กิมเอ็ง

หุ้นเปิดตลาดติดลบ 5.21 จุดโบรกฯชี้หุ้นปรับฐานขาลง
BJCHI /  IRPC / 

เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด โบรกเกอร์ชี้หุ้นปรับฐานขาลง จับตาข่าวปรับโครงสร้างพลังงานมีผลอย่างไร นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค(ประเทศไทย) มองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นน่าจะลง ขึ้นไม่ง่าย เพราะต่างชาติซื้อน้อยลง ส่วนในประเทศก็ไม่มีปัจจัยขับเคลื่อน ข่าวดีไม่มี ตลาดอาจจะอ่อนลงมาบ้าง มองแนวรับที่ 1,440 และแนวต้านที่ 1,465 และ 1,480 จุด ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาราว 5% ตั้งแต่ช่วง คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้มีการขายทำกำไรออกมาบ้าง ขณะที่ตลาดยังกังวลต่อการที่ คสช. จะปรับรูปแบบโครงสร้างพลังงาน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งล่าสุด บมจ.ไออาร์พีซี ที่อยู่ในกลุ่มพลังงาน ก็มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานเมื่อวานนี้ นอกจากนี้ การที่ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ประกาศเพิ่มทุนจำนวนมากอาจจะกระทบต่อการซื้อขายของหุ้น TRUE ด้วย หลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุญาตให้หุ้นกลับมาซื้อขายได้ หลังขึ้นเครื่องหมาย H เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ สำหรับเช้านี้เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด มูลค่าซื้อขาย 3,318.24 ล้านบาท หุ้นเด่นวันนี้ BJCHI เอเซีย พลัส คงประมาณการกำไรปี 2557 ไว้ที่ 1,053 ล้านบาท ลดลง 13%เทียบปีก่อน และประเมินราคา Fair Value ที่ PER 12 เท่า ต่ำกว่าบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันอย่าง STPI จะให้ ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 39.50 บาท ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน โดยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ฝ่ายวิจัยคาดว่า BJCHI จะสามารถจ่ายเงินปันผลในปีนี้ได้ 2.00 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield 5.2% แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 39.50 บาท/หุ้น IRPC เมื่อวานนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณหน่วย Vacuum Gas Oil Hydrotreating (VGO) ซึ่งเป็นหน่วยกำจัดสารกำมะถันของผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา IRPC ได้มีการทำประกันอัคคีภัยไว้ในวงเงินความคุ้มครองทรัพย์สิน 1.2 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดประกอบไปด้วย โรงกลั่น วัตถุดิบ เครื่องจักร ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อ EPS ในปี 2557 ในกรณีเลวร้ายสุดหากมีการหยุดผลิตบางหน่วยซึ่งจะกระทบต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) และราคา (FV) ปี 2557 ราว 10.5-18.4% และ 1.4-2.9% จากเดิม (ไม่คำนวนผลกระทบหากหยุดเกินระยะเวลา 2 เดือน เพราะบริษัทประกันภัยจะชดเชยรายได้ให้) เชื่อว่ามีผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปรับลดลงกว่าผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นราว 1.4-2.9% เอเซีย พลัส แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท/หุ้น JAS แนวโน้มการออก IFF ล่าช้าต่อไปอีก 3 เดือน เพราะอยู่ระหว่างแก้ไขโครงสร้างกองทุน ซึ่งต้องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ เพราะโครงสร้างกองทุนเข้าข่ายผูกขาด ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทุน JASGIF ใหม่ แต่ไม่กระทบประมาณการ โดยรายได้หลัก 82% มาจากธุรกิจ Broadband Internet ซึ่งมาจากระบบ ADSL เกือบ 100% ขณะที่ระบบ FTTx คาดที่เพียง 0.4% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้จากการวางระบบคาดว่ายังอยู่ในทิศทางชะลอตัว คาดลูกค้าเพิ่ม(Net add) ทั้งปีที่ 1 แสนรายเป็น 1.52 ล้านราย ณ สิ้นปี 2557 ส่วน ARPU คาดทรงตัวที่ระดับ 644 บาท เราคาดกำไรปกติปี 2557 ที่ 3,558 ล้านบาท เติบโต 18% เทียบปีก่อน (กำไรต่อหุ้น EPS = 0.51 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท/หุ้น MThai News

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

เช็คลิสต์ 24 บจ. ไอพีโอ ตบเท้าเข้า SET-MAI ปีนี้
ข่าวหุ้น /  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย / 

