กูเกิล

18-1-57แตงโมกล่าวชาวม็อบเป็นคนชั้นสูง
18-1-57แตงโมกล่าวชาวม็อบเป็นคนชั้นสูง

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2557 นักแสดงสาว แตงโม ภัทรธิดา และคุณพ่อ โสภณ พัชรวีระพงษ์ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที กปปส. ที่ปทุมวัน โดยคุณพ่อโส ขึ้นมาอ่านกลอน ก่อนที่สาวแตงโม จะเริ่มกล่าวโจมตีรัฐบาล โดยเจ้าตัวขออนุญาต อาจจะหลุดใช้คำหยาบบ้าง ก่อนจะพูดถึงเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2557 ซึ่งเป็นวันพักจากการเข้าร่วมเดินขบวนของเธอ ตอนดูบลูสกาย เห็นข่าวจนถึงช่วงค่ำ ทำให้โรคประจำตัวของเธอกำเริบ คือโรคแพนิค จะเกิดอาการมือสั่น เท้าชา ใจสั่น เมื่อรู้สึกหวาดระแวงหรือรู้สึกกลัว เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงรับไม่ได้ กับการที่พวกเราออกมาชุมนุม แล้วทุกครั้ง ไม่ว่าใครเป็นผู้ชุมนุมก็ตาม แต่พวกเราก็กลายเป็นผู้ถูกกระทำทุกครั้ง เขาชุมนุม เราก็โดน เราชุมนุม เราก็โดน คือ จิตใจของคนชั่ว มันก็คิดแต่จะรังแก มันไม่มีกฎหมายหรือเหตุผลมาสู้ได้ มันก็ใช้วิธีสกปรก ทั้งนี้ แตงโม ภัทรธิดา เผยว่า วันนี้ เธอมีเรื่องจะมาคุยกับอีฆาตกร ไม่อยากจะเชื่อว่าเกิดมาเป็นผู้หญิงแล้วจะจิตใจโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้ มีลูก มีครอบครัว ก็ไม่รู้จะพาครอบครัวไปในทางที่ดีได้อย่างไร เธอเองอายุน้อยกว่า การศึกษาก็ไม่ดีเท่า ไม่จบปริญญาตรี จบแค่วิชาชีพผู้ช่วยพยาบาล ในขณะที่อีกฝ่ายจบสูงมาก แต่จิตใต้สำนึกไม่มีเลย พร้อมกล่าวโจมตีรัฐบาลรักษาการ รวมถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชุดใหญ่ และกล่าวแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุระเบิดบรรทัดทอง ถึงจะไม่ใช่ครอบครัวของเธอ ไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน แต่ก็เป็นคนไทยเหมือนกัน นอกจากนี้ แตงโม ยังกล่าวด้วยว่า อยากจะกราบไหว้ให้รัฐบาลออกไป และเผยถึงเรื่องที่มีสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์เธอถึงเหตุผลของการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในครั้งนี้ โดยเธอเล่าให้เขาฟังเป็นเรื่องโจ๊กว่า เธออายที่เวลาเข้ากูเกิล พิมพ์คำว่า อีโง่ แล้วมีหน้ายิ่งลักษณ์เต็มไปหมด อายคนเขา ขอให้แผ่นดินไทยได้สูงขึ้นมาสักที "เราป็นคนชั้นสูง เราเป็นปัญญาชนที่ออกมานั่งกันทั้งหมดเนี่ย บางคนมีความรู้ไม่เท่ากัน แต่เรามีจิตใต้สำนึก เรามีความทะเยอทะยานที่อยากจะยกระดับประเทศเราให้มันเทียบเท่ากับที่อื่น อยู่บนความพอเพียง แต่ไม่ใช่ดิ่งลงเหว ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ เพราะฉะนั้น ไปสักทีนะคะ" สุดท้าย แตงโม ภัทรธิดา ได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของการกล่าวปราศรัย กล่าวไว้อาลัยให้กับผู้สูญเสีย โดยเฉพาะ ประคอง ชูจันทร์ เหยื่อเหตุระเบิดบรรทัดทอง ที่เพิ่งเสียชีวิตไป นอกจากนี้ แตงโม ภัทรธิดา ยังถูกถามว่า มาร่วมชุมนุมครั้งนี้ ออกมาร่วมเดินกับลุงกำนัน ไม่กลัวจะโดนเหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เหรอ แตงโม ตอบว่า ไม่กลัว เพราะคิดว่าการกระทำของเขาทุกครั้ง เป็นการกระทำที่โง่มาก เพราะเขายิ่งทำเท่าไหร่ หัวใจรักสู้มันยิ่งมา มันยิ่งออกมาเต็มร้อย เธอเชื่อว่า ทุกครั้งที่มีการทำร้ายคน มีการก่อการร้ายที่ไหนก็ตาม คราวต่อไปในการเดินขบวนคนมากขึ้นทุกครั้ง แล้ววันนี้ที่น่าเกลียดมากอีกเรื่องหนึ่งคือ วันนี้ออกมาแถลงข่าว หมวกสีแดงที่เราเห็น วันนี้กลายเป็นหมวกคนขายไอศกรีมวอลล์ไปแล้ว พร้อมปิดท้ายให้มวลมหาประชาชนสู้ต่อไป เราใกล้จะชนะแล้ว ------

สาวทรงโต ถกเสื้อโชว์อก สร้างแลนด์มาร์คหวังโผล่ 'Google maps'
Google Map /  ถกเสื้อ / 

สาวใหญ่ใจกล้า หวังให้ตัวเองปรากฏอยู่บน โปรแกรมแผนที่ของเว็บไซต์กูเกิล ลงทุนถกเสื้อโชว์เต้าข้างถนน วานนี้ (31 มี.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศ เผยแพร่เรื่องราวของสาวใหญ่ใจกล้า 'คาเรน เดวิส' วัย 38 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในพอร์ทพิรี ประเทศออสเตรเลีย เธอคือผู้รักการผจญภัย และหวังว่าเธอจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จึงทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้น โดยคาเรนทราบว่าจะมีการเก็บภาพถ่ายจากมุมสูง ในการจัดทำแผนที่ โดย กูเกิล สตรีท เธอจึงเดินออกมาด้านหน้าถนน พร้อมทั้งถกเสื้อของเธอ ซึ่งเผยให้เห็นทรวงอกไซต์ยักษ์ของเธอ พร้อมทั้งโบกไม้โบกมือ อย่างไรก็ตามหลังจากเธอตัดสินใจทำเช่นนั้น ส่งผลให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ แต่เธอตอบกลับคนพวกนั้นไปว่า พวกเขาช่างใจแคป และไม่มีความสุขกับเรืองร่างของตัวเองเอาซะเลย MThai News ที่มา Metro

ดาราชาย คนไหนที่ควรเป็นนายแบบกางเกงชั้นในแบรนด์ดัง
Calvin Klein /  Justin Bieber / 

ดาราชาย ถ่ายเซ็กซี่ คนไหนที่คู่ควรไปเป็นนายแบบให้ชั้นในแบรนด์ดัง ก็อย่างที่เรารู้กันว่า ทาง Calvin Klein ได้เลือกหนุ่มซ่า จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์นาย แบบกางเกงใน ให้กับแบรนด์นั่นเอง ซึ่งทาง Men.MThai ก็เคยเอาหนุ่ม บีเบอร์ มาเปรียบเทียบกับนายแบบรุ่นพี่มาแล้วว่าใครมันจะเจ๋งกว่ากัน ระหว่างนายแบบกางเกงใน Calvin Klein รุ่นพี่ในตำนาน หรือ นายแบบกางเกงในรุ่นน้องหน้าใหม่อย่าง จัสติน บีเบอร์ ซึ่งในคราวนี้ทางเราก็เลยเกิดไอเดียเล่นๆ ขึ้นมาที่ว่า ถ้าทาง Calvin Klein ต้องมาเลือกนายแบบชาวไทยไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ เขาจะเลือกใครกันแน่ โดยทางเราได้คัดเลือก นายแบบชาวไทย - ดาราชายถ่ายเซ็กซี่ ที่เคยสลัดผ้าโชว์หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ให้สาวๆ (และ เก้ง กวาง บ่าง ชะนี) ได้กรี้ดและหวีดร้องกันมาแล้ว มาเป็นตัวเลือกให้เพื่อนๆ ได้ดูกันครับ ว่าดาราไทยคนไหน ถ้ามีแบรนด์ดังต้องการมาตีตลาด จะถูกเลือกเป้นนายแบบกางเกงใน Justin Bieber เริ่มต้นกันที่บีเบอร์ ต้นฉบับหนุ่มเจ้าของตำแหน่ง นายแบบกางเกงใน คนล่าสุดของ CK ที่มีโดนโจมตีเรื่องภาพหลุด ก่อนรีทัชที่ประให้กล้ามโตและเป้าตุงจนผิดปกติ จนคนอื่นขับไต๋ได้ มาดูกันที่ฝั่งไทยเราบ้าง ถ้า CK เขาต้องเลือก ดาราชายถ่ายแบบเซ็กซี่ จากไทยไปเป็นนายแบบ ใครกันนะ ที่เข้าแก็บสุด ปั้นจั่น ปรมะ ภาพจาก Volume หรือ สังข์ จากบางระจันที่กำลังออนแอร์อยู่ทางช่องสาม ถ้าจะกล่าวถึงความฮ็อตของเขา ก็คงจะนึกถึงภาพแฟชั่นสุดเซ็กซี่ที่เขาได้ไปถ่ายกับทางนิตยสาร Volume ที่เรียกได้ว่าเป็น Signature ของเขาไปซะแล้ว เพราะว่า ถ้าค้นหาคำว่า ปั้นจั่น ปรมะ ในกูเกิล แน่นอนว่าภาพถ่ายเซ็กซี่ของเขาต้องโผล่มาให้เห็นก่อนเพื่อน แทค ภรัณยู ภาพประกอบจาก Attitude ก็รู้ กันอยู่ว่างานถ่ายเซ็กซี่ แท็คไม่เคยทำให้ผิดหวังกันแม้แต่น้อย เพราะว่าไม่ว่านิตยสารเล่มไหนต่อไหนเรียกใช้บริการให้แท็คไปถ่ายเซ็กซี่ให้ แท็คก็จัดให้อย่างเต็มที่เสมอ อีกทั้งเขายังเป็นคนเป็นกันเองเข้าถึงง่ายจึงมีแฟนคลับเป็นจำนวนมาก จึงเป็นอีกคนที่น่าจะเข้าแก็ป ไปถ่ายแบบโกอินเตอร์ได้ อั๊ต อัษฎา ภาพจาก Image อั๊ต อัษฎา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยถ่ายแบบเซ็กซี่ ด้วยดีกรีวีเจแห่งช่อง MTV Asia จึงทำให้ลุคของเขาเป็นหนุ่มอินเตอร์ ที่ผสมผสานความหล่อแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัว ซึ่งถึงแม้ภาพถ่ายแฟชั่นจาก Image เซ็ตนี้จะถูกถ่ายมาตั้งแต่ปี 2007 แต่ทางเราก็บอกเลย ปี 2015 เวลาก็ทำอะไรความหล่อของหนุ่มคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ ต๊ะ วริษฐ์ ภาพจาก Volume หนุ่มนักแสดงมากฝีมือที่เคยฝากผลงานมาแล้วมากมาย เคยถ่ายแบบเซ็กซี่กับทาง Volume เอาไว้ใน ปี 2010 กับความหล่อสไตล์เอเชียๆ อีกทั้งเขายังมีสเน่ห์กับผู้หญิงเป็นอย่างมาก ด้วยหน้าตาสไตล์เอเชียและหุ่นที่เฟิร์มเป็นอย่างดี จึงเป็นทางเลือกที่ดี ถ้าหากได้ถ่ายแบบโกอินเตอร์ ครับ ซี ศิวัฒน์ ภาพจาก Image เรียกว่าถ่ายแบบเซ็กซี่คู่ก่อนที่จะสวมแหวนแต่งงานเลยจริงๆ สำหรับ ซี ศิวัฒน์ ที่เรียกว่าภาพแฟชั่นเซ็ตนี้สร้างกระแส แบะเป็นที่พูดถึงได้อย่างมาก เพราะความเซ็กซี่ที่เป็นสไตล์ของตัวเอง ถึงแม้ เขาจะไม่ได้กล้ามแน่นแบบนายแบบเพาะกล้าม แต่หุ่นแบบนี้แหละที่ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยเห็นแล้วต้องหวีดร้อง แบ๊งค์ ปรีติ ภาพจาก แพรว ร็อคเกอร์ ในตำนานเจ้าของ รอยสักสุดเท่ ลายพระอาทิตย์ ก็เคยได้มาถ่ายแบบแนวเซ็กซี่มาแล้วเหมือนกัน ซึ่งต้องบอกเลยว่าภาพถ่ายแฟชั่นชุดนี้เป็นแฟชั่นแบบเซ็กซี่ครั้งแรกของ แบ๊งค์ ปรีติ เลยด้วย ซึ่งทางเราต้องบอกเลยว่าถ่ายออกมาได้สวย ดูเป็นมืออาชีพมากๆ จึงไม่น่าแปลกที่เราจะยกแบ็คงค์ เป็น หนึ่งในตัวเลือกที่ดีถ้าทางแบรนด์ชั้นนำ มองหานายแบบจากประเทศไทยครับ

เหตุผลที่ ยอดวิวใน YouTube หยุดแค่ 301 ??
YouTube /  ยูทูป

    นักท่อง Youtube ผู้เสพย์ติดคลิปทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า มักผุดคำถามเบสิค ที่มือโปร อาจจะทราบกันดีแล้วว่า ทำไมยอดวิว ของคลิปดังๆ จึงหยุดอยู่ที่ 301  ทั้งที่ยอดคอมเม้นส์หลักหมื่น หรือทั้งยอด like ก็มากกว่านั้น   ประเด็นนี้กูเกิล ได้เคยออกมาชี้แจงแล้ว ด้วยลิ้งค์ สัญลักษณ์ (+) ท้ายยอดวิวที่ค้างเติ่ง 301 โดยอธิบายถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ คือ ปกติยอดวิวของแต่ละคลิป จะนับแบบ Realtime เมื่อรีเฟรสเข้าชมคลิป ในแต่ละครั้ง     เมื่อตัวเลขยอดวิวรวมไปถึง 299 ระบบจะทำการแช่แข็งยอดวิวไว้ที่ 301 view เพื่อทำการวิเคราะห์ตัวเลขการเข้าชมนั้นๆ ว่ามีการปั่นยอดวิวเข้าชมหรือไม่ ด้วยระบบอัลกอริทึ่มของยูทูปเอง   เมื่อวิเคราะห์ตัวเลขแล้ว จึงปล่อยยอดวิวออกมาเป็นล๊อตๆ เช่น เมื่อยอดวิวหยุดอยู่ที่ 100,000 แต่เมื่อแชร์ไปให้เพื่อนชม ยอดวิวจะยังไม่เป็น 100,001 เป็นเพราะระบบกำลังวิเคราะห์ เพื่อปล่อยตัวเลขจริงออกมาอีกทีนั่นเองนะก๊ะ !! -_-"     Source : 9tana

ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ THE MEANING OF ?IT PRINCESS?
ดารา /  พิธีกร / 

ซี ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ เจ้าหญิงแห่งวงการ IT “สิ่งที่ซีโฟกัสคือ คนไทยเพราะซีต้องการดันคนไทยในความคิดของ ซี ฉัตรปวีณ์ คนไทยต้องได้ก่อน คนไทยต้องฉลาดก่อน คนไทยต้องรู้ก่อน และที่สำคัญที่สุด คือทำอย่างไรให้คนไทยไปสู่ระดับสากล” หากจะให้พูดถึงเซเลบริตี้บนโลกออนไลน์ของไทย ที่ประชากรบนโลกไซเบอร์นับล้านรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะ ‘เจ้าหญิงไอที’ ก็คงจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก ‘ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์’ เพราะเธอได้ชื่อว่าเป็นพิธีกรด้านไอทีหนึ่งเดียวของวงการนี้ ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามจนใครต่อใครต้องหลงรัก รวมถึงรูปแบบการนำเสนอเนื้อหา และวิธีการจัดรายการที่น่าสนใจ ทำให้รายการด้านไอที ทั้งในเชิงวาไรตี้ รวมถึงรายการเชิงข่าวของเธอที่ปรากฏอยู่ในทีวีมีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยเฉพาะในเฟซบุ๊คส่วนตัว ‘ceemeagain’ มียอดคลิกไลค์มากถึง121,260 ไลค์ ซึ่งยืนยันได้ถึงความมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ของเธอได้อย่างชัดเจน’ จะด้วยความดัง หรือความมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์อะไรก็แล้วแต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ แท้จริงแล้ว ซี-ฉัตรปวีณ์มีความเชี่ยวชาญด้านไอทีจริงๆ หรือไม่ หรือที่ดังได้เป็นเพราะความสวยเพียงอย่างเดียว รวมถึงบทพูดที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ เบื้องหลังจะถูกจัดฉาก ด้วยการมีคนเขียนสคริปต์ให้เธออ่านด้วยน้ำเสียงและหน้าตาที่น่ารักอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่หลายคนอยากรู้ และเป็นเหตุผลสำคัญในการนัดคุยกับ ซี-ฉัตรปวีณ์ อย่างจริงจัง เพื่อตอบข้อสงสัยทั้งหมด มากกว่านั้นเรายังพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่การเริ่มต้นในสายอาชีพสื่อสารมวลชนด้านไอที จริยธรรมด้านสื่อสารมวลชนที่เธอยึดถือ รวมถึงประสบการณ์ด้านการสร้างนวัตกรรมจากประเทศชั้นนำที่เธออยากสะท้อนให้สังคมไทยได้เห็นเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด ระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงกับคำตอบในคำถามทั้งหมด ที่กลั่นกรองจากความคิดของเธอ สามารถสะท้อนความหมายของคำว่านางฟ้าไอที ที่ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารักของดวงตากลมโตเคลือบด้วยคอนแท็คเลนส์บิ๊กอายส์ ปกคลุมด้วยขนตางอนวิบวับได้เป็นอย่างดี และเราเชื่อว่านี่เป็นครั้งแรกที่คุณจะได้อ่านความคิดคมๆ รวมถึงบทบาทหน้าที่สื่อแบบจริงจังที่สุดของสาวสวยคนนี้ ว่ากันตามตรงด้วยรูปร่างหน้าตาที่สวย คุณสามารถเป็นดาราได้อย่างสบายๆ แถมยังหารายได้ได้มากกว่างานด้านพิธีกรเสียอีก ทำไมคุณถึงเลือกงานด้านนี้ฉัตรปวีณ์ : ค่ะ เคยมีคนถามว่า ทำไมไม่ไปแสดงละคร แสดงหนัง หรือถ่ายเซ็กซี่นู่นนี่ อาจจะดังกว่านี้เยอะ แล้วดังเร็วด้วย ซีขอตอบชัดว่า ซีไม่ได้อยากดัง ถ้าตราบใดที่ซีต้องดังในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รัก และคนเขาก็ไม่ได้รักในสิ่งที่ซีเป็น ซีขอไม่ดังดีกว่า คุณกำลังจะบอกว่างานด้านพิธีกรไอที คืองานที่คุณรักที่สุดในเวลานี้ใช่ไหมฉัตรปวีณ์ : ใช่ค่ะ(ตอบเร็ว) คุณเริ่มต้นเข้ามาเป็นพิธีกรสาวด้านไอที ที่มีความเชี่ยวชาญได้อย่างไรฉัตรปวีณ์ : ถ้าจะบอกว่าเริ่มต้นจากงานพิธีกรเลยก็คงไม่ถูกนัก จุดเริ่มต้นของซีจริงๆ เริ่มต้นจากการชอบงานด้านสื่อสารมวลชนมากกว่า เป็นคนชอบงานด้านข่าวมาตั้งแต่สมัยเรียนนิเทศจุฬาฯ แล้ว โดยส่วนตัวก็เป็นคนซีเรียส ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับภาพลักษณ์ ประกอบกับช่วงเวลาที่จะต้องเลือกภาคเรียน ก็เป็นเวลาพอดีกันกับที่ซีได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ซึ่งที่พักกับที่เรียนทำให้ซีต้องเดินผ่านสำนักงานของ BBC ทุกวัน ทำให้ได้เห็นการทำงานของนักข่าว แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ได้เห็นว่านักข่าวที่นั่นดูเท่ทั้งด้านบุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ รวมไปถึงด้านความคิด เวลาเขายิงคำถามใส่แหล่งข่าวดูฉลาดและมีวิธีคิด ทำให้ซีคิดว่าการเรียนวารสารศาสตร์น่าจะตรงกับสิ่งที่เราอยากเป็นมากที่สุด จึงเลือกเรียนเอกวารสารศาสตร์ ซึ่งได้มีโอกาสฝึกงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ที่บางกอกโพสต์ โต๊ะข่าว Horizon รวมถึงสำนักข่าวเอพี ประจำประเทศไทย มันได้ฝึกทักษะทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชนวันที่จบออกมาจึงคิดว่างานที่อยากทำก็ต้องเป็นงานด้านหนังสือพิมพ์เป็นอันดับแรก ไม่ใช่งานพิธีกรค่ะ แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณเข้ามาสู่งานด้านพิธีกรคืออะไรฉัตรปวีณ์ : จุดเปลี่ยนเริ่มต้นช่วงใกล้จบตอนสมัครงานที่บางกอกโพสต์ แต่ที่นั่นยังไม่รับตำแหน่งใหม่ ก็ตัดสินใจว่าจะลองหาอะไรทำดูเพื่อรอโอกาส ซึ่งในช่วงนั้นมีงานถ่ายโฆษณา มิวสิกวิดีโอบ้างประปราย รวมถึงงานพิธีกรรายการทีนทอล์ค แต่การเข้ามาสู่การเป็นพิธีกรด้านไอทีนี่คือโอกาส เพราะบังเอิญมีรุ่นพี่ของเราเขาบอกว่ามีรายการที่ต้องการพิธีกรหญิงในรายการไอทีที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เขารับแคสติ้งอยู่ ซีเลยลองไปแคสต์ดูแล้วก็ได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นในสายไอทีค่ะ เรื่องไอทีอาจจะเป็นเรื่องยาขมของผู้หญิง คุณมีวิธีการสร้างความสนใจเรื่องดังกล่าวนี้อย่างไรฉัตรปวีณ์ : สำคัญที่ตัวโปรดิวเซอร์ค่ะ เขามีวิธีพูดที่ทำให้เราสนใจ และนำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอดให้พิธีกรแบบง่ายๆ ซึ่งต่างจากกูรูด้านไอทีที่ซีเจอ เขาจะอธิบายยากมาก และบังเอิญช่วงที่ซีเข้าไปทำเป็นช่วงแนะนำเกี่ยวกับแก็ดเจตน่ารักๆ แล้วเขาก็แนะนำการนำเสนอโดยปล่อยให้ซีแนะนำในแบบตัวเอง เราเลยเริ่มฝึกจากรายการเคเบิ้ลทีวีเล็กๆ จากการทำรายการ 7 นาที มีสคริปต์จริงๆ 1 นาที ที่เหลือด้นเอาเอง ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทั้งการพูด การเขียนสคริปต์ รวมถึงเรื่องไอทีในเชิงลึก ยิ่งรู้ก็ยิ่งชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เรื่องยากที่สุดในการเป็นสื่อสารมวลชนสายไอทีของคุณฉัตรปวีณ์ : ในงานสายนี้มันยากทุกอย่างค่ะ เพราะว่าเรื่องไอทีเป็นเรื่องยาก การที่จะพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ คุณต้องแตกฉานกับเทคโนโลยี เพราะถ้าคุณไม่แตกฉานกับมันแล้ว คุณก็จะพูดเหมือนกับอ่านสคริปต์ เพราะฉะนั้นการที่เราจะแตกฉานในแต่ละเรื่องได้เราต้องเจอตัวจริงของเรื่องนั้นๆ แต่บางทีเจอตัวจริงที่เก่งเกินไปเขาอธิบายให้เราฟังอึ้งไปเลยก็มี เพราะข้อมูลของเขามีมาก อธิบายทีสมองเราเหมือนถูกถล่มด้วยข้อมูลโดยที่เราไม่มีพื้นฐานจนจับประเด็นไม่ถูก นี่อาจจะเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของซีก็ได้ เพราะซีได้ฟังข้อมูลมา ก็จะสามารถเข้าใจภาวะของคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับไอที แล้วเราจะนำเสนอเรื่องแบบนี้ คนดูเหล่านั้นต้องรู้แค่ไหนพอในระดับคนปกติ เพราะว่ากูรูเหล่านั้นเขารู้ทุกอย่างจริงๆ แล้วเราสามารถเรียกคุณว่า ‘กูรู’ ได้หรือไม่ฉัตรปวีณ์ : เอาจริงๆ ซีไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่ากูรูนะ เพราะซีเคยเจอคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นกูรูจริงๆ เขาเทพมาก ระดับที่ไม่ใช่แค่ประกอบคอมฯ ได้ แต่คนเหล่านี้รู้ลึกทุกรายละเอียด ชิปเซตบางอย่างเราแค่ชี้เขาก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร ตัวซีเองน่ะแค่เด็กๆ ดังนั้นงานของซี จึงไม่ไปจุ้นจ้านกับเรื่องบางอย่างที่เราไม่ถนัด เพียงแต่ทำในขอบข่ายของการบอกเล่าข้อมูลเกี่ยวกับไอทีที่คนปกติควรรู้ หรือแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้มิจฉาชีพด้านออนไลน์หลอกคุณ หรือบอกข้อป้องกันการโดนแฮกข้อมูลก็เท่านั้น แล้วกับคำยกย่องให้เป็น ‘เจ้าหญิงไอที’ คุณคิดอย่างไรกับคำชมนี้ฉัตรปวีณ์ : ก็ดีใจนะคะ (ยิ้ม) เพราะซีไม่ได้คาดหวังอะไร คือการที่เราไม่คาดหวัง แล้วพอมีคนเอามงกุฎมายื่นให้เป็นเจ้าหญิงไอทีมันก็ตกใจนะ แต่ก็ดีใจ มีความสุขจากการที่คนยอมรับ แต่แน่นอนว่าทั้งนี้ ทั้งนั้นก็ไม่ยึดติด เพราะซีเป็นแค่คนๆ หนึ่งที่โชคดี ที่งานของเรามีคนเห็น เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เหลิงกับคำพูดเหล่านี้ แล้วก็มีความคิดที่อยากจะพัฒนางานของตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน ย้อนกลับมาที่เรื่องงาน ทราบว่าในรายการของคุณ คุณทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ด้วยตัวเองใช่ไหมฉัตรปวีณ์ : ใช่ค่ะ (ตอบเร็ว) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะแฟนคลับเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะมันมาถึงช่วงเวลาที่เราต้องมาเป็นผู้ผลิตเอง เขียนสคริปต์เอง เพราะโปรดิวเซอร์ออกไป ซีเลยต้องทำหน้าที่ที่เขาทำทุกอย่าง พอทำเองจึงได้เห็นคุณค่าของสคริปต์ว่ามันยากมากในการเขียน เพราะกว่าจะเขียนได้ ไม่รู้ต้องอ่านข้อมูลกี่เว็บ กว่าทำจะออกมาเป็นสคริปต์ ตอนแรกคิดว่ามันง่ายๆ เพราะด้วยความที่เป็นแค่พิธีกร เขายื่นสคริปต์มาเราก็อ่านๆ ไป คือไม่ค่อยสนใจด้วยซ้ำ แต่พอได้ลองมาทำสคริปต์เอง ถึงได้รู้ว่านี่เป็นสิ่งสำคัญ มันยากมาก ทำให้เราใส่ใจมากขึ้น ก็เลยเริ่มทำเว็บบล็อก อ่านจบเมื่อไหร่ก็เกลาเป็นภาษาเขียนโยนเข้าไปในบล็อกส่วนตัว ก็เริ่มมีคนอ่าน มีคนสนใจ ทำให้คนในสายไอทีเริ่มเชิญไปงานด้านไอทีมากขึ้นเรื่อยๆ คนในสายไอทีเขาไม่แปลกใจหรือ ที่ผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณจะมีความรู้เรื่องไอทีในเชิงลึกฉัตรปวีณ์ : ในช่วงที่ทำสคริปต์ ทำให้ซีได้รับความรู้เรื่องไอทีมากๆ ซึ่งก็คุ้มกับการที่ต้องนอนตีสองเขียนสคริปต์เพื่อมาจัดรายการตอนแปดโมงเช้า มันเป็นคุณูปการที่ทำให้เราสื่อสารกับคนที่เชี่ยวชาญเวลาที่เราต้องไปออกงานอีเวนต์ด้านไอที เพราะแน่นอนว่าภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่แต่งตัวเยอะๆ ไม่น่าจะรู้ลึกทางเทคนิคด้านวิศวะไอที บางทีไปเจอคนเหล่านี้ก็จะแปลกใจในตัวเรา และอาจคิดว่าไม่ได้ชอบจริง ดังนั้นซีก็จะโดนลองภูมิ หยั่งเชิงกันตลอดเวลา แต่ซีก็เป็นคนสบายๆ นะ อะไรไม่รู้ก็ยอมรับไปตรงๆ ไม่จำเป็นต้องทำตัวฉลาดตลอดเวลาเพื่อให้คนมาลองภูมิ แล้วหน้าที่สำคัญที่สุดสำหรับสื่อสารมวลชนด้านไอทีในความคิดคุณคืออะไรฉัตรปวีณ์ : แน่นอนค่ะ ถึงบทบาทของซีจะเน้นหนักในด้านพิธีกร แต่เนื้อแท้แล้วมันคืองานสื่อสารมวลชน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำตัวเป็น Watch Dog ที่ดีในประเด็นที่สื่อสารให้คนทั่วไปรู้ถึงความจำเป็นของการใช้งาน เพราะถ้ามองให้ลึกถึงภาพรวมย่อยๆ เรามีคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ ดังนั้นคุณต้องรู้ก่อนว่าคุณจะใช้เพื่ออะไร นี่คือหน้าที่ของซี อีกส่วนหนึ่งในด้านการนำเสนอ ซียังจำคำที่อาจารย์เคยสอนว่า “เมื่อคุณเป็นสื่อ คุณไม่รู้หรอกว่าคุณพูดแล้วมีคนฟังคุณอ่านงานคุณมากน้อยแค่ไหน” แต่อาจารย์จะย้ำเสมอว่า “จงอย่าให้สิ่งที่เป็นมลภาวะแก่ผู้อื่น ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอะไร คอมเมนต์อะไร ให้ตระหนักตลอดเวลาว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เพราะการเป็นสื่อที่ดีนั้นไม่ได้วัดกันที่ความเก่งกาจในการสัมภาษณ์ หรือการเขียนที่มีชั้นเชิง จริยธรรมต่างหากที่สำคัญ” จริยธรรมในการนำเสนอของคุณมีเนื้อหาสาระอย่างไรฉัตรปวีณ์ : โดยรวมคงเหมือนสื่อทั่วไป ที่เป็นเรื่องของการห้ามพาดพิงให้คนอื่นเสียหาย อย่างบางคนที่เป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง เขาแสดงความคิดเห็นอะไรก็มีคนเห็นด้วย มี Follower เยอะ ก็เริ่มคิดว่าตัวเองมีอิทธิพล เริ่มที่จะแสดงความคิดเห็นด้านลบ ใส่อารมณ์เข้าไปเยอะเพื่อความสะใจหรือให้คนชอบ ซึ่งซีคิดว่าถ้าเราเป็นสื่อ เราต้องคิดเยอะมากก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น แน่นอนว่าคนเราก็ต้องมีผิดพลาดบ้างหรือทำอะไรที่ไม่ถูกใจบางคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามที่อาจารย์ซีเคยสอน ถ้าเราไม่ใช่สื่อทางการเมือง เราก็จะไม่พาดพิงเรื่องการเมือง เรื่องศาสนา และสถาบัน นี่คือจริยธรรมของซี สามเรื่องนี้เองที่ทำให้คนขัดแย้งกันมาก เอาเป็นว่าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำเกิดขึ้นจากเจตนาที่ดีในการสื่อสิ่งดีๆ ออกไป บนโลกออนไลน์มีคนมาให้คุณแสดงจุดยืนทางด้านการเมืองบ้างไหมฉัตรปวีณ์ : มีเรื่อยๆ นะ ซีจะไม่เสนอความเห็น เพราะว่าการที่เราพูดออกไปเราไม่รู้ว่าเขาจะเอาคำพูดเราไปพูดซ้ำแบบไหน หากไม่ตรงกับเจตนาของเราก็เกิดผลเสียกับเราในฐานะสื่อ ที่ต้องมีความน่าเชื่อถือและอยู่ในพื้นที่แจ้งก็เลยลำบากมากที่เราจะเสนอความคิดเห็นในสามเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าซีไม่สนใจการเมืองนะคะ เพราะนี่คือเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราโดยตรง ถามตรงๆ ในฐานะสื่อสารมวลชนด้านไอที ประเด็นทางการเมืองอะไร ที่คุณสนใจและจับตามองเป็นพิเศษฉัตรปวีณ์ : ในขอบข่ายงานด้านไอทีที่ซีทำอยู่สอดคล้องกับการกำหนดนโยบายของกระทรวงไอซีที ซีต้องรู้ อย่างนโยบายแท็บเลตพีซีที่แจกให้เด็ก ป.1 ประเด็นนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองว่าใครดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่ซีสนใจคือสิ่งที่รัฐให้กับประชาชนคืออะไร เพราะซีคือนักข่าว เราต้องรักษาสิทธิ์ของประชาชน ด้วยการตรวจสอบการทำงานหรือโครงการของรัฐอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่อยากรู้คือทำไมต้องแจกเด็ก ป.1 ซีเขียนคอลัมน์ถึงนโยบายนี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นออกไปประมาณ 3-4 ครั้ง รวมถึงนำเสนอประเด็นนี้ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ว่าเด็ก ป.1 มีความพร้อมมากแค่ไหน ถามไปตรงๆ กับท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ คำตอบที่ได้จากท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์คืออะไรฉัตรปวีณ์ : ท่านรัฐมนตรีก็ตอบดีนะคะ ท่านให้เหตุผลว่าระดับโลกเขาวิจัยมาแล้ว เปรียบเทียบกับการอนุบาลปลาตัวเล็กๆ เราก็ต้องเลี้ยงตั้งแต่เล็กให้เขาเข้าใจว่าการใช้ที่ถูกมันเป็นอย่างไร แต่นี่คือทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติเราต้องดูต่อไปว่าเด็กเหล่านี้จะใช้อย่างไร เพราะท้ายที่สุดเขาให้มามันก็ดีกว่าไม่ให้จริงไหม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นซีก็มีข้อเสนอแนะกลับไปว่า แท็บเลตพีซีนี้เป็นของจีน ถ้าเกิดต้องเสียงบประมาณมากเพื่อซื้อ เรามีโรงงานในไทยที่ผลิตไหม อาจจะแพงกว่าจีนในวันนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ชิพเซตมีการอัพเกรด แล้วเรามีโรงงานของเราเองก็สามารถนำมารีไซเคิล อัพเกรดได้ ของพวกนี้ก็จะไม่กลายเป็นขยะอิเลกทรอนิกส์ที่ตกรุ่น และเป็นการลงทุนในระยะยาว นี่เป็นหน้าที่ของซี ที่ไม่ได้แค่ถามและติดตามนโยบายแล้วจบ ถ้าเราคิดว่ามันไม่ดี เราต้องเสนอว่ามันไม่ดีอย่างไร ดังนั้นซีต้องดูและรู้ให้หมด ก็พยายามติดตามเท่าที่จะทำได้ “ถ้าเราไม่คิดและตั้งคำถามกับชีวิตรอบข้าง รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้เลย” นอกเหนือจากการติดตามนโยบายรัฐบาลรวมถึงการอัพเดทเทคโนโลยีแล้ว หน้าที่เพิ่มเติมของสื่อสารมวลชนด้านไอทีมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ฉัตรปวีณ์ : งานอีกส่วนหนึ่งของซีคือ การเปิดพื้นที่นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมด้านไอทีของคนไทย อย่างกลางปีที่ผ่านมามีเรื่องของ Tech Start-up มีการจับกลุ่มกันของเด็กรุ่นใหม่ของไทย ที่ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อทำแอพพลิเคชั่น นี่คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซีก็ไปช่วยสนับสนุนโดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยใจที่อยากให้คนไทยได้เกิด เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนไทยคือ คุณกระทิง พูนผล ที่ไปดังที่ซิลิคอนวัลเลย์ ได้ไปทำงานกับกูเกิลแล้วออกมาเปิดบริษัทที่ซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งเขาเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่แยกออกมาแล้วสามารถเปิดบริษัทในระดับพันล้านขายเกมให้กับคนทั้งโลก เมื่อปีที่แล้วเขาก็มาเปิดหลักสูตรในประเทศไทย ซีก็ช่วยโปรโมตให้คนไปลองเรียนดู ซึ่งจะได้ทั้งไอเดีย และคอนเนกชั่น ปัจจุบันคอร์สเหล่านี้มีเยอะ ที่จัดกับซิปป้า และสำนักนวัตกรรมฯ ซีก็ทำการเสนอเพื่อให้คนที่ทำธุรกิจแบบนี้ได้ความรู้และโอกาสทางธุรกิจกลับไป ในด้านการเปิด AEC ซึ่งเทคโนโลยีไอทีมีส่วนสำคัญ คุณมีการสร้างเนื้อหาที่สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบรับกับ AEC ให้แก่คนไทยไหมฉัตรปวีณ์ : ซีว่าทั้งคอนเทนต์และการนำเสนอในรายการ เนื้อหาสอดคล้องกับ AEC อยู่แล้ว ซึ่งในส่วนเพิ่มเติมอาจจะต้องเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้นเอง ทั้งนี้ถ้าจะต้องสร้างคอนเทนต์เพื่อโปรโมตประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เขาได้งานได้อาชีพซีจะไม่ทำ เพราะสิ่งที่ซีโฟกัสคือคนไทย เพราะซีต้องการผลักดันคนไทย ในความคิดของซีคนไทยต้องได้ก่อน คนไทยต้องฉลาดก่อน คนไทยต้องรู้ก่อน และที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้คนไทยไปสู่ระดับสากล และถ้าซีสามารถทำให้คนไทยประสบความสำเร็จ ซีเองก็จะรู้สึกประสบความสำเร็จตามไปด้วย การส่งเสริมด้านไอทีของภาครัฐในวันนี้เป็นอย่างไรในสายตาของคุณฉัตรปวีณ์ : บ้านเราอยู่ในช่วงเริ่มต้น แล้วก็กำลังทำอยู่ ทั้งกระทรวงวิทย์ฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็พยายามดันกันน่าดู ถ้าเราได้ติดตามข่าวก็จะรู้ว่าในปีที่ผ่านมา ภายในงาน Computex Asia จะเห็นหน่วยงานของกรมส่งเสริมการส่งออกซึ่งพยายามที่จะสนับสนุนให้คนทำแอพฯ ขึ้นมา โดยให้เงินสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านนี้ไปออกบูธงานสิงคโปร์ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถพบกับนักลงทุนจากต่างประเทศจนหลายรายสามารถขายงานของเขาได้ เป็นทางหนึ่งของการช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไอทีของไทย ในประเด็นของการสนับสนุนจากทางภาครัฐ มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนฉัตรปวีณ์ : สำคัญมากค่ะ (เน้นเสียง) ยกตัวอย่างประเทศจีน ที่รัฐบาลยอมลงทุนเป็นพันล้านเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการของตนเองขึ้นมา โดยไม่ต้องพึ่งพากูเกิล มีหรือที่จะมีคนกล้าคิดขนาดนั้น ซึ่งคิดออกมามันเวิร์คหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่รู้ว่ามีใช้ของตัวเอง ยูทูปเขาก็ไม่ใช้ ก็จะไปใช้ของที่ผลิตเองอย่าง Youku ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ธรรมดา เขาคิดเร็วทำเร็วแล้วไม่พึ่งพิงใคร เพราะสิ่งสำคัญที่ซีจะชี้ให้เห็นคือ วิธีคิดที่กล้าลงทุนในระดับนี้ ที่เกิดขึ้นจากการเห็นความสำคัญ แล้วถ้ารัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างไรเสียคนในชาติก็ต้องตาม พอตามแล้วก็จะเกิดการพัฒนาอะไรอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาข้างเคียง จนสามารถดัดแปลงไปสร้างธุรกิจได้เงินมหาศาล ซึ่งเป็นผลดีของชาติต่อไปในอนาคต นี่คือความสำคัญที่ซีอยากจะเน้นให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยี ที่ในวันนี้มันคือส่วนหนึ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิต ในประเด็นของเทคโนโลยีที่เกี่ยวพันกับการใช้ชีวิต ในฐานะที่คุณต้องไปร่วมงานอีเวนต์ในต่างประเทศบ่อย คนที่นั่นเขาใช้เทคโนโลยีร่วมกับชีวิตประจำวันอย่างไร ยกตัวอย่างประเทศอเมริกาฉัตรปวีณ์ : เวลาคนอเมริกาเขาอยู่ในร้านกาแฟ หรือในที่อื่นๆ เราจะไม่เห็นเขาหมกมุ่นอยู่กับมือถือมากเท่าไหร่ เพราะเขาจะให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้างมากกว่า แล้วก็แบ่งเวลาในการใช้เทคโนโลยีได้ดีมาก ทั้งที่ประเทศเขามีคนคิดค้นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่ชัดเจนที่สุดนั่นคือประเพณีของคนยิว คือเขาจะมีวันหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่เรียกว่าวัน Shabat เป็นวันที่ห้ามแตะอุปกรณ์ไอที หรือห้ามแตะอุปกรณ์อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ในวันนั้นคนยิวทุกคนจะต้องไปเจอกันที่สวนสาธารณะเพื่อปิกนิก และใช้ชีวิตกับครอบครัว เพราะว่าชนชาติยิวเน้นการใช้ชีวิตแบบคอมมิวนิตี้ซึ่งเป็นหลักคิดที่ดี เพราะซีเชื่อว่าเราจะใช้ชีวิตได้อย่างไร ถ้าปราศจากญาติสนิทมิตรสหายรอบตัว เป็นเรื่องน่าสนใจและเป็นเรื่องแปลกที่เขาเรียกร้องการใช้ชีวิตแบบคนจริงๆ แต่กลับสามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่มหัศจรรย์ได้ ซึ่งนี่อาจจะเป็นเบื้องหลังวิธีคิดในการสร้างเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากการเว้นว่างจากการใช้เทคโนโลยี การเว้นว่างจากเทคโนโลยีทำให้คนยิวคิดค้นนวัตกรรมได้อย่างไรในความคิดคุณฉัตรปวีณ์: การปล่อยวางอาจจะทำให้ได้คิดอะไรอื่นๆ ทั้งยังได้เสริมความคิดสร้างสรรค์จากการใช้ชีวิต ให้รู้ว่าการใช้ชีวิตคืออะไร เพราะถ้าเราไม่คิดและตั้งคำถามกับชีวิตรอบข้าง รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้เลย เพราะถ้ามัวแต่เล่นไร้สาระ จงอย่าเป็นผู้ผลิต อย่างดีคุณก็เป็นได้แค่ผู้ใช้ คุณจะไม่สามารถคิดได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป รวมถึงไม่สามารถรู้ได้ว่าชีวิตมนุษย์จริงๆ ต้องการอะไร ซึ่งคนยิวเขาอาจจะมองเห็นด้วยหลักคิดแบบนี้ รวมถึงวิธีคิดของอเมริกานั่นคือการกล้าฆ่าเทคโนโลยีของตัวเอง โดยไม่ห่วงความเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้ของตัวเอง จึงทำให้เขามีการรวมกลุ่มกันของคนคิดค้นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ อย่างกลุ่ม Kick Starter ที่เปิดโอกาสให้คนนำเสนอไอเดียด้านนวัตกรรม แล้วถ้ามันน่าสนใจก็จะมีคนให้เงินทุนสนับสนุน โดยให้นำไปผลิต นี่ก็เป็นโอกาสที่เปิดให้เสมอ แล้วกับประเทศญี่ปุ่น เขามีหลักคิดแบบใดในการสร้างนวัตกรรมเท่าที่คุณได้เห็นมาฉัตรปวีณ์ : นี่เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ (ตอบเร็ว) ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมาก เขาจะใช้แต่เทคโนโลยีที่ประเทศตนเองผลิตเท่านั้น เขาเชื่อในสินค้าของเขาและจะซื้อแต่สินค้าของเขา อย่างโทรศัพท์มือถือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะใช้ยี่ห้อ Docomo ที่เขาผลิตเอง ซึ่งมีดีไซน์และรูปแบบวิธีการใช้ที่น่ารักมาก และเมื่อมีคนใช้มากก็ต้องมีคนทำเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานของตนเอง ทำให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้และได้ฝึกคิด นี่น่าจะเป็นเบื้องหลังวิธีคิดในการสร้างเทคโนโลยีของเขาย้อนกลับมาที่บ้านเราที่ไม่สามารถผลิตแบบนี้ได้ เรื่องแบบนี้จึงยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วซีคิดว่าเราต้องเชื่อในสิ่งที่คนไทยทำเป็นอันดับแรก ในช่วงเริ่มต้นมันไม่มีอะไรดีหรอก แต่ถ้าวันหนึ่งเราผลิตจนได้มาตรฐานแล้วคิดถึงคนใช้ ส่วนคนใช้คิดถึงผู้ผลิตว่าถ้าไม่ดีเราก็บอกคนผลิตว่ามันไม่ดีอย่างไร ทุกอย่างตอบโต้กันไปเรื่อยๆ จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่เริ่มต้นก็คงต้องเชื่อในสิ่งที่คนของเราสร้างขึ้นมาก่อน แล้วอย่างประเทศเกาหลีใต้ มีความเหมือนหรือแตกต่างกับญี่ปุ่นหรือไม่ฉัตรปวีณ์: เกาหลีใต้อาจจะคล้ายกัน บางอย่างอาจยิ่งกว่าด้วยซ้ำ อย่างเช่น Samsung ก็มีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ถ้าธุรกิจไหนที่รุ่งก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนจีดีพีในประเทศ ทุกครั้งที่เราซื้อโทรศัพท์มือถือ เงินก็จะเข้าประเทศเขา ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่รัฐบาลเขาจะผลักดันอย่างเต็มสูบ และมีเมืองซัมซุง มีการอัดโฆษณาสินค้าเต็มที่เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก มีหรือคะที่จะไม่เกิด ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นไปทัดเทียมกับทั้งสามประเทศ ในแง่ของการสร้างนวัตกรรมด้านไอทีฉัตรปวีณ์: ถ้าเริ่มแล้วก็น่าจะมี แต่ในวันนี้อาจจะมีไม่มากนัก วันนี้เราอาจจะมีบริษัทผลิตหุ่นยนต์ในประเทศไทย แต่ก็ยังเทียบชั้นไม่ได้กับทั้งสามประเทศที่ซีได้กล่าวไป แต่ถ้าวัดกันเฉพาะจุด เฉพาะบุคคลแล้วฝีมือคนไทยไม่แพ้ใคร แต่ว่าทุนในการสนับสนุน รวมถึงความจริงจังอาจจะมีไม่มากอยู่ หรืออาจจะมีคนที่จริงจังทำจนสำเร็จออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่รู้จะไปขายใคร หรือไม่มีคนมาสนับสนุน มันจะไปสร้างเป็นอาชีพได้อย่างไร จริงไหม? สิ่งที่สร้างขึ้นมาก็ต้องตอบโจทย์ทั้งสองฟากในภาคการลงทุนนั้น สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ถ้าซีเห็นว่าทำอะไรแล้วเข้าท่าซีเต็มใจที่จะโปรโมตให้ ส่วนในภาคผู้ผลิตเองก็ต้องคิดด้วยว่าทำออกมาแล้วจะขายใคร ประเทศไทย คนไทยมีความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหนในความคิดคุณฉัตรปวีณ์: มีมากค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นในพาร์ทของการเป็นผู้ใช้ คุณเชื่อไหมว่า 3G เกิด อัตราการใช้งานพุ่งปรี๊ดชนะบางประเทศที่เขามีก่อนเราเสียอีก เพราะฉะนั้นถ้าในพาร์ทการเป็นผู้ใช้เราไม่แพ้ใคร ขอให้มีมาเถอะรับรองใช้แน่นอน แล้วไม่ช้าด้วย คือคนไทยใช้เก่ง แต่ในอีกด้านหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือพาร์ทของการเป็นผู้ผลิต คือนโยบายก็ต้องเลิกยึดติดได้แล้ว เพราะเทคโนโลยีก้าวขึ้นไปแล้ว บางอย่างก็ต้องไม่ละเลย อย่างการรักษาความปลอดภัย ซึ่งประเด็นนี้เป็นเองที่ซีเน้นมากหลังจากที่ได้เขาไปช่วยงานของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ แต่พอเราเห็นการทำงานแล้วก็เป็นห่วงเพราะสำนักงานนี้มีเรื่องที่ต้องดูแลอีกมาก เพราะตราบใดที่คนบันทึกข้อมูลทุกอย่างผ่านสมาร์ทการ์ดเรื่องมันจะตามมาอีกเยอะเลย ถ้าเราดูแลความปลอดภัยกันไม่ดี ซีว่าแฮกเกอร์คือโจรที่น่ากลัวที่สุด แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ในบ้านเราใช้เทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการด้านใดเท่าที่คุณสังเกตฉัตรปวีณ์ : ผู้หญิงส่วนใหญ่ทั้งโลกไม่ได้จำกัดแค่ผู้หญิงไทยเห็นเทคโนโลยีเป็นแฟชั่น เพื่อนมีใช้ฉันก็ต้องมี คือผู้หญิงเห็นเทคโนโลยีเป็นเรื่องสนุก เป็นโซเชียล เน็ตเวิร์คค่ะ อัตราการใช้เทคโนโลยีในชีวิตคุณเป็นอย่างไร แล้วใช้เพื่ออะไรฉัตรปวีณ์ : ไม่นับเป็นชั่วโมงนะ แต่ถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์จะอยู่ที่ 40% ต่อหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะดูว่ามาก เพราะเทคโนโลยีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำงานของซี ส่วนหนึ่งเพื่อพีอาร์ตัวเอง แต่ก็เป็นการพีอาร์ที่ให้ข้อมูลคนอื่น และเวลาที่ซีมีไอเดียหรือพบอะไรเจ๋งๆ ซีก็จะถ่ายตัดต่อๆ แล้วโพสต์ ซึ่งถามว่าซีอยากดังคงไม่ใช่ ประเด็นสำคัญคือการได้บอกอะไรกับคนดู และได้แชร์ในสิ่งเจ๋งๆ ให้ทุกคนได้ดูมากกว่า My Idolฉัตรปวีณ์ “สมเด็จพระเทพฯ ท่านคือไอดอลของซี ท่านเป็นเจ้าฟ้าไอทีของคนไทยจริงๆ เพราะท่านทรงเล็งเห็นประโยชน์ในการนำไอทีมาใช้ในการเสริมสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกร ถ้าเคยไปที่สวนจิตรลดา พระองค์ท่านมีแลบของตัวเองเลยนะคะ มีปั๊มน้ำมันในวัง ซีเห็นแล้วช็อกมาก ไม่ธรรมดาจริงๆ ซีคิดว่าท่านมีพระอัจฉริยภาพและเป็นต้นแบบให้แก่เรา ดังนั้นไอดอลของซีก็คงต้องเป็นเจ้าฟ้าไอทีพระองค์นี้ค่ะ” ในวันนี้คุณสามารถอยู่ได้โดยไม่มีอุปกรณ์ไอที หรืออินเตอร์เน็ตได้หรือไม่ฉัตรปวีณ์: ได้ค่ะ แต่คงเป็นชีวิตในวันพักที่หยุดทำงาน คือในวันหยุดนี่ซีแทบไม่แตะอุปกรณ์เลยนะคะ หรือวันอื่นที่รู้สึกว่าเบรคเถอะ ไปเที่ยวก็จะไม่จับ เพราะการที่ไม่ยุ่งกับอุปกรณ์ทำให้ซีได้สังเกตคน หันไปมองโต๊ะข้างๆ ว่าเขาทำอะไร หรือบางทีอยู่บนเวที ซีก็ชอบสังเกตว่าแต่ละที่คนยกโทรศัพท์อะไรขึ้นมาถ่ายเรา เราเห็นบางอย่างที่น่าเรียนรู้มากกว่าอยู่ในจอ เพราะซีเชื่อว่าซีพลาดสิ่งดีๆ หลายอย่างตอนที่มองจออยู่โดยไม่จำเป็น ดังนั้นซีอยู่ได้แน่นอนโดยไม่มีอุปกรณ์ แต่วันนั้นต้องเป็นวันที่ไม่มีการทำงาน เพราะอาชีพซีเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และตามติดการเปลี่ยนแปลงให้ทัน เคยได้วางแผนชีวิตไว้หรือไม่ ว่าคุณจะทำงานพิธีกรด้านไอทีไปอีกนานแค่ไหนฉัตรปวีณ์: ก็จะทำไปเรื่อยๆ เพราะนี่คืองานที่ซีรักและหลงใหล แต่ในอนาคตที่ไกลออกไปจากนี้อยากจะพัฒนางานของตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน จนถึงอยากสร้างเด็กรุ่นใหม่เป็นทีมของเรา เพื่อปลูกฝังความคิดดีๆ แล้วให้เขานำเสนอข้อมูลเหล่านี้ในแบบเขา โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหญิงไอทีก็ได้ หรืออาจจะเป็นรุ่นถัดไปก็ได้ ซึ่งมันคงจะเป็นเรื่องดีถ้าเราสามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไปได้ ถ้ามีโอกาสในตอนนี้ ใครคือคนที่คุณอยากนั่งสนทนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านไอทีมากที่สุดฉัตรปวีณ์ : มีหลายคนมาก แต่อยากคุยกับ สตีฟ จ็อบส์ นะคะ นั่นเป็นจุดหมายสูงสุดในการทำงานสายนี้ของซีเลย อยากรู้ว่าเขาเป็นปิศาจเหมือนกับที่หนังสือประวัติเขาเขียนหรือไม่ แต่ซีคิดว่าบางทีคนเก่งกับคนดี หรือคนที่เป็นที่รักก็ต่างกันออกไป ซึ่งถ้าสตีฟ จ็อบส์ เขาไม่เขี้ยวหรือไม่ร้ายกาจมากๆ บางทีก็อาจไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเหมือนเขาได้ เพราะในเมื่อเขาต้องบังคับให้เทคโนโลยีหนึ่งสำเร็จขึ้นมา การที่เขาจะดุทุกคนให้ทำตามเขาให้ได้อย่างที่ต้องการคงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด อย่างไรก็ตามเขาก็คนนะคะ ซีคิดว่าชีวิตของเขามันจริงมาก มีทั้งมุมที่ตกต่ำมากๆ มุมที่งี่เง่าสุดๆ แต่มุมที่เขาลุกขึ้นมาอย่างสงบแล้วสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับโลก นั่นคือมุมดีที่ซีปลาบปลื้ม เพราะคนเราไม่สำคัญว่าคุณเป็นใคร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณได้ทำอะไรให้กับโลกนี้บ้างต่างหาก ก็เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสได้คุยก็อยากคุยกับสตีฟ จ็อบส์ค่ะ FYI: ผลงานการจัดรายการของ ซี-ฉัตรปวีณ์• รายการ Tech 24 Lively ช่อง จีสแควร์ ทรูวิชั่นส์ 26 ทุกวัน เวลา 20.00 น.• รายการ Tech2days ช่อง TPBS ทุกวันเสาร์และอาทิตย์• รายการ 168 ชั่วโมง ช่อง 3 พุธ 00.00-00.30 น. (ช่วง cee it)• รายการ IE Metropolis วันอาทิตย์ 8.00 น. ททบ.5• รายการ Gizmo.Today บนเว็บไซต์ BuzzIdea.tv• รายการ Cyber City วันเสาร์ 10.55 ททบ.5• รายการแบไต๋ ไฮเทค ช่อง Nation Channel วันอาทิตย์ 21.45 น.• รายการ Boys’ Toys วันเสาร์ 17.00 น. ททบ.5• รายการ Nine Intrend วันจันทร์-พฤหัสฯ 22.15-22.20 น. ช่อง 9• รายการอมยิ้ม วันจันทร์-พุธ 18.00-18.30 น. ช่อง 3 คู่กับ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน• รายการ Hi Speed ช่อง Speed Channel ทรูวิชั่นส์ 72 ทุกวันอังคารและพฤหัสฯ เวลา 19.30-20.30 น.• รายการ WEEKLY C3 ช่วงย่อยในรายการข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ วันเสาร์-อาทิตย์• รายการ IT’S IT ช่อง 8 Infinity วันอาทิตย์ 09.30-10.00 น.• รายการ MIE TV PSI CHANNEL สาระดี 24 ชั่วโมง วันอาทิตย์ 10.00-10.30 น.

