กิมเอ็ง

ละครเจ้าแม่จำเป็น , เรื่องย่อเจ้าแม่จำเป็น
ป้อง ณวัฒน์ /  ยิปซี คีรติ / 

บทประพันธ์ : ณัฐิยา ศิรกรวิไล บทโทรทัศน์ : กัลยาณมิตร กำกับการแสดง : กิตติ บุญสกุลศักดิ์ ออกอากาศ : จันทร์ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น.ทางช่อง 5 ณ สำนักเจ้าแม่มหาลาภไทรทอง เป็นที่ตั้งของสำนักทรงที่ได้รับความนิยมอย่างมากของชาวบ้าน โดยมีร่างทรงคือ กะละแม(คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) เด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่กับ โต๊ด(เกรียงไกร อุณหะนันท์) น้าของ ติ่ง(ณัฎฐพงษ์ ชาติพงษ์) และพ่อ ตุ้งแช่(ชวิน ลิขิตเจริญพงษ์) แม้ว่าลึกๆ กะละแมจะไม่อยากทำอาชีพที่หลอกลวงชาวบ้าน แต่เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว ทำให้กะละแมจำใจต้องทำ เธอจะบอกความจริงกับใครไม่ได้แม้แต่ โทฟู่(รัชย์ณมนทร์ รัชย์จิราธรรม) นักเรียนแพทย์เพื่อนสนิท แต่เธอก็หวังลึกๆ ว่าวันหนึ่งเมื่อโต้ดมีเงินมากพอ เธอจะเลิกเข้าทรงใบ้หวย แล้วไปตั้งใจเรียนต่อตามที่ฝันไว้ ชิณ(ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์) หนุ่มนักธุรกิจเจ้าของที่ดิน ต้องการที่จะเปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้างสรรพสินค้า เพราะบริษัทคู่แข่งของ จักกาย(กันต์ดนย์ อะคาซาน) เตรียมจะสร้างห้างเช่นกัน ชิณจึงจำเป็นต้องกำจัดกะละแมและสำนักทรงเจ้า เพราะคิดว่าเธอเป็นพวกต้มตุ๋น และเป็นหัวโจกในการต่อต้านการไล่ที่ของเขา ด้านฉายตะวัน(มยุรา เศวตศิลา)ผู้เป็นแม่ของชิณ กลัวว่าลูกชาย จะทำงานจนไม่มีเวลาหาคู่ กิมเอ็ง(ญาณี จงวิสุทธิ์) เพื่อนสนิทที่จ้องจะจับชิณคู่กับมิ้ว(พิชญ์นาฎ สาขากร) ลูกสาวตัวเองเสมอ จึงพาฉายตะวันไปดูหมอที่สำนักทรงของกะละแม ฉายตะวันเลื่อมใสเจ้าแม่ในร่างทรงของกะละแมเป็นอย่างมาก กายเริ่มสนใจในความหยิ่งของกะละแม จึงตีสนิทโทฟู่เพื่อตีซี้กะละแมและยุให้กะละแมทรงเจ้าต่อไป เพื่อที่ชิณจะได้สร้างห้างไม่สำเร็จ แต่กะละแมไม่ยอมรับข้อเสนอของจักกาย วันหนึ่งชิณถูก ก๋อย(แจ็ค แฟนฉัน) ลูกน้องของ ดวง(นิธิชัย ยศอมร-สุนทร) ซึ่งเป็นลูกชายของ เสี่ยนุ้ย(เป็ด เชิญยิ้ม) เจ้ามือหวยรายใหญ่ประจำชุมชน ยกพวกรุมทำร้ายจนชิณบาดเจ็บ กะละแมเลยพา ชิณส่งโรงพยาบาล แต่ชิณเข้าใจผิดคิดว่ากะละแมเป็นคนพาพวกมาทำร้ายตน แต่ภาพวิดีโอวงจรปิดก็ทำให้กะละแมพ้นข้อกล่าวหา ฉายตะวันจึงสั่งให้ชิณขอโทษกะละแม ชิณยังคงเดินหน้าหาทางไล่ที่กะละแมและคนในชุมชนต่อไป โดยงัดไม้ตายจ่ายเงินให้โต้ด 3 ล้านบาทเพื่อให้โต้ดและครอบครัวย้ายออกไป จักกายแอบมาหาโต๊ดและทุ่มเงินกลับถึง 4 ล้านบาท เพื่อให้ทุกคนกลับมาอยู่ในชุมชนอีกครั้ง กะละแมเริ่มสงสัยและคาดคั้นโต้ด จนเค้ารับสารภาพว่ารับเงินมาจากชิณและจักกาย กะละแมจึงเอาเงินทั้งหมดไปคืนชิณและจักกาย ชาวบ้านถูกหวยกันยกซอยอีกครั้งจากการทรงเจ้าใบ้หวยของกะละแม เสี่ยนุ้ยแค้นใจมาก สั่งลูกน้องไปพังบ้านกะละแม จักกายประกาศให้ความช่วยเหลือให้กะละแมและครอบครัวไปอาศัยที่บ้าน พอฉายตะวันรู้เรื่องก็ไปหากะละแมถึงบ้านจักกาย พร้อมทั้งเสนอให้กะละแมและครอบครัวมาอยู่บ้านตน และให้เปิดสำนักทรงในบ้านได้ โต๊ดดีใจรีบตกลงทันที ทำเอามิ้ว และกิมเอ็งถึงกับปรี๊ดแตก เมื่อชิณและกะละแมได้มาอยู่ใกล้ชิดกันต่างก็ทำเป็นไม่สนใจ แต่ลึกๆ ก็หวั่นไหวและมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน เสี่ยนุ้ยพยายามบังคับให้โต๊ดกลับมาเปิดสำนักร่างทรงและใบ้หวยหลอกให้ชาวบ้านโดนกิน แต่กะละแม ไม่ยอมหลอกชาวบ้านอีกแล้ว ทำให้กะละแมและโต๊ดตัดขาดจากกัน โต๊ดบังคับตุ้งแช่เป็นร่างทรงแทน กะละแม โทฟู่ จักกายและชินจึงปลอมตัวเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง ในที่สุดกะละแม โทฟู่ จักกาย และติ่งก็ร่วมมือกันวางแผนที่จะเปิดโปงทุกอย่าง โดยจัดพิธีทรงเจ้าครั้งใหญ่ที่ในบ้านเสี่ยนุ้ย ทั้งหมดร่วมมือกับตำรวจเพื่อมาจับธุรกิจหวยเถื่อนของเสี่ยนุ้ย แต่กะละแมต้องแลกมาด้วยการถูกประนามหยามเหยียดจากชาวบ้าน ว่าเป็น 18 มงกฎ ในขณะที่ชิณยอมรับแล้วว่ารักกะละแม แต่ฉายตะวันรับไม่ได้และไม่ให้อภัย ชิณจึงจำใจขอพักการเป็นลูกกับ ฉายตะวันชั่วคราวและออกจากบ้านไปตัวเปล่าเพื่อพิสูจน์รักแท้ที่มีต่อผู้หญิงธรรมดาอย่างกะละแม เรื่องราวความรักของทั้งคู่ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายจะลงเอยอย่างไร? และฉายตะวันจะให้อภัยกะละแมหรือไม่? ติดตามได้ใน “เจ้าแม่จำเป็น”ทางช่อง 5 เริ่ม พฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555 นี้ และเต็มอิ่มจุใจ ทางละครออนไลน์ เร็วๆ นี้