รวบรวม 24 บจ.เตรียมตบเท้าเข้าเทรดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เอ็ม เอ ไอ พร้อมข้อมูลวันเสนอขาย 'ไอพีโอ' และที่ปรึกษาทางการเงินของแต่ละบจ. ปี 58 เป็นอีกปีที่น่าสนใจสำหรับบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ ที่จะทยอยแต่งตัวกันเข้าทำการซื้อขายทั้งในในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เอ็ม เอ ไอ โดยที่ประเดิมบจ.แรกในปีนี้คือ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH ที่ถือฤกษ์งามยามดีวันที่ 8 มค.58 เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ตามมาด้วย กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไทคอน หรือ TREIT ที่เข้าทำการซื้อขายในตลาด SET เมื่อวันที่ 9 มค.58 และปิดท้ายน้องใหม่รายล่าสุดด้วย บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR ที่ประเดิมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 15 มค. 58 ส่วนที่เหลืออีก 24 บจ.ที่อยู่ในระหว่างขั้นตอนไฟลิ่ง ประกอบไปด้วย 1.สแกน อินเตอร์ หรือ SCN คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ ก.พ.58 โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 2.เอส 11 กรุ๊ป หรือ S11 คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสแรก โดยมี ทรีนีตี้ แอ๊ดไวซอรี่ 2001 เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 3.น้ำตาลและอ้อยตะวันออก หรือ ESC คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ เม.ย.-พ.ค.58 โดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 4.พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ หรือ PMTA โดยมี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 5.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ ต้นปี 58 โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 6.ทีวี ธันเดอร์ หรือ TVT คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสแรก โดยมี แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 7.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC คาดว่าจะเสนอขาย ไอพีโอได้ในไตรมาสที่ 2 โดยมี บล.ฟินันซ่า, บล.ทิสโก้, บล.เคที ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 8.เน็ตเบย์ โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 9.อมตะ วีเอ็น โดยมี ไทยพาณิชย์, โอเอสเค (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 10.เทอร์ราไบท์ เน็ท โซลูชั่น หรือ TBNS โดยมี แคปปิตอล ลิ้งค์ แอ๊ดไวเซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 11.กรุงเทพบ้านและที่ดิน โดยมี กรุงไทยแอดไวซ์เซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 12.บางกอกกล๊าส โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 13.เซียร์ พร็อพเพอร์ตี้ โดยมี แคปปิตอล พลัส แอดไวซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 14.อัครา รีซอร์สเซส โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 15.ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ หรือ CPT โดยมี ฟิลลิป (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 16.เจ้าพระยามหานคร หรือ CMC โดยมี เอเซีย พลัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 17.แพลน บี มีเดีย โดยมี บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 18.สเตรกา หรือ STRGA โดยมี แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 19.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป โดยมี เคที ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 20.ไดอิ กรุ๊ป โดยมี เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 21.สาลี่ พริ้นท์ติ้ง หรือ SLP โดยมี คันทรี่ กรุ๊ป เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 22.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โดยมี กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 23.เจเอเอส แอสเซ็ท โดยมี บล.เอเซีย พลัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 24.บางกอกแร้นช์ โดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ติดตามข่าวสาร 'ไอพีโอ' คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยรีบาวน์ ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทย รีบาวน์ตาม ดาวโจนส์ แนะจับตามุมมองนักลงทุน จาก SET โรดโชว์ สหรัฐฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 1,540-1,550 จุด โดยหุ้นหลักในกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มฟื้นตัว นำโดย KBANK ประกอบกับความคาดหวังกระแสเงินลงทุนใหม่จากกองทุน ทริกเกอร์ฟันด์ ที่จะปิดการขายในวันนี้ วงเงิน 3,300 ล้านบาทของ บลจ.ยูโอบี จะช่วยผลักดันให้ดัชนีฯขึ้นทดสอบ 1,570-1,580 จุด แนะขายทำกำไรในช่วงสั้น เพราะปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของเดือนต.ค. กับความกังวลต่อการประชุมเฟด วันที่ 28-29 ต.ค. ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยจะกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก เหมือนช่วงก่อนการประชุมเดือนก.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงติดตามผลการโรดโชว์ที่นิวยอร์ค สหรัฐฯ ในคืนวานนี้ ว่าผู้จัดการกองทุนต่างชาติให้มุมมองอย่างไรต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน แนะนำถือพอร์ตการลงทุน เพื่อรอขายทำกำไรรอบสั้นบริเวณใกล้เคียง 1,570 จุดโดยกลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น แนะนำซื้อ 'TRUE' ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบีเคย์เฮียน ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และค่าเงินดอลล์ที่สูงขึ้น ทำให้ 'เฟด' กังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นนักลงทุนจึงกลับมาลงทุนเก็งกำไรด้วยความมั่นใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาหุ้นที่ขึ้นมาสูงและความผันผวนที่เริ่มมีมากขึ้นในขณะนี้ แนะนำให้เล่นสั้นเป็นหลัก โดยเฉพาะในหุ้นที่พื้นฐานยังไม่รองรับ และทยอยขายบ้างหากมีกำไรสูง โดยมีแนวรับที่ 1,500 จุด และแนวต้านที่ 1,550 จุด โดยเน้นหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล และแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่า หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 6.21 จุด แต่ยังไร้ปัจจัยใหม่
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 6.21 จุด ที่ระดับ 1,574.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,445.08 ล้านบาท ด้านโบรกฯ มองยังไร้ปัจจัยใหม่ ลุ้นดัชนีฯยืนเหนือ 1,570 จุด แนะทยอยขายเมื่อใกล้แนวต้าน วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 10.02 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,574.81 จุด เพิ่มขึ้น 6.21 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,445.08 ล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวขึ้นทดสอบ 1,570 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่แกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากยังไร้ปัจจัยสนับสนุนใหม่ทั้งใน และต่างประเทศ มีเพียงรอผลการประชุม ECB ในวันพรุ่งนี้เท่านั้น ว่าจะมีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการ QE ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยขายทำกำไรบริเวณ 1,570 จุดหรือสูงกว่า และถือเงินสดมากขึ้น หากเก็งกำไรให้อยู่ในกรอบระยะสั้นเท่านั้น MThai News

หุ้นไทยวันนี้ บวกเบาๆ วอลุ่มบางๆ
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อ หลังดาวโจนส์บวก แต่คงบวกไม่แรงเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ คาดวอลุ่มเบาบาง บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้จะปรับสูงขึ้นทดสอบแนวต้านย่อยที่ 1,575 จุด และระยะสัปดาห์ 1,600 จุด ด้วยปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นดาวโจนส์เมื่อคืนนี้บวก 1.30% หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวบวก 3.5% มากกว่าที่ตลาคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศติดตามตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ แนะนำกลุ่มค้าปลีก CPALL เป็น Domestic Plays ที่ยัง Laggard แนะนำซื้อ Domestic Plays อย่าง KBANK, BBL, CK, STEC, SPALI, LPN, QH, SIRI, SAMART, BEAUTY, SAPPE, BGH รวมไปถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL โดยราคาหุ้น Laggard ตลาด 8% ตั้งแต่หลังรัฐประหาร คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ขณะที่ทางเทคนิคมีสัญญาณฟื้นตัว เป้าหมาย 45.75-47 บาท บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินว่าการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ ดัชนีฯจะแกว่งแคบ หลังปิดบวก 39 จุดตลอด 6 วันทำการที่ผ่านมา หรือราว 50% ของการปรับฐานในรอบล่าสุด แม้ว่าวานนี้ดาวโจนส์จะปิดบวกเด่น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 เติบโตมากกว่าคาดก็ตาม แต่เนื่องด้วยวันศุกร์ และกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน ให้แนวต้านที่ 1,570 จุด ปัจจัยสำคัญติดตาม การประชุม BoJ ซึ่ง Bloomberg consensus คาดว่า BoJ จะคงนโยบายการเงินเช่นเดิม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย. โดยเฉพาะภาคการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวส่งสัญญาณบวกแล้ว รวมถึงผลการเยือนกัมพูชาของนายกฯ วันนี้เป็นวันสุดท้าย จะมีความชัดเจนต่อแผนการรับซื้อไฟฟ้า และพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยหรือไม่ แนะนำนักลงทุนรอทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย หากราคาหุ้นย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขายในช่วงสั้นนี้ หลังจากขายทำกำไรไปในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

หุ้นกลุ่มยานยนต์ ความหวังการส่งออกไทยปีนี้
DELTA /  PCSGH / 

หุ้นกลุ่มยานยนต์ โบรกเกอร์วิเคราะห์ครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน แนะนำลงทุนแบบระยะยาวเป็นรายตัว อาทิ DELTA,PCSGH บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (Automotive Sector) จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่ากลุ่มยานยนต์ยังเป็นความหวังการส่งออกไทย ซึ่งจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือน มี.ค. 2557 เท่ากับ 181,334 คัน ฟื้นตัวต่อจากเดือนก่อน 5% แต่ยังทรุดลงจากปีก่อน 29% โดยตัวเลข 1.8 แสนคัน ยังเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับประมาณการ ปี 2557 ของสภาอุตสาหกรรม เท่ากับ 2.4 ล้านคัน หรือ เฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 2 แสนคัน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกของปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์เท่ากับ 517,492 คัน ติดลบ 28%จากปีก่อน การส่งออกรถยนต์ เดือน มี.ค. โดดเด่น 113,313 คัน : ตัวเลขส่งออกรถยนต์ในเดือน มี.ค. เท่ากับ 113,313 คัน โดยเป็นตัวเลขเดียวที่สามารถเติบโต 17% จากเดือนก่อน และ 9%เทีบปีก่อน เนื่องจากค่ายรถยนต์ต่างๆ หันมาเน้นตลาดส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่หดตัวหลังจากหมดรถยนต์คันแรก สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรก มียอดส่งออกรถยนต์เท่ากับ 291,509 คัน เติบโตเล็กน้อย 1%ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน มี.ค. 2557 ฟื้นตัวต่อ 83,983 คัน : ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในประเทศ เดือน มี.ค. เท่ากับ 83,983 คัน ฟื้นตัว 17% เทียบเดือนก่อน แต่ยังติดลบจากปีก่อนถึง 47%เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกยอดขายรถยนต์ในประเทศเท่ากับ 224,171 คัน ติดลบ 46%เทียบป่ก่อน คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) หรือถือหุ้นไว้ ในมุมมองของเราอุตสาหกรรมรถยนต์จะอยู่บริเวณจุดต่ำสุดในครึ่งปีแรก โดยตัวเลขไตรมาสสองและไตรมาสแรกจะใกล้เคียงกัน แต่จะมีทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.2 ล้านคัน (+6%จากปีก่อน) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.1 ล้านคัน (-17%จากปีก่อน) เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral DELTA บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) นักวิเคราะห์ประเมินว่า จะกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง 2557 มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจาก 1.เพาเวอร์ซัพพลายกลุ่มยานยนต์ ภายหลังเพิ่มกำลังการผลิตแล้วเสร็จ 2.ความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งเป็นบวกต่อคำสั่งซื้อเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับอุปกรณ์การแพทย์ กลุ่มโทรคมนาคม ความสำเร็จของการจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ของ DELTA รวมถึงการขายผลิตภัณฑ์ควบคู่บริการ หรือโซลูชันส์ (45% ของยอดขายรวมมาจากภูมิภาคยุโรป) ในช่วงไตรมาส 2/2557 ของ DELTA ผลการดำเนินงานจะอ่อนตัวเมื่อเทียบรายไตรมาส และเป็นจุดต่ำสุดของปี ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรก่อนรายการพิเศษปี 2557 จะเติบโต 15% จากปี 2556 เป็นระดับ 5,608 ล้านบาท โดยผลประกอบการไตรมาส 1/57 คิดเป็นสัดส่วน 23.6% ส่วนผลประกอบการที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาส 2/57 ไม่สนับสนุนการเข้าลงทุนระยะสั้น โดยกำหนดคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรอผลการดำเนินงานฟื้นตัวในไตรมาส 3/57 ให้ราคาพื้นฐาน 58.50 บาท บล.ทรีนิตี้แนะนำซื้อเก็งกำไร PCSGH บมจ.พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง กำหนดราคาเหมาะสม Fair ValueอิงPERระดับ10-12เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ยPERของกลุ่มยานยนต์ โดยคาดยอดขายของPCSGHเติบโตเฉลี่ย5.4%ในช่วง3ปีข้างหน้า (ปี2556-2558)ประสิทธิภาพการทำกำไรโดดเด่นสุดในกลุ่มฯ มีNet Marginสูงเหนือ30%ประสิทธิภาพการทำกำไรที่ดีเยี่ยมผ่านกิจกรรมลดต้นทุน ส่งผลให้อัตรากำไร Gross Margin เฉลี่ยสูงกว่า35%โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดระดับ17% อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากบีโอไอ ทำให้ไม่มีภาระด้านภาษี คาดกำไรสุทธิปรับเพิ่มเป็น32%ในปี2556เป็น32.3%ในปี2558เป็นแรงผลักดันให้ปี2556มีกำไรสุทธิ1,813ล้านบาท และเพิ่มเป็น2,006ล้านบาท ในปี2558แต่ผลจากการเพิ่มทุน จะส่งผลเกิดผลกระทบต่อราคาหุ้น (Dilution Effect) ต่อผลกำไรต่อหุ้น (EPS)ทำให้ผลทั้งปี 2556 เท่ากับ 1.27บาท/หุ้น ลดลง14.3%เทียบปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้น 4.6%เป็น1.33บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 11 บาท Mthai News

เมย์แบงก์ฯ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด
scc /  SPCG / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นไทยแกว่งตัวแคบๆ นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนช่วงหยุดสงกรานต์ แนะเก็งกำไรช่วงดัชนี 1,390 จุด เก็บSPCG และ SCC บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,388 – 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ซึ่งวันศุกร์ (4เม.ย.) ปิดบวก 0.79 จุด มาอยู่ที่ 1,392.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,231 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง  461 ล้านบาท สัปดาห์นี้เป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนทั่วไปชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามแกว่งตัวในแดนลบของดัชนีหุ้นในช่วงสั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังการนัดชุมนุมของกลุ่มนปช. วันที่ 5-6 เม.ย. ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีความตึงเครียดอีกครั้งในวันที่ 17 เม.ย.เป็นวันที่ศาลรธน.นัดให้นายกฯ รักษาการ ยิ่งลักษณ์ มาชี้แจง ก่อนวินิจฉัยกรณีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนสี ก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่กระแสเงินทุนต่างชาติ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือนมี.ค. ออกมาต่ำกว่าคาด โอกาสที่เฟดจะชะลอการลดวงเงิน QE ในการประชุมนัดถัดไปมีน้ำหนักมากขึ้น เป็นบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยภาพกลยุทธ์การลงทุนบล.เมย์แบงก์ ฯ แนะนำเก็งกำไรบางส่วนบริเวณดชนี 1,390 จุด เน้นหุ้นที่ยังมีพื้นฐานดีหรือมูลค่ายังต่ำกว่าตลาด  กลยุทธ์การลงทุนวันนี้บล.เมย์แบงก์ แนะนำ “สะสม” SPCG และ SCC หุ้นเด่นวันนี้ บล.เมย์แบงก์ แนะนำ SPCG คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 จะเติบโตสูง และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น ในเบื้องต้น ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557 ที่ 240 ล้านบาท เพิ่ม152% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม21% เทียบไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้โครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มอีก 3 แห่ง เป็น 27 แห่งในไตรมาส 1ปี 2557 และโซลาร์ฟาร์มที่เหลืออีก 6 แห่ง จะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2557 เป็นต้นไป และส่งผลให้ปี 2557 เป็นปีแรกที่รับรู้รายได้โซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 36 แห่งราคาปิด 20.00 บาท ราคาเหมาะสม 22.80 บาท SCC ประเมินว่าราคาหุ้น SCC จะ Outperform หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีได้ในเดือน เม.ย. จากผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี และเชื่อว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากการจัดประชุมก่อนออกผลประกอบการไตรมาส 1ปี 2557  ในวันที่ 21 เม.ย.คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1ปี 2557  จะเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี จากแรงหนุนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ขยายตัว คาดการณ์เงินปันผลปี 2557 หุ้นละ 15.00 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.5% ราคาปิด 428.00 บาท ราคาเหมาะสม 500.00 บาท MThai News

การเมืองเดือด!! ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 20 จุด
กกต /  หุ้นร่วง / 

เลือกตั้งล่วงหน้าเดือด ฉุดตลาดหุ้นไทยร่วงเกือบ 20 จุด ดัชนีหลุด 1300 จุดอีกแล้ว โบรก แนะ จับตาเจรจาเลื่อนเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เปิดตลาดหุ้นไทยวันนี้ (27 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีร่วงลงทันที่ 18.95 จุด มายืนที่ 1,295.68 จุด เปลี่ยนแปลง -1.44% มูลค่าการซื้อขาย 2,158.26 ล้านบาท ทั้งนี้ นักวิเคาระห์ ระบุว่า บรรยากาศหุ้นไทยที่ร่วงลงนี้ เป็นไปตามเป็นไปตามทิศทางตลาดต่างประเทศที่กังวลค่าเงินในเอเชีย และปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดปัญหาความวุ่นวายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้(26 ม.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการคัดค้านการเลือกตั้ง ดังนั้นนักลงทุนจึงขายเพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะให้รอดูผลการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันพรุ่งนี้(28 ม.ค.)ว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่ หากมีการเลื่อนเลือกตั้งก็จะทำให้ตลาดรีบาวด์ได้บ้าง แต่ถ้าไม่เลื่อนก็จะเกิดความกังวลตามมา MThai news

จับตาดูหุ้นยานยนต์ราคาถูกรออุตสาหกรรมฟื้นตัว
Auto /  KBANK / 

เมย์แบงก์ฯ ชี้ยอดขายรถยนต์ปี 2557 ลดลงเล็กน้อย จับตายอดขายและส่งออกช่วงต่อไป แนะ หุ้น KBANK และ TMB บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (กลุ่มยานยนต์motive Sector) ยอดผลิตรถยนต์เดือน ธ.ค. 56 ทรุดหนักต่ำสุดรอบ 20 เดือน กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือน ธ.ค. 2556 เท่ากับ 158,893 คัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ธ.ค. 108,688 คัน ฟื้นตัวต่อ 16% เทียบเดือน พ.ย. จากแรงหนุนการจัดงานมอเตอร์โชว์  แต่ทรุดลงต่อจากปีก่อน ลด 25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2556 มียอดทั้งสิ้น 1,325,474 คัน ติดลบ 7.7%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับเป้าหมายของค่ายโตโยต้า 1.3 ล้านคัน การส่งออกรถยนต์ เดือน ธ.ค. ชะลอตัวลงต่อเหลือ 87,961 คัน ลดลง 8% เทียบเดือน พ.ย. รวมทั้งปี 2556 ยอดส่งออกรถยนต์รวม 1,128,152 คัน เพิ่มขึ้น 10%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บล.เมย์แบงก์ฯ คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะชะลอตัวลง ลดลง 2% เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน  โดยคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.25 ล้านคัน (+11%เทียบปี 2556) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.15 ล้านคัน (-12% เทียบปี 2556) โดยประมาณการของเราต่ำกว่าประมาณการของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะเท่ากับ 2.5 ล้านคัน เติบโต 2% เทียบกับปีก่อนยังไม่มีสัญญาณบวก แต่หุ้นลงมาตอบรับมากแล้ว น้ำหนักการลงทุนกลางๆ (Neutral) คือจับตาดูกลุ่มยานยนต์ ทั้งนี้ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554  และซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ  จึงลงมาตอบรับปัจจัยลบมากแล้ว  แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ  เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral ในขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มยานยนต์อยู่ที่ 455.60 จุด หุ้นเด่นวันนี้  บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ KBANK ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 9.5 พันล้านบาท ลดลง 11%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่เพิ่มขึ้น 24%เทียบกับทั้งปี ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ โดยสินเชื่อยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ NPL ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 2.0% และค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองตั้งในระดับปกติ โดยรวมกำไรสุทธิทั้งปี 56 อยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ราคาเป้าหมาย 200 บาท TMB ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 1.8 พันล้านบาท ลดลง 4%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่พลิกจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งต่ำกว่าที่เราคาดเล็กน้อย 6%ผลการดำเนินงานของ TMB ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เห็นได้ชัดจากผลการดำเนินงานในปี 2556 ขณะที่งบการเงินในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งสำหรับปี 2557 คาด;jkฐานกำไรของ TMB ยังคงขยายตัวต่อเนื่องสู่ระดับ 8.0 พันล้านบาท เติบโต 39% เทียบกับปี 2556 ราคาเป้าหมาย  2.55 บาท MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์ ตลาดกังวล ECB ในประเทศไร้ปัจจัยใหม่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้เริ่มมีแรงขายออกมากดดันให้ดัชนีแกว่งย้อนลงจากการขยับบวกขึ้นในช่วงต้นชั่วโมงอีกครั้ง ตามบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่เริ่มมีจังหวะแกว่งลงให้เห็น ทำให้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลประชุม ECB ในวันพฤหัสฯ ที่ 6 พ.ย. ขณะที่เช้านี้ยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐ หลังราคาหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คที่ปรับตัวลง เนื่องจากรายงานที่ว่าซาอุดิอาระเบียได้ปรับลดราคาน้ำมันดิบให้กับสหรัฐ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ให้มีจังหวะปรับย้อนลงเล็กน้อยด้วยเช่นกัน รวมทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่า SET มีโอกาสที่จะปรับพักตัวลงก่อนได้ เราจึงยังไม่แนะนำให้ซื้อในลักษณะไล่ราคา โดยสามารถรอเลือกหุ้นเข้าซื้อในช่วงตลาดปรับพักตัวลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า และรอติดตามผลประชุม ECB รวมถึงตัวเลขด้านแรงงานของสหรัฐในช่วงท้ายสัปดาห์นี้ด้วยแนวรับ 1,576-1,570 , 1,567-1,560 จุด แนวต้าน 1,584-1,587 , 1,590-1,592 จุด สอดคล้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า คาด SET INDEX วันนี้มีโอกาสซึมตัวลงทดสอบแนว 1,570 จุดบวกลบ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน นักลงทุนในประเทศรอทยอยซื้อหุ้นเป้าหมายกลับในด้านล่าง บริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุดตามลำดับ เพื่อให้ได้ Gap ที่ขายไปก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมิน Downside risk ของ SET INDEX ในรอบนี้จำกัด ปัจจัยบวกที่รออยู่คือ การประชุม ECB ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ECB จะตัดสินใจเพิ่มพันธบัตรเข้าไปในการซื้อสินทรัพย์รอบนี้หรือไม่ หากเพิ่ม จะกลายเป็นปัจจัยบวกผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าในอัตราเร่ง กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจในเอเชียทางอ้อม ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็น กลางถึงบวก จากสัญญาณเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ฟื้นตัวในระดับอ่อนๆ อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.ลดลงต่อเนื่อง เปิดทางให้ กนง. พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.0% ได้จนถึงต้นปีหน้า ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นตัวแปรจำกัด Downside risk เช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นเป้าหมายกลับบริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุด ตามลำดับ โดยมีระยะหวังผลรอบใหม่ราว 30-40 จุด หุ้นเด็ดรายตัววันนี้ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง แนะจับตา PTT-KBANK กำหนดทิศทางดัชนีฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้ จะแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เพราะปัจจัยภายนอกการลงทุนที่ไม่เอื้อ ความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจใน อียู ที่ส่งสัญญาณเสี่ยง ภายใต้ภาวะการลงทุนที่ขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุนในต่างประเทศ นักลงทุนทั่วโลกต่างรอดูผลการประชุม 'เฟด' ในปลายเดือนนี้เป็นสำคัญ แต่หากประเมินอีกด้านหนึ่ง เมื่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจใน อียู เพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นข้ออ้างที่เฟดจะใช้ประวิงเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน โดยดัชนีฯจะแกว่งตัวระหว่าง 1,520-1,570 จุด ในช่วง 1-2 สัปดาห์ต่อจากนี้ ก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 28-29 ต.ค. เพื่อติดตามมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ เฟด ในกลางปีหน้าจะปรับขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศขาดความโดดเด่น มีเพียงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3  ของกลุ่มธนาคารที่จะเริ่มทยอยประกาศในปลายสัปดาห์นี้ จะช่วยหนุนดัชนีฯได้ หากออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาด แนะนำ Swing Trade คือ ขึ้นแรงขาย และลงแรงซื้อ หุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการลงทุนเชิงบวกเฉพาะ พร้อมติดตามการแกว่งตัวของ PTT และKBANK ซึ่งกำหนดทิศทางดัชนีฯช่วงนี้ หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

