กายบริหาร

8 ท่าใน 3 นาที..... แก้เมื่อยระหว่างทำงาน
เมื่อย /  ปวด / 

นั่งปั่นงานหน้าคอมพ์ตั้งแต่เช้ายันเย็น แทบจะไม่ได้ลุกไปไหนเลย นอกจากเข้าห้องน้ำ และกินข้าวตอนกลางวัน ก็งานออกจะยุ่งขนาดนี้ ตอนนี้เริ่มไม่ไหวแล้วล่ะ... ปวดเมื่อยไปทั่วตัวเลย ตาก็ล้า คอก็เมื่อย หลังก็ปวด บ่นๆๆๆๆ งานก็ไม่เสร็จ... เครียดอีก อาการไมเกรนก็กำเริบ ทำอย่างไรดีหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เจ้าวายร้ายตัวดีมันมาแล้วล่ะก็... ต้องรีบกำจัดอย่างเร่งด่วน ด้วยวิธีแก้เมื่อย 8 ท่า 3 นาที ที่โต๊ะทำงาน เริ่มจากวางงานตรงหน้า หลบสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วหลับตาผ่อนคลายสักครู่ หากรู้สึกเคืองตา ก็กระพริบตาถี่ๆ ให้น้ำตามาเคลือบตา หรือหยดยาหยอดตาแก้ตาแห้ง และที่สำคัญควรพักเพื่อขยับแข้งขยับขาทุกๆ 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันและลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ท่าที่ 1 แก้เมื่อยบ่า นั่งหลังตรง มือสองข้างจับขอบเก้าอี้เอาไว้ แล้วค่อยๆ เอียงคอไปทางด้านใดด้านหนึ่งช้าๆ จนรู้สึกตึง ทำค้างไว้ 10 วินาที แล้วอย่าเพิ่งเอียงคอกลับ ให้เอียงคอเพิ่มต่อไปอีก 10 วินาที แล้วค่อยๆ เอียงคอกลับมาท่าตรง ทำสลับซ้ายขวา ท่าที่ 2 แก้เมื่อยคอ นั่งแบบท่าที่ 1 แล้วเปลี่ยนจากเอียงคอ เป็นหมุนคอไปทางด้านใดด้านหนึ่ง จนรู้สึกตึงที่บ่าหรือคอด้านตรงกันข้าม ทำค้างไว้ 10 วินาที แล้วอย่าเพิ่งหมุนคอกลับ ให้หมุนเพิ่มอีกนิดหน่อย แล้วค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นค่อยๆ หมุนกลับมาท่าตรง หมายเหตุ : หากรู้สึกมึนงง ให้พักประมาณ 5 นาที ลองทำซ้ำอีกครั้ง หากมีอาการอีก ต้องไปหาหมอ ท่าที่ 3 คลายกล้ามเนื้อบริเวณบ่า ยักไหล่ขึ้น ค้างไว้ 5 วินาที แล้วยักไหล่ลง ทำสลับกัน 2 - 3 ครั้ง จะรู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณบ่ามากขึ้น ท่าที่ 4 คลายกล้ามเนื้อแขน ใช้มือซ้ายจับฝ่ามือขวา ชูมือทั้งสองข้างเหยียดตรงไปข้างหน้า แล้วดัดข้อมือขวาเข้าหาตัว จนรู้สึกตึงบริเวณข้อศอกขวาด้านใน ทำค้างไว้ 10 วินาที แล้วเปลี่ยนข้างทำ หมายเหตุ : ถ้าทำท่านี้แล้วมีอาการชาที่ฝ่ามือ ให้พักประมาณ 5 นาทีแล้วลองทำซ้ำอีกครั้ง หากไม่หายต้องไปพบนักกายภาพบำบัดหรือปรึกษาคุณหมอ ท่าที่ 5 นวดฝ่ามือ นวดฝ่ามือซ้ายโดยใช้นิ้วโป้งขวากดไปตรงๆ บนฝ่ามือ หมุนนิ้วโป้งเป็นวงกลม 3 รอบ (ไม่ใช่การถูผิวหนัง) แล้วก็เลื่อนนิ้วโป้งไปกดจุดอื่นๆ จนทั่วฝ่ามือ จากนั้นสลับไปทำอีกข้าง ท่าที่ 6 บริหารอุ้งมือ ใช้มือขวาดึงนิ้วโป้งซ้ายเข้าหาตัว จนรู้สึกตึงบริเวณอุ้งมือและข้อนิ้วโป้ง ทำค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นสลับไปทำอีกข้าง ท่าที่ 7 ผ่อนคลายบริเวณนิ้วและฝ่ามือ กำมือทั้งสองข้างให้แน่นที่สุด กำค้างไว้ 5 วินาที แล้วคลายออกช้าๆ เหยียดและกางนิ้วมือออกให้มากที่สุด กางค้างไว้ 5 วินาที แล้วกลับมาอยู่ท่าเดิม ทำซ้ำแบบนี้ 2-3 รอบ ท่าที่ 8 แก้เมื่อยหลัง ยืนหันหน้าเข้ามุมห้อง ยันฝ่ามือไปที่ผนังในแนวระดับอก ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า แล้วค่อยๆ โน้มตัวเข้าหามุมห้องจนศอกชนกำแพง จะรู้สึกตึงบริเวณหน้าอกทั้งสองข้าง ทำค้างไว้ 10 วินาที แล้วทำซ้ำอีก 2-3 รอบ อีกท่าหนึ่งคือ กำมือทั้งสองข้าง ไขว้กันไว้ด้านหลัง แล้วเหยียดไปให้ตึง ค้างไว้ 10 วินาที หรือง่ายๆ เพียงแค่ยืนแอ่นหลัง 5 วินาที ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง อาการปวดเมื่อยหลังก็จะทุเลาลง นอก จากจะทำกายบริหารแบบง่ายๆ นี้แล้ว ก็พยายามลุกเดินบ้าง ขยับร่างกายไปมาบ้าง อย่านั่งอยู่กับที่นานๆ อย่าจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ เหนื่อยนักก็พัก เครียดนักก็ปล่อยวางซะบ้าง สุขภาพกายดี สุขภาพใจก็พลอยดีที่มา ...Be Magazine

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่าง
sex /  xxx / 

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่าง ถ้าพูดกันตรงๆ เปิดใจกันแฟร์ๆ สำหรับหนุ่มๆ เราแล้ว เรื่องเซ็กส์นี่เรื่องสำคัญเลยนะ แต่เราจะไม่ค่อยกล้าพูดกัน เพราะพอเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ที่ไร คนก็มักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดไม่ได้ เข้าข่ายโรคจิต ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แถมการมีเซ็กส์สามารถสร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว 1. ช่วยให้ไม่เครียด การมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยทำให้เราไม่เครียด หรือหากถ้าเราเครียดอยู่แล้วก็จะหายไป เพราะหลังเสร็จสิ้นการลงสมรภูมิรัก ร่างกายจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมาทำให้เรารู้สึกดี สบายคลายเครียด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราเกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณและจิตใต้สำนึกก็จะบอกตัวเองอยู่เช่นนั้น เมื่อเราสามารถมีเพศสัมพันธ์ และทำการได้สำเร็จ สมองก็จะมีความสุข เพราะเหมือนได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ลุล่วง 2. เพิ่มภูมิต้านทาน ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างต่ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณของ lgA (ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งพบมากในน้ำลาย) จะเพิ่มสูงขึ้น จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าเก่า ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นไข้หวัดง่าย 3. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีงานวิจัยระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที สามารถช่วยเบิร์นได้ถึง 85 แคลอรี แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะ ยิ่งเบิร์นได้ถึง 125 แคลอรีเลย ช่วยเบิร์นได้มากกว่าการปั่นจักรยานในฟิตเนสซะอีกนะเนี้ย 4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบลดน้อยลง เพราะในขณะปฏิบัติการ หัวใจจะเต้นเร็วเหมือนตอนที่เราออกกำลังกายเลย แล้วก็เครียดน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนดีขึ้น เคยมีงานวิจัยบอกว่าคนสูงอายุที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่ การเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่หยุดการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วด้วย 5. สุขภาพจิตดี เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ ขี้โรค เป็นที่ต้องการของคนอื่น เลยจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย สบายใจ เรียกว่าการมีเพศสัมพันธ์นี่ ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราดีขึ้นโดยรวมเลย 6. ช่วยลดการเจ็บปวด ถ้าเราเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกาย การมีเพศสัมพันธ์เป็นยาขนานเอก ที่ช่วยแก้ปวดได้ดีเลยละ ยกตัวอย่างถ้าเราปวดฟันอยู่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ ความปวดนั้นจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาให้เรารู้สึกดี สบายมากขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลบความเจ็บปวด ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงนั่นเอง 7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เพราะถ้าร่างกายไม่ได้หลังสเปิร์มออกมา มันจะดูดซึมกลับเข้าไปแล้วค่อยผลิตออกมาใหม่ จึงส่งผลอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วการไม่ได้ปลดปล่อยจะทำให้เราเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งเหมือนกัน 8. เกิดการกายบริหาร ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนเอวสักเท่าไหร่ การมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ คือการกายบริหารช่วงเอวที่ดีที่สุด แถมส่งผลดีไปถึงระยะยาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้วหกล้ม ก็จะไม่สะโพกหักได้ง่าย 9. นอนสบาย หลับสนิท หลักๆ เลย ก็เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยคลายความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่ก็จะคลายตัว แล้วพอร่างกายทั้งภายนอกและภายในพร้อม คุณเลยหลับได้สนิท ฝันหวานไปเลย เห็นไหมว่า การมีเพศสัมพันธ์มีประโยชน์มากมายเลย ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟิตปั๋ง ด้วยการทานอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงสิ่งที่จะมาบั่นทอนสุขภาพซะ แล้วจะสุขภาพแข็งแรง มีเซ็กส์ที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นไปอีกไงล่ะ ขอบคุณที่มาบทความจาก www.healthcorners.com เบื่อหน่ายรูปแบบเดิมๆ กับกิจกรรมเรื่องบนเตียง อยากได้เทคนิคใหม่ๆ เร้าใจๆกด *48259150066 โทรออก ทดลองใช้ฟรี 7 วัน

กายบริหาร...ยืดกล้ามเนื้อขา
กระชับ /  กล้ามเนื้อ / 

กายบริหาร...ยืดกล้ามเนื้อขา ก่อนที่เราจะออกกำลังกายต้องวอร์มร่างกายกันเสียก่อน ไม่งั้นมีหวังได้ปวดแข้งปวดขาไปอีกหลายวันเลย เป็นการเตรียมอุ่นร่างกายให้พร้อม ก่อนที่จะออกกำลังกายกันจริงจัง มาเริ่มกันเลยจ๊ะ หามุมเหมาะๆ นอนเลยจ้าา ให้นอนตะแคงนะจ๊ะ ไม่ใช่ให้นอนหลับ มาเยียดแข้งเยียดขาเตรียมออกกำลังกายกันเลย 2 ท่าง่ายๆ สบายๆ สาว Women.mthai.com ทำได้อยู่แล้ว จะออกกำลังกายก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อนนะจ๊ะ จะได้ไม่ต้องมาบ่นปวดนั้นปวดนี่กันทีหลัง ให้ระบมไปอีกหลายวันเลยยย ขอบคุณเนื้อหาจาก Gossipstar ค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ออกกำลังกาย ได้ที่นี่

คำพูดชวนหมดอารมณ์รัก
คำพูด /  หมดอารมณ์

คำพูดชวนหมดอารมณ์รัก . . ... "เซ็กซ์" เป็นสีสันแห่งความรักที่จับต้องได้และเป็นเรื่องราวที่ควรจะดำเนินไปตามครรลองของมันโดยไม่มีอะไรขวางกั้น เป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งกินใจเกินจะพรรณนาได้ และเมื่อเกิดความสุขสมร่วมกันแล้วก็จะเกิดสายใยแห่งความผูกพันที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ผ่านการเคลื่อนไหวทางกายที่ประสานสอดคล้องกัน ในท่วงทำนองแห่งความรักใคร่ที่สนิทสนมกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว... แต่คำพูดบางคำก็ทำให้อารมณ์รักหมดลงได้เหมือนกัน ... "จะทำอะไรก็เร็วๆ หน่อย ฉันจะรีบเข้านอน พรุ่งนี้มีงานต้องทำอีกมาก นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นคนดีรักเดียวใจเดียวละก็ไม่ยอมหรอก น่าเบื่อจะตาย" ... "ไม่อยากจะบอกว่าสวรรค์ฉันก็ไม่เคยถึง ดางดึงส์ฉันก็ไม่เคยได้สัมผัส คุณก็มีความสุขของคุณไปคนเดียว ส่วนฉันก็ต้องช่วยตัวเองตามทุกที ไม่รู้จะมีกันไปทำไม" ... "เร็วๆ หน่อยคุณ เดี๋ยวลูกตื่น" ... "ทำไมของคุณถึงได้หลวมแบบนี้นะ ออกลูกแค่สองคนเอง เห็นหมอบอกให้ออกกายบริหารขมิบก้นเป็นประจำ คุณคงไม่ได้ทำมั้ง ผมว่าไปให้หมอเขาผ่าตัดทำสาวดูจะดีกว่านะ" ... "ทำไมกลิ่นแรงจังนะเธอ" ...นั่นคงจะเป็นหนังตัวอย่าง ที่ช่วยทำให้ตาสว่างขึ้นว่าคำพูดอะไรไม่ควรพูดในระหว่างที่จะเริ่มกิจกรรมแห่งความรัก เพราะคำพูดแบบนี้ทำให้หมดอารมณ์พิศวาสไปแทบจะทันที เนื่องจากว่าอารมณ์พิศวาสของคนเรานั้นมันละเอียดอ่อนมาก คำพูดอะไรที่เป็นการดูถูกดูหมิ่นในเรื่องที่ไวต่อความรู้สึกของทั้งสองคนไม่ควรจะมาพูดกัน รวมทั้งเรื่องที่ความเห็นไม่ตรงกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ... "ผู้หญิง" นั้นต้องการคำหวานและการกระทำที่แสดงว่าคู่ของเธอร่วมรักกับเธอเพราะรักเธอ แคร์เธอ และอยากให้เธอมีความสุข การชื่นชมในกันและกันจึงเป็นทางออกที่เรียบง่ายในการทำให้การร่วมรักเป็นไปตามครรลองของธรรมชาติอย่างปราศจากอะไรมาทำให้หมดอารมณ์ ... ในขณะที่ฝ่ายชายนั้น อารมณ์พิศวาสของเขาเป็นตัวกระตุ้นให้ อวัยวะเพศของเขาตื่นตัวขึ้นมาทำงาน เพราะฉะนั้นคำพูดอะไรที่เป็นการดูถูกดูหมิ่นในขนาดของเขา รวมทั้งความสามารถในการปฏิบัติการของเขาแล้ว จะทำให้เขาหมดอารมณ์จนอวัยวะของเขาหยุดการทำงานไปได้กลางคันเลยทีเดียว และจะทำให้เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หมดความมั่นใจในการปฏิบัติการ ผลสุดท้ายที่ตามมาก็คือเขาจะพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะมีกิจกรรมกับเธอ ... เขาว่าสัมพันธภาพของคนเรานั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และสัมพันธภาพที่ละเอียดอ่อนนี้มักจะเปราะบางคนหลายต่อหลายคนไม่เข้าใจว่าคำพูดแค่บางคำเท่านี้ทำไมจึงไวต่อความรู้สึก โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กำลังจะร่วมรักกันนั้น ถ้าปราศจากมธุรสวาจาแล้วละก็ความรักจักล่มสลายไปอย่างรวดเร็วชนิดที่มองตามไม่ทันเลยทีเดียว ... สัมพันธภาพที่ยั่งยืนจึงเริ่มต้นด้วยความรัก อยากใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน มีสัมผัสแห่งรักที่อบอุ่นซาบซึ้งและประทับใจ ด้วยคำพูดที่ไพเราะหวานหูที่เรียกว่ามธุรสวาจา . ที่มาจาก elib-online.com .

มือใหม่หัดเข้า ฟิตเนส โปรดอ่าน ปัจจัย 4 วิธีสร้างกล้าม
สุขภาพ /  ออกกำลังกาย / 

เดี๋ยวนี้ จะว่าไป หนุ่มๆ กับการเข้าฟิตเนส จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าทุกคนอยากให้ตัวเองดูดี และยิ่งใครที่มีหุ่นนักกีฬา กล้ามแขนเป็นมัด เวลาสาวควงแล้วรู้สึกอบอุ่นมั่นคง ยิ่งมีเสน่ห์เป็นที่ต้องตา โดยไม่ต้องอาศัยตัวช่วยอะไรเลย ( คนหน้าตา floor ๆ การมีกล้ามสวยๆจะช่วยให้ตีตื้นกับพวกหล่อเทพได้สบายๆ ) แต่อย่าคิดว่ามันง่ายเหมือนปลอกกล้วยนะครับ (ผมว่ามันยากเท่าๆกับการจีบสาวสวยๆเลยหละ) เพราะหลายคนไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ก็เล่นมานานแล้วและในที่สุดก็ท้อ ดังนั้นเราลองมาดูกันดีกว่าปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการสร้างมัดกล้ามที่ใฝ่ฝันได้ ปัจจัยที่ 1 : ความตั้งใจจริง ขอบอกว่าเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆ ของการออกกำลังกายเลยนะครับ มือใหม่หัดเล่นต้องวาดฝันถึงมัดกล้ามงามๆที่เราต้องการอาจจะเป็นอย่าง นิกกี้ พิมพ์ ติ๊กเจษ อั้มอภิชาติ หรือ เรน ก็ว่ากันไป แล้วพยายามตั้งใจให้ได้จริงๆ หรือว่าจะมองคนกล้ามสวยๆ ในฟิตเนสแล้วบอกกับตัวเองซักวันเราจะเป็นอย่างงั้นบ้าง แล้วกำลังใจก็จะมาครับ นอกจากนี้ต้องมีความอดทนครับ ผมเข้าใจว่าทุกคนอยากเห็นผลเร็วๆ เพราะไหนจะต้องทั้ง งดและ ลด เหล้า เบียร์ อาหารขยะแล้ว ยังต้องทนกับความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อด้วย แต่ก็อย่างที่ว่า NO PAIN NO GAIN ครับ นอกจากนี้ ผมแนะนำให้ชวนเพื่อนไปเล่นด้วยครับ จะได้มีคนช่วย safe เวลายกน้ำหนัก และเพิ่มแรงกระตุ้นในการเล่นกล้ามเพราะธรรมชาติของผู้ชายครับ ชอบการแข่งขัน และเอาชนะครับ รวมทั้งสามารถแลกเปลี่ยนเคล็ดลับในการสร้างกล้ามเนื้ออีกด้วยครับ ปัจจัยที่ 2 : ศึกษาวิธีการฝึกอย่างถูกต้องเอาละเมื่อเรามีความตั้งใจแล้ว สิ่งต่อไปก็คือเราควรศึกษาข้อมูลบ้างก่อนไปเล่น การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่งเป็นคำพูดที่สามารถนำมาใช้ได้ดีครับสำหรับการเล่นกล้าม มือใหม่หัดเล่นต้องมีการศึกษาก่อนที่จะเล่นอย่างจริงจัง ท่าทางที่ถูกต้อง วิธิการเล่นอุปกรณ์และฟรีเวทต์ต่างๆ (ถ้าจะเล่นแบบขำๆ เล่นไป เหล่สาวไป ก็ไม่เป็นไร) หรือว่าอาจถามเทรนเนอร์ (แต่อาจต้องทนตื้อหน่อยนะครับเพราะเค้าจะพยายามขายชั่วโมงเทรนให้คุณ) อย่างไรก็ตาม อย่าอายครับที่จะถาม ด้านได้อายอด เวลาไปเล่นตามยิมลองหาคนที่เล่นอยู่แล้วกล้ามสวยๆ ถามวิธีเค้าเล่นดูว่าเล่นยังไง ให้เค้าแนะนำได้ครับ ผมก็ใช้วิธีนี้ในช่วงแรกๆครับ หรือหากไม่มีปัญหาเรื่องเงินอาจจะซื้อชั่วโมงเทรนเนอร์ส่วนตัว ซัก 10-15 ชั่วโมง ก็ดีครับ ให้เค้าแนะนำ และช่วยสอนให้เราเล่นได้ท่าที่ถูกต้อง อีกอย่างเราสามารถถามคำถามได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ เพราะเสียเงินไปแล้วนิ สำหรับราคาสอนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละที่ครับ ถ้าเป็นยิมในเมืองก็อาจจะแพงหน่อยตกชั่วโมงละประมาณพันครับ แต่ถ้าอยากจะประหยัดก็ต้องขยัน และใช้วิธี ครูพักลักจำครับ ปัจจัยที่ 3 : อาหารการกินสำคัญไฉน You are what you eat เป็นคำพูดที่ใช้ได้กับทุกวัย มือใหม่ทั้งหลายจะต้องทานอาหารให้ครบทุก 5 หมู่โดยเฉพาะโปรตีนต้องทานเพิ่มเพื่อช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วยเพราะ เมื่อเราเล่นกล้ามอย่างหนัก เซลล์กล้ามเนื้อจะฉีกขาด (คนละอย่างกับกล้ามเนื้อฉีกนะครับ) เจ้าโปรตีนก็จะทำหน้าที่ของมัน ทำให้กล้ามเนื้อเราใหญ่ขึ้นนั่นเอง ปริมาณโปรตีนสำหรับนักเล่นกล้ามแบบพองามที่ไม่ใช่นักเพาะกายแข่งขันคือประมาณ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อ ปริมาณโปรตีน 1-1.5 กรัมครับ สำหรับแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุด (ตามแบบฉบับฝรั่ง) ได้แก่ โปรตีนผง และ อาหารเสริมโปรตีนที่ขายตามท้องตลาด ,ไก่งวง และไก่ธรรมดา, ปลาเนื้อขาว, เนื้อแดงล้วนๆ ไม่มีไขมัน, ไข่ขาว ครับ ส่วนสารอาหารอื่นๆ ก็จำเป็นมากเช่นกันครับ ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรตให้พลังงานเพื่อเพิ่มแรงในการออกกำลังกาย ขอแนะนำให้ทานพวกขนมปังก่อนไปเล่นเวตประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาในการย่อยอาหาร และพร้อมสำหรับการเล่นเวตท์ครับ ปัจจัยที่ 4 : นอนหลับฝันดีสำคัญต่อกล้ามโตช่วเวลานอนหลับเป็นช่วงที่ Growth Hormone หลั่งออกมาเพื่อซ่อมแซม เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้นหากเราพักผ่อนไม่เพียงพอ Growth Hormone ก็จะทำงานไม่เต็มที่ ส่งผลให้แม้ออกกำลังกายแทบเป็นแทบตายกล้ามเนื้อก็ไม่โต ดังนั้นเราควรจะนอนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอนประมาณ 4 ทุ่ม หรืออย่างช้าก็ไม่เกินเที่ยงคืนครับ ลองสังเกตดูสิครับวันไหนที่พักผ่อนเพียงพอ เวลาตื่นนอนน้องชายของเราก็จะตื่นพร้อมกันกับเรานั่นไง แต่วันไหนเครียดนอนน้อยก็จะกลายเป็นหนอนน้อย นั่นเพราะเวลาเราหลับ Growth Hormone จะทำงานนั่นเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า การนอนหลับที่ดีสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อขนาดไหน ที่มาจาก Menblog.co.cc / เรียบเรียงเพิ่มเติมโดย : SuperRyuภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต กล้ามหลัง ส่วนที่sexyกำยำที่สุดของผู้ชาย บริหารกล้ามไหล่ด้านหน้า ด้วยท่า Front Raise บริหารกล้ามไหล่ด้านหน้า ด้วยท่า Front Raise อย่างที่ได้สัญญากันไว้ว่า Men MThai จะนำท่า บริหารกล้ามไหล่ มานำเสนอให้หนุ่มๆและผู้สนใจการบริหารก … บริหารกล้ามไหล่ ด้วยท่า Shoulder Press บริหารกล้ามไหล่ ด้วยท่า Shoulder Press คราวที่แล้ว Men Mthai เกริ่นเรื่องความสำคัญของการ บริหารกล้ามเนื้อไหล่ กันไปแล้ว ว่ามันมีความสำคัญมากแค่ไหน … เล่นกล้ามไหล่ให้ตัวเต็ม ส่วนเล็กๆทีมีบทบาทยิ่งใหญ่ เล่นกล้ามไหล่ให้ตัวเต็ม ส่วนเล็กๆทีมีบทบาทยิ่งใหญ่ กล้ามเนื้อไหล่ ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของร่างกายที่ทำให้หนุ่มๆดูแมน&แฮนด์ซั่ม … ฟิตกล้ามขาด้านหน้า-หลังด้วยท่า Leg Extension และ Leg Curl ฟิตกล้ามขาด้านหน้า-หลังด้วยท่า Leg Extension และ Leg Curl Men MThai เกริ่นเรื่องความสำคัญของการบริหารกล้ามเนื้อขามาได้สักพัก แถมยังบอกวิธีการวอร์ม … ภารกิจฟิตแอนด์เฟิร์มเติมหล่อ3มิติ ภารกิจฟิตแอนด์เฟิร์มเติมหล่อ3มิติ เสน่ห์อย่างหนึ่งในการแสดงออกทางภาษากายของผู้ชายก็คือ รูปร่างที่มีโครงสร้างกล้ามเนื … วอร์มยืด กล้ามเนื้อขา ท่าคุ้นเคยที่ไม่ควรมองข้าม วอร์มยืด กล้ามเนื้อขา ท่าคุ้นเคยที่ไม่ควรมองข้าม คราวก่อน Men Thai เกริ่นเรื่องของความสำคัญในการบริหารกล้ามเนื้อขา ก็เพราะอยากให้หลายๆ … ใหญ่บน เล็กล่าง กล้ามเนื้อขา ส่วนสำคัญที่ถูกละเลย ใหญ่บน เล็กล่าง กล้ามเนื้อขา ส่วนสำคัญที่ถูกละเลย บริหารกล้ามเนื้อขา เชื่อเลย ว่าหนุ่ม Men MThai ที่ออกกำลังกายหรือเข้าฟิตเนสในที่นี้ ไม่ค … ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา Men MThai ขอส่งท้ายเรื่องการบริหารกล้ามเนื้ออกด้วยการใช้เครื่อง Fly ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายอีกช … เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press Chest Press เป็นเครื่องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออกที่คุ้นหน้าคุ้นตาใครหลายๆคน ซึ่งหนุ่มๆไม่ควรมองข้ามเวลาไปยิมเด็ … ฟิตหน้าท้องให้เฟิร์ม ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด! ฟิตหน้าท้อง ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด! ถามหนุ่มๆใน … กล้ามโตหุ่นฟิตด้วยน้ำเปล่าเนี่ยแหละ สำหรับที่ออกกำลังกายทั้งหลายนั่นก็เป็น ที่ทราบกันดีกว่าน้ำนั้นดีต่อสุขภาพซักแค่ใหน แต่จะมีกี่คนล่ะครับที่รู้ว่า “น้ำสำคัญกับการสร้างกล้ามเนื้อ” มาก ๆ ! .................................................................................................................................................. เพิ่มกล้ามเนื้อเพื่ออกสามศอก บทความนี้จะพูดเกี่ยวกับการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หน่มๆ หลายคนมักจะ focus เป็น จุดแรกๆ ของการเพาะกล้าม .................................................................................................................................................. ฟิตเนส ยกเวท ยกน้ำหนัก สำหรับมือใหม่ ตอน 2 บทความตอนนี้เป็นภาคต่อ ถามกันบ่อยกับ มือใหม่หัดยกเวท .................................................................................................................................................. ฟิตเนส มือใหม่หัดยกเวท ยกน้ำหนัก หลายคนมาลองเข้าเว็บไซต์ เกิดแรงจูงใจอยากเล่นกล้าม .................................................................................................................................................. 10 หนุ่ม Men’s Health Guys’ Challenge 2009 นิตยสาร Men’s Health เตรียมเผยโฉม 10 หนุ่มหล่อหน้าใหม่.................................................................................................................................................. วิตามินสำหรับผู้รักการออกกำลังกาย วิตามินสำหรับผู้รักการออกกำลังกาย โปรตีน.................................................................................................................................................. กลับสู่ความเป็นหนุ่มได้ โดยไม่ต้องพึ่งมือหมอ ร่างกายของคนเราถูกสร้างมาให้สามารถซ่อมแซมตัวเอง................................................................................................................................................. 10 วีธี Burn แบบง่ายๆ แม้ไม่ได้เป็น Member ฟิตเนส สำหรับ คนที่ทำงานนั่งโต๊ะ ระหว่างโทรศัพท์ควรจะลุกจากที่นั่ง แม้ไม่ได้ใช้พลังงานมากนักแต่ก็ทำให้คุณได้ขยับแข้งขา เพิ่มการไหลเวียนของเลือด.................................................................................................................................................. เปลี่ยนบรรยากาศ การเข้าฟิตเนสแบบเดิมๆ กันเถอะ การเข้าฟิตเนสเป็นสิ่งที่ดีครับ

สปอร์ตท็อปเ็ท็น: 10 ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย
มวยไทย /  เทควันโด้

อันดับ10 เคนโด้ เคนโด้  เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของประเทศญี่ปุ่น เคนโด้ มีความหมายว่า"วิถีแห่งดาบ" มีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของพวกซามูไรในสมัยก่อน สืบทอดมากันประมาณ พ.ศ. 1332 เป็นวิชาที่ใช้ดาบไม้ไผ่ ในการฝึก ด้วยกระบวนท่าการต่อสู้ที่รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด ต่อเนื่อง จึงเป็นที่นิยมไปกว่า เกือบ 30 ประเทศทั่วโลก อันดับ9 ปันจักสีลัต ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่า ปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสาย มลายู ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า “สิละ” “ดีกา” หรือ “บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤต อันดับ8 มวยจีน(ไทเก๊ก, วูซู, กังฟู) วู ซู มาจากภาษาจีนกลางว่า "อู่ซู่" หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ "กังฟู" คือ วิชาว่าด้วยการใช้เทคนิค ในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสาระสำคัญ มีรูปแบบการร่ายกระบวนยุทธ และชั้นเชิงต่อสู้เป็หลักในการฝึก ทั้ง มีหลักศิลปะกายบริหารที่สืบทอดกันมา โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก อันเป็นจุดเด่นของ วิทยาการวูซู อันดับ7 ยูยิตสู ยูยิสสู ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น โดยบางครั้งอาจจะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น ยาวารา (yawara) , ไทจุสสุ (taijutsu) ประวัติที่มาของยูยิสสูนั้นไม่ชัดแจ้ง โดยมากกล่าวกันว่าถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงยุคของสงครามสมัย ระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึง 16 เนื่อง จากเป็นยุคสมัยสงครามทำให้เกิดวิชาใหม่ ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก ในอดีตประเทศญี่ปุ่นมีสำนักยูยิสสูอยู่หลายร้อยสำนัก โดยแต่ละสำนักมีแนวทางในการฝึกของตัวเอง โดยมากจะรับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราญของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย โดยยูยิสสูนั้นเป็นชื่อเรียกกลางที่ใช้เรียก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง อันดับ6 คาราเต้ คาราเต้ เป็นศิลปะป้องกันตัวที่พัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ของชาวญี่ปุ่นใน หมู่เกาะริวกัว และจากทักษะการต่อสู้แบบจีน หรือมวยได้คาราเต้เป็นวิถีเเห่งการดึงพลังจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี เช่น หมัดเข่า ศอก โดยใช้มือ เปล่า ปราศจากอาวุธ แต่เป็นการใช้เทคนิคในการสร้างพลังมือเปล่าแทนอาวุธและโล่ห์ การฝึกหัดคาราเต้บางสำนักอาจมีท่าพื้นฐาน ท่าต่อสู้ หรือท่ารำเเตกต่างกันไป เช่น การหน่วงเหนี่ยว การปล้ำ การผลัก การจับยึด อันดับ5 เทควันโด แต่ เดิมสมาคมเทควันโดแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้ดำเนินการสนับสนุนให้เทควันโด แพร่หลายไปทั่วโลก มีการจัดตั้งสมาคมเทควันโดขึ้นในประเทศต่างๆ มีการพัฒนารูปแบบการฝึกออกไปมากมายทำให้ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันจนกระทั่ง * พ.ศ. 2515 ก่อตั้งสหพันธ์เทควันโด ( The World Taekwondo Federation : WTF) ที่ทำการใหญ่อยู่ที่สำนักคุกคิวอน กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ประธานสหพันธ์คนแรก คือ ดร. ยุน ยอง คิม * พ.ศ. 2516 การแข่งขันกีฬาเทควันโดโลกครั้งแรก และจัดเป็นประจำทุกๆ 2 ปี พ.ศ. 2529 บรรจุกีฬาเทควันโดในเอเชี่ยนเกมส์ * พ.ศ. 2531 บรรจุกีฬาเทควันโดในกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2510 เปิดสอนเทควันโดในประเทศไทยที่วายเอ็มซีเอ ราชกรีฑาสโมสรกรุงเทพฯ ในฐานทัพทหารสหรัฐอเมริกาที่ตาคลี นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานีและสัตหีบ * พ.ศ. 2516 เปิดสอนเทควันโดที่ราชกรีฑาสโมสร พ.ศ. 2519 เปิดสำนักขึ้นที่โรงเรียนศิลปป้องกันตัวอาภัสสา ถนนเพลินจิต * พ.ศ. 2521 ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมศิลปป้องกันตัวเทควันโด ณ โรงเรียนอาภัสสา โดยมีนายสรยุทธ ปัทมินทร์วิโรจน์ เป็นนายกสมาคมฯคนแรก ต่อมาสมาคมฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย อันดับ4 ยูโด (Judo) ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัวเป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัด แปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็น การบริหารร่างกาย เพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ อันดับ3 คูราช (Kurash) คูราช (Kurash) เป็น กีฬาพื้นบ้านของอุซเบกิสถาน ที่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเล่นให้เป็นแบบสากลหลักการพื้นฐานของกีฬาชนิด นี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างมวยปล้ำกับยูโด โดยแบ่งผู้แข่งขันเป็น 2 ฝ่าย สู้กันบนเวทีสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 15 x 15 เมตร คู่ต่อสู้จะต้องทุ่มอีกฝ่ายหนึ่งให้ล้มลงกับพื้นให้ได้ภายในเวลา 4 นาที สำหรับผู้ชาย และ 3 นาทีสำหรับผู้หญิง การให้คะแนน แบ่งเป็น * คาลาล ทุ่มคู่ต่อสู้ลงให้หลังแนบพื้นโดยสมบูรณ์ ผู้ที่ทำได้จะชนะทันที * ยอนบอส ทุ่มแล้วสีข้างหรือด้านข้างลำตัวของคู่ต่อสู้แนบพื้นอย่างสมบูรณ์ จะได้ 1 คะแนน หากทำคะแนนแบบยอยบอสได้ 2 ครั้งจะเท่ากับ 1 คาลาล ถือว่าชนะทันที * ชาล่า ทุ่มแล้วทำให้ก้นหรือหลังหรือท้องหรือสีข้างกระทบพื้นแต่ไม่สมบูรณ์ คะแนนแบบชาล่าไม่ทำให้การแข่งขันยุติ แต่จะใช้ตัดสินเมื่อหมดเวลา อันดับ2 มวยเตะ KICK BOXING คิก บ๊อกซิ่งเป็นกีฬาที่ใช้ศิลปะการป้องกันตัวแบบการชกมวยทั่วไปแต่สามารถ ใช้เท้าเตะได้ด้วย คิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬามวยที่ใช้อวัยวะได้ทุกส่วน โดยนักกีฬาเน้นการใช้อุปกรณ์ป้องกันอวัยวะและใส่อุปกรณ์นั้นเวลาแข่งขัน เช่น นักกีฬาชายใส่กางเกงนักมวย ไม่ใส่เสื้อแต่มีอุปกรณ์ป้องกัน ที่แก พันมือ นวมชกมวย เครื่องสวมศีรษะ เป็นต้นมักมีการสับสนระหว่างคิกบ๊อกซิ่งและมวยไทยกีฬาทั้งสองเป็นการชกมวย เช่น กัน เเต่มีความแตกต่างที่มวยไทยสามารถเตะใต้เข็มขัดได้ สามารถใช้ศอกและเข่าในการเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แต่คิกบ๊อกซิ่ง ไม่สามารถใช้ได้ อันดับ1 มวยไทย มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงกีฬาและ การต่อสู้จริง ๆ ศิลปะประเภทนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลบรรพบุรุษของชาติไทยได้ฝึกฝนอบรมสั่ง สอนกุลบุตรไว้เพื่อป้องกันตัวและ ป้องกันชาติ บรรดาชายฉกรรจ์ของไทยได้รับการ ฝึกฝนวิชามวยไทยแทบทุกคน นักรบผู้กระเดื่องนามทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนอบรมศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจน ทั้งสิ้น เพราะการใช้อาวุธรบในสมัยโบราณเช่น กระบี่ พลอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ ถ้ามีความรู้วิชามวยไทยประกอบด้วยแล้ว จะทำให้เกิด ประโยชน์มากที่ สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เข้าสู้ติดพันประชิดตัวก็จะได้อาศัยใช้อวัยวะ บาง ส่วนเข้าช่วย เช่น เข่า เท้า ศอก เป็นต้น แต่เดิมมาศิลปะมวยไทยที่มีชั้นเชิงสูงมักจะฝึกสอนกันในบรรดาเจ้านายชั้น ผู้ใหญ่หรือเฉพาะพระมหากษัตริย์และขุนนาง ฝ่ายทหารเท่านั้น ต่อมาจึงได้แพร่หลายไปถึงสามัญชน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากบรรดาอาจารย์ ซึ่งเดิมเป็นยอดขุนพล หรือนักรบมาแล้ว วิทยาการจึงได้แพร่หลายและคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ เครดิตTOPTAHILAND.COM

ปวดหลังเรื้อรัง สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ปวดคอ /  ปวดหลัง / 

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า  โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อยๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะมีการตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว  แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้  ซึ่งที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการ ปวดหลังเรื้อรัง เพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานช่วงอายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี  สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปวดหลัง เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป  ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้า ซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากหรือปวดน้อยขึ้นอยู่ว่ากดมากหรือน้อยเป็นสำคัญ ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง  เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังและร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษา ส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด  แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็ง และบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทคือการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี ในช่วงเวลาทำงานโดยการหลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน เป็นระยะเวลานานๆ หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ลดน้ำหนักให้สมดุลกับร่างกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

ปวดคอ แบบไหนส่ออันตราย
ปวดกล้ามเนื้อ /  ปวดคอ / 

อาการปวดบริเวณต้นคอ บ่า สะบัก เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเกิดอาการลักษณะนี้มาก่อน และบางรายหาทางออกด้วยการใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง มากน้อยแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็หวนกลับมาเป็นอีก บางรายปวดเรื้อรังจนแยกไม่ออกว่าเป็นแค่ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดเพราะสาเหตุอื่น อาการปวดคอพบได้ในคนหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานในสำนักงาน หรือชาว Office นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือพิมพ์แป้นพิมพ์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ เป็นสาเหตุของอาการปวดคอที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์บ่อยมาก อาจปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือปวดเรื้อรัง ถ้าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อจะไม่ค่อยก่อปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าปวดรุนแรงมากเพราะหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณกระดูกต้นคอเสื่อม แล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาท หรือไขสันหลัง อาการปวดชนิดนี้นับว่าเป็นอันตราย รู้จักหมอนรองกระดูก คอและหลังของคนเราจะประกอบด้วยกระดูกสันหลังหลายๆ ข้อมาต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีอวัยวะชนิดหนึ่งคั่นอยู่เรียกว่า หมอนรองกระดูก ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ วงรอบนอกจะมีลักษณะเป็นวงแหวนที่มีความหยุ่น เหนียว คล้ายยางรถยนต์ และใจกลางวงแหวนนี้จะมีลักษณะเป็นเหมือนเจลใสๆ ทั้งหมดมีหน้าที่รับแรงกระแทกและมีความยืดหยุ่นในตัว ทำให้เราเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น นอกจากพฤติกรรมใช้งานคอและหลังแบบผิดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมแล้ว อายุที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุของหมอนรองกระดูกเสื่อมเช่นกัน เพราะภาวะนี้เป็นการเสื่อมตามธรรมชาติ เมื่ออายุเกิน 30 ปี โปรตีนที่อยู่ในเจลซึ่งอยู่ข้างในหมอนรองกระดูก รวมถึงวงแหวนรอบนอกจะเริ่มเสื่อม อีกทั้งยังสูญเสียความยืดหยุ่นและคุณสมบัติการรับแรงกระแทก ทำให้เวลาขยับตัว กระแทก หรือใช้งานมากๆ จะทำให้วงแหวนที่อยู่รอบๆ เจลดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่ยึดระหว่างข้อต่อแต่ละข้อเปื่อยยุ่ยและฉีกขาดในที่สุด จนเนื้อของหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนไปข้างหลัง เบียดอวัยวะสำคัญที่คอ คือไขสันหลังที่ต่อมาจากสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย หรือเส้นประสาท ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อน จนทำให้ความแข็งแรงในการยึดกันของข้อกระดูกสันหลังลดลง ร่างกายจะพยายามสร้างหินปูน หรือสร้างเนื้อเยื่อโดยรอบข้อต่อให้หนาตัวมากยิ่งขึ้น จะยิ่งทำให้มีการกดทับช่องไขสันหลังมากขึ้น ระยะแรกอาจแยกไม่ออกว่าอาการปวดคอนั้น เป็นอาการปวดทั่วๆ ไป หรือปวดเพราะหมอนรองกระดูกเสื่อม แต่สามารถสังเกตได้โดย ถ้าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อจะมีอาการเมื่อใช้งาน พอได้พักอาการจะดีขึ้น แต่กรณีที่เป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม แม้จะพักผ่อนแล้วอาการไม่ค่อยจะดีขึ้น ยังคงปวดต่อเนื่อง อาการปวดคอแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่มีอาการปวดคออย่างเดียว ปวดมาถึงบ่าและสะบัก กลุ่มนี้ถึงแม้จะรักษาค่อนข้างง่าย แต่ก็เป็นอันตรายหรือภัยเงียบด้วยเช่นกัน เพราะผู้ป่วยคิดว่าไม่อันตรายจึงไม่มาพบแพทย์ แต่ความจริงแล้วควรมาพบแพทย์เพื่อแยกว่าเป็น Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับเส้นประสาท มีอาการแสดงคือ ปวดร้าวลงแขนไปจนถึงมือร่วมกับอาการชา รายที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ยกไหลไม่ขึ้น ขยับนิ้ว หรือกระดกข้อมือไม่ขึ้น นอกจากนี้ หากมีการกดทับเส้นประสาทที่ทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนใด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นลีบลงด้วย บางครั้งอาจลีบถาวร ถึงแม้จะทำการผ่าตัดแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้เมื่อทำการรักษาโอกาสหายมีมากกว่ากลุ่มที่หมอนรองกระดูกเสื่อมที่ไปกดทับไขสันหลัง กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง กลุ่มนี้จะมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจน ทำให้กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยอาจมีประวัติปวดคอเรื้อรัง ร่วมกับปวดลงแขนหรือลงขา หรือมีอาการชาร่วมด้วย ไปจนถึงมีอาการอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อบางส่วนเจ็บ กล้ามเนื้อมือลีบ หยิบจับของเล็กๆ หรือใช้มือทำงานที่ละเอียด เช่น กลัดกระดุม ผูกเชือกรองเท้าไม่ถนัด ตลอดจนมีอาการของการเดินเซ สูญเสียการทรงตัวที่ดีไป อาจมีอาการจนถึงขั้นควบคุมระบบการขับถ่ายได้ลำบาก ในอดีตกลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง จะทำการรักษาค่อนข้างลำบากและมีความเสี่ยงสูง เพราะระยะห่างระหว่างไขสันหลังกับหมอนรองกระดูก หรือหมอนรองกระดูกกับเส้นประสาทห่างกันประมาณ 1 มิลลิเมตร หรือไม่ถึงมิลลิเมตร แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย มีการนำเครื่องมือที่ดีมาช่วยในการผ่าตัดให้มีความแม่นยำและมีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยใช้กล้องขยายที่เรียกว่า “ไมโครสโคป” (Spine microscope) หลักการเหมือนกล้องจุลทรรศ์ที่นักเรียนใช้ดูจุลินทรีย์ในห้องทดลอง เป็นการส่องอนุภาคเล็กๆ ให้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจน นำมาสู่ความแม่นยำ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด ส่วนผลการผ่าตัดถ้าแก้ไขตรงจุดหรือไม่ปล่อยจนอาการเลวร้ายจนเกินไป ผลการผ่าตัดจะดี อาการปวด อาการชาจะหายไป และกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้ วิธีป้องกันและบรรเทาอาการปวดคอ ควรทำกายบริหารโดยพยายามออกกำลังกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบคอให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบริเวณคอเลย สามารถบริหารกล้ามเนื้อคอได้โดยการยืดและการเกร็งกล้ามเนื้อ ดังนี้ 1. การยืดกล้ามเนื้อ ก้มให้คางชิดอกค้างไว้ นับ10 วินาที แล้วเงยหน้าขึ้นในทิศทางตรงข้ามค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันแต่ให้หันหน้าและเอียงศีรษะไปในทิศทางซ้ายและขวา ค้างไว้ข้างละ 10 วินาที เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อให้มีการเคลื่อนไหว 2. การเกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความทนทานให้กล้ามเนื้อคอ ด้วยการเอามือดันศีรษะไว้ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็พยายามเกร็งคอเพื่อต้านแรงดันจากมือที่ดันศีรษะไว้ ให้ทำทุกทิศทางทั้งดันขมับด้านซ้ายและขวา หน้าผากและท้ายทอย การทำเช่นนี้จะช่วยให้คอได้ออกกำลังกาย ผู้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอ ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าอาการที่เป็นรุนแรงถึงขั้นเป็นหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลัง บางครั้งมาพบแพทย์เมื่อสาย ตอนที่โรคเป็นมากแล้ว ด้วยอาการเสียการทรงตัว หรืออาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย ควบคุมความสมดุลของร่างกายไม่ดี หกล้มง่าย หรือใช้มือทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้ เพราะควบคุมความละเอียดของกล้ามเนื้อไม่ได้ เป็นต้น จึงไม่อยากให้ประวิงเวลาในการมาพบแพทย์ เพราะคิดว่าอาการปวดคอที่เป็นๆ หายๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่อันตรายอะไร แล้วรอจนเป็นมากแล้วถึงมาพบแพทย์ อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาได้ ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี

Rola Takizawa รีวิว ใครจะมาแทนมิยาบิ?
AV /  มิยาบิ / 

‘มิยาบิ’ ประกาศแขวนเต้าในวัย 26 ปีเพื่อเอาดีด้านภาพยนตร์ คงเหลือไว้แต่งาน av หลายร้อยเรื่องให้ผู้ชมได้เสียน้ำตา และถวิลหาสรีระกลมกลึงได้รูปรวมถึงลีลารุกและรับอันเร่าร้อนของเอวีระดับไอดอลคนนี้ ในชีวิตนักแสดงสาวเอวี พวกเธอมักจะมีวันเวลาในวงการราว 4-5 ปี เริ่มจากการเปิดตัวในชิ้นงาน ‘เดบิวต์’ ที่อุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่เมืองปลาดิบกำหนดไว้ ว่านักแสดงผู้หญิงต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป เดบิวต์ถือเป็นงานที่มีความสำคัญ เพราะเป็นการประเดิมเปิดซิงของนักแสดงหญิงคนนั้นๆ ที่เธอยอมมีบทร่วมรักกับนักแสดงหนุ่ม ทั้งทางออรัล และสอดใส่ ทว่างานเดบิวต์ยังมีเอกลักษณ์ที่ภาพเบลอบริเวณจุดสงวนของนักแสดงโดยเฉพาะช่วงล่าง เปิดโชว์เฉพาะช่วงบน การเปิดตัวนี้เป็นการเช็กกระแสว่า นางเอกคนนี้มีเรตติ้งผู้ชมอย่างไร ทุกเดือน แต่ละค่ายล้วนมีแผ่นเดบิวต์ออกมา มีแฟนนานุแฟนติดตามเฉพาะกลุ่มและเป็นไฮไลท์ในร้านเซ็กซ์ช็อป แผ่นเดบิวต์มีจำหน่ายจำนวนจำกัด ทางค่ายจะไม่ผลิตเพิ่มเพื่อปลุกกระแสความฮิตของนางเอกคนนั้นๆ เมื่อนักแสดงคนนั้นดังแล้ว เดบิวต์ของเธออาจถูกประมูลในราคาสูงลิบ ชื่อของ ‘โรล่า ทาคิซาว่า’ (Rola Takizawa) เธอถูกถามถึงทันทีหลังจากงานเดบิวต์วางตลาดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Rola Takizawa มีลักษณะรูปร่างหน้าตาเหมือน Air Doll ตามรายงานบอกว่าเธอเป็นสาวลูกครึ่งญี่ปุ่น-ยุโรป เกิดปี 1992 สูง 172 เซนติเมตร และเธอสังกัดอยู่กับค่าย ‘PRESTIGE’ กระแสความแรงของ Rola Takizawa เกิดขึ้นจากคลิปในยูทูบที่มีการโพสต์ท่าทางต่างๆ ของเธอ แค่ยังไม่ได้ถอดอะไร ก็มีผู้ชมทะลุแสนวิวในเวลาอันรวดเร็ว ค่ายนี้ยังขยันปล่อยสกู๊ปต่างๆ ของนางเอกน้องใหม่ เช่น สอนแต่งหน้า เล่าเรื่องการเลือกซื้อชุดชั้นใน เลยไปถึงทำท่ากายบริหาร ถ่างขา โยกซ้าย โยกขวา เตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำงานชิ้นแรก เรียกว่าเห็นแค่นี้หนุ่มก็เคลิ้มแล้ว และเมื่อหนังเรื่องแรกของโรล่าออกมาให้ผู้ชมดูชัดๆ ทั้งลีลาท่าทาง การสะดีด-สะดิ้ง อากัปกิริยาเมื่อต้องกายชาย หลายคนลงความเห็นว่า เธอน่าจะเป็นตัวตายตัวแทนของมิยาบิ หรือมาเรีย โอซาว่า ได้ไม่ยาก รีวิวผลงานชิ้นแรก Rola Takizawa เนื้อหาในหนังเดบิวต์เรื่องนี้ เล่าเรื่องการเที่ยวของ Rola Takizawa กับผู้ชายหน้าตาเถื่อนๆ คนหนึ่ง เขาและเธอนั่งรถไปด้วยกัน ชวนคุยเรื่องโน่นนี่ โรล่าดูไร้เดียงสา เขินอายนิดๆ เมื่อถูกทาบทามให้ทำออรัลในรถ ในแผ่นนี้มี 2 ฉากใหญ่ ที่ผู้ชมได้เห็นการเปลือยเปล่าอล่างฉ่างของเธอ ฉากแรกเกิดขึ้นในโรงแรมที่มีห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ เธอถูกรีดอารมณ์สวาทด้วยไวเบรเตอร์ (อันเป็นขนบของหนัง av) อีกฉากที่จี๊ดมาก คือ Rola Takizawa ปลดเปลื้องเสื้อผ้าทำออนเซน อาบน้ำพุร้อนกลางธรรมชาติ อารมณ์ผ่อนคลายในตอนนี้ พาให้มือน้อยๆ ของเธอขยุกขยิก มาสเตอร์เบทบนก้อนหิน มีเสียงน้ำพุไหลกระทบผิวน้ำลอยปนมากับเสียงครางอ่อนๆ จากนั้นก็โพสท่ายั่วยวนขยุ้มหัวใจ ชายหนุ่มล่อนจ้อนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยผิวขาวซีดแบบสาวสวีดิชของเธอน่าจะทำให้ผู้ชมอารมณ์พลุ่งพล่านถึงความแปลกตา แต่นั่นก็ไม่เท่ากับเรือนหน้าที่สดใสอมชมพูเหมือนสาวแรกรุ่น ขี้เล่น ดูไม่ประสีประสาเรื่องเซ็กซ์ หากเทียบหน่วยต่อหน่วย เช่น ขนาดหน้าอกแล้ว มาเรีย โอซาว่า ยังนำอยู่ แต่ในหนังเดบิวต์ที่มีเสน่ห์เรื่องความประหม่า การตื่นกล้อง การเขินอาย Rola Takizawa ทำได้ดี และผู้ชมจะคอยเอาใจช่วยเธอ และเชื่อว่าไม่ช้าชั่วโมงบินจะเคี่ยวกรำให้เธอมีลีลาที่แพรวพราวเหมือนนางเอกรุ่นพี่ พาอารมณ์ผู้ชมเตลิดไปได้อีก อีก 6 เดือนข้างหน้าต้องกลับมาดูความห้าวหาญในลีลารักของสาวลูกครึ่งคนนี้อีกที ด้านเสียงตอบรับ แม้ผลงานเดบิวต์ออกมาได้ไม่ทันไร แต่โรล่าก็มีแฟนคลับแล้วนับพัน วัดจากหน้าแฟนเพจเฟซบุ๊คที่หนุ่มไทยคนหนึ่งทำไว้ให้มีสกอร์ไลค์สูงถึง 5,000 คน และคงไม่หยุดที่ตัวเลขนี้อย่างแน่นอน ตอนนี้แฟนๆ ของโรล่าคงรองานชิ้นที่ 2 ที่ 3 ของนางเอกเอวีหน้าใหม่คนนี้ที่ลุคของเธอนั้นน่าใช้เป็นที่พึ่งทางจินตนาการซะเหลือเกิน ด้วยความฮิตขนาดนี้ ทรัพย์สินทางร่างกายและเนื้องาน คงไม่ยากที่ทางค่ายจะปั้นเธอเพื่อไต่บัลลังก์ขึ้นเป็น ‘av Queen’ เพราะนักแสดงเอวีคนอื่นๆ ที่มีผลงานออกมาในขณะนี้ ผมคิดว่ายังไม่มีใครมีจุดเด่นหรือจุดขายที่เป็นสาวลูกครึ่งสไตล์ตุ๊กตายางใสปิ๊งแบบ Rola Takizawa เลยสักนางเดียว

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว
สุขภาพ /  เซ็กส์

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว    ถ้าพูดกันตรงๆ เปิดใจกันแฟร์ๆ สำหรับหนุ่มๆ เราแล้ว เรื่องเซ็กส์นี่เรื่องสำคัญเลยนะ แต่เราจะไม่ค่อยกล้าพูดกัน เพราะพอเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ที่ไร คนก็มักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดไม่ได้ เข้าข่ายโรคจิต ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แถมการมีเซ็กส์สามารถสร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว 1. ช่วยให้ไม่เครียด การมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยทำให้เราไม่เครียด หรือหากถ้าเราเครียดอยู่แล้วก็จะหายไป เพราะหลังเสร็จสิ้นการลงสมรภูมิรัก ร่างกายจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมาทำให้เรารู้สึกดี สบายคลายเครียด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราเกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณและจิตใต้สำนึกก็จะบอกตัวเองอยู่เช่นนั้น เมื่อเราสามารถมีเพศสัมพันธ์ และทำการได้สำเร็จ สมองก็จะมีความสุข เพราะเหมือนได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ลุล่วง 2. เพิ่มภูมิต้านทาน ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างต่ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณของ lgA (ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งพบมากในน้ำลาย) จะเพิ่มสูงขึ้น จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าเก่า ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นไข้หวัดง่าย 3. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีงานวิจัยระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที สามารถช่วยเบิร์นได้ถึง 85 แคลอรี แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะ ยิ่งเบิร์นได้ถึง 125 แคลอรีเลย ช่วยเบิร์นได้มากกว่าการปั่นจักรยานในฟิตเนสซะอีกนะเนี้ย 4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบลดน้อยลง เพราะในขณะปฏิบัติการ หัวใจจะเต้นเร็วเหมือนตอนที่เราออกกำลังกายเลย แล้วก็เครียดน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนดีขึ้น เคยมีงานวิจัยบอกว่าคนสูงอายุที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่ การเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่หยุดการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วด้วย  5. สุขภาพจิตดี เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ ขี้โรค เป็นที่ต้องการของคนอื่น เลยจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย สบายใจ เรียกว่าการมีเพศสัมพันธ์นี่ ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราดีขึ้นโดยรวมเลย 6. ช่วยลดการเจ็บปวด ถ้าเราเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกาย การมีเพศสัมพันธ์เป็นยาขนานเอก ที่ช่วยแก้ปวดได้ดีเลยละ ยกตัวอย่างถ้าเราปวดฟันอยู่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ ความปวดนั้นจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาให้เรารู้สึกดี สบายมากขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลบความเจ็บปวด ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงนั่นเอง 7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เพราะ ถ้าร่างกายไม่ได้หลังสเปิร์มออกมา มันจะดูดซึมกลับเข้าไปแล้วค่อยผลิตออกมาใหม่ จึงส่งผลอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วการไม่ได้ปลดปล่อยจะทำให้เราเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งเหมือนกัน 8. เกิดการกายบริหาร ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนเอวสักเท่าไหร่ การมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ คือการกายบริหารช่วงเอวที่ดีที่สุด แถมส่งผลดีไปถึงระยะยาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้วหกล้ม ก็จะไม่สะโพกหักได้ง่าย 9. นอนสบาย หลับสนิท หลักๆ เลย ก็เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยคลายความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่ก็จะคลายตัว แล้วพอร่างกายทั้งภายนอกและภายในพร้อม คุณเลยหลับได้สนิท ฝันหวานไปเลย           เห็นไหมว่า การมีเพศสัมพันธ์มีประโยชน์มากมายเลย ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟิตปั๋ง ด้วยการทานอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงสิ่งที่จะมาบั่นทอนสุขภาพซะ แล้วจะสุขภาพแข็งแรง มีเซ็กส์ที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นไปอีกไงล่ะ ที่มาจาก สุขภาพดี

เรียวขา ดูแลให้งาม และน่ามอง
ความงาม /  ผิวพรรณ / 

เรียวขา ดูแลให้งาม และน่ามอง+ อยากลบรอยดำขาหนีบ คุณผู้หญิงที่แอบกังวลใจเพราะมีรอยดำที่ขาหนีบ ซึ่งยังคงสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้นเหตุมีหลายอย่าง เช่น จากการเสียดสี ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีของกางเกง สวมใส่กางเกงชั้นในคับเกินไป หรือการเสียดสีจากต้นขา ฯลฯ วิธีป้องกันไม่ให้รอยดำเพิ่มมากขึ้นคือ การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ว่ามาทั้งหมด ส่วนการแก้ปัญหารอยดำ อาจช่วยได้ด้วยการขัดผิว ใช้สครับขัดผิว อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของสาร AHA และ ไวท์เทนนิ่ง เพื่อทำให้รอยดำค่อยๆ จางลง ขยันขึ้นสักนิดอาจจะมีต้นขาที่ขาวสวยขึ้นกว่าเดิมก็ได้+ นอนท่าไหนดีที่สุด จริงอยู่ค่ะ ที่การพักผ่อนดีที่สุดก็คือ การนอนหลับ มนุษย์ใช้เวลาไปกับการนอนหลับถึง 1 ใน 3 ของอายุขัย ฉะนั้นท่านอนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลให้นอนหลับสนิทตลอดคืนและตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นสดใส ท่านอนมาตรฐาน คือ การนอนหงาย แต่อย่างไรถึงจะเหมาะสมก็คือ ควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควรอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว เพื่อไม่ให้ปวดคอ อย่างไรก็ตาม ท่านอนหงายอาจไม่เหมาะกับคนที่มีอาการโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกะบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก ท่านอนที่ดีที่สุด คือ ท่านอนตะแคงขวา เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก และอาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี ท่านอนตะแคงซ้าย จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้าง และพาดขาเอาไว้ เพื่อป้องกันอาการชาที่ขาซ้ายจากการนอนทับเป็นเวลานาน+ ลดต้นขา ด้วยสองท่าทีเด็ด ใครขาอวบหรือกำลังเป็นกังวลกับต้นขาของตัวเอง รีบอ่านแล้วนำไปใช้ด่วน! เรามี 2 ท่าทีเด็ดมาฝาก ให้คุณสาวๆ ได้หมั่นขยันทำกายบริหารกันดู ก่อนนอนหรือตอนตื่นเช้าก็ได้ การขยับแข้งขยับขาด้วยลีลาเซ็กซี่อวดสายตาหวานใจ เขาจะดูเหมือนเราเป็นสาวใส่ใจสุขภาพ และผลที่ได้รับยังอาจช่วยลดความอวบของต้นขาอีกด้วยค่ะ ท่าแรก ยกเวทด้วยขา อุปกรณ์มีแค่เวท 1 กิโลกรัม โดยนอนราบกับพื้น ผูกเวทติดไว้กับขาแล้วยกให้สูงจากพื้น 45 องศา ค้างไว้ โดยนับ 1-5 ในใจช้าๆ ค่อยๆ ทำ พอร่างกายเริ่มชินกับน้ำหนักของเวทแล้ว ก็เริ่มยกขึ้น-ลงให้เร็วขึ้นโดยทำทีละข้างๆ ข้างละเท่าๆ กัน ถ้ามีเวท 2 อันก็อาจยกขึ้นลงสลับกันก็ได้ เมื่อชำนาญแล้วอาจยกให้สูงขึ้นกว่าเดิมอีก เน้นให้ต้นขาได้ขยับเขยื้อน ทำเช่นนี้ 3 เซต เซตละ 10 ครั้ง พยายามให้ได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งก็จะดี ท่าสอง ลดต้นขาด้านใน โดยการนอนราบลงบนพื้น ไขว้ข้อเท้าไว้ด้วยกัน งอเข่าเข้ามาให้ชิดตัวแล้วค่อยๆ ยืดออก จากนั้นให้คลายเท้าทั้งสองออกจากกันกลับมาสู่ท่าเดิมแล้วเริ่มทำใหม่ ทำสักประมาณ 24 ครั้งต่อวัน ต้นขาด้านในของคุณจะดูเล็กลงขอบคุณที่มาบทความจาก Woman Plus

ปู ขยันฟิตหุ่น เซ็กซี่แต่พองาม
ปู ไปรยา

ช่างเป็นสาวสวยที่รักสุขภาพจริงจริ๊ง สำหรับ ปู ไปรยา สาวสวยเซ็กซี่หวานใจ โน้ต วิเศษ ที่แม้จะทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่เรื่องสุขภาพนางไม่เคยปล่อยปละละเลย ต่อให้ยุ่งแค่ไหนนางก็จะแบ่งเวลาไปออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ก้นงอน นมเด้งอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วต้องบอกว่านางสวยเซ็กซี่หุ่นดีขยี้ใจชายจริงๆ เวลาใส่ชุดเกาะอกโชว์นม โชว์ทรวดทรงองค์เอวนางเลยเต็มที่ไม่มีกั๊กแต่ก็ไม่ใช่จะโป๊อล่างฉ่าง เรียกว่าเซ็กซี่ได้แต่พองาม ไม่งั้นเดี๋ยวโน้ตงอน!! ก็แหม...ฟิตหุ่นมาดีเลิศขนาดนี้ ก็ต้องโชว์บ้างอะไรบ้าง ชิมิปู ปู ไปรยา ปู ไปรยา

มาดู Kokoro Harumiya ดารา AV สอนนวดนม
kokoro /  harumiya / 

มาดูดารา AV เขากายบริหารกัน หุหุ แจ่ม ๆ เลยพี่น้อง *0*

แพทย์แผนไทยกับการดูแลผู้ป่วย โรคเบาหวาน
สมุนไพรไทย /  เบาหวาน / 

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ซึ่งมีสาเหตุจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทาน เข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จึงเรียกอาการดังกล่าวว่า "เบาหวาน" โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้คนที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้มักจะต้องไปพบแพทย์ประจำ รับประทานยาและตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเสียเวลาที่จะต้องไปรอรับการรักษาที่โรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย ค่ายาหรือค่าตรวจต่างๆ เมื่อรวมแล้วแต่ละปีก็มีราคาสูงมาก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือการทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างคนทั่วไป ไม่แสดงโรคแทรกซ้อนตามมา และไม่เกิดอันตรายจากภาวะที่เกิดจากโรคเบาหวาน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะช็อกหรือมีอาการที่ควรจะระวัดระวัง คือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเย็น เหงื่อออก ใจสั่น และอาจหมดสติได้ดังนั้นแพทย์หรือผู้ให้คำแนะนำ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงให้ผู้ป่วยมีบัตรประจำตัวผู้ป่วยพกไว้ติดตัว และมีน้ำตาลก้อน หรือลูกอมรสหวานติดไว้ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาการที่สำคัญของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ถ่ายปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณปัสสาวะมาก เนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนล้นออกมาทางปัสสาวะ การปัสสาวะบ่อยทำให้ร่างกายเสียน้ำ ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยและกระหายน้ำตามมา น้ำหนักลดลง ทั้งๆ ที่รับประทานอาหารบ่อยขึ้น หลักในการควบคุมโรคเบาหวาน การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติโดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ลดอาหารที่มีไขมันมาก หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ทุเรียน ลำไย ละมุด เงาะ ฯลฯ ควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรคเบาหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายเกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า กินอย่างไรจึงปลอดภัยจากโรคเบาหวาน ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยได้มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน โดยเน้นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่หาง่ายในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มักใช้มาประกอบเป็นอาหารกินเป็นประจำ nederlandsegokken.nl เป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยในสมัยโบราณ "กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น" มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ปัจจุบันพฤติกรรมรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป มีค่านิยมเลียนแบบสังคมตะวันตก เน้นการรับประทานอาหารที่มีในระดับจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันสูง กินผักน้อยลง สมุนไพรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่ใช้กินได้แก่มะระ ตำลึง และเตยหอม 1. มะระ ส่วนใหญ่จะใช้มะระขี้นก โดยใช้ผลดิบแก่ที่ยังไม่สุก และยอดอ่อน ใช้เนื้อรับประทานเป็นผักจิ้ม ผลของมะระ นำมาลวก รับประทานกับน้ำพริก ส่วนผลมะระจีนใช้ประกอบอาหาร เช่นแกงจืด ผัด สรรพคุณทางยา ตามตำรายาไทย เป็นยารสขม ช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นก หั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุด และนอกจากนั้นในผลและใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน (charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด การค้นพบสารที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดจากผลมะระ จึงเป็นข้อมูลสนับสนุนภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้นำผลมะระมาประกอบเป็นอาหาร และยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่อย่างไรก็ตามการนำสมุนไพรมาใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดใน ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องไปตรวจร่างกายเป็นประจำและต่อเนื่อง เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด และเพื่อความปลอดภัย เพราะบางครั้งอาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติเป็นอันตราย 2. ตำลึง ตำลึงเป็นผักพื้นบ้าน ที่มีคุณค่าทางด้านอาหารสูง : ประกอบด้วยวิตามิน 10 แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ อีกมาก ยอดตำลึงใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่นแกงจืด ผัดผัก ลวกจิ้มน้ำพริก แกงเลียง ใส่ก๋วยเตี๋ยว นอกจากจะมีประโยชน์และคุณค่าทางอาหารสูง ในตำลึงยังพบกรดอะมิโนหลายชนิด ในผลตำลึงพบสารคิวเดอร์ บิตาขึ้น–บี (cucurbitacinB) ผลตำลึง สรรพคุณทางยา ใบและเถาตำลึงมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ 3. เตยหอม ใบเตยมีสีเขียว น้ำคั้นจากใบเตย มีกลิ่นหอมนำมาใช้แต่งสีขนม แต่งกลิ่นอาหาร นอกจากนี้ยังนิยมนำมาเป็นเครื่องดื่ม น้ำที่ได้จากใบเตยมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไลนาลิลอะซีเตท (Linalyl acetate), เบนซิลอะซีเตท (benzyl acetate), ไลนาโลออล(Linalool), และเจอรานิออล (geraniol) และมีสารหอมคูมาริน(Coumarin) และเอททิลวานิลลิน(ethyl vanilin) สรรพคุณทางยา ในตำรายาไทย ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุมชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้ หลักการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและการป้องกัน การแพทย์แผนไทยเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นการปรับพฤติกรรม เป็นการปรับสมดุลของธาตุเจ้าเรือนในร่างกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่อโรค 8 ประการคือ การกินอาหารที่ไม่ถูกกับธาตุอาหาร บูด,เน่า,หมักดอง,การเปลี่ยนอิริยาบท, การกระทบ ความร้อนและความเย็น,การนอน อดข้าว อดน้ำ การกลั้นอุจจาระปัสสาวะ การทำงานเกินกำลัง ความเศร้าใจเสียใจ ความโกรธ พฤติกรรมดังกล่าวเหล่านี้สาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด นอกจากนี้การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเน้น กินข้าวที่อุดมด้วยวิตามิน ได้แก่ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เพราะได้คาร์โบไฮเดรทช่วยย่อยสลายอย่างช้าๆ ให้เวลาตับอ่อนขับอินซูลิน วิตามินบีในข้าวกล้อง ช่วยเผาผลาญน้ำตาลให้หมด ในข้าวกล้องยังมีเส้นใยมากกว่าข้าวขาว 9 เท่า ช่วยให้อิ่มง่าย เป็นผลให้รับประทานแป้งน้อยลง น้ำตาลในเลือดไม่สูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ เนย หลีกเลี่ยงอาหารทอด รับประทานเนื้อสัตว์ลดลง ถ้ากินเป็นพวกปลา หรือถั่วต่างๆ ได้ก็จะทำให้ได้รับโปรตีนที่เพียงพอ และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง กินผักสด และผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เพราะในผักมีการต้านอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามิน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตามอัตภาพ เช่น เดิน กายบริหารท่าฤาษีดัดตน ใช้หลักธรรมานามัย คือจิตตานามัย จิตรวมมีสมาธิ ชีวิตตานามัย ใช้ชีวิตโดยการดำเนินตามทางสายกลาง และกายนามัย คือ ทำร่างกายให้แข็งแรง รักษาสมดุลของร่างกาย รายชื่อผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหารสูง คือมีวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน มากกว่าผักอื่นที่ควรรับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ได้แก่ มะระ กระชาย กระเทียม ยอดแค ใบกะเพรา ใบขี้เหล็ก ผักเชียงดา ผักติ้ว ผักกะเฉด แครอท ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ตำลึง ผักกูด ผักแพง ผักชีลาว ผักแว่น ใบบัวบก ใบกระเจี๊ยบ ใบแมงลัก ใบเหมียว ผักหวาน ผักไผ่ เป็นต้น เส้นใยในผักพื้นบ้าน ทำให้อิ่มง่าย แคลอรีที่รับประทานเข้าสู่ ร่างกายน้อย จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเบาหวานได้เส้นใยยังช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินในอาหารมื้อนั้นที่เรากินเข้าไป และช่วยขับไขมันมาพร้อมกับกรดน้ำดี ไม่ได้ดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายอาหารที่มีเส้นใยสูงจึงช่วยป้องกันรักษาโรคเบาหวาน โรคไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นผลในการรักษาระดับความดันโลหิต ป้องกันการเกิดโรคหัวใจในระยะยาวได้ ผู้ที่ยังไม่เจ็บป่วย ก็สามารถกินเพื่อป้องกัน คนที่ป่วยก็ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดแม้จะไม่ช่วยรักษาแทนยาแผนปัจจุบัน แต่ถ้าเราควบคุมอาหาร กินอาหารที่มีประโยชน์ดังกล่าว ใช้ควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคแทรกซ้อน การปฏิบัติตัวดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ยากเกินไป เพราะมีอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ปลูกผักริมรั้วไว้กิน ให้ทั้งร่มเงา ให้ทั้งบรรยากาศที่ดี เป็นอาหารพร้อมทั้งมีสรรพคุณทางยา เราเริ่มปลูกผักและเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่เป็นสุขในวันหน้า ขอบคุณที่มาจาก : กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

รู้หรือไม่? ขี้หู มีประโยชน์
กายบริหาร /  ขี้หู / 

ขี้หู อาจไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาเท่าไร แต่ความจริงมีประโยชน์ไม่น้อย ขี้หู คือสารที่คล้ายขี้ผึ้งซึ่งถูกสร้างขึ้นเคลือบผนังรู้หูคอยรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างในรูหูเป็นตัวป้องกันเชื้อโรคหรือไม่ให้แมลงเข้าหูทำให้มีความมันในหูพอดี คนส่วนใหญ่ชอบกำจัด ขี้หู กันนัก บางคนนิยมหูอย่างเมามันจนติดเป็นนิสัย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข ภาควิชาโสตนาสิกลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เตือนว่า การเช็ดหรือแคะหูบ่อยๆคือการกระตุ้นให้มีการสร้าง ขี้หู มากขึ้น ที่สำคัญ การแคะหูยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรค เพราะการแคะหรือขูดในช่องหูจะเกิดแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไป หริอถ้าเช็ดหูรุนแรงเกินไป ทำให้ผิวหนังถลอก ก็จะเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งยิ่งกระตุ้นการสร้างขี้หูและอาจเกิดผลร้ายตามมา โดยเฉพาะในเมืองไทยที่อากาศชื้น เหงื่อออกง่าย การใส่หูฟังเรื่อยๆก็เป็นการกระตุ้นให้หูสร้าง ขี้หู เช่นกัน และไม่ควรใช้หูฟังร่วมกันผู้อื่น เพราะเชื้อโรคสามารถถ่ายทอดถึงกันได้ โดยธรรมชาติ ขี้หู จะเคลื่อนตัวออกมาเองอยู่แล้ว หากต้องการทำความสะอาดก็ให้เช็ดแค่ภายนอก หรือใช้สำลีพันปลายไม้เข้าไปเช็ดหูชั้นนอกเท่านั้น โดยเข้าไปลึกไม่เกินครึ่งเซนติเมตร หรือถ้า ขี้หู มากจนอุดตันรูหูจริงๆ ก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ซึ่งมีเครื่องมือช่วยทำความสะอาดหูได้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 27

 ฟิตเนส 4 Step Push Up เล่น อก ไหล่ และ ไทรเซ็บ
ฟิตเนส /  กล้ามอก / 

ฟิตเนส 4 Step Push Up เล่น อก ไหล่ และ ไทรเซ็บ ฟิตเนส Men.MThai นำเสนอท่าบริหารกล้ามเนื้อโดยใช้อุปกรณ์อย่างดัมเบล และ บาร์เบล มาพักใหญ่ๆ จนหนุ่มอาจเบื่อแล้วก็ได้ เลยขอเว้นวรรคข้ามมาเรื่องบอดี้เวท Bodyweight ซึ่งเป็นการบริหารกล้ามเนื้อโดยไม่ ใช้น้ำหนักตัวกับแรงโน้มถ่วงประกอบเป็นท่าบริหารเฉพาะส่วนนั้นๆ โดยอาจจะมีอุปกรณ์ช่วยนิดหน่อยเป็นบางท่า ประโยชน์ของการบอดี้เวทนั้นมีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการใช้เครื่องออกกำลังกายตามฟิตเนสเลย ที่สำคัญหนุ่มๆสามารถบริหารกล้ามเนื้อด้วยการบอดี้เวทที่ไหนก็ได้ แม้ว่าจะอยู่ในห้องของโรงแรมที่ไม่มีบริการฟิตเนส หรือ บนชายหาดก็ตาม คราวนี้เราขอเริ่มด้วยท่าที่ดูเผินๆเหมือนจะง่าย แต่พอลองทำแล้ว ต้องบอกเลยว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด นั่นคือท่า "4 Step Push Up" เป็นการวิดพื้น 4 จังหวะ เพื่อบริหารกล้ามอก ไหล่(Deltoid) และ ไทรเซ็บ ได้ในเวลาเดียวกัน หาผ้าหรือแผ่นยางมารองพื้นกันลื่น และ หาสิ่งของมาวางไว้ 3 ระดับ ทั้ง 2 ข้าง ดังในคลิปสาธิตเพื่อระบุจุดให้สามารถวางมืออย่างมีระยะ และป้องกันการบาดเจ็บ เริ่มจากการยืนตัวตรง คุกเข่า โดยเบื้องหน้ามีผ้าปูและสิ่งของวางไว้เป็นระดับอย่างที่ว่าไว้ตอนต้น เอี้ยวตัวมาด้านหน้า มือทั้งสองข้างวางไว้ที่ระดับที่ 1 ออกตัวด้วยการเอื้อมแขนไประดับที่ 2 ด้านหน้าทีละข้าง ในจังหวะ 1-2และระดับที่ 3 ในจังหวะ 3-4 แล้วค่อยย่อแล้วขึ้นเหมือนวิดพื้นทั่วไป จากนั้นค่อยเลื่อนตัวกลับด้วยจังหวะเดิม 4-3-2-1 แล้วลุกขึ้นยืนนับเป็น 1 ครั้ง ของท่านี้ โดยทั่วไปหนุ่มๆสามารถทำท่านี้โดยไม่จำเป็นต้องนับครั้ง แต่ให้จับเวลาแทนเพื่อทดสอบความทนของร่างกาย เมื่อทำได้สักระยะ ร่างกายจะสามารถทำได้มากครั้งขึ้นในเวลาเท่าเดิมก็ได้ ขอขอบคุณ เทรนเนอร์ ปองพล รัตนวิบูลย์ลาภ และ เทรนเนอร์ พิษณุ วิมลศักดิ์ จาก True Fitness สำหรับการบรรยายและสาธิต ฟิตเนส ดัมเบล กับท่า Chest Press บริหารกล้ามอก ฟิตเนส ดัมเบล กับท่า Chest Press บริหารกล้ามอก ฟิตเนส หลังจากที่หลายๆคนเรียกร้องให้ Men.MThai นำเสนอเรื่องการบริหารกล้ามเนื้อโดยใช้ ดัมเบล Dumbbell … ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา Men MThai ขอส่งท้ายเรื่องการบริหารกล้ามเนื้ออกด้วยการใช้เครื่อง Fly ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายอีกช … เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press Chest Press เป็นเครื่องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออกที่คุ้นหน้าคุ้นตาใครหลายๆคน ซึ่งหนุ่มๆไม่ควรมองข้ามเวลาไปยิมเด็ … วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น เป็นท่าบริหารรกล้ามเนื้อหน้าอกที่เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ เพราะตั้งแต่สมัยเร … เสริมความแมนด้วยการ บริหาร กล้ามหน้าอก เสริมความแมนด้วยการ บริหารกล้ามหน้าอก Men MThai ขอนำเสนอเรื่องราวของการออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอัน … ท่าบริหาร กล้ามหน้าอก กล้ามอก DUMBBELL FLYS จังหวะที่ 1 จากจังหวะหนึ่ง ไปจังหวะสอง หายใจเข้า (กางปีกหายใจเข้า) จังหวะที่ 2 จากจังหวะสอง ไปจังหวะหนึ่ง หายใจออก (หุบปีกหายใจ …

7  เคล็ดลับ ป้องกัน และ บรรเทาอาการ ปวดข้อ ใน หน้าฝน
ปวดข้อ /  หน้าฝน

7  เคล็ดลับ ป้องกัน และ บรรเทาอาการ ปวดข้อ ใน หน้าฝน ความเย็นฉ่ำเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้น สำคัญ ที่ทำให้ร่างกายของใครหลายคนเจ็บออด ๆ แอด ๆ โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย สาเหตุที่อาการ ปวดข้อ มักจะกลับมาใน หน้าฝน ก็เพราะภาวะเกินของธาตุต่าง ๆ คือธาตุลมและความชื้นที่มาพร้อมกัน เข้าสู่ร่างกายและจะค้างอยู่ตามช่องว่างของกล้ามเนื้อ เรียกอีกอย่าง ว่า “โรคลมในเส้น” ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เกิดภาวะเลือดลมอุดตันสะสมนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะพร่องพลังของไตและตับ ถ้ายิ่งสะสมในอวัยวะสำคัญทั้งอาการปวดข้อจะเรื้อรัง และแก้ยากมากขึ้น และนี่คืออีกหนึ่งสาระสุขภาพ ที่จะช่วยให้คุณอุ่นใจเมื่อมีอาการเฉียบพลันแบบ ปวด ๆ หาย ๆ ตามสายฝนโปรย ที่เรานำมาฝาก อาการปวดข้อทั้งชนิดที่เรื้อรังและไม่เรื้อรัง สามารถเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ เมื่อร่างกายกระทบอุณหภูมิเย็น ชื้น เราจึงควรรู้จักวิธีป้องกันในแบบต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยง และรับมือกับอาการที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน และนี่คือ 7 วิธีดี ๆ ที่น่าอ่านน่าจดจำ 7 เคล็ดลับป้องกัน และบรรเทาอาการปวดข้อในหน้าฝน 1.กินป้องกันปวด การได้รับอาหารที่มีสารต้านออกซิเดชั่นในปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ ธาตุซีลีเนียม วิตามินซี วิตามินอี และวิตามินเอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้ ดังนั้นอาหารประจำวันควรมีผัก และผลไม้สดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้ได้รับวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ส่วนอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็ง ผลอะโวคาโด และเมล็ดทานตะวัน อาหารที่มีซีลีเนียม ได้แก่ ปลาที่มีไขมันมาก ธัญพืชและไข่ นอกจากนี้ปลาที่มีไขมันมากหรือน้ำมันปลา ยังมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่อาจช่วยลดการอักเสบภายในร่างกายด้วย 2.บรรเทาด้วยอุณหภูมิประคบ การใช้อุณหภูมิช่วย โดยใช้ความร้อน อาจจะเป็นกระเป๋าน้ำร้อน ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน หรือวิธีบ้าน ๆ โบราณ ๆ อย่างใช้ใบพลับพลึงอังไฟ จากนั้นประคบข้อต่อที่เจ็บ 20 นาที ประมาณวันละ 3 ครั้ง ทำให้เลือดไหลเวียนมากขึ้นและช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ แต่ถ้าใช้ความเย็น ก็สามารถบรรเทาอาการปวดได้เฉียบพลัน 3.นวดพร้อมสมุนไพร การนวด ถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้ทุเลาลงได้ ส่วนการใช้ยาทาถูนวดต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่น ยาหม่อง จะช่วยให้หายปวดได้ชั่วคราวเช่นเดียวกับการใช้ยาแก้อักเสบในรูปครีม นวดบริเวณรอบ ๆ ข้อที่มีการอักเสบก็จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ชั่วคราวเช่นกัน การประคบด้วยสมุนไพรคือหัวไพลสด ขมิ้นชันสด การบูร เกลือ ซึ่งมักจะเพิ่มผิวมะกรูด ตะไคร้ ใบมะขามใบส้มป่อย ร่วมกับการนวดรักษาโรค หรือการใช้ยาแผนปัจจุบัน ยังสามารถบรรเทาอาการปวดข้อ ข้อฝืด ได้มากขึ้นกว่าการนวดหรือใช้ยาเพียงอย่างเดียว 4.กินสมุนไพรเผ็ด การรับประทานสมุนไพร เน้นที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น ขิงและอบเชย โดยเฉพาะขิงสด เพียงฝานกินวันละ 2-3 แว่น ก็ลดอาการปวดข้อได้ดีมาก เพราะขิงมีโครงสร้างโมเลกุบางอย่าง คล้ายกับยาที่ใช้รักษาโรคปวดข้อรุ่นใหม่ที่ไม่กัดกระเพาะ 5.รับประทานน้ำมันตับปลาวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ไอส์ลา บอสเวิร์ธ นักวิจัยจากประเทศอังกฤษ พบว่าการรับประทานน้ำมันตับปลาวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยลดอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายยิ่งเป็นอาการปวดจากโรคข้อต่ออักเสบยิ่งได้ผล และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรแฟน หรือแม้แต่พาราเซตามอล ซึ่งหากรับประทานเป็นประจำอาจเสี่ยงต่อโรคความดันสูงและโรคหัวใจ ถึงแม้น้ำมันตับปลาจะไม่สามารถรักษาโรคข้ออักเสบได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หาง่าย ราคาถูก และไม่เป็นอันตรายอีกด้วย 6.บำบัดด้วยเถาวัลย์เปรียง จากการทดลองวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นานกว่า 10 ปี พบว่า “เถาวัลย์เปรียง” มีสารสกัดจากลำต้นมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด ต้านการอักเสบสามารถใช้แทนยาแก้อักเสบประเภท สเตียรอยด์ ที่เป็นยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคปวดหลังและปวดตามข้อได้ และได้ผ่านการทดสอบทางคลินิกกับคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้ผลดี พบว่าร่างกายสามารถดูดซึมยาตัวนี้ได้ดี ไม่มีพิษหรือผลข้างเคียงต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อีกด้วย ที่สำคัญ ยาสมุนไพรไม่มีผลข้างเคียง เพราะไม่มีสารเคมี 7.ออกกำลังบริหารข้อบ่อย ๆ เคลื่อนไหวข้อ และฝึกกายบริหารเป็นประจำทุกวัน อย่าอยู่นิ่ง ๆ เพราะยิ่งอยู่นิ่ง ข้อยิ่งแข็งฝืดและขยับยากยิ่งขึ้น ดังนั้นควรฝึกกายบริหารในท่าต่างๆ  ท่าละ 10 ครั้ง ทำซ้ำทุก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยทำให้ข้อลดความฝืดและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น การออกกำลังกายในสภาพไร้น้ำหนัก เช่น ว่ายน้ำ เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ ที่สำคัญควรรู้สมดุลร่างกายของตัวเองว่าเมื่อใดควรพักข้อที่อักเสบ และเมื่อใดควรให้ข้อนั้นออกกำลังกาย จะช่วยให้รับมือกับโรคได้ดีขึ้น เช่น เมื่อข้อเกิดการอักเสบรุนแรงขึ้น ให้หยุดการออกกำลังบริเวณข้อทันที และเริ่มออกกำลังใหม่เมื่อการอักเสบลดลงแล้ว ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  Twenty Four-Seven Magazine

ลดน้ำหนักหลังคลอดอย่างไรให้ได้ผลเร็ว
คุณแม่หลังคลอด /  ลดน้ำหนัก / 

ลดน้ำหนักหลังคลอดอย่างไรให้ได้ผลเร็ว หลังคลอดลูกแล้วโดยทั่วไป คุณแม่จะยังมีรูปร่างเหมือนตอนตั้งครรภ์ 6 เดือน ทำให้คุณแม่หลายคนผิดหวัง ท้อแท้ ที่จะลดน้ำหนักให้กลับมามีรูปร่างดีตามเดิม แต่ความจริงแล้วคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกมานั้นสามารถกระชับหุ่น ลดน้ำหนัก ให้กลับมามีรูปร่างดีดั่งเดิมได้ โดยควรเริ่มบริหารร่างกายทันทีหลังคลอดลูกครบ 24 ชม. ด้วยเทคนิคที่เราบอกนี้จะสามารถทำให้คุณแม่กลับมามีหุ่นเพรียวสวยได้ภายใน 3 เดือนค่ะ การลดน้ำหนักด้วยท่าบริหารนั้น ควรเริ่มจากท่าง่ายๆ ไปสู่ท่าที่ยากขึ้น หนักขึ้น เมื่อลองปฏิบัติครบ 2 เดือนจะเห็นผลบางอย่าง บางคนอาจจะยังไม่ได้กลับมาผอมเหมือนตอนยังไม่ตั้งครรภ์ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะช่วยให้มีกำลังใจที่จะลดน้ำหนักต่อไปได้ ข้อแนะนำในการบริหารร่างกายเพื่อลดน้ำหนักหลังคลอด 1.ควรเริ่มจากท่าง่ายๆ เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้ง 2.เน้นการฝึกกายบริหารแบบสั้นๆ ใช้เวลาน้อยๆ แต่เน้นทำบ่อยๆ ดีกว่าท่าที่ต้องใช้เวลานาน 3.ทำกายบริหารช้าๆ ไม่ควรหักโหมในเวลาเดียว แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันจะได้ประโยชน์มากกว่า 4.ให้เวลาพักระหว่างการบริหารแต่ละท่า เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายบ้าง 5.ให้หยุดพักทันที่ถ้ารู้สึกเหนื่อย บางครั้งอาจจะรู้สึกเหนื่อยง่าย 2 - 3 วันติดต่อกัน แสดงว่าร่างกายยังไม่พร้อม 6.อย่าปล่อยให้การเลี้ยงลูกมาขัดขวางการริหารร่างกาย ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสม ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่หลังคลอด (หลังคลอด 24 ชั่วโมง) 1.ให้ใช้ท่าออกกำลังกายเหมือนตอนที่ตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่สามารถออกกำลังกาย บริหารรูปร่างได้ทันทีหลังคลอด หรือจะนั่งนิ่งๆ บนเตียง การขมิบช่องคลอดสม่ำเสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้ดี กระชับตัวมากขึ้น 2.เน้นที่การหายใจและควบคุมการหายใจด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม เริ่มโดยนั่งหรือนอนแล้วใช้มือวางบนหน้าท้อง สูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ จนรู้สึกท้องป่องขึ้น แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ จนกล้ามเนื้อหน้าท้องแฟบลง ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่หลังคลอด (ระยะ 3 วันแรกหลังคลอดลูก) 1.ให้นอนหงายและยกศีรษะให้สูงเล็กน้อย ชันเข่าขึ้นมาและวางเท้าห่างเท่าช่วงสะโพก ใช้หมอนหนุนศีรษะและไหล่ วางมือแนบข้างลำตัว แล้วยกศีรษะขึ้นช้าๆ จนสุดแล้วปล่อยลงช้าๆ ทำซ้ำๆ วันละหลายๆ ครั้งทุกวันจนสามารถยกคางจรดอกได้ ท่านี้ใช้ได้ตลอด 3-4 สัปดาห์แรกหลังคลอด 2.อีกท่าคือการบริหารขา เริ่มด้วยการนอนราบเหมือนท่าแรก ชันเข่าทั้ง 2 ข้าง จากนั้นลดขาขวาลงราบกับพื้นและยกกลับมาชันเขา และสลับข้างกันไปมา โดยพยายามให้หลังส่วนล่างติดพื้น ทำสลับทีละข้างซ้ายขวาสลับกันข้างละ 3-4 ครั้ง แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งจนได้ข้างละ 12 ครั้ง ท่านี้สามารถทำจนครบ 3 สัปดาห์หลังคลอด 3.ท่าบริหารอุ้งเชิงกราน เริ่มด้วยท่านอนเช่นเดิม หายใจเข้าพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง หายใจออกพร้อมกับคลายกล้ามเนื้อ ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อวันแล้วเพิ่มจำนวนไปจนได้ 12-24 ครั้ง หลังจากบริหารท่าเหล่านี้ไปได้จนถึง 6 สัปดาห์หลังคลอด และได้รับการตรวจสุขภาพว่าทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว ก็จะสามารถออกกำลังกายได้ทุกชนิดตามที่ต้องการ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป และควรจะบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดอยู่เสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานกระชับและป้องกันการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อีกด้วย นอกจากนี้ยังควรบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อช่วยลดอาการปวดหลัง หลอดเลือดขอด ปลายเท้าบวม และอาการตะคริวได้ และยังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้นอีกด้วย ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก   Babytrick

กายบริหาร ลดอาการบ้านหมุน
บริหารการทรงตัว /  บริหารสายตา / 

กายบริหาร ลดอาการบ้านหมุน อาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวโดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหวศีรษะหรือใช้สายตา พบได้ในคนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติของหูชั้นใน โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ โรคนี้รักษาไม่หายขาด เพียงแต่รักษาอาการเวียนศีรษะให้หายเป็นปกติได้ด้วยการฝึก กายบริหาร เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการทรงตัว วิธีนี้เหมาะกับผู้มีอาการเกิน 1-2 เดือนหรือเวียนศีรษะขณะเคลื่อนไหว โดยเลือกสถานที่ฝึก กายบริหาร ที่มีบริเวณและปลอดภัย ไม่ควรมีของเกะกะซึ่งอาจจะทำให้สะดุดล้มได้ง่ายโดยเฉพาะเมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ ควรมีคนอื่นคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ด้วย ขั้นที่1 บริหารกล้ามเนื้อคอ ยืนหรือนั่งในท่าสบาย หันศีรษะจากซ้ายไปขวา สลับขวาไปซ้ายช้าๆ แล้วค่อยเร็วขึ้น ทำ 5-10 ครั้ง ก้มศีรษะไปข้างหน้า แล้วค่อยๆ เงยขึ้นจนคอตั้งตรง จากนั้นแหงนหน้าไปด้านหลัง เริ่มต้นทำช้าๆ แล้วค่อยๆ เร็วขึ้นตามลำดับ ทำ 5-10 รอบ ขั้นที่ 2 บริหารสายตา นั่งหรือยืนห่างฝาผนังที่มีรูปภาพประมาณ 2 ฟุต มองรูปโดยกวาดสายตาไปทั่วรูปช้าๆ จากนั้นหันศีรษะไปทางซ้ายและขวา โดยตายังมองภาพอยู่ตลอดเวลา ทำ 5-10 ครั้ง จากนั้นก้มและเงยศีรษะสลับกัน โดยยังมองภาพอยู่ตลอดเวลา ทำ 5-10 ครั้ง ใช้มือข้างใดข้างหนึ่ง ถือรูปภาพให้ตั้งขึ้นแล้วยืดแขนไปจนสุด มองภาพและเคลื่อนภาพไปพร้อมกับหันศีรษะจากซ้ายไปขวา ขึ้นและลงตามลำดับช้าๆ ทำอย่างน้อย 5-10 รอบ ขั้นที่ 3 บริหารการทรงตัว ยืนตัวตรง เท้าชิด กอดอก หันศีรษะจากซ้ายไปขวาสลับไปมา ค่อยๆ ทำช้าๆ แล้วเร็วขึ้นตามลำดับ 5-10 ครั้ง ยืนตรงเท้าห่างกันเล็กน้อย ก้าวเท้าขวามาข้างหน้าเปิดส้นเท้าซ้าย ถ่ายน้ำหนักไว้ที่เท้าขวาค้างไว้ 20วินาที ทำซ้ำอีกข้างสลับไปมา 5-10 ครั้ง ยืนตัวตรง จากนั้นก้าวเดินไปข้างหน้าโดยให้ส้นเท้าหน้าชิดปลายเท้าหลัง เดินต่อกันเป็นเส้นตรง 5-10 ก้าว ยืนตรงเดินไปข้างหน้าตามปรกติ โดยทุก 3 ก้าวให้หันหน้าไปทางขวาแล้วหันกลับมาหน้าตรง ทำซ้ำหันไปทางซ้าย เป็นระยะทาง 5-10เมตร Tips ระยะแรกให้เริ่มฝึกเพียง 2-3 ครั้งต่อวัน แล้วต่อไปจึงค่อยฝึกทำเพิ่มขึ้นตามลำดับ อาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวจะดีขึ้นหลัง 1-2 สัปดาห์ การเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหว เช่น เทนนิส แบดมินตัน ปิงปอง กอล์ฟ จะช่วยให้ร่างกายปรับระบบการทรงตัวได้ดีขึ้น หากมีอาการอื่นร่วม เช่น แน่นหน้าอก หรืออาเจียน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine พฤศจิกายน, Issue 94