การนับคะแนนตะกร้อลอดห่วง

The Light Between Oceans ส่ง 6 ประโยครัก ที่จะทำให้ทุกหัวใจอบอุ่นในหน้าหนาว
Alicia Vikander /  Derek Cianfrance / 

  “ความรักไม่ได้เลือกคนที่ดีที่สุด แต่ความรักเลือกคนที่จะไม่มีวันทิ้งเราไปไหน” ทอม รับบทโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ (Michael Fassbender) คือคนที่มั่นคงในความรักต่อ อิซาเบล รับบทโดย อลิเซีย วิกานเดอร์ (Alicia Wikander) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาไปไม่มีวันจะทิ้งเธอไปไหน ความรักของทอมจึงชนะใจอิซาเบล “ความคิดถึงจะมีคุณค่า เมื่อได้รู้ว่าเราคิดถึงใคร” ความรักของทอมและอิซาเบล ใช้เวลาศึกษาและรอคอยกันนานนับปี ทอมเลือกใช้วิธีการส่งจดหมายรักหาอิซาเบล และรอคอยจดหมายตอบกลับจากเธอ “บางครั้งก็กลัวเวลามีความสุขมาก ๆ กลัวว่า ความสุขจะหายไป” อิซาเบลเป็นผู้หญิงสดใสและเด็ดเดี่ยว เธอมองโลกมุมบวกและรักทอมมาก แต่วันหนึ่งความสดใสของเธอก็ลดลง เมื่อพบว่าตัวเองมีลูกไม่ได้ “การกลัวความรัก อาจไม่ใช่เพราะรักไม่เป็น แต่เพราะกลัวว่าจะเป็นคนที่ดีไม่พอ” ก่อนหน้าที่ทอมจะขออิซาเบลแต่งงาน เขากลัวว่าจะไม่ดีพอที่จะดึงเธอมาอยู่ด้วยบนเกาะที่โดดเดียวกับเขา แต่สุดท้ายความรักของทอมก็ได้พิสูจน์แล้วว่า หากเรารักคน ๆ นั้นจริง ก็ไม่ต้องกลัวว่า จะเป็นคนที่ดีไม่พอ “หัวใจที่ด้านชาของผู้ชาย มักจะโดนละลายด้วยรักแท้จากผู้หญิง” ทอมเคยเป็นนายทหารที่ไปออกรบในสงคราม ทำให้เขาเป็นคนเย็นชาและยิ้มยาก เขาทำโทษตัวเองหนีจากผู้คนไปรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลประภาคารบนเกาะอันห่างไกล จนเมื่อได้เจอกับอิซาเบล ผู้หญิงที่มีรักแท้ให้กับเขา หัวใจของทอมก็เริ่มเปลี่ยนไป “เพราะคุณคือคนสำคัญ ผมถึงไม่เคยปล่อยมือไปไหน” ทอมและอิซาเบลเก็บเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้บนเรือที่กำลังจะจมมาเลี้ยง ในความเป็นจริง พวกเขาช่วยชีวิตเด็กไว้ แต่ก็ไม่ได้ตามหาครอบครัวที่แท้จริงของเด็กคนนั้น สุดท้ายแล้ว ความรักที่แสนบริสุทธิ์ของพวกเขาอาจทำให้อีกครอบครัวต้องเจ็บปวด แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทอมและอิซาเบล ก็ไม่มีวันที่จะยอมปล่อยมือจากกัน The Light Between Oceans เข้าฉายในไทย 8 ธันวาคม 2016

ทีมสร้างโมเดลทุ่มแรงกายแรงใจกว่าจะได้เป็นเจ้าต้นไม้ยักษ์ใน
A Monster Calls /  มอนสเตอร์ / 

