไปออกงานอีเวนต์ด้านไอที เพราะแน่นอนว่าภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่แต่งตัวเยอะๆ ไม่น่าจะรู้ลึกทางเทคนิคด้านวิศวะไอที บางทีไปเจอคนเหล่านี้ก็จะแปลกใจในตัวเรา และอาจคิดว่าไม่ได้ชอบจริง ดังนั้นซีก็จะโดนลองภูมิ หยั่งเชิงกันตลอดเวลา แต่ซีก็เป็นคนสบายๆ นะ อะไรไม่รู้ก็ยอมรับไปตรงๆ ไม่จำเป็นต้องทำตัวฉลาดตลอดเวลาเพื่อให้คนมาลองภูมิ แล้วหน้าที่สำคัญที่สุดสำหรับสื่อสารมวลชนด้านไอทีในความคิดคุณคืออะไรฉัตรปวีณ์ : แน่นอนค่ะ ถึงบทบาทของซีจะเน้นหนักในด้านพิธีกร แต่เนื้อแท้แล้วมันคืองานสื่อสารมวลชน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำตัวเป็น Watch Dog ที่ดีในประเด็นที่สื่อสารให้คนทั่วไปรู้ถึงความจำเป็นของการใช้งาน เพราะถ้ามองให้ลึกถึงภาพรวมย่อยๆ เรามีคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ ดังนั้นคุณต้องรู้ก่อนว่าคุณจะใช้เพื่ออะไร นี่คือหน้าที่ของซี อีกส่วนหนึ่งในด้านการนำเสนอ ซียังจำคำที่อาจารย์เคยสอนว่า “เมื่อคุณเป็นสื่อ คุณไม่รู้หรอกว่าคุณพูดแล้วมีคนฟังคุณอ่านงานคุณมากน้อยแค่ไหน” แต่อาจารย์จะย้ำเสมอว่า “จงอย่าให้สิ่งที่เป็นมลภาวะแก่ผู้อื่น ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอะไร คอมเมนต์อะไร ให้ตระหนักตลอดเวลาว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เพราะการเป็นสื่อที่ดีนั้นไม่ได้วัดกันที่ความเก่งกาจในการสัมภาษณ์ หรือการเขียนที่มีชั้นเชิง จริยธรรมต่างหากที่สำคัญ” จริยธรรมในการนำเสนอของคุณมีเนื้อหาสาระอย่างไรฉัตรปวีณ์ : โดยรวมคงเหมือนสื่อทั่วไป ที่เป็นเรื่องของการห้ามพาดพิงให้คนอื่นเสียหาย อย่างบางคนที่เป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง เขาแสดงความคิดเห็นอะไรก็มีคนเห็นด้วย มี Follower เยอะ ก็เริ่มคิดว่าตัวเองมีอิทธิพล เริ่มที่จะแสดงความคิดเห็นด้านลบ ใส่อารมณ์เข้าไปเยอะเพื่อความสะใจหรือให้คนชอบ ซึ่งซีคิดว่าถ้าเราเป็นสื่อ เราต้องคิดเยอะมากก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น แน่นอนว่าคนเราก็ต้องมีผิดพลาดบ้างหรือทำอะไรที่ไม่ถูกใจบางคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามที่อาจารย์ซีเคยสอน ถ้าเราไม่ใช่สื่อทางการเมือง เราก็จะไม่พาดพิงเรื่องการเมือง เรื่องศาสนา และสถาบัน นี่คือจริยธรรมของซี สามเรื่องนี้เองที่ทำให้คนขัดแย้งกันมาก เอาเป็นว่าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำเกิดขึ้นจากเจตนาที่ดีในการสื่อสิ่งดีๆ ออกไป บนโลกออนไลน์มีคนมาให้คุณแสดงจุดยืนทางด้านการเมืองบ้างไหมฉัตรปวีณ์ : มีเรื่อยๆ นะ ซีจะไม่เสนอความเห็น เพราะว่าการที่เราพูดออกไปเราไม่รู้ว่าเขาจะเอาคำพูดเราไปพูดซ้ำแบบไหน หากไม่ตรงกับเจตนาของเราก็เกิดผลเสียกับเราในฐานะสื่อ ที่ต้องมีความน่าเชื่อถือและอยู่ในพื้นที่แจ้งก็เลยลำบากมากที่เราจะเสนอความคิดเห็นในสามเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าซีไม่สนใจการเมืองนะคะ เพราะนี่คือเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราโดยตรง ถามตรงๆ ในฐานะสื่อสารมวลชนด้านไอที ประเด็นทางการเมืองอะไร ที่คุณสนใจและจับตามองเป็นพิเศษฉัตรปวีณ์ : ในขอบข่ายงานด้านไอทีที่ซีทำอยู่สอดคล้องกับการกำหนดนโยบายของกระทรวงไอซีที ซีต้องรู้ อย่างนโยบายแท็บเลตพีซีที่แจกให้เด็ก ป.1 ประเด็นนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองว่าใครดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่ซีสนใจคือสิ่งที่รัฐให้กับประชาชนคืออะไร เพราะซีคือนักข่าว เราต้องรักษาสิทธิ์ของประชาชน ด้วยการตรวจสอบการทำงานหรือโครงการของรัฐอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่อยากรู้คือทำไมต้องแจกเด็ก ป.1 ซีเขียนคอลัมน์ถึงนโยบายนี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นออกไปประมาณ 3-4 ครั้ง รวมถึงนำเสนอประเด็นนี้ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ว่าเด็ก ป.1 มีความพร้อมมากแค่ไหน ถามไปตรงๆ กับท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ คำตอบที่ได้จากท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์คืออะไรฉัตรปวีณ์ : ท่านรัฐมนตรีก็ตอบดีนะคะ ท่านให้เหตุผลว่าระดับโลกเขาวิจัยมาแล้ว เปรียบเทียบกับการอนุบาลปลาตัวเล็กๆ เราก็ต้องเลี้ยงตั้งแต่เล็กให้เขาเข้าใจว่าการใช้ที่ถูกมันเป็นอย่างไร แต่นี่คือทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติเราต้องดูต่อไปว่าเด็กเหล่านี้จะใช้อย่างไร เพราะท้ายที่สุดเขาให้มามันก็ดีกว่าไม่ให้จริงไหม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นซีก็มีข้อเสนอแนะกลับไปว่า แท็บเลตพีซีนี้เป็นของจีน ถ้าเกิดต้องเสียงบประมาณมากเพื่อซื้อ เรามีโรงงานในไทยที่ผลิตไหม อาจจะแพงกว่าจีนในวันนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ชิพเซตมีการอัพเกรด แล้วเรามีโรงงานของเราเองก็สามารถนำมารีไซเคิล อัพเกรดได้ ของพวกนี้ก็จะไม่กลายเป็นขยะอิเลกทรอนิกส์ที่ตกรุ่น และเป็นการลงทุนในระยะยาว นี่เป็นหน้าที่ของซี ที่ไม่ได้แค่ถามและติดตามนโยบายแล้วจบ ถ้าเราคิดว่ามันไม่ดี เราต้องเสนอว่ามันไม่ดีอย่างไร ดังนั้นซีต้องดูและรู้ให้หมด ก็พยายามติดตามเท่าที่จะทำได้ “ถ้าเราไม่คิดและตั้งคำถามกับชีวิตรอบข้าง รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้เลย” นอกเหนือจากการติดตามนโยบายรัฐบาลรวมถึงการอัพเดทเทคโนโลยีแล้ว หน้าที่เพิ่มเติมของสื่อสารมวลชนด้านไอทีมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ฉัตรปวีณ์ : งานอีกส่วนหนึ่งของซีคือ การเปิดพื้นที่นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมด้านไอทีของคนไทย อย่างกลางปีที่ผ่านมามีเรื่องของ Tech Start-up มีการจับกลุ่มกันของเด็กรุ่นใหม่ของไทย ที่ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อทำแอพพลิเคชั่น นี่คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซีก็ไปช่วยสนับสนุนโดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยใจที่อยากให้คนไทยได้เกิด เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนไทยคือ คุณกระทิง พูนผล ที่ไปดังที่ซิลิคอนวัลเลย์ ได้ไปทำงานกับกูเกิลแล้วออกมาเปิดบริษัทที่ซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งเขาเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่แยกออกมาแล้วสามารถเปิดบริษัทในระดับพันล้านขายเกมให้กับคนทั้งโลก เมื่อปีที่แล้วเขาก็มาเปิดหลักสูตรในประเทศไทย ซีก็ช่วยโปรโมตให้คนไปลองเรียนดู ซึ่งจะได้ทั้งไอเดีย และคอนเนกชั่น ปัจจุบันคอร์สเหล่านี้มีเยอะ ที่จัดกับซิปป้า และสำนักนวัตกรรมฯ ซีก็ทำการเสนอเพื่อให้คนที่ทำธุรกิจแบบนี้ได้ความรู้และโอกาสทางธุรกิจกลับไป ในด้านการเปิด AEC ซึ่งเทคโนโลยีไอทีมีส่วนสำคัญ คุณมีการสร้างเนื้อหาที่สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบรับกับ AEC ให้แก่คนไทยไหมฉัตรปวีณ์ : ซีว่าทั้งคอนเทนต์และการนำเสนอในรายการ เนื้อหาสอดคล้องกับ AEC อยู่แล้ว ซึ่งในส่วนเพิ่มเติมอาจจะต้องเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้นเอง