กิมเอ็ง

หุ้นเช้าเปิดตลาดบวก 0.60 จุด โบรกฯแนะหุ้นผลกำไรดี
AH /  PTTGC / 

หุ้นเปิดตลาด (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด โบรกเกอร์แนะนำกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี กิมเอ็งชี้เป้าPTTGC ,TUF และAH บล.กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ตลาดวันศุกร์แข็งแกร่งกว่าคาดโดยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเกิน 1400 จุด แต่ปัจจัยแวดล้อมส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นลบไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการบริษัท จดทะเบียนที่อ่อนแอ และการชุนุมทุกกลุ่ม เพียงแต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ดังนั้นในภาพรวมบล.กสิกรไทยยังเน้นเลือกตัวหุ้นที่มีโอกาสโดดเด่นกว่าตลาด โดยเน้นหุ้นที่นักลงทุนยังมีการถือครองน้อย และเริ่มเห็น หุ้นเช้าเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 932.52 ล้านบาท โดยเลือกตัวเก็งกำไร และใช้จังหวะขึ้นเพื่อแบ่งขายลดพอร์ต ยังคงประเมินหุ้นปรับตัวลดลง(downside) ของการปรับฐานบริเวณดัชนี 1,340-1,360 จุด ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงซื้อ/เข้าสะสมหรือเก็งกำไรที่ดี อย่างไรก็ตามระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงแกว่งมากขึ้นจากการเก็งปัญหาการเมืองยุติหลัง 27 พ.ค. เช่นกัน ดังนั้นทางกลยุทธ์ของเลือกหุ้นที่มีสัญญาณบวกของการปรับประมาณการขึ้น และผ่านจุดต่ำสุดของการดำเนินงานไปแล้ว อาทิ หุ้นในกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี หุ้นเด่นวันนี้ :เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ PTTGC อะโรเมติกส์ยังตกต่ำไปจนถึงปี 2558 แต่ PTTGC ยังแข่งขันได้ แม้อุตสาหกรรมพาราไซลีน (PX) จะยังถูกกดดันจากปริมาณการผลิต(อุปทานใหม่)จำนวนมากกดดันส่วนต่างราคาในปี 2557 -2558 อย่างไรก็ตามเราเชื่อการลดลง (downside) ของส่วนต่างราคาจากระดับราคาปัจจุบันเริ่มลดลงแล้ว ผู้ผลิตไม่ครบวงจรที่ต้นทุนสูงเริ่มปรับลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง อย่างไรก็ตามต้น ทุนการผลิตของ PTTGC อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ นอกจากนั้นส่วนต่างราคาเบนซีน BZ ที่แข็งแกร่งยังช่วยชดเชยผลกำไรจากพาราไซลีน (PX)ทีลดลงแรงได้อีกด้วย ความเสี่ยงที่มีส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าคาด การหยุดโรงงานนอกแผน รวมถึงความสม่ำเสมอของวัตถุดิบก๊าซจาก PTT แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 84.00 บาท/หุ้น TUF ผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรสุทธิ 950 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้จากประกันภัยเพลิงไหม้ซึ่งบันทึกไตรมาส 1/2556 และ ส่วนแบ่งขาดทุนจากการเริ่มธุรกิจโรงงานผลิตทูน่าในปาปัวนิวกินี TUF มีกำไร 1,001 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%เพิ่มจากไตรมาสก่อนและ 99%เทียบกับปีก่อน ใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์ ยอดขายเพิ่มขึ้น 14% YoY จากการที่เงินบาทอ่อนค่าลง 9% ธุรกิจทูน่าที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ธุรกิจกุ้งในสหรัฐฯ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง มียอดขายเพิ่มขึ้น แนะนำ"ขายทำกำไร "(TAKE PROFIT) ราคาเป้าหมาย 64.00 บาท/หุ้น AH บมจ. อาปิโก ไฮเทค ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรที่ฟื้นตัวดีขึ้นมากที่ 153 ล้านบาท แนวโน้มผลประกอบการ 2557 ของ AH ประเมินอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์จะทรุดลงต่อเหลือประมาณ 2.2 ล้านคัน หรือ ติดลบกว่า 10% ต่ำกว่าของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านคัน แต่ยอดขายของ AHประเมินจะติดลบน้อยกว่าคือ ประมาณ 5% เพราะในปีนี้จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาช่วยหนุนยอดขาย ส่วนประมาณการของเราประเมินยอดขายของ AH จะปรับลดลง 5% เหลือ 14,846 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทรุดลงเหลือ 519 ล้านบาท แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท/หุ้น MThai News

การเมืองเดือด!! ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 20 จุด
กกต /  หุ้นร่วง / 

เลือกตั้งล่วงหน้าเดือด ฉุดตลาดหุ้นไทยร่วงเกือบ 20 จุด ดัชนีหลุด 1300 จุดอีกแล้ว โบรก แนะ จับตาเจรจาเลื่อนเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เปิดตลาดหุ้นไทยวันนี้ (27 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีร่วงลงทันที่ 18.95 จุด มายืนที่ 1,295.68 จุด เปลี่ยนแปลง -1.44% มูลค่าการซื้อขาย 2,158.26 ล้านบาท ทั้งนี้ นักวิเคาระห์ ระบุว่า บรรยากาศหุ้นไทยที่ร่วงลงนี้ เป็นไปตามเป็นไปตามทิศทางตลาดต่างประเทศที่กังวลค่าเงินในเอเชีย และปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดปัญหาความวุ่นวายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้(26 ม.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการคัดค้านการเลือกตั้ง ดังนั้นนักลงทุนจึงขายเพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะให้รอดูผลการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันพรุ่งนี้(28 ม.ค.)ว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่ หากมีการเลื่อนเลือกตั้งก็จะทำให้ตลาดรีบาวด์ได้บ้าง แต่ถ้าไม่เลื่อนก็จะเกิดความกังวลตามมา MThai news

