กิมเอ็ง

1,600 จุด ด่านสำคัญหุ้นไทยไปต่อ หรือพักก่อนปีนี้
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นทดสอบระดับ 1,600 จุด ถ้าผ่านได้ฉลุย จับตาหุ้นกลุ่มสื่อสาร ธนาคารดันดัชนีฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบบริเวณ 1,600 จุดในวันนี้ จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มสื่อสาร และกลุ่มธนาคารที่คาดว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงจากการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และพ.ร.บ.เศรษฐกิจดิจิตอลในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายในสัปดาห์นี้คาดว่าจะเบาบางลงเนื่องจากเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุด และติดตามตัวเลขส่งออกเดือน พ.ย.ของจีนเช้านี้ ซึ่งหากออกใกล้เคียงหรือดีกว่าคาด เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปิดเหนือระดับ 1,600 จุดได้ แนะนำให้เลือกซื้อรายตัว หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มสื่อสาร ที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดจากเม็ดเงิน LTF ที่ไหลเข้าสู่ตลาดในเดือน ธ.ค. ปัจจัยสำคัญวันนี้ ECB คงดอกเบี้ยที่ 0.05% แต่ยังไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยจะมีการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2558 และตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยตลาดหุ้นจีนบวก 1.3% ทำระดับสูงสุดรอบ 3 ปี และญี่ปุ่นบวก 0.2% หลังค่าเงินเยนทำระดับต่ำสุดรอบ 7 ปี รวมถึงตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น 3.21 แสนราย เพิ่มขึ้นอัตราเร็วที่สุดตั้งแต่ ม.ค.55 และมากกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 2.3 แสนราย ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 5.8% หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

MBKET แนะลงทุนช่วงสั้น ทยอยสะสม TRUEIF - ซื้อเก็งกำไร KCE
MBKET /  กลยุทธ์การลงทุน / 

สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันนี้(16 ก.ค.) บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ( MBKET) ยังคงให้ภาพในลักษณะของการพักฐานอีกวัน โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1,520-1,530 จุด ส่วนหุ้นหลักโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร เข้าสู่โหมดการพักฐาน เพื่อรอดูผลการดำเนินงาน 2Q 57 ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อีกทั้ง กองทุนภายในประเทศ เริ่มทยอยขายทำกำไร เพื่อ Lock-in Profit ในรอบนี้ ซึ่งอาจรวมถึงการทยอยปิดกองทุนของ Trigger Funds ที่ใกล้แตะระดับเป้าหมาย ขณะที่การเข้าให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาของประธานเฟด Yellen คืนวานนี้ พบว่า อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ขณะที่ ณ ปัจจุบันยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดอสังหาฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เน้น "Swing Trade" ในกรอบ 1,520-1,530 จุด โดยเน้นหุ้นขนาดกลาง / หุ้น Laggard เป็นหลัก หุ้นหลัก ทยอยขายทำกำไร เมื่อราคาฟื้นตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" TRUEIF/ "ซื้อเก็งกำไร" KCE Portfolio : Top Pick in 3Q14: AAV/ AP/ IFEC / TRUE HOLD: SCC/ SPALI/ TTA/ SAMART/ SPCG/ BLAND/ IFEC/ BTS Accumulative Buy: TRUEIF Speculative Buy: KCE Technical View : แนวรับ 1520-1525 จุด แนวต้าน 1535-1540 จุด คงแนวโน้มแกว่งตัวเชิงบวก ในกรอบที่ยกตัวสูงขึ้น MThai News

หุ้นไทยวันนี้ บวกเบาๆ วอลุ่มบางๆ
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อ หลังดาวโจนส์บวก แต่คงบวกไม่แรงเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ คาดวอลุ่มเบาบาง บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านย่อยที่ 1,575 จุด และระยะสัปดาห์ 1,600 จุด ด้วยปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นดาวโจนส์เมื่อคืนนี้บวก 1.30% หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวบวก 3.5% มากกว่าที่ตลาคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ แนะนำกลุ่มค้าปลีก CPALL เป็น Domestic Plays ที่ยัง Laggard แนะนำซื้อ Domestic Plays อย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH รวมไปถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL โดยราคาหุ้น Laggard ตลาด 8% ตั้งแต่หลังรัฐประหาร คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ขณะที่ทางเทคนิคมีสัญญาณฟื้นตัว เป้าหมาย 45.75-47 บาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่าการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ ดัชนีฯจะแกว่งแคบ หลังปิดบวก 39 จุดตลอด 6 วันทำการที่ผ่านมา หรือราว 50% ของการปรับฐานในรอบล่าสุด แม้ว่าวานนี้ดาวโจนส์จะปิดบวกเด่น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 เติบโตมากกว่าคาดก็ตาม แต่เนื่องด้วยวันศุกร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน ให้แนวต้านที่ 1,570 จุด ปัจจัยสำคัญติดตาม การประชุม BoJ ซึ่ง Bloomberg consensus คาดว่า BoJ จะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย. โดยเฉพาะภาคการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวส่งสัญญาณบวกแล้ว รวมถึงผลการเยือนกัมพูชาของนายกฯ วันนี้เป็นวันสุดท้าย จะมีความชัดเจนต่อแผนการรับซื้อไฟฟ้า และพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยหรือไม่ แนะนำนักลงทุนรอทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย หากราคาหุ้นย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขายในช่วงสั้นนี้ หลังจากขายทำกำไรไปในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย
กบข. /  การเมือง / 

