กระบี่กระบอง

ไหว้ครูมวยไทย และมหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยนานาชาติ ครั้งที่ 5
ไหว้ครู มวยไทย ศิลปะ การต่อสู้ ป้องกันตัว

วันที่ 14-17 มีนาคม 2552 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชาติไทยเป็นชาติเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีการสร้างสรรค์สะสมภูมิปัญญา ศิลปะวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองสืบเนื่องกันยาวนาน ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย มวยไทยและกระบี่กระบองนั้น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยมาช้านานคู่กับประวัติศาสตร์ไทยซึ่ง เป็นวิถีชีวิตของคนไทยดังจะเห็นได้จากวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า ครั้งที่ 1 และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยจากการเสียกรุง ศรีอยุธยาให้แก่พม่า ครั้งที่ 2 ก็ล้วนแต่ใช้ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยในการกอบกู้เอกราช ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาและ อนุรักษ์ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย ให้คงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไปและเผยแพร่ไปสู่นานาชาติ สมาคมสถาบันศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย จึงได้จัด มหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยสู่นานาชาติขึ้น โดยกำหนดเอาวันที่ 17 มีนาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่นายขนมต้ม นักมวยจากกรุงศรีอยุธยา ชกมวยเอาชนะนักมวยพม่าถึง 10 คน ในวันที่ 17 มีนาคม 2317 ที่กรุงย่างกุ้ง เป็นวันจัดกิจกรรมทุกปี ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 5 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 มีนาคม 2552 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กิจกรรม การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับมวยไทย เชิญค่ายมวยไทยที่มีชื่อเสียงและอดีตนักมวยไทยในอดีตร่วมแสดงผลงาน ออกร้านจำหน่ายอุปกรณ์กีฬามวยไทยและจำหน่ายของที่ระลึกเกี่ยวกับมวยไทย การอบรมสัมมนามวยไทยและผู้ประกอบการธุรกิจมวยไทย โปรโมเตอร์ แลกเปลี่ยนนักมวยและร่วมการส่งเสริมมวยไทย การจัดการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่น/อาชีพ การแข่งขันศิลปะแม่ไม้มวยไทย การจัดการแข่งขันคีตมวยไทย การจัดการแข่งขันกระบี่กระบอง การจัดเดินวิ่งวันมวยไทย การประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่มวยไทย การจัดประกวดดนตรี ปี่กลองมวยไทย การจัดพิธีครอบครูมวยไทย และจัดพิธีบวงสรงนายขนมต้ม นอกจากนี้ยังมีการจัดทำของที่ระลึก อาทิ เหรียญนายขนมต้ม เสื้อที่ระลึก พวงกุญแจที่ระลึก นวมขนาดเล็กที่ระลึก หมวกที่ระลึก แก้วกาแฟ ชุดโบราณมวยไทย กางเกงมวยไทย สอบถามรายละเอียดการจัดงานได้ที่ กองส่งเสริมกิจกรรม ฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 0 2250 5500 ต่อ 3465-8www.ideabar.com/muaythaiwww.thaimartiarts.org e-mail : worldmuayboran@yahoo.co.thwww.krumuaythai.net e-mail : gmaster_woody@hotmail.comที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

มหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย และไหว้ครูมวยไทยโลก ครั้งที่ 6
กระบี่กระบอง /  กรุงศรีอยุธยา / 

มหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย และไหว้ครูมวยไทยโลก ครั้งที่ 6 วันที่ 14 - 17 มีนาคม 2553 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชาติไทยเป็นชาติเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีการสร้างสรรค์สะสมภูมิปัญญา ศิลปะวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองสืบเนื่องกันยาวนาน ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย มวยไทยและกระบี่กระบองนั้น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยมาช้านานคู่กับประวัติศาสตร์ไทยซึ่ง เป็นวิถีชีวิตของคนไทยดังจะเห็นได้จากวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า ครั้งที่ 1 และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า ครั้งที่ 2 ก็ล้วนแต่ใช้ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยในการกอบกู้เอกราช ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาและ อนุรักษ์ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย ให้คงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไปและเผยแพร่ไปสู่นานาชาติ สมาคมสถาบันศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย จึงได้จัด มหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยสู่นานาชาติขึ้น โดยกำหนดเอาวันที่ 17 มีนาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่นายขนมต้ม นักมวยจากกรุงศรีอยุธยา ชกมวยเอาชนะนักมวยพม่าถึง 10 คน ในวันที่ 17 มีนาคม 2317 ที่กรุงย่างกุ้ง เป็นวันจัดกิจกรรมทุกปี ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 6 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 มีนาคม 2553 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายละเอียดกิจกรรม วันที่ 14 มีนาคม 2553 การจัดพิธีไหว้ครูมวยไทยโลก ณ วัดมหาธาตุ มีวัตถุประสงค์หลักหนึ่งคือเพื่อให้นักมวยไทยชาวต่างชาติได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของพิธีไหว้ครู เพื่อสร้างความประทับใจ และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ทุกปี พร้อมเชิญชวนบุคคลใกล้ตัวเดินทาง (มองภาพและคาดหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ด้วยว่าปัจจุบันมีหลายประเทศ ที่มีการจัดงานมวยไทย และมีนักมวยไทยชาวต่างชาติเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก) (1) จัดพิธีไหว้ครูมวยไทยโลก ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (วิหารพระมงคลบพิตร) เพื่อให้ภาพการจัดงานที่สวยงามและสอดคล้องกับการชูภาพลักษณ์ของภาคกลาง ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ “การท่องเที่ยวแบบถวิลหาอดีต” (Nostalgia Tourism) แนวคิดการนำเสนอ จัดพิธีไหว้บูรพมหากษัตริย์ไทย และนำเสนอภาพให้นักมวยไทยชาว ต่างชาติ ได้เข้าใจว่า มวยไทยเริ่มต้นอย่างไร และเป็นวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย ที่พระมหากษัตริย์ เรื่อยไปถึงคนไทยทั่วไปต่างต้องเรียนไว้ เพื่อปกป้องบ้านเมือง และตัวเอง โดยจะนำเสนอในลักษณะที่ง่ายต่อการเข้าใจ อันจะทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นความสำคัญในพิธีไหว้ครูมวยไทย (2) จัดนิทรรศการมวยไทย และนิทรรศการศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย แนวคิดการนำเสนอ จัดนิทรรศการ ในแบบที่ใช้คนจริงมาแสดงศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย อาทิ การต่อสู้ด้วยดาบสามบาน ด้วยง้าว กระบี่กระบอง ฯลฯ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ และเป็นเชิญชวนให้มาศึกษาศิลปะการต่อสู้ของไทยในหลากหลายแขนง ทั้งเป็นการเสริมให้เข้าใจในช่วงเวลาการจัดพิธี ในข้อ (1) (3) จัดกิจกรรมสาธิตศิลปหัตถกรรม และอาหารไทย (4) จัดพื้นที่ให้ค่ายมวยไทย มานำเสนอหลักสูตรการอบรม พร้อมให้ค่ายมวยหรือสถาบันการศึกษามวยไทย นั้นๆ รับสมัครได้เลยหากมีผู้สนใจ (5) การจำลองตลาดโบราณ ให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ทั้งแขกเชิญ นักมวย และนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมชมชิม อาหารไทยอยุธยา และการแสดงทางวัฒนธรรมไทย (6) จัดงานเลี้ยงต้อนรับ นักมวยไทยชาวต่างชาติ และแขกเชิญพิเศษ วันที่ 15-16 มีนาคม 2553 ณ หอประชุมสนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การจัดกิจกรรมสัมมนาและการอบรมหลักสูตรมวยไทย ให้กับนักมวยไทยชาวต่างชาติ และผู้สนใจ ดำเนินการโดย สมาคมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย วันที่ 17 มีนาคม 2553 บริเวณ สนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (1) การจัดพิธีบวงสรวงนายขนมต้ม เวลา 09.00 น. บริเวณอนุสาวรีย์นายขนมต้ม (2) การจัดกิจกรรมกีฬาไทย การแสดงกระบี่กระบอง การแสดงไก่ชน ตลาดนัดไก่ชน (3) การแข่งขันชกมวยนานาชาติ และชกมวยไทยพื้นบ้าน เวลา 16.00 น. (4) การแข่งขันกีฬาเซปัคตะกร้อ ชิงถ้วยผู้ว่าราชการจังหวัด เวลา 17.00 น. (5) การแข่งขันกีฬาเปตอง นอกจากนี้ยังมีการจัดทำของที่ระลึก อาทิ เหรียญนายขนมต้ม เสื้อที่ระลึก พวงกุญแจที่ระลึก นวมขนาดเล็กที่ระลึก หมวกที่ระลึก แก้วกาแฟ ชุดโบราณมวยไทย กางเกงมวยไทย สอบถามรายละเอียดการจัดงานได้ที่ กองส่งเสริมกิจกรรม ฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 0 2250 5500 ต่อ 3492 www.ideabar.com/muaythai www.thaimartialarts.org e-mail :worldmuayboran@yahoo.co.th e-mail :gmaster_woody@hotmail.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ปอย ตรีชฎา มาลยาภรณ์
ปอย-ตรีชฎา /  สาวประเภทสอง / 

ปอย ตรีชฎา มาลยาภรณ์ ตอนแรกคิดไม่ออกว่าจะเขียนคำโปรยถึง น้องปอย ตรีชฎา มาลยาภรณ์ ยังไง ถ้าจะบอกว่า เธอเป็นสาวประเภทสองที่สวยที่สุดในโลก คุณก็คงเคยได้ยินคำพูดนี้บ่อยๆ แล้ว จะบอกว่าเธอนี่แหละที่ตกเป็นข่าวกับหนุ่มนักล่าฝันก็คงเก่าไปหรือจะบอกว่าเธอน่ารัก สวย สดใสมากแค่ไหน ภาพถ่ายตรงหน้าก็ฟ้องอยู่ จะบรรยายให้เกิดอะไรอีก... โดยส่วนตัวเชื่อว่า สิ่งหนึ่งที่จะวัดคุณค่าหรือตัวตนของคนคนหนึ่งได้ก็คือคำพูดคำจา ยอมรับว่าการสนทนาครั้งนี้ทำให้รู้จักเธอคนนี้มากขึ้นเยอะ เยอะกว่าที่ได้ยินจากอาซ้อ อาซิ้ม หรือผ่านการแฉจากที่ไหนๆ แปลกใจไหมว่า ทำไมเธอถึงอยากเป็น Iron Man นี่เป็นความใฝ่ฝันหนึ่งที่เธอบอกกับเราตอนท้ายของการสัมภาษณ์ และถ้าคุณได้รู้คำตอบว่า ทำไมเธอถึงอยากเป็น Man ทั้งที่ฝันจะเป็น Woman มาตลอดชีวิต เชื่อว่าคุณคงรักเธอมากขึ้น "สิ่งที่อยากพูดที่สุดตอนนี้คงเป็น...การให้กำลังใจตัวเอง ช่วงนี้มีข่าวเยอะ จริงๆ สิ่งที่ข่าวนำเสนอกับตัวหนูก็คล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ วิธีเสนอข่าวของนักข่าวต้องทำให้น่าติดตามและน่าสนใจให้สัมภาษณ์ไปสิบ แต่เขาอาจจะนำไปออกอากาศแค่แปด แล้วตัดต่อในรูปแบบที่ต้องการกับข่าวที่ออกมา บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ถ้ามีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หนูจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น"+ ต้องถามก่อนคุยกันว่า คำเรียกไหนที่ถือว่าสุภาพและไม่สุภาพถ้าใช้เรียกปอย คำว่าสาวประเภทสอง กะเทย หรือเพศที่สาม หนูค่อนข้างรู้สึกว่ามัน...ไม่ใช่ว่าไม่สุภาพนะ แต่รู้สึกเหมือนเป็นการว่า หนูรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ แต่เวลาได้ยินคำพวกนี้เมื่อไหร่จะรู้สึกแย่ น้อยเนื้อต่ำใจ เรียกปอยเฉยๆ จะดีกว่า+ เรียนมัธยมที่ไหนครับ ม.ปลายเรียนที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ส่วน ม.ต้นเรียนที่โรงเรียนเทพมิตรศึกษา สุราษฎร์ธานี เป็นโรงเรียนประจำแบบสหศึกษาค่ะ+ ชีวิตในโรงเรียนประจำน่าจดจำไหม น่าจดจำค่ะ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองเรียนดีที่สุด สอบได้ที่ 1 ได้เกรด 4.00 ตลอดมีบางเทอมได้ 3.9 เพราะวิชาพละได้เกรด 3 ต้องเรียนตะกร้อ ถ้าเป็น แบดมินตัน กระบี่กระบอง ปิงปอง ยังโอเค ฟุตบอลก็ยังพอได้แต่ตะกร้อนี่ยากมาก เล่นไม่ได้เลย+ ชอบไหมวิชาพละ ชอบนะคะ เพราะชอบอยู่เอ๊าต์ดอร์ไม่อึดอัดเหมือนอยู่ในห้องเรียน แม้จะไม่ชอบตะกร้อ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีพวก เพราะเพื่อนผู้หญิงก็เล่นไม่ได้เหมือนกัน จริงๆ ปอยไม่ใช่ผู้หญิงจ๋า แม้จิตใจจะเป็น แต่ตัวก็ยังทโมน โลดโผน ชอบปีนต้นไม้ ชอบลุย แต่ตะกร้อ เดาะได้สามครั้งก็หรูแล้ว ถ้าเป็นว่ายน้ำกับวิ่งนี่ชอบมาก ตอนเรียนประถมที่โรงเรียนเทศบาลเมืองภูเก็ตหนูเป็นนักวิ่งด้วยนะคะ เคยได้เหรียญทองแดงด้วย+ เพื่อนๆ สมัยนั้นเขารู้ไหมว่าเราไม่ใช่ผู้ชาย รู้ค่ะ เพราะหนูเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก สมัยเรียนประถมเด็กจะใกล้ชิดกันมาก แต่ละชั้นเรียนมีแค่ 5 ห้อง ห้องหนึ่งมี 30 - 40 คน มีคนที่เป็นแบบหนูบ้าง ยิ่งโตเขาก็ยิ่งเปิดเผย ชอบกรี๊ด ชอบเล่นวอลเลย์บอล แต่หนูยังแสดงออกได้ไม่มาก หนึ่งคือไม่ได้อยากไปในทางนั้น สองคือพ่อแม่ยังไม่โอเคที่เราเป็นแบบนี้ แต่เพื่อนๆ ดูรู้ หนูเลยโดนเพื่อนที่ตุ้งติ้งแกล้งตั้งเแต่เด็ก ตอนเด็กหนูตัวเล็กมาก บางคนแกล้งทุกอย่าง ทำยังไงก็ได้ให้เราร้องไห้ บางทีก็แอบเอาของเราไปซ่อน เป็นเด็กเจี๋ยมเจี้ยม เพิ่งมาเริ่มสู้คนตอน ม.ปลาย+ จำได้หรือเปล่าว่าแต่งหน้าครั้งแรกเมื่อไร น่าจะประมาณ ม.6 พอเลิกเรียนก็ใส่วิกเลย (หัวเราะ) เป็นวิกตรงๆ ไม่ยาวมาก ชอบเพราะใส่แล้วดูเป็นธรรมชาติ พี่อย่าหัวเราะสิ (แอบค้อน) มันสวยนะคะ ไม่ใช่วิกหนาๆ หนูเก็บเงินซื้อเอง จำได้ว่าไปซื้อที่โรบินสัน ภูเก็ต ราคาประมาณ 2,000 บาท หลังเลิกเรียนหรือตอนไปเที่ยวกับเพื่อนจะแต่งตัวแล้วใส่วิก ใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น เดินออกไปตามถนน คนไม่รู้เลยนะว่าเป็นแบบนี้ ตอนนั้นยังแต่งหน้าน้อย ชอบแต่งแบบใสๆ ปัดแก้มชมพู ไม่ทาตา ไม่ใส่ขนตาปลอมเพราะดูเกินวัย+ แต่งไปเที่ยวที่ไหนเหรอ งานเอกซโปค่ะ ที่ภูเก็ต มีถนนสายหนึ่งที่เขาชอบจัดงานมีผู้ชายมาชอบด้วย เข้ามาขอเบอร์ แล้วตอน ม.ปลายหนูมีคนที่คบด้วยนะ เป็นผู้ชายที่คบคนแรก แล้วพี่รู้ไหมว่า ผู้ชายที่หนูคบด้วยเป็นใคร+ ใครจะไปรู้ครับ เป็นผู้ชายในฝันค่ะ (หัวเราะ) แฟนเขาเป็นดาวโรงเรียนสตรีชื่อดัง หล่อมาก เท่ เป็นลูกคนมีเงิน ผู้หญิงชอบเขาหมด หนูก็แอบชอบอยู่ แต่เพื่อนกลุ่มหนูไม่ถูกกับเพื่อนแฟนเขา ตอนแรกผู้ชายก็มาปกป้องแฟนและไม่ชอบกลุ่มหนู แต่อยู่ดีๆ เขาก็เลิกกับแฟน ส่วนหนูก็เริ่มสวยสะพรั่ง (หัวเราะชอบใจ) ตอนนั้นหนูอยู่ ม.5 เทอมสอง ช่วงปิดเทอมผมเริ่มยาว ไว้หน้าม้าเงาสวย พอปิดเทอมยิ่งบำรุง ผมก็ยิ่งยาวกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนนั้นใส่วิกเช้ากลางวันเย็นได้เลย จนวันหนึ่ง... กำลังสนุกเลยใช่มั้ยล่ะครับ อดใจไว้ก่อน แล้วไปติดตามเรื่องราวความรักครั้งแรกของเธอต่อได้ในเล่มนะครับติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในสกู๊ป TALK-A-TIVENo.635 (16 JULY 2009)

ประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จ.สุโขทัย ปี 2552
งาน /  ประเพณี / 

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2552 ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ เป็นประเพณีบูชาด้วยประทีปที่มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามที่ปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกพ่อขุนราม คำแหงหลักที่ 1 มีข้อความกล่าวถึง การเผาเทียน เล่นไฟ ว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดของอาณาจักรสุโขทัย เมื่อกว่า 700 ปีก่อน ซึ่งได้คลี่คลายมาเป็นประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟในปัจจุบัน โดยมีการแสดงแสง-เสียง จำลองบรรยากาศงานเผาเทียน เล่นไฟสมัยสุโขทัย ให้ผู้คนทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศได้ชื่นชม กำหนดการงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟจังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2552 วันที่: 31 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2552 สถานที่: อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 (วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12) กิจกรรม เวลา 05.30 น. พิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข ณ อุโบสถวัดตระพังเงิน - ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ 9 รูป - พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เวลา 07.45 น. หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้บริหารสถานบันการศึกษา หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการทุกฝ่าย ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล พนักงานส่วนท้องถิ่น สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด สมาชิกองค์กร ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา พ่อค้าและประชาชน ทุกเหล่า พร้อมกัน ณ บริเวณพระบรมราชานุสาว-รีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เวลา 08.00 น. พิธีบวงสรวงบุรพกษัตริย์สุโขทัย ทุกพระองค์ ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อ ขุนรามคำแหงมหาราช - ประธานในพิธีจุดธูปเทียนสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช - ประธานในพิธีถวายพวงมาลัยคล้องพระแสง - ประธานในพิธีจุดเทียนชัยที่โต๊ะเครื่องบวงสรวง - พราหมณ์ประกอบพิธีบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและบูรพกษัตริย์ - เจ้าหน้าที่จุดธูปมอบให้พราหมณ์ในพิธีและมอบให้ประธานในพิธี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปปักบนเครื่องบวงสรวง - เสร็จพิธีพราหมณ์ - รำบวงสรวง - สวดสรภัญญะ - เสร็จพิธีบวงสรวง เวลา 09.45 น. พิธีสงฆ์ (ดำเนินการต่อเนื่องจากพิธีบวงสรวง) - พระสงฆ์ 10 รูปพร้อม ณ บริเวณ พิธีข้างลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช - ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย - พิธีกรอาราธนาศีล - ประธานสงฆ์ให้ศีล - พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ - ประธานในพิธีประจำ ณ แท่นพิธี - ประธานจัดกล่าวรายงาน - ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานประเพณีลอยกระทงฯ ประจำปี 2552 - ประธานในพิธีลั่นฆ้อง 3 ครั้ง พนักงานจุดพลุ ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ - พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา - ประธานในพิธีและคณะถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ - พระสงฆ์อนุโมทนา (เสร็จพิธีสงฆ์) เวลา 10.00 น. - ตั้งองค์กฐิน ณ บริเวณลานลานโพธิ์ เวลา 11.00 น. - การประกวดโคมชักโคมแขวน ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช - กิจกรรมเล่านิทานพื้นบ้านด้วยภาษาท้องถิ่นสุโขทัย ณ บริเวณลานวัฒนธรรมด้านหลังวัดชนะสงคราม - การแข่งขันและการแสดงกีฬาพื้นบ้าน ณ บริเวณลานกีฬาพื้นบ้านหน้าวัดมหาธาตุ - การแข่งขันหมากรุกไทย - การแสดงกระบี่กระบอง - การสาธิตมวยคาดเชือก - การสาธิตว่าวไทย - การสาธิตพุทธศิลป์สุโขทัย ณ บริเวณลานโพธิ์ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เวลา 16.00 น. - การแสดงหมากรุกไทย(คน) โดยใช้นักแสดงจากนาฎศิลป์สุโขทัย ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช - การแสดงหมู่บ้านวิถีไทยสมัยกรุงสุโขทัย ณ ศาลา 4 หลัง เวลา 17.00 น. - การแสดงดนตรีไทย ณ บริเวณวัดชนะสงคราม บริเวณวัดสระศรี บริเวณ หน้าประตู ทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ด้านประตูใหญ่ และบริเวณวัดตระพังเงิน เวลา 18.00 น. - กิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ ณ หน้าวัดมหาธาตุ เวลา 19.30 น. - การแสดงประกอบแสง เสียง ณ บริเวณวัดมหาธาตุ เวลา 20.00 น. - การแสดงนาฎศิลป์ 4 ภาค ณ โรงละครกลางแจ้ง เวลา 21.00 น. - การแสดงโขน ณ บริเวณด้านหลังวัดชนะสงคราม เวลา 22.30 น. - การแสดงตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ณ บริเวณสระน้ำตระพังตระกวน วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 (วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12) กิจกรรม เวลา 05.30 น. - พิธีรับอรุณแห่งความสุข ณ อุโบสถวัดตระพังเงิน - ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งถวายแด่พระสงฆ์ 9 รูป - พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เวลา 09.00 น. - ขบวนแห่ผ้ากฐินทาน ไปทอดถวาย ณ วัดตระพังทอง เวลา 09.30 น. - ขบวนแห่งพระเวสสันดร และตัวละครเทศน์มหาชาติ เริ่มขบวนที่หน้าศาลเจ้า ปู่ผาดำ ไปสิ้นสุด ณ บริเวณลานวัฒนธรรม เวลา10.00 น. - การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน หมากรุกไทย (รอบชิงชนะเลิศ) ณ บริเวณลานกีฬา พื้นบ้านหน้าวัดมหาธาตุ - การแสดงกระบี่กระบอง - การสาธิตมวยคาดเชือก - การสาธิตพุทธศิลป์สุโขทัย ณ บริเวณลานโพธิ์ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เวลา 11.00 น. - จัดแสดงกระทงเล็ก พนมหมาก พนมดอกไม้ ณ บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เวลา 16.00 น. - การแสดงหมากรุกไทย(คน) โดยใช้นักแสดงจากนาฎศิลป์สุโขทัย ณ ลาน พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช - การแสดงหมู่บ้านวิถีไทยสมัยกรุงสุโขทัย ณ ศาลา 4 หลัง เวลา 17.00 น. - การแสดงดนตรีไทย ณ บริเวณวัดชนะสงคราม บริเวณวัดสระศรี และบริเวณวัดตระพังเงิน เวลา 18.00 น. - กิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ ณ หน้าวัดมหาธาตุ เวลา 19.00 น. - ชมขบวนอัญเชิญพระประทีป และกระทงพระราชทาน ณ บริเวณหน้าเทศบาลเมืองสุโขทัย เวลา 19.30 น. - การแสดงประกอบแสง เสียง ณ บริเวณวัดมหาธาตุ เวลา 20.00 น. - การแสดงนาฎศิลป์ 4 ภาค ณ โรงละครกลางแจ้ง เวลา 21.00 น. - การแสดงโขน ณ บริเวณด้านหลังวัดชนะสงคราม เวลา 22.30 น. - การแสดงตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ณ บริเวณสระน้ำตระพังตระกวน วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2552 (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) กิจกรรม เวลา 05.30 น. - พิธีรับอรุณแห่งความสุข ณ อุโบสถวัดตระพังเงิน - ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งถวายแด่พระสงฆ์ 9 รูป - พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เวลา 08.00 น. - กิจกรรมขบวนอัญเชิญพระประทีป กระทงพระราชทานแห่รอบเมืองสุโขทัยธานี เวลา10.00 น. - ประกวดการเล่านิทานพื้นบ้านด้วยภาษาท้องถิ่นสุโขทัย ณ ด้านหลังวัดชนะสงคราม (รอบชิงชนะเลิศ) - การสาธิตพุทธศิลป์สุโขทัย ณ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เวลา 13.45 น. - ขบวนอัญเชิญพระประทีป และกระทงพระราชทาน ขบวนแห่ประเพณี วัฒนธรรม 9 อำเภอ กระทงใหญ่ กระทงเล็ก โคมชักโคมแขวน พนมหมาก พนมดอกไม้ ขบวนนางนพมาศ หนูน้อยนพมาศ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประธานต้อนรับขบวนแห่พระประทีปฯ ณ บริเวณตระพังตาล เวลา 16.00 น. - การแสดงหมู่บ้านวิถีไทยสมัยกรุงสุโขทัย ณ ศาลา 4 หลัง เวลา 17.00 น. - การแสดงดนตรีไทย ณ บริเวณวัดชนะสงคราม บริเวณวัดสระศรี บริเวณ หน้าประตู ทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ด้านประตูใหญ่ และบริเวณ ข้างสระน้ำตระพังตาล เวลา 17.30 น. - ประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดกระทงใหญ่ กระทงเล็กโคมชักโคม แขวนพนมหมากพนมดอกไม้ หมากรุกไทย นางนพมาศ และหนูน้อยนพมาศ และ ผู้ชนะการเล่านิทานพื้นบ้านด้วยภาษาถิ่นสุโขทัย ณ บริเวณเวทีกลางหมู่บ้าน วัฒนธรรมด้านหลังวัดชนะสงคราม เวลา 18.00 น. - กิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ ณ หน้าวัดมหาธาตุ เวลา 19.30 น. - การแสดงประกอบแสง-เสียง ณ บริเวณวัดมหาธาตุ (รอบแรก) เวลา 20.00 น. - การแสดงนาฎศิลป์ 4 ภาค ณ โรงละครกลางแจ้ง เวลา 20.30 น. - กิจกรรมอาบน้ำเพ็งในวันสิ้นวสันตฤดู ณ บริเวณปริมณฑล เวลา 21.00 น. - การแสดงประกอบแสง - เสียง ณ บริเวณวัดมหาธาตุ (รอบที่ 2) - การเล่นสักวา ณ บริเวณสระน้ำวัดสระศรี (ตระพังตะกวน) เวลา 21.30 น. - พิธีเผาเทียนเล่นไฟ ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง มหาราชโดยเชิญประธานจุดตะคันใหญ่ เวลา 22.00 น. - กิจกรรมตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เวลา 23.00 น. - พิธีอัญเชิญพระประทีปและ กระทงพระราชทาน ลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ ณ บริเวณสระน้ำวัดสระศรี (ตระพังตระกวน) โดยประธานในพิธี - การแสดงพลุ ตะไล ไฟพะเนียง ณ บริเวณสระน้ำวัดสระศรี (ตระพังตะกวน) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่: - การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย 055-616-228-9 หรือ ทางเว็บไซต์ WWW.TOURISMTHAILAND.ORG/SUKHOTHAI - สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย 055-612-286 ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย www.loikrathong.net http://1081009.tourismthailand.org/view_news.php?id=148 http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=orni&month=11-2008&date=08&group=2&gblog=41 ลอยกระทงออนไลน์

สถานที่จัดงาน วันสุนทรภู่ ประจำปี 2555
สุนทรภู่

สถานที่จัดงาน วันสุนทรภู่ ประจำปี 2555 บางกอกน้อย จัดงานรำลึก สุนทรภู่ ประกวดความสามารถใช้ภาษาไทย  เขต บางกอกน้อย จัดงานสดุดีกวีเอก สุนทรภู่ และอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ประจำปี 2555 ขึ้น ระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน 2555 ที่ โรงเรียนวัดศรีสุดาราม แขวงบางขุนนนท์ กิจกรรมต่างๆ ดังนี้ วันที่ 25 มิถุนายน 2555 ตั้งแต่เวลา 9.00 เป็นต้นไป - จัดนิทรรศการผลงานและประวัติ สุนทรภู่ บรรยายวิชาการหัวข้อ “สุนทรภู่ในฐานะนักคิดสร้างสรรค์”โดย รศ.ดร.ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต - การละเล่นแบบไทย การแสดงของนักเรียนและของศิลปินแห่งชาติ (ชินกร ไกรลาศ) - ประกวดและแข่งขันความสามารถด้านภาษาไทย ได้แก่ การแข่งขันกลอนสด การอ่านทำนองเสนาะ ประกวดวาดภาพ การคัดลายมือคำกลอนสุนทรภู่ เป็นต้น วันที่ 26 มิถุนายน 2555 ตั้งแต่เวลา 7.00 น. เป็นต้นไป - พิธีถวายภัตตาหารเช้า พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ พิธีสักการะและบวงสรวงบรมครู สุนทรภู่ - การแสดงละครชาตรี เรื่อง พระอภัยมณี จากคณะลูกเพชรจากอัมพวา - การละเล่นแบบไทย การขับเสภา การแสดงกระบี่กระบอง - การแสดงจินตลีลาประกอบเพลง จากศิลปินค่ายเอเอฟ - การประกวดเด็กไทยร้องรักษ์เพลงไทยพร้อมทั้งมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดต่างๆ - การจัดจำหน่ายสินค้าชุมชน สินค้า OTOP ชิมอาหารอร่อยหลากหลาย .................................................................. งาน สุนทรภู่ จังหวัดระยอง จังหวัดระยอง จัดงาน วันสุนทรภู่ ประจำปี 2555 เพื่อรำลึกเชิดชูเกียรติและเผยแพร่เกียรติคุณของ สุนทรภู่ กวีเอกของโลก เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ระหว่างวันที่ 24 - 26 มิถุนายนนี้ ณ บริเวณอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ต.กร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย - พิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของ สุนทรภู่ กวีเอก เพื่อรำลึกถึงเกียรติคุณ - การแสดง แสง สีเสียง เรื่อง สุนทรภู่ บรมครูกวี ศรีบูรพา - นิทรรศการเกี่ยวกับประวัติสุนทรภู่ การประกวดวาดภาพจากวรรณคดีของ สุนทรภู่ - ประกวดขับเสภา อ่านทำนองเสนาะ แข่งขันตอบปัญหาเกี่ยวกับ สุนทรภู่ การโต้กลอนสดโชว์ การโชว์เดี่ยวปี่ - การประกวดแต่งกายสินสมุทร สุดสาคร นางละเวงวัณฬา - การแสดงศิลปวัฒนธรรมของศิลปินพื้นบ้าน และการจัดมหกรรมวัฒนธรรมสายใยชุมชนของอำเภอต่างๆ  ..................................................................

วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม ประวัติ ความเป็นมา
ข่าวการศึกษา /  ประวัติ / 

วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" หรือพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งมีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน" ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น "วันปิยมหาราช" ในวันปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จฯ ไปวางพวงมาลา ณ พระบรมรูปทรงม้าซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นประจำทุกปี ประวัติ ความเป็นมา วันปิยมหาราช เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงประชวรเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต ครั้นนั้นเป็นที่เศร้าสลดอย่างใหญ่หลวง ของพระบรมวงศานุวงศ์และปวงชนทั่วประเทศ เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่เคารพรักของหวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการ ทั้งในการปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุข แก่ชนทุกหมู่เหล่า ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงได้ถวายพระนามว่า พระปิยมหาราช หรือพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพตามราชประเพณีแล้ว ครั้งเมื่อบรรจบอภิลักขิตสมัยคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ผู้สืบราชสันตติวงศ์ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายตามราชประเพณี โดยเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกประดิษฐานบนพระแท่นนพปฎลมหา-เศวตฉัตร และเชิญพระพุทธรูปปางประจำพระชนมวารประดิษฐาน ณ โต๊ะหมู่ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หรือพระที่นั่งอนันตสมาคม ส่วนที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระลานพระราชวังดุสิต หน้าที่นั่งอนันตสมาคม ที่เรียกว่าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่พระบรมวงศานุวงศ์ ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้ร่วมใจกันรวบรวมเงินจัดสร้างประดิษฐานขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ทรงพระชนม์อยู่เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองราชย์ยั่งยืนนานถึง ๔๐ ปี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๔๕๑ นั้น ราชการได้ประกาศให้วันที่ ๒๓ ตุลาคม : เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติ ต่อมาทางราชการได้ประกาศให้วันที่ ๒๓ ตุลาคมซึ่งเป็นวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า วันปิยมหาราช และกำหนดให้หยุดราชการวันหนึ่งในวันปิยมหาราช เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งต่อมาเป็น กรุงเทพมหานคร ร่วมด้วยกระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเป็นสำนักพระราชวัง ได้จัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ตั้งราชวัติ ฉัตร ๕ ชั้น ประดับโคม ไฟ ราวเทียม กระถางธูป ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราชครั้งแรก คือ ถัดจากปีที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายแล้ว ได้เสด็จฯไปถวายพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์  พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396 เป็นโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี)เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น กรมขุนพินิตประชานาถ สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2411 ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๑ ระหว่างที่ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม ยิ่งกว่านั้นในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา 2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครอง ที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทย ให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้น ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน และนั่งตามโอกาสสมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๒ เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖ และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาด ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่นคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้  พระราชานุสาวรีย์ รัชสมัยของพระองค์ เป็นรัชสมัยแห่งการปฏิวัติแทบจะทุกทาง เหตุนี้ประชาชนจึงพร้อมใจกันเรี่ยไรเงินสร้างอนุสาวรีย์อย่างใดอย่างหนึ่งไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระองค์ บังเอิญประจวบเหมาะกับพระองค์เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2450 ทรงพอพระทัยพระบรมรูปหล่อของพระเจ้าหลุยส์จึงขอให้พระองค์ไปประทับนั่งให้ชาวฝรั่งเศสปั้น แล้วหล่อส่งเข้ามาในประเทศ โปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ พระลานหน้าพระราชวังดุสิต ทรงประกอบพระราชพิธีเปิดพระบรมรูปนี้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451 พระบรมรูปทรงม้านี้ ขนาดทั้งพระบรมรูปและม้า ทรงทำโตกว่าของจริงเล็กน้อย โดยหล่อด้วยโลหะชนิดทองบรอนซ์ พระบรมรูปประดิษฐานบนแท่นหินอ่อนอันเป็นแท่นรองสูงประมาณ 6 เมตร กว้าง 2 เมตรครึ่ง ยาว 5 เมตร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงษวรุตมพงษบริพัต วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จดำรงราชสมบัติมาถึง 42 ปีเต็มบริบูรณ์ เป็นรัชสมัยที่ยืนนานยิ่งกว่าสมเด็จพระมหาราชาธิราชแห่งสยามประเทศในอดีตกาล พระองค์กอร์ปด้วยพระราชกฤษฎาภินิหาร เป็นอัจฉริยภูมิบาลบรมบพิตร เสด็จสถิตในสัจธรรมอันมั่นคงมิหวั่นไหว ทรงอธิษฐานพระราชหฤทัยในทางที่จะทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้สถิตสถาพรและให้เกิดความสามัคคีสโมสร เจริญสุขสำราญทั่วไปในเอนกนิกร ประชาชาติเป็นเบื้องหน้า พระราชจรรยาทรงพระสุขุมปรีชาสามารถสอดส่องวินิจฉัย ในคุณโทษแห่งประเพณีเมือง ทรงปลดเปลื้องโทษ นำประโยชน์มาบัญญัติ โดยปฏิบัติพระองค์ทรงนำหน้า ชักจูงประชาชน ให้ดำเนินตามในทางที่งามดีมีประโยชน์เป็นแก่นสาร พระองค์ทรงทำให้ความสุขสำราญแห่งประชาราษฎร์สำเร็จได้ ด้วยอาศัยดำเนินอยู่เนืองนิจในพระวิริยะและพระขันติคุณอันแรงกล้า ทรงอาจหาญในพระราชจรรยา มิได้ย่อท้อต่อความลำบากยากเข็ญ มิได้เห็นข้อขัดข้องอันเป็นข้อควรขยาด แม้ประโยชน์และความสุขในส่วนพระองค์ ก็อาจจะสละแลกความสุขสำราญพระราชทานไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ โดยทรงพระกรุณาปรานี พระองค์คือบุรพการีของราษฎร เพราะเหตุเหล่านี้แผ่นดินของพระองค์จึงยิ่งด้วยความสถาพรรุ่งเรืองงาม มหาชนชาวสยามถึงความสุขเกษมล่วงล้ำอดีตสมัยที่ได้ปรากฏมา พระองค์จึงเป็นปิยมหาราช ที่รักของมหาชนทั่วไป ครั้นบรรลุอภิลักขิตสมัย รัชมังคลาภิเษก สัมพัจฉรกาล พระราชวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ราชบริพาร พร้อมด้วยสมณพราหมณ์ อาณาประชาชนชาวสยามประเทศทุกชาติทุกชั้นบรรดาศักดิ์ ทั่วรัชสีมาอาณาเขต มาคำนึงถึงพระเดชพระคุณอันได้พรรณนามาแล้วนั้น จึงพร้อมกันสร้างพระบรมรูปนี้ ประดิษฐานไว้สนองพระเดชพระคุณเพื่อประกาศเพื่อเกียรติยศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปิยมหาราช ให้ปรากฏสืบไปชั่วกาลปวสาน เมื่อสุรยคติกาล พฤศจิกายนมาศ เอกาทศดิถีพุฒวาร จันทรคติกาล กฤติกมาศ กาฬปักษ์ ตติยดิถี ในปีวอก สัมฤทธิมา 41 จุลศักราช 1270 (ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 พระชนมายุได้ 58 พรรษา ครองราชสมบัติมานานถึง 42 ปี นับเป็นรัชสมัยที่ยืนนานที่สุดในประเทศไทย ที่มา th.wikipedia.org/wiki/

แฟร์เท็กซ์ อิควิปเม้นท์ (บริษัท จำกัด)

ผู้ผลิตและขายส่งอุปกรณ์กีฬา มวยไทย / กระบี่กระบอง / แอโรบิค- พาวเวอร์คอมแบท / โยคะ ฟิตเนส,

โรงเรียนไทย กับ โรงเรียนต่างประเทศ ต่างกันตรงไหน?
นักเรียน /  เกร็ดความรู้ / 

มาม๊ะ ดูกัน ระหว่าง โรงเรียนไทย กับของต่างประเทศนั้น แตกต่างกันอย่างไร เผื่อว่าเพื่อนๆคนไหนกำลังเตรียมตัวไปเรียน หรือกำลังศึกษาอยู่ ก็ดูได้นะคะ ^^ 1. จำนวน นักเรียน ในห้อง โรงเรียนไทยมีนักเรียนเยอะมาก ทั้งโรงเรียนมีเป็นพันๆ คน ห้องนึงส่วนมากก็ไม่ต่ำกว่าห้องละ 40 คน ถ้ามองในมุมพวกเราก็ดูว่าสนุกดีเนอะ เพื่อนเยอะ อบอุ่น เฮฮา เสียงดัง แต่ในขณะเดียวกัน ไฮสคูลในเมืองนอก ห้องนึงเต็มที่แบบจริงๆ ก็มักไม่เกิน 20 คนค่ะ (ส่วนมากจะประมาณ 10-15) เพื่อให้อาจารย์สอนนักเรียนได้อย่างทั่วถึง แต่ก็อาจจะมีข้อเสียนะคะคือถ้าใครแอบหลับนี่ถูกประจานแน่ๆ เพราะเห็นได้ชัดมาก ฮ่าๆๆ 2. ชมรม โรงเรียนที่ไทยนั้น บางโรงเรียนจะมีชมรม บางโรงเรียนก็ไม่มี ซึ่งการเข้าชมรมของ วัยรุ่น นั้นส่วนมากก็จะแบบขำๆ ไม่ซีเรียสอะไร สัปดาห์นึงนัดสมาชิกในชมรมมาคุยกันแค่วันสองวันก็พอ แถมกิจกรรมก็มีๆ หายๆ บางทีตอนเปิดเทอมมีชมรมให้พอเห่อ แต่พอกลางเทอมกลับไม่มีละ (ประสบการณ์ตรงเลย 555) แต่ที่ไฮสคูลเมืองนอก ชมรมเค้าแบบเอาจริงเอาจังมากค่ะ มีไปประกวดไปแข่งกับโรงเรียนอื่นๆ ต้องเข้าชมรมทุกวันหลังเลิกเรียน มีกิจกรรมร่วมกันอย่างจริงจัง เด่นชัด ใครไม่มาร่วมไม่มาช่วยนี่ถูกเพื่อนมองด้วยหางตาแน่นอน 3. พละศึกษา คาบเรียนพละศึกษาที่เมืองไทย ส่วนมากจะแบ่งเป็นระดับชั้นและเทอม เช่น ตอนม.1 เทอม 1 เรียนปิงปอง พอเทอม 2 เรียนกระบี่กระบอง อะไรก็ว่าไป แต่ที่เมืองนอกเค้าจะแบ่งเป็นฤดูค่ะ (เพราะบ้านเค้ามีหลายฤดูนี่เนอะ บ้านเรามีแต่ร้อนกับร้อน) ยกตัวอย่างเช่น ฤดูใบไม้ร่วงก็จะเรียนฮอกกี้ ว่ายน้ำ และวอลเลย์บอล ฤดูหนาวจะเรียนแบดมินตันและบาสเกตบอล (เล่นในร่มได้ ออกไปข้างนอกนี่หนาวตายแน่) ส่วนฤดูใบไม้ผลิเรียนเทนนิสและฟุตบอล อะไรประมาณนี้ค่ะ 4. วิชาเลือก วิชาเลือกที่โรงเรียนไทยนั้น เลือกเรียนได้ค่อนข้างน้อยหรือบางโรงเรียนอาจไม่มีให้เลือกเลย แล้ววิชาเลือกส่วนมากก็จะเป็นวิชาที่เสริมมาจากวิชาหลัก เช่น วิชาหลักเป็นอังกฤษ วิชาเลือกก็จะเป็นอังกฤษเพื่อธุรกิจ อังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว อะไรก็ว่าไป แต่ที่ไฮสคูลเมืองนอกวิชาเลือกเค้าแบบเอาจริงสุดๆ ค่ะ แล้วแต่ละวิชานี่คือ โอ้วแม่เจ้านึกว่าเรียนมหาวิทยาลัย 555 เช่น กราฟิกดีไซน์ การละคร ออเคสตรา เป็นต้น ที่มา Fwmaildekd.com

