กิมเอ็ง

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

โบรกฯคาด แรงซื้อ LTF ดันหุ้นไทยบวกต่อ
LTF /  RMF / 

โบรกฯคาด ดัชนีฯหุ้นไทย มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ จากแรงซื้อ กองทุน LTF-RMF แต่กรอบยังจำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยมีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังทดสอบแนวต้านทางเทคนิคอิงเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือน บริเวณ 1,548 จุดบวกลบ อย่างไรก็ตาม เราประเมินความเสี่ยงของดัชนีฯที่จะปรับตัวลดลงมีจำกัด และคาดการณ์ว่าดัชนีฯจะสามารถปรับสูงขึ้นได้ จากการยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือนได้ในที่สุดด้วยแรงหนุนจากการเข้าซื้อกองทุน RMF-LTF ช่วงปลายปี 1-2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ การประชุม FOMC วันที่ 29 ต.ค.นี้ แนะนำซื้อ Domestic Plays และกลุ่มโรงไฟฟ้า กลยุทธ์ลงทุนหลักอย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH, ต่อเนื่อง ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่า ดัชนีฯจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,535 – 1,550 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้น แม้ว่าจะยังไม่ผ่านด่านสำคัญ 1,550 จุด แต่ภาพรวมของการลงทุนของตลาดหุ้นไทย ณ วันนี้ ดีกว่าช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าที่เป็นช่วงเวลาของการปรับฐาน อีกทั้งความเสี่ยงในการปรับตัวลงของดัชนีฯ เริ่มจำกัดมากขึ้น แนวรับ 1,530 จุดบวกลบ จะทำงานได้ดีขึ้นในช่วงสั้นๆ นี้ เพื่อรอดูผลการประชุมเฟดในคืนวันพรุ่งนี้ โดยตลาดเชื่อว่าเฟดจะประกาศยุติโครงการ QE ในรอบนี้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่มุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะปรับขึ้นเป็นช่วงเวลาใดในปีหน้า แน่นอนว่า กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์นี้ เราเชื่อว่าจะไม่โดดเด่นทั้งในแง่ขายหรือซื้อ แม้ว่าการโรดโชว์ของตลท. ในนิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก เริ่มต้นตั้งแต่วานนี้ และสิ้นสุดในวันที่ 30 ต.ค.ก็ตาม นักลงทุนต่างชาติน่าจะเลือกเก็งกำไรเป็นรายตัวต่อผลการดำเนินงานใน 3Q57 ช่วงสั้นนี้ แนะนำขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,550 จุดบวกลบ และถือพอร์ตการลงทุนส่วนที่เหลือ หรือเปลี่ยนลงทุนในหุ้นที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนงบการเงิน 3Q57 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

MBKET วิเคราะห์ 4 แนวทางคดีโยกถวิล ชี้ อนาคตหุ้นไทย
คดีโยกถวิล /  ตลาดหุ้น / 

ซีไอเอ็มบี คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้เหวี่ยงลงตามตลาดต่างประเทศ และปัจจัยการเมืองในประเทศ ด้าน MBKET วิเคราะห์  ผลตัดสิน 4 แนวทาง ชี้อนาคตหุ้นไทย นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้(7พ.ค.)มีโอกาสที่จะเหวี่ยงตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวลงกันถ้วนหน้าตามดาวโจนส์ร่วงแรง อันเนื่องมาจากแรงเทขายหุ้นในกลุ่มอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่งวันนี้ต้องจับตาคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรีกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ของศาลรัฐธรรมนูญ และผลสรุปการสอบสวนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตามข้อกล่าวหาละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.)อีกด้วย ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถึงสถานภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีโอกาสเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ 1.ไม่ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ยังคงรักษาการ ตำแหน่งเพื่อรอส่งมอบหน้าที่ 2.ขัดต่อกฎหมาย แต่นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ได้พ้นจากตำแหน่ง ตาม ม. 182 (วรรค 2 การยุบสภา) แล้ว และไม่มีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณาการโยกย้าย นายถวิล 3.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการ แต่ไม่มีผลผูกพันถึง ครม. ชุดที่พิจารณา ดังนั้น รองนายกฯ ขึ้นรักษาการ แทน 4.ขัดต่อกฎหมาย นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ ต้องพันจากตำแหน่งรักษาการ และมีผลต่อครม.ชุดที่พิจารณา ซึ่งจะนำไปสู่สุญญากาศทางการเมือง การนำเสนอ นายกฯ ตามม. 3 ผ่านวุฒิสภา หากผลการพิจารณาเป็นแนวทางที่ 1-3 จะทำให้การเมือง การเลือกตั้ง ยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกับ SET INDEX ที่ฟื้นตัวลักษณะ Technical Rebound สู่แนว 1,415-1,420 จุด แต่หากออกมาเป็นแนวทางที่ 4 คาดว่าตลาดจะแกว่งออกด้านข้าง เพื่อรอภาพการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนอกสภาฯ ทั้ง กปปส. และ นปช. ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง “เข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน” พร้อมระยะหวังผล 10-15 จุด จากผลการวินิจฉัยของศาลฯ เที่ยงวันนี้ MThai News