นอกเหนือจากกระแสความซาบซึ้งใจที่อินกันถ้วนหน้าของเพจหนังชื่อดังและผู้ชมในรอบพิเศษต่าง ๆ แล้ว...ล่าสุด เดวิด มาร์ติ ทีมสเปเชียลเอฟเฟคต์เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Pan’s Labyrinth และเจ้าของผลงานเอฟเฟคต์สุดว้าวจากภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Hellboy ได้เผยภาพเบื้องหลังการสร้างโมเดลหุ่นมอนสเตอร์ในภาพยนตร์ A Monster Calls ที่มีจุดกำเนิดมาจากภาพร่างต้นแบบกว่า 200 แบบ ก่อนที่ทีมเอฟเฟคต์และผู้กำกับจะตัดสินใจเลือกแบบที่ใกล้เคียงกับมอนสเตอร์ตามวรรณกรรมต้นฉบับมาสร้างเป็นมอนสเตอร์ โดยอาศัยการสร้างหุ่นโมเดลอสูรกายขนาดยักษ์ที่สูงถึง 40 ฟุต ขึ้นมาจริง ๆ ควบคู่ไปกับการถ่ายทำ เลียม นีสัน รับบทเป็นมอนสเตอร์ด้วยเทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ โดยพยายามหลีกเลี่ยงซีจีโดยไม่จำเป็น ดีไซน์ของโมเดลมอนเสตอร์มีที่มาจากอสูรกายในตำนานเก่าแก่ของประเทศอังกฤษชื่อ เดอะ กรีน แมน ที่กำเนิดจากพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ผสมผสานกับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง King Kong ตัวโมเดลทำขึ้นจากโฟมที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันในการแกะสลักและลงสีให้เหมือนกับผิวของเปลือกไม้ให้มากที่สุด ควบคุมด้วยเทคโนโลยีไฮดรอลิกที่บังคับให้เคลื่อนไหวแม่นยำตามน้ำหนักของไม้ มีส่วนคอที่หมุนได้เพื่อให้การถ่ายทำโมเดลร่วมกับนักแสดงมีความสมจริง ละส่งผลต่ออารมณ์ทางการแสดงของนักแสดงที่ร่วมฉากด้วยมากที่สุด ชิ้นงานโมเดล มอนสเตอร์ต้นไม้ยักษ์ จาก A Monster Calls นับเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นสำคัญของสายงานสเปเชียลเอฟเฟคต์ในวงการภาพยนตร์ และยังเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ส่งให้เรื่องราวการผจญภัยในเรื่องเล่าของมอนสเตอร์ในภาพยนตร์ออกมาน่าตื่นตาตื่นใจ ลึกซึ้ง และตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมอย่างสมบูรณ์แบบ A Monster Calls ฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

10 ภาพยนตร์ที่จะทำให้ “พ่อ” มีความหมายพิเศษยิ่งขึ้น
Delivery Man /  Fathers / 

5 ธันวาคมของทุกปี คนไทยทุกคนเรียกวันดังกล่าวนี้ว่า วันพ่อแห่งชาติ วันสำคัญที่ลูก ๆ ทุกคนจะระลึกถึงพระคุณของพ่อ และในโลกแผ่นฟิล์มเองก็มีภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่เล่าถึงการแสดงความรักความผูกพันกับลูก ซึ่งในวนนี้เราได้ประมวลภาพยนตร์ 10 เรื่องที่มีคุณพ่อผู้แสนดีเอาไว้...