กิมเอ็ง

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

กลยุทธลงทุนหุ้นไทยวันนี้ แนะเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน
MBKET /  กรุงศรี / 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.66 จุด แตะที่ระดับ 1,372.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 845.29 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 08.54 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 31.23 บาท ขายออก 32.65 บาท ด้านบล.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง ( MBKET) ระบุ บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (31 มี.ค.) ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ ระหว่าง 1,360-1,375/80 จุด แม้ว่าต่างชาติซื้อสุทธิหนาแน่นตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลต่อการสิ้นสุด Window Dressing (ราคาปิดสิ้นงวดบัญชี) และยังไม่มั่นใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติในระลอกนี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นแนว Sideways-to-Sideways-Up ไปสู่กรอบต้านสำคัญ 1,380-1,400 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ประกอบด้วย -การเข้าชี้แจงของนายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการจำนำข้าว ต่อ ปปช. ซึ่ง MBKET เชื่อว่า นายกฯ รักษาการจะขอผ่อนผันการเข้าชี้แจง ทำให้นักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนต่อไป -การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ.ของ ธปท. ให้น้ำหนักกับภาคการบริโภค และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ว่าจะผ่านจุดต่ำสุดหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมของกปปส. วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะคลายความกังวลต่อกรณีการเมือง ทั้งนี้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังสิ้นสุด Window Dressing พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ,กลุ่มโรงกลั่น และ พลังงานทางเลือก พร้อมหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว ฃส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" SCC/ SAMART ขณะที่ บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1360-1380 จุด  หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสดีดตัว แนะนำซื้อเก็งกำไร INTUCH และ BJC MThai News

'คาราบาวกรุ๊ป' เคาะ IPO 28 บาท เข้าเทรด 21 พย.นี้
IPO /  ข่าว / 

'คาราบาวกรุ๊ป' เคาะราคา IPO 28 บาท พร้อมเข้าเทรด 21 พย.นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร และอาหาร หมวดอาหาร และเครื่องดื่ม บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือ IPO ที่หุ้นละ 28 บาท โดยใช้การการสำรวจความต้องการของนักลงทุนสถาบัน หรือ Book Building ที่ 26-28 บาท และเปิดจองซื้อในวันที่ 12-14 พ.ย. นี้ ก่อนจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) วันที่ 21 พ.ย. นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ CGB จะขายหุ้นไอพีโอทั้งหมด 250 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาทต่อหุ้น โดยมี บล.กสิกรไทย และบล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินร่วม รวมถึงเป็นแกนนำการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่าย โดยมีบล.บัวหลวง บล.โนมูระ พัฒนสิน และ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย ติดตามข่าวสารตลาด IPO, หุ้นเข้าใหม่ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News ‘บางกอก แอร์เวย์’ ไม่หวั่น เปิดเทรดต่ำจอง ตัวแรกปีนี้

