กิมเอ็ง

สถานการณ์แย่! หุ้น DTAC ปิดร่วง หลังแพ้ประมูลคลื่น 1800 MHz
Dtac /  ตลาดหุ้นเอเชีย / 

หุ้น DTAC ลงแรง หลังแพ้ประมูลคลื่น 1800 MHz ขณะที่ โบรกฯ แนะขายเนื่องจากอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 51.75 บาท ลบ 4.25 บาท หรือ 7.59% มูลค่าการซื้อขาย 1.31 พันล้านบาท โดย บล.เอเซีย พลัส ปรับลดคำแนะนำ DTAC เป็นขาย มูลค่าหุ้นใหม่ที่รวมคลื่น 900 MHz จะอยู่ที่ราว 45-46 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า DTAC อยู่ในสถานการณ์ที่แย่ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ 900MHz โดยหากไม่ชนะจะเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง หากชนะน่าจะได้มาด้วยต้นทุนสูงมากที่ลดมูลค่าปัจจุบัน แนะนำขาย DTAC (DCF 58.50 – มีโอกาสปรับลงอีกสูง) คาด 'หุ้นไทย' เช้านี้ปรับลงตาม ตปท. ลุ้น! DTAC-JAS รีบาวน์ นักวิเคราะห์ มอง 'หุ้นไทย' เช้านี้ปรับลงตามตลาดหุ้นเอเชีย เผยหุ้นของผู้ที่ไม่ชนะประมูล 4G คือ DTAC-JAS อาจรีบาวน์ นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ มีโอกาสที่จะปรับตัวลงตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลง เนื่องจากมีความวิตกใน 2 เรื่อง คือ จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว และจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงหลังสต็อคน้ำมันของสหรัฐฯมีมาก ส่งผลให้กดดันหุ้นในกลุ่มพลังงาน แต่เชื่อว่ากลุ่มพลังงานจะถ่วงตลาดฯไม่มาก เพราะงบฯไตรมาส 4/58 น่าจะดีกว่าไตรมาส 4/57 ที่มีผลขาดทุนมากจากสต็อกผลิตภัณฑ์ สำหรับปัจจัยในประเทศได้จบการประมูล 4Gไปแล้ว ทำให้มีความชัดเจนขึ้น โดยหุ้นของผู้ที่ไม่ชนะประมูลคือ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC) และบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS)อาจรีบาวน์ได้ ส่วนผู้ที่ชนะการประมูลยังต้องมาดูต้นทุนภาระจะมีเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน พร้อมให้ติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ของไทยงวดไตรมาส 3/58 ในวันจันทร์ที่ 16 พ.ย.58 ทางด้านสัญญาณทางเทคนิคตลาดฯยังดูไม่ดีเท่าที่ควร โดยให้ดูว่าดัชนีฯจะผ่านแนว 1,387-1,388 จุดไปได้หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านอาจปรับตัวลงได้ โดยให้แนวรับที่ 1,374-1,370 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,400 จุด ขอบคุณข้อมูล  ข่าวหุ้น ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

กลยุทธลงทุนหุ้นไทยวันนี้ แนะเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน
MBKET /  กรุงศรี / 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.66 จุด แตะที่ระดับ 1,372.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 845.29 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 08.54 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 31.23 บาท ขายออก 32.65 บาท ด้านบล.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง ( MBKET) ระบุ บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (31 มี.ค.) ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ ระหว่าง 1,360-1,375/80 จุด แม้ว่าต่างชาติซื้อสุทธิหนาแน่นตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลต่อการสิ้นสุด Window Dressing (ราคาปิดสิ้นงวดบัญชี) และยังไม่มั่นใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติในระลอกนี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นแนว Sideways-to-Sideways-Up ไปสู่กรอบต้านสำคัญ 1,380-1,400 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ประกอบด้วย -การเข้าชี้แจงของนายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการจำนำข้าว ต่อ ปปช. ซึ่ง MBKET เชื่อว่า นายกฯ รักษาการจะขอผ่อนผันการเข้าชี้แจง ทำให้นักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนต่อไป -การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ.ของ ธปท. ให้น้ำหนักกับภาคการบริโภค และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ว่าจะผ่านจุดต่ำสุดหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมของกปปส. วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะคลายความกังวลต่อกรณีการเมือง ทั้งนี้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังสิ้นสุด Window Dressing พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ,กลุ่มโรงกลั่น และ พลังงานทางเลือก พร้อมหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว ฃส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" SCC/ SAMART ขณะที่ บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1360-1380 จุด  หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสดีดตัว แนะนำซื้อเก็งกำไร INTUCH และ BJC MThai News

'หุ้นไทย' ปิดลบ กลุ่มสื่อสารล่วงหนัก แนะ ชะลอการลงทุน
SET /  ตลาดหุ้น / 

'หุ้นไทย' ปิดลดลง 3.46 จุด ‘JAS’ ซื้อ-ขาย สูงสุด ขณะที่ โบรกฯ ชี้ หุ้นกลุ่มสื่อสารได้รับแรงกดดันจากการประมูล 4G  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (25 พ.ย.) สรุปภาพรวมตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ หลังปิดตลาดที่ระดับ 1,381.46 จุด ลดลง 3.46 จุด มูลค่าซื้อขาย 3.1 หมื่นล้าน มูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับ สูงสุด ได้แก่ JAS ปิดที่ 5.10 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง TRUE ปิดที่ 8.50 บาท -0.20 บาท (-2.30%) ADVANC ปิดที่ 205.00 บาท -3.00 (-1.44%) AOT ปิดที่ 313.00 บาท -6.00 บาท (-1.88%) PTT ปิดที่ 270.00 บาท +1.00 บาท (+0.37%) ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินถึงสถานการณ์หุ้นไทยช่วงนี้ ว่า หุ้นกลุ่มสื่อสารจะเคลื่อนไหว Underperform ตลาด จากแรงกดดันของการประมูลคลื่น 900 MHz ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15 ธ.ค. 2558 นี้ ซึ่งหากมีการแข่งขันที่รุนแรงเหมือนการประมูลคลื่น 1800 จะเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มสื่อสาร ดังนั้นจึงควรชะลอการลงทุน และ รอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้ง 'SET' เสี่ยงลง เหตุวิตกรัสเซียโต้กลับตุรกี ชี้ หุ้นกลุ่มพลังงานมีผล นักวิเคราะห์มอง 'SET' แกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากยังมีความวิตกกังวลจากความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ตุรกี  บริษัท หลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี จีเค (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (25 พ.ย.) ว่า ความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นต่อเหตุการณ์ตุรกียิงเครื่องบินรบรัสเซียตก มองเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เมื่อดูจากการตอบสนองของตลาดหุ้นรัสเชียและตุรกีเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าลดลงเพียง 3% และ 4% สำหรับในส่วนของตลาดหุ้นไทย เมื่อวานนี้ ถือว่าเป็นตลาดแรกๆ ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลก แทบจะไม่ลง ดังนั้นคาดว่าดัชนีวันนี้จะดีดตัวกลับ ซึ่งนำโดยหุ้นในกลุ่มพลังงาน หากสถานการณ์เกิดบานปลายไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้น และจะยิ่งทำให้เป็นตัวต้านการลงของดัชนีหุ้นไทย ขณะที่ตลาดทั่วโลกเปิดขึ้นมายังอยู่ในภาวะผันผวน แต่จะไม่รุนแรง เนื่องจากเป็นเพียงแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานเข้ามา แต่หากดูเฉพาะตลาดหุ้นไทย จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้น PTTEP กับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ให้ค่าสหสัมพันธ์ สูงถึง 0.9 ซึ่งสะท้อนให้เห็นราคาหุ้นวิ่งตามราคาน้ำมันทั้งในเชิงบวกและลบ ดังนั้นในช่วงนี้หุ้น PTTEP ยังเก็งกำไรช่วงสั้นได้ อีกทั้งวันนี้ดัชนีจะยังมีแรงกดให้ลงไปอยู่ในแดนลบ แต่สุดท้ายจะมีแรงซื้อหุ้นเข้ามาเสริม จนดันดัชนีขึ้นไปยืนในแดนบวก พร้อมมองแนวรับที่ 1380-1375 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1392-1396 จุด แนะนำ ซื้อเก็งกำไร BCP และ GL ขอบคุณข้อมูลจาก  ข่าวหุ้น ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 3.41 จุด รับ ECB ลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 3.41 จุด ที่ระดับ 1,584.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองดัชนีฯมีโอกาสทดสอบ 1,590 จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้น วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.55 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,584.14 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,590 จุด ด้วยปัจจัยบวกจาก ECB ที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.10% เป็น 0.05% ส่วนแรงหนุุนในประเทศมากจาก นายกรัฐมนตรี และ ครม. มีอำนาจเต็ม หลังเข้าถวายสัตย์ปฎิญาณ เย็นวานนี้ คาดว่า รมว.เจ้ากระทรวงต่างๆ จะเริ่มทำงานกันในวันนี้ น่าจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ กลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุน กลับเข้าเก็งกำไรอีกครั้ง โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการบริหารประเทศของ ครม.ในช่วงสั้นนี้ MThai News

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News

หุ้นไทยวันนี้ บวกเบาๆ วอลุ่มบางๆ
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อ หลังดาวโจนส์บวก แต่คงบวกไม่แรงเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ คาดวอลุ่มเบาบาง บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านย่อยที่ 1,575 จุด และระยะสัปดาห์ 1,600 จุด ด้วยปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นดาวโจนส์เมื่อคืนนี้บวก 1.30% หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวบวก 3.5% มากกว่าที่ตลาคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ แนะนำกลุ่มค้าปลีก CPALL เป็น Domestic Plays ที่ยัง Laggard แนะนำซื้อ Domestic Plays อย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH รวมไปถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL โดยราคาหุ้น Laggard ตลาด 8% ตั้งแต่หลังรัฐประหาร คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ขณะที่ทางเทคนิคมีสัญญาณฟื้นตัว เป้าหมาย 45.75-47 บาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่าการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ ดัชนีฯจะแกว่งแคบ หลังปิดบวก 39 จุดตลอด 6 วันทำการที่ผ่านมา หรือราว 50% ของการปรับฐานในรอบล่าสุด แม้ว่าวานนี้ดาวโจนส์จะปิดบวกเด่น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 เติบโตมากกว่าคาดก็ตาม แต่เนื่องด้วยวันศุกร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน ให้แนวต้านที่ 1,570 จุด ปัจจัยสำคัญติดตาม การประชุม BoJ ซึ่ง Bloomberg consensus คาดว่า BoJ จะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย. โดยเฉพาะภาคการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวส่งสัญญาณบวกแล้ว รวมถึงผลการเยือนกัมพูชาของนายกฯ วันนี้เป็นวันสุดท้าย จะมีความชัดเจนต่อแผนการรับซื้อไฟฟ้า และพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยหรือไม่ แนะนำนักลงทุนรอทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย หากราคาหุ้นย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขายในช่วงสั้นนี้ หลังจากขายทำกำไรไปในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์ ตลาดกังวล ECB ในประเทศไร้ปัจจัยใหม่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้เริ่มมีแรงขายออกมากดดันให้ดัชนีแกว่งย้อนลงจากการขยับบวกขึ้นในช่วงต้นชั่วโมงอีกครั้ง ตามบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่เริ่มมีจังหวะแกว่งลงให้เห็น ทำให้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลประชุม ECB ในวันพฤหัสฯ ที่ 6 พ.ย. ขณะที่เช้านี้ยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐ หลังราคาหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คที่ปรับตัวลง เนื่องจากรายงานที่ว่าซาอุดิอาระเบียได้ปรับลดราคาน้ำมันดิบให้กับสหรัฐ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ให้มีจังหวะปรับย้อนลงเล็กน้อยด้วยเช่นกัน รวมทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่า SET มีโอกาสที่จะปรับพักตัวลงก่อนได้ เราจึงยังไม่แนะนำให้ซื้อในลักษณะไล่ราคา โดยสามารถรอเลือกหุ้นเข้าซื้อในช่วงตลาดปรับพักตัวลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า และรอติดตามผลประชุม ECB รวมถึงตัวเลขด้านแรงงานของสหรัฐในช่วงท้ายสัปดาห์นี้ด้วยแนวรับ 1,576-1,570 , 1,567-1,560 จุด แนวต้าน 1,584-1,587 , 1,590-1,592 จุด สอดคล้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า คาด SET INDEX วันนี้มีโอกาสซึมตัวลงทดสอบแนว 1,570 จุดบวกลบ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน นักลงทุนในประเทศรอทยอยซื้อหุ้นเป้าหมายกลับในด้านล่าง บริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุดตามลำดับ เพื่อให้ได้ Gap ที่ขายไปก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมิน Downside risk ของ SET INDEX ในรอบนี้จำกัด ปัจจัยบวกที่รออยู่คือ การประชุม ECB ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ECB จะตัดสินใจเพิ่มพันธบัตรเข้าไปในการซื้อสินทรัพย์รอบนี้หรือไม่ หากเพิ่ม จะกลายเป็นปัจจัยบวกผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าในอัตราเร่ง กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจในเอเชียทางอ้อม ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็น กลางถึงบวก จากสัญญาณเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ฟื้นตัวในระดับอ่อนๆ อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.ลดลงต่อเนื่อง เปิดทางให้ กนง. พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.0% ได้จนถึงต้นปีหน้า ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นตัวแปรจำกัด Downside risk เช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นเป้าหมายกลับบริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุด ตามลำดับ โดยมีระยะหวังผลรอบใหม่ราว 30-40 จุด หุ้นเด็ดรายตัววันนี้ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวกรอบแคบ ปัจจัยบวกหุ้นจ่อขึ้น XD
ดัชนีฯตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีฯมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยบวกจากแรงซื้อ หลังหุ้นหลายตัวจ่อขึ้น XD บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงค์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ จับตา การประขุม สนช.เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ ก็จะส่งผลต่อตลาดในเชิงบวก ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนหุ้นไทยมาจาก การประกาศและรอขึ้น XD รับเงินปันผลของหุ้นหลายตัว ทำให้มีแรงซื้อเข้ามา รวมถึงแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ที่ได้รับผลดี และมีสัญญาณบวกจากการเริ่มเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในเดือน ก.ย.นี้ โดยแนะนำนักลงทุนถือต่อ ให้แนวต้านระยะสัปดาห์ที่ 1,580 จุด แนวรับที่ 1,535 จุด MThai news

หุ้นไทย เปิดพุ่ง 5.99 จุด รับ 'เฟด' ตรึงดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (18 ก.ย.) เปิดทำการเมื่อเวลา 09.58 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.99 จุด แตะที่ระดับ 1,576.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,330.31 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ให้จับตาการขยับของราคาหุ้นหลักทั้งกลุ่มธนาคาร/ICT/PTT/SCC ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้กระแสเงินทุนต่างชาติ MBKET เชื่อว่าต่างชาติจะยังทยอยสะสมหุ้นหลักของไทยต่อเนื่อง โดยคาดว่าดัชนีฯจะแกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 1,570-1,580 จุด ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนถือพอร์ตการลงทุน เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณใกล้ๆ 1,600 จุด หรือเก็งกำไรในลักษณะจำกัดวงเงิน เน้นหุ้นรายตัวที่มีประเด็นเชิงบวกต่อการลงทุน MThai News

ดัชนีหุ้นพลิกล็อกบวกกว่า 12 จุด ผลทำ
ADVANC /  BBL / 

ดัชนีหุ้นส่งท้ายตลาด เพิ่มขึ้น 12.95 จุด ปรับตัวอยู่ที่1,368.90 จุด สัปดาห์หน้าจับตาดูการชุมนุมทางการเมืองจากทุกกล่มก่อนตัดสินใจลงทุน นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 28 มี.ค. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ซึ่งประเมินได้ว่าเป็นผลจากการซื้อเพื่อปิดบัญชี ณ สิ้นงวดของกองทุน (Window Dressing) เพราะไม่ได้มีปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาผลักดันตลาดให้ปรับตัวขึ้นไปได้มากนัก โดยดัชนีหุ้นปรับตัวอยู่ที่1,368.90 จุด เพิ่มขึ้น 12.95 จุด มูลค่าซื้อขาย 32,483.71 ล้านบาท ทั้งนี้ สัปดาห์หน้า (31 มี.ค. - 4 เม.ย.) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ(ดัชนีต่ำสุด) 1,360 จุด แนวต้าน(ดัชนีสูงสุด) 1,380 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การชุมนุมของกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ทั้งคณะกปปส.)ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ รวมถึงกลุ่มนปช. ที่จะชุมนุมในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนให้ซื้อขายระยะสั้นตามกรอบดัชนีที่คาดการณ์ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 1.ADVANC     มูลค่าซื้อขาย 2,162.98ล้านบาท       ราคาปิดที่ 223.00 บาท     ปรับลง4.00 บาท 2.KBANK         มูลค่าซื้อขาย 2,029.40 ล้านบาท       ราคาปิดที่ 174.50 บาท      ปรับบวก3.50 บาท 3.BBL         มูลค่าซื้อขาย1,884.58 ล้านบาท        ราคาปิดที่ 176.00 บาท     ปรับบวก2.00 บาท 4.PTT         มูลค่าซื้อขาย1,622.38 ล้านบาท        ราคาปิดที่ 299.00 บาท      ไม่เปลี่ยนแปลง 5.SCB         มูลค่าซื้อขาย 1,301.21ล้านบาท         ราคาปิดที่ 156.50 บาท     ปรับบวก 3.00 บาท

MBKET วิเคราะห์ 4 แนวทางคดีโยกถวิล ชี้ อนาคตหุ้นไทย
คดีโยกถวิล /  ตลาดหุ้น / 

ซีไอเอ็มบี คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้เหวี่ยงลงตามตลาดต่างประเทศ และปัจจัยการเมืองในประเทศ ด้าน MBKET วิเคราะห์  ผลตัดสิน 4 แนวทาง ชี้อนาคตหุ้นไทย นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้(7พ.ค.)มีโอกาสที่จะเหวี่ยงตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวลงกันถ้วนหน้าตามดาวโจนส์ร่วงแรง อันเนื่องมาจากแรงเทขายหุ้นในกลุ่มอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่งวันนี้ต้องจับตาคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรีกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ของศาลรัฐธรรมนูญ และผลสรุปการสอบสวนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตามข้อกล่าวหาละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.)อีกด้วย ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถึงสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีโอกาสเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ 1.ไม่ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ยังคงรักษาการ ตำแหน่งเพื่อรอส่งมอบหน้าที่ 2.ขัดต่อกฎหมาย แต่นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ได้พ้นจากตำแหน่ง ตาม ม. 182 (วรรค 2 การยุบสภา) แล้ว และไม่มีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณาการโยกย้าย นายถวิล 3.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการ แต่ไม่มีผลผูกพันถึง ครม. ชุดที่พิจารณา ดังนั้น รองนายกฯ ขึ้นรักษาการ แทน 4.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพันจากตำแหน่งรักษาการ และมีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณา ซึ่งจะนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง การนำเสนอ นายกฯ ตามม. 3 ผ่านวุฒิสภา หากผลการพิจารณาเป็นแนวทางที่ 1-3 จะทำให้การเมือง การเลือกตั้ง ยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกับ SET INDEX ที่ฟื้นตัวลักษณะ Technical Rebound สู่แนว 1,415-1,420 จุด แต่หากออกมาเป็นแนวทางที่ 4 คาดว่าตลาดจะแกว่งออกด้านข้าง เพื่อรอภาพการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนอกสภาฯ ทั้ง กปปส. และ นปช. ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง “เข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน” พร้อมระยะหวังผล 10-15 จุด จากผลการวินิจฉัยของศาลฯ เที่ยงวันนี้ MThai News

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

หุ้นเช้าเปิดตลาดบวก 0.60 จุด โบรกฯแนะหุ้นผลกำไรดี
AH /  PTTGC / 

หุ้นเปิดตลาด (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด โบรกเกอร์แนะนำกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี กิมเอ็งชี้เป้าPTTGC ,TUF และAH บล.กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ตลาดวันศุกร์แข็งแกร่งกว่าคาดโดยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเกิน 1400 จุด แต่ปัจจัยแวดล้อมส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นลบไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการบริษัท จดทะเบียนที่อ่อนแอ และการชุนุมทุกกลุ่ม เพียงแต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ดังนั้นในภาพรวมบล.กสิกรไทยยังเน้นเลือกตัวหุ้นที่มีโอกาสโดดเด่นกว่าตลาด โดยเน้นหุ้นที่นักลงทุนยังมีการถือครองน้อย และเริ่มเห็น หุ้นเช้าเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 932.52 ล้านบาท โดยเลือกตัวเก็งกำไร และใช้จังหวะขึ้นเพื่อแบ่งขายลดพอร์ต ยังคงประเมินหุ้นปรับตัวลดลง(downside) ของการปรับฐานบริเวณดัชนี 1,340-1,360 จุด ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงซื้อ/เข้าสะสมหรือเก็งกำไรที่ดี อย่างไรก็ตามระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงแกว่งมากขึ้นจากการเก็งปัญหาการเมืองยุติหลัง 27 พ.ค. เช่นกัน ดังนั้นทางกลยุทธ์ของเลือกหุ้นที่มีสัญญาณบวกของการปรับประมาณการขึ้น และผ่านจุดต่ำสุดของการดำเนินงานไปแล้ว อาทิ หุ้นในกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี หุ้นเด่นวันนี้ :เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ PTTGC อะโรเมติกส์ยังตกต่ำไปจนถึงปี 2558 แต่ PTTGC ยังแข่งขันได้ แม้อุตสาหกรรมพาราไซลีน (PX) จะยังถูกกดดันจากปริมาณการผลิต(อุปทานใหม่)จำนวนมากกดดันส่วนต่างราคาในปี 2557 -2558 อย่างไรก็ตามเราเชื่อการลดลง (downside) ของส่วนต่างราคาจากระดับราคาปัจจุบันเริ่มลดลงแล้ว ผู้ผลิตไม่ครบวงจรที่ต้นทุนสูงเริ่มปรับลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง อย่างไรก็ตามต้น ทุนการผลิตของ PTTGC อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ นอกจากนั้นส่วนต่างราคาเบนซีน BZ ที่แข็งแกร่งยังช่วยชดเชยผลกำไรจากพาราไซลีน (PX)ทีลดลงแรงได้อีกด้วย ความเสี่ยงที่มีส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าคาด การหยุดโรงงานนอกแผน รวมถึงความสม่ำเสมอของวัตถุดิบก๊าซจาก PTT แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 84.00 บาท/หุ้น TUF ผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรสุทธิ 950 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้จากประกันภัยเพลิงไหม้ซึ่งบันทึกไตรมาส 1/2556 และ ส่วนแบ่งขาดทุนจากการเริ่มธุรกิจโรงงานผลิตทูน่าในปาปัวนิวกินี TUF มีกำไร 1,001 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%เพิ่มจากไตรมาสก่อนและ 99%เทียบกับปีก่อน ใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์ ยอดขายเพิ่มขึ้น 14% YoY จากการที่เงินบาทอ่อนค่าลง 9% ธุรกิจทูน่าที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ธุรกิจกุ้งในสหรัฐฯ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง มียอดขายเพิ่มขึ้น แนะนำ"ขายทำกำไร "(TAKE PROFIT) ราคาเป้าหมาย 64.00 บาท/หุ้น AH บมจ. อาปิโก ไฮเทค ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรที่ฟื้นตัวดีขึ้นมากที่ 153 ล้านบาท แนวโน้มผลประกอบการ 2557 ของ AH ประเมินอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์จะทรุดลงต่อเหลือประมาณ 2.2 ล้านคัน หรือ ติดลบกว่า 10% ต่ำกว่าของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านคัน แต่ยอดขายของ AHประเมินจะติดลบน้อยกว่าคือ ประมาณ 5% เพราะในปีนี้จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาช่วยหนุนยอดขาย ส่วนประมาณการของเราประเมินยอดขายของ AH จะปรับลดลง 5% เหลือ 14,846 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทรุดลงเหลือ 519 ล้านบาท แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท/หุ้น MThai News

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง แนะจับตา PTT-KBANK กำหนดทิศทางดัชนีฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้ จะแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เพราะปัจจัยภายนอกการลงทุนที่ไม่เอื้อ ความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจใน อียู ที่ส่งสัญญาณเสี่ยง ภายใต้ภาวะการลงทุนที่ขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุนในต่างประเทศ นักลงทุนทั่วโลกต่างรอดูผลการประชุม 'เฟด' ในปลายเดือนนี้เป็นสำคัญ แต่หากประเมินอีกด้านหนึ่ง เมื่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจใน อียู เพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นข้ออ้างที่เฟดจะใช้ประวิงเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน โดยดัชนีฯจะแกว่งตัวระหว่าง 1,520-1,570 จุด ในช่วง 1-2 สัปดาห์ต่อจากนี้ ก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 28-29 ต.ค. เพื่อติดตามมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ เฟด ในกลางปีหน้าจะปรับขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศขาดความโดดเด่น มีเพียงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3  ของกลุ่มธนาคารที่จะเริ่มทยอยประกาศในปลายสัปดาห์นี้ จะช่วยหนุนดัชนีฯได้ หากออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาด แนะนำ Swing Trade คือ ขึ้นแรงขาย และลงแรงซื้อ หุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการลงทุนเชิงบวกเฉพาะ พร้อมติดตามการแกว่งตัวของ PTT และKBANK ซึ่งกำหนดทิศทางดัชนีฯช่วงนี้ หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

โบรเกอร์เห็นต่างหุ้นไทยบวกหรือลบ
JAS /  PTTGC / 

โบรกเกอร์ เห็นต่างหุ้นไทยวันนี้ ใีทั้งมองหุ้นบวก ลบ และ ผันผวน พร้อมแนะนำลงทุน PTTGC,TMB, และ๋๋๋JAS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)  เผย แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (3 กพ.) ว่า คาดดัชนีหุ้นบวกปานกลาง โดยแม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียเช้านี้ลดลง จากความกังวลต่อเศรษฐกิจและค่าเงินตลาดเกิดใหม่ แต่หุ้นไทยน่าจะมีปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งเมื่อวาน ซึ่งไม่มีความรุนแรง ส่วนประเด็นที่ว่าคนไปใช้สิทธิ์น้อย และการรณรงค์ไม่เลือกตั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดสภาฯ ได้นั้น คาดว่าตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ดีดัชนีหุ้นจะยังผันผวนสูง เพราะการเมืองยังคงไม่มีทางออก นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เผย ดัชนีตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาส แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยมองแนวโน้มไปทางด้านติดลบอยู่ ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้การเลือกตั้งจะไม่เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถหาทางออกได้ และยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ ปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) มีมติปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงมีแนวโน้มที่เงินทุนต่างประเทศอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่าดัชนีหุ้นยังผันผวนในกรอบแคบๆ แต่อาจรีบาวด์ได้ในช่วงสั้น หลังการเลือกตั้งวานนี้เป็นไปด้วยความสงบ โดยทางแกนนำกปปส.มีมติให้ยุบเวทีบางแห่งทำให้ความตึงเครียดลดน้อยลง ขณะที่การเปิดลงคะแนนเสียงได้  คิดเป็น 89.2% ของการเลือกตั้ง ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ สส.ครบ 95% จับตาการการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ต่อไป ปัจจัยเศรษฐกิจวันนี้มีประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทย ซึ่งมาคมนักวิเคราะห์คาดว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.76% จาก 1.67% ในเดือนก่อน รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการจีน เดือนมกราคมที่ประกาศออกมาเมื่อวันเสาร์อ่อนตัวลงมาที่ 50.5 จาก 51 ในเดือนธันวาคมแต่ให้กรอบดัชนีวันนี้ที่ 1250 - 1290 จุด หุ้นเด่นวันนี้ PTTGC บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำซื้อ  คาดกำไรจากการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี 2556 ลดลง 2% จากปี 2555 แต่ประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ที่คาดเพิ่ม 15% จากอัตราผลกำไร (margin) ที่ดีขึ้นของสินค้าสายโอเลฟินส์ และการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นหลังขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตในปีก่อน แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 80 บาทจาก 90 บาท ล้อกับ PE ของภูมิภาคที่ลดลง  TMB บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ เป้าหมาย 2.70 บาท ปัจจัยกดดันราคาหุ้นระยะสั้นจบลงแล้ว หลังธนาคารออกมาระบุว่าไม่ได้เข้าร่วมประมูลสินเชื่อให้กับโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่ในเชิงพื้นฐานประเมินว่า TMB จะมีกำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้น 39% จากปี 2556 ถือว่าโดดเด่นมากเพราะสูงที่สุดในกลุ่มฯที่โดยเฉลี่ยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 4% จุดเด่นที่สำคัญของ TMB คือ สามารถในการรับความเสี่ยงที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงราว 16% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1หรือ Tier 1 ราว 10% JAS บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ แนะนำทยอยสะสมราคาเป้าหมาย 9 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 4 ปี 2556 ขยายตัวทั้งรายปีและรายไตรมาส ตามการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในธุรกิจ Broadband และการรุกขยายเข้าสู่ตลาดบนผ่านการให้บริการ FTTX โดยเบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติ ไตรมาส 4 ปี 2556ที่  800 ล้านบาท และราคาหุ้นมีโอกาสเพิ่มขึ้น จากแผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่ระหว่างศึกษา และคาดว่าจะมีความคืบหน้าในครึ่งปีแรก พร้อมคาดกำไรปกติปี 2557 จะเติบโต +20.2% yoy เป็น 3,872 ล้านบาท  MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทย บวกต่อ ญี่ปุ่นยุบสภาหนุน
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

 โบรกฯคาดหุ้นไทยเดินหน้าบวกต่อ หลังได้รับแรงหนุนจากการที่ญี่ปุ่นยุบสภา ลุ้นทดสอบ 1,590 จุด แนะทยอยขายทำกำไรบางส่วน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดโมเมนตัมการลงทุนตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ยังสามารถผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้านด่านสำคัญ 1,590 จุดได้ โดยจุดสังเกตที่น่าสนใจติดตามได้แก่ หุ้น Big Cap โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play ขยับขึ้นเด่นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และที่อยู่อาศัย ที่คาดว่าจะได้อานิสงค์จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว รวมถึงปัจจัยบวกจากชินโสะ อาเบะประกาศยุบสภา พร้อมสั่งให้ ครม.พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และหากผลการประชุม BoJ ในวันนี้ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจีดีพีไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มเชิงบวกต่อการลงทุนในไทย ทั้งตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดหุ้น ขณะที่หุ้นขนาดเล็กทั้ง SET และ MAI คาดว่าจะแกว่งในกรอบแคบถึงปรับฐานลงเล็กน้อย เพื่อรอผลการประชุมระหว่างสมาคมโบรกเกอร์ และ ตลท. เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมเก็งกำไร การซื้อขายหุ้นที่ร้อนแรง ซึ่งผลการประชุมในวันนี้ จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในทันที แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วน ในหุ้นหลักที่แนะนำเข้าสะสม หรือเก็งกำไร บริเวณ 1,590 จุด พร้อมปรับพอร์ตบางส่วนมาสะสมหุ้นที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3 และโอกาสที่ผลงานจะฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 4 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯลุ้น! หุ้นไทย วันนี้ กลับยืนจุดเดิม 1,600 จุด
SET /  ข่าว / 

โบรกฯ คาด หุ้นไทย วันนี้ฟื้นเหนือ 1600 จุด แต่ upside จำกัด หลังกรีซเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก  บทวิเคราะห์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดการณ์ตลาด หุ้นไทย วันนี้ มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นยืนเหนือ 1,600 จุด เมื่อกรณีกรีซ เริ่มมีพัฒนาการในเชิงบวก จิตวิทยาการลงทุนคลายตัว อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงสะสมตลาดหุ้นไทย แม้ว่าจะผ่าน SET50 Index Futures หนาแน่นตลอด 3 วันทำการ Long สุทธิ 5,585 สัญญา ย่อมสะท้อนภาพ Downside risk ของ SET50 Index เป็นไปอย่างจำกัดในช่วงนี้ ราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับฐานลงอีกครั้ง หลังจากฟื้นตัวในระดับต่ำสุดของระลอกนี้ที่ US$46/barrel มาทดสอบแนว US$53 เป็นเพียง Technical Rebound เท่านั้น ความอ่อนแอของความต้องการใช้น้ำมัน ตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่อุปทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการผลิตน้ำมันของกลุ่มนอกโอเปก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ ดังนั้นกลุ่มสายการบิน / กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง / กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับต่ำ ช่วยต้นทุนการผลิตให้ลดลง ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้นจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,590-1,620 จุด ในช่วงที่เหลือของเดือนนี้ กลยุทธ์ช่วงสั้น นักลงทุนควรเน้นการลงทุนเป็นรายตัว ด้วยประเด็นผลการดำเนินงานใน 4Q57 ที่แนวโน้มจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดหรือได้อานิสงส์จากผลของฤดูกาลเป็นทางเลือกของการลงทุน มากกว่าจะมองที่ภาพ SET INDEX ที่มี upside gain ที่จำกัด กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ “นักลงทุนสะสมหุ้นเป้าหมายต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าสถานการณ์น้ำมัน หรือ กรีซ จะคลายตัวในที่สุด” MThai News