โบรกฯ-กองทุนเชียร์หุ้นกลุ่มพาณิชย์ รับอานิสงส์เงินจำนำข้าว
CPALL /  CPN / 

โบรกเกอร์ และบรรดากองทุนในประเทศ ต่างเชียร์หุ้นกลุ่มพาณิชย์ หลังเงินจำนำข้าวจ่ายครบ และช่วงบอลโลกของกินขายดีช่วงดึก แต่ระยะยาวรอความชัดเจนการพัฒนาเศรษฐกิจจาก คสช. บล.เคที ซีมิโก้ วิเคราะห์และมองว่าหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ซึ่งอิงความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะกลับมาฟื้นตัว ประกอบกับช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก จะทำให้ยอดซื้อของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ CPALL เจ้า ของ 7-ELEVEN พร้องกับเสียงสนับสนุนของบรรดากองทุนต่างๆทั้ง บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ และบลจ.ทิสโก้ ที่มีมุมมอง ว่าหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ จะกลับมาสดใสน่าลงทุนต่อ หลังรับข่าวโรดแม็ป การพัฒนาประเทศ ของทีมเศรษฐกิจ คสช. ส่งผลดีทั้งต่อการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้ข้อมูลหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ว่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงนี้จะเพิ่มขึ้นหลังการจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว คาดจะกระตุ้นการอุปโภคบริโภคได้ในช่วงสั้น SSSG ของกลุ่มพาณิชย์มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในไตรมาส 1อย่างไรก็ดี ยังต้องรอดูความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนบล.เมย์แบงก์ฯ ประมาณการเดิมสำหรับกลุ่มพาณิชย์ และ ให้น้ำหนักการลงทุน Neutral หุ้นเด่น ได้แก่ HMPRO (TP 11.80 บาท) และ CPN (TP 57 บาท) อย่างไรก็ดีฝ่ายวิเคราะห์เห็นว่ามีความเสี่ยง ต่อประมาณการกำไรของกลุ่มพาณิชย์จะมาจากนโยบายประชานิยม และ การลดค่าครองชีพ (เช่น ลดราคาน้ำมัน) ส่วนความเสี่ยงมาจากการคงระดับราคาสินค้าซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไรของกลุ่ม โดยกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงระยะสั้น ยังต้องรอความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน หุ้นแนะนำโดยบล.เมย์แบงก์ ในกลุ่มพาณิชย์ได้แก่ HMPRO และ CPN เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนตำกว่ากลุ่ม Neutral สำหรับกลุ่มพาณิชย์ หุ้นที่เราแนะนำเป็นบริษัทที่มี Brand แข็งแกร่ง เป็นผู้นำในตลาด ประสิทธิภาพการดำเนินงานสูง กำไรมีความผันผวนน้อย และ ขยายสาขาต่อเนื่อง ได้แก่ HMPRO ซึ่งมียอดขายมั่นคงจากการที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นลูกค้าซื้อสินค้าเพื่อการปรับปรุงซ่อมแซม และ มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป ขณะที่ CPN มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ และ สามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ตามสัญญา เราปรับคำแนะนำ GLOBAL เป็นขายทำกำไร Take Profit เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกินราคาเป้าหมาย MThai News

สถานการณ์แย่! หุ้น DTAC ปิดร่วง หลังแพ้ประมูลคลื่น 1800 MHz
Dtac /  ตลาดหุ้นเอเชีย / 

หุ้น DTAC ลงแรง หลังแพ้ประมูลคลื่น 1800 MHz ขณะที่ โบรกฯ แนะขายเนื่องจากอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 51.75 บาท ลบ 4.25 บาท หรือ 7.59% มูลค่าการซื้อขาย 1.31 พันล้านบาท โดย บล.เอเซีย พลัส ปรับลดคำแนะนำ DTAC เป็นขาย มูลค่าหุ้นใหม่ที่รวมคลื่น 900 MHz จะอยู่ที่ราว 45-46 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า DTAC อยู่ในสถานการณ์ที่แย่ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ 900MHz โดยหากไม่ชนะจะเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง หากชนะน่าจะได้มาด้วยต้นทุนสูงมากที่ลดมูลค่าปัจจุบัน แนะนำขาย DTAC (DCF 58.50 – มีโอกาสปรับลงอีกสูง) คาด 'หุ้นไทย' เช้านี้ปรับลงตาม ตปท. ลุ้น! DTAC-JAS รีบาวน์ นักวิเคราะห์ มอง 'หุ้นไทย' เช้านี้ปรับลงตามตลาดหุ้นเอเชีย เผยหุ้นของผู้ที่ไม่ชนะประมูล 4G คือ DTAC-JAS อาจรีบาวน์ นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ มีโอกาสที่จะปรับตัวลงตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลง เนื่องจากมีความวิตกใน 2 เรื่อง คือ จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว และจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงหลังสต็อคน้ำมันของสหรัฐฯมีมาก ส่งผลให้กดดันหุ้นในกลุ่มพลังงาน แต่เชื่อว่ากลุ่มพลังงานจะถ่วงตลาดฯไม่มาก เพราะงบฯไตรมาส 4/58 น่าจะดีกว่าไตรมาส 4/57 ที่มีผลขาดทุนมากจากสต็อกผลิตภัณฑ์ สำหรับปัจจัยในประเทศได้จบการประมูล 4Gไปแล้ว ทำให้มีความชัดเจนขึ้น โดยหุ้นของผู้ที่ไม่ชนะประมูลคือ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC) และบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS)อาจรีบาวน์ได้ ส่วนผู้ที่ชนะการประมูลยังต้องมาดูต้นทุนภาระจะมีเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน พร้อมให้ติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ของไทยงวดไตรมาส 3/58 ในวันจันทร์ที่ 16 พ.ย.58 ทางด้านสัญญาณทางเทคนิคตลาดฯยังดูไม่ดีเท่าที่ควร โดยให้ดูว่าดัชนีฯจะผ่านแนว 1,387-1,388 จุดไปได้หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านอาจปรับตัวลงได้ โดยให้แนวรับที่ 1,374-1,370 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,400 จุด ขอบคุณข้อมูล  ข่าวหุ้น ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