กองแตก! จากับเดี่ยว ฟัดกันแหลก ใน ?องค์บาก2?
มหาวิทยาลัยพละสารคาม

จากฝีมือการแท็คทีมกำกับร่วมกันของ จา พนม-พันนา กำลังจะกลายเป็นปรากฏการณ์ talk of the town ครั้งสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อ องค์บาก2 เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องแรกที่นำเอาศิษย์เอกแอ็คชั่นฮีโร่เบอร์1 ของปรมาจารย์พันนาถึง2คน มาโคจรปะทะความมันส์ร่วมกันเป็นครั้งแรกบนแผ่นฟิล์ม ชนิดไม่มีใครยอมอ่อนข้อใครนั่นคือ จา พนม ยีรัมย์ และ เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง ซึ่งปรมาจารย์พันนาเองที่เก็บสีหน้าความปลื้มแทบไม่มิด เมื่อสองศิษย์รักที่ฟูมฟักมากับมือได้โอกาสมาร่วมงานกันในครั้งนั้นเป็นภาพที่อยากเห็นมานานแล้ว แล้วครั้งนี้จาเขาเป็นคนเลือกเองด้วย เค้าอยากได้เดี่ยวมาเล่นมากๆ พอเค้าอยากได้ผมก็โอเคสิ เพราะเราก็อยากได้อยู่แล้วพี่น้องกันมาเล่นด้วยกัน แล้วจาก็ศิษย์มหาวิทยาลัยพละสารคาม เดี่ยวก็ศิษย์สารคาม แล้วเคยอยู่ร่วมแก๊งค์ทีมกระบี่กระบองที่สารคามมองตารู้ใจ เวลาเล่นกันรู้ใจ เจ็บขนาดใหนก็ไม่กลัว เพราะเคยเล่นกันหนักๆมาแล้ว พอมาเล่นด้วยกันเนี้ยะ คงไม่มีอะไรเหลือครับ คิดว่าอย่างนั้นคงไม่มีอะไรเหลือ เพียงแค่ต้องบอกว่าทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง เพราะอย่างในต้มยำกุ้งจาอาจจะเกรงใจคนนั้น คนนี้ เกรงใจนาธาน แต่จาเจอกับเดี่ยว จาไม่เกรงใจ เพราะคือนี่น้องเรา เราเล่นเต็มที่ ผมเชื่อว่าเราจะได้ดูแอ็กชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดครับเตรียมจับตาดูภาพแห่งปรากฎการณ์ความมันส์หยุดโลกที่ยิ่งตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของ องค์บาก2 รับรองว่าสะใจคอหนังแอ็คชั่นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาแรคเตอร์ของ เดี่ยว ชูพงษ์ ซึ่งเป็นคู่ปรับหมายเลข1 รวมทั้งคิวแอ็คชั่นดีไซน์ที่จาตั้งใจออกแบบมาเพื่อน้องรักอย่าง เดี่ยว ชูพงษ์ โดยตรง ประกาศศักดาแอ็คชั่นไทยระดับโลก 5 ธันวาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

เด็กม.1 แจ้งจับครูดนตรี ไม้กระบองหวดก้นช้ำ!
ครูดนตรี /  นักเรียน / 

ผู้ปกครองพาลูกขึ้นโรงพักแจ้งจับครูดนตรีโหด ไม้กระบองตีนักเรียนชั้น ม.1 จนก้นช้ำเพียงแค่เล่นกับเพื่อนในวิชาเรียน ยันเอาเรื่องถึงที่สุดเพราะถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงกว่าเหตุ และได้ร้องเรียนไปยังมูลนิธิปวีณาฯให้ช่วยแล้ว ด้านผอ.โรงเรียน ยันจะให้ความเป็นธรรมพร้อมตั้งกรรมการสอบ สวนครูโหดทันที เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 20 ม.ค. น.ส.เพ็ญนี สุขากันยา อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 101/164 หมู่ 1 ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง ได้พา ด.ช. จิตติพงษ์ สุขากันยา อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1/4 โรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ จ.ระยอง เข้าแจ้งความต่อพ.ต.ท.วิชาญ พลวงทอง สวส. สภ.เมืองระยอง ให้ดำเนินคดีกับนายนพดล กิม กัว ครูสอนดนตรีโรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ ที่ใช้ไม้รำกระบี่กระบองตีก้นจนช้ำไปทั้งแถบ หาว่าด.ช.จิตติพงษ์เล่นกับเพื่อนไม่สนใจเรียนจึงถูกตี ด.ช.จิตติพงษ์ กล่าวว่า ตนเข้าเรียนวิชากระบี่กระบองกับครูคนดังกล่าว ระหว่างที่เล่นกับเพื่อน และมีปากเสียงกันจนถูกทำโทษกันทั้งคู่ แต่เพื่อนไม่ถูกตี ส่วนครูคนดังกล่าวได้เรียกตนเข้าไปพร้อมทั้งใช้ไม้กระบี่กระบองที่ใช้เรียน ตีที่ก้นถึง 2 ครั้งจนรู้สึกเจ็บปวดมากจนร้องไห้ออกมาแต่ครูก็ไม่ได้สนใจอะไร กระทั่งกลับถึงบ้านรู้สึกปวดที่แผลที่ถูกครูตี จึงเล่าให้มารดาฟังพร้อมกับเปิดก้นให้ดูแผลก่อนที่มารดาจะพาเข้าแจ้งความ ด้านน.ส.เพ็ญนี กล่าวว่า การ ลงโทษครั้งนี้ถือว่ารุนแรงและทำเกินกว่าเหตุ หากจะตีควรจะใช้ไม้เรียวไม่ใช่ใช้ไม้กระบองตีจนเป็นแผลช้ำขนาดนี้ จากที่ได้เปิดแผลที่ก้นของลูกชายพบเป็นรอยช้ำขนาดใหญ่ที่แก้มก้นทั้งสองข้าง เรื่องนี้ต้องการให้ดำเนินคดีกับครูคนดังกล่าวในข้อหาทำร้ายร่างกาย และจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเพราะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ อีกทั้งได้ร้องเรียนไปยังมูลนิธิปวีณาฯ แล้ว โดยทางมูลนิธิจะจัดส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือเรื่องคดีในวันที่ 26 ม.ค.นี้ และยังได้ประสานไปยังโรงพยาบาลระยองเพื่อให้ตรวจบาดแผลของลูกชายเพื่อใช้ เป็นหลักฐานต่อสู้คดีต่อไป ด้านนายพีระ รัตนวิจิตร ผอ.โรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะได้เรียกครูที่ถูกกล่าวหามาให้การในเรื่องที่ถูกผู้ปกครองเข้าไปแจ้ง ความว่าความจริงเป็นอย่างไร ตนต้อง การให้ผู้ปกครองสบายใจและจะให้ความเป็นธรรมกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมเรียกนายนพดล กิมกัว ครูสอนดนตรีที่ถูกแจ้งความเข้ามาให้ปากคำก่อน จากนั้นจะเตรียมสอบปากคำเพิ่มกับพยานที่เห็นเหตุการณ์เพื่อจะแจ้งข้อกล่าวหา ต่อไป

สำนักดาบพุทไธสวรรย์ โรงเรียน

สถานที่ฝึกศิลปะป้องกันตัว เป็นโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ด้วยอาวุธไทยโบราณวิชาที่เปิดสอนคือ มวยไทย กระบี่กระบอง การใช้ดาบหวาย ดาบมือเดียว ดาบไม้ ดาบสองมือ ดาบเหล็ก-ง้าว

ชิป/หาย /  สตันท์ / 

ในหนังเรื่อง ชิปหาย ได้ กุ๊ก-สุชาติ ขันวิไล รับบทเป็น  ผู้กองนัท/นักฆ่า โดยมีคาแรคเตอร์เป็น ผู้กองนัทเป็นตำรวจที่มีนิสัยที่เหี้ยมโหดเยือกเย็น ทำทุกอย่างที่ผิดกฎหมาย ค้ายา ฆ่าคนตาย เก่งและชำนาญในด้านการต่อสู้ มีบุคลิกที่น่ากลัว โหดเหี้ยม เยือกเย็น และไม่เคยเกรงกลัวต่อทุกอย่างที่เกิดขึ้น “ผมอยู่อยู่ในวงการบันเทิงมาประมาณ 10 ปี ทำเบื้องหลังมาตลอด เป็นสตั๊น เป็นสแตนอินแทนพี่จา ใน องค์บากสอง และ ต้มยำกุ้ง ฉากที่โดนกระทำเยอะๆ ฉากเสี่ยงๆ เราก็เล่นแทน แล้วก็เคยไปร่วมโชว์กับพี่จาที่ต่างประเทศ ที่มามีอาชีพเป็นสแตนอิน น่าจะเป็นความฝันตั้งแต่เด็ก  ผมชอบดูหนังกลางแปลง ตั้งแต่สมัยพี่พันนา, แจ็คกี้ ชาน,  บรูช  ลี แล้วก็พี่จา  พอโตมาก็เรียนที่วิทยาลัยพละศึกษา จังหวัดมหาสารคาม  เรียนที่เดียวกับพี่จา แต่พี่จาจบก่อน ห่างกันประมาณ 3 -4 ปี  ตอนเรียนเจอกันครับ อยู่ชมรมเดียวกัน ชมรมกระบี่กระบอง,   ยิมนาสติก พักอยู่ที่เดียวกันด้วย “ความสนิทสนมก็สนิทสนมครับ  เหมือนเป็นพี่น้องร่วมสถาบันร่วมวงการ ผมก็เดินตามรอยเค้าทุกอย่าง หลังเรียนจบ พี่เค้าก็เรียกตัวเราเข้ามากรุงเทพฯ พี่จา กับ พี่พันนา ชักชวนเข้าวงการ  ช่วงนั้นพี่จายังไม่ดัง ผมก็ไปเล่นเป็นสตั๊นครับ ตอนนี้ใครบอกว่าผมเหมือนพี่จา ผมก็ภูมิใจมากๆ ครับ” ผลงาน - ต้มยำกุ้ง Stand in Tony-Jaa, Johnny Nguyen, Jinsing, Stunt Action - องค์บาก2  Stand in Tony-Jaa,สรพงษ์ ชาตรี,Stunt Action - Mercuryman Stan in สวมชุดMercuryman Action,Standin นางเอก และอื่นๆ รับน้องสยองขวัญ, Colic, Bodygard หน้าเหลี่ยม1-2,โอปาติกะ, Sun of the win, มือปืน, Yamada , Elephant white movies other. - ออกทริปใน องค์บากออนทัวร์..Hong kong,China,Korean,Tiwan,Japan,singapore,France,America and Country,City other.

ใหญ่-ยาว นักสู้จากภาคอีสาน กับศิลปะการต่อสู้แบบเด็ดๆ
Martial warrior /  มวย / 

Martial Warrior ชิงฝัน แอ็กชั่นสตาร์ - ออดิชั่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - ใหญ่ ยาว ------------------------------------------------------------- รายการ Martial Warrior ชิงฝันแอ็กชั่นสตาร์ ครั้งแรกของรายการเรียลลิตี้รูปแบบใหม่ในเอเชียที่เฟ้นหาแอ็กชั่นสตาร์คนใหม่ด้วยศาสตร์ต่อสู้แบบ Martial Art ผนึกกับศิลปะการแสดง ช่องทางการออกอากาศ - ออกอากาศทางช่อง 7 สี ทุกวันอาทิตย์ 15.00 - 16.30 น. - รับชมตลอด 24 ชั่วโมง ได้ที่ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 9 และ 359 และ ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 333 พร้อมกับพบ Hilight รายการประจำสัปดาห์ได้ที่ TrueSport HD2 ช่อง 667 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 22.00-24.00 น. | เสาร์-อาทิตย์ 15.00-16.30 น. - ทางช่อง True4U ดิจิทัลทีวี ช่อง 24 / บนกล่องทรูวิชั่นส์ ช่อง 2 และ 34 / จานดาวเทียมช่อง 4 หรือ 34 ทุกวันจันทร์ 21.00 - 23.00 น. - ทาง TrueVisions Anywhere application - ทาง HTV Application - ดูสดได้ที่ http://tv.truelife.com/live/104641/streaming/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C %E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A5-%E0%B8%A7%E0%B8%AD %E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C ติดตามข่าวสารและรายละเอียดของรายการได้ทาง https://www.facebook.com/MartialWarrior.TV http://www.MartialWarrior.TV

ตัวละครสุดสร้างสรรค์ จากพระอภัยมณี ผลงานแห่งกวีเอกสุนทรภู่
10 อันดับ /  ที่สุดในโลก / 

"รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" ประโยคเด็ดจาก พระอภัยมณี วรรณกรรมแห่งประวัติศาสตร์ ผลงานที่สะท้อนแนวความคิดของ สุนทรภู่ ออกมามากที่สุด โดยโครงเรื่องมีความเป็นสากลมากยิ่งกว่าวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ ตัวละครมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แสดงถึงความละเอียดและการเป็นคนใฝ่รู้ของ สุนทรภู่ นักเขียนการ์ตูนวัยรุ่น สมัยนี้ น่าเอาเป็นเยี่ยงย่าง จะได้เป็นเซียนตัวยง สร้างสรรค์คาแร็กเตอร์ตัวละคร และเรื่องราวได้เมามันส์ ชวนติดตาม ..  ตัวละครสุดสร้างสรรค์ จากพระอภัยมณี ผลงานแห่งกวีเอกสุนทรภู่ ตัวละครสุดสร้างสรรค์ จากพระอภัยมณี ผลงานแห่งกวีเอกสุนทรภู่ ตัวละครสุดสร้างสรรค์ : พระอภัยมณี เป็นโอรสของท้าวสุทัศน์กษัตริย์แห่งกรุงรัตนา กับนางปทุมเกสร มีน้องชายชื่อศรีสุวรรณ พระอภัยมณีไปเรียนวิชาเป่าปี่จนเชี่ยวชาญสามารถทำให้ผู้ที่ได้ยินเสียงปี่เคลิ้มหลับได้ แต่ท้าวสุทัศน์ไม่พอใจถึงขับไล่ออกจากเมืองไปพร้อมกับศรีสุวรรณ ระหว่างเดินทางพระอภัยมณีถูกนางผีเสื้อสมุทรลักพาตัวไปอยู่กับนางในถ้ำจนมีลูกชายด้วยกันชื่อสินสมุทร ต่อมาพระอภัยมณีก็พาสินสมุทรหนีไปอยู่กับโยคีที่เกาะแก้วพิสดาร แล้วได้พบกับนาง สุวรรณมาลี ธิดาของท้าวสิลราช ครั้นได้แต่งงานกับนางแล้ว ก็ต้องทำสงครามกับอุศเรนซึ่งเป็นคู่หมั้นนาง จนอุศเรนตาย นางละเวงวัณฬาน้องสาวของอุศเรนคิดแก้แค้นแทนจึงต้องทำสงครามกัน พระอภัยมณีถูกนางทำเสน่ห์ ให้หลงใหลนาง จนตามไปอยู่ในเมืองลังกาด้วย และนางยังยุให้ พระอภัยมณีทำสงครามกับฝ่ายเดียวกัน กระทั่งโยคีแห่งเกาะแก้วพิสดารมาเทศนาโปรด สงครามจึงยุติลง ในบั้นปลายชีวิตพระอภัยมณีไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญศีลอยู่ที่เข้าสิงคุตร์ พระอภัยมณีมีนิสัย เจ้าชู้ จึงมีภรรยาหลายคน คือ นางผีเสื้อสมุทรมีลูกชายชื่อ สินสมุทร นางเงือกมีลูกชายชื่อ สุดสาคร นางวาลีอยู่ด้วยกันไม่นานนางก็ตาย นางสุวรรณมาลีมีธิดาฝาแฝด คือ สร้อยสุวรรณ จันทร์สุดา นางละเวงวัณฬามีลูกชายชื่อ มังคลา ตัวละครสุดสร้างสรรค์ : นางสุวรรณมาลี นางสุวรรณมาลี เป็นธิดาของท้าวสิลราช กษัตริย์เมืองผลึก กับนางมณฑา นางมีรูปโฉมงดงามมาก แต่มีนิสัยขี้หึง ได้หมั้นหมายไว้กับอุศเรนโอรสกษัตริย์เมืองลังกา นางลงเรือไปเที่ยวทะเลกับท้าวสิลราชแล้วได้ไปพบกับพระอภัยมณีที่เกาะแก้วพิสดาร สินสมุทรบุตรของพระอภัยมณีพยายามเป็นสื่อให้นางรักใคร่กับพระอภัยมณี ครั้นได้กลับไปถึงเมืองผลึกนางก็ได้เข้าพิธีแต่งงานกับพระอภัยมณี ทั้งสองมีธิดาฝาแฝดชื่อสร้อยสุวรรณและจันทร์สุดา ต่อมาพระอภัยมณีตัดสินใจบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญศีลอยู่ที่เขา สิงคุตร์ นางสุวรรณมาลีก็บวชตามไปปรนนิบัติด้วยความจงรักภักดี ตัวละครสุดสร้างสรรค์ : นางผีเสื้อสมุทร  อียักษา ตาโตโมโหมาก รูปก็กากปากก็เปราะไม่เหมาะเหมง นมสองข้างอย่างกระโปรงดูโตงเตง ผัวของเอ็งเขาระอาไม่น่าชม นางผีเสื้อสมุทรเป็นยักษ์ อาศัยอยู่ในถ้ำซึ่งอยู่กลางทะเล สามารถแปลงร่างเป็นหญิงสาวสวยได้ ชาติก่อนได้พรจากพระอิศวรให้ถอดดวงใจใส่ไว้ในก้อนหินได้ นางจึงกำเริบใจไปต่อสู้กับพระเพลิงจึงถูกไฟกรดเผาจนร่างมอดไหม้ นางก็กลายเป็นปีศาจสิงอยู่ในก้อนหินที่ฝากดวงใจไว้ ครั้นเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายปี ก้อนหินก็มีแขนขา หน้าตางอกออกมา แล้วในที่สุดก็มีชีวิตขึ้นมาอีก วันหนึ่งนางเห็นพระอภัยมณีก็นึกรักจึงอุ้มไปอยู่กับนางในถ้ำ จนมีลูกชายด้วยกันชื่อสินสมุทร ต่อมาพระอภัยมณีกับสินสมุทรก็พากันหนีไปจากนาง นางผีเสื้อสมุทรออกติดตามไปด้วยความรัก แต่แล้วนางก็ต้องตายด้วยเสียงปี่ของพระอภัยมณี ร่างของนางก็กลับกลายเป็นหินอยู่ที่ชายหาดริมทะเลนั่นเอง ะครสุดสร้างสรรค์ :  นางละเวงวัณฬา นางละเวงวัณฬา เป็นธิดากษัตริย์เมืองลังกาและเป็นน้องของอุศเรน เมื่อพ่อและพี่ชายของนางตาย นางก็ครองเมืองแทนโดยมีตราราหูเป็นของวิเศษประจำตัว นางต้องการแก้แค้นแทนพ่อและพี่ชายจึงส่งภาพวาดของนางซึ่งทำเสน่ห์ไว้พร้อมกับแนบจดหมายชักชวนให้ทำศึกกับเมืองผลึกไปถึงเจ้าเมืองต่างๆ โดยสัญญาว่าถ้าใครมีชัยชนะนางพร้อมจะเป็นภรรยาและยกเมืองลังกาให้ครองด้วย บรรดาเจ้าเมืองเหล่านั้นหลงรูปของนางจึงยกทัพมารบกับเมืองผลึก แต่พ่ายแพ้ไปหมดทุกกองทัพ พระอภัยมณีจึงยกทพไปตีเมืองลังกาบ้าง นางละเวงใช้วิธีทำเสน่ห์ให้พระอภัยมณีหลงรักนาง แล้วนางก็ยุให้สู้รบกับกองทัพฝ่ายเมืองผลึก จนโยคีแห่งเกาะแก้วพิสดารมาเทศนาโปรด สันติสุขจึงกลับคืนมา เมื่อพระอภัยมณีออกบวช นางก็บวชตามไปปรนนิบัติรับใช้เช่นเดียวกับนางสุวรรณมาลี ะครสุดสร้างสรรค์ :  นางเงือก นางเงือก มีร่างครึ่งคนครึ่งปลา คือ กายท่อนบนเป็นหญิงสาวสวย แต่ท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปมีหางเป็นปลา อาศัยอยู่ในทะเล นางเงือกกับพ่อแม่ของนางได้ช่วยพาพระอภัยมณีกับสินสมุทรหนีนางผีเสื้อสมุทรไปที่เกาะแก้วพิสดาร แต่พ่อแม่ของนางหนีไม่ทันจึงโดนนางผีเสื้อสมุทรจับกิน แล้วนางเงือกก็ตกเป็นภรรยาของพระอภัยมณี ต่อมาพระภัยมณีกับสินสมุทรบวชเป็นโยคีและอาศัยเรือของท้าวสิลราชกลับไปบ้านเมือง ก่อนจากกันพระอภัยมณีไปล่ำลานางเงือกและฝากแหวนกับปิ่นไว้ให้ลูกในท้องนาง เวลาผ่านไปนางเงือกคลอดลูกชาย รูปร่างหน้าตาเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์และฝากให้โยคีเลี้ยงดูแลให้เพราะนางเลี้ยงลูกเองไม่สะดวก โยคีตั้งชื่อให้ว่า สุดสาคร ละครสุดสร้างสรรค์ :  ศรีสุวรรณ ศรีสุวรรณ เป็นโอรสของท้าวสุทัศน์กับนางปทุมเกสรแห่งกรุงรัตนา และเป็นน้องของพระอภัยมณี ได้เรียนวิชากระบี่กระบองจนชำนาญ แต่วิชาที่เรียนไม่ถูกใจของท้าวสุทัศน์จึงถูกขับไล่ออกจากเมืองพร้อมกับพระอภัยมณี ระหว่างเดินทางศรีสุวรรณต้องพลัดพรากกับพี่ชาย เพราะพระอภัยมณีถูกนางผีเสื้อสมุทรลักพาตัวไป ศรีสุวรรณจึงพยายามออกติดตามหาไปจนถึงเมืองรมจักรมีโอกาสได้รู้จักกับนางเกษราซึ่งเป็นธิดาของท้าวทศวงศ์กษัตริย์เมืองรมจักรและได้แต่งงานกัน ต่อมาศรีสุวรรรณก็ได้ครองเมืองรมจักรแทน ท้าวทศวงศ์จนเวลาผ่านไปหลายปีจึงได้พบกับพระอภัยมณีอีกครั้ง ศรีสุวรรณ มีภรรยา ๓ คน คือ -นางเกษรา มีธิดาด้วยกันชื่อนางอรุณรัศมี -นางรำภาสะหรี มีบุตรชายชื่อวลายุดา -นางศรีสุดา ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของนางเกษรา มีบุตรชายชื่อกฤษณา ละครสุดสร้างสรรค์ : สินสมุทร สินสมุทรเป็นบุตรของพระอภัยมณีกับนางผีเสื้อสมุทร มีรูปร่างหน้าตางดงามคล้ายพระอภัยมณี แต่มีเขี้ยว ผมหยิก ตาแดง มีกำลังมาก พออายุได้ ๘ ขวบพ่อก็ชวนให้หนีไปอาศัยอยู่กับโยคีที่เกาะแก้วพิสดาร ต่อมาทั้งสองได้อาศัยไปกับเรือของท้าวสิลราชเพื่อเดินทางกลับกรุงรัตนาแต่เรือแตก เพราะถูกนางผีเสื้อสมุทรตามมาอาละวาด สินสมุทรพานางสุวรรณมาลีหนีไปที่เกาะแห่งหนึ่งจึงพลัดกับพ่อ ต่อมาโจรสุหรั่งรับขึ้นเรือไปด้วย สินสมุทรโกรธที่โจรสุหรั่งลวนลามนางสุรรณมาลีจึงฆ่าโจรสุหรั่งตาย แล้วยึดเรือลำนั้นเดินทางต่อไปจนถึงเมืองรมจักรได้พบกับศรีสุวรรณ จึงชวนกันไปติดตามหาพระอภัยมณีจนกระทั่งได้พบกัน เมื่อเสร็จศึกกับเมืองลังกาแล้ว สินสมุทรก็ได้แต่งงานกับนางอรุณรัศมี ละครสุดสร้างสรรค์ : สุดสาคร สุดสาครเป็นบุตรของพระอภัยมณีกับนางเงือก ว่ายน้ำและดำน้ำเก่ง โยคีนำมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เพิ่งคลอดและสั่งสอนวิชาต่างๆให้แตกฉาน เมื่ออายุได้ ๓ ขวบก็จับม้านิลมังกรมาได้ โยคีแนะนำให้สุดสาครตามหาพ่อโดยให้ไม้เท้าวิเศษไว้ป้องกันตัวและบวชเป็นโยคีให้ ระหว่างเดินทางถูกชีเปลือยแก่หลอกไปผลักตกเหว แล้วยึดไม้เท้ากับม้านิลมังกรไปแตไม่นานม้าก็หนีกลับมาหา โยคีตามไปช่วยสุดสาครขึ้นจากเหวได้สุดสาครจึงเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรม สิบปีผ่านไปสุดสาครก็ขออำลาไปตามหาพระอภัยมณีอีก หัสไชยและนางเสาวคนธ์โอรสธิดาของสุริโยไทยขอตามไปด้วยแล้วทั้งสามก็ตามหาพระอภัยมณีจนพบ ต่อมาสุดสาครได้แต่งงานกับนางเสาวคนธ์แล้วเป็นกษัตริย์ครองเมืองลังกา ขอบคุณข้อมูล : http://203.113.11.23/upload-elearning/VJBwSAjYUdhbYc15/59/mainmedia/index_home.htm

