กายบริหาร

ออกกำลังกาย ต้าน ข้อเข่าเสื่อม ก่อนวัย
ข้อเข่าเสื่อม /  ข้อเสื่อม / 

โรค ข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบบ่อยโดยเฉพาะในวัยสูงอายุและเป็นโรคที่รบกวนกิจวัตรประจำวัน ทำให้ลุกยืน เดิน ขึ้นบันไดได้ลำบาก บางครั้งกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้สะดวก บางรายต้องอยู่บ้าน ไม่อยากไปไหนมาไหน แต่เชื่อไหมว่า ยังไม่ทันแก่...ข้อก็เสื่อมได้ ที่มาข้อเสื่อม โรคข้อเสื่อม มักเกิดจากการใช้งานข้อที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นตามวัยคือใช้งานมานาน ย่อมมีความสึกหรอไปตามเวลา แต่บางรายใช้งานไม่ถูกต้อง จะเป็นการเร่งให้โรคข้อเสื่อมเป็นไปเร็วขึ้น(โรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิ) มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดในช่วงอายุมากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรคบางอย่างเป็นสาเหตุให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้เร็วกว่าวัยอันควร เช่น โรคเอ็นภายในข้อเข่าฉีกขาด หมอนรองข้อเข่าแตก กระดูกสะบ้าหลุด หรือมีการติดเชื้อภายในข้อเข่า เป็นต้น โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบของข้อเข่าเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุนำให้เกิดโรคข้อเสื่อมก่อนวัย(โรคข้อเข่าเสื่อมทุติยภูมิ) พฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า 1. คนที่ชอบนั่งงอเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยอง ๆ เป็นประจำ จะเพิ่มแรงอัดภายในข้อเข่า ซึ่งจะรบกวนการนำอาหารไปสู่เซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อ โรคข้อเข่าเสื่อมนี้ เริ่มจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อโดยตรง และเมื่อเป็นมากขึ้นการสึกหรอจะลามไปยังองค์ประกอบอื่นของข้อเข่า เช่น ชั้นใต้กระดูกอ่อนซึ่งเป็นกระดูกแข็ง จะเกิดถุงน้ำข้างใต้กระดูก หมอนรองเข่าสึก เอ็นหุ้มข้อเข่าหนาตัวขึ้น มีกระดูกงอกบริเวณปลายกระดูก เป็นต้น 2. กรณีน้ำหนักตัวมากเกินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่เร่งให้เกิดอาการข้อเสื่อมเร็วขึ้น เพราะข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลาที่ใช้งานข้อ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน หรือขึ้นลงบันไดก็ตาม 3. การใส่รองเท้าส้นสูง จะทำให้ข้อเข่ามีแรงกดทับมากกว่าปกติ ทั้งยังทำร้ายข้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า เพราะเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักก่อนจุดอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำหนักได้ง่าย และหากคนที่ข้อเข่าไม่แข็งแรง หรือมีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ จะมีผลกระทบมากกว่าคนปกติ อาการข้อเสื่อม ในระยะแรก จะสังเกตว่ามีเสียงดังขณะขยับข้อไปมา บางรายมีอาการข้อฝืดโดยเฉพาะเวลานั่งนาน ๆ หรือขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จะเสมือนข้อถูกล็อกไว้ ต้องขยับไปมาสัก 2-3 ครั้ง จึงเหยียดเข่าออกได้ บางรายมีข้อบวมโต หรือมีบวมแดง มีน้ำภายในข้อ ซึ่งบ่งถึงการอักเสบที่เป็นมากขึ้นนั่นเอง ในรายที่เป็นมากอาจพบข้อติด ขยับไม่ได้เต็มที่ หรืออาจพบกล้ามเนื้อขาลีบเล็กลงกว่าข้างปกติ เป็นต้น บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรง การออกกำลังกายหรือกายบริหารนั้น ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเน้นกล้ามเนื้อหน้าขาหรือกล้ามเนื้อเหยียดเข่าเป็นหลัก ท่าบริหารข้างล่างนี้เริ่มจากง่ายไปยาก ดังนี้ ท่าที่ 1 นอนหงาย เอาหมอนเล็ก ๆ วางใต้เข่า เหยียดเข่าตรง นับ 1-10 ทำได้ในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงมากนัก ท่าที่ 2 นั่งยกขาข้างหนึ่งวางพาดม้าเตี้ย เหยียดเข่าตรง เกร็งกล้ามเนื้อหน้าขา พร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น นับ 1-10 หรือเท่าที่ทำได้ ท่านี้เหมาะสำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอที่จะยกขาตนเองได้ ถ้ามีปัญหาข้อเหยียดไม่สุด ให้ใช้ถุงทรายถ่วงที่ข้อเข่าร่วมด้วย ท่าที่ 3 นั่งชิดพนักเก้าอี้ เหยียดเข่าตรงพร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น เกร็งค้างนับ 1-10 ทำสลับข้าง ท่าที่ 4 นั่งไขว้ขา ขาที่อยู่ด้านล่างเกร็งเหยียดเข่าตรงเท่าที่ทำได้ เกร็งนับ 1-10 และทำสลับข้างเช่นกัน ช่วยฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขาได้ดี ท่าที่ 5 นั่งไขว้ขาเหมือนท่าที่ 4 แต่ให้ขาที่อยู่ด้านบนออกแรงกดลงด้วย ในขณะที่ขาล่างเหยียดขึ้นตรงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เช่นกัน กล้ามเนื้อหน้าขาของขาล่างต้องรับน้ำหนักมากขึ้นอีก คือทั้งน้ำหนักของขาล่างรวมกับน้ำหนักของขา ข้างบน และแรงกดจากขาที่อยู่ข้างบน ทำสลับข้างในทำนองเดียวกัน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าขาและท้องขาได้ดีมาก เป็นท่าที่ยากที่สุด เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าขาต้องออกแรงมากที่สุด การบริหารทุกท่าให้เริ่มทำจากน้อยไปมาก โดยทำชุดละประมาณ 20-30 ครั้ง วันละ 2-3 ชุด เป็นอย่างน้อย ค่อย ๆ เพิ่มตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่าของแต่ละคน จนได้ประมาณ 100 ครั้งต่อวัน ใช้ข้อเข่าอย่างถูกวิธี การใช้ข้ออย่างถูกวิธี จะช่วยถนอมข้อเข่าให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ชะลอความเสื่อม ซึ่งวิธีการนั้นตรงข้ามกับพฤติกรรมซึ่งทำร้ายข้อนั่นเอง กล่าวคือ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกิน เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องงอเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ ขึ้นลงบันไดเท่าที่จำเป็น หากอยู่บ้านชั้นล่างได้จะเป็นการดีมาก ไม่ต้องขึ้นลงบ่อย ๆ เลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ไม่มีผลร้ายต่อข้อเข่า เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือการออกกำลังกายในน้ำ เป็นต้น หมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อได้ ใช้สนับเข่าเท่าที่จำเป็น มักเลือกใช้ในรายที่ข้อเสียความมั่นคง แต่หากข้อยังมีความมั่นคงอยู่ การใช้สนับเข่า อาจทำให้กล้ามเนื้อโดยรอบเข่าอ่อนแรงได้ หากมีอาการเจ็บข้อเข่ามากอย่างเฉียบพลัน อาจถือร่มหรือไม้เท้าในด้านตรงข้ามกับขาที่เจ็บ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อ และลดอาการปวดได้ อย่าลืม หมั่นสำรวจกิจวัตรประจำวันของท่านว่า ในแต่ละวันท่านทำร้ายข้อเข่ามากน้อยเพียงไร หากท่านมีอาการข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ขอย้ำว่า “ไม่มีคำว่าสาย ในการแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ให้ถูกต้อง” สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่มิควรละเลย คือความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของข้อเข่า เริ่มเสียแต่วันนี้ เพื่อป้องกันการเกิดข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ท่าออกกำลังกายลดต้นขา ยกกระชับก้น
ท่าออกกำลังกายลดต้นขา /  ลดต้นขา / 

ท่าออกกำลังกายลดต้นขา ยกกระชับก้น เรื่องท่าออกกำลังกายสำหรับการลดต้นขา ควรทำควบคู่กับการควบคุมอาหารและการการคาร์ดิโอ ทำอย่างใดอย่างนึงอย่างเดียวก็จะสำเร็จได้ยาก เพราะความจริงก็คือเราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ จะต้องลดไขมันมวลรวมของร่างกาย โดยการลดการรับพลังงานส่วนเกิน ไขมัน และออกกำลังกายบริหารเพื่อกระชับสัดส่วนบริเวณที่มีปัญหา ซึ่งท่าออกกำลังกายชุดนี้จะช่วยยกกระชับส่วนของก้น และต้นขา แนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และคอยจดบันทึกจำนวนครั้งและสามารถเพิ่มน้ำหนักแรงต้านได้ตามความแข็งแรงของร่างกาย สำหรับมือใหม่อาจเล่นด้วยตัวเปล่าๆก่อน เมื่อพัฒนาและแข็งแรงพอจึงเพิ่มการถือขาวบรรจุน้ำ ดัมเบลหรือบาร์เบลได้ ข้อดีของการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาคือเราสามารถเผาผลาญพลังงานได้เยอะกว่าการบริหารส่วนอื่นๆของร่างกาย เนื่องจากขานั้นเป็นกล้ามเนื้อมัดที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายจึงใช้พลังงานในการออกแรงสูงกว่านั่นเอง Plank Leg Lift ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่านนี้เหมือนได้สองต่อ ทั้งส่วนแกนกลางลำตัว หลังส่วนล่าง ก้น และต้นขา โดยเริ่มที่ท่า plank โดยตั้งลำตัวให้ตรง แขนงอเล็กน้อยไม่ ไม่โกงตัว หรือแอ่นหลัง จะได้ความรู้เกร็งที่แกนกลางลำตัว ขาตึงและเกร็งก้นไว้ ยกขาข้านึงขึ้นเป็นเเนวตรง ค่อยๆทำช้าๆ เพราะจะได้ผลไม่ได้ผลอยู่ที่จังหว่ะการยก จะรู้สึกตึงที่โคนขาและต้นขา ค่อยๆวางลง ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ Side Leg Lifts with Knee to Chest ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่านี้ถือเป็นการออกเป็นชุด จะได้ส่วนของ ก้น ต้นขา และ เอว โดยเริ่มที่ท่านอนตะแคงมือจับที่ใบหูไม่ช้อนไม่กดต้นคอ แขนอีกข้างค้ำพื้นเป็นหลักไว้ จากนั้นยกขาที่อยู่ด้านบนขึ้นโดยให้กดปลายเท้างุ้มลงเพื่อเพิ่มการเกร็งกล้ามเนื้อ จากนั้นดึงเข่าเข้าหาหน้าอกให้ได้มากที่สุด เเล้วถีบออกพร้อมยกขึ้นด้านบน แล้วค่อยๆวางขาลงสู่ท่าเริ่มต้น พยายามดึงจัวหว่ะให้ช้า เพื่อให้เกร็งกล้ามเนื้อได้อย่างเต็มที่ ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ Lunge Knee Hops ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่าชุดนี้เป็นการผสมระหว่าง lunge เข้ากับการกระโดด การทำท่านี้เหมือนได้ 2 เด้ง ทั้งกล้ามเนื้อต้นขา ก้น และได้เผาผลาญพลังงานไปในตัว เรียกได้ว่าได้เหงื่อได้หอบกันเลยทีเดียว โดยเริ่มต้นที่ยืนตรง แยกเท้าออกความกว้างเท่าสะโพก จากนั่นก้าวขามาด้านหน้า แล้วย่อตัวลงตรงๆ สังเกตุให้หัวเข้าไม่แหลมชี้เลยปลายเท้า เท้าที่อยู่ด้านหลังเปิดส้นเท้าขึ้น จังหว่ะต่อมาต่อเนื่องกันคือ ก้าวเท้าหลังตามขึ้นมาเเทงเข่าขึ้นให้สูงที่สุด แกว่งเข่นเป็นจังหว่ะ พร้อมเขย่งปลายเท้าหรือ กระโดดขึ้นเบาๆ สำหรับมือใหม่อาจจะไม่ต้องกระโดดเเค่เขย่งปลายเท้าขึ้นเป็นพอ จากนั่นวางเท้าด้านหลังที่ตำแหน่งเดิม นับเป็น 1 ครั้ง ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ พยายามทำต่อเนื่องให้ได้จะได้ผลดีขึ้น Body Weight Squat ทำ 15-20 ครั้ง 2-3 เชต ท่าไม้ตายเพื่อขาเรียวและก้นสวยที่นักฟิตเนสทั่วโลกแนะนำ Squat หรือลุกนั่ง หรือใครจะเรียกแทงกบก็ได้ เป็นท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อก้นและต้นขากระชับ ทำง่ายได้ผลดี โดยสามารถทำเเบบตัวเปล่าไม่ใช่อุปกรณ์ หรืออาจเพิ่มความหนักด้วยการถือดัมเบลและแบกบาร์เบลก็ได้ สำหรับ Body Weight Squat เหมาะสำหรับมือใหม่สำหรับเรียนรู้การจัดร่างกายให้ผลและโดนส่วนที่ต้องการ โดยท่าเเรกจะเริ่มที่ท่ายืนตรง เยียดแขนมาด้านหน้า หรือประสานมือเตะที่ไหล่ยกศอกทั้งสองชี้มาด้านหน้าเหมือมัมมี่ เพื่อให้เราไม่ห่อไหล่หรืองอตัว กางขาออกเท่าช่วงหัวไหล่ หรือกว้างกว่าเล็กน้อยปลายเท้าเป็นไปตามท่ายืนปรกติ จากนั่นค่อยๆย่อตัวลง ลักษณะเหมือนจะนั่งลงบนเก้าอี้ โดยสังเกตุไม่ให้หัวเข่าแหลมเลยปลายเท้า แอ่นอกเล็กน้อยให้หลังเป็นเเนวตรง พยายามดึงตัวมาด้านหลังและน้ำหนักของร่างกายลงที่ส้นเท้า ช่วงฝึกใหม่ๆอาจจะมีความรู้สึกว่าจะหงายไปด้านหลังต้องค่อยๆปรับสมดุลกันไป เกร็งท้องช่วยเพื่อไม่ให้ปวดที่หลัง เมื่อลงจนสุดจนรู้สึกตึงที่หน้าขา ให้หยุดค้างไว้นับ 1-5 ในใจ แล้วค่อยๆยกตัวขึ้นเข้าสู่ท่ายืน พยายามดึงจังหว่ะให้ช้าๆเนิ่บๆ และหายใจเป็นปรกติ อย่ากลั้นหายใจ Curtsy Lunges ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต เป็นท่าในกลุ่ม lunge อีกท่าที่ได้ผล และหากต้องการให้ได้ผลไวขึ้นแนะนำให้ถือขวดบรรจุน้ำหรอดัมเบลเพื่อเพิ่มแรงต้าน โดท่านนี่จะได้กล้ามเนื้อต้นขา ก้น และ เอว โดยเริ่มที่ท่ายืนตรง หน้าตรงไปข้าหน้า แยกขาออกเท่าช่วงสะโพก จากนั้นดึงขาข้างนึง ไคว้มาด้านหลังพร้อมย่อตัวลง ลักษณะเหมือถอนสายบัว พยายามดึงขาไปให้ไกลที่สุดในขณะที่ หน้าและหลังยังตรงอยู่ จากนั้นดึงขากลับมาที่เดิมในท่าเริ่มต้น และสลับขาทำตามขั้นตอนเหมือนกัน โดยทำสลับซ้าย-ขวา นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 12-15 ครั้ง นับเป็น 1 เซต พยายามดึงจังหว่ะให้ช้าๆเนิ่บๆ และหายใจเป็นปรกติ อย่ากลั้นหายใจ ที่มา : LOVEFITT

