กายบริหาร

มาดู Kokoro Harumiya ดารา AV สอนนวดนม
kokoro /  harumiya / 

มาดูดารา AV เขากายบริหารกัน หุหุ แจ่ม ๆ เลยพี่น้อง *0*

ผลวิจัยเผย หนุ่มๆ ดูหนังโป๊ก่อนออกกำลังกาย เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น
หนังโป๊

ผลวิจัยเผย หนุ่มๆดูหนังโป๊ก่อนออกกำลังกาย เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น Mthainews: เว็บไซต์เดลี่เมล์รายงานว่า ผลการศึกษาวิจัยเผยว่า ชายหนุ่มที่ต้องการยกเวท เล่นกล้ามได้ดี มีประสิทธิภาพ ในช่วงหลังจากที่ดูหนังอีโรติค หรือหนังโป๊กระตุ้นทางเพศ ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ดิสโคเวอร์ แมกกาซีน(Discover Magazine) ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองด้วยการเปิดคลิปวีดิโอที่แตกต่างๆกัน ความยาว 4 นาที ทั้งโศกเศร้า ตลก ต่อสู้ และกระตุ้นทางเพศ ให้กับนักกีฬาหลายๆคน  จากนั้นศึกษาประสิทธิผลจากการออกกำลังกาย ด้วยการนำน้ำลายมาทดสอบพบว่า ผู้ที่ดูคลิปโป๊ กระตุ้นทางเพศนั้น มีประสิทธิภาพดีกว่า เนื่องจากภาพที่เขาเห็น จะไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศ testosterone ให้เกิดการหลั่ง ซึ่งการค้นพบดังกล่าว จะสามารถนำไปพัฒนาฝึกให้กับนักกีฬา ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนการแข่งขันได้ด้วย  ขณะที่ผู้ที่ได้ดูคลิปประเภทเศร้า ตึงเครียด พบว่ามีระดับฮอร์โมนในร่างกายน้อย จวน คาร์ลอส เมดินา ผู้ประสานงานฝ่ายกีฬา ของมหาวิทยาลัยเม็กซิโก บอกว่า ผลการศึกษาเป็นประโยชน์มากทีเดียวสำหรับนักกีฬา เพราะอารมณ์ทางเพศจะขจัดความเมื่อยล้าทางจิตใจ ได้มีการปลดปล่อยทำให้พวกเขาได้รู้สึกสดชื่น มีความเชื่อมั่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ จะต้องกระทำร่วมกับวิธีที่เหมาะสม บริโภคอาหารที่เพียงพอ และปฏิบัติเป็นประจำ Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

ดีเจนุ้ย EFM /  รักเว้ยเฮ้ย / 

ดีเจนุ้ย EFM เหตุเพราะอยากจีบสาว อยากมีแฟนเป็นดีเจสาวสวย หนุ่ม “สตาร์บัค สาระแน” กับบท “ลวก” จึงต้องวิ่งหาที่ปรึกษาปัญหาหัวใจหรือกูรูเลิฟขั้นเทพอย่าง “น้าหมา” รับบทโดย “เปิ้ล นาคร” กับฉากเสริมหล่อ ฟิตหุ่นมาดแมน ในภาพยนตร์เรื่อง “รักเว้ยเฮ้ย!” เป็นฉากที่น้าหมาแนะนำลวก หากอยากจีบสาวติดต้องควรเริ่มจากการทำตัวเองให้ดูดีตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า หุ่นต้องฟิตเปี๊ยะ และต้องเป็นที่สะดุดตาของสาวๆ ซึ่งฉากนี้มีนักแสดงรับเชิญพิเศษคือ “ดีเจนุ้ย EFM” มาร่วมสร้างสีสันความสนุกและเสียงหัวเราะกับบทบาท “กูรูเมคอัพอาร์ติสต์ระดับโลก” เป็นอีกบทบาทที่ดีเจนุ้ย ออกตัวว่าชอบบทนี้มาก แถมยังไม่เคยได้รับบทนี้มาก่อนเลย และสนุกมาก “สนุกมากกกก....(ลากเสียงยาว) รับบทเป็น ช่างแต่งหน้าเมคอัพอาร์ติสต์ ซึ่งเป็นบทที่นุ้ยยังไม่เคยแสดงมาก่อนเลย ฉากนี้มันมีที่มาคือสตาร์บัค หรือลวกเนี่ย เขาสืบรู้มาว่านางเอกโต๊ะอี้ เป็นคนรักสวยรักงาม น้าหมาก็เลยต้องเรียกช่างแต่งหน้ามาช่วยแนะเทคนิคให้กับลวก สไตล์การแต่งหน้าระดับนุ้ยเนี่ย มันต้องเป๊ะและชัดเจนตั้งแต่ ปาก ตา แก้ม จริงๆ แล้วนุ้ยก็ไม่ได้เป็นคนตลกอะไรมากมายนะ แต่พี่เปิ้ลก็ส่งมุกตลกมาให้นุ้ยตลอด นุ้ยก็เลยเล่นเต็มที่กับบทในครั้งนี้มาก (หัวเราะ) จากนั้นก็ต้องเป็นเทรนเนอร์เรื่องการดูแลสุขภาพ ต้องฟิตหุ่นให้ดูดีโดยแนะนำท่ากายบริหารร่างกาย แต่มันฮาก็ตรงชุดรัดติ้ว ที่รัดติ่งอย่างมาก เรียกว่าต้องจัดระเบียบสังคมกันอย่างหนักกับชุดแอโรบิก ขนาดทีมงานเสื้อผ้าแซวนุ้ยว่า พกข้าวต้มมัดมาทำไม (หัวเราะ) คือพี่เปิ้ล กับสตาร์บัคเนี่ยใส่แล้วไม่มีปัญหา สตาร์บัคใส่ออกมาดูเป็นแหนมตุ้มจิ๋วมาก ส่วนพี่เปิ้ลใส่แล้วเอ๊ะ!ไม่ได้พกมาหรือไงนะ แต่ว่านุ้ยสิ  พกมาเต็มที่เลย อยากรู้ว่ามันเป็นยังไงต้องติดตามชม รักเว้ยเฮ้ย! กับฉาก แหนมตุ้มจิ๋วของสตาร์บัค และข้าวต้มมัดของนุ้ย...สุดท้ายอยากจะฝากบอกว่า หลังจากแสดงหนังเรื่องนี้แล้ว นุ้ยรู้สึกอยากผ่าตัดของตัวเองแล้วไปต่อให้กับสตาร์บัคมากเลยฮ่ะ(หัวเราะ)” สตาร์บัค สาระแน-เปิ้ล นาคร หากคุณเข้าข่าย รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย อยากมีแฟนสวย ปรึกษากูรูเว้ยเฮ้ย ในภาพยนตร์เรื่อง “รักเว้ยเฮ้ย!” รักแบบแนวแนว ไม่ซึ้ง ไม่อึ้ง แต่โดนใจพร้อมกันทั่วประเทศ 12 มกราคม 2555