บล.เมย์แบงก์ฯชี้ช่องลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง
CK /  ITD / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ฟันธงหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างราคาถูก เหตุวิกฤตการเมืองกดดันราคา แต่หุ้นอนาคตไกล จับตา CK, ITD และ STEC อนาคตไกลงานล้านมือ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เผชิญวิกฤตการเมือง ทำให้ราคาหุ้นได้ทรุดลงอย่างหนัก ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/BV หรือ ราคาหุ้นปัจจุบัน / มุลค่าทางบัญชี และ P/E ก็ต่ำ หรือ(ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้นต่ำ) หุ้น CK มีค่า P/BV ที่ 1.38 เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 1.83 เท่า หุ้น ITD มีค่า P/BV ที่ 1.41 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 1.61 เท่า  หุ้น STEC มีค่า P/E 10.82 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 21.72 เท่า ดังนั้น หุ้นในกลุ่มรับเหมานับว่าทรุดลงหนักจนมีราคาที่ถูก อีกทั้งปีนี้จะมีประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม และสนามบินสุวรรณภูมิมีส่วนต่อขยาย ซึ่ง MRTA ได้ประกาศเชิญชวนประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม หมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต หลังครม.ได้อนุมัติโครงการนี้เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2556 และ บอร์ด MRTA ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2556 โดยจะเปิดขายเอกสารประกวดราคา 2-15 ม.ค. 2557 และ ยื่นประมูลในวันที่ 11 เม.ย.  มีทั้งหมด 4 สัญญา รวม 2.9 หมื่นล้านบาท และ ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่าโครงการ 6.2 หมื่นล้าน ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันทางสนามบินฯกำลังอยู่ในช่วงของการออกแบบ โดยมีกำหนดจะเปิดในปี 2560 ดังนั้น คาดจะมีการเปิดประมูลได้ในไครมาส 3 ปี2557 นี้ สำหรับงานในมือ (Backlog) กลุ่มก่อสร้างสูงรองรับรายได้ 2-4 ปี  แต่บล.เมย์แบงก์ฯปรับประมาณการลง งานในมือ (Backlog) ของหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างสูงทำสถิติใหม่ คือ CK มีงานในมือ 1.4 แสนล้านบาท หรือเท่ากับรายได้ 4 ปีข้างหน้า  ITD มีงานในมือ 2 แสนล้านบาท (ไม่รวมโครงการน้ำ) รองรับรายได้ 4-5 ปี  STEC มีงานในมือ 5.6 หมื่นล้านบาท รองรับรายได้ 2 ปี รวมถึง NWR มีงานในมือ 1.1 หมื่นล้านบาท รองรับรายได้ 1 ปีเศษๆ  อย่างไรก็ตามเราได้ปรับประมาณการกำไรลดลง เพื่อสะท้อนปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อโครงการต่างๆมีความล่าช้า  รวมถึงเราปรับราคาเป้าหมายลดลงโดยให้ซื้อขาย P/E และ P/BV ที่ต่ำลง  อย่างไรก็ตามเราคาดกำไรปกติปี 2557 จะยังเติบโต ราคาหุ้นถูก  แต่การเมืองยังไร้ทางออกจึงกดดันต่อ: ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างงานด้านโยธาหลักๆ คือ CK, ITD, STEC ปัจจุบันโดยพิจารณาเทียบกับ P/BV และ PE มีราคาที่ถูกอย่างมาก คือ ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย  แต่สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันยังไร้ทางออก จะยังส่งผลด้านลบต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง  ถ้าสถานการณ์การเมืองผ่อนคลาย คาดว่าจะเห็นราคาดีดกลับอย่างรุนแรงเช่นกัน เพราะ หุ้นกลุ่มนี้มีงานในมือ และ กำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต  รวมแล้วให้น้ำหนักการลงทุนแบค่อยเป็นค่อยไป MThai News

จับตา! หุ้นบ่ายร่วงต่อ หลังภาคเช้าปิดลดลง 11.64 จุด
ตลาดหุ้น /  ตลาดหุ้นไทย / 

บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์ไทยในเช้าวันนี้ (22 ก.ค.) ดัชนีปิดที่ระดับ 1,526.91 จุด ลดลง 11.64 จุด หรือคิดเป็น 0.76% มูลค่าการซื้อขาย 38,372.59 ล้านบาท โดยแตะจุดสูงสุดของช่วงเช้าที่ 1,545.29 จุด และแตะจุดต่ำสุดของช่วงเช้าที่ระดับ 1,518.58 จุด น.ส.มยุรี โชวิกานต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงกว่า 10 จุด ภายหลังจากที่ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ Sentiment เสียไป นอกจากนี้ ตลาดหุ้น ยังปรับตัวขึ้นมามากแล้ว การปรับฐานจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่เช้านี้ตลาดบ้านเราปรับตัวลงแรงกว่าตลาดอื่นในกลุ่ม TIP ที่ต่างก็ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า ส่วนตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก โดยประเมินว่า หุ้นภาคบ่ายดัชนีน่าจะแกว่งตัวลงต่อ โดยให้แนวรับ 1,520 จุด แนวต้าน 1,530 จุด หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ ADVANC ปิดที่ 208.00 บาท ลดลง -6.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,921.72 ลบ. BLAND ปิดที่ 2.12 บาท ลดลง -0.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,018.46 ลบ. TRUE ปิดที่ 11.20 บาท ลดลง -0.70 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,017.02 ลบ. CK ปิดที่ 22.90 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,538.74 ลบ. ITD ปิดที่ 5.40 บาท ลดลง -0.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,272.67 ลบ. MThai News