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว
สุขภาพ /  เซ็กส์

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว    ถ้าพูดกันตรงๆ เปิดใจกันแฟร์ๆ สำหรับหนุ่มๆ เราแล้ว เรื่องเซ็กส์นี่เรื่องสำคัญเลยนะ แต่เราจะไม่ค่อยกล้าพูดกัน เพราะพอเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ที่ไร คนก็มักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดไม่ได้ เข้าข่ายโรคจิต ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แถมการมีเซ็กส์สามารถสร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว 1. ช่วยให้ไม่เครียด การมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยทำให้เราไม่เครียด หรือหากถ้าเราเครียดอยู่แล้วก็จะหายไป เพราะหลังเสร็จสิ้นการลงสมรภูมิรัก ร่างกายจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมาทำให้เรารู้สึกดี สบายคลายเครียด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราเกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณและจิตใต้สำนึกก็จะบอกตัวเองอยู่เช่นนั้น เมื่อเราสามารถมีเพศสัมพันธ์ และทำการได้สำเร็จ สมองก็จะมีความสุข เพราะเหมือนได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ลุล่วง 2. เพิ่มภูมิต้านทาน ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างต่ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณของ lgA (ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งพบมากในน้ำลาย) จะเพิ่มสูงขึ้น จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าเก่า ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นไข้หวัดง่าย 3. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีงานวิจัยระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที สามารถช่วยเบิร์นได้ถึง 85 แคลอรี แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะ ยิ่งเบิร์นได้ถึง 125 แคลอรีเลย ช่วยเบิร์นได้มากกว่าการปั่นจักรยานในฟิตเนสซะอีกนะเนี้ย 4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบลดน้อยลง เพราะในขณะปฏิบัติการ หัวใจจะเต้นเร็วเหมือนตอนที่เราออกกำลังกายเลย แล้วก็เครียดน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนดีขึ้น เคยมีงานวิจัยบอกว่าคนสูงอายุที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่ การเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่หยุดการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วด้วย  5. สุขภาพจิตดี เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ ขี้โรค เป็นที่ต้องการของคนอื่น เลยจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย สบายใจ เรียกว่าการมีเพศสัมพันธ์นี่ ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราดีขึ้นโดยรวมเลย 6. ช่วยลดการเจ็บปวด ถ้าเราเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกาย การมีเพศสัมพันธ์เป็นยาขนานเอก ที่ช่วยแก้ปวดได้ดีเลยละ ยกตัวอย่างถ้าเราปวดฟันอยู่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ ความปวดนั้นจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาให้เรารู้สึกดี สบายมากขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลบความเจ็บปวด ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงนั่นเอง 7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เพราะ ถ้าร่างกายไม่ได้หลังสเปิร์มออกมา มันจะดูดซึมกลับเข้าไปแล้วค่อยผลิตออกมาใหม่ จึงส่งผลอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วการไม่ได้ปลดปล่อยจะทำให้เราเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งเหมือนกัน 8. เกิดการกายบริหาร ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนเอวสักเท่าไหร่ การมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ คือการกายบริหารช่วงเอวที่ดีที่สุด แถมส่งผลดีไปถึงระยะยาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้วหกล้ม ก็จะไม่สะโพกหักได้ง่าย 9. นอนสบาย หลับสนิท หลักๆ เลย ก็เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยคลายความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่ก็จะคลายตัว แล้วพอร่างกายทั้งภายนอกและภายในพร้อม คุณเลยหลับได้สนิท ฝันหวานไปเลย           เห็นไหมว่า การมีเพศสัมพันธ์มีประโยชน์มากมายเลย ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟิตปั๋ง ด้วยการทานอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงสิ่งที่จะมาบั่นทอนสุขภาพซะ แล้วจะสุขภาพแข็งแรง มีเซ็กส์ที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นไปอีกไงล่ะ ที่มาจาก สุขภาพดี

นึกว่าจะเครียด ปาเกียวซ้อมชิวๆอำอยากขึ้นชกกับกับถิรชัย
"เจ้าขาว" ถิรชัย กระทิงแดงยิม /  "แพ็คแมน" แมนนี่ ปาเกียว / 

ความเคลื่อนไหวของ “เจ้าขาว” ถิรชัย กระทิงแดงยิม เจ้าของแชมป์มวยโลกพาบา รุ่นเวลเตอร์เวท ที่ได้รับเลือกให้ไปเป็นคู่ลงนวม แมนนี ปาเกียว ยอดมวยโลกแดนตากาล็อก ที่เมืองเจเนอรัลซานโตส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีกำหนดลงนวมมื้อแรก 12 พ.ย.นี้  ก่อน “แพ็คแมน” จะมีโปรแกรมจะขึ้นชิงแชมป์ “ว่าง” องค์กรมวยโลก อินเตอร์ รุ่นเวลเตอร์เวต กับ แบรนดอน ริออส ที่เขตปกครองพิเศษมาเก๊า ในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย.นี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา “เสี่ยเอี๊ยง” ทวีสิน เหล่าสุวรรณวัฒน์ ฝ่ายต่างประเทศ แกแล็คซี่ โปรโมชั่น ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะในการเดินทางไปเป็นคู่ซ้อม "แพ็ตแมน" ในครั้งนี้ ได้รายงานมาว่า ทางทีมงานปาเกียว ได้นัดถิรชัย ให้ไปวิ่งซ้อมด้วนกันตอนตี 5 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งทางถิรชัยได้ไปถึงสนามกีฬาประจำเมืองในเวลาตี5 ครึ่ง เพื่อรอปาเกียวจะมาวิ่งในช่วง6โมง เมื่อ "ปาเกียว" เดินทางมาถึงประมาณ 6 โมงเช้า พร้อมทีมงานอีกกว่า20ชีวิต เพื่อนสนิทของปาเกียวได้เดินมาบอกกับ "เจ้าขาว" ว่า "ไม่ต้องตื่นเต้น เวลาปาเกียวทำอะไรให้ทำเลียนแบบเลย ปาเกียวเค้าชอบ" พอได้ยินก็ทำให้ทีมงานสบายใจ เพราะตอนแรกก็กลัวๆว่าถิรชัยจะไปวิ่งแข่ง ก็เกรงว่าปาเกียวจะรำคาญ อย่างไรก็ตามจนท้ายที่สุดแล้ว เจ้าขาว ถิรชัย สามารถอยู่ได้จนจบการซ้อมในรอบเช้า ทั้งการวิ่ง การเล่นสเต็ป กายบริหาร ทั้งหมดใช้เวลา2ชั่วโมงแบบไม่มีหยุดพัก ทำเอาปาเกียวพอใจ และเอ่ยปากว่าชอบถิรชัยเอามาก ๆ อีกทั้งปาเกียวยังถอดเสื้อแล้วโบกมือเรียกถิรชัยให้มาถ่ายรูปด้วย พร้อมกับหยอกล้อเล่นๆว่า นี่คือคู่ชกคนต่อไปของเค้า แต่เท่านั้นยังไม่พอ ปาเกียว ยังยกมือไหว้แล้วพูด "ขอบคุณคับ สวัสดีคับ" แล้วร้องเพลงชาติไทยให้ฟังอีกด้วย ทำเอาทีมงานทุกคนยิ้มหัวเราะกันอย่างผ่อนคลาย ทั้งนี้ทางถิรชัยจะมีโปรแกรมลงนวมกับปาเกียวในวันพรุ่งนี้ 12 พ.ย. โดยจะขึ้นยกกันเพียง2 ยกเท่านั้น และเจ้าขาวจะอยู่ซ้อมกับแพคแมนไปจนถึงวันที่ 16 พ.ย.นี้ ก่อนจะมีคิวป้องกันแชมป์พาบารุ่นเวลเตอร์เวต พบกับ "คานัท คาลเทน บาเยฟ" รองแชมป์จากคาซัคสถาน ในศึกยอดมวยโลกกระทิงแดง-เมืองละโว้ ต้านภัยยาเสพติด ที่สนามมวยชั่วคราววิทยาลัยเทคโนโลยีละโว้ อ.เมือง จ.ลพบุรี ในวันอังคารที่ 26 พ.ย.นี้ ขณะที่ในช่วงเย็นหลังการซ้อมแมนนี่ เดินเข้ามาบอกว่าชอบถิรชัย ให้อยู่นานๆแล้วจะช่วยกันสอนให้ จากนั้นผู้ช่วยเค้าเดินมาบอกว่าไฟท์หน้าน่าจะมีโอกาสสูงที่เอาถิรชัย จะได้ต่อยร่วมรายการแมนนี่ อนึ่ง คู่ลงนวมปาเกียวขณะนี้ มีอยู่3คน ได้แก่ แดน นาซาริโน่,นักมวยจากไอซ์แลนด์ และ ซูชิหมิง (จีน)

ปวดคอ แบบไหนส่ออันตราย
ปวดกล้ามเนื้อ /  ปวดคอ / 

อาการปวดบริเวณต้นคอ บ่า สะบัก เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเกิดอาการลักษณะนี้มาก่อน และบางรายหาทางออกด้วยการใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง มากน้อยแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็หวนกลับมาเป็นอีก บางรายปวดเรื้อรังจนแยกไม่ออกว่าเป็นแค่ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดเพราะสาเหตุอื่น อาการปวดคอพบได้ในคนหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานในสำนักงาน หรือชาว Office นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือพิมพ์แป้นพิมพ์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ เป็นสาเหตุของอาการปวดคอที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์บ่อยมาก อาจปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือปวดเรื้อรัง ถ้าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อจะไม่ค่อยก่อปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าปวดรุนแรงมากเพราะหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณกระดูกต้นคอเสื่อม แล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาท หรือไขสันหลัง อาการปวดชนิดนี้นับว่าเป็นอันตราย รู้จักหมอนรองกระดูก คอและหลังของคนเราจะประกอบด้วยกระดูกสันหลังหลายๆ ข้อมาต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีอวัยวะชนิดหนึ่งคั่นอยู่เรียกว่า หมอนรองกระดูก ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ วงรอบนอกจะมีลักษณะเป็นวงแหวนที่มีความหยุ่น เหนียว คล้ายยางรถยนต์ และใจกลางวงแหวนนี้จะมีลักษณะเป็นเหมือนเจลใสๆ ทั้งหมดมีหน้าที่รับแรงกระแทกและมีความยืดหยุ่นในตัว ทำให้เราเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น นอกจากพฤติกรรมใช้งานคอและหลังแบบผิดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมแล้ว อายุที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุของหมอนรองกระดูกเสื่อมเช่นกัน เพราะภาวะนี้เป็นการเสื่อมตามธรรมชาติ เมื่ออายุเกิน 30 ปี โปรตีนที่อยู่ในเจลซึ่งอยู่ข้างในหมอนรองกระดูก รวมถึงวงแหวนรอบนอกจะเริ่มเสื่อม อีกทั้งยังสูญเสียความยืดหยุ่นและคุณสมบัติการรับแรงกระแทก ทำให้เวลาขยับตัว กระแทก หรือใช้งานมากๆ จะทำให้วงแหวนที่อยู่รอบๆ เจลดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่ยึดระหว่างข้อต่อแต่ละข้อเปื่อยยุ่ยและฉีกขาดในที่สุด จนเนื้อของหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนไปข้างหลัง เบียดอวัยวะสำคัญที่คอ คือไขสันหลังที่ต่อมาจากสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย หรือเส้นประสาท ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อน จนทำให้ความแข็งแรงในการยึดกันของข้อกระดูกสันหลังลดลง ร่างกายจะพยายามสร้างหินปูน หรือสร้างเนื้อเยื่อโดยรอบข้อต่อให้หนาตัวมากยิ่งขึ้น จะยิ่งทำให้มีการกดทับช่องไขสันหลังมากขึ้น ระยะแรกอาจแยกไม่ออกว่าอาการปวดคอนั้น เป็นอาการปวดทั่วๆ ไป หรือปวดเพราะหมอนรองกระดูกเสื่อม แต่สามารถสังเกตได้โดย ถ้าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อจะมีอาการเมื่อใช้งาน พอได้พักอาการจะดีขึ้น แต่กรณีที่เป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม แม้จะพักผ่อนแล้วอาการไม่ค่อยจะดีขึ้น ยังคงปวดต่อเนื่อง อาการปวดคอแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่มีอาการปวดคออย่างเดียว ปวดมาถึงบ่าและสะบัก กลุ่มนี้ถึงแม้จะรักษาค่อนข้างง่าย แต่ก็เป็นอันตรายหรือภัยเงียบด้วยเช่นกัน เพราะผู้ป่วยคิดว่าไม่อันตรายจึงไม่มาพบแพทย์ แต่ความจริงแล้วควรมาพบแพทย์เพื่อแยกว่าเป็น Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับเส้นประสาท มีอาการแสดงคือ ปวดร้าวลงแขนไปจนถึงมือร่วมกับอาการชา รายที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ยกไหลไม่ขึ้น ขยับนิ้ว หรือกระดกข้อมือไม่ขึ้น นอกจากนี้ หากมีการกดทับเส้นประสาทที่ทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนใด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นลีบลงด้วย บางครั้งอาจลีบถาวร ถึงแม้จะทำการผ่าตัดแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้เมื่อทำการรักษาโอกาสหายมีมากกว่ากลุ่มที่หมอนรองกระดูกเสื่อมที่ไปกดทับไขสันหลัง กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง กลุ่มนี้จะมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจน ทำให้กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยอาจมีประวัติปวดคอเรื้อรัง ร่วมกับปวดลงแขนหรือลงขา หรือมีอาการชาร่วมด้วย ไปจนถึงมีอาการอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อบางส่วนเจ็บ กล้ามเนื้อมือลีบ หยิบจับของเล็กๆ หรือใช้มือทำงานที่ละเอียด เช่น กลัดกระดุม ผูกเชือกรองเท้าไม่ถนัด ตลอดจนมีอาการของการเดินเซ สูญเสียการทรงตัวที่ดีไป อาจมีอาการจนถึงขั้นควบคุมระบบการขับถ่ายได้ลำบาก ในอดีตกลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง จะทำการรักษาค่อนข้างลำบากและมีความเสี่ยงสูง เพราะระยะห่างระหว่างไขสันหลังกับหมอนรองกระดูก หรือหมอนรองกระดูกกับเส้นประสาทห่างกันประมาณ 1 มิลลิเมตร หรือไม่ถึงมิลลิเมตร แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย มีการนำเครื่องมือที่ดีมาช่วยในการผ่าตัดให้มีความแม่นยำและมีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยใช้กล้องขยายที่เรียกว่า “ไมโครสโคป” (Spine microscope) หลักการเหมือนกล้องจุลทรรศ์ที่นักเรียนใช้ดูจุลินทรีย์ในห้องทดลอง เป็นการส่องอนุภาคเล็กๆ ให้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจน นำมาสู่ความแม่นยำ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด ส่วนผลการผ่าตัดถ้าแก้ไขตรงจุดหรือไม่ปล่อยจนอาการเลวร้ายจนเกินไป ผลการผ่าตัดจะดี อาการปวด อาการชาจะหายไป และกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้ วิธีป้องกันและบรรเทาอาการปวดคอ ควรทำกายบริหารโดยพยายามออกกำลังกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบคอให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบริเวณคอเลย สามารถบริหารกล้ามเนื้อคอได้โดยการยืดและการเกร็งกล้ามเนื้อ ดังนี้ 1. การยืดกล้ามเนื้อ ก้มให้คางชิดอกค้างไว้ นับ10 วินาที แล้วเงยหน้าขึ้นในทิศทางตรงข้ามค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันแต่ให้หันหน้าและเอียงศีรษะไปในทิศทางซ้ายและขวา ค้างไว้ข้างละ 10 วินาที เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อให้มีการเคลื่อนไหว 2. การเกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความทนทานให้กล้ามเนื้อคอ ด้วยการเอามือดันศีรษะไว้ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็พยายามเกร็งคอเพื่อต้านแรงดันจากมือที่ดันศีรษะไว้ ให้ทำทุกทิศทางทั้งดันขมับด้านซ้ายและขวา หน้าผากและท้ายทอย การทำเช่นนี้จะช่วยให้คอได้ออกกำลังกาย ผู้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอ ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าอาการที่เป็นรุนแรงถึงขั้นเป็นหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลัง บางครั้งมาพบแพทย์เมื่อสาย ตอนที่โรคเป็นมากแล้ว ด้วยอาการเสียการทรงตัว หรืออาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย ควบคุมความสมดุลของร่างกายไม่ดี หกล้มง่าย หรือใช้มือทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้ เพราะควบคุมความละเอียดของกล้ามเนื้อไม่ได้ เป็นต้น จึงไม่อยากให้ประวิงเวลาในการมาพบแพทย์ เพราะคิดว่าอาการปวดคอที่เป็นๆ หายๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่อันตรายอะไร แล้วรอจนเป็นมากแล้วถึงมาพบแพทย์ อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาได้ ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี

10 วิธี ดูใจ ก่อนเป็นแฟน
คู่รัก /  ดูใจ / 

10 วิธีดูใจก่อนเป็นแฟน ความฝันและความปรารถนาของว่าที่แฟนเป็นอย่างไร แล้วที่เจอแล้วน่ะนิสัยตรงสเปกไหม? . . ...   1.ถ้าชายใดอยากได้แฟนเป็นแม่บ้านแม่เรือน และเป็นฝ่ายรับเหมางานบ้านไปรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว หนุ่มๆ ก็ควรสังเกตเอาก็ได้ ว่าสาวที่เขาคบหาอยู่ เธอชอบงานบริการสมาชิกในครอบครัวเป็นชีวิตจิตใจรึเปล่า ไม่ใช่รักที่จะเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน ตลอดเวลา ก็คงอุทิศชีวิตให้กับอาชีพการงานมากกว่าตรงข้าม หากคุณเป็นหญิงที่ปรารถนาคู่ครองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง แต่ไอ้ที่มีอยู่ดูแล้วไม่ค่อยอยากรับผิดชอบอะไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรับผิดชอบไม่ได้ เช่น เสื้อผ้าใส่แล้วก็ทิ้งกองไว้เป็นเดือน หรือจานชาม กินแล้วก็ทิ้งไว้จนแมลงสาบแทะล่ะก็ จะยอมเสี่ยงเลือกคนนี้ เป็นแฟนไหมล่ะ . ...   2. ให้ความสำคัญกับวันสำคัญของเราไหม เช่น ครบรอบวันที่สารภาพรักครั้งแรก, วันคล้ายวันเกิด, จูบครั้งแรก หรือวันออกเดทแรก เหล่านี้ถือเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับผู้หญิง และเธอก็คาดหวังว่าแฟนก็ควรจำได้ด้วย แม้จำได้ไม่หมดแต่จำได้ บ้างก็ยังดี เพราะงี้ถ้าคุณเป็นฝ่าย "ไม่เอาไหน" ในเรื่องความจำ แต่ดันไปรักไปชอบกับคนจำแม่น จำเก่งล่ะก็ ถ้ายังไปกันรอดก็เชื่อเค้าเลย แต่ถ้ารีบปรับตัวก็ยังพอทำเนา . ...   3. สุขภาพเป็นอย่างไร คนที่คุณชอบพออยู่นั้น มีปัญหาสุขภาพด้านใดอยู่หรือเปล่า ? เช่น เป็นมะเร็ง, เป็นลูคิเมีย หรือเป็น เอดส์ไหม ถ้ารู้ล่วงหน้าจะได้หาทางช่วยเหลือได้ทัน แต่หากเป็นเอดส์นี่ก็น่าคิดนะว่ายังควรจะเอามาทำแฟนอีกเหรอ อย่าว่าแต่เอดส์เลย ที่ควรระวัง เพราะแม้แต่โรคซิฟิลิส หรือโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ควรถอนตัวไปซะเถอะ แต่ถ้าไม่สบายอย่างอื่น เช่น เจ็บคอเป็นหวัดอะไรเงียะ ควรประคบประหงมดูแลต่อไป คนเราลองจะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากของกันและกันก็ควรเอาใจใส่หน่อย . ...   4. ประวัติครอบครัวเป็นไงบ้าง คนที่คุณชอบพอนั้น เค้ามีความรักความผูกพันหรือขัดแย้งกับใครเป็นพิเศษ ในครอบครัวหรือเปล่า? สมาชิกในครอบครัวของเค้าลงรอย กันไหม? ถ้าไปเจอคนที่สมาชิกในครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกันดี ก็น่าจะส่อเค้าที่ดีว่า เค้าน่าจะเป็นคนรักครอบ-ครัว และให้ความสำคัญของครอบครัวนะ ว่าแต่ต้องตรองดูเหมือนกันนะว่า ครอบครัวไหนที่เค้ารักมากกว่ากัน เอ๊ะ จะเป็นครอบครัวเดิม หรือครอบครัวใหม่ที่คุณทั้งคู่กำลังจะเริ่มต้นด้วยกัน . ...   5. ความเลื่อมใสและศรัทธา พอจะไปกันได้ไหม เชื่อไหมว่า แม้คนที่มีความแตกต่างกันสุดขั้ว แต่ถ้าเปิดใจกว้างและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน คู่รักคู่นั้น ก็สามารถครองรักกันได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน เหตุนี้ ถ้ายังมีอะไรที่เข้าใจไม่ตรงกัน ก็ควรคุยกันก่อนจะได้ไม่เสียใจทีหลัง . ...   6. ชอบและไม่ชอบอะไรบ้างสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหนที่คนที่คุณแอบรักชอบบ้างน้า? จะได้ดอดไปเที่ยวกันสองต่อสองไง หรืออาหารจานเด็ดประเภทใดที่เราชอบเหมือนๆกัน จะได้ หิ้วกันไปดื่ม ดริงก์ เจี๊ยะจ๊าบกันให้อร่อยเหาะสักที ถ้าชอบอะไรคล้ายกันมันก็ดีไปอย่าง เพราะจะได้ไปไหนมาไหนหรือมีกิจกรรมร่วมกันดีออกแต่ถ้ามีที่ชอบไม่เหมือนกัน ก็อย่าได้ถอดใจตีจากกันไปซะก่อน เพราะบางทีการเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบต่างกันอาจส่งผลดีกว่าในแง่ที่จะได้เปิดโลกทัศน์ ใหม่ๆก็ได้นะ . ...   7. งานอดิเรกชอบทำอะไร เค้าชอบทำอะไรยามว่างบ้างล่ะ ดูหนังฟังเพลง หรือชอบไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ แล้วช็อปปิ้งไปด้วย หรือนิยมไปออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายที่โรงยิมหรือฟิตเนส บางคนชอบไปเล่นตีแบด หรือหวดลูกสักหลาดก็ขึ้นอยู่กับความถนัด งานอดิเรกเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยบอกให้รู้ได้ว่า คุณกับเค้าจะไปกันได้ไหม? . ...   8. ความต้องการทางร่างกาย เค้ามีแรงขับทางเพศแบบนักรักบันลือโลก หรือแบบขันทีที่ไม่ค่อยอยากร่วมรัก (แต่เอ บางคนอาจมีอารมณ์เยอะ ทว่า ไม่ค่อยได้ออกกายบริหารก็ได้นะ) กันแน่? ซึ่งแรงสิเน่หาอยากร่วมรักนี่แหละเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาชั่งใจกันให้ถี่ถ้วน เพราะถ้าเค้าเซ็กซ์จัดเหลือเกิน วันๆเอาแต่คิดถึงเรื่องหลีสาว แถมยังสะสมวีซีดีเอ็กซ์ไว้เพียบ ตรงข้าม คุณกลับเฉยๆชาๆกับความต้องการในด้านนี้ ขืนจับคู่กันระวังจะเกิดความ ไม่สมดุลทางเพศได้นะ หรือถ้าคุณเป็นจอมหื่น แต่เค้าไม่ชีกอแถมยังไม่ปึ๋งปั๋งปรู๊ดปร๊าด ก็ยากที่จะไปกันได้ดี เฮ้อ! มีรักทั้งทีก็กลับมีเรื่องเซ็กซ์มาขวางซะได้ . ...   9. การวางแผนครอบครัวก่อนไหม เอ๊ะ ถ้าร่วมหัวจมท้ายกันไป เราจะรีบมีลูกหรือชะลอไว้ก่อน เมื่อไหร่ที่พร้อมในด้านทรัพย์สมบัติค่อยเลิกคุมกำเนิดก็ได้นี่ ของพรรค์นี้ถ้าคุยกันอย่างเปิดใจก่อนก็น่าจะดี ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวคงได้ทะเลาะกันจนต้องเลิกราไปตามกรรมใครกรรมมันหรอก . ...   10. การสมรส ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะเป็นฝั่งเป็นฝาซะที แล้วคนที่คุณคบอยู่ตอนนี้เค้าเป็นคนที่ใช่แน่แล้วเหรอ? คุณมองเค้าแล้วเห็นอนาคตร่วมกันหรือเปล่า? ไม่ใช่ มองเห็นแต่ความว่างเปล่า หรือเต็มไปด้วยความไม่ พร้อมของทั้งคู่ ทั้งสองพร้อมจะรักและให้อภัยในความถูกมั่งผิดมั่งของกันและกันจริงนะ ถ้าในเมื่อยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้อยู่ ก็ขอให้เลือกด้วยหัวใจและใช้สมองติ๊ดนึง ขืนเบื่อกันทีหลังล่ะ .

