กิมเอ็ง

การเมืองเดือด!! ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 20 จุด
กกต /  หุ้นร่วง / 

เลือกตั้งล่วงหน้าเดือด ฉุดตลาดหุ้นไทยร่วงเกือบ 20 จุด ดัชนีหลุด 1300 จุดอีกแล้ว โบรก แนะ จับตาเจรจาเลื่อนเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เปิดตลาดหุ้นไทยวันนี้ (27 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีร่วงลงทันที่ 18.95 จุด มายืนที่ 1,295.68 จุด เปลี่ยนแปลง -1.44% มูลค่าการซื้อขาย 2,158.26 ล้านบาท ทั้งนี้ นักวิเคาระห์ ระบุว่า บรรยากาศหุ้นไทยที่ร่วงลงนี้ เป็นไปตามเป็นไปตามทิศทางตลาดต่างประเทศที่กังวลค่าเงินในเอเชีย และปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดปัญหาความวุ่นวายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้(26 ม.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการคัดค้านการเลือกตั้ง ดังนั้นนักลงทุนจึงขายเพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะให้รอดูผลการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันพรุ่งนี้(28 ม.ค.)ว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่ หากมีการเลื่อนเลือกตั้งก็จะทำให้ตลาดรีบาวด์ได้บ้าง แต่ถ้าไม่เลื่อนก็จะเกิดความกังวลตามมา MThai news

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

โบรเกอร์เห็นต่างหุ้นไทยบวกหรือลบ
JAS /  PTTGC / 

โบรกเกอร์ เห็นต่างหุ้นไทยวันนี้ ใีทั้งมองหุ้นบวก ลบ และ ผันผวน พร้อมแนะนำลงทุน PTTGC,TMB, และ๋๋๋JAS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)  เผย แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (3 กพ.) ว่า คาดดัชนีหุ้นบวกปานกลาง โดยแม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียเช้านี้ลดลง จากความกังวลต่อเศรษฐกิจและค่าเงินตลาดเกิดใหม่ แต่หุ้นไทยน่าจะมีปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งเมื่อวาน ซึ่งไม่มีความรุนแรง ส่วนประเด็นที่ว่าคนไปใช้สิทธิ์น้อย และการรณรงค์ไม่เลือกตั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดสภาฯ ได้นั้น คาดว่าตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ดีดัชนีหุ้นจะยังผันผวนสูง เพราะการเมืองยังคงไม่มีทางออก นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เผย ดัชนีตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาส แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยมองแนวโน้มไปทางด้านติดลบอยู่ ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้การเลือกตั้งจะไม่เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถหาทางออกได้ และยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ ปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) มีมติปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงมีแนวโน้มที่เงินทุนต่างประเทศอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่าดัชนีหุ้นยังผันผวนในกรอบแคบๆ แต่อาจรีบาวด์ได้ในช่วงสั้น หลังการเลือกตั้งวานนี้เป็นไปด้วยความสงบ โดยทางแกนนำกปปส.มีมติให้ยุบเวทีบางแห่งทำให้ความตึงเครียดลดน้อยลง ขณะที่การเปิดลงคะแนนเสียงได้  คิดเป็น 89.2% ของการเลือกตั้ง ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ สส.ครบ 95% จับตาการการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ต่อไป ปัจจัยเศรษฐกิจวันนี้มีประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทย ซึ่งมาคมนักวิเคราะห์คาดว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.76% จาก 1.67% ในเดือนก่อน รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการจีน เดือนมกราคมที่ประกาศออกมาเมื่อวันเสาร์อ่อนตัวลงมาที่ 50.5 จาก 51 ในเดือนธันวาคมแต่ให้กรอบดัชนีวันนี้ที่ 1250 - 1290 จุด หุ้นเด่นวันนี้ PTTGC บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำซื้อ  คาดกำไรจากการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี 2556 ลดลง 2% จากปี 2555 แต่ประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ที่คาดเพิ่ม 15% จากอัตราผลกำไร (margin) ที่ดีขึ้นของสินค้าสายโอเลฟินส์ และการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นหลังขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตในปีก่อน แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 80 บาทจาก 90 บาท ล้อกับ PE ของภูมิภาคที่ลดลง  TMB บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ เป้าหมาย 2.70 บาท ปัจจัยกดดันราคาหุ้นระยะสั้นจบลงแล้ว หลังธนาคารออกมาระบุว่าไม่ได้เข้าร่วมประมูลสินเชื่อให้กับโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่ในเชิงพื้นฐานประเมินว่า TMB จะมีกำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้น 39% จากปี 2556 ถือว่าโดดเด่นมากเพราะสูงที่สุดในกลุ่มฯที่โดยเฉลี่ยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 4% จุดเด่นที่สำคัญของ TMB คือ สามารถในการรับความเสี่ยงที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงราว 16% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1หรือ Tier 1 ราว 10% JAS บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ แนะนำทยอยสะสมราคาเป้าหมาย 9 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 4 ปี 2556 ขยายตัวทั้งรายปีและรายไตรมาส ตามการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในธุรกิจ Broadband และการรุกขยายเข้าสู่ตลาดบนผ่านการให้บริการ FTTX โดยเบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติ ไตรมาส 4 ปี 2556ที่  800 ล้านบาท และราคาหุ้นมีโอกาสเพิ่มขึ้น จากแผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่ระหว่างศึกษา และคาดว่าจะมีความคืบหน้าในครึ่งปีแรก พร้อมคาดกำไรปกติปี 2557 จะเติบโต +20.2% yoy เป็น 3,872 ล้านบาท  MThai News