ว่าแต่จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปดูกันเลย Mrs. Doubtfire (2536) ผู้กำกับ : คริส โคลัมบัส นักแสดง : โรบิน วิลเลียมส์, แซลลี่ ฟิลด์ หลังจากหย่ากับภรรยาและแพ้คดีจนต้องระเห็จออกจากบ้านไป ฮิลลาร์ด นักแสดงตกงานทนความคิดถึงลูกทั้งสามไม่ไหว จึงต้องลงทุนปลอมตัวเป็น มิสซิท เดาท์ไฟร์ แม่บ้านวัยดึกเพื่อมาอยู่ใกล้ชิดลูก ๆ ส่งผลให้เกิดเรื่องราววุ่นวายและซาบซึ้งไปในคราวเดียวกัน Lion King (2537) ผู้กำกับ : โรเจอร์ อัลเลอร์, ร็อบ มินคอฟฟ์ นักแสดง : โจนาธาน เทย์เลอร์ โทมัส, แมททิว บรอเดริก, ไนกี้ตา กาลาไมล์, มอยรา เคลลี่, เจมส์ เอิร์ล โจนส์ ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นสุดคลาสสิกที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี มุฟาซา คือสิงโตเจ้าป่าที่เก่งกาจและหวังจะให้ ซิมบ้า ลูกชายของตนเติบโตมาเป็นสิงโตที่มีคุณธรรม แต่ในวันหนึ่งที่ สการ์ สิงโตที่หมายจะชิงตำแหน่งเจ้าป่าได้ว่าแผนฆ่าซิมบ้า มุฟาซาก็ได้เข้าไปช่วยลูกชายของตัวเองจนถูกฝูงวัวป่าเหยียบจนตาย I am Sam (2545) ผู้กำกับ : เจสซี่ เนลสัน นักแสดง : ฌอน เพนน์, ดาโคต้า แฟนนิ่ง, มิเชล ไฟเฟอร์ แซม คุณพ่อผู้มีปัญหาทางสมองต้องดูแล ลูซี่ ลูกสาวของตนมาโดยตลอด จนวันหนึ่งมีนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาแทรกกลางระหว่างเขากับเธอ แซมจึงต้องสวมวิญญาณความเป็นพ่อเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาสมควรที่จะเป็นผู้ปกครองของลูซี่มากกว่าใคร ๆ Finding Nemo (2546) ผู้กำกับ : แอนดรูว์ สแตนตัน, ลี อุนคริช นักแสดง : อัลเบิร์ต บรูคส์, อเล็กซานเดอร์ โกลด์, เอลเลน ดีเจนเนอเรส ที่แนวปะการังแถบประเทศออสเตรเลีย มาร์ลิน เป็นพ่อปลาการ์ตูนที่ต้องเลี้ยงลูกชาย นีโม่ เพียงลำพัง แต่โชคร้ายเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งนีโม่ถูกนักประดาน้ำจับตัวไป มาร์ลินจึงต้องร่วมมือกับปลาขี้ตังเบ็ดฟ้า ดอรี่ ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปพาตัวลูกชายของเขากลับมา Night at the Museum (2549) ผู้กำกับ : ชอว์น เลวี่ นักแสดง : เบน สติลเลอร์, โรบิน วิลเลี่ยมส์, เจค เชอร์รี่ ลาร์รี่ ต้องการจะพิสูจน์ให้ นิค ลูกชายของตนเห็นว่าเขามีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพ่อคนไหน เขาจึงได้ก้าวเข้ามารับทำหน้าที่ยามกะดึกของพิพิธภัณฑ์ โดยหารู้ไม่ว่าทุกค่ำคืนของที่นี่จะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น นั่นคือการที่หุ่นทุกตัวจะมีชีวิตขึ้นมาราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตจริง ๆ The Pursuit of Happyness (2549) ผู้กำกับ : แกเบรียล มัคซิโน่ นักแสดง : วิลล์ สมิธ, เจเดน สมิธ, แธนดี นิวตัน จากปัญหาการเงินที่ฝืดเคืองภายในครอบครัว ลินดาผู้เป็นภรรยาจึงเดินทางไปหางานที่นิวยอร์ก ทิ้งให้คริสและคริสโตเฟอร์ สองพ่อลูกต้องผจญกับความยากลำบากกันสองคน แต่ด้วยความเป็นมุ่งมั่นของคริส เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้สักวันหนึ่งชีวิตของเขากับลูกชายจะได้ผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายและได้พบกับความสุข Hotel Transylvania (2555) ผู้กำกับ : เกนดี้ คาร์คาครอฟสกี้ นักแสดง : อดัม แซนเลอร์, ไมค์ลี่ย์ ไซรัส, แอนดี้ แซมเบิร์ค, เควิน เจมส์, เดวิด สเปดด์ Hotel Transylvania คือโรงแรมสุดหรูของท่านเคาท์แดร็กคูล่าสร้างไว้เพื่อให้เพื่อนพ้องภูตผีปีศาจได้มาสังสรรค์กัน ทว่าในวันฉลองวันเกิดปีที่ 118 ของ มาวิส ลูกสาวของเขา ดันมีมนุษย์ชายหนุ่มหลงเข้ามาเช็กอินที่โรงแรม แถมยังมีท่าทีจะตกหลุมรักกับมาวิสเสียด้วย งานนี้ผีดูดเลือดผู้พ่อจึงต้องไว้ลายออกตัวปกป้องลูกสาวจากมนุษย์หนุ่มเต็มที่ Delivery Man (2556) ผู้กำกับ : เคน สก็อตต์ นักแสดง : วินซ์ วอห์น, คริส แพรทท์, แจ็ค เรย์นอร์, แมทธิว ดาแดริโอ เดวิด ผู้ชายที่ไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรเลย ได้ทำการบริจาคสเปิร์มของตนเองไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ส่งผลให้ในวันนี้เขากลายเป็นพ่อของเด็ก 533 คนโดยไม่รู้ตัว เขาจึงต้องพิสูจน์ตัวเองกับการออกเดินทางไปพบลูก ๆ ของตนเอง เพื่อแสดงบทบาทความเป็นพ่อเท่าที่ตนเองจะสามารถทำได้ Goosebumps (2558) ผู้กำกับ : ร็อบ เล็ตเตอร์แมน นักแสดง : แจ็ค แบล็ค, ดีแลน มินเน็ตต์, โอเดยา รัช, เอมี ไรอัน, ไรอัน ลี แซค เด็กหนุ่มที่ย้ายบ้านมาใหม่ได้พบว่าเพื่อนบ้านของเขา ฮันนาห์ เป็นลูกสาวของนักเขียนวรรณกรรมสยองขวัญแถมหวงลูกสาวอย่าง อาร์. แอล. สไตน์ ในวันที่แซคเข้าไปในบ้านของฮันนาห์แล้วเผลอปล่อยสัตว์ประหลาดนานาชนิดออกมาจากหนังสือ สไตน์จึงต้องวางความอคติที่มีต่อแซคและฮันนาห์ แล้วร่วมมือกันออกไปตามล่าสัตว์ประหลาดกลับสู่หนังสือ ก่อนที่พวกมันจะเข้าไปถล่มเมืองจนเละ Fathers (2559) ผู้กำกับ : พลัฏฐ์พล มิ่งพรพิชิต นักแสดง : อัษฎา พานิชกุล, ณัฐ ศักดาทร, สินจัย เปล่งพานิช ฝุ่นและยุกต์ คือคู่ชายรักชายที่รับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง พ่อทั้งสองคนต้องรับหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับ บุตร เด็กชายตัวน้อยที่นับวันค่อย ๆ เติบโตขึ้น พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าทำไมคนที่ไปงานวันแม่ที่โรงเรียนกับเขาไม่ใช่คุณแม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นความรักจากฝุ่นและยุกต์ก็ยังคงเป็นรูปธรรมชัดเจนเพียงพอให้พวกเขาทั้งสามประคับประคองความเป็นครอบครัวเอาไว้

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ห๊ะ !! 8 พระเอก ที่เขายืนยันว่ายังโสดจริ๊ง!!
