กิมเอ็ง

โบรกเกอร์เชียรหุ้นกลุ่มพลังงานตัวขับเคลื่อนตลาด
BCP /  EGCO / 

โบรกเกอร์หุ้น ต่างออกบทวิเคราะห์กลุ่มพลังงาน ในท่ามการบรรยากาศเลื่อนไม่เลื่อนเลือกตั้ง แต่ไม่ทำให้ “เงื่อนไข” ในการเลือกกลุ่มหุ้นลงทุนเปลี่ยนแปลงไป ต่างแนะนำหุ้นกลุ่มพลังงาน รายตัว โดย บล.ทิสโก้ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง  (RATCH) หากไม่มีอุปทานใหม่จะทำให้ปริมาณไฟสำรองมีลดลง แต่ความเสี่ยงเรื่องไฟดับยังต่ำ โรงไฟฟ้าเก่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น ขนอม และ ระยอง เพราะที่ดินที่เหมาะสมในการทำโรงไฟฟ้าหายากขึ้น จังหวัดราชบุรีเป็นตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการวางระบบจ่ายไฟไปยังภาคใต้ไม่มีงานใหม่ในประเทศทำให้ผู้ประกอบต้องไปหางานที่ต่างประเทศ บมจ. โกลว์ พลังงาน (GLOW) มีอัพไซด์จากยอดการขายไฟที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก GLOW มีกำลังการผลิตเหลือ 150 MW ที่สามารถนำไปขายให้แก่โรงงาน โดยเรามองว่าในปี 2557 GLOW จะมีการขายไฟฟ้าราว 100 MW ให้กับโรงงานในนิคมมาบตาพุด และขณะเดียวกันก็ขายไฟ 20 MW ให้กับนิคมปลวกแดง โดยใช้โรงไฟฟ้าจากก๊าซชั่วคราว ในขณะที่รอโครงการ SPP ใหม่ โครงการ Gheco-One กลับมาดำเนินงานได้อีก มีกำลังการผลิต 660 MW จากถ่านหินโดยมองว่าจะมีกำลังการผลิตราว 92% และมีส่วนแบ่งรายได้ 3-3.5 พันล้านบาท (GLOW ถือ 65%) นโยบายการขยายธุรกิจในต่างประเทศยังจำกัด บริษัทแม่ของ GLOW มองว่า GLOW มีความสามารถในการแข่งขันในประเทศลาว เขมร และพม่า ปันผลพิเศษในปี 2558 หากบริษัทไม่มีแผนการลงทุนใหม่ และมี สัดส่วนหนี้สินต่อเงินหมุนเวียน D/E ที่ต่ำกว่า 1 เท่า บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) การขยายโรงไฟฟ้า Quezon จะได้ข้อสรุปในเดือนมิถุนายน โดยบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับฟิลิปปินส์สำหรับสัญญาขายไฟของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่ง EGCO ถือหุ้น 49% มีกำลังการผลิต 500 MW คาดเริ่มผลิตไตรมาส 1 ปี 2561 โอกาสในการลงทุนที่อินโดนีเซีย บริษัทมีแผนที่จะประมูลสัญญาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อินโดนีเซียโดยมีขนาด 600 MW หรือ 1000 MW  ซึ่งสร้างบนเหมืองถ่านหินทางตอนใต้ของสุมาตรา บล.ธนชาต  ระบัว่าถึงจังหวะซื้อหุ้นพลังงานขนาดเล็ก ดัชนีหมวดพลังงานเป็นบวกมากกว่าตลาด  น่าสนใจซื้อในระยะสัปดาห์ โดยมีหุ้นขนาดเล็กที่น่าสนใจในกลุ่มพลังงานได้แก่ MDX, SCG, SOLAR, SUSCO, BCP โดย BCP แนะนำซื้อเก็งกำไร ฟื้นตัวตามตลาด เริ่มปิดดีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บวกวันนี้คาดว่าจะผ่าน 27.75 บาท เป็นสัญญาณซื้อ เป้าหมาย 29.75 บาท บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้การลงทุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น เพราะราคาหุ้นโรงกลั่นอ่อนตัวลง 13.0-21.8% ในช่วงเดือน ธ.ค. สะท้อนภาวะตลาดที่ถูกกดดันจากปัจจัยในประเทศ และความเสี่ยงจากการอ่อนตัวของผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2556 ที่คาดว่าอ่อนตัวลง เมย์แบงก์ฯ เชื่อว่าราคาที่อ่อนตัวลงรับรู้ข่าวดังกล่าวไปแล้วบางส่วน ขณะที่ค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ปรับเพิ่มจาก 3-4 เหรียญต่อ บาร์เรลในเดือน ต.ค.-พ.ย. มาอยู่ในช่วง 5-7 เหรียญในเดือน ธ.ค. ถึงปัจจุบัน จากสถิติย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นโรงกลั่นในไตรมาส 1 ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ รวมถึงราคาน้ำมัน ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล การปรับตัวขึ้นดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ในช่วงดังกล่าวที่แข็งแกร่ง บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบทรงตัว ทั้งนี้บมจ.บางจาก ปิโตรเลียม BCP เป็นหุ้นที่คาดจะมีผลประกอบการเด่นสุดในกลุ่มอีกครั้งในไตรมาสนี้ ขณะที่ TOP ถูกกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก แต่ยังมีกำไรจากการดำเนินงานเป็นบวก ตรงข้ามกับ IRPC ที่คาดจะมีผลประกอบการปกติขาดทุน แต่มีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ทำให้กำไรสุทธิไตรมาส 4ปี 2556 และงบทั้งปี 2556 ยังคงป็นบวก MThai News