โบรกเกอร์มองหุ้นครึ่งปีหลัง ทะลุ1,500 จุดหลังการเมืองคลี่คลาย ชี้ปัจจัยบวก ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วหลังการเมืองคี่คลาย ะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากคสช. เชื่อมั่นเงินทุนต่างชาติไหลกลับระยะยาว สมบัติ นราวุฒิชัย นายตรีพล ภูมิวสนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เผยแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้คาดว่าน่าจะไต่ถึงระดับ 1,550 จุด โดยปัจจัยบวกคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชัดเจน ส่งผลให้แนวโน้มของดัชนียังเป็นไปในทิศทางที่ดี จากความเชื่อมั่นทั้งภาคเศรษฐกิจและการลงทุนที่กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้หุ้นที่จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นำตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนต่างชาติจะหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในหุ้น 3 กลุ่มดังกล่าวเป็นระยะตามช่วงเวลาและตามภาวะที่เกิดขึ้น และจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปตอบรับกับตลาดโดยรวม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งเป็นระดับเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อช่วงต้นปี และเคยได้ปรับลงในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาไปอยู่ที่ระดับ 1,290 จุด เพราะช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อ ขณะที่ปัจจุบันเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย และมีการประกาศแผนเศรษฐกิจออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 2% แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.8% เท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีเงินทุน จากทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และสหรัฐฯยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% แม้จะมีการลดขนาดมาตรการทางการเงิน หรือQE ลงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นไปรับข่าวการเมืองพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ มองว่าจากนี้น่าจะมีแรงเทขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินลงทุนอาจจะหมุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยแนะนำ KTB, QH และ BBL ซึ่งราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไปแล้วเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐเริ่มกลับเข้ามา รวมทั้ง มีการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างอยู่ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2557 คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) ปีนี้จะเติบโตได้บวกลบ 5% และในปี 58 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) คาดว่าจะอยู่ที่ 2-2.5% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตไม่ถึง 2% และในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ 4-4.5% "การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยมีโอกาสของการปรับฐาน หลังจากที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไป 12-13% โดย กบข.ก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทางการเมือง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แบงก์ และค้าปลีก ซึ่งต้องดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าราคาอยู่ในระดับที่น่าจะเข้าไปลงทุนหรือไม่ โดย กบข.ยังสามารถลงทุนได้อีก 4,800 ล้านบาท" นายสมบัติกล่าว MThai News

โบรกฯคาด แรงซื้อ LTF ดันหุ้นไทยบวกต่อ
LTF /  RMF / 

โบรกฯคาด ดัชนีฯหุ้นไทย มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ จากแรงซื้อ กองทุน LTF-RMF แต่กรอบยังจำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยมีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังทดสอบแนวต้านทางเทคนิคอิงเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือน บริเวณ 1,548 จุดบวกลบ อย่างไรก็ตาม เราประเมินความเสี่ยงของดัชนีฯที่จะปรับตัวลดลงมีจำกัด และคาดการณ์ว่าดัชนีฯจะสามารถปรับสูงขึ้นได้ จากการยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือนได้ในที่สุดด้วยแรงหนุนจากการเข้าซื้อกองทุน RMF-LTF ช่วงปลายปี 1-2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ การประชุม FOMC วันที่ 29 ต.ค.นี้ แนะนำซื้อ Domestic Plays และกลุ่มโรงไฟฟ้า กลยุทธ์ลงทุนหลักอย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH, ต่อเนื่อง ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่า ดัชนีฯจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,535 – 1,550 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้น แม้ว่าจะยังไม่ผ่านด่านสำคัญ 1,550 จุด แต่ภาพรวมของการลงทุนของตลาดหุ้นไทย ณ วันนี้ ดีกว่าช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าที่เป็นช่วงเวลาของการปรับฐาน อีกทั้งความเสี่ยงในการปรับตัวลงของดัชนีฯ เริ่มจำกัดมากขึ้น แนวรับ 1,530 จุดบวกลบ จะทำงานได้ดีขึ้นในช่วงสั้นๆ นี้ เพื่อรอดูผลการประชุมเฟดในคืนวันพรุ่งนี้ โดยตลาดเชื่อว่าเฟดจะประกาศยุติโครงการ QE ในรอบนี้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่มุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะปรับขึ้นเป็นช่วงเวลาใดในปีหน้า แน่นอนว่า กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์นี้ เราเชื่อว่าจะไม่โดดเด่นทั้งในแง่ขายหรือซื้อ แม้ว่าการโรดโชว์ของตลท. ในนิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก เริ่มต้นตั้งแต่วานนี้ และสิ้นสุดในวันที่ 30 ต.ค.ก็ตาม นักลงทุนต่างชาติน่าจะเลือกเก็งกำไรเป็นรายตัวต่อผลการดำเนินงานใน 3Q57 ช่วงสั้นนี้ แนะนำขายทำกำไรบางส่วนบริเวณ 1,550 จุดบวกลบ และถือพอร์ตการลงทุนส่วนที่เหลือ หรือเปลี่ยนลงทุนในหุ้นที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนงบการเงิน 3Q57 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News