ทั้งนี้ถ้าจะต้องสร้างคอนเทนต์เพื่อโปรโมตประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เขาได้งานได้อาชีพซีจะไม่ทำ เพราะสิ่งที่ซีโฟกัสคือคนไทย เพราะซีต้องการผลักดันคนไทย ในความคิดของซีคนไทยต้องได้ก่อน คนไทยต้องฉลาดก่อน คนไทยต้องรู้ก่อน และที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้คนไทยไปสู่ระดับสากล และถ้าซีสามารถทำให้คนไทยประสบความสำเร็จ ซีเองก็จะรู้สึกประสบความสำเร็จตามไปด้วย การส่งเสริมด้านไอทีของภาครัฐในวันนี้เป็นอย่างไรในสายตาของคุณฉัตรปวีณ์ : บ้านเราอยู่ในช่วงเริ่มต้น แล้วก็กำลังทำอยู่ ทั้งกระทรวงวิทย์ฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็พยายามดันกันน่าดู ถ้าเราได้ติดตามข่าวก็จะรู้ว่าในปีที่ผ่านมา ภายในงาน Computex Asia จะเห็นหน่วยงานของกรมส่งเสริมการส่งออกซึ่งพยายามที่จะสนับสนุนให้คนทำแอพฯ ขึ้นมา โดยให้เงินสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านนี้ไปออกบูธงานสิงคโปร์ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถพบกับนักลงทุนจากต่างประเทศจนหลายรายสามารถขายงานของเขาได้ เป็นทางหนึ่งของการช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไอทีของไทย ในประเด็นของการสนับสนุนจากทางภาครัฐ มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนฉัตรปวีณ์ : สำคัญมากค่ะ (เน้นเสียง) ยกตัวอย่างประเทศจีน ที่รัฐบาลยอมลงทุนเป็นพันล้านเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการของตนเองขึ้นมา โดยไม่ต้องพึ่งพากูเกิล มีหรือที่จะมีคนกล้าคิดขนาดนั้น ซึ่งคิดออกมามันเวิร์คหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่รู้ว่ามีใช้ของตัวเอง ยูทูปเขาก็ไม่ใช้ ก็จะไปใช้ของที่ผลิตเองอย่าง Youku ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ธรรมดา เขาคิดเร็วทำเร็วแล้วไม่พึ่งพิงใคร เพราะสิ่งสำคัญที่ซีจะชี้ให้เห็นคือ วิธีคิดที่กล้าลงทุนในระดับนี้ ที่เกิดขึ้นจากการเห็นความสำคัญ แล้วถ้ารัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างไรเสียคนในชาติก็ต้องตาม พอตามแล้วก็จะเกิดการพัฒนาอะไรอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาข้างเคียง จนสามารถดัดแปลงไปสร้างธุรกิจได้เงินมหาศาล ซึ่งเป็นผลดีของชาติต่อไปในอนาคต นี่คือความสำคัญที่ซีอยากจะเน้นให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยี ที่ในวันนี้มันคือส่วนหนึ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิต ในประเด็นของเทคโนโลยีที่เกี่ยวพันกับการใช้ชีวิต ในฐานะที่คุณต้องไปร่วมงานอีเวนต์ในต่างประเทศบ่อย คนที่นั่นเขาใช้เทคโนโลยีร่วมกับชีวิตประจำวันอย่างไร ยกตัวอย่างประเทศอเมริกาฉัตรปวีณ์ : เวลาคนอเมริกาเขาอยู่ในร้านกาแฟ หรือในที่อื่นๆ เราจะไม่เห็นเขาหมกมุ่นอยู่กับมือถือมากเท่าไหร่ เพราะเขาจะให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้างมากกว่า แล้วก็แบ่งเวลาในการใช้เทคโนโลยีได้ดีมาก ทั้งที่ประเทศเขามีคนคิดค้นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่ชัดเจนที่สุดนั่นคือประเพณีของคนยิว คือเขาจะมีวันหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่เรียกว่าวัน Shabat เป็นวันที่ห้ามแตะอุปกรณ์ไอที หรือห้ามแตะอุปกรณ์อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ในวันนั้นคนยิวทุกคนจะต้องไปเจอกันที่สวนสาธารณะเพื่อปิกนิก และใช้ชีวิตกับครอบครัว เพราะว่าชนชาติยิวเน้นการใช้ชีวิตแบบคอมมิวนิตี้ซึ่งเป็นหลักคิดที่ดี เพราะซีเชื่อว่าเราจะใช้ชีวิตได้อย่างไร ถ้าปราศจากญาติสนิทมิตรสหายรอบตัว เป็นเรื่องน่าสนใจและเป็นเรื่องแปลกที่เขาเรียกร้องการใช้ชีวิตแบบคนจริงๆ แต่กลับสามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่มหัศจรรย์ได้ ซึ่งนี่อาจจะเป็นเบื้องหลังวิธีคิดในการสร้างเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากการเว้นว่างจากการใช้เทคโนโลยี การเว้นว่างจากเทคโนโลยีทำให้คนยิวคิดค้นนวัตกรรมได้อย่างไรในความคิดคุณฉัตรปวีณ์: การปล่อยวางอาจจะทำให้ได้คิดอะไรอื่นๆ ทั้งยังได้เสริมความคิดสร้างสรรค์จากการใช้ชีวิต ให้รู้ว่าการใช้ชีวิตคืออะไร เพราะถ้าเราไม่คิดและตั้งคำถามกับชีวิตรอบข้าง รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้เลย เพราะถ้ามัวแต่เล่นไร้สาระ จงอย่าเป็นผู้ผลิต อย่างดีคุณก็เป็นได้แค่ผู้ใช้ คุณจะไม่สามารถคิดได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป รวมถึงไม่สามารถรู้ได้ว่าชีวิตมนุษย์จริงๆ ต้องการอะไร ซึ่งคนยิวเขาอาจจะมองเห็นด้วยหลักคิดแบบนี้ รวมถึงวิธีคิดของอเมริกานั่นคือการกล้าฆ่าเทคโนโลยีของตัวเอง โดยไม่ห่วงความเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้ของตัวเอง จึงทำให้เขามีการรวมกลุ่มกันของคนคิดค้นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ อย่างกลุ่ม Kick Starter ที่เปิดโอกาสให้คนนำเสนอไอเดียด้านนวัตกรรม แล้วถ้ามันน่าสนใจก็จะมีคนให้เงินทุนสนับสนุน โดยให้นำไปผลิต นี่ก็เป็นโอกาสที่เปิดให้เสมอ แล้วกับประเทศญี่ปุ่น เขามีหลักคิดแบบใดในการสร้างนวัตกรรมเท่าที่คุณได้เห็นมาฉัตรปวีณ์ : นี่เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ (ตอบเร็ว) ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมาก เขาจะใช้แต่เทคโนโลยีที่ประเทศตนเองผลิตเท่านั้น เขาเชื่อในสินค้าของเขาและจะซื้อแต่สินค้าของเขา อย่างโทรศัพท์มือถือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะใช้ยี่ห้อ Docomo ที่เขาผลิตเอง ซึ่งมีดีไซน์และรูปแบบวิธีการใช้ที่น่ารักมาก และเมื่อมีคนใช้มากก็ต้องมีคนทำเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานของตนเอง ทำให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้และได้ฝึกคิด นี่น่าจะเป็นเบื้องหลังวิธีคิดในการสร้างเทคโนโลยีของเขาย้อนกลับมาที่บ้านเราที่ไม่สามารถผลิตแบบนี้ได้ เรื่องแบบนี้จึงยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วซีคิดว่าเราต้องเชื่อในสิ่งที่คนไทยทำเป็นอันดับแรก ในช่วงเริ่มต้นมันไม่มีอะไรดีหรอก แต่ถ้าวันหนึ่งเราผลิตจนได้มาตรฐานแล้วคิดถึงคนใช้ ส่วนคนใช้คิดถึงผู้ผลิตว่าถ้าไม่ดีเราก็บอกคนผลิตว่ามันไม่ดีอย่างไร ทุกอย่างตอบโต้กันไปเรื่อยๆ จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่เริ่มต้นก็คงต้องเชื่อในสิ่งที่คนของเราสร้างขึ้นมาก่อน แล้วอย่างประเทศเกาหลีใต้ มีความเหมือนหรือแตกต่างกับญี่ปุ่นหรือไม่ฉัตรปวีณ์: เกาหลีใต้อาจจะคล้ายกัน บางอย่างอาจยิ่งกว่าด้วยซ้ำ อย่างเช่น Samsung ก็มีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ถ้าธุรกิจไหนที่รุ่งก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนจีดีพีในประเทศ ทุกครั้งที่เราซื้อโทรศัพท์มือถือ เงินก็จะเข้าประเทศเขา ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่รัฐบาลเขาจะผลักดันอย่างเต็มสูบ และมีเมืองซัมซุง มีการอัดโฆษณาสินค้าเต็มที่เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก มีหรือคะที่จะไม่เกิด ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นไปทัดเทียมกับทั้งสามประเทศ ในแง่ของการสร้างนวัตกรรมด้านไอทีฉัตรปวีณ์: ถ้าเริ่มแล้วก็น่าจะมี