กายบริหาร

เซ็กซ์เวลาไหนดีที่สุด ?
เซ็กซ์ /  สุขภาพเซ็กซ์

เซ็กซ์เวลาไหนดีที่สุด ? คำถามเรื่องเซ็กส์ หรือเวลาขณะร่วมรัก หรือแม้แต่เริ่มเวลาไหนดี เป็นคำถามฮิตติดลมบนเป็นอันดับต้น ๆ ก็ว่าได้ สำหรับคู่รักสามีภรรยา ก็ย่อมอยากให้คู่เชยของตัวเอง มีความสุขกับกามกิจมากที่สุด เขาว่าเป็นกิจวัตรที่จำเป็น เพราะส่งเสริมความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ ต้องเข้าใจว่าเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน หนึ่งคำถามน่ารู้ ของคนอยากรู้ แต่น่าสนใจ ที่ถามว่า “เซ็กส์เวลาไหน ดีที่สุด” ลองไปดูคำตอบของ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนต่อมไร้ท่อและการเจริญพันธ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กันดีกว่า “คำถามของคุณ เป็นปัญหาโลกแตกและตอบได้ยากมาก จึงขอตอบแบบฟันธงกันก่อนเลยนะว่า เซ็กส์ที่สุดนั้น เกิดจากการร่วมรักที่เป็นการยินยอมพร้อมใจกันโดยปราศจากความกังวล และไม่เป็นการบังคับใจที่จะมีเซ็กส์ และการจะเกิดความสุขสมจากการมีเซ็กส์นั้น จะต้องมีการเข้าอกเข้าใจกันช่วยเหลือกัน พูดคุยถึงความต้องการให้กันและกันที่อยากจะให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ท่าโน้นท่านี้ บางคนก็ชอบหลากท่วงท่าในแต่ละรอบ บางคนก็ชอบหลายๆ รอบติดๆ กัน บางคนก็ชอบเนิ่นนานนาบเนิบ ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เป็นรสนิยมร่วมกัน คราวนี้ก็คงจะมาถึงว่าแล้วเวลาไหนถึงจะดีคำตอบคงจะไม่มี แต่ขอให้ได้มีเซ็กซ์ ที่ใจตรงกันก็พอแล้ว” “จะเช้าตื่นขึ้นมาล้างหน้าไก่ หรือจะออกกายบริหารก่อนนอนก็โอเคนะ เพราะดีคนละอย่าง การมีเซ็กส์ก่อนนอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่สบายๆ ผ่อนคลาย หลังจากเลิกงานจึงสามารถที่จะอ้อยสร้อยเคล้าเคลียกันได้นาน สามารถที่จะร่วมรักได้โดยไม่รีบเร่งจนสุขสมแล้วก็ยังสามารถจะสวมกอดกันแนบแน่นต่อได้อีก หรือจะสุขสมจนหลับสนิทไปในอ้อมกอดของกันและกันและตื่นเช้าขึ้นมาในตอนเช้าอย่างสดชื่น ขณะเดียวกันการมีเซ็กส์ในตอนเช้า น้องชายก็มักจะแข็งตัวได้เต็มที่ เพราะไม่เหนื่อยมาจากงานและพักผ่อนตลอดคืน” “แต่เวลาของการมีเซ็กส์ก็จำกัด เพราะจะต้องไปทำงาน นอกจากจะมีเซ็กส์ตอนเช้าวันหยุดแบบนั้น ก็อาจจะไม่ต้องรีบร้อน แต่ถ้ามองว่าการทำอะไรด้วยเวลาที่จำกัดมันก็น่าตื่นเต้นท้าทายดี หรือชอบอะไรที่หวือหวารวดเร็วแบบไวไวควิกแล้วก็ ลองดูได้ไม่เห็นจะเสียหายอะไร สรุปว่าขอให้ได้มีก็แล้วกันเมื่อไรก็เมื่อนั้น” จะถูกใจคนอ่านหรือไม่ คงต้องลองดูเองแล้วล่ะ ที่มา : http://www.never-age.com

เอเชี่ยน มาร์เชี่ยลอาร์ตเกมส์กับ 9ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย
เอเชี่ยนมาร์เชียลอาร์ตเกมส์ /  ต่อสู้

วันนี้men.mthai.comจะพามาทำความรู้จักกับ9ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน มาร์เชี่ยอาร์ตเกมส์ ที่ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ 1.มวยไทยมวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงกีฬาและ การต่อสู้จริง ๆ ศิลปะประเภทนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลบรรพบุรุษของชาติไทยได้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนกุลบุตรไว้เพื่อป้องกันตัวและ ป้องกันชาติ บรรดาชายฉกรรจ์ของไทยได้รับการฝึกฝนวิชามวยไทยแทบทุกคน นักรบผู้กระเดื่องนามทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนอบรมศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจน ทั้งสิ้น เพราะการใช้อาวุธรบในสมัยโบราณเช่น กระบี่ พลอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ ถ้ามีความรู้วิชามวยไทยประกอบด้วยแล้ว จะทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เข้าสู้ติดพันประชิดตัวก็จะได้อาศัยใช้อวัยวะบาง ส่วนเข้าช่วย เช่น เข่า เท้า ศอก เป็นต้น แต่เดิมมาศิลปะมวยไทยที่มีชั้นเชิงสูงมักจะฝึกสอนกันในบรรดาเจ้านายชั้น ผู้ใหญ่หรือเฉพาะพระมหากษัตริย์และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น ต่อมาจึงได้แพร่หลายไปถึงสามัญชน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากบรรดาอาจารย์ ซึ่งเดิมเป็นยอดขุนพล หรือนักรบมาแล้ว วิทยาการจึงได้แพร่หลายและคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ สามารถ VS พนมทวนเล็ก - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่ สุดยอดมวยไทยในตำนาน พยัคฆ์หน้าหยกผู้มีเสียงเหน่อเป็นเอกลักษณ์ เขาคือ สามารถ พยัคฆ์อรุณ 2.คิกบ็อกซิ่งคิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬาที่ใช้ศิลปะการป้องกันตัวแบบการชกมวยทั่วไปแต่สามารถ ใช้เท้าเตะได้ด้วย คิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬามวยที่ใช้อวัยวะได้ทุส่วน โดยนักกีฬาเน้นการใช้อุปกรณ์ป้องกันอวัยวะและใส่อุปกรณ์นั้นเวลาแข่งขัน เช่น นักกีฬาชายใส่กางเกงนักมวย ไม่ใส่เสื้อแต่มีอุปกรณ์ป้องกันที่แก พันมือ นวมชกมวย เครื่องสวมศีรษะ เป็นต้นมักมีการสับสนระหว่าคิกบ๊อกซิ่งและมวยไทยกีฬาทั้งสองเป็นการชกมวยเช่นกัน เเต่มีความแตกต่างที่มวยไทยสามารถเตะใต้เข็มขัดได้ สามารถใช้ศอกและเข่าในการเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แต่คิกบ๊อกซิ่ง ไม่สามารถใช้ได้ 3.คูราช (Kurash)เป็นกีฬาพื้นบ้านของอุซเบกิสถาน ที่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเล่นให้เป็นแบบสากลหลักการพื้นฐานของกีฬาชนิดนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างมวยปล้ำกับยูโด โดยแบ่งผู้แข่งขันเป็น 2 ฝ่าย สู้กันบนเวทีสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 15 x 15 เมตร คู่ต่อสู้จะต้องทุ่มอีกฝ่ายหนึ่งให้ล้มลงกับพื้นให้ได้ภายในเวลา 4 นาที สำหรับผู้ชาย และ 3 นาทีสำหรับผู้หญิง การให้คะแนน แบ่งเป็น * คาลาล ทุ่มคู่ต่อสู้ลงให้หลังแนบพื้นโดยสมบูรณ์ ผู้ที่ทำได้จะชนะทันที * ยอนบอส ทุ่มแล้วสีข้างหรือด้านข้างลำตัวของคู่ต่อสู้แนบพื้นอย่างสมบูรณ์ จะได้ 1 คะแนน หากทำคะแนนแบบยอยบอสได้ 2 ครั้งจะเท่ากับ 1 คาลาล ถือว่าชนะทันที * ชาล่า ทุ่มแล้วทำให้ก้นหรือหลังหรือท้องหรือสีข้างกระทบพื้นแต่ไม่สมบูรณ์ คะแนนแบบชาล่าไม่ทำให้การแข่งขันยุติ แต่จะใช้ตัดสินเมื่อหมดเวลา 4.ยูโดยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัวเป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ 5.เทควันโดแต่เดิมสมาคมเทควันโดแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้ดำเนินการสนับสนุนให้เทควันโด แพร่หลายไปทั่วโลก มีการจัดตั้งสมาคมเทควันโดขึ้นในประเทศต่างๆ มีการพัฒนารูปแบบการฝึกออกไปมากมายทำให้ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันจนกระทั่ง * พ.ศ. 2515 ก่อตั้งสหพันธ์เทควันโด ( The World Taekwondo Federation : WTF) ที่ทำการใหญ่อยู่ที่สำนักคุกคิวอน กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ประธานสหพันธ์คนแรก คือ ดร. ยุน ยอง คิม * พ.ศ. 2516 การแข่งขันกีฬาเทควันโดโลกครั้งแรก และจัดเป็นประจำทุกๆ 2 ปี พ.ศ. 2529 บรรจุกีฬาเทควันโดในเอเชี่ยนเกมส์ * พ.ศ. 2531 บรรจุกีฬาเทควันโดในกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2510 เปิดสอนเทควันโดในประเทศไทยที่วายเอ็มซีเอ ราชกรีฑาสโมสรกรุงเทพฯ ในฐานทัพทหารสหรัฐอเมริกาที่ตาคลี นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานีและสัตหีบ * พ.ศ. 2516 เปิดสอนเทควันโดที่ราชกรีฑาสโมสร พ.ศ. 2519 เปิดสำนักขึ้นที่โรงเรียนศิลปป้องกันตัวอาภัสสา ถนนเพลินจิต * พ.ศ. 2521 ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมศิลปป้องกันตัวเทควันโด ณ โรงเรียนอาภัสสา โดยมีนายสรยุทธ ปัทมินทร์วิโรจน์ เป็นนายกสมาคมฯคนแรก ต่อมาสมาคมฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย 6.คาราเต้โด คาราเต้ เป็นศิลปะป้องกันตัวที่พัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ของชาวญี่ปุ่นใน หมู่เกาะริวกัว และจากทักษะการต่อสู้แบบจีน หรือมวยได้คาราเต้เป็นวิถีเเห่งการดึงพลังจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี เช่น หมัดเข่า ศอก โดยใช้มือเปล่าปราศจากอาวุธ แต่เป็นการใช้เทคนิคในการสร้างพลังมือเปล่าแทนอาวุธและโล่ห์ การฝึกหัดคาราเต้บางสำนักอาจมีท่าพื้นฐาน ท่าต่อสู้ หรือท่ารำเเตกต่างกันไป เช่น การหน่วงเหนี่ยว การปล้ำ การผลัก การจับยึด 7.ยูยิตสู ยูยิสสู ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น โดยบางครั้งอาจจะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น ยาวารา (yawara) , ไทจุสสุ (taijutsu)ประวัติที่มาของยูยิสสูนั้นไม่ชัดแจ้ง โดยมากกล่าวกันว่าถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงยุคของสงครามสมัย ระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึง 16 เนื่องจากเป็นยุคสมัยสงครามทำให้เกิดวิชาใหม่ ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก ในอดีตประเทศญี่ปุ่นมีสำนักยูยิสสูอยู่หลายร้อยสำนัก โดยแต่ละสำนักมีแนวทางในการฝึกของตัวเอง โดยมากจะรับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราญของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย โดยยูยิสสูนั้นเป็นชื่อเรียกกลางที่ใช้เรียก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง 8.วูซู วูซู มาจากภาษาจีนกลางว่า "อู่ซู่" หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ "กังฟู" คือ วิชาว่าด้วยการใช้เทคนิค ในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสาระสำคัญ มีรูปแบบการร่ายกระบวนยุทธ และชั้นเชิงต่อสู้เป็หลักในการฝึก ทั้ง มีหลักศิลปะกายบริหารที่สืบทอดกันมา โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก อันเป็นจุดเด่นของ วิทยาการวูซู 9.ปันจักสีลัต ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่า ปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสายมาลายู ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า “สิละ” “ดีกา” หรือ “บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤต เพื่อนๆคนไหนมีความสามารถในศิลปะการต่อสู้บอกเล่้าเก้าสิบไ้้ด้เลยนะครับ

มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง
ความสวยความงาม /  สุขภาพ / 

