กะปิ

5 กิจกรรมรับน้องสุดคลาสิก ที่กี่รุ่นก็ต้องโดน
กิจกรรมรับน้อง /  รับน้อง

เมื่อถึงเวลาที่โรงเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัยเริ่มเปิดเทอม ก็เข้าสู่ช่วงเวลาของเทศกาลรับน้องอย่างเต็มตัว โดยรุ่นพี่จะเตรียมงานและกิจกรรมต่างๆ ให้น้องๆ ได้เข้าร่วมกัน โดยกิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และเพิ่มความสามัคคีระหว่างเพื่อนใหม่และสังคมใหม่ รวมถึงเรียนรู้วิธีการปฏิบัติตัวในสังคมสถานศึกษานั้นๆ แต่ก็มีกิจกรรมที่บางอันก็ดูจะแปลกๆ ไปสักหน่อย โดยเฉพาะกิจกรรมอย่างพวกของกินที่รุ่นพี่เตรียมไว้ให้ ล้วนแต่เป็นอาหารที่รสชาติอร่อยเหนือคำบรรยายแบบว่าถ้าได้ลองชิมสักคำก็ไม่มีวันลืม  และวันนี้เราจะมาดูกันว่าของกินแต่ละชนิดเมื่ออยู่ในงานรับน้องจะโดนดัดแปลงไปทำอะไรกันได้บ้างนะ?...5 กิจกรรมรับน้องสุดคลาสิก ที่กี่รุ่นก็ต้องโดน 5 กิจกรรมรับน้องสุดคลาสิก ที่กี่รุ่นก็ต้องโดน 1. กิจกรรม "ส่งป๊อกกี้ด้วยปาก" เป็นสิ่งที่ขาดแทบไม่ได้เลยในกิจกรรมรับน้อง เจ้าขนมปังบิสกิตอัดแท่ง เคลือบครีมรสชาติต่างๆแล้วแต่สะดวก ซึ่งเจ้าขนมปังอัดแท่งนี้ไม่ได้เอามาเพื่อให้รุ่นน้องกินเล่นแต่อย่างใด แต่เอาไว้ใช้เพื่อเป็นอุปกรณ์สำหรับเล่นเกมที่รุ่นพี่บอกว่ามันคือการเชื่อมสัมพันธ์ นั่นคือเกม “ส่งป๊อกกี้ด้วยปาก” ด้วยการส่งต่อเจ้าแท่งป๊อกกี้ไปให้เพื่อนจากคนแรกจนถึงคนสุดท้าย โดยใช้ส่งการส่งแบบปากต่อปากเท่านั้น คนแรกที่เริ่มเกมอาจจะถือว่าเป็นผู้โชคดีที่สุด ที่รับป๊อกกี้ที่พึ่งแกะใหม่ออกจากกล่อง แต่สำหรับคนท้ายๆนั้น นอกจากจะต้องรับป๊อกกี้ที่ผ่านปากเพื่อมาทั้งแถวแล้ว บางทียังเจอป๊อกกี้บิ่นๆ ที่โดนเพื่อนๆ จากหัวแถวแอบงับมาตลอดทางก็ได้ 2. กิจกรรม "ส่งต่อลูกอมด้วยปาก" ลูกอมเม็ดเล็กๆ รสชาติต่างๆ เป็นของอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นสำหรับเทศกาลรับน้อง และกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์เช่นเดียวกับเกมป๊อกกี้ แต่เจ้าลูกอมกลับโหดกว่าหลายเท่า เพราะเม็ดที่เล็กและไม่ได้มีพื้นที่มากมายเหมือนป๊อกกี้ ทำให้การส่งลูกอมจากปากต่อปากยิ่งมีความลำบากกว่าเดิม เรียกว่าถ้าเล่นเกมนี้จบช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนจะต้องลดลงแน่นอน 3. กิจกรรม กินขนมปัง - ขนมปังกรอบสูตรพิสดาร ขนมปังหรือขนมปังกรอบทาแยมผลไม้คงเป็นหนึ่งในเมนูของว่างที่หลายๆคนชอบทาน แต่ถ้ามาอยู่ในงานรับน้องจะให้กินแบบธรรมดาก็คงจะไม่ได้ ดังนั้นเหล่ารุ่นพี่จึงจัดเมนูขนมปังหรือขนมปังกรอบทาแยมสูตรพิเศษ ที่ผสมน้ำปลา หรือกะปิ แบบที่น้องๆกินแล้วต้องสะดุ้งกันทุกราย 4. กิจกรรม ดื่มน้ำอัดลม – น้ำเขียว – น้ำแดงผสมเกลือ หลังจากทำกิจกรรมกันมาอย่างทรหด พี่ๆก็ไม่ได้ใจร้ายเกินไปเตรียมน้ำดื่มไว้ให้น้องๆได้คลายร้อนคลายเหนื่อย ทั้งน้ำอัดลม น้ำเขียว-น้ำแดง หวานชื่นใจเทใส่ให้เต็มกระติก พร้อมใส่น้ำแข็งเย็นเจี๊ยบช่วยให้สดชื่น ... แต่จะให้กินแบบปกติคงไม่ใช่คอนเซ็ปต์ของงานรับน้องเช่นเดียวกัน น้ำปลาหรือเกลือจึงเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับโจทย์นี้ รับรองว่าน้องๆกินเข้าไปคำแรก จะต้องรู้สึกตื่นและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นแน่นอน 5. กิจกรรม "คลำของสุดสยอง" อีกหนึ่งกิจกรรมที่ท้าใจสุดๆ กับการคลำของและใช้ความรู้สึกจินตนาการเอาว่า ของที่เราสัมผัสอยู่นั้นคืออะไร หรือเป็นตัวอะไรหรือเปล่า แต่รุ่นพี่ก็มักจะใช้เจ้าเฉาก๊วยเด้งดึ๋งสีดำนี้สำหรับแกล้งรุ่นน้องที่รัก โดยการนำเฉาก๊วยใส่ไว้ในกล่องหรือโหลที่ปิดมิดชิดให้เต็ม แล้วให้น้องคลำลงไปในโหลเพื่อหาของหรืออะไรก็ตามแต่ หรือจะใส่ขนมปังแช่น้ำเละๆลงไปเพิ่ม เพื่อเพิ่มความน่ากลัวจากสัมผัสที่มือก็ได้ ... ความหยุ่นๆ ของเจ้าเฉาก๊วยนี่แหละ ที่ทำให้คนที่ไม่รู้ว่าแท้จริงๆ แล้วคืออะไรถึงกับต้องร้องกรี๊ด 6. กิจกรรม "ลิ้มรสแยมกะปิ ครั้งนึงในชีวิต" ด้วยกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้กะปิมักจะถูกทำมาใช้แกล้งในงานรับน้องเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถูกนำไปผสมกับของหวาน อย่างเช่นแยมผลไม้ เพื่อให้ได้รสชาติอันแปลกใหม่เหนือคำบรรยาย แบบที่ไม่สามารถหากินได้จากที่ไหนมาก่อน รับรองว่าน้องๆ กินแล้วจะต้องติดใจ(?)กันทุกรายเลยทีเดียว! ถึงเหล่ารุ่นพี่จะเตรียมกิจกรรมแปลกๆ หรือวิธีการแกล้งรุ่นน้องเอาไว้มากมายแค่ไหน แต่การร่วมกิจกรรมเป็นหมู่คณะย่อมทำให้เกิดความสามัคคี และความสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น หวังว่าน้องๆที่กำลังอยู่ในช่วงรับน้อง จะได้รับทั้งความสนุกและมิตรภาพดีๆ ไปพร้อมกันนะคะ อัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยได้ก่อนใครกับนิตยสาร >>>Campus Star<<< ข้อมูลจาก >>>www.mbookstore.com<<< เครดิตภาพ cr. (www.sci.rmutt.ac.th)

เปิดตำราอาหารเพื่อนบ้าน ' เอาะหลาม ' มื้อเด็ดจากเมืองลาว
aec /  cook / 

จำกันได้ไหมที่ ‘ดิฉัน’ เคยบอกว่าจะพาไปบุกสูตรอาหารของประเทศใน AEC หลังจากได้ฟินกับหลายๆชาติไปแล้วเราลองมาแอบดูสูตรอาหารจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว กันบ้างดีกว่า ซึ่งเมนู เอาะหลาม ในวันนี้ เป็นสูตรมาจากเจ้าพรพรรณ วิสุทธิพงษ์ ราชบุตรีองค์สุดท้องของเจ้าสุด เจ้าเมืองแห่งแขวงพงสาลี เอาะหลาม คืออาหารประจำสำรับหลวงพระบาง ถ้าเปรียบกับที่ไทยก็แซ่บพอกับน้ำพริกกะปิประมาณนั้นเลยค่ะคุณ ! เราลองมาดูส่วนผสมวิธีทำกันเลยดีกว่า เครื่องปรุง 1.เนื้อหมู 2.หนังอุ้งเท้าควายแช่น้ำค้างคืน 3.แคบหมู 4.ถั่วฝักยาวหั่น 5.เห็ดหูหนู 6.มะเขือพวง 7.ยอดฟักทอง 8.ยอดตำลึง 9.ผักชีลาว 10.ต้นหอม 11.ใบโหระพา 12.ใบแมงลัก 13.ตะไคร้ทั้งต้น 14.มะเขือเปราะ 15.พริกชี้ฟ้า 16.น้ำปลาร้า วิธีทำ 1.เตรียมน้ำปลาร้าสำหรับปรุงรส ตักตัวปราร้าขึ้นมาคั่วในกระทะ พอแห้งปุ๊ปให้เติมน้ำและใส่ข่าทุบลงไป เติมน้ำตาลและปล่อยให้เดือด กรองแต่น้ำปลาร้าและพักไว้ 2.นำเนื้อหมูไปย่างด้วยไฟกลาง พอสุกและหั่นเป็นชิ้น และนำตะไคร้ไปย่างไฟให้พอน้ำมันคลายตัว 3.ต้มน้ำให้เดือด ใส่เนื้อหมู หนังอุ้งเท้าควาย มะเขือเปราะสัก 5-7 ลูก พริกชี้ฟ้า 15 เม็ด ข้าวเหนียวนึ่งสุกและน้ำปลาร้าลงไป รอจนมะเขือเปราะและพริกชี้ฟ้าสุก ตักมะเขือขึ้น ส่วนพริกชี้ฟ้าตักขึ้นมาโขลกพอหยาบและใส่กลับไปในหม้อ คนให้ละลาย 4.เคี่ยวจนเนื้อเริ่มเปื่อย ใส่ถั่วฝักยาวตัดเป็นท่อน เห็ดหูหนู มะเขือพวง ยอดฟักทอง ยอดตำลึงและแคบหมู คนให้เข้ากันเป็นอันเสร็จได้ เอาะหลาม มาครอบครอง Tips เวลาตั้งสำรับแนะนำให้ทานคู่กับแหนมเปรี้ยวๆ แตงกวา หรือถ้าจะให้เด็ดต้องข้าวเหนียวนึ่งใหม่ๆ รับรองอร่อยลืม ! รักจะเป็นแม่บ้านทั้งที ครอบคลุมทั้ง AEC แบบนี้ก็เก๋ๆดีนะเธอ