ฟันธงหุ้นไทยสัปดาห์หลุด1,300จุด
SCCC /  TISCO / 

โบรกเกอร์ประสานเสียงหุ้นไทยหลุด 1300 จุด หวั่นการเมืองกระหน่ำเทขายทุกกลุ่มนักลงทุน เมย์แบงก์แนะซื้อ TISCO และSCCC นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)เผยว่า ความกังวลที่กระทบต่อตลาดหุ้นไทย เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการลดมาตรการ QE  ส่งผลทางจิตวิทยหลายฝ่ายทยอยถอนการลงทุนบางส่วน และต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยออก ประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่ซ้ำเติมเรื่องเงินทุนไหลออก จากการที่ต่างชาติเห็นว่า มีความเสี่ยงในการลงทุนจากปัญหาทางการ เมือง ส่งผลให้หุ้นไทยไม่สามารถปรับบวกขึ้นไปข้างหน้าได้ รวมถึง หุ้นก่อสร้างที่เกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ถูกปรับลดลงมา เนื่องจากไม่มีความมั่นใจว่า โครงการต่างๆ จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ทั้งนี้ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน ส่วนระยะเวลาที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น จะมีโอกาสยืดเยื้อไปจนปี 2557 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำตอบทางการเมือง ซึ่งอาจยาวไปจนใกล้ช่วงการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (อดีตผู้บริหารสหการประมูล) ประเมินว่า ช่วงสัปดาห์นี้ (16 -20 ธ.ค. 2556) มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิด Panic sell หรือความกังวลจากวิกฤติการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนได้ ทำให้เกิดแรงเทขายได้อีกประมาณ 100 จุด โดยดัชนีน่าจะหลุด 1,300 จุด ประเมินแนวรับแรกไว้ที่ 1,280 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,260 จุดได้ ทั้งนี้ในอดีตหากรัฐบาลประกาศยุบสภา ส่วนใหญ่ ดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ในครั้งนี้ดัชนียังปรับลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติยังเทขายสุทธิต่อเนื่องเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงอาจเป็น สาเหตุทำให้เกิด Panic sell ในการซื้อขายสัปดาห์หน้าได้อีก สัปดาห์นี้สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมาก คือ การเมืองในประเทศว่าจะ มีทางออกอย่างไร จะมีเหตุการณ์รุนแรง ที่ส่งผลกระทบจนต้องเทขายหรือไม่  ส่วนกรณีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FOMC ถือว่าเป็นเรื่องรอง แต่หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และดัชนีหุ้นสามารถยืนเหนือระดับ 1,350-1,380 จุดได้ จะถือเป็น แนวรับ(จุดต่ำสุด) สำคัญ และมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้น ได้ต่อเนื่อง จึงแนะนำซื้อได้ นายศราวุธ เตโชชวลิต  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ปรับ ลดลง 1.11% โดยมีแรงขายออกมาต่อเนื่องในกลุ่มหลักทั้งกลุ่มเทคโนโลยี ธนาคาร  อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน ออกมาส่งผลให้ดัชนีปรับลงแรงติดต่อกันเป็น วันที่ 2 สาเหตุจากผลกระทบทางการเมืองในประเทศ และการคาดการณ์กรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  จะปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมสัปดาห์นี้ (16 -20 ธ.ค. 2556) รวมถึงดัชนีหุ้นหลุดจาก 1,345 จุดลงมา ทำให้มีแรงขายออกมาเพิ่มเติมด้วย สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะยังปรับตัวลงต่อ เพื่อรอดูสถานการณ์การเมือง และ ความชัดเจนของมาตรการลดวงเงินคิวอี ประเมินแนวรับที่ 1,328 และ 1,280 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,350- 1,360 จุด หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้แนะ บมจ.ปูซีเมนต์นครหลวง (SCCC)  ลุ้นยอดขายทะล กำไรพุ่ง 4,800 ล้านบาท ปีหน้าเงินลงทุ 4,000 ล้านบาท ในเครื่องจักรเดินหน้าเต็มที่ แนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาปิด บาท ราคาเป้าหมาย 450 บาท บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)  คาดสินเชื่อรถยนต์โตปีหน้า จากการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ แนะนำซื้อราคาปิดครั้งก่อน 38.75 บาท ราคาเป้าหมาย 45 บาท MThai News

จับตา!หุ้นกลุ่มแบงก์ MBKET ชี้ การเมืองยังเป็นตัวแปร
MBKET /  การเมือง / 

MBKET แนะจับตา สถานการณ์การเมือง หากวันนี้(15 พ.ย.) ไม่มีเรื่องวุ่นวาย คาดดัชนีมีโอกาสแตะ 1,420-1,425 จุด หุ้นกลุ่มแบงก์ ส่อฟื้น บทวิเคาระห์ บล.เมบ์แบงค์ กิมเอ็ง(MBKET) ระบุว่า หากการเคลื่อนไหวทางการเมืองใน วันนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ตลาดหุ้นไทยวันนี้(15 พ.ย.) มีโอกาสไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,420-1,425 จุด ทั้งนี้จับตาหุ้นหลักในกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด เพื่อประเมินกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ เมบ์แบงค์ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” KTB/ TASCO ส่วนสัปดาห์หน้าเมบ์แบงค์ ยังคงให้น้ำหนักกับการเมืองภายในประเทศเป็นสำคัญ และคาดว่ามีโอกาสที่จะเห็นการคลายตัวของประเด็นนี้ หากการเคลื่อนไหวนอกสภายังไม่พัฒนาการไปมากกว่า ณ ปัจจุบัน ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในสัปดาห์หน้าคือ GDP ใน ไตรมาส 3 ปี2556 ว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่ ระบุว่า หากการเคลื่อนไหวทางการเมืองใน วันนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อย MBKET คาดว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ มีโอกาสไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,420-1,425 จุด ทั้งนี้จับตาหุ้นหลักในกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด เพื่อประเมินกระแสเงินทุนต่างชาติ สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ของนาง Yellen ต่อคณะกรรมาธิการด้านสถาบันการเงิน ยืนยันที่จะคงนโยบายการเงินต่อไป จนกว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง กลายเป็นสัญญาณการชะลอ QE ที่ยากในช่วงสั้นนี้ MThai news

หุ้นไทยเปิดตลาดลดทันที 6.48 จุด
กิมเอ็ง /  ดัชนี / 

หุ้นไทยเปิดตลาดปรับตัวลดลง 6.48 จุด แตะ 1,346.38 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,470.59 ล้านบาท บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (26 พ.ย.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวลดลง6.48 จุด แตะที่ระดับ 1,346.68 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,470.59 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด เมื่อเวลา 08.55 น. มีดังนี้ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 30.89 บาท ขายออก 32.31 บาท บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งแนะนำให้นักลงทุนเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในและนอกสภาช่วง 2-3 วันจากนี้ไป เพราะเชื่อว่าจะมีพัฒนาการที่เข้มข้นมากขึ้น แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงครอบคลุมพื้นที่ กทม., เและปริมณฑลแล้วก็ตาม ประเมินสถานการณ์เชื่อว่า ภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะคลายตัวในปลายสัปดาห์นี้ หรือ ต้นสัปดาห์หน้า ดังนั้น นักลงทุนระยะกลางและยาว อาจพิจารณาหาจังหวะการลงทุน โดยเฉพาะบริเวณดัชนี 1,320-1,330 จุด MThai News

