กิมเอ็ง

หุ้นกลุ่มยานยนต์ ความหวังการส่งออกไทยปีนี้
DELTA /  PCSGH / 

หุ้นกลุ่มยานยนต์ โบรกเกอร์วิเคราะห์ครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน แนะนำลงทุนแบบระยะยาวเป็นรายตัว อาทิ DELTA,PCSGH บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (Automotive Sector) จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่ากลุ่มยานยนต์ยังเป็นความหวังการส่งออกไทย ซึ่งจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือน มี.ค. 2557 เท่ากับ 181,334 คัน ฟื้นตัวต่อจากเดือนก่อน 5% แต่ยังทรุดลงจากปีก่อน 29% โดยตัวเลข 1.8 แสนคัน ยังเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับประมาณการ ปี 2557 ของสภาอุตสาหกรรม เท่ากับ 2.4 ล้านคัน หรือ เฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 2 แสนคัน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกของปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์เท่ากับ 517,492 คัน ติดลบ 28%จากปีก่อน การส่งออกรถยนต์ เดือน มี.ค. โดดเด่น 113,313 คัน : ตัวเลขส่งออกรถยนต์ในเดือน มี.ค. เท่ากับ 113,313 คัน โดยเป็นตัวเลขเดียวที่สามารถเติบโต 17% จากเดือนก่อน และ 9%เทีบปีก่อน เนื่องจากค่ายรถยนต์ต่างๆ หันมาเน้นตลาดส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่หดตัวหลังจากหมดรถยนต์คันแรก สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรก มียอดส่งออกรถยนต์เท่ากับ 291,509 คัน เติบโตเล็กน้อย 1%ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน มี.ค. 2557 ฟื้นตัวต่อ 83,983 คัน : ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในประเทศ เดือน มี.ค. เท่ากับ 83,983 คัน ฟื้นตัว 17% เทียบเดือนก่อน แต่ยังติดลบจากปีก่อนถึง 47%เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกยอดขายรถยนต์ในประเทศเท่ากับ 224,171 คัน ติดลบ 46%เทียบป่ก่อน คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) หรือถือหุ้นไว้ ในมุมมองของเราอุตสาหกรรมรถยนต์จะอยู่บริเวณจุดต่ำสุดในครึ่งปีแรก โดยตัวเลขไตรมาสสองและไตรมาสแรกจะใกล้เคียงกัน แต่จะมีทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.2 ล้านคัน (+6%จากปีก่อน) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.1 ล้านคัน (-17%จากปีก่อน) เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral DELTA บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) นักวิเคราะห์ประเมินว่า จะกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง 2557 มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจาก 1.เพาเวอร์ซัพพลายกลุ่มยานยนต์ ภายหลังเพิ่มกำลังการผลิตแล้วเสร็จ 2.ความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งเป็นบวกต่อคำสั่งซื้อเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับอุปกรณ์การแพทย์ กลุ่มโทรคมนาคม ความสำเร็จของการจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ของ DELTA รวมถึงการขายผลิตภัณฑ์ควบคู่บริการ หรือโซลูชันส์ (45% ของยอดขายรวมมาจากภูมิภาคยุโรป) ในช่วงไตรมาส 2/2557 ของ DELTA ผลการดำเนินงานจะอ่อนตัวเมื่อเทียบรายไตรมาส และเป็นจุดต่ำสุดของปี ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรก่อนรายการพิเศษปี 2557 จะเติบโต 15% จากปี 2556 เป็นระดับ 5,608 ล้านบาท โดยผลประกอบการไตรมาส 1/57 คิดเป็นสัดส่วน 23.6% ส่วนผลประกอบการที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาส 2/57 ไม่สนับสนุนการเข้าลงทุนระยะสั้น โดยกำหนดคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรอผลการดำเนินงานฟื้นตัวในไตรมาส 3/57 ให้ราคาพื้นฐาน 58.50 บาท บล.ทรีนิตี้แนะนำซื้อเก็งกำไร PCSGH บมจ.พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง กำหนดราคาเหมาะสม Fair ValueอิงPERระดับ10-12เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ยPERของกลุ่มยานยนต์ โดยคาดยอดขายของPCSGHเติบโตเฉลี่ย5.4%ในช่วง3ปีข้างหน้า (ปี2556-2558)ประสิทธิภาพการทำกำไรโดดเด่นสุดในกลุ่มฯ มีNet Marginสูงเหนือ30%ประสิทธิภาพการทำกำไรที่ดีเยี่ยมผ่านกิจกรรมลดต้นทุน ส่งผลให้อัตรากำไร Gross Margin เฉลี่ยสูงกว่า35%โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดระดับ17% อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากบีโอไอ ทำให้ไม่มีภาระด้านภาษี คาดกำไรสุทธิปรับเพิ่มเป็น32%ในปี2556เป็น32.3%ในปี2558เป็นแรงผลักดันให้ปี2556มีกำไรสุทธิ1,813ล้านบาท และเพิ่มเป็น2,006ล้านบาท ในปี2558แต่ผลจากการเพิ่มทุน จะส่งผลเกิดผลกระทบต่อราคาหุ้น (Dilution Effect) ต่อผลกำไรต่อหุ้น (EPS)ทำให้ผลทั้งปี 2556 เท่ากับ 1.27บาท/หุ้น ลดลง14.3%เทียบปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้น 4.6%เป็น1.33บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 11 บาท Mthai News