หุ้นเปิดตลาดติดลบ 5.21 จุดโบรกฯชี้หุ้นปรับฐานขาลง
BJCHI /  IRPC / 

เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด โบรกเกอร์ชี้หุ้นปรับฐานขาลง จับตาข่าวปรับโครงสร้างพลังงานมีผลอย่างไร นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค(ประเทศไทย) มองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นน่าจะลง ขึ้นไม่ง่าย เพราะต่างชาติซื้อน้อยลง ส่วนในประเทศก็ไม่มีปัจจัยขับเคลื่อน ข่าวดีไม่มี ตลาดอาจจะอ่อนลงมาบ้าง มองแนวรับที่ 1,440 และแนวต้านที่ 1,465 และ 1,480 จุด ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาราว 5% ตั้งแต่ช่วง คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้มีการขายทำกำไรออกมาบ้าง ขณะที่ตลาดยังกังวลต่อการที่ คสช. จะปรับรูปแบบโครงสร้างพลังงาน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งล่าสุด บมจ.ไออาร์พีซี ที่อยู่ในกลุ่มพลังงาน ก็มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานเมื่อวานนี้ นอกจากนี้ การที่ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ประกาศเพิ่มทุนจำนวนมากอาจจะกระทบต่อการซื้อขายของหุ้น TRUE ด้วย หลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุญาตให้หุ้นกลับมาซื้อขายได้ หลังขึ้นเครื่องหมาย H เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ สำหรับเช้านี้เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด มูลค่าซื้อขาย 3,318.24 ล้านบาท หุ้นเด่นวันนี้ BJCHI เอเซีย พลัส คงประมาณการกำไรปี 2557 ไว้ที่ 1,053 ล้านบาท ลดลง 13%เทียบปีก่อน และประเมินราคา Fair Value ที่ PER 12 เท่า ต่ำกว่าบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันอย่าง STPI จะให้ ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 39.50 บาท ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน โดยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ฝ่ายวิจัยคาดว่า BJCHI จะสามารถจ่ายเงินปันผลในปีนี้ได้ 2.00 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield 5.2% แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 39.50 บาท/หุ้น IRPC เมื่อวานนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณหน่วย Vacuum Gas Oil Hydrotreating (VGO) ซึ่งเป็นหน่วยกำจัดสารกำมะถันของผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา IRPC ได้มีการทำประกันอัคคีภัยไว้ในวงเงินความคุ้มครองทรัพย์สิน 1.2 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดประกอบไปด้วย โรงกลั่น วัตถุดิบ เครื่องจักร ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อ EPS ในปี 2557 ในกรณีเลวร้ายสุดหากมีการหยุดผลิตบางหน่วยซึ่งจะกระทบต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) และราคา (FV) ปี 2557 ราว 10.5-18.4% และ 1.4-2.9% จากเดิม (ไม่คำนวนผลกระทบหากหยุดเกินระยะเวลา 2 เดือน เพราะบริษัทประกันภัยจะชดเชยรายได้ให้) เชื่อว่ามีผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปรับลดลงกว่าผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นราว 1.4-2.9% เอเซีย พลัส แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท/หุ้น JAS แนวโน้มการออก IFF ล่าช้าต่อไปอีก 3 เดือน เพราะอยู่ระหว่างแก้ไขโครงสร้างกองทุน ซึ่งต้องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ เพราะโครงสร้างกองทุนเข้าข่ายผูกขาด ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทุน JASGIF ใหม่ แต่ไม่กระทบประมาณการ โดยรายได้หลัก 82% มาจากธุรกิจ Broadband Internet ซึ่งมาจากระบบ ADSL เกือบ 100% ขณะที่ระบบ FTTx คาดที่เพียง 0.4% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้จากการวางระบบคาดว่ายังอยู่ในทิศทางชะลอตัว คาดลูกค้าเพิ่ม(Net add) ทั้งปีที่ 1 แสนรายเป็น 1.52 ล้านราย ณ สิ้นปี 2557 ส่วน ARPU คาดทรงตัวที่ระดับ 644 บาท เราคาดกำไรปกติปี 2557 ที่ 3,558 ล้านบาท เติบโต 18% เทียบปีก่อน (กำไรต่อหุ้น EPS = 0.51 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท/หุ้น MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยรีบาวน์ ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทย รีบาวน์ตาม ดาวโจนส์ แนะจับตามุมมองนักลงทุน จาก SET โรดโชว์ สหรัฐฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 1,540-1,550 จุด โดยหุ้นหลักในกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มฟื้นตัว นำโดย KBANK ประกอบกับความคาดหวังกระแสเงินลงทุนใหม่จากกองทุน ทริกเกอร์ฟันด์ ที่จะปิดการขายในวันนี้ วงเงิน 3,300 ล้านบาทของ บลจ.ยูโอบี จะช่วยผลักดันให้ดัชนีฯขึ้นทดสอบ 1,570-1,580 จุด แนะขายทำกำไรในช่วงสั้น เพราะปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของเดือนต.ค. กับความกังวลต่อการประชุมเฟด วันที่ 28-29 ต.ค. ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยจะกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก เหมือนช่วงก่อนการประชุมเดือนก.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงติดตามผลการโรดโชว์ที่นิวยอร์ค สหรัฐฯ ในคืนวานนี้ ว่าผู้จัดการกองทุนต่างชาติให้มุมมองอย่างไรต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน แนะนำถือพอร์ตการลงทุน เพื่อรอขายทำกำไรรอบสั้นบริเวณใกล้เคียง 1,570 จุดโดยกลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น แนะนำซื้อ 'TRUE' ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบีเคย์เฮียน ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และค่าเงินดอลล์ที่สูงขึ้น ทำให้ 'เฟด' กังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นนักลงทุนจึงกลับมาลงทุนเก็งกำไรด้วยความมั่นใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาหุ้นที่ขึ้นมาสูงและความผันผวนที่เริ่มมีมากขึ้นในขณะนี้ แนะนำให้เล่นสั้นเป็นหลัก โดยเฉพาะในหุ้นที่พื้นฐานยังไม่รองรับ และทยอยขายบ้างหากมีกำไรสูง โดยมีแนวรับที่ 1,500 จุด และแนวต้านที่ 1,550 จุด โดยเน้นหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล และแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่า หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

