กะปิ

สาวๆ Mouth Verr เดือนมกราคม 59
ดาวมหาลัย /  ม.กรุงเทพ / 

สาวๆ Mouth Verr เดือนมกราคม 58…เดือนนี้สาวๆ ชาวมหาลัยเขาจะเม้าท์ และจะมาแนะนำเรื่องอะไรกันในมหาลัยกันบ้างนะ สาวๆ Mouth Verr เดือนมกราคม 59  พริม-แพรชมพู นาคสุขศรี ปี 2 คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ จอมวางแผนแกล้งเพื่อน “พริมเป็นคนสนุก คุยเก่ง ชอบพูด เข้ากับคนง่าย อยู่มหา’ลัยก็จะมีเพื่อนเป็นสาวประเภทสองเยอะจนบางทีก็มีคนทักผิดว่าเราเป็นเหมือนกันนะ แต่ก็เราเฉยๆ บางทีก็รับสมอ้างไปว่า เป็นค่ะ 555 แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นนะ นี่คือผู้หญิงแท้ร้อยเปอร์เซ็น พริมจะติดนิสัยขี้แกล้ง ชอบแกล้ง ชอบแหย่เพื่อนค่ะ แม้แต่คนที่เพิ่งรู้จะกันก็มีนะแกล้งหยอกเขาเล่นบ้าง เราก็เข้ากับคนได้ง่ายอยู่แล้วด้วย เรื่องแกล้งคนที่เป็นวีรกรรมสุดๆ ของพริมก็คือ แต่งชุดไทย เป็นผีนางรำแล้วไปยืนตรงมุมมืดๆ ข้างตึกของมหา’ลัย แล้วพอมีคนเดินผ่านก็โผล่ออกมา คนก็ตกใจกันนะ 555”  ฟ้าใส-อิสรา ปีเตอร์ ปี 1 คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชวนไปสัมผัสบรรยากาศดีๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “มาแนะนำถิ่นหาของกินของฟ้าใสละกันค่ะ ฟ้าใสอยู่ ม.ธรรมศาสตร์ ฝั่งท่าพระจันทร์ก็เลยจะชอบไปร้านแถวๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะว่ามันก็อยู่ใกล้มหา’ลัยมากที่สุด จะให้เลือกไปเลยว่าร้านไหนอร่อยก็คงยากนิดหนึ่ง เพราะว่าร้านอาหารเยอะมากจริงๆ ค่ะ แล้วมันก็อร่อยๆ หลายร้านเลยด้วย เลยเลือกไม่ถูกจริงๆ ใช้วิธีทดลองกินเวียนๆ เปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ ร้านไหนรู้สึกอยากไปอีกก็ไป แต่อยากให้ทุกคนได้มาลองทานกันฝั่งย่านนี้บ้างจริงๆ เพราะบรรยากาศร้านอาหารริมน้ำของที่นี่ดีมากๆ เลยค่ะ ลมพัดเย็นสบาย นั่งกันชิลล์ๆ ฟังเพลง ดูวิว ดูเรือแล่นผ่านไปมา” แอล-ภัทรศยา พรนิมิตร ปี 1 คณะศิลปศาสตร์ ม.อัสสัมชัญ จะมาแนะนำ App ที่พาไปร้านอาหารสวยๆ ของกินอร่อยๆ “แอลว่าแอลเป็นคนเที่ยวเก่งนะ ไม่ใช่เที่ยวกลางคืนน้า ^^ แต่ไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือเที่ยวตะเวณหาร้านอาหารอร่อยๆ เก่งมาก ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัดเลย มันเริ่มมาจากตอนแรกแอลอยากจะหาร้านอาหารสไตล์ชิลล์ๆ ก็เลยลองค้นดูในอินเทอร์เน็ต แล้วก็ไปเจอเว็บที่แนะนำร้านอาหารโดยเฉพาะ คือ Wongnai แล้วในเว็บนั้นก็มีร้านอาหารที่มีคนไปรีวิวไว้เยอะมาก จนตอนหลังเว็บมี App เป็นของตัวเอง แอลก็ตามไปโหลดมาอีก เวลาไปไหนแล้วอยากหาร้านอาหารใกล้ๆ ที่เราอยู่ก็กดเข้าไปหาได้เลย แนะนำเพื่อนๆ เลยค่ะถ้าอยากได้ทั้งร้านอาหารที่สวยๆ บรรยากาศดี ของกินอร่อย ถ่ายรูปเก๋ๆ ต้องมีเว็บนี้ไว้เลยค่ะ” หลับปุ๋ย-ศณภรณ์ ทัพโภทยาน ปี 1 คณะศิลปะและการออกแบบ ม.รังสิต ของกลิ่นแรงๆ ต้องเอาไปให้ห่างจากสาวคนนี้ “หลับปุ๋ยก็เพิ่งเข้าปี 1 ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็เจอช่วงเวลาของการรับน้อง ที่นี่เขาไม่ได้รับโหดเลย รับน้องกันแบบเป็นพี่เป็นน้องกันมากกว่า ก่อนจบช่วงรับน้องก็จะมี ปิดลาน ปิดตา คือจะมีกิจกรรมที่รุ่นพี่เอาผ้ามาปิดตาน้อง แล้วให้น้องเดินจับมือ เดินในลานกว้างๆ แล้วรุ่นพี่ก็จะเอาอะไรไม่รู้มาให้เราดม จำไม่ได้ทั้งหมดนะว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง แต่รู้สึกว่าตอนนั้นดมไปหลายอย่างมากจริงๆ ทั้งกะปิ น้ำปลา สารพัดอย่างเลยค่ะ เหม็นมาก เหม็นจนหนูทนไม่ไหว จนสุดท้ายก็อ้วกออกมาค่ะ ตอนอ้วกเราก็ไม่รู้นะว่าข้างหน้าเป็นอะไร เพราะว่าปิดตาอยู่ แต่สรุปคือ อ้วกไปโดนรุ่นพี่ด้วย ก็ขอโทษพี่เขาไป ตอนมันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ตอนนั้นมันสุดๆ แล้วเวียนหัวมาก” มินมิน-รชยา ทัพพ์คุณานนต์ ปี 1 คณะนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต ขอแนะนำร้านสุดฮิตของเด็กนิเทศฯ “ร้านประจำของพวกเราชาวนิเทศฯ ม.รังสิต ต้องร้าน ไก่ 5 ดาวเลยค่ะ อยู่ข้างๆ ตึกเรานี่เองค่ะ เป็นร้านที่ไม่ใหญ่มาก แต่มีเมนูที่ทานได้ไม่เบื่อ ที่ฮิต นิยมมาทานร้านนี้กับก็เพราะมันอยู่ไม่ไกล ลงมาจากตึกเรียนก็เจอเลย สะดวกดีค่ะ ทานเสร็จแล้วจะได้ขึ้นไปเรียนต่อได้ทัน แถมเมนูก็รสชาติอร่อยคงที่ด้วย แต่ด้วยความที่ร้านมันเป็นร้านเล็กๆ ก็จะมีที่นั่งไม่มาก มีแค่ในร้านแอร์เย็นๆ 3 โต๊ะ ข้างนอกร้านอีก 3-4 โต๊ะ นั่งกันกลุ่มหนึ่งก็จะไม่พออยู่แล้ว ก็เลยจะต้องเผื่อเวลาหน่อยถ้าจะกินร้านนี้ เหมือนต้องแย่งชิงกันสักหน่อย” เพราะความอยากแกล้งเพื่อน หลิงหลิง-ปภัสสร ไพรวัน ปี 1 คณะศิลปศาสตร์ ม.ศรีปทุม เลยหน้าแตกยับเยินเลยงานนี้ “เม้าท์ความเปิ่นของตัวเองละกันค่ะ ก็มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองพลาดมาก คือตอนนั้นหนูคิดจะแกล้งเพื่อน ปกติหนูกับเพื่อนจะชอบนัดมาเจอกันในโรงอาหารของมหาลัย แล้วทีนี้หนูก็เห็นว่าเพื่อนนั่งอยู่ที่โต๊ะแล้วตอนนั้น ก็เลยจะแกล้งไปปิดตาเพื่อน หนูก็เดินไปปิดตาเพื่อนเลย แล้วบอกให้เพื่อนทายว่าใคร แต่พอเขาหันหน้ามา ปรากฎว่าคนที่หนูปิดตาอยู่อ่ะ ไม่ใช่เพื่อนของหนูเลย หันมานี่ต่างกันเลยนะ ตอนเดินมาจากข้างหนังหนูมั่นใจแล้วล่ะว่าใช่เพื่อนหนูแน่ๆ แต่พอไม่ใช่ก็เลยหน้าแตกยับเยิน คืออายมากๆ อ่ะ เพื่อนเราก็ไม่ได้นั่งอยู่ในโรงอาหารนี้ด้วย จะบอกว่าทักคนผิดแล้วเดินไปหาเพื่อนก็ไม่ได้ ก็เลยต้องรีบขอโทษเขาแล้วรีบเดินออกมาจากโรงอาหารเลยค่ะ อายหนักมากอ่ะตอนนั้น” ติดตามเรื่องราวของสาวๆ Mouth Verr ได้ที่นิตยสาร campus star no.32 Facebook : www.facebook.com/campusstar

โจรงัดบ้าน ท็อฟฟี่ พิธีกรตลกชื่อดัง ทรัพย์สินสูญกว่าล้าน!!
ท็อฟฟี่ เวิร์คพอยท์ /  โจรขึ้นบ้าน ท็อฟฟี่ / 

เมื่อช่วงเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันนี้(5 พ.ย.) ทาง ท็อฟฟี่ ตลกหกฉาก นักร้องนำวงสามบาทห้าสิบและพิธีกรชื่อดังของเวิร์คพอยท์ ได้เข้าแจ้งความ ถูกโจรขึ้นบ้านที่ จ.ชลบุรี กวาดทรัพย์สินเป็นสร้อยทองคำและพระเลี่ยมทอง รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านบาท!! เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เก็บลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐาน คาดมีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คนด้วยกัน ด้าน ปีโป้ สามบาทห้าสิบ สมาชิกในวงได้ช่วยกันแชร์ข้อมูล เผื่อได้เบาะแสเพิ่ม ดังนี้ "เพื่อนๆครับ วันนี้บ้านพี่ท็อฟฟี่ วง3.50 บาท ถูกขโมยขึ้นบ้าน งัดเอาทองที่พี่ท็อฟฟี่ ทำงานได้เงินแล้วซื้อทองเก็บไว้ จำนวนเยอะมาก มูลค่านับล้านบาท ขโมยน่าจะรู้ว่าความเป็นมาของบ้านมีคนอยู่ตอนไหน ไม่อยู่ตอนไหน บ้านพี่ท็อฟฟี่อยู่ซอยห้วยกะปิ 14 หมู่บ้านเดอะแกรนด์ทรัพย์มงคล จ.ชลบุรี ใครอยู่แถวนั้นหรือผ่านไปแถวนั้นวันนี้ หรือว่าสงสัยใครแถวนั้น เบาะแสเบื้องต้น เห็นว่ามีมอเตอร์ไซค์น่าสงสัยเข้าไปแถวนั้น ถ้าใครพอจะเดาได้ว่าเป็นใครที่ชอบขโมยของ หรือแถวนั้นเคยถูกขโมยขึ้นบ้าน ช่วยแจ้งเบาะแสด้วยครับ อาจเป็นคนเดียวกัน ขอบคุณครับ (เพื่อนๆช่วยแชร์ต่อด้วยครับ ) พลังโซเชียล ไม่รู้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน แต่อยากให้ทุกคนช่วยกันครับ"ขอบคุณ ภาพและข้อมูลจาก/ เฟสบุ๊คเพจ ปีโป้ สามบาทห้าสิบ, pantip.com โจรขึ้นบ้าน ท็อฟฟี่ เวิร์คพอยท์ โจรขึ้นบ้าน ท็อฟฟี่ เวิร์คพอยท์ โจรขึ้นบ้าน ท็อฟฟี่ เวิร์คพอยท์ ท็อฟฟี่ ตลกหกฉาก