เรื่องเซ็กส์ ที่ผู้หญิงอยากถาม
คุมกำเนิด /  ผู้หญิง / 

เรื่อง "เซ็กส์" ที่ผู้หญิงอยากถาม . .....เพราะ "เซ็กส์" เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เซ็กส์กับชีวิตของคนเราแยกจากกันได้ยาก แต่เซ็กส์นั้นอาจจะจำเป็นต้องมีหรือไม่มีก็ได้ ใคร ๆ เขาก็บอกเล่ามาตั้งแต่โบราณแล้วว่า อดข้าวอาจจะไม่ถึงวางวาย แต่ชีวิตอาจจะมอดมลายเพราะไม่รู้เรื่อง "เซ็กส์" ....."เซ็กส์" จึงเป็นทั้งธรรมะและอธรรม แล้วแต่ว่าจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับเซ็กส์ในแบบใด เซ็กซ์อาจจะเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจ หรือเป็นศัตรูร้ายที่จ้องทำลายคุณภาพชีวิตก็ได้ .....มารู้จักเรื่อง "เซ็กส์" ที่ผู้หญิงอยากถามกันดีไหม..... เขาว่าการมี "เซ็กส์" ที่สุขสมทำให้ชีวิตยืนยาวจริงหรือ...? .....จริงน่ะ จริงอยู่ แต่ไม่ทั้งหมดและไม่เสมอไป เพราะที่เขาว่านั้นยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ ที่จริงแล้วคำพูดดังกล่าวนั้นมีอยู่ว่า การมีเซ็กส์ที่สุขสมกับคนที่รัก ทำให้ชีวิตยืนยาวและเป็นสุขและเป็นหนุ่มเป็นสาว .....ซึ่งอธิบายได้ว่า การมีเซ็กส์ที่สุขสม แท้จริงแล้วเกิดจากการมีเซ็กส์กับคนที่รักมากกว่าการมี เซ็กส์เฉยๆ กับใครก็ได้ การศึกษาวิจัยพบว่า "เมื่อมีเซ็กส์กับคนรักแล้ว ผู้หญิงจะเกิดความสุขและหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ในขณะที่การร่วมรักกับใครสักคนโดยที่ไม่ได้มีความรักมาเกี่ยวข้องอย่างมากก็ แค่การระบายอารมณ์พิศวาสออกมาเท่านั้น ความสุขสมจึงแตกต่างกันมาก" .....และเมื่อเกิดความสุขสมแล้ว สารแห่งความสุขที่หลั่งออกมาจะทำให้เกิดการผ่อน คลาย หายเครียด นอนหลับฝันดี ผลที่ตามมาก็คือระบบต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย และระบบฮอร์โมนเพศจะทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี เป็นหนุ่มเป็นสาว ถึงอย่างนั้นผู้หญิงหลายคนก็ยังลำบากใจที่จะมีเซ็กส์ที่สุข สมกับคนที่เธอรักและรักเธอ...! .....และหลายต่อหลายคน ยังคงสงสัยต่อไปและอยากถามว่า "ถ้าเป็นสาวโสดหรือเลิกรากับชายคนรักแล้วเล่า จะทำอย่างไรเพราะไม่มีคนรักที่จะมีเซ็กส์ด้วย" .....ลืมไปหรือว่ามีคนๆ หนึ่งที่ทุกคนควรจะให้ความรักมากที่สุด คนๆ นั้นก็คือ "ตัวเองนั่นแหละ ลองคิดดูให้ดีๆ ซิว่าทุกวันนี้เคยให้ความรักตัวเองกันบ้างไหม" วันๆ มัวแต่ให้ความรักคนอื่นจนลืมรักตัวเองไป การหัดรักตัวเองนั้นไม่ใช่เป็นการเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเริ่มมีความรักที่ถูกต้องด้วยการให้ความรักตัวเองก่อน เมื่ออิ่มเอมกับความรักนั้นแล้ว มีความรักเหลือเฟือที่จะมอบให้คนอื่นโดยไม่ ต้องหวังอะไรตอบแทน แบบนี้ก็ไม่มีวันที่จะเป็นคนขาดรัก ไม่ว่าจะอยู่เป็นสาวโสด หรือจำเป็นต้องกลับมาเป็นโสดใหม่เพราะเลิกราจากคู่ไป .....นอกจากนั้นควรจะรักและทำรักให้ตัวเอง "การทำรักให้ตัวเองนั้นทั้งปลอดภัย และสุขสมโดยไม่ได้ผิดกฎกติกามารยาท ของการดำรงชีวิตในสังคมแต่อย่างใด และเชื่อไหมว่า ผู้หญิงนั้นสามารถที่จะทำรักที่สุขสมให้ตัวเองได้ง่ายกว่าการร่วมรักมากทีเดียว" .....เขียนให้อ่านแบบนี้ไม่ใช่บอกว่า การมีเซ็กส์กับใครสักคนหนึ่งนั้นดีสู้ไม่ได้ แต่เป็นการดีและมีความสุขกันคนละแบบเท่านั้น และถ้าอยากจะมีความสุขทั้งสองแบบก็คงจะไม่มีใครว่า...! เขาทำการร่วมรักบ่อยๆ จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากต่อมากใช่ไหม...? .....มีเรื่องราวที่ขู่กันบ้างหลอกลวงกันบ้าง และเป็นข่าวกลั่นแกล้งกันบ้าง เกี่ยวกับความถี่ของการมีเซ็กส์ว่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาโน้นปัญหานี้ เช่น มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เครื่องเคราหลวม มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้มีบุตรยาก มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้กลายเป็นโรคกามตายด้าน มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เป็นโรคฮิสทีเรีย มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็งมดลูก ฯลฯ .....ตอบได้เลยว่า "ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอแต่ให้รักษาสุขภาพให้ดีเท่านั้นเอง เพราะถ้ามีเซ็กส์บ่อยๆ แต่สุขสมทุกครั้งแล้วดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แล้วละก็ อยากจะมีบ่อยแค่ไหนก็ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร" ... เครื่องเคราไม่มีทางหลวม ถ้ารู้จักการออกกายบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดด้วยการขมิบก้นเป็นประจำสม่ำเสมอ จำไว้ว่า ควรขมิบก้นนานครั้งละ 10 วินาที ให้ได้วันละ 50 100 ครั้ง ... การมีเซ็กซ์บ่อยๆ ไม่ได้เป็นสาเหตุของการทำให้มีบุตรยากเลย แต่ควรจะพยายามมีเซ็กซ์ที่สุขสม และหลังจากการร่วมรักแล้วควรจะนอนชันขาขึ้นสัก 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายเรียบร้อยและตัวอสุจิจะสามารถแหวกว่ายผ่านปากมดลูก เข้าไปภายในโพรงมดลูกได้อย่างดี ... แน่นอนว่าการร่วมรักกันเป็นประจำสม่ำเสมอนั้น ไม่ได้ทำให้เป็นโรคบ้าเซ็กส์หรือโรคกามตายด้านแต่ อย่างใด เป็นเพียงแต่การพูดจาขู่กันเท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องมีเซ็กส์เพราะใจตรงกัน ไม่ใช่มีเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการแล้วบังคับใจให้อีกฝ่ายต้องยินยอมตามใจ หรือมีเซ็กส์กันเหมือนเป็นการทำการบ้าน โดยไม่ได้มีอารมณ์พิศวาสที่บรรเจิด การมีความสุขสมจากการมีเซ็กส์ร่วมกันนั้นบ่อยเท่าใดก็ไม่เป็นปัญหา ... และการมีเซ็กซ์เป็นประจำสม่ำเสมอกับคู่เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะบ่อยขนาดไหน ถ้าทั้งสองฝ่ายรักษาความสะอาดและไม่มีโรคติดต่อทางเพศ สัมพันธ์แล้ว ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงในการ เป็นมะเร็งปากมดลูกมากเท่าการมีเพศสัมพันธ์กับ ผู้ชายมากหน้าหลายตา ให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งในเวลาร่วมรัก จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยถ้าฝ่ายชายไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะของเขา ก็จัดการให้เขาชำระล้างทำความสะอาด เอาคราบไคลที่หมักหมมใต้หนังหุ้มปลายออกไปเท่านี้ โอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกก็ลดลงไปอีกแล้ว .....อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากข้อคิดไว้เพียงว่าคุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณเสมอ แต่ถ้ามีทั้งปริมาณและคุณภาพร่วมกันแล้วก็คงจะต้องบอกว่าอิจฉาจริง ๆ เขาว่าการมี "เซ็กส์" บ่อยๆ ทำให้ได้ลูกสาวนะ .....มีทฤษฎีที่เชื่อกันมานานแล้วว่า ตัวอสุจิ X ที่ทำให้ได้บุตรสาวนั้นจะทนกรด และมีอายุยืนยาวกว่าตัวอสุจิ Y ที่ทำให้ได้บุตรชาย จึงมีการเสนอทฤษฎีของการมีเซ็กส์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจะได้บุตรตามเพศที่ต้องการ กล่าวคือ ถ้าอยากได้ลูกชายต้องดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ไว้ตั้งแต่ประจำเดือนหมด และรอวันมีเซ็กส์ได้เพียงวันเดียวคือ วันที่มีการตกไข่ เพราะในวันนั้นปากมดลูกจะเป็นด่าง และตัวอสุจิเพศชายที่ว่ายเร็วกว่า จะสามารถว่ายเข้าไปผสมกับไข่ได้ทันที ส่วนถ้าอยากจะได้ลูกสาวแล้ว ก็ให้มีเพศสัมพันธ์ทุกวันตั้งแต่วันประจำเดือน หมดไปจนถึงวันตกไข่แล้ว หยุดการมีเซ็กส์ด้วยเทคนิคนี้ตัวอสุจิที่อดทน และอายุยืนที่รออยู่ก็จะเป็นตัวอสุจิเพศหญิง .....เพราะฉะนั้น ทฤษฎีของการมีเซ็กส์บ่อยๆ ก็อาจจะได้ประโยชน์ในกรณีที่อยากได้บุตรสาว และเป็นข่าวลือมานานแล้ว ขอบอกว่าเป็นข่าวลือที่มีโอกาสเป็นจริงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ อย่างมากก็ไม่เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ลองดูก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร นอกจากเสียเรี่ยวแรงไปบ้างเพียงเล็กน้อย และยังอาจจะมีความสุขสมแถมด้วยก็ได้ใครจะรู้ เขาว่าการมี "เซ็กส์" ครั้งแรกจะต้องมีเลือดออกและเจ็บมาก .....เป็นคำถามคาใจของสาวๆ ทุกวันที่จะมีเรื่องอย่างว่าประสารัก เพราะมักจะโดนขู่ทั้งจากผู้มีประสบการณ์แล้ว หรือจากผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ที่แทนที่จะให้กำลังใจ และชี้แนะวิธีการที่ถูกที่ควรกลับกลายเป็นว่าใช้คำขู่ ด้วยความหวังดีแต่กลายเป็นความหวังดีที่ประสงค์ร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ .....เดี๋ยวนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป การออกกายบริหาร การออกกำลังกายของเด็กๆ และสาววัยรุ่นสมัยนี้นั้นแทบจะทำให้เยื่อพรหมจารีที่เป็นเยื่อบางๆ ปิดปากช่องคลอดอยู่นั้น ขาดไปเกือบหมดแล้ว อย่างมากก็เหลือขอบของเยื่อพรหมจารีไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น โอกาสที่จะมีเลือดออก เพราะการมีเซ็กส์ครั้งแรกนั้นมีน้อย อย่างมาก็มีออกนิดหน่อย เวลาขอบเยื่อพรหมจารีขาดไป จากการเสียดสีของการร่วมรักและความเจ็บปวดจากการ มีเซ็กส์ครั้งแรกก็หลีกเลี่ยงได้!! .....ต้องมีความรู้ก่อนว่าช่องคลอดของผู้หญิงนั้น ถ้าแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนแรกหรือส่วนที่ติดกับปากประตูทางเข้า ส่วนสงวนจะห่อหุ้มด้วยกล้ามเนื้อ โดยรอบ กล้ามเนื้อดังกล่าวนี้ควบคุมโดยจิตใจ ดังนั้นถ้าคุณผู้หญิงไม่กลัวจนเกร็งแล้ว กล้ามเนื้อดังกล่าวก็จะไม่หดรัดตัวให้เกิดการเจ็บปวด เวลาที่ส่วนนั้นของเขาผ่านเข้าไปภายในส่วนสงวน และยิ่งถ้ารู้จักการเบ่งออกมาเบาๆ จะกลายเป็นว่า ทำให้กล้ามเนื้อรอบปากช่องคลอดคลายตัวออก ทำให้การผ่านเข้าไปสัมผัสรักของเขาทำได้สะดวกและราบรื่นขึ้น แล้วจะเจ็บปวดหรือมีเลือดออกได้อย่างไร...!! อยากถามจริงๆ ว่าการคุมกำเนิดนั้นทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายคุมเสมอๆ .....นั่นเป็นปัญหาที่ผู้หญิงอยากถามผู้ชายของเธอแต่ไม่กล้าถาม เพราะเกรงใจเขาบ้าง กลัวว่าเขาจะไม่พอใจบ้าง และอะไรต่อมิอะไร ที่บ่งบอกว่าเป็นเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมเป็นคนคุมกำเนิด และผลักภาระนี้ไปให้ผู้หญิงของเขาแทนที่จะรับผิดชอบร่วมกัน .....ความจริงแล้ว การ "คุมกำเนิด" โดยใช้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยจะสะอาด และปลอดภัย แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นๆ ก็ตาม .....แต่ถ้าเขาไม่ยอมแล้วควรจะคุมกำเนิดโดย ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มี ปริมาณไขมันฮอร์โมนต่ำ ทำให้อาการข้างเคียงต่างๆ ลดลง และสามารถจะใช้ได้นานด้วยความปลอดภัย  เพราะถ้าผู้หญิงไม่ยอมคุมแล้ว ก็จะเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นในขณะที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร หรือไม่ก็มีบุตรติดต่อกันจนร่างกายทรุดโทรม...!! ทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องอย่างว่า..."ที่ผู้หญิงอยากถาม" ขอบคุณบทความดีๆ จากนิตยสาร ผู้หญิงวันนี้ .

ออกกำลังกาย ต้าน ข้อเข่าเสื่อม ก่อนวัย
ข้อเข่าเสื่อม /  ข้อเสื่อม / 

โรค ข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบบ่อยโดยเฉพาะในวัยสูงอายุและเป็นโรคที่รบกวนกิจวัตรประจำวัน ทำให้ลุกยืน เดิน ขึ้นบันไดได้ลำบาก บางครั้งกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้สะดวก บางรายต้องอยู่บ้าน ไม่อยากไปไหนมาไหน แต่เชื่อไหมว่า ยังไม่ทันแก่...ข้อก็เสื่อมได้ ที่มาข้อเสื่อม โรคข้อเสื่อม มักเกิดจากการใช้งานข้อที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นตามวัยคือใช้งานมานาน ย่อมมีความสึกหรอไปตามเวลา แต่บางรายใช้งานไม่ถูกต้อง จะเป็นการเร่งให้โรคข้อเสื่อมเป็นไปเร็วขึ้น(โรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิ) มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดในช่วงอายุมากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรคบางอย่างเป็นสาเหตุให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้เร็วกว่าวัยอันควร เช่น โรคเอ็นภายในข้อเข่าฉีกขาด หมอนรองข้อเข่าแตก กระดูกสะบ้าหลุด หรือมีการติดเชื้อภายในข้อเข่า เป็นต้น โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบของข้อเข่าเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุนำให้เกิดโรคข้อเสื่อมก่อนวัย(โรคข้อเข่าเสื่อมทุติยภูมิ) พฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า 1. คนที่ชอบนั่งงอเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยอง ๆ เป็นประจำ จะเพิ่มแรงอัดภายในข้อเข่า ซึ่งจะรบกวนการนำอาหารไปสู่เซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อ โรคข้อเข่าเสื่อมนี้ เริ่มจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อโดยตรง และเมื่อเป็นมากขึ้นการสึกหรอจะลามไปยังองค์ประกอบอื่นของข้อเข่า เช่น ชั้นใต้กระดูกอ่อนซึ่งเป็นกระดูกแข็ง จะเกิดถุงน้ำข้างใต้กระดูก หมอนรองเข่าสึก เอ็นหุ้มข้อเข่าหนาตัวขึ้น มีกระดูกงอกบริเวณปลายกระดูก เป็นต้น 2. กรณีน้ำหนักตัวมากเกินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่เร่งให้เกิดอาการข้อเสื่อมเร็วขึ้น เพราะข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลาที่ใช้งานข้อ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน หรือขึ้นลงบันไดก็ตาม 3. การใส่รองเท้าส้นสูง จะทำให้ข้อเข่ามีแรงกดทับมากกว่าปกติ ทั้งยังทำร้ายข้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า เพราะเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักก่อนจุดอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำหนักได้ง่าย และหากคนที่ข้อเข่าไม่แข็งแรง หรือมีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ จะมีผลกระทบมากกว่าคนปกติ อาการข้อเสื่อม ในระยะแรก จะสังเกตว่ามีเสียงดังขณะขยับข้อไปมา บางรายมีอาการข้อฝืดโดยเฉพาะเวลานั่งนาน ๆ หรือขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จะเสมือนข้อถูกล็อกไว้ ต้องขยับไปมาสัก 2-3 ครั้ง จึงเหยียดเข่าออกได้ บางรายมีข้อบวมโต หรือมีบวมแดง มีน้ำภายในข้อ ซึ่งบ่งถึงการอักเสบที่เป็นมากขึ้นนั่นเอง ในรายที่เป็นมากอาจพบข้อติด ขยับไม่ได้เต็มที่ หรืออาจพบกล้ามเนื้อขาลีบเล็กลงกว่าข้างปกติ เป็นต้น บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรง การออกกำลังกายหรือกายบริหารนั้น ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเน้นกล้ามเนื้อหน้าขาหรือกล้ามเนื้อเหยียดเข่าเป็นหลัก ท่าบริหารข้างล่างนี้เริ่มจากง่ายไปยาก ดังนี้ ท่าที่ 1 นอนหงาย เอาหมอนเล็ก ๆ วางใต้เข่า เหยียดเข่าตรง นับ 1-10 ทำได้ในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงมากนัก ท่าที่ 2 นั่งยกขาข้างหนึ่งวางพาดม้าเตี้ย เหยียดเข่าตรง เกร็งกล้ามเนื้อหน้าขา พร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น นับ 1-10 หรือเท่าที่ทำได้ ท่านี้เหมาะสำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอที่จะยกขาตนเองได้ ถ้ามีปัญหาข้อเหยียดไม่สุด ให้ใช้ถุงทรายถ่วงที่ข้อเข่าร่วมด้วย ท่าที่ 3 นั่งชิดพนักเก้าอี้ เหยียดเข่าตรงพร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น เกร็งค้างนับ 1-10 ทำสลับข้าง ท่าที่ 4 นั่งไขว้ขา ขาที่อยู่ด้านล่างเกร็งเหยียดเข่าตรงเท่าที่ทำได้ เกร็งนับ 1-10 และทำสลับข้างเช่นกัน ช่วยฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขาได้ดี ท่าที่ 5 นั่งไขว้ขาเหมือนท่าที่ 4 แต่ให้ขาที่อยู่ด้านบนออกแรงกดลงด้วย ในขณะที่ขาล่างเหยียดขึ้นตรงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เช่นกัน กล้ามเนื้อหน้าขาของขาล่างต้องรับน้ำหนักมากขึ้นอีก คือทั้งน้ำหนักของขาล่างรวมกับน้ำหนักของขา ข้างบน และแรงกดจากขาที่อยู่ข้างบน ทำสลับข้างในทำนองเดียวกัน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าขาและท้องขาได้ดีมาก เป็นท่าที่ยากที่สุด เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าขาต้องออกแรงมากที่สุด การบริหารทุกท่าให้เริ่มทำจากน้อยไปมาก โดยทำชุดละประมาณ 20-30 ครั้ง วันละ 2-3 ชุด เป็นอย่างน้อย ค่อย ๆ เพิ่มตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่าของแต่ละคน จนได้ประมาณ 100 ครั้งต่อวัน ใช้ข้อเข่าอย่างถูกวิธี การใช้ข้ออย่างถูกวิธี จะช่วยถนอมข้อเข่าให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ชะลอความเสื่อม ซึ่งวิธีการนั้นตรงข้ามกับพฤติกรรมซึ่งทำร้ายข้อนั่นเอง กล่าวคือ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกิน เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องงอเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ ขึ้นลงบันไดเท่าที่จำเป็น หากอยู่บ้านชั้นล่างได้จะเป็นการดีมาก ไม่ต้องขึ้นลงบ่อย ๆ เลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ไม่มีผลร้ายต่อข้อเข่า เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือการออกกำลังกายในน้ำ เป็นต้น หมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อได้ ใช้สนับเข่าเท่าที่จำเป็น มักเลือกใช้ในรายที่ข้อเสียความมั่นคง แต่หากข้อยังมีความมั่นคงอยู่ การใช้สนับเข่า อาจทำให้กล้ามเนื้อโดยรอบเข่าอ่อนแรงได้ หากมีอาการเจ็บข้อเข่ามากอย่างเฉียบพลัน อาจถือร่มหรือไม้เท้าในด้านตรงข้ามกับขาที่เจ็บ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อ และลดอาการปวดได้ อย่าลืม หมั่นสำรวจกิจวัตรประจำวันของท่านว่า ในแต่ละวันท่านทำร้ายข้อเข่ามากน้อยเพียงไร หากท่านมีอาการข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ขอย้ำว่า “ไม่มีคำว่าสาย ในการแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ให้ถูกต้อง” สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่มิควรละเลย คือความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของข้อเข่า เริ่มเสียแต่วันนี้ เพื่อป้องกันการเกิดข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง
ความสวยความงาม /  สุขภาพ / 