วี วีรภาพ /  หนุ่ม ศรราม / 

          ก็ไม่รู้สินะว่าเรื่องของความโสดนี่จะจัดว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่ที่แน่ ๆบรรดาพระเอกตัวพ่อของวงการหลายต่อหลายคนก็ยังยืนยันว่าตอนนี้ยังโสดจริ๊ง….จริงเจ้าค้าเอ๊ะ !! แต่จะมีใครกันบ้างไปแอบส่องกันดูดีกว่าเนอะว่าโสดกันจริงอ่ะป่าว วี วีรภาพ    คาสโนว่าตัวพ่ออย่างหนุ่มวี วีรภาพนี่ก็เป็นอีกหนึ่งรายที่ยืนยันว่ายังโสดสนิทจริงๆ ถึงแม้ว่าบางครั้งบางครา จะมีคนแอบเห็นหนุ่มวี ควงชะนีน้อยหุ่นดีมากหน้าหลายตา เดินช้อปปิ้งบ้าง หม่ำข้าวกันบ้าง แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าชะนีนางไหนจะปราบพยศของคาสโนว่าตัวพ่ออย่างหนุ่มวีได้สักนาง เฮ่อ!! งานนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อไป เพราะHE ยืนยันว่ายังโสด 100% หนุ่ม ศรราม    แหมตอนนี้กลับมาเป็นพระเอกสุดฮอตอีกครั้ง สำหรับพ่อขุนไกร เฮ้ย !! หนุ่ม ศรราม เพราะกระแสละครเก่ากลับมาฉายใหม่อย่างสายโลหิต ทำให้คนพูดถึงนายหนุ่ม ศรราม มากขึ้นเป็นกอง แต่ประเด็นหลักตอนนี้HE ยังนั่งยันและนอนยัน ว่ายังโสดสนิทเหมืนเดิม ก็ไม่รู้สินะว่าต่อไปนายหนุ่มจะดำเนินรอยตามรุ่นพี่อย่างผู้ชายที่ดูอบอุ่นอย่าง หนุ่มก้อง สหรัถ หรือเปล่าที่มีเมียแล้ว แต่กว่าจะเปิดตัวก็ปาเข้าไปจะ 50 อุ๊ย!! แม่เจ้าเรียกว่าทำเอาสาวๆ ฝันสลายไปตามๆ กันเลยจ้า แท่ง ศักดิ์สิทธิ์    แหม…ก่อนหน้านี้ทำเอาคนต๊กใจไปตามๆ กันเพราะคิดว่า หนุ่มแท่ง ศักดิ์สิทธิ์ พระเอกรุ่นใหญ่ของเราแอบไปซุกเมียซะแล้ว โถ...ก็ก่อนหน้านี้หนุ่มแท่งยืนยันว่ายังโสด ไม่มีแฟนจริงๆ จ้า แต่เพราะความขี้เล่นหนุ่มแท่งดันไปถ่ายรูปกับลูกของรุ่นน้องที่เพิ่งคลอดที่โรงพยาบาล พร้อมแคปชั่นลง IG ว่ามีลูกแล้ว เล่นเอาฮือฮาไปตามๆ เลยทีเดียว แหม...จะไม่ได้เมียก็งานนี้แหละน้า บอย ปกรณ์     ส่วนพระเอกหน้าหนวดขี้เล่นอารมณ์ดีสุดเกรียนอย่างหนุ่ม บอย ปกรณ์ ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่บรรดาแฟนคลับต่างพากันลุ้นว่าจะมีแฟนเมื่อไหร่ เพราะที่ผ่านมาทำท่าว่าจะมีแฟนหลายต่อหลายรอบ แต่จนแล้วจนรอดทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครได้เห็นหน้าหวานใจตัวจริงของหนุ่มบอย สักที มีแค่แอบควงคนโน่นบ้างคนนี้บ้าง แต่หนุ่มบอยก็ยังไม่ออกมายืนยันว่าหวานใจตัวจริงเป็นใครกันแน่ เอ้า !! ก็ต้องลุ้นกันต่อไปจ้า เกรท วรินทร    ส่วนพระเอกยิ้มเสน่ห์ละลายใจสาวอย่างหนุ่ม เกรท