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศครั้งแรก ตื่นเต้นสิ ไปกันสามคน สามสาว สามโสด 4 - 8 มีนาคม 2558 4 คืน 5 วัน แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ - ถิ่นลุงโฮ ||| ดาลัด - ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดี๊ดี ||| มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล ทั้งเดิน วิ่ง แว๊น แท็กซี่ รถเมล์ รถบัส มินิบัส รถจิ๊บ เจอหลากสภาพอากาศ ทั้งร้อน ร้อนโคตร เย็น เย็นโคตรๆ ที่สำคัญ จดจำเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิต กับการตกเครื่องครั้งแรก ความเงิบจึงบังเกิด แต่ก็ทำให้เราได้อยู่ต่ออีก 1 วัน หุหุ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ค่าใช้จ่ายทั้งหมด คนละ = 8,700 บาท ตั๋วเครื่องบินไปกลับ + ค่าอาหาร + ของฝาก + ที่พัก (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินที่ซื้อใหม่นะ) ปล.ภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสมาชิกพันทิปท่านนึง ถ่ายรูปสวยมาก เวลา 5 ทุ่ม เมื่อปีที่แล้ว เพื่อนเราไลน์ชวนไปเที่ยวเวียดนาม เราก็ตอบตกลงไป คำเดียวแบบไม่คิด และจองตั๋วไปกลับ ดอนเมือง-ไซง่อน(โฮจิมินห์) ในคืนนั้นเลย 3,000 บาท คือก็ไม่ได้เห่อนะ แต่อารมณ์อยากเที่ยวมันพาไป กิกิ >\\<  จนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลาที่เราสองสามคนเฝ้ารอก็มาถึง ตื่นเต้นสิคะ ตปท.ครั้งแรกน้าาา เราได้ Flight FD 650 DMK-SGN 07.45 น. ก่อนเดินทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาพอสมควร และแลกเงินที่ซุปเปอร์ริชทั้งเงิน USD และ VND  พวกทศนิยมเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปคิดมากค่ะ แลกให้พอมีติดตัว เน้นความสะดวก เพราะถ้าหาร้านรับแลกที่โน่นไม่เจอก็แย่ เราใช้เวลาเดินทาง 1.30  ชม. ก็มาถึงสนามบินนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ไซง่อนหรือนครโฮจิมินห์นั่นเองค่ะ โฮจิมินห์อดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอีกด้วยค่ะ ถึงสนามบินแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ซื้อซิมค่ะ เดี๋ยวลงแดง !! ที่นี่จะมี vinaphone กับ mobifone (แบรนด์นี้ พนง.ไม่ให้เราถ่ายรูป) เราเลือก vinaphone แพ็คเกจกะมีให้เลือกเยอะกว่า และถูกกว่า เราเลือกแพ็คเกจ unlimited 1.2 GB เล่นเน็ตได้อย่างเดียว ราคา 1่15.000 ดอง (จะใช้ . แทน ,) พอดีใช้ซิม Standard เลยได้ลดอีก 18.000 ดอง เก๋ๆ วิธีคิดค่าเงินง่ายๆ คือ ตัดศูนย์ข้างหลังทศนิยมออก x 1.5 เช่น 115.000 ดอง เป็นเงินไทย 115 x 1.5 = 172.5 บาท เราเดินออกจากสนามบินมาทางขวามือ มอง 45 องศาอีกฝั่ง ประมาณ 500 เมตร จะเจอรถเมล์สาย 152 (เฮ้ยยยย ข้อมูลที่หามา เป๊ะอ๊ะะะ !!) เราขึ้นไปนั่งรอบนรถ สุดท้ายหน้าแตกจ้ะ รถที่ออกคือคันหลัง - - ได้ย้ายกันทั้งคัน ค่าโดยสารเข้าเมือง ราคา 5.000 ดอง ใครมีเป้ ข้าวของ เอาวางไว้ที่ตักนะคะ เด๋วจะโดนเรียกเก็บเป็น 10.000 ดอง แต่บางทีถ้าเราเอามาวางไว้ที่ตักแต่กระเป๋าเรามันใหญ่มากๆ เขาก็คิดเพิ่มนะคะ นั่งรถเข้าเมืองใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่ะ รถจะผ่านวงเวียนใหญ่ ตรงตลาดเบนถัน(ตามรูป) และรถจะจอดให้ลง ที่นี่สมคำร่ำลือจริงๆ เมืองแห่งมอไซค์ค่ะ คือรถโคตรเยอะ แซ้บบอยสก๊อยเกิลก็เถอะ เจอพี่เวียดเข้าไป เป็นต้องหลบให้เลยค่ะ ที่นี่ใส่หมวกกันน็อคกันทุกคนนะคะ ชอบมาก อยากให้คนไทยเป็นแบบนี้ เวียดนามจะมีรถสามล้อที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เราไม่นั่งค่ะ ได้เห็น ได้ถ่ายรูปพอละ เสี่ยงโดนโกง และเปลืองตัง ห้าาา ขณะนี้เวลา 11.45 น. เรารีบกางแผนที่ ตามหาเวียตซีค่ะ (Vietsea Tourist) เราจะจองทริปครึ่งบ่ายไปอุโมงค์กู๋จี ตอนแรกมึนมาก เดินมาผิดทาง เพราะมองแผนที่กลับหัว เอิ้กๆ วิธีมา >> ต้องเดินตามถนน PhanNgu Lao เส้นสวนสาธารณะนะคะ จะเจอเวียตซีอยู่ซ้ายมือชั้นล่าง ใต้โรงแรม KIM KHOI HOTEL ค่ะ ค่าทัวร์ 5 USD/คน พนง.จะนัดเวลา มาให้ตรงเวลานะคะ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ จากนั้นเราเดินหา บริษัท Phuong Trang ค่ะ เป็นบริษัทรถที่เราจะจองไปดาลัดคืนนี้ >> จากเวียตซี เดินต่อไปนิดเดียวจะเจอแยกถนน De Tham  เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 100 เมตร จะเจอที่ขายตั๋วค่ะ เราจองรถนอนไปดาลัด รอบประมาณ 23.45 น.  ราคา 230.000 ดอง ซึ่งรถจะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ ถ้าซื้อเวียตซีจะโดนชาร์จนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ลำบากอะไร ไปซื้อเองดีกว่าค่ะ ใกล้กันมากๆ ระหว่างรอขึ้นรถไปอุโมงค์กู๋จีเราก็เดินๆ หาอะไรกินกันค่ะ ปรากฏว่าเพลิน ลืมกิน เวลาก็จวนจ่ำ เลยต้องรีบเดินกลับค่ะ หลังๆ ดูเวลา เดินไม่ได้แล้วค่ะ วิ่งสิคะ โห...ผมนี่ติดสปีชเลย แต่เชื่อมั้ยว่าไม่ทัน ช้าไป 5 นาที ร้องไห้แปรบบบ เหงือนี่แตกพราก หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ พนง.ที่เวียตซีน่ารักมากค่ะ พาเราเดินไปรอรถอีกฝั่ง น่าจะให้วนมารับอีกรอบ ตอนขึ้นรถนี่พูดได้เต็มปากว่า "โคตรอาย"  ดังนั้นเพื่อนๆ อย่าเผลอนะคะ กะเวลาเวลาดีๆ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ เรานั่งรถบัสที่ทางเวียตซีจัดให้ไปอุโมงค์กู๋จี ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเกือบทั้งคัน มีไกด์ชื่อ คุณแจ็ค ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงอุโมงค์กู๋จี ไกด์จะเก็บเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเข้าชมคนละ 110.000 ดอง และจะพาเราไปปรับพื้นฐานเบื้องต้นก่อนไปสถานที่ต่างๆ ไกด์พามาดูกับดักค่ะ ด้านล่างจะมีเหล็กแหลมคอยดักศัตรูให้ติดกับ อุโมงคกู๋จี ห่างจากโฮจิมินห์ 40 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ของชาวเวียดกงที่ขุดขึ้นขนาดพอดีกับตัวในสมัยที่ทำสงครามกับกองทัพอเมริกา รวมถึงกองทหารพันธมิตรจากนานาประเทศ ใช้ซุ่มโจมตีกองกำลังทหาร ทำให้ทหารเวียดนามได้รับชัยชนะในการรบกับทหารอเมริกา ถึงขั้นที่อเมริกาคิดที่จะมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ แต่พันธมิตรยับยั้งไว้ก่อน โดยอุโมงค์นี้มความยาวกว่า 200 กิโลเมตร อยู่ได้ถึง 80,000 คน ใช้เป็นที่บัญชาการทางทหาร เป็นหลุมหลบภัย และอุโมงค์นี้ยังสามารถทะลุออกแม่น้ำไซ่ง่อนได้อีกด้วย มีทั้งให้ลองลอดอุโมงค์ บางอุโมงค์ต้องคลานเท่านั้น คืออิชั้นขอบายค่ะ คุณลุงทหารกำลังทำรองเท้าอยู่ค่ะ รองเท้าทำมาจากยาง สมัยก่อนทหารเวียดนามจะใส่รองเท้าสลับหัวท้าย เพื่อเป็นกลอุบาย หลอกล่อศัตรู ให้เดินมาติดกับดัก อารมณ์เดียวกับ กัณหา ชาลี เลย คือทหารเวียดนามฉลาดมากอ่า ก่อนกลับไกด์พามาที่โรงอาหารของทหารเวียดนาม เป็นโต๊ะไม้ยาวๆ มีของกินด้วยนะคะ "มันเผา" แบบฉบับทหารเวียดนาม จิ้มกับพริกเกลือ แต่ที่นี่จะใส่ถั่วลิสง รสชาติอร่อยดีนะ หอมๆ แปลกดี ทุกจุดที่ไกด์พากรุ๊ปทัวร์ไป เราจะเป็นสามคนสุดท้ายที่ไปช้าเสมอ และไกด์ก็มักเรียกเราด้วยประโยคนี้เสมอ เฮ้ มายกรุ๊ป คัมเฮีย !! เราใช้เวลาอยู่ที่อุโมงค์กู๋จี 1.45 ชั่วโมง กลับเวลา 16.30 น. ใช้เวลาเดินทางอีก 2 ชั่วโมงเหมือนเดิมค่ะ ช่วงว่างๆ นี่ นอนเอาแรงเหอะ ^^ Zzz. กว่าจะถึงโฮจิมินห์ก็ 18.30 น. ละค่ะ เราลงจากรถมองหาของกินอันดับแรกเลย เจอร้านน้ำผลไม้ปั่น น่ากินดี ราคา 15.000 ดองเอง เลยสั่งมาสามแก้ว น้ำส้ม น้ำมะม่วง น้ำสับปะรด รสชาติโอเคเลยถ้าเทียบกับราคา เราขอฝากกระเป๋าไว้ที่เวียตซี แล้วบอกเขาว่าจะมาเอาตอน 3 ทุ่ม เพราะถ้าเดินแบกไปเรื่อยๆ อาจมีหลังทรุด เราเดินไปตามสวนสาธารณะ จุดหมายอยู่ที่ Night Market แถวตลาดเบนถัน หาของกิน หาของกิน หาของกิน โฮจิมินห์ เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะเยอะมาก และคนเวียดนามก็ชอบมาออกกำลังกายที่นี่ และตอนกลางคืนก็มีหลายคู่ที่มานั่งจู่จี๋ตามสวนสาธารณะ บ้างก็มาเล่นกีฬาเตะลูกขนไก่ค่ะ  เรานั่งดูเพลินเลย ลูกขนไก่เล็กขนาดนั้นเตะกันได้ลูกเด้งดึ๋ง ปริงได้ดีมาก แล้วก็มีแบบเป็นแก๊งด้วยนะ มากระโดด โลดโผน ตีลังกา อารมณ์ศิษย์วัดเส้าหลินอ่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก โหะๆ เราข้ามถนนตรงวงเวียนมาฝั่งตลาด วิธีการข้ามถนนที่นี่ คือ ข้ามตรงทางม้าลายปลอดภัยสุด ถ้าตรงไหนไม่มีทางม้าลาย หายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบข้ามค่ะ ส่วนใหญ่รถจะหลีกทางให้เราเองนะ คหสต.เชื่อว่าหลับตาข้ามคงไม่โดนชนแน่นอน (แต่อย่าทำนะ) มาที่นี่ตอนแรกไม่ชินค่ะ เสียงแตรรถบีบกันถี่และดังมาก สะดุ้งทุกๆ สามวิก็ว่าได้ แต่อยากจะบอกว่า เรายังไม่เห็นอุบัติเหตุเลยนะ สงสัยเขาขับรถเชี่ยวกันมาก ที่ Night Market จะเหมือนถนนคนเดินเล็กๆ ไม่ใช่คนเท่านั้นที่เดินนะคะ รถมอไซค์ก็ขับผ่านไปมาพรุกพร่าน ระวังโดนซอยตูดกันด้วยค่ะ เสียว เราเดินเซอร์เวย์มาเรื่อยๆ มีร้านอาหารไม่กี่ร้านนะ แต่เราสะดุดร้านนี้ค่ะ ร้านหาบเร่เล็กๆ ขายบุ๋นเรียว ลักษณะคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำใสใส่ลูกชิ้นปลาสไลด์ ราคา 20.000 ดอง (ราว 30 บาท) เลยจัดไปถ้วยนึง อยากชิมของข้างทางแบบคนไซง่อนเขากินกัน คำแรกที่ซดน้ำซุป โห...น้ำตาจะไหล อร่อยอ่ะ มันเด็ดมาก ไม่ต้องปรุงเลย รสชาติเปรี้ยวมะนาว เค็มๆ หวานๆ เผ็ดพริกซอยเล็กๆ จัดว่าเด็ด !!!! บุ๋นเรียว 1 ถ้วย กินกัน 3 คน มันจะไปอิ่มอะไร เราไม่รีรอค่ะ เดินเข้าร้านสั่งอาหารเลย เราสั่งข้าวผัดทะเล ปอเปี๊ยะสด ผัดผัก ต้มปลาใส่ผัก(เรียกอะไรไม่รู้แต่เป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่) ข้าวผัดจะใส่อะไรไม่รู้ กรอบๆ แข็งๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่ความรู้สึกเราเหมือนข้าวหุงไม่สุก ข้าวก้นหม้อ ประมาณนั้น แต่คือหิว สั่งอะไรมาก็หมด ห้าาา ผลไม้ที่ซื้อมารูปร่างเหมือนละมุดยักษ์ แต่รสชาติเหมือนมะพร้าว อร่อยมาก ชอบ หวานนวลๆ มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 270.000 ดอง ค่ะ เสร็จจากมื้อนี้ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้ซื้อของนะ เพราะขี้เกียจถือ แค่นี่ก็หลายสิ่งแล้ว เราลองถามราคาเสื้อผา ของที่ระลึกต่างๆ ปรากฏว่าแพงนะ เลยไม่เอา แต่หลังจากไม่เอานี่แหละ สงครามประสาทก็เกิดขึ้น คนขายจะมาง้อเรา พร้อมเครื่องคิดเลข 1 เครื่อง ให้เรากดเสนอราคาที่เราพอใจ แหมะ ธัมโม สังโฆ คือไม่ค่อยชอบวิธีการ แต่ก็เอาวะ ลองดู ประเด็นอยากได้เสื้อยืดรูปธงเวียดนามไง ราคาประมาณ 120.000 ดอง เราเลยลองต่อครึ่งนึง นังบอก "โนววววววววว" ให้เสนอราคามาใหม่ คราวนี้เราเลยต่อไป เหลือ 80.000 ดอง (120 บาท) คนขายบอกโอเค เมื่อพอใจในราคาทั้งสองฝ่าย การซื้อขายจึงสิ้นสุดลง และเราก็ได้เสื้อยืดสีแดง รูปดาวมาสมใจ กิกิ มองดูเวลาสมควรแก่การอาบน้ำ เราเดินกลับไปเอากระเป๋าที่เวียตซี ห้องน้ำที่นั่นมีห้องเดียวเล็กๆ แถมกรุ๊ปทัวร์เยอะด้วย เราเลยหอบกระเป๋าไปห้องน้ำที่สวนสาธารณะ  ซึ่งเป็นห้องน้ำระดับสี่ห้าดาวของเวียดนามเลย เราจัดแจงแตรียมของไปอาบน้ำ พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ห้องน้ำปิด เอิ่ม....ความพยายามทั้งหมดที่ทำมา ไม่เป็นไร เราตัดสินใจเดินไปขึ้นรถที่ Phuong Trang โชคดีมาก ที่นั่นมีห้องน้ำ ไม่มีใครเข้าด้วย เพราะมันอยู่ด้านใน เสร็จเราสองสามคนจ้าาา เลยได้ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เอาน้ำลูบๆ ทาแป้งเย็นให้สบายเนื้อสบายตัวก่อนขึ้นรถไปดาลัด รถนอนที่นี่ นอนกันจริงจังมาก นั่งแทบไม่ได้ ก่อนขึ้นรถเขาจะให้ถอดรองเท้าเอาใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ที่ใต้เบาะนอนด้านบนนะคะ ฝรั่งบางคนขายาวมาก น่าสงสารอ่ะ เอาเท้าสอดเข้าช่องไม่ได้ เลยต้องนอนชันเข่าทั้งคืน ต่อจากนี้อีก 6 ชั่วโมง ก็จะถึงดาลัดแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ. **เพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายวันที่ 1 รวม 1793.000 VND + 15 USD / 3 คน ค่ะ เฉลี่ยใช้จ่ายคนละประมาณ 1,000*** บาทค่ะ สำหรับวันที่ 2 ณ เมืองดาลัด ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดีดี๊ ^^ เราถึงดาลัดประมาณ 05.30 น. อยากจะบอกว่า ดาลัดหนาวมากกกกก เราแคปเจอร์หน้าจอไว้เป็นหลักฐานมาด้วย ถึงแล้วให้บอกคนขับรถตู้ของ Phuong Trang (บริการฟรี) ว่าไปที่ไหน....เอ่อแล้วไปที่ไหนล่ะ ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เรากะ walk in เลย ที่หาข้อมูลไว้คือ เกสเฮาส์แถวๆ โรงแรมทิวลิป ตอนแรกคนขับรถไม่สนใจเรา โคตรเซง เลยต้องนั่งเสริจหารูปภาพโรงแรมและที่อยู่ให้เขาดู ถึงยอมไปส่งเรา ระหว่างทางเพื่อนเราก็ถ่ายรูปไป พนง.