กิมเอ็ง

IPO /  น้ำมันปาล์มดิบ / 

"วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์"จะขายหุ้น IPO ครั้งแรก 270 ล้านหุ้น และแต่งตั้ง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯเป็นที่ปรึกษานำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ บมจ.วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์(VPO)ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(IPO)จำนวน 270 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25.23% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยแต่งตั้งบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)(MBKET) และบริษัท เดอะ ควอนท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อนำหุ้นของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดธุรกิจการเกษตร วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ผลพลอยได้ รวมทั้งผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากของเสียหรือสิ่งเหลือใช้ จากกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ มีโรงงานจำนวนทั้งสิ้น 2 โรงงาน ที่มีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพื่อขายในประเทศและส่งออก 180 ตันผลปาล์มทะลายต่อชั่วโมง จัดเป็น 1 ใน 3 ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์ม ดิบรายใหญ่ของประเทศ โดยมีกลุ่มชวนะนันท์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท บริษัทมีนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองตามกฎหมาย เงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะนำไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมทั้ง ถือหุ้นในบริษัท วิจิตรภัณฑ์สวนปาล์ม จำกัด(VPP) ผู้ดำเนินธุรกิจปลูกสวนปาล์มน้ำมันเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทฯ บริษัท วีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (VGE) ผู้ ดำเนินธุรกิจทางด้านพลังงานทดแทนจากของเสียหรือสิ่งเหลือใช้ของ โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ และบริษัท วิจิตภัณฑ์โลจิสติกส์ จำกัด (VBL) ผู้ดำเนินธุรกิจขนส่ง น้ำมันปาล์มดิบ ผลปาล์มทะลาย เมล็ดในปาล์ม น้ำเสียที่บำบัดแล้ว และอื่นๆ โดยถือหุ้นในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียน ที่ออกและชำระแล้ว ผลการดำเนินงานในปี 2556 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,238.72 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 3,629.94 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 172.23 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจาก 105.66 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 66.57 ล้านบาท หรือ 63% MThai News

หุ้นไทยวันนี้'วอลุ่มบาง'เหตุนลท.ยังติดวันหยุดยาวสงกรานต์
ข่าวหุ้น /  บทวิเคราะห์หุ้น / 

โบรกฯคาดหุ้นไทย วันนี้วอลุ่มเบาบางเหตุ นลท.ยังติดวันหยุดยาวสงกรานต์ แกว่งตัวกรอบ 1,540 – 1,555 จุด  แนะทยอยสะสมหุ้นที่คาดว่าผลงานQ1/58 เติบโตเด่น บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ที่ผ่านมา SET INDEX แกว่งกรอบแคบ 1,545 จุด +/- โดยหุ้นหลักส่วนใหญ่ยังคงทรงตัวได้แข็งแกร่ง เช่น PTT / KBANK / SCC เป็นต้น แต่ด้วยว่าเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทย ทำให้ภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างเปราะบาง ปิด ณ สิ้นวัน SET INDEX บวกเล็กน้อย 2.72 จุด มาอยู่ที่ 1,547.83 จุด มูลค่าการซื้อขายเหลือเพียง 30,299 ล้านบาท เงินทุนต่างชาติแม้ว่าจะขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันแรกในรอบ 4 วันทำการ เพียง 251 ล้านบาท และขายสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 2 อีก 4,051 ล้านบาท แต่คงการ Long สุทธิใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 8 อีก 2,120 สัญญา สะท้อนมุมมองต่อหุ้นหลักในตลาดหุ้นไทยมี Downside risk ที่จำกัดในช่วงหลังวันหยุดยาว เราคงมุมมองการลงทุนเป็น “กลาง” วันที่ 16 ประเมินกรอบแกว่ง SET INDEX ระหว่าง 1,540 – 1,555 จุด และมูลค่าการซื้อขายเบาบางต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนในประเทศส่วนใหญ่ยังคงติดช่วงวันหยุดคาบเกี่ยวของตลาดหุ้นไทย ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเป็นกลางถึงบวก โดยเฉพาะจีนที่มีความเป็นไปได้สูงที่ ธนาคารกลางจีน จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างการลด RRR ลง หลังภาพรวมเศรษฐกิจจีนใน 1Q58 เติบโตชะลอตัว ภาคอสังหาฯ ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นในเอเชียวานนี้ที่ปรับตัวลงหลังจีนประกาศตัวเลข GDP ใน 1Q58 เติบโตชะลอตัวต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 ด้านกรีซ ทั้งนายกฯ กรีซ และ เจ้าหนี้อียู ต่างเดินหน้าเจรจากันในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้เส้นตายระหว่างกรีซ และ เจ้าหนี้อียู กำหนดไว้ที่ 24 เม.ย. เราคาดว่าการเจรจาจะเร่งตัว พร้อมกับ จำกัดกรอบการเจรจาลง เพื่อหาข้อสรุปให้ทันกับเส้นตายดังกล่าว ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นและทะลุแนว 1,555-1,560 จุดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศในวันที่ 20 เม.ย.นี้เป็นต้นไป กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุนในช่วง 1-2 วันนี้ เพื่อรอผลดังกล่าวในสัปดาห์หน้า แต่แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติก็เป็นไปอย่างจำกัดในช่วงนี้เช่นกัน ดังนั้นการย่อตัวของ SET INDEX ในช่วง 1-2 วันนี้ กลายเป็นจังหวะของการเข้าทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นที่คาดว่าผลการดำเนินงานใน 1Q58 เติบโตเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตฯ ตลาด Nikkei – Kospi (7.30 น.) เปิดบวกเล็กน้อย สอดคล้องกับ DJIA คืนก่อนหน้าปิดบวกเช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน ดังนั้น เราแนะนำ “นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นที่ผลการดำเนินงานใน 1Q58 เติบโตเด่น หรือ หุ้นที่ยังมีประเด็นเชิงบวกต่อการประชุมผู้ถือหุ้น” เป็นทางเลือกของการเก็งกำไรในระลอกใหม่ ติดตามข่าวสาร ‘หุ้นไทยย้อนหลังทั้งหมด’ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมาแรงแซงทางโค้ง
DEFTONES /  DEMCO / 