หุ้นไทยไปต่อแบบแกว่งตัวแม้การเมืองวุ่น
KBANK /  TTA / 

กิมเอ็งชี้ การเมืองกดดันหุ้นเล็กน้อย รับไม่เกิดเหตุรุนแรง แนะเล่นกลุ่มธนาคารถึงคราวราคาดีขึ้น เก็งกำไร KBANK  สะสมTTA กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ปิดลบเป็นวันที่ 2 เล็กน้อย 3.91 จุด มาปิดที่ 1,342.72 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 22,118 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 21 อีก 720 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 164 ล้านบาท การเคลื่อนไหวทางการเมืองวานนี้ของกลุ่ม กปปส. รอบกทม. อาจกดดันทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่ท่าทีของนายกรัฐมนตรี รักษาการ และ พรรคร่วมรัฐบาล รักษาการ ยืนยันเดินหน้าเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 อาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป และมีแนวโน้มที่จะข้ามปี แต่กดดันหุ้นเล็กน้อย ขณะที่แรงขายจากต่างชาติในมุมมองของ บล.เมย์แบงก์ฯ ถือว่าดีขึ้นเ ส่วนการเมืองภายในประเทศ แม้ว่าจะมีความยืดเยื้อ แต่การเคลื่อนไหวยังคงเป็นไปอย่างสงบ และสันติ แรงกดดันต่อจิตวิทยาการลงทุนคงเป็นกลางเท่านั้น ดังนั้นดัชนีตลาดหุ้นวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัวกรอบระหว่าง 1,335 – 1,355 จุด มูลค่าการซื้อขายเบาบางมากยิ่งขึ้น กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้นบล.เมย์แบงก์ฯแนะนำให้ซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินบริเวณดัชนี 1,335 จุด บวกลบ เน้นกลุ่มธนาคารเป็นสำคัญ หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ฯ แนะนำ KBANK  แนะนำเก็งกำไร หวังผลตอบแทนจากการลงทุนราว 4-5% คาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารมีโอกาสราคาดีขึ้นในสัปดาห์นี้จากการเกิดซื้อหุ้นหรือกองทุนเข้าพอร์ตในบัญชีกองทุน เพื่อประคองุลค่ากองทุนสิ้นสุไตรมาส  4 ปี 2556 และคาดว่ากำไรสุทธิปี 2557 ยังมีทิศทางขยายตัวได้ดีเพิ่ม 9.5% เทียบปีก่อน เป็น 44,867 ล้านบาท ราคาปิด 169.00 บาท ราคาเหมาะสม 200.00 บาท TTA แนะนำทยอยสะสม คาดว่าปี 2557 จะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นของธุรกิจเรือเทกอง จากการฟื้นตัวของดัชนีค่าระวางเรือเทกองหรือ BDI ที่เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2556 ที่ผ่านมา และส่งผลให้ธุรกิจเรือเทกองของบริษัทผ่านพ้นจุดคุ้มทุน และเริ่มสร้างกำไรตั้งแต่ไตรมาส 1 ปีหน้าเป็นต้นไป ขณะที่ธุรกิจวิศวกรรมใต้น้ำ และเรือขุดน้ำมันของ Mermaid คาดว่าจะมีกำไรเติบโตไม่ต่ำกว่า 1 เท่าตัวในปีหน้า เนื่องจากงานส่วนใหญ่มีสัญญาระยะยาวรองรับแล้วใน 3 ปีข้างหน้า รวมทั้ง ธุรกิจที่เหลือ เช่นธุรกิจท่าเรือ, ปุ๋ย และถ่านหิน ที่จะสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องให้กับ TTA  ราคาปิด 17.60 บาท ราคาเหมาะสม 24.00 บาท MThai News

หุ้นไทยยังคงซื้อขายแกว่งตัว
HMPRO /  QH / 

กิมเอ็ง ฟันธงตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวน ทจากแรงกดดันทางการเมือง แนะซื้อHMPRO,QH และSTANLY บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งมองตลาดห้นไทยช่วงนี้ยังคงแกว่งตัวช่วงแคบๆ มีปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน ทั้งการประชุมพรรคเพื่อไทยวันนี้ เพื่อประเมินท่าทีต่อร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และคำพิพากษาของศาลโลก ต่อกรณีเขาพระวิหารในวันที่ 11 พ.ย.ขณะที่หุ้นวันนี้ติดตามหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการประชุมทีวีดิจิตอล เพราะวันที่ 28-29 ต.ค. เปิดให้ยื่นซองเทคนิค ต่อกสทช. กลายเป็นหุ้นที่เก็งกำไรต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้น 3 ตัว คือ แนะนำซื้อ HMPROบมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ผลประกอบการไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 720 ล้านบาท ใกล้เคียงกับที่คาดไว้ ส่วนไตรมาส 4คาดว่า HMPRO จะบันทึกค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขา Mega Home อีก แต่ยังประเมินว่ามีกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงฤดูกาลขายดี ราคาเป้าหมาย 13.50 บาท ราคาล่าสุด บาท (เวลา11.25 น.) แนะนำซื้อ QHบมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ แม้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 จะลดลงก็ตาม คาดว่ารายได้รวมอยู่ ที่ 5,223 ล้านบาท แต่เชื่อมั่นว่า QH จะมียอดจองซื้อก่อนสร้างเสร็จปี 2556 เป็นไปตามเป้าที่ 20%ขณะที่รายได้จากโครงกาคอนโดมิเนียมมีบันทึกต่อเนื่องทั้งจาก Casa Condo อโศก-ดินแดง Casa Condo ช้างเผือก เชียงใหม่ และ The Trust  รัชดา –พระราม 3 ไม่รวมรายได้จากโครงการ The Trust Condo Central Pattaya มูลค่าโครงการ 836  ล้านบาท ยอดจอง 85%ราคาเป้าหมาย 4.40 บาท ราคาล่าสุด บาท ราคาล่าสุด 3.08 บาท (เวลา 11.25 น.) แนะนำซื้อ STANLYบมจ.ไทยแสตนเลย์การไฟฟ้า คาดว่ากำไรไตรมาส 2/57 (งวดก.ค.-ก.ย. 56) ลดลงเหลือ 367 ล้านบาทจากภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ปรับตัวลงหลังหมดโปรโมชั่นรถคันแรก แต่ยังเป็นผู้นำตลาดอุปกรณืส่องสว่างรถยนตื และรถจักรยานยนต์ มีส่วนแบ่งตลาด 55% และ 95% ตามลำดับ อีกทั้งไม่มีหนี้ และมีเงินสด 2.4 พันบ้านบาท ราคาเป้าหมาย 27.25 บาท ราคาล่าสุด 12 บาท (เวลา 11.25 น.) Mthai news

โบรเกอร์เห็นต่างหุ้นไทยบวกหรือลบ
JAS /  PTTGC / 

โบรกเกอร์ เห็นต่างหุ้นไทยวันนี้ ใีทั้งมองหุ้นบวก ลบ และ ผันผวน พร้อมแนะนำลงทุน PTTGC,TMB, และ๋๋๋JAS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)  เผย แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (3 กพ.) ว่า คาดดัชนีหุ้นบวกปานกลาง โดยแม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียเช้านี้ลดลง จากความกังวลต่อเศรษฐกิจและค่าเงินตลาดเกิดใหม่ แต่หุ้นไทยน่าจะมีปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งเมื่อวาน ซึ่งไม่มีความรุนแรง ส่วนประเด็นที่ว่าคนไปใช้สิทธิ์น้อย และการรณรงค์ไม่เลือกตั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดสภาฯ ได้นั้น คาดว่าตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ดีดัชนีหุ้นจะยังผันผวนสูง เพราะการเมืองยังคงไม่มีทางออก นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เผย ดัชนีตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาส แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยมองแนวโน้มไปทางด้านติดลบอยู่ ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้การเลือกตั้งจะไม่เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถหาทางออกได้ และยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ ปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) มีมติปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงมีแนวโน้มที่เงินทุนต่างประเทศอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่าดัชนีหุ้นยังผันผวนในกรอบแคบๆ แต่อาจรีบาวด์ได้ในช่วงสั้น หลังการเลือกตั้งวานนี้เป็นไปด้วยความสงบ โดยทางแกนนำกปปส.มีมติให้ยุบเวทีบางแห่งทำให้ความตึงเครียดลดน้อยลง ขณะที่การเปิดลงคะแนนเสียงได้  คิดเป็น 89.2% ของการเลือกตั้ง ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ สส.ครบ 95% จับตาการการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ต่อไป ปัจจัยเศรษฐกิจวันนี้มีประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทย ซึ่งมาคมนักวิเคราะห์คาดว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.76% จาก 1.67% ในเดือนก่อน รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการจีน เดือนมกราคมที่ประกาศออกมาเมื่อวันเสาร์อ่อนตัวลงมาที่ 50.5 จาก 51 ในเดือนธันวาคมแต่ให้กรอบดัชนีวันนี้ที่ 1250 - 1290 จุด หุ้นเด่นวันนี้ PTTGC บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำซื้อ  คาดกำไรจากการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี 2556 ลดลง 2% จากปี 2555 แต่ประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ที่คาดเพิ่ม 15% จากอัตราผลกำไร (margin) ที่ดีขึ้นของสินค้าสายโอเลฟินส์ และการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นหลังขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตในปีก่อน แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 80 บาทจาก 90 บาท ล้อกับ PE ของภูมิภาคที่ลดลง  TMB บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ เป้าหมาย 2.70 บาท ปัจจัยกดดันราคาหุ้นระยะสั้นจบลงแล้ว หลังธนาคารออกมาระบุว่าไม่ได้เข้าร่วมประมูลสินเชื่อให้กับโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่ในเชิงพื้นฐานประเมินว่า TMB จะมีกำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้น 39% จากปี 2556 ถือว่าโดดเด่นมากเพราะสูงที่สุดในกลุ่มฯที่โดยเฉลี่ยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 4% จุดเด่นที่สำคัญของ TMB คือ สามารถในการรับความเสี่ยงที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงราว 16% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1หรือ Tier 1 ราว 10% JAS บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ แนะนำทยอยสะสมราคาเป้าหมาย 9 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 4 ปี 2556 ขยายตัวทั้งรายปีและรายไตรมาส ตามการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในธุรกิจ Broadband และการรุกขยายเข้าสู่ตลาดบนผ่านการให้บริการ FTTX โดยเบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติ ไตรมาส 4 ปี 2556ที่  800 ล้านบาท และราคาหุ้นมีโอกาสเพิ่มขึ้น จากแผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่ระหว่างศึกษา และคาดว่าจะมีความคืบหน้าในครึ่งปีแรก พร้อมคาดกำไรปกติปี 2557 จะเติบโต +20.2% yoy เป็น 3,872 ล้านบาท  MThai News

การเมืองเดือด!! ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 20 จุด
กกต /  หุ้นร่วง / 

เลือกตั้งล่วงหน้าเดือด ฉุดตลาดหุ้นไทยร่วงเกือบ 20 จุด ดัชนีหลุด 1300 จุดอีกแล้ว โบรก แนะ จับตาเจรจาเลื่อนเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เปิดตลาดหุ้นไทยวันนี้ (27 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีร่วงลงทันที่ 18.95 จุด มายืนที่ 1,295.68 จุด เปลี่ยนแปลง -1.44% มูลค่าการซื้อขาย 2,158.26 ล้านบาท ทั้งนี้ นักวิเคาระห์ ระบุว่า บรรยากาศหุ้นไทยที่ร่วงลงนี้ เป็นไปตามเป็นไปตามทิศทางตลาดต่างประเทศที่กังวลค่าเงินในเอเชีย และปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดปัญหาความวุ่นวายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้(26 ม.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการคัดค้านการเลือกตั้ง ดังนั้นนักลงทุนจึงขายเพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะให้รอดูผลการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันพรุ่งนี้(28 ม.ค.)ว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่ หากมีการเลื่อนเลือกตั้งก็จะทำให้ตลาดรีบาวด์ได้บ้าง แต่ถ้าไม่เลื่อนก็จะเกิดความกังวลตามมา MThai news

กลยุทธลงทุนหุ้นไทยวันนี้ แนะเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน
MBKET /  กรุงศรี / 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.66 จุด แตะที่ระดับ 1,372.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 845.29 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 08.54 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 31.23 บาท ขายออก 32.65 บาท ด้านบล.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง ( MBKET) ระบุ บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (31 มี.ค.) ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ ระหว่าง 1,360-1,375/80 จุด แม้ว่าต่างชาติซื้อสุทธิหนาแน่นตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลต่อการสิ้นสุด Window Dressing (ราคาปิดสิ้นงวดบัญชี) และยังไม่มั่นใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติในระลอกนี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นแนว Sideways-to-Sideways-Up ไปสู่กรอบต้านสำคัญ 1,380-1,400 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ประกอบด้วย -การเข้าชี้แจงของนายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการจำนำข้าว ต่อ ปปช. ซึ่ง MBKET เชื่อว่า นายกฯ รักษาการจะขอผ่อนผันการเข้าชี้แจง ทำให้นักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนต่อไป -การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ.ของ ธปท. ให้น้ำหนักกับภาคการบริโภค และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ว่าจะผ่านจุดต่ำสุดหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมของกปปส. วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะคลายความกังวลต่อกรณีการเมือง ทั้งนี้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังสิ้นสุด Window Dressing พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ,กลุ่มโรงกลั่น และ พลังงานทางเลือก พร้อมหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว ฃส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" SCC/ SAMART ขณะที่ บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1360-1380 จุด  หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสดีดตัว แนะนำซื้อเก็งกำไร INTUCH และ BJC MThai News

หุ้นกลุ่มยานยนต์ ความหวังการส่งออกไทยปีนี้
DELTA /  PCSGH / 

หุ้นกลุ่มยานยนต์ โบรกเกอร์วิเคราะห์ครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน แนะนำลงทุนแบบระยะยาวเป็นรายตัว อาทิ DELTA,PCSGH บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (Automotive Sector) จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่ากลุ่มยานยนต์ยังเป็นความหวังการส่งออกไทย ซึ่งจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือน มี.ค. 2557 เท่ากับ 181,334 คัน ฟื้นตัวต่อจากเดือนก่อน 5% แต่ยังทรุดลงจากปีก่อน 29% โดยตัวเลข 1.8 แสนคัน ยังเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับประมาณการ ปี 2557 ของสภาอุตสาหกรรม เท่ากับ 2.4 ล้านคัน หรือ เฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 2 แสนคัน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกของปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์เท่ากับ 517,492 คัน ติดลบ 28%จากปีก่อน การส่งออกรถยนต์ เดือน มี.ค. โดดเด่น 113,313 คัน : ตัวเลขส่งออกรถยนต์ในเดือน มี.ค. เท่ากับ 113,313 คัน โดยเป็นตัวเลขเดียวที่สามารถเติบโต 17% จากเดือนก่อน และ 9%เทีบปีก่อน เนื่องจากค่ายรถยนต์ต่างๆ หันมาเน้นตลาดส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่หดตัวหลังจากหมดรถยนต์คันแรก สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรก มียอดส่งออกรถยนต์เท่ากับ 291,509 คัน เติบโตเล็กน้อย 1%ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน มี.ค. 2557 ฟื้นตัวต่อ 83,983 คัน : ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในประเทศ เดือน มี.ค. เท่ากับ 83,983 คัน ฟื้นตัว 17% เทียบเดือนก่อน แต่ยังติดลบจากปีก่อนถึง 47%เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกยอดขายรถยนต์ในประเทศเท่ากับ 224,171 คัน ติดลบ 46%เทียบป่ก่อน คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) หรือถือหุ้นไว้ ในมุมมองของเราอุตสาหกรรมรถยนต์จะอยู่บริเวณจุดต่ำสุดในครึ่งปีแรก โดยตัวเลขไตรมาสสองและไตรมาสแรกจะใกล้เคียงกัน แต่จะมีทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.2 ล้านคัน (+6%จากปีก่อน) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.1 ล้านคัน (-17%จากปีก่อน) เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral DELTA บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) นักวิเคราะห์ประเมินว่า จะกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง 2557 มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจาก 1.เพาเวอร์ซัพพลายกลุ่มยานยนต์ ภายหลังเพิ่มกำลังการผลิตแล้วเสร็จ 2.ความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งเป็นบวกต่อคำสั่งซื้อเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับอุปกรณ์การแพทย์ กลุ่มโทรคมนาคม ความสำเร็จของการจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ของ DELTA รวมถึงการขายผลิตภัณฑ์ควบคู่บริการ หรือโซลูชันส์ (45% ของยอดขายรวมมาจากภูมิภาคยุโรป) ในช่วงไตรมาส 2/2557 ของ DELTA ผลการดำเนินงานจะอ่อนตัวเมื่อเทียบรายไตรมาส และเป็นจุดต่ำสุดของปี ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรก่อนรายการพิเศษปี 2557 จะเติบโต 15% จากปี 2556 เป็นระดับ 5,608 ล้านบาท โดยผลประกอบการไตรมาส 1/57 คิดเป็นสัดส่วน 23.6% ส่วนผลประกอบการที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาส 2/57 ไม่สนับสนุนการเข้าลงทุนระยะสั้น โดยกำหนดคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรอผลการดำเนินงานฟื้นตัวในไตรมาส 3/57 ให้ราคาพื้นฐาน 58.50 บาท บล.ทรีนิตี้แนะนำซื้อเก็งกำไร PCSGH บมจ.พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง กำหนดราคาเหมาะสม Fair ValueอิงPERระดับ10-12เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ยPERของกลุ่มยานยนต์ โดยคาดยอดขายของPCSGHเติบโตเฉลี่ย5.4%ในช่วง3ปีข้างหน้า (ปี2556-2558)ประสิทธิภาพการทำกำไรโดดเด่นสุดในกลุ่มฯ มีNet Marginสูงเหนือ30%ประสิทธิภาพการทำกำไรที่ดีเยี่ยมผ่านกิจกรรมลดต้นทุน ส่งผลให้อัตรากำไร Gross Margin เฉลี่ยสูงกว่า35%โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดระดับ17% อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากบีโอไอ ทำให้ไม่มีภาระด้านภาษี คาดกำไรสุทธิปรับเพิ่มเป็น32%ในปี2556เป็น32.3%ในปี2558เป็นแรงผลักดันให้ปี2556มีกำไรสุทธิ1,813ล้านบาท และเพิ่มเป็น2,006ล้านบาท ในปี2558แต่ผลจากการเพิ่มทุน จะส่งผลเกิดผลกระทบต่อราคาหุ้น (Dilution Effect) ต่อผลกำไรต่อหุ้น (EPS)ทำให้ผลทั้งปี 2556 เท่ากับ 1.27บาท/หุ้น ลดลง14.3%เทียบปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้น 4.6%เป็น1.33บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 11 บาท Mthai News