ก็ไล่ส่งคนจนเหลือแค่เราสามคน เขาบอกให้เราไปนั่งหน้า จะได้ถ่ายรูปได้สะดวกๆ ใจดีจุง กว่าจะถึงหน้าโรงแรมทิวลิปก็ 06.30 แล้ว แนะนำว่าเมื่อถึงหน้าโรงแรมทิวลิปให้ทันหน้าเข้าหาโรงแรม แล้วเดินไปทางด้านซ้ายมือ จะเจอเกสเฮาส์เพียบบบ ควรเลือกเกสเฮ้าที่มีรถมอไซค์ให้เช่า และมี พนง.ที่สื่อสารกับเราได้ ไม่งั้นปัญหาอาจจะเกิดขึ้นเหมือนเรา (ไว้จะเล่าอีกที) เราพักที่  NHA NGHI Guesthouse ด้านล่างจะเป็นร้านกาแฟ ชื่อ Coffee Dau Tay 2 ราคา 300.000 ดอง/คืน ถือว่าโอเคเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้อ่า แล้วเราก็ให้ทางร้านจองรถไปมุยเน่พรุ่งนี้เช้า ราคา 150.000 ดอง/คน พร้อมเช่ามอไซค์ ได้ร้านข้างๆ ติดกับที่พักนี่เอง ค่าเช่ามอไซค์ 2 คัน เราต่อได้คันละ 100.000 ดอง กิกิ แล้วจะช้าอยู่ใย ไปแว๊นกันเถอะ ถนนที่นี่ขับเลนส์ขวา แซงเลนส์ซ้ายนะคะ ต้องจูนสมองพักนึงเลย เราซื้อแผนที่มาจากร้านเช่ามอไซค์ 15.000 ดอง ไปเติมน้ำมันด้วย สองคัน 80.000 ดอง ที่แรกที่เราแวะเที่ยวคือ  Vuon Hoa Thanh Pho Da Lat หรือ The flowers garden เป็นสวนดอกไม้นานาชนิด สวยดีค่ะ เอารถจอดไว้ด้านหน้า เสียค่าจอด 6.000 ดอง ส่วนตั๋วซื้อได้ที่ด้านหน้า ราคา 30.000/คน ไปชมภาพบรรยากาศกันค่ะ ^^ โหมดสาระ : สวนพฤกษศาสตร์ดาลัด (Dalat Flower Gardens) อยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบซวนฮวาง บนถนนฟูดงเตียนหวุง (Phu Dong Thien Vuong) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2409 เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรภาคใต้ ดาลัดได้รับการขนานนามว่าเมืองแห่งดอกไม้ ที่นี่จะมีดอกไม้บานสะพรั่งตลอดทั้งปี รวบรวมพรรณไม้ไว้อย่างมากมาย ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้ ที่มีทั้งกล้วยไม้สายพันธุ์แท้และลูกผสม ซึ่งกล้วยไม้ตัดดอกทั้งหมดที่อยู่ในเวียดนามมาจากที่นี่ค่ะ มีพวกผักเมืองหนาวด้วย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว ที่แรกผ่านไป ต่อด้วยแว๊นมอเตอร์ไซค์ไปที่ที่สอง หุบเขาแห่งความรักค่ะ (Valley of Love) ที่นี่อยู่ทางเหนือของทะเลสาบซวนฮวางประมาณ 5 กิโลเมตร หุบเขาแห่งความรัก คนเวียดนามเรียก "ทุงหลุงติงห์เอียว" เป็นหุบเขาที่มีวิวทะเลสาบ ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ปกคลุมด้วยไม้สนค่ะ คืออากาศดีมากกกก ชอบมากกก ระหว่างขับรถด้านข้างจะเป็นทะเลสาบซวนฮวาง ถ้าใครแว๊นมากะแฟนนี่โคตรฟิน พูดเลยยยย >\\< แต่ละที่ระยะทางไม่ห่างกันมากค่ะ แต่ควรกะเวลาให้พอดีนะคะ เพราะเราเที่ยวแบบต๊ะต่อนยอนมาก ห้าา Valley of Love เขามีตำนานนะคะ เอามาจากคุณ *Pacharawalai ว่ากันว่า "เมื่อก่อนที่นี่เป็นสถานที่นัดพบระหว่างนายทหารชาวดาลัดนายหนึ่งกับหญิงสาวผู้เป็นที่รัก โดยเหตุการณ์นี้เกิดในช่วง ศตวรรษที่ 17  ซึ่งเป็นช่วงที่นายทหารผู้นี้ต้องไปทำการรบกับข้าศึกชาวจีนมองโกเลียที่มารุกรานเวียดนาม โดยสองคนนี้ได้สัญญาว่าเมื่อชายหนุ่มกลับมาพบกันตามเวลาที่นัดหมาย ก็จะแต่งงานกัน เมื่อถึงเวลานัด ฝ่ายหญิงก็ไปรอนายทหารหนุ่มคู่รักที่หุบเขาแห่งนี้ แต่เผอิญอีตาทหารหนุ่มเกิดไม่ได้มาตามนัดซะงั้น สาวเจ้าก็เศร้าโศกเสียใจ คิดว่าคนรักตายในสนามรบซะแล้ว เลยโดดหุบเขาฆ่าตัวตายที่นี่ สุดท้ายเมื่อนายทหารหนุ่มกลับมาและได้ข่าวว่าคนรักตัวเองโดดเขาตาย เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปในที่สุด ว่ากันว่าชาวดาลัดเรียกหุบเขาแห่งความรักนี้ว่า ดอยสองศพค่ะ เนื่องจากชาวบ้านได้นำเอาร่างของคนทั้งคู่มาฝังร่วมกันที่นี่" และทั้งหมกก็คือตำนาน จบ. มาต่อกันดีกว่า เมื่อมาถึง Valley of Love แล้วต้องเอารถไปจอดด้านในนะคะค่าฝาก 6.000 ดอง/คัน แล้วเดินออกมาซื้อตั๋วด้านนอก ราคา 30.000 ดอง/คน ค่ะ ที่นี่จะมีให้เราเลือกแพคเกจเที่ยวโดยรถไฟ รถจิ๊บ เดิน บลาๆๆ ซึ่งราคาแอบแพง เราเลยเลือกเดิน เข้าไปแล้วจะเจอสวนดอกไม้ มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลยค่ะ แนะนำว่าให้มาก่อนเที่ยงนะคะ ไม่งั้นตะวันตรงหัวเวลาถ่ายรูปแล้วเงาจะตกลงมาที่หน้าค่ะ จะมิงามมมม ^^ เข้าไปด้านในจะเจอร้านอาหาร เครื่องเล่น รถถีบด้วยค่ะ(ภาษาอะไรเนี้ย แอร๊ยยย) เราแวะกินข้าวกลางวันที่นี่หมดไป 230.000 ดอง แนะนำว่าเวลาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แล้วอยากกินก๋วยเตี๋ยวให้อ่านเมนูดีๆ นะคะ มาไกลถึงเวียดนามไม่อยากให้สั่งมาแล้วเงิบ เจอเส้นมาม่าเหมือนเรา ห้าา เพิ่มพลังกันแล้ว เดินต่อค่ะ จะได้ย่อย  ^^ เดินเข้าไปด้านในเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเจอภาพนี้ค่ะ ครั้งแรกที่เห็น ต้องอุทานออกมาดังๆ ว่า "เห้ยยยยยยยยยยยยยยย" วิวดีอ่า สวยมาก ด้านล่างจะเป็นทะเลสาบล้อมไปด้วยหุบเขา อยากให้มาเห็นด้วยตังเองจังค่ะ มีก๊อกน้ำลอยได้ด้วยนะ เก๋ๆ มาถึงแล้วขอถ่ายรูปเป็นที่ระทึกซักหน่อยค่ะ ด้านล่างเขาจะทำเป็นสวนผีเสื้อ ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดานะคะ แต่เป็นผีเสื้อยักษ์ !! ถ้าลงบันไดไปด้านล่างอีกก็จะมีเรือให้ปั่นเล่นที่ทะเลสาบค่ะ แต่เราไม่ได้ลง กลัวเวลาไม่พอ ต้องไปแล้วสิ ไปเอารถที่ฝากไว้ค่ะ เตรียมแว๊นไปที่ XQ Đà Lạt Sử Quán  อยู่ใกล้ๆ Valley of Love ทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ ติดตามโพสต่อไปนะคะ ที่นี่เด็ดไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย  ขอลาไปด้วยภาพนี้ที่พี่เป็นสก๊อยเวียดนาม โหะ โหะ โหะ.... ^O^ สถานีต่อไป XQ Đà Lạt Sử Quán ขับรถไปนิดเดียวก็จะเจอ อย่างที่บอกว่าทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ  ดูข้างนอกว่าสวยแล้ว  ข้างในสิสวยกว่า ปล.กล้องเราแบตหมด เซงมากกก ดีนะมีกล้องเพื่อนกะกล้องมือถือ ไม่งั้นร้องไห้ค่ะ ดังนั้นเพื่อนๆ เตรียมแบตสำรอง ชาร์จมาให้พร้อมนะคะ ตอนนี้ 16.00 น. ต้องรีบละค่ะ เรากลัวเก็บไม่หมด มาถึงก็ฝากรถไว้ 10.000 ดอง แล้วขึ้นไปด้านบนค่ะ จะเจอวิวเมืองดาลัดสวยๆ แบบนี้ ^^ เราเข้าไปซื้อตั๋ว cable car ให้บริการเวลา 07:00-11:30 และ 13:30-17:00 มีหยุดพักเที่ยวด้วยนะคะ ไปอย่างเดียว 50.000 ดอง ไป-กลับ 70.000 ดอง ขากลับเรากะนั่งแท็กซี่ลงมา เพราะใช้เวลานั่ง cable car ไปกลับ 30 นาที นานเกิน มาชมกันค่ะ ชมภาพทิวสนสีเขียวนวลตา ระหว่างนั่ง cable car ข้ามไปวัด Truc Lam ฟินลืมมม แต่คนที่กลัวความสูงนี่อดนะคะ >< 15 นาทีผ่านไป ลงจาก cable car เข้าสู่วัด Truc Lam ข้อมูลจาก Mr.hotsia บอกว่าวัดนี้เป็นวัดพุทธนิกายเซน ซึ่งเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) พระอารามห่างจากใจกลางเมืองของดาลัด 5 กม. ตั้งอยู่บนภูเขาฟินิกซ์เหนือมีทะเลสาบ Tuyen Lam Lake วัดนี้ไม่เพียงเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดลัมดอง (Lam Dong) เมืองดาลัดอยู่ภายใต้จังหวัดลัมดองค่ะ ลืมบอกเลย สิ่งที่พลาดไม่ได้ในการมาเที่ยววัดนี้คือการเดินออกไปชมวิวทะเลสาบตังแลม(Tuyen Lam Lake) หลังวัดซึ่งเราพลาด เหมือนตอนที่ไป เขามีป้ายซึ่งเราเข้าใจว่าห้ามเข้านะ อด ขากลับเรานั่งแท็กซี่กลับค่ะ ตอนแรกแอบกลัวโดนโกง จากข้อมูลที่หามาบอกว่า ให้นั่งของ Vina sun กับ Mai Linh เท่านั้น ซึ่งเราเลือกนั่งของ Vina sun ผู้หญิงขับด้วยค่ะ เค้าบอกว่าคิดราคาตามมิเตอร์ เราก็โอเค สรุปหมดไป 80.000 ดอง ค่ะ เก๋ๆ อิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา เชื่อมั้ยกว่าจะถึง Crazy House ก็ปาไปเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว ชีวิต....สิ้นนนนนน !!! คงได้เก็บสถานที่นี้เป็นที่สุดท้าย ณ ดาลัด เศร้าแปรบบบ  ขอย้ำ ขอซ้ำ ขอให้จำว่า "มาดาลัดต้องอยู่ 2 วัน ถึงจะเก็บหมดแบบชิวๆ" อิชั้นผิดเองที่ต๊ะต่อนยอน ขอสุมาเต๊อะ อดไปพระราชวัง Bao Dai พิพิธภัณฑ์รถไฟ โบสถ์สีชมพูโดเมนเดมารี นั่ง sliding car ไปน้ำตกดาตันลา เจดีย์มังกรเอย TT  จบบบบ สิ้นนนน ถือเป็นบทเรียนค่ะ (ขอโทษที่ข้อมูลไม่ครบนะคะ) ถ้าอยากครบต้องมีซ้ำ แต่ไม่เป็นไรเป้าหมายเราอยู่ที่วันพรุ่งนี้ คือ มุยเน่ เมืองทะเลทรายชายทะเล ตามรอยเราสองสามคน มโนรมณ์ว่าเป็นสุนทรีย์ แอร๊ยยย >\\< ต่อค่ะๆๆ ไปถึง Crazy House จอดรถไว้ด้านข้างนะคะ ค่าฝากรถ 4.000 ดอง ค่าเข้า 40.000 ดอง เวลานี้โพ้เพ้มาก เริ่มมืด ตื่นเต้น และน่ากลัวไม่น้อย หึหึ (คนอวดผีป่ะเนี้ยย) ไปดูภาพบรรยากาศกันค่ะ Crazy House เป็น 1 ใน 10 Houses to See Before You Die คนออกแบบคือ มาดาม Hang Nga ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีที่ 2 ของเวียดนามค่ะ เรียนจบสถาปัตกรรมจากฝรั่งเศส จุดเด่นของ Crazy House คือจะคล้ายๆ ถ้ำของมนุษย์ยุคหิน ข้างในจะตกแต่งด้วยของหน้าตาประหลาดๆ เราอยากบอกว่าด้านบนบางจุดอันตรายนะ ถ้าไปตอนเย็นๆ ทางเดินจะมืด บางจุดยังสร้างไม่เสร็จ สะพานข้ามเปราะๆ ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรง เห็นโครงเหล็กฉาบปูนอยู่เลย ตรงไหนรู้สึกเสี่ยง ก็เลี่ยงนะคะ (เอ๊ะ !! หรือว่าเขาตั้งใจทำ - -) เดิน วิ่ง กระโดด โลดโผน ปีน ป่าย เสร็จ ก็ได้เวลากลับที่พักค่ะ เวลา 1 ทุ่ม เราถึงที่พัก สิ่งที่ทำอย่างแรกคือ ชาร์จแบตกล้อง เด๋วคงต้องใช้กล้องมือถือถ่ายแล้วแหละ เราไม่รีรอที่จะออกหากิน แว๊นมอไซค์ไปจอดข้างถนน แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งซึ่งเป็น Night Market ค่ะ โหหห คนเยอะและของกินแยะเรียงรายตามบันได เห็นแล้วแทบจะเกลือกกลิ้ง อากาศก็เย้นเย็นนน อยากกินไรอะไรร้อนๆ มาก คือเราหิวมากต่อจากนี้ไป เราจะกิน กิน กิน และกิน มาเริ่มกันเลยค่ะ หมายเลข 1 เป็นต้นอาร์ติโชค เอาไว้ทำชาร้อนๆ จิบตอนอากาศเย็นๆ ฟินน หมายเลข 2 ไม่ใช่ของกิน ห้าา แต่เป็นปูนปาสเตอร์ก้อนกลมๆ แบนๆ ร้อยใส่เชือกเทียน ยังไม่เคยเห็นที่ไทยนะ น่ารักดี หมายเลข 3 เป็นขนม คล้ายขนมขี้หนูม้วน ข้างในสอดใส้ถั่วหวานๆ หอมๆ หมายเลข 4 ของปิ้งย่าง ลูกชิ้น ฮอทดอก ไส้กรอก หมู เนื้อ ปิ้ง ที่ชอบคืออะไรไม่รู้คล้ายๆ หมูห่อใบชะพลู รสชาติแปลกดี หมายเลข 5 เต้าฮวย ต่างจากไทยตรงที่เต้าฮวยที่นี่นุ่มนิ่มเด้งดึ๋งมาก ราดน้ำเชื่อมและกะทิด้านบน หมายเลข 6 แพนเค้ก จะมีแม่พิมพ์ใช้ทำอยู่ เลือกใส่ไส้ได้ตามใจชอบ มีทั้งชอก สตอ บลูเบอรี่ รสชาติก็งั้นๆ นะ เราทำอร่อยอีก (ดู๊วว) หมายเลข 7 บุ๋นเรียว ของขึ้นชื่อของดาลัดเลยนะ อร่อยมาก ก้อนๆ นั่นทำจากไข่ไก่ผสมไข่ปลา (เห็นเขาว่ามาอย่างงั้น) ยัง ยังไม่หมด อย่าลืมว่าเรามากันสองสามคน เวลาซื้อของกินเราจะซื้อทีละนิดทีละหน่อย พอให้กระเพาะได้มีพื้นที่ไว้ยัดของกินอย่างอื่นอีก ห้าาา หมายเลข 1,2 ร้านนี้ขายหลายอย่าง เราสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่น้ำใสมา(ตั้งชื่อเอง) ข้าวต้มหมู(อร่อยมาก) และต้มไก่ ร้านนี้ใช้เตาถ่านนะ กลิ่นเลยเฉพาะ น้ำซุปห๊อมหอม หมายเลข 3 บุ๋นเรียวต้องใส่กะปิด้วยนะลืมบอกเลย เหมือนข้าวปุ้นน้ำแจ่วที่เชียงคาน หมายเลข 4 เต้าฮวยนุ่มนิ่ม ต่อค่ะๆ อย่าให้ขาดช่วง หมายเลข 1 ผลไม้แช่อิ่ม ขายที่ตลาดด้านล่างคล้ายๆ ที่กาดหลวง กาดต้นพยามเชียงใหม่ เราโหวตมะม่วงอร่อยสุด แม่ค้านี่กวักมือรัวๆ เรียกเราให้เข้าไปชิม ไอเราก็ใจง่าย ไปเฉยเลย เจอเอาของกินเข้าล่อก็เงี้ยะ แม่ค้าขนของออกมาให้ลองแทบจะหมดร้านละค่ะ ทั้งชา กาแฟ โห...รู้ตัวอีกทีคือตรูแหลกของเค้าไปเยอะเลย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ได้ เลยเอามะม่วง พลับ กับบ๊วย ตอนจ่ายตังมีเงิบ 450.000 ดอง ธัมโม สังโฆ (แต่มารู้ทีหลังว่าถูกกว่าตลาดเบนถันอีกนะ) อ่อ เราซื้อกาแฟที่นี่ด้วย กาแฟ G7 กับกาแฟบด ขี้ชมดก็มี หมายเลข 2,4 น้ำเต้าหู้ของดาลัดเก๋มาก ทำจากถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิงสง รสชาติและกลิ่นแตกต่างกันไป เราโหวตถั่วเขียว อร่อยดี กินคู่กับซาลาเปาทอด หรือขนมปังที่ร้านมีไว้ให้(แต่อย่ากินเลย เหนียว แข็ง และไม่อร่อย) หมายเลข 3 พิซซ่าเวียดนาม แป้งกรอบ อร่ยยยยยมาก จัดว่าเด็ด ปกติจะเป็นแผ่นกลมๆ อันนี้แม่ค้าตัดมาให้เราพอดีคำ ใครจะไปต้องลองนะคะ ข้อสังเกต : คนดาลัดให้ความสำคัญกับอาหารมาก ทุกอย่างมีประโยชน์ ก๋วยเตี๋ยว เฝอ บุ๋นเรียว มีผักฟรีให้กินเยอะมาก น้ำเต้าหู้จากถั่วชนิดต่างๆเอย เต้าฮวยเอย คือเป็นเมืองที่คนใส่ใจดูแลสุขภาพมาก หุ่นแต่ละคนเป๊ะอ่า ไม่มีใครอ้วนเลย เห็นแล้วรู้สึกว่าควรหันมาใส่ใจตัวเองด่วน ! สรุปค่าใช้จ่าย วันที่ 2 รวมค่าใช้จ่าย 2840.000 VND = 4,260 บาท เฉลี่ยคนละ 4,260/3 = 1,420 บาท ค่ะ ^^ ปล.ค่าอาหาร พวกก๋วยเตี๋ยวราคา เฉลี่ยอยู่ที่ 20.000 ดอง หรือ 30 บาทค่ะ ถูก อร่อย ดี ต้องที่ "ด่าหลัด" อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao

นักเรียนไทยไอเดียบรรเจิด พานไหว้ครู 59 บอกเลยไม่มีใครยอมใคร!
ความคิดสร้างสรรค์ /  นักเรียนไทย / 

สีสันและไฮไลท์ในวันไหว้ครู ที่น่าจับตาทุกปี กับ "พานไหว้ครู" เด็กไทยแต่ละรุ่นแต่ละปีนั้นครีเอทออกมาได้ไอเดียบรรเจิดมาก ไม่ได้ยึดว่าจะต้องจัดเป็นพุ่มดอกไม้สวยๆ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความคิดนอกกรอบ และจับเอาเทรนด์หรือกระแสมาร่วมอยู่ในพานด้วย ซึ่งภาพที่ทีนเอ็มไทยนำมาฝากในวันนี้ ดูจากการติดแฮชแท็ก #พานไหว้ครู นั่นเอง และต้องบอกว่าพานไหว้ครูปีนี้ก็ไม่แพ้ปีที่ผ่านๆ มาแน่นอน อาจถึงขั้นฮาท้องแข็ง! แต่ยังไงก็แล้วแต่ น้องๆ ต้องไม่ลืมว่าพานนี้ มีไว้เพื่อเคารพและระลึกถึงบุญคุณของคุณครูด้วยนะคะ นักเรียนไทยไอเดียบรรเจิด พานไหว้ครู 59 บอกเลยไม่มีใครยอมใคร! เล่นเอาน้ำพริกกะปิ ผักสดมาซะขนาดนี้ อีกพานไม่เป็นข้าวสวยไปด้วยเลย ดูอนุรักษ์ไทยๆ สไตล์อีสาน ได้ที่ 1 ความคิดสร้างสรรค์ ม.5/4 โรงเรียนสวรรค์อนันต์ พานไหว้ครู เป็นขนมขาไก่ปีบ 5 รส แม้ไม่ได้รางวัล ก็ถือซะว่าขนมเป็นรางวัล ไหว้ครูเสร็จ ไปทำต้มยำต่อได้เลย หม้อไฟพร้อม! แนวเทพกรีก-โรมัน ลงทุนจัดเครื่องสำอาง 3ce ให้ครูขนาดนี้เลย ขอสักแท่งได้ไหมคะ น่าจะสื่อถึงครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง เห็นแล้วหิว! อลังการงานสร้าง! พานไหว้ครู ม.4 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล พานนี้น่ากินเชียว มีแต่ขนม ฝีมือนักเรียนชายล้วนๆ โล่ซุปเปอร์ฮีโร่ กัปตันอเมริกา ภาพนี้มีข้อมูลว่า คุณครูชื่อเหมียว ส่วนลิง คือนักเรียนซนเหมือน ยกรวมพล Pop-up กันมาทั้งห้อง I'm sorry สีดากับพระราม ม.6/1 โรงเรียนสวรรค์อนันต์ พานพุ่มชั้นวางขนม หลังเสร็จงาน หมดแทบจะทันที งานครกก็มา น่ารักมาก มูมิน พานพุ่มผักสวนครัว

เปิดตำรับโบราณอาหารคลายร้อน
ข้าวแช่ /  ข้าวแช่มอญ / 

ช่วงสงกรานต์หรือหน้าร้อน อาหารที่ทุกคนรู้จักกันดีและนิยมกินเพื่อคลายร้อนก็คือ "ข้าวแช่" ซึ่งอาหารพื้นบ้านนี้สืบทอดมาจากชาวมอญสมัยก่อนที่นิยมรับประทานข้าวแช่กันในช่วงสงกรานต์ ข้าวแช่เป็นอาหารที่มีพิธีการค่อนข้างมาก และมีวิธีทำที่พิถีพิถัน ความหลากหลายของข้าวแช่ก็คือ แต่ละถิ่นก็จะมีเครื่องเคียงแตกต่างกันไป บางที่ก็จะมีแค่เพียง 3 อย่าง บางที่ก็จะมีถึง 7 อย่าง วันนี้ "ดิฉัน" ได้รวบรวมร้านข้าวแช่ตำรับโบราณมาฝากให้กับท่านที่สนใจจะรับประทานเพื่อคลายร้อนในช่วงสงกรานต์นี้กันค่ะ ข้าวแช่ "บ้านวรรณโกวิท" เป็นบ้านหลังโบราณที่ได้รับพระราชทานมาจาก ร.6 เป็นตำรับของนางสุนทรนุรักษ์ รุ่นคุณยาย ส่งต่อให้รุ่นลูกและสืบทอดมายังรุ่นหลานในปัจจุบัน ข้าวแช่บ้านวรรณโกวิท มีเครื่องเคียงทั้งหมด 5 อย่าง คือ ลูกกะปิทอด พริกหยวกสอดไส้ ปลาหวาน ไชโป้วผัดไข่ หมูฝอยหรือเนื้อฝอย ซึ่งขอบอกว่าควรโทรมาจองก่อนเพราะว่ามีเพียง 5 โต๊ะเท่านั้นค่ะ ส่วนเมนูอื่นๆนอกเหนือจากข้าวแช่ก็มี เช่น ข้าวตังหน้าตั้ง ขนมจีนซาวน้ำ หรือจะเป็นของหวานอย่างเช่น สลิ่มเย็นๆก็ชื่นใจดีค่ะ ข้าวแช่ร้าน "ท่านหญิง" ในซอยถนนประมวญ สีลมโดยตำรับอาหารไทยในร้านเป็นของ หม่อมเจ้าหญิงสุลัภวัลเลง วิสุทธิโดยมีหม่อมราชวงศ์ โสรัจจ์ วิสุทธิ เป็นผู้สืบทอดสูตรอาหารไทยต่างๆมาเผยแพร่ ข้าวแช่ที่นี่มีเครื่องเคียงด้วยกันทั้งหมด 5 อย่าง ซึ่งก็คือ ไชโป๊วผัดไข่ หมูฝอย ลูกกะปิ หัวหอมทอดยัดไส้ปลาผัด และ พริกหยวกสอดไส้หมูผสมกุ้ง สำรับที่นำมาเสิร์ฟก็พิถีพิถันไม่แพ้กับความประณีตของข้าวแช่และเครื่องเคียงเลยค่ะ ถ้าหากสนใจสามารถหาทานได้ตลอดทั้งปีค่ะ ข้าวแช่ “ลุงแดงข้าวแช่รามัญ” ร้านข้าวแช่รามัญสูตรต้นตำรับบนเกาะเกร็ด นนทบุรี เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทีเด็ดของข้าวแช่ที่นี่คือ ข้าวแช่น้ำดอกอัญชัน เมล็ดข้าวจะเป็นสีม่วงน่ารับประทานจากการหุงด้วยน้ำดอกอัญชัน เครื่องเคียงก็มีมากมายถึง 6 อย่างด้วยกัน คือลูกกะปิทอด ไชโป้วผัดหวาน หมูฝอย พริกหยวกสอดไส้ และที่ไม่เหมือนที่อื่นก็เห็นจะเป็นปลากวนและยำมะม่วงสูตรโบราณที่เพิ่มเข้ามาค่ะ แต่ร้านลุงแดงจะเปิดเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้นนะคะ ส่วนการทานข้าวแช่ที่ถูกต้องนั้น เราไม่ควรตักเครื่องเคียงลงไปผสมกับข้าวแช่ เพราะจะทำให้น้ำข้าวแช่ขุ่นและกลบกลิ่นหอมของดอกไม้ค่ะ หวังว่าหน้าร้อนนี้ทุกคนจะได้ไปลิ้มลองข้าวแช่ตำรับโบราณแท้ๆลดอุณหภูมิร้อนในร่างกายกันนะคะ ขอบคุณภาพจาก ข้าวแช่บ้านวรรณโกวิท, ข้าวแช่ลุงแดง, happydelights