เจาะชีวิต นักเรียน โรงเรียนนายเรืออากาศ
ทหาร /  ผู้ชายในเครื่องแบบ / 

มารู้จักโรงเรียนนายเรืออากาศกัน ไม่ไกลกันนัก ระหว่าง Center Point ใจกลางสยาม ที่มีวัยรุ่นจำนวนมากใช้เวลาทั้งที่เหลือในเย็นวันศุกร์ (และอาจจะไม่เหลือ แต่เอามาใช้) มาเดินเล่น แต่งตัวเปรี้ยวปรี๊ดส์.. ดูแล้วสดใสมีความกล้ากันขึ้นกว่าแต่ก่อน ในขณะเดียวกันหากเดินไปด้านนอกริมถนนตรงป้ายรถเมล์ อาจจะเห็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นประมาณเรา แต่แต่งตัวในเครื่องแบบ ยืนตัวตรงเหมือนรักษาระเบียบแถวอยู่ตลอดเวลา จะมีใครสงสัยในความเข้มงวดของนักเรียนทหารเหล่านี้เหมือนเรา I-mono บ้างมั๊ย ? เอาน่า ! Teen Society Issue นี้ขอสนองความกระหายความอยากรู้ของตัวเอง ประกอบกับถ้าคุณได้อ่านคอลัมน์นี้จนจบ เชื่อว่า..หลาย ๆ คนที่ (อาจจะ) ไม่เคยอยากจะรู้ จะต้องประทับใจกับคำว่า "อุดมการณ์" และ "หาญกล้า" ของเหล่านักเรียนในรั้ว (สีเทา) ของชาติกลุ่มนี้แน่นอน มารู้จักโรงเรียนนายเรืออากาศกันที่นี่สอนระเบียบวินัย สอนความเป็นผู้นำให้กับนักเรียนทุกคน นอกเหนือจากการเรียนที่เหมือนกับการเรียนระดับอุดมศึกษาทั่วไป แต่จะมีเพิ่มเรื่องวิชาทหาร วิชาการบินทั่วไป ซึ่งถ้าเราเรียนจบแล้ว ที่นี่จะมีปริญญาบัตรสองประเภทครับ คือวิทยาศาสตร์ กับวิศวกรรมศาสตร์ โดยแบ่งเป็นวิทยาศาสตร์ 2 สาขา วิศวกรรมศาสตร์ 6 สาขา แม้จะยังไม่ได้ฝึกบินของจริง แต่ทุกคนจะได้รับการสอนพื้นฐานเกี่ยวกับการบินที่นี่ นักเรียนทั้งหมดมี 5 ชั้นปี ก่อนเข้ามาเราต้องไปเรียนรวมกัน 4 เหล่าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร 2 ปีจบแล้วก็มาเรียนที่โรงเรียนนายเรืออากาศตั้งแต่ปีที่1-5รวมทั้งหมดก็5ปี(นานเหมือนกันนะ...แต่ก็คุ้ม) นอกเหนือจากด้านวิชาการละ ? ก็มีกิจกรรมหลายอย่าง ที่นี่มีชมรมเยอะมาก และส่วนมากที่ตั้งมาแรก ๆ มีจุดประสงค์หลักคือเพื่อผูกสัมพันธไมตรีระหว่างนักกีฬาแต่ละเหล่านักเรียนทหาร หลัง ๆ มาก็ออกไปแข่งมหาวิทยาลัยบ้าง อะไรบ้าง ก็ได้เพื่อนมาเยอะแยะมากมาย และบางชมรมก็ออกไปพัฒนาสังคม เช่นอาสาพัฒนา ไปค่าย สร้างโรงเรียน ชมรมนี้ส่วนมากจะสมัครใจไป ไม่ตายตัวสมาชิก ส่วนชมรมที่ออกไปโชว์บ่อย ๆ ก็มี Fancy Drill เล่นปืน เล่นกระบี่ ท่าอาวุธประกอบดนตรี มีกระบี่กระบอง โชว์ตามงานต่าง ๆ งานวันเด็ก อย่างสิ้นปีมีสวนสนามราชวัลลภ เราก็ต้องส่งกองพันนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์เข้าร่วม แล้วโดยเฉพาะปีนี้กองทัพอากาศเป็นเจ้าภาพจัดแสดงก่อนเวลา งานจะมีทุกปีแต่ปีนี้โรงเรียนนายเรืออากาศเป็นฝ่ายจัดงาน บรรยากาศก็จะเป็นกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์แต่จะมีแค่นักเรียนนายร้อย ทหารและตำรวจเท่านั้น โดยปีนี้จะจัดพิธีเปิดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(รังสิต)ตั้งแต่วันที่4กรกฎาคม2546เป็นต้นไป ถ้าใครสนใจก็ไปให้กำลังใจหนุ่มหล่อรั่วของชาติเหล่านี้ได้...(ฝ่ายประสานงานโรงเรียนนายเรืออากาศฝากบอกว่างานนี้การเปิดตัวใหญ่และสวยงามมาก)ทำอย่างไรถึงจะได้เป็น นนอ.ก็คือต้องเรียนจบ ม.4 มาก่อนแต่ในปีต่อไประบบการศึกษาใหม่จะต้องเรียนเตรียมทหาร3ปี จบ ม.4 แล้วเอาวุฒิมาสมัคร จะมีสอบคัดเลือก 5 วิชาคล้าย ๆ เอนท์ทรานซ์คือมีภาษาไทย คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาอังกฤษ จะต่างกันตรงที่ไม่มีชีววิทยา สังคม จำนวนที่รับในแต่ละปีเฉลี่ย ๆ ปีนึงรับ 100 คน ที่ผ่านมาสมัคร 18,000 คน ตอนนี้เหลือร้อยเดียว นอกจากผ่านการสอบ 5 วิชาในรอบแรกแล้ว ต้องสอบรอบสองด้วย คือมีพละศึกษา ว่ายน้ำ วิ่ง ดึงข้อ ดันพื้น ซิตอัพ นั่งยืดตัว และสอบสัมภาษณ์เป็นด่านสุดท้าย นอกจากนี้ ร่างกายก็ต้องพร้อม โดยมีตรวจร่างกาย และสูง 160 ซม.ขึ้นไปจบแล้วส่วนใหญ่มีเป้าหมายไปทำอะไรกันต่อเป็นนักบิน โรงเรียนเราจะมีสองส่วน ส่วนหลักคือนักบินของกองทัพอากาศจะรับจากนักเรียนนายเรืออากาศโดยตรงเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งเราจะมีให้ไปเป็นนักบินการบินไทยด้วย ตกปีละประมาณ 10-15 คน ส่วนที่เหลือก็จะแยกไปตามกรมกองต่าง ๆ ตามวิชาที่เรียนมา จากข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะรู้กันบ้างแล้ว แต่ต่อจากนี้ จะเข้าถึงในรั้วโรงเรียนที่หลาย ๆ คนฟังแล้วจะต้องทึ่งที่แน่นอนในเรื่องระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่นี่เราเป็นโรงเรียนทหาร เราจะฝึกการบังคับบัญชาไปด้วย คือ นักเรียนนายเรืออากาศชั้นปีที่ 5 ก็จะทำหน้าที่เป็นนักเรียนปกครองคือควบคุมระเบียบวินัยให้รุ่นน้องและเพื่อนให้ปฎิบัติตามระเบียบวินัยของโรงเรียน ที่เห็นกันชัด ๆ ก็คือตามธรรมเนียมรุ่นน้องเจอรุ่นพี่ก็จะต้องทำความเคารพก็เป็นปกติของนายทหารอยู่แล้ว เราจำลองชีวิตการเป็นทหารจริงมาอยู่ที่นี่ คือจำลองชั้นยศมาเป็นชั้นปี ในการเข้าแถวของทหารจะต้องมีผู้ควบคุมแถว ก็คือเราจะมีคนคุมแถวคอยสั่งแถว สั่งการ แม้แต่ไม่ใช่ในชั้นปีเราทั้งหมด แต่หากจะเป็นการจับกลุ่มเดินไปไหนในโรงเรียนจะต้องมีคนนึงออกมาจัดแถวตลอดเวลาการซ่อมน้อง เค้าเรียกว่าการปรับปรุงวินัยครับ อย่างปีหนึ่งก็ปกติจะเจอหนักหน่อย ตามการฝึกการเรียนรู้แล้วชั้นปีที่หนึ่งจะเป็นชั้นอาวุโสต่ำสุด โดยให้เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเดียว เราฝึกให้น้องเป็นผู้ตามก่อน เพราะการจะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้น จะต้องเป็นผู้ตามก่อน ขึ้นปีที่ 2 เราก็เริ่มผ่อนออกมาขึ้น ให้แสดงความคิดบ้าง สามารถดูระเบียบวินัยชั้นปีที่หนึ่งได้ คือถ้าจริง ๆ แล้ว เราจะดูแลชั้นอาวุโสที่ต่ำกว่า แล้วก็มีชั้น 5 ที่เป็นชั้นปกครองที่จะดูแลโดยตรง ก็คือนักเรียนบังคับบัญชาเป็นตำแหน่งใหญ่ อย่างเช่นในกองพันก็จะมีหัวหน้ากองพัน หัวหน้ากองร้อย ในกองพันเราจะมีอัตราอยู่ว่า บางคนจะอยู่ที่หมวดหนึ่ง กองร้อยสอง กองพันที่หนึ่งเป็นต้น ซึ่งตรงนี้จะมีหัวหน้าหมวด หัวหน้าหมวดก็จะรับผิดชอบตรงนี้โดยตรงก็คือรับผิดชอบหมวดหนึ่ง กองร้อยสอง แล้วก็จะมีหัวหน้ากองร้อยรับผิดชอบหมวด สมมติมีสองหมวดก็ดูแลทั้งสองหมวด แล้วก็จะมีหัวหน้ากองพันอีกหนึ่งคน ยิ่งชั้นสูงขึ้น ก็จะได้สิทธิ์มากขึ้น? จะมีการแบ่งอย่างชัดเจน อย่างปีห้า กางเกงชุดพละชั้นอื่น ๆ ก็จะเป็นสีน้ำเงิน แต่ถ้าเป็นชั้น 5 ก็จะเป็นสีขาว อย่างชุดฝึก ถ้าพับแขนและหมวกแบบนี้คือชั้น 4 และ 5 ขั้น 3 ก็จะเป็นแขนยาวแต่หมวกใบนี้ แต่ชั้น 2 และ 1 ก็จะเป็นแขนยาวแต่หมวกจะเป็นไฟเบอร์ คล้าย ๆ หมวกเหล็ก นอกจากนี้ยังมีถนนที่พวกเราเรียนกว่า "ถนนเกรียติศักดิ์" ที่มีไว้สำหรับชั้น 5 เดินเท่านั้น ชั้นอื่นต้องเดินอ้อม ไม่มีสิทธิ ถึงแม้ว่าตึกจะอยู่ตรงนั้นก็ต้องเดินอ้อม การให้สิทธิ์รุ่นน้องอยู่ที่รุ่นพี่จะเป็นคนกำหนดเอง ว่ารุ่นน้องมีความประพฤติที่ดีแล้ว โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนควบคู่กัน 1. ระยะเวลา 2. ความประพฤติเหมาะสมที่จะได้รับสิทธิ์นั้นแล้ว อย่างเช่น ชั้น 1 การเคลื่อนที่ในโรงเรียน ชั้น 1 จะต้องวิ่งอย่างเดียว แล้วอะไรที่มันไม่ตรงแล้ว (เช่นเจอทางเลี้ยว) จะต้องเตะฉากก่อน คล้าย ๆ สวนสนาม มันไม่ใช่แสดงถึงว่าเป็นการบังคับ หรือแสดงคำสั่งแต่อย่างใด แต่มันแสดงถึงความรับผิดชอบต่อตัวเอง ว่าคุณนั้นให้เกียรติตัวเองรึเปล่า มันไม่จำเป็นจะต้องมีคนมาดู หรือมีพี่คุมอยู่ตรงนั้น ถ้ามีความซื่อสัตย์กับตัวเองได้ ก็ซื่อสัตย์กับประเทศชาติได้ เราจะเรียกว่าระบบเกียรติศักดิ์ (อันนี้ I-mono ยืนยัน เพราะในขณะที่ทีมงานยืนปรึกษาผู้บังคับบัญชาแม้ท่านไม่ได้มองอยู่หรือหันหลัง เราเห็นเต็ม ๆ นักเรียนทุกคนต่างเคารพในเกียรติของตนเองที่จะมีความสัตย์ในการปฏิบัติตามกฎ)มีอะไรที่เป็นกฎแล้วมันทำให้รู้สึกว่าเกินพอดีบ้างมั๊ย ?ตอนเป็นชั้น 1 อาจจะมีความรู้สึกนี้ แต่ผมอยู่จุดนี้ (ชั้น 5) เวลามาคุยกันก็จะเป็นเรื่องขำขัน เฮฮากันไป มันผ่านมา อย่างตอนปีหนึ่งบางสิ่งบางอย่างเราไม่เข้าใจว่าเค้าให้ทำทำไม แต่พอเราอยู่ปี 5 เราจะรู้ว่าที่เราโดนแบบนั้นเพราะอะไร การกระทำทุกอย่างล้วนมีเหตุผล ตอนเป็นเด็กก็มีมุมมองอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมันก็เหมือนการเดินข้ามถนนหนะครับ ตอนเป็นเด็กก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมผู้ใหญ่จะต้องบอกให้ระวังอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่เราก็พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มั่นใจ แต่พอเค้าเป็นผู้ใหญ่ เค้ามองเห็นเด็กข้ามถนน เค้าก็จะต้องเตือนเหมือนกัน เพราะเค้าเป็นห่วง ก็แสดงว่าโตขึ้นก็จะรู้เอง ว่าสิง่ที่ทำไปนั้นเพื่ออะไร มันมีเหตุผลอยู่ครับ ชีวิตที่ต้องอยู่ประจำอยู่ที่โรงเรียนวันจันทร์-ศุกร์ กลับบ้านเย็นวันศุกร์ และจะกลับเข้าโรงเรียนสองทุ่มของวันอาทิตย์ เวลาเข้ามาก็จะรวมพลเช๊คยอดตอนสองทุ่ม ว่าเข้ามาครบยัง ถ้าช้าก็จะมีโทษกำกับ โดยจะถือว่าเป็นคนที่ไม่ตรงต่อเวลา กลับบ้านก็ไปเที่ยวบ้าง ถ้าเครียดมีมาดตลอด 24 ชม.ตายแน่นอน แต่มันก็ไม่ได้ขนาดนั้น แต่มันฝังไปในใจไปแล้วมากกว่าแบบที่เห็น ๆ กันภายนอกตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเครื่องแบบมีทั้งหมด 13 แบบ มีบางชุดที่ไม่ใช่ของส่วนตัว เช่นชุดราชวัลลภครึ่งยศ ชุดเต็มยศรักษาพระองค์ ชุดเหล่านี้จะใช้วันที่ถวายคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล หรือที่เรียกว่าพิธีสวนสนามราชวัลลภ ก็คือว่าถ้าจะใช้ช่วงนั้นก็เบิกมาใช้ ชุดนี้ที่อยู่กับเค้า ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่เรา นอกจากนี้กระเป๋าก็มี 3 ใบคือ 1.กระเป๋าศึกษาที่ใส่หนังสือไปเรียน กระเป๋ากลับบ้านก็จะเป็นกระเป๋าเจมส์บอนด์ ถุงบิน (กระเป๋าผ้า) เอาไว้ใส่หนังสือใหญ่ ๆ หรือใส่เสื้อผ้าที่จะเอาไปแก้ ส่วนเรื่องทรงผมก็ตามสิทธิ์แต่ละชั้นปี จริง ๆ ตอนชั้นหนึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นหัวเกรียนก็ได้ แต่ชั้นหนึ่งต้องฝึกค่อนข้างหนัก ถ้าเราจะต้องมามัวพะวงดูแดทำความสะอาดก็จะเสียเวลา ตามกฎนั้นไม่ได้มี แต่ถ้าเกิดให้ปล่อยไว้ยาว ๆ ฝึกหนัก ๆ มันก็จะเป็นผลร้ายเอง เช่นกลิ่น (พิสูจน์มาแล้วคะ) บนขวา : นนอ.กรกฎ โรจนวิภาต (แม็ค) ชั้นปีที่4 วิศวกรรมอากาศยานล่างซ้าย : นนอ.อิศรพงษ์ วิศาลวัชร (เติ้ล) ชั้นปีืี่5 วิศกรรมเครื่องกลล่างขวา : นนอ.วีรพล มะม่วงแก้ว (บอมบ์) ชั้นปีที่5 วิศวกรรมอากาศยาน ระเบียบที่เรียกว่าเข้มงวดที่สุดคือระบบอาวุโส ง่าย ๆ ก็คือน้องต้องเคารพพี่ ต้องให้เกียรติพี่ ให้ความเกรงใจพี่ พี่ต้องให้ความดูแล และให้เกียรติน้องด้วย ต้องคอยสั่งสอนน้องถ้าน้องทำผิด ไอ้เรื่องจะมามีอารมณ์ส่วนตัวนอกรอบจะไม่มีที่นี่แน่นอน ส่วนมากจะมีเพราะความผิด เรียกมาลงโทษ แล้วก็สอนไปในตัว ที่นี่ห้ามถูกเนื้อต้องตัว ห้ามเตะ ห้ามต่อย และที่นี่ดีอย่างในตอนทานข้าวเราจะจัดเรื่องโต๊ะที่นั่งไว้ ถ้าเกิดเข้ามาเกิดปัญหาที่ว่าน้องมานั่ง แล้วไม่มีโต๊ะพอดี พี่ชั้น 5 จะลุกให้น้อง แล้วพี่จะไปทานที่สโมสร เพราะว่าพี่มีสิทธิ์ที่กินที่นั่นได้แล้ว เป็นอะไรที่พี่น้อง อาวุโสก็จริง ก็คือพี่อาวุโสต้องแสดงต่อน้องด้วย คือเรารับกับข้าวเป็นวงนึงนั่งกัน 5 คน บางครั้งน้องอาจจะมาช้ามาก เพราะติดงานอะไรอยู่ พี่ก็เสียสละให้น้อง เหมือนกับเป็นประเพณีด้วยว่า ถ้าน้องไม่มีข้าวกิน อาวุโสที่สุดก็อาจจะไม่ได้ทาน น้องอาจจะนึกว่าไปกินสโมสรได้ แต่บางคนก็ไม่มีเงิน ว่าเรื่องทานข้าวแล้ว ขอถามหน่อยกฎระเบียบเข้าไปถึงตรงนั้นด้วยรึเปล่า ? ถ้าในเรื่องอาบน้ำระเบียบจะไปไม่ถึงตรงนั้น ตามสบายได้ แต่เวลาทานข้าวก็มีสิทธิ์ตามชั้นปี ตอนกินเราจะกินพร้อมกัน แต่ Process การกินจะต่างกัน อย่างชั้น 1 จะมีวิธีการกิน คือ การกินฉาก (ก็คือมือถือช้อนตักอาหาร แล้วทำมุมฉากยื่นออกไปก่อนจะวกกลับมาส่งอาหารเข้าปากได้) เวลานั่งก็จะนั่งได้หนึ่งในสามของเก้าอี้ แบ่งเป็นสามส่วนของเบาะรองนั่ง ก็คือนั่งได้ส่วนเดียว แล้วก็ปิดเข่าเท้าชิด ปีสูงขึ้นก็ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น อย่างปีสามก็ไม่ต้องเท้าชิดแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของน้องแต่ละคนด้วย น้องปฏิบัติดีก็จะได้เข่าแตกเร็ว (ฮา....) ชั้นห้าก็จะนั่งสบาย นั่งได้เต็มเก้าอี้ กางขาได้ ขวา : นนอ.จักรพันธ์ เครือวรรณ (อั๋น) ชั้นปีที่2 วิศวกรรมอุตสาหกรรมซ้าย : นนอ.เทวินทร์ มานะยิ่ง (ตูน) ชั้นปีที่ 3 วิศวกรรมโยธา ขาดไม่ได้เรื่องสาว ๆ กับนักเรียนโรงเรียนประจำ?เรื่องมันเศร้านะพี่ คำว่าแฟนนี่มัน ในความหมายของพวกผม คือไม่ได้คบกันไปวัน ๆ มันคือผู้หญิงที่พวกผมนายเรืออากาศทุกคนคบ ก็คือต้องการที่จะให้เป็นแม่ที่ดีของครอบครัว ก็เลยค่อนข้างที่จะเฟ้นกันหน่อย บางทีมันก็ลำบากใจนะพี่ บางครั้งผู้หญิงบางคนมาแรก ๆ ก็เข้าใจ รอได้.... ผู้หญิงบางคน ชั้นรอเธอได้ แต่ก็... สายสัมพันธ์ของเพื่อนเกิดจากหยาดเหงื่อและน้ำตาแต่งชุด ถือกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย พาไปหน้าโรงเรียน จะถึงเวลากลับบ้าน นายเวรปั่นจักรยานมา บอกว่าข้างนอกมีเหตุการณ์ไม่ปกติ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนนักเรืออากาศ ขอให้กลับเข้าไปประจำที่โรงเรียน แล้วให้ร้องเพลง "ค่าน้ำนม" จากเหตุการณ์นี้ทุกคนได้รู้ซึ้งถึงความอดทน และไม่มีอะไรแน่นอน ฝึกความผิดหวัง ซึ่งจะมีผลได้โดยที่เราทุกคนไม่รู้ตัว มันซึมซับเข้าไปเองให้รู้จักเตรียมพร้อม และสามารถที่จะเผชิญได้ทุกสถานการณ์ เดือนแรกจะหนักมาก คิดถึงบ้าน แต่เราทุกคนผ่านมาได้เพราะมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ช่วยเหลือ มีหยาดเหงื่อ มีน้ำตาไปด้วยกัน นนอ.อภิเชษฐ์ ท่าดี (เชษฐ์) ชั้นปีที3 หัวหน้าตอนคอมพิวเตอร์ ชีวิตนักเรียนนายเรืออากาศ05.30 น. ปลุกตัวเองโดยอัตโนมัติ(จากเสียงแตร่) แล้วออกกำลังกาย 06.00 น. กลับมาทำภารกิจส่วนตัว อาบน้ำ แต่งตัว จัดตารางสอน ทำความสะอาดเขตที่รับผิดชอบ 7.10 น. เดินแถวไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงอาหาร 8.00 น. เคารพธงชาติ หลังจากนั้นเริ่มศึกษาถึงเที่ยง 12.00 - 13.00 น. มาทานข้าวกลางวัน แล้วมาเรียนต่อ ตอน 13.00 - 14.00 น. ศึกษา- - - - - - ภารกิจแต่ละวัน - - - - - -(การฝึกพละศึกษา ฝึกวิชาทหาร หรือว่าให้พักผ่อน เล่นกีฬาตามลำพังได้) 18.00 น. ทานอาหารเย็นเย็น19.30 - 21.30 น. ฝึกฝนอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน21.30 น. รวมสวดมนต์- - - - - - ภารกิจส่วนตัว - - - - - - 22.30 ปิดไฟนอน ถ้าไม่นอนต้องการฝึกฝนอ่านหนังสือเพิ่มเติมก็สามารถทำได้ ศัพท์ควรรู้ :หลาย ๆ อย่างที่นี่จะใช้ศัพท์ทางการบินเข้ามาในชีวิตประจำวันด้วย เช่น โรงนอน = แฮงก้า (โรงเก็บเครื่องบิน) เวลาเดิน =เรียกแท๊กซี่ คือการเคลื่อนไป Take off = รอบลาน ก็ไม่บอกเป็นรอบจะบอกเป็นซอร์ตี้ ที่มาจาก นิตยสาร I-Mono ................................................................................................................................................ มารู้จัก 5 หนุ่มอดีตนักเรียนวชิราวุธ กับกีฬารักบี้แต่ด้วยวิธีการของเกมนี้แล้ว เค้าอยากจะให้ใคร ๆ รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันคือกีฬาของสุภาพบุรุษต่างหาก

