การประปานครหลวง

5 อันดับข่าวฮอต MThai News ประจำวันที่ 7 ก.ค.
5อันดับข่าวฮอต /  ข่าวด่วน / 

5 อันดับข่าวฮอต MThai News ประจำวันที่ 7 ก.ค. อันดับ 1 ฉาวได้อีก!! นักศึกษาอยากดังเต้นโชว์ของลับ นักศึกษาหญิงใจเด็ดเต้นโชว์ของลับ เต้นยั่วในห้องน้ำห้างในห้องน้ำสาธารณะ ชาวเน็ตรุมประณามไม่ให้เกียรติเครื่องแบบที่สวมใส่ อ่านต่อ  อันดับ 2  เจ เจตริน โพสต์แจง หลังโดนเหน็บต้านEU แต่ส่งลูกไปเรียนอังกฤษ เจ เจตริน โพสต์เฟซบุ๊ค แจง หลังคนเหน็บส่งลูกไปเรียนอังกฤษ แต่ต้านEU ชี้เป็นเรื่องการเมืองระดับประเทศ ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล ไม่จำเป็นต้องแบนสินค้า บริการของต่างชาติ  อ่านต่อ  อันดับ 3 ธรรมศาสตร์ สั่งตั้งกก.สอบ ‘อั้ม เนโกะ’ ใช้โซเชียลไม่เหมาะสม มธ. มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน อั้ม เนโกะ ใช้สื่อสังคมออนไลน์ แสดงความคิดเห็นไม่เหมาะสม เตรียมพิจารณาบทลงโทษ อ่านต่อ อันดับ 4 ร้านจีนผุดเครื่องดื่มจากถุงเลือด ลิ้มรสชาติแบบแวมไพร์ ร้านจีนไอเดียพิสดาร เกาะกระแสแวมไพร์ ผุดเครื่องดื่มจากถุงเลือด ตกแต่งร้านเร้าอารมณ์ เอาใจแฟนคลับ หนังผีดูดเลือด อ่านต่อ อันด้บ 5  สุดช็อค! ประปาเรียกเก็บค่าน้ำเกือบ 2 ล้านบาท เจ้าของร้านนวดแผนไทยช็อค ประปาหนองคายส่งบิลเรียกเก็บเงินค่าน้ำ เกือบ 2 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เคยจ่ายเดือนละ 2,000 บาท อ่านต่อ  MThai News

วิทยาศาสตร์ของตัวดูดน้ำ
เกร็ดความรู้

หลายคนคงเคยได้ยินข่าวหรืออาจจะเคยพบเห็นของเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ตัวดูดน้ำ" ที่มีรูปร่างเป็นสัตว์ต่าง ๆ และมีลักษณะพิเศษ เมื่อนำของเล่นชนิดนี้ไปแช่น้ำ มันสามารถจะพองหรือขยายขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า ทำให้หลายคนสงสัยว่า แล้วตัวดูดน้ำทำมาจากอะไร? ทำไมมันจึงสามารถขยายตัวได้มากขนาดนั้น? วันนี้ทีนเอ็มไทย มีคำตอบมาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ...วิทยาศาสตร์ของตัวดูดน้ำ วิทยาศาสตร์ของตัวดูดน้ำ เรื่องน่ารู้ >> วิทยาศาสตร์ของตัวดูดน้ำ ของเล่นตัวดูดน้ำประกอบด้วยวัสดุ 2 ชนิดคือ สารโพลิอะคริลามีด (polyacrylamide) และสารไวนิลอะซีเตด-เอทิลีนโคโพลิเมอร์ (vinylacetate-ethylene copolymer) สารโพลิอะคริลามีดเป็นโพลิเมอร์ที่มีสมบัติของการดูดซับน้ำไว้ในโมเลกุลได้เป็นจำนวนมาก ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า สารสามารถดูดซับน้ำกลั่นในปริมาณมากกว่าน้ำหนักโพลิเมอร์ถึง 800 เท่า แต่หากทดลองกับน้ำชนิดอื่นอย่างเช่นน้ำประปาแล้ว ความสามารถในการดูดซับน้ำจะลดลง เพราะโดยทั่วไปน้ำประปามีสารต่าง ๆ เจือปนและแขวนลอยอยู่ สารนี้นอกจากถูกนำมาใช้เป็นของเล่นตัวดูดน้ำแล้วยังนิยมใช้เป็นดินวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะเหมือนวุ้นใสมีสีสันสวยงาม เพราะสามารถเก็บกักน้ำได้มากซึ่งช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาในการรดน้ำบ่อย ในทางวิชาการนั้น สารที่มีสมบัติดูดซับน้ำได้ในปริมาณมากจะถูกเรียกว่า สารโพลิเมอร์ดูดซับยิ่งยวด (super absorbent polymer - SAP) นอกจากสารโพลิอะคริลามีดที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีสารอื่น เช่น สารโพลิอะคริลิกแอซิด (polyacrylic acid) สารโซเดียมโพลิอะคริเลต (sodium polyacrylate) เป็นต้น สารสองชนิดนี้เป็นสารดูดซับยิ่งยวดที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการดูดซับน้ำเช่นกัน แต่นิยมใช้เป็นสารดูดซับน้ำสำหรับผลิตภัณฑ์อย่างพวกผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็ก-ผู้ใหญ่ และผ้าอนามัยมากกว่า สำหรับวัสดุชนิดที่สองที่เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของตัวดูดน้ำคือ สารไวนิลอะซีเตด-เอทิลีนโคโพลิเมอร์ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ได้จากปฏิกิริยาการเกิดโพลิเมอร์ระหว่างไวนิลอะซีเตดโมโนเมอร์ กับเอทิลีนโมโนเมอร์ โพลิเมอร์นี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนแกนโครงสร้าง ทำให้ตัวดูดน้ำไม่สูญเสียรูปทรงไปเพราะการพองตัว ผู้เล่นจึงสามารถแช่ตัวดูดน้ำจนพอง นำมาผึ่งหรือตากให้น้ำระเหยแห้ง แล้วนำมาแช่น้ำซ้ำใหม่ได้หลายครั้ง โดยไม่ว่าจะแช่น้ำจนพองหรือหลังจากตากแห้งแล้ว รูปลักษณ์ (ไม่ใช่ขนาด) ของตัวดูดน้ำก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความลับของการขยายร่าง โดยทั่วไปการละลายของสาร คือ การที่สารชนิดหนึ่งแพร่กระจายจนมีความเข้มข้นของสารเท่ากันหมดทั่วทั้งของเหลว แต่ในตัวดูดน้ำนี้ เนื่องจากมันประกอบขึ้นจากสารโพลิเมอร์ดูดซับยิ่งยวดซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ที่โมเลกุลมีขนาดใหญ่มาก อีกทั้งโครงสร้างโมเลกุลก็มีลักษณะคล้ายร่างแห หรือตาข่าย ดังนั้นเมื่อโมเลกุลของน้ำแทรกซึมเข้าไปโมเลกุลของสารแล้ว โมเลกุลของสารโพลิเมอร์จึงเพียงแต่ถูกทำให้คลายตัวออกมา แต่ไม่สามารถแพร่กระจายออกได้เพราะการยึดติดกันของเส้นสายโพลิเมอร์ในโมเลกุลเอง จึงทำให้ลักษณะภายนอกหลังจากโพลิเมอร์ดูดน้ำเข้าไปแล้วมีลักษณะเป็นก้อนคล้ายวุ้น หรือเจลใส และเมื่อนำก้อนโพลิเมอร์ที่อุ้มน้ำนั้นมาตากแดด หรืออบด้วยความร้อนเพื่อไล่น้ำแล้วก็จะได้สารโพลิเมอร์กลับคืนมาเหมือนเดิม ส่วนการที่โมเลกุลของน้ำสามารถยึดเกาะกับโมเลกุลของสารโพลิเมอร์ได้นั้น เกิดจากหมู่เอมีน (-NH2) ของสารโพลิอะคริลามีดเกิด "พันธะไฮโดรเจน" กับโมเลกุลน้ำ (H2O) แรงนี้เป็นแรงดึงดูดอย่างอ่อนที่เกิดเฉพาะอะตอมของไฮโดรเจนกับอะตอมของออกซิเจน (O) หรือไนโตรเจน (N) หรือฟลูออรีน (F) เท่านั้น ปัจจุบัน ของเล่นวิทยาศาสตร์ของตัวดูดน้ำ มีรูปแบบออกมาจำหน่ายมากมายดึงดูดความสนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อย่างไข่ไดโนเสาร์ เล่นโดยนำไปแชร์ทั้งไข่ในน้ำ ตัวดูดน้ำข้างในก็จะเริ่มขยายตัวและผลักตัวเองออกมาจากไข่ มีลักษณะคล้ายกับการฝักตัวของไข่ไดโเสาร์ หรือถ้าเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่ชอบเลี้ยงต้นไม้ แต่มักเลี้ยงแล้วตาย ก็มีตัวดูดน้ำที่เป็นเหล่าบรรดาต้นกระบองเพชรสนองความต้องการเช่นกัน ทั้งเลี้ยงง่าย โตไว ตายยาก สวยงาม พร้อมตั้งโชว์ได้ คุณสมบัติที่ดึงดูดให้เจ้าวิทยาศาสตร์ของตัวดูดน้ำ กลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง ได้ไม่ยาก ของเล่นอันตรายและไร้ประโยชน์  แต่ในประเทศไทยก็ยังมีการสั่งห้ามนำเข้าของเล่นตัวดูดน้ำเข้ามาจำหน่ายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าเด็กเล็กอาจเผลอหยิบของเล่นชนิดนี้กลืนเข้าไปในร่างกาย แต่ในต่างประเทศ (ที่พัฒนาแล้ว) นั้น ของเล่นชนิดนี้สามารถนำมาใช้เป็นของเล่น และเป็นสื่อการเรียน การสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ และแม้ว่าตัวดูดน้ำจะเป็นของเล่นที่ถูกมองว่ามีอันตราย (สำหรับเด็กในประเทศไทย) แต่ในแง่มุมการออกแบบและประยุกต์ใช้แล้ว ต้องถือว่าสิ่งนี้มีความน่าสนใจในแง่ของการนำสมบัติเฉพาะตัวออกมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจทีเดียว เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ข้อมูล : atcloud.com

พิพิธภัณฑ์ของเล่น Tooney Venue ที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนนทบุรี
พิพิธภัณฑ์ /  พิพิธภัณฑ์ของเล่น / 

พิพิธภัณฑ์ของเล่น Tooney Venue ( Toy Museum ) สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนนทบุรี เป็นสถานที่รวบรวมของเล่น ของสะสม จากการ์ตูน ภาพยนต์ ที่ผู้ก่อตั้งได้สะสมมา โดยที่ผู้ก่อตั้งไม่อยากจะเก็บไว้ดูคนเดียว จึงอยากแบ่งปันให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสถึงความทรงจำ ผ่านเรื่องราวการ์ตูน ภาพยนต์ต่างๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ราวกับย้อนเวลากลับไปอดีตอีกครั้ง พิพิธภัณฑ์ของเล่น Tooney Venue ที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนนทบุรี โดย Tooney Venue ( Toy Museum ) ก่อตั้งเมื่อปี 2555 และจะเปิดในวันที่ 19 กรกฎาคม 2557 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. ราคาเข้าชมค่าชมผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 100 บาท Tel. 080-2896055 , 0866269521 รายละเอียด https://www.facebook.com/TooneyMuseum Tooney Venue ( Toy Museum ) ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดประมาณ 300 ตร.วา ส่วนของพื้นที่อาคารจัดแสดงทั้งหมดจะมีขนาดประมาณ 800 ตร.เมตร อยู่หน้าปากซอยศรีสมาน 8 ถ.ศรีสมาน ตำบล บ้านใหม่ อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัด นนทบุรี แผนที่การเดินทาง ไป พิพิธภัณฑ์ของเล่น Tooney Venue จ.นนทบุรี ถ้าขึ้นทางด่วนมาจากในเมือง พอเลยทางลงเมืองทองประมาณ 2 กม. ก็ตบไฟเลี้ยวซ้ายลง ถ.ศรีสมาน จ่ายค่าทางด่วนแล้วตบไฟชิดขวาไปทางดอนเมือง พอข้ามคลองประปาแล้วให้ U-Turn กลับมา ตัว Tooney Venue ( Toy Museum ) อยู่ติดกับทางขึ้นทางด่วน พิพิธภัณฑ์ของเล่น Tooney Venue ที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนนทบุรี มิคกี้เม้าส์ Buzz Lightyear กับเพื่อนๆ Squeeze Toy Aliens Jessie และ Squeeze Toy Aliens Toy Story พิพิธภัณฑ์ของเล่น Tooney Venue มุมนี้มุมของสนู๊ปปี้ และเพื่อนๆ ข้อมูลและภาพจาก สมาชิก pantip เป้ว_จีที http://pantip.com/topic/32271063 เปิดทำการทุกวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 11.00-21.00 น. เบอร์โทร. 086-6269521,080-2896055 หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02-9618597-8 (10.00-18.00) เว็บไซต์ : http://www.tooneymuseum.com/ Facebook : https://www.facebook.com/TooneyMuseum 10 อันดับ สวนสนุก ที่ดีที่สุดในโลก!!

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอท่าแซะ
ไฟฟ้า /  ไฟฟ้า

เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่บริการจำหน่ายไฟฟ้า แก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ยกเว้น จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง

กฟน.เผยปีที่ 57 พร้อมทุ่มงบพัฒนาองค์กร-สมรรถนะระบบไฟฟ้า
กฟน. /  การไฟฟ้านครหลวง / 

กฟน. พร้อมก้าวสู่ปีที่ 57 เดินหน้าพัฒนาองค์กร-ระบบไฟฟ้าให้มี สมรรถนะสูงขึ้น เผยครึ่งปีแรกทำรายได้สูงถึง 5,000ล้านบาท รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. ได้มีการฉลองครบรอบ 56ปี ด้วยการ สรุปผลการทำงานในรอบปี โดยนายสมชาย โรจน์รุ่งวศินกุล ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ระบุว่า ตลอด 56 ปี ของการไฟฟ้านครหลวง ได้พัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ซึ่งจากผลการดำเนินงานดังกล่าวในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 มีรายได้รวม 98,500 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 93,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิกว่า 5,000 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีสามารถทำกำไรได้มากกว่า 8,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ยังได้กล่าวถึงแผนงานในปี 2557 ด้วยว่า จะนำงบประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท มาพัฒนาองค์กรให้มีสมรรถนะสูงขึ้น ทั้งระบบไฟฟ้า, นวัตกรรมและงานบริการให้มีความมั่นคง รวมถึงเดินหน้าโครงการสายใต้ดินและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้านระบบไฟฟ้าแบบครบวงจร เพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้แก่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ทั้งในระดับอาเซียน และในระดับโลกได้ รวม ถึงการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างนักอนุรักษ์รุ่นเยาว์และโครงการคอมฯ เก่ามาเล่าใหม่ ไปบริจาคให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ เพื่อมอบโอกาสทางการเรียนรู้ และลดปริมาณการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้จากแผนการดำเนินงานดังกล่าวเชื่อมั่นว่าในปีที่ 57 จะสามารถต่อยอดวิถีชีวิตคนเมืองในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สำหรับขอบข่ายการบริการ ปัจจุบันการไฟฟ้านครหลวงให้บริการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรีและสมุทรปราการ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 3.3 ล้านราย

7 หมื่นตามล่าฝัน 17 วันทำได้ไง ไปล่าแสงเหนือ ตอนที่ 3
เที่ยวไอซ์แลนด์ /  เรื่องแปลก / 

เป็นทริปที่ในฝันที่ไกลจากบ้านที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นทริปที่ใช้ชีวิตอยู่บนรถทั้งวันทั้งคืนเป็นครั้งแรกของชีวิต เป็นทริปที่เมื่อได้มองขึ้นไปสุดขอบฟ้าแล้ว มันไม่ใช่ขอบฟ้าเดิมที่คุ้นเคย "5 นาที กับอีก 22 วินาที” วินกับโจ้ เอา 17 วันเต็ม บรรจุใส่ไว้ให้ชมอย่างประณีต ถ้า ภาพหนึ่งภาพ แทนคำได้ ล้านคำพูด งั้น คลิปหนึ่งคลิป คงแทนคำ ได้ไม่รู้จบ หมอๆตะลุยโลก ขอนำเสนอ “Be Inspired By Iceland” แล้วคุณจะรู้เลยว่า “โลกใบนี้ สวยงามขนาดไหน" -------------------------------------------- คำเตือนก่อนรับชม 1.มือไม้สั่น ขาแข้งสั่น ถือเป็นเรื่องปกติ 2.อยู่ดีๆ น้ำตามันก็ไหลออกมา ถือเป็นเรื่องปกติ 3.รีบไปจองตั๋ว บินไปไอซ์แลนด์มันเดวนี้ ถือเป็นเรื่องปกติ 4.รีบไปหาเพื่อนร่วมทริป บอกว่า ทริปนี้โคตรเจ๋งสุดยอด ไปด้วยกันเหอะ ถือเป็นเรื่องปกติ ถือว่า เราได้เตือนคุณแล้วนะครับ... #หมอๆตะลุยโลก http://www.facebook.com/worldwantswandering 5.วันเดินทาง 5.1 การโหลดสัมภาระสำหรับสองสายการบินที่ไม่เหมือนกัน การเตรียมขวดเปล่าจากไทยไป นี่เป็นสิ่งที่ควรนึกถึงเมื่อเรานั่งเครื่องบินต่างสายการบินกัน เค้าจะมีน้ำหนักสูงสุดไม่เท่ากัน บางที่ดูถึงความยาวและความกว้างของกระเป๋าด้วย ฉะนั้นเชคให้ดีๆครับ ใช้ได้กับสายการบินทุกที่บนโลกเลย เทคนิคนี้ ต่อมาเรื่องการเตรียมขวดน้ำเปล่า เนื่องจากน้ำในยุโรปแพงมาก เพราะเป็นน้ำแร่ น้ำประปาบ้านเค้าดื่มได้ สะอาด ให้เราเตรียมขวดเปล่าๆ ใส่ไว้ในกระเป๋าเลยครับ ขวดเล็ก เอาใส่กระเป๋าเล็กที่ติดตัวขึ้นเครื่องไปก็ได้ครับ สนามบินที่ผมไป เค้าให้เอาขึ้นได้  ตอนผ่าน immigration แต่อันนี้ไม่รับรองผล 100% ขึ้นอยู่กับนโยบายสนามบินแต่ละแห่ง และเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจนะครับ 5.2การเชคอิน และ เลือกที่นั่ง (นั่งขวาขาไป นั่งซ้ายขากลับ) ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อที่นั่งก่อน ถ้าเราบินจากไทยไปยุโรป ฝั่งขวาจะเป็นแผ่นดิน ฝั่งซ้ายจะเป็นทะเลครับ ถ้าเลือกได้ ก็นั่งฝั่งขวาครับ มีอะไรสวยๆให้ดูมากกว่า แต่ของผมฝั่งไหนก็เหมือนกันนะ ขาวจั๊วะเลย พูดไป ก็อยากร้อง T-T 6. การนอนสนามบิน 2 แห่ง (นอนตรงไหน มีเน็ตฟรีมั้ย มีปลั๊กมั้ย เทคนิค และการเข้าเมืองอย่างถูกที่สุด) ลองเปลี่ยนทัศนคติใหม่ การนอนสนามบิน ไม่ใช่สิ่งน่าอาย มีนักเดินทางทำกันมากมาย เพื่อประหยัดงบประมาณการเปิดห้องพักโรงแรม หรือ ค่านั่งรถบัสหรือรถไฟเข้าเมืองที่ไกลจากสนามบิน เรามาลองดูกันครับว่าสนามบิน 2 แห่งนั้น มีอะไรให้กับนักเดินทางบ้าง อย่าลืมเอาถุงนอนพกติดตัวไปด้วย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับการนอนในสนามบิน 6.1 ออสโล : Oslo Gardermoen Airport นอนตรงไหน : หลังเดินออกมาจาก Arrivals ให้เลี้ยวซ้าย จะมองเห็นที่นั่งพิงยาวอยู่ เลือกนอนได้เลยครับ แต่ถ้าคิดว่านอนไม่ไหว หลังเสาใหญ่ๆ ก็ปูถุงนอนๆไปเลย แต่เวลาปูนอนก็น่าจะซักเลยเที่ยงคืนไปแล้วครับ เพราะคนไม่ค่อยมีไฟลท์ลงกันมาแล้ว หรือจะเป็นฝั่งแถวทางไปขึ้นรถไฟเข้าเมือง ที่จะมีเครื่องบินเล็กอยู่ มีบริเวณใต้บันไดเลื่อนครับ ที่เอาตัวเข้าไปนอนได้ นอกจากนี้ ยามดึกมากๆ ร้านอาหารหรือคาเฟ่จะปิดให้บริการ เราก็ไปนอนได้ครับ แต่ไม่ใช่นอนยัน 9 โมงเช้านะครับ เพราะคาเฟ่ ร้านอาหารเค้าต้องเตรียมตัวเปิดร้านนะ มีเน็ตฟรีมั้ย : ไม่มี ต้องจ่ายเงินเล่นครับ แต่ในกรณีที่เปิด roaming จะเล่นได้ฟรี 2 ชั่วโมงครับ สังเกตได้จากมือถือ จะมีชื่อผู้ให้บริการทางโทรศัพท์ อันนั้นคือ ลองต่อเล่น Wifi ได้ แต่ถ้าขึ้น No service มา ไม่ต้องลองครับ เล่นไม่ได้ T T มีปลั๊กมั้ย :ไม่มีครับ ต้องใช้ Power Bank ชาร์จมือถือครับ คำแนะนำ : พก eye cover หรือ ear plug ไอที่ปิดตา ปิดหู เพราะที่สนามบินจะมีทั้งเสียงและแสงรบกวน และอย่าให้ของมีค่าห่างจากตัวเราเป็นอันขาด เพราะของหายคงไม่มีใครรับผิดชอบแน่ๆ นี่แหละคือความท้าทายการนอนสนามบินครับ นอกจากนี้เรื่องอาหารการกิน ในสนามบินอาหารแพงมากครับ แพงแค่ไหนก็เริ่มที่คนละ 350 บาท สำหรับแซนวิช ฮอทดอกครับ ถ้าใครไม่มีปัญหาก็ซื้อทานได้เลย ถ้าใครอยากประหยัดงบ ก็เอาข้าวกระป๋องกับอาหารซองโรซ่า (ฉีกกินได้เลย) จากไทยเนี่ยแหละ ไปกินกัน การเข้าเมืองอย่างถูกที่สุด : นั่งรถไฟ NSB คนละ 90 NOK ต่อคนสำหรับขาเดียว (ราวๆ 500 บาท) อย่าขึ้นรถไฟโดยไม่มีตั๋ว จะมีพนักงานตรวจตั๋วเสมอ อย่าสับสนกับ Flytoget รถไฟความเร็วสูง ราคาคนละเรื่องกันครับ ดูตารางเดินรถไฟที่หน้าจอ ให้ดูที่คำ NSB มันจะมาไม่ถี่เท่า Flytoget บางทีต้องรอเกือบชม.ก็มี ใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองไปจอดที่ Oslo Sentralstasjon (สถานีรถไฟหลักใจกลางเมือง) ราวๆ 30 นาที เวปไซต์รถไฟ NSB >>>https://www.nsb.no/en/our-destinations/airport-by-train 6.2 เฮลซิงกิ : Helsinki-Vantaa airport นอนตรงไหน : ได้ทั้งบริเวณก่อนออกจากประตู Arrivals และบริเวณหลังเดินออกจาก Arrivals ไปแล้ว ในส่วนเชื่อมต่อระหว่าง Terminal 1 และ 2 จริงๆก็นอนได้หมดแหละครับ ถ้าจะนอนจริงๆ มีเน็ตฟรีมั้ย : มีครับ เล่นได้ฟรี ตลอดเวลา สุโค่ย อิไต อิไต มีปลั๊กมั้ย : มีครับ หัวกลมสองขา กระจัดกระจายทั่วสนามบิน สุโค่ย อิไต อิไต คำแนะนำ : เนื่องจากได้เดินสำรวจแล้วพบว่า ที่นอนที่เวิร์คสุดคือ ที่นอนที่ยังไม่ออกจาก ประตู Arrivals ครับ จะมีทำเลเก้าอี้แบบไม่มีที่เท้าแขน ให้เราเหยียดตัวนอนยาวได้ โดยมุมที่ควรนอน คือ มุมแถวเก้าอี้ที่มีฉากกำบัง ติดกับร้านอาหารชั้นลอย ใครจะเดินผ่านไปมาก็ไม่มีผลกระทบกับเราเท่าไหร่ แถมมีห้องน้ำต้ังอยู่ใกล้ๆ เวลาจะนอนให้ใส่เสื้อผ้าหนาๆ ถุงเท้าก็สวมไว้ด้วยครับ เพราะอากาศในสนามบินที่นี่ค่อนข้างหนาวเลย พวกผมต้องตื่นขึ้นมาใส่ถุงเท้ากับใส่โค้ทกลางดึกเลยทีเดียว แต่ถ้าหลังออกจากประตู Arrivals ไปแล้ว ก็หามุมที่เป็นเก้าอี้ยาวๆ ไม่มีที่เท้าแขน จัดไปได้เลยครับ การเข้าเมืองอย่างถูกที่สุด : นั่งรถ Shuttle bus คนละ 6.3 ยูโร มีรถบริการจากสนามบินตั้งแต่ 5.45 am ถึง 1.10 am ไปจอดที่สถานีรถไฟหลักของเมือง มีรถบริการไปสนามบินตั้งแต่ 5.00 am ถึง 0.00 am ออกจากสถานีรถไฟหลักของเมือง (รถจะออกทุก 20-30 นาที) ใช้เวลาประมาณ 45 นาที รายละเอียดตารางการเดินรถบัส http://media.finnair.com/files/pdf/FINNAIR_CITY_BUS_TIMETABLE.pdf ใครสนใจการใช้ชีวิตยามราตรีที่สนามบินทั่วโลก เข้าไปที่ http://www.sleepinginairports.net/ ส่วนใครอยากเห็นบรรยากาศการนอนสนามบินแบบวีดีโอ เราทำไว้ให้แล้วครับ  7. ปูพรมเรื่องแสงเหนือ (อย่างง่ายๆ)  แต่คนไปล่าแสงเหนือจำเป็นต้องรู้ 7.1 การเกิด เนื่องจากผมชอบทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย จึงขออธิบายสั้นๆว่า แสงเหนือ เกิดจากดวงอาทิตย์ กับ โลก มีอะไรลึกซึ้งกันครับ เท่าเนี่ยแหละครับ สั้นมั้ย!?!? พูดแค่นี้ เดวจะงง คือโลกเรามีแท่งแม่เหล็กฝังอยู่ภายใน “มีขั้วแม่เหล็กใต้ อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ มีขั้วแม่เหล็กเหนือ อยู่ใกล้ขั้วโลกใต้” ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ ไม่ใช่ดาวเคราะห์ มีการปะทุ มีการระเบิดที่พื้นผิวตลอดเว พอมันปะทุ มันจะปลดปล่อยอนุภาคอิเล็กตรอนออกไปทั่วอวกาศ เรียกว่า ลมสุริยะ หรือ Solar wind เมื่อเกิดปรากฏการณ์ผิวดวงอาทิตย์ปะทุขึ้น จะปลดปล่อยอนุภาคอิเลกตรอนทุกทิศทุกทางไปในห้วงอวกาศ เรียกว่าลมสุริยะ (Solar wind) เดวจะงง อิเล็คตรอน คืออะไร มันก็คือ อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ เป็นส่วนนึงของอะตอม อะตอมเป็นอนุภาคที่ไม่สามารถแบ่งแยกต่อไปได้อีกแล้ว มาต่อที่การเกิดออโรร่า เมื่อลมสุริยะพุ่งมาที่โลก  มันจะวิ่งเข้าหาขั้วแม่เหล็กโลกตามเส้นแรงแม่ เหล็ก ผ่านชั้นบรรยากาศ แต่ด้วย ลองคิดสภาพความเร็วของลมสุริยะที่ระดับความเร็ว1,000 กม. ต่อวินาที อนุภาคลมสุริยะ ชน เข้ากับ อนุภาคก๊าซชั้นบรรยากาศโลก จะเกิดความไม่เสถียรของอนุภาคทันที ลองนึกเล่นๆ เรายืนอยู่เฉยๆ มีไออ้วนคนนึงวิ่ง 4x100 มาชนเราอย่างเร็ว ถาม เรายังยืนอยู่นิ่งๆได้ป่าวหละ นั่นแหละครับ หลักการเดียวกัน เมื่ออนุภาคชนกัน มันเลยต้องมีการคายพลังงานออกมา เราจึงเห็นมันในรูปของสี เช่น สีเขียว ซึ่งเป็นการคายพลังงานของออกซิเจน เป็นต้น ส่วนเรื่องของสี ขออธิบายดังนี้ครับ สีขึ้นอยู่กับชนิดของแก๊ส สีที่เห็นส่วนใหญ่คือสีเขียวหรือขาวอมเขียว ซึ่งเกิดจากอิเลกตรอนชนกับอะตอมของแก๊สออกซิเจนที่ชั้นความสูงไม่มาก  บาง ครั้งจะเห็นสีแดงที่ปลายด้านล่างเกิดจากอิเลกตรอนกระทบกับโมเลกุล ของออกซิเจนหรือไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศที่อยู่ระดับต่ำลงมา  แต่อิเลกตรอน ที่กระทบกับโมเลกุลของไนโตรเจนที่อยู่สูงสุดชั้นบรรยากาศ จะทำให้เกิดแสงออโรราสีน้ำเงินหรือม่วง ส่วนใครอยากเข้าใจถ่องแท้เรื่องของแสงเหนือ ที่นี่เลยครับ >>> http://cherokee.exteen.com/20100205/entry 7.2 สถานที่เห็นแสงเหนือได้ แสงเหนือ โดยส่วนใหญ่ เห็นได้ที่ไหนบ้าง ? 1.Alaska, US 2.Northern parts of Canada : Yukon, British Columbia, Yellowknife, Alberta, Ontario http://www.canadiangeographic.ca/magazine/jf13/map/ 3.The southern half of Greenland: Kangerslussuaq, Tassilaq 4.Iceland 5 Northern Norway : Tromso , Lofoten Islands, Svalbard Islands 6.Northern Sweden : Kiruna, Luleå 7.Northern Finland Utsjoki,Ivalo, Hetan, Lapland 8.Murmansk, Russia ลองเลือกไปดูตามใจชอบ ตามกำลังทรัพย์ และความชื่นชอบในแต่ละประเทศครับ 7.3 ช่วงเวลาที่เหมาะกับการล่าแสงเหนือ พร้อมตารางแสดงกลางวัน-กลางคืนของไอซ์แลนด์ แยกเป็นเดือน ปกติแล้วแสงเหนือ มันก็มีทั้งปีครับ เพียงแต่ว่า บริเวณแถบขั้วโลก จะมีกลางวันกลางคืน ที่ไม่เหมือนบ้านเรา บางเดือน ไม่มีกลางคืน บางเดือนมีกลางคืนที่ยาวนาน ฉะนั้นแล้ว การล่าแสงเหนือที่ดี ก็ควรมีกลางคืนที่ยาวนาน เพราะกลางวันแสงจากดวงอาทิตย์ทำให้ยังไงก็ไม่เห็นแสงเหนือ “ช่วงปลายเดือน ต.ค. ถึง ต้นเดือน เม.ย.” จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการล่าแสงเหนือ แต่ในความเห็นส่วนตัวแล้ว คิดว่า ปลายเดือนก.พ. ดีที่สุดครับ เพราะกลางคืนจะนานกว่ากลางวันอยู่ ในขณะที่ช่วงธ.ค. หรือ ม.ค. กลางคืนมันนานมากเกินไปครับ คือยังไม่ทันไรก็มืดแล้ว การไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ก็ต้องพับโครงการไปด้วยเพราะความมืดขณะที่ ปลายมี.ค. ถึงต้น เม.ย. ที่พวกเราไปกัน เป็นช่วงที่กลางวันกับกลางคืน พอๆ กันครับ แต่กว่าจะมืดสนิทก็ปาเข้าไป 3-4 ทุ่มเลย T T ตารางช่วงระยะเวลาพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกในแต่ละเดือน โดยคร่าวๆ หมายเหตุ : ตัวอักษรสีแดง และ น้ำเงิน ที่ผมพิมไว้ แสดงถึงว่าช่วง 4 เดือนนั้น กลางวัน กับ กลางคืน ยาวนานพอๆกันคือประมาณ 12 ชั่วโมง วันหยุดยาวบ้านเราครั้งต่อไป อย่างเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือ วันขึ้นปีใหม่ไทยวันสงกรานต์ ไปล่าแสงเหนือ ดีมั้ย? ช่วงปีใหม่ 24 ธ.ค.- 3 เม.ค. (11 วัน) ช่วงสงกรานต์ 10 เม.ย. - 20 เม.ย. (11 วัน) คำตอบคือ ได้ครับ แต่ แต่ แต่...ช่วงปีใหม่พระอาทิตย์ขึ้น 11.15 am ตก 3.30 pm กลางวันยาวนานเพียง 4 ชั่วโมง 15 นาที ช่วงสงกรานต์พระอาทิตย์ขึ้น 6.00 am ตก 8.40 pmกลางวันยาวนานถึง 14 ชั่วโมง 40 นาที บทวิเคราะห์ ถ้าจะไปล่าแสงเหนือช่วงปีใหม่ น่าจะได้แค่ล่าแสงเหนือครับ วิวอะไรตอนกลางวัน คงไม่ทันได้ดูครับเหมาะสำหรับคนที่อยากมาอารมณ์ countdown และมาล่าแสงเหนือเป็นหลักช่วงสงกรานต์ กว่าฟ้าจะมืดสนิทก็เที่ยงคืนไปแล้วครับ (ขนาดปลายมี.ค. ต้นเม.ย.ที่ผมไป 4 ทุ่มยังไม่มืดสนิทเลยครับ T T) เวลาเห็นแสงเหนือจริงๆก็จะได้ราวๆ 3-4 ชั่วโมงครับเหมาะสำหรับคนที่อยากมาอารมณ์ มาเที่ยวชมวิวตอนกลางวัน ถ่ายรูปกันมันครับ สว่างนานมากๆ แสงเหนือไว้เป็นโบนัสมากกว่าสรุปถ้าจะมาล่าแสงเหนือเป็นหลัก-ปีใหม่ดีกว่า ถ้าจะมาเอาวิวกลางวันเป็นหลัก-สงกรานต์ดีกว่าแต่ถ้าจะเอาทั้งวิวทั้งแสง เหนือ - มีนา กับ ตุลา ดีกว่า(เพราะกลางวันกลางคืนยาวนานพอๆกันคือ 12 ชั่วโมง) 7.4 เทคนิคการล่าแสงเหนือให้ประสบความสำเร็จที่สุด 1.ที่พัก อย่ามีที่นอนที่แน่นอน ให้ walk-in เข้าไปหลังได้ดูพยากรณ์อากาศ และพยากรณ์อวกาศแล้วว่ามีโอกาสได้เห็นมากกว่าไม่ได้เห็น เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า ที่พักที่เรานอนจะฟ้าเปิดวันนั้นมั้ย ถ้าฟ้าเปิดจะมีลมสุริยะพัดผ่านมายังโลกรึเปล่า ส่วนถ้าเช่ารถ camper van คือมีที่นอนอยู่ในรถแล้ว ก็ไม่มีปัญหา ยืดหยุ่นสูงมาก อยากขับไปจอดนอนไหนก็ได้ แต่ถ้าดูพยากรณ์แล้ว ฟ้ามันเน่าสนิท ทั้งประเทศ อย่างนี้อยากไปนอนไหน ก็แล้วแต่ชอบเลยครับ 2.เช็คพยากรณ์อากาศ พยากรณ์อากาศในเว็ปไซต์ของ Iceland เชื่อถือได้ในระยะเวลาสั้น ไม่เกิน 1 วัน ถ้าเป็นกรณี 3 วันล่วงหน้า ดูเอาขำๆ อย่ายึดเป็นจริงจัง เพราะอากาศแปรปรวนมาก ถ้าเปิดดูพยากรณ์แล้วบอกว่าคืนนี้ ฟ้าปิด มีเมฆมาก ข้อมูลนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือ ให้รีบย้ายที่มั่นโดยด่วนไปในที่ที่ฟ้าเปิดให้ทันในช่วงกลางคืน (จะกล่าวถึงเรื่องนี้อีกทีสำหรับพยากรณ์อากาศ) เช็คพยากรณ์แสงเหนือจาก Kp index “Kp index พารามิเตอร์น่ารู้ เมื่อต้องออกตามล่าหาแสงเหนือ” มันคืออะไร??? Kp index เป็นตัววัดการสั่นสะเทือนของสนามแม่เหล็กโลก โดยวัดจากลักษณะการสั่นสะเทือนของสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งดีดกลับในด้านกลางคืนของโลกหลังโดนพายุสุริยะที่วิ่งมาจากการระเบิดของ พื้นผิวดวงอาทิตย์ พอโดนจะยืดยาวออกและดีดกลับ จังหวะที่ดีดกลับจะเกิดแรงสะเทือน ตีออกมาเป็นสเกลที่มีตั้งแต่ 0-9 (0 คือ ไม่มี,9 คือ สั่นสะเทือนสูงสุด) มันใช้งานจริงยังไง??? ถ้า 0-1 คือ หมดลุ้น เตรียมนอนเอาแรงได้ โอกาสไม่เห็นสูงมาก ถ้า 1-2 คือ พอลุ้น 50-50 โอกาสเห็นได้ เท่ากับ โอกาสไม่ได้เห็น ถ้า >2 คือ เตรียมไม่ได้นอนได้เลยคืนนั้น ระเบิดออโรร่าเต็มท้องฟ้าแน่ๆ มันทำนายล่วงหน้าได้นานมากมั้ย จะได้จองตั๋วเครื่องบินรอไว้??? ทำนายได้ล่วงหน้าแค่ 2 วัน ฉะนั้น ไปลุ้นเอาหน้างานโลดดดดด มันเชื่อถือได้มากแค่ไหน??? ถ้าไกลๆ เช่น 2 วันล่วงหน้า ดูไว้ขำๆ คลาดเคลื่อนได้มาก ถ้าใกล้ๆ เช่น 3 ชั่วโมงล่วงหน้า ค่อนข้างน่าเชื่อถือเลยหละ เราจะดูค่า Kp-index จากไหนได้??? www.spaceweatherlive.com/en/auroral-activity/kp www.aurora-service.eu/aurora-forecast/ คำเตือน ทั้งนี้ทั้งนั้น พยากรณ์อากาศ...สำคัญกว่า...พยากรณ์แสงเหนือ ถ้าฟ้าอย่างเน่า Kp 9 ก็มองอะไรไม่เห็นหรอก ขณะที่บางที Kp 0-1 อาจมีแสงเหนือเล็มๆที่ปลายขอบฟ้าก็เป็นได้ ถ้าเป็นค่ำคืนที่ฟ้าใสแจ๋ว หมู่ดาวน้อยใหญ่เผยตัวกันบนท้องฟ้า แถมยังมีทางช้างเผือกแสดงโชว์ให้ดูอีกด้วย ปล. ในส่วนของเวปพยากรณ์แสงเหนือ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าจำเป็นน้อยมากๆครับ เพราะว่าผมลองศึกษาวิธีการดูการพยากรณ์พอสังเขป แล้ว เอามาเทียบกับสถานการณ์จริงๆแล้ว เชื่อถือได้น้อยมาก คือ ฟ้าเปิดทั้งคืน เวปพยากรณ์แสงเหนือบอกว่า Kp-2 ผมยังไม่เห็นอะไรเลยครับทั้งคืน แถมคืนสุดท้ายก่อนกลับ ทางเวปแจ้งเลยว่า Kp – 4 ถึง 5 พอเอาเข้าจริง มันก็ไม่มีครับ แต่สำหรับใครที่สนใจอยากรู้เรื่องค่าพารามิเตอร์ของแสงเหนือ มีบทความที่เขียนไว้ดีมากเลยครับ จากพี่พิริยะ ในบทความเรื่อง “แสงเหนือเดาล่วงหน้าได้ไหม“ http://www.piriyaphoto.com/auroraprediction/ มันอาจจะยากสำหรับคนที่เพิ่งเร่ิมอ่านครับ ค่อยๆนะครับ ใจเย็นๆ  ตอนผมเริ่มอ่าน ผมก็งงๆครับ หลังๆ ก็ค่อยๆเข้าใจมากขึ้นครับ 3.นอนเก็บแรง รีบนอนในวันที่ฟ้าเน่าสนิท หรือ ไม่มีลมสุริยะพัดผ่านมาแน่ๆ ถึงฟ้าเปิดมากทั้งคืน แต่ถ้าไม่มีลมสุริยะพัดผ่านมาเลย เราก็จะเห็นแต่ดาว ดาว และดาว ฉะนั้นแล้ว เราควรนอนเอาแรงให้เต็มที่ เพราะถ้าคืนไหนฟ้าเปิดและระเบิด คืนนั้นไม่ได้นอนแน่ๆ แล้วถ้าไม่ได้นอนหลายๆคืน มันเหนื่อย มันล้ามากนะครับ พวกผมเจอแสงเหนือ 2 คืนติด คืนที่ 3 แทบไม่อยากไปล่าแล้วครับ คือตามันจะปิดแล้วครับ เพราะตอนกลางวันก็ขับรถไปเที่ยวกันตลอดด้วย โชคดีที่คืนที่ 3 มีแสงเหนือแบบเล็กน้อย และเมฆมาก เราจึงขอหลับกันเป็นตายยาวตั้งแต่ ห้าทุ่ม ยัน แปดโมงเช้า 4.อยู่ในที่มืด หนีให้ห่างจากตัวเมืองให้ไกลที่สุด อย่างน้อย 50 กิโลเมตร เพื่อไม่ให้มีแสงจากเมืองรบกวนการชมแสงเหนือ กรณีนี้ อาจเข้าใจผิดกันว่า อยู่ในเมืองจะไม่มีวันเห็นแสงเหนือเหรอ ขอตอบว่า มีโอกาสเห็นครับ ถ้าฟ้ามันระเบิดจริง แต่ถ้าเรายกกล้องถ่าย แสงจากไฟเมือง จะทำให้ฟ้าและเมฆติดสีส้ม แลดูอุบาทว์ทุเรศยิ่งนักสำหรับคนไม่ซีเรียสเรื่องการถ่ายภาพเก็บความประทับ ใจกลับบ้าน หรือ กลับมาขายทอดตลาดแบบเรา อยู่ในเมืองได้ครับ แต่สำหรับช่างภาพที่จริงจังกับไฟล์ภาพ โปรดถอยห่างจากเมืองครับ ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ 5.สำรวจพื้นที่ เราควรไปเห็นสถานที่ ที่เราอยากไปถ่ายแสงเหนือ ในตอนกลางวัน ก่อนจะกลับไปถ่ายจริงๆในเวลากลางคืนครับ เพราะเวลากลางคืน มันจะมืดมาก ทางเดินในไอซ์แลนด์เดินค่อนข้างลำบากครับ ไม่มีไฟข้างทางด้วย มีแต่ไฟฉายที่เราเตรียมไป แต่ถ้าเคยไปมาแล้ว จะเดินไปตั้งป้อมถ่ายภาพได้เร็วมาก แต่ในกรณีที่มันไม่ทันจริงๆ แล้วฟ้าดันเกิดเขียวทั้งฟ้า แบบนี้ก็ หามุมจอดรถที่ไหล่ทาง ที่ดูปลอดภัย แล้วหามุมไหล่ทางถ่ายรูปเอามันตรงนั้นแหละครับ ถนนในไอซ์แลนด์รถสัญจรไปมาน้อยมาก แต่ก็มีมาตลอดทั้งคืนครับ 6.เติมน้ำมันให้เต็ม ไม่ต้องกั๊กครับ ทางระหว่างปั๊มนึงไปอีกปั๊มนึง ไม่ถี่ยิบเท่าในไทยครับ เพราะเราต้องขับรถทั้งกลางวันกลางคืน อย่าให้เรื่องน้ำมันมาเป็นอุปสรรคในการล่าแสงเหนือเลยครับ 7.5 เทคนิคการถ่ายแสงเหนือ ขั้นเตรียมตัว 1.เสื้อผ้ากันหนาว นี่ขอจัดเต็มนะครับ อย่าไปงกกับอุปกรณ์กันหนาวครับ จำเป็นจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ ปิดทุกอย่างให้เหลือแต่ตาก็จะดีครับ พอลมมาปะทะหน้าซักที แม่คุณเอ้ยยย ทรมานสุดๆ ล่าแสงเหนือ มีแต่หนาวมาก กับ หนาวโคตรๆครับ รองเท้า ถุงมือ อะไรนี่เอาสำหรับลุยหิมะ กันลมเลยนะครับ เพราะส่วนที่หนาวที่สุด คือ ปลายมือปลายเท้าครับ ที่จะเริ่มชาก่อนจนไร้ความรู้สึก 2.ไฟฉาย ถ้าให้ดี ควรมีไฟฉาย Headlight ครับ เพราะเราจะได้มีสองมือที่ว่างในการถ่ายภาพได้สะดวก ถ้าไม่มีจริงๆ ก็คงต้องใช้ปากคาบไฟฉายแทนแล้วหละ อย่าลืมนะครับ ตอนนั้นอุณหภูมิมันติดลบ หนาวสุดๆ มือมันทำงานได้ไม่ถนัดเหมือนสาดน้ำสงกรานต์เดือนเมษาครับ 3.อุปกรณ์กล้อง -ขาตั้ง ขอแบบที่แข็งแรงพอ ไม่ใช่กางไป ขาหัก ที่จบเลยนะครับ มันไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนมาบุญครองบ้านเราครับ -สายลั่นชัตเตอร์ หรือ รีโมทลั่นชัตเตอร์ เพราะต้องใช้สปีดชัตเตอร์ที่ยาวนานหลายวินาที จึงต้องมีเพื่อไม่ให้ภาพสั่นครับ -กล้องถ่ายภาพ ในทริปนี้ มีกล้อง 3 ประเภท คือ 1.Mirrorless (Sony รุ่น NEX-5R)-ปลา 2.DSLR ชนิด กล้องตัวคูณ (Nikon D7000)-วิน 3.DSLR ชนิด ฟูลเฟรม (Nikon D610) –โจ้ -เลนส์กล้อง สำหรับการถ่ายแสงเหนือ เราต้องถ่ายท้องฟ้ายามกลางคืน เก็บมุมกว้าง และต้องการเลนส์ที่มีความไวแสงที่มาก เลนส์ที่แนะนำว่าควรต้องมีในการล่าแสงเหนือคือ “Wide Lens” ควรเป็น F 2.8 หรือต่ำกว่า จะเป็น F 1.4 ก็ได้ยิ่งดี ถามว่ามีเลนส์ F 4.0 เอาไปใช้ได้มั้ย ตอบว่า ได้ครับ แต่ต้องเพิ่ม ISO เพื่อถ่ายในระยะเวลา 5-12 วินาที ทำให้ภาพเกิด Noise ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องคุณภาพมาก ก็เอาไปได้ครับ ถามต่อก็ใช้ ISO น้อยๆ ลาก speed shutter นานๆดิฟระ ตอบว่า ได้ครับ แต่ดาวมันจะเคลื่อนที่ครับ ปกติเค้าจะใช้สูตร 400/ช่วงเลนส์ สำหรับกล้องตัวคูณเพื่อป้องกันไม่ให้ถ่ายภาพกลางคืนบนท้องฟ้าแล้วดาวเคลื่อน เป็นเส้น แทนจะเป็นจุด เช่น 400/11 mm คือ 36 วินาที หรือ สูตร 600/ช่วงเลนส์ สำหรับกล้องฟูลเฟรมครับ -แบตกล้อง สำหรับกล้อง DSLR ควรมีอย่างน้อยที่สุด 2 ก้อนขึ้นไป ลองคิดดู แสงเหนือกำลังระเบิด เลนส์มุมกว้างกล้องเพิ่งซื้อมาอย่างดี กล้องอย่างแพง แต่แบตดันหมดนี่ ชีวิตบัดซบเลยนะครับ -เมมโมรี่การ์ด เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึง เนื่องจากภาวะอาการ “ถ่ายมันส์” ที่ไอซ์แลนด์ มีวิวขั้นเทพให้กดชัตเตอร์รัวๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน การพกหน่วยความจำที่ดีและเร็วที่เพียงพอก็จะไม่ทำให้ชีวิตบัดซบเช่นกัน ข้อแนะนำคือ ควรพกเมมโมรี่การ์ด Class 10 ขึ้นไป ถ้าต้องการถ่ายภาพทำ Time-Lapse เพื่อการประมวลผลที่รวดเร็วและทันใจ ขนาดความจุ จะขึ้นกับชนิดกล้อง กล้องตัวคูณ ย่อมใช้หน่วยความจำที่น้อยกว่ากล้องฟูลเฟรม แบบนี้ต้องใช้ประสบการณ์ดูว่า ปกติ ไปเที่ยวถ่ายรูป ทริปๆนึง ใช้เมมมากแค่ไหน แล้วก็มาเปรียบเทียบเอา แต่ผมจัดไป 64 GB คือ SD card 32 GB 2 แผ่นครับ -โน้ตบุ๊ค เนื่องจากการไปทริปที่ระยะเวลายาวนานเกิน 1 สัปดาห์ การจะพกเมมไปแล้วคิดว่าถ่ายพอนั้น อาจจะไม่แน่เสมอไป จึงควรพกโน้ตบุ๊คและ External Harddisk เพื่อโอนไฟล์รูปที่เราถ่ายเก็บไว้ครับ ส่วนโน้ตบุ๊คอะไร ก็มีอะไรก็เอาไปแบบนั้น เอาให้เก็บให้พอเป็นใช้ได้ เรามาดูรายละเอียดพอสังเขปของกล้องแต่ละตัวกันนะครับ เผื่อสำหรับคนสนใจ ใครโอเคแล้ว ผ่านได้เลยครับ การถ่าย Landscape และแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ด้วยกล้อง Mirrorless อุปกรณ์หลักที่ใช้ถ่ายภาพครั้งนี้ได้แก่ o    กล้อง Sony รุ่น NEX-5R (http://www.sony.co.th/product/nex-5rl) o    เป็นกล้อง Mirrorless ที่มีเซนเซอร์แบบ Exmor™ APS HD CMOS ความละเอียด 16.1 ล้านพิกเซล o    ISO Sensitivity AUTO (ISO100-25600) o    ความไวชัตเตอร์ 1/4000 to 30 sec, Bulb o    ข้อดี คือ น้ำหนักเบา สามารถพกใส่กระเป๋าใบเล็กได้สบาย อีกทั้งเลนส์ของกล้อง Mirrorless ก็มีขนาดเล็ก และเบา ทำให้เราสามารถแบกกล้อง พร้อมกับเลนส์ครบทุกช่วงลุยขึ้นเขา ลงห้วยได้อย่างคล่องตัว -    เลนส์ที่ใช้เป็นเลนส์มุมกว้างกลุ่ม E-Mount ได้แก่ E 16mm F2.8 (SEL16F28) และ E 10-18mm F4 OSS (SEL1018) สำหรับถ่ายภาพแสงเหนือ และ Landscape ส่วนเลนส์อื่นๆได้แก่ เลนส์ซูมมาตรฐาน เลนส์ซูมไกล อุปกรณ์เสริมได้แก่ -    ขาตั้งกล้อง ซึ่งต้องใช้ขาตั้งกล้องที่มั่นคง รองรับน้ำหนังตัวกล้อง และเลนส์ได้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยไม่ให้อุปกรณ์สั่นไหว โดยการเลือกใช้ขาตั้งกล้อง mirrorlessนั้น อาจใช้ขาตั้งกล้องที่มีน้ำหนักเบากว่ากล้อง DSLR ได้ เนื่องจากส่วนของทั้ง Body และ Lens ของ Mirrorless นั้น มีขนาดเบากว่ามากเมื่อเทียบกับกล้อง DSLR ทั่วไป -    รีโมต คอนโทรล สำหรับกดสั่งชัตเตอร์ จะช่วยลดการสั่นไหวจากการที่เราต้องสัมผัสกล้องในการกดชัตเตอร์ ลดความสั่นเบลอของภาพ -    แบตเตอรี่สำรอง โดยส่วนตัวแล้วมีความรู้สึกว่าแบตเตอรี่หมดค่อนข้างเร็วกว่ากล้อง DSLR เมื่อเทียบจากการใช้งานที่เท่าๆกัน ยิ่งถ้าต้องถ่ายกลางคืนที่ต้องใช้การเปิดหน้ากล้องนานๆ ยิ่งหมดเร็วทีเดียว นอกจากนี้การถ่ายแสงเหนือท่ามกลางอากาศหนาวๆก็จะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น อีก ดังนั้นพกแบตเตอรี่สำรองไว้หลายก้อนหน่อยจะอุ่นใจกว่าค่ะ -    Electronic Viewfinder เป็นช่องมองภาพแบบ Tru-Finder (เมื่อมองผ่านช่องEVF นี้จะเห็นภาพที่เสมือนจอภาพที่แสดงบนจอ LCDกล้อง) เนื่องจากกล้อง Sony NEX-5R นี้ไม่มีช่องมองภาพติดมากับตัวกล้อง (แต่จอ LCD สามารถพับขึ้นได้ถึง 180องศา ถือว่าได้อย่างเสียอย่าง เพราะบางคนก็ชอบที่จะปรับจอขึ้นมาถ่ายรูปตัวเองได้สบายๆเลย) อุปกรณ์นี้จะมีประโยชน์สำหรับการถ่ายภาพกลางแดดจ้าที่จะทำให้เรามองเห็นจอ LCD ไม่ชัด โดยต่อ EVFนี้เข้ากับช่องด้านบนซึ่งเป็นช่องเดียวกับ Flash ข้อเสียคือราคาค่อนข้างแพง (8,990 บาท) ถ้าไม่ต้องการเสียเงินเพิ่มมากนัก อาจแก้ปัญหาเมื่อต้องไปถ่ายในที่แจ้ง คือพับหน้าจอขึ้นเล็กน้อยเพื่อเลี่ยงแสงสะท้อนบนจอ LCD ก็จะช่วยได้ระดับหนึ่ง ประสบการณ์ในการถ่ายแสงเหนือด้วยกล้อง Mirrorless อุปสรรคในการถ่ายแสงเหนือด้วยกล้อง Mirrorless ครั้งนี้คือการโฟกัสภาพ เพราะแสงออโรร่าเมื่อดูด้วยตาเปล่า หรือมองผ่านกล้องนั้นมีความสว่างน้อยมาก จึงควรใช้การโฟกัสแบบ Manual และตั้งโฟกัสไปที่ Infinity ซึ่งเลนส์ของกล้อง DSLRหลายๆตัวก็จะมีปุ่มให้ปรับไปโฟกัส Infinityได้เลย ไม่ต้องหมุนหาจุดโฟกัสเอาเอง แต่จากการที่ใช้เลนส์ Sony E-Mount ของกล้อง Mirrorless ทั้ง E 16mm F2.8 (SEL16F28) และ E 10-18mm F4 OSS (SEL1018) ซึ่งเลนส์ทั้งสองตัวนี้ไม่มีปุ่มให้ปรับไปโฟกัส Infinity ดังนั้นจึงต้องพยายามหมุนเลนส์ แต่ยากพอสมควรในการหมุนปรับ เพราะถ้าหมุนเลยไปนิดเดียวภาพก็จะหลุดระยะชัดได้ ทางแก้คือพยายามหาแหล่งกำเนิดแสงไกลๆเช่น ดวงไฟ แสงรถผ่าน แสงไฟบ้าน มาช่วยให้เราหมุนหาโฟกัสได้ง่ายขึ้น หรืออาจจะใช้ไฟฉายส่องไปจุดไกลๆ ช่วย แต่กรณีนี้จะสร้างปัญหาให้กับช่างภาพคนอื่นๆในละแวกนั้นที่มาล่าแสงเหนือ ด้วยกัน เพราะแสงของเราจะไปรบกวนการถ่ายภาพของเขาค่ะ อาจจะมีทางเลือกใหม่ๆ ได้แก่ หา Adapter แปลงให้สามารถนำเลนส์ของ Nikon หรือ Canon ที่สามารถปรับไปที่ระยะ Infinity ได้ มาใส่กับกล้อง Mirrorless แต่ขนาดเลนส์อาจจะไม่สมดุลย์ และมีขนาดหนักขึ้นค่ะ สุดท้ายนี้รูปที่ออกมาอาจไม่งามดั่งใจมโนไว้....แต่ประสบการณ์ และความผิดพลาดต่างๆ คือการเรียนรู้เพื่อที่จะออกล่าแสงเหนืออีกครั้ง ☺ ตัวอย่างไฟล์ภาพ ปลา ----------------------------------------------------------------------------------------------------------- สำหรับกล้องตัวคูณ และเลนส์ที่ใช้ในทริป Nikon d7000 body with Lens kit 18-105 mm F3.5 VR        ราคา 29,000 บาท Nikon AF-S DX VR 55-200mm f/4-5.6G IF-ED                    ราคา 4,500 บาท Tokina AF 11-16mm f/2.8                                    ราคา 16,000 บาท ประสบการณ์ในการถ่ายภาพแสงเหนือ สำหรับ Nikon D7000 ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยแน่ใจครับว่า ประสิทธิภาพกล้องตัวคูณ จะเปิด ISO ขนาด 3200 แล้วจะ Noise บานมั้ย เพราะไม่เคยถ่ายมาก่อนครับ ปกติถ่ายแต่ ISO 100-400 พอมาถ่ายจริงก็พบว่า ใช้ได้เหนือความคาดหมายเลย แน่นอนครับว่ามี Noise เกิดขึ้น ถ้าสำหรับลงภาพใน FB หรือ pantip อาจจะโอเคครับ แต่สำหรับคุณภาพที่สำหรับไปขายภาพในเวปไซต์นี่ จะได้หรือไม่ ผมยังไม่ได้ลองครับ เลยบอกไม่ได้ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่า คนที่ยังไม่มีกล้อง Full Frame แล้วไม่ได้จริงจังถึงคุณภาพไฟล์ภาพที่อยากได้มุมกว้างมากกว่ากล้องตัวคูณ และ Noise ที่น้อยกว่า จากคุณสมบัติของกล้อง Full Frame กล้องตัวคูณในทุกรุ่น ไม่ใช่แค่ D7000 กับเลนส์ Wide F 2.8 ก็เป็นตัวเลือกที่น่าพอใจครับ ตัวอย่างไฟล์ภาพ วิน ----------------------------------------------------------------------------------------------------------- สำหรับกล้องฟูลเฟรม และเลนส์ที่ใช้ในทริป Nikon d610 body                     ราคา 50,500 บาท Nikon 16-35 F4 VR              ราคา 37,000 บาท Nikon 70-200 F4 VR              ราคา 38,000 บาท Tamron 24-70 F2.8 VR          ราคา 27,000 บาท Samyang 14mm F2.8             ราคา 13,000 บาท ประสบการณ์ในการถ่ายภาพแสงเหนือ สำหรับ Nikon D610 เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์จากกล้องตัวคูณ เป็นกล้องฟูลเฟรม ด้วยราคาหลักแสนบาท แน่นอนว่าคุณภาพที่ได้มันย่อมสูงกว่า และดีกว่า กล้องตัวคูณอย่างเห็นได้ชัด ทั้งมุมมองที่กว้างขึ้นจากเลนส์ Wide หรือ การลด Noise ของภาพก็ทำได้ดีมากกว่าภาพจากกล้องตัวคูณ หากใครมีงบประมาณถึง ย่อมแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้รุ่นใหญ่เลยดีกว่า แต่ถ้าใครไม่งบไม่ถึง ก็มองว่ายังไม่จำเป็นถึงขึ้นต้องซื้อกล้อง Full Frame และเลนส์ใหม่ทั้งหมด เพื่อมาถ่ายแสงเหนือ เพราะกล้องตัวคูณ ก็สามารถถ่ายแสงเหนือได้ดีเช่นกัน ขอให้เลือกเลนส์ที่ดีในการถ่ายก็พอ ตัวอย่างไฟล์ภาพ โจ้ -------------------------------------------------------------------------------------------------------- ลองมาดูกันว่าในสถานการณ์จริงๆ แล้ว เราเตรียมตัวไปเผชิญลมหนาวด้านนอก เพื่อล่าแสงเหนือกันยังไง มีคลิปให้ชมครับ 7.6 ขั้นตอนขณะถ่ายภาพแสงเหนือ 1.สังเกตสีของท้องฟ้า ว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ แสงเหนือ จะเป็นแถบสีเทาๆ ถ้าคนไม่เคยเห็นจะไม่แน่ใจ ให้ยกกล้องขึ้นมาถ่าย โดยยังไม่ต้องตั้งขาตั้ง โดยอาจเซตค่ากล้องดังนี้ “ISO 6400,Speed 3-5 sec, F2.8” ถ้าใช่ รูปหลังกล้องจะมีแสงสีเขียวชัดเจน ถ้าไม่ใช่ รูปหลังกล้องจะเป็นสีเทาทึมๆเช่นเดิม 2.พาตัวเองไปอยู่ในที่ปลอดภัย ไร้แสงรบกวนจากรถที่วิ่งมาตามถนน ตั้งขาตั้งกล้องให้มั่นคง รู้ว่าลก มือไม้สั่น ตื่นเต้น ทำไรไม่ถูก พยายามเลือกฉากหน้า เป็นภูเขา ธารน้ำแข็ง บ้านคน หรือโบสถ์เท่าที่เป็นไปได้ 3.ให้ Set ค่ากล้องเป็น Mode Manual ดังนี้ ISO 800-3200 แสงเหนือสว่างมาก ก็ ISO 800 แสงเหนือสว่างน้อยก็ ISO 3200 F 2.8 หรือ ต่ำกว่า เพื่อเก็บภาพกลางคืนที่ให้ความสว่างที่มากกว่า ในสปีดชัตเตอร์ที่ยาวนานเท่ากัน Shutter Speed 5-30 sec. ถ้าแสงเหนือสว่างมากก็แค่ 5 sec ถ้าแสงเหนือสว่างน้อยก็ 30 sec แต่ระยะเวลาที่แนะนำคือ 5-15 sec เพราะแสงเหนือมันเปลี่ยนรูปร่างอยู่ตลอดเวลาครับ ถ้าอยากถ่ายให้มันดูเหมือนมีรูปร่างต้องเปิดชัตเตอร์ไม่นานมากครับ เปลี่ยน Mode Auto focus เป็น Manual focus พร้อมโฟกัสไปที่ระยะอนันต์ ระวังฉากหน้าที่เลือกมา เพราะการเลือกฉากหน้าที่ใกล้มากๆ เมื่อโฟกัสภาพไปที่ระยะอนันต์ จะทำให้ฉากหน้าเบลอได้ ถอดฟิลเตอร์ทุกชนิดที่ติดอยู่กับตัวเลนส์ให้หมดครับ ปรับโหมดจากกดชัตเตอร์ด้วยมือ เป็นกดชัตเตอร์ด้วยการควบคุมจากสายลั่นหรือรีโมทไร้สาย เปิดโหมด High ISO Noise Reduction ให้เป็น “ON” เปิดโหมด Long Exposure Noise Reduction ให้เป็น “ON” ข้อแนะนำสำหรับโหมดนี้ ถ้าคนที่ต้องการถ่ายภาพ Time lapse จำเป็นต้อง “OFF” ครับ ถ่ายภาพในโหมดไฟล์ RAW เพื่อนำมาปรับแต่ง White Balance ได้ในภายหลัง ปิดไฟฉาย ไฟรถ ไฟทุกชนิดที่ทำให้เกิดมลภาวะทางแสงที่จะรบกวนการถ่ายภาพแสงเหนือ เพลิดเพลินกับแสงเหนือ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้เหมือนกับว่า “คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้เห็นแสงเหนือแล้วในชีวิต” ขอบคุณบทความและภาพ คุณ cescassawin (หมออัศวิน) จาก http://pantip.com/topic/32164247  โปรดติดตาม 7 หมื่นตามล่าฝัน 17 วันทำได้ไง ไปล่าแสงเหนือ ตอนที่ 4

เที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ดินแดนแห่งเทพนิยาย
เที่ยวรัสเซีย /  เที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เป็นเมืองที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนรัสเซีย ด้วยอารยธรรมที่เก่าแก่ และสถาปัตยกรรมที่เอป็นเอกลักษณ์ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ถือเป็นเมืองที่น่าลองไปเหยียบสักครั้งในชีวิต นอกจากจะได้สัมผัสบรรยากาศที่ดีต่างจากเมืองอื่นๆ ในรัสเซียแล้ว ยังมีความลึกลับจากสถาปัยที่โดดเด่นยิ่งกว่า และมีความสำคัญไม่แพ้กรุงมอสโค ทั้งการค้าการขายกับทางยุโรป หรือจะเรื่องที่เขาว่ากันว่า ผู้หญิงที่นี่สวยที่สุดในโลกตะวันตก เที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ดินแดนแห่งเทพนิยาย ขอย้อนเวลาหาอดีตสักหน่อย สมัยเริ่มก่อตั้งดินแดนแห่งนี้ พระเจ้าปีเตอร์มหาราช หรือ ปีเตอร์ เดอะ เกรตแห่งรัสเซียมีโอกาศได้มาเยือนดินแดนที่ติดกับคาบสมุทรบอลติกใกล้กลับ ประเทศฟินแลนด์ พระองค์เกิดหลงไหลได้ปลื้มกับพื้นที่นี้มากถึงกับมีคำสั่งให้ สร้างเมืองขึ้นบริเวณนี้ทันที คล้อยหลังต่อมาไม่ถึง 10 ปี ด้วยความวิจิตรงดงามราวเทพนิยาย เซนต์ปีเตอร์บิร์กก็ถูกสถาปนาเป็นนครหลวงแทนกรุงมอสโก เซนต์ปีเตอร์บิร์กเติบโตด้วยเม็ดเงินจากท้องพระคลังหมายมั้นปั้นมือจะวัด ความทันสมัยให้ได้เท่าอัมสเตอร์ดัมของฮอลแลนด์และลอนดอนของอังกฤษ ด้วยสไตล์ที่เรียกว่า “ยูโรเปียน” ความงามของเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ถูกรังสรรค์จากศิลปินทั่วทุกมุมแผ่นดินยุโรป ทำให้เมืองแห่งนี้ดูยุโรปจ๋ามากกว่ามอสโกและเมืองต่างๆ ในรัสเซีย แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาเยือนเมืองแห่งนี้อีกครั้ง หลังจากสิ้นสุดยุคการปกครองของกษัตริย์ทำให้มีการย้ายเมืองหลวงกลับไปเป็น ที่มอสโก และหลังจากการตายของเลนิน เซนต์ปีเตอร์เบิร์กถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นเลนินกราดเพื่อเป็นเกียรติต่อ เลนิน เซนต์ปีเตอร์เบิร์กต้องรับการมาเยือนภัยครั้งใหญ่ที่ฮิตเลอร์สั่งพลทหารนาซี หมายยึดรัสเซียที่กำลังอ่อนแรงทำให้ หน้าต่างของยุโรปบานนี้เสียหายอย่างหนักมีประชากรล้มตายแตะหลักล้าน กลับมาพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเซนต์ปีเตอร์เบิร์กบ้าง อย่างที่บอกเป็นเซนต์ปีเตอร์เบิร์กเป็นนครที่ใครหลายคนเคยมาแล้วต้องตกหลุม รัก หากพูดถึงเมืองแห่งนี้คงอดพูดไม่ได้กับอภิมหาสถาปัตยกรรมระดับโลก “มหาวิหารเซนต์ไอแซค” มหาวิหารแห่งนี้เปรียบเสมือนป้ายบอกทางว่านี้ละ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก วิหารเซนต์ไอแซคถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1710 โดยใช้หินแกรนิตชิ้นเดียวขนานกว่า 118 ตัน จำนวน 48 ชิ้นเพื่อนำมันมาเป็นฐานรองรับโดมที่ใหญ่ติดระดับโลกอีกชิ้นหนัก 67 ตัน บนพื้นที่กว่า 4000 ตารางเมตร วิหารแห่งนี้ใหญ่พอที่จะรับคนร่วม 10000 ภายในถูกตกแต่งไปด้วยอัญมณีประดับ เช่น มาคาไคล ลาปิสลาสุลีและหินอ่อนคุณภาพดีหลากสีตามด้วยเครื่องตกแต่งที่ทำด้วยสำริด เครือบทองคำเปลว และภาพปูนเปียก รวมถึงรูปปูนปั้นแกะสลักถูกใช้แต่งโบสถ์ ทั้งภายนอกและภายในเพื่อความอลังการด้วยช่างฝีมือดีทั่วรัสเซียกว่า 200 คน วิหารแห่งนี้ถูกทำและขยายต่อทั้งหมด 3 ครั้ง กินระยะเวลาถึง 40 ปี กินเงินหลวงไปจำนวนมหาศาลแต่ผลลัพธ์ของมันวิจิตรเกินกว่าใครจะทำได้อีกครั้ง และใกล้พื้นที่ใกล้เคียงกันกับมหาวิหารไอแซคก็จะมีรูปปั้นที่เรียกว่า “The Bronze Horseman” รูปปั้นแห่งนี้เปรียบเสมือนรูปจำลองของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชที่ได้สร้าง เมืองแห่งนี้ขึ้นมา เป็นความตั้งใจของพระนางแคทเธอรีนที่ต้องการสัญลักษณ์เพื่อระลึกถึงบุรุษใน ดวงใจของพระนาง พระนางแคทเธอรีนสั่งศิลปินชื่อดังจากเมืองน้ำหอม นามว่า เอเตียง โมริส ฟัลโคเน็ต ให้ปั้นร่างพระเต้าปีเตอร์ชี้พระหัตถ์ไปยังแม่น้ำเนวา พร้อมทอดพระเนตรไปทิศทางเดียวกันแสดงถึงปณิธานของพระองค์ที่ทรงหวังว่าเมือง แห่งนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางและมหาอำนาจใหม่ของยุโรป ส่วนงูที่อยู่ใต้เกือกม้าหมายถึงภัยร้ายที่ไม่สามารถกลั้นกลายเข้ามาในถิ่น นี้ได้ รูปปั้นแห่งนี้ใช้เวลาตั้งแต่ปี ค.ศ.1766-1778  วิหารไอแซคเปิดให้บริการวันพฤหัสถึงอังคารตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 เข้าชมได้ 2 ชั่วโมง ข้ามมาที่ ปีเตอร์ฮอฟหรือปีเตอร์ดวาเวซ พระราชวังฤดูร้อนที่ตั้งอยู่แทบชานเมืองของที่นี้ ปีเตอร์ฮอฟเป็นพระราชวังที่ถูกนิรมิตโดยศิลปินเอกในสมัยนั้น ที่ชื่อว่าฟรานเชสโก ราสเทรลลี่ และเลอ บรอง ทั้งสองทำคนละส่วนในพระราชวังนี้โดยตัวภายในพระราชวังนั้นเป็นหน้าที่หลัก ของราสเทรลลี่ที่ออกแบบความงามในสไตล์ผสมเรอเนสซองส์ บารอคและคลาสสิก ราสเทรลลี่เลือกที่จะใช้โคมไฟระย้า งานไม้แกะสลักและภาพวาดสีน้ำมันเป็นหลัก มีการแทรกงานภายในอีกหลายจุดในแบบจีนไม่ว่าจะเป็นห้องที่ใช้ไหมทอเป็นลายนก และอิทธิพลจากเติร์กในห้องนอนด้านหน้าจะหันออกสู่อ่าวฟินแลนด์ ส่วนของเลอ บรองถูกพระเจ้าปีเตอร์เชิญมาสร้างลานน้ำพุโดยเฉพาะ ลานน้ำพุแห่งนี้ถือเป็นจุดหลักของประสาทแห่งนี้ก็ว่าได้สถานที่แห่งนี้จะ เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์ - อังคารสุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เวลา 10.30 - 18.00 แต่หากใครจะไปชมน้ำพุต้องเลือกเวลาไปสักหน่อยเพราะจะเปิดลานแค่เดือนพฤษภาคม - กันยายนเท่านั้น โบสถ์สโมนี่ย์คอนแวนส์ โบสถ์สีฟ้าอ่อนสวยฝันของสาวๆ ที่ชอบความสดใสปนน่ารัก สโมนี่ย์เป็นโบสถ์สไตล์บารอคตั้งตระหง่านริมแม่น้ำเนวา ออกแบบโดยฟรานเชสโก ราสเทรลลี่เจ้าเก่าที่เป็นผู้ออกแบบ สถาปัยตกรรมของเมืองนี้เกินกว่าครึ่งเป็นงานของราสเทรลลี่เริ่มแรกถูกสร้าง ขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ในการศึกษาด้านศาสนาของแม่ชีแหงออโธดอกซ์ ต่อมาสถานที่แห่งนี้กลายเป็นสำนักชีสำหรับเด็กสาวที่มีเชื้อขุนนางและ กษัตริย์ เมื่อเวลาล่วงเลยมาสำนักชีแห่งนี้กลายเป็นหอแสดงคอนเสิร์ต กลายเป็นสถานที่ราชกาล สุดท้ายกลายเป็นสมบัติของคณะสังคมศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์เบิร์กในที่สุด ตามต่อกันที่ซาร์สกาเยเซโล พระราชวังที่ถูกรอบกรอบด้วยสวยขนาดใหญ่ ถูกออกแบบโดยศิลปินเจ้าเดิมฟรานเชสโก ราสเทรลลี่ อาคารสูงกว่า 3 ชั้นลากความยาวไกลถึง 300 เมตร ภายในเน้นความสง่างามแบบอ่อนช้อยและหรูหรา เน้นความสดใสจากสีฟ้าตัดสีขาว มีงามปั้นประดับเสาและหัวเสาด้วยสีทอง แต่พระนางแคทเธอรีนมหาราชที่เข้ามาพักผิงกลับไม่เห็นด้วยกับงานภายในของราส เทรลลี่จึงมีการเปลี่ยนแปลง พระนางแคทเธอรีนจัดงานนี้ให้สถาปิกคนสนิทที่ชื่อว่าชาร์ล คาเมรอลเข้ามาแก้ เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00 - 17.00 ปิดวันจันทร์และอังคารสุดท้ายของเดือนเหมือนเคย เมื่อพูดถึงพระนางแคทเธอรีนมหาราชกับช่างคนโปรดที่ทำงานกันมาอย่างต่อเนื่อง ครั้นพอพระนางมีราชบุตรนามว่า พอลที่ 1 พระองค์จึงตัดสินใจให้สร้างพระราชวังปาฟลอฟ ในลักษณะคล้ายกับซาร์สกาเยเซโล ปาฟลอฟถูกตั้งอยู่กลางสวนกว้าง โดยมีชาร์ลคุมงานงานสร้างแต่พระเจ้าพอลที่ 1 กลับไม่ประทับใจเท่าไหร่จึงมีคำสั่งให้วินเซนโซ เบรนนาช่างอิตาลีอีกคนมาทำงานร่วมกับคาเมรอนให้ออกแบบปาฟลอฟ พระนางแคทเธอรีนและบุตรชายต้องการเห็นปาฟลอฟออกมาเป็นฝรั่งเศสมากกว่าให้ เป็นอิตาลี ทำเอาชาร์ล คาเมรอนงอนไปพักหนึ่งก่อนกลับมากลับมาสร้างจนเสร็จ พระราชวังแห่งนี้มีความงดงามและยิ่งใหญ่กว่าซาร์สกาเยเซโลมาก ว่ากันว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีชของศิลปินทั้งสองก็ว่าได้ ปาฟลอฟ เปิดตั้งแต่ 10.00 - 17.00 ทุกวัน พูดถึงความกลัวของพระเจ้าพอลที่ 1 กันหน่อย ครั้นเมื่อพระองค์ทรงได้ขึ้นครองราชบังลังก์ย์พระองค์มีความเกลียดพระมารดา ของตนที่แอบเล่นชู้และยังกลัวการลอบทำร้ายจากคนรอบข้าง กลัวที่จะถูกปลงประชนม์จึงของย้ายออกจากพระราชวังฤดูหนาวและสั่งให้วินเซนโซ เบรนนาและวาซิลี บาเซนอฟสร้างพระราชวังมิคาอิลลอฟสกี้ขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1797 วังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็วเป็นอาคารทรง 8 เหลี่ยมแบบยุคกลางล้อมรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ยักษ์ ตีกรอบด้วยแม่น้ำล้อมตัวอาคารอีกชั้น ทั้งยังมีรับสั่งให้สร้างปราการภายในตัวอาคาร เครื่องตกแต่งภายในด้วยของล้ำค่ามากมายและหนึ่งในนั้นมีบางอย่างที่พระองค์ เอามาจากทาวาริชเชสกี้พาเลซ คฤหาสน์ชายชู้ของพระมารดาของตน แต่สุดท้ายพระเจ้าพอลที่ 1 ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ในห้องบรรทมหลังจากพระองค์มาประทับได้เพียง 47 วัน ปัจจุบันวังแห่งนี้กลายเป็นสถานศึกษาเกี่ยวกับวิศกรรม เป็นพิพิธภัณฑ์แกลอรี่ศิลปพและรวมรวบภาพวาดของกษัตริย์รัสเซียตั้งแต่ศตวรรต ที่ 17 - 20 ประสาทแห่งนี้เปิดให้เข้าชมได้ 2 ชั่วโมงตั้งแต่เวลา 10.00 - 17.00 หยุดวันอังคารครับ ต่อโอราเนียนบาร์ม ที่แปลต้นไม้สีส้ม ตามภาษาท่องถิ่น เป็นวังเก่าของเจ้าชายอเล็กซานเดอร์ เมนชิคอฟที่เป็นสหายคนสนิทของพระเจ้าปีเตอร์ วังแห่งนี้ถูกสร้างไกลออกจากเมืองเซนต์ปีเตอร์เบร์กได้ราว 40 กิโล ก่อนกลายเป็นแกรนด์ พาเลซในช่วงสมัยของพระนางแคทเธอรีนที่ 2 ได้สร้างวังทรงจีนที่มีความอ่อนช้อยสไตล์บารอคและตกแต่งภายในด้วยความ อลังการในรูปแบบรอคโคโค เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนในวันหยุด พระราชวังแห่งนี้เคยผจญสงครามในยุคสมัยของฮิตเลอร์ที่ต้องการยึดโซเวียต แต่พระเจ้าทรงคุ้มครองความงามแห่งนี้ไว้ไม่ได้ถูกทำลายลงเหมือนวังนอกเมือ งอื่นๆ ที่นี้ยังคงตฺมไปด้วยศิลปะแบบรัสเซียดั้งเดิมไว้ทั้งดุ้นพร้อมรับแขกที่มา เยือนวังแห่งนี้ เปิดบริการตั้งแต่ 9.00 - 20.00 ฝั่งสวย ในตัวอาคารเปิดตั้งแต่ 10.00 - 18.00 หยุดวันจันทร์วันเดียวนอกนั้นของให้เดินเที่ยวได้ตามสบาย ปิดท้ายด้วยเฮอร์มิเทจและอเล็กซานเดอร์คอลัมน์ ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่เจ้าของงานสร้างชื่อว่า ฟรานเชสโก ราสเทรลลี่ พระราชวังฤดูหนาวแห่งนี้ถูกตกแต่งในสไตล์บารอค ใช้ลวดลายที่อ่อนช้อยสวยงามตัดทองแต้มแต่งด้วยโดมระย้าดูเลิศหรู ประดับด้วยปูนปั้นฝีมือบรมครูและงานแกะสลักระดับเทพ ถือเป็นสุดยอดสถาปัยอีกชิ้นที่ราสเทรลลี่รังสรรค์ได้อย่างวิจิตร ปัจจุบันที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งสมบัติที่ล้ำค่ามากที่สุดในโลกมากกว่า 2.7 ล้านชิ้น ร่วมถึงผลงานของศิลปินที่โด่งดังสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น Leonardo Da Vinci, Picasso, Raphael, Rubens, Rembrandt, Botticelli, Michelangelo, Velazquez, Goya และงานที่คนไทยรู้จักกับดีก้านข้าวโพดทองคำประดับด้วยเพชรปักในถ้วยน้ำเจียร จากก้อนหินคริสตัน หรือมงกุฎขนาดเล็กของซาร์ทาด้วยทองคำ เงิน เพชร ทับทิม ไพลิน ทั้งหมดถูกรวมไว้ที่แห่งนี้หมดแล้ว พระราชวังฤดูหนาวเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.30 - 18.00 ปิดวันจันทร์ ยังเหลืออีกหลายที่ที่เรายังไม่ได้แนะนำในเมืองแห่งนี้ หากคุณได้มีโอกาศไปรัสเซียจริงๆ คุณอย่าพลาดที่จะไปเหยียบเมืองแห่งนี้ เซนต์ปีเตอร์เบิร์กมันคือหน้าต่างของยุโรปจริง บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสมุทรสาคร
ไฟฟ้า /  ไฟฟ้า

เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่บริการจำหน่ายไฟฟ้า แก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไทย ยกเว้น จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง

พีพีฮาร์ดแวร์

P.P. Hardware Shop เชิญเลือกชมสินค้าได้ที่หน้าร้าน เรามีสินค้าหลากหลายไม่ว่าจะเป็น วัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องมือช่าง ประปา ไฟฟ้า สี ฮาร์ดแวร์ เครื่องมือทำสวน การเกษตร ของใช้ภายในบ้าน ฯลฯ สินค้าดีมีคุณภาพ ราคาย่อมเยา บริการเป็นกันเอง ร้านอยู่ริมถนนใหญ่ มีที่จอดรถกว้างขวาง สะดวกสบาย

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอสันทราย
ไฟฟ้า /  ไฟฟ้า

เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่บริการจำหน่ายไฟฟ้า แก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ยกเว้น จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง

สุดช็อค! ประปาเรียกเก็บค่าน้ำเกือบ 2 ล้านบาท
ค่าน้ำประปา2ล้าน /  น้ำประปา / 

เจ้าของร้านนวดแผนไทยช็อค ประปาหนองคายส่งบิลเรียกเก็บเงินค่าน้ำ เกือบ 2 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เคยจ่ายเดือนละ 2,000 บาท ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายกฤษธานี สุขไพบูลย์ ผู้จัดการร้านแสงตะวันนวดแผนไทย อ.เมืองหนองคาย ว่าได้รับบิลเรียกเก็บเงินค่าน้ำประปาจำนวน 1,973,028.80 บาท ทั้ง ๆ ที่เคยจ่ายเดือนละ 2,000 บาท สอบถาม นายกฤษธานี ทราบว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดหนองคาย นำบิลเรียกเก็บเงินค่าน้ำมาเก็บเงินที่ร้านตามปกติ โดยในบิลใบเสร็จเป็นชื่อของเจ้าของตึกที่ตนเองเช่าเปิดร้านนวดแผนไทย แต่เมื่อตรวจดูบิลตนแทบเป็นลม เพราะจำนวนเงินมากถึง 1,973,028.80 บาท ทั้ง ๆ ที่เคยจ่ายเดือนละ 2,000 บาท ตนจึงสอบถามกับเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้และได้นำบิลใบเสร็จกลับไปเพื่อตรวจสอบ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ช่วงเดือนพฤษภาคม 2556 ได้มีผู้ใช้น้ำประมาณ 10 คนนำเอกสารบิลเรียกเก็บค่าใช้น้ำมาสอบถามเจ้าหน้าที่ประปาหนองคาย ซึ่งทุกคนได้รับความเดือดร้อนจากการถูกบิลเรียกเก็บค่าใช้น้ำประปาแพงขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว ทั้งที่ปริมาณการใช้น้ำเป็นการใช้ในชีวิตประจำวันและใช้เท่าเดิม ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม เฉลี่ยค่าน้ำปรับขึ้นจากเดิมที่เคยจ่ายเดือนละ 200 บาท พุ่งขึ้นหลักพันบาท บางรายหลักแสน

อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย
ภูเรือ /  อุทยานแห่งชาติ / 

อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย อาณาเขตด้านทิศเหนืออยู่ติดกับประเทศลาว รูปพรรณสันฐานของภูเรือมีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือใหญ่บนยอดดอยสูงเป็นภูผาสีสันสะดุดตาหินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า “กว้านสมอ” โดยรอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำ หมอก ปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 120.84 ตารางกิโลเมตร  อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย  ภาพ : thetrippacker.com ภูมิประเทศของอุทยานแห่งชาติภูเรือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อนประกอบด้วย เขาหินทรายเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นเป็นหินแกรนิตสลับกันไป ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้มีที่ราบสูงสลับกับ ยอดเขาสูงทั่วไป มียอดเขาสูงที่สุดคือ ยอดภูเรือ มีความสูงถึง 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยังมียอดเขาที่สำคัญ คือ ยอดเขาภูสัน มีความสูง 1,035 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และยอดภูกุ มีความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะเช่นนี้เองจึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญก่อให้เกิดลำธารหลายสาย เช่น ห้วยน้ำด่าน ห้วยบง ห้วยเถียงนา ห้วยทรายขาว ห้วยติ้ว และห้วยไผ่ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกห้วยไผ่ที่สวยงามแห่งหนึ่ง ลักษณะภูมิอากาศ ด้วยอุทยานแห่งชาติภูเรืออยู่ที่จังหวัดเลย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดของประเทศไทย และอยู่บนยอดเขาสูง จึงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะหนาวเย็นมาก จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าจะแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ซึ่งมีภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “แม่คะนิ้ง” ผู้ที่จะไปพักผ่อนควรเตรียมตัวให้พร้อมที่จะผจญกับความหนาวเย็น สถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติภูเรือ ซับหนองหิน เป็นแหล่งน้ำซับที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำไหลลงสู่ร่องน้ำบริเวณหลังศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ 1(ที่ทำการ) ในช่วงที่มีน้ำปริมาณมากสามารถลงเล่นน้ำได้ และมีนกนานาชนิดอาศัยหากินอยู่โดยรอบบริเวณ น้ำตกห้วยเตย เป็นน้ำตกขนาดเล็กมีลักษณะเป็นลำน้ำสองสายมาบรรจบกัน แล้วไหลลงสู่แอ่งน้ำเดียวกัน แต่จะมีความสวยงามในเฉพาะหน้าฝนเท่านั้นเพราะมีปริมาณน้ำมาก อยู่ใกล้กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ 2 (ภูสน) น้ำตกห้วยไผ่ เป็นน้ำตกขนาดกลาง สูงประมาณ 30 เมตร ตั้งอยู่บริเวณลำห้วยไผ่ ในฤดูฝนปริมาณน้ำจะมาก จะมีสายน้ำที่ใสสะอาดพุ่งแรงลงมาจากบริเวณเป็นลำน้ำสายเดียวลงสู่แอ่งน้ำด้านล่าง ซึ่งแอ่งนี้สามารถที่จะลงเล่นน้ำได้ แต่ถ้าเป็นฤดูแล้งปริมาณน้ำจะน้อยแต่จะเห็นสายน้ำไหลลงสู่แอ่งน้ำข้างล่างเช่นกันและมีลักษณะของความสวยงามที่แตกต่างกัน น้ำตกห้วยไผ่อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 2,000 เมตร เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการใช้ทำน้ำประปาในอำเภอภูเรือ น้ำตกหินสามชั้น เป็นน้ำตกขนาดเล็ก ลักษณะของตัวน้ำตกเป็นชั้นหินลดหลั่นกันไป 3 ชั้น จนถึงตัวแอ่งน้ำด้านล่าง น้ำตกหินสามชั้นสามารถลงเล่นได้ โดยตั้งอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ 2 (ภูสน) ประมาณ 300 เมตร ในฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำมากทำให้เกิดเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามยิ่ง ในช่วงที่มีหมอกปกคลุมจะทำให้สวยงามไปอีกแบบ ผาซำทอง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ผากุหลาบขาว เป็นหน้าผาสูงชันและเป็นแหล่งน้ำซับ ประกอบกับมีไลเคนที่มีสีเหลืองคล้ายสีทอง ซึ่งเรียกว่า “ผาซำทอง” เป็นจุดชมทิวทัศน์อีกจุดหนึ่ง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติตามเส้นทางที่จะไปผาโหล่นน้อยประมาณ 2.5 กิโลเมตร และเป็นแหล่งชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกที่หนึ่ง ผาโหล่นน้อย เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม สามารถมองเห็นภูหลวง ภูผาสาด ภูครั่งและทะเลภูเขา อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 3 กิโลเมตร ยอดภูเรือ เป็นจุดที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติ อยู่สูงประมาณ 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นหน้าผาสูงชัน พื้นที่โดยรอบปกคลุมด้วยป่าสนเขา ทั้งสนสองใบและสนสามใบ สลับกับลานหินธรรมชาติ ต้องเดินขึ้นเขาจากผาโหล่นน้อยมาประมาณ 700 เมตร จากจุดนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามได้รอบด้านกระทั่งเห็นแม่น้ำเหือง และแม่น้ำโขง ซึ่งกั้นพรมแดนไทย – ลาว บนยอดเรือยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาวาบรรพต ซึ่งชาวภูเรืออัญเชิญมาจากอยุธยาด้วย จากยอดภูเรือมีเส้นทางเดินป่าผ่านบริเวณที่มีดอกไม้เล็กๆ เช่น กระดุมเงิน ดาวเรืองภู เปราะภู ซึ่งออกดอกสวยงามในช่วงหน้าหนาว ที่ป่าสนบริเวณ ทุ่งกวางตาย มีดอกกระเจียวบานในช่วงต้นฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคม นอกจากนั้นยังมี ลานหินพานขันหมาก เป็นลานหินแตกเป็นรอยตื้นๆ ที่จะพบดอกไม้ที่ชอบขึ้นตามลานหิน เช่น เอื้องม้าวิ่ง อยู่ทั่วไป เส้นทางเดินป่าจะวกกลับไปลานกางเต็นท์ในบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ลานสาวเอ้ มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้ากว้าง สลับกับป่าเต็งรัง เป็นจุดที่สามารถชมทัศนียภาพได้กว้างไกลของพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเรือได้อีกด้วย บริเวณนี้ทางอุทยานแห่งชาติภูเรือได้จัดสร้างศาลาพักผ่อนไว้ให้นักท่องเที่ยวสามารถพักชมวิวเมื่อเวลาเดินมาถึงบริเวณลานสาวเอ้ สวนหินพาลี เป็นลานหินกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยก้อนหินรูปทรงแปลกตาตั้งอยู่เรียงราย บางก้อนคล้ายเสาหินสูง บางก้อนคล้ายดอกเห็ด สวนหินพาลีอยู่ใกล้บริเวณลานกางเต็นท์ หินค้างหม้อ ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณหินวัวนอน หินค้างหม้อมีลักษณะเป็นก้อนหิน 3 ก้อน มาวางเรียงกันและมีหินก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่งวางอยู่ข้างบนมีลักษณะเป็นหม้อที่วางไว้บนก้อนหินทั้ง 3 ก้อน เหมือนกับการประกอบอาหารในสมัยโบราณ หินพานขันหมาก มีลักษณะเป็นก้อนหินก้อนเดียวที่ตั้งอยู่บริเวณลานหินพานขันหมากรูปร่างลักษณะเหมือนกับพานขันหมากแต่กำลังพลิกคว่ำอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ 2 (ภูสน) ประมาณ 200 เมตร ที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติภูเรือ ต.หนองบัว  อ. ภูเรือ  จ. เลย   42160 โทรศัพท์ 08 85095299   โทรสาร 0 4281- 0965   อีเมล phurua1@hotmail.com การเดินทาง โดยรถยนต์ อุทยานแห่งชาติภูเรือ อยู่ห่างจากจังหวัดเลย ประมาณ 48 กิโลเมตร โดยเดินทางไปโดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 203 ถึงอำเภอภูเรือ จะมีป้ายอุทยานแห่งชาติอยู่ปากทางเข้าซึ่งอยู่ข้างที่ว่าการอำเภอภูเรือ (มาจากจังหวัดเลย ป้ายจะอยู่ทางด้านขวามือ มาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ป้ายจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ) จากปากทางเข้าเดินทางต่อไปอีก ประมาณ 4 กิโลเมตร ก็ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ถนนภายในอุทยานแห่งชาติเป็นถนนลาดยาง เป็นถนนบนภูเขา บางช่วงมีความลาดชัน นักท่องท่องเที่ยวควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ใช้เกียร์ต่ำ มิฉะนั้นจะทำให้เบรคไหม้ได้ การเดินทางโดยเครื่องบิน 1) เส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรฯ และนั่งรถประจำทางสายอุดรฯ-เมืองเลย 2) เส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น นั่งรถประจำทางสายขอนแก่น-เมืองเลย เมื่อมาถึงจังหวัดเลยสามารถนั่งรถประจำทางประมาณ 50 กิโลเมตร ถึงอำเภอภูเรือ 3)กรุงเทพฯ-เพชรบูรณ์ รถโดยสารประจำทาง เดินทางจากกรุงเทพฯ มี 2 เส้นทาง คือ 1.รถสายกรุงเทพฯ-ภูเรือ 2.รถสายกรุงเทพฯ-เมืองเลย และนั่งรถประจำทาง ดังนี้ 1) สายเมืองเลย-ภูเรือ 2) นครพนม-เชียงราย 3) อุดรฯ-พิษณุโลก 4) อุดรฯ-เชียงใหม่ View Larger Map ข้อมูลและภาพ : dnp.go.th / thetrippacker.com / tessabanphurua.go.th/ เรียบเรียงโดย Travel MThai

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเผยชาวเมียนมาร์สนใจสินค้าไทยเพิ่มขึ้น
กรมการค้า /  การค้าระหว่างประเทศ / 

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเผยนักลงทุนไทยและเมียนมาร์ตกลงเจรจาการค้าระหว่างกันได้ดี ชี้ชาวเมียนมาร์ยังให้ความสนใจสินค้าไทยเห็นว่ามีคุณภาพสูง นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงการนำคณะภาครัฐและเอกชนเยือน นครย่างกุ้ง ประเทศสหภาพเมียนมาร์ เมื่อเร็วๆนี้ โดยได้จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรม 69 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการชาวเมียนมาร์ 48 ราย และผู้ประกอบการไทย  21 ราย โดยสามารถเจรจาประสบสำเร็จจำนวน 7 บริษัท จากทั้งหมด 11 บริษัท พร้อมกันนี้ ยังได้เยี่ยมชนโรงงานการ์เมนท์ (Success creator Co., Ltd.) ซึ่งบริษัทดังกล่าวนำวัตถุดิบที่ผลิตมาจากจีนและไทย โดยในส่วนของไทย จะนำเข้าทางด่านแม่สอด จังหวัดตาก โดยขนส่งทางรถยนต์มายังกรุงย่างกุ้ง และยังได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตรองเท้า (Contracted Manufacturing Product(CMP)  ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 นำเข้าจากไทย ส่วนที่เหลือนำเข้าจากจีน ชาวเมียนมาร์นิยมรองเท้าแตะมากกว่ารองเท้าหุ้มส้น  อย่างไรก็ตาม การค้า การลงทุนและกฎระเบียบมาตรการทาง ทางเมียนมาร์มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข การแบ่งเขตการปกครองของเมียนมาร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ รัฐและมณฑล โดยแบ่งเป็น 7 รัฐ และ 7 มณฑล ได้แก่ รัฐคะฉิ่น รัฐฉาน รัฐคะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ รัฐยะไข่ และรัฐชิน และ 7 มณฑล ได้แก่ ตะนาวศรี ย่างกุ้ง อิระวดี พะโค มะโกย มัณฑะเลย์ และสะไก้ง  ประชากรวัยแรงงานมีอยู่มากถึงร้อยละ  60 ของประชากรทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตรกรรม เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเมียนมาร์ ขึ้นอยู่กับภาคเกษตรกรรมทั้งนี้ ปัจจุบันเมียนมาร์กำลังเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อเตรียมตัวต้อนรับการค้าการลงทุนจากทั่วโลก ซึ่งความได้เปรียบด้านพื้นที่ ทรัพยากร และแรงงานถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เมียนมาร์โดดเด่นและได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก และยังมีความได้เปรียบในยุทธศาสตร์ที่ตั้งทางการค้าที่ดี เพราะมีอาณาเขตติดกับ จีน อินเดีย และไทย  ตลอดจน มีการปฏิรูปเศรษฐกิจและการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศอื่นๆ 3 โครงการ คือ 1) เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ๊อกผิ่ว ที่รัฐยะไข่ เป็นโครงการลงทุนร่วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งเน้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและท่าเรือน้ำลึก2) เขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา ที่ท่าเรือย่างกุ้ง เป็นโครงการลงทุนร่วมกับญี่ปุ่นมุ่งเน้นอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่ปลอดมลพิษ  เช่น โรงงานประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 3) เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่เมืองทวาย มณฑล (ภาค) ตะนาวศรี เป็นโครงการลงทุนร่วมกับไทย มุ่งเน้นอุตสาหกรรมหนักและท่าเรือน้ำลึก   อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ในด้านการค้า การลงทุนไทย-เมียนมาร์ ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการค้ารวม 2.3 แสนล้านบาท ไทยส่งออก 1.1 แสนล้านบาท และนำเข้า 1.2 แสนล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าเนื่องจากมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์ค่อนข้างมาก ส่วนด้านการลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์เป็นอันดับ 2 รองจากจีน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ส่วนสาขาที่นักธุรกิจชาวไทยให้ความนิยมเข้าไปลงทุน ได้แก่ สาขาพลังงาน สาขาอุตสาหกรรมการผลิต สาขาโรงแรมและการท่องเที่ยว สาขาประมง และสาขาเหมืองแร่ และที่สำคัญสินค้าไทยได้รับการยอมรับจากชาวเมียนมาร์ เนื่องจากสินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเมื่อเทียบกับสินค้าจากจีนทั้งนี้ ปัญหาและอุปสรรคของการลงทุนในเมียนมาร์ คือ ความไม่ชัดเจนของกฎหมายการลงทุนและกฎระเบียบต่างๆ เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง รวมถึงอยู่ในระหว่างการดำเนินการออกกฎหมายลูกเพิ่มเติม เช่น กฎหมายข้อบังคับเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ กฎหมายแรงงาน ระบบสาธารณูปโภคยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงพอ ไม่สม่ำเสมอ และยังไม่ได้มาตรฐานสากล อาทิ ไฟฟ้า น้ำประปา และระบบขนส่งทางถนน เป็นต้น. ที่มา สำนักข่าวไทย

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดหนองคาย
ไฟฟ้า /  ไฟฟ้า

เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่บริการจำหน่ายไฟฟ้า แก่ประชาชนในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไทย ยกเว้น จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง

ฮันนี่ โฮเต็ล

โรงแรมเขตนครหลวง มี 75 ห้อง มีสระว่ายน้ำ อาหารเช้า

ปัญหาปากท้อง ว่าด้วยเรื่อง ค่าครองชีพ (พุ่ง)
การเมือง /  คสช. / 

ปัญหาปากท้อง ว่าด้วยเรื่อง ค่าครองชีพ (พุ่ง) แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะลดลง 14 ส.ต.ต่อลิตร ราคาLPG ภาคครัวเรือนถูกสต็อปไว้ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม รวมทั้งการตรึงราคาสินค้า 6 เดือน จะเป็นอีกหนึ่งที่คืนความสุขให้กับประชาชน แต่ก็คงไม่สามารถจะ “แช่แข็ง” ราคาให้คงอัตราเดิมตลอดไป... เนื่องเพราะยังมี “ค่าสาธารณูปโภค” อีกหลากหลาย ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถไฟฟ้า และ ค่าทางด่วน ล้วนจ่อคิวเตรียมปรับขึ้นราคาตามสัญญาสัมปทาน และกรอบเวลาที่กำหนด เริ่มที่ “ค่าน้ำประปา” เตรียมเพิ่มราคาอีก 1 บาทต่อหน่วย จาก 8.50 บาท เป็น 9.50 บาท เมื่อคณะกรรมการ (บอร์ด) กปน.อนุมัติก็จะเริ่มมีผลแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 เป็นต้นไป ค่าไฟขึ้นอีกเกือบ 4 บาทต่อหน่วย หลังจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ให้ความเห็นชอบปรับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2557 เพิ่มขึ้นอีก 10 สตางค์/หน่วย รวมค่า Ft ทั้งหมดเท่ากับ 69 สตางค์/หน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.27 บาท/หน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าตามรอบบิลที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 3.96 บาท/หน่วย ค่ารถไฟฟ้า บีทีเอส ปรับค่าโดยสารอัตราใหม่ เดือน มกราคม 2558 แน่นอน เพราะจากการเปิดเผยของ สุรพงษ์ เลาหะอัญญา ผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส) ระบุชัดว่า มีแนวโน้มที่จะต้องปรับราคาค่าโดยสาร เนื่องจากหลังขึ้นค่าโดยสารล่าสุด เมื่อ 1 มิถุนายน 2556 เป็นอัตรา 15 - 42 บาท โดยตามสัญญาจะปรับเพิ่มทุก 18 เดือน และจะครบกำหนดต้องปรับค่าโดยสารเพิ่มอีกครั้งในเดือน ธันวาคม 2557 นี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ยังไม่ทราบว่าจะปรับขึ้นเท่าไหร่ แต่ตามเพดานราคาบริษัทสามารถปรับขึ้นได้สูงสุดถึง 56 บาท นอกจากนั้นในส่วน โครงข่ายบีทีเอสส่วนต่อขยาย 2 สาย จาก อ่อนนุช-แบริ่ง และ ตากสิน-บางหว้า ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) รับผิดชอบดูแล ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาค่าโดยสารอัตราใหม่ว่าจะให้คงราคา 15 บาทตลอดสายหรือ ปรับขึ้นตามระยะทางสูงสุดไม่เกิน 42 บาท นั้น อีก 2 เดือนก็จะชัดแจ่ม... รวมทั้ง รถเมล์บีอาร์ที ที่ปัจจุบันลดราคาลงจากเดิมที่ต้องจัดเก็บ 10 บาท เหลือ 5 บาทตลอดสายน่าจะกลับมาเก็บ 10 บาทตลอดสายในเดือน มกราคม 2558ด้วยเช่นกัน ค่ารถไฟฟ้าใต้ดินขยับขึ้นอีก 1-2 บาท แม้ คสช.จะขอให้บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ชะลอการจัดเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ออกไปอีก 3 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2557 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2557 แต่สุดท้ายคงต้องปรับอยู่ดีเช่นกัน... ขณะเดียวกัน ค่าทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์จะครบกำหนดต้องปรับขึ้นในวันที่ 22 ธันวาคม 2557 ตามสัญญาสัมปทานกับกรมทางหลวง (ทล.) ที่ให้ปรับขึ้นทุก 5 ปี โดยครั้งนี้จะปรับเพิ่มอีก 15 บาท ตลอดสายทาง จากปัจจุบัน 85 บาท เป็น 100 บาท แยกเป็นช่วงดินแดง-ดอนเมือง ปรับเพิ่ม 10 บาท รถ 4 ล้อ จาก 60 บาท เป็น 70 บาท รถ 6 ล้อ จาก 90 บาท เป็น 100 บาท ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน เพิ่ม 5 บาท รถ 4 ล้อ จาก 25 บาท เป็น 30 บาท รถ 6 ล้อ จาก 35 บาท เป็น 40 บาท ส่วนเส้นทางจาก อนุสรณ์สถาน-รังสิต กรมทางหลวง ยกเลิกด่าน และงดเก็บค่าผ่านทางแล้ว ทั้งหมด ทั้งมวลที่ได้กล่าวมานี้ ล้วนเป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะเมื่อถึงเวลาคงต้องปรับราคาตามสถานการณ์ความเป็นจริงรวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค 205 รายการ ที่คสช.ขอความร่วมมือตรึงราคาออกไป 6 เดือน สุดท้ายก็ต้องปรับราคาเช่นกัน ดูท่าแล้ว ประชาชนคนไทย น่าจะอ่วมอรทัยกับค่าครองชีพที่กำลังจะพุ่งปรี๊ดในปีหน้า 2558 ปีที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และนี่ก็คืออีกโจทย์หนึ่งที่เป็นภาระหนักอึ้งของ “รัฐบาลชุดใหม่” ที่จะถูกจัดตั้งในเดือนกันยายนนี้...  “แมนเมือง” MThai News