วรินทรก็เป็นอีกหนุ่มที่มีท่าทีกรุ้มกริ่มกับสาวคนโน่นทีคนนี้ที เป็นข่าวบ้างไม่เป็นข่าวบ้างจนตอนนี้ถูกมองว่าเป็นเสือซ่อนเล็บไปแล้ว แต่ทุกวันนี้HE ก็ยังยืนยันว่ายังโสดอยู่นะค้า โถก็ไม่รู้ว่าถ้าเปิดตัวแฟนแล้วจะทำให้เรตติ้งตกจนผู้ใหญ่ไม่ปลื้มหรือเปล่า เป้ อารักษ์    ส่วนพระเอกมาดเซอร์ อย่างหนุ่มเป้ อารักษ์ ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่สาวๆ ลุ้นหนักมากว่าเมื่อไหร่จะมีแฟนสักที เพราะตั้งแต่เลิกกับสาวแพนเค้ก เขมนิจ เพราะกระแสละคร หนุ่มเป้ก็ไม่เคยเปิดตัวว่าสาวใครอีกเลย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เคยมีภาพหลุดหนุ่มเป้แอบไปหม่ำข้าวกับนางแบบ หน้าใหม่ 2 ต่อ 2 แล้วก็ตาม โถก็ไม่รู้ว่าที่ไม่เปิดเพราะไม่มีจริงๆ หรือว่าแอ๊บก็ไม่รู้สินะ งั้นสำหรับหนุ่มเป้เราคงต้องลุ้นกันต่อไป เจมส์ มาร์     อุต๊ะ !!เคยได้รับตำแหน่งสามีแห่งชาติไปแล้วแท้ๆ สำหรับบทบาททางด้านการแสดง แต่ชีวิตจริงทำไม๊..ทำไมชีวิต He ถึงได้รัดทดซะจริงๆ สำหรับพระเอกตาเม็ดก๋วยจี๊ อย่างหนุ่มเจมส์ มาร์ แค่ทุกวันนี้จะมีนางเอกคู่จิ้นด้วยกันยังลำบาก ส่วนเรื่องหวานใจตัวจริงดูท่ายังลำบากกว่าในละครซะอีก เจมส์ จิรายุ    เห็นทีงานนี้บรรดาแฟนคลับของลิงน้อยอย่างเจมส์ จิรายุ ต่างก็พากันลุ้นจนตังโก่งว่าตกลงแล้ว He จะเป็นเพื่อนชายหรือเพื่อนสาวกันแน่ เพราะนับวันความหน้าของหนุ่มจิก็ยิ่งหวานบาดใจซะเหลือเกินส่วนเรื่องแฟนนี่เห็นทีจะต้องลุ้นกันมากกว่า เพราะดูแล้วไม่มีวี่แววเลยว่าเจมส์ จิจะคบใคร ได้ แหมก็มีผู้จัดการคุมเข้มซะขนาดนั้นนี่เนอะ

โอม อัชชา เผยขับรถชนท้าย!! เหตุสุดวิสัย ทำใจมีดราม่า
โอม อัชชา /  โฬม พัชฏะ / 

    พระเอกหนุ่ม โอม อัชชา เล่าเหตุการณ์ขับรถชนท้าย เมื่อคืนวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ณ ถนนบางนา เผยขับรถกลับจากถ่ายละคร ไม่เร็ว และไม่ได้ประมาท แต่มีรถคันหนึ่งปาดหน้าตรงเส้นทึบทำให้คันถัดมาต้องเบรกกะทันหัน และชนท้ายกันต่อเนื่อง 3 คัน ซึ่งคันของหนุ่มโอมเป็นคันสุดท้ายที่ชน    บอกตอนนี้เป็นเรื่องของประกัน เคลียร์จบแล้ว เปรยเป็นเรื่องปกติบนท้องถนน ทำใจมีดราม่าเพราะตนเป็นคนมีชื่อเสียง แจงลงจากรถเพราะเป็นห่วงกลัวจะมีคนเจ็บ... รายละเอียดมีดังนี้        “เมื่อคืนวัน 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา จริงๆ ไม่มีอะไรเลยเพราะผ่านมาสองวันแล้ว เรื่องเกิดตรงหน้าโลตัสบางนา คือหลังจากถ่ายละครเสร็จ คือขากลับตรงนั้นมันมีเลนรถวิ่ง