เคนโด้ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น
Rising Sun /  รอยฝันตะวันเดือด / 

วันนี้ทีนเอ็มไทย ขอนำเรื่องน่ารู้อย่าง เคนโด้ (Kendo) วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น ศิลปะป้องกันตัวที่ต้องฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี และอีกไม่นานเราก็จะได้ชมในละคร The rising sun?รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน และ รอยฝันตะวันเดือด ที่ได้สองหนุ่มสุดฮอต อย่างมาริโอ้ และ ณเดชน์ ร่วมแสดง ซึ่งทั้งคู่จะเล่นกีฬาเคนโด้ เพื่อใช้ในการต่อสู้แบบชาวญี่ปุ่นอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เราไปทำความรู้จักเรื่องน่ารู้ของ?เคนโด้ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น นี้กันค่ะ เคนโด้ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น "เคนโด้"(Kendo) คือ ศิลปวิทยายุทธ์ ที่มีความหมายว่า วิถีแห่งดาบ ค่ะ โดยมีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของซามูไร ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 789 จนกระทั่งพัฒนามาเป็นกีฬาเคนโด้ และกำลังได้รับความนิยมในกว่า 28 ประเทศทั่วโลก นอกจากจะเป็นวิชาการต่อสู้ที่รวดเร็วและเด็ดขาดแล้ว เคนโด้ยังแฝงหลักจริยธรรมของนักรบ และความลึกล้ำด้านจิตวิญญาณของศาสนาไว้อีกด้วย วิชาเคนโด้จึงถูกนำมาเป็นวิชาการปกครองแขนงหนึ่งซึ่งนักรบชนชั้นปกครอง รวมทั้งเหล่าวิญญูชนให้ความนับถือ ยกย่องเป็นพิเศษมาช้านาน จนกระทั่งแพร่หลายไปเป็นวิชาหนึ่งในสถาบันวิชาการปกครอง และการทหารต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย แก่นแท้ของวิชาเคนโด้ (Kendo)?คือ การผนวก ดาบ จิตใจ และร่างกาย เข้าเป็นหนึ่ง การโจมตีโดยดาบไม้ไผ่ หรือชินัย ซึ่งประสานจิตและกายไว้เป็นหนึ่งเดียว จนเอาชนะคู่แข่งได้ในพริบตานั้นจะเรียกว่า อิทโชะคุ อิตโต ( ISSOKU ITTO) หรือ "ดาบเดียวในหนึ่งก้าว" ซึ่งถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่อันเกิดจากการใช้พลังเพียงนิดเดียว ดังนั้น ผู้ที่ฝึกเคนโด้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุเพียงไหนก็สามารถ ใช้หลักการนี้เอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีร่างกายแข็งแรงกว่าได้อย่างง่ายดาย สำหรับประวัติเคนโด้ในประเทศไทย คำว่า "เคนโด้ (Kendo)" นั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2514-5 ประเทศไทยเรารู้จักกีฬาเคนโด้เป็นครั้งแรกทางหน้าจอโทรทัศน์ ก็คือเรื่อง Ore wa Otoko da! (ข้าคือลูกผู้ชาย) ที่ใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยง่ายๆแต่ติดปากว่า "เคนโด้ (Kendo)" เนื้อเรื่องกล่าวถึงการต่อสู้ของลูกผู้ชายอย่าง โคบายาชิ โคจิ ที่ไม่ชอบการที่ผู้หญิงมีอิทธิพลอย่างสูงในโรงเรียนอาโอบะ โดยใช้การต่อสู้ของลูกผู้ชายคนหนึ่งผ่านดาบไม้ไผ่ (เคนโด้) สร้างชมรมเคนโด้ขึ้นมาด้วย ความยากลำบาก การเป็นขมิ้นกับปูนกับ โยชิคาว่า มิซาโอะ หัวหน้าชมรมดรัมเมเยอร์ได้สร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก หลังจากเรื่องดังกล่าวจบไปแล้ว คำว่า "เคนโด้" ก็เลือนหายไป จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคมปีพ.ศ. 2528 ได้มีอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นผู้ชำนาญในสาขาพลศึกษาชื่ออาจารย์เคอิชิ นากาเน่ ( Keishi Nakane) เดินทางมาเป็นอาสาสมัครประจำที่วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพฯ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และได้นำเคนโด้ที่อาจารย์ถนัดที่สุดเผยแพร่เป็นครั้งแรก โดยทำการฝึกสอนให้กับทางคณาจารย์และนักศึกษาที่สนใจในเวลาเย็น ขณะนั้นอาจารย์ได้รับ 5 ดั้งจากสหพันธ์เคนโด้ญี่ปุ่น แต่เนื่องจากชุดและอุปกรณ์ในการฝึกซ้อมเคนโด้นั้นมีราคาสูงมาก อาจารย์เคอิชิ นากาเน่ จึงได้ติดต่อชุดอุปกรณ์จาก JICA (Japan International Cooperation Agency) จำนวน 20 ชุดและขอชุดเก่าจากสหพันธ์เคนโด้ญีปุ่นอีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้ผู้ที่สนใจในเมืองไทยได้ฝึกซ้อมหลังจากนั้น ผู้ที่เล่นเคนโด้ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15 คนก็ได้ออกไปเผยแพร่ตามสถานที่ต่างๆ และถูกส่งไปเข้าร่วมการแข่งขันฝึกซ้อมกันกับประเทศอาเซียนที่เล่นกันอยู่เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์อยู่เป็นประจำ ต่อมาก็มีสถาบันหลายแห่งที่ให้ความสนใจในกีฬาเคนโด้จึงได้เรียนเชิญอาจารย์เคอิชิ นากาเน่ ไปช่วยแนะนำ การเล่นและฝึกสอน เช่นโรงเรียนนายเรือ , มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรมพลศึกษา ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2533 ก็ได้มีคนไทยที่ไปเรียนยังต่างประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา, เกาหลีและญี่ปุ่นได้ฝึกเล่นเคนโด้ และเดินทางกลับมารวมตัวกัน ขึ้นร่วมกับชาวญี่ปุ่นที่สนใจอยู่แล้วรวมกันก่อตั้ง ชมรมกีฬาเคนโด้แห่งประเทศไทย ( Thailand Kendo Club) ขึ้น และในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ทางชมรมได้ร่วมกับกรมพลศึกษาเป็นเจ้าภาพรับจัดการแข่งขันเคนโด้ชิงชนะเลิศอาเซียนครั้งที่ 3 ขึ้น ณ อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ อุปกรณ์และเครื่องแบบ เคนโด้ (Kendo) 1.ดาบไม้ไผ่ (Shinai : ชินัย) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 แผ่น มามัดรวมด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนทั่วไป 2.ดาบไม้ (Bokuto : โบคุโต) เป็นดาบที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการฝึกที่เป็นทางการ 3.เสื้อ (Keigoki : เคย์โกกิ) 4.กางเกง (Hakama : ฮากามะ) 5.เสื้อเกราะ (Boku : โบกุ) มีทั้งหมด 4 ชิ้น คือ หัว(Men : เม็ง) ตัว(Do : โด) ข้อมือ(Kote : โคเทะ) และส่วนสะโพก(Tare : ทาเระ) วิธีการเล่นเคนโด้(Kendo) จะมีวิธีการฝึกซ้อมอยู่สองแขนง แขนงที่หนึ่งคือการฝึกท่ารำ คล้ายๆ กับกระบี่กระบองของบ้านเรา การรำนี้เขาเรียกว่า คาตะ(KATA)เป็นการรำที่ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ สมาธิ ในการรำจะประกอบด้วยผู้ฝึกเคนโดจำนวนสองคน ผลัดกันรุกและรับ แขนงที่สองคือการต่อสู้ของผู้ฝึกเคนโด โดยการใส่ชุดเกราะที่เรียกว่า โบกู (BOGU) และใช้อาวุธเป็นดาบไม้ไผ่ที่เรียกว่า Shinai ในการฝึกเคนโดนั้น ตามปกติโดยทั่วไปผู้เข้าฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ประเภทนี้จะต้องเริ่มฝึกจากท่ารำคาตะก่อนแล้วจึงตามด้วยการฝึกแบบใส่ชุดเกราะ และก่อนที่จะใส่ชุดเกราะจะมีการสวมชุดอีกชุดหนึ่งข้างในก่อน ชุดนี้จะประกอบด้วยเสื้อ (Kendo-gi) และกางเกง (Hakama) ในการฝึกแบบต่อสู้นั้นจะทำให้ผู้ฝึกได้ฝึกการใช้สมาธิและการตัดสินใจอย่างรอบคอบและรวดเร็ว เพราะกีฬาประเภทนี้ตัดสินกันที่เสี้ยววินาที จุดทำคะแนน เมื่อฝึกได้เข้าขั้นจนได้เข้าทำการแข่งขันแล้ว ในการแข่งขันผู้เล่นจะต้องตีให้ถูกจุดทำคะแนนทั้งสามจุดนั่นคือ ศีรษะ (Men) ข้อมือ (Kote) และลำตัว (Do) การที่จะทำให้การทำคะแนนแต่ละครั้งได้รับการยอมรับจากกรรมการขึ้นอยู่กับความหนักแน่นและความถูกต้องแม่นยำ ไม่ใช้ว่าใครก็สามารถจะทำกันได้ง่ายๆ สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและประสบการณ์ สนามในการแข่งเคนโด้(Kendo) ส่วนสนามที่ใช้ในการฝึกต้องเป็นพื้นที่เรียบเป็นพื้นไม้และอยู่ในร่มถ้าเป็นประเทศไทยถ้าติดแอร์ได้จะเป็นการดีเพราะชุดเคนโดรวมเสื้อเกราะและหน้ากากจะทำความร้อนให้กับตัวเราเป็นอย่างดีในการแข่งขันจะมีการตีกรอบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 6 x 6 หรือ 8 x 8 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ การต่อสู้จะต่อสู้กันภายในกรอบและผู้ใดที่ก้าวเลยออกนอกกรอบจะโดนตัดคะแนน สำหรับวิธีการคิดคะแนน ในการตัดสินผู้เข้าแข่งขันคนใดได้สองคะแนนจากกรรมการก่อนจะเป็นผู้ชนะ หลังจากเราได้ทราบเรื่องน่ารู้ ของ เคนโด้(Kendo) วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น แล้ว เราลองมาดูภาพการฝึกฝนเคนโด้ ในเบื้องหลังละคร The rising sun รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน และ รอยฝันตะวันเดือด ของสองหนุ่ม มาริโอ้ และ ณเดชน์ เรียกน้ำย่อยก่อนออนแอร์ในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้กัน เคนโด้ (Kendo) ไม่ว่าจะเป็นกีฬาสัญชาติไหน แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นกีฬาแล้ว นอกจากให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี 'รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย คือหัวใจของนักกีฬาที่ดี' สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในกีฬาทุกประเภท เคนโดก็เป็นอีกทางเลือกของเพื่อนๆ ที่สนใจ กับ เคนโด้ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่นสำหรับวัยรุ่นคนไหนที่สนใจลองเล่นกันดูนะคะ เป็นยังไงแล้วลองมาเล่าสู่กันฟังบ้างน้า... เรียบเรียงโดย : teen.mthai.com ข้อมูล :?thailandkendo/booska4.tripod.com ภาพจาก : ?google

