กิมเอ็ง

ตลท.แขวน SP 10 DW ออกโดย MBKET
DW /  MBKET / 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ประกาศห้ามซื้อหรือขาย และพ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนจำนวน 10 หลักทรัพย์ที่ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET โดยขึ้นเครื่องหมาย SP เนื่องจากการใช้สิทธิครั้งสุดท้ายของใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ DW กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนวันที่ 28 พ.ย. 57 และวันใช้สิทธิครั้งสุดท้าย 28 พ.ย. 2557 โดยจะขึ้นเครื่องหมาย SP ตั้งแต่วันที่ 25-28 พ.ย. 2557 และพ้นสภาพเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในวันที่ 29 พ.ย. 2557 ดังนี้ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (ADVA42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (BGH42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (DTAC42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (INTU42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (LH42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (MINT42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อรุ่น A (PTT42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (PTTE42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อรุ่น A (SCB42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (TICO42C1411A) MThai News

ก.ล.ต. เพิ่มทางเลือกใหม่ ให้โอนย้าย PVD ไป RMF ได้
PVD /  RMF / 

ก.ล.ต. เผย สามารถโอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หากนายจ้างเลิกกองทุน หรือลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพ นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการออมการลงทุนในระยะยาว แต่ที่ผ่านมาลูกจ้างประสบปัญหากรณีนายจ้างเลิกกิจการหรือย้ายงานไปที่ใหม่ที่ไม่มี PVD หรือนายจ้างเดิมจำกัดระยะเวลาคงเงิน ทำให้ลูกจ้างต้องนำเงินออกจาก PVD ก่อนเกษียณ และอาจต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมาก ทาง ก.ล.ต. จึงผลักดันให้เกิดทางเลือกใหม่ ซึ่งสามารถเลือกโอนย้ายเงินจาก PVD เดิมไปยัง RMF ได้ เพื่อช่วยให้ลูกจ้างสามารถออมเงินต่อเนื่องได้เท่าที่ต้องการ โดยลูกจ้างที่โอนเงินจาก PVD ไปไว้ที่ RMF ตามเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ จะได้รับประโยชน์จากการออมเงินต่อเนื่องในระยะยาว มีอิสระในการเลือกนโยบายการลงทุนได้เอง และ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่ากับการคงเงินไว้ใน PVD คือไม่ถูกบังคับให้ต่อเนื่องเหมือน RMF ทั่วไป สามารถนับอายุสมาชิก PVD ต่อเนื่องกับ RMF ได้ เพื่อให้ได้รับยกเว้นภาษีเมื่อมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด โดยเงิน PVD ที่โอนไปนี้ไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลประจำปี ทั้งนี้ในเบื้องต้น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด พร้อมที่จะรับโอน PVD ไปยัง RMF ที่มีอยู่เดิม โดยจะมีระบบแบ่งแยกบัญชีและทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนออกจาก RMF ปกติ ในขณะที่บริษัทจัดการกองทุนรวมอื่น ๆ คาดว่าจะทยอยปรับปรุงระบบงานภายในเพื่อรองรับการบริการนี้ตามมา ส่วนการปรับเกณฑ์ครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการกำกับตลาดทุน เพื่อรองรับเรื่องการโอน PVD ไป RMF ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฉบับที่ 4 ซึ่งร่างประกาศจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป ขอบคุณข้อมูลจาก  ประชาชาติ ตามคาด! หุ้นไทย ปรับลงแรง กลุ่มสื่อสาร - รับเหมาฯ โดดเด่น บล.เมย์แบงก์ มองหุ้นไทยปรับตัวลงแรง กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย ชี้ หุ้นกลุ่มสื่อสารและรับเหมาก่อสร้างเด่น บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองหุ้นไทยปรับตัวลงแรง ตามคาดหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีเกินคาด ทำให้สร้างแรงกดดันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งเสียงคาดการณ์ของนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 68% จากเดิม 40% อย่างไรก็ตามต้องติดตามว่าหากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง จะปรับขึ้นที่ระดับใด 0.10% หรือ 0.25% ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น ประเมินว่าน่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด เพราะได้ปรับตัวลงรับประเด็นนี้ไปบ้างแล้ว ทั้งนี้ มองว่าหุ้นโดดเด่นในช่วงนี้ คือกลุ่มสื่อสารและรับเหมาก่อสร้าง จากประเด็นการประมูล 4G คลื่นความถี่ 1800 MHz ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 พ.ย.นี้ และ คลื่น 900 MHz ที่จะประมูลในวันที่ 15 ธ.ค. นี้ ส่วนกลุ่มรับเหมาฯ มีความคืบหน้าการเปิดประมูลงานก่อสร้างภาครัฐฯ โดยเฉพาะรถไฟทางคู่ เส้นทางฉะเชิงเทรา-แก่งคอย ขณะที่ประเมินทิศทางตลาดระยะสั้น ด้านเทคนิคหากดัชนีหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,400 จุด มีโอกาสรีบาวน์กลับ แต่ยังมีประเด็นกดดันบรรยากาศการลงทุน จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดบ้าง แต่ดัชนีไม่น่าปรับตัวลงแรงแต่จะแกว่งตัวซึมลงมากกว่า แนะกลยุทธ์ลงทุน เลือกเก็งกำไรหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว เช่น BMCL-BECL-ADVANC-ITD-CK ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,395 จุด แนวต้าน 1,420 จุด ขอบคุณข้อมูลจาก  อินเด็กซ์ 51 ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง แนะจับตา PTT-KBANK กำหนดทิศทางดัชนีฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้ จะแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เพราะปัจจัยภายนอกการลงทุนที่ไม่เอื้อ ความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจใน อียู ที่ส่งสัญญาณเสี่ยง ภายใต้ภาวะการลงทุนที่ขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุนในต่างประเทศ นักลงทุนทั่วโลกต่างรอดูผลการประชุม 'เฟด' ในปลายเดือนนี้เป็นสำคัญ แต่หากประเมินอีกด้านหนึ่ง เมื่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจใน อียู เพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นข้ออ้างที่เฟดจะใช้ประวิงเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน โดยดัชนีฯจะแกว่งตัวระหว่าง 1,520-1,570 จุด ในช่วง 1-2 สัปดาห์ต่อจากนี้ ก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 28-29 ต.ค. เพื่อติดตามมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ เฟด ในกลางปีหน้าจะปรับขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศขาดความโดดเด่น มีเพียงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3  ของกลุ่มธนาคารที่จะเริ่มทยอยประกาศในปลายสัปดาห์นี้ จะช่วยหนุนดัชนีฯได้ หากออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาด แนะนำ Swing Trade คือ ขึ้นแรงขาย และลงแรงซื้อ หุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการลงทุนเชิงบวกเฉพาะ พร้อมติดตามการแกว่งตัวของ PTT และKBANK ซึ่งกำหนดทิศทางดัชนีฯช่วงนี้ หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