Rola Takizawa รีวิว ใครจะมาแทนมิยาบิ?
AV /  มิยาบิ / 

‘มิยาบิ’ ประกาศแขวนเต้าในวัย 26 ปีเพื่อเอาดีด้านภาพยนตร์ คงเหลือไว้แต่งาน av หลายร้อยเรื่องให้ผู้ชมได้เสียน้ำตา และถวิลหาสรีระกลมกลึงได้รูปรวมถึงลีลารุกและรับอันเร่าร้อนของเอวีระดับไอดอลคนนี้ ในชีวิตนักแสดงสาวเอวี พวกเธอมักจะมีวันเวลาในวงการราว 4-5 ปี เริ่มจากการเปิดตัวในชิ้นงาน ‘เดบิวต์’ ที่อุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่เมืองปลาดิบกำหนดไว้ ว่านักแสดงผู้หญิงต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป เดบิวต์ถือเป็นงานที่มีความสำคัญ เพราะเป็นการประเดิมเปิดซิงของนักแสดงหญิงคนนั้นๆ ที่เธอยอมมีบทร่วมรักกับนักแสดงหนุ่ม ทั้งทางออรัล และสอดใส่ ทว่างานเดบิวต์ยังมีเอกลักษณ์ที่ภาพเบลอบริเวณจุดสงวนของนักแสดงโดยเฉพาะช่วงล่าง เปิดโชว์เฉพาะช่วงบน การเปิดตัวนี้เป็นการเช็กกระแสว่า นางเอกคนนี้มีเรตติ้งผู้ชมอย่างไร ทุกเดือน แต่ละค่ายล้วนมีแผ่นเดบิวต์ออกมา มีแฟนนานุแฟนติดตามเฉพาะกลุ่มและเป็นไฮไลท์ในร้านเซ็กซ์ช็อป แผ่นเดบิวต์มีจำหน่ายจำนวนจำกัด ทางค่ายจะไม่ผลิตเพิ่มเพื่อปลุกกระแสความฮิตของนางเอกคนนั้นๆ เมื่อนักแสดงคนนั้นดังแล้ว เดบิวต์ของเธออาจถูกประมูลในราคาสูงลิบ ชื่อของ ‘โรล่า ทาคิซาว่า’ (Rola Takizawa) เธอถูกถามถึงทันทีหลังจากงานเดบิวต์วางตลาดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Rola Takizawa มีลักษณะรูปร่างหน้าตาเหมือน Air Doll ตามรายงานบอกว่าเธอเป็นสาวลูกครึ่งญี่ปุ่น-ยุโรป เกิดปี 1992 สูง 172 เซนติเมตร และเธอสังกัดอยู่กับค่าย ‘PRESTIGE’ กระแสความแรงของ Rola Takizawa เกิดขึ้นจากคลิปในยูทูบที่มีการโพสต์ท่าทางต่างๆ ของเธอ แค่ยังไม่ได้ถอดอะไร ก็มีผู้ชมทะลุแสนวิวในเวลาอันรวดเร็ว ค่ายนี้ยังขยันปล่อยสกู๊ปต่างๆ ของนางเอกน้องใหม่ เช่น สอนแต่งหน้า เล่าเรื่องการเลือกซื้อชุดชั้นใน เลยไปถึงทำท่ากายบริหาร ถ่างขา โยกซ้าย โยกขวา เตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำงานชิ้นแรก เรียกว่าเห็นแค่นี้หนุ่มก็เคลิ้มแล้ว และเมื่อหนังเรื่องแรกของโรล่าออกมาให้ผู้ชมดูชัดๆ ทั้งลีลาท่าทาง การสะดีด-สะดิ้ง อากัปกิริยาเมื่อต้องกายชาย หลายคนลงความเห็นว่า เธอน่าจะเป็นตัวตายตัวแทนของมิยาบิ หรือมาเรีย โอซาว่า ได้ไม่ยาก รีวิวผลงานชิ้นแรก Rola Takizawa เนื้อหาในหนังเดบิวต์เรื่องนี้ เล่าเรื่องการเที่ยวของ Rola Takizawa กับผู้ชายหน้าตาเถื่อนๆ คนหนึ่ง เขาและเธอนั่งรถไปด้วยกัน ชวนคุยเรื่องโน่นนี่ โรล่าดูไร้เดียงสา เขินอายนิดๆ เมื่อถูกทาบทามให้ทำออรัลในรถ ในแผ่นนี้มี 2 ฉากใหญ่ ที่ผู้ชมได้เห็นการเปลือยเปล่าอล่างฉ่างของเธอ ฉากแรกเกิดขึ้นในโรงแรมที่มีห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ เธอถูกรีดอารมณ์สวาทด้วยไวเบรเตอร์ (อันเป็นขนบของหนัง av) อีกฉากที่จี๊ดมาก คือ Rola Takizawa ปลดเปลื้องเสื้อผ้าทำออนเซน อาบน้ำพุร้อนกลางธรรมชาติ อารมณ์ผ่อนคลายในตอนนี้ พาให้มือน้อยๆ ของเธอขยุกขยิก มาสเตอร์เบทบนก้อนหิน มีเสียงน้ำพุไหลกระทบผิวน้ำลอยปนมากับเสียงครางอ่อนๆ จากนั้นก็โพสท่ายั่วยวนขยุ้มหัวใจ ชายหนุ่มล่อนจ้อนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยผิวขาวซีดแบบสาวสวีดิชของเธอน่าจะทำให้ผู้ชมอารมณ์พลุ่งพล่านถึงความแปลกตา แต่นั่นก็ไม่เท่ากับเรือนหน้าที่สดใสอมชมพูเหมือนสาวแรกรุ่น ขี้เล่น ดูไม่ประสีประสาเรื่องเซ็กซ์ หากเทียบหน่วยต่อหน่วย เช่น ขนาดหน้าอกแล้ว มาเรีย โอซาว่า ยังนำอยู่ แต่ในหนังเดบิวต์ที่มีเสน่ห์เรื่องความประหม่า การตื่นกล้อง การเขินอาย Rola Takizawa ทำได้ดี และผู้ชมจะคอยเอาใจช่วยเธอ และเชื่อว่าไม่ช้าชั่วโมงบินจะเคี่ยวกรำให้เธอมีลีลาที่แพรวพราวเหมือนนางเอกรุ่นพี่ พาอารมณ์ผู้ชมเตลิดไปได้อีก อีก 6 เดือนข้างหน้าต้องกลับมาดูความห้าวหาญในลีลารักของสาวลูกครึ่งคนนี้อีกที ด้านเสียงตอบรับ แม้ผลงานเดบิวต์ออกมาได้ไม่ทันไร แต่โรล่าก็มีแฟนคลับแล้วนับพัน วัดจากหน้าแฟนเพจเฟซบุ๊คที่หนุ่มไทยคนหนึ่งทำไว้ให้มีสกอร์ไลค์สูงถึง 5,000 คน และคงไม่หยุดที่ตัวเลขนี้อย่างแน่นอน ตอนนี้แฟนๆ ของโรล่าคงรองานชิ้นที่ 2 ที่ 3 ของนางเอกเอวีหน้าใหม่คนนี้ที่ลุคของเธอนั้นน่าใช้เป็นที่พึ่งทางจินตนาการซะเหลือเกิน ด้วยความฮิตขนาดนี้ ทรัพย์สินทางร่างกายและเนื้องาน คงไม่ยากที่ทางค่ายจะปั้นเธอเพื่อไต่บัลลังก์ขึ้นเป็น ‘av Queen’ เพราะนักแสดงเอวีคนอื่นๆ ที่มีผลงานออกมาในขณะนี้ ผมคิดว่ายังไม่มีใครมีจุดเด่นหรือจุดขายที่เป็นสาวลูกครึ่งสไตล์ตุ๊กตายางใสปิ๊งแบบ Rola Takizawa เลยสักนางเดียว

Rola Takizawa รีวิว ใครจะมาแทนมิยาบิ?
AV /  maria ozawa / 

‘มิยาบิ’ ประกาศแขวนเต้าในวัย 26 ปีเพื่อเอาดีด้านภาพยนตร์ คงเหลือไว้แต่งาน av หลายร้อยเรื่องให้ผู้ชมได้เสียน้ำตา และถวิลหาสรีระกลมกลึงได้รูปรวมถึงลีลารุกและรับอันเร่าร้อนของเอวีระดับไอดอลคนนี้ ในชีวิตนักแสดงสาวเอวี พวกเธอมักจะมีวันเวลาในวงการราว 4-5 ปี เริ่มจากการเปิดตัวในชิ้นงาน ‘เดบิวต์’ ที่อุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่เมืองปลาดิบกำหนดไว้ ว่านักแสดงผู้หญิงต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป เดบิวต์ถือเป็นงานที่มีความสำคัญ เพราะเป็นการประเดิมเปิดซิงของนักแสดงหญิงคนนั้นๆ ที่เธอยอมมีบทร่วมรักกับนักแสดงหนุ่ม ทั้งทางออรัล และสอดใส่ ทว่างานเดบิวต์ยังมีเอกลักษณ์ที่ภาพเบลอบริเวณจุดสงวนของนักแสดงโดยเฉพาะช่วงล่าง เปิดโชว์เฉพาะช่วงบน การเปิดตัวนี้เป็นการเช็กกระแสว่า นางเอกคนนี้มีเรตติ้งผู้ชมอย่างไร ทุกเดือน แต่ละค่ายล้วนมีแผ่นเดบิวต์ออกมา มีแฟนนานุแฟนติดตามเฉพาะกลุ่มและเป็นไฮไลท์ในร้านเซ็กซ์ช็อป แผ่นเดบิวต์มีจำหน่ายจำนวนจำกัด ทางค่ายจะไม่ผลิตเพิ่มเพื่อปลุกกระแสความฮิตของนางเอกคนนั้นๆ เมื่อนักแสดงคนนั้นดังแล้ว เดบิวต์ของเธออาจถูกประมูลในราคาสูงลิบ ชื่อของ ‘โรล่า ทาคิซาว่า’ (Rola Takizawa) เธอถูกถามถึงทันทีหลังจากงานเดบิวต์วางตลาดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Rola Takizawa มีลักษณะรูปร่างหน้าตาเหมือน Air Doll ตามรายงานบอกว่าเธอเป็นสาวลูกครึ่งญี่ปุ่น-ยุโรป เกิดปี 1992 สูง 172  เซนติเมตร และเธอสังกัดอยู่กับค่าย ‘PRESTIGE’ กระแสความแรงของ Rola Takizawa เกิดขึ้นจากคลิปในยูทูบที่มีการโพสต์ท่าทางต่างๆ ของเธอ แค่ยังไม่ได้ถอดอะไร ก็มีผู้ชมทะลุแสนวิวในเวลาอันรวดเร็ว ค่ายนี้ยังขยันปล่อยสกู๊ปต่างๆ ของนางเอกน้องใหม่ เช่น สอนแต่งหน้า เล่าเรื่องการเลือกซื้อชุดชั้นใน เลยไปถึงทำท่ากายบริหาร ถ่างขา โยกซ้าย โยกขวา เตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำงานชิ้นแรก เรียกว่าเห็นแค่นี้หนุ่มก็เคลิ้มแล้ว และเมื่อหนังเรื่องแรกของโรล่าออกมาให้ผู้ชมดูชัดๆ ทั้งลีลาท่าทาง การสะดีด-สะดิ้ง อากัปกิริยาเมื่อต้องกายชาย หลายคนลงความเห็นว่า เธอน่าจะเป็นตัวตายตัวแทนของมิยาบิ หรือมาเรีย โอซาว่า ได้ไม่ยาก รีวิวผลงานชิ้นแรก Rola Takizawa เนื้อหาในหนังเดบิวต์เรื่องนี้ เล่าเรื่องการเที่ยวของ Rola Takizawa กับผู้ชายหน้าตาเถื่อนๆ คนหนึ่ง เขาและเธอนั่งรถไปด้วยกัน ชวนคุยเรื่องโน่นนี่ โรล่าดูไร้เดียงสา เขินอายนิดๆ เมื่อถูกทาบทามให้ทำออรัลในรถ ในแผ่นนี้มี 2 ฉากใหญ่ ที่ผู้ชมได้เห็นการเปลือยเปล่าอล่างฉ่างของเธอ ฉากแรกเกิดขึ้นในโรงแรมที่มีห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ เธอถูกรีดอารมณ์สวาทด้วยไวเบรเตอร์ (อันเป็นขนบของหนัง av) อีกฉากที่จี๊ดมาก คือ Rola Takizawaปลดเปลื้องเสื้อผ้าทำออนเซน อาบน้ำพุร้อนกลางธรรมชาติ อารมณ์ผ่อนคลายในตอนนี้ พาให้มือน้อยๆ ของเธอขยุกขยิก มาสเตอร์เบทบนก้อนหิน มีเสียงน้ำพุไหลกระทบผิวน้ำลอยปนมากับเสียงครางอ่อนๆ จากนั้นก็โพสท่ายั่วยวนขยุ้มหัวใจ ชายหนุ่มล่อนจ้อนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยผิวขาวซีดแบบสาวสวีดิชของเธอน่าจะทำให้ผู้ชมอารมณ์พลุ่งพล่านถึงความแปลกตา แต่นั่นก็ไม่เท่ากับเรือนหน้าที่สดใสอมชมพูเหมือนสาวแรกรุ่น ขี้เล่น ดูไม่ประสีประสาเรื่องเซ็กซ์ หากเทียบหน่วยต่อหน่วย เช่น ขนาดหน้าอกแล้ว มาเรีย โอซาว่า ยังนำอยู่ แต่ในหนังเดบิวต์ที่มีเสน่ห์เรื่องความประหม่า การตื่นกล้อง การเขินอาย  Rola Takizawaทำได้ดี และผู้ชมจะคอยเอาใจช่วยเธอ และเชื่อว่าไม่ช้าชั่วโมงบินจะเคี่ยวกรำให้เธอมีลีลาที่แพรวพราวเหมือนนางเอกรุ่นพี่ พาอารมณ์ผู้ชมเตลิดไปได้อีก อีก 6 เดือนข้างหน้าต้องกลับมาดูความห้าวหาญในลีลารักของสาวลูกครึ่งคนนี้อีกที ด้านเสียงตอบรับ แม้ผลงานเดบิวต์ออกมาได้ไม่ทันไร แต่โรล่าก็มีแฟนคลับแล้วนับพัน วัดจากหน้าแฟนเพจเฟซบุ๊คที่หนุ่มไทยคนหนึ่งทำไว้ให้มีสกอร์ไลค์สูงถึง 5,000 คน และคงไม่หยุดที่ตัวเลขนี้อย่างแน่นอน ตอนนี้แฟนๆ ของโรล่าคงรองานชิ้นที่ 2 ที่ 3 ของนางเอกเอวีหน้าใหม่คนนี้ที่ลุคของเธอนั้นน่าใช้เป็นที่พึ่งทางจินตนาการซะเหลือเกิน ด้วยความฮิตขนาดนี้ ทรัพย์สินทางร่างกายและเนื้องาน คงไม่ยากที่ทางค่ายจะปั้นเธอเพื่อไต่บัลลังก์ขึ้นเป็น ‘av Queen’ เพราะนักแสดงเอวีคนอื่นๆ ที่มีผลงานออกมาในขณะนี้ ผมคิดว่ายังไม่มีใครมีจุดเด่นหรือจุดขายที่เป็นสาวลูกครึ่งสไตล์ตุ๊กตายางใสปิ๊งแบบ Rola Takizawaเลยสักนางเดียว