ยำกระท้อนปูเค็ม สูตรทรมานไส้
กระท้อน /  กะปิ / 

มาถึงฤดูของผลไม้ไทยรสเปรี้ยวอย่าง กระท้อน เมนูกระท้อนต้องมีอยู่ในครัวเรือนอย่างแน่นอน กระท้อนทำได้หลายเมนู อย่างกระท้อนแช่อิ่ม กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว แต่ที่แซ่บไปกว่านั้นนั่นก็คือเมนู ยำกระท้อนปูเค็ม ทำกินกันอย่างไม่ต้องห่วงลำไส้กันเลยทีเดียว เราไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลยค่ะ ยำกระท้อนปูเค็ม สูตรทรมานไส้ ส่วนผสม กระท้อนปอกเปลือกและสับเป็นชิ้น พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม กะปิ ถั่วลิสงคั่ว ปูเค็ม ปลากรอบย่างแกะเป็นชิ้น น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะนาว วิธีทำ โขลกพริกขี้หนูแห้งกับกระเทียม ใส่กะปิโขลกพอเข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และ น้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ใส่กระท้อน ปูเค็ม โขลกเบาๆพอเข้ากัน ตักใส่จานโรยถั่วลิสง และ ปลากรอบจัดเสิร์ฟ สูตรจาก goodmenuthai.blogspot.com/

Ayam Betutu /  food / 

"เฟอรี่ คายานิงกรัม อายัม เบตูตู" (Ayam Betutu) หรือ "อายัม เบตูตู" คือไก่ย่างแบบบาหลี ปรุงด้วยการยัดไส้ในตัวไก่ด้วยเครื่องเทศต่างๆ นำไปย่างหรืออบด้วยไฟอ่อน ด้วยกรรมวิธียัดไส้ในตัวไก่นี้เองจึงทำให้เรียกว่า อายัม (แปลว่าไก่) เบตูตู ซึ่งมักรับประทานกันในงานประเพณีของชาวบาหลี งานประเพณีทางศาสนา (Odalan) และงานแต่งงาน คุณเฟอรี่ คายานิงกรัม (Furry Cahyaningrum) ชาวอินโดนีเซียโดยกำเนิด ที่ได้ติดตามสามี พันเอกมาดี้ ติกกา (Colonel Made Tirka) ซึ่งเดินทางมาประจำประเทศไทย ในตำแหน่งทูตทหารบกอินโดนีเซีย ได้ให้เกียรติเข้าครัวปรุง "อายัม เบตูตู" ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองบาหลีตามสูตรดั้งเดิมของครอบครัวพันเอกมาดี้ ให้เราได้เห็นขั้นตอนและได้ลองชิมฝีมือกัน โดยวิธีการทำนั้น คุณเฟอรี่แนะนำว่าก่อนอื่นให้โขลกเครื่องปรุงให้พอแหลกก่อน ซึ่งจะประกอบไปด้วย พริกชี้ฟ้า 7 เม็ด พริกขี้หนู 5 เม็ด ถั่วเทียนอบสุก (Candlenut) 5 เม็ด หัวหอมแดง 10 หัว กะปิกุ้ง 1 ช้อนชา กระทียม 5 กลีบ ผักชีอบป่น 1 ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ซอย 1½ ½ ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น 1 ช้อนชา ข่าหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ลูกจันทน์ป่น ½ ½ ช้อนชา ขมิ้นผง 2 ช้อนชา ใบมะกรูด 4 ใบ ขิงสับ 2 ช้อนชา เปราะหอมสับ (lesser galangal) 2 ช้อนชา เกลือป่น และน้ำตาลทราย จากนั้นชิมให้ได้รสจัดจ้านไว้นิด ต้มใบสลาม หรือใบกระวานบาหลี (salam leaves) 1 ขีด แต่พอใบนุ่มลง หั่นเป็นชิ้น ผัดเครื่องปรุงที่โขลกไว้กับน้ำมัน 5 ช้อนโต๊ะ จนกลิ่นหอมและแห้งดี พักไว้จนเย็น แบ่งเป็นสองส่วน นำส่วนแรกผสมกับใบสลาม ยัดใส่ในตัวไก่ขนาด 1 ½ กิโลกรัม เย็บด้วยเชือกหรือกลัดท้องไก่ด้วยไม้ ทาตัวไก่ด้วยเครื่องปรุงส่วนที่เหลือจนทั่วดี ห่อตัวไก่ด้วยใบตองหลายชั้น มัดให้แน่น นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรืออบด้วยไฟ 350 องศาฟาเรนไฮท์ ประมาณ 2-3 ชั่วโมงจนกระทั่งไก่สุกทั่วตัว หรือจะนำไก่ไปนึ่งก่อนสัก 45 นาที แล้วจึงนำไปอบต่ออีกชั่วโมง ตัดไก่เป็นชิ้นๆ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเทศในตัวไก่และน้ำที่ตกจากตัวไก่ กลิ่นหอมเย้ายวนชวนกินจริงๆ แถมรสชาติยังอร่อยคุ้นลิ้น คนไทยชอบแน่นอน

อย่างนี้ก็มีด้วย น้ำพริก ประจำราศีเกิด! อร่อย แถมยังเสริมดวง
ดูดวงตามราศี ราศี

น้ำพริก ประจำราศีเกิด เรื่องอาหารการกินไว้ใจแม่หมอค่ะ อิอิ วันนี้แม่หมอจะนำเมนู น้ำพริก ที่ขึ้นชื่อของอาหารไทย มาให้ลุ้นกันสนุกๆว่าราศีของตัวเอง จะเหมาะกับน้ำพริกอะไร ติดตามได้ที่ Horoscope.mthai.com เลยจร้า ราศีมังกร (เกิดระหว่าง 21 ธ.ค.-20 ม.ค.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกตาแดง หรือน้ำพริกลงเรือ กินคู่กับหัวปลีลวก มะละกอลวก ราศีกุมภ์ (เกิดระหว่าง 21 ม.ค.-20 ก.พ.)  มีธาตุเจ้าเรือนเป็นลม น้ำพริกข่ากับเห็ดเผาะ ราศีมีน (เกิดระหว่าง 21 ก.พ.-20 มี.ค.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำ น้ำพริกมะขาม ได้ทั้งมะขามเปียก และมะขามสด กินคู่กับยอดกระถิน ราศีเมษ (เกิดระหว่าง 21มี.ค.-20 เม.ย.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ น้ำพริกป่าปลาร้า น้ำพริกปลาทู กินกับผักต้ม เช่น บวบงู แตงอ่อน ฟักข้าว มะเขือ ราศีพฤษภ (เกิดระหว่าง 21 เม.ย.-20 พ.ค.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน น้ำพริกแจ่วบอง ปลาร้าสับ กินกับขมิ้นอ่อน ถั่วพูสด ราศีเมถุน (เกิดระหว่าง 21 พ.ค.-20 มิ.ย.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน น้ำพริกแจ่วหม้อ กับผักแว่น ส่วนผสมของกระชายจะช่วยปรับสมดุล ของธาตุลมในร่างกาย ราศีกรกฎ (เกิดระหว่าง 21 มิ.ย.-20 ก.ค.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำ น้ำพริกอ่อง ถ้าได้มะเขือขี้นก นำมาลวกกินแนมกับน้ำพริกด้วย จะเหมาะมาก ราศีสิงห์ (เกิดระหว่าง 21 ก.ค.-20 ส.ค.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ น้ำพริกกะปิ แนมด้วยสะเดาย่างไฟ หรือไข่ทอดชะอมลวก ราศีกันย์ (เกิดระหว่าง 21 ส.ค.-20 ก.ย.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน น้ำพริกกะปิ กินเข้าคู่กับแตงหรือน้ำเต้าลวก ราศีตุลย์ (เกิดระหว่าง 21 ก.ย.-20 ต.ค.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลม น้ำพริกตะไคร้คั่ว ราศีพิจิก (เกิดระหว่าง 21 ต.ค.-20 พ.ย.) ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำ น้ำพริกมะม่วง น้ำพริกระกำ กินกับผักสด หรือน้ำพริกเผาแห้ง แนมใบขี้เหล็กต้ม ราศีธนู (เกิดระหว่าง 21 พ.ย.-20 ธ.ค.)  ธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ น้ำพริกมะเขือ กับผักต้มเช่น บวบงู น้ำเต้า ยอดฟักทอง ฟักข้าว ที่มาจาก : guru.google.co.th

ความอร่อยที่ออกแบบได้ ที่ Sava Dining (ซาว่า ไดนิ่ง) Emquartier
Emquartier /  ฟิวชั่น / 

ติดใจกับรสชาติอาหารจึงมากันเป็นครั้งที่สอง กับร้าน Sava Dining ที่ Emquartier บนชั้น 6 Helix Quartier(อาคารA) ทั้งหน้าตาและรสชาติอาหารถูกออกแบบให้ลงตัว เปรียบอาหารกับแฟชั่น ที่ คุณหมู พลพัฒน์ อัศวประภา เจ้าของแบรนด์แฟชั่น “อาซาว่า”  รังสรรค์คิดค้นขึ้นเองทุกเมนู ทุกเมนูถูกนำมาดัดแปลงจากอาหารไทยแท้มาผสมผสานความทันสมัยแต่ไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นไทย พยายามชูวัตถุดิบไทยให้เด่นกว่าวัตถุอื่นๆ รสชาติอาหารที่ฟิวชั่นจึงถูกปากคนไทย ความอร่อยที่ออกแบบได้ ที่ Sava Dining (ซาว่า ไดนิ่ง) คอนเซ็ปต์ของร้านก็ยังคงเหมือนเดิม เน้นความสบายตา ใช้แสงจากธรรมชาติมากกว่าแสงไฟในร้าน และดูสดชื่นมีชีวิตชีวาด้วยต้นไม้ที่ประดับตามมุมต่างๆ และด้วยสีสันของแฟชั่น สีน้ำเงินสลับกับสีขาว และสีน้ำตาลของไม้ เป็นดีไซน์ที่จับสีมาอยู่ด้วยกันได้ดี ด้วยความที่ชอบพลิกแพลงจับอันนี้ไปใส่อันนั้น จนกลายเป็นเมนูที่มีกว่า 80 รายการ ที่คุณหมู ได้ออกแบบไว้ทั้งหมด ไม่ได้มีแค่หน้าตาที่สีสันน่าทานอย่างเดียว รสชาติก็เข้มข้นถึงใจแม้เป็นอาหารไทยที่ผสมผสานกับตะวันตก อย่างที่บอกว่าเมมนูฟิวชั่นร้านนี้จะชูความเป็นไทยให้เด่นกว่าวัตถุดิบอื่นๆ เส้นคาแปลินี่ผัดแหนม (290 บาท) ไข่ กระเทียมโทนดองและดอกขจร เบคอน แหนม กรอบๆ โรยอยู่ด้านบน สปาเก็ตตี้ผัดกะปิหมูฮ้อง  (320 บาท) หมูฮ้องเป็นเอกลักษณ์ของอาหารใต้ ปกติแล้วต้องกินกับข้าวสวย แต่นำมาผัดกับสปาเก็ตตี้และมีกลิ่นหอมของกะปิเบาๆ พร้อมบีบมะนาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน ข้าวไข่ข้นครีมไข่หอยเม่นและสาหร่ายแห้ง (410 บาท) เสิร์ฟมาพร้อมกับกระทะร้อนๆ คล้ายๆ อาหารญี่ปุ่น ราดข้าวด้วยไข่ข้นมาจากกระทะร้อนๆ ด้านบนเป็นไข่หอยเม่นและโรยด้วยสาหร่าย ใส่ซอสปรุงรสนิดหน่อย อร่อยกลมกล่อม อูด้งคาโบนาร่าเมนไทโกะ (340 บาท) ผัดซอสครีมไข่ปลาโรยหน้าด้วยสาหร่ายญี่ปุ่น เสิร์ฟกับไข่ลวกออนเซ็น และหนังปลาโออบแห้งโรยหน้าเพิ่มความหอม ตัดรสด้วยขิง แกงเลียงกุ้งสดใส่ซูกินี่ (340 บาท) ปกติต้องทานกับข้าวสวยร้อนกับแกงเลียงกุ้งเมนูไทยๆ ไม่มีดัดแปลงและยิ่งคู่กิบไข่เจียวร้อนๆ แต่ของซาว่านั่นทานคู่กับไข่ซูเฟล่ ฟูๆ คลุกกับพริกขิงปลาดุกฟู ข้าวหน้าเนื้อออสเตรเลียวากิวย่างแจ่ว (690 บาท) มาพร้อมกับตะกร้าผักสด ข้าวหน้าเนื้อที่รสชาติไทย รสจัดจ้านเพิ่มความพิเศษด้วยเนื้อวากิวย่างหอมๆ เส้นคาแปลินี่น้ำยาปู (340 บาท) เส้นคาแปลินี่น้ำยาปูใบชะพลูเสิร์ฟกับรากบัวเทมปุระ เป็นการผสมผสานระหว่างอาหารไทยและอาหารตะวันตกได้อย่างลงตัว เลือกหยิบใช้วัตถุที่รสชาติสามารถไปกันได้ ความอร่อยของเส้นคาแปลินี่และความอร่อยของน้ำยาปูแบบไทยๆ เข้ากันเป็นอย่างดี ข้าวไข่เจียวฟูเนื้อปู (290 บาท) ความฟูของไข่เจียวไม่ได้อยู่แค่บนหน้าชาม ลองตักลึกลงไปเกือบครึ่งถ้วยจึงจะเจอข้าวสวย ทานคู่กับแกงจืดซี่โครงหมูและชาอู่หลง ผัดซีอิ๋วทะเลโอโคโนมิยากิ (250 บาท) ใส่ไข่เค็ม กุ้งและปลาหมึก เสิร์ฟกับหนังปลาโอแห้ง และขิงดองแบบญี่ปุ่น มากับกระทะร้อนคล้ายๆ แพนเค้กญี่ปุ่น ปอเปี๊ยะเห็ดและชีส (190 บาท) เมนูใหม่ที่ซาว่าอยากจะนำเสนอ เมนูทานเล่น ปอเปี๊ยะเห็ดและชีสเสิร์ฟกับมายองเนสที่มีส่วนผสมของเห็ดทรัฟเฟิล เฉาก๊วยราดไซรัปเก๋าลัดเชื่อม (110 บาท) ขนมหวานที่น่าสั่งมาลอง เก๋าลัดเชื่อมไม่รู้ว่าจะหากินได้จากที่ไหน และถ้าอยากเพิ่มความหวาน เพิ่มไซรัปเก๋าลัดพิ่มลงไปได้ พุดดิ้งมะตูมอุ่น (220 บาท) เสิร์ฟซอสมะตูมและไอศครีมวานิลลา โฟรเซ่นฮอทลิกาเดลี่ไวท์ช็อกโกแลต (480 บาท) กิลาเดลี่ช็อกโกแลตปั่น ใส่วิปปิ้งครีมและช็อคโกแลตซอส ถ้วยใหญ่สามารถทานได้ 3-4 คน     Healthy Me / Plum Sky Strawberry Black Tea / Sava on the Rocks --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- กิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก MThai 1. โชว์คอนเทนต์ร้าน Sava Dining ลด20% ถึง 30 เมษายน 2559 2. ใครตอบถูกและสุ่มผู้โชคดี รับ Gift Voucher 300 บาท 10 รางวัล คำถาม : ร้าน Sava Dining ตั้งอยู่ที่ไหน? ชั้นอะไร? รายชื่อผู้โชค ha_auy yingyuy02 MadamMeLon maykanok mach33 Sirgotex gawpat TheNoRmalonE kanitta_nak anothai * วิธีรับรางวัลเพียงโชว์บัตรประชาชนที่ชื่อตรงกับProfileให้กับทางร้าน ** ผู้ที่ร่วมกิจกรรม ควรทำการ ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก ก่อนตอบ และทำการอัพเดทข้อมูล ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ ในProfileของคุณให้เรียบร้อย เพื่อการจัดส่งของรางวัลง่ายขึ้น ผู้ที่มีชื่อได้รางวัลแต่ไม่มีที่อยู่ในการจัดส่ง ทางเราจะถือว่าสละสิทธิ์ให้ผู้อื่นทันที

เมนูเรียกเรตติ้งจากละคร
พิษสวาท /  อาหารโบราณ / 

กระแสละครเรื่องพิษสวาท ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ มากันตอนหัวค่ำเป็นเวลาที่ทุกคนกำลังหิว และหลังจากมีฉากที่คุณอุบล (นุ่น-วรนุช) ทำอาหารอยู่ในครัว ต่างพากันหิวกันทั้งบ้าน และเมนูที่อยู่ในฉากนั้น หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินหรือได้ลิ้มรสมาก่อนนั่นก็คือเมนู แกงชักส้ม เมนูนี้เรียกเรตติ้งกันสุดๆ เขาว่ากันว่ารสชาติจะคล้ายๆ แกงส้มแต่จะเข้มข้นกว่าคือผสมวัตถุดิบของต้มยำลงไปด้วย เผยสูตร "แกงชักส้ม" อาหารโบราณของไทย ส่วนผสม พริกแห้ง 10 เม็ด หัวหอมปอกเปลือก 1 หัว กระเทียมปอกเปลือก 1 หัว เกลือป่น 1 ช้อนชา กะปิ 1 ช้อนชา เครื่องปรุงอื่น ไข่ปลาริวกิว ปลาช่อน 1 ตัว ผักบุ้งจีน 2 กำใหญ่ ส้มมะขามเปียกคั้นน้ำข้น ๆ 1/2 ถ้วยตวง น้ำเปล่า 3 1/2 ถ้วยตวง น้ำตาลปึก 1 ช้อนโต๊ะ มะกรูด 1 ลูก ใบมะกรูด 2-3 ใบ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ขอดเกล็ดปลาออกให้หมด ตัดหางออกครึ่งหนึ่ง เพื่อต้ม นำไปโขลกน้ำพริกแกง เนื้อปลาที่เหลือหั่นเป็นแว่น ส่วนหัวปลาตัดปากแข็งออก ผ่า 2 ซีก ล้างผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ต้ม ไข่ปลาริวกิว ให้สุกก่อนเพื่อดักกลิ่นคาว พริกแห้งผ่าแกะเมล็ดออกให้หมด แช่น้ำให้นิ่ม บีบให้แห้ง โขลกรวมกับหอม กระเทียม กะปิ เกลือป่น เนื้อปลาสุกแล้วแกะเอาแต่เนื้อใส่ครกโขลกอีกครั้งหนึ่งให้เข้ากัน เมื่อโขลกน้ำพริกละเอียดดีแล้วตักใส่ในหม้อ ต้มปลาละลาย อย่าให้น้ำพริกเป็นก้อน ถ้าน้ำน้อยเติมให้พอดี กับผักและปลา ผักบุ้งเด็ดใบแก่ทิ้ง ตัดเป็นท่อนสั้นๆ ล้างน้ำให้สะอาด พอน้ำแกงเดือดใส่ผักบุ้ง (ในข้อ 4) แล้วเติมน้ำปลา น้ำส้มมะขามเปียก ชิมรสดู เดือดอีกครั้งใส่ปลาลงไป มะกรูดล้างสะอาดแล้วผ่า 2 ซีก แคะเมล็ดออก ใส่ลงใน หม้อแกงทั้งซีก ใบมะกรูดฉีกเล็กๆ ใส่ลงไปด้วย พอเดือด ชิมรสดูอีกทีให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานนิดหน่อย สูตรนี้สามารถทำอาหารรับประทานได้ ๘-๑๐ คน เทคนิคการประกอบ  ใช้เนื้อปลาต้มโขลกลงในส่วนผสมเครื่องน้ำพริกแกง เพราะต้องการให้น้ำแกงข้น  อาจใช้สับปะรดขนาดสุกไม่จัดเกินไป หรือมะละกอดิบ แทนผักบุ้งก็ได้  ใส่ผลมะกรูดและใบมะกรูดเพื่อดับกลิ่นคาวของปลาได้ ลักษณะที่ดีของอาหาร แกงชักส้ม น้ำแกงมีสีแดงของพริกแห้ง ตัดกับสีเขียวของผักบุ้งและปลาซึ่งมีสีขาว เมื่อถูกกับน้ำแกงจะมีสีแดงอ่อน ๆ เพิ่มสีสันของแกงให้น่ารับประทานยิ่งๆ ขึ้น รสชาติ เปรี้ยว เค็ม หวานนิดหน่อย ที่มาจาก viteetam.com

สาวๆ Mouth Verr เดือนมกราคม 59
ดาวมหาลัย /  ม.กรุงเทพ / 

สาวๆ Mouth Verr เดือนมกราคม 58…เดือนนี้สาวๆ ชาวมหาลัยเขาจะเม้าท์ และจะมาแนะนำเรื่องอะไรกันในมหาลัยกันบ้างนะ สาวๆ Mouth Verr เดือนมกราคม 59  พริม-แพรชมพู นาคสุขศรี ปี 2 คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ จอมวางแผนแกล้งเพื่อน “พริมเป็นคนสนุก คุยเก่ง ชอบพูด เข้ากับคนง่าย อยู่มหา’ลัยก็จะมีเพื่อนเป็นสาวประเภทสองเยอะจนบางทีก็มีคนทักผิดว่าเราเป็นเหมือนกันนะ แต่ก็เราเฉยๆ บางทีก็รับสมอ้างไปว่า เป็นค่ะ 555 แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นนะ นี่คือผู้หญิงแท้ร้อยเปอร์เซ็น พริมจะติดนิสัยขี้แกล้ง ชอบแกล้ง ชอบแหย่เพื่อนค่ะ แม้แต่คนที่เพิ่งรู้จะกันก็มีนะแกล้งหยอกเขาเล่นบ้าง เราก็เข้ากับคนได้ง่ายอยู่แล้วด้วย เรื่องแกล้งคนที่เป็นวีรกรรมสุดๆ ของพริมก็คือ แต่งชุดไทย เป็นผีนางรำแล้วไปยืนตรงมุมมืดๆ ข้างตึกของมหา’ลัย แล้วพอมีคนเดินผ่านก็โผล่ออกมา คนก็ตกใจกันนะ 555”  ฟ้าใส-อิสรา ปีเตอร์ ปี 1 คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชวนไปสัมผัสบรรยากาศดีๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “มาแนะนำถิ่นหาของกินของฟ้าใสละกันค่ะ ฟ้าใสอยู่ ม.ธรรมศาสตร์ ฝั่งท่าพระจันทร์ก็เลยจะชอบไปร้านแถวๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะว่ามันก็อยู่ใกล้มหา’ลัยมากที่สุด จะให้เลือกไปเลยว่าร้านไหนอร่อยก็คงยากนิดหนึ่ง เพราะว่าร้านอาหารเยอะมากจริงๆ ค่ะ แล้วมันก็อร่อยๆ หลายร้านเลยด้วย เลยเลือกไม่ถูกจริงๆ ใช้วิธีทดลองกินเวียนๆ เปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ ร้านไหนรู้สึกอยากไปอีกก็ไป แต่อยากให้ทุกคนได้มาลองทานกันฝั่งย่านนี้บ้างจริงๆ เพราะบรรยากาศร้านอาหารริมน้ำของที่นี่ดีมากๆ เลยค่ะ ลมพัดเย็นสบาย นั่งกันชิลล์ๆ ฟังเพลง ดูวิว ดูเรือแล่นผ่านไปมา” แอล-ภัทรศยา พรนิมิตร ปี 1 คณะศิลปศาสตร์ ม.อัสสัมชัญ จะมาแนะนำ App ที่พาไปร้านอาหารสวยๆ ของกินอร่อยๆ “แอลว่าแอลเป็นคนเที่ยวเก่งนะ ไม่ใช่เที่ยวกลางคืนน้า ^^ แต่ไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือเที่ยวตะเวณหาร้านอาหารอร่อยๆ เก่งมาก ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัดเลย มันเริ่มมาจากตอนแรกแอลอยากจะหาร้านอาหารสไตล์ชิลล์ๆ ก็เลยลองค้นดูในอินเทอร์เน็ต แล้วก็ไปเจอเว็บที่แนะนำร้านอาหารโดยเฉพาะ คือ Wongnai แล้วในเว็บนั้นก็มีร้านอาหารที่มีคนไปรีวิวไว้เยอะมาก จนตอนหลังเว็บมี App เป็นของตัวเอง แอลก็ตามไปโหลดมาอีก เวลาไปไหนแล้วอยากหาร้านอาหารใกล้ๆ ที่เราอยู่ก็กดเข้าไปหาได้เลย แนะนำเพื่อนๆ เลยค่ะถ้าอยากได้ทั้งร้านอาหารที่สวยๆ บรรยากาศดี ของกินอร่อย ถ่ายรูปเก๋ๆ ต้องมีเว็บนี้ไว้เลยค่ะ” หลับปุ๋ย-ศณภรณ์ ทัพโภทยาน ปี 1 คณะศิลปะและการออกแบบ ม.รังสิต ของกลิ่นแรงๆ ต้องเอาไปให้ห่างจากสาวคนนี้ “หลับปุ๋ยก็เพิ่งเข้าปี 1 ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็เจอช่วงเวลาของการรับน้อง ที่นี่เขาไม่ได้รับโหดเลย รับน้องกันแบบเป็นพี่เป็นน้องกันมากกว่า ก่อนจบช่วงรับน้องก็จะมี ปิดลาน ปิดตา คือจะมีกิจกรรมที่รุ่นพี่เอาผ้ามาปิดตาน้อง แล้วให้น้องเดินจับมือ เดินในลานกว้างๆ แล้วรุ่นพี่ก็จะเอาอะไรไม่รู้มาให้เราดม จำไม่ได้ทั้งหมดนะว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง แต่รู้สึกว่าตอนนั้นดมไปหลายอย่างมากจริงๆ ทั้งกะปิ น้ำปลา สารพัดอย่างเลยค่ะ เหม็นมาก เหม็นจนหนูทนไม่ไหว จนสุดท้ายก็อ้วกออกมาค่ะ ตอนอ้วกเราก็ไม่รู้นะว่าข้างหน้าเป็นอะไร เพราะว่าปิดตาอยู่ แต่สรุปคือ อ้วกไปโดนรุ่นพี่ด้วย ก็ขอโทษพี่เขาไป ตอนมันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ตอนนั้นมันสุดๆ แล้วเวียนหัวมาก” มินมิน-รชยา ทัพพ์คุณานนต์ ปี 1 คณะนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต ขอแนะนำร้านสุดฮิตของเด็กนิเทศฯ “ร้านประจำของพวกเราชาวนิเทศฯ ม.รังสิต ต้องร้าน ไก่ 5 ดาวเลยค่ะ อยู่ข้างๆ ตึกเรานี่เองค่ะ เป็นร้านที่ไม่ใหญ่มาก แต่มีเมนูที่ทานได้ไม่เบื่อ ที่ฮิต นิยมมาทานร้านนี้กับก็เพราะมันอยู่ไม่ไกล ลงมาจากตึกเรียนก็เจอเลย สะดวกดีค่ะ ทานเสร็จแล้วจะได้ขึ้นไปเรียนต่อได้ทัน แถมเมนูก็รสชาติอร่อยคงที่ด้วย แต่ด้วยความที่ร้านมันเป็นร้านเล็กๆ ก็จะมีที่นั่งไม่มาก มีแค่ในร้านแอร์เย็นๆ 3 โต๊ะ ข้างนอกร้านอีก 3-4 โต๊ะ นั่งกันกลุ่มหนึ่งก็จะไม่พออยู่แล้ว ก็เลยจะต้องเผื่อเวลาหน่อยถ้าจะกินร้านนี้ เหมือนต้องแย่งชิงกันสักหน่อย” เพราะความอยากแกล้งเพื่อน หลิงหลิง-ปภัสสร ไพรวัน ปี 1 คณะศิลปศาสตร์ ม.ศรีปทุม เลยหน้าแตกยับเยินเลยงานนี้ “เม้าท์ความเปิ่นของตัวเองละกันค่ะ ก็มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองพลาดมาก คือตอนนั้นหนูคิดจะแกล้งเพื่อน ปกติหนูกับเพื่อนจะชอบนัดมาเจอกันในโรงอาหารของมหาลัย แล้วทีนี้หนูก็เห็นว่าเพื่อนนั่งอยู่ที่โต๊ะแล้วตอนนั้น ก็เลยจะแกล้งไปปิดตาเพื่อน หนูก็เดินไปปิดตาเพื่อนเลย แล้วบอกให้เพื่อนทายว่าใคร แต่พอเขาหันหน้ามา ปรากฎว่าคนที่หนูปิดตาอยู่อ่ะ ไม่ใช่เพื่อนของหนูเลย หันมานี่ต่างกันเลยนะ ตอนเดินมาจากข้างหนังหนูมั่นใจแล้วล่ะว่าใช่เพื่อนหนูแน่ๆ แต่พอไม่ใช่ก็เลยหน้าแตกยับเยิน คืออายมากๆ อ่ะ เพื่อนเราก็ไม่ได้นั่งอยู่ในโรงอาหารนี้ด้วย จะบอกว่าทักคนผิดแล้วเดินไปหาเพื่อนก็ไม่ได้ ก็เลยต้องรีบขอโทษเขาแล้วรีบเดินออกมาจากโรงอาหารเลยค่ะ อายหนักมากอ่ะตอนนั้น” ติดตามเรื่องราวของสาวๆ Mouth Verr ได้ที่นิตยสาร campus star no.32 Facebook : www.facebook.com/campusstar

สุขภาพดี โหงวเฮ้งดี กับอ.คฑา ชินบัญชร ! ตอนที่ 2 ธาตุน้ำ
ธาตุน้ำ /  อาหารเพื่อสุขภาพ / 

การรับประทานอาหารตามธาตุ จะทำให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และส่งผลให้โหงวเฮ้งเราดีขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อโหงวเฮ้งเราดี ก็จะทำให้เราทำอะไรก็ราบรื่น ประสบผลสำเร็จ เราทุกคนมีธาตุทั้ง 4 อยู่ในร่างกาย แต่จะมีลักษณะเด่นเพียงหนึ่งธาตุ ถ้า รู้จักตัวเอง ก็สามารถปรับสมดุลเพื่อรับมือกับความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นในแต่ละช่วง ฤดูกาลต่างๆ ก็ควรมีการปรับธาตุของร่างกายให้สมดุลกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ด้วยอาหารการกิน ฤดูร้อน มักเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ ควรรับประทานผัก ผลไม้ที่มีรสขม เย็น จืด เช่น สะเดา มะระ แตงโม หัวผักกาด แตงกวา ฝักเขียว คะน้า บวบ ฯลฯ ฤดูฝน มักเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ ควรรับประทานผัก ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ ส้ม มะนาว สับปะรด ยอดมะขามอ่อน ฯลฯ ฤดูหนาว มักเจ็บป่วยด้วยธาตุลม ควรรับประทานผัก ผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ขิง ข่า กระเทียม ขึ้นฉ่าย ฯลฯ ผู้ที่เกิด ธาตุน้ำ คือ… ราศรีกรกฎ 16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม ราศีพิจิก 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม ราศีมีน 14 มีนาคม – 12 เมษายน คนที่มีธาตุน้ำ เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส อารมณ์เย็น ความจำดี นุ่มนวล มักจะเก็บความรู้สึกได้ดี มีความสงบ มีอารมณ์อ่อนไหว เชื่อในเรื่องโชคชะตา และพรหมลิขิต มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบเป็นห่วงเป็นใยคนรอบข้าง ทำให้คุณเป็นที่รักของเพื่อนๆ และควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะขามป้อม ยอดมะขามอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด เพราะอ้วนง่าย ตัวอย่างอาหารคาว : ข้าวคลุกกะปิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ต้มยำไก่ฝบมะขามอ่อน น้ำพริกมะขามสด ตัวอย่างอาหารหวาน : กระท้อนลอยแก้ว สับปะรดลอยแก้ว ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำระกำ น้ำสับปะรด ตัวอย่างผลไม้ : สับปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง ลางสาด มะม่วงดิบ รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

4 วิธีง่ายๆ เลือกซื้อ ผลไม้รถเข็น ให้ปลอดเชื้อโรค
ปลอดโรค /  ผลไม้ / 

ผลไม้เป็นหนึ่งในอาหารที่ควรกินให้ได้ทุกมื้อ ทางเลือกหนึ่งหากไม่ได้นำผลไม้มาทานเอง ก็สามารถหาซื้อจากรถเข็นได้ แต่ถ้าตัดสินใจจะซื้อผลไม้จากรถเข็น ต้องสังเกตให้ดีก่อนซื้อเพราะหากเลือกไม่ดี อาจมีสารปนเปื้อนทำให้ท้องเสีย หรือก่อโรคอื่นๆ ตามมาได้ นายสง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการเชี่ยวชาญอิสระ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคผลไม้จากรถเข็นว่า ในปัจจุบันพบว่าผู้บริโภค ผลไม้รถเข็น มีความเสี่ยงหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้ที่ปนเปื้อนจากสารจุลินทรีย์เชื้อโรคต่างๆ ที่เกิดจากการที่แม่ค้าพ่อค้าที่ไม่เตรียมผลไม้ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้สะอาดเพียงพอ จึงทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนมาในผลไม้ได้ รวมทั้งอาจมีสารเคมีต่างๆ ที่ผู้ขายนำมาใช้เพื่อให้ผลไม้มีลักษณะน่ากิน ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บและมีผลข้างเคียงได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางออกของผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลไม้รถเข็น อาจสังเกตง่ายๆ ดังนี้ 1. ผู้ค้าต้องใส่ใจความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นมือที่ไปหยิบจับผลไม้ หรือจะเป็นสุขภาพของผู้ขาย รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมดล้วนทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้ทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องให้ความใส่ใจในการประกอบอาชีพด้วย นอกจากนี้ตัวรถเข็นต้องสะอาด ตู้กระจกใส ไม่มีคราบฝุ่นละออง หรือรอยแตกร้าว อุปกรณ์ที่ใช้สะอาด น้ำแข็งสะอาด มีดและเขียงสะอาด มีการทำความสะอาดก่อนหรือหลังหั่นผลไม้ ผ้าเช็ดอุปกรณ์ต้องสะอาด และแยกประเภทตามการใช้งาน 2. ควรเลือกผลไม้ที่สดใหม่และตามฤดูกาล เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องสารปนเปื้อน รวมทั้งรอดพ้นจากสารกันบูดอย่างแน่นอน และที่สำคัญการกินผลไม้สดจะทำให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งสารอาหารจากผลไม้ได้มากกว่าผลไม้ดอง โดยเฉพาะวิตามินซี ที่มีในผลไม้สดมากกว่าผลไม้ดองหลายเท่า ที่สำคัญพยายามอย่ากินผลไม้ซ้ำกันทุกวัน ควรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยกินให้หลากหลายชนิด เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายด้วย 3. หลีกเลี่ยงผลไม้หมักดอง เพราะจะได้คุณค่าทางโภชนาการน้อยมาก นายสง่า อธิบายว่า ผลไม้ดองส่วนใหญ่มักใส่สารเคมี เช่น สารโลหะหนัก สารกันบูด บอแร็กซ์ หรือสารเพิ่มความกรอบ เสี่ยงต่อการได้รับสารปนเปื้อนสูง และที่สำคัญการกินผลไม้ดอง จะมีสิ่งหนึ่งเข้าไปในร่างกายด้วย คือ ความเค็ม โดยเฉพาะโซเดียมที่มีอยู่ในผลไม้ดอง ดังนั้นการกินผลไม้ดองบ่อยๆ ทำให้ร่างกายมีโอกาสได้รับโซเดียมสูงไปด้วย โดยจะทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง และไตทำงานหนัก ยิ่งไตทำงานหนัก ความดันโลหิตก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 4. ระมัดระวังเครื่องจิ้มผลไม้ต่างๆ แม้เครื่องจิ้มเหล่านี้จะช่วยให้มีรสดีขึ้น แต่ผลร้ายจะตามมาคือ ทำให้ร่างกายได้รับเกลือและน้ำตาลมากเกิน เพราะเครื่องจิ้มผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผงบ๊วย พริกกะเกลือ น้ำปลาหวาน หรืออื่นๆ มักมีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ กะปิ ผงชูรส จึงควรกินแต่น้อย วิธีที่ดีควรลองกินผลไม้ที่ไม่มีเครื่องจิ้ม แล้วเราจะพบว่า ฝรั่ง มะม่วง มะกอก และผลไม้ต่างๆ มักมีรสเปรี้ยว หวาน มัน กรอบ อร่อยอยู่ในตัว โดยไม่ต้องใช้เครื่องจิ้มเลย ขณะเดียวกันควรเลือกกินผลไม้ที่ไม่ใส่สี เพราะบางครั้งสีสวยๆ ที่เห็นนั้น ไม่ใช่สีผสมอาหารแต่เป็นสีย้อมผ้า รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่ใส่สารแทนความหวาน ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง คือหากกินแล้วมีรสขมติดในคอ แสดงว่าใช้สารแทนความหวานปริมาณมาก ถ้ากินติดต่อกันนานๆ จะทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ขอเพียงใส่ใจหมั่นสังเกตและปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น เพียงเท่านี้ก็สามารถเลือกกินผลไม้จากรถเข็นได้อย่างปลอดภัยแล้ว ที่มาเนื้อหาจาก http://www.thaihealth.or.th

เที่ยวจันทบุรี ย่านเมืองเก่า 'จันทบูร' ตะลุยกินอาหารพื้นเมือง!
ของดีเมืองจันท์ /  ที่เที่ยวจันทบุรี / 

ถึงแม้จะเป็นช่วงหน้าฝนแต่เราก็ไม่ยอมแพ้ เก็บกระเป๋าไปเที่ยว จ.จันทบุรี กัน หลายคนอาจจะรู้กันดีว่าจังหวัดในแถบนี้ ทั้ง จันทบุรี ระยอง ตราด จะเป็นแหล่งสวนผลไม้ แต่การไปเที่ยวเมืองจันทน์ 2 วัน 1 คืน ของเรานั้น จะพาเพื่อนๆ ไปเยี่ยมชมย่านเมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวในประวัติศาสตร์ พร้อมกินของท้องถิ่นแสนอร่อยกันค่ะ บอกเลยว่าเมืองนี้เสน่ห์มากล้นทีเดียว ^^ เที่ยวจันทบุรี ย่านเมืองเก่า 'จันทบูร' ตะลุยกินอาหารพื้นเมือง! ครั้งนี้ Travel.MThai ได้มีโอกาสตะลุยถิ่น เมืองจันทน์ ที่ไม่ได้มีดีแค่ผลไม้ แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้เราได้ชมและค้นหาอีกมากมาย หลายคนคงอาจจะเคยเที่ยวที่ธรรมชาติกันมาบ้างแล้ว คราวนี้ Travel.MThai ขอไปแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ดูบ้าง แต่จะไปที่ไหนบ้าง ตามกันมาเลย! วันแรก เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตอน 7 โมงเช้า มุ่งหน้าไปยัง จ.จันทบุรี กันค่ะ แต่เพราะเป็นช่วงหน้าฝน ฝนตกตลอดการเดินทาง บวกกับรถติด ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าที่เราคิดไว้พอสมควร เรามาถึงจันทบุรีก็เกือบเที่ยงแล้ว ท้องร้องจ๊อกๆ ก็เลยแวะกินข้าวเที่ยงกันที่ จันทรโภชนา (สาขามหาราช) เป็นสาขาที่ 2 ตกแต่งเน้นโทนสีขาว สะอาดตา ร้านนี้มีชื่อเสียงมากในเมืองจันทน์ เปิดมานานกว่า 50 ปีแล้ว และเป็นร้านอาหารร้านแรกในจันทบุรี ที่ได้ “เชลล์ชวนชิม” ใครมาต้องแวะมาทานที่นี่นะ >,< ร้านจันทรโภชนา มีเมนูเด็ดหลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นเมือง แกงหมูชะมวง, เส้นจันท์ผัดปู, ถั่วฝักยาวผัดกุ้งแห้งใส่กะปิ, กระวานผัดฉ่าไก่, สละลอยแก้ว และที่เด็ดๆ ก็คือนี่นำผลไม้ในแต่ฤดูมาทำเป็นเมนูอาหารด้วย อย่างที่เรากินกันวันนี้ก็คือ ส้มตำทุเรียน และ มัสมั่นไก่ใส่ทุเรียน อันนี้เริ่ดมาก เพราะเนื้อทุเรียนที่นำมาทำนั้นไม่เละ เนื้อเหมือนมัน และไม่มีกลิ่นทุเรียน ปลื้มปริ่ม! นอกจากของคาวแล้ว ที่ร้านจันทรโภชนา ก็มีอาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ของหวาน ให้เลือกซื้อกลับบ้าน หรือเป็นของฝากก็ได้ด้วยค่ะ หลังจากอิ่มท้อง ก็เดินทางกันต่อ จุดหมายต่อไปของเราคือ "ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับ" ที่เมืองจันทน์นั้นถือเป็นอันดับต้นที่มีการค้าขาย ส่งออกอัญมณีใหญ่ที่สุดของโลก! ที่นี่จะมีจัดนิทรรศการให้เราได้รู้ถึงความเป็นมาของอัญมนี ตั้งแต่การขุด ขั้นตอนการผลิต จนถึงการแปรรูปเลย เดินเข้ามาก็จะเจอกับอัญมณีชนิดต่างๆ โดยที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป มีข้อมูลความเป็นมาให้ได้ศึกษากันค่ะ จันทบุรีได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลากมิติ ที่มีทั้งการทำการเกษตร ปลูกผลไม้ ทำไร่ ประมง ท่องเที่ยว และจันทบุรียังมีอุตสาหกรรมที่สำคัญมากก็คือ อุตสาหกรรมพลอย มีชื่อเสียงเรื่องการทำพลอยมาตั้งแต่สมัยโบราณ รัชกาลที่ 2 มีพลอยที่โด่งดังไปทั่วโลก คือ 'ทับทิมสยาม' เราเพิ่งจะรู้เหมือนกันว่า ที่จันทบุรีนั้นจะมีการซื้อขายพลอยกันคึกคักมากๆ มีมูลค่าการซื้อนับสิบล้านบาทต่อวันเลย ถ้าคิดเป็นปีก็กว่าหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว OMG!!! หลังจากนั้นเขาก็จะนำไปเจียระไน ทำเป็นเครื่องประดับ และเราได้ฉายา 'พลอยเมืองจัทน์' มีชื่อเสียงรู้จักไปทั่วโลก อีกด้วย บนลูกโลกนั้น จะแสดงให้เราเห็นถึงอัญมณีในที่ต่างๆ ทั่วโลก ห้องจัดแสดงประวัติความเป็นมาของอัญมณี ตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ยุคอารยธรรมอียิปต์, ยุคอารยธรรมจีน, ยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย, ยุคอารยธรรมกรีกโบราณ เป็นต้น การจำลองมงกุฏของราชวงศ์ต่างๆ โดยใช่อัญมณี ประดับ สวยเล่อค่าค่ะ บอกเลย!! เมื่อเดินชมจนถึงทางออกก็จะมีร้านเครื่องประดับหลายร้านตั้งอยู่ ให้เราได้เลือกซื้อกัน ทั้งสร้อยคอ แหวน ตุ้มหู ส่วนเราชอบอันนี้ เป็นพลอยหินสีในขวดโหล เห็นแบบนี้แต่ละสีมีความหมาย ช่วยในเรื่องต่างๆ ด้วยนะ เหมือนกำไลหินที่ฮิตๆ กันนั่นแหละ >,< นำซื้อเป็นของฝากน่ารักๆ "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี" คือจุดหมายต่อไปของเรา ตั้งอยู่บริเวณโบราณสถานค่ายเนินวง ซึ่งเป็นป้อมค่ายคูเมืองคันดินโบราณ ที่สร้างขึ้นเพื่อรับศึกญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่นี่เราจะได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาตร์ เมืองจันทน์เยอะแยะเลยค่ะ ลงรถปุ๊บก็เจอป้อมค่ายคูเมือง แบบนี้เลย เข้าไปข้างในก็จะมี พี่ๆ คอยต้อนรับ พี่วิทยากรพูดแนะนำ และพาชมสถานที่ต่างๆ ด้วยค่ะ โดยภายในพิพิธภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 6 ห้องด้วยกัน คือ 1. ห้องจัดแสดงสินค้า และวิถีชาวเรือในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณ และสินค้าที่นำไปแลกเปลี่ยนค้าขาย โดยมีเรือสำเภาจำลองขนาดเท่าของจริง ซึ่งบนเรือได้มีการจัดแสดงให้เราได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือระหว่างเดินทาง ตลอดจนสินค้าต่างๆ ด้วยค่ะ เรือสำเภาจำลองขนาดเท่าของจริง ของมีค่าที่พบจากแหล่งเรือจม บริเวณอ่าวไทย ก่อนที่จะเดินขึ้นไปบนเรือสำเภาจำลอง บริเวณชั้นล่างของเรือก็จัดแสดงให้เห็นเกี่ยวกับสิ่งของ เครื่องปั้นดำเผา ถ้วย ชาม ไม้ฝาง ทองแดงง เป็นต้น ที่จะนำไปแลกเปลี่ยนค้าขาย พอขึ้นมาด้านบนของเรือ เราก็จะเห็นหุ่นปั้นจำลอง ที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเอง ที่เพือนๆ เห็นอยู่นี่ คือ ใบสาคู ในสมัยก่อนใช้ทำเป็นใบเรือ มีความเหนียวและทนทานมากๆ (ความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย) ความสวยงามของ เรือสำเภา ด้านหลัง หลังจากเดินชมห้องแรกกันไปแล้ว มาต่อกันห้องที่ 2 ห้องจำลอง จัดแสดงขั้นตอนการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำ การเก็บกู้ชิ้นส่วนของโบราณต่างๆ  3. ห้องคลังวัตถุโบราณ อันนี้ถูกจัดเก็บไว้ในห้อง เพื่อนรักษาสภาพของชิ้นส่วนต่างๆ ค่ะ 4. ห้องเรือและวิถีชาวเรือ จำลองเรือประเภทต่างๆ ที่ล้วนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างตามการใช้สอยในแต่ละพื้นที่ 5. ห้องของดีเมืองจันทน์ จัดแสดงประวัติความเป็นมาของ จ.จันทบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประสัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์ การก่อตั้งเมือง ตลอดจนเรื่องราวของ 'ชาวชอง' ชนพื้นเมืองของจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ธรรมชาติ และของดีเมืองจันทน์ให้เราได้รับรู้กันอีกด้วย 6. ห้องบุคคลสำคัญ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เหตุการณ์สำคัญการทำสงครามก่อนและหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เส้นทางเดินทัพเมื่อครั้งมารวมพลที่จันทบุรี มาถึงจันทบุรีทั้งที จะลืมสโลแกน แดนผลไม้ ได้ยังไง ตามไปกินผลไม้อร่อยๆ กันที่ "สวนผลไม้ป้าแกลบ" กัน! ที่นี่ไม่ได้มีแค่เพียงสวนผลไม้ให้เราได้เลือกหยิบ จับ กิน กันอย่างเดียว แต่มีผลไม้แปรรูปหลากหลายชนิด ไปถึงก็มีผลไม้วางให้ทานกันละลานตาเลยจ้า ... เมืองจันทน์ มหัศจรรย์แดนผลไม้ จะขาดราชินีไปได้ยังไง "ทุเรียน" มีให้เลือกทั้งแบบ 2 แบบ หวานปกติ กับหวานน้อย ที่นี่มีสโลแกนด้วยนะ หวานน้อย แต่อร่อยมาก สำหรับคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ อร่อยตามสโลแกน คอนเฟิร์มค่ะ ^^ นอกจากผลไม้สด ที่นี่ก็มีผลไม้แปรรูปหลากหลายเลยค่ะ แต่ที่อยากแนะนำเลยก็คือ ทุเรียนทอด และทุเรียนแบบสแนค เป็นแท่งกรอบชิ้นเล็กๆ ทานเล่นเพลินดีแท้! ดูสิ หน้าตามันยั่วยวน น้ำลายไหล ขนาดไหน!!! โบกมือลา บ้ายบาย สวนป้าแกลบ .. เดินทางไปที่พักของเราคืนนี้กันดีกว่า คืนนี้เราเข้าพักที่ โรงแรม มณีจันท์ รีสอร์ท แอนด์ สปอร์ตคลับ (Maneechan Resort) ค่ะ เป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อในจังหวัดจันทบุรี โดยด้านหน้าทางเข้าก็จะทำสถาปัตยกรรมเป็นเหมือนป้อมปืน ซึ่งเขาตั้งใจออกแบบให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองจันทน์ บนเพดานจะทำเป็นเหมือนรูปเจียระไน เหลี่ยมพลอยเมืองจันทน์ 81 เหลี่ยม Welcome Drink ของที่นี่ค่ะ "น้ำส้มมะปี๊ด" หรือส้มจี๊ด นั่นเอง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ไม่แสบคอ สดชื่น >,< ห้องพักค่ะ  เปิดม่านออกมาก็เจอวิวสวน สบายๆ บรรยากาศดีมากๆ ^^ หลังจากนอนเต็มอิ่ม ตื่นมาฝนก็ยังคงตกปรอยๆ และสม่ำเสมอ ทั้งคืนยันเช้า (ฮืออ ~) ป่ะ .. ทานข้าวเช้ากันดีกว่า เราก็มาทานข้าวเช้ากัน ที่นี่มีของให้เลือกทานเยอะแยะไปหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยว , เมนูเบรคฟาสต์, ขนมปัง, ชา กาแฟ, ซุป, สลัดผัก, ผลไม้, น้ำผลไม้คั้นสด, ไอศกรีม ถามว่ามื่อเช้านี้อิ่มไหม .. บอกเลยว่า มาก!!!!! กินไปอย่างละนิด อย่างละหน่อย .. แล้วมาจบลงที่ 'ไข่กระทะ' >,< อิ่มมื้อเช้าแล้วเราจะออกเดินทางกันไปที่ ย่านเมืองเก่า 'ชุมชนริมน้ำจันทบูร' กันค่ะ แต่ก่อนจะถึงนั้นขอแวะไปกราบนมัสการ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และศาลหลักเมืองประจำจังหวัด ให้เป็นศิริมงคลกันซะหน่อย ทั้ง 2 ที่ตั้งอยู่ติดกันเลยค่ะ แต่! ฝนฟ้าไม่เป็นใจสักเท่าไหร่ ฝนตกหนักกระหน่ำสุดๆ แต่เราก็สู้ไม่ถอย ใส่คอนเวิร์ส (ไม่ใช่ไรพกไปคู่เดียว >,<) พร้อมชุดกันฝน ลุยฝนไปไหว้กันซะเลย ถึงแล้ว 'ชุมชนริมน้ำจันทบูร' เป็นที่ที่มีเสน่ห์และน่ารักมากๆ เลยค่ะ ทั้งผู้คนและร้านขายของระแวกนี้ มีร้านอาหาร ร้านขนมเก๋ๆ ให้เลือกนั่งหลายร้านเลย ย่านเก่าจันทบูร นั้นเป็นชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรี แต่เดิมจะเรียกกันว่า "บ้านลุ่ม" เป็นชุมชนเก่าแก่ของคนจีนและญวนอพยพ ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาได้พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าของจันทบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 เราแวะมาที่ ร้าน 'ท่ามาจัน' ร้านนี้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร คือเขาจะใช้ ปิ่นโต ใส่อาหารพร้อมเสิร์ฟให้เราทานกัน ได้บรรยากาศย้อนวัยเด็กแบบสมัยก่อนเลย ดีงามอ่ะ ปิ่นโตน่ารักมาก! แต่วันนี้เราไม่ได้มาชิมของอร่อยร้านนี้ เพราะมีงานของ ททท. โครงการอาหารถิ่นตะลุยกินทั่วไทย ค่ะ และมีสาธิตการทำข้าวคลุกพริกเกลือ อาหารถิ่นประจำจังหวัดจันทบุรีด้วย บรรยากาศภายในร้าน ชวนให้นึกถึงวัยเด็ก ตกแต่งด้วยไม้ และมีของสะสมสมัยก่อนเยอะเลย ในแถบย่านชุมชนริมน้ำจันทบูร นั้นมีร้านขายของ ขายอาหาร และของหวานเต็มไปหมด รวมถึงร้านกาแฟน่ารักๆ ร้านนี้ด้วย 'ร้านบางเวลา Cafe'&Gallery' ร้านอยู่เยื้องๆ กับร้านท่ามาจันเลย พี่เจ้าของร้านชื่อพี่ น้อยหน่า เป็นนักวาดการ์ตูนขายหัวเราะเก่า ตอนนี้กลับบ้านมาเปิดร้านกาแฟค่ะ (เฮ้ย! เราอ่านกันตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ) ร้านน่ารัก อบอุ่น ส่วนรูปภาพที่เห็นก็เป็นตัวการ์ตูนประจำตัวพี่น้อยหน่าค่ะ ร้านมี 2 ชั้น เปิดประตูไม้แล้วเดินขึ้นไปนั่งเล่น กินของอร่อยๆ ของทางร้านได้ชิลๆ เลย นอกจากที่นี่จะมี เบเกอรี่และเครื่องดื่ม ขายแล้ว ยังมีของน่ารักขายอีกด้วย ทั้งโปสการ์ด เสื้อยืด หนังสือ ของทำมือ ล้วนเป็นตัวการ์ตูนที่พี่น้อยหน่าวาดค่ะ น่ารักมากๆ ซื้อ โปสการ์ด กลับไปฝากเพื่อนๆ ดีกว่า ^^ แต่ที่เราชอบที่สุดก็คือ ถ้าซื้อของทานในร้านพี่เขาจะวาดรูป portrait ตัวเราให้ด้วย ตอนนั้น ตรงนั้นเลย คือดี! ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 9.00 - 21.00 น. ยกเว้นวันจันทร์นะจ๊ะ (FB : บางเวลา กาแฟและแกลเลอรี่ ) นี่ไง! พี่น้อยหน่า กำลังวาดรูปให้เราอยู่เลย ^^ ออกจาก คาเฟ่ น่ารักๆ แล้วไปหาของกินกันต่อ! ถ้าพูดถึงอาหารถิ่นประจำจังหวัดจันทบุรีแล้ว ก็ต่อเป็น "ข้าวคลุกพริกเกลือ" ฮั่นแน่! คิดเหมือนเราล่ะสิ เราฟังครั้งแรกก็งงๆ อยู่ว่า เอาพริกเกลือที่จิ้มกับผลไม้มาทำหรอ แต่เปล่าค่ะ! ข้าวคลุกพริกเกลือของที่นี่คือ น้ำจิ้มซีฟู้ด นำมาคลุกกับข้าว เสิร์ฟพร้อมเนื้อหมูนุ๊มนุ่ม หรือกุ้ง ปลาหมึก ตะหาก เรามาทาน ข้าวคลุกพริกเกลือ กันที่ร้าน "ก๋วยเตี๋ยวขลุกขลิกต้มยำมะนาว" ค่ะ เดินเลาะริมน้ำจันทบูร ข้ามสะพานมาอีกฝั่ง ร้านจะตั้งอยู่ในซอยแรกเลย อยู่ตรงข้ามกับวัดจันทนาราม ที่นี่เป็นเจ้าแรกที่ขายข้าวคลุกพริกเกลือ นอกจากนี้ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวขลุกขลิกต้มยำมะนาว รสเด็ด ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 - 15.30 น. ยกเว้นวันอาทิตย์ค่ะ หน้าตาเป็นแบบนี้ .. รสชาติกลมกล่อม อร่อย เราชอบนะ ยิ่งกินกับไข่มะตูมเยิ้มๆ แล้ว ฟิน! กินอิ่มแล้ว! ออกเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญกันต่อดีกว่า ที่  "อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล" เขาว่ากันว่า ที่นี่เป็นโบสถ์คาทอลิกที่มีความเก่าแก่ และเป็นโบสถ์หรือวัดที่งดงามที่สุดในประเทศไทยด้วย พอได้เห็นเท่านั้นแหละ โอ้โห! สวยกว่าที่คิดเยอะมากๆ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล หรือ วัดพระแม่ปฏิสนธินิรมล มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีสแตนกลาส(สวยที่สุดในอาเซียน) โบสถ์แห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์แห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ซึ่งใช้เวลา 2 ปี ในการบูรณะ ข้างนอกได้ต่อเติมยอดแหลม ส่วนด้านในที่เพื่อนๆ เห็นเป็นสีโอรสนั้นถูกทาใหม่ทั้งหมด รวมถึงผนัง เพดาน ลวดลายต่างๆ ได้ถูกเพ้นท์ใหม่ทั้งหมดโดยช่างศิลป์จากกรมศิลปากร เข้าไปข้างในโบสถ์กัน! ที่เพื่อนๆ เห็นอยู่นี้คือ จำลองแม่พระ จากองค์พระประธาน จำลองมาเป็น แม่พระประดับพลอย หล่อองค์ด้วยเงินบริสุทธิ์ หนัก 76 กิโล. หลังจากนั้นก็ใช้สว่านเจาะเป็นรูเล็ก นำพลอยหลายชนิดต่อเข้าไป ซึ่งทุกเม็ดมีหนามเตยใช้ล็อคเพชรไว้หมด เป็นงานที่ละเอียดและสวยงามมากค่ะ มีหนึ่งเดียวในโลกด้วย สร้างขึ้นเนื่องการโอกาสฉลองโบสถ์มีอายุครบ 100 ปี ชุมชนอายุครบ 300 ปี ขับรถไปอีกหน่อย ทาง อ.แหลมสิงห์ อยู่ติดทะเล ก็จะพบกับ "ตึกแดง" ลงไปถ่ายรูปได้แป๊บเดียว พี่ฝนก็เทกระหน่ะลงมาอีกครั้ง! >,< น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เปิดให้เราเข้าชมข้างในอาคาร แต่ไม่เป็นไรเราเอาข้อมูลมาฝากๆ "ตึกแดง" เป็นอาคารที่สร้างขึ้นโดยทหารฝรั่งเศส ตอนที่ยึดเมืองได้ และพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของป้อมปัจจามิตร ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 .. เป็นอาคารชั้นเดียวก่อด้วยอิฐถือปูน ตัวอาคารทาสีแดง ข้างในมีด้วยกัน 5 ห้อง มีประตูกลางเชื่อมถึงกันหมด ที่นี่ใช้เป็นกองบัญชาการและเป็นที่พักสำหรับทหารฝรั่งเศสที่ประจำการอยู่บริเวณปากน้ำแหลมสิงห์ ถัดไปอีกหน่อย เราก็จะพบแลนด์มาร์กอีกที่ "คุกขี้ไก่" ที่เราได้ยินกันตั้งแต่เด็กๆ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นตอนที่ถูกฝรั่งเศสยึดครองเหมืองจันทบุรีเช่นเดียวกันกับตอนสร้างตึกแดง เมื่อเหตุการณ์ ร.ศ.112 โดยที่นี่เล่ากันว่าใช้เป็นที่กักขังนักโทษ ตัวคุกสร้างด้วยอิฐถือปูน กว้างยาวด้านละ 4 เมตร สูง 10 เมตร หลังคาเป็นรูปปิรามิด มีประตูออก 1 บาน มีช่องระบายลมทุกด้าน เดิมฝรั่งเศสสร้างเป็นป้อม เรียกว่า "ป้อมฝรั่งเศส" ต่อมาได้จับนักโทษมาขัง แล้วเลี้ยงไก่ไว้ข้างบนให้ถ่ายมูลใส่หัวนักโทษ นี่แหละคือที่มาของคุกขี้ไก่ >,< แต่ปัจจุบันก็ทรุดโทรมไปมาก เพราะไม่ได้รับการดูแล จบทริป 2 วัน 1 คืน ที่จันทบุรีกันแล้ว หวังว่าเพื่อนๆ คงจะชอบกันนะคะ ชวนกันเที่ยวในเมืองไทยกันดีกว่า เพราะบ้านเรามีแหล่งท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ที่พร้อมให้เราค้นหาอีกมากมาย อย่างเช่นวันนี้ที่ Travel.MThai ได้มีโอกาสมาเที่ยวที่จันทบุรี เมืองที่มากไปด้วยประวัติศาสตร์ อาหารอร่อย ^^ ครั้งหน้าเราไปไหน อย่าลืมติดตามกันนะคะ บ้าบาย ... ขอขอบคุณ ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

สูตร แกงเลียงผักรวมกุ้งสด เมนูที่ช่วยผลิตน้ำนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
เมนูคุณแม่ตั้งครรภ์ /  แกงเลียง

เมนูสมุนไพรที่อร่อยครบเครื่องของไทยก็มีอยู่มากมายแต่ความสดชื่นกลมกล่อม ถึงเครื่องแกงเลยคือเมนู แกงเลียงผักรวมกุ้งสด ยิ่งทานกับข้าวสวยร้อนๆ เป็นต้องมีต่อจานสอง และเป็นเมนูที่มีประโยชน์กับคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมากช่วยเรียกน้ำนมได้ดีและส่งผลดีต่อลูกน้อยอีกด้วย ไม่ใช่แค่มีความอร่อยอย่างเดียว คุณค่าทางอาหารสูงมาก มีประโยชน์ทุกหยดของน้ำแกงเลยทีเดียว สูตร แกงเลียงผักรวมกุ้งสด เมนูที่ช่วยผลิตน้ำนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ วัตถุดิบ ฟักทอง หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย บวบหอมอ่อน หั่นเป้นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย ข้าวโพดอ่อน 1 ถ้วย เห็ดฟาง 1 ถ้วย เห็ดนางฟ้า 1 ถ้วย ใบแมงลัก 2 ถ้วย กุ้งสด 1 ถ้วย น้ำลวกกุ้ง 6 ถ้วย เครื่องแกงเลียง กุ้งแห้ง 1/2 ถ้วย เนื้อกุ้งต้ม 1/2 ถ้วย พริกไทยเม็ด 2-3 ช้อนโ๖ะ หอมแดง 10 กัว กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ กระชาย 3 แง่ง พริกขี้หนูสวน 5-6 เม็ด ขั้นตอนการเตียมวัตถุดิบ นำผักทุกอย่างมาล้างน้ำให้สะอาดและปอกเปลือกเอาไว้ เตรียมหั่นผักทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย เตรียมเครื่องแกงเลียง ให้นำเครื่องแกงเลียงที่เตรียมไว้มาโขลกรวมกัน โดยเริ่มจากโขลกกุ้งแห้งก่อน ตามด้วยพริกไทย กระชาย กะปิ หอมแดง กุ้งสด และพริกสด ตำให้พอละเอียด วิธีเตรียมกุ้งสดและน้ำซุป กุ้งสดนำไปล้างน้ำ ปอกเปลือก แล้วใช้กรรไกรตัดหัวเอาขี้กุ้งออก ตัดขากุ้งออกด้วย และผ่าหลังแบ่งเป็น 2 ชีกดึงเอาเส้นดำทิ้งไป จากนั้นเราก็จะนำกุ้งมาต้มในน้ำเดือดแค่พอกุ้งสุก (เพราะเราต้องการน้ำที่ได้จากการต้มกุ้งนี้ไปทำน้ำซุป) โดยกรองเอาน้ำไว้ด้วย พอได้กุ้งที่สุกแล้ว เราก็จะนำมาแกะเอาเปลือกกุ้งออก แต่ยังไม่ทิ้งเปลือกกุ้ง ถ้าสังเกตุให้ดีที่เปลือกกุ้งจะมีหัว และมันกุ้งติดอยู่ ให้นำเอาทั้งหมดนั้นมาปั่น แล้วละลายในน้ำต้มกุ้ง และใช้กระชอนกรองเอาส่วนที่ปั่นไม่ละเอียดทิ้งไป เราก็จะได้น้ำซุปกุ้งสดสุดแสนหวานมาทำแกงเลียง โดยไม่ต้องใช้ผงปรุงรสใดๆ มาช่วยเลย เมื่อได้น้ำซุปกุ้งสดมาแล้วก็นำใส่หม้อต้มให้เดือด พอน้ำแกงเดือดใส่เครื่องแกงเลียงลงไป พอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง ให้เตรียมผักลงใส่ตามลำดับความสุกช้าหรือเร็ว คือให้ใส่ผักที่เนื้อแข็งสุกยากลงไปก่อนแล้วค่อยตามด้วยผักที่สุกง่าย ปรุงรสด้วยน้ำปลาเล็กน้อย เติมไปชิมไป ให้ได้รสชาติที่เราต้องการ ท้ายสุดค่อยใส่ใบแมงลัก ที่เป็นเอกลักษณ์ของแกงเลียงไทย ใช้ทัพพีกดให้ใบแมงลักจมน้ำแกงให้หมด ปิดเตา พักไว้ 1 นาที คนให้ทั่วและตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟร้อนๆ ที่มาจาก : zabwer.com 

เด้งฟ้าผ่า! ผบ.บางขวาง เซ่นปม 'มือปืนส่ายก้น' ค้ายาในคุก
ค้ายาในคุก /  ยาเสพติด / 

กรมราชทัณฑ์ ลงคำสั่งให้ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ย้ายไปปฏิบัติราชการประจำกรมราชทัณฑ์ หลังพบว่ามีผู้ต้องหาลอบสั่งการค้ายาเสพติดในคุก เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรมราชทัณฑ์ได้มีคำสั่งให้ นายสุรพล แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ย้ายให้ ไปปฏิบัติราชการ ประจำกรมราชทัณฑ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) สามารถจับกุมนายวุฒิชัย อ่อนตาจันทร์ อายุ 25 ปี พร้อมเฮโรอีน 60 แท่ง น้ำหนัก 21 กิโลกรัม มูลค่า 50 ล้านบาท ได้บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต จ.ปทุมธานี จากการสอบสวนนายวุฒิชัย รับสารภาพว่า รับจ้างจากนายโอ๋ นักโทษในเรือนจำแห่งหนึ่งเป็นตัวกลางรับงาน ได้ค่าจ้าง 500,000 บาท เพื่อมารับยาเสพติด โดยจะรอให้นายโอ๋ โทรศัพท์มาสั่งการว่าจะให้นำยาเสพติดไปกระจายต่อยังผู้ค้าและผู้เสพรายย่อยในเขต จ.ปทุมธานี ชลบุรี กรุงเทพฯ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนถูกจับกุมดังกล่าว รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่พบว่า นายโอ๋ เป็นคนเดียวกับ นายยศพล แหกล้า อายุ 37 ปี ฉายามือปืนส่ายก้น ที่เคยก่อเหตุยิง น.ส.เกวลิน หงส์ทอง อายุ 28 ปี ว่าที่เจ้าสาว และนางวิมล หงส์ทอง อายุ 53 ปี ว่าที่แม่ยาย แล้วเดินส่ายสะโพกเยาะเย้ย โดยกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ เหตุเกิดที่ร้านพีเอสโมดิฟาย เลขที่ 21/14 หมู่ 1 ต.ห้วยกะปิ อ.เมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556 จากการตรวจสอบประวัตินายยศพลพบว่าเคยถูกจำคุกมาแล้ว 3 ครั้ง ต่อมาศาลจังหวัดชลบุรี พิพากษาประหารชีวิต และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,200,000 บาท และจ่ายค่าสินไหมให้แก่บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนางวิมลอีก 2 คน เป็นเงิน 1,410,000 บาท โดยนายยศพลถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และมาก่อเหตุเป็นตัวการในการสั่งยาเสพติดดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวนายยศพล มาสอบสวน โดยให้การรับสารภาพ จึงอายัดตัวดำเนินคดีเพิ่ม พร้อมทั้งย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี จากกรณีดังกล่าว พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งการให้สืบสวนเชิงลึก จนกระทั่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำ เข้าไปเกี่ยวข้องและปล่อยปละละเลยให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือ ในเรือนจำกลางบางขวาง จึงจัดชุดปฏิบัติการพิเศษ เข้าจู่โจมตรวจค้น พบโทรศัพท์มือถือ กว่า 10 เครื่อง ต่อมา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ขณะนั้น ได้ลงนามคำสั่งที่ 108/2559 ให้นายสุรพล ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ไปปฏิบัติราชการ ประจำกรมราชทัณฑ์ พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และลงนามคำสั่งที่ 107/2559 ในวันเดียวกัน ให้นายเรืองศักดิ์ สุวารี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายปฏิบัติการ ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง อย่างไรก็ตามล่าสุดมีรายงานว่า นายสุรพล ตัดสินใจลาออกจากราชการ เนื่องจากจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย. 2559 ขอบคุณข้อมูล จส.100 ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

นักเรียนไทยไอเดียบรรเจิด พานไหว้ครู 59 บอกเลยไม่มีใครยอมใคร!
ความคิดสร้างสรรค์ /  นักเรียนไทย / 

สีสันและไฮไลท์ในวันไหว้ครู ที่น่าจับตาทุกปี กับ "พานไหว้ครู" เด็กไทยแต่ละรุ่นแต่ละปีนั้นครีเอทออกมาได้ไอเดียบรรเจิดมาก ไม่ได้ยึดว่าจะต้องจัดเป็นพุ่มดอกไม้สวยๆ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความคิดนอกกรอบ และจับเอาเทรนด์หรือกระแสมาร่วมอยู่ในพานด้วย ซึ่งภาพที่ทีนเอ็มไทยนำมาฝากในวันนี้ ดูจากการติดแฮชแท็ก #พานไหว้ครู นั่นเอง และต้องบอกว่าพานไหว้ครูปีนี้ก็ไม่แพ้ปีที่ผ่านๆ มาแน่นอน อาจถึงขั้นฮาท้องแข็ง! แต่ยังไงก็แล้วแต่ น้องๆ ต้องไม่ลืมว่าพานนี้ มีไว้เพื่อเคารพและระลึกถึงบุญคุณของคุณครูด้วยนะคะ นักเรียนไทยไอเดียบรรเจิด พานไหว้ครู 59 บอกเลยไม่มีใครยอมใคร! เล่นเอาน้ำพริกกะปิ ผักสดมาซะขนาดนี้ อีกพานไม่เป็นข้าวสวยไปด้วยเลย ดูอนุรักษ์ไทยๆ สไตล์อีสาน ได้ที่ 1 ความคิดสร้างสรรค์ ม.5/4 โรงเรียนสวรรค์อนันต์ พานไหว้ครู เป็นขนมขาไก่ปีบ 5 รส แม้ไม่ได้รางวัล ก็ถือซะว่าขนมเป็นรางวัล ไหว้ครูเสร็จ ไปทำต้มยำต่อได้เลย หม้อไฟพร้อม! แนวเทพกรีก-โรมัน ลงทุนจัดเครื่องสำอาง 3ce ให้ครูขนาดนี้เลย ขอสักแท่งได้ไหมคะ น่าจะสื่อถึงครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง เห็นแล้วหิว! อลังการงานสร้าง! พานไหว้ครู ม.4 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล พานนี้น่ากินเชียว มีแต่ขนม ฝีมือนักเรียนชายล้วนๆ โล่ซุปเปอร์ฮีโร่ กัปตันอเมริกา ภาพนี้มีข้อมูลว่า คุณครูชื่อเหมียว ส่วนลิง คือนักเรียนซนเหมือน ยกรวมพล Pop-up กันมาทั้งห้อง I'm sorry สีดากับพระราม ม.6/1 โรงเรียนสวรรค์อนันต์ พานพุ่มชั้นวางขนม หลังเสร็จงาน หมดแทบจะทันที งานครกก็มา น่ารักมาก มูมิน พานพุ่มผักสวนครัว

การรถไฟฯ สั่งปิด 'แกรนด์แคนยอนคีรี' หวั่นเกิดอันตราย
การรถไฟฯ /  ทะเลสาบกลางเมืองชลบุรี / 

การรถไฟแห่งประเทศไทยสั่งปิด 'แกรนด์แคนยอนคีรี' ทะเลสาบกลางเมืองชลบุรี หวั่นเกิดอันตรายกับประชาชนที่เข้าไปท่องเที่ยว จากการที่มีกระแสข่าวออกไปว่ามีทะเลสาบกลางเมืองชลบุรี บริเวณหมู่ 7 ต.ห้วยกะปิ อ.เมือง จ.ชลบุรี สวยงามคล้ายแกรนด์แคนยอน ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมีการตั้งชื่อให้ว่า 'แกรนด์แคนยอนคีรี' ทำให้ประชาชนแห่กันไปเที่ยวกันอย่างมากมาย ซึ่งที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ร่วมประชุมกับผู้นำท้องถิ่น ประชุมหารือถึงกรณีดังกล่าว เนื่องจากได้มีการติดเครื่องวัดสั่นสะเทือน และจากการที่ได้มีการนำพาหนะต่างๆผ่านเข้า-ออก เกรงว่าอาจทำให้ทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยเสียหายได้ จึงสรุปว่าห้ามประชาชนเข้าไปเที่ยวบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งนำป้ายมาปิดประกาศ อย่างไรก็ตาม 'แกรนด์แคนยอนคีรี' เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ใน จ.ชลบุรี ซึ่งเดิมเป็นเหมืองแร่เก่า มีการขุดเจาะประกอบกับสภาพแวดล้อมที่ดูสวยงาม ทำประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

สูตร แกงส้มปูไข่หน่อไม้ดอง ทำได้เองอร่อยไม่แพ้ร้านอาหารดัง
ปู /  ปูไข่ / 

แกงส้มรสชาติที่เข้มข้น ความเผ็ดจากเครื่องแกง และความเปรี้ยวจากมะขามเปียกและหน่อไม้ดอง จึงเป็นที่มาของความแซ่บของเมนูแกงส้ม และเนื้อสัตว์ที่ใส่ลงไปให้แกงส้ม ไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าของทะเลอยู่แล้ว ที่เห็นกันบ่อยๆ คือต้องใส่กุ้งสดตัวใหญ่ๆ แต่ฟังดูอาจจะธรรมดาไป อยากให้แกงส้มชามนี้อร่อยเผ็ดมันถึงใจต้องเป็นปูไข่เท่านั้น เนื้อปูและไข่ปูเมื่อมาอยู่ในแกงส้ม อร่อยจนหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว เรามีขั้นตอนและวิธีทำดังนี้ค่ะ สูตร แกงส้มปูไข่หน่อไม้ดอง ส่วนประกอบ หน่อไม้ดองหั่นชิ้นพอคำ 250 กรัม ปูไข่ น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปีบ 1 ช้อนชา น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ คนอร์ซุปหมู หรือไก่ก้อน 1 ก้อน น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ หรือตามชอบ เครื่องน้ำพริกแกงส้มใต้ หัวหอมแดงปอกเปลือกหั่นหยาบๆ 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมปอกเปลือกหั้นหยาบๆ 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแดงซอยหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูเขียวซอยหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ ขมิ้นปอกเปลือกหั่นแว่น 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนชา กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ปูไข่ล้างทำความสะอาด แกะกระดองออกปู 1 ตัวหั่นออกเป็น 4 ชิ้น พักไว้ โขลกเครื่องแกงให้ละเอียดพักไว้ นำน้ำใส่หม้อตั้งไฟ พอเดือดใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ ใส่ซุปก้อนคนให้ละลายพอเดือด ใส่ปูที่เตรียมไว้ต้มจนปูสุก ปรุงรสด้วย น้ำตาลปีบ มะขามเปียก และน้ำปลา ใส่หน่อไม้ที่เตรียมไว้ต้มต่อสักครู่จนสุก และน้ำแกงซึมเข้าเนื้อปิดไฟ ใส่มะนาวคนให้เข้ากันตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ ที่มาจาก Foodsdirector