และเลนบังคับกลับรถ แต่รถของคันนั้นเขาแซงกรวยออกมา และรถคันหน้าสุดก็เบรก ผมเป็นเป็นคันที่ 3 ก็เบรกกะทันหัน เลยรถชนตูดกันนิดหน่อย”     “ตอนนั้นผมก็เบรกไม่ทันเพราะมันมีเลนในทางตรงเส้นบางนา ซึ่งฝั่งนั้นเขาเป็นเลนรอบนอกแต่แทรกกรวยออกมา เราก็ไม่คิดว่าเขาจะแทรกกรวยออกมาเพื่อยูเทิร์นรถ พอเขาแทรกเข้ามาปุ๊บเราทางตรงก็เบรกกะทันหันเพราะไม่คิดว่าเขาจะเข้ามา ผมเห็นนะแต่เบรกไม่อยู่ มันไม่ใช่แยก ซึ่งรถที่ออกมาเป็นคันผิดแต่พอขับแทรกออกมาก็เลยขับไปเลย คันที่วิ่งมาทางตรงก็เลยชนกันสามคัน ซึ่งตอนนี้เรื่องอยู่ที่ประกันแล้วไม่เกี่ยวกับผม เพราะก็จับคันที่ก่อเหตุไม่ได้”    “พอเกิดเหตุขึ้นผมก็ลงรถไปดู กลัวว่าคนขับคันอื่นจะเป็นอะไร และพอลงไปคุย คนขับคันหน้าก็ยังขอโทษเราด้วยซ้ำเพราะเขาก็เบรกไม่ทันเหมือนกัน เขาบอกถ้าไม่เบรกก็ชนคันข้างหน้าเหมือนกัน สรุปผมชนตูดทุกคน เลยรับเหมาไป 3 คัน”    “ไม่ตกใจ เพราะมันไม่ใช่เหตุที่รุนแรงและเราไม่ได้ประมาท มันไม่ใช่เส้นทางที่ประมาท แต่จังหวะมันชนก็ต้องชน อย่างรถผมก็เสียหายนิดเดียว เปลี่ยนบังโคลนหน้ารถนิดเดียว ไม่ได้มีใครได้รับบาดเจ็บเพราะเราไม่ได้ขับเร็ว วิ่งมาแค่ 40 เอง ส่วนสองคันหน้าที่ชนก็เสียหายนิดหน่อย แต่ปรากฎมันมีรูปผมออกมาเลยกลายเป็นเรื่องเท่านั้นเอง”    “ดราม่า นั่นคือสิ่งที่ขี้เกียจตอบว่ามันคืออะไร คือรถไม่ได้เป็นอะไร เป็นแค่อุบัติเหตุปกติบนท้องถนน ในแต่ละวันเท่านั้นเอง ไม่ได้รถคว่ำ ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ แค่ชนท้าย กับเรื่องนี้ผมไม่ได้กังวลใจอะไรเลย เป็นเรื่องปกติเพราะผมก็ชนบ่อย ปีนฟุตบาทยังหนักกว่านี้ เรื่องนี้เคลียร์ได้แต่ประกันเคลียร์ แต่พอเรามีชื่อเสียงคนเลยถามว่ามันคืออะไร ซึ่งมันธรรมดามาก ถ้าผมไม่ได้ลงจากรถก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ด้วยความเป็นห่วงว่าจะมีคนเจ็บเลยลงไปถามแค่นั้นเอง ซึ่งตอนนี้เรื่องจบเรียบร้อยแล้ว”      “สำหรับเรื่องภาพลักษณ์ผมว่าคนเราควรจะมีน้ำใจ ภาพลักษณ์เอาไว้ทีหลังเลยดีกว่า ซวยส่งท้ายปี ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี ถือว่าผ่อนหนักเป็นเบา ให้มันผ่านไป ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมถือว่าโชคดีที่มันเบา ฟาดเคราะห์ไปแล้วครับ” โอม อัชชา กล่าวขอขอบคุณ คลิปจากเฟซบุ๊ก Elixir SA   โอม อัชชา   โอม อัชชา  

45 กะรัตยังแจ๋ว!! ต้อม รัชนีกร สวยแซ่บคงกระพัน คว้ารางวัล นรสิงห์ ต้นแบบการทำดี!!
หม่อมราชวงศ์ จิราคม กิติยากร /  ต้อม รัชนีกร / 

  เป็นอีกหนึ่งนักแสดงรุ่นใหญ่ที่สวยแซ่บคงกระพันจนได้รับฉายา สาวสองพันปี อีกราย สำหรับนางเอกในตำนานวัย 45 กะรัตอย่าง ต้อม รัชนีกร ที่มาพร้อมกับชื่อใหม่ไฉไลกว่ากว่าเก่า ตอล ลภัสนันท์ พันธุ์มณีธนากร ที่ต้องนับว่าดวงเฮงสุดๆ หลังจากเปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่ เพราะช่วงนี้นางเอกในตำนานงานปังมีละครเพียบ แถมล่าสุด ต้อม รัชนีกร หรือ ตอล ลภัสนันท์ ได้ถูกคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลประกาศเกียรติคุณรางวัล นรสิงห์ ครั้งที่ 1 โดย หม่อมราชวงศ์ จิราคม กิติยากร เพื่อมอบให้กับบุคคลที่เป็นต้นแบบในการทำดี และ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศชาติ มีหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งคัดเลือกโดยคณะกรรมการ สมาคมเสริมสวยแห่งประเทศไทย สมาคมบุคคลต้นแบบ ทดแทนคุณแผ่นดินแห่งประเทศไทย ร่วมกับโครงการบุคคลต้นแบบ คนดี 4 แผ่นดิน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ นับว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของ สาวต้อม เลยก็ว่าได้   "เป็นความภาคภูมิใจมากคะกับรางวัลนรสิงห์ คือรางวัลที่ซื่อสัตย์สุจริตกับในด้านอาชีพการงาน ในสิ่งที่เราได้ทำมา ในส่วนของตอลเองได้ในสาขานักแสดง ที่เกี่ยวกับรำไทย เป็นสิ่งที่เราซื่อสัตย์และปฏิบัติมาในหน้าที่การงาน ที่เป็นส่วนสำคัญของเรามาตลอดชีวิต ทั้งการสืบสานงานด้านการรำ การแสดงทางหน้าจอทีวีและความภาคภูมิใจในการถ่ายทอดความสามารถของตัวเองได้ถวายงานต่อหน้าพระพักตร์มาตลอด เป็นสิ่งที่เราภูมิใจมาก ไม่เคยคิดที่จะทำในด้านนี้ไปในทางที่เสื่อมเสีย และที่สำคัญรู้สึกภูมิใจกับรางวัลนี้มาก เพราะทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำและถ่ายทอดวิชาความรู้ เป็นคุณครูด้วย ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษเราได้สืบสานวิชารำไทยนาฏศิลป์มาแล้วหลายรุ่น ตอลก็ใช้ความรู้ความสามารถที่ตัวเองมีถ่ายทอดสืบไปอีก ไม่ให้มรดกไทยสืบหายไปอย่างแน่นอน" ต้อม รัชนีกร   ต้อม รัชนีกร   ต้อม รัชนีกร   ต้อม รัชนีกร