บัวหลวงชี้หุ้นไทยดีดกลับสัปดาห์หน้าเป้าหมาย 1400 จุด
Dtac /  KBANK / 

บล.บัวหลวง วิเคราะห์สัปดาห์หน้า หุ้นไทยเริ่มกลับมาบวกวันอังคาร ลุ้นดัชนี 1400 จุด ขณะที่  Morgan Stanley ยังหวั่นการเมืองไทย กลยุทธ์วันนี้ บล.บัวหลวง วิเคราะห์ว่า เมื่อวาน (19 ธ.ค. 2556)  ตลาดหุ้นไทยซึมลงผิดคาด หุ้นปิดตลาดลดลง 3.23 จุด มาอยู่ที่1,346.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 25,816.38 ล้านบาท อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะเหนือแนวรับ(จุดต่ำสุด) 1,340 จุด ซึ่งถ้าวันนี้ยังปิดเหนือ 1,340 จุด โดยในสัปดาห์หน้า หุ้นไทยบวกในช่วงบ่ายวันอังคารเป็นอย่างช้า และจะดีดกลับขึ้นมาในช่วงที่เหลือของัปดาห์ กลยุทธ์ใครที่ซื้อเล่นระยะสั้น แนะนำเริ่มขายเพื่อทำกำไร และซื้อเมื่อตลาดกลับมาบวก  ถึงสิ้นปีคาดกรอบ แนวรับ(จุดต่ำสุด) 1350/1330 ต้าน(จุดสูงสุด) 1400 จุด (แนวต้านทางเทคนิคปรับลง หลังดัชนีฯหลุด 1350 จุด  สถาบันการเงิน Morgan Stanley  คาดว่าถ้าการเมืองไทย คลี่คลายหุ้นไทยจะกลับไปแถว 1,450 จุด ส่วนกรณีแย่สุดคาดหุ้นไทยผันผวนลงมาราว 25% ทั้งนี้ชี้ว่ากลุ่มธนาคารควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุน โดยสินเชื่อสุทธิรวมในกลุ่ม 9 ธนาคารใหญ่เติบโต 1.3% เทียบเดือนก่อน สำหรับเดือนพ.ย. เติบโต 8.1% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน และเติบโต 9.5% เทีนบกับปีก่อนทั้งนี้ธนาคาร TMB  BBL  KBANK  SCB  TISCO และ KKP รายงานสินเชื่อขยายตัวสูงสุดในเดือนพ.ย. จากสินเชื่อบรรษัทและสินเชื่อ SME ซึ่งยังเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2557 บล.บัวหลวงแนะนำ เพิ่มน้ำหนักการลงทุน สำหรับกลุ่มธนาคาร โดยขอแนะนำ KBANK และ SCB หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง DTAC     บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น แนะนำซื้อ ราคาปิดล่าสุด 99.25 บาทราคาเป้าหมาย 130.00 บาท/หุ้น TTA    บมจ. โทรีเซนไทย   แนะนำซื้อ ราคาปิดล่าสุด 17.10 บาท ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท MThai News

BLAND /  KCE / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผยสถาการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง ติดตามดูใกล้ชิดแนะเล่นระยะกลางถึง ยาว หากเก็งกำไรเล็ง "PTTGC" กลยุทธ์สำคัญวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มีมุมมองการลงทุนเป็นลบ เป็นวันที่ 3 พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่องจากวันพุธที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่นั่งอยู่นอกตลาด เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนมากกว่านี้ นักลงทุนควรติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศอีกครั้ง ทั้งจากท่าทีฝั่งรัฐบาลที่เดินหน้าปฎิรูปการเมือง จัดเวทีเสวนาร่วมกับนักวิชาการ เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ ด้าน เลขาธิการ กปปส. นายสุเทพ เตรียมประกาศแผนเผด็จศึกในช่วงค่ำคืนนี้ พร้อมยืนยันแนวทางที่จะจัดตั้งสภาประชาชน ยังมีความเป็นไปได้ จากเหตุการณ์สมัย 14 ต.ค.ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สำหรับตลาดหุ้นไทยวันพุธที่ผ่านมา แกว่งระหว่าง 1,380 – 1,390 จุด โดยเกิดแรงขายทำกำไรในกลุ่ม ICT และกลุ่ม พลังงานเด่นที่สุด เช่น ADVANC, JAS, PTTEP, PTTGC เป็นต้น ขณะที่มีการเก็งกำไรรายตัวในกลุ่มธนาคาร อย่าง KBANK, SCB รวมถึง SCC นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น MBKET แนะนำให้ รอซื้อแถวดัชนี 1,360-1,370 จุด โดยลงทุนวันนี้ แนะนำ ซื้อเก็งกำไร  PTTGC ราคาปิด 77.50 บาท ราคาเหมาะสม 87.00 บาท ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ขยับขึ้นอย่างโดดเด่นวานนี้ จะเป็นบวกต่อ PTTGC ซึ่งใช้ก๊าซในการผลิตปิโตรเคมี เพราะราคาก๊าซจะขึ้นได้ช้ากว่าราคาน้ำมันดิบ กลายเป็นประเด็นเชิงบวกต่อส่วนต่างราคาปิโตรเคมีของ PTTGC คาดผลประกอบการไตรมาส 4 จะโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มน้ำมันขั้นปลายเ อีกทั้งงินปันผลงวดปลายปีอีก 1.69 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 2.18% และงวดปี 2557 ที่ 4.81% นักลงทุนระยะกลางถึงยาว เมย์แบงก์ฯแนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณ ดัชนี1,320-1,330 จุดลงไป หุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในปี 2557  ได้แก่ BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF ประเมินจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของผลการดำเนินงาน และการออกตราสารใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และปรับเปลี่ยนโครงสร้างทุน เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง MThai News

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News

หุ้นไทยวันนี้ บวกเบาๆ วอลุ่มบางๆ
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อ หลังดาวโจนส์บวก แต่คงบวกไม่แรงเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ คาดวอลุ่มเบาบาง บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านย่อยที่ 1,575 จุด และระยะสัปดาห์ 1,600 จุด ด้วยปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นดาวโจนส์เมื่อคืนนี้บวก 1.30% หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวบวก 3.5% มากกว่าที่ตลาคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ แนะนำกลุ่มค้าปลีก CPALL เป็น Domestic Plays ที่ยัง Laggard แนะนำซื้อ Domestic Plays อย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH รวมไปถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL โดยราคาหุ้น Laggard ตลาด 8% ตั้งแต่หลังรัฐประหาร คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ขณะที่ทางเทคนิคมีสัญญาณฟื้นตัว เป้าหมาย 45.75-47 บาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่าการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ ดัชนีฯจะแกว่งแคบ หลังปิดบวก 39 จุดตลอด 6 วันทำการที่ผ่านมา หรือราว 50% ของการปรับฐานในรอบล่าสุด แม้ว่าวานนี้ดาวโจนส์จะปิดบวกเด่น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 เติบโตมากกว่าคาดก็ตาม แต่เนื่องด้วยวันศุกร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน ให้แนวต้านที่ 1,570 จุด ปัจจัยสำคัญติดตาม การประชุม BoJ ซึ่ง Bloomberg consensus คาดว่า BoJ จะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย. โดยเฉพาะภาคการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวส่งสัญญาณบวกแล้ว รวมถึงผลการเยือนกัมพูชาของนายกฯ วันนี้เป็นวันสุดท้าย จะมีความชัดเจนต่อแผนการรับซื้อไฟฟ้า และพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยหรือไม่ แนะนำนักลงทุนรอทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย หากราคาหุ้นย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขายในช่วงสั้นนี้ หลังจากขายทำกำไรไปในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