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 3.41 จุด รับ ECB ลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 3.41 จุด ที่ระดับ 1,584.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองดัชนีฯมีโอกาสทดสอบ 1,590 จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้น วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.55 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,584.14 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,590 จุด ด้วยปัจจัยบวกจาก ECB ที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.10% เป็น 0.05% ส่วนแรงหนุุนในประเทศมากจาก นายกรัฐมนตรี และ ครม. มีอำนาจเต็ม หลังเข้าถวายสัตย์ปฎิญาณ เย็นวานนี้ คาดว่า รมว.เจ้ากระทรวงต่างๆ จะเริ่มทำงานกันในวันนี้ น่าจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ กลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุน กลับเข้าเก็งกำไรอีกครั้ง โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการบริหารประเทศของ ครม.ในช่วงสั้นนี้ MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยรีบาวน์ ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทย รีบาวน์ตาม ดาวโจนส์ แนะจับตามุมมองนักลงทุน จาก SET โรดโชว์ สหรัฐฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 1,540-1,550 จุด โดยหุ้นหลักในกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มฟื้นตัว นำโดย KBANK ประกอบกับความคาดหวังกระแสเงินลงทุนใหม่จากกองทุน ทริกเกอร์ฟันด์ ที่จะปิดการขายในวันนี้ วงเงิน 3,300 ล้านบาทของ บลจ.ยูโอบี จะช่วยผลักดันให้ดัชนีฯขึ้นทดสอบ 1,570-1,580 จุด แนะขายทำกำไรในช่วงสั้น เพราะปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของเดือนต.ค. กับความกังวลต่อการประชุมเฟด วันที่ 28-29 ต.ค. ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยจะกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก เหมือนช่วงก่อนการประชุมเดือนก.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงติดตามผลการโรดโชว์ที่นิวยอร์ค สหรัฐฯ ในคืนวานนี้ ว่าผู้จัดการกองทุนต่างชาติให้มุมมองอย่างไรต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน แนะนำถือพอร์ตการลงทุน เพื่อรอขายทำกำไรรอบสั้นบริเวณใกล้เคียง 1,570 จุดโดยกลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น แนะนำซื้อ 'TRUE' ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบีเคย์เฮียน ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และค่าเงินดอลล์ที่สูงขึ้น ทำให้ 'เฟด' กังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นนักลงทุนจึงกลับมาลงทุนเก็งกำไรด้วยความมั่นใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาหุ้นที่ขึ้นมาสูงและความผันผวนที่เริ่มมีมากขึ้นในขณะนี้ แนะนำให้เล่นสั้นเป็นหลัก โดยเฉพาะในหุ้นที่พื้นฐานยังไม่รองรับ และทยอยขายบ้างหากมีกำไรสูง โดยมีแนวรับที่ 1,500 จุด และแนวต้านที่ 1,550 จุด โดยเน้นหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล และแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่า หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์ ตลาดกังวล ECB ในประเทศไร้ปัจจัยใหม่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้เริ่มมีแรงขายออกมากดดันให้ดัชนีแกว่งย้อนลงจากการขยับบวกขึ้นในช่วงต้นชั่วโมงอีกครั้ง ตามบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่เริ่มมีจังหวะแกว่งลงให้เห็น ทำให้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลประชุม ECB ในวันพฤหัสฯ ที่ 6 พ.ย. ขณะที่เช้านี้ยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐ หลังราคาหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คที่ปรับตัวลง เนื่องจากรายงานที่ว่าซาอุดิอาระเบียได้ปรับลดราคาน้ำมันดิบให้กับสหรัฐ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ให้มีจังหวะปรับย้อนลงเล็กน้อยด้วยเช่นกัน รวมทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่า SET มีโอกาสที่จะปรับพักตัวลงก่อนได้ เราจึงยังไม่แนะนำให้ซื้อในลักษณะไล่ราคา โดยสามารถรอเลือกหุ้นเข้าซื้อในช่วงตลาดปรับพักตัวลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า และรอติดตามผลประชุม ECB รวมถึงตัวเลขด้านแรงงานของสหรัฐในช่วงท้ายสัปดาห์นี้ด้วยแนวรับ 1,576-1,570 , 1,567-1,560 จุด แนวต้าน 1,584-1,587 , 1,590-1,592 จุด สอดคล้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า คาด SET INDEX วันนี้มีโอกาสซึมตัวลงทดสอบแนว 1,570 จุดบวกลบ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน นักลงทุนในประเทศรอทยอยซื้อหุ้นเป้าหมายกลับในด้านล่าง บริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุดตามลำดับ เพื่อให้ได้ Gap ที่ขายไปก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมิน Downside risk ของ SET INDEX ในรอบนี้จำกัด ปัจจัยบวกที่รออยู่คือ การประชุม ECB ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ECB จะตัดสินใจเพิ่มพันธบัตรเข้าไปในการซื้อสินทรัพย์รอบนี้หรือไม่ หากเพิ่ม จะกลายเป็นปัจจัยบวกผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าในอัตราเร่ง กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจในเอเชียทางอ้อม ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็น กลางถึงบวก จากสัญญาณเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ฟื้นตัวในระดับอ่อนๆ อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.ลดลงต่อเนื่อง เปิดทางให้ กนง. พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.0% ได้จนถึงต้นปีหน้า ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นตัวแปรจำกัด Downside risk เช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นเป้าหมายกลับบริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุด ตามลำดับ โดยมีระยะหวังผลรอบใหม่ราว 30-40 จุด หุ้นเด็ดรายตัววันนี้ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