ความอร่อยที่ออกแบบได้ ที่ Sava Dining (ซาว่า ไดนิ่ง) Emquartier
Emquartier /  ฟิวชั่น / 

ติดใจกับรสชาติอาหารจึงมากันเป็นครั้งที่สอง กับร้าน Sava Dining ที่ Emquartier บนชั้น 6 Helix Quartier(อาคารA) ทั้งหน้าตาและรสชาติอาหารถูกออกแบบให้ลงตัว เปรียบอาหารกับแฟชั่น ที่ คุณหมู พลพัฒน์ อัศวประภา เจ้าของแบรนด์แฟชั่น “อาซาว่า”  รังสรรค์คิดค้นขึ้นเองทุกเมนู ทุกเมนูถูกนำมาดัดแปลงจากอาหารไทยแท้มาผสมผสานความทันสมัยแต่ไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นไทย พยายามชูวัตถุดิบไทยให้เด่นกว่าวัตถุอื่นๆ รสชาติอาหารที่ฟิวชั่นจึงถูกปากคนไทย ความอร่อยที่ออกแบบได้ ที่ Sava Dining (ซาว่า ไดนิ่ง) คอนเซ็ปต์ของร้านก็ยังคงเหมือนเดิม เน้นความสบายตา ใช้แสงจากธรรมชาติมากกว่าแสงไฟในร้าน และดูสดชื่นมีชีวิตชีวาด้วยต้นไม้ที่ประดับตามมุมต่างๆ และด้วยสีสันของแฟชั่น สีน้ำเงินสลับกับสีขาว และสีน้ำตาลของไม้ เป็นดีไซน์ที่จับสีมาอยู่ด้วยกันได้ดี ด้วยความที่ชอบพลิกแพลงจับอันนี้ไปใส่อันนั้น จนกลายเป็นเมนูที่มีกว่า 80 รายการ ที่คุณหมู ได้ออกแบบไว้ทั้งหมด ไม่ได้มีแค่หน้าตาที่สีสันน่าทานอย่างเดียว รสชาติก็เข้มข้นถึงใจแม้เป็นอาหารไทยที่ผสมผสานกับตะวันตก อย่างที่บอกว่าเมมนูฟิวชั่นร้านนี้จะชูความเป็นไทยให้เด่นกว่าวัตถุดิบอื่นๆ เส้นคาแปลินี่ผัดแหนม (290 บาท) ไข่ กระเทียมโทนดองและดอกขจร เบคอน แหนม กรอบๆ โรยอยู่ด้านบน สปาเก็ตตี้ผัดกะปิหมูฮ้อง  (320 บาท) หมูฮ้องเป็นเอกลักษณ์ของอาหารใต้ ปกติแล้วต้องกินกับข้าวสวย แต่นำมาผัดกับสปาเก็ตตี้และมีกลิ่นหอมของกะปิเบาๆ พร้อมบีบมะนาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน ข้าวไข่ข้นครีมไข่หอยเม่นและสาหร่ายแห้ง (410 บาท) เสิร์ฟมาพร้อมกับกระทะร้อนๆ คล้ายๆ อาหารญี่ปุ่น ราดข้าวด้วยไข่ข้นมาจากกระทะร้อนๆ ด้านบนเป็นไข่หอยเม่นและโรยด้วยสาหร่าย ใส่ซอสปรุงรสนิดหน่อย อร่อยกลมกล่อม อูด้งคาโบนาร่าเมนไทโกะ (340 บาท) ผัดซอสครีมไข่ปลาโรยหน้าด้วยสาหร่ายญี่ปุ่น เสิร์ฟกับไข่ลวกออนเซ็น และหนังปลาโออบแห้งโรยหน้าเพิ่มความหอม ตัดรสด้วยขิง แกงเลียงกุ้งสดใส่ซูกินี่ (340 บาท) ปกติต้องทานกับข้าวสวยร้อนกับแกงเลียงกุ้งเมนูไทยๆ ไม่มีดัดแปลงและยิ่งคู่กิบไข่เจียวร้อนๆ แต่ของซาว่านั่นทานคู่กับไข่ซูเฟล่ ฟูๆ คลุกกับพริกขิงปลาดุกฟู ข้าวหน้าเนื้อออสเตรเลียวากิวย่างแจ่ว (690 บาท) มาพร้อมกับตะกร้าผักสด ข้าวหน้าเนื้อที่รสชาติไทย รสจัดจ้านเพิ่มความพิเศษด้วยเนื้อวากิวย่างหอมๆ เส้นคาแปลินี่น้ำยาปู (340 บาท) เส้นคาแปลินี่น้ำยาปูใบชะพลูเสิร์ฟกับรากบัวเทมปุระ เป็นการผสมผสานระหว่างอาหารไทยและอาหารตะวันตกได้อย่างลงตัว เลือกหยิบใช้วัตถุที่รสชาติสามารถไปกันได้ ความอร่อยของเส้นคาแปลินี่และความอร่อยของน้ำยาปูแบบไทยๆ เข้ากันเป็นอย่างดี ข้าวไข่เจียวฟูเนื้อปู (290 บาท) ความฟูของไข่เจียวไม่ได้อยู่แค่บนหน้าชาม ลองตักลึกลงไปเกือบครึ่งถ้วยจึงจะเจอข้าวสวย ทานคู่กับแกงจืดซี่โครงหมูและชาอู่หลง ผัดซีอิ๋วทะเลโอโคโนมิยากิ (250 บาท) ใส่ไข่เค็ม กุ้งและปลาหมึก เสิร์ฟกับหนังปลาโอแห้ง และขิงดองแบบญี่ปุ่น มากับกระทะร้อนคล้ายๆ แพนเค้กญี่ปุ่น ปอเปี๊ยะเห็ดและชีส (190 บาท) เมนูใหม่ที่ซาว่าอยากจะนำเสนอ เมนูทานเล่น ปอเปี๊ยะเห็ดและชีสเสิร์ฟกับมายองเนสที่มีส่วนผสมของเห็ดทรัฟเฟิล เฉาก๊วยราดไซรัปเก๋าลัดเชื่อม (110 บาท) ขนมหวานที่น่าสั่งมาลอง เก๋าลัดเชื่อมไม่รู้ว่าจะหากินได้จากที่ไหน และถ้าอยากเพิ่มความหวาน เพิ่มไซรัปเก๋าลัดพิ่มลงไปได้ พุดดิ้งมะตูมอุ่น (220 บาท) เสิร์ฟซอสมะตูมและไอศครีมวานิลลา โฟรเซ่นฮอทลิกาเดลี่ไวท์ช็อกโกแลต (480 บาท) กิลาเดลี่ช็อกโกแลตปั่น ใส่วิปปิ้งครีมและช็อคโกแลตซอส ถ้วยใหญ่สามารถทานได้ 3-4 คน     Healthy Me / Plum Sky Strawberry Black Tea / Sava on the Rocks --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- กิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก MThai 1. โชว์คอนเทนต์ร้าน Sava Dining ลด20% ถึง 30 เมษายน 2559 2. ใครตอบถูกและสุ่มผู้โชคดี รับ Gift Voucher 300 บาท 10 รางวัล คำถาม : ร้าน Sava Dining ตั้งอยู่ที่ไหน? ชั้นอะไร? รายชื่อผู้โชค ha_auy yingyuy02 MadamMeLon maykanok mach33 Sirgotex gawpat TheNoRmalonE kanitta_nak anothai * วิธีรับรางวัลเพียงโชว์บัตรประชาชนที่ชื่อตรงกับProfileให้กับทางร้าน ** ผู้ที่ร่วมกิจกรรม ควรทำการ ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก ก่อนตอบ และทำการอัพเดทข้อมูล ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ ในProfileของคุณให้เรียบร้อย เพื่อการจัดส่งของรางวัลง่ายขึ้น ผู้ที่มีชื่อได้รางวัลแต่ไม่มีที่อยู่ในการจัดส่ง ทางเราจะถือว่าสละสิทธิ์ให้ผู้อื่นทันที

วิธีกำจัด กลิ่นปาก เรื่องใหญ่ใกล้ตัว..ใครไม่รู้ตัวว่าตัวเอง ปากเหม็น เช็คซิ!
กลิ่นปาก /  ก๊าซไข่เน่า / 

คงไม่มีใครอยากถูกว่าเป็น “คนสวยหรือหล่อแต่รูป แต่จูบไม่หอม” ซึ่งในบางครั้งการละเลยสุขภาพช่องปากและฟัน ทำให้มีกลิ่นเหม็นจากช่องปากมารบกวนใจก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำลายความสุขของคุณและคนใกล้ชิดอย่างไม่คาดฝันได้เหมือนกัน คลินิกกลิ่นปาก โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงมีกลเม็ดง่ายๆ สำหรับการดูแลสุขภาพช่องปากให้ปราศจาก กลิ่นปาก อันไม่พึงประสงค์มาฝากกันค่ะ ทันตแพทย์หญิง มัณฑารพ ชัยมุสิก ทันตแพทย์ คลินิก กลิ่นปาก ศูนย์ทันตกรรมกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า กลิ่นปากมีสาเหตุมาจากทั้งภายใน และภายนอกช่องปาก แต่สาเหตุส่วนใหญ่ประมาณ 90 % มาจากภายในช่องปาก เพราะ กลิ่นปาก เกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มหนึ่งในปาก ไปทำการย่อยสลายสารประกอบประเภทโปรตีนที่ตกค้างอยู่ในช่องปากและลำคอ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นขึ้น สาเหตุที่สำคัญและพบได้บ่อยที่สุดคือการมีฝ้าขาวบนลิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โคนลิ้นด้านใน เราสามารถทดสอบกลิ่นได้โดยใช้ช้อนขูดที่บริเวณโคนลิ้นด้านใน ปล่อยทิ้งไว้สักครู่แล้วดม กลิ่นที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นกลิ่นเหม็นของก๊าซไข่เน่า แต่ถ้าหากฝ้าหนามากๆ จะมีกลิ่นเหมือนอุจจาระเลยทีเดียว สำหรับสาเหตุอื่นๆในช่องปากยังมีอีกมากมาย เช่น ฟันผุ ยิ่งฟันผุเป็นรูลึก ยิ่งมีกลิ่นเหม็นมาก หรือมีเศษอาหารตกค้างอยู่ตามซอกฟัน โรคเหงือกอักเสบซึ่งเกิดจากการแปรงฟันไม่สะอาด ทำให้มีแผ่นคราบฟันและหินปูนสะสม หากไม่ได้รับการรักษาโรคเหงือกอักเสบก็จะลุกลามมากขึ้นกลายเป็นโรคปริทันต์อักเสบซึ่งจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงยิ่งขึ้น สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นปากคือ ภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ เมื่อมีน้ำลายน้อย เชื้อโรคต่างๆจะตกค้างอยู่ในช่องปากเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดกลิ่นมากขึ้น ในบางขณะจะมีการหลั่งของน้ำลายลดลงตามธรรมชาติก็จะทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เช่น เวลานอน ภาวะอดอาหาร หรือหิว ตลอดจนภาวะเครียด อาชีพที่ใช้เสียงมากๆ เช่น ครู ทนายความ จะมีผลให้น้ำลายลดลง ทำให้มีกลิ่นปากได้เช่นกัน ดังนั้นน้ำจึงเป็นยาที่ดีที่สุดในการลด กลิ่นปาก ส่วนสาเหตุจากภายนอกช่องปาก มักมาจากระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินทางอาหาร โดยที่สาเหตุจากระบบทางเดินหายใจส่วนใหญ่เกิดจากการมีน้ำมูกไหลลงคอทางด้านหลังโพรงจมูก และการมีเศษอาหารติดอยู่ตามร่องของต่อมทอนซิล ส่วนสาเหตุจากระบบทางเดินอาหารส่วนใหญ่เกิดจากการมีแบคทีเรียส่วนเกินในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ซึ่งมักจะมีอาการท้องอืด แน่น เรอมีกลิ่นเหม็น นอกจากนี้อาหารบางชนิดเมื่อรับประทานจะมีกลิ่นขับออกมาทางลมหายใจ เช่น กระเทียม ทุเรียน หัวหอม เครื่องเทศ ผู้ที่ดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ หรือท้องผูกหลายๆ วัน ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ สำหรับ กลิ่นปาก ในเด็กนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุภายในช่องปากและระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อย ได้แก่ การมีสุขอนามัยในช่องปากไม่ดี เช่นฟันผุ เศษอาหารตกค้างตามซอกฟัน เหงือกบวมเป็นหนอง หรือไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ และการติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ตลอดจนโรคภูมิแพ้ ก็สามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ การดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากให้ดีตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เลือกแปรงที่มีขนาดเหมาะสมและมีขนอ่อนนุ่ม สรุปว่า กลิ่นปาก เกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ การรักษาคือการแก้ไขสาเหตุเหล่านั้น ประกอบกับการปรับพฤติกรรมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีในช่องปาก ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้ง แบคทีเรียในปากจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ การดื่มน้ำจะช่วยขจัดแบคทีเรียและช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในช่องปาก ช่วยขจัดคราบบนลิ้นและเสมหะในลำคอ ตลอดจนเศษอาหารที่ติดอยู่ตามร่องของทอนซิล และทำให้มีน้ำลายเพิ่มขึ้น ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร และอย่าลืมแปรงด้านบนของลิ้น อันเป็นที่สะสมของแบคทีเรียด้วย เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในช่องปากให้เหมาะสมที่ไม่ทำให้ปากแห้ง ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้งก่อนนอน ถ้าไม่สะดวกจะแปรงฟันให้รับประทานผลไม้รสเปรี้ยวหลังอาหารก็จะสามารถลดกลิ่นปากได้บ้าง พยายามงดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม กะปิ หอมใหญ่ เครื่องเทศ และเนยแข็ง หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก เช่น แอลกอฮอลล์ รับประทานผัก ผลไม้ให้ได้ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณอาหารทั้งหมด ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคกลุ่มนี้ได้ดี ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด เพราะความเครียดจะทำให้น้ำลายลดลง เลิกสูบบุหรี่ ตรวจสุขภาพฟันสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ไม่มีกลิ่นปากมารบกวนใจได้แล้วค่ะ คุณหมอฝากทิ้งท้าย เนื้อหาโดย : โรงพยาบาลกรุงเทพ