สำรวจโบนัส ของขวัญปีใหม่
มนุษย์เงินเดือน /  โบนัส

มติชนรายวัน ประจำวันที่ 22 ธ.ค.2555 ได้เปิดเผยรายงานบริษัทที่ปรึกษาเฮย์กรุ๊ป ที่ได้สำรวจการจ่ายโบนัสขององค์กรชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งจะมีการจ่ายโบนัสประจำปี 2555 ในอัตราเฉลี่ย 2.8 เดือน โดยกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะจ่ายโบนัสสูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย - กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก - กลุ่มสาธารณูปโภค และ - กลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะจ่ายโบนัส 3.75, 3.53, 3.04 เดือน ตามลำดับ เมื่อสำรวจแยกเป็นรายกลุ่มและรายบริษัทที่มีการจ่ายโบนัสต้องนับว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นแชมป์ - ใหญ่โตโยต้า จะอัดโบนัสให้พนักงานถึง 8.5 เดือน - มิตซูบิชิ 7 เดือน บวกเงินเพิ่ม 3 หมื่นบาท - ยามาฮ่า 5 เดือน ฮอนด้า 6 เดือนบวกเงินเพิ่ม - นิสสัน ฟอร์ด มาสด้า จ่าย 4 เดือน - ผู้ผลิตชิ้นส่วน 4 เดือนบวกเงินพิเศษ ด้านอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก - เครือสหพัฒนพิบูลจ่าย 5 เดือน - โออิชิ กรุ๊ป 2 เดือน - เซ็นทรัลพัฒนา 3.5 เดือน - ซีพีเอฟ 2 เดือน (จ่ายเท่ากันทุกปี) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง - บริษัท ซิโนไทย จ่ายก้อนใหญ่ 10-12 เดือน - อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ เฉลี่ย 1 เดือน - บริษัทพรีบิลท์ 4-6 เดือน - บริษัท ช.การช่าง 3 เดือน - บริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น 1 เดือน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ - แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จะจ่ายโบนัสพนักงาน 6-12 เดือน - ศุภาลัย ปกติแบ่งจ่ายโบนัส 2 ครั้ง คือสิ้นปีและเดือนมีนาคมทุกปี ซึ่งในสิ้นปีนี้จะจ่ายราว 1-2 เดือน - พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จ่ายโบนัสเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เฉลี่ย 2-4 เดือน - เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เฉลี่ย 4 เดือน อุตสาหกรรมการสื่อสารและโทรคมนาคม - พีเอสไอ โฮลดิ้ง จ่ายให้ 3-5 เดือน - เอไอเอส 4 เดือน กสท 4 เดือน - ดีแทค 1 เดือน - ทีโอที 1 เดือน กลุ่มสื่อหนังสือพิมพ์ - ไทยรัฐ 4 เดือน - เดลินิวส์ จ่าย 3-4 เดือน - เครือมติชน 2 เดือน - กรุงเทพธุรกิจ 1-2 เดือน - ฐานเศรษฐกิจ 1 เดือน - โพสต์ทูเดย์ 0.5 เดือน กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ค่าเฉลี่ยการจ่ายโบนัสอยู่ที่ 2-3 เดือน ปรับเงินเดือน 5-10% อาทิ - ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) 2-3 เดือน - ฟิลลิป 2 เดือน - เมย์แบงก์กิมเอ็ง ขึ้นเงินเดือน 5-10% - บลจ.กรุงศรีขึ้นเงินเดือนไม่น้อยกว่า 5% กลุ่มคมนาคมขนส่ง - บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จ่าย 7.5 เดือน - การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 5 เดือน - วิทยุการบินแห่งประเทศไทย 4 เดือน บ.ข.ส. 1 เดือน MThai News

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News

ทรูเร่งออกTRUEGIFกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม
TRUEGIF /  กองทุนรวม / 

TRUEGIF กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกของไทย เร่งระดมทุนเพื่อเพิ่มเสาโทรคทมนาคม ระบบใยแก้วนำแสงเสาโทรคมนาคม อุปกรณ์สื่อสัญญาณ และระบบบรอดแบนด์ นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE) เปิดตัวกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท(TRUEGIF)เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกของไทย โดยลงทุนในเสาโทรคมนาคม ระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์สื่อสัญญาณ และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อสนับสนุนการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน รวมถึงยังเป็นการลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนของอุปกรณ์พื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม ทั้งนี้ กลุ่ม TRUE เป็นผู้สนับสนุนการก่อตั้งกองทุน TRUEGIF โดยเป็นผู้โอนทรัพย์สินและสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิของสินทรัพย์ของกลุ่ม TRUE ให้แก่กองทุน นอกจากนี้ กลุ่ม TRUE ยังเป็นผู้เช่าและบริหารจัดการหลักในทรัพย์สินโทรคมนาคมของกองทุนและจะเป็นผู้ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนTRUEGIF ในจำนวนไม่ต่ำกว่า 18% การขายทรัพย์สินให้แก่ TRUEGIF จะทำให้ฐานะการเงินของ TRUE แข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้สินสุทธิ ณ เดือน ก.ย.2556 มีหนี้ 105.7พันลบ. ลดลงเป็น 49.2 พันล้านบาท ซึ่งทรูจะนำเงินที่ได้บางส่วนจากการระดมทุนไปชำระหนี้และนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนบริษัท ทั้งนี้TRUEGIF ลงทุนทรัพย์สินครั้งแรกได้แก่ เสาโทรคมนาคม จำนวน 11,845 เสา(สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิ จำนวน 5,845 เสา และกรรมสิทธิ์ในเสา จำนวน 6,000 เสา), ระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ ระบบสื่อสัญญาณที่เกี่ยวข้อง(FOC)จำนวน 9169 ลิงค์ และใยแก้วนำแสงความยาว 52,362 กม. หรือ 803,090 คอร์กิโลเมตร และระบบบรอดในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 1.2 ล้านพอร์ตเป็นการซื้อกรรมสิทธิ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  แนะนำซื้อหุ้น TRUE โดยให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 14.20 บาทภายหลังจากที่หนังสือชี้ชวน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท หรือ  TRUEGIF  ขึ้น Website ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วเสนอขายหน่วยลงทุนในวันที่ 11-12 ธันวาคม 2556 นี้ เรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนที่ คาดว่าจะอยู่ที่ 7.0-8.5% กองทุนตั้งเป้าหมายมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 6-8 หมื่นล้านบาท โดย TRUE จะถือหุ้น 18% โดยมี เครดิต สวิส และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้ประสานงานร่วมในการ เสนอขายกองทุน TRUEGIF ในระดับโลก และเป็นนายทะเบียน ร่วมกับแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ และยูบีเอส ขณะที่สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เป็นผู้นำการจัดจำหน่าย MThai News

เมย์แบงก์ฯ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด
scc /  SPCG / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนช่วงหยุดสงกรานต์ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด เก็บSPCG และ SCC บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,388 – 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ซึ่งวันศุกร์ (4เม.ย.) ปิดบวก 0.79 จุด มาอยู่ที่ 1,392.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,231 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง  461 ล้านบาท สัปดาห์นี้เป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนทั่วไปชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามแกว่งตัวในแดนลบของดัชนีหุ้นในช่วงสั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังการนัดชุมนุมของกลุ่มนปช. วันที่ 5-6 เม.ย. ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีความตึงเครียดอีกครั้งในวันที่ 17 เม.ย.เป็นวันที่ศาลรธน.นัดให้นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ มาชี้แจง ก่อนวินิจฉัยกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนสี ก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่กระแสเงินทุนต่างชาติ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือนมี.ค. ออกมาต่ำกว่าคาด โอกาสที่เฟดจะชะลอการลดวงเงิน QE ในการประชุมนัดถัดไปมีน้ำหนักมากขึ้น เป็นบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยภาพกลยุทธ์การลงทุนบล.เมย์แบงก์ ฯ แนะนำเก็งกำไรบางส่วนบริเวณดชนี 1,390 จุด เน้นหุ้นที่ยังมีพื้นฐานดีหรือมูลค่ายังต่ำกว่าตลาด  กลยุทธ์การลงทุนวันนี้บล.เมย์แบงก์ แนะนำ “สะสม” SPCG และ SCC หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ แนะนำ SPCG คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 จะเติบโตสูง และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น ในเบื้องต้น ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 ที่ 240 ล้านบาท เพิ่ม152% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม21% เทียบไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้โครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มอีก 3 แห่ง เป็น 27 แห่งในไตรมาส 1ปี 2557 และโซลาร์ฟาร์มที่เหลืออีก 6 แห่ง จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2557 เป็นต้นไป และส่งผลให้ปี 2557 เป็นปีแรกที่รับรู้รายได้โซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 36 แห่งราคาปิด 20.00 บาท ราคาเหมาะสม 22.80 บาท SCC ประเมินว่าราคาหุ้น SCC จะ Outperform หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีได้ในเดือน เม.ย. จากผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี และเชื่อว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากการจัดประชุมก่อนออกผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557  ในวันที่ 21 เม.ย.คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557  จะเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี จากแรงหนุนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ขยายตัว คาดการณ์เงินปันผลปี 2557 หุ้นละ 15.00 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5% ราคาปิด 428.00 บาท ราคาเหมาะสม 500.00 บาท MThai News