ละครคู่เดือด
ป๋อ ณัฐวุฒิ /  อั้ม อธิชาติ / 

ละครคู่เดือด บทประพันธ์โดย : ปิ่นเพชรละครคู่เดือด บทโทรทัศน์โดย : สถาพร สุชาติละครคู่เดือด กำกับโดย : วีระชัย รุ่งเรืองละครคู่เดือด ออกอากาศทุกวันจันทร์ – อังคาร เวลา 20.30 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 น้ำงาม อำเภอชายแดนทางภาคเหนือของประเทศ ดินแดนบริสุทธิ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ผู้คนที่มีน้ำใจโอบอ้อมอารี ดินแดนที่มีแม่น้ำสายใหญ่กั้นเขตแดนระหว่างเพื่อนบ้านอีกสองประเทศต่างคบค้า สมาคมกันฉันพี่น้องมาเนิ่นนาน ในหมู่บ้านมีวัดถ้าผาน้ำไหลที่เป็นวัดเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ และมีเด็กชายดำตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ถูกสายใจแม่บังเกิดเกล้ามาทิ้งไว้ให้หลวงพ่อสิงโตที่เป็นเจ้า อาวาสเลี้ยงก่อนจะหนีไปอยู่กับสามีใหม่ หลวงพ่อสิงโตเลี้ยงให้ดำเติบโตมาด้วยความไม่บกพร่องทางจิตใจ พร้อมกับสอนศิลปะป้องกันตัวไม่ว่าจะเป็นมวยไทยกระบี่กระบอง ซึ่งเป็นวิชาที่หลวงพ่อมีติตัวมาตั้งแต่ยังไม่บวชได้ถูกถ่ายทอดให้ดำจนหมด ดำเติบโตมาด้วยความอบอุ่นจนกระทั่งการมาของขาว! ขาวเป็นเด็กทารกที่ถูกนำมาวางอยู่หน้ากุฏิถูกมดรุมกัดจนเป็นแผลทั้งตัวหลวง พ่อเห็นเข้าจึงช่วยเหลือให้เด็กคนนี้มีชีวิตอยู่ หลวงตาตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า ขาว เพราะตั้งใจจะให้คล้องกับดำเพื่อโตขึ้นให้เด็กสองคนนี้เป็นพี่น้องกันเด็กชายดำกับขาวรักกันเหมือนพี่น้องร่วมสายเลือดกันจริง ๆ ดำโตขึ้นมาเป็นคนอารมณ์ดี ขี้เล่น ว่านอนสอนง่าย ต่างจากขาวที่เป็นคนใจร้อนอยู่บ้าง ในวัดจะเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นที่ลูกหลานของชาวบ้านโดยรอบจะเข้ามาเล่นกัน ทำให้ดำกับขาวเป็นเพื่อนสนิทกับแก้วและบัว เด็กหญิงชาวบ้านที่เข้ามาเล่นที่วัดทุกวัน แก้วเป็นสาวจอมแก่นที่ชอบเข้ามาเล่นในวัด เห็นดำฝึกศิลปะป้องกันตัวเลยขอหลวงพ่อฝึกบ้าง แก้วจึงกลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เรียนศิลปะป้องกันตัว เวลาผ่านไปทำให้ความรักจากเพื่อนกลายเป็นความรักหนุ่มสาว ขาวแอบหลงรักแก้ว แต่แก้วกลับชอบดำมากกว่า ดำรู้ว่าขาวชอบแก้วจึงทำตัวห่าง แก้วพยายามเข้าใกล้ดำจนทำให้ขาวเข้าใจผิดเกิดการชกต่อยกัน หลวงพ่อจึงต้องทำโทษให้ไปทำสมาธิในถ้ำ แต่ก็ไม่วายที่ขาวโมโหดำอยู่จึงลุกขึ้นเตะ โชคดีที่หลวงพ่อเข้ามาห้าวขาวไว้ทัน ขาวขอหลวงพ่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หลวงพ่อได้พาขาวมาฝากไว้กับวัดของพระผู้ใหญ่ที่นับถือในกรุงเทพฯ ขาวได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง ขาวมักจะกลับมาเยี่ยมหลวงพ่อเพราะความรัก แต่การกลับมาในแต่ละครั้งขาวก็มักจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับดำ หลวงพ่อสิงโตกับดำถึงแม้ว่าจะยุ่งกับการช่วยเหลือชาวบ้านแต่ทั้งคู่ก็เฝ้ารอ การกลับมาของขาวด้วยความเป็นห่วง เวลาผ่านไปครึ่งปีขาวไม่ได้กลับไปที่วัดเลยจนดำสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แต่ก็ยอม สละสิทธิ์เพราะเป็นห่วงหลวงพ่อ เขายอมเรียนรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเปิดเพื่อที่จะดูแลหลวงพ่อ ตั้งแต่ขาวเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ขาวก็ตั้งใจเรียนจนวันหนึ่งไปเจอบึมที่ถูกจิ๊กโก๋ทำร้าย ขาวจึงเข้าไปช่วยและกลายเป็นเพื่อนสนิทกันและชวนขาวไปทำงานร้านอาหารแห่ง หนึ่ง แต่เข็มทิศในความตั้งใจเอาดีของขาวต้องเปลี่ยนเมื่อวันหนึ่งบึมชวนขาวไปดู การแข่งรถประลองความเร็ว และถูกท้าประลอง ขาวโค่นบัลลังค์แชมป์ ของตี๋ได้ในครั้งแรก จากนั้นขาวและตี๋รวมทีมกันออกแข่งทุกค่ำคืนทำให้ขาวห่างจากการเรียนไปทุกที คืนหนึ่งกุ๊กใหญ่ของร้านเกิดป่วยกะทันหัน ทำให้ขาวสวมบทพ่อครัวแทน ทำให้ขาวได้เจอกับเคที่ ลูกสาวคนเดียวของ เสี่ยพิทักษ์ เศรษฐีจอมอิทธิพลในคราบนักพัฒนา เข้ามาทานอาหารกับเพื่อนสาว เคที่ไม่พอใจรสชาติอาหารของร้านจึงต่อว่าเจ้าของร้านอย่างไม่ไว้หน้า ขาวแอบมองก่อนที่จะเข้าไปรับผิดชอบ เคที่ไม่ฟังและยังขู่ขาว เมื่อเคที่ขับรถกลับบ้านเธอกับเพื่อนสาวถูกดักปล้น บังเอิญขาวขับรถผ่านไปเจอจึงช่วยเธอและได้รับบาดเจ็บ ทำให้เคที่หลงรักผู้ชายคนนี้อย่างไม่รู้ตัว จากนั้นขาวก็เริ่มสนิทกับเคที่จนเรื่องนี้เข้าถึงหูเสี่ยพิทักษ์และไม่พอใจ กับประวัติของขาวที่เป็นเด็กวัดมาก่อน จึงส่ง เจษ ลูกน้องคนสนิทไปทำร้ายขาวแต่ก็ต้องยอมรับในฝีมือของขาวที่ไม่ธรรมดา ที่อำเภอน้ำงามหลวงพ่อถูกรอบยิงจากแม่เลี้ยงอุ้มคำ นายทุนหน้าเลือดแต่ก็ไม่เป็นอะไรเพราะไม้พะพดที่ท่านถือช่วยท่านไว้ เรื่องถึงหูนายทุนทำให้ยิ่งโกรธแค้นมาก หกเดือนผ่านไปขาวไม่ได้ส่งข่าวกลับมาที่วัดเลย ทำให้หลวงพ่อเป็นห่วง หวงพ่อและดำเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยความเป็นห่วง หลวงพ่อสิงโตตกใจกับภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก ภาพของขาว เด็กน้อยที่หลวงพ่อเลี้ยงมาตั้งแต่ยังแบเบาะ ตอนนี้กำลังจะท้าทายมัจจุราชอยู่ตรงหน้า ขาวสบตากับหลวงพ่อสิงโตนิ่งเหมือนจะวัดใจกัน ก่อนขาวตัดสินใจออกรถอย่างแรงจนเฉียดจีวรของหลวงพ่อสิงโตไปนิดเดียว ดำและหลวงพ่อสิงโตพยายามพูดให้ขาวกลับไปอยู่ที่น้ำงามด้วยกัน แต่ขาวยืนยันจะใช้ชีวิตที่กรุเทพฯ ขาวประลองความเร็วอีกครั้ง ตี๋กระเด็นลอยคว้างร่างฟาดกับพื้นถนนสิ้นใจคาที่ ขาว ไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นจึงตัดสินใจไม่กลับไปน้ำงาม และที่สำคัญถ้าขาวกลับไปตอนนี้ เท่ากับเป็นการพ่ายแพ้ต่อดำอย่างสิ้นเชิงซึ่งเขายอมไม่ได้ เวลาผ่านไป ดำเรียนจบคณะรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว แก้วเข้าไปเรียนนายร้อยตำรวจหญิงจบในเวลาไล่เลี่ย ขณะที่บัวสาวน้อยผู้น่าสงสาร เรียนจบแค่ชั้นมัธยม ขาวยังเวียนว่ายอยู่กับเพื่อนฝูงกลุ่มเดิม เสี่ยพิทักษ์เห็นว่าเมื่อห้ามลูกสาวไม่ให้คบกับขาวไม่ได้ก็เอามาใช้งานซะเลย เสี่ยพิทักษ์ให้ขาวกับบึมมาช่วยงานมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือและให้โอกาสคนใน สังคม ขาวดีใจมากที่ได้โอกาสกลับไปพัฒนาท้องถิ่นเกิดอย่างตั้งใจ โดยหารู้ไม่ว่าเขากำลังถูกหลอกใช้ เสี่ยพิทักษ์พร้อมเคที่เดินทางขึ้นมาดูกิจกรรมของตนด้วยตัวเอง เสี่ยพิทักษ์ได้พบกับแม่เลี้ยงอุ้มคำ ทั้งสองคนคุยกันอย่างถูกคอ ดำกับหลวงพ่อสิงโตเริ่มเห็นความไม่ชอบมาพากลของเสี่ยพิทักษ์มากขึ้นทุกที บัวสูญเสียที่ดินของพ่อแม่เพราะถูกแม่เลี้ยงอุ้มคำยึดและเอาที่ดินไปขาย บัวได้แอบไปสมัครทำงานที่โครงการของเสี่ยพิทักษ์ โดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังบินเข้าหากองไฟ ดำ แก้ว หมวดจีรายุส ช่วยกันใช้ความคิดที่จะเปิดโปงความลับของ ศูนย์หัตถกรรมพิทักษ์ไทย โดยขอร้องให้บัวช่วยเป็นสายสืบให้ แม่เลี้ยงอุ้มคำมีหน้าที่หาสาวรุ่นชาวบ้านหน้าใส ๆ ส่งให้เสี่ยพิทักษ์ ดำดูแลแก้วอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางมรสุมศรัทธาที่ชาวบ้านมีให้ลดลง แต่ก็ทำให้ทั้งสองคนรู้ถึงหัวใจรักที่มีให้กันมากขึ้น ขาว แอบเข้าไปในชั้นใต้ดินแล้วเขาต้องตะลึงเมื่อพบความจริงทุกอย่าง ทั้งบ่อนการพนัน ยาเสพติด และบัวที่ถูกจับขังรวม เสี่ยพิทักษ์ เห็นว่าโครงการ คืนชีวิตให้แผ่นดิน แข็งแรงขึ้นทุกวัน เขาจึงตั้งใจนำกำลังมาถล่มให้สิ้นซาก แปลงนาสาธิตที่กำลังรอการเกี่ยวถูกลอบวางเพลิงเผาวอดวาย เสี่ยพิทักษ์เห็นว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลง ถ้าหลวงพ่อสิงโตซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้านจบชีวิต เสี่ยพิทักษ์จึงยิงหลวงพ่อสิงโตจนล้มทั้งยืน หลวงพ่อสิงโตพูดทั้งลมหายใจรวยริน หลวงพ่อสิงโตเอื้อมมือไปจับมือดำกับขาวมาประกบกันเพื่อเป็นสัญญาว่าต่อไปจะ ไม่แตกแยกกันอีก ทั้งดำและขาวรับคำก่อนหลวงพ่อสิงโตจะสิ้นใจตาย ขาวขอบคุณและขอโทษดำ ทั้งสองคนกลับมาเข้าใจกันเช่นเดิมด้วยสายใยของความรักของพี่น้องสายเลือด ดำกับขาวผนึกกำลังกันต่อสู้กับพวกของเสี่ยพิทักษ์ เสี่ยพิทักษ์ถูกดำปลิดชีพลง ขณะที่เคที่เห็นท่าไม่ดีหนีขึ้นรถบรรทุกโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของ เธอกำลังรออยู่ สองปีผ่านไป ดำได้กลับเข้ามารับราชการเป็นปลัดอำเภอน้ำงามตามเดิม ดำกำลังจะแต่งงานกับแก้วหญิงสาวที่เขารัก ขาวที่ยอมรับโทษในคุกได้ทำประโยชน์ในคุกจนเป็นนักโทษชั้นดีและถูกอภัยโทษออก มา ดำกับขาวใช้ความรู้และคำสอนของหลวงพ่อสิงโตในเรื่องความรักสามัคคีมาเป็นแนว ทางและปลูกฝังให้กับคนรุ่น ๆ ต่อไป รายชื่อนักแสดงนำในละคร คู่เดือดณัฐวุฒิ สกิดใจ รับบทเป็น ดำ อธิชาติ ชุมนานนท์ รับบทเป็น ขาว พรชิตา ณ สงขลา รับบทเป็น แก้วตา รัชวิน วงศ์วิริยะ รับบทเป็น บัว สรพงศ์ ชาตรี รับบทเป็น หลวงพ่อสิงโต พิษณุ นิ่มสกุล รับบทเป็น เจษ ศุภักษร ไชยมงคล รับบทเป็น เคที่ เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล รับบทเป็น ร.ต.อ. จีรายุส รอน บรรจงสร้าง รับบทเป็น เสี่ยพิทักษ์