จับตา! หุ้นบ่ายร่วงต่อ หลังภาคเช้าปิดลดลง 11.64 จุด
ตลาดหุ้น /  ตลาดหุ้นไทย / 

บรรยากาศการซื้อขายหลักทรัพย์ไทยในเช้าวันนี้ (22 ก.ค.) ดัชนีปิดที่ระดับ 1,526.91 จุด ลดลง 11.64 จุด หรือคิดเป็น 0.76% มูลค่าการซื้อขาย 38,372.59 ล้านบาท โดยแตะจุดสูงสุดของช่วงเช้าที่ 1,545.29 จุด และแตะจุดต่ำสุดของช่วงเช้าที่ระดับ 1,518.58 จุด น.ส.มยุรี โชวิกานต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงกว่า 10 จุด ภายหลังจากที่ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวลงค่อนข้างมาก ทำให้ Sentiment เสียไป นอกจากนี้ ตลาดหุ้น ยังปรับตัวขึ้นมามากแล้ว การปรับฐานจึงเป็นเรื่องธรรมดา แต่เช้านี้ตลาดบ้านเราปรับตัวลงแรงกว่าตลาดอื่นในกลุ่ม TIP ที่ต่างก็ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า ส่วนตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก โดยประเมินว่า หุ้นภาคบ่ายดัชนีน่าจะแกว่งตัวลงต่อ โดยให้แนวรับ 1,520 จุด แนวต้าน 1,530 จุด หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ ADVANC ปิดที่ 208.00 บาท ลดลง -6.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,921.72 ลบ. BLAND ปิดที่ 2.12 บาท ลดลง -0.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,018.46 ลบ. TRUE ปิดที่ 11.20 บาท ลดลง -0.70 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,017.02 ลบ. CK ปิดที่ 22.90 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,538.74 ลบ. ITD ปิดที่ 5.40 บาท ลดลง -0.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,272.67 ลบ. MThai News

SET วันนี้ Sideways โบรก แนะทยอยสะสมหุ้นหลัก ช้อนซื้อช่วงลบ
MBKET /  หุ้นไทย / 

นักวิเคราะห์ ชี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวแคบด้วยวอลุ่มซื้อขายเบาบาง เหตุนักลงทุนยังกังวลสถานการณ์การเมือง แนะนำรอซื้อเฉพาะช่วงลบ บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ระบุ ทิศทาง SET วันนี้(27 ก.พ.) ยังคงภาพ Sideways ในกรอบระหว่าง 1,300-1,310 จุด พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างกังวลต่อความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่วันนี้มีพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญ ช่วงเช้า ศาลรัฐธรรมนูญจะปิดคดีคำร้อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.0 ล้านล้านบาท และช่วงบ่าย ปปช. เชิญนายกฯ รักษาการ มาฟังข้อกล่าวหาคดีโครงการจำนำข้าว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่นายกฯ รักษาการจะส่งตัวแทนเข้ารับฟัง MBKET แนะนำให้นักลงทุนเข้าทยอยสะสมหุ้นหลัก ที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลตอบแทนเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3.0% ได้แก่ KTB, TMT, AP, BJCHI, DELTA เป็นต้น รวมถึงหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการเก็งกำไรเฉพาะหลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: MBKET แนะนำ “ซื้อ” TTA ขณะที่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุ  SET แกว่งแคบวอลุ่มบาง แนะเก็งกำไรหุ้นกลาง-เล็ก/ถือหุ้นปันผลเด่นต่อไป ส่วนหุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน ซื้อสะสม CPF และ BTS (คาดราคาหุ้นฟื้นตัว) ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ SET ยังแกว่งทรงตัวได้ดีแต่ก็มีจังหวะผันผวน ดังนั้นรอซื้อเฉพาะช่วงลบ จากนั้นเน้นถือเพื่อรอให้มีรอบรีบาวด์ขึ้นก่อนค่อยมาพิจารณาขายทำกำไร ส่วน หุ้นเด่นวันนี้  CK คงเป้าหมาย 20 บาท แนะนำซื้อ SAMART ราคาเป้าหมายที่ 21 บาท และคงคำแนะนำซื้อ ,KCAR ราคาเป้าหมายที่ 11.70 บาท แนะนำขึ้นเป็นซื้อ ,VIBHA ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 11 บาทจากเดิม 13 บาท แต่ยังแนะนำซื้อ ส่วน บล.เอเซีย พลัส ระบุ กลยุทธ์การลงทุนการเมืองยังกดดันเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ การทำงานของ BOI อาจยังต้องชะงักต่อไป ขณะที่ นปช. รวมตัวปิดทางเข้า-ออก ป.ป.ช. ขณะที่ใกล้สิ้นสุดการรายงานงบไตรมาส 4/56 น่าจะเกิด sell on fact ยกเว้นหุ้นที่คาดว่ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แนะนำหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายนอกเลือก DELTA (FV@B70.4) และ HANA (FV@B31.6) เป็น Top picks MThai news

หุ้นเช้าเปิดตลาดบวก 0.60 จุด โบรกฯแนะหุ้นผลกำไรดี
AH /  PTTGC / 

หุ้นเปิดตลาด (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด โบรกเกอร์แนะนำกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี กิมเอ็งชี้เป้าPTTGC ,TUF และAH บล.กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ตลาดวันศุกร์แข็งแกร่งกว่าคาดโดยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเกิน 1400 จุด แต่ปัจจัยแวดล้อมส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นลบไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการบริษัท จดทะเบียนที่อ่อนแอ และการชุนุมทุกกลุ่ม เพียงแต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ดังนั้นในภาพรวมบล.กสิกรไทยยังเน้นเลือกตัวหุ้นที่มีโอกาสโดดเด่นกว่าตลาด โดยเน้นหุ้นที่นักลงทุนยังมีการถือครองน้อย และเริ่มเห็น หุ้นเช้าเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 932.52 ล้านบาท โดยเลือกตัวเก็งกำไร และใช้จังหวะขึ้นเพื่อแบ่งขายลดพอร์ต ยังคงประเมินหุ้นปรับตัวลดลง(downside) ของการปรับฐานบริเวณดัชนี 1,340-1,360 จุด ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงซื้อ/เข้าสะสมหรือเก็งกำไรที่ดี อย่างไรก็ตามระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงแกว่งมากขึ้นจากการเก็งปัญหาการเมืองยุติหลัง 27 พ.ค. เช่นกัน ดังนั้นทางกลยุทธ์ของเลือกหุ้นที่มีสัญญาณบวกของการปรับประมาณการขึ้น และผ่านจุดต่ำสุดของการดำเนินงานไปแล้ว อาทิ หุ้นในกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี หุ้นเด่นวันนี้ :เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ PTTGC อะโรเมติกส์ยังตกต่ำไปจนถึงปี 2558 แต่ PTTGC ยังแข่งขันได้ แม้อุตสาหกรรมพาราไซลีน (PX) จะยังถูกกดดันจากปริมาณการผลิต(อุปทานใหม่)จำนวนมากกดดันส่วนต่างราคาในปี 2557 -2558 อย่างไรก็ตามเราเชื่อการลดลง (downside) ของส่วนต่างราคาจากระดับราคาปัจจุบันเริ่มลดลงแล้ว ผู้ผลิตไม่ครบวงจรที่ต้นทุนสูงเริ่มปรับลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง อย่างไรก็ตามต้น ทุนการผลิตของ PTTGC อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ นอกจากนั้นส่วนต่างราคาเบนซีน BZ ที่แข็งแกร่งยังช่วยชดเชยผลกำไรจากพาราไซลีน (PX)ทีลดลงแรงได้อีกด้วย ความเสี่ยงที่มีส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าคาด การหยุดโรงงานนอกแผน รวมถึงความสม่ำเสมอของวัตถุดิบก๊าซจาก PTT แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 84.00 บาท/หุ้น TUF ผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรสุทธิ 950 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้จากประกันภัยเพลิงไหม้ซึ่งบันทึกไตรมาส 1/2556 และ ส่วนแบ่งขาดทุนจากการเริ่มธุรกิจโรงงานผลิตทูน่าในปาปัวนิวกินี TUF มีกำไร 1,001 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%เพิ่มจากไตรมาสก่อนและ 99%เทียบกับปีก่อน ใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์ ยอดขายเพิ่มขึ้น 14% YoY จากการที่เงินบาทอ่อนค่าลง 9% ธุรกิจทูน่าที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ธุรกิจกุ้งในสหรัฐฯ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง มียอดขายเพิ่มขึ้น แนะนำ"ขายทำกำไร "(TAKE PROFIT) ราคาเป้าหมาย 64.00 บาท/หุ้น AH บมจ. อาปิโก ไฮเทค ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรที่ฟื้นตัวดีขึ้นมากที่ 153 ล้านบาท แนวโน้มผลประกอบการ 2557 ของ AH ประเมินอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์จะทรุดลงต่อเหลือประมาณ 2.2 ล้านคัน หรือ ติดลบกว่า 10% ต่ำกว่าของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านคัน แต่ยอดขายของ AHประเมินจะติดลบน้อยกว่าคือ ประมาณ 5% เพราะในปีนี้จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาช่วยหนุนยอดขาย ส่วนประมาณการของเราประเมินยอดขายของ AH จะปรับลดลง 5% เหลือ 14,846 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทรุดลงเหลือ 519 ล้านบาท แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท/หุ้น MThai News

MBKET แนะลงทุนช่วงสั้น ทยอยสะสม TRUEIF - ซื้อเก็งกำไร KCE
MBKET /  กลยุทธ์การลงทุน / 

สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันนี้(16 ก.ค.) บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ( MBKET) ยังคงให้ภาพในลักษณะของการพักฐานอีกวัน โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1,520-1,530 จุด ส่วนหุ้นหลักโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร เข้าสู่โหมดการพักฐาน เพื่อรอดูผลการดำเนินงาน 2Q 57 ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อีกทั้ง กองทุนภายในประเทศ เริ่มทยอยขายทำกำไร เพื่อ Lock-in Profit ในรอบนี้ ซึ่งอาจรวมถึงการทยอยปิดกองทุนของ Trigger Funds ที่ใกล้แตะระดับเป้าหมาย ขณะที่การเข้าให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาของประธานเฟด Yellen คืนวานนี้ พบว่า อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ขณะที่ ณ ปัจจุบันยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น, ตลาดตราสารหนี้ และ ตลาดอสังหาฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เน้น "Swing Trade" ในกรอบ 1,520-1,530 จุด โดยเน้นหุ้นขนาดกลาง / หุ้น Laggard เป็นหลัก หุ้นหลัก ทยอยขายทำกำไร เมื่อราคาฟื้นตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น MBKET แนะนำ "ทยอยสะสม" TRUEIF/ "ซื้อเก็งกำไร" KCE Portfolio : Top Pick in 3Q14: AAV/ AP/ IFEC / TRUE HOLD: SCC/ SPALI/ TTA/ SAMART/ SPCG/ BLAND/ IFEC/ BTS Accumulative Buy: TRUEIF Speculative Buy: KCE Technical View : แนวรับ 1520-1525 จุด แนวต้าน 1535-1540 จุด คงแนวโน้มแกว่งตัวเชิงบวก ในกรอบที่ยกตัวสูงขึ้น MThai News

โบรเกอร์เห็นต่างหุ้นไทยบวกหรือลบ
JAS /  PTTGC / 

โบรกเกอร์ เห็นต่างหุ้นไทยวันนี้ ใีทั้งมองหุ้นบวก ลบ และ ผันผวน พร้อมแนะนำลงทุน PTTGC,TMB, และ๋๋๋JAS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)  เผย แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (3 กพ.) ว่า คาดดัชนีหุ้นบวกปานกลาง โดยแม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียเช้านี้ลดลง จากความกังวลต่อเศรษฐกิจและค่าเงินตลาดเกิดใหม่ แต่หุ้นไทยน่าจะมีปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งเมื่อวาน ซึ่งไม่มีความรุนแรง ส่วนประเด็นที่ว่าคนไปใช้สิทธิ์น้อย และการรณรงค์ไม่เลือกตั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดสภาฯ ได้นั้น คาดว่าตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ดีดัชนีหุ้นจะยังผันผวนสูง เพราะการเมืองยังคงไม่มีทางออก นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เผย ดัชนีตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาส แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยมองแนวโน้มไปทางด้านติดลบอยู่ ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้การเลือกตั้งจะไม่เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถหาทางออกได้ และยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ ปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ(FOMC) มีมติปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงมีแนวโน้มที่เงินทุนต่างประเทศอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่าดัชนีหุ้นยังผันผวนในกรอบแคบๆ แต่อาจรีบาวด์ได้ในช่วงสั้น หลังการเลือกตั้งวานนี้เป็นไปด้วยความสงบ โดยทางแกนนำกปปส.มีมติให้ยุบเวทีบางแห่งทำให้ความตึงเครียดลดน้อยลง ขณะที่การเปิดลงคะแนนเสียงได้  คิดเป็น 89.2% ของการเลือกตั้ง ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ สส.ครบ 95% จับตาการการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ต่อไป ปัจจัยเศรษฐกิจวันนี้มีประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทย ซึ่งมาคมนักวิเคราะห์คาดว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.76% จาก 1.67% ในเดือนก่อน รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการจีน เดือนมกราคมที่ประกาศออกมาเมื่อวันเสาร์อ่อนตัวลงมาที่ 50.5 จาก 51 ในเดือนธันวาคมแต่ให้กรอบดัชนีวันนี้ที่ 1250 - 1290 จุด หุ้นเด่นวันนี้ PTTGC บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำซื้อ  คาดกำไรจากการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี 2556 ลดลง 2% จากปี 2555 แต่ประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ที่คาดเพิ่ม 15% จากอัตราผลกำไร (margin) ที่ดีขึ้นของสินค้าสายโอเลฟินส์ และการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นหลังขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตในปีก่อน แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 80 บาทจาก 90 บาท ล้อกับ PE ของภูมิภาคที่ลดลง  TMB บล.เคเคเทรด แนะนำซื้อ เป้าหมาย 2.70 บาท ปัจจัยกดดันราคาหุ้นระยะสั้นจบลงแล้ว หลังธนาคารออกมาระบุว่าไม่ได้เข้าร่วมประมูลสินเชื่อให้กับโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่ในเชิงพื้นฐานประเมินว่า TMB จะมีกำไรสุทธิในปี 2557 เพิ่มขึ้น 39% จากปี 2556 ถือว่าโดดเด่นมากเพราะสูงที่สุดในกลุ่มฯที่โดยเฉลี่ยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 4% จุดเด่นที่สำคัญของ TMB คือ สามารถในการรับความเสี่ยงที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงราว 16% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1หรือ Tier 1 ราว 10% JAS บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ แนะนำทยอยสะสมราคาเป้าหมาย 9 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 4 ปี 2556 ขยายตัวทั้งรายปีและรายไตรมาส ตามการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในธุรกิจ Broadband และการรุกขยายเข้าสู่ตลาดบนผ่านการให้บริการ FTTX โดยเบื้องต้นคาดการณ์กำไรปกติ ไตรมาส 4 ปี 2556ที่  800 ล้านบาท และราคาหุ้นมีโอกาสเพิ่มขึ้น จากแผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่ระหว่างศึกษา และคาดว่าจะมีความคืบหน้าในครึ่งปีแรก พร้อมคาดกำไรปกติปี 2557 จะเติบโต +20.2% yoy เป็น 3,872 ล้านบาท  MThai News

โบรกเกอร์ฯเชียร์หุ้นธนาคารปลอดภัยน่าเล่น
BBL /  KBANK / 

โบรกเกอร์ประสานเสียง หุ้นกลุ่มธนาคารตัวนำตลาดช่วงนี้ แม้ตลาดหยุดยาว 3 วัน เชียร์หุ้นเด่นน่าเก็บ KBANK ,SCB,BBL และ KTB บล.คันทรี กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า ช่วงที่กระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติเพื่อซื้อหุ้นไทยภายหลังข่าวธนาคารกลางหรัฐยังคงนโยบายอุดหนุนเงินคิวอีอยู่ ซึ่งกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ต่างชาติช้อนซื้อโดยมีปัจจัยเป็นช่วงดูงบการเงินไตรมาส 1 (Preview Q1) ซึ่งคาดว่ายังคงมีกำไรมากอยู่ หุ้นเด่นที่บล.คันทรีฯ แนะนำ BBL ราคาปิด 183.50 บาท   ราคาพื้นฐาน 215 บาท คาดกำไรไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 8.7 พันลบ.จากสินเชื่อที่ขยายตัวขึ้นราว 0.5%เทียบไตรมาส 1 ปี 2556 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน(Corporate) และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวระดับต่ำเพราะสินเชื่อส่วนใหญเป็นCorporate และคาดว่า ปันผลครึ่งปีหลังอีก 4.8 บาท/หุ้น (Dividend yield 2.5%) บล.โกลเบล็กซ์ ชี้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์และมีวันหยุดยาว อาจมีความเสี่ยงในการตัดขายทำกำไรได้ระยะสั้น หากมีแรงซื้อก็เป็นกลุ่มหลักอย่างกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ คือ KTB (ปิด 19 ซื้อ เป้าหมาย 25.20 บาท) ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2556 เท่ากับ 0.88 บาท ต่อหุ้น (อัตราปันผลyield 4.6%) สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ กำหนด (XD) 21 เม.ย. คาดกำไรสุทธิปี 2557 ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังเติบโต 5%เทียบปี 2556 โดยธนาคารมีภาระตั้งสำรองหนี้สูญลดลงหลังจากปลายปี 2556 มีอัตราส่วน NPL ต่อสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ถึงระดับ 100% แล้วโดยอยู่ที่ 114% จาก 95% ณ ปลายปี 2555 สินเชื่อปลายเดือนก.พ.2557 เติบโต 1.4%(เทียบ ก.พ. 2556) ด้านบล.เมย์แบงก์-กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ความผันผวนจากการลงทุนก็ยังคงมีอยู่ โดยสัปดาห์นี้ จากแรงขายของกองทุนภายในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เริ่มมากขึ้น แต่ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีแล้ว ในส่วนของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนต่างชาติเตรียมเก็บเข้าพอร์ตจากการกลับมาในรอบนี้ และหุ้นที่โดดเด่นที่สุด คือ หุ้น KBANK และหุ้น SCB MThai News