แค่ได้ยินคำว่า "พุง" ก็ทำเอาสาวๆ สะดุ้งกันเลยทีเดียว! ก็แหมใครหลาะอยากจะมีส่วนเกินตรงท้อง ไม่สิสำหรับผู้หญิงนั้นเครียดกับการมีไขมันแทบทุกส่วนในร่างกายตะหาก อดใส่เอวลอย บิกินี่สวยๆรับซัมเมอร์ ถ้ามีพึงเจ้าปัญหาโผล่มาก็ทำเอาสาวๆเกิดอาการไม่มั่นใจซะละ .. เอาหล่ะ! ถ้าสาวๆ รู้ตัวว่าเรามีพุง มาดูกันคะว่า เรามีพุงแบบไหน แล้วจะจำกัดมันยังไงบ้าง ^^ มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง  มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง 1. พุงจอมขี้เกียจ  คนที่มีพุงแบบนี้มักมีไขมันเกิดจากการออกกำลังกายน้อยและชอบกินขนมหวานและแป้ง มักจะมีไขมันสะสมบริเวณต้นขาและสะโพกแต่โชคดีที่ลดง่าย ทางที่ดีลดของหวาน, แป้ง และหัดเดินวันละ 45 นาที หรือฝึกโยคะง่ายๆ ที่บ้านนะคะ 2. พุงจอมเครียด ใครที่กินอาหารไม่ตรงเวลา, ชอบดื่มกาแฟ, กินฟาส์ตฟู้ดเป็นประจำ หรืออกกำลังกายมากเกินไประวังจะเครียดลงพุง ถ้าไม่อยากให้พุงเครียดลองหาเวลาเข้าสปา,ไปนวดผ่อนคลายหรือออกกำลังแบบเบาๆ ดู 3. พุงยื่น มักเกิดกับคนที่เพิ่งคลอดบุตร และไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หรือดูแลตัวเองผิดวิธีวิธีแก้ คือ เมื่อครบ 2-3 เดือนหลังคลอด รอจนร่างกายพร้อมแล้วค่อยเริ่มทำกายบริหารในท่านอนจะฝึกโยคะหรือพิลาทิส 4. พุงอืด พุงแบบนี้จะแบนเรียบในช่วงเช้าแต่มาป่องระหว่างวัน อาจเกิดจากการแพ้หรือไม่ถูกกับอาหารบางชนิด อาหารเลยไม่ย่อยเกิดแก๊สในท้อง ให้ลองทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงพวกเค้ก ขนมปัง และอย่ากินมื้อดึกจะช่วยให้พุงหายอืดได้จ้า. ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผู้หญิงถึงผู้หญิง

มาดู Kokoro Harumiya ดารา AV สอนนวดนม
kokoro /  harumiya / 

มาดูดารา AV เขากายบริหารกัน หุหุ แจ่ม ๆ เลยพี่น้อง *0*

Kokoro Harumiya ดารา AV สอนกายบริหาร (คลิป 2)
kokoro /  harumiya / 

มาดูดารา AV เขากายบริหารกัน (คลิป 2)

กายบริหาร ลดอาการบ้านหมุน
บริหารการทรงตัว /  บริหารสายตา / 

กายบริหาร ลดอาการบ้านหมุน อาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวโดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหวศีรษะหรือใช้สายตา พบได้ในคนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติของหูชั้นใน โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ โรคนี้รักษาไม่หายขาด เพียงแต่รักษาอาการเวียนศีรษะให้หายเป็นปกติได้ด้วยการฝึก กายบริหาร เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการทรงตัว วิธีนี้เหมาะกับผู้มีอาการเกิน 1-2 เดือนหรือเวียนศีรษะขณะเคลื่อนไหว โดยเลือกสถานที่ฝึก กายบริหาร ที่มีบริเวณและปลอดภัย ไม่ควรมีของเกะกะซึ่งอาจจะทำให้สะดุดล้มได้ง่ายโดยเฉพาะเมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ ควรมีคนอื่นคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ด้วย ขั้นที่1 บริหารกล้ามเนื้อคอ ยืนหรือนั่งในท่าสบาย หันศีรษะจากซ้ายไปขวา สลับขวาไปซ้ายช้าๆ แล้วค่อยเร็วขึ้น ทำ 5-10 ครั้ง ก้มศีรษะไปข้างหน้า แล้วค่อยๆ เงยขึ้นจนคอตั้งตรง จากนั้นแหงนหน้าไปด้านหลัง เริ่มต้นทำช้าๆ แล้วค่อยๆ เร็วขึ้นตามลำดับ ทำ 5-10 รอบ ขั้นที่ 2 บริหารสายตา นั่งหรือยืนห่างฝาผนังที่มีรูปภาพประมาณ 2 ฟุต มองรูปโดยกวาดสายตาไปทั่วรูปช้าๆ จากนั้นหันศีรษะไปทางซ้ายและขวา โดยตายังมองภาพอยู่ตลอดเวลา ทำ 5-10 ครั้ง จากนั้นก้มและเงยศีรษะสลับกัน โดยยังมองภาพอยู่ตลอดเวลา ทำ 5-10 ครั้ง ใช้มือข้างใดข้างหนึ่ง ถือรูปภาพให้ตั้งขึ้นแล้วยืดแขนไปจนสุด มองภาพและเคลื่อนภาพไปพร้อมกับหันศีรษะจากซ้ายไปขวา ขึ้นและลงตามลำดับช้าๆ ทำอย่างน้อย 5-10 รอบ ขั้นที่ 3 บริหารการทรงตัว ยืนตัวตรง เท้าชิด กอดอก หันศีรษะจากซ้ายไปขวาสลับไปมา ค่อยๆ ทำช้าๆ แล้วเร็วขึ้นตามลำดับ 5-10 ครั้ง ยืนตรงเท้าห่างกันเล็กน้อย ก้าวเท้าขวามาข้างหน้าเปิดส้นเท้าซ้าย ถ่ายน้ำหนักไว้ที่เท้าขวาค้างไว้ 20วินาที ทำซ้ำอีกข้างสลับไปมา 5-10 ครั้ง ยืนตัวตรง จากนั้นก้าวเดินไปข้างหน้าโดยให้ส้นเท้าหน้าชิดปลายเท้าหลัง เดินต่อกันเป็นเส้นตรง 5-10 ก้าว ยืนตรงเดินไปข้างหน้าตามปรกติ โดยทุก 3 ก้าวให้หันหน้าไปทางขวาแล้วหันกลับมาหน้าตรง ทำซ้ำหันไปทางซ้าย เป็นระยะทาง 5-10เมตร Tips ระยะแรกให้เริ่มฝึกเพียง 2-3 ครั้งต่อวัน แล้วต่อไปจึงค่อยฝึกทำเพิ่มขึ้นตามลำดับ อาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวจะดีขึ้นหลัง 1-2 สัปดาห์ การเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหว เช่น เทนนิส แบดมินตัน ปิงปอง กอล์ฟ จะช่วยให้ร่างกายปรับระบบการทรงตัวได้ดีขึ้น หากมีอาการอื่นร่วม เช่น แน่นหน้าอก หรืออาเจียน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine พฤศจิกายน, Issue 94

พุง ของคุณเป็นแบบไหน แล้วจะ ลดพุง ยังไง มีคำตอบ
พุง /  ลดพุง

พุง ของคุณเป็นแบบไหน แล้วจะ ลดพุง ยังไง มีคำตอบ วันนี้มาเช็คกันสิว่า.....สาวๆ มีพุงแบบไหนกันบ้าง? 1. พุงจอมขี้เกียจ : คนที่มีพุงแบบนี้มักมีไขมันเกิดจากการออกกำลังกายน้อยและชอบกินขนมหวานและแป้ง มักจะมีไขมันสะสมบริเวณต้นขาและสะโพกแต่โชคดีที่ลดง่าย      >> ทางที่ดีลดของหวาน, แป้ง และหัดเดินวันละ 45 นาที หรือฝึกโยคะง่ายๆ ที่บ้านนะคะ 2. พุงจอมเครียด : ใครที่กินอาหารไม่ตรงเวลา, ชอบดื่มกาแฟ, กินฟาส์ตฟู้ดเป็นประจำ หรืออกกำลังกายมากเกินไประวังจะเครียดลงพุง!      >> ถ้าไม่อยากให้พุงเครียดลองหาเวลาเข้าสปา,ไปนวดผ่อนคลายหรือออกกำลังแบบเบาๆ ดู นะคะ 3. พุงยื่น : มักเกิดกับคนที่เพิ่งคลอดบุตรและไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หรือดูแลตัวเองผิดวิธี      >> วิธีแก้ คือ เมื่อครบ 2-3 เดือนหลังคลอด รอจนร่างกายพร้อมแล้วค่อยเริ่มทำกายบริหารในท่านอนจะฝึกโยคะหรือพิลาทิสก็ไม่ว่ากันจ้า 4. พุงอืด : พุงแบบนี้จะแบนเรียบในช่วงเช้าแต่มาป่องระหว่างวัน อาจเกิดจากการแพ้หรือไม่ถูกกับอาหารบางชนิด อาหารเลยไม่ย่อยเกิดแก๊ซในท้อง       >> ให้ลองทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงพวกเค้ก ขนมปังและอย่ากินมื้อดึกจะช่วยให้พุงหายอืดได้จ้า ที่มาจาก ผู้หญิงถึงผู้หญิง

4 ท่าบริหาร เพื่อหน้าท้องเพรียวสวย
กายบริหาร /  สุขภาพ / 

4 ท่าบริหาร เพื่อหน้าท้องเพรียวสวย การไดเอ็ทสามารถช่วยให้หน้าท้องลดลงได้ แต่จะให้ดีต้องทำควบคู่กันไปกับการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง และนี่คือท่าบริหารที่ช่วยกระชับหน้าท้อง ทำต่อเนื่องแบบไม่หยุดพัก 3 รอบ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง คุณน่าจะเห็นผลได้ใน 4 สัปดาห์ ท่าที่ 1 Chest press with Crunch มือแต่ละข้างถือดัมเบลล์หนักประมาณ 8-10 ปอนด์ นอนให้หลังนาบไปบนลูกบอลออกกำลัง เท้าวางราบที่พื้น ถือดัมเบลล์เหนือหัวไหล่ ค่อยๆ ยกดัมเบลล์ขึ้นตรงๆ ไปด้านบน เมื่อแขนเหยียดตรง เกร็งหน้าท้องยกแผงไหล่ขึ้นออกจากบอล ค้างไว้สักครู่ลดตัวกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง ท่าที่ 2 Lateral Raise with Rotation มือแต่ละข้างถือดัมเบลล์หนัก 8-10 ปอนด์ ยืนกางขากว้างเท่าสะโพก งอแขนเล็กน้อย จากนั้น ยกดัมเบลล์ขึ้นจนแขนขนานกับพื้นหมุนลำตัวส่วนบนไปทางขวา หมุนกลับมาตรงกลาง ลดแขนลง ทำซ้ำหมุนไปอีกข้างนับเป็นหนึ่งครั้ง ทำซ้ำ 6 ครั้ง ท่าที่ 3 Lunging Crunch จับเชือกจากเครื่องออกกำลังกายด้วยมือทั้งสอง หันหน้าออกจากเครื่อง ก้าวออกมาจนสายเคเบิลตึง ก้าวขาซ้ายมาด้านหน้าและย่อเข่าลงด้วยเท้าซ้าย พร้อมงอตัวลง เกร็งหน้าท้องไว้แล้วยีนขึ้น ทำ 8-10 ครั้งต่อขาหนึ่งข้าง หากไม่มีเครื่องออกกำลัง ให้ถือดัมเบลล์ไว้ด้านหน้าระดับหน้าอกแทนได้ค่ะ ท่าที่ 4 Pull Up with Raise จับบาร์ดึงข้อไว้แบบหันฝ่ามือออก ไขว้ข้อเท้าไว้ด้านหลัง ดึงตัวขึ้นจนคางยกผ่านบาร์ ยกเข่าขึ้นมาทางหน้าอก เกร็งท้อง แล้วดึงขึ้นลง 10-12 ครั้ง ในกรณีนี้อาจโหนกับบาร์ชนิดอื่นที่แข็งแรงพอกันได้ ถ้าคุณต้องการทำที่บ้าน ที่มาจาก women.thaiza.com

