กูเกิล

นิวยอร์ก เมืองท่องเที่ยว ที่มีคนถ่ายรูปมากที่สุดในโลก
นิวยอร์ก /  เมืองถ่ายภาพ

Sightsmap.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง เปิดเผยข้อมูลล่าสุดของ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนถ่ายรูปเอาไว้มากที่สุดในโลก โดยข้อมูลดังกล่าวได้มาจากการรวบรวมภาพถ่าย ที่นักท่องเที่ยวทั่วไป ถ่ายไว้ตามสถานที่ต่างๆ ก่อนที่จะมีการแชร์ภาพลงในแอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Panoramio ซึ่งเป็นแอพที่สามารถระบุพิกัดของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ผ่านทางกูเกิล แมปส์ ซึ่ง เมืองใดที่มีการถ่ายรูปและแชร์ผ่าน Panoramio มาก ที่สุด จะสังเกตได้ว่าจะเป็นจุดสีเหลือง รองลงมาก็จะเป็นสีส้ม สีแดง ไปจนถึงสีม่วง ซึ่งหมายถึงมีการถ่ายภาพเอาไว้น้อยที่สุด ซึ่งผลปรากฏว่า สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนมาเยือนและถ่ายรูปเอาไว้มากที่สุดในโลกก็คือ นครนิวยอร์กของสหรัฐฯนั่นเอง นิวยอร์ก เมืองท่องเที่ยว ที่มีคนถ่ายรูปมากที่สุดในโลก ซึ่งขึ้นชื่อว่า นิวยอร์ก แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่ มากมาย ตั้งแต่สวนสาธารณะเซ็นทรัล พาร์ค เทพีเสรีภาพ ตึกเอ็มไพร์ ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจแห่งต่างๆ แต่ สำหรับพิพิธภัณฑ์ Guggenheim แล้ว สถานที่แห่งนี้ กลายเป็นสถานที่ที่มีคนมาถ่ายรูปด้วยมากที่สุด มากกว่าตึกเอ็มไพร์ ที่หลายคนยกให้เป็นแลนด์มาร์กของนิวยอร์กเสียด้วยซ้ำ สถานที่ที่มีคนถ่ายรูปมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากนิวยอร์ก คือ กรุงโรม ของอิตาลี ซึ่งหากใครที่เคยไปเยือนกรุงโรมนั้น จะเห็นได้ว่ามีสถานที่มากมายให้เราได้ถ่ายรูปไม่รู้จบ แต่สำหรับสถานที่ที่มีคน มาถ่ายรูปมากที่สุด กลับไม่ใช่โคลอสเซียม สนามกีฬากลางแจ้งในยุคโรมันเหมือนที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแต่อย่างใด แต่กลับเป็นโบสถ์ Trinità dei Monti โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม หรือ อาจจะเรียกได้ว่าใจกลางแหล่งช็อปปิ้งชื่อดัง อย่างบันไดสเปน โดยนักท่องเที่ยวมักจะมารวมตัวกันที่นี่ แล้วก็ถ่ายรูปโดยมีโบสถ์ Trinità dei Monti เป็นฉากอยู่เบื้องหลัง ทำให้สถานที่แห่งนี้ ติด อันดับสถานที่ที่มีคนมาถ่ายรูปเป็นอันที่ 1 ของอิตาลี และเป็นอันดับ 2 ของโลก อันดับที่ 3 คือ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ซึ่งเมืองแห่งนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับโลกอยู่มากมาย โดยไฮไลท์ของเมืองอยู่ที่ ซากราด้า แฟมีเลีย โบสถ์ที่ในตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อ สร้าง ซึ่งแม้ว่าจะสร้างมานานกว่า 100 ปีแล้ว แต่การก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งหากว่าสร้างเสร็จ ก็จะได้รับการบันทึกสถิติโลก ว่าเป็นโบสถ์ที่สูงที่สุดในโลก แม้ว่าซากราด้า แฟมิเลีย จะเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของบาร์เซโลนา แต่สถานที่ที่คนมาถ่ายรูปและแชร์ลงในแอพ Panoramio มากที่สุดคือ ปาร์กเกวย์ สวนสาธารณะแห่งนี้ เปิดให้เข้าชมฟรี ภาย ในออกแบบโดย แอนโทนี เกาดี ศิลปินเอกของยุค ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเดียวกันกับโบสถ์ซากราด้า แฟมีเลีย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ นิยมมาเที่ยวชมความงามของที่ โดยเฉพาะบริเวณเนินเขา ซึ่งเป็น จุดที่สูงที่สุดของสวนแห่งนี้ ซึ่งเวลายามเย็นนั้น ทุกคนจะมารอชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน และก็จะถ่ายภาพสวยๆเก็บเอาไว้เป็นความประทับใจมิรู้ลืม ส่วนอันดับที่ 4 คือ กรุงปารีส ของฝรั่งเศส สถานที่ยอดฮิตที่คนมาถ่ายรูปมากที่สุด คือบาร์ชื่อดังอย่าง Moulin Rouge อันดับที่ 5 คือ Kiz Kulesi หรือ Maiden's Tower ในนครอิสตันบูลของตุรกี อันดับที่ 6 คือ สะพานแอคคาเดเมีย ในเมืองเวนิสของอิตาลี อันดับที่ 7 คือ Hotel de Paris ในเมืองมอนเตการ์โล ราชรัฐโมนาโก อันดับที่ 8 Piazzale Michelangelo ในเมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลี อันดับที่ 9 คือ Caminito ในกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา และอันดับที่ 10 คือ มหาวิหารนักบุญสเทเฟน ในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ขอบคุณข่าวสารจาก Voicetv

AISส่งSMS ป้องกันเกมคุกรี้รัน คิดเงินแสน
คุ้กกี้รัน /  ซื้อไอเท็มคุ้กกี้รัน / 

เอไอเอส พร้อมส่ง SMS ยืนยันไปยังหมายเลขผู้ปกครอง หากมีการซื้อสินค้า และบริการผ่าน DCB หวั่นซ้ำเหตุคุกกี้รัน เริ่ม 22 ก.ค. นี้ นาย ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากการประชุมหารือระหว่าง กสทช. กับตัวแทนบริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนบริษัท เนเวอร์ ไลน์ จำกัด บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด เพื่อหาแนวทางที่จะป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกับกรณีคุกกี้รันที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต โดยได้ข้อสรุปว่า ทางบริษัท กูเกิลฯ รับจะให้ทีมวิศวกรเซ็ตระบบให้ต้องมีการยืนยันพาสเวิร์ดทุกครั้งที่มีการซื้อ สินค้าและบริการผ่านกูเกิลเพลย์ (Google Play) พร้อมกับให้มีอีเมล์ยืนยันการทำรายการซื้อตอบกลับจากกูเกิลเป็นภาษาไทย ในส่วนของ AWN จะกำหนดวงเงินค่าใช้บริการในการซื้อ หรือใช้บริการในระบบ DCB หรือ Direct Carrier Billing ไว้ที่ครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท และไม่เกินวงเงินใหญ่ที่กำหนดของแต่ละเลขหมาย และจะมี SMS แจ้งไปยังเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทันทีที่มีการซื้อหรือใช้บริการ ทั้งนี้ ความร่วมมือของกูเกิลในทางเทคนิคจะเป็นตัวกำหนดว่า ระบบจะสามารถแจ้งเตือนได้ทันทีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ ได้ขอให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายที่ให้บริการ DCB ต้องส่ง SMS ไปยังเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อให้ทราบถึงการซื้อขายและใช้บริการด้วย และในเบื้องต้น AWN จะส่ง SMS ในเครือข่าย AIS ก่อน โดยเริ่มในวันที่ 22 ก.ค. นี้ บทความอื่นๆ เกี่ยวกับคุ้กกี้รัน วิธีปิดการแจ้งเตือน Cookie Run และเกมไลน์อื่นๆ โดยไม่ต้องบล็อคเพื่อน ! เชื่อว่าคนที่ใช้ Line อยู่ในขณะนี้ทุกคนจะต้องเซ็งเป็ดกับการส่งข้อความมาชวนเล่นเกม โดยเฉพาะในตอนนี้เกมที …

มองหาแท็บเล็ตที่ดี อย่าลืมส่องที่ freedom to connect
freedom to connect /  samsung / 

  อะไร? คือ ปัจจัยที่ชาวโลกยังรู้สึกไม่สุดกับอุปกรณ์แท็บเล็ต และไม่สามารถเลือกให้มันทดแทนคอมพิวเตอร์พีซี หรือโน๊ตบุ๊คได้ การรันแอพพลิเคชั่น? การรองรับรูปแบบไฟล์? การสร้างสรรค์งานสื่อที่ยังตอบสนองไม่สุดติ่ง? การโอนถ่ายข้อมูลไปยังแท็บเล็ตอื่นๆ ที่ยัง No freedom !!?   ...อันที่จริงรูปแบบการโอนถ่ายข้อมูลได้แบบ freedom!! นั้นมีอยู่แล้วผ่านฟีเจอร์ USB Drive  ที่ทำงานเหมือน External Hard Disk หรือ Thumb Drive และถูกบรรจุเข้ามาอยู่ในแท็บเล็ตระดับท้อป เพียงแต่ผู้ซื้อยังไม่ทันได้สังเกตและจดจำ ฉะนั้นมาเลือกแท็บเล็ตผ่านเกณฑ์พิจารณาคุณภาพเหล่านี้ด้วยกัน!!     1. ดีไซน์ที่พอเหมาะและเป็นมิตรกับสายตา แน่นอนตัวเลือกของสมาร์ทโฟน อาจทำให้คุณต้องเพ่งเพื่อใช้งาน แต่ขนาดที่ไม่โอเวอร์ไปกว่า 7 นิ้ว คือไฟท์บังคับให้มันอยู่ในแคทตาล็อคของมือถือ  แต่สำหรับแท็บเล็ตอุปกรณ์ที่ใช้ต่างหนังสือ หรือทำงาน ขนาดหน้าจอจึงควรเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ไม่ต้องมานั่งเพ่งให้ นั่งไล่นิ้วให้ปวดตา  ความละเอียดและแสงต้องใช้แล้วสบายตา .   2. ระบบปฎิบัติการณ์ต้องให้อิสระในการใช้งาน   ระบบแอนดรอยด์นั้นเป็นระบบเปิด ตัวเลือกที่นอกจากจะช่วยให้คุณสนุกสนานกับบรรดาแอพพลิเคชั่นสุดเจ๋ง และส่วนใหญ่ฟรีแล้วนั้น ยังมาพร้อมกับบริการจากกูเกิล ไม่ว่าจะเป็น Gmail , Google Drive , Google+ ความสุดยอดของ Google Map ฯลฯ   ครอบคลุมจนคุณแทบไม่ต้องไปเจลเบรกเพื่อลงอะไรเพิ่มเติม แถมตัวโอเอสล่าสุดอย่าง Android 4.0 ( Ice Cream Sandwich ) ที่ใส่มาในแท็บเล็ตรุ่นท้อปนั้น ยังสามารถทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ ได้อย่างไหลลื่น รองรับระบบมัลติทาสก์ที่ช่วยให้คุณทำกิจกรรมต่างๆ ได้พร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องกลัวสะดุด หรือค้าง .   3. การเชื่อมต่อไร้สายรองรับฟังก์ชั่นการโทร   แม้แท็บเล็ตจะไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการโทรเข้าออกโดยตรง แต่ฟังก์ชั่นนี้ก็ ช่วยให้คุณไม่ต้องแยกพกอุปกรณ์เยอะชึ้น ที่สำคัญระบบโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คที่เน้นแชร์ ระบบแชต และการรับชมเว็บ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่แท็บเล็ตจะต้องรองรับการเชื่อมต่อไร้สายให้ครอบคลุม ทั้ง Wi-Fi ,3G ,Edge ,Air Card ,Bluetooth .   4. การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อโอนถ่ายไฟล์ที่ง่ายเหมือนเป็น External Hard Disk หรือ Thumb Drive แท็บเล็ตจะมีฟีเจอร Sync  หรือการอัพโหลดไฟล์ รวมถึงการแชร์ผ่านการเชื่อมต่อไร้สายด้วยแอพพลิเคชั่นต่างๆ นั้น แม้จะสะดวกแต่ก็ต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยง เช่นไฟล์หาย หรือ Sync ได้ไม่เกินห้าเครื่อง ซึ่งรูปแบบที่จะทำให้คุณผู้ใช้รู้สึกไร้กังวลในการถ่ายโอนมากที่สุด ยังคงเป็น  External Hard Disk หรือ Thumb Drive  ที่มีในแท็บเล็ตระดับท้อป เช่น Samsung Galaxy Note 10.1  โดยคุณสมบัตินี้แทบจะไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรเพิ่มเติม เพียงเสียบ Thumb drive หรือ SD Card ด้วย USB Connector เข้ากับตัวเครื่อง แท็บเล็ต ก็สามารถโยกย้ายไฟล์ ทั้งกับคอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ตได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น จะดึงภาพจากกล้องที่ถ่ายไว้ลงแท็บเล็ตหลายๆ เครื่อง ก็เสียบ Thumb drive ดึงไฟล์ไปลงแท็บเล็ตเครื่องของเพื่อนๆ ได้เลย ไม่ต้องรอ tag จากเฟสบุ๊ค ไม่ต้องเอาลงคอมพิวเตอร์ตัวกลางใดๆ ประหยัดเวลาไปได้อย่างมากมายทีเดียว หลังจากพบปัญหาความผิดพลาดในการโอนถ่ายหรือแชร์ผ่านการเชื่อมต่อโปรแกรม เช่น ปัญหาข้อมูลหลุด ส่งผิด การเข้าถึงไฟล์ด้วย USB จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด และควรมีบนแท็บเล็ตมากที่สุด เพื่อความ freedom อย่าลืมมองหา freedom to connect อิสระการแชร์ขั้นสุดของคุณ!!  

11 ภาพพื้นโลกที่เห็นแล้วใจหาย จาก Google Earth
ภาพถ่าย / 

11 ภาพพื้นโลกที่เห็นแล้วใจหาย จาก Google Earth กูเกิล เอิร์ธ Google Earth ได้แสดงภาพเมืองต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิศาสตร์อย่างเห็นได้ชัดจนน่าใจหาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่นั้นเกิดจากสาเหตุของภัยธรรมชาติ ได้แก่ แผ่นดินไหว สึนามิ เฮอริเคนที่ทำลายบ้านเรือนจนเหี้ยน อุบัติภัยระเบิดของโรงงาน ที่ทำให้พื้นที่บริเวณกว้างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่การเกิดของเกาะใหม่อันเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น อันบ่งบอกถึงเทคโลโลยีและความเจริญ ล้วนทำให้เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและแย่ลง อดคิดไม่ได้ว่าพื้นที่ๆเรากำลังยืนอยู่ปัจจุบันจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ไม่แน่ว่าบ้านที่เราอาศัยอยู่อาจจะกลายเป็นทะเลในอีก 50 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ ลองใช้กูเกิล เอิร์ธค้นหาบริเวณที่คุณอาศัยดูสิครับ 1. วาโก้ เท็กซัสเหตุการณ์โรงงานปุ๋ยระเบิดเมื่อต้นปีทีผ่านมา ทำให้เห็นว่าระเบิดแรงแค่ไหน เพราะพื้นที่โรงงานนั้นเหี้ยนเตียนไม่มีเหลือ 2. เพนตาก้อน จากเหตุการณ์ 11 กันยา ทำให้พื้นที่โดยรอบบริเวณเพนตากอน ซึ่งเคยได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกลายเปลี่ยนไปตลอดกาล 3. ปอโตแปรงซ์ เฮติ เชื่อว่ายังคงจำกันได้สำหรับเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเฮติเมื่อปี 2010 ที่รุนแรงระดับประวัติศาสตร์ ความรุนแรงทำให้บ้านเรือนเสียหาย 250000 หลังคาเรือน ผู้คนจำนวนมากไร้บ้านทันตา ทำให้พวกเขาต้องมาอาศัยอยู่ในสนามกีฬาแทน 4. ซีไซด์ เฮทส์ เฮอริเคนแซนดี้เมื่อปี 2012 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้อเมริกาเป็นจำนวนมาก จะเห็นว่าบริเวณดังกล่าวที่เป็นสวนสนุก นั้นหายไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะชิงช้าสวรรค์ รถไฟเหาะ และอีกหลายอาคาร 5. มัวร์ โอกลาโฮมานี่ก็เป็นผลงานของพายุทอร์นาโดที่คร่าชีวิตคนไปจำนวนมาก ที่สำคัญบ้านเรืองที่เรียงรายเป็นรูปสวยก็เหลือแค่ซากปรักหักพังที่ชวนให้เห็นถึงความน่ากลัวของพายุ 6. นิว ออลีนส์ เฮอร์ริเคนแคทรีนา เมื่อปี 2005 ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวอเมริกันอย่างเหนียวแน่น เพราะมันสร้างความเสียหายสาหัส และเปลี่ยนเมืองนิว ออลีนส์ไปอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าขนาดสนามกีฬาซูเปอร์โดมของเมืองนั้นเหวอะหวะไม่มีเหลือ 7. แมนฮัตตัน หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ที่ทำให้ตึกเวิล์ดเทรดที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในโลกพังถล่มไม่มีชิ้นดี พื้นที่บริเวณนั้นจึงเหลือแค่พื้นที่โล่งๆไว้ให้คิดถึงอดีตเท่านั้น 8. ดูไบ การเติบโตของเมืองดูไบ UAE นั้นเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก จากเดิมที่เป็นแค่ทะเลทราย แต่ปัจจุบันกลายเป็นเมืองแห่งความร่ำรวยและความเจริญ โดยเฉพาะการถมทะเลเป็นเกาะขึ้นมา 9.จ๊อพพลิน มิสซูรี ทอร์นาโดเมื่อปี 2011ทำลายที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนกว้าง หนึ่งในนั้นคือเขต จ๊อพพลิน มิสซูรี 10. ซันริกุ ญี่ปุ่น จะข้ามส่วนนี้ไปไม่ได้ เมื่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิของญี่ปุ่นเมื่อปีกลายนั้นทำลายญี่ปุ่นอย่างสาหัส พื้นที่ดังกล่าวกลายนั้นถูกกลืนหายไปเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะส่วนที่ยื่นไปในทะเล และ บนพื้นดินก็โดนน้ำทะเลบุกทำลายล้างจนแทบไม่เหลือ 11. ลาสเวกัส นี่ไม่ใช่ความเสียหาย แต่เป็นความเจริญของเมืองลาสเวกัสในช่วง 50 ปี จากแต่กอนที่เป็นทะเลทราย และพื้นที่เหี้ยนเตียน มีถนนแค่สองสาย แต่ปัจจุบันกลายป็นเมืองที่โตเร็วที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 จนกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารบ้านช่อง และไม่เหลือเค้าเดิมเลย ขอบคุณ Mashable บูเนชาส ประเพณีแปลงหญิงเป็นชาย บูเนชาส ประเพณีแปลงหญิงเป็นชาย ในโลกปัจจุบันที่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกกลืนไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ บาง วัฒนธรรม ยังคงดำเนินต่อไ … เละ! ภาพหลังชกของนักมวยเด็กสุดเสียว เละ! ภาพหลังชกของนักมวยเด็กสุดเสียว นักมวย ถือเป็นอีกอาชีพที่ไม่ใช่เพียงแต่ต้องการความอดทนและไหวพริบเช่นเดียวกับกีฬาอื่นๆ แต่ยัง … ศิลปะ 'ผู้ชายก็ร้องไห้เป็น' เผยอีกด้านของความเป็นชาย ศิลปะ 'ผู้ชายก็ร้องไห้เป็น' เผยอีกด้านของความเป็นชาย ศิลปะ เชื่อว่าลูกผู้ชายทุกคนถูกสั่งสอนและเลี้ยงดูให้เข้มแข็งและแสดงออกอย่างท … เป๊ะ! ซิกส์แพคสาวๆ ที่เล่นเอาหนุ่มๆยังอาย เป๊ะ! ซิกส์แพคสาวๆ ที่เล่นเอาหนุ่มๆยังอาย ฟิตเนส ในขณะที่สาวๆแทบทั้งโลกอยากมีหน้าท้องแบนราบ หน้าอกตู้ม ต้นขาเรียวเฟิร์ม ก็มีผู …

Google Zeitgeist เผยคำค้นยอดนิยมแห่งปี 2012
google /  Google Zeitgeist / 

  Google Zeitgeist  เปิดเผยเทรนด์การค้นหาของโลกแห่งปี 2012 จาก 1.2 ล้านล้านค้นหา 146 ภาษาทั่วโลก โดยแบ่งออกเป็นประเภท คำค้นหา, รูปภาพ ,นักกีฬา ,เหตุการณ์, ผู้คน ,ภาพยนตร์ , รายการทีวี , ศิลปินนักแสดง , เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ , สายการบิน , แฮชแท็กบน Google+  อะไร? ทีได้กลายเป็นเทรนด์ของเว็บที่คนทั่วโลกให้ความสนใจบ้าง? มาติดตามกันเลย .   คำค้นมาแรง     1. Whitney Houston : นักร้องเพลงป็อป/อาร์แอนด์บี เจ้าของเพลงดังอย่าง ไอวิลออลเวย์สเลิฟยู, เซฟวิงออลมายเลิฟฟอร์ยู และเกรทเทสต์เลิฟออฟออลเป็นต้น วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เธอได้เสียชีวิตโดยอุบัติเหตุการจมน้ำเนื่องจากโรคหัวใจ และการใช้โคเคน ณ เบเวอร์ลีฮิลตันโฮเทล เบเวอร์ลี ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย . 2. Gangnam Style 3. Hurricane Sandy 4. iPad 3 5. Diablo 3 6. Kate Middleton 7. Olympics 2012 8. Amanda Todd 9. Michael Clarke Duncan 10. BBB12   รูปภาพ     1. One Direction : บอยแบรนด์แห่งเกาะอังกฤษจากเวที The X Factor 2010 ประกอบไปด้วย เลียม เพย์น, ลู ทอมลินสัน, ไนออล ฮอแรน, เซน มาลิก, แฮร์รี สไตล์ส  ได้รับการพรีเซ้นต์โดย ไซม่อน โคเวลล์ กรรมการสุดโหดจาก The X Factor .   2. Selena Gomez 3. iPhone 5 4. Megan Fox 5. Rihanna 6. Justin Bieber 7. Harry Styles 8. Minecraft 9. Nicki Minaj 10. Katy Perry   นักกีฬา     1. Jeremy Lin : นักกีฬาบาสเกตบอลที่ร้อนแรงที่สุดใน NBA จนเป็นกระแสบน Twitter ถูกจับตามองตั้งแต่เกมที่ Knicks เจอกับ Nets พาทีมที่ไม่มีทั้ง Melo และ Amare เปิดบ้านเก็บชัยชนะ พร้อมกับสถิติส่วนตัว 25 แต้ม 5 รีบาวน์ 7 แอสซิส .   2. Michael Phelps 3. Peyton Manning 4. McKayla Maroney 5. Junior Seau 6. Sarah Burke 7. Tom Daley 8. Lance Armstrong 9. Mario Balotelli 10. Ryan Lochte   เหตุการณ์   1. Hurricane Sandy : พายุเฮอริเคน “แซนดี้” ที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “แฟรงเก้นสตอร์ม” หรือ “ซูเปอร์สตอร์ม” ถล่มสหรัฐฯ และแคนาดา สถิติสร้างคลื่นพายุซัดฝั่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ฟุต สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลล่าห์สหรัฐฯ .   2. Kate Middleton Pictures Released 3. Olympics 2012 4. SOPA Debate 5. Costa Concordia crash 6. Presidential Debate 7. Stratosphere Jump 8. Penn State Scandal 9. Trayvon Martin shooting 10. Pussy Riots   ผู้คน   1. Whitney Houston 2. Kate Middleton 3. Amanda Todd 4. Michael Clarke Duncan 5. One Direction 6. Felix Baumgartner 7. Jeremy Lin 8. Morgan Freeman 9. Joseph Kony 10. Donna Summer   ภาพยนตร์   1. The Hunger Games : ภาพยนตร์อเมริกัน ค.ศ. 2012 แนวแอ็คชั่นดราม่าจากนิยายวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องราวอันโหดร้าย ในการตามฆ่ามนุษย์ด้วยกันเพื่อหาผู้รอดชีวิต เปิดตัว ณ วันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2012 ภาพยนตร์ชุดนี้ทำสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศอันดับสามในช่วงสุดสัปดาห์เปิดตัวนับตั้งแต่ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เคยมีมา (155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)   2. Skyfall 3. Prometheus 4. The Avengers 5. Magic Mike 6. John Carter 7. Ek Tha Tiger 8. Paranormal Activity 4 9. Taken 2 10. Dark Shadows   รายการทีวี   1. BBB12 : รายการเรียลริตี้ big brother brasil2012 อื้อฉาวเมื่อมีเหตุการณ์นายแบบหนุ่มข่มขืนนักศึกษาสาวเพื่อนร่วมบ้านออกทีวี มีการยืนยันจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่าได้มีการสืบสวนสอบสวนภายในสตูดิโอที่ใช้ถ่ายทำรายการดังกล่าวในริโอ เดอ จาเนโร เล่นเอาผู้ชมทางบ้านสุดช๊อก .   2. Avenida Brasil 3. Here Comes Honey Boo Boo 4. The Voice 5. American Idol 6. Game of Thrones 7. Homeland 8. Revenge 9. Cheias de Charme 10. Carrossel   ศิลปินนักแสดง   1. Whitney Houston 2. Michael Clarke Duncan 3. One Direction 4. Donna Summer 5. Lana Del Ray 6. Carolina Dieckmann 7. Dirk Bach 8. Carly Rae Jepsen 9. Michel Telo 10. LMFAO   เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์   1. iPad 3 2. Samsung Galaxy S3 3. iPad Mini 4. Nexus 7 5. Galaxy Note 2 6. Play Station 7. iPad 4 8. Microsoft Surface 9. Kindle Fire 10. Nokia Lumia 920   สายการบิน   1. Southwest Airlines 2. United Airlines 3. American Airlines 4. Delta Airlines 5. Air France 6. Lufthansa 7. British Airways 8. JetBlue 9. Air Canada 10. US Airways   แฮชแท็กบน Google+     1. #SOPA 2. #Awesome 3. #Sandy 4. #IO12 5. #Curiosity 6. #Olympics 7. #SXSW 8. #Debate 9. #BlastFromThePast 10. #Eastwooding     Source : google zeitgeist , wikipedia

10 อัจฉริยะเด็กไทย
10 อันดับ /  นักเรียน

เด็กอัจฉริยะ มีอยู่ทั่วโลก แต่ละคนมีความเก่ง ความถนัด ความสามารถที่แตกต่างกันในแต่ละด้าน  เพื่อแนะแนวทางในการค้นหาอัจฉริยะ และศักยภาพของตัวเอง วันนี้ teen.mthai ก็เลยอยากนำเสนอ 10 อัจฉริยะเด็กไทย กันบ้างคะ เรียกได้ว่า เด็กไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย! ที่นำเสนอนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเด็กไทยที่มีทั้งพรสวรรค์และความสามารถนะคะ ^^ ทั้งนี้ พรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ ของเด็กๆนั้น จะสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้มากไปอีกผู้ใหญ่ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย ถ้าสนับสนุน ชื่นชมในสิ่งที่เขารัก-ชอบ เด็กก็จะมีความสุขในการเรียนรู้และการใช้ชีวิต บางคนอาจจะไม่ได้เก่งมาตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ถ้าเขามีความเพียร พยายาม ตั้งใจ และมีเป้าหมาย สิ่งนั้นก็สามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ ^^ 10 อัจฉริยะเด็กไทย  1. อัจฉริยะเด็กไทย ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี  : หนูน้อยมหัศจรรย์ เจ้าของ 2 สถิติโลก ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี ได้แสดงศักยภาพที่โดดเด่นตั้งแต่วัยเยาว์ เขาสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันในหลายด้าน ๆ จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ว่า เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษหลากหลายในระดับสูง และ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ยังเล่นเหมือนเด็ก ๆ อารมณ์ดี เบิกบาน มีอารมณ์ขัน มีชีวิตวัยเด็กเหมือนคนทั่วไป ล่าสุดมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เชิญน้อง ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี เข้ามาร่วมทำงานวิจัยด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ ด้านวิทยาศาสตร์ ขณะที่อายุแค่  อายุ10 ปี เท่านั้น ! จึงถูกจัดอยู่ใรธรรมเนียบ เด็กอัจฉริยะเมืองไทย 2. อัจฉริยะเด็กไทย เรนนี่ ปวีณรัตน์  : สอบได้คะแนนอันดับที่ 1 ของโลก นางสาว ปวีณรัตน์ วงศ์ประเสริฐ หรือ เรนนี่ นักเรียน จาก โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพ (Harrow International Schoolได้ทดสอบ ทำข้อสอบวัดระดับความรู้ในระบบนานาชาติของ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (International General Certificate of Secondary Education: IGCSE) โดย เรนนี่ ได้คะแนนเป็น อันดับที่ 1 ของโลก ถึง 2 วิชา คือ วิชาเศรษฐศาสตร์ และ วิชาภูมิศาสตร์ และทำคะแนนระดับสูงสุดของประเทศถึง 3 วิชา คือ วิชาชีววิทยา วิชาเคมี และวิชาประวัติศาสตร์ 3.  อัจฉริยะเด็กไทย ปอเปี๊ยะ แพรกานต์ นิรันดร : นักเขียน นวนิยาย อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย นักเขียน นวนิยาย ภาษาอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย  หรือที่รู้จักกันดีในแวดวงวรรณกรรมคือ ปอเปี๊ยะ แพรกานต์ นิรันดร เธอมีพรสวรรค์ด้านการใช้ภาษาอังกฤษจนสามารถสร้างสรรค์งานเขียนแบบไตรภาค ที่แม้แต่ ‘อาจารย์สุมาลี บำรุงสุข’ นักแปลฝีมือฉกาจฉกรรจ์ต้องยอมรับในฝีมือและตกปาก รับคำแปลต้นฉบับภาษาไทยให้ด้วยความยินดี ท่ามกลางนักเขียนน้องใหม่ในแวดวงวรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซี ปอเปี๊ยะ แพรกานต์ นิรันดร  คือ หนึ่งใน นักเขียนวัยใส ที่แม้จะไม่โด่งดัง และมีรางวัลมาการันตี แต่ก็จัดได้ว่า ไม่ธรรมดาอยู่เหมือนกัน เพราะ เธอมีพรสวรรค์ด้านการใช้ภาษาอังกฤษจนสามารถสร้างสรรค์งานเขียน ที่ “จิระนันท์ พิตรปรีชา” ฝากคำนิยมไว้ว่า เป็นผลงานระดับสากล ส่วน “บินหลา สันกาลาคีรี” บอกว่า เป็นหนังสือที่อ่านสนุกเล่มหนึ่งแห่งปีเลยทีเดียว 4. อัจฉริยะเด็กไทย เค กานกวิญจน์ โค้วสีหวัฒน์ : แชมป์โลกไมโครซอฟท์เวิร์ด ย้อนกลับไปในยุค ไมโครซอฟท์ รุ่งเรือง (4ปีที่แล้ว) ขณะนั้น น้องเค กานกวิญจน์ โค้วสีหวัฒน์ นักเรียนอายุ 17 ปี นำความภาคภูมิใจมาให้คนไทย แสดงสุดยอดความสามารถเหนือผู้อื่น ชนะเลิศในการแข่งขันทักษะการใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2007 ในรายการ Worldwide Competition on Microsoft Office ซึ่งเป็นรายการที่มีผู้เข้าแข่งขันมาถึง 80,000 คน จาก 53 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต้องผ่านการคัดเลือกตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ประเทศ ก่อนมาชิงชนะเลิศกันที่โตรอนโต แคนาดา 5. อัจฉริยะเด็กไทย ไมล์ นิพัฒน์ เจริญผลพันธ์ : รูบิคอันดับหนึ่งของเอเชีย ในการแข่งขัน อัจฉริยะนักบิด(รูบิค)ในงาน Thailand Championship 2012 ครั้งนี้สร้างความอัศจรรย์เมื่อ น้อง ไมล์ นิพัฒน์ เจริญผลพันธ์ ทำสถิติ Rubik’Cube ไปด้วยเวลาเฉลี่ย 8.38 วินาที ทุบสถิติคว้าอันดับ 4 ของโลกมาได้ พร้อมกับขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย 6. อัจฉริยะเด็กไทย วรภัทร บุญญฤทธิพงษ์ : พัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลกของกูเกิล วรภัทร บุญญฤทธิพงษ์ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ในฐานะนักเรียนไทยคนแรกที่คว้ารางวัลใหญ่จากการแข่งขันพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลกของกูเกิลในระดับ มัธยมศึกษา จากการแข่งขันเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบเปิดของกูเกิล หรือ GHOP (Google Highly Open Participation) น้อง วรภัทร บุญญฤทธิพงษ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันประเภทระบบบริหารจัดการหลักสูตรของ Moodle ทั้งนี้ Moodle ถือเป็นซอฟต์แวร์ระบบจัดการหลักสูตร (CMS - Course Management System) แบบโอเพนซอร์ส ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้พัฒนาการศึกษา ใช้สร้างหลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์ได้ 7. อัจฉริยะเด็กไทย พศิน มนูรังษี : อัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์ของไทย  เบื้องหลังความสำเร็จของเด็กคนนี้น่าสนใจ เพราะ เขาคือเด็กเก่ง เข้าขั้นอัจฉริยะ พศิน มนูรังษี เติบโตมาเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป แต่ฉายแววความเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มตั้งแต่ประถมปีที่ 3 เขาสามารถคว้าเหรียญทองการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศของ สสวท.ได้ จากนั้นตอนประถมปีที่ 5 เขาก็ได้เหรียญทองอีกครั้ง พอถึงช่วงมัธยมต้น พศิน ได้ลงสนามแข่งขันระดับโลก ด้วยวัยเพียง 13 ปี ซึ่งเป็นตัวแทนที่อายุน้อยที่สุด เขาสามารถคว้าเหรียญเงินคณิตศาสตร์โอลิมปิกมาครองได้สำเร็จ ความสำเร็จของ พศิน มนูรังษี - เหรียญทอง คณิตศาสตร์โอลิมปิก ประจำปี 2551 มีคะแนนเป็นอันดับ 8 ของโลก , รางวัลเหรียญเงิน การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2550 , รางวัลเหรียญทอง ประเภทบุคคล การแข่งขันคณิตศาสตร์โลก ครั้งที่ 6 ประเทศไต้หวัน , รางวัลเหรียญทอง ประเภทบุคคล การแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 2 ประเทศอินเดีย 8. อัจฉริยะเด็กไทย ณดล จูทะสมพากร : นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลก 10 ขวบ ในวงการกีตาร์คลาสสิกระดับโลก ในช่วง 1-2 ปี มานี้ มีอีกชื่อหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างน่าประหลาดใจ และน่าประทับใจ นั่นก็คือ "ณดล จูทะสมพากร" นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลกที่มีอายุเพียงแค่ 10 ขวบ เด็กน้อยผู้มากความสามารถกวาดแชมป์จากต่างประเทศ และในประเทศมาแล้วอย่างมากมาย น้องดล ณดล จูทะสมพากร นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลก ที่เริ่มค้นพบอัจฉริยะทางด้านดนตรีตั้งแต่อายุ  5 ขวบ เห็นแม่เล่นเปียโนจึงขอเล่นบ้าง และเล่นได้ทั้งที่จับเปียโนเป็นครั้งแรก พออายุ 6 ขวบ เห็นคุณพ่อเล่นกีตาร์คลาสสิกก็ขอเล่นบ้าง และเล่นได้ทั้งที่ยากมาก เมื่อเห็นเช่นนั้นพ่อจึงค่อย ๆ สอนเล่นกีตาร์คลาสสิกเรื่อยมา และตัดสินใจพาไปหัดเรียนอย่างจริงจัง กับอาจารย์กมล อัจฉริยะศาสตร์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์สอนกีตาร์คลาสสิกคนแรกของเมืองไทย พร้อมส่งเสริมด้านดนตรีมาตลอด เมื่อมีรายการแข่งขันส่งเข้าประกวด และเป็นกำลังใจให้ทั้งการฝึกซ้อมและการแข่งขัน เพื่อให้มีกำลังใจทำในสิ่งที่รัก. ความสำเร็จของน้อง ดล ณดล จูทะสมพากร - Kyznecov"s International Competition 2010 ที่เมืองมะนิโตกอร์ส ประเทศรัสเซีย , Thailand International Guitar Festival 2010 , Bangkok Guitar Festival 2010 , The 1st prize winner in "Mario Egido" guitar international competition 2011 at Spain during 25 th - 27 th March 2011. , รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากประเทศออสเตรีย ปี 2012 ที่เมืองรัส ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน พ.ศ. 2555 9. อัจฉริยะเด็กไทย เบส ณัฐวัตร ครองชนม์ : แฟนพันธุ์แท้ หลักธรรมะ เบส ณัฐวัตร ครองชนม์ วัย 10 ขวบที่มีความรู้เรื่องหลักธรรมะมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน รอบรู้เรื่องพระพุทธศาสนาชนิดแตกฉานเกินวัย น้อง เบส ณัฐวัตร ชื่นชอบพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะหลักคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่จำขึ้นใจได้เกือบทั้งหมด อีกทั้งยังท่องคาถาชินบัญชรได้อย่างคล่องแคล่ว ด้วยความที่สนใจหลักธรรม และคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุมาตั้งแต่เด็ก ทำให้น้องเบสมีวิธีคิด และสติในการใช้ชีวิตมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียน การมีสติอยู่กับสิ่งที่คุณครูกำลังสอน เป็นสิ่งที่น้องเบสยึดถือมาโดยตลอด ส่งผลให้การเรียนอยู่ในระดับที่ดีจนก้าวขึ้นมาเป็นที่ 1 ของห้องได้อย่างไม่น่าแปลกใจเลย 10. อัจฉริยะเด็กไทย น้อง เซนด์ ณัฐนนท์ มหายนต์ (send) : ซ่อม-ลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ย้อนกลับไป 5 ปี! ที่แล้ว น้อง เซนด์ ณัฐนนท์ มหายนต์ ( ตอนนั้นอายุ 6 ปี) สามารถซ่อมคอมพิวเตอร์ ถอดประกอบชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ได้ทุกส่วน และลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเรียนอยู่ในชั้น ป.2 และได้เกรดเฉลี่ย 4.00 ทุกเทอม ทั้งที่อายุ 6 ขวบควรจะเรียนในชั้น อนุบาลปีที่ 3 น้อง เซนด์ ณัฐนนท์ มหายนต์ เริ่มฉายแววอัจฉริยะตอน 2 ขวบ เริ่มจับเม้าส์และแป้นพิมพ์ดีดคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเริ่มเล่นเกมในคอมพิวเตอร์อย่างคล่องแคล่ว โดยบิดาของน้องได้เห็นว่า โดยเห็นว่าลูกเก่งกว่าเด็กทั่วไป จึงเริ่มส่งเสริมให้เรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เรื่อยมา ทั้งๆที่ช่วงนั้นลูกชายก็ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนและอ่านหนังสือยังไม่ออก แต่ก็สามารถเรียนรู้เรื่องคอมได้เป็นอย่างรวดเร็ว โดยเชื่อว่าจำในลักษณะภาษาภาพ นี่เป็นเพียงเด็กส่วนหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเด็กไทยที่มีความรู้และความสามารถ ที่ teen.mthai ไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งคว้าเหรียญรางวัลระดับโลก และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ นำความภูมิใจมาให้คนไทย ในด้านการศึกษา กีฬา ฯลฯ อีกมากมายเลยคะ ^^ เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai 10 อัจฉริยะเด็กไทย

Google เผย คำถามสัมภาษณ์งานสุดหิน ไม่มีผลต่องาน หรือรับเข้าทำงาน!!
google /  กูเกิล

"คำถามสัมภาษณ์งานสุดหิน Google ถามเอามันส์ เฉยๆ !!"   Google ถือเป็นหนึ่งในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ที่เหล่า Geek หนุ่มสาว เฝ้าฝันอยากจะเข้าไปร่วมงาน และแน่นอนเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ายาก ทั้งการสัมภาษณ์งานที่ขึ้นชื่อว่าหินสุดๆ โดยเฉพาะคำถามสุดครีเอท แหวกแนว แต่ล่าสุด Laszlo Bock รองประธานอาวุโสฝ่ายทรัยากรบุคคลแห่งกูเกิลนั้น กลับเปิดเผยข้อเท็จจริง เรื่องคำถามสัมภาษณ์งาน ที่แท้แล้วไม่มีผลต่องาน และมีคุณค่าเพียงสร้างความภูมิใจให้กับผู้สัมภาษณ์ ทำให้พวกเค้ารู้สึกว่าตัวเองฉลาดเท่านั้น!!     " จากสถิติของกูเกิล คำถามเหล่านั้นไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้สัมพันธ์กับประสิทธิภาพของพนักงานที่รับเข้ามาแม้แต่น้อย นอกจากสร้างความรู้สึกต่อผู้ที่สัมภาษณ์ว่าตัวเองฉลาด แต่สิ่งสำคัญกับอยู่ที่คำถามเชิงพฤติกรรม ( behavioral interview ) ซึ่งเป็นคำถามชุดเดียวกัน ที่จะใช้กับผู้ถูกสัมภาษณ์ทุกคน เราสามารถสังเกตได้ว่าผู้ตอบมีท่าทีต่อสถานการณ์จริงอย่างไร? ไม่พบว่าคำถามยากนั้นๆ จะสัมพันธ์กับการเฟ้นหาพนักงานเก่งๆ ได้เป็นพิเศษในทุกกรณี และเช่นกันคะแนนเช่น GPA เกรดที่ดีนั้น ไม่มีผลกับการจ้างงานในกูเกิลเลย เราไม่ใช้ transcript ในการสมัครงานแล้ว     เนื่องจากทักษะในการเรียนนั้นไม่เกี่ยวข้องกับทักษะการทำงานจริง คำถามในห้องเรียนนั้นเป็นการจำลอง มีคำตอบที่เจาะจง ขณะที่ความเป็นจริงนั้นคำตอบของปัญหานั้นหลากหลายไม่ชัดเจน " Laszlo Bock เล่า นอกจากนี้ ในเรื่องของการทำงานในกูเกิลนั้น ยังเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถให้คะแนนหัวหน้างานเป็นลำดับชั้นขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนแชร์ไปยังหัวหน้างานคนนั้นๆ ได้ เป็นผลให้งานบริหารคนของกูเกิลดีขึ้น ซึ่งประเด็นด้านผู้นำที่ดีตามสถิติอยู่ที่ ความยุติธรรรม และ ความสม่ำเสมอ !!     ตัวอย่างคำถามสัมภาษณ์งานของกูเกิล   - ในประเทศที่ต้องการเฉพาะเด็กผู้ชาย ทุกๆ ครอบครัวจะมีเด็กจนกว่าจะได้ลูกผู้ชาย , ถ้าพวกเค้ามีลูกผู้หญิงหนึ่งคน และเด็กคนอื่นๆ อีก ถ้าพวกเค้ามีลูกผู้ชาย ครอบครัวนั้นก็จะหยุดผลิตลูก , สัดส่วนระหว่างเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงในประเทศนี้คือเท่าไหร? - มี piano tuners ทั้งหมดเท่าไหร่? อยู่บนโลก - ช่วยดีไซน์แผนอพยพ สำหรับเมืองซานฟรานซิสโกให้หน่อย - คุณมีลูกบอลไซต์ 7 อยู่ 8 ลูก น้ำหนักเท่ากัน แต่มีอยู่ลูกนึง ที่น้ำหนักมากกว่าลูกอื่นอยู่เล็กน้อย หาลูกบอลลูกนั้น โดยใช้โอกาสยกขึ้นมาเทียบน้ำหนักได้ 2 ครั้ง - ทำไมจึงมีขอบรอบๆ ท่อระบายน้ำ? - อธิบายความสำคัญของ "วัวที่ตายไปแล้ว" ??? - ผู้ชายคนหนึ่งจอดรถของเค้าไว้ที่โรงแรม และต่อมามันก็หายไป ...เกิดอะไรขึ้น? - จงอธิบาย database ภายใน 3 ประโยค ให้หลานชายวัย 8 ขวบ ฟัง !!     อ้างอิงจาก : blognone by mk , usaukonline

เพื่อไทย ขู่ อภิสิทธิ์ ให้รีบขอโทษระวังเจอผ้าถุงอีก
ข่าวอีโง่ /  สุริยะใส กตะศิลา / 

เพื่อไทย ขู่ อภิสิทธิ์ ให้รีบขอโทษระวังเจอผ้าถุงอีก จวก สุริยะใส อย่าทำตัวถ่วงความเจริญชาติ ปมยื่นศาลตีความ กู้ 2 ล้านล้าน Mthai News วันนี้ 14 ก.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเหยื่อของการกระทำของตัวเอง เพราะพยายามสร้างปัญหาโดยการรวบอำนาจต่างๆ ไม่ยอมรับการตรวจสอบ ว่า ไม่รู้ผีเจาะปากมาพูดหรืออย่างไร พูดได้ทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้พูดท้องคงจะอืด ทั้งที่พูดแต่ละครั้งติดบ่วงวาทกรรมตัวเองตลอด ความจริงนายอภิสิทธิ์ถือเป็นตั้นเหตุของความขัดแย้ง บอยคอตการเลือกตั้ง ร่วมมือกับม็อบ ก่อชนวนยึดอำนาจรัฐประหาร แต่เลือกเล่าประวัติศาสตร์เฉพาะตอนตัวเองรับบทพระเอก ทั้งที่ประชาธิปไตยคือการเคารพเสียงข้างมาก แต่นายอภิสิทธิ์ไม่เคยเคารพเสียงประชาชน ดังนั้น ไม่ต้องริอ่านไปแข่งอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะแข่งกับนายสมัคร ก็แพ้ แข่งกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็แพ้ วันนี้เอาแค่ ผ่านนายเทพไท เสนพงศ์ จากพรรคเดียวกันมาให้ได้เสียก่อน จึงออกทะเล เหมือนเรือไม่มีหางเสือ อยากพูดอะไรก็พูด ไม่มีความรับผิดชอบ เหมือนกับกรณี การปราศรัยเวที เดินหน้าผ่าความจริง วัดดอกไม้ แต่ไม่ใช้ภาษาดอกไม้ แล้วไม่ยอมรับ ตอนแรกแถว่า พูดตามกูเกิล ก็ถือว่า น่าเกลียดแล้ว มาแถต่อว่า ไม่ได้ระบุชื่อใคร ถือว่าน่าเกลียดหนักกว่าเดิม คนทั้งประเทศรู้หมดว่า นายอภิสิทธิ์พูดถึงใคร และมีเจตนาอย่างไร ฉะนั้นมีทางเดียวที่เสียหายน้อยที่สุด คือการออกมาขอโทษแบบแมนๆ ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ต้องเตรียมตัวรับผ้าถุงอีกหลายผืน เหยื่อการกระทำของตัวเองนั้น นายอภิสิทธิ์เก็บไว้ใช้เองจะดีกว่า เพราะคดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล และร่วมกันก่อให้ผู้อื่นพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลนั้น กำลังรอนายอภิสิทธิ์อยู่ ส่วนกรณีที่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน เตรียมคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หากผ่านการพิจารณาในวาระ 2 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ และเป็นการจัดทำงบประมาณนอกกรอบงบประมาณปกตินั้น สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบพวกจอมร้องพวกนี้เพราะนอกจากนายสุริยะใสแล้ว ยังมีอีกหลายกลุ่มที่จ้องร้องตลอดเวลา แล้วถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าไม่ขัด ให้ดำเนินการต่อได้ คนพวกนี้จะรับผิดชอบอย่างไร หรือตั้งต้นร้องใหม่ อย่าสักแต่ว่าร้อง โดยไม่ดูกระแสสังคม อย่าทำตัวเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศ ทั้งที่แผนพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท เป็นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้สมดุลย์และครบวงจรเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าของรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ และเป็นสิ่งที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ Mthai News

15 คำถากถางสุดฮิต ที่ชาวดรอยด์ใช้ด่าสาวก iPhone !!
Android /  apple / 

"ปรามาสซ้ำๆ ที่ชาวดรอยด์ มักซัดสาวก iPhone"   เป็นที่รู้กันว่าศาสดาจ๊อบส์นั้นจงเกลียดจงชัง Android มาตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ๆ ด้วยเหตุผลหลัก คือ เป็นโอเอสก้อปปี้ตัวแม่ ที่เข้ามาแย่งซีนตลาดสมาร์ทโฟน และอดีตซีอีโอผู้ล่วงลับคงจะเสียใจไม่น้อย ที่เมื่อย้อนดูส่วนแบ่งตลาดในวันนี้ของแอนดรอยด์ นั้นรวบหัว รวบหาง กินกลางตลอดตัว ทั้ง low budget - high budget เหี้ยมเกรียมระเบียบสร้าง     แถมปิดตลาดไตรมาสล่าสุดปี 2013 สถิติย้ำชัดว่าเจ้าตลาดนั้นเปลี่ยนมือมาอยู่ในภูมิภาคเอเชียอย่างเบร็ดเสร็จ ซึ่งก็คือ Samsung อริอันดับหนึ่ง ที่ฟาดไปถึง 67.7 ล้านเครื่อง ตามรายงานของ  VisionMobile's Developer Economics และก็เป็นธรรมดาที่ผู้ชนะ (เชิงปริมาณ) จะสามารถถากถางผู้แพ้ได้ ซึ่งมันก็เป็นเซตคำถากถางเดิมๆ ที่นิยมกันมาตั้งแต่ครั้งแอนดรอยด์ตั้งไข่ ...คุ้นเคยกันบ้างไหมหล่ะชาวดรอยด์ ลองดูซิ!!   1. ของชั้นใหญ่กว่า (หน้าจอ)   2. ถอดเปลี่ยนแบตได้แบบซัมซุงฮีโร่นะฮร้าฟฟ!!   3. โฮมสกรีนปรับแต่งได้อิสระ อะไรเช่นนี้หล่ะ!!   4. เพิ่มความจำได้ด้วย SD card (แบบว่าคลิปเยอะ --")   5. แชร์คลิปเด็ด Pic งาม เร็วเวอร์ ไม่แคร์ 3G กาก เพียงแตะๆ เหมือนตบแปะ!!   6. แอพแผนที่มีมาให้อยู่แล้ว ไม่ต้องโหลดเอง หรือจะลงแอพร้านเสียตังค์เพิ่มป่ะ?   7. ด้วยความใหญ่ ก็เป็นได้ทั้งโทรศัพท์และแท็บเล็ต   8. ซิงก์ได้หมด ไม่ต้องเหนี่อย ทั้ง gmail ,chrome และทุกบริการของกูเกิล   9. ผู้ช่วยอย่าง Google Now เป็นอะไรที่ฉลาดกว่า Siri   10. รองรับ usb มาตรฐานสากล ไม่เหมือน...   11. ชีวิตแฮปปี้ด้วย google wallet   12. ยิ่งกว่าอิสระเสรี ด้วย custom rom เปลี่ยนเพิ่มเติมแต่ง   13. เคลื่อนย้ายไฟล์เหมือนพีซี ไม่ต้องมีไอจุ้น !!   14. จะวาดอะไรหรอ? ... ยืมปากกาพี่ไหมน้อง!!   15. เพื่อนเยอะ...ฉลาดเลือก ราคาถูกกว่า ทำได้มากกว่า   Source : businessinsider , blog.laptopmag

โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ นักแสดงจาก Iron Man ร่วมแสดงในโฆษณาล่าสุดของ HTC
Change /  htc / 

เอชทีซี เผยความท้าทายครั้งใหม่ ด้วยแคมเปญการตลาดระดับโลกสุดสร้างสรรค์ชุดล่าสุด แคมเปญ “Change” ตอกย้ำย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่กับตำแหน่งทางการตลาดใหม่ของเอชทีซี เอชทีซี ผู้นำด้านนวัตกรรมการออกแบบและเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน เผยแคมเปญการตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างสรรค์มา โดยใช้กลยุทธ์การสื่อสารแบบครบวงจรในระยะยาว เพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของการสร้างปรากฏการณ์ในแวดวงโทรศัพท์เคลื่อนที่ตลอด 17 ปีเต็ม ด้วยการสื่อสารทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่จะพลิกโฉมวงการครั้งสำคัญ โดยแคมเปญที่ใช้ชื่อว่า “Change” นี้ถือเป็นการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอชทีซี และจะเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกผ่านทั้งทางสื่อสารมวลชนแบบดั้งเดิมและสื่อออนไลน์อย่างทั่วถึงในวงกว้าง ในการเปิดตัวแคมเปญระดับโลกแคมเปญนี้อย่างเป็นทางการ เอชทีซีเตรียมพร้อมจะเปิดตัวแคมเปญผ่านการสื่อสารในทุกช่องทางตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นไป ทั้งนี้ในภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับแคมเปญ เอชทีซีเลือก "โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์" นักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ระดับซูเปอร์สตาร์ มาร่วมแสดง โดยภาพยนตร์โฆษณาสุดสร้างสรรค์ชิ้นแรกออกอากาศทางเว็บไซต์ยูทูบในวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะออกอากาศต่อเนื่องทั้งในโรงภาพยนตร์และในโทรทัศน์ต่อไป มร.เบน โฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด เอชทีซี คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “นวัตกรรม ความมีเอกลักษณ์ และความกล้าของเอชทีซี คือส่วนสำคัญที่ทำให้เราเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการสมาร์ทโฟน และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์สมาร์ทโฟนที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกว่าเป็นโทรศัพท์ที่ดีที่สุดในโลกอย่าง “HTC One” ขึ้นมาได้สำเร็จ แคมเปญ “Change” ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และความสนุกสนาน เป็นแคมเปญที่มีความแตกต่างไปจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีมา ทว่าก็เป็นแคมเปญที่ช่วยตอกย้ำให้แบรนด์เอชทีซีมีความเด่นชัดมากขึ้นในเรื่องของคุณภาพ ซึ่งนั่นคือเหตุผลเดียวกันกับที่สมาร์ทโฟนรุ่นต่าง ๆ ของเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก กับการเปิดตัวแคมเปญนี้ เรากำลังเน้นย้ำว่า เอชทีซีมีบทบาทหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในวงการสมาร์ทโฟนนั่นคือการเป็นผู้กำหนดความเปลี่ยนแปลงและก้าวนำทั้งอุตสาหกรรมไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทั้งใหม่และก้าวหน้าถึงขีดสุด” โฉมหน้าเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ที่ผู้คนรู้จักมากที่สุดคนหนึ่งในโลก เซ็นสัญญากับเอชทีซีเป็นเวลา 2 ปีเต็ม โดยนอกเหนือจากการร่วมแสดงนำในภาพยนตร์โฆษณาแล้ว โรเบิร์ตยังนำสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาเองใส่ลงไปในการทำงานครั้งนี้ด้วย โดยเขาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับบริษัท วัน เซเว่น วัน เวิลด์ไวด์ (171 Worldwide ในเครือ WWP Group) เอเจนซี่โฆษณาระดับโลกที่ผลิตผลงานให้กับเอชทีซี ทั้งในเรื่องการนำเสนอทิศทางของการสร้างสรรค์ผลงาน รวมถึงการร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแบรนด์เอชทีซี โดยเฉพาะการร่วมตีความความหมายของอักษรย่อ H, T และ C ให้เกิดเป็นความหมายที่หลากหลายและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ เฉลิมฉลองความเป็นผู้กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง แคมเปญชุด “Change” จะเผยโฉมหน้าออกมาเป็น 3 เฟส เริ่มจากเฟสแรก ซึ่งเป็นการนำเสนอแคมเปญโฆษณาที่ขับเน้นจุดเด่นของแบรนด์เอชทีซีผ่านรูปแบบการนำเสนอที่สนุกสนานเพื่อสื่อความหมายที่แตกต่างสำหรับผู้คนที่มีความแตกต่างกัน ในเฟสที่ 2 นำเสนอจุดเด่นเรื่องนวัตกรรมของเอชทีซี อาทิ ฟังก์ชั่น BlinkFeed, Video Highlights และ BoomSound ที่ได้พลิกโฉมหน้าของวงการสมาร์ทโฟนมาแล้ว ส่วนในเฟสสุดท้าย จะเป็นการสื่อสารที่มุ่งเน้นการบอกเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์จากเอชทีซีที่ได้ช่วยสร้างพลังให้กับผู้ใช้แต่ละบุคคลในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขาจนเกิดผลสำเร็จ พลิกโฉมหน้าการเลือกช่องทางการสื่อสาร เพื่อให้แคมเปญนี้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของเอชทีซีได้อย่างดีที่สุด การสื่อสารแคมเปญออกไปยังผู้บริโภคจะเน้นหนักไปที่การนำเสนอผ่านโรงภาพยนตร์ สื่อออนไลน์ และสื่อดิจิตอล พร้อมไปกับการทำกิจกรรมการตลาดแบบสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้บริโภคในตลาดหลักของเอชทีซี ทั้งในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน เพื่อสื่อสารแนวความคิดของแบรนด์เอชทีซีไปยังผู้บริโภคที่จะเข้ามารับประสบการณ์ตรงจากแคมเปญสุดสร้างสรรค์นี้ของเอชทีซีด้วยตัวเอง นอกจากนี้เอชทีซียังจะแพร่กระจายการสื่อความหมายที่หลากหลายไม่สิ้นสุดของการตีความอักษรย่อ H, T และ C และการสร้างความเปลี่ยนแปลง ทั้งผ่านการใช้แอพพลิเคชั่น “word randomiser” ที่เว็บไซต์ HTC.com และการทำงานผ่านช่องทางของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คอื่น ๆ อาทิ เฟซบุ๊ค กูเกิล พลัส และทวิตเตอร์ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมแปลและตีความหมายอักษรย่อ H, T และ C ได้อย่างหลากหลายไม่มีข้อจำกัดในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ THE MEANING OF ‘IT PRINCESS’
สัมภาษณ์ / 

ซี ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ เจ้าหญิงแห่งวงการ IT “สิ่งที่ซีโฟกัสคือ คนไทยเพราะซีต้องการดันคนไทยในความคิดของ ซี ฉัตรปวีณ์ คนไทยต้องได้ก่อน คนไทยต้องฉลาดก่อน คนไทยต้องรู้ก่อน และที่สำคัญที่สุด คือทำอย่างไรให้คนไทยไปสู่ระดับสากล” หากจะให้พูดถึงเซเลบริตี้บนโลกออนไลน์ของไทย ที่ประชากรบนโลกไซเบอร์นับล้านรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะ ‘เจ้าหญิงไอที’ ก็คงจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก ‘ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์’ เพราะเธอได้ชื่อว่าเป็นพิธีกรด้านไอทีหนึ่งเดียวของวงการนี้ ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามจนใครต่อใครต้องหลงรัก รวมถึงรูปแบบการนำเสนอเนื้อหา และวิธีการจัดรายการที่น่าสนใจ ทำให้รายการด้านไอที ทั้งในเชิงวาไรตี้ รวมถึงรายการเชิงข่าวของเธอที่ปรากฏอยู่ในทีวีมีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยเฉพาะในเฟซบุ๊คส่วนตัว ‘ceemeagain’ มียอดคลิกไลค์มากถึง121,260 ไลค์ ซึ่งยืนยันได้ถึงความมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ของเธอได้อย่างชัดเจน’ จะด้วยความดัง หรือความมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์อะไรก็แล้วแต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ แท้จริงแล้ว ซี-ฉัตรปวีณ์มีความเชี่ยวชาญด้านไอทีจริงๆ หรือไม่ หรือที่ดังได้เป็นเพราะความสวยเพียงอย่างเดียว รวมถึงบทพูดที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ เบื้องหลังจะถูกจัดฉาก ด้วยการมีคนเขียนสคริปต์ให้เธออ่านด้วยน้ำเสียงและหน้าตาที่น่ารักอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่หลายคนอยากรู้ และเป็นเหตุผลสำคัญในการนัดคุยกับ ซี-ฉัตรปวีณ์ อย่างจริงจัง เพื่อตอบข้อสงสัยทั้งหมด มากกว่านั้นเรายังพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่การเริ่มต้นในสายอาชีพสื่อสารมวลชนด้านไอที จริยธรรมด้านสื่อสารมวลชนที่เธอยึดถือ รวมถึงประสบการณ์ด้านการสร้างนวัตกรรมจากประเทศชั้นนำที่เธออยากสะท้อนให้สังคมไทยได้เห็นเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด ระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงกับคำตอบในคำถามทั้งหมด ที่กลั่นกรองจากความคิดของเธอ สามารถสะท้อนความหมายของคำว่านางฟ้าไอที ที่ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารักของดวงตากลมโตเคลือบด้วยคอนแท็คเลนส์บิ๊กอายส์ ปกคลุมด้วยขนตางอนวิบวับได้เป็นอย่างดี และเราเชื่อว่านี่เป็นครั้งแรกที่คุณจะได้อ่านความคิดคมๆ รวมถึงบทบาทหน้าที่สื่อแบบจริงจังที่สุดของสาวสวยคนนี้ ว่ากันตามตรงด้วยรูปร่างหน้าตาที่สวย คุณสามารถเป็นดาราได้อย่างสบายๆ แถมยังหารายได้ได้มากกว่างานด้านพิธีกรเสียอีก ทำไมคุณถึงเลือกงานด้านนี้ฉัตรปวีณ์ : ค่ะ เคยมีคนถามว่า ทำไมไม่ไปแสดงละคร แสดงหนัง หรือถ่ายเซ็กซี่นู่นนี่ อาจจะดังกว่านี้เยอะ แล้วดังเร็วด้วย ซีขอตอบชัดว่า ซีไม่ได้อยากดัง ถ้าตราบใดที่ซีต้องดังในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รัก และคนเขาก็ไม่ได้รักในสิ่งที่ซีเป็น ซีขอไม่ดังดีกว่า คุณกำลังจะบอกว่างานด้านพิธีกรไอที คืองานที่คุณรักที่สุดในเวลานี้ใช่ไหมฉัตรปวีณ์ : ใช่ค่ะ(ตอบเร็ว) คุณเริ่มต้นเข้ามาเป็นพิธีกรสาวด้านไอที ที่มีความเชี่ยวชาญได้อย่างไรฉัตรปวีณ์ : ถ้าจะบอกว่าเริ่มต้นจากงานพิธีกรเลยก็คงไม่ถูกนัก จุดเริ่มต้นของซีจริงๆ เริ่มต้นจากการชอบงานด้านสื่อสารมวลชนมากกว่า เป็นคนชอบงานด้านข่าวมาตั้งแต่สมัยเรียนนิเทศจุฬาฯ แล้ว โดยส่วนตัวก็เป็นคนซีเรียส ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับภาพลักษณ์ ประกอบกับช่วงเวลาที่จะต้องเลือกภาคเรียน ก็เป็นเวลาพอดีกันกับที่ซีได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ซึ่งที่พักกับที่เรียนทำให้ซีต้องเดินผ่านสำนักงานของ BBC ทุกวัน ทำให้ได้เห็นการทำงานของนักข่าว แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ได้เห็นว่านักข่าวที่นั่นดูเท่ทั้งด้านบุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ รวมไปถึงด้านความคิด เวลาเขายิงคำถามใส่แหล่งข่าวดูฉลาดและมีวิธีคิด ทำให้ซีคิดว่าการเรียนวารสารศาสตร์น่าจะตรงกับสิ่งที่เราอยากเป็นมากที่สุด จึงเลือกเรียนเอกวารสารศาสตร์ ซึ่งได้มีโอกาสฝึกงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ที่บางกอกโพสต์ โต๊ะข่าว Horizon รวมถึงสำนักข่าวเอพี ประจำประเทศไทย มันได้ฝึกทักษะทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชนวันที่จบออกมาจึงคิดว่างานที่อยากทำก็ต้องเป็นงานด้านหนังสือพิมพ์เป็นอันดับแรก ไม่ใช่งานพิธีกรค่ะ แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณเข้ามาสู่งานด้านพิธีกรคืออะไรฉัตรปวีณ์ : จุดเปลี่ยนเริ่มต้นช่วงใกล้จบตอนสมัครงานที่บางกอกโพสต์ แต่ที่นั่นยังไม่รับตำแหน่งใหม่ ก็ตัดสินใจว่าจะลองหาอะไรทำดูเพื่อรอโอกาส ซึ่งในช่วงนั้นมีงานถ่ายโฆษณา มิวสิกวิดีโอบ้างประปราย รวมถึงงานพิธีกรรายการทีนทอล์ค แต่การเข้ามาสู่การเป็นพิธีกรด้านไอทีนี่คือโอกาส เพราะบังเอิญมีรุ่นพี่ของเราเขาบอกว่ามีรายการที่ต้องการพิธีกรหญิงในรายการไอทีที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เขารับแคสติ้งอยู่ ซีเลยลองไปแคสต์ดูแล้วก็ได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นในสายไอทีค่ะ เรื่องไอทีอาจจะเป็นเรื่องยาขมของผู้หญิง คุณมีวิธีการสร้างความสนใจเรื่องดังกล่าวนี้อย่างไรฉัตรปวีณ์ : สำคัญที่ตัวโปรดิวเซอร์ค่ะ เขามีวิธีพูดที่ทำให้เราสนใจ และนำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอดให้พิธีกรแบบง่ายๆ ซึ่งต่างจากกูรูด้านไอทีที่ซีเจอ เขาจะอธิบายยากมาก และบังเอิญช่วงที่ซีเข้าไปทำเป็นช่วงแนะนำเกี่ยวกับแก็ดเจตน่ารักๆ แล้วเขาก็แนะนำการนำเสนอโดยปล่อยให้ซีแนะนำในแบบตัวเอง เราเลยเริ่มฝึกจากรายการเคเบิ้ลทีวีเล็กๆ จากการทำรายการ 7 นาที มีสคริปต์จริงๆ 1 นาที ที่เหลือด้นเอาเอง ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทั้งการพูด การเขียนสคริปต์ รวมถึงเรื่องไอทีในเชิงลึก ยิ่งรู้ก็ยิ่งชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เรื่องยากที่สุดในการเป็นสื่อสารมวลชนสายไอทีของคุณฉัตรปวีณ์ : ในงานสายนี้มันยากทุกอย่างค่ะ เพราะว่าเรื่องไอทีเป็นเรื่องยาก การที่จะพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ คุณต้องแตกฉานกับเทคโนโลยี เพราะถ้าคุณไม่แตกฉานกับมันแล้ว คุณก็จะพูดเหมือนกับอ่านสคริปต์ เพราะฉะนั้นการที่เราจะแตกฉานในแต่ละเรื่องได้เราต้องเจอตัวจริงของเรื่องนั้นๆ แต่บางทีเจอตัวจริงที่เก่งเกินไปเขาอธิบายให้เราฟังอึ้งไปเลยก็มี เพราะข้อมูลของเขามีมาก อธิบายทีสมองเราเหมือนถูกถล่มด้วยข้อมูลโดยที่เราไม่มีพื้นฐานจนจับประเด็นไม่ถูก นี่อาจจะเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของซีก็ได้ เพราะซีได้ฟังข้อมูลมา ก็จะสามารถเข้าใจภาวะของคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับไอที แล้วเราจะนำเสนอเรื่องแบบนี้ คนดูเหล่านั้นต้องรู้แค่ไหนพอในระดับคนปกติ เพราะว่ากูรูเหล่านั้นเขารู้ทุกอย่างจริงๆ แล้วเราสามารถเรียกคุณว่า ‘กูรู’ ได้หรือไม่ฉัตรปวีณ์ : เอาจริงๆ ซีไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่ากูรูนะ เพราะซีเคยเจอคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นกูรูจริงๆ เขาเทพมาก ระดับที่ไม่ใช่แค่ประกอบคอมฯ ได้ แต่คนเหล่านี้รู้ลึกทุกรายละเอียด ชิปเซตบางอย่างเราแค่ชี้เขาก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร ตัวซีเองน่ะแค่เด็กๆ ดังนั้นงานของซี จึงไม่ไปจุ้นจ้านกับเรื่องบางอย่างที่เราไม่ถนัด เพียงแต่ทำในขอบข่ายของการบอกเล่าข้อมูลเกี่ยวกับไอทีที่คนปกติควรรู้ หรือแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้มิจฉาชีพด้านออนไลน์หลอกคุณ หรือบอกข้อป้องกันการโดนแฮกข้อมูลก็เท่านั้น แล้วกับคำยกย่องให้เป็น ‘เจ้าหญิงไอที’ คุณคิดอย่างไรกับคำชมนี้ฉัตรปวีณ์ : ก็ดีใจนะคะ (ยิ้ม) เพราะซีไม่ได้คาดหวังอะไร คือการที่เราไม่คาดหวัง แล้วพอมีคนเอามงกุฎมายื่นให้เป็นเจ้าหญิงไอทีมันก็ตกใจนะ แต่ก็ดีใจ มีความสุขจากการที่คนยอมรับ แต่แน่นอนว่าทั้งนี้ ทั้งนั้นก็ไม่ยึดติด เพราะซีเป็นแค่คนๆ หนึ่งที่โชคดี ที่งานของเรามีคนเห็น เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เหลิงกับคำพูดเหล่านี้ แล้วก็มีความคิดที่อยากจะพัฒนางานของตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน ย้อนกลับมาที่เรื่องงาน ทราบว่าในรายการของคุณ คุณทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ด้วยตัวเองใช่ไหมฉัตรปวีณ์ : ใช่ค่ะ (ตอบเร็ว) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะแฟนคลับเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะมันมาถึงช่วงเวลาที่เราต้องมาเป็นผู้ผลิตเอง เขียนสคริปต์เอง เพราะโปรดิวเซอร์ออกไป ซีเลยต้องทำหน้าที่ที่เขาทำทุกอย่าง พอทำเองจึงได้เห็นคุณค่าของสคริปต์ว่ามันยากมากในการเขียน เพราะกว่าจะเขียนได้ ไม่รู้ต้องอ่านข้อมูลกี่เว็บ กว่าทำจะออกมาเป็นสคริปต์ ตอนแรกคิดว่ามันง่ายๆ เพราะด้วยความที่เป็นแค่พิธีกร เขายื่นสคริปต์มาเราก็อ่านๆ ไป คือไม่ค่อยสนใจด้วยซ้ำ แต่พอได้ลองมาทำสคริปต์เอง ถึงได้รู้ว่านี่เป็นสิ่งสำคัญ มันยากมาก ทำให้เราใส่ใจมากขึ้น ก็เลยเริ่มทำเว็บบล็อก อ่านจบเมื่อไหร่ก็เกลาเป็นภาษาเขียนโยนเข้าไปในบล็อกส่วนตัว ก็เริ่มมีคนอ่าน มีคนสนใจ ทำให้คนในสายไอทีเริ่มเชิญไปงานด้านไอทีมากขึ้นเรื่อยๆ คนในสายไอทีเขาไม่แปลกใจหรือ ที่ผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณจะมีความรู้เรื่องไอทีในเชิงลึกฉัตรปวีณ์ : ในช่วงที่ทำสคริปต์ ทำให้ซีได้รับความรู้เรื่องไอทีมากๆ ซึ่งก็คุ้มกับการที่ต้องนอนตีสองเขียนสคริปต์เพื่อมาจัดรายการตอนแปดโมงเช้า มันเป็นคุณูปการที่ทำให้เราสื่อสารกับคนที่เชี่ยวชาญเวลาที่เราต้องไปออกงานอีเวนต์ด้านไอที เพราะแน่นอนว่าภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่แต่งตัวเยอะๆ ไม่น่าจะรู้ลึกทางเทคนิคด้านวิศวะไอที บางทีไปเจอคนเหล่านี้ก็จะแปลกใจในตัวเรา และอาจคิดว่าไม่ได้ชอบจริง ดังนั้นซีก็จะโดนลองภูมิ หยั่งเชิงกันตลอดเวลา แต่ซีก็เป็นคนสบายๆ นะ อะไรไม่รู้ก็ยอมรับไปตรงๆ ไม่จำเป็นต้องทำตัวฉลาดตลอดเวลาเพื่อให้คนมาลองภูมิ แล้วหน้าที่สำคัญที่สุดสำหรับสื่อสารมวลชนด้านไอทีในความคิดคุณคืออะไรฉัตรปวีณ์ : แน่นอนค่ะ ถึงบทบาทของซีจะเน้นหนักในด้านพิธีกร แต่เนื้อแท้แล้วมันคืองานสื่อสารมวลชน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำตัวเป็น Watch Dog ที่ดีในประเด็นที่สื่อสารให้คนทั่วไปรู้ถึงความจำเป็นของการใช้งาน เพราะถ้ามองให้ลึกถึงภาพรวมย่อยๆ เรามีคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ ดังนั้นคุณต้องรู้ก่อนว่าคุณจะใช้เพื่ออะไร นี่คือหน้าที่ของซี อีกส่วนหนึ่งในด้านการนำเสนอ ซียังจำคำที่อาจารย์เคยสอนว่า “เมื่อคุณเป็นสื่อ คุณไม่รู้หรอกว่าคุณพูดแล้วมีคนฟังคุณอ่านงานคุณมากน้อยแค่ไหน” แต่อาจารย์จะย้ำเสมอว่า “จงอย่าให้สิ่งที่เป็นมลภาวะแก่ผู้อื่น ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอะไร คอมเมนต์อะไร ให้ตระหนักตลอดเวลาว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เพราะการเป็นสื่อที่ดีนั้นไม่ได้วัดกันที่ความเก่งกาจในการสัมภาษณ์ หรือการเขียนที่มีชั้นเชิง จริยธรรมต่างหากที่สำคัญ” จริยธรรมในการนำเสนอของคุณมีเนื้อหาสาระอย่างไรฉัตรปวีณ์ : โดยรวมคงเหมือนสื่อทั่วไป ที่เป็นเรื่องของการห้ามพาดพิงให้คนอื่นเสียหาย อย่างบางคนที่เป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง เขาแสดงความคิดเห็นอะไรก็มีคนเห็นด้วย มี Follower เยอะ ก็เริ่มคิดว่าตัวเองมีอิทธิพล เริ่มที่จะแสดงความคิดเห็นด้านลบ ใส่อารมณ์เข้าไปเยอะเพื่อความสะใจหรือให้คนชอบ ซึ่งซีคิดว่าถ้าเราเป็นสื่อ เราต้องคิดเยอะมากก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น แน่นอนว่าคนเราก็ต้องมีผิดพลาดบ้างหรือทำอะไรที่ไม่ถูกใจบางคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามที่อาจารย์ซีเคยสอน ถ้าเราไม่ใช่สื่อทางการเมือง เราก็จะไม่พาดพิงเรื่องการเมือง เรื่องศาสนา และสถาบัน นี่คือจริยธรรมของซี สามเรื่องนี้เองที่ทำให้คนขัดแย้งกันมาก เอาเป็นว่าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำเกิดขึ้นจากเจตนาที่ดีในการสื่อสิ่งดีๆ ออกไป บนโลกออนไลน์มีคนมาให้คุณแสดงจุดยืนทางด้านการเมืองบ้างไหมฉัตรปวีณ์ : มีเรื่อยๆ นะ ซีจะไม่เสนอความเห็น เพราะว่าการที่เราพูดออกไปเราไม่รู้ว่าเขาจะเอาคำพูดเราไปพูดซ้ำแบบไหน หากไม่ตรงกับเจตนาของเราก็เกิดผลเสียกับเราในฐานะสื่อ ที่ต้องมีความน่าเชื่อถือและอยู่ในพื้นที่แจ้งก็เลยลำบากมากที่เราจะเสนอความคิดเห็นในสามเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าซีไม่สนใจการเมืองนะคะ เพราะนี่คือเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราโดยตรง ถามตรงๆ ในฐานะสื่อสารมวลชนด้านไอที ประเด็นทางการเมืองอะไร ที่คุณสนใจและจับตามองเป็นพิเศษฉัตรปวีณ์ : ในขอบข่ายงานด้านไอทีที่ซีทำอยู่สอดคล้องกับการกำหนดนโยบายของกระทรวงไอซีที ซีต้องรู้ อย่างนโยบายแท็บเลตพีซีที่แจกให้เด็ก ป.1 ประเด็นนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองว่าใครดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่ซีสนใจคือสิ่งที่รัฐให้กับประชาชนคืออะไร เพราะซีคือนักข่าว เราต้องรักษาสิทธิ์ของประชาชน ด้วยการตรวจสอบการทำงานหรือโครงการของรัฐอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่อยากรู้คือทำไมต้องแจกเด็ก ป.1 ซีเขียนคอลัมน์ถึงนโยบายนี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นออกไปประมาณ 3-4 ครั้ง รวมถึงนำเสนอประเด็นนี้ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ว่าเด็ก ป.1 มีความพร้อมมากแค่ไหน ถามไปตรงๆ กับท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ คำตอบที่ได้จากท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์คืออะไรฉัตรปวีณ์ : ท่านรัฐมนตรีก็ตอบดีนะคะ ท่านให้เหตุผลว่าระดับโลกเขาวิจัยมาแล้ว เปรียบเทียบกับการอนุบาลปลาตัวเล็กๆ เราก็ต้องเลี้ยงตั้งแต่เล็กให้เขาเข้าใจว่าการใช้ที่ถูกมันเป็นอย่างไร แต่นี่คือทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติเราต้องดูต่อไปว่าเด็กเหล่านี้จะใช้อย่างไร เพราะท้ายที่สุดเขาให้มามันก็ดีกว่าไม่ให้จริงไหม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นซีก็มีข้อเสนอแนะกลับไปว่า แท็บเลตพีซีนี้เป็นของจีน ถ้าเกิดต้องเสียงบประมาณมากเพื่อซื้อ เรามีโรงงานในไทยที่ผลิตไหม อาจจะแพงกว่าจีนในวันนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ชิพเซตมีการอัพเกรด แล้วเรามีโรงงานของเราเองก็สามารถนำมารีไซเคิล อัพเกรดได้ ของพวกนี้ก็จะไม่กลายเป็นขยะอิเลกทรอนิกส์ที่ตกรุ่น และเป็นการลงทุนในระยะยาว นี่เป็นหน้าที่ของซี ที่ไม่ได้แค่ถามและติดตามนโยบายแล้วจบ ถ้าเราคิดว่ามันไม่ดี เราต้องเสนอว่ามันไม่ดีอย่างไร ดังนั้นซีต้องดูและรู้ให้หมด ก็พยายามติดตามเท่าที่จะทำได้ “ถ้าเราไม่คิดและตั้งคำถามกับชีวิตรอบข้าง รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้เลย” นอกเหนือจากการติดตามนโยบายรัฐบาลรวมถึงการอัพเดทเทคโนโลยีแล้ว หน้าที่เพิ่มเติมของสื่อสารมวลชนด้านไอทีมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ฉัตรปวีณ์ : งานอีกส่วนหนึ่งของซีคือ การเปิดพื้นที่นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมด้านไอทีของคนไทย อย่างกลางปีที่ผ่านมามีเรื่องของ Tech Start-up มีการจับกลุ่มกันของเด็กรุ่นใหม่ของไทย ที่ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อทำแอพพลิเคชั่น นี่คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซีก็ไปช่วยสนับสนุนโดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยใจที่อยากให้คนไทยได้เกิด เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนไทยคือ คุณกระทิง พูนผล ที่ไปดังที่ซิลิคอนวัลเลย์ ได้ไปทำงานกับกูเกิลแล้วออกมาเปิดบริษัทที่ซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งเขาเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่แยกออกมาแล้วสามารถเปิดบริษัทในระดับพันล้านขายเกมให้กับคนทั้งโลก เมื่อปีที่แล้วเขาก็มาเปิดหลักสูตรในประเทศไทย ซีก็ช่วยโปรโมตให้คนไปลองเรียนดู ซึ่งจะได้ทั้งไอเดีย และคอนเนกชั่น ปัจจุบันคอร์สเหล่านี้มีเยอะ ที่จัดกับซิปป้า และสำนักนวัตกรรมฯ ซีก็ทำการเสนอเพื่อให้คนที่ทำธุรกิจแบบนี้ได้ความรู้และโอกาสทางธุรกิจกลับไป ในด้านการเปิด AEC ซึ่งเทคโนโลยีไอทีมีส่วนสำคัญ คุณมีการสร้างเนื้อหาที่สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบรับกับ AEC ให้แก่คนไทยไหมฉัตรปวีณ์ : ซีว่าทั้งคอนเทนต์และการนำเสนอในรายการ เนื้อหาสอดคล้องกับ AEC อยู่แล้ว ซึ่งในส่วนเพิ่มเติมอาจจะต้องเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้นเอง ทั้งนี้ถ้าจะต้องสร้างคอนเทนต์เพื่อโปรโมตประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เขาได้งานได้อาชีพซีจะไม่ทำ เพราะสิ่งที่ซีโฟกัสคือคนไทย เพราะซีต้องการผลักดันคนไทย ในความคิดของซีคนไทยต้องได้ก่อน คนไทยต้องฉลาดก่อน คนไทยต้องรู้ก่อน และที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้คนไทยไปสู่ระดับสากล และถ้าซีสามารถทำให้คนไทยประสบความสำเร็จ ซีเองก็จะรู้สึกประสบความสำเร็จตามไปด้วย การส่งเสริมด้านไอทีของภาครัฐในวันนี้เป็นอย่างไรในสายตาของคุณฉัตรปวีณ์ : บ้านเราอยู่ในช่วงเริ่มต้น แล้วก็กำลังทำอยู่ ทั้งกระทรวงวิทย์ฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็พยายามดันกันน่าดู ถ้าเราได้ติดตามข่าวก็จะรู้ว่าในปีที่ผ่านมา ภายในงาน Computex Asia จะเห็นหน่วยงานของกรมส่งเสริมการส่งออกซึ่งพยายามที่จะสนับสนุนให้คนทำแอพฯ ขึ้นมา โดยให้เงินสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านนี้ไปออกบูธงานสิงคโปร์ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถพบกับนักลงทุนจากต่างประเทศจนหลายรายสามารถขายงานของเขาได้ เป็นทางหนึ่งของการช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไอทีของไทย ในประเด็นของการสนับสนุนจากทางภาครัฐ มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนฉัตรปวีณ์ : สำคัญมากค่ะ (เน้นเสียง) ยกตัวอย่างประเทศจีน ที่รัฐบาลยอมลงทุนเป็นพันล้านเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการของตนเองขึ้นมา โดยไม่ต้องพึ่งพากูเกิล มีหรือที่จะมีคนกล้าคิดขนาดนั้น ซึ่งคิดออกมามันเวิร์คหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่รู้ว่ามีใช้ของตัวเอง ยูทูปเขาก็ไม่ใช้ ก็จะไปใช้ของที่ผลิตเองอย่าง Youku ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ธรรมดา เขาคิดเร็วทำเร็วแล้วไม่พึ่งพิงใคร เพราะสิ่งสำคัญที่ซีจะชี้ให้เห็นคือ วิธีคิดที่กล้าลงทุนในระดับนี้ ที่เกิดขึ้นจากการเห็นความสำคัญ แล้วถ้ารัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างไรเสียคนในชาติก็ต้องตาม พอตามแล้วก็จะเกิดการพัฒนาอะไรอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาข้างเคียง จนสามารถดัดแปลงไปสร้างธุรกิจได้เงินมหาศาล ซึ่งเป็นผลดีของชาติต่อไปในอนาคต นี่คือความสำคัญที่ซีอยากจะเน้นให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยี ที่ในวันนี้มันคือส่วนหนึ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิต ในประเด็นของเทคโนโลยีที่เกี่ยวพันกับการใช้ชีวิต ในฐานะที่คุณต้องไปร่วมงานอีเวนต์ในต่างประเทศบ่อย คนที่นั่นเขาใช้เทคโนโลยีร่วมกับชีวิตประจำวันอย่างไร ยกตัวอย่างประเทศอเมริกาฉัตรปวีณ์ : เวลาคนอเมริกาเขาอยู่ในร้านกาแฟ หรือในที่อื่นๆ เราจะไม่เห็นเขาหมกมุ่นอยู่กับมือถือมากเท่าไหร่ เพราะเขาจะให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้างมากกว่า แล้วก็แบ่งเวลาในการใช้เทคโนโลยีได้ดีมาก ทั้งที่ประเทศเขามีคนคิดค้นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่ชัดเจนที่สุดนั่นคือประเพณีของคนยิว คือเขาจะมีวันหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่เรียกว่าวัน Shabat เป็นวันที่ห้ามแตะอุปกรณ์ไอที หรือห้ามแตะอุปกรณ์อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ในวันนั้นคนยิวทุกคนจะต้องไปเจอกันที่สวนสาธารณะเพื่อปิกนิก และใช้ชีวิตกับครอบครัว เพราะว่าชนชาติยิวเน้นการใช้ชีวิตแบบคอมมิวนิตี้ซึ่งเป็นหลักคิดที่ดี เพราะซีเชื่อว่าเราจะใช้ชีวิตได้อย่างไร ถ้าปราศจากญาติสนิทมิตรสหายรอบตัว เป็นเรื่องน่าสนใจและเป็นเรื่องแปลกที่เขาเรียกร้องการใช้ชีวิตแบบคนจริงๆ แต่กลับสามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่มหัศจรรย์ได้ ซึ่งนี่อาจจะเป็นเบื้องหลังวิธีคิดในการสร้างเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากการเว้นว่างจากการใช้เทคโนโลยี การเว้นว่างจากเทคโนโลยีทำให้คนยิวคิดค้นนวัตกรรมได้อย่างไรในความคิดคุณฉัตรปวีณ์: การปล่อยวางอาจจะทำให้ได้คิดอะไรอื่นๆ ทั้งยังได้เสริมความคิดสร้างสรรค์จากการใช้ชีวิต ให้รู้ว่าการใช้ชีวิตคืออะไร เพราะถ้าเราไม่คิดและตั้งคำถามกับชีวิตรอบข้าง รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เราจะไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้เลย เพราะถ้ามัวแต่เล่นไร้สาระ จงอย่าเป็นผู้ผลิต อย่างดีคุณก็เป็นได้แค่ผู้ใช้ คุณจะไม่สามารถคิดได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป รวมถึงไม่สามารถรู้ได้ว่าชีวิตมนุษย์จริงๆ ต้องการอะไร ซึ่งคนยิวเขาอาจจะมองเห็นด้วยหลักคิดแบบนี้ รวมถึงวิธีคิดของอเมริกานั่นคือการกล้าฆ่าเทคโนโลยีของตัวเอง โดยไม่ห่วงความเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้ของตัวเอง จึงทำให้เขามีการรวมกลุ่มกันของคนคิดค้นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ อย่างกลุ่ม Kick Starter ที่เปิดโอกาสให้คนนำเสนอไอเดียด้านนวัตกรรม แล้วถ้ามันน่าสนใจก็จะมีคนให้เงินทุนสนับสนุน โดยให้นำไปผลิต นี่ก็เป็นโอกาสที่เปิดให้เสมอ แล้วกับประเทศญี่ปุ่น เขามีหลักคิดแบบใดในการสร้างนวัตกรรมเท่าที่คุณได้เห็นมาฉัตรปวีณ์ : นี่เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ (ตอบเร็ว) ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมาก เขาจะใช้แต่เทคโนโลยีที่ประเทศตนเองผลิตเท่านั้น เขาเชื่อในสินค้าของเขาและจะซื้อแต่สินค้าของเขา อย่างโทรศัพท์มือถือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะใช้ยี่ห้อ Docomo ที่เขาผลิตเอง ซึ่งมีดีไซน์และรูปแบบวิธีการใช้ที่น่ารักมาก และเมื่อมีคนใช้มากก็ต้องมีคนทำเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานของตนเอง ทำให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้และได้ฝึกคิด นี่น่าจะเป็นเบื้องหลังวิธีคิดในการสร้างเทคโนโลยีของเขาย้อนกลับมาที่บ้านเราที่ไม่สามารถผลิตแบบนี้ได้ เรื่องแบบนี้จึงยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วซีคิดว่าเราต้องเชื่อในสิ่งที่คนไทยทำเป็นอันดับแรก ในช่วงเริ่มต้นมันไม่มีอะไรดีหรอก แต่ถ้าวันหนึ่งเราผลิตจนได้มาตรฐานแล้วคิดถึงคนใช้ ส่วนคนใช้คิดถึงผู้ผลิตว่าถ้าไม่ดีเราก็บอกคนผลิตว่ามันไม่ดีอย่างไร ทุกอย่างตอบโต้กันไปเรื่อยๆ จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่เริ่มต้นก็คงต้องเชื่อในสิ่งที่คนของเราสร้างขึ้นมาก่อน แล้วอย่างประเทศเกาหลีใต้ มีความเหมือนหรือแตกต่างกับญี่ปุ่นหรือไม่ฉัตรปวีณ์: เกาหลีใต้อาจจะคล้ายกัน บางอย่างอาจยิ่งกว่าด้วยซ้ำ อย่างเช่น Samsung ก็มีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ถ้าธุรกิจไหนที่รุ่งก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนจีดีพีในประเทศ ทุกครั้งที่เราซื้อโทรศัพท์มือถือ เงินก็จะเข้าประเทศเขา ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่รัฐบาลเขาจะผลักดันอย่างเต็มสูบ และมีเมืองซัมซุง มีการอัดโฆษณาสินค้าเต็มที่เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก มีหรือคะที่จะไม่เกิด ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นไปทัดเทียมกับทั้งสามประเทศ ในแง่ของการสร้างนวัตกรรมด้านไอทีฉัตรปวีณ์: ถ้าเริ่มแล้วก็น่าจะมี แต่ในวันนี้อาจจะมีไม่มากนัก วันนี้เราอาจจะมีบริษัทผลิตหุ่นยนต์ในประเทศไทย แต่ก็ยังเทียบชั้นไม่ได้กับทั้งสามประเทศที่ซีได้กล่าวไป แต่ถ้าวัดกันเฉพาะจุด เฉพาะบุคคลแล้วฝีมือคนไทยไม่แพ้ใคร แต่ว่าทุนในการสนับสนุน รวมถึงความจริงจังอาจจะมีไม่มากอยู่ หรืออาจจะมีคนที่จริงจังทำจนสำเร็จออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่รู้จะไปขายใคร หรือไม่มีคนมาสนับสนุน มันจะไปสร้างเป็นอาชีพได้อย่างไร จริงไหม? สิ่งที่สร้างขึ้นมาก็ต้องตอบโจทย์ทั้งสองฟากในภาคการลงทุนนั้น สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ถ้าซีเห็นว่าทำอะไรแล้วเข้าท่าซีเต็มใจที่จะโปรโมตให้ ส่วนในภาคผู้ผลิตเองก็ต้องคิดด้วยว่าทำออกมาแล้วจะขายใคร ประเทศไทย คนไทยมีความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหนในความคิดคุณฉัตรปวีณ์: มีมากค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นในพาร์ทของการเป็นผู้ใช้ คุณเชื่อไหมว่า 3G เกิด อัตราการใช้งานพุ่งปรี๊ดชนะบางประเทศที่เขามีก่อนเราเสียอีก เพราะฉะนั้นถ้าในพาร์ทการเป็นผู้ใช้เราไม่แพ้ใคร ขอให้มีมาเถอะรับรองใช้แน่นอน แล้วไม่ช้าด้วย คือคนไทยใช้เก่ง แต่ในอีกด้านหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือพาร์ทของการเป็นผู้ผลิต คือนโยบายก็ต้องเลิกยึดติดได้แล้ว เพราะเทคโนโลยีก้าวขึ้นไปแล้ว บางอย่างก็ต้องไม่ละเลย อย่างการรักษาความปลอดภัย ซึ่งประเด็นนี้เป็นเองที่ซีเน้นมากหลังจากที่ได้เขาไปช่วยงานของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ แต่พอเราเห็นการทำงานแล้วก็เป็นห่วงเพราะสำนักงานนี้มีเรื่องที่ต้องดูแลอีกมาก เพราะตราบใดที่คนบันทึกข้อมูลทุกอย่างผ่านสมาร์ทการ์ดเรื่องมันจะตามมาอีกเยอะเลย ถ้าเราดูแลความปลอดภัยกันไม่ดี ซีว่าแฮกเกอร์คือโจรที่น่ากลัวที่สุด แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ในบ้านเราใช้เทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการด้านใดเท่าที่คุณสังเกตฉัตรปวีณ์ : ผู้หญิงส่วนใหญ่ทั้งโลกไม่ได้จำกัดแค่ผู้หญิงไทยเห็นเทคโนโลยีเป็นแฟชั่น เพื่อนมีใช้ฉันก็ต้องมี คือผู้หญิงเห็นเทคโนโลยีเป็นเรื่องสนุก เป็นโซเชียล เน็ตเวิร์คค่ะ อัตราการใช้เทคโนโลยีในชีวิตคุณเป็นอย่างไร แล้วใช้เพื่ออะไรฉัตรปวีณ์ : ไม่นับเป็นชั่วโมงนะ แต่ถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์จะอยู่ที่ 40% ต่อหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะดูว่ามาก เพราะเทคโนโลยีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำงานของซี ส่วนหนึ่งเพื่อพีอาร์ตัวเอง แต่ก็เป็นการพีอาร์ที่ให้ข้อมูลคนอื่น และเวลาที่ซีมีไอเดียหรือพบอะไรเจ๋งๆ ซีก็จะถ่ายตัดต่อๆ แล้วโพสต์ ซึ่งถามว่าซีอยากดังคงไม่ใช่ ประเด็นสำคัญคือการได้บอกอะไรกับคนดู และได้แชร์ในสิ่งเจ๋งๆ ให้ทุกคนได้ดูมากกว่า My Idolฉัตรปวีณ์ “สมเด็จพระเทพฯ ท่านคือไอดอลของซี ท่านเป็นเจ้าฟ้าไอทีของคนไทยจริงๆ เพราะท่านทรงเล็งเห็นประโยชน์ในการนำไอทีมาใช้ในการเสริมสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกร ถ้าเคยไปที่สวนจิตรลดา พระองค์ท่านมีแลบของตัวเองเลยนะคะ มีปั๊มน้ำมันในวัง ซีเห็นแล้วช็อกมาก ไม่ธรรมดาจริงๆ ซีคิดว่าท่านมีพระอัจฉริยภาพและเป็นต้นแบบให้แก่เรา ดังนั้นไอดอลของซีก็คงต้องเป็นเจ้าฟ้าไอทีพระองค์นี้ค่ะ” ในวันนี้คุณสามารถอยู่ได้โดยไม่มีอุปกรณ์ไอที หรืออินเตอร์เน็ตได้หรือไม่ฉัตรปวีณ์: ได้ค่ะ แต่คงเป็นชีวิตในวันพักที่หยุดทำงาน คือในวันหยุดนี่ซีแทบไม่แตะอุปกรณ์เลยนะคะ หรือวันอื่นที่รู้สึกว่าเบรคเถอะ ไปเที่ยวก็จะไม่จับ เพราะการที่ไม่ยุ่งกับอุปกรณ์ทำให้ซีได้สังเกตคน หันไปมองโต๊ะข้างๆ ว่าเขาทำอะไร หรือบางทีอยู่บนเวที ซีก็ชอบสังเกตว่าแต่ละที่คนยกโทรศัพท์อะไรขึ้นมาถ่ายเรา เราเห็นบางอย่างที่น่าเรียนรู้มากกว่าอยู่ในจอ เพราะซีเชื่อว่าซีพลาดสิ่งดีๆ หลายอย่างตอนที่มองจออยู่โดยไม่จำเป็น ดังนั้นซีอยู่ได้แน่นอนโดยไม่มีอุปกรณ์ แต่วันนั้นต้องเป็นวันที่ไม่มีการทำงาน เพราะอาชีพซีเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และตามติดการเปลี่ยนแปลงให้ทัน เคยได้วางแผนชีวิตไว้หรือไม่ ว่าคุณจะทำงานพิธีกรด้านไอทีไปอีกนานแค่ไหนฉัตรปวีณ์: ก็จะทำไปเรื่อยๆ เพราะนี่คืองานที่ซีรักและหลงใหล แต่ในอนาคตที่ไกลออกไปจากนี้อยากจะพัฒนางานของตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน จนถึงอยากสร้างเด็กรุ่นใหม่เป็นทีมของเรา เพื่อปลูกฝังความคิดดีๆ แล้วให้เขานำเสนอข้อมูลเหล่านี้ในแบบเขา โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหญิงไอทีก็ได้ หรืออาจจะเป็นรุ่นถัดไปก็ได้ ซึ่งมันคงจะเป็นเรื่องดีถ้าเราสามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไปได้ ถ้ามีโอกาสในตอนนี้ ใครคือคนที่คุณอยากนั่งสนทนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านไอทีมากที่สุดฉัตรปวีณ์ : มีหลายคนมาก แต่อยากคุยกับ สตีฟ จ็อบส์ นะคะ นั่นเป็นจุดหมายสูงสุดในการทำงานสายนี้ของซีเลย อยากรู้ว่าเขาเป็นปิศาจเหมือนกับที่หนังสือประวัติเขาเขียนหรือไม่ แต่ซีคิดว่าบางทีคนเก่งกับคนดี หรือคนที่เป็นที่รักก็ต่างกันออกไป ซึ่งถ้าสตีฟ จ็อบส์ เขาไม่เขี้ยวหรือไม่ร้ายกาจมากๆ บางทีก็อาจไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเหมือนเขาได้ เพราะในเมื่อเขาต้องบังคับให้เทคโนโลยีหนึ่งสำเร็จขึ้นมา การที่เขาจะดุทุกคนให้ทำตามเขาให้ได้อย่างที่ต้องการคงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด อย่างไรก็ตามเขาก็คนนะคะ ซีคิดว่าชีวิตของเขามันจริงมาก มีทั้งมุมที่ตกต่ำมากๆ มุมที่งี่เง่าสุดๆ แต่มุมที่เขาลุกขึ้นมาอย่างสงบแล้วสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับโลก นั่นคือมุมดีที่ซีปลาบปลื้ม เพราะคนเราไม่สำคัญว่าคุณเป็นใคร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณได้ทำอะไรให้กับโลกนี้บ้างต่างหาก ก็เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสได้คุยก็อยากคุยกับสตีฟ จ็อบส์ค่ะ FYI: ผลงานการจัดรายการของ ซี-ฉัตรปวีณ์• รายการ Tech 24 Lively ช่อง จีสแควร์ ทรูวิชั่นส์ 26 ทุกวัน เวลา 20.00 น.• รายการ Tech2days ช่อง TPBS ทุกวันเสาร์และอาทิตย์• รายการ 168 ชั่วโมง ช่อง 3 พุธ 00.00-00.30 น. (ช่วง cee it)• รายการ IE Metropolis วันอาทิตย์ 8.00 น. ททบ.5• รายการ Gizmo.Today บนเว็บไซต์ BuzzIdea.tv• รายการ Cyber City วันเสาร์ 10.55 ททบ.5• รายการแบไต๋ ไฮเทค ช่อง Nation Channel วันอาทิตย์ 21.45 น.• รายการ Boys’ Toys วันเสาร์ 17.00 น. ททบ.5• รายการ Nine Intrend วันจันทร์-พฤหัสฯ 22.15-22.20 น. ช่อง 9• รายการอมยิ้ม วันจันทร์-พุธ 18.00-18.30 น. ช่อง 3 คู่กับ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน• รายการ Hi Speed ช่อง Speed Channel ทรูวิชั่นส์ 72 ทุกวันอังคารและพฤหัสฯ เวลา 19.30-20.30 น.• รายการ WEEKLY C3 ช่วงย่อยในรายการข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ วันเสาร์-อาทิตย์• รายการ IT’S IT ช่อง 8 Infinity วันอาทิตย์ 09.30-10.00 น.• รายการ MIE TV PSI CHANNEL สาระดี 24 ชั่วโมง วันอาทิตย์ 10.00-10.30 น.

อุทาหรณ์ ! AIS ชี้แจงยกเว้นค่าบริการบิลโหด เพราะลูกค้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์
AIS ชี้แจงยกเว้นค่าบริการบิลโหด /  นาย ปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานตลาด เอไอเอส / 

ทาง AIS  ชี้แจงกรณีเล่นซื้อเพชรเกมคุกกี้รันจนบิลสูงลิ่วเป็นแสน ยอมยกเว้นค่าบริการให้ลูกค้าใช้งานโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนยอดใช้งานป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ จากกรณี ที่ จ.สุพรรณบุรี มีสาวแจ้งความร้องทุกข์ว่าพบบิลเรียกเก็บค่าโทรศัพท์กว่า 2 แสนบาท หลังให้บุตรชายวัย 13 ปี ใช้โทรศัพท์มือถือ โดยตรวจสอบพบว่าเป็นการจ่ายเงินซื้อคริสตัลในเกมคุกกี้รัน สำหรับการเพิ่มพลังในการเล่นเกม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด วานนี้ (24 มิ.ย.) นาย ปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานตลาด เอไอเอส กล่าวว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อว่า มีลูกค้าใช้งานเล่นเกมคุกกี้รัน และมีค่าบริการสูงผิดปกติ ทางเอไอเอส ขอเรียนชี้แจงว่า ปัจจุบันการใช้บริการเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นทางอินเทอร์เน็ต เช่น การสมัครใช้งาน หรือ การซื้อคอนเทนท์ ผ่านทาง "กูเกิล เพลย์ สโตร์" ซึ่งเป็นศูนย์รวมแอพพลิเคชั่นของแอนดรอยด์ ที่ให้บริการโดยกูเกิล ได้รับความนิยมสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมา ลูกค้าจำเป็นต้องสมัครหรือซื้อสินค้าและบริการผ่านทางบัตรเครดิตเท่านั้น ดังนั้น เพื่อเป็นการอำนวยการสะดวกให้กับลูกค้า เอไอเอสจึงเป็นผู้รับชำระค่าสินค้าและบริการนี้ให้กับ Google Play Store โดยหักจากบิลล์ค่าโทรศัพท์ของเอไอเอสได้ทั้ง prepaid และ postpaid ตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา ในทางปฏิบัติ ในการที่จะใช้บริการดังกล่าวได้นั้น ลูกค้าจะต้องมีการสมัครใช้งานและยืนยันความเป็นเจ้าของก่อนจึงจะสามารถทำการ หักค่าใช้จ่ายได้ รวมถึงในการซื้อคอนเทนท์แต่ละครั้ง จะมีการแจ้งให้ยืนยันการซื้อ และจะมีการส่งยืนยันการซื้อดังกล่าวกลับไปที่อีเมลของลูกค้าเสมอเช่นกัน “อย่าง ไรก็ตามหลังจากการเปิดบริการดังกล่าวไป พบว่าลูกค้าบางท่านมีค่าบริการสูงผิดปกติตามที่เป็นข่าว ซึ่งบริษัทก็มิได้นิ่งนอนใจและมีความห่วงใยในกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ทำการปิดบริการสำหรับระบบโพสต์เพดทันที ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และจะดูแลลูกค้าโดยยกเว้นค่าสินค้าและบริการดังกล่าวทั้งหมดให้แก่ลูกค้า ทุกรายที่ใช้งานโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์” ทั้งนี้บริษัทจะมี การพัฒนาระบบแจ้งเตือนรวมถึงเพิ่มเติมการกำหนดยอดการใช้งานสูงสุดในการชำระ ค่าสินค้าและบริการได้ด้วยตนเอง  เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้บริการในโลกออนไลน์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป MThai News

google /  Google Maps / 

"ชาวบ้านสะเอียบ แถลงขอโทษกูเกิล ชาวไทย พร้อมต้อนรับรถ Street View หากมาอีก!!"   กลายเป็นข่าวให้คนโฟกัสการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ อย่างช่วยไม่ได้ หลังรถ Google Street View ซึ่งเข้าไปเก็บภาพพื้นที่ โดนชาวบ้านสะเอียบล้อม แล้วให้คนขับ ไปสาบานต่อหน้าพระ ว่าไม่ใช่พวกมาสอดแนม สนับสนุนการสร้างเขื่อน   ล่าสุด หลังพูดคุยจนเข้าใจตรงกันแล้ว ทางชาวบ้านสะเอียบก็ออกแถลงการณ์ขอโทษถึงกรณีดังกล่าว ทั้งต่อ   กูเกิ้ล และต่อชาวไทยเอง ที่ทำให้เสียชื่อเสียง     " ต้องขอโทษน้อง บริษัทกูเกิล รวมทั้งคนไทยทั้งชาติ ที่ทำให้เสียชื่อเสียงต่อเหตุการณ์นี้ รับรองมาคราวหน้า ทางเราจะต้อนรับอย่างดี " นายวิชัย รักษาพล ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ต.สะเอียบ กล่าว   " ชาวบ้านมีมาตรการเข้มงวด ป้องกันพวกสำรวจสร้างเขื่อน ถึงขนาดจัดเวรยามอย่างเคร่งเครียด เฝ้าป่าไม้ไม่ให้เขื่อนมาทำลาย ยิ่งเห็นกล้องบนรถหมุนรอบทิศทางก็งง เมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่ ก็ต้องขอโทษด้วย  " นายวุฒิชัย ศรีคำภา ตัวแทนสะเอียบ กลุ่มเยาวชนตะกอนยม กล่าว     สำหรับโครงการ Street View นั้น ดำเนินการอย่างถูกกฏหมาย โดยได้ร่วมกับ ททท. เพื่อเก็บภาพความสวยงามของประเทศไทย ให้ชาวโลกเห็น   ดำเนินงานมาแล้ว 2 ปี เก็บภาพไป 17 จังหวัด ซึ่งผู้ใช้ทั่วโลก สามารถเข้าไปชมภาพสตรีทวิวได้ที่ google.co.th/maps ส่วนรถสตรีทวิว ( Google Maps Camera Car ) นั้น มีหน้าตาเต็มๆ แบบด้านล่างนี้ วอนอย่าล้อม !!     Source : prachatai

กูเกิลลับคม X Phone ปะทะแอปเปิลและซัมซุง!!
google /  Motorola / 

  ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรจริงๆ  และดูเหมือนเราอาจจะกำลังได้เห็นการหักหลังครั้งใหญ่ในวงการสมาร์ทโฟน เมื่อแหล่งข่าวของ wsj ได้เปิดเผยข้อมูลว่า วิศวกรของโมโตโรล่ากับกูเกิล กำลังพัฒนา X Phone เรือธงรุ่นพิเศษ ที่แตกต่างจากแอนดรอยด์ของทุกค่ายอย่างสิ้นเชิง และตั้งเป้าเพื่อชนทั้งแอปเปิลและพันธมิตรซัมซุง   7 เดือน ให้หลัง จากที่กูเกิลซื้อโมโตโรล่ามาในมูลค่า 12.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และหายเข้ากลีบเมฆไปนั้น ความเคลื่อนไหวล่าสุด ก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว โดยข้อมูลวงในกล่าวว่าเอ็กส์โฟนของกูเกิลตัวนี้ จะมาพร้อมกลับหน้าจอที่บิดงอได้ แต่ปัญหาภายในคือกำลังการเดินสายผลิตนั้นยังประสบปัญหา     และมีก้างตัวเบิ้มที่กุมห่วงโซ่ของแอนดรอยด์โฟนแทบทั้งหมดอยู่ ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นซัมซุง พันธมิตรที่ร่วมสร้างความสำเร็จให้กับแอนดรอยด์โอเอส และตัวเลขยอดขายของแอนดรอยด์โฟนนั้นก็กุมสัดส่วนของสมาร์ทโฟนมาเกินครึ่ง   ซึ่งกูเกิลเองก็ไม่คงไม่อยากได้ชื่อว่าพัฒนาเพียงซอร์ฟแวร์เฉยๆ อีกต่อไป และหากปัญหาสายการผลิตได้ถูกขจัดออกไปแล้ว เป็นที่น่าสนใจอย่างมากว่ากูเกิลจะเก็บซัมซุงไว้ตำแหน่งไหนในหัวใจเธอว์?     Source : The Wall Street Journal , blognone

กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี
นักวิทยาศาสตร์โลก /  เกร็ดความรู้

หลังจากที่มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่าทางกูเกิ้ลนั้นมีโปรเจ็กทำแก็ดเจ็ต (Gatget) ล้ำยุคออกมา คือ กูเกิลกลาส นั่นเอง โดยกูเกิลกลาสนี้จะเปรียบเสมือนลูกครึ่งแว่นตากับสมาร์ทโฟน ออกมา ทำให้หลายๆ คนที่เป็นสาวกนั้นก็คอยติดตามอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว และเป็นที่สงสัยอย่างยิ่งเพราะ นักวิจัยสหรัฐฯ พบว่า กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี เอ๊ะๆ เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต้องตาม teen.mthai ไปดูกันคะ ^^ กูเกิลกลาส คล้ายแบบจำลองแว่นตาอัจฉริยะของลีโอนาโอ ดาวินชี  การค้นพบครั้งนี้ เกิดขึ้นขณะที่ นายเบิร์ท ไวลด์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลินอยส์ของสหรัฐฯ ทำการศึกษาแผนภาพของดาวินชี เพื่อหาแรงบันดาลใจในการทำวิจัย จนกระทั่งเขาได้ไปพบกับแบบแปลนที่มีลักษณะเป็นหน้าคนสวมแว่นตา ที่มีกล้องขนาดเล็กติดอยู่ด้านข้าง นายไวลด์เล่าว่า ระหว่างที่เขากำลังอ่านหนังสือ และภาพสเก็ตของดาวินชี เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ก็พบกับ ภาพแว่นตา ดังกล่าว และเมื่ออ่านเพิ่มเติมจึงพบว่า แว่นตาอันนี้มีชื่อในภาษาอิตาเลียนว่า Occhiovita Immagine หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า แว่นตาภาพชีวิต โดยดาวินชีระบุว่า แว่นตาที่เขาคิดค้นขึ้นสามารถสั่งการด้วยภาพและตัวหนังสือ เสมือนเป็นผู้ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งคล้ายกับกูเกิลกลาส แว่นตาอัจฉริยะของกูเกิล ที่กำลังจะเตรียมวางจำหน่ายในปีนี้ ซึ่งภายหลังที่เขาเห็นภาพสเก็ตแว่นตาอัจฉริยะของดาวินชีเป็นครั้งแรก ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับคอนเซ็ปต์แว่นตาที่ดาวินชีเคยคิดไว้ แต่ก็ไม่พบรายละเอียดใดๆ นอกจากภาพสเก็ตที่ระบุลักษณะของภาพที่ปรากฎบนเลนส์ของแว่นตา ที่ดาวินชีเคยร่างไว้เท่านั้น นายไวลด์บอกว่า เขาแทบไม่เชื่อว่าไม่มีใครเคยสังเกตเห็น ภาพสเก็ตแว่นตาอัจฉริยะของดาวินชี มาก่อน จนกระทั่งมีการเปิดตัวกูเกิลกลาส จึงนับเป็นการพิสูจน์ว่า กูเกิลไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายแรก ที่คิดค้นแว่นตาอัจฉริยะอีกต่อไป!! อัยย่ะ เรื่องน่ารู้ กูเกิลกลาส ที่มาของกูเกิลกลาส เซอร์เกย์ บริน (ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล) บอกเหตุผลที่กูเกิลคิดทำ กูเกิลกลาส คือ การที่ผู้คนสมัยนี้ใช้ชีวิตผูกกับโทรศัพท์มาก ในขณะที่ใช้โทรศัพท์ มือหนึ่งก็ต้องถือ ตาก็ต้องก้มดู กูเกิลจึงคิด ถึงอุปกรณ์ที่สามารถทำให้มนุษย์ยังคงสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลกผ่านการมองเห็นด้วยดวงตาไปพร้อม ๆ กับการรับรู้ข้อมูลและสั่งการอุปกรณ์ไฮเทคของตัวเองได้ Glass Explorer หรือผู้ทดลองใช้กูเกิลกลาส  ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า กูเกิลกลาส  ทำให้การใช้งานอินเทอร์เนต มือถือ และกล้องง่ายขึ้นแบบ no hand แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขนาดนี้ก็ทำให้ผู้ใช้ล้ำเส้นไปละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนรอบข้างได้ง่ายๆ เช่นการแอบบันทึกภาพคนอื่นอย่างแนบเนียน หรือการพูดโทรศัพท์และสั่งการกลาสเสียงดังโดยไม่สนว่าจะรบกวนคนข้างๆ (อืม .. อันนี้น่าคิด) กูเกิลกลาส สามารถทำอะไรได้บ้าง? ถ่ายภาพนิ่ง, ถ่ายวิดีโอ, สั่งค้นหาด้วยเสียง, วิดีโอคอล และสั่งแปลภาษา, หน้าจอแสดงผลคมชัดเทียบเท่าจอ HD ขนาด 25 นิ้ว จากระยะการมองเห็น 8 ฟุต ความละเอียดของกล้องในการถ่ายภาพ 5 ล้านพิกเซล และบันทึกวิดีโอระดับ HD 720p มาพร้อมกับหน่วยความจำภายในตัวขนาด 16GB (ซึ่งใช้ได้จริง 12GB) โดยที่สามารถซิงก์ได้กับ Google cloud storage ด้วย ส่วนตัวแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 1 วันเต็ม ๆ หากไม่ใช้งานแอพพลิเคชั่นที่เปลืองแบตฯ หรือถ่ายวิดีโอ, รองรับการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นที่มี Bluetooth เป็นต้น คู่มือการใช้กูเกิลกลาส  1. ข้อแรกคือจงจำไว้เสมอว่าคุณมีกล้องติดอยู่บนใบหน้า เพราะฉะนั้นไม่แปลกอะไรที่ทุกคนจะมองคุณด้วยสายตาหวาดระแวง เพราะไม่รู้ว่าจะถูกแบบบันทึกภาพหรือไม่ เมื่อไหร่ และด้วยเหตุนี้ คุณจึงควรถอดกลาสทุกครั้งที่อยู่ในสถานที่ที่ไม่ควรมีการถ่ายภาพ เช่นห้องน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โรงหนัง และห้องประชุม 2. อย่าใช้ กูเกิลกลาส  แบบพร่ำเพรื่อมากเกินไป เนื่องจาก กูเกิลกลาส  เป็นแก็ดเจ็ตที่ดึงดูดสาตาอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรโดดเด่นเพิ่มเติมเข้าไปอีก เช่นการสั่งการกลาสด้วยเสียงตลอดเวลา หรือการใช้กลาสโทรศัพท์ ซึ่งทำให้คุณดูเหมือนเดินพูดคนเดียว ไม่ต่างจากการใช้บลูทูธ ที่สำคัญ ไม่ควรจะใส่กลาสตลอดเวลา เพราะนอกจากจะทำให้คุณดูเป็นคนบ้าเทคโนโลยีมากเกินไป ยังไม่มีใครชอบที่คนที่เขาคุยด้วยจะเหลือบมองไปที่ด้านขวาบนของตัวเองทุกๆ 10 วินาที 3. กฎข้อสุดท้ายที่ฟังดูไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ก็คือจงอย่าถ่ายรูปหรือบันทึกภาพอะไรที่ไม่สมควรด้วยกูเกิลกลาส เพราะหากมีคลิปหรือภาพที่หลุดไปอยู่ในอินเทอร์เนต ซึ่งชัดเจนว่าถ่ายจากกลาส แล้วเป็นภาพที่ไม่สมควรอย่างการแอบถ่ายผู้หญิงโป๊ คุณจะกลายเป็นคนที่ทำให้ภาพลักษณ์ของกลาส และผู้ใช้กลาสทั่วโลกเสียทันที เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผู้สวมใส่กลาสคนไหนจะมีมารยาทมากพอที่จะไม่ถ่ายภาพแย่ๆ เหล่านี้ กูเกิ้ลทำวิดีโอแนะนำการใช้และมารยาทในการใช้ กูเกิลกลาส โดยใช้คำว่า dont be a glass hole ซึ่งเป็นคำที่ออกมาล้อเลียนคำด่าที่ว่า ass hole นั่นเอง ในวิดีโอ ชุดนี้ ก็ระบุว่า ห้ามผู้ใช้ นำแว่นวีดีโอตัวนี้ ไปใช้ในหลายๆสถานที่ เช่น โรงหนัง ผับ บาร์ บาร์เต้นระบำเปลือย คาสิโน เพราะการที่แว่นอัจฉริยะตัวนี้สามารถบันทึกภาพและวิดีโอได้ อาจไปล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นๆ เพื่อนๆ สามารภไปเปิดดูกันได้เลยนะคะ การสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งใช้คำว่า "OK, Glass," เป็นคำขึ้นต้น เวลาจะสั่งให้มีการถ่ายภาพนิ่ง หรือวิดีโอ รวมถึงยังสามารถแชร์สิ่งที่เราได้เห็นและบันทึกเอาไว้ ไปยังคนใกล้ชิดได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่สั่งงานด้วยเสียงเท่านั้น ขณะเดียวกัน การวิดีโอแชทผ่านโปรแกรมสไกป์  รวมถึงการรายงานสภาพอากาศ และเส้นทางซึ่งมีความแม่นยำมากขึ้น และเห็นเส้นทางได้ชัดกว่าเดิม  ก็เป็นอีกหนึ่งความพิเศษ ที่มาพร้อมกับกูเกิล กลาสแบบใหม่นี้อีกด้วย เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง nanmeebooks,plus.google

ต้อนรับฟุตบอลโลก (World Cup 2014) Google ปรับโฉมดูเดิลใหม่
Google ปรับโฉมดูเดิลใหม่ ต้อนรับฟุตบอลโลก (World Cup 2014) /  กูเกิ้ล / 

Google ปรับโฉมดูเดิลใหม่ ต้อนรับฟุตบอลโลก (World Cup 2014) เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. เสิร์จเอ็นจิ้นดัง "กูเกิล" ปรับโฉม "ดูเดิล" ต้อนรับ "ฟุตบอลโลก" เปลี่ยนโลโก้เป็น "ภาพการ์ตูนสุดเก๋ มีลูกฟุตบอล ชายหาด รวมทั้งรูปปั้นพระเยซูคริส์อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศบราซิล" พร้อมค้นหาข้อมูลฟุตบอลโลก โดยอัตโนมัติ นับได้ว่าเป็นธรรมเนียมประจำสำหรับเว็บไซต์เสิร์จเอ็นจิ้นชื่อดัง "กูเกิล" อยู่แล้ว ที่จะมีการปรับโลโก้บนหน้าแรกของเว็บไซต์ตามเทศกาลต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า "ดูเดิล" สำหรับการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก เวิลด์ คัพ 2014 ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 20 แล้ว โดยมีประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ ซึ่งก็นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ของบราซิลแล้วล่ะที่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอย่างนี้ หลังจากที่เคยเป็นเจ้าภาพไปครั้งหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) ทั้งนี้ การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ โดยจะจัดแข่งขั้นใน 12 เมืองทั่วบราซิล MThai News

พบวัยรุ่นเปิดเพจ  สอนเสพยาแก้ไอ  ซื้อขายง่ายไร้เงาเภสัชกร
เสพยาแก้ไอ

พบวัยรุ่นเปิดเพจ สอนเสพยาแก้ไอ ซื้อขายง่ายไร้เงาเภสัชกร วัยรุ่นยุคโซเชียลมีเดีย เปิดเฟซบุ๊คแนะแหล่ง "ขายยาแก้ไอ-ยาอันตราย" พร้อมวิธีเสพ วัยรุ่นแห่ลอง ร้านขายยาหัวใสจัดยาชุดพร้อมขายสนองความต้องการ ภก.ชี้กินเกินขนาดอาจเสพติด อย.ลั่นหากควบคุมไม่ได้สั่งถอนทะเบียนยา ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ “หอข่าว” มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สังเกตพฤติกรรมการใช้ยาแก้ไอในทางที่ผิดของกลุ่มวัยรุ่นรอบมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีข่าวเกี่ยวกับการใช้ยาแก้ไอในทางที่ผิด รวมถึงการจับกุมร้านขายยาปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่กลุ่มวัยรุ่นก็ยังคงมีพฤติกรรมในการใช้ยาดังกล่าวอยู่ ผู้สื่อข่าวจึงได้เข้าไปตรวจสอบตัวยาแก้ไอที่วัยรุ่นนิยมใช้ผ่านเว็บไซต์ กูเกิล (www.google.co.th) และเฟซบุ๊ค (www.facebook.com) โดยค้นหาจากชื่อยายี่ห้อหนึ่งที่เป็นที่นิยมพบว่ามีแฟนเพจ (Fanpage) ในเฟซบุ๊กปรากฏอยู่หลายเพจ เช่น ProxxxxxLOVE, ProxxxxxThailand, I love Proxxxxx ซึ่งในแฟนเพจต่างๆ ได้โพสต์รูปที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปบรรจุภัณฑ์ของยาแก้ไอหลากหลายยี่ห้อเป็นจำนวนมาก ทั้งชนิดน้ำและชนิดเม็ดรวมไปถึงตัวยาแก้ไอหลังจากผสมเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากการตรวจสอบเพจในเฟซบุ๊ค ProxxxxxLOVE และ ProxxxxxThailand พบว่าหน้าเพจเหล่านี้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนทนากันของเหล่าวัยรุ่นที่นิยมใช้ยาในทางที่ผิด มีทั้งการแนะนำบอกต่อกันถึงสูตรตัวยาใหม่ๆ และร้านที่มีการจำหน่ายอยู่ตามสถานที่ต่างๆทั่วกรุงเทพฯ หากสมาชิกคนใดหาซื้อไม่ได้หรือต้องการยาก็จะมีการโพสต์ข้อความสอบถามสถานที่ของร้านที่ขายยาประเภทดังกล่าว ภายในเพจจะมีสมาชิกคนอื่นคอยตอบและให้ข้อมูล อีกทั้งยังมีสมาชิกบางรายประกาศจำหน่ายยาเป็นชุดๆสำหรับใช้ผสมแบบครบครันโดยให้ติดต่อทางโทรศัพท์และแอด(Add)เพื่อนทางเฟซบุ๊ก  ซึ่งสมาชิกที่มีการโฆษณาจำหน่ายยาแก้ไอเหล่านั้นไม่ใช่เภสัชกรแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบสมาชิกที่อยู่ในแฟนเพจ พบว่ามีเยาวชนที่เป็นนักเรียนเป็นสมาชิกอยู่จำนวนมาก และเยาวชนเหล่านี้ยังมีการโพสต์ข้อความสอบถามถึงวิธีการซื้อวิธีการกินจากสมาชิกคนอื่นภายในเพจ ผู้ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า MrPhoorithat xxx ระบุตอนหนึ่งในโพสต์ว่า “ท่านใดอยู่แถวรังสิต สนใจโปรเดลิเวอรี่ ชุด150จัดส่งช่วงเย็นเป็นต้นไป เม็ดม่วง (Alprazolam)เม็ดละ 20 บาท 080251xxxx เป้คับ เม็ดม่วงแล้วแต่นะครับเพราะของมันขาดบ่อยครับ” ผู้ใช้ชื่อในเฟซบุ๊คว่า Han Brxxxx หนึ่งในสมาชิกแฟนเพจของ ProxxxxxLOVE และ ProxxxxxThailand ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายยาแก้ไอได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รับประทานยาแก้ไออยู่เป็นประจำ และมีการจำหน่ายให้แก่ผู้ที่ติดต่อหรือต้องการยาซึ่งมีทั้งชนิดน้ำและเม็ด โดยจะสั่งมาครั้งละจำนวนมากๆ จากร้านขายยาย่านจรัญสนิทวงศ์เพื่อรับประทานเองและจำหน่ายเพราะมีราคาถูกกว่าซื้อเป็นชุดๆ โดย 1 ลังจะอยู่ที่ราคา 4,800 บาท มี 48 ขวด ยาเม็ดแผงละ 25 บาท นำมาแบ่งขายต่อในราคาชุดละ 140 บาท ซึ่งมียาน้ำ 1 ขวดกับยาเม็ด 1 แผง ซึ่งร้านขายยาดังกล่าวไม่จำหน่ายยาแก้ไอให้แก่บุคคลแปลกหน้าเกิน 2 ชุดแต่จะขายเป็นจำนวนมากๆ ให้แก่คนที่รู้จักและลูกค้าประจำเท่านั้น ผู้สื่อข่าวได้ลงสำรวจตามร้านขายยาต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในแฟนเพจบนเฟซบุ๊กตามคำแนะนำจากสมาชิกว่า มีการจำหน่ายยาแก้ไอและยายี่ห้อต่างๆ ที่เป็นส่วนผสม โดยผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านขายยาจำนวน 9 ร้านในหลายเขตทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ จรัญสนิทวงศ์ ห้วยขวาง ประชาสงเคราะห์ อินทามระ พหลโยธิน บางเขน และรามคำแหง พบว่าร้านขายยาทั้ง 9 ร้านมีการจำหน่ายยาแก้ไอจริง ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอซื้อยาแก้ไอจากร้านขายยาทั้ง 9 ร้าน พบว่า เกือบทุกร้านที่มีการจำหน่ายยาแก้ไอได้มีการจัดยาเป็นชุดๆ สำหรับขายให้กลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะ คือเมื่อเข้าไปสั่งซื้อยาที่ใช้สำหรับผสมเครื่องดื่มยาแก้ไอ ร้านขายยาก็จะจัดยาให้เป็นชุด ซึ่งในหนึ่งชุดประกอบด้วยยาน้ำ 1 ขวด และยาเม็ดจำนวนหนึ่ง โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องสั่งชื่อตัวยาทั้ง 2ชนิด ไม่ต้องบอกอาการที่เจ็บป่วยและทางร้านขายยาก็ไม่ได้มีการซักถามถึงอาการที่จำเป็นต้องใช้ยาแต่อย่างใด โดยกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้ยาประเภทนี้อยู่เป็นประจำ จะมีคำศัพท์ที่ใช้เฉพาะในการสั่งซื้อกับร้านขายยาและร้านขายยาก็จะจัดชุดยาตามยี่ห้อที่ต้องการมาให้พร้อมกับยาเม็ด ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ร้านขายยาบางร้านยังมีการแนะนำยาแก้ไอยี่ห้ออื่นๆ ที่สามารถรับประทานแทนกันได้หากยายี่ห้อที่ผู้ซื้อต้องการหมด ซึ่งยาที่ร้านขายยาแนะนำนั้นก็จะเป็นยาที่ออกฤทธิ์ ทำให้เกิดอาการมึนเมาและเป็นยี่ห้อที่นิยมใช้ของกลุ่มวัยรุ่นเช่นเดียวกัน จากการสอบถามร้านขายยา ผู้สื่อข่าวได้ขอซื้อตัวยาที่ชื่อ อัลปราโซแลม (Alprazolam) ซึ่งเป็นยาที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมกินควบคู่กับตัวยาแก้ไอน้ำและยาเม็ดเพื่อเสริมฤทธิ์ของยา จากจำนวน 9 ร้านพบว่า มี 2 ร้านที่มีการจำหน่ายยาตัวนี้ ซึ่งยาอัลปราโซแลมนั้นจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภทที่ 4 ตามพ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 การที่จะขายได้ต้องมีใบสั่งแพทย์และต้องทำใบขออนุญาตในการจำหน่ายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)เท่านั้น จากการติดต่อขอซื้อยาดังกล่าว ผู้สื่อข่าวไม่ได้มีใบสั่งแพทย์และไม่ได้มีอาการหรือความจำเป็นในการใช้ยา ซึ่งร้านขายยาก็ไม่ได้มีการถามถึงอาการหรือมีการซักถามประวัติการเจ็บป่วยแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า ร้านขายยาบางแห่งยังมีการจำหน่ายยาแก้ไอ โดยใช้วิธีการจัดส่งให้ถึงที่ซึ่งไม่ต้องไปซื้อด้วยตัวเอง โดยผู้ขายจะขี่รถจักรยานยนต์มาส่งยังจุดที่ผู้ซื้อได้นัดหมาย ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกันกับร้านขายยา โดยยาอันตรายที่นำมาส่งนั้นถูกห่ออยู่ในบรรจุภัณฑ์ของยายี่ห้ออื่นและมีกระดาษห่อทับด้วยกระดาษอีกชั้นอย่างแน่นหนา โดยร้านเหล่านี้จะจัดส่งและจำหน่ายให้เฉพาะลูกค้าประจำเท่านั้น เด็กวัยรุ่นเผยซื้อยาโดยง่าย เด็กชายต้น (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า รับประทานยาแก้ไอมาระยะหนึ่ง เพราะเพื่อนแนะนำให้ลองโดยซื้อจากร้านขายยาแถวบ้านซึ่งเป็นร้านประจำเมื่อเข้าไปสั่งชื่อยาที่ต้องการ ทางร้านขายยาก็จะจัดยามาให้เป็นยาน้ำกับแคปซูลโดยไม่ต้องบอกว่าเอาอะไรบ้าง แต่ถ้าหากไม่ใช่ร้านที่เป็นร้านประจำเมื่อสั่งชื่อยาร้านขายยาก็จะถามว่าเอายาแผงด้วยหรือไม่ โดยที่ซื้อเป็นประจำจะอยู่ที่ราคา 60-70 บาทต่อหนึ่งชุดแล้วแต่ขนาดและยี่ห้อของยา รับประทานโดยผสมกับน้ำอัดลมหากรับประทานเข้าไปแล้วจะเกิดอาการมึน และมีอาการกระตุกเล็กน้อยในเวลานอน ไอซีทีเตือนหยุดเผยแพร่ข้อมูลการใช้ยาที่ผิด นายณัฐ พยงค์ศรี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวว่า สื่อสังคมออนไลน์นั้นสามารถสื่อสารได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ข้อความหรือรูปของยา กระทรวงไอซีทีมีการประสานงานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขอยู่เป็นประจำในเรื่องของยาเสพติดหรือยาที่ผิดกฎหมาย การโพสต์รูปเกี่ยวกับการใช้ยาในทางที่ผิดอย่างเช่น การใช้ยาแก้ไอในทางที่ไม่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอยู่แล้ว ถ้ามีประชาชนแจ้งเข้ามาทางกระทรวงไอซีทีก็จะส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจสอบว่าผิดกฎหมายของอย.หรือไม่ ถ้าผิดทางกระทรวงไอซีทีจะดำเนินการส่งต่อไปยังสำนักงานอื่นๆ เช่นสำนักงานตำรวจ เพื่อติดตามผลต่อไปว่า กลุ่มนี้มีการดำเนินการเช่นนั้นจริงและมีความผิดหรือไม่ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการกระทรวงไอซีทีกล่าวต่อไปว่า การควบคุมเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับทางอย.มากกว่าไอซีทีแต่จะมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้จะคล้ายกับเว็บอื่นๆ ทั่วไป หากเจอความผิดอะไรไม่เหมาะสมจะประสานไปยังอย. โดยการเก็บหลักฐานหน้าเว็บไซต์นั้น ตัวยาที่ใช้ เว็บไซต์ตั้งอยู่ที่ไหน เซิฟเวอร์อะไร ใครจดทะเบียน ให้อย.ตรวจสอบ ว่ามีใบอนุญาตหรือไม่ ต้องมีใบอนุญาตสำหรับยาตัวนั้นหรือไม่ และที่สำคัญต้องดูด้วยว่าเป็นยาต้องห้ามหรือไม่ “ด้านการส่งผลต่อเยาวชนนั้น ถ้าเป็นเด็ก เยาวชนหรือวัยรุ่นเมื่อไปเห็นรูปหรือกรรมวิธีการใช้ยาผิดๆ ที่ปรากฏในสื่ออินเทอร์เน็ตแล้วอาจจะคิดว่าเท่ทำให้ส่งผลเกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ แต่ที่สำคัญผู้ปกครองควรให้เวลาดูแลบุตรหลานด้วยในการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต ว่ามีการเข้าไปรับชมเว็บไซต์เหล่านี้หรือไม่ ทั้งนี้การจ่ายยาควรจ่ายโดยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางมากกว่า อย่าไปซื้อกินเองโดยไม่มีความรู้” นายณัฐกล่าว ภก.ชี้ตัวยาผสมโคเดอีน ภญ.สิริกัญญา กอบวรรธนะกุล หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกร วชิรพยาบาลกล่าวว่า กลุ่มวัยรุ่นมักรับประทานยาแก้ไอเพื่อหวังผลจากฤทธิ์ของยา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา โดยตัวยาจะมีส่วนผสมของโคเดอีน (Codeine)ผสมอยู่ ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของสารเสพติดหากรับประทานในปริมาณที่น้อยจะช่วยในระงับอาการเจ็บปวดหรืออาการไอ แต่หากรับประทานในปริมาณที่มากจะทำให้เกิดอาการเสพติดได้ ส่วนยาอัลปราโซแลมนั้นเป็นยาที่มีการควบคุมจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป มีเพียงในโรงพยาบาลสำหรับจ่ายให้แก่ผู้ป่วยเท่านั้น หรือถ้ามีก็จะเป็นร้านขายยาใหญ่ๆที่มีการขออนุญาตจากอย. หากจะจำหน่ายหรือจ่ายให้แก่ผู้ป่วยต้องมีการจำกัดจำนวนในการจ่ายรวมถึงบันทึกชื่อที่อยู่ของคนไข้ไว้เพื่อทำเป็นรายงานส่งให้อย.ตรวจสอบ ภญ.สิริกัญญากล่าวต่อว่า การที่ร้านขายยามีการแนะนำยาให้แก่ผู้ซื้อเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดสามารถแจ้งทางอย.ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายได้เพราะสำนักสภาเภสัชกรรมและอย.จะมีการตรวจสอบร้านขายยาอยู่แล้ว หากมีการจำหน่ายยาที่มีการกำหนดห้ามขายหรือมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตก็อาจถูกดำเนินคดีและเพิกถอนใบประกอบโรคศิลป์ได้ ภก.รศ.(พิเศษ)กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรมกล่าวว่า การที่จะไปขอซื้อยานั้นต้องตรวจดูให้ดีว่าคนที่ขายเป็นเภสัชกรจริงหรือไม่ หากไม่ใช่เภสัชกรจริงทางสภาเภสัชกรรมไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ ทางอย.ก็จะเป็นผู้จัดการผู้ขายและร้านที่มีการจำหน่ายยาที่มีการควบคุม แต่ถ้าเภสัชกรเป็นผู้จำหน่ายเองถึงจะสามารถลงโทษได้ ซึ่งสภาเภสัชกรรมก็จะประสานงานกับอย.อยู่แล้ว ถ้าหากทางอย.ไปตรวจสอบร้านขายยาร้านใดแล้วพบว่ามีการกระทำผิดแล้วเกี่ยวกับเภสัชกรก็จะแจ้งมาให้พิจารณาจรรยาบรรณของเภสัชกรที่ร้านนั้นด้วย “ทางเราก็ไม่เห็นด้วย ถึงแม้ว่ายาแก้ไอและยาทรามาดอล (Tramadol) ซึ่งกฎหมายเภสัชกรจะจ่ายได้ แต่เมื่อมันเป็นยาที่ก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่ โดยจรรยาบรรณแล้วมันก็ไม่เหมาะสม ควรขายยาตามความจำเป็นว่าบุคคลนี้จำเป็นต้องใช้ยาตัวนี้จริง ต้องมีประวัติและอาการที่ชัดเจน แต่ถ้าขายอย่างเดียว ใครมาซื้อก็ขาย แบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง” ภก.รศ.(พิเศษ) กิตติกล่าว นายกสภาเภสัชกรรมกล่าวต่อไปว่า การกระทำผิดพวกนี้สภาเภสัชกรรมก็เข้มงวดในการพิจารณา หากเภสัชกรทำผิดจริงก็จะมีการลงโทษเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพเป็นการพิจารณาโทษที่ค่อนข้างรุนแรง และได้มีการดำเนินต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ถ้าหากไปตรวจสอบร้านขายยาแล้วพบว่าเภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ตามเวลาที่แจ้งไว้ก็จะถูกพิจารณาพักใช้ใบอนุญาต 1 ปี อย.เตือนผู้ขายปฏิบัติตามกฎ นายวราวุธ เสริมสินสิริ เภสัชกรชำนาญการสำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)กระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่า ยาแก้ไอและยาทรามาดอลอยู่ในมาตรการในการจับตามองและควบคุม อย่างเช่น ยาแก้ไอตอนนี้ทางอย.ก็ได้ใช้มาตรการการควบคุมการจำหน่ายแก่ร้านขายยา โดยร้านขายยาร้านหนึ่งจะสามารถซื้อยาแก้ไอได้เพียง 300 ขวดต่อเดือนเท่านั้น ไม่สามารถซื้อเกินกว่านี้ได้ โดยข้อบังคับนี้เป็นมาตรการที่ทางอย.วางไว้สำหรับแก้ปัญหายาแก้ไอ ส่วนยาอีกหนึ่งตัวที่เป็นยาแก้ปวดหรือ ทรามาดอล อย.ได้ทำหนังสือไปยังร้านยาทุกแห่งแล้ว ให้ร้านยาจำหน่ายยาตัวนี้สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นทางการแพทย์เท่านั้น และยังแจ้งไปในจดหมายด้วยว่า ถ้ายังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ปัญหาได้ทางอย.ก็จะเริ่มมาตรการในการจำกัดจำนวนการจำหน่ายหรือจัดให้เป็นยาควบคุมพิเศษห้ามจำหน่ายในร้านขายยา ให้จำหน่ายได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ถ้าหากยังไม่สามารถควบคุมได้อีกอาจจำเป็นต้องเพิกถอนทะเบียนยาออกจากประเทศไทย กระบวนการเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราวางขั้นตอนในการปฏิบัติไว้ค่อนข้างชัดเจนโดยตอนนี้ทางอย.ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนไปทีละขั้นและทำการประเมินสถานการณ์อยู่เป็นระยะ เภสัชกรชำนาญการอย.กล่าวต่อว่า ยาแก้ไอและยาแก้ปวดทรามาดอลนั้นการลงโทษจะไม่หนัก เพราะอยู่ในกลุ่มของยาอันตรายจ่ายโดยเภสัชกร โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์และยาพวกนี้ไม่มีสถานภาพเป็นยาเสพติด แต่กลุ่มวัยรุ่นนำไปใช้โดยหวังผลอาการข้างเคียงจากการใช้ยา โทษจึงไม่หนักเหมือนยาเสพติดให้โทษ ซึ่งยาแก้ปวดทรามาดอลจะมีลักษณะทำให้เกิดอาการเคลิ้ม มึนงง เมื่อทานร่วมกับยาน้ำแก้ไอที่มีแอนตี้ฮิสตามีน(Antihistamine) ก็จะทำให้เกิดอาการเสริมฤทธิ์กันของยาทำให้อาการข้างเคียงเพิ่มมากขึ้น ส่วนยาอีกชนิดที่วัยรุ่นใช้แทนตัวยาทรามาดอล หรือใช้รับประทานเสริมเข้าไปก็คืออัลปราโซแลม ซึ่งยาตัวนี้จัดอยู่ในประเภทวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท การจำหน่ายโดยไม่ขออนุญาตเป็นความผิดอย่างแน่นอนและมีโทษทางกฎหมาย ต้องมีใบสั่งแพทย์ประกอบทุกครั้งในการจำหน่าย ซึ่งในอนาคตยาตัวนี้จะถูกยกระดับห้ามจำหน่ายในร้านขายยา นายวราวุธกล่าวต่อไปอีกว่า กรณีที่มีการประกาศขายยาแก้ไอจำนวนมากในเฟซบุ๊กนั้น อาจจะเป็นเพราะรับยามาจากหลายๆร้านรวมกันก่อนที่จะนำมาจำหน่าย เพราะโดยหลักแล้วร้านขายยาจะถูกควบคุมปริมาณการซื้อไว้ 300 ขวดต่อเดือน ซึ่งการจำหน่ายในเฟซบุ๊กลักษณะนี้มีความผิดทางกฎหมายมีโทษทั้งจำและปรับ ส่วนการจัดจำหน่ายยาแก้ไอเป็นชุดนั้นถ้าหากผู้ขายๆ ในขณะที่เภสัชกรไม่ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ตัวคนขายก็จะมีความผิดทางกฎหมาย หมายเหตุ: ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ “หอข่าว” จัดทำโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

18 กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ สำหรับวัยรุ่น
10 อันดับ /  กิจกรรมวัยรุ่น / 

18 กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ สำหรับวัยรุ่น เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยี มันก้าวไปไกลจริงๆ วัยรุ่นหนุ่มสาวก็ชอบมันซะด้วย ก็เช่น Iphone , Samsung , Black Berry รุ่นใหม่มาทีไรก็แห่กันไปซื้อซะเกลี้ยง!! บางคนก็ซื้อด้วยเงินตัวเอง แต่สำหรับใครที่อ้อนง้อให้พ่อแม่ซื้อให้ ถ้าเจอ 18 กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ สำหรับวัยรุ่น เข้าไปจะเสียววาบๆแน่นอน!! คุณพ่อคุณแม่ ก็สามารถใช้ได้นะคะ teen.mthai ว่า 18 กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ดีมากๆทีเดียว  ^^ ซึ่งเรื่องราวกฏเหล็กเหล่านี้ เป็นของของแม่ลูกชาวอเมริกันคู่หนึ่ง โดยนางเจเนล ฮอฟฟ์แมน ผู้เป็นแม่ ได้มอบ iPhone รุ่นล่าสุดให้แก่ เกร็ก ฮอฟฟ์แมน ลูกชายวัย 13 ปี เพื่อเป็นของขวัญในวันคริสต์มาส พร้อมกับแนบกฎเหล็กในการใช้โทรศัพท์เอาไว้อย่างชาญฉลาดถึง 18 ข้อด้วยกัน เพื่อให้ลูกชายรู้จักใช้โทรศัพท์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม และมีความรับผิดชอบ!!! 1. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ มันเป็นโทรศัพท์ของแม่ แม่เป็นคนซื้อ แม่เป็นคนจ่าย แม่ให้ลูกยืมใช้ เพราะฉะนั้นแม่มีสิทธิ์สูงสุด 2. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ แม่จะต้องรู้พาสเวิร์ดทั้งหมด 3. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ถ้าแม่โทรเข้า ต้องรับ มันคือโทรศัพท์ ให้ทักทายอย่างสุภาพ ห้ามเมินเมื่อมีคำว่า "Mom" หรือ "Dad" โชว์บนหน้าจอโดยเด็ดขาด 4. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ส่งโทรศัพท์ให้พ่อหรือแม่ในเวลา 19.30 น. ในวันที่มีเรียน และ 21.00 น. ในวันหยุด ซึ่งมันจะถูกปิดจนกระทั่งเปิดอีกครั้งตอน 7:30 น. เช้าวันรุ่งขึ้น ถ้าลูกไม่ยอมใช้โทรศัพท์บ้านโทรหาเพื่อนก็ไม่ต้องโทรไป ลูกต้องเคารพพ่อแม่ของเพื่อน เหมือนอย่างที่ต้องการให้เพื่อนเคารพพ่อและแม่ของลูก 5. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ แม่จะไม่ให้ลูกพกมันไปโรงเรียน ลูกต้องคุยสื่อสารกับเพื่อนด้วยปาก ซึ่งเป็นทักษะการเข้าสังคม รู้จักมีสังคมปกติบ้าง **หากเรียนแค่ครึ่งวัน, มีทริปออกนอกสถานที่ หรือหลังจากที่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนเสร็จแล้ว จะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะให้ลูกใช้โทรศัพท์หรือไม่** 6. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ถ้ามันหล่นลงในโถส้วม ตกพื้น หรือหายไป ลูกจะต้องเป็นคนจ่ายค่าซ่อมหรือค่าซื้อใหม่ ด้วยการใช้เงินออมที่ได้รับจากวันเกิด หรือรับจ้างทำงานพิเศษ เช่น พี่เลี้ยงเด็ก ตัดสนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งมันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ลูกควรจะเตรียมตัวเอาไว้ 7. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้เทคโนโลยีในการโกหก หลอกลวง หรือแกล้งคนอื่น ห้ามร่วมวงสนทนาที่ให้ร้ายผู้อื่น ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี และอยู่ห่าง ๆ จากคนทะเลาะกัน 8. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามส่งอีเมล ข้อความผ่าน iphone ถ้าลูกไม่คิดจะพูดมันออกมาด้วยปาก 9. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามส่งอีเมล ข้อความ หรือพูดอะไรกับใคร ในสิ่งที่คุณคิดว่าพ่อแม่ของเขาคงโมโหถ้าได้ยินเข้าเด็ดขาด 10. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามดูหนังโป๊ แต่ใช้เพื่อหาข้อมูลความรู้ต่าง ๆ 11. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ปิดมันหรือปิดเสียงมัน เมื่ออยู่ในที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหาร โรงหนัง หรือตอนที่กำลังพูดกับคนอื่นอยู่ ลูกไม่ใช่คนหยาบคาย อย่าให้ iphone เปลี่ยนชีวิตลูก 12. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามรับ-ส่งรูปภาพของลับของลูก หรือของคนอื่น ห้ามหัวเราะ สักวันลูกจะถูกแบล็คเมล์ด้วยเรื่องนี้ หรือกระทั่งโดนเอาไปปล่อยต่อ ซึ่งไม่มีทางที่จะตามลบได้หมด 13. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ห้ามถ่ายรูปหรือวิดีโอจนเมมเต็ม ลูกไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกอย่างเก็บไว้ แต่ให้เก็บมันเอาไว้ในความทรงจำแทน 14. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ให้วาง iphone ไว้ที่บ้านบ้างบางครั้ง ไม่ต้องพกติดตัวออกไปข้างนอก เรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่มีมัน ก้าวข้ามความรู้สึก FOMO (fear of missing out) 15. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ให้ฟังเพลงใหม่ ๆ หรือเพลงคลาสสิก หรือเพลงที่แตกต่างจากที่คนอื่นเขาฟังกัน สมัยนี้รุ่นลูกสามารถเข้าถึงข้อมูลพวกนี้ได้ง่าย ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากมัน 16. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ให้เล่นเกมที่เกี่ยวกับ words puzzle หรือเกมลับสมองต่าง ๆ 17. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ตื่นตัว มองโลกรอบตัวเอง มองออกไปนอกหน้าต่าง ฟังเสียงนกร้อง ออกไปเดินเล่น พูดคุยกับคนแปลกหน้า ให้หาข้อมูลโดยไม่ใช้กูเกิล 18. กฏเหล็กการใช้โทรศัพท์ ถ้าทำผิดกฎแม้เพียงข้อเดียว แม่จะยึดโทรศัพท์ของลูก และเราจะมานั่งจับเข่าคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และเราพร้อมที่จะเริ่มสัญญาให้ยืม iphone ใหม่อีกครั้ง ลูกและแม่พร้อมที่จะเรียนรู้ แม่อยู่ข้างเดียวกับลูก เราสองคนอยู่เรือลำเดียวกัน นอกจากนี้ ในสัญญา นางเจเนล ฮอฟฟ์แมน ผู้เป็นแม่ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายในสัญญาด้วยว่า แม่ อยากให้ลูกยอมรับและทำตามกฎนี้ เพราะข้อปฏิบัติเหล่านี้ไม่ใช่สามารถนำมาใช้กับ iPhone ได้อย่างเดียว แต่ยังนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของลูกได้ด้วย หวังว่าลูกจะมีความสุขและสนุกไปกับ iPhone เครื่องใหม่ สุขสันต์วันคริสต์มาสจ้ะ ข้อมูล teen.mthai อ้างอิง popcornfor2