เมย์แบงก์ฯมองหุ้นไทยเป็นบวก
ICT /  KTB / 

เมย์แบงก์ ปรับมุมมองหุ้นไทยเป็นบวก แม้การเมืองยังแรง แนะซื้อหุ้น TRUE  และ KTB จับตากลุ่ม ICT กลยุทธ์สำคัญวันนี้ (18พ.ย.2556) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย ปรับมุมมองต่อการลงทุนขึ้นเป็นบวกวันแรกในรอบ 10 วันทำการ หลังการชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะมีการยกระดับ การชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนด้วยการ ร่วมยื่นถอดถอน ส.ส. 310 รายที่รับรอง ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยไม่สนับสนุนสินค้า – บริการของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และ เสนอให้ หน่วยงานราชการหยุดงาน ซึ่งกระแสการเข้าร่วมผ่อนคลายลง เมื่อเทียบกับช่วงแรกของการต่อต้าน สำหรับปัจจัยสำคัญวันนี้ ติดตามตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 ของไทย โดยBloomberg คาดว่าเติบโต 1.5% เทียบไตรมาสก่อน เป็นการฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส พร้อมติดตามการประชุมสว. ต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 ซึ่งจะเป็นตัวต่อยอดสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้น TRUE  และ KTB และจับตาดูกลุ่ม ICT MThai News

เมย์แบงก์ฯ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด
scc /  SPCG / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนช่วงหยุดสงกรานต์ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด เก็บSPCG และ SCC บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,388 – 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ซึ่งวันศุกร์ (4เม.ย.) ปิดบวก 0.79 จุด มาอยู่ที่ 1,392.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,231 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง  461 ล้านบาท สัปดาห์นี้เป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนทั่วไปชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามแกว่งตัวในแดนลบของดัชนีหุ้นในช่วงสั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังการนัดชุมนุมของกลุ่มนปช. วันที่ 5-6 เม.ย. ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีความตึงเครียดอีกครั้งในวันที่ 17 เม.ย.เป็นวันที่ศาลรธน.นัดให้นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ มาชี้แจง ก่อนวินิจฉัยกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนสี ก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่กระแสเงินทุนต่างชาติ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือนมี.ค. ออกมาต่ำกว่าคาด โอกาสที่เฟดจะชะลอการลดวงเงิน QE ในการประชุมนัดถัดไปมีน้ำหนักมากขึ้น เป็นบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยภาพกลยุทธ์การลงทุนบล.เมย์แบงก์ ฯ แนะนำเก็งกำไรบางส่วนบริเวณดชนี 1,390 จุด เน้นหุ้นที่ยังมีพื้นฐานดีหรือมูลค่ายังต่ำกว่าตลาด  กลยุทธ์การลงทุนวันนี้บล.เมย์แบงก์ แนะนำ “สะสม” SPCG และ SCC หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ แนะนำ SPCG คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 จะเติบโตสูง และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น ในเบื้องต้น ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 ที่ 240 ล้านบาท เพิ่ม152% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม21% เทียบไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้โครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มอีก 3 แห่ง เป็น 27 แห่งในไตรมาส 1ปี 2557 และโซลาร์ฟาร์มที่เหลืออีก 6 แห่ง จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2557 เป็นต้นไป และส่งผลให้ปี 2557 เป็นปีแรกที่รับรู้รายได้โซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 36 แห่งราคาปิด 20.00 บาท ราคาเหมาะสม 22.80 บาท SCC ประเมินว่าราคาหุ้น SCC จะ Outperform หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีได้ในเดือน เม.ย. จากผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี และเชื่อว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากการจัดประชุมก่อนออกผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557  ในวันที่ 21 เม.ย.คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557  จะเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี จากแรงหนุนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ขยายตัว คาดการณ์เงินปันผลปี 2557 หุ้นละ 15.00 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5% ราคาปิด 428.00 บาท ราคาเหมาะสม 500.00 บาท MThai News