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รับอานิสงส์ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หน่วยละ 5-10 สตางค์ และการเติบโตของแต่ละบริษัท บล.ธนชาต วิเคราะห์หุ้นกลุ่มไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.อีกหน่วยละ 5-10 สตางค์ จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง SPCG ,GUNKUL, DEMCO, EA นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” KBS คาดกำไรกลับมาเติบโตดี 10-26% ในปี 2557-2559จากธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า และเอทานอล โดยธุรกิจโรงไฟฟ้า 35MW จะเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ เม.ย.นี้ ทำให้กำไร KBS มีคุณภาพมากขึ้น และธุรกิจเอทานอลจะเป็นตัวเร่งกำไรตั้งแต่ปี 2559เป็นต้นไป และ 4) คิดจากมูลค่าได้ค่าที่ PE 9.5-8.2x ในปี 2014-15 ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10x และให้อัตราเงินปันผล (Div. Yield) 5.2-6.1% ด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่ 14.20 บาท หุ้น SPCG บมจ.เอสพีซีจี จากการประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้จะปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล แนะนำ “ซื้อ” SPCG (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก คาดการณ์กำไร ไตรมาส 1ปี 2557 เติบโตสูงด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเพิ่มค่า Ft เป็นปัจจัยบวกต่อกำไรไตรมาส 2ปีนี้ การประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย.นี้ เกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมาจ่ายปันผลได้ภายในสิ้นปี แม้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแต่ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้นเพียง 15.8% ยัง Laggard กลุ่มที่ปรับสูงขึ้น 28-49% และเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นยืนได้เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นสัญญาณกลับตัว และปรับสูงขึ้นเหนือกรอบ Uptrend Channel ไปแล้ววานนี้ ทำให้มีแนวโน้มเปลี่ยนกรอบซื้อขายเป็น 20.9-24.2 บาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 22.8-23.3 บาท DEMCO บมจ. เด็มโก้เตรียมรับทรัพย์ ภายหลัง “อีโอลัส พาวเวอร์” บริษัทร่วมแจ้งจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานเดือนม.ค.-มี.ค. 57 ตามนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดอีกครั้งจ่ายไตรมาส 4 ปีนี้ ได้รับเงินปันผล 116.47 ล้านบาท โดยกำหนดรับเงินในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งถือว่าเป็นเงินปันผลงวดแรกของปี 2557 สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยในปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท โดยธุรกิจปี 2557 กำไรสุทธิและรายได้รวมจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้ 6 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงานในมือรับรู้ปี 2557 ราวๆ 2.9 พันล้านบาท (เหลืออีก 630 ล้านบาท รับปี 58) และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากส่วนแบ่งการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทร่วม และรับรู้รายได้งานใหม่ๆ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น DEMCO ไว้ที่ 11.70 บาท จากภาพของกำไรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น MThai News

หุ้นปีม้าคึกคัก ลุ้นสิ้นปีดัชนีแตะ 1,600 จุด
QE /  ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ / 

โบรกเกอร์ตบเท้าลุ้น ดัชนีหุ้นไทยปี 2557 แตะ 1,600 จุด เหตุเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ด้านเมย์แบงก์ วิเคราะห์กลุ่มยานยนต์เริ่มฟื้นตัว แต่การลงทุนราคายังทรงตัว ปีงูเล็กที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดัชนีหุ้นไทยผันผวนอย่างหนัก โบรกเกอร์ทุกสำนัก ฝันเห็นตลาดแบบโลกสวย คาดเห็นดัชนีทำจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ 1,753 จุด ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2537 ดัชนีทะยานขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดสูงสุดของปีเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2556 อยู่ที่ 1,649.77 จุด แต่ท้ายสุดหุ้นก็ตกลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนแนวโน้มดัชนีในปี 2557 ซึ่งตรงกับปีมะเมีย หรือปีม้า โบรกเกอร์ต่างมองว่า ดัชนีคงไม่ตกม้าตายตอนจบเหมือนปี 2556 หวังช่วงปลายปีอาจได้เห็นดัชนีขึ้นไปแตะ 1,550 - 1,600 จุด นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน จากบริษัท หลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) มองดัชนีหุ้นครึ่งปีแรกของปี 2557 ตลาดหุ้นยังอยู่ในสถานภาพ ลำบาก ช่วงไตรมาสแรก ดัชนีจะเคลื่อนไหวในช่วง 1,300 - 1,400 จุด จากนั้นไตรมาส 2 ของปี 2557 ขยับกรอบขึ้นมาเป็น 1,360 - 1,460 จุด แต่ครึ่งปีหลังตลาดหุ้นจะดีดกลับมาได้ โดยไตรมาส 3 ให้กรอบไว้ที่ 1,400 - 1,500 จุด ก่อนจะไปจบไตรมาสสุดท้าย แถว 1,450 - 1,550 จุด และมีโอกาสขึ้นไปถึง 1,600 จุด โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อดัชนียังคงเป็นเรื่องการเมือง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล ก็ย่อมเป็นรัฐบาลที่ดี เพราะทุกคนต่างรู้แล้วว่ากระแสสังคมต้องการการปฏิรูป แม้รัฐบาลเพื่อไทยจะกลับมาก็คงไม่กล้านำนโยบายการเมืองกลับมาอีก แต่คงจะเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจมาก่อน จึงพอเป็นความหวังของตลาดหุ้นได้ ขอเพียงให้มีความชัดเจนว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาเมื่อไหร่เท่านั้น ขณะที่การลดปริมาณเงินมาตรการ QE ทำให้เงินไหลออกไปมาก จากที่เคยเข้ามาช่วงเดือนมีนาคม 2556 ถึง 3.2 แสนล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น คาดว่าการขายหุ้นของต่างชาติคงเบาบางลงหรือต่อให้ขายต่อก็จะหมดในช่วงไตรมาสแรก ปี 2557 นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ตรงกันว่า ครึ่งปีแรกดัชนีจะมีความผันผวนสูง เพราะการบริโภคในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากปัญหาหนี้สิน ซึ่งต้องใช้เวลาในการลดหนี้ประมาณ 12 เดือน เพราะการบริโภคที่เริ่มชะลอตัวช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556 ก็จะปรับตัวเสร็จในไตรมาส 2 ของปี 2557 การส่งออกจะเป็นดาวเด่นในช่วงครึ่งปีแรก หลังจากเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกของประเทศเกาหลี จีนและไต้หวัน ขณะที่การลงทุนของภาครัฐ ต้องดูอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2557 ดังนั้น ช่วงสิ้นปี 2557 มีลุ้นได้เห็นดัชนีที่ 1,540 จุด ส่วนจุดต่ำสุดน่าจะอยู่ช่วงไตรมาสแรก กรอบล่างคือ 1,250 จุด นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด คาดว่าปี 2557 นักลงทุนจะเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจในประเทศสำคัญๆ ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ดังนั้นภาพใหญ่จึงเป็นขาขึ้นและประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรหุ้นไทยในปี 2557 ไว้ที่ 16% ทำให้เป้าหมายดัชนีปลายปีอยู่ที่ 1,600 จุด นักลงทุนรายใดขาดทุนจากปี 2556 คงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในปี 2557 โดยเลือกหุ้นที่ยังมีกำไรเติบโตล้อไปกับทิศทางของเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวขึ้น และที่สำคัญยังคงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด มองหุ้นบางกลุ่มเช่น กลุ่มยานยนต์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ปี 2557 จะติดลบเล็กน้อย 3%เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน ซึ่งการส่งออกรถยนต์จะดีมาก เมย์แบงก์ประเมินจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.25 ล้านคัน เติบโต 11% ตลาดรถยนต์ในประเทศคาดว่าหดตัวต่อเนื่อง จะลดลงเหลือ 1.15 ล้านคัน ลดลง 12%เทียบจากปี 2556 ที่มียอดประมาณ 1.3 ล้านคัน ประมาณการของเมย์แบงก์ฯต่ำกว่าสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะมียอดขายรถยนต์ในปี 2557 เท่ากับ 1.2 ล้านคัน (-8%เทียบจากปีก่อน ) โดยตลาดรถยนต์ในครึ่งแรกปี 2557 จะถูกกระทบจากปัญหาการเมือง ส่งผลการบริโภคชะลอตัว และแรงซื้อที่หดตัวลงหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก แต่ในครึ่งหลังปี 2557 คาดจะฟื้นตัวดีขึ้น ราคาหุ้นในระยะสั้นยังไม่มีสัญญาณบวก น้ำหนักการลงทุนทรงตัว ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และ ซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ MThai News