แค่ได้ยินคำว่า "พุง" ก็ทำเอาสาวๆ สะดุ้งกันเลยทีเดียว! ก็แหมใครหลาะอยากจะมีส่วนเกินตรงท้อง ไม่สิสำหรับผู้หญิงนั้นเครียดกับการมีไขมันแทบทุกส่วนในร่างกายตะหาก อดใส่เอวลอย บิกินี่สวยๆรับซัมเมอร์ ถ้ามีพึงเจ้าปัญหาโผล่มาก็ทำเอาสาวๆเกิดอาการไม่มั่นใจซะละ .. เอาหล่ะ! ถ้าสาวๆ รู้ตัวว่าเรามีพุง มาดูกันคะว่า เรามีพุงแบบไหน แล้วจะจำกัดมันยังไงบ้าง ^^ มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง  มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง 1. พุงจอมขี้เกียจ  คนที่มีพุงแบบนี้มักมีไขมันเกิดจากการออกกำลังกายน้อยและชอบกินขนมหวานและแป้ง มักจะมีไขมันสะสมบริเวณต้นขาและสะโพกแต่โชคดีที่ลดง่าย ทางที่ดีลดของหวาน, แป้ง และหัดเดินวันละ 45 นาที หรือฝึกโยคะง่ายๆ ที่บ้านนะคะ 2. พุงจอมเครียด ใครที่กินอาหารไม่ตรงเวลา, ชอบดื่มกาแฟ, กินฟาส์ตฟู้ดเป็นประจำ หรืออกกำลังกายมากเกินไประวังจะเครียดลงพุง ถ้าไม่อยากให้พุงเครียดลองหาเวลาเข้าสปา,ไปนวดผ่อนคลายหรือออกกำลังแบบเบาๆ ดู 3. พุงยื่น มักเกิดกับคนที่เพิ่งคลอดบุตร และไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หรือดูแลตัวเองผิดวิธีวิธีแก้ คือ เมื่อครบ 2-3 เดือนหลังคลอด รอจนร่างกายพร้อมแล้วค่อยเริ่มทำกายบริหารในท่านอนจะฝึกโยคะหรือพิลาทิส 4. พุงอืด พุงแบบนี้จะแบนเรียบในช่วงเช้าแต่มาป่องระหว่างวัน อาจเกิดจากการแพ้หรือไม่ถูกกับอาหารบางชนิด อาหารเลยไม่ย่อยเกิดแก๊สในท้อง ให้ลองทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงพวกเค้ก ขนมปัง และอย่ากินมื้อดึกจะช่วยให้พุงหายอืดได้จ้า. ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผู้หญิงถึงผู้หญิง

ท่าออกกำลังกายลดต้นขา ยกกระชับก้น
ท่าออกกำลังกายลดต้นขา /  ลดต้นขา / 

ท่าออกกำลังกายลดต้นขา ยกกระชับก้น เรื่องท่าออกกำลังกายสำหรับการลดต้นขา ควรทำควบคู่กับการควบคุมอาหารและการการคาร์ดิโอ ทำอย่างใดอย่างนึงอย่างเดียวก็จะสำเร็จได้ยาก เพราะความจริงก็คือเราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ จะต้องลดไขมันมวลรวมของร่างกาย โดยการลดการรับพลังงานส่วนเกิน ไขมัน และออกกำลังกายบริหารเพื่อกระชับสัดส่วนบริเวณที่มีปัญหา ซึ่งท่าออกกำลังกายชุดนี้จะช่วยยกกระชับส่วนของก้น และต้นขา แนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และคอยจดบันทึกจำนวนครั้งและสามารถเพิ่มน้ำหนักแรงต้านได้ตามความแข็งแรงของร่างกาย สำหรับมือใหม่อาจเล่นด้วยตัวเปล่าๆก่อน เมื่อพัฒนาและแข็งแรงพอจึงเพิ่มการถือขาวบรรจุน้ำ ดัมเบลหรือบาร์เบลได้ ข้อดีของการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาคือเราสามารถเผาผลาญพลังงานได้เยอะกว่าการบริหารส่วนอื่นๆของร่างกาย เนื่องจากขานั้นเป็นกล้ามเนื้อมัดที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายจึงใช้พลังงานในการออกแรงสูงกว่านั่นเอง Plank Leg Lift ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่านนี้เหมือนได้สองต่อ ทั้งส่วนแกนกลางลำตัว หลังส่วนล่าง ก้น และต้นขา โดยเริ่มที่ท่า plank โดยตั้งลำตัวให้ตรง แขนงอเล็กน้อยไม่ ไม่โกงตัว หรือแอ่นหลัง จะได้ความรู้เกร็งที่แกนกลางลำตัว ขาตึงและเกร็งก้นไว้ ยกขาข้านึงขึ้นเป็นเเนวตรง ค่อยๆทำช้าๆ เพราะจะได้ผลไม่ได้ผลอยู่ที่จังหว่ะการยก จะรู้สึกตึงที่โคนขาและต้นขา ค่อยๆวางลง ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ Side Leg Lifts with Knee to Chest ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่านี้ถือเป็นการออกเป็นชุด จะได้ส่วนของ ก้น ต้นขา และ เอว โดยเริ่มที่ท่านอนตะแคงมือจับที่ใบหูไม่ช้อนไม่กดต้นคอ แขนอีกข้างค้ำพื้นเป็นหลักไว้ จากนั้นยกขาที่อยู่ด้านบนขึ้นโดยให้กดปลายเท้างุ้มลงเพื่อเพิ่มการเกร็งกล้ามเนื้อ จากนั้นดึงเข่าเข้าหาหน้าอกให้ได้มากที่สุด เเล้วถีบออกพร้อมยกขึ้นด้านบน แล้วค่อยๆวางขาลงสู่ท่าเริ่มต้น พยายามดึงจัวหว่ะให้ช้า เพื่อให้เกร็งกล้ามเนื้อได้อย่างเต็มที่ ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ Lunge Knee Hops ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่าชุดนี้เป็นการผสมระหว่าง lunge เข้ากับการกระโดด การทำท่านี้เหมือนได้ 2 เด้ง ทั้งกล้ามเนื้อต้นขา ก้น และได้เผาผลาญพลังงานไปในตัว เรียกได้ว่าได้เหงื่อได้หอบกันเลยทีเดียว โดยเริ่มต้นที่ยืนตรง แยกเท้าออกความกว้างเท่าสะโพก จากนั่นก้าวขามาด้านหน้า แล้วย่อตัวลงตรงๆ สังเกตุให้หัวเข้าไม่แหลมชี้เลยปลายเท้า เท้าที่อยู่ด้านหลังเปิดส้นเท้าขึ้น จังหว่ะต่อมาต่อเนื่องกันคือ ก้าวเท้าหลังตามขึ้นมาเเทงเข่าขึ้นให้สูงที่สุด แกว่งเข่นเป็นจังหว่ะ พร้อมเขย่งปลายเท้าหรือ กระโดดขึ้นเบาๆ สำหรับมือใหม่อาจจะไม่ต้องกระโดดเเค่เขย่งปลายเท้าขึ้นเป็นพอ จากนั่นวางเท้าด้านหลังที่ตำแหน่งเดิม นับเป็น 1 ครั้ง ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ พยายามทำต่อเนื่องให้ได้จะได้ผลดีขึ้น Body Weight Squat ทำ 15-20 ครั้ง 2-3 เชต ท่าไม้ตายเพื่อขาเรียวและก้นสวยที่นักฟิตเนสทั่วโลกแนะนำ Squat หรือลุกนั่ง หรือใครจะเรียกแทงกบก็ได้ เป็นท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อก้นและต้นขากระชับ ทำง่ายได้ผลดี โดยสามารถทำเเบบตัวเปล่าไม่ใช่อุปกรณ์ หรืออาจเพิ่มความหนักด้วยการถือดัมเบลและแบกบาร์เบลก็ได้ สำหรับ Body Weight Squat เหมาะสำหรับมือใหม่สำหรับเรียนรู้การจัดร่างกายให้ผลและโดนส่วนที่ต้องการ โดยท่าเเรกจะเริ่มที่ท่ายืนตรง เยียดแขนมาด้านหน้า หรือประสานมือเตะที่ไหล่ยกศอกทั้งสองชี้มาด้านหน้าเหมือมัมมี่ เพื่อให้เราไม่ห่อไหล่หรืองอตัว กางขาออกเท่าช่วงหัวไหล่ หรือกว้างกว่าเล็กน้อยปลายเท้าเป็นไปตามท่ายืนปรกติ จากนั่นค่อยๆย่อตัวลง ลักษณะเหมือนจะนั่งลงบนเก้าอี้ โดยสังเกตุไม่ให้หัวเข่าแหลมเลยปลายเท้า แอ่นอกเล็กน้อยให้หลังเป็นเเนวตรง พยายามดึงตัวมาด้านหลังและน้ำหนักของร่างกายลงที่ส้นเท้า ช่วงฝึกใหม่ๆอาจจะมีความรู้สึกว่าจะหงายไปด้านหลังต้องค่อยๆปรับสมดุลกันไป เกร็งท้องช่วยเพื่อไม่ให้ปวดที่หลัง เมื่อลงจนสุดจนรู้สึกตึงที่หน้าขา ให้หยุดค้างไว้นับ 1-5 ในใจ แล้วค่อยๆยกตัวขึ้นเข้าสู่ท่ายืน พยายามดึงจังหว่ะให้ช้าๆเนิ่บๆ และหายใจเป็นปรกติ อย่ากลั้นหายใจ Curtsy Lunges ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต เป็นท่าในกลุ่ม lunge อีกท่าที่ได้ผล และหากต้องการให้ได้ผลไวขึ้นแนะนำให้ถือขวดบรรจุน้ำหรอดัมเบลเพื่อเพิ่มแรงต้าน โดท่านนี่จะได้กล้ามเนื้อต้นขา ก้น และ เอว โดยเริ่มที่ท่ายืนตรง หน้าตรงไปข้าหน้า แยกขาออกเท่าช่วงสะโพก จากนั้นดึงขาข้างนึง ไคว้มาด้านหลังพร้อมย่อตัวลง ลักษณะเหมือถอนสายบัว พยายามดึงขาไปให้ไกลที่สุดในขณะที่ หน้าและหลังยังตรงอยู่ จากนั้นดึงขากลับมาที่เดิมในท่าเริ่มต้น และสลับขาทำตามขั้นตอนเหมือนกัน โดยทำสลับซ้าย-ขวา นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 12-15 ครั้ง นับเป็น 1 เซต พยายามดึงจังหว่ะให้ช้าๆเนิ่บๆ และหายใจเป็นปรกติ อย่ากลั้นหายใจ ที่มา : LOVEFITT

พุง ของคุณเป็นแบบไหน แล้วจะ ลดพุง ยังไง มีคำตอบ
พุง /  ลดพุง

พุง ของคุณเป็นแบบไหน แล้วจะ ลดพุง ยังไง มีคำตอบ วันนี้มาเช็คกันสิว่า.....สาวๆ มีพุงแบบไหนกันบ้าง? 1. พุงจอมขี้เกียจ : คนที่มีพุงแบบนี้มักมีไขมันเกิดจากการออกกำลังกายน้อยและชอบกินขนมหวานและแป้ง มักจะมีไขมันสะสมบริเวณต้นขาและสะโพกแต่โชคดีที่ลดง่าย      >> ทางที่ดีลดของหวาน, แป้ง และหัดเดินวันละ 45 นาที หรือฝึกโยคะง่ายๆ ที่บ้านนะคะ 2. พุงจอมเครียด : ใครที่กินอาหารไม่ตรงเวลา, ชอบดื่มกาแฟ, กินฟาส์ตฟู้ดเป็นประจำ หรืออกกำลังกายมากเกินไประวังจะเครียดลงพุง!      >> ถ้าไม่อยากให้พุงเครียดลองหาเวลาเข้าสปา,ไปนวดผ่อนคลายหรือออกกำลังแบบเบาๆ ดู นะคะ 3. พุงยื่น : มักเกิดกับคนที่เพิ่งคลอดบุตรและไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หรือดูแลตัวเองผิดวิธี      >> วิธีแก้ คือ เมื่อครบ 2-3 เดือนหลังคลอด รอจนร่างกายพร้อมแล้วค่อยเริ่มทำกายบริหารในท่านอนจะฝึกโยคะหรือพิลาทิสก็ไม่ว่ากันจ้า 4. พุงอืด : พุงแบบนี้จะแบนเรียบในช่วงเช้าแต่มาป่องระหว่างวัน อาจเกิดจากการแพ้หรือไม่ถูกกับอาหารบางชนิด อาหารเลยไม่ย่อยเกิดแก๊ซในท้อง       >> ให้ลองทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงพวกเค้ก ขนมปังและอย่ากินมื้อดึกจะช่วยให้พุงหายอืดได้จ้า ที่มาจาก ผู้หญิงถึงผู้หญิง

10 วิธี ดูใจ ก่อนเป็นแฟน
คู่รัก /  ดูใจ / 

10 วิธีดูใจก่อนเป็นแฟน ความฝันและความปรารถนาของว่าที่แฟนเป็นอย่างไร แล้วที่เจอแล้วน่ะนิสัยตรงสเปกไหม? . . ...   1.ถ้าชายใดอยากได้แฟนเป็นแม่บ้านแม่เรือน และเป็นฝ่ายรับเหมางานบ้านไปรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว หนุ่มๆ ก็ควรสังเกตเอาก็ได้ ว่าสาวที่เขาคบหาอยู่ เธอชอบงานบริการสมาชิกในครอบครัวเป็นชีวิตจิตใจรึเปล่า ไม่ใช่รักที่จะเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน ตลอดเวลา ก็คงอุทิศชีวิตให้กับอาชีพการงานมากกว่าตรงข้าม หากคุณเป็นหญิงที่ปรารถนาคู่ครองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง แต่ไอ้ที่มีอยู่ดูแล้วไม่ค่อยอยากรับผิดชอบอะไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรับผิดชอบไม่ได้ เช่น เสื้อผ้าใส่แล้วก็ทิ้งกองไว้เป็นเดือน หรือจานชาม กินแล้วก็ทิ้งไว้จนแมลงสาบแทะล่ะก็ จะยอมเสี่ยงเลือกคนนี้ เป็นแฟนไหมล่ะ . ...   2. ให้ความสำคัญกับวันสำคัญของเราไหม เช่น ครบรอบวันที่สารภาพรักครั้งแรก, วันคล้ายวันเกิด, จูบครั้งแรก หรือวันออกเดทแรก เหล่านี้ถือเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับผู้หญิง และเธอก็คาดหวังว่าแฟนก็ควรจำได้ด้วย แม้จำได้ไม่หมดแต่จำได้ บ้างก็ยังดี เพราะงี้ถ้าคุณเป็นฝ่าย "ไม่เอาไหน" ในเรื่องความจำ แต่ดันไปรักไปชอบกับคนจำแม่น จำเก่งล่ะก็ ถ้ายังไปกันรอดก็เชื่อเค้าเลย แต่ถ้ารีบปรับตัวก็ยังพอทำเนา . ...   3. สุขภาพเป็นอย่างไร คนที่คุณชอบพออยู่นั้น มีปัญหาสุขภาพด้านใดอยู่หรือเปล่า ? เช่น เป็นมะเร็ง, เป็นลูคิเมีย หรือเป็น เอดส์ไหม ถ้ารู้ล่วงหน้าจะได้หาทางช่วยเหลือได้ทัน แต่หากเป็นเอดส์นี่ก็น่าคิดนะว่ายังควรจะเอามาทำแฟนอีกเหรอ อย่าว่าแต่เอดส์เลย ที่ควรระวัง เพราะแม้แต่โรคซิฟิลิส หรือโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ควรถอนตัวไปซะเถอะ แต่ถ้าไม่สบายอย่างอื่น เช่น เจ็บคอเป็นหวัดอะไรเงียะ ควรประคบประหงมดูแลต่อไป คนเราลองจะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากของกันและกันก็ควรเอาใจใส่หน่อย . ...   4. ประวัติครอบครัวเป็นไงบ้าง คนที่คุณชอบพอนั้น เค้ามีความรักความผูกพันหรือขัดแย้งกับใครเป็นพิเศษ ในครอบครัวหรือเปล่า? สมาชิกในครอบครัวของเค้าลงรอย กันไหม? ถ้าไปเจอคนที่สมาชิกในครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกันดี ก็น่าจะส่อเค้าที่ดีว่า เค้าน่าจะเป็นคนรักครอบ-ครัว และให้ความสำคัญของครอบครัวนะ ว่าแต่ต้องตรองดูเหมือนกันนะว่า ครอบครัวไหนที่เค้ารักมากกว่ากัน เอ๊ะ จะเป็นครอบครัวเดิม หรือครอบครัวใหม่ที่คุณทั้งคู่กำลังจะเริ่มต้นด้วยกัน . ...   5. ความเลื่อมใสและศรัทธา พอจะไปกันได้ไหม เชื่อไหมว่า แม้คนที่มีความแตกต่างกันสุดขั้ว แต่ถ้าเปิดใจกว้างและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน คู่รักคู่นั้น ก็สามารถครองรักกันได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน เหตุนี้ ถ้ายังมีอะไรที่เข้าใจไม่ตรงกัน ก็ควรคุยกันก่อนจะได้ไม่เสียใจทีหลัง . ...   6. ชอบและไม่ชอบอะไรบ้างสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหนที่คนที่คุณแอบรักชอบบ้างน้า? จะได้ดอดไปเที่ยวกันสองต่อสองไง หรืออาหารจานเด็ดประเภทใดที่เราชอบเหมือนๆกัน จะได้ หิ้วกันไปดื่ม ดริงก์ เจี๊ยะจ๊าบกันให้อร่อยเหาะสักที ถ้าชอบอะไรคล้ายกันมันก็ดีไปอย่าง เพราะจะได้ไปไหนมาไหนหรือมีกิจกรรมร่วมกันดีออกแต่ถ้ามีที่ชอบไม่เหมือนกัน ก็อย่าได้ถอดใจตีจากกันไปซะก่อน เพราะบางทีการเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบต่างกันอาจส่งผลดีกว่าในแง่ที่จะได้เปิดโลกทัศน์ ใหม่ๆก็ได้นะ . ...   7. งานอดิเรกชอบทำอะไร เค้าชอบทำอะไรยามว่างบ้างล่ะ ดูหนังฟังเพลง หรือชอบไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ แล้วช็อปปิ้งไปด้วย หรือนิยมไปออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายที่โรงยิมหรือฟิตเนส บางคนชอบไปเล่นตีแบด หรือหวดลูกสักหลาดก็ขึ้นอยู่กับความถนัด งานอดิเรกเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยบอกให้รู้ได้ว่า คุณกับเค้าจะไปกันได้ไหม? . ...   8. ความต้องการทางร่างกาย เค้ามีแรงขับทางเพศแบบนักรักบันลือโลก หรือแบบขันทีที่ไม่ค่อยอยากร่วมรัก (แต่เอ บางคนอาจมีอารมณ์เยอะ ทว่า ไม่ค่อยได้ออกกายบริหารก็ได้นะ) กันแน่? ซึ่งแรงสิเน่หาอยากร่วมรักนี่แหละเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาชั่งใจกันให้ถี่ถ้วน เพราะถ้าเค้าเซ็กซ์จัดเหลือเกิน วันๆเอาแต่คิดถึงเรื่องหลีสาว แถมยังสะสมวีซีดีเอ็กซ์ไว้เพียบ ตรงข้าม คุณกลับเฉยๆชาๆกับความต้องการในด้านนี้ ขืนจับคู่กันระวังจะเกิดความ ไม่สมดุลทางเพศได้นะ หรือถ้าคุณเป็นจอมหื่น แต่เค้าไม่ชีกอแถมยังไม่ปึ๋งปั๋งปรู๊ดปร๊าด ก็ยากที่จะไปกันได้ดี เฮ้อ! มีรักทั้งทีก็กลับมีเรื่องเซ็กซ์มาขวางซะได้ . ...   9. การวางแผนครอบครัวก่อนไหม เอ๊ะ ถ้าร่วมหัวจมท้ายกันไป เราจะรีบมีลูกหรือชะลอไว้ก่อน เมื่อไหร่ที่พร้อมในด้านทรัพย์สมบัติค่อยเลิกคุมกำเนิดก็ได้นี่ ของพรรค์นี้ถ้าคุยกันอย่างเปิดใจก่อนก็น่าจะดี ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวคงได้ทะเลาะกันจนต้องเลิกราไปตามกรรมใครกรรมมันหรอก . ...   10. การสมรส ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะเป็นฝั่งเป็นฝาซะที แล้วคนที่คุณคบอยู่ตอนนี้เค้าเป็นคนที่ใช่แน่แล้วเหรอ? คุณมองเค้าแล้วเห็นอนาคตร่วมกันหรือเปล่า? ไม่ใช่ มองเห็นแต่ความว่างเปล่า หรือเต็มไปด้วยความไม่ พร้อมของทั้งคู่ ทั้งสองพร้อมจะรักและให้อภัยในความถูกมั่งผิดมั่งของกันและกันจริงนะ ถ้าในเมื่อยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้อยู่ ก็ขอให้เลือกด้วยหัวใจและใช้สมองติ๊ดนึง ขืนเบื่อกันทีหลังล่ะ .