ฟิตเนส ดัมเบล กับท่า Chest Press บริหารกล้ามอก
ฟิตเนส /  กล้ามอก / 

ฟิตเนส ดัมเบล กับท่า Chest Press บริหารกล้ามอก ฟิตเนส หลังจากที่หลายๆคนเรียกร้องให้ Men.MThai นำเสนอเรื่องการบริหารกล้ามเนื้อโดยใช้ดัมเบล Dumbbell ซึ่่งเป็นอุปกรณ์ที่ซื้อหาได้ง่ายเป็นพระเอกของงาน เราเลยไม่รอช้านำท่าบริหารกล้ามเนื้อที่หนุ่มๆเองสามารถทำได้ที่บ้านเพียงมีแค่ดัมเบล 2 อัน หรือจะใช้ขวดใส่น้ำหนักๆก็แทนกันได้ ฟิตเนส Dumbbell Chest Press ฟิตเนส Dumbbell Chest Press ซึ่งท่าแรกที่เทรนเนอร์มืออาชีพจากทรูฟิตเนสมาสาธิตให้เป็นพิเศษในวันนี้ คือท่า "Dumbbell Chest Press" ดัมเบล เชสท์ เพรส เป็นท่าบริหารหน้าอกที่ผู้เล่นต้องนอนหลังตรงราบติดกับเบาะ มือทั้งสองถือดัมเบลให้มั่น ขาทั้งสองข้างตั้งฉาก ยกดัมเบลขึ้นสูงให้แขนแนวตรงแต่ไม่ถึงกับให้ข้อศอกล๊อค ท่าจะโฟกัสที่หน้าอก โดยจะใช้กล้ามหน้าอก ไหล่ด้านหน้าและกล้ามแขนด้านหลังร่วมกันในการบริหารท่านี้ และและดึงกลับลงในระดับที่รู้สึกตึงที่หน้าอก หรือ ต่ำกว่าลำตัวที่นอนราบอยู่นิดหน่อย ทำซ้ำประมาณ 3 เซต เซตละ 12-15 ครั้ง ดูคลิปสาธิตท่า Dumbbell Chest Press ฟิตเนส Dumbbell Chest Press บริหารกล้ามอกด้วยดัมเบล - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่ โดยความยากของการใช้ดัมเบลในการบริหารร่างกายนั้นต่างจากการใช้บาร์เบล เพราะต้องใช้ประสาทและสมาธิในการควบคุมมือทั้งสองข้างให้อยู่ในระดับเดียวกัน และบริหารกล้ามเนื้อส่วนที่ปลีกย่อยลงไปได้ดีกว่าการใช้บาร์เบล ซึ่ง Men.MThai จะนำเสนอเรื่องนี้ในคราวต่อไป ขอบคุณเทรนเนอร์วัฒนา วังปลาทอง จาก True Fitness และคุณคณินทร์ แสงไชยวุฒิกุลสำหรับการแสดงท่าสาธิต ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา Men MThai ขอส่งท้ายเรื่องการบริหารกล้ามเนื้ออกด้วยการใช้เครื่อง Fly ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายอีกช … เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press Chest Press เป็นเครื่องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออกที่คุ้นหน้าคุ้นตาใครหลายๆคน ซึ่งหนุ่มๆไม่ควรมองข้ามเวลาไปยิมเด็ … วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น เป็นท่าบริหารรกล้ามเนื้อหน้าอกที่เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ เพราะตั้งแต่สมัยเร … เสริมความแมนด้วยการ บริหาร กล้ามหน้าอก เสริมความแมนด้วยการ บริหารกล้ามหน้าอก Men MThai ขอนำเสนอเรื่องราวของการออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอัน …

ผลวิจัยเผย หนุ่มๆ ดูหนังโป๊ก่อนออกกำลังกาย เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น
หนังโป๊

ผลวิจัยเผย หนุ่มๆดูหนังโป๊ก่อนออกกำลังกาย เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น Mthainews: เว็บไซต์เดลี่เมล์รายงานว่า ผลการศึกษาวิจัยเผยว่า ชายหนุ่มที่ต้องการยกเวท เล่นกล้ามได้ดี มีประสิทธิภาพ ในช่วงหลังจากที่ดูหนังอีโรติค หรือหนังโป๊กระตุ้นทางเพศ ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ดิสโคเวอร์ แมกกาซีน(Discover Magazine) ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองด้วยการเปิดคลิปวีดิโอที่แตกต่างๆกัน ความยาว 4 นาที ทั้งโศกเศร้า ตลก ต่อสู้ และกระตุ้นทางเพศ ให้กับนักกีฬาหลายๆคน  จากนั้นศึกษาประสิทธิผลจากการออกกำลังกาย ด้วยการนำน้ำลายมาทดสอบพบว่า ผู้ที่ดูคลิปโป๊ กระตุ้นทางเพศนั้น มีประสิทธิภาพดีกว่า เนื่องจากภาพที่เขาเห็น จะไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศ testosterone ให้เกิดการหลั่ง ซึ่งการค้นพบดังกล่าว จะสามารถนำไปพัฒนาฝึกให้กับนักกีฬา ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนการแข่งขันได้ด้วย  ขณะที่ผู้ที่ได้ดูคลิปประเภทเศร้า ตึงเครียด พบว่ามีระดับฮอร์โมนในร่างกายน้อย จวน คาร์ลอส เมดินา ผู้ประสานงานฝ่ายกีฬา ของมหาวิทยาลัยเม็กซิโก บอกว่า ผลการศึกษาเป็นประโยชน์มากทีเดียวสำหรับนักกีฬา เพราะอารมณ์ทางเพศจะขจัดความเมื่อยล้าทางจิตใจ ได้มีการปลดปล่อยทำให้พวกเขาได้รู้สึกสดชื่น มีความเชื่อมั่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ จะต้องกระทำร่วมกับวิธีที่เหมาะสม บริโภคอาหารที่เพียงพอ และปฏิบัติเป็นประจำ Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

Little Miss Sunshine โดย กิ๊ฟซ่า-ปิยา พงศ์กุลภา
กิ๊ฟซ่า /  ปิยา / 

Little Miss Sunshine โดย กิ๊ฟซ่า-ปิยา พงศ์กุลภาภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร LISA ข้อความบนปก : กิ๊ฟซ่ามาเดี่ยวแต่เปรี้ยวเต็มพิกัด ไปเที่ยวทะเลได้ผ่อนคลาย แถมยังเยียวยาสุขภาพได้ด้วยนะ ไปเที่ยวทะเลร้อนแค่ไหนก็ไม่เสียสวยด้วยเคล็ดลับของเรา Let's go to The Sea หลากเรื่องอารมณ์ทะเล้-ทะเล ให้คุณได้เตรียมตัวไปพักร้อน Shopping : หลากของเก๋สำหรับชายหาด Plus : *กายบริหารในน้ำ...เย็นฉ่ำมากประโยชน์ *ทำเองได้ง่ายๆ แต่แสนเก๋ Studded Converse *ชวนท่องทะเลสองภาคจากเกาะกูดถึงเกาะไข่ *เกร็ดเคล็ดลับระวังตัวก่อนไปเที่ยวทะเล ที่มาภาพจาก www .magazinedee.com ค้นหาเกี่ยวกับ Fashion เพิ่มเติม TrendTips SMS ส่งเทรนด์ฮิต แฟชั่นชิคๆ ทิปความงาม ส่วนลดแบรนด์ดัง อัพเดตส่งถึงมือคุณก่อนใครสนใจรับเทรนด์ฮิต AIS กด *48259070011 โทรออก Dtac กด *19259070011 โทรออก (รับฟรี 7 วัน)

7  เคล็ดลับ ป้องกัน และ บรรเทาอาการ ปวดข้อ ใน หน้าฝน
ปวดข้อ /  หน้าฝน

7  เคล็ดลับ ป้องกัน และ บรรเทาอาการ ปวดข้อ ใน หน้าฝน ความเย็นฉ่ำเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้น สำคัญ ที่ทำให้ร่างกายของใครหลายคนเจ็บออด ๆ แอด ๆ โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย สาเหตุที่อาการ ปวดข้อ มักจะกลับมาใน หน้าฝน ก็เพราะภาวะเกินของธาตุต่าง ๆ คือธาตุลมและความชื้นที่มาพร้อมกัน เข้าสู่ร่างกายและจะค้างอยู่ตามช่องว่างของกล้ามเนื้อ เรียกอีกอย่าง ว่า “โรคลมในเส้น” ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เกิดภาวะเลือดลมอุดตันสะสมนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะพร่องพลังของไตและตับ ถ้ายิ่งสะสมในอวัยวะสำคัญทั้งอาการปวดข้อจะเรื้อรัง และแก้ยากมากขึ้น และนี่คืออีกหนึ่งสาระสุขภาพ ที่จะช่วยให้คุณอุ่นใจเมื่อมีอาการเฉียบพลันแบบ ปวด ๆ หาย ๆ ตามสายฝนโปรย ที่เรานำมาฝาก อาการปวดข้อทั้งชนิดที่เรื้อรังและไม่เรื้อรัง สามารถเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ เมื่อร่างกายกระทบอุณหภูมิเย็น ชื้น เราจึงควรรู้จักวิธีป้องกันในแบบต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยง และรับมือกับอาการที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน และนี่คือ 7 วิธีดี ๆ ที่น่าอ่านน่าจดจำ 7 เคล็ดลับป้องกัน และบรรเทาอาการปวดข้อในหน้าฝน 1.กินป้องกันปวด การได้รับอาหารที่มีสารต้านออกซิเดชั่นในปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ ธาตุซีลีเนียม วิตามินซี วิตามินอี และวิตามินเอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้ ดังนั้นอาหารประจำวันควรมีผัก และผลไม้สดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้ได้รับวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ส่วนอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็ง ผลอะโวคาโด และเมล็ดทานตะวัน อาหารที่มีซีลีเนียม ได้แก่ ปลาที่มีไขมันมาก ธัญพืชและไข่ นอกจากนี้ปลาที่มีไขมันมากหรือน้ำมันปลา ยังมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่อาจช่วยลดการอักเสบภายในร่างกายด้วย 2.บรรเทาด้วยอุณหภูมิประคบ การใช้อุณหภูมิช่วย โดยใช้ความร้อน อาจจะเป็นกระเป๋าน้ำร้อน ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน หรือวิธีบ้าน ๆ โบราณ ๆ อย่างใช้ใบพลับพลึงอังไฟ จากนั้นประคบข้อต่อที่เจ็บ 20 นาที ประมาณวันละ 3 ครั้ง ทำให้เลือดไหลเวียนมากขึ้นและช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ แต่ถ้าใช้ความเย็น ก็สามารถบรรเทาอาการปวดได้เฉียบพลัน 3.นวดพร้อมสมุนไพร การนวด ถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้ทุเลาลงได้ ส่วนการใช้ยาทาถูนวดต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่น ยาหม่อง จะช่วยให้หายปวดได้ชั่วคราวเช่นเดียวกับการใช้ยาแก้อักเสบในรูปครีม นวดบริเวณรอบ ๆ ข้อที่มีการอักเสบก็จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ชั่วคราวเช่นกัน การประคบด้วยสมุนไพรคือหัวไพลสด ขมิ้นชันสด การบูร เกลือ ซึ่งมักจะเพิ่มผิวมะกรูด ตะไคร้ ใบมะขามใบส้มป่อย ร่วมกับการนวดรักษาโรค หรือการใช้ยาแผนปัจจุบัน ยังสามารถบรรเทาอาการปวดข้อ ข้อฝืด ได้มากขึ้นกว่าการนวดหรือใช้ยาเพียงอย่างเดียว 4.กินสมุนไพรเผ็ด การรับประทานสมุนไพร เน้นที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น ขิงและอบเชย โดยเฉพาะขิงสด เพียงฝานกินวันละ 2-3 แว่น ก็ลดอาการปวดข้อได้ดีมาก เพราะขิงมีโครงสร้างโมเลกุบางอย่าง คล้ายกับยาที่ใช้รักษาโรคปวดข้อรุ่นใหม่ที่ไม่กัดกระเพาะ 5.รับประทานน้ำมันตับปลาวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ไอส์ลา บอสเวิร์ธ นักวิจัยจากประเทศอังกฤษ พบว่าการรับประทานน้ำมันตับปลาวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยลดอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายยิ่งเป็นอาการปวดจากโรคข้อต่ออักเสบยิ่งได้ผล และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรแฟน หรือแม้แต่พาราเซตามอล ซึ่งหากรับประทานเป็นประจำอาจเสี่ยงต่อโรคความดันสูงและโรคหัวใจ ถึงแม้น้ำมันตับปลาจะไม่สามารถรักษาโรคข้ออักเสบได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หาง่าย ราคาถูก และไม่เป็นอันตรายอีกด้วย 6.บำบัดด้วยเถาวัลย์เปรียง จากการทดลองวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นานกว่า 10 ปี พบว่า “เถาวัลย์เปรียง” มีสารสกัดจากลำต้นมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด ต้านการอักเสบสามารถใช้แทนยาแก้อักเสบประเภท สเตียรอยด์ ที่เป็นยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคปวดหลังและปวดตามข้อได้ และได้ผ่านการทดสอบทางคลินิกกับคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้ผลดี พบว่าร่างกายสามารถดูดซึมยาตัวนี้ได้ดี ไม่มีพิษหรือผลข้างเคียงต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อีกด้วย ที่สำคัญ ยาสมุนไพรไม่มีผลข้างเคียง เพราะไม่มีสารเคมี 7.ออกกำลังบริหารข้อบ่อย ๆ เคลื่อนไหวข้อ และฝึกกายบริหารเป็นประจำทุกวัน อย่าอยู่นิ่ง ๆ เพราะยิ่งอยู่นิ่ง ข้อยิ่งแข็งฝืดและขยับยากยิ่งขึ้น ดังนั้นควรฝึกกายบริหารในท่าต่างๆ  ท่าละ 10 ครั้ง ทำซ้ำทุก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยทำให้ข้อลดความฝืดและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น การออกกำลังกายในสภาพไร้น้ำหนัก เช่น ว่ายน้ำ เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ ที่สำคัญควรรู้สมดุลร่างกายของตัวเองว่าเมื่อใดควรพักข้อที่อักเสบ และเมื่อใดควรให้ข้อนั้นออกกำลังกาย จะช่วยให้รับมือกับโรคได้ดีขึ้น เช่น เมื่อข้อเกิดการอักเสบรุนแรงขึ้น ให้หยุดการออกกำลังบริเวณข้อทันที และเริ่มออกกำลังใหม่เมื่อการอักเสบลดลงแล้ว ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก  Twenty Four-Seven Magazine