เด้งฟ้าผ่า! ผบ.บางขวาง เซ่นปม 'มือปืนส่ายก้น' ค้ายาในคุก
ค้ายาในคุก /  ยาเสพติด / 

กรมราชทัณฑ์ ลงคำสั่งให้ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ย้ายไปปฏิบัติราชการประจำกรมราชทัณฑ์ หลังพบว่ามีผู้ต้องหาลอบสั่งการค้ายาเสพติดในคุก เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรมราชทัณฑ์ได้มีคำสั่งให้ นายสุรพล แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ย้ายให้ ไปปฏิบัติราชการ ประจำกรมราชทัณฑ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) สามารถจับกุมนายวุฒิชัย อ่อนตาจันทร์ อายุ 25 ปี พร้อมเฮโรอีน 60 แท่ง น้ำหนัก 21 กิโลกรัม มูลค่า 50 ล้านบาท ได้บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต จ.ปทุมธานี จากการสอบสวนนายวุฒิชัย รับสารภาพว่า รับจ้างจากนายโอ๋ นักโทษในเรือนจำแห่งหนึ่งเป็นตัวกลางรับงาน ได้ค่าจ้าง 500,000 บาท เพื่อมารับยาเสพติด โดยจะรอให้นายโอ๋ โทรศัพท์มาสั่งการว่าจะให้นำยาเสพติดไปกระจายต่อยังผู้ค้าและผู้เสพรายย่อยในเขต จ.ปทุมธานี ชลบุรี กรุงเทพฯ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนถูกจับกุมดังกล่าว รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่พบว่า นายโอ๋ เป็นคนเดียวกับ นายยศพล แหกล้า อายุ 37 ปี ฉายามือปืนส่ายก้น ที่เคยก่อเหตุยิง น.ส.เกวลิน หงส์ทอง อายุ 28 ปี ว่าที่เจ้าสาว และนางวิมล หงส์ทอง อายุ 53 ปี ว่าที่แม่ยาย แล้วเดินส่ายสะโพกเยาะเย้ย โดยกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ เหตุเกิดที่ร้านพีเอสโมดิฟาย เลขที่ 21/14 หมู่ 1 ต.ห้วยกะปิ อ.เมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556 จากการตรวจสอบประวัตินายยศพลพบว่าเคยถูกจำคุกมาแล้ว 3 ครั้ง ต่อมาศาลจังหวัดชลบุรี พิพากษาประหารชีวิต และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,200,000 บาท และจ่ายค่าสินไหมให้แก่บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนางวิมลอีก 2 คน เป็นเงิน 1,410,000 บาท โดยนายยศพลถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และมาก่อเหตุเป็นตัวการในการสั่งยาเสพติดดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวนายยศพล มาสอบสวน โดยให้การรับสารภาพ จึงอายัดตัวดำเนินคดีเพิ่ม พร้อมทั้งย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี จากกรณีดังกล่าว พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งการให้สืบสวนเชิงลึก จนกระทั่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำ เข้าไปเกี่ยวข้องและปล่อยปละละเลยให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือ ในเรือนจำกลางบางขวาง จึงจัดชุดปฏิบัติการพิเศษ เข้าจู่โจมตรวจค้น พบโทรศัพท์มือถือ กว่า 10 เครื่อง ต่อมา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ขณะนั้น ได้ลงนามคำสั่งที่ 108/2559 ให้นายสุรพล ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ไปปฏิบัติราชการ ประจำกรมราชทัณฑ์ พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และลงนามคำสั่งที่ 107/2559 ในวันเดียวกัน ให้นายเรืองศักดิ์ สุวารี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายปฏิบัติการ ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง อย่างไรก็ตามล่าสุดมีรายงานว่า นายสุรพล ตัดสินใจลาออกจากราชการ เนื่องจากจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย. 2559 ขอบคุณข้อมูล จส.100 ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

สถานีขนมหวาน Mr. Jones' Orphanage กับเหล่าขบวนเท็ดดี้บาร์ @SiamCenter
Mr. Jones' Orphanage /  SiamCenter / 

หากใครที่ชอบเดินช้อปสยามเซ็นเตอร์บ่อยๆ คงต้องสะดุดตาและอยากหยุดแวะพัก กับร้านขนมหวานที่ตกแต่งน่ารัก เหมือนท่องอยู่ในแดนมหาสนุก ด้วยไม้สีน้ำตาลอ่อนๆ จำลองที่นั่งแบบโบกี้รถไฟ และยังเต็มไปด้วยเหล่าผู้โดยสารเท็ดดี้แบร์ที่เดินทางมาจากทั่วโลก ทำให้ได้กลิ่นอายอบอุ่นของความเป็นเด­็กๆ ในร้านที่มีชื่อว่า  Mr. Jones' Orphanage (มิสเตอร์โจนส์ ออร์ฟาเนจ) ชั้น 3 สาขาใจกลางกรุง สยามเซ็นเตอร์ สถานีขนมหวาน Mr. Jones' Orphanage กับเหล่าขบวนเท็ดดี้บาร์ @SiamCenter  โดยร้านแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการตกแต่งที่­น่ารัก โดย Mr. Jones' Orphanage มีสาขาทั้งหมด 6 สาขา ทั้งสาขาทองหล่อ โดยมีไฮไลต์เป็นม้าหมุน, สาขาสยามเซ็นเตอร์, สาขาเอ็มไพร์ ทาวเวอร์, สาขาเซ็นทรัลเวิลด์, สาขาเดอะมอลบางกะปิ และสาขาเทอมินอล 21 คอนเซ็ปต์หรือไฮไลท์ของสาขาสยามเซ็นเตอร์นี้ ก็คือ ที่นั่งทานขนมแบบโบกี้รถไฟ จำลองจากเมืองนอก มีขบวนรถไฟจำลองบรรทุกหมีเท็ดดี้สุดน่ารักไว้รอบร้าน ทำให้มีมุมถ่ายภาพสวยๆ มากมาย เช่นด้วยกับเมนูเบเกอร์รี่ของร้านนี้ ก็สวยหวาน น่ารับประทาน จนเลือกสั่งกันไม่ถูกกันเลยหละ ซึ่งเมนูซิกเนอร์เจอร์ที่อยากแนะนำของร้านนี้เลยก็ คือ เมนู Matcha Toast ที่ผสมผสานความอร่อยลงตัว ทั้งขนมปัง ที่ราดด้วยมัทชะชาเขียวเข้มข้น ทานคู่กับไอศกรีมวานิลลา วิปครีม และสตรอเบอร์รี่ รับรองถูกใจสาวๆ ที่รักชาเขียวแน่นอน ต่อด้วย Choco Cheese Banana Waffle หากใครมาทานทีร้านนี้ ต้องสั่งเมนูนี้เลยค่ะ อร่อยไม่แพ้กัน เพราะตัวบานาน่าและชีสที่โรยอยู่ทั่วจานนี้ ทานเข้ากับขนมหวานอย่างวาฟเฟิลช็อกโกแลตและไอศกรีมได้ดี หรือหากใครที่ชอบ ทานช็อกโกแลตเน้นๆ ก็ต้องเมนูนี้เลย Kit Kat Cake เค้กช็อกโกแลตเนื้อนุ่ม หวานกำลังพอดี กรุบกรอบอร่อยไปกับ ขนมคิทแคทและ M&M สีสันสวยงาม และ Nutella Banana Lava เมนูสำหรับคนอยากเติมความหวานให้ร่างกาย ปิดท้ายด้วย เค้กเนื้อนิ่ม รสชาติกลมกล่อม ทานเล่นคู่กับ Stonehenge ด้านบน มาดูเครื่องดื่มชาร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ อย่าง Earl Grey Tea Pot Set ทานคู่กับขนม หอม สดชื่น หรือจะเลือกเป็นน้ำผลไม้อย่าง Passionfruit Mango Soda หรือ Purple Cow ที่มีให้เลือกฟินมากมาย ————————————————————- กิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก MThai คำถาม : ร้าน Mr. Jones' Orphanage นี้อยู่ที่สาขาอะไร? ใครตอบถูกและสุ่มผู้โชคดี รับ Gift Voucher มูลค่า 100 บาท 20 รางวัล! ** ผู้ที่ร่วมกิจกรรม ควรทำการ ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก ก่อนตอบ และทำการอัพเดทข้อมูล ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ ในProfileของคุณให้เรียบร้อย เพื่อการจัดส่งของรางวัลง่ายขึ้น ผู้ที่มีชื่อได้รางวัลแต่ไม่มีที่อยู่ในการจัดส่ง ทางเราจะถือว่าสละสิทธิ์ให้ผู้อื่นทันที

วิธีทำ ยำถั่วพู รสแซ่บ ขาดไม่ได้ในมื้ออาหารกับครอบครัว
ยำ /  ยำถั่วพู

เมนูที่กินง่ายและอยู่ท้อง รสชาติไม่จืดและไม่จัดจ้านจนเกินไป แถมมีสุขภาพที่ดีด้วยกับเมนู ยำถั่วพู ที่จะทำไว้กินเล่นก็ได้ กินกับข้าวก็ดี เป็นเมนูทานง่ายที่ให้เราทานผักได้ปริมาณที่เยอะและที่สำคัญรสชาติอร่อยด้วย จะยำกับอะไรก็ได้ เช้น กุ้ง หมูสับ หรือจะยำแต่ถั่วพูอย่างเดียวก็ได้ อย่าลืมต้มไข่ยางมะตูมกินคู่กันด้วยนะคะ เรามาดูวิธีทำและส่วนผสมกันเลยค่ะ วิธีทำ ยำถั่วพู รสแซ่บ ขาดไม่ได้ในมื้ออาหารกับครอบครัว ส่วนผสม ถั่วพู 300 กรัม กุ้งสด 8 ตัว เนื้อหมู 50 กรัม กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ มะพร้าวขูดคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงคั่วแล้วบุบ 2 ช้อนโต๊ะ กะทิข้นหรือหัวกะทิ 4 ช้อนโต๊ะ พริกชี้ฟ้า 2 เม็ด หอมเจียว 4 ช้อนโต๊ะ พริกแห้งทอดสำหรับตกแต่ง น้ำยำอเนกประสงค์ น้ำปลา 200 กรัม น้ำตาลทราย 100 กรัม น้ำส้มสายชู 300 กรัม (นำส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันกลายเป็นน้ำยำอเนกประสงค์ที่สามารถใส่ได้ทุกเมนูยำ) ส่วนผสมเครื่องปรุงน้ำยำ น้ำยำอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วยตวง น้ำมะนาว หรือน้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำพริกเผาสำเร็จรูป 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ เตรียมถั่วพูโดยนำถั่วพูมาล้างให้สะอาด ตัดหัวท้ายพร้อมลอกเส้นข้างออก จากนั้นนำไปต้มทั้งฝักในน้ำเดือดที่ใส่เกลือเล็กน้อยและน้ำพืช 1 ช้อนโต๊ะ เพื่อให้ถั่วพูมีสีเขียวสวยเป็นเงา โดยต้มนานเพียง 1 นาทีเท่านั้น ตักขึ้นแล้วแช่น้ำเย็นทันที นำขึ้นจากน้ำเย็นโดยสรงให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาหั่นตามขวางบางๆ เตรียมเนื้อสัตว์โดยนำกุ้งสด เนื้อหมู มาล้างให้สะอาด จากนั้นลวกกุ้ง และนำเนื้อหมูไปต้มหรือนึ่งให้สุกแล้วหั่นชิ้นเล็กๆ นำกุ้งแห้งมาป่นให้ละเอียด เตรียมนำไปยำ โดยนำน้ำยำอเนกประสงค์ ผสมกับมะนาวหรือมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำพริกเผาสูตรสำเร็จรูป คนให้เข้ากัน ชิมรส เตรียมเครื่องยำโดยใช้กะทิข้น หรือหัวกะทิมาตั้งไฟเบาๆ พอให้เดือดปุดๆ พริกชี้ฟ้าแดงล้างสะอาดแล้วหั่นฝอย นำถั่วพู กุ้งลวก เนื้อหมูชิ้นที่หั่นไว้ กุ้งแห้ง มะพร้าว ถั่วลิสง มะพร้าว ถั่วลิสง ลงชามผสม ใส่น้ำยำที่ปรุงเตรียมไว้ ใส่กะปิบางส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นตักใส่จานเสิร์ฟ โรยหน้ากะทิที่เหลือ หอมเจียว แต่งด้วย พริกชี้ฟ้าแดงและพริกแห้งทอด รับประทานคู่กับไข่ต้ม สูตรเด็ดยำทำแล้วรวย อ่านต่อที่ Mbookstore

