กิมเอ็ง

โบรกฯคาดหุ้นไทย บวกต่อ ญี่ปุ่นยุบสภาหนุน
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

 โบรกฯคาดหุ้นไทยเดินหน้าบวกต่อ หลังได้รับแรงหนุนจากการที่ญี่ปุ่นยุบสภา ลุ้นทดสอบ 1,590 จุด แนะทยอยขายทำกำไรบางส่วน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดโมเมนตัมการลงทุนตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ยังสามารถผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้านด่านสำคัญ 1,590 จุดได้ โดยจุดสังเกตที่น่าสนใจติดตามได้แก่ หุ้น Big Cap โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play ขยับขึ้นเด่นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และที่อยู่อาศัย ที่คาดว่าจะได้อานิสงค์จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว รวมถึงปัจจัยบวกจากชินโสะ อาเบะประกาศยุบสภา พร้อมสั่งให้ ครม.พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และหากผลการประชุม BoJ ในวันนี้ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจีดีพีไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มเชิงบวกต่อการลงทุนในไทย ทั้งตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดหุ้น ขณะที่หุ้นขนาดเล็กทั้ง SET และ MAI คาดว่าจะแกว่งในกรอบแคบถึงปรับฐานลงเล็กน้อย เพื่อรอผลการประชุมระหว่างสมาคมโบรกเกอร์ และ ตลท. เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมเก็งกำไร การซื้อขายหุ้นที่ร้อนแรง ซึ่งผลการประชุมในวันนี้ จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในทันที แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วน ในหุ้นหลักที่แนะนำเข้าสะสม หรือเก็งกำไร บริเวณ 1,590 จุด พร้อมปรับพอร์ตบางส่วนมาสะสมหุ้นที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3 และโอกาสที่ผลงานจะฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 4 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

จับตา! หุ้นบ่ายร่วงต่อ หลังภาคเช้าปิดลดลง 11.64 จุด
ตลาดหุ้น /  ตลาดหุ้นไทย / 

บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์ไทยในเช้าวันนี้ (22 ก.ค.) ดัชนีปิดที่ระดับ 1,526.91 จุด ลดลง 11.64 จุด หรือคิดเป็น 0.76% มูลค่าการซื้อขาย 38,372.59 ล้านบาท โดยแตะจุดสูงสุดของช่วงเช้าที่ 1,545.29 จุด และแตะจุดต่ำสุดของช่วงเช้าที่ระดับ 1,518.58 จุด น.ส.มยุรี โชวิกานต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงกว่า 10 จุด ภายหลังจากที่ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ Sentiment เสียไป นอกจากนี้ ตลาดหุ้น ยังปรับตัวขึ้นมามากแล้ว การปรับฐานจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่เช้านี้ตลาดบ้านเราปรับตัวลงแรงกว่าตลาดอื่นในกลุ่ม TIP ที่ต่างก็ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า ส่วนตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก โดยประเมินว่า หุ้นภาคบ่ายดัชนีน่าจะแกว่งตัวลงต่อ โดยให้แนวรับ 1,520 จุด แนวต้าน 1,530 จุด หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ ADVANC ปิดที่ 208.00 บาท ลดลง -6.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,921.72 ลบ. BLAND ปิดที่ 2.12 บาท ลดลง -0.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,018.46 ลบ. TRUE ปิดที่ 11.20 บาท ลดลง -0.70 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,017.02 ลบ. CK ปิดที่ 22.90 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,538.74 ลบ. ITD ปิดที่ 5.40 บาท ลดลง -0.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,272.67 ลบ. MThai News

โบรกฯชี้ ตลาดหุ้นแกว่งบวก แนะจับตา 3 หุ้นดัง
ตลาดหุ้นไทย /  หุ้นวันนี้ / 

นักวิเคราะห์ฯคาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งขึ้น ตามตลาดหุ้นภูมิภาคและตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะจับตาปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตาม คือการยกร่างรัฐฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีการชะลอออกไป แต่คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้กลางเดือนก.ค.นี้ พร้อมให้กรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ แนวรับ 1,485 จุด และแนวต้าน 1,500-1,505 จุด นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้(4 ก.ค.)น่าจะมีการแกว่งตัวขึ้น เป็นไปตามตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขานรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯออกมาดีเกินคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์และตลาดหุ้นเยอรมัน ปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการ อย่างไรก็ดี วันนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดทำการเนื่องในวันชาติ ด้านปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตามการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งอาจมีการชะลอออกไป แต่คาดว่าจะดำเนินการให้มีการประกาศใช้ช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้มีการปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา พร้อมให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ แนวรับ 1,485 จุด และแนวต้าน 1,500-1,505 จุด หุ้นเด่นวันนี้ -CPN (เมย์แบงก์ กิมเอ็ง)แนะนำ"ซื้อ"เป้า 57.00 บาท คาดกำไร 2Q57 เติบโต 18% YoY เป็น 1,681 ล้านบาทภายใต้สมมติฐานการทยอยบันทึกกำไรขายเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ราว 40 ล้านบาทต่อไตรมาส อย่างไรก็ดี หากมีการบันทึกกำไรทั้งจำนวนราว 5 พันล้านบาทจะทำให้กำไร 2Q57 สูงเป็นประวัติการณ์ แนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวจากทั้งการที่สามารถปรับค่าเช่าได้ราว 5% ต่อปี และการเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 8 โครงการภายในปี 59 - BBL(เมย์แบงก์ กิมเอ็ง)แนะนำ"ซื้อเก็งกำไร"เป้า 240 บาท คาดกลุ่มแบงก์ยัง Outperform ตลาดต่อได้ จากการไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างชาติ และได้ Sentiment บวก หลังวานนี้ ECB ประกาศโครงการ TLTROs รอบใหม่วงเงิน 1 ล้านล้านยูโร เพื่อปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดส่งผลบวกให้เกิดการทำ Euro Carry Trade เพื่อลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และคาดกำไร 2Q57 ที่ 10,250 ล้านบาท เติบโต +4% qoq และแนวโน้มกำไรสุทธิ 2H57 จะสูงกว่า 1H57 ตามการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อใน 2H57 Valuation ยังค่อนข้างถูก โดยซื้อขายระดับ PBV 2557 เพียง 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่ 1.5 เท่า - BLAND(เคจีไอ)แนะนำ"เก็งกำไร"เป้า 2.37 คาดจัดตั้งกอง REIT ได้ภายในปีนี้ (คาดบันทึกกำไรพิเศษราว 2-3 พันล้านบาท) และมีโอกาสซื้อหุ้นคืน ทั้งนี้ราคาหุ้นยังต่ำ Book Value ที่ 2.32 บาท แนวรับ 1.88 บาท แนวต้าน 1.95 บาท ถัดไป 2.0 บาท (ขายถ้าหลุด 1.88 บาท) ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. SET เปิดบวก 5.04 จุด ยืนที่ 1,498.25 จุด เปลี่ยนแปลง +0.34% มูลค่าการซื้อขาย 1,614.31 ล้านบาท ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,498.60 จุด ดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 1,497.90 จุด MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์ ตลาดกังวล ECB ในประเทศไร้ปัจจัยใหม่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้เริ่มมีแรงขายออกมากดดันให้ดัชนีแกว่งย้อนลงจากการขยับบวกขึ้นในช่วงต้นชั่วโมงอีกครั้ง ตามบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่เริ่มมีจังหวะแกว่งลงให้เห็น ทำให้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลประชุม ECB ในวันพฤหัสฯ ที่ 6 พ.ย. ขณะที่เช้านี้ยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐ หลังราคาหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คที่ปรับตัวลง เนื่องจากรายงานที่ว่าซาอุดิอาระเบียได้ปรับลดราคาน้ำมันดิบให้กับสหรัฐ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ให้มีจังหวะปรับย้อนลงเล็กน้อยด้วยเช่นกัน รวมทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่า SET มีโอกาสที่จะปรับพักตัวลงก่อนได้ เราจึงยังไม่แนะนำให้ซื้อในลักษณะไล่ราคา โดยสามารถรอเลือกหุ้นเข้าซื้อในช่วงตลาดปรับพักตัวลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า และรอติดตามผลประชุม ECB รวมถึงตัวเลขด้านแรงงานของสหรัฐในช่วงท้ายสัปดาห์นี้ด้วยแนวรับ 1,576-1,570 , 1,567-1,560 จุด แนวต้าน 1,584-1,587 , 1,590-1,592 จุด สอดคล้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า คาด SET INDEX วันนี้มีโอกาสซึมตัวลงทดสอบแนว 1,570 จุดบวกลบ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน นักลงทุนในประเทศรอทยอยซื้อหุ้นเป้าหมายกลับในด้านล่าง บริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุดตามลำดับ เพื่อให้ได้ Gap ที่ขายไปก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมิน Downside risk ของ SET INDEX ในรอบนี้จำกัด ปัจจัยบวกที่รออยู่คือ การประชุม ECB ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ECB จะตัดสินใจเพิ่มพันธบัตรเข้าไปในการซื้อสินทรัพย์รอบนี้หรือไม่ หากเพิ่ม จะกลายเป็นปัจจัยบวกผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าในอัตราเร่ง กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจในเอเชียทางอ้อม ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็น กลางถึงบวก จากสัญญาณเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ฟื้นตัวในระดับอ่อนๆ อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.ลดลงต่อเนื่อง เปิดทางให้ กนง. พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.0% ได้จนถึงต้นปีหน้า ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นตัวแปรจำกัด Downside risk เช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นเป้าหมายกลับบริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุด ตามลำดับ โดยมีระยะหวังผลรอบใหม่ราว 30-40 จุด หุ้นเด็ดรายตัววันนี้ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

เมย์แบงก์ฯ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด
scc /  SPCG / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนช่วงหยุดสงกรานต์ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด เก็บSPCG และ SCC บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,388 – 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ซึ่งวันศุกร์ (4เม.ย.) ปิดบวก 0.79 จุด มาอยู่ที่ 1,392.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,231 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง  461 ล้านบาท สัปดาห์นี้เป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนทั่วไปชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามแกว่งตัวในแดนลบของดัชนีหุ้นในช่วงสั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังการนัดชุมนุมของกลุ่มนปช. วันที่ 5-6 เม.ย. ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีความตึงเครียดอีกครั้งในวันที่ 17 เม.ย.เป็นวันที่ศาลรธน.นัดให้นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ มาชี้แจง ก่อนวินิจฉัยกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนสี ก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่กระแสเงินทุนต่างชาติ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือนมี.ค. ออกมาต่ำกว่าคาด โอกาสที่เฟดจะชะลอการลดวงเงิน QE ในการประชุมนัดถัดไปมีน้ำหนักมากขึ้น เป็นบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยภาพกลยุทธ์การลงทุนบล.เมย์แบงก์ ฯ แนะนำเก็งกำไรบางส่วนบริเวณดชนี 1,390 จุด เน้นหุ้นที่ยังมีพื้นฐานดีหรือมูลค่ายังต่ำกว่าตลาด  กลยุทธ์การลงทุนวันนี้บล.เมย์แบงก์ แนะนำ “สะสม” SPCG และ SCC หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ แนะนำ SPCG คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 จะเติบโตสูง และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น ในเบื้องต้น ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 ที่ 240 ล้านบาท เพิ่ม152% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม21% เทียบไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้โครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มอีก 3 แห่ง เป็น 27 แห่งในไตรมาส 1ปี 2557 และโซลาร์ฟาร์มที่เหลืออีก 6 แห่ง จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2557 เป็นต้นไป และส่งผลให้ปี 2557 เป็นปีแรกที่รับรู้รายได้โซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 36 แห่งราคาปิด 20.00 บาท ราคาเหมาะสม 22.80 บาท SCC ประเมินว่าราคาหุ้น SCC จะ Outperform หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีได้ในเดือน เม.ย. จากผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี และเชื่อว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากการจัดประชุมก่อนออกผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557  ในวันที่ 21 เม.ย.คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557  จะเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี จากแรงหนุนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ขยายตัว คาดการณ์เงินปันผลปี 2557 หุ้นละ 15.00 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5% ราคาปิด 428.00 บาท ราคาเหมาะสม 500.00 บาท MThai News

โบรกเกอร์ แนะลงทุนช่วง ก.ค.-ส.ค.เน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลดี
ราคาหุ้น /  ลงทุนหุ้น / 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนหุ้นเด่นเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่า หุ้นงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดว่าจะออกมาดี และหรือหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่างกาลดี จะเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้ โดย หุ้นเด่นเดือนนี้ คือ หุ้นอนันดา หุ้นทางด่วนกรุงเทพ หุ้นเด็มโก้ หุ้นอินทัช หุ้นปตท.จีซี หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ ซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น และหุ้นไทยคม ขณะที่ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2557 เท่ากับ 5.03 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสแรกและยังทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2556 โดยที่ภาพรวมธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในงวดไตรมาส 2/2557 ยังแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้สะท้อนได้จากคาดการณ์รายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยลดลง เช่นเดียวกับรายได้ค่าธรรมเนียม ที่ยังทรงตัวได้ แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลอีกทั้งมีวันหยุดต่อเนื่องก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ยังได้คาดว่า บมจ.ธนาคารทหาร ไทย (TMB) และบมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่สุด ตรงข้ามกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ที่คาดว่าจะมีการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2/2557 ส่วนคำแนะนำการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บล.เอเซีย พลัสฯ ให้น้ำหนัก "เท่ากับตลาด" โดยหุ้นเด่น (Top picks) เลือก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ธนาคารกสิกรไทยและบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) ที่เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และรายย่อยเป็นหลัก เช่นเดียวกับบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2557 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบไตรมาสแรกและเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเติบโต 9.2% โดยคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 7.2% นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยให้คงน้ำหนัก "มากกว่าตลาด" ซึ่งได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขึ้นจาก "เท่ากับตลาด" เป็น "มากกว่าตลาด" เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มเห็นนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งราคาหุ้นก็มีการไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยลุ้นทดสอบ 1,600 จุด
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยขึ้นทดสอบ 1,600 จุด แต่ไม่น่าปิดเหนือ แนะเก็งกำไรรับข่าวดีช่วง ธค.นี้ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ วิเคราะห์ว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวบวกเล็กน้อย อาจมีช่วงทดสอบ 1,600 จุด แต่คาดยังไม่ผ่าน ปัจจัยภายนอกเป็นกลาง โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว หลังจากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 3.9% จากตัวเลขครั้งแรกที่ออกมา 3.5% แต่ก็ถูตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ พ.ย. ที่ลดลงหักล้างไป ส่วนปัจจัยในภูมิภาคอื่นๆ ค่อนข้างเงียบ ด้านปัจจัยภายใน ครม. เห็นชอบ MoU ไทย-จีนร่วมสร้างรถไฟรางคู่ 734 กม. แล้ว และนายกฯ ส่งสัญญาณว่าช่วงปีใหม่อาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เซอร์ไพรส์ให้ประชาชน ด้านบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่า ภาพรวมการลงทุนตลาดหุ้นไทยเป็นบวก โอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะทดสอบ 1,600 จุดระหว่างชั่วโมงการซื้อขายยังคงมีความเป็นไปได้ แต่อาจไม่สามารถปิดเหนือแนวดังกล่าวได้ในวันนี้ เพราะขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุน อีกทั้งนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ต่างรอดูตัวเลขเศรษฐกิจเดือนต.ค. ซึ่ง ธปท.จะรายงานในวันศุกร์นี้ รวมถึงจับตา ECB,  BoJ และ ธนาคารกลางจีน กับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนในเดือนธ.ค.กลับเต็มไปด้วยประเด็นบวก ทั้งการประชุม ECB วันที่ 4 ธ.ค. การเลือกตั้งในญี่ปุ่นวันที่ 14 ธ.ค. และการประชุม กนง. วันที่ 17 ธ.ค. รวมถึงการพิจารณาร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิตอล ทำให้เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยระลอกนี้มีลุ้นขึ้นไปทดสอบ 1,620 จุด แนะนำเก็งกำไรในหุ้นหลักที่มีลักษณะ High Beta ขณะที่ผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุด หรือเติบโตเด่นในไตรมาส 4 เป็นทางเลือก กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น เก็งกำไร AAV และBBL หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

MBKET แนะลงทุนช่วงสั้น ทยอยสะสม TRUEIF - ซื้อเก็งกำไร KCE
MBKET /  กลยุทธ์การลงทุน / 

สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันนี้(16 ก.ค.) บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ( MBKET) ยังคงให้ภาพในลักษณะของการพักฐานอีกวัน โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1,520-1,530 จุด ส่วนหุ้นหลักโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร เข้าสู่โหมดการพักฐาน เพื่อรอดูผลการดำเนินงาน 2Q 57 ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อีกทั้ง กองทุนภายในประเทศ เริ่มทยอยขายทำกำไร เพื่อ Lock-in Profit ในรอบนี้ ซึ่งอาจรวมถึงการทยอยปิดกองทุนของ Trigger Funds ที่ใกล้แตะระดับเป้าหมาย ขณะที่การเข้าให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาของประธานเฟด Yellen คืนวานนี้ พบว่า อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ขณะที่ ณ ปัจจุบันยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดอสังหาฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เน้น "Swing Trade" ในกรอบ 1,520-1,530 จุด โดยเน้นหุ้นขนาดกลาง / หุ้น Laggard เป็นหลัก หุ้นหลัก ทยอยขายทำกำไร เมื่อราคาฟื้นตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" TRUEIF/ "ซื้อเก็งกำไร" KCE Portfolio : Top Pick in 3Q14: AAV/ AP/ IFEC / TRUE HOLD: SCC/ SPALI/ TTA/ SAMART/ SPCG/ BLAND/ IFEC/ BTS Accumulative Buy: TRUEIF Speculative Buy: KCE Technical View : แนวรับ 1520-1525 จุด แนวต้าน 1535-1540 จุด คงแนวโน้มแกว่งตัวเชิงบวก ในกรอบที่ยกตัวสูงขึ้น MThai News

หุ้นไทยวันนี้ บวกเบาๆ วอลุ่มบางๆ
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อ หลังดาวโจนส์บวก แต่คงบวกไม่แรงเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ คาดวอลุ่มเบาบาง บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านย่อยที่ 1,575 จุด และระยะสัปดาห์ 1,600 จุด ด้วยปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นดาวโจนส์เมื่อคืนนี้บวก 1.30% หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวบวก 3.5% มากกว่าที่ตลาคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ แนะนำกลุ่มค้าปลีก CPALL เป็น Domestic Plays ที่ยัง Laggard แนะนำซื้อ Domestic Plays อย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH รวมไปถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL โดยราคาหุ้น Laggard ตลาด 8% ตั้งแต่หลังรัฐประหาร คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ขณะที่ทางเทคนิคมีสัญญาณฟื้นตัว เป้าหมาย 45.75-47 บาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่าการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ ดัชนีฯจะแกว่งแคบ หลังปิดบวก 39 จุดตลอด 6 วันทำการที่ผ่านมา หรือราว 50% ของการปรับฐานในรอบล่าสุด แม้ว่าวานนี้ดาวโจนส์จะปิดบวกเด่น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 เติบโตมากกว่าคาดก็ตาม แต่เนื่องด้วยวันศุกร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน ให้แนวต้านที่ 1,570 จุด ปัจจัยสำคัญติดตาม การประชุม BoJ ซึ่ง Bloomberg consensus คาดว่า BoJ จะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย. โดยเฉพาะภาคการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวส่งสัญญาณบวกแล้ว รวมถึงผลการเยือนกัมพูชาของนายกฯ วันนี้เป็นวันสุดท้าย จะมีความชัดเจนต่อแผนการรับซื้อไฟฟ้า และพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยหรือไม่ แนะนำนักลงทุนรอทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย หากราคาหุ้นย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขายในช่วงสั้นนี้ หลังจากขายทำกำไรไปในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

MBKET วิเคราะห์ 4 แนวทางคดีโยกถวิล ชี้ อนาคตหุ้นไทย
คดีโยกถวิล /  ตลาดหุ้น / 

ซีไอเอ็มบี คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้เหวี่ยงลงตามตลาดต่างประเทศ และปัจจัยการเมืองในประเทศ ด้าน MBKET วิเคราะห์  ผลตัดสิน 4 แนวทาง ชี้อนาคตหุ้นไทย นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้(7พ.ค.)มีโอกาสที่จะเหวี่ยงตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวลงกันถ้วนหน้าตามดาวโจนส์ร่วงแรง อันเนื่องมาจากแรงเทขายหุ้นในกลุ่มอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่งวันนี้ต้องจับตาคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรีกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ของศาลรัฐธรรมนูญ และผลสรุปการสอบสวนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตามข้อกล่าวหาละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.)อีกด้วย ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถึงสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีโอกาสเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ 1.ไม่ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ยังคงรักษาการ ตำแหน่งเพื่อรอส่งมอบหน้าที่ 2.ขัดต่อกฎหมาย แต่นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ได้พ้นจากตำแหน่ง ตาม ม. 182 (วรรค 2 การยุบสภา) แล้ว และไม่มีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณาการโยกย้าย นายถวิล 3.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการ แต่ไม่มีผลผูกพันถึง ครม. ชุดที่พิจารณา ดังนั้น รองนายกฯ ขึ้นรักษาการ แทน 4.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพันจากตำแหน่งรักษาการ และมีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณา ซึ่งจะนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง การนำเสนอ นายกฯ ตามม. 3 ผ่านวุฒิสภา หากผลการพิจารณาเป็นแนวทางที่ 1-3 จะทำให้การเมือง การเลือกตั้ง ยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกับ SET INDEX ที่ฟื้นตัวลักษณะ Technical Rebound สู่แนว 1,415-1,420 จุด แต่หากออกมาเป็นแนวทางที่ 4 คาดว่าตลาดจะแกว่งออกด้านข้าง เพื่อรอภาพการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนอกสภาฯ ทั้ง กปปส. และ นปช. ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง “เข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน” พร้อมระยะหวังผล 10-15 จุด จากผลการวินิจฉัยของศาลฯ เที่ยงวันนี้ MThai News

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

หุ้นกลุ่มเดินเรือขาขึ้น โบรกฯแนะน่าจับเข้าพอร์ต
BDI /  PSL / 

หุ้นกลุ่ม เดินเรือ ส่งสัญญาณขาขึ้น ภายหลังค่าระวางเรือ หรือค่า(BDI) ขึ้นมาหลายวัน สะท้อนเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว นายจรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ นักวิเคราะห์ บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็งวิเคราะห์ หุ้นกลุ่มเดินเรือว่า ดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ล่าสุด (20 มี.ค.) ดัชนี ค่าระวางเรือ BDI ปิดวันทำการล่าสุดที่ 1,570.00 จุด เพิ่มขึ้น 52.00 จุด เพิ่มขึ้น 3.43%ซึ่งเป็นการไต่ระดับขึ้นของค่า BDI ติดต่อกันหลายวัน โดยนับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ค่า BDI ปิดที่ระดับ 1,197.00 จุด ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2557 ปิดที่ 1,391.00 จุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่า BDI ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อ 7 วันที่ระดับ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้น 16.20% โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่า BDI ในรอบนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งสนับสนุนให้การขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้น3 โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2 ปี 2557 เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งบมจ. โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์  หรือ TTA ตั้งเป้ารายได้ปี 2557 (สิ้นสุด ก.ย. 57) เติบโต 40% เมื่อเทียบจากปีก่อน ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ที่ผ่านจุดต่ำสุด ส่วนธุรกิจของ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง  PSL ผลประกอบการเริ่มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เพราะได้รับอานิสงส์จากกองเรือที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็น 40 ลำ จาก 22 ลำและอยู่ระหว่างสั่งต่ออีก 16 ลำ เพื่อบรรลุเป็น 56 ลำภายในปี 2559 ดังนั้นขนาดกองเรือที่เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการฟ้นตัวของอุตสาหกรรม จะทำให้ PSL จะได้ประโยชน์สูงในการฟ้นตัวในรอบนี้ สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2557 กำไรปกติ จะยังใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2556 เนื่องจากค่า BDI เดือนมกราคม ได้รับผลกระทบจากเทศกาลตรุษจีนทำให้มีการชะลอการขนส่ง ส่วนทั้งปี 2557 จะเติบโต จากปี 2556 ทีมีกำไรสุทธิที่ 527.77 ล้านบาท เพราะเชื่อว่า BDI ปี 2557 จะสูง 2,000 จุด เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่ 1,000 จุด เพิ่มขึ้นประมาณ 100%  แนะนำซื้อ 27.25 บาท นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป เผย การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TTA และ PSL อยู่ระหว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกเข้า "เก็งกำไร" ได้ โดย TTA มองแนวรับ 20 บาท และ แนวต้าน 24 บาท ขณะที่ PSL แนวรับที่ 25.50 บาท ส่วนแนวต้าน 30 บาท MThai News

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News

โบรกฯ-กองทุนเชียร์หุ้นกลุ่มพาณิชย์ รับอานิสงส์เงินจำนำข้าว
CPALL /  CPN / 

โบรกเกอร์ และบรรดากองทุนในประเทศ ต่างเชียร์หุ้นกลุ่มพาณิชย์ หลังเงินจำนำข้าวจ่ายครบ และช่วงบอลโลกของกินขายดีช่วงดึก แต่ระยะยาวรอความชัดเจนการพัฒนาเศรษฐกิจจาก คสช. บล.เคที ซีมิโก้ วิเคราะห์และมองว่าหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ซึ่งอิงความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะกลับมาฟื้นตัว ประกอบกับช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก จะทำให้ยอดซื้อของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ CPALL เจ้า ของ 7-ELEVEN พร้องกับเสียงสนับสนุนของบรรดากองทุนต่างๆทั้ง บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ และบลจ.ทิสโก้ ที่มีมุมมอง ว่าหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ จะกลับมาสดใสน่าลงทุนต่อ หลังรับข่าวโรดแม็ป การพัฒนาประเทศ ของทีมเศรษฐกิจ คสช. ส่งผลดีทั้งต่อการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้ข้อมูลหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ว่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงนี้จะเพิ่มขึ้นหลังการจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว คาดจะกระตุ้นการอุปโภคบริโภคได้ในช่วงสั้น SSSG ของกลุ่มพาณิชย์มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในไตรมาส 1อย่างไรก็ดี ยังต้องรอดูความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนบล.เมย์แบงก์ฯ ประมาณการเดิมสำหรับกลุ่มพาณิชย์ และ ให้น้ำหนักการลงทุน Neutral หุ้นเด่น ได้แก่ HMPRO (TP 11.80 บาท) และ CPN (TP 57 บาท) อย่างไรก็ดีฝ่ายวิเคราะห์เห็นว่ามีความเสี่ยง ต่อประมาณการกำไรของกลุ่มพาณิชย์จะมาจากนโยบายประชานิยม และ การลดค่าครองชีพ (เช่น ลดราคาน้ำมัน) ส่วนความเสี่ยงมาจากการคงระดับราคาสินค้าซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไรของกลุ่ม โดยกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงระยะสั้น ยังต้องรอความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน หุ้นแนะนำโดยบล.เมย์แบงก์ ในกลุ่มพาณิชย์ได้แก่ HMPRO และ CPN เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนตำกว่ากลุ่ม Neutral สำหรับกลุ่มพาณิชย์ หุ้นที่เราแนะนำเป็นบริษัทที่มี Brand แข็งแกร่ง เป็นผู้นำในตลาด ประสิทธิภาพการดำเนินงานสูง กำไรมีความผันผวนน้อย และ ขยายสาขาต่อเนื่อง ได้แก่ HMPRO ซึ่งมียอดขายมั่นคงจากการที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นลูกค้าซื้อสินค้าเพื่อการปรับปรุงซ่อมแซม และ มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป ขณะที่ CPN มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ และ สามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ตามสัญญา เราปรับคำแนะนำ GLOBAL เป็นขายทำกำไร Take Profit เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกินราคาเป้าหมาย MThai News

กลยุทธลงทุนหุ้นไทยวันนี้ แนะเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน
MBKET /  กรุงศรี / 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.66 จุด แตะที่ระดับ 1,372.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 845.29 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 08.54 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 31.23 บาท ขายออก 32.65 บาท ด้านบล.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง ( MBKET) ระบุ บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (31 มี.ค.) ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ ระหว่าง 1,360-1,375/80 จุด แม้ว่าต่างชาติซื้อสุทธิหนาแน่นตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลต่อการสิ้นสุด Window Dressing (ราคาปิดสิ้นงวดบัญชี) และยังไม่มั่นใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติในระลอกนี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นแนว Sideways-to-Sideways-Up ไปสู่กรอบต้านสำคัญ 1,380-1,400 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ประกอบด้วย -การเข้าชี้แจงของนายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการจำนำข้าว ต่อ ปปช. ซึ่ง MBKET เชื่อว่า นายกฯ รักษาการจะขอผ่อนผันการเข้าชี้แจง ทำให้นักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนต่อไป -การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ.ของ ธปท. ให้น้ำหนักกับภาคการบริโภค และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ว่าจะผ่านจุดต่ำสุดหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมของกปปส. วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะคลายความกังวลต่อกรณีการเมือง ทั้งนี้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังสิ้นสุด Window Dressing พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ,กลุ่มโรงกลั่น และ พลังงานทางเลือก พร้อมหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว ฃส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" SCC/ SAMART ขณะที่ บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1360-1380 จุด  หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสดีดตัว แนะนำซื้อเก็งกำไร INTUCH และ BJC MThai News

SET วันนี้ Sideways โบรก แนะทยอยสะสมหุ้นหลัก ช้อนซื้อช่วงลบ
MBKET /  หุ้นไทย / 

นักวิเคราะห์ ชี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวแคบด้วยวอลุ่มซื้อขายเบาบาง เหตุนักลงทุนยังกังวลสถานการณ์การเมือง แนะนำรอซื้อเฉพาะช่วงลบ บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ระบุ ทิศทาง SET วันนี้(27 ก.พ.) ยังคงภาพ Sideways ในกรอบระหว่าง 1,300-1,310 จุด พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างกังวลต่อความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่วันนี้มีพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญ ช่วงเช้า ศาลรัฐธรรมนูญจะปิดคดีคำร้อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.0 ล้านล้านบาท และช่วงบ่าย ปปช. เชิญนายกฯ รักษาการ มาฟังข้อกล่าวหาคดีโครงการจำนำข้าว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่นายกฯ รักษาการจะส่งตัวแทนเข้ารับฟัง MBKET แนะนำให้นักลงทุนเข้าทยอยสะสมหุ้นหลัก ที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลตอบแทนเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3.0% ได้แก่ KTB, TMT, AP, BJCHI, DELTA เป็นต้น รวมถึงหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการเก็งกำไรเฉพาะหลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ “ซื้อ” TTA ขณะที่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ  SET แกว่งแคบวอลุ่มบาง แนะเก็งกำไรหุ้นกลาง-เล็ก/ถือหุ้นปันผลเด่นต่อไป ส่วนหุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน ซื้อสะสม CPF และ BTS (คาดราคาหุ้นฟื้นตัว) ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ SET ยังแกว่งทรงตัวได้ดีแต่ก็มีจังหวะผันผวน ดังนั้นรอซื้อเฉพาะช่วงลบ จากนั้นเน้นถือเพื่อรอให้มีรอบรีบาวด์ขึ้นก่อนค่อยมาพิจารณาขายทำกำไร ส่วน หุ้นเด่นวันนี้  CK คงเป้าหมาย 20 บาท แนะนำซื้อ SAMART ราคาเป้าหมายที่ 21 บาท และคงคำแนะนำซื้อ ,KCAR ราคาเป้าหมายที่ 11.70 บาท แนะนำขึ้นเป็นซื้อ ,VIBHA ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 11 บาทจากเดิม 13 บาท แต่ยังแนะนำซื้อ ส่วน บล.เอเซีย พลัส ระบุ กลยุทธ์การลงทุนการเมืองยังกดดันเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ การทำงานของ BOI อาจยังต้องชะงักต่อไป ขณะที่ นปช. รวมตัวปิดทางเข้า-ออก ป.ป.ช. ขณะที่ใกล้สิ้นสุดการรายงานงบไตรมาส 4/56 น่าจะเกิด sell on fact ยกเว้นหุ้นที่คาดว่ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แนะนำหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายนอกเลือก DELTA (FV@B70.4) และ HANA (FV@B31.6) เป็น Top picks MThai news

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News

ตลท.แต่งตั้ง 'รินใจ' เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

ตลท. แต่งตั้ง "ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์" เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.57 นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า ตลท. เห็นสมควรแต่งตั้ง ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ สายงานการตลาด ตลท. เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ ตลท. ในการต่อยอดและเพิ่มจำนวนสินค้าปัจจุบันให้หลากหลาย รวมทั้งพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนได้อย่างมีคุณภาพมี ทั้งนี้มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ-การธนาคารและการเงิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกด้านการเงิน Cleveland State University ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 7 และได้ประกาศนียบัตร Chartered Financial Analyst (CFA) โดยล่าสุดดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จึงมั่นใจว่ามีความสามารถเหมาะสม ที่จะช่วยพัฒนางานธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของ ตลท. MThai News