แต่ในวันนี้อาจจะมีไม่มากนัก วันนี้เราอาจจะมีบริษัทผลิตหุ่นยนต์ในประเทศไทย แต่ก็ยังเทียบชั้นไม่ได้กับทั้งสามประเทศที่ซีได้กล่าวไป แต่ถ้าวัดกันเฉพาะจุด เฉพาะบุคคลแล้วฝีมือคนไทยไม่แพ้ใคร แต่ว่าทุนในการสนับสนุน รวมถึงความจริงจังอาจจะมีไม่มากอยู่ หรืออาจจะมีคนที่จริงจังทำจนสำเร็จออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่รู้จะไปขายใคร หรือไม่มีคนมาสนับสนุน มันจะไปสร้างเป็นอาชีพได้อย่างไร จริงไหม? สิ่งที่สร้างขึ้นมาก็ต้องตอบโจทย์ทั้งสองฟากในภาคการลงทุนนั้น สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ถ้าซีเห็นว่าทำอะไรแล้วเข้าท่าซีเต็มใจที่จะโปรโมตให้ ส่วนในภาคผู้ผลิตเองก็ต้องคิดด้วยว่าทำออกมาแล้วจะขายใคร ประเทศไทย คนไทยมีความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหนในความคิดคุณฉัตรปวีณ์: มีมากค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นในพาร์ทของการเป็นผู้ใช้ คุณเชื่อไหมว่า 3G เกิด อัตราการใช้งานพุ่งปรี๊ดชนะบางประเทศที่เขามีก่อนเราเสียอีก เพราะฉะนั้นถ้าในพาร์ทการเป็นผู้ใช้เราไม่แพ้ใคร ขอให้มีมาเถอะรับรองใช้แน่นอน แล้วไม่ช้าด้วย คือคนไทยใช้เก่ง แต่ในอีกด้านหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือพาร์ทของการเป็นผู้ผลิต คือนโยบายก็ต้องเลิกยึดติดได้แล้ว เพราะเทคโนโลยีก้าวขึ้นไปแล้ว บางอย่างก็ต้องไม่ละเลย อย่างการรักษาความปลอดภัย ซึ่งประเด็นนี้เป็นเองที่ซีเน้นมากหลังจากที่ได้เขาไปช่วยงานของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ แต่พอเราเห็นการทำงานแล้วก็เป็นห่วงเพราะสำนักงานนี้มีเรื่องที่ต้องดูแลอีกมาก เพราะตราบใดที่คนบันทึกข้อมูลทุกอย่างผ่านสมาร์ทการ์ดเรื่องมันจะตามมาอีกเยอะเลย ถ้าเราดูแลความปลอดภัยกันไม่ดี ซีว่าแฮกเกอร์คือโจรที่น่ากลัวที่สุด แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ในบ้านเราใช้เทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการด้านใดเท่าที่คุณสังเกตฉัตรปวีณ์ : ผู้หญิงส่วนใหญ่ทั้งโลกไม่ได้จำกัดแค่ผู้หญิงไทยเห็นเทคโนโลยีเป็นแฟชั่น เพื่อนมีใช้ฉันก็ต้องมี คือผู้หญิงเห็นเทคโนโลยีเป็นเรื่องสนุก เป็นโซเชียล เน็ตเวิร์คค่ะ อัตราการใช้เทคโนโลยีในชีวิตคุณเป็นอย่างไร แล้วใช้เพื่ออะไรฉัตรปวีณ์ : ไม่นับเป็นชั่วโมงนะ แต่ถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์จะอยู่ที่ 40% ต่อหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะดูว่ามาก เพราะเทคโนโลยีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำงานของซี ส่วนหนึ่งเพื่อพีอาร์ตัวเอง แต่ก็เป็นการพีอาร์ที่ให้ข้อมูลคนอื่น และเวลาที่ซีมีไอเดียหรือพบอะไรเจ๋งๆ ซีก็จะถ่ายตัดต่อๆ แล้วโพสต์ ซึ่งถามว่าซีอยากดังคงไม่ใช่ ประเด็นสำคัญคือการได้บอกอะไรกับคนดู และได้แชร์ในสิ่งเจ๋งๆ ให้ทุกคนได้ดูมากกว่า My Idolฉัตรปวีณ์ “สมเด็จพระเทพฯ ท่านคือไอดอลของซี ท่านเป็นเจ้าฟ้าไอทีของคนไทยจริงๆ เพราะท่านทรงเล็งเห็นประโยชน์ในการนำไอทีมาใช้ในการเสริมสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกร ถ้าเคยไปที่สวนจิตรลดา พระองค์ท่านมีแลบของตัวเองเลยนะคะ มีปั๊มน้ำมันในวัง ซีเห็นแล้วช็อกมาก ไม่ธรรมดาจริงๆ ซีคิดว่าท่านมีพระอัจฉริยภาพและเป็นต้นแบบให้แก่เรา ดังนั้นไอดอลของซีก็คงต้องเป็นเจ้าฟ้าไอทีพระองค์นี้ค่ะ” ในวันนี้คุณสามารถอยู่ได้โดยไม่มีอุปกรณ์ไอที หรืออินเตอร์เน็ตได้หรือไม่ฉัตรปวีณ์: ได้ค่ะ แต่คงเป็นชีวิตในวันพักที่หยุดทำงาน คือในวันหยุดนี่ซีแทบไม่แตะอุปกรณ์เลยนะคะ หรือวันอื่นที่รู้สึกว่าเบรคเถอะ ไปเที่ยวก็จะไม่จับ เพราะการที่ไม่ยุ่งกับอุปกรณ์ทำให้ซีได้สังเกตคน หันไปมองโต๊ะข้างๆ ว่าเขาทำอะไร หรือบางทีอยู่บนเวที ซีก็ชอบสังเกตว่าแต่ละที่คนยกโทรศัพท์อะไรขึ้นมาถ่ายเรา เราเห็นบางอย่างที่น่าเรียนรู้มากกว่าอยู่ในจอ เพราะซีเชื่อว่าซีพลาดสิ่งดีๆ หลายอย่างตอนที่มองจออยู่โดยไม่จำเป็น ดังนั้นซีอยู่ได้แน่นอนโดยไม่มีอุปกรณ์ แต่วันนั้นต้องเป็นวันที่ไม่มีการทำงาน เพราะอาชีพซีเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และตามติดการเปลี่ยนแปลงให้ทัน เคยได้วางแผนชีวิตไว้หรือไม่ ว่าคุณจะทำงานพิธีกรด้านไอทีไปอีกนานแค่ไหนฉัตรปวีณ์: ก็จะทำไปเรื่อยๆ เพราะนี่คืองานที่ซีรักและหลงใหล แต่ในอนาคตที่ไกลออกไปจากนี้อยากจะพัฒนางานของตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน จนถึงอยากสร้างเด็กรุ่นใหม่เป็นทีมของเรา เพื่อปลูกฝังความคิดดีๆ แล้วให้เขานำเสนอข้อมูลเหล่านี้ในแบบเขา โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหญิงไอทีก็ได้ หรืออาจจะเป็นรุ่นถัดไปก็ได้ ซึ่งมันคงจะเป็นเรื่องดีถ้าเราสามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไปได้ ถ้ามีโอกาสในตอนนี้ ใครคือคนที่คุณอยากนั่งสนทนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านไอทีมากที่สุดฉัตรปวีณ์ : มีหลายคนมาก แต่อยากคุยกับ สตีฟ จ็อบส์ นะคะ นั่นเป็นจุดหมายสูงสุดในการทำงานสายนี้ของซีเลย อยากรู้ว่าเขาเป็นปิศาจเหมือนกับที่หนังสือประวัติเขาเขียนหรือไม่ แต่ซีคิดว่าบางทีคนเก่งกับคนดี หรือคนที่เป็นที่รักก็ต่างกันออกไป ซึ่งถ้าสตีฟ จ็อบส์ เขาไม่เขี้ยวหรือไม่ร้ายกาจมากๆ บางทีก็อาจไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเหมือนเขาได้ เพราะในเมื่อเขาต้องบังคับให้เทคโนโลยีหนึ่งสำเร็จขึ้นมา การที่เขาจะดุทุกคนให้ทำตามเขาให้ได้อย่างที่ต้องการคงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด อย่างไรก็ตามเขาก็คนนะคะ ซีคิดว่าชีวิตของเขามันจริงมาก มีทั้งมุมที่ตกต่ำมากๆ มุมที่งี่เง่าสุดๆ แต่มุมที่เขาลุกขึ้นมาอย่างสงบแล้วสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับโลก นั่นคือมุมดีที่ซีปลาบปลื้ม เพราะคนเราไม่สำคัญว่าคุณเป็นใคร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณได้ทำอะไรให้กับโลกนี้บ้างต่างหาก ก็เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสได้คุยก็อยากคุยกับสตีฟ จ็อบส์ค่ะ FYI: ผลงานการจัดรายการของ ซี-ฉัตรปวีณ์• รายการ Tech 24 Lively ช่อง จีสแควร์ ทรูวิชั่นส์ 26 ทุกวัน เวลา 20.00 น.• รายการ Tech2days ช่อง TPBS ทุกวันเสาร์และอาทิตย์• รายการ 168 ชั่วโมง ช่อง 3 พุธ 00.00-00.30 น. (ช่วง cee it)• รายการ IE Metropolis วันอาทิตย์ 8.00 น. ททบ.5• รายการ Gizmo.Today บนเว็บไซต์ BuzzIdea.tv• รายการ Cyber City วันเสาร์ 10.55 ททบ.5• รายการแบไต๋ ไฮเทค ช่อง Nation Channel วันอาทิตย์ 21.45 น.• รายการ Boys’ Toys วันเสาร์ 17.00 น. ททบ.5• รายการ Nine Intrend วันจันทร์-พฤหัสฯ 22.15-22.20 น. ช่อง 9• รายการอมยิ้ม วันจันทร์-พุธ 18.00-18.30 น. ช่อง 3 คู่กับ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน• รายการ Hi Speed ช่อง Speed Channel ทรูวิชั่นส์ 72 ทุกวันอังคารและพฤหัสฯ เวลา 19.30-20.30 น.• รายการ WEEKLY C3 ช่วงย่อยในรายการข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ วันเสาร์-อาทิตย์• รายการ IT’S IT ช่อง 8 Infinity วันอาทิตย์ 09.30-10.00 น.• รายการ MIE TV PSI CHANNEL สาระดี 24 ชั่วโมง วันอาทิตย์ 10.00-10.30 น.