Ayam Betutu /  food / 

"เฟอรี่ คายานิงกรัม อายัม เบตูตู" (Ayam Betutu) หรือ "อายัม เบตูตู" คือไก่ย่างแบบบาหลี ปรุงด้วยการยัดไส้ในตัวไก่ด้วยเครื่องเทศต่างๆ นำไปย่างหรืออบด้วยไฟอ่อน ด้วยกรรมวิธียัดไส้ในตัวไก่นี้เองจึงทำให้เรียกว่า อายัม (แปลว่าไก่) เบตูตู ซึ่งมักรับประทานกันในงานประเพณีของชาวบาหลี งานประเพณีทางศาสนา (Odalan) และงานแต่งงาน คุณเฟอรี่ คายานิงกรัม (Furry Cahyaningrum) ชาวอินโดนีเซียโดยกำเนิด ที่ได้ติดตามสามี พันเอกมาดี้ ติกกา (Colonel Made Tirka) ซึ่งเดินทางมาประจำประเทศไทย ในตำแหน่งทูตทหารบกอินโดนีเซีย ได้ให้เกียรติเข้าครัวปรุง "อายัม เบตูตู" ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองบาหลีตามสูตรดั้งเดิมของครอบครัวพันเอกมาดี้ ให้เราได้เห็นขั้นตอนและได้ลองชิมฝีมือกัน โดยวิธีการทำนั้น คุณเฟอรี่แนะนำว่าก่อนอื่นให้โขลกเครื่องปรุงให้พอแหลกก่อน ซึ่งจะประกอบไปด้วย พริกชี้ฟ้า 7 เม็ด พริกขี้หนู 5 เม็ด ถั่วเทียนอบสุก (Candlenut) 5 เม็ด หัวหอมแดง 10 หัว กะปิกุ้ง 1 ช้อนชา กระทียม 5 กลีบ ผักชีอบป่น 1 ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ซอย 1½ ½ ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น 1 ช้อนชา ข่าหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ลูกจันทน์ป่น ½ ½ ช้อนชา ขมิ้นผง 2 ช้อนชา ใบมะกรูด 4 ใบ ขิงสับ 2 ช้อนชา เปราะหอมสับ (lesser galangal) 2 ช้อนชา เกลือป่น และน้ำตาลทราย จากนั้นชิมให้ได้รสจัดจ้านไว้นิด ต้มใบสลาม หรือใบกระวานบาหลี (salam leaves) 1 ขีด แต่พอใบนุ่มลง หั่นเป็นชิ้น ผัดเครื่องปรุงที่โขลกไว้กับน้ำมัน 5 ช้อนโต๊ะ จนกลิ่นหอมและแห้งดี พักไว้จนเย็น แบ่งเป็นสองส่วน นำส่วนแรกผสมกับใบสลาม ยัดใส่ในตัวไก่ขนาด 1 ½ กิโลกรัม เย็บด้วยเชือกหรือกลัดท้องไก่ด้วยไม้ ทาตัวไก่ด้วยเครื่องปรุงส่วนที่เหลือจนทั่วดี ห่อตัวไก่ด้วยใบตองหลายชั้น มัดให้แน่น นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรืออบด้วยไฟ 350 องศาฟาเรนไฮท์ ประมาณ 2-3 ชั่วโมงจนกระทั่งไก่สุกทั่วตัว หรือจะนำไก่ไปนึ่งก่อนสัก 45 นาที แล้วจึงนำไปอบต่ออีกชั่วโมง ตัดไก่เป็นชิ้นๆ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเทศในตัวไก่และน้ำที่ตกจากตัวไก่ กลิ่นหอมเย้ายวนชวนกินจริงๆ แถมรสชาติยังอร่อยคุ้นลิ้น คนไทยชอบแน่นอน

เมนูเรียกเรตติ้งจากละคร
พิษสวาท /  อาหารโบราณ / 

กระแสละครเรื่องพิษสวาท ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ มากันตอนหัวค่ำเป็นเวลาที่ทุกคนกำลังหิว และหลังจากมีฉากที่คุณอุบล (นุ่น-วรนุช) ทำอาหารอยู่ในครัว ต่างพากันหิวกันทั้งบ้าน และเมนูที่อยู่ในฉากนั้น หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินหรือได้ลิ้มรสมาก่อนนั่นก็คือเมนู แกงชักส้ม เมนูนี้เรียกเรตติ้งกันสุดๆ เขาว่ากันว่ารสชาติจะคล้ายๆ แกงส้มแต่จะเข้มข้นกว่าคือผสมวัตถุดิบของต้มยำลงไปด้วย เผยสูตร "แกงชักส้ม" อาหารโบราณของไทย ส่วนผสม พริกแห้ง 10 เม็ด หัวหอมปอกเปลือก 1 หัว กระเทียมปอกเปลือก 1 หัว เกลือป่น 1 ช้อนชา กะปิ 1 ช้อนชา เครื่องปรุงอื่น ไข่ปลาริวกิว ปลาช่อน 1 ตัว ผักบุ้งจีน 2 กำใหญ่ ส้มมะขามเปียกคั้นน้ำข้น ๆ 1/2 ถ้วยตวง น้ำเปล่า 3 1/2 ถ้วยตวง น้ำตาลปึก 1 ช้อนโต๊ะ มะกรูด 1 ลูก ใบมะกรูด 2-3 ใบ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ขอดเกล็ดปลาออกให้หมด ตัดหางออกครึ่งหนึ่ง เพื่อต้ม นำไปโขลกน้ำพริกแกง เนื้อปลาที่เหลือหั่นเป็นแว่น ส่วนหัวปลาตัดปากแข็งออก ผ่า 2 ซีก ล้างผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ต้ม ไข่ปลาริวกิว ให้สุกก่อนเพื่อดักกลิ่นคาว พริกแห้งผ่าแกะเมล็ดออกให้หมด แช่น้ำให้นิ่ม บีบให้แห้ง โขลกรวมกับหอม กระเทียม กะปิ เกลือป่น เนื้อปลาสุกแล้วแกะเอาแต่เนื้อใส่ครกโขลกอีกครั้งหนึ่งให้เข้ากัน เมื่อโขลกน้ำพริกละเอียดดีแล้วตักใส่ในหม้อ ต้มปลาละลาย อย่าให้น้ำพริกเป็นก้อน ถ้าน้ำน้อยเติมให้พอดี กับผักและปลา ผักบุ้งเด็ดใบแก่ทิ้ง ตัดเป็นท่อนสั้นๆ ล้างน้ำให้สะอาด พอน้ำแกงเดือดใส่ผักบุ้ง (ในข้อ 4) แล้วเติมน้ำปลา น้ำส้มมะขามเปียก ชิมรสดู เดือดอีกครั้งใส่ปลาลงไป มะกรูดล้างสะอาดแล้วผ่า 2 ซีก แคะเมล็ดออก ใส่ลงใน หม้อแกงทั้งซีก ใบมะกรูดฉีกเล็กๆ ใส่ลงไปด้วย พอเดือด ชิมรสดูอีกทีให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานนิดหน่อย สูตรนี้สามารถทำอาหารรับประทานได้ ๘-๑๐ คน เทคนิคการประกอบ  ใช้เนื้อปลาต้มโขลกลงในส่วนผสมเครื่องน้ำพริกแกง เพราะต้องการให้น้ำแกงข้น  อาจใช้สับปะรดขนาดสุกไม่จัดเกินไป หรือมะละกอดิบ แทนผักบุ้งก็ได้  ใส่ผลมะกรูดและใบมะกรูดเพื่อดับกลิ่นคาวของปลาได้ ลักษณะที่ดีของอาหาร แกงชักส้ม น้ำแกงมีสีแดงของพริกแห้ง ตัดกับสีเขียวของผักบุ้งและปลาซึ่งมีสีขาว เมื่อถูกกับน้ำแกงจะมีสีแดงอ่อน ๆ เพิ่มสีสันของแกงให้น่ารับประทานยิ่งๆ ขึ้น รสชาติ เปรี้ยว เค็ม หวานนิดหน่อย ที่มาจาก viteetam.com

10 เมนู
ขนมจีนน้ำยาใต้ /  ข้าวยำ / 

หากพูดถึงอาหารใต้ เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงความแซ่บ เผ็ด ร้อน ที่เป็นเอกลักษณ์ของ "อาหารใต้" แน่นอน อีกทั้งเครื่องแกง ส่วนผสม วัตถุดิบในการปรุงอาหารนั้นก็เรียกได้ว่าครบเครื่องเช่นกัน วันนี้ทาง Food MThai เลยรวบรวมเมนูเด็ด อาหารใต้มาเรียกน้ำย่อย ให้น้ำลายสอกันดีกว่า และถ้าใครอยากทานมีลายแทงร้านแนะนำให้อีกด้วยจ้า 10 เมนู อาหารใต้ รสเด็ด พร้อมลายแทงร้าน 1. สะตอผัดกะปิกุ้งสด หากพูดถึงอาหารใต้รสจัดจ้าน  คงไม่มีใครไม่ลืมที่จะนึกถึง “สะตอผัดกับกะปิใส่กุ้ง”  เมนูอาหารใต้รสชาติร้อนแรง  รับประทานได้ง่าย รสชาติมีทั้งความเค็ม เปรี้ยว มันหวานเล็กน้อย มีความหอมผสมผสานจากกะปิ พริกแห้งและสะตอ  เป็นเมนูที่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการที่สูง ด้วยสะตอเป็นผักพื้นบ้านนิยมใส่หมูหรือกุ้งเพิ่มเติมลงไปเพื่อให้ได้รับโปรตีนมากขึ้น รับรองว่าแค่มีข้าวสวยร้อนๆสักจาน ทานกับเมนูผัดสะตอยังไงก็เอาอยู่ หรอยจังฮู้วแน่นอน   2. แกงเหลือง “แกงเหลือง” หรือแกงส้มปักษ์ใต้ มีความแตกต่างจากแกงส้มในภาคอื่นๆ  เนื่องจากใช้พริกแกงส้มที่มีส่วนผสมของ “ขมิ้น” เข้ามาทำให้สีแกงมีสีเหลือง  มักใช้แกงกับหน่อไม้ดอง, มะละกอ,ไหลบัว, บอน หรือผักอื่นๆตามใจชอบ เพิ่มโปรตีนด้วยกุ้ง หรือปลาสดนิยมเป็น ปลากระพง, ปลานิล, ปลากระบอก, ปลาดุก ฯลฯ รสชาติจะจัดจ้านโดยเฉพาะแกงเหลืองหน่อไม้ดอง จะนิยมกันเป็นพิเศษ ด้วยน้ำแกงเข้มข้นเข้ากันได้อย่างดีกับรสเปรี้ยวของหน่อไม้ดอง 3. ผักเหลียงผัดไข่ “ผักเหลียง” เป็นผักพื้นบ้านของทางภาคใต้มีรสชาติที่แปลกกว่าผักชนิดอื่น และกำลังได้รับความนิยม  เนื่องจากให้รสชาติมัน จึงนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ผัด ต้ม หรือรับประทานสด โดยเฉพาะเมนูผักเหลียงผัดไข่  สามารถทานได้ทุกเพศทุกวัย  โดยเฉพาะเด็กๆที่ไม่ชอบทานผักจะสามารถรับประทานเมนูนี้ได้ เนื่องจากมีความมันและไม่มีรสชาติขม เข้ากันได้อย่างดีกับไข่  ทานคู่เป็นกับข้าวกับแกงใต้สักเมนูก็อร่อยดีไม่แพ้กัน 4. ขนมจีนน้ำยาใต้ “ขนมจีนน้ำยาใต้”  จะเป็นน้ำยากะทิแบบคนใต้  กล่าวคือ ใช้ครื่องแกงกะทิปักษ์ใต้ (สีเหลืองผสมขมิ้น) รสชาติจะเข้มข้น หอมพริกแกง ใบมะกรูด  ที่สำคัญคือเนื้อปลาต้ม เมื่อนำมาตำรวมกับเครื่องแกงจะมีความหอมเวลารับประทาน และความฟูของเนื้อปลาจะทำให้รสชาติมีความกลมกล่อมเข้ากับกะทิ เค็มมัน บางสูตรอาจดัดแปลงใส่เป็นเนื้อปูก็อร่อยไปอีกแบบทานแนมคู่กับผักพื้นบ้านภาคใต้ เช่น ผักกาดดอง, ลูกเหรียง, ไชโป้ว, ผักสดต่างๆ 5. แกงไตปลา “แกงไตปลา”  เป็นแกงที่ใช้กะเพาะของปลา เช่น ปลาทู, ปลาคังและปลาทะเลอื่นๆ นำมาแปรรูปถนอมอาหารหมักกับเกลือ นำมาทำน้ำพริกรวมถึงแกงไตปลายอดฮิต บางสูตรก็ใส่กะทิหรือบางสูตรก็จะไม่มีการใส่กะทิ มีรสชาติกลมกล่อม เค็มไตปลาหมัก เผ็ดร้อนถึงเครื่องแกงแต่ไม่ร้อนแรงเท่าแกงเหลือ ทานกับข้าวหรือขนมจีนแนมผักสดท้องถิ่นของภาคใต้ 6. ข้าวยำ “ข้าวยำปักษ์ใต้” เป็นเมนูอาหารใต้ที่เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพอีกเมนูหนึ่งก็ว่าได้  เนื่องจากมีวัตถุดิบที่ใช้ผักค่อนข้างเยอะและรสชาติยังอร่อยอีกด้วยคะ  โดยหลักแล้วจะประกอบไปด้วย ใบมะกรูดซอย, ถั่วพลูซอย, ตะไคร้  ส้มโอและผักต่างๆ รวมถึงกุ้งแห้งป่น เวลาทานคลุกเคล้าให้เข้ากันกับน้ำยำกะปิหวาน รวมทั้งมะนาวและมะพร้าวขูดคั่ว พริกป่น ถือว่าเป็นจานเด็ดจานเดี่ยวเพื่อสุขภาพและให้สารอาหารครบถ้วนจริงๆคะ 7. แกงคั่วหอยแครงใส่ใบชะพลู “แกงคั่วหอยแครงใส่ใบชะพลู” เป็นแกงที่นำกะทิมาคั่วกับพริกแกง  รสชาติจะเค็มมันและหวานหอม รสชาติกลมกล่อมถึงเครื่องถึงรสของเครื่องแกง ซึ่งในใบชะพลูนอกจากจะมีความหอมแล้วยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากอีกด้วย 8. ปลาทรายทอดขมิ้น “ปลาทอดขมิ้น” เป็นอาหารพื้นบ้านทางภาคใต้ แต่ที่ได้รับความนิยมจะเป็นเมนูปลาทรายทอดขมิ้น  โดยใช้วัตถุดิบหลักเป็นขมิ้น ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ  ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  ป้องกันและรักษาโรคกระเพาะอาหาร  ขับลมท้องอืด วิธีการทำจะนำขมิ้นมาโขลกรวมกับพริกไทย กระเทียม กะปิและใส่เกลือเล็กน้อยแล้วนำมาหมักปลาทรายไว้สักครู่ นำไปทอดด้วยให้หนังปลากรอบและแต่เนื้อด้านในสุกนุ่ม ทานกับข้าวสวยร้อนๆและน้ำจิ้มซีฟู้ด 9. น้ำพริกกะปิกุ้งสด มาถึงเมนูอาหารใต้ลำดับที่ 9  หากพูดถึงน้ำพริกกะปิกุ้งสดแล้วนั้น  หลายคนอาจจะนึกถึงเมนูน้ำพริกของภาคกลาง แต่น้ำพริกกะปิกุ้งสดของภาคใต้จะแตกต่างกันออกไปคะ กล่าวคือ ในส่วนของตัวรสชาติ จะมีความเปรี้ยวบางๆ ผสมเค็มและได้รสสัมผัสของเนื้อกุ้งสดต้ม (รสสัมผัสเบาคล้ายๆน้ำบูดู) ทานคู่กับข้าวและผักลวก หรือผักชุบไข่ทอด รสชาติดีทีเดียว 10.คั่วกลิ้ง มากันถึงเมนูสุดท้าย “คั่วกลิ้ง”  อาหารใต้รสเผ็ดที่คนภาคกลางคุ้นเคยกันอย่างดีตามร้านอาหารข้าวแกงปักษ์ใต้ที่หาทานได้ทั่วไป เป็นเมนูที่ทานง่าย ทานกับข้าวสวยและผักสดแนมก็อร่อยได้ทีเดียว  คั่วกลิ้งนั้นเป็นเมนูที่นำพริกแกงใต้มาผัดคั่วกับเนื้อสัตว์ต่างๆ ตามชอบใจ ไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่หรือเนื้อ แล้วแต่ว่าใครชอบทานแบบไหน หลังจากแนะนำ  10 เมนูอาหารใต้ยอดนิยมกันแล้ว ทางทีมงาน MThai ก็มีร้านอาหารใต้รสดี มาแนะนำให้เลือกลอง เลือกทานกันตามย่านที่เพื่อนๆสะดวก  เผื่อใครเห็นเมนูด้านบนแล้วอดใจไม่ไหว อยากที่จะไปลิ้มลองอาหารใต้รสจัดจ้าน  เพิ่มความเผ็ดร้อนหรอยจังฮู้วแบบไม่ยอมตกเทรนด์  มีร้านไหนบ้างไปดูกันเลย ร้านภูเก็ต ทาวน์ - ย่านทองหล่อ ดูรีวิวเพิ่มเติม : http://food.mthai.com/food-recommend/104729.html ร้านปรุง - ย่านประชาชื่น ดูรีวิวเพิ่มเติม : http://food.mthai.com/mafia-food/94117.html ร้านครัวแม่วิมล อาหารปักษ์ใต้ย่านคลองหนึ่ง ดูรีวิวเพิ่มเติม : http://food.mthai.com/mafia-food/2233.html ร้านครัวคุณเปรม - ย่านปากเกร็ด ดูรีวิวเพิ่มเติม : http://food.mthai.com/food-recommend/87853.html ร้านระย้า จ.ภูเก็ต ดูรีวิวเพิ่มเติม : http://food.mthai.com/mafia-food/95973.html

