กายบริหาร

ดีเจนุ้ย EFM /  รักเว้ยเฮ้ย / 

ดีเจนุ้ย EFM เหตุเพราะอยากจีบสาว อยากมีแฟนเป็นดีเจสาวสวย หนุ่ม “สตาร์บัค สาระแน” กับบท “ลวก” จึงต้องวิ่งหาที่ปรึกษาปัญหาหัวใจหรือกูรูเลิฟขั้นเทพอย่าง “น้าหมา” รับบทโดย “เปิ้ล นาคร” กับฉากเสริมหล่อ ฟิตหุ่นมาดแมน ในภาพยนตร์เรื่อง “รักเว้ยเฮ้ย!” เป็นฉากที่น้าหมาแนะนำลวก หากอยากจีบสาวติดต้องควรเริ่มจากการทำตัวเองให้ดูดีตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า หุ่นต้องฟิตเปี๊ยะ และต้องเป็นที่สะดุดตาของสาวๆ ซึ่งฉากนี้มีนักแสดงรับเชิญพิเศษคือ “ดีเจนุ้ย EFM” มาร่วมสร้างสีสันความสนุกและเสียงหัวเราะกับบทบาท “กูรูเมคอัพอาร์ติสต์ระดับโลก” เป็นอีกบทบาทที่ดีเจนุ้ย ออกตัวว่าชอบบทนี้มาก แถมยังไม่เคยได้รับบทนี้มาก่อนเลย และสนุกมาก “สนุกมากกกก....(ลากเสียงยาว) รับบทเป็น ช่างแต่งหน้าเมคอัพอาร์ติสต์ ซึ่งเป็นบทที่นุ้ยยังไม่เคยแสดงมาก่อนเลย ฉากนี้มันมีที่มาคือสตาร์บัค หรือลวกเนี่ย เขาสืบรู้มาว่านางเอกโต๊ะอี้ เป็นคนรักสวยรักงาม น้าหมาก็เลยต้องเรียกช่างแต่งหน้ามาช่วยแนะเทคนิคให้กับลวก สไตล์การแต่งหน้าระดับนุ้ยเนี่ย มันต้องเป๊ะและชัดเจนตั้งแต่ ปาก ตา แก้ม จริงๆ แล้วนุ้ยก็ไม่ได้เป็นคนตลกอะไรมากมายนะ แต่พี่เปิ้ลก็ส่งมุกตลกมาให้นุ้ยตลอด นุ้ยก็เลยเล่นเต็มที่กับบทในครั้งนี้มาก (หัวเราะ) จากนั้นก็ต้องเป็นเทรนเนอร์เรื่องการดูแลสุขภาพ ต้องฟิตหุ่นให้ดูดีโดยแนะนำท่ากายบริหารร่างกาย แต่มันฮาก็ตรงชุดรัดติ้ว ที่รัดติ่งอย่างมาก เรียกว่าต้องจัดระเบียบสังคมกันอย่างหนักกับชุดแอโรบิก ขนาดทีมงานเสื้อผ้าแซวนุ้ยว่า พกข้าวต้มมัดมาทำไม (หัวเราะ) คือพี่เปิ้ล กับสตาร์บัคเนี่ยใส่แล้วไม่มีปัญหา สตาร์บัคใส่ออกมาดูเป็นแหนมตุ้มจิ๋วมาก ส่วนพี่เปิ้ลใส่แล้วเอ๊ะ!ไม่ได้พกมาหรือไงนะ แต่ว่านุ้ยสิ  พกมาเต็มที่เลย อยากรู้ว่ามันเป็นยังไงต้องติดตามชม รักเว้ยเฮ้ย! กับฉาก แหนมตุ้มจิ๋วของสตาร์บัค และข้าวต้มมัดของนุ้ย...สุดท้ายอยากจะฝากบอกว่า หลังจากแสดงหนังเรื่องนี้แล้ว นุ้ยรู้สึกอยากผ่าตัดของตัวเองแล้วไปต่อให้กับสตาร์บัคมากเลยฮ่ะ(หัวเราะ)” สตาร์บัค สาระแน-เปิ้ล นาคร หากคุณเข้าข่าย รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย อยากมีแฟนสวย ปรึกษากูรูเว้ยเฮ้ย ในภาพยนตร์เรื่อง “รักเว้ยเฮ้ย!” รักแบบแนวแนว ไม่ซึ้ง ไม่อึ้ง แต่โดนใจพร้อมกันทั่วประเทศ 12 มกราคม 2555

8 ท่าใน 3 นาที..... แก้เมื่อยระหว่างทำงาน
เมื่อย /  ปวด / 

นั่งปั่นงานหน้าคอมพ์ตั้งแต่เช้ายันเย็น แทบจะไม่ได้ลุกไปไหนเลย นอกจากเข้าห้องน้ำ และกินข้าวตอนกลางวัน ก็งานออกจะยุ่งขนาดนี้ ตอนนี้เริ่มไม่ไหวแล้วล่ะ... ปวดเมื่อยไปทั่วตัวเลย ตาก็ล้า คอก็เมื่อย หลังก็ปวด บ่นๆๆๆๆ งานก็ไม่เสร็จ... เครียดอีก อาการไมเกรนก็กำเริบ ทำอย่างไรดีหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เจ้าวายร้ายตัวดีมันมาแล้วล่ะก็... ต้องรีบกำจัดอย่างเร่งด่วน ด้วยวิธีแก้เมื่อย 8 ท่า 3 นาที ที่โต๊ะทำงาน เริ่มจากวางงานตรงหน้า หลบสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วหลับตาผ่อนคลายสักครู่ หากรู้สึกเคืองตา ก็กระพริบตาถี่ๆ ให้น้ำตามาเคลือบตา หรือหยดยาหยอดตาแก้ตาแห้ง และที่สำคัญควรพักเพื่อขยับแข้งขยับขาทุกๆ 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันและลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ท่าที่ 1 แก้เมื่อยบ่า นั่งหลังตรง มือสองข้างจับขอบเก้าอี้เอาไว้ แล้วค่อยๆ เอียงคอไปทางด้านใดด้านหนึ่งช้าๆ จนรู้สึกตึง ทำค้างไว้ 10 วินาที แล้วอย่าเพิ่งเอียงคอกลับ ให้เอียงคอเพิ่มต่อไปอีก 10 วินาที แล้วค่อยๆ เอียงคอกลับมาท่าตรง ทำสลับซ้ายขวา ท่าที่ 2 แก้เมื่อยคอ นั่งแบบท่าที่ 1 แล้วเปลี่ยนจากเอียงคอ เป็นหมุนคอไปทางด้านใดด้านหนึ่ง จนรู้สึกตึงที่บ่าหรือคอด้านตรงกันข้าม ทำค้างไว้ 10 วินาที แล้วอย่าเพิ่งหมุนคอกลับ ให้หมุนเพิ่มอีกนิดหน่อย แล้วค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นค่อยๆ หมุนกลับมาท่าตรง หมายเหตุ : หากรู้สึกมึนงง ให้พักประมาณ 5 นาที ลองทำซ้ำอีกครั้ง หากมีอาการอีก ต้องไปหาหมอ ท่าที่ 3 คลายกล้ามเนื้อบริเวณบ่า ยักไหล่ขึ้น ค้างไว้ 5 วินาที แล้วยักไหล่ลง ทำสลับกัน 2 - 3 ครั้ง จะรู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณบ่ามากขึ้น ท่าที่ 4 คลายกล้ามเนื้อแขน ใช้มือซ้ายจับฝ่ามือขวา ชูมือทั้งสองข้างเหยียดตรงไปข้างหน้า แล้วดัดข้อมือขวาเข้าหาตัว จนรู้สึกตึงบริเวณข้อศอกขวาด้านใน ทำค้างไว้ 10 วินาที แล้วเปลี่ยนข้างทำ หมายเหตุ : ถ้าทำท่านี้แล้วมีอาการชาที่ฝ่ามือ ให้พักประมาณ 5 นาทีแล้วลองทำซ้ำอีกครั้ง หากไม่หายต้องไปพบนักกายภาพบำบัดหรือปรึกษาคุณหมอ ท่าที่ 5 นวดฝ่ามือ นวดฝ่ามือซ้ายโดยใช้นิ้วโป้งขวากดไปตรงๆ บนฝ่ามือ หมุนนิ้วโป้งเป็นวงกลม 3 รอบ (ไม่ใช่การถูผิวหนัง) แล้วก็เลื่อนนิ้วโป้งไปกดจุดอื่นๆ จนทั่วฝ่ามือ จากนั้นสลับไปทำอีกข้าง ท่าที่ 6 บริหารอุ้งมือ ใช้มือขวาดึงนิ้วโป้งซ้ายเข้าหาตัว จนรู้สึกตึงบริเวณอุ้งมือและข้อนิ้วโป้ง ทำค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นสลับไปทำอีกข้าง ท่าที่ 7 ผ่อนคลายบริเวณนิ้วและฝ่ามือ กำมือทั้งสองข้างให้แน่นที่สุด กำค้างไว้ 5 วินาที แล้วคลายออกช้าๆ เหยียดและกางนิ้วมือออกให้มากที่สุด กางค้างไว้ 5 วินาที แล้วกลับมาอยู่ท่าเดิม ทำซ้ำแบบนี้ 2-3 รอบ ท่าที่ 8 แก้เมื่อยหลัง ยืนหันหน้าเข้ามุมห้อง ยันฝ่ามือไปที่ผนังในแนวระดับอก ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า แล้วค่อยๆ โน้มตัวเข้าหามุมห้องจนศอกชนกำแพง จะรู้สึกตึงบริเวณหน้าอกทั้งสองข้าง ทำค้างไว้ 10 วินาที แล้วทำซ้ำอีก 2-3 รอบ อีกท่าหนึ่งคือ กำมือทั้งสองข้าง ไขว้กันไว้ด้านหลัง แล้วเหยียดไปให้ตึง ค้างไว้ 10 วินาที หรือง่ายๆ เพียงแค่ยืนแอ่นหลัง 5 วินาที ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง อาการปวดเมื่อยหลังก็จะทุเลาลง นอก จากจะทำกายบริหารแบบง่ายๆ นี้แล้ว ก็พยายามลุกเดินบ้าง ขยับร่างกายไปมาบ้าง อย่านั่งอยู่กับที่นานๆ อย่าจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ เหนื่อยนักก็พัก เครียดนักก็ปล่อยวางซะบ้าง สุขภาพกายดี สุขภาพใจก็พลอยดีที่มา ...Be Magazine

เอเชี่ยน มาร์เชี่ยลอาร์ตเกมส์กับ 9ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย
เอเชี่ยนมาร์เชียลอาร์ตเกมส์ /  ต่อสู้

วันนี้men.mthai.comจะพามาทำความรู้จักกับ9ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน มาร์เชี่ยอาร์ตเกมส์ ที่ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ 1.มวยไทยมวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงกีฬาและ การต่อสู้จริง ๆ ศิลปะประเภทนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลบรรพบุรุษของชาติไทยได้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนกุลบุตรไว้เพื่อป้องกันตัวและ ป้องกันชาติ บรรดาชายฉกรรจ์ของไทยได้รับการฝึกฝนวิชามวยไทยแทบทุกคน นักรบผู้กระเดื่องนามทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนอบรมศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจน ทั้งสิ้น เพราะการใช้อาวุธรบในสมัยโบราณเช่น กระบี่ พลอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ ถ้ามีความรู้วิชามวยไทยประกอบด้วยแล้ว จะทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เข้าสู้ติดพันประชิดตัวก็จะได้อาศัยใช้อวัยวะบาง ส่วนเข้าช่วย เช่น เข่า เท้า ศอก เป็นต้น แต่เดิมมาศิลปะมวยไทยที่มีชั้นเชิงสูงมักจะฝึกสอนกันในบรรดาเจ้านายชั้น ผู้ใหญ่หรือเฉพาะพระมหากษัตริย์และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น ต่อมาจึงได้แพร่หลายไปถึงสามัญชน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากบรรดาอาจารย์ ซึ่งเดิมเป็นยอดขุนพล หรือนักรบมาแล้ว วิทยาการจึงได้แพร่หลายและคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ สามารถ VS พนมทวนเล็ก - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่ สุดยอดมวยไทยในตำนาน พยัคฆ์หน้าหยกผู้มีเสียงเหน่อเป็นเอกลักษณ์ เขาคือ สามารถ พยัคฆ์อรุณ 2.คิกบ็อกซิ่งคิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬาที่ใช้ศิลปะการป้องกันตัวแบบการชกมวยทั่วไปแต่สามารถ ใช้เท้าเตะได้ด้วย คิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬามวยที่ใช้อวัยวะได้ทุส่วน โดยนักกีฬาเน้นการใช้อุปกรณ์ป้องกันอวัยวะและใส่อุปกรณ์นั้นเวลาแข่งขัน เช่น นักกีฬาชายใส่กางเกงนักมวย ไม่ใส่เสื้อแต่มีอุปกรณ์ป้องกันที่แก พันมือ นวมชกมวย เครื่องสวมศีรษะ เป็นต้นมักมีการสับสนระหว่าคิกบ๊อกซิ่งและมวยไทยกีฬาทั้งสองเป็นการชกมวยเช่นกัน เเต่มีความแตกต่างที่มวยไทยสามารถเตะใต้เข็มขัดได้ สามารถใช้ศอกและเข่าในการเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แต่คิกบ๊อกซิ่ง ไม่สามารถใช้ได้ 3.คูราช (Kurash)เป็นกีฬาพื้นบ้านของอุซเบกิสถาน ที่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเล่นให้เป็นแบบสากลหลักการพื้นฐานของกีฬาชนิดนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างมวยปล้ำกับยูโด โดยแบ่งผู้แข่งขันเป็น 2 ฝ่าย สู้กันบนเวทีสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 15 x 15 เมตร คู่ต่อสู้จะต้องทุ่มอีกฝ่ายหนึ่งให้ล้มลงกับพื้นให้ได้ภายในเวลา 4 นาที สำหรับผู้ชาย และ 3 นาทีสำหรับผู้หญิง การให้คะแนน แบ่งเป็น * คาลาล ทุ่มคู่ต่อสู้ลงให้หลังแนบพื้นโดยสมบูรณ์ ผู้ที่ทำได้จะชนะทันที * ยอนบอส ทุ่มแล้วสีข้างหรือด้านข้างลำตัวของคู่ต่อสู้แนบพื้นอย่างสมบูรณ์ จะได้ 1 คะแนน หากทำคะแนนแบบยอยบอสได้ 2 ครั้งจะเท่ากับ 1 คาลาล ถือว่าชนะทันที * ชาล่า ทุ่มแล้วทำให้ก้นหรือหลังหรือท้องหรือสีข้างกระทบพื้นแต่ไม่สมบูรณ์ คะแนนแบบชาล่าไม่ทำให้การแข่งขันยุติ แต่จะใช้ตัดสินเมื่อหมดเวลา 4.ยูโดยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัวเป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ 5.เทควันโดแต่เดิมสมาคมเทควันโดแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้ดำเนินการสนับสนุนให้เทควันโด แพร่หลายไปทั่วโลก มีการจัดตั้งสมาคมเทควันโดขึ้นในประเทศต่างๆ มีการพัฒนารูปแบบการฝึกออกไปมากมายทำให้ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันจนกระทั่ง * พ.ศ. 2515 ก่อตั้งสหพันธ์เทควันโด ( The World Taekwondo Federation : WTF) ที่ทำการใหญ่อยู่ที่สำนักคุกคิวอน กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ประธานสหพันธ์คนแรก คือ ดร. ยุน ยอง คิม * พ.ศ. 2516 การแข่งขันกีฬาเทควันโดโลกครั้งแรก และจัดเป็นประจำทุกๆ 2 ปี พ.ศ. 2529 บรรจุกีฬาเทควันโดในเอเชี่ยนเกมส์ * พ.ศ. 2531 บรรจุกีฬาเทควันโดในกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2510 เปิดสอนเทควันโดในประเทศไทยที่วายเอ็มซีเอ ราชกรีฑาสโมสรกรุงเทพฯ ในฐานทัพทหารสหรัฐอเมริกาที่ตาคลี นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานีและสัตหีบ * พ.ศ. 2516 เปิดสอนเทควันโดที่ราชกรีฑาสโมสร พ.ศ. 2519 เปิดสำนักขึ้นที่โรงเรียนศิลปป้องกันตัวอาภัสสา ถนนเพลินจิต * พ.ศ. 2521 ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมศิลปป้องกันตัวเทควันโด ณ โรงเรียนอาภัสสา โดยมีนายสรยุทธ ปัทมินทร์วิโรจน์ เป็นนายกสมาคมฯคนแรก ต่อมาสมาคมฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย 6.คาราเต้โด คาราเต้ เป็นศิลปะป้องกันตัวที่พัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ของชาวญี่ปุ่นใน หมู่เกาะริวกัว และจากทักษะการต่อสู้แบบจีน หรือมวยได้คาราเต้เป็นวิถีเเห่งการดึงพลังจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี เช่น หมัดเข่า ศอก โดยใช้มือเปล่าปราศจากอาวุธ แต่เป็นการใช้เทคนิคในการสร้างพลังมือเปล่าแทนอาวุธและโล่ห์ การฝึกหัดคาราเต้บางสำนักอาจมีท่าพื้นฐาน ท่าต่อสู้ หรือท่ารำเเตกต่างกันไป เช่น การหน่วงเหนี่ยว การปล้ำ การผลัก การจับยึด 7.ยูยิตสู ยูยิสสู ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น โดยบางครั้งอาจจะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น ยาวารา (yawara) , ไทจุสสุ (taijutsu)ประวัติที่มาของยูยิสสูนั้นไม่ชัดแจ้ง โดยมากกล่าวกันว่าถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงยุคของสงครามสมัย ระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึง 16 เนื่องจากเป็นยุคสมัยสงครามทำให้เกิดวิชาใหม่ ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก ในอดีตประเทศญี่ปุ่นมีสำนักยูยิสสูอยู่หลายร้อยสำนัก โดยแต่ละสำนักมีแนวทางในการฝึกของตัวเอง โดยมากจะรับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราญของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย โดยยูยิสสูนั้นเป็นชื่อเรียกกลางที่ใช้เรียก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง 8.วูซู วูซู มาจากภาษาจีนกลางว่า "อู่ซู่" หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ "กังฟู" คือ วิชาว่าด้วยการใช้เทคนิค ในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสาระสำคัญ มีรูปแบบการร่ายกระบวนยุทธ และชั้นเชิงต่อสู้เป็หลักในการฝึก ทั้ง มีหลักศิลปะกายบริหารที่สืบทอดกันมา โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก อันเป็นจุดเด่นของ วิทยาการวูซู 9.ปันจักสีลัต ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่า ปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสายมาลายู ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า “สิละ” “ดีกา” หรือ “บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤต เพื่อนๆคนไหนมีความสามารถในศิลปะการต่อสู้บอกเล่้าเก้าสิบไ้้ด้เลยนะครับ

28 กลเม็ดเพื่อเซ็กส์สุดสนุก
sex /  xxx / 

28 กลเม็ดเพื่อเซ็กส์สุดสนุก นี่คือ 28 ไม้ตายบนเตียงที่ได้รับการทดสอบแล้ว แสดงว่ามันได้ผลแน่ๆ 1. ดื่มน้ำผลไม้ ดื่มน้ำสับปะรดทุกวัน มันจะทำให้สเปิร์มของคุณมีรสหวาน นอกจากนี้วิตามิน C ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย ซึ่งเรื่องนั้นเราไม่แคร์ 2. บอกเธอว่าจะเจออะไร ผู้หญิงชอบคาดหวังเสมอ ลองบอกเธอระหว่างทางกลับบ้านว่า "ผมกำลังคิดหนักเลยว่าพอกลับไปบ้านแล้วจะทำอะไรกับคุณบ้างดี" แค่นี้สมองเธอก็คิดไปไกลถึงไหนแล้ว 3. เล่นมุขตื้นๆ บริเวณ 1/3 ของปากทางเข้า โดยเฉพาะด้านนอกสุด เป็นศูนย์รวมปมประสาทภายในช่องคลอดกว่า 90% ให้ใช้ปลายน้องชายสอดใส่เข้าไปอย่างตื้นๆ ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะวิงวอนให้คุณลุยเต็มสูบ 4. จับมือเธอไว้ มันเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ปลีกย่อยธรรมดา แต่ผู้หญิงก็หยุมหยิมอย่างนี้แหละ ระหว่างบทอัศจรรย์อย่าลืมสอดนิ้วประสานกันและจับมือเธอไว้ จะแสดงความผูกพันหรืออะไรก็ไม่รู้ แต่ผู้หญิงชอบนักล่ะ 5. นิ้วมหัศจรรย์ คุณคงไม่สามารถขยุกขยิกควงสว่านน้องชายของคุณได้มากนักเมื่อมันเข้าไปอยู่ข้างในแล้ว ดังนั้นหมั่นดึงมันออกมาเป็นระยะๆ แล้วให้นิ้วหรือสองนิ้วของคุณทำแทนบ้างเถอะ 6. Love Me Love My Dog..gy อย่ามัวเพลินกับท่าหวือหวาจนลืมไม้ตายเดิมๆ ผู้ชาย91% ยอมรับว่าด็อกกี้สไตล์คือท่าที่พวกเขาชอบมากที่สุด ถ้าคุณไม่ได้ใช้ก็น่าเสียดาย เพราะผู้หญิงจำนวนไม่น้อยก็ชอบเหมือนกัน เหตุที่พวกเธอชอบมันก็เพราะว่าท่านี้ฝ่ายชายจะมือว่างพอไปซุกซนได้ ทั้งหน้าอก นัวเนียข้างล่าง 7. ปิดตาพาโชค มนุษย์รับข้อมูลเข้าสู่สมอง 60-90% ผ่านทางการมองเห็น ยกเว้นเวลาที่โดนปิดตา ลองหาอะไรที่นุ่มนวลและแอบมองลอดยากมาปิดตาเธอ พร้อมทั้งทำข้อตกลงว่าเธอจะโดนทำโทษถ้าพยายามแอบมอง จากนั้นปลุกเร้าเธอให้ร้อนขึ้นด้วยขนนก ก้อนน้ำแข็ง หรืออวัยวะของคุณก็ได้ 8. กายบริหารลิ้น การออกกำลังลิ้น ซ้อมไว้บ้างจะทำให้กล้ามเนื้อลิ้นของคุณแข็งแรงขึ้น ให้ออกกำลังลิ้นของคุณวันเว้นวันด้วยการกินโยเกิร์ตจากถ้วย โดยใช้แค่ลิ้นเพียงอย่างเดียว พยายามกวาดลิ้นกินให้เกลี้ยงที่สุดทูกซอกทุกมุม พอได้เวลาใช้งานลิ้นก็ทำแบบเดียวกับถ้วยโยเกิร์ตนั้นแหละ รับรองติดใจแน่นอน 9. ลององุ่นแช่แข็ง ใช้อาหารมาร่วมสนุกด้วยได้ผลเสมอ เธออาจจะเคยสนุกกับน้ำผึ้ง หรือไอศกรีมมาแล้ว ลององุ่นแช่เย็นแทน เอาพวกองุ่นเข้าช่องแช่แข็งสักพักแล้วเอาออกมาล้างน้ำเพื่อไม่ให้มันเย็นจัดจนกัดผิว จากนั้นเอามันมาคลึงบนร่างของเธอ รอบๆ หัวนม แล้ววกลงล่าง เอาสักลูกหนึ่งใส่เข้าไปข้างใน แล้วค่อยดูดมันออกมาช้าๆ 10. กระตุ้นจี-สปอต เป็นวงกลม ปล่อยให้เถียงกันต่อไปเถอะว่าจุดจี-สปอต มีจริงหรือเปล่า เรื่องที่ว่าผู้หญิงส่วนมากรู้สึกเสียวสุดๆ เมื่อได้รับการกระตุ้นในบริเวณเศษสามส่วนสี่เข้าไปในร่างกายพวกเธอก็จริงอยู่ ดังนั้นให้ใช้นิ้วหรือสองนิ้วของคุณสอดเข้าไป แล้วงอนิ้วขึ้นด้านบนพร้อมกับ "ยุกยิก" คุณอาจพบบริเวณคล้ายฟองน้ำขนาดเท่าเหรียญสลึง คลึงมันเบาๆ เป็นวงกลม แล้วรอดูว่าปฏิกิริยาตอบสนองจะวัดได้เท่าไหร่ 11. เล่นนอกบ้าน ลองเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง เลือกสถานที่นอกบ้านที่ปลอดภัยจากสายตาผู้คนและกล้องแอบถ่าย ถ้าไม่อยากเป็นข่าว แต่งตัวกันให้พร้อม เธอควรใส่กระโปรง คุณใส่กางเกงที่ถอดง่าย และไม่ควรใส่กางเกงใน หาจังหวะเหมาะ แล้วจัดการให้เร็วที่สุด กลับมาบ้านแล้วนั่งคุยตื่นเต้นกัน หรือไปใช้นามแฝงโม้เรื่องของพวกคุณไว้ในอินเตอร์เน็ต 12. สามัคคีคือพลัง ใครว่าผู้ชายทำอะไรหลายอย่างพร้อมๆ กันไม่ได้ เม้มริมฝีปากของคุณเข้าปุ่มสยิวของเธอแล้วดูดซะ ในขณะเดียวกันลิ้นก็อย่าให้ว่าง ลากขยับซ้ายขวาและขึ้นลงไปพร้อมๆ กัน เจออย่างนี้ไม่ดิ้นให้มันรู้ไป 13. ทีเล่นทีจริง จะปล่อยให้เธอหยอกเราเล่นฝ่ายเดียวได้ไง ใส่ส่วนปลายเจ้าน้องชายของคุณเข้าไปนิดหนึ่งแล้วรีบดึงออก ให้สะกิดปลายปุ่มของเธอนิดหน่อย จากนั้นทำใหม่เหมือนเดิมแต่ขยับเจ้าน้องชายให้ลึกกว่าเดิมอีกเล็กน้อย หยอกเธอเล่นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขอร้องให้ทำเต็มที่ จังหวะนั้นแหละที่คุณจะแก้เผ็ดเธอด้วยการบอกว่าปวดหัวแล้วขอนอนพัก (อันหลังนี่ล้อเล่นนะ ทำจริงอาจมีเคืองได้) 14. ครางอืม ถ้าคุณไม่ชอบที่จะลงไปบริการเธอด้านล่าง ไม่ต้องครางให้ฟังดูน่ารำคาญหรอก แต่ถ้าคุณยินดีจะลุยดงลงใต้ ให้โผล่ตัวมาชมเธอสักหน่อยว่า "ผมชอบรสชาติของคุณจังเลย" แล้วกลับลงไปพร้อมครางอืมมมไปพร้อมๆ กับการปฏิบัติการ 15. รักษาความดี เมื่อคุณทำอะไรซักอย่างที่ถูกใจเธอ ให้ทำอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพยายามหาเรื่องพลาดด้วยการเร่งให้เร็วขึ้นหรือแรงขึ้นจนกว่าเธอจะบอก 16. ดูดให้คราง ปุ่มคลิตอริสของผู้หญิงนั้นไม่ใช่ปุ่มแจ้งเพลิงไหม้ที่ต้องรีบร้อนกด ผู้หญิงอาจไม่ชอบให้คุณไปแตะมันด้วยซ้ำ แต่บางครั้งในช่วงอารมณ์กระเจิง เธออาจอยากให้มีแรงกดตรงนั้นบ้าง กลเม็ดคือ ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชีช่วยแหวกทาง จากนั้นใช้อุ้งมือกดลงไปเบาๆ ที่ปากช่องทางแล้วสัมผัสปุ่มเบาๆ ด้วยลิ้นของคุณ ก่อนจะค่อยๆ อมแล้วดูด ทุกอย่างต้องเบาๆ ระวังฟันของคุณด้วย และคอยสังเกตหน้าเธอ เพิ่มแรงดูถ้าเธอชอบและเลิกทำทันทีถ้าเธอแสดงสีหน้าว่าเจ็บหรือไม่ชอบ 17. ซื้อดิลโด้ ดิลโด้แค่อันเดียว ไม่ทำให้คุณหมดประโยชน์หรอกน่า เมื่อผู้หญิงมีอารมณ์ ช่องคลอดจะขยายขึ้นจนบางครั้งน้องชายคุณอาจเติมเต็มความสุขให้เธอได้ไม่พอ เจ้าของเล่นก็จะมาเป็นตัวช่วยที่สำคัญ คือเมื่อมีอะไรมาทำงานแทน มือ ปาก และอาวุธลับคุณก็ว่างพอที่จะไปซุกซนบริเวณอื่นของเธอได้ 18. พูดเรื่องทะลึ่ง คิดว่าสาวของคุณเรียบร้อยเกินกว่าจะพูดเรื่องทะลึ่งรึ ผิดแล้ว .. ผู้หญิง 59% ชอบเรื่องแบบนี้ จุดที่ยากมันอยู่ตรงที่ว่าจะเริ่มยังไงต่างหาก หลีกเลี่ยงคำพูดจากหนังโป๊ วีซีดี อย่าง "ทำให้ป๋าหน่อยสิหนู" และเริ่มต้นเข้าประเด็นด้วยการชมลีลาบนเตียงของเธอแทน ซึ่งมันจะเปิดโอกาสให้คุณใส่คำทะลึ่งๆ ได้ง่ายกว่า หรือชักชวนให้เธอร่วมสนุกกับการพูดทะลึ่งด้วยคำถามนำอย่าง "โอวว สุดยอดมากเลย คุณกำลังทำอะไรกับผมอยู่น่ะ" ไม่ต้องกลัวว่ามันจะทำให้คุณดูเป็นไอ้โง่หรอก เรื่องแบบนี้มีคนรู้แค่คุณกับเธอ 19. เล่นเปียโน วางนิ้วสองนิ้วของคุณลงข้างๆ ปุ่มคลิตอริสเธอ แล้วกดสลับไปมา ขึ้น-ลง เหมือนกับกำลังเล่นเปียโนอยู่ แต่เว้นโน้ตตัวกลางไว้ ลองฟังเสียงเธอร้องประกอบการเล่นเปียโนของคุณดูสิ 20. ลูบคลำ จี-สปอตจากด้านนอก วางอุ้งมือคุณลงบริเวณหน้าท้องใต้สะดือ ขณะที่คุณเลียบริเวณเอวของเธอให้กดน้ำหนักที่อุ้งมือไปด้วย 21. หมุนสะโพก คิดว่าคุณเป็นเซียนเรื่อง 69 แล้วใช่ไหม ลองวางมือบนสะโพกเธอทั้งสองข้างแล้วหมุนวนมันเข้าด้านในไปขณะที่คุณกำลังบริหารกล้ามเนื้อลิ้นคุณอยู่ 22. ตามใจเธอ นอนลงเอามือหนุนหัว แล้วถามทีเล่นทีจริงว่า "คุณอยากจะทำอะไรผมก็ทำตามใจชอบเลย" ถ้าเธอไม่เขินก็คงหัวเราะ ซึ่งยังไงผลตามมาก็คล้ายๆ กันและดีทั้งคู่ 23. หาจังหวะเหมาะ การนับวันรอบเดือนของแฟนไม่ใช่แค่ช่วยคุณป้องกันเซอร์ไพรส์มีชีวิตเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนช่วง 12-16 วันหลังจากหมดประจำเดือน จะทำให้เธอมีอารมณ์ร้อนแรงขึ้นอีกหลายเท่า 24. ทำแซนด์วิช เนื่องจากบริเวณคลิตอริสไวต่อการสัมผัสมาก เลี่ยงการกระตุ้นโดยตรงบ้างก็ดี ให้ห่อมันเป็นแซนด์วิชด้วย "ผิว" ด้านนอกแล้วหมุนวนเป็นวงกลม อืมมม 25. ไซ้ต้นขาเธอ ผู้หญิงชอบที่จะรู้สึกเธอมีเสน่ห์ไม่ใช่แค่ตรงหว่างขา งั้นเราเขยิบออกมาอีกหน่อย ให้เธอบีบต้นขาทั้งสองข้างของเธอเข้าหากันให้แน่น แล้วถูไถเจ้าหนูของคุณเข้าไปบริเวณต้นขาของเธอจากทางด้านหลัง มันจะกระตุ้นให้เธอตื่นตัวขึ้นจากแรงสัมผัสที่ "ด้านนอก" อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป 26.ให้คนอื่นทำความสะอาด ห้องของโรงแรมเซ็กซี่เสมอ เข้าเช็คอินโรงแรงด้วยชื่อที่บอกไปมั่วๆ ขึ้นไปบนห้องแล้วอย่าลงมาจนกว่าคุณจะได้ลองใช้พื้นที่บนห้องอย่างคุ้มค่าที่สุด ในวาระพิเศษอย่างนี้เธอพร้อมจะทดลองทุกอย่างอยู่แล้ว เสร็จแล้วก็กลับลงมาโดยที่คุณไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเก็บกวาดร่องรอยอะไร 27. สัมผัสความเป็นชาย ผู้หญิงมองการแข็งตัวของน้องชายผู้ชายเป็นเรื่องเกินจริง อาจเป็นเพราะพวกเธอไม่ได้ตระหนักว่าระบบสืบพันธ์ของพวกเราเป็นอย่างไร แต่อย่ากระโตกกระตางไป ถ้าเธอผงกร่างขึ้นมองมัน ให้รั้งร่างเธอมาจูบแล้วเอามือของเธอไปวางตรงนั้น ให้เธอรู้สึกว่ามันแข็งขันแค่ไหน และทั้งหมดนี้จะเป็นของเธอคนเดียว จากนั้นก็จับเธอลุกขึ้นให้นั่งทับลง ... ตรงนั้นแหละ 28.ลองท่าสามประสาน เธอควรจะนอนหงาย ยกเข่าขึ้น ส่วนคุณก็นอนราบอยู่เบื้องหน้า ใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงคลิตอริสและดูด แล้วส่งนิ้วกลางเข้าภายในสู่จุดจีสปอต และสุดท้าย จุ่มนิ้วก้อยลงไปที่ความฉ่ำชื้นของเธอแล้วค่อยเอามันมาสัมผัสบริเวณก้น สับเปลี่ยนนิ้วไปมา เพิ่มปริมาณนิ้วในที่ที่ควรเพิ่ม เร่งหรือลดจังหวะให้ถูก และเตรียมพร้อมกับศึกหนักสนุกสุดๆ ที่จะตามมาขอบคุณที่มาบทความจาก Maxim เบื่อหน่ายรูปแบบเดิมๆ กับกิจกรรมเรื่องบนเตียง อยากได้เทคนิคใหม่ๆ เร้าใจๆกด *48259150066 โทรออก ทดลองใช้ฟรี 7 วัน

รู้หรือไม่? ขี้หู มีประโยชน์
กายบริหาร /  ขี้หู / 

ขี้หู อาจไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาเท่าไร แต่ความจริงมีประโยชน์ไม่น้อย ขี้หู คือสารที่คล้ายขี้ผึ้งซึ่งถูกสร้างขึ้นเคลือบผนังรู้หูคอยรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างในรูหูเป็นตัวป้องกันเชื้อโรคหรือไม่ให้แมลงเข้าหูทำให้มีความมันในหูพอดี คนส่วนใหญ่ชอบกำจัด ขี้หู กันนัก บางคนนิยมหูอย่างเมามันจนติดเป็นนิสัย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข ภาควิชาโสตนาสิกลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เตือนว่า การเช็ดหรือแคะหูบ่อยๆคือการกระตุ้นให้มีการสร้าง ขี้หู มากขึ้น ที่สำคัญ การแคะหูยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรค เพราะการแคะหรือขูดในช่องหูจะเกิดแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไป หริอถ้าเช็ดหูรุนแรงเกินไป ทำให้ผิวหนังถลอก ก็จะเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งยิ่งกระตุ้นการสร้างขี้หูและอาจเกิดผลร้ายตามมา โดยเฉพาะในเมืองไทยที่อากาศชื้น เหงื่อออกง่าย การใส่หูฟังเรื่อยๆก็เป็นการกระตุ้นให้หูสร้าง ขี้หู เช่นกัน และไม่ควรใช้หูฟังร่วมกันผู้อื่น เพราะเชื้อโรคสามารถถ่ายทอดถึงกันได้ โดยธรรมชาติ ขี้หู จะเคลื่อนตัวออกมาเองอยู่แล้ว หากต้องการทำความสะอาดก็ให้เช็ดแค่ภายนอก หรือใช้สำลีพันปลายไม้เข้าไปเช็ดหูชั้นนอกเท่านั้น โดยเข้าไปลึกไม่เกินครึ่งเซนติเมตร หรือถ้า ขี้หู มากจนอุดตันรูหูจริงๆ ก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ซึ่งมีเครื่องมือช่วยทำความสะอาดหูได้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 27

ผลวิจัยเผย หนุ่มๆ ดูหนังโป๊ก่อนออกกำลังกาย เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น
หนังโป๊

ผลวิจัยเผย หนุ่มๆดูหนังโป๊ก่อนออกกำลังกาย เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น Mthainews: เว็บไซต์เดลี่เมล์รายงานว่า ผลการศึกษาวิจัยเผยว่า ชายหนุ่มที่ต้องการยกเวท เล่นกล้ามได้ดี มีประสิทธิภาพ ในช่วงหลังจากที่ดูหนังอีโรติค หรือหนังโป๊กระตุ้นทางเพศ ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ดิสโคเวอร์ แมกกาซีน(Discover Magazine) ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองด้วยการเปิดคลิปวีดิโอที่แตกต่างๆกัน ความยาว 4 นาที ทั้งโศกเศร้า ตลก ต่อสู้ และกระตุ้นทางเพศ ให้กับนักกีฬาหลายๆคน  จากนั้นศึกษาประสิทธิผลจากการออกกำลังกาย ด้วยการนำน้ำลายมาทดสอบพบว่า ผู้ที่ดูคลิปโป๊ กระตุ้นทางเพศนั้น มีประสิทธิภาพดีกว่า เนื่องจากภาพที่เขาเห็น จะไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศ testosterone ให้เกิดการหลั่ง ซึ่งการค้นพบดังกล่าว จะสามารถนำไปพัฒนาฝึกให้กับนักกีฬา ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนการแข่งขันได้ด้วย  ขณะที่ผู้ที่ได้ดูคลิปประเภทเศร้า ตึงเครียด พบว่ามีระดับฮอร์โมนในร่างกายน้อย จวน คาร์ลอส เมดินา ผู้ประสานงานฝ่ายกีฬา ของมหาวิทยาลัยเม็กซิโก บอกว่า ผลการศึกษาเป็นประโยชน์มากทีเดียวสำหรับนักกีฬา เพราะอารมณ์ทางเพศจะขจัดความเมื่อยล้าทางจิตใจ ได้มีการปลดปล่อยทำให้พวกเขาได้รู้สึกสดชื่น มีความเชื่อมั่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ จะต้องกระทำร่วมกับวิธีที่เหมาะสม บริโภคอาหารที่เพียงพอ และปฏิบัติเป็นประจำ Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

เซ็กซ์เวลาไหนดีที่สุด ?
เซ็กซ์ /  สุขภาพเซ็กซ์

เซ็กซ์เวลาไหนดีที่สุด ? คำถามเรื่องเซ็กส์ หรือเวลาขณะร่วมรัก หรือแม้แต่เริ่มเวลาไหนดี เป็นคำถามฮิตติดลมบนเป็นอันดับต้น ๆ ก็ว่าได้ สำหรับคู่รักสามีภรรยา ก็ย่อมอยากให้คู่เชยของตัวเอง มีความสุขกับกามกิจมากที่สุด เขาว่าเป็นกิจวัตรที่จำเป็น เพราะส่งเสริมความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ ต้องเข้าใจว่าเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน หนึ่งคำถามน่ารู้ ของคนอยากรู้ แต่น่าสนใจ ที่ถามว่า “เซ็กส์เวลาไหน ดีที่สุด” ลองไปดูคำตอบของ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนต่อมไร้ท่อและการเจริญพันธ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กันดีกว่า “คำถามของคุณ เป็นปัญหาโลกแตกและตอบได้ยากมาก จึงขอตอบแบบฟันธงกันก่อนเลยนะว่า เซ็กส์ที่สุดนั้น เกิดจากการร่วมรักที่เป็นการยินยอมพร้อมใจกันโดยปราศจากความกังวล และไม่เป็นการบังคับใจที่จะมีเซ็กส์ และการจะเกิดความสุขสมจากการมีเซ็กส์นั้น จะต้องมีการเข้าอกเข้าใจกันช่วยเหลือกัน พูดคุยถึงความต้องการให้กันและกันที่อยากจะให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ท่าโน้นท่านี้ บางคนก็ชอบหลากท่วงท่าในแต่ละรอบ บางคนก็ชอบหลายๆ รอบติดๆ กัน บางคนก็ชอบเนิ่นนานนาบเนิบ ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เป็นรสนิยมร่วมกัน คราวนี้ก็คงจะมาถึงว่าแล้วเวลาไหนถึงจะดีคำตอบคงจะไม่มี แต่ขอให้ได้มีเซ็กซ์ ที่ใจตรงกันก็พอแล้ว” “จะเช้าตื่นขึ้นมาล้างหน้าไก่ หรือจะออกกายบริหารก่อนนอนก็โอเคนะ เพราะดีคนละอย่าง การมีเซ็กส์ก่อนนอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่สบายๆ ผ่อนคลาย หลังจากเลิกงานจึงสามารถที่จะอ้อยสร้อยเคล้าเคลียกันได้นาน สามารถที่จะร่วมรักได้โดยไม่รีบเร่งจนสุขสมแล้วก็ยังสามารถจะสวมกอดกันแนบแน่นต่อได้อีก หรือจะสุขสมจนหลับสนิทไปในอ้อมกอดของกันและกันและตื่นเช้าขึ้นมาในตอนเช้าอย่างสดชื่น ขณะเดียวกันการมีเซ็กส์ในตอนเช้า น้องชายก็มักจะแข็งตัวได้เต็มที่ เพราะไม่เหนื่อยมาจากงานและพักผ่อนตลอดคืน” “แต่เวลาของการมีเซ็กส์ก็จำกัด เพราะจะต้องไปทำงาน นอกจากจะมีเซ็กส์ตอนเช้าวันหยุดแบบนั้น ก็อาจจะไม่ต้องรีบร้อน แต่ถ้ามองว่าการทำอะไรด้วยเวลาที่จำกัดมันก็น่าตื่นเต้นท้าทายดี หรือชอบอะไรที่หวือหวารวดเร็วแบบไวไวควิกแล้วก็ ลองดูได้ไม่เห็นจะเสียหายอะไร สรุปว่าขอให้ได้มีก็แล้วกันเมื่อไรก็เมื่อนั้น” จะถูกใจคนอ่านหรือไม่ คงต้องลองดูเองแล้วล่ะ ที่มา : http://www.never-age.com

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่าง
sex /  xxx / 

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่าง ถ้าพูดกันตรงๆ เปิดใจกันแฟร์ๆ สำหรับหนุ่มๆ เราแล้ว เรื่องเซ็กส์นี่เรื่องสำคัญเลยนะ แต่เราจะไม่ค่อยกล้าพูดกัน เพราะพอเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ที่ไร คนก็มักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดไม่ได้ เข้าข่ายโรคจิต ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แถมการมีเซ็กส์สามารถสร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว 1. ช่วยให้ไม่เครียด การมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยทำให้เราไม่เครียด หรือหากถ้าเราเครียดอยู่แล้วก็จะหายไป เพราะหลังเสร็จสิ้นการลงสมรภูมิรัก ร่างกายจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมาทำให้เรารู้สึกดี สบายคลายเครียด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราเกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณและจิตใต้สำนึกก็จะบอกตัวเองอยู่เช่นนั้น เมื่อเราสามารถมีเพศสัมพันธ์ และทำการได้สำเร็จ สมองก็จะมีความสุข เพราะเหมือนได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ลุล่วง 2. เพิ่มภูมิต้านทาน ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างต่ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณของ lgA (ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งพบมากในน้ำลาย) จะเพิ่มสูงขึ้น จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าเก่า ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นไข้หวัดง่าย 3. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีงานวิจัยระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที สามารถช่วยเบิร์นได้ถึง 85 แคลอรี แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะ ยิ่งเบิร์นได้ถึง 125 แคลอรีเลย ช่วยเบิร์นได้มากกว่าการปั่นจักรยานในฟิตเนสซะอีกนะเนี้ย 4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบลดน้อยลง เพราะในขณะปฏิบัติการ หัวใจจะเต้นเร็วเหมือนตอนที่เราออกกำลังกายเลย แล้วก็เครียดน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนดีขึ้น เคยมีงานวิจัยบอกว่าคนสูงอายุที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่ การเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่หยุดการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วด้วย 5. สุขภาพจิตดี เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ ขี้โรค เป็นที่ต้องการของคนอื่น เลยจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย สบายใจ เรียกว่าการมีเพศสัมพันธ์นี่ ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราดีขึ้นโดยรวมเลย 6. ช่วยลดการเจ็บปวด ถ้าเราเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกาย การมีเพศสัมพันธ์เป็นยาขนานเอก ที่ช่วยแก้ปวดได้ดีเลยละ ยกตัวอย่างถ้าเราปวดฟันอยู่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ ความปวดนั้นจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาให้เรารู้สึกดี สบายมากขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลบความเจ็บปวด ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงนั่นเอง 7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เพราะถ้าร่างกายไม่ได้หลังสเปิร์มออกมา มันจะดูดซึมกลับเข้าไปแล้วค่อยผลิตออกมาใหม่ จึงส่งผลอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วการไม่ได้ปลดปล่อยจะทำให้เราเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งเหมือนกัน 8. เกิดการกายบริหาร ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนเอวสักเท่าไหร่ การมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ คือการกายบริหารช่วงเอวที่ดีที่สุด แถมส่งผลดีไปถึงระยะยาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้วหกล้ม ก็จะไม่สะโพกหักได้ง่าย 9. นอนสบาย หลับสนิท หลักๆ เลย ก็เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยคลายความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่ก็จะคลายตัว แล้วพอร่างกายทั้งภายนอกและภายในพร้อม คุณเลยหลับได้สนิท ฝันหวานไปเลย เห็นไหมว่า การมีเพศสัมพันธ์มีประโยชน์มากมายเลย ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟิตปั๋ง ด้วยการทานอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงสิ่งที่จะมาบั่นทอนสุขภาพซะ แล้วจะสุขภาพแข็งแรง มีเซ็กส์ที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นไปอีกไงล่ะ ขอบคุณที่มาบทความจาก www.healthcorners.com เบื่อหน่ายรูปแบบเดิมๆ กับกิจกรรมเรื่องบนเตียง อยากได้เทคนิคใหม่ๆ เร้าใจๆกด *48259150066 โทรออก ทดลองใช้ฟรี 7 วัน

ยิมแวร์ (บริษัท จำกัด)

ผู้ผลิตและขายส่งอุปกรณ์กีฬา ยิมแวร์ ออกกำลัง กายบริหาร ฟิตเนส สุขภาพแข็งแรง อุปกรณ์ออกกำลัง อุปกรณ์กายบริหาร อุปกรณ์ฟิตเนส ฟิตเนสเซ็นเตอร์ เฮลท์คลับ ซาวน์น่า อบไอน้ำ

สปอร์ตท็อปเ็ท็น: 10 ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย
มวยไทย /  เทควันโด้

อันดับ10 เคนโด้ เคนโด้  เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของประเทศญี่ปุ่น เคนโด้ มีความหมายว่า"วิถีแห่งดาบ" มีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของพวกซามูไรในสมัยก่อน สืบทอดมากันประมาณ พ.ศ. 1332 เป็นวิชาที่ใช้ดาบไม้ไผ่ ในการฝึก ด้วยกระบวนท่าการต่อสู้ที่รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด ต่อเนื่อง จึงเป็นที่นิยมไปกว่า เกือบ 30 ประเทศทั่วโลก อันดับ9 ปันจักสีลัต ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่า ปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสาย มลายู ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า “สิละ” “ดีกา” หรือ “บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤต อันดับ8 มวยจีน(ไทเก๊ก, วูซู, กังฟู) วู ซู มาจากภาษาจีนกลางว่า "อู่ซู่" หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ "กังฟู" คือ วิชาว่าด้วยการใช้เทคนิค ในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสาระสำคัญ มีรูปแบบการร่ายกระบวนยุทธ และชั้นเชิงต่อสู้เป็หลักในการฝึก ทั้ง มีหลักศิลปะกายบริหารที่สืบทอดกันมา โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก อันเป็นจุดเด่นของ วิทยาการวูซู อันดับ7 ยูยิตสู ยูยิสสู ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น โดยบางครั้งอาจจะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น ยาวารา (yawara) , ไทจุสสุ (taijutsu) ประวัติที่มาของยูยิสสูนั้นไม่ชัดแจ้ง โดยมากกล่าวกันว่าถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงยุคของสงครามสมัย ระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึง 16 เนื่อง จากเป็นยุคสมัยสงครามทำให้เกิดวิชาใหม่ ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก ในอดีตประเทศญี่ปุ่นมีสำนักยูยิสสูอยู่หลายร้อยสำนัก โดยแต่ละสำนักมีแนวทางในการฝึกของตัวเอง โดยมากจะรับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราญของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย โดยยูยิสสูนั้นเป็นชื่อเรียกกลางที่ใช้เรียก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง อันดับ6 คาราเต้ คาราเต้ เป็นศิลปะป้องกันตัวที่พัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ของชาวญี่ปุ่นใน หมู่เกาะริวกัว และจากทักษะการต่อสู้แบบจีน หรือมวยได้คาราเต้เป็นวิถีเเห่งการดึงพลังจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี เช่น หมัดเข่า ศอก โดยใช้มือ เปล่า ปราศจากอาวุธ แต่เป็นการใช้เทคนิคในการสร้างพลังมือเปล่าแทนอาวุธและโล่ห์ การฝึกหัดคาราเต้บางสำนักอาจมีท่าพื้นฐาน ท่าต่อสู้ หรือท่ารำเเตกต่างกันไป เช่น การหน่วงเหนี่ยว การปล้ำ การผลัก การจับยึด อันดับ5 เทควันโด แต่ เดิมสมาคมเทควันโดแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้ดำเนินการสนับสนุนให้เทควันโด แพร่หลายไปทั่วโลก มีการจัดตั้งสมาคมเทควันโดขึ้นในประเทศต่างๆ มีการพัฒนารูปแบบการฝึกออกไปมากมายทำให้ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันจนกระทั่ง * พ.ศ. 2515 ก่อตั้งสหพันธ์เทควันโด ( The World Taekwondo Federation : WTF) ที่ทำการใหญ่อยู่ที่สำนักคุกคิวอน กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ประธานสหพันธ์คนแรก คือ ดร. ยุน ยอง คิม * พ.ศ. 2516 การแข่งขันกีฬาเทควันโดโลกครั้งแรก และจัดเป็นประจำทุกๆ 2 ปี พ.ศ. 2529 บรรจุกีฬาเทควันโดในเอเชี่ยนเกมส์ * พ.ศ. 2531 บรรจุกีฬาเทควันโดในกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2510 เปิดสอนเทควันโดในประเทศไทยที่วายเอ็มซีเอ ราชกรีฑาสโมสรกรุงเทพฯ ในฐานทัพทหารสหรัฐอเมริกาที่ตาคลี นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานีและสัตหีบ * พ.ศ. 2516 เปิดสอนเทควันโดที่ราชกรีฑาสโมสร พ.ศ. 2519 เปิดสำนักขึ้นที่โรงเรียนศิลปป้องกันตัวอาภัสสา ถนนเพลินจิต * พ.ศ. 2521 ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมศิลปป้องกันตัวเทควันโด ณ โรงเรียนอาภัสสา โดยมีนายสรยุทธ ปัทมินทร์วิโรจน์ เป็นนายกสมาคมฯคนแรก ต่อมาสมาคมฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย อันดับ4 ยูโด (Judo) ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัวเป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัด แปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็น การบริหารร่างกาย เพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ อันดับ3 คูราช (Kurash) คูราช (Kurash) เป็น กีฬาพื้นบ้านของอุซเบกิสถาน ที่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเล่นให้เป็นแบบสากลหลักการพื้นฐานของกีฬาชนิด นี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างมวยปล้ำกับยูโด โดยแบ่งผู้แข่งขันเป็น 2 ฝ่าย สู้กันบนเวทีสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 15 x 15 เมตร คู่ต่อสู้จะต้องทุ่มอีกฝ่ายหนึ่งให้ล้มลงกับพื้นให้ได้ภายในเวลา 4 นาที สำหรับผู้ชาย และ 3 นาทีสำหรับผู้หญิง การให้คะแนน แบ่งเป็น * คาลาล ทุ่มคู่ต่อสู้ลงให้หลังแนบพื้นโดยสมบูรณ์ ผู้ที่ทำได้จะชนะทันที * ยอนบอส ทุ่มแล้วสีข้างหรือด้านข้างลำตัวของคู่ต่อสู้แนบพื้นอย่างสมบูรณ์ จะได้ 1 คะแนน หากทำคะแนนแบบยอยบอสได้ 2 ครั้งจะเท่ากับ 1 คาลาล ถือว่าชนะทันที * ชาล่า ทุ่มแล้วทำให้ก้นหรือหลังหรือท้องหรือสีข้างกระทบพื้นแต่ไม่สมบูรณ์ คะแนนแบบชาล่าไม่ทำให้การแข่งขันยุติ แต่จะใช้ตัดสินเมื่อหมดเวลา อันดับ2 มวยเตะ KICK BOXING คิก บ๊อกซิ่งเป็นกีฬาที่ใช้ศิลปะการป้องกันตัวแบบการชกมวยทั่วไปแต่สามารถ ใช้เท้าเตะได้ด้วย คิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬามวยที่ใช้อวัยวะได้ทุกส่วน โดยนักกีฬาเน้นการใช้อุปกรณ์ป้องกันอวัยวะและใส่อุปกรณ์นั้นเวลาแข่งขัน เช่น นักกีฬาชายใส่กางเกงนักมวย ไม่ใส่เสื้อแต่มีอุปกรณ์ป้องกัน ที่แก พันมือ นวมชกมวย เครื่องสวมศีรษะ เป็นต้นมักมีการสับสนระหว่างคิกบ๊อกซิ่งและมวยไทยกีฬาทั้งสองเป็นการชกมวย เช่น กัน เเต่มีความแตกต่างที่มวยไทยสามารถเตะใต้เข็มขัดได้ สามารถใช้ศอกและเข่าในการเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แต่คิกบ๊อกซิ่ง ไม่สามารถใช้ได้ อันดับ1 มวยไทย มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงกีฬาและ การต่อสู้จริง ๆ ศิลปะประเภทนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลบรรพบุรุษของชาติไทยได้ฝึกฝนอบรมสั่ง สอนกุลบุตรไว้เพื่อป้องกันตัวและ ป้องกันชาติ บรรดาชายฉกรรจ์ของไทยได้รับการ ฝึกฝนวิชามวยไทยแทบทุกคน นักรบผู้กระเดื่องนามทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนอบรมศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจน ทั้งสิ้น เพราะการใช้อาวุธรบในสมัยโบราณเช่น กระบี่ พลอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ ถ้ามีความรู้วิชามวยไทยประกอบด้วยแล้ว จะทำให้เกิด ประโยชน์มากที่ สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เข้าสู้ติดพันประชิดตัวก็จะได้อาศัยใช้อวัยวะ บาง ส่วนเข้าช่วย เช่น เข่า เท้า ศอก เป็นต้น แต่เดิมมาศิลปะมวยไทยที่มีชั้นเชิงสูงมักจะฝึกสอนกันในบรรดาเจ้านายชั้น ผู้ใหญ่หรือเฉพาะพระมหากษัตริย์และขุนนาง ฝ่ายทหารเท่านั้น ต่อมาจึงได้แพร่หลายไปถึงสามัญชน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากบรรดาอาจารย์ ซึ่งเดิมเป็นยอดขุนพล หรือนักรบมาแล้ว วิทยาการจึงได้แพร่หลายและคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ เครดิตTOPTAHILAND.COM

Kokoro Harumiya ดารา AV สอนกายบริหาร (คลิป 2)
kokoro /  harumiya / 

มาดูดารา AV เขากายบริหารกัน (คลิป 2)

Kokoro Harumiya ดารา AV สอนกายบริหารกัน (คลิป 3)
kokoro /  harumiya / 

Kokoro Harumiya ดารา AV เขากายบริหารกัน (คลิป 3)

ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา
ออกกำลังกาย /  ฟิตเนส / 

ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา Men MThai ขอส่งท้ายเรื่องการบริหารกล้ามเนื้ออกด้วยการใช้เครื่อง Fly ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายอีกชิ้นที่เชื่อว่าหลายๆคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี และต้องเคยใช้ หากไปออกกำลังกายที่ยิม เพราะเครื่อง Fly ถือเป็นเครื่องออกกำลังกายพื้นฐานที่หนุ่มๆควรเล่นหากต้องการบริหารกล้ามอก เป็นอีกครั้งทีผมได้ความร่วมมือจากเทรนเนอร์เอกมากฝีมือเจ้าเก่าจาก True Fitness ที่จะมาสาธิตและบรรยายการใช้เครื่องนี้อย่างถูกต้อง เพราะอย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วว่าไม่ว่าเราจะบริหารร่างกายด้วยเครื่องหรือตัวเปล่าๆก็ตาม ล้วนมีเรื่องให้ต้องระวังและข้อควรจำทั้งสิ้น เพราะหากทำผิด การบริหารร่างกายก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร และพาลทำให้เกิดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้อีก โดยหลักๆแล้วนั้น การเล่นเครื่อง Fly จะคล้ายๆกับการเล่นเครื่อง Chest Press ซึ่งบริหารกล้ามอกเหมือนกัน จะต่างก็ตรงที่ Chest Press จะเป็นการดันออก - ดึงเข้า แต่ Fly จะเป็นการใช้แขนดึงเครื่องทั้งสองข้างเข้าหากัน ซึ่งคล้ายๆกับท่าบิน และ เป็นการบริหารกล้ามอกด้านในนั่นเอง นอกจากนี้ Fly เป็นเครื่องที่ผู้หญิงสามารถเล่นได้ และผู้หญิงส่วนใหญ่ก็นิยมเล่นเจ้าเครื่องนี้ เพราะจะทำให้หน้าอกกระชับ แก้ปัญหาอกห่างได้ดีด้วยแหละครับ แต่ไม่ได้ทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นนะครับ เทรนเนอร์เขาว่าอย่างนั้น เริ่มที่การนั่งอย่างถูกวิธี หลังต้องตรง ตั้งแต่สะโพกและสันหลังต้องติดกับเบาะพิงหลัง ขาอ้ากว้างอย่างพอดี ไม่กางกว้าง โดยหัวเข่าควรอยู่แนวเดียวกับหัวไหล่ และปลายเท้าต้องไม่อ้าออกเช่นกัน เพื่อซัพพอร์ทกล้ามท้อง สำหรับการจับแฮนด์ของเครื่องนั้น จับให้มั่น แขนต้องตรง ข้อมือเองก็เช่นกัน ไม่ควรงอหรือแอ่นเพื่อออกแรงดึง(ดังภาพ) เพราะจะทำให้เมื่อยและเจ็บข้อมือได้ ออกแรงดึงแฮนด์ทั้งสองข้างเข้าหากันดังภาพ โดยใช้แรงจากกล้ามเนื้อแขนและกล้ามอก ในขั้นตอนนี้ ระวังอย่าหลังแอ่นหรืองอเพื่อใช้หลังช่วยในการออกแรง เพราะจะทำให้หลังเกิดการบาดเจ็บได้ หากทำถูกวิธี จะสังเกตได้เลยว่ากล้ามเนื้ออกกำลังบีบตัวเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด จะเห็นได้ว่า หลังและลำคอตั้งตรงติดเบาะ หากทำอย่างถูกวิธี จะสังเกตเห็นกล้ามเนื้อหน้าอกบีบตัวขึ้นดังภาพ * หายใจออกเมื่อออกแรงดึงแฮนด์ และหายใจเข้าเมื่อผ่อนแรงคลายออก อย่าลืมนะครับ!! เทรนเนอร์เอกกำชับหนักหนา ไม่ว่าจะอยู่ท่าเตรียม หรือ ออกแรง ข้อมือควรตรง ไม่แอ่นหรืองอเข้า หลังค่อม หรือ ชะโงกตัวออกมาเพื่อออกแรง หรือแม้แต่แอ่นหลัง เพราะจะทำให้ปวดหลังง่ายๆเลยล่ะครับ ไม่ควรแอ่นข้อมือ หรือ งอข้อมือเข้าเพื่อออกแรง (ดังภาพ) (ในภาพ) ผู้เล่นหลังค่อม ไม่ตรงติดเบาะเพราะต้องการออกแรง อาจทำให้หลังบาดเจ็บได้ **น้ำหนักเครื่องที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้หลังงอเมื่อออกแรงดึกแฮนด์ได้ ดังนั้น หนุ่มๆต้องระวังขั้นตอนนี้เป็นพิเศษ ขอบคุณ เทรนเนอร์เอก ปรเมศวร์ โสวัณณะ จาก True Fitness สำหรับข้อมูลดังกล่าว และ คุณคณินทร์ แสงไชยวุฒิกุล ผู้สาธิตท่า เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press Chest Press เป็นเครื่องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออกที่คุ้นหน้าคุ้นตาใครหลายๆคน ซึ่งหนุ่มๆไม่ควรมองข้ามเวลาไปยิมเด็ … วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น เป็นท่าบริหารรกล้ามเนื้อหน้าอกที่เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ เพราะตั้งแต่สมัยเร … เสริมความแมนด้วยการ บริหาร กล้ามหน้าอก เสริมความแมนด้วยการ บริหารกล้ามหน้าอก Men MThai ขอนำเสนอเรื่องราวของการออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอัน …

เอเชี่ยน มาร์เชี่ยลอาร์ตเกมส์กับ 9ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย
ต่อสู้ /  เอเชี่ยนมาร์เชียลอาร์ตเกมส์

วันนี้men.mthai.comจะพามาทำความรู้จักกับ9ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน มาร์เชี่ยอาร์ตเกมส์ ที่ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ 1.มวยไทยมวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงกีฬาและ การต่อสู้จริง ๆ ศิลปะประเภทนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลบรรพบุรุษของชาติไทยได้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนกุลบุตรไว้เพื่อป้องกันตัวและ ป้องกันชาติ บรรดาชายฉกรรจ์ของไทยได้รับการฝึกฝนวิชามวยไทยแทบทุกคน นักรบผู้กระเดื่องนามทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนอบรมศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจน ทั้งสิ้น เพราะการใช้อาวุธรบในสมัยโบราณเช่น กระบี่ พลอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ ถ้ามีความรู้วิชามวยไทยประกอบด้วยแล้ว จะทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เข้าสู้ติดพันประชิดตัวก็จะได้อาศัยใช้อวัยวะบาง ส่วนเข้าช่วย เช่น เข่า เท้า ศอก เป็นต้น แต่เดิมมาศิลปะมวยไทยที่มีชั้นเชิงสูงมักจะฝึกสอนกันในบรรดาเจ้านายชั้น ผู้ใหญ่หรือเฉพาะพระมหากษัตริย์และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น ต่อมาจึงได้แพร่หลายไปถึงสามัญชน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากบรรดาอาจารย์ ซึ่งเดิมเป็นยอดขุนพล หรือนักรบมาแล้ว วิทยาการจึงได้แพร่หลายและคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ สามารถ VS พนมทวนเล็ก - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่ สุดยอดมวยไทยในตำนาน พยัคฆ์หน้าหยกผู้มีเสียงเหน่อเป็นเอกลักษณ์ เขาคือ สามารถ พยัคฆ์อรุณ2.คิกบ็อกซิ่งคิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬาที่ใช้ศิลปะการป้องกันตัวแบบการชกมวยทั่วไปแต่สามารถ ใช้เท้าเตะได้ด้วย คิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬามวยที่ใช้อวัยวะได้ทุส่วน โดยนักกีฬาเน้นการใช้อุปกรณ์ป้องกันอวัยวะและใส่อุปกรณ์นั้นเวลาแข่งขัน เช่น นักกีฬาชายใส่กางเกงนักมวย ไม่ใส่เสื้อแต่มีอุปกรณ์ป้องกันที่แก พันมือ นวมชกมวย เครื่องสวมศีรษะ เป็นต้นมักมีการสับสนระหว่าคิกบ๊อกซิ่งและมวยไทยกีฬาทั้งสองเป็นการชกมวยเช่นกัน เเต่มีความแตกต่างที่มวยไทยสามารถเตะใต้เข็มขัดได้ สามารถใช้ศอกและเข่าในการเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แต่คิกบ๊อกซิ่ง ไม่สามารถใช้ได้ 3.คูราช (Kurash)เป็นกีฬาพื้นบ้านของอุซเบกิสถาน ที่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเล่นให้เป็นแบบสากลหลักการพื้นฐานของกีฬาชนิดนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างมวยปล้ำกับยูโด โดยแบ่งผู้แข่งขันเป็น 2 ฝ่าย สู้กันบนเวทีสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 15 x 15 เมตร คู่ต่อสู้จะต้องทุ่มอีกฝ่ายหนึ่งให้ล้มลงกับพื้นให้ได้ภายในเวลา 4 นาที สำหรับผู้ชาย และ 3 นาทีสำหรับผู้หญิง การให้คะแนน แบ่งเป็น * คาลาล ทุ่มคู่ต่อสู้ลงให้หลังแนบพื้นโดยสมบูรณ์ ผู้ที่ทำได้จะชนะทันที * ยอนบอส ทุ่มแล้วสีข้างหรือด้านข้างลำตัวของคู่ต่อสู้แนบพื้นอย่างสมบูรณ์ จะได้ 1 คะแนน หากทำคะแนนแบบยอยบอสได้ 2 ครั้งจะเท่ากับ 1 คาลาล ถือว่าชนะทันที * ชาล่า ทุ่มแล้วทำให้ก้นหรือหลังหรือท้องหรือสีข้างกระทบพื้นแต่ไม่สมบูรณ์ คะแนนแบบชาล่าไม่ทำให้การแข่งขันยุติ แต่จะใช้ตัดสินเมื่อหมดเวลา 4.ยูโดยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัวเป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้5.เทควันโดแต่เดิมสมาคมเทควันโดแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้ดำเนินการสนับสนุนให้เทควันโด แพร่หลายไปทั่วโลก มีการจัดตั้งสมาคมเทควันโดขึ้นในประเทศต่างๆ มีการพัฒนารูปแบบการฝึกออกไปมากมายทำให้ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันจนกระทั่ง * พ.ศ. 2515 ก่อตั้งสหพันธ์เทควันโด ( The World Taekwondo Federation : WTF) ที่ทำการใหญ่อยู่ที่สำนักคุกคิวอน กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ประธานสหพันธ์คนแรก คือ ดร. ยุน ยอง คิม * พ.ศ. 2516 การแข่งขันกีฬาเทควันโดโลกครั้งแรก และจัดเป็นประจำทุกๆ 2 ปี พ.ศ. 2529 บรรจุกีฬาเทควันโดในเอเชี่ยนเกมส์ * พ.ศ. 2531 บรรจุกีฬาเทควันโดในกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2510 เปิดสอนเทควันโดในประเทศไทยที่วายเอ็มซีเอ ราชกรีฑาสโมสรกรุงเทพฯ ในฐานทัพทหารสหรัฐอเมริกาที่ตาคลี นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานีและสัตหีบ * พ.ศ. 2516 เปิดสอนเทควันโดที่ราชกรีฑาสโมสร พ.ศ. 2519 เปิดสำนักขึ้นที่โรงเรียนศิลปป้องกันตัวอาภัสสา ถนนเพลินจิต * พ.ศ. 2521 ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมศิลปป้องกันตัวเทควันโด ณ โรงเรียนอาภัสสา โดยมีนายสรยุทธ ปัทมินทร์วิโรจน์ เป็นนายกสมาคมฯคนแรก ต่อมาสมาคมฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย 6.คาราเต้โด คาราเต้ เป็นศิลปะป้องกันตัวที่พัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ของชาวญี่ปุ่นใน หมู่เกาะริวกัว และจากทักษะการต่อสู้แบบจีน หรือมวยได้คาราเต้เป็นวิถีเเห่งการดึงพลังจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี เช่น หมัดเข่า ศอก โดยใช้มือเปล่าปราศจากอาวุธ แต่เป็นการใช้เทคนิคในการสร้างพลังมือเปล่าแทนอาวุธและโล่ห์ การฝึกหัดคาราเต้บางสำนักอาจมีท่าพื้นฐาน ท่าต่อสู้ หรือท่ารำเเตกต่างกันไป เช่น การหน่วงเหนี่ยว การปล้ำ การผลัก การจับยึด7.ยูยิตสู ยูยิสสู ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น โดยบางครั้งอาจจะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น ยาวารา (yawara) , ไทจุสสุ (taijutsu)ประวัติที่มาของยูยิสสูนั้นไม่ชัดแจ้ง โดยมากกล่าวกันว่าถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงยุคของสงครามสมัย ระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึง 16 เนื่องจากเป็นยุคสมัยสงครามทำให้เกิดวิชาใหม่ ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก ในอดีตประเทศญี่ปุ่นมีสำนักยูยิสสูอยู่หลายร้อยสำนัก โดยแต่ละสำนักมีแนวทางในการฝึกของตัวเอง โดยมากจะรับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราญของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย โดยยูยิสสูนั้นเป็นชื่อเรียกกลางที่ใช้เรียก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง8.วูซู วูซู มาจากภาษาจีนกลางว่า "อู่ซู่" หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ "กังฟู" คือ วิชาว่าด้วยการใช้เทคนิค ในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสาระสำคัญ มีรูปแบบการร่ายกระบวนยุทธ และชั้นเชิงต่อสู้เป็หลักในการฝึก ทั้ง มีหลักศิลปะกายบริหารที่สืบทอดกันมา โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก อันเป็นจุดเด่นของ วิทยาการวูซู9.ปันจักสีลัต ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่า ปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสายมาลายู ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า “สิละ” “ดีกา” หรือ “บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤตเพื่อนๆคนไหนมีความสามารถในศิลปะการต่อสู้บอกเล่้าเก้าสิบไ้้ด้เลยนะครับ

ปู ขยันฟิตหุ่น เซ็กซี่แต่พองาม
ปู ไปรยา

ช่างเป็นสาวสวยที่รักสุขภาพจริงจริ๊ง สำหรับ ปู ไปรยา สาวสวยเซ็กซี่หวานใจ โน้ต วิเศษ ที่แม้จะทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่เรื่องสุขภาพนางไม่เคยปล่อยปละละเลย ต่อให้ยุ่งแค่ไหนนางก็จะแบ่งเวลาไปออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ก้นงอน นมเด้งอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วต้องบอกว่านางสวยเซ็กซี่หุ่นดีขยี้ใจชายจริงๆ เวลาใส่ชุดเกาะอกโชว์นม โชว์ทรวดทรงองค์เอวนางเลยเต็มที่ไม่มีกั๊กแต่ก็ไม่ใช่จะโป๊อล่างฉ่าง เรียกว่าเซ็กซี่ได้แต่พองาม ไม่งั้นเดี๋ยวโน้ตงอน!! ก็แหม...ฟิตหุ่นมาดีเลิศขนาดนี้ ก็ต้องโชว์บ้างอะไรบ้าง ชิมิปู ปู ไปรยา ปู ไปรยา

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว
สุขภาพ /  เซ็กส์

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว    ถ้าพูดกันตรงๆ เปิดใจกันแฟร์ๆ สำหรับหนุ่มๆ เราแล้ว เรื่องเซ็กส์นี่เรื่องสำคัญเลยนะ แต่เราจะไม่ค่อยกล้าพูดกัน เพราะพอเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ที่ไร คนก็มักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดไม่ได้ เข้าข่ายโรคจิต ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แถมการมีเซ็กส์สามารถสร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว 1. ช่วยให้ไม่เครียด การมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยทำให้เราไม่เครียด หรือหากถ้าเราเครียดอยู่แล้วก็จะหายไป เพราะหลังเสร็จสิ้นการลงสมรภูมิรัก ร่างกายจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมาทำให้เรารู้สึกดี สบายคลายเครียด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราเกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณและจิตใต้สำนึกก็จะบอกตัวเองอยู่เช่นนั้น เมื่อเราสามารถมีเพศสัมพันธ์ และทำการได้สำเร็จ สมองก็จะมีความสุข เพราะเหมือนได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ลุล่วง 2. เพิ่มภูมิต้านทาน ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างต่ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณของ lgA (ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งพบมากในน้ำลาย) จะเพิ่มสูงขึ้น จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าเก่า ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นไข้หวัดง่าย 3. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีงานวิจัยระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที สามารถช่วยเบิร์นได้ถึง 85 แคลอรี แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะ ยิ่งเบิร์นได้ถึง 125 แคลอรีเลย ช่วยเบิร์นได้มากกว่าการปั่นจักรยานในฟิตเนสซะอีกนะเนี้ย 4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบลดน้อยลง เพราะในขณะปฏิบัติการ หัวใจจะเต้นเร็วเหมือนตอนที่เราออกกำลังกายเลย แล้วก็เครียดน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนดีขึ้น เคยมีงานวิจัยบอกว่าคนสูงอายุที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่ การเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่หยุดการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วด้วย  5. สุขภาพจิตดี เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ ขี้โรค เป็นที่ต้องการของคนอื่น เลยจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย สบายใจ เรียกว่าการมีเพศสัมพันธ์นี่ ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราดีขึ้นโดยรวมเลย 6. ช่วยลดการเจ็บปวด ถ้าเราเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกาย การมีเพศสัมพันธ์เป็นยาขนานเอก ที่ช่วยแก้ปวดได้ดีเลยละ ยกตัวอย่างถ้าเราปวดฟันอยู่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ ความปวดนั้นจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาให้เรารู้สึกดี สบายมากขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลบความเจ็บปวด ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงนั่นเอง 7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เพราะ ถ้าร่างกายไม่ได้หลังสเปิร์มออกมา มันจะดูดซึมกลับเข้าไปแล้วค่อยผลิตออกมาใหม่ จึงส่งผลอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วการไม่ได้ปลดปล่อยจะทำให้เราเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งเหมือนกัน 8. เกิดการกายบริหาร ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนเอวสักเท่าไหร่ การมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ คือการกายบริหารช่วงเอวที่ดีที่สุด แถมส่งผลดีไปถึงระยะยาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้วหกล้ม ก็จะไม่สะโพกหักได้ง่าย 9. นอนสบาย หลับสนิท หลักๆ เลย ก็เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยคลายความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่ก็จะคลายตัว แล้วพอร่างกายทั้งภายนอกและภายในพร้อม คุณเลยหลับได้สนิท ฝันหวานไปเลย           เห็นไหมว่า การมีเพศสัมพันธ์มีประโยชน์มากมายเลย ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟิตปั๋ง ด้วยการทานอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงสิ่งที่จะมาบั่นทอนสุขภาพซะ แล้วจะสุขภาพแข็งแรง มีเซ็กส์ที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นไปอีกไงล่ะ ที่มาจาก สุขภาพดี

แพทย์แผนไทยกับการดูแลผู้ป่วย โรคเบาหวาน
สมุนไพรไทย /  เบาหวาน / 

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ซึ่งมีสาเหตุจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทาน เข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จึงเรียกอาการดังกล่าวว่า "เบาหวาน" โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้คนที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้มักจะต้องไปพบแพทย์ประจำ รับประทานยาและตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเสียเวลาที่จะต้องไปรอรับการรักษาที่โรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย ค่ายาหรือค่าตรวจต่างๆ เมื่อรวมแล้วแต่ละปีก็มีราคาสูงมาก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือการทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างคนทั่วไป ไม่แสดงโรคแทรกซ้อนตามมา และไม่เกิดอันตรายจากภาวะที่เกิดจากโรคเบาหวาน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะช็อกหรือมีอาการที่ควรจะระวัดระวัง คือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเย็น เหงื่อออก ใจสั่น และอาจหมดสติได้ดังนั้นแพทย์หรือผู้ให้คำแนะนำ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงให้ผู้ป่วยมีบัตรประจำตัวผู้ป่วยพกไว้ติดตัว และมีน้ำตาลก้อน หรือลูกอมรสหวานติดไว้ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาการที่สำคัญของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ถ่ายปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณปัสสาวะมาก เนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนล้นออกมาทางปัสสาวะ การปัสสาวะบ่อยทำให้ร่างกายเสียน้ำ ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยและกระหายน้ำตามมา น้ำหนักลดลง ทั้งๆ ที่รับประทานอาหารบ่อยขึ้น หลักในการควบคุมโรคเบาหวาน การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติโดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ลดอาหารที่มีไขมันมาก หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ทุเรียน ลำไย ละมุด เงาะ ฯลฯ ควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรคเบาหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายเกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า กินอย่างไรจึงปลอดภัยจากโรคเบาหวาน ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยได้มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน โดยเน้นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่หาง่ายในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มักใช้มาประกอบเป็นอาหารกินเป็นประจำ เป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยในสมัยโบราณ "กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น" มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ปัจจุบันพฤติกรรมรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป มีค่านิยมเลียนแบบสังคมตะวันตก เน้นการรับประทานอาหารที่มีในระดับจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันสูง กินผักน้อยลง สมุนไพรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่ใช้กินได้แก่มะระ ตำลึง และเตยหอม 1. มะระ ส่วนใหญ่จะใช้มะระขี้นก โดยใช้ผลดิบแก่ที่ยังไม่สุก และยอดอ่อน ใช้เนื้อรับประทานเป็นผักจิ้ม ผลของมะระ นำมาลวก รับประทานกับน้ำพริก ส่วนผลมะระจีนใช้ประกอบอาหาร เช่นแกงจืด ผัด สรรพคุณทางยา ตามตำรายาไทย เป็นยารสขม ช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นก หั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุด และนอกจากนั้นในผลและใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน (charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด การค้นพบสารที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดจากผลมะระ จึงเป็นข้อมูลสนับสนุนภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้นำผลมะระมาประกอบเป็นอาหาร และยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่อย่างไรก็ตามการนำสมุนไพรมาใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดใน ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องไปตรวจร่างกายเป็นประจำและต่อเนื่อง เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด และเพื่อความปลอดภัย เพราะบางครั้งอาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติเป็นอันตราย 2. ตำลึง ตำลึงเป็นผักพื้นบ้าน ที่มีคุณค่าทางด้านอาหารสูง : ประกอบด้วยวิตามิน 10 แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ อีกมาก ยอดตำลึงใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่นแกงจืด ผัดผัก ลวกจิ้มน้ำพริก แกงเลียง ใส่ก๋วยเตี๋ยว นอกจากจะมีประโยชน์และคุณค่าทางอาหารสูง ในตำลึงยังพบกรดอะมิโนหลายชนิด ในผลตำลึงพบสารคิวเดอร์ บิตาขึ้น–บี (cucurbitacinB) ผลตำลึง สรรพคุณทางยา ใบและเถาตำลึงมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ 3. เตยหอม ใบเตยมีสีเขียว น้ำคั้นจากใบเตย มีกลิ่นหอมนำมาใช้แต่งสีขนม แต่งกลิ่นอาหาร นอกจากนี้ยังนิยมนำมาเป็นเครื่องดื่ม น้ำที่ได้จากใบเตยมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไลนาลิลอะซีเตท (Linalyl acetate), เบนซิลอะซีเตท (benzyl acetate), ไลนาโลออล(Linalool), และเจอรานิออล (geraniol) และมีสารหอมคูมาริน(Coumarin) และเอททิลวานิลลิน(ethyl vanilin) สรรพคุณทางยา ในตำรายาไทย ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุมชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้ หลักการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและการป้องกัน การแพทย์แผนไทยเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นการปรับพฤติกรรม เป็นการปรับสมดุลของธาตุเจ้าเรือนในร่างกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่อโรค 8 ประการคือ การกินอาหารที่ไม่ถูกกับธาตุอาหาร บูด,เน่า,หมักดอง,การเปลี่ยนอิริยาบท, การกระทบ ความร้อนและความเย็น,การนอน อดข้าว อดน้ำ การกลั้นอุจจาระปัสสาวะ การทำงานเกินกำลัง ความเศร้าใจเสียใจ ความโกรธ พฤติกรรมดังกล่าวเหล่านี้สาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด นอกจากนี้การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเน้น กินข้าวที่อุดมด้วยวิตามิน ได้แก่ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เพราะได้คาร์โบไฮเดรทช่วยย่อยสลายอย่างช้าๆ ให้เวลาตับอ่อนขับอินซูลิน วิตามินบีในข้าวกล้อง ช่วยเผาผลาญน้ำตาลให้หมด ในข้าวกล้องยังมีเส้นใยมากกว่าข้าวขาว 9 เท่า ช่วยให้อิ่มง่าย เป็นผลให้รับประทานแป้งน้อยลง น้ำตาลในเลือดไม่สูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ เนย หลีกเลี่ยงอาหารทอด รับประทานเนื้อสัตว์ลดลง ถ้ากินเป็นพวกปลา หรือถั่วต่างๆ ได้ก็จะทำให้ได้รับโปรตีนที่เพียงพอ และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง กินผักสด และผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เพราะในผักมีการต้านอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามิน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตามอัตภาพ เช่น เดิน กายบริหารท่าฤาษีดัดตน ใช้หลักธรรมานามัย คือจิตตานามัย จิตรวมมีสมาธิ ชีวิตตานามัย ใช้ชีวิตโดยการดำเนินตามทางสายกลาง และกายนามัย คือ ทำร่างกายให้แข็งแรง รักษาสมดุลของร่างกาย รายชื่อผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหารสูง คือมีวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน มากกว่าผักอื่นที่ควรรับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ได้แก่ มะระ กระชาย กระเทียม ยอดแค ใบกะเพรา ใบขี้เหล็ก ผักเชียงดา ผักติ้ว ผักกะเฉด แครอท ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ตำลึง ผักกูด ผักแพง ผักชีลาว ผักแว่น ใบบัวบก ใบกระเจี๊ยบ ใบแมงลัก ใบเหมียว ผักหวาน ผักไผ่ เป็นต้น เส้นใยในผักพื้นบ้าน ทำให้อิ่มง่าย แคลอรีที่รับประทานเข้าสู่ ร่างกายน้อย จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเบาหวานได้เส้นใยยังช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินในอาหารมื้อนั้นที่เรากินเข้าไป และช่วยขับไขมันมาพร้อมกับกรดน้ำดี ไม่ได้ดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายอาหารที่มีเส้นใยสูงจึงช่วยป้องกันรักษาโรคเบาหวาน โรคไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นผลในการรักษาระดับความดันโลหิต ป้องกันการเกิดโรคหัวใจในระยะยาวได้ ผู้ที่ยังไม่เจ็บป่วย ก็สามารถกินเพื่อป้องกัน คนที่ป่วยก็ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดแม้จะไม่ช่วยรักษาแทนยาแผนปัจจุบัน แต่ถ้าเราควบคุมอาหาร กินอาหารที่มีประโยชน์ดังกล่าว ใช้ควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคแทรกซ้อน การปฏิบัติตัวดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ยากเกินไป เพราะมีอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ปลูกผักริมรั้วไว้กิน ให้ทั้งร่มเงา ให้ทั้งบรรยากาศที่ดี เป็นอาหารพร้อมทั้งมีสรรพคุณทางยา เราเริ่มปลูกผักและเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่เป็นสุขในวันหน้า ขอบคุณที่มาจาก : กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ลดน้ำหนักหลังคลอดอย่างไรให้ได้ผลเร็ว
คุณแม่หลังคลอด /  ลดน้ำหนัก / 

ลดน้ำหนักหลังคลอดอย่างไรให้ได้ผลเร็ว หลังคลอดลูกแล้วโดยทั่วไป คุณแม่จะยังมีรูปร่างเหมือนตอนตั้งครรภ์ 6 เดือน ทำให้คุณแม่หลายคนผิดหวัง ท้อแท้ ที่จะลดน้ำหนักให้กลับมามีรูปร่างดีตามเดิม แต่ความจริงแล้วคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกมานั้นสามารถกระชับหุ่น ลดน้ำหนัก ให้กลับมามีรูปร่างดีดั่งเดิมได้ โดยควรเริ่มบริหารร่างกายทันทีหลังคลอดลูกครบ 24 ชม. ด้วยเทคนิคที่เราบอกนี้จะสามารถทำให้คุณแม่กลับมามีหุ่นเพรียวสวยได้ภายใน 3 เดือนค่ะ การลดน้ำหนักด้วยท่าบริหารนั้น ควรเริ่มจากท่าง่ายๆ ไปสู่ท่าที่ยากขึ้น หนักขึ้น เมื่อลองปฏิบัติครบ 2 เดือนจะเห็นผลบางอย่าง บางคนอาจจะยังไม่ได้กลับมาผอมเหมือนตอนยังไม่ตั้งครรภ์ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะช่วยให้มีกำลังใจที่จะลดน้ำหนักต่อไปได้ ข้อแนะนำในการบริหารร่างกายเพื่อลดน้ำหนักหลังคลอด 1.ควรเริ่มจากท่าง่ายๆ เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้ง 2.เน้นการฝึกกายบริหารแบบสั้นๆ ใช้เวลาน้อยๆ แต่เน้นทำบ่อยๆ ดีกว่าท่าที่ต้องใช้เวลานาน 3.ทำกายบริหารช้าๆ ไม่ควรหักโหมในเวลาเดียว แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันจะได้ประโยชน์มากกว่า 4.ให้เวลาพักระหว่างการบริหารแต่ละท่า เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายบ้าง 5.ให้หยุดพักทันที่ถ้ารู้สึกเหนื่อย บางครั้งอาจจะรู้สึกเหนื่อยง่าย 2 - 3 วันติดต่อกัน แสดงว่าร่างกายยังไม่พร้อม 6.อย่าปล่อยให้การเลี้ยงลูกมาขัดขวางการริหารร่างกาย ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสม ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่หลังคลอด (หลังคลอด 24 ชั่วโมง) 1.ให้ใช้ท่าออกกำลังกายเหมือนตอนที่ตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่สามารถออกกำลังกาย บริหารรูปร่างได้ทันทีหลังคลอด หรือจะนั่งนิ่งๆ บนเตียง การขมิบช่องคลอดสม่ำเสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้ดี กระชับตัวมากขึ้น 2.เน้นที่การหายใจและควบคุมการหายใจด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม เริ่มโดยนั่งหรือนอนแล้วใช้มือวางบนหน้าท้อง สูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ จนรู้สึกท้องป่องขึ้น แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ จนกล้ามเนื้อหน้าท้องแฟบลง ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่หลังคลอด (ระยะ 3 วันแรกหลังคลอดลูก) 1.ให้นอนหงายและยกศีรษะให้สูงเล็กน้อย ชันเข่าขึ้นมาและวางเท้าห่างเท่าช่วงสะโพก ใช้หมอนหนุนศีรษะและไหล่ วางมือแนบข้างลำตัว แล้วยกศีรษะขึ้นช้าๆ จนสุดแล้วปล่อยลงช้าๆ ทำซ้ำๆ วันละหลายๆ ครั้งทุกวันจนสามารถยกคางจรดอกได้ ท่านี้ใช้ได้ตลอด 3-4 สัปดาห์แรกหลังคลอด 2.อีกท่าคือการบริหารขา เริ่มด้วยการนอนราบเหมือนท่าแรก ชันเข่าทั้ง 2 ข้าง จากนั้นลดขาขวาลงราบกับพื้นและยกกลับมาชันเขา และสลับข้างกันไปมา โดยพยายามให้หลังส่วนล่างติดพื้น ทำสลับทีละข้างซ้ายขวาสลับกันข้างละ 3-4 ครั้ง แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งจนได้ข้างละ 12 ครั้ง ท่านี้สามารถทำจนครบ 3 สัปดาห์หลังคลอด 3.ท่าบริหารอุ้งเชิงกราน เริ่มด้วยท่านอนเช่นเดิม หายใจเข้าพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง หายใจออกพร้อมกับคลายกล้ามเนื้อ ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อวันแล้วเพิ่มจำนวนไปจนได้ 12-24 ครั้ง หลังจากบริหารท่าเหล่านี้ไปได้จนถึง 6 สัปดาห์หลังคลอด และได้รับการตรวจสุขภาพว่าทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว ก็จะสามารถออกกำลังกายได้ทุกชนิดตามที่ต้องการ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป และควรจะบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดอยู่เสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานกระชับและป้องกันการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อีกด้วย นอกจากนี้ยังควรบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อช่วยลดอาการปวดหลัง หลอดเลือดขอด ปลายเท้าบวม และอาการตะคริวได้ และยังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้นอีกด้วย ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก   Babytrick