เซ็กซ์เวลาไหนดีที่สุด ?
เซ็กซ์ /  สุขภาพเซ็กซ์

เซ็กซ์เวลาไหนดีที่สุด ? คำถามเรื่องเซ็กส์ หรือเวลาขณะร่วมรัก หรือแม้แต่เริ่มเวลาไหนดี เป็นคำถามฮิตติดลมบนเป็นอันดับต้น ๆ ก็ว่าได้ สำหรับคู่รักสามีภรรยา ก็ย่อมอยากให้คู่เชยของตัวเอง มีความสุขกับกามกิจมากที่สุด เขาว่าเป็นกิจวัตรที่จำเป็น เพราะส่งเสริมความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ ต้องเข้าใจว่าเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน หนึ่งคำถามน่ารู้ ของคนอยากรู้ แต่น่าสนใจ ที่ถามว่า “เซ็กส์เวลาไหน ดีที่สุด” ลองไปดูคำตอบของ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนต่อมไร้ท่อและการเจริญพันธ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กันดีกว่า “คำถามของคุณ เป็นปัญหาโลกแตกและตอบได้ยากมาก จึงขอตอบแบบฟันธงกันก่อนเลยนะว่า เซ็กส์ที่สุดนั้น เกิดจากการร่วมรักที่เป็นการยินยอมพร้อมใจกันโดยปราศจากความกังวล และไม่เป็นการบังคับใจที่จะมีเซ็กส์ และการจะเกิดความสุขสมจากการมีเซ็กส์นั้น จะต้องมีการเข้าอกเข้าใจกันช่วยเหลือกัน พูดคุยถึงความต้องการให้กันและกันที่อยากจะให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ท่าโน้นท่านี้ บางคนก็ชอบหลากท่วงท่าในแต่ละรอบ บางคนก็ชอบหลายๆ รอบติดๆ กัน บางคนก็ชอบเนิ่นนานนาบเนิบ ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เป็นรสนิยมร่วมกัน คราวนี้ก็คงจะมาถึงว่าแล้วเวลาไหนถึงจะดีคำตอบคงจะไม่มี แต่ขอให้ได้มีเซ็กซ์ ที่ใจตรงกันก็พอแล้ว” “จะเช้าตื่นขึ้นมาล้างหน้าไก่ หรือจะออกกายบริหารก่อนนอนก็โอเคนะ เพราะดีคนละอย่าง การมีเซ็กส์ก่อนนอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่สบายๆ ผ่อนคลาย หลังจากเลิกงานจึงสามารถที่จะอ้อยสร้อยเคล้าเคลียกันได้นาน สามารถที่จะร่วมรักได้โดยไม่รีบเร่งจนสุขสมแล้วก็ยังสามารถจะสวมกอดกันแนบแน่นต่อได้อีก หรือจะสุขสมจนหลับสนิทไปในอ้อมกอดของกันและกันและตื่นเช้าขึ้นมาในตอนเช้าอย่างสดชื่น ขณะเดียวกันการมีเซ็กส์ในตอนเช้า น้องชายก็มักจะแข็งตัวได้เต็มที่ เพราะไม่เหนื่อยมาจากงานและพักผ่อนตลอดคืน” “แต่เวลาของการมีเซ็กส์ก็จำกัด เพราะจะต้องไปทำงาน นอกจากจะมีเซ็กส์ตอนเช้าวันหยุดแบบนั้น ก็อาจจะไม่ต้องรีบร้อน แต่ถ้ามองว่าการทำอะไรด้วยเวลาที่จำกัดมันก็น่าตื่นเต้นท้าทายดี หรือชอบอะไรที่หวือหวารวดเร็วแบบไวไวควิกแล้วก็ ลองดูได้ไม่เห็นจะเสียหายอะไร สรุปว่าขอให้ได้มีก็แล้วกันเมื่อไรก็เมื่อนั้น” จะถูกใจคนอ่านหรือไม่ คงต้องลองดูเองแล้วล่ะ ที่มา : http://www.never-age.com

ปู ขยันฟิตหุ่น เซ็กซี่แต่พองาม
ปู ไปรยา

ช่างเป็นสาวสวยที่รักสุขภาพจริงจริ๊ง สำหรับ ปู ไปรยา สาวสวยเซ็กซี่หวานใจ โน้ต วิเศษ ที่แม้จะทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่เรื่องสุขภาพนางไม่เคยปล่อยปละละเลย ต่อให้ยุ่งแค่ไหนนางก็จะแบ่งเวลาไปออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม ก้นงอน นมเด้งอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วต้องบอกว่านางสวยเซ็กซี่หุ่นดีขยี้ใจชายจริงๆ เวลาใส่ชุดเกาะอกโชว์นม โชว์ทรวดทรงองค์เอวนางเลยเต็มที่ไม่มีกั๊กแต่ก็ไม่ใช่จะโป๊อล่างฉ่าง เรียกว่าเซ็กซี่ได้แต่พองาม ไม่งั้นเดี๋ยวโน้ตงอน!! ก็แหม...ฟิตหุ่นมาดีเลิศขนาดนี้ ก็ต้องโชว์บ้างอะไรบ้าง ชิมิปู ปู ไปรยา ปู ไปรยา

5 ข้อต้องรู้การ สร้างซิกแพ็คให้ชัด จะได้ไม่มโนออกกำลังผิดๆ
ซิกแพ็ค /  ฟิตเนส / 

5 ข้อต้องรู้การ สร้างซิกแพ็คให้ชัด จะได้ไม่มโนออกกำลังผิดๆ ทางเรามั่นใจว่าผู้ชายทุกคนต่างฝันที่จะมีซิกแพ็คกันทุกคน แต่การที่จะสร้างกล้ามท้องได้ออกมาแน่น ชัดเจนและก็ดูดีนั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องพูดกัน เพราะว่าการที่จะได้กล้ามท้องที่ชัดเจนั้นมันต้องทุ่มเทแรงกาย (และใจ) เป็นอย่างมาก กับการที่ต้องออกกำลังรีดไขมันออกไปจากสารร่าง ซึ่งเพราะเหตุนี้แหละเมื่ออยากที่จะได้กล้ามมาก แต่มันยากแบบนี้ คนเราจึงมีการหลอนตัวเองไง ว่าทำอย่างนู้นอย่างนี้แล้วจะทำให้กล้ามออกมาชัดเจน แต่บอกเลยว่าไม่ โนวๆๆๆ วันนี้ทาง Men.MThai เราเลยมาขอแจ้งแถลงไขถึง การออกกำลังกาย สร้างซิกแพ็คให้ชัด อย่างถูกต้อง จะได้ไม่มโนออกกำลังกายกันแบบมั่วๆ อีกต่อไป ซิตอัพบ่อย ไม่ได้ช่วยให้ซิกแพ็คขึ้นเร็วๆ เพราะว่าการที่จะมีกล้ามท้องให้ชัดเจนและสวยงาม เราต้องออกกำลังกายร่วมกับการจำกัดอาหารด้วย เพราะว่าการที่จะให้กล้ามท้องดูชัดเจนนั้นเราต้องให้ร่างกายมีไขมันต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ครับ ซึ่งวิธีการที่ช่วยให้การซิตอัพส่งผลดีสุดก็คือการทานผักผลไม้ควบคู่เพื่อลดไขมันนั่นเอง ออกกำลังกายบริหารหน้าท้องทุกวันไม่ได้ช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้น จากข้อที่แล้ว การออกกำลังกายที่หน้าท้องไม่ได้เป็นวิธีหลักในการสร้างกล้ามท้อง เพราะถ้าอยากจะให้ส่งผลอย่างดีควรที่จะทานผลได้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งการออกกำลังกายมันทุกวัน มันก็ยิ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของร่างกายครับ ให้เราออกกำลังกายแบบพอดีๆ จะดีกว่า กล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่างเป็นส่วนที่บริหารจนขึ้นรูปได้ยากกว่าส่วนอื่นๆ จึงมีท่าออกกำลังมากมายที่เชื่อว่าจะเน้นบริหารเฉพาะส่วน แต่ความจริงแล้ว กล้ามเนื้อของร่างกายต่างเชื่อมต่อกันทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่สามารถบริหารเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งได้แน่ๆ เล่นเวทก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถึงแม้การสร้างซิกซ์แพ็คที่สวยงาม จะอยู่ที่การเบิร์นไขมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่การบริหารร่างกายเพื่อให้ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โตจนเห็นชัดก็เป็นเรื่องที่สำคัญครับ ซึ่งการซิทอัพหรือลุกนั่งพร้อมดัมเบลหรือบาร์เบล จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแรง ได้รวดเร็วกว่าการซิทอัพและลุกนั่งเฉยๆ ซิตอัพไม่ได้เป็นท่าบริหารหน้าท้องสร้างซิกแพ็คอยู่ท่าเดียว เพราะว่ามันยังมีอีกหลายท่าอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Overhead Press, Squat, Deadlift หรือแม้แต่ท่าวิดพื้นก็ช่วยได้เช่นกัน นอกจากนั้น ซิตอัพยังทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลัง ทางที่ดีควรหาท่าอื่นๆ มาทำสลับกับซิตอัพ เพื่อจะได้สร้างซิกซ์แพ็คและถนอมกล้ามเนื้อหลังไปพร้อมๆ กัน การลดปริมาณน้ำในร่างกายไม่ช่วยให้คุณมีซิกซ์แพ็คได้อย่างแน่นอน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้น้ำ จะดึงน้ำที่สะสมไว้ในกล้ามเนื้อไปใช้ก่อนส่วนอื่นๆ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำได้ มีผลให้กล้ามเนื้อเล็กลงตามไปด้วย อีกทั้งไม่ได้ช่วยให้มีซิกซ์แพ็คอย่างที่เข้าใจกัน คุณจึงควรมุ่งมั่นควบคุมปริมาณไขมันจะดีกว่า Men.MThai เรียบเรียงเนื้อหา

ปวดหลังเรื้อรัง สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ปวดคอ /  ปวดหลัง / 

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า  โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อยๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะมีการตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว  แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้  ซึ่งที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการ ปวดหลังเรื้อรัง เพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานช่วงอายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี  สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปวดหลัง เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป  ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้า ซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากหรือปวดน้อยขึ้นอยู่ว่ากดมากหรือน้อยเป็นสำคัญ ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง  เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังและร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษา ส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด  แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็ง และบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทคือการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี ในช่วงเวลาทำงานโดยการหลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน เป็นระยะเวลานานๆ หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ลดน้ำหนักให้สมดุลกับร่างกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

แพทย์เตือน! บริหารต้นคอ ระวังอัมพฤกษ์ นวดกดเส้น อาจตาบอด
นวดกดเส้น /  บริหารต้นคอ / 

25 มี.ค.58 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า แพทย์ด้านสมองได้มีการศึกษาและเฝ้าระวังเรื่องการ บริหารต้นคอ ด้วยการสะบัดคอ หมุนคอ เอียงคอ โดยเฉพาะการบริหารร่างกายด้วยหมุนคอเป็นประจำ เช่น เช้า 30 รอบ เย็น 30 รอบ ถือเป็นท่ากายบริหารที่ร้ายแรง ส่งผลให้เส้นเลือดคู่หลังก้านคอถูกเส้นเอ็น และกระดูกเข้าไปกระแทกจนผิวเส้นเลือดชั้นในฉีกขาด ตีบตันและทำให้เป็นอัมพฤกษ์ ส่วนการทำกายภาพบำบัดด้วยการนวดที่มีการบิดคอ หักคอเพื่อให้กระดูกเข้ารูปนอกจากจะทำให้เส้นเลือดคู่หลังฉีกขาดแล้วยังทำให้เส้นเลือดคู่หน้าที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองทางด้านหน้าและสมองใหญ่ฉีกขาดด้วย ทั้งยังพบว่าการนวดแผนไทยตามร้าน โดยเฉพาะการกดจุด เปิด ปิดประตูลม บริเวณท้ายทอยนั้น จะปิดการทำงานของเส้นเลือดคู่หลังไม่ให้ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง “สมองส่วนการรับจอภาพนั้น เกิดการมืดลง อาจจะมองไม่เห็น เมื่อปล่อยถึงกลับมาสว่างว๊าบอีกครั้ง ตรงนี้หากคนที่ความผิดปกติของเส้นเลือดอยู่แล้วหรือกดนานเกิดไป อาจจะทำให้เกิดภาวะตาบอดชั่วคราวนาน 2-3 วัน หรือในกรณีที่มีปัญหาเส้นเลือดตีบตันอยู่เดิมอาจจะทำให้เกิดภาวะตาบอดถาวรได้ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมานานแล้ว มีรายทั้งในวารสารต่างประเทศ และพบผู้ป่วยลักษณะดังกล่าวในประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากไปนวดอาจจะต้องกำชับหมอนวดให้ละเว้นบริเวณท้ายทอยเอาไว้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวต่อว่า การบริหารคอที่เหมาะสมโดยไม่เป็นการทำร้ายเส้นเลือดหรือเส้นประสาทคือตั้งคอตรง หน้าตรง ดันศีรษะสู้กับฝ่ามือตัวเอง ทั้ง 4 ทิศ ซ้าย ขวา หน้า หลัง ถือเป็น 1 รอบ ตอนที่ดันคอจะอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนที่ไปไหน จึงไม่กระทบกับเส้นเลือดและเส้นประสาท โดยควรทำเช่นนี้วันละประมาณ 20-30 รอบ ทำตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องทำต่อเนื่องก็ได้ กลไกตรงนี้เมื่อดันแล้วจะทำให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรง จากนั้นกล้ามเนื้อคอจะจัดกระดูกต่างๆ ให้เข้าที่ แต่ต้องใช้เวลา ทำสม่ำเสมอ การดันคอ 4 ทิศมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการที่ไปดึงคอเพื่อจัดกระดูก ขอบคุณที่มาข่าวจาก http://www.naewna.com