แพทย์แผนไทยกับการดูแลผู้ป่วย โรคเบาหวาน
สมุนไพรไทย /  เบาหวาน / 

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ซึ่งมีสาเหตุจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทาน เข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จึงเรียกอาการดังกล่าวว่า "เบาหวาน" โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้คนที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้มักจะต้องไปพบแพทย์ประจำ รับประทานยาและตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเสียเวลาที่จะต้องไปรอรับการรักษาที่โรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย ค่ายาหรือค่าตรวจต่างๆ เมื่อรวมแล้วแต่ละปีก็มีราคาสูงมาก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือการทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างคนทั่วไป ไม่แสดงโรคแทรกซ้อนตามมา และไม่เกิดอันตรายจากภาวะที่เกิดจากโรคเบาหวาน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะช็อกหรือมีอาการที่ควรจะระวัดระวัง คือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเย็น เหงื่อออก ใจสั่น และอาจหมดสติได้ดังนั้นแพทย์หรือผู้ให้คำแนะนำ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงให้ผู้ป่วยมีบัตรประจำตัวผู้ป่วยพกไว้ติดตัว และมีน้ำตาลก้อน หรือลูกอมรสหวานติดไว้ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาการที่สำคัญของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ถ่ายปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณปัสสาวะมาก เนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนล้นออกมาทางปัสสาวะ การปัสสาวะบ่อยทำให้ร่างกายเสียน้ำ ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยและกระหายน้ำตามมา น้ำหนักลดลง ทั้งๆ ที่รับประทานอาหารบ่อยขึ้น หลักในการควบคุมโรคเบาหวาน การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติโดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ลดอาหารที่มีไขมันมาก หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ทุเรียน ลำไย ละมุด เงาะ ฯลฯ ควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรคเบาหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายเกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า กินอย่างไรจึงปลอดภัยจากโรคเบาหวาน ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยได้มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน โดยเน้นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่หาง่ายในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มักใช้มาประกอบเป็นอาหารกินเป็นประจำ nederlandsegokken.nl เป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยในสมัยโบราณ "กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น" มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ปัจจุบันพฤติกรรมรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป มีค่านิยมเลียนแบบสังคมตะวันตก เน้นการรับประทานอาหารที่มีในระดับจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันสูง กินผักน้อยลง สมุนไพรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่ใช้กินได้แก่มะระ ตำลึง และเตยหอม 1. มะระ ส่วนใหญ่จะใช้มะระขี้นก โดยใช้ผลดิบแก่ที่ยังไม่สุก และยอดอ่อน ใช้เนื้อรับประทานเป็นผักจิ้ม ผลของมะระ นำมาลวก รับประทานกับน้ำพริก ส่วนผลมะระจีนใช้ประกอบอาหาร เช่นแกงจืด ผัด สรรพคุณทางยา ตามตำรายาไทย เป็นยารสขม ช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นก หั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุด และนอกจากนั้นในผลและใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน (charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด การค้นพบสารที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดจากผลมะระ จึงเป็นข้อมูลสนับสนุนภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้นำผลมะระมาประกอบเป็นอาหาร และยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่อย่างไรก็ตามการนำสมุนไพรมาใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดใน ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องไปตรวจร่างกายเป็นประจำและต่อเนื่อง เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด และเพื่อความปลอดภัย เพราะบางครั้งอาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติเป็นอันตราย 2. ตำลึง ตำลึงเป็นผักพื้นบ้าน ที่มีคุณค่าทางด้านอาหารสูง : ประกอบด้วยวิตามิน 10 แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ อีกมาก ยอดตำลึงใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่นแกงจืด ผัดผัก ลวกจิ้มน้ำพริก แกงเลียง ใส่ก๋วยเตี๋ยว นอกจากจะมีประโยชน์และคุณค่าทางอาหารสูง ในตำลึงยังพบกรดอะมิโนหลายชนิด ในผลตำลึงพบสารคิวเดอร์ บิตาขึ้น–บี (cucurbitacinB) ผลตำลึง สรรพคุณทางยา ใบและเถาตำลึงมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ 3. เตยหอม ใบเตยมีสีเขียว น้ำคั้นจากใบเตย มีกลิ่นหอมนำมาใช้แต่งสีขนม แต่งกลิ่นอาหาร นอกจากนี้ยังนิยมนำมาเป็นเครื่องดื่ม น้ำที่ได้จากใบเตยมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไลนาลิลอะซีเตท (Linalyl acetate), เบนซิลอะซีเตท (benzyl acetate), ไลนาโลออล(Linalool), และเจอรานิออล (geraniol) และมีสารหอมคูมาริน(Coumarin) และเอททิลวานิลลิน(ethyl vanilin) สรรพคุณทางยา ในตำรายาไทย ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุมชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้ หลักการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและการป้องกัน การแพทย์แผนไทยเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นการปรับพฤติกรรม เป็นการปรับสมดุลของธาตุเจ้าเรือนในร่างกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่อโรค 8 ประการคือ การกินอาหารที่ไม่ถูกกับธาตุอาหาร บูด,เน่า,หมักดอง,การเปลี่ยนอิริยาบท, การกระทบ ความร้อนและความเย็น,การนอน อดข้าว อดน้ำ การกลั้นอุจจาระปัสสาวะ การทำงานเกินกำลัง ความเศร้าใจเสียใจ ความโกรธ พฤติกรรมดังกล่าวเหล่านี้สาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด นอกจากนี้การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเน้น กินข้าวที่อุดมด้วยวิตามิน ได้แก่ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เพราะได้คาร์โบไฮเดรทช่วยย่อยสลายอย่างช้าๆ ให้เวลาตับอ่อนขับอินซูลิน วิตามินบีในข้าวกล้อง ช่วยเผาผลาญน้ำตาลให้หมด ในข้าวกล้องยังมีเส้นใยมากกว่าข้าวขาว 9 เท่า ช่วยให้อิ่มง่าย เป็นผลให้รับประทานแป้งน้อยลง น้ำตาลในเลือดไม่สูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ เนย หลีกเลี่ยงอาหารทอด รับประทานเนื้อสัตว์ลดลง ถ้ากินเป็นพวกปลา หรือถั่วต่างๆ ได้ก็จะทำให้ได้รับโปรตีนที่เพียงพอ และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง กินผักสด และผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เพราะในผักมีการต้านอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามิน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตามอัตภาพ เช่น เดิน กายบริหารท่าฤาษีดัดตน ใช้หลักธรรมานามัย คือจิตตานามัย จิตรวมมีสมาธิ ชีวิตตานามัย ใช้ชีวิตโดยการดำเนินตามทางสายกลาง และกายนามัย คือ ทำร่างกายให้แข็งแรง รักษาสมดุลของร่างกาย รายชื่อผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหารสูง คือมีวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน มากกว่าผักอื่นที่ควรรับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ได้แก่ มะระ กระชาย กระเทียม ยอดแค ใบกะเพรา ใบขี้เหล็ก ผักเชียงดา ผักติ้ว ผักกะเฉด แครอท ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ตำลึง ผักกูด ผักแพง ผักชีลาว ผักแว่น ใบบัวบก ใบกระเจี๊ยบ ใบแมงลัก ใบเหมียว ผักหวาน ผักไผ่ เป็นต้น เส้นใยในผักพื้นบ้าน ทำให้อิ่มง่าย แคลอรีที่รับประทานเข้าสู่ ร่างกายน้อย จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเบาหวานได้เส้นใยยังช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินในอาหารมื้อนั้นที่เรากินเข้าไป และช่วยขับไขมันมาพร้อมกับกรดน้ำดี ไม่ได้ดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายอาหารที่มีเส้นใยสูงจึงช่วยป้องกันรักษาโรคเบาหวาน โรคไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นผลในการรักษาระดับความดันโลหิต ป้องกันการเกิดโรคหัวใจในระยะยาวได้ ผู้ที่ยังไม่เจ็บป่วย ก็สามารถกินเพื่อป้องกัน คนที่ป่วยก็ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดแม้จะไม่ช่วยรักษาแทนยาแผนปัจจุบัน แต่ถ้าเราควบคุมอาหาร กินอาหารที่มีประโยชน์ดังกล่าว ใช้ควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคแทรกซ้อน การปฏิบัติตัวดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ยากเกินไป เพราะมีอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ปลูกผักริมรั้วไว้กิน ให้ทั้งร่มเงา ให้ทั้งบรรยากาศที่ดี เป็นอาหารพร้อมทั้งมีสรรพคุณทางยา เราเริ่มปลูกผักและเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่เป็นสุขในวันหน้า ขอบคุณที่มาจาก : กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ตั้งครรภ์ ก็ออกกำลังกายได้ มาดู กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์
คนท้องออกกำลังกาย /  คุณแม่ตั้งครรภ์ / 

นอกจากการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ลูกกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องถึง 2 ปีแล้วนั้น สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ยังสนับสนุนให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายด้วยความหนักที่เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ กุมารแพทย์ด้านโภชนาการ คณะกรรมการโครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย สสส. อีกทั้งยังเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งของวงการวิ่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กลับเป็นช่วงที่คุณแม่ควรมีร่างกายแข็งแรงที่สุดในชีวิต เพราะร่างกายคุณแม่ต้องดูแลถึง 2 ชีวิตในเวลาเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการคลอด การออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดไปสู่ทารกในครรภ์ดีขึ้น ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้เมื่อคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คุณแม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งมีส่วนให้ทารกแข็งแรงและอารมณ์ดีแจ่มใส คุณหมอนักวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่ออกกำลังกายต้องพิจารณาภาวะทางสุขภาพและพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายเป็นอันดับแรก ว่าก่อนตั้งครรภ์เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ออกกำลังกายหนักเท่าไหร่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ ในระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและภาวะการตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นทั้งในขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกาย เช่น หากมีอาการเหนื่อย เพลีย แสดงว่าคุณแม่ออกกำลังกายมากเกินไป คุณแม่ที่สนใจออกกำลังกายแต่ร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถปรึกษากับคุณหมอสูตินรีแพทย์ได้ นอกจากนี้ หนังสือ ‘อยากสุขภาพดี ต้องมี 3 อ. : สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร’ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มเติมว่า ยังสามารถช่วยลดโอกาสที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าทั้งก่อนและหลังคลอดลูก เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขและช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพเดิมได้เร็วขึ้น ข้อจำกัด – ข้อควรระวัง ในการออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์ 1. เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ เมื่อร่างกายคุ้นเคยแล้วถึงสามารถเพิ่มระดับความยาก 2. คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน ไม่ควรออกกำลังกายในที่อากาศร้อนและชื้น 3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นเกินพอดี 4. หลีกเลี่ยงท่าที่ยึดเกร็ง ดึงรั้ง ท่าที่เสี่ยงได้รับการกระทบกระเทือนกับท้อง หรือท่าที่คุณแม่ต้องออกแรงมากๆ 5. ไม่ควรหักโหมจนร่างกายรู้สึกเหนื่อย เพลีย 6. ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป 7. หากรู้สึกหายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม มีเลือดหรือของเหลวออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดตัว (มากกว่า 6-8 ครั้ง/ชม.) ควรหยุดออกกำลังกายในทันที และรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัย กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ 1. ว่ายน้ำ - ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง 2. การฝึกโยคะ - ช่วยให้สามารถควบคุมลมหายใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงผ่อนคลาย มีสติและสมาธิในระหว่างการคลอด 3. แอโรบิก กายบริหาร - ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย ตัวอย่าง ท่าออกกำลังกาย 1) ท่ากระดกข้อเท้า : นอนหงาย ขาเหยียดตรง วางแขนข้างลำตัว สลับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ค้างและพักข้างละ 3 วินาที จนครบ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดอาการข้อเท้าพลิกและน่องบวม 2) ท่านอนตะแคงยกขา : นอนตะแคงข้าง ใช้มือยันศีรษะ และยกขาขึ้น ค้างสลับกับพัก 3 วินาที 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้ช่วยให้คุณแม่มีสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง 3) ท่าแมวขู่ : คุกเข่าในท่าคลาน วางขาให้มั่นคง วางฝ่ามือเหยียดตึง ท่านี้เริ่มที่คุณแม่แขม่วท้องโก่งตัว ค้าง และสลับพัก 3 วินาที 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยให้มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องที่แข็งแรง ทั้งนี้ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ตามพื้นฐานการออกกำลังกายของคุณแม่ เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ปวดคอ แบบไหนส่ออันตราย
ปวดกล้ามเนื้อ /  ปวดคอ / 

อาการปวดบริเวณต้นคอ บ่า สะบัก เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเกิดอาการลักษณะนี้มาก่อน และบางรายหาทางออกด้วยการใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง มากน้อยแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็หวนกลับมาเป็นอีก บางรายปวดเรื้อรังจนแยกไม่ออกว่าเป็นแค่ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดเพราะสาเหตุอื่น อาการปวดคอพบได้ในคนหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานในสำนักงาน หรือชาว Office นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือพิมพ์แป้นพิมพ์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ เป็นสาเหตุของอาการปวดคอที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์บ่อยมาก อาจปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือปวดเรื้อรัง ถ้าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อจะไม่ค่อยก่อปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าปวดรุนแรงมากเพราะหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณกระดูกต้นคอเสื่อม แล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาท หรือไขสันหลัง อาการปวดชนิดนี้นับว่าเป็นอันตราย รู้จักหมอนรองกระดูก คอและหลังของคนเราจะประกอบด้วยกระดูกสันหลังหลายๆ ข้อมาต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีอวัยวะชนิดหนึ่งคั่นอยู่เรียกว่า หมอนรองกระดูก ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ วงรอบนอกจะมีลักษณะเป็นวงแหวนที่มีความหยุ่น เหนียว คล้ายยางรถยนต์ และใจกลางวงแหวนนี้จะมีลักษณะเป็นเหมือนเจลใสๆ ทั้งหมดมีหน้าที่รับแรงกระแทกและมีความยืดหยุ่นในตัว ทำให้เราเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น นอกจากพฤติกรรมใช้งานคอและหลังแบบผิดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมแล้ว อายุที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุของหมอนรองกระดูกเสื่อมเช่นกัน เพราะภาวะนี้เป็นการเสื่อมตามธรรมชาติ เมื่ออายุเกิน 30 ปี โปรตีนที่อยู่ในเจลซึ่งอยู่ข้างในหมอนรองกระดูก รวมถึงวงแหวนรอบนอกจะเริ่มเสื่อม อีกทั้งยังสูญเสียความยืดหยุ่นและคุณสมบัติการรับแรงกระแทก ทำให้เวลาขยับตัว กระแทก หรือใช้งานมากๆ จะทำให้วงแหวนที่อยู่รอบๆ เจลดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่ยึดระหว่างข้อต่อแต่ละข้อเปื่อยยุ่ยและฉีกขาดในที่สุด จนเนื้อของหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนไปข้างหลัง เบียดอวัยวะสำคัญที่คอ คือไขสันหลังที่ต่อมาจากสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย หรือเส้นประสาท ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อน จนทำให้ความแข็งแรงในการยึดกันของข้อกระดูกสันหลังลดลง ร่างกายจะพยายามสร้างหินปูน หรือสร้างเนื้อเยื่อโดยรอบข้อต่อให้หนาตัวมากยิ่งขึ้น จะยิ่งทำให้มีการกดทับช่องไขสันหลังมากขึ้น ระยะแรกอาจแยกไม่ออกว่าอาการปวดคอนั้น เป็นอาการปวดทั่วๆ ไป หรือปวดเพราะหมอนรองกระดูกเสื่อม แต่สามารถสังเกตได้โดย ถ้าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อจะมีอาการเมื่อใช้งาน พอได้พักอาการจะดีขึ้น แต่กรณีที่เป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม แม้จะพักผ่อนแล้วอาการไม่ค่อยจะดีขึ้น ยังคงปวดต่อเนื่อง อาการปวดคอแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่มีอาการปวดคออย่างเดียว ปวดมาถึงบ่าและสะบัก กลุ่มนี้ถึงแม้จะรักษาค่อนข้างง่าย แต่ก็เป็นอันตรายหรือภัยเงียบด้วยเช่นกัน เพราะผู้ป่วยคิดว่าไม่อันตรายจึงไม่มาพบแพทย์ แต่ความจริงแล้วควรมาพบแพทย์เพื่อแยกว่าเป็น Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับเส้นประสาท มีอาการแสดงคือ ปวดร้าวลงแขนไปจนถึงมือร่วมกับอาการชา รายที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ยกไหลไม่ขึ้น ขยับนิ้ว หรือกระดกข้อมือไม่ขึ้น นอกจากนี้ หากมีการกดทับเส้นประสาทที่ทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนใด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นลีบลงด้วย บางครั้งอาจลีบถาวร ถึงแม้จะทำการผ่าตัดแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้เมื่อทำการรักษาโอกาสหายมีมากกว่ากลุ่มที่หมอนรองกระดูกเสื่อมที่ไปกดทับไขสันหลัง กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง กลุ่มนี้จะมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจน ทำให้กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยอาจมีประวัติปวดคอเรื้อรัง ร่วมกับปวดลงแขนหรือลงขา หรือมีอาการชาร่วมด้วย ไปจนถึงมีอาการอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อบางส่วนเจ็บ กล้ามเนื้อมือลีบ หยิบจับของเล็กๆ หรือใช้มือทำงานที่ละเอียด เช่น กลัดกระดุม ผูกเชือกรองเท้าไม่ถนัด ตลอดจนมีอาการของการเดินเซ สูญเสียการทรงตัวที่ดีไป อาจมีอาการจนถึงขั้นควบคุมระบบการขับถ่ายได้ลำบาก ในอดีตกลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง จะทำการรักษาค่อนข้างลำบากและมีความเสี่ยงสูง เพราะระยะห่างระหว่างไขสันหลังกับหมอนรองกระดูก หรือหมอนรองกระดูกกับเส้นประสาทห่างกันประมาณ 1 มิลลิเมตร หรือไม่ถึงมิลลิเมตร แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย มีการนำเครื่องมือที่ดีมาช่วยในการผ่าตัดให้มีความแม่นยำและมีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยใช้กล้องขยายที่เรียกว่า “ไมโครสโคป” (Spine microscope) หลักการเหมือนกล้องจุลทรรศ์ที่นักเรียนใช้ดูจุลินทรีย์ในห้องทดลอง เป็นการส่องอนุภาคเล็กๆ ให้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจน นำมาสู่ความแม่นยำ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด ส่วนผลการผ่าตัดถ้าแก้ไขตรงจุดหรือไม่ปล่อยจนอาการเลวร้ายจนเกินไป ผลการผ่าตัดจะดี อาการปวด อาการชาจะหายไป และกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้ วิธีป้องกันและบรรเทาอาการปวดคอ ควรทำกายบริหารโดยพยายามออกกำลังกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบคอให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบริเวณคอเลย สามารถบริหารกล้ามเนื้อคอได้โดยการยืดและการเกร็งกล้ามเนื้อ ดังนี้ 1. การยืดกล้ามเนื้อ ก้มให้คางชิดอกค้างไว้ นับ10 วินาที แล้วเงยหน้าขึ้นในทิศทางตรงข้ามค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันแต่ให้หันหน้าและเอียงศีรษะไปในทิศทางซ้ายและขวา ค้างไว้ข้างละ 10 วินาที เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อให้มีการเคลื่อนไหว 2. การเกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความทนทานให้กล้ามเนื้อคอ ด้วยการเอามือดันศีรษะไว้ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็พยายามเกร็งคอเพื่อต้านแรงดันจากมือที่ดันศีรษะไว้ ให้ทำทุกทิศทางทั้งดันขมับด้านซ้ายและขวา หน้าผากและท้ายทอย การทำเช่นนี้จะช่วยให้คอได้ออกกำลังกาย ผู้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอ ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าอาการที่เป็นรุนแรงถึงขั้นเป็นหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลัง บางครั้งมาพบแพทย์เมื่อสาย ตอนที่โรคเป็นมากแล้ว ด้วยอาการเสียการทรงตัว หรืออาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย ควบคุมความสมดุลของร่างกายไม่ดี หกล้มง่าย หรือใช้มือทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้ เพราะควบคุมความละเอียดของกล้ามเนื้อไม่ได้ เป็นต้น จึงไม่อยากให้ประวิงเวลาในการมาพบแพทย์ เพราะคิดว่าอาการปวดคอที่เป็นๆ หายๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่อันตรายอะไร แล้วรอจนเป็นมากแล้วถึงมาพบแพทย์ อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาได้ ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี

รู้หรือไม่? ขี้หู มีประโยชน์
กายบริหาร /  ขี้หู / 

ขี้หู อาจไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาเท่าไร แต่ความจริงมีประโยชน์ไม่น้อย ขี้หู คือสารที่คล้ายขี้ผึ้งซึ่งถูกสร้างขึ้นเคลือบผนังรู้หูคอยรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างในรูหูเป็นตัวป้องกันเชื้อโรคหรือไม่ให้แมลงเข้าหูทำให้มีความมันในหูพอดี คนส่วนใหญ่ชอบกำจัด ขี้หู กันนัก บางคนนิยมหูอย่างเมามันจนติดเป็นนิสัย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข ภาควิชาโสตนาสิกลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เตือนว่า การเช็ดหรือแคะหูบ่อยๆคือการกระตุ้นให้มีการสร้าง ขี้หู มากขึ้น ที่สำคัญ การแคะหูยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรค เพราะการแคะหรือขูดในช่องหูจะเกิดแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไป หริอถ้าเช็ดหูรุนแรงเกินไป ทำให้ผิวหนังถลอก ก็จะเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งยิ่งกระตุ้นการสร้างขี้หูและอาจเกิดผลร้ายตามมา โดยเฉพาะในเมืองไทยที่อากาศชื้น เหงื่อออกง่าย การใส่หูฟังเรื่อยๆก็เป็นการกระตุ้นให้หูสร้าง ขี้หู เช่นกัน และไม่ควรใช้หูฟังร่วมกันผู้อื่น เพราะเชื้อโรคสามารถถ่ายทอดถึงกันได้ โดยธรรมชาติ ขี้หู จะเคลื่อนตัวออกมาเองอยู่แล้ว หากต้องการทำความสะอาดก็ให้เช็ดแค่ภายนอก หรือใช้สำลีพันปลายไม้เข้าไปเช็ดหูชั้นนอกเท่านั้น โดยเข้าไปลึกไม่เกินครึ่งเซนติเมตร หรือถ้า ขี้หู มากจนอุดตันรูหูจริงๆ ก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ซึ่งมีเครื่องมือช่วยทำความสะอาดหูได้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 27

บำรุงสมองและหัวใจ ด้วยหลัก 4 อ.
มะเร็ง /  สุขภาพจิต / 

4 อ. บำรุงสุขภาพสมอง (หัวใจและจิตใจ) “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ” คนทั่วไป มักให้ความสนใจต่อการป้องกันโรคหัวใจ เพราะเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน จึงเป็นที่ตระหนกและกล่าวขานกันมาก การป้องกันโรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบ) พึงปฏิบัติให้ถูกต้องในเรื่องของ “4 อ.” ดังต่อไปนี้ 1. อาหาร หมั่นกินผักผลไม้ เมล็ดธัญพืช และเครื่องเทศ (เช่น พริก กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้) โดยกินเมล็ดธัญพืช (เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ลูกเดือย) และกล้วย ซึ่งให้แคลอรี (พลังงานในรูปของคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่) ประมาณวันละ ๑ กิโลกรัม กินผักและผลไม้ที่ไม่หวาน (ไม่ให้พลังงาน) ให้หลากหลายประมาณวันละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ควรกินโปรตีนจากปลาและเต้าหู้ (เมล็ดถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง) เป็นหลัก สามารถกินไข่ไก่วันละ ๑ ฟอง (ถ้าเคยตรวจพบไขมันในเลือดสูงควรลดไข่แดงลง) และนมพร่องไขมัน กินเนื้อเป็ดไก่ได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ควรลดเนื้อแดง (ได้แก่ เนื้อหมูและเนื้อวัว) ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง ควรกินน้ำมันพืช (ได้แก่น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก) แทนน้ำมันหมู และควรลดการบริโภคน้ำตาล น้ำหวาน และของหวาน ควรเลือกกินอาหารที่หลากหลาย สะอาด ถูกหลัก และสามารถทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์พอดี อย่าผอมไปหรืออ้วนไป มีการขับถ่ายอุจจาระเป็นก้อนโตแต่นุ่มและขับถ่ายง่ายทุกวัน   2. ออกกำลังกาย หมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เล่นฮูลาฮูป (เร็วๆ) เต้นรำจังหวะเร็ว เป็นต้น อย่างน้อย ๕ วันต่อสัปดาห์หรือวันเว้นวัน นานครั้งละ ๓๐ นาทีเป็นอย่างน้อย โดยให้รู้สึกมีเหงื่ออกนิดๆ และหัวใจเต้นเร็วขึ้น ในแต่ละสัปดาห์ ยังควรออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (เช่น วิดพื้น ยกน้ำหนัก) และแบบยืดเส้นยืดสาย (เช่น กายบริหาร รำกระบอง โยคะ รำมวยจีน) ประกอบเป็นครั้งคราว 3. อารมณ์ นอนหลับให้เพียงพอ (ประมาณวันละ ๖-๘ ชั่วโมง) หลีกเลี่ยงการทำงานหักโหม อดหลับอดนอน ทำงานอดิเรก (เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี ร้องเพลง วาดภาพ อ่านหนังสือ) และหาทางพักผ่อนหย่อนใจ (เช่น ท่องเที่ยว ชมธรรมชาติ) ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดอารมณ์รุนแรงหรือเครียดจัด ฝึกสมาธิ เจริญสติ ทำงานช่วยเหลือสังคม และหมั่นฝึกมองโลกในแง่ดี ลดละการยึดมั่นถือมั่น 4. อันตราย ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่วนผู้ที่น้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน ความดันสูงหรือไขมันในเลือดสูงก็ต้องได้รับการรักษา และดูแลตัวเองจนสามารถควบคุมโรคได้ดี พฤติกรรม ๔ อ. ดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและหนาตัว (ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง) เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวายกะทันหันได้ พฤติกรรมดังกล่าวยังช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดสมองไม่ให้แข็งและหนาตัวได้เช่นเดียวกัน สามารถป้องกันอาการสมองเสื่อม และโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนั้น จึงกล่าวได้เต็มปากว่า “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ”   นอกจากเรื่องของสุขภาพหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองแล้ว ยังมีสุขภาพของสมองด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่ของสมอง ได้แก่ การรับรู้ (การเรียนรู้ เชาวน์ปัญญา) ความรู้สึก (รวมทั้งอารมณ์) ความคิด และความจำ ซึ่งบางครั้งเรียกรวมๆ ว่า “จิต” หรือ “จิตใจ” ในการทำหน้าที่ของสมองให้สมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยพฤติกรรม 4 อ. ดังกล่าวเป็นพื้นฐาน และยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่พึงใส่ใจซึ่งจะขอกล่าวถึงเฉพาะที่สำคัญดังนี้ 1. อาหาร ควรเน้นเพิ่มเติมในการบริโภคไขมันที่มีชื่อว่า โอเมกา-3 (แบ่งย่อยออกเป็น DHA และ EPA เป็นต้น) ซึ่งมีมากในปลาทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด (เช่น ปลานิล ปลาดุก ปลาสวาย ปลาช่อน) และอาหารทะเล (เช่น ปลาทู ปลากะพง กุ้ง หอย ปลาหมึก) โอเมกา-3 จะถูกนำไปสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและปลอกหุ้มกิ่งก้านของเซลล์ประสาท ทำให้ความจำดี ถ้าขาดอาจทำให้สมองเสื่อมได้ ควรกินสัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้งหรือวันเว้นวัน ควรบริโภคพืชผักหรืออาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เช่น (ถั่วเหลือง เต้าหู้  บลูเบอร์รี่ องุ่น พริกไทย หัวหอม เซเลรี น้ำชา ช็อกโกแลต) ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีและอารมณ์ดี ทุกวันควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และอย่าอดอาหารหรือปล่อยให้หิว การทำงานของสมองต้องการน้ำ น้ำตาลจากอาหารที่บริโภค และออกซิเจน (จากอากาศที่หายใจ) ในการสร้างพลังงานแก่เซลล์สมอง ให้สามารถทำงานได้เป็นปกติ หากขาดอันใดอันหนึ่ง เช่น ขาดน้ำ ขาดอากาศ ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ไม่สดชื่น หากขาดอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการชักหรือหมดสติได้ 2. ออกกำลังกาย หมั่นทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง กระตุ้นการงอกของเซลล์สมองใหม่ ทำให้สมองทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล ความจำดี รู้สึกสดชื่น การฝึกหายใจลึกและช้า (นาทีละไม่เกิน ๑๐ ครั้ง) ก็ช่วยให้สมองได้ออกซิเจน มีผลดีต่อสมองและจิตใจเช่นเดียวกัน 3. อารมณ์ (ในที่นี้รวมถึงจิตใจที่ทำหน้าที่หลายด้าน รวมทั้งอารมณ์) ต้องหลีกเลี่ยงการเกิดความเครียด เพราะจะทำให้หลั่งฮอร์โมนสตีรอยด์ที่ทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อม ควรกระตุ้นความจำและการเรียนรู้ ด้วยการอ่านหนังสือ การเขียนบันทึก การต่อภาพ (จิกซอว์) การต่อคำ (crossword) การเล่มเกมฝึกสมอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การคบหาสมาคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนต่างๆ ควรหมั่นฝึกสติ สมาธิ ทำอะไรอย่างใจจดใจจ่ออยู่ตลอดเวลา จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองส่วนหน้าตรงกลาง (middle prefrontal area) ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายและอารมณ์ นำไปสู่สุขภาวะทาง กาย–จิต–สังคม สำหรับเด็กเล็กควรให้การเลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น ซึ่งจะส่งเสริมให้มีพัฒนาการของสมอง และจิตใจที่ดีต่อไปในอนาคต   4. อันตราย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารเสพติด สารโลหะหนัก (เช่น ตะกั่ว ปรอท) ซึ่งเป็นตัวทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อม มีอารมณ์ร้ายและพฤติกรรมผิดเพี้ยนได้ ควรป้องกันไม่ให้สมองได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน เช่น อุบัติเหตุ การเขย่าศีรษะ การกระแทกศีรษะ ทำให้เซลล์สมองเสื่อม ความจำเสื่อมได้ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งดูทีวี นั่งเล่นคอมพิวเตอร์มากเกินไป รวมทั้งการนั่งอยู่หรือนอนอยู่เฉยๆ เป็นเวลานาน (จนรู้สึกน่าเบื่อ) อาจทำให้สมองล้า ขาดการกระตุ้นให้เรียนรู้ รวมทั้งอาจทำให้สมาธิสั้นได้ จงหันมาใส่ใจดูแลสมอง (หัวใจและจิตใจ) ด้วยหลัก “4 อ.” กันเถอะ!     ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก หมอชาวบ้าน http://doctor.or.th