กลยุทธลงทุนหุ้นไทยวันนี้ แนะเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน
MBKET /  กรุงศรี / 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) เปิดทำการเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.66 จุด แตะที่ระดับ 1,372.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 845.29 ล้านบาท ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด เมื่อเวลา 08.54 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 31.23 บาท ขายออก 32.65 บาท ด้านบล.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง ( MBKET) ระบุ บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (31 มี.ค.) ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ ระหว่าง 1,360-1,375/80 จุด แม้ว่าต่างชาติซื้อสุทธิหนาแน่นตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลต่อการสิ้นสุด Window Dressing (ราคาปิดสิ้นงวดบัญชี) และยังไม่มั่นใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติในระลอกนี้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังเป็นแนว Sideways-to-Sideways-Up ไปสู่กรอบต้านสำคัญ 1,380-1,400 จุด สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ประกอบด้วย -การเข้าชี้แจงของนายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการจำนำข้าว ต่อ ปปช. ซึ่ง MBKET เชื่อว่า นายกฯ รักษาการจะขอผ่อนผันการเข้าชี้แจง ทำให้นักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนต่อไป -การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ.ของ ธปท. ให้น้ำหนักกับภาคการบริโภค และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชน ว่าจะผ่านจุดต่ำสุดหรือไม่ ขณะที่การชุมนุมของกปปส. วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะคลายความกังวลต่อกรณีการเมือง ทั้งนี้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังสิ้นสุด Window Dressing พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงินในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ,กลุ่มโรงกลั่น และ พลังงานทางเลือก พร้อมหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว ฃส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" SCC/ SAMART ขณะที่ บล.กรุงศรี คาดแนวโน้มของตลาดจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 1360-1380 จุด  หุ้นที่เลือกวันนี้มีโอกาสดีดตัว แนะนำซื้อเก็งกำไร INTUCH และ BJC MThai News

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 6.21 จุด แต่ยังไร้ปัจจัยใหม่
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 6.21 จุด ที่ระดับ 1,574.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,445.08 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองยังไร้ปัจจัยใหม่ ลุ้นดัชนีฯยืนเหนือ 1,570 จุด แนะทยอยขายเมื่อใกล้แนวต้าน วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 10.02 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,574.81 จุด เพิ่มขึ้น 6.21 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,445.08 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวขึ้นทดสอบ 1,570 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่แกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากยังไร้ปัจจัยสนับสนุนใหม่ทั้งใน และต่างประเทศ มีเพียงรอผลการประชุม ECB ในวันพรุ่งนี้เท่านั้น ว่าจะมีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการ QE ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยขายทำกำไรบริเวณ 1,570 จุดหรือสูงกว่า และถือเงินสดมากขึ้น หากเก็งกำไรให้อยู่ในกรอบระยะสั้นเท่านั้น MThai News

หุ้นไทยวันนี้ผันผวนในแดนลบรับคริสต์มาส
BANPU /  ITD / 

บล.เมย์แบงก์ฯ ฟันธงหุ้นไทยยังเป็นลบ คาดผันผวนตลอดวัน หลังต่างชาติเทขายช่วงเทศกาล และการเมืองยังวุ่นวายต่อ กลยุทธ์เด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผยตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดฟื้นตัวเล็กน้อย 0.99 จุด มาอยู่ที่ 1,327.13 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 22,398 ล้านบาท ด้านต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 23 อีก 1,720 ล้านบาท กลับมาซื้อสุทธิในดัชนี Index Futures เป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ 376 สัญญา และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 2 อีก 342 ล้านบาท บล.เมย์แบงก์ฯ มีมุมมองการลงทุนเป็นลบเป็นวันที่ 14 เชื่อว่าหุ้นมีดัชนีแกว่งตัวแคบระหว่าง 1,325 – 1,335 จุด และมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงขายจากต่างชาติเชื่อว่าจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงต้นเดือนม.ค. 2557 โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลสำคัญ ได้แก่ เทศกาลคริสต์มาส และต่อเนื่องเทศกาลปีใหม่ ประเมินว่า แรงขายจากต่างชาตินับตั้งแต่วันนี้ จนถึง ต้นเดือนม.ค. 2557 จะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญหรืออาจกล่าวว่าเป็น “กลาง” เท่านั้น หากเทียบกับแรงขายสุทธินับตั้งแต่เดือนพ.ย.ถึงวานนี้ 90,269 ล้านบาท น่าจะมากเพียงพอต่อการสะท้อน การลดวงเงิน QE และ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี56 ที่เติบโตชะลอตัว จากความเสี่ยงทางการเมืองภายในประเทศ อีกทั้งหากประเมินยอดขายสุทธิสะสมนับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงวานนี้ ต่างชาติขายสุทธิ 4,574 ล้านบาท ข้อมูลปี 2551 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1.5 แสนล้านบาท และปี 2552 – วานนี้: นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,574 ล้านบาท หุ้นเด่นวันนี้ บล.เคเคเทรด แนะนำ TRUE     แนะนำ ขาย ราคาพื้นฐาน ที่ 7.20 บาท บริษัทเข้าซื้อ กองทุนทรูโกรท  (TRUEGIF) ไว้เอง 33% รายย่อยจัดหนัก 46% ส่วนนักลงทุนสถาบัน 21% งานนี้รับเงินสดรวมขายหุ้นบริษัทย่อย 8 แห่ง 4.4 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่เล็งไว้ ITD     แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน ที่ 7.00 บาท ระยะสั้นราคาหุ้นยังถูกกดดันจากการเมือง แต่โครงการในต่างประเทศเติบโตดี ล่าสุดปิดดีล 120,000 ล้านบาท โครงการก่อสร้าง บริหารจัดการ และส่งมอบ ท่าเรือและทางรถไฟ กับประเทศสาธารณรัฐโมซัมบิคระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี BANPU     แนะนำ ถือ ราคาพื้นฐาน ที่ 27.00 บาท เชื่อว่าราคาถ่านหินผ่านจุดตัดแล้ว ต่อไปราคาจะฟื้นตัว ประกาศลดทุน 135.60 ล้านบาท ตัดทิ้งหุ้นซื้อคืน 135.6 ล้านหุ้น ส่งผลกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นทันที 5% MThai News

ตลท.แขวน SP 10 DW ออกโดย MBKET
DW /  MBKET / 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ประกาศห้ามซื้อหรือขาย และพ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนจำนวน 10 หลักทรัพย์ที่ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET โดยขึ้นเครื่องหมาย SP เนื่องจากการใช้สิทธิครั้งสุดท้ายของใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ DW กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนวันที่ 28 พ.ย. 57 และวันใช้สิทธิครั้งสุดท้าย 28 พ.ย. 2557 โดยจะขึ้นเครื่องหมาย SP ตั้งแต่วันที่ 25-28 พ.ย. 2557 และพ้นสภาพเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในวันที่ 29 พ.ย. 2557 ดังนี้ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (ADVA42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (BGH42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (DTAC42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (INTU42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (LH42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (MINT42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อรุ่น A (PTT42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (PTTE42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อรุ่น A (SCB42C1411A) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) ซื้อขายสุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2557 ประเภทสิทธิในการซื้อ รุ่น A (TICO42C1411A) MThai News

บัวหลวงชี้หุ้นไทยดีดกลับสัปดาห์หน้าเป้าหมาย 1400 จุด
Dtac /  KBANK / 

บล.บัวหลวง วิเคราะห์สัปดาห์หน้า หุ้นไทยเริ่มกลับมาบวกวันอังคาร ลุ้นดัชนี 1400 จุด ขณะที่  Morgan Stanley ยังหวั่นการเมืองไทย กลยุทธ์วันนี้ บล.บัวหลวง วิเคราะห์ว่า เมื่อวาน (19 ธ.ค. 2556)  ตลาดหุ้นไทยซึมลงผิดคาด หุ้นปิดตลาดลดลง 3.23 จุด มาอยู่ที่1,346.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 25,816.38 ล้านบาท อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะเหนือแนวรับ(จุดต่ำสุด) 1,340 จุด ซึ่งถ้าวันนี้ยังปิดเหนือ 1,340 จุด โดยในสัปดาห์หน้า หุ้นไทยบวกในช่วงบ่ายวันอังคารเป็นอย่างช้า และจะดีดกลับขึ้นมาในช่วงที่เหลือของัปดาห์ กลยุทธ์ใครที่ซื้อเล่นระยะสั้น แนะนำเริ่มขายเพื่อทำกำไร และซื้อเมื่อตลาดกลับมาบวก  ถึงสิ้นปีคาดกรอบ แนวรับ(จุดต่ำสุด) 1350/1330 ต้าน(จุดสูงสุด) 1400 จุด (แนวต้านทางเทคนิคปรับลง หลังดัชนีฯหลุด 1350 จุด  สถาบันการเงิน Morgan Stanley  คาดว่าถ้าการเมืองไทย คลี่คลายหุ้นไทยจะกลับไปแถว 1,450 จุด ส่วนกรณีแย่สุดคาดหุ้นไทยผันผวนลงมาราว 25% ทั้งนี้ชี้ว่ากลุ่มธนาคารควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุน โดยสินเชื่อสุทธิรวมในกลุ่ม 9 ธนาคารใหญ่เติบโต 1.3% เทียบเดือนก่อน สำหรับเดือนพ.ย. เติบโต 8.1% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน และเติบโต 9.5% เทีนบกับปีก่อนทั้งนี้ธนาคาร TMB  BBL  KBANK  SCB  TISCO และ KKP รายงานสินเชื่อขยายตัวสูงสุดในเดือนพ.ย. จากสินเชื่อบรรษัทและสินเชื่อ SME ซึ่งยังเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2557 บล.บัวหลวงแนะนำ เพิ่มน้ำหนักการลงทุน สำหรับกลุ่มธนาคาร โดยขอแนะนำ KBANK และ SCB หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง DTAC     บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น แนะนำซื้อ ราคาปิดล่าสุด 99.25 บาทราคาเป้าหมาย 130.00 บาท/หุ้น TTA    บมจ. โทรีเซนไทย   แนะนำซื้อ ราคาปิดล่าสุด 17.10 บาท ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท MThai News

หุ้นกลุ่มเดินเรือขาขึ้น โบรกฯแนะน่าจับเข้าพอร์ต
BDI /  PSL / 

หุ้นกลุ่ม เดินเรือ ส่งสัญญาณขาขึ้น ภายหลังค่าระวางเรือ หรือค่า(BDI) ขึ้นมาหลายวัน สะท้อนเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว นายจรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ นักวิเคราะห์ บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็งวิเคราะห์ หุ้นกลุ่มเดินเรือว่า ดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ล่าสุด (20 มี.ค.) ดัชนี ค่าระวางเรือ BDI ปิดวันทำการล่าสุดที่ 1,570.00 จุด เพิ่มขึ้น 52.00 จุด เพิ่มขึ้น 3.43%ซึ่งเป็นการไต่ระดับขึ้นของค่า BDI ติดต่อกันหลายวัน โดยนับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ค่า BDI ปิดที่ระดับ 1,197.00 จุด ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2557 ปิดที่ 1,391.00 จุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่า BDI ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อ 7 วันที่ระดับ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้น 16.20% โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่า BDI ในรอบนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งสนับสนุนให้การขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้น3 โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2 ปี 2557 เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งบมจ. โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์  หรือ TTA ตั้งเป้ารายได้ปี 2557 (สิ้นสุด ก.ย. 57) เติบโต 40% เมื่อเทียบจากปีก่อน ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ที่ผ่านจุดต่ำสุด ส่วนธุรกิจของ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง  PSL ผลประกอบการเริ่มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เพราะได้รับอานิสงส์จากกองเรือที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็น 40 ลำ จาก 22 ลำและอยู่ระหว่างสั่งต่ออีก 16 ลำ เพื่อบรรลุเป็น 56 ลำภายในปี 2559 ดังนั้นขนาดกองเรือที่เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการฟ้นตัวของอุตสาหกรรม จะทำให้ PSL จะได้ประโยชน์สูงในการฟ้นตัวในรอบนี้ สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2557 กำไรปกติ จะยังใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2556 เนื่องจากค่า BDI เดือนมกราคม ได้รับผลกระทบจากเทศกาลตรุษจีนทำให้มีการชะลอการขนส่ง ส่วนทั้งปี 2557 จะเติบโต จากปี 2556 ทีมีกำไรสุทธิที่ 527.77 ล้านบาท เพราะเชื่อว่า BDI ปี 2557 จะสูง 2,000 จุด เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่ 1,000 จุด เพิ่มขึ้นประมาณ 100%  แนะนำซื้อ 27.25 บาท นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป เผย การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TTA และ PSL อยู่ระหว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกเข้า "เก็งกำไร" ได้ โดย TTA มองแนวรับ 20 บาท และ แนวต้าน 24 บาท ขณะที่ PSL แนวรับที่ 25.50 บาท ส่วนแนวต้าน 30 บาท MThai News