บำรุงสมองและหัวใจ ด้วยหลัก 4 อ.
สุขภาพจิต /  ออกกำลังกาย / 

4 อ. บำรุงสุขภาพสมอง (หัวใจและจิตใจ) “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ” คนทั่วไป มักให้ความสนใจต่อการป้องกันโรคหัวใจ เพราะเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน จึงเป็นที่ตระหนกและกล่าวขานกันมาก การป้องกันโรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบ) พึงปฏิบัติให้ถูกต้องในเรื่องของ “4 อ.” ดังต่อไปนี้ 1. อาหาร หมั่นกินผักผลไม้ เมล็ดธัญพืช และเครื่องเทศ (เช่น พริก กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้) โดยกินเมล็ดธัญพืช (เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ลูกเดือย) และกล้วย ซึ่งให้แคลอรี (พลังงานในรูปของคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่) ประมาณวันละ ๑ กิโลกรัม กินผักและผลไม้ที่ไม่หวาน (ไม่ให้พลังงาน) ให้หลากหลายประมาณวันละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ควรกินโปรตีนจากปลาและเต้าหู้ (เมล็ดถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง) เป็นหลัก สามารถกินไข่ไก่วันละ ๑ ฟอง (ถ้าเคยตรวจพบไขมันในเลือดสูงควรลดไข่แดงลง) และนมพร่องไขมัน กินเนื้อเป็ดไก่ได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ควรลดเนื้อแดง (ได้แก่ เนื้อหมูและเนื้อวัว) ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง ควรกินน้ำมันพืช (ได้แก่น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก) แทนน้ำมันหมู และควรลดการบริโภคน้ำตาล น้ำหวาน และของหวาน ควรเลือกกินอาหารที่หลากหลาย สะอาด ถูกหลัก และสามารถทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์พอดี อย่าผอมไปหรืออ้วนไป มีการขับถ่ายอุจจาระเป็นก้อนโตแต่นุ่มและขับถ่ายง่ายทุกวัน 2. ออกกำลังกาย หมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เล่นฮูลาฮูป (เร็วๆ) เต้นรำจังหวะเร็ว เป็นต้น อย่างน้อย ๕ วันต่อสัปดาห์หรือวันเว้นวัน นานครั้งละ ๓๐ นาทีเป็นอย่างน้อย โดยให้รู้สึกมีเหงื่ออกนิดๆ และหัวใจเต้นเร็วขึ้นในแต่ละสัปดาห์ ยังควรออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (เช่น วิดพื้น ยกน้ำหนัก) และแบบยืดเส้นยืดสาย (เช่น กายบริหาร รำกระบอง โยคะ รำมวยจีน) ประกอบเป็นครั้งคราว 3. อารมณ์ นอนหลับให้เพียงพอ (ประมาณวันละ ๖-๘ ชั่วโมง) หลีกเลี่ยงการทำงานหักโหม อดหลับอดนอน ทำงานอดิเรก (เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี ร้องเพลง วาดภาพ อ่านหนังสือ) และหาทางพักผ่อนหย่อนใจ (เช่น ท่องเที่ยว ชมธรรมชาติ) ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดอารมณ์รุนแรงหรือเครียดจัด ฝึกสมาธิ เจริญสติ ทำงานช่วยเหลือสังคม และหมั่นฝึกมองโลกในแง่ดี ลดละการยึดมั่นถือมั่น 4. อันตราย ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่วนผู้ที่น้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน ความดันสูงหรือไขมันในเลือดสูงก็ต้องได้รับการรักษา และดูแลตัวเองจนสามารถควบคุมโรคได้ดีพฤติกรรม ๔ อ. ดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและหนาตัว (ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง) เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวายกะทันหันได้ พฤติกรรมดังกล่าวยังช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดสมองไม่ให้แข็งและหนาตัวได้เช่นเดียวกัน สามารถป้องกันอาการสมองเสื่อม และโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนั้น จึงกล่าวได้เต็มปากว่า “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ” นอกจากเรื่องของสุขภาพหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองแล้ว ยังมีสุขภาพของสมองด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่ของสมอง ได้แก่ การรับรู้ (การเรียนรู้ เชาวน์ปัญญา) ความรู้สึก (รวมทั้งอารมณ์) ความคิด และความจำ ซึ่งบางครั้งเรียกรวมๆ ว่า “จิต” หรือ “จิตใจ” ในการทำหน้าที่ของสมองให้สมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยพฤติกรรม 4 อ. ดังกล่าวเป็นพื้นฐาน และยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่พึงใส่ใจซึ่งจะขอกล่าวถึงเฉพาะที่สำคัญดังนี้ 1. อาหาร ควรเน้นเพิ่มเติมในการบริโภคไขมันที่มีชื่อว่า โอเมกา-3 (แบ่งย่อยออกเป็น DHA และ EPA เป็นต้น) ซึ่งมีมากในปลาทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด (เช่น ปลานิล ปลาดุก ปลาสวาย ปลาช่อน) และอาหารทะเล (เช่น ปลาทู ปลากะพง กุ้ง หอย ปลาหมึก) โอเมกา-3 จะถูกนำไปสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและปลอกหุ้มกิ่งก้านของเซลล์ประสาท ทำให้ความจำดี ถ้าขาดอาจทำให้สมองเสื่อมได้ ควรกินสัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้งหรือวันเว้นวัน ควรบริโภคพืชผักหรืออาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เช่น (ถั่วเหลือง เต้าหู้ บลูเบอร์รี่ องุ่น พริกไทย หัวหอม เซเลรี น้ำชา ช็อกโกแลต) ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีและอารมณ์ดี ทุกวันควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และอย่าอดอาหารหรือปล่อยให้หิว การทำงานของสมองต้องการน้ำ น้ำตาลจากอาหารที่บริโภค และออกซิเจน (จากอากาศที่หายใจ) ในการสร้างพลังงานแก่เซลล์สมอง ให้สามารถทำงานได้เป็นปกติ หากขาดอันใดอันหนึ่ง เช่น ขาดน้ำ ขาดอากาศ ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ไม่สดชื่น หากขาดอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการชักหรือหมดสติได้ 2. ออกกำลังกาย หมั่นทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง กระตุ้นการงอกของเซลล์สมองใหม่ ทำให้สมองทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล ความจำดี รู้สึกสดชื่น การฝึกหายใจลึกและช้า (นาทีละไม่เกิน ๑๐ ครั้ง) ก็ช่วยให้สมองได้ออกซิเจน มีผลดีต่อสมองและจิตใจเช่นเดียวกัน 3. อารมณ์ (ในที่นี้รวมถึงจิตใจที่ทำหน้าที่หลายด้าน รวมทั้งอารมณ์) ต้องหลีกเลี่ยงการเกิดความเครียด เพราะจะทำให้หลั่งฮอร์โมนสตีรอยด์ที่ทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อมควรกระตุ้นความจำและการเรียนรู้ ด้วยการอ่านหนังสือ การเขียนบันทึก การต่อภาพ (จิกซอว์) การต่อคำ (crossword) การเล่มเกมฝึกสมอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การคบหาสมาคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนต่างๆควรหมั่นฝึกสติ สมาธิ ทำอะไรอย่างใจจดใจจ่ออยู่ตลอดเวลา จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองส่วนหน้าตรงกลาง (middle prefrontal area) ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายและอารมณ์ นำไปสู่สุขภาวะทาง กาย–จิต–สังคม สำหรับเด็กเล็กควรให้การเลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น ซึ่งจะส่งเสริมให้มีพัฒนาการของสมอง และจิตใจที่ดีต่อไปในอนาคต 4. อันตราย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารเสพติด สารโลหะหนัก (เช่น ตะกั่ว ปรอท) ซึ่งเป็นตัวทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อม มีอารมณ์ร้ายและพฤติกรรมผิดเพี้ยนได้ ควรป้องกันไม่ให้สมองได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน เช่น อุบัติเหตุ การเขย่าศีรษะ การกระแทกศีรษะ ทำให้เซลล์สมองเสื่อม ความจำเสื่อมได้ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งดูทีวี นั่งเล่นคอมพิวเตอร์มากเกินไป รวมทั้งการนั่งอยู่หรือนอนอยู่เฉยๆ เป็นเวลานาน (จนรู้สึกน่าเบื่อ) อาจทำให้สมองล้า ขาดการกระตุ้นให้เรียนรู้ รวมทั้งอาจทำให้สมาธิสั้นได้ จงหันมาใส่ใจดูแลสมอง (หัวใจและจิตใจ) ด้วยหลัก “4 อ.” กันเถอะ! ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก หมอชาวบ้าน http://doctor.or.th ผู้ชายยุคใหม่ ยิ่งเครียดยิ่งเข้าสังคมเก่ง ผู้ชายยุคใหม่ ยิ่งเครียดยิ่งเข้าสังคมเก่ง ลดความเครียดในออฟฟิศด้วยน้องหมา นักวิจัยพบวิธีลดความเครียดในที่ทำงานด้วยน้องหมา

4 เทคนิคลด อาการปวด จากการใช้คอมพิวเตอร์
BDD /  ปวดคอ / 

หลังจากใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันมาทั้งวัน หลายคนอาจมี อาการปวด ตึงทั้งคอ บ่า ไหล่จนลามไปถึงศีรษะ เราจึงขอนำวิธีคลายปวดกล้ามเนื้อจากการใช้คอมพิวเตอร์จากหนังสือ ภัยเงียบจากคอมพิวเตอร์ สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ มาฝาก เพื่อหยุด อาการปวด ก่อนเกร็งถาวรกันค่ะ 1. การนวด ใช้มือตัวเองบีบนวดกล้ามเนื้อที่ปวด จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เลือดลมเดินสะดวกขึ้น อาการปวด จึงทุเลาลง 2. ประคบด้วยความร้อน เป็นวิธีสุดคลาสสิค แต่ได้ผลค่อนข้างดี เพราะความร้อนจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวสามารถ ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ปวดได้ อาการปวด จึงบรรเทาลง 3. เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นวิธีที่ดีมาก ควรใช้ป้องกันมากกว่าการรักษา วิธีนี้ช่วยไม่ให้กล้ามเนื้อต้องทำงานจนล้า เพราะเมื่อเปลี่ยนท่าทาง กล้ามเนื้อชุดใหม่จะทำงานแทน กล้ามเนื้อชุดเก่าจะได้พัก การสลับการทำงานของกล้ามเนื้อเช่นนี้ ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่อ่อนล้าเร็ว จึงทำงานได้นาน 4. บริหาร โดยเลือกท่ากายบริหารที่เหมาะสม หากทำเป็นประจำจะช่วยสลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้รวดเร็ว ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และทำให้พลังในร่างกายไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็จะลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และโรคกระดูก ที่อาจจะเกิดตามมาด้วยค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม
10 อันดับ /  กิจกรรมปิดเทอม / 