หุ้นปีม้าคึกคัก ลุ้นสิ้นปีดัชนีแตะ 1,600 จุด
QE /  ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ / 

โบรกเกอร์ตบเท้าลุ้น ดัชนีหุ้นไทยปี 2557 แตะ 1,600 จุด เหตุเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ด้านเมย์แบงก์ วิเคราะห์กลุ่มยานยนต์เริ่มฟื้นตัว แต่การลงทุนราคายังทรงตัว ปีงูเล็กที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดัชนีหุ้นไทยผันผวนอย่างหนัก โบรกเกอร์ทุกสำนัก ฝันเห็นตลาดแบบโลกสวย คาดเห็นดัชนีทำจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ 1,753 จุด ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2537 ดัชนีทะยานขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดสูงสุดของปีเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2556 อยู่ที่ 1,649.77 จุด แต่ท้ายสุดหุ้นก็ตกลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนแนวโน้มดัชนีในปี 2557 ซึ่งตรงกับปีมะเมีย หรือปีม้า โบรกเกอร์ต่างมองว่า ดัชนีคงไม่ตกม้าตายตอนจบเหมือนปี 2556 หวังช่วงปลายปีอาจได้เห็นดัชนีขึ้นไปแตะ 1,550 - 1,600 จุด นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน จากบริษัท หลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) มองดัชนีหุ้นครึ่งปีแรกของปี 2557 ตลาดหุ้นยังอยู่ในสถานภาพ ลำบาก ช่วงไตรมาสแรก ดัชนีจะเคลื่อนไหวในช่วง 1,300 - 1,400 จุด จากนั้นไตรมาส 2 ของปี 2557 ขยับกรอบขึ้นมาเป็น 1,360 - 1,460 จุด แต่ครึ่งปีหลังตลาดหุ้นจะดีดกลับมาได้ โดยไตรมาส 3 ให้กรอบไว้ที่ 1,400 - 1,500 จุด ก่อนจะไปจบไตรมาสสุดท้าย แถว 1,450 - 1,550 จุด และมีโอกาสขึ้นไปถึง 1,600 จุด โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อดัชนียังคงเป็นเรื่องการเมือง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล ก็ย่อมเป็นรัฐบาลที่ดี เพราะทุกคนต่างรู้แล้วว่ากระแสสังคมต้องการการปฏิรูป แม้รัฐบาลเพื่อไทยจะกลับมาก็คงไม่กล้านำนโยบายการเมืองกลับมาอีก แต่คงจะเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจมาก่อน จึงพอเป็นความหวังของตลาดหุ้นได้ ขอเพียงให้มีความชัดเจนว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาเมื่อไหร่เท่านั้น ขณะที่การลดปริมาณเงินมาตรการ QE ทำให้เงินไหลออกไปมาก จากที่เคยเข้ามาช่วงเดือนมีนาคม 2556 ถึง 3.2 แสนล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น คาดว่าการขายหุ้นของต่างชาติคงเบาบางลงหรือต่อให้ขายต่อก็จะหมดในช่วงไตรมาสแรก ปี 2557 นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ตรงกันว่า ครึ่งปีแรกดัชนีจะมีความผันผวนสูง เพราะการบริโภคในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากปัญหาหนี้สิน ซึ่งต้องใช้เวลาในการลดหนี้ประมาณ 12 เดือน เพราะการบริโภคที่เริ่มชะลอตัวช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556 ก็จะปรับตัวเสร็จในไตรมาส 2 ของปี 2557 การส่งออกจะเป็นดาวเด่นในช่วงครึ่งปีแรก หลังจากเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกของประเทศเกาหลี จีนและไต้หวัน ขณะที่การลงทุนของภาครัฐ ต้องดูอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2557 ดังนั้น ช่วงสิ้นปี 2557 มีลุ้นได้เห็นดัชนีที่ 1,540 จุด ส่วนจุดต่ำสุดน่าจะอยู่ช่วงไตรมาสแรก กรอบล่างคือ 1,250 จุด นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด คาดว่าปี 2557 นักลงทุนจะเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจในประเทศสำคัญๆ ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ดังนั้นภาพใหญ่จึงเป็นขาขึ้นและประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรหุ้นไทยในปี 2557 ไว้ที่ 16% ทำให้เป้าหมายดัชนีปลายปีอยู่ที่ 1,600 จุด นักลงทุนรายใดขาดทุนจากปี 2556 คงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในปี 2557 โดยเลือกหุ้นที่ยังมีกำไรเติบโตล้อไปกับทิศทางของเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวขึ้น และที่สำคัญยังคงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด มองหุ้นบางกลุ่มเช่น กลุ่มยานยนต์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ปี 2557 จะติดลบเล็กน้อย 3%เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน ซึ่งการส่งออกรถยนต์จะดีมาก เมย์แบงก์ประเมินจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.25 ล้านคัน เติบโต 11% ตลาดรถยนต์ในประเทศคาดว่าหดตัวต่อเนื่อง จะลดลงเหลือ 1.15 ล้านคัน ลดลง 12%เทียบจากปี 2556 ที่มียอดประมาณ 1.3 ล้านคัน ประมาณการของเมย์แบงก์ฯต่ำกว่าสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะมียอดขายรถยนต์ในปี 2557 เท่ากับ 1.2 ล้านคัน (-8%เทียบจากปีก่อน ) โดยตลาดรถยนต์ในครึ่งแรกปี 2557 จะถูกกระทบจากปัญหาการเมือง ส่งผลการบริโภคชะลอตัว และแรงซื้อที่หดตัวลงหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก แต่ในครึ่งหลังปี 2557 คาดจะฟื้นตัวดีขึ้น ราคาหุ้นในระยะสั้นยังไม่มีสัญญาณบวก น้ำหนักการลงทุนทรงตัว ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และ ซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ MThai News