ก.ล.ต. เพิ่มทางเลือกใหม่ ให้โอนย้าย PVD ไป RMF ได้
PVD /  RMF / 

ก.ล.ต. เผย สามารถโอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หากนายจ้างเลิกกองทุน หรือลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพ นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการออมการลงทุนในระยะยาว แต่ที่ผ่านมาลูกจ้างประสบปัญหากรณีนายจ้างเลิกกิจการหรือย้ายงานไปที่ใหม่ที่ไม่มี PVD หรือนายจ้างเดิมจำกัดระยะเวลาคงเงิน ทำให้ลูกจ้างต้องนำเงินออกจาก PVD ก่อนเกษียณ และอาจต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมาก ทาง ก.ล.ต. จึงผลักดันให้เกิดทางเลือกใหม่ ซึ่งสามารถเลือกโอนย้ายเงินจาก PVD เดิมไปยัง RMF ได้ เพื่อช่วยให้ลูกจ้างสามารถออมเงินต่อเนื่องได้เท่าที่ต้องการ โดยลูกจ้างที่โอนเงินจาก PVD ไปไว้ที่ RMF ตามเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ จะได้รับประโยชน์จากการออมเงินต่อเนื่องในระยะยาว มีอิสระในการเลือกนโยบายการลงทุนได้เอง และ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่ากับการคงเงินไว้ใน PVD คือไม่ถูกบังคับให้ต่อเนื่องเหมือน RMF ทั่วไป สามารถนับอายุสมาชิก PVD ต่อเนื่องกับ RMF ได้ เพื่อให้ได้รับยกเว้นภาษีเมื่อมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด โดยเงิน PVD ที่โอนไปนี้ไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลประจำปี ทั้งนี้ในเบื้องต้น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด พร้อมที่จะรับโอน PVD ไปยัง RMF ที่มีอยู่เดิม โดยจะมีระบบแบ่งแยกบัญชีและทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนออกจาก RMF ปกติ ในขณะที่บริษัทจัดการกองทุนรวมอื่น ๆ คาดว่าจะทยอยปรับปรุงระบบงานภายในเพื่อรองรับการบริการนี้ตามมา ส่วนการปรับเกณฑ์ครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการกำกับตลาดทุน เพื่อรองรับเรื่องการโอน PVD ไป RMF ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฉบับที่ 4 ซึ่งร่างประกาศจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป ขอบคุณข้อมูลจาก  ประชาชาติ ตามคาด! หุ้นไทย ปรับลงแรง กลุ่มสื่อสาร - รับเหมาฯ โดดเด่น บล.เมย์แบงก์ มองหุ้นไทยปรับตัวลงแรง กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย ชี้ หุ้นกลุ่มสื่อสารและรับเหมาก่อสร้างเด่น บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองหุ้นไทยปรับตัวลงแรง ตามคาดหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีเกินคาด ทำให้สร้างแรงกดดันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งเสียงคาดการณ์ของนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 68% จากเดิม 40% อย่างไรก็ตามต้องติดตามว่าหากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง จะปรับขึ้นที่ระดับใด 0.10% หรือ 0.25% ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น ประเมินว่าน่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด เพราะได้ปรับตัวลงรับประเด็นนี้ไปบ้างแล้ว ทั้งนี้ มองว่าหุ้นโดดเด่นในช่วงนี้ คือกลุ่มสื่อสารและรับเหมาก่อสร้าง จากประเด็นการประมูล 4G คลื่นความถี่ 1800 MHz ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 พ.ย.นี้ และ คลื่น 900 MHz ที่จะประมูลในวันที่ 15 ธ.ค. นี้ ส่วนกลุ่มรับเหมาฯ มีความคืบหน้าการเปิดประมูลงานก่อสร้างภาครัฐฯ โดยเฉพาะรถไฟทางคู่ เส้นทางฉะเชิงเทรา-แก่งคอย ขณะที่ประเมินทิศทางตลาดระยะสั้น ด้านเทคนิคหากดัชนีหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,400 จุด มีโอกาสรีบาวน์กลับ แต่ยังมีประเด็นกดดันบรรยากาศการลงทุน จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดบ้าง แต่ดัชนีไม่น่าปรับตัวลงแรงแต่จะแกว่งตัวซึมลงมากกว่า แนะกลยุทธ์ลงทุน เลือกเก็งกำไรหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว เช่น BMCL-BECL-ADVANC-ITD-CK ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,395 จุด แนวต้าน 1,420 จุด ขอบคุณข้อมูลจาก  อินเด็กซ์ 51 ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News

MBKET วิเคราะห์ 4 แนวทางคดีโยกถวิล ชี้ อนาคตหุ้นไทย
คดีโยกถวิล /  ตลาดหุ้น / 

ซีไอเอ็มบี คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้เหวี่ยงลงตามตลาดต่างประเทศ และปัจจัยการเมืองในประเทศ ด้าน MBKET วิเคราะห์  ผลตัดสิน 4 แนวทาง ชี้อนาคตหุ้นไทย นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้(7พ.ค.)มีโอกาสที่จะเหวี่ยงตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวลงกันถ้วนหน้าตามดาวโจนส์ร่วงแรง อันเนื่องมาจากแรงเทขายหุ้นในกลุ่มอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่งวันนี้ต้องจับตาคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรีกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ของศาลรัฐธรรมนูญ และผลสรุปการสอบสวนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตามข้อกล่าวหาละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.)อีกด้วย ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถึงสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีโอกาสเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ 1.ไม่ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ยังคงรักษาการ ตำแหน่งเพื่อรอส่งมอบหน้าที่ 2.ขัดต่อกฎหมาย แต่นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ได้พ้นจากตำแหน่ง ตาม ม. 182 (วรรค 2 การยุบสภา) แล้ว และไม่มีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณาการโยกย้าย นายถวิล 3.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการ แต่ไม่มีผลผูกพันถึง ครม. ชุดที่พิจารณา ดังนั้น รองนายกฯ ขึ้นรักษาการ แทน 4.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพันจากตำแหน่งรักษาการ และมีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณา ซึ่งจะนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง การนำเสนอ นายกฯ ตามม. 3 ผ่านวุฒิสภา หากผลการพิจารณาเป็นแนวทางที่ 1-3 จะทำให้การเมือง การเลือกตั้ง ยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกับ SET INDEX ที่ฟื้นตัวลักษณะ Technical Rebound สู่แนว 1,415-1,420 จุด แต่หากออกมาเป็นแนวทางที่ 4 คาดว่าตลาดจะแกว่งออกด้านข้าง เพื่อรอภาพการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนอกสภาฯ ทั้ง กปปส. และ นปช. ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง “เข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน” พร้อมระยะหวังผล 10-15 จุด จากผลการวินิจฉัยของศาลฯ เที่ยงวันนี้ MThai News

