กิมเอ็ง

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 4.31 จุด โบรกฯมองดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 4.31 จุด ที่ระดับ 1,589.34 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท ด้านโบรกฯคาดปัจจัยหนุนเพียบ ดันดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้นรับผลประชุม ครม.นัดแรก วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.59 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,589.34 จุด เพิ่มขึ้น 4.31 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสขยับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,590 จุด จากการที่นักลงทุนต่างชาติจะทยอยซื้อสะสมในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดอาจจะชะลอกรอบเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยออกไป หลังตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.05% ส่งผลให้ค่าเงินของสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออก ส่วนปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศมาจากการที่จะเริ่มประชุม ครม. นัดแรกในวันพรุ่งนี้ทำให้เชื่อว่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไร เพื่อรอลุ้นผลการประชุมว่าจะมีการผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ โดยกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางในกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการประชุม ครม. นัดแรกเช่น กลุ่มท่องเที่ยว ก่อสร้าง เป็นต้น เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณ 1,600 จุดหรือสูงกว่า MThai News

เมย์แบงก์ฯ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด
scc /  SPCG / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนช่วงหยุดสงกรานต์ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด เก็บSPCG และ SCC บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,388 – 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ซึ่งวันศุกร์ (4เม.ย.) ปิดบวก 0.79 จุด มาอยู่ที่ 1,392.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,231 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง  461 ล้านบาท สัปดาห์นี้เป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนทั่วไปชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามแกว่งตัวในแดนลบของดัชนีหุ้นในช่วงสั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังการนัดชุมนุมของกลุ่มนปช. วันที่ 5-6 เม.ย. ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีความตึงเครียดอีกครั้งในวันที่ 17 เม.ย.เป็นวันที่ศาลรธน.นัดให้นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ มาชี้แจง ก่อนวินิจฉัยกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนสี ก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่กระแสเงินทุนต่างชาติ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือนมี.ค. ออกมาต่ำกว่าคาด โอกาสที่เฟดจะชะลอการลดวงเงิน QE ในการประชุมนัดถัดไปมีน้ำหนักมากขึ้น เป็นบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยภาพกลยุทธ์การลงทุนบล.เมย์แบงก์ ฯ แนะนำเก็งกำไรบางส่วนบริเวณดชนี 1,390 จุด เน้นหุ้นที่ยังมีพื้นฐานดีหรือมูลค่ายังต่ำกว่าตลาด  กลยุทธ์การลงทุนวันนี้บล.เมย์แบงก์ แนะนำ “สะสม” SPCG และ SCC หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ แนะนำ SPCG คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 จะเติบโตสูง และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น ในเบื้องต้น ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 ที่ 240 ล้านบาท เพิ่ม152% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม21% เทียบไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้โครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มอีก 3 แห่ง เป็น 27 แห่งในไตรมาส 1ปี 2557 และโซลาร์ฟาร์มที่เหลืออีก 6 แห่ง จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2557 เป็นต้นไป และส่งผลให้ปี 2557 เป็นปีแรกที่รับรู้รายได้โซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 36 แห่งราคาปิด 20.00 บาท ราคาเหมาะสม 22.80 บาท SCC ประเมินว่าราคาหุ้น SCC จะ Outperform หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีได้ในเดือน เม.ย. จากผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี และเชื่อว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากการจัดประชุมก่อนออกผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557  ในวันที่ 21 เม.ย.คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557  จะเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี จากแรงหนุนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ขยายตัว คาดการณ์เงินปันผลปี 2557 หุ้นละ 15.00 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5% ราคาปิด 428.00 บาท ราคาเหมาะสม 500.00 บาท MThai News

เช็คลิสต์ 24 บจ. ไอพีโอ ตบเท้าเข้า SET-MAI ปีนี้
ข่าวหุ้น /  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย / 