4 วิธีง่ายๆ เลือกซื้อ ผลไม้รถเข็น ให้ปลอดเชื้อโรค
ปลอดโรค /  ผลไม้ / 

ผลไม้เป็นหนึ่งในอาหารที่ควรกินให้ได้ทุกมื้อ ทางเลือกหนึ่งหากไม่ได้นำผลไม้มาทานเอง ก็สามารถหาซื้อจากรถเข็นได้ แต่ถ้าตัดสินใจจะซื้อผลไม้จากรถเข็น ต้องสังเกตให้ดีก่อนซื้อเพราะหากเลือกไม่ดี อาจมีสารปนเปื้อนทำให้ท้องเสีย หรือก่อโรคอื่นๆ ตามมาได้ นายสง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการเชี่ยวชาญอิสระ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคผลไม้จากรถเข็นว่า ในปัจจุบันพบว่าผู้บริโภค ผลไม้รถเข็น มีความเสี่ยงหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้ที่ปนเปื้อนจากสารจุลินทรีย์เชื้อโรคต่างๆ ที่เกิดจากการที่แม่ค้าพ่อค้าที่ไม่เตรียมผลไม้ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้สะอาดเพียงพอ จึงทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนมาในผลไม้ได้ รวมทั้งอาจมีสารเคมีต่างๆ ที่ผู้ขายนำมาใช้เพื่อให้ผลไม้มีลักษณะน่ากิน ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บและมีผลข้างเคียงได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางออกของผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลไม้รถเข็น อาจสังเกตง่ายๆ ดังนี้ 1. ผู้ค้าต้องใส่ใจความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นมือที่ไปหยิบจับผลไม้ หรือจะเป็นสุขภาพของผู้ขาย รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมดล้วนทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้ทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องให้ความใส่ใจในการประกอบอาชีพด้วย นอกจากนี้ตัวรถเข็นต้องสะอาด ตู้กระจกใส ไม่มีคราบฝุ่นละออง หรือรอยแตกร้าว อุปกรณ์ที่ใช้สะอาด น้ำแข็งสะอาด มีดและเขียงสะอาด มีการทำความสะอาดก่อนหรือหลังหั่นผลไม้ ผ้าเช็ดอุปกรณ์ต้องสะอาด และแยกประเภทตามการใช้งาน 2. ควรเลือกผลไม้ที่สดใหม่และตามฤดูกาล เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องสารปนเปื้อน รวมทั้งรอดพ้นจากสารกันบูดอย่างแน่นอน และที่สำคัญการกินผลไม้สดจะทำให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งสารอาหารจากผลไม้ได้มากกว่าผลไม้ดอง โดยเฉพาะวิตามินซี ที่มีในผลไม้สดมากกว่าผลไม้ดองหลายเท่า ที่สำคัญพยายามอย่ากินผลไม้ซ้ำกันทุกวัน ควรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยกินให้หลากหลายชนิด เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายด้วย 3. หลีกเลี่ยงผลไม้หมักดอง เพราะจะได้คุณค่าทางโภชนาการน้อยมาก นายสง่า อธิบายว่า ผลไม้ดองส่วนใหญ่มักใส่สารเคมี เช่น สารโลหะหนัก สารกันบูด บอแร็กซ์ หรือสารเพิ่มความกรอบ เสี่ยงต่อการได้รับสารปนเปื้อนสูง และที่สำคัญการกินผลไม้ดอง จะมีสิ่งหนึ่งเข้าไปในร่างกายด้วย คือ ความเค็ม โดยเฉพาะโซเดียมที่มีอยู่ในผลไม้ดอง ดังนั้นการกินผลไม้ดองบ่อยๆ ทำให้ร่างกายมีโอกาสได้รับโซเดียมสูงไปด้วย โดยจะทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง และไตทำงานหนัก ยิ่งไตทำงานหนัก ความดันโลหิตก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 4. ระมัดระวังเครื่องจิ้มผลไม้ต่างๆ แม้เครื่องจิ้มเหล่านี้จะช่วยให้มีรสดีขึ้น แต่ผลร้ายจะตามมาคือ ทำให้ร่างกายได้รับเกลือและน้ำตาลมากเกิน เพราะเครื่องจิ้มผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผงบ๊วย พริกกะเกลือ น้ำปลาหวาน หรืออื่นๆ มักมีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ กะปิ ผงชูรส จึงควรกินแต่น้อย วิธีที่ดีควรลองกินผลไม้ที่ไม่มีเครื่องจิ้ม แล้วเราจะพบว่า ฝรั่ง มะม่วง มะกอก และผลไม้ต่างๆ มักมีรสเปรี้ยว หวาน มัน กรอบ อร่อยอยู่ในตัว โดยไม่ต้องใช้เครื่องจิ้มเลย ขณะเดียวกันควรเลือกกินผลไม้ที่ไม่ใส่สี เพราะบางครั้งสีสวยๆ ที่เห็นนั้น ไม่ใช่สีผสมอาหารแต่เป็นสีย้อมผ้า รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่ใส่สารแทนความหวาน ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง คือหากกินแล้วมีรสขมติดในคอ แสดงว่าใช้สารแทนความหวานปริมาณมาก ถ้ากินติดต่อกันนานๆ จะทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ขอเพียงใส่ใจหมั่นสังเกตและปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น เพียงเท่านี้ก็สามารถเลือกกินผลไม้จากรถเข็นได้อย่างปลอดภัยแล้ว ที่มาเนื้อหาจาก http://www.thaihealth.or.th

100 เมนูอาหารที่เหมาะกับธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ! โดย อ.คฑา ชินบัญชร
อาหารตามธาตุ /  โหงวเฮ้ง

การรับประทานอาหารตามธาตุ จะทำให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และส่งผลให้โหงวเฮ้งเราดีขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อโหงวเฮ้งเราดี ก็จะทำให้เราทำอะไรก็ราบรื่น ประสบผลสำเร็จ เราทุกคนมีธาตุทั้ง 4 อยู่ในร่างกาย แต่จะมีลักษณะเด่นเพียงหนึ่งธาตุ ถ้ารู้จักตัวเอง ก็สามารถปรับสมดุลเพื่อรับมือกับความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นในแต่ละช่วง ฤดูกาลต่างๆ ก็ควรมีการปรับธาตุของร่างกายให้สมดุลกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ด้วยอาหารการกิน ผู้ที่เกิด ธาตุดิน คือ… ราศีพฤษภ 14 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน ราศีกันย์ 17 กันยายน – 16 ตุลาคม ราศีมังกร 14 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ คนที่มีธาตุดิน เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ เสียงดังฟังชัด เป็นคนหนักแน่น เยือกเย็น อดทน เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า รักการประนีประนอม จึงเหมาะกับการทำงานประจำ คนธาตุนี้มักชอบกิจกรรมเกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นคนผิวเย็น ควรออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อลดความเฉื่อยชา และควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผสไม้ที่มีรสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น หัวปลี กะหล่ำปลี ผักกะเฉด ถั่วพู เผือก มัน แห้ว มะพร้าว ถั่วลิสง งาดำ ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า ตัวอย่างอาหารคาว : ถั่วงอกผัดเต้าหู้ ข้าวซอยไก่ แกงจืดเต้าหู้ ยำถั่วพู ตัวอย่างอาหารหวาน : ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ฟักทองนึ่ง มะพร้าวขูด กล้วยบวชชี ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำฝรั่ง น้ำฟักทอง น้ำแตงโมง น้ำเต้าหู้ ตัวอย่างผลไม้ : ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก มะม่วงสุก มังคุด เงาะ ลำไย ผู้ที่เกิด ธาตุน้ำ คือ… ราศรีกรกฎ 16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม ราศีพิจิก 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม ราศีมีน 14 มีนาคม – 12 เมษายน คนที่มีธาตุน้ำ เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส อารมณ์เย็น ความ จำดี นุ่มนวล มักจะเก็บความรู้สึกได้ดี มีความสงบ มีอารมณ์อ่อนไหว เชื่อในเรื่องโชคชะตา และพรหมลิขิต มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบเป็นห่วงเป็นใยคนรอบข้าง ทำให้คุณเป็นที่รักของเพื่อนๆ และควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะขามป้อม ยอดมะขามอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด เพราะอ้วนง่าย ตัวอย่างอาหารคาว : ข้าวคลุกกะปิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ต้มยำไก่ฝบมะขามอ่อน น้ำพริกมะขามสด ตัวอย่างอาหารหวาน : กระท้อนลอยแก้ว สับปะรดลอยแก้ว ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำระกำ น้ำสับปะรด ตัวอย่างผลไม้ : สับปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง ลางสาด มะม่วงดิบ ผู้ที่เกิด ธาตุลม คือ… ราศรีกรกฎ 15 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม ราศีตุลย์ 17 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน ราศีกุมภ์ 13 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม คนที่มีธาตุลม เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างโปร่ง ผอมบาง คิดเร็ว พูดเร็ว ทำอะไรเร็ว คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ช่างพูด ขี้หนาว อารมณ์หวั่นไหวง่าย ไม่ชอบทำงานประจำ มีความคิดสร้างสรรค์และมีความยืดหยุ่น ปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่าย สภาพผิวแห้งง่าย ระบบการเผาผลาญในร่างกายทำงานเร็วผิดปกติ จึงทำให้มีรูปร่างค่อนข้างผอม กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน นอนไม่ค่อยหลับ  เป็นคนที่คิดอะไรอย่างมีหลักเกณฑ์ และจะยึดความถูกต้องของเหตุและผล ชอบคบค้าสมาคมกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่อคติกับใคร และควรดูแลสุขภาพด้วย การรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา  กะเพรา กระชาย หอม กระเทียม ขมิ้น ขึ้นฉ่าย ตัวอย่างอาหารคาว : ผัดผักบุ้งไฟแดง โจ๊กหมูใส่ขิง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ แกงเลียง ปลาทอดราดพริก ตัวอย่างอาหารหวาน : เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยน้ำขิง มันต้มน้ำตาลใส่ขิง ขนมเทียนไส้เค็ม ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำขิง น้ำตะไคร้ ตัวอย่างผลไม้ : ชมพู่ แตงโม แตงไทย ผู้ที่เกิด ธาตุไฟ คือ… ราศรีเมษ 13 เมษายน – 13 พฤษภาคม ราศีสิงห์ 17 สิงหาคม – 16 กันยายน ราศีธนู 16 ธันวาคม – 13 มกราคม คนที่มีธาตุไฟ เป็นธาตุเจ้าเรือน มักขี้ร้อน เคลื่อนไหวเร็ว อารมณ์ร้อน หิว บ่อย กินเก่ง มีแนวโน้มที่จะเป็นคนอ้วนได้ มักตัดสินใจเร็ว กระตือรือร้น มีความจริงจัง ชอบวางแผนและชอบการแข่งขัน จึงทำให้เป็นคนมีระเบียบแบบแผน ขาดความอดทนและชอบทำตัวเป็นผู้นำ เป็นคนมองโลกในแง่ดี และควร ดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผลไม้ทีมีรสขม รสเย็น รสจืด เช่น สะเดา มะระ มะเขือพวง บวบ ตำลึง แค  แตงโม แตงกวา ผักบุ้ง บัวบก ขี้เหล็ก หัวผักกาด ฟักทอง คะน้า และหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน ตัวอย่างอาหารคาว : ซุปรากบัวเห็ดหอม ตุ๋นมะระ ต้มจับฉ่าย แกงขี้เหล็ก ห่อหมกใบยอ แกงจืดตำลึงหมู ตัวอย่างอาหารหวาน : เฉาก๊วย รากบัวต้ม เต้าฮวย ฟรุ๊ตสลัด ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะตูม น้ำแตงโม ตัวอย่างผลไม้ : ชมพู่ แตงโม มะละกอ แตงไทย ลูกตาลอ่อน รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com