ออกกำลังกาย ต้าน ข้อเข่าเสื่อม ก่อนวัย
ข้อเข่าเสื่อม /  ข้อเสื่อม / 

โรค ข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบบ่อยโดยเฉพาะในวัยสูงอายุและเป็นโรคที่รบกวนกิจวัตรประจำวัน ทำให้ลุกยืน เดิน ขึ้นบันไดได้ลำบาก บางครั้งกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้สะดวก บางรายต้องอยู่บ้าน ไม่อยากไปไหนมาไหน แต่เชื่อไหมว่า ยังไม่ทันแก่...ข้อก็เสื่อมได้ ที่มาข้อเสื่อม โรคข้อเสื่อม มักเกิดจากการใช้งานข้อที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นตามวัยคือใช้งานมานาน ย่อมมีความสึกหรอไปตามเวลา แต่บางรายใช้งานไม่ถูกต้อง จะเป็นการเร่งให้โรคข้อเสื่อมเป็นไปเร็วขึ้น(โรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิ) มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดในช่วงอายุมากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรคบางอย่างเป็นสาเหตุให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้เร็วกว่าวัยอันควร เช่น โรคเอ็นภายในข้อเข่าฉีกขาด หมอนรองข้อเข่าแตก กระดูกสะบ้าหลุด หรือมีการติดเชื้อภายในข้อเข่า เป็นต้น โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบของข้อเข่าเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุนำให้เกิดโรคข้อเสื่อมก่อนวัย(โรคข้อเข่าเสื่อมทุติยภูมิ) พฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า 1. คนที่ชอบนั่งงอเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยอง ๆ เป็นประจำ จะเพิ่มแรงอัดภายในข้อเข่า ซึ่งจะรบกวนการนำอาหารไปสู่เซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อ โรคข้อเข่าเสื่อมนี้ เริ่มจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อโดยตรง และเมื่อเป็นมากขึ้นการสึกหรอจะลามไปยังองค์ประกอบอื่นของข้อเข่า เช่น ชั้นใต้กระดูกอ่อนซึ่งเป็นกระดูกแข็ง จะเกิดถุงน้ำข้างใต้กระดูก หมอนรองเข่าสึก เอ็นหุ้มข้อเข่าหนาตัวขึ้น มีกระดูกงอกบริเวณปลายกระดูก เป็นต้น 2. กรณีน้ำหนักตัวมากเกินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่เร่งให้เกิดอาการข้อเสื่อมเร็วขึ้น เพราะข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลาที่ใช้งานข้อ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน หรือขึ้นลงบันไดก็ตาม 3. การใส่รองเท้าส้นสูง จะทำให้ข้อเข่ามีแรงกดทับมากกว่าปกติ ทั้งยังทำร้ายข้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า เพราะเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักก่อนจุดอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำหนักได้ง่าย และหากคนที่ข้อเข่าไม่แข็งแรง หรือมีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ จะมีผลกระทบมากกว่าคนปกติ อาการข้อเสื่อม ในระยะแรก จะสังเกตว่ามีเสียงดังขณะขยับข้อไปมา บางรายมีอาการข้อฝืดโดยเฉพาะเวลานั่งนาน ๆ หรือขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จะเสมือนข้อถูกล็อกไว้ ต้องขยับไปมาสัก 2-3 ครั้ง จึงเหยียดเข่าออกได้ บางรายมีข้อบวมโต หรือมีบวมแดง มีน้ำภายในข้อ ซึ่งบ่งถึงการอักเสบที่เป็นมากขึ้นนั่นเอง ในรายที่เป็นมากอาจพบข้อติด ขยับไม่ได้เต็มที่ หรืออาจพบกล้ามเนื้อขาลีบเล็กลงกว่าข้างปกติ เป็นต้น บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรง การออกกำลังกายหรือกายบริหารนั้น ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเน้นกล้ามเนื้อหน้าขาหรือกล้ามเนื้อเหยียดเข่าเป็นหลัก ท่าบริหารข้างล่างนี้เริ่มจากง่ายไปยาก ดังนี้ ท่าที่ 1 นอนหงาย เอาหมอนเล็ก ๆ วางใต้เข่า เหยียดเข่าตรง นับ 1-10 ทำได้ในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงมากนัก ท่าที่ 2 นั่งยกขาข้างหนึ่งวางพาดม้าเตี้ย เหยียดเข่าตรง เกร็งกล้ามเนื้อหน้าขา พร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น นับ 1-10 หรือเท่าที่ทำได้ ท่านี้เหมาะสำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอที่จะยกขาตนเองได้ ถ้ามีปัญหาข้อเหยียดไม่สุด ให้ใช้ถุงทรายถ่วงที่ข้อเข่าร่วมด้วย ท่าที่ 3 นั่งชิดพนักเก้าอี้ เหยียดเข่าตรงพร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น เกร็งค้างนับ 1-10 ทำสลับข้าง ท่าที่ 4 นั่งไขว้ขา ขาที่อยู่ด้านล่างเกร็งเหยียดเข่าตรงเท่าที่ทำได้ เกร็งนับ 1-10 และทำสลับข้างเช่นกัน ช่วยฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขาได้ดี ท่าที่ 5 นั่งไขว้ขาเหมือนท่าที่ 4 แต่ให้ขาที่อยู่ด้านบนออกแรงกดลงด้วย ในขณะที่ขาล่างเหยียดขึ้นตรงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เช่นกัน กล้ามเนื้อหน้าขาของขาล่างต้องรับน้ำหนักมากขึ้นอีก คือทั้งน้ำหนักของขาล่างรวมกับน้ำหนักของขา ข้างบน และแรงกดจากขาที่อยู่ข้างบน ทำสลับข้างในทำนองเดียวกัน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าขาและท้องขาได้ดีมาก เป็นท่าที่ยากที่สุด เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าขาต้องออกแรงมากที่สุด การบริหารทุกท่าให้เริ่มทำจากน้อยไปมาก โดยทำชุดละประมาณ 20-30 ครั้ง วันละ 2-3 ชุด เป็นอย่างน้อย ค่อย ๆ เพิ่มตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่าของแต่ละคน จนได้ประมาณ 100 ครั้งต่อวัน ใช้ข้อเข่าอย่างถูกวิธี การใช้ข้ออย่างถูกวิธี จะช่วยถนอมข้อเข่าให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ชะลอความเสื่อม ซึ่งวิธีการนั้นตรงข้ามกับพฤติกรรมซึ่งทำร้ายข้อนั่นเอง กล่าวคือ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกิน เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องงอเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ ขึ้นลงบันไดเท่าที่จำเป็น หากอยู่บ้านชั้นล่างได้จะเป็นการดีมาก ไม่ต้องขึ้นลงบ่อย ๆ เลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ไม่มีผลร้ายต่อข้อเข่า เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือการออกกำลังกายในน้ำ เป็นต้น หมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อได้ ใช้สนับเข่าเท่าที่จำเป็น มักเลือกใช้ในรายที่ข้อเสียความมั่นคง แต่หากข้อยังมีความมั่นคงอยู่ การใช้สนับเข่า อาจทำให้กล้ามเนื้อโดยรอบเข่าอ่อนแรงได้ หากมีอาการเจ็บข้อเข่ามากอย่างเฉียบพลัน อาจถือร่มหรือไม้เท้าในด้านตรงข้ามกับขาที่เจ็บ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อ และลดอาการปวดได้ อย่าลืม หมั่นสำรวจกิจวัตรประจำวันของท่านว่า ในแต่ละวันท่านทำร้ายข้อเข่ามากน้อยเพียงไร หากท่านมีอาการข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ขอย้ำว่า “ไม่มีคำว่าสาย ในการแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ให้ถูกต้อง” สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่มิควรละเลย คือความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของข้อเข่า เริ่มเสียแต่วันนี้ เพื่อป้องกันการเกิดข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

Kokoro Harumiya ดารา AV สอนกายบริหารกัน (คลิป 3)
kokoro /  harumiya / 

Kokoro Harumiya ดารา AV เขากายบริหารกัน (คลิป 3)

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว
สุขภาพ /  เซ็กส์

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว    ถ้าพูดกันตรงๆ เปิดใจกันแฟร์ๆ สำหรับหนุ่มๆ เราแล้ว เรื่องเซ็กส์นี่เรื่องสำคัญเลยนะ แต่เราจะไม่ค่อยกล้าพูดกัน เพราะพอเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ที่ไร คนก็มักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดไม่ได้ เข้าข่ายโรคจิต ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แถมการมีเซ็กส์สามารถสร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว 1. ช่วยให้ไม่เครียด การมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยทำให้เราไม่เครียด หรือหากถ้าเราเครียดอยู่แล้วก็จะหายไป เพราะหลังเสร็จสิ้นการลงสมรภูมิรัก ร่างกายจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมาทำให้เรารู้สึกดี สบายคลายเครียด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราเกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณและจิตใต้สำนึกก็จะบอกตัวเองอยู่เช่นนั้น เมื่อเราสามารถมีเพศสัมพันธ์ และทำการได้สำเร็จ สมองก็จะมีความสุข เพราะเหมือนได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ลุล่วง 2. เพิ่มภูมิต้านทาน ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างต่ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณของ lgA (ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งพบมากในน้ำลาย) จะเพิ่มสูงขึ้น จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าเก่า ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นไข้หวัดง่าย 3. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีงานวิจัยระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที สามารถช่วยเบิร์นได้ถึง 85 แคลอรี แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะ ยิ่งเบิร์นได้ถึง 125 แคลอรีเลย ช่วยเบิร์นได้มากกว่าการปั่นจักรยานในฟิตเนสซะอีกนะเนี้ย 4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบลดน้อยลง เพราะในขณะปฏิบัติการ หัวใจจะเต้นเร็วเหมือนตอนที่เราออกกำลังกายเลย แล้วก็เครียดน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนดีขึ้น เคยมีงานวิจัยบอกว่าคนสูงอายุที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่ การเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่หยุดการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วด้วย  5. สุขภาพจิตดี เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ ขี้โรค เป็นที่ต้องการของคนอื่น เลยจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย สบายใจ เรียกว่าการมีเพศสัมพันธ์นี่ ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราดีขึ้นโดยรวมเลย 6. ช่วยลดการเจ็บปวด ถ้าเราเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกาย การมีเพศสัมพันธ์เป็นยาขนานเอก ที่ช่วยแก้ปวดได้ดีเลยละ ยกตัวอย่างถ้าเราปวดฟันอยู่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ ความปวดนั้นจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาให้เรารู้สึกดี สบายมากขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลบความเจ็บปวด ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงนั่นเอง 7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เพราะ ถ้าร่างกายไม่ได้หลังสเปิร์มออกมา มันจะดูดซึมกลับเข้าไปแล้วค่อยผลิตออกมาใหม่ จึงส่งผลอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วการไม่ได้ปลดปล่อยจะทำให้เราเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งเหมือนกัน 8. เกิดการกายบริหาร ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนเอวสักเท่าไหร่ การมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ คือการกายบริหารช่วงเอวที่ดีที่สุด แถมส่งผลดีไปถึงระยะยาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้วหกล้ม ก็จะไม่สะโพกหักได้ง่าย 9. นอนสบาย หลับสนิท หลักๆ เลย ก็เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยคลายความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่ก็จะคลายตัว แล้วพอร่างกายทั้งภายนอกและภายในพร้อม คุณเลยหลับได้สนิท ฝันหวานไปเลย           เห็นไหมว่า การมีเพศสัมพันธ์มีประโยชน์มากมายเลย ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟิตปั๋ง ด้วยการทานอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงสิ่งที่จะมาบั่นทอนสุขภาพซะ แล้วจะสุขภาพแข็งแรง มีเซ็กส์ที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นไปอีกไงล่ะ ที่มาจาก สุขภาพดี

เอเชี่ยน มาร์เชี่ยลอาร์ตเกมส์กับ 9ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย
ต่อสู้ /  เอเชี่ยนมาร์เชียลอาร์ตเกมส์

วันนี้men.mthai.comจะพามาทำความรู้จักกับ9ศิลปะการต่อสู้แห่งเอเชีย ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน มาร์เชี่ยอาร์ตเกมส์ ที่ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ 1.มวยไทยมวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงกีฬาและ การต่อสู้จริง ๆ ศิลปะประเภทนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลบรรพบุรุษของชาติไทยได้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนกุลบุตรไว้เพื่อป้องกันตัวและ ป้องกันชาติ บรรดาชายฉกรรจ์ของไทยได้รับการฝึกฝนวิชามวยไทยแทบทุกคน นักรบผู้กระเดื่องนามทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนอบรมศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจน ทั้งสิ้น เพราะการใช้อาวุธรบในสมัยโบราณเช่น กระบี่ พลอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ ถ้ามีความรู้วิชามวยไทยประกอบด้วยแล้ว จะทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เข้าสู้ติดพันประชิดตัวก็จะได้อาศัยใช้อวัยวะบาง ส่วนเข้าช่วย เช่น เข่า เท้า ศอก เป็นต้น แต่เดิมมาศิลปะมวยไทยที่มีชั้นเชิงสูงมักจะฝึกสอนกันในบรรดาเจ้านายชั้น ผู้ใหญ่หรือเฉพาะพระมหากษัตริย์และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น ต่อมาจึงได้แพร่หลายไปถึงสามัญชน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากบรรดาอาจารย์ ซึ่งเดิมเป็นยอดขุนพล หรือนักรบมาแล้ว วิทยาการจึงได้แพร่หลายและคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ สามารถ VS พนมทวนเล็ก - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่ สุดยอดมวยไทยในตำนาน พยัคฆ์หน้าหยกผู้มีเสียงเหน่อเป็นเอกลักษณ์ เขาคือ สามารถ พยัคฆ์อรุณ2.คิกบ็อกซิ่งคิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬาที่ใช้ศิลปะการป้องกันตัวแบบการชกมวยทั่วไปแต่สามารถ ใช้เท้าเตะได้ด้วย คิกบ๊อกซิ่งเป็นกีฬามวยที่ใช้อวัยวะได้ทุส่วน โดยนักกีฬาเน้นการใช้อุปกรณ์ป้องกันอวัยวะและใส่อุปกรณ์นั้นเวลาแข่งขัน เช่น นักกีฬาชายใส่กางเกงนักมวย ไม่ใส่เสื้อแต่มีอุปกรณ์ป้องกันที่แก พันมือ นวมชกมวย เครื่องสวมศีรษะ เป็นต้นมักมีการสับสนระหว่าคิกบ๊อกซิ่งและมวยไทยกีฬาทั้งสองเป็นการชกมวยเช่นกัน เเต่มีความแตกต่างที่มวยไทยสามารถเตะใต้เข็มขัดได้ สามารถใช้ศอกและเข่าในการเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แต่คิกบ๊อกซิ่ง ไม่สามารถใช้ได้ 3.คูราช (Kurash)เป็นกีฬาพื้นบ้านของอุซเบกิสถาน ที่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเล่นให้เป็นแบบสากลหลักการพื้นฐานของกีฬาชนิดนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างมวยปล้ำกับยูโด โดยแบ่งผู้แข่งขันเป็น 2 ฝ่าย สู้กันบนเวทีสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 15 x 15 เมตร คู่ต่อสู้จะต้องทุ่มอีกฝ่ายหนึ่งให้ล้มลงกับพื้นให้ได้ภายในเวลา 4 นาที สำหรับผู้ชาย และ 3 นาทีสำหรับผู้หญิง การให้คะแนน แบ่งเป็น * คาลาล ทุ่มคู่ต่อสู้ลงให้หลังแนบพื้นโดยสมบูรณ์ ผู้ที่ทำได้จะชนะทันที * ยอนบอส ทุ่มแล้วสีข้างหรือด้านข้างลำตัวของคู่ต่อสู้แนบพื้นอย่างสมบูรณ์ จะได้ 1 คะแนน หากทำคะแนนแบบยอยบอสได้ 2 ครั้งจะเท่ากับ 1 คาลาล ถือว่าชนะทันที * ชาล่า ทุ่มแล้วทำให้ก้นหรือหลังหรือท้องหรือสีข้างกระทบพื้นแต่ไม่สมบูรณ์ คะแนนแบบชาล่าไม่ทำให้การแข่งขันยุติ แต่จะใช้ตัดสินเมื่อหมดเวลา 4.ยูโดยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัวเป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้5.เทควันโดแต่เดิมสมาคมเทควันโดแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้ดำเนินการสนับสนุนให้เทควันโด แพร่หลายไปทั่วโลก มีการจัดตั้งสมาคมเทควันโดขึ้นในประเทศต่างๆ มีการพัฒนารูปแบบการฝึกออกไปมากมายทำให้ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันจนกระทั่ง * พ.ศ. 2515 ก่อตั้งสหพันธ์เทควันโด ( The World Taekwondo Federation : WTF) ที่ทำการใหญ่อยู่ที่สำนักคุกคิวอน กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ประธานสหพันธ์คนแรก คือ ดร. ยุน ยอง คิม * พ.ศ. 2516 การแข่งขันกีฬาเทควันโดโลกครั้งแรก และจัดเป็นประจำทุกๆ 2 ปี พ.ศ. 2529 บรรจุกีฬาเทควันโดในเอเชี่ยนเกมส์ * พ.ศ. 2531 บรรจุกีฬาเทควันโดในกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2510 เปิดสอนเทควันโดในประเทศไทยที่วายเอ็มซีเอ ราชกรีฑาสโมสรกรุงเทพฯ ในฐานทัพทหารสหรัฐอเมริกาที่ตาคลี นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานีและสัตหีบ * พ.ศ. 2516 เปิดสอนเทควันโดที่ราชกรีฑาสโมสร พ.ศ. 2519 เปิดสำนักขึ้นที่โรงเรียนศิลปป้องกันตัวอาภัสสา ถนนเพลินจิต * พ.ศ. 2521 ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมศิลปป้องกันตัวเทควันโด ณ โรงเรียนอาภัสสา โดยมีนายสรยุทธ ปัทมินทร์วิโรจน์ เป็นนายกสมาคมฯคนแรก ต่อมาสมาคมฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย 6.คาราเต้โด คาราเต้ เป็นศิลปะป้องกันตัวที่พัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ของชาวญี่ปุ่นใน หมู่เกาะริวกัว และจากทักษะการต่อสู้แบบจีน หรือมวยได้คาราเต้เป็นวิถีเเห่งการดึงพลังจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี เช่น หมัดเข่า ศอก โดยใช้มือเปล่าปราศจากอาวุธ แต่เป็นการใช้เทคนิคในการสร้างพลังมือเปล่าแทนอาวุธและโล่ห์ การฝึกหัดคาราเต้บางสำนักอาจมีท่าพื้นฐาน ท่าต่อสู้ หรือท่ารำเเตกต่างกันไป เช่น การหน่วงเหนี่ยว การปล้ำ การผลัก การจับยึด7.ยูยิตสู ยูยิสสู ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น โดยบางครั้งอาจจะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น ยาวารา (yawara) , ไทจุสสุ (taijutsu)ประวัติที่มาของยูยิสสูนั้นไม่ชัดแจ้ง โดยมากกล่าวกันว่าถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงยุคของสงครามสมัย ระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึง 16 เนื่องจากเป็นยุคสมัยสงครามทำให้เกิดวิชาใหม่ ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก ในอดีตประเทศญี่ปุ่นมีสำนักยูยิสสูอยู่หลายร้อยสำนัก โดยแต่ละสำนักมีแนวทางในการฝึกของตัวเอง โดยมากจะรับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราญของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย โดยยูยิสสูนั้นเป็นชื่อเรียกกลางที่ใช้เรียก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง8.วูซู วูซู มาจากภาษาจีนกลางว่า "อู่ซู่" หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ "กังฟู" คือ วิชาว่าด้วยการใช้เทคนิค ในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสาระสำคัญ มีรูปแบบการร่ายกระบวนยุทธ และชั้นเชิงต่อสู้เป็หลักในการฝึก ทั้ง มีหลักศิลปะกายบริหารที่สืบทอดกันมา โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก อันเป็นจุดเด่นของ วิทยาการวูซู9.ปันจักสีลัต ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่า ปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสายมาลายู ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า “สิละ” “ดีกา” หรือ “บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤตเพื่อนๆคนไหนมีความสามารถในศิลปะการต่อสู้บอกเล่้าเก้าสิบไ้้ด้เลยนะครับ

30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม
10 อันดับ /  กิจกรรมปิดเทอม / 

เย้ .. ตอนนี้ก็เข้าสู้ช่วง ปิดเทอม กันแล้ว เพื่อนๆทีสอบเสร็จก็คงนอนดึกตื่นสายกันแน่ๆ แต่ว่าปิดเทอมนี้เพื่อนๆวางแผนทำ กิจกรรมช่วงปิดเทอม  อะไรกันบ้างคะ ? ถ้ายังตาม teen.mthai มาดู 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม กันดีกว่า รับรองว่าปืดเทอมนี้ไม่เบื่อไม่เซงแน่นอน ^^ 1. เที่ยวทะเล..ฮาเฮ ถ้าเปิดเทอมหน้าร้อน ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปทะเลนะจ๊ะ หอบชุดว่ายน้ำเก๋ๆ บิกินี่ตัวเก่ง ไปเดินริมหาด เล่นน้ำทะเลใสๆ ที่หมู่เกาะสิมิลัน ไปอาบแอดริมชายหาดแถวๆ หมู่เกาะพีพี ก็เก๋ไม่เบา.. หรือจะไปดำน้ำ ดูปะการังที่หาดกะตะ จ.ภูเก็ต ก็น่าสนใจดีนะคะ.. ว่าแล้ว ก็แพ็คกระเป๋า ออกเดินทางกันเล้ยยยย 2. ตะลอนทัวร์กรุงเทพฯ ไม่อยากไปเที่ยวไหนไกลๆ กลัวเหนื่อย กลัวเปลือง ห่วงบ้าน ห่วงแฟน ไม่เป็นไร เที่ยวในกรุงเทพฯ นี่แหละ ดีที่สุด ไปเลย จะเดินห้าง ตากแอร์ เข้าวัดไหว้พระ แวะช้อปของร้านมือสอง ชมพิพิธภัณฑ์ซาบซึ้งศิลปะ สูดอากาศตามสวนสาธารณะ นั่งเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ถ่ายรูปรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ลองลิสต์รายชื่อสถานที่ ที่ยังไม่ได้ไปให้ครบ แล้วไปลุยกันเลย 3. ตะเวนกินของอร่อย วิธีพักผ่อนง่ายๆ ฉบับคลายเครียดช่วงปิดเทอม รวมก๊วนเพื่อนสนิทให้ครบ แล้วพากันไปกิน กิน และกิน ที่ไหนว่าดี ร้านไหนเจ๋ง ไล่เก็บให้หมด ทั้งของหวาน ของคาว ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เค้ก ไอศกรีม ฝรั่ง ไทย จีน อย่าให้พลาด.. การได้กินของอร่อยๆ นี่ล่ะสุขที่สุดแล้ว 4. ขี่จักรยาน การออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานนี่ล่ะ .. ใช่เล้ยย สองข้างทางเป็นต้นไม้เขียวๆ สดชื่น แจ่มใส จะเป็นตอนเช้าอากาศดีๆ รับวันใหม่ หรือจะเป็นตอนเย็น แดดร่มลมตก ดูพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่เลวน๊า ขี่แบบออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ หรือขี่แบบท่องเที่ยวเพลิดเพลินกับธรรมชาติ ดูบ้านดูเมืองรอบเกาะอยุธยา 5. ออกค่าย ถ้าเบื่อการท่องเที่ยวที่หรูหรา ฟู่ฟ่า ลองชวนเพื่อนไปออกค่าย ทำกิจกรรมต่างจังหวัดกัน เพราะเดี๋ยวนี้มีโครงการออกค่ายของพี่ๆ มหาวิทยาลัย เช่น โครงการออกค่ายกับกลุ่มองค์กร NGO ก็มีที่น่าสนใจเยอะแยะเลย ขวนขวายกันสักนิด รับรองว่าปิดเทอมนี้ได้เพื่อนใหม่กลับมาเพียบ เว็บไซต์ที่น่าสนใจสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากออกค่ายอาสาเพื่อสังคมก็มี ลองเข้าไปเช็กข่าวสารกันได้ ว่ามีค่ายอะไรที่เราสนใจบ้าง ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง KNOCK KNOCK 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 6. โดดน้ำ เล่นน้ำตก ถ้าอยู่บ้านร้อนนัก ก็ไปหาที่ดับร้อนกัน ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการเที่ยวทะเล ไปเที่ยวน้ำตกดูบ้าง อย่างน้ำตกทีลอซู จ.ตาก คนจริงที่รักการท่องเที่ยวพลาดไม่ได้เลย เพราะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง น้ำไหลแรงตลอดปีออกแนวผจญภัยหน่อยๆ จะนั่งรถ หรือล่องแพเข้าไปก็ได้ เห็นน้ำใสๆ นั่งหย่อนเท้าเล่น หรือกระโจนลงน้ำคลายร้อนกันก็มันสะใจไปเล้ย 7. ล่องแก่ง ถ้าชีวิตรักความท้าทาย อย่ามัวแต่กล้าๆ กลัวๆ ปิดเทอมทั้งทีไปล่องแก่งกันดีกว่า ได้ล่องเรือ ผ่านแก่งหิน สายน้ำเชี่ยว ชีวิตมีรสชาติดีออก เส้นทางที่น่าสใจก็มี ล่องแม่กลอง ทีลอซู ล่องแก่งเมืองกาญน์ ล่องออบหลวง จ.เชียงใหม่ แต่นะนำว่า ควรศึกษาช่วงเวลาและการพายเรือ อย่างปลอดภัยก่อน ..เมื่อพร้อมแล้ว ก็ ลุ้ยยยย... 8. Backpack.. แบกเป้แนวขาลุย ปิดเทอมนี้ แบกเป้คู่ใจพร้อมหนีบเพื่อนสัก 3-4 คน ไปเที่ยวสไตล์ติดดิน เอามันส์กันดีกว่า มีทุนหน่อย ก็ไปลุยที่ฮิปๆ อย่างทิเบต ญี่ปุ่น จีน หรือไม่ก็ไปภูฎานนั่นเล้ยย (ที่ความฮิตยังไม่สร่างซา) ส่วนใครนิยม ท่องเที่ยวไทย ก็ไม่ควรพลาด กิจกรรมเดินป่า ปีเขา พายเรือยแคนนู ขี่จักรยานเสือภูเขา เที่ยวกันสไตล์คนเอ็กซ์ตรีมสุดเหวี่ยงกันไปเลย 9. ท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) อย่ามัวทำตัวเชย ไม่เคยไปเที่ยวชม ชิม ซื้อผลิตภัณฑ์สวนเกษตรล่ะ ลองไปสัมผัสดู ได้ทั้งความรู้ เกี่ยวกับรูปแบบกิจกรรม และการประกอบอาชีพทางการเกษตรแบบรู้ลึก รู้จริง จะชมสวนกาแฟ ดูการผลิต ชิมกาแฟสด หรือจะไปนั่งล้อเกวียน ชมการปลูกผัก ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ เก็บผลผลิตกันที่ศูนย์วิจัยพืชสวน จ. แพร่ ก็สนุกไม่แพ้กัน ลองหาข้อมูล แล้วไปเที่ยวกัน รับรองว่า ได้เที่ยวเพลินจนลืมกลับบ้านแน่.. 10. ดูดาว ..เอาบรรยากาศ ไปเที่ยวต่างจังหวัดทั้งที ไม่ว่าจะภูเขาหรือทะเล ควรหาโอกาสแหงนมองฟ้า ดูดาวยามค่ำคืน แล้วจะรู้ว่าบรรยกาศแบบนี้ ไม่ได้หาดูง่ายๆ ในกรุงเทพฯ เลือกวันที่ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆ ฝนไม่ตก ดูดาวอยู่ริมหาด หรือดื่มด่ำบรรยากาศดาวเต็มฟ้า อยู่บนภูเขาสูงกับเพื่อนสนิท หรือคนรู้ใจ ช่างน่าอิจฉาจริงๆ 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 11. กินอาหารบนแพ ริมเขื่อน ถ้าขี้เกียจไปเที่ยวไหนไกลๆ ขอแนะนำให้ไปเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี หาที่กิน เปลี่ยนบรรยกาศบ้าง จะไปรถยนต์ หรือจะใช้บริการการรถไฟ ก็สะดวกเหมือนกัน ที่นี่มีจุดชมวิวที่สวยงาม ที่สำคัญ มีร้านอาหารให้นั่งชิลๆ กินบรรยกาศบนแพริมเขื่อนด้วย เกิดอากาศร้อนๆ ก็กระโจนลงน้ำเดี๋ยวนั้นเลยก็ยังได้ 12. กินอาหารทะเล.. ไม่เห็นต้องไปถึงทะเล ช่วงซัมเมอร์ ใครๆ ก็แห่ไปทะเลกัน ลองหนีผุ้คนมาพักผ่อนสบายๆ แบบบรรยกาศชายทะเล ใกล้กรุงเทพฯ กัน ที่ดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม กินอาหารทะเลสดๆ รับลมโชย หรือขับรถไปเที่ยวบางปู จ.สมุทรปราการ มีร้านอาหารทะเลการันตีความอร่อย เพียบบบบ มาช่วงเย็นๆ ดูพระอาทิตย์ตก ถึงจะเป็นน้ำกร่อย แต่ขอรับรอง ทริปนี้ไม่มีกร่อยแน่เจ้าค่ะ 13. เที่ยวฟาร์มนกกระจอกเทศ วันไหนอากาศดีๆ ขับรถไปเที่ยวฟาร์มนกกระจอกเทศกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ จังหวัดพิจิตร เพชรบุรี ลพบุรี หรืออย่างที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่ฟาร์มของ พล.ต. สนั่น ที่มีลักษณะเป็นรีสอร์ตให้พักค้างคืน สูดอากาศดีๆ มีบึงให้พายเรือ ขี่จักรยานหรือจะมาตั้งแคมป์ ท่ามกลางธรรมชาติ ชมไร่องุ่นและฟาร์มนกกระจอกเทศ ซื้อของฝากก่อนกลับ้าน ลองจัดโปรแกรมเที่ยวสัก 2 วัน 1 คืน ก็สนุกสุดๆ แล้ว 14. ชมเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ เที่ยวเมืองโบราณที่เดียวก็คุ้มสุดๆ เพราะที่นี่ได้จำลองสถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถานสำคัญๆ จากทุกภาคของประเทศ มาให้เที่ยวชมกันทั้งวัน ลองขับรถเที่ยวหรือเช่าจักรยานขี่รอบเมืองก็ได้ ศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมทั่วไทย แถมได้ถ่ายรูปกันเพลินเชียวล่ะ 15. สยาม โอเชี่ยน เวิลด์ ช่วงที่สยามโอเชี่ยน เวิลด์ เปิดใหม่ๆ น้องๆ คงกำลังขะมักเขม้นกับการเรียนกันอยู่ ปิดเทอม ก็ได้โอกาสไปลองของใหม่กับโลกใต้ทะเลแล้ว ที่นี่มีปลาทะเลสวยๆ สัตว์ทะเลหน้าตาแปลกๆ ในบรรยากาศเย็นๆ ให้ได้ตื่นตากันถึง 7 โซน ล่าสุดเขาจัดกิจกรรมดำน้ำกับฉลามด้วย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เอาต์แล้วจะหาไม่เตือน (นะเออ) 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 16. ไหว้พระเก้าวัด ช่วงนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชน กำลังรณรงคืให้วัยรุ่นไทย หันมาใส่ใจ และใกล้ชิดพระธรรมกันมากขึ้น เอ้า! เกาะกระแสกับเขาหน่อย ขอแนะนำให้ไปไหวัพระ 9 วัด ให้ได้บุยกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะวัดใน จ.อยุธยา เพราะที่นี่มีวัดสำคัญๆ มากมายอยู่ใกล้ๆ กัน สมัครพรรคพวกนั่งรถไฟออกจากกรุงเทพฯ ช่วงสายๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง เหมารถสามล้อพาเที่ยววัดทั่วเมือง แวะกินก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาก่อนกลับ ก็สนุกไปอีกแบบ 17. เวิร์ก แอนด์ ทราเวล อยู่ประเทศไทยร้อนนัก หนีไปเปิดโลก กับกิจกรรม เวิร์ก แอนด์ ทราเวลดีกว่า เพราะกิจกรรมนี้ น้องๆ จะได้ฝึกทั้งทักษะการทำงาน พร้อมกับได้เงินค่าตอบแทน ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง แถมให้รางวัลชีวิตด้วยการได้เที่ยว งานนี้ได้ทั้งฝึกภาษาและการใช้ชีวิต ยอมลงทุนสักนิด กำไรชีวิตก็รออยู่ตรงหน้า สนใจก็ไม่ยาก หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 18. เป็นล่าม  คนไหนที่มั่นใจในวิทยายุทธ์ทางภาษามากๆ แนะนำให้ลองหารายได้เสริมจากการเป็นล่ามดู งานนี้หาได้ไม่ยาก ลองศึกษาได้จากคุณครูสอนภาษาที่โรงเรียน หรือจากบริษัทรับงานโดยตรง ซึ่งก็ต้องทำใจกันหน่อย เพราะบริษัทหักค่าเปอร์เซ็นต์ไปบ้าง แต่กคุ้ม เพราะประสบการณ์แบบนี้ ท้าทายความสามารถมากๆ เลยค่ะ 19. เรียนทำอาหาร เพิ่มเสน่ห์ปลายจวัก ใครที่อยากเพิ่มสน่ห์ให้กับตัวเอง การเรียนทำอาหารก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ปิดเทอมทั้งที น่าจะลองไปทำอาหารกันสักคอร์ส สองคอร์ส พอจะมีวิชาติดตัวเพิ่มดีกรีให้กับตัวเอง จะเป็นอาหารไทย หรือนานาชาติ ของว่าง ขนมอบ ไว้ทำกินที่บ้านหรือเป็นของขวัญสำหรับรู้ใจ ก็เป็นความคิดที่ดีนะจ๊ะ เข้าครัวคราวหน้าจะได้มั่นใจขึ้นไง 20. เรียนจัดดอกไม้ เพิ่มความสดชื่นให้กับชีวิตและเติมสีสันให้กับวันว่าง ไปเรียนจัดดอกไม้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะมีความสุข อยู่ท่ามกลางดอกไม้หลากสีแล้ว ยังช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับผู้หญิงเราด้วยนะ เดี๋ยวนี้เขามีหลักสูตรการจัดให้เลือกตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแบบสากลที่สอนกันตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงเป็นมืออาชีพ หรือทำเก๋เรียนการจัดแบบอิเคบานะ (Ikebana) แบบญี่ปุ่นก็อินเทรนด์น่าดู 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 21. เรียนต่อผ้า Quilt ถักนิตติ้งก็เบื่อแล้ว ปักครอสติช ก็งั้นๆ ลองมาเรียนต่อผ้า แบบ Quilt กัน ศิลปะการเย็บผ้าแบบต่อๆ กันที่น่ารักมากๆ เลยล่ะ ได้ใช้ทั้งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ผลงาน เป็นลวดลายต่างๆ ตามใจชอบ ทำเป็นปลอกหมอน ผ้าปูโต๊ะ หรือพลิกแพลงเป็นของขวัญ จากวันว่างไม่ซ้ำใครก้ยังได้ 22. เรียนดนตรี  "ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก" สำนวนนี้ยังใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ไม่อยากตกเทรนด์ก็ควรหาคอร์สเรียนดนตรีกัน จะเรียนกีตาร์ไว้โชว์เพลงอะคูสติกใสๆ ไวโอลิน เพิ่มความคลาสสิกให้ชีวิต หรือจะตีกลองเพิ่มเสน่ห์ก็เท่ไม่เบา หรือใครชอบร้องมากกว่า ก็มีโรงเรียนสอนร้องเพลงให้เลือกมากมาย ร้องเพลงเพลินพร้อมฝึกพลังเสียง เพิ่มพลังปอดไว้ไม่เสียหาย 23. เรียนภาษา เดี๋ยวนี้รู้ภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษอย่างเดียวคงไม่พอแล้วล่ะ ก็โลกเราน่ะหมุนเร็วออกอย่างนี้ ต้องตามกันให้ทันนะ ว่างๆ ก็ควรไปเรียนภาษาที่ 3 ที่ 4 เพิ่มเติมเอาไว้ จะเป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่งเศส เยอรมัน ล้วนดีและมีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะการเรียนภาษา คือเรียนทั้งภาษาที่ใช้สื่อสาร และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ไปเรียนภาษาพัฒนาสมองซีกซ้ายกันเถอะ 24. เรียนถ่ายรูป นอกจากจะชอบโพสต์ท่าอยู่หน้ากล้อง คงจะดีไม่น้อย ถ้าได้เรียนรู้การเป็นตากล้องเท่ๆ ด้วยการเทคคอร์สสั้นๆ ช่วงปิดเทอม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล หรือกล้อง Manual คราวหน้าไปเที่ยวที่ไหนก็ได้เก็บภาพประทับใจสวยๆ ด้วยฝีมือตัวเองไง 25. เรียนศิลปะป้องกันตัว สังคมสมัยนี้ มีภัยมืดรอบด้าน ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เรียนเทคนิคการป้องกันตัวไว้ให้พ่อแม่อุ่นใจก็ไม่เลวนะ จะเลือกป้องกันตัวแบบไทยๆ อย่างมวยไทย หรือจะไปเรียนเทควันโด้ คาราเต้ หรืออินเทรนด์หน่อยก็ต้องเรียนไอคิโด้ ที่ฝึกได้ทุกเพศทุกวัย เน้นการป้องกันตัวทุกรูปแบบ ที่สำคัญมีวิธีป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง โดยไม่ต้องใช้กำลังตัวเองมากด้วย อยากรู้ต้องไปลอง 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม 26. ทำงานพาร์ตไทม์..หารายได้ เบื่อไปเที่ยวมากนัก ก็มาหางานทำเพิ่มประสบการณ์และรายได้กัน ที่ฮิตๆ ก็นี่เลย! เป็นพนักงานประจำร้านอาหารตามห้างสรรพสินค้า สเวนเซ่นส์, พิซซ่า, สาร์บัคส์, แมคโดนัลด์ จะบอกว่า นอกจากจะได้เงินค่าขนมลดภาระที่บ้านแล้ว การทำงานเหล่านี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดี และเป็นประโยชน์กับการทำงานในอนาคตด้วยล่ะ 27. ทำธุรกิจ..หาเงินค่าขนม ว่างๆ ช่วงนี้ลองสำรวจข้าวของในบ้านสิ ว่ามีเสื้อผ้าหรือของใช้สภาพดีอันไหนบ้างที่ไม่ได้ใช้แล้ว ลองรวบรวมไว้ แล้วนัดเพื่อนๆเปิดท้ายขายของกัน ไม่ว่าจะเป็นทีสยามตอนค่ำๆ โลตัสพระราม 4 บิ๊กซี สะพานควาย หรือตลาดนัดจตุจักรก็ได้ งานนี้ได้ทั้งเงินและประสบการณ์ แถมสนุกด้วยนะเออ 28. เดินถนนข้าวสาร ดูของรายทาง ปิดเทอมแล้วไม่ต้องกังวลว่า ต้องรีบกลับไปทำการบ้าน ได้เวลาเถลไถลแล้ว ไม่ต้องไปที่ไหนไกลเลย เพราะที่ถนนข้าวสาร มีกิจกรรมที่หลากหลายให้ทำกันตลอดสาย ตั้งแต่เดินดูของเก๋ๆ ถักผมเปลี่ยนแนว เพ้นต์เล็บเพิ่มสีสัน ดูดวงเสริมชะตา พอหิวก็มีของให้ซื้อกินกันเพลินๆ เต็ม 2 ข้างทาง แถมมีหนุ่มๆ สาวๆ ชาวต่างชาติเดินกันให้ควั่ก เปลี่ยนบรรยากาศดีออก 29. อยู่วัดฝึกสมาธิ กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับคนที่เบื่อสังคมเมืองที่วุ่นวาย และชีวิตที่เร่งรีบ ปิดเทอมหาเวลาปลีกตัวเข้าวัดสงบจิตใจกันดู วัดหลายแห่งมักจะจัดโครงการให้ผู้ที่สนใจ ได้มาอาศัยอยู่ที่วัด 5 วันบ้าง 7 วันบ้าง ตื่นเข้าสวดมนต์ เดินจงกลม นั่งวิปัสนา นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ เพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อมเริ่มต้นสู้กันใหม่ หรือใครมีหัวครีเอต ตามวัดในต่างจังหวัด เขาก็มีกิจกรรมให้เพนต์ผนังวัดด้วยนะ 30. ไปไหนไปกัน ช่วงเวลาหยุดพักยาวอย่างนี้ แนะนำให้ทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข ที่ไหน เมื่อไรก็ได้ที่เคยคิดไว้ตอนช่วงสอบ ว่าอยากจะทำ แล้วทำเสียให้ดมด ถือเป็นการให้รางวัลกับตัวเองที่เหนื่อยมาทั้งเทอม ปิดเทอมชาร์ตพลังให้เต็มที่ เพื่อเตรียมฟิตร่างกายและจิตใจไว้รับมือกับเทอมใหม่ไง ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง KNOCK KNOCK 30 กิจกรรมช่วงปิดเทอม