รวบรวม 24 บจ.เตรียมตบเท้าเข้าเทรดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เอ็ม เอ ไอ พร้อมข้อมูลวันเสนอขาย 'ไอพีโอ' และที่ปรึกษาทางการเงินของแต่ละบจ. ปี 58 เป็นอีกปีที่น่าสนใจสำหรับบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ ที่จะทยอยแต่งตัวกันเข้าทำการซื้อขายทั้งในในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เอ็ม เอ ไอ โดยที่ประเดิมบจ.แรกในปีนี้คือ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH ที่ถือฤกษ์งามยามดีวันที่ 8 มค.58 เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ตามมาด้วย กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไทคอน หรือ TREIT ที่เข้าทำการซื้อขายในตลาด SET เมื่อวันที่ 9 มค.58 และปิดท้ายน้องใหม่รายล่าสุดด้วย บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR ที่ประเดิมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 15 มค. 58 ส่วนที่เหลืออีก 24 บจ.ที่อยู่ในระหว่างขั้นตอนไฟลิ่ง ประกอบไปด้วย 1.สแกน อินเตอร์ หรือ SCN คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ ก.พ.58 โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 2.เอส 11 กรุ๊ป หรือ S11 คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสแรก โดยมี ทรีนีตี้ แอ๊ดไวซอรี่ 2001 เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 3.น้ำตาลและอ้อยตะวันออก หรือ ESC คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ เม.ย.-พ.ค.58 โดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 4.พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ หรือ PMTA โดยมี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 5.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ ต้นปี 58 โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 6.ทีวี ธันเดอร์ หรือ TVT คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสแรก โดยมี แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 7.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสที่ 2 โดยมี บล.ฟินันซ่า, บล.ทิสโก้, บล.เคที ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 8.เน็ตเบย์ โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 9.อมตะ วีเอ็น โดยมี ไทยพาณิชย์, โอเอสเค (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 10.เทอร์ราไบท์ เน็ท โซลูชั่น หรือ TBNS โดยมี แคปปิตอล ลิ้งค์ แอ๊ดไวเซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 11.กรุงเทพบ้านและที่ดิน โดยมี กรุงไทยแอดไวซ์เซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 12.บางกอกกล๊าส โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 13.เซียร์ พร็อพเพอร์ตี้ โดยมี แคปปิตอล พลัส แอดไวซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 14.อัครา รีซอร์สเซส โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 15.ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ หรือ CPT โดยมี ฟิลลิป (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 16.เจ้าพระยามหานคร หรือ CMC โดยมี เอเซีย พลัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 17.แพลน บี มีเดีย โดยมี บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 18.สเตรกา หรือ STRGA โดยมี แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 19.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป โดยมี เคที ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 20.ไดอิ กรุ๊ป โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 21.สาลี่ พริ้นท์ติ้ง หรือ SLP โดยมี คันทรี่ กรุ๊ป เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 22.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 23.เจเอเอส แอสเซ็ท โดยมี บล.เอเซีย พลัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 24.บางกอกแร้นช์ โดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ติดตามข่าวสาร 'ไอพีโอ' คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

4 โบรกคัด18 หุ้นเด็ดดวง! กลุ่มรับผลดียกเลิกกฎอัยการศึก
บล.กรุงศรี /  บล.ธนชาต / 

18 หุ้นเด็ดดวง! คัดมาเเล้ว กลุ่มรับผลดีใช้ ม.44  ดัชนีระยะสั้นฟื้นต่อ ลุ้นทดสอบ 1,530 จุด นักวิเคราะห์มองดัชนีหุ้นไทยมีจังหวะฟื้นตัวต่อในระยะสั้น โดยมีระดับสำคัญอยู่ที่ 1,530 จุด ด้านเทคนิคมีสัญญาณซื้อชัดเจน อย่างไรก็ตามอาจมีแรงขายทำกำไรบ้างช่วงก่อนหนุดยาว การลงทุนเก็งกำไรกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐฯ ซึ่งอาจได้รับผลดีจากการใช้ ม.44  โดยหุ้นเด่นที่ได้รับการคัดเลือกมาจากบทวิเคราะห์ ทั้งหมด 18 ตัว ที่คาดว่าจะสามารถทำกำไรให้นักลงทุนได้ในระยะนี้  อาทิ BJCHI - ITD - TASCO - WHA - SPALI - PS - SCC - CK - STEC -SEAFCO - RCL -EA - SAMART - TPIPL - KBANK - AOT - BANPU และ ABICO นำโดย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ ( 1 เม.ย.) คงมุมมองการลงทุนเป็น “กลาง” วันที่ 10 แนวต้านบริเวณ 1,530-1,535 จุด ยังไม่น่าจะผ่านได้ในวันนี้ หลัง SET INDEX ปิดบวกมาตลอด 2 วันราว 25 จุด อีกทั้งต้นสัปดาห์หน้าเป็นช่วงวันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย อาจทำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรปิดความเสี่ยงดังกล่าว หากเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย เชื่อว่ากองทุนในประเทศที่ลดน้ำหนักการลงทุนไปก่อนหน้านี้จะกลับมาสะสม/เก็งกำไรหุ้นหลักต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/58 เพิ่มเติม บวกกับเม็ดเงินใหม่จากกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ รอบนี้คาดว่าจะระดมทุนได้ราว 5-6 พันล้านบาท มากพอที่จะผลักดัน SET INDEX ให้ไต่ระดับขึ้นไปได้ แม้ว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะเบาบางเพียง 3.50-4.00 หมื่นล้านบาท/วันก็ตาม กลุ่มธนาคารจะเป็นสัญญาณชี้นำถึงกระแสเงินทุนต่างชาติในรอบนี้ แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/58 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนแม้ว่าจะไม่เติบโตเด่น แต่ Downside risk ของประมาณการกลุ่มธนาคารก็เป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้งราคาหุ้นปรับฐานลงมาสะท้อนภาพรวมผลการดำเนินงานที่เติบโตในระดับต่ำไปแล้ว อาจเกิดเป็นช่องว่างของการเข้ามาเก็งกำไรผลการดำเนินงานไตรมาส 1/58 ได้ หากเกิด Positive Surprise กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ “นักลงทุนที่เก็งกำไรหุ้นเป้าหมายไปก่อนหน้านี้ อาจพิจารณาขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,530 จุด +/- กลับมาถือเงินสด เพื่อรอเข้าเก็งกำไรรอบใหม่ เมื่อราคาหุ้นเป้าหมายย่อตัว” หรือยังคงใช้กลยุทธ์ “ขึ้นแรงขาย / ลงแรงซื้อ” เช่นเดิม Top Pick in Q2/15: ITD / TASCO / TPIPL/ WHA Accumulative Buy: BJCHI/WHA บล.ธนชาต ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) ว่า แนวโน้ม SET ระยะสั้นมีจังหวะ “ฟื้นตัว” ต่อไปที่เป้าหมาย 1,530 (อาจมีแรงขายทำกำไรบ้าง) และถัดไป1,550 จุด จาก 1) ยกเลิกกฎอัยการศึก หนุนกลุ่มท่องเที่ยว 2) การเข้าซื้อของ Trigger Fund 5-6 พันล้านบาท 3) สภาพคล่องในประเทศระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล US$3.5 พันล้าน 4) เจรจา Charter Flight บินต่อหนุนกลุ่มการบิน และ 5) SET เกิดสัญญาณ Morning Star เป็นสัญญาณ “กลับตัว” ทางเทคนิค ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ หุ้นกลุ่มรับเหมาฯ และเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐฯ อาจได้รับผลดีจากการใช้ ม.44 เนื่องจากทำให้กระบวนการในลงทุนกระชับ และใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้น แนะนำ “ซื้อ” กลุ่มรับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง SCC, CK, STEC และ SEAFCO กลุ่มที่ลงทุนเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก EA, SAMART และ TPIPL กลุ่มท่องเที่ยว AOT รวมถึงกลุ่มหุ้นใหญ่ KBANK บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) ว่าเงินเฟ้อเดือน มี.ค. ติดลบเป็นเดือนที่ 3 น่าจะหนุนให้ดอกเบี้ยฯ ลดลงต่อในการประชุมรอบถัดไปถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อผู้พัฒนาบ้านขาย (SPALI, PS) แม้ภาพใหญ่ยังถูกกดดันจากประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวล่าช้า วันนี้เลือก RCL (FV@B12) เป็น Top Pick ดัชนีขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ เพิ่มขึ้นสูงถึง 4%wow และยังได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำในระดับปัจจุบัน บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) คาดการณ์มุมมองทางเทคนิค ดัชนีตลาดที่เพิ่มขึ้นเมื่อวานนี้ได้ผ่านเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น 10 วันเป็นวันแรกจากที่ปรับลงเมื่อ 5 สัปดาห์ก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าสัญญาณ a bullish divergence ได้เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังเกิดสัญญาณซื้อชัดเจนแล้ว  แนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบแนวรับ 1,512-1,538 หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสปรับขึ้น แนะนำซื้อเก็งกำไร BANPU และ ABICO MThai News แหล่งที่มา 