MBKET วิเคราะห์ 4 แนวทางคดีโยกถวิล ชี้ อนาคตหุ้นไทย
คดีโยกถวิล /  ตลาดหุ้น / 

ซีไอเอ็มบี คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้เหวี่ยงลงตามตลาดต่างประเทศ และปัจจัยการเมืองในประเทศ ด้าน MBKET วิเคราะห์  ผลตัดสิน 4 แนวทาง ชี้อนาคตหุ้นไทย นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้(7พ.ค.)มีโอกาสที่จะเหวี่ยงตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวลงกันถ้วนหน้าตามดาวโจนส์ร่วงแรง อันเนื่องมาจากแรงเทขายหุ้นในกลุ่มอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่งวันนี้ต้องจับตาคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรีกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ของศาลรัฐธรรมนูญ และผลสรุปการสอบสวนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตามข้อกล่าวหาละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.)อีกด้วย ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถึงสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีโอกาสเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ 1.ไม่ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ยังคงรักษาการ ตำแหน่งเพื่อรอส่งมอบหน้าที่ 2.ขัดต่อกฎหมาย แต่นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ได้พ้นจากตำแหน่ง ตาม ม. 182 (วรรค 2 การยุบสภา) แล้ว และไม่มีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณาการโยกย้าย นายถวิล 3.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการ แต่ไม่มีผลผูกพันถึง ครม. ชุดที่พิจารณา ดังนั้น รองนายกฯ ขึ้นรักษาการ แทน 4.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพันจากตำแหน่งรักษาการ และมีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณา ซึ่งจะนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง การนำเสนอ นายกฯ ตามม. 3 ผ่านวุฒิสภา หากผลการพิจารณาเป็นแนวทางที่ 1-3 จะทำให้การเมือง การเลือกตั้ง ยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกับ SET INDEX ที่ฟื้นตัวลักษณะ Technical Rebound สู่แนว 1,415-1,420 จุด แต่หากออกมาเป็นแนวทางที่ 4 คาดว่าตลาดจะแกว่งออกด้านข้าง เพื่อรอภาพการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนอกสภาฯ ทั้ง กปปส. และ นปช. ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง “เข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน” พร้อมระยะหวังผล 10-15 จุด จากผลการวินิจฉัยของศาลฯ เที่ยงวันนี้ MThai News

BTS-TMBบวกสวนตลาดหุ้นหลังเข้ารอบ MSCI
BTS /  MONO / 

หุ้น BTS บวกเพิ่มขึ้น 0.15 บาท อยู่ที่ 9.10 บาท ธนาคารทหารไทย TMB บวกเพิ่มขึ้น 0.04 บาทอยู่ที่ 2.78 บาท ฉลองขึ้น MSCI   บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งแนะ"ซื้อ"หุ้น บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์(BTS) ราคาเหมาะสม 12.30 บาท ภายหลังMSCI ประกาศหุ้นเพิ่ม / ลด ในการคำนวณดัชนีเช้านี้ และ BTS เป็น 1 ใน 2 หุ้น ที่ถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนี MSCI Thailand โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 26 พ.ย.และเป็นบวกต่อราคาหุ้น เนื่องจากจะส่งผลให้กองทุนต่างชาติที่ลงทุนโดยใช้ดัชนี MSCI Thailand เป็น Benchmark ต้องปรับเพิ่มหุ้น BTS เข้าสู่พอร์ตการลงทุน โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้น BTS ราว 60 ล้าน US$ ในการปรับน้ำหนักดัชนีในรอบนี้ ทั้งนี้หุ้น BTS บวกสวนตลาด 1.68% อยู่ที่ 9.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท เมื่อเวลา 10.06 น.โดยเปิดตลาดที่ 9.10 บาท สูงสุด 9.15 บาท ต่ำสุด 9.05 บาท มูลค่าซื้อขาย 217.81 ล้านบาท ส่วนธนาคารทหารไทย TMB บวก 1.46% อยู่ที่ 2.78 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท โดยเปิดตลาดที่  2.80 บาท สูงสุด 2.82 บาท ต่ำสุด 2.78 บาท มูลค่าซื้อขาย 409.07 ล้านบาท MSCI เป็นดัชนีอ้างอิง (benchmark) ที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ลงทุนสถาบันที่ลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการวัดผลตอบแทนในการลงทุนของตนเองว่า ได้ผลตอบแทนดีหรือไม่ เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI โดยในรอบนี้มีหุ้นเพิ่มขึ้นสู่การคำนวณ MSCI SC Index ได้แก่ ASP, CHG, CKP, CGD, DRT, DSGT, KCE, MBK, MC, MK, MONO, NOK, RS*, TUF*, และ ERW ส่วนหุ้นที่ถูกถอดออก ได้แก่ MALEE และ TK Mthai news

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

เมย์แบงก์ฯทำเก๋เปิดบูทสถานีรถไฟฟ้า
KIOSK /  กิมเอ็ง / 

เมย์แบงก์ กิมเอ็งมาแหวกแนว เิปิดจุดบริการบนสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส พร้อมกัน 3 แห่ง บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ขยายฐานผู้ลงทุนในเขต กทม. เปิด KIOSK หรือจุดบริการสาขาย่อย ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง บนสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส พร้อมกัน 3 จุด ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง ช่องนนทรี และหมอชิต นับเป็นครั้งแรกของวงการโบรกเกอร์ไทย ที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้สนใจเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และลูกค้าที่ต้องการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเองบูท หวังเพิ่มยอดจากคนรุ่นใหม่วัยทำงานให้เรียนรู้เรื่องหุ้น ศึกษาวิเคราะห์ทั้งปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค ทำความเข้าใจขั้นตอนของการซื้อขายหุ้น และเมื่อเปิดบัญชีซื้อขายแล้วการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว Mthai news