เหตุผลที่ ยอดวิวใน YouTube หยุดแค่ 301 ??
YouTube /  ยูทูป

    นักท่อง Youtube ผู้เสพย์ติดคลิปทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า มักผุดคำถามเบสิค ที่มือโปร อาจจะทราบกันดีแล้วว่า ทำไมยอดวิว ของคลิปดังๆ จึงหยุดอยู่ที่ 301  ทั้งที่ยอดคอมเม้นส์หลักหมื่น หรือทั้งยอด like ก็มากกว่านั้น   ประเด็นนี้กูเกิล ได้เคยออกมาชี้แจงแล้ว ด้วยลิ้งค์ สัญลักษณ์ (+) ท้ายยอดวิวที่ค้างเติ่ง 301 โดยอธิบายถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ คือ ปกติยอดวิวของแต่ละคลิป จะนับแบบ Realtime เมื่อรีเฟรสเข้าชมคลิป ในแต่ละครั้ง     เมื่อตัวเลขยอดวิวรวมไปถึง 299 ระบบจะทำการแช่แข็งยอดวิวไว้ที่ 301 view เพื่อทำการวิเคราะห์ตัวเลขการเข้าชมนั้นๆ ว่ามีการปั่นยอดวิวเข้าชมหรือไม่ ด้วยระบบอัลกอริทึ่มของยูทูปเอง   เมื่อวิเคราะห์ตัวเลขแล้ว จึงปล่อยยอดวิวออกมาเป็นล๊อตๆ เช่น เมื่อยอดวิวหยุดอยู่ที่ 100,000 แต่เมื่อแชร์ไปให้เพื่อนชม ยอดวิวจะยังไม่เป็น 100,001 เป็นเพราะระบบกำลังวิเคราะห์ เพื่อปล่อยตัวเลขจริงออกมาอีกทีนั่นเองนะก๊ะ !! -_-"     Source : 9tana

กูเกิลเปิดจอง Google Glass พร้อมปล่อยวิดีโอแนะนำการใช้
#ifihadglass /  +ProjectGlass / 

  เปิตตัวกันไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา สำหรับอีกหนึ่งโปรเจ็กต์สวมใส่จากฝั่งกูเกิล Google Glass และเปิดจองเวอร์ชั่น Explorer  รอบแรกไปแล้ว ในงาน  Google I/O  ล่าสุดกูเกิล เปิดจองรอบใหม่ ที่ไม่ใช่นักพัฒนา แต่เป็นกลุ่มนักสร้างสรรค์   ซึ่งขั้นตอนในการสมัครนั้น เป็นโจทย์ให้ร่วมเสนอไอเดีย จะทำอะไรถ้ามีแว่นกูเกิล? ผ่านทาง #ifihadglass , Google+ และ Twitter  พร้อมเพิ่มกติกาเข้ามาเล็กน้อย คือ     ข้อความไม่เกิน 50 คำ , ต้องแท็ก #ifihadglass , ใส่ภาพมากสุด 5 ภาพ ,  ใส่วิดีโอยาวสุด 15 วินาที , follow Google+ ( +ProjectGlass ) หรือ Twitter (@projectglass) , อายุไม่ต่ำกว่า 18 และ มีภูมิลำเนาอยู่ในสหรัฐฯ ส่งใบสมัครวันสุดท้าย 27 ก.พ. นี้   สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะได้สิทธิ์ในการซื้อเวอร์ชั่น Explorer ราคาเดิม 1,500 ดอลลาร์ ประมาณ 48,000 บาท และได้ร่วมงาน Google Glass  ในนิวยอร์ก , ซานฟรานซิสโก หรือ ลอสแองเจลิส นอกจากนี้ยังปล่อยวิดีโอเรียกน้ำย่อย How It Feels [through Glass] ออกมาโชว์ความสามารถของแว่นอีกด้วย .     Source : google , pocket-lint

Review: Nexus 4 อัญมณีอันบริสุทธิ์ แห่งแดนดรอยด์ !!
Nexus 10 /  Nexus 4 / 

  Nexus 4 เปิดตัวพร้อมๆ กับ Nexus 10 ไปเมื่อไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา จุดเด่นคงไม่ต้องสาธยายอะไรมาก เพราะมันเองก็คว้าตำแหน่ง สุดยอดสมาร์ทโฟน สาขาโอเอสยอดเยี่ยม แห่งปี 2012 ไปด้วยความเป็นเพรียวโอเอส   ที่หากคุณเล่นแอนดรอยด์ คงจะพอทราบดีว่า อาการดีไวซ์ลูกรักของกูเกิล ได้อัพเดทอะไรก่อนชาวบ้านนั้นสร้างความรู้สึกอบอุ่นได้มากมายขนาดไหน?  เมื่อหันมามองเรื่องสเปกของ Nexus 4 ก็ใกล้เคียงกับ Optimus G เพราะทั้งสองเป็นแฝดคนละฝา ลูกหม้อจากแอลจีเช่นเดียวกัน     หลังการเปิดตัวไปนั้น เน็กซัส 4 กระแสตอบรับดีมาก ด้วยการเปิดราคาบน Google play ไว้เพียง 9,000 บาท ก่อนแฟนคลับจะใจสลาย เมื่อมันจำหน่ายในราคาจริงทั้งยุโรป กลับเขยิบไปสูงระดับเรือธงอื่นๆ  แต่ก็ยังหวังว่าเมื่อมันปล่อยสู่ตลาดในบ้านเราจะสามารถเอื้อมมือคว้า ในราคาไม่เจ็บตัวมากนัก   ซึ่งทางแอลจีก็วางจำหน่ายเน็กซัส 4 ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และราคากับความเป็นเพียวแอนดรอยด์โอเอสนั้น ถือว่าไปด้วยกันได้ ส่วนจะมีอะไรน่าติดตามอีกบ้างนั้น มาสัมผัสกับตัวจริงเสียงจริง ไปด้วยกันเลยดีกว่า .   Spec Hand-on   ซีพียู 4 คอร์ Snapdragon S4 1.5GHz แรม 2GB พร้อมหน่วยความจำ 16GB หน้าจอ 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 768 ( 320 ppi ) หน้าจอใช้เทคโนโลยี G2 +  Gorilla Glass 2 กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 1.3 ล้านพิกเซล HD+ แบตเตอรี่ 2,100 mAh Li-Polymer รองรับ 3G , HSPA+ ,Wireless Charging , NFC Android 4.2  Jelly bean     เน็กซัส 4  เริ่มต้นด้วยบอดี้ ขนาดหน้าตักกว้าง  68.7 มิล ความหนา 9.1 มิล สิ่งที่ทำให้นึกถึงตระกูลเน็กซัส ตั้งแต่รุ่นแรก คือ ความโค้งมนโดยรอบ และสัมผัสของหน้าจอที่กำลังพอเหมาะพอดี ที่ 4.7 นิ้ว เป็น WXGA ความละเอียด 1280 * 768 พิกเซล 320ppi     และจุดเด่นด้านหลังเป็น เนื้อโลหะอาบกระจก Gorilla Glass 2 ตัวอักษร Nexus สีเงินเรืองรอง ฝังอินเนอร์โดยรอบ สะท้อนแสงแล้วระยิบระยับ เปล่งพลังปริศนาชวนหลงไหล   ด้านหน้าจอ ไล่ลงมาจากส่วนบน เป็น ไมโครโฟน ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิล กล้องหน้า 1.3 ล้านพิกเซล HD+ ส่วนท้ายเป็น ช่อง micro usb และไมโครโฟน อีก 1 ตัว   ด้านซ้ายบนเป็นปุ่ม Volume และ ถัดมา คือ ช่องใส่ไมโครซิม ส่วนด้านขวานั้นเป็นปุ่ม power ด้านหลังพบโลโก้ค่าย และเน็กซัส ถัดขึ้นไปเป็นกล้อง 8 ล้านพิกเซล งานโอเอสของเน็กซัส 4 มากับ  Android 4.2  Jelly bean รูปแบบการปรับแต่งโฮมสกรีน ที่เพิ่มรายละเอียดได้มากขึ้น ทั้ง widget ล๊อกสกรีน หรือ Gesture Typing แบบ Swipe สำหรับพิมพ์งานได้สะดวกขึ้น     การทำงานร่วมกับตัวระบบปฏิบัติการณ์ ยังคงไว้ซึ่ง 3 ปุ่ม LED เมนูหลัก บนหน้าจอ ทั้ง ย้อนกลับ  เข้าหน้าโฮม และแอพที่ใช้งาน เพื่อรองรับการทำงานแบบมัลติทาสก์ รูปแบบการซ้อนของตัวแอพ ด้านหลังเป็นแบรกราว   โดยส่วนตัวคิดว่า คล้ายกับระบบวินโดวส์โฟน แต่การรันแอพในหลายๆ ส่วนพร้อมกัน ทำได้ค่อนข้างไหลลื่นกว่า ซึ่งการอัดซีพียู  Snapdragon S4 1.5GHz 4 คอร์ เข้ามากับแรม 2GB น่าจะช่วยตัวโอเอสได้โขทีเดียว   การเข้าถึงระบบด้วยล๊อกสกรีน วิดเจ็ต  ลูกเล่นบน แอนดรอยด์ 4.2 ที่ทำให้การเข้าถึงเมนู หรือ ส่วนแจ้งเตือนได้ทันที แบบไม่ต้อลากปลดล๊อกก่อน รวมถึงตกแต่ง สกรีนยูสเซอร์ เช็คข้อมูลวิตเจ็ตต่างๆ ได้รวดเร็ว และโหมดถ่ายภาพที่ปัดหน้าจอได้ด้านซ้าย ก็ขึ้นมาพร้อมใช้งาน   เมื่อปลดล็อกเข้าสู่หน้าแอพพลิเคชั่น  ด้านบนเป็นส่วนแจ้งเตือน สามารถลากลงมาเพื่อเข้าถึงรายละเอียด ของเมนู อัพเดท ต่างๆ  และด้วยความเป็นเน็กซัส เพียวโอเอส คุณจะพบแต่แอพพลิเคชั่นกูเกิล เพียวๆ ไม่ยัดอะไรเข้ามาให้เลอะเทอะ  สามารถเลือกลงแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมได้ หลังจากล๊อกอิน gmail บน google play     การใช้งานในส่วนของบราวเซอร์หลักเป็น Chrome การรันเว็บเพจ สามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และหน้าจอ 4.7 นิ้ว 1280 x 768 ในแบบ g2+ จอบางและคมชัด ตัวเลข 320ppi  ถ่ายทอดสีสันได้ใกล้เคียงเรติน่าดิสเพลย์   วิดีโอสตรีมมิ่งผ่านแอพ Youtube  ได้เลย ไม่ต้องดาวน์โหลด   SWOT ITEM   ความเป็นเพียวโอเอส ของเน็กซัส 4 ทำให้สัมผัสยูสเซอร์อินเตอร์เฟส Android 4.2 ได้แบบเนื้อๆ เต็มๆ ซึ่งเหมาะกับผู้เล่นแอนดรอยด์ทั้งแบบมือใหม่ รักสนุก ชอบลงอะไรเพิ่มเติมเองตามรสนิยม   เน็กซัส 4 ยืดหยุ่นให้กับการที่คุณไม่ต้องใช้อินเตอร์เฟส ที่หลายค่ายอัดงานโปรดักส์ชั่นโอเอส ฝั่งตัวเองเข้ามาเป็นของแถม และได้แอพบางอย่าง ที่คุณอาจจะเป็นขาประจำของเจ้าอื่นอยู่แล้ว ทำให้ตรงส่วนนี้ไม่เปลืองเนื้อที่โดยใช่เหตุ   ด้วยความที่เปิดตัวกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ฟีเจอร์บางอย่าง เช่น กล้อง 8 ล้านพิเซล อาจจะดูน้อยไปหากเทียบกับเรือธงที่เปิดตัวไตรมาสแรกปีนี้ แต่งานวิดีโอยังสามารถทำได้ในระดับ HD 1080P   และชื่นชมดีไซน์ ซึ่งนอกจากความงามของบอดี้แล้ว  ขนาด 4.7 นิ้ว ถือว่ากำลังดี  และดูเหมาะมือกับสาวๆ แฟชั่นนิสต้าส์ มากกว่าหนุ่ม geek ( ผู้เล่นแอนดรอยด์เพียวโอเอสส่วนใหญ่ ) จุดบอดตั้งแต่เปิดตัวของมันก็คือ ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ตามธรรมเนียมแอนดรอยด์ และอาจจะวางจำหน่ายในบ้านเราช้าไปสักนิด คือ  เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมานี้เอง .   Rate Fight   (4/5) ★★★★ Price 17,900 บาท    

