กายบริหาร

ปวดหลังเรื้อรัง สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ปวดคอ /  ปวดหลัง / 

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า  โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อยๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะมีการตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว  แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้  ซึ่งที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการ ปวดหลังเรื้อรัง เพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานช่วงอายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี  สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปวดหลัง เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป  ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้า ซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากหรือปวดน้อยขึ้นอยู่ว่ากดมากหรือน้อยเป็นสำคัญ ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง  เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังและร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษา ส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด  แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็ง และบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทคือการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี ในช่วงเวลาทำงานโดยการหลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน เป็นระยะเวลานานๆ หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ลดน้ำหนักให้สมดุลกับร่างกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

ปวดคอ แบบไหนส่ออันตราย
ปวดกล้ามเนื้อ /  ปวดคอ / 

อาการปวดบริเวณต้นคอ บ่า สะบัก เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเกิดอาการลักษณะนี้มาก่อน และบางรายหาทางออกด้วยการใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง มากน้อยแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็หวนกลับมาเป็นอีก บางรายปวดเรื้อรังจนแยกไม่ออกว่าเป็นแค่ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดเพราะสาเหตุอื่น อาการปวดคอพบได้ในคนหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานในสำนักงาน หรือชาว Office นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือพิมพ์แป้นพิมพ์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ เป็นสาเหตุของอาการปวดคอที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์บ่อยมาก อาจปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือปวดเรื้อรัง ถ้าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อจะไม่ค่อยก่อปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าปวดรุนแรงมากเพราะหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณกระดูกต้นคอเสื่อม แล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาท หรือไขสันหลัง อาการปวดชนิดนี้นับว่าเป็นอันตราย รู้จักหมอนรองกระดูก คอและหลังของคนเราจะประกอบด้วยกระดูกสันหลังหลายๆ ข้อมาต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีอวัยวะชนิดหนึ่งคั่นอยู่เรียกว่า หมอนรองกระดูก ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ วงรอบนอกจะมีลักษณะเป็นวงแหวนที่มีความหยุ่น เหนียว คล้ายยางรถยนต์ และใจกลางวงแหวนนี้จะมีลักษณะเป็นเหมือนเจลใสๆ ทั้งหมดมีหน้าที่รับแรงกระแทกและมีความยืดหยุ่นในตัว ทำให้เราเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น นอกจากพฤติกรรมใช้งานคอและหลังแบบผิดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมแล้ว อายุที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุของหมอนรองกระดูกเสื่อมเช่นกัน เพราะภาวะนี้เป็นการเสื่อมตามธรรมชาติ เมื่ออายุเกิน 30 ปี โปรตีนที่อยู่ในเจลซึ่งอยู่ข้างในหมอนรองกระดูก รวมถึงวงแหวนรอบนอกจะเริ่มเสื่อม อีกทั้งยังสูญเสียความยืดหยุ่นและคุณสมบัติการรับแรงกระแทก ทำให้เวลาขยับตัว กระแทก หรือใช้งานมากๆ จะทำให้วงแหวนที่อยู่รอบๆ เจลดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่ยึดระหว่างข้อต่อแต่ละข้อเปื่อยยุ่ยและฉีกขาดในที่สุด จนเนื้อของหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนไปข้างหลัง เบียดอวัยวะสำคัญที่คอ คือไขสันหลังที่ต่อมาจากสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย หรือเส้นประสาท ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อน จนทำให้ความแข็งแรงในการยึดกันของข้อกระดูกสันหลังลดลง ร่างกายจะพยายามสร้างหินปูน หรือสร้างเนื้อเยื่อโดยรอบข้อต่อให้หนาตัวมากยิ่งขึ้น จะยิ่งทำให้มีการกดทับช่องไขสันหลังมากขึ้น ระยะแรกอาจแยกไม่ออกว่าอาการปวดคอนั้น เป็นอาการปวดทั่วๆ ไป หรือปวดเพราะหมอนรองกระดูกเสื่อม แต่สามารถสังเกตได้โดย ถ้าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อจะมีอาการเมื่อใช้งาน พอได้พักอาการจะดีขึ้น แต่กรณีที่เป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม แม้จะพักผ่อนแล้วอาการไม่ค่อยจะดีขึ้น ยังคงปวดต่อเนื่อง อาการปวดคอแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่มีอาการปวดคออย่างเดียว ปวดมาถึงบ่าและสะบัก กลุ่มนี้ถึงแม้จะรักษาค่อนข้างง่าย แต่ก็เป็นอันตรายหรือภัยเงียบด้วยเช่นกัน เพราะผู้ป่วยคิดว่าไม่อันตรายจึงไม่มาพบแพทย์ แต่ความจริงแล้วควรมาพบแพทย์เพื่อแยกว่าเป็น Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับเส้นประสาท มีอาการแสดงคือ ปวดร้าวลงแขนไปจนถึงมือร่วมกับอาการชา รายที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ยกไหลไม่ขึ้น ขยับนิ้ว หรือกระดกข้อมือไม่ขึ้น นอกจากนี้ หากมีการกดทับเส้นประสาทที่ทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนใด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นลีบลงด้วย บางครั้งอาจลีบถาวร ถึงแม้จะทำการผ่าตัดแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้เมื่อทำการรักษาโอกาสหายมีมากกว่ากลุ่มที่หมอนรองกระดูกเสื่อมที่ไปกดทับไขสันหลัง กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง กลุ่มนี้จะมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจน ทำให้กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยอาจมีประวัติปวดคอเรื้อรัง ร่วมกับปวดลงแขนหรือลงขา หรือมีอาการชาร่วมด้วย ไปจนถึงมีอาการอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อบางส่วนเจ็บ กล้ามเนื้อมือลีบ หยิบจับของเล็กๆ หรือใช้มือทำงานที่ละเอียด เช่น กลัดกระดุม ผูกเชือกรองเท้าไม่ถนัด ตลอดจนมีอาการของการเดินเซ สูญเสียการทรงตัวที่ดีไป อาจมีอาการจนถึงขั้นควบคุมระบบการขับถ่ายได้ลำบาก ในอดีตกลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง จะทำการรักษาค่อนข้างลำบากและมีความเสี่ยงสูง เพราะระยะห่างระหว่างไขสันหลังกับหมอนรองกระดูก หรือหมอนรองกระดูกกับเส้นประสาทห่างกันประมาณ 1 มิลลิเมตร หรือไม่ถึงมิลลิเมตร แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย มีการนำเครื่องมือที่ดีมาช่วยในการผ่าตัดให้มีความแม่นยำและมีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยใช้กล้องขยายที่เรียกว่า “ไมโครสโคป” (Spine microscope) หลักการเหมือนกล้องจุลทรรศ์ที่นักเรียนใช้ดูจุลินทรีย์ในห้องทดลอง เป็นการส่องอนุภาคเล็กๆ ให้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจน นำมาสู่ความแม่นยำ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด ส่วนผลการผ่าตัดถ้าแก้ไขตรงจุดหรือไม่ปล่อยจนอาการเลวร้ายจนเกินไป ผลการผ่าตัดจะดี อาการปวด อาการชาจะหายไป และกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้ วิธีป้องกันและบรรเทาอาการปวดคอ ควรทำกายบริหารโดยพยายามออกกำลังกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบคอให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบริเวณคอเลย สามารถบริหารกล้ามเนื้อคอได้โดยการยืดและการเกร็งกล้ามเนื้อ ดังนี้ 1. การยืดกล้ามเนื้อ ก้มให้คางชิดอกค้างไว้ นับ10 วินาที แล้วเงยหน้าขึ้นในทิศทางตรงข้ามค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันแต่ให้หันหน้าและเอียงศีรษะไปในทิศทางซ้ายและขวา ค้างไว้ข้างละ 10 วินาที เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อให้มีการเคลื่อนไหว 2. การเกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความทนทานให้กล้ามเนื้อคอ ด้วยการเอามือดันศีรษะไว้ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็พยายามเกร็งคอเพื่อต้านแรงดันจากมือที่ดันศีรษะไว้ ให้ทำทุกทิศทางทั้งดันขมับด้านซ้ายและขวา หน้าผากและท้ายทอย การทำเช่นนี้จะช่วยให้คอได้ออกกำลังกาย ผู้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอ ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าอาการที่เป็นรุนแรงถึงขั้นเป็นหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลัง บางครั้งมาพบแพทย์เมื่อสาย ตอนที่โรคเป็นมากแล้ว ด้วยอาการเสียการทรงตัว หรืออาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย ควบคุมความสมดุลของร่างกายไม่ดี หกล้มง่าย หรือใช้มือทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้ เพราะควบคุมความละเอียดของกล้ามเนื้อไม่ได้ เป็นต้น จึงไม่อยากให้ประวิงเวลาในการมาพบแพทย์ เพราะคิดว่าอาการปวดคอที่เป็นๆ หายๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่อันตรายอะไร แล้วรอจนเป็นมากแล้วถึงมาพบแพทย์ อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาได้ ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี

10 วิธี ดูใจ ก่อนเป็นแฟน
คู่รัก /  ดูใจ / 

10 วิธีดูใจก่อนเป็นแฟน ความฝันและความปรารถนาของว่าที่แฟนเป็นอย่างไร แล้วที่เจอแล้วน่ะนิสัยตรงสเปกไหม? . . ...   1.ถ้าชายใดอยากได้แฟนเป็นแม่บ้านแม่เรือน และเป็นฝ่ายรับเหมางานบ้านไปรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว หนุ่มๆ ก็ควรสังเกตเอาก็ได้ ว่าสาวที่เขาคบหาอยู่ เธอชอบงานบริการสมาชิกในครอบครัวเป็นชีวิตจิตใจรึเปล่า ไม่ใช่รักที่จะเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน ตลอดเวลา ก็คงอุทิศชีวิตให้กับอาชีพการงานมากกว่าตรงข้าม หากคุณเป็นหญิงที่ปรารถนาคู่ครองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง แต่ไอ้ที่มีอยู่ดูแล้วไม่ค่อยอยากรับผิดชอบอะไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรับผิดชอบไม่ได้ เช่น เสื้อผ้าใส่แล้วก็ทิ้งกองไว้เป็นเดือน หรือจานชาม กินแล้วก็ทิ้งไว้จนแมลงสาบแทะล่ะก็ จะยอมเสี่ยงเลือกคนนี้ เป็นแฟนไหมล่ะ . ...   2. ให้ความสำคัญกับวันสำคัญของเราไหม เช่น ครบรอบวันที่สารภาพรักครั้งแรก, วันคล้ายวันเกิด, จูบครั้งแรก หรือวันออกเดทแรก เหล่านี้ถือเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับผู้หญิง และเธอก็คาดหวังว่าแฟนก็ควรจำได้ด้วย แม้จำได้ไม่หมดแต่จำได้ บ้างก็ยังดี เพราะงี้ถ้าคุณเป็นฝ่าย "ไม่เอาไหน" ในเรื่องความจำ แต่ดันไปรักไปชอบกับคนจำแม่น จำเก่งล่ะก็ ถ้ายังไปกันรอดก็เชื่อเค้าเลย แต่ถ้ารีบปรับตัวก็ยังพอทำเนา . ...   3. สุขภาพเป็นอย่างไร คนที่คุณชอบพออยู่นั้น มีปัญหาสุขภาพด้านใดอยู่หรือเปล่า ? เช่น เป็นมะเร็ง, เป็นลูคิเมีย หรือเป็น เอดส์ไหม ถ้ารู้ล่วงหน้าจะได้หาทางช่วยเหลือได้ทัน แต่หากเป็นเอดส์นี่ก็น่าคิดนะว่ายังควรจะเอามาทำแฟนอีกเหรอ อย่าว่าแต่เอดส์เลย ที่ควรระวัง เพราะแม้แต่โรคซิฟิลิส หรือโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ควรถอนตัวไปซะเถอะ แต่ถ้าไม่สบายอย่างอื่น เช่น เจ็บคอเป็นหวัดอะไรเงียะ ควรประคบประหงมดูแลต่อไป คนเราลองจะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากของกันและกันก็ควรเอาใจใส่หน่อย . ...   4. ประวัติครอบครัวเป็นไงบ้าง คนที่คุณชอบพอนั้น เค้ามีความรักความผูกพันหรือขัดแย้งกับใครเป็นพิเศษ ในครอบครัวหรือเปล่า? สมาชิกในครอบครัวของเค้าลงรอย กันไหม? ถ้าไปเจอคนที่สมาชิกในครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกันดี ก็น่าจะส่อเค้าที่ดีว่า เค้าน่าจะเป็นคนรักครอบ-ครัว และให้ความสำคัญของครอบครัวนะ ว่าแต่ต้องตรองดูเหมือนกันนะว่า ครอบครัวไหนที่เค้ารักมากกว่ากัน เอ๊ะ จะเป็นครอบครัวเดิม หรือครอบครัวใหม่ที่คุณทั้งคู่กำลังจะเริ่มต้นด้วยกัน . ...   5. ความเลื่อมใสและศรัทธา พอจะไปกันได้ไหม เชื่อไหมว่า แม้คนที่มีความแตกต่างกันสุดขั้ว แต่ถ้าเปิดใจกว้างและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน คู่รักคู่นั้น ก็สามารถครองรักกันได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน เหตุนี้ ถ้ายังมีอะไรที่เข้าใจไม่ตรงกัน ก็ควรคุยกันก่อนจะได้ไม่เสียใจทีหลัง . ...   6. ชอบและไม่ชอบอะไรบ้างสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหนที่คนที่คุณแอบรักชอบบ้างน้า? จะได้ดอดไปเที่ยวกันสองต่อสองไง หรืออาหารจานเด็ดประเภทใดที่เราชอบเหมือนๆกัน จะได้ หิ้วกันไปดื่ม ดริงก์ เจี๊ยะจ๊าบกันให้อร่อยเหาะสักที ถ้าชอบอะไรคล้ายกันมันก็ดีไปอย่าง เพราะจะได้ไปไหนมาไหนหรือมีกิจกรรมร่วมกันดีออกแต่ถ้ามีที่ชอบไม่เหมือนกัน ก็อย่าได้ถอดใจตีจากกันไปซะก่อน เพราะบางทีการเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบต่างกันอาจส่งผลดีกว่าในแง่ที่จะได้เปิดโลกทัศน์ ใหม่ๆก็ได้นะ . ...   7. งานอดิเรกชอบทำอะไร เค้าชอบทำอะไรยามว่างบ้างล่ะ ดูหนังฟังเพลง หรือชอบไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ แล้วช็อปปิ้งไปด้วย หรือนิยมไปออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายที่โรงยิมหรือฟิตเนส บางคนชอบไปเล่นตีแบด หรือหวดลูกสักหลาดก็ขึ้นอยู่กับความถนัด งานอดิเรกเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยบอกให้รู้ได้ว่า คุณกับเค้าจะไปกันได้ไหม? . ...   8. ความต้องการทางร่างกาย เค้ามีแรงขับทางเพศแบบนักรักบันลือโลก หรือแบบขันทีที่ไม่ค่อยอยากร่วมรัก (แต่เอ บางคนอาจมีอารมณ์เยอะ ทว่า ไม่ค่อยได้ออกกายบริหารก็ได้นะ) กันแน่? ซึ่งแรงสิเน่หาอยากร่วมรักนี่แหละเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาชั่งใจกันให้ถี่ถ้วน เพราะถ้าเค้าเซ็กซ์จัดเหลือเกิน วันๆเอาแต่คิดถึงเรื่องหลีสาว แถมยังสะสมวีซีดีเอ็กซ์ไว้เพียบ ตรงข้าม คุณกลับเฉยๆชาๆกับความต้องการในด้านนี้ ขืนจับคู่กันระวังจะเกิดความ ไม่สมดุลทางเพศได้นะ หรือถ้าคุณเป็นจอมหื่น แต่เค้าไม่ชีกอแถมยังไม่ปึ๋งปั๋งปรู๊ดปร๊าด ก็ยากที่จะไปกันได้ดี เฮ้อ! มีรักทั้งทีก็กลับมีเรื่องเซ็กซ์มาขวางซะได้ . ...   9. การวางแผนครอบครัวก่อนไหม เอ๊ะ ถ้าร่วมหัวจมท้ายกันไป เราจะรีบมีลูกหรือชะลอไว้ก่อน เมื่อไหร่ที่พร้อมในด้านทรัพย์สมบัติค่อยเลิกคุมกำเนิดก็ได้นี่ ของพรรค์นี้ถ้าคุยกันอย่างเปิดใจก่อนก็น่าจะดี ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวคงได้ทะเลาะกันจนต้องเลิกราไปตามกรรมใครกรรมมันหรอก . ...   10. การสมรส ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะเป็นฝั่งเป็นฝาซะที แล้วคนที่คุณคบอยู่ตอนนี้เค้าเป็นคนที่ใช่แน่แล้วเหรอ? คุณมองเค้าแล้วเห็นอนาคตร่วมกันหรือเปล่า? ไม่ใช่ มองเห็นแต่ความว่างเปล่า หรือเต็มไปด้วยความไม่ พร้อมของทั้งคู่ ทั้งสองพร้อมจะรักและให้อภัยในความถูกมั่งผิดมั่งของกันและกันจริงนะ ถ้าในเมื่อยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้อยู่ ก็ขอให้เลือกด้วยหัวใจและใช้สมองติ๊ดนึง ขืนเบื่อกันทีหลังล่ะ .