หุ้นปีม้าคึกคัก ลุ้นสิ้นปีดัชนีแตะ 1,600 จุด
QE /  ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ / 

โบรกเกอร์ตบเท้าลุ้น ดัชนีหุ้นไทยปี 2557 แตะ 1,600 จุด เหตุเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ด้านเมย์แบงก์ วิเคราะห์กลุ่มยานยนต์เริ่มฟื้นตัว แต่การลงทุนราคายังทรงตัว ปีงูเล็กที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดัชนีหุ้นไทยผันผวนอย่างหนัก โบรกเกอร์ทุกสำนัก ฝันเห็นตลาดแบบโลกสวย คาดเห็นดัชนีทำจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ 1,753 จุด ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2537 ดัชนีทะยานขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดสูงสุดของปีเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2556 อยู่ที่ 1,649.77 จุด แต่ท้ายสุดหุ้นก็ตกลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนแนวโน้มดัชนีในปี 2557 ซึ่งตรงกับปีมะเมีย หรือปีม้า โบรกเกอร์ต่างมองว่า ดัชนีคงไม่ตกม้าตายตอนจบเหมือนปี 2556 หวังช่วงปลายปีอาจได้เห็นดัชนีขึ้นไปแตะ 1,550 - 1,600 จุด นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน จากบริษัท หลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) มองดัชนีหุ้นครึ่งปีแรกของปี 2557 ตลาดหุ้นยังอยู่ในสถานภาพ ลำบาก ช่วงไตรมาสแรก ดัชนีจะเคลื่อนไหวในช่วง 1,300 - 1,400 จุด จากนั้นไตรมาส 2 ของปี 2557 ขยับกรอบขึ้นมาเป็น 1,360 - 1,460 จุด แต่ครึ่งปีหลังตลาดหุ้นจะดีดกลับมาได้ โดยไตรมาส 3 ให้กรอบไว้ที่ 1,400 - 1,500 จุด ก่อนจะไปจบไตรมาสสุดท้าย แถว 1,450 - 1,550 จุด และมีโอกาสขึ้นไปถึง 1,600 จุด โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อดัชนียังคงเป็นเรื่องการเมือง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล ก็ย่อมเป็นรัฐบาลที่ดี เพราะทุกคนต่างรู้แล้วว่ากระแสสังคมต้องการการปฏิรูป แม้รัฐบาลเพื่อไทยจะกลับมาก็คงไม่กล้านำนโยบายการเมืองกลับมาอีก แต่คงจะเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจมาก่อน จึงพอเป็นความหวังของตลาดหุ้นได้ ขอเพียงให้มีความชัดเจนว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาเมื่อไหร่เท่านั้น ขณะที่การลดปริมาณเงินมาตรการ QE ทำให้เงินไหลออกไปมาก จากที่เคยเข้ามาช่วงเดือนมีนาคม 2556 ถึง 3.2 แสนล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น คาดว่าการขายหุ้นของต่างชาติคงเบาบางลงหรือต่อให้ขายต่อก็จะหมดในช่วงไตรมาสแรก ปี 2557 นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ตรงกันว่า ครึ่งปีแรกดัชนีจะมีความผันผวนสูง เพราะการบริโภคในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากปัญหาหนี้สิน ซึ่งต้องใช้เวลาในการลดหนี้ประมาณ 12 เดือน เพราะการบริโภคที่เริ่มชะลอตัวช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556 ก็จะปรับตัวเสร็จในไตรมาส 2 ของปี 2557 การส่งออกจะเป็นดาวเด่นในช่วงครึ่งปีแรก หลังจากเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกของประเทศเกาหลี จีนและไต้หวัน ขณะที่การลงทุนของภาครัฐ ต้องดูอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2557 ดังนั้น ช่วงสิ้นปี 2557 มีลุ้นได้เห็นดัชนีที่ 1,540 จุด ส่วนจุดต่ำสุดน่าจะอยู่ช่วงไตรมาสแรก กรอบล่างคือ 1,250 จุด นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด คาดว่าปี 2557 นักลงทุนจะเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจในประเทศสำคัญๆ ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ดังนั้นภาพใหญ่จึงเป็นขาขึ้นและประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรหุ้นไทยในปี 2557 ไว้ที่ 16% ทำให้เป้าหมายดัชนีปลายปีอยู่ที่ 1,600 จุด นักลงทุนรายใดขาดทุนจากปี 2556 คงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในปี 2557 โดยเลือกหุ้นที่ยังมีกำไรเติบโตล้อไปกับทิศทางของเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวขึ้น และที่สำคัญยังคงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด มองหุ้นบางกลุ่มเช่น กลุ่มยานยนต์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ปี 2557 จะติดลบเล็กน้อย 3%เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน ซึ่งการส่งออกรถยนต์จะดีมาก เมย์แบงก์ประเมินจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.25 ล้านคัน เติบโต 11% ตลาดรถยนต์ในประเทศคาดว่าหดตัวต่อเนื่อง จะลดลงเหลือ 1.15 ล้านคัน ลดลง 12%เทียบจากปี 2556 ที่มียอดประมาณ 1.3 ล้านคัน ประมาณการของเมย์แบงก์ฯต่ำกว่าสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะมียอดขายรถยนต์ในปี 2557 เท่ากับ 1.2 ล้านคัน (-8%เทียบจากปีก่อน ) โดยตลาดรถยนต์ในครึ่งแรกปี 2557 จะถูกกระทบจากปัญหาการเมือง ส่งผลการบริโภคชะลอตัว และแรงซื้อที่หดตัวลงหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก แต่ในครึ่งหลังปี 2557 คาดจะฟื้นตัวดีขึ้น ราคาหุ้นในระยะสั้นยังไม่มีสัญญาณบวก น้ำหนักการลงทุนทรงตัว ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และ ซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 3.41 จุด รับ ECB ลดดอกเบี้ย
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 3.41 จุด ที่ระดับ 1,584.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองดัชนีฯมีโอกาสทดสอบ 1,590 จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้น วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.55 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,584.14 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,004.39 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หรือ MBKET วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,590 จุด ด้วยปัจจัยบวกจาก ECB ที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.10% เป็น 0.05% ส่วนแรงหนุุนในประเทศมากจาก นายกรัฐมนตรี และ ครม. มีอำนาจเต็ม หลังเข้าถวายสัตย์ปฎิญาณ เย็นวานนี้ คาดว่า รมว.เจ้ากระทรวงต่างๆ จะเริ่มทำงานกันในวันนี้ น่าจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ กลยุทธ์การลงทุน MBKET แนะนำให้นักลงทุน กลับเข้าเก็งกำไรอีกครั้ง โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการบริหารประเทศของ ครม.ในช่วงสั้นนี้ MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทย บวกต่อ ญี่ปุ่นยุบสภาหนุน
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