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

โบรกเกอร์ แนะลงทุนช่วง ก.ค.-ส.ค.เน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลดี
ราคาหุ้น /  ลงทุนหุ้น / 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนหุ้นเด่นเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่า หุ้นงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดว่าจะออกมาดี และหรือหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่างกาลดี จะเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้ โดย หุ้นเด่นเดือนนี้ คือ หุ้นอนันดา หุ้นทางด่วนกรุงเทพ หุ้นเด็มโก้ หุ้นอินทัช หุ้นปตท.จีซี หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ ซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น และหุ้นไทยคม ขณะที่ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2557 เท่ากับ 5.03 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสแรกและยังทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2556 โดยที่ภาพรวมธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในงวดไตรมาส 2/2557 ยังแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้สะท้อนได้จากคาดการณ์รายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยลดลง เช่นเดียวกับรายได้ค่าธรรมเนียม ที่ยังทรงตัวได้ แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลอีกทั้งมีวันหยุดต่อเนื่องก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ยังได้คาดว่า บมจ.ธนาคารทหาร ไทย (TMB) และบมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่สุด ตรงข้ามกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ที่คาดว่าจะมีการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2/2557 ส่วนคำแนะนำการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บล.เอเซีย พลัสฯ ให้น้ำหนัก "เท่ากับตลาด" โดยหุ้นเด่น (Top picks) เลือก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ธนาคารกสิกรไทยและบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) ที่เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และรายย่อยเป็นหลัก เช่นเดียวกับบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2557 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบไตรมาสแรกและเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเติบโต 9.2% โดยคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 7.2% นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยให้คงน้ำหนัก "มากกว่าตลาด" ซึ่งได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขึ้นจาก "เท่ากับตลาด" เป็น "มากกว่าตลาด" เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มเห็นนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งราคาหุ้นก็มีการไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง MThai News

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

โบรกฯ คาดหุ้นไทยวันนี้พักฐานก่อนหยุดยาว
ดัชนีตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

นักวิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสพักฐานก่อนวันหยุดยาว โดยดัชนีฯจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ระดับ 1,515-1,525 จุด บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะ “พักฐาน” ในกรอบ 1,515-1,525 จุด ก่อนหยุดยาว รวมไปถึงแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครน และอิรัก อย่างไรก็ตามในสัปดาห์ต่อไป คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุน Trigger Fund มาช่วยหนุนดัชนีฯ ให้สามารถยืนที่ระดับ 1,570-1,600 จุด  ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าได้ ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันสุดท้ายของสัปดาห์ ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ดัชนีฯหุ้นไทยจะแกว่งในกรอบแคบ พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุน แนะนำหุ้นขนาดกลาง และกลุ่มพลังงานทางเลือก ที่ยังมีแนวโน้มขยับตัวได้ดี MThai News

ดัชนีหุ้นพลิกล็อกบวกกว่า 12 จุด ผลทำ
ADVANC /  BBL / 

ดัชนีหุ้นส่งท้ายตลาด เพิ่มขึ้น 12.95 จุด ปรับตัวอยู่ที่1,368.90 จุด สัปดาห์หน้าจับตาดูการชุมนุมทางการเมืองจากทุกกล่มก่อนตัดสินใจลงทุน นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 28 มี.ค. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ซึ่งประเมินได้ว่าเป็นผลจากการซื้อเพื่อปิดบัญชี ณ สิ้นงวดของกองทุน (Window Dressing) เพราะไม่ได้มีปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาผลักดันตลาดให้ปรับตัวขึ้นไปได้มากนัก โดยดัชนีหุ้นปรับตัวอยู่ที่1,368.90 จุด เพิ่มขึ้น 12.95 จุด มูลค่าซื้อขาย 32,483.71 ล้านบาท ทั้งนี้ สัปดาห์หน้า (31 มี.ค. - 4 เม.ย.) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ(ดัชนีต่ำสุด) 1,360 จุด แนวต้าน(ดัชนีสูงสุด) 1,380 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การชุมนุมของกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ทั้งคณะกปปส.)ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ รวมถึงกลุ่มนปช. ที่จะชุมนุมในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนให้ซื้อขายระยะสั้นตามกรอบดัชนีที่คาดการณ์ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 1.ADVANC     มูลค่าซื้อขาย 2,162.98ล้านบาท       ราคาปิดที่ 223.00 บาท     ปรับลง4.00 บาท 2.KBANK         มูลค่าซื้อขาย 2,029.40 ล้านบาท       ราคาปิดที่ 174.50 บาท      ปรับบวก3.50 บาท 3.BBL         มูลค่าซื้อขาย1,884.58 ล้านบาท        ราคาปิดที่ 176.00 บาท     ปรับบวก2.00 บาท 4.PTT         มูลค่าซื้อขาย1,622.38 ล้านบาท        ราคาปิดที่ 299.00 บาท      ไม่เปลี่ยนแปลง 5.SCB         มูลค่าซื้อขาย 1,301.21ล้านบาท         ราคาปิดที่ 156.50 บาท     ปรับบวก 3.00 บาท

ตลท.แต่งตั้ง 'รินใจ' เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

ตลท. แต่งตั้ง "ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์" เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.57 นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า ตลท. เห็นสมควรแต่งตั้ง ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ สายงานการตลาด ตลท. เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ ตลท. ในการต่อยอดและเพิ่มจำนวนสินค้าปัจจุบันให้หลากหลาย รวมทั้งพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนได้อย่างมีคุณภาพมี ทั้งนี้มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ-การธนาคารและการเงิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกด้านการเงิน Cleveland State University ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 7 และได้ประกาศนียบัตร Chartered Financial Analyst (CFA) โดยล่าสุดดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จึงมั่นใจว่ามีความสามารถเหมาะสม ที่จะช่วยพัฒนางานธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของ ตลท. MThai News

จับตาดูหุ้นยานยนต์ราคาถูกรออุตสาหกรรมฟื้นตัว
Auto /  KBANK / 

เมย์แบงก์ฯ ชี้ยอดขายรถยนต์ปี 2557 ลดลงเล็กน้อย จับตายอดขายและส่งออกช่วงต่อไป แนะ หุ้น KBANK และ TMB บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (กลุ่มยานยนต์motive Sector) ยอดผลิตรถยนต์เดือน ธ.ค. 56 ทรุดหนักต่ำสุดรอบ 20 เดือน กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือน ธ.ค. 2556 เท่ากับ 158,893 คัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ธ.ค. 108,688 คัน ฟื้นตัวต่อ 16% เทียบเดือน พ.ย. จากแรงหนุนการจัดงานมอเตอร์โชว์  แต่ทรุดลงต่อจากปีก่อน ลด 25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2556 มียอดทั้งสิ้น 1,325,474 คัน ติดลบ 7.7%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับเป้าหมายของค่ายโตโยต้า 1.3 ล้านคัน การส่งออกรถยนต์ เดือน ธ.ค. ชะลอตัวลงต่อเหลือ 87,961 คัน ลดลง 8% เทียบเดือน พ.ย. รวมทั้งปี 2556 ยอดส่งออกรถยนต์รวม 1,128,152 คัน เพิ่มขึ้น 10%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บล.เมย์แบงก์ฯ คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะชะลอตัวลง ลดลง 2% เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน  โดยคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.25 ล้านคัน (+11%เทียบปี 2556) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.15 ล้านคัน (-12% เทียบปี 2556) โดยประมาณการของเราต่ำกว่าประมาณการของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะเท่ากับ 2.5 ล้านคัน เติบโต 2% เทียบกับปีก่อนยังไม่มีสัญญาณบวก แต่หุ้นลงมาตอบรับมากแล้ว น้ำหนักการลงทุนกลางๆ (Neutral) คือจับตาดูกลุ่มยานยนต์ ทั้งนี้ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554  และซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ  จึงลงมาตอบรับปัจจัยลบมากแล้ว  แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ  เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral ในขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มยานยนต์อยู่ที่ 455.60 จุด หุ้นเด่นวันนี้  บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ KBANK ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 9.5 พันล้านบาท ลดลง 11%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่เพิ่มขึ้น 24%เทียบกับทั้งปี ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ โดยสินเชื่อยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ NPL ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 2.0% และค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองตั้งในระดับปกติ โดยรวมกำไรสุทธิทั้งปี 56 อยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ราคาเป้าหมาย 200 บาท TMB ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 1.8 พันล้านบาท ลดลง 4%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่พลิกจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งต่ำกว่าที่เราคาดเล็กน้อย 6%ผลการดำเนินงานของ TMB ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เห็นได้ชัดจากผลการดำเนินงานในปี 2556 ขณะที่งบการเงินในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งสำหรับปี 2557 คาด;jkฐานกำไรของ TMB ยังคงขยายตัวต่อเนื่องสู่ระดับ 8.0 พันล้านบาท เติบโต 39% เทียบกับปี 2556 ราคาเป้าหมาย  2.55 บาท MThai News

IPO /  น้ำมันปาล์มดิบ / 

"วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์"จะขายหุ้น IPO ครั้งแรก 270 ล้านหุ้น และแต่งตั้ง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯเป็นที่ปรึกษานำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ บมจ.วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์(VPO)ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(IPO)จำนวน 270 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25.23% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยแต่งตั้งบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)(MBKET) และบริษัท เดอะ ควอนท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อนำหุ้นของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดธุรกิจการเกษตร วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ผลพลอยได้ รวมทั้งผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากของเสียหรือสิ่งเหลือใช้ จากกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ มีโรงงานจำนวนทั้งสิ้น 2 โรงงาน ที่มีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพื่อขายในประเทศและส่งออก 180 ตันผลปาล์มทะลายต่อชั่วโมง จัดเป็น 1 ใน 3 ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์ม ดิบรายใหญ่ของประเทศ โดยมีกลุ่มชวนะนันท์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท บริษัทมีนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองตามกฎหมาย เงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะนำไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมทั้ง ถือหุ้นในบริษัท วิจิตรภัณฑ์สวนปาล์ม จำกัด(VPP) ผู้ดำเนินธุรกิจปลูกสวนปาล์มน้ำมันเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทฯ บริษัท วีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (VGE) ผู้ ดำเนินธุรกิจทางด้านพลังงานทดแทนจากของเสียหรือสิ่งเหลือใช้ของ โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ และบริษัท วิจิตภัณฑ์โลจิสติกส์ จำกัด (VBL) ผู้ดำเนินธุรกิจขนส่ง น้ำมันปาล์มดิบ ผลปาล์มทะลาย เมล็ดในปาล์ม น้ำเสียที่บำบัดแล้ว และอื่นๆ โดยถือหุ้นในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียน ที่ออกและชำระแล้ว ผลการดำเนินงานในปี 2556 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,238.72 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 3,629.94 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 172.23 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจาก 105.66 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 66.57 ล้านบาท หรือ 63% MThai News

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

กลยุทธลงทุนหุ้นไทยวันนี้ แนะเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน
MBKET /  กรุงศรี / 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.66 จุด แตะที่ระดับ 1,372.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 845.29 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 08.54 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 31.23 บาท ขายออก 32.65 บาท ด้านบล.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง ( MBKET) ระบุ บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (31 มี.ค.) ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ ระหว่าง 1,360-1,375/80 จุด แม้ว่าต่างชาติซื้อสุทธิหนาแน่นตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลต่อการสิ้นสุด Window Dressing (ราคาปิดสิ้นงวดบัญชี) และยังไม่มั่นใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติในระลอกนี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นแนว Sideways-to-Sideways-Up ไปสู่กรอบต้านสำคัญ 1,380-1,400 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ประกอบด้วย -การเข้าชี้แจงของนายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการจำนำข้าว ต่อ ปปช. ซึ่ง MBKET เชื่อว่า นายกฯ รักษาการจะขอผ่อนผันการเข้าชี้แจง ทำให้นักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนต่อไป -การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ.ของ ธปท. ให้น้ำหนักกับภาคการบริโภค และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ว่าจะผ่านจุดต่ำสุดหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมของกปปส. วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะคลายความกังวลต่อกรณีการเมือง ทั้งนี้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังสิ้นสุด Window Dressing พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ,กลุ่มโรงกลั่น และ พลังงานทางเลือก พร้อมหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว ฃส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" SCC/ SAMART ขณะที่ บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1360-1380 จุด  หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสดีดตัว แนะนำซื้อเก็งกำไร INTUCH และ BJC MThai News

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แจ้งจับพนง.ตุ๋นเงินลูกค้า 31 ลบ.
ข่าวห้น /  นักลงทุน / 

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แจ้งจับพนักงานทุจริตหลอกลูกค้าฝากเงินกว่า 31 ล้านบาท หลังตะเพิดออกจากบริษัทฯแล้ว พร้อมคืนสินทรัพย์ให้ผู้เสียหายทั้งหมด นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน)(ประเทศไทย) หรือ MBKET เปิดเผยว่า บริษัทฯจะดำเนินคดีต่อพนักงานตำแหน่งผู้แนะนำการลงทุนของบริษัทฯ ที่ได้ทำการทุจริตด้วยการหลอกลวง และปลอมแปลงเอกสารใบนำฝากเงินของลูกค้า 8 ท่าน โดยชวนให้ลงทุนในโครงการเงินฝากที่ไม่ใช่ของบริษัทฯจริง และไม่ใช่การลงทุนหลักทรัพย์อันเป็นธุรกิจปกติของบริษัทฯทำให้เกิดความเสียหายกับลูกค้าเป็นมูลค่ากว่า 31 ล้านบาท โดยมีการประสานงานกับกองบังคับการปราบปราม เพื่อทำการขยายผลจนทำให้สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ซึ่งบริษัทฯจะดำเนินคดีจนถึงที่สุดต่อไป และจะเร่งดำเนินการในการคืนสินทรัพย์ให้กับลูกค้าอย่างครบถ้วนโดยไม่ให้เกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันบริษัทฯจะปรับปรุงระบบ และมีมาตรการการตรวจสอบที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก รวมถึงขอให้ลูกค้าระวังธุรกรรมที่น่าสงสัยเพื่อลดความเสี่ยง และป้องกันความเสียหาย โดยบริษัทฯจะรักษาผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายโดยเฉพาะลูกค้าอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นสถาบันการเงินในกลุ่มธนาคารเมย์แบงก์ ธนาคารอันดับหนึ่งของมาเลเซีย ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดในกลุ่มธนาคารและสถาบัน การเงินเอกชน คือ AA (TH) โดย สถาบันฟิทช์เรตติ้ง (ประเทศไทย) ติดตามข่าวสาร 'ตลาดหุ้น' ได้ที่นี่>>>>>>> MThai News

MBKET แนะลงทุนช่วงสั้น ทยอยสะสม TRUEIF - ซื้อเก็งกำไร KCE
MBKET /  กลยุทธ์การลงทุน / 

สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันนี้(16 ก.ค.) บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ( MBKET) ยังคงให้ภาพในลักษณะของการพักฐานอีกวัน โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1,520-1,530 จุด ส่วนหุ้นหลักโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร เข้าสู่โหมดการพักฐาน เพื่อรอดูผลการดำเนินงาน 2Q 57 ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อีกทั้ง กองทุนภายในประเทศ เริ่มทยอยขายทำกำไร เพื่อ Lock-in Profit ในรอบนี้ ซึ่งอาจรวมถึงการทยอยปิดกองทุนของ Trigger Funds ที่ใกล้แตะระดับเป้าหมาย ขณะที่การเข้าให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาของประธานเฟด Yellen คืนวานนี้ พบว่า อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ขณะที่ ณ ปัจจุบันยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดอสังหาฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เน้น "Swing Trade" ในกรอบ 1,520-1,530 จุด โดยเน้นหุ้นขนาดกลาง / หุ้น Laggard เป็นหลัก หุ้นหลัก ทยอยขายทำกำไร เมื่อราคาฟื้นตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" TRUEIF/ "ซื้อเก็งกำไร" KCE Portfolio : Top Pick in 3Q14: AAV/ AP/ IFEC / TRUE HOLD: SCC/ SPALI/ TTA/ SAMART/ SPCG/ BLAND/ IFEC/ BTS Accumulative Buy: TRUEIF Speculative Buy: KCE Technical View : แนวรับ 1520-1525 จุด แนวต้าน 1535-1540 จุด คงแนวโน้มแกว่งตัวเชิงบวก ในกรอบที่ยกตัวสูงขึ้น MThai News

หุ้นไทยวันนี้'วอลุ่มบาง'เหตุนลท.ยังติดวันหยุดยาวสงกรานต์
ข่าวหุ้น /  บทวิเคราะห์หุ้น / 

โบรกฯคาดหุ้นไทย วันนี้วอลุ่มเบาบางเหตุ นลท.ยังติดวันหยุดยาวสงกรานต์ แกว่งตัวกรอบ 1,540 – 1,555 จุด  แนะทยอยสะสมหุ้นที่คาดว่าผลงานQ1/58 เติบโตเด่น บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ที่ผ่านมา SET INDEX แกว่งกรอบแคบ 1,545 จุด +/- โดยหุ้นหลักส่วนใหญ่ยังคงทรงตัวได้แข็งแกร่ง เช่น PTT / KBANK / SCC เป็นต้น แต่ด้วยว่าเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย ทำให้ภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างเปราะบาง ปิด ณ สิ้นวัน SET INDEX บวกเล็กน้อย 2.72 จุด มาอยู่ที่ 1,547.83 จุด มูลค่าการซื้อขายเหลือเพียง 30,299 ล้านบาท เงินทุนต่างชาติแม้ว่าจะขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ เพียง 251 ล้านบาท และขายสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 2 อีก 4,051 ล้านบาท แต่คงการ Long สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 8 อีก 2,120 สัญญา สะท้อนมุมมองต่อหุ้นหลักในตลาดหุ้นไทยมี Downside risk ที่จำกัดในช่วงหลังวันหยุดยาว เราคงมุมมองการลงทุนเป็น “กลาง” วันที่ 16 ประเมินกรอบแกว่ง SET INDEX ระหว่าง 1,540 – 1,555 จุด และมูลค่าการซื้อขายเบาบางต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนในประเทศส่วนใหญ่ยังคงติดช่วงวันหยุดคาบเกี่ยวของตลาดหุ้นไทย ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเป็นกลางถึงบวก โดยเฉพาะจีนที่มีความเป็นไปได้สูงที่ ธนาคารกลางจีน จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างการลด RRR ลง หลังภาพรวมเศรษฐกิจจีนใน 1Q58 เติบโตชะลอตัว ภาคอสังหาฯ ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นในเอเชียวานนี้ที่ปรับตัวลงหลังจีนประกาศตัวเลข GDP ใน 1Q58 เติบโตชะลอตัวต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 ด้านกรีซ ทั้งนายกฯ กรีซ และ เจ้าหนี้อียู ต่างเดินหน้าเจรจากันในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้เส้นตายระหว่างกรีซ และ เจ้าหนี้อียู กำหนดไว้ที่ 24 เม.ย. เราคาดว่าการเจรจาจะเร่งตัว พร้อมกับ จำกัดกรอบการเจรจาลง เพื่อหาข้อสรุปให้ทันกับเส้นตายดังกล่าว ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นและทะลุแนว 1,555-1,560 จุดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศในวันที่ 20 เม.ย.นี้เป็นต้นไป กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุนในช่วง 1-2 วันนี้ เพื่อรอผลดังกล่าวในสัปดาห์หน้า แต่แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติก็เป็นไปอย่างจำกัดในช่วงนี้เช่นกัน ดังนั้นการย่อตัวของ SET INDEX ในช่วง 1-2 วันนี้ กลายเป็นจังหวะของการเข้าทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นที่คาดว่าผลการดำเนินงานใน 1Q58 เติบโตเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตฯ ตลาด Nikkei – Kospi (7.30 น.) เปิดบวกเล็กน้อย สอดคล้องกับ DJIA คืนก่อนหน้าปิดบวกเช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน ดังนั้น เราแนะนำ “นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นที่ผลการดำเนินงานใน 1Q58 เติบโตเด่น หรือ หุ้นที่ยังมีประเด็นเชิงบวกต่อการประชุมผู้ถือหุ้น” เป็นทางเลือกของการเก็งกำไรในระลอกใหม่ ติดตามข่าวสาร ‘หุ้นไทยย้อนหลังทั้งหมด’ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

หุ้นปีม้าคึกคัก ลุ้นสิ้นปีดัชนีแตะ 1,600 จุด
QE /  ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ / 