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

หุ้นเช้าเปิดตลาดบวก 0.60 จุด โบรกฯแนะหุ้นผลกำไรดี
AH /  PTTGC / 

หุ้นเปิดตลาด (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด โบรกเกอร์แนะนำกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี กิมเอ็งชี้เป้าPTTGC ,TUF และAH บล.กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ตลาดวันศุกร์แข็งแกร่งกว่าคาดโดยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเกิน 1400 จุด แต่ปัจจัยแวดล้อมส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นลบไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการบริษัท จดทะเบียนที่อ่อนแอ และการชุนุมทุกกลุ่ม เพียงแต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ดังนั้นในภาพรวมบล.กสิกรไทยยังเน้นเลือกตัวหุ้นที่มีโอกาสโดดเด่นกว่าตลาด โดยเน้นหุ้นที่นักลงทุนยังมีการถือครองน้อย และเริ่มเห็น หุ้นเช้าเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 932.52 ล้านบาท โดยเลือกตัวเก็งกำไร และใช้จังหวะขึ้นเพื่อแบ่งขายลดพอร์ต ยังคงประเมินหุ้นปรับตัวลดลง(downside) ของการปรับฐานบริเวณดัชนี 1,340-1,360 จุด ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงซื้อ/เข้าสะสมหรือเก็งกำไรที่ดี อย่างไรก็ตามระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงแกว่งมากขึ้นจากการเก็งปัญหาการเมืองยุติหลัง 27 พ.ค. เช่นกัน ดังนั้นทางกลยุทธ์ของเลือกหุ้นที่มีสัญญาณบวกของการปรับประมาณการขึ้น และผ่านจุดต่ำสุดของการดำเนินงานไปแล้ว อาทิ หุ้นในกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี หุ้นเด่นวันนี้ :เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ PTTGC อะโรเมติกส์ยังตกต่ำไปจนถึงปี 2558 แต่ PTTGC ยังแข่งขันได้ แม้อุตสาหกรรมพาราไซลีน (PX) จะยังถูกกดดันจากปริมาณการผลิต(อุปทานใหม่)จำนวนมากกดดันส่วนต่างราคาในปี 2557 -2558 อย่างไรก็ตามเราเชื่อการลดลง (downside) ของส่วนต่างราคาจากระดับราคาปัจจุบันเริ่มลดลงแล้ว ผู้ผลิตไม่ครบวงจรที่ต้นทุนสูงเริ่มปรับลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง อย่างไรก็ตามต้น ทุนการผลิตของ PTTGC อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ นอกจากนั้นส่วนต่างราคาเบนซีน BZ ที่แข็งแกร่งยังช่วยชดเชยผลกำไรจากพาราไซลีน (PX)ทีลดลงแรงได้อีกด้วย ความเสี่ยงที่มีส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าคาด การหยุดโรงงานนอกแผน รวมถึงความสม่ำเสมอของวัตถุดิบก๊าซจาก PTT แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 84.00 บาท/หุ้น TUF ผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรสุทธิ 950 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้จากประกันภัยเพลิงไหม้ซึ่งบันทึกไตรมาส 1/2556 และ ส่วนแบ่งขาดทุนจากการเริ่มธุรกิจโรงงานผลิตทูน่าในปาปัวนิวกินี TUF มีกำไร 1,001 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%เพิ่มจากไตรมาสก่อนและ 99%เทียบกับปีก่อน ใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์ ยอดขายเพิ่มขึ้น 14% YoY จากการที่เงินบาทอ่อนค่าลง 9% ธุรกิจทูน่าที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ธุรกิจกุ้งในสหรัฐฯ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง มียอดขายเพิ่มขึ้น แนะนำ"ขายทำกำไร "(TAKE PROFIT) ราคาเป้าหมาย 64.00 บาท/หุ้น AH บมจ. อาปิโก ไฮเทค ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรที่ฟื้นตัวดีขึ้นมากที่ 153 ล้านบาท แนวโน้มผลประกอบการ 2557 ของ AH ประเมินอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์จะทรุดลงต่อเหลือประมาณ 2.2 ล้านคัน หรือ ติดลบกว่า 10% ต่ำกว่าของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านคัน แต่ยอดขายของ AHประเมินจะติดลบน้อยกว่าคือ ประมาณ 5% เพราะในปีนี้จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาช่วยหนุนยอดขาย ส่วนประมาณการของเราประเมินยอดขายของ AH จะปรับลดลง 5% เหลือ 14,846 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทรุดลงเหลือ 519 ล้านบาท แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท/หุ้น MThai News

MBKET วิเคราะห์ 4 แนวทางคดีโยกถวิล ชี้ อนาคตหุ้นไทย
คดีโยกถวิล /  ตลาดหุ้น / 

ซีไอเอ็มบี คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้เหวี่ยงลงตามตลาดต่างประเทศ และปัจจัยการเมืองในประเทศ ด้าน MBKET วิเคราะห์  ผลตัดสิน 4 แนวทาง ชี้อนาคตหุ้นไทย นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้(7พ.ค.)มีโอกาสที่จะเหวี่ยงตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวลงกันถ้วนหน้าตามดาวโจนส์ร่วงแรง อันเนื่องมาจากแรงเทขายหุ้นในกลุ่มอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่งวันนี้ต้องจับตาคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรีกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ของศาลรัฐธรรมนูญ และผลสรุปการสอบสวนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตามข้อกล่าวหาละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.)อีกด้วย ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถึงสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีโอกาสเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ 1.ไม่ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ยังคงรักษาการ ตำแหน่งเพื่อรอส่งมอบหน้าที่ 2.ขัดต่อกฎหมาย แต่นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ได้พ้นจากตำแหน่ง ตาม ม. 182 (วรรค 2 การยุบสภา) แล้ว และไม่มีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณาการโยกย้าย นายถวิล 3.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการ แต่ไม่มีผลผูกพันถึง ครม. ชุดที่พิจารณา ดังนั้น รองนายกฯ ขึ้นรักษาการ แทน 4.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพันจากตำแหน่งรักษาการ และมีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณา ซึ่งจะนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง การนำเสนอ นายกฯ ตามม. 3 ผ่านวุฒิสภา หากผลการพิจารณาเป็นแนวทางที่ 1-3 จะทำให้การเมือง การเลือกตั้ง ยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกับ SET INDEX ที่ฟื้นตัวลักษณะ Technical Rebound สู่แนว 1,415-1,420 จุด แต่หากออกมาเป็นแนวทางที่ 4 คาดว่าตลาดจะแกว่งออกด้านข้าง เพื่อรอภาพการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนอกสภาฯ ทั้ง กปปส. และ นปช. ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง “เข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน” พร้อมระยะหวังผล 10-15 จุด จากผลการวินิจฉัยของศาลฯ เที่ยงวันนี้ MThai News

จับตา! หุ้นบ่ายร่วงต่อ หลังภาคเช้าปิดลดลง 11.64 จุด
ตลาดหุ้น /  ตลาดหุ้นไทย / 

บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์ไทยในเช้าวันนี้ (22 ก.ค.) ดัชนีปิดที่ระดับ 1,526.91 จุด ลดลง 11.64 จุด หรือคิดเป็น 0.76% มูลค่าการซื้อขาย 38,372.59 ล้านบาท โดยแตะจุดสูงสุดของช่วงเช้าที่ 1,545.29 จุด และแตะจุดต่ำสุดของช่วงเช้าที่ระดับ 1,518.58 จุด น.ส.มยุรี โชวิกานต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงกว่า 10 จุด ภายหลังจากที่ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ Sentiment เสียไป นอกจากนี้ ตลาดหุ้น ยังปรับตัวขึ้นมามากแล้ว การปรับฐานจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่เช้านี้ตลาดบ้านเราปรับตัวลงแรงกว่าตลาดอื่นในกลุ่ม TIP ที่ต่างก็ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า ส่วนตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก โดยประเมินว่า หุ้นภาคบ่ายดัชนีน่าจะแกว่งตัวลงต่อ โดยให้แนวรับ 1,520 จุด แนวต้าน 1,530 จุด หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ ADVANC ปิดที่ 208.00 บาท ลดลง -6.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,921.72 ลบ. BLAND ปิดที่ 2.12 บาท ลดลง -0.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,018.46 ลบ. TRUE ปิดที่ 11.20 บาท ลดลง -0.70 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,017.02 ลบ. CK ปิดที่ 22.90 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,538.74 ลบ. ITD ปิดที่ 5.40 บาท ลดลง -0.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,272.67 ลบ. MThai News

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News

หุ้นไทยยังผันผวนตามปัจจัยการเมืองวุ่นวาย
TMB /  TRUE / 

ฟินันเซียฯ ชี้ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวน แต่มีโอกาสดีดตัวขึ้นบางช่วง แนะนำให้ซื้อขายสั้นตามรอบ บล.เมย์แบงก์ฯ แนะนำซื้อเก็งกำไร TRUE / TMB กลยุทธ์เด่นวันนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวน แต่ก็มีลุ้นเคลื่อนไหวในด้านบวกต่อ ดังนั้นฟินันเซียแนะนำให้ซื้อขายสั้นตามรอบต่อไปได้ โดยเลือกหุ้นซื้อช่วงตลาดอ่อนตัว และควรมองหาจังหวะขายทำกำไรในช่วงบวกไว้ด้วย นอกจากส่วนถือลงทุนถึงจะแนะนำให้เน้นถือต่อเนื่อง เรื่องการเมือง ประชาธิปัตย์ยังไม่ตัดสินใจลงเลือกตั้งจึงต้องจับตาต่อไป ประเด็นสำคัญที่ยังขัดแย้งคือ ปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือ เลือกตั้งก่อนปฎิรูป รวมทั้งการรอผลประชุมเฟดเรื่องมาตรการ QE ในขณะที่โบรกเกอร์ และบลจ.ส่วนใหญ่แนะนำ เล่นกองทุน LTF/RMF พร้อมจับตาการทำบัญชีท้ายปีจากกองทุนดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงความ้สี่ยงในความผันผวนของหุ้น และบางแห่งแนะนำลงทุน กองทุนทรูโกรท หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อเก็งกำไร TRUE / TMB TMB ราคาหุ้นปรับตัวลงถึง -16.5% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับ กลุ่มธนาคารที่ -7.9% ขณะที่ผลประกอบการปี 2557 คาดว่าจะเติบโตขึ้น43.2% เทียบปีก่อน  เป็น 8,395 ล้านบาทแนะนำซื้อเก็งกำไร โดยมีเป้าหมายเพื่อขายทำกำไรระยะสั้นที่ 2.50 บาท ซึ่งราคาปิดล่าสุด 2.32 บาท ราคาเหมาะสม 2.55 บาท TRUE ราคาหุ้น ปรับตัวลงถึง -7.7% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา สูงกว่าหุ้นกลุ่ม ICT ที่ลดลง  5.2% จากความกังวลว่าภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยอาจส่งผลกระทบต่อการจองซื้อหน่วยลงทุน TRUEGIF แต่จากการ Roadshow ของ TRUE เมื่อวานนี้ ทางบริษัทยืนยีนว่าการจัดตั้งกองทุน TRUEGIF และเป็นไปตามเป้าหมาย และภาวะตลาดที่ซบเซาจะไม่ส่งผลกระทบยอดขายแน่นอน ราคาปิด 8.35 บาท ราคาเหมาะสม 14.20 บาท MThai News

BLAND /  KCE / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผยสถาการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง ติดตามดูใกล้ชิดแนะเล่นระยะกลางถึง ยาว หากเก็งกำไรเล็ง "PTTGC" กลยุทธ์สำคัญวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มีมุมมองการลงทุนเป็นลบ เป็นวันที่ 3 พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่องจากวันพุธที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่นั่งอยู่นอกตลาด เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนมากกว่านี้ นักลงทุนควรติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศอีกครั้ง ทั้งจากท่าทีฝั่งรัฐบาลที่เดินหน้าปฎิรูปการเมือง จัดเวทีเสวนาร่วมกับนักวิชาการ เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ ด้าน เลขาธิการ กปปส. นายสุเทพ เตรียมประกาศแผนเผด็จศึกในช่วงค่ำคืนนี้ พร้อมยืนยันแนวทางที่จะจัดตั้งสภาประชาชน ยังมีความเป็นไปได้ จากเหตุการณ์สมัย 14 ต.ค.ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สำหรับตลาดหุ้นไทยวันพุธที่ผ่านมา แกว่งระหว่าง 1,380 – 1,390 จุด โดยเกิดแรงขายทำกำไรในกลุ่ม ICT และกลุ่ม พลังงานเด่นที่สุด เช่น ADVANC, JAS, PTTEP, PTTGC เป็นต้น ขณะที่มีการเก็งกำไรรายตัวในกลุ่มธนาคาร อย่าง KBANK, SCB รวมถึง SCC นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น MBKET แนะนำให้ รอซื้อแถวดัชนี 1,360-1,370 จุด โดยลงทุนวันนี้ แนะนำ ซื้อเก็งกำไร  PTTGC ราคาปิด 77.50 บาท ราคาเหมาะสม 87.00 บาท ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ขยับขึ้นอย่างโดดเด่นวานนี้ จะเป็นบวกต่อ PTTGC ซึ่งใช้ก๊าซในการผลิตปิโตรเคมี เพราะราคาก๊าซจะขึ้นได้ช้ากว่าราคาน้ำมันดิบ กลายเป็นประเด็นเชิงบวกต่อส่วนต่างราคาปิโตรเคมีของ PTTGC คาดผลประกอบการไตรมาส 4 จะโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มน้ำมันขั้นปลายเ อีกทั้งงินปันผลงวดปลายปีอีก 1.69 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 2.18% และงวดปี 2557 ที่ 4.81% นักลงทุนระยะกลางถึงยาว เมย์แบงก์ฯแนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณ ดัชนี1,320-1,330 จุดลงไป หุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในปี 2557  ได้แก่ BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF ประเมินจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของผลการดำเนินงาน และการออกตราสารใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และปรับเปลี่ยนโครงสร้างทุน เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง MThai News

โบรกฯชี้หุ้นไทยวิ่งรับศก.จีนโต
ตลาดหุ้น /  บล. / 

ตลาดหุ้นไทยแนวโน้มไปได้สวย หลังต่างชาติเริ่มทะยอยซื้อ พร้อมรอดูตัวเลขเศรษฐกิจจีน คาดจีดีพีโดเกือบ 8% บล.ซีไอเอ็มบี(ประเทศไทย) วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวแคบๆ โดยนักลงทุนรอดูตัวเลข GDP ของจีนในเช้าวันนี้ หากตัวเลขออกมาดีกว่า 8% ตลาดหุ้นเอเชีย และไทยคึกคักแน่นอน แต่หากต่ำกว่า 7.8% จะเกิดแรงเทขายในตลาดหุ้น แต่ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจจีนได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ดูจากภาคส่งออก และอุตสาหกรรมจีนขยายตัวต่อเนื่อง โดยตลาดหุ้นไทยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 200.38 ล้านบาท (วันที่ 17 ต.ค. 2556) ขณะที่บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) แนะซื้อหุ้นบมจ.ทิปโก้แอสฟัลท์(TASCO) คาดว่าผลกำไรเติบโตต่อเนื่องไตรมาส 3 ถึง 4 จากผลน้ำท่วมแถบภาคตะวันออก เพิ่มความต้องการใช้ยางมะตอยมากขึ้น ราคาเหมาะสม 90 บาท บมจ.หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส แนะนำซื้อหุ้น 2 ตัว คือ KBANK ประกาศกำไรสุทธิ ไตรมาส 3 เท่ากับ 1.07 หมื่นล้านบาท ดีกว่าคาด 4% จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อ และจากธุรกิจบัตรเพิ่ม แม้ปีนี้จะตั้งสำรองหนี้ฯเพิ่มขึ้นป้องกันความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่อนาคตยังดีสินเชื่อรายใหญ่ และสินเชื่อหมุนเวียน ราคาเป้าหมาย 207 บาท อีกตัวที่น่าสน บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ได้อานิสงส์การท่องเที่ยวคึกคักเพราะไทยยกเลิกออกวีซ่ากับจีน และยุโรปเริ่มฟื้นตัว บวกกับการขยายฝูงบินต้นทุนต่ำกว่า 20% ราคาเหมาะสม 240 บาท Mthai

ฟันธงหุ้นไทยสัปดาห์หลุด1,300จุด
SCCC /  TISCO / 

โบรกเกอร์ประสานเสียงหุ้นไทยหลุด 1300 จุด หวั่นการเมืองกระหน่ำเทขายทุกกลุ่มนักลงทุน เมย์แบงก์แนะซื้อ TISCO และSCCC นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)เผยว่า ความกังวลที่กระทบต่อตลาดหุ้นไทย เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการลดมาตรการ QE  ส่งผลทางจิตวิทยหลายฝ่ายทยอยถอนการลงทุนบางส่วน และต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยออก ประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่ซ้ำเติมเรื่องเงินทุนไหลออก จากการที่ต่างชาติเห็นว่า มีความเสี่ยงในการลงทุนจากปัญหาทางการ เมือง ส่งผลให้หุ้นไทยไม่สามารถปรับบวกขึ้นไปข้างหน้าได้ รวมถึง หุ้นก่อสร้างที่เกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ถูกปรับลดลงมา เนื่องจากไม่มีความมั่นใจว่า โครงการต่างๆ จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ทั้งนี้ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน ส่วนระยะเวลาที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น จะมีโอกาสยืดเยื้อไปจนปี 2557 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำตอบทางการเมือง ซึ่งอาจยาวไปจนใกล้ช่วงการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (อดีตผู้บริหารสหการประมูล) ประเมินว่า ช่วงสัปดาห์นี้ (16 -20 ธ.ค. 2556) มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิด Panic sell หรือความกังวลจากวิกฤติการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนได้ ทำให้เกิดแรงเทขายได้อีกประมาณ 100 จุด โดยดัชนีน่าจะหลุด 1,300 จุด ประเมินแนวรับแรกไว้ที่ 1,280 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,260 จุดได้ ทั้งนี้ในอดีตหากรัฐบาลประกาศยุบสภา ส่วนใหญ่ ดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ในครั้งนี้ดัชนียังปรับลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติยังเทขายสุทธิต่อเนื่องเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงอาจเป็น สาเหตุทำให้เกิด Panic sell ในการซื้อขายสัปดาห์หน้าได้อีก สัปดาห์นี้สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมาก คือ การเมืองในประเทศว่าจะ มีทางออกอย่างไร จะมีเหตุการณ์รุนแรง ที่ส่งผลกระทบจนต้องเทขายหรือไม่  ส่วนกรณีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FOMC ถือว่าเป็นเรื่องรอง แต่หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และดัชนีหุ้นสามารถยืนเหนือระดับ 1,350-1,380 จุดได้ จะถือเป็น แนวรับ(จุดต่ำสุด) สำคัญ และมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้น ได้ต่อเนื่อง จึงแนะนำซื้อได้ นายศราวุธ เตโชชวลิต  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ปรับ ลดลง 1.11% โดยมีแรงขายออกมาต่อเนื่องในกลุ่มหลักทั้งกลุ่มเทคโนโลยี ธนาคาร  อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน ออกมาส่งผลให้ดัชนีปรับลงแรงติดต่อกันเป็น วันที่ 2 สาเหตุจากผลกระทบทางการเมืองในประเทศ และการคาดการณ์กรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  จะปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมสัปดาห์นี้ (16 -20 ธ.ค. 2556) รวมถึงดัชนีหุ้นหลุดจาก 1,345 จุดลงมา ทำให้มีแรงขายออกมาเพิ่มเติมด้วย สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะยังปรับตัวลงต่อ เพื่อรอดูสถานการณ์การเมือง และ ความชัดเจนของมาตรการลดวงเงินคิวอี ประเมินแนวรับที่ 1,328 และ 1,280 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,350- 1,360 จุด หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้แนะ บมจ.ปูซีเมนต์นครหลวง (SCCC)  ลุ้นยอดขายทะล กำไรพุ่ง 4,800 ล้านบาท ปีหน้าเงินลงทุ 4,000 ล้านบาท ในเครื่องจักรเดินหน้าเต็มที่ แนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาปิด บาท ราคาเป้าหมาย 450 บาท บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)  คาดสินเชื่อรถยนต์โตปีหน้า จากการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ แนะนำซื้อราคาปิดครั้งก่อน 38.75 บาท ราคาเป้าหมาย 45 บาท MThai News

โบรกเกอร์ แนะลงทุนช่วง ก.ค.-ส.ค.เน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลดี
ราคาหุ้น /  ลงทุนหุ้น / 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนหุ้นเด่นเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่า หุ้นงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดว่าจะออกมาดี และหรือหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่างกาลดี จะเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้ โดย หุ้นเด่นเดือนนี้ คือ หุ้นอนันดา หุ้นทางด่วนกรุงเทพ หุ้นเด็มโก้ หุ้นอินทัช หุ้นปตท.จีซี หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ ซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น และหุ้นไทยคม ขณะที่ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2557 เท่ากับ 5.03 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสแรกและยังทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2556 โดยที่ภาพรวมธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในงวดไตรมาส 2/2557 ยังแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้สะท้อนได้จากคาดการณ์รายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยลดลง เช่นเดียวกับรายได้ค่าธรรมเนียม ที่ยังทรงตัวได้ แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลอีกทั้งมีวันหยุดต่อเนื่องก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ยังได้คาดว่า บมจ.ธนาคารทหาร ไทย (TMB) และบมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่สุด ตรงข้ามกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ที่คาดว่าจะมีการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2/2557 ส่วนคำแนะนำการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บล.เอเซีย พลัสฯ ให้น้ำหนัก "เท่ากับตลาด" โดยหุ้นเด่น (Top picks) เลือก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ธนาคารกสิกรไทยและบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) ที่เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และรายย่อยเป็นหลัก เช่นเดียวกับบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2557 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบไตรมาสแรกและเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเติบโต 9.2% โดยคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 7.2% นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยให้คงน้ำหนัก "มากกว่าตลาด" ซึ่งได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขึ้นจาก "เท่ากับตลาด" เป็น "มากกว่าตลาด" เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มเห็นนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งราคาหุ้นก็มีการไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง MThai News

เมย์แบงก์ฯทำเก๋เปิดบูทสถานีรถไฟฟ้า
KIOSK /  กิมเอ็ง / 

เมย์แบงก์ กิมเอ็งมาแหวกแนว เิปิดจุดบริการบนสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส พร้อมกัน 3 แห่ง บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ขยายฐานผู้ลงทุนในเขต กทม. เปิด KIOSK หรือจุดบริการสาขาย่อย ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง บนสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส พร้อมกัน 3 จุด ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง ช่องนนทรี และหมอชิต นับเป็นครั้งแรกของวงการโบรกเกอร์ไทย ที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้สนใจเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และลูกค้าที่ต้องการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเองบูท หวังเพิ่มยอดจากคนรุ่นใหม่วัยทำงานให้เรียนรู้เรื่องหุ้น ศึกษาวิเคราะห์ทั้งปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค ทำความเข้าใจขั้นตอนของการซื้อขายหุ้น และเมื่อเปิดบัญชีซื้อขายแล้วการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว Mthai news

โบรกเกอร์แนะเลี่ยงลงทุนสุดสัปดาห์
SPALI /  THCOM / 

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ฟันธงหุ้นวันสุดท้ายของสัปดาห์ซึมยาว เหตุการเมืองไม่นิ่ง และต่างชาติเทขายต่อ เคเคเทรด แนะนำซื้อหุ้นSPALI ,THCOM ดัชนีหุ้นเมื่อวาน  (12 ธ.ค. 2556) ปิดลบเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ โดยปรับตัวลง 13.14 จุดมาอยู่ที่ 1,356.21 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 27,098 ล้านบาท ด้านต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 15 อีก 3,528 ล้านบาท กลยุทธ์วันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้น้ำหนักการลงทุนเป็นลบ ติดกันเป็นวันที่ 7 ประเด็นการเมืองที่ยังคงต้องติดตามต่อไป ล่าสุด 4 องค์กรหลัก ไม่ว่าจะเป็น กปปส., รัฐบาลรักษาการณ์, กองทัพ หรือ ภาคเอกชน ต่างเสนอเป็นตัวกลางในการจัดตั้งเวทีเสวนา เพื่อผ่าทางตันทางการเมือง ขณะที่รัฐบาลฯ เสนอให้มีเวทีฯ ดังกล่าว แต่ยังคงเดินหน้าเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ. 2557 พร้อมนำข้อเสนอต่างๆ มาพิจารณาหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสซึมลงสู่แนว 1,350 จุด หรือต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะเป็นผลของการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์ นักลงทุนต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อในวันนี้(13 ธ.ค. 2556) บวกกับความไม่ชัดเจนทางการเมือง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงชะลอการลงทุน นักลงทุนระยะกลางถึงยาว ดัชนีหุ้นบริเวณ 1,320-1,330 จุด แต่คิดว่าจะไม่หลุดดัชนี1,300 จุด ระยะนี้หุ้นยังคงผันผวน  นะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณดัชนีหุ้น 1,320-1,330 จุดลงไป หุ้น น่าเก็บ ในปี 2557 ของทีมกลยุทธ์ MBKET คือ “BKT” รวมถึง BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF หุ้นเด่นวันนี้ บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ คือ SPALI รายได้ในปี 2557 มีงานในมือรอรับรู้รายได้แล้ว 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 84% ของประมาณการทั้งปี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าอุตสาหกรรม ขณะที่งานมืออีก 1.3 หมื่นล้านบาท จะสามารถบันทึกรายได้ต่อเนื่องในปี 2558 นอกจากนี้ SPALI ความสามารถในการทำกำไรทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ขณะที่เราคาดว่าบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลของผลประกอบการในครึ่งปีหลังปี 2556 ได้ราว 50 สตางค์ต่อหุ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนเงินปันผล 3.3%ประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 22.40 บาท THCOM  นอกจากปัจจัยหนุนในระยะสั้นจากถูกปรับเข้าคำนวณในดัชนี SET50 แล้ว และการที่เราประเมินว่าบริษัทจะมีกำไรจากธุรกิจปกติใน 4Q56 ออกมาดีที่สุดของปีที่ 390 ล้านบาท ซึ่งจากส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2556 ขยับขึ้นจาก 174 ล้านบาทในปี 2555 มาอยู่ที่ 1.34 พันล้านบาทแล้ว ผลจากการบันทึกรายได้จากดาวเทียมไทยคม 6 เข้ามาเต็มปี คาดว่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 34% เทียบปีก่อน  ประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 42 บาท MThai News

เมย์แบงก์ฯจับตาการเมืองยังฉุดตลาดหุ้นเป็นลบ
BLAND /  KCE / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้ปัจจัยลบตลาดหุ้นต่อเื่นื่องวันที่ 6 ระยะสั้นควรเลี่ยง เน้นลงทุนระยะกลางถึงยาว กลยุทธ์เด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์และคงน้ำหนักการลงทุนเป็นลบติดต่อกันเป็นวันที่ 6 โดยดัชนีหุ้นยังแกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 1,360-1,375 จุด เพราะการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดหุ้นไทย ด้านต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 14 อีก 3,517 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนยังคงกังวลต่อการชะลอ QE โดยการซื้อขาย (11 ธ.ค. 2556)มีแรงเก็งกำไรในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีเด่น เมื่อเศรษฐกิจจีน และสหรัฐฯ ส่งสัญญาณบวก ขณะที่กลุ่ม ICT ถูกลดน้ำหนักอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะ ADVANC – INTUCH ปิด ณ สิ้นวัน ดัชนีหุ้นบวกเพียง 1.93 จุด มาอยู่ที่ 1,369.35 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 26,002 ล้านบาท ตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดว่าต่างชาติจะยังคงขายสุทธิ ซึ่งน่าจะเป็นสัปดาห์สุดท้าย ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า มูลค่าการซื้อขายเบาบาง หุ้นหลักในกลุ่ม Domestic Play หรือที่มีรายได้หลักในประเทศ ยังคงเป็นเป้าหมายของการลดน้ำหนักการลงทุนของต่างชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยขาดปัจจัยบวกใหม่เข้าหนุนการลงทุนในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า แม้ว่ากกต.จะกำหนดวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 กว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง และเริ่มบริหารประเทศอย่างเร็วที่สุด เดือนเม.ย. นั่นย่อมเท่ากับ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4ปีนี้ถึงไตรมาส 1 ปีหน้า จะอ่อนแอและเปราะบาง นักลงทุนระยะกลางถึงยาว MBKET แนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณ 1,320-1,330 จุดลงไป หุ้นที่น่าเก็บที่สุดในปี 2557 ของทีมกลยุทธ์เมย์แบงก์ ได้แก่ BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF โดยประเมินจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน หุ้นเด่นวันนี้ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) แนะนำซื้อ TTA บมจ.โทรีเซนไทย เอเจนซี่ ราคาเป้าหมาย19.70 บาท และซื้อเก็งกำไร SMT บมจ.สตาร์ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ราคาเป้าหมาย 7.55 บาท MThai News

หุ้นร่วงต่อเป็นวันที่ 5 เช้านี้ลดลง 15.17 จุด
หุ้น /  เฟด / 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้(21 ส.ค.) เปิดทำการซื้อขายดัชนีปรับตัวลดลง 15.17 จุด ยืนที่ระดับ 1,355.69 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,660.98 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนจับตาดูรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว ทำให้เกิดแรงขายออกมา บล. เมย์แบงก์กิมเอ็ง ได้ประเมินภาพการลงทุนในวันนี้ คาดว่า ดัชนีอาจฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงท้ายการซื้อขายวานนี้(20 ส.ค.) สู่แนวต้าน 1,380-1,390 จุด แต่เชื่อว่าแรงขายจากต่างชาติที่หนาแน่น ประกอบกับการปิดความเสี่ยงของกองทุนภายในประเทศ จะกดดันให้ดัชนีท้ายที่สุดปรับฐานลงทดสอบระดับต่ำเดิม 1,338 จุด และยังได้ประเมินภาพดัชนีรอบนี้จะเกิดจุดต่ำสุดใหม่หลุดแนว 1,300 จุด ด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ บวกกับความไม่แน่นอนทางการเมือง กดดันกลุ่ม Domestic Play (กลุ่มธุรกิจเน้นตลาดภายในประเทศ)ต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนะนำขาย หากดัชนีฟื้นตัว และกลับมาถือเงินสดมากขึ้น MThai news

IPO /  น้ำมันปาล์มดิบ / 

"วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์"จะขายหุ้น IPO ครั้งแรก 270 ล้านหุ้น และแต่งตั้ง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯเป็นที่ปรึกษานำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ บมจ.วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์(VPO)ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(IPO)จำนวน 270 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25.23% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยแต่งตั้งบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)(MBKET) และบริษัท เดอะ ควอนท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อนำหุ้นของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดธุรกิจการเกษตร วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ผลพลอยได้ รวมทั้งผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากของเสียหรือสิ่งเหลือใช้ จากกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ มีโรงงานจำนวนทั้งสิ้น 2 โรงงาน ที่มีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพื่อขายในประเทศและส่งออก 180 ตันผลปาล์มทะลายต่อชั่วโมง จัดเป็น 1 ใน 3 ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์ม ดิบรายใหญ่ของประเทศ โดยมีกลุ่มชวนะนันท์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท บริษัทมีนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองตามกฎหมาย เงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะนำไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมทั้ง ถือหุ้นในบริษัท วิจิตรภัณฑ์สวนปาล์ม จำกัด(VPP) ผู้ดำเนินธุรกิจปลูกสวนปาล์มน้ำมันเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทฯ บริษัท วีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (VGE) ผู้ ดำเนินธุรกิจทางด้านพลังงานทดแทนจากของเสียหรือสิ่งเหลือใช้ของ โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ และบริษัท วิจิตภัณฑ์โลจิสติกส์ จำกัด (VBL) ผู้ดำเนินธุรกิจขนส่ง น้ำมันปาล์มดิบ ผลปาล์มทะลาย เมล็ดในปาล์ม น้ำเสียที่บำบัดแล้ว และอื่นๆ โดยถือหุ้นในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียน ที่ออกและชำระแล้ว ผลการดำเนินงานในปี 2556 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,238.72 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 3,629.94 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 172.23 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจาก 105.66 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 66.57 ล้านบาท หรือ 63% MThai News