กลยุทธลงทุนหุ้นไทยวันนี้ แนะเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน
MBKET /  กรุงศรี / 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.66 จุด แตะที่ระดับ 1,372.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 845.29 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 08.54 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 31.23 บาท ขายออก 32.65 บาท ด้านบล.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง ( MBKET) ระบุ บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (31 มี.ค.) ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ ระหว่าง 1,360-1,375/80 จุด แม้ว่าต่างชาติซื้อสุทธิหนาแน่นตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลต่อการสิ้นสุด Window Dressing (ราคาปิดสิ้นงวดบัญชี) และยังไม่มั่นใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติในระลอกนี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นแนว Sideways-to-Sideways-Up ไปสู่กรอบต้านสำคัญ 1,380-1,400 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ประกอบด้วย -การเข้าชี้แจงของนายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการจำนำข้าว ต่อ ปปช. ซึ่ง MBKET เชื่อว่า นายกฯ รักษาการจะขอผ่อนผันการเข้าชี้แจง ทำให้นักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนต่อไป -การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ.ของ ธปท. ให้น้ำหนักกับภาคการบริโภค และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ว่าจะผ่านจุดต่ำสุดหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมของกปปส. วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะคลายความกังวลต่อกรณีการเมือง ทั้งนี้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังสิ้นสุด Window Dressing พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ,กลุ่มโรงกลั่น และ พลังงานทางเลือก พร้อมหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว ฃส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" SCC/ SAMART ขณะที่ บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1360-1380 จุด  หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสดีดตัว แนะนำซื้อเก็งกำไร INTUCH และ BJC MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทย บวกต่อ ญี่ปุ่นยุบสภาหนุน
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

 โบรกฯคาดหุ้นไทยเดินหน้าบวกต่อ หลังได้รับแรงหนุนจากการที่ญี่ปุ่นยุบสภา ลุ้นทดสอบ 1,590 จุด แนะทยอยขายทำกำไรบางส่วน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดโมเมนตัมการลงทุนตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ยังสามารถผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้านด่านสำคัญ 1,590 จุดได้ โดยจุดสังเกตที่น่าสนใจติดตามได้แก่ หุ้น Big Cap โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play ขยับขึ้นเด่นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และที่อยู่อาศัย ที่คาดว่าจะได้อานิสงค์จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว รวมถึงปัจจัยบวกจากชินโสะ อาเบะประกาศยุบสภา พร้อมสั่งให้ ครม.พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และหากผลการประชุม BoJ ในวันนี้ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจีดีพีไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มเชิงบวกต่อการลงทุนในไทย ทั้งตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดหุ้น ขณะที่หุ้นขนาดเล็กทั้ง SET และ MAI คาดว่าจะแกว่งในกรอบแคบถึงปรับฐานลงเล็กน้อย เพื่อรอผลการประชุมระหว่างสมาคมโบรกเกอร์ และ ตลท. เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมเก็งกำไร การซื้อขายหุ้นที่ร้อนแรง ซึ่งผลการประชุมในวันนี้ จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในทันที แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วน ในหุ้นหลักที่แนะนำเข้าสะสม หรือเก็งกำไร บริเวณ 1,590 จุด พร้อมปรับพอร์ตบางส่วนมาสะสมหุ้นที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3 และโอกาสที่ผลงานจะฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 4 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทย บวกต่อ ปัจจัยหนุนเพียบ (25 พย.)
MSCI Thailand /  ข่าว / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ติดปีกบวกต่อ หลังแรงซื้อต่างชาติบวก 2 วันติด ครม.กระตุ้นเศรษฐกิจ จับตาหุ้นน้องใหม่ MSCI Thailand บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่าดัชนีหุ้นไทยจะสามารถปิดยืนเหนือ 1,590 จุดได้จากการกระแส เงินทุนต่างชาติ และสถาบันภายในประเทศ ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อภาพในรอบนี้ โดยที่ประเมินเป้าหมายต่อไปที่ 1,620 จุด หรือใกล้เคียง ผลักดันด้วยหุ้น Big Cap ในกลุ่มหลักเป็นสำคัญ อีกทั้งเงินทุนต่างชาติกลับมาเป็นบวกในตลาดหุ้นไทย ซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 2 มากถึง 1,470 ล้าน ทั้งนี้กระแสเงินทุนต่างชาติในวันนี้ เราคาดว่าจะซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3 อย่างหนาแน่น จากการปรับพอร์ตการลงทุน ให้สอดคล้องกับสมาชิกดัชนี MSCI ชุดใหม่ ณ ราคาปิดวันนี้ จับตาหุ้น DELTA, EA,  TUF ที่ถูกเข้าเป็นสมาชิกคำนวนใน MSCI Thailand ในรอบนี้ นักลงทุนที่ซื้อเก็งกำไรในหุ้น 3 ตัวนี้นับตั้งแต่วันประกาศ ควรพิจารณาขายทำกำไรระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย หรือ ณ ราคาปิดของวัน เพื่อทำกำไร และสอดคล้องกับกระแสเงินทุนต่างชาติที่ต้องปรับพอร์ตในกรณีนี้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศ เราให้น้ำหนักกับการประชุม ครม. วันนี้ อาจมีการพิจารณา แผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่รมว.คลังเตรียมเสนอ รวมถึงแผนการลงทุนขนาดใหญ่ และการพิจารณาเหมืองโปแตสในเบื้องต้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภาคการบริโภค และการลงทุนทั้งจากภาคเอกชนและรัฐบาล เป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ แนะนำเก็งก าไรในหุ้นหลักที่มีลักษณะ High Beta ขณะที่ผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุด หรือเติบโตเด่นในไตรมาส 4 เป็นทางเลือก หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

จับตา! หุ้นบ่ายร่วงต่อ หลังภาคเช้าปิดลดลง 11.64 จุด
ตลาดหุ้น /  ตลาดหุ้นไทย / 

บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์ไทยในเช้าวันนี้ (22 ก.ค.) ดัชนีปิดที่ระดับ 1,526.91 จุด ลดลง 11.64 จุด หรือคิดเป็น 0.76% มูลค่าการซื้อขาย 38,372.59 ล้านบาท โดยแตะจุดสูงสุดของช่วงเช้าที่ 1,545.29 จุด และแตะจุดต่ำสุดของช่วงเช้าที่ระดับ 1,518.58 จุด น.ส.มยุรี โชวิกานต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงกว่า 10 จุด ภายหลังจากที่ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ Sentiment เสียไป นอกจากนี้ ตลาดหุ้น ยังปรับตัวขึ้นมามากแล้ว การปรับฐานจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่เช้านี้ตลาดบ้านเราปรับตัวลงแรงกว่าตลาดอื่นในกลุ่ม TIP ที่ต่างก็ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า ส่วนตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก โดยประเมินว่า หุ้นภาคบ่ายดัชนีน่าจะแกว่งตัวลงต่อ โดยให้แนวรับ 1,520 จุด แนวต้าน 1,530 จุด หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ ADVANC ปิดที่ 208.00 บาท ลดลง -6.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,921.72 ลบ. BLAND ปิดที่ 2.12 บาท ลดลง -0.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,018.46 ลบ. TRUE ปิดที่ 11.20 บาท ลดลง -0.70 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,017.02 ลบ. CK ปิดที่ 22.90 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,538.74 ลบ. ITD ปิดที่ 5.40 บาท ลดลง -0.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,272.67 ลบ. MThai News

โบรกเกอร์ แนะลงทุนช่วง ก.ค.-ส.ค.เน้นหุ้นปันผลระหว่างกาลดี
ราคาหุ้น /  ลงทุนหุ้น / 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนหุ้นเด่นเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่า หุ้นงบการเงินงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ที่คาดว่าจะออกมาดี และหรือหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่างกาลดี จะเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้ โดย หุ้นเด่นเดือนนี้ คือ หุ้นอนันดา หุ้นทางด่วนกรุงเทพ หุ้นเด็มโก้ หุ้นอินทัช หุ้นปตท.จีซี หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ ซิโน-ไทย คอนสตรัคชั่น และหุ้นไทยคม ขณะที่ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษาจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2557 เท่ากับ 5.03 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสแรกและยังทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2556 โดยที่ภาพรวมธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในงวดไตรมาส 2/2557 ยังแข็งแกร่ง สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจและสินเชื่อที่ยังชะลอตัว ทั้งนี้สะท้อนได้จากคาดการณ์รายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยลดลง เช่นเดียวกับรายได้ค่าธรรมเนียม ที่ยังทรงตัวได้ แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลอีกทั้งมีวันหยุดต่อเนื่องก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ยังได้คาดว่า บมจ.ธนาคารทหาร ไทย (TMB) และบมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่สุด ตรงข้ามกับบมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ที่คาดว่าจะมีการลดลงของกำไรสุทธิสูงสุดในงวดไตรมาส 2/2557 ส่วนคำแนะนำการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์บล.เอเซีย พลัสฯ ให้น้ำหนัก "เท่ากับตลาด" โดยหุ้นเด่น (Top picks) เลือก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ธนาคารกสิกรไทยและบมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน(KKP) ที่เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโครงสร้างสินเชื่อที่เน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และรายย่อยเป็นหลัก เช่นเดียวกับบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2557 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบไตรมาสแรกและเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเติบโต 9.2% โดยคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 7.2% นอกจากนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ ยังแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยให้คงน้ำหนัก "มากกว่าตลาด" ซึ่งได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขึ้นจาก "เท่ากับตลาด" เป็น "มากกว่าตลาด" เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มเห็นนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งราคาหุ้นก็มีการไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง MThai News