หุ้นไทย เปิดพุ่ง 5.99 จุด รับ 'เฟด' ตรึงดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (18 ก.ย.) เปิดทำการเมื่อเวลา 09.58 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.99 จุด แตะที่ระดับ 1,576.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,330.31 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ให้จับตาการขยับของราคาหุ้นหลักทั้งกลุ่มธนาคาร/ICT/PTT/SCC ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้กระแสเงินทุนต่างชาติ MBKET เชื่อว่าต่างชาติจะยังทยอยสะสมหุ้นหลักของไทยต่อเนื่อง โดยคาดว่าดัชนีฯจะแกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 1,570-1,580 จุด ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนถือพอร์ตการลงทุน เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณใกล้ๆ 1,600 จุด หรือเก็งกำไรในลักษณะจำกัดวงเงิน เน้นหุ้นรายตัวที่มีประเด็นเชิงบวกต่อการลงทุน MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวกรอบแคบ ปัจจัยบวกหุ้นจ่อขึ้น XD
ดัชนีฯตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีฯมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยบวกจากแรงซื้อ หลังหุ้นหลายตัวจ่อขึ้น XD บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงค์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ จับตา การประขุม สนช.เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ ก็จะส่งผลต่อตลาดในเชิงบวก ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนหุ้นไทยมาจาก การประกาศและรอขึ้น XD รับเงินปันผลของหุ้นหลายตัว ทำให้มีแรงซื้อเข้ามา รวมถึงแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ที่ได้รับผลดี และมีสัญญาณบวกจากการเริ่มเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในเดือน ก.ย.นี้ โดยแนะนำนักลงทุนถือต่อ ให้แนวต้านระยะสัปดาห์ที่ 1,580 จุด แนวรับที่ 1,535 จุด MThai news

โบรกฯคาด แรงซื้อ LTF ดันหุ้นไทยบวกต่อ
LTF /  RMF / 

โบรกฯคาด ดัชนีฯหุ้นไทย มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ จากแรงซื้อ กองทุน LTF-RMF แต่กรอบยังจำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยมีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังทดสอบแนวต้านทางเทคนิคอิงเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือน บริเวณ 1,548 จุดบวกลบ อย่างไรก็ตาม เราประเมินความเสี่ยงของดัชนีฯที่จะปรับตัวลดลงมีจำกัด และคาดการณ์ว่าดัชนีฯจะสามารถปรับสูงขึ้นได้ จากการยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือนได้ในที่สุดด้วยแรงหนุนจากการเข้าซื้อกองทุน RMF-LTF ช่วงปลายปี 1-2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ การประชุม FOMC วันที่ 29 ต.ค.นี้ แนะนำซื้อ Domestic Plays และกลุ่มโรงไฟฟ้า กลยุทธ์ลงทุนหลักอย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH, ต่อเนื่อง ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่า ดัชนีฯจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,535 – 1,550 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้น แม้ว่าจะยังไม่ผ่านด่านสำคัญ 1,550 จุด แต่ภาพรวมของการลงทุนของตลาดหุ้นไทย ณ วันนี้ ดีกว่าช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าที่เป็นช่วงเวลาของการปรับฐาน อีกทั้งความเสี่ยงในการปรับตัวลงของดัชนีฯ เริ่มจำกัดมากขึ้น แนวรับ 1,530 จุดบวกลบ จะทำงานได้ดีขึ้นในช่วงสั้นๆ นี้ เพื่อรอดูผลการประชุมเฟดในคืนวันพรุ่งนี้ โดยตลาดเชื่อว่าเฟดจะประกาศยุติโครงการ QE ในรอบนี้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่มุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะปรับขึ้นเป็นช่วงเวลาใดในปีหน้า แน่นอนว่า กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์นี้ เราเชื่อว่าจะไม่โดดเด่นทั้งในแง่ขายหรือซื้อ แม้ว่าการโรดโชว์ของตลท. ในนิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก เริ่มต้นตั้งแต่วานนี้ และสิ้นสุดในวันที่ 30 ต.ค.ก็ตาม นักลงทุนต่างชาติน่าจะเลือกเก็งกำไรเป็นรายตัวต่อผลการดำเนินงานใน 3Q57 ช่วงสั้นนี้ แนะนำขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,550 จุดบวกลบ และถือพอร์ตการลงทุนส่วนที่เหลือ หรือเปลี่ยนลงทุนในหุ้นที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนงบการเงิน 3Q57 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

หุ้นไทยวันนี้ บวกเบาๆ วอลุ่มบางๆ
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อ หลังดาวโจนส์บวก แต่คงบวกไม่แรงเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ คาดวอลุ่มเบาบาง บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านย่อยที่ 1,575 จุด และระยะสัปดาห์ 1,600 จุด ด้วยปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นดาวโจนส์เมื่อคืนนี้บวก 1.30% หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวบวก 3.5% มากกว่าที่ตลาคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ แนะนำกลุ่มค้าปลีก CPALL เป็น Domestic Plays ที่ยัง Laggard แนะนำซื้อ Domestic Plays อย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH รวมไปถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL โดยราคาหุ้น Laggard ตลาด 8% ตั้งแต่หลังรัฐประหาร คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ขณะที่ทางเทคนิคมีสัญญาณฟื้นตัว เป้าหมาย 45.75-47 บาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่าการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ ดัชนีฯจะแกว่งแคบ หลังปิดบวก 39 จุดตลอด 6 วันทำการที่ผ่านมา หรือราว 50% ของการปรับฐานในรอบล่าสุด แม้ว่าวานนี้ดาวโจนส์จะปิดบวกเด่น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 เติบโตมากกว่าคาดก็ตาม แต่เนื่องด้วยวันศุกร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน ให้แนวต้านที่ 1,570 จุด ปัจจัยสำคัญติดตาม การประชุม BoJ ซึ่ง Bloomberg consensus คาดว่า BoJ จะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย. โดยเฉพาะภาคการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวส่งสัญญาณบวกแล้ว รวมถึงผลการเยือนกัมพูชาของนายกฯ วันนี้เป็นวันสุดท้าย จะมีความชัดเจนต่อแผนการรับซื้อไฟฟ้า และพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยหรือไม่ แนะนำนักลงทุนรอทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย หากราคาหุ้นย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขายในช่วงสั้นนี้ หลังจากขายทำกำไรไปในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

หุ้นไทยวันนี้'วอลุ่มบาง'เหตุนลท.ยังติดวันหยุดยาวสงกรานต์
ข่าวหุ้น /  บทวิเคราะห์หุ้น / 

โบรกฯคาดหุ้นไทย วันนี้วอลุ่มเบาบางเหตุ นลท.ยังติดวันหยุดยาวสงกรานต์ แกว่งตัวกรอบ 1,540 – 1,555 จุด  แนะทยอยสะสมหุ้นที่คาดว่าผลงานQ1/58 เติบโตเด่น บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ที่ผ่านมา SET INDEX แกว่งกรอบแคบ 1,545 จุด +/- โดยหุ้นหลักส่วนใหญ่ยังคงทรงตัวได้แข็งแกร่ง เช่น PTT / KBANK / SCC เป็นต้น แต่ด้วยว่าเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย ทำให้ภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างเปราะบาง ปิด ณ สิ้นวัน SET INDEX บวกเล็กน้อย 2.72 จุด มาอยู่ที่ 1,547.83 จุด มูลค่าการซื้อขายเหลือเพียง 30,299 ล้านบาท เงินทุนต่างชาติแม้ว่าจะขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ เพียง 251 ล้านบาท และขายสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 2 อีก 4,051 ล้านบาท แต่คงการ Long สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 8 อีก 2,120 สัญญา สะท้อนมุมมองต่อหุ้นหลักในตลาดหุ้นไทยมี Downside risk ที่จำกัดในช่วงหลังวันหยุดยาว เราคงมุมมองการลงทุนเป็น “กลาง” วันที่ 16 ประเมินกรอบแกว่ง SET INDEX ระหว่าง 1,540 – 1,555 จุด และมูลค่าการซื้อขายเบาบางต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนในประเทศส่วนใหญ่ยังคงติดช่วงวันหยุดคาบเกี่ยวของตลาดหุ้นไทย ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเป็นกลางถึงบวก โดยเฉพาะจีนที่มีความเป็นไปได้สูงที่ ธนาคารกลางจีน จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างการลด RRR ลง หลังภาพรวมเศรษฐกิจจีนใน 1Q58 เติบโตชะลอตัว ภาคอสังหาฯ ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นในเอเชียวานนี้ที่ปรับตัวลงหลังจีนประกาศตัวเลข GDP ใน 1Q58 เติบโตชะลอตัวต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 ด้านกรีซ ทั้งนายกฯ กรีซ และ เจ้าหนี้อียู ต่างเดินหน้าเจรจากันในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้เส้นตายระหว่างกรีซ และ เจ้าหนี้อียู กำหนดไว้ที่ 24 เม.ย. เราคาดว่าการเจรจาจะเร่งตัว พร้อมกับ จำกัดกรอบการเจรจาลง เพื่อหาข้อสรุปให้ทันกับเส้นตายดังกล่าว ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นและทะลุแนว 1,555-1,560 จุดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศในวันที่ 20 เม.ย.นี้เป็นต้นไป กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุนในช่วง 1-2 วันนี้ เพื่อรอผลดังกล่าวในสัปดาห์หน้า แต่แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติก็เป็นไปอย่างจำกัดในช่วงนี้เช่นกัน ดังนั้นการย่อตัวของ SET INDEX ในช่วง 1-2 วันนี้ กลายเป็นจังหวะของการเข้าทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นที่คาดว่าผลการดำเนินงานใน 1Q58 เติบโตเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตฯ ตลาด Nikkei – Kospi (7.30 น.) เปิดบวกเล็กน้อย สอดคล้องกับ DJIA คืนก่อนหน้าปิดบวกเช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน ดังนั้น เราแนะนำ “นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นที่ผลการดำเนินงานใน 1Q58 เติบโตเด่น หรือ หุ้นที่ยังมีประเด็นเชิงบวกต่อการประชุมผู้ถือหุ้น” เป็นทางเลือกของการเก็งกำไรในระลอกใหม่ ติดตามข่าวสาร ‘หุ้นไทยย้อนหลังทั้งหมด’ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

MBKET แนะลงทุนช่วงสั้น ทยอยสะสม TRUEIF - ซื้อเก็งกำไร KCE
MBKET /  กลยุทธ์การลงทุน / 

สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันนี้(16 ก.ค.) บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ( MBKET) ยังคงให้ภาพในลักษณะของการพักฐานอีกวัน โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1,520-1,530 จุด ส่วนหุ้นหลักโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร เข้าสู่โหมดการพักฐาน เพื่อรอดูผลการดำเนินงาน 2Q 57 ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อีกทั้ง กองทุนภายในประเทศ เริ่มทยอยขายทำกำไร เพื่อ Lock-in Profit ในรอบนี้ ซึ่งอาจรวมถึงการทยอยปิดกองทุนของ Trigger Funds ที่ใกล้แตะระดับเป้าหมาย ขณะที่การเข้าให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาของประธานเฟด Yellen คืนวานนี้ พบว่า อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ขณะที่ ณ ปัจจุบันยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดอสังหาฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เน้น "Swing Trade" ในกรอบ 1,520-1,530 จุด โดยเน้นหุ้นขนาดกลาง / หุ้น Laggard เป็นหลัก หุ้นหลัก ทยอยขายทำกำไร เมื่อราคาฟื้นตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" TRUEIF/ "ซื้อเก็งกำไร" KCE Portfolio : Top Pick in 3Q14: AAV/ AP/ IFEC / TRUE HOLD: SCC/ SPALI/ TTA/ SAMART/ SPCG/ BLAND/ IFEC/ BTS Accumulative Buy: TRUEIF Speculative Buy: KCE Technical View : แนวรับ 1520-1525 จุด แนวต้าน 1535-1540 จุด คงแนวโน้มแกว่งตัวเชิงบวก ในกรอบที่ยกตัวสูงขึ้น MThai News

โบรกเกอร์ แนะลงทุนช่วง ก.ค.-ส.ค.เน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลดี
ราคาหุ้น /  ลงทุนหุ้น / 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนหุ้นเด่นเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่า หุ้นงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดว่าจะออกมาดี และหรือหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่างกาลดี จะเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้ โดย หุ้นเด่นเดือนนี้ คือ หุ้นอนันดา หุ้นทางด่วนกรุงเทพ หุ้นเด็มโก้ หุ้นอินทัช หุ้นปตท.จีซี หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ ซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น และหุ้นไทยคม ขณะที่ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2557 เท่ากับ 5.03 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสแรกและยังทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2556 โดยที่ภาพรวมธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในงวดไตรมาส 2/2557 ยังแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้สะท้อนได้จากคาดการณ์รายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยลดลง เช่นเดียวกับรายได้ค่าธรรมเนียม ที่ยังทรงตัวได้ แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลอีกทั้งมีวันหยุดต่อเนื่องก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ยังได้คาดว่า บมจ.ธนาคารทหาร ไทย (TMB) และบมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่สุด ตรงข้ามกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ที่คาดว่าจะมีการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2/2557 ส่วนคำแนะนำการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บล.เอเซีย พลัสฯ ให้น้ำหนัก "เท่ากับตลาด" โดยหุ้นเด่น (Top picks) เลือก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ธนาคารกสิกรไทยและบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) ที่เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และรายย่อยเป็นหลัก เช่นเดียวกับบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2557 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบไตรมาสแรกและเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเติบโต 9.2% โดยคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 7.2% นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยให้คงน้ำหนัก "มากกว่าตลาด" ซึ่งได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขึ้นจาก "เท่ากับตลาด" เป็น "มากกว่าตลาด" เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มเห็นนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งราคาหุ้นก็มีการไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทย คึกคัก หลังจีนลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยคึกคัก หลังวันศุกร์วอลุ่มหนา ส่วนจีนลดดบ.กระตุ้นเศรษฐกิจหนุน และแรงหนุนจากคลังส่งสัญญาต่ออายุ LTF และ RMF แนะซื้อ ถือต่อ บล. เคจีไอ มองดัชนีหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อรับจิตวิทยาบวกจากตลาดหุ้นโลก หลังเมื่อเย็นวันศุกรจีนประกาศ ลดดอกเบี้ยเงินกู และเงินฝากเพื่อกระตุนเศรษฐกิจ และหุนยุโรปพุงแรงเฉลี่ย 2.8% หลัง ECB ประกาศเริ่ม ซื้อพันธบัตร Asset-backed Securities เพิ่มเติมจากกอนหนาที่ซื้อ Covered Bonds ไปแลว นอกจากนี้ คาดมีแรงเก็งกําไรหุนกลุมรับเหมา และกอสรางตอเนื่อง กอนหนาที่ครม. ประชุมพรุงนี้อนุมัติ MoU รถไฟ รางคูไทย-จีน คาดวาแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในประเทศจะเปนปจจัยหลักหนุนดัชนีฯ ภายหลังที่กระทรวงการคลังให ความชัดเจนในสัปดาหที่แลววาจะตออายุสิทธิประโยชน LTF และ RMF แนะนําถือหุนตอ หรือซื้อเก็งกำไร ด้านบล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ฟื้นตัว 10.52 จุด ปิดที่ 1,579.20 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นถึง 60,181 ล้านบาท โดยเงินทุนต่างชาติเป็นกลาง กลับมาซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยเล็กน้อย 45 ล้านบาท กลับมาซื้อสุทธิตลาดตราสารหนี้ 1,230 ล้านบาท แต่คงการ Short สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 2 อีก 2,519 ล้านบาท สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อการลงทุนในไทยไร้ปัจจัยบวกที่เด่น อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงสั้นนี้มีโอกาสไต่ระดับขึ้นทดสอบ 1,590 จุด ผลักดันด้วยเงินทุนสถาบันภายในประเทศ จากเม็ดเงิน LTF และการปิ ดขาย IPO กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ใน 1-2 วันนี้ วงเงิน 2.3 พันล้านบาท รวมถึงมีโอกาสที่จะเห็นเงินทุนต่างชาติสะสมหุ้นหลัก หลังเสร็จสิ้นการโรดโชว์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเชื่อว่าหุ้น Big Cap และขนาดกลางที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 เติบโตเด่น ขณะที่ปัจจัยในประเทศเอื้อต่อการลงทุนในเช้าวันนี้ หลัง ธนาคารกลางจีน ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราดอกเบี้เงินกู้ 1 ปี เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงินตึงตัวจากการขาย IPO จำนวน 11 บริษัทตลอดสัปดาห์นี้ในตลาดหุ้นจีน ตลาดประเมินว่า สภาพคล่องจะถูกดูดออกไปมากถึง 1.0 ล้านล้านหยวน แนะนำขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,590 จุดหรือใกล้เคียง แต่หากหุ้นเป้าหมายราคาปรับตัวลงระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย อาจเข้าเก็งกำไรเพิ่มเติมได้ แนะนำ KTB, ANAN หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯ คาดหุ้นไทยวันนี้พักฐานก่อนหยุดยาว
ดัชนีตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

นักวิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสพักฐานก่อนวันหยุดยาว โดยดัชนีฯจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ระดับ 1,515-1,525 จุด บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะ “พักฐาน” ในกรอบ 1,515-1,525 จุด ก่อนหยุดยาว รวมไปถึงแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครน และอิรัก อย่างไรก็ตามในสัปดาห์ต่อไป คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุน Trigger Fund มาช่วยหนุนดัชนีฯ ให้สามารถยืนที่ระดับ 1,570-1,600 จุด  ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าได้ ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันสุดท้ายของสัปดาห์ ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ดัชนีฯหุ้นไทยจะแกว่งในกรอบแคบ พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุน แนะนำหุ้นขนาดกลาง และกลุ่มพลังงานทางเลือก ที่ยังมีแนวโน้มขยับตัวได้ดี MThai News

SET วันนี้ Sideways โบรก แนะทยอยสะสมหุ้นหลัก ช้อนซื้อช่วงลบ
MBKET /  หุ้นไทย / 

นักวิเคราะห์ ชี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวแคบด้วยวอลุ่มซื้อขายเบาบาง เหตุนักลงทุนยังกังวลสถานการณ์การเมือง แนะนำรอซื้อเฉพาะช่วงลบ บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ระบุ ทิศทาง SET วันนี้(27 ก.พ.) ยังคงภาพ Sideways ในกรอบระหว่าง 1,300-1,310 จุด พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างกังวลต่อความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่วันนี้มีพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญ ช่วงเช้า ศาลรัฐธรรมนูญจะปิดคดีคำร้อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.0 ล้านล้านบาท และช่วงบ่าย ปปช. เชิญนายกฯ รักษาการ มาฟังข้อกล่าวหาคดีโครงการจำนำข้าว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่นายกฯ รักษาการจะส่งตัวแทนเข้ารับฟัง MBKET แนะนำให้นักลงทุนเข้าทยอยสะสมหุ้นหลัก ที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลตอบแทนเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3.0% ได้แก่ KTB, TMT, AP, BJCHI, DELTA เป็นต้น รวมถึงหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการเก็งกำไรเฉพาะหลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ “ซื้อ” TTA ขณะที่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ  SET แกว่งแคบวอลุ่มบาง แนะเก็งกำไรหุ้นกลาง-เล็ก/ถือหุ้นปันผลเด่นต่อไป ส่วนหุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน ซื้อสะสม CPF และ BTS (คาดราคาหุ้นฟื้นตัว) ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ SET ยังแกว่งทรงตัวได้ดีแต่ก็มีจังหวะผันผวน ดังนั้นรอซื้อเฉพาะช่วงลบ จากนั้นเน้นถือเพื่อรอให้มีรอบรีบาวด์ขึ้นก่อนค่อยมาพิจารณาขายทำกำไร ส่วน หุ้นเด่นวันนี้  CK คงเป้าหมาย 20 บาท แนะนำซื้อ SAMART ราคาเป้าหมายที่ 21 บาท และคงคำแนะนำซื้อ ,KCAR ราคาเป้าหมายที่ 11.70 บาท แนะนำขึ้นเป็นซื้อ ,VIBHA ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 11 บาทจากเดิม 13 บาท แต่ยังแนะนำซื้อ ส่วน บล.เอเซีย พลัส ระบุ กลยุทธ์การลงทุนการเมืองยังกดดันเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ การทำงานของ BOI อาจยังต้องชะงักต่อไป ขณะที่ นปช. รวมตัวปิดทางเข้า-ออก ป.ป.ช. ขณะที่ใกล้สิ้นสุดการรายงานงบไตรมาส 4/56 น่าจะเกิด sell on fact ยกเว้นหุ้นที่คาดว่ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แนะนำหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายนอกเลือก DELTA (FV@B70.4) และ HANA (FV@B31.6) เป็น Top picks MThai news

โบรเกอร์เห็นต่างหุ้นไทยบวกหรือลบ
JAS /  PTTGC / 

โบรกเกอร์ เห็นต่างหุ้นไทยวันนี้ ใีทั้งมองหุ้นบวก ลบ และ ผันผวน พร้อมแนะนำลงทุน PTTGC,TMB, และ๋๋๋JAS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)  เผย แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (3 กพ.) ว่า คาดดัชนีหุ้นบวกปานกลาง โดยแม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียเช้านี้ลดลง จากความกังวลต่อเศรษฐกิจและค่าเงินตลาดเกิดใหม่ แต่หุ้นไทยน่าจะมีปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งเมื่อวาน ซึ่งไม่มีความรุนแรง ส่วนประเด็นที่ว่าคนไปใช้สิทธิ์น้อย และการรณรงค์ไม่เลือกตั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดสภาฯ ได้นั้น คาดว่าตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ดีดัชนีหุ้นจะยังผันผวนสูง เพราะการเมืองยังคงไม่มีทางออก นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เผย ดัชนีตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาส แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยมองแนวโน้มไปทางด้านติดลบอยู่ ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้การเลือกตั้งจะไม่เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถหาทางออกได้ และยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ ปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) มีมติปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงมีแนวโน้มที่เงินทุนต่างประเทศอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่าดัชนีหุ้นยังผันผวนในกรอบแคบๆ แต่อาจรีบาวด์ได้ในช่วงสั้น หลังการเลือกตั้งวานนี้เป็นไปด้วยความสงบ โดยทางแกนนำกปปส.มีมติให้ยุบเวทีบางแห่งทำให้ความตึงเครียดลดน้อยลง ขณะที่การเปิดลงคะแนนเสียงได้  คิดเป็น 89.2% ของการเลือกตั้ง ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ สส.ครบ 95% จับตาการการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ต่อไป ปัจจัยเศรษฐกิจวันนี้มีประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทย ซึ่งมาคมนักวิเคราะห์คาดว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.76% จาก 1.67% ในเดือนก่อน รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการจีน เดือนมกราคมที่ประกาศออกมาเมื่อวันเสาร์อ่อนตัวลงมาที่ 50.5 จาก 51 ในเดือนธันวาคมแต่ให้กรอบดัชนีวันนี้ที่ 1250 - 1290 จุด หุ้นเด่นวันนี้ PTTGC บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำซื้อ  คาดกำไรจากการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี 2556 ลดลง 2% จากปี 2555 แต่ประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ที่คาดเพิ่ม 15% จากอัตราผลกำไร (margin) ที่ดีขึ้นของสินค้าสายโอเลฟินส์ และการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นหลังขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตในปีก่อน แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 80 บาทจาก 90 บาท ล้อกับ PE ของภูมิภาคที่ลดลง  TMB บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ เป้าหมาย 2.70 บาท ปัจจัยกดดันราคาหุ้นระยะสั้นจบลงแล้ว หลังธนาคารออกมาระบุว่าไม่ได้เข้าร่วมประมูลสินเชื่อให้กับโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่ในเชิงพื้นฐานประเมินว่า TMB จะมีกำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้น 39% จากปี 2556 ถือว่าโดดเด่นมากเพราะสูงที่สุดในกลุ่มฯที่โดยเฉลี่ยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 4% จุดเด่นที่สำคัญของ TMB คือ สามารถในการรับความเสี่ยงที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงราว 16% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1หรือ Tier 1 ราว 10% JAS บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ แนะนำทยอยสะสมราคาเป้าหมาย 9 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 4 ปี 2556 ขยายตัวทั้งรายปีและรายไตรมาส ตามการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในธุรกิจ Broadband และการรุกขยายเข้าสู่ตลาดบนผ่านการให้บริการ FTTX โดยเบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติ ไตรมาส 4 ปี 2556ที่  800 ล้านบาท และราคาหุ้นมีโอกาสเพิ่มขึ้น จากแผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่ระหว่างศึกษา และคาดว่าจะมีความคืบหน้าในครึ่งปีแรก พร้อมคาดกำไรปกติปี 2557 จะเติบโต +20.2% yoy เป็น 3,872 ล้านบาท  MThai News