เมย์แบงก์ฯจับตาการเมืองยังฉุดตลาดหุ้นเป็นลบ
BLAND /  KCE / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้ปัจจัยลบตลาดหุ้นต่อเื่นื่องวันที่ 6 ระยะสั้นควรเลี่ยง เน้นลงทุนระยะกลางถึงยาว กลยุทธ์เด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์และคงน้ำหนักการลงทุนเป็นลบติดต่อกันเป็นวันที่ 6 โดยดัชนีหุ้นยังแกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 1,360-1,375 จุด เพราะการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดหุ้นไทย ด้านต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 14 อีก 3,517 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนยังคงกังวลต่อการชะลอ QE โดยการซื้อขาย (11 ธ.ค. 2556)มีแรงเก็งกำไรในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีเด่น เมื่อเศรษฐกิจจีน และสหรัฐฯ ส่งสัญญาณบวก ขณะที่กลุ่ม ICT ถูกลดน้ำหนักอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะ ADVANC – INTUCH ปิด ณ สิ้นวัน ดัชนีหุ้นบวกเพียง 1.93 จุด มาอยู่ที่ 1,369.35 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 26,002 ล้านบาท ตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดว่าต่างชาติจะยังคงขายสุทธิ ซึ่งน่าจะเป็นสัปดาห์สุดท้าย ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า มูลค่าการซื้อขายเบาบาง หุ้นหลักในกลุ่ม Domestic Play หรือที่มีรายได้หลักในประเทศ ยังคงเป็นเป้าหมายของการลดน้ำหนักการลงทุนของต่างชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยขาดปัจจัยบวกใหม่เข้าหนุนการลงทุนในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า แม้ว่ากกต.จะกำหนดวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 กว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง และเริ่มบริหารประเทศอย่างเร็วที่สุด เดือนเม.ย. นั่นย่อมเท่ากับ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4ปีนี้ถึงไตรมาส 1 ปีหน้า จะอ่อนแอและเปราะบาง นักลงทุนระยะกลางถึงยาว MBKET แนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณ 1,320-1,330 จุดลงไป หุ้นที่น่าเก็บที่สุดในปี 2557 ของทีมกลยุทธ์เมย์แบงก์ ได้แก่ BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF โดยประเมินจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน หุ้นเด่นวันนี้ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) แนะนำซื้อ TTA บมจ.โทรีเซนไทย เอเจนซี่ ราคาเป้าหมาย19.70 บาท และซื้อเก็งกำไร SMT บมจ.สตาร์ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ราคาเป้าหมาย 7.55 บาท MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 3.41 จุด รับ ECB ลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 3.41 จุด ที่ระดับ 1,584.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองดัชนีฯมีโอกาสทดสอบ 1,590 จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้น วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.55 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,584.14 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,590 จุด ด้วยปัจจัยบวกจาก ECB ที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.10% เป็น 0.05% ส่วนแรงหนุุนในประเทศมากจาก นายกรัฐมนตรี และ ครม. มีอำนาจเต็ม หลังเข้าถวายสัตย์ปฎิญาณ เย็นวานนี้ คาดว่า รมว.เจ้ากระทรวงต่างๆ จะเริ่มทำงานกันในวันนี้ น่าจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ กลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุน กลับเข้าเก็งกำไรอีกครั้ง โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการบริหารประเทศของ ครม.ในช่วงสั้นนี้ MThai News

โบรกฯ คาดหุ้นไทยวันนี้พักฐานก่อนหยุดยาว
ดัชนีตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

นักวิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสพักฐานก่อนวันหยุดยาว โดยดัชนีฯจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ระดับ 1,515-1,525 จุด บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะ “พักฐาน” ในกรอบ 1,515-1,525 จุด ก่อนหยุดยาว รวมไปถึงแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครน และอิรัก อย่างไรก็ตามในสัปดาห์ต่อไป คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุน Trigger Fund มาช่วยหนุนดัชนีฯ ให้สามารถยืนที่ระดับ 1,570-1,600 จุด  ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าได้ ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันสุดท้ายของสัปดาห์ ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ดัชนีฯหุ้นไทยจะแกว่งในกรอบแคบ พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุน แนะนำหุ้นขนาดกลาง และกลุ่มพลังงานทางเลือก ที่ยังมีแนวโน้มขยับตัวได้ดี MThai News

โบรกฯ-กองทุนเชียร์หุ้นกลุ่มพาณิชย์ รับอานิสงส์เงินจำนำข้าว
CPALL /  CPN / 

โบรกเกอร์ และบรรดากองทุนในประเทศ ต่างเชียร์หุ้นกลุ่มพาณิชย์ หลังเงินจำนำข้าวจ่ายครบ และช่วงบอลโลกของกินขายดีช่วงดึก แต่ระยะยาวรอความชัดเจนการพัฒนาเศรษฐกิจจาก คสช. บล.เคที ซีมิโก้ วิเคราะห์และมองว่าหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ซึ่งอิงความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะกลับมาฟื้นตัว ประกอบกับช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก จะทำให้ยอดซื้อของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ CPALL เจ้า ของ 7-ELEVEN พร้องกับเสียงสนับสนุนของบรรดากองทุนต่างๆทั้ง บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ และบลจ.ทิสโก้ ที่มีมุมมอง ว่าหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ จะกลับมาสดใสน่าลงทุนต่อ หลังรับข่าวโรดแม็ป การพัฒนาประเทศ ของทีมเศรษฐกิจ คสช. ส่งผลดีทั้งต่อการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้ข้อมูลหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ว่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงนี้จะเพิ่มขึ้นหลังการจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว คาดจะกระตุ้นการอุปโภคบริโภคได้ในช่วงสั้น SSSG ของกลุ่มพาณิชย์มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในไตรมาส 1อย่างไรก็ดี ยังต้องรอดูความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนบล.เมย์แบงก์ฯ ประมาณการเดิมสำหรับกลุ่มพาณิชย์ และ ให้น้ำหนักการลงทุน Neutral หุ้นเด่น ได้แก่ HMPRO (TP 11.80 บาท) และ CPN (TP 57 บาท) อย่างไรก็ดีฝ่ายวิเคราะห์เห็นว่ามีความเสี่ยง ต่อประมาณการกำไรของกลุ่มพาณิชย์จะมาจากนโยบายประชานิยม และ การลดค่าครองชีพ (เช่น ลดราคาน้ำมัน) ส่วนความเสี่ยงมาจากการคงระดับราคาสินค้าซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไรของกลุ่ม โดยกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงระยะสั้น ยังต้องรอความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน หุ้นแนะนำโดยบล.เมย์แบงก์ ในกลุ่มพาณิชย์ได้แก่ HMPRO และ CPN เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนตำกว่ากลุ่ม Neutral สำหรับกลุ่มพาณิชย์ หุ้นที่เราแนะนำเป็นบริษัทที่มี Brand แข็งแกร่ง เป็นผู้นำในตลาด ประสิทธิภาพการดำเนินงานสูง กำไรมีความผันผวนน้อย และ ขยายสาขาต่อเนื่อง ได้แก่ HMPRO ซึ่งมียอดขายมั่นคงจากการที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นลูกค้าซื้อสินค้าเพื่อการปรับปรุงซ่อมแซม และ มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป ขณะที่ CPN มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ และ สามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ตามสัญญา เราปรับคำแนะนำ GLOBAL เป็นขายทำกำไร Take Profit เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกินราคาเป้าหมาย MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 4.31 จุด โบรกฯมองดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 4.31 จุด ที่ระดับ 1,589.34 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท ด้านโบรกฯคาดปัจจัยหนุนเพียบ ดันดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้นรับผลประชุม ครม.นัดแรก วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.59 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,589.34 จุด เพิ่มขึ้น 4.31 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสขยับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,590 จุด จากการที่นักลงทุนต่างชาติจะทยอยซื้อสะสมในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดอาจจะชะลอกรอบเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยออกไป หลังตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.05% ส่งผลให้ค่าเงินของสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออก ส่วนปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศมาจากการที่จะเริ่มประชุม ครม. นัดแรกในวันพรุ่งนี้ทำให้เชื่อว่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไร เพื่อรอลุ้นผลการประชุมว่าจะมีการผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ โดยกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางในกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการประชุม ครม. นัดแรกเช่น กลุ่มท่องเที่ยว ก่อสร้าง เป็นต้น เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณ 1,600 จุดหรือสูงกว่า MThai News

ทรูเร่งออกTRUEGIFกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม
TRUEGIF /  กองทุนรวม / 

TRUEGIF กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกของไทย เร่งระดมทุนเพื่อเพิ่มเสาโทรคทมนาคม ระบบใยแก้วนำแสงเสาโทรคมนาคม อุปกรณ์สื่อสัญญาณ และระบบบรอดแบนด์ นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE) เปิดตัวกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท(TRUEGIF)เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกของไทย โดยลงทุนในเสาโทรคมนาคม ระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์สื่อสัญญาณ และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อสนับสนุนการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน รวมถึงยังเป็นการลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนของอุปกรณ์พื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม ทั้งนี้ กลุ่ม TRUE เป็นผู้สนับสนุนการก่อตั้งกองทุน TRUEGIF โดยเป็นผู้โอนทรัพย์สินและสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิของสินทรัพย์ของกลุ่ม TRUE ให้แก่กองทุน นอกจากนี้ กลุ่ม TRUE ยังเป็นผู้เช่าและบริหารจัดการหลักในทรัพย์สินโทรคมนาคมของกองทุนและจะเป็นผู้ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนTRUEGIF ในจำนวนไม่ต่ำกว่า 18% การขายทรัพย์สินให้แก่ TRUEGIF จะทำให้ฐานะการเงินของ TRUE แข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้สินสุทธิ ณ เดือน ก.ย.2556 มีหนี้ 105.7พันลบ. ลดลงเป็น 49.2 พันล้านบาท ซึ่งทรูจะนำเงินที่ได้บางส่วนจากการระดมทุนไปชำระหนี้และนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนบริษัท ทั้งนี้TRUEGIF ลงทุนทรัพย์สินครั้งแรกได้แก่ เสาโทรคมนาคม จำนวน 11,845 เสา(สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิ จำนวน 5,845 เสา และกรรมสิทธิ์ในเสา จำนวน 6,000 เสา), ระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ ระบบสื่อสัญญาณที่เกี่ยวข้อง(FOC)จำนวน 9169 ลิงค์ และใยแก้วนำแสงความยาว 52,362 กม. หรือ 803,090 คอร์กิโลเมตร และระบบบรอดในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 1.2 ล้านพอร์ตเป็นการซื้อกรรมสิทธิ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  แนะนำซื้อหุ้น TRUE โดยให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 14.20 บาทภายหลังจากที่หนังสือชี้ชวน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท หรือ  TRUEGIF  ขึ้น Website ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วเสนอขายหน่วยลงทุนในวันที่ 11-12 ธันวาคม 2556 นี้ เรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนที่ คาดว่าจะอยู่ที่ 7.0-8.5% กองทุนตั้งเป้าหมายมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 6-8 หมื่นล้านบาท โดย TRUE จะถือหุ้น 18% โดยมี เครดิต สวิส และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้ประสานงานร่วมในการ เสนอขายกองทุน TRUEGIF ในระดับโลก และเป็นนายทะเบียน ร่วมกับแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ และยูบีเอส ขณะที่สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เป็นผู้นำการจัดจำหน่าย MThai News

โบรกเกอร์แนะเลี่ยงลงทุนสุดสัปดาห์
SPALI /  THCOM / 

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ฟันธงหุ้นวันสุดท้ายของสัปดาห์ซึมยาว เหตุการเมืองไม่นิ่ง และต่างชาติเทขายต่อ เคเคเทรด แนะนำซื้อหุ้นSPALI ,THCOM ดัชนีหุ้นเมื่อวาน  (12 ธ.ค. 2556) ปิดลบเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ โดยปรับตัวลง 13.14 จุดมาอยู่ที่ 1,356.21 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 27,098 ล้านบาท ด้านต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 15 อีก 3,528 ล้านบาท กลยุทธ์วันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้น้ำหนักการลงทุนเป็นลบ ติดกันเป็นวันที่ 7 ประเด็นการเมืองที่ยังคงต้องติดตามต่อไป ล่าสุด 4 องค์กรหลัก ไม่ว่าจะเป็น กปปส., รัฐบาลรักษาการณ์, กองทัพ หรือ ภาคเอกชน ต่างเสนอเป็นตัวกลางในการจัดตั้งเวทีเสวนา เพื่อผ่าทางตันทางการเมือง ขณะที่รัฐบาลฯ เสนอให้มีเวทีฯ ดังกล่าว แต่ยังคงเดินหน้าเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ. 2557 พร้อมนำข้อเสนอต่างๆ มาพิจารณาหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสซึมลงสู่แนว 1,350 จุด หรือต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะเป็นผลของการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์ นักลงทุนต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อในวันนี้(13 ธ.ค. 2556) บวกกับความไม่ชัดเจนทางการเมือง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงชะลอการลงทุน นักลงทุนระยะกลางถึงยาว ดัชนีหุ้นบริเวณ 1,320-1,330 จุด แต่คิดว่าจะไม่หลุดดัชนี1,300 จุด ระยะนี้หุ้นยังคงผันผวน  นะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณดัชนีหุ้น 1,320-1,330 จุดลงไป หุ้น น่าเก็บ ในปี 2557 ของทีมกลยุทธ์ MBKET คือ “BKT” รวมถึง BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF หุ้นเด่นวันนี้ บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ คือ SPALI รายได้ในปี 2557 มีงานในมือรอรับรู้รายได้แล้ว 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 84% ของประมาณการทั้งปี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าอุตสาหกรรม ขณะที่งานมืออีก 1.3 หมื่นล้านบาท จะสามารถบันทึกรายได้ต่อเนื่องในปี 2558 นอกจากนี้ SPALI ความสามารถในการทำกำไรทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ขณะที่เราคาดว่าบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลของผลประกอบการในครึ่งปีหลังปี 2556 ได้ราว 50 สตางค์ต่อหุ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนเงินปันผล 3.3%ประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 22.40 บาท THCOM  นอกจากปัจจัยหนุนในระยะสั้นจากถูกปรับเข้าคำนวณในดัชนี SET50 แล้ว และการที่เราประเมินว่าบริษัทจะมีกำไรจากธุรกิจปกติใน 4Q56 ออกมาดีที่สุดของปีที่ 390 ล้านบาท ซึ่งจากส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2556 ขยับขึ้นจาก 174 ล้านบาทในปี 2555 มาอยู่ที่ 1.34 พันล้านบาทแล้ว ผลจากการบันทึกรายได้จากดาวเทียมไทยคม 6 เข้ามาเต็มปี คาดว่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 34% เทียบปีก่อน  ประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 42 บาท MThai News

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

กิมเอ็งฟันธงหุ้นไทยแกว่งตัวช่วงแคบๆ
BLAND /  BTS / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวต่อเนื่อง เหตุลุ้นระทึกการเมืองทั้งในและนอกสภา แนะลงทุนระยะกลางถึงยาว กลยุทธ์สำคัญวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  ชี้ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ (20พ.ย. 2556) ปิดลบเป็นวันที่ 2 อีก 7.63 จุด มาอยู่ที่ 1,404.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,697 ล้านบาททั้งนี้ ต่างชาติขายสุทธิ 4,019 ล้านบาท ทั้งนี้ การขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่หนาแน่น อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับพอร์ท ก่อนดัชนี MSCI มีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดวันที่ 26 พ.ย. สรุปไม่ได้ว่าต่างชาติกังวลต่อภาพการเมืองของไทย ต้องติดตามกลุ่มต่างชาติต่อไป ตลาดหุ้นเอเชีย(20พ.ย. 2556) มีทั้งบวก – ลบ เป็นวันที่ 2 เพราะขาดปัจจัยหนุนการลงทุน และเป็นช่วงใกล้สิ้นปี ส่วนนนักลงทุนรายย่อยเกิดแรงขายสะท้อนผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อการแก้ไขร่างกฎหมาย ว่าด้วยที่มาของสว ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมาย เพียงแต่ไม่เข้าข่ายยุบพรรคการเมือง ส่งผลให้เสื้อแดงยุติการชุมนุม ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเคลื่อนไหวต่อการเมืองจึงยังคงอึมครึมต่อไป นักลงทุนบางส่วนลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นหลัก อย่าง ADVANC / KBANK/ KTB เป็นต้น หุ้นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี -1.94%, กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ -1.61% และกลุ่มอสังหาฯ -1.17% คาดหุ้นไทยวันนี้(21พ.ย. 2556)แกว่งตัวในกรอบแคบ ดัชนีจุดต่ำสุด (แนวรับ) 1,400 จุด คงไม่หลุดจากดัชนีนี้ มุมมองต่อการลงทุนเป็นลบ ถือเป็นสัปดาห์สำคัญทางการเมืองไทย ทั้งในแง่ของในสภา และนอกสภา นักลงทุนระยะกลางถึงยาว คงแนะนำถือพอร์ตการลงทุน น่าสนใจเข้าสะสม เช่น KTB หรือ KBANK, TASCO, TPIPL, LH, AIT เป็นต้น หุ้นเด่นวันนี้ BLAND จะมีกำไรพิเศษจากการจัดตั้ง REIT ราว 2,800 – 3,000 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิปี 2556 / 2557 เติบโตถึง 77% ราคาปิด 1.74 บาท ราคาเหมาะสม 2.80 บาท BTS เข้าสู่การคำนวณดัชนี MSCI Thailand  ได้รับเงินจากการขายหุ้น VGI รวม 3,600 ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการเส้นทางเดินรถสายใหม่ที่จะประมูลในปีหน้า และคาดว่า BTS อาจนำเงินสดส่วนนี้ายเป็นเงินปันผลพิเศษราว 0.20 – 0.30 บาทต่อหุ้น ราคาปิด 9.35 บาท ราคาเหมาะสม 12.30 บาท MThai News

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

เมย์แบงก์ฯมองหุ้นไทยเป็นบวก
ICT /  KTB / 

เมย์แบงก์ ปรับมุมมองหุ้นไทยเป็นบวก แม้การเมืองยังแรง แนะซื้อหุ้น TRUE  และ KTB จับตากลุ่ม ICT กลยุทธ์สำคัญวันนี้ (18พ.ย.2556) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย ปรับมุมมองต่อการลงทุนขึ้นเป็นบวกวันแรกในรอบ 10 วันทำการ หลังการชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะมีการยกระดับ การชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนด้วยการ ร่วมยื่นถอดถอน ส.ส. 310 รายที่รับรอง ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยไม่สนับสนุนสินค้า – บริการของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และ เสนอให้ หน่วยงานราชการหยุดงาน ซึ่งกระแสการเข้าร่วมผ่อนคลายลง เมื่อเทียบกับช่วงแรกของการต่อต้าน สำหรับปัจจัยสำคัญวันนี้ ติดตามตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 ของไทย โดยBloomberg คาดว่าเติบโต 1.5% เทียบไตรมาสก่อน เป็นการฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส พร้อมติดตามการประชุมสว. ต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 ซึ่งจะเป็นตัวต่อยอดสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้น TRUE  และ KTB และจับตาดูกลุ่ม ICT MThai News

จับตาดูหุ้นยานยนต์ราคาถูกรออุตสาหกรรมฟื้นตัว
Auto /  KBANK / 

เมย์แบงก์ฯ ชี้ยอดขายรถยนต์ปี 2557 ลดลงเล็กน้อย จับตายอดขายและส่งออกช่วงต่อไป แนะ หุ้น KBANK และ TMB บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (กลุ่มยานยนต์motive Sector) ยอดผลิตรถยนต์เดือน ธ.ค. 56 ทรุดหนักต่ำสุดรอบ 20 เดือน กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือน ธ.ค. 2556 เท่ากับ 158,893 คัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ธ.ค. 108,688 คัน ฟื้นตัวต่อ 16% เทียบเดือน พ.ย. จากแรงหนุนการจัดงานมอเตอร์โชว์  แต่ทรุดลงต่อจากปีก่อน ลด 25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2556 มียอดทั้งสิ้น 1,325,474 คัน ติดลบ 7.7%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับเป้าหมายของค่ายโตโยต้า 1.3 ล้านคัน การส่งออกรถยนต์ เดือน ธ.ค. ชะลอตัวลงต่อเหลือ 87,961 คัน ลดลง 8% เทียบเดือน พ.ย. รวมทั้งปี 2556 ยอดส่งออกรถยนต์รวม 1,128,152 คัน เพิ่มขึ้น 10%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บล.เมย์แบงก์ฯ คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะชะลอตัวลง ลดลง 2% เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน  โดยคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.25 ล้านคัน (+11%เทียบปี 2556) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.15 ล้านคัน (-12% เทียบปี 2556) โดยประมาณการของเราต่ำกว่าประมาณการของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะเท่ากับ 2.5 ล้านคัน เติบโต 2% เทียบกับปีก่อนยังไม่มีสัญญาณบวก แต่หุ้นลงมาตอบรับมากแล้ว น้ำหนักการลงทุนกลางๆ (Neutral) คือจับตาดูกลุ่มยานยนต์ ทั้งนี้ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554  และซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ  จึงลงมาตอบรับปัจจัยลบมากแล้ว  แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ  เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral ในขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มยานยนต์อยู่ที่ 455.60 จุด หุ้นเด่นวันนี้  บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ KBANK ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 9.5 พันล้านบาท ลดลง 11%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่เพิ่มขึ้น 24%เทียบกับทั้งปี ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ โดยสินเชื่อยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ NPL ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 2.0% และค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองตั้งในระดับปกติ โดยรวมกำไรสุทธิทั้งปี 56 อยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ราคาเป้าหมาย 200 บาท TMB ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 1.8 พันล้านบาท ลดลง 4%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่พลิกจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งต่ำกว่าที่เราคาดเล็กน้อย 6%ผลการดำเนินงานของ TMB ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เห็นได้ชัดจากผลการดำเนินงานในปี 2556 ขณะที่งบการเงินในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งสำหรับปี 2557 คาด;jkฐานกำไรของ TMB ยังคงขยายตัวต่อเนื่องสู่ระดับ 8.0 พันล้านบาท เติบโต 39% เทียบกับปี 2556 ราคาเป้าหมาย  2.55 บาท MThai News

หุ้นไทยวันนี้ผันผวนในแดนลบรับคริสต์มาส
BANPU /  ITD / 

บล.เมย์แบงก์ฯ ฟันธงหุ้นไทยยังเป็นลบ คาดผันผวนตลอดวัน หลังต่างชาติเทขายช่วงเทศกาล และการเมืองยังวุ่นวายต่อ กลยุทธ์เด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผยตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดฟื้นตัวเล็กน้อย 0.99 จุด มาอยู่ที่ 1,327.13 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 22,398 ล้านบาท ด้านต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 23 อีก 1,720 ล้านบาท กลับมาซื้อสุทธิในดัชนี Index Futures เป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ 376 สัญญา และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 2 อีก 342 ล้านบาท บล.เมย์แบงก์ฯ มีมุมมองการลงทุนเป็นลบเป็นวันที่ 14 เชื่อว่าหุ้นมีดัชนีแกว่งตัวแคบระหว่าง 1,325 – 1,335 จุด และมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงขายจากต่างชาติเชื่อว่าจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงต้นเดือนม.ค. 2557 โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลสำคัญ ได้แก่ เทศกาลคริสต์มาส และต่อเนื่องเทศกาลปีใหม่ ประเมินว่า แรงขายจากต่างชาตินับตั้งแต่วันนี้ จนถึง ต้นเดือนม.ค. 2557 จะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญหรืออาจกล่าวว่าเป็น “กลาง” เท่านั้น หากเทียบกับแรงขายสุทธินับตั้งแต่เดือนพ.ย.ถึงวานนี้ 90,269 ล้านบาท น่าจะมากเพียงพอต่อการสะท้อน การลดวงเงิน QE และ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี56 ที่เติบโตชะลอตัว จากความเสี่ยงทางการเมืองภายในประเทศ อีกทั้งหากประเมินยอดขายสุทธิสะสมนับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงวานนี้ ต่างชาติขายสุทธิ 4,574 ล้านบาท ข้อมูลปี 2551 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1.5 แสนล้านบาท และปี 2552 – วานนี้: นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,574 ล้านบาท หุ้นเด่นวันนี้ บล.เคเคเทรด แนะนำ TRUE     แนะนำ ขาย ราคาพื้นฐาน ที่ 7.20 บาท บริษัทเข้าซื้อ กองทุนทรูโกรท  (TRUEGIF) ไว้เอง 33% รายย่อยจัดหนัก 46% ส่วนนักลงทุนสถาบัน 21% งานนี้รับเงินสดรวมขายหุ้นบริษัทย่อย 8 แห่ง 4.4 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่เล็งไว้ ITD     แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน ที่ 7.00 บาท ระยะสั้นราคาหุ้นยังถูกกดดันจากการเมือง แต่โครงการในต่างประเทศเติบโตดี ล่าสุดปิดดีล 120,000 ล้านบาท โครงการก่อสร้าง บริหารจัดการ และส่งมอบ ท่าเรือและทางรถไฟ กับประเทศสาธารณรัฐโมซัมบิคระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี BANPU     แนะนำ ถือ ราคาพื้นฐาน ที่ 27.00 บาท เชื่อว่าราคาถ่านหินผ่านจุดตัดแล้ว ต่อไปราคาจะฟื้นตัว ประกาศลดทุน 135.60 ล้านบาท ตัดทิ้งหุ้นซื้อคืน 135.6 ล้านหุ้น ส่งผลกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นทันที 5% MThai News

โบรกเกอร์เชียรหุ้นกลุ่มพลังงานตัวขับเคลื่อนตลาด
BCP /  EGCO / 

โบรกเกอร์หุ้น ต่างออกบทวิเคราะห์กลุ่มพลังงาน ในท่ามการบรรยากาศเลื่อนไม่เลื่อนเลือกตั้ง แต่ไม่ทำให้ “เงื่อนไข” ในการเลือกกลุ่มหุ้นลงทุนเปลี่ยนแปลงไป ต่างแนะนำหุ้นกลุ่มพลังงาน รายตัว โดย บล.ทิสโก้ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง  (RATCH) หากไม่มีอุปทานใหม่จะทำให้ปริมาณไฟสำรองมีลดลง แต่ความเสี่ยงเรื่องไฟดับยังต่ำ โรงไฟฟ้าเก่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น ขนอม และ ระยอง เพราะที่ดินที่เหมาะสมในการทำโรงไฟฟ้าหายากขึ้น จังหวัดราชบุรีเป็นตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการวางระบบจ่ายไฟไปยังภาคใต้ไม่มีงานใหม่ในประเทศทำให้ผู้ประกอบต้องไปหางานที่ต่างประเทศ บมจ. โกลว์ พลังงาน (GLOW) มีอัพไซด์จากยอดการขายไฟที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก GLOW มีกำลังการผลิตเหลือ 150 MW ที่สามารถนำไปขายให้แก่โรงงาน โดยเรามองว่าในปี 2557 GLOW จะมีการขายไฟฟ้าราว 100 MW ให้กับโรงงานในนิคมมาบตาพุด และขณะเดียวกันก็ขายไฟ 20 MW ให้กับนิคมปลวกแดง โดยใช้โรงไฟฟ้าจากก๊าซชั่วคราว ในขณะที่รอโครงการ SPP ใหม่ โครงการ Gheco-One กลับมาดำเนินงานได้อีก มีกำลังการผลิต 660 MW จากถ่านหินโดยมองว่าจะมีกำลังการผลิตราว 92% และมีส่วนแบ่งรายได้ 3-3.5 พันล้านบาท (GLOW ถือ 65%) นโยบายการขยายธุรกิจในต่างประเทศยังจำกัด บริษัทแม่ของ GLOW มองว่า GLOW มีความสามารถในการแข่งขันในประเทศลาว เขมร และพม่า ปันผลพิเศษในปี 2558 หากบริษัทไม่มีแผนการลงทุนใหม่ และมี สัดส่วนหนี้สินต่อเงินหมุนเวียน D/E ที่ต่ำกว่า 1 เท่า บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) การขยายโรงไฟฟ้า Quezon จะได้ข้อสรุปในเดือนมิถุนายน โดยบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับฟิลิปปินส์สำหรับสัญญาขายไฟของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่ง EGCO ถือหุ้น 49% มีกำลังการผลิต 500 MW คาดเริ่มผลิตไตรมาส 1 ปี 2561 โอกาสในการลงทุนที่อินโดนีเซีย บริษัทมีแผนที่จะประมูลสัญญาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อินโดนีเซียโดยมีขนาด 600 MW หรือ 1000 MW  ซึ่งสร้างบนเหมืองถ่านหินทางตอนใต้ของสุมาตรา บล.ธนชาต  ระบัว่าถึงจังหวะซื้อหุ้นพลังงานขนาดเล็ก ดัชนีหมวดพลังงานเป็นบวกมากกว่าตลาด  น่าสนใจซื้อในระยะสัปดาห์ โดยมีหุ้นขนาดเล็กที่น่าสนใจในกลุ่มพลังงานได้แก่ MDX, SCG, SOLAR, SUSCO, BCP โดย BCP แนะนำซื้อเก็งกำไร ฟื้นตัวตามตลาด เริ่มปิดดีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บวกวันนี้คาดว่าจะผ่าน 27.75 บาท เป็นสัญญาณซื้อ เป้าหมาย 29.75 บาท บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้การลงทุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น เพราะราคาหุ้นโรงกลั่นอ่อนตัวลง 13.0-21.8% ในช่วงเดือน ธ.ค. สะท้อนภาวะตลาดที่ถูกกดดันจากปัจจัยในประเทศ และความเสี่ยงจากการอ่อนตัวของผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2556 ที่คาดว่าอ่อนตัวลง เมย์แบงก์ฯ เชื่อว่าราคาที่อ่อนตัวลงรับรู้ข่าวดังกล่าวไปแล้วบางส่วน ขณะที่ค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ปรับเพิ่มจาก 3-4 เหรียญต่อ บาร์เรลในเดือน ต.ค.-พ.ย. มาอยู่ในช่วง 5-7 เหรียญในเดือน ธ.ค. ถึงปัจจุบัน จากสถิติย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นโรงกลั่นในไตรมาส 1 ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ รวมถึงราคาน้ำมัน ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล การปรับตัวขึ้นดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ในช่วงดังกล่าวที่แข็งแกร่ง บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบทรงตัว ทั้งนี้บมจ.บางจาก ปิโตรเลียม BCP เป็นหุ้นที่คาดจะมีผลประกอบการเด่นสุดในกลุ่มอีกครั้งในไตรมาสนี้ ขณะที่ TOP ถูกกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก แต่ยังมีกำไรจากการดำเนินงานเป็นบวก ตรงข้ามกับ IRPC ที่คาดจะมีผลประกอบการปกติขาดทุน แต่มีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ทำให้กำไรสุทธิไตรมาส 4ปี 2556 และงบทั้งปี 2556 ยังคงป็นบวก MThai News