หุ้นไทยวันนี้ บวกเบาๆ วอลุ่มบางๆ
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อ หลังดาวโจนส์บวก แต่คงบวกไม่แรงเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ คาดวอลุ่มเบาบาง บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านย่อยที่ 1,575 จุด และระยะสัปดาห์ 1,600 จุด ด้วยปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นดาวโจนส์เมื่อคืนนี้บวก 1.30% หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวบวก 3.5% มากกว่าที่ตลาคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ แนะนำกลุ่มค้าปลีก CPALL เป็น Domestic Plays ที่ยัง Laggard แนะนำซื้อ Domestic Plays อย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH รวมไปถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL โดยราคาหุ้น Laggard ตลาด 8% ตั้งแต่หลังรัฐประหาร คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ขณะที่ทางเทคนิคมีสัญญาณฟื้นตัว เป้าหมาย 45.75-47 บาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่าการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ ดัชนีฯจะแกว่งแคบ หลังปิดบวก 39 จุดตลอด 6 วันทำการที่ผ่านมา หรือราว 50% ของการปรับฐานในรอบล่าสุด แม้ว่าวานนี้ดาวโจนส์จะปิดบวกเด่น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 เติบโตมากกว่าคาดก็ตาม แต่เนื่องด้วยวันศุกร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน ให้แนวต้านที่ 1,570 จุด ปัจจัยสำคัญติดตาม การประชุม BoJ ซึ่ง Bloomberg consensus คาดว่า BoJ จะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย. โดยเฉพาะภาคการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวส่งสัญญาณบวกแล้ว รวมถึงผลการเยือนกัมพูชาของนายกฯ วันนี้เป็นวันสุดท้าย จะมีความชัดเจนต่อแผนการรับซื้อไฟฟ้า และพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยหรือไม่ แนะนำนักลงทุนรอทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย หากราคาหุ้นย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขายในช่วงสั้นนี้ หลังจากขายทำกำไรไปในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