BLAND /  KCE / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผยสถาการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง ติดตามดูใกล้ชิดแนะเล่นระยะกลางถึง ยาว หากเก็งกำไรเล็ง "PTTGC" กลยุทธ์สำคัญวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มีมุมมองการลงทุนเป็นลบ เป็นวันที่ 3 พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่องจากวันพุธที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่นั่งอยู่นอกตลาด เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนมากกว่านี้ นักลงทุนควรติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศอีกครั้ง ทั้งจากท่าทีฝั่งรัฐบาลที่เดินหน้าปฎิรูปการเมือง จัดเวทีเสวนาร่วมกับนักวิชาการ เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ ด้าน เลขาธิการ กปปส. นายสุเทพ เตรียมประกาศแผนเผด็จศึกในช่วงค่ำคืนนี้ พร้อมยืนยันแนวทางที่จะจัดตั้งสภาประชาชน ยังมีความเป็นไปได้ จากเหตุการณ์สมัย 14 ต.ค.ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สำหรับตลาดหุ้นไทยวันพุธที่ผ่านมา แกว่งระหว่าง 1,380 – 1,390 จุด โดยเกิดแรงขายทำกำไรในกลุ่ม ICT และกลุ่ม พลังงานเด่นที่สุด เช่น ADVANC, JAS, PTTEP, PTTGC เป็นต้น ขณะที่มีการเก็งกำไรรายตัวในกลุ่มธนาคาร อย่าง KBANK, SCB รวมถึง SCC นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น MBKET แนะนำให้ รอซื้อแถวดัชนี 1,360-1,370 จุด โดยลงทุนวันนี้ แนะนำ ซื้อเก็งกำไร  PTTGC ราคาปิด 77.50 บาท ราคาเหมาะสม 87.00 บาท ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ขยับขึ้นอย่างโดดเด่นวานนี้ จะเป็นบวกต่อ PTTGC ซึ่งใช้ก๊าซในการผลิตปิโตรเคมี เพราะราคาก๊าซจะขึ้นได้ช้ากว่าราคาน้ำมันดิบ กลายเป็นประเด็นเชิงบวกต่อส่วนต่างราคาปิโตรเคมีของ PTTGC คาดผลประกอบการไตรมาส 4 จะโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มน้ำมันขั้นปลายเ อีกทั้งงินปันผลงวดปลายปีอีก 1.69 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 2.18% และงวดปี 2557 ที่ 4.81% นักลงทุนระยะกลางถึงยาว เมย์แบงก์ฯแนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณ ดัชนี1,320-1,330 จุดลงไป หุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในปี 2557  ได้แก่ BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF ประเมินจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของผลการดำเนินงาน และการออกตราสารใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และปรับเปลี่ยนโครงสร้างทุน เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง MThai News

โบรกเกอร์แนะเลี่ยงลงทุนสุดสัปดาห์
SPALI /  THCOM / 

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ฟันธงหุ้นวันสุดท้ายของสัปดาห์ซึมยาว เหตุการเมืองไม่นิ่ง และต่างชาติเทขายต่อ เคเคเทรด แนะนำซื้อหุ้นSPALI ,THCOM ดัชนีหุ้นเมื่อวาน  (12 ธ.ค. 2556) ปิดลบเป็นวันแรกในรอบ 3 วันทำการ โดยปรับตัวลง 13.14 จุดมาอยู่ที่ 1,356.21 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 27,098 ล้านบาท ด้านต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 15 อีก 3,528 ล้านบาท กลยุทธ์วันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้น้ำหนักการลงทุนเป็นลบ ติดกันเป็นวันที่ 7 ประเด็นการเมืองที่ยังคงต้องติดตามต่อไป ล่าสุด 4 องค์กรหลัก ไม่ว่าจะเป็น กปปส., รัฐบาลรักษาการณ์, กองทัพ หรือ ภาคเอกชน ต่างเสนอเป็นตัวกลางในการจัดตั้งเวทีเสวนา เพื่อผ่าทางตันทางการเมือง ขณะที่รัฐบาลฯ เสนอให้มีเวทีฯ ดังกล่าว แต่ยังคงเดินหน้าเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ. 2557 พร้อมนำข้อเสนอต่างๆ มาพิจารณาหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสซึมลงสู่แนว 1,350 จุด หรือต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะเป็นผลของการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์ นักลงทุนต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อในวันนี้(13 ธ.ค. 2556) บวกกับความไม่ชัดเจนทางการเมือง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงชะลอการลงทุน นักลงทุนระยะกลางถึงยาว ดัชนีหุ้นบริเวณ 1,320-1,330 จุด แต่คิดว่าจะไม่หลุดดัชนี1,300 จุด ระยะนี้หุ้นยังคงผันผวน  นะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นหลักอีกครั้งบริเวณดัชนีหุ้น 1,320-1,330 จุดลงไป หุ้น น่าเก็บ ในปี 2557 ของทีมกลยุทธ์ MBKET คือ “BKT” รวมถึง BLAND / KCE / KTB / TPIPL/ TRUE / TTA/ TUF หุ้นเด่นวันนี้ บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ คือ SPALI รายได้ในปี 2557 มีงานในมือรอรับรู้รายได้แล้ว 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 84% ของประมาณการทั้งปี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าอุตสาหกรรม ขณะที่งานมืออีก 1.3 หมื่นล้านบาท จะสามารถบันทึกรายได้ต่อเนื่องในปี 2558 นอกจากนี้ SPALI ความสามารถในการทำกำไรทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ขณะที่เราคาดว่าบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลของผลประกอบการในครึ่งปีหลังปี 2556 ได้ราว 50 สตางค์ต่อหุ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนเงินปันผล 3.3%ประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 22.40 บาท THCOM  นอกจากปัจจัยหนุนในระยะสั้นจากถูกปรับเข้าคำนวณในดัชนี SET50 แล้ว และการที่เราประเมินว่าบริษัทจะมีกำไรจากธุรกิจปกติใน 4Q56 ออกมาดีที่สุดของปีที่ 390 ล้านบาท ซึ่งจากส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2556 ขยับขึ้นจาก 174 ล้านบาทในปี 2555 มาอยู่ที่ 1.34 พันล้านบาทแล้ว ผลจากการบันทึกรายได้จากดาวเทียมไทยคม 6 เข้ามาเต็มปี คาดว่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 34% เทียบปีก่อน  ประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 42 บาท MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวกรอบแคบ ปัจจัยบวกหุ้นจ่อขึ้น XD
ดัชนีฯตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีฯมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยบวกจากแรงซื้อ หลังหุ้นหลายตัวจ่อขึ้น XD บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงค์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ จับตา การประขุม สนช.เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ ก็จะส่งผลต่อตลาดในเชิงบวก ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนหุ้นไทยมาจาก การประกาศและรอขึ้น XD รับเงินปันผลของหุ้นหลายตัว ทำให้มีแรงซื้อเข้ามา รวมถึงแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ที่ได้รับผลดี และมีสัญญาณบวกจากการเริ่มเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในเดือน ก.ย.นี้ โดยแนะนำนักลงทุนถือต่อ ให้แนวต้านระยะสัปดาห์ที่ 1,580 จุด แนวรับที่ 1,535 จุด MThai news

จับตาดูหุ้นยานยนต์ราคาถูกรออุตสาหกรรมฟื้นตัว
Auto /  KBANK / 

เมย์แบงก์ฯ ชี้ยอดขายรถยนต์ปี 2557 ลดลงเล็กน้อย จับตายอดขายและส่งออกช่วงต่อไป แนะ หุ้น KBANK และ TMB บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (กลุ่มยานยนต์motive Sector) ยอดผลิตรถยนต์เดือน ธ.ค. 56 ทรุดหนักต่ำสุดรอบ 20 เดือน กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือน ธ.ค. 2556 เท่ากับ 158,893 คัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ธ.ค. 108,688 คัน ฟื้นตัวต่อ 16% เทียบเดือน พ.ย. จากแรงหนุนการจัดงานมอเตอร์โชว์  แต่ทรุดลงต่อจากปีก่อน ลด 25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2556 มียอดทั้งสิ้น 1,325,474 คัน ติดลบ 7.7%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับเป้าหมายของค่ายโตโยต้า 1.3 ล้านคัน การส่งออกรถยนต์ เดือน ธ.ค. ชะลอตัวลงต่อเหลือ 87,961 คัน ลดลง 8% เทียบเดือน พ.ย. รวมทั้งปี 2556 ยอดส่งออกรถยนต์รวม 1,128,152 คัน เพิ่มขึ้น 10%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บล.เมย์แบงก์ฯ คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะชะลอตัวลง ลดลง 2% เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน  โดยคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.25 ล้านคัน (+11%เทียบปี 2556) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.15 ล้านคัน (-12% เทียบปี 2556) โดยประมาณการของเราต่ำกว่าประมาณการของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะเท่ากับ 2.5 ล้านคัน เติบโต 2% เทียบกับปีก่อนยังไม่มีสัญญาณบวก แต่หุ้นลงมาตอบรับมากแล้ว น้ำหนักการลงทุนกลางๆ (Neutral) คือจับตาดูกลุ่มยานยนต์ ทั้งนี้ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554  และซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ  จึงลงมาตอบรับปัจจัยลบมากแล้ว  แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ  เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral ในขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มยานยนต์อยู่ที่ 455.60 จุด หุ้นเด่นวันนี้  บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ KBANK ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 9.5 พันล้านบาท ลดลง 11%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่เพิ่มขึ้น 24%เทียบกับทั้งปี ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ โดยสินเชื่อยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ NPL ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 2.0% และค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองตั้งในระดับปกติ โดยรวมกำไรสุทธิทั้งปี 56 อยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ราคาเป้าหมาย 200 บาท TMB ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 1.8 พันล้านบาท ลดลง 4%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่พลิกจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งต่ำกว่าที่เราคาดเล็กน้อย 6%ผลการดำเนินงานของ TMB ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เห็นได้ชัดจากผลการดำเนินงานในปี 2556 ขณะที่งบการเงินในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งสำหรับปี 2557 คาด;jkฐานกำไรของ TMB ยังคงขยายตัวต่อเนื่องสู่ระดับ 8.0 พันล้านบาท เติบโต 39% เทียบกับปี 2556 ราคาเป้าหมาย  2.55 บาท MThai News

หุ้นไทยเปิดตลาดลดทันที 6.48 จุด
กิมเอ็ง /  ดัชนี / 

หุ้นไทยเปิดตลาดปรับตัวลดลง 6.48 จุด แตะ 1,346.38 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,470.59 ล้านบาท บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (26 พ.ย.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวลดลง6.48 จุด แตะที่ระดับ 1,346.68 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,470.59 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด เมื่อเวลา 08.55 น. มีดังนี้ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 30.89 บาท ขายออก 32.31 บาท บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งแนะนำให้นักลงทุนเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในและนอกสภาช่วง 2-3 วันจากนี้ไป เพราะเชื่อว่าจะมีพัฒนาการที่เข้มข้นมากขึ้น แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงครอบคลุมพื้นที่ กทม., เและปริมณฑลแล้วก็ตาม ประเมินสถานการณ์เชื่อว่า ภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะคลายตัวในปลายสัปดาห์นี้ หรือ ต้นสัปดาห์หน้า ดังนั้น นักลงทุนระยะกลางและยาว อาจพิจารณาหาจังหวะการลงทุน โดยเฉพาะบริเวณดัชนี 1,320-1,330 จุด MThai News

หุ้นกลุ่มเดินเรือขาขึ้น โบรกฯแนะน่าจับเข้าพอร์ต
BDI /  PSL / 

หุ้นกลุ่ม เดินเรือ ส่งสัญญาณขาขึ้น ภายหลังค่าระวางเรือ หรือค่า(BDI) ขึ้นมาหลายวัน สะท้อนเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว นายจรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ นักวิเคราะห์ บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็งวิเคราะห์ หุ้นกลุ่มเดินเรือว่า ดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ล่าสุด (20 มี.ค.) ดัชนี ค่าระวางเรือ BDI ปิดวันทำการล่าสุดที่ 1,570.00 จุด เพิ่มขึ้น 52.00 จุด เพิ่มขึ้น 3.43%ซึ่งเป็นการไต่ระดับขึ้นของค่า BDI ติดต่อกันหลายวัน โดยนับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ค่า BDI ปิดที่ระดับ 1,197.00 จุด ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2557 ปิดที่ 1,391.00 จุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่า BDI ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อ 7 วันที่ระดับ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้น 16.20% โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่า BDI ในรอบนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งสนับสนุนให้การขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้น3 โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2 ปี 2557 เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งบมจ. โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์  หรือ TTA ตั้งเป้ารายได้ปี 2557 (สิ้นสุด ก.ย. 57) เติบโต 40% เมื่อเทียบจากปีก่อน ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ที่ผ่านจุดต่ำสุด ส่วนธุรกิจของ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง  PSL ผลประกอบการเริ่มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เพราะได้รับอานิสงส์จากกองเรือที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็น 40 ลำ จาก 22 ลำและอยู่ระหว่างสั่งต่ออีก 16 ลำ เพื่อบรรลุเป็น 56 ลำภายในปี 2559 ดังนั้นขนาดกองเรือที่เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการฟ้นตัวของอุตสาหกรรม จะทำให้ PSL จะได้ประโยชน์สูงในการฟ้นตัวในรอบนี้ สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2557 กำไรปกติ จะยังใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2556 เนื่องจากค่า BDI เดือนมกราคม ได้รับผลกระทบจากเทศกาลตรุษจีนทำให้มีการชะลอการขนส่ง ส่วนทั้งปี 2557 จะเติบโต จากปี 2556 ทีมีกำไรสุทธิที่ 527.77 ล้านบาท เพราะเชื่อว่า BDI ปี 2557 จะสูง 2,000 จุด เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่ 1,000 จุด เพิ่มขึ้นประมาณ 100%  แนะนำซื้อ 27.25 บาท นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป เผย การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TTA และ PSL อยู่ระหว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกเข้า "เก็งกำไร" ได้ โดย TTA มองแนวรับ 20 บาท และ แนวต้าน 24 บาท ขณะที่ PSL แนวรับที่ 25.50 บาท ส่วนแนวต้าน 30 บาท MThai News

SET วันนี้ Sideways โบรก แนะทยอยสะสมหุ้นหลัก ช้อนซื้อช่วงลบ
MBKET /  หุ้นไทย / 

นักวิเคราะห์ ชี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวแคบด้วยวอลุ่มซื้อขายเบาบาง เหตุนักลงทุนยังกังวลสถานการณ์การเมือง แนะนำรอซื้อเฉพาะช่วงลบ บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ระบุ ทิศทาง SET วันนี้(27 ก.พ.) ยังคงภาพ Sideways ในกรอบระหว่าง 1,300-1,310 จุด พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างกังวลต่อความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่วันนี้มีพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญ ช่วงเช้า ศาลรัฐธรรมนูญจะปิดคดีคำร้อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.0 ล้านล้านบาท และช่วงบ่าย ปปช. เชิญนายกฯ รักษาการ มาฟังข้อกล่าวหาคดีโครงการจำนำข้าว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่นายกฯ รักษาการจะส่งตัวแทนเข้ารับฟัง MBKET แนะนำให้นักลงทุนเข้าทยอยสะสมหุ้นหลัก ที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลตอบแทนเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3.0% ได้แก่ KTB, TMT, AP, BJCHI, DELTA เป็นต้น รวมถึงหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการเก็งกำไรเฉพาะหลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ “ซื้อ” TTA ขณะที่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ  SET แกว่งแคบวอลุ่มบาง แนะเก็งกำไรหุ้นกลาง-เล็ก/ถือหุ้นปันผลเด่นต่อไป ส่วนหุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน ซื้อสะสม CPF และ BTS (คาดราคาหุ้นฟื้นตัว) ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ SET ยังแกว่งทรงตัวได้ดีแต่ก็มีจังหวะผันผวน ดังนั้นรอซื้อเฉพาะช่วงลบ จากนั้นเน้นถือเพื่อรอให้มีรอบรีบาวด์ขึ้นก่อนค่อยมาพิจารณาขายทำกำไร ส่วน หุ้นเด่นวันนี้  CK คงเป้าหมาย 20 บาท แนะนำซื้อ SAMART ราคาเป้าหมายที่ 21 บาท และคงคำแนะนำซื้อ ,KCAR ราคาเป้าหมายที่ 11.70 บาท แนะนำขึ้นเป็นซื้อ ,VIBHA ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 11 บาทจากเดิม 13 บาท แต่ยังแนะนำซื้อ ส่วน บล.เอเซีย พลัส ระบุ กลยุทธ์การลงทุนการเมืองยังกดดันเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ การทำงานของ BOI อาจยังต้องชะงักต่อไป ขณะที่ นปช. รวมตัวปิดทางเข้า-ออก ป.ป.ช. ขณะที่ใกล้สิ้นสุดการรายงานงบไตรมาส 4/56 น่าจะเกิด sell on fact ยกเว้นหุ้นที่คาดว่ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แนะนำหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายนอกเลือก DELTA (FV@B70.4) และ HANA (FV@B31.6) เป็น Top picks MThai news

MBKET แนะลงทุนช่วงสั้น ทยอยสะสม TRUEIF - ซื้อเก็งกำไร KCE
MBKET /  กลยุทธ์การลงทุน / 

สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันนี้(16 ก.ค.) บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ( MBKET) ยังคงให้ภาพในลักษณะของการพักฐานอีกวัน โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1,520-1,530 จุด ส่วนหุ้นหลักโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร เข้าสู่โหมดการพักฐาน เพื่อรอดูผลการดำเนินงาน 2Q 57 ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อีกทั้ง กองทุนภายในประเทศ เริ่มทยอยขายทำกำไร เพื่อ Lock-in Profit ในรอบนี้ ซึ่งอาจรวมถึงการทยอยปิดกองทุนของ Trigger Funds ที่ใกล้แตะระดับเป้าหมาย ขณะที่การเข้าให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาของประธานเฟด Yellen คืนวานนี้ พบว่า อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ขณะที่ ณ ปัจจุบันยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดอสังหาฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เน้น "Swing Trade" ในกรอบ 1,520-1,530 จุด โดยเน้นหุ้นขนาดกลาง / หุ้น Laggard เป็นหลัก หุ้นหลัก ทยอยขายทำกำไร เมื่อราคาฟื้นตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" TRUEIF/ "ซื้อเก็งกำไร" KCE Portfolio : Top Pick in 3Q14: AAV/ AP/ IFEC / TRUE HOLD: SCC/ SPALI/ TTA/ SAMART/ SPCG/ BLAND/ IFEC/ BTS Accumulative Buy: TRUEIF Speculative Buy: KCE Technical View : แนวรับ 1520-1525 จุด แนวต้าน 1535-1540 จุด คงแนวโน้มแกว่งตัวเชิงบวก ในกรอบที่ยกตัวสูงขึ้น MThai News

โบรกฯชี้ ตลาดหุ้นแกว่งบวก แนะจับตา 3 หุ้นดัง
ตลาดหุ้นไทย /  หุ้นวันนี้ / 

นักวิเคราะห์ฯคาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งขึ้น ตามตลาดหุ้นภูมิภาคและตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะจับตาปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตาม คือการยกร่างรัฐฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีการชะลอออกไป แต่คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้กลางเดือนก.ค.นี้ พร้อมให้กรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ แนวรับ 1,485 จุด และแนวต้าน 1,500-1,505 จุด นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้(4 ก.ค.)น่าจะมีการแกว่งตัวขึ้น เป็นไปตามตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขานรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯออกมาดีเกินคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์และตลาดหุ้นเยอรมัน ปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการ อย่างไรก็ดี วันนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดทำการเนื่องในวันชาติ ด้านปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตามการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งอาจมีการชะลอออกไป แต่คาดว่าจะดำเนินการให้มีการประกาศใช้ช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้มีการปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา พร้อมให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ แนวรับ 1,485 จุด และแนวต้าน 1,500-1,505 จุด หุ้นเด่นวันนี้ -CPN (เมย์แบงก์ กิมเอ็ง)แนะนำ"ซื้อ"เป้า 57.00 บาท คาดกำไร 2Q57 เติบโต 18% YoY เป็น 1,681 ล้านบาทภายใต้สมมติฐานการทยอยบันทึกกำไรขายเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ราว 40 ล้านบาทต่อไตรมาส อย่างไรก็ดี หากมีการบันทึกกำไรทั้งจำนวนราว 5 พันล้านบาทจะทำให้กำไร 2Q57 สูงเป็นประวัติการณ์ แนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวจากทั้งการที่สามารถปรับค่าเช่าได้ราว 5% ต่อปี และการเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 8 โครงการภายในปี 59 - BBL(เมย์แบงก์ กิมเอ็ง)แนะนำ"ซื้อเก็งกำไร"เป้า 240 บาท คาดกลุ่มแบงก์ยัง Outperform ตลาดต่อได้ จากการไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างชาติ และได้ Sentiment บวก หลังวานนี้ ECB ประกาศโครงการ TLTROs รอบใหม่วงเงิน 1 ล้านล้านยูโร เพื่อปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดส่งผลบวกให้เกิดการทำ Euro Carry Trade เพื่อลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และคาดกำไร 2Q57 ที่ 10,250 ล้านบาท เติบโต +4% qoq และแนวโน้มกำไรสุทธิ 2H57 จะสูงกว่า 1H57 ตามการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อใน 2H57 Valuation ยังค่อนข้างถูก โดยซื้อขายระดับ PBV 2557 เพียง 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่ 1.5 เท่า - BLAND(เคจีไอ)แนะนำ"เก็งกำไร"เป้า 2.37 คาดจัดตั้งกอง REIT ได้ภายในปีนี้ (คาดบันทึกกำไรพิเศษราว 2-3 พันล้านบาท) และมีโอกาสซื้อหุ้นคืน ทั้งนี้ราคาหุ้นยังต่ำ Book Value ที่ 2.32 บาท แนวรับ 1.88 บาท แนวต้าน 1.95 บาท ถัดไป 2.0 บาท (ขายถ้าหลุด 1.88 บาท) ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. SET เปิดบวก 5.04 จุด ยืนที่ 1,498.25 จุด เปลี่ยนแปลง +0.34% มูลค่าการซื้อขาย 1,614.31 ล้านบาท ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,498.60 จุด ดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 1,497.90 จุด MThai News

หุ้นเช้าเปิดตลาดบวก 0.60 จุด โบรกฯแนะหุ้นผลกำไรดี
AH /  PTTGC / 

หุ้นเปิดตลาด (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด โบรกเกอร์แนะนำกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี กิมเอ็งชี้เป้าPTTGC ,TUF และAH บล.กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ตลาดวันศุกร์แข็งแกร่งกว่าคาดโดยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเกิน 1400 จุด แต่ปัจจัยแวดล้อมส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นลบไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการบริษัท จดทะเบียนที่อ่อนแอ และการชุนุมทุกกลุ่ม เพียงแต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ดังนั้นในภาพรวมบล.กสิกรไทยยังเน้นเลือกตัวหุ้นที่มีโอกาสโดดเด่นกว่าตลาด โดยเน้นหุ้นที่นักลงทุนยังมีการถือครองน้อย และเริ่มเห็น หุ้นเช้าเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 932.52 ล้านบาท โดยเลือกตัวเก็งกำไร และใช้จังหวะขึ้นเพื่อแบ่งขายลดพอร์ต ยังคงประเมินหุ้นปรับตัวลดลง(downside) ของการปรับฐานบริเวณดัชนี 1,340-1,360 จุด ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงซื้อ/เข้าสะสมหรือเก็งกำไรที่ดี อย่างไรก็ตามระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงแกว่งมากขึ้นจากการเก็งปัญหาการเมืองยุติหลัง 27 พ.ค. เช่นกัน ดังนั้นทางกลยุทธ์ของเลือกหุ้นที่มีสัญญาณบวกของการปรับประมาณการขึ้น และผ่านจุดต่ำสุดของการดำเนินงานไปแล้ว อาทิ หุ้นในกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี หุ้นเด่นวันนี้ :เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ PTTGC อะโรเมติกส์ยังตกต่ำไปจนถึงปี 2558 แต่ PTTGC ยังแข่งขันได้ แม้อุตสาหกรรมพาราไซลีน (PX) จะยังถูกกดดันจากปริมาณการผลิต(อุปทานใหม่)จำนวนมากกดดันส่วนต่างราคาในปี 2557 -2558 อย่างไรก็ตามเราเชื่อการลดลง (downside) ของส่วนต่างราคาจากระดับราคาปัจจุบันเริ่มลดลงแล้ว ผู้ผลิตไม่ครบวงจรที่ต้นทุนสูงเริ่มปรับลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง อย่างไรก็ตามต้น ทุนการผลิตของ PTTGC อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ นอกจากนั้นส่วนต่างราคาเบนซีน BZ ที่แข็งแกร่งยังช่วยชดเชยผลกำไรจากพาราไซลีน (PX)ทีลดลงแรงได้อีกด้วย ความเสี่ยงที่มีส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าคาด การหยุดโรงงานนอกแผน รวมถึงความสม่ำเสมอของวัตถุดิบก๊าซจาก PTT แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 84.00 บาท/หุ้น TUF ผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรสุทธิ 950 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้จากประกันภัยเพลิงไหม้ซึ่งบันทึกไตรมาส 1/2556 และ ส่วนแบ่งขาดทุนจากการเริ่มธุรกิจโรงงานผลิตทูน่าในปาปัวนิวกินี TUF มีกำไร 1,001 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%เพิ่มจากไตรมาสก่อนและ 99%เทียบกับปีก่อน ใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์ ยอดขายเพิ่มขึ้น 14% YoY จากการที่เงินบาทอ่อนค่าลง 9% ธุรกิจทูน่าที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ธุรกิจกุ้งในสหรัฐฯ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง มียอดขายเพิ่มขึ้น แนะนำ"ขายทำกำไร "(TAKE PROFIT) ราคาเป้าหมาย 64.00 บาท/หุ้น AH บมจ. อาปิโก ไฮเทค ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรที่ฟื้นตัวดีขึ้นมากที่ 153 ล้านบาท แนวโน้มผลประกอบการ 2557 ของ AH ประเมินอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์จะทรุดลงต่อเหลือประมาณ 2.2 ล้านคัน หรือ ติดลบกว่า 10% ต่ำกว่าของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านคัน แต่ยอดขายของ AHประเมินจะติดลบน้อยกว่าคือ ประมาณ 5% เพราะในปีนี้จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาช่วยหนุนยอดขาย ส่วนประมาณการของเราประเมินยอดขายของ AH จะปรับลดลง 5% เหลือ 14,846 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทรุดลงเหลือ 519 ล้านบาท แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท/หุ้น MThai News

กลยุทธลงทุนหุ้นไทยวันนี้ แนะเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน
MBKET /  กรุงศรี / 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.66 จุด แตะที่ระดับ 1,372.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 845.29 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 08.54 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 31.23 บาท ขายออก 32.65 บาท ด้านบล.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง ( MBKET) ระบุ บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (31 มี.ค.) ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ ระหว่าง 1,360-1,375/80 จุด แม้ว่าต่างชาติซื้อสุทธิหนาแน่นตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลต่อการสิ้นสุด Window Dressing (ราคาปิดสิ้นงวดบัญชี) และยังไม่มั่นใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติในระลอกนี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นแนว Sideways-to-Sideways-Up ไปสู่กรอบต้านสำคัญ 1,380-1,400 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ประกอบด้วย -การเข้าชี้แจงของนายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการจำนำข้าว ต่อ ปปช. ซึ่ง MBKET เชื่อว่า นายกฯ รักษาการจะขอผ่อนผันการเข้าชี้แจง ทำให้นักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนต่อไป -การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ.ของ ธปท. ให้น้ำหนักกับภาคการบริโภค และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ว่าจะผ่านจุดต่ำสุดหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมของกปปส. วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะคลายความกังวลต่อกรณีการเมือง ทั้งนี้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังสิ้นสุด Window Dressing พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ,กลุ่มโรงกลั่น และ พลังงานทางเลือก พร้อมหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว ฃส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" SCC/ SAMART ขณะที่ บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1360-1380 จุด  หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสดีดตัว แนะนำซื้อเก็งกำไร INTUCH และ BJC MThai News

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

ฟันธงหุ้นไทยสัปดาห์หลุด1,300จุด
SCCC /  TISCO / 

โบรกเกอร์ประสานเสียงหุ้นไทยหลุด 1300 จุด หวั่นการเมืองกระหน่ำเทขายทุกกลุ่มนักลงทุน เมย์แบงก์แนะซื้อ TISCO และSCCC นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)เผยว่า ความกังวลที่กระทบต่อตลาดหุ้นไทย เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการลดมาตรการ QE  ส่งผลทางจิตวิทยหลายฝ่ายทยอยถอนการลงทุนบางส่วน และต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยออก ประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่ซ้ำเติมเรื่องเงินทุนไหลออก จากการที่ต่างชาติเห็นว่า มีความเสี่ยงในการลงทุนจากปัญหาทางการ เมือง ส่งผลให้หุ้นไทยไม่สามารถปรับบวกขึ้นไปข้างหน้าได้ รวมถึง หุ้นก่อสร้างที่เกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ถูกปรับลดลงมา เนื่องจากไม่มีความมั่นใจว่า โครงการต่างๆ จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ทั้งนี้ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน ส่วนระยะเวลาที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น จะมีโอกาสยืดเยื้อไปจนปี 2557 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำตอบทางการเมือง ซึ่งอาจยาวไปจนใกล้ช่วงการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (อดีตผู้บริหารสหการประมูล) ประเมินว่า ช่วงสัปดาห์นี้ (16 -20 ธ.ค. 2556) มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิด Panic sell หรือความกังวลจากวิกฤติการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนได้ ทำให้เกิดแรงเทขายได้อีกประมาณ 100 จุด โดยดัชนีน่าจะหลุด 1,300 จุด ประเมินแนวรับแรกไว้ที่ 1,280 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,260 จุดได้ ทั้งนี้ในอดีตหากรัฐบาลประกาศยุบสภา ส่วนใหญ่ ดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ในครั้งนี้ดัชนียังปรับลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติยังเทขายสุทธิต่อเนื่องเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงอาจเป็น สาเหตุทำให้เกิด Panic sell ในการซื้อขายสัปดาห์หน้าได้อีก สัปดาห์นี้สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมาก คือ การเมืองในประเทศว่าจะ มีทางออกอย่างไร จะมีเหตุการณ์รุนแรง ที่ส่งผลกระทบจนต้องเทขายหรือไม่  ส่วนกรณีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FOMC ถือว่าเป็นเรื่องรอง แต่หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และดัชนีหุ้นสามารถยืนเหนือระดับ 1,350-1,380 จุดได้ จะถือเป็น แนวรับ(จุดต่ำสุด) สำคัญ และมีโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้น ได้ต่อเนื่อง จึงแนะนำซื้อได้ นายศราวุธ เตโชชวลิต  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ปรับ ลดลง 1.11% โดยมีแรงขายออกมาต่อเนื่องในกลุ่มหลักทั้งกลุ่มเทคโนโลยี ธนาคาร  อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน ออกมาส่งผลให้ดัชนีปรับลงแรงติดต่อกันเป็น วันที่ 2 สาเหตุจากผลกระทบทางการเมืองในประเทศ และการคาดการณ์กรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  จะปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมสัปดาห์นี้ (16 -20 ธ.ค. 2556) รวมถึงดัชนีหุ้นหลุดจาก 1,345 จุดลงมา ทำให้มีแรงขายออกมาเพิ่มเติมด้วย สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะยังปรับตัวลงต่อ เพื่อรอดูสถานการณ์การเมือง และ ความชัดเจนของมาตรการลดวงเงินคิวอี ประเมินแนวรับที่ 1,328 และ 1,280 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,350- 1,360 จุด หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชี้แนะ บมจ.ปูซีเมนต์นครหลวง (SCCC)  ลุ้นยอดขายทะล กำไรพุ่ง 4,800 ล้านบาท ปีหน้าเงินลงทุ 4,000 ล้านบาท ในเครื่องจักรเดินหน้าเต็มที่ แนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาปิด บาท ราคาเป้าหมาย 450 บาท บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)  คาดสินเชื่อรถยนต์โตปีหน้า จากการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ แนะนำซื้อราคาปิดครั้งก่อน 38.75 บาท ราคาเป้าหมาย 45 บาท MThai News

หุ้นปีม้าคึกคัก ลุ้นสิ้นปีดัชนีแตะ 1,600 จุด
QE /  ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ / 

โบรกเกอร์ตบเท้าลุ้น ดัชนีหุ้นไทยปี 2557 แตะ 1,600 จุด เหตุเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ด้านเมย์แบงก์ วิเคราะห์กลุ่มยานยนต์เริ่มฟื้นตัว แต่การลงทุนราคายังทรงตัว ปีงูเล็กที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดัชนีหุ้นไทยผันผวนอย่างหนัก โบรกเกอร์ทุกสำนัก ฝันเห็นตลาดแบบโลกสวย คาดเห็นดัชนีทำจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ 1,753 จุด ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2537 ดัชนีทะยานขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดสูงสุดของปีเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2556 อยู่ที่ 1,649.77 จุด แต่ท้ายสุดหุ้นก็ตกลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนแนวโน้มดัชนีในปี 2557 ซึ่งตรงกับปีมะเมีย หรือปีม้า โบรกเกอร์ต่างมองว่า ดัชนีคงไม่ตกม้าตายตอนจบเหมือนปี 2556 หวังช่วงปลายปีอาจได้เห็นดัชนีขึ้นไปแตะ 1,550 - 1,600 จุด นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน จากบริษัท หลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) มองดัชนีหุ้นครึ่งปีแรกของปี 2557 ตลาดหุ้นยังอยู่ในสถานภาพ ลำบาก ช่วงไตรมาสแรก ดัชนีจะเคลื่อนไหวในช่วง 1,300 - 1,400 จุด จากนั้นไตรมาส 2 ของปี 2557 ขยับกรอบขึ้นมาเป็น 1,360 - 1,460 จุด แต่ครึ่งปีหลังตลาดหุ้นจะดีดกลับมาได้ โดยไตรมาส 3 ให้กรอบไว้ที่ 1,400 - 1,500 จุด ก่อนจะไปจบไตรมาสสุดท้าย แถว 1,450 - 1,550 จุด และมีโอกาสขึ้นไปถึง 1,600 จุด โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อดัชนียังคงเป็นเรื่องการเมือง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล ก็ย่อมเป็นรัฐบาลที่ดี เพราะทุกคนต่างรู้แล้วว่ากระแสสังคมต้องการการปฏิรูป แม้รัฐบาลเพื่อไทยจะกลับมาก็คงไม่กล้านำนโยบายการเมืองกลับมาอีก แต่คงจะเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจมาก่อน จึงพอเป็นความหวังของตลาดหุ้นได้ ขอเพียงให้มีความชัดเจนว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาเมื่อไหร่เท่านั้น ขณะที่การลดปริมาณเงินมาตรการ QE ทำให้เงินไหลออกไปมาก จากที่เคยเข้ามาช่วงเดือนมีนาคม 2556 ถึง 3.2 แสนล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น คาดว่าการขายหุ้นของต่างชาติคงเบาบางลงหรือต่อให้ขายต่อก็จะหมดในช่วงไตรมาสแรก ปี 2557 นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ตรงกันว่า ครึ่งปีแรกดัชนีจะมีความผันผวนสูง เพราะการบริโภคในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากปัญหาหนี้สิน ซึ่งต้องใช้เวลาในการลดหนี้ประมาณ 12 เดือน เพราะการบริโภคที่เริ่มชะลอตัวช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556 ก็จะปรับตัวเสร็จในไตรมาส 2 ของปี 2557 การส่งออกจะเป็นดาวเด่นในช่วงครึ่งปีแรก หลังจากเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกของประเทศเกาหลี จีนและไต้หวัน ขณะที่การลงทุนของภาครัฐ ต้องดูอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2557 ดังนั้น ช่วงสิ้นปี 2557 มีลุ้นได้เห็นดัชนีที่ 1,540 จุด ส่วนจุดต่ำสุดน่าจะอยู่ช่วงไตรมาสแรก กรอบล่างคือ 1,250 จุด นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด คาดว่าปี 2557 นักลงทุนจะเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจในประเทศสำคัญๆ ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ดังนั้นภาพใหญ่จึงเป็นขาขึ้นและประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรหุ้นไทยในปี 2557 ไว้ที่ 16% ทำให้เป้าหมายดัชนีปลายปีอยู่ที่ 1,600 จุด นักลงทุนรายใดขาดทุนจากปี 2556 คงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในปี 2557 โดยเลือกหุ้นที่ยังมีกำไรเติบโตล้อไปกับทิศทางของเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวขึ้น และที่สำคัญยังคงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด มองหุ้นบางกลุ่มเช่น กลุ่มยานยนต์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ปี 2557 จะติดลบเล็กน้อย 3%เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน ซึ่งการส่งออกรถยนต์จะดีมาก เมย์แบงก์ประเมินจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.25 ล้านคัน เติบโต 11% ตลาดรถยนต์ในประเทศคาดว่าหดตัวต่อเนื่อง จะลดลงเหลือ 1.15 ล้านคัน ลดลง 12%เทียบจากปี 2556 ที่มียอดประมาณ 1.3 ล้านคัน ประมาณการของเมย์แบงก์ฯต่ำกว่าสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะมียอดขายรถยนต์ในปี 2557 เท่ากับ 1.2 ล้านคัน (-8%เทียบจากปีก่อน ) โดยตลาดรถยนต์ในครึ่งแรกปี 2557 จะถูกกระทบจากปัญหาการเมือง ส่งผลการบริโภคชะลอตัว และแรงซื้อที่หดตัวลงหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก แต่ในครึ่งหลังปี 2557 คาดจะฟื้นตัวดีขึ้น ราคาหุ้นในระยะสั้นยังไม่มีสัญญาณบวก น้ำหนักการลงทุนทรงตัว ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และ ซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 4.31 จุด โบรกฯมองดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 4.31 จุด ที่ระดับ 1,589.34 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท ด้านโบรกฯคาดปัจจัยหนุนเพียบ ดันดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้นรับผลประชุม ครม.นัดแรก วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.59 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,589.34 จุด เพิ่มขึ้น 4.31 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสขยับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,590 จุด จากการที่นักลงทุนต่างชาติจะทยอยซื้อสะสมในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดอาจจะชะลอกรอบเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยออกไป หลังตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.05% ส่งผลให้ค่าเงินของสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออก ส่วนปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศมาจากการที่จะเริ่มประชุม ครม. นัดแรกในวันพรุ่งนี้ทำให้เชื่อว่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไร เพื่อรอลุ้นผลการประชุมว่าจะมีการผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ โดยกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางในกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการประชุม ครม. นัดแรกเช่น กลุ่มท่องเที่ยว ก่อสร้าง เป็นต้น เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณ 1,600 จุดหรือสูงกว่า MThai News

โบรกเกอร์ แนะลงทุนช่วง ก.ค.-ส.ค.เน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลดี
ราคาหุ้น /  ลงทุนหุ้น / 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนหุ้นเด่นเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่า หุ้นงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดว่าจะออกมาดี และหรือหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่างกาลดี จะเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้ โดย หุ้นเด่นเดือนนี้ คือ หุ้นอนันดา หุ้นทางด่วนกรุงเทพ หุ้นเด็มโก้ หุ้นอินทัช หุ้นปตท.จีซี หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ ซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น และหุ้นไทยคม ขณะที่ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2557 เท่ากับ 5.03 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสแรกและยังทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2556 โดยที่ภาพรวมธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในงวดไตรมาส 2/2557 ยังแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้สะท้อนได้จากคาดการณ์รายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยลดลง เช่นเดียวกับรายได้ค่าธรรมเนียม ที่ยังทรงตัวได้ แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลอีกทั้งมีวันหยุดต่อเนื่องก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ยังได้คาดว่า บมจ.ธนาคารทหาร ไทย (TMB) และบมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่สุด ตรงข้ามกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ที่คาดว่าจะมีการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2/2557 ส่วนคำแนะนำการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บล.เอเซีย พลัสฯ ให้น้ำหนัก "เท่ากับตลาด" โดยหุ้นเด่น (Top picks) เลือก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ธนาคารกสิกรไทยและบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) ที่เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และรายย่อยเป็นหลัก เช่นเดียวกับบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2557 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบไตรมาสแรกและเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเติบโต 9.2% โดยคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 7.2% นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยให้คงน้ำหนัก "มากกว่าตลาด" ซึ่งได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขึ้นจาก "เท่ากับตลาด" เป็น "มากกว่าตลาด" เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มเห็นนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งราคาหุ้นก็มีการไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง MThai News