คุณแม่ท้องจงฟัง! 10 เคล็ดลับ ลดน้ำหนักหลังคลอด
ตั้งครรภ์ /  ลดน้ำหนัก / 

การเป็นแม่คนนี่ต้องอุทิศร่างตั้งแต่เริ่มท้องนะคะ ตอนยังไม่ท้องนี่หุ่นเพรียวลม แต่พอท้อง จะเลือกทานอะไรก็ต้องบำรุงลูกในครรภ์มาก่อนเป็นอันดับแรก อะไรๆ จากที่เคยอยู่ในลิสท์ของต้องห้าม เพราะกลัวอ้วน อย่าง นมสด อาจกลายเป็นต้องอาหารทานประจำทุกวัน  น้ำหนักก็เริ่มมา สัดส่วนเริ่มขยาย จนคุณแม่หลายๆ คนกลุ้มใจว่าหลังคลอดแล้วจะลดน้ำหนักยังไง เรามีวิธี ลดน้ำหนักหลังคลอด 10 ประการ มาฝากคุณแม่กันค่ะ 1. เล่นโยคะ โยคะช่วยให้ร่างกายของคุณได้ออกกำลังกายอย่างนุ่มนวลและเป็นวิธีการลดน้ำหนักหลังคลอดได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ การเล่นโยคะยังช่วยผ่อนคลายจิตใจ ร่างกาย และทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วย การยืดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแต่ละครั้งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้คุณอยู่ในท่าที่ดีขึ้นและช่วยให้คุณมีอารมณ์ที่ดีขึ้นด้วย 2. ทำกายบริหารแบบพิลาทีส (Pilates) การบริหารร่างกายแบบพิลาทีสเป็นการบริหารที่อยู่ในระดับสูงกว่าโยคะ เนื่องจากช่วยทำให้หน้าท้อง แขน และต้นขาของคุณกระชับขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรทำกายบริหารแบบพิลาทีสทันทีหลังจากที่คลอดลูก เนื่องจากร่างกายของคุณยังไม่พร้อมที่จะทำกายบริหารแบบนี้ คุณอาจเริ่มเล่นโยคะสัก 2-3 เดือนก่อนแล้วค่อยทำกายบริหารแบบพิลาทีส 3. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แม่หลายคนเลือกที่จะไม่เลี้ยงลูกด้วยนมของตัวเอง แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น ช่วยลดไขมันในร่างกายแม่ไปได้มาก โดยจะเผาผลาญพลังงานในร่างกายของคุณไปได้ถึง 500 กิโลแคเลอรี่ต่อวัน แพทย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า คุณแม่ที่ให้นมลูกน้อยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4-6 เดือนจะช่วยลดขนาดส่วนเกินของสะโพก แขน ต้นขา และหน้าท้องได้ 4. รับประทานอาหารพอเหมาะและมีประโยชน์ ไม่รับประทานอาหารทอด น้ำอัดลม และเลิกรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด เพื่อไม่ให้น้ำหนักของคุณเพิ่มโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ คุณต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เนื่องจากลูกน้อยจะได้รับสารอาหารจากสิ่งที่คุณทานโดยตรง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ อย่างดมื้อใดมื้อหนึ่งไป 5. จำกัดอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต รับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่น้อย พยายามหลีกเลี่ยงอาหารพวกขนมปังจากแป้งขัดขาวหรือข้าวขัดขาว อย่างไรก็ตาม คุณต้องมั่นใจว่าคุณได้รับพลังงานมากกว่า 1800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ถึงจะเพียงพอต่อคุณและลูกน้อย การขาดแคลอรี่จะทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแปลงได้ง่าย มีอาการฉุนเฉียว และหงุดหงิดง่าย 6. โปรตีนและวิตามิน คุณควรรับประทานอาหารจำพวกโปรตีน ใยอาหาร และวิตามินเพิ่มขึ้น รับประทานผักผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนต่อวัน คุณอาจทำได้ง่าย ๆ โดยทานแอปเปิ้ลหนึ่งลูกในตอนเช้าและอีกหนึ่งลูกตอนเที่ยง ทานแครอทและแตงโมหลังมื้อเที่ยง ระหว่างมื้อคุณอาจทานสับปะรดและส้ม เนื่องจากผลไม้ทั้งสองชนิดมีวิตามินซีสูง และมื้อเย็น คุณอาจทานมะละกอสุกเพื่อเพิ่มปริมาณใยอาหารและช่วยในการขับถ่าย 7. พักผ่อนนอนหลับ การได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ตามที่ Sheah Rarback ผู้บริหารด้านโภชนาการที่ศูนย์ Mailman เพื่อการพัฒนาเด็ก วิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยไมอามี่ กล่าวว่า การนอนหลับไม่เพียงพอจะรบกวนอัตราการเผาผลาญอาหารของคุณและทำให้การลดน้ำหนักที่มาจากการตั้งท้องนั้นทำได้ยากขึ้น คุณควรนอนพักทุกครั้งที่มีโอกาสหรือในเวลาที่ลูกน้อยนอนหลับ วิธีนี้จะทำให้คุณมีกำลังกายมากขึ้นและมีสุขภาพที่ดีด้วย 8. ดื่มน้ำในปริมาณมาก การดื่มน้ำมากกว่า 12 แก้วต่อวันเพื่อป้องกันการขาดน้ำ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณแม่ คุณควรดื่มน้ำสะอาดแทนการดื่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล การดื่มน้ำในปริมาณมากจะช่วยให้น้ำหนักของคุณลดลงได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว 9. แอคทีฟเข้าไว้ ทำตัวแอคทีฟโดยการเดินบ่อย ๆ อย่ามัวแต่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ หากคุณเป็นคนไม่ชอบการออกกำลังกาย คุณอาจดูแลสวนหน้าบ้าน ทำความสะอาด หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ การเป็นคนแอคทีฟ ทำกิจกรรมเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลาจะช่วยคุณลดน้ำหนักส่วนเกินได้ 10. ทำกิจกรรมร่วมกับคุณแม่คนอื่น ๆ คุณอาจทำกิจกรรมร่วมกับคุณแม่ด้วยกัน เช่น นัดพบคุณแม่เพื่อให้ลูกได้มาเล่นด้วยกัน จัดกิจกรรมในหมู่เพื่อนบ้านด้วยกัน หรือออกกำลังกายร่วมกัน ตราบเท่าที่คุณยังทำตัวแอคทีฟและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกวัน คุณสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้อย่างรวดเร็วแน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคน! ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team

เคล็ดลับ การดูแลสุขภาพในแบบ กิ๊ก กรกมล เจริญชัย (มีคลิป)
กิ๊ก กรกมล /  กิ๊ก กรกมล เจริญชัย / 

         กิ๊ก กรกมล เจริญชัย นักแสดงสาวสวย เริ่มต้นในวงการบันเทิงด้วยบทบาท สาวใสใส จากภาพยนตร์เรื่อง Art Idol มาพลิกบทบาทครั้งสำคัญอีกครั้งใน ภาพยนตร์ หอแต๋วแตกแหกนะคะ ที่กำลังจะเข้าโรงภาพยนตร์ ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ รับเทศกาล ฮัลโลวีน ให้หวีดสุดๆ แต่ทำงานหนักขนาดนี้ก็ยังดูบริ้งค์วิ้งวั้ง สวยสดใสอยู่ เธอต้องมีเคล็ดลับอะไรกันบ้างล่ะ ลองตามมาชม เทคนิคการดูแลตัวเองของเธอกัน วิธีการดูแลตัวเองในแบบ กิ๊ก กรกมล - ทานผักผลไม้ - ดื่มน้ำเยอะๆ - ออกกำลังกาย ด้วยการ วิ่ง ตีแบดมินตัน และ ยกเวท เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อย่างมีวินัย ทุกๆ 3 วัน - ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ลดแป้งและไขมันลง - ว่างๆ ระหว่างพักผ่อน ก็ กายบริหาร ตาม คลิปวิดีโอทั่วๆ ไป Clip VDO  และ เนื้อหา โดย Women MThai Team  ภาพประกอบโดย Covinus

ซาบีน่า จัดแฟชั่นโชว์สุดเซ็กซี่ เปิดตัว Beauty Plus by Sabina
ชุดชั้นใน /  ซาบีน่า / 

ซาบีน่า จัดแฟชั่นโชว์สุดเซ็กซี่ เปิดตัว Beauty Plus by Sabina ชุดชั้นในที่รู้ใจสาวอกใหญ่มากที่สุด เพื่อสาวคัพสวย..สวยยิ่งขึ้น .....ซาบีน่า เปิดตัว “บิวตี้ พลัส บาย ซาบีน่า- Beauty Plus by Sabina” ชุดชั้นในที่รู้ใจสาวอกใหญ่มากที่สุด   เพื่อสาวคัพสวย...สวยยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์เฉพาะตัว 3 แบบ 3 สไตล์ ที่รองรับครบทุกความต้องการของสาวอกใหญ่ ให้สาวคัพอึ๋มพร้อมอวดอกอิ่มรับหุ่นสวยได้ในทุกชุดทุกโอกาส โดยในงานได้รับเกียรติจากสาวคัพสวยคนดังอย่างเอมมี่ มรกต กิตติสาระ และไก่ มีสุข แจ้งมีสุข มาร่วมเสวนาพูดคุยเผยประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับปัญหาหนักอกของสาวคัพอึ๋ม แนะเคล็ดลับการดูแลหน้าอกสำหรับสาวเต้าทรงใหญ่ ตลอดจนเผยเทคนิคการแต่งกายให้เหมาะกับสาวอกใหญ่ เพื่อปรับบุคลิกภาพให้ดูดีและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นจากเทรนด์แอนด์แฟชั่นกูรูคนดังอย่างม้า อรนภา กฤษฎี ก่อนปิดท้ายด้วยแฟชั่นโชว์ชุดชั้นในจากเหล่านางแบบคัพสวย นำโดย เอมมี่ มรกต กิตติสาระที่จะมาโชว์ความเซ็กซี่ที่สุดแห่งปีจากชุดชั้นใน Beauty Plus by Sabina ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางกะปิ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา .....บรา 3 แบบ 3 ฟังก์ชั่นของบิวตี้ พลัส บาย ซาบีน่า (Beauty Plus by Sabina) ประกอบด้วย แบบที่หนึ่ง Be Soft บรามหัศจรรย์ยืดหยุ่นได้ทุกทิศทาง เพราะฟองน้ำที่นุ่มเนียนบางเป็นพิเศษ เวลาสวมใส่จึงแนบสนิทเรียบเนียนไปกับเต้าทรง ให้สัมผัสนุ่มสบายรู้สึกเป็นธรรมชาติยามสวมใส่ แบบที่สอง Be Basic บราโอบกระชับเต้าทรงให้อกสวยสวยได้รูป ด้วยเทคนิคพิเศษในการตัดเย็บเพิ่ม Support Sheet หรือแผ่นกระชับเต้าทรงที่ซ่อนอยู่ภายใน ช่วยยกกระชับเก็บเนื้อด้านข้างให้คัพสวยของคุณดูสวยยิ่งขึ้น และแบบที่สาม Be Secret บราดีไซน์สวยไม่เสริมฟองน้ำ ตกแต่งด้วยลูกไม้หลายหลายลวดหลาย ให้สาวๆ ดูเซ็กซี่เย้ายวนใจ .....เอมมี่-มรกต กิตติสาระ ดารานางแบบสุดเซ็กซี่เจ้าของอกคัพสวย กล่าวว่า สมัยนี้ อกอิ่มสวยเป็นที่ต้องการของสาวๆ ทุกคน แต่สำหรับคนที่มีคัพทรงขนาดใหญ่และเนื้ออกค่อนข้างมากนั้น ก็ต้องเผชิญกับปัญหาหนักอกหลายด้านเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการมีหน้าอกหย่อนคล้อยและหย่อนยานก่อนวัย เพราะขนาดหน้าอกที่ใหญ่ทำให้กล้ามเนื้อหน้าอกต้องแบกรับน้ำหนักมากกว่าสาวอกเล็ก จึงทำให้หย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วงเร็วกว่า หรือปัญหาปวดหลัง  ปวดไหล่ เพราะการสวมใส่บราที่ไม่เหมาะสมหรือรองรับกับสรีระอาจทำให้ช่วงไหล่และหลังของสาวๆ ต้องแบกรับน้ำหนักมากไปทำให้กระดูกสันหลังต้องทำงานหนัก นอกจากนี้ ขนาดของหน้าอกที่ใหญ่เกินไปยังทำให้บางครั้งหาเสื้อผ้าใส่ได้ยาก หรือสวมใส่เสื้อผ้าบางชุดแล้วขาดความมั่นใจได้ ซึ่งเอมมี่คิดว่า สิ่งที่จะช่วยให้เราเรียกความมั่นใจคืนกลับมาได้ ก็คือชุดชั้นในที่รู้ใจสาวคัพใหญ่ อย่าง Beauty Plus By Sabina ค่ะ .....ด้านพิธีกรสาวคนเก่ง ไก่-มีสุข แจ้งมีสุข กล่าวว่า สาวคัพสวยที่เต็มไปด้วยเนินเนื้อหน้าอกนั้นจำเป็นต้องใส่ใจดูแลหน้าอกของตนเองมากกว่าสาวคัพเล็ก ด้วยเคล็ดลับการดูแลหน้าอกและเต้าทรง เพื่อบุคลิกภาพและทรวดทรงที่ดี    ไม่ว่าจะเป็น การเลือกบราที่ถูกไซส์และสวมใส่บราอย่างถูกวิธี การออกกำลังกายบริหารหน้าอกในท่ากระชับหน้าอกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังควรใส่สปอร์ตบราทุกครั้งที่ต้องการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงอาหารประเภทโปรตีน หรือไขมันสูงๆ ที่สำคัญ สาวคัพใหญ่ต้องไม่ลืมหมั่นตรวจเต้านมเป็นประจำ  เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ .....ม้า อรนภา กฤษฎี เทรนด์แอนด์แฟชั่นกูรู เผยว่า สาวอกใหญ่นั้นต้องรู้จักเรียนรู้เทคนิคการแต่งกายให้เหมาะกับสรีระของตนเอง เพื่อเสริมจุดเด่น กลบจุดด้อย ปรับบุคลิกภาพให้ดูดีและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นในแต่ละโอกาส ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่การเลือกบราที่รองรับสรีระสาวอกใหญ่โดยเฉพาะ เช่นในวันทำงานสำหรับสาวออฟฟิศ หรือสำหรับทุกชุดในทุกวันที่ต้องการความกระชับมั่นใจทุกการเคลื่อนไหว สาวอกใหญ่ควรเลือกสวมใส่บราโอบกระชับเต้าทรง เพื่อให้อกสวย สวยอย่างมั่นใจได้ตลอดวัน ส่วนในวันที่ต้องการโชว์อกสวยอย่างเป็นธรรมชาติในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ลุคสบายๆ สาวคัพอึ๋มก็ควรเลือกเฟ้นบราเนียนเรียบ นุ่มเป็นพิเศษ ยืดหยุ่นทุกทิศทาง มาสวมใส่ เพราะไม่เพียงจะให้ความสบายดูเป็นธรรมชาติตลอดวัน สาวๆ ยังสวยมั่นใจได้ว่าบราของคุณจะแนบสนิทไปกับเต้าทรง ไม่เห็นรอยต่อของชุดชั้นในกับเนินอกยามสวมใส่ชุดที่เข้ารูป สุดท้ายสำหรับวันแห่งโอกาสพิเศษสาวๆ อกใหญ่อาจเลือกเพิ่มเสน่ห์และระดับความ  เซ็กซี่ภายใต้ชุดสวยในทุกๆ สไตล์แฟชั่น ด้วยการเลือกสวมบราลูกไม้ไม่เสริมฟองน้ำ เพื่อให้หน้าอกดูสวยยิ่งขึ้น

เซ็กเซอร์ไซส์ สุขภาพดีง่ายๆด้วยการมีเซ็กส์ Sexercise
rushcontent /  sex / 

Sexercise ลมหายใจที่หอบกระชั้น การขยับร่างกายอย่างเป็นจังหวะ หัวใจที่เต้นแรงขึ้น ถี่ขึ้น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนเรือนกายจนชุ่มโชก ไม่แปลก...หากว่าข้อความข้างต้นนี้จะถูกนำไปบรรยายถึงการออกกำลังกาย หรือการมีเพศสัมพันธ์ เพราะดูเหมือนทั้งสองกิจกรรมจะมีส่วนที่คล้ายกันอยู่ หรือแทบจะแยกขาดจากกันไม่ได้ จนหลายคนบอกว่า เซ็กส์ คือการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง หากแต่ส่วนใดบ้างละที่คล้ายกัน? และมันสามารถทดแทนกันได้อย่างไร? จากคำบอกเล่าของ เทรนเนอร์ฟิตเนสประจำสถานออกกำลังกายบอกว่า สามารถทดแทนกันได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับลักษณะการมีเพศสัมพันธ์ของแต่ละคู่ การออกกำลังกายกับเซ็กส์ การออกกำลังกายเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งยังช่วยเรื่องสุขภาพและทำให้รูปร่างดูดีขึ้น การที่รูปร่างดีขึ้นนี้เองที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ เพราะองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของการมีเซ็กส์ก็คือความรู้สึกที่ว่า ตัวเองเซ็กซี่ ดังนั้นการมีรูปร่างที่ดูดีขึ้นจากการออกกำลังกายจึงมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ไม่น้อย ทว่านอกจากด้านความมั่นใจจากภายในแล้ว สมรรถภาพร่างกายที่ดีขึ้นจากการบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็มีผลการวิจัยออกมายืนยันด้วยว่า ชายและหญิงที่มีร่างกายแข็งแรงจากออกกำลังกาย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีความต้องการในเรื่องเพศสูงกว่า และยังมีผลวิจัยชี้อีกว่าผู้ที่ออกกำลังกาย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์จะสามารถทำกิจกรรมได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคนทั่วไป ด้วยเหตุผลจาก 2 ปัจจัยนั่นคือ ความรู้สึกมั่นใจในตัวเองจากรูปร่างภายนอกที่ดูดีขึ้น และกลไกในร่างกายที่ทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานศึกษาวิจัยพบอีกว่า นักว่ายน้ำอายุ 60 ปีสามารถมีเซ็กส์ในความถี่เดียวกับตัวเองตอนอายุ 40 ปี ในด้านของเพศศึกษานั้น การออกกำลังกายเป็นประจำมีส่วนช่วยให้อสุจิแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะอาการนกเขาไม่ขันนั้น สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการไหลเวียนของโลหิตที่ต้องอาศัยการหล่อไหลเลือดไปยัง อวัยวะเพศอย่างเพียงพอ ฉะนั้นเมื่อหัวใจแข็งแรงจึงไม่แปลกที่สัมพันธ์รักจะแข็งแรงตามไปด้วย! และเป็นที่ทราบกันดีว่า การออกกำลังกายบ่อยทำให้ร่ายกายหลั่งสารอะดรีนาลีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีความสุข ดังนั้นเมื่อการมีเซ็กส์ก็แทบจะไม่ต่างจากการออกกำลังกาย และเมื่อการมีเพศสัมพันธ์ดำเนินพร้อมกับการหลั่งสารอะดรีนาลีน จึงไม่แปลกหากว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะรู้สึกมีความสุขมากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม การมีเซ็กส์หลายครั้งก็ไม่ได้มีส่วนของการออกกำลังกาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการมีเซ็กส์ บางคู่การมีเซ็กส์อาจเผาผลาญพลังงานได้ถึง 350 กิโลแคลอรี ขณะที่บางคู่อาจใช้พลังงานเพียง 15 กิโลแคลอรีเท่านั้น ขยับ เซ็กเซอร์ไซส์ เซ็กเซอร์ไซส์ ตั้งอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในบางประเทศ เซ็กเซอร์ไซส์ เป็นหลักสูตรหนึ่งของการออกกำลังกายคล้ายแอโรบิก โดยจะเน้นการบริหารร่างกายที่เสริมสมรรถภาพในด้านเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะมีท่ากายบริหารที่เน้นช่วงขาและสะโพก พร้อมทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด ในส่วนของประโยชน์ของการมีเซ็กส์อย่างเป็นการออกกำลังกาย หรือ เซ็กเซอร์ไซส์ นั้นก็แทบไม่ต่างจากการออกกำลังกายปกติ นั่นคือช่วยในเรื่องของระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งหากหักโหมเกินไป อุบัติเหตุอย่างการตายคาอกจากหัวใจล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นกันมาแล้ว หรือจะเป็นการช่วยให้นอนหลับสนิท ลดน้ำหนัก ลดความเครียด ทว่าสิ่งที่ เซ็กเซอร์ไซส์ มีประโยชน์มากกว่าก็คือในส่วนของการช่วยเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) ซึ่งจะทำให้มีผู้หญิงมีน้ำมีนวล หรือสวยขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ประสิทธิภาพของ เซ็กเซอร์ไซส์ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้มัดกล้าม ระยะเวลา และสมรรถภาพของการมีเซ็กส์ด้วย ดังนั้นคงถึงเวลาจะต้องมาดูกระบวนท่าในการทำ เซ็กเซอร์ไซส์ ที่มีประสิทธิภาพ กันแล้ว ท่ายืน (Standing) การมีเซ็กส์ในท่ายืน ช่วยกระชับในส่วนต้นขาและก้น และหากมีการทรงตัวด้วยการยกขาขึ้นข้างหนึ่ง จะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อขาที่ฟิตมากขึ้น ท่าโก้งโค้ง (Doggy-style) ท่านี้จะคล้ายกับการเล่นโยคะนิดๆ ซึ่งจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อแขนของผู้หญิงจากที่ต้องรับน้ำหนัก และช่วยสลายไขมันช่วงเอวของผู้ชาย ท่ามิชชันนารี และท่าผู้หญิงอยู่บน (Missionary และ woman on top) เป็นท่าที่พื้นฐานที่สุดในการมีเซ็กส์ ช่วยบริหารร่างกายช่วงล่างทั้งก้น สะโพก ต้นขา ขึ้นอยู่การปรับระดับของคู่รัก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการมี เซ็กเซอร์ไซส์ นั้น ควรมีอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการออกกำลังกายปกติด้วย และการเซ็กเซอร์ไซส์ต้องมีกับคู่ของตัวเองเท่านั้น ขอบคุณเนื้อหาจาก RUSH Magazine June 2014

ครูผู้ไม่แพ้! ครูจีนใจสู้ ร่างไม่ไหวแต่ใจไหว ใช้เชือกผูกแขนสอนนักเรียน
ครูจีน /  ครูจีนใจสู้ / 

เมื่อจิตวิญญาณความเป็นครูกับร่างกายของเธอไปด้วยกันไม่ได้ แทนที่เธอจะยอมแพ้ แต่เธอกลับสู้เพื่ออนาคตของชาติ โดยครูผู้ไม่แพ้จากมณฑลหูเป่ย์ คนนี้ ใช้เชือกผูกแขนของเธอ เพื่อสอนนักเรียนในห้องมากว่า 3 ปี เพื่อพยุงร่ายกายตัวเองที่ป่วยหนัก!!! ครูวัย 49 ปี  ในมณฑลหูเปย์คนนี้ ป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Ataxia (SCA) โดยโรคนี้ส่งผลกับความสามารถในการใช้มือ การพูดจา และการเคลื่อนไหวของดวงตา ชื่อ ยู่ ฟาง (Zhu Youfang) ตรวจพบว่าเธอป่วยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่เธอก็ยังจะยืนกรานที่จะสอนที่โรงเรียน Shangluo ในเมืองเฉิงกุย แม้ว่าร่างกายเธอจะไม่ไหวแล้วก็ตาม หลังจากที่ทุกคนรู้ว่าเธอติดต่อโรคนี้จากคุณพ่อของเธอ โรงเรียนก็เสนอให้เธอหาเวลาพักผ่อน พร้อมทั้งสัญญาว่าจะให้เงินเดือนเธอในอัตราเท่าเดิม แต่ครูผู้ไม่แพ้ประสบการณ์สอน 31 ปีคนนี้กลับไม่รับข้อเสนอนั้นและยังยืนยันจะสอนต่อไป สามีของเธอก็เป็นคุณครูที่โรงเรียนนี้เช่นกัน และก็คือผู้ที่ห้อยเชือกที่ด้านบนของห้องเรียนที่กระดานดำ เพื่อให้เธอสามารถพยุงร่างกายของเธอไว้ได้นั่นเอง  แต่เธอก็สามารถพยุงร่างกายได้ไม่นานนัก เธอก็ต้องนั่งพักที่เก้าอี้ในห้องเรียน ถือเป็นความโชคดีที่ เธอมีสามีที่ดี เพราะเขามักจะคอยช่วยเหลือเธออยู่เสมอ ยามที่เธออยู่ที่โรงเรียน และคอยดูแลยามที่เธอต้องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อขา 10 นาทีต่อวัน หรือประมาณ 1.6 กม.ต่อชั่วโมง ด้านลูกศิษย์เมื่อรู้ว่าอาจารย์ ชื่อ ยู่ ฟาง ป่วย ก็พากันกลับมาเยี่ยมครูคนนี้ บ้างก็ส่งเมสเสชมาให้กำลังใจเสมอ  นอกจากนั้นครูสู้ชีวิตคนนี้ก็ยังบอกอีกว่า ”จะยังสอนต่อไป จนกว่าโรคนี้จะทำให้เธอพูดไม่ได้ เธอถึงจะเลิก “ พลังของผู้หญิงเนี่ย ห้ามดูถูกกันเลยนะเธอ จิตวิญญาณครูนั้นจะไม่มีวันพรากเธอไปได้ ตราบใดที่เธอยังมีแรง ช่างน่านับถือจิตใจเธอจริงๆเนอะ ว่ามั้ย ที่มา Shanghaiist เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

4 เทคนิคลด อาการปวด จากการใช้คอมพิวเตอร์
BDD /  ปวดคอ / 

หลังจากใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันมาทั้งวัน หลายคนอาจมี อาการปวด ตึงทั้งคอ บ่า ไหล่จนลามไปถึงศีรษะ เราจึงขอนำวิธีคลายปวดกล้ามเนื้อจากการใช้คอมพิวเตอร์จากหนังสือ ภัยเงียบจากคอมพิวเตอร์ สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ มาฝาก เพื่อหยุด อาการปวด ก่อนเกร็งถาวรกันค่ะ 1. การนวด ใช้มือตัวเองบีบนวดกล้ามเนื้อที่ปวด จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เลือดลมเดินสะดวกขึ้น อาการปวด จึงทุเลาลง 2. ประคบด้วยความร้อน เป็นวิธีสุดคลาสสิค แต่ได้ผลค่อนข้างดี เพราะความร้อนจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวสามารถ ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ปวดได้ อาการปวด จึงบรรเทาลง 3. เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นวิธีที่ดีมาก ควรใช้ป้องกันมากกว่าการรักษา วิธีนี้ช่วยไม่ให้กล้ามเนื้อต้องทำงานจนล้า เพราะเมื่อเปลี่ยนท่าทาง กล้ามเนื้อชุดใหม่จะทำงานแทน กล้ามเนื้อชุดเก่าจะได้พัก การสลับการทำงานของกล้ามเนื้อเช่นนี้ ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่อ่อนล้าเร็ว จึงทำงานได้นาน 4. บริหาร โดยเลือกท่ากายบริหารที่เหมาะสม หากทำเป็นประจำจะช่วยสลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้รวดเร็ว ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และทำให้พลังในร่างกายไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็จะลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และโรคกระดูก ที่อาจจะเกิดตามมาด้วยค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com