 โบรกฯคาดหุ้นไทยเดินหน้าบวกต่อ หลังได้รับแรงหนุนจากการที่ญี่ปุ่นยุบสภา ลุ้นทดสอบ 1,590 จุด แนะทยอยขายทำกำไรบางส่วน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดโมเมนตัมการลงทุนตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ยังสามารถผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไต่ระดับขึ้นทดสอบแนวต้านด่านสำคัญ 1,590 จุดได้ โดยจุดสังเกตที่น่าสนใจติดตามได้แก่ หุ้น Big Cap โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play ขยับขึ้นเด่นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และที่อยู่อาศัย ที่คาดว่าจะได้อานิสงค์จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว รวมถึงปัจจัยบวกจากชินโสะ อาเบะประกาศยุบสภา พร้อมสั่งให้ ครม.พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และหากผลการประชุม BoJ ในวันนี้ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจีดีพีไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มเชิงบวกต่อการลงทุนในไทย ทั้งตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดหุ้น ขณะที่หุ้นขนาดเล็กทั้ง SET และ MAI คาดว่าจะแกว่งในกรอบแคบถึงปรับฐานลงเล็กน้อย เพื่อรอผลการประชุมระหว่างสมาคมโบรกเกอร์ และ ตลท. เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมเก็งกำไร การซื้อขายหุ้นที่ร้อนแรง ซึ่งผลการประชุมในวันนี้ จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในทันที แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วน ในหุ้นหลักที่แนะนำเข้าสะสม หรือเก็งกำไร บริเวณ 1,590 จุด พร้อมปรับพอร์ตบางส่วนมาสะสมหุ้นที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3 และโอกาสที่ผลงานจะฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 4 หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

'คาราบาวกรุ๊ป' เคาะ IPO 28 บาท เข้าเทรด 21 พย.นี้
IPO /  ข่าว / 

'คาราบาวกรุ๊ป' เคาะราคา IPO 28 บาท พร้อมเข้าเทรด 21 พย.นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร และอาหาร หมวดอาหาร และเครื่องดื่ม บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือ IPO ที่หุ้นละ 28 บาท โดยใช้การการสำรวจความต้องการของนักลงทุนสถาบัน หรือ Book Building ที่ 26-28 บาท และเปิดจองซื้อในวันที่ 12-14 พ.ย. นี้ ก่อนจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) วันที่ 21 พ.ย. นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ CGB จะขายหุ้นไอพีโอทั้งหมด 250 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาทต่อหุ้น โดยมี บล.กสิกรไทย และบล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินร่วม รวมถึงเป็นแกนนำการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่าย โดยมีบล.บัวหลวง บล.โนมูระ พัฒนสิน และ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย ติดตามข่าวสารตลาด IPO, หุ้นเข้าใหม่ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News ‘บางกอก แอร์เวย์’ ไม่หวั่น เปิดเทรดต่ำจอง ตัวแรกปีนี้

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News