'หุ้นไทย' ปิดลบ กลุ่มสื่อสารล่วงหนัก แนะ ชะลอการลงทุน
SET /  ตลาดหุ้น / 

'หุ้นไทย' ปิดลดลง 3.46 จุด ‘JAS’ ซื้อ-ขาย สูงสุด ขณะที่ โบรกฯ ชี้ หุ้นกลุ่มสื่อสารได้รับแรงกดดันจากการประมูล 4G  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (25 พ.ย.) สรุปภาพรวมตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ หลังปิดตลาดที่ระดับ 1,381.46 จุด ลดลง 3.46 จุด มูลค่าซื้อขาย 3.1 หมื่นล้าน มูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับ สูงสุด ได้แก่ JAS ปิดที่ 5.10 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง TRUE ปิดที่ 8.50 บาท -0.20 บาท (-2.30%) ADVANC ปิดที่ 205.00 บาท -3.00 (-1.44%) AOT ปิดที่ 313.00 บาท -6.00 บาท (-1.88%) PTT ปิดที่ 270.00 บาท +1.00 บาท (+0.37%) ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินถึงสถานการณ์หุ้นไทยช่วงนี้ ว่า หุ้นกลุ่มสื่อสารจะเคลื่อนไหว Underperform ตลาด จากแรงกดดันของการประมูลคลื่น 900 MHz ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15 ธ.ค. 2558 นี้ ซึ่งหากมีการแข่งขันที่รุนแรงเหมือนการประมูลคลื่น 1800 จะเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มสื่อสาร ดังนั้นจึงควรชะลอการลงทุน และ รอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้ง 'SET' เสี่ยงลง เหตุวิตกรัสเซียโต้กลับตุรกี ชี้ หุ้นกลุ่มพลังงานมีผล นักวิเคราะห์มอง 'SET' แกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากยังมีความวิตกกังวลจากความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ตุรกี  บริษัท หลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี จีเค (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (25 พ.ย.) ว่า ความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นต่อเหตุการณ์ตุรกียิงเครื่องบินรบรัสเซียตก มองเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เมื่อดูจากการตอบสนองของตลาดหุ้นรัสเชียและตุรกีเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าลดลงเพียง 3% และ 4% สำหรับในส่วนของตลาดหุ้นไทย เมื่อวานนี้ ถือว่าเป็นตลาดแรกๆ ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลก แทบจะไม่ลง ดังนั้นคาดว่าดัชนีวันนี้จะดีดตัวกลับ ซึ่งนำโดยหุ้นในกลุ่มพลังงาน หากสถานการณ์เกิดบานปลายไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้น และจะยิ่งทำให้เป็นตัวต้านการลงของดัชนีหุ้นไทย ขณะที่ตลาดทั่วโลกเปิดขึ้นมายังอยู่ในภาวะผันผวน แต่จะไม่รุนแรง เนื่องจากเป็นเพียงแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานเข้ามา แต่หากดูเฉพาะตลาดหุ้นไทย จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้น PTTEP กับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ให้ค่าสหสัมพันธ์ สูงถึง 0.9 ซึ่งสะท้อนให้เห็นราคาหุ้นวิ่งตามราคาน้ำมันทั้งในเชิงบวกและลบ ดังนั้นในช่วงนี้หุ้น PTTEP ยังเก็งกำไรช่วงสั้นได้ อีกทั้งวันนี้ดัชนีจะยังมีแรงกดให้ลงไปอยู่ในแดนลบ แต่สุดท้ายจะมีแรงซื้อหุ้นเข้ามาเสริม จนดันดัชนีขึ้นไปยืนในแดนบวก พร้อมมองแนวรับที่ 1380-1375 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1392-1396 จุด แนะนำ ซื้อเก็งกำไร BCP และ GL ขอบคุณข้อมูลจาก  ข่าวหุ้น ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News

โบรกฯลุ้น! หุ้นไทย วันนี้ กลับยืนจุดเดิม 1,600 จุด
SET /  ข่าว / 

โบรกฯ คาด หุ้นไทย วันนี้ฟื้นเหนือ 1600 จุด แต่ upside จำกัด หลังกรีซเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก  บทวิเคราะห์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดการณ์ตลาด หุ้นไทย วันนี้ มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นยืนเหนือ 1,600 จุด เมื่อกรณีกรีซ เริ่มมีพัฒนาการในเชิงบวก จิตวิทยาการลงทุนคลายตัว อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงสะสมตลาดหุ้นไทย แม้ว่าจะผ่าน SET50 Index Futures หนาแน่นตลอด 3 วันทำการ Long สุทธิ 5,585 สัญญา ย่อมสะท้อนภาพ Downside risk ของ SET50 Index เป็นไปอย่างจำกัดในช่วงนี้ ราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับฐานลงอีกครั้ง หลังจากฟื้นตัวในระดับต่ำสุดของระลอกนี้ที่ US$46/barrel มาทดสอบแนว US$53 เป็นเพียง Technical Rebound เท่านั้น ความอ่อนแอของความต้องการใช้น้ำมัน ตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่อุปทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการผลิตน้ำมันของกลุ่มนอกโอเปก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ ดังนั้นกลุ่มสายการบิน / กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง / กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับต่ำ ช่วยต้นทุนการผลิตให้ลดลง ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้นจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,590-1,620 จุด ในช่วงที่เหลือของเดือนนี้ กลยุทธ์ช่วงสั้น นักลงทุนควรเน้นการลงทุนเป็นรายตัว ด้วยประเด็นผลการดำเนินงานใน 4Q57 ที่แนวโน้มจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดหรือได้อานิสงส์จากผลของฤดูกาลเป็นทางเลือกของการลงทุน มากกว่าจะมองที่ภาพ SET INDEX ที่มี upside gain ที่จำกัด กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ “นักลงทุนสะสมหุ้นเป้าหมายต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าสถานการณ์น้ำมัน หรือ กรีซ จะคลายตัวในที่สุด” MThai News

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News

หุ้นไทย เปิดพุ่ง 5.99 จุด รับ 'เฟด' ตรึงดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (18 ก.ย.) เปิดทำการเมื่อเวลา 09.58 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.99 จุด แตะที่ระดับ 1,576.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,330.31 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ให้จับตาการขยับของราคาหุ้นหลักทั้งกลุ่มธนาคาร/ICT/PTT/SCC ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้กระแสเงินทุนต่างชาติ MBKET เชื่อว่าต่างชาติจะยังทยอยสะสมหุ้นหลักของไทยต่อเนื่อง โดยคาดว่าดัชนีฯจะแกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 1,570-1,580 จุด ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนถือพอร์ตการลงทุน เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณใกล้ๆ 1,600 จุด หรือเก็งกำไรในลักษณะจำกัดวงเงิน เน้นหุ้นรายตัวที่มีประเด็นเชิงบวกต่อการลงทุน MThai News

4 โบรกคัด18 หุ้นเด็ดดวง! กลุ่มรับผลดียกเลิกกฎอัยการศึก
บล.กรุงศรี /  บล.ธนชาต / 

18 หุ้นเด็ดดวง! คัดมาเเล้ว กลุ่มรับผลดีใช้ ม.44  ดัชนีระยะสั้นฟื้นต่อ ลุ้นทดสอบ 1,530 จุด นักวิเคราะห์มองดัชนีหุ้นไทยมีจังหวะฟื้นตัวต่อในระยะสั้น โดยมีระดับสำคัญอยู่ที่ 1,530 จุด ด้านเทคนิคมีสัญญาณซื้อชัดเจน อย่างไรก็ตามอาจมีแรงขายทำกำไรบ้างช่วงก่อนหนุดยาว การลงทุนเก็งกำไรกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐฯ ซึ่งอาจได้รับผลดีจากการใช้ ม.44  โดยหุ้นเด่นที่ได้รับการคัดเลือกมาจากบทวิเคราะห์ ทั้งหมด 18 ตัว ที่คาดว่าจะสามารถทำกำไรให้นักลงทุนได้ในระยะนี้  อาทิ BJCHI - ITD - TASCO - WHA - SPALI - PS - SCC - CK - STEC -SEAFCO - RCL -EA - SAMART - TPIPL - KBANK - AOT - BANPU และ ABICO นำโดย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ ( 1 เม.ย.) คงมุมมองการลงทุนเป็น “กลาง” วันที่ 10 แนวต้านบริเวณ 1,530-1,535 จุด ยังไม่น่าจะผ่านได้ในวันนี้ หลัง SET INDEX ปิดบวกมาตลอด 2 วันราว 25 จุด อีกทั้งต้นสัปดาห์หน้าเป็นช่วงวันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย อาจทำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรปิดความเสี่ยงดังกล่าว หากเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย เชื่อว่ากองทุนในประเทศที่ลดน้ำหนักการลงทุนไปก่อนหน้านี้จะกลับมาสะสม/เก็งกำไรหุ้นหลักต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/58 เพิ่มเติม บวกกับเม็ดเงินใหม่จากกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ รอบนี้คาดว่าจะระดมทุนได้ราว 5-6 พันล้านบาท มากพอที่จะผลักดัน SET INDEX ให้ไต่ระดับขึ้นไปได้ แม้ว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะเบาบางเพียง 3.50-4.00 หมื่นล้านบาท/วันก็ตาม กลุ่มธนาคารจะเป็นสัญญาณชี้นำถึงกระแสเงินทุนต่างชาติในรอบนี้ แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/58 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนแม้ว่าจะไม่เติบโตเด่น แต่ Downside risk ของประมาณการกลุ่มธนาคารก็เป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้งราคาหุ้นปรับฐานลงมาสะท้อนภาพรวมผลการดำเนินงานที่เติบโตในระดับต่ำไปแล้ว อาจเกิดเป็นช่องว่างของการเข้ามาเก็งกำไรผลการดำเนินงานไตรมาส 1/58 ได้ หากเกิด Positive Surprise กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ “นักลงทุนที่เก็งกำไรหุ้นเป้าหมายไปก่อนหน้านี้ อาจพิจารณาขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,530 จุด +/- กลับมาถือเงินสด เพื่อรอเข้าเก็งกำไรรอบใหม่ เมื่อราคาหุ้นเป้าหมายย่อตัว” หรือยังคงใช้กลยุทธ์ “ขึ้นแรงขาย / ลงแรงซื้อ” เช่นเดิม Top Pick in Q2/15: ITD / TASCO / TPIPL/ WHA Accumulative Buy: BJCHI/WHA บล.ธนชาต ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) ว่า แนวโน้ม SET ระยะสั้นมีจังหวะ “ฟื้นตัว” ต่อไปที่เป้าหมาย 1,530 (อาจมีแรงขายทำกำไรบ้าง) และถัดไป1,550 จุด จาก 1) ยกเลิกกฎอัยการศึก หนุนกลุ่มท่องเที่ยว 2) การเข้าซื้อของ Trigger Fund 5-6 พันล้านบาท 3) สภาพคล่องในประเทศระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล US$3.5 พันล้าน 4) เจรจา Charter Flight บินต่อหนุนกลุ่มการบิน และ 5) SET เกิดสัญญาณ Morning Star เป็นสัญญาณ “กลับตัว” ทางเทคนิค ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ หุ้นกลุ่มรับเหมาฯ และเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐฯ อาจได้รับผลดีจากการใช้ ม.44 เนื่องจากทำให้กระบวนการในลงทุนกระชับ และใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้น แนะนำ “ซื้อ” กลุ่มรับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง SCC, CK, STEC และ SEAFCO กลุ่มที่ลงทุนเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก EA, SAMART และ TPIPL กลุ่มท่องเที่ยว AOT รวมถึงกลุ่มหุ้นใหญ่ KBANK บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) ว่าเงินเฟ้อเดือน มี.ค. ติดลบเป็นเดือนที่ 3 น่าจะหนุนให้ดอกเบี้ยฯ ลดลงต่อในการประชุมรอบถัดไปถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อผู้พัฒนาบ้านขาย (SPALI, PS) แม้ภาพใหญ่ยังถูกกดดันจากประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวล่าช้า วันนี้เลือก RCL (FV@B12) เป็น Top Pick ดัชนีขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ เพิ่มขึ้นสูงถึง 4%wow และยังได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำในระดับปัจจุบัน บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ (1 เม.ย.) คาดการณ์มุมมองทางเทคนิค ดัชนีตลาดที่เพิ่มขึ้นเมื่อวานนี้ได้ผ่านเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น 10 วันเป็นวันแรกจากที่ปรับลงเมื่อ 5 สัปดาห์ก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าสัญญาณ a bullish divergence ได้เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังเกิดสัญญาณซื้อชัดเจนแล้ว  แนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบแนวรับ 1,512-1,538 หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสปรับขึ้น แนะนำซื้อเก็งกำไร BANPU และ ABICO MThai News แหล่งที่มา 

SET วันนี้ Sideways โบรก แนะทยอยสะสมหุ้นหลัก ช้อนซื้อช่วงลบ
MBKET /  หุ้นไทย / 

นักวิเคราะห์ ชี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวแคบด้วยวอลุ่มซื้อขายเบาบาง เหตุนักลงทุนยังกังวลสถานการณ์การเมือง แนะนำรอซื้อเฉพาะช่วงลบ บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ระบุ ทิศทาง SET วันนี้(27 ก.พ.) ยังคงภาพ Sideways ในกรอบระหว่าง 1,300-1,310 จุด พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างกังวลต่อความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่วันนี้มีพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญ ช่วงเช้า ศาลรัฐธรรมนูญจะปิดคดีคำร้อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.0 ล้านล้านบาท และช่วงบ่าย ปปช. เชิญนายกฯ รักษาการ มาฟังข้อกล่าวหาคดีโครงการจำนำข้าว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่นายกฯ รักษาการจะส่งตัวแทนเข้ารับฟัง MBKET แนะนำให้นักลงทุนเข้าทยอยสะสมหุ้นหลัก ที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลตอบแทนเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3.0% ได้แก่ KTB, TMT, AP, BJCHI, DELTA เป็นต้น รวมถึงหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการเก็งกำไรเฉพาะหลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ “ซื้อ” TTA ขณะที่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ  SET แกว่งแคบวอลุ่มบาง แนะเก็งกำไรหุ้นกลาง-เล็ก/ถือหุ้นปันผลเด่นต่อไป ส่วนหุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน ซื้อสะสม CPF และ BTS (คาดราคาหุ้นฟื้นตัว) ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ SET ยังแกว่งทรงตัวได้ดีแต่ก็มีจังหวะผันผวน ดังนั้นรอซื้อเฉพาะช่วงลบ จากนั้นเน้นถือเพื่อรอให้มีรอบรีบาวด์ขึ้นก่อนค่อยมาพิจารณาขายทำกำไร ส่วน หุ้นเด่นวันนี้  CK คงเป้าหมาย 20 บาท แนะนำซื้อ SAMART ราคาเป้าหมายที่ 21 บาท และคงคำแนะนำซื้อ ,KCAR ราคาเป้าหมายที่ 11.70 บาท แนะนำขึ้นเป็นซื้อ ,VIBHA ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 11 บาทจากเดิม 13 บาท แต่ยังแนะนำซื้อ ส่วน บล.เอเซีย พลัส ระบุ กลยุทธ์การลงทุนการเมืองยังกดดันเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ การทำงานของ BOI อาจยังต้องชะงักต่อไป ขณะที่ นปช. รวมตัวปิดทางเข้า-ออก ป.ป.ช. ขณะที่ใกล้สิ้นสุดการรายงานงบไตรมาส 4/56 น่าจะเกิด sell on fact ยกเว้นหุ้นที่คาดว่ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แนะนำหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายนอกเลือก DELTA (FV@B70.4) และ HANA (FV@B31.6) เป็น Top picks MThai news

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

หุ้นกลุ่มยานยนต์ ความหวังการส่งออกไทยปีนี้
DELTA /  PCSGH / 

หุ้นกลุ่มยานยนต์ โบรกเกอร์วิเคราะห์ครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน แนะนำลงทุนแบบระยะยาวเป็นรายตัว อาทิ DELTA,PCSGH บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (Automotive Sector) จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่ากลุ่มยานยนต์ยังเป็นความหวังการส่งออกไทย ซึ่งจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือน มี.ค. 2557 เท่ากับ 181,334 คัน ฟื้นตัวต่อจากเดือนก่อน 5% แต่ยังทรุดลงจากปีก่อน 29% โดยตัวเลข 1.8 แสนคัน ยังเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับประมาณการ ปี 2557 ของสภาอุตสาหกรรม เท่ากับ 2.4 ล้านคัน หรือ เฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 2 แสนคัน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกของปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์เท่ากับ 517,492 คัน ติดลบ 28%จากปีก่อน การส่งออกรถยนต์ เดือน มี.ค. โดดเด่น 113,313 คัน : ตัวเลขส่งออกรถยนต์ในเดือน มี.ค. เท่ากับ 113,313 คัน โดยเป็นตัวเลขเดียวที่สามารถเติบโต 17% จากเดือนก่อน และ 9%เทีบปีก่อน เนื่องจากค่ายรถยนต์ต่างๆ หันมาเน้นตลาดส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่หดตัวหลังจากหมดรถยนต์คันแรก สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรก มียอดส่งออกรถยนต์เท่ากับ 291,509 คัน เติบโตเล็กน้อย 1%ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน มี.ค. 2557 ฟื้นตัวต่อ 83,983 คัน : ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในประเทศ เดือน มี.ค. เท่ากับ 83,983 คัน ฟื้นตัว 17% เทียบเดือนก่อน แต่ยังติดลบจากปีก่อนถึง 47%เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกยอดขายรถยนต์ในประเทศเท่ากับ 224,171 คัน ติดลบ 46%เทียบป่ก่อน คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) หรือถือหุ้นไว้ ในมุมมองของเราอุตสาหกรรมรถยนต์จะอยู่บริเวณจุดต่ำสุดในครึ่งปีแรก โดยตัวเลขไตรมาสสองและไตรมาสแรกจะใกล้เคียงกัน แต่จะมีทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.2 ล้านคัน (+6%จากปีก่อน) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.1 ล้านคัน (-17%จากปีก่อน) เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral DELTA บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) นักวิเคราะห์ประเมินว่า จะกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง 2557 มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจาก 1.เพาเวอร์ซัพพลายกลุ่มยานยนต์ ภายหลังเพิ่มกำลังการผลิตแล้วเสร็จ 2.ความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งเป็นบวกต่อคำสั่งซื้อเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับอุปกรณ์การแพทย์ กลุ่มโทรคมนาคม ความสำเร็จของการจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ของ DELTA รวมถึงการขายผลิตภัณฑ์ควบคู่บริการ หรือโซลูชันส์ (45% ของยอดขายรวมมาจากภูมิภาคยุโรป) ในช่วงไตรมาส 2/2557 ของ DELTA ผลการดำเนินงานจะอ่อนตัวเมื่อเทียบรายไตรมาส และเป็นจุดต่ำสุดของปี ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรก่อนรายการพิเศษปี 2557 จะเติบโต 15% จากปี 2556 เป็นระดับ 5,608 ล้านบาท โดยผลประกอบการไตรมาส 1/57 คิดเป็นสัดส่วน 23.6% ส่วนผลประกอบการที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาส 2/57 ไม่สนับสนุนการเข้าลงทุนระยะสั้น โดยกำหนดคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรอผลการดำเนินงานฟื้นตัวในไตรมาส 3/57 ให้ราคาพื้นฐาน 58.50 บาท บล.ทรีนิตี้แนะนำซื้อเก็งกำไร PCSGH บมจ.พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง กำหนดราคาเหมาะสม Fair ValueอิงPERระดับ10-12เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ยPERของกลุ่มยานยนต์ โดยคาดยอดขายของPCSGHเติบโตเฉลี่ย5.4%ในช่วง3ปีข้างหน้า (ปี2556-2558)ประสิทธิภาพการทำกำไรโดดเด่นสุดในกลุ่มฯ มีNet Marginสูงเหนือ30%ประสิทธิภาพการทำกำไรที่ดีเยี่ยมผ่านกิจกรรมลดต้นทุน ส่งผลให้อัตรากำไร Gross Margin เฉลี่ยสูงกว่า35%โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดระดับ17% อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากบีโอไอ ทำให้ไม่มีภาระด้านภาษี คาดกำไรสุทธิปรับเพิ่มเป็น32%ในปี2556เป็น32.3%ในปี2558เป็นแรงผลักดันให้ปี2556มีกำไรสุทธิ1,813ล้านบาท และเพิ่มเป็น2,006ล้านบาท ในปี2558แต่ผลจากการเพิ่มทุน จะส่งผลเกิดผลกระทบต่อราคาหุ้น (Dilution Effect) ต่อผลกำไรต่อหุ้น (EPS)ทำให้ผลทั้งปี 2556 เท่ากับ 1.27บาท/หุ้น ลดลง14.3%เทียบปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้น 4.6%เป็น1.33บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 11 บาท Mthai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวกรอบแคบ ปัจจัยบวกหุ้นจ่อขึ้น XD
ดัชนีฯตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีฯมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยบวกจากแรงซื้อ หลังหุ้นหลายตัวจ่อขึ้น XD บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงค์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ จับตา การประขุม สนช.เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ ก็จะส่งผลต่อตลาดในเชิงบวก ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนหุ้นไทยมาจาก การประกาศและรอขึ้น XD รับเงินปันผลของหุ้นหลายตัว ทำให้มีแรงซื้อเข้ามา รวมถึงแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ที่ได้รับผลดี และมีสัญญาณบวกจากการเริ่มเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในเดือน ก.ย.นี้ โดยแนะนำนักลงทุนถือต่อ ให้แนวต้านระยะสัปดาห์ที่ 1,580 จุด แนวรับที่ 1,535 จุด MThai news