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาดหุ้นไทยร่วง ตามดาวโจนส์ ตลาดกังวล ECB ในประเทศไร้ปัจจัยใหม่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีฯหุ้นไทยวานนี้เริ่มมีแรงขายออกมากดดันให้ดัชนีแกว่งย้อนลงจากการขยับบวกขึ้นในช่วงต้นชั่วโมงอีกครั้ง ตามบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่เริ่มมีจังหวะแกว่งลงให้เห็น ทำให้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลประชุม ECB ในวันพฤหัสฯ ที่ 6 พ.ย. ขณะที่เช้านี้ยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐ หลังราคาหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์คที่ปรับตัวลง เนื่องจากรายงานที่ว่าซาอุดิอาระเบียได้ปรับลดราคาน้ำมันดิบให้กับสหรัฐ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ให้มีจังหวะปรับย้อนลงเล็กน้อยด้วยเช่นกัน รวมทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่า SET มีโอกาสที่จะปรับพักตัวลงก่อนได้ เราจึงยังไม่แนะนำให้ซื้อในลักษณะไล่ราคา โดยสามารถรอเลือกหุ้นเข้าซื้อในช่วงตลาดปรับพักตัวลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า และรอติดตามผลประชุม ECB รวมถึงตัวเลขด้านแรงงานของสหรัฐในช่วงท้ายสัปดาห์นี้ด้วยแนวรับ 1,576-1,570 , 1,567-1,560 จุด แนวต้าน 1,584-1,587 , 1,590-1,592 จุด สอดคล้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า คาด SET INDEX วันนี้มีโอกาสซึมตัวลงทดสอบแนว 1,570 จุดบวกลบ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติไม่ชัดเจน นักลงทุนในประเทศรอทยอยซื้อหุ้นเป้าหมายกลับในด้านล่าง บริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุดตามลำดับ เพื่อให้ได้ Gap ที่ขายไปก่อนหน้านี้ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมิน Downside risk ของ SET INDEX ในรอบนี้จำกัด ปัจจัยบวกที่รออยู่คือ การประชุม ECB ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ECB จะตัดสินใจเพิ่มพันธบัตรเข้าไปในการซื้อสินทรัพย์รอบนี้หรือไม่ หากเพิ่ม จะกลายเป็นปัจจัยบวกผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าในอัตราเร่ง กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจในเอเชียทางอ้อม ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็น กลางถึงบวก จากสัญญาณเศรษฐกิจเดือนก.ย.ที่ฟื้นตัวในระดับอ่อนๆ อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.ลดลงต่อเนื่อง เปิดทางให้ กนง. พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.0% ได้จนถึงต้นปีหน้า ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นตัวแปรจำกัด Downside risk เช่นกัน กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นเป้าหมายกลับบริเวณ 1,570 หรือ 1,560 จุด ตามลำดับ โดยมีระยะหวังผลรอบใหม่ราว 30-40 จุด หุ้นเด็ดรายตัววันนี้ คลิ๊กเลย>>>>>>> MThai News

หุ้นกลุ่มเดินเรือขาขึ้น โบรกฯแนะน่าจับเข้าพอร์ต
BDI /  PSL / 

หุ้นกลุ่ม เดินเรือ ส่งสัญญาณขาขึ้น ภายหลังค่าระวางเรือ หรือค่า(BDI) ขึ้นมาหลายวัน สะท้อนเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว นายจรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ นักวิเคราะห์ บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็งวิเคราะห์ หุ้นกลุ่มเดินเรือว่า ดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ล่าสุด (20 มี.ค.) ดัชนี ค่าระวางเรือ BDI ปิดวันทำการล่าสุดที่ 1,570.00 จุด เพิ่มขึ้น 52.00 จุด เพิ่มขึ้น 3.43%ซึ่งเป็นการไต่ระดับขึ้นของค่า BDI ติดต่อกันหลายวัน โดยนับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ค่า BDI ปิดที่ระดับ 1,197.00 จุด ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2557 ปิดที่ 1,391.00 จุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่า BDI ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อ 7 วันที่ระดับ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้น 16.20% โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่า BDI ในรอบนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งสนับสนุนให้การขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้น3 โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2 ปี 2557 เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งบมจ. โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์  หรือ TTA ตั้งเป้ารายได้ปี 2557 (สิ้นสุด ก.ย. 57) เติบโต 40% เมื่อเทียบจากปีก่อน ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ที่ผ่านจุดต่ำสุด ส่วนธุรกิจของ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง  PSL ผลประกอบการเริ่มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เพราะได้รับอานิสงส์จากกองเรือที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็น 40 ลำ จาก 22 ลำและอยู่ระหว่างสั่งต่ออีก 16 ลำ เพื่อบรรลุเป็น 56 ลำภายในปี 2559 ดังนั้นขนาดกองเรือที่เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการฟ้นตัวของอุตสาหกรรม จะทำให้ PSL จะได้ประโยชน์สูงในการฟ้นตัวในรอบนี้ สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2557 กำไรปกติ จะยังใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2556 เนื่องจากค่า BDI เดือนมกราคม ได้รับผลกระทบจากเทศกาลตรุษจีนทำให้มีการชะลอการขนส่ง ส่วนทั้งปี 2557 จะเติบโต จากปี 2556 ทีมีกำไรสุทธิที่ 527.77 ล้านบาท เพราะเชื่อว่า BDI ปี 2557 จะสูง 2,000 จุด เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่ 1,000 จุด เพิ่มขึ้นประมาณ 100%  แนะนำซื้อ 27.25 บาท นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป เผย การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TTA และ PSL อยู่ระหว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกเข้า "เก็งกำไร" ได้ โดย TTA มองแนวรับ 20 บาท และ แนวต้าน 24 บาท ขณะที่ PSL แนวรับที่ 25.50 บาท ส่วนแนวต้าน 30 บาท MThai News