เย้ .. ตอนนี้ก็เข้าสู้ช่วง ปิดเทอม กันแล้ว เพื่อนๆทีสอบเสร็จก็คงนอนดึกตื่นสายกันแน่ๆ แต่ว่าปิดเทอมนี้เพื่อนๆวางแผนทำ?กิจกรรมช่วงปิดเทอม อะไรกันบ้างคะ ? ถ้ายังตาม teen.mthai มาดู 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม กันดีกว่า รับรองว่าปิดเทอมนี้ไม่เบื่อไม่เซงแน่นอน ^^ 1. เที่ยวทะเล..ฮาเฮ ถ้าเปิดเทอมหน้าร้อน ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปทะเลนะจ๊ะ หอบชุดว่ายน้ำเก๋ๆ บิกินี่ตัวเก่ง ไปเดินริมหาด เล่นน้ำทะเลใสๆ ที่หมู่เกาะสิมิลัน ไปอาบแอดริมชายหาดแถวๆ หมู่เกาะพีพี ก็เก๋ไม่เบา.. หรือจะไปดำน้ำ ดูปะการังที่หาดกะตะ จ.ภูเก็ต ก็น่าสนใจดีนะคะ.. ว่าแล้ว ก็แพ็คกระเป๋า ออกเดินทางกันเล้ยยยย 2. ตะลอนทัวร์กรุงเทพฯ ไม่อยากไปเที่ยวไหนไกลๆ กลัวเหนื่อย กลัวเปลือง ห่วงบ้าน ห่วงแฟน ไม่เป็นไร เที่ยวในกรุงเทพฯ นี่แหละ ดีที่สุด ไปเลย จะเดินห้าง ตากแอร์ เข้าวัดไหว้พระ แวะช้อปของร้านมือสอง ชมพิพิธภัณฑ์ซาบซึ้งศิลปะ สูดอากาศตามสวนสาธารณะ นั่งเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ถ่ายรูปรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ลองลิสต์รายชื่อสถานที่ ที่ยังไม่ได้ไปให้ครบ แล้วไปลุยกันเลย 3. ตะเวนกินของอร่อย วิธีพักผ่อนง่ายๆ ฉบับคลายเครียดช่วงปิดเทอม รวมก๊วนเพื่อนสนิทให้ครบ แล้วพากันไปกิน กิน และกิน ที่ไหนว่าดี ร้านไหนเจ๋ง ไล่เก็บให้หมด ทั้งของหวาน ของคาว ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เค้ก ไอศกรีม ฝรั่ง ไทย จีน อย่าให้พลาด.. การได้กินของอร่อยๆ นี่ล่ะสุขที่สุดแล้ว 4. ขี่จักรยาน การออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานนี่ล่ะ .. ใช่เล้ยย สองข้างทางเป็นต้นไม้เขียวๆ สดชื่น แจ่มใส จะเป็นตอนเช้าอากาศดีๆ รับวันใหม่ หรือจะเป็นตอนเย็น แดดร่มลมตก ดูพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่เลวน๊า ขี่แบบออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ หรือขี่แบบท่องเที่ยวเพลิดเพลินกับธรรมชาติ ดูบ้านดูเมืองรอบเกาะอยุธยา 5. ออกค่าย ถ้าเบื่อการท่องเที่ยวที่หรูหรา ฟู่ฟ่า ลองชวนเพื่อนไปออกค่าย ทำกิจกรรมต่างจังหวัดกัน เพราะเดี๋ยวนี้มีโครงการออกค่ายของพี่ๆ มหาวิทยาลัย เช่น โครงการออกค่ายกับกลุ่มองค์กร NGO ก็มีที่น่าสนใจเยอะแยะเลย ขวนขวายกันสักนิด รับรองว่าปิดเทอมนี้ได้เพื่อนใหม่กลับมาเพียบ เว็บไซต์ที่น่าสนใจสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากออกค่ายอาสาเพื่อสังคมก็มี ลองเข้าไปเช็กข่าวสารกันได้ ว่ามีค่ายอะไรที่เราสนใจบ้าง ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง KNOCK KNOCK 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 6. โดดน้ำ เล่นน้ำตก ถ้าอยู่บ้านร้อนนัก ก็ไปหาที่ดับร้อนกัน ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการเที่ยวทะเล ไปเที่ยวน้ำตกดูบ้าง อย่างน้ำตกทีลอซู จ.ตาก คนจริงที่รักการท่องเที่ยวพลาดไม่ได้เลย เพราะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง น้ำไหลแรงตลอดปีออกแนวผจญภัยหน่อยๆ จะนั่งรถ หรือล่องแพเข้าไปก็ได้ เห็นน้ำใสๆ นั่งหย่อนเท้าเล่น หรือกระโจนลงน้ำคลายร้อนกันก็มันสะใจไปเล้ย 7. ล่องแก่ง ถ้าชีวิตรักความท้าทาย อย่ามัวแต่กล้าๆ กลัวๆ ปิดเทอมทั้งทีไปล่องแก่งกันดีกว่า ได้ล่องเรือ ผ่านแก่งหิน สายน้ำเชี่ยว ชีวิตมีรสชาติดีออก เส้นทางที่น่าสใจก็มี ล่องแม่กลอง ทีลอซู ล่องแก่งเมืองกาญน์ ล่องออบหลวง จ.เชียงใหม่ แต่นะนำว่า ควรศึกษาช่วงเวลาและการพายเรือ อย่างปลอดภัยก่อน ..เมื่อพร้อมแล้ว ก็ ลุ้ยยยย... 8. Backpack.. แบกเป้แนวขาลุย ปิดเทอมนี้ แบกเป้คู่ใจพร้อมหนีบเพื่อนสัก 3-4 คน ไปเที่ยวสไตล์ติดดิน เอามันส์กันดีกว่า มีทุนหน่อย ก็ไปลุยที่ฮิปๆ อย่างทิเบต ญี่ปุ่น จีน หรือไม่ก็ไปภูฎานนั่นเล้ยย (ที่ความฮิตยังไม่สร่างซา) ส่วนใครนิยม ท่องเที่ยวไทย ก็ไม่ควรพลาด กิจกรรมเดินป่า ปีเขา พายเรือยแคนนู ขี่จักรยานเสือภูเขา เที่ยวกันสไตล์คนเอ็กซ์ตรีมสุดเหวี่ยงกันไปเลย 9. ท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) อย่ามัวทำตัวเชย ไม่เคยไปเที่ยวชม ชิม ซื้อผลิตภัณฑ์สวนเกษตรล่ะ ลองไปสัมผัสดู ได้ทั้งความรู้ เกี่ยวกับรูปแบบกิจกรรม และการประกอบอาชีพทางการเกษตรแบบรู้ลึก รู้จริง จะชมสวนกาแฟ ดูการผลิต ชิมกาแฟสด หรือจะไปนั่งล้อเกวียน ชมการปลูกผัก ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ เก็บผลผลิตกันที่ศูนย์วิจัยพืชสวน จ. แพร่ ก็สนุกไม่แพ้กัน ลองหาข้อมูล แล้วไปเที่ยวกัน รับรองว่า ได้เที่ยวเพลินจนลืมกลับบ้านแน่.. 10. ดูดาว ..เอาบรรยากาศ ไปเที่ยวต่างจังหวัดทั้งที ไม่ว่าจะภูเขาหรือทะเล ควรหาโอกาสแหงนมองฟ้า ดูดาวยามค่ำคืน แล้วจะรู้ว่าบรรยกาศแบบนี้ ไม่ได้หาดูง่ายๆ ในกรุงเทพฯ เลือกวันที่ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆ ฝนไม่ตก ดูดาวอยู่ริมหาด หรือดื่มด่ำบรรยากาศดาวเต็มฟ้า อยู่บนภูเขาสูงกับเพื่อนสนิท หรือคนรู้ใจ ช่างน่าอิจฉาจริงๆ 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 11. กินอาหารบนแพ ริมเขื่อน ถ้าขี้เกียจไปเที่ยวไหนไกลๆ ขอแนะนำให้ไปเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี หาที่กิน เปลี่ยนบรรยกาศบ้าง จะไปรถยนต์ หรือจะใช้บริการการรถไฟ ก็สะดวกเหมือนกัน ที่นี่มีจุดชมวิวที่สวยงาม ที่สำคัญ มีร้านอาหารให้นั่งชิลๆ กินบรรยกาศบนแพริมเขื่อนด้วย เกิดอากาศร้อนๆ ก็กระโจนลงน้ำเดี๋ยวนั้นเลยก็ยังได้ 12. กินอาหารทะเล.. ไม่เห็นต้องไปถึงทะเล ช่วงซัมเมอร์ ใครๆ ก็แห่ไปทะเลกัน ลองหนีผุ้คนมาพักผ่อนสบายๆ แบบบรรยกาศชายทะเล ใกล้กรุงเทพฯ กัน ที่ดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม กินอาหารทะเลสดๆ รับลมโชย หรือขับรถไปเที่ยวบางปู จ.สมุทรปราการ มีร้านอาหารทะเลการันตีความอร่อย เพียบบบบ มาช่วงเย็นๆ ดูพระอาทิตย์ตก ถึงจะเป็นน้ำกร่อย แต่ขอรับรอง ทริปนี้ไม่มีกร่อยแน่เจ้าค่ะ 13. เที่ยวฟาร์มนกกระจอกเทศ วันไหนอากาศดีๆ ขับรถไปเที่ยวฟาร์มนกกระจอกเทศกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ จังหวัดพิจิตร เพชรบุรี ลพบุรี หรืออย่างที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่ฟาร์มของ พล.ต. สนั่น ที่มีลักษณะเป็นรีสอร์ตให้พักค้างคืน สูดอากาศดีๆ มีบึงให้พายเรือ ขี่จักรยานหรือจะมาตั้งแคมป์ ท่ามกลางธรรมชาติ ชมไร่องุ่นและฟาร์มนกกระจอกเทศ ซื้อของฝากก่อนกลับ้าน ลองจัดโปรแกรมเที่ยวสัก 2 วัน 1 คืน ก็สนุกสุดๆ แล้ว 14. ชมเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ เที่ยวเมืองโบราณที่เดียวก็คุ้มสุดๆ เพราะที่นี่ได้จำลองสถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถานสำคัญๆ จากทุกภาคของประเทศ มาให้เที่ยวชมกันทั้งวัน ลองขับรถเที่ยวหรือเช่าจักรยานขี่รอบเมืองก็ได้ ศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมทั่วไทย แถมได้ถ่ายรูปกันเพลินเชียวล่ะ 15. สยาม โอเชี่ยน เวิลด์ ช่วงที่สยามโอเชี่ยน เวิลด์ เปิดใหม่ๆ น้องๆ คงกำลังขะมักเขม้นกับการเรียนกันอยู่ ปิดเทอม ก็ได้โอกาสไปลองของใหม่กับโลกใต้ทะเลแล้ว ที่นี่มีปลาทะเลสวยๆ สัตว์ทะเลหน้าตาแปลกๆ ในบรรยากาศเย็นๆ ให้ได้ตื่นตากันถึง 7 โซน ล่าสุดเขาจัดกิจกรรมดำน้ำกับฉลามด้วย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เอาต์แล้วจะหาไม่เตือน (นะเออ) 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 16. ไหว้พระเก้าวัด ช่วงนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชน กำลังรณรงคืให้วัยรุ่นไทย หันมาใส่ใจ และใกล้ชิดพระธรรมกันมากขึ้น เอ้า! เกาะกระแสกับเขาหน่อย ขอแนะนำให้ไปไหวัพระ 9 วัด ให้ได้บุยกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะวัดใน จ.อยุธยา เพราะที่นี่มีวัดสำคัญๆ มากมายอยู่ใกล้ๆ กัน สมัครพรรคพวกนั่งรถไฟออกจากกรุงเทพฯ ช่วงสายๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง เหมารถสามล้อพาเที่ยววัดทั่วเมือง แวะกินก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาก่อนกลับ ก็สนุกไปอีกแบบ 17. เวิร์ก แอนด์ ทราเวล อยู่ประเทศไทยร้อนนัก หนีไปเปิดโลก กับกิจกรรม เวิร์ก แอนด์ ทราเวลดีกว่า เพราะกิจกรรมนี้ น้องๆ จะได้ฝึกทั้งทักษะการทำงาน พร้อมกับได้เงินค่าตอบแทน ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง แถมให้รางวัลชีวิตด้วยการได้เที่ยว งานนี้ได้ทั้งฝึกภาษาและการใช้ชีวิต ยอมลงทุนสักนิด กำไรชีวิตก็รออยู่ตรงหน้า สนใจก็ไม่ยาก หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 18. เป็นล่าม  คนไหนที่มั่นใจในวิทยายุทธ์ทางภาษามากๆ แนะนำให้ลองหารายได้เสริมจากการเป็นล่ามดู งานนี้หาได้ไม่ยาก ลองศึกษาได้จากคุณครูสอนภาษาที่โรงเรียน หรือจากบริษัทรับงานโดยตรง ซึ่งก็ต้องทำใจกันหน่อย เพราะบริษัทหักค่าเปอร์เซ็นต์ไปบ้าง แต่กคุ้ม เพราะประสบการณ์แบบนี้ ท้าทายความสามารถมากๆ เลยค่ะ 19. เรียนทำอาหาร เพิ่มเสน่ห์ปลายจวัก ใครที่อยากเพิ่มสน่ห์ให้กับตัวเอง การเรียนทำอาหารก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ปิดเทอมทั้งที น่าจะลองไปทำอาหารกันสักคอร์ส สองคอร์ส พอจะมีวิชาติดตัวเพิ่มดีกรีให้กับตัวเอง จะเป็นอาหารไทย หรือนานาชาติ ของว่าง ขนมอบ ไว้ทำกินที่บ้านหรือเป็นของขวัญสำหรับรู้ใจ ก็เป็นความคิดที่ดีนะจ๊ะ เข้าครัวคราวหน้าจะได้มั่นใจขึ้นไง 20. เรียนจัดดอกไม้ เพิ่มความสดชื่นให้กับชีวิตและเติมสีสันให้กับวันว่าง ไปเรียนจัดดอกไม้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะมีความสุข อยู่ท่ามกลางดอกไม้หลากสีแล้ว ยังช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับผู้หญิงเราด้วยนะ เดี๋ยวนี้เขามีหลักสูตรการจัดให้เลือกตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแบบสากลที่สอนกันตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงเป็นมืออาชีพ หรือทำเก๋เรียนการจัดแบบอิเคบานะ (Ikebana) แบบญี่ปุ่นก็อินเทรนด์น่าดู 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 21. เรียนต่อผ้า Quilt ถักนิตติ้งก็เบื่อแล้ว ปักครอสติช ก็งั้นๆ ลองมาเรียนต่อผ้า แบบ Quilt กัน ศิลปะการเย็บผ้าแบบต่อๆ กันที่น่ารักมากๆ เลยล่ะ ได้ใช้ทั้งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ผลงาน เป็นลวดลายต่างๆ ตามใจชอบ ทำเป็นปลอกหมอน ผ้าปูโต๊ะ หรือพลิกแพลงเป็นของขวัญ จากวันว่างไม่ซ้ำใครก้ยังได้ 22. เรียนดนตรี  "ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก" สำนวนนี้ยังใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ไม่อยากตกเทรนด์ก็ควรหาคอร์สเรียนดนตรีกัน จะเรียนกีตาร์ไว้โชว์เพลงอะคูสติกใสๆ ไวโอลิน เพิ่มความคลาสสิกให้ชีวิต หรือจะตีกลองเพิ่มเสน่ห์ก็เท่ไม่เบา หรือใครชอบร้องมากกว่า ก็มีโรงเรียนสอนร้องเพลงให้เลือกมากมาย ร้องเพลงเพลินพร้อมฝึกพลังเสียง เพิ่มพลังปอดไว้ไม่เสียหาย 23. เรียนภาษา เดี๋ยวนี้รู้ภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษอย่างเดียวคงไม่พอแล้วล่ะ ก็โลกเราน่ะหมุนเร็วออกอย่างนี้ ต้องตามกันให้ทันนะ ว่างๆ ก็ควรไปเรียนภาษาที่ 3 ที่ 4 เพิ่มเติมเอาไว้ จะเป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่งเศส เยอรมัน ล้วนดีและมีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะการเรียนภาษา คือเรียนทั้งภาษาที่ใช้สื่อสาร และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ไปเรียนภาษาพัฒนาสมองซีกซ้ายกันเถอะ 24. เรียนถ่ายรูป นอกจากจะชอบโพสต์ท่าอยู่หน้ากล้อง คงจะดีไม่น้อย ถ้าได้เรียนรู้การเป็นตากล้องเท่ๆ ด้วยการเทคคอร์สสั้นๆ ช่วงปิดเทอม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล หรือกล้อง Manual คราวหน้าไปเที่ยวที่ไหนก็ได้เก็บภาพประทับใจสวยๆ ด้วยฝีมือตัวเองไง 25. เรียนศิลปะป้องกันตัว สังคมสมัยนี้ มีภัยมืดรอบด้าน ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เรียนเทคนิคการป้องกันตัวไว้ให้พ่อแม่อุ่นใจก็ไม่เลวนะ จะเลือกป้องกันตัวแบบไทยๆ อย่างมวยไทย หรือจะไปเรียนเทควันโด้ คาราเต้ หรืออินเทรนด์หน่อยก็ต้องเรียนไอคิโด้ ที่ฝึกได้ทุกเพศทุกวัย เน้นการป้องกันตัวทุกรูปแบบ ที่สำคัญมีวิธีป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง โดยไม่ต้องใช้กำลังตัวเองมากด้วย อยากรู้ต้องไปลอง 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 26. ทำงานพาร์ตไทม์..หารายได้ เบื่อไปเที่ยวมากนัก ก็มาหางานทำเพิ่มประสบการณ์และรายได้กัน ที่ฮิตๆ ก็นี่เลย! เป็นพนักงานประจำร้านอาหารตามห้างสรรพสินค้า สเวนเซ่นส์, พิซซ่า, สาร์บัคส์, แมคโดนัลด์ จะบอกว่า นอกจากจะได้เงินค่าขนมลดภาระที่บ้านแล้ว การทำงานเหล่านี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดี และเป็นประโยชน์กับการทำงานในอนาคตด้วยล่ะ 27. ทำธุรกิจ..หาเงินค่าขนม ว่างๆ ช่วงนี้ลองสำรวจข้าวของในบ้านสิ ว่ามีเสื้อผ้าหรือของใช้สภาพดีอันไหนบ้างที่ไม่ได้ใช้แล้ว ลองรวบรวมไว้ แล้วนัดเพื่อนๆเปิดท้ายขายของกัน ไม่ว่าจะเป็นทีสยามตอนค่ำๆ โลตัสพระราม 4 บิ๊กซี สะพานควาย หรือตลาดนัดจตุจักรก็ได้ งานนี้ได้ทั้งเงินและประสบการณ์ แถมสนุกด้วยนะเออ 28. เดินถนนข้าวสาร ดูของรายทาง ปิดเทอมแล้วไม่ต้องกังวลว่า ต้องรีบกลับไปทำการบ้าน ได้เวลาเถลไถลแล้ว ไม่ต้องไปที่ไหนไกลเลย เพราะที่ถนนข้าวสาร มีกิจกรรมที่หลากหลายให้ทำกันตลอดสาย ตั้งแต่เดินดูของเก๋ๆ ถักผมเปลี่ยนแนว เพ้นต์เล็บเพิ่มสีสัน ดูดวงเสริมชะตา พอหิวก็มีของให้ซื้อกินกันเพลินๆ เต็ม 2 ข้างทาง แถมมีหนุ่มๆ สาวๆ ชาวต่างชาติเดินกันให้ควั่ก เปลี่ยนบรรยากาศดีออก 29. อยู่วัดฝึกสมาธิ กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับคนที่เบื่อสังคมเมืองที่วุ่นวาย และชีวิตที่เร่งรีบ ปิดเทอมหาเวลาปลีกตัวเข้าวัดสงบจิตใจกันดู วัดหลายแห่งมักจะจัดโครงการให้ผู้ที่สนใจ ได้มาอาศัยอยู่ที่วัด 5 วันบ้าง 7 วันบ้าง ตื่นเข้าสวดมนต์ เดินจงกลม นั่งวิปัสนา นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ เพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อมเริ่มต้นสู้กันใหม่ หรือใครมีหัวครีเอต ตามวัดในต่างจังหวัด เขาก็มีกิจกรรมให้เพนต์ผนังวัดด้วยนะ 30. ไปไหนไปกัน ช่วงเวลาหยุดพักยาวอย่างนี้ แนะนำให้ทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข ที่ไหน เมื่อไรก็ได้ที่เคยคิดไว้ตอนช่วงสอบ ว่าอยากจะทำ แล้วทำเสียให้ดมด ถือเป็นการให้รางวัลกับตัวเองที่เหนื่อยมาทั้งเทอม ปิดเทอมชาร์ตพลังให้เต็มที่ เพื่อเตรียมฟิตร่างกายและจิตใจไว้รับมือกับเทอมใหม่ไง ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง KNOCK KNOCK 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม

ครูผู้ไม่แพ้! ครูจีนใจสู้ ร่างไม่ไหวแต่ใจไหว ใช้เชือกผูกแขนสอนนักเรียน
ครูจีน /  ครูจีนใจสู้ / 

เมื่อจิตวิญญาณความเป็นครูกับร่างกายของเธอไปด้วยกันไม่ได้ แทนที่เธอจะยอมแพ้ แต่เธอกลับสู้เพื่ออนาคตของชาติ โดยครูผู้ไม่แพ้จากมณฑลหูเป่ย์ คนนี้ ใช้เชือกผูกแขนของเธอ เพื่อสอนนักเรียนในห้องมากว่า 3 ปี เพื่อพยุงร่ายกายตัวเองที่ป่วยหนัก!!! ครูวัย 49 ปี  ในมณฑลหูเปย์คนนี้ ป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Ataxia (SCA) โดยโรคนี้ส่งผลกับความสามารถในการใช้มือ การพูดจา และการเคลื่อนไหวของดวงตา ชื่อ ยู่ ฟาง (Zhu Youfang) ตรวจพบว่าเธอป่วยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่เธอก็ยังจะยืนกรานที่จะสอนที่โรงเรียน Shangluo ในเมืองเฉิงกุย แม้ว่าร่างกายเธอจะไม่ไหวแล้วก็ตาม หลังจากที่ทุกคนรู้ว่าเธอติดต่อโรคนี้จากคุณพ่อของเธอ โรงเรียนก็เสนอให้เธอหาเวลาพักผ่อน พร้อมทั้งสัญญาว่าจะให้เงินเดือนเธอในอัตราเท่าเดิม แต่ครูผู้ไม่แพ้ประสบการณ์สอน 31 ปีคนนี้กลับไม่รับข้อเสนอนั้นและยังยืนยันจะสอนต่อไป สามีของเธอก็เป็นคุณครูที่โรงเรียนนี้เช่นกัน และก็คือผู้ที่ห้อยเชือกที่ด้านบนของห้องเรียนที่กระดานดำ เพื่อให้เธอสามารถพยุงร่างกายของเธอไว้ได้นั่นเอง  แต่เธอก็สามารถพยุงร่างกายได้ไม่นานนัก เธอก็ต้องนั่งพักที่เก้าอี้ในห้องเรียน ถือเป็นความโชคดีที่ เธอมีสามีที่ดี เพราะเขามักจะคอยช่วยเหลือเธออยู่เสมอ ยามที่เธออยู่ที่โรงเรียน และคอยดูแลยามที่เธอต้องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อขา 10 นาทีต่อวัน หรือประมาณ 1.6 กม.ต่อชั่วโมง ด้านลูกศิษย์เมื่อรู้ว่าอาจารย์ ชื่อ ยู่ ฟาง ป่วย ก็พากันกลับมาเยี่ยมครูคนนี้ บ้างก็ส่งเมสเสชมาให้กำลังใจเสมอ  นอกจากนั้นครูสู้ชีวิตคนนี้ก็ยังบอกอีกว่า ”จะยังสอนต่อไป จนกว่าโรคนี้จะทำให้เธอพูดไม่ได้ เธอถึงจะเลิก “ พลังของผู้หญิงเนี่ย ห้ามดูถูกกันเลยนะเธอ จิตวิญญาณครูนั้นจะไม่มีวันพรากเธอไปได้ ตราบใดที่เธอยังมีแรง ช่างน่านับถือจิตใจเธอจริงๆเนอะ ว่ามั้ย ที่มา Shanghaiist เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

ลดน้ำหนักหลังคลอดอย่างไรให้ได้ผลเร็ว
คุณแม่หลังคลอด /  ลดน้ำหนัก / 

ลดน้ำหนักหลังคลอดอย่างไรให้ได้ผลเร็ว หลังคลอดลูกแล้วโดยทั่วไป คุณแม่จะยังมีรูปร่างเหมือนตอนตั้งครรภ์ 6 เดือน ทำให้คุณแม่หลายคนผิดหวัง ท้อแท้ ที่จะลดน้ำหนักให้กลับมามีรูปร่างดีตามเดิม แต่ความจริงแล้วคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกมานั้นสามารถกระชับหุ่น ลดน้ำหนัก ให้กลับมามีรูปร่างดีดั่งเดิมได้ โดยควรเริ่มบริหารร่างกายทันทีหลังคลอดลูกครบ 24 ชม. ด้วยเทคนิคที่เราบอกนี้จะสามารถทำให้คุณแม่กลับมามีหุ่นเพรียวสวยได้ภายใน 3 เดือนค่ะ การลดน้ำหนักด้วยท่าบริหารนั้น ควรเริ่มจากท่าง่ายๆ ไปสู่ท่าที่ยากขึ้น หนักขึ้น เมื่อลองปฏิบัติครบ 2 เดือนจะเห็นผลบางอย่าง บางคนอาจจะยังไม่ได้กลับมาผอมเหมือนตอนยังไม่ตั้งครรภ์ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะช่วยให้มีกำลังใจที่จะลดน้ำหนักต่อไปได้ ข้อแนะนำในการบริหารร่างกายเพื่อลดน้ำหนักหลังคลอด 1.ควรเริ่มจากท่าง่ายๆ เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้ง 2.เน้นการฝึกกายบริหารแบบสั้นๆ ใช้เวลาน้อยๆ แต่เน้นทำบ่อยๆ ดีกว่าท่าที่ต้องใช้เวลานาน 3.ทำกายบริหารช้าๆ ไม่ควรหักโหมในเวลาเดียว แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันจะได้ประโยชน์มากกว่า 4.ให้เวลาพักระหว่างการบริหารแต่ละท่า เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายบ้าง 5.ให้หยุดพักทันที่ถ้ารู้สึกเหนื่อย บางครั้งอาจจะรู้สึกเหนื่อยง่าย 2 - 3 วันติดต่อกัน แสดงว่าร่างกายยังไม่พร้อม 6.อย่าปล่อยให้การเลี้ยงลูกมาขัดขวางการริหารร่างกาย ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสม ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่หลังคลอด (หลังคลอด 24 ชั่วโมง) 1.ให้ใช้ท่าออกกำลังกายเหมือนตอนที่ตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่สามารถออกกำลังกาย บริหารรูปร่างได้ทันทีหลังคลอด หรือจะนั่งนิ่งๆ บนเตียง การขมิบช่องคลอดสม่ำเสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้ดี กระชับตัวมากขึ้น 2.เน้นที่การหายใจและควบคุมการหายใจด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม เริ่มโดยนั่งหรือนอนแล้วใช้มือวางบนหน้าท้อง สูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ จนรู้สึกท้องป่องขึ้น แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ จนกล้ามเนื้อหน้าท้องแฟบลง ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่หลังคลอด (ระยะ 3 วันแรกหลังคลอดลูก) 1.ให้นอนหงายและยกศีรษะให้สูงเล็กน้อย ชันเข่าขึ้นมาและวางเท้าห่างเท่าช่วงสะโพก ใช้หมอนหนุนศีรษะและไหล่ วางมือแนบข้างลำตัว แล้วยกศีรษะขึ้นช้าๆ จนสุดแล้วปล่อยลงช้าๆ ทำซ้ำๆ วันละหลายๆ ครั้งทุกวันจนสามารถยกคางจรดอกได้ ท่านี้ใช้ได้ตลอด 3-4 สัปดาห์แรกหลังคลอด 2.อีกท่าคือการบริหารขา เริ่มด้วยการนอนราบเหมือนท่าแรก ชันเข่าทั้ง 2 ข้าง จากนั้นลดขาขวาลงราบกับพื้นและยกกลับมาชันเขา และสลับข้างกันไปมา โดยพยายามให้หลังส่วนล่างติดพื้น ทำสลับทีละข้างซ้ายขวาสลับกันข้างละ 3-4 ครั้ง แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งจนได้ข้างละ 12 ครั้ง ท่านี้สามารถทำจนครบ 3 สัปดาห์หลังคลอด 3.ท่าบริหารอุ้งเชิงกราน เริ่มด้วยท่านอนเช่นเดิม หายใจเข้าพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง หายใจออกพร้อมกับคลายกล้ามเนื้อ ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อวันแล้วเพิ่มจำนวนไปจนได้ 12-24 ครั้ง หลังจากบริหารท่าเหล่านี้ไปได้จนถึง 6 สัปดาห์หลังคลอด และได้รับการตรวจสุขภาพว่าทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว ก็จะสามารถออกกำลังกายได้ทุกชนิดตามที่ต้องการ แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป และควรจะบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดอยู่เสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานกระชับและป้องกันการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อีกด้วย นอกจากนี้ยังควรบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อช่วยลดอาการปวดหลัง หลอดเลือดขอด ปลายเท้าบวม และอาการตะคริวได้ และยังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้นอีกด้วย ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก   Babytrick

ฟิตเนส ดัมเบล กับท่า Chest Press บริหารกล้ามอก
ฟิตเนส /  กล้ามอก / 

ฟิตเนส ดัมเบล กับท่า Chest Press บริหารกล้ามอก ฟิตเนส หลังจากที่หลายๆคนเรียกร้องให้ Men.MThai นำเสนอเรื่องการบริหารกล้ามเนื้อโดยใช้ดัมเบล Dumbbell ซึ่่งเป็นอุปกรณ์ที่ซื้อหาได้ง่ายเป็นพระเอกของงาน เราเลยไม่รอช้านำท่าบริหารกล้ามเนื้อที่หนุ่มๆเองสามารถทำได้ที่บ้านเพียงมีแค่ดัมเบล 2 อัน หรือจะใช้ขวดใส่น้ำหนักๆก็แทนกันได้ ฟิตเนส Dumbbell Chest Press ฟิตเนส Dumbbell Chest Press ซึ่งท่าแรกที่เทรนเนอร์มืออาชีพจากทรูฟิตเนสมาสาธิตให้เป็นพิเศษในวันนี้ คือท่า "Dumbbell Chest Press" ดัมเบล เชสท์ เพรส เป็นท่าบริหารหน้าอกที่ผู้เล่นต้องนอนหลังตรงราบติดกับเบาะ มือทั้งสองถือดัมเบลให้มั่น ขาทั้งสองข้างตั้งฉาก ยกดัมเบลขึ้นสูงให้แขนแนวตรงแต่ไม่ถึงกับให้ข้อศอกล๊อค ท่าจะโฟกัสที่หน้าอก โดยจะใช้กล้ามหน้าอก ไหล่ด้านหน้าและกล้ามแขนด้านหลังร่วมกันในการบริหารท่านี้ และและดึงกลับลงในระดับที่รู้สึกตึงที่หน้าอก หรือ ต่ำกว่าลำตัวที่นอนราบอยู่นิดหน่อย ทำซ้ำประมาณ 3 เซต เซตละ 12-15 ครั้ง ดูคลิปสาธิตท่า Dumbbell Chest Press ฟิตเนส Dumbbell Chest Press บริหารกล้ามอกด้วยดัมเบล - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่ โดยความยากของการใช้ดัมเบลในการบริหารร่างกายนั้นต่างจากการใช้บาร์เบล เพราะต้องใช้ประสาทและสมาธิในการควบคุมมือทั้งสองข้างให้อยู่ในระดับเดียวกัน และบริหารกล้ามเนื้อส่วนที่ปลีกย่อยลงไปได้ดีกว่าการใช้บาร์เบล ซึ่ง Men.MThai จะนำเสนอเรื่องนี้ในคราวต่อไป ขอบคุณเทรนเนอร์วัฒนา วังปลาทอง จาก True Fitness และคุณคณินทร์ แสงไชยวุฒิกุลสำหรับการแสดงท่าสาธิต ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา Men MThai ขอส่งท้ายเรื่องการบริหารกล้ามเนื้ออกด้วยการใช้เครื่อง Fly ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายอีกช … เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press Chest Press เป็นเครื่องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออกที่คุ้นหน้าคุ้นตาใครหลายๆคน ซึ่งหนุ่มๆไม่ควรมองข้ามเวลาไปยิมเด็ … วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น เป็นท่าบริหารรกล้ามเนื้อหน้าอกที่เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ เพราะตั้งแต่สมัยเร … เสริมความแมนด้วยการ บริหาร กล้ามหน้าอก เสริมความแมนด้วยการ บริหารกล้ามหน้าอก Men MThai ขอนำเสนอเรื่องราวของการออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอัน …