กายบริหาร

 ฟิตเนส 4 Step Push Up เล่น อก ไหล่ และ ไทรเซ็บ
ฟิตเนส /  กล้ามอก / 

ฟิตเนส 4 Step Push Up เล่น อก ไหล่ และ ไทรเซ็บ ฟิตเนส Men.MThai นำเสนอท่าบริหารกล้ามเนื้อโดยใช้อุปกรณ์อย่างดัมเบล และ บาร์เบล มาพักใหญ่ๆ จนหนุ่มอาจเบื่อแล้วก็ได้ เลยขอเว้นวรรคข้ามมาเรื่องบอดี้เวท Bodyweight ซึ่งเป็นการบริหารกล้ามเนื้อโดยไม่ ใช้น้ำหนักตัวกับแรงโน้มถ่วงประกอบเป็นท่าบริหารเฉพาะส่วนนั้นๆ โดยอาจจะมีอุปกรณ์ช่วยนิดหน่อยเป็นบางท่า ประโยชน์ของการบอดี้เวทนั้นมีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการใช้เครื่องออกกำลังกายตามฟิตเนสเลย ที่สำคัญหนุ่มๆสามารถบริหารกล้ามเนื้อด้วยการบอดี้เวทที่ไหนก็ได้ แม้ว่าจะอยู่ในห้องของโรงแรมที่ไม่มีบริการฟิตเนส หรือ บนชายหาดก็ตาม คราวนี้เราขอเริ่มด้วยท่าที่ดูเผินๆเหมือนจะง่าย แต่พอลองทำแล้ว ต้องบอกเลยว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด นั่นคือท่า "4 Step Push Up" เป็นการวิดพื้น 4 จังหวะ เพื่อบริหารกล้ามอก ไหล่(Deltoid) และ ไทรเซ็บ ได้ในเวลาเดียวกัน หาผ้าหรือแผ่นยางมารองพื้นกันลื่น และ หาสิ่งของมาวางไว้ 3 ระดับ ทั้ง 2 ข้าง ดังในคลิปสาธิตเพื่อระบุจุดให้สามารถวางมืออย่างมีระยะ และป้องกันการบาดเจ็บ เริ่มจากการยืนตัวตรง คุกเข่า โดยเบื้องหน้ามีผ้าปูและสิ่งของวางไว้เป็นระดับอย่างที่ว่าไว้ตอนต้น เอี้ยวตัวมาด้านหน้า มือทั้งสองข้างวางไว้ที่ระดับที่ 1 ออกตัวด้วยการเอื้อมแขนไประดับที่ 2 ด้านหน้าทีละข้าง ในจังหวะ 1-2และระดับที่ 3 ในจังหวะ 3-4 แล้วค่อยย่อแล้วขึ้นเหมือนวิดพื้นทั่วไป จากนั้นค่อยเลื่อนตัวกลับด้วยจังหวะเดิม 4-3-2-1 แล้วลุกขึ้นยืนนับเป็น 1 ครั้ง ของท่านี้ โดยทั่วไปหนุ่มๆสามารถทำท่านี้โดยไม่จำเป็นต้องนับครั้ง แต่ให้จับเวลาแทนเพื่อทดสอบความทนของร่างกาย เมื่อทำได้สักระยะ ร่างกายจะสามารถทำได้มากครั้งขึ้นในเวลาเท่าเดิมก็ได้ ขอขอบคุณ เทรนเนอร์ ปองพล รัตนวิบูลย์ลาภ และ เทรนเนอร์ พิษณุ วิมลศักดิ์ จาก True Fitness สำหรับการบรรยายและสาธิต ฟิตเนส ดัมเบล กับท่า Chest Press บริหารกล้ามอก ฟิตเนส ดัมเบล กับท่า Chest Press บริหารกล้ามอก ฟิตเนส หลังจากที่หลายๆคนเรียกร้องให้ Men.MThai นำเสนอเรื่องการบริหารกล้ามเนื้อโดยใช้ ดัมเบล Dumbbell … ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา Men MThai ขอส่งท้ายเรื่องการบริหารกล้ามเนื้ออกด้วยการใช้เครื่อง Fly ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายอีกช … เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press Chest Press เป็นเครื่องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออกที่คุ้นหน้าคุ้นตาใครหลายๆคน ซึ่งหนุ่มๆไม่ควรมองข้ามเวลาไปยิมเด็ … วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น ท่าง่ายๆที่น้อยคนจะทำถูก! วิดพื้น เป็นท่าบริหารรกล้ามเนื้อหน้าอกที่เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ เพราะตั้งแต่สมัยเร … เสริมความแมนด้วยการ บริหาร กล้ามหน้าอก เสริมความแมนด้วยการ บริหารกล้ามหน้าอก Men MThai ขอนำเสนอเรื่องราวของการออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอัน … ท่าบริหาร กล้ามหน้าอก กล้ามอก DUMBBELL FLYS จังหวะที่ 1 จากจังหวะหนึ่ง ไปจังหวะสอง หายใจเข้า (กางปีกหายใจเข้า) จังหวะที่ 2 จากจังหวะสอง ไปจังหวะหนึ่ง หายใจออก (หุบปีกหายใจ …

ครูผู้ไม่แพ้! ครูจีนใจสู้ ร่างไม่ไหวแต่ใจไหว ใช้เชือกผูกแขนสอนนักเรียน
ครูจีน /  ครูจีนใจสู้ / 

เมื่อจิตวิญญาณความเป็นครูกับร่างกายของเธอไปด้วยกันไม่ได้ แทนที่เธอจะยอมแพ้ แต่เธอกลับสู้เพื่ออนาคตของชาติ โดยครูผู้ไม่แพ้จากมณฑลหูเป่ย์ คนนี้ ใช้เชือกผูกแขนของเธอ เพื่อสอนนักเรียนในห้องมากว่า 3 ปี เพื่อพยุงร่ายกายตัวเองที่ป่วยหนัก!!! ครูวัย 49 ปี  ในมณฑลหูเปย์คนนี้ ป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Ataxia (SCA) โดยโรคนี้ส่งผลกับความสามารถในการใช้มือ การพูดจา และการเคลื่อนไหวของดวงตา ชื่อ ยู่ ฟาง (Zhu Youfang) ตรวจพบว่าเธอป่วยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่เธอก็ยังจะยืนกรานที่จะสอนที่โรงเรียน Shangluo ในเมืองเฉิงกุย แม้ว่าร่างกายเธอจะไม่ไหวแล้วก็ตาม หลังจากที่ทุกคนรู้ว่าเธอติดต่อโรคนี้จากคุณพ่อของเธอ โรงเรียนก็เสนอให้เธอหาเวลาพักผ่อน พร้อมทั้งสัญญาว่าจะให้เงินเดือนเธอในอัตราเท่าเดิม แต่ครูผู้ไม่แพ้ประสบการณ์สอน 31 ปีคนนี้กลับไม่รับข้อเสนอนั้นและยังยืนยันจะสอนต่อไป สามีของเธอก็เป็นคุณครูที่โรงเรียนนี้เช่นกัน และก็คือผู้ที่ห้อยเชือกที่ด้านบนของห้องเรียนที่กระดานดำ เพื่อให้เธอสามารถพยุงร่างกายของเธอไว้ได้นั่นเอง  แต่เธอก็สามารถพยุงร่างกายได้ไม่นานนัก เธอก็ต้องนั่งพักที่เก้าอี้ในห้องเรียน ถือเป็นความโชคดีที่ เธอมีสามีที่ดี เพราะเขามักจะคอยช่วยเหลือเธออยู่เสมอ ยามที่เธออยู่ที่โรงเรียน และคอยดูแลยามที่เธอต้องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อขา 10 นาทีต่อวัน หรือประมาณ 1.6 กม.ต่อชั่วโมง ด้านลูกศิษย์เมื่อรู้ว่าอาจารย์ ชื่อ ยู่ ฟาง ป่วย ก็พากันกลับมาเยี่ยมครูคนนี้ บ้างก็ส่งเมสเสชมาให้กำลังใจเสมอ  นอกจากนั้นครูสู้ชีวิตคนนี้ก็ยังบอกอีกว่า ”จะยังสอนต่อไป จนกว่าโรคนี้จะทำให้เธอพูดไม่ได้ เธอถึงจะเลิก “ พลังของผู้หญิงเนี่ย ห้ามดูถูกกันเลยนะเธอ จิตวิญญาณครูนั้นจะไม่มีวันพรากเธอไปได้ ตราบใดที่เธอยังมีแรง ช่างน่านับถือจิตใจเธอจริงๆเนอะ ว่ามั้ย ที่มา Shanghaiist เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

เคล็ดลับ การดูแลสุขภาพในแบบ กิ๊ก กรกมล เจริญชัย (มีคลิป)
กิ๊ก กรกมล /  กิ๊ก กรกมล เจริญชัย / 

         กิ๊ก กรกมล เจริญชัย นักแสดงสาวสวย เริ่มต้นในวงการบันเทิงด้วยบทบาท สาวใสใส จากภาพยนตร์เรื่อง Art Idol มาพลิกบทบาทครั้งสำคัญอีกครั้งใน ภาพยนตร์ หอแต๋วแตกแหกนะคะ ที่กำลังจะเข้าโรงภาพยนตร์ ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ รับเทศกาล ฮัลโลวีน ให้หวีดสุดๆ แต่ทำงานหนักขนาดนี้ก็ยังดูบริ้งค์วิ้งวั้ง สวยสดใสอยู่ เธอต้องมีเคล็ดลับอะไรกันบ้างล่ะ ลองตามมาชม เทคนิคการดูแลตัวเองของเธอกัน วิธีการดูแลตัวเองในแบบ กิ๊ก กรกมล - ทานผักผลไม้ - ดื่มน้ำเยอะๆ - ออกกำลังกาย ด้วยการ วิ่ง ตีแบดมินตัน และ ยกเวท เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อย่างมีวินัย ทุกๆ 3 วัน - ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ลดแป้งและไขมันลง - ว่างๆ ระหว่างพักผ่อน ก็ กายบริหาร ตาม คลิปวิดีโอทั่วๆ ไป Clip VDO  และ เนื้อหา โดย Women MThai Team  ภาพประกอบโดย Covinus

16 ท่าออกกำลังกาย สำหรับ ผู้สูงอายุ เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อส่วนล่างและขา
กล้ามเนื้อขา /  คนแก่ / 

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะช่วงวัยไหนเพราะการออกกำลังกายเป็นการเพิ่มสมรรถนะให้ร่างกายมีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถป้องกันโรคร้ายต่างๆได้อย่างดี การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ การเดินหรือวิ่งเหยาะเป็นการออกกำลังกายที่นิยมของทุกช่วงอายุ แต่หากผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อกระดูกหรือการเดินนั้น ไม่ควรวิ่งแต่สามารถเดินเพื่อออกกำลังกายได้ อีกหนึ่งวิธีที่ผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้ง่ายๆ ไม่เสี่ยงต่ออันตรายคือ การออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น การแกว่งแขน การสะบัดข้อมือ หรือท่ากายบริหารแบบพื้นฐานซึ่งจะไม่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเหนื่อยมากจนเกินไป สามารถทำได้ในทุกสถานที่ การเต้นแอโรบิคเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ออกกำลังกายของผู้สูงอายุสามารถพบเห็นได้บ่อยตามสถานที่ที่จัดกิจกรรมเต้นแอโรบิคจะมีผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมเสมอเพราะเป็นการออกกำลังกายประกอบจังหวะที่ได้บริหารทุกสัดส่วน ผู้สูงอายุจะได้ทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลินและสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีวิธีการออกกำลังกายที่สามารถทำในบ้าน ใช้พื้นที่น้อยและปลอดภัย สำหรับผู้สูงอายุและได้ผลจริงสำหรับผู้ที่ทำเป็นประจำ จำนวน 16 ท่ามาแนะนำ ท่าที่ 1 คือท่าหนีบหมอน ผู้ออกกำลังกายจะต้องนอนหงายงอขาทั้งสองข้างแล้วยกขึ้น นำหมอนมาไว้ระหว่างหัวเข่าทั้ง 2 ข้างออกแรงเบาๆหนีบหมอนไว้อย่าให้หมอนหล่น ท่าที่ 2 ให้นอนคว่ำใช้หมอนรองใต้ท้องพร้อมทั้งเหยียดเข่าตรงค้างไว้ทำสลับไปมา 2 ข้าง ท่าที่ 3 นอนคว่ำใช้หมอนรองใต้ท้องงอเข่าขึ้น-ลง ท่าที่ 4 ให้นอนหงายราบกับพื้นและใช้เท้าออกแรงยกให้สะโพกลอยจากพื้นสลับขึ้นลงอย่างช้าๆ ท่าที่ 5 ท่าโต๊ะเตี้ยหรือแพลงกิ้งใช้ช่วงแขนและปลายเท้าดันตัวให้ลอยจากพื้นทำค้างไว้ ท่าที่ 6 นั่งเก้าอี้ใช้มือ 2 ข้างถือลูกบอลไว้ 1 ลูกไว้ตรงช่วงอก แล้วบิดตัวไปมาอย่างช้า ท่าที่ 7 นั่งเก้าอี้พิงลูกบอลและก้มเงยตัวไปมา ท่าที่ 8 นั่งเก้าอี้และใช้รักแร้หนีบอลค้างไว้เบาๆ ท่าที 9 นั่งเก้าอี้แล้วเตะขาไปข้างหน้าทีละข้างสลับกันไปมา ท่าที่ 10 นั่งเก้าอี้ใช้ปลายเท้าดันพื้นเพื่อยกส้นเท้าขึ้นลงสลับกันไป ท่าที่ 11 นั่งเก้าอี้ยกแขนตั้งฉากและยกเข่า พร้อมโน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อยให้เข่ามาชนกับข้อศอกสลับกันทีละข้าง ท่าที่ 12 ยืนพิงผนังย่อเข่าลงห้ามให้เข่ายื่นออกมาเกินปลายเท้าพร้อมกับแขม่วท้องค้างไว้ ท่าที่ 13 ยืนตัวตรงแยกเท้าออกจากกันเล็กน้อย ถือบอลหมุนรอบตัว ท่าที่ 14 เดินไปข้างหน้าสิบก้าวถอยหลังสิบเก้า ท่าที่ 15 เพียงเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ ก็ถือเป็นการออกกำลังกายและฝึกการทรงตัว ท่าที่ 16 โยนรับบอลกับผนัง การออกกำลังกายทุกท่าควรทำเซตละ 10 ครั้งๆละ 3 เซต ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกท่า สามารถเลือกทำเป็นบางท่าสลับหมุนเวียนกันไป เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อจากการออกกำลังกายแต่ท่าเดิมๆ ควรทำเป็นประจำทุกวันหรือวันเว้นวันเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนล่างและขา ช่วยในเรื่องการทรงตัวไม่ลื่น หกล้มง่าย อย่างไรก็ตามสำหรับการออกกำลังกายนั้นผู้สูงอายุควรทราบถึงความพร้อมของร่างกายตนเองว่าสามารถทำกิจกรรมได้มากน้อยแค่ไหนไม่ควรฝืนหรือหักโหมจนเกินกำลัง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตัวท่านเอง ทุกอย่างที่เป็นกิจกรรมของผู้สูงอายุควรมีความปลอดภัยสูงที่สุด และที่สำคัญควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากผู้สูงอายุท่านใดที่สามารถดูแลตนเองและออกกำลังได้อย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำอย่างถูกต้องแล้วจะมีร่างกายที่แข็งแรงไม่มีโรคร้ายมากวนกายกวนใจให้เป็นทุกข์อย่างแน่นอน บทความโดย พญ.พัณณิดา วัฒนพนม ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ดีเจนุ้ย EFM /  รักเว้ยเฮ้ย / 

ดีเจนุ้ย EFM เหตุเพราะอยากจีบสาว อยากมีแฟนเป็นดีเจสาวสวย หนุ่ม “สตาร์บัค สาระแน” กับบท “ลวก” จึงต้องวิ่งหาที่ปรึกษาปัญหาหัวใจหรือกูรูเลิฟขั้นเทพอย่าง “น้าหมา” รับบทโดย “เปิ้ล นาคร” กับฉากเสริมหล่อ ฟิตหุ่นมาดแมน ในภาพยนตร์เรื่อง “รักเว้ยเฮ้ย!” เป็นฉากที่น้าหมาแนะนำลวก หากอยากจีบสาวติดต้องควรเริ่มจากการทำตัวเองให้ดูดีตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า หุ่นต้องฟิตเปี๊ยะ และต้องเป็นที่สะดุดตาของสาวๆ ซึ่งฉากนี้มีนักแสดงรับเชิญพิเศษคือ “ดีเจนุ้ย EFM” มาร่วมสร้างสีสันความสนุกและเสียงหัวเราะกับบทบาท “กูรูเมคอัพอาร์ติสต์ระดับโลก” เป็นอีกบทบาทที่ดีเจนุ้ย ออกตัวว่าชอบบทนี้มาก แถมยังไม่เคยได้รับบทนี้มาก่อนเลย และสนุกมาก “สนุกมากกกก....(ลากเสียงยาว) รับบทเป็น ช่างแต่งหน้าเมคอัพอาร์ติสต์ ซึ่งเป็นบทที่นุ้ยยังไม่เคยแสดงมาก่อนเลย ฉากนี้มันมีที่มาคือสตาร์บัค หรือลวกเนี่ย เขาสืบรู้มาว่านางเอกโต๊ะอี้ เป็นคนรักสวยรักงาม น้าหมาก็เลยต้องเรียกช่างแต่งหน้ามาช่วยแนะเทคนิคให้กับลวก สไตล์การแต่งหน้าระดับนุ้ยเนี่ย มันต้องเป๊ะและชัดเจนตั้งแต่ ปาก ตา แก้ม จริงๆ แล้วนุ้ยก็ไม่ได้เป็นคนตลกอะไรมากมายนะ แต่พี่เปิ้ลก็ส่งมุกตลกมาให้นุ้ยตลอด นุ้ยก็เลยเล่นเต็มที่กับบทในครั้งนี้มาก (หัวเราะ) จากนั้นก็ต้องเป็นเทรนเนอร์เรื่องการดูแลสุขภาพ ต้องฟิตหุ่นให้ดูดีโดยแนะนำท่ากายบริหารร่างกาย แต่มันฮาก็ตรงชุดรัดติ้ว ที่รัดติ่งอย่างมาก เรียกว่าต้องจัดระเบียบสังคมกันอย่างหนักกับชุดแอโรบิก ขนาดทีมงานเสื้อผ้าแซวนุ้ยว่า พกข้าวต้มมัดมาทำไม (หัวเราะ) คือพี่เปิ้ล กับสตาร์บัคเนี่ยใส่แล้วไม่มีปัญหา สตาร์บัคใส่ออกมาดูเป็นแหนมตุ้มจิ๋วมาก ส่วนพี่เปิ้ลใส่แล้วเอ๊ะ!ไม่ได้พกมาหรือไงนะ แต่ว่านุ้ยสิ  พกมาเต็มที่เลย อยากรู้ว่ามันเป็นยังไงต้องติดตามชม รักเว้ยเฮ้ย! กับฉาก แหนมตุ้มจิ๋วของสตาร์บัค และข้าวต้มมัดของนุ้ย...สุดท้ายอยากจะฝากบอกว่า หลังจากแสดงหนังเรื่องนี้แล้ว นุ้ยรู้สึกอยากผ่าตัดของตัวเองแล้วไปต่อให้กับสตาร์บัคมากเลยฮ่ะ(หัวเราะ)” สตาร์บัค สาระแน-เปิ้ล นาคร หากคุณเข้าข่าย รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย อยากมีแฟนสวย ปรึกษากูรูเว้ยเฮ้ย ในภาพยนตร์เรื่อง “รักเว้ยเฮ้ย!” รักแบบแนวแนว ไม่ซึ้ง ไม่อึ้ง แต่โดนใจพร้อมกันทั่วประเทศ 12 มกราคม 2555

ท่าออกกำลังกายลดต้นขา ยกกระชับก้น
ท่าออกกำลังกายลดต้นขา /  ลดต้นขา / 

ท่าออกกำลังกายลดต้นขา ยกกระชับก้น เรื่องท่าออกกำลังกายสำหรับการลดต้นขา ควรทำควบคู่กับการควบคุมอาหารและการการคาร์ดิโอ ทำอย่างใดอย่างนึงอย่างเดียวก็จะสำเร็จได้ยาก เพราะความจริงก็คือเราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ จะต้องลดไขมันมวลรวมของร่างกาย โดยการลดการรับพลังงานส่วนเกิน ไขมัน และออกกำลังกายบริหารเพื่อกระชับสัดส่วนบริเวณที่มีปัญหา ซึ่งท่าออกกำลังกายชุดนี้จะช่วยยกกระชับส่วนของก้น และต้นขา แนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และคอยจดบันทึกจำนวนครั้งและสามารถเพิ่มน้ำหนักแรงต้านได้ตามความแข็งแรงของร่างกาย สำหรับมือใหม่อาจเล่นด้วยตัวเปล่าๆก่อน เมื่อพัฒนาและแข็งแรงพอจึงเพิ่มการถือขาวบรรจุน้ำ ดัมเบลหรือบาร์เบลได้ ข้อดีของการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาคือเราสามารถเผาผลาญพลังงานได้เยอะกว่าการบริหารส่วนอื่นๆของร่างกาย เนื่องจากขานั้นเป็นกล้ามเนื้อมัดที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายจึงใช้พลังงานในการออกแรงสูงกว่านั่นเอง Plank Leg Lift ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่านนี้เหมือนได้สองต่อ ทั้งส่วนแกนกลางลำตัว หลังส่วนล่าง ก้น และต้นขา โดยเริ่มที่ท่า plank โดยตั้งลำตัวให้ตรง แขนงอเล็กน้อยไม่ ไม่โกงตัว หรือแอ่นหลัง จะได้ความรู้เกร็งที่แกนกลางลำตัว ขาตึงและเกร็งก้นไว้ ยกขาข้านึงขึ้นเป็นเเนวตรง ค่อยๆทำช้าๆ เพราะจะได้ผลไม่ได้ผลอยู่ที่จังหว่ะการยก จะรู้สึกตึงที่โคนขาและต้นขา ค่อยๆวางลง ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ Side Leg Lifts with Knee to Chest ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่านี้ถือเป็นการออกเป็นชุด จะได้ส่วนของ ก้น ต้นขา และ เอว โดยเริ่มที่ท่านอนตะแคงมือจับที่ใบหูไม่ช้อนไม่กดต้นคอ แขนอีกข้างค้ำพื้นเป็นหลักไว้ จากนั้นยกขาที่อยู่ด้านบนขึ้นโดยให้กดปลายเท้างุ้มลงเพื่อเพิ่มการเกร็งกล้ามเนื้อ จากนั้นดึงเข่าเข้าหาหน้าอกให้ได้มากที่สุด เเล้วถีบออกพร้อมยกขึ้นด้านบน แล้วค่อยๆวางขาลงสู่ท่าเริ่มต้น พยายามดึงจัวหว่ะให้ช้า เพื่อให้เกร็งกล้ามเนื้อได้อย่างเต็มที่ ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ Lunge Knee Hops ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต ท่าชุดนี้เป็นการผสมระหว่าง lunge เข้ากับการกระโดด การทำท่านี้เหมือนได้ 2 เด้ง ทั้งกล้ามเนื้อต้นขา ก้น และได้เผาผลาญพลังงานไปในตัว เรียกได้ว่าได้เหงื่อได้หอบกันเลยทีเดียว โดยเริ่มต้นที่ยืนตรง แยกเท้าออกความกว้างเท่าสะโพก จากนั่นก้าวขามาด้านหน้า แล้วย่อตัวลงตรงๆ สังเกตุให้หัวเข้าไม่แหลมชี้เลยปลายเท้า เท้าที่อยู่ด้านหลังเปิดส้นเท้าขึ้น จังหว่ะต่อมาต่อเนื่องกันคือ ก้าวเท้าหลังตามขึ้นมาเเทงเข่าขึ้นให้สูงที่สุด แกว่งเข่นเป็นจังหว่ะ พร้อมเขย่งปลายเท้าหรือ กระโดดขึ้นเบาๆ สำหรับมือใหม่อาจจะไม่ต้องกระโดดเเค่เขย่งปลายเท้าขึ้นเป็นพอ จากนั่นวางเท้าด้านหลังที่ตำแหน่งเดิม นับเป็น 1 ครั้ง ทำทีละข้างข้างละ 12-15 ครั้ง ครบสองข้างนับเป็น 1 เซต ขณะทำหายใจเข้าออกปรกติอย่ากลั้นหายใจ พยายามทำต่อเนื่องให้ได้จะได้ผลดีขึ้น Body Weight Squat ทำ 15-20 ครั้ง 2-3 เชต ท่าไม้ตายเพื่อขาเรียวและก้นสวยที่นักฟิตเนสทั่วโลกแนะนำ Squat หรือลุกนั่ง หรือใครจะเรียกแทงกบก็ได้ เป็นท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อก้นและต้นขากระชับ ทำง่ายได้ผลดี โดยสามารถทำเเบบตัวเปล่าไม่ใช่อุปกรณ์ หรืออาจเพิ่มความหนักด้วยการถือดัมเบลและแบกบาร์เบลก็ได้ สำหรับ Body Weight Squat เหมาะสำหรับมือใหม่สำหรับเรียนรู้การจัดร่างกายให้ผลและโดนส่วนที่ต้องการ โดยท่าเเรกจะเริ่มที่ท่ายืนตรง เยียดแขนมาด้านหน้า หรือประสานมือเตะที่ไหล่ยกศอกทั้งสองชี้มาด้านหน้าเหมือมัมมี่ เพื่อให้เราไม่ห่อไหล่หรืองอตัว กางขาออกเท่าช่วงหัวไหล่ หรือกว้างกว่าเล็กน้อยปลายเท้าเป็นไปตามท่ายืนปรกติ จากนั่นค่อยๆย่อตัวลง ลักษณะเหมือนจะนั่งลงบนเก้าอี้ โดยสังเกตุไม่ให้หัวเข่าแหลมเลยปลายเท้า แอ่นอกเล็กน้อยให้หลังเป็นเเนวตรง พยายามดึงตัวมาด้านหลังและน้ำหนักของร่างกายลงที่ส้นเท้า ช่วงฝึกใหม่ๆอาจจะมีความรู้สึกว่าจะหงายไปด้านหลังต้องค่อยๆปรับสมดุลกันไป เกร็งท้องช่วยเพื่อไม่ให้ปวดที่หลัง เมื่อลงจนสุดจนรู้สึกตึงที่หน้าขา ให้หยุดค้างไว้นับ 1-5 ในใจ แล้วค่อยๆยกตัวขึ้นเข้าสู่ท่ายืน พยายามดึงจังหว่ะให้ช้าๆเนิ่บๆ และหายใจเป็นปรกติ อย่ากลั้นหายใจ Curtsy Lunges ทำ 12-15 ครั้ง/ข้าง 2-3 เชต เป็นท่าในกลุ่ม lunge อีกท่าที่ได้ผล และหากต้องการให้ได้ผลไวขึ้นแนะนำให้ถือขวดบรรจุน้ำหรอดัมเบลเพื่อเพิ่มแรงต้าน โดท่านนี่จะได้กล้ามเนื้อต้นขา ก้น และ เอว โดยเริ่มที่ท่ายืนตรง หน้าตรงไปข้าหน้า แยกขาออกเท่าช่วงสะโพก จากนั้นดึงขาข้างนึง ไคว้มาด้านหลังพร้อมย่อตัวลง ลักษณะเหมือถอนสายบัว พยายามดึงขาไปให้ไกลที่สุดในขณะที่ หน้าและหลังยังตรงอยู่ จากนั้นดึงขากลับมาที่เดิมในท่าเริ่มต้น และสลับขาทำตามขั้นตอนเหมือนกัน โดยทำสลับซ้าย-ขวา นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 12-15 ครั้ง นับเป็น 1 เซต พยายามดึงจังหว่ะให้ช้าๆเนิ่บๆ และหายใจเป็นปรกติ อย่ากลั้นหายใจ ที่มา : LOVEFITT