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

หุ้นเปิดตลาดติดลบ 5.21 จุดโบรกฯชี้หุ้นปรับฐานขาลง
BJCHI /  IRPC / 

เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด โบรกเกอร์ชี้หุ้นปรับฐานขาลง จับตาข่าวปรับโครงสร้างพลังงานมีผลอย่างไร นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค(ประเทศไทย) มองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นน่าจะลง ขึ้นไม่ง่าย เพราะต่างชาติซื้อน้อยลง ส่วนในประเทศก็ไม่มีปัจจัยขับเคลื่อน ข่าวดีไม่มี ตลาดอาจจะอ่อนลงมาบ้าง มองแนวรับที่ 1,440 และแนวต้านที่ 1,465 และ 1,480 จุด ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาราว 5% ตั้งแต่ช่วง คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้มีการขายทำกำไรออกมาบ้าง ขณะที่ตลาดยังกังวลต่อการที่ คสช. จะปรับรูปแบบโครงสร้างพลังงาน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งล่าสุด บมจ.ไออาร์พีซี ที่อยู่ในกลุ่มพลังงาน ก็มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานเมื่อวานนี้ นอกจากนี้ การที่ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ประกาศเพิ่มทุนจำนวนมากอาจจะกระทบต่อการซื้อขายของหุ้น TRUE ด้วย หลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุญาตให้หุ้นกลับมาซื้อขายได้ หลังขึ้นเครื่องหมาย H เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ สำหรับเช้านี้เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด มูลค่าซื้อขาย 3,318.24 ล้านบาท หุ้นเด่นวันนี้ BJCHI เอเซีย พลัส คงประมาณการกำไรปี 2557 ไว้ที่ 1,053 ล้านบาท ลดลง 13%เทียบปีก่อน และประเมินราคา Fair Value ที่ PER 12 เท่า ต่ำกว่าบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันอย่าง STPI จะให้ ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 39.50 บาท ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน โดยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ฝ่ายวิจัยคาดว่า BJCHI จะสามารถจ่ายเงินปันผลในปีนี้ได้ 2.00 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield 5.2% แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 39.50 บาท/หุ้น IRPC เมื่อวานนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณหน่วย Vacuum Gas Oil Hydrotreating (VGO) ซึ่งเป็นหน่วยกำจัดสารกำมะถันของผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา IRPC ได้มีการทำประกันอัคคีภัยไว้ในวงเงินความคุ้มครองทรัพย์สิน 1.2 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดประกอบไปด้วย โรงกลั่น วัตถุดิบ เครื่องจักร ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อ EPS ในปี 2557 ในกรณีเลวร้ายสุดหากมีการหยุดผลิตบางหน่วยซึ่งจะกระทบต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) และราคา (FV) ปี 2557 ราว 10.5-18.4% และ 1.4-2.9% จากเดิม (ไม่คำนวนผลกระทบหากหยุดเกินระยะเวลา 2 เดือน เพราะบริษัทประกันภัยจะชดเชยรายได้ให้) เชื่อว่ามีผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปรับลดลงกว่าผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นราว 1.4-2.9% เอเซีย พลัส แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท/หุ้น JAS แนวโน้มการออก IFF ล่าช้าต่อไปอีก 3 เดือน เพราะอยู่ระหว่างแก้ไขโครงสร้างกองทุน ซึ่งต้องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ เพราะโครงสร้างกองทุนเข้าข่ายผูกขาด ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทุน JASGIF ใหม่ แต่ไม่กระทบประมาณการ โดยรายได้หลัก 82% มาจากธุรกิจ Broadband Internet ซึ่งมาจากระบบ ADSL เกือบ 100% ขณะที่ระบบ FTTx คาดที่เพียง 0.4% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้จากการวางระบบคาดว่ายังอยู่ในทิศทางชะลอตัว คาดลูกค้าเพิ่ม(Net add) ทั้งปีที่ 1 แสนรายเป็น 1.52 ล้านราย ณ สิ้นปี 2557 ส่วน ARPU คาดทรงตัวที่ระดับ 644 บาท เราคาดกำไรปกติปี 2557 ที่ 3,558 ล้านบาท เติบโต 18% เทียบปีก่อน (กำไรต่อหุ้น EPS = 0.51 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท/หุ้น MThai News

เมย์แบงก์ฯมองหุ้นไทยเป็นบวก
ICT /  KTB / 

เมย์แบงก์ ปรับมุมมองหุ้นไทยเป็นบวก แม้การเมืองยังแรง แนะซื้อหุ้น TRUE  และ KTB จับตากลุ่ม ICT กลยุทธ์สำคัญวันนี้ (18พ.ย.2556) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย ปรับมุมมองต่อการลงทุนขึ้นเป็นบวกวันแรกในรอบ 10 วันทำการ หลังการชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะมีการยกระดับ การชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนด้วยการ ร่วมยื่นถอดถอน ส.ส. 310 รายที่รับรอง ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยไม่สนับสนุนสินค้า – บริการของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และ เสนอให้ หน่วยงานราชการหยุดงาน ซึ่งกระแสการเข้าร่วมผ่อนคลายลง เมื่อเทียบกับช่วงแรกของการต่อต้าน สำหรับปัจจัยสำคัญวันนี้ ติดตามตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 ของไทย โดยBloomberg คาดว่าเติบโต 1.5% เทียบไตรมาสก่อน เป็นการฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส พร้อมติดตามการประชุมสว. ต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 ซึ่งจะเป็นตัวต่อยอดสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้น TRUE  และ KTB และจับตาดูกลุ่ม ICT MThai News

สำรวจโบนัส ของขวัญปีใหม่
มนุษย์เงินเดือน /  โบนัส

มติชนรายวัน ประจำวันที่ 22 ธ.ค.2555 ได้เปิดเผยรายงานบริษัทที่ปรึกษาเฮย์กรุ๊ป ที่ได้สำรวจการจ่ายโบนัสขององค์กรชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งจะมีการจ่ายโบนัสประจำปี 2555 ในอัตราเฉลี่ย 2.8 เดือน โดยกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะจ่ายโบนัสสูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย - กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก - กลุ่มสาธารณูปโภค และ - กลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะจ่ายโบนัส 3.75, 3.53, 3.04 เดือน ตามลำดับ เมื่อสำรวจแยกเป็นรายกลุ่มและรายบริษัทที่มีการจ่ายโบนัสต้องนับว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นแชมป์ - ใหญ่โตโยต้า จะอัดโบนัสให้พนักงานถึง 8.5 เดือน - มิตซูบิชิ 7 เดือน บวกเงินเพิ่ม 3 หมื่นบาท - ยามาฮ่า 5 เดือน ฮอนด้า 6 เดือนบวกเงินเพิ่ม - นิสสัน ฟอร์ด มาสด้า จ่าย 4 เดือน - ผู้ผลิตชิ้นส่วน 4 เดือนบวกเงินพิเศษ ด้านอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก - เครือสหพัฒนพิบูลจ่าย 5 เดือน - โออิชิ กรุ๊ป 2 เดือน - เซ็นทรัลพัฒนา 3.5 เดือน - ซีพีเอฟ 2 เดือน (จ่ายเท่ากันทุกปี) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง - บริษัท ซิโนไทย จ่ายก้อนใหญ่ 10-12 เดือน - อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ เฉลี่ย 1 เดือน - บริษัทพรีบิลท์ 4-6 เดือน - บริษัท ช.การช่าง 3 เดือน - บริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น 1 เดือน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ - แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จะจ่ายโบนัสพนักงาน 6-12 เดือน - ศุภาลัย ปกติแบ่งจ่ายโบนัส 2 ครั้ง คือสิ้นปีและเดือนมีนาคมทุกปี ซึ่งในสิ้นปีนี้จะจ่ายราว 1-2 เดือน - พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จ่ายโบนัสเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เฉลี่ย 2-4 เดือน - เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เฉลี่ย 4 เดือน อุตสาหกรรมการสื่อสารและโทรคมนาคม - พีเอสไอ โฮลดิ้ง จ่ายให้ 3-5 เดือน - เอไอเอส 4 เดือน กสท 4 เดือน - ดีแทค 1 เดือน - ทีโอที 1 เดือน กลุ่มสื่อหนังสือพิมพ์ - ไทยรัฐ 4 เดือน - เดลินิวส์ จ่าย 3-4 เดือน - เครือมติชน 2 เดือน - กรุงเทพธุรกิจ 1-2 เดือน - ฐานเศรษฐกิจ 1 เดือน - โพสต์ทูเดย์ 0.5 เดือน กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ค่าเฉลี่ยการจ่ายโบนัสอยู่ที่ 2-3 เดือน ปรับเงินเดือน 5-10% อาทิ - ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) 2-3 เดือน - ฟิลลิป 2 เดือน - เมย์แบงก์กิมเอ็ง ขึ้นเงินเดือน 5-10% - บลจ.กรุงศรีขึ้นเงินเดือนไม่น้อยกว่า 5% กลุ่มคมนาคมขนส่ง - บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จ่าย 7.5 เดือน - การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 5 เดือน - วิทยุการบินแห่งประเทศไทย 4 เดือน บ.ข.ส. 1 เดือน MThai News

หุ้นไทยยังผันผวนตามปัจจัยการเมืองวุ่นวาย
TMB /  TRUE / 

ฟินันเซียฯ ชี้ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวน แต่มีโอกาสดีดตัวขึ้นบางช่วง แนะนำให้ซื้อขายสั้นตามรอบ บล.เมย์แบงก์ฯ แนะนำซื้อเก็งกำไร TRUE / TMB กลยุทธ์เด่นวันนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวน แต่ก็มีลุ้นเคลื่อนไหวในด้านบวกต่อ ดังนั้นฟินันเซียแนะนำให้ซื้อขายสั้นตามรอบต่อไปได้ โดยเลือกหุ้นซื้อช่วงตลาดอ่อนตัว และควรมองหาจังหวะขายทำกำไรในช่วงบวกไว้ด้วย นอกจากส่วนถือลงทุนถึงจะแนะนำให้เน้นถือต่อเนื่อง เรื่องการเมือง ประชาธิปัตย์ยังไม่ตัดสินใจลงเลือกตั้งจึงต้องจับตาต่อไป ประเด็นสำคัญที่ยังขัดแย้งคือ ปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือ เลือกตั้งก่อนปฎิรูป รวมทั้งการรอผลประชุมเฟดเรื่องมาตรการ QE ในขณะที่โบรกเกอร์ และบลจ.ส่วนใหญ่แนะนำ เล่นกองทุน LTF/RMF พร้อมจับตาการทำบัญชีท้ายปีจากกองทุนดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงความ้สี่ยงในความผันผวนของหุ้น และบางแห่งแนะนำลงทุน กองทุนทรูโกรท หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อเก็งกำไร TRUE / TMB TMB ราคาหุ้นปรับตัวลงถึง -16.5% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับ กลุ่มธนาคารที่ -7.9% ขณะที่ผลประกอบการปี 2557 คาดว่าจะเติบโตขึ้น43.2% เทียบปีก่อน  เป็น 8,395 ล้านบาทแนะนำซื้อเก็งกำไร โดยมีเป้าหมายเพื่อขายทำกำไรระยะสั้นที่ 2.50 บาท ซึ่งราคาปิดล่าสุด 2.32 บาท ราคาเหมาะสม 2.55 บาท TRUE ราคาหุ้น ปรับตัวลงถึง -7.7% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา สูงกว่าหุ้นกลุ่ม ICT ที่ลดลง  5.2% จากความกังวลว่าภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยอาจส่งผลกระทบต่อการจองซื้อหน่วยลงทุน TRUEGIF แต่จากการ Roadshow ของ TRUE เมื่อวานนี้ ทางบริษัทยืนยีนว่าการจัดตั้งกองทุน TRUEGIF และเป็นไปตามเป้าหมาย และภาวะตลาดที่ซบเซาจะไม่ส่งผลกระทบยอดขายแน่นอน ราคาปิด 8.35 บาท ราคาเหมาะสม 14.20 บาท MThai News

BLAND /  KCE / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผยสถาการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง ติดตามดูใกล้ชิดแนะเล่นระยะกลางถึง ยาว หากเก็งกำไรเล็ง "PTTGC" กลยุทธ์สำคัญวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มีมุมมองการลงทุนเป็นลบ เป็นวันที่ 3 พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่องจากวันพุธที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่นั่งอยู่นอกตลาด เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนมากกว่านี้ นักลงทุนควรติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศอีกครั้ง ทั้งจากท่าทีฝั่งรัฐบาลที่เดินหน้าปฎิรูปการเมือง จัดเวทีเสวนาร่วมกับนักวิชาการ เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ ด้าน เลขาธิการ กปปส. นายสุเทพ เตรียมประกาศแผนเผด็จศึกในช่วงค่ำคืนนี้ พร้อมยืนยันแนวทางที่จะจัดตั้งสภาประชาชน ยังมีความเป็นไปได้ จากเหตุการณ์สมัย 14 ต.ค.ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สำหรับตลาดหุ้นไทยวันพุธที่ผ่านมา แกว่งระหว่าง 1,380 – 1,390 จุด โดยเกิดแรงขายทำกำไรในกลุ่ม ICT และกลุ่ม พลังงานเด่นที่สุด เช่น ADVANC, JAS, PTTEP, PTTGC เป็นต้น ขณะที่มีการเก็งกำไรรายตัวในกลุ่มธนาคาร อย่าง KBANK, SCB รวมถึง SCC นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น MBKET แนะนำให้ รอซื้อแถวดัชนี 1,360-1,370 จุด โดยลงทุนวันนี้ แนะนำ ซื้อเก็งกำไร  PTTGC ราคาปิด 77.50 บาท ราคาเหมาะสม 87.00 บาท ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ขยับขึ้นอย่างโดดเด่นวานนี้ จะเป็นบวกต่อ PTTGC ซึ่งใช้ก๊าซในการผลิตปิโตรเคมี เพราะราคาก๊าซจะขึ้นได้ช้ากว่าราคาน้ำมันดิบ กลายเป็นประเด็นเชิงบวกต่อส่วนต่างราคาปิโตรเคมีของ PTTGC คาดผลประกอบการไตรมาส 4 จะโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มน้ำมันขั้นปลายเ อีกทั้งงินปันผลงวดปลายปีอีก 1.69 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 2.18% และงวดปี 2557 ที่ 4.81% นักลงทุนระยะกลางถึงยาว เมย์แบงก์ฯแนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณ ดัชนี1,320-1,330 จุดลงไป หุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในปี 2557  ได้แก่ BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF ประเมินจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของผลการดำเนินงาน และการออกตราสารใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และปรับเปลี่ยนโครงสร้างทุน เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง MThai News

โบรกเกอร์ แนะลงทุนช่วง ก.ค.-ส.ค.เน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลดี
ราคาหุ้น /  ลงทุนหุ้น / 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนหุ้นเด่นเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่า หุ้นงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดว่าจะออกมาดี และหรือหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่างกาลดี จะเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้ โดย หุ้นเด่นเดือนนี้ คือ หุ้นอนันดา หุ้นทางด่วนกรุงเทพ หุ้นเด็มโก้ หุ้นอินทัช หุ้นปตท.จีซี หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ ซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น และหุ้นไทยคม ขณะที่ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2557 เท่ากับ 5.03 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสแรกและยังทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2556 โดยที่ภาพรวมธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในงวดไตรมาส 2/2557 ยังแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้สะท้อนได้จากคาดการณ์รายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยลดลง เช่นเดียวกับรายได้ค่าธรรมเนียม ที่ยังทรงตัวได้ แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลอีกทั้งมีวันหยุดต่อเนื่องก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ยังได้คาดว่า บมจ.ธนาคารทหาร ไทย (TMB) และบมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่สุด ตรงข้ามกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ที่คาดว่าจะมีการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2/2557 ส่วนคำแนะนำการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บล.เอเซีย พลัสฯ ให้น้ำหนัก "เท่ากับตลาด" โดยหุ้นเด่น (Top picks) เลือก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ธนาคารกสิกรไทยและบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) ที่เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และรายย่อยเป็นหลัก เช่นเดียวกับบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2557 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบไตรมาสแรกและเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเติบโต 9.2% โดยคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 7.2% นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยให้คงน้ำหนัก "มากกว่าตลาด" ซึ่งได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขึ้นจาก "เท่ากับตลาด" เป็น "มากกว่าตลาด" เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มเห็นนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งราคาหุ้นก็มีการไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง MThai News

SET วันนี้ Sideways โบรก แนะทยอยสะสมหุ้นหลัก ช้อนซื้อช่วงลบ
MBKET /  หุ้นไทย / 

นักวิเคราะห์ ชี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวแคบด้วยวอลุ่มซื้อขายเบาบาง เหตุนักลงทุนยังกังวลสถานการณ์การเมือง แนะนำรอซื้อเฉพาะช่วงลบ บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ระบุ ทิศทาง SET วันนี้(27 ก.พ.) ยังคงภาพ Sideways ในกรอบระหว่าง 1,300-1,310 จุด พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างกังวลต่อความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่วันนี้มีพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญ ช่วงเช้า ศาลรัฐธรรมนูญจะปิดคดีคำร้อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.0 ล้านล้านบาท และช่วงบ่าย ปปช. เชิญนายกฯ รักษาการ มาฟังข้อกล่าวหาคดีโครงการจำนำข้าว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่นายกฯ รักษาการจะส่งตัวแทนเข้ารับฟัง MBKET แนะนำให้นักลงทุนเข้าทยอยสะสมหุ้นหลัก ที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลตอบแทนเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3.0% ได้แก่ KTB, TMT, AP, BJCHI, DELTA เป็นต้น รวมถึงหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการเก็งกำไรเฉพาะหลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ “ซื้อ” TTA ขณะที่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ  SET แกว่งแคบวอลุ่มบาง แนะเก็งกำไรหุ้นกลาง-เล็ก/ถือหุ้นปันผลเด่นต่อไป ส่วนหุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน ซื้อสะสม CPF และ BTS (คาดราคาหุ้นฟื้นตัว) ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ SET ยังแกว่งทรงตัวได้ดีแต่ก็มีจังหวะผันผวน ดังนั้นรอซื้อเฉพาะช่วงลบ จากนั้นเน้นถือเพื่อรอให้มีรอบรีบาวด์ขึ้นก่อนค่อยมาพิจารณาขายทำกำไร ส่วน หุ้นเด่นวันนี้  CK คงเป้าหมาย 20 บาท แนะนำซื้อ SAMART ราคาเป้าหมายที่ 21 บาท และคงคำแนะนำซื้อ ,KCAR ราคาเป้าหมายที่ 11.70 บาท แนะนำขึ้นเป็นซื้อ ,VIBHA ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 11 บาทจากเดิม 13 บาท แต่ยังแนะนำซื้อ ส่วน บล.เอเซีย พลัส ระบุ กลยุทธ์การลงทุนการเมืองยังกดดันเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ การทำงานของ BOI อาจยังต้องชะงักต่อไป ขณะที่ นปช. รวมตัวปิดทางเข้า-ออก ป.ป.ช. ขณะที่ใกล้สิ้นสุดการรายงานงบไตรมาส 4/56 น่าจะเกิด sell on fact ยกเว้นหุ้นที่คาดว่ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แนะนำหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายนอกเลือก DELTA (FV@B70.4) และ HANA (FV@B31.6) เป็น Top picks MThai news