วิธีตั้งค่า Google Now ให้รองรับภาษาไทย และตั้งค่า Voice Typing ให้รองรับภาษาไทย
Google Now /  Voice Typing / 

สำหรับใครที่เคยใช้งาน Google Now อยู่แล้ว คงจะทราบดีว่าก่อนหน้านี้เราจะต้องสปี๊คภาษาอังกฤษกับมันเท่านั้น แถมถ้าสำเนียงเราไม่เป๊ะ คำค้นหานั้นๆ ก็อาจเพี้ยนๆ เป็นประจำ แต่ล่าสุดปัญหานี้ของคุณกำลังจะหมดไปแล้วครับ เมื่อล่าสุด Google ประกาศว่า Google Now เวอร์ชั่นอัพเดตใหม่นี้จะสามารถรองรับภาษาไทยได้แล้ว Google Now คือฟีเจอร์หนึ่งที่มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android เวอร์ชั่น 4.1 Jelly Bean เป็นต้นมา ซึ่งในช่วงแรกจะมีเฉพาะบน Android เท่านั้น แต่ปัจจุบันบนอุปกรณ์ iOS เช่น iPhone หรือ iPad ก็สามารถใช้งาน Google Now ได้แล้วเช่นกัน ซึ่งเป็นระบบการสืบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่วิวัฒนาการมาจากการใส่คำค้นหาสั้นๆ ให้รองรับการค้นหาด้วยประโยคที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมไปถึงการค้นหาด้วยเสียงด้วย นอกจากนี้ Google Now ยังสามารถคิดได้เองว่าตอนนี้คุณกำลังต้องการอะไร โดยการคาดเดาสิ่งที่คุณค้นหา หรือใช้บริการของ Google บ่อยๆ ยกตัวอย่างว่าคุณเคยค้นหาเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปพัทยา เจ้า Google Now บนสมาร์ทโฟนของคุณจะแสดงข้อมูลการเดินทาง ระยะทาง คำนวนระยะเวลาถึงผ่านทางอินเตอร์เฟสที่เรียกว่า Google Now Card บนมือถือขึ้นมาทันที เมื่อรู้จักกับ Google Now คร่าวๆ แล้ว ก็มาดูวิธีการตั้งค่า Google Now ให้สามารถใช้งานภาษาไทยได้กันดีกว่าครับ วิธีตั้งค่า Google Now ให้รองรับภาษาไทยได้   1. เปิด Google Now ขึ้นมา จากนั้นแตะที่ปุ่มเมนู และเลือก Settings หรือ ตั้งค่า 2. แตะที่ Voice 3. แตะที่ Language หรือภาษา จากนั้นเลือกเป็น ไทย (ประเทศไทย) 4. เท่านี้เราก็สามารถใช้การค้นหาด้วยการพูดด้วยภาษาไทยที่เราถนัดได้ทันทีครับ ยกตัวอย่างเช่นที่ผมทดสอบคือ ประโยคว่า "วิธิไปพัทยา" และ "คอร์ดกีตาร์" ก็สามารถค้นหาได้แม่นยำทีเดียว แต่อาจต้องพูดในที่ที่เสียงไม่ดังมากนะครับ วิธีการตั้ง Google Voice Typing (การพิมพ์ด้วยเสียง) ให้รองรับภาษาไทย เมื่อ Google Now ของเรารองรับภาษาไทยได้แล้ว เราก็สามารถใช้วิธีการพิมพ์ตัวหนังสือบนสมาร์ทโฟนของเราด้วยวิธีเก๋ๆ โดยการเปลี่ยนเสียงพูดของเราให้เป็นตัวอักษรได้ดังนี้   1. เข้าเมนู Settings หรือการตั้งค่า 2. ไปที่เมนู Language and input 3. แตะที่ปุ่มรูปเฟืองหลัง Google voice typing (หากในกล่องสี่เหลี่ยนไม่มีเครื่องหมายถูกสีเขียว ให้แตะไว้ด้วย) 4. แตะที่ Choose input languages 5. แตะเลือกภาษาไทย (ประเทศไทย) 6. เท่านี้คุณก็สามารถใช้งาน Voice Typing ด้วยภาษาไทยได้ทันที สะดวกดีใช่มั้ยล่ะครับ : ) ปล. ตอนนี้ยังรองรับเฉพาะ Android OS เท่านั้นนะครับ สำหรับ iOS ต้องรออีกนิดนะ

Google เผย คำถามสัมภาษณ์งานสุดหิน ไม่มีผลต่องาน หรือรับเข้าทำงาน!!
google /  กูเกิล

"คำถามสัมภาษณ์งานสุดหิน Google ถามเอามันส์ เฉยๆ !!"   Google ถือเป็นหนึ่งในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ที่เหล่า Geek หนุ่มสาว เฝ้าฝันอยากจะเข้าไปร่วมงาน และแน่นอนเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ายาก ทั้งการสัมภาษณ์งานที่ขึ้นชื่อว่าหินสุดๆ โดยเฉพาะคำถามสุดครีเอท แหวกแนว แต่ล่าสุด Laszlo Bock รองประธานอาวุโสฝ่ายทรัยากรบุคคลแห่งกูเกิลนั้น กลับเปิดเผยข้อเท็จจริง เรื่องคำถามสัมภาษณ์งาน ที่แท้แล้วไม่มีผลต่องาน และมีคุณค่าเพียงสร้างความภูมิใจให้กับผู้สัมภาษณ์ ทำให้พวกเค้ารู้สึกว่าตัวเองฉลาดเท่านั้น!!     " จากสถิติของกูเกิล คำถามเหล่านั้นไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้สัมพันธ์กับประสิทธิภาพของพนักงานที่รับเข้ามาแม้แต่น้อย นอกจากสร้างความรู้สึกต่อผู้ที่สัมภาษณ์ว่าตัวเองฉลาด แต่สิ่งสำคัญกับอยู่ที่คำถามเชิงพฤติกรรม ( behavioral interview ) ซึ่งเป็นคำถามชุดเดียวกัน ที่จะใช้กับผู้ถูกสัมภาษณ์ทุกคน เราสามารถสังเกตได้ว่าผู้ตอบมีท่าทีต่อสถานการณ์จริงอย่างไร? ไม่พบว่าคำถามยากนั้นๆ จะสัมพันธ์กับการเฟ้นหาพนักงานเก่งๆ ได้เป็นพิเศษในทุกกรณี และเช่นกันคะแนนเช่น GPA เกรดที่ดีนั้น ไม่มีผลกับการจ้างงานในกูเกิลเลย เราไม่ใช้ transcript ในการสมัครงานแล้ว     เนื่องจากทักษะในการเรียนนั้นไม่เกี่ยวข้องกับทักษะการทำงานจริง คำถามในห้องเรียนนั้นเป็นการจำลอง มีคำตอบที่เจาะจง ขณะที่ความเป็นจริงนั้นคำตอบของปัญหานั้นหลากหลายไม่ชัดเจน " Laszlo Bock เล่า นอกจากนี้ ในเรื่องของการทำงานในกูเกิลนั้น ยังเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถให้คะแนนหัวหน้างานเป็นลำดับชั้นขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนแชร์ไปยังหัวหน้างานคนนั้นๆ ได้ เป็นผลให้งานบริหารคนของกูเกิลดีขึ้น ซึ่งประเด็นด้านผู้นำที่ดีตามสถิติอยู่ที่ ความยุติธรรรม และ ความสม่ำเสมอ !!     ตัวอย่างคำถามสัมภาษณ์งานของกูเกิล   - ในประเทศที่ต้องการเฉพาะเด็กผู้ชาย ทุกๆ ครอบครัวจะมีเด็กจนกว่าจะได้ลูกผู้ชาย , ถ้าพวกเค้ามีลูกผู้หญิงหนึ่งคน และเด็กคนอื่นๆ อีก ถ้าพวกเค้ามีลูกผู้ชาย ครอบครัวนั้นก็จะหยุดผลิตลูก , สัดส่วนระหว่างเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงในประเทศนี้คือเท่าไหร? - มี piano tuners ทั้งหมดเท่าไหร่? อยู่บนโลก - ช่วยดีไซน์แผนอพยพ สำหรับเมืองซานฟรานซิสโกให้หน่อย - คุณมีลูกบอลไซต์ 7 อยู่ 8 ลูก น้ำหนักเท่ากัน แต่มีอยู่ลูกนึง ที่น้ำหนักมากกว่าลูกอื่นอยู่เล็กน้อย หาลูกบอลลูกนั้น โดยใช้โอกาสยกขึ้นมาเทียบน้ำหนักได้ 2 ครั้ง - ทำไมจึงมีขอบรอบๆ ท่อระบายน้ำ? - อธิบายความสำคัญของ "วัวที่ตายไปแล้ว" ??? - ผู้ชายคนหนึ่งจอดรถของเค้าไว้ที่โรงแรม และต่อมามันก็หายไป ...เกิดอะไรขึ้น? - จงอธิบาย database ภายใน 3 ประโยค ให้หลานชายวัย 8 ขวบ ฟัง !!     อ้างอิงจาก : blognone by mk , usaukonline

15 คำถากถางสุดฮิต ที่ชาวดรอยด์ใช้ด่าสาวก iPhone !!
Android /  apple / 

"ปรามาสซ้ำๆ ที่ชาวดรอยด์ มักซัดสาวก iPhone"   เป็นที่รู้กันว่าศาสดาจ๊อบส์นั้นจงเกลียดจงชัง Android มาตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ๆ ด้วยเหตุผลหลัก คือ เป็นโอเอสก้อปปี้ตัวแม่ ที่เข้ามาแย่งซีนตลาดสมาร์ทโฟน และอดีตซีอีโอผู้ล่วงลับคงจะเสียใจไม่น้อย ที่เมื่อย้อนดูส่วนแบ่งตลาดในวันนี้ของแอนดรอยด์ นั้นรวบหัว รวบหาง กินกลางตลอดตัว ทั้ง low budget - high budget เหี้ยมเกรียมระเบียบสร้าง     แถมปิดตลาดไตรมาสล่าสุดปี 2013 สถิติย้ำชัดว่าเจ้าตลาดนั้นเปลี่ยนมือมาอยู่ในภูมิภาคเอเชียอย่างเบร็ดเสร็จ ซึ่งก็คือ Samsung อริอันดับหนึ่ง ที่ฟาดไปถึง 67.7 ล้านเครื่อง ตามรายงานของ  VisionMobile's Developer Economics และก็เป็นธรรมดาที่ผู้ชนะ (เชิงปริมาณ) จะสามารถถากถางผู้แพ้ได้ ซึ่งมันก็เป็นเซตคำถากถางเดิมๆ ที่นิยมกันมาตั้งแต่ครั้งแอนดรอยด์ตั้งไข่ ...คุ้นเคยกันบ้างไหมหล่ะชาวดรอยด์ ลองดูซิ!!   1. ของชั้นใหญ่กว่า (หน้าจอ)   2. ถอดเปลี่ยนแบตได้แบบซัมซุงฮีโร่นะฮร้าฟฟ!!   3. โฮมสกรีนปรับแต่งได้อิสระ อะไรเช่นนี้หล่ะ!!   4. เพิ่มความจำได้ด้วย SD card (แบบว่าคลิปเยอะ --")   5. แชร์คลิปเด็ด Pic งาม เร็วเวอร์ ไม่แคร์ 3G กาก เพียงแตะๆ เหมือนตบแปะ!!   6. แอพแผนที่มีมาให้อยู่แล้ว ไม่ต้องโหลดเอง หรือจะลงแอพร้านเสียตังค์เพิ่มป่ะ?   7. ด้วยความใหญ่ ก็เป็นได้ทั้งโทรศัพท์และแท็บเล็ต   8. ซิงก์ได้หมด ไม่ต้องเหนี่อย ทั้ง gmail ,chrome และทุกบริการของกูเกิล   9. ผู้ช่วยอย่าง Google Now เป็นอะไรที่ฉลาดกว่า Siri   10. รองรับ usb มาตรฐานสากล ไม่เหมือน...   11. ชีวิตแฮปปี้ด้วย google wallet   12. ยิ่งกว่าอิสระเสรี ด้วย custom rom เปลี่ยนเพิ่มเติมแต่ง   13. เคลื่อนย้ายไฟล์เหมือนพีซี ไม่ต้องมีไอจุ้น !!   14. จะวาดอะไรหรอ? ... ยืมปากกาพี่ไหมน้อง!!   15. เพื่อนเยอะ...ฉลาดเลือก ราคาถูกกว่า ทำได้มากกว่า   Source : businessinsider , blog.laptopmag

กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี
นักวิทยาศาสตร์โลก /  เกร็ดความรู้

หลังจากที่มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่าทางกูเกิ้ลนั้นมีโปรเจ็กทำแก็ดเจ็ต (Gatget) ล้ำยุคออกมา คือ กูเกิลกลาส นั่นเอง โดยกูเกิลกลาสนี้จะเปรียบเสมือนลูกครึ่งแว่นตากับสมาร์ทโฟน ออกมา ทำให้หลายๆ คนที่เป็นสาวกนั้นก็คอยติดตามอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว และเป็นที่สงสัยอย่างยิ่งเพราะ นักวิจัยสหรัฐฯ พบว่า กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี เอ๊ะๆ เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต้องตาม teen.mthai ไปดูกันคะ ^^ กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี  การค้นพบครั้งนี้ เกิดขึ้นขณะที่ นายเบิร์ท ไวลด์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลินอยส์ของสหรัฐฯ ทำการศึกษาแผนภาพของดาวินชี เพื่อหาแรงบันดาลใจในการทำวิจัย จนกระทั่งเขาได้ไปพบกับแบบแปลนที่มีลักษณะเป็นหน้าคนสวมแว่นตา ที่มีกล้องขนาดเล็กติดอยู่ด้านข้าง นายไวลด์เล่าว่า ระหว่างที่เขากำลังอ่านหนังสือ และภาพสเก็ตของดาวินชี เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ก็พบกับ ภาพแว่นตา ดังกล่าว และเมื่ออ่านเพิ่มเติมจึงพบว่า แว่นตาอันนี้มีชื่อในภาษาอิตาเลียนว่า Occhiovita Immagine หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า แว่นตาภาพชีวิต โดยดาวินชีระบุว่า แว่นตาที่เขาคิดค้นขึ้นสามารถสั่งการด้วยภาพและตัวหนังสือ เสมือนเป็นผู้ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งคล้ายกับกูเกิลกลาส แว่นตาอัจฉริยะของกูเกิล ที่กำลังจะเตรียมวางจำหน่ายในปีนี้ ซึ่งภายหลังที่เขาเห็นภาพสเก็ตแว่นตาอัจฉริยะของดาวินชีเป็นครั้งแรก ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับคอนเซ็ปต์แว่นตาที่ดาวินชีเคยคิดไว้ แต่ก็ไม่พบรายละเอียดใดๆ นอกจากภาพสเก็ตที่ระบุลักษณะของภาพที่ปรากฎบนเลนส์ของแว่นตา ที่ดาวินชีเคยร่างไว้เท่านั้น นายไวลด์บอกว่า เขาแทบไม่เชื่อว่าไม่มีใครเคยสังเกตเห็น ภาพสเก็ตแว่นตาอัจฉริยะของดาวินชี มาก่อน จนกระทั่งมีการเปิดตัวกูเกิลกลาส จึงนับเป็นการพิสูจน์ว่า กูเกิลไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายแรก ที่คิดค้นแว่นตาอัจฉริยะอีกต่อไป!! อัยย่ะ เรื่องน่ารู้ กูเกิลกลาส ที่มาของกูเกิลกลาส เซอร์เกย์ บริน (ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล) บอกเหตุผลที่กูเกิลคิดทำ กูเกิลกลาส คือ การที่ผู้คนสมัยนี้ใช้ชีวิตผูกกับโทรศัพท์มาก ในขณะที่ใช้โทรศัพท์ มือหนึ่งก็ต้องถือ ตาก็ต้องก้มดู กูเกิลจึงคิด ถึงอุปกรณ์ที่สามารถทำให้มนุษย์ยังคงสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลกผ่านการมองเห็นด้วยดวงตาไปพร้อม ๆ กับการรับรู้ข้อมูลและสั่งการอุปกรณ์ไฮเทคของตัวเองได้ Glass Explorer หรือผู้ทดลองใช้กูเกิลกลาส  ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า กูเกิลกลาส  ทำให้การใช้งานอินเทอร์เนต มือถือ และกล้องง่ายขึ้นแบบ no hand แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขนาดนี้ก็ทำให้ผู้ใช้ล้ำเส้นไปละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนรอบข้างได้ง่ายๆ เช่นการแอบบันทึกภาพคนอื่นอย่างแนบเนียน หรือการพูดโทรศัพท์และสั่งการกลาสเสียงดังโดยไม่สนว่าจะรบกวนคนข้างๆ (อืม .. อันนี้น่าคิด) กูเกิลกลาส สามารถทำอะไรได้บ้าง? ถ่ายภาพนิ่ง, ถ่ายวิดีโอ, สั่งค้นหาด้วยเสียง, วิดีโอคอล และสั่งแปลภาษา, หน้าจอแสดงผลคมชัดเทียบเท่าจอ HD ขนาด 25 นิ้ว จากระยะการมองเห็น 8 ฟุต ความละเอียดของกล้องในการถ่ายภาพ 5 ล้านพิกเซล และบันทึกวิดีโอระดับ HD 720p มาพร้อมกับหน่วยความจำภายในตัวขนาด 16GB (ซึ่งใช้ได้จริง 12GB) โดยที่สามารถซิงก์ได้กับ Google cloud storage ด้วย ส่วนตัวแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 1 วันเต็ม ๆ หากไม่ใช้งานแอพพลิเคชั่นที่เปลืองแบตฯ หรือถ่ายวิดีโอ, รองรับการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นที่มี Bluetooth เป็นต้น คู่มือการใช้กูเกิลกลาส  1. ข้อแรกคือจงจำไว้เสมอว่าคุณมีกล้องติดอยู่บนใบหน้า เพราะฉะนั้นไม่แปลกอะไรที่ทุกคนจะมองคุณด้วยสายตาหวาดระแวง เพราะไม่รู้ว่าจะถูกแบบบันทึกภาพหรือไม่ เมื่อไหร่ และด้วยเหตุนี้ คุณจึงควรถอดกลาสทุกครั้งที่อยู่ในสถานที่ที่ไม่ควรมีการถ่ายภาพ เช่นห้องน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โรงหนัง และห้องประชุม 2. อย่าใช้ กูเกิลกลาส  แบบพร่ำเพรื่อมากเกินไป เนื่องจาก กูเกิลกลาส  เป็นแก็ดเจ็ตที่ดึงดูดสาตาอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรโดดเด่นเพิ่มเติมเข้าไปอีก เช่นการสั่งการกลาสด้วยเสียงตลอดเวลา หรือการใช้กลาสโทรศัพท์ ซึ่งทำให้คุณดูเหมือนเดินพูดคนเดียว ไม่ต่างจากการใช้บลูทูธ ที่สำคัญ ไม่ควรจะใส่กลาสตลอดเวลา เพราะนอกจากจะทำให้คุณดูเป็นคนบ้าเทคโนโลยีมากเกินไป ยังไม่มีใครชอบที่คนที่เขาคุยด้วยจะเหลือบมองไปที่ด้านขวาบนของตัวเองทุกๆ 10 วินาที 3. กฎข้อสุดท้ายที่ฟังดูไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ก็คือจงอย่าถ่ายรูปหรือบันทึกภาพอะไรที่ไม่สมควรด้วยกูเกิลกลาส เพราะหากมีคลิปหรือภาพที่หลุดไปอยู่ในอินเทอร์เนต ซึ่งชัดเจนว่าถ่ายจากกลาส แล้วเป็นภาพที่ไม่สมควรอย่างการแอบถ่ายผู้หญิงโป๊ คุณจะกลายเป็นคนที่ทำให้ภาพลักษณ์ของกลาส และผู้ใช้กลาสทั่วโลกเสียทันที เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผู้สวมใส่กลาสคนไหนจะมีมารยาทมากพอที่จะไม่ถ่ายภาพแย่ๆ เหล่านี้ กูเกิ้ลทำวิดีโอแนะนำการใช้และมารยาทในการใช้ กูเกิลกลาส โดยใช้คำว่า dont be a glass hole ซึ่งเป็นคำที่ออกมาล้อเลียนคำด่าที่ว่า ass hole นั่นเอง ในวิดีโอ ชุดนี้ ก็ระบุว่า ห้ามผู้ใช้ นำแว่นวีดีโอตัวนี้ ไปใช้ในหลายๆสถานที่ เช่น โรงหนัง ผับ บาร์ บาร์เต้นระบำเปลือย คาสิโน เพราะการที่แว่นอัจฉริยะตัวนี้สามารถบันทึกภาพและวิดีโอได้ อาจไปล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นๆ เพื่อนๆ สามารภไปเปิดดูกันได้เลยนะคะ การสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งใช้คำว่า "OK, Glass," เป็นคำขึ้นต้น เวลาจะสั่งให้มีการถ่ายภาพนิ่ง หรือวิดีโอ รวมถึงยังสามารถแชร์สิ่งที่เราได้เห็นและบันทึกเอาไว้ ไปยังคนใกล้ชิดได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่สั่งงานด้วยเสียงเท่านั้น ขณะเดียวกัน การวิดีโอแชทผ่านโปรแกรมสไกป์  รวมถึงการรายงานสภาพอากาศ และเส้นทางซึ่งมีความแม่นยำมากขึ้น และเห็นเส้นทางได้ชัดกว่าเดิม  ก็เป็นอีกหนึ่งความพิเศษ ที่มาพร้อมกับกูเกิล กลาสแบบใหม่นี้อีกด้วย เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง nanmeebooks,plus.google

10 อัจฉริยะเด็กไทย
10 อันดับ /  นักเรียน

เด็กอัจฉริยะ มีอยู่ทั่วโลก แต่ละคนมีความเก่ง ความถนัด ความสามารถที่แตกต่างกันในแต่ละด้าน  เพื่อแนะแนวทางในการค้นหาอัจฉริยะ และศักยภาพของตัวเอง วันนี้ teen.mthai ก็เลยอยากนำเสนอ 10 อัจฉริยะเด็กไทย กันบ้างคะ เรียกได้ว่า เด็กไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย! ที่นำเสนอนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเด็กไทยที่มีทั้งพรสวรรค์และความสามารถนะคะ ^^ ทั้งนี้ พรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ ของเด็กๆนั้น จะสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้มากไปอีกผู้ใหญ่ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย ถ้าสนับสนุน ชื่นชมในสิ่งที่เขารัก-ชอบ เด็กก็จะมีความสุขในการเรียนรู้และการใช้ชีวิต บางคนอาจจะไม่ได้เก่งมาตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ถ้าเขามีความเพียร พยายาม ตั้งใจ และมีเป้าหมาย สิ่งนั้นก็สามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ ^^ 10 อัจฉริยะเด็กไทย  1. อัจฉริยะเด็กไทย ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี  : หนูน้อยมหัศจรรย์ เจ้าของ 2 สถิติโลก ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี ได้แสดงศักยภาพที่โดดเด่นตั้งแต่วัยเยาว์ เขาสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันในหลายด้าน ๆ จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ว่า เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษหลากหลายในระดับสูง และ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ยังเล่นเหมือนเด็ก ๆ อารมณ์ดี เบิกบาน มีอารมณ์ขัน มีชีวิตวัยเด็กเหมือนคนทั่วไป ล่าสุดมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เชิญน้อง ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี เข้ามาร่วมทำงานวิจัยด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ ด้านวิทยาศาสตร์ ขณะที่อายุแค่  อายุ10 ปี เท่านั้น ! จึงถูกจัดอยู่ใรธรรมเนียบ เด็กอัจฉริยะเมืองไทย 2. อัจฉริยะเด็กไทย เรนนี่ ปวีณรัตน์  : สอบได้คะแนนอันดับที่ 1 ของโลก นางสาว ปวีณรัตน์ วงศ์ประเสริฐ หรือ เรนนี่ นักเรียน จาก โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพ (Harrow International Schoolได้ทดสอบ ทำข้อสอบวัดระดับความรู้ในระบบนานาชาติของ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (International General Certificate of Secondary Education: IGCSE) โดย เรนนี่ ได้คะแนนเป็น อันดับที่ 1 ของโลก ถึง 2 วิชา คือ วิชาเศรษฐศาสตร์ และ วิชาภูมิศาสตร์ และทำคะแนนระดับสูงสุดของประเทศถึง 3 วิชา คือ วิชาชีววิทยา วิชาเคมี และวิชาประวัติศาสตร์ 3.  อัจฉริยะเด็กไทย ปอเปี๊ยะ แพรกานต์ นิรันดร : นักเขียน นวนิยาย อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย นักเขียน นวนิยาย ภาษาอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย  หรือที่รู้จักกันดีในแวดวงวรรณกรรมคือ ปอเปี๊ยะ แพรกานต์ นิรันดร เธอมีพรสวรรค์ด้านการใช้ภาษาอังกฤษจนสามารถสร้างสรรค์งานเขียนแบบไตรภาค ที่แม้แต่ ‘อาจารย์สุมาลี บำรุงสุข’ นักแปลฝีมือฉกาจฉกรรจ์ต้องยอมรับในฝีมือและตกปาก รับคำแปลต้นฉบับภาษาไทยให้ด้วยความยินดี ท่ามกลางนักเขียนน้องใหม่ในแวดวงวรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซี ปอเปี๊ยะ แพรกานต์ นิรันดร  คือ หนึ่งใน นักเขียนวัยใส ที่แม้จะไม่โด่งดัง และมีรางวัลมาการันตี แต่ก็จัดได้ว่า ไม่ธรรมดาอยู่เหมือนกัน เพราะ เธอมีพรสวรรค์ด้านการใช้ภาษาอังกฤษจนสามารถสร้างสรรค์งานเขียน ที่ “จิระนันท์ พิตรปรีชา” ฝากคำนิยมไว้ว่า เป็นผลงานระดับสากล ส่วน “บินหลา สันกาลาคีรี” บอกว่า เป็นหนังสือที่อ่านสนุกเล่มหนึ่งแห่งปีเลยทีเดียว 4. อัจฉริยะเด็กไทย เค กานกวิญจน์ โค้วสีหวัฒน์ : แชมป์โลกไมโครซอฟท์เวิร์ด ย้อนกลับไปในยุค ไมโครซอฟท์ รุ่งเรือง (4ปีที่แล้ว) ขณะนั้น น้องเค กานกวิญจน์ โค้วสีหวัฒน์ นักเรียนอายุ 17 ปี นำความภาคภูมิใจมาให้คนไทย แสดงสุดยอดความสามารถเหนือผู้อื่น ชนะเลิศในการแข่งขันทักษะการใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2007 ในรายการ Worldwide Competition on Microsoft Office ซึ่งเป็นรายการที่มีผู้เข้าแข่งขันมาถึง 80,000 คน จาก 53 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต้องผ่านการคัดเลือกตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ประเทศ ก่อนมาชิงชนะเลิศกันที่โตรอนโต แคนาดา 5. อัจฉริยะเด็กไทย ไมล์ นิพัฒน์ เจริญผลพันธ์ : รูบิคอันดับหนึ่งของเอเชีย ในการแข่งขัน อัจฉริยะนักบิด(รูบิค)ในงาน Thailand Championship 2012 ครั้งนี้สร้างความอัศจรรย์เมื่อ น้อง ไมล์ นิพัฒน์ เจริญผลพันธ์ ทำสถิติ Rubik’Cube ไปด้วยเวลาเฉลี่ย 8.38 วินาที ทุบสถิติคว้าอันดับ 4 ของโลกมาได้ พร้อมกับขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย 6. อัจฉริยะเด็กไทย วรภัทร บุญญฤทธิพงษ์ : พัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลกของกูเกิล วรภัทร บุญญฤทธิพงษ์ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ในฐานะนักเรียนไทยคนแรกที่คว้ารางวัลใหญ่จากการแข่งขันพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลกของกูเกิลในระดับ มัธยมศึกษา จากการแข่งขันเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบเปิดของกูเกิล หรือ GHOP (Google Highly Open Participation) น้อง วรภัทร บุญญฤทธิพงษ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันประเภทระบบบริหารจัดการหลักสูตรของ Moodle ทั้งนี้ Moodle ถือเป็นซอฟต์แวร์ระบบจัดการหลักสูตร (CMS - Course Management System) แบบโอเพนซอร์ส ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้พัฒนาการศึกษา ใช้สร้างหลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์ได้ 7. อัจฉริยะเด็กไทย พศิน มนูรังษี : อัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์ของไทย  เบื้องหลังความสำเร็จของเด็กคนนี้น่าสนใจ เพราะ เขาคือเด็กเก่ง เข้าขั้นอัจฉริยะ พศิน มนูรังษี เติบโตมาเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป แต่ฉายแววความเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มตั้งแต่ประถมปีที่ 3 เขาสามารถคว้าเหรียญทองการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศของ สสวท.ได้ จากนั้นตอนประถมปีที่ 5 เขาก็ได้เหรียญทองอีกครั้ง พอถึงช่วงมัธยมต้น พศิน ได้ลงสนามแข่งขันระดับโลก ด้วยวัยเพียง 13 ปี ซึ่งเป็นตัวแทนที่อายุน้อยที่สุด เขาสามารถคว้าเหรียญเงินคณิตศาสตร์โอลิมปิกมาครองได้สำเร็จ ความสำเร็จของ พศิน มนูรังษี - เหรียญทอง คณิตศาสตร์โอลิมปิก ประจำปี 2551 มีคะแนนเป็นอันดับ 8 ของโลก , รางวัลเหรียญเงิน การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2550 , รางวัลเหรียญทอง ประเภทบุคคล การแข่งขันคณิตศาสตร์โลก ครั้งที่ 6 ประเทศไต้หวัน , รางวัลเหรียญทอง ประเภทบุคคล การแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 2 ประเทศอินเดีย 8. อัจฉริยะเด็กไทย ณดล จูทะสมพากร : นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลก 10 ขวบ ในวงการกีตาร์คลาสสิกระดับโลก ในช่วง 1-2 ปี มานี้ มีอีกชื่อหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างน่าประหลาดใจ และน่าประทับใจ นั่นก็คือ "ณดล จูทะสมพากร" นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลกที่มีอายุเพียงแค่ 10 ขวบ เด็กน้อยผู้มากความสามารถกวาดแชมป์จากต่างประเทศ และในประเทศมาแล้วอย่างมากมาย น้องดล ณดล จูทะสมพากร นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลก ที่เริ่มค้นพบอัจฉริยะทางด้านดนตรีตั้งแต่อายุ  5 ขวบ เห็นแม่เล่นเปียโนจึงขอเล่นบ้าง และเล่นได้ทั้งที่จับเปียโนเป็นครั้งแรก พออายุ 6 ขวบ เห็นคุณพ่อเล่นกีตาร์คลาสสิกก็ขอเล่นบ้าง และเล่นได้ทั้งที่ยากมาก เมื่อเห็นเช่นนั้นพ่อจึงค่อย ๆ สอนเล่นกีตาร์คลาสสิกเรื่อยมา และตัดสินใจพาไปหัดเรียนอย่างจริงจัง กับอาจารย์กมล อัจฉริยะศาสตร์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์สอนกีตาร์คลาสสิกคนแรกของเมืองไทย พร้อมส่งเสริมด้านดนตรีมาตลอด เมื่อมีรายการแข่งขันส่งเข้าประกวด และเป็นกำลังใจให้ทั้งการฝึกซ้อมและการแข่งขัน เพื่อให้มีกำลังใจทำในสิ่งที่รัก. ความสำเร็จของน้อง ดล ณดล จูทะสมพากร - Kyznecov"s International Competition 2010 ที่เมืองมะนิโตกอร์ส ประเทศรัสเซีย , Thailand International Guitar Festival 2010 , Bangkok Guitar Festival 2010 , The 1st prize winner in "Mario Egido" guitar international competition 2011 at Spain during 25 th - 27 th March 2011. , รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากประเทศออสเตรีย ปี 2012 ที่เมืองรัส ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน พ.ศ. 2555 9. อัจฉริยะเด็กไทย เบส ณัฐวัตร ครองชนม์ : แฟนพันธุ์แท้ หลักธรรมะ เบส ณัฐวัตร ครองชนม์ วัย 10 ขวบที่มีความรู้เรื่องหลักธรรมะมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน รอบรู้เรื่องพระพุทธศาสนาชนิดแตกฉานเกินวัย น้อง เบส ณัฐวัตร ชื่นชอบพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะหลักคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่จำขึ้นใจได้เกือบทั้งหมด อีกทั้งยังท่องคาถาชินบัญชรได้อย่างคล่องแคล่ว ด้วยความที่สนใจหลักธรรม และคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุมาตั้งแต่เด็ก ทำให้น้องเบสมีวิธีคิด และสติในการใช้ชีวิตมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียน การมีสติอยู่กับสิ่งที่คุณครูกำลังสอน เป็นสิ่งที่น้องเบสยึดถือมาโดยตลอด ส่งผลให้การเรียนอยู่ในระดับที่ดีจนก้าวขึ้นมาเป็นที่ 1 ของห้องได้อย่างไม่น่าแปลกใจเลย 10. อัจฉริยะเด็กไทย น้อง เซนด์ ณัฐนนท์ มหายนต์ (send) : ซ่อม-ลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ย้อนกลับไป 5 ปี! ที่แล้ว น้อง เซนด์ ณัฐนนท์ มหายนต์ ( ตอนนั้นอายุ 6 ปี) สามารถซ่อมคอมพิวเตอร์ ถอดประกอบชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ได้ทุกส่วน และลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเรียนอยู่ในชั้น ป.2 และได้เกรดเฉลี่ย 4.00 ทุกเทอม ทั้งที่อายุ 6 ขวบควรจะเรียนในชั้น อนุบาลปีที่ 3 น้อง เซนด์ ณัฐนนท์ มหายนต์ เริ่มฉายแววอัจฉริยะตอน 2 ขวบ เริ่มจับเม้าส์และแป้นพิมพ์ดีดคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเริ่มเล่นเกมในคอมพิวเตอร์อย่างคล่องแคล่ว โดยบิดาของน้องได้เห็นว่า โดยเห็นว่าลูกเก่งกว่าเด็กทั่วไป จึงเริ่มส่งเสริมให้เรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เรื่อยมา ทั้งๆที่ช่วงนั้นลูกชายก็ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนและอ่านหนังสือยังไม่ออก แต่ก็สามารถเรียนรู้เรื่องคอมได้เป็นอย่างรวดเร็ว โดยเชื่อว่าจำในลักษณะภาษาภาพ นี่เป็นเพียงเด็กส่วนหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเด็กไทยที่มีความรู้และความสามารถ ที่ teen.mthai ไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งคว้าเหรียญรางวัลระดับโลก และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ นำความภูมิใจมาให้คนไทย ในด้านการศึกษา กีฬา ฯลฯ อีกมากมายเลยคะ ^^ เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai 10 อัจฉริยะเด็กไทย

วัยรุ่นมะกัน ประดิษฐ์เครื่องชาร์จโทรศัพท์ เต็มใน 20 วินาที
20วินาที /  ชาร์จโทรศัพท์

MThai News: สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นางสาวอีชา แคร์ วัย 18 ปี จากเมืองซาราโตกา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอมเริกา ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ดีเด่น จากงานอินเทล อินเตอร์เนชันแนล ไซแอนซ์ แอนด์ เอนจิเนียริง แฟร์ ที่เมืองฟีนิกซ์ จากการประดิษฐ์อุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์มือถือ ที่ใช้เวลาชาร์จเต็มเพียง 20 วินาที ทั้งนี้อุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกเรียกว่า supercapacitor มีขนาดกะทัดรัดและมีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่ชาร์จแบตทั่วๆไป สามารถใช้ชาร์จแบตได้มากถึง 10,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่ชาร์จแบตมั่วไปถึง 10 เท่า สิ่งประดิษฐ์นี้ส่งผลให้อีชาได้รางวัลชนะเลิศ รับเงินรางวัลไป 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับอีชากำลังจะเข้าศ฿กษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ฮาร์วาร์ด เธอกล่าวว่า ในอนาคตเธอหวังว่าจะประดิษฐ์ที่ชาร์จแบตเตอร์รี่รถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆด้วย ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ของเธอได้รับความสนใจจากกูเกิล Google ด้วย MThai News

Moto X หลุดเต็มตา Schmidt โชว์ออฟอย่างเต็มใจ !!
google /  Moto X / 

" Eric Schmidt แก่ สปอร์ต เปิดเผย Moto X "   ไฟนอลสักที สำหรับแอนดรอยด์ตัวเมพโค้ดเนม Moto X ผลงานชิ้นโบว์แดงแรก หลังกูเกิลได้ซื้อ Motorola Mobility เข้ามาในสังกัด ตั้งแต่ปี 2011 หวังเคาะฮาร์ดแวร์ให้กลมกลืนกับโอเอสด้วยตัวเอง   จากที่ยืมมือผู้ค้าทำตลาดจนแอนดรอยด์โอเอส ประสบความสำเร็จเทียบไอโอเอส ล่าสุดนอกจากแผนการโปรโมท ที่ว่าหว่านงบลงมากว่า 500 ล้านดอลล่าห์ และถูกปล่อยภาพหลุดเบาๆ ออกมาให้คาดเดากันสักพักใหญ่ๆแล้ว   ล่าสุด Eric Schmidt ประธานบอร์ดแห่งกูเกิล จัดเต็ม Moto X โทรศัพท์โชว์กันแบบไม่แอบไม่ซ่อน ในงาน Allen & Co. เมื่อวานที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งภาพแทบจะรีวิว hand-on ชุดนี้ ถูกถ่ายโดยช่างภาพของแดนมะกะโรนี  ส่วนสเปกนั้นนอกจาก Dual LTE (dLTE) น้องเอ็กส์ยังจะคงความเป็นสมาร์ทโฟนพันธ์โมโต ด้วยความอึดของแบตที่อัดมาราว  4,000mAh อีกด้วย !!     Moto X   ซีพียู Qualcomm Snapdragon S4 Pro clocked at 1.7GHz Dual LTE (dLTE) , Input Multiple Output (MIMO) Smart Antenna. 16GB of storage onboard / แบต 4,000mAh   Source : theverge , knowyourmobile

ฮือฮา กูเกิ้ลเอิร์ธ จับภาพดาว5แฉก สัญลักษณ์ปีศาจบนพื้นโลก
ดาวห้าแฉก /  ปีศาจ

วันนี้(7 ส.ค.)สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อดาวเทียมของกูเกิล เอิร์ธ สามารถจับภาพสัญลักษณ์ดาวห้าแฉก บนพื้นโลกได้ สัญลักษณ์ดังกล่าวปรากฎอยู่ที่ตอนเหนือของคาซักสถาน มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 366 เมตร ซึ่งมีความชื่อว่าสัญลักษณ์ดาว5แฉก เป็นเครื่องหมายของปีศาจ ซาตาน โดยสัญลักษณ์ที่ปรากฎอยู่นี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับพิธีบูชาปีศาจของคาซักสถาน ทั้งนี้มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าดาวห้าแฉกนี้อาจจะม่เกี่ยวข้องกับพวกปีศาจแต่อาจจะเป็นซากฐานทัพของโซเวียตที่เคยมีการตั้งฐานทัพบริเวณนั้น MthaiNews

คลิปหลุด!!! New Motorola X สมาร์ทโฟนตัวใหม่จาก Google.
Motorola X /  โมโตโรล่า เอ๊กซ์ / 

คลิปหลุด!!! New Motorola X สมาร์ทโฟนตัวใหม่จาก Google. ซึ่งเหมือนจะหลุดมาจากเว็บ www.ragers.com/monox (ตอนนี้เข้าไม่ได้แล้ว....) ซึ่งมีคนเอามาปล่อยโดยนาย Дима Прокопенко (https://plus.google.com/109021179357601394175/posts) และใน Youtube ทาง Google เอง ก็พยายามลบออกอยู่ ใน Video ตัวนี้ แสดงถึงฟีเจอร์ใหม่ ของตัว Notification หรือฟีเจอร์ที่สามารถสั่งงาน Google Maps โดยที่ไม่ต้องเปิดเครื่องขึ้นมาก่อนเลยก็ได้ และแถมสามารถที่จะถ่ายรูปได้ เพียงแค่เขย่าตัวมือถือ ก็จะเข้า mode ถ่ายรูปทันที

ผู้หญิงยุคใหม่กับความก้าวหน้าในอาชีพ โดย เชอริล แซนด์เบิร์ก ซีโอโอ เฟซบุ๊ก
บุคคลต้นแบบ /  ผู้หญิงต้นแบบ / 

ผู้หญิงยุคใหม่กับความก้าวหน้าในอาชีพ โดย เชอริล แซนด์เบิร์ก ซีโอโอ เฟซบุ๊ก ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Facebook ซึ่งทำให้ Mark Zuckerburg กระโดดจากมหาเศรษฐีอันดับที่ 29 ของโลก จะมีสักกี่คนที่รู้จัก “ เชอริล แซนด์เบิร์ก ” (Sheryl Sandberg)  ซีโอโอหญิง ผู้นำหมายเลข 2 ของเฟซบุ๊ก คือ ผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น เชอริล แซนด์เบิร์ก มีประวัติการศึกษาที่โดดเด่น จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ด้วยคะแนนระดับท็อปจากฮาร์วาร์ด เธอเคยเป็นผู้บริหารคนสำคัญที่ช่วยผลักดันการขายโฆษณาของกูเกิล (Google,Inc) และภายหลังเธอเริ่มต้นความท้าทายในชีวิตการทำงานอีกครั้ง โดยตัดสินใจย้ายมาเป็น “ Chief Operating Officer (COO) ” หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ คุมงานบริหารทั้งหมดของโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ร้อนแรงที่สุดแห่งยุคสมัยอย่าง Facebook หลังจาก เชอริล มาทำงานกับเฟซบุ๊ก องค์กรมีแต่เติบโต จากพนักงาน 130 คน เพิ่มเป็น 2,500 คน จากยอดผู้ใช้ 70 ล้านคนไปเป็น 700ล้านคน ทั่วโลก ยังไม่นับรวมถึงการสนับสนุนให้เฟซบุ๊กมีรบบโฆษณาแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นรายได้หลักของเว็บด้วย ถ้าว่ากันตามเนื้องานแล้ว “อำนาจ” ในการบริหารของเธอมากกว่าตัว ซัคเคอร์เบิร์ก เองด้วยซ้ำ ปัจจุบันเชอริล วัย42 ปี พักอาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโกกับสามี “เดวิด โกลด์เบิร์ก (David Goldberg) ” เพื่อสนิทมาหลายปีที่กลายเป็นคู่ชีวิตในที่สุด และมีบุตรอีก 2 คน ถึงแม้ว่าผู้บริหารคนเก่ง เชอริล จะได้รับการยกย่องอย่างสูงในด้าน “อิทธิพล” และ “มันสมอง” ในโลกอำนาจแห่งการทำงานแล้ว ในอีกด้านหนึ่งเธอยังถูกยกย่องในเรื่อง “ความเป็นหญิง” จากผู้หญิงด้วยกัน นั่นเป็นเพราะว่า เธอมีบทบาทในการให้คำปรึกษาแก่พนักงานหญิงของเฟซบุ๊ก รวมถึงผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ๆ และที่สำคัญ เธอได้รับการยอมรับจากโลกแห่งแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ว่าเป็นตัวแทนของ “นักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่” ที่สร้างสมดุลย์ระหว่างอาชีพการงาน ครอบครัว และเสน่ห์ ได้อย่างลงตัวและเพอร์เฟ็กต์ เคล็ดลับความสำเร็จในชีวิตครอบครัวและการทำงานของผู้บริหารคนเก่ง เชอริล แซนด์เบิร์ก ฐานะ ผู้นำหมายเลข 2 แห่งเฟซบุ๊ก และสตรีทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ลำดับที่ 6 นั่นคือ เธอแนะนำว่า เรื่องกฎระเบียบและวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อผู้หญิงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้หญิงเองก็ต้องมีวิธีคิดที่จะก้าวหน้าด้วยตัวของตัวเองจากภายในด้วย และ ผู้หญิงส่วนมากที่ประสบความสำเร็จทั้งชีวิตครอบครัว และหน้าที่การงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากคนในที่ทำงาน และคนที่บ้าน   “สตรีทั่วไปมักมีความกลัวอยู่ทั่วสเต็มเซลล์” มันเลยทำหน้าที่หยุดพวกเธอไว้อยู่ที่ตำแหน่งถาวรตลอดชีวิต นั่นคือ  “แม่บ้าน” เชอริล ได้ขึ้นพูดในเวที TED เวทีของคนเจ๋งๆ ที่มาบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก ที่สำคัญเธอได้ปลุกใจให้ผู้หญิง ที่รับรู้ดีว่าตัวเองเป็น "แม่" และคิดว่ายากเหลือเกินที่จะไต่เต้าขึ้นไปยังตำแหน่งผู้บริหาร และนี่คือ สิ่งที่เชอริลนำแนะนำเพื่อเป็นหลักปฏิบัติ 3 ข้อ ที่ผู้บริหารหญิงควรทำ ได้แก่... 1.จงนั่งแถวหน้า (sit at the table) เชอริลบอกว่าสิ่งแรกที่ผู้หญิงควรทำคือมั่นใจในความสามารถของตัวเองว่าไม่ด้อยกว่าเพื่อนร่วมงานเพศชาย ดังนั้นเธอจึงขอร้องให้ผู้หญิงมั่นใจในตัวเอง และพร้อมจะรับความสำเร็จ เสียงชื่นชม ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของพวกเธอเอง ขอให้นั่งแถวหน้าเวลาประชุม และอย่าอายที่จะยกมืออาสาทำงาน 2.ให้คู่ชีวิตเป็น “คู่ชีวิต” จริงๆ (make your partner a real partner) ต่อให้สามีและภรรยาทำงานนอกบ้านเหมือนกัน แต่เมื่อมีลูก สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้หญิงจะต้องทำงานบ้านและเลี้ยงลูกหนักกว่าฝ่ายชายเสมอ ซึ่งเธอมองว่าเป็นอุปสรรคไม่ให้ผู้หญิงใส่ใจกับการงานนอกบ้านได้เต็มที่เท่ากับผู้ชายครอบครัวที่แบ่งภาระหน้าที่กันอย่างเท่าเทียมจะช่วยให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จมากขึ้น และมีสถิติว่าครอบครัวที่สามีภรรยามีรายได้ใกล้เคียงกัน มีภาระหน้าที่เท่าเทียมกัน จะมีอัตราหย่าร้างน้อยกว่าปกติถึงครึ่ง 3.อย่าเลิกทะเยอทะยานก่อนเวลาอันควร (don’t leave before you leave)  ผู้หญิงทำงานควรจะคิดถึงความก้าวหน้าในอาชีพจนวินาทีสุดท้ายที่จะต้องหยุดงานเพื่อทุ่มเทให้กับครอบครัวจริงๆ อย่าเพิ่งเลิกมองหาความสำเร็จหรือความรับผิดชอบก่อนถึงเวลาที่จำเป็น   "อย่าออกจนกว่าคุณจะออก" คือไม่ควรคิดเรื่องการลาออกจนกว่าจะจำเป็นต้องออกจริง ๆ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อใดที่ผู้หญิงเริ่มคิดว่าอยากมีลูก ผู้หญิงก็มักจะเริ่มคิดถึงการเผื่อพื้นที่ในชีวิตให้ลูก และนับจากจุดนั้นเธอก็จะ "ถอย" จากหน้าที่การงาน ไม่มองหาการเลื่อนขั้น ไม่ขานรับความท้าทายใหม่ ๆ จากที่ศึกษาประวัติของเธอ ยอมรับเลยค่ะว่าชอบในแนวความคิดของเธอ และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า องค์ประกอบสำคัญของชีวิตที่ทุกคนควรใส่ใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสำเร็จในหน้าที่การงาน นั่นคือ "ครอบครัว" หน่วยที่เล็กที่สุดแต่สำคัญมากที่สุด สิ่งที่เราเห็นได้ชัดและเชิดชูคือ เธอเจ๋งจริง เธอไม่เคยมีความกลัวในหัวสมองเลย เชอริล แซนด์เบิร์ก  เธอคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกเห็นว่า “ผู้หญิงเก่งและแกร่ง” นั้นมีรัศมีมากแค่ไหน " อย่าให้ความกลัวมาอยู่เหนือความปราถนาในใจ " "Don't let your fears overwhelm your desire" …เพราะคุณไม่มีทางรู้จักความสามารถที่แท้จริงของตัวเองได้เลย…หากไม่ลุกขึ้นมาลองสักตั้ง - เชอริล แซนด์เบิร์ก - เรียบเรียงโดย...Women Mthai Team ขอบคุณภาพประกอบจาก...forbes.com

เผยโฉม!!10เจ้าของสื่อผู้ทรงอิทธิพลที่สุด
ผู้ทรงอิทธิพล /  สื่อออนไลน์ / 

"สื่อ" ผู้ทรงอิทธิพล ในยุคสมัยที่ข่าวสารเดินทางได้อย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที ผ่านทางสื่อรูปแบบต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์อย่างเว็บไซด์ และแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่มีผู้ใช้บริการอยู่ทั่วทุกมุมโลก  มาดูกันว่า ใครคือ เจ้าของสื่อดังที่เราคนไทยใช้งาน (และใช้เพื่อความบันเทิง) กันอยู่บ้าง Google  เสิร์ชเอนจินที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท Google Inc ผู้ก่อตั้ง : 1. Sergey Brin (เซอร์เกย์ บริน) ชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย ปัจจุบัน เซอร์เกย์ บรินอยู่ในตำแหน่งประธานฝ่ายเทคโนโลยีของกูเกิล 2. Lawrence Larry Page (ลอว์เรนซ์ แลร์รี เพจ) ชาวอเมริกัน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Facebook  บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ ให้ผู้ใช้บริการได้แบ่งปันเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้งการแบ่งปันผ่านทางตัวอักษร รูปภาพ หรือวิดิโอ รวมทั้งมีลูกเล่นที่น่าสนใจอื่นๆอีกมากมาย อยู่ภายใต้การดูแลของ Facebook, Inc.ผู้ก่อตั้ง : Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก)   เชื้อสายยิว – อเมริกัน  ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของเฟซบุ๊ก Twitter  บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ให้ผู้ใช้บริการส่งข้อความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร เพื่อบอกเล่าเรื่อวราว หรือแจ้งข่าวสารต่างๆอยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท  Twitter, Inc ผู้ก่อตั้ง  1. Meg Hourihan   2. Evan Clark Williams ชาวอเมริกัน (เป็นผู้ก่อตั้ง www.blogger.com ด้วย) 3. Jack Dorsey   (แจ๊ค ดอร์สเซย์)  ชาวอเมริกัน 4. Noah Glass (โนอา กลาส)  ชาวอเมริกัน Line Application   โปรแกรมเมสเซนเจอร์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบนโทรศัพท์มือถือ และเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท  NAVER Japan บริษัทลูกของ NHN Japan ผู้ก่อตั้ง  NHN Japan ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำสัญชาติเกาหลี (ผู้ก่อตั้งบริษัทคือชาวเกาหลี ชื่อ Mr.Lee Hae jin ) แต่ดำเนินธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต เกม เสิร์ชเอนจิน เว็บท่า Microsoft อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท   Microsoft ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก ผู้ก่อตั้ง  1. William Henry Bill Gates III (วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม)   ชาวอเมริกัน 2. Paul Gardner Allen (พอล แอลเลน)  ชาวอเมริกัน Yahoo อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท   Yahoo! Inc ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสัญชาติอเมริกันซึ่งประกอบไปด้วยเว็บท่า, เสิร์ชเอนจิน, Yahoo! Directory, Yahoo! Mail, Yahoo! News, Yahoo! Photos ผู้ก่อตั้ง  1. Jerry Yang (เจอร์รี่ หยาง)  ชาวอเมริกันเชื้อสายจีน  2. David Filo (เดวิด ฟิโล)  ชาวอเมริกัน CNN (Cable News Network)  เครือข่ายโทรทัศน์เคเบิล ที่เสนอข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง อยู่ภายใต้การดูแลของ Turner Broadcasting System (เทิร์นเนอร์บรอดแคสติงซิสเตม) หน่วยงานในเครือ Time Warner  (ไทม์วอร์เนอร์) ผู้ก่อตั้ง  Ted Turner (เท็ด เทอร์เนอร์)  ชาวอเมริกัน BBC  (British Broadcasting Corporation) อยู่ภายใต้การดูแลของ  British Broadcasting Corporation ผู้ก่อตั้ง  1. John Charles Walsham Reith, 1st  Baron Reith George Villiers  ชาวสก็อตแลนด์  2. George Herbert Hyde Villiers, 6th  Earl of Clarendon  ชาวอังกฤษ Al Jazeera (สำนักข่าว อัลญะซีเราะฮ์ หรือ แอลจะเซียรา)  สำนักข่าวอาหรับตั้งอยู่ ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ อยู่ภายใต้การดูแลของ  Al Jazeera Media Network เจ้าของกิจการ คือ His Majesty Sheikh Hamad bin Khalifa Al Thani  (เชคฮามัด บิน คอลีฟะห์ อัลตานี) Youtube  เว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถอัปโหลดและแลกเปลี่ยนคลิปวิดีโอผ่านทางเว็บไซต์ อยู่ภายใต้การดูแลของ  บริษัท Google Inc ผู้ก่อตั้ง   1. Chad Meredith Hurley (แชด เมเรดิธ เฮอร์ลีย์) ชาวอเมริกัน  2. Steve Chen (สตีฟ เชง) ลูกครึ่งอเมริกัน – ไต้หวัน  3. Jawed Karim (ยาวีด คาริม) ลูกครึ่งอเมริกัน – เยอรมัน  ทีม MThai Inter MThai news

ผู้บริหาร
กูเกิล /  ดิงพสุธา / 

ผู้บริหาร "กูเกิล" ดิ่งพสุธาความเร็วเหนือเสียง สูง 41,419 เมตรทำลายสถิติโลก

ท้าทาย Google! ซลาตัน ไอเดียเจ๋งเปิดเว็บค้นข้อมูลส่วนตัว
google /  กูเกิล / 

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวยิงไม่แคร์โลกของ ปารีส แซงต์ แชร์แมง แห่ง ลีก เอิง ฝรั่งเศสผุดไอเดียบรรเจิดเปิดเว็บไซต์ เสิร์ช เอ็นจิน (Search Engine) รวบรวมเนื้อหาสาระเกี่ยวกับตัวเอง หลังประสบความสำเร็จตลอดอาชีพการค้าแข้ง อันเดรียส คิลแลนเดอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟ "สวีต ป็อป (SweetPop)" บริษัทแห่งหนึ่งของประเทศสวีเดน เปิดตัวเว็บไซต์ "Zlaaatan.com" เป็นเกียรติแก่ อิบราฮิโมวิช วัย 33 ปี ซึ่งแฟนคลับสามารถค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ทางโลกออนไลน์ คิลแลนเดอร์ กล่าวผ่าน "เลอ กิป" สื่อดังแดนน้ำหอม "เสิร์ช เอ็นจินของเรา ลิงค์กับ กูเกิล แต่บุคคลที่ใช้บริการ ล้วนเป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดังนั้นผลการค้นหาดึงเอาเฉพาะส่วนของ ซลาตัน ออกมา" "หากคุณพิมพ์คำว่า เฟอร์รารี คุณได้เรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์ เฟอร์รารี ของ ซลาตัน หรือคุณต้องการสูตรอาหาร คุณจะได้ ซลาตัน เบอร์เกอร์ ซลาตัน เป็นไอดอลคนหนึ่ง เขามีชื่อเสียงทั่วโลก นั้นคือสาเหตุที่เราเลือกเขา เราไม่ได้ขออนุญาตจากเขา ดังนั้นเราหวังว่า เขาจะมองว่าเป็นเรื่องสนุกๆ" นักท่องอินเตอร์เน็ตมากกว่า 100,000 คน เริ่มใช้ เสิร์ช เอ็นจิน (Search Engine) ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เหตุไฉน ทำไม ดาราหนังโป๊ ไม่ปลื้มหนัง 50 Shades of Grey
50 Shades of Grey /  AV / 

เหตุไฉน ทำไม ดาราหนังโป๊ ไม่ปลื้มหนัง 50 Shades of Grey เรียกว่าเป็นกระแสกันยกใหญ่เลยแหละ สำหรับหนังอีโรติก 20+ ที่ต้องตรวจบัตรก่อนเข้าชมอย่าง 50 Shades of Grey ซึ่งหลายๆ คนดูแล้วก็ชอบ บ้างก็ไม่ชอบ ก็แหงแหละว่าต่างคนต่างความเห็น ต่างความคิดจะมาให้คิดเหมือนกันได้ยังไงเนอะ เอาหล่ะวันนี้ทาง Men.MThai เราจะขอนำเสนอ ความคิดเห็นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับหนังหนังอีโรติก เพราะว่าพวกเธอคือ ดาราหนังโป๊ นั่นเอง ซึ่งมาแสดงความคิดเห็นกันว่าทำไมถึงไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ข้อแรก มันเป็นอะไรที่น่าเบื่อ เดาทางได้ง่าย ให้ผู้ชายเป็นผู้คุมงาน เป็นตัวเดินเรื่อง ผู้หญิงโดนกระทำแบบนี้ มันดูเเป็นหนังแนวหนังที่เชยยยยย สะบัดเลยแหละ ถ้าอยากจะดูหนังที่มาแนวแบบจั๋งหนับ ถึงใจ ได้อารมณ์ ป๊าบๆๆ ไม่แคร์โลก ก็ลองเสริจชื่อแนวหนังประเภทนี้ ดูในกูเกิลสิคะ //เปิดวาร์ป cuckhold, facesitting, femdom, fisting, caning, caroline in the city, fetish, female ejaculation, cunnilingus, female friendly, lesbian, milf, cougar, mature, masturbaion, spanking, humiliation ข้อที่สอง ตั๋วหนังสมัยนี้มันแพงออก!!! นี่คุณจะยอมจ่ายเงิน 200 กว่าบาท เพื่อเข้าไปดูฉากเซ็กส์สมุติแบบปลอมๆ หรอ เอาจริงดิ? เอาเป็นว่า หยุดทำอะไร แล้วเอาชื่อพวกฉันไปแปะไว้ที่กูเกิล แล้วก็ บู้มมมมม เชิญรับชมค่ะ ดูฟรี อยากเห็นพวกเราแนวไหน จัดไปเลย ไม่คิดเงิน!!! และเอาจริงๆ นะ บทพูดเรื่องราวในหนังโป๊พวกเรายังดูสมจริงกว่าในหนังเรื่องนี้เลย ข้อที่สาม บทพูดตัวละคร ห่วย แย่ ไม่ไหว ลาก่อนค่ะ บ๊ายยยย เอาจริงๆ เหมือนเป็นการดูถูกหยามเกียรติหนังโป๊เลยนะ เอาจริงๆ บทแบบนี้ใครเขาจะพูดเวลามีเซ็กส์กันจริงๆ อ่ะ ยกตัวอย่างให้ดูเลย 1 ท่อน "ถึงจุดสุดยอดแบบสองครั้ง มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกปั่นอยู่ในเครื่องซักผ้า โอววว ว้าววววว" (...เอ่มมมมม จริงที่พวกเธอพูดแฮะ) ข้อที่สี่ พูดเลยตรงๆ นะ มันไม่มีอะไรเซ็กซี่เลยสำหรับหนังเรื่องนี้ โนว โนว โนว ไม่ค่ะ ไม่เลย นี่คิดหรอว่าเขาจะฉายอะไรที่มันเซ็กซี่หวือหวาในโรงที่เขาเคยฉายก้านกล้วยมาแล้ว (อันทีจริงต้นฉบับพูดเรื่องสปอนจ์บ็อบ สแควร์แพนท์ เราเรียบเรียงใหม่ให้เห็นภาพง่ายกว่า 55555+) ไม่อยากเห็นทุกส่วน ทุกท่อนของนักแสดงกันหรอ นี่มัน 2015 แล้วนะยะ!!! หรรมอยู่ไหน!!! ไหนหล่ะหรรม!!! มีแต่ฉากตัดไปตัดมาไม่เหมือนหนังโป๊ เอาเป็นว่าถ้ากล้าไปต่อคิวดูหนังเรื่องนี้ในโรงแล้ว อย่างอายที่เปิดดูหนังโป๊เลยค่ะ ดูหนังโป๊กันเถอะ!!! ข้อที่ห้า ถ้าอยากจะดูหนังที่เป็นศิลปะจริงๆ แบบไม่ได้ตามกระแสนะ พวกเราแนะนำเรื่อง Boyhood! เพราะถึงแม้มันจะเป็นหนังเกี่ยวกับดรามาครอบครัว แต่มันเป็นอะไรที่นำเสนอ ออกมาได้อยากดีและก็โดนใจพวกเราไปเต็มๆ เลยแหละ Men.MThai เรียบเรียงเนื้อหาจากแหล่งที่มา Youtube / Funny Or Die