กดจุด รักษาตนเองตามแพทย์แผนจีน ตอนที่ 2
กดจุด /  กดจุดด้วยตัวเอง / 

การ กดจุด รักษาตนเองตามแพทย์แผนจีน ตอนที่ 1 เราได้พูดถึงการ กดจุด เพื่อบำรุงสายตา และการ กดจุด เพื่อบำรุงรักษาแขนและไหล่ไปแล้ว วันนี้เรามาต่อส่วนที่เหลือกันดีกว่าค่ะ มีอะไรบ้างไปดูกันเลย 3. การบำรุงรักษาขา เข่า และข้อเท้า ใช้มือนวดคลังบริเวณต้นขา จากบนลงล่างให้มีความรู้สึกเมื่อยตึง กดคลึงบนวดบริเวณลูกสะบ้า คือนิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบนวดคลึงลูกสะบ้า หน่าเสียวถุ่ย ใช้มือบีบนวดบริเวณน่อง จากบนลงล่างให้มีความรู้สึกชาและตึง กดจุดจู๋ซันหลี่ ใช้นิ้วโป้งกดจุดจู๋ซันหลี่ ให้มีความรู้สึกเมื่อยชา ดีดจุดหยางหลินเฉวียน คือการใช้นิ้วโป้งดีดเส้นเอ็นบริเวณหยางหลินเฉวียนให้มีความรู้สึกเมื่อยชาร้าวไปถึงนิ้วชี้ ทุบน่อง โดยการใช้มือทั้งสองข้างทุบน่องจากบนลงล่างประมาณ 20 ครั้ง ถูหย่งเฉวียน คือการใช้สันมือถูไปมาบริเวณฝ่าเท้า จนเกิดความร้อน หมุนข้อเท้า โดยการใช้มือหมุนข้อเท้า 20 ครั้ง   4. การบำรุงรักษาเอว กดคลึงเยวเหยี่ยน โดยการกำมือทั้งสองข้างแล้วใช้ข้อของนิ้วโป้งกดบริเวณบั้นเอว ให้มีความสึกเมื่อตึง ถูหลัง โดยการใช้ฝ่ามือถูเอวขึ้นลง ให้เกิดความร้อน เคลื่อนไหวเอว โดยการทำท่ากายบริหารโดยการก้มหน้า หงายหลัง หรือการบิดตัว 5. การบำรุงรักษาอาการแน่นหน้าออก วิธีนี้ใช้สำหรับอาการแน่นหน้าอก ไอ หอบหืด นวดหน้าอก โดยการใช้วิตกลางนวดคลึงและไล่ตามร่องซี่โครงจากในไปนอกและจากบนลงล่าง นวดกล้ามเนื้อ คือการใช้มือบีบจับและดึงกล้ามเนื้อบริเวณใต้รักแร้มาข้างหน้าประมาณ5ครั้ง ทุบอก โดยการใช้ฝ่ามือตะปบบริเวณหน้าอกประมาณสิบครั้ง ถูกหน้าไปมาตามขวาง ให้เกิดความร้อน   6. การบำรุงม้ามและกระเพราะ ใช้สำหรับอาการปวดบริเวณกระเพราะ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ปวดท้อง ท้องเสีย กดคลึงจงหวั่น คือการใช้ฝ่ามือคลึงจุดจงหวั่นตามเข็มนาฬิกาประมาณสองถึงห้านาที นวดท้อง โดยการใช้ฝ่ามือนวดวนบริเวณสะดือ ประมาณสองถึงห้านาที ถูข้างท้อง คือการใช้มือถูบริเวณข้างท้อง จนเกิดความร้อน ถูสีข้าง โดยการใช้มือทั้งสองถูสีข้างไปมาจนเกิดความร้อน 7. การทำจิตให้สงบ ใช้สำหรับอาการนอนไม่หลับ ปวดศรีษะ เวียนศีรษะ งอนิ้วขูดบริเวณหน้าผากจากในไปนอก ประมาณสี่สิบครั้ง นวดขมับ โดยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างลูบไปมาบริเวณขมับ ให้เกิดความรู้สึกชาและตึง นวดบริเวณท้ายทอย โดยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างกดจุดฟงฉือและหน่าวคง ที่บริเวณท้ายทอย กดหู โดยการใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างกดและสั่นที่หู ประมาณสามสิบครั้ง ตบหัว นั้งตัวตรง ตามองไปข้างหน้า กัดฟัน แล้วใช้ฝ่ามือตบที่หัว ถูหน้า ถูฝ่ามือทั้งสองข้างให้ร้อนเสียก่อน แล้วใช้ลูบจากหน้าผากลงมา ประมาณสิบครั้ง ขอบคุณที่มาจาก : กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

Kokoro Harumiya ดารา AV สอนกายบริหารกัน (คลิป 3)
kokoro /  harumiya / 

Kokoro Harumiya ดารา AV เขากายบริหารกัน (คลิป 3)

บำรุงสมองและหัวใจ ด้วยหลัก 4 อ.
มะเร็ง /  สุขภาพจิต / 

4 อ. บำรุงสุขภาพสมอง (หัวใจและจิตใจ) “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ” คนทั่วไป มักให้ความสนใจต่อการป้องกันโรคหัวใจ เพราะเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน จึงเป็นที่ตระหนกและกล่าวขานกันมาก การป้องกันโรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบ) พึงปฏิบัติให้ถูกต้องในเรื่องของ “4 อ.” ดังต่อไปนี้ 1. อาหาร หมั่นกินผักผลไม้ เมล็ดธัญพืช และเครื่องเทศ (เช่น พริก กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้) โดยกินเมล็ดธัญพืช (เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ลูกเดือย) และกล้วย ซึ่งให้แคลอรี (พลังงานในรูปของคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่) ประมาณวันละ ๑ กิโลกรัม กินผักและผลไม้ที่ไม่หวาน (ไม่ให้พลังงาน) ให้หลากหลายประมาณวันละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ควรกินโปรตีนจากปลาและเต้าหู้ (เมล็ดถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง) เป็นหลัก สามารถกินไข่ไก่วันละ ๑ ฟอง (ถ้าเคยตรวจพบไขมันในเลือดสูงควรลดไข่แดงลง) และนมพร่องไขมัน กินเนื้อเป็ดไก่ได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ควรลดเนื้อแดง (ได้แก่ เนื้อหมูและเนื้อวัว) ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง ควรกินน้ำมันพืช (ได้แก่น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก) แทนน้ำมันหมู และควรลดการบริโภคน้ำตาล น้ำหวาน และของหวาน ควรเลือกกินอาหารที่หลากหลาย สะอาด ถูกหลัก และสามารถทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์พอดี อย่าผอมไปหรืออ้วนไป มีการขับถ่ายอุจจาระเป็นก้อนโตแต่นุ่มและขับถ่ายง่ายทุกวัน   2. ออกกำลังกาย หมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เล่นฮูลาฮูป (เร็วๆ) เต้นรำจังหวะเร็ว เป็นต้น อย่างน้อย ๕ วันต่อสัปดาห์หรือวันเว้นวัน นานครั้งละ ๓๐ นาทีเป็นอย่างน้อย โดยให้รู้สึกมีเหงื่ออกนิดๆ และหัวใจเต้นเร็วขึ้น ในแต่ละสัปดาห์ ยังควรออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (เช่น วิดพื้น ยกน้ำหนัก) และแบบยืดเส้นยืดสาย (เช่น กายบริหาร รำกระบอง โยคะ รำมวยจีน) ประกอบเป็นครั้งคราว 3. อารมณ์ นอนหลับให้เพียงพอ (ประมาณวันละ ๖-๘ ชั่วโมง) หลีกเลี่ยงการทำงานหักโหม อดหลับอดนอน ทำงานอดิเรก (เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี ร้องเพลง วาดภาพ อ่านหนังสือ) และหาทางพักผ่อนหย่อนใจ (เช่น ท่องเที่ยว ชมธรรมชาติ) ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดอารมณ์รุนแรงหรือเครียดจัด ฝึกสมาธิ เจริญสติ ทำงานช่วยเหลือสังคม และหมั่นฝึกมองโลกในแง่ดี ลดละการยึดมั่นถือมั่น 4. อันตราย ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ส่วนผู้ที่น้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน ความดันสูงหรือไขมันในเลือดสูงก็ต้องได้รับการรักษา และดูแลตัวเองจนสามารถควบคุมโรคได้ดี พฤติกรรม ๔ อ. ดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและหนาตัว (ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง) เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวายกะทันหันได้ พฤติกรรมดังกล่าวยังช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดสมองไม่ให้แข็งและหนาตัวได้เช่นเดียวกัน สามารถป้องกันอาการสมองเสื่อม และโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนั้น จึงกล่าวได้เต็มปากว่า “อะไรที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองเสมอ”   นอกจากเรื่องของสุขภาพหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองแล้ว ยังมีสุขภาพของสมองด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่ของสมอง ได้แก่ การรับรู้ (การเรียนรู้ เชาวน์ปัญญา) ความรู้สึก (รวมทั้งอารมณ์) ความคิด และความจำ ซึ่งบางครั้งเรียกรวมๆ ว่า “จิต” หรือ “จิตใจ” ในการทำหน้าที่ของสมองให้สมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยพฤติกรรม 4 อ. ดังกล่าวเป็นพื้นฐาน และยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่พึงใส่ใจซึ่งจะขอกล่าวถึงเฉพาะที่สำคัญดังนี้ 1. อาหาร ควรเน้นเพิ่มเติมในการบริโภคไขมันที่มีชื่อว่า โอเมกา-3 (แบ่งย่อยออกเป็น DHA และ EPA เป็นต้น) ซึ่งมีมากในปลาทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด (เช่น ปลานิล ปลาดุก ปลาสวาย ปลาช่อน) และอาหารทะเล (เช่น ปลาทู ปลากะพง กุ้ง หอย ปลาหมึก) โอเมกา-3 จะถูกนำไปสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและปลอกหุ้มกิ่งก้านของเซลล์ประสาท ทำให้ความจำดี ถ้าขาดอาจทำให้สมองเสื่อมได้ ควรกินสัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้งหรือวันเว้นวัน ควรบริโภคพืชผักหรืออาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เช่น (ถั่วเหลือง เต้าหู้  บลูเบอร์รี่ องุ่น พริกไทย หัวหอม เซเลรี น้ำชา ช็อกโกแลต) ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีและอารมณ์ดี ทุกวันควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และอย่าอดอาหารหรือปล่อยให้หิว การทำงานของสมองต้องการน้ำ น้ำตาลจากอาหารที่บริโภค และออกซิเจน (จากอากาศที่หายใจ) ในการสร้างพลังงานแก่เซลล์สมอง ให้สามารถทำงานได้เป็นปกติ หากขาดอันใดอันหนึ่ง เช่น ขาดน้ำ ขาดอากาศ ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ไม่สดชื่น หากขาดอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการชักหรือหมดสติได้ 2. ออกกำลังกาย หมั่นทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง กระตุ้นการงอกของเซลล์สมองใหม่ ทำให้สมองทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล ความจำดี รู้สึกสดชื่น การฝึกหายใจลึกและช้า (นาทีละไม่เกิน ๑๐ ครั้ง) ก็ช่วยให้สมองได้ออกซิเจน มีผลดีต่อสมองและจิตใจเช่นเดียวกัน 3. อารมณ์ (ในที่นี้รวมถึงจิตใจที่ทำหน้าที่หลายด้าน รวมทั้งอารมณ์) ต้องหลีกเลี่ยงการเกิดความเครียด เพราะจะทำให้หลั่งฮอร์โมนสตีรอยด์ที่ทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อม ควรกระตุ้นความจำและการเรียนรู้ ด้วยการอ่านหนังสือ การเขียนบันทึก การต่อภาพ (จิกซอว์) การต่อคำ (crossword) การเล่มเกมฝึกสมอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา การคบหาสมาคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนต่างๆ ควรหมั่นฝึกสติ สมาธิ ทำอะไรอย่างใจจดใจจ่ออยู่ตลอดเวลา จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองส่วนหน้าตรงกลาง (middle prefrontal area) ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายและอารมณ์ นำไปสู่สุขภาวะทาง กาย–จิต–สังคม สำหรับเด็กเล็กควรให้การเลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น ซึ่งจะส่งเสริมให้มีพัฒนาการของสมอง และจิตใจที่ดีต่อไปในอนาคต   4. อันตราย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารเสพติด สารโลหะหนัก (เช่น ตะกั่ว ปรอท) ซึ่งเป็นตัวทำลายเซลล์สมอง ทำให้ความจำเสื่อม มีอารมณ์ร้ายและพฤติกรรมผิดเพี้ยนได้ ควรป้องกันไม่ให้สมองได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน เช่น อุบัติเหตุ การเขย่าศีรษะ การกระแทกศีรษะ ทำให้เซลล์สมองเสื่อม ความจำเสื่อมได้ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งดูทีวี นั่งเล่นคอมพิวเตอร์มากเกินไป รวมทั้งการนั่งอยู่หรือนอนอยู่เฉยๆ เป็นเวลานาน (จนรู้สึกน่าเบื่อ) อาจทำให้สมองล้า ขาดการกระตุ้นให้เรียนรู้ รวมทั้งอาจทำให้สมาธิสั้นได้ จงหันมาใส่ใจดูแลสมอง (หัวใจและจิตใจ) ด้วยหลัก “4 อ.” กันเถอะ!     ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก หมอชาวบ้าน http://doctor.or.th

แพทย์แผนไทยกับการดูแลผู้ป่วย โรคเบาหวาน
สมุนไพรไทย /  เบาหวาน / 

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ซึ่งมีสาเหตุจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทาน เข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จึงเรียกอาการดังกล่าวว่า "เบาหวาน" โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้คนที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้มักจะต้องไปพบแพทย์ประจำ รับประทานยาและตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเสียเวลาที่จะต้องไปรอรับการรักษาที่โรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย ค่ายาหรือค่าตรวจต่างๆ เมื่อรวมแล้วแต่ละปีก็มีราคาสูงมาก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือการทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างคนทั่วไป ไม่แสดงโรคแทรกซ้อนตามมา และไม่เกิดอันตรายจากภาวะที่เกิดจากโรคเบาหวาน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะช็อกหรือมีอาการที่ควรจะระวัดระวัง คือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเย็น เหงื่อออก ใจสั่น และอาจหมดสติได้ดังนั้นแพทย์หรือผู้ให้คำแนะนำ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงให้ผู้ป่วยมีบัตรประจำตัวผู้ป่วยพกไว้ติดตัว และมีน้ำตาลก้อน หรือลูกอมรสหวานติดไว้ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาการที่สำคัญของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ถ่ายปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณปัสสาวะมาก เนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนล้นออกมาทางปัสสาวะ การปัสสาวะบ่อยทำให้ร่างกายเสียน้ำ ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยและกระหายน้ำตามมา น้ำหนักลดลง ทั้งๆ ที่รับประทานอาหารบ่อยขึ้น หลักในการควบคุมโรคเบาหวาน การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติโดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ลดอาหารที่มีไขมันมาก หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ทุเรียน ลำไย ละมุด เงาะ ฯลฯ ควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรคเบาหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายเกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า กินอย่างไรจึงปลอดภัยจากโรคเบาหวาน ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยได้มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน โดยเน้นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่หาง่ายในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มักใช้มาประกอบเป็นอาหารกินเป็นประจำ nederlandsegokken.nl เป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยในสมัยโบราณ "กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น" มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ปัจจุบันพฤติกรรมรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป มีค่านิยมเลียนแบบสังคมตะวันตก เน้นการรับประทานอาหารที่มีในระดับจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันสูง กินผักน้อยลง สมุนไพรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่ใช้กินได้แก่มะระ ตำลึง และเตยหอม 1. มะระ ส่วนใหญ่จะใช้มะระขี้นก โดยใช้ผลดิบแก่ที่ยังไม่สุก และยอดอ่อน ใช้เนื้อรับประทานเป็นผักจิ้ม ผลของมะระ นำมาลวก รับประทานกับน้ำพริก ส่วนผลมะระจีนใช้ประกอบอาหาร เช่นแกงจืด ผัด สรรพคุณทางยา ตามตำรายาไทย เป็นยารสขม ช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นก หั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุด และนอกจากนั้นในผลและใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน (charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด การค้นพบสารที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดจากผลมะระ จึงเป็นข้อมูลสนับสนุนภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้นำผลมะระมาประกอบเป็นอาหาร และยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่อย่างไรก็ตามการนำสมุนไพรมาใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดใน ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องไปตรวจร่างกายเป็นประจำและต่อเนื่อง เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด และเพื่อความปลอดภัย เพราะบางครั้งอาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติเป็นอันตราย 2. ตำลึง ตำลึงเป็นผักพื้นบ้าน ที่มีคุณค่าทางด้านอาหารสูง : ประกอบด้วยวิตามิน 10 แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ อีกมาก ยอดตำลึงใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่นแกงจืด ผัดผัก ลวกจิ้มน้ำพริก แกงเลียง ใส่ก๋วยเตี๋ยว นอกจากจะมีประโยชน์และคุณค่าทางอาหารสูง ในตำลึงยังพบกรดอะมิโนหลายชนิด ในผลตำลึงพบสารคิวเดอร์ บิตาขึ้น–บี (cucurbitacinB) ผลตำลึง สรรพคุณทางยา ใบและเถาตำลึงมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ 3. เตยหอม ใบเตยมีสีเขียว น้ำคั้นจากใบเตย มีกลิ่นหอมนำมาใช้แต่งสีขนม แต่งกลิ่นอาหาร นอกจากนี้ยังนิยมนำมาเป็นเครื่องดื่ม น้ำที่ได้จากใบเตยมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไลนาลิลอะซีเตท (Linalyl acetate), เบนซิลอะซีเตท (benzyl acetate), ไลนาโลออล(Linalool), และเจอรานิออล (geraniol) และมีสารหอมคูมาริน(Coumarin) และเอททิลวานิลลิน(ethyl vanilin) สรรพคุณทางยา ในตำรายาไทย ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุมชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้ หลักการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและการป้องกัน การแพทย์แผนไทยเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นการปรับพฤติกรรม เป็นการปรับสมดุลของธาตุเจ้าเรือนในร่างกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่อโรค 8 ประการคือ การกินอาหารที่ไม่ถูกกับธาตุอาหาร บูด,เน่า,หมักดอง,การเปลี่ยนอิริยาบท, การกระทบ ความร้อนและความเย็น,การนอน อดข้าว อดน้ำ การกลั้นอุจจาระปัสสาวะ การทำงานเกินกำลัง ความเศร้าใจเสียใจ ความโกรธ พฤติกรรมดังกล่าวเหล่านี้สาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด นอกจากนี้การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเน้น กินข้าวที่อุดมด้วยวิตามิน ได้แก่ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เพราะได้คาร์โบไฮเดรทช่วยย่อยสลายอย่างช้าๆ ให้เวลาตับอ่อนขับอินซูลิน วิตามินบีในข้าวกล้อง ช่วยเผาผลาญน้ำตาลให้หมด ในข้าวกล้องยังมีเส้นใยมากกว่าข้าวขาว 9 เท่า ช่วยให้อิ่มง่าย เป็นผลให้รับประทานแป้งน้อยลง น้ำตาลในเลือดไม่สูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ เนย หลีกเลี่ยงอาหารทอด รับประทานเนื้อสัตว์ลดลง ถ้ากินเป็นพวกปลา หรือถั่วต่างๆ ได้ก็จะทำให้ได้รับโปรตีนที่เพียงพอ และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง กินผักสด และผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เพราะในผักมีการต้านอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามิน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตามอัตภาพ เช่น เดิน กายบริหารท่าฤาษีดัดตน ใช้หลักธรรมานามัย คือจิตตานามัย จิตรวมมีสมาธิ ชีวิตตานามัย ใช้ชีวิตโดยการดำเนินตามทางสายกลาง และกายนามัย คือ ทำร่างกายให้แข็งแรง รักษาสมดุลของร่างกาย รายชื่อผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหารสูง คือมีวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน มากกว่าผักอื่นที่ควรรับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ได้แก่ มะระ กระชาย กระเทียม ยอดแค ใบกะเพรา ใบขี้เหล็ก ผักเชียงดา ผักติ้ว ผักกะเฉด แครอท ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ตำลึง ผักกูด ผักแพง ผักชีลาว ผักแว่น ใบบัวบก ใบกระเจี๊ยบ ใบแมงลัก ใบเหมียว ผักหวาน ผักไผ่ เป็นต้น เส้นใยในผักพื้นบ้าน ทำให้อิ่มง่าย แคลอรีที่รับประทานเข้าสู่ ร่างกายน้อย จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเบาหวานได้เส้นใยยังช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินในอาหารมื้อนั้นที่เรากินเข้าไป และช่วยขับไขมันมาพร้อมกับกรดน้ำดี ไม่ได้ดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายอาหารที่มีเส้นใยสูงจึงช่วยป้องกันรักษาโรคเบาหวาน โรคไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นผลในการรักษาระดับความดันโลหิต ป้องกันการเกิดโรคหัวใจในระยะยาวได้ ผู้ที่ยังไม่เจ็บป่วย ก็สามารถกินเพื่อป้องกัน คนที่ป่วยก็ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดแม้จะไม่ช่วยรักษาแทนยาแผนปัจจุบัน แต่ถ้าเราควบคุมอาหาร กินอาหารที่มีประโยชน์ดังกล่าว ใช้ควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคแทรกซ้อน การปฏิบัติตัวดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ยากเกินไป เพราะมีอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ปลูกผักริมรั้วไว้กิน ให้ทั้งร่มเงา ให้ทั้งบรรยากาศที่ดี เป็นอาหารพร้อมทั้งมีสรรพคุณทางยา เราเริ่มปลูกผักและเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่เป็นสุขในวันหน้า ขอบคุณที่มาจาก : กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ตั้งครรภ์ ก็ออกกำลังกายได้ มาดู กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์
คนท้องออกกำลังกาย /  คุณแม่ตั้งครรภ์ / 

นอกจากการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ลูกกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องถึง 2 ปีแล้วนั้น สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ยังสนับสนุนให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายด้วยความหนักที่เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ กุมารแพทย์ด้านโภชนาการ คณะกรรมการโครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย สสส. อีกทั้งยังเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งของวงการวิ่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กลับเป็นช่วงที่คุณแม่ควรมีร่างกายแข็งแรงที่สุดในชีวิต เพราะร่างกายคุณแม่ต้องดูแลถึง 2 ชีวิตในเวลาเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการคลอด การออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดไปสู่ทารกในครรภ์ดีขึ้น ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้เมื่อคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คุณแม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งมีส่วนให้ทารกแข็งแรงและอารมณ์ดีแจ่มใส คุณหมอนักวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่ออกกำลังกายต้องพิจารณาภาวะทางสุขภาพและพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายเป็นอันดับแรก ว่าก่อนตั้งครรภ์เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ออกกำลังกายหนักเท่าไหร่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ ในระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและภาวะการตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นทั้งในขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกาย เช่น หากมีอาการเหนื่อย เพลีย แสดงว่าคุณแม่ออกกำลังกายมากเกินไป คุณแม่ที่สนใจออกกำลังกายแต่ร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถปรึกษากับคุณหมอสูตินรีแพทย์ได้ นอกจากนี้ หนังสือ ‘อยากสุขภาพดี ต้องมี 3 อ. : สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร’ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มเติมว่า ยังสามารถช่วยลดโอกาสที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าทั้งก่อนและหลังคลอดลูก เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขและช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพเดิมได้เร็วขึ้น ข้อจำกัด – ข้อควรระวัง ในการออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์ 1. เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ เมื่อร่างกายคุ้นเคยแล้วถึงสามารถเพิ่มระดับความยาก 2. คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน ไม่ควรออกกำลังกายในที่อากาศร้อนและชื้น 3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นเกินพอดี 4. หลีกเลี่ยงท่าที่ยึดเกร็ง ดึงรั้ง ท่าที่เสี่ยงได้รับการกระทบกระเทือนกับท้อง หรือท่าที่คุณแม่ต้องออกแรงมากๆ 5. ไม่ควรหักโหมจนร่างกายรู้สึกเหนื่อย เพลีย 6. ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป 7. หากรู้สึกหายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม มีเลือดหรือของเหลวออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดตัว (มากกว่า 6-8 ครั้ง/ชม.) ควรหยุดออกกำลังกายในทันที และรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัย กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ 1. ว่ายน้ำ - ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง 2. การฝึกโยคะ - ช่วยให้สามารถควบคุมลมหายใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงผ่อนคลาย มีสติและสมาธิในระหว่างการคลอด 3. แอโรบิก กายบริหาร - ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย ตัวอย่าง ท่าออกกำลังกาย 1) ท่ากระดกข้อเท้า : นอนหงาย ขาเหยียดตรง วางแขนข้างลำตัว สลับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ค้างและพักข้างละ 3 วินาที จนครบ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดอาการข้อเท้าพลิกและน่องบวม 2) ท่านอนตะแคงยกขา : นอนตะแคงข้าง ใช้มือยันศีรษะ และยกขาขึ้น ค้างสลับกับพัก 3 วินาที 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้ช่วยให้คุณแม่มีสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง 3) ท่าแมวขู่ : คุกเข่าในท่าคลาน วางขาให้มั่นคง วางฝ่ามือเหยียดตึง ท่านี้เริ่มที่คุณแม่แขม่วท้องโก่งตัว ค้าง และสลับพัก 3 วินาที 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยให้มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องที่แข็งแรง ทั้งนี้ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ตามพื้นฐานการออกกำลังกายของคุณแม่ เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

นึกว่าจะเครียด ปาเกียวซ้อมชิวๆอำอยากขึ้นชกกับกับถิรชัย
"เจ้าขาว" ถิรชัย กระทิงแดงยิม /  "แพ็คแมน" แมนนี่ ปาเกียว / 

ความเคลื่อนไหวของ “เจ้าขาว” ถิรชัย กระทิงแดงยิม เจ้าของแชมป์มวยโลกพาบา รุ่นเวลเตอร์เวท ที่ได้รับเลือกให้ไปเป็นคู่ลงนวม แมนนี ปาเกียว ยอดมวยโลกแดนตากาล็อก ที่เมืองเจเนอรัลซานโตส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีกำหนดลงนวมมื้อแรก 12 พ.ย.นี้  ก่อน “แพ็คแมน” จะมีโปรแกรมจะขึ้นชิงแชมป์ “ว่าง” องค์กรมวยโลก อินเตอร์ รุ่นเวลเตอร์เวต กับ แบรนดอน ริออส ที่เขตปกครองพิเศษมาเก๊า ในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย.นี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา “เสี่ยเอี๊ยง” ทวีสิน เหล่าสุวรรณวัฒน์ ฝ่ายต่างประเทศ แกแล็คซี่ โปรโมชั่น ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะในการเดินทางไปเป็นคู่ซ้อม "แพ็ตแมน" ในครั้งนี้ ได้รายงานมาว่า ทางทีมงานปาเกียว ได้นัดถิรชัย ให้ไปวิ่งซ้อมด้วนกันตอนตี 5 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งทางถิรชัยได้ไปถึงสนามกีฬาประจำเมืองในเวลาตี5 ครึ่ง เพื่อรอปาเกียวจะมาวิ่งในช่วง6โมง เมื่อ "ปาเกียว" เดินทางมาถึงประมาณ 6 โมงเช้า พร้อมทีมงานอีกกว่า20ชีวิต เพื่อนสนิทของปาเกียวได้เดินมาบอกกับ "เจ้าขาว" ว่า "ไม่ต้องตื่นเต้น เวลาปาเกียวทำอะไรให้ทำเลียนแบบเลย ปาเกียวเค้าชอบ" พอได้ยินก็ทำให้ทีมงานสบายใจ เพราะตอนแรกก็กลัวๆว่าถิรชัยจะไปวิ่งแข่ง ก็เกรงว่าปาเกียวจะรำคาญ อย่างไรก็ตามจนท้ายที่สุดแล้ว เจ้าขาว ถิรชัย สามารถอยู่ได้จนจบการซ้อมในรอบเช้า ทั้งการวิ่ง การเล่นสเต็ป กายบริหาร ทั้งหมดใช้เวลา2ชั่วโมงแบบไม่มีหยุดพัก ทำเอาปาเกียวพอใจ และเอ่ยปากว่าชอบถิรชัยเอามาก ๆ อีกทั้งปาเกียวยังถอดเสื้อแล้วโบกมือเรียกถิรชัยให้มาถ่ายรูปด้วย พร้อมกับหยอกล้อเล่นๆว่า นี่คือคู่ชกคนต่อไปของเค้า แต่เท่านั้นยังไม่พอ ปาเกียว ยังยกมือไหว้แล้วพูด "ขอบคุณคับ สวัสดีคับ" แล้วร้องเพลงชาติไทยให้ฟังอีกด้วย ทำเอาทีมงานทุกคนยิ้มหัวเราะกันอย่างผ่อนคลาย ทั้งนี้ทางถิรชัยจะมีโปรแกรมลงนวมกับปาเกียวในวันพรุ่งนี้ 12 พ.ย. โดยจะขึ้นยกกันเพียง2 ยกเท่านั้น และเจ้าขาวจะอยู่ซ้อมกับแพคแมนไปจนถึงวันที่ 16 พ.ย.นี้ ก่อนจะมีคิวป้องกันแชมป์พาบารุ่นเวลเตอร์เวต พบกับ "คานัท คาลเทน บาเยฟ" รองแชมป์จากคาซัคสถาน ในศึกยอดมวยโลกกระทิงแดง-เมืองละโว้ ต้านภัยยาเสพติด ที่สนามมวยชั่วคราววิทยาลัยเทคโนโลยีละโว้ อ.เมือง จ.ลพบุรี ในวันอังคารที่ 26 พ.ย.นี้ ขณะที่ในช่วงเย็นหลังการซ้อมแมนนี่ เดินเข้ามาบอกว่าชอบถิรชัย ให้อยู่นานๆแล้วจะช่วยกันสอนให้ จากนั้นผู้ช่วยเค้าเดินมาบอกว่าไฟท์หน้าน่าจะมีโอกาสสูงที่เอาถิรชัย จะได้ต่อยร่วมรายการแมนนี่ อนึ่ง คู่ลงนวมปาเกียวขณะนี้ มีอยู่3คน ได้แก่ แดน นาซาริโน่,นักมวยจากไอซ์แลนด์ และ ซูชิหมิง (จีน)

ใหญ่บน เล็กล่าง กล้ามเนื้อขา ส่วนสำคัญที่ถูกละเลย
ออกกำลังกาย /  ฟิตเนส / 

ใหญ่บน เล็กล่าง กล้ามเนื้อขา ส่วนสำคัญที่ถูกละเลย บริหารกล้ามเนื้อขา เชื่อเลย ว่าหนุ่ม Men MThai ที่ออกกำลังกายหรือเข้าฟิตเนสในที่นี้ ไม่ค่อยบริหารกล้ามเนื้อขา หรือ เล่นขาเลย ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเน้นแต่ร่างกายช่วงบน อย่างกล้ามท้อง กล้ามอก ไหล่ แขนกันแค่นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะ เรามักจะโชว์กันแต่ช่วงบน เวลาล่ำบึ้ก คนก็มองกันแต่ช่วงบน ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ไอเดียที่ดีสักเท่าไหร่ เราจึงมักเห็นดารานายแบบที่หุ่นล่ำบึ้ก sex appeal กระฉูด แต่ขาลีบเล็กมาก พูดสั้นๆก็คือ ใหญ่บน เล็กล่าง อีกเหตุผลหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ละเลยที่จะ บริหารกล้ามเนื้อขา ก็เพราะท่าที่บริหารนั้นค่อนข้างยาก ต้องการความถูกต้องในการออกท่าทางมากเป็นพิเศษและเล่นเอาเหนื่อยสุดๆ การบริหารกล้ามเนื้อขานั้น นับตั้งแต่สะโพกลงมาเลย รวมถึงก้น ซึ่งการบริหารนั้นทำให้เกิดการเผาผลาญอย่างหนักหน่วงเนื่องจากช่วงล่างของร่างกายนั้นมีหลายข้อต่อและก็เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งโดยรวมแล้ว การบริหารร่างกายส่วนนี้ ก็ต้องการการดูแลในหลายๆเรื่องไม่ต่างจากส่วนอื่นของร่างกาย และควรบริหารควบคู่ไปกับส่วนอื่นด้วยเพื่อความสมดุล เช่น หากบริหารกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 3 วัน ก็ควรแบ่ง 1 วันให้สำหรับกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อขาแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อขาด้านหน้า/หลัง/นอก/ใน ซึ่งแต่ละด้านก็จะมีท่าบริหารเฉพาะสำหรับแต่ละส่วน โดยผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคนด้วยเช่นกัน แต่โดยหลักๆแล้วนั้น คนส่วนใหญ่มักจะบริหารกล้ามเนื้อขาให้เฟิร์มและแข็งแรง มากกว่าการเพิ่มกล้ามเนื้อใหญ่อย่างกล้ามอก หรือ แขน ผลที่สังเกตได้อย่างเห็นได้ชัดเมื่อบริหารกล้ามเนื้อขา คือ กล้ามเนื้อขาจะแข็งแรงมากขึ้น สามารถเดินได้นาน และขึ้นบันไดโดยไม่เหนื่อย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คราวหน้า Men MThai จะนำท่าทางสำหรับการบริหารกล้ามเนื้อขา หรือ ร่างกายช่วงล่างมานำเสนอให้หนุ่มๆได้ดูกัน เพราะจริงๆแล้วนั้น เล่นไม่ยากอย่างที่คิดเลยล่ะครับ ขอบคุณ เทรนเนอร์เอก ปรเมศวร์ โสวัณณะ จาก True Fitness สำหรับข้อมูลดังกล่าว ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา ท่า Fly บริหารกล้ามอก ปั๊มกล้ามเห็นทันตา Men MThai ขอส่งท้ายเรื่องการบริหารกล้ามเนื้ออกด้วยการใช้เครื่อง Fly ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายอีกช … เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press เพิ่มกล้ามอก ด้วย Chest Press Chest Press เป็นเครื่องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออกที่คุ้นหน้าคุ้นตาใครหลายๆคน ซึ่งหนุ่มๆไม่ควรมองข้ามเวลาไปยิมเด็ …

มาดู Kokoro Harumiya ดารา AV สอนนวดนม
kokoro /  harumiya / 

มาดูดารา AV เขากายบริหารกัน หุหุ แจ่ม ๆ เลยพี่น้อง *0*

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว
สุขภาพ /  เซ็กส์

เซ็กส์ สร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว    ถ้าพูดกันตรงๆ เปิดใจกันแฟร์ๆ สำหรับหนุ่มๆ เราแล้ว เรื่องเซ็กส์นี่เรื่องสำคัญเลยนะ แต่เราจะไม่ค่อยกล้าพูดกัน เพราะพอเอ่ยปากถึงเรื่องนี้ที่ไร คนก็มักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดไม่ได้ เข้าข่ายโรคจิต ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แถมการมีเซ็กส์สามารถสร้างสุขภาพดีได้ 9 อย่างเลยเชียว 1. ช่วยให้ไม่เครียด การมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยทำให้เราไม่เครียด หรือหากถ้าเราเครียดอยู่แล้วก็จะหายไป เพราะหลังเสร็จสิ้นการลงสมรภูมิรัก ร่างกายจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมาทำให้เรารู้สึกดี สบายคลายเครียด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เราเกิดมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณและจิตใต้สำนึกก็จะบอกตัวเองอยู่เช่นนั้น เมื่อเราสามารถมีเพศสัมพันธ์ และทำการได้สำเร็จ สมองก็จะมีความสุข เพราะเหมือนได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ลุล่วง 2. เพิ่มภูมิต้านทาน ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างต่ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณของ lgA (ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งพบมากในน้ำลาย) จะเพิ่มสูงขึ้น จึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าเก่า ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นไข้หวัดง่าย 3. ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เคยมีงานวิจัยระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที สามารถช่วยเบิร์นได้ถึง 85 แคลอรี แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนท่าเยอะ ยิ่งเบิร์นได้ถึง 125 แคลอรีเลย ช่วยเบิร์นได้มากกว่าการปั่นจักรยานในฟิตเนสซะอีกนะเนี้ย 4. ดีต่อสุขภาพหัวใจ การมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบลดน้อยลง เพราะในขณะปฏิบัติการ หัวใจจะเต้นเร็วเหมือนตอนที่เราออกกำลังกายเลย แล้วก็เครียดน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนดีขึ้น เคยมีงานวิจัยบอกว่าคนสูงอายุที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์อยู่ การเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่หยุดการมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วด้วย  5. สุขภาพจิตดี เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ ขี้โรค เป็นที่ต้องการของคนอื่น เลยจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย สบายใจ เรียกว่าการมีเพศสัมพันธ์นี่ ทำให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราดีขึ้นโดยรวมเลย 6. ช่วยลดการเจ็บปวด ถ้าเราเกิดความเจ็บป่วย ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกาย การมีเพศสัมพันธ์เป็นยาขนานเอก ที่ช่วยแก้ปวดได้ดีเลยละ ยกตัวอย่างถ้าเราปวดฟันอยู่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ ความปวดนั้นจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาให้เรารู้สึกดี สบายมากขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลบความเจ็บปวด ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงนั่นเอง 7. ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เพราะ ถ้าร่างกายไม่ได้หลังสเปิร์มออกมา มันจะดูดซึมกลับเข้าไปแล้วค่อยผลิตออกมาใหม่ จึงส่งผลอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วการไม่ได้ปลดปล่อยจะทำให้เราเครียด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราเป็นมะเร็งเหมือนกัน 8. เกิดการกายบริหาร ในชีวิตประจำวัน เราจะไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนเอวสักเท่าไหร่ การมีเพศสัมพันธ์นี่แหละ คือการกายบริหารช่วงเอวที่ดีที่สุด แถมส่งผลดีไปถึงระยะยาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นแล้วหกล้ม ก็จะไม่สะโพกหักได้ง่าย 9. นอนสบาย หลับสนิท หลักๆ เลย ก็เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยคลายความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่ก็จะคลายตัว แล้วพอร่างกายทั้งภายนอกและภายในพร้อม คุณเลยหลับได้สนิท ฝันหวานไปเลย           เห็นไหมว่า การมีเพศสัมพันธ์มีประโยชน์มากมายเลย ฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองให้ฟิตปั๋ง ด้วยการทานอาหารที่ดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงสิ่งที่จะมาบั่นทอนสุขภาพซะ แล้วจะสุขภาพแข็งแรง มีเซ็กส์ที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้นไปอีกไงล่ะ ที่มาจาก สุขภาพดี

รู้หรือไม่? ขี้หู มีประโยชน์
กายบริหาร /  ขี้หู / 

ขี้หู อาจไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนาเท่าไร แต่ความจริงมีประโยชน์ไม่น้อย ขี้หู คือสารที่คล้ายขี้ผึ้งซึ่งถูกสร้างขึ้นเคลือบผนังรู้หูคอยรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างในรูหูเป็นตัวป้องกันเชื้อโรคหรือไม่ให้แมลงเข้าหูทำให้มีความมันในหูพอดี คนส่วนใหญ่ชอบกำจัด ขี้หู กันนัก บางคนนิยมหูอย่างเมามันจนติดเป็นนิสัย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข ภาควิชาโสตนาสิกลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เตือนว่า การเช็ดหรือแคะหูบ่อยๆคือการกระตุ้นให้มีการสร้าง ขี้หู มากขึ้น ที่สำคัญ การแคะหูยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรค เพราะการแคะหรือขูดในช่องหูจะเกิดแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไป หริอถ้าเช็ดหูรุนแรงเกินไป ทำให้ผิวหนังถลอก ก็จะเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งยิ่งกระตุ้นการสร้างขี้หูและอาจเกิดผลร้ายตามมา โดยเฉพาะในเมืองไทยที่อากาศชื้น เหงื่อออกง่าย การใส่หูฟังเรื่อยๆก็เป็นการกระตุ้นให้หูสร้าง ขี้หู เช่นกัน และไม่ควรใช้หูฟังร่วมกันผู้อื่น เพราะเชื้อโรคสามารถถ่ายทอดถึงกันได้ โดยธรรมชาติ ขี้หู จะเคลื่อนตัวออกมาเองอยู่แล้ว หากต้องการทำความสะอาดก็ให้เช็ดแค่ภายนอก หรือใช้สำลีพันปลายไม้เข้าไปเช็ดหูชั้นนอกเท่านั้น โดยเข้าไปลึกไม่เกินครึ่งเซนติเมตร หรือถ้า ขี้หู มากจนอุดตันรูหูจริงๆ ก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ซึ่งมีเครื่องมือช่วยทำความสะอาดหูได้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 27

มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง
ความสวยความงาม /  สุขภาพ / 

แค่ได้ยินคำว่า "พุง" ก็ทำเอาสาวๆ สะดุ้งกันเลยทีเดียว! ก็แหมใครหลาะอยากจะมีส่วนเกินตรงท้อง ไม่สิสำหรับผู้หญิงนั้นเครียดกับการมีไขมันแทบทุกส่วนในร่างกายตะหาก อดใส่เอวลอย บิกินี่สวยๆรับซัมเมอร์ ถ้ามีพึงเจ้าปัญหาโผล่มาก็ทำเอาสาวๆเกิดอาการไม่มั่นใจซะละ .. เอาหล่ะ! ถ้าสาวๆ รู้ตัวว่าเรามีพุง มาดูกันคะว่า เรามีพุงแบบไหน แล้วจะจำกัดมันยังไงบ้าง ^^ มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง  มาเช็คกัน! คุณมีพุงแบบไหน วิธีกำจัดพุง 1. พุงจอมขี้เกียจ  คนที่มีพุงแบบนี้มักมีไขมันเกิดจากการออกกำลังกายน้อยและชอบกินขนมหวานและแป้ง มักจะมีไขมันสะสมบริเวณต้นขาและสะโพกแต่โชคดีที่ลดง่าย ทางที่ดีลดของหวาน, แป้ง และหัดเดินวันละ 45 นาที หรือฝึกโยคะง่ายๆ ที่บ้านนะคะ 2. พุงจอมเครียด ใครที่กินอาหารไม่ตรงเวลา, ชอบดื่มกาแฟ, กินฟาส์ตฟู้ดเป็นประจำ หรืออกกำลังกายมากเกินไประวังจะเครียดลงพุง ถ้าไม่อยากให้พุงเครียดลองหาเวลาเข้าสปา,ไปนวดผ่อนคลายหรือออกกำลังแบบเบาๆ ดู 3. พุงยื่น มักเกิดกับคนที่เพิ่งคลอดบุตร และไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หรือดูแลตัวเองผิดวิธีวิธีแก้ คือ เมื่อครบ 2-3 เดือนหลังคลอด รอจนร่างกายพร้อมแล้วค่อยเริ่มทำกายบริหารในท่านอนจะฝึกโยคะหรือพิลาทิส 4. พุงอืด พุงแบบนี้จะแบนเรียบในช่วงเช้าแต่มาป่องระหว่างวัน อาจเกิดจากการแพ้หรือไม่ถูกกับอาหารบางชนิด อาหารเลยไม่ย่อยเกิดแก๊สในท้อง ให้ลองทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงพวกเค้ก ขนมปัง และอย่ากินมื้อดึกจะช่วยให้พุงหายอืดได้จ้า. ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผู้หญิงถึงผู้หญิง

10 วิธี ดูใจ ก่อนเป็นแฟน
คู่รัก /  ดูใจ / 

10 วิธีดูใจก่อนเป็นแฟน ความฝันและความปรารถนาของว่าที่แฟนเป็นอย่างไร แล้วที่เจอแล้วน่ะนิสัยตรงสเปกไหม? . . ...   1.ถ้าชายใดอยากได้แฟนเป็นแม่บ้านแม่เรือน และเป็นฝ่ายรับเหมางานบ้านไปรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว หนุ่มๆ ก็ควรสังเกตเอาก็ได้ ว่าสาวที่เขาคบหาอยู่ เธอชอบงานบริการสมาชิกในครอบครัวเป็นชีวิตจิตใจรึเปล่า ไม่ใช่รักที่จะเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน ตลอดเวลา ก็คงอุทิศชีวิตให้กับอาชีพการงานมากกว่าตรงข้าม หากคุณเป็นหญิงที่ปรารถนาคู่ครองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง แต่ไอ้ที่มีอยู่ดูแล้วไม่ค่อยอยากรับผิดชอบอะไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรับผิดชอบไม่ได้ เช่น เสื้อผ้าใส่แล้วก็ทิ้งกองไว้เป็นเดือน หรือจานชาม กินแล้วก็ทิ้งไว้จนแมลงสาบแทะล่ะก็ จะยอมเสี่ยงเลือกคนนี้ เป็นแฟนไหมล่ะ . ...   2. ให้ความสำคัญกับวันสำคัญของเราไหม เช่น ครบรอบวันที่สารภาพรักครั้งแรก, วันคล้ายวันเกิด, จูบครั้งแรก หรือวันออกเดทแรก เหล่านี้ถือเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับผู้หญิง และเธอก็คาดหวังว่าแฟนก็ควรจำได้ด้วย แม้จำได้ไม่หมดแต่จำได้ บ้างก็ยังดี เพราะงี้ถ้าคุณเป็นฝ่าย "ไม่เอาไหน" ในเรื่องความจำ แต่ดันไปรักไปชอบกับคนจำแม่น จำเก่งล่ะก็ ถ้ายังไปกันรอดก็เชื่อเค้าเลย แต่ถ้ารีบปรับตัวก็ยังพอทำเนา . ...   3. สุขภาพเป็นอย่างไร คนที่คุณชอบพออยู่นั้น มีปัญหาสุขภาพด้านใดอยู่หรือเปล่า ? เช่น เป็นมะเร็ง, เป็นลูคิเมีย หรือเป็น เอดส์ไหม ถ้ารู้ล่วงหน้าจะได้หาทางช่วยเหลือได้ทัน แต่หากเป็นเอดส์นี่ก็น่าคิดนะว่ายังควรจะเอามาทำแฟนอีกเหรอ อย่าว่าแต่เอดส์เลย ที่ควรระวัง เพราะแม้แต่โรคซิฟิลิส หรือโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ควรถอนตัวไปซะเถอะ แต่ถ้าไม่สบายอย่างอื่น เช่น เจ็บคอเป็นหวัดอะไรเงียะ ควรประคบประหงมดูแลต่อไป คนเราลองจะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากของกันและกันก็ควรเอาใจใส่หน่อย . ...   4. ประวัติครอบครัวเป็นไงบ้าง คนที่คุณชอบพอนั้น เค้ามีความรักความผูกพันหรือขัดแย้งกับใครเป็นพิเศษ ในครอบครัวหรือเปล่า? สมาชิกในครอบครัวของเค้าลงรอย กันไหม? ถ้าไปเจอคนที่สมาชิกในครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกันดี ก็น่าจะส่อเค้าที่ดีว่า เค้าน่าจะเป็นคนรักครอบ-ครัว และให้ความสำคัญของครอบครัวนะ ว่าแต่ต้องตรองดูเหมือนกันนะว่า ครอบครัวไหนที่เค้ารักมากกว่ากัน เอ๊ะ จะเป็นครอบครัวเดิม หรือครอบครัวใหม่ที่คุณทั้งคู่กำลังจะเริ่มต้นด้วยกัน . ...   5. ความเลื่อมใสและศรัทธา พอจะไปกันได้ไหม เชื่อไหมว่า แม้คนที่มีความแตกต่างกันสุดขั้ว แต่ถ้าเปิดใจกว้างและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน คู่รักคู่นั้น ก็สามารถครองรักกันได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน เหตุนี้ ถ้ายังมีอะไรที่เข้าใจไม่ตรงกัน ก็ควรคุยกันก่อนจะได้ไม่เสียใจทีหลัง . ...   6. ชอบและไม่ชอบอะไรบ้างสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหนที่คนที่คุณแอบรักชอบบ้างน้า? จะได้ดอดไปเที่ยวกันสองต่อสองไง หรืออาหารจานเด็ดประเภทใดที่เราชอบเหมือนๆกัน จะได้ หิ้วกันไปดื่ม ดริงก์ เจี๊ยะจ๊าบกันให้อร่อยเหาะสักที ถ้าชอบอะไรคล้ายกันมันก็ดีไปอย่าง เพราะจะได้ไปไหนมาไหนหรือมีกิจกรรมร่วมกันดีออกแต่ถ้ามีที่ชอบไม่เหมือนกัน ก็อย่าได้ถอดใจตีจากกันไปซะก่อน เพราะบางทีการเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบต่างกันอาจส่งผลดีกว่าในแง่ที่จะได้เปิดโลกทัศน์ ใหม่ๆก็ได้นะ . ...   7. งานอดิเรกชอบทำอะไร เค้าชอบทำอะไรยามว่างบ้างล่ะ ดูหนังฟังเพลง หรือชอบไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ แล้วช็อปปิ้งไปด้วย หรือนิยมไปออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายที่โรงยิมหรือฟิตเนส บางคนชอบไปเล่นตีแบด หรือหวดลูกสักหลาดก็ขึ้นอยู่กับความถนัด งานอดิเรกเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยบอกให้รู้ได้ว่า คุณกับเค้าจะไปกันได้ไหม? . ...   8. ความต้องการทางร่างกาย เค้ามีแรงขับทางเพศแบบนักรักบันลือโลก หรือแบบขันทีที่ไม่ค่อยอยากร่วมรัก (แต่เอ บางคนอาจมีอารมณ์เยอะ ทว่า ไม่ค่อยได้ออกกายบริหารก็ได้นะ) กันแน่? ซึ่งแรงสิเน่หาอยากร่วมรักนี่แหละเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาชั่งใจกันให้ถี่ถ้วน เพราะถ้าเค้าเซ็กซ์จัดเหลือเกิน วันๆเอาแต่คิดถึงเรื่องหลีสาว แถมยังสะสมวีซีดีเอ็กซ์ไว้เพียบ ตรงข้าม คุณกลับเฉยๆชาๆกับความต้องการในด้านนี้ ขืนจับคู่กันระวังจะเกิดความ ไม่สมดุลทางเพศได้นะ หรือถ้าคุณเป็นจอมหื่น แต่เค้าไม่ชีกอแถมยังไม่ปึ๋งปั๋งปรู๊ดปร๊าด ก็ยากที่จะไปกันได้ดี เฮ้อ! มีรักทั้งทีก็กลับมีเรื่องเซ็กซ์มาขวางซะได้ . ...   9. การวางแผนครอบครัวก่อนไหม เอ๊ะ ถ้าร่วมหัวจมท้ายกันไป เราจะรีบมีลูกหรือชะลอไว้ก่อน เมื่อไหร่ที่พร้อมในด้านทรัพย์สมบัติค่อยเลิกคุมกำเนิดก็ได้นี่ ของพรรค์นี้ถ้าคุยกันอย่างเปิดใจก่อนก็น่าจะดี ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวคงได้ทะเลาะกันจนต้องเลิกราไปตามกรรมใครกรรมมันหรอก . ...   10. การสมรส ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะเป็นฝั่งเป็นฝาซะที แล้วคนที่คุณคบอยู่ตอนนี้เค้าเป็นคนที่ใช่แน่แล้วเหรอ? คุณมองเค้าแล้วเห็นอนาคตร่วมกันหรือเปล่า? ไม่ใช่ มองเห็นแต่ความว่างเปล่า หรือเต็มไปด้วยความไม่ พร้อมของทั้งคู่ ทั้งสองพร้อมจะรักและให้อภัยในความถูกมั่งผิดมั่งของกันและกันจริงนะ ถ้าในเมื่อยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้อยู่ ก็ขอให้เลือกด้วยหัวใจและใช้สมองติ๊ดนึง ขืนเบื่อกันทีหลังล่ะ .