โบรเกอร์เห็นต่างหุ้นไทยบวกหรือลบ
JAS /  PTTGC / 

โบรกเกอร์ เห็นต่างหุ้นไทยวันนี้ ใีทั้งมองหุ้นบวก ลบ และ ผันผวน พร้อมแนะนำลงทุน PTTGC,TMB, และ๋๋๋JAS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)  เผย แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (3 กพ.) ว่า คาดดัชนีหุ้นบวกปานกลาง โดยแม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียเช้านี้ลดลง จากความกังวลต่อเศรษฐกิจและค่าเงินตลาดเกิดใหม่ แต่หุ้นไทยน่าจะมีปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งเมื่อวาน ซึ่งไม่มีความรุนแรง ส่วนประเด็นที่ว่าคนไปใช้สิทธิ์น้อย และการรณรงค์ไม่เลือกตั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดสภาฯ ได้นั้น คาดว่าตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ดีดัชนีหุ้นจะยังผันผวนสูง เพราะการเมืองยังคงไม่มีทางออก นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เผย ดัชนีตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาส แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยมองแนวโน้มไปทางด้านติดลบอยู่ ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้การเลือกตั้งจะไม่เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถหาทางออกได้ และยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ ปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) มีมติปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงมีแนวโน้มที่เงินทุนต่างประเทศอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่าดัชนีหุ้นยังผันผวนในกรอบแคบๆ แต่อาจรีบาวด์ได้ในช่วงสั้น หลังการเลือกตั้งวานนี้เป็นไปด้วยความสงบ โดยทางแกนนำกปปส.มีมติให้ยุบเวทีบางแห่งทำให้ความตึงเครียดลดน้อยลง ขณะที่การเปิดลงคะแนนเสียงได้  คิดเป็น 89.2% ของการเลือกตั้ง ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ สส.ครบ 95% จับตาการการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ต่อไป ปัจจัยเศรษฐกิจวันนี้มีประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทย ซึ่งมาคมนักวิเคราะห์คาดว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.76% จาก 1.67% ในเดือนก่อน รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการจีน เดือนมกราคมที่ประกาศออกมาเมื่อวันเสาร์อ่อนตัวลงมาที่ 50.5 จาก 51 ในเดือนธันวาคมแต่ให้กรอบดัชนีวันนี้ที่ 1250 - 1290 จุด หุ้นเด่นวันนี้ PTTGC บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำซื้อ  คาดกำไรจากการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี 2556 ลดลง 2% จากปี 2555 แต่ประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ที่คาดเพิ่ม 15% จากอัตราผลกำไร (margin) ที่ดีขึ้นของสินค้าสายโอเลฟินส์ และการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นหลังขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตในปีก่อน แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 80 บาทจาก 90 บาท ล้อกับ PE ของภูมิภาคที่ลดลง  TMB บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ เป้าหมาย 2.70 บาท ปัจจัยกดดันราคาหุ้นระยะสั้นจบลงแล้ว หลังธนาคารออกมาระบุว่าไม่ได้เข้าร่วมประมูลสินเชื่อให้กับโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่ในเชิงพื้นฐานประเมินว่า TMB จะมีกำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้น 39% จากปี 2556 ถือว่าโดดเด่นมากเพราะสูงที่สุดในกลุ่มฯที่โดยเฉลี่ยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 4% จุดเด่นที่สำคัญของ TMB คือ สามารถในการรับความเสี่ยงที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงราว 16% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1หรือ Tier 1 ราว 10% JAS บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ แนะนำทยอยสะสมราคาเป้าหมาย 9 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 4 ปี 2556 ขยายตัวทั้งรายปีและรายไตรมาส ตามการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในธุรกิจ Broadband และการรุกขยายเข้าสู่ตลาดบนผ่านการให้บริการ FTTX โดยเบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติ ไตรมาส 4 ปี 2556ที่  800 ล้านบาท และราคาหุ้นมีโอกาสเพิ่มขึ้น จากแผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่ระหว่างศึกษา และคาดว่าจะมีความคืบหน้าในครึ่งปีแรก พร้อมคาดกำไรปกติปี 2557 จะเติบโต +20.2% yoy เป็น 3,872 ล้านบาท  MThai News

หุ้นไทยยังคงซื้อขายแกว่งตัว
HMPRO /  QH / 

กิมเอ็ง ฟันธงตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวน ทจากแรงกดดันทางการเมือง แนะซื้อHMPRO,QH และSTANLY บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งมองตลาดห้นไทยช่วงนี้ยังคงแกว่งตัวช่วงแคบๆ มีปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน ทั้งการประชุมพรรคเพื่อไทยวันนี้ เพื่อประเมินท่าทีต่อร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และคำพิพากษาของศาลโลก ต่อกรณีเขาพระวิหารในวันที่ 11 พ.ย.ขณะที่หุ้นวันนี้ติดตามหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการประชุมทีวีดิจิตอล เพราะวันที่ 28-29 ต.ค. เปิดให้ยื่นซองเทคนิค ต่อกสทช. กลายเป็นหุ้นที่เก็งกำไรต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้น 3 ตัว คือ แนะนำซื้อ HMPROบมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ผลประกอบการไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 720 ล้านบาท ใกล้เคียงกับที่คาดไว้ ส่วนไตรมาส 4คาดว่า HMPRO จะบันทึกค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขา Mega Home อีก แต่ยังประเมินว่ามีกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงฤดูกาลขายดี ราคาเป้าหมาย 13.50 บาท ราคาล่าสุด บาท (เวลา11.25 น.) แนะนำซื้อ QHบมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ แม้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 จะลดลงก็ตาม คาดว่ารายได้รวมอยู่ ที่ 5,223 ล้านบาท แต่เชื่อมั่นว่า QH จะมียอดจองซื้อก่อนสร้างเสร็จปี 2556 เป็นไปตามเป้าที่ 20%ขณะที่รายได้จากโครงกาคอนโดมิเนียมมีบันทึกต่อเนื่องทั้งจาก Casa Condo อโศก-ดินแดง Casa Condo ช้างเผือก เชียงใหม่ และ The Trust  รัชดา –พระราม 3 ไม่รวมรายได้จากโครงการ The Trust Condo Central Pattaya มูลค่าโครงการ 836  ล้านบาท ยอดจอง 85%ราคาเป้าหมาย 4.40 บาท ราคาล่าสุด บาท ราคาล่าสุด 3.08 บาท (เวลา 11.25 น.) แนะนำซื้อ STANLYบมจ.ไทยแสตนเลย์การไฟฟ้า คาดว่ากำไรไตรมาส 2/57 (งวดก.ค.-ก.ย. 56) ลดลงเหลือ 367 ล้านบาทจากภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ปรับตัวลงหลังหมดโปรโมชั่นรถคันแรก แต่ยังเป็นผู้นำตลาดอุปกรณืส่องสว่างรถยนตื และรถจักรยานยนต์ มีส่วนแบ่งตลาด 55% และ 95% ตามลำดับ อีกทั้งไม่มีหนี้ และมีเงินสด 2.4 พันบ้านบาท ราคาเป้าหมาย 27.25 บาท ราคาล่าสุด 12 บาท (เวลา 11.25 น.) Mthai news

ทรูเร่งออกTRUEGIFกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม
TRUEGIF /  กองทุนรวม / 

TRUEGIF กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกของไทย เร่งระดมทุนเพื่อเพิ่มเสาโทรคทมนาคม ระบบใยแก้วนำแสงเสาโทรคมนาคม อุปกรณ์สื่อสัญญาณ และระบบบรอดแบนด์ นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE) เปิดตัวกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท(TRUEGIF)เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกของไทย โดยลงทุนในเสาโทรคมนาคม ระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์สื่อสัญญาณ และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อสนับสนุนการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน รวมถึงยังเป็นการลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนของอุปกรณ์พื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม ทั้งนี้ กลุ่ม TRUE เป็นผู้สนับสนุนการก่อตั้งกองทุน TRUEGIF โดยเป็นผู้โอนทรัพย์สินและสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิของสินทรัพย์ของกลุ่ม TRUE ให้แก่กองทุน นอกจากนี้ กลุ่ม TRUE ยังเป็นผู้เช่าและบริหารจัดการหลักในทรัพย์สินโทรคมนาคมของกองทุนและจะเป็นผู้ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนTRUEGIF ในจำนวนไม่ต่ำกว่า 18% การขายทรัพย์สินให้แก่ TRUEGIF จะทำให้ฐานะการเงินของ TRUE แข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้สินสุทธิ ณ เดือน ก.ย.2556 มีหนี้ 105.7พันลบ. ลดลงเป็น 49.2 พันล้านบาท ซึ่งทรูจะนำเงินที่ได้บางส่วนจากการระดมทุนไปชำระหนี้และนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนบริษัท ทั้งนี้TRUEGIF ลงทุนทรัพย์สินครั้งแรกได้แก่ เสาโทรคมนาคม จำนวน 11,845 เสา(สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิ จำนวน 5,845 เสา และกรรมสิทธิ์ในเสา จำนวน 6,000 เสา), ระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ ระบบสื่อสัญญาณที่เกี่ยวข้อง(FOC)จำนวน 9169 ลิงค์ และใยแก้วนำแสงความยาว 52,362 กม. หรือ 803,090 คอร์กิโลเมตร และระบบบรอดในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 1.2 ล้านพอร์ตเป็นการซื้อกรรมสิทธิ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  แนะนำซื้อหุ้น TRUE โดยให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 14.20 บาทภายหลังจากที่หนังสือชี้ชวน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท หรือ  TRUEGIF  ขึ้น Website ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วเสนอขายหน่วยลงทุนในวันที่ 11-12 ธันวาคม 2556 นี้ เรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนที่ คาดว่าจะอยู่ที่ 7.0-8.5% กองทุนตั้งเป้าหมายมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 6-8 หมื่นล้านบาท โดย TRUE จะถือหุ้น 18% โดยมี เครดิต สวิส และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้ประสานงานร่วมในการ เสนอขายกองทุน TRUEGIF ในระดับโลก และเป็นนายทะเบียน ร่วมกับแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ และยูบีเอส ขณะที่สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เป็นผู้นำการจัดจำหน่าย MThai News

BTS-TMBบวกสวนตลาดหุ้นหลังเข้ารอบ MSCI
BTS /  MONO / 

หุ้น BTS บวกเพิ่มขึ้น 0.15 บาท อยู่ที่ 9.10 บาท ธนาคารทหารไทย TMB บวกเพิ่มขึ้น 0.04 บาทอยู่ที่ 2.78 บาท ฉลองขึ้น MSCI   บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งแนะ"ซื้อ"หุ้น บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์(BTS) ราคาเหมาะสม 12.30 บาท ภายหลังMSCI ประกาศหุ้นเพิ่ม / ลด ในการคำนวณดัชนีเช้านี้ และ BTS เป็น 1 ใน 2 หุ้น ที่ถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนี MSCI Thailand โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 26 พ.ย.และเป็นบวกต่อราคาหุ้น เนื่องจากจะส่งผลให้กองทุนต่างชาติที่ลงทุนโดยใช้ดัชนี MSCI Thailand เป็น Benchmark ต้องปรับเพิ่มหุ้น BTS เข้าสู่พอร์ตการลงทุน โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้น BTS ราว 60 ล้าน US$ ในการปรับน้ำหนักดัชนีในรอบนี้ ทั้งนี้หุ้น BTS บวกสวนตลาด 1.68% อยู่ที่ 9.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท เมื่อเวลา 10.06 น.โดยเปิดตลาดที่ 9.10 บาท สูงสุด 9.15 บาท ต่ำสุด 9.05 บาท มูลค่าซื้อขาย 217.81 ล้านบาท ส่วนธนาคารทหารไทย TMB บวก 1.46% อยู่ที่ 2.78 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท โดยเปิดตลาดที่  2.80 บาท สูงสุด 2.82 บาท ต่ำสุด 2.78 บาท มูลค่าซื้อขาย 409.07 ล้านบาท MSCI เป็นดัชนีอ้างอิง (benchmark) ที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ลงทุนสถาบันที่ลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการวัดผลตอบแทนในการลงทุนของตนเองว่า ได้ผลตอบแทนดีหรือไม่ เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI โดยในรอบนี้มีหุ้นเพิ่มขึ้นสู่การคำนวณ MSCI SC Index ได้แก่ ASP, CHG, CKP, CGD, DRT, DSGT, KCE, MBK, MC, MK, MONO, NOK, RS*, TUF*, และ ERW ส่วนหุ้นที่ถูกถอดออก ได้แก่ MALEE และ TK Mthai news

ละครเจ้าแม่จำเป็น , เรื่องย่อเจ้าแม่จำเป็น
ป้อง ณวัฒน์ /  ยิปซี คีรติ / 

บทประพันธ์ : ณัฐิยา ศิรกรวิไล บทโทรทัศน์ : กัลยาณมิตร กำกับการแสดง : กิตติ บุญสกุลศักดิ์ ออกอากาศ : จันทร์ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น.ทางช่อง 5 ณ สำนักเจ้าแม่มหาลาภไทรทอง เป็นที่ตั้งของสำนักทรงที่ได้รับความนิยมอย่างมากของชาวบ้าน โดยมีร่างทรงคือ กะละแม(คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) เด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่กับ โต๊ด(เกรียงไกร อุณหะนันท์) น้าของ ติ่ง(ณัฎฐพงษ์ ชาติพงษ์) และพ่อ ตุ้งแช่(ชวิน ลิขิตเจริญพงษ์) แม้ว่าลึกๆ กะละแมจะไม่อยากทำอาชีพที่หลอกลวงชาวบ้าน แต่เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว ทำให้กะละแมจำใจต้องทำ เธอจะบอกความจริงกับใครไม่ได้แม้แต่ โทฟู่(รัชย์ณมนทร์ รัชย์จิราธรรม) นักเรียนแพทย์เพื่อนสนิท แต่เธอก็หวังลึกๆ ว่าวันหนึ่งเมื่อโต้ดมีเงินมากพอ เธอจะเลิกเข้าทรงใบ้หวย แล้วไปตั้งใจเรียนต่อตามที่ฝันไว้ ชิณ(ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์) หนุ่มนักธุรกิจเจ้าของที่ดิน ต้องการที่จะเปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้างสรรพสินค้า เพราะบริษัทคู่แข่งของ จักกาย(กันต์ดนย์ อะคาซาน) เตรียมจะสร้างห้างเช่นกัน ชิณจึงจำเป็นต้องกำจัดกะละแมและสำนักทรงเจ้า เพราะคิดว่าเธอเป็นพวกต้มตุ๋น และเป็นหัวโจกในการต่อต้านการไล่ที่ของเขา ด้านฉายตะวัน(มยุรา เศวตศิลา)ผู้เป็นแม่ของชิณ กลัวว่าลูกชาย จะทำงานจนไม่มีเวลาหาคู่ กิมเอ็ง(ญาณี จงวิสุทธิ์) เพื่อนสนิทที่จ้องจะจับชิณคู่กับมิ้ว(พิชญ์นาฎ สาขากร) ลูกสาวตัวเองเสมอ จึงพาฉายตะวันไปดูหมอที่สำนักทรงของกะละแม ฉายตะวันเลื่อมใสเจ้าแม่ในร่างทรงของกะละแมเป็นอย่างมาก กายเริ่มสนใจในความหยิ่งของกะละแม จึงตีสนิทโทฟู่เพื่อตีซี้กะละแมและยุให้กะละแมทรงเจ้าต่อไป เพื่อที่ชิณจะได้สร้างห้างไม่สำเร็จ แต่กะละแมไม่ยอมรับข้อเสนอของจักกาย วันหนึ่งชิณถูก ก๋อย(แจ็ค แฟนฉัน) ลูกน้องของ ดวง(นิธิชัย ยศอมร-สุนทร) ซึ่งเป็นลูกชายของ เสี่ยนุ้ย(เป็ด เชิญยิ้ม) เจ้ามือหวยรายใหญ่ประจำชุมชน ยกพวกรุมทำร้ายจนชิณบาดเจ็บ กะละแมเลยพา ชิณส่งโรงพยาบาล แต่ชิณเข้าใจผิดคิดว่ากะละแมเป็นคนพาพวกมาทำร้ายตน แต่ภาพวิดีโอวงจรปิดก็ทำให้กะละแมพ้นข้อกล่าวหา ฉายตะวันจึงสั่งให้ชิณขอโทษกะละแม ชิณยังคงเดินหน้าหาทางไล่ที่กะละแมและคนในชุมชนต่อไป โดยงัดไม้ตายจ่ายเงินให้โต้ด 3 ล้านบาทเพื่อให้โต้ดและครอบครัวย้ายออกไป จักกายแอบมาหาโต๊ดและทุ่มเงินกลับถึง 4 ล้านบาท เพื่อให้ทุกคนกลับมาอยู่ในชุมชนอีกครั้ง กะละแมเริ่มสงสัยและคาดคั้นโต้ด จนเค้ารับสารภาพว่ารับเงินมาจากชิณและจักกาย กะละแมจึงเอาเงินทั้งหมดไปคืนชิณและจักกาย ชาวบ้านถูกหวยกันยกซอยอีกครั้งจากการทรงเจ้าใบ้หวยของกะละแม เสี่ยนุ้ยแค้นใจมาก สั่งลูกน้องไปพังบ้านกะละแม จักกายประกาศให้ความช่วยเหลือให้กะละแมและครอบครัวไปอาศัยที่บ้าน พอฉายตะวันรู้เรื่องก็ไปหากะละแมถึงบ้านจักกาย พร้อมทั้งเสนอให้กะละแมและครอบครัวมาอยู่บ้านตน และให้เปิดสำนักทรงในบ้านได้ โต๊ดดีใจรีบตกลงทันที ทำเอามิ้ว และกิมเอ็งถึงกับปรี๊ดแตก เมื่อชิณและกะละแมได้มาอยู่ใกล้ชิดกันต่างก็ทำเป็นไม่สนใจ แต่ลึกๆ ก็หวั่นไหวและมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน เสี่ยนุ้ยพยายามบังคับให้โต๊ดกลับมาเปิดสำนักร่างทรงและใบ้หวยหลอกให้ชาวบ้านโดนกิน แต่กะละแม ไม่ยอมหลอกชาวบ้านอีกแล้ว ทำให้กะละแมและโต๊ดตัดขาดจากกัน โต๊ดบังคับตุ้งแช่เป็นร่างทรงแทน กะละแม โทฟู่ จักกายและชินจึงปลอมตัวเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง ในที่สุดกะละแม โทฟู่ จักกาย และติ่งก็ร่วมมือกันวางแผนที่จะเปิดโปงทุกอย่าง โดยจัดพิธีทรงเจ้าครั้งใหญ่ที่ในบ้านเสี่ยนุ้ย ทั้งหมดร่วมมือกับตำรวจเพื่อมาจับธุรกิจหวยเถื่อนของเสี่ยนุ้ย แต่กะละแมต้องแลกมาด้วยการถูกประนามหยามเหยียดจากชาวบ้าน ว่าเป็น 18 มงกฎ ในขณะที่ชิณยอมรับแล้วว่ารักกะละแม แต่ฉายตะวันรับไม่ได้และไม่ให้อภัย ชิณจึงจำใจขอพักการเป็นลูกกับ ฉายตะวันชั่วคราวและออกจากบ้านไปตัวเปล่าเพื่อพิสูจน์รักแท้ที่มีต่อผู้หญิงธรรมดาอย่างกะละแม เรื่องราวความรักของทั้งคู่ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายจะลงเอยอย่างไร? และฉายตะวันจะให้อภัยกะละแมหรือไม่? ติดตามได้ใน “เจ้าแม่จำเป็น”ทางช่อง 5 เริ่ม พฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555 นี้ และเต็มอิ่มจุใจ ทางละครออนไลน์ เร็วๆ นี้