โบรกเกอร์ตบเท้าลุ้น ดัชนีหุ้นไทยปี 2557 แตะ 1,600 จุด เหตุเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ด้านเมย์แบงก์ วิเคราะห์กลุ่มยานยนต์เริ่มฟื้นตัว แต่การลงทุนราคายังทรงตัว ปีงูเล็กที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดัชนีหุ้นไทยผันผวนอย่างหนัก โบรกเกอร์ทุกสำนัก ฝันเห็นตลาดแบบโลกสวย คาดเห็นดัชนีทำจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ 1,753 จุด ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2537 ดัชนีทะยานขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดสูงสุดของปีเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2556 อยู่ที่ 1,649.77 จุด แต่ท้ายสุดหุ้นก็ตกลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนแนวโน้มดัชนีในปี 2557 ซึ่งตรงกับปีมะเมีย หรือปีม้า โบรกเกอร์ต่างมองว่า ดัชนีคงไม่ตกม้าตายตอนจบเหมือนปี 2556 หวังช่วงปลายปีอาจได้เห็นดัชนีขึ้นไปแตะ 1,550 - 1,600 จุด นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน จากบริษัท หลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) มองดัชนีหุ้นครึ่งปีแรกของปี 2557 ตลาดหุ้นยังอยู่ในสถานภาพ ลำบาก ช่วงไตรมาสแรก ดัชนีจะเคลื่อนไหวในช่วง 1,300 - 1,400 จุด จากนั้นไตรมาส 2 ของปี 2557 ขยับกรอบขึ้นมาเป็น 1,360 - 1,460 จุด แต่ครึ่งปีหลังตลาดหุ้นจะดีดกลับมาได้ โดยไตรมาส 3 ให้กรอบไว้ที่ 1,400 - 1,500 จุด ก่อนจะไปจบไตรมาสสุดท้าย แถว 1,450 - 1,550 จุด และมีโอกาสขึ้นไปถึง 1,600 จุด โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อดัชนียังคงเป็นเรื่องการเมือง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล ก็ย่อมเป็นรัฐบาลที่ดี เพราะทุกคนต่างรู้แล้วว่ากระแสสังคมต้องการการปฏิรูป แม้รัฐบาลเพื่อไทยจะกลับมาก็คงไม่กล้านำนโยบายการเมืองกลับมาอีก แต่คงจะเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจมาก่อน จึงพอเป็นความหวังของตลาดหุ้นได้ ขอเพียงให้มีความชัดเจนว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาเมื่อไหร่เท่านั้น ขณะที่การลดปริมาณเงินมาตรการ QE ทำให้เงินไหลออกไปมาก จากที่เคยเข้ามาช่วงเดือนมีนาคม 2556 ถึง 3.2 แสนล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น คาดว่าการขายหุ้นของต่างชาติคงเบาบางลงหรือต่อให้ขายต่อก็จะหมดในช่วงไตรมาสแรก ปี 2557 นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ตรงกันว่า ครึ่งปีแรกดัชนีจะมีความผันผวนสูง เพราะการบริโภคในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากปัญหาหนี้สิน ซึ่งต้องใช้เวลาในการลดหนี้ประมาณ 12 เดือน เพราะการบริโภคที่เริ่มชะลอตัวช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556 ก็จะปรับตัวเสร็จในไตรมาส 2 ของปี 2557 การส่งออกจะเป็นดาวเด่นในช่วงครึ่งปีแรก หลังจากเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกของประเทศเกาหลี จีนและไต้หวัน ขณะที่การลงทุนของภาครัฐ ต้องดูอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2557 ดังนั้น ช่วงสิ้นปี 2557 มีลุ้นได้เห็นดัชนีที่ 1,540 จุด ส่วนจุดต่ำสุดน่าจะอยู่ช่วงไตรมาสแรก กรอบล่างคือ 1,250 จุด นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด คาดว่าปี 2557 นักลงทุนจะเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจในประเทศสำคัญๆ ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ดังนั้นภาพใหญ่จึงเป็นขาขึ้นและประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรหุ้นไทยในปี 2557 ไว้ที่ 16% ทำให้เป้าหมายดัชนีปลายปีอยู่ที่ 1,600 จุด นักลงทุนรายใดขาดทุนจากปี 2556 คงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในปี 2557 โดยเลือกหุ้นที่ยังมีกำไรเติบโตล้อไปกับทิศทางของเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวขึ้น และที่สำคัญยังคงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด มองหุ้นบางกลุ่มเช่น กลุ่มยานยนต์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ปี 2557 จะติดลบเล็กน้อย 3%เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน ซึ่งการส่งออกรถยนต์จะดีมาก เมย์แบงก์ประเมินจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.25 ล้านคัน เติบโต 11% ตลาดรถยนต์ในประเทศคาดว่าหดตัวต่อเนื่อง จะลดลงเหลือ 1.15 ล้านคัน ลดลง 12%เทียบจากปี 2556 ที่มียอดประมาณ 1.3 ล้านคัน ประมาณการของเมย์แบงก์ฯต่ำกว่าสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะมียอดขายรถยนต์ในปี 2557 เท่ากับ 1.2 ล้านคัน (-8%เทียบจากปีก่อน ) โดยตลาดรถยนต์ในครึ่งแรกปี 2557 จะถูกกระทบจากปัญหาการเมือง ส่งผลการบริโภคชะลอตัว และแรงซื้อที่หดตัวลงหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก แต่ในครึ่งหลังปี 2557 คาดจะฟื้นตัวดีขึ้น ราคาหุ้นในระยะสั้นยังไม่มีสัญญาณบวก น้ำหนักการลงทุนทรงตัว ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และ ซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 3.41 จุด รับ ECB ลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 3.41 จุด ที่ระดับ 1,584.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองดัชนีฯมีโอกาสทดสอบ 1,590 จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้น วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.55 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,584.14 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,590 จุด ด้วยปัจจัยบวกจาก ECB ที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.10% เป็น 0.05% ส่วนแรงหนุุนในประเทศมากจาก นายกรัฐมนตรี และ ครม. มีอำนาจเต็ม หลังเข้าถวายสัตย์ปฎิญาณ เย็นวานนี้ คาดว่า รมว.เจ้ากระทรวงต่างๆ จะเริ่มทำงานกันในวันนี้ น่าจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ กลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุน กลับเข้าเก็งกำไรอีกครั้ง โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการบริหารประเทศของ ครม.ในช่วงสั้นนี้ MThai News