บล.เมย์แบงก์ฯชี้ช่องลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง
CK /  ITD / 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ฟันธงหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างราคาถูก เหตุวิกฤตการเมืองกดดันราคา แต่หุ้นอนาคตไกล จับตา CK, ITD และ STEC อนาคตไกลงานล้านมือ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เผชิญวิกฤตการเมือง ทำให้ราคาหุ้นได้ทรุดลงอย่างหนัก ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/BV หรือ ราคาหุ้นปัจจุบัน / มุลค่าทางบัญชี และ P/E ก็ต่ำ หรือ(ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้นต่ำ) หุ้น CK มีค่า P/BV ที่ 1.38 เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 1.83 เท่า หุ้น ITD มีค่า P/BV ที่ 1.41 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 1.61 เท่า  หุ้น STEC มีค่า P/E 10.82 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 21.72 เท่า ดังนั้น หุ้นในกลุ่มรับเหมานับว่าทรุดลงหนักจนมีราคาที่ถูก อีกทั้งปีนี้จะมีประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม และสนามบินสุวรรณภูมิมีส่วนต่อขยาย ซึ่ง MRTA ได้ประกาศเชิญชวนประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม หมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต หลังครม.ได้อนุมัติโครงการนี้เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2556 และ บอร์ด MRTA ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2556 โดยจะเปิดขายเอกสารประกวดราคา 2-15 ม.ค. 2557 และ ยื่นประมูลในวันที่ 11 เม.ย.  มีทั้งหมด 4 สัญญา รวม 2.9 หมื่นล้านบาท และ ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่าโครงการ 6.2 หมื่นล้าน ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันทางสนามบินฯกำลังอยู่ในช่วงของการออกแบบ โดยมีกำหนดจะเปิดในปี 2560 ดังนั้น คาดจะมีการเปิดประมูลได้ในไครมาส 3 ปี2557 นี้ สำหรับงานในมือ (Backlog) กลุ่มก่อสร้างสูงรองรับรายได้ 2-4 ปี  แต่บล.เมย์แบงก์ฯปรับประมาณการลง งานในมือ (Backlog) ของหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างสูงทำสถิติใหม่ คือ CK มีงานในมือ 1.4 แสนล้านบาท หรือเท่ากับรายได้ 4 ปีข้างหน้า  ITD มีงานในมือ 2 แสนล้านบาท (ไม่รวมโครงการน้ำ) รองรับรายได้ 4-5 ปี  STEC มีงานในมือ 5.6 หมื่นล้านบาท รองรับรายได้ 2 ปี รวมถึง NWR มีงานในมือ 1.1 หมื่นล้านบาท รองรับรายได้ 1 ปีเศษๆ  อย่างไรก็ตามเราได้ปรับประมาณการกำไรลดลง เพื่อสะท้อนปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อโครงการต่างๆมีความล่าช้า  รวมถึงเราปรับราคาเป้าหมายลดลงโดยให้ซื้อขาย P/E และ P/BV ที่ต่ำลง  อย่างไรก็ตามเราคาดกำไรปกติปี 2557 จะยังเติบโต ราคาหุ้นถูก  แต่การเมืองยังไร้ทางออกจึงกดดันต่อ: ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างงานด้านโยธาหลักๆ คือ CK, ITD, STEC ปัจจุบันโดยพิจารณาเทียบกับ P/BV และ PE มีราคาที่ถูกอย่างมาก คือ ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย  แต่สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันยังไร้ทางออก จะยังส่งผลด้านลบต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง  ถ้าสถานการณ์การเมืองผ่อนคลาย คาดว่าจะเห็นราคาดีดกลับอย่างรุนแรงเช่นกัน เพราะ หุ้นกลุ่มนี้มีงานในมือ และ กำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต  รวมแล้วให้น้ำหนักการลงทุนแบค่อยเป็นค่อยไป MThai News

ตลท.แต่งตั้ง 'รินใจ' เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

ตลท. แต่งตั้ง "ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์" เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.57 นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า ตลท. เห็นสมควรแต่งตั้ง ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ สายงานการตลาด ตลท. เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ ตลท. ในการต่อยอดและเพิ่มจำนวนสินค้าปัจจุบันให้หลากหลาย รวมทั้งพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนได้อย่างมีคุณภาพมี ทั้งนี้มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ-การธนาคารและการเงิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกด้านการเงิน Cleveland State University ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 7 และได้ประกาศนียบัตร Chartered Financial Analyst (CFA) โดยล่าสุดดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จึงมั่นใจว่ามีความสามารถเหมาะสม ที่จะช่วยพัฒนางานธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของ ตลท. MThai News

หุ้นไทยเช้านี้ เปิดบวก 4.31 จุด โบรกฯมองดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด
ข่าว /  ข่าวตลาดหุ้น / 

หุ้นไทยวันนี้เปิดบวก 4.31 จุด ที่ระดับ 1,589.34 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท ด้านโบรกฯคาดปัจจัยหนุนเพียบ ดันดัชนีฯทดสอบ 1,590 จุด จุด แนะเก็งกำไรระยะสั้นรับผลประชุม ครม.นัดแรก วันนี้ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการซื้อขาย ณ เวลา 09.59 น. ดัชนีฯตลาดหุ้นไทยเปิดที่ระดับ 1,589.34 จุด เพิ่มขึ้น 4.31 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,113.31 ล้านบาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสขยับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,590 จุด จากการที่นักลงทุนต่างชาติจะทยอยซื้อสะสมในหุ้นไทยเพิ่มขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดอาจจะชะลอกรอบเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยออกไป หลังตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.05% ส่งผลให้ค่าเงินของสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออก ส่วนปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศมาจากการที่จะเริ่มประชุม ครม. นัดแรกในวันพรุ่งนี้ทำให้เชื่อว่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไร เพื่อรอลุ้นผลการประชุมว่าจะมีการผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ โดยกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางในกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการประชุม ครม. นัดแรกเช่น กลุ่มท่องเที่ยว ก่อสร้าง เป็นต้น เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณ 1,600 จุดหรือสูงกว่า MThai News

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แจ้งจับพนง.ตุ๋นเงินลูกค้า 31 ลบ.
ข่าวห้น /  นักลงทุน / 

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แจ้งจับพนักงานทุจริตหลอกลูกค้าฝากเงินกว่า 31 ล้านบาท หลังตะเพิดออกจากบริษัทฯแล้ว พร้อมคืนสินทรัพย์ให้ผู้เสียหายทั้งหมด นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน)(ประเทศไทย) หรือ MBKET เปิดเผยว่า บริษัทฯจะดำเนินคดีต่อพนักงานตำแหน่งผู้แนะนำการลงทุนของบริษัทฯ ที่ได้ทำการทุจริตด้วยการหลอกลวง และปลอมแปลงเอกสารใบนำฝากเงินของลูกค้า 8 ท่าน โดยชวนให้ลงทุนในโครงการเงินฝากที่ไม่ใช่ของบริษัทฯจริง และไม่ใช่การลงทุนหลักทรัพย์อันเป็นธุรกิจปกติของบริษัทฯทำให้เกิดความเสียหายกับลูกค้าเป็นมูลค่ากว่า 31 ล้านบาท โดยมีการประสานงานกับกองบังคับการปราบปราม เพื่อทำการขยายผลจนทำให้สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ซึ่งบริษัทฯจะดำเนินคดีจนถึงที่สุดต่อไป และจะเร่งดำเนินการในการคืนสินทรัพย์ให้กับลูกค้าอย่างครบถ้วนโดยไม่ให้เกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันบริษัทฯจะปรับปรุงระบบ และมีมาตรการการตรวจสอบที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก รวมถึงขอให้ลูกค้าระวังธุรกรรมที่น่าสงสัยเพื่อลดความเสี่ยง และป้องกันความเสียหาย โดยบริษัทฯจะรักษาผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายโดยเฉพาะลูกค้าอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เป็นสถาบันการเงินในกลุ่มธนาคารเมย์แบงก์ ธนาคารอันดับหนึ่งของมาเลเซีย ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดในกลุ่มธนาคารและสถาบัน การเงินเอกชน คือ AA (TH) โดย สถาบันฟิทช์เรตติ้ง (ประเทศไทย) ติดตามข่าวสาร 'ตลาดหุ้น' ได้ที่นี่>>>>>>> MThai News

หุ้นเช้าเปิดตลาดบวก 0.60 จุด โบรกฯแนะหุ้นผลกำไรดี
AH /  PTTGC / 

หุ้นเปิดตลาด (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด โบรกเกอร์แนะนำกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี กิมเอ็งชี้เป้าPTTGC ,TUF และAH บล.กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ตลาดวันศุกร์แข็งแกร่งกว่าคาดโดยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเกิน 1400 จุด แต่ปัจจัยแวดล้อมส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นลบไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการบริษัท จดทะเบียนที่อ่อนแอ และการชุนุมทุกกลุ่ม เพียงแต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ดังนั้นในภาพรวมบล.กสิกรไทยยังเน้นเลือกตัวหุ้นที่มีโอกาสโดดเด่นกว่าตลาด โดยเน้นหุ้นที่นักลงทุนยังมีการถือครองน้อย และเริ่มเห็น หุ้นเช้าเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ (19พ.ค.) บวก 0.60 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,405.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 932.52 ล้านบาท โดยเลือกตัวเก็งกำไร และใช้จังหวะขึ้นเพื่อแบ่งขายลดพอร์ต ยังคงประเมินหุ้นปรับตัวลดลง(downside) ของการปรับฐานบริเวณดัชนี 1,340-1,360 จุด ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงซื้อ/เข้าสะสมหรือเก็งกำไรที่ดี อย่างไรก็ตามระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงแกว่งมากขึ้นจากการเก็งปัญหาการเมืองยุติหลัง 27 พ.ค. เช่นกัน ดังนั้นทางกลยุทธ์ของเลือกหุ้นที่มีสัญญาณบวกของการปรับประมาณการขึ้น และผ่านจุดต่ำสุดของการดำเนินงานไปแล้ว อาทิ หุ้นในกลุ่มอาหาร เกษตรยานยนต์ ปิโตรเคมี หุ้นเด่นวันนี้ :เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ PTTGC อะโรเมติกส์ยังตกต่ำไปจนถึงปี 2558 แต่ PTTGC ยังแข่งขันได้ แม้อุตสาหกรรมพาราไซลีน (PX) จะยังถูกกดดันจากปริมาณการผลิต(อุปทานใหม่)จำนวนมากกดดันส่วนต่างราคาในปี 2557 -2558 อย่างไรก็ตามเราเชื่อการลดลง (downside) ของส่วนต่างราคาจากระดับราคาปัจจุบันเริ่มลดลงแล้ว ผู้ผลิตไม่ครบวงจรที่ต้นทุนสูงเริ่มปรับลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง อย่างไรก็ตามต้น ทุนการผลิตของ PTTGC อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ นอกจากนั้นส่วนต่างราคาเบนซีน BZ ที่แข็งแกร่งยังช่วยชดเชยผลกำไรจากพาราไซลีน (PX)ทีลดลงแรงได้อีกด้วย ความเสี่ยงที่มีส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าคาด การหยุดโรงงานนอกแผน รวมถึงความสม่ำเสมอของวัตถุดิบก๊าซจาก PTT แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 84.00 บาท/หุ้น TUF ผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรสุทธิ 950 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้จากประกันภัยเพลิงไหม้ซึ่งบันทึกไตรมาส 1/2556 และ ส่วนแบ่งขาดทุนจากการเริ่มธุรกิจโรงงานผลิตทูน่าในปาปัวนิวกินี TUF มีกำไร 1,001 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%เพิ่มจากไตรมาสก่อนและ 99%เทียบกับปีก่อน ใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์ ยอดขายเพิ่มขึ้น 14% YoY จากการที่เงินบาทอ่อนค่าลง 9% ธุรกิจทูน่าที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ธุรกิจกุ้งในสหรัฐฯ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง มียอดขายเพิ่มขึ้น แนะนำ"ขายทำกำไร "(TAKE PROFIT) ราคาเป้าหมาย 64.00 บาท/หุ้น AH บมจ. อาปิโก ไฮเทค ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรที่ฟื้นตัวดีขึ้นมากที่ 153 ล้านบาท แนวโน้มผลประกอบการ 2557 ของ AH ประเมินอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์จะทรุดลงต่อเหลือประมาณ 2.2 ล้านคัน หรือ ติดลบกว่า 10% ต่ำกว่าของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านคัน แต่ยอดขายของ AHประเมินจะติดลบน้อยกว่าคือ ประมาณ 5% เพราะในปีนี้จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาช่วยหนุนยอดขาย ส่วนประมาณการของเราประเมินยอดขายของ AH จะปรับลดลง 5% เหลือ 14,846 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิทรุดลงเหลือ 519 ล้านบาท แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท/หุ้น MThai News

หุ้นกลุ่มยานยนต์ ความหวังการส่งออกไทยปีนี้
DELTA /  PCSGH / 

หุ้นกลุ่มยานยนต์ โบรกเกอร์วิเคราะห์ครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน แนะนำลงทุนแบบระยะยาวเป็นรายตัว อาทิ DELTA,PCSGH บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (Automotive Sector) จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่ากลุ่มยานยนต์ยังเป็นความหวังการส่งออกไทย ซึ่งจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือน มี.ค. 2557 เท่ากับ 181,334 คัน ฟื้นตัวต่อจากเดือนก่อน 5% แต่ยังทรุดลงจากปีก่อน 29% โดยตัวเลข 1.8 แสนคัน ยังเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับประมาณการ ปี 2557 ของสภาอุตสาหกรรม เท่ากับ 2.4 ล้านคัน หรือ เฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 2 แสนคัน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกของปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์เท่ากับ 517,492 คัน ติดลบ 28%จากปีก่อน การส่งออกรถยนต์ เดือน มี.ค. โดดเด่น 113,313 คัน : ตัวเลขส่งออกรถยนต์ในเดือน มี.ค. เท่ากับ 113,313 คัน โดยเป็นตัวเลขเดียวที่สามารถเติบโต 17% จากเดือนก่อน และ 9%เทีบปีก่อน เนื่องจากค่ายรถยนต์ต่างๆ หันมาเน้นตลาดส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่หดตัวหลังจากหมดรถยนต์คันแรก สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรก มียอดส่งออกรถยนต์เท่ากับ 291,509 คัน เติบโตเล็กน้อย 1%ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน มี.ค. 2557 ฟื้นตัวต่อ 83,983 คัน : ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในประเทศ เดือน มี.ค. เท่ากับ 83,983 คัน ฟื้นตัว 17% เทียบเดือนก่อน แต่ยังติดลบจากปีก่อนถึง 47%เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับตัวเลข 3 เดือนแรกยอดขายรถยนต์ในประเทศเท่ากับ 224,171 คัน ติดลบ 46%เทียบป่ก่อน คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) หรือถือหุ้นไว้ ในมุมมองของเราอุตสาหกรรมรถยนต์จะอยู่บริเวณจุดต่ำสุดในครึ่งปีแรก โดยตัวเลขไตรมาสสองและไตรมาสแรกจะใกล้เคียงกัน แต่จะมีทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.2 ล้านคัน (+6%จากปีก่อน) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.1 ล้านคัน (-17%จากปีก่อน) เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral DELTA บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) นักวิเคราะห์ประเมินว่า จะกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง 2557 มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจาก 1.เพาเวอร์ซัพพลายกลุ่มยานยนต์ ภายหลังเพิ่มกำลังการผลิตแล้วเสร็จ 2.ความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งเป็นบวกต่อคำสั่งซื้อเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับอุปกรณ์การแพทย์ กลุ่มโทรคมนาคม ความสำเร็จของการจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ของ DELTA รวมถึงการขายผลิตภัณฑ์ควบคู่บริการ หรือโซลูชันส์ (45% ของยอดขายรวมมาจากภูมิภาคยุโรป) ในช่วงไตรมาส 2/2557 ของ DELTA ผลการดำเนินงานจะอ่อนตัวเมื่อเทียบรายไตรมาส และเป็นจุดต่ำสุดของปี ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรก่อนรายการพิเศษปี 2557 จะเติบโต 15% จากปี 2556 เป็นระดับ 5,608 ล้านบาท โดยผลประกอบการไตรมาส 1/57 คิดเป็นสัดส่วน 23.6% ส่วนผลประกอบการที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาส 2/57 ไม่สนับสนุนการเข้าลงทุนระยะสั้น โดยกำหนดคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรอผลการดำเนินงานฟื้นตัวในไตรมาส 3/57 ให้ราคาพื้นฐาน 58.50 บาท บล.ทรีนิตี้แนะนำซื้อเก็งกำไร PCSGH บมจ.พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง กำหนดราคาเหมาะสม Fair ValueอิงPERระดับ10-12เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ยPERของกลุ่มยานยนต์ โดยคาดยอดขายของPCSGHเติบโตเฉลี่ย5.4%ในช่วง3ปีข้างหน้า (ปี2556-2558)ประสิทธิภาพการทำกำไรโดดเด่นสุดในกลุ่มฯ มีNet Marginสูงเหนือ30%ประสิทธิภาพการทำกำไรที่ดีเยี่ยมผ่านกิจกรรมลดต้นทุน ส่งผลให้อัตรากำไร Gross Margin เฉลี่ยสูงกว่า35%โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดระดับ17% อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากบีโอไอ ทำให้ไม่มีภาระด้านภาษี คาดกำไรสุทธิปรับเพิ่มเป็น32%ในปี2556เป็น32.3%ในปี2558เป็นแรงผลักดันให้ปี2556มีกำไรสุทธิ1,813ล้านบาท และเพิ่มเป็น2,006ล้านบาท ในปี2558แต่ผลจากการเพิ่มทุน จะส่งผลเกิดผลกระทบต่อราคาหุ้น (Dilution Effect) ต่อผลกำไรต่อหุ้น (EPS)ทำให้ผลทั้งปี 2556 เท่ากับ 1.27บาท/หุ้น ลดลง14.3%เทียบปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้น 4.6%เป็น1.33บาท/หุ้น ให้ราคาเหมาะสม 11 บาท Mthai News

หุ้นเปิดตลาดติดลบ 5.21 จุดโบรกฯชี้หุ้นปรับฐานขาลง
BJCHI /  IRPC / 

เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด โบรกเกอร์ชี้หุ้นปรับฐานขาลง จับตาข่าวปรับโครงสร้างพลังงานมีผลอย่างไร นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.อาร์เอชบี โอเอสเค(ประเทศไทย) มองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นน่าจะลง ขึ้นไม่ง่าย เพราะต่างชาติซื้อน้อยลง ส่วนในประเทศก็ไม่มีปัจจัยขับเคลื่อน ข่าวดีไม่มี ตลาดอาจจะอ่อนลงมาบ้าง มองแนวรับที่ 1,440 และแนวต้านที่ 1,465 และ 1,480 จุด ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาราว 5% ตั้งแต่ช่วง คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้มีการขายทำกำไรออกมาบ้าง ขณะที่ตลาดยังกังวลต่อการที่ คสช. จะปรับรูปแบบโครงสร้างพลังงาน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งล่าสุด บมจ.ไออาร์พีซี ที่อยู่ในกลุ่มพลังงาน ก็มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานเมื่อวานนี้ นอกจากนี้ การที่ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ประกาศเพิ่มทุนจำนวนมากอาจจะกระทบต่อการซื้อขายของหุ้น TRUE ด้วย หลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุญาตให้หุ้นกลับมาซื้อขายได้ หลังขึ้นเครื่องหมาย H เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ สำหรับเช้านี้เปิดตลาดหุ้น (10มิ.ย.) ติดลบ 5.21 จุด ดัชนีมาอยู่ที่ 1,452.09 จุด มูลค่าซื้อขาย 3,318.24 ล้านบาท หุ้นเด่นวันนี้ BJCHI เอเซีย พลัส คงประมาณการกำไรปี 2557 ไว้ที่ 1,053 ล้านบาท ลดลง 13%เทียบปีก่อน และประเมินราคา Fair Value ที่ PER 12 เท่า ต่ำกว่าบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันอย่าง STPI จะให้ ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 39.50 บาท ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน โดยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ฝ่ายวิจัยคาดว่า BJCHI จะสามารถจ่ายเงินปันผลในปีนี้ได้ 2.00 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield 5.2% แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 39.50 บาท/หุ้น IRPC เมื่อวานนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณหน่วย Vacuum Gas Oil Hydrotreating (VGO) ซึ่งเป็นหน่วยกำจัดสารกำมะถันของผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา IRPC ได้มีการทำประกันอัคคีภัยไว้ในวงเงินความคุ้มครองทรัพย์สิน 1.2 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดประกอบไปด้วย โรงกลั่น วัตถุดิบ เครื่องจักร ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อ EPS ในปี 2557 ในกรณีเลวร้ายสุดหากมีการหยุดผลิตบางหน่วยซึ่งจะกระทบต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) และราคา (FV) ปี 2557 ราว 10.5-18.4% และ 1.4-2.9% จากเดิม (ไม่คำนวนผลกระทบหากหยุดเกินระยะเวลา 2 เดือน เพราะบริษัทประกันภัยจะชดเชยรายได้ให้) เชื่อว่ามีผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปรับลดลงกว่าผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นราว 1.4-2.9% เอเซีย พลัส แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท/หุ้น JAS แนวโน้มการออก IFF ล่าช้าต่อไปอีก 3 เดือน เพราะอยู่ระหว่างแก้ไขโครงสร้างกองทุน ซึ่งต้องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ เพราะโครงสร้างกองทุนเข้าข่ายผูกขาด ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทุน JASGIF ใหม่ แต่ไม่กระทบประมาณการ โดยรายได้หลัก 82% มาจากธุรกิจ Broadband Internet ซึ่งมาจากระบบ ADSL เกือบ 100% ขณะที่ระบบ FTTx คาดที่เพียง 0.4% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้จากการวางระบบคาดว่ายังอยู่ในทิศทางชะลอตัว คาดลูกค้าเพิ่ม(Net add) ทั้งปีที่ 1 แสนรายเป็น 1.52 ล้านราย ณ สิ้นปี 2557 ส่วน ARPU คาดทรงตัวที่ระดับ 644 บาท เราคาดกำไรปกติปี 2557 ที่ 3,558 ล้านบาท เติบโต 18% เทียบปีก่อน (กำไรต่อหุ้น EPS = 0.51 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท/หุ้น MThai News

โบรกฯ คาดหุ้นไทยวันนี้พักฐานก่อนหยุดยาว
ดัชนีตลาดหุ้นไทย /  ตลาดหุ้นไทยวันนี้ / 

นักวิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสพักฐานก่อนวันหยุดยาว โดยดัชนีฯจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ระดับ 1,515-1,525 จุด บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะ “พักฐาน” ในกรอบ 1,515-1,525 จุด ก่อนหยุดยาว รวมไปถึงแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครน และอิรัก อย่างไรก็ตามในสัปดาห์ต่อไป คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุน Trigger Fund มาช่วยหนุนดัชนีฯ ให้สามารถยืนที่ระดับ 1,570-1,600 จุด  ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าได้ ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันสุดท้ายของสัปดาห์ ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ดัชนีฯหุ้นไทยจะแกว่งในกรอบแคบ พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุน แนะนำหุ้นขนาดกลาง และกลุ่มพลังงานทางเลือก ที่ยังมีแนวโน้มขยับตัวได้ดี MThai News

หุ้นธนาคารทำกำไรระยะสั้น - ระยะยาวลงทุนบางส่วน
KBANK /  KTB / 

โบรกเกอร์ ชี้หุ้นกลุ่มธนาคารควนทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวให้น้ำหนักการลงทุนบางส่วน KTB หุ้นน่าเก็บสุดในกลุ่ม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ปี 2557 ยังไม่ดีนัก จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยคาดกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลแต่ก็หดตัวลงเทียบกับปีก่อน สำหรับภาพรวมทั้งปีแม้เศรษฐกิจจะยังไม่สดใส แต่เราเชื่อว่ายอดสินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารจะยังสามารถเติบโตได้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล (Neutral) โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุดของกลุ่ม แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ทำกำไร (Take Profit) บางส่วน จากเหตุผลแง่ของมูลค่า( Valuaiton) โดยเฉลี่ยราคาหุ้นจากคาดการณ์ผลงานไตรมาส 2 ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 ยังไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มที่ 4.84 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 7%จากไตรมาส 4 ปี 2556 จากผลของฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายลดลง แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรมีแนวโน้มหดตัวลง 5% จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สินเชื่อชะลอตัวและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหดตัวลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปรับเพิ่มขึ้น โดยเรา ประเมินว่ามีเพียง KBANK และ KTB ที่ยังเห็นการเติบโตจากปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารอื่นๆ กำไรหดลงในระดับกว่า 10% ด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) ต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังควบคุมได้ ปัญหาทางการเมืองจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังจะสามารถขยายตัวได้ ในไตรมาส 2 มักไม่ใช่ไตรมาสที่ดีในแง่ของผลตอบแทนจากราคาหุ้น จากข้อมูลย้อนหลังในอดีต นับตั้งแต่ปี 2543 บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่ Pattern ของ Performance ราคาหุ้นจะคล้ายกับในอดีตจากปัจจัยกดดันด้านการเมืองและเศรษฐกิจ   คงน้ำหนักการลงทุนแบบสมดุล ช่วงสั้นอาจขายทำกำไรก่อน ราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่า 7%จนทำให้ Valuation ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.42 เท่า PBV แล้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.44 เท่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเลือก KTB เป็นหุ้นน่าเก็บสุด(Top pick) สำหรับการลงทุนระยะยาว จากประเด็น Valuation ที่ยังถูกมากและการเติบโตที่โดดเด่น MThai News

โบรกฯ-กองทุนเชียร์หุ้นกลุ่มพาณิชย์ รับอานิสงส์เงินจำนำข้าว
CPALL /  CPN / 

โบรกเกอร์ และบรรดากองทุนในประเทศ ต่างเชียร์หุ้นกลุ่มพาณิชย์ หลังเงินจำนำข้าวจ่ายครบ และช่วงบอลโลกของกินขายดีช่วงดึก แต่ระยะยาวรอความชัดเจนการพัฒนาเศรษฐกิจจาก คสช. บล.เคที ซีมิโก้ วิเคราะห์และมองว่าหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ซึ่งอิงความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะกลับมาฟื้นตัว ประกอบกับช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก จะทำให้ยอดซื้อของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ CPALL เจ้า ของ 7-ELEVEN พร้องกับเสียงสนับสนุนของบรรดากองทุนต่างๆทั้ง บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ และบลจ.ทิสโก้ ที่มีมุมมอง ว่าหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ จะกลับมาสดใสน่าลงทุนต่อ หลังรับข่าวโรดแม็ป การพัฒนาประเทศ ของทีมเศรษฐกิจ คสช. ส่งผลดีทั้งต่อการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้ข้อมูลหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ว่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงนี้จะเพิ่มขึ้นหลังการจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว คาดจะกระตุ้นการอุปโภคบริโภคได้ในช่วงสั้น SSSG ของกลุ่มพาณิชย์มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในไตรมาส 1อย่างไรก็ดี ยังต้องรอดูความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนบล.เมย์แบงก์ฯ ประมาณการเดิมสำหรับกลุ่มพาณิชย์ และ ให้น้ำหนักการลงทุน Neutral หุ้นเด่น ได้แก่ HMPRO (TP 11.80 บาท) และ CPN (TP 57 บาท) อย่างไรก็ดีฝ่ายวิเคราะห์เห็นว่ามีความเสี่ยง ต่อประมาณการกำไรของกลุ่มพาณิชย์จะมาจากนโยบายประชานิยม และ การลดค่าครองชีพ (เช่น ลดราคาน้ำมัน) ส่วนความเสี่ยงมาจากการคงระดับราคาสินค้าซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไรของกลุ่ม โดยกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงระยะสั้น ยังต้องรอความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน หุ้นแนะนำโดยบล.เมย์แบงก์ ในกลุ่มพาณิชย์ได้แก่ HMPRO และ CPN เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนตำกว่ากลุ่ม Neutral สำหรับกลุ่มพาณิชย์ หุ้นที่เราแนะนำเป็นบริษัทที่มี Brand แข็งแกร่ง เป็นผู้นำในตลาด ประสิทธิภาพการดำเนินงานสูง กำไรมีความผันผวนน้อย และ ขยายสาขาต่อเนื่อง ได้แก่ HMPRO ซึ่งมียอดขายมั่นคงจากการที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นลูกค้าซื้อสินค้าเพื่อการปรับปรุงซ่อมแซม และ มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป ขณะที่ CPN มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ และ สามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ตามสัญญา เราปรับคำแนะนำ GLOBAL เป็นขายทำกำไร Take Profit เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกินราคาเป้าหมาย MThai News

การเมืองเดือด!! ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 20 จุด
กกต /  หุ้นร่วง / 

เลือกตั้งล่วงหน้าเดือด ฉุดตลาดหุ้นไทยร่วงเกือบ 20 จุด ดัชนีหลุด 1300 จุดอีกแล้ว โบรก แนะ จับตาเจรจาเลื่อนเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เปิดตลาดหุ้นไทยวันนี้ (27 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีร่วงลงทันที่ 18.95 จุด มายืนที่ 1,295.68 จุด เปลี่ยนแปลง -1.44% มูลค่าการซื้อขาย 2,158.26 ล้านบาท ทั้งนี้ นักวิเคาระห์ ระบุว่า บรรยากาศหุ้นไทยที่ร่วงลงนี้ เป็นไปตามเป็นไปตามทิศทางตลาดต่างประเทศที่กังวลค่าเงินในเอเชีย และปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดปัญหาความวุ่นวายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้(26 ม.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการคัดค้านการเลือกตั้ง ดังนั้นนักลงทุนจึงขายเพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะให้รอดูผลการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันพรุ่งนี้(28 ม.ค.)ว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่ หากมีการเลื่อนเลือกตั้งก็จะทำให้ตลาดรีบาวด์ได้บ้าง แต่ถ้าไม่เลื่อนก็จะเกิดความกังวลตามมา MThai news

จับตาดูหุ้นยานยนต์ราคาถูกรออุตสาหกรรมฟื้นตัว
Auto /  KBANK / 

เมย์แบงก์ฯ ชี้ยอดขายรถยนต์ปี 2557 ลดลงเล็กน้อย จับตายอดขายและส่งออกช่วงต่อไป แนะ หุ้น KBANK และ TMB บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง วิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์ (กลุ่มยานยนต์motive Sector) ยอดผลิตรถยนต์เดือน ธ.ค. 56 ทรุดหนักต่ำสุดรอบ 20 เดือน กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือน ธ.ค. 2556 เท่ากับ 158,893 คัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ธ.ค. 108,688 คัน ฟื้นตัวต่อ 16% เทียบเดือน พ.ย. จากแรงหนุนการจัดงานมอเตอร์โชว์  แต่ทรุดลงต่อจากปีก่อน ลด 25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2556 มียอดทั้งสิ้น 1,325,474 คัน ติดลบ 7.7%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับเป้าหมายของค่ายโตโยต้า 1.3 ล้านคัน การส่งออกรถยนต์ เดือน ธ.ค. ชะลอตัวลงต่อเหลือ 87,961 คัน ลดลง 8% เทียบเดือน พ.ย. รวมทั้งปี 2556 ยอดส่งออกรถยนต์รวม 1,128,152 คัน เพิ่มขึ้น 10%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บล.เมย์แบงก์ฯ คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะชะลอตัวลง ลดลง 2% เทียบกับปีก่อน เหลือ 2.4 ล้านคัน  โดยคาดการส่งออกรถยนต์จะเท่ากับ 1.25 ล้านคัน (+11%เทียบปี 2556) และ ขายในประเทศเท่ากับ 1.15 ล้านคัน (-12% เทียบปี 2556) โดยประมาณการของเราต่ำกว่าประมาณการของสภาอุตสาหกรรมที่ประเมินยอดผลิตรถยนต์ปี 2557 จะเท่ากับ 2.5 ล้านคัน เติบโต 2% เทียบกับปีก่อนยังไม่มีสัญญาณบวก แต่หุ้นลงมาตอบรับมากแล้ว น้ำหนักการลงทุนกลางๆ (Neutral) คือจับตาดูกลุ่มยานยนต์ ทั้งนี้ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ได้ทรุดหนักลงมาใกล้ช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554  และซื้อขาย P/E ปี 2556-2557 ค่อนข้างต่ำ  จึงลงมาตอบรับปัจจัยลบมากแล้ว  แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ยังถูกกดดันจากภาวะชะลอตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลังจากที่หมดรถยนต์คันแรก และ กำลังซื้อที่หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ  เราคงน้ำหนักการลงทุน Neutral ในขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มยานยนต์อยู่ที่ 455.60 จุด หุ้นเด่นวันนี้  บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ KBANK ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 9.5 พันล้านบาท ลดลง 11%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่เพิ่มขึ้น 24%เทียบกับทั้งปี ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ โดยสินเชื่อยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ NPL ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 2.0% และค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองตั้งในระดับปกติ โดยรวมกำไรสุทธิทั้งปี 56 อยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ราคาเป้าหมาย 200 บาท TMB ประกาศกำไรไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ 1.8 พันล้านบาท ลดลง 4%เทียบไตรมาส 4 ปี2555 แต่พลิกจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งต่ำกว่าที่เราคาดเล็กน้อย 6%ผลการดำเนินงานของ TMB ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เห็นได้ชัดจากผลการดำเนินงานในปี 2556 ขณะที่งบการเงินในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งสำหรับปี 2557 คาด;jkฐานกำไรของ TMB ยังคงขยายตัวต่อเนื่องสู่ระดับ 8.0 พันล้านบาท เติบโต 39% เทียบกับปี 2556 ราคาเป้าหมาย  2.55 บาท MThai News

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

โบรกฯคาด หุ้นไทยไร้ทิศทาง ปัจจัย 'อียู' เสี่ยง แนะจับตา PTT-KBANK กำหนดทิศทางดัชนีฯ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) วิเคราะห์ว่า ดัชนีฯหุ้นไทยวันนี้ จะแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เพราะปัจจัยภายนอกการลงทุนที่ไม่เอื้อ ความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจใน อียู ที่ส่งสัญญาณเสี่ยง ภายใต้ภาวะการลงทุนที่ขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุนในต่างประเทศ นักลงทุนทั่วโลกต่างรอดูผลการประชุม 'เฟด' ในปลายเดือนนี้เป็นสำคัญ แต่หากประเมินอีกด้านหนึ่ง เมื่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจใน อียู เพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นข้ออ้างที่เฟดจะใช้ประวิงเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน โดยดัชนีฯจะแกว่งตัวระหว่าง 1,520-1,570 จุด ในช่วง 1-2 สัปดาห์ต่อจากนี้ ก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 28-29 ต.ค. เพื่อติดตามมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ เฟด ในกลางปีหน้าจะปรับขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศขาดความโดดเด่น มีเพียงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3  ของกลุ่มธนาคารที่จะเริ่มทยอยประกาศในปลายสัปดาห์นี้ จะช่วยหนุนดัชนีฯได้ หากออกมาเท่ากับหรือดีกว่าคาด แนะนำ Swing Trade คือ ขึ้นแรงขาย และลงแรงซื้อ หุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นการลงทุนเชิงบวกเฉพาะ พร้อมติดตามการแกว่งตัวของ PTT และKBANK ซึ่งกำหนดทิศทางดัชนีฯช่วงนี้ หุ้นเด็ดรายตัว คลิ๊ก>>>>>>> MThai News

โบรกเกอร์เชียร์หุ้นปันผลชี้ลงทุนรายตัว
ADVANC /  CPF / 

โบรกเกอร์เชียร์เล่นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ โดยกลุ่มส่งออก สื่อสาร และกลุ่มอุตสาหกรรมบางตัวยังมีพื้นฐานดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อหุ้นที่มีปันผลดี และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย เช่น MC, VGI, EA, GLOBAL, BJCHI และ SRICHA แถมบอกให้นักลงทุนเลิกกังวล เลิกใส่ใจการเมือง หันไปศึกษาหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดี แถมมีปันผล ส่วนหุ้นน่าซื้อเชียร์กลุ่มส่งออกอาหาร สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น CPF, HANA, SVI และ DELTA ที่ยังสามารถส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปได้ดี รวมทั้ง INTUCH และ ADVANC เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น HEMRAJ และ AMATA ที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐาน บล.ฟิลลิป ได้แนะนำซื้อ HMPRO คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15%ถึงแม้ว่ายอดขายในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3-5% แต่ในสาขาต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี ปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2557 จะเติบโตในอัตราที่ลดลงอยู่ที่ 11.76% เทียบปีก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 18.03% เทียบปี 2556 ทั้งนี้จากการขยายสาขา HMPRO 8 แห่ง และรุกลงไปจับลูกค้าตลาดกลางถึงตลาดล่างเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปิด MEGA HOME 2 สาขา และการเปิดสาขาที่มาเลเซียเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อทดสอบขยาย ตลาดไปสู่ AEC ขณะที่สาขาหนองคายเป็นสาขาที่ทำเลติดกับนครเวียงจันทร์ แต่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิถดถอยเพราะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนในการขยายสาขา หลังการออกกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เลื่อนไปจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานต่อหุ้นที่ 9.85 บาท (ราคาหลังการจ่ายหุ้นปันผลต่อหุ้นเท่ากับ 8.60 บาท) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ TRTบมจ. ถิรไทย เป็นหุ้นเติบโตไปพร้อมๆกับการเป็นหุ้นปันผล เดือนก.พ. 2557 มีงานในมือทั้งสิ้น 1.9 พันล้านบาท เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ทำให้เราเชื่อว่าประมาณการรายได้ 3 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัท 7% จะสามารถบรรลุได้ TRT เริ่มได้งานด้านโครงสร้างเหล็ก 448 ล้านบาท ในโรงไฟฟ้าหงสา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าติดตามถึงพัฒนาการของงานที่ TRT ได้ลงทุนซื้อกิจการของ LDS มาก่อนหน้า พร้อมกำลังการผลิตหม้อแปลงใหม่ที่จะเข้ามาในปีนี้-กลางปีหน้า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.10 บาท ต่อหุ้น MThai News