กายบริหาร...ยืดกล้ามเนื้อขา
กระชับ /  กล้ามเนื้อ / 

กายบริหาร...ยืดกล้ามเนื้อขา ก่อนที่เราจะออกกำลังกายต้องวอร์มร่างกายกันเสียก่อน ไม่งั้นมีหวังได้ปวดแข้งปวดขาไปอีกหลายวันเลย เป็นการเตรียมอุ่นร่างกายให้พร้อม ก่อนที่จะออกกำลังกายกันจริงจัง มาเริ่มกันเลยจ๊ะ หามุมเหมาะๆ นอนเลยจ้าา ให้นอนตะแคงนะจ๊ะ ไม่ใช่ให้นอนหลับ มาเยียดแข้งเยียดขาเตรียมออกกำลังกายกันเลย 2 ท่าง่ายๆ สบายๆ สาว Women.mthai.com ทำได้อยู่แล้ว จะออกกำลังกายก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อนนะจ๊ะ จะได้ไม่ต้องมาบ่นปวดนั้นปวดนี่กันทีหลัง ให้ระบมไปอีกหลายวันเลยยย ขอบคุณเนื้อหาจาก Gossipstar ค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ออกกำลังกาย ได้ที่นี่

เรื่องเซ็กส์ ที่ผู้หญิงอยากถาม
คุมกำเนิด /  ผู้หญิง / 

เรื่อง "เซ็กส์" ที่ผู้หญิงอยากถาม . .....เพราะ "เซ็กส์" เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เซ็กส์กับชีวิตของคนเราแยกจากกันได้ยาก แต่เซ็กส์นั้นอาจจะจำเป็นต้องมีหรือไม่มีก็ได้ ใคร ๆ เขาก็บอกเล่ามาตั้งแต่โบราณแล้วว่า อดข้าวอาจจะไม่ถึงวางวาย แต่ชีวิตอาจจะมอดมลายเพราะไม่รู้เรื่อง "เซ็กส์" ....."เซ็กส์" จึงเป็นทั้งธรรมะและอธรรม แล้วแต่ว่าจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับเซ็กส์ในแบบใด เซ็กซ์อาจจะเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจ หรือเป็นศัตรูร้ายที่จ้องทำลายคุณภาพชีวิตก็ได้ .....มารู้จักเรื่อง "เซ็กส์" ที่ผู้หญิงอยากถามกันดีไหม..... เขาว่าการมี "เซ็กส์" ที่สุขสมทำให้ชีวิตยืนยาวจริงหรือ...? .....จริงน่ะ จริงอยู่ แต่ไม่ทั้งหมดและไม่เสมอไป เพราะที่เขาว่านั้นยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ ที่จริงแล้วคำพูดดังกล่าวนั้นมีอยู่ว่า การมีเซ็กส์ที่สุขสมกับคนที่รัก ทำให้ชีวิตยืนยาวและเป็นสุขและเป็นหนุ่มเป็นสาว .....ซึ่งอธิบายได้ว่า การมีเซ็กส์ที่สุขสม แท้จริงแล้วเกิดจากการมีเซ็กส์กับคนที่รักมากกว่าการมี เซ็กส์เฉยๆ กับใครก็ได้ การศึกษาวิจัยพบว่า "เมื่อมีเซ็กส์กับคนรักแล้ว ผู้หญิงจะเกิดความสุขและหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ในขณะที่การร่วมรักกับใครสักคนโดยที่ไม่ได้มีความรักมาเกี่ยวข้องอย่างมากก็ แค่การระบายอารมณ์พิศวาสออกมาเท่านั้น ความสุขสมจึงแตกต่างกันมาก" .....และเมื่อเกิดความสุขสมแล้ว สารแห่งความสุขที่หลั่งออกมาจะทำให้เกิดการผ่อน คลาย หายเครียด นอนหลับฝันดี ผลที่ตามมาก็คือระบบต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย และระบบฮอร์โมนเพศจะทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี เป็นหนุ่มเป็นสาว ถึงอย่างนั้นผู้หญิงหลายคนก็ยังลำบากใจที่จะมีเซ็กส์ที่สุข สมกับคนที่เธอรักและรักเธอ...! .....และหลายต่อหลายคน ยังคงสงสัยต่อไปและอยากถามว่า "ถ้าเป็นสาวโสดหรือเลิกรากับชายคนรักแล้วเล่า จะทำอย่างไรเพราะไม่มีคนรักที่จะมีเซ็กส์ด้วย" .....ลืมไปหรือว่ามีคนๆ หนึ่งที่ทุกคนควรจะให้ความรักมากที่สุด คนๆ นั้นก็คือ "ตัวเองนั่นแหละ ลองคิดดูให้ดีๆ ซิว่าทุกวันนี้เคยให้ความรักตัวเองกันบ้างไหม" วันๆ มัวแต่ให้ความรักคนอื่นจนลืมรักตัวเองไป การหัดรักตัวเองนั้นไม่ใช่เป็นการเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเริ่มมีความรักที่ถูกต้องด้วยการให้ความรักตัวเองก่อน เมื่ออิ่มเอมกับความรักนั้นแล้ว มีความรักเหลือเฟือที่จะมอบให้คนอื่นโดยไม่ ต้องหวังอะไรตอบแทน แบบนี้ก็ไม่มีวันที่จะเป็นคนขาดรัก ไม่ว่าจะอยู่เป็นสาวโสด หรือจำเป็นต้องกลับมาเป็นโสดใหม่เพราะเลิกราจากคู่ไป .....นอกจากนั้นควรจะรักและทำรักให้ตัวเอง "การทำรักให้ตัวเองนั้นทั้งปลอดภัย และสุขสมโดยไม่ได้ผิดกฎกติกามารยาท ของการดำรงชีวิตในสังคมแต่อย่างใด และเชื่อไหมว่า ผู้หญิงนั้นสามารถที่จะทำรักที่สุขสมให้ตัวเองได้ง่ายกว่าการร่วมรักมากทีเดียว" .....เขียนให้อ่านแบบนี้ไม่ใช่บอกว่า การมีเซ็กส์กับใครสักคนหนึ่งนั้นดีสู้ไม่ได้ แต่เป็นการดีและมีความสุขกันคนละแบบเท่านั้น และถ้าอยากจะมีความสุขทั้งสองแบบก็คงจะไม่มีใครว่า...! เขาทำการร่วมรักบ่อยๆ จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากต่อมากใช่ไหม...? .....มีเรื่องราวที่ขู่กันบ้างหลอกลวงกันบ้าง และเป็นข่าวกลั่นแกล้งกันบ้าง เกี่ยวกับความถี่ของการมีเซ็กส์ว่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาโน้นปัญหานี้ เช่น มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เครื่องเคราหลวม มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้มีบุตรยาก มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้กลายเป็นโรคกามตายด้าน มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เป็นโรคฮิสทีเรีย มีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็งมดลูก ฯลฯ .....ตอบได้เลยว่า "ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอแต่ให้รักษาสุขภาพให้ดีเท่านั้นเอง เพราะถ้ามีเซ็กส์บ่อยๆ แต่สุขสมทุกครั้งแล้วดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แล้วละก็ อยากจะมีบ่อยแค่ไหนก็ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร" ... เครื่องเคราไม่มีทางหลวม ถ้ารู้จักการออกกายบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดด้วยการขมิบก้นเป็นประจำสม่ำเสมอ จำไว้ว่า ควรขมิบก้นนานครั้งละ 10 วินาที ให้ได้วันละ 50 100 ครั้ง ... การมีเซ็กซ์บ่อยๆ ไม่ได้เป็นสาเหตุของการทำให้มีบุตรยากเลย แต่ควรจะพยายามมีเซ็กซ์ที่สุขสม และหลังจากการร่วมรักแล้วควรจะนอนชันขาขึ้นสัก 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายเรียบร้อยและตัวอสุจิจะสามารถแหวกว่ายผ่านปากมดลูก เข้าไปภายในโพรงมดลูกได้อย่างดี ... แน่นอนว่าการร่วมรักกันเป็นประจำสม่ำเสมอนั้น ไม่ได้ทำให้เป็นโรคบ้าเซ็กส์หรือโรคกามตายด้านแต่ อย่างใด เป็นเพียงแต่การพูดจาขู่กันเท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องมีเซ็กส์เพราะใจตรงกัน ไม่ใช่มีเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการแล้วบังคับใจให้อีกฝ่ายต้องยินยอมตามใจ หรือมีเซ็กส์กันเหมือนเป็นการทำการบ้าน โดยไม่ได้มีอารมณ์พิศวาสที่บรรเจิด การมีความสุขสมจากการมีเซ็กส์ร่วมกันนั้นบ่อยเท่าใดก็ไม่เป็นปัญหา ... และการมีเซ็กซ์เป็นประจำสม่ำเสมอกับคู่เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะบ่อยขนาดไหน ถ้าทั้งสองฝ่ายรักษาความสะอาดและไม่มีโรคติดต่อทางเพศ สัมพันธ์แล้ว ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงในการ เป็นมะเร็งปากมดลูกมากเท่าการมีเพศสัมพันธ์กับ ผู้ชายมากหน้าหลายตา ให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งในเวลาร่วมรัก จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยถ้าฝ่ายชายไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะของเขา ก็จัดการให้เขาชำระล้างทำความสะอาด เอาคราบไคลที่หมักหมมใต้หนังหุ้มปลายออกไปเท่านี้ โอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกก็ลดลงไปอีกแล้ว .....อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากข้อคิดไว้เพียงว่าคุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณเสมอ แต่ถ้ามีทั้งปริมาณและคุณภาพร่วมกันแล้วก็คงจะต้องบอกว่าอิจฉาจริง ๆ เขาว่าการมี "เซ็กส์" บ่อยๆ ทำให้ได้ลูกสาวนะ .....มีทฤษฎีที่เชื่อกันมานานแล้วว่า ตัวอสุจิ X ที่ทำให้ได้บุตรสาวนั้นจะทนกรด และมีอายุยืนยาวกว่าตัวอสุจิ Y ที่ทำให้ได้บุตรชาย จึงมีการเสนอทฤษฎีของการมีเซ็กส์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจะได้บุตรตามเพศที่ต้องการ กล่าวคือ ถ้าอยากได้ลูกชายต้องดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ไว้ตั้งแต่ประจำเดือนหมด และรอวันมีเซ็กส์ได้เพียงวันเดียวคือ วันที่มีการตกไข่ เพราะในวันนั้นปากมดลูกจะเป็นด่าง และตัวอสุจิเพศชายที่ว่ายเร็วกว่า จะสามารถว่ายเข้าไปผสมกับไข่ได้ทันที ส่วนถ้าอยากจะได้ลูกสาวแล้ว ก็ให้มีเพศสัมพันธ์ทุกวันตั้งแต่วันประจำเดือน หมดไปจนถึงวันตกไข่แล้ว หยุดการมีเซ็กส์ด้วยเทคนิคนี้ตัวอสุจิที่อดทน และอายุยืนที่รออยู่ก็จะเป็นตัวอสุจิเพศหญิง .....เพราะฉะนั้น ทฤษฎีของการมีเซ็กส์บ่อยๆ ก็อาจจะได้ประโยชน์ในกรณีที่อยากได้บุตรสาว และเป็นข่าวลือมานานแล้ว ขอบอกว่าเป็นข่าวลือที่มีโอกาสเป็นจริงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ อย่างมากก็ไม่เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ลองดูก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร นอกจากเสียเรี่ยวแรงไปบ้างเพียงเล็กน้อย และยังอาจจะมีความสุขสมแถมด้วยก็ได้ใครจะรู้ เขาว่าการมี "เซ็กส์" ครั้งแรกจะต้องมีเลือดออกและเจ็บมาก .....เป็นคำถามคาใจของสาวๆ ทุกวันที่จะมีเรื่องอย่างว่าประสารัก เพราะมักจะโดนขู่ทั้งจากผู้มีประสบการณ์แล้ว หรือจากผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ที่แทนที่จะให้กำลังใจ และชี้แนะวิธีการที่ถูกที่ควรกลับกลายเป็นว่าใช้คำขู่ ด้วยความหวังดีแต่กลายเป็นความหวังดีที่ประสงค์ร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ .....เดี๋ยวนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป การออกกายบริหาร การออกกำลังกายของเด็กๆ และสาววัยรุ่นสมัยนี้นั้นแทบจะทำให้เยื่อพรหมจารีที่เป็นเยื่อบางๆ ปิดปากช่องคลอดอยู่นั้น ขาดไปเกือบหมดแล้ว อย่างมากก็เหลือขอบของเยื่อพรหมจารีไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น โอกาสที่จะมีเลือดออก เพราะการมีเซ็กส์ครั้งแรกนั้นมีน้อย อย่างมาก็มีออกนิดหน่อย เวลาขอบเยื่อพรหมจารีขาดไป จากการเสียดสีของการร่วมรักและความเจ็บปวดจากการ มีเซ็กส์ครั้งแรกก็หลีกเลี่ยงได้!! .....ต้องมีความรู้ก่อนว่าช่องคลอดของผู้หญิงนั้น ถ้าแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนแรกหรือส่วนที่ติดกับปากประตูทางเข้า ส่วนสงวนจะห่อหุ้มด้วยกล้ามเนื้อ โดยรอบ กล้ามเนื้อดังกล่าวนี้ควบคุมโดยจิตใจ ดังนั้นถ้าคุณผู้หญิงไม่กลัวจนเกร็งแล้ว กล้ามเนื้อดังกล่าวก็จะไม่หดรัดตัวให้เกิดการเจ็บปวด เวลาที่ส่วนนั้นของเขาผ่านเข้าไปภายในส่วนสงวน และยิ่งถ้ารู้จักการเบ่งออกมาเบาๆ จะกลายเป็นว่า ทำให้กล้ามเนื้อรอบปากช่องคลอดคลายตัวออก ทำให้การผ่านเข้าไปสัมผัสรักของเขาทำได้สะดวกและราบรื่นขึ้น แล้วจะเจ็บปวดหรือมีเลือดออกได้อย่างไร...!! อยากถามจริงๆ ว่าการคุมกำเนิดนั้นทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายคุมเสมอๆ .....นั่นเป็นปัญหาที่ผู้หญิงอยากถามผู้ชายของเธอแต่ไม่กล้าถาม เพราะเกรงใจเขาบ้าง กลัวว่าเขาจะไม่พอใจบ้าง และอะไรต่อมิอะไร ที่บ่งบอกว่าเป็นเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมเป็นคนคุมกำเนิด และผลักภาระนี้ไปให้ผู้หญิงของเขาแทนที่จะรับผิดชอบร่วมกัน .....ความจริงแล้ว การ "คุมกำเนิด" โดยใช้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยจะสะอาด และปลอดภัย แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นๆ ก็ตาม .....แต่ถ้าเขาไม่ยอมแล้วควรจะคุมกำเนิดโดย ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มี ปริมาณไขมันฮอร์โมนต่ำ ทำให้อาการข้างเคียงต่างๆ ลดลง และสามารถจะใช้ได้นานด้วยความปลอดภัย  เพราะถ้าผู้หญิงไม่ยอมคุมแล้ว ก็จะเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นในขณะที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร หรือไม่ก็มีบุตรติดต่อกันจนร่างกายทรุดโทรม...!! ทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องอย่างว่า..."ที่ผู้หญิงอยากถาม" ขอบคุณบทความดีๆ จากนิตยสาร ผู้หญิงวันนี้ .

กดจุด รักษาตนเองตามแพทย์แผนจีน ตอนที่ 2
กดจุด /  กดจุดด้วยตัวเอง / 

การ กดจุด รักษาตนเองตามแพทย์แผนจีน ตอนที่ 1 เราได้พูดถึงการ กดจุด เพื่อบำรุงสายตา และการ กดจุด เพื่อบำรุงรักษาแขนและไหล่ไปแล้ว วันนี้เรามาต่อส่วนที่เหลือกันดีกว่าค่ะ มีอะไรบ้างไปดูกันเลย 3. การบำรุงรักษาขา เข่า และข้อเท้า ใช้มือนวดคลังบริเวณต้นขา จากบนลงล่างให้มีความรู้สึกเมื่อยตึง กดคลึงบนวดบริเวณลูกสะบ้า คือนิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบนวดคลึงลูกสะบ้า หน่าเสียวถุ่ย ใช้มือบีบนวดบริเวณน่อง จากบนลงล่างให้มีความรู้สึกชาและตึง กดจุดจู๋ซันหลี่ ใช้นิ้วโป้งกดจุดจู๋ซันหลี่ ให้มีความรู้สึกเมื่อยชา ดีดจุดหยางหลินเฉวียน คือการใช้นิ้วโป้งดีดเส้นเอ็นบริเวณหยางหลินเฉวียนให้มีความรู้สึกเมื่อยชาร้าวไปถึงนิ้วชี้ ทุบน่อง โดยการใช้มือทั้งสองข้างทุบน่องจากบนลงล่างประมาณ 20 ครั้ง ถูหย่งเฉวียน คือการใช้สันมือถูไปมาบริเวณฝ่าเท้า จนเกิดความร้อน หมุนข้อเท้า โดยการใช้มือหมุนข้อเท้า 20 ครั้ง   4. การบำรุงรักษาเอว กดคลึงเยวเหยี่ยน โดยการกำมือทั้งสองข้างแล้วใช้ข้อของนิ้วโป้งกดบริเวณบั้นเอว ให้มีความสึกเมื่อตึง ถูหลัง โดยการใช้ฝ่ามือถูเอวขึ้นลง ให้เกิดความร้อน เคลื่อนไหวเอว โดยการทำท่ากายบริหารโดยการก้มหน้า หงายหลัง หรือการบิดตัว 5. การบำรุงรักษาอาการแน่นหน้าออก วิธีนี้ใช้สำหรับอาการแน่นหน้าอก ไอ หอบหืด นวดหน้าอก โดยการใช้วิตกลางนวดคลึงและไล่ตามร่องซี่โครงจากในไปนอกและจากบนลงล่าง นวดกล้ามเนื้อ คือการใช้มือบีบจับและดึงกล้ามเนื้อบริเวณใต้รักแร้มาข้างหน้าประมาณ5ครั้ง ทุบอก โดยการใช้ฝ่ามือตะปบบริเวณหน้าอกประมาณสิบครั้ง ถูกหน้าไปมาตามขวาง ให้เกิดความร้อน   6. การบำรุงม้ามและกระเพราะ ใช้สำหรับอาการปวดบริเวณกระเพราะ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ปวดท้อง ท้องเสีย กดคลึงจงหวั่น คือการใช้ฝ่ามือคลึงจุดจงหวั่นตามเข็มนาฬิกาประมาณสองถึงห้านาที นวดท้อง โดยการใช้ฝ่ามือนวดวนบริเวณสะดือ ประมาณสองถึงห้านาที ถูข้างท้อง คือการใช้มือถูบริเวณข้างท้อง จนเกิดความร้อน ถูสีข้าง โดยการใช้มือทั้งสองถูสีข้างไปมาจนเกิดความร้อน 7. การทำจิตให้สงบ ใช้สำหรับอาการนอนไม่หลับ ปวดศรีษะ เวียนศีรษะ งอนิ้วขูดบริเวณหน้าผากจากในไปนอก ประมาณสี่สิบครั้ง นวดขมับ โดยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างลูบไปมาบริเวณขมับ ให้เกิดความรู้สึกชาและตึง นวดบริเวณท้ายทอย โดยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างกดจุดฟงฉือและหน่าวคง ที่บริเวณท้ายทอย กดหู โดยการใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างกดและสั่นที่หู ประมาณสามสิบครั้ง ตบหัว นั้งตัวตรง ตามองไปข้างหน้า กัดฟัน แล้วใช้ฝ่ามือตบที่หัว ถูหน้า ถูฝ่ามือทั้งสองข้างให้ร้อนเสียก่อน แล้วใช้ลูบจากหน้าผากลงมา ประมาณสิบครั้ง ขอบคุณที่มาจาก : กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก