กิมเอ็ง

เมย์แบงก์ฯ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด
scc /  SPCG / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนช่วงหยุดสงกรานต์ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด เก็บSPCG และ SCC บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,388 – 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ซึ่งวันศุกร์ (4เม.ย.) ปิดบวก 0.79 จุด มาอยู่ที่ 1,392.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,231 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง  461 ล้านบาท สัปดาห์นี้เป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนทั่วไปชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามแกว่งตัวในแดนลบของดัชนีหุ้นในช่วงสั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังการนัดชุมนุมของกลุ่มนปช. วันที่ 5-6 เม.ย. ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีความตึงเครียดอีกครั้งในวันที่ 17 เม.ย.เป็นวันที่ศาลรธน.นัดให้นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ มาชี้แจง ก่อนวินิจฉัยกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนสี ก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่กระแสเงินทุนต่างชาติ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือนมี.ค. ออกมาต่ำกว่าคาด โอกาสที่เฟดจะชะลอการลดวงเงิน QE ในการประชุมนัดถัดไปมีน้ำหนักมากขึ้น เป็นบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยภาพกลยุทธ์การลงทุนบล.เมย์แบงก์ ฯ แนะนำเก็งกำไรบางส่วนบริเวณดชนี 1,390 จุด เน้นหุ้นที่ยังมีพื้นฐานดีหรือมูลค่ายังต่ำกว่าตลาด  กลยุทธ์การลงทุนวันนี้บล.เมย์แบงก์ แนะนำ “สะสม” SPCG และ SCC หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ แนะนำ SPCG คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 จะเติบโตสูง และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น ในเบื้องต้น ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 ที่ 240 ล้านบาท เพิ่ม152% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม21% เทียบไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้โครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มอีก 3 แห่ง เป็น 27 แห่งในไตรมาส 1ปี 2557 และโซลาร์ฟาร์มที่เหลืออีก 6 แห่ง จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2557 เป็นต้นไป และส่งผลให้ปี 2557 เป็นปีแรกที่รับรู้รายได้โซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 36 แห่งราคาปิด 20.00 บาท ราคาเหมาะสม 22.80 บาท SCC ประเมินว่าราคาหุ้น SCC จะ Outperform หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีได้ในเดือน เม.ย. จากผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี และเชื่อว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากการจัดประชุมก่อนออกผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557  ในวันที่ 21 เม.ย.คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557  จะเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี จากแรงหนุนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ขยายตัว คาดการณ์เงินปันผลปี 2557 หุ้นละ 15.00 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5% ราคาปิด 428.00 บาท ราคาเหมาะสม 500.00 บาท MThai News

โบรกฯชี้ ตลาดหุ้นแกว่งบวก แนะจับตา 3 หุ้นดัง
ตลาดหุ้นไทย /  หุ้นวันนี้ / 

นักวิเคราะห์ฯคาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งขึ้น ตามตลาดหุ้นภูมิภาคและตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะจับตาปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตาม คือการยกร่างรัฐฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีการชะลอออกไป แต่คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้กลางเดือนก.ค.นี้ พร้อมให้กรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ แนวรับ 1,485 จุด และแนวต้าน 1,500-1,505 จุด นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้(4 ก.ค.)น่าจะมีการแกว่งตัวขึ้น เป็นไปตามตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขานรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯออกมาดีเกินคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์และตลาดหุ้นเยอรมัน ปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการ อย่างไรก็ดี วันนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดทำการเนื่องในวันชาติ ด้านปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตามการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งอาจมีการชะลอออกไป แต่คาดว่าจะดำเนินการให้มีการประกาศใช้ช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้มีการปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา พร้อมให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ แนวรับ 1,485 จุด และแนวต้าน 1,500-1,505 จุด หุ้นเด่นวันนี้ -CPN (เมย์แบงก์ กิมเอ็ง)แนะนำ"ซื้อ"เป้า 57.00 บาท คาดกำไร 2Q57 เติบโต 18% YoY เป็น 1,681 ล้านบาทภายใต้สมมติฐานการทยอยบันทึกกำไรขายเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ราว 40 ล้านบาทต่อไตรมาส อย่างไรก็ดี หากมีการบันทึกกำไรทั้งจำนวนราว 5 พันล้านบาทจะทำให้กำไร 2Q57 สูงเป็นประวัติการณ์ แนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวจากทั้งการที่สามารถปรับค่าเช่าได้ราว 5% ต่อปี และการเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 8 โครงการภายในปี 59 - BBL(เมย์แบงก์ กิมเอ็ง)แนะนำ"ซื้อเก็งกำไร"เป้า 240 บาท คาดกลุ่มแบงก์ยัง Outperform ตลาดต่อได้ จากการไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างชาติ และได้ Sentiment บวก หลังวานนี้ ECB ประกาศโครงการ TLTROs รอบใหม่วงเงิน 1 ล้านล้านยูโร เพื่อปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดส่งผลบวกให้เกิดการทำ Euro Carry Trade เพื่อลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และคาดกำไร 2Q57 ที่ 10,250 ล้านบาท เติบโต +4% qoq และแนวโน้มกำไรสุทธิ 2H57 จะสูงกว่า 1H57 ตามการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อใน 2H57 Valuation ยังค่อนข้างถูก โดยซื้อขายระดับ PBV 2557 เพียง 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่ 1.5 เท่า - BLAND(เคจีไอ)แนะนำ"เก็งกำไร"เป้า 2.37 คาดจัดตั้งกอง REIT ได้ภายในปีนี้ (คาดบันทึกกำไรพิเศษราว 2-3 พันล้านบาท) และมีโอกาสซื้อหุ้นคืน ทั้งนี้ราคาหุ้นยังต่ำ Book Value ที่ 2.32 บาท แนวรับ 1.88 บาท แนวต้าน 1.95 บาท ถัดไป 2.0 บาท (ขายถ้าหลุด 1.88 บาท) ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. SET เปิดบวก 5.04 จุด ยืนที่ 1,498.25 จุด เปลี่ยนแปลง +0.34% มูลค่าการซื้อขาย 1,614.31 ล้านบาท ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,498.60 จุด ดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 1,497.90 จุด MThai News

หุ้นเปิดตลาดติดลบ 5.21 จุดโบรกฯชี้หุ้นปรับฐานขาลง
BJCHI /  IRPC / 

เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด โบรกเกอร์ชี้หุ้นปรับฐานขาลง จับตาข่าวปรับโครงสร้างพลังงานมีผลอย่างไร นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค(ประเทศไทย) มองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นน่าจะลง ขึ้นไม่ง่าย เพราะต่างชาติซื้อน้อยลง ส่วนในประเทศก็ไม่มีปัจจัยขับเคลื่อน ข่าวดีไม่มี ตลาดอาจจะอ่อนลงมาบ้าง มองแนวรับที่ 1,440 และแนวต้านที่ 1,465 และ 1,480 จุด ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาราว 5% ตั้งแต่ช่วง คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้มีการขายทำกำไรออกมาบ้าง ขณะที่ตลาดยังกังวลต่อการที่ คสช. จะปรับรูปแบบโครงสร้างพลังงาน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งล่าสุด บมจ.ไออาร์พีซี ที่อยู่ในกลุ่มพลังงาน ก็มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานเมื่อวานนี้ นอกจากนี้ การที่ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ประกาศเพิ่มทุนจำนวนมากอาจจะกระทบต่อการซื้อขายของหุ้น TRUE ด้วย หลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุญาตให้หุ้นกลับมาซื้อขายได้ หลังขึ้นเครื่องหมาย H เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ สำหรับเช้านี้เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด มูลค่าซื้อขาย 3,318.24 ล้านบาท หุ้นเด่นวันนี้ BJCHI เอเซีย พลัส คงประมาณการกำไรปี 2557 ไว้ที่ 1,053 ล้านบาท ลดลง 13%เทียบปีก่อน และประเมินราคา Fair Value ที่ PER 12 เท่า ต่ำกว่าบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันอย่าง STPI จะให้ ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 39.50 บาท ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน โดยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ฝ่ายวิจัยคาดว่า BJCHI จะสามารถจ่ายเงินปันผลในปีนี้ได้ 2.00 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield 5.2% แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 39.50 บาท/หุ้น IRPC เมื่อวานนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณหน่วย Vacuum Gas Oil Hydrotreating (VGO) ซึ่งเป็นหน่วยกำจัดสารกำมะถันของผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา IRPC ได้มีการทำประกันอัคคีภัยไว้ในวงเงินความคุ้มครองทรัพย์สิน 1.2 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดประกอบไปด้วย โรงกลั่น วัตถุดิบ เครื่องจักร ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อ EPS ในปี 2557 ในกรณีเลวร้ายสุดหากมีการหยุดผลิตบางหน่วยซึ่งจะกระทบต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) และราคา (FV) ปี 2557 ราว 10.5-18.4% และ 1.4-2.9% จากเดิม (ไม่คำนวนผลกระทบหากหยุดเกินระยะเวลา 2 เดือน เพราะบริษัทประกันภัยจะชดเชยรายได้ให้) เชื่อว่ามีผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปรับลดลงกว่าผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นราว 1.4-2.9% เอเซีย พลัส แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท/หุ้น JAS แนวโน้มการออก IFF ล่าช้าต่อไปอีก 3 เดือน เพราะอยู่ระหว่างแก้ไขโครงสร้างกองทุน ซึ่งต้องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ เพราะโครงสร้างกองทุนเข้าข่ายผูกขาด ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทุน JASGIF ใหม่ แต่ไม่กระทบประมาณการ โดยรายได้หลัก 82% มาจากธุรกิจ Broadband Internet ซึ่งมาจากระบบ ADSL เกือบ 100% ขณะที่ระบบ FTTx คาดที่เพียง 0.4% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้จากการวางระบบคาดว่ายังอยู่ในทิศทางชะลอตัว คาดลูกค้าเพิ่ม(Net add) ทั้งปีที่ 1 แสนรายเป็น 1.52 ล้านราย ณ สิ้นปี 2557 ส่วน ARPU คาดทรงตัวที่ระดับ 644 บาท เราคาดกำไรปกติปี 2557 ที่ 3,558 ล้านบาท เติบโต 18% เทียบปีก่อน (กำไรต่อหุ้น EPS = 0.51 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท/หุ้น MThai News

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง แนะจับตา PTT-KBANK กำหนดทิศทางดัชนีฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้ จะแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เพราะปัจจัยภายนอกการลงทุนที่ไม่เอื้อ ความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจใน อียู ที่ส่งสัญญาณเสี่ยง ภายใต้ภาวะการลงทุนที่ขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุนในต่างประเทศ นักลงทุนทั่วโลกต่างรอดูผลการประชุม 'เฟด' ในปลายเดือนนี้เป็นสำคัญ แต่หากประเมินอีกด้านหนึ่ง เมื่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจใน อียู เพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นข้ออ้างที่เฟดจะใช้ประวิงเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน โดยดัชนีฯจะแกว่งตัวระหว่าง 1,520-1,570 จุด ในช่วง 1-2 สัปดาห์ต่อจากนี้ ก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 28-29 ต.ค. เพื่อติดตามมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ เฟด ในกลางปีหน้าจะปรับขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศขาดความโดดเด่น มีเพียงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3  ของกลุ่มธนาคารที่จะเริ่มทยอยประกาศในปลายสัปดาห์นี้ จะช่วยหนุนดัชนีฯได้ หากออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาด แนะนำ Swing Trade คือ ขึ้นแรงขาย และลงแรงซื้อ หุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการลงทุนเชิงบวกเฉพาะ พร้อมติดตามการแกว่งตัวของ PTT และKBANK ซึ่งกำหนดทิศทางดัชนีฯช่วงนี้ หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 4.31 จุด โบรกฯมองดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 4.31 จุด ที่ระดับ 1,589.34 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท ด้านโบรกฯคาดปัจจัยหนุนเพียบ ดันดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้นรับผลประชุม ครม.นัดแรก วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.59 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,589.34 จุด เพิ่มขึ้น 4.31 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสขยับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,590 จุด จากการที่นักลงทุนต่างชาติจะทยอยซื้อสะสมในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดอาจจะชะลอกรอบเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยออกไป หลังตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.05% ส่งผลให้ค่าเงินของสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออก ส่วนปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศมาจากการที่จะเริ่มประชุม ครม. นัดแรกในวันพรุ่งนี้ทำให้เชื่อว่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไร เพื่อรอลุ้นผลการประชุมว่าจะมีการผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ โดยกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางในกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการประชุม ครม. นัดแรกเช่น กลุ่มท่องเที่ยว ก่อสร้าง เป็นต้น เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณ 1,600 จุดหรือสูงกว่า MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 3.41 จุด รับ ECB ลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 3.41 จุด ที่ระดับ 1,584.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองดัชนีฯมีโอกาสทดสอบ 1,590 จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้น วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.55 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,584.14 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,590 จุด ด้วยปัจจัยบวกจาก ECB ที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.10% เป็น 0.05% ส่วนแรงหนุุนในประเทศมากจาก นายกรัฐมนตรี และ ครม. มีอำนาจเต็ม หลังเข้าถวายสัตย์ปฎิญาณ เย็นวานนี้ คาดว่า รมว.เจ้ากระทรวงต่างๆ จะเริ่มทำงานกันในวันนี้ น่าจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ กลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุน กลับเข้าเก็งกำไรอีกครั้ง โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการบริหารประเทศของ ครม.ในช่วงสั้นนี้ MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 6.21 จุด แต่ยังไร้ปัจจัยใหม่
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 6.21 จุด ที่ระดับ 1,574.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,445.08 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองยังไร้ปัจจัยใหม่ ลุ้นดัชนีฯยืนเหนือ 1,570 จุด แนะทยอยขายเมื่อใกล้แนวต้าน วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 10.02 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,574.81 จุด เพิ่มขึ้น 6.21 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,445.08 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวขึ้นทดสอบ 1,570 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่แกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากยังไร้ปัจจัยสนับสนุนใหม่ทั้งใน และต่างประเทศ มีเพียงรอผลการประชุม ECB ในวันพรุ่งนี้เท่านั้น ว่าจะมีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการ QE ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยขายทำกำไรบริเวณ 1,570 จุดหรือสูงกว่า และถือเงินสดมากขึ้น หากเก็งกำไรให้อยู่ในกรอบระยะสั้นเท่านั้น MThai News

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์ ตลาดกังวล ECB ในประเทศไร้ปัจจัยใหม่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้เริ่มมีแรงขายออกมากดดันให้ดัชนีแกว่งย้อนลงจากการขยับบวกขึ้นในช่วงต้นชั่วโมงอีกครั้ง ตามบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่เริ่มมีจังหวะแกว่งลงให้เห็น ทำให้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลประชุม ECB ในวันพฤหัสฯ ที่ 6 พ.ย. ขณะที่เช้านี้ยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐ หลังราคาหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คที่ปรับตัวลง เนื่องจากรายงานที่ว่าซาอุดิอาระเบียได้ปรับลดราคาน้ำมันดิบให้กับสหรัฐ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ให้มีจังหวะปรับย้อนลงเล็กน้อยด้วยเช่นกัน รวมทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่า SET มีโอกาสที่จะปรับพักตัวลงก่อนได้ เราจึงยังไม่แนะนำให้ซื้อในลักษณะไล่ราคา โดยสามารถรอเลือกหุ้นเข้าซื้อในช่วงตลาดปรับพักตัวลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า และรอติดตามผลประชุม ECB รวมถึงตัวเลขด้านแรงงานของสหรัฐในช่วงท้ายสัปดาห์นี้ด้วยแนวรับ 1,576-1,570 , 1,567-1,560 จุด แนวต้าน 1,584-1,587 , 1,590-1,592 จุด สอดคล้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า คาด SET INDEX วันนี้มีโอกาสซึมตัวลงทดสอบแนว 1,570 จุดบวกลบ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน นักลงทุนในประเทศรอทยอยซื้อหุ้นเป้าหมายกลับในด้านล่าง บริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุดตามลำดับ เพื่อให้ได้ Gap ที่ขายไปก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมิน Downside risk ของ SET INDEX ในรอบนี้จำกัด ปัจจัยบวกที่รออยู่คือ การประชุม ECB ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ECB จะตัดสินใจเพิ่มพันธบัตรเข้าไปในการซื้อสินทรัพย์รอบนี้หรือไม่ หากเพิ่ม จะกลายเป็นปัจจัยบวกผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าในอัตราเร่ง กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจในเอเชียทางอ้อม ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็น กลางถึงบวก จากสัญญาณเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ฟื้นตัวในระดับอ่อนๆ อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.ลดลงต่อเนื่อง เปิดทางให้ กนง. พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.0% ได้จนถึงต้นปีหน้า ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นตัวแปรจำกัด Downside risk เช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นเป้าหมายกลับบริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุด ตามลำดับ โดยมีระยะหวังผลรอบใหม่ราว 30-40 จุด หุ้นเด็ดรายตัววันนี้ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

1,600 จุด ด่านสำคัญหุ้นไทยไปต่อ หรือพักก่อนปีนี้
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นทดสอบระดับ 1,600 จุด ถ้าผ่านได้ฉลุย จับตาหุ้นกลุ่มสื่อสาร ธนาคารดันดัชนีฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบบริเวณ 1,600 จุดในวันนี้ จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มสื่อสาร และกลุ่มธนาคารที่คาดว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงจากการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และพ.ร.บ.เศรษฐกิจดิจิตอลในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายในสัปดาห์นี้คาดว่าจะเบาบางลงเนื่องจากเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุด และติดตามตัวเลขส่งออกเดือน พ.ย.ของจีนเช้านี้ ซึ่งหากออกใกล้เคียงหรือดีกว่าคาด เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปิดเหนือระดับ 1,600 จุดได้ แนะนำให้เลือกซื้อรายตัว หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มสื่อสาร ที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดจากเม็ดเงิน LTF ที่ไหลเข้าสู่ตลาดในเดือน ธ.ค. ปัจจัยสำคัญวันนี้ ECB คงดอกเบี้ยที่ 0.05% แต่ยังไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยจะมีการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2558 และตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยตลาดหุ้นจีนบวก 1.3% ทำระดับสูงสุดรอบ 3 ปี และญี่ปุ่นบวก 0.2% หลังค่าเงินเยนทำระดับต่ำสุดรอบ 7 ปี รวมถึงตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น 3.21 แสนราย เพิ่มขึ้นอัตราเร็วที่สุดตั้งแต่ ม.ค.55 และมากกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 2.3 แสนราย ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 5.8% หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวกรอบแคบ ปัจจัยบวกหุ้นจ่อขึ้น XD
ดัชนีฯตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีฯมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยบวกจากแรงซื้อ หลังหุ้นหลายตัวจ่อขึ้น XD บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงค์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ จับตา การประขุม สนช.เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ ก็จะส่งผลต่อตลาดในเชิงบวก ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนหุ้นไทยมาจาก การประกาศและรอขึ้น XD รับเงินปันผลของหุ้นหลายตัว ทำให้มีแรงซื้อเข้ามา รวมถึงแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ที่ได้รับผลดี และมีสัญญาณบวกจากการเริ่มเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในเดือน ก.ย.นี้ โดยแนะนำนักลงทุนถือต่อ ให้แนวต้านระยะสัปดาห์ที่ 1,580 จุด แนวรับที่ 1,535 จุด MThai news

สถานการณ์แย่! หุ้น DTAC ปิดร่วง หลังแพ้ประมูลคลื่น 1800 MHz
Dtac /  ตลาดหุ้นเอเชีย / 

หุ้น DTAC ลงแรง หลังแพ้ประมูลคลื่น 1800 MHz ขณะที่ โบรกฯ แนะขายเนื่องจากอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 51.75 บาท ลบ 4.25 บาท หรือ 7.59% มูลค่าการซื้อขาย 1.31 พันล้านบาท โดย บล.เอเซีย พลัส ปรับลดคำแนะนำ DTAC เป็นขาย มูลค่าหุ้นใหม่ที่รวมคลื่น 900 MHz จะอยู่ที่ราว 45-46 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า DTAC อยู่ในสถานการณ์ที่แย่ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ 900MHz โดยหากไม่ชนะจะเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง หากชนะน่าจะได้มาด้วยต้นทุนสูงมากที่ลดมูลค่าปัจจุบัน แนะนำขาย DTAC (DCF 58.50 – มีโอกาสปรับลงอีกสูง) คาด 'หุ้นไทย' เช้านี้ปรับลงตาม ตปท. ลุ้น! DTAC-JAS รีบาวน์ นักวิเคราะห์ มอง 'หุ้นไทย' เช้านี้ปรับลงตามตลาดหุ้นเอเชีย เผยหุ้นของผู้ที่ไม่ชนะประมูล 4G คือ DTAC-JAS อาจรีบาวน์ นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ มีโอกาสที่จะปรับตัวลงตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลง เนื่องจากมีความวิตกใน 2 เรื่อง คือ จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว และจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงหลังสต็อคน้ำมันของสหรัฐฯมีมาก ส่งผลให้กดดันหุ้นในกลุ่มพลังงาน แต่เชื่อว่ากลุ่มพลังงานจะถ่วงตลาดฯไม่มาก เพราะงบฯไตรมาส 4/58 น่าจะดีกว่าไตรมาส 4/57 ที่มีผลขาดทุนมากจากสต็อกผลิตภัณฑ์ สำหรับปัจจัยในประเทศได้จบการประมูล 4Gไปแล้ว ทำให้มีความชัดเจนขึ้น โดยหุ้นของผู้ที่ไม่ชนะประมูลคือ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC) และบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS)อาจรีบาวน์ได้ ส่วนผู้ที่ชนะการประมูลยังต้องมาดูต้นทุนภาระจะมีเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน พร้อมให้ติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ของไทยงวดไตรมาส 3/58 ในวันจันทร์ที่ 16 พ.ย.58 ทางด้านสัญญาณทางเทคนิคตลาดฯยังดูไม่ดีเท่าที่ควร โดยให้ดูว่าดัชนีฯจะผ่านแนว 1,387-1,388 จุดไปได้หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านอาจปรับตัวลงได้ โดยให้แนวรับที่ 1,374-1,370 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,400 จุด ขอบคุณข้อมูล  ข่าวหุ้น ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยลุ้นทดสอบ 1,600 จุด
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยขึ้นทดสอบ 1,600 จุด แต่ไม่น่าปิดเหนือ แนะเก็งกำไรรับข่าวดีช่วง ธค.นี้ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ วิเคราะห์ว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวบวกเล็กน้อย อาจมีช่วงทดสอบ 1,600 จุด แต่คาดยังไม่ผ่าน ปัจจัยภายนอกเป็นกลาง โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว หลังจากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 3.9% จากตัวเลขครั้งแรกที่ออกมา 3.5% แต่ก็ถูตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ พ.ย. ที่ลดลงหักล้างไป ส่วนปัจจัยในภูมิภาคอื่นๆ ค่อนข้างเงียบ ด้านปัจจัยภายใน ครม. เห็นชอบ MoU ไทย-จีนร่วมสร้างรถไฟรางคู่ 734 กม. แล้ว และนายกฯ ส่งสัญญาณว่าช่วงปีใหม่อาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เซอร์ไพรส์ให้ประชาชน ด้านบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่า ภาพรวมการลงทุนตลาดหุ้นไทยเป็นบวก โอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะทดสอบ 1,600 จุดระหว่างชั่วโมงการซื้อขายยังคงมีความเป็นไปได้ แต่อาจไม่สามารถปิดเหนือแนวดังกล่าวได้ในวันนี้ เพราะขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุน อีกทั้งนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ต่างรอดูตัวเลขเศรษฐกิจเดือนต.ค. ซึ่ง ธปท.จะรายงานในวันศุกร์นี้ รวมถึงจับตา ECB,  BoJ และ ธนาคารกลางจีน กับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนในเดือนธ.ค.กลับเต็มไปด้วยประเด็นบวก ทั้งการประชุม ECB วันที่ 4 ธ.ค. การเลือกตั้งในญี่ปุ่นวันที่ 14 ธ.ค. และการประชุม กนง. วันที่ 17 ธ.ค. รวมถึงการพิจารณาร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิตอล ทำให้เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยระลอกนี้มีลุ้นขึ้นไปทดสอบ 1,620 จุด แนะนำเก็งกำไรในหุ้นหลักที่มีลักษณะ High Beta ขณะที่ผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุด หรือเติบโตเด่นในไตรมาส 4 เป็นทางเลือก กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น เก็งกำไร AAV และBBL หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทย บวกต่อ ญี่ปุ่นยุบสภาหนุน
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

 โบรกฯคาดหุ้นไทยเดินหน้าบวกต่อ หลังได้รับแรงหนุนจากการที่ญี่ปุ่นยุบสภา ลุ้นทดสอบ 1,590 จุด แนะทยอยขายทำกำไรบางส่วน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดโมเมนตัมการลงทุนตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ยังสามารถผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้านด่านสำคัญ 1,590 จุดได้ โดยจุดสังเกตที่น่าสนใจติดตามได้แก่ หุ้น Big Cap โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play ขยับขึ้นเด่นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และที่อยู่อาศัย ที่คาดว่าจะได้อานิสงค์จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว รวมถึงปัจจัยบวกจากชินโสะ อาเบะประกาศยุบสภา พร้อมสั่งให้ ครม.พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และหากผลการประชุม BoJ ในวันนี้ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจีดีพีไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มเชิงบวกต่อการลงทุนในไทย ทั้งตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดหุ้น ขณะที่หุ้นขนาดเล็กทั้ง SET และ MAI คาดว่าจะแกว่งในกรอบแคบถึงปรับฐานลงเล็กน้อย เพื่อรอผลการประชุมระหว่างสมาคมโบรกเกอร์ และ ตลท. เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมเก็งกำไร การซื้อขายหุ้นที่ร้อนแรง ซึ่งผลการประชุมในวันนี้ จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในทันที แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วน ในหุ้นหลักที่แนะนำเข้าสะสม หรือเก็งกำไร บริเวณ 1,590 จุด พร้อมปรับพอร์ตบางส่วนมาสะสมหุ้นที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3 และโอกาสที่ผลงานจะฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 4 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

เช็คลิสต์ 24 บจ. ไอพีโอ ตบเท้าเข้า SET-MAI ปีนี้
ข่าวหุ้น /  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย / 

รวบรวม 24 บจ.เตรียมตบเท้าเข้าเทรดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เอ็ม เอ ไอ พร้อมข้อมูลวันเสนอขาย 'ไอพีโอ' และที่ปรึกษาทางการเงินของแต่ละบจ. ปี 58 เป็นอีกปีที่น่าสนใจสำหรับบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ ที่จะทยอยแต่งตัวกันเข้าทำการซื้อขายทั้งในในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เอ็ม เอ ไอ โดยที่ประเดิมบจ.แรกในปีนี้คือ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH ที่ถือฤกษ์งามยามดีวันที่ 8 มค.58 เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ตามมาด้วย กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไทคอน หรือ TREIT ที่เข้าทำการซื้อขายในตลาด SET เมื่อวันที่ 9 มค.58 และปิดท้ายน้องใหม่รายล่าสุดด้วย บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR ที่ประเดิมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 15 มค. 58 ส่วนที่เหลืออีก 24 บจ.ที่อยู่ในระหว่างขั้นตอนไฟลิ่ง ประกอบไปด้วย 1.สแกน อินเตอร์ หรือ SCN คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ ก.พ.58 โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 2.เอส 11 กรุ๊ป หรือ S11 คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสแรก โดยมี ทรีนีตี้ แอ๊ดไวซอรี่ 2001 เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 3.น้ำตาลและอ้อยตะวันออก หรือ ESC คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ เม.ย.-พ.ค.58 โดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 4.พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ หรือ PMTA โดยมี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 5.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ ต้นปี 58 โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 6.ทีวี ธันเดอร์ หรือ TVT คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสแรก โดยมี แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 7.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสที่ 2 โดยมี บล.ฟินันซ่า, บล.ทิสโก้, บล.เคที ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 8.เน็ตเบย์ โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 9.อมตะ วีเอ็น โดยมี ไทยพาณิชย์, โอเอสเค (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 10.เทอร์ราไบท์ เน็ท โซลูชั่น หรือ TBNS โดยมี แคปปิตอล ลิ้งค์ แอ๊ดไวเซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 11.กรุงเทพบ้านและที่ดิน โดยมี กรุงไทยแอดไวซ์เซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 12.บางกอกกล๊าส โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 13.เซียร์ พร็อพเพอร์ตี้ โดยมี แคปปิตอล พลัส แอดไวซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 14.อัครา รีซอร์สเซส โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 15.ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ หรือ CPT โดยมี ฟิลลิป (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 16.เจ้าพระยามหานคร หรือ CMC โดยมี เอเซีย พลัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 17.แพลน บี มีเดีย โดยมี บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 18.สเตรกา หรือ STRGA โดยมี แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 19.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป โดยมี เคที ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 20.ไดอิ กรุ๊ป โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 21.สาลี่ พริ้นท์ติ้ง หรือ SLP โดยมี คันทรี่ กรุ๊ป เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 22.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 23.เจเอเอส แอสเซ็ท โดยมี บล.เอเซีย พลัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 24.บางกอกแร้นช์ โดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ติดตามข่าวสาร 'ไอพีโอ' คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

ก.ล.ต. เพิ่มทางเลือกใหม่ ให้โอนย้าย PVD ไป RMF ได้
PVD /  RMF / 

ก.ล.ต. เผย สามารถโอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หากนายจ้างเลิกกองทุน หรือลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพ นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการออมการลงทุนในระยะยาว แต่ที่ผ่านมาลูกจ้างประสบปัญหากรณีนายจ้างเลิกกิจการหรือย้ายงานไปที่ใหม่ที่ไม่มี PVD หรือนายจ้างเดิมจำกัดระยะเวลาคงเงิน ทำให้ลูกจ้างต้องนำเงินออกจาก PVD ก่อนเกษียณ และอาจต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมาก ทาง ก.ล.ต. จึงผลักดันให้เกิดทางเลือกใหม่ ซึ่งสามารถเลือกโอนย้ายเงินจาก PVD เดิมไปยัง RMF ได้ เพื่อช่วยให้ลูกจ้างสามารถออมเงินต่อเนื่องได้เท่าที่ต้องการ โดยลูกจ้างที่โอนเงินจาก PVD ไปไว้ที่ RMF ตามเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่นี้ จะได้รับประโยชน์จากการออมเงินต่อเนื่องในระยะยาว มีอิสระในการเลือกนโยบายการลงทุนได้เอง และ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่ากับการคงเงินไว้ใน PVD คือไม่ถูกบังคับให้ต่อเนื่องเหมือน RMF ทั่วไป สามารถนับอายุสมาชิก PVD ต่อเนื่องกับ RMF ได้ เพื่อให้ได้รับยกเว้นภาษีเมื่อมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด โดยเงิน PVD ที่โอนไปนี้ไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลประจำปี ทั้งนี้ในเบื้องต้น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด พร้อมที่จะรับโอน PVD ไปยัง RMF ที่มีอยู่เดิม โดยจะมีระบบแบ่งแยกบัญชีและทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนออกจาก RMF ปกติ ในขณะที่บริษัทจัดการกองทุนรวมอื่น ๆ คาดว่าจะทยอยปรับปรุงระบบงานภายในเพื่อรองรับการบริการนี้ตามมา ส่วนการปรับเกณฑ์ครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการกำกับตลาดทุน เพื่อรองรับเรื่องการโอน PVD ไป RMF ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฉบับที่ 4 ซึ่งร่างประกาศจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป ขอบคุณข้อมูลจาก  ประชาชาติ ตามคาด! หุ้นไทย ปรับลงแรง กลุ่มสื่อสาร - รับเหมาฯ โดดเด่น บล.เมย์แบงก์ มองหุ้นไทยปรับตัวลงแรง กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย ชี้ หุ้นกลุ่มสื่อสารและรับเหมาก่อสร้างเด่น บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองหุ้นไทยปรับตัวลงแรง ตามคาดหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีเกินคาด ทำให้สร้างแรงกดดันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งเสียงคาดการณ์ของนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 68% จากเดิม 40% อย่างไรก็ตามต้องติดตามว่าหากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง จะปรับขึ้นที่ระดับใด 0.10% หรือ 0.25% ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น ประเมินว่าน่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด เพราะได้ปรับตัวลงรับประเด็นนี้ไปบ้างแล้ว ทั้งนี้ มองว่าหุ้นโดดเด่นในช่วงนี้ คือกลุ่มสื่อสารและรับเหมาก่อสร้าง จากประเด็นการประมูล 4G คลื่นความถี่ 1800 MHz ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 พ.ย.นี้ และ คลื่น 900 MHz ที่จะประมูลในวันที่ 15 ธ.ค. นี้ ส่วนกลุ่มรับเหมาฯ มีความคืบหน้าการเปิดประมูลงานก่อสร้างภาครัฐฯ โดยเฉพาะรถไฟทางคู่ เส้นทางฉะเชิงเทรา-แก่งคอย ขณะที่ประเมินทิศทางตลาดระยะสั้น ด้านเทคนิคหากดัชนีหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,400 จุด มีโอกาสรีบาวน์กลับ แต่ยังมีประเด็นกดดันบรรยากาศการลงทุน จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดบ้าง แต่ดัชนีไม่น่าปรับตัวลงแรงแต่จะแกว่งตัวซึมลงมากกว่า แนะกลยุทธ์ลงทุน เลือกเก็งกำไรหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว เช่น BMCL-BECL-ADVANC-ITD-CK ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,395 จุด แนวต้าน 1,420 จุด ขอบคุณข้อมูลจาก  อินเด็กซ์ 51 ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

โบรกฯคาด แรงซื้อ LTF ดันหุ้นไทยบวกต่อ
LTF /  RMF / 

โบรกฯคาด ดัชนีฯหุ้นไทย มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ จากแรงซื้อ กองทุน LTF-RMF แต่กรอบยังจำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยมีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังทดสอบแนวต้านทางเทคนิคอิงเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือน บริเวณ 1,548 จุดบวกลบ อย่างไรก็ตาม เราประเมินความเสี่ยงของดัชนีฯที่จะปรับตัวลดลงมีจำกัด และคาดการณ์ว่าดัชนีฯจะสามารถปรับสูงขึ้นได้ จากการยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือนได้ในที่สุดด้วยแรงหนุนจากการเข้าซื้อกองทุน RMF-LTF ช่วงปลายปี 1-2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ การประชุม FOMC วันที่ 29 ต.ค.นี้ แนะนำซื้อ Domestic Plays และกลุ่มโรงไฟฟ้า กลยุทธ์ลงทุนหลักอย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH, ต่อเนื่อง ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่า ดัชนีฯจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,535 – 1,550 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้น แม้ว่าจะยังไม่ผ่านด่านสำคัญ 1,550 จุด แต่ภาพรวมของการลงทุนของตลาดหุ้นไทย ณ วันนี้ ดีกว่าช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าที่เป็นช่วงเวลาของการปรับฐาน อีกทั้งความเสี่ยงในการปรับตัวลงของดัชนีฯ เริ่มจำกัดมากขึ้น แนวรับ 1,530 จุดบวกลบ จะทำงานได้ดีขึ้นในช่วงสั้นๆ นี้ เพื่อรอดูผลการประชุมเฟดในคืนวันพรุ่งนี้ โดยตลาดเชื่อว่าเฟดจะประกาศยุติโครงการ QE ในรอบนี้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่มุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะปรับขึ้นเป็นช่วงเวลาใดในปีหน้า แน่นอนว่า กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์นี้ เราเชื่อว่าจะไม่โดดเด่นทั้งในแง่ขายหรือซื้อ แม้ว่าการโรดโชว์ของตลท. ในนิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก เริ่มต้นตั้งแต่วานนี้ และสิ้นสุดในวันที่ 30 ต.ค.ก็ตาม นักลงทุนต่างชาติน่าจะเลือกเก็งกำไรเป็นรายตัวต่อผลการดำเนินงานใน 3Q57 ช่วงสั้นนี้ แนะนำขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,550 จุดบวกลบ และถือพอร์ตการลงทุนส่วนที่เหลือ หรือเปลี่ยนลงทุนในหุ้นที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนงบการเงิน 3Q57 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

MBKET วิเคราะห์ 4 แนวทางคดีโยกถวิล ชี้ อนาคตหุ้นไทย
คดีโยกถวิล /  ตลาดหุ้น / 

ซีไอเอ็มบี คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้เหวี่ยงลงตามตลาดต่างประเทศ และปัจจัยการเมืองในประเทศ ด้าน MBKET วิเคราะห์  ผลตัดสิน 4 แนวทาง ชี้อนาคตหุ้นไทย นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้(7พ.ค.)มีโอกาสที่จะเหวี่ยงตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวลงกันถ้วนหน้าตามดาวโจนส์ร่วงแรง อันเนื่องมาจากแรงเทขายหุ้นในกลุ่มอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่งวันนี้ต้องจับตาคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรีกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ของศาลรัฐธรรมนูญ และผลสรุปการสอบสวนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตามข้อกล่าวหาละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.)อีกด้วย ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถึงสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีโอกาสเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ 1.ไม่ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ยังคงรักษาการ ตำแหน่งเพื่อรอส่งมอบหน้าที่ 2.ขัดต่อกฎหมาย แต่นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ได้พ้นจากตำแหน่ง ตาม ม. 182 (วรรค 2 การยุบสภา) แล้ว และไม่มีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณาการโยกย้าย นายถวิล 3.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการ แต่ไม่มีผลผูกพันถึง ครม. ชุดที่พิจารณา ดังนั้น รองนายกฯ ขึ้นรักษาการ แทน 4.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพันจากตำแหน่งรักษาการ และมีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณา ซึ่งจะนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง การนำเสนอ นายกฯ ตามม. 3 ผ่านวุฒิสภา หากผลการพิจารณาเป็นแนวทางที่ 1-3 จะทำให้การเมือง การเลือกตั้ง ยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกับ SET INDEX ที่ฟื้นตัวลักษณะ Technical Rebound สู่แนว 1,415-1,420 จุด แต่หากออกมาเป็นแนวทางที่ 4 คาดว่าตลาดจะแกว่งออกด้านข้าง เพื่อรอภาพการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนอกสภาฯ ทั้ง กปปส. และ นปช. ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง “เข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน” พร้อมระยะหวังผล 10-15 จุด จากผลการวินิจฉัยของศาลฯ เที่ยงวันนี้ MThai News

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทย คึกคัก หลังจีนลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยคึกคัก หลังวันศุกร์วอลุ่มหนา ส่วนจีนลดดบ.กระตุ้นเศรษฐกิจหนุน และแรงหนุนจากคลังส่งสัญญาต่ออายุ LTF และ RMF แนะซื้อ ถือต่อ บล. เคจีไอ มองดัชนีหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อรับจิตวิทยาบวกจากตลาดหุ้นโลก หลังเมื่อเย็นวันศุกรจีนประกาศ ลดดอกเบี้ยเงินกู และเงินฝากเพื่อกระตุนเศรษฐกิจ และหุนยุโรปพุงแรงเฉลี่ย 2.8% หลัง ECB ประกาศเริ่ม ซื้อพันธบัตร Asset-backed Securities เพิ่มเติมจากกอนหนาที่ซื้อ Covered Bonds ไปแลว นอกจากนี้ คาดมีแรงเก็งกําไรหุนกลุมรับเหมา และกอสรางตอเนื่อง กอนหนาที่ครม. ประชุมพรุงนี้อนุมัติ MoU รถไฟ รางคูไทย-จีน คาดวาแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในประเทศจะเปนปจจัยหลักหนุนดัชนีฯ ภายหลังที่กระทรวงการคลังให ความชัดเจนในสัปดาหที่แลววาจะตออายุสิทธิประโยชน LTF และ RMF แนะนําถือหุนตอ หรือซื้อเก็งกำไร ด้านบล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ฟื้นตัว 10.52 จุด ปิดที่ 1,579.20 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นถึง 60,181 ล้านบาท โดยเงินทุนต่างชาติเป็นกลาง กลับมาซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยเล็กน้อย 45 ล้านบาท กลับมาซื้อสุทธิตลาดตราสารหนี้ 1,230 ล้านบาท แต่คงการ Short สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 2 อีก 2,519 ล้านบาท สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อการลงทุนในไทยไร้ปัจจัยบวกที่เด่น อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงสั้นนี้มีโอกาสไต่ระดับขึ้นทดสอบ 1,590 จุด ผลักดันด้วยเงินทุนสถาบันภายในประเทศ จากเม็ดเงิน LTF และการปิ ดขาย IPO กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ใน 1-2 วันนี้ วงเงิน 2.3 พันล้านบาท รวมถึงมีโอกาสที่จะเห็นเงินทุนต่างชาติสะสมหุ้นหลัก หลังเสร็จสิ้นการโรดโชว์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเชื่อว่าหุ้น Big Cap และขนาดกลางที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 เติบโตเด่น ขณะที่ปัจจัยในประเทศเอื้อต่อการลงทุนในเช้าวันนี้ หลัง ธนาคารกลางจีน ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราดอกเบี้เงินกู้ 1 ปี เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงินตึงตัวจากการขาย IPO จำนวน 11 บริษัทตลอดสัปดาห์นี้ในตลาดหุ้นจีน ตลาดประเมินว่า สภาพคล่องจะถูกดูดออกไปมากถึง 1.0 ล้านล้านหยวน แนะนำขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,590 จุดหรือใกล้เคียง แต่หากหุ้นเป้าหมายราคาปรับตัวลงระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย อาจเข้าเก็งกำไรเพิ่มเติมได้ แนะนำ KTB, ANAN หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News