โบรกฯลุ้น! หุ้นไทย วันนี้ กลับยืนจุดเดิม 1,600 จุด
SET /  ข่าว / 

โบรกฯ คาด หุ้นไทย วันนี้ฟื้นเหนือ 1600 จุด แต่ upside จำกัด หลังกรีซเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก  บทวิเคราะห์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดการณ์ตลาด หุ้นไทย วันนี้ มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นยืนเหนือ 1,600 จุด เมื่อกรณีกรีซ เริ่มมีพัฒนาการในเชิงบวก จิตวิทยาการลงทุนคลายตัว อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงสะสมตลาดหุ้นไทย แม้ว่าจะผ่าน SET50 Index Futures หนาแน่นตลอด 3 วันทำการ Long สุทธิ 5,585 สัญญา ย่อมสะท้อนภาพ Downside risk ของ SET50 Index เป็นไปอย่างจำกัดในช่วงนี้ ราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับฐานลงอีกครั้ง หลังจากฟื้นตัวในระดับต่ำสุดของระลอกนี้ที่ US$46/barrel มาทดสอบแนว US$53 เป็นเพียง Technical Rebound เท่านั้น ความอ่อนแอของความต้องการใช้น้ำมัน ตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่อุปทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการผลิตน้ำมันของกลุ่มนอกโอเปก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ ดังนั้นกลุ่มสายการบิน / กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง / กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับต่ำ ช่วยต้นทุนการผลิตให้ลดลง ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้นจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,590-1,620 จุด ในช่วงที่เหลือของเดือนนี้ กลยุทธ์ช่วงสั้น นักลงทุนควรเน้นการลงทุนเป็นรายตัว ด้วยประเด็นผลการดำเนินงานใน 4Q57 ที่แนวโน้มจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดหรือได้อานิสงส์จากผลของฤดูกาลเป็นทางเลือกของการลงทุน มากกว่าจะมองที่ภาพ SET INDEX ที่มี upside gain ที่จำกัด กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ “นักลงทุนสะสมหุ้นเป้าหมายต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าสถานการณ์น้ำมัน หรือ กรีซ จะคลายตัวในที่สุด” MThai News

หุ้นไทย เปิดพุ่ง 5.99 จุด รับ 'เฟด' ตรึงดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (18 ก.ย.) เปิดทำการเมื่อเวลา 09.58 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.99 จุด แตะที่ระดับ 1,576.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,330.31 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ให้จับตาการขยับของราคาหุ้นหลักทั้งกลุ่มธนาคาร/ICT/PTT/SCC ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้กระแสเงินทุนต่างชาติ MBKET เชื่อว่าต่างชาติจะยังทยอยสะสมหุ้นหลักของไทยต่อเนื่อง โดยคาดว่าดัชนีฯจะแกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 1,570-1,580 จุด ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนถือพอร์ตการลงทุน เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณใกล้ๆ 1,600 จุด หรือเก็งกำไรในลักษณะจำกัดวงเงิน เน้นหุ้นรายตัวที่มีประเด็นเชิงบวกต่อการลงทุน MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 3.41 จุด รับ ECB ลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 3.41 จุด ที่ระดับ 1,584.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองดัชนีฯมีโอกาสทดสอบ 1,590 จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้น วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.55 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,584.14 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,590 จุด ด้วยปัจจัยบวกจาก ECB ที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.10% เป็น 0.05% ส่วนแรงหนุุนในประเทศมากจาก นายกรัฐมนตรี และ ครม. มีอำนาจเต็ม หลังเข้าถวายสัตย์ปฎิญาณ เย็นวานนี้ คาดว่า รมว.เจ้ากระทรวงต่างๆ จะเริ่มทำงานกันในวันนี้ น่าจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ กลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุน กลับเข้าเก็งกำไรอีกครั้ง โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการบริหารประเทศของ ครม.ในช่วงสั้นนี้ MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์ ตลาดกังวล ECB ในประเทศไร้ปัจจัยใหม่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้เริ่มมีแรงขายออกมากดดันให้ดัชนีแกว่งย้อนลงจากการขยับบวกขึ้นในช่วงต้นชั่วโมงอีกครั้ง ตามบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่เริ่มมีจังหวะแกว่งลงให้เห็น ทำให้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลประชุม ECB ในวันพฤหัสฯ ที่ 6 พ.ย. ขณะที่เช้านี้ยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐ หลังราคาหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คที่ปรับตัวลง เนื่องจากรายงานที่ว่าซาอุดิอาระเบียได้ปรับลดราคาน้ำมันดิบให้กับสหรัฐ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ให้มีจังหวะปรับย้อนลงเล็กน้อยด้วยเช่นกัน รวมทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่า SET มีโอกาสที่จะปรับพักตัวลงก่อนได้ เราจึงยังไม่แนะนำให้ซื้อในลักษณะไล่ราคา โดยสามารถรอเลือกหุ้นเข้าซื้อในช่วงตลาดปรับพักตัวลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า และรอติดตามผลประชุม ECB รวมถึงตัวเลขด้านแรงงานของสหรัฐในช่วงท้ายสัปดาห์นี้ด้วยแนวรับ 1,576-1,570 , 1,567-1,560 จุด แนวต้าน 1,584-1,587 , 1,590-1,592 จุด สอดคล้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า คาด SET INDEX วันนี้มีโอกาสซึมตัวลงทดสอบแนว 1,570 จุดบวกลบ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน นักลงทุนในประเทศรอทยอยซื้อหุ้นเป้าหมายกลับในด้านล่าง บริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุดตามลำดับ เพื่อให้ได้ Gap ที่ขายไปก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมิน Downside risk ของ SET INDEX ในรอบนี้จำกัด ปัจจัยบวกที่รออยู่คือ การประชุม ECB ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ECB จะตัดสินใจเพิ่มพันธบัตรเข้าไปในการซื้อสินทรัพย์รอบนี้หรือไม่ หากเพิ่ม จะกลายเป็นปัจจัยบวกผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าในอัตราเร่ง กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจในเอเชียทางอ้อม ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็น กลางถึงบวก จากสัญญาณเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ฟื้นตัวในระดับอ่อนๆ อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.ลดลงต่อเนื่อง เปิดทางให้ กนง. พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.0% ได้จนถึงต้นปีหน้า ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นตัวแปรจำกัด Downside risk เช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นเป้าหมายกลับบริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุด ตามลำดับ โดยมีระยะหวังผลรอบใหม่ราว 30-40 จุด หุ้นเด็ดรายตัววันนี้ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

MBKET แนะลงทุนช่วงสั้น ทยอยสะสม TRUEIF - ซื้อเก็งกำไร KCE
MBKET /  กลยุทธ์การลงทุน / 

สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันนี้(16 ก.ค.) บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ( MBKET) ยังคงให้ภาพในลักษณะของการพักฐานอีกวัน โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1,520-1,530 จุด ส่วนหุ้นหลักโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร เข้าสู่โหมดการพักฐาน เพื่อรอดูผลการดำเนินงาน 2Q 57 ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อีกทั้ง กองทุนภายในประเทศ เริ่มทยอยขายทำกำไร เพื่อ Lock-in Profit ในรอบนี้ ซึ่งอาจรวมถึงการทยอยปิดกองทุนของ Trigger Funds ที่ใกล้แตะระดับเป้าหมาย ขณะที่การเข้าให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาของประธานเฟด Yellen คืนวานนี้ พบว่า อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ขณะที่ ณ ปัจจุบันยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดอสังหาฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เน้น "Swing Trade" ในกรอบ 1,520-1,530 จุด โดยเน้นหุ้นขนาดกลาง / หุ้น Laggard เป็นหลัก หุ้นหลัก ทยอยขายทำกำไร เมื่อราคาฟื้นตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" TRUEIF/ "ซื้อเก็งกำไร" KCE Portfolio : Top Pick in 3Q14: AAV/ AP/ IFEC / TRUE HOLD: SCC/ SPALI/ TTA/ SAMART/ SPCG/ BLAND/ IFEC/ BTS Accumulative Buy: TRUEIF Speculative Buy: KCE Technical View : แนวรับ 1520-1525 จุด แนวต้าน 1535-1540 จุด คงแนวโน้มแกว่งตัวเชิงบวก ในกรอบที่ยกตัวสูงขึ้น MThai News

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยลุ้นทดสอบ 1,600 จุด
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยขึ้นทดสอบ 1,600 จุด แต่ไม่น่าปิดเหนือ แนะเก็งกำไรรับข่าวดีช่วง ธค.นี้ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ วิเคราะห์ว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวบวกเล็กน้อย อาจมีช่วงทดสอบ 1,600 จุด แต่คาดยังไม่ผ่าน ปัจจัยภายนอกเป็นกลาง โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว หลังจากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 3.9% จากตัวเลขครั้งแรกที่ออกมา 3.5% แต่ก็ถูตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ พ.ย. ที่ลดลงหักล้างไป ส่วนปัจจัยในภูมิภาคอื่นๆ ค่อนข้างเงียบ ด้านปัจจัยภายใน ครม. เห็นชอบ MoU ไทย-จีนร่วมสร้างรถไฟรางคู่ 734 กม. แล้ว และนายกฯ ส่งสัญญาณว่าช่วงปีใหม่อาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เซอร์ไพรส์ให้ประชาชน ด้านบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่า ภาพรวมการลงทุนตลาดหุ้นไทยเป็นบวก โอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะทดสอบ 1,600 จุดระหว่างชั่วโมงการซื้อขายยังคงมีความเป็นไปได้ แต่อาจไม่สามารถปิดเหนือแนวดังกล่าวได้ในวันนี้ เพราะขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุน อีกทั้งนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ต่างรอดูตัวเลขเศรษฐกิจเดือนต.ค. ซึ่ง ธปท.จะรายงานในวันศุกร์นี้ รวมถึงจับตา ECB,  BoJ และ ธนาคารกลางจีน กับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนในเดือนธ.ค.กลับเต็มไปด้วยประเด็นบวก ทั้งการประชุม ECB วันที่ 4 ธ.ค. การเลือกตั้งในญี่ปุ่นวันที่ 14 ธ.ค. และการประชุม กนง. วันที่ 17 ธ.ค. รวมถึงการพิจารณาร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิตอล ทำให้เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยระลอกนี้มีลุ้นขึ้นไปทดสอบ 1,620 จุด แนะนำเก็งกำไรในหุ้นหลักที่มีลักษณะ High Beta ขณะที่ผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุด หรือเติบโตเด่นในไตรมาส 4 เป็นทางเลือก กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น เก็งกำไร AAV และBBL หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทย บวกต่อ ญี่ปุ่นยุบสภาหนุน
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

 โบรกฯคาดหุ้นไทยเดินหน้าบวกต่อ หลังได้รับแรงหนุนจากการที่ญี่ปุ่นยุบสภา ลุ้นทดสอบ 1,590 จุด แนะทยอยขายทำกำไรบางส่วน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดโมเมนตัมการลงทุนตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ยังสามารถผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้านด่านสำคัญ 1,590 จุดได้ โดยจุดสังเกตที่น่าสนใจติดตามได้แก่ หุ้น Big Cap โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play ขยับขึ้นเด่นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และที่อยู่อาศัย ที่คาดว่าจะได้อานิสงค์จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว รวมถึงปัจจัยบวกจากชินโสะ อาเบะประกาศยุบสภา พร้อมสั่งให้ ครม.พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และหากผลการประชุม BoJ ในวันนี้ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจีดีพีไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มเชิงบวกต่อการลงทุนในไทย ทั้งตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดหุ้น ขณะที่หุ้นขนาดเล็กทั้ง SET และ MAI คาดว่าจะแกว่งในกรอบแคบถึงปรับฐานลงเล็กน้อย เพื่อรอผลการประชุมระหว่างสมาคมโบรกเกอร์ และ ตลท. เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมเก็งกำไร การซื้อขายหุ้นที่ร้อนแรง ซึ่งผลการประชุมในวันนี้ จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในทันที แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วน ในหุ้นหลักที่แนะนำเข้าสะสม หรือเก็งกำไร บริเวณ 1,590 จุด พร้อมปรับพอร์ตบางส่วนมาสะสมหุ้นที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3 และโอกาสที่ผลงานจะฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 4 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวกรอบแคบ ปัจจัยบวกหุ้นจ่อขึ้น XD
ดัชนีฯตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีฯมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยบวกจากแรงซื้อ หลังหุ้นหลายตัวจ่อขึ้น XD บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงค์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ จับตา การประขุม สนช.เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ ก็จะส่งผลต่อตลาดในเชิงบวก ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนหุ้นไทยมาจาก การประกาศและรอขึ้น XD รับเงินปันผลของหุ้นหลายตัว ทำให้มีแรงซื้อเข้ามา รวมถึงแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ที่ได้รับผลดี และมีสัญญาณบวกจากการเริ่มเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในเดือน ก.ย.นี้ โดยแนะนำนักลงทุนถือต่อ ให้แนวต้านระยะสัปดาห์ที่ 1,580 จุด แนวรับที่ 1,535 จุด MThai news

โบรกเกอร์ แนะลงทุนช่วง ก.ค.-ส.ค.เน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลดี
ราคาหุ้น /  ลงทุนหุ้น / 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนหุ้นเด่นเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่า หุ้นงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดว่าจะออกมาดี และหรือหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่างกาลดี จะเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้ โดย หุ้นเด่นเดือนนี้ คือ หุ้นอนันดา หุ้นทางด่วนกรุงเทพ หุ้นเด็มโก้ หุ้นอินทัช หุ้นปตท.จีซี หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ ซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น และหุ้นไทยคม ขณะที่ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2557 เท่ากับ 5.03 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสแรกและยังทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2556 โดยที่ภาพรวมธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในงวดไตรมาส 2/2557 ยังแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้สะท้อนได้จากคาดการณ์รายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยลดลง เช่นเดียวกับรายได้ค่าธรรมเนียม ที่ยังทรงตัวได้ แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลอีกทั้งมีวันหยุดต่อเนื่องก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ยังได้คาดว่า บมจ.ธนาคารทหาร ไทย (TMB) และบมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่สุด ตรงข้ามกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ที่คาดว่าจะมีการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2/2557 ส่วนคำแนะนำการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บล.เอเซีย พลัสฯ ให้น้ำหนัก "เท่ากับตลาด" โดยหุ้นเด่น (Top picks) เลือก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ธนาคารกสิกรไทยและบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) ที่เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และรายย่อยเป็นหลัก เช่นเดียวกับบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2557 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบไตรมาสแรกและเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเติบโต 9.2% โดยคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 7.2% นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยให้คงน้ำหนัก "มากกว่าตลาด" ซึ่งได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขึ้นจาก "เท่ากับตลาด" เป็น "มากกว่าตลาด" เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มเห็นนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งราคาหุ้นก็มีการไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง MThai News

'คาราบาวกรุ๊ป' เคาะ IPO 28 บาท เข้าเทรด 21 พย.นี้
IPO /  ข่าว / 

'คาราบาวกรุ๊ป' เคาะราคา IPO 28 บาท พร้อมเข้าเทรด 21 พย.นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร และอาหาร หมวดอาหาร และเครื่องดื่ม บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือ IPO ที่หุ้นละ 28 บาท โดยใช้การการสำรวจความต้องการของนักลงทุนสถาบัน หรือ Book Building ที่ 26-28 บาท และเปิดจองซื้อในวันที่ 12-14 พ.ย. นี้ ก่อนจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) วันที่ 21 พ.ย. นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ CGB จะขายหุ้นไอพีโอทั้งหมด 250 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาทต่อหุ้น โดยมี บล.กสิกรไทย และบล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินร่วม รวมถึงเป็นแกนนำการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่าย โดยมีบล.บัวหลวง บล.โนมูระ พัฒนสิน และ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย ติดตามข่าวสารตลาด IPO, หุ้นเข้าใหม่ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News ‘บางกอก แอร์เวย์’ ไม่หวั่น เปิดเทรดต่ำจอง ตัวแรกปีนี้

ดัชนีหุ้นพลิกล็อกบวกกว่า 12 จุด ผลทำ
ADVANC /  BBL / 

ดัชนีหุ้นส่งท้ายตลาด เพิ่มขึ้น 12.95 จุด ปรับตัวอยู่ที่1,368.90 จุด สัปดาห์หน้าจับตาดูการชุมนุมทางการเมืองจากทุกกล่มก่อนตัดสินใจลงทุน นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 28 มี.ค. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ซึ่งประเมินได้ว่าเป็นผลจากการซื้อเพื่อปิดบัญชี ณ สิ้นงวดของกองทุน (Window Dressing) เพราะไม่ได้มีปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาผลักดันตลาดให้ปรับตัวขึ้นไปได้มากนัก โดยดัชนีหุ้นปรับตัวอยู่ที่1,368.90 จุด เพิ่มขึ้น 12.95 จุด มูลค่าซื้อขาย 32,483.71 ล้านบาท ทั้งนี้ สัปดาห์หน้า (31 มี.ค. - 4 เม.ย.) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ(ดัชนีต่ำสุด) 1,360 จุด แนวต้าน(ดัชนีสูงสุด) 1,380 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การชุมนุมของกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ทั้งคณะกปปส.)ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ รวมถึงกลุ่มนปช. ที่จะชุมนุมในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนให้ซื้อขายระยะสั้นตามกรอบดัชนีที่คาดการณ์ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 1.ADVANC     มูลค่าซื้อขาย 2,162.98ล้านบาท       ราคาปิดที่ 223.00 บาท     ปรับลง4.00 บาท 2.KBANK         มูลค่าซื้อขาย 2,029.40 ล้านบาท       ราคาปิดที่ 174.50 บาท      ปรับบวก3.50 บาท 3.BBL         มูลค่าซื้อขาย1,884.58 ล้านบาท        ราคาปิดที่ 176.00 บาท     ปรับบวก2.00 บาท 4.PTT         มูลค่าซื้อขาย1,622.38 ล้านบาท        ราคาปิดที่ 299.00 บาท      ไม่เปลี่ยนแปลง 5.SCB         มูลค่าซื้อขาย 1,301.21ล้านบาท         ราคาปิดที่ 156.50 บาท     ปรับบวก 3.00 บาท

เมย์แบงก์ฯ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด
scc /  SPCG / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนช่วงหยุดสงกรานต์ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด เก็บSPCG และ SCC บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,388 – 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ซึ่งวันศุกร์ (4เม.ย.) ปิดบวก 0.79 จุด มาอยู่ที่ 1,392.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,231 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง  461 ล้านบาท สัปดาห์นี้เป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนทั่วไปชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามแกว่งตัวในแดนลบของดัชนีหุ้นในช่วงสั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังการนัดชุมนุมของกลุ่มนปช. วันที่ 5-6 เม.ย. ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีความตึงเครียดอีกครั้งในวันที่ 17 เม.ย.เป็นวันที่ศาลรธน.นัดให้นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ มาชี้แจง ก่อนวินิจฉัยกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนสี ก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่กระแสเงินทุนต่างชาติ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือนมี.ค. ออกมาต่ำกว่าคาด โอกาสที่เฟดจะชะลอการลดวงเงิน QE ในการประชุมนัดถัดไปมีน้ำหนักมากขึ้น เป็นบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยภาพกลยุทธ์การลงทุนบล.เมย์แบงก์ ฯ แนะนำเก็งกำไรบางส่วนบริเวณดชนี 1,390 จุด เน้นหุ้นที่ยังมีพื้นฐานดีหรือมูลค่ายังต่ำกว่าตลาด  กลยุทธ์การลงทุนวันนี้บล.เมย์แบงก์ แนะนำ “สะสม” SPCG และ SCC หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ แนะนำ SPCG คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 จะเติบโตสูง และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น ในเบื้องต้น ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 ที่ 240 ล้านบาท เพิ่ม152% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม21% เทียบไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้โครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มอีก 3 แห่ง เป็น 27 แห่งในไตรมาส 1ปี 2557 และโซลาร์ฟาร์มที่เหลืออีก 6 แห่ง จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2557 เป็นต้นไป และส่งผลให้ปี 2557 เป็นปีแรกที่รับรู้รายได้โซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 36 แห่งราคาปิด 20.00 บาท ราคาเหมาะสม 22.80 บาท SCC ประเมินว่าราคาหุ้น SCC จะ Outperform หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีได้ในเดือน เม.ย. จากผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี และเชื่อว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากการจัดประชุมก่อนออกผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557  ในวันที่ 21 เม.ย.คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557  จะเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี จากแรงหนุนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ขยายตัว คาดการณ์เงินปันผลปี 2557 หุ้นละ 15.00 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5% ราคาปิด 428.00 บาท ราคาเหมาะสม 500.00 บาท MThai News

4 โบรกคัด18 หุ้นเด็ดดวง! กลุ่มรับผลดียกเลิกกฎอัยการศึก
บล.กรุงศรี /  บล.ธนชาต / 

18 หุ้นเด็ดดวง! คัดมาเเล้ว กลุ่มรับผลดีใช้ ม.44  ดัชนีระยะสั้นฟื้นต่อ ลุ้นทดสอบ 1,530 จุด นักวิเคราะห์มองดัชนีหุ้นไทยมีจังหวะฟื้นตัวต่อในระยะสั้น โดยมีระดับสำคัญอยู่ที่ 1,530 จุด ด้านเทคนิคมีสัญญาณซื้อชัดเจน อย่างไรก็ตามอาจมีแรงขายทำกำไรบ้างช่วงก่อนหนุดยาว การลงทุนเก็งกำไรกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐฯ ซึ่งอาจได้รับผลดีจากการใช้ ม.44  โดยหุ้นเด่นที่ได้รับการคัดเลือกมาจากบทวิเคราะห์ ทั้งหมด 18 ตัว ที่คาดว่าจะสามารถทำกำไรให้นักลงทุนได้ในระยะนี้  อาทิ BJCHI - ITD - TASCO - WHA - SPALI - PS - SCC - CK - STEC -SEAFCO - RCL -EA - SAMART - TPIPL - KBANK - AOT - BANPU และ ABICO นำโดย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ ( 1 เม.ย.) คงมุมมองการลงทุนเป็น “กลาง” วันที่ 10 แนวต้านบริเวณ 1,530-1,535 จุด ยังไม่น่าจะผ่านได้ในวันนี้ หลัง SET INDEX ปิดบวกมาตลอด 2 วันราว 25 จุด อีกทั้งต้นสัปดาห์หน้าเป็นช่วงวันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย อาจทำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรปิดความเสี่ยงดังกล่าว หากเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย เชื่อว่ากองทุนในประเทศที่ลดน้ำหนักการลงทุนไปก่อนหน้านี้จะกลับมาสะสม/เก็งกำไรหุ้นหลักต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/58 เพิ่มเติม บวกกับเม็ดเงินใหม่จากกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ รอบนี้คาดว่าจะระดมทุนได้ราว 5-6 พันล้านบาท มากพอที่จะผลักดัน SET INDEX ให้ไต่ระดับขึ้นไปได้ แม้ว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะเบาบางเพียง 3.50-4.00 หมื่นล้านบาท/วันก็ตาม กลุ่มธนาคารจะเป็นสัญญาณชี้นำถึงกระแสเงินทุนต่างชาติในรอบนี้ แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/58 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนแม้ว่าจะไม่เติบโตเด่น แต่ Downside risk ของประมาณการกลุ่มธนาคารก็เป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้งราคาหุ้นปรับฐานลงมาสะท้อนภาพรวมผลการดำเนินงานที่เติบโตในระดับต่ำไปแล้ว อาจเกิดเป็นช่องว่างของการเข้ามาเก็งกำไรผลการดำเนินงานไตรมาส 1/58 ได้ หากเกิด Positive Surprise กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ “นักลงทุนที่เก็งกำไรหุ้นเป้าหมายไปก่อนหน้านี้ อาจพิจารณาขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,530 จุด +/- กลับมาถือเงินสด เพื่อรอเข้าเก็งกำไรรอบใหม่ เมื่อราคาหุ้นเป้าหมายย่อตัว” หรือยังคงใช้กลยุทธ์ “ขึ้นแรงขาย / ลงแรงซื้อ” เช่นเดิม Top Pick in Q2/15: ITD / TASCO / TPIPL/ WHA Accumulative Buy: BJCHI/WHA บล.ธนชาต ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) ว่า แนวโน้ม SET ระยะสั้นมีจังหวะ “ฟื้นตัว” ต่อไปที่เป้าหมาย 1,530 (อาจมีแรงขายทำกำไรบ้าง) และถัดไป1,550 จุด จาก 1) ยกเลิกกฎอัยการศึก หนุนกลุ่มท่องเที่ยว 2) การเข้าซื้อของ Trigger Fund 5-6 พันล้านบาท 3) สภาพคล่องในประเทศระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล US$3.5 พันล้าน 4) เจรจา Charter Flight บินต่อหนุนกลุ่มการบิน และ 5) SET เกิดสัญญาณ Morning Star เป็นสัญญาณ “กลับตัว” ทางเทคนิค ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ หุ้นกลุ่มรับเหมาฯ และเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐฯ อาจได้รับผลดีจากการใช้ ม.44 เนื่องจากทำให้กระบวนการในลงทุนกระชับ และใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้น แนะนำ “ซื้อ” กลุ่มรับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง SCC, CK, STEC และ SEAFCO กลุ่มที่ลงทุนเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก EA, SAMART และ TPIPL กลุ่มท่องเที่ยว AOT รวมถึงกลุ่มหุ้นใหญ่ KBANK บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) ว่าเงินเฟ้อเดือน มี.ค. ติดลบเป็นเดือนที่ 3 น่าจะหนุนให้ดอกเบี้ยฯ ลดลงต่อในการประชุมรอบถัดไปถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อผู้พัฒนาบ้านขาย (SPALI, PS) แม้ภาพใหญ่ยังถูกกดดันจากประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวล่าช้า วันนี้เลือก RCL (FV@B12) เป็น Top Pick ดัชนีขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ เพิ่มขึ้นสูงถึง 4%wow และยังได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำในระดับปัจจุบัน บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) คาดการณ์มุมมองทางเทคนิค ดัชนีตลาดที่เพิ่มขึ้นเมื่อวานนี้ได้ผ่านเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น 10 วันเป็นวันแรกจากที่ปรับลงเมื่อ 5 สัปดาห์ก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าสัญญาณ a bullish divergence ได้เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังเกิดสัญญาณซื้อชัดเจนแล้ว  แนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบแนวรับ 1,512-1,538 หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสปรับขึ้น แนะนำซื้อเก็งกำไร BANPU และ ABICO MThai News แหล่งที่มา