30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม
10 อันดับ /  กิจกรรมปิดเทอม / 

เย้ .. ตอนนี้ก็เข้าสู้ช่วง ปิดเทอม กันแล้ว เพื่อนๆทีสอบเสร็จก็คงนอนดึกตื่นสายกันแน่ๆ แต่ว่าปิดเทอมนี้เพื่อนๆวางแผนทำ?กิจกรรมช่วงปิดเทอม อะไรกันบ้างคะ ? ถ้ายังตาม teen.mthai มาดู 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม กันดีกว่า รับรองว่าปิดเทอมนี้ไม่เบื่อไม่เซงแน่นอน ^^ 1. เที่ยวทะเล..ฮาเฮ ถ้าเปิดเทอมหน้าร้อน ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปทะเลนะจ๊ะ หอบชุดว่ายน้ำเก๋ๆ บิกินี่ตัวเก่ง ไปเดินริมหาด เล่นน้ำทะเลใสๆ ที่หมู่เกาะสิมิลัน ไปอาบแอดริมชายหาดแถวๆ หมู่เกาะพีพี ก็เก๋ไม่เบา.. หรือจะไปดำน้ำ ดูปะการังที่หาดกะตะ จ.ภูเก็ต ก็น่าสนใจดีนะคะ.. ว่าแล้ว ก็แพ็คกระเป๋า ออกเดินทางกันเล้ยยยย 2. ตะลอนทัวร์กรุงเทพฯ ไม่อยากไปเที่ยวไหนไกลๆ กลัวเหนื่อย กลัวเปลือง ห่วงบ้าน ห่วงแฟน ไม่เป็นไร เที่ยวในกรุงเทพฯ นี่แหละ ดีที่สุด ไปเลย จะเดินห้าง ตากแอร์ เข้าวัดไหว้พระ แวะช้อปของร้านมือสอง ชมพิพิธภัณฑ์ซาบซึ้งศิลปะ สูดอากาศตามสวนสาธารณะ นั่งเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ถ่ายรูปรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ลองลิสต์รายชื่อสถานที่ ที่ยังไม่ได้ไปให้ครบ แล้วไปลุยกันเลย 3. ตะเวนกินของอร่อย วิธีพักผ่อนง่ายๆ ฉบับคลายเครียดช่วงปิดเทอม รวมก๊วนเพื่อนสนิทให้ครบ แล้วพากันไปกิน กิน และกิน ที่ไหนว่าดี ร้านไหนเจ๋ง ไล่เก็บให้หมด ทั้งของหวาน ของคาว ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เค้ก ไอศกรีม ฝรั่ง ไทย จีน อย่าให้พลาด.. การได้กินของอร่อยๆ นี่ล่ะสุขที่สุดแล้ว 4. ขี่จักรยาน การออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานนี่ล่ะ .. ใช่เล้ยย สองข้างทางเป็นต้นไม้เขียวๆ สดชื่น แจ่มใส จะเป็นตอนเช้าอากาศดีๆ รับวันใหม่ หรือจะเป็นตอนเย็น แดดร่มลมตก ดูพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่เลวน๊า ขี่แบบออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ หรือขี่แบบท่องเที่ยวเพลิดเพลินกับธรรมชาติ ดูบ้านดูเมืองรอบเกาะอยุธยา 5. ออกค่าย ถ้าเบื่อการท่องเที่ยวที่หรูหรา ฟู่ฟ่า ลองชวนเพื่อนไปออกค่าย ทำกิจกรรมต่างจังหวัดกัน เพราะเดี๋ยวนี้มีโครงการออกค่ายของพี่ๆ มหาวิทยาลัย เช่น โครงการออกค่ายกับกลุ่มองค์กร NGO ก็มีที่น่าสนใจเยอะแยะเลย ขวนขวายกันสักนิด รับรองว่าปิดเทอมนี้ได้เพื่อนใหม่กลับมาเพียบ เว็บไซต์ที่น่าสนใจสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากออกค่ายอาสาเพื่อสังคมก็มี ลองเข้าไปเช็กข่าวสารกันได้ ว่ามีค่ายอะไรที่เราสนใจบ้าง ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง KNOCK KNOCK 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 6. โดดน้ำ เล่นน้ำตก ถ้าอยู่บ้านร้อนนัก ก็ไปหาที่ดับร้อนกัน ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการเที่ยวทะเล ไปเที่ยวน้ำตกดูบ้าง อย่างน้ำตกทีลอซู จ.ตาก คนจริงที่รักการท่องเที่ยวพลาดไม่ได้เลย เพราะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง น้ำไหลแรงตลอดปีออกแนวผจญภัยหน่อยๆ จะนั่งรถ หรือล่องแพเข้าไปก็ได้ เห็นน้ำใสๆ นั่งหย่อนเท้าเล่น หรือกระโจนลงน้ำคลายร้อนกันก็มันสะใจไปเล้ย 7. ล่องแก่ง ถ้าชีวิตรักความท้าทาย อย่ามัวแต่กล้าๆ กลัวๆ ปิดเทอมทั้งทีไปล่องแก่งกันดีกว่า ได้ล่องเรือ ผ่านแก่งหิน สายน้ำเชี่ยว ชีวิตมีรสชาติดีออก เส้นทางที่น่าสใจก็มี ล่องแม่กลอง ทีลอซู ล่องแก่งเมืองกาญน์ ล่องออบหลวง จ.เชียงใหม่ แต่นะนำว่า ควรศึกษาช่วงเวลาและการพายเรือ อย่างปลอดภัยก่อน ..เมื่อพร้อมแล้ว ก็ ลุ้ยยยย... 8. Backpack.. แบกเป้แนวขาลุย ปิดเทอมนี้ แบกเป้คู่ใจพร้อมหนีบเพื่อนสัก 3-4 คน ไปเที่ยวสไตล์ติดดิน เอามันส์กันดีกว่า มีทุนหน่อย ก็ไปลุยที่ฮิปๆ อย่างทิเบต ญี่ปุ่น จีน หรือไม่ก็ไปภูฎานนั่นเล้ยย (ที่ความฮิตยังไม่สร่างซา) ส่วนใครนิยม ท่องเที่ยวไทย ก็ไม่ควรพลาด กิจกรรมเดินป่า ปีเขา พายเรือยแคนนู ขี่จักรยานเสือภูเขา เที่ยวกันสไตล์คนเอ็กซ์ตรีมสุดเหวี่ยงกันไปเลย 9. ท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) อย่ามัวทำตัวเชย ไม่เคยไปเที่ยวชม ชิม ซื้อผลิตภัณฑ์สวนเกษตรล่ะ ลองไปสัมผัสดู ได้ทั้งความรู้ เกี่ยวกับรูปแบบกิจกรรม และการประกอบอาชีพทางการเกษตรแบบรู้ลึก รู้จริง จะชมสวนกาแฟ ดูการผลิต ชิมกาแฟสด หรือจะไปนั่งล้อเกวียน ชมการปลูกผัก ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ เก็บผลผลิตกันที่ศูนย์วิจัยพืชสวน จ. แพร่ ก็สนุกไม่แพ้กัน ลองหาข้อมูล แล้วไปเที่ยวกัน รับรองว่า ได้เที่ยวเพลินจนลืมกลับบ้านแน่.. 10. ดูดาว ..เอาบรรยากาศ ไปเที่ยวต่างจังหวัดทั้งที ไม่ว่าจะภูเขาหรือทะเล ควรหาโอกาสแหงนมองฟ้า ดูดาวยามค่ำคืน แล้วจะรู้ว่าบรรยกาศแบบนี้ ไม่ได้หาดูง่ายๆ ในกรุงเทพฯ เลือกวันที่ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆ ฝนไม่ตก ดูดาวอยู่ริมหาด หรือดื่มด่ำบรรยากาศดาวเต็มฟ้า อยู่บนภูเขาสูงกับเพื่อนสนิท หรือคนรู้ใจ ช่างน่าอิจฉาจริงๆ 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 11. กินอาหารบนแพ ริมเขื่อน ถ้าขี้เกียจไปเที่ยวไหนไกลๆ ขอแนะนำให้ไปเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี หาที่กิน เปลี่ยนบรรยกาศบ้าง จะไปรถยนต์ หรือจะใช้บริการการรถไฟ ก็สะดวกเหมือนกัน ที่นี่มีจุดชมวิวที่สวยงาม ที่สำคัญ มีร้านอาหารให้นั่งชิลๆ กินบรรยกาศบนแพริมเขื่อนด้วย เกิดอากาศร้อนๆ ก็กระโจนลงน้ำเดี๋ยวนั้นเลยก็ยังได้ 12. กินอาหารทะเล.. ไม่เห็นต้องไปถึงทะเล ช่วงซัมเมอร์ ใครๆ ก็แห่ไปทะเลกัน ลองหนีผุ้คนมาพักผ่อนสบายๆ แบบบรรยกาศชายทะเล ใกล้กรุงเทพฯ กัน ที่ดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม กินอาหารทะเลสดๆ รับลมโชย หรือขับรถไปเที่ยวบางปู จ.สมุทรปราการ มีร้านอาหารทะเลการันตีความอร่อย เพียบบบบ มาช่วงเย็นๆ ดูพระอาทิตย์ตก ถึงจะเป็นน้ำกร่อย แต่ขอรับรอง ทริปนี้ไม่มีกร่อยแน่เจ้าค่ะ 13. เที่ยวฟาร์มนกกระจอกเทศ วันไหนอากาศดีๆ ขับรถไปเที่ยวฟาร์มนกกระจอกเทศกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ จังหวัดพิจิตร เพชรบุรี ลพบุรี หรืออย่างที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่ฟาร์มของ พล.ต. สนั่น ที่มีลักษณะเป็นรีสอร์ตให้พักค้างคืน สูดอากาศดีๆ มีบึงให้พายเรือ ขี่จักรยานหรือจะมาตั้งแคมป์ ท่ามกลางธรรมชาติ ชมไร่องุ่นและฟาร์มนกกระจอกเทศ ซื้อของฝากก่อนกลับ้าน ลองจัดโปรแกรมเที่ยวสัก 2 วัน 1 คืน ก็สนุกสุดๆ แล้ว 14. ชมเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ เที่ยวเมืองโบราณที่เดียวก็คุ้มสุดๆ เพราะที่นี่ได้จำลองสถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถานสำคัญๆ จากทุกภาคของประเทศ มาให้เที่ยวชมกันทั้งวัน ลองขับรถเที่ยวหรือเช่าจักรยานขี่รอบเมืองก็ได้ ศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมทั่วไทย แถมได้ถ่ายรูปกันเพลินเชียวล่ะ 15. สยาม โอเชี่ยน เวิลด์ ช่วงที่สยามโอเชี่ยน เวิลด์ เปิดใหม่ๆ น้องๆ คงกำลังขะมักเขม้นกับการเรียนกันอยู่ ปิดเทอม ก็ได้โอกาสไปลองของใหม่กับโลกใต้ทะเลแล้ว ที่นี่มีปลาทะเลสวยๆ สัตว์ทะเลหน้าตาแปลกๆ ในบรรยากาศเย็นๆ ให้ได้ตื่นตากันถึง 7 โซน ล่าสุดเขาจัดกิจกรรมดำน้ำกับฉลามด้วย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เอาต์แล้วจะหาไม่เตือน (นะเออ) 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 16. ไหว้พระเก้าวัด ช่วงนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชน กำลังรณรงคืให้วัยรุ่นไทย หันมาใส่ใจ และใกล้ชิดพระธรรมกันมากขึ้น เอ้า! เกาะกระแสกับเขาหน่อย ขอแนะนำให้ไปไหวัพระ 9 วัด ให้ได้บุยกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะวัดใน จ.อยุธยา เพราะที่นี่มีวัดสำคัญๆ มากมายอยู่ใกล้ๆ กัน สมัครพรรคพวกนั่งรถไฟออกจากกรุงเทพฯ ช่วงสายๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง เหมารถสามล้อพาเที่ยววัดทั่วเมือง แวะกินก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาก่อนกลับ ก็สนุกไปอีกแบบ 17. เวิร์ก แอนด์ ทราเวล อยู่ประเทศไทยร้อนนัก หนีไปเปิดโลก กับกิจกรรม เวิร์ก แอนด์ ทราเวลดีกว่า เพราะกิจกรรมนี้ น้องๆ จะได้ฝึกทั้งทักษะการทำงาน พร้อมกับได้เงินค่าตอบแทน ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง แถมให้รางวัลชีวิตด้วยการได้เที่ยว งานนี้ได้ทั้งฝึกภาษาและการใช้ชีวิต ยอมลงทุนสักนิด กำไรชีวิตก็รออยู่ตรงหน้า สนใจก็ไม่ยาก หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 18. เป็นล่าม  คนไหนที่มั่นใจในวิทยายุทธ์ทางภาษามากๆ แนะนำให้ลองหารายได้เสริมจากการเป็นล่ามดู งานนี้หาได้ไม่ยาก ลองศึกษาได้จากคุณครูสอนภาษาที่โรงเรียน หรือจากบริษัทรับงานโดยตรง ซึ่งก็ต้องทำใจกันหน่อย เพราะบริษัทหักค่าเปอร์เซ็นต์ไปบ้าง แต่กคุ้ม เพราะประสบการณ์แบบนี้ ท้าทายความสามารถมากๆ เลยค่ะ 19. เรียนทำอาหาร เพิ่มเสน่ห์ปลายจวัก ใครที่อยากเพิ่มสน่ห์ให้กับตัวเอง การเรียนทำอาหารก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ปิดเทอมทั้งที น่าจะลองไปทำอาหารกันสักคอร์ส สองคอร์ส พอจะมีวิชาติดตัวเพิ่มดีกรีให้กับตัวเอง จะเป็นอาหารไทย หรือนานาชาติ ของว่าง ขนมอบ ไว้ทำกินที่บ้านหรือเป็นของขวัญสำหรับรู้ใจ ก็เป็นความคิดที่ดีนะจ๊ะ เข้าครัวคราวหน้าจะได้มั่นใจขึ้นไง 20. เรียนจัดดอกไม้ เพิ่มความสดชื่นให้กับชีวิตและเติมสีสันให้กับวันว่าง ไปเรียนจัดดอกไม้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะมีความสุข อยู่ท่ามกลางดอกไม้หลากสีแล้ว ยังช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับผู้หญิงเราด้วยนะ เดี๋ยวนี้เขามีหลักสูตรการจัดให้เลือกตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแบบสากลที่สอนกันตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงเป็นมืออาชีพ หรือทำเก๋เรียนการจัดแบบอิเคบานะ (Ikebana) แบบญี่ปุ่นก็อินเทรนด์น่าดู 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 21. เรียนต่อผ้า Quilt ถักนิตติ้งก็เบื่อแล้ว ปักครอสติช ก็งั้นๆ ลองมาเรียนต่อผ้า แบบ Quilt กัน ศิลปะการเย็บผ้าแบบต่อๆ กันที่น่ารักมากๆ เลยล่ะ ได้ใช้ทั้งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ผลงาน เป็นลวดลายต่างๆ ตามใจชอบ ทำเป็นปลอกหมอน ผ้าปูโต๊ะ หรือพลิกแพลงเป็นของขวัญ จากวันว่างไม่ซ้ำใครก้ยังได้ 22. เรียนดนตรี  "ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก" สำนวนนี้ยังใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ไม่อยากตกเทรนด์ก็ควรหาคอร์สเรียนดนตรีกัน จะเรียนกีตาร์ไว้โชว์เพลงอะคูสติกใสๆ ไวโอลิน เพิ่มความคลาสสิกให้ชีวิต หรือจะตีกลองเพิ่มเสน่ห์ก็เท่ไม่เบา หรือใครชอบร้องมากกว่า ก็มีโรงเรียนสอนร้องเพลงให้เลือกมากมาย ร้องเพลงเพลินพร้อมฝึกพลังเสียง เพิ่มพลังปอดไว้ไม่เสียหาย 23. เรียนภาษา เดี๋ยวนี้รู้ภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษอย่างเดียวคงไม่พอแล้วล่ะ ก็โลกเราน่ะหมุนเร็วออกอย่างนี้ ต้องตามกันให้ทันนะ ว่างๆ ก็ควรไปเรียนภาษาที่ 3 ที่ 4 เพิ่มเติมเอาไว้ จะเป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่งเศส เยอรมัน ล้วนดีและมีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะการเรียนภาษา คือเรียนทั้งภาษาที่ใช้สื่อสาร และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ไปเรียนภาษาพัฒนาสมองซีกซ้ายกันเถอะ 24. เรียนถ่ายรูป นอกจากจะชอบโพสต์ท่าอยู่หน้ากล้อง คงจะดีไม่น้อย ถ้าได้เรียนรู้การเป็นตากล้องเท่ๆ ด้วยการเทคคอร์สสั้นๆ ช่วงปิดเทอม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล หรือกล้อง Manual คราวหน้าไปเที่ยวที่ไหนก็ได้เก็บภาพประทับใจสวยๆ ด้วยฝีมือตัวเองไง 25. เรียนศิลปะป้องกันตัว สังคมสมัยนี้ มีภัยมืดรอบด้าน ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เรียนเทคนิคการป้องกันตัวไว้ให้พ่อแม่อุ่นใจก็ไม่เลวนะ จะเลือกป้องกันตัวแบบไทยๆ อย่างมวยไทย หรือจะไปเรียนเทควันโด้ คาราเต้ หรืออินเทรนด์หน่อยก็ต้องเรียนไอคิโด้ ที่ฝึกได้ทุกเพศทุกวัย เน้นการป้องกันตัวทุกรูปแบบ ที่สำคัญมีวิธีป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง โดยไม่ต้องใช้กำลังตัวเองมากด้วย อยากรู้ต้องไปลอง 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 26. ทำงานพาร์ตไทม์..หารายได้ เบื่อไปเที่ยวมากนัก ก็มาหางานทำเพิ่มประสบการณ์และรายได้กัน ที่ฮิตๆ ก็นี่เลย! เป็นพนักงานประจำร้านอาหารตามห้างสรรพสินค้า สเวนเซ่นส์, พิซซ่า, สาร์บัคส์, แมคโดนัลด์ จะบอกว่า นอกจากจะได้เงินค่าขนมลดภาระที่บ้านแล้ว การทำงานเหล่านี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดี และเป็นประโยชน์กับการทำงานในอนาคตด้วยล่ะ 27. ทำธุรกิจ..หาเงินค่าขนม ว่างๆ ช่วงนี้ลองสำรวจข้าวของในบ้านสิ ว่ามีเสื้อผ้าหรือของใช้สภาพดีอันไหนบ้างที่ไม่ได้ใช้แล้ว ลองรวบรวมไว้ แล้วนัดเพื่อนๆเปิดท้ายขายของกัน ไม่ว่าจะเป็นทีสยามตอนค่ำๆ โลตัสพระราม 4 บิ๊กซี สะพานควาย หรือตลาดนัดจตุจักรก็ได้ งานนี้ได้ทั้งเงินและประสบการณ์ แถมสนุกด้วยนะเออ 28. เดินถนนข้าวสาร ดูของรายทาง ปิดเทอมแล้วไม่ต้องกังวลว่า ต้องรีบกลับไปทำการบ้าน ได้เวลาเถลไถลแล้ว ไม่ต้องไปที่ไหนไกลเลย เพราะที่ถนนข้าวสาร มีกิจกรรมที่หลากหลายให้ทำกันตลอดสาย ตั้งแต่เดินดูของเก๋ๆ ถักผมเปลี่ยนแนว เพ้นต์เล็บเพิ่มสีสัน ดูดวงเสริมชะตา พอหิวก็มีของให้ซื้อกินกันเพลินๆ เต็ม 2 ข้างทาง แถมมีหนุ่มๆ สาวๆ ชาวต่างชาติเดินกันให้ควั่ก เปลี่ยนบรรยากาศดีออก 29. อยู่วัดฝึกสมาธิ กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับคนที่เบื่อสังคมเมืองที่วุ่นวาย และชีวิตที่เร่งรีบ ปิดเทอมหาเวลาปลีกตัวเข้าวัดสงบจิตใจกันดู วัดหลายแห่งมักจะจัดโครงการให้ผู้ที่สนใจ ได้มาอาศัยอยู่ที่วัด 5 วันบ้าง 7 วันบ้าง ตื่นเข้าสวดมนต์ เดินจงกลม นั่งวิปัสนา นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ เพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อมเริ่มต้นสู้กันใหม่ หรือใครมีหัวครีเอต ตามวัดในต่างจังหวัด เขาก็มีกิจกรรมให้เพนต์ผนังวัดด้วยนะ 30. ไปไหนไปกัน ช่วงเวลาหยุดพักยาวอย่างนี้ แนะนำให้ทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข ที่ไหน เมื่อไรก็ได้ที่เคยคิดไว้ตอนช่วงสอบ ว่าอยากจะทำ แล้วทำเสียให้ดมด ถือเป็นการให้รางวัลกับตัวเองที่เหนื่อยมาทั้งเทอม ปิดเทอมชาร์ตพลังให้เต็มที่ เพื่อเตรียมฟิตร่างกายและจิตใจไว้รับมือกับเทอมใหม่ไง ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง KNOCK KNOCK 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว
สุขภาพ /  เซ็กส์

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว    ถ้าพูดกันตรงๆ เปิดใจกันแฟร์ๆ สำหรับหนุ่มๆ เราแล้ว เรื่องเซ็กส์นี่เรื่องสำคัญเลยนะ แต่เราจะไม่ค่อยกล้าพูดกัน เพราะพอเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ที่ไร คนก็มักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดไม่ได้ เข้าข่ายโรคจิต ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แถมการมีเซ็กส์สามารถสร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว 1. ช่วยให้ไม่เครียด การมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยทำให้เราไม่เครียด หรือหากถ้าเราเครียดอยู่แล้วก็จะหายไป เพราะหลังเสร็จสิ้นการลงสมรภูมิรัก ร่างกายจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมาทำให้เรารู้สึกดี สบายคลายเครียด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราเกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณและจิตใต้สำนึกก็จะบอกตัวเองอยู่เช่นนั้น เมื่อเราสามารถมีเพศสัมพันธ์ และทำการได้สำเร็จ สมองก็จะมีความสุข เพราะเหมือนได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ลุล่วง 2. เพิ่มภูมิต้านทาน ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างต่ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณของ lgA (ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งพบมากในน้ำลาย) จะเพิ่มสูงขึ้น จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าเก่า ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นไข้หวัดง่าย 3. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีงานวิจัยระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที สามารถช่วยเบิร์นได้ถึง 85 แคลอรี แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะ ยิ่งเบิร์นได้ถึง 125 แคลอรีเลย ช่วยเบิร์นได้มากกว่าการปั่นจักรยานในฟิตเนสซะอีกนะเนี้ย 4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบลดน้อยลง เพราะในขณะปฏิบัติการ หัวใจจะเต้นเร็วเหมือนตอนที่เราออกกำลังกายเลย แล้วก็เครียดน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนดีขึ้น เคยมีงานวิจัยบอกว่าคนสูงอายุที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่ การเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่หยุดการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วด้วย  5. สุขภาพจิตดี เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ ขี้โรค เป็นที่ต้องการของคนอื่น เลยจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย สบายใจ เรียกว่าการมีเพศสัมพันธ์นี่ ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราดีขึ้นโดยรวมเลย 6. ช่วยลดการเจ็บปวด ถ้าเราเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกาย การมีเพศสัมพันธ์เป็นยาขนานเอก ที่ช่วยแก้ปวดได้ดีเลยละ ยกตัวอย่างถ้าเราปวดฟันอยู่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ ความปวดนั้นจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาให้เรารู้สึกดี สบายมากขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลบความเจ็บปวด ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงนั่นเอง 7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เพราะ ถ้าร่างกายไม่ได้หลังสเปิร์มออกมา มันจะดูดซึมกลับเข้าไปแล้วค่อยผลิตออกมาใหม่ จึงส่งผลอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วการไม่ได้ปลดปล่อยจะทำให้เราเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งเหมือนกัน 8. เกิดการกายบริหาร ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนเอวสักเท่าไหร่ การมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ คือการกายบริหารช่วงเอวที่ดีที่สุด แถมส่งผลดีไปถึงระยะยาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้วหกล้ม ก็จะไม่สะโพกหักได้ง่าย 9. นอนสบาย หลับสนิท หลักๆ เลย ก็เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยคลายความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่ก็จะคลายตัว แล้วพอร่างกายทั้งภายนอกและภายในพร้อม คุณเลยหลับได้สนิท ฝันหวานไปเลย           เห็นไหมว่า การมีเพศสัมพันธ์มีประโยชน์มากมายเลย ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟิตปั๋ง ด้วยการทานอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงสิ่งที่จะมาบั่นทอนสุขภาพซะ แล้วจะสุขภาพแข็งแรง มีเซ็กส์ที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นไปอีกไงล่ะ ที่มาจาก สุขภาพดี

เคล็ดลับ การดูแลสุขภาพในแบบ กิ๊ก กรกมล เจริญชัย (มีคลิป)
กิ๊ก กรกมล /  กิ๊ก กรกมล เจริญชัย / 

         กิ๊ก กรกมล เจริญชัย นักแสดงสาวสวย เริ่มต้นในวงการบันเทิงด้วยบทบาท สาวใสใส จากภาพยนตร์เรื่อง Art Idol มาพลิกบทบาทครั้งสำคัญอีกครั้งใน ภาพยนตร์ หอแต๋วแตกแหกนะคะ ที่กำลังจะเข้าโรงภาพยนตร์ ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ รับเทศกาล ฮัลโลวีน ให้หวีดสุดๆ แต่ทำงานหนักขนาดนี้ก็ยังดูบริ้งค์วิ้งวั้ง สวยสดใสอยู่ เธอต้องมีเคล็ดลับอะไรกันบ้างล่ะ ลองตามมาชม เทคนิคการดูแลตัวเองของเธอกัน วิธีการดูแลตัวเองในแบบ กิ๊ก กรกมล - ทานผักผลไม้ - ดื่มน้ำเยอะๆ - ออกกำลังกาย ด้วยการ วิ่ง ตีแบดมินตัน และ ยกเวท เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อย่างมีวินัย ทุกๆ 3 วัน - ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ลดแป้งและไขมันลง - ว่างๆ ระหว่างพักผ่อน ก็ กายบริหาร ตาม คลิปวิดีโอทั่วๆ ไป Clip VDO  และ เนื้อหา โดย Women MThai Team  ภาพประกอบโดย Covinus

บำรุงสมองและหัวใจ ด้วยหลัก 4 อ.
สุขภาพจิต /  ออกกำลังกาย / 

4 อ. บำรุงสุขภาพสมอง (หัวใจและจิตใจ) “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ” คนทั่วไป มักให้ความสนใจต่อการป้องกันโรคหัวใจ เพราะเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน จึงเป็นที่ตระหนกและกล่าวขานกันมาก การป้องกันโรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบ) พึงปฏิบัติให้ถูกต้องในเรื่องของ “4 อ.” ดังต่อไปนี้ 1. อาหาร หมั่นกินผักผลไม้ เมล็ดธัญพืช และเครื่องเทศ (เช่น พริก กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้) โดยกินเมล็ดธัญพืช (เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ลูกเดือย) และกล้วย ซึ่งให้แคลอรี (พลังงานในรูปของคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่) ประมาณวันละ ๑ กิโลกรัม กินผักและผลไม้ที่ไม่หวาน (ไม่ให้พลังงาน) ให้หลากหลายประมาณวันละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ควรกินโปรตีนจากปลาและเต้าหู้ (เมล็ดถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง) เป็นหลัก สามารถกินไข่ไก่วันละ ๑ ฟอง (ถ้าเคยตรวจพบไขมันในเลือดสูงควรลดไข่แดงลง) และนมพร่องไขมัน กินเนื้อเป็ดไก่ได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ควรลดเนื้อแดง (ได้แก่ เนื้อหมูและเนื้อวัว) ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง ควรกินน้ำมันพืช (ได้แก่น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก) แทนน้ำมันหมู และควรลดการบริโภคน้ำตาล น้ำหวาน และของหวาน ควรเลือกกินอาหารที่หลากหลาย สะอาด ถูกหลัก และสามารถทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์พอดี อย่าผอมไปหรืออ้วนไป มีการขับถ่ายอุจจาระเป็นก้อนโตแต่นุ่มและขับถ่ายง่ายทุกวัน 2. ออกกำลังกาย หมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เล่นฮูลาฮูป (เร็วๆ) เต้นรำจังหวะเร็ว เป็นต้น อย่างน้อย ๕ วันต่อสัปดาห์หรือวันเว้นวัน นานครั้งละ ๓๐ นาทีเป็นอย่างน้อย โดยให้รู้สึกมีเหงื่ออกนิดๆ และหัวใจเต้นเร็วขึ้นในแต่ละสัปดาห์ ยังควรออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (เช่น วิดพื้น ยกน้ำหนัก) และแบบยืดเส้นยืดสาย (เช่น กายบริหาร รำกระบอง โยคะ รำมวยจีน) ประกอบเป็นครั้งคราว 3. อารมณ์ นอนหลับให้เพียงพอ (ประมาณวันละ ๖-๘ ชั่วโมง) หลีกเลี่ยงการทำงานหักโหม อดหลับอดนอน ทำงานอดิเรก (เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี ร้องเพลง วาดภาพ อ่านหนังสือ) และหาทางพักผ่อนหย่อนใจ (เช่น ท่องเที่ยว ชมธรรมชาติ) ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดอารมณ์รุนแรงหรือเครียดจัด ฝึกสมาธิ เจริญสติ ทำงานช่วยเหลือสังคม และหมั่นฝึกมองโลกในแง่ดี ลดละการยึดมั่นถือมั่น 4. อันตราย ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่วนผู้ที่น้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน ความดันสูงหรือไขมันในเลือดสูงก็ต้องได้รับการรักษา และดูแลตัวเองจนสามารถควบคุมโรคได้ดีพฤติกรรม ๔ อ. ดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและหนาตัว (ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง) เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวายกะทันหันได้ พฤติกรรมดังกล่าวยังช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดสมองไม่ให้แข็งและหนาตัวได้เช่นเดียวกัน สามารถป้องกันอาการสมองเสื่อม และโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนั้น จึงกล่าวได้เต็มปากว่า “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ” นอกจากเรื่องของสุขภาพหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองแล้ว ยังมีสุขภาพของสมองด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่ของสมอง ได้แก่ การรับรู้ (การเรียนรู้ เชาวน์ปัญญา) ความรู้สึก (รวมทั้งอารมณ์) ความคิด และความจำ ซึ่งบางครั้งเรียกรวมๆ ว่า “จิต” หรือ “จิตใจ” ในการทำหน้าที่ของสมองให้สมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยพฤติกรรม 4 อ. ดังกล่าวเป็นพื้นฐาน และยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่พึงใส่ใจซึ่งจะขอกล่าวถึงเฉพาะที่สำคัญดังนี้ 1. อาหาร ควรเน้นเพิ่มเติมในการบริโภคไขมันที่มีชื่อว่า โอเมกา-3 (แบ่งย่อยออกเป็น DHA และ EPA เป็นต้น) ซึ่งมีมากในปลาทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด (เช่น ปลานิล ปลาดุก ปลาสวาย ปลาช่อน) และอาหารทะเล (เช่น ปลาทู ปลากะพง กุ้ง หอย ปลาหมึก) โอเมกา-3 จะถูกนำไปสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและปลอกหุ้มกิ่งก้านของเซลล์ประสาท ทำให้ความจำดี ถ้าขาดอาจทำให้สมองเสื่อมได้ ควรกินสัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้งหรือวันเว้นวัน ควรบริโภคพืชผักหรืออาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เช่น (ถั่วเหลือง เต้าหู้ บลูเบอร์รี่ องุ่น พริกไทย หัวหอม เซเลรี น้ำชา ช็อกโกแลต) ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีและอารมณ์ดี ทุกวันควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และอย่าอดอาหารหรือปล่อยให้หิว การทำงานของสมองต้องการน้ำ น้ำตาลจากอาหารที่บริโภค และออกซิเจน (จากอากาศที่หายใจ) ในการสร้างพลังงานแก่เซลล์สมอง ให้สามารถทำงานได้เป็นปกติ หากขาดอันใดอันหนึ่ง เช่น ขาดน้ำ ขาดอากาศ ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ไม่สดชื่น หากขาดอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการชักหรือหมดสติได้ 2. ออกกำลังกาย หมั่นทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง กระตุ้นการงอกของเซลล์สมองใหม่ ทำให้สมองทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล ความจำดี รู้สึกสดชื่น การฝึกหายใจลึกและช้า (นาทีละไม่เกิน ๑๐ ครั้ง) ก็ช่วยให้สมองได้ออกซิเจน มีผลดีต่อสมองและจิตใจเช่นเดียวกัน 3. อารมณ์ (ในที่นี้รวมถึงจิตใจที่ทำหน้าที่หลายด้าน รวมทั้งอารมณ์) ต้องหลีกเลี่ยงการเกิดความเครียด เพราะจะทำให้หลั่งฮอร์โมนสตีรอยด์ที่ทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อมควรกระตุ้นความจำและการเรียนรู้ ด้วยการอ่านหนังสือ การเขียนบันทึก การต่อภาพ (จิกซอว์) การต่อคำ (crossword) การเล่มเกมฝึกสมอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การคบหาสมาคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนต่างๆควรหมั่นฝึกสติ สมาธิ ทำอะไรอย่างใจจดใจจ่ออยู่ตลอดเวลา จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองส่วนหน้าตรงกลาง (middle prefrontal area) ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายและอารมณ์ นำไปสู่สุขภาวะทาง กาย–จิต–สังคม สำหรับเด็กเล็กควรให้การเลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น ซึ่งจะส่งเสริมให้มีพัฒนาการของสมอง และจิตใจที่ดีต่อไปในอนาคต 4. อันตราย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารเสพติด สารโลหะหนัก (เช่น ตะกั่ว ปรอท) ซึ่งเป็นตัวทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อม มีอารมณ์ร้ายและพฤติกรรมผิดเพี้ยนได้ ควรป้องกันไม่ให้สมองได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน เช่น อุบัติเหตุ การเขย่าศีรษะ การกระแทกศีรษะ ทำให้เซลล์สมองเสื่อม ความจำเสื่อมได้ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งดูทีวี นั่งเล่นคอมพิวเตอร์มากเกินไป รวมทั้งการนั่งอยู่หรือนอนอยู่เฉยๆ เป็นเวลานาน (จนรู้สึกน่าเบื่อ) อาจทำให้สมองล้า ขาดการกระตุ้นให้เรียนรู้ รวมทั้งอาจทำให้สมาธิสั้นได้ จงหันมาใส่ใจดูแลสมอง (หัวใจและจิตใจ) ด้วยหลัก “4 อ.” กันเถอะ! ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก หมอชาวบ้าน http://doctor.or.th ผู้ชายยุคใหม่ ยิ่งเครียดยิ่งเข้าสังคมเก่ง ผู้ชายยุคใหม่ ยิ่งเครียดยิ่งเข้าสังคมเก่ง ลดความเครียดในออฟฟิศด้วยน้องหมา นักวิจัยพบวิธีลดความเครียดในที่ทำงานด้วยน้องหมา

อาการบ้านหมุน รักษาได้ด้วยกายบริหาร
บริหารการทรงตัว /  บริหารสายตา / 

กายบริหาร ลดอาการบ้านหมุน อาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวโดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหวศีรษะหรือใช้สายตา พบได้ในคนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติของหูชั้นใน โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ โรคนี้รักษาไม่หายขาด เพียงแต่รักษาอาการเวียนศีรษะให้หายเป็นปกติได้ด้วยการฝึก กายบริหาร เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการทรงตัว วิธีนี้เหมาะกับผู้มีอาการเกิน 1-2 เดือนหรือเวียนศีรษะขณะเคลื่อนไหว โดยเลือกสถานที่ฝึก กายบริหาร ที่มีบริเวณและปลอดภัย ไม่ควรมีของเกะกะซึ่งอาจจะทำให้สะดุดล้มได้ง่ายโดยเฉพาะเมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ ควรมีคนอื่นคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ด้วย ขั้นที่1 บริหารกล้ามเนื้อคอ ยืนหรือนั่งในท่าสบาย หันศีรษะจากซ้ายไปขวา สลับขวาไปซ้ายช้าๆ แล้วค่อยเร็วขึ้น ทำ 5-10 ครั้ง ก้มศีรษะไปข้างหน้า แล้วค่อยๆ เงยขึ้นจนคอตั้งตรง จากนั้นแหงนหน้าไปด้านหลัง เริ่มต้นทำช้าๆ แล้วค่อยๆ เร็วขึ้นตามลำดับ ทำ 5-10 รอบ ขั้นที่ 2 บริหารสายตา นั่งหรือยืนห่างฝาผนังที่มีรูปภาพประมาณ 2 ฟุต มองรูปโดยกวาดสายตาไปทั่วรูปช้าๆ จากนั้นหันศีรษะไปทางซ้ายและขวา โดยตายังมองภาพอยู่ตลอดเวลา ทำ 5-10 ครั้ง จากนั้นก้มและเงยศีรษะสลับกัน โดยยังมองภาพอยู่ตลอดเวลา ทำ 5-10 ครั้ง ใช้มือข้างใดข้างหนึ่ง ถือรูปภาพให้ตั้งขึ้นแล้วยืดแขนไปจนสุด มองภาพและเคลื่อนภาพไปพร้อมกับหันศีรษะจากซ้ายไปขวา ขึ้นและลงตามลำดับช้าๆ ทำอย่างน้อย 5-10 รอบ ขั้นที่ 3 บริหารการทรงตัว ยืนตัวตรง เท้าชิด กอดอก หันศีรษะจากซ้ายไปขวาสลับไปมา ค่อยๆ ทำช้าๆ แล้วเร็วขึ้นตามลำดับ 5-10 ครั้ง ยืนตรงเท้าห่างกันเล็กน้อย ก้าวเท้าขวามาข้างหน้าเปิดส้นเท้าซ้าย ถ่ายน้ำหนักไว้ที่เท้าขวาค้างไว้ 20วินาที ทำซ้ำอีกข้างสลับไปมา 5-10 ครั้ง ยืนตัวตรง จากนั้นก้าวเดินไปข้างหน้าโดยให้ส้นเท้าหน้าชิดปลายเท้าหลัง เดินต่อกันเป็นเส้นตรง 5-10 ก้าว ยืนตรงเดินไปข้างหน้าตามปรกติ โดยทุก 3 ก้าวให้หันหน้าไปทางขวาแล้วหันกลับมาหน้าตรง ทำซ้ำหันไปทางซ้าย เป็นระยะทาง 5-10เมตร Tips ระยะแรกให้เริ่มฝึกเพียง 2-3 ครั้งต่อวัน แล้วต่อไปจึงค่อยฝึกทำเพิ่มขึ้นตามลำดับ อาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวจะดีขึ้นหลัง 1-2 สัปดาห์ การเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหว เช่น เทนนิส แบดมินตัน ปิงปอง กอล์ฟ จะช่วยให้ร่างกายปรับระบบการทรงตัวได้ดีขึ้น หากมีอาการอื่นร่วม เช่น แน่นหน้าอก หรืออาเจียน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine พฤศจิกายน, Issue 94

แพทย์เตือน! บริหารต้นคอ ระวังอัมพฤกษ์ นวดกดเส้น อาจตาบอด
นวดกดเส้น /  บริหารต้นคอ / 

25 มี.ค.58 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า แพทย์ด้านสมองได้มีการศึกษาและเฝ้าระวังเรื่องการ บริหารต้นคอ ด้วยการสะบัดคอ หมุนคอ เอียงคอ โดยเฉพาะการบริหารร่างกายด้วยหมุนคอเป็นประจำ เช่น เช้า 30 รอบ เย็น 30 รอบ ถือเป็นท่ากายบริหารที่ร้ายแรง ส่งผลให้เส้นเลือดคู่หลังก้านคอถูกเส้นเอ็น และกระดูกเข้าไปกระแทกจนผิวเส้นเลือดชั้นในฉีกขาด ตีบตันและทำให้เป็นอัมพฤกษ์ ส่วนการทำกายภาพบำบัดด้วยการนวดที่มีการบิดคอ หักคอเพื่อให้กระดูกเข้ารูปนอกจากจะทำให้เส้นเลือดคู่หลังฉีกขาดแล้วยังทำให้เส้นเลือดคู่หน้าที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองทางด้านหน้าและสมองใหญ่ฉีกขาดด้วย ทั้งยังพบว่าการนวดแผนไทยตามร้าน โดยเฉพาะการกดจุด เปิด ปิดประตูลม บริเวณท้ายทอยนั้น จะปิดการทำงานของเส้นเลือดคู่หลังไม่ให้ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง “สมองส่วนการรับจอภาพนั้น เกิดการมืดลง อาจจะมองไม่เห็น เมื่อปล่อยถึงกลับมาสว่างว๊าบอีกครั้ง ตรงนี้หากคนที่ความผิดปกติของเส้นเลือดอยู่แล้วหรือกดนานเกิดไป อาจจะทำให้เกิดภาวะตาบอดชั่วคราวนาน 2-3 วัน หรือในกรณีที่มีปัญหาเส้นเลือดตีบตันอยู่เดิมอาจจะทำให้เกิดภาวะตาบอดถาวรได้ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมานานแล้ว มีรายทั้งในวารสารต่างประเทศ และพบผู้ป่วยลักษณะดังกล่าวในประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากไปนวดอาจจะต้องกำชับหมอนวดให้ละเว้นบริเวณท้ายทอยเอาไว้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวต่อว่า การบริหารคอที่เหมาะสมโดยไม่เป็นการทำร้ายเส้นเลือดหรือเส้นประสาทคือตั้งคอตรง หน้าตรง ดันศีรษะสู้กับฝ่ามือตัวเอง ทั้ง 4 ทิศ ซ้าย ขวา หน้า หลัง ถือเป็น 1 รอบ ตอนที่ดันคอจะอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนที่ไปไหน จึงไม่กระทบกับเส้นเลือดและเส้นประสาท โดยควรทำเช่นนี้วันละประมาณ 20-30 รอบ ทำตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องทำต่อเนื่องก็ได้ กลไกตรงนี้เมื่อดันแล้วจะทำให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรง จากนั้นกล้ามเนื้อคอจะจัดกระดูกต่างๆ ให้เข้าที่ แต่ต้องใช้เวลา ทำสม่ำเสมอ การดันคอ 4 ทิศมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการที่ไปดึงคอเพื่อจัดกระดูก ขอบคุณที่มาข่าวจาก http://www.naewna.com

T25 ยุคขุ่นพ่อ ขุ่นแม่ แซ่บมั้ย
T25 /  ออกกำลังกาย / 

T25 ยุคขุ่นพ่อ ขุ่นแม่ แซ่บมั้ย

ออกกำลังกาย ต้าน ข้อเข่าเสื่อม ก่อนวัย
ข้อเข่าเสื่อม /  ข้อเสื่อม / 

โรค ข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบบ่อยโดยเฉพาะในวัยสูงอายุและเป็นโรคที่รบกวนกิจวัตรประจำวัน ทำให้ลุกยืน เดิน ขึ้นบันไดได้ลำบาก บางครั้งกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้สะดวก บางรายต้องอยู่บ้าน ไม่อยากไปไหนมาไหน แต่เชื่อไหมว่า ยังไม่ทันแก่...ข้อก็เสื่อมได้ ที่มาข้อเสื่อม โรคข้อเสื่อม มักเกิดจากการใช้งานข้อที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นตามวัยคือใช้งานมานาน ย่อมมีความสึกหรอไปตามเวลา แต่บางรายใช้งานไม่ถูกต้อง จะเป็นการเร่งให้โรคข้อเสื่อมเป็นไปเร็วขึ้น(โรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิ) มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดในช่วงอายุมากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรคบางอย่างเป็นสาเหตุให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้เร็วกว่าวัยอันควร เช่น โรคเอ็นภายในข้อเข่าฉีกขาด หมอนรองข้อเข่าแตก กระดูกสะบ้าหลุด หรือมีการติดเชื้อภายในข้อเข่า เป็นต้น โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบของข้อเข่าเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุนำให้เกิดโรคข้อเสื่อมก่อนวัย(โรคข้อเข่าเสื่อมทุติยภูมิ) พฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า 1. คนที่ชอบนั่งงอเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยอง ๆ เป็นประจำ จะเพิ่มแรงอัดภายในข้อเข่า ซึ่งจะรบกวนการนำอาหารไปสู่เซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อ โรคข้อเข่าเสื่อมนี้ เริ่มจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อโดยตรง และเมื่อเป็นมากขึ้นการสึกหรอจะลามไปยังองค์ประกอบอื่นของข้อเข่า เช่น ชั้นใต้กระดูกอ่อนซึ่งเป็นกระดูกแข็ง จะเกิดถุงน้ำข้างใต้กระดูก หมอนรองเข่าสึก เอ็นหุ้มข้อเข่าหนาตัวขึ้น มีกระดูกงอกบริเวณปลายกระดูก เป็นต้น 2. กรณีน้ำหนักตัวมากเกินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่เร่งให้เกิดอาการข้อเสื่อมเร็วขึ้น เพราะข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลาที่ใช้งานข้อ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน หรือขึ้นลงบันไดก็ตาม 3. การใส่รองเท้าส้นสูง จะทำให้ข้อเข่ามีแรงกดทับมากกว่าปกติ ทั้งยังทำร้ายข้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า เพราะเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักก่อนจุดอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำหนักได้ง่าย และหากคนที่ข้อเข่าไม่แข็งแรง หรือมีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ จะมีผลกระทบมากกว่าคนปกติ อาการข้อเสื่อม ในระยะแรก จะสังเกตว่ามีเสียงดังขณะขยับข้อไปมา บางรายมีอาการข้อฝืดโดยเฉพาะเวลานั่งนาน ๆ หรือขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จะเสมือนข้อถูกล็อกไว้ ต้องขยับไปมาสัก 2-3 ครั้ง จึงเหยียดเข่าออกได้ บางรายมีข้อบวมโต หรือมีบวมแดง มีน้ำภายในข้อ ซึ่งบ่งถึงการอักเสบที่เป็นมากขึ้นนั่นเอง ในรายที่เป็นมากอาจพบข้อติด ขยับไม่ได้เต็มที่ หรืออาจพบกล้ามเนื้อขาลีบเล็กลงกว่าข้างปกติ เป็นต้น บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรง การออกกำลังกายหรือกายบริหารนั้น ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเน้นกล้ามเนื้อหน้าขาหรือกล้ามเนื้อเหยียดเข่าเป็นหลัก ท่าบริหารข้างล่างนี้เริ่มจากง่ายไปยาก ดังนี้ ท่าที่ 1 นอนหงาย เอาหมอนเล็ก ๆ วางใต้เข่า เหยียดเข่าตรง นับ 1-10 ทำได้ในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงมากนัก ท่าที่ 2 นั่งยกขาข้างหนึ่งวางพาดม้าเตี้ย เหยียดเข่าตรง เกร็งกล้ามเนื้อหน้าขา พร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น นับ 1-10 หรือเท่าที่ทำได้ ท่านี้เหมาะสำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอที่จะยกขาตนเองได้ ถ้ามีปัญหาข้อเหยียดไม่สุด ให้ใช้ถุงทรายถ่วงที่ข้อเข่าร่วมด้วย ท่าที่ 3 นั่งชิดพนักเก้าอี้ เหยียดเข่าตรงพร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น เกร็งค้างนับ 1-10 ทำสลับข้าง ท่าที่ 4 นั่งไขว้ขา ขาที่อยู่ด้านล่างเกร็งเหยียดเข่าตรงเท่าที่ทำได้ เกร็งนับ 1-10 และทำสลับข้างเช่นกัน ช่วยฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขาได้ดี ท่าที่ 5 นั่งไขว้ขาเหมือนท่าที่ 4 แต่ให้ขาที่อยู่ด้านบนออกแรงกดลงด้วย ในขณะที่ขาล่างเหยียดขึ้นตรงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เช่นกัน กล้ามเนื้อหน้าขาของขาล่างต้องรับน้ำหนักมากขึ้นอีก คือทั้งน้ำหนักของขาล่างรวมกับน้ำหนักของขา ข้างบน และแรงกดจากขาที่อยู่ข้างบน ทำสลับข้างในทำนองเดียวกัน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าขาและท้องขาได้ดีมาก เป็นท่าที่ยากที่สุด เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าขาต้องออกแรงมากที่สุด การบริหารทุกท่าให้เริ่มทำจากน้อยไปมาก โดยทำชุดละประมาณ 20-30 ครั้ง วันละ 2-3 ชุด เป็นอย่างน้อย ค่อย ๆ เพิ่มตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่าของแต่ละคน จนได้ประมาณ 100 ครั้งต่อวัน ใช้ข้อเข่าอย่างถูกวิธี การใช้ข้ออย่างถูกวิธี จะช่วยถนอมข้อเข่าให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ชะลอความเสื่อม ซึ่งวิธีการนั้นตรงข้ามกับพฤติกรรมซึ่งทำร้ายข้อนั่นเอง กล่าวคือ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกิน เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องงอเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ ขึ้นลงบันไดเท่าที่จำเป็น หากอยู่บ้านชั้นล่างได้จะเป็นการดีมาก ไม่ต้องขึ้นลงบ่อย ๆ เลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ไม่มีผลร้ายต่อข้อเข่า เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือการออกกำลังกายในน้ำ เป็นต้น หมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อได้ ใช้สนับเข่าเท่าที่จำเป็น มักเลือกใช้ในรายที่ข้อเสียความมั่นคง แต่หากข้อยังมีความมั่นคงอยู่ การใช้สนับเข่า อาจทำให้กล้ามเนื้อโดยรอบเข่าอ่อนแรงได้ หากมีอาการเจ็บข้อเข่ามากอย่างเฉียบพลัน อาจถือร่มหรือไม้เท้าในด้านตรงข้ามกับขาที่เจ็บ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อ และลดอาการปวดได้ อย่าลืม หมั่นสำรวจกิจวัตรประจำวันของท่านว่า ในแต่ละวันท่านทำร้ายข้อเข่ามากน้อยเพียงไร หากท่านมีอาการข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ขอย้ำว่า “ไม่มีคำว่าสาย ในการแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ให้ถูกต้อง” สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่มิควรละเลย คือความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของข้อเข่า เริ่มเสียแต่วันนี้ เพื่อป้องกันการเกิดข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

รู้หรือไม่? ขี้หู มีประโยชน์
กายบริหาร /  ขี้หู / 

ขี้หู อาจไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาเท่าไร แต่ความจริงมีประโยชน์ไม่น้อย ขี้หู คือสารที่คล้ายขี้ผึ้งซึ่งถูกสร้างขึ้นเคลือบผนังรู้หูคอยรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างในรูหูเป็นตัวป้องกันเชื้อโรคหรือไม่ให้แมลงเข้าหูทำให้มีความมันในหูพอดี คนส่วนใหญ่ชอบกำจัด ขี้หู กันนัก บางคนนิยมหูอย่างเมามันจนติดเป็นนิสัย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข ภาควิชาโสตนาสิกลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เตือนว่า การเช็ดหรือแคะหูบ่อยๆคือการกระตุ้นให้มีการสร้าง ขี้หู มากขึ้น ที่สำคัญ การแคะหูยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรค เพราะการแคะหรือขูดในช่องหูจะเกิดแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไป หริอถ้าเช็ดหูรุนแรงเกินไป ทำให้ผิวหนังถลอก ก็จะเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งยิ่งกระตุ้นการสร้างขี้หูและอาจเกิดผลร้ายตามมา โดยเฉพาะในเมืองไทยที่อากาศชื้น เหงื่อออกง่าย การใส่หูฟังเรื่อยๆก็เป็นการกระตุ้นให้หูสร้าง ขี้หู เช่นกัน และไม่ควรใช้หูฟังร่วมกันผู้อื่น เพราะเชื้อโรคสามารถถ่ายทอดถึงกันได้ โดยธรรมชาติ ขี้หู จะเคลื่อนตัวออกมาเองอยู่แล้ว หากต้องการทำความสะอาดก็ให้เช็ดแค่ภายนอก หรือใช้สำลีพันปลายไม้เข้าไปเช็ดหูชั้นนอกเท่านั้น โดยเข้าไปลึกไม่เกินครึ่งเซนติเมตร หรือถ้า ขี้หู มากจนอุดตันรูหูจริงๆ ก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ซึ่งมีเครื่องมือช่วยทำความสะอาดหูได้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 27

เรื่องเซ็กส์ ที่ผู้หญิงอยากถาม
คุมกำเนิด /  ผู้หญิง / 

เรื่อง "เซ็กส์" ที่ผู้หญิงอยากถาม . .....เพราะ "เซ็กส์" เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เซ็กส์กับชีวิตของคนเราแยกจากกันได้ยาก แต่เซ็กส์นั้นอาจจะจำเป็นต้องมีหรือไม่มีก็ได้ ใคร ๆ เขาก็บอกเล่ามาตั้งแต่โบราณแล้วว่า อดข้าวอาจจะไม่ถึงวางวาย แต่ชีวิตอาจจะมอดมลายเพราะไม่รู้เรื่อง "เซ็กส์" ....."เซ็กส์" จึงเป็นทั้งธรรมะและอธรรม แล้วแต่ว่าจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับเซ็กส์ในแบบใด เซ็กซ์อาจจะเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจ หรือเป็นศัตรูร้ายที่จ้องทำลายคุณภาพชีวิตก็ได้ .....มารู้จักเรื่อง "เซ็กส์" ที่ผู้หญิงอยากถามกันดีไหม..... เขาว่าการมี "เซ็กส์" ที่สุขสมทำให้ชีวิตยืนยาวจริงหรือ...? .....จริงน่ะ จริงอยู่ แต่ไม่ทั้งหมดและไม่เสมอไป เพราะที่เขาว่านั้นยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ ที่จริงแล้วคำพูดดังกล่าวนั้นมีอยู่ว่า การมีเซ็กส์ที่สุขสมกับคนที่รัก ทำให้ชีวิตยืนยาวและเป็นสุขและเป็นหนุ่มเป็นสาว .....ซึ่งอธิบายได้ว่า การมีเซ็กส์ที่สุขสม แท้จริงแล้วเกิดจากการมีเซ็กส์กับคนที่รักมากกว่าการมี เซ็กส์เฉยๆ กับใครก็ได้ การศึกษาวิจัยพบว่า "เมื่อมีเซ็กส์กับคนรักแล้ว ผู้หญิงจะเกิดความสุขและหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ในขณะที่การร่วมรักกับใครสักคนโดยที่ไม่ได้มีความรักมาเกี่ยวข้องอย่างมากก็ แค่การระบายอารมณ์พิศวาสออกมาเท่านั้น ความสุขสมจึงแตกต่างกันมาก" .....และเมื่อเกิดความสุขสมแล้ว สารแห่งความสุขที่หลั่งออกมาจะทำให้เกิดการผ่อน คลาย หายเครียด นอนหลับฝันดี ผลที่ตามมาก็คือระบบต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย และระบบฮอร์โมนเพศจะทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี เป็นหนุ่มเป็นสาว ถึงอย่างนั้นผู้หญิงหลายคนก็ยังลำบากใจที่จะมีเซ็กส์ที่สุข สมกับคนที่เธอรักและรักเธอ...! .....และหลายต่อหลายคน ยังคงสงสัยต่อไปและอยากถามว่า "ถ้าเป็นสาวโสดหรือเลิกรากับชายคนรักแล้วเล่า จะทำอย่างไรเพราะไม่มีคนรักที่จะมีเซ็กส์ด้วย" .....ลืมไปหรือว่ามีคนๆ หนึ่งที่ทุกคนควรจะให้ความรักมากที่สุด คนๆ นั้นก็คือ "ตัวเองนั่นแหละ ลองคิดดูให้ดีๆ ซิว่าทุกวันนี้เคยให้ความรักตัวเองกันบ้างไหม" วันๆ มัวแต่ให้ความรักคนอื่นจนลืมรักตัวเองไป การหัดรักตัวเองนั้นไม่ใช่เป็นการเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเริ่มมีความรักที่ถูกต้องด้วยการให้ความรักตัวเองก่อน เมื่ออิ่มเอมกับความรักนั้นแล้ว มีความรักเหลือเฟือที่จะมอบให้คนอื่นโดยไม่ ต้องหวังอะไรตอบแทน แบบนี้ก็ไม่มีวันที่จะเป็นคนขาดรัก ไม่ว่าจะอยู่เป็นสาวโสด หรือจำเป็นต้องกลับมาเป็นโสดใหม่เพราะเลิกราจากคู่ไป .....นอกจากนั้นควรจะรักและทำรักให้ตัวเอง "การทำรักให้ตัวเองนั้นทั้งปลอดภัย และสุขสมโดยไม่ได้ผิดกฎกติกามารยาท ของการดำรงชีวิตในสังคมแต่อย่างใด และเชื่อไหมว่า ผู้หญิงนั้นสามารถที่จะทำรักที่สุขสมให้ตัวเองได้ง่ายกว่าการร่วมรักมากทีเดียว" .....เขียนให้อ่านแบบนี้ไม่ใช่บอกว่า การมีเซ็กส์กับใครสักคนหนึ่งนั้นดีสู้ไม่ได้ แต่เป็นการดีและมีความสุขกันคนละแบบเท่านั้น และถ้าอยากจะมีความสุขทั้งสองแบบก็คงจะไม่มีใครว่า...! เขาทำการร่วมรักบ่อยๆ จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากต่อมากใช่ไหม...? .....มีเรื่องราวที่ขู่กันบ้างหลอกลวงกันบ้าง และเป็นข่าวกลั่นแกล้งกันบ้าง เกี่ยวกับความถี่ของการมีเซ็กส์ว่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาโน้นปัญหานี้ เช่น มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เครื่องเคราหลวม มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้มีบุตรยาก มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้กลายเป็นโรคกามตายด้าน มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เป็นโรคฮิสทีเรีย มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็งมดลูก ฯลฯ .....ตอบได้เลยว่า "ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอแต่ให้รักษาสุขภาพให้ดีเท่านั้นเอง เพราะถ้ามีเซ็กส์บ่อยๆ แต่สุขสมทุกครั้งแล้วดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แล้วละก็ อยากจะมีบ่อยแค่ไหนก็ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร" ... เครื่องเคราไม่มีทางหลวม ถ้ารู้จักการออกกายบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดด้วยการขมิบก้นเป็นประจำสม่ำเสมอ จำไว้ว่า ควรขมิบก้นนานครั้งละ 10 วินาที ให้ได้วันละ 50 100 ครั้ง ... การมีเซ็กซ์บ่อยๆ ไม่ได้เป็นสาเหตุของการทำให้มีบุตรยากเลย แต่ควรจะพยายามมีเซ็กซ์ที่สุขสม และหลังจากการร่วมรักแล้วควรจะนอนชันขาขึ้นสัก 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายเรียบร้อยและตัวอสุจิจะสามารถแหวกว่ายผ่านปากมดลูก เข้าไปภายในโพรงมดลูกได้อย่างดี ... แน่นอนว่าการร่วมรักกันเป็นประจำสม่ำเสมอนั้น ไม่ได้ทำให้เป็นโรคบ้าเซ็กส์หรือโรคกามตายด้านแต่ อย่างใด เป็นเพียงแต่การพูดจาขู่กันเท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องมีเซ็กส์เพราะใจตรงกัน ไม่ใช่มีเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการแล้วบังคับใจให้อีกฝ่ายต้องยินยอมตามใจ หรือมีเซ็กส์กันเหมือนเป็นการทำการบ้าน โดยไม่ได้มีอารมณ์พิศวาสที่บรรเจิด การมีความสุขสมจากการมีเซ็กส์ร่วมกันนั้นบ่อยเท่าใดก็ไม่เป็นปัญหา ... และการมีเซ็กซ์เป็นประจำสม่ำเสมอกับคู่เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะบ่อยขนาดไหน ถ้าทั้งสองฝ่ายรักษาความสะอาดและไม่มีโรคติดต่อทางเพศ สัมพันธ์แล้ว ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงในการ เป็นมะเร็งปากมดลูกมากเท่าการมีเพศสัมพันธ์กับ ผู้ชายมากหน้าหลายตา ให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งในเวลาร่วมรัก จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยถ้าฝ่ายชายไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะของเขา ก็จัดการให้เขาชำระล้างทำความสะอาด เอาคราบไคลที่หมักหมมใต้หนังหุ้มปลายออกไปเท่านี้ โอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกก็ลดลงไปอีกแล้ว .....อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากข้อคิดไว้เพียงว่าคุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณเสมอ แต่ถ้ามีทั้งปริมาณและคุณภาพร่วมกันแล้วก็คงจะต้องบอกว่าอิจฉาจริง ๆ เขาว่าการมี "เซ็กส์" บ่อยๆ ทำให้ได้ลูกสาวนะ .....มีทฤษฎีที่เชื่อกันมานานแล้วว่า ตัวอสุจิ X ที่ทำให้ได้บุตรสาวนั้นจะทนกรด และมีอายุยืนยาวกว่าตัวอสุจิ Y ที่ทำให้ได้บุตรชาย จึงมีการเสนอทฤษฎีของการมีเซ็กส์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจะได้บุตรตามเพศที่ต้องการ กล่าวคือ ถ้าอยากได้ลูกชายต้องดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ไว้ตั้งแต่ประจำเดือนหมด และรอวันมีเซ็กส์ได้เพียงวันเดียวคือ วันที่มีการตกไข่ เพราะในวันนั้นปากมดลูกจะเป็นด่าง และตัวอสุจิเพศชายที่ว่ายเร็วกว่า จะสามารถว่ายเข้าไปผสมกับไข่ได้ทันที ส่วนถ้าอยากจะได้ลูกสาวแล้ว ก็ให้มีเพศสัมพันธ์ทุกวันตั้งแต่วันประจำเดือน หมดไปจนถึงวันตกไข่แล้ว หยุดการมีเซ็กส์ด้วยเทคนิคนี้ตัวอสุจิที่อดทน และอายุยืนที่รออยู่ก็จะเป็นตัวอสุจิเพศหญิง .....เพราะฉะนั้น ทฤษฎีของการมีเซ็กส์บ่อยๆ ก็อาจจะได้ประโยชน์ในกรณีที่อยากได้บุตรสาว และเป็นข่าวลือมานานแล้ว ขอบอกว่าเป็นข่าวลือที่มีโอกาสเป็นจริงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ อย่างมากก็ไม่เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ลองดูก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร นอกจากเสียเรี่ยวแรงไปบ้างเพียงเล็กน้อย และยังอาจจะมีความสุขสมแถมด้วยก็ได้ใครจะรู้ เขาว่าการมี "เซ็กส์" ครั้งแรกจะต้องมีเลือดออกและเจ็บมาก .....เป็นคำถามคาใจของสาวๆ ทุกวันที่จะมีเรื่องอย่างว่าประสารัก เพราะมักจะโดนขู่ทั้งจากผู้มีประสบการณ์แล้ว หรือจากผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ที่แทนที่จะให้กำลังใจ และชี้แนะวิธีการที่ถูกที่ควรกลับกลายเป็นว่าใช้คำขู่ ด้วยความหวังดีแต่กลายเป็นความหวังดีที่ประสงค์ร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ .....เดี๋ยวนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป การออกกายบริหาร การออกกำลังกายของเด็กๆ และสาววัยรุ่นสมัยนี้นั้นแทบจะทำให้เยื่อพรหมจารีที่เป็นเยื่อบางๆ ปิดปากช่องคลอดอยู่นั้น ขาดไปเกือบหมดแล้ว อย่างมากก็เหลือขอบของเยื่อพรหมจารีไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น โอกาสที่จะมีเลือดออก เพราะการมีเซ็กส์ครั้งแรกนั้นมีน้อย อย่างมาก็มีออกนิดหน่อย เวลาขอบเยื่อพรหมจารีขาดไป จากการเสียดสีของการร่วมรักและความเจ็บปวดจากการ มีเซ็กส์ครั้งแรกก็หลีกเลี่ยงได้!! .....ต้องมีความรู้ก่อนว่าช่องคลอดของผู้หญิงนั้น ถ้าแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนแรกหรือส่วนที่ติดกับปากประตูทางเข้า ส่วนสงวนจะห่อหุ้มด้วยกล้ามเนื้อ โดยรอบ กล้ามเนื้อดังกล่าวนี้ควบคุมโดยจิตใจ ดังนั้นถ้าคุณผู้หญิงไม่กลัวจนเกร็งแล้ว กล้ามเนื้อดังกล่าวก็จะไม่หดรัดตัวให้เกิดการเจ็บปวด เวลาที่ส่วนนั้นของเขาผ่านเข้าไปภายในส่วนสงวน และยิ่งถ้ารู้จักการเบ่งออกมาเบาๆ จะกลายเป็นว่า ทำให้กล้ามเนื้อรอบปากช่องคลอดคลายตัวออก ทำให้การผ่านเข้าไปสัมผัสรักของเขาทำได้สะดวกและราบรื่นขึ้น แล้วจะเจ็บปวดหรือมีเลือดออกได้อย่างไร...!! อยากถามจริงๆ ว่าการคุมกำเนิดนั้นทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายคุมเสมอๆ .....นั่นเป็นปัญหาที่ผู้หญิงอยากถามผู้ชายของเธอแต่ไม่กล้าถาม เพราะเกรงใจเขาบ้าง กลัวว่าเขาจะไม่พอใจบ้าง และอะไรต่อมิอะไร ที่บ่งบอกว่าเป็นเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมเป็นคนคุมกำเนิด และผลักภาระนี้ไปให้ผู้หญิงของเขาแทนที่จะรับผิดชอบร่วมกัน .....ความจริงแล้ว การ "คุมกำเนิด" โดยใช้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยจะสะอาด และปลอดภัย แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นๆ ก็ตาม .....แต่ถ้าเขาไม่ยอมแล้วควรจะคุมกำเนิดโดย ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มี ปริมาณไขมันฮอร์โมนต่ำ ทำให้อาการข้างเคียงต่างๆ ลดลง และสามารถจะใช้ได้นานด้วยความปลอดภัย  เพราะถ้าผู้หญิงไม่ยอมคุมแล้ว ก็จะเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นในขณะที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร หรือไม่ก็มีบุตรติดต่อกันจนร่างกายทรุดโทรม...!! ทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องอย่างว่า..."ที่ผู้หญิงอยากถาม" ขอบคุณบทความดีๆ จากนิตยสาร ผู้หญิงวันนี้ .

5 ท่าง่ายโคตรๆ จัดไป! เอวบางๆ มาเน้นๆ 30 วันเห็นผล
กายบริหาร /  เอวกิ่ว / 

เอวคอดกิ่ว คือ หนึ่งในสัญลักษณ์ความงามของผู้หญิง แต่สาวๆ ไม่จำเป็นต้องกังวลไปค่ะ ถ้าตอนนี้เรายังไม่สามารถอวดเอวกิ่วบางในตอนนี้ได้ เอวบางๆ น่ะ ใครๆ ก็มีได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียตังค์ เสียเวลาเข้ายิมเป็นชั่วโมงๆ ขอเพียงแค่คุณมีใจและมีวินัยกับมัน เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ได้เลยที่บ้านเราเอง เอวกิ่วบางก็อยู่ไม่ไกลแล้วล่ะ เราขอนำเสนอ 5 ท่า ให้สาวๆ ทุกคนได้เป็นเจ้าของ เอวบางๆ อย่างเขาบ้างกัน โดยใช้เวลาเพียง 15 นาทีของทุกวันเท่านั้นเอง รับรองว่า ภายใน 30 วันเห็นผลทันตา ขอเพียงมุ่งมั่น จริงจัง และ มีวินัย (อย่าแอบขี้เกียจโดยเด็ดขาดนะจ๊ะ) 1. ท่าไขน็อต - นอนราบไปกับเบาะให้แผ่นหลังและแขนอยู่ในระนาบเดียวกัน คือติดพื้น - ยืดขาให้ตรง เกร็งขาทั้ง 2 ข้างให้ตึง และยกขึ้นช้าๆ ขึ้นมาเข้าหาศีรษะในมุม 45 องศา ทั้งนี้ ไหล่,แขนและศีรษะ ยังคงอยู่ในระนาบเดียวกัน คือติดพื้นอยู่นั่นเอง ตามภาพ A - จากนั้นให้ค่อยๆ วางสะโพกลง เบนขาทั้งสองข้างให้ตึงและชิดติดกันไปทางขวาจนคุณสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ตึง จำไว้ว่า ขาต้องตึงและชิดติดกันโดยตลอดนะคะ ตามภาพ B - ภาพ C กลับมาผ่อนสะโพกไว้ตรงกลางตามเดิมให้เป็นเส้นตรง แต่โคนขาทั้งคู่ตึงและชิดยกขึ้นเกร็งไว้ ระวัง รักษาระดับ ไหล่,แขนและศีรษะ ยังคงอยู่ในระนาบเดียวกัน คือติดพื้นอยู่นั่นเอง - จากนั้น ให้ค่อยๆ วางสะโพกลง เบนขาทั้งสองข้างให้ตึงและชิดติดกันไปทางซ้ายจนคุณสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ตึง จำไว้ว่า ขาต้องตึงและชิดติดกันโดยตลอดนะคะ ตามภาพ D - ทำตามขั้นตอนทั้งหมดไปเรื่อยๆ จากขวาไปซ้าย ให้ครบ 3 เซ็ท โดยหายใจช้าๆ และกลั้นหายใจไว้ 2 วินาทีระหว่างที่ยกขาค้างไว้ในแต่ละข้าง 2. ท่ายืดตัว - นั่งหลังตรงบนเสื่อ กางขาออกให้ปลายเท้ากว้างเท่าช่วงไหล่ของเรา กางแขนออกทั้งสองข้างให้สุดและยืดให้ตรงให้เป็นเส้นเดียวกัน ตามภาพ A - เอี้ยวไหล่ไปทางซ้าย 90 องศา จากนั้นยืดตัว และพยายามใช้มือขวาแตะเท้าซ้ายให้ได้ ตามภาพ C - จากนั้นให้กลับมาที่ท่าแรก และทำซ้ำ สลับด้านมาทางขวา ให้มือซ้ายแตะเท้าขวาให้ได้ - ทำให้ครบ 30 ครั้งในแต่ละข้าง และ อย่าลืมยืดหลังตรงตลอดเวลานะจ๊ะ สาวๆ 3. ท่ายกบิด - ท่านี้ต้องใช้ ดัมเบลล์ หรือ เวท เพลท สำหรับกายบริหารสักหน่อย ใครไม่มี เราอนุญาตให้ใช้ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตรขึ้นไปแทนได้ (อย่าลืมใส่น้ำให้เต็มนะจ๊ะ) เพราะจะช่วยให้ทำท่าได้ถูกต้องและง่ายขึ้น ในการบาลานซ์ตัวค่ะ - ใช้แขนทั้ง 2 ข้างยกเวทขึ้น นั่งลงบนเสื่อ งอเข่าทั้ง 2 และวางเท้าลงไปบนเสื่อให้เต็มฝ่าเท้า เอนไปด้านหลัง 45 องศา จากนั้นยืดแขนทั้ง 2 ข้างให้ตึงในระดับอก ตามภาพ A - จากนั้นเอี้ยวตัวท่อนบนมาทางขวา แต่ส่วนล่างตั้งแต่สะโพกลงไปยังอยู่ท่าเดิมที่เดิมนะคะตามภาพ B - กลับมาที่ท่าเริ่มต้นอีกครั้ง ใช้แขนทั้ง 2 ข้างยกเวทขึ้น นั่งลงบนเสื่อ งอเข่าทั้ง 2 และวางเท้าลงไปบนเสื่อให้เต็มฝ่าเท้า เอนไปด้านหลัง 45 องศา จากนั้นยืดแขนทั้ง 2 ข้างให้ตึงในระดับอก ตามภาพ A - จากนั้นเอี้ยวตัวท่อนบนมาทางซ้าย เท่าที่คุณจะเอี้ยวได้จนสุดนั่นแหละ แต่ส่วนล่างตั้งแต่สะโพกลงไปยังอยู่ท่าเดิมที่เดิมนะคะตามภาพ C ขณะทำ คุณลองนึกจินตนาการว่า ด้านหลังมีกำแพงอยู่ ให้ยืดหลังให้ตรง และยืดแขนให้ตึงเพื่อยกเวท - ทำซ้ำทั้งหมด โดยบิดให้ได้ 30 ครั้งในแต่ละด้าน 4. ท่าตะแคงข้าง - ตะแคงข้าง นั่งลงบนสะโพกข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว ตามภาพ A - เกร็งต้นขาและหน้าท้อง ยกสะโพกขึ้น และยืดแขนเหนือศีรษะจนสุด ยืดตัวให้ตึงตามภาพ B - ค่อยๆ ผ่อนน่องลงเสื่ออย่างช้าๆ โดยที่ยังยืดตัวให้ตรง นับ 1 - 8 ตามภาพ C - ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ 15 ครั้ง ทางด้านขวา และ ทำให้ครบ 15 ครั้งทางด้านซ้าย 5. ท่า ว่ายน้ำในอากาศ - นอนคว่ำหน้าราบลง ให้หน้าท้องและต้นขาราบแนบเป็นแนวเดียวกันไปกับเสื่อ ยืดแขนตรงไปข้างหน้า และเขย่งปลายเท้าให้สุด ยกแขน, ขา, หน้าอก และ เชิดศีรษะขึ้น ขณะทำให้รักษาสรีระไว้ในท่านี้ (คล้ายๆ ท่าซูเปอร์แมนเวลาเหาะน่ะค่ะ) ตามภาพ A - ตีแขนซ้าย - ขวา และ ตีขาซ้าย - ขวาสลับไปมาในอากาศโดยระวังไม่ให้แตะพื้น (เหมือนการว่ายน้ำนั่นล่ะค่ะ ขายืดตรง แขนตึง ) ตามภาพ B -ทำให้ครบ 10 ครั้ง โดยแต่ละครั้งให้นับ 1 - 20 แล้วพัก 10 วินาที แล้วจึงเริ่มทำครั้งต่อไป ชี้เป้าสวย กันซะขนาดนี้แล้ว  อย่าลืมเอาไปทำกันที่บ้านกันนะคะ ทั้งง่ายและ ประหยัดตังค์ ไม่มีข้ออ้างกันแล้วน๊า ว่าไม่มีเวลาไปฟิตเนส อย่าลืมว่า เอวบางๆ น่ะ เราต้องสร้างเองจ้า ถึงจะสวยแบบยั่งยืน ^ ^ ภาพและที่มาจาก www.womenshealthmag.com เรียบเรียงโดย Women MThai Team

ซาบีน่า จัดแฟชั่นโชว์สุดเซ็กซี่ เปิดตัว Beauty Plus by Sabina
ชุดชั้นใน /  ซาบีน่า / 

ซาบีน่า จัดแฟชั่นโชว์สุดเซ็กซี่ เปิดตัว Beauty Plus by Sabina ชุดชั้นในที่รู้ใจสาวอกใหญ่มากที่สุด เพื่อสาวคัพสวย..สวยยิ่งขึ้น .....ซาบีน่า เปิดตัว “บิวตี้ พลัส บาย ซาบีน่า- Beauty Plus by Sabina” ชุดชั้นในที่รู้ใจสาวอกใหญ่มากที่สุด   เพื่อสาวคัพสวย...สวยยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์เฉพาะตัว 3 แบบ 3 สไตล์ ที่รองรับครบทุกความต้องการของสาวอกใหญ่ ให้สาวคัพอึ๋มพร้อมอวดอกอิ่มรับหุ่นสวยได้ในทุกชุดทุกโอกาส โดยในงานได้รับเกียรติจากสาวคัพสวยคนดังอย่างเอมมี่ มรกต กิตติสาระ และไก่ มีสุข แจ้งมีสุข มาร่วมเสวนาพูดคุยเผยประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับปัญหาหนักอกของสาวคัพอึ๋ม แนะเคล็ดลับการดูแลหน้าอกสำหรับสาวเต้าทรงใหญ่ ตลอดจนเผยเทคนิคการแต่งกายให้เหมาะกับสาวอกใหญ่ เพื่อปรับบุคลิกภาพให้ดูดีและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นจากเทรนด์แอนด์แฟชั่นกูรูคนดังอย่างม้า อรนภา กฤษฎี ก่อนปิดท้ายด้วยแฟชั่นโชว์ชุดชั้นในจากเหล่านางแบบคัพสวย นำโดย เอมมี่ มรกต กิตติสาระที่จะมาโชว์ความเซ็กซี่ที่สุดแห่งปีจากชุดชั้นใน Beauty Plus by Sabina ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางกะปิ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา .....บรา 3 แบบ 3 ฟังก์ชั่นของบิวตี้ พลัส บาย ซาบีน่า (Beauty Plus by Sabina) ประกอบด้วย แบบที่หนึ่ง Be Soft บรามหัศจรรย์ยืดหยุ่นได้ทุกทิศทาง เพราะฟองน้ำที่นุ่มเนียนบางเป็นพิเศษ เวลาสวมใส่จึงแนบสนิทเรียบเนียนไปกับเต้าทรง ให้สัมผัสนุ่มสบายรู้สึกเป็นธรรมชาติยามสวมใส่ แบบที่สอง Be Basic บราโอบกระชับเต้าทรงให้อกสวยสวยได้รูป ด้วยเทคนิคพิเศษในการตัดเย็บเพิ่ม Support Sheet หรือแผ่นกระชับเต้าทรงที่ซ่อนอยู่ภายใน ช่วยยกกระชับเก็บเนื้อด้านข้างให้คัพสวยของคุณดูสวยยิ่งขึ้น และแบบที่สาม Be Secret บราดีไซน์สวยไม่เสริมฟองน้ำ ตกแต่งด้วยลูกไม้หลายหลายลวดหลาย ให้สาวๆ ดูเซ็กซี่เย้ายวนใจ .....เอมมี่-มรกต กิตติสาระ ดารานางแบบสุดเซ็กซี่เจ้าของอกคัพสวย กล่าวว่า สมัยนี้ อกอิ่มสวยเป็นที่ต้องการของสาวๆ ทุกคน แต่สำหรับคนที่มีคัพทรงขนาดใหญ่และเนื้ออกค่อนข้างมากนั้น ก็ต้องเผชิญกับปัญหาหนักอกหลายด้านเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการมีหน้าอกหย่อนคล้อยและหย่อนยานก่อนวัย เพราะขนาดหน้าอกที่ใหญ่ทำให้กล้ามเนื้อหน้าอกต้องแบกรับน้ำหนักมากกว่าสาวอกเล็ก จึงทำให้หย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วงเร็วกว่า หรือปัญหาปวดหลัง  ปวดไหล่ เพราะการสวมใส่บราที่ไม่เหมาะสมหรือรองรับกับสรีระอาจทำให้ช่วงไหล่และหลังของสาวๆ ต้องแบกรับน้ำหนักมากไปทำให้กระดูกสันหลังต้องทำงานหนัก นอกจากนี้ ขนาดของหน้าอกที่ใหญ่เกินไปยังทำให้บางครั้งหาเสื้อผ้าใส่ได้ยาก หรือสวมใส่เสื้อผ้าบางชุดแล้วขาดความมั่นใจได้ ซึ่งเอมมี่คิดว่า สิ่งที่จะช่วยให้เราเรียกความมั่นใจคืนกลับมาได้ ก็คือชุดชั้นในที่รู้ใจสาวคัพใหญ่ อย่าง Beauty Plus By Sabina ค่ะ .....ด้านพิธีกรสาวคนเก่ง ไก่-มีสุข แจ้งมีสุข กล่าวว่า สาวคัพสวยที่เต็มไปด้วยเนินเนื้อหน้าอกนั้นจำเป็นต้องใส่ใจดูแลหน้าอกของตนเองมากกว่าสาวคัพเล็ก ด้วยเคล็ดลับการดูแลหน้าอกและเต้าทรง เพื่อบุคลิกภาพและทรวดทรงที่ดี    ไม่ว่าจะเป็น การเลือกบราที่ถูกไซส์และสวมใส่บราอย่างถูกวิธี การออกกำลังกายบริหารหน้าอกในท่ากระชับหน้าอกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังควรใส่สปอร์ตบราทุกครั้งที่ต้องการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงอาหารประเภทโปรตีน หรือไขมันสูงๆ ที่สำคัญ สาวคัพใหญ่ต้องไม่ลืมหมั่นตรวจเต้านมเป็นประจำ  เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ .....ม้า อรนภา กฤษฎี เทรนด์แอนด์แฟชั่นกูรู เผยว่า สาวอกใหญ่นั้นต้องรู้จักเรียนรู้เทคนิคการแต่งกายให้เหมาะกับสรีระของตนเอง เพื่อเสริมจุดเด่น กลบจุดด้อย ปรับบุคลิกภาพให้ดูดีและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นในแต่ละโอกาส ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่การเลือกบราที่รองรับสรีระสาวอกใหญ่โดยเฉพาะ เช่นในวันทำงานสำหรับสาวออฟฟิศ หรือสำหรับทุกชุดในทุกวันที่ต้องการความกระชับมั่นใจทุกการเคลื่อนไหว สาวอกใหญ่ควรเลือกสวมใส่บราโอบกระชับเต้าทรง เพื่อให้อกสวย สวยอย่างมั่นใจได้ตลอดวัน ส่วนในวันที่ต้องการโชว์อกสวยอย่างเป็นธรรมชาติในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ลุคสบายๆ สาวคัพอึ๋มก็ควรเลือกเฟ้นบราเนียนเรียบ นุ่มเป็นพิเศษ ยืดหยุ่นทุกทิศทาง มาสวมใส่ เพราะไม่เพียงจะให้ความสบายดูเป็นธรรมชาติตลอดวัน สาวๆ ยังสวยมั่นใจได้ว่าบราของคุณจะแนบสนิทไปกับเต้าทรง ไม่เห็นรอยต่อของชุดชั้นในกับเนินอกยามสวมใส่ชุดที่เข้ารูป สุดท้ายสำหรับวันแห่งโอกาสพิเศษสาวๆ อกใหญ่อาจเลือกเพิ่มเสน่ห์และระดับความ  เซ็กซี่ภายใต้ชุดสวยในทุกๆ สไตล์แฟชั่น ด้วยการเลือกสวมบราลูกไม้ไม่เสริมฟองน้ำ เพื่อให้หน้าอกดูสวยยิ่งขึ้น

เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press
ออกกำลังกาย /  ฟิตเนส / 

เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press Chest Press เป็นเครื่องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออกที่คุ้นหน้าคุ้นตาใครหลายๆคน ซึ่งหนุ่มๆไม่ควรมองข้ามเวลาไปยิมเด็ดขาด เพราะนอกจากจะวิดพื้นที่ทำเองได้ที่บ้านแล้ว เครื่อง Chest Press นี่แหละ ที่สามารถบริหารกล้ามหน้าอกส่วนกลาง ให้หนุ่มดูมาดแมนและบึกบึน แถมยังได้บริหารกล้ามเนื้อไหล่ ไบเซ็ป และไทรเซ็ป (กล้ามเนื้อแขนด้านหลัง) อีกด้วย Chest Press แต่ละที่นั้นอาจต่างกันออกไป การปรับน้ำหนักของเหล็กอาจไม่เท่ากัน และขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนว่าจะยกได้หนักเท่าไหร่ คราวนี้ผมเลยบุกไปที่ True Fitness เพื่อไปล้วงลึกเคล็ดลับและความรู้เรื่องใช้เจ้าเครื่อง Chest Press อย่างละเอียดจากเทรนเนอร์เจ้าประจำพร้อมการสาธิตท่าโดยนายแบบผู้รักในการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจมาฝากหนุ่มๆ Men MThai กัน การบริหารกล้ามอกด้วยเครื่องนี้ จำเป็นต้องปฏิบัติตามท่าที่ถูกต้อง (จริงๆก็ทุกเครื่องแหละครับ) เพื่อประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ และ ความปลอดภัยของกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เพราะถ้าหากทำผิดแม้แต่ส่วนเล็กๆของร่างกาย อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นง่ายๆเริ่มต้นด้วย นั่งลงบนเครื่อง แขนและด้ามจับอยู่ในแนวเดียวกัน ข้อมือต้องตรงกับแขนและอยู่ในระดับอก เข่า แข้งและเท้าอยู่แนวเดียวกับหัวไหล่ดังภาพ ไม่อ้ากว้าง เพื่อรักษากระดูกสันหลัง หลังและไหล่ต้องติดกับเบาะ *ข้อมือตรงกับแขน ไม่งอหรือแอ่น* ระวัง!! อย่าแอ่นข้อมือ (ดังภาพ) หรือ หักข้อมือลงเพื่อพยายามจับด้ามจับไว้ เพราะจะทำให้เจ็บข้อมือ วิธีเล่น ออกแรงดันด้ามจับออกไป แต่อย่าให้สุดแขนจนศอกล็อค แล้วดึงกลับช้าๆ ประมาณ 3 เซต เซตละ 10-15 ครั้ง โดยท่ายังต้องคงเหมือนท่าเริ่ม นั่นก็คือหลัง-ไหล่ตรงติดเบาะ ข้อมือไม่งอ เข่า-ขาอยู่แนวเดียวกับไหล่ จะสังเกตได้ว่า ขณะออกแรง กล้ามเนื้อหน้าอกจะเกิดการเกร็งตัวขึ้นมาอย่างรู้สึกได้ ** ควรหายใจออก ขณะออกแรงดัน และหายใจเข้าขณะดึงกลับ Men MThai จะนำเรื่องราวและท่าทางการบริหารกล้ามเนื้อหน้าอกมาฝาก รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่ๆครับขอบคุณ เทรนเนอร์เอก ปรเมศวร์ โสวัณณะ จาก True Fitness สำหรับข้อมูลดังกล่าว และ คุณคณินทร์ แสงไชยวุฒิกุล ผู้สาธิตท่า วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น เป็นท่าบริหารรกล้ามเนื้อหน้าอกที่เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ เพราะตั้งแต่สมัยเร … เสริมความแมนด้วยการ บริหาร กล้ามหน้าอก เสริมความแมนด้วยการ บริหารกล้ามหน้าอก Men MThai ขอนำเสนอเรื่องราวของการออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอัน …

ตั้งครรภ์ ก็ออกกำลังกายได้ มาดู กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์
คนท้องออกกำลังกาย /  คุณแม่ตั้งครรภ์ / 

นอกจากการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ลูกกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องถึง 2 ปีแล้วนั้น สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ยังสนับสนุนให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายด้วยความหนักที่เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ กุมารแพทย์ด้านโภชนาการ คณะกรรมการโครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย สสส. อีกทั้งยังเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งของวงการวิ่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กลับเป็นช่วงที่คุณแม่ควรมีร่างกายแข็งแรงที่สุดในชีวิต เพราะร่างกายคุณแม่ต้องดูแลถึง 2 ชีวิตในเวลาเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการคลอด การออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดไปสู่ทารกในครรภ์ดีขึ้น ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้เมื่อคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คุณแม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งมีส่วนให้ทารกแข็งแรงและอารมณ์ดีแจ่มใส คุณหมอนักวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่ออกกำลังกายต้องพิจารณาภาวะทางสุขภาพและพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายเป็นอันดับแรก ว่าก่อนตั้งครรภ์เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ออกกำลังกายหนักเท่าไหร่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ ในระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและภาวะการตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นทั้งในขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกาย เช่น หากมีอาการเหนื่อย เพลีย แสดงว่าคุณแม่ออกกำลังกายมากเกินไป คุณแม่ที่สนใจออกกำลังกายแต่ร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถปรึกษากับคุณหมอสูตินรีแพทย์ได้ นอกจากนี้ หนังสือ ‘อยากสุขภาพดี ต้องมี 3 อ. : สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร’ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มเติมว่า ยังสามารถช่วยลดโอกาสที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าทั้งก่อนและหลังคลอดลูก เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขและช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพเดิมได้เร็วขึ้น ข้อจำกัด – ข้อควรระวัง ในการออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์ 1. เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ เมื่อร่างกายคุ้นเคยแล้วถึงสามารถเพิ่มระดับความยาก 2. คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน ไม่ควรออกกำลังกายในที่อากาศร้อนและชื้น 3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นเกินพอดี 4. หลีกเลี่ยงท่าที่ยึดเกร็ง ดึงรั้ง ท่าที่เสี่ยงได้รับการกระทบกระเทือนกับท้อง หรือท่าที่คุณแม่ต้องออกแรงมากๆ 5. ไม่ควรหักโหมจนร่างกายรู้สึกเหนื่อย เพลีย 6. ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป 7. หากรู้สึกหายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม มีเลือดหรือของเหลวออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดตัว (มากกว่า 6-8 ครั้ง/ชม.) ควรหยุดออกกำลังกายในทันที และรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัย กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ 1. ว่ายน้ำ - ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง 2. การฝึกโยคะ - ช่วยให้สามารถควบคุมลมหายใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงผ่อนคลาย มีสติและสมาธิในระหว่างการคลอด 3. แอโรบิก กายบริหาร - ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย ตัวอย่าง ท่าออกกำลังกาย 1) ท่ากระดกข้อเท้า : นอนหงาย ขาเหยียดตรง วางแขนข้างลำตัว สลับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ค้างและพักข้างละ 3 วินาที จนครบ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดอาการข้อเท้าพลิกและน่องบวม 2) ท่านอนตะแคงยกขา : นอนตะแคงข้าง ใช้มือยันศีรษะ และยกขาขึ้น ค้างสลับกับพัก 3 วินาที 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้ช่วยให้คุณแม่มีสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง 3) ท่าแมวขู่ : คุกเข่าในท่าคลาน วางขาให้มั่นคง วางฝ่ามือเหยียดตึง ท่านี้เริ่มที่คุณแม่แขม่วท้องโก่งตัว ค้าง และสลับพัก 3 วินาที 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยให้มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องที่แข็งแรง ทั้งนี้ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ตามพื้นฐานการออกกำลังกายของคุณแม่ เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

เซ็กเซอร์ไซส์ สุขภาพดีง่ายๆด้วยการมีเซ็กส์ Sexercise
rushcontent /  sex / 

Sexercise ลมหายใจที่หอบกระชั้น การขยับร่างกายอย่างเป็นจังหวะ หัวใจที่เต้นแรงขึ้น ถี่ขึ้น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนเรือนกายจนชุ่มโชก ไม่แปลก...หากว่าข้อความข้างต้นนี้จะถูกนำไปบรรยายถึงการออกกำลังกาย หรือการมีเพศสัมพันธ์ เพราะดูเหมือนทั้งสองกิจกรรมจะมีส่วนที่คล้ายกันอยู่ หรือแทบจะแยกขาดจากกันไม่ได้ จนหลายคนบอกว่า เซ็กส์ คือการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง หากแต่ส่วนใดบ้างละที่คล้ายกัน? และมันสามารถทดแทนกันได้อย่างไร? จากคำบอกเล่าของ เทรนเนอร์ฟิตเนสประจำสถานออกกำลังกายบอกว่า สามารถทดแทนกันได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับลักษณะการมีเพศสัมพันธ์ของแต่ละคู่ การออกกำลังกายกับเซ็กส์ การออกกำลังกายเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งยังช่วยเรื่องสุขภาพและทำให้รูปร่างดูดีขึ้น การที่รูปร่างดีขึ้นนี้เองที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ เพราะองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของการมีเซ็กส์ก็คือความรู้สึกที่ว่า ตัวเองเซ็กซี่ ดังนั้นการมีรูปร่างที่ดูดีขึ้นจากการออกกำลังกายจึงมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ไม่น้อย ทว่านอกจากด้านความมั่นใจจากภายในแล้ว สมรรถภาพร่างกายที่ดีขึ้นจากการบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็มีผลการวิจัยออกมายืนยันด้วยว่า ชายและหญิงที่มีร่างกายแข็งแรงจากออกกำลังกาย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีความต้องการในเรื่องเพศสูงกว่า และยังมีผลวิจัยชี้อีกว่าผู้ที่ออกกำลังกาย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์จะสามารถทำกิจกรรมได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคนทั่วไป ด้วยเหตุผลจาก 2 ปัจจัยนั่นคือ ความรู้สึกมั่นใจในตัวเองจากรูปร่างภายนอกที่ดูดีขึ้น และกลไกในร่างกายที่ทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานศึกษาวิจัยพบอีกว่า นักว่ายน้ำอายุ 60 ปีสามารถมีเซ็กส์ในความถี่เดียวกับตัวเองตอนอายุ 40 ปี ในด้านของเพศศึกษานั้น การออกกำลังกายเป็นประจำมีส่วนช่วยให้อสุจิแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะอาการนกเขาไม่ขันนั้น สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการไหลเวียนของโลหิตที่ต้องอาศัยการหล่อไหลเลือดไปยัง อวัยวะเพศอย่างเพียงพอ ฉะนั้นเมื่อหัวใจแข็งแรงจึงไม่แปลกที่สัมพันธ์รักจะแข็งแรงตามไปด้วย! และเป็นที่ทราบกันดีว่า การออกกำลังกายบ่อยทำให้ร่ายกายหลั่งสารอะดรีนาลีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีความสุข ดังนั้นเมื่อการมีเซ็กส์ก็แทบจะไม่ต่างจากการออกกำลังกาย และเมื่อการมีเพศสัมพันธ์ดำเนินพร้อมกับการหลั่งสารอะดรีนาลีน จึงไม่แปลกหากว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะรู้สึกมีความสุขมากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม การมีเซ็กส์หลายครั้งก็ไม่ได้มีส่วนของการออกกำลังกาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการมีเซ็กส์ บางคู่การมีเซ็กส์อาจเผาผลาญพลังงานได้ถึง 350 กิโลแคลอรี ขณะที่บางคู่อาจใช้พลังงานเพียง 15 กิโลแคลอรีเท่านั้น ขยับ เซ็กเซอร์ไซส์ เซ็กเซอร์ไซส์ ตั้งอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในบางประเทศ เซ็กเซอร์ไซส์ เป็นหลักสูตรหนึ่งของการออกกำลังกายคล้ายแอโรบิก โดยจะเน้นการบริหารร่างกายที่เสริมสมรรถภาพในด้านเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะมีท่ากายบริหารที่เน้นช่วงขาและสะโพก พร้อมทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด ในส่วนของประโยชน์ของการมีเซ็กส์อย่างเป็นการออกกำลังกาย หรือ เซ็กเซอร์ไซส์ นั้นก็แทบไม่ต่างจากการออกกำลังกายปกติ นั่นคือช่วยในเรื่องของระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งหากหักโหมเกินไป อุบัติเหตุอย่างการตายคาอกจากหัวใจล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นกันมาแล้ว หรือจะเป็นการช่วยให้นอนหลับสนิท ลดน้ำหนัก ลดความเครียด ทว่าสิ่งที่ เซ็กเซอร์ไซส์ มีประโยชน์มากกว่าก็คือในส่วนของการช่วยเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) ซึ่งจะทำให้มีผู้หญิงมีน้ำมีนวล หรือสวยขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ประสิทธิภาพของ เซ็กเซอร์ไซส์ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้มัดกล้าม ระยะเวลา และสมรรถภาพของการมีเซ็กส์ด้วย ดังนั้นคงถึงเวลาจะต้องมาดูกระบวนท่าในการทำ เซ็กเซอร์ไซส์ ที่มีประสิทธิภาพ กันแล้ว ท่ายืน (Standing) การมีเซ็กส์ในท่ายืน ช่วยกระชับในส่วนต้นขาและก้น และหากมีการทรงตัวด้วยการยกขาขึ้นข้างหนึ่ง จะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อขาที่ฟิตมากขึ้น ท่าโก้งโค้ง (Doggy-style) ท่านี้จะคล้ายกับการเล่นโยคะนิดๆ ซึ่งจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อแขนของผู้หญิงจากที่ต้องรับน้ำหนัก และช่วยสลายไขมันช่วงเอวของผู้ชาย ท่ามิชชันนารี และท่าผู้หญิงอยู่บน (Missionary และ woman on top) เป็นท่าที่พื้นฐานที่สุดในการมีเซ็กส์ ช่วยบริหารร่างกายช่วงล่างทั้งก้น สะโพก ต้นขา ขึ้นอยู่การปรับระดับของคู่รัก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการมี เซ็กเซอร์ไซส์ นั้น ควรมีอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการออกกำลังกายปกติด้วย และการเซ็กเซอร์ไซส์ต้องมีกับคู่ของตัวเองเท่านั้น ขอบคุณเนื้อหาจาก RUSH Magazine June 2014

4 เทคนิคลด อาการปวด จากการใช้คอมพิวเตอร์
BDD /  ปวดคอ / 

หลังจากใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันมาทั้งวัน หลายคนอาจมี อาการปวด ตึงทั้งคอ บ่า ไหล่จนลามไปถึงศีรษะ เราจึงขอนำวิธีคลายปวดกล้ามเนื้อจากการใช้คอมพิวเตอร์จากหนังสือ ภัยเงียบจากคอมพิวเตอร์ สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ มาฝาก เพื่อหยุด อาการปวด ก่อนเกร็งถาวรกันค่ะ 1. การนวด ใช้มือตัวเองบีบนวดกล้ามเนื้อที่ปวด จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เลือดลมเดินสะดวกขึ้น อาการปวด จึงทุเลาลง 2. ประคบด้วยความร้อน เป็นวิธีสุดคลาสสิค แต่ได้ผลค่อนข้างดี เพราะความร้อนจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวสามารถ ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ปวดได้ อาการปวด จึงบรรเทาลง 3. เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นวิธีที่ดีมาก ควรใช้ป้องกันมากกว่าการรักษา วิธีนี้ช่วยไม่ให้กล้ามเนื้อต้องทำงานจนล้า เพราะเมื่อเปลี่ยนท่าทาง กล้ามเนื้อชุดใหม่จะทำงานแทน กล้ามเนื้อชุดเก่าจะได้พัก การสลับการทำงานของกล้ามเนื้อเช่นนี้ ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่อ่อนล้าเร็ว จึงทำงานได้นาน 4. บริหาร โดยเลือกท่ากายบริหารที่เหมาะสม หากทำเป็นประจำจะช่วยสลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้รวดเร็ว ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และทำให้พลังในร่างกายไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็จะลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และโรคกระดูก ที่อาจจะเกิดตามมาด้วยค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com