ฟันธงหุ้นไทยสัปดาห์หลุด1,300จุด
SCCC /  TISCO / 

โบรกเกอร์ประสานเสียงหุ้นไทยหลุด 1300 จุด หวั่นการเมืองกระหน่ำเทขายทุกกลุ่มนักลงทุน เมย์แบงก์แนะซื้อ TISCO และSCCC นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)เผยว่า ความกังวลที่กระทบต่อตลาดหุ้นไทย เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการลดมาตรการ QE  ส่งผลทางจิตวิทยหลายฝ่ายทยอยถอนการลงทุนบางส่วน และต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยออก ประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่ซ้ำเติมเรื่องเงินทุนไหลออก จากการที่ต่างชาติเห็นว่า มีความเสี่ยงในการลงทุนจากปัญหาทางการ เมือง ส่งผลให้หุ้นไทยไม่สามารถปรับบวกขึ้นไปข้างหน้าได้ รวมถึง หุ้นก่อสร้างที่เกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ถูกปรับลดลงมา เนื่องจากไม่มีความมั่นใจว่า โครงการต่างๆ จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ทั้งนี้ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน ส่วนระยะเวลาที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น จะมีโอกาสยืดเยื้อไปจนปี 2557 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำตอบทางการเมือง ซึ่งอาจยาวไปจนใกล้ช่วงการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (อดีตผู้บริหารสหการประมูล) ประเมินว่า ช่วงสัปดาห์นี้ (16 -20 ธ.ค. 2556) มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิด Panic sell หรือความกังวลจากวิกฤติการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนได้ ทำให้เกิดแรงเทขายได้อีกประมาณ 100 จุด โดยดัชนีน่าจะหลุด 1,300 จุด ประเมินแนวรับแรกไว้ที่ 1,280 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,260 จุดได้ ทั้งนี้ในอดีตหากรัฐบาลประกาศยุบสภา ส่วนใหญ่ ดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ในครั้งนี้ดัชนียังปรับลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติยังเทขายสุทธิต่อเนื่องเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงอาจเป็น สาเหตุทำให้เกิด Panic sell ในการซื้อขายสัปดาห์หน้าได้อีก สัปดาห์นี้สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมาก คือ การเมืองในประเทศว่าจะ มีทางออกอย่างไร จะมีเหตุการณ์รุนแรง ที่ส่งผลกระทบจนต้องเทขายหรือไม่  ส่วนกรณีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FOMC ถือว่าเป็นเรื่องรอง แต่หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และดัชนีหุ้นสามารถยืนเหนือระดับ 1,350-1,380 จุดได้ จะถือเป็น แนวรับ(จุดต่ำสุด) สำคัญ และมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้น ได้ต่อเนื่อง จึงแนะนำซื้อได้ นายศราวุธ เตโชชวลิต  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ปรับ ลดลง 1.11% โดยมีแรงขายออกมาต่อเนื่องในกลุ่มหลักทั้งกลุ่มเทคโนโลยี ธนาคาร  อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน ออกมาส่งผลให้ดัชนีปรับลงแรงติดต่อกันเป็น วันที่ 2 สาเหตุจากผลกระทบทางการเมืองในประเทศ และการคาดการณ์กรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  จะปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมสัปดาห์นี้ (16 -20 ธ.ค. 2556) รวมถึงดัชนีหุ้นหลุดจาก 1,345 จุดลงมา ทำให้มีแรงขายออกมาเพิ่มเติมด้วย สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะยังปรับตัวลงต่อ เพื่อรอดูสถานการณ์การเมือง และ ความชัดเจนของมาตรการลดวงเงินคิวอี ประเมินแนวรับที่ 1,328 และ 1,280 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,350- 1,360 จุด หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้แนะ บมจ.ปูซีเมนต์นครหลวง (SCCC)  ลุ้นยอดขายทะล กำไรพุ่ง 4,800 ล้านบาท ปีหน้าเงินลงทุ 4,000 ล้านบาท ในเครื่องจักรเดินหน้าเต็มที่ แนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาปิด บาท ราคาเป้าหมาย 450 บาท บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)  คาดสินเชื่อรถยนต์โตปีหน้า จากการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ แนะนำซื้อราคาปิดครั้งก่อน 38.75 บาท ราคาเป้าหมาย 45 บาท MThai News

เมย์แบงก์ฯมองหุ้นไทยเป็นบวก
ICT /  KTB / 

เมย์แบงก์ ปรับมุมมองหุ้นไทยเป็นบวก แม้การเมืองยังแรง แนะซื้อหุ้น TRUE  และ KTB จับตากลุ่ม ICT กลยุทธ์สำคัญวันนี้ (18พ.ย.2556) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย ปรับมุมมองต่อการลงทุนขึ้นเป็นบวกวันแรกในรอบ 10 วันทำการ หลังการชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะมีการยกระดับ การชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนด้วยการ ร่วมยื่นถอดถอน ส.ส. 310 รายที่รับรอง ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยไม่สนับสนุนสินค้า – บริการของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และ เสนอให้ หน่วยงานราชการหยุดงาน ซึ่งกระแสการเข้าร่วมผ่อนคลายลง เมื่อเทียบกับช่วงแรกของการต่อต้าน สำหรับปัจจัยสำคัญวันนี้ ติดตามตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 ของไทย โดยBloomberg คาดว่าเติบโต 1.5% เทียบไตรมาสก่อน เป็นการฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส พร้อมติดตามการประชุมสว. ต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 ซึ่งจะเป็นตัวต่อยอดสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้น TRUE  และ KTB และจับตาดูกลุ่ม ICT MThai News

หุ้นไทยเปิดตลาดลดทันที 6.48 จุด
กิมเอ็ง /  ดัชนี / 

หุ้นไทยเปิดตลาดปรับตัวลดลง 6.48 จุด แตะ 1,346.38 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,470.59 ล้านบาท บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (26 พ.ย.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวลดลง6.48 จุด แตะที่ระดับ 1,346.68 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,470.59 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด เมื่อเวลา 08.55 น. มีดังนี้ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 30.89 บาท ขายออก 32.31 บาท บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งแนะนำให้นักลงทุนเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในและนอกสภาช่วง 2-3 วันจากนี้ไป เพราะเชื่อว่าจะมีพัฒนาการที่เข้มข้นมากขึ้น แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงครอบคลุมพื้นที่ กทม., เและปริมณฑลแล้วก็ตาม ประเมินสถานการณ์เชื่อว่า ภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะคลายตัวในปลายสัปดาห์นี้ หรือ ต้นสัปดาห์หน้า ดังนั้น นักลงทุนระยะกลางและยาว อาจพิจารณาหาจังหวะการลงทุน โดยเฉพาะบริเวณดัชนี 1,320-1,330 จุด MThai News