เรื่องน่ารู้ กูเกิล ดูเดิล Google Doodle
Google /  กิจกรรมวัยรุ่น / 

กูเกิล ดูเดิล ชื่อนี้คุ้นหูไหมค่ะ และเคยสงสัยไหมว่ามันคืออะไร จริงๆ แล้ว "ดูเดิล" ก็คือ ภาพวาดที่ปรากฏบนหน้าหลักกูเกิลที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ ซึ่งภาพที่ขึ้นนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงภาพใหม่อยู่เรื่อยๆ ตามวันสำคัญ หรือบุคคลที่ประดิษฐ์คิดค้น หรือบุคคลสำคัญต่างๆ นั่นเอง สร้างสีสันความสวยงาม บวกกับเทคนิคที่กูเกิลสร้างขึ้นสนุกๆ ให้คนที่เข้ากูเกิลมา คลิกเล่นได้อีกด้วย วันนี้ทีนเอ็มไทย จึงอยากพาเพื่อนๆ ไปเจาะลึก เรื่องน่ารู้ กูเกิล ดูเดิล Google Doodle   กันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง รับรองว่าน่าสนใจแน่นอน... เรื่องน่ารู้ กูเกิล ดูเดิล Google Doodle  เริ่มจาก กำเนิดกูเกิลดูเดิล Google Doodle  กูเกิลดูเดิล หรือก็คือ ภาพที่วาดลงบนโลโก้ของกูเกิลหน้าหลักหรือที่เรียกว่าภาพ "ดูเดิล" นั่นเอง โดยเดนนิส ฮวาง เว็บมาสเตอร์ของกูเกิล อายุ 30 ปี ผู้ที่ได้ริเริ่มภาพดูเดิลเฉลิมฉลองและเน้นความสำคัญของเหตุการณ์และวันหยุดสำคัญๆ ของโลก หลังจากที่เขาเคยมาฝึกงานที่กูเกิลเมื่อปี ค.ศ. 2000 ตั้งแต่นั้นมา ผลงานของทีมดูเดิลก็ได้ปรากฏต่อผู้คนนับล้านและมีแฟนๆ เหนียวแน่นที่คอยตั้งตารอชมผลงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ บนหน้าเว็บไซต์ของกูเกิล หลังจากเดนนิสได้เข้ามาฝึกงานที่กูเกิลสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย มีหน้าที่ช่วยดูแลเว็บไซต์ และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเว็บมาสเตอร์ โดยมีผู้ก่อตั้งกูเกิลตอนนั้นคือแลรี่ เพจ และเซอร์เกย์ บริน มีไอเดียเกี่ยวกับโลโก้สำหรับวันหยุดอยู่แล้ว พอเดนนิสได้เข้ามาร่วมงาน พวกเขาได้ทราบว่าเดนนิสเรียนศิลปะมา เลยแนะนำให้ลองทำดู เดนนิสจึงทำงานเว็บมาสเตอร์ให้กูเกิลเป็นงานหลัก แล้ววาดภาพดูเดิลเป็นโปรเจ็กต์ชั่วคราว" ทีมดูเดิลพยายามตามเหตุการณ์และวันสำคัญต่างๆ ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเลยหรือเปล่า เดนนิสเล่าว่า พวกเขามักจะตอบสนองเหตุการณ์เด่นๆ ทันที โดยสร้างโลโก้ขึ้นมาภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง สำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้น หากมีวันพิเศษและเราคิดว่าเข้ากันได้ักับแบรนด์ของกูเกิล เราก็อยากร่วมเฉลิมฉลองด้วย" ขั้นตอนการดีไซน์ดูเดิลของเดนนิส "อันดับแรกเราจะระดมสมองกันก่อน ค้นหารูปภาพต่างๆ บนกูเกิล แล้วก็อ่านข้อมูลต่างๆ หลังจากนั้นจึงดีไซน์รูปบนโลโก้ของกูเกิล และมันน่าสนใจมาก" การออกแบบดูเดิลสำหรับวันสำคัญๆ ที่เกิดซ้ำกันทุกปีนั้นยากหรือไม่ "มันเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เป็นสิ่งที่เราตั้งตารอที่จะทำ เราพยายามจะหาไอเดียใหม่ๆ กันทุกปี แต่ว่าวิธีวาดไก่งวงหรือฟักทองมันก็มีแค่ไม่กี่วิธีหรอก" สำหรับสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นดูเดิลมากที่สุดคือ วัดและทุ่งนา สัตว์ของไทยที่ถูกจับมาวิ่งเล่นบนดูเดิลมากที่สุดคือช้าง(น้อย) เทศกาลสงกรานต์และลอยกระทง เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบดูเดิลที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยมากที่สุด เคล็ดลับการวาดดูเดิลจากเดนนิส 1. การวาดดูเดิล จะต้องดีไซน์ให้เข้ากันได้กับตัวอักษรของโลโก้กูเกิล แต่อย่าจำกัดความคิดสร้างสรรค์ 2. ลองใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในการสร้างสรรค์ดูเดิลแล้วดูว่าอะไรเหมาะกับเราที่สุด (สามารถใช้คอมพิวเตอร์สร้างดูเดิลก็ได้) 3. อย่าออกแบบให้ซับซ้อนเกินไป ส่วนใหญ่แล้วรูปที่เีรียบง่ายที่สุดจะโดนใจที่สุด 4. จำไว้เสมอว่ารูปของน้องๆ อาจไปปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ของกูเกิลประเทศไทย ลองนึกดูว่ารูปของน้องๆ จะดูเป็นอย่างไรเมื่อไปอยู่ที่นั่น 5. พยายามใช้สีให้เหมาะสม และคิดว่ามันจะรับกับพื้นหลังสีขาวหรือไม่ 6. อย่าใช้ภาพเพื่อการโฆษณาหรือภาพที่มีลิขสิทธิ์ 7. คิดนอกกรอบ พยายามวาดดูเดิลที่แตกต่างจากเพื่อนๆ และไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน 8. ใช้พื้นที่ด้านหน้าหรือด้านหลังตัวอักษร Google ได้ แต่พยายามรักษาความสมดุลของภาพไว้ 9. วาดให้สนุก! การประกวด Doodle 4 Google นี้เน้นที่ความคิดสร้างสรรค์และสนุกสนานกับการออกแบบ กูเกิลดูเดิล เปิดโอกาสให้เด็กไทยประกวดวาดภาพดูเดิล Google ได้เริ่มจัดการประกวด Doodle 4 Google ครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อเดือนมราคม 2553 โดยการจัดประกวดนี้ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนชาวไทยทั่วประเทศร่วมแสดงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ภายใต้หัวข้อ "เมืองไทยของฉัน" โดยได้ผู้ชนะเลิศระดับประเทศ กับผลงานที่ชื่อว่า สุพรรณหงส์ เรื่องน่ารู้ กูเกิล ดูเดิล Google Doodle  ภายใต้แนวคิด "เมืองไทยของฉัน เป็นการนำเอาภาพเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ อันเป็นเรือพระที่นั่งสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ในพระราชพิธีต่างๆ ทางน้ำ ถือเป็นคุณค่าที่อยู่คู่ไทยมาอย่างยาวนาน สายน้ำที่มีเงาสะท้อนจากเรือ และตัว Google นั้น เป็นการแสดงถึงสายวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน ที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าของเรือทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เกี่ยวพันโยงใยไปกับอักษร Google ที่ใช้สีทองสีเดียว อันเป็นสีของความเจริญรุ่งเรือง และร่วมกันส่งต่อคุณค่าทั้งหมดแก่สายตาชาวโลก" เป็นผลงานของ ด.ช. เทิดธันวา คะนะมะ โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม และดูเดิลที่เป็นผลงานตนเอง ไปปรากฏบนหน้าเว็บกูเกิลประเทศไทย เป็นเวลา 24 ชม. เพื่อให้ผู้ใช้กูเกิลในไทยหลายล้านคนได้ร่วมชื่นชม ล่าสุดในปี 2014 นี้ เพิ่งได้ผู้ชนะการประกวด กูเกิล ดูเดิล 2014 ด้วยผลงาน Back to Mother Nature ซึ่งเป็นของ ออเดรย์ จาง เด็กหญิงวัย 11 ปี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 สำนักข่าวต่างประเทศ ได้เปิดเผยผลการประกวดออกแบบ กูเกิล ดูเดิล ประจำปี 2014 โดยผลงานที่ชื่อว่า “Back to Mother Nature” หรือ “กลับคืนสู่ธรรมชาติ” ของ ออเดรย์ จาง เด็กหญิงวัย 11 ปี จากนิวยอร์ก เป็นผู้ชนะในการประกวดครั้งนี้ และทางกูเกิล ก็จะนำเอาภาพวาดของเด็กหญิง ออเดรย์ จาง ไปทำเป็นแบบแอนิเมชั่นให้เคลื่อนไหวได้ โดย ออเดรย์ จาง เปิดเผยว่า การออกแบบกูเกิล ดูเดิล ในหัวข้อ “ถ้าฉันสามารถทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยให้โลกดีขึ้นได้ ฉันจะทำอะไร ....” นั้น ตนเลือกที่ออกแบบเป็นภาพวาดของเครื่องทำน้ำให้สะอาด ซึ่งภาพดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจากการที่รู้ว่า ยังมีเด็ก ๆ อีกมากมายในโลกที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดได้ และงานนี้ นอกจากเงินรางวัลที่ ออเดรย์ จาง ได้รับเป็นทุนการศึกษาจำนวน 3 หมื่นดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ล้านบาทแล้ว ทางกูเกิลยังจะบริจาคเงินจำนวน 4 หมื่นดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ล้าน 3 แสนบาท ให้กับองค์กรการกุศลที่ดูแลเรื่องการทำน้ำให้สะอาดสำหรับโรงเรียนในบังกลาเทศ ซึ่งเงินก้อนนี้จะถูกนำไปบริจาคในชื่อของ ออเดรย์ จาง อีกด้วย เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ข้อมูลและภาพ กระปุก/google /springnews

15 คำถากถางสุดฮิต ที่ชาวดรอยด์ใช้ด่าสาวก iPhone !!
Android /  apple / 

"ปรามาสซ้ำๆ ที่ชาวดรอยด์ มักซัดสาวก iPhone"   เป็นที่รู้กันว่าศาสดาจ๊อบส์นั้นจงเกลียดจงชัง Android มาตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ๆ ด้วยเหตุผลหลัก คือ เป็นโอเอสก้อปปี้ตัวแม่ ที่เข้ามาแย่งซีนตลาดสมาร์ทโฟน และอดีตซีอีโอผู้ล่วงลับคงจะเสียใจไม่น้อย ที่เมื่อย้อนดูส่วนแบ่งตลาดในวันนี้ของแอนดรอยด์ นั้นรวบหัว รวบหาง กินกลางตลอดตัว ทั้ง low budget - high budget เหี้ยมเกรียมระเบียบสร้าง     แถมปิดตลาดไตรมาสล่าสุดปี 2013 สถิติย้ำชัดว่าเจ้าตลาดนั้นเปลี่ยนมือมาอยู่ในภูมิภาคเอเชียอย่างเบร็ดเสร็จ ซึ่งก็คือ Samsung อริอันดับหนึ่ง ที่ฟาดไปถึง 67.7 ล้านเครื่อง ตามรายงานของ  VisionMobile's Developer Economics และก็เป็นธรรมดาที่ผู้ชนะ (เชิงปริมาณ) จะสามารถถากถางผู้แพ้ได้ ซึ่งมันก็เป็นเซตคำถากถางเดิมๆ ที่นิยมกันมาตั้งแต่ครั้งแอนดรอยด์ตั้งไข่ ...คุ้นเคยกันบ้างไหมหล่ะชาวดรอยด์ ลองดูซิ!!   1. ของชั้นใหญ่กว่า (หน้าจอ)   2. ถอดเปลี่ยนแบตได้แบบซัมซุงฮีโร่นะฮร้าฟฟ!!   3. โฮมสกรีนปรับแต่งได้อิสระ อะไรเช่นนี้หล่ะ!!   4. เพิ่มความจำได้ด้วย SD card (แบบว่าคลิปเยอะ --")   5. แชร์คลิปเด็ด Pic งาม เร็วเวอร์ ไม่แคร์ 3G กาก เพียงแตะๆ เหมือนตบแปะ!!   6. แอพแผนที่มีมาให้อยู่แล้ว ไม่ต้องโหลดเอง หรือจะลงแอพร้านเสียตังค์เพิ่มป่ะ?   7. ด้วยความใหญ่ ก็เป็นได้ทั้งโทรศัพท์และแท็บเล็ต   8. ซิงก์ได้หมด ไม่ต้องเหนี่อย ทั้ง gmail ,chrome และทุกบริการของกูเกิล   9. ผู้ช่วยอย่าง Google Now เป็นอะไรที่ฉลาดกว่า Siri   10. รองรับ usb มาตรฐานสากล ไม่เหมือน...   11. ชีวิตแฮปปี้ด้วย google wallet   12. ยิ่งกว่าอิสระเสรี ด้วย custom rom เปลี่ยนเพิ่มเติมแต่ง   13. เคลื่อนย้ายไฟล์เหมือนพีซี ไม่ต้องมีไอจุ้น !!   14. จะวาดอะไรหรอ? ... ยืมปากกาพี่ไหมน้อง!!   15. เพื่อนเยอะ...ฉลาดเลือก ราคาถูกกว่า ทำได้มากกว่า   Source : businessinsider , blog.laptopmag

11 ภาพพื้นโลกที่เห็นแล้วใจหาย จาก Google Earth
ภาพถ่าย / 

11 ภาพพื้นโลกที่เห็นแล้วใจหาย จาก Google Earth กูเกิล เอิร์ธ Google Earth ได้แสดงภาพเมืองต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิศาสตร์อย่างเห็นได้ชัดจนน่าใจหาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่นั้นเกิดจากสาเหตุของภัยธรรมชาติ ได้แก่ แผ่นดินไหว สึนามิ เฮอริเคนที่ทำลายบ้านเรือนจนเหี้ยน อุบัติภัยระเบิดของโรงงาน ที่ทำให้พื้นที่บริเวณกว้างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่การเกิดของเกาะใหม่อันเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น อันบ่งบอกถึงเทคโลโลยีและความเจริญ ล้วนทำให้เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและแย่ลง อดคิดไม่ได้ว่าพื้นที่ๆเรากำลังยืนอยู่ปัจจุบันจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ไม่แน่ว่าบ้านที่เราอาศัยอยู่อาจจะกลายเป็นทะเลในอีก 50 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ ลองใช้กูเกิล เอิร์ธค้นหาบริเวณที่คุณอาศัยดูสิครับ 1. วาโก้ เท็กซัสเหตุการณ์โรงงานปุ๋ยระเบิดเมื่อต้นปีทีผ่านมา ทำให้เห็นว่าระเบิดแรงแค่ไหน เพราะพื้นที่โรงงานนั้นเหี้ยนเตียนไม่มีเหลือ 2. เพนตาก้อน จากเหตุการณ์ 11 กันยา ทำให้พื้นที่โดยรอบบริเวณเพนตากอน ซึ่งเคยได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกลายเปลี่ยนไปตลอดกาล 3. ปอโตแปรงซ์ เฮติ เชื่อว่ายังคงจำกันได้สำหรับเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเฮติเมื่อปี 2010 ที่รุนแรงระดับประวัติศาสตร์ ความรุนแรงทำให้บ้านเรือนเสียหาย 250000 หลังคาเรือน ผู้คนจำนวนมากไร้บ้านทันตา ทำให้พวกเขาต้องมาอาศัยอยู่ในสนามกีฬาแทน 4. ซีไซด์ เฮทส์ เฮอริเคนแซนดี้เมื่อปี 2012 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้อเมริกาเป็นจำนวนมาก จะเห็นว่าบริเวณดังกล่าวที่เป็นสวนสนุก นั้นหายไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะชิงช้าสวรรค์ รถไฟเหาะ และอีกหลายอาคาร 5. มัวร์ โอกลาโฮมานี่ก็เป็นผลงานของพายุทอร์นาโดที่คร่าชีวิตคนไปจำนวนมาก ที่สำคัญบ้านเรืองที่เรียงรายเป็นรูปสวยก็เหลือแค่ซากปรักหักพังที่ชวนให้เห็นถึงความน่ากลัวของพายุ 6. นิว ออลีนส์ เฮอร์ริเคนแคทรีนา เมื่อปี 2005 ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวอเมริกันอย่างเหนียวแน่น เพราะมันสร้างความเสียหายสาหัส และเปลี่ยนเมืองนิว ออลีนส์ไปอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าขนาดสนามกีฬาซูเปอร์โดมของเมืองนั้นเหวอะหวะไม่มีเหลือ 7. แมนฮัตตัน หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ที่ทำให้ตึกเวิล์ดเทรดที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในโลกพังถล่มไม่มีชิ้นดี พื้นที่บริเวณนั้นจึงเหลือแค่พื้นที่โล่งๆไว้ให้คิดถึงอดีตเท่านั้น 8. ดูไบ การเติบโตของเมืองดูไบ UAE นั้นเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก จากเดิมที่เป็นแค่ทะเลทราย แต่ปัจจุบันกลายเป็นเมืองแห่งความร่ำรวยและความเจริญ โดยเฉพาะการถมทะเลเป็นเกาะขึ้นมา 9.จ๊อพพลิน มิสซูรี ทอร์นาโดเมื่อปี 2011ทำลายที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนกว้าง หนึ่งในนั้นคือเขต จ๊อพพลิน มิสซูรี 10. ซันริกุ ญี่ปุ่น จะข้ามส่วนนี้ไปไม่ได้ เมื่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิของญี่ปุ่นเมื่อปีกลายนั้นทำลายญี่ปุ่นอย่างสาหัส พื้นที่ดังกล่าวกลายนั้นถูกกลืนหายไปเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะส่วนที่ยื่นไปในทะเล และ บนพื้นดินก็โดนน้ำทะเลบุกทำลายล้างจนแทบไม่เหลือ 11. ลาสเวกัส นี่ไม่ใช่ความเสียหาย แต่เป็นความเจริญของเมืองลาสเวกัสในช่วง 50 ปี จากแต่กอนที่เป็นทะเลทราย และพื้นที่เหี้ยนเตียน มีถนนแค่สองสาย แต่ปัจจุบันกลายป็นเมืองที่โตเร็วที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 จนกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารบ้านช่อง และไม่เหลือเค้าเดิมเลย ขอบคุณ Mashable บูเนชาส ประเพณีแปลงหญิงเป็นชาย บูเนชาส ประเพณีแปลงหญิงเป็นชาย ในโลกปัจจุบันที่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกกลืนไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ บาง วัฒนธรรม ยังคงดำเนินต่อไ … เละ! ภาพหลังชกของนักมวยเด็กสุดเสียว เละ! ภาพหลังชกของนักมวยเด็กสุดเสียว นักมวย ถือเป็นอีกอาชีพที่ไม่ใช่เพียงแต่ต้องการความอดทนและไหวพริบเช่นเดียวกับกีฬาอื่นๆ แต่ยัง … ศิลปะ 'ผู้ชายก็ร้องไห้เป็น' เผยอีกด้านของความเป็นชาย ศิลปะ 'ผู้ชายก็ร้องไห้เป็น' เผยอีกด้านของความเป็นชาย ศิลปะ เชื่อว่าลูกผู้ชายทุกคนถูกสั่งสอนและเลี้ยงดูให้เข้มแข็งและแสดงออกอย่างท … เป๊ะ! ซิกส์แพคสาวๆ ที่เล่นเอาหนุ่มๆยังอาย เป๊ะ! ซิกส์แพคสาวๆ ที่เล่นเอาหนุ่มๆยังอาย ฟิตเนส ในขณะที่สาวๆแทบทั้งโลกอยากมีหน้าท้องแบนราบ หน้าอกตู้ม ต้นขาเรียวเฟิร์ม ก็มีผู …

ฮือฮา กูเกิ้ลเอิร์ธ จับภาพดาว5แฉก สัญลักษณ์ปีศาจบนพื้นโลก
ดาวห้าแฉก /  ปีศาจ

วันนี้(7 ส.ค.)สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อดาวเทียมของกูเกิล เอิร์ธ สามารถจับภาพสัญลักษณ์ดาวห้าแฉก บนพื้นโลกได้ สัญลักษณ์ดังกล่าวปรากฎอยู่ที่ตอนเหนือของคาซักสถาน มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 366 เมตร ซึ่งมีความชื่อว่าสัญลักษณ์ดาว5แฉก เป็นเครื่องหมายของปีศาจ ซาตาน โดยสัญลักษณ์ที่ปรากฎอยู่นี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับพิธีบูชาปีศาจของคาซักสถาน ทั้งนี้มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าดาวห้าแฉกนี้อาจจะม่เกี่ยวข้องกับพวกปีศาจแต่อาจจะเป็นซากฐานทัพของโซเวียตที่เคยมีการตั้งฐานทัพบริเวณนั้น MthaiNews

นิพิฎฐ์แนะโอ๊ค ไม่เหมาะเปรียบพ่อเป็นยักษ์เป็นมาร
ข่าวโอ๊ค พานทองแท้ /  นิพิฐฎ์ อินทรสมบัติ / 

นิพิฎฐ์แนะโอ๊ค ไม่เหมาะเปรียบพ่อเป็นยักษ์เป็นมาร  หลังวิพากษ์พรรคประชาธิปัตย์รอค้านทุกเรื่อง ยันกฎหมายไทยไม่เคยมีนิรโทษกรรมให้นักการเมืองทุจริต ชี้หากเล่นการเมืองไม่เคยแพ้ ก็มีแต่โกงเท่านั้น จากการที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นเหรียญด้านเดียว พร้อมค้านทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม เนื่องจากหวาดระแวงกลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะลืมตาอ้าปากได้ พร้อมแนะให้พรรคประชาธิปัตย์คิดใหม่ คืนความเป็นธรรมให้กับคู่แข่ง สู้กันด้วยความเสมอภาค เลิกเอารัดเอาเปรียบพรรคฯ อื่นนั้น วานนี้ (22 ต.ค.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเช่นกัน เพื่อตอบโต้การแสดงความเห็นของนายพานทองแท้ โดยระบุว่า การที่นายพานทองแท้ หาว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นเหรียญที่มีด้านเดียว ค้านทุกเรื่อง นายพานทองแท้ คงไม่รู้จริง เพราะไม่ได้อยู่ในรัฐสภา ความจริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนกฎหมายของรัฐบาลมากกว่าที่คัดค้าน และการที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น ไม่ใช่รังเกียจ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองที่ทุจริตเลย ทั้งที่มีอดีตนายกฯ ที่ทุจริตและถูกยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดินมาแล้ว 3 คน คือ จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม พยายามขอทรัพย์สินคืนมาตลอด แต่ศาลไม่คืนให้ และรัฐบาลทุกรัฐบาลก็ไม่นิรโทษกรรมให้การที่นายพานทองแท้ เสียดสีพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะเป็นฝ่ายค้านตลอดนั้น การเป็นนักการเมือง ถ้าคิดชนะอย่างเดียว ไม่ยอมแพ้นั้น มีทางเดียวที่จะทำให้ชนะได้ตลอด คือ โกงทุกรูปแบบ เหมือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำ ซึ่งหากกดค้นหาคำว่า นักการเมืองเลวที่สุดในโลกในกูเกิล ก็จะพบว่าหนังสือพิมพ์ในเครือวอชิงตันโพสต์ จัดอันดับให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักการเมืองที่เลวติดอันดับ 5 ของโลก ส่วนการบอกว่า ฝ่ายค้านก้าวข้ามทักษิณไม่พ้นนั้น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ นอนขวางทางเดินของประเทศไทยอยู่ เราจึงพยายามเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ออกนอกทางเดิน ไม่อยากเดินข้ามไปเพราะมันไม่สุภาพ แต่หากไม่ยอมอีกเห็นทีคราวนี้ต้องข้ามไปจริงๆแล้ว แล้วการที่นายพานทองแท้ ไปเปรียบคุณพ่อว่า เป็นเหมือนทศกัณฑ์ที่ฆ่าไม่ตายได้อย่างไร สงสัยไม่อ่านตอนจบ สุดท้ายทศกัณฑ์ก็ถูกหนุมาณหากล่องดวงใจจนเจอ และทศกัณฑ์ก็ถูกฆ่าตายในที่สุด คราวหลังอย่าเปรียบคุณพ่อเป็นยักษ์เป็นมารอีก MThai News

กูเกิลแจงตัวเลข ขอข้อมูลผู้ใช้ จากรบ.ทั่วโลก
กูเกิ้ล /  ข้อมูลผู้ใช้ / 

กูเกิลแจงตัวเลขขอข้อมูลผู้ใช้ จากหลายรัฐบาลทั่วโลก ระบุ สหรัฐส่งคำขอมากสุดถึง 83% จากคำขอทั้งหมด สำนัก ข่าวบีบีซี รายงาน ตามที่บริษัทกูเกิล เปิดเผยข้อมูล ตัวเลขคำขอทราบข้อมูลผู้ใช้จากรัฐบาลของแต่ละประเทศทั่วโลก ที่มีมากถึง53,356 คำขอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำขอจากรัฐบาลสหรัฐ โดยอ้างอำนาจความเป็นรัฐบาลในการขอเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งคำขอส่วนใหญมาจากรัฐบาลสหรัฐ และตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมคำขอที่มา จากหน่วยความมั่นคงของสหรัฐ (NSA) อีกด้วย รายงานระบุว่า 69%  ของคำขอเป็นของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ขณะที่สหรัฐส่งคำขอมาถึง 83% จากคำขอทั้งหมดและมี 1,397 คำขอ ที่ข้อมูลถูกส่งไป ข้อมูลนี้เพียงช่วงระยะเดือนกรกฎาคม